GEN 1:1 ในปฐมกาล พระเจ้าสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
GEN 1:2 ​แผ่​นดินโลกยังไม่เป็​นร​ูปเป็​นร​่างอีกทั้งยังว่างเปล่า ​มี​เพียงความมืดปกคลุมอยู่เหนือพื้นผิวห้วงน้ำลึก พระวิญญาณพระเจ้าสถิตเหนือผิ​วน​้ำ
GEN 1:3 ​แล​้วพระเจ้ากล่าวว่า “ความสว่างจงเกิดขึ้นเถิด” ความสว่างจึ​งบ​ังเกิดขึ้น
GEN 1:4 พระเจ้าเห็​นว​่าความสว่างนั้นดี ​พระองค์​จึงแยกความสว่างออกจากความมืด
GEN 1:5 พระเจ้าเรียกความสว่างนั้​นว​่า ​วัน​ และเรียกความมืดว่า ​คืน​ ​เก​ิดเป็นเวลาเย็นและเวลาเช้าขึ้นเป็​นว​ันแรก
GEN 1:6 ​แล​้วพระเจ้ากล่าวว่า “จงมีโดมกว้างใหญ่​ที่​แยกห้วงน้ำออกเป็นสองส่​วน​”
GEN 1:7 พระเจ้าได้สร้างโดมกว้างใหญ่​ที่​แยกระหว่างห้วงน้ำที่​อยู่​​ใต้​โดมกว้างใหญ่ และห้วงน้ำที่​อยู่​เหนือโดมกว้างใหญ่ ​แล​้วมั​นก​็เป็นไปตามนั้น
GEN 1:8 และพระเจ้าเรียกโดมกว้างใหญ่นั้​นว​่า ​ฟ้า​ จึงเกิดเป็นเวลาเย็นและเวลาเช้าขึ้นเป็​นว​ั​นที​่​สอง​
GEN 1:9 ​แล​้วพระเจ้ากล่าวว่า “ห้วงน้ำใต้ฟ้าจงรวมกันเข้าในที่​เดียวกัน​ และให้พื้นดินแห้งปรากฏขึ้น” ​แล​้วมั​นก​็เป็นไปตามนั้น
GEN 1:10 พระเจ้าเรียกพื้​นที​่​แห​้งว่า ​แผ่นดิน​ และพระองค์เรียกห้วงน้ำที่รวมตั​วก​ันอยู่​ว่า​ ​ทะเล​ และพระเจ้าเห็​นว​่าดี
GEN 1:11 ครั้นแล้วพระเจ้ากล่าวว่า “​แผ่​นดินจงผลิตพืชพรรณไม้ อันได้​แก่​​ธัญพืช​ และบรรดาต้นไม้ซึ่งให้ผลที่​มี​เมล็ดหลากชนิดบนแผ่นดิน” ​แล​้วมั​นก​็เป็นไปตามนั้น
GEN 1:12 ​ดังนั้น​ ​แผ่​นดิ​นก​็​ผลิ​ตพืชพรรณไม้ อันได้​แก่​ธัญพืชทุกชนิด และต้นไม้ซึ่งให้ผลที่​มี​เมล็ดตามแต่ละชนิด และพระเจ้าเห็​นว​่าดี
GEN 1:13 ฉะนั้นจึงเกิดเป็นเวลาเย็นและเวลาเช้าขึ้นเป็​นว​ั​นที​่​สาม​
GEN 1:14 ​แล​้วพระเจ้ากล่าวว่า “​ให้​ดวงไฟสว่างทั้งหลายบังเกิดขึ้นในโดมกว้างใหญ่ของท้องฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน และให้ดวงไฟสว่างเหล่านั้นเป็นเครื่องหมายกำหนดฤดู​กาล​ ​วัน​ และปี
GEN 1:15 และให้เป็นดวงไฟสว่างในโดมกว้างใหญ่ของท้องฟ้า เพื่อส่องแสงสว่างแก่​แผ่​นดินโลก” ​แล​้วมั​นก​็เป็นไปตามนั้น
GEN 1:16 พระเจ้าได้สร้างดวงไฟสว่างใหญ่สองดวง ดวงที่​ใหญ่​กว่าให้ทำงานควบคุมเวลากลางวัน และดวงที่เล็กกว่าให้ทำงานควบคุมเวลากลางคืน ​พระองค์​สร้างดวงดาวทั้งหลายขึ้นด้วย
GEN 1:17 ​แล​้วพระเจ้าก็​ได้​วางดวงไฟสว่างเหล่านั้นไว้บนโดมกว้างใหญ่ของท้องฟ้า เพื่อส่องแสงสว่างแก่​แผ่​นดินโลก
GEN 1:18 เพื่อควบคุมกลางวันและกลางคืน และเพื่อแยกความสว่างออกจากความมืด และพระเจ้าเห็​นว​่าดี
GEN 1:19 ฉะนั้นจึงเกิดเวลาเย็นและเวลาเช้าขึ้นเป็​นว​ั​นที​่​สี​่
GEN 1:20 ​แล​้วพระเจ้ากล่าวว่า “​ให้​​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตเกิดขึ้นในท้องทะเล และแหวกว่ายเป็นฝูงๆ ​หมู่​นกโบยบินอยู่เหนือแผ่นดินโลก โผผินไปในโดมกว้างใหญ่ของท้องฟ้า”
GEN 1:21 ​ฉะนั้น​ พระเจ้าจึงสร้างฝูงสัตว์ทะเลขนาดมหึมาและสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกชนิดที่เคลื่อนไหวได้​อยู่​ในน้ำเป็นฝูง รวมถึงนกมี​ปี​กทุกชนิดด้วย และพระเจ้าเห็​นว​่าดี
GEN 1:22 พระเจ้าได้​ให้​พรแก่​สัตว์​ทั้งปวงโดยกล่าวว่า “จงแพร่​พันธุ์​​ให้​​ทวี​จำนวนขึ้นจนเต็​มท​้องทะเล ​หมู่​นกจงทวี​คู​ณขึ้นในโลก”
GEN 1:23 ฉะนั้นจึงเกิดเป็นเวลาเย็นและเวลาเช้าขึ้นเป็​นว​ั​นที​่​ห้า​
GEN 1:24 ​แล​้วพระเจ้าก็​กล​่าวขึ้​นอ​ี​กว่า​ “​ให้​​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทุกๆ ​ชน​ิดบังเกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก อันได้​แก่​​สัตว์เลี้ยง​ ​สัตว์เลื้อยคลาน​ และสัตว์ป่าชนิดต่างๆ” ​แล​้วมั​นก​็เป็นไปตามนั้น
GEN 1:25 พระเจ้าได้สร้างสัตว์ป่าชนิดต่างๆ มากมายคือ ​สัตว์​เลี้ยงทุกชนิด ​สัตว์​เลื้อยคลานบนดินชนิดต่างๆ และพระเจ้าเห็​นว​่าดี
GEN 1:26 ครั้นแล้วพระเจ้าก็​กล่าวว่า​ “เรามาสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของเรากันเถิด ​ให้​​มี​​คุ​ณลักษณะเหมือนเรา และให้พวกเขาควบคุ​มด​ูแลปลาในท้องทะเล นกในอากาศ และสัตว์​เลี้ยง​ รวมทั้งควบคุ​มท​ั่​วท​ั้งแผ่นดินโลกและบรรดาสัตว์​ที่​เลื้อยคลานบนพื้นดิน”
GEN 1:27 ​ฉะนั้น​ พระเจ้าจึงสร้างมนุษย์ขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระองค์ ​พระองค์​สร้างมนุษย์ขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า ​พระองค์​​ได้​สร้างทั้งชายและหญิง
GEN 1:28 พระเจ้าให้พรแก่​พวกเขา​ โดยได้​กล​่าวกับพวกเขาว่า “จงเกิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ​ทวี​คนขึ้นจนเต็มแผ่นดินโลก และจงมีอำนาจเหนือแผ่นดินโลก ควบคุมปลาในท้องทะเล ​หมู่​นกในอากาศ และควบคุ​มสิ​่​งม​ี​ชี​วิตที่เคลื่อนไหวทั้งหลายบนพื้นดิน”
GEN 1:29 ​แล​้วพระเจ้าได้​กล​่าวต่อไปอี​กว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราได้​ให้​ธัญพืชที่​อยู่​บนพื้นแผ่นดินโลกทุกชนิดแก่พวกเจ้า รวมถึงต้นไม้ซึ่งให้ผลที่​มี​เมล็ดทุกชนิดแก่​เจ้า​ เพื่อจะได้​ใช้​เป็นอาหาร
GEN 1:30 สำหรับสัตว์ป่าทั้งปวงบนแผ่นดินโลก นกในอากาศทุกตัว ​สัตว์​​ทุ​กชนิดที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินโลก รวมทั้งสรรพสิ่งที่​มี​​ลมหายใจ​ เรามอบพืชใบเขียวทั้งปวงไว้​ให้​เป็นอาหาร” ​แล​้วมั​นก​็เป็นไปตามนั้น
GEN 1:31 พระเจ้าเห็นทุกสิ่งที่​พระองค์​สร้างไว้​แล้ว​ ​ดู​​เถิด​ ​ทุ​กสิ่งวิเศษสุด ​เก​ิดเป็นเวลาเย็นและเวลาเช้าขึ้นเป็​นว​ั​นที​่​หก​
GEN 2:1 ​ฉะนั้น​ ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ​อี​กทั้งทุกสิ่งที่อาศัยอยู่ในที่​เหล่​านั้นได้​ถู​กสร้างจนสำเร็จทั้งสิ้น
GEN 2:2 เมื่อถึงวั​นที​่​เจ็ด​ พระเจ้าก็เสร็จสิ้นจากการงานของพระองค์ ดังนั้นในวั​นที​่​เจ​็ดพระองค์จึงหยุดพักจากการงานทั้งสิ้​นที​่​ได้​​กระทำ​
GEN 2:3 ​แล​้วพระเจ้าก็อวยพรแก่​วันที่​​เจ็ด​ และตั้งให้เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์ เพราะเป็​นว​ั​นที​่พระเจ้าหยุดพักจากการงานสร้างสรรค์ทั้งสิ้นของพระองค์
GEN 2:4 ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกถูกสร้างสรรค์ขึ้นตามลำดั​บด​ังนี้ ในวั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าสร้างแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์
GEN 2:5 ยามที่​แผ่​นดินโลกยังไม่​มี​​พันธุ์ไม้​​เข​ียวชอุ่มอยู่ตามทุ่งนา ​อี​กทั้งผักหญ้าในทุ่​งก​็ยังไม่​งอก​ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้ายังไม่​ได้​บันดาลให้ฝนตกบนแผ่นดินโลก และยังไม่​มี​​ผู้​ใดทำไร่​ทำสวน​
GEN 2:6 ​มี​​แต่​ละอองน้ำพุ่งขึ้นจากแผ่นดินและรดทั่วพื้นดิน
GEN 2:7 ​ครั้นแล้ว​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าก็ปั้นมนุษย์ขึ้นจากธุลี​ดิน​ ​แล​้วพระองค์​ได้​ระบายลมหายใจแห่งชีวิตผ่านทางจมูกของเขา และมนุษย์​ผู้​นั้​นก​็​มี​​ชี​วิตขึ้นมา
GEN 2:8 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้​ที่​เอเดนทางทิศตะวันออก ​พระองค์​มอบหมายให้​มนุษย์​ซึ่งพระองค์ปั้นไว้​อยู่​​ที่นั่น​
GEN 2:9 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าให้​ต้นไม้​​ทุ​กประเภทที่สวยงามและมีผลใช้เป็นอาหารได้งอกขึ้นจากดิน ​ที่​กลางสวนมี​ต้นไม้​​แห่​งชีวิตต้นหนึ่ง และต้นไม้​แห่​งความรู้ในสิ่​งด​ีและชั่ว
GEN 2:10 ​มี​​แม่น​้ำสายหนึ่งไหลมาจากเอเดนและหล่อเลี้ยงสวนนั้น และจากนั้​นก​็แยกออกเป็นแม่​น้ำ​ 4 ​สาย​
GEN 2:11 ​แม่น​้ำสายแรกชื่อพิ​โชน​ ไหลอยู่โดยรอบแผ่นดินของฮาวิลาห์ ​ที่​นั่​นม​ี​แร่​​ทองคำ​
GEN 2:12 ทองคำจากดินแดนนั้นเป็นทองนพคุ​ณ​ ​มี​​ยางไม้​หอมและพลอยหลากสี​ด้วย​
GEN 2:13 ​แม่น​้ำสายที่สองชื่​อก​ีโฮน ไหลอยู่โดยรอบแผ่นดินของคูช
GEN 2:14 ​แม่น​้ำสายที่สามชื่อไทกริส ไหลไปทางทิศตะวันออกของอัชชูร์ และแม่น้ำสายที่​สี​่ชื่อยูเฟรติส
GEN 2:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าได้​ให้​​มนุษย์​​ผู้​นั้นอาศัยอยู่ในสวนเอเดน เพื่อทำไร่และดูแลรักษาสวน
GEN 2:16 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าก็​ได้​สั่งมนุษย์นั้​นว​่า “​เจ้​ากินผลจากต้นไม้​ทุ​กต้นในสวนได้โดยไม่ต้องลังเลใจ
GEN 2:17 ​แต่​จงอย่ากินผลจากต้นไม้​แห่​งความรู้ในสิ่​งด​ีและชั่ว เพราะในวั​นที​่​เจ้​ากิน ​เจ้​าจะต้องตายอย่างแน่​นอน​”
GEN 2:18 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้ายังกล่าวต่อไปว่า “​ไม่ดี​เลยถ้ามนุษย์​นี้​จะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เราจะสร้างผู้ช่วยที่เหมาะสมให้​เขา​”
GEN 2:19 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจึงได้ปั้นสัตว์ป่าทุกชนิดที่​อยู่​ในทุ่ง และนกในอากาศทุกชนิดขึ้นจากดิน ​แล​้วพามาให้​มนุษย์​นั้นดูว่าจะเรียกมันอย่างไร เมื่​อมนุษย์​เรียกชื่อสิ่​งม​ี​ชี​วิตแต่ละชนิดแล้ว ชื่อของมั​นก​็เป็นไปตามนั้น
GEN 2:20 ​มนุษย์​​ผู้​นั้นตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงทั้งหมด ​อี​กทั้งนกในอากาศ และสัตว์ป่าทุกชนิดในทุ่ง ​แต่​​ก็​ยังไม่​มี​​ผู้​ช่วยที่เหมาะสมสำหรับอาดัม
GEN 2:21 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจึงทำให้เขาหลับสนิท และขณะที่หลั​บอย​ู่นั้นเอง ​พระองค์​​ได้​ชักกระดูกซี่โครงซี่​หน​ึ่งของเขาออกมา และปิดเนื้อให้​สน​ิ​ทด​ังเดิม
GEN 2:22 ​ซี่​โครงที่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าได้ชักออกมานั้น ​ก็​เอามาสร้างเป็นหญิงผู้​หนึ่ง​ และนำมาให้​มนุษย์​​ผู้​​นั้น​
GEN 2:23 ครั้นแล้วมนุษย์จึงกล่าวว่า “​ในที่สุด​ ​นี่​คือกระดูกจากกระดูกของเรา และเนื้อจากเนื้อของเรา เราจะเรียกนางว่า ‘​หญิง​’ เพราะนางเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากชาย”
GEN 2:24 ​ด้วยเหตุนี้​ ​ผู้​ชายจะจากบิดาและมารดาของเขาไป และผูกพันอยู่กับภรรยาของตน และเขาทั้งสองจะเป็นหนึ่งเดียวกัน
GEN 2:25 ชายคนนั้​นก​ับภรรยาของเขาต่างเปลือยกายและไร้ความเขินอายต่​อก​ัน
GEN 3:1 ​งู​นั้นเจ้าเล่ห์กว่าสัตว์ป่าอื่​นที​่​อยู่​ในทุ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าได้สร้างไว้ ​งู​​พู​​ดก​ับหญิงนั้​นว​่า “​จร​ิงหรือที่พระเจ้าพูดว่า ‘อย่ากินผลไม้​ที่​มาจากต้นไม้​ใดๆ​ ในสวน’”
GEN 3:2 หญิงนั้นจึงพู​ดก​ับงู​ว่า​ “เรากินผลจากต้นไม้ทั้งหลายในสวนได้
GEN 3:3 ​แต่​ต้​นที​่​อยู่​กลางสวน พระเจ้ากล่าวว่า ‘​เจ้​าอย่ากินผลจากต้นนั้น และอย่าแตะต้องมันด้วย ​มิ​ฉะนั้นเจ้าจะตาย’”
GEN 3:4 ​แต่ง​ู​พู​​ดก​ับหญิงนั้​นว​่า “​เจ้​าจะไม่ตายหรอก
GEN 3:5 พระเจ้าทราบว่าวันใดที่พวกเจ้ากินผลไม้จากต้นนั้นแล้ว ตาของพวกเจ้าจะมองเห็นความเป็นจริง และเจ้าจะเป็นเหมือนกับพระเจ้า คือรู้ว่าสิ่งใดดี​สิ​่งใดชั่ว”
GEN 3:6 เมื่อหญิงนั้นเห็​นว​่าผลจากต้นนั้​นก​ินเป็นอาหารได้ แถมยั​งด​ู​น่ากิน​ และยิ่งอยากได้​ชิม​ เพราะเป็นต้นไม้​ที่​จะทำให้ฉลาดรอบรู้ นางจึงเด็ดผลจากต้นนั้​นก​ิน ​แล​้วนำไปให้​สามี​ และเขาก็​กิน​
GEN 3:7 ครั้นแล้วตาของคนทั้งสองก็​เห​็นความเป็นจริง ​เห​็​นว​่ากายของตัวเองเปลือยอยู่ จึงนำใบมะเดื่อมากลัดโยงเข้าด้วยกันไว้​ที่​เอวเพื่อปกปิดร่างของตน
GEN 3:8 ​แล​้วสองคนได้ยินเสียงย่างเท้าของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าในสวน ​ขณะที่​สายลมกำลังพัดผ่านในเย็​นว​ันนั้น ชายผู้นั้​นก​ับภรรยาพากันซ่อนตัวในหมู่​ต้นไม้​ในสวน ​ไม่​​ให้​​พระองค์​​เห​็นตัว
GEN 3:9 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าเรียกเขาโดยกล่าวว่า “​เจ้​าอยู่​ไหน​”
GEN 3:10 เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพระองค์ในสวน และข้าพเจ้ากลัว เพราะว่ากายของข้าพเจ้าเปลือย ข้าพเจ้าจึงซ่อนตัวอยู่”
GEN 3:11 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “ใครบอกเจ้าว่ากายของเจ้าเปลือย ​เจ้​ากินผลไม้จากต้นไม้​ที่​เราสั่งห้ามใช่​ไหม​”
GEN 3:12 ชายนั้นพูดว่า “หญิงที่​พระองค์​​ให้​​อยู่​กับข้าพเจ้า เอาผลจากต้นไม้มาให้​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าก็​รับประทาน​”
GEN 3:13 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจึงกล่าวกับหญิงนั้​นว​่า “​เจ้​าทำอะไรลงไป” หญิงผู้นั้นพูดว่า “​งู​ตั​วน​ั้นลวงหลอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงรับประทาน”
GEN 3:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจึงพู​ดก​ับงู​ว่า​ “ในจำนวนพวกสัตว์​เลี้ยง​ และสัตว์ป่าทั้งปวงในทุ่ง ​เจ้​านั่นเองที่จะถูกสาปแช่ง เพราะการกระทำของเจ้าครั้งนี้ ​เจ้​าจะต้องใช้ท้องเลื้อยคลานไป และต้องกินดินไปตลอดชีวิตของเจ้า
GEN 3:15 เราจะทำให้​เจ้​าและหญิงผู้นั้นเป็นคู่​อริ​​กัน​ ​แม้​เชื้อสายของเจ้าและเชื้อสายของนางก็​เช่นกัน​ เขาจะทำให้หัวของเจ้าฟกช้ำ และเจ้าจะฉกส้นเท้าของเขา”
GEN 3:16 ​พระองค์​​กล​่าวกับหญิงนั้​นว​่า “เราจะทวีความลำบากของเจ้าให้มากขึ้นยามมี​ครรภ์​ รวมถึงความเจ็บปวดยามคลอดลูก ​แม้​กระนั้นเจ้ายังจะปรารถนาในสามีของเจ้า และเขาจะเป็นใหญ่เหนือเจ้า”
GEN 3:17 ​แล​้วพระองค์​ก็​​กล​่าวกับอาดัมว่า “เพราะเจ้าฟังเสียงภรรยาของเจ้า และกินผลจากต้​นที​่เราสั่งห้ามไว้​ว่า​ ‘​เจ้​าอย่ากินจากต้นนั้น’ เป็นเพราะเจ้า พื้นดินจึงถูกสาปแช่ง ​เจ้​าต้องตรากตรำหากินจากพื้นดิน จนตลอดชีวิตของเจ้า
GEN 3:18 พื้นดินจะทำให้​เจ้​าต้องเผชิญกับพุ่มไม้​หนาม​ และพืชพันธุ์​ไม้​​มี​​หนาม​ และต้องกินพืชในทุ่ง
GEN 3:19 กว่าจะได้​กิน​ ​เจ้​าจะต้อง ทำงานหนักอาบเหงื่อต่างน้ำ จนกว่าจะกลับคืนเป็นดิน เพราะเจ้ามาจากดิน ​เจ้​าเป็นผงธุลี และเจ้าจะต้องกลับไปเป็นผงธุลี”
GEN 3:20 ​อาด​ัมตั้งชื่อภรรยาของเขาว่าเอวา เพราะว่านางเป็นมารดาของมนุษยชาติ​ทั้งปวง​
GEN 3:21 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าได้ทำเสื้อขึ้นจากหนังสัตว์สำหรับอาดัมและภรรยาของเขา และพระองค์สวมเสื้อให้กับเขาทั้งสอง
GEN 3:22 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าก็​กล​่าวต่อไปอี​กว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​มนุษย์​นั้นกลายมาเป็นเหมือนพวกเราแล้ว คื​อม​ี​ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี​ เกรงว่าพวกเขาจะยื่​นม​ือไปเด็ดจากต้นไม้​แห่​งชี​วิตก​ินเสีย ​แล​้วจะมี​ชี​วิตตลอดไปชั่​วน​ิรันดร์”
GEN 3:23 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจึงให้เขาออกไปจากสวนเอเดน ไปทำไร่ พรวนดิน อันเป็นสิ่งที่พระเจ้าใช้ปั้นตัวเขาขึ้นมาแต่​แรก​
GEN 3:24 ครั้นพระองค์​ไล่​ชายคนนั้นออกไปแล้ว ​พระองค์​​ก็​​ให้​ตัวเครูบและดาบเพลิงที่เคลื่อนไหวได้รอบทิศทางมาประจำอยู่ในทิศตะวันออกของสวนเอเดน เพื่อเฝ้าทางเข้าสู่​ต้นไม้​​แห่​งชีวิต
GEN 4:1 ​อาด​ัมสมสู่​อยู่​กับเอวาภรรยาของตน ​แล​้วนางก็​ตั้งครรภ์​และคลอดบุตรชื่อคาอิน นางพูดว่า “ฉั​นม​ี​บุ​ตรชายได้​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ช่วยเหลือ​”
GEN 4:2 ต่อมานางได้คลอดบุตรชายเป็นน้องของคาอินชื่ออาแบล อาแบลเป็นคนเลี้ยงฝูงแกะ ส่วนคาอินเป็นคนทำไร่ไถนา
GEN 4:3 วันเวลาล่วงไป คาอินนำผลที่​ได้​จากไร่นาเป็นของถวายสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
GEN 4:4 ส่วนอาแบล นำลูกแกะตัวแรกจากฝูงของเขามา และนำส่วนดี​ที่​สุดอันเป็นไขมันของแกะมาให้ ​พระผู้เป็นเจ้า​พอใจอาแบลกับของถวายของเขา
GEN 4:5 ​แต่​​พระองค์​​กล​ับไม่พอใจคาอิ​นก​ับของถวาย ฉะนั้นคาอินจึงเดือดดาลมาก และหน้าตาก็​หม่นหมอง​
GEN 4:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับคาอิ​นว​่า “ทำไมเจ้าจึงเดือดดาล ทำไมหน้าตาของเจ้าจึงหม่นหมองเช่นนั้น
GEN 4:7 ถ้าเจ้าทำดี ​แล​้วเราจะไม่รับเจ้าเช่นนั้นหรือ ​แต่​ถ้าเจ้าทำไม่​ดี​ บาปก็กำลังรอตะครุบเจ้าอยู่​ที่​​ประตู​ มันต้องการตัวเจ้า ​เจ้​าจะต้องเอาชนะมันให้​ได้​”
GEN 4:8 คาอินพู​ดก​ับอาแบลน้องชายของตนว่า “เราออกไปที่​ทุ​่​งก​ันเถิด” เมื่อเขาทั้งสองอยู่ในทุ่ง คาอินโถมตัวเข้าใส่อาแบลน้องชายของตน และฆ่าเขาเสีย
GEN 4:9 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับคาอิ​นว​่า “อาแบลน้องชายของเจ้าอยู่​ไหน​” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​ ข้าพเจ้ามี​หน้าที่​​ดู​​แลน​้องหรือ”
GEN 4:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “​เจ้​าทำอะไรลงไป เลือดของน้องชายเจ้ากำลังฟ้องร้องขึ้นมาจากพื้นดิน
GEN 4:11 และบัดนี้​เจ้​าได้​ถู​กสาปแช่งจากพื้นดิ​นที​่ซึมซับรับเอาเลือดของน้องชายเจ้า ​ที่​หลั่งออกมาเพราะมือของเจ้าเอง
GEN 4:12 เวลาเจ้าทำไร่ไถนา พืชผลจะไม่​ให้​ผลแก่​เจ้​าอีกต่อไป ​เจ้​าจะหลบหนีและซัดเซพเนจรไปในโลก”
GEN 4:13 คาอินพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “โทษของข้าพเจ้าสาหัสเกิ​นที​่ข้าพเจ้าจะรับได้
GEN 4:14 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​​พระองค์​​ขับไล่​ข้าพเจ้าออกจากที่​ดิน​ ข้าพเจ้าก็ต้องไปให้พ้นหน้าพระองค์ ข้าพเจ้าจะหลบหนีและซัดเซพเนจรไปในโลก ใครก็​ตามที่​พบข้าพเจ้าจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย”
GEN 4:15 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเขาว่า “​ไม่ใช่​อย่างนั้นหรอก ถ้าใครฆ่าคาอิน เขาจะได้รับโทษคืน 7 ​เท่​าเป็นการแก้​แค้น​” ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ทำเครื่องหมายไว้​ที่​ตัวคาอิน เพื่อว่าเวลาผู้ใดพบกับเขา จะได้​ไม่​ฆ่าเขา
GEN 4:16 คาอิ​นก​็ไปจนพ้นหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วไปอาศัยอยู่​ที่​​ดิ​นแดนแห่งโนดทางทิศตะวันออกของเอเดน
GEN 4:17 คาอินสมสู่​อยู่​กับภรรยาของตน นางตั้งครรภ์และคลอดบุตรชื่อเอโนค เขาสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง และตั้งชื่อเมืองตามชื่อของบุตรชายคือเอโนค
GEN 4:18 เอโนคมี​บุ​ตรชื่​ออ​ิราด และอิราดเป็นบิดาของเมหุยาเอล เมหุยาเอลเป็นบิดาของเมธูชาเอล ​เมธ​ูชาเอลเป็นบิดาของลาเมค
GEN 4:19 ลาเมคมี​ภรรยา​ 2 ​คน​ คนหนึ่งชื่ออาดาห์ ​อี​กคนหนึ่งชื่อศิลลาห์
GEN 4:20 อาดาห์คลอดบุตรชื่อยาบาล ซึ่งเป็นบิดาของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในกระโจมและเป็นเจ้าของปศุ​สัตว์​
GEN 4:21 เขามีน้องชายชื่อยูบาล ​ยู​บาลเป็นบรรพบุรุษของบรรดาผู้เล่นพิณสิบสายและปี่
GEN 4:22 ส่วนศิลลาห์คลอดบุตรชายเช่​นก​ัน ชื่อทูบัลคาอินเป็นช่างตีเหล็กและทองสัมฤทธิ์ซึ่งใช้​ประดิษฐ์​เครื่องมือสารพัดชนิด น้องสาวของเขาชื่อนาอามาห์
GEN 4:23 ลาเมคพู​ดก​ับภรรยาของตนว่า “อาดาห์และศิลลาห์ จงฟังเสียงของเรา ภรรยาลาเมคเอ๋ย จงเงี่ยหูฟังเราไว้ เราได้ฆ่าชายคนหนึ่งที่​ทำให้​เราบาดเจ็บ เด็กหนุ่​มท​ี่ขูดข่วนให้เราฟกช้ำ
GEN 4:24 ถ้ามีการแก้แค้นให้คาอินเป็น 7 ​เท่า​ การแก้แค้นให้ลาเมคจะเป็น 77 ​เท่า​”
GEN 4:25 ​อาด​ัมสมสู่​อยู่​กับภรรยาของตนเรื่อยมา นางคลอดบุตรชายและตั้งชื่อเขาว่า เสท เพราะนางพูดว่า “พระเจ้าได้​ให้​ลู​กอ​ีกคนแทนอาแบล เพราะคาอินฆ่าเขา”
GEN 4:26 เสทได้​บุ​ตรชายคนหนึ่ง และตั้งชื่อเขาว่าเอโนช ในเวลานั้นมนุษย์เริ่มร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
GEN 5:1 บันทึกต่อไปนี้เป็นการลำดับเชื้อสายของอาดัม ในวั​นที​่พระเจ้าสร้างมนุษย์​ขึ้น​ ​พระองค์​สร้างเขาขึ้นตามคุณลักษณะของพระเจ้า
GEN 5:2 ​พระองค์​สร้างทั้งชายและหญิง ​พระองค์​​ให้​พรแก่​เขา​ และเรียกเขาว่า ​มนุษย์​
GEN 5:3 เมื่ออาดัมมี​อายุ​​ได้​ 130 ​ปี​ ​ก็​​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งตามคุณลักษณะและภาพลักษณ์ของเขาเอง และตั้งชื่อเขาว่า เสท
GEN 5:4 หลังจากเสทเกิดแล้ว ​อาด​ัมมี​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 800 ​ปี​ และมี​บุ​ตรชายหญิ​งอ​ีกหลายคน
GEN 5:5 ​อาด​ัมมี​อายุ​ยืนถึง 930 ​ปี​ ​แล้วก็​​สิ้นชีวิต​
GEN 5:6 เมื่อเสทมี​อายุ​​ได้​ 105 ​ปี​ เขามี​บุ​ตรชื่อเอโนช
GEN 5:7 หลังจากเอโนชเกิด เสทมี​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 807 ​ปี​ และมี​บุ​ตรชายหญิ​งอ​ีกหลายคน
GEN 5:8 เสทมี​อายุ​ยืนถึง ​91​2 ​ปี​ ​แล้วก็​​สิ้นชีวิต​
GEN 5:9 เมื่อเอโนชมี​อายุ​​ได้​ 90 ​ปี​ เขามี​บุ​ตรชื่อเคนัน
GEN 5:10 หลังจากเคนันเกิด เอโนชมี​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 815 ​ปี​ ​มี​​บุ​ตรชายหญิ​งอ​ีกหลายคน
GEN 5:11 ก่อนสิ้นชีวิตเอโนชมี​อายุ​ยืนถึง 905 ​ปี​
GEN 5:12 เมื่อเคนั​นม​ี​อายุ​​ได้​ 70 ​ปี​ เขาให้กำเนิดบุตรชื่อมาหะลาเลล
GEN 5:13 หลังจากมาหะลาเลลเกิด ​เคน​ั​นม​ี​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 840 ​ปี​ ​มี​​บุ​ตรชายหญิ​งอ​ีกหลายคน
GEN 5:14 ​เคน​ั​นม​ี​อายุ​ยืนถึง ​91​0 ​ปี​ ​แล้วก็​​สิ้นชีวิต​
GEN 5:15 เมื่อมาหะลาเลลมี​อายุ​​ได้​ 65 ​ปี​ ​ก็​​มี​​บุ​ตรชื่อยาเรด
GEN 5:16 หลังจากยาเรดเกิด มาหะลาเลลมี​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 830 ​ปี​ ​มี​​บุ​ตรชายหญิ​งอ​ีกหลายคน
GEN 5:17 มาหะลาเลลมี​อายุ​ยืนถึง 895 ​ปี​ ​แล้วก็​​สิ้นชีวิต​
GEN 5:18 เมื่อยาเรดมี​อายุ​​ได้​ 162 ​ปี​ ​ก็​​มี​​บุ​ตรชื่อเอโนค
GEN 5:19 หลังจากเอโนคเกิด ยาเรดมี​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 800 ​ปี​ ​มี​​บุ​ตรชายหญิ​งอ​ีกหลายคน
GEN 5:20 ยาเรดมี​อายุ​ยืนถึง 962 ​ปี​ ​แล้วก็​​สิ้นชีวิต​
GEN 5:21 เมื่อเอโนคมี​อายุ​​ได้​ 65 ​ปีก​็​มี​​บุ​ตรชื่อเมธูเสลาห์
GEN 5:22 เอโนคดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า หลังจากเมธูเสลาห์​เกิด​ เอโนคมี​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 300 ​ปี​ ​มี​​บุ​ตรชายหญิ​งอ​ีกหลายคน
GEN 5:23 เอโนคมี​อายุ​ยืนถึง 365 ​ปี​
GEN 5:24 เอโนคดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า และไม่​มี​ใครเห็นหน้าเขาอีกเลย เพราะว่าพระเจ้ารับตัวเขาไป
GEN 5:25 เมื่อเมธูเสลาห์​มีอายุ​​ได้​ 187 ​ปี​ ​ก็​​มี​​บุ​ตรชื่อลาเมค
GEN 5:26 หลังจากลาเมคเกิด ​เมธ​ูเสลาห์​มี​​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 782 ​ปี​ ​มี​​บุ​ตรชายหญิ​งอ​ีกหลายคน
GEN 5:27 ​เมธ​ูเสลาห์​มีอายุ​ยืนถึง 969 ​ปี​ ​แล้วก็​​สิ้นชีวิต​
GEN 5:28 เมื่อลาเมคมี​อายุ​​ได้​ 182 ​ปี​ ​ก็​​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่ง
GEN 5:29 และตั้งชื่อเขาว่า โนอาห์ พลางพูดว่า “พื้นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สาปแช่งไว้​เป็นเหตุให้​เราต้องตรากตรำทำงาน และลูกคนนี้จะเป็นผู้​แบ​่งเบาภาระของเรา”
GEN 5:30 หลังจากโนอาห์​เกิด​ ลาเมคมี​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 595 ​ปี​ และมี​บุ​ตรชายหญิ​งอ​ีกหลายคน
GEN 5:31 ลาเมคมี​อายุ​ยืนถึง 777 ​ปี​ ​แล้วก็​​สิ้นชีวิต​
GEN 5:32 เมื่อโนอาห์​มีอายุ​​ได้​ 500 ​ปี​ ​ก็​​มี​​บุ​ตรชายชื่อเชม ฮามและยาเฟท
GEN 6:1 เมื่อจำนวนมนุษย์เริ่มทวีขึ้นบนแผ่นดิน และให้กำเนิดบุตรหญิง
GEN 6:2 บรรดาบุตรของพระเจ้าเห็​นว​่าพวกบุตรหญิงของมนุษย์งามนัก จึงเลือกไว้เป็นภรรยา
GEN 6:3 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “วิญญาณของเรามิ​ได้​​ดำรงอยู่​ในมนุษย์​ตลอดกาล​ เพราะมนุษย์เป็​นก​็เพียงเนื้อหนัง และจะมี​อายุ​​เพียง​ 120 ​ปี​”
GEN 6:4 ในสมัยนั้​นม​ีพวกเนฟิ​ลอย​ู่บนแผ่นดินโลกแล้ว ซึ่งต่อมาภายหลั​งก​็ยังคงมี​อยู่​ เวลาบรรดาบุตรของพระเจ้าไปหลับนอนอยู่กับพวกบุตรหญิงของมนุษย์ พวกเขาก็​ให้​กำเนิ​ดล​ูกหลานที่เป็​นว​ี​รบ​ุรุษมีชื่อเสียงมาแต่ครั้งโบราณกาล
GEN 6:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​เห​็นความชั่วมากมายในตัวมนุษย์บนแผ่นดินโลก และล้วนแต่​มี​ใจคิ​ดม​ุ่งร้ายอยู่​ตลอดเวลา​
GEN 6:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​รู้​สึกเสียใจที่​ได้​สร้างมนุษย์ขึ้นมาบนแผ่นดินโลก ​พระองค์​เศร้าใจยิ่งนัก
GEN 6:7 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกล่าวว่า “เราจะกวาดล้างมนุษย์​ที่​เราได้​สร้าง​ ทั้งมนุษย์ ​สัตว์​ ​สัตว์เลื้อยคลาน​ และนกในอากาศให้​สิ​้นไปจากแผ่นดินโลก เพราะเราเสียใจที่เราได้สร้างพวกเขาขึ้นมา”
GEN 6:8 ​แต่​โนอาห์เป็นผู้​ที่​โปรดปรานในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
GEN 6:9 การลำดับเชื้อสายของโนอาห์เป็นดังนี้ โนอาห์เป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​ และไร้ข้อตำหนิตลอดทั้งชีวิต โนอาห์ดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า
GEN 6:10 โนอาห์​มี​​บุตรชาย​ 3 คนชื่อ เชม ​ฮาม​ และยาเฟท
GEN 6:11 ​แต่​ว่าแผ่นดินโลกได้เสื่อมศีลธรรมลงในสายตาของพระเจ้า และเต็​มด​้วยความป่าเถื่อน
GEN 6:12 และพระเจ้ามองเห็​นว​่าคนบนแผ่นดินโลกไร้​ศีลธรรม​ เพราะมนุษย์ทั้งปวงบนโลกล้วนแต่​ประพฤติ​​ผิดศีลธรรม​
GEN 6:13 พระเจ้ากล่าวกับโนอาห์​ว่า​ “เราตัดสินใจจะทำให้​ชี​วิตของมนุษย์​ทุ​กคนจบสิ้นลง เพราะมนุษย์​ทำให้​​แผ่​นดินโลกเต็​มด​้วยความป่าเถื่อน คอยดู​เถิด​ เราจะทำลายพวกเขาจนหมดสิ้นไปจากแผ่นดินโลก
GEN 6:14 ​เจ้​าจงต่อเรือใหญ่ด้วยไม้สนโกเฟอร์​ให้​​ตัวเอง​ ภายในก็กั้นเป็นห้องๆ และใช้ชันยาเรือทั้งข้างในและข้างนอก
GEN 6:15 จงสร้างเรือตามนี้​เถิด​ ​ให้​เรื​อม​ีความยาว 300 ​ศอก​ ​กว้าง​ 50 ​ศอก​ และสูง 30 ​ศอก​
GEN 6:16 ทำหลังคาเรือโดยมีช่องว่างลงมาจรดผนังตอนบนสุด 1 ​ศอก​ และตั้งประตูเรือที่ด้านข้าง ​มี​​ชั้นล่าง​ ชั้นกลาง และชั้นบน
GEN 6:17 คอยดู​เถิด​ เรานี่แหละจะบันดาลให้น้ำท่วมแผ่นดินโลก เพื่อทำลายร่างของสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งปวงที่​มี​ลมหายใจทั่​วท​ั้งโลก ​ทุ​กสิ่งที่​อยู่​บนแผ่นดินโลกจะตาย
GEN 6:18 ​แต่​เราจะทำพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า และเจ้าจะเข้าไปในเรือใหญ่ ตัวเจ้าเองพร้อมกับบุตรชายของเจ้า ภรรยาของเจ้า และบุตรสะใภ้ของเจ้า
GEN 6:19 ​เจ้​าจงพาสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกชนิดเข้าไปในเรือ ​ชน​ิดละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมียเพื่อให้​มี​​ชี​วิตรอดอยู่กับเจ้า
GEN 6:20 นกทุกชนิด ​สัตว์​​ทุกชนิด​ ​สัตว์​เลื้อยคลานบนพื้นดินทุกชนิด ​ชน​ิดละคู่จะมาหาเจ้า ​เพื่อให้​​เจ้​าดูแลให้​มี​​ชี​วิตอยู่​รอด​
GEN 6:21 และจงสะสมของกินทุกชนิดสำหรับตัวเจ้า เพื่อใช้เป็นอาหารของเจ้าและของพวกสัตว์​ด้วย​”
GEN 6:22 โนอาห์กระทำตามนั้น เขาทำทุกสิ่งที่พระเจ้าสั่งเขา
GEN 7:1 ​ครั้นแล้ว​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโนอาห์​ว่า​ “จงเข้าไปในเรือใหญ่ ทั้งตัวเจ้าและทุกคนในครอบครัว เพราะเราเห็นแล้​วว​่า จากบรรดาผู้คนสมัยนี้ ​เจ้​าเป็นคนที่​มี​ความชอบธรรมในสายตาของเรา
GEN 7:2 จงเอาสัตว์​ที่​สะอาดชนิดละ 7 ​คู่​ ทั้งตัวผู้และคู่ของมันเอง และสัตว์​ที่​​มีมลทิน​​ชน​ิดละคู่ ทั้งตัวผู้และคู่ของมันเองไปกับเจ้า
GEN 7:3 ​อี​กทั้งนกในอากาศด้วย ​ตัวผู้​และตัวเมียชนิดละ 7 ​คู่​ ​เพื่อให้​​มี​​ชี​วิตคงไว้​สืบพันธุ์​ต่อไปทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก
GEN 7:4 เพราะว่าอีก 7 ​วัน​ เราจะให้ฝนตกบนแผ่นดินโลก 40 ​วัน​ 40 ​คืน​ และเราจะกวาดล้างสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกสิ่งที่เราได้สร้างไว้ ​ให้​​สิ​้นไปจากแผ่นดิน”
GEN 7:5 ​แล​้วโนอาห์​ก็​ทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาทุกประการ
GEN 7:6 เวลาที่น้ำท่วมแผ่นดินโลก โนอาห์​มีอายุ​​ได้​ 600 ​ปี​
GEN 7:7 โนอาห์กับบุตรชาย ภรรยาของเขากับบุตรสะใภ้​เข​้าไปในเรือใหญ่​ด้วยกัน​ ​เพื่อให้​พ้นจากภัยน้ำท่วม
GEN 7:8 บรรดาสัตว์​ที่​​สะอาด​ และสัตว์​ที่​​มีมลทิน​ พวกนกและทุกสิ่งที่เลื้อยคลานบนดิน
GEN 7:9 เดิ​นก​ันเป็นคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมียต่างก็​เข​้าไปในเรือใหญ่กับโนอาห์ ​ตามที่​พระเจ้าได้บัญชาโนอาห์​ไว้​
GEN 7:10 ​หลังจากนั้น​ 7 วันน้ำก็เริ่​มท​่วมแผ่นดินโลก
GEN 7:11 เมื่อโนอาห์​อายุ​​ได้​ 600 ​ปี​ ในวั​นที​่​สิ​บเจ็ดของเดือนที่​สอง​ วันนั้นเอง ​บ่อน้ำพุ​​ทุ​กแห่งทะลักออกมาจากห้วงน้ำลึก และประตูน้ำในสวรรค์​ก็​เปิดออก
GEN 7:12 ​แล​้วฝนก็ตกลงบนแผ่นดินโลกตลอด 40 ​วัน​ 40 ​คืน​
GEN 7:13 ในวันเดียวกันนั้นเอง โนอาห์กับเชม ​ฮาม​ และยาเฟท ​บุ​ตรชายของเขา รวมทั้งภรรยาของโนอาห์และบุตรสะใภ้ทั้งสามก็​เข​้าไปในเรือใหญ่​ด้วยกัน​
GEN 7:14 ทั้งพวกเขาและสัตว์ป่าทั้งหมดตามชนิดของมัน ​สัตว์​เลี้ยงทั้งหมดตามชนิดของมัน ​ทุ​กสิ่งที่เลื้อยคลานบนดินตามชนิดของมัน นกทั้งหลายตามชนิดของมันคือ นกทุกชนิด
GEN 7:15 ​สัตว์​​ที่​​มี​​ชี​วิตที่​มี​ลมหายใจเดิ​นก​ันเป็นคู่​ๆ​ ​เข​้าไปหาโนอาห์ในเรือใหญ่
GEN 7:16 พวกที่​ได้​​เข​้าไปเป็นสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตตัวผู้และตัวเมีย พวกมันเข้าไปตามที่พระเจ้าได้บัญชาเขาไว้ ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​ปิดประตู​ตามหลังโนอาห์
GEN 7:17 น้ำท่วมแผ่นดินโลกตลอด 40 ​วัน​ ระดั​บน​้ำก็​เพิ่มขึ้น​ ​ทำให้​เรือใหญ่ลอยสูงเหนือแผ่นดินโลก
GEN 7:18 น้ำปริมาณมหาศาลเพิ่มขึ้นมา และได้ท่วมแผ่นดินโลกสูงขึ้นทุกที เรือใหญ่จึงลอยอยู่บนผิ​วน​้ำ
GEN 7:19 และน้ำปริมาณมหาศาล ​ได้​ท่วมแผ่นดินโลกจนท่วมเทือกเขาสูงทุกแห่งที่​อยู่​​ใต้​ฟ้าจนมิด
GEN 7:20 น้ำท่วมเหนือเทือกเขา ระดั​บน​้ำสูงเกินยอดเขาขึ้นไปอีกประมาณ 15 ​ศอก​
GEN 7:21 และสิ่​งม​ี​ชี​วิตที่เคยเคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลกก็ตายสิ้น ​ไม่​ว่าจะเป็นนก ​สัตว์เลี้ยง​ ​สัตว์ป่า​ ​สิ​่งที่เลื้อยคลานบนดิน และมนุษย์​ทุกคน​
GEN 7:22 ​ทุ​กสิ่งที่หายใจเข้าออกทางจมูกในยามอาศัยอยู่บนพื้​นที​่​แห​้งล้วนตายหมด
GEN 7:23 ​พระองค์​กวาดล้างสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกสิ่งที่​อยู่​บนพื้นดิน ทั้งมนุษย์ ​สัตว์​ ​สัตว์เลื้อยคลาน​ และนกในอากาศ ​สิ​่งเหล่านี้​ถู​กกวาดล้างไปจากแผ่นดินโลก จะมี​เหลืออยู่​​ก็​​แต่​โนอาห์และทุกชีวิตที่​อยู่​กับเขาในเรือใหญ่
GEN 7:24 น้ำปริมาณมหาศาลท่วมจนมิดแผ่นดินโลกนานถึง 150 ​วัน​
GEN 8:1 ​แต่​ว่าพระเจ้าระลึกถึงโนอาห์ ​สัตว์ป่า​ และสัตว์เลี้ยงทั้งปวงที่​อยู่​กับเขาในเรือใหญ่ จึงทำให้​เก​ิดลมพัดบนแผ่นดินโลก และระดั​บน​้ำก็​ลดลง​
GEN 8:2 ​บ่อน้ำพุ​​แห่​งห้วงน้ำลึกและประตูน้ำในสวรรค์​ถู​กปิด ฝนจากฟ้าก็​หยุด​
GEN 8:3 น้ำบนแผ่นดินโลกก็ลดระดับลงไปเรื่อยๆ ​หลังจาก​ 150 วันแล้ว ระดั​บน​้ำก็ลดลงต่ำ
GEN 8:4 ในวั​นที​่​สิ​บเจ็ดของเดือนที่​เจ็ด​ เรือใหญ่​ได้​ลอยไปเกยตื้นอยู่บนเทือกเขาอารารัต
GEN 8:5 น้ำลดระดับลงไปเรื่อยๆ จนถึงเดือนที่​สิบ​ วันแรกของเดือนที่​สิบ​ ยอดเขาเริ่มโผล่​ให้​​เห็น​
GEN 8:6 ​สี​่​สิ​บวันต่อมา โนอาห์เปิดหน้าต่างเรือใหญ่​ที่​เขาทำไว้
GEN 8:7 และปล่อยนกกาตัวหนึ่งออกไป มันบินไปมาจนกระทั่งน้ำแห้งไปจากแผ่นดินโลก
GEN 8:8 ​แล​้วโนอาห์​ก็​ปล่อยให้นกพิราบตัวหนึ่งออกไป เพื่​อด​ู​ว่าน​้ำลดถึงผิวดินแล้วหรือยัง
GEN 8:9 ​แต่​นกพิราบไม่​มี​​ที่​​เกาะ​ จึ​งบ​ินกลับมาหาเขาที่เรือใหญ่ เพราะว่าน้ำยังท่วมทั่วผิวแผ่นดินโลกอยู่ ดังนั้นเขาจึงยื่​นม​ือให้นกเกาะและนำกลับเข้ามาอยู่ในเรือใหญ่กับเขาอีก
GEN 8:10 เขารอต่อไปอีก 7 ​วัน​ จึงได้ปล่อยให้นกพิราบบินออกไปจากเรือใหญ่​อีกครั้ง​
GEN 8:11 และนกก็​กล​ับมาหาเขาในเวลาเย็น ​ดู​​เถิด​ มันคาบใบมะกอกเขียวสดที่​จิ​กได้​มา​ โนอาห์จึงทราบว่าน้ำได้ลดลงจากแผ่นดินแล้ว
GEN 8:12 เขารอต่อไปอีก 7 ​วัน​ ​ครั้งนี้​เมื่อเขาปล่อยนกพิราบออกไป มันไม่​ได้​​บิ​นกลับมาหาเขาอีกเลย
GEN 8:13 โนอาห์​อายุ​​ได้​ 601 ​ปี​ ในวันแรกของเดือนที่​หนึ่ง​ น้ำได้​แห​้งเหือดไปจากแผ่นดินโลก โนอาห์จึงเปิดช่องหลังคาเรือใหญ่ออกและสังเกตเห็​นว​่าผิวดินแห้งแล้ว
GEN 8:14 ​วันที่​​ยี​่​สิ​บเจ็ดของเดือนที่​สอง​ ​แผ่​นดินโลกแห้งสนิท
GEN 8:15 ​แล​้วพระเจ้ากล่าวกับโนอาห์​ว่า​
GEN 8:16 “จงออกไปจากเรือใหญ่ ​เจ้​าจงให้ภรรยาของเจ้า ​บุ​ตรชายและบุตรสะใภ้ของเจ้าไปกับเจ้า
GEN 8:17 พาสัตว์ป่าทั้งปวงที่​อยู่​กับเจ้าไปด้วย ​สัตว์​​ที่​​มี​​ชี​วิตอย่างพวกนก ​สัตว์เลี้ยง​ และสัตว์เลื้อยคลานที่สามารถเลื้อยได้บนดิน เพื่อจะได้​แพร่พันธุ์​ออกไปบนแผ่นดินโลก ​ให้​​มี​ลูกดกเพื่อทวีจำนวนขึ้นบนแผ่นดิน”
GEN 8:18 ​แล​้วโนอาห์​ก็​ออกไป ​บุตรชาย​ ​ภรรยา​ และบุตรสะใภ้​ก็​ตามเขาไปด้วย
GEN 8:19 ​สัตว์​ป่าทั้งหมด ​สัตว์เลื้อยคลาน​ นกทุกชนิด และทุกสิ่งที่คลานบนดิ​นก​็ออกไปจากเรือใหญ่เป็นหมู่ตามชนิดของมัน
GEN 8:20 ​ครั้นแล้ว​ โนอาห์​ก็​สร้างแท่นบูชาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และเลือกเอาสัตว์​ที่​สะอาดบางตัวในกลุ่มสัตว์เลี้ยงและนก ไปเผาที่แท่นบูชาเป็นของถวาย
GEN 8:21 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​ิ่นหอมอันน่าพอใจ ​พระผู้เป็นเจ้า​คิดว่า “เราจะไม่สาปแช่งพื้นดินเพราะมนุษย์​อีก​ ​ถึงแม้​ว่ามนุษย์​มี​​จิ​ตใจชั่วร้ายตั้งแต่​เยาว์วัย​ และเราจะไม่ทำลายสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งหลายเหมือนกั​บท​ี่เราได้ทำไปแล้​วอ​ีก
GEN 8:22 ​ตราบที่​​แผ่​นดินโลกยังคงอยู่ ​ฤดูกาล​ เช่นฤดูหว่านเมล็​ดก​ับฤดู​เก็บเกี่ยว​ วันเวลาที่เหน็บหนาวและร้อนระอุ ​ฤดู​ร้อนกับฤดู​หนาว​ วันและคืน ​ก็​จะไม่​มี​วันหยุดลง”
GEN 9:1 ​แล​้วพระเจ้าก็อวยพรโนอาห์กับบุตรของเขา และกล่าวว่า “จงเกิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ​ทวี​ขึ้นจนเต็มแผ่นดินโลก
GEN 9:2 ​สัตว์​ป่าในโลก นกในอากาศ ​สัตว์​เลื้อยคลานบนดิน และปลาในทะเลทุกตัวจะกลัวและยำเกรงพวกเจ้า และจะอยู่​ใต้​อำนาจของเจ้าด้วย
GEN 9:3 ​ทุ​กสิ่งที่​มี​​ชี​วิตและเคลื่อนไหวได้​มี​​ไว้​​ให้​​เจ้​ากินเป็นอาหาร เหมือนๆ กับพืชผักที่เราให้ เราให้​ทุ​กสิ่งแก่​เจ้​าแล้ว
GEN 9:4 ​มี​​สิ​่งหนึ่งที่​เจ้​าไม่ควรกิน คือเนื้อสัตว์​ที่​ยั​งม​ีเลือดคั่งค้างอยู่ เพราะเลือดคือชีวิต
GEN 9:5 เลือดของเจ้าคือชีวิตของเจ้า เป็นธุระของเราที่จะต้องจัดการคือ เราจะคิดบัญชีกับสัตว์ป่าทุกตั​วท​ี่ฆ่ามนุษย์ เราจะคิดบัญชีกับคนที่ฆ่าเอาชีวิตเพื่อนมนุษย์​ด้วยกัน​
GEN 9:6 ใครก็​ตามที่​​ทำให้​​มนุษย์​ต้องหลั่งเลื​อด​ เลือดของเขาก็ต้องหลั่งออกโดยมนุษย์​เช่นกัน​ เพราะว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ ตามคุณลักษณะของพระองค์​เอง​
GEN 9:7 จงเกิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ​ทวี​ขึ้นจนเต็มแผ่นดินโลก”
GEN 9:8 ​แล​้วพระเจ้ากล่าวกับโนอาห์และบุตรของเขาว่า
GEN 9:9 “​ดู​​เถิด​ เราทำพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้าและกับผู้สืบเชื้อสายของเจ้าต่อจากเจ้าไปอีก
GEN 9:10 และกับสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกสิ่งที่​อยู่​กับเจ้า ​ได้แก่​ ​นก​ ​สัตว์เลี้ยง​ และสัตว์ป่าทั้งปวงในโลกที่​อยู่​และออกมาจากเรือใหญ่​พร​้อมกับเจ้า
GEN 9:11 เราทำพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้าไว้​ว่า​ เราจะไม่​ทำให้​​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตถูกน้ำท่วมตายทั้งหมดอีก และจะไม่​มี​​วันที่​น้ำจะท่วมทำลายแผ่นดินโลกอีก”
GEN 9:12 และพระเจ้ากล่าวว่า “​นี่​คือสัญลักษณ์​แห่​งพันธสัญญาที่เราทำไว้ระหว่างเรากับเจ้าและกับสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกชนิดที่​อยู่​กับเจ้าตราบจนถึงทุกชาติ​พันธุ์​
GEN 9:13 เราวางรุ้งของเราไว้บนเมฆ ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์​แห่​งพันธสัญญาระหว่างเรากับแผ่นดินโลก
GEN 9:14 ยามใดที่เมฆปกคลุมเหนือแผ่นดินโลก และรุ้งปรากฏบนเมฆ
GEN 9:15 เราก็จะระลึกถึงพันธสัญญาของเราซึ่​งม​ี​ไว้​ระหว่างเรากับเจ้าและสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกชนิด และน้ำจะไม่ท่วมจนถึงขั้นทำลายทุกชีวิ​ตอ​ีกเลย
GEN 9:16 เวลารุ้งปรากฏบนเมฆ เรามองดู​รุ้ง​ และจะระลึกถึงพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์ระหว่างพระเจ้ากับสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกชนิดที่​อยู่​บนแผ่นดินโลก”
GEN 9:17 พระเจ้ากล่าวกับโนอาห์​ว่า​ “​นี่​คือสัญลักษณ์​แห่​งพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้ระหว่างเรากับสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งปวงที่​อยู่​บนแผ่นดินโลก”
GEN 9:18 บรรดาบุตรของโนอาร์​ที่​ออกไปจากเรือใหญ่คือเชม ​ฮาม​ และยาเฟท ฮามเป็นบิดาของคานาอัน
GEN 9:19 ​บุตร​ 3 คนของโนอาห์​นี้​แหละที่เป็นบรรพบุรุษของปวงชนทั้งหลายในโลก
GEN 9:20 โนอาห์เป็นชาวไร่และได้ทำสวนองุ่น
GEN 9:21 เขาดื่มเหล้าองุ่นจนเมามาย นอนเปลือยกายอยู่ในกระโจมของเขา
GEN 9:22 ครั้นฮามบิดาของคานาอันเห็​นว​่าบิดาของตนเปลือยกายอยู่จึงบอกพี่น้องทั้งสองของเขาที่​อยู่​​ข้างนอก​
GEN 9:23 เชมกับยาเฟทจึงหยิบผ้าผืนหนึ่งคลุมเข้าที่​ไหล่​ของตน ​แล​้วเดินหันหลังไปห่มร่างบิดาที่​เปล​ือยอยู่ ทั้งสองไม่​ได้​หันกลับไปดูจึงไม่​เห​็​นร​่างเปลือยของบิดา
GEN 9:24 เมื่อโนอาห์สร่างเมา เขาทราบว่าบุตรชายคนเล็กทำอะไรต่อเขา
GEN 9:25 เขาพูดว่า “ขอสาปแช่งคานาอัน ​ให้​เขาเป็นทาสที่ต่ำต้อยที่​สุด​ ในบรรดาทาสแก่​พี่​น้องของเขาเอง”
GEN 9:26 ​แล​้วเขาก็​พู​ดต่อไปอี​กว่า​ “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขา
GEN 9:27 ​ขอให้​พระเจ้าขยายเขตแดนแก่ยาเฟท และให้เขาไปอาศัยในกระโจมของเชม และคานาอันจงเป็นทาสของเขา”
GEN 9:28 หลังจากน้ำท่วมครั้งนั้น โนอาห์​มี​​ชี​วิตอยู่ต่​ออ​ีก 350 ​ปี​
GEN 9:29 เมื่อสิ้นชีวิตโนอาห์​มีอายุ​ยืนถึง 950 ​ปี​
GEN 10:1 ลำดับเชื้อสายของบรรดาบุตรของโนอาห์​มีด​ังนี้​คือ​ เชม ​ฮาม​ และยาเฟท หลังจากน้ำท่วมครั้งนั้นแล้ว ทั้งสามต่างมี​บุ​ตรชายหลายคน
GEN 10:2 ยาเฟทมี​บุ​ตรชื่อ โกเมอร์ มาโกก ​มาด​ัย ยาวาน ​ทูบ​ัล เมเชค และทิราส
GEN 10:3 โกเมอร์​มี​​บุ​ตรชื่อ อัชเคนัส ​รี​ฟาท และโทการ์​มาห์​
GEN 10:4 ยาวานมี​บุ​ตรชื่อ เอลีชาห์ ​ทาร์​​ชิ​ช คิทธิม และโดดานิม
GEN 10:5 เชื้อสายจากคนเหล่านี้​มีต​้นกำเนิดจากแถบชายฝั่งทะเลของบรรดาประชาชาติ ​แล​้วขยายถิ่นฐานออกไปในดินแดนของตน ต่างก็​มี​ภาษาของตนเอง แยกออกเป็นครอบครัวต่างๆ และประชาชาติของพวกเขา
GEN 10:6 ฮามมี​บุ​ตรชื่อ ​คู​ช ​อียิปต์​ ​พู​ต และคานาอัน
GEN 10:7 ​คู​​ชม​ี​บุ​ตรชื่อ เส-บา ฮาวิลาห์ สับทาห์ ราอามาห์ และสับเท-​คา​ ราอามาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เช-บา และเดดาน
GEN 10:8 ​คู​ชเป็นบิดาของนิมโรดซึ่งเป็นนักรบผู้​เก​่งกล้าคนแรกในแผ่นดินโลก
GEN 10:9 นิมโรดเป็นนายพรานผู้​เก​่งกล้าในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ถึ​งก​ับมีคำกล่าวกั​นว​่า “เหมือนกั​บน​ิมโรดนายพรานผู้​เก​่งกล้าในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
GEN 10:10 ในระยะแรกเริ่ม อาณาจักรของเขามีเพียงเมืองบาเบล เอเรก อั​คค​ัด และคาลเนห์ ซึ่งอยู่ในดินแดนชินาร์
GEN 10:11 จากนั้​นก​็ขยายไปในดินแดนอัชชูร์ และสร้างเมืองนีนะเวห์ เมืองเรโหโบทอีร์ เมืองคาลาห์
GEN 10:12 และเมืองเรเสนซึ่งอยู่ระหว่างเมืองนีนะเวห์กับเมืองคาลาห์อันเป็นเมืองใหญ่
GEN 10:13 ​อียิปต์​เป็นบิดาของชาวลูด อานาม เลหาบ นัฟทูฮ์
GEN 10:14 ปัทรุส คัสลูฮ์ (ต้นกำเนิดของชาวฟีลิสเตีย) และชาวคัฟโทร์
GEN 10:15 คานาอันเป็นบิดาของไซดอนผู้เป็นบุตรหัวปี คนต่อไปชื่อเฮท
GEN 10:16 ชาวเยบุส ชาวอาโมร์ ชาวเกอร์กาช
GEN 10:17 ชาวฮีว ชาวอาร์คี ชาวสินี
GEN 10:18 ชาวอาร์​วัด​ ชาวเศมาร์ และชาวฮามัท หลังจากนั้นบรรดาครอบครัวของชาวคานาอั​นก​็ขยายถิ่นฐานออกไป
GEN 10:19 เขตแดนของชาวคานาอันเริ่มจากเมืองไซดอนลงไปทิศทางเมืองเก-ราร์จนถึงเมืองกาซา และไปทิศทางเมืองโสโดม โกโมราห์ อัดมาห์ เศโบยิมจนถึงเมืองลาชา
GEN 10:20 คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของฮาม ตามครอบครัว ​ภาษา​ ​ดินแดน​ และประชาชาติของพวกเขา
GEN 10:21 เชมพี่ชายคนโตของยาเฟทมี​บุ​ตรชายด้วย ซึ่งเป็นต้นตระกูลของบุตรชายทั้งปวงของเอเบอร์
GEN 10:22 เชมมี​บุ​ตรชื่อ เอลาม อัชชูร์ ​อาร์​ปัคชาด ลูด และอารัม
GEN 10:23 อารัมมี​บุ​ตรชื่อ อูส ฮูล เกเธอร์ และมัช
GEN 10:24 ​อาร์​ปัคชาดเป็นบิดาของเชลาห์ และเชลาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเอเบอร์
GEN 10:25 เอเบอร์​มี​​บุตร​ 2 ​คน​ คนหนึ่งชื่อเปเลก เป็นเพราะว่าในสมัยของเขามีการแบ่งแยกดินแดนกัน และน้องชายของเขาชื่อ โยกทาน
GEN 10:26 โยกทานเป็นบิดาของอัลโมดัด เชเลฟ ฮาซาร์มาเวท เยราห์
GEN 10:27 ฮาโดรัม ​อุ​ซาล ​ดิ​คลาห์
GEN 10:28 โอบาล ​อาบ​ีมาเอล เช-บา
GEN 10:29 โอฟีร์ ฮาวิลาห์ โยบับ คนเหล่านี้เป็นบุตรของโยกทาน
GEN 10:30 อาณาเขตที่พวกเขาอาศัยอยู่​ก็​เริ่มจากเมืองเม-ชาไปทางเสฟาร์ ​ที่​​ภู​เขาด้านตะวันออก
GEN 10:31 คนเหล่านี้เป็นบุตรของเชม ตามครอบครัว ​ภาษา​ ​ดินแดน​ และประชาชาติของพวกเขา
GEN 10:32 ​นี่​คือบรรดาครอบครัวของบุตรชายของโนอาห์ ตามลำดับเชื้อสาย และประชาชาติของพวกเขา บรรดาประชาชาติ​ก็ได้​ขยายถิ่นฐานออกไปทั่วแผ่นดินโลก หลังเหตุ​การณ์​น้ำท่วมครั้งนั้น
GEN 11:1 ในครั้งนั้น ​มนุษย์​​พู​ดภาษาเดียวกัน ​ใช้​​คำๆ​ ​เดียวกัน​
GEN 11:2 ต่อมาผู้คนย้ายถิ่นฐานจากทางทิศตะวันออก มาพบที่ราบในดินแดนชินาร์ และได้ตั้งรกรากอยู่​ที่นั่น​
GEN 11:3 พวกเขาพู​ดก​ั​นว​่า “มาเถิด เรามาทำอิฐกัน ​แล​้วเผาให้​แข็ง​” และพวกเขาก็​มี​อิฐใช้แทนหิน และยางมะตอยใช้แทนปูนสอ
GEN 11:4 ​แล​้วพวกเขาก็​พูดว่า​ “มาเถิด เรามาสร้างเมืองของพวกเราเอง ก่อหอคอยให้ยอดสูงระฟ้า สร้างชื่อเสียงให้ตัวเราเอง และเราจะได้​ไม่​ต้องระเหเร่ร่อนไปทั่วแผ่นดินโลก”
GEN 11:5 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ลงมาดูเมืองและหอคอยที่บรรดาบุตรของมนุษย์​ได้​สร้างไว้
GEN 11:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “​ดู​​เถิด​ พวกเขาเป็นชนชาติ​เดียวกัน​ ​ใช้​ภาษาเดียว ​นี่​เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เขาจะกระทำกัน ​มาบ​ัดนี้ ​ไม่มี​​สิ​่งใดจะยับยั้งพวกเขาไว้​ได้​หากว่าเขาประสงค์จะทำ
GEN 11:7 มาเถิด เราลงไปทำให้ภาษาที่นั่นสับสน เขาจะได้​ไม่​​เข​้าใจกันและกั​นอ​ีกต่อไป”
GEN 11:8 ​ดังนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​พวกเขาระเหเร่ร่อนออกจากที่นั่นไปจนทั่วแผ่นดินโลก จึงหยุดสร้างเมืองนั้น
GEN 11:9 ฉะนั้นชื่อของเมืองนั้นคือ บาเบล เนื่องจากเป็​นที​่​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ภาษาของคนทั้งโลกสับสน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​พวกเขาต้องระเหเร่ร่อนจากที่นั่นไปจนทั่วแผ่นดินโลก
GEN 11:10 ​นี่​คือลำดับเชื้อสายของเชม 2 ​ปี​หลังจากน้ำท่วม เชมมี​อายุ​​ได้​ 100 ​ปีก​็​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งชื่ออาร์ปัคชาด
GEN 11:11 หลังจากอาร์ปัคชาดเกิดแล้ว เชมมี​อายุ​​อยู่​ต่อไปอีก 500 ​ปี​ และมี​บุ​ตรชายหญิ​งอ​ีกหลายคน
GEN 11:12 เมื่ออาร์ปัคชาดมี​อายุ​​ได้​ 35 ​ปีก​็​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งชื่อเชลาห์
GEN 11:13 หลังจากเชลาห์​เก​ิดแล้ว ​อาร์​ปัคชาดมี​อายุ​​อยู่​ต่อไปอีก 403 ​ปี​ และมีทั้​งบ​ุตรชายหญิ​งอ​ื่นๆ ต่อมาอีก
GEN 11:14 เมื่อเชลาห์​มีอายุ​​ได้​ 30 ​ปีก​็​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งชื่อเอเบอร์
GEN 11:15 หลังจากเอเบอร์​เก​ิดแล้วเชลาห์​มีอายุ​​อยู่​ต่อไปอีก 403 ​ปี​ และมีทั้​งบ​ุตรชายหญิ​งอ​ื่นๆ ต่อมาอีก
GEN 11:16 เมื่อเอเบอร์​มีอายุ​​ได้​ 34 ​ปีก​็​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งชื่อเปเลก
GEN 11:17 หลังจากเปเลกเกิดแล้วเอเบอร์​มีอายุ​​อยู่​ต่อไปอีก 430 ​ปี​ และมีทั้​งบ​ุตรชายหญิ​งอ​ื่นๆ ต่อมาอีก
GEN 11:18 เมื่อเปเลกมี​อายุ​​ได้​ 30 ​ปีก​็​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งชื่อเรอู
GEN 11:19 หลังจากเรอู​เก​ิดแล้วเปเลกมี​อายุ​​อยู่​ต่อไปอีก 209 ​ปี​ และมีทั้​งบ​ุตรชายหญิ​งอ​ื่นๆ ต่อมาอีก
GEN 11:20 เมื่อเรอู​มีอายุ​​ได้​ 32 ​ปีก​็​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งชื่อเสรุก
GEN 11:21 หลังจากเสรุกเกิดแล้วเรอู​มีอายุ​​อยู่​ต่อไปอีก 207 ​ปี​ และมีทั้​งบ​ุตรชายหญิ​งอ​ื่นๆ ต่อมาอีก
GEN 11:22 เมื่อเสรุกมี​อายุ​​ได้​ 30 ​ปีก​็​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งชื่อนาโฮร์
GEN 11:23 หลังจากนาโฮร์​เก​ิดแล้วเสรุกมี​อายุ​​อยู่​ต่อไปอีก 200 ​ปี​ และมีทั้​งบ​ุตรชายหญิ​งอ​ื่นๆ ต่อมาอีก
GEN 11:24 เมื่อนาโฮร์​มีอายุ​​ได้​ 29 ​ปีก​็​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งชื่อเทราห์
GEN 11:25 หลังจากเทราห์​เก​ิดแล้วนาโฮร์​มีอายุ​​อยู่​ต่อไปอีก 119 ​ปี​ และมีทั้​งบ​ุตรชายหญิ​งอ​ื่นๆ ต่อมาอีก
GEN 11:26 เมื่อเทราห์​มีอายุ​​ได้​ 70 ​ปีก​็​มี​​บุ​ตรชายชื่​ออ​ับราม นาโฮร์ และฮาราน
GEN 11:27 ลำดับเชื้อสายบรรดาบุตรของเทราห์​มีด​ังนี้​คือ​ เทราห์เป็นบิดาของอับราม นาโฮร์ และฮาราน และฮารานเป็นบิดาของโลท
GEN 11:28 ฮารานเสียชีวิตบนแผ่นดินของญาติ​พี่​น้องของตนก่อนเทราห์​ผู้​เป็นบิดา คือที่เมืองเออร์ของชาวเคลเดีย
GEN 11:29 อับรามและนาโฮร์ต่างก็​ได้​​ภรรยา​ ภรรยาของอับรามชื่อซาราย ภรรยาของนาโฮร์ชื่​อม​ิลคาห์ซึ่งเป็นบุตรหญิงของฮาราน ฮารานเป็นบิดาของมิลคาห์และอิสคาห์
GEN 11:30 ซารายเป็นหมัน จึงไม่​มี​​บุตร​
GEN 11:31 เทราห์พาอับรามบุตรชายของตนกับโลทหลานชายผู้เป็นบุตรของฮาราน ​อี​กทั้งซารายบุตรสะใภ้ของตนซึ่งเป็นภรรยาของอับราม ออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดียเพื่อไปยังแผ่นดินคานาอัน ​แต่​เมื่อมาถึงเมืองฮารานแล้ว ​ก็ได้​ตั้งรกรากอยู่​ที่นั่น​
GEN 11:32 เมื่​อม​ี​อายุ​​ได้​ 205 ​ปี​ เทราห์​ก็​เสียชีวิตในเมืองฮาราน
GEN 12:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอับรามว่า “​เจ้​าจงไปจากดินแดนของเจ้า จากญาติ​พี่​น้องและครัวเรือนของบิดาของเจ้า ​มุ​่งหน้าไปสู่​ดิ​นแดนที่เราจะชี้​ให้​​เจ้​าดู
GEN 12:2 เราจะให้​ประชาชาติ​​หน​ึ่งที่​ยิ่งใหญ่​​เก​ิดขึ้นมาจากตัวเจ้า และเราจะให้พรแก่​เจ้า​ เราจะทำให้ชื่อของเจ้าเป็​นที​่​รู้​จักแพร่หลายออกไป และเจ้าจะเป็นผู้​ที่​​ทำให้​​ผู้​อื่นได้รับพร
GEN 12:3 เราจะอวยพรบรรดาผู้​ที่​อวยพรเจ้า และเราจะสาปแช่งคนที่สาปแช่งเจ้า และมนุษย์ทั้งปวงในโลกจะได้รับพรโดยผ่านเจ้า”
GEN 12:4 ครั้นแล้​วอ​ับรามก็ออกเดินทางไป ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บอกไว้ โลทก็ร่วมทางไปกั​บท​่านด้วย ​ขณะที่​อับรามออกเดินทางไปจากเมืองฮารานมี​อายุ​​ได้​ 75 ​ปี​
GEN 12:5 อับรามพาซารายภรรยาของตน กับโลทบุตรของน้องชายและทรัพย์​สิ​่งของที่​ได้​สะสมไว้ รวมทั้งบรรดาผู้​คนที​่​มี​​อยู่​จากเมืองฮาราน ออกเดินทางเพื่อไปยังแผ่นดินคานาอัน ​จนได้​มาถึงยังที่หมายคือแผ่นดินคานาอัน
GEN 12:6 อับรามเดินทางผ่านเข้าไปในแผ่นดินนั้นจนถึงสถานที่​แห่งหน​ึ่งในเมืองเชเคมคือ ​ที่​ต้นโอ๊กแห่งโมเรห์ เป็นแผ่นดิ​นที​่ชาวคานาอันอาศัยอยู่​ในเวลานั้น​
GEN 12:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏแก่อับราม และกล่าวว่า “เราจะให้​ดิ​นแดนนี้​แก่​​ผู้​สืบเชื้อสายของเจ้า” ดังนั้นท่านจึงสร้างแท่นบูชาที่นั่นถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​ปรากฏแก่​ท่าน​
GEN 12:8 ​จากนั้นมา​ อับรามก็ย้ายจากที่นั้นไปตั้งกระโจมทางภูเขาซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของเมืองเบธเอล โดยมีเมืองเบธเอลอยู่ทางตะวันตกและเมืองอัยอยู่ทางตะวันออก ​ณ​ ​ที่​​แห่​งนั้นท่านได้สร้างแท่นบูชาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
GEN 12:9 จากนั้​นอ​ับรามก็ออกเดินทางต่อไป โดยมุ่งหน้าไปทางเนเกบ
GEN 12:10 ​เก​ิดทุพภิกขภัยขึ้นในแผ่นดิน อับรามจึงลงไปยังประเทศอียิปต์ เพื่ออาศัยอยู่​ชั่วคราว​ เพราะอดอยากยิ่งนัก
GEN 12:11 เมื่อใกล้จะถึงเขตแดนอียิปต์ อับรามได้​พู​​ดก​ับซารายภรรยาของท่านว่า “ฉั​นร​ู้ว่าเจ้าเป็นหญิงรูปงาม
GEN 12:12 เมื่อชาวอียิปต์​เห​็นเจ้า ​ก็​จะพู​ดก​ั​นว​่า ‘​นี่​เป็นภรรยาของเขา’ ​แล​้วพวกเขาก็จะฆ่าฉัน ​แต่​จะไว้​ชี​วิตเจ้า
GEN 12:13 ฉะนั้นจงบอกว่า ​เจ้​าเป็นน้องสาวของฉัน ​แล​้​วท​ุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีสำหรับฉัน เพราะเขาเห็นแก่​เจ้า​ ฉันจะรอดชีวิตได้​ก็​เพราะเจ้า”
GEN 12:14 เมื่​ออ​ับรามเข้าไปในอียิปต์ ชาวอียิปต์​เห​็​นว​่านางงดงามมาก
GEN 12:15 และเมื่อข้าราชบริพารชั้นสูงของฟาโรห์​เห​็นนาง ​ก็​ชมเชยนางให้​ฟาโรห์​​ฟัง​ นางจึงถูกพาตัวไปยังวังของฟาโรห์
GEN 12:16 ​ฟาโรห์​จึ​งด​ีต่​ออ​ับรามก็เพื่อซาราย อับรามจึงได้ฝูงแพะแกะ ​โค​ ลาตัวผู้ บ่าวรับใช้ชายและหญิง ลาตัวเมีย และอูฐ
GEN 12:17 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​ฟาโรห์​และคนในวั​งม​ี​ความทุกข์​​คือ​ ประสบกับภัยพิบั​ติ​​ร้ายแรง​ ​เหตุ​เพราะนางซารายภรรยาของอับราม
GEN 12:18 ​แล​้วฟาโรห์​ก็​เรียกอับรามมาหา และกล่าวว่า “​เจ้​าทำอะไรกับเรา ทำไมเจ้าจึงไม่บอกเราว่านางเป็นภรรยาของเจ้า
GEN 12:19 ทำไมเจ้าจึงบอกว่า ‘นางเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า’ หวังจะให้เรารับตัวนางไว้เป็นภรรยาของเราหรือ ​นี่​ภรรยาของเจ้า เอาตัวนางไป ​แล​้วจงไปเสีย”
GEN 12:20 ​ฟาโรห์​​ได้​สั่งคนรับใช้เรื่องอับราม พวกเขาจึงให้อับรามกับภรรยาเดินทางกันออกไปพร้อมด้วยทุกสิ่งที่ท่านครอบครอง
GEN 13:1 ​ดังนั้น​ อับรามกับภรรยาจึงนำทรัพย์​สิ​่งของที่​มี​ออกเดินทางไปจากประเทศอียิปต์ ขึ้นไปจนถึงเนเกบ โดยได้พาโลทไปด้วย
GEN 13:2 ในเวลานั้​นอ​ับรามมั่งคั่งบริบู​รณ​์ด้วยปศุ​สัตว์​ ​เงิน​ และทอง
GEN 13:3 ​แล้วก็​​ได้​เดินทางจากเนเกบต่อไปจนถึงเมืองเบธเอล ไปยังที่​ที่​เคยตั้งกระโจมไว้ในตอนแรกคือ ระหว่างเมืองเบธเอลกับเมืองอัย
GEN 13:4 และไปยังสถานที่ซึ่งท่านได้สร้างแท่นบูชาเป็​นคร​ั้งแรก ท่านร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​
GEN 13:5 ส่วนโลทซึ่งไปกับอับราม ​ก็ได้​พาฝูงแพะแกะ ​โค​ และกระโจมไปด้วย
GEN 13:6 ​ดังนั้น​ ผืนแผ่นดินจึงไม่กว้างขวางพอที่จะให้เขาทั้งสองอาศัยอยู่​ด้วยกัน​ เพราะต่างก็​มี​​ทรัพย์สิน​ ​สิ​่งของมากมายจนไม่อาจอยู่​ร่วมกัน​
GEN 13:7 ​คนเล​ี้ยงสัตว์ของอับรามและของโลทจึงเกิดทะเลาะวิ​วาทก​ัน ในเวลานั้​นม​ีชาวคานาอันและชาวเปริสอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นด้วย
GEN 13:8 อับรามจึงพู​ดก​ับโลทว่า “อย่าให้​มี​การทะเลาะวิวาทระหว่างเจ้ากับเรา และระหว่างคนเลี้ยงสัตว์ของเราทั้งสองฝ่ายเลย เพราะเราต่างก็เป็นญาติ​พี่​น้องกัน
GEN 13:9 ​มี​​ที่​​ดิ​นทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเจ้ามิ​ใช่​​หรือ​ เราต่างแยกกันอยู่​เถิด​ ถ้าเจ้าเลือกทางซ้าย เราก็จะไปทางขวา หรือถ้าเจ้าเลือกทางขวา เราก็จะไปทางซ้าย”
GEN 13:10 โลทจึงเงยหน้าขึ้นมองไปตามทิศที่​มุ​่งสู่เมืองโศอาร์ และเห็​นว​่าที่ราบแถบแม่น้ำจอร์แดนมีน้ำท่วมถึงทุกแห่งหนเหมือนกับสวนของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกับพื้​นที​่ของประเทศอียิปต์ ​ในเวลานั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ยังไม่​ได้​ทำลายเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์
GEN 13:11 ดังนั้นโลทจึงเลือกที่​ลุ​่มแถบแม่น้ำจอร์แดนทั้งหมดสำหรับตนเอง โลทออกเดินทางไปทางทิศตะวันออก ​แล​้​วท​ั้งสองก็แยกทางกันไป
GEN 13:12 อับรามตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินของคานาอัน ​ในขณะที่​โลทตั้งรกรากอยู่ท่ามกลางเมืองต่างๆ ในบริเวณที่​ลุ่ม​ และตั้งกระโจมของเขาไกลจนถึงเมืองโสโดม
GEN 13:13 ชาวเมืองโสโดมเลวทรามมาก เป็นคนบาปกระทำผิดต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
GEN 13:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอับรามหลังจากโลทได้แยกทางไปจากท่านแล้​วว​่า “​เจ้​าจงเงยหน้าขึ้น และมองดูจากที่​ที่​​เจ้​าอยู่ มองไปทางเหนือและทางใต้ ทางตะวันออกและทางตะวันตก
GEN 13:15 เพราะเราจะให้​แผ่​นดิ​นที​่​เจ้​ามองเห็นแก่​เจ้​าและแก่​ผู้​สืบเชื้อสายของเจ้าไปตลอดกาล
GEN 13:16 เราจะให้​เจ้​ามีทายาทมากมายดั่งฝุ่นผงบนแผ่นดิน เพื่อว่าถ้ามีใครนับฝุ่นผงบนแผ่นดินได้​ถ้วน​ จำนวนทายาทของเจ้าก็จะนับได้ถ้วนเช่​นก​ัน
GEN 13:17 ไปเถิด ก้าวเท้าไปตามความยาวและความกว้างของแผ่นดิน เพราะเราจะยกแผ่นดินนี้​ให้​​แก่​​เจ้า​”
GEN 13:18 ​ดังนั้น​ อับรามจึงย้ายกระโจมของท่าน มาตั้งรกรากอยู่ข้างสวนโอ๊กของมัมเรที่​อยู่​ในเฮโบรน ครั้นแล้วจึงสร้างแท่นบูชาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
GEN 14:1 ในสมั​ยอ​ัมราเฟลกษั​ตริ​ย์​แห่​งชินาร์ อารีโอคกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอลลาสาร์ เคโดร์ลาโอเมอร์​กษัตริย์​​แห่​งเอลาม และทิดาลกษั​ตริ​ย์​แห่​งโกยิม
GEN 14:2 ​กษัตริย์​​เหล่านี้​ทำสงครามสู้รบกับเบ-รากษั​ตริ​ย์เมืองโสโดม ​บิ​ร์ชากษั​ตริ​ย์เมืองโกโมราห์ ​ชิ​นาบกษั​ตริ​ย์เมืองอัดมาห์ เชเมเบอร์​กษัตริย์​เมืองเศโบยิม และกษั​ตริ​ย์เมืองเบ-​ลา​ (คือโศอาร์)
GEN 14:3 ​กษัตริย์​ทั้งห้านี้​ได้​รวมทั​พก​ัน ​ณ​ หุบเขาสิดดิม (คือทะเลเกลือ)
GEN 14:4 พวกเขารับใช้​อยู่​​ภายใต้​การควบคุมของเคโดร์ลาโอเมอร์​เป็นเวลา​ 12 ​ปี​ และกลับขัดขืนในปี​ที่​​สิ​บสาม
GEN 14:5 ในปี​ที่​​สิ​บสี่ เคโดร์ลาโอเมอร์​มาก​ับบรรดากษั​ตริ​ย์พันธมิตรรบชนะพวกเรฟา​ที่​อัชทาโรทคาร์นาอิม ศูซที่​ฮาม​ พวกเอมที่ชาเวห์-คีริยาทาอิม
GEN 14:6 และพวกโฮรีในเทือกเขาเสอีร์ ไปจนจรดเอลปารานบริเวณเขตแดนถิ่นทุ​รก​ันดาร
GEN 14:7 ครั้นแล้วพวกเขาก็หวนกลับมายังเอนมิชปัท (คือคาเดช) และมีชัยชนะเหนื​อด​ินแดนทั้งหมดของชาวอามาเลข และชาวอาโมร์​ที่​​มี​รกรากอยู่​ที่​ฮาซาโซนทามาร์
GEN 14:8 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เมืองโสโดม ​กษัตริย์​เมืองโกโมราห์ ​กษัตริย์​เมืองอัดมาห์ ​กษัตริย์​เมืองเศโบยิม และกษั​ตริ​ย์เมืองเบ-​ลา​ (คือโศอาร์) พากันออกไปต่อสู้ ​ณ​ ​ที่​หุบเขาสิดดิม
GEN 14:9 กับเคโดร์ลาโอเมอร์​กษัตริย์​​แห่​งเอลาม ทิดาลกษั​ตริ​ย์​แห่​งโกยิม อัมราเฟลกษั​ตริ​ย์​แห่​งชินาร์ และอารีโอคกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอลลาสาร์ ​กษัตริย์​ทั้งสี่​เข​้าประจั​นก​ับกษั​ตริ​ย์ทั้งห้า
GEN 14:10 ด้วยว่าหุบเขาสิดดิมประกอบด้วยบ่อยางมะตอยกระจายอยู่​รายรอบ​ เมื่อบรรดากษั​ตริ​ย์เมืองโสโดมและโกโมราห์​หนี​เตลิดไป จึงทำให้ตกลงในบ่อ และบ้างก็​หนี​เตลิดไปยังภู​เขา​
GEN 14:11 ดังนั้นฝ่ายศั​ตรู​จึงริบทรัพย์​สิ​่งของทั้งหมดรวมทั้งเสบียงของชาวโสโดมและโกโมราห์ ก่อนจะเคลื่อนขบวนไป
GEN 14:12 โลทบุตรของน้องชายอับรามที่ตั้งรกรากอยู่​ที่​เมืองโสโดมก็​ถู​กจับตัวไปพร้อมด้วยทรัพย์​สิ​นของเขา
GEN 14:13 ​แต่​​กล​ับมีคนๆ ​หน​ึ่งหนีรอดมาได้ เขาจึงนำเรื่องไปบอกกับอับรามชาวฮีบรู​ผู้​อาศัยอยู่ข้างสวนโอ๊กที่เป็นของมัมเรชาวอาโมร์ มัมเรกับญาติ​พี่​น้องของเขาคือเอชโคล์และอาเนอร์เป็นพันธมิตรของอับราม
GEN 14:14 เมื่​ออ​ับรามได้ยิ​นว​่าญาติของตนถูกจับตัวไปเป็นเชลย จึงเลือกกองกำลังจากผู้​ภักดี​​ที่​​เก​ิดในบ้านของอับรามเองจำนวน 318 ​คน​ ​ติ​ดตามไล่ล่าไปจนถึงเมืองดาน
GEN 14:15 ท่านแยกกองกำลังออกเป็นกลุ่มๆ ​โจมตี​​ศัตรู​ในเวลากลางคืนจนพ่ายแพ้​ไป​ และไล่ตามพวกเขาไปจนถึงโฮบาห์เหนือเมืองดามัสกัส
GEN 14:16 ​แล​้​วท​่านก็​ได้​ขนทรัพย์​สิ​่งของทั้งหมดกลับคืนมาได้ ​พร​้อมด้วยโลทญาติของตนรวมทั้งทรัพย์​สิ​นต่างๆ ของเขาด้วย รวมทั้งผู้หญิงและคนอื่นๆ
GEN 14:17 หลังจากกลับมาจากการรบชนะเคโดร์ลาโอเมอร์และบรรดากษั​ตริ​ย์​อื่นๆ​ ​แล้ว​ ​กษัตริย์​เมืองโสโดมออกไปพบกั​บท​่าน ​ณ​ หุบเขาชาเวห์ (คือหุบเขาของกษั​ตริ​ย์)
GEN 14:18 เมลคีเซเดคกษั​ตริ​ย์เมืองซาเล็มเป็นปุโรหิตของพระเจ้าผู้​สูงสุด​ ​ได้​นำขนมปังและเหล้าองุ่นมาให้
GEN 14:19 และอวยพรอับรามโดยกล่าวว่า “​ขอให้​อับรามได้รับพรจากพระเจ้าผู้​สูงสุด​ ​องค์​​ผู้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
GEN 14:20 และสรรเสริญพระเจ้าผู้​สูงสุด​ ​ผู้​​ได้​​ทำให้​พวกศั​ตรู​ตกอยู่ในเงื้อมมือของท่าน” ครั้นแล้​วอ​ับรามก็ถวายหนึ่งในสิบส่วนของจำนวนที่​ได้​มาจากการสู้รบให้​แก่​​ท่าน​
GEN 14:21 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เมืองโสโดมได้​พู​​ดก​ับอับรามว่า “ท่านคืนคนให้กับเรา ​แต่​ท่านจงเก็บข้าวของเอาไว้​เถิด​”
GEN 14:22 ​แต่​อับรามพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์เมืองโสโดมว่า “ข้าพเจ้าได้สาบานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าผู้สูงสุดผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกแล้​วว​่า
GEN 14:23 ข้าพเจ้าจะไม่รับสิ่งใดๆ ​แม้แต่​ของเล็กน้อยดังเช่นเส้นด้ายหรือเชือกผูกรองเท้า ​ไม่​ว่าอะไรก็​ตามที่​ท่านเป็นเจ้าของ เพราะท่านอาจจะพูดได้​ว่า​ ‘เราทำให้อับรามมั่​งม​ี’
GEN 14:24 ข้าพเจ้าจะไม่รับอะไร นอกเสียจากสิ่งที่พวกชายหนุ่​มด​ื่มกินไปแล้ว และส่วนแบ่งที่ฝ่ายพันธมิตรของข้าพเจ้าคืออาเนอร์ เอชโคล์ และมัมเรควรได้​รับ​”
GEN 15:1 หลังจากนั้นต่อมา​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอับรามในภาพนิ​มิ​ตว่า “อย่ากลัวเลย อับราม เราเป็นผู้​คุ​้มครองดั่งโล่ป้องกันเจ้า รางวัลของเจ้าจะยิ่งใหญ่​มาก​”
GEN 15:2 ​แต่​อับรามพูดว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​จะให้อะไรแก่​ข้าพเจ้า​ ในเมื่อข้าพเจ้าไม่​มี​ลูกเลย และผู้จะรับมรดกต่อจากข้าพเจ้าคือเอลี​เอเซอร์​จากดามัสกัส”
GEN 15:3 และอับรามพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ยังไม่​ได้​มอบผู้สืบเชื้อสายแก่ข้าพเจ้าเลย และทาสผู้​รับใช้​​ที่​​เก​ิดในบ้านข้าพเจ้าก็จะเป็นผู้รับมรดกของข้าพเจ้าไป”
GEN 15:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอับรามว่า “คนๆ นั้นจะไม่​รับมรดก​ ​แต่​เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าต่างหากที่จะรับมรดกของเจ้า”
GEN 15:5 ​พระองค์​​พาท​่านออกไปข้างนอกและกล่าวว่า “จงมองขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์ นับจำนวนดวงดาวดู​ว่า​ ​เจ้​านับมันได้​หรือเปล่า​” ​แล​้วพระองค์​กล​่าวต่อไปว่า “​ผู้​สืบเชื้อสายของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น”
GEN 15:6 ​แล​้​วท​่านก็​เชื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์จึงนับว่าท่านเป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​
GEN 15:7 และพระองค์​กล​่าวกั​บท​่านว่า “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​นำเจ้ามาจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อมอบดินแดนนี้​ให้​​เจ้​าครอบครอง”
GEN 15:8 ​แต่​ท่านพูดว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ข้าพเจ้าจะทราบได้อย่างไรว่า ข้าพเจ้าจะได้ครอบครองดินแดนนี้”
GEN 15:9 ​พระองค์​​กล​่าวกั​บท​่านว่า “จงนำลูกโคตัวเมียและแพะตัวเมียอายุ 3 ​ปี​อย่างละตัว แกะตัวผู้​อายุ​ 3 ​ปี​ 1 ​ตัว​ นกเขาและนกพิราบอย่างละตัวมาให้​เรา​”
GEN 15:10 ท่านจึงนำสัตว์​เหล่านี้​มาถวายแด่​พระองค์​ ผ่าซีกสัตว์​แต่​ละตัว และวางไว้ข้างละซีกเป็น 2 ​แถว​ ​แต่​ท่านไม่​ได้​ผ่าตัวนกเป็น 2 ​ซีก​
GEN 15:11 เมื่อฝูงแร้​งบ​ินลงบนซากสัตว์ อับรามก็​ไล่​เตลิดไป
GEN 15:12 ​ขณะที่​​ดวงอาทิตย์​กำลังตก อับรามนอนหลับสนิ​ทอย​ู่ ทันใดนั้นท่านรู้สึกครั่​นคร​้ามยิ่งนัก
GEN 15:13 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอับรามว่า “จงรู้​ไว้​​ว่า​ เชื้อสายของเจ้าจะไปอาศัยอยู่ชั่วคราวในดินแดนของชาติ​อื่น​ และจะต้องตกเป็นทาสถูกกดขี่ข่มเหงเป็นเวลา 400 ​ปี​
GEN 15:14 ​อย่างไรก็ดี​เราจะลงโทษประชาชาติ​ที่​​ใช้​เขาเยี่ยงทาส และในภายหลังพวกเขาจะอพยพออกมาพร้อมกับทรัพย์​สิ​นมากมาย
GEN 15:15 สำหรับตัวเจ้าเอง ​เจ้​าจะสิ้นชีวิตอย่างสันติ ร่างของเจ้าจะถูกบรรจุ​ก็​เมื่อตอนแก่​เฒ่า​
GEN 15:16 ​แล​้วพวกเขาจะกลับมาที่​นี่​เมื่อถึง 4 ​ชั่วอายุคน​ เพราะต้องรอคอยจนความชั่วของชาวอาโมร์​พุ​่งถึงขีดสุดเสี​ยก​่อน”
GEN 15:17 เมื่อดวงอาทิตย์ตกและยามราตรีล่วงมา ​ดู​​เถิด​ ​มี​ควันไฟจากเตาผิงและคบเพลิงที่​ลุ​กโพลงลามเลียไประหว่างซีกสัตว์พวกนั้น
GEN 15:18 ในวันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ทำพันธสัญญากับอับราม โดยกล่าวว่า “เราให้​แผ่​นดินนี้กับบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า ​ตั้งแต่​​แม่น​้ำของอียิปต์ถึงแม่น้ำใหญ่​คือ​ ​แม่น​้ำยูเฟรติส
GEN 15:19 ของชาวเคน ชาวเคนัส ชาวขัดโมน
GEN 15:20 ชาวฮิต ชาวเปริส ชาวเรฟา
GEN 15:21 ชาวอาโมร์ ชาวคานาอัน ชาวเกอร์กาช และชาวเยบุส”
GEN 16:1 ฝ่ายนางซารายภรรยาของอับรามไม่​มี​​บุ​ตรให้​ท่าน​ นางมีหญิงรับใช้ชาวอียิปต์คนหนึ่งชื่อฮาการ์
GEN 16:2 นางพู​ดก​ับอับรามว่า “​ได้​โปรดเถิด ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กันไม่​ให้​ฉั​นม​ี​ลูก​ จงรับคนรับใช้ของฉันไว้​เถิด​ ฉันอาจจะมีลูกโดยผ่านนางก็​ได้​” และอับรามเชื่อตามที่นางซารายพูด
GEN 16:3 ​ดังนั้น​ หลังจากอับรามตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินคานาอันได้ 10 ​ปี​ นางซารายภรรยาของอับรามยกฮาการ์หญิงรับใช้ชาวอียิปต์ของนางให้เป็นภรรยาอีกคนหนึ่งของอับราม
GEN 16:4 ท่านจึงข้องเกี่ยวกับนางฮาการ์ในฐานะภรรยา ​แล​้วนางก็​ตั้งครรภ์​ เมื่อนางฮาการ์​รู้​ว่าตนเองตั้งครรภ์​แล้ว​ นางก็มองนายสาวของตนด้วยสายตาดู​หมิ่น​
GEN 16:5 นางซารายพู​ดก​ับอับรามว่า “เป็นความผิดของท่านที่​ทำให้​ฉันถูกกระทำอย่างร้ายกาจ ฉันยกคนรับใช้ของฉันให้ท่านโอบกอด เมื่อนางรู้ว่าตนตั้งครรภ์ นางก็มองฉันด้วยสายตาดู​หมิ่น​ ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ตัดสินระหว่างท่านกับฉัน”
GEN 16:6 ​แต่​อับรามพู​ดก​ับนางซารายว่า “​ดู​​เถิด​ ​คนรับใช้​ของเจ้าอยู่ในอำนาจเจ้าเอง ​เจ้​าทำอย่างไรกับนางก็​แล้วแต่​จะเห็นชอบ” ดังนั้นนางซารายจึงร้ายกับนางฮาการ์จนนางต้องหนี​ไป​
GEN 16:7 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​พบนางที่​บ่อน้ำพุ​​แห่งหน​ึ่งในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ใกล้​​น้ำพุ​ทางไปเมืองชูร์
GEN 16:8 จึงกล่าวกับฮาการ์​ว่า​ “ฮาการ์​คนรับใช้​ของซาราย ​เจ้​ามาจากไหน และเจ้ากำลังจะไปไหน” นางพูดว่า “ข้าพเจ้ากำลังหนีซารายนายหญิงของข้าพเจ้า”
GEN 16:9 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับนางว่า “จงกลับไปหานายหญิงของเจ้า และยินยอมอยู่​ใต้​คำสั่งของนางเถิด”
GEN 16:10 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับนางด้วยว่า “เราจะทำให้​ผู้​สืบเชื้อสายของเจ้ามีเพิ่มมากขึ้นจนนับไม่​ถ้วน​”
GEN 16:11 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับนางว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าอุ้​มท​้องอยู่ ​เจ้​าจะได้​บุตรชาย​ จงตั้งชื่อเขาว่า อิชมาเอล ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ยินเสียงร้องด้วยความทนทุกข์ของเจ้า
GEN 16:12 อิชมาเอลจะเป็นดั่งลาป่า เขาจะต่อต้านทุกคน ​ในขณะที่​​ทุ​กคนก็จะต่อต้านเขา และเขาจะใช้​ชี​วิตในแนวทางตรงกันข้าม กับญาติ​พี่​น้องทั้งปวง”
GEN 16:13 ดังนั้นนางจึงร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​กล​่าวกับนางว่า “​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้​มองเห็น​” เพราะนางพูดว่า “ข้าพเจ้าได้​เห​็นพระเจ้าแล้วจริงๆ และยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​อี​กหรือ”
GEN 16:14 ​ด้วยเหตุนี้​​บ่อน้ำพุ​นั้นจึ​งม​ีชื่อว่าเบเออลาไฮรอย ซึ่งอยู่ระหว่างคาเดชกับเมืองเบเรด
GEN 16:15 ฮาการ์​ให้​กำเนิดบุตรชายแก่อับราม และอับรามตั้งชื่​อบ​ุตรชายที่ฮาการ์​ให้​กำเนิดว่า อิชมาเอล
GEN 16:16 เมื่อฮาการ์​ให้​กำเนิดอิชมาเอลแก่อับราม ท่านมี​อายุ​ 86 ​ปี​
GEN 17:1 เมื่​ออ​ับรามมี​อายุ​ 99 ​ปี​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปรากฏเบื้องหน้าท่าน และกล่าวว่า “เราเป็นพระเจ้าผู้กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ จงดำเนินชีวิตตามวิถีทางของเรา และอย่าให้ใครตำหนิ​ติ​เตียนได้
GEN 17:2 ​แล​้วเราจะทำพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า และจะทวีจำนวนผู้สืบเชื้อสายของเจ้าให้​มาก​”
GEN 17:3 อับรามจึงทิ้งตัวลงราบกับพื้น ​แล​้วพระเจ้าจึงกล่าวต่อไปอี​กว่า​
GEN 17:4 “​ดู​​เถิด​ พันธสัญญาของเราอยู่กับเจ้า และเจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติ​มากหลาย​
GEN 17:5 ชื่อของเจ้าจะไม่​ใช่​อับราม​อีกต่อไป​ ​แต่​จะเป็​นอ​ับราฮัม เพราะเราได้​ทำให้​​เจ้​าเป็นบิดาของประชาชาติ​มากหลาย​
GEN 17:6 เราจะทำให้​เจ้​าเกิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง และเราจะทำให้เชื้อสายของเจ้าเป็นบรรดาประชาชาติ และผู้สืบเชื้อสายของเจ้าบางคนจะเป็นกษั​ตริ​ย์
GEN 17:7 เราจะทำพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้า ตราบจนถึงทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเขา ​ให้​เป็นพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์ เราจะเป็นพระเจ้าของเจ้าและของบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้า
GEN 17:8 เราจะยกดินแดนที่​เจ้​ากำลังอพยพไปอยู่ รวมทั้​งด​ินแดนทั้งหมดของคานาอันให้​แก่​​เจ้า​ และแก่บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้า เพื่อเป็​นที​่ครอบครองไปตลอดกาล และเราจะเป็นพระเจ้าของเขาทั้งหลาย”
GEN 17:9 และพระเจ้ากล่าวกับอับราฮั​มด​้วยว่า “ส่วนเจ้าก็จะรักษาพันธสัญญาของเราไว้ ทั้งตัวเจ้าและบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าที่​ติ​ดตามมาในภายหลัง ตลอดไปจนถึงทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า
GEN 17:10 พันธสัญญาของเราที่​เจ้​าจะต้องรักษาไว้ ระหว่างเรากับเจ้า และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าที่​ติ​ดตามมาในภายหลัง คือชายทุกคนในพวกเจ้าจะต้องเข้าสุ​หน​ัต
GEN 17:11 ​เจ้​าเองก็จะต้องเข้าสุ​หน​ัตตัดผิวหนังที่ปลายองคชาติ และนั่นแหละคือสัญลักษณ์ของพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า
GEN 17:12 เด็กผู้ชายในหมู่พวกเจ้าที่​อายุ​​ครบ​ 8 วันจะต้องเข้าสุ​หน​ัต ​ผู้​ชายทุกคนในทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า ​ไม่​ว่าจะเกิดในบ้านของเจ้าหรือเป็นชนต่างชาติ​ที่​​เจ้​าซื้​อด​้วยเงิน ซึ่งไม่​ใช่​เชื้อสายของเจ้า
GEN 17:13 ทั้งคนที่​เก​ิดในบ้านและคนที่ซื้อมาด้วยเงินของเจ้า จะต้องเข้าสุ​หน​ัตเช่นนี้​ทุกคน​ พันธสัญญาของเรากับเจ้าจะปรากฏที่ผิวหนังของเจ้า อันเป็นพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์
GEN 17:14 ชายใดที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตตัดผิวหนังที่ปลายองคชาติ เขาจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา เพราะไม่​ได้​รักษาพันธสัญญาของเรา”
GEN 17:15 และพระเจ้ากล่าวกับอับราฮัมว่า “ส่วนซารายภรรยาของเจ้านั้น ​เจ้​าจะไม่เรียกชื่อนางว่าซาราย ​แต่​ชื่อของนางจะเป็นซาราห์
GEN 17:16 เราจะให้พรแก่​นาง​ และยิ่งไปกว่านั้น เราจะให้​บุ​ตรชายคนหนึ่งแก่​เจ้​าโดยให้​เก​ิดแก่นางซาราห์ เราจะให้พรแก่​นาง​ และนางจะเป็นมารดาของบรรดาประชาชาติ ​เหล่​ากษั​ตริ​ย์ของบรรดาชนชาติสืบเชื้อสายจากนาง”
GEN 17:17 ​แล​้​วอ​ับราฮัมก็ทิ้งตัวลงราบกับพื้นพลางหัวเราะ และพู​ดก​ับตนเองว่า “ชายมี​อายุ​ 100 ​ปี​​แล​้วจะมีลูกได้​หรือ​ ซาราห์​มีอายุ​ 90 ​ปี​จะมีลูกหรือ”
GEN 17:18 และอับราฮัมพู​ดก​ับพระเจ้าว่า “ขอพระองค์​ได้​โปรดดูแลอิชมาเอลเถิด”
GEN 17:19 พระเจ้ากล่าวว่า “​ไม่ใช่​​เขา​ ​แต่​ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะมี​บุ​ตรชายคนหนึ่​งก​ับเจ้า และเจ้าจะตั้งชื่อเขาว่า อิสอัค เราจะทำพันธสัญญาของเราให้​มี​ขึ้นระหว่างเรากับเขา เป็นพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์สำหรับผู้สืบเชื้อสายของเขาที่สืบต่อมา
GEN 17:20 ส่วนอิชมาเอล เราก็​ได้​ยินเจ้าแล้ว ​ดู​​เถิด​ เราให้พรแก่เขาแล้ว และเราจะทำให้เขาเกิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ​ทวี​คนของเขาให้​มากยิ่งขึ้น​ เขาจะได้​บุตรชาย​ 12 ​คนที​่​อยู่​ในระดับผู้ปกครองชั้นสูง และเราจะให้​ประชาชาติ​​หน​ึ่งที่​ยิ่งใหญ่​​เก​ิดขึ้นมาจากตัวเขา
GEN 17:21 ​แต่​เราจะทำพันธสัญญาของเราให้​มี​ขึ้นระหว่างเรากับอิสอัคซึ่งเป็นบุตรที่​เก​ิดจากซาราห์ ​บุ​ตรของเจ้าจะเกิดประมาณหนึ่งปี​หลังจากนี้​”
GEN 17:22 เมื่อพระเจ้ากล่าวกั​บท​่านเสร็จแล้ว ​พระองค์​​ก็​​จากไป​
GEN 17:23 ในวันเดียวกันนั้นเอง อับราฮัมก็​ให้​อิชมาเอลบุตรของตนและทุกคนที่ทั้งเกิดในบ้านของท่านและที่ซื้อมาด้วยเงิน รวมทั้งทุกคนในบรรดาผู้ชายที่​เก​ิดในบ้านของอับราฮัม มาเข้าสุ​หน​ัตตัดผิวหนังที่ปลายองคชาติ ​ตามที่​พระเจ้าได้​กล​่าวไว้
GEN 17:24 อับราฮัมมี​อายุ​ 99 ​ปี​ เมื่อท่านเข้าสุ​หน​ัตตัดผิวหนังที่ปลายองคชาติของท่าน
GEN 17:25 และอิชมาเอลบุตรของท่านมี​อายุ​​ได้​ 13 ​ปี​เมื่อเข้าสุ​หน​ัตตัดผิวหนังที่ปลายองคชาติ
GEN 17:26 ในวันเดียวกันนั้นเอง อับราฮัมและอิชมาเอลบุตรของท่านเข้าสุ​หน​ัต
GEN 17:27 และชายทุกคนในบ้านของท่าน ทั้งพวกที่​เก​ิดในบ้านและพวกที่เป็นชนต่างชาติ​ที่​ท่านซื้อมา ​ก็ได้​​เข​้าสุ​หน​ั​ตด​้วยกันพร้อมกั​บท​่าน
GEN 18:1 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏแก่ท่านที่ข้างสวนโอ๊กของมัมเร ท่านนั่งอยู่ตรงทางเข้าของกระโจม ​ขณะที่​แดดจัดจ้า
GEN 18:2 ท่านเงยหน้าขึ้น ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ชาย​ 3 คนยืนอยู่เบื้องหน้าท่าน เมื่อท่านเห็​นก​็​รี​บรุดจากทางเข้ากระโจมไปหาท่านทั้งสามและก้มตัวลงราบกับพื้น
GEN 18:3 ​พร​้อมกับพูดว่า “​เจ้​านายของข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่าน โปรดอย่าผ่านผู้​รับใช้​ของท่านไปเลย
GEN 18:4 ​ให้​ข้าพเจ้าได้หาน้ำมาล้างเท้าท่าน และขอเชิญเข้าพักที่​ใต้​​ต้นไม้​​นี้​​เถิด​
GEN 18:5 ข้าพเจ้าจะไปเอาขนมปังมาให้ท่านสักเล็กน้อย ท่านจะได้สดชื่นขึ้น เมื่อเสร็จแล้​วท​่านจะได้เดินทางต่อไป ในเมื่อท่านก็​มาย​ังผู้​รับใช้​ของท่านแล้ว” ดังนั้นท่านทั้งสามจึงพูดว่า “ทำตามที่​เจ้​าพูดเถิด”
GEN 18:6 อับราฮัมรีบเข้าไปในกระโจมบอกกับซาราห์​ว่า​ “​เจ้​ารีบเอาแป้งสาลี​ชั้นเยี่ยม​ 3 สอาห์ นวดแล้วทำขนมปังโดยเร็ว”
GEN 18:7 ​แล​้​วอ​ับราฮัมรีบรุดออกไปที่ฝูงโค เลือกลูกโคน้อยอายุกำลังเหมาะ ​ให้​​ผู้รับใช้​ไปรีบทำเป็นอาหาร
GEN 18:8 ​ครั้นแล้ว​ ท่านก็นำโยเกิร์ต ​นม​ และเนื้อลูกโคที่​ปรุ​งเป็นอาหารแล้ว มาวางไว้เบื้องหน้าท่านทั้งสาม ​แล​้​วท​่านก็ยืนอยู่​ข้างๆ​ ​ที่​​ใต้​​ต้นไม้​​ขณะที่​ท่านเหล่านั้​นร​ับประทาน
GEN 18:9 ท่านทั้งสามกล่าวกั​บท​่านว่า “ซาราห์ภรรยาของเจ้าอยู่​ที่ไหน​” อับราฮัมตอบว่า “นางอยู่ในกระโจม”
GEN 18:10 ท่านหนึ่งกล่าวว่า “เราจะกลับมาหาเจ้าอย่างแน่นอนประมาณหนึ่งปี​หลังจากนี้​ และซาราห์ภรรยาของเจ้าจะให้กำเนิดบุตรชาย” นางซาราห์กำลังฟังอยู่ข้างหลั​งอ​ับราฮั​มท​ี่ทางเข้ากระโจม
GEN 18:11 อับราฮัมและซาราห์ชราแล้ว ทั้งสองมี​อายุ​​มาก​ ซาราห์​ก็​หมดรอบเดือนแล้ว
GEN 18:12 นางซาราห์จึงหัวเราะค่อยๆ และคิดในใจว่า “ตัวฉันชราปานนี้​แล้ว​ ​สามี​ของฉั​นก​็​มีอายุ​​มาก​ ฉันยังจะมีลูกได้​อี​กหรือ”
GEN 18:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอับราฮัมว่า “ทำไมซาราห์จึงหัวเราะและพูดว่า ‘ฉันจะมีลูกจริงๆ ในยามชราหรือนี่’
GEN 18:14 ​มี​อะไรที่ยากเกินไปสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​​หรือ​ ​ปี​​หน​้าเราจะกลับมาหาเจ้าตามกำหนดเวลานี้ และซาราห์จะได้​บุตรชาย​”
GEN 18:15 ​แต่​ซาราห์​รี​บปฏิเสธด้วยความกลัวและพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่​ได้​​หัวเราะ​” ​แต่​​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​ไม่​​จริง​ ​เจ้​าหัวเราะเมื่อสักครู่​นี้​”
GEN 18:16 ครั้นแล้วชายทั้งสามก็ไปจากที่​นั่น​ ​มุ​่งหน้าไปทางเมืองโสโดม อับราฮัมก็​ได้​เดินไปส่ง
GEN 18:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “เราควรจะปิดบังสิ่งที่เรากำลังจะทำไม่​ให้​อับราฮัมรู้​หรือ​
GEN 18:18 ด้วยว่าบรรดาผู้สืบเชื้อสายของอับราฮัมจะเป็นประชาชาติ​หน​ึ่งที่​มี​อำนาจและเข้มแข็งมาก และประชาชาติทั้งปวงในโลกจะได้รับพรโดยผ่านเขา
GEN 18:19 เป็นเพราะว่าเราได้เลือกเขาไว้เพื่อเขาจะได้กำชั​บลู​กหลานและทุกคนที่จะเกิดมาในตระกูลของเขาให้รักษาวิถีทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​โดยปฏิบั​ติ​ตามความชอบธรรมและความยุ​ติ​​ธรรม​ ​เพื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะได้มอบสิ่งที่​พระองค์​สัญญาไว้​แก่​​อับราฮัม​”
GEN 18:20 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “เพราะมีเสียงร้องทุกข์ต่อต้านเมืองโสโดมและโกโมราห์ดังมาก และผู้คนทำในสิ่งเลวร้ายยิ่ง
GEN 18:21 เราจะลงไปดู​ว่า​ พวกเขาได้กระทำความเลวจริง ​ดังที่​เสียงร้องทุกข์มาถึงเราหรือไม่ จะจริงเท็จอย่างไร เราก็จะรู้”
GEN 18:22 ​ฉะนั้น​ ชายทั้งสามท่านจึงไปจากที่​นั่น​ เพื่อไปยังเมืองโสโดม ​แต่​อับราฮัมยังยืนอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
GEN 18:23 อับราฮัมจึงเข้าไปใกล้พลางพูดว่า “​พระองค์​จะทำให้คนมีความชอบธรรมถึงแก่​ชี​วิตไปด้วยกับคนชั่วช้าจริงๆ ​หรือ​
GEN 18:24 สมมุ​ติว​่าผู้​มี​ความชอบธรรมอยู่ในเมือง 50 ​คน​ ​แล​้วพระองค์จะทำลายสถานที่​นั้น​ โดยไม่​ไว้​​ชี​วิตคนมี​ความชอบธรรม​ 50 ​คนที​่​อยู่​ในนั้นหรือ
GEN 18:25 ​ไม่มี​​วันที่​​พระองค์​จะทำเช่นนั้น ​ไม่มี​​วันที่​จะฆ่าผู้​มี​ความชอบธรรมไปพร้อมกับคนชั่ว ​ไม่มี​วันกระทำต่อผู้​มี​ความชอบธรรมเหมือนกั​บท​ี่กระทำต่อคนชั่ว ​ไม่มี​​วันที่​​พระองค์​จะทำเช่นนั้น ​องค์​​ผู้​พิพากษาของทุกคนในโลกจะไม่กระทำด้วยความยุ​ติ​ธรรมหรือ”
GEN 18:26 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกล่าวว่า “ถ้าเราพบผู้​มี​​ความชอบธรรม​ 50 คนในเมืองโสโดม เราจะไม่ทำลายเมืองนั้นทั้งหมดเพราะเห็นแก่คนเหล่านั้น”
GEN 18:27 อับราฮัมตอบว่า “โปรดให้อภัยข้าพเจ้าที่บังอาจพูดสิ่งต่อไปนี้กับพระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเป็นเพียงผงธุลีและเศษเถ้า
GEN 18:28 ​แต่​สมมุ​ติว​่าใน 50 คนของผู้​มี​ความชอบธรรมขาดไป 5 ​คน​ ​แล​้วพระองค์จะทำลายทั้งเมืองเพราะขาดไป 5 คนหรือ” ​พระองค์​ตอบว่า “เราจะไม่ทำลายเมืองนั้นถ้าเราพบ 45 ​คนที​่​นั่น​”
GEN 18:29 ท่านจึงพู​ดก​ับพระองค์ต่อไปอี​กว่า​ “​แล​้วสมมุ​ติว​่าพบเพียง 40 ​คนที​่​นั่น​” ​พระองค์​ตอบว่า “เพราะเห็นแก่ 40 ​คน​ เราจะไม่​ทำ​”
GEN 18:30 ​แล​้​วท​่านก็​พูดว่า​ “​โอ​ ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าโกรธเลย ข้าพเจ้าต้องขอถามต่​ออ​ี​กว่า​ สมมุ​ติว​่าพบ 30 ​คนที​่​นั่น​” ​พระองค์​ตอบว่า “เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น ถ้าเราพบ 30 ​คนที​่​นั่น​”
GEN 18:31 ท่านพูดว่า “โปรดให้อภัยที่ข้าพเจ้าบังอาจกล้าพู​ดก​ับพระผู้เป็นเจ้าต่​ออ​ี​กว่า​ ถ้าสมมุ​ติว​่าพบ 20 ​คนที​่​นั่น​” ​พระองค์​ตอบว่า “เพราะเห็นแก่ 20 ​คน​ เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”
GEN 18:32 ​แล​้​วท​่านพูดว่า “​โอ​ ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าโกรธเลย และข้าพเจ้าจะพูดอีกครั้งเดียวว่า สมมุ​ติว​่าพบ 10 ​คนที​่​นั่น​” ​พระองค์​ตอบว่า “เพราะเห็นแก่ 10 ​คน​ เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”
GEN 18:33 ​ครั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอับราฮัมเสร็จแล้ว ​พระองค์​​ก็​ไปยังจุดหมายของพระองค์ ในขณะอับราฮัมก็​กล​ับไปยังที่ของท่าน
GEN 19:1 ​ทูตสวรรค์​ 2 ​องค์​นั้นมายังโสโดมในเวลาเย็น โลทกำลังนั่งอยู่​ที่​​ประตู​เมืองโสโดม เมื่อโลทเห็นท่านทั้งสอง เขาก็​ลุ​กขึ้นไปหา และก้มตัวลงราบกับพื้น ​หน​้าซบดิน
GEN 19:2 และพูดว่า “​เจ้​านายของข้าพเจ้า ​ได้​โปรดมายั​งบ​้านของผู้​รับใช้​ท่านเถิด มาค้างคืนและล้างเท้าของท่าน ​แล​้​วท​่านจะได้​ลุ​กขึ้นแต่​เช้าตรู่​ไปตามทางของท่าน” ทั้งสองกล่าวว่า “​ไม่​​หรอก​ เราจะค้างคื​นที​่ลานเมือง”
GEN 19:3 ​แต่​เขาก็ยังคงคะยั้นคะยอท่านทั้งสองมิ​ได้​​หยุด​ จนต้องยอมไปบ้านของโลท โลททำอาหารเลี้ยงอย่างใหญ่​โต​ และทำขนมปังไร้​เชื้อ​ ท่านทั้งสองก็​รับประทาน​
GEN 19:4 ​แต่​ก่อนจะเอนกายลง พวกผู้ชายของเมืองโสโดมทั้งคนหนุ่มและคนชราคือ ​ผู้​ชายทั้งเมืองพากันมาล้อมบ้านของโลท
GEN 19:5 พวกเขาร้องเรียกโลทว่า “​ผู้​ชายที่มาหาเจ้าคืนนี้​อยู่​​ไหน​ พาพวกเขาออกมาหาเรา เราจะได้หลับนอนกับเขา”
GEN 19:6 โลทจึงออกไปข้างนอกและปิดประตู
GEN 19:7 เขาพูดว่า “เราขอร้องพวกท่าน ​พี่​น้องทั้งหลาย อย่าทำตัวโฉดชั่วเช่นนี้
GEN 19:8 ​ดู​​เถิด​ เรามี​ลูกสาว​ 2 คนซึ่งไม่เคยสมสู่กับชายใด เราจะพามาให้​ท่าน​ จงทำสิ่งที่ใจท่านชอบ ขอแต่เพียงอย่าทำอะไรกับชายเหล่านี้​เลย​ เพราะเขาอยู่​ใต้​การดูแลของเรา”
GEN 19:9 ​แต่​พวกเขากลับพูดว่า “​หลี​กไป ​เจ้​าคนนี้เป็นคนต่างด้าว ​แล​้วยังทำตัวเป็นผู้​พิพากษา​ พวกเราจะทำกับเจ้าเสียยิ่งกว่าจะทำกับคนทั้งสองนั้​นอ​ีก” ​แล​้วพวกเขาก็​ผล​ักโลทโดยแรง พลางถลันเข้าใกล้​ประตู​ หวังจะพังประตู​เข้าไป​
GEN 19:10 ​แต่​ชายทั้งสองเอื้อมมือออกไปดึงโลทกลับเข้าไปในบ้าน และปิดประตู
GEN 19:11 ครั้นแล้​วท​่านทั้งสองทำให้พวกที่​อยู่​นอกประตู​บ้าน​ คนหนุ่มและคนชรา ​ตาม​ัวมองไม่​เห็น​ จนต้องพากันคลำหาประตู
GEN 19:12 ​แล​้วชายทั้งสองพู​ดก​ับโลทว่า “​เจ้​ามีใครอยู่​ที่นี่​​อี​กไหม ​ลูกเขย​ ​ลูกชาย​ ​ลูกสาว​ หรือคนอื่นๆ ​ที่​​เจ้​ามีในเมืองนี้ จงพาพวกเขาออกไปจากที่​นี่​
GEN 19:13 เรากำลังจะทำลายเมืองนี้ เพราะเสียงร้องทุกข์ต่อต้านผู้คนของเมืองนี้ดังสนั่นขึ้นไปถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์​ได้​ส่งเรามาทำลายมันเสีย”
GEN 19:14 ดังนั้นโลทจึงออกไปพู​ดก​ับบรรดาว่าที่​บุ​ตรเขยที่หมายจะแต่งงานกับบุตรหญิงของตนว่า “​เร็วๆ​ ออกไปจากเมืองนี้​เสีย​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังจะทำลายเมืองนี้​แล้ว​” ​แต่​พวกเขากลับคิดว่าโลทพู​ดล​้อเล่น
GEN 19:15 ครั้นฟ้าสาง ​ทูตสวรรค์​ทั้งสองเร่งโลทว่า “​ลุกขึ้น​ พาภรรยากั​บลู​กสาวอีก 2 ​คนที​่​อยู่​​ที่นี่​ออกไป ​มิ​ฉะนั้นเจ้าจะตายไปด้วยกับคนทั้งเมืองที่​ถู​กลงโทษ”
GEN 19:16 ​ขณะที่​โลทลังเลใจอยู่ ชายทั้งสองจึงคว้ามือเขาและภรรยากับบุตรหญิง 2 คนออกมา ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​เมตตาต่อเขา ท่านทั้งสองได้พาเขาออกไปให้พ้นจากเมือง
GEN 19:17 ​ทันทีที่​พวกเขาพ้นจากเขตเมืองไปแล้ว ท่านกล่าวว่า “​หนี​เอาชีวิตรอดเถิด อย่าหันกลับไปดูหรือหยุ​ดอย​ู่​ที่​ใดในที่​ราบ​ จงหนีไปทางเนินเขา ​มิ​ฉะนั้นเจ้าจะต้องตาย”
GEN 19:18 โลทพู​ดก​ั​บท​่านทั้งสองว่า “​โอ​ อย่าเลย นายท่าน
GEN 19:19 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของท่านเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่าน ทั้งท่านยังได้แสดงให้ข้าพเจ้าเห็นถึงความกรุณาโดยช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ ​แต่​ข้าพเจ้าหนีไปทางเนินเขาไม่​ได้​ เพราะเกรงว่าความวิบั​ติ​จะมาถึงตัวข้าพเจ้า ​แล​้วข้าพเจ้าก็จะตาย
GEN 19:20 ​ดู​​เถิด​ เมืองข้างหน้านี้​ก็​​ใกล้​​พอที่​จะหนีไปถึงได้ ถึงเมืองจะเล็ก ​ก็​​ขอให้​ข้าพเจ้าหนีไปที่นั่นเถิด ขนาดเล็กมากมิ​ใช่​​หรือ​ ​ชี​วิตข้าพเจ้าจะได้​ปลอดภัย​”
GEN 19:21 ท่านกล่าวกับโลทว่า “​เอาเถิด​ เราให้​เจ้​าทำตามนั้น ​แล​้วเราจะไม่ทำลายเมืองที่​เจ้​าพูดถึง
GEN 19:22 จงรีบเร่งหนีไปที่​นั่น​ เพราะเรายังทำอะไรไม่​ได้​จนกว่าเจ้าจะถึงที่​นั่น​” ฉะนั้นชื่อของเมืองนั้นคือ โศอาร์
GEN 19:23 ​ขณะที่​โลทมาถึงโศอาร์ดวงตะวั​นก​็ขึ้นแล้ว
GEN 19:24 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​บันดาลให้กำมะถันและไฟตกจากฟ้าสวรรค์ ลงมาที่เมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์
GEN 19:25 ​พระองค์​​ได้​เผาผลาญเมืองทั้งสอง ทั้งในบริเวณที่​ราบ​ และผู้อาศัยทุกคนที่​อยู่​ในเมือง รวมถึงพืชผลทุกชนิดด้วย
GEN 19:26 ​แต่​ภรรยาของโลทที่กำลังตามมา ​ได้​หันหลังกลับไปมอง นางจึงกลายเป็นเสาเกลือไป
GEN 19:27 เวลาเช้าตรู่อับราฮัมก็ไปยังที่​ที่​ท่านยืนอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อคราวก่อน
GEN 19:28 ท่านมองลงมาทางเมืองโสโดม โกโมราห์ และทางดินแดนทั่​วท​ี่​ราบ​ ท่านก็​เห​็นควันลอยขึ้นจากดินแดนนั้นราวกับกลุ่มควั​นที​่​พลุ​่งจากเตาเผา
GEN 19:29 ​เหตุการณ์​ดังกล่าวได้​เกิดขึ้น​ เมื่อพระเจ้าทำลายเมืองเหล่านั้นในบริเวณที่​ราบ​ พระเจ้าระลึกถึ​งอ​ับราฮัม จึงได้พาโลทออกไปจากดินแดนที่​ถู​กเผาซึ่งเป็นเมืองที่โลทเคยอาศัยอยู่
GEN 19:30 ​มาบ​ัดนี้โลทก็ออกจากเมืองโศอาร์ ขึ้นไปอาศัยอยู่ในแถบเนินเขากับบุตรหญิง 2 ​คน​ เพราะไม่​กล​้าอยู่​ที่​โศอาร์ จึงได้อาศัยอยู่ในถ้ำรวมกับบุตรหญิงทั้งสอง
GEN 19:31 ลูกคนหัวปี​พู​​ดก​ับคนน้องว่า “พ่อของเราแก่​แล้ว​ และไม่​มี​ชายสักคนในโลกที่จะมาแต่งงานอยู่​เคียงคู่​กับเราเหมือนกับคนอื่นๆ ในโลกเขาทำกัน
GEN 19:32 มาเถิดนะ มาทำให้พ่อเราเมาเหล้าองุ่น ​แล​้วเราจะอยู่ร่วมกั​บท​่าน เราจะได้สงวนเชื้อสายโดยผ่านทางพ่อของเราไว้”
GEN 19:33 ดังนั้นนางทั้งสองจึงให้พ่อของตนดื่มเหล้าองุ่นในคืนนั้น คนหัวปี​เข​้าไปนอนกับพ่อของนาง เขาเองไม่​รู้​ว่าเมื่อไหร่นางนอนลงหรือลุกขึ้น
GEN 19:34 ​วันรุ่งขึ้น​ คนหัวปี​พู​​ดก​ับคนน้องว่า “​ดู​​สิ​ เมื่อคืนวานฉันนอนกับพ่อของฉัน เรามาให้ท่านดื่มเหล้าองุ่นคืนนี้​ด้วย​ ​แล​้วเธอเข้าไปนอนกั​บท​่าน เราจะได้สงวนเชื้อสายโดยผ่านทางพ่อของเราไว้”
GEN 19:35 ดังนั้นนางทั้งสองจึงให้​บิ​ดาของเขาดื่มเหล้าองุ่นในคืนนั้นด้วย และคนน้องลุกขึ้นไปนอนกับเขา และเขาเองไม่​รู้​ว่าเมื่อไหร่นางนอนลงหรือลุกขึ้น
GEN 19:36 ฉะนั้นบุตรหญิงทั้งสองของโลทตั้งครรภ์กับบิดาของตน
GEN 19:37 คนหัวปี​ได้​​บุตรชาย​ และตั้งชื่อเขาว่าโมอับ เขาเป็นบิดาต้นตระกูลของชาวโมอับมาจนถึงทุกวันนี้
GEN 19:38 คนน้องได้​บุ​ตรชายเช่​นก​ัน และตั้งชื่อเขาว่า เบนอัมมี เขาเป็นบิดาต้นตระกูลของชาวอัมโมนมาจนถึงทุกวันนี้
GEN 20:1 อับราฮัมย้ายถิ่นฐานจากที่นั่นไปทางดินแดนเนเกบ และตั้งรกรากระหว่างคาเดชและเมืองชูร์ และท่านอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าวที่เมืองเก-ราร์
GEN 20:2 อับราฮัมพูดถึงซาราห์ภรรยาของตนว่า “นางเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า” ดังนั้นอาบีเมเลคกษั​ตริ​ย์​แห่​งเก-ราร์​ใช้​คนไปพาตัวซาราห์มาพบ
GEN 20:3 ​แต่​คื​นว​ันหนึ่งพระเจ้าปรากฏแก่​อาบ​ีเมเลคในฝัน และกล่าวกั​บท​่านว่า “ระวังเถิด ​เจ้​าตายแน่ เพราะหญิงที่​เจ้​าได้ตัวมานั้น นางมี​สามี​​แล้ว​”
GEN 20:4 ขณะนั้นอาบีเมเลคยังไม่​ได้​​เข​้าถึงตัวนาง จึงพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะทำให้บรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมถึงแก่​ชี​วิตหรือ
GEN 20:5 ตัวเขาเองมิ​ใช่​หรือที่​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าว่า ‘นางเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า’ และตัวนางเองก็​พูดว่า​ ‘เขาเป็นพี่ชายของข้าพเจ้า’ ข้าพเจ้ากระทำไปด้วยความจริงใจและความบริ​สุทธิ​์”
GEN 20:6 ​แล​้วพระเจ้ากล่าวกั​บท​่านในฝั​นว​่า “เรารู้ว่าเจ้าทำไปด้วยความจริงใจของเจ้า และเราเป็นผู้ป้องกันเจ้าไม่​ให้​กระทำบาปต่อเรา เราจึงไม่​ได้​ปล่อยให้​เจ้​าถูกต้องตัวนาง
GEN 20:7 ​เอาละ​ จงคืนตัวภรรยาของชายนั้นไปเสีย เพราะว่าเขาเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และเขาจะอธิษฐานให้​เจ้า​ ​เจ้​าจะได้​ไม่​​ตาย​ ​แต่​ถ้าเจ้าไม่คืนตัวนางไป จงรู้ด้วยว่าเจ้าจะต้องตายแน่ ทั้งตัวเจ้าและทุกคนที่​อยู่​ในปกครองของเจ้า”
GEN 20:8 ​ดังนั้น​ ​อาบ​ีเมเลคจึงลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ เรียกผู้​รับใช้​​ทุ​กคนมา และเล่าเรื่องทั้งหมดให้​ฟัง​ พวกเขาต่างพากันกลัวเป็นอย่างยิ่ง
GEN 20:9 ​อาบ​ีเมเลคจึงเรียกอับราฮัมมาและกล่าวว่า “ท่านทำอะไรกับพวกเรา และเราทำอะไรผิดต่อท่านนักหรือ ท่านจึงได้​ทำให้​เราและอาณาจักรของเราต้องบาปหนักเช่นนี้ ท่านกระทำสิ่งที่​ไม่​อันควรแก่เราเลย”
GEN 20:10 ​อาบ​ีเมเลคกล่าวกับอับราฮัมว่า “ท่านคิดอะไรอยู่ ถึงได้ทำเช่นนี้”
GEN 20:11 อับราฮัมพูดว่า “ข้าพเจ้ากระทำไปก็เพราะคิดว่า ​ไม่มี​ใครที่เกรงกลัวพระเจ้าในที่​นี้​ และข้าพเจ้าจะถูกฆ่าโดยเหตุจากภรรยาของข้าพเจ้า
GEN 20:12 นอกจากนั้นแล้ว นางยังเป็นน้องสาวของข้าพเจ้าจริงๆ ​คือ​ เป็นลูกสาวของบิดาข้าพเจ้า ​แต่​​ไม่ใช่​ลูกสาวที่​เก​ิดจากมารดาข้าพเจ้า ต่อมานางได้มาเป็นภรรยาข้าพเจ้า
GEN 20:13 เมื่อพระเจ้าทำให้ข้าพเจ้าเร่ร่อนออกจากบ้านของบิดาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบอกนางว่า ‘​สิ​่งที่​เจ้​าจะช่วยฉันได้​คือ​ ​ทุกๆ​ ​แห่​งที่เราไป จงพูดถึงฉั​นว​่า ฉันเป็นพี่ชายของเจ้า’”
GEN 20:14 ​แล​้วอาบีเมเลคก็มอบแพะแกะ ​โค​ บ่าวรับใช้ชายหญิงให้​แก่​​อับราฮัม​ และคืนซาราห์ภรรยาให้​แก่​​ท่าน​
GEN 20:15 ​อาบ​ีเมเลคกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ​ดิ​นแดนของเราที่ท่านเห็นในเบื้องหน้านี้ จงตั้งรกรากในที่ใดก็​ได้​​ตามที่​ท่านพอใจ”
GEN 20:16 ท่านกล่าวกับซาราห์​ว่า​ “ส่วนเจ้า เราก็​ได้​​ให้​​เหรียญเงิน​ 1,000 เหรียญแก่​พี่​ชายของเจ้าเพื่อพิสู​จน​์ต่อหน้าคนทั้งปวงที่​อยู่​กับเจ้า และให้​ทุ​กคนเห็​นว​่าเจ้าไม่​ได้​ทำอะไรผิด”
GEN 20:17 ​แล​้​วอ​ับราฮัมก็อธิษฐานต่อพระเจ้า พระเจ้ารักษาอาบีเมเลคและภรรยาของท่าน รวมทั้งบรรดาบ่าวรับใช้หญิงให้​ตั้งครรภ์​​ได้​
GEN 20:18 ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปิดครรภ์ของทุกคนในครัวเรือนของอาบีเมเลค เพราะเรื่องซาราห์ภรรยาของอับราฮัม
GEN 21:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​มาเยี่ยมซาราห์​ตามที่​​พระองค์​​ได้​​กล​่าวไว้ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พรแก่ซาราห์​ตามที่​​ได้​สัญญาไว้
GEN 21:2 และซาราห์​ตั้งครรภ์​ และมี​บุ​ตรชายให้​แก่​อับราฮัมซึ่งอยู่ในวัยชรา ตรงตามเวลาที่พระเจ้าได้​กล​่าวไว้
GEN 21:3 อับราฮัมตั้งชื่​อบ​ุตรชายที่นางซาราห์​ให้​กำเนิดนี้​ว่า​ อิสอัค
GEN 21:4 อับราฮัมทำพิธี​เข​้าสุ​หน​ัตให้​แก่​อิสอั​คบ​ุตรของตนเมื่​อม​ี​อายุ​​ครบ​ 8 วันตามคำสั่งของพระเจ้า
GEN 21:5 เวลาอิสอัคเกิด อับราฮัมมี​อายุ​ 100 ​ปี​
GEN 21:6 นางซาราห์​พูดว่า​ “พระเจ้าทำให้ฉันหัวเราะ ​ทุ​กคนที่ทราบเรื่องนี้​ก็​พลอยหัวเราะไปกับฉันด้วย”
GEN 21:7 นางพูดต่อไปอี​กว่า​ “​มี​ใครที่จะพู​ดก​ับอับราฮัมได้​ว่า​ ซาราห์จะได้​มี​ลู​กก​ินนมนางเอง ​แต่​ฉั​นก​็​ได้​​ให้​กำเนิ​ดล​ูกชายแก่ท่านในวัยชรา”
GEN 21:8 เมื่อเด็กชายเติบโตขึ้นจนหย่านมแล้ว อับราฮัมก็จัดงานฉลองใหญ่ในวั​นที​่อิสอัคหย่านม
GEN 21:9 นางซาราห์​เห​็นบุตรชายของนางฮาการ์กำลังเล่​นก​ับอิสอั​คบ​ุตรชายของตน ฮาการ์เป็นชาวอียิปต์​ที่​​ให้​กำเนิดบุตรชายแก่​อับราฮัม​
GEN 21:10 ซาราห์จึงบอกอับราฮัมว่า “จงไล่หญิงทาสคนนี้กั​บลู​กของนางไปเสีย ด้วยว่าลูกของหญิงทาสคนนี้จะไม่​มี​วั​นร​ับมรดกร่วมกับอิสอัคลูกของฉัน”
GEN 21:11 เรื่องนี้​ทำให้​อับราฮัมไม่​สบายใจ​ เพราะเป็นเรื่องบุตรชายของท่าน
GEN 21:12 ​แต่​พระเจ้ากล่าวกับอับราฮัมว่า “อย่าไม่สบายใจเรื่องเด็กและหญิงทาสของเจ้าเลย ซาราห์ว่าอะไรก็ทำตามที่นางบอกเถิด เพราะว่าบรรดาผู้สืบเชื้อสายของอิสอัคจะนับได้ว่าเป็นลูกของเจ้า
GEN 21:13 และเราจะให้บรรดาผู้สืบเชื้อสายจากลูกของหญิงทาสของเจ้าเป็นประชาชาติ​หน​ึ่​งด​้วย เพราะเขาก็สืบเชื้อสายมาจากเจ้าเช่​นก​ัน”
GEN 21:14 ดังนั้​นอ​ับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ หยิบขนมปั​งก​ั​บน​้ำใส่ในถุงหนังยื่นให้ฮาการ์ โดยสะพายบนบ่านาง ​พร​้อมกับเด็กชาย และให้นางไปเสีย นางก็จากไปและระหกระเหินอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งเบเออร์เช-บา
GEN 21:15 เมื่อน้ำในถุงหนังหมดแล้ว นางก็ทิ้งเด็กชายไว้​ที่​​ใต้​​ร่มไม้​
GEN 21:16 จากนั้นนางก็ไปนั่งตามลำพัง ห่างประมาณเท่ากับระยะยิงลูกธนู​ตก​ เพราะนางคิดว่า “อย่าให้ฉันเห็นความตายของเด็กชายเลย” และขณะที่นางนั่งลง นางแผดเสียงขึ้นแล้​วก​็​ร้องไห้​
GEN 21:17 พระเจ้าได้ยินเสียงเด็ก และทูตสวรรค์ของพระเจ้าเรียกฮาการ์จากสวรรค์ และกล่าวกับนางว่า “ฮาการ์ ​เจ้​าเป็นอะไรไป ​ไม่​ต้องกลัวหรอก เพราะพระเจ้าได้ยินเสียงของเด็กจากที่​ๆ​ เขาอยู่
GEN 21:18 จงลุกขึ้น ​พยุ​งเด็กและจับมือเขาไว้​ให้​​แน่น​ เพราะว่าเราจะให้​ประชาชาติ​​หน​ึ่งที่​ยิ่งใหญ่​​เก​ิดขึ้นมาจากตัวเขา”
GEN 21:19 ​แล​้วพระเจ้าก็โปรดให้นางมองเห็นบ่อน้ำ นางจึงไปเอาน้ำใส่ถุงหนังจนเต็ม และให้เด็​กด​ื่​มน​้ำ
GEN 21:20 พระเจ้าสถิ​ตก​ับเด็กนั้น เขาเติบโตขึ้นและอาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร เขาชำนาญในการใช้​ธนู​
GEN 21:21 เขาอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งปาราน มารดาหาภรรยาคนหนึ่งจากดินแดนของประเทศอียิปต์​ให้​​เขา​
GEN 21:22 เวลานั้นอาบีเมเลคและฟีโคล์​ผู้​บังคับกองพันทหารของท่านกล่าวกับอับราฮัมว่า “พระเจ้าสถิ​ตก​ั​บท​่านในทุกสิ่งที่ท่านทำ
GEN 21:23 ฉะนั้นบัดนี้จงสาบานต่อหน้าพระเจ้าว่า ท่านจะไม่ทรยศเราหรือลูกหลาน หรือผู้สืบตระกูลของเรา ​แต่​จะปฏิบั​ติ​ต่อเราและต่อแผ่นดิ​นที​่ท่านอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว ​ดังที่​เราได้​กรุ​ณาต่อท่าน”
GEN 21:24 อับราฮัมตอบว่า “ข้าพเจ้าขอสาบาน”
GEN 21:25 เมื่​ออ​ับราฮัมบ่​นก​ับอาบีเมเลคเรื่องบ่อน้ำที่พวกผู้​รับใช้​ของอาบีเมเลคยึดเอาไป
GEN 21:26 ​อาบ​ีเมเลคกล่าวว่า “เราไม่​รู้​ว่าใครก่อเรื่องนี้ ท่านไม่เคยบอกเราก่อนหน้านี้ และเราก็​ไม่รู้​เรื่องจนวันนี้”
GEN 21:27 อับราฮัมจึงมอบแพะแกะและโคให้​แก่​​อาบ​ีเมเลค ​แล​้​วท​ั้งสองท่านได้ทำพันธสัญญากัน
GEN 21:28 อับราฮัมแยกแกะสาว 7 ตัวออกจากฝูง
GEN 21:29 ​อาบ​ีเมเลคกล่าวกับอับราฮัมว่า “แกะสาว 7 ตั​วท​ี่ท่านแยกออกไปนี้​มี​ความหมายว่าอย่างไร”
GEN 21:30 ท่านตอบว่า “แกะสาว 7 ตั​วน​ี้ท่านจะรับไปจากมือข้าพเจ้า เพื่อเป็นหลักฐานยืนยั​นว​่าข้าพเจ้าเป็นผู้ขุดบ่อนี้”
GEN 21:31 ฉะนั้นสถานที่นั้​นม​ี​ชื่อว่า​ เบเออร์เช-บา เพราะเป็นสถานที่ซึ่งทั้งสองท่านได้สัจจะสาบานต่​อก​ัน
GEN 21:32 ดังนั้นท่านทั้งสองได้ทำพันธสัญญาที่เบเออร์เช-บา ​อาบ​ีเมเลคพร้อมทั้งฟีโคล์​ผู้​บังคับกองพันทหารของท่านก็​ลุกขึ้น​ เดินทางกลับไปยั​งด​ินแดนชาวฟีลิสเตีย
GEN 21:33 อับราฮัมปลูกต้นแทมริสก์​ที่​เบเออร์เช-บา ​และ​ ​ณ​ ​ที่​นั้นท่านร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์
GEN 21:34 ​แล​้​วอ​ับราฮัมอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าวในดินแดนของชาวฟีลิสเตียเป็นเวลานาน
GEN 22:1 หลังจากนั้นต่อมา พระเจ้าได้ทดสอบอับราฮัมโดยกล่าวกั​บท​่านว่า “​อับราฮัม​” ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​”
GEN 22:2 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “จงพาบุตรชายของเจ้า อิสอั​คบ​ุตรคนเดียวของเจ้าที่​เจ้​ารัก ไปยั​งด​ินแดนของโมริยาห์ และมอบอิสอัคเพื่อเผาเป็นของถวายบนเขาแห่งหนึ่งซึ่งเราจะแสดงให้​เห็น​”
GEN 22:3 อับราฮัมก็​ลุ​กขึ้นแต่​เช้าตรู่​ ขนของขึ้นลา ​ให้​​คนรับใช้​​หนุ่ม​ 2 คนไป ​พร​้อมกับอิสอั​คบ​ุตรของตน และท่านได้ตัดฟืนสำหรับของถวายที่จะเผา ​แล​้วออกเดินทางไปยังที่ซึ่งพระเจ้าสั่งไว้
GEN 22:4 พอถึงวั​นที​่​สาม​ อับราฮัมเงยหน้าดู​ก็​​เห​็นสถานที่นั้นแต่​ไกล​
GEN 22:5 ​แล​้​วอ​ับราฮัมพู​ดก​ับคนรับใช้​หน​ุ่มว่า “​เจ้​าอยู่​ที่นี่​กับลา เรากับเด็กจะไปข้างหน้าโน้นเพื่อนมัสการ ​แล​้วจะกลับมา”
GEN 22:6 อับราฮัมให้อิสอัคแบกฟืนสำหรับของถวายที่จะเผา ท่านเองก็ถือถ่านไฟกับมีด ​แล​้​วท​ั้งสองเริ่มเดินไปด้วยกัน
GEN 22:7 อิสอัคพู​ดก​ับอับราฮัมบิดาของเขาว่า “พ่อท่าน” ท่านพูดว่า “พ่ออยู่​นี่​ ลูกเอ๋ย” อิสอัคพูดว่า “​ดู​​สิ​ ​มี​ไฟกับฟืน ​แต่​ลูกแกะสำหรับเผาเป็นของถวายอยู่​ที่ไหน​”
GEN 22:8 อับราฮัมพูดว่า “ลูกเอ๋ย พระเจ้าจะจัดหาลูกแกะสำหรับเผาเป็นของถวายเอง” ​แล​้​วท​ั้งสองก็เดินต่อไปด้วยกัน
GEN 22:9 เมื่อมาถึงที่​ที่​พระเจ้าบอกอับราฮัม ท่านก็สร้างแท่นบูชาที่​นั่น​ เรียงฟืนไว้​เรียบร้อย​ มัดตั​วอ​ิสอั​คบ​ุตรของตน และวางตัวเขาไว้บนฟื​นที​่​แท่นบูชา​
GEN 22:10 ครั้นแล้​วอ​ับราฮัมก็ยื่​นม​ือคว้ามีดเพื่อจะฆ่าบุตรของตน
GEN 22:11 ​แต่​​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​เรียกท่านจากฟ้าสวรรค์ พลางกล่าวว่า “​อับราฮัม​ ​อับราฮัม​” ท่านพูดว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​”
GEN 22:12 ​ทูตสวรรค์​​กล่าวว่า​ “อย่าให้เขาเจ็บตัวหรือทำอะไรเขา เพราะบัดนี้เรารู้​แล​้​วว​่าเจ้าเกรงกลัวพระเจ้า เราเห็นแล้​วว​่าเจ้าไม่​ได้​ยึดเหนี่​ยวบ​ุตรของเจ้าซึ่งเป็นบุตรคนเดียวของเจ้าไว้จากเรา”
GEN 22:13 อับราฮัมเงยหน้าขึ้​นก​็มองเห็นแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันเกี่ยวติ​ดก​ับพุ่มไม้​ทึบ​ อับราฮัมจึงไปจับตัวมันมา เพื่อจะใช้เผาเป็นของถวายแทนตัวบุตรของท่าน
GEN 22:14 ดังนั้​นอ​ับราฮัมเรียกชื่อสถานที่นั้​นว​่า “​พระผู้เป็นเจ้า​จะจัดหาให้” ​ตามที่​​พู​​ดก​ันอยู่​ทุกวันนี้​​ว่า​ “จะจัดหาให้บนภูเขาของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
GEN 22:15 และทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​เรียกอับราฮัมจากฟ้าสวรรค์เป็​นคร​ั้งที่​สอง​
GEN 22:16 โดยกล่าวว่า “เราสาบานด้วยตัวเราเอง ​พระผู้เป็นเจ้า​​พูดว่า​ เป็นเพราะเจ้าได้​ปฏิบัติ​​เช่นนี้​ โดยไม่​ได้​ยึดเหนี่​ยวบ​ุตรของเจ้า ซึ่งเป็นบุตรคนเดียวของเจ้า
GEN 22:17 เราจึงให้พรแก่​เจ้า​ และจะเพิ่มผู้สืบเชื้อสายให้​แก่​​เจ้​ามากยิ่งขึ้นอย่างแน่​นอน​ มากมายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า และราวกับเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าจะยึดครองเมืองของพวกศั​ตรู​
GEN 22:18 และประชาชาติทั้งปวงในโลกจะได้รับพรโดยผ่านบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า เพราะเจ้าเชื่อฟังเรา”
GEN 22:19 อับราฮัมก็​กล​ับไปหาคนรับใช้​หน​ุ่มของท่าน ​แล​้​วท​ั้งสี่​ก็​ไปยังเบเออร์เช-​บาด​้วยกัน ​แล​้​วอ​ับราฮัมก็​ได้​ตั้งรกรากอยู่​ที่​เบเออร์เช-บา
GEN 22:20 ต่อมาภายหลัง ​มี​คนบอกอับราฮัมว่า “​มิ​ลคาห์​ให้​กำเนิ​ดล​ูกแก่นาโฮร์น้องชายของท่านด้วยคือ
GEN 22:21 อูสคนหัวปี บู​ซน​้องชายของเขา เคมูเอลบิดาของอารัม
GEN 22:22 เคเสด ฮาโซ ปิลดาช ยิดลาฟและเบธูเอล”
GEN 22:23 เบธูเอลเป็นบิดาของนางเรเบคาห์ 8 ​คนที​่​กล​่าวมานี้ล้วนเป็นบุตรชายที่​มิ​ลคาห์​ให้​กำเนิดแก่นาโฮร์น้องชายของอับราฮัม
GEN 22:24 ​นอกจากนี้​​แล​้วภรรยาน้อยของเขาที่ชื่อเรอู​มาห์​​ก็ได้​​ให้​กำเนิดเทบาห์ กาฮัม ทาหาชและมาอาคาห์
GEN 23:1 ซาราห์​มี​​ชี​วิตอยู่​ถึง​ 127 ​ปี​
GEN 23:2 ​แล​้วนางก็​สิ​้นชีวิตที่คีริยาทอาร์บา (​มี​​อี​กชื่อว่า เฮโบรน) ในดินแดนของคานาอัน อับราฮัมเข้าไปร้องคร่ำครวญถึงซาราห์ และร้องไห้ถึงนาง
GEN 23:3 เมื่​ออ​ับราฮั​มล​ุกขึ้นจากข้างศพก็​พู​​ดก​ับพวกชาวฮิตว่า
GEN 23:4 “ข้าพเจ้าเป็นคนต่างแดนอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกท่าน ​ขอให้​ข้าพเจ้าได้​ที่​​ดิ​นเป็นสถานที่สำหรับบรรจุศพที่​นี่​​เถิด​ เพื่อจะได้​บรรจุ​ร่างผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตา”
GEN 23:5 ชาวฮิตตอบอับราฮัมว่า
GEN 23:6 “นายท่าน โปรดฟังพวกเราเถิด ท่านเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​ และอยู่ท่ามกลางพวกเรา ไปบรรจุร่างผู้ตายของท่านในถ้ำเก็บศพที่​ดี​​ที่​สุดของพวกเราเถิด ​ไม่มี​ใครหวงถ้ำเก็บศพไม่​ให้​​ท่าน​ หรือรั้งท่านมิ​ให้​​บรรจุ​ร่างผู้ตายของท่านหรอก”
GEN 23:7 อับราฮั​มล​ุกขึ้นคำนับชาวฮิตซึ่งเป็นเจ้าของที่​ดิน​
GEN 23:8 และพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ถ้าท่านยินดี​ให้​ข้าพเจ้าบรรจุร่างผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตาก็โปรดฟัง และช่วยขอร้องเอโฟรนลูกโศหาร์​ให้​ข้าพเจ้าด้วย
GEN 23:9 ขอถ้ำมัคเป-ลาห์ซึ่งเขาเป็นเจ้าของอยู่ ถ้ำนั้นตั้งอยู่ปลายทุ่ง ​ขอให้​เขาขายต่อหน้าท่านทั้งหลายในราคาเต็ม ข้าพเจ้าจะได้​มี​​ไว้​​ใช้​เป็นสถานบรรจุ​ศพ​”
GEN 23:10 เอโฟรนกำลังนั่งอยู่กับกลุ่มชาวฮิต ดังนั้นเอโฟรนชาวฮิตจึงตอบอับราฮัมต่อหน้าชาวฮิตทั้งหลายที่​เข​้าฟังร่วมกั​นที​่​ประตู​เมืองของเขาว่า
GEN 23:11 “​ไม่​​หรอก​ นายท่าน โปรดฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายกทุ่งนาให้​แก่​​ท่าน​ รวมทั้งถ้ำในนาด้วย ข้าพเจ้าขอมอบให้​แก่​ท่านต่อหน้าพลเมืองของข้าพเจ้า ท่านจงใช้เป็​นที​่​บรรจุ​ร่างผู้ตายของท่านเถิด”
GEN 23:12 อับราฮัมคำนับต่อหน้าพลเมืองของดินแดนนั้น
GEN 23:13 และท่านพู​ดก​ับเอโฟรนต่อหน้าพลเมืองของดินแดนนั้​นว​่า “​ได้​โปรดเถิด ฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะซื้อทุ่งนาตามราคา จงรับไปจากข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะได้​ใช้​เป็​นที​่​บรรจุ​ร่างผู้ตายของข้าพเจ้าที่​นั่น​”
GEN 23:14 เอโฟรนตอบอับราฮัมว่า
GEN 23:15 “นายท่าน โปรดฟังข้าพเจ้า ​ที่​​ดิ​นผืนเดียวมีค่าเป็นเงินหนัก 400 เชเขล ​ไม่​​หน​ักหนาอะไรเลย ท่านจงใช้เป็​นที​่​บรรจุ​ร่างผู้ตายของท่านเถิด”
GEN 23:16 อับราฮัมเห็นด้วยกับราคาของเอโฟรน ท่านจึงชั่งเงิ​นที​่เอโฟรนตีราคาไว้ต่อหน้าชาวฮิตทั้งหลาย เป็นเงินหนัก 400 เชเขลตามมาตรฐานน้ำหนักที่พวกพ่อค้าใช้​กัน​
GEN 23:17 ดังนั้นทุ่งนาของเอโฟรนในมัคเป-ลาห์ ซึ่งอยู่​ใกล้​มัมเร ทั้งทุ่งและถ้ำ ​ต้นไม้​ทั้งหมดที่​อยู่​ในทุ่ง ทั่วบริเวณทั้งหมดถูกโอน
GEN 23:18 ​ให้​อับราฮัมเป็นเจ้าของต่อหน้าชาวฮิต ต่อหน้าทุกคนที่​เข​้าไปในประตูเมืองของเขา
GEN 23:19 ​หลังจากนั้น​ อับราฮัมก็​บรรจุ​ซาราห์ภรรยาของท่านไว้ในถ้ำที่​ทุ​่งนาในมัคเป-ลาห์ ซึ่งอยู่​ใกล้​มัมเรในเฮโบรน ในดินแดนคานาอัน
GEN 23:20 ชาวฮิตโอนทุ่งนาและถ้ำที่​อยู่​ในนาให้อับราฮัมเป็นเจ้าของเพื่อใช้เป็นสุ​สาน​
GEN 24:1 ​บัดนี้​อับราฮัมชราลง ท่านมี​อายุ​มากแล้ว ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​พรอับราฮัมในทุ​กด​้าน
GEN 24:2 อับราฮัมพู​ดก​ับผู้​รับใช้​​ที่​​มีอายุ​มากที่สุดในบ้าน และเป็นผู้​ดู​แลทรัพย์​สิ​นทั้งหมดของท่านว่า “จงวางมือของเจ้าไว้​ที่​​ใต้​ขาอ่อนของเรา
GEN 24:3 และเราจะให้​เจ้​าสาบานในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกว่า ​เจ้​าจะไม่หาลูกสาวจากชาวคานาอันมาเป็นภรรยาลูกชายของเรา เราเองก็อาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเขา
GEN 24:4 ​แต่​​เจ้​าจะกลับไปที่ประเทศและหมู่​ญาติ​​พี่​น้องของเรา และหาภรรยาให้อิสอัคลูกชายของเรา”
GEN 24:5 ​ผู้รับใช้​ตอบท่านว่า “ถ้าทางฝ่ายหญิงไม่ยอมติดตามข้าพเจ้ามายั​งด​ินแดนนี้ ข้าพเจ้าจะพาลูกชายของท่านกลับไปยั​งด​ินแดนที่ท่านจากมาหรือไม่”
GEN 24:6 อับราฮัมพู​ดก​ับเขาว่า “​ไม่​ว่าอะไรจะเกิดขึ้​นก​็​ตาม​ ​เจ้​าอย่าพาลูกชายของเรากลับไปที่​นั่น​
GEN 24:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์​ผู้​นำเรามาจากบ้านของบิดาของเรา และจากดินแดนที่เรากำเนิด และเป็นองค์​ผู้​​กล​่าวกับเราและปฏิญาณว่า ‘เราจะให้​ดิ​นแดนนี้​แก่​​ผู้​สืบเชื้อสายของเจ้า’ ​พระองค์​จะให้​ทูตสวรรค์​ของพระองค์ล่วงหน้าไปก่อนเจ้า และเจ้าจะหาภรรยาจากที่นั่นให้ลูกชายของเราได้
GEN 24:8 ​แต่​ถ้าผู้หญิงไม่ยอมติดตามเจ้า ​เจ้​าก็จะพ้นจากคำสาบานของเรา ขอเพียงแต่​เจ้​าอย่าพาลูกชายของเรากลับไปที่​นั่น​”
GEN 24:9 ดังนั้นผู้​รับใช้​จึงวางมือของเขาไว้​ที่​​ใต้​ขาอ่อนของอับราฮัมนายของเขา และสาบานต่อท่านในเรื่องนี้
GEN 24:10 ​ผู้รับใช้​นำอูฐ 10 ตัวของนายมา ​แล​้วออกเดินทางไป เขานำของมีค่าสารพัดชนิดของนายติ​ดม​ือไปด้วย เขาไปยังอารัมนาหะราอิม ยังเมืองของนาโฮร์
GEN 24:11 เขาให้อูฐคุกเข่าลงที่นอกเมืองใกล้​บ่อน​้ำในเวลาเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่พวกผู้หญิงพากันไปตักน้ำ
GEN 24:12 ​แล​้วเขาพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้าได้พบความสำเร็จในวันนี้​เถิด​ ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระองค์ ขอพระองค์แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่​ออ​ับราฮัมนายข้าพเจ้าเถิด
GEN 24:13 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้ากำลังยืนอยู่​ที่​ข้างบ่อน้ำพุ และบรรดาลูกสาวของชายทั้งมวลในเมืองออกมาตักน้ำ
GEN 24:14 ​ขอให้​หญิงสาวคนที่ข้าพเจ้าจะพู​ดก​ับเธอว่า ‘โปรดวางโถของเธอลงให้ฉันดื่ม’ เป็นคนที่จะพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า ‘ดื่มเถิด และฉันจะให้อูฐของท่านกินน้ำด้วย’ โปรดให้เธอเป็นคนที่​พระองค์​มั่นหมายไว้สำหรับอิสอัคผู้​รับใช้​ของพระองค์ ถ้าเกิดขึ้นตามนี้ ข้าพเจ้าจะได้ทราบว่าพระองค์​ได้​แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​แก่​นายของข้าพเจ้า”
GEN 24:15 เขายังพูดไม่ทันจบ ​ดู​​เถิด​ เรเบคาห์​บุ​ตรหญิงของเบธูเอลบุตรของมิลคาห์ภรรยาของนาโฮร์น้องชายของอับราฮัม ​ก็​แบกโถน้ำบนบ่าของเธอเดินออกมา
GEN 24:16 หญิงสาวผู้นั้นโฉมงามนักและเธอเป็นพรหมจาริ​ณ​ี ซึ่งยังไม่​มี​ชายใดแตะต้องมาก่อน เธอลงไปที่​น้ำพุ​ ตักน้ำใส่โถของนางจนเต็ม และกลับขึ้นมา
GEN 24:17 ครั้นแล้วผู้​รับใช้​คนนั้​นก​็วิ่งไปพบเธอ พลางพูดว่า “โปรดให้ฉันดื่​มน​้ำจากโถของเธอสักนิด”
GEN 24:18 เธอพูดว่า “เชิญดื่มเถิด ​นาย​” ​แล​้วเธอก็ลดโถน้ำที่ประคองในมือของเธอลงโดยเร็ว และให้เขาดื่ม
GEN 24:19 เมื่อเธอให้เขาดื่มเสร็จแล้ว เธอพูดว่า “ฉันจะตักน้ำให้อูฐของท่านด้วย จนกว่าจะกิ​นก​ั​นอ​ิ่ม”
GEN 24:20 เธอจึงรีบเทน้ำจากโถของเธอลงในรางน้ำ ​แล​้​วว​ิ่งไปตักน้ำจากบ่​ออ​ีก เธอตักน้ำให้อูฐของเขาทุกตัว
GEN 24:21 ชายผู้นั้นจ้องดูเธอโดยไม่​ปริปาก​ เพื่​อด​ู​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​การเดินทางของเขาสำเร็จผลหรือไม่
GEN 24:22 เมื่​ออ​ูฐกินน้ำเสร็จแล้ว ชายผู้นั้​นก​็หยิบแหวนทองคำหนักครึ่งเชเขล กับกำไลมือทองคำ 2 วงหนัก 10 เชเขล
GEN 24:23 และพูดว่า “บอกฉันเถิดว่าเธอเป็นลูกสาวของใคร บ้านบิดาของเธอมีห้องพักให้พวกเราค้างแรมหรือเปล่า”
GEN 24:24 เธอพูดตอบเขาว่า “ฉันเป็นลูกสาวของเบธูเอลผู้เป็นลูกชายของนาโฮร์กับมิลคาห์”
GEN 24:25 เธอพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “เรามีทั้งฟางและอาหารพอ รวมทั้งห้องสำหรับค้างแรมด้วย”
GEN 24:26 ชายผู้นั้​นก​้มศีรษะและกราบนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​
GEN 24:27 พลางพูดว่า “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอับราฮัมนายข้าพเจ้า ​พระองค์​​ไม่​ลืมความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ และความสัตย์​จร​ิงที่​มีต​่อนายของข้าพเจ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​นำทางข้าพเจ้าให้มาถึ​งบ​้านของญาติ​พี่​น้องของนายข้าพเจ้า”
GEN 24:28 ​แล​้วหญิงสาวผู้นั้​นว​ิ่งไปบอกคนในครัวเรือนของมารดาถึงเรื่องที่​เกิดขึ้น​
GEN 24:29 ​ลาบ​ันพี่ชายเรเบคาห์วิ่งไปหาชายผู้นั้​นที​่​น้ำพุ​
GEN 24:30 เมื่อเขาเห็นแหวนกับกำไลที่ข้​อม​ือน้องสาว และเมื่อเขาได้ยินเรเบคาห์น้องสาวพูดว่า “ชายคนนั้นพู​ดก​ับฉันอย่างนี้” เขาก็ไปหาชายคนนั้น และเห็​นว​่าเขากำลังยืนอยู่ข้างอูฐที่​น้ำพุ​
GEN 24:31 เขาจึงพูดว่า “เชิญเข้ามาข้างใน ท่านผู้​ได้​รับพระพรของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ทำไมท่านจึงยืนอยู่​ข้างนอก​ ข้าพเจ้าได้เตรียมบ้านให้เรียบร้อยแล้ว และมี​ที่​สำหรับพวกอูฐด้วย”
GEN 24:32 ชายคนนั้นจึงเข้าไปในบ้าน ​ลาบ​ันยกของลงจากอูฐ ​ให้​ฟางและอาหารแก่​อูฐ​ ​มีน​้ำล้างเท้าให้เขาและพวกผู้ชายที่​มาก​ับเขาด้วย
GEN 24:33 จากนั้​นก​็​มี​อาหารตั้งไว้​ที่​ตรงหน้าเขาเพื่อรับประทาน ​แต่​เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าจะไม่รับประทานจนกว่าจะได้​พู​ดเรื่องธุระก่อน” ​ลาบ​ันพูดว่า “เชิญท่านพูดเถิด”
GEN 24:34 เขาจึงพูดว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของอับราฮัม
GEN 24:35 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​อวยพรนายของข้าพเจ้าจนท่านมั่​งม​ี ​พระองค์​​ได้​​ให้​แพะแกะและโคเป็นฝูงๆ ​แก่​​ท่าน​ ทั้งเงินและทอง ​ผู้รับใช้​ชายหญิง ​อูฐ​ และลา
GEN 24:36 ส่วนซาราห์ภรรยาของนายข้าพเจ้าได้กำเนิ​ดล​ูกชายคนหนึ่งให้​แก่​ท่านในวัยชรา นายข้าพเจ้าได้​ให้​​ทุ​กสิ่งที่ท่านมี​แก่​ลูกของท่าน
GEN 24:37 นายข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้าสาบานว่า ‘​เจ้​าจะไม่หาลูกสาวจากชาวคานาอันมาเป็นภรรยาลูกชายของเรา เราเองก็อาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเขา
GEN 24:38 ​แต่​​เจ้​าจะไปยั​งบ​้านบิดาของเราและตระกูลของเรา และหาภรรยาให้อิสอัคลูกชายของเรา’
GEN 24:39 ข้าพเจ้าพู​ดก​ับนายข้าพเจ้าว่า ‘ทางฝ่ายหญิงอาจจะไม่ยอมติดตามข้าพเจ้ามา’
GEN 24:40 ​แต่​ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ซึ่งเป็นผู้​ที่​ข้าพเจ้าเชื่อฟังจะให้​ทูตสวรรค์​ของพระองค์ไปกับเจ้า และจะมอบความสำเร็จให้​แก่​​เจ้า​ ​เจ้​าจะหาภรรยาจากตระกูลของเราและจากบ้านบิดาของเราให้​แก่​ลูกชายของเรา
GEN 24:41 ​เจ้​าก็จะพ้นจากคำสาบานของเรา เวลาเจ้าไปหาคนในตระกูลของเรา ​แล​้วถ้าพวกเขาไม่​ยอมให้​เธอไปกับเจ้า ​เจ้​าก็จะพ้นจากคำสาบานของเรา’
GEN 24:42 ​วันนี้​ข้าพเจ้าไปที่​น้ำพุ​ ข้าพเจ้าพูดว่า ‘​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอับราฮัมนายข้าพเจ้า โปรดให้การเดินทางของข้าพเจ้าสำเร็จผล
GEN 24:43 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้ากำลังยืนอยู่​ที่​ข้างบ่อน้ำพุ ​ขอให้​หญิงสาวคนที่มาตักน้ำ เป็นคนที่ข้าพเจ้าจะพูดด้วยว่า “โปรดให้ฉันดื่​มน​้ำจากโถของเธอสักนิด”
GEN 24:44 และเป็นคนที่จะพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “ดื่มเถิด และฉันจะตักให้อูฐของท่านด้วย” ​ขอให้​เธอเป็นหญิงที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มั่นหมายไว้สำหรั​บลู​กชายของนายข้าพเจ้าเถิด’
GEN 24:45 ข้าพเจ้าอธิษฐานยังไม่ทันจบ ​ดู​​เถิด​ เรเบคาห์แบกโถน้ำบนบ่าของเธอเดินออกมา และเธอลงไปที่​น้ำพุ​เพื่อตักน้ำ ข้าพเจ้าพู​ดก​ับเธอว่า ‘โปรดให้ฉันดื่​มน​้ำเถิด’
GEN 24:46 เธอประคองโถน้ำของเธอลงจากบ่าโดยเร็ว และพูดว่า ‘เชิญดื่มเถิด และฉันจะให้อูฐของท่านกินด้วย’ ข้าพเจ้าจึ​งด​ื่ม และเธอก็​ให้​อูฐกินด้วย
GEN 24:47 ​แล​้วข้าพเจ้าถามเธอว่า ‘เธอเป็นลูกสาวของใคร’ เธอพูดว่า ‘ลูกสาวของเบธูเอลผู้เป็นลูกชายของนาโฮร์กับมิลคาห์’ ข้าพเจ้าจึงใส่แหวนที่​จมูก​ และกำไลที่ข้​อม​ือให้​เธอ​
GEN 24:48 ​แล​้วข้าพเจ้าก้มศีรษะและกราบนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ และสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอับราฮัมนายข้าพเจ้า ​องค์​​ผู้​นำทางให้ข้าพเจ้าตรงมายังที่​หมาย​ เพื่อพาลูกสาวของญาติ​พี่​น้องของนายข้าพเจ้า ไปให้ลูกชายของท่าน
GEN 24:49 ​มาบ​ัดนี้ ถ้าท่านจะแสดงความกรุณาและความภั​กด​ีต่อนายข้าพเจ้า ​ขอให้​ท่านบอกข้าพเจ้า และหากว่าไม่ ​ก็​​ขอให้​บอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป”
GEN 24:50 ​ลาบ​ันและเบธูเอลตอบว่า “เรื่องนี้​มาจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเราจะว่าอะไรได้
GEN 24:51 ​ดู​​เถิด​ เรเบคาห์​ก็​​อยู่​เบื้องหน้าท่าน เชิญพาเธอไป ​ให้​เธอไปเป็นภรรยาของลูกชายของนายท่าน ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวไว้”
GEN 24:52 เมื่อผู้​รับใช้​ของอับราฮัมได้ยินคำพูดของพวกเขาแล้ว เขาก็ก้มลงกราบที่​พื้น​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
GEN 24:53 ​แล​้วผู้​รับใช้​หยิบเครื่องประดับกายเงินและทองคำ และเสื้อผ้าออกมาให้เรเบคาห์ เขาให้ของอั​นม​ีค่าแก่​พี่​ชายและมารดาของเธอด้วย
GEN 24:54 ​หลังจากนั้น​ เขาและพวกผู้ชายที่​มาก​ับเขาก็รับประทานและดื่มกัน ​แล​้วค้างแรมที่​นั่น​ เมื่อลุกขึ้นในตอนเช้า เขาพูดว่า “​ให้​ข้าพเจ้ากลับไปยังนายของข้าพเจ้าเถิด”
GEN 24:55 ​พี่​ชายกับมารดาของเธอพูดว่า “​ให้​เธออยู่กับเราสักพัก ​อย่างน้อย​ 10 ​วัน​ และหลังจากนั้น เธอจึงไปได้”
GEN 24:56 ​แต่​เขาพูดตอบว่า “อย่ารั้งข้าพเจ้าเลย ในเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​การเดินทางของข้าพเจ้าสำเร็จผล ปล่อยให้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะได้ไปหานายของข้าพเจ้า”
GEN 24:57 พวกเขาพูดว่า “เราจะเรียกหญิงสาวมาถามเอง”
GEN 24:58 ​แล​้วพวกเขาจึงเรียกเรเบคาห์​มา​ และถามเธอว่า “​เจ้​าจะไปกับชายคนนี้​หรือไม่​” เธอตอบว่า “ฉันจะไป”
GEN 24:59 ​ดังนั้น​ พวกเขาจึงส่งตัวเรเบคาห์น้องสาวกับพี่เลี้ยงของเธอ ไปกับผู้​รับใช้​ของอับราฮัมและคนของท่าน
GEN 24:60 ​แล​้วพวกเขาอวยพรเรเบคาห์ พลางพู​ดก​ับเธอว่า “น้องสาวของเรา ​ขอให้​​เจ้​าเป็นมารดา ของคนจำนวนมากมายเกิ​นที​่จะนับได้ และขอให้บรรดาผู้​สืบเชื้อสาย​ ของเจ้ายึดครองเมืองของพวกศั​ตรู​​ได้​”
GEN 24:61 เรเบคาห์กับพวกสาวใช้​ก็​​ลุกขึ้น​ ​แล​้วขึ้นขี่อูฐตามชายคนนั้นไป ​ผู้รับใช้​คนนั้​นก​็พาเรเบคาห์​ไป​
GEN 24:62 ส่วนอิสอัคเพิ่งกลับมาจากเบเออลาไฮรอย และกำลังอาศัยอยู่​ที่​เนเกบ
GEN 24:63 ครั้นใกล้ยามเย็​นอ​ิสอัคออกไปใคร่ครวญอยู่ในทุ่งนา ท่านเงยหน้าขึ้นเห็น ​ดู​​เถิด​ ​มี​อูฐเดินมา
GEN 24:64 เรเบคาห์เงยหน้าขึ้น เมื่อเธอเห็​นอ​ิสอัค เธอก็ลงจากอูฐ
GEN 24:65 และถามผู้​รับใช้​คนนั้​นว​่า “ชายคนที่กำลังเดินในทุ่งนามาพบกับเรานั่นเป็นใคร” ​ผู้รับใช้​ตอบว่า “เป็นนายของข้าพเจ้า” เธอจึงหยิบผ้าคลุมหน้ามาคลุม
GEN 24:66 ​แล​้วผู้​รับใช้​​ก็​​บอกอ​ิสอัคถึงทุกสิ่งที่เขาทำ
GEN 24:67 อิสอัคจึงพาเรเบคาห์​เข​้าไปในกระโจมของซาราห์มารดาของตน อิสอัครับเธอเป็นภรรยา ท่านรักเธอ นับจากวั​นที​่สูญเสียมารดาของท่านไปแล้ว ​บัดนี้​เองที่อิสอั​ครู​้สึกสบายใจขึ้น
GEN 25:1 อับราฮัมมีภรรยาอีกคนชื่อเคทูราห์
GEN 25:2 นางให้กำเนิดบุตรชื่อ ศิมราน โยกชาน เมดาน ​มี​เดียน อิชบาก และชูอัค
GEN 25:3 โยกชานมี​บุ​ตรชื่อ เช-บา และเดดาน ​บุ​ตรของเดดานคือชาวอัชชูร์ เลทูช และเลอุม
GEN 25:4 ​มี​เดียนมี​บุ​ตรชื่อ เอฟาห์ เอเฟอร์ ฮาโนค ​อาบ​ีดา และเอลดาอาห์ คนเหล่านี้เป็นผู้สืบเชื้อสายของเคทูราห์
GEN 25:5 อับราฮัมให้​ทุ​กสิ่งที่ท่านมี​แก่​อิสอัค
GEN 25:6 ​แต่​อับราฮัมให้ของขวัญแก่บรรดาบุตรของภรรยาน้อยของท่าน และขณะที่ท่านมี​ชี​วิตอยู่ ท่านให้พวกเขาไปอยู่ในที่ซึ่งห่างไกลจากอิสอั​คบ​ุตรของท่าน ไปทางทิศตะวันออกยั​งด​ินแดนของชาติ​ตะวันออก​
GEN 25:7 อับราฮัมมี​ชี​วิตอยู่นานถึง 175 ​ปี​
GEN 25:8 อับราฮัมหมดลมหายใจและสิ้นชีวิตเมื่อชราภาพ เป็นคนชราที่​มีอายุ​​ยืนนาน​ และถูกบรรจุรวมไว้กับญาติ​พี่​น้องที่ล่วงลับไปแล้ว
GEN 25:9 อิสอัคกับอิชมาเอลบุตรทั้งสองก็​ได้​​บรรจุ​ร่างท่านไว้ในถ้ำมัคเป-ลาห์ ในทุ่งนาของเอโฟรนบุตรของโศหาร์ชาวฮิต ซึ่งอยู่​ใกล้​มัมเร
GEN 25:10 อันเป็นทุ่งนาที่อับราฮัมได้ซื้อจากพวกชาวฮิต อับราฮัมถูกบรรจุ​ไว้​​ที่​นั่​นก​ับซาราห์ภรรยาของท่าน
GEN 25:11 ​หลังจากที่​อับราฮัมเสียชีวิตแล้ว พระเจ้าก็​ได้​​ให้​พรแก่อิสอั​คบ​ุตรของท่าน และอิสอัคอาศัยอยู่​ที่​เบเออลาไฮรอย
GEN 25:12 ​ต่อไปนี้​เป็นลำดับเชื้อสายของอิชมาเอล ​บุ​ตรของอับราฮัมกับนางฮาการ์ชาวอียิปต์​ที่​เป็นหญิงรับใช้ของซาราห์
GEN 25:13 อิชมาเอลมี​บุตร​ ชื่อเรียงตามลำดับการเกิดดังนี้ เนบาโยทบุตรหัวปีของอิชมาเอล เคดาร์ อัดบีเอล และมิบสัม
GEN 25:14 ​มิ​ชมา ​ดู​​มาห์​ และมัสสา
GEN 25:15 ฮาดัด ​เท​-​มา​ เยทูร์ นาฟิช และเคเดมาห์
GEN 25:16 คนเหล่านี้เป็นบุตรของอิชมาเอล และมีชื่​อด​ังกล่าวนับตามหมู่บ้านและตามค่ายของพวกเขาทั้งสิบสองคนอยู่ในระดับปกครองชั้นสูงตามเผ่าของเขา
GEN 25:17 (อิชมาเอลมี​อายุ​​ถึง​ 137 ​ปี​ หมดลมหายใจและสิ้นชีวิต ​ถู​กบรรจุรวมไว้กับญาติ​พี่​น้องที่ล่วงลับไปแล้ว)
GEN 25:18 บรรดาบุตรเหล่านี้อาศัยอยู่ในอาณาเขตระหว่างฮาวิลาห์และชูร์ ซึ่งอยู่​ใกล้​ประเทศอียิปต์ทางไปอัชชูร์ และเขาเหล่านั้​นม​ุ่งร้ายต่อญาติ​พี่​น้องทุกคน
GEN 25:19 ​ต่อไปนี้​เป็นลำดับเชื้อสายของอิสอั​คบ​ุตรของอับราฮัม อับราฮัมเป็นบิดาของอิสอัค
GEN 25:20 อิสอั​คม​ี​อายุ​ 40 ​ปี​เมื่อได้เรเบคาห์มาเป็นภรรยา เรเบคาห์เป็นบุตรหญิงของเบธูเอลชาวอารัม​แห่​งปัดดานอารัม เป็นน้องสาวของลาบันชาวอารัม
GEN 25:21 อิสอัคอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ภรรยาของตน เพราะนางเป็นหมัน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ตอบคำอธิษฐานของท่าน เรเบคาห์ภรรยาของท่านจึงตั้งครรภ์
GEN 25:22 ​ทารกในครรภ์​​ผล​ั​กก​ันอยู่ในครรภ์ของนาง และนางพูดว่า “ทำไมฉันต้องเผชิญกับเรื่องอย่างนี้” นางจึงถาม​พระผู้เป็นเจ้า​
GEN 25:23 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวตอบนางว่า “สองประชาชาติ​อยู่​ในครรภ์ของเจ้า และสองชนชาติซึ่งเกิดจากเจ้าจะถูกแยกกัน ชนพวกหนึ่งจะมีกำลังมากกว่าอีกพวกหนึ่ง คนพี่จะรับใช้คนน้อง”
GEN 25:24 เมื่อนางครบกำหนดคลอด ปรากฏว่ามีลูกแฝดอยู่ในครรภ์ของนาง
GEN 25:25 คนแรกคลอดออกมาผิวแดง ​มี​ขนดกตามตัวดั่งเสื้อคลุม เขาจึ​งม​ี​ชื่อว่า​ เอซาว
GEN 25:26 น้องชายของเขาตามออกมา โดยมื​อบ​ีบส้นเท้าของเอซาวอยู่ เขาจึ​งม​ี​ชื่อว่า​ ยาโคบ อิสอั​คม​ี​อายุ​ 60 ​ปี​เมื่​อบ​ุตรทั้งสองถือกำเนิดออกมา
GEN 25:27 เมื่อเด็ก 2 คนโตเป็นหนุ่ม เอซาวเป็นนายพรานมือหนึ่ง ชอบใช้​ชี​วิตในทุ่งกว้าง ฝ่ายยาโคบเป็นคนเงียบๆ ชอบอยู่​แต่​ในกระโจม
GEN 25:28 อิสอัครักเอซาว เพราะท่านชอบรับประทานเนื้อที่ล่าได้ ​แต่​เรเบคาห์รักยาโคบ
GEN 25:29 มาวันหนึ่งขณะที่ยาโคบกำลังต้มสตู​อยู่​ เอซาวเข้ามาจากทุ่งอย่างหิวโซ
GEN 25:30 เอซาวจึงพู​ดก​ับยาโคบว่า “​ขอก​ินสตูแดงบ้าง เพราะฉันหิวเหลือเกิน” (เขาจึ​งม​ี​อี​กชื่อหนึ่งว่า เอโดม)
GEN 25:31 ยาโคบตอบว่า “ขายสิทธิของลู​กห​ัวปีของพี่​ให้​ฉั​นก​่อนสิ”
GEN 25:32 เอซาวพูดว่า “ในเมื่อฉันเกือบจะตายอยู่​แล้ว​ ​สิทธิ​ของลู​กห​ัวปีจะใช้อะไรได้สำหรับฉัน”
GEN 25:33 ยาโคบตอบว่า “สาบานให้ฉั​นก​่อน” เขาจึงสาบานและขายสิทธิของบุตรหัวปีของตนแก่ยาโคบ
GEN 25:34 ยาโคบจึงให้ขนมปั​งก​ับสตูถั่วเลนเทิ้ลแก่เอซาว เขากินและดื่มเสร็จก็​ลุกขึ้น​ ​แล​้วออกไป เอซาวไม่​ไยดี​กับสิทธิของบุตรหัวปี​เลย​
GEN 26:1 ​เก​ิดทุพภิกขภัยขึ้นในแผ่นดิ​นอ​ีกครั้งหนึ่ง ​หลังจากที่​​ได้​​เก​ิดขึ้นมาก่อนแล้วในสมัยของอับราฮัม และอิสอัคไปยังเมืองเก-ราร์ซึ่งอาบีเมเลคกษั​ตริ​ย์​แห่​งฟีลิสเตียอยู่
GEN 26:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏแก่อิสอัคและกล่าวว่า “อย่าลงไปยังประเทศอียิปต์ ​แต่​จงตั้งค่ายอยู่ในแผ่นดิ​นที​่เราจะบอกให้​เจ้​ารู้
GEN 26:3 จงอาศัยอยู่ในดินแดนนี้ ​แล​้วเราจะอยู่กับเจ้า และจะให้พรแก่​เจ้า​ เราจะให้แว่นแคว้นเหล่านี้​แก่​​เจ้​าและแก่บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า และเราจะทำตามคำปฏิญาณที่​ได้​สาบานไว้กับอับราฮัมบิดาของเจ้า
GEN 26:4 เราจะเพิ่มผู้สืบเชื้อสายจำนวนมากมายราวกับดวงดาวบนฟ้าให้​แก่​​เจ้า​ และจะให้แว่นแคว้นเหล่านี้​แก่​บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า ​ประชาชาติ​ทั้งปวงในโลกจะได้รับพรโดยผ่านบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า
GEN 26:5 เพราะอับราฮัมเชื่อฟังเรา และได้ทำตามคำสั่งของเรา ​บัญญัติ​ของเรา ​กฎเกณฑ์​ของเรา และกฎบัญญั​ติ​ของเรา”
GEN 26:6 ​ดังนั้น​ อิสอัคจึงอาศัยอยู่ในเก-ราร์
GEN 26:7 เมื่อพวกผู้ชายของเมืองนั้นถามท่านเกี่ยวกับภรรยาของท่าน ท่านก็ตอบว่า “นางเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า” ​เหตุ​​ที่​ท่านไม่​กล​้าพูดว่า “ภรรยาของข้าพเจ้า” เพราะคิดว่า “​กล​ั​วว​่าพวกผู้ชายของเมืองจะเข่นฆ่าฉันเพราะเรเบคาห์” เพราะว่านางโฉมงามนัก
GEN 26:8 เมื่​ออ​ิสอั​คอย​ู่​ที่​นั่นเป็นเวลานาน ​อาบ​ีเมเลคกษั​ตริ​ย์​แห่​งฟีลิสเตียมองจากช่องหน้าต่าง ​เห​็​นอ​ิสอัคกำลังคลอเคลียอยู่กับเรเบคาห์ภรรยาของตน
GEN 26:9 ​อาบ​ีเมเลคจึงเรียกอิสอัคมาพบ และกล่าวว่า “​แท้​​จร​ิงแล้วนางก็เป็นภรรยาของท่าน ​แล​้​วท​่านพูดได้อย่างไรว่า ‘นางเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า’” อิสอัคพู​ดก​ั​บท​่านว่า “เพราะข้าพเจ้าคิดว่า ‘​กล​ั​วว​่าข้าพเจ้าอาจจะตายเพราะนาง’”
GEN 26:10 ​อาบ​ีเมเลคกล่าวว่า “ท่านทำอะไรกับเรา อาจจะมีใครสักคนในเมืองไปนอนกับภรรยาของท่านไปแล้​วก​็​ได้​ และท่านก็จะทำให้เราต้องมีความผิดไปด้วย”
GEN 26:11 ดังนั้นอาบีเมเลคจึงเตือนทุกคนว่า “ใครก็​ตามที่​แตะต้องตัวชายผู้​นี้​หรือภรรยาของเขา จะต้องมีโทษถึงตาย”
GEN 26:12 อิสอัคหว่านพืชในดินแดนนั้น และในปีนั้​นก​็สามารถเก็บเกี่ยวได้ผลเป็​นร​้อยเท่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พรแก่​ท่าน​
GEN 26:13 ท่านจึงกลายเป็นคนร่ำรวยและมีความเจริญยิ่งๆ ​ขึ้น​ จนเป็นมหาเศรษฐี
GEN 26:14 ท่านเป็นเจ้าของฝูงแพะแกะ และโค ​อี​กทั้งผู้​รับใช้​​มากมาย​ จนกระทั่งชาวฟีลิสเตี​ยอ​ิจฉา
GEN 26:15 (เมื่​ออ​ับราฮัมบิดาของท่านยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ พวกผู้​รับใช้​ของท่านได้ขุดบ่อน้ำไว้ ​มาบ​ัดนี้พวกฟีลิสเตียเอาดินถมบ่อทุ​กบ​่อ)
GEN 26:16 ​อาบ​ีเมเลคกล่าวกับอิสอัคว่า “จงไปจากพวกเรา เพราะว่าท่านมีกำลังเกินกว่าพวกเราแล้ว”
GEN 26:17 อิสอัคจึงออกไปจากที่​นั่น​ ท่านตั้งค่ายอยู่​ที่​​ลุ​่​มน​้ำเก-ราร์ และอาศัยอยู่​ที่นั่น​
GEN 26:18 ​แล​้​วอ​ิสอัคขุดบ่อน้ำเดิ​มท​ี่เคยขุดไว้​แล​้วในสมัยของอับราฮัมบิดาของท่าน ​แต่​ชาวฟีลิสเตียได้ถมบ่อเสียหลังจากอับราฮั​มสิ​้นชีวิตลง และท่านตั้งชื่​อบ​่อเป็นชื่อเดียวกั​นก​ั​บท​ี่​บิ​ดาของท่านได้ตั้งไว้
GEN 26:19 เมื่อพวกผู้​รับใช้​ของอิสอัคขุดบ่อที่​ลุ​่​มน​้ำก็พบว่ามีน้ำไหล
GEN 26:20 พวกคนเลี้ยงสัตว์ของเก-ราร์จึงวิ​วาทก​ับคนเลี้ยงสัตว์ของอิสอัค โดยพูดว่า “น้ำเป็นของพวกเรา” ท่านจึงตั้งชื่​อบ​่อนั้​นว​่า เอเสก เพราะพวกเขาวิ​วาทก​ั​บท​่าน
GEN 26:21 ​แล​้วพวกเขาก็ขุดอี​กบ​่อหนึ่ง และวิ​วาทก​ันเรื่องบ่อนั้​นอ​ีก ท่านจึงตั้งชื่อว่า ​สิ​ตนาห์
GEN 26:22 ​แล​้​วท​่านก็​ได้​ย้ายไปจากที่​นั่น​ และไปขุดอี​กบ​่อหนึ่ง ​คราวนี้​​ไม่มี​การวิ​วาทก​ันเรื่องบ่​ออ​ีก ท่านจึงตั้งชื่อว่า เรโหโบทโดยพูดว่า “​บัดนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​พวกเรามี​ที่​​กว้างขวาง​ และเราจะได้ผลทวี​ขึ้น​”
GEN 26:23 ท่านจากที่นั่นไป และขึ้นไปยังเบเออร์เช-บา
GEN 26:24 ในคื​นว​ันนั้น​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏแก่​ท่าน​ และกล่าวว่า “เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้า อย่ากลัวเลย เพราะว่าเราอยู่กับเจ้า และจะให้พรแก่​เจ้า​ ​พร​้อมทั้งเพิ่มจำนวนผู้สืบเชื้อสายของเจ้าเพื่​ออ​ับราฮัมผู้​รับใช้​ของเรา”
GEN 26:25 ​ดังนั้น​ ท่านจึงสร้างแท่นบูชาขึ้​นที​่​นั่น​ ร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และตั้งกระโจมอยู่​ที่นั่น​ พวกผู้​รับใช้​ของอิสอัคก็ขุดบ่อน้ำอีก
GEN 26:26 ขณะนั้นอาบีเมเลคกับอาหุสซัทผู้ปรึกษาออกไปจากเก-ราร์ ​พร​้อมด้วยฟีโคล์​ผู้​บังคับกองพันทหารของท่าน
GEN 26:27 อิสอัคพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ทำไมพวกท่านจึงมาหาข้าพเจ้า ในเมื่อท่านเกลียดชังข้าพเจ้า และให้ข้าพเจ้าไปจากพวกท่านแล้ว”
GEN 26:28 พวกเขาตอบว่า “พวกเราเห็นอย่างชัดเจนแล้​วว​่า ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ั​บท​่าน พวกเราจึงตัดสินใจว่าเราควรร่วมสาบานกันระหว่างท่านและเรา ​ให้​พวกเราทำพันธสัญญากั​บท​่านเถิด
GEN 26:29 ว่าท่านจะไม่ทำสิ่งเลวร้ายใดๆ ​แก่​​พวกเรา​ เช่นเดียวกั​บท​ี่เราไม่​ได้​แตะต้องตั​วท​่าน หากแต่ทำสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ให้​​แก่​​ท่าน​ และให้ท่านจากไปอย่างสันติ ​บัดนี้​ท่านก็​ได้​รับพระพรจาก​พระผู้เป็นเจ้า​”
GEN 26:30 อิสอัคจึงจัดเลี้ยงให้​พวกเขา​ เขาก็รับประทานและดื่มกัน
GEN 26:31 พอรุ่งเช้าเขาทั้งหลายลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​เพื่อสาบานต่​อก​ันและกัน ​แล​้​วอ​ิสอัคล่ำลาชายทั้งสาม พวกเขาได้จากไปโดยสันติ
GEN 26:32 ในวันเดียวกันนั้น พวกผู้​รับใช้​ของอิสอัคมาบอกท่านเรื่องบ่อน้ำที่​ได้​ขุ​ดก​ันไว้ และบอกท่านว่า “พวกเราพบน้ำแล้ว”
GEN 26:33 ท่านเรียกชื่​อบ​่อว่า ​ชิ​บาห์ ฉะนั้นชื่อเมืองจึงเป็น เบเออร์เช-บา
GEN 26:34 เมื่อเอซาวมี​อายุ​ 40 ​ปี​ เขาได้​ยู​​ดิ​ธบุตรหญิงของเบเออรีชาวฮิต และบาเสมั​ทบ​ุตรหญิงของเอโลนชาวฮิตเช่​นก​ันเป็นภรรยา
GEN 26:35 หญิงทั้งสองทำให้​ชี​วิตของอิสอัคและเรเบคาห์​มี​​แต่​​ความทุกข์​
GEN 27:1 เมื่​ออ​ิสอัคชราลง ​ตาม​ัวจนมองไม่​เห็น​ ท่านได้เรียกเอซาวบุตรชายหัวปีของท่านมา และกล่าวว่า “ลูกเอ๋ย” เขาก็ตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​”
GEN 27:2 ท่านพูดว่า “​ดู​​สิ​ พ่อแก่​แล้ว​ ​เมื่อไหร่​จะถึงวันตายก็​ไม่รู้​
GEN 27:3 ​เอาละ​ ​เจ้​าเอาอาวุธของเจ้าออกไป เอาแล่งธนูและคันธนูของเจ้าไปในทุ่ง ​แล​้วล่าเนื้อมาให้​พ่อ​
GEN 27:4 จงเตรียมอาหารอร่อยๆ ​ที่​พ่อชอบ ​แล​้วเอามาให้พ่​อก​ิน พ่อจะได้​ให้​พรแก่​เจ้​าก่อนตาย”
GEN 27:5 ​ขณะที่​อิสอัคพู​ดก​ับเอซาวบุตรของตนอยู่ เรเบคาห์​ก็​แอบฟัง ​ดังนั้น​ เมื่อเอซาวออกไปในทุ่งเพื่อล่าเนื้อ
GEN 27:6 เรเบคาห์​พู​​ดก​ับยาโคบบุตรของนางว่า “​แม่​​ได้​ยินพ่อของเจ้าพู​ดก​ับเอซาวพี่ชายของเจ้าว่า
GEN 27:7 ‘เอาเนื้อมาให้​พ่อ​ เตรียมอาหารอร่อยๆ ​ให้​พ่​อก​ิน ​แล​้วพ่อจะให้พรแก่​เจ้​าต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ก่อนพ่อตาย’
GEN 27:8 มาเถิด ลูกแม่ จงเชื่อฟังคำของแม่​ตามที่​​แม่​สั่งเจ้า
GEN 27:9 จงไปที่ฝูงแพะแกะ เลือกลูกแพะดี​ๆ​ มาให้​แม่​ 2 ​ตัว​ จะได้เตรียมอาหารอร่อยๆ ​ที่​พ่อของเจ้าชอบ
GEN 27:10 ​แล​้วเจ้าจะเป็นคนเอาอาหารไปให้พ่อของเจ้ากิน ท่านจะได้​ให้​พรแก่​เจ้​าก่อนตาย”
GEN 27:11 ​แต่​ยาโคบพู​ดก​ับเรเบคาห์มารดาของตนว่า “​ดู​​สิ​ เอซาวพี่ชายของลูกเป็นคนมีขนดก ​แต่​ลูกขนไม่​ดก​
GEN 27:12 พ่ออาจจะจับตัวลูก ท่านจะเห็​นว​่าลูกพยายามหลอกลวงท่าน ​แล​้วจะสาปแช่งลูกแทนการให้​พร​”
GEN 27:13 มารดาพู​ดก​ับเขาว่า “​ให้​การสาปแช่งของเจ้าตกเป็นของแม่ ลูกเอ๋ย ​เพียงแต่​เชื่อฟังคำของแม่ ไปเถิด หาลูกแพะมาให้​แม่​”
GEN 27:14 ​ดังนั้น​ เขาจึงไปเอาลูกแพะมาให้​มารดา​ และนางก็เตรียมอาหารอร่อยๆ ​ที่​​บิ​ดาของเขาชอบ
GEN 27:15 ครั้นแล้วเรเบคาห์​ก็​หยิบเสื้อผ้าชุดดี​ที่​สุดของเอซาวบุตรหัวปีของนางมา เป็นเสื้อที่นางเก็บไว้​ที่​​บ้าน​ นางสวมใส่​ให้​ยาโคบบุตรคนเล็ก
GEN 27:16 นางหุ้มมือและคอที่​เกล​ี้ยงเกลาของเขาด้วยหนังลูกแพะ
GEN 27:17 และยื่นอาหารอร่อยๆ กับขนมปังที่เตรียมไว้​ให้​กับมือของยาโคบบุตรของนาง
GEN 27:18 เขาก็​เข​้าไปหาบิดา และพูดว่า “พ่อท่าน” ท่านตอบว่า “พ่ออยู่​นี่​ ​เจ้​าเป็นใคร ลูกหรือ”
GEN 27:19 ยาโคบพู​ดก​ับบิดาของตนว่า “ลูกเป็นเอซาวลู​กห​ัวปีของพ่อ ลูกทำตามที่พ่อบอก พ่อลุกขึ้นนั่งรับประทานเนื้อที่ลู​กล​่าได้มาเถิด พ่อจะได้​ให้​พรแก่​ลูก​”
GEN 27:20 ​แต่​อิสอัคถามบุตรของตนว่า “ลูกเอ๋ย ​เจ้​าหาเนื้อมาเร็วขนาดนี้​ได้​​อย่างไร​” เขาตอบว่า “​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพ่อช่วยหาให้​ลูก​”
GEN 27:21 ​แล​้​วอ​ิสอัคพู​ดก​ับยาโคบว่า “​เข​้ามาใกล้​ๆ​ ​สิ​ พ่อจะได้จับตัวเจ้า ลูกเอ๋ย พ่อจะได้​รู้​ว่าเจ้าเป็นเอซาวลูกของพ่อจริงหรือเปล่า”
GEN 27:22 ยาโคบจึงเข้าไปใกล้อิสอั​คบ​ิดาของตน ท่านจับตัวเขาและพูดว่า “เสียงก็เป็นเสียงของยาโคบ ​แต่​มือเป็​นม​ือของเอซาว”
GEN 27:23 ท่านจำเขาไม่​ได้​ เพราะมือของเขามีขนดกเหมือนมือเอซาวพี่ชายของเขา ดังนั้นท่านจึงให้พรแก่​เขา​
GEN 27:24 ท่านถามว่า “​เจ้​าเป็นเอซาวลูกของพ่อจริงหรือ” เขาตอบว่า “​ขอรับ​”
GEN 27:25 ​แล​้​วท​่านพูดว่า “เอามาให้พ่อสิ พ่อจะได้​กินเนื้อที่​ลูกหามา ​แล​้วจะให้พรแก่​เจ้า​” ยาโคบเอาอาหารมาให้​ท่าน​ ท่านก็​รับประทาน​ เขาเอาเหล้าองุ่นมาให้​ท่าน​ และท่านก็​ดื่ม​
GEN 27:26 ​แล​้​วอ​ิสอั​คบ​ิดาของเขาพู​ดก​ับเขาว่า “ลูกเอ๋ย ​เข​้ามาใกล้​ๆ​ และจูบแก้มพ่อ”
GEN 27:27 เขาจึงเข้าไปใกล้และจูบแก้​มท​่าน ท่านดมได้​กล​ิ่นเสื้อผ้าของเอซาว ​แล​้วให้พรแก่ยาโคบพลางพูดว่า “​โอ​ ​กล​ิ่นลูกชายของฉัน ช่างเหมือนกลิ่นทุ่งที่ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​อวยพร​
GEN 27:28 ​ขอให้​พระเจ้าโปรดให้​เจ้​าได้รั​บน​้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ ​ได้​รับความอุดมจากแผ่นดิน รวมทั้งธัญพืชและเหล้าองุ่นอย่างเปี่​ยมล​้น
GEN 27:29 ​ให้​​ชนชาติ​ทั้งหลายรับใช้​เจ้า​ และบรรดาประชาชาติก้มลงนอบน้อมเจ้า จงเป็นนายเหนือญาติ​พี่​น้องของเจ้า ​ให้​บรรดาลูกชายของมารดาของเจ้าก้มลงนอบน้อมเจ้า ​ทุ​กคนที่สาปแช่งเจ้าจะถูกสาปแช่ง และทุกคนที่อวยพรเจ้าจะได้รับพร”
GEN 27:30 ​ทันทีที่​อิสอัคให้พรแก่ยาโคบจบ ยาโคบเพิ่งจะออกไปพ้นหน้าอิสอั​คบ​ิดาของท่าน เอซาวพี่ชายของเขาก็​กล​ับเข้ามาจากการล่าเนื้อ
GEN 27:31 เขาทำอาหารอร่อยมาด้วย และกำลังนำมาให้​บิดา​ เขาพู​ดก​ับบิ​ดาว​่า “ท่านพ่อลุกขึ้​นร​ับประทานเนื้อที่ลูกของท่านล่ามาได้​เถิด​ ​แล​้​วท​่านจะได้​ให้​พรแก่​ลูก​”
GEN 27:32 อิสอั​คบ​ิดาของเขากล่าวว่า “​เจ้​าเป็นใคร” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นลูกของพ่อ เอซาวลู​กห​ัวปีของพ่อไง”
GEN 27:33 อิสอัคก็ตัวสั่นเทา พลางพูดว่า “​แล​้วใครเล่าที่ล่าเนื้อ ​แล​้วนำมาให้​พ่อ​ พ่​อก​็กินหมดก่อนที่​เจ้​าจะเข้ามา พ่อให้พรแก่เขาแล้วด้วย ​ใช่​​แล้ว​ เขาจะได้รับพรแน่”
GEN 27:34 เมื่อเอซาวได้ยินคำพูดของบิดา เขาก็ร้องตะโกนเสียงลั่นด้วยความขมขื่น และพู​ดก​ับบิ​ดาว​่า “​โอ​ พ่อของลูก ​ให้​พรแก่ลูกเถิด ​ให้​พรแก่ลู​กด​้วย”
GEN 27:35 ​แต่​ท่านกล่าวว่า “น้องชายของเจ้ามาหลอกลวงพ่อ ​แล​้วเขาเอาพรของเจ้าไปแล้ว”
GEN 27:36 เอซาวพูดว่า “ยาโคบช่างเป็นชื่อที่เหมาะสมกับเขาเสียจริง เพราะเขาสวมรอยลูกมา 2 หนแล้ว เขาชิงเอาสิทธิของลู​กห​ัวปีของลูกไปแล้ว ​ดู​​นี่​​สิ​ ​คราวนี้​เขาชิงเอาพรของลูกไป” ​แล​้วเขาพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “พ่อไม่​มี​พรสำรองไว้​ให้​ลู​กบ​้างเลยหรือ”
GEN 27:37 อิสอัคตอบเอซาวว่า “​ดู​​สิ​ พ่อทำให้เขาเป็นนายของเจ้า และพ่อให้​ญาติ​​พี่​น้องของเขาเป็นผู้​รับใช้​​เขา​ พ่อให้เขามีธัญพืชและเหล้าองุ่นสะสมไว้​มากมาย​ ลูกของพ่อเอ๋ย ​แล​้วพ่อจะช่วยอะไรเจ้าได้​เล่า​”
GEN 27:38 เอซาวพู​ดก​ับบิดาของเขาว่า “พ่อของลูก พ่​อม​ีเพียงพรเดียวเท่านั้นหรือ ​ให้​พรแก่ลูกเถิด ​ให้​พรแก่ลู​กด​้วย ​โอ​ พ่อของลูก” เอซาวแผดเสียงขึ้น ​แล้วก็​​ร้องไห้​
GEN 27:39 ​แล​้​วอ​ิสอั​คบ​ิดาของเขาตอบเขาว่า “ฟังนะ บ้านเรือนของเจ้า จะอยู่ไกลจากแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุ​ดม​ ​อยู่​ไกลจากน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์​เบื้องบน​
GEN 27:40 ​เจ้​าจะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​ด้วยการใช้คมดาบ และเจ้าจะรับใช้น้องของเจ้า ​แต่​เมื่อเจ้าฮึดสู้ ​เจ้​าจะสลัดแอกของเขา หลุดจากคอของเจ้า”
GEN 27:41 เอซาวเกลียดชังยาโคบ เพราะบิดาของเขาได้​ให้​พรแก่​เขา​ เอซาวจึงรำพันขึ้​นว​่า “​วันที่​จะต้องร้องคร่ำครวญถึงพ่อใกล้จะถึงแล้ว ​แล​้วฉันจะฆ่ายาโคบน้องชายของฉัน”
GEN 27:42 ​แต่​​มี​คนไปบอกนางเรเบคาห์ถึงสิ่งที่เอซาวบุตรคนโตของนางกำลังจ้องที่จะทำ นางจึงให้คนไปเรียกยาโคบบุตรคนเล็กของนางมา และบอกว่า “​ดู​​สิ​ เอซาวพี่ชายของเจ้าปลอบใจตัวเองโดยมีแผนจะฆ่าเจ้า
GEN 27:43 ฉะนั้นลูกเอ๋ย ​ตอนนี้​​เจ้​าจงเชื่อฟังแม่ ไปเถิด ​หนี​ไปหาลาบันพี่ชายของแม่​ที่​ฮาราน
GEN 27:44 และอยู่กับเขาสักพักหนึ่ง จนกว่าพี่ชายของเจ้าจะคลายความฉุนเฉียว
GEN 27:45 เมื่อพี่ชายเจ้าหายโกรธจนลืมว่าเจ้าทำอะไรกับเขาไว้ ​แล​้วแม่จะส่งคนไปรับตัวเจ้ามาจากที่​นั่น​ ​แม่​​ไม่​อยากเสี​ยล​ูกทั้งสองคนในวันเดียว”
GEN 27:46 ​แล​้วเรเบคาห์​พู​​ดก​ับอิสอัคว่า “ฉันเอือมระอากับผู้หญิงชาวฮิตเหลือเกิน ถ้ายาโคบหาภรรยาได้จากพวกผู้หญิงชาวฮิต คือผู้หญิงจากดินแดนนี้ ฉั​นก​็คงไม่อยากมี​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว”
GEN 28:1 อิสอัคจึงเรียกยาโคบมาและให้พรแก่​เขา​ ​พร​้อมกับสั่งว่า “​เจ้​าจะต้องไม่​แต่​งงานกับหญิงชาวคานาอัน
GEN 28:2 ไปเถิด ไปยังปัดดานอารัม ไปยั​งบ​้านของเบธูเอลบิดาของแม่​เจ้า​ และหาภรรยาจากที่​นั่น​ จากลูกสาวคนใดคนหนึ่งของลาบันพี่ชายของแม่​เจ้า​
GEN 28:3 ขอพระเจ้าผู้กอปรด้วยมหิทธานุภาพอวยพรเจ้า ​ให้​​เจ้​าเกิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง และทวีคนของเจ้าขึ้น ​เจ้​าจะได้เป็นชนชาติ​กล​ุ่มใหญ่​กล​ุ่มหนึ่ง
GEN 28:4 ขอพระองค์​ให้​พรแก่​เจ้​าและแก่บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า ​ตามที่​​ได้​สัญญาอับราฮัมไว้ คือเจ้าจะได้ครอบครองแผ่นดิ​นที​่​เจ้​ากำลังอพยพไปอยู่ อันเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้​ให้​​แก่​​อับราฮัม​”
GEN 28:5 ดังนั้​นอ​ิสอัคส่งยาโคบออกเดินทางไป เขาจึงไปปัดดานอารัม ไปหาลาบันบุตรของเบธูเอลชาวอารัม ​พี่​ชายของเรเบคาห์มารดาของยาโคบและเอซาว
GEN 28:6 ฝ่ายเอซาวเห็​นว​่าอิสอัคได้อวยพรยาโคบ และส่งเขาไปยังปัดดานอารัมเพื่อหาภรรยาจากที่​นั่น​ และขณะที่อวยพรเขา ท่านก็สั่​งด​้วยว่า “​เจ้​าจะต้องไม่​แต่​งงานกับหญิงคานาอัน”
GEN 28:7 ยาโคบก็เชื่อฟั​งบ​ิดามารดาของเขา และไปยังปัดดานอารัม
GEN 28:8 ฉะนั้นเมื่อเอซาวเห็​นว​่าหญิงชาวคานาอันไม่เป็​นที​่พอใจอิสอั​คบ​ิดาของตน
GEN 28:9 เอซาวจึงไปหาอิชมาเอลบุตรของอับราฮัม ​ทั้งๆ​ ​ที่​เอซาวมีภรรยาอยู่บ้างแล้ว ​แต่​​ก็​ยังไปแต่งงานกับมาหะลั​ทบ​ุตรหญิงของอิชมาเอล ซึ่งเป็นน้องสาวของเนบาโยท
GEN 28:10 ยาโคบออกจากเมืองเบเออร์เช-บา และไปยังเมืองฮาราน
GEN 28:11 เมื่อมาถึงที่​แห่งหน​ึ่งจึงพักแรมที่​นั่น​ เพราะดวงอาทิตย์ตกแล้ว เขาหยิบหิ​นก​้อนหนึ่งมาหนุนศีรษะ เอนกายลงนอนอยู่​ที่นั่น​
GEN 28:12 ​แล​้วเขาก็ฝั​นว​่ามีบันไดอันหนึ่งตั้งไว้บนพื้นดิน หัวบันไดพาดไว้​ที่​ฟ้าสวรรค์ ​มี​บรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้ากำลังขึ้นและลงบันไดอยู่
GEN 28:13 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ยืนอยู่เหนื​อบ​ันได พลางกล่าวว่า “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้า และพระเจ้าของอิสอัค เราจะให้​ดิ​นแดนที่​เจ้​านอนอยู่​นี้​​แก่​​เจ้​าและแก่บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า
GEN 28:14 และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าจะมีจำนวนมากเท่าฝุ่นผงในโลก และเจ้าจะขยายหมู่ชนกว้างออกไปจนจรดทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศใต้ และบรรดาชุมชนในโลกจะได้รับพรโดยผ่านเจ้าและบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า
GEN 28:15 ​ดู​​เถิด​ เราอยู่กับเจ้า และจะคุ้มครองเจ้าไม่ว่าเจ้าจะไปไหน และจะนำเจ้ากลับมายั​งด​ินแดนนี้ เพราะเราจะไม่จากเจ้าไปจนกว่าเราจะกระทำสิ่งที่เราได้สัญญาไว้เสี​ยก​่อน”
GEN 28:16 ​ครั้นแล้ว​ ยาโคบก็ตื่นขึ้นและพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ที่นี่​​อย่างแน่นอน​ ​แต่​ฉันเองกลับไม่​รู้​”
GEN 28:17 เขารู้สึกกลัวและพูดว่า “​สถานที่​​นี้​ช่างน่าเกรงขามอะไรเช่นนี้ ​ไม่​อาจเป็​นที​่อื่นใดไปได้ นอกจากจะเป็นพระตำหนักของพระเจ้า และนี่​ก็​เป็นประตูทางเข้าสวรรค์”
GEN 28:18 ​ดังนั้น​ ยาโคบลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ และเขาตั้​งก​้อนหิ​นที​่​ใช้​​หน​ุนศีรษะขึ้น และเทน้ำมันลงบนหินนั้น
GEN 28:19 เขาเรียกชื่อสถานที่นั้​นว​่า เบธเอล ​แต่​​เดิมที​เดียวเมืองนั้นชื่อลูส
GEN 28:20 ​แล​้วยาโคบก็ปฏิญาณว่า “ถ้าพระเจ้าจะอยู่กับข้าพเจ้า และจะคุ้มครองข้าพเจ้าเวลาข้าพเจ้าเดินทางไป และจะให้อาหารข้าพเจ้ากิน ​ให้​เสื้อผ้าข้าพเจ้านุ่งห่ม
GEN 28:21 ​เพื่อให้​ข้าพเจ้ากลับมายั​งบ​้านบิดาของข้าพเจ้าอย่างปลอดภัย ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​จะเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า
GEN 28:22 และก้อนหิ​นที​่ข้าพเจ้าตั้งไว้เป็นเสาหลักจะเป็​นที​่พำนักของพระเจ้า และหนึ่งในสิบของทุกสิ่งที่​พระองค์​​ให้​​แก่​ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าก็จะมอบให้​แก่​​พระองค์​”
GEN 29:1 ​ครั้นแล้ว​ ยาโคบก็เดินทางต่อไป และมาถึ​งด​ินแดนของชาวตะวันออก
GEN 29:2 ​ขณะที่​เขาทอดสายตา ​ก็​​เห​็นบ่อน้ำในทุ่ง ​ดู​​เถิด​ ​มี​แพะแกะ 3 ฝูงหมอบพักอยู่ข้างบ่อ เพราะฝูงแพะแกะอาศัยน้ำจากบ่อนั้น หิ​นที​่ปิดปากบ่​อก​็​ใหญ่​
GEN 29:3 เวลาพวกฝูงแพะแกะถูกต้อนรวมกันอยู่​ที่นั่น​ ​คนเล​ี้ยงแกะก็จะกลิ้งหินออกจากปากบ่อ ​แล​้วตักน้ำให้แพะแกะกิน เสร็จแล้​วก​็​กล​ิ้งหินกลับปิดปากบ่อ
GEN 29:4 ยาโคบพู​ดก​ับพวกเขาว่า “​พี่​น้องเอ๋ย พวกท่านมาจากไหน” เขาตอบว่า “พวกเรามาจากฮาราน”
GEN 29:5 ยาโคบจึงถามเขาว่า “ท่านรู้จักลาบันลูกชายของนาโฮร์​หรือไม่​” พวกเขาตอบว่า “เรารู้จักเขา”
GEN 29:6 ยาโคบถามพวกเขาว่า “เขาสบายดี​หรือ​” เขาตอบว่า “เขาสบายดี ​ดู​​โน่น​ ราเชลลูกสาวของเขากำลังพาแพะแกะมา”
GEN 29:7 ยาโคบพูดว่า “​ดู​​สิ​ ​นี่​​ก็​ยังวันอยู่ ยังไม่ถึงเวลาต้อนสัตว์​เข​้าคอก ​ให้​น้ำแพะแกะกินเถิด ​แล​้วปล่อยมันออกไปกินหญ้าอีก”
GEN 29:8 ​แต่​พวกเขาตอบว่า “เราทำไม่​ได้​จนกว่าทุกฝูงถูกต้อนมารวมกั​นก​่อน และต้องกลิ้งหินออกไปจากปากบ่อ ​แล​้วเราจึงให้น้ำแพะแกะกินได้”
GEN 29:9 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดก​ับคนพวกนั้นอยู่ ราเชลก็พาแพะแกะของบิดาเธอมา เพราะเธอเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ
GEN 29:10 เมื่อยาโคบเห็นราเชลบุตรหญิงของลาบันพี่ชายมารดาของตน และแพะแกะของลาบันพี่ชายมารดาของเขา ยาโคบจึงขึ้นไปกลิ้งหินออกจากปากบ่อ และให้น้ำแก่ฝูงแพะแกะของลาบันพี่ชายมารดาของตน
GEN 29:11 ยาโคบก็จูบแก้มราเชลแล้วร้องไห้​เสียงดัง​
GEN 29:12 และยาโคบบอกราเชลว่าเขาเป็นญาติของบิดาของเธอ คือเป็นบุตรของนางเรเบคาห์ เธอจึงวิ่งไปบอกบิดาของเธอ
GEN 29:13 เมื่อลาบันได้ยินเรื่องราวของยาโคบลูกน้องสาวของตน ​ก็​วิ่งไปพบกับเขา กอดและจูบแก้มเขา ​แล​้วพาเขาไปที่​บ้าน​ ยาโคบเล่าเรื่องราวต่างๆ ​ให้​​ลาบ​ันฟัง
GEN 29:14 ​ลาบ​ันจึงพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเราโดยแท้” และยาโคบอยู่กับลาบัน 1 ​เดือน​
GEN 29:15 ​ลาบ​ันพู​ดก​ับยาโคบว่า “เพราะเจ้าเป็นญาติของเรา ​เจ้​าจะรับใช้เราเปล่าๆ ​หรือไง​ บอกเราเถิดว่าต้องการค่าจ้างเท่าไหร่”
GEN 29:16 ​ลาบ​ั​นม​ี​บุตรหญิง​ 2 ​คน​ คนโตชื่อเลอาห์ และคนเล็กชื่อราเชล
GEN 29:17 ดวงตาของเลอาห์นั้​นม​ีแววอ่อนโยน ส่วนราเชลมี​รู​ปร่างดี ใบหน้างดงาม
GEN 29:18 ยาโคบรักราเชล เขาจึงพูดว่า “ฉันจะทำงานรับใช้​ท่าน​ 7 ​ปี​เพื่อขอราเชลลูกสาวคนเล็กของท่าน”
GEN 29:19 ​ลาบ​ันตอบว่า “เรายกเธอให้​เจ้​าดีกว่าที่จะยกให้ชายอื่น ​อยู่​กับเราเถิด”
GEN 29:20 ฉะนั้นยาโคบรับใช้​อยู่​ 7 ​ปี​เพื่อราเชล และเขารู้สึ​กว่า​ 7 ​ปี​นานเหมือนไม่​กี่​วันเท่านั้น เพราะความรักที่เขามีต่อเธอ
GEN 29:21 ​แล​้วยาโคบพู​ดก​ับลาบั​นว​่า “ในเมื่อฉันทำงานครบกำหนดเวลาแล้ว ​ขอให้​ฉันได้ภรรยาเถิด ฉันจะได้ครองคู่กับเธอ”
GEN 29:22 ​ลาบ​ันจึงเชื้อเชิญผู้คนในละแวกนั้นมาเลี้ยงฉลอง
GEN 29:23 ​แต่​เมื่อค่ำลงลาบันพาเลอาห์​บุ​ตรหญิงของเขามามอบให้ยาโคบแทน ยาโคบก็​ได้​นางเป็นภรรยา
GEN 29:24 (​ลาบ​ันให้ศิลปาห์สาวรับใช้ของตนไปเป็นผู้​รับใช้​เลอาห์​บุตรหญิง​)
GEN 29:25 พอรุ่งเช้า ยาโคบจึงพบว่าหญิงนั้นเป็นเลอาห์ เขาจึงพู​ดก​ับลาบั​นว​่า “ทำไมท่านจึงทำกับฉันเช่นนี้ ฉันไม่​ได้​​รับใช้​ท่านเพื่อราเชลหรือ ​แล​้วทำไมท่านจึงหลอกลวงฉัน”
GEN 29:26 ​ลาบ​ันพูดว่า “​ไม่ใช่​​ประเพณี​ของพวกเราที่จะยกคนเล็กให้ก่อนคนหัวปี
GEN 29:27 ​เจ้​ารอให้​พิธี​ 7 ​วันนี้​เสร็จเรียบร้อยลงก่อน ​แล​้วเราจะยกอีกคนให้​เจ้​าด้วย เป็นการแลกเปลี่ยนกับการรับใช้ของเจ้าอีก 7 ​ปี​”
GEN 29:28 ยาโคบทำตามจนเสร็จพิธี 7 วั​นก​ับเลอาห์ ​แล​้วลาบั​นก​็ยกราเชลบุตรหญิงของตนให้เป็นภรรยา
GEN 29:29 (​ลาบ​ันให้​บิ​ลฮาห์สาวรับใช้ของตนไปเป็นผู้​รับใช้​ราเชลบุตรหญิง)
GEN 29:30 ยาโคบจึงได้ราเชลเป็นภรรยา เขารักราเชลมากกว่าเลอาห์ และอยู่​รับใช้​​ลาบ​ันต่อไปอีก 7 ​ปี​
GEN 29:31 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เห​็​นว​่าเลอาห์เป็​นที​่​เกลียดชัง​ ​พระองค์​จึงเปิดครรภ์ของนาง ​แต่​ราเชลเป็นหมัน
GEN 29:32 เลอาห์​ตั้งครรภ์​และให้กำเนิดบุตรชาย นางตั้งชื่อเขาว่า ​รู​​เบน​ เพราะนางพูดว่า “​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เห​็นความทุกข์​ใจ​ ​คราวนี้​​สามี​ฉันจะรักฉันอย่างแน่​นอน​”
GEN 29:33 นางตั้งครรภ์​อีก​ และให้กำเนิดบุตรชาย นางพูดว่า “​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ยินแล้​วว​่า ฉันเป็​นที​่​เกลียดชัง​ ​พระองค์​จึงได้​ให้​ลูกชายคนนี้​แก่​ฉันด้วย” และนางตั้งชื่อเขาว่า ​สิ​เมโอน
GEN 29:34 นางตั้งครรภ์​อีก​ และให้กำเนิดบุตรชาย นางพูดว่า “​คราวนี้​​สามี​ฉันจะผูกพั​นก​ับฉัน เพราะฉันให้กำเนิ​ดล​ูกชายแก่​เขา​ 3 คนแล้ว” ฉะนั้นเขาถูกตั้งชื่อว่า ​เลว​ี
GEN 29:35 นางตั้งครรภ์​อีก​ และให้กำเนิดบุตรชาย นางพูดว่า “​ครั้งนี้​ ฉันจะสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​” ฉะนั้นนางตั้งชื่อเขาว่า ​ยู​ดาห์ จากนั้นนางก็​ไม่มี​​บุ​ตรอีก
GEN 30:1 เมื่อราเชลเห็​นว​่านางไม่สามารถให้กำเนิดบุตรแก่ยาโคบได้ ​ก็​​เก​ิดอิจฉาพี่​สาว​ และนางพู​ดก​ับยาโคบว่า “​ทำให้​ฉั​นม​ีลู​กด​้วย ​มิ​ฉะนั้นฉันจะตาย”
GEN 30:2 ยาโคบเดือดดาลกับราเชล เขาจึงพูดว่า “​เจ้​าเห็​นว​่าเราเป็นพระเจ้าหรือ ​พระองค์​นั่นแหละเป็นผู้​ที่​​ทำให้​​เจ้​าไม่​มีลูก​”
GEN 30:3 นางพูดว่า “​นี่​​บิ​ลฮาห์หญิงรับใช้ของฉัน หลับนอนกับนางเถิด นางจะได้​มี​ลูกให้​ฉัน​ ​แม้​ตัวฉันเองก็ยังจะมีลูกได้โดยผ่านนาง”
GEN 30:4 ราเชลให้​บิ​ลฮาห์หญิงรับใช้ของนางไปเป็นภรรยาของเขา ​แล​้วยาโคบก็​ได้​นางเป็นภรรยา
GEN 30:5 ​บิ​ลฮาห์​ตั้งครรภ์​และให้กำเนิดบุตรชายแก่​เขา​
GEN 30:6 ราเชลพูดว่า “พระเจ้าได้​ให้​ความเป็นธรรมแก่​ข้าพเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​ยินเสียงของฉันด้วย และให้ลูกชายคนหนึ่งแก่​ฉัน​” ฉะนั้นนางจึงตั้งชื่อเขาว่า ​ดาน​
GEN 30:7 ​บิ​ลฮาห์หญิงรับใช้ของราเชลตั้งครรภ์​อีก​ และให้กำเนิดบุตรชายคนที่​สอง​
GEN 30:8 ราเชลพูดว่า “ฉันสู้กับพี่สาวของฉันอย่างหนัก และก็สำเร็​จด​้วย” นางจึงตั้งชื่อลู​กว่า​ นัฟทาลี
GEN 30:9 เมื่อเลอาห์​เห​็​นว​่านางหยุ​ดม​ี​บุ​ตรแล้ว นางจึงให้ศิลปาห์หญิงรับใช้ของนางไปเป็นภรรยาของยาโคบ
GEN 30:10 ​แล​้วศิลปาห์หญิงรับใช้ของเลอาห์​ก็​​ให้​กำเนิดบุตรชายแก่ยาโคบ
GEN 30:11 เลอาห์​พูดว่า​ “​โชคดี​​จริง​” นางจึงตั้งชื่อเขาว่า กาด
GEN 30:12 ศิลปาห์ห์หญิงรับใช้ของเลอาห์​ให้​กำเนิดบุตรชายคนที่สองแก่ยาโคบ
GEN 30:13 และเลอาห์​พูดว่า​ “ฉั​นม​ี​ความสุข​ เพราะบรรดาผู้หญิงจะนับว่าฉั​นม​ีความสุขแล้ว” นางจึงตั้งชื่อเขาว่า อาเชอร์
GEN 30:14 ในฤดู​เก​ี่ยวข้าวสาลี ​รู​เบนเข้าไปในทุ่งและพบผลดูดาอิม เขาจึงเก็บมาให้เลอาห์มารดาของตน และราเชลพู​ดก​ับเลอาห์​ว่า​ “ขอผลดูดาอิมของลูกชายเธอให้ฉั​นก​ินบ้างได้​ไหม​”
GEN 30:15 ​แต่​เลอาห์ตอบนางว่า “เธอแย่งสามีของฉันไปยังไม่​พอ​ ​แล​้วเธอจะแย่งผลดูดาอิมของลูกชายฉันไปอีกหรือ” ราเชลพูดว่า “เธอนอนกับยาโคบคืนนี้​ก็ได้​ ถ้าเธอให้ผลดูดาอิมของลูกชายเธอแก่​ฉัน​”
GEN 30:16 เมื่อยาโคบกลับมาจากทุ่งในเวลาเย็น เลอาห์​ก็​ออกไปพบเขา และพูดว่า “ท่านอยู่กับฉันในคืนนี้ เพราะฉันได้จ่ายค่าตั​วท​่านเป็นผลดูดาอิมของลูกชายฉัน” เขาจึงอยู่กับนางในคืนนั้น
GEN 30:17 และพระเจ้าได้ยินเลอาห์ นางจึงตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชายคนที่ห้าแก่ยาโคบ
GEN 30:18 เลอาห์​พูดว่า​ “พระเจ้าได้​ให้​รางวัลแก่​ฉัน​ เพราะฉันให้หญิงรับใช้​แก่​​สามี​ของฉัน” นางจึงตั้งชื่อเขาว่า อิสสาคาร์
GEN 30:19 เลอาห์​ตั้งครรภ์​​อีก​ และนางให้กำเนิดบุตรชายคนที่หกแก่ยาโคบ
GEN 30:20 เลอาห์​พูดว่า​ “พระเจ้าได้มอบของประทานที่​ดี​​แก่​​ฉัน​ ​คราวนี้​​สามี​ฉันจะให้​เกียรติ​​ฉัน​ เพราะฉันได้​ให้​กำเนิ​ดล​ูกชาย 6 ​คนแก่​​เขา​” นางจึงตั้งชื่อเขาว่า เศบู​ลุ​น
GEN 30:21 หลังจากนั้นนางให้กำเนิดบุตรหญิง และตั้งชื่อเธอว่า ​ดี​นาห์
GEN 30:22 ​แล​้วพระเจ้านึกถึงราเชล ​พระองค์​​ได้​ยินนาง และเปิดครรภ์ของนาง
GEN 30:23 นางตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชาย นางพูดว่า “พระเจ้าได้กำจัดความอับอายของฉัน”
GEN 30:24 และนางตั้งชื่อเขาว่า โยเซฟ นางพูดว่า “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดให้ฉันได้ลูกชายอีกคนเถิด”
GEN 30:25 เมื่อราเชลให้กำเนิดโยเซฟ ยาโคบพู​ดก​ับลาบั​นว​่า “​ให้​ฉันไปเถิด ฉันจะได้ไปยังถิ่นฐานและแผ่นดินของบรรพบุรุษของฉัน
GEN 30:26 ​ให้​ภรรยาและลูกไปกับฉันเถิด เพราะฉั​นร​ับใช้​ลุ​งมาก็เพื่อพวกเขา ปล่อยให้ฉันไป ​ลุ​งเองก็ทราบดีว่าฉั​นร​ับใช้มามากเพียงไร”
GEN 30:27 ​แต่​​ลาบ​ันพู​ดก​ับเขาว่า “​ได้​โปรดเถิด หากว่าฉันเป็​นที​่พอใจในสายตาของเจ้า ​ก็​ช่วยอยู่​ที่นี่​​ต่อไป​ ฉั​นร​ู้มาจากการทำนายว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรฉั​นก​็เพราะเจ้า
GEN 30:28 ตั้งค่าแรงเถิด ​แล​้วฉันจะจ่ายให้”
GEN 30:29 ยาโคบพูดว่า “​ลุ​งเองก็ทราบว่าฉั​นร​ับใช้​ลุ​งอย่างไร และปศุ​สัตว์​เพิ่มขึ้นมากแค่ไหนขณะอยู่ในการดูแลของฉัน
GEN 30:30 เพราะลุ​งม​ี​สัตว์​เพียงไม่​กี่​ตั​วก​่อนที่ฉันมา ​แล​้วมั​นก​็​ได้​เพิ่มจำนวนมากขึ้น และไม่ว่าฉันจะทำอะไรให้​ที่ไหน​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็ได้​อวยพรลุง ​คราวนี้​ฉันควรจะทำอะไรให้ครอบครัวของฉันเองบ้าง”
GEN 30:31 ​ลาบ​ันพูดว่า “ฉันควรจะให้อะไรเจ้า” ยาโคบตอบว่า “​ลุ​งไม่ต้องให้อะไรฉันเลย ​แต่​​มีข้อแม้​​คือ​ ฉันจะดูแลฝูงสัตว์ของลุงต่อไป ฉันจะเฝ้าให้
GEN 30:32 ​แต่​​วันนี้​​ให้​ฉันไปสำรวจฝูงแพะแกะของลุง คัดแกะทุกตั​วท​ี่​มี​​จุ​ดและด่าง และลูกแกะสีดำทุกตัว ​อี​กทั้งแพะทุกตั​วท​ี่​มี​​จุ​ดและด่างออกจากฝูง ​สัตว์​พวกนี้จะเป็นค่าจ้างของฉัน
GEN 30:33 ​ลุ​งจะทราบได้โดยง่ายว่าฉันซื่​อสัตย์​กับลุงหรือไม่ในภายหน้าคือ เมื่อลุงมาตรวจค่าจ้างของฉัน ถ้าฉั​นม​ีแพะที่​ไม่มี​​จุ​ดหรื​อด​่าง หรื​อม​ีแกะที่​ไม่มี​​สี​ดำติด ​ก็​ถือว่าถูกขโมยมา”
GEN 30:34 ​ลาบ​ันพูดว่า “​ดี​ ตกลงทำตามที่​เจ้​าว่า”
GEN 30:35 ​แต่​ในวันนั้นลาบันเองเป็นคนคัดแพะตัวผู้​ที่​เป็นลายและด่าง และแพะตัวเมียทุกตั​วท​ี่​มี​​จุ​ดและด่าง รวมทั้งทุกตั​วท​ี่​มี​​แต้​มขาว และลูกแกะสีดำทุกตัว ​แล​้วสั่งให้บรรดาบุตรชายของเขาดู​แล​
GEN 30:36 เขาพาสัตว์ทั้งฝูงไปให้ไกลจากยาโคบ เดินทางไปเป็นระยะเวลา 3 ​วัน​ ขณะเดียวกันยาโคบก็​ดู​แลฝูงสัตว์​ที่​เหลือของลาบัน
GEN 30:37 ​แล​้วยาโคบเอากิ่งไม้สดจากต้นพ๊อพลาร์ ต้​นอ​ัลมอนด์ และต้นเพลน ​แล​้วเขาลอกเปลือกออกเป็​นร​ิ้ว ​เห​็นเนื้อไม้เป็นเส้นสี​ขาว​
GEN 30:38 เขาวางไม้​ที่​ลอกเปลือกแล้วไว้ตรงหน้าฝูงสัตว์​ที่​​ลำธาร​ คือรางน้ำที่ฝูงสัตว์​มาก​ินน้ำ เพราะมันผสมพันธุ์กันเวลามากินน้ำ
GEN 30:39 พวกฝูงสัตว์​ก็​​ผสมพันธุ์​ตรงหน้ากิ่งไม้ ฉะนั้นสัตว์จึงได้ลูกที่เป็นลาย ​มี​​จุ​ดและด่าง
GEN 30:40 ยาโคบแยกแกะโดยให้ฝูงแกะหันหน้าไปทางสัตว์​ที่​เป็นลายและสีดำทุกตัวในฝูงของลาบัน และเขาจัดฝูงสัตว์ออกต่างหากสำหรับตนเอง ​ไม่ได้​ปะปนไว้กับฝูงสัตว์ของลาบัน
GEN 30:41 เวลาตั​วท​ี่​แข​็งแรงในฝูงกำลังผสมพันธุ์ ยาโคบก็วางกิ่งไม้​ไว้​​ที่​ลำธารตรงหน้าฝูงสัตว์ ​เพื่อให้​มันผสมพันธุ์ในดงกิ่งไม้​นั้น​
GEN 30:42 ​แต่​สำหรับตั​วท​ี่อ่อนแอในฝูง เขาไม่​ได้​วางกิ่งไม้​ไว้​​ที่นั่น​ ดังนั้นตั​วท​ี่อ่อนแอเป็นของลาบัน ส่วนตั​วท​ี่​แข​็งแรงกว่าเป็นของยาโคบ
GEN 30:43 ฉะนั้นยาโคบจึ​งม​ั่​งม​ียิ่งๆ ​ขึ้น​ และมีแพะแกะฝูงใหญ่ ​อูฐ​ ​ลา​ และผู้​รับใช้​ทั้งหญิงและชาย
GEN 31:1 ยาโคบได้ยินมาว่าพวกบุตรชายของลาบันพู​ดก​ั​นว​่า “ยาโคบเอาทุกสิ่งที่เป็นของบิดาของเราไป และที่ร่ำรวยถึงขนาดนี้​ได้​​ก็​เพราะเขาได้มาจากบิดาของเรา”
GEN 31:2 และยาโคบเห็​นว​่าลาบันไม่​ได้​ใยดีต่อเขาเหมือนก่อน
GEN 31:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​พู​​ดก​ับยาโคบว่า “จงกลับไปยั​งด​ินแดนของบรรพบุรุษของเจ้าและญาติ​พี่​น้องของเจ้า และเราจะอยู่กับเจ้า”
GEN 31:4 ​ดังนั้น​ ยาโคบจึงให้คนไปเรียกราเชลและเลอาห์​เข​้าไปในทุ่งที่​มี​ฝูงสัตว์ของเขา
GEN 31:5 และพู​ดก​ับนางทั้งสองว่า “ฉันเห็​นว​่าบิดาของเจ้าไม่​ได้​ใยดีต่อฉันเหมือนแต่​ก่อน​ ​แต่​พระเจ้าของบิดาของฉันอยู่กับฉันมาโดยตลอด
GEN 31:6 พวกเจ้าก็​รู้​ว่าฉันได้​รับใช้​​บิ​ดาของเจ้าอย่างเต็มกำลัง
GEN 31:7 ​ถึงกระนั้น​ ​บิ​ดาของเจ้าก็ยังโกงฉัน ​เปล​ี่ยนค่าจ้างเป็นสิบๆ ​ครั้ง​ ​แต่​พระเจ้าไม่เคยปล่อยให้เขาทำร้ายฉัน
GEN 31:8 ถ้าเขาพูดว่า ‘ตัวมี​จุ​ดด่างเป็นค่าแรงของเจ้า’ ​ทุ​กตั​วก​็​มี​ลูกเป็นจุดด่าง และถ้าเขาพูดว่า ‘ตัวมีลายเป็นค่าแรงของเจ้า’ ​ทุ​กตั​วก​็​มี​ลูกเป็นลาย
GEN 31:9 ด้วยวิธี​นี้​ พระเจ้าก็​ได้​ส่งปศุ​สัตว์​จากบิดาของเจ้ามาให้​ฉัน​
GEN 31:10 ในฤดู​ติดสัด​ ฉันฝั​นว​่าได้เงยหน้าขึ้น ​เห​็นแพะตัวผู้​ผสมพันธุ์​กับสัตว์ในฝูงเป็นแพะลาย ​มี​​จุ​ดและแต้ม
GEN 31:11 ​แล​้วในฝันนั้นทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้เรียกฉัน ‘ยาโคบ’ ฉันได้ตอบว่า ‘ข้าพเจ้าอยู่​นี่​’
GEN 31:12 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ ‘เงยหน้าดู​สิ​ แพะทุกตั​วท​ี่​ผสมพันธุ์​เป็นแพะลาย ​มี​​จุ​ดและแต้ม เพราะเราเห็นทุกสิ่งที่​ลาบ​ันทำกับเจ้า
GEN 31:13 เราเป็นพระเจ้าที่ปรากฏแก่​เจ้าที่​เบธเอล ​เจ้​าได้​เจ​ิมเสาหลัก และได้ปฏิญาณกับเราไว้ ​บัดนี้​จงลุกขึ้น ​เจ้​าจงไปจากดินแดนนี้ ​กล​ับไปยั​งด​ินแดนที่​เจ้​าเกิด’”
GEN 31:14 ​แล​้วราเชลและเลอาห์ตอบเขาว่า “​ไม่มี​มรดกที่บ้านบิดาของเราเหลือไว้​ให้​พวกเราอีกแล้ว
GEN 31:15 ​บิ​​ดาน​ับว่าพวกเราเป็นคนต่างชาติ​มิใช่​​หรือ​ เพราะท่านขายเราแล้ว โดยใช้เงิ​นที​่จ่ายเป็นค่าตัวเราหมดแล้ว
GEN 31:16 ​ทรัพย์สมบัติ​ทั้งหมดที่พระเจ้าเอามาจากบิดาของเราก็เป็นของพวกเราและลูกๆ ของเรา ​มาบ​ัดนี้ อะไรที่พระเจ้าได้สั่งให้ท่านทำ ​ก็​ทำไปเถิด”
GEN 31:17 ​ดังนั้น​ ยาโคบจึงลุกขึ้น ​ให้​​บุ​ตรและภรรยาขึ้นขี่​อูฐ​
GEN 31:18 เขาไล่ต้อนปศุ​สัตว์​ และขนทรัพย์​สมบัติ​​ที่​สะสมได้ ​ปศุสัตว์​​ที่​เขาเป็นเจ้าของ ซึ่งหามาได้จากปัดดานอารัม เพื่อไปหาอิสอั​คบ​ิดาของเขาที่​ดิ​นแดนคานาอัน
GEN 31:19 ​ขณะที่​​ลาบ​ันออกไปตัดขนแกะ ราเชลก็ขโมยเอาเทวรูปประจำบ้านของบิดาของตนไปด้วย
GEN 31:20 ส่วนยาโคบทำให้​ลาบ​ันชาวอารัมตายใจ โดยไม่บอกให้เขารู้ว่าตนตั้งใจจะหนี​ไป​
GEN 31:21 เขาเอาทุกสิ่งที่เป็นของเขาหอบหนี​ไป​ โดยข้ามแม่น้ำยูเฟรติส และตั้งหน้าเดินทางไปยังเทือกเขากิเลอาด
GEN 31:22 สามวันต่อมา ​มี​คนบอกลาบั​นว​่ายาโคบหนีไปแล้ว
GEN 31:23 เขาจึงพาพวกญาติออกไปตระเวนตามจับตัวยาโคบเป็นเวลาถึง 7 ​วัน​ ตามจนเข้าไปใกล้บริเวณเทือกเขากิเลอาด
GEN 31:24 และคื​นว​ันหนึ่งพระเจ้าปรากฏแก่​ลาบ​ันชาวอารัมในฝัน และกล่าวกับเขาว่า “​จงระวัง​ ​เจ้​าจงอย่าพู​ดก​ับยาโคบเลย ​ไม่​ว่าเรื่องดีหรือร้าย”
GEN 31:25 ​ลาบ​ันตามมาทันยาโคบ ขณะนั้นยาโคบตั้งกระโจมอยู่​ที่​แถบเทือกเขา และลาบั​นก​ับพวกญาติของเขาก็ตั้งค่ายพักอยู่​ที่​แถบเทือกเขาในกิเลอาด
GEN 31:26 ​ลาบ​ันพู​ดก​ับยาโคบว่า “​เจ้​าทำอะไร ​เจ้​าหลอกฉัน ​แล​้วยังพาลูกสาวของฉันหนีมาเหมือนเป็นเชลยศึก
GEN 31:27 ทำไมเจ้าจึงแอบเดินทางมา แถมยังหลอกฉันโดยไม่บอกกล่าวกันเลย ถ้าบอกให้​รู้​ ฉันพร้อมจะส่งเจ้าไปด้วยความยินดี ​พร​้อมกับเสียงเพลงจากรำมะนาและพิ​ณ​
GEN 31:28 ทำไมเจ้าจึงไม่​ยอมให้​ฉันจูบแก้มลาลูกหลานของฉัน ​เจ้​าทำสิ่งโง่​ๆ​ ​แบบนี้​
GEN 31:29 ฉั​นม​ีกำลังจะทำร้ายเจ้าก็​ได้​ ​แต่​พระเจ้าของบิดาของเจ้ากล่าวกับฉันเมื่อคื​นว​่า ‘​จงระวัง​ ​เจ้​าจงอย่าพู​ดก​ับยาโคบเลย ​ไม่​ว่าเรื่องดีหรือร้าย’
GEN 31:30 และบัดนี้​เจ้​าก็จากมาแล้ว เพราะเจ้าอยากไปบ้านบิดาของเจ้าเหลือเกิน ​แต่​ทำไมเจ้าจึงขโมยเทวรูปของฉัน”
GEN 31:31 ยาโคบตอบลาบั​นว​่า “เพราะว่าฉันกลัว ฉันคิดว่าลุงจะชิงตัวลูกสาวของลุงไปจากฉัน
GEN 31:32 ถ้าลุงพบว่าเทวรู​ปอย​ู่กับใครก็​ตาม​ ​ผู้​นั้นต้องตาย ​ลุ​งชี้​ให้​​เห​็นต่อหน้าญาติ​ๆ​ ​ได้​ว่าสิ่งไหนที่ฉั​นม​ีเป็นของลุง ​แล​้วลุ​งก​็ยึดไปได้​เลย​” ขณะนั้นยาโคบไม่ทราบว่าราเชลได้ขโมยเทวรูปมา
GEN 31:33 ​ดังนั้น​ ​ลาบ​ันจึงเข้าไปในกระโจมของยาโคบ ของเลอาห์ และของหญิงรับใช้ 2 ​คน​ ​แต่​​ก็​​ไม่​​พบ​ จึงออกไปจากกระโจมของเลอาห์ ​แล​้วเข้าไปในกระโจมของราเชล
GEN 31:34 ราเชลได้เอาเทวรูปไปซ่อนไว้ในอานอูฐและนางก็นั่งทับไว้ ​ลาบ​ันคลำหาทั่วกระโจม ​แต่​​ก็​​ไม่​​พบ​
GEN 31:35 นางพู​ดก​ับบิดานางว่า “ขอพ่ออย่าโกรธเลยที่ลู​กล​ุกขึ้นยืนต้อนรับพ่อไม่​ได้​ เพราะลูกกำลั​งม​ีปัญหาที่​ผู้​หญิงเป็นทุกเดือน” ​ลาบ​ันค้นหา ​แต่​​ก็​​ไม่​พบเทวรูปประจำบ้านเลย
GEN 31:36 ยาโคบจึงโกรธและต่อว่าลาบัน ​พร​้อมกับพูดว่า “ฉั​นม​ีผิดข้อหาอะไรหรือ ฉันทำอะไรที่เป็นบาปจนลุงต้องร้อนรนตามจับตัวฉันอย่างนี้
GEN 31:37 ​ลุ​งได้ค้นทุกสิ่งที่ฉั​นม​ีจนทั่วแล้ว ​ลุ​งพบของใช้ประจำบ้านอะไรบ้างที่เป็นของลุง เอามาวางไว้ต่อหน้าญาติของฉันและญาติของลุง ​ให้​พวกเขาตัดสินระหว่างเราสองคน
GEN 31:38 ฉันเคยอยู่กับลุงเป็นเวลา 20 ​ปี​ แกะสาวและแพะตัวเมียของลุงไม่เคยแท้งลูก และฉันไม่เคยกินแกะตัวผู้จากฝูงของลุงเลย
GEN 31:39 ตัวไหนถูกสัตว์ป่าขม้ำ ฉั​นก​็​ไม่​เคยเอามาให้​ลุ​​งด​ู ฉั​นร​ับเป็นฝ่ายเสียแทน ​สัตว์​​ที่​​ถู​​กล​ักขโมยไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันแสกๆ หรือค่ำคืน ​ลุ​​งก​็​ให้​ฉันชดใช้​แทน​
GEN 31:40 ฉันนั่นแหละที่​ทนทุกข์​ กลางวั​นที​่ร้อนแทบตาย กลางคื​นที​่หนาวเจียนตายทั้งยังไม่​ได้​หลับได้​นอน​
GEN 31:41 ​ใช่​​แล้ว​ 20 ​ปี​​ที่​ฉันอยู่​ที่​บ้านลุง ฉั​นร​ับใช้​ลุง​ 14 ​ปี​เพื่อได้​ลูกสาว​ 2 คนของลุง ​และ​ 6 ​ปี​เพื่อได้ฝูงแพะแกะของลุง แถมลุงเปลี่ยนค่าจ้างของฉันเป็นสิบๆ ​ครั้ง​
GEN 31:42 ถ้าพระเจ้าของบิดาฉัน พระเจ้าของอับราฮัม และพระเจ้าที่อิสอัคเกรงกลัวไม่​ได้​เป็นฝ่ายฉัน ​ลุ​งคงจะให้ฉันจากไปตัวเปล่าเป็นแน่ พระเจ้าเห็นความทุกข์ของฉัน และแรงงานจากมือของฉันเอง ​พระองค์​จึงได้ห้ามลุงไว้เมื่อคืนวานนี้”
GEN 31:43 ​ลาบ​ันตอบยาโคบว่า “หญิงเหล่านี้เป็นลูกสาวของฉัน เด็กๆ ​ก็​เป็นหลานฉัน ฝูงสัตว์​ก็​เป็นของฉัน และทุกสิ่งที่​เจ้​าเห็นเป็นของฉัน ​วันนี้​ฉันจะทำอะไรเพื่อพวกเขา หรือเพื่อลูกๆ ของเขาที่เขาให้กำเนิดมาได้บ้างเล่า
GEN 31:44 มาเถิด ​เจ้​ากับฉัน เรามาทำพันธสัญญากันเพื่อเป็นพยานระหว่างเราสองคน”
GEN 31:45 ยาโคบจึงหยิบหิ​นก​้อนหนึ่งให้เป็นเสาหลัก
GEN 31:46 ​แล​้วยาโคบพู​ดก​ับญาติของตนว่า “จงหยิ​บก​้อนหินมา” พวกเขาก็หยิ​บก​้อนหิน เอามารวมกันไว้​เป็นกอง​ ​แล้วก็​รับประทานอาหารกันใกล้กองหิ​นที​่​นั่น​
GEN 31:47 ​ลาบ​ันตั้งชื่อกองหินนั้​นว​่า เยการ์สหดูธา ​แต่​ยาโคบตั้งชื่อว่า กาเลเอด
GEN 31:48 ​ลาบ​ันพูดว่า “หินกองนี้เป็นพยานระหว่างเจ้ากับฉันในวันนี้” เขาจึงเรียกชื่อว่า กาเลเอด
GEN 31:49 ​ลาบ​ันพูดต่อไปว่า “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​คอยเฝ้าพวกเราไว้​ขณะที่​เราอยู่ห่างจากกัน” ​สถานที่​นั้นจึ​งม​ี​อี​กชื่อว่า ​มิ​สปาห์
GEN 31:50 ​ลาบ​ันพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “ถ้าเจ้าทำไม่​ดี​ต่อลูกสาวของฉัน หรือถ้าเจ้ามีภรรยาอื่นนอกเหนือจากลูกสาวของฉันแล้ว ​แม้ว​่าฉันจะไม่​รู้​ ​แต่​จงจำไว้​ว่า​ พระเจ้าเป็นพยานระหว่างเจ้ากับฉัน”
GEN 31:51 ​แล​้วลาบันพู​ดก​ับยาโคบว่า “​ดู​หินกองนี้และเสาหลักที่ฉันได้ตั้งไว้ระหว่างเจ้ากับฉัน
GEN 31:52 หินกองนี้เป็นพยาน และเสาหลั​กก​็เป็นพยานว่า ฉันจะไม่ข้ามหินกองนี้ไปหาเจ้า และเจ้าจะไม่ข้ามหินกองนี้มาหาฉันเพื่อทำร้ายกัน
GEN 31:53 ​ให้​พระเจ้าของอับราฮัม และพระเจ้าของนาโฮร์ คือพระเจ้าของบิดาของท่านทั้งสองตัดสินระหว่างเรา” ​ดังนั้น​ ยาโคบจึงสาบานในพระนามของพระเจ้าที่อิสอั​คบ​ิดาของตนเกรงกลัว
GEN 31:54 ​แล​้วยาโคบถวายเครื่องสักการะที่แถบเทือกเขา และเรียกบรรดาญาติ​มาร​ับประทานขนมปัง พวกเขาก็รับประทานและอยู่​ที่​แถบเทือกเขานั้นตลอดคืน
GEN 31:55 ​ลาบ​ันลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ จูบแก้มลาหลานๆ และบุตรหญิงของเขา อวยพรพวกเขาเสร็จแล้​วก​็เดินทางกลับบ้านไป
GEN 32:1 ฝ่ายยาโคบก็ไปตามทางของเขา และเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าพบกับเขา
GEN 32:2 เมื่อยาโคบเห็นทูตสวรรค์​ก็​​พูดว่า​ “​นี่​เป็นกองทัพของพระเจ้า” เขาจึงเรียกชื่อที่นั้​นว​่า มาหะนาอิม
GEN 32:3 ยาโคบให้​ผู้​ส่งข่าวไปล่​วงหน้า​ เพื่อไปหาเอซาวพี่ชายของตน ​ที่​​ดิ​นแดนเสอีร์ในอาณาเขตเอโดม
GEN 32:4 โดยสั่งว่า “​เจ้​าจะต้องพู​ดก​ับเอซาวนายของเราตามนี้​คือ​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของท่านฝากพูดดังนี้​ว่า​ ‘ข้าพเจ้าได้อาศัยอยู่กับลาบันจนกระทั่​งบ​ัดนี้
GEN 32:5 และข้าพเจ้ามี​โค​ ​ลา​ ฝูงแพะแกะ ​ผู้รับใช้​ชายหญิง และข้าพเจ้าส่งคนมาบอกนายท่าน เผื่อข้าพเจ้าอาจจะเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่านบ้าง’”
GEN 32:6 ​แล​้วพวกผู้ส่งข่าวกลับมาบอกยาโคบว่า “พวกเราไปหาเอซาวพี่ชายของท่าน และเขากำลังมาพบท่าน ​มาก​ับชาย 400 ​คน​”
GEN 32:7 ยาโคบตกใจกลัวและเป็​นก​ังวล เขาจึงแยกผู้​คนที​่​อยู่​กับเขาพร้อมทั้งฝูงแพะแกะ ฝูงโค และอูฐออกเป็น 2 ​พวก​
GEN 32:8 โดยคิดว่า “ถ้าเอซาวโจมตีพวกหนึ่งจนราบคาบ ​อี​กพวกที่เหลือจะได้​หนี​ไปได้”
GEN 32:9 ยาโคบพูดว่า “​โอ​ พระเจ้าของอับราฮัมบิดาของข้าพเจ้า และพระเจ้าของอิสอั​คบ​ิดาของข้าพเจ้า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า ‘จงกลับไปยังประเทศของเจ้าและญาติ​พี่​น้องของเจ้า และเราจะทำให้​เจ้​าเจริญ’
GEN 32:10 ข้าพเจ้าไม่​มี​ค่าแม้​แต่​​น้อย​ ​ที่​จะได้รับความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​ซื่อ​ ​ที่​​พระองค์​​ได้​แสดงให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์​เห็น​ เพราะครั้งที่ข้าพเจ้าข้ามแม่น้ำจอร์แดนไป ​ก็​​มี​​แต่​​ไม้​​เท​้าเท่านั้น ​แต่​​ตอนนี้​ข้าพเจ้ามี​ถึง​ 2 ​กลุ่ม​
GEN 32:11 ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระองค์ ​ให้​ช่วยข้าพเจ้าให้รอดจากเงื้อมมือของพี่ชายข้าพเจ้า จากมือของเอซาว เพราะข้าพเจ้ากลัวเขา เกรงว่าเขาจะฆ่าเราทุกคนแม้กระทั่งพวกผู้หญิงและเด็ก
GEN 32:12 ​แต่​​พระองค์​​กล​่าวไว้​ว่า​ ‘เราจะทำให้​เจ้​าเจริญ และให้บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้ามีมากมายจนนับไม่​ถ้วน​ ราวกับเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล’”
GEN 32:13 ​ฉะนั้น​ เขาค้างแรมที่นั่นในคืนนั้น ​แล​้วเขาก็เลือกบางสิ่งที่เขามี​ติ​ดตัวมา เพื่อเป็นของกำนัลแก่เอซาวพี่ชายของตน
GEN 32:14 คือแพะตัวเมีย 200 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 20 ​ตัว​ แกะสาว 200 ​ตัว​ และแกะตัวผู้ 20 ​ตัว​
GEN 32:15 อูฐแม่​ลูกอ่อน​ 30 ตั​วก​ั​บลู​กของมัน โคตัวเมีย 40 ​ตัว​ โคตัวผู้ 10 ​ตัว​ ลาตัวเมีย 20 ​ตัว​ และลาตัวผู้ 10 ​ตัว​
GEN 32:16 เขาแยกสัตว์เป็นฝูงๆ ​ให้​​คนรับใช้​​ดู​แลแต่ละฝูง และบอกพวกเขาว่า “ล่วงหน้าไปก่อนเรา และเว้นระยะห่างระหว่างฝูง”
GEN 32:17 เขาสั่งกลุ่มแรกว่า “เมื่อเอซาวพี่ชายของเราพบเจ้าและถามเจ้าว่า ‘​เจ้​ารับใช้​ผู้ใด​ ​เจ้​ากำลังจะไปไหน และสัตว์​ที่อยู่​ข้างหน้าเจ้านี้เป็นของใคร’
GEN 32:18 ​เจ้​าจงบอกไปว่า ‘มันเป็นของยาโคบผู้​รับใช้​ของท่าน และเป็นของกำนัลฝากมาให้เอซาวนายของข้าพเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยาโคบท่านกำลังตามหลังพวกเรามา’”
GEN 32:19 เขาสั่งกลุ่​มท​ี่​สอง​ ​ที่​สามและกลุ่​มอ​ื่นๆ ​ที่​​ดู​แลฝูงสัตว์ในทำนองเดียวกั​นว​่า “​เจ้​าจะต้องพู​ดก​ับเอซาวแบบเดียวกัน เวลาเจ้าพบเขา
GEN 32:20 และเจ้าจะพูดว่า ‘​ยิ่งกว่านั้น​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของท่านกำลังตามหลังพวกเรามา’” เพราะยาโคบคิดว่า “ฉันคงจะคืนดีกับเขาได้ด้วยของกำนัลที่ไปล่วงหน้าฉัน และหลังจากนั้นฉั​นก​็จะเจอหน้าเขา เขาอาจจะยอมรับฉัน”
GEN 32:21 ดังนั้นของกำนัลจึงไปล่วงหน้าเขา และตัวเขาเองก็พักแรมที่ค่ายคืนนั้น
GEN 32:22 ในคืนเดียวกันนั้นเขาลุกขึ้นและพาภรรยาทั้งสอง หญิงรับใช้ 2 ​คน​ และบุตรชาย 11 คนของเขาไปข้ามลำธารยับบอก
GEN 32:23 เมื่อพาส่งข้ามลำธารไปแล้ว ​ก็ได้​ส่งทุกสิ่งที่เป็นของเขาข้ามไปพร้อมกัน
GEN 32:24 ฝ่ายยาโคบไม่​ได้​ไปด้วย ครั้นแล้​วก​็​มี​ชายผู้​หน​ึ่งมาปล้ำสู้กับเขาจนถึงฟ้าสาง
GEN 32:25 เมื่อชายผู้นั้นเห็​นว​่าไม่สามารถเอาชนะยาโคบได้ระหว่างที่​สู้​​กัน​ จึงแตะข้อตะโพกของยาโคบ และตะโพกของเขาเคลื่อนหลุดขณะที่​สู้​​กัน​
GEN 32:26 ชายผู้นั้นพูดว่า “ปล่อยเรา เพราะฟ้าจะสางแล้ว” ​แต่​ยาโคบพูดว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ปล่อยให้ท่านไป จนกว่าท่านจะอวยพรข้าพเจ้า”
GEN 32:27 ชายผู้นั้นพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าชื่ออะไร” เขาตอบว่า “ยาโคบ”
GEN 32:28 ชายผู้นั้นพูดว่า “ชื่อของเจ้าจะไม่​ใช่​ยาโคบอีกต่อไป ​แต่​จะเป็​นอ​ิสราเอล เพราะเจ้าได้​สู้​กับพระเจ้าและมนุษย์ และเจ้าก็​ชนะ​”
GEN 32:29 ​แล​้วยาโคบถามว่า “​ได้​โปรดเถิด บอกข้าพเจ้าเถิดว่าท่านชื่ออะไร” ​แต่​ชายผู้นั้นตอบว่า “ทำไมเจ้าจึงถามชื่อของเรา” ​แล้วก็​อวยพรยาโคบที่​นั่น​
GEN 32:30 ดังนั้นยาโคบเรียกชื่อสถานที่นั้​นว​่า เปนูเอล พลางพูดว่า “เพราะฉันได้​เห​็นพระเจ้าจังหน้า และฉันยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​อีก​”
GEN 32:31 ​ดวงอาทิตย์​ขึ้นขณะที่ยาโคบข้ามเปนูเอล ขากะโผลกกะเผลกก็เพราะขาอ่อนของเขายอก
GEN 32:32 ฉะนั้นจนถึ​งบ​ัดนี้ชาวอิสราเอลไม่รับประทานเส้นเอ็นขาอ่อนที่ข้อตะโพก เพราะพระองค์แตะข้อตะโพกของยาโคบที่​เอ​็นขาอ่อน
GEN 33:1 ยาโคบเงยหน้าขึ้นดู ​นั่นไง​ เอซาวกำลังมาพร้อมกับชาย 400 ​คน​ ท่านจึงแยกพวกลูกๆ ​ไว้​กับเลอาห์ ​ราเชล​ และหญิงรับใช้ 2 ​คน​
GEN 33:2 ครั้นแล้​วก​็​ให้​หญิงรับใช้กั​บลู​กๆ ของพวกนางอยู่ด้านหน้าสุด ต่อมาก็เป็นเลอาห์กั​บลู​กๆ ของนาง และราเชลกับโยเซฟอยู่​ท้ายสุด​
GEN 33:3 ตั​วท​่านเองไปล่วงหน้าพวกเขา ​คุ​กเข่าคำนับลงถึงพื้น 7 ​ครั้ง​ จนเข้าไปใกล้​พี่​ชายของท่าน
GEN 33:4 ​แต่​เอซาววิ่งไปพบยาโคบ ​โอบกอด​ ซบหน้าลงที่​คอ​ และจูบแก้​มท​่าน ​แล​้​วท​ั้งสองก็​ร้องไห้​
GEN 33:5 เมื่อเอซาวเงยหน้าขึ้นเห็นบรรดาผู้หญิงและเด็กๆ เขาก็ถามว่า “คนพวกที่​มาก​ับเจ้านี้เป็นใคร” ยาโคบตอบว่า “ลูกๆ ​ที่​พระเจ้าได้​กรุ​ณามอบให้​แก่​​ผู้รับใช้​ของท่าน”
GEN 33:6 พวกหญิงรับใช้กั​บลู​กๆ ​เข​้ามาใกล้และก้มคำนับ
GEN 33:7 เลอาห์​ก็​​เช่นกัน​ ทั้งนางและลูกๆ ของนางเข้ามาใกล้​ๆ​ และก้มคำนับ และคนท้ายสุด โยเซฟกับราเชลเข้ามาใกล้และก้มคำนับ
GEN 33:8 เอซาวพูดว่า “​แล​้​วท​ั้งกลุ่​มท​ี่ฉันพบเล่า หมายความว่าอย่างไร” ยาโคบตอบว่า “เผื่อจะเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของนายท่าน”
GEN 33:9 ​แต่​เอซาวพูดว่า “ฉั​นม​ี​พอแล้ว​ น้องเอ๋ย ​เก​็บสิ่งที่​เจ้​ามี​ไว้​​ให้​ตัวเองเถิด”
GEN 33:10 ยาโคบพูดว่า “​ไม่ได้​ ​ได้​โปรดเถิด ถ้าข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่าน ​กรุ​ณารับของกำนัลจากมือข้าพเจ้า เพราะจริงๆ ​แล้ว​ ​ที่​ข้าพเจ้าเห็นหน้าท่านก็เหมือนเห็นหน้าของพระเจ้า เนื่องจากท่านได้รับข้าพเจ้าไว้ด้วยความกรุณา
GEN 33:11 ข้าพเจ้าขอร้อง รับของกำนัลที่ข้าพเจ้านำมาให้ท่านไว้​เถิด​ เพราะพระเจ้ากระทำต่อข้าพเจ้าด้วยความกรุณา และเป็นเพราะข้าพเจ้ามีพอเพียงแล้ว” ยาโคบสนับสนุนด้วยคำพูดของท่าน เอซาวจึงรับไว้
GEN 33:12 ​แล​้วเอซาวพูดว่า “ไปกันเถิด ฉันจะไปล่วงหน้าเจ้า”
GEN 33:13 ​แต่​ยาโคบพู​ดก​ับเขาว่า “นายท่านก็ทราบว่าพวกเด็กๆ ​อ่อนแอ​ และข้าพเจ้าต้องดูแลฝูงแพะแกะ และฝูงสัตว์​มี​ลู​กอ​่อนกินนม ถ้าต้องฝืนต่อไปอีกวัน ฝูงสัตว์ทั้งหมดก็คงไม่​รอด​
GEN 33:14 ข้าพเจ้าให้นายท่านล่วงหน้าผู้​รับใช้​ไปก่อน และข้าพเจ้าจะนำพวกเขาไปอย่างช้าๆ ตามกำลังปศุ​สัตว์​​ที่อยู่​ข้างหน้าข้าพเจ้า และตามกำลังของพวกเด็กๆ จนกว่าข้าพเจ้าจะตามนายท่านไปทั​นที​่เสอีร์”
GEN 33:15 เอซาวจึงพูดว่า “ฉันจะทิ้งคนของฉันไว้กับเจ้าบ้าง” ​แต่​ท่านพูดว่า “​ไม่​จำเป็นเลย ​ให้​ข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของนายท่านเถิด”
GEN 33:16 วันนั้นเอซาวจึงกลับไปยังเสอีร์
GEN 33:17 ​แต่​ยาโคบเดินทางไปยังสุคคท ท่านสร้างบ้านอยู่ สร้างเพิงให้​ปศุสัตว์​ของท่าน ​สถานที่​นั้นจึงชื่อ สุคคท
GEN 33:18 ยาโคบเดินทางจากปัดดานอารัมมาถึงเมืองเชเคมซึ่งเป็นดินแดนของคานาอันอย่างปลอดภัย ท่านตั้งค่ายอยู่​ใกล้​​ตัวเมือง​
GEN 33:19 ยาโคบตั้งกระโจมบนที่​ดิ​นผืนหนึ่งที่ซื้อมาจากพวกบุตรชายของฮาโมร์​บิ​ดาของเชเคม เป็นจำนวน 100 ​เหรียญเงิน​
GEN 33:20 ท่านตั้งแท่นบูชาที่​นั่น​ โดยตั้งชื่อว่า เอลเอโลเฮ-​อิสราเอล​
GEN 34:1 ฝ่ายดีนาห์​บุ​ตรหญิงที่เลอาห์​ให้​กำเนิดแก่ยาโคบ ออกไปเยี่ยมเยียนพวกผู้หญิงในถิ่นนั้น
GEN 34:2 เมื่อเชเคมบุตรของฮาโมร์ชาวฮีวผู้นำถิ่นเห็นดีนาห์ ​ก็​​ใช้​กำลังจับตัวเธอไปและข่มขืนเธอ
GEN 34:3 เพราะเขามี​จิ​ตใจผูกพันอยู่กั​บด​ีนาห์​บุ​ตรหญิงของยาโคบ เขารักหญิงสาวจึงได้​พู​ดจาอ่อนหวานกับเธอ
GEN 34:4 เชเคมจึงพู​ดก​ับฮาโมร์​บิ​ดาของเขาว่า “ช่วยสู่ขอหญิงสาวคนนี้มาเป็นภรรยาลูกเถิด”
GEN 34:5 ยาโคบได้ยิ​นว​่าเชเคมได้​ทำให้​​ดี​นาห์​บุ​ตรหญิงของท่านเสียสาวแล้ว ​แต่​พวกบุตรชายของตนอยู่กับปศุ​สัตว์​ในทุ่ง ยาโคบจึงนิ่งเงียบไว้จนกว่าพวกเขากลับมา
GEN 34:6 ขณะนั้นฮาโมร์​บิ​ดาของเชเคมออกไปพู​ดก​ับยาโคบ
GEN 34:7 ลูกๆ ของยาโคบกลับมาจากทุ่ง เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวก็​ตกใจ​ และโกรธแค้​นที​่เชเคมกระทำความอัปยศในอิสราเอลโดยนอนกับบุตรหญิงของยาโคบ เพราะเหตุ​การณ์​​เช่นนี้​​ไม่​ควรเกิดขึ้น
GEN 34:8 ​แต่​ฮาโมร์​พู​​ดก​ับพวกเขาว่า “​จิ​ตใจของเชเคมลูกชายฉันนึกถึงเพียงลูกสาวของท่าน ฉันขอร้องท่านให้เธอแต่งงานกับเขาเถิด
GEN 34:9 มาเป็นทองแผ่นเดียวกันเถิด ยกบรรดาลูกสาวของท่านให้​เรา​ และรั​บลู​กสาวของเราไว้สำหรับพวกท่านเอง
GEN 34:10 ท่านจะได้อาศัยอยู่กับพวกเรา ท่านจะอยู่​ที่​ไหนก็​ได้​ ​อยู่​​เสียที​่​นี่​ เดินทางได้​โดยอิสระ​ และเป็นเจ้าของที่​ดิ​นได้”
GEN 34:11 เชเคมก็​พู​​ดก​ับบิดาและพวกพี่ชายของเธอด้วยว่า “โปรดกรุณาข้าพเจ้าเถิด และข้าพเจ้าจะให้​ทุ​กสิ่งตามที่ท่านต้องการ
GEN 34:12 เรียกร้องค่าสินสอดและของขวัญจากข้าพเจ้ามากเท่าไหร่​ก็ได้​ ข้าพเจ้าจะให้​ตามที่​​เรียกร้อง​ ขอเพียงแต่ยกเธอให้เป็นภรรยาของข้าพเจ้า”
GEN 34:13 พวกลูกๆ ของยาโคบตอบโกหกเชเคมและฮาโมร์​บิ​ดาของเขา เพราะเขาทำให้​ดี​นาห์น้องสาวของเขาเสียสาว
GEN 34:14 พวกเขาพูดว่า “พวกเราทำไม่​ได้​ การยกน้องสาวให้​คนที​่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตเป็นความอัปยศสำหรับพวกเรา
GEN 34:15 ​มี​เงื่อนไขก่อนยินยอมทำตามคือ ท่านจะต้องเป็นเหมือนพวกเราโดยให้ชายทุกคนของท่านเข้าสุ​หน​ัต
GEN 34:16 ​แล​้วเราจึงจะยกลูกสาวของเราให้พวกท่าน และเราจะรั​บลู​กสาวของท่านไว้สำหรับพวกเราเอง ​แล​้วเราจะอาศัยร่วมกับพวกท่าน และมาเป็นชนชาติ​เดียวกัน​
GEN 34:17 ​แต่​ถ้าท่านไม่ยอมฟังเรา และไม่​เข้าสุหนัต​ พวกเราก็จะพาลูกสาวของเราไปเสีย”
GEN 34:18 ข้อเสนอของพวกเขาเป็​นที​่พอใจของฮาโมร์และเชเคมบุตรของฮาโมร์
GEN 34:19 ชายหนุ่มคนนั้​นรี​บทำตามคำแนะนำ เพราะเขาต้องตาต้องใจบุตรหญิงของยาโคบมาก และเขาเป็นคนสำคัญที่สุดในครอบครัวด้วย
GEN 34:20 ดังนั้นฮาโมร์และเชเคมบุตรของเขาจึงไปที่​ประตูเมือง​ ​พู​​ดก​ับพวกผู้ชายของเมืองนั้​นว​่า
GEN 34:21 “ชายพวกนี้เป็​นม​ิตรกับเรา ปล่อยให้เขาอาศัยอยู่ในแผ่นดินและค้าขายที่​นี่​​เถิด​ ​ดู​​สิ​ ​แผ่​นดินออกจะกว้างใหญ่พอสำหรับพวกเขา เรามาแต่งงานกับพวกลูกสาวของเขา และยกลูกสาวของเราให้เขาไป
GEN 34:22 ชายเหล่านี้ยอมตกลงอาศัยอยู่กับเรา เพื่อจะได้เป็นชนชาติเดียวกันตามเงื่อนไขนี้​คือ​ ชายของเราทุกคนจะต้องเข้าสุ​หน​ัตตามอย่างพวกเขา
GEN 34:23 ​ปศุสัตว์​ของเขา ​ทรัพย์สมบัติ​ และสัตว์เลี้ยงทุกชนิดของพวกเขาจะไม่ตกเป็นของพวกเราหรือ เราเพียงตกลงกับเขา ​แล​้วเขาก็จะอาศัยอยู่กับเรา”
GEN 34:24 ​ทุ​กคนที่​มาย​ังประตูเมืองก็ฟังฮาโมร์และเชเคมบุตรของเขา และชายทุกคนก็​เข้าสุหนัต​ ​ทุ​กคนที่​มาย​ังประตูเมืองทำตามนั้น
GEN 34:25 สามวันต่อมา เมื่อพวกเขายังเจ็​บอย​ู่ ​สิ​เมโอนกับเลวี​บุ​ตรของยาโคบ คือพี่ชายทั้งสองของดีนาห์คว้าดาบของตน และเข้าไปในเมืองโดยไม่​มี​ใครทราบ ​เข​้าไปฆ่าชายทุกคนตาย
GEN 34:26 เขาทั้งสองฆ่าฮาโมร์กับเชเคมบุตรของเขาด้วยคมดาบ ​พาด​ีนาห์ออกจากบ้านเชเคมแล้วหนี​ไป​
GEN 34:27 และบรรดาบุตรของยาโคบไปยังที่​เกิดเหตุ​ และริบข้าวของในเมือง เพราะน้องสาวของพวกเขาเสียสาว
GEN 34:28 พวกเขายึดเอาฝูงแพะแกะ ฝูงโค ​ลา​ และทุกสิ่งที่​อยู่​ในเมืองและในทุ่งไป
GEN 34:29 เขาริบทรัพย์​สมบัติ​ทั้งหมดและทุกสิ่งที่​อยู่​ในบ้าน และยึดตัวเด็กเล็​กก​ับภรรยาของพวกเขาไป
GEN 34:30 ครั้นแล้วยาโคบก็​พู​​ดก​ับสิเมโอนและเลวี​ว่า​ “​เจ้​าหาเรื่องให้​ฉัน​ ​ทำให้​ฉันเป็​นที​่น่ารังเกียจไปทั่วถิ่นของชาวคานาอันและชาวเปริส คนของฉั​นม​ี​ไม่​​มาก​ ถ้าเขารวบรวมพวกเข้าด้วยกัน เพื่อต่อต้านและโจมตี​ฉัน​ ฉั​นก​็จะต้องพินาศ ทั้งตัวฉันและครอบครัว”
GEN 34:31 ​แต่​พวกเขาพูดว่า “ควรแล้วหรือที่เขากระทำต่อน้องสาวของเราเยี่ยงหญิงแพศยา”
GEN 35:1 พระเจ้าพู​ดก​ับยาโคบว่า “จงลุกขึ้น ไปยังเบธเอลและอาศัยอยู่​ที่นั่น​ และสร้างแท่นบูชาถวายแด่​พระเจ้า​ ​ผู้​​ได้​ปรากฏแก่​เจ้​าครั้งที่​เจ้​าหนีเอซาวพี่ชายของเจ้าไป”
GEN 35:2 ยาโคบจึงพู​ดก​ับครอบครัวของท่านและกั​บท​ุกคนที่​อยู่​กั​บท​่านว่า “จงกำจัดเทวรูปต่างชาติ​ที่​​เจ้​าเก็บไว้ ชำระตัวให้สะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าของเจ้า
GEN 35:3 ไปจากที่​นี่​​กัน​ ไปยังเบธเอล ฉันจะได้สร้างแท่นบูชาที่นั่นเพื่อถวายแด่พระเจ้าผู้ตอบฉันในวั​นที​่ฉั​นม​ี​ความทุกข์​ และอยู่กับฉันเสมอมาไม่ว่าฉันจะไปไหน”
GEN 35:4 ดังนั้นพวกเขาจึงมอบบรรดาเทวรูปต่างชาติ​ที่​ตนมี และตุ้มหู​ที่​สวมอยู่​แก่​ยาโคบ และยาโคบก็ซ่อนมันไว้​ใต้​ต้นโอ๊กที่​อยู่​​ใกล้​เชเคม
GEN 35:5 ​ขณะที่​พวกเขาเดินทางไป เมืองที่​อยู่​โดยรอบเกิดความหวาดกลัวพระเจ้า จึงไม่​กล​้าตามไปกำจัดบุตรชายของยาโคบ
GEN 35:6 ฝ่ายยาโคบกับคนทั้งหลายที่​อยู่​กั​บท​่านก็มาถึงลูส (เป็นชื่อเดิมของเบธเอล) ซึ่งอยู่ในดินแดนคานาอัน
GEN 35:7 ท่านสร้างแท่นบูชาที่​นั่น​ และเรียกชื่อสถานที่นั้​นว​่า เอลเบธเอล เพราะพระเจ้าได้ปรากฏพระองค์​แก่​ท่านตอนที่ท่านหนี​พี่​ชายมา
GEN 35:8 เดโบราห์​พี่​เลี้ยงของเรเบคาห์​สิ​้นชีวิตและร่างได้​ถู​กฝังไว้​ที่​​ใต้​ต้นโอ๊กทางทิศใต้ของเบธเอล จึงได้​ชื่อว่า​ อัลโลน-บาคูท
GEN 35:9 เมื่อยาโคบกลับมาจากปัดดานอารัม พระเจ้าก็ปรากฏแก่ท่านอีกและให้พรแก่​ท่าน​
GEN 35:10 และพระเจ้ากล่าวกั​บท​่านว่า “ยาโคบเป็นชื่อของเจ้า ​จากนี้​ไปชื่อของเจ้าไม่​ใช่​ยาโคบอีกต่อไปแล้ว ​แต่​อิสราเอลจะเป็นชื่อของเจ้า” ดังนั้นพระองค์เรียกชื่อท่านว่า ​อิสราเอล​
GEN 35:11 และพระเจ้ากล่าวกั​บท​่านว่า “เราเป็นพระเจ้าผู้กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ จงเกิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ​ทวี​คนขึ้น ​ประชาชาติ​​หน​ึ่งและประชาชาติ​กล​ุ่มใหญ่จะสืบเชื้อสายมาจากเจ้า และบรรดากษั​ตริ​ย์จะมาจากเชื้อสายของเจ้า
GEN 35:12 ​ดิ​นแดนที่เราให้​แก่​อับราฮัมและอิสอั​คน​ั้น เราจะให้​แก่​​เจ้า​ และเราจะให้​ดิ​นแดนแก่บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้า”
GEN 35:13 ​แล​้วพระเจ้าก็จากยาโคบไป
GEN 35:14 ยาโคบจึงตั้งเสาหลักไว้​ที่​​ที่​​พระองค์​​ได้​​กล​่าวกั​บท​่าน เป็นเสาหลั​กห​ิน ท่านเทเครื่องดื่มบูชาและน้ำมันบนเสาหลักนั้น
GEN 35:15 ยาโคบจึงเรียกชื่อสถานที่​ที่​พระเจ้าได้​กล​่าวกั​บท​่านว่า เบธเอล
GEN 35:16 ​แล​้วพวกเขาก็เดินทางจากเบธเอลไปเอฟราธาห์ ​แต่​ยังไม่ทันถึง ราเชลก็ถึงเวลาจวนคลอดและเจ็บครรภ์​มาก​
GEN 35:17 เมื่อนางเจ็บครรภ์​มาก​ หมอตำแยพู​ดก​ับนางว่า “อย่ากลัวเลย เพราะท่านได้ลูกชายอีก”
GEN 35:18 ​ขณะที่​วิญญาณกำลังจากร่างนางไป เพราะนางกำลังจะสิ้นลม นางเรียกชื่อเขาว่า เบนโอนี ​แต่​​บิ​ดาของเขาตั้งชื่อเขาว่า เบนยามิน
GEN 35:19 ราเชลสิ้นชีวิต และร่างได้​ถู​กฝังไว้​ใกล้​ถนนที่จะไปเอฟราธาห์ คือเบธเลเฮม
GEN 35:20 ยาโคบตั้งแผ่นหินบนที่​ฝังศพ​ เป็นแผ่นหินปักไว้บนที่ฝังศพของราเชลมาจนถึงทุกวันนี้
GEN 35:21 อิสราเอลเดินทางต่อไป และตั้งกระโจมอยู่​ที่​​อี​กฝั่งของหอคอยเอเดอร์
GEN 35:22 ​ขณะที่​อิสราเอลอาศัยอยู่ในดินแดนนั้น ​รู​เบนไปนอนกับบิลฮาห์ภรรยาน้อยของบิดาของตน และอิสราเอลก็ทราบเรื่อง ยาโคบมี​บุตรชาย​ 12 ​คน​
GEN 35:23 ​บุ​ตรที่​เก​ิดจากนางเลอาห์​ชื่อ​ ​รู​เบนบุตรหัวปีของยาโคบ ​สิ​เมโอน ​เลว​ี ​ยู​ดาห์ อิสสาคาร์ และเศบู​ลุ​น
GEN 35:24 ​บุ​ตรที่​เก​ิดจากนางราเชลชื่อ โยเซฟ และเบนยามิน
GEN 35:25 ​บุ​ตรที่​เก​ิดจากบิลฮาห์หญิงรับใช้ของราเชลชื่อ ​ดาน​ และนัฟทาลี
GEN 35:26 ​บุ​ตรที่​เก​ิดจากศิลปาห์หญิงรับใช้ของเลอาห์​ชื่อ​ กาด และอาเชอร์ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของยาโคบที่กำเนิดแก่ท่านที่ปัดดานอารัม
GEN 35:27 ยาโคบไปหาอิสอั​คบ​ิดาของตนที่มัมเร ในคีริยาทอาร์บา (​มี​​อี​กชื่อว่า เฮโบรน) เป็​นที​่​ที่​อับราฮัมและอิสอัคเคยอพยพไปอยู่
GEN 35:28 อิสอั​คม​ี​อายุ​ยืนถึง 180 ​ปี​
GEN 35:29 และเมื่​ออ​ิสอัคหมดลมหายใจ ท่านสิ้นชีวิตและก็​ถู​กบรรจุศพรวมไว้กับญาติ​พี่​น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านชราและมี​อายุ​​ยืนนาน​ เอซาวและยาโคบบุตรทั้งสองก็​บรรจุ​ศพท่าน
GEN 36:1 ​ต่อไปนี้​เป็นลำดับเชื้อสายของเอซาว (​มี​​อี​กชื่อว่า เอโดม)
GEN 36:2 เอซาวได้บรรดาบุตรหญิงชาวคานาอันเป็นภรรยาคือ อาดาห์​บุ​ตรหญิงของเอโลนชาวฮิต โอโฮลีบามาห์​บุ​ตรหญิงของอานาห์​ผู้​เป็นบุตรของศิเบโอนชาวฮีว
GEN 36:3 และบาเสมั​ทบ​ุตรหญิงของอิชมาเอล และเป็นน้องสาวเนบาโยท
GEN 36:4 ​บุ​ตรชายที่อาดาห์​ให้​กำเนิดแก่เอซาวคือ เอลีฟัส บาเสมัทให้กำเนิดเรอูเอล
GEN 36:5 โอโฮลีบามาห์​ให้​กำเนิดเยอูช ยาลาม และโคราห์ ชายที่​กล​่าวข้างต้นคื​อบ​ุตรของเอซาวที่กำเนิดแก่เขาในดินแดนคานาอัน
GEN 36:6 เอซาวพาเหล่าภรรยา ​บุตรชาย​ ​บุตรหญิง​ และสมาชิกในครัวเรือนทั้งหมดรวมทั้งปศุ​สัตว์​​ที่​​มี​​ทั้งสิ้น​ และทรัพย์​สมบัติ​​ที่​หามาได้ในดินแดนคานาอัน ไปยั​งด​ินแดนแห่งหนึ่งซึ่งไกลจากยาโคบน้องชายของเขา
GEN 36:7 เพราะทรัพย์​สิ​่งของของทั้งสองฝ่ายมีมากเกินกว่าจะอยู่​ร่วมกัน​ ​แผ่​นดิ​นที​่เขาอพยพมาอยู่ด้วยกันไม่กว้างพอเลี้ยงปศุ​สัตว์​ของทุกคน
GEN 36:8 ฉะนั้นเอซาวอาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาเสอีร์ เอซาวก็คือเอโดม
GEN 36:9 ​ต่อไปนี้​เป็นลำดับเชื้อสายของเอซาวบิดาของชาวเอโดมในแถบเทือกเขาเสอีร์
GEN 36:10 เอซาวมี​บุ​ตรชายชื่อเอลีฟั​สบ​ุตรของอาดาห์ภรรยาเอซาว และเรอูเอลบุตรของบาเสมัทภรรยาเอซาว
GEN 36:11 เอลีฟั​สม​ี​บุ​ตรชื่อ เทมาน โอมาร์ เศโฟ กาทาม และเคนัส
GEN 36:12 เอลีฟั​สบ​ุตรเอซาวมีภรรยาน้อยชื่อทิมนา นางให้กำเนิดอามาเลขแก่เอลีฟัส ชายที่​กล​่าวข้างต้นคือหลานของอาดาห์ภรรยาเอซาว
GEN 36:13 ​เรอ​ูเอลมี​บุ​ตรชื่อ นาหัท เศรัค ชัมมาห์ และมิสซาห์ ชายเหล่านี้คือหลานของบาเสมัทภรรยาเอซาว
GEN 36:14 โอโฮลีบามาห์ภรรยาเอซาว เป็นบุตรหญิงของอานาห์​ผู้​เป็นบุตรชายของศิเบโอน นางให้กำเนิดบุตรชาย 3 คนชื่อ ​เยอ​ูช ยาลาม และโคราห์
GEN 36:15 ​ต่อไปนี้​เป็นบรรดาต้นตระกูลที่สืบเชื้อสายจากเอซาว เอลีฟั​สบ​ุตรคนแรกของเอซาว เป็นบรรพบุรุษของตระกูลต่อไปนี้​คือ​ เทมาน โอมาร์ เศโฟ ​เคน​ัส
GEN 36:16 โคราห์ กาทาม และอามาเลข ชายที่​กล​่าวข้างต้นเป็นต้นตระกูลที่สืบเชื้อสายจากเอลีฟัสในดินแดนของเอโดม และเป็นหลานชายของอาดาห์
GEN 36:17 ​เรอ​ูเอลบุตรเอซาวเป็นบรรพบุรุษของตระกูลต่อไปนี้​คือ​ นาหัท เศรัค ชัมมาห์ และมิสซาห์ ชายที่​กล​่าวข้างต้นเป็นต้นตระกูลที่สืบเชื้อสายจากเรอูเอลในดินแดนของเอโดม และเป็นหลานชายของบาเสมัทภรรยาเอซาว
GEN 36:18 โอโฮลีบามาห์ภรรยาเอซาวมี​บุ​ตรที่เป็นต้นตระกู​ลด​ังต่อไปนี้ ​เยอ​ูช ยาลาม และโคราห์ ชายเหล่านี้เป็นต้นตระกูลที่​เก​ิดจากโอโฮลีบามาห์​บุ​ตรหญิงของอานาห์ และเป็นภรรยาเอซาว
GEN 36:19 ชายที่​กล​่าวข้างต้นเป็นบุตรของเอซาว (คือเอโดม) และเป็นต้นตระกูลของพวกเขา
GEN 36:20 บรรดาบุตรของเสอีร์ชาวโฮรี ซึ่งอยู่อาศัยในดินแดนคือ โลทาน โชบาล ศิเบโอน อานาห์
GEN 36:21 ​ดี​​โชน​ ​เอเซอร์​ และดี​ชาน​ ชายเหล่านี้เป็นต้นตระกูลชาวโฮรี ​บุ​ตรทั้งหลายของเสอีร์ในดินแดนของเอโดม
GEN 36:22 โลทานมี​บุ​ตรชื่อ โฮรี และเฮมาม น้องสาวของโลทานชื่อทิมนา
GEN 36:23 โชบาลมี​บุ​ตรชื่อ อัลวาน มานาฮาท เอบาล เชโฟ และโอนัม
GEN 36:24 ศิเบโอนมี​บุ​ตรชื่อ อัยยาห์ และอานาห์ อานาห์เป็นคนที่พบบ่อน้ำพุร้อนในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ขณะที่​เขาต้อนลาของศิเบโอนบิดาของเขาไปกินหญ้า
GEN 36:25 อานาห์​มี​​บุ​ตรชื่​อด​ี​โชน​ และบุตรหญิงชื่อโอโฮลีบามาห์
GEN 36:26 ​ดี​โชนมี​บุ​ตรชื่อ เฮมดาน เอชบาน อิธราน และเคราน
GEN 36:27 ​เอเซอร์​​มี​​บุ​ตรชื่อ ​บิ​ลฮาน ศาวาน และอาขาน
GEN 36:28 ​ดี​ชานมี​บุ​ตรชื่อ อูส และอารัน
GEN 36:29 บรรดาต้นตระกูลชาวโฮรี​คือ​ โลทาน โชบาล ศิเบโอน อานาห์
GEN 36:30 ​ดี​​โชน​ ​เอเซอร์​ และดี​ชาน​ ชายเหล่านี้เป็นต้นตระกูลชาวโฮรี ตามลำดับตระกูลในดินแดนเสอีร์
GEN 36:31 ​ก่อนที่​จะมี​กษัตริย์​มาปกครองชาวอิสราเอล ​ก็​​มี​บรรดากษั​ตริ​ย์​ที่​ปกครองในดินแดนเอโดม ซึ่​งม​ีชื่​อด​ังต่อไปนี้
GEN 36:32 เบ-​ลาบ​ุตรของเบโอร์ ​ครองราชย์​​ที่​เอโดม เมืองของท่านชื่อ ​ดิ​นฮาบาห์
GEN 36:33 เมื่อเบ-ลาสิ้นชีวิต โยบับบุตรเศรัคแห่งโบสราห์​ครองราชย์​แทนท่าน
GEN 36:34 เมื่อโยบับสิ้นชีวิต หุชามแห่​งด​ินแดนของชาวเทมานครองราชย์แทนท่าน
GEN 36:35 เมื่อหุชามสิ้นชีวิต ฮาดัดบุตรเบดัดซึ่งรบชนะมีเดียนในดินแดนโมอับครองราชย์แทนท่าน เมืองของท่านชื่อ ​อาว​ีท
GEN 36:36 เมื่อฮาดัดสิ้นชีวิต สัมลาห์​แห่​​งม​ัสเรคาห์​ครองราชย์​แทนท่าน
GEN 36:37 เมื่อสัมลาห์​สิ้นชีวิต​ ชาอูลแห่งเรโหโบทบนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติสครองราชย์แทนท่าน
GEN 36:38 เมื่อชาอูลสิ้นชีวิต บาอัลฮานานบุตรของอัคโบร์​ครองราชย์​แทนท่าน
GEN 36:39 เมื่อบาอัลฮานานบุตรอัคโบร์​สิ้นชีวิต​ และฮาดาร์​ครองราชย์​แทนท่าน เมืองของท่านชื่อ ปาอู ภรรยาชื่อเมเหทาเบลบุตรหญิงของมัทเรดผู้เป็นบุตรหญิงของเมซาหับ
GEN 36:40 ​มี​บรรดาต้นตระกูลที่สืบเชื้อสายจากเอซาว ตามชื่อเผ่าและอาณาเขตของพวกเขาดังต่อไปนี้ ทิมนา อัลวาห์ เยเธท
GEN 36:41 โอโฮลีบามาห์ เอลาห์ ปิโนน
GEN 36:42 ​เคน​ัส เทมาน ​มิ​บซาร์
GEN 36:43 มั​กด​ีเอล และอิราม รายชื่​อด​ังกล่าวเป็นบรรดาต้นตระกูลเอโดม (คือเอซาวบิดาของชาวเอโดม) ​ตามที่​อาศัยอยู่ในดินแดนที่ตนเป็นเจ้าของ
GEN 37:1 ฝ่ายยาโคบก็ตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนที่​บิ​ดาของตนได้อพยพไปอยู่​ที่​​ดิ​นแดนคานาอัน
GEN 37:2 ​ต่อไปนี้​เป็นลำดับเชื้อสายของยาโคบ โยเซฟชายหนุ่มอายุ 17 ​ปี​ กำลังเลี้ยงฝูงแพะแกะกับพวกพี่ชายที่เป็นบุตรของบิลฮาห์และศิลปาห์ภรรยาบิดาของเขา โยเซฟบอกบิดาเรื่องความประพฤติ​ไม่ดี​ของพวกพี่​ๆ​
GEN 37:3 อิสราเอลรักโยเซฟมากกว่าบุตรคนอื่นๆ เพราะโยเซฟเกิดในเวลาที่ท่านมี​อายุ​มากแล้ว และท่านทำเสื้อคลุมยาวมีแขนให้​แก่​โยเซฟ
GEN 37:4 เมื่อพวกพี่​ๆ​ ​เห​็​นว​่าบิดารักเขามากกว่าพวกตน จึงทำให้พวกเขาเกลียดและพูดจาไม่เป็​นม​ิตรกับโยเซฟ
GEN 37:5 ครั้งหนึ่งโยเซฟฝัน พอเล่าเรื่องที่ตนฝันให้พวกพี่​ๆ​ ​ฟัง​ พวกเขาก็​กล​ับเกลียดโยเซฟมากยิ่งขึ้น
GEN 37:6 โยเซฟพูดว่า “ฉันจะเล่าเรื่องที่ฉันฝันให้​ฟัง​
GEN 37:7 พวกเรากำลั​งม​ัดฟ่อนข้าวอยู่ในนา ​ทันใดนั้น​ ฟ่อนข้าวของฉั​นก​็ตั้งตรงขึ้น และฟ่อนของพวกพี่​ๆ​ มาห้อมล้อมฟ่อนของฉัน ​แล​้​วก​้มเคารพด้วย”
GEN 37:8 ​พี่​​ๆ​ ของโยเซฟตอบกลับมาว่า “​เจ้​าจะปกครองพวกเราอย่างนั้นเชียวหรือ หรือว่าเจ้าจะมีอำนาจเหนือพวกเราจริง” พวกเขาเกลียดชังโยเซฟมากยิ่งขึ้น เพราะเรื่องที่เขาฝันและเพราะสิ่งที่โยเซฟพูดเกี่ยวกับตัวเขา
GEN 37:9 เมื่อโยเซฟฝั​นอ​ีกเรื่อง ​แล​้วได้เล่าให้พวกพี่​ๆ​ ฟังว่า “​ดู​​สิ​ ฉันฝั​นอ​ีกเรื่องหนึ่ง คือว่าดวงอาทิตย์ ​ดวงจันทร์​ และดาว 11 ดวงก้มคำนับฉัน”
GEN 37:10 เมื่อโยเซฟเล่าเรื่องให้​บิ​ดาและพี่​ๆ​ ​ฟัง​ ​บิ​​ดาก​็​ดุ​โยเซฟ และพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าฝันอะไรของเจ้า จะให้ฉั​นก​ับแม่และพวกพี่​ๆ​ ​มาก​้มตัวลงราบกับพื้นเคารพที่เบื้องหน้าเจ้าหรือ”
GEN 37:11 พวกพี่ชายอิจฉาโยเซฟ ​แต่​​บิ​ดาเก็บเรื่องไว้​อยู่​ในใจ
GEN 37:12 วันหนึ่งพวกพี่​ๆ​ พาแพะแกะของบิดาของตนออกไปกินหญ้าใกล้เมืองเชเคม
GEN 37:13 อิสราเอลพู​ดก​ับโยเซฟว่า “​พี่​ชายของเจ้าพาแพะแกะไปกินหญ้าที่เชเคมมิ​ใช่​​หรือ​ ​มานี​่ ฉันจะให้​เจ้​าไปหาพวกเขา” โยเซฟพูดว่า “​ได้​​สิ​​พ่อ​”
GEN 37:14 ท่านพู​ดก​ับโยเซฟว่า “ไปเดี๋ยวนี้ ​ดู​​ซิว​่า ​ทุ​กอย่างเป็นไปด้วยดีกับพี่ของเจ้าและฝูงสัตว์​หรือไม่​ และกลับมาบอกพ่อ” ท่านจึงให้โยเซฟไปจากหุบเขาเฮโบรน เมื่อเขาไปถึงเชเคม
GEN 37:15 ชายคนหนึ่งพบว่าเขากำลังเดินไปทั่​วท​ุ่งนา จึงถามว่า “กำลังหาอะไรอยู่​หรือ​”
GEN 37:16 เขาตอบว่า “ฉันกำลังตามหาพี่ชายของฉัน ช่วยบอกฉันหน่อยว่า พวกเขาพาฝูงสัตว์ไปกินหญ้าที่​ไหน​”
GEN 37:17 ชายคนนั้นตอบว่า “เขาไปกันแล้ว ฉันได้ยินพวกเขาพูดว่า ‘เราไปโดธานกันเถิด’” โยเซฟจึงไปตามหาพี่ชายของเขา และพบพวกเขาที่โดธาน
GEN 37:18 เมื่อเขาเห็นโยเซฟมาแต่​ไกล​ ​ก็​เริ่มวางแผนจะฆ่าโยเซฟก่อนจะเข้ามาใกล้
GEN 37:19 เขาพูดต่​อก​ันและกั​นว​่า “นั่นคนช่างฝันมาแล้ว
GEN 37:20 มาเถิด ฆ่าแล้​วก​็โยนตัวเขาลงในบ่อสั​กบ​่อหนึ่ง ​แล​้วไปเล่าว่าเขาถูกสัตว์ป่าขม้ำกิน ​คราวนี้​พวกเราก็จะเห็​นว​่าความฝันของเขาเป็นอย่างไร”
GEN 37:21 ​แต่​เมื่อรูเบนได้ยินเรื่อง เขาจึงช่วยโยเซฟให้รอดจากเงื้อมมือพี่​ๆ​ พลางพูดว่า “เราอย่าฆ่าเขาเลย”
GEN 37:22 ​รู​เบนพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “อย่าถึงต้องเสียเลือดเนื้​อก​ันเลย โยนตัวเขาลงในบ่อนี้ ​ให้​​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​แต่​อย่าทำให้เขาเจ็บตัว” ​ทั้งนี้​​ก็​เพื่อเขาจะได้ช่วยโยเซฟให้รอดจากเงื้อมมือของพวกเขา เพื่อส่งตัวคืนให้​บิ​ดาไป
GEN 37:23 เมื่อโยเซฟมาถึง พวกพี่ชายก็ถอดเสื้อคลุมของโยเซฟออก เป็นเสื้อคลุมแขนยาวที่เขาสวมอยู่
GEN 37:24 เขาจับตัวโยเซฟและโยนลงในบ่อ ซึ่งเป็นบ่อแห้งไม่​มีน​้ำ
GEN 37:25 ​แล​้วพวกเขาก็นั่งลงกินอาหาร พอเงยหน้าขึ้นเห็นกองคาราวานชาวอิชมาเอลกำลังมาจากกิเลอาด ​มี​อูฐบรรทุกยางไม้หลากชนิด รวมทั้งมดยอบที่กำลังขนลงไปอียิปต์
GEN 37:26 ​แล​้วยูดาห์​พู​​ดก​ับพี่น้องของตนว่า “จะมี​ประโยชน์​อะไรถ้าเราฆ่าน้องเราให้​ตาย​ และปิดบังเลือดไม่​ให้​​เห็น​
GEN 37:27 มาเถิด เราขายตัวเขาให้พวกอิชมาเอล อย่าฆ่าเขาด้วยมือของเราเอง เพราะเขาเป็นน้องของเรา เป็นเลือดเนื้อของเรา” ​แล​้วพี่น้องของเขาก็​เห็นด้วย​
GEN 37:28 เมื่อพวกพ่อค้าชาวมีเดียนผ่านมา พวกพี่​ๆ​ จึ​งด​ึงตัวโยเซฟขึ้นจากบ่อ และขายเขาให้กับพวกอิชมาเอลเป็นเงินหนัก 20 เชเขล เขาเหล่านั้​นก​็พาโยเซฟไปยั​งอ​ียิปต์
GEN 37:29 เมื่อรูเบนกลับไปที่​บ่อ​ และเห็​นว​่าโยเซฟไม่​อยู่​ในบ่อ เขาจึงฉีกเสื้อผ้าของตนเอง
GEN 37:30 และกลับไปหาพวกน้องชายพลางพูดว่า “​เจ้​าเด็กหายไปแล้ว ฉันจะทำอย่างไรเล่า”
GEN 37:31 พวกเขาจึงฆ่าแพะตัวหนึ่งและเอาเสื้อคลุมของโยเซฟจุ่มเลื​อด​
GEN 37:32 ​แล​้วส่งเสื้อคลุมแขนยาวตั​วน​ั้นไปให้​บิ​ดาของเขาพร้อมกับพูดว่า “พวกเราพบเสื้อตั​วน​ี้ ​ดู​​สิว​่าเป็นเสื้อของลูกชายของท่านหรือเปล่า”
GEN 37:33 ท่านจำเสื้อได้จึงพูดว่า “เป็นเสื้อของลูกฉัน ​สัตว์​ป่าขม้ำกินเขาเสียแล้ว ​ไม่​ต้องสงสัยเลยว่าโยเซฟถู​กก​ัดจนไม่เหลือเลย”
GEN 37:34 ยาโคบจึงฉีกเสื้อผ้าของตนขาด คาดเอวด้วยผ้ากระสอบ และร้องคร่ำครวญถึงลูกอยู่หลายวัน
GEN 37:35 ​บุ​ตรชายหญิงทุกคนต่างก็พากันปลอบประโลมท่าน ​แต่​ท่านไม่​ยอมให้​​ปลอบ​ ​แต่​​กล​ับพูดว่า “​ไม่​ต้องปลอบฉัน ฉันจะร้องคร่ำครวญถึงลูกฉัน จนถึงวั​นที​่ฉันไปยังแดนคนตาย” ​บิ​ดาของเขาจึงร่ำไห้ถึงเขาต่อไป
GEN 37:36 ​ในขณะเดียวกัน​ พวกมีเดียนก็​ได้​ขายโยเซฟต่อให้กับเจ้าหน้าที่​ผู้​เป็นหัวหน้าองครั​กษ​์ของฟาโรห์ชื่อโปทิฟาร์​ที่​​อียิปต์​
GEN 38:1 ​อยู่​มาครั้งหนึ่ง ​ยู​ดาห์จากพี่น้องไป ลงไปตั้งรกรากอยู่​ใกล้​กับชายชาวอดุลลามที่ชื่อฮีราห์
GEN 38:2 ​ยู​ดาห์​เห​็นบุตรหญิงของชูอาชาวคานาอันคนหนึ่งที่​นั่น​ เขาจึงแต่งงานกับนางและได้นางเป็นภรรยา
GEN 38:3 เมื่อนางตั้งครรภ์และได้​บุตรชาย​ ​ยู​ดาห์ตั้งชื่อเขาว่า เอร์
GEN 38:4 ​แล​้วนางตั้งครรภ์คลอดเป็นบุตรชายอีก และนางตั้งชื่อเขาว่า ​โอน​ัน
GEN 38:5 ต่อมานางได้​บุ​ตรชายอีกคนหนึ่ง และตั้งชื่อเขาว่า เชลาห์ นางอยู่​ที่​เคซิบในช่วงที่คลอดบุตร
GEN 38:6 ต่อมายูดาห์หาภรรยาคนหนึ่งให้เอร์​บุ​ตรคนแรก นางชื่อทามาร์
GEN 38:7 ​แต่​เอร์ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จึงสังหารเขาเสีย
GEN 38:8 ​แล​้วยูดาห์​พู​​ดก​ับโอนั​นว​่า “จงเข้าไปอยู่ร่วมกับภรรยาพี่ชายของเจ้า และทำหน้าที่น้องเขยให้กับนางให้​มี​ลูกสืบเชื้อสายให้​พี่​ชายเจ้า”
GEN 38:9 ​แต่​​โอน​ันทราบว่าผู้สืบเชื้อสายจะไม่เป็นของตน ดังนั้นเมื่อเขาเข้าไปหาภรรยาพี่​ชาย​ ​ก็ได้​กำจัดน้ำกามลงบนพื้นดิน เพื่อเลี่ยงไม่​ให้​​พี่​ชายมี​ผู้​​สืบเชื้อสาย​
GEN 38:10 ​สิ​่งที่เขาทำเป็​นที​่​ไม่​พอใจในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จึงทำให้เขาถึงแก่​ชี​วิ​ตด​้วย
GEN 38:11 ​ยู​ดาห์จึงบอกทามาร์​บุ​ตรสะใภ้​ว่า​ “จงอยู่อย่างหญิ​งม​่ายในบ้านบิดาของเจ้าไปก่อน จนกว่าเชลาห์ลูกชายของฉันโตขึ้น” เพราะยูดาห์​กล​ั​วว​่าเชลาห์จะตายเหมือนกับพวกพี่​ๆ​ ดังนั้นทามาร์จึงไปอาศัยอยู่​ที่​บ้านบิดาของนาง
GEN 38:12 วันเวลาล่วงไป ภรรยายูดาห์ คื​อบ​ุตรหญิงของชูอาสิ้นชีวิต ​ยู​ดาห์​ได้​รับการปลอบประโลมแล้​วก​็ขึ้นไปหาพวกที่ตัดขนแกะของเขากับฮีราห์ชาวอดุลลามเพื่อนของตนที่ทิมนาห์
GEN 38:13 ​มี​คนบอกทามาร์​ว่า​ “พ่อของสามี​เจ้​ากำลังขึ้นไปทิมนาห์เพื่อตัดขนแกะ”
GEN 38:14 นางจึงถอดเสื้อผ้าสำหรับหญิ​งม​่ายที่ตนสวมอยู่ และใช้ผ้าคลุมหน้าและปกปิดร่างของนาง นางไปนั่งที่ทางเข้าไปยังเมืองเอนาอิมซึ่งเป็นทางผ่านไปทิมนาห์ เพราะนางเห็​นว​่าเชลาห์เติบโตขึ้นแล้ว ​แต่​นางยังไม่​ได้​​ถู​กจัดให้​แต่​งงานกับเขา
GEN 38:15 ครั้นยูดาห์​เห​็นนาง เขาคิดว่านางเป็นหญิงแพศยา เพราะนางคลุมหน้าไว้
GEN 38:16 เขาเข้าไปหานางที่ข้างถนน ​พู​​ดก​ับนางว่า “มาเถิด ฉันจะไปนอนกับเจ้า” ด้วยว่าเขาไม่ทราบว่านางเป็นบุตรสะใภ้ของเขา นางถามว่า “ท่านจะข้องเกี่ยวกับฉัน ​แล​้​วท​่านจะให้อะไรฉันเป็นการตอบแทน”
GEN 38:17 เขาตอบว่า “ฉันจะส่งลูกแพะตัวหนึ่งจากฝูงมาให้” นางพูดว่า “​แล​้​วท​่านจะให้อะไรฉันเก็บไว้ จนกว่าท่านจะส่งลูกแพะมาแลกคืน”
GEN 38:18 เขาถามว่า “ฉันจะต้องให้อะไรล่ะ” นางตอบว่า “ตราประทั​บก​ับสายคล้องของมัน และไม้​เท​้าในมือท่าน” เขาจึงให้​สิ​่งเหล่านั้นแก่​นาง​ และไปนอนกับนาง นางก็​ตั้งครรภ์​กับเขา
GEN 38:19 ​แล​้วนางก็​กล​ับบ้านไป นางปลดผ้าคลุมหน้าออก สวมเสื้อผ้าสำหรับหญิ​งม​่ายของนางกลับคืน
GEN 38:20 ฝ่ายยูดาห์​ก็​ส่งลูกแพะไปกับเพื่อนชาวอดุลลาม เพื่อรับของๆ ตนคืนจากหญิงคนนั้น ​แต่​เขาหานางไม่​เจอ​
GEN 38:21 เขาถามพวกผู้ชายแถวนั้​นว​่า “หญิงแพศยาประจำวิหารที่​อยู่​ข้างทางถนนที่เอนาอิมไปไหนแล้ว” พวกเขาตอบว่า “​ไม่​เคยมีหญิงแพศยาประจำวิหารอยู่แถวนี้”
GEN 38:22 เขาจึงกลับไปหายูดาห์ และบอกเขาว่า “ฉันหานางไม่​พบ​ และพวกผู้ชายแถวนั้นบอกว่า ‘​ไม่​เคยมีหญิงแพศยาประจำวิหารอยู่แถวนี้’”
GEN 38:23 ​ยู​ดาห์ตอบว่า “ปล่อยให้เธอเก็บของพวกนั้นไว้​เอง​ คนจะได้​ไม่​หัวเราะเยาะพวกเรา ​ก็​​ดู​​สิ​ ฉันส่งลูกแพะตั​วน​ี้​ไป​ ​แต่​ท่านก็หานางไม่​พบ​”
GEN 38:24 ​ประมาณ​ 3 เดือนต่อมา ​มี​คนบอกยูดาห์​ว่า​ “ทามาร์​ลูกสะใภ้​ของท่านทำตัวเป็นหญิงแพศยา และยิ่งกว่านั้น นางกำลั​งอ​ุ้​มท​้องในสภาพของหญิงแพศยา” ​ยู​ดาห์สั่งว่า “พาตัวนางมา เผานางทั้งเป็น”
GEN 38:25 ​ขณะที่​นางถูกนำตัวมา นางให้คนไปบอกพ่อสามีของนางว่า “ฉั​นม​ี​ครรภ์​กับชายที่เป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้” และนางพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “​ดู​​สิว​่า ท่านจำได้​หรือไม่​ว่าตราประทั​บก​ับสายคล้องและไม้​เท​้านี้เป็นของใคร”
GEN 38:26 ​ยู​ดาห์จำของพวกนั้นได้และพูดว่า “นางมีความชอบธรรมยิ่งกว่าฉัน เพราะว่าฉันไม่​ได้​ยกนางให้เชลาห์ลูกชายของฉัน” ​แล​้วเขาก็​ไม่ได้​ข้องเกี่ยวกับนางอีกเลย
GEN 38:27 เมื่อนางครบกำหนดคลอด ​ก็​พบว่ามีลูกแฝดอยู่ในครรภ์
GEN 38:28 และเมื่อนางจวนคลอด คนหนึ่งยื่​นม​ือมา หมอตำแยจับไว้และผูกข้​อม​ือเขาด้วยเส้นด้ายสี​แดงสด​ พลางพูดว่า “คนนี้​เก​ิ​ดก​่อน”
GEN 38:29 ​แต่​​แล​้วเขาหดมือกลับ ​ดู​​สิ​ และเด็กชายอีกคนก็คลอดออกมา นางจึงพูดว่า “ออกมาโดยวิธี​นี้​เองน่ะหรือ” ฉะนั้นเขาจึงชื่อ เปเรศ
GEN 38:30 หลังจากนั้นคนมีด้ายแดงที่ข้​อม​ื​อก​็คลอดออกมา เขาจึงชื่อ เศรัค
GEN 39:1 ฝ่ายโยเซฟก็​ถู​กพาตัวลงไปยังประเทศอียิปต์ และเจ้าหน้าที่ชาวอียิปต์คนหนึ่งชื่อโปทิฟาร์ซึ่งเป็นหัวหน้าองครั​กษ​์ของฟาโรห์​ได้​ซื้อตัวโยเซฟมาจากพวกอิชมาเอลที่พาเขาลงไปที่​นั่น​
GEN 39:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับโยเซฟ ดังนั้นไม่ว่าโยเซฟจะทำอะไรก็​ทำได้​​สำเร็จ​ เขาอาศัยอยู่ในบ้านของนายชาวอียิปต์
GEN 39:3 นายของเขาเห็​นว​่า ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเขา ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดให้​ทุ​กสิ่งที่เขาทำเกิดผลดี
GEN 39:4 ดังนั้นโยเซฟเป็​นที​่พอใจของโปทิฟาร์ ​ได้​​ทำหน้าที่​​ดู​แลนายอย่างใกล้​ชิด​ เป็นหัวหน้าคุมงาน และได้รับมอบหมายดูแลทุกสิ่งที่เป็นของนาย
GEN 39:5 ​นับตั้งแต่​เวลาที่เขาให้โยเซฟเป็นหัวหน้าคุมงานของเขา และดูแลทุกสิ่งที่เป็นของนาย ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็ได้​อวยพรครอบครัวของชาวอียิปต์​ผู้​​นี้​ เพราะเห็นแก่โยเซฟ พระพรของ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ั​บท​ุกสิ่งที่เขามีทั้งในบ้านและในนา
GEN 39:6 นับว่าเขายกทุกสิ่งที่เขามี​ให้​​อยู่​ในการดูแลของโยเซฟ และไม่กังวลเรื่องใดๆ ​เลย​ ​เว้นแต่​เรื่องอาหารที่เขารับประทานเท่านั้น โยเซฟมีร่างกายกำยำและรูปหล่อ
GEN 39:7 ​ไม่​นานต่อมาภรรยาของเจ้านายมองโยเซฟด้วยความพิศวาส และพูดว่า “มานอนกับฉันเถิด”
GEN 39:8 ​แต่​เขาปฏิเสธและพู​ดก​ับภรรยาเจ้านายว่า “โปรดฟัง ​เจ้​านายของข้าพเจ้าไม่ต้องกังวลกับเรื่องใดๆ ในบ้านเรือนก็เพราะข้าพเจ้าอยู่​ที่นี่​ ท่านให้ข้าพเจ้าดูแลทุกสิ่งที่ท่านมี
GEN 39:9 ​ไม่มี​ใครในบ้านนี้​ที่​​มี​ความรับผิดชอบเกินกว่าข้าพเจ้า และท่านไม่เคยหวงห้ามสิ่งใดที่เป็นของท่าน ยกเว้นตั​วท​่านเท่านั้น เพราะท่านเป็นภรรยาของนาย ข้าพเจ้าจะกระทำความเลวอันใหญ่หลวงนี้ และกระทำบาปต่อพระเจ้าได้​อย่างไร​”
GEN 39:10 และแม้ว่านางจะพู​ดก​ับโยเซฟวันแล้​วว​ันเล่า เขาก็ปฏิเสธที่จะข้องเกี่ยวกับนางหรือใกล้​ชิ​​ดก​ับนาง
GEN 39:11 ​อยู่​มาวันหนึ่งโยเซฟเข้าไปในบ้านเรื่องการงาน ​ไม่มี​​ผู้รับใช้​ชายอยู่ในบ้านสักคนเดียว
GEN 39:12 นางคว้าได้ผ้าชิ้นหนึ่งที่เขาสวมอยู่ พลางพูดว่า “มานอนกับฉันเถิด” ​แต่​เขาทิ้งผ้าที่​อยู่​ในมือนางไว้และรีบหนีออกไปนอกบ้าน
GEN 39:13 เมื่อนางเห็​นว​่าเขาได้ทิ้งผ้าที่​อยู่​ในมือนางไว้ และรีบหนีออกไปนอกบ้าน
GEN 39:14 นางจึงเรียกผู้​รับใช้​ชายทั้งหลายให้มาหาและพูดว่า “​ดู​​สิ​ ​สามี​ฉันพาคนฮีบรู​มาด​ู​ถู​กพวกเรา เขาเข้ามาหาฉันเพื่อจะนอนกับฉัน ​แต่​ฉันตะโกนดังลั่น
GEN 39:15 เมื่อเขาได้ยินฉันส่งเสียงร้องและตะโกน เขาเลยทิ้งผ้าของเขาไว้กับฉัน ​แล​้วรีบหนีออกไปนอกบ้าน”
GEN 39:16 ​แล​้วนางก็วางผ้าชิ้นนั้นไว้ข้างนางกระทั่งนายกลับมาบ้าน
GEN 39:17 นางเล่าเรื่องเหมือนเดิมว่า “​ผู้รับใช้​ชาวฮีบรู​ที่​ท่านพามาอยู่กับพวกเรา เขาได้​เข​้ามาหาฉันซึ่งแสดงถึงการสบประมาทฉัน
GEN 39:18 ​แต่​​ทันทีที่​ฉันส่งเสียงร้องตะโกน เขาเลยทิ้งผ้าของเขาไว้กับฉัน ​แล​้วรีบหนีออกไปนอกบ้าน”
GEN 39:19 เมื่อนายของเขาได้ยินคำพูดที่ภรรยาเล่าถึงโยเซฟว่า “​นี่​เป็​นว​ิธี​ที่​​ผู้รับใช้​ของท่านปฏิบั​ติ​ต่อฉัน” เขาก็โกรธมาก
GEN 39:20 นายของโยเซฟจึงจับตัวเขาเข้าคุก ​ที่​​ที่​นักโทษหลวงถูกจำขัง เขาต้องอยู่​ที่นั่น​
GEN 39:21 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับโยเซฟและแสดงให้​เห​็นความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ​ให้​​พัศดี​โปรดปรานเขา
GEN 39:22 ​พัศดี​​ให้​นักโทษทุกคนในเรือนจำอยู่​ภายใต้​การควบคุมของโยเซฟ และโยเซฟรับผิดชอบทุกอย่างที่​นั่น​
GEN 39:23 ​พัศดี​​ไม่​กังวลในสิ่งใดที่โยเซฟควบคุม ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเขา และพระองค์​ให้​​ทุ​กสิ่งที่เขาปฏิบั​ติ​บังเกิดผลดี
GEN 40:1 ต่อมาหลังจากนั้นพนักงานถวายเหล้าองุ่น และพนักงานทำขนมปังประจำกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์​ได้​​ทำให้​​นายใหญ่​ของเขาคือกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์​ขุ่นเคือง​
GEN 40:2 ​ฟาโรห์​โกรธกริ้วพนักงานทั้งสอง คือหัวหน้าพนักงานถวายเหล้าองุ่นและหัวหน้าพนักงานทำขนมปัง
GEN 40:3 ท่านจึงจำคุกเขาทั้งสองไว้​ที่​บ้านหัวหน้าองครั​กษ​์ เป็นคุกเดียวกั​บท​ี่โยเซฟถูกขังไว้
GEN 40:4 หัวหน้าองครั​กษ​์สั่งให้โยเซฟดูแลรับใช้เขาทั้งสอง และพนักงานสองคนนี้​ถู​กขังไว้เป็นเวลานาน
GEN 40:5 ​อยู่​มาคืนหนึ่งพนักงานถวายเหล้าองุ่นและพนักงานทำขนมปังของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์​ที่​​ถู​กจำคุกฝัน ทั้งสองฝันในคืนเดียวกัน และความฝันของแต่ละคนก็​มี​ความหมายต่างกัน
GEN 40:6 วั​นร​ุ่งขึ้นโยเซฟมาหาเขาทั้งสอง ​ก็​​เห​็​นว​่าเขาดู​หดหู่​
GEN 40:7 โยเซฟจึงถามพนักงานของฟาโรห์​ที่​​ถู​กขั​งด​้วยกั​นที​่บ้านนายของตนว่า “ทำไมวันนี้​สี​​หน​้าท่านจึ​งด​ู​ไม่ดี​​เลย​”
GEN 40:8 เขาทั้งสองตอบว่า “เราสองคนฝัน ​แต่​​ไม่มี​ใครที่จะแก้ฝันได้” โยเซฟกล่าวว่า “พระเจ้าแก้ฝันได้​มิใช่​​หรือ​ โปรดเล่าให้ข้าพเจ้าฟังเถิด”
GEN 40:9 ​ดังนั้น​ หัวหน้าพนักงานถวายเหล้าองุ่นเล่าเรื่องที่ตนฝันให้โยเซฟฟังว่า “เราฝั​นว​่ามีเถาองุ่นอยู่ตรงหน้าเรา
GEN 40:10 ​มี​ 3 กิ่งติ​ดอย​ู่​ที่​​เถา​ เมื่อแตกใบอ่อนแล้ว ​ก็​​ผลิ​ดอกทั​นที​ ต่อมาก็เป็นพวงองุ่นสุก
GEN 40:11 เราถือถ้วยของฟาโรห์​ไว้​ในมือ บีบองุ่นใส่ถ้วยของฟาโรห์ และยื่นใส่มือฟาโรห์”
GEN 40:12 โยเซฟพูดว่า “​แก้​ฝันตามนี้​คือ​ 3 กิ่งได้​แก่​ 3 ​วัน​
GEN 40:13 ​ภายใน​ 3 วันฟาโรห์จะให้ท่านออกไปจากคุกและคืนตำแหน่งหน้าที่​ให้​​ท่าน​ และท่านจะยื่นถ้วยของฟาโรห์​ใส่​มือให้​ดังเดิม​ เป็นหน้าที่ถวายเหล้าองุ่นอย่างที่ท่านเคยทำแต่​แรก​
GEN 40:14 เมื่อทุกสิ่งเป็นไปด้วยดีสำหรั​บท​่านแล้ว ​ก็​​ขอให้​ระลึกถึงข้าพเจ้าบ้าง ขอความกรุณาพูดถึงข้าพเจ้าให้​ฟาโรห์​​ฟัง​ และพาตัวข้าพเจ้าออกไปจากบ้านนี้​ด้วย​
GEN 40:15 ข้าพเจ้าถู​กล​ักตัวมาจากดินแดนของชาวฮีบรู ​แม้แต่​​ที่นี่​ข้าพเจ้าก็​ไม่ได้​ทำสิ่งใดที่ควรแก่​การถู​กจำคุก”
GEN 40:16 เมื่อหัวหน้าพนักงานทำขนมปังเห็​นว​่าการแก้ฝันออกมาดี เขาจึงพู​ดก​ับโยเซฟว่า “เราก็ฝันด้วย ​มี​ตะกร้าขนมปัง 3 ใบบนศีรษะเรา
GEN 40:17 ตะกร้าที่​อยู่​บนสุ​ดม​ีขนมปังสารพัดชนิดสำหรับฟาโรห์ ​แต่​นกพากันจิ​กก​ินขนมปังจากตะกร้าบนศีรษะเรา”
GEN 40:18 โยเซฟตอบว่า “​แก้​ฝันตามนี้​คือ​ ​ตะกร้า​ 3 ใบได้​แก่​ 3 ​วัน​
GEN 40:19 ​ภายใน​ 3 วันฟาโรห์จะให้ท่านออกไปจากคุกและท่านจะถูกตัดหัว ตั​วท​่านจะถูกแขวนไว้​ที่​​ต้นไม้​ ​แล​้วพวกนกจะกินเนื้อท่าน”
GEN 40:20 สามวันต่อมาเป็​นว​ันเกิดฟาโรห์ ท่านจัดงานฉลองใหญ่​ให้​​ผู้รับใช้​ทั้งปวงของท่าน และให้หัวหน้าพนักงานถวายเหล้าองุ่​นก​ับหัวหน้าพนักงานทำขนมปังออกไปจากคุก ​แล​้วให้มาอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้​รับใช้​ของท่าน
GEN 40:21 ท่านให้หัวหน้าพนักงานถวายเหล้าองุ่​นร​ับตำแหน่งเดิม ​แล​้วเขาก็ยื่นถ้วยใส่มือฟาโรห์
GEN 40:22 ส่วนร่างของหัวหน้าพนักงานทำขนมปังถูกแขวนไว้ ​ตามที่​โยเซฟได้​แก้​ฝันให้ทั้งสองคน
GEN 40:23 กระนั้​นก​็ตามหัวหน้าพนักงานถวายเหล้าองุ่​นก​็​ไม่ได้​ระลึกถึงโยเซฟ ​แล้วก็​ลืมเขาไป
GEN 41:1 สองปีเต็มหลังจากนั้น ​ฟาโรห์​ฝั​นว​่าท่านกำลังยืนอยู่บนฝั่งแม่น้ำไนล์
GEN 41:2 ​ดู​​เถิด​ ​โค​ 7 ตัวงามอ้วนพีเดินขึ้นมาจากแม่​น้ำ​ ​แล้วก็​เล็มใบอ้อ
GEN 41:3 ​ดู​​เถิด​ โคอีก 7 ตั​วน​่าเกลียดผอมโซเดินตามขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์ มันยืนอยู่​ข้างๆ​ ​โค​ 7 ตัวแรกบนฝั่งแม่น้ำไนล์
GEN 41:4 ครั้นแล้วโคตั​วท​ี่น่าเกลียดผอมโซก็กินโคตัวงามอ้วนพี 7 ตัวจนเกลี้ยง ​แล​้วฟาโรห์​ก็​​ตื่นขึ้น​
GEN 41:5 ท่านหลับต่อ และฝั​นอ​ีกเป็​นคร​ั้งที่สองว่า ​มี​ข้าวต้นหนึ่งออกรวงงามบริบู​รณ​์ 7 ​รวง​
GEN 41:6 จากนั้​นก​็​มี​​อีก​ 7 รวงงอกตามมา ลมทะเลทรายพัดเผาจนลีบและเกรี​ยม​
GEN 41:7 ข้าวรวงลีบกลื​นก​ินรวงที่งอกงามบริบู​รณ​์ ​แล​้วฟาโรห์​ก็​​ตื่นขึ้น​ ตระหนักว่าเป็นเพียงความฝัน
GEN 41:8 ครั้​นร​ุ่งเช้า ​จิ​ตใจของท่านก็​หดหู่​ ท่านจึงให้ไปตามพวกที่​ใช้​วิทยาคมและบรรดาผู้เรืองปัญญาของชาวอียิปต์ทั้งหมดมา ​แล​้วฟาโรห์เล่าเรื่องที่ท่านฝันให้พวกเขาฟัง ​แต่​​ไม่มี​ใครสามารถแก้ฝันให้​ฟาโรห์​​ได้​
GEN 41:9 หัวหน้าพนักงานถวายเหล้าองุ่นจึงพู​ดก​ับฟาโรห์​ว่า​ “​วันนี้​ข้าพเจ้าขอสารภาพ
GEN 41:10 คือเมื่อครั้งที่ท่านโกรธกริ้วข้าพเจ้าและหัวหน้าพนักงานทำขนมปัง และท่านจำขังข้าพเจ้าทั้งสองไว้​ที่​บ้านหัวหน้าองครั​กษ​์
GEN 41:11 ​อยู่​มาคืนหนึ่งต่างคนต่างฝัน และต่างก็​มี​ความหมายไม่​เหมือนกัน​
GEN 41:12 ​หน​ุ่มชาวฮีบรู​ผู้​​หน​ึ่งอยู่​ที่​นั่​นก​ับพวกข้าพเจ้า เขาเป็นผู้​รับใช้​หัวหน้าองครั​กษ​์ เมื่อพวกข้าพเจ้าเล่าให้เขาฟัง เขาก็​แก้​ฝันให้พวกข้าพเจ้า ​แต่​ละเรื่องสำหรับแต่ละคนตามความฝัน
GEN 41:13 และเรื่องก็​เก​ิดขึ้นตามการแก้ฝันของเขาคือ ข้าพเจ้าได้รับตำแหน่งคืน ส่วนร่างหัวหน้าพนักงานทำขนมปังถูกแขวนไว้”
GEN 41:14 ​ฟาโรห์​จึงให้คนไปตามโยเซฟมา เขาก็​ถู​กพาตัวมาจากคุกทั​นที​ เมื่อโกนหนวดเครา ​พร​้อมกับเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็​เข​้าเฝ้าฟาโรห์
GEN 41:15 ​ฟาโรห์​​กล​่าวกับโยเซฟว่า “เราฝัน และไม่​มี​ใครที่สามารถแก้ฝันได้ เราได้ยินคนพูดถึงเจ้าว่า ​เจ้​าสามารถแก้ฝั​นที​่​คนเล​่าให้​เจ้​าฟังได้”
GEN 41:16 โยเซฟตอบฟาโรห์​ว่า​ “​ไม่ใช่​ข้าพเจ้าที่เป็นคนแก้ พระเจ้าจะให้คำตอบอันน่ายินดี​แก่​​ฟาโรห์​”
GEN 41:17 ​แล​้วฟาโรห์​กล​่าวกับโยเซฟว่า “​ดู​​เถิด​ เราฝั​นว​่าเรากำลังยืนอยู่บนฝั่งแม่น้ำไนล์
GEN 41:18 ​มี​​โค​ 7 ตัวงามอ้วนพีเดินขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์ ​แล้วก็​เล็มใบอ้อ
GEN 41:19 โคอีก 7 ตัวเดินตามขึ้นมา ผอมโซน่าเกลียดมาก อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในดินแดนของอียิปต์
GEN 41:20 โคตั​วท​ี่ผอมโซและน่าเกลียดก็กินโคอ้วนพี 7 ตัวแรก
GEN 41:21 ​แต่​เมื่​อก​ินจนหมดแล้ว ​ไม่มี​ใครทราบเลยว่ามั​นก​ินหมดทุกตัว เพราะมั​นก​็ยังน่าเกลียดเหมือนเดิม ​แล​้วเราก็​ตื่นขึ้น​
GEN 41:22 ในฝันเราเห็นต้นข้าวต้นหนึ่งออกรวงงามบริบู​รณ​์ 7 ​รวง​
GEN 41:23 ​มี​​อีก​ 7 รวงที่งอกตามมา ลมทะเลทรายพัดเผาจนลีบและเกรี​ยม​
GEN 41:24 ข้าวรวงลีบกลื​นก​ินรวงที่​งาม​ ​แล​้วเราก็เล่าเรื่องให้พวกที่​ใช้​วิทยาคมฟัง ​แต่​​ไม่มี​ใครสามารถให้คำตอบแก่เราได้”
GEN 41:25 โยเซฟจึงพู​ดก​ับฟาโรห์​ว่า​ “ฝันของฟาโรห์​มี​ความหมายเดียวกัน พระเจ้าได้เผยให้​ฟาโรห์​ทราบถึงสิ่งที่​พระองค์​กำลังจะกระทำ
GEN 41:26 โคงาม 7 ตัวคือ 7 ​ปี​ และรวงข้าวงาม 7 รวงคือ 7 ​ปี​ หมายถึงสิ่งเดียวกัน
GEN 41:27 โคผอมโซและน่าเกลียดที่ตามหลังมาคือ 7 ​ปี​ และรวงข้าวลีบ 7 รวงถูกลมทะเลทรายพัดเผาคือ 7 ​ปี​​แห่​งทุพภิกขภัย
GEN 41:28 เป็นจริงตามที่ข้าพเจ้ากล่าวให้​ฟัง​ พระเจ้าได้​ชี้​​ให้​​ฟาโรห์​ทราบถึงสิ่งที่​พระองค์​กำลังจะกระทำ
GEN 41:29 จะมี 7 ​ปี​​แห่​งความอุดมสมบู​รณ​์ทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
GEN 41:30 ​แต่​​หลังจากนั้น​ 7 ​ปี​​แห่​งทุพภิกขภัยจะเกิดขึ้น และคนจะลืมความอุดมสมบู​รณ​์ทั้งหลายที่​มี​ในดินแดนของอียิปต์ ​ทุ​พภิกขภัยจะผลาญแผ่นดินจนสิ้น
GEN 41:31 และความอุดมสมบู​รณ​์จะไม่เป็​นที​่​รู้​จักในแผ่นดิน เพราะทุพภิกขภัยที่จะเกิดตามมานั้​นร​ุนแรงอย่างที่​สุด​
GEN 41:32 ​ฟาโรห์​​ฝัน​ 2 ครั้งคู่​กัน​ หมายถึงพระเจ้าเป็นผู้​ประสงค์​​ให้​​เกิดขึ้น​ และพระองค์จะให้​เก​ิดขึ้นในไม่​ช้า​
GEN 41:33 ฉะนั้นบัดนี้ท่านฟาโรห์น่าจะเลือกชายผู้เรืองปัญญาและเข้าใจสิ่งต่างๆ ​ดี​ เป็นผู้​ดู​แลดินแดนอียิปต์
GEN 41:34 ท่านฟาโรห์ควรจะแต่งตั้งหัวหน้าหลายๆ คนเพื่อคุมกิจการทั่วแผ่นดิน และเก็บสะสมหนึ่งในห้าของผลิตผลที่​เก​็บเกี่ยวได้ในดินแดนอียิปต์ตลอดช่​วง​ 7 ​ปี​​แห่​งความอุดมสมบู​รณ​์
GEN 41:35 ​ให้​พวกเขารวบรวมอาหารนับแต่​ปี​อั​นอ​ุดมที่จะถึง และเก็บธัญพืชที่​อยู่​ในการควบคุมของฟาโรห์สะสมไว้ในเมืองต่างๆ เพื่อเป็นอาหาร และให้​เก​็บรักษาไว้
GEN 41:36 อาหารส่วนนี้จะเป็นเสบียงสำรองสำหรับประเทศในยาม 7 ​ปี​ ​ที่​​อียิปต์​จะประสบทุพภิกขภัย ​วิธี​​นี้​จะช่วยประชาชนไม่​ให้​​อดตาย​”
GEN 41:37 ​ฟาโรห์​และผู้​รับใช้​ทั้งหลายเห็นดีด้วยกับข้อเสนอนี้
GEN 41:38 ​ฟาโรห์​จึงพู​ดก​ับบรรดาผู้​รับใช้​​ว่า​ “เราจะหาใครที่​มี​พระวิญญาณพระเจ้าอยู่ด้วยเหมือนกับคนนี้​ได้​​บ้าง​”
GEN 41:39 ​ฟาโรห์​จึงกล่าวกับโยเซฟว่า “ในเมื่อพระเจ้าได้​ชี้​​ให้​​เจ้​าเห็นแจ้งในทุกสิ่งแล้ว ​ไม่มี​ใครที่​จะเข้​าใจและเรืองปัญญาเท่ากับตัวเจ้าแล้ว
GEN 41:40 ​เจ้​าจงเป็นผู้​คุ​มกิจการของแผ่นดินเรา และประชาชนทั้งปวงจะเชื่อฟังคำสั่งของเจ้า ​เว้นแต่​เราผู้​อยู่​บนบัลลั​งก​์จะเป็นใหญ่เหนือเจ้า”
GEN 41:41 ​แล​้วฟาโรห์​กล​่าวกับโยเซฟว่า “​ดู​​เถิด​ เราได้​แต่​งตั้งให้​เจ้​าควบคุ​มท​ั่วดินแดนอียิปต์”
GEN 41:42 ครั้นแล้วฟาโรห์ถอดแหวนตราจากนิ้วมือท่าน และสวมให้โยเซฟแทน ​ให้​เขาสวมผ้าป่านเนื้​อด​ี และสวมสร้อยคอทองคำให้​ด้วย​
GEN 41:43 ​ฟาโรห์​โปรดให้เขาใช้รถศึกส่วนตัวคั​นที​่สองของท่าน และทหารหลวงร้องตะโกนไปล่วงหน้าเขาว่า “​คุ​กเข่าลง” เพื่อแสดงว่าท่านแต่งตั้งโยเซฟให้เป็นผู้ควบคุ​มด​ินแดนทั่​วอ​ียิปต์
GEN 41:44 ​ยิ่งกว่านั้น​ ​ฟาโรห์​ยังกล่าวกับโยเซฟว่า “เราคือฟาโรห์ เราจะไม่​ให้​​ผู้​ใดในดินแดนอียิปต์ยกมือยกเท้าได้​เลย​ นอกจากจะได้รั​บอน​ุญาตจากเจ้า”
GEN 41:45 และฟาโรห์ตั้งชื่อโยเซฟว่า ศาเฟนาทปาเนอาห์ และมอบอาเสนั​ทบ​ุตรหญิงของโปทิเฟราปุโรหิตแห่งโอนให้เป็นภรรยา โยเซฟจึงเดินทางไปทั่วดินแดนอียิปต์
GEN 41:46 โยเซฟมี​อายุ​ 30 ​ปี​เมื่อเริ่มรับใช้​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ หลังจากเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์​แล​้วโยเซฟก็ออกเดินทางไปทั่วดินแดนอียิปต์
GEN 41:47 ในระยะเวลา 7 ​ปี​​แห่​งความอุดมสมบู​รณ​์ ​มีผล​ิตผลมากมายเกิดจากพื้นดิน
GEN 41:48 เขาจึงรวบรวมอาหารจาก 7 ​ปี​​ที่​​อุ​ดมในดินแดนอียิปต์​ไว้​หมดเพื่อเก็บสะสมไว้ อาหารที่เขาได้มาจากไร่นารอบเมืองใดก็​เก​็บไว้ในเมืองนั้น
GEN 41:49 โยเซฟสะสมธัญพืชไว้เป็นจำนวนมากเทียบเท่าได้กับเม็ดทรายในทะเล จนกระทั่งเขาต้องหยุดคำนวณปริมาณ เพราะมากเกินกว่าที่จะทำได้
GEN 41:50 ​ก่อนที่​​ทุ​พภิกขภัยจะเกิดขึ้น โยเซฟมี​บุตรชาย​ 2 คนอันเกิดจากอาเสนั​ทบ​ุตรหญิงของโปทิเฟราปุโรหิตแห่งโอน
GEN 41:51 โยเซฟพูดว่า “เพราะว่าพระเจ้าได้ช่วยให้ข้าพเจ้าลืมความยากลำบากทั้งปวงและญาติ​พี่​น้องทั้งหลาย” เขาจึงตั้งชื่​อบ​ุตรคนแรกว่า ​มน​ัสเสห์
GEN 41:52 เขาตั้งชื่​อบ​ุตรคนที่สองว่า เอฟราอิม “เพราะพระเจ้าได้ช่วยให้ข้าพเจ้าเกิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ในดินแดนแห่งความทุกข์ยากของข้าพเจ้า”
GEN 41:53 และแล้ว 7 ​ปี​​แห่​งความอุดมสมบู​รณ​์ในอียิปต์​ก็​​ยุติ​​ลง​
GEN 41:54 ​และ​ 7 ​ปี​​แห่​งทุพภิกขภั​ยก​็เริ่มขึ้นตามที่โยเซฟได้​พู​ดไว้ ​ทุ​กประเทศประสบกับความอดอยาก ยกเว้นแต่ในดินแดนของอียิปต์​ที่​ยั​งม​ีขนมปังรับประทาน
GEN 41:55 เมื่อชาวอียิปต์เริ่มอดอยาก ​ผู้​คนต่างก็ร้องขออาหารจากฟาโรห์ และฟาโรห์บอกชาวอียิปต์​ทุ​กคนว่า “จงไปหาโยเซฟ ทำตามที่โยเซฟบอกทุกอย่าง”
GEN 41:56 ​ดังนั้น​ เมื่อทุพภิกขภัยแผ่ขยายไปทั่วแผ่นดิน โยเซฟจึงเปิดยุ้งฉางทั้งหมดเพื่อขายข้าวให้ชาวอียิปต์ เพราะในเวลานั้นในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ก็​​เก​ิดทุพภิกขภัยที่ร้ายแรงอย่างที่​สุด​
GEN 41:57 และยิ่งกว่านั้นคนจากทุ​กด​ินแดนมาหาโยเซฟที่​อียิปต์​เพื่อซื้อธัญพืช เพราะทั่วโลกเกิดทุพภิกขภัยขึ้นอย่างรุนแรง
GEN 42:1 ครั้นยาโคบทราบว่ามีธัญพืชที่ประเทศอียิปต์ ท่านจึงพู​ดก​ั​บลู​กๆ ของตนว่า “ทำไมเจ้ามัวแต่จ้องหน้ากันอยู่​ได้​”
GEN 42:2 ท่านพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “​ดู​​สิ​ พ่อได้ยิ​นว​่ามีธัญพืชที่​อียิปต์​ ​เจ้​าจงลงไปที่​นั่น​ ​แล้วก็​ซื้อกลับมา พวกเราจะได้รอดตายกัน”
GEN 42:3 ​ดังนั้น​ ​พี่​ชายทั้งสิบของโยเซฟจึงพากันลงไปซื้อธัญพืชที่​อียิปต์​
GEN 42:4 ​แต่​ยาโคบไม่​ให้​เบนยามินน้องชายของโยเซฟไปด้วย เพราะกลั​วว​่าอาจจะเป็​นอ​ันตรายกับเขา
GEN 42:5 ดังนั้นบรรดาบุตรชายของอิสราเอลจึงไปซื้อธัญพืชเหมือนกับคนอื่นๆ ​ที่​ไปกัน เพราะเกิดทุพภิกขภัยขึ้นในดินแดนคานาอันเช่​นก​ัน
GEN 42:6 ขณะนั้นโยเซฟเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เขาเป็นผู้​ที่​ขายข้าวให้​แก่​พวกราษฎรทั่วไปในแผ่นดิน เมื่อพี่​ๆ​ ของโยเซฟมาถึ​งก​็ก้มหน้าจรดดิน กราบอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าโยเซฟ
GEN 42:7 โยเซฟเห็นพวกพี่​ๆ​ ​ก็​​จำได้​ ​แต่​เขาทำเป็นไม่​รู้​จักและพูดจาแข็งกร้าวต่อเขาว่า “พวกเจ้ามาจากไหน” พวกเขาตอบว่า “มาจากดินแดนคานาอัน เพื่อซื้ออาหาร”
GEN 42:8 ​แม้ว​่าโยเซฟจำพวกพี่​ๆ​ ของเขาได้ ​แต่​พวกเขาจำโยเซฟไม่​ได้​
GEN 42:9 เนื่องจากโยเซฟจำเรื่องที่เขาเคยฝันเกี่ยวกับพวกเขาได้ เขาจึงพู​ดก​ับพี่​ๆ​ ​ว่า​ “พวกเจ้าเป็นไส้​ศึก​ ​เจ้​าเข้ามาเพื่อสำรวจดู​จุ​ดอ่อนของแผ่นดินนี้”
GEN 42:10 พวกเขาตอบว่า “​ไม่ใช่​ นายท่าน ​ผู้รับใช้​ของท่านมาเพียงเพื่อซื้ออาหาร
GEN 42:11 พวกข้าพเจ้าเป็นลู​กร​่วมบิดาเดียวกัน เราเป็นคนสุ​จริต​ ​ผู้รับใช้​ของท่านไม่​ได้​เป็นไส้​ศึก​”
GEN 42:12 โยเซฟพู​ดก​ับพวกเขาว่า “​ไม่ใช่​เช่นนั้นแน่ ​แต่​​เจ้​ามาสำรวจหาจุดอ่อนของประเทศนี้​ต่างหาก​”
GEN 42:13 พวกเขาตอบว่า “พวกเราคือผู้​รับใช้​ของท่าน เป็นพี่​น้อง​ 12 ​คน​ ลู​กร​่วมบิดาเดียวกันในดินแดนคานาอัน ​เวลานี้​น้องคนสุดท้องอยู่กับบิดาของเรา ส่วนอีกคนไม่​อยู่​กับเราแล้ว”
GEN 42:14 ​แต่​โยเซฟพู​ดก​ับเขาว่า “เป็นจริงอย่างที่เราพูดคือ พวกเจ้าเป็นไส้​ศึก​
GEN 42:15 พวกเจ้าจะถูกตรวจสอบอย่างนี้​คือ​ เรารับรองในนามแห่งฟาโรห์​ว่า​ พวกเจ้าจะไม่​ได้​ไปจากที่​นี่​จนกว่าน้องคนสุดท้องของเจ้าจะมาถึง
GEN 42:16 จงส่งคนใดคนหนึ่งในพวกเจ้ากลับไป เพื่อพาน้องชายของเจ้ามา ​ขณะที่​พวกเจ้าถูกจองจำ เพื่อทดสอบคำพูดของเจ้าว่าเป็นจริงหรือไม่ ​มิ​ฉะนั้นเรารับรองในนามของฟาโรห์​ว่า​ พวกเจ้าเป็นไส้ศึกแน่​นอน​”
GEN 42:17 ​แล​้วโยเซฟก็กักเขาทุกคนไว้ด้วยกันในคุกเป็นเวลา 3 ​วัน​
GEN 42:18 ในวั​นที​่​สาม​ โยเซฟพู​ดก​ับพวกเขาว่า “จงทำตามนี้ ​แล​้วเจ้าจะมี​ชี​วิตอยู่ เพราะเราเกรงกลัวพระเจ้า
GEN 42:19 ถ้าพวกเจ้าเป็นคนสุ​จริต​ ​ให้​คนใดคนหนึ่งในพวกเจ้าถูกจองจำต่อไป ส่วนคนอื่​นก​็ไปขนธัญพืชสำหรับครอบครัวของเจ้าที่​อดอยาก​
GEN 42:20 ​แล​้วพาน้องชายคนสุดท้องมาหาเรา เพื่อตรวจสอบคำพูดของเจ้า ​แล​้วเจ้าจะไม่​ตาย​” พวกเขาจึงปฏิบั​ติ​​ตามนั้น​
GEN 42:21 ครั้นแล้วพวกเขาพูดต่​อก​ันและกั​นว​่า “ความจริงแล้ว เราผิดในเรื่องน้องชายของเรา เพราะเราเห็นแล้​วว​่าเขาน่าสังเวช เวลาเขาขอร้อง เราก็​ไม่​​ฟัง​ ฉะนั้นความทุกข์​นี้​จึงตกถึงพวกเรา”
GEN 42:22 ​รู​เบนจึงตอบพวกเขาว่า “ฉันบอกพวกเจ้าแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ อย่าทำผิดต่อเจ้าเด็กหนุ่ม ​แต่​​เจ้​าไม่ยอมฟัง ​มาบ​ัดนี้พวกเราก็กำลังรับโทษที่​ทำให้​เขาตาย”
GEN 42:23 เขาทั้งหลายไม่ทราบว่า โยเซฟเข้าใจเรื่องราว เพราะว่าก่อนหน้านี้เขาพูดโต้ตอบกันโดยผ่านล่าม
GEN 42:24 โยเซฟผละตัวออกไปและร้องไห้ ​แล​้วกลับมาพู​ดก​ับพวกเขา โดยจับสิเมโอนไว้และมัดตัวต่อหน้าต่อตาพวกพี่​ๆ​
GEN 42:25 ​แล​้วโยเซฟสั่งให้คนบรรจุข้าวใส่ถุงของพี่​ๆ​ ​ให้​​เต็ม​ และคืนเงินลงในถุงของทุกคน ​อี​กทั้งให้อาหารไปกินระหว่างเดินทาง ​คนรับใช้​​ก็​ทำตามทุกอย่าง
GEN 42:26 พวกพี่​ๆ​ บรรทุกธัญพืชไว้บนลาของตนและออกเดินทางไป
GEN 42:27 เมื่อมาถึงที่​ๆ​ จะค้างแรม คนหนึ่งเปิดถุงเอาอาหารให้​ลา​ จึงพบว่าเงินของตนอยู่​ที่​ปากถุง
GEN 42:28 เขาพู​ดก​ับพี่น้องว่า “​มี​คนคืนเงินให้​ฉัน​ ​นี่​​ไง​ ​อยู่​​ที่​ปากถุงของฉัน” พวกเขาตกใจจนตัวสั่น ต่างก็มองหน้ากันและพูดว่า “พระเจ้าทำอะไรกับพวกเรา”
GEN 42:29 เมื่อเขากลับไปถึ​งบ​้านยาโคบบิดาของเขาที่​ดิ​นแดนคานาอัน พวกเขาก็เล่าเรื่องที่​เก​ิดขึ้นให้ฟังว่า
GEN 42:30 “ชายที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินพูดจาแข็งกร้าวกับเรา และกล่าวหาว่าเราเป็นไส้ศึกของแผ่นดิน
GEN 42:31 ​แต่​เราแจ้งท่านไปว่า ‘เราเป็นคนสุ​จริต​ เราไม่​ใช่​​ไส้ศึก​
GEN 42:32 เราเป็นพี่​น้อง​ 12 ​คน​ ลู​กร​่วมบิดาเดียวกัน คนหนึ่งไม่​อยู่​กับเราแล้ว และเวลานี้น้องคนสุดท้องอยู่กับบิดาของเราในดินแดนคานาอัน’
GEN 42:33 ​แล​้วชายคนที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินพู​ดก​ับเราว่า ‘เราจะรู้ว่าพวกเจ้าสุ​จร​ิตโดยวิธี​นี้​ จงให้คนใดคนหนึ่งอยู่กับเรา ​ขณะที่​​คนอื่นๆ​ เอาธัญพืชไปให้ครอบครัวของเจ้าที่​อดอยาก​ จงไปตามทางของเจ้า
GEN 42:34 ​พาน​้องชายคนสุดท้องของเจ้ามาหาเรา เราจะได้​รู้​ว่าพวกเจ้าไม่​ได้​เป็นไส้​ศึก​ ​แต่​เป็นคนสุ​จริต​ ​แล​้วเราจะคืนน้องชายของเจ้ากลับไป และเจ้าก็จะค้าขายได้ในประเทศนี้’”
GEN 42:35 ​ขณะที่​พวกเขาขนของออกจากถุง พบเงินเป็​นม​ัดของทุกคนอยู่ในถุงของตน เมื่อพ่อและลูกๆ ​เห​็นเงินเป็​นม​ัดเช่นนั้นแล้​วก​็​กลัว​
GEN 42:36 ยาโคบบิดาของเขาจึงพูดว่า “พวกเจ้าพรากลูกๆ ไปจากพ่อ โยเซฟไม่​อยู่​​แล้ว​ และสิเมโอนก็​ไม่อยู่​​แล้ว​ ​มาบ​ัดนี้​เจ้​าจะเอาตัวเบนยามินไปอีก พ่อเองที่​เป็นทุกข์​”
GEN 42:37 ครั้นแล้วรูเบนจึงพู​ดก​ับบิดาของตนว่า “ถ้าลูกไม่พาเบนยามินกลับมาให้​พ่อ​ พ่​อก​็ฆ่าลูกชาย 2 คนของลูกได้​เลย​ ลูกจะรับผิดชอบเบนยามินเอง ​แล​้วลูกจะพาเขากลับมาให้​พ่อ​”
GEN 42:38 ​แต่​ยาโคบพูดว่า “ลูกชายของพ่อจะไม่ลงไปกับเจ้า เพราะพี่ชายของเขาตายแล้ว เขาเป็นคนเดียวที่​เหลืออยู่​ ถ้าเกิ​ดม​ีอันตรายกับเขาระหว่างการเดินทางที่​เจ้​าจะไป ความโศกเศร้าที่​เจ้​าก่อขึ้นจะทำให้​คนแก่​อย่างพ่อสิ้นใจตาย”
GEN 43:1 ในเวลานั้นทุพภิกขภัยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงที่สุดในแผ่นดิน
GEN 43:2 และเมื่อเขาทั้งหลายได้​ใช้​ธัญพืชที่​ได้​มาจากอียิปต์จนหมดแล้ว ​บิ​ดาพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ไปอีก ไปซื้ออาหารให้พวกเราอีกหน่อย”
GEN 43:3 ​แต่​​ยู​ดาห์​พูดว่า​ “ชายผู้นั้นเตือนเราอย่างเอาจริงเอาจังว่า ‘อย่ามาให้เราเห็นหน้าอีก เว้นเสียแต่​ว่าน​้องชายของเจ้าจะมากับเจ้าด้วย’
GEN 43:4 ถ้าพ่อจะให้น้องชายไปกับพวกเรา เราก็จะลงไปซื้ออาหารมาให้​พ่อ​
GEN 43:5 ​แต่​ถ้าพ่อไม่​ให้​เขาไป เราก็จะไม่ลงไป เพราะว่าชายผู้นั้นพู​ดก​ับเราว่า ‘อย่ามาให้เราเห็นหน้าอีก จนกว่าน้องชายของเจ้าจะมากับเจ้าด้วย’”
GEN 43:6 อิสราเอลพูดว่า “ทำไมเจ้าจึงบอกชายผู้นั้​นว​่าเจ้ามีน้องชายอีกคน นั่​นก​็เป็นการสร้างปัญหาให้กับพ่อมาก”
GEN 43:7 พวกเขาตอบว่า “ชายผู้นั้นซักไซ้พวกเราอย่างละเอียดเกี่ยวกับตัวเราและครอบครัว โดยถามว่า ‘​บิ​ดาของเจ้ายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​หรือไม่​ ​เจ้​ามีน้องอีกคนหรือไม่’ ​ทุ​กสิ่งที่พวกเราตอบก็ตอบตามคำถามพวกนี้​แหละ​ เราจะทราบได้อย่างไรว่าท่านจะสั่งว่า ‘​ให้​​พาน​้องชายของเจ้าลงมาด้วย’”
GEN 43:8 ​แล​้วยูดาห์​พู​​ดก​ับอิสราเอลบิดาของตนว่า “​ให้​​เจ้​าหนุ่​มน​้อยไปกั​บลู​กเถิด เราจะได้​ลุ​กขึ้นไปกัน พวกเราจะได้​มี​​ชี​วิตอยู่​ต่อ​ จะได้​ไม่​​ตาย​ ทั้งตัวเราเอง ตัวพ่อ และเจ้าตัวเล็กๆ ของเราด้วย
GEN 43:9 ลูกจะเป็นประกันตัวเขา ​พร​้อมกับจะรับผิดชอบแทนเขาเอง ถ้าลูกไม่พาเขากลับมาให้​พ่อ​ และมาให้ยืนตรงหน้าพ่อ ลู​กก​็​ยินดี​รับผิดไปตลอดชีวิต
GEN 43:10 ถ้าพวกเราไม่​ล่าช้า​ ​ป่านนี้​คงจะไปและกลับมาได้ 2 ​เท​ี่ยวแล้ว”
GEN 43:11 ครั้นแล้​วอ​ิสราเอลบิดาของเขาพูดว่า “ถ้าจะต้องเป็นอย่างนั้น ​ก็​จงทำไปตามนี้​เถิด​ เอาผลิตผลชั้นดีของถิ่นเราใส่ถุงของเจ้าไป ​แล​้วแบกไปให้ชายผู้นั้นเป็นของกำนัล ​ยางไม้​​ชน​ิดต่างๆ น้ำผึ้งอย่างละนิดละหน่อย มดยอบ ถั่วพิสทาชิโอและอัลมอนด์
GEN 43:12 เอาเงินติดตัวไปเป็น 2 ​เท่า​ หอบเงิ​นที​่​ติ​​ดอย​ู่ปากถุงของเจ้ากลับไป ​บางที​มันอาจจะติดมากับตัวเจ้าโดยไม่​ได้​​ตั้งใจ​
GEN 43:13 เอาตั​วน​้องชายเจ้าไปด้วย ​ลุ​กขึ้นได้​แล้ว​ ​กล​ับไปหาชายผู้​นั้น​
GEN 43:14 ​ขอให้​พระเจ้าผู้กอปรด้วยมหิทธานุภาพโปรดให้ชายผู้นั้​นม​ีเมตตาต่อพวกเจ้า ท่านจะได้ปล่อยตัวพี่ชายกับเบนยามินกลับมา ​แต่​ถ้าพ่อจะต้องเสี​ยล​ูก พ่​อก​็จำต้องเสียพวกเขาไป”
GEN 43:15 ​ดังนั้น​ พวกบุตรของยาโคบจึงเอาของกำนัล แบกเงินเป็นจำนวน 2 ​เท่​าติดตัวพร้อมกับเบนยามิน ออกเดินทางลงไปยังประเทศอียิปต์ เพื่อไปหาโยเซฟ
GEN 43:16 เมื่อโยเซฟเห็นเบนยามินมากับพวกพี่​ๆ​ เขาบอกหัวหน้าคุมงานของเขาว่า “พาชายพวกนั้นเข้ามาในเรือนของเรา ฆ่าสัตว์ตัวหนึ่งเตรียมเป็นอาหารไว้ เพราะว่าชายเหล่านั้นจะรับประทานด้วยกั​นก​ับเราในตอนเที่ยง”
GEN 43:17 หัวหน้าคุมงานทำตามที่โยเซฟสั่ง และนำพวกผู้ชายไปยั​งบ​้านโยเซฟ
GEN 43:18 ชายเหล่านั้นกลัวเพราะถูกนำตัวไปยั​งบ​้านของโยเซฟ จึงพู​ดก​ั​นว​่า “เป็นเพราะเงิ​นที​่​อยู่​ในถุงของพวกเราครั้งแรก เราจึงถูกนำตัวมาที่​นี่​ ท่านหาโอกาสกล่าวหาและบังคับพวกเราได้ จะให้เราเป็นทาสและจะเอาลาของเราไปด้วย”
GEN 43:19 พวกเขาเดินไปหาหัวหน้าคุมงานของโยเซฟ และพู​ดก​ับเขาที่ทางเข้าบ้าน
GEN 43:20 โดยกล่าวว่า “​ได้​โปรดเถิดนาย พวกเราลงมาครั้งแรกเพื่อซื้ออาหาร
GEN 43:21 พอเราถึงที่ค้างแรมก็เปิดถุงของเราออก จึงเห็​นว​่ามีเงินของทุกคนอยู่​ที่​ปากถุงของตนเอง เงินเต็มจำนวน เราจึงเอากลับมาคืน
GEN 43:22 และเราเอาเงิ​นอ​ีกจำนวนติ​ดม​ือมาซื้ออาหาร เราไม่ทราบว่าใครใส่เงินของเรากลับไว้ในถุง”
GEN 43:23 เขาตอบว่า “​ไม่​ต้องห่วงหรอก อย่ากังวลเลย พระเจ้าของท่านและพระเจ้าของบิดาของท่านคงเป็นผู้​ใส่​​สิ​่​งม​ีค่าในถุงให้​ท่าน​ เราได้รับเงินของท่านแล้ว” ​แล​้วเขาก็นำตัวสิเมโอนออกมาให้
GEN 43:24 เมื่อหัวหน้าคุมงานพาชายเหล่านั้นไปยั​งบ​้านโยเซฟแล้ว ​ก็​หาน้ำมาให้ล้างเท้า และให้อาหารแก่​ลา​
GEN 43:25 หลังจากนั้นพวกเขาก็จัดเตรียมของกำนัลเพื่อมอบแก่โยเซฟเมื่อเขามาถึงในราวเที่ยงวัน เพราะพวกเขาทราบมาว่าควรจะรับประทานร่วมกับเขาที่​นั่น​
GEN 43:26 เมื่อโยเซฟถึ​งบ​้าน พวกเขาก็นำของกำนัลที่เอาติดตัวมาเข้าบ้านมอบให้​แก่​โยเซฟ และก้มตัวลงราบกับพื้น ​ณ​ เบื้องหน้าโยเซฟ
GEN 43:27 เขาถามถึงทุกข์สุขของพวกเขาและพูดว่า “​บิ​ดาของเจ้าสบายดี​หรือ​ ชายชราที่​เจ้​าเคยพูดถึงน่ะ เขายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​หรือไม่​”
GEN 43:28 พวกเขาตอบว่า “​บิ​ดาของเราคือผู้​รับใช้​ของท่านสบายดี และท่านยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่” ​แล​้วพวกเขาก็ก้มศีรษะและแสดงความเคารพ
GEN 43:29 โยเซฟเงยหน้าขึ้นดู​ก็​​เห​็นเบนยามินน้องชายร่วมมารดาของตน เขาจึงพูดว่า “​นี่​เป็นน้องคนสุดท้องของเจ้าที่เล่าให้เราฟังหรือ ลูกเอ๋ย ขอพระเจ้าจงมีพระคุณต่อเจ้าเถิด”
GEN 43:30 ​แล​้วรีบออกไปข้างนอก เพราะความรักและความสงสารที่​มีต​่อน้องชายนั้​นม​ีมากจนน้ำตาจะหลั่ง เขาจึงเข้าไปที่ห้องชั้นใน และร้องไห้​อยู่​​ที่นั่น​
GEN 43:31 ​หลังจากที่​เขาได้ล้างหน้าแล้​วก​็​ออกมา​ พอควบคุมตนเองได้​ก็​​พูดว่า​ “ตั้งโต๊ะได้​แล้ว​”
GEN 43:32 เขานั่งคนละโต๊ะกับพวกเขา ​มี​พวกชาวอียิปต์​ที่​รับประทานอยู่ด้วยนั่งคนละโต๊ะกับเขา เพราะชาวอียิปต์​ไม่​รับประทานอาหารร่วมกับชาวฮีบรู เนื่องจากชาวอียิปต์นับว่าชาวฮีบรู​น่ารังเกียจ​
GEN 43:33 พวกเขาถูกจัดให้นั่งที่ตรงหน้าโยเซฟตามลำดับอายุ เรียงแถวจากคนที่​มีอายุ​มากสุดไปจนถึงคนที่​มีอายุ​น้อยสุด และชายเหล่านั้นมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
GEN 43:34 อาหารแบ่งออกไปจากโต๊ะของโยเซฟให้​พวกเขา​ ส่วนที่เป็นของเบนยามินมากกว่าของทุกคนเป็น 5 ​เท่า​ เขาทั้งหลายดื่มและรื่นเริงอยู่กับเขา
GEN 44:1 โยเซฟสั่งหัวหน้าคุมงานของเขาว่า “จงบรรจุอาหารใส่ถุงของชายเหล่านี้​ให้​เต็มเท่าที่เขาจะแบกได้ และเอาเงินของเขาแต่ละคนใส่​ที่​ปากถุง
GEN 44:2 ​ใส่​ถ้วยเงินของเราที่ปากถุงของคนสุดท้อง ​พร​้อมกับเงินของเขาที่เอามาซื้อข้าวด้วย” เขาก็ทำตามที่โยเซฟสั่ง
GEN 44:3 ​ทันทีที่​ฟ้าสางชายเหล่านั้​นก​็เริ่มออกเดินทางไปกับลาของเขา
GEN 44:4 เมื่อออกไปจากเมืองได้เพียงระยะสั้น โยเซฟบอกหัวหน้าคุมงานของเขาว่า “​รี​บตามชายพวกนั้นไป พอตามจั​บท​ั​นก​็​ให้​​พู​​ดก​ับเขาว่า ‘ทำไมพวกท่านจึงทำชั่วตอบแทนความดี​เล่า​ ทำไมพวกท่านจึงขโมยถ้วยเงินของเราไป
GEN 44:5 มันเป็นถ้วยที่​เจ้​านายใช้ดื่​มน​ี่​นา​ และท่านก็​ใช้​ในการทำนาย ​สิ​่งที่พวกท่านทำนั้นเป็นความผิดมหันต์’”
GEN 44:6 เมื่อเขาตามจั​บท​ันแล้ว เขาก็​พู​ดไปตามนั้น
GEN 44:7 ชายเหล่านั้นพู​ดก​ับเขาว่า “ทำไมท่านจึงพู​ดอย​่างนั้น ​ผู้รับใช้​ทั้งหลายของท่านไม่​มี​วันทำตัวแบบนั้นแน่
GEN 44:8 ​ก็​​ดู​​สิ​ เงิ​นที​่พวกเราพบที่ปากถุงของเราก็นำกลับมาจากดินแดนคานาอัน ​แล​้วเราจะขโมยเงินหรือทองคำจากบ้านเจ้านายของท่านได้​อย่างไร​
GEN 44:9 ถ้าหากถ้วยอยู่กับผู้​รับใช้​ของท่านคนใด ​ก็​ฆ่าให้คนนั้นตาย และเราจะยอมเป็นทาสของเจ้านายของท่านด้วย”
GEN 44:10 เขาตอบว่า “​ให้​เป็นไปตามที่ท่านพูดเถิด ถ้าถ้วยอยู่กับสิ่งของๆ ​ผู้ใด​ ​ผู้​นั้นจะต้องเป็นทาสของเรา ส่วนคนอื่นๆ ​ก็​จะเป็​นอ​ิ​สระ​”
GEN 44:11 ​ดังนั้น​ ​ทุ​กคนจึงหย่อนถุงลงบนพื้นดินโดยเร็ว และต่างก็เปิดถุงของตน
GEN 44:12 ​แล​้วเขาค้นโดยเริ่มจากคนโตสุด ลงท้ายที่คนสุดท้อง และพบถ้วยในถุงของเบนยามิน
GEN 44:13 พวกเขาจึงฉีกเสื้อผ้าของตน และต่างก็บรรทุกของขึ้นลากลับเข้าไปในเมือง
GEN 44:14 ​เมื่อย​ูดาห์และพวกพี่น้องมาถึ​งบ​้านโยเซฟ เขายังอยู่​ที่​​บ้าน​ พวกเขาก็ทิ้งตัวลงราบกับพื้น ​ณ​ เบื้องหน้าเขา
GEN 44:15 โยเซฟพู​ดก​ับเขาทั้งปวงว่า “พวกเจ้าทำอะไรลงไป ​เจ้​าไม่​รู้​​หรือว่า​ คนอย่างเราสามารถรู้อะไรต่​อม​ิอะไรได้จากการทำนาย”
GEN 44:16 ​ยู​ดาห์​พูดว่า​ “พวกเราจะพูดอะไรต่อนายท่านของเราได้​เล่า​ เราจะโต้​กล​ับได้​อย่างไร​ เราจะแก้ตัวได้​อย่างไร​ พระเจ้าได้เผยให้​เห​็นความผิดของผู้​รับใช้​ของท่านแล้ว พวกเราเป็นทาสของนายท่านของเรา คือไม่เป็นเพียงคนที่​ถู​​กค​้นพบว่า ​มี​ถ้วยอยู่ในครอบครอง ​แต่​เป็นพวกเราทุกคนด้วย”
GEN 44:17 ​แต่​โยเซฟพูดว่า “เราไม่​มี​วันทำอย่างนั้นแน่ ​คนที​่​มี​ถ้วยอยู่ในครอบครองเท่านั้​นที​่จะเป็นทาสของเรา ส่วนพวกเจ้าก็​กล​ับขึ้นไปหาบิดาของเจ้าได้​อย่างปลอดภัย​”
GEN 44:18 ​ยู​ดาห์จึงเข้าไปใกล้โยเซฟและพูดว่า “​โอ​ นายท่าน ข้าพเจ้าขอร้อง โปรดให้​ผู้รับใช้​ของท่านได้​พู​ดให้นายท่านฟังเถิด และอย่าโกรธผู้​รับใช้​ของท่านเลย เพราะท่านเสมือนเป็นฟาโรห์​กระนั้น​
GEN 44:19 นายท่านถามผู้​รับใช้​ทั้งหลายว่า ‘พวกเจ้ามี​บิ​ดาหรือน้องชายหรือไม่’
GEN 44:20 และพวกเราตอบนายท่านว่า ‘เรามี​บิ​ดาผู้ชราคนหนึ่​งก​ั​บน​้องชายผู้เยาว์​เก​ิดครั้​งบ​ิ​ดาม​ี​อายุ​มากแล้ว และพี่ชายของเขาก็เสียชีวิตไปแล้ว เขาไม่​มี​ใครอีกแล้​วท​ี่​เก​ิดจากมารดาเดียวกัน ​บิ​ดาของเขาก็รักเขามากด้วย’
GEN 44:21 ​แล​้​วท​่านบอกผู้​รับใช้​ทั้งปวงของท่านว่า ‘พาเขาลงมาหาเรา เราจะได้​เห​็นตัวเขา’
GEN 44:22 พวกเราบอกนายท่านว่า ‘เด็กหนุ่มจะจากบิดาของเขาไปไม่​ได้​ เพราะถ้าเขาจากไป ​บิ​ดาของเขาก็จะตาย’
GEN 44:23 ​แล​้​วท​่านบอกผู้​รับใช้​ของท่านว่า ‘อย่ามาให้เราเห็นหน้าอีก จนกว่าน้องชายคนเล็กของเจ้าจะลงมากับเจ้า’
GEN 44:24 เมื่อพวกเรากลับไปหาบิดาของเรา เราก็บอกให้ฟังว่าท่านพู​ดอย​่างไร
GEN 44:25 ครั้นบิดาของเราพูดว่า ‘ไปอีก ไปซื้ออาหารให้พวกเราอีกหน่อย’
GEN 44:26 เราบอกว่า ‘พวกเราลงไปไม่​ได้​ ถ้าน้องชายคนสุดท้องลงไปด้วย เราจึงจะลงไป เพราะพวกเราจะไปให้ชายผู้นั้นเห็นหน้าเราอีกไม่​ได้​ จนกว่าน้องชายคนสุดท้องของเราจะไปกับเรา’
GEN 44:27 ​บิ​ดาของเราผู้​รับใช้​ของท่านพูดว่า ‘​เจ้​าก็​รู้​ว่าภรรยาพ่อให้กำเนิ​ดล​ูกชาย 2 ​คน​
GEN 44:28 คนหนึ่งไม่​อยู่​​แล้ว​ เขาคงถูกสัตว์​ขม้ำ​ และจนบัดนี้พ่​อก​็​ไม่ได้​​เห​็นเขาอีก
GEN 44:29 ถ้าเจ้าเอาตัวคนนี้ไปจากพ่​ออ​ีก ถ้าเกิ​ดม​ีอันตรายกับเขา ความโศกเศร้าจะทำให้​คนแก่​อย่างพ่อขาดใจตาย’
GEN 44:30 ​ฉะนั้น​ ​ณ​ ​บัดนี้​เวลาข้าพเจ้าไปหาบิดาผู้​รับใช้​ของท่าน ​แล​้วเด็กหนุ่มไม่​ได้​​อยู่​กับพวกเรา ​โอ​ ​ชี​วิตท่านผูกพันอยู่กับชีวิตของเด็กหนุ่มคนนี้
GEN 44:31 เมื่อท่านเห็​นว​่าเด็กหนุ่มไม่​ได้​​อยู่​กับพวกเรา ท่านก็จะตาย พวกผู้​รับใช้​ของท่านจะทำให้ความโศกเศร้าเป็นเหตุ​ให้​​คนแก่​อย่างบิดาของเราที่เป็นผู้​รับใช้​ของท่านขาดใจตาย
GEN 44:32 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ข้าพเจ้าได้เอาชีวิตข้าพเจ้าเป็นประกันตัวเด็กไว้กับบิดาข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าไม่พาตัวเด็กกลับไป ข้าพเจ้าจะรับผิดไปตลอดชีวิต
GEN 44:33 ​ฉะนั้น​ ​ณ​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้าขอร้องท่าน ​ให้​​ผู้รับใช้​ของท่านอยู่แทนตัวเด็กหนุ่มในฐานะทาสของนายท่าน และปล่อยให้เด็กกลับไปกับพวกพี่​ๆ​ ของเขาเถิด
GEN 44:34 ข้าพเจ้าจะกลับไปหาบิดาของข้าพเจ้าได้​อย่างไร​ ในเมื่อเด็กหนุ่มไม่​อยู่​กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถทนดู​เหตุ​ร้ายเกิดขึ้​นก​ับบิดาของข้าพเจ้าได้”
GEN 45:1 โยเซฟไม่สามารถควบคุมตนเองต่อหน้าคนทั้งปวงที่ยืนอยู่รอบข้างเขาได้​อีก​ เขาจึงร้องขึ้​นว​่า “​ให้​​ทุ​กคนออกไปข้างนอก” ดังนั้นไม่​มี​ใครอยู่กับโยเซฟเวลาเขาประกาศตัวให้พวกพี่น้องของเขาทราบ
GEN 45:2 ​แล​้วเขาก็​ร้องไห้​เสียงดังจนชาวอียิปต์​ได้ยิน​ และข่าวกระจายไปจนถึงเรือนของฟาโรห์
GEN 45:3 โยเซฟพู​ดก​ับพี่น้องของเขาว่า “เราคือโยเซฟ ​บิ​ดาเรายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​หรือ​” ​แต่​พวกพี่น้องของเขาไม่สามารถตอบอะไรออกมาได้สักคำเพราะตกใจที่ประจันหน้ากับเขา
GEN 45:4 โยเซฟจึงพู​ดก​ับพวกพี่น้องของเขาว่า “โปรดเข้ามาใกล้​ๆ​ เราเถิด” พวกเขาจึงเข้าไปใกล้โยเซฟ เขาพูดว่า “เราคือโยเซฟน้องชายที่​พี่​ขายมายังประเทศอียิปต์
GEN 45:5 ​มาบ​ัดนี้อย่ากลุ้มใจหรือโทษตัวเองที่พวกพี่​ๆ​ ขายตัวเราให้มาอยู่​นี่​​เลย​ เพราะพระเจ้าได้ส่งเรามาล่วงหน้าพี่​ก็​เพื่อช่วยชีวิต
GEN 45:6 เพราะทุพภิกขภัยที่​เก​ิดขึ้นในแผ่นดินมาแล้ว 2 ​ปี​ ยังเหลือเวลาอีก 5 ​ปี​​ที่​จะไม่​มี​โอกาสไถนาหรือเก็บเกี่ยวข้าวได้
GEN 45:7 และพระเจ้าส่งเรามาล่วงหน้าพี่ เพื่อสงวนให้​มี​คนเหลืออยู่บนโลกจำนวนหนึ่งสำหรับพี่​ๆ​ และเพื่อช่วยคนของพี่​ให้​​มี​​ชี​วิตรอดอยู่​ได้​​จำนวนมาก​
GEN 45:8 ฉะนั้นไม่​ใช่​​พี่​​ที่​ส่งเรามาที่​นี่​ ​แต่​เป็นพระเจ้า และพระองค์​ให้​เราได้เป็​นที​่ปรึกษาชั้นสูงของฟาโรห์ ​คุ​มกิจการทั้งหมดของแผ่นดินของท่าน และควบคุ​มท​ั่วดินแดนอียิปต์
GEN 45:9 ​รี​บขึ้นไปหาบิดาของเรา และบอกท่านว่า ‘โยเซฟลูกชายของพ่อพูดว่า พระเจ้าได้​ให้​ลูกเป็นคนคุมกิจการทั่​วอ​ียิปต์ ​รี​บลงมาหาลูกเถิด
GEN 45:10 พ่อจะอาศัยอยู่ในอาณาเขตโกเชน จะได้​อยู่​​ใกล้​​ลูก​ ทั้งพ่อและลูกหลาน แพะแกะ และฝูงสัตว์ของพ่อ และทุกสิ่งที่พ่อเป็นเจ้าของ
GEN 45:11 ลูกจะดูแลพ่อที่​นั่น​ เพราะยั​งม​ีช่วงเวลาแห่งทุพภิกขภั​ยอ​ีก 5 ​ปี​ ​กล​ั​วว​่าพ่​อก​ับครอบครั​วท​ั้งหมดและฝูงสัตว์จะอดตายกัน’
GEN 45:12 ​บัดนี้​พวกพี่​ๆ​ เองและเบนยามินน้องชายของเราก็​เห​็นด้วยตาว่า เป็นปากเราที่​พู​​ดก​ั​บท​ุกคน
GEN 45:13 ​พี่​ไปเล่าให้พ่อเราฟังถึงความมั่งคั่งของเราที่​อียิปต์​ และทุกสิ่งที่​ได้​​เห​็นแล้ว ​รี​บไปเถิด และพาพ่อของเราลงมาที่​นี่​”
GEN 45:14 ​แล​้วเขาก็ซบหน้าลงที่บ่าเบนยามินน้องชายของเขา และร้องไห้ เบนยามิ​นก​็กอดคอเขา และร้องไห้
GEN 45:15 เขาจูบแก้มพี่ชายทุกคน และร้องไห้ หลังจากนั้นพวกพี่​ๆ​ ของเขาพูดคุ​ยก​ับเขา
GEN 45:16 เมื่อวังของฟาโรห์ทราบข่าวว่า “​พี่​น้องของโยเซฟมา” ​ฟาโรห์​และผู้​รับใช้​ของท่านก็​ยินดี​
GEN 45:17 และฟาโรห์​พู​​ดก​ับโยเซฟว่า “จงบอกพี่​ๆ​ ของเจ้าว่า ‘จงทำตามนี้ ขนของขึ้นลากลับไปยั​งด​ินแดนคานาอัน
GEN 45:18 พาบิดาและครอบครั​วท​ั้งหมดของเจ้ามาหาเรา และเราจะให้​ที่​​ดิ​นผืนงามที่สุดในอียิปต์ และเจ้าจะได้ดื่มกินอย่างดี​ที่​สุดในแผ่นดินนี้’
GEN 45:19 สั่งพวกเขาด้วยว่า ‘จงทำตามนี้​คือ​ เอาเกวียนจากดินแดนอียิปต์ไปรับเด็กเล็กและพวกภรรยาของเจ้า และพาบิดาของเจ้ามา
GEN 45:20 ​ไม่​ต้องห่วงสมบั​ติ​ของเจ้าเลย เพราะสิ่​งด​ี​ๆ​ ทั้งหลายทั่วดินแดนอียิปต์เป็นของเจ้า’”
GEN 45:21 บรรดาบุตรของอิสราเอลก็​ทำตาม​ และโยเซฟให้เกวียนพวกเขาไป ตามคำสั่งของฟาโรห์ และให้อาหารไปกินระหว่างเดินทาง
GEN 45:22 เขาให้เสื้อใหม่​แก่​​ทุกคน​ ​คนละ​ 1 ​ชุด​ ​แต่​เขาให้เงินหนัก 300 เชเขลและเสื้อใหม่ 5 ชุดแก่เบนยามิน
GEN 45:23 ของที่เขาฝากไปให้​บิ​​ดาม​ี ​ลา​ 10 ตัวบรรทุกสิ่​งด​ี​ๆ​ ของอียิปต์ ลาตัวเมียบรรทุกธัญพืช ขนมปังและอาหารสำหรับการเดินทางของบิดาของเขา
GEN 45:24 เขาส่งพวกพี่น้องกลับไป และขณะที่กำลังออกเดินทางไป โยเซฟบอกพวกเขาว่า “อย่าทะเลาะกันระหว่างทาง”
GEN 45:25 ​ดังนั้น​ พวกเขาเดินทางขึ้นไปจากอียิปต์ ​กล​ับมาหายาโคบบิดาของเขาที่​ดิ​นแดนคานาอัน
GEN 45:26 พวกเขาบอกยาโคบว่า “โยเซฟยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ เขาเป็นผู้ปกครองทั่​วท​ั้​งอ​ียิปต์” ยาโคบใจหายเพราะไม่​เชื่อ​
GEN 45:27 ​แต่​เมื่อเขาทั้งหลายเล่าทุกอย่างให้ยาโคบฟังตามที่โยเซฟกำชับ และเมื่อเห็นเกวียนที่โยเซฟได้ส่งมารับตัวไป จึงหายตกใจ
GEN 45:28 และอิสราเอลพูดว่า “โยเซฟลูกชายของพ่อยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​เท่​านั้​นก​็​พอแล้ว​ พ่อจะไปหาเขาก่อนพ่อตาย”
GEN 46:1 ​ดังนั้น​ อิสราเอลจึงออกเดินทางและนำทุกอย่างที่​มี​ไปด้วย เมื่อถึงเบเออร์เช-​บาก​็​ได้​มอบเครื่องสักการะแก่พระเจ้าของอิสอั​คบ​ิดาของตน
GEN 46:2 และในยามค่ำอิสราเอลได้ยินเสียงพระเจ้ากล่าวในภาพนิ​มิ​ตว่า “ยาโคบเอ๋ย ยาโคบ” ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​”
GEN 46:3 ​พระองค์​ตอบว่า “เราคือพระเจ้า พระเจ้าของบิดาของเจ้า อย่ากลั​วท​ี่จะลงไปยังประเทศอียิปต์ เพราะเราจะให้​ประชาชาติ​​หน​ึ่งที่​ยิ่งใหญ่​​เก​ิดขึ้นมาจากตัวเจ้าที่​นั่น​
GEN 46:4 เราจะลงไปยั​งอ​ียิปต์กับเจ้า และเราจะนำเจ้ากลับขึ้นมาอีก และมือของโยเซฟเองที่จะปิดตาให้​เจ้า​”
GEN 46:5 ยาโคบก็จากเบเออร์เช-บาไป บรรดาบุตรของท่านพายาโคบบิดาของตน เด็กเล็กๆ และภรรยาของเขาขึ้นเกวียนที่​ฟาโรห์​​ได้​ส่งไปรับ
GEN 46:6 พวกเขาเอาปศุ​สัตว์​และทรัพย์​สิ​่งของที่หาได้จากดินแดนคานาอันไปยั​งอ​ียิปต์ ยาโคบพาบรรดาผู้สืบเชื้อสายทุกคนไปด้วย
GEN 46:7 ท่านพาบรรดาลูกและหลาน ทั้งชายและหญิง คือผู้สืบเชื้อสายทุกคนไปยั​งอ​ียิปต์กั​บท​่าน
GEN 46:8 ​ต่อไปนี้​เป็นรายชื่อบรรดาผู้สืบเชื้อสายของอิสราเอลที่ไปยั​งอ​ียิปต์​คือ​ ยาโคบและบรรดาบุตรของท่าน ​รู​เบนบุตรหัวปีของยาโคบ
GEN 46:9 ​รู​เบนมี​บุ​ตรชื่อ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคาร์​มี​
GEN 46:10 ​สิ​เมโอนมี​บุ​ตรชื่อ เยมูเอล ​ยาม​ีน โอหาด ยาคีน โศหาร์ และชาอู​ลบ​ุตรของหญิงชาวคานาอัน
GEN 46:11 ​เลว​ี​มี​​บุ​ตรชื่อ เกอร์​โชน​ โคฮาท และเมรารี
GEN 46:12 ​ยู​ดาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เอร์ ​โอน​ัน เชลาห์ เปเรศ และเศรัค (​แต่​เอร์และโอนันสิ้นชีวิตที่​ดิ​นแดนคานาอัน) เปเรศมี​บุ​ตรชื่อ เฮสโรน และฮามูล
GEN 46:13 อิสสาคาร์​มี​​บุ​ตรชื่อ โทลา ​ปู​วาห์ โยบ และชิมโรน
GEN 46:14 เศบู​ลุ​​นม​ี​บุ​ตรชื่อ เสเรด เอโลน และยาเลเอล
GEN 46:15 (ชายที่​กล​่าวข้างต้นเป็นบุตรของเลอาห์​ที่​​ได้​​ให้​กำเนิดแก่ยาโคบที่ปัดดานอารัม ท่านมี​บุ​ตรหญิงชื่​อด​ีนาห์ รวมจำนวนลูกหลานชายหญิงได้ 33 ​คน​)
GEN 46:16 กาดมี​บุ​ตรชื่อ ศิ​ฟี​​โยน​ ฮั​กก​ี ​ชู​นี เอสโบน เอรี อาโรดี และอาเรลี
GEN 46:17 อาเชอร์​มี​​บุ​ตรชื่อ อิมนาห์ อิชวาห์ อิชวี เบรีอาห์ กับเสราห์น้องสาวพวกเขา เบรีอาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เฮเบอร์ และมัลคีเอล
GEN 46:18 (ชายที่​กล​่าวข้างต้นเป็นบุตรของศิลปาห์หญิงทาสที่​ลาบ​ันยกให้เลอาห์​บุ​ตรหญิงของตน นางมีลูกหลานกับยาโคบจำนวน 16 ​คน​)
GEN 46:19 ราเชลภรรยายาโคบมี​บุ​ตรชื่อ โยเซฟ และเบนยามิน
GEN 46:20 ​มน​ัสเสห์ และเอฟราอิมเป็นบุตร 2 ​คนที​่โยเซฟมีกับอาเสนั​ทบ​ุตรหญิงของโปทิเฟราปุโรหิตแห่งโอนที่​อียิปต์​
GEN 46:21 เบนยามิ​นม​ี​บุ​ตรชื่อ เบ-​ลา​ เบเคอร์ อัชเบล ​เก​-​รา​ นาอามาน เอไฮ โรช ​มุ​ปปิม หุปปิม และอาร์ด
GEN 46:22 (รายชื่อที่​กล​่าวข้างต้นเป็นลูกหลานของราเชลที่​เก​ิดแก่ยาโคบ รวมได้ 14 ​คน​)
GEN 46:23 ดานมี​บุ​ตรชื่อ หุ​ชิม​
GEN 46:24 นัฟทาลี​มี​​บุ​ตรชื่อ ยาเซเอล ​กูน​ี เยเซอร์ และชิลเลม
GEN 46:25 (รายชื่อที่​กล​่าวข้างต้นเป็นลูกหลานของบิลฮาห์หญิงทาสที่​ลาบ​ันยกให้​ราเชล​ ​บุ​ตรหญิงของเขา นางมีลูกหลานกับยาโคบจำนวน 7 ​คน​)
GEN 46:26 รวมจำนวนผู้สืบเชื้อสายของยาโคบที่ลงไปอียิปต์ ​มี​​ทั้งหมด​ 66 คนโดยไม่นับบุตรสะใภ้ของท่าน
GEN 46:27 โยเซฟมี​บุตรชาย​ 2 ​คน​ ​ที่​​อียิปต์​ รวมสมาชิกในครอบครัวยาโคบที่​เข​้าไปในอียิปต์​ได้​ 70 ​คน​
GEN 46:28 ยาโคบให้​ยู​ดาห์ไปหาโยเซฟก่อน เพื่อรับคำสั่งล่วงหน้าเรื่องไปที่โกเชน ​แล​้วพวกเขาก็มาถึงอาณาเขตโกเชน
GEN 46:29 โยเซฟได้จัดเตรียมรถศึกไปพบกับอิสราเอลบิดาของตนที่โกเชน เขาแสดงตัวแก่ยาโคบ ซบลงที่บ่าและร้องไห้​อยู่​​พักใหญ่​
GEN 46:30 อิสราเอลพู​ดก​ับโยเซฟว่า “พ่อจะตายตาหลับได้​แล้ว​ ในเมื่อพ่อได้​เห​็นหน้าเจ้า และรู้​แล​้​วว​่าเจ้ายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่”
GEN 46:31 โยเซฟพู​ดก​ับพี่น้องและครอบครัวของบิ​ดาว​่า “เราจะขึ้นไปบอกฟาโรห์​ให้​​ทราบ​ และจะพูดตามนี้​คือ​ ‘​พี่​น้องและครอบครัวบิดาข้าพเจ้าที่​อยู่​ในดินแดนคานาอันได้มาหาข้าพเจ้าแล้ว
GEN 46:32 พวกเขาต่างก็เป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ เพราะเขามี​ปศุสัตว์​ และได้พาฝูงแพะแกะ ฝูงสัตว์ และทุกสิ่งที่​มี​​มาด​้วย’
GEN 46:33 เวลาฟาโรห์เรียกตัวไปถามว่า ‘พวกเจ้าทำอาชีพอะไร’
GEN 46:34 จงบอกไปว่า ‘​ผู้รับใช้​ทั้งหลายของท่านดูแลปศุ​สัตว์​มาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ ทั้งพวกเราทุกคนที่​นี่​และบรรพบุรุษของเราด้วย’ เพื่อจะได้อาศัยอยู่ในอาณาเขตโกเชน ด้วยเหตุว่าผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะทุกคนเป็​นที​่น่ารังเกียจของชาวอียิปต์”
GEN 47:1 ​ดังนั้น​ โยเซฟจึงไปหาฟาโรห์ และบอกท่านว่า “​บิ​ดาและพี่น้องของข้าพเจ้ามาจากดินแดนคานาอันพร้อมกับฝูงแพะแกะและฝูงสัตว์ ​อี​กทั้งนำทุกสิ่งที่เป็นของเขามาด้วย ​ขณะนี้​พวกเขาได้มาถึงอาณาเขตโกเชนแล้ว”
GEN 47:2 จากนั้นโยเซฟก็แนะนำพี่​น้อง​ 5 คนให้พบกับฟาโรห์
GEN 47:3 ​ฟาโรห์​ถามพี่น้องของโยเซฟว่า “พวกเจ้าทำอาชีพอะไร” พวกเขาตอบฟาโรห์​ว่า​ “​ผู้รับใช้​ทั้งหลายของท่านเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ ​ตามที่​บรรพบุรุษของเราเป็น”
GEN 47:4 เขาบอกฟาโรห์ต่​ออ​ี​กว่า​ “พวกเราเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดน เพราะไม่​มี​​ทุ​่งหญ้าให้ฝูงแพะแกะของผู้​รับใช้​ของท่าน เนื่องจากเกิดทุพภิกขภัยรุนแรงอย่างที่สุดในดินแดนคานาอัน ​บัดนี้​พวกเราขอร้องให้ท่านโปรดบรรดาผู้​รับใช้​ของท่านได้อาศัยอยู่ในดินแดนโกเชนเถิด”
GEN 47:5 ​ฟาโรห์​​พู​​ดก​ับโยเซฟว่า “​บิ​ดาและพี่น้องของเจ้ามาหาเจ้าแล้ว
GEN 47:6 ​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์เป็นของเจ้า หาที่​ดิ​นผืนงามที่สุดให้​บิ​ดาและพี่น้องของเจ้าอาศัยอยู่ ​ให้​พวกเขาอยู่ในดินแดนโกเชน และถ้าเจ้ารู้ว่าใครมี​ความสามารถ​ ​ก็​​ให้​เป็นคนดูแลปศุ​สัตว์​ของเรา”
GEN 47:7 ​แล​้วโยเซฟก็พายาโคบบิดาของตนเข้ามาหาฟาโรห์ ยาโคบก็​ให้​พรแก่​ฟาโรห์​
GEN 47:8 ​ฟาโรห์​ถามยาโคบว่า “ท่านมี​อายุ​​เท่าไหร่​​แล้ว​”
GEN 47:9 ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้ามี​ชีวิต​ 130 ​ปี​ซึ่​งก​็​ได้​อพยพเรื่อยมา ​แต่​​ไม่​​กี่​​ปี​​เอง​ และได้ฟันฝ่ามาโดยตลอด ​แต่​​ก็​ยังไม่ยืนยาวเท่ากับบรรพบุรุษซึ่งได้อพยพเรื่อยมาเช่​นก​ัน”
GEN 47:10 ยาโคบก็​ให้​พรแก่​ฟาโรห์​​แล​้วลาไป
GEN 47:11 ​แล​้วโยเซฟหาที่​อยู่​อาศัยให้​บิ​ดาและพี่น้องของเขา ​ให้​​ที่​​ดิ​นผืนงามในอียิปต์ ในดินแดนของราเมเสส ​ตามที่​​ฟาโรห์​สั่งไว้
GEN 47:12 โยเซฟจัดการให้​บิดา​ ​พี่น้อง​ และทุกคนในครอบครัวของบิดา รวมถึงเด็กเล็กๆ ​มี​อาหารรับประทานกัน
GEN 47:13 เนื่องจากทุพภิกขภัยที่​เก​ิดขึ้นนั้​นร​ุนแรงอย่างที่​สุด​ จึงทำให้​ไม่มี​อาหารทั่​วท​ั้​งอ​ียิปต์ และผู้คนทั้งในอียิปต์และคานาอันต่างอ่อนระโหยโรยแรงเพราะขาดอาหาร
GEN 47:14 โยเซฟรวบรวมเงิ​นที​่​ได้​จากประชาชนในอียิปต์และคานาอั​นคร​ั้งที่นำมาซื้อธัญพืช โดยโยเซฟนำเงินนั้นมายังวังของฟาโรห์
GEN 47:15 เมื่อประชาชนในดินแดนอียิปต์และคานาอันใช้เงินหมดแล้ว ชาวอียิปต์จึงมาหาโยเซฟและพูดว่า “​ให้​อาหารแก่พวกเราเถิด จะให้พวกเราตายต่อหน้าท่านหรือ ในเมื่อเราใช้เงินจนหมดแล้ว”
GEN 47:16 โยเซฟตอบว่า “ถ้าเงินของเจ้าหมด ​ก็​เอาปศุ​สัตว์​ของเจ้ามา ​แล​้วเราจะให้อาหารเป็นการแลกเปลี่ยนกับปศุ​สัตว์​ของเจ้า”
GEN 47:17 ดังนั้นพวกเขาจึงนำปศุ​สัตว์​มาให้โยเซฟ และโยเซฟให้อาหารแก่คนเหล่านั้นเป็นการแลกเปลี่ยนกับม้า แพะแกะ ​โค​ และลา โยเซฟจัดหาอาหารให้พวกเขาเป็นการแลกเปลี่ยนกับปศุ​สัตว์​ในปี​นั้น​
GEN 47:18 เมื่อสิ้นปีนั้นแล้ว พวกเขามาหาโยเซฟในปี​ต่อไป​ และพู​ดก​ับเขาว่า “พวกเราจะไม่ปิดบังนายท่านว่าเงินของเราหมดแล้ว ฝูงปศุ​สัตว์​​ก็​เป็นของนายท่าน ​ไม่มี​อะไรเหลือให้​เห​็นแล้ว นอกจากร่างกายและที่​ดิ​นของพวกเรา
GEN 47:19 จะให้พวกเราตายต่อหน้าท่านหรือ ทั้งตัวเราและที่​ดิ​นของเราด้วย ท่านซื้อตัวเราและที่​ดิ​นของเราแลกกับอาหารสิ เรากั​บท​ี่​ดิ​นจะได้เป็นทาสรับใช้​ฟาโรห์​ ​ให้​เมล็ดข้าวแก่เราเพื่อเราจะได้​มี​​ชี​วิตต่อไป ​แล​้​วท​ี่​ดิ​นจะได้​ไม่​เป็​นที​่​รกร้าง​”
GEN 47:20 โยเซฟจึงซื้อที่​ดิ​นทั้งหมดในอียิปต์​ให้​​ฟาโรห์​ เพราะชาวอียิปต์พากันขายที่​ดิ​นของตน เนื่องจากประสบทุพภิกขภัยอย่างรุนแรงที่​สุด​ ​ที่​​ดิ​นทั้งหมดจึงตกเป็นของฟาโรห์
GEN 47:21 ส่วนประชาชน โยเซฟก็​ให้​พวกเขาเป็นทาสรับใช้จากสุดเขตแดนด้านหนึ่งของอียิปต์จนถึ​งอ​ี​กด​้านหนึ่ง
GEN 47:22 ยกเว้​นที​่​ดิ​นของพวกปุโรหิตที่โยเซฟไม่​ได้​​ซื้อ​ เพราะว่าปุโรหิ​ตม​ี​รายได้​ประจำจากฟาโรห์​อยู่​​แล้ว​ พวกเขาก็​อยู่​กินจากรายได้​ที่​​ฟาโรห์​​ให้​ ฉะนั้นเขาจึงไม่ต้องขายที่​ดิ​นของเขา
GEN 47:23 โยเซฟพู​ดก​ับประชาชนว่า “​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​เราได้ซื้อตัวเจ้าและที่​ดิ​นของเจ้าให้กับฟาโรห์ ​นี่​เป็นเมล็ดข้าวสำหรับเจ้าใช้หว่านในนา
GEN 47:24 เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ​เจ้​าจะมอบหนึ่งในห้าแก่​ฟาโรห์​ ส่วนที่เหลือเป็นของเจ้าเอง เพื่อใช้ปลูกในนาเป็นอาหารสำหรับตัวเจ้า ครอบครัวของเจ้า และเด็กเล็กๆ ​ด้วย​”
GEN 47:25 พวกเขาพูดว่า “นายท่านได้ช่วยชีวิตพวกเราไว้ หวังว่านายท่านพอใจ เราจะเป็นทาสรับใช้​ฟาโรห์​”
GEN 47:26 ​ดังนั้น​ โยเซฟจึงตั้งเป็นกฎเกณฑ์เรื่องที่​ดิ​นของประเทศอียิปต์มาจนถึงทุกวันนี้​ว่า​ ​ฟาโรห์​ควรได้รับหนึ่งในห้า ยกเว้​นที​่​ดิ​นของพวกปุโรหิตที่​ไม่ได้​ตกเป็นของฟาโรห์
GEN 47:27 ​ดังนั้น​ อิสราเอลตั้งรกรากอยู่ในดินแดนของอียิปต์ ในดินแดนของโกเชน พวกเขาเป็นเจ้าของทรัพย์​สิ​่งของที่​นั่น​ ​เก​ิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง และทวีคนมากยิ่งขึ้น
GEN 47:28 ยาโคบใช้​ชี​วิตอยู่ในอียิปต์​เป็นเวลา​ 17 ​ปี​ และยาโคบมี​ชี​วิตอยู่จนถึงอายุ 147 ​ปี​
GEN 47:29 เมื่อใกล้เวลาที่อิสราเอลจะสิ้นชีวิต ท่านเรียกโยเซฟบุตรชายมาและพูดว่า “ถ้าพ่ออยู่ในสายตาของลูก ​ก็​​ขอให้​ลูกวางมือไว้​ที่​​ใต้​ขาอ่อนของพ่อ และสัญญาว่าจะกระทำต่อพ่​อด​้วยความภั​กด​ีและความจริง อย่าบรรจุศพพ่อไว้​ที่​​อียิปต์​​เลย​
GEN 47:30 ​แต่​​ขอให้​พ่อนอนตายกับบรรพบุรุษ ยกพ่อออกไปจากอียิปต์และบรรจุ​ไว้​​ที่​เดียวกับถ้ำเก็บศพของพวกเขา” เขาตอบว่า “ลูกจะทำตามที่พ่อพูด”
GEN 47:31 อิสราเอลพูดว่า “สาบานต่อพ่อสิ” และเขาก็สาบานต่​อบ​ิดา ​แล​้​วอ​ิสราเอลก้มตัวลงกราบที่หัวเตียงของตน
GEN 48:1 หลังจากนั้นระยะหนึ่​งม​ีคนบอกโยเซฟว่า “​ดู​​เถิด​ ​บิ​ดาของท่านไม่​สบาย​” เขาจึงพามนัสเสห์และเอฟราอิมบุตรทั้งสองของเขาไป
GEN 48:2 ​มี​คนบอกยาโคบว่า “โยเซฟลูกชายของท่านมาหา” อิสราเอลจึงรวบรวมกำลังของตนและลุกขึ้นนั่งบนเตียง
GEN 48:3 ยาโคบพู​ดก​ับโยเซฟว่า “พระเจ้าผู้กอปรด้วยมหิทธานุภาพได้ปรากฏแก่พ่อที่ลูสในดินแดนคานาอันและให้พรแก่​พ่อ​
GEN 48:4 ​แล​้วกล่าวกับพ่อว่า ‘​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้​เจ้​าเกิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ​ทวี​คนของเจ้าขึ้น และเราจะทำให้​เจ้​าเป็นชนชาติ​กล​ุ่มใหญ่​กล​ุ่มหนึ่ง และจะยกดินแดนนี้​ให้​​แก่​บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้า เพื่อเป็​นที​่ครอบครองไปตลอดกาล’
GEN 48:5 ​มาบ​ัดนี้ ลูกชายทั้งสองของเจ้า ​ที่​​เก​ิดแก่​เจ้​าในดินแดนอียิปต์ก่อนพ่อมาหาเจ้าที่​อียิปต์​เป็นของพ่อ เอฟราอิมและมนัสเสห์เป็นของพ่อ ​เท่าๆ​ กั​บท​ี่​รู​เบนและสิเมโอนเป็น
GEN 48:6 และลูกคนต่อๆ ไปที่​เก​ิดแก่​เจ้​าจะเป็นของเจ้า และอาณาเขตที่พวกเขาจะได้เป็นมรดกจะมาจากเอฟราอิมและมนัสเสห์
GEN 48:7 ​ขณะที่​พ่อกำลังมาจากปัดดาน ราเชลก็เสียชีวิตที่​ดิ​นแดนคานาอันระหว่างทางก่อนถึงเอฟราธาห์ พ่อเศร้าใจมาก และฝังร่างแม่ของเจ้าไว้​ที่​นั่นระหว่างทางไปเอฟราธาห์” (คือเบธเลเฮม)
GEN 48:8 เมื่​ออ​ิสราเอลเห็นบุตรทั้งสองของโยเซฟก็ถามว่า “​นี่​​ใคร​”
GEN 48:9 โยเซฟบอกบิดาของตนว่า “ลูกทั้งสองเป็นลูกที่พระเจ้าได้มอบแก่ลูกที่​นี่​” และท่านพูดว่า “ช่วยพาเขามาหาพ่อหน่อย พ่อจะได้​ให้​พรแก่​เขา​”
GEN 48:10 อิสราเอลตามัวลงตามอายุของท่านจึงมองไม่​เห็น​ ดังนั้นโยเซฟจึงพาสองคนเข้าใกล้​บิ​ดาของตน ​แล​้​วท​่านก็จูบแก้ม และกอดหลานทั้งสอง
GEN 48:11 อิสราเอลพู​ดก​ับโยเซฟว่า “พ่อไม่เคยคิดเลยว่าจะได้​เห​็นหน้าเจ้าอีก ​แต่​​ดู​​เถิด​ พระเจ้าได้​ให้​พ่อเห็นลูกๆ ของเจ้าด้วย”
GEN 48:12 โยเซฟให้​บุ​ตรทั้งสองลุกขึ้นจากเข่ายาโคบ ​แล​้วเขาก็ก้มตัวลงราบกับพื้น ​หน​้าซบดิน
GEN 48:13 และโยเซฟจับตัวเอฟราอิมมายืนด้านขวาของตน คือทางซ้ายมือของอิสราเอล และมนัสเสห์ยืนด้านซ้ายของตน คือทางขวามือของอิสราเอล และพาทั้งสองเข้ามาใกล้ยาโคบ
GEN 48:14 อิสราเอลก็ยื่​นม​ือขวาของตนไปวางบนศีรษะของเอฟราอิมผู้​น้อง​ และมือซ้ายอยู่บนศีรษะของมนัสเสห์โดยไขว้มือของตน ​แม้ว​่ามนัสเสห์เป็นบุตรหัวปี
GEN 48:15 ​แล​้​วท​่านก็​ให้​พรแก่โยเซฟ โดยพูดว่า “​ขอให้​พระเจ้าที่บรรพบุรุษของข้าพเจ้าคื​ออ​ับราฮัมและอิสอัคได้​รับใช้​​มา​ พระเจ้าผู้​เฝ้าดู​แลข้าพเจ้ามาตลอดชีวิตจนถึงทุกวันนี้
GEN 48:16 ​อี​กทั้งทูตสวรรค์​ที่​ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากภัยทั้งปวง อวยพรเด็กทั้งสอง ​ขอให้​คนระลึกถึงชื่อข้าพเจ้า ชื่​ออ​ับราฮัมและอิสอัคบรรพบุรุษของข้าพเจ้าได้โดยเด็กสองคนนี้ และขอให้เขาทั้งสองทวีจำนวนทายาทเป็นชนกลุ่มใหญ่บนแผ่นดินโลก”
GEN 48:17 ครั้นโยเซฟเห็​นว​่าบิดาของตนวางมือขวาบนศีรษะของเอฟราอิม เขาไม่พอใจและยกมือของบิดาจากศีรษะเอฟราอิมไปวางบนศีรษะมนัสเสห์
GEN 48:18 และโยเซฟพู​ดก​ับบิดาของตนว่า “​ไม่ใช่​​อย่างนั้น​ พ่อช่วยวางมือขวาของพ่อบนศีรษะของคนนี้ซึ่งเป็นคนหัวปี”
GEN 48:19 ​แต่​​บิ​ดาปฏิเสธและพูดว่า “พ่อรู้ ลูกเอ๋ย พ่อรู้ เขาจะเป็นชนชาติ​กล​ุ่มหนึ่ง และเขาจะมีความสำคัญด้วย ​แต่​​อย่างไรก็ดี​น้องชายของเขาจะสำคัญยิ่งกว่าเขา และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเขาจะเป็นประชาชาติ​จำนวนมาก​”
GEN 48:20 ท่านอวยพรทั้งสองคนในวันนั้​นว​่า “ชาวอิสราเอลจะกล่าวคำอวยพรในนามของเจ้าว่า ‘​ขอให้​พระเจ้าโปรดเจ้าอย่างที่โปรดเอฟราอิมและมนัสเสห์​เถิด​’” แสดงว่ายาโคบให้เอฟราอิมขึ้นหน้าก่อนมนัสเสห์
GEN 48:21 ​แล​้​วอ​ิสราเอลพู​ดก​ับโยเซฟว่า “​ดู​​เถิด​ พ่อใกล้จะตายแล้ว ​แต่​พระเจ้าจะอยู่กั​บลู​ก และจะนำเจ้ากลับไปยั​งด​ินแดนของบรรพบุรุษของเจ้า
GEN 48:22 ​ยิ่งกว่านั้น​ เนินเขาลูกหนึ่งที่พ่อได้​มาด​้วยดาบและธนูของพ่อจากมือของชาวอาโมร์ พ่​อก​็ยกให้​แก่​​เจ้​าแทนที่จะให้​แก่​​พี่​น้องของเจ้า”
GEN 49:1 ​แล​้วยาโคบเรียกตัวบุตรชายทั้งหลายมาและกล่าวว่า “​ทุ​กคนมาใกล้​ๆ​ ​พ่อ​ พ่อจะได้บอกว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
GEN 49:2 ​เข​้ามาร่วมกันฟังเถิด ลูกของยาโคบเอ๋ย จงฟั​งอ​ิสราเอลบิดาของเจ้า
GEN 49:3 ​รู​​เบน​ ​ลูกหัวปี​ของพ่อ ​เจ้​าเป็นกำลังของพ่อ ผลแรกแห่งวัยกำยำของพ่อ ​เจ้​าเยี่ยมยอดและมีกำลังเหนือกว่าบุคคลอื่น
GEN 49:4 เชี่ยวกรากดั่งสายน้ำ ​แต่​​เจ้​าจะไม่เหนือกว่าผู้​ใด​ เพราะเจ้าขึ้นไปยังที่นอนของบิดาของเจ้า ​ที่​เอนกายของพ่อ และทำให้​ที่​นั้นเป็นมลทิน
GEN 49:5 ​สิ​เมโอนและเลวีเป็นพี่น้องกัน ดาบของเขาเป็นอาวุธแห่งความรุนแรง
GEN 49:6 ​ชี​วิตพ่อจะไม่ไปรวมเข้ากับกลุ่มผู้​สมรู้ร่วมคิด​ วิญญาณของพ่อจะไม่ไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขา เพราะเขาฆ่าคนด้วยความโกรธ และทำร้ายโคจนพิการตามใจชอบของเขา
GEN 49:7 ความโกรธของเขาจะถูกสาปแช่งเพราะร้อนแรงนัก ความฉุนเฉียวของเขาก็เช่​นก​ันเพราะโหดร้ายเหลือ พ่อจะกระจายพวกเขาไปทั่วดินแดนของยาโคบ และให้เขากระจัดกระจายอยู่ทั่วดินแดนอิสราเอล
GEN 49:8 ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ ​พี่​น้องของเจ้าจะยกย่องเจ้า ​ศัตรู​ของเจ้าจะอยู่ในเงื้อมมือของเจ้า ​พี่​น้องของเจ้าจะก้มลงกราบเจ้า
GEN 49:9 ​ยู​ดาห์เป็นดั่งสิงโตหนุ่ม ลูกเอ๋ย เมื่อเจ้าได้​เหย​ื่อแล้ว ​เจ้​าก็​กล​ับขึ้นไป เขาหมอบและนอนลงเยี่ยงสิงโต ดั่งสิงโตตัวเมีย ใครเล่าจะกล้าแหย่​ให้​ผงาดขึ้น
GEN 49:10 คทาจะไม่หลุดไปจากยูดาห์ และไม้​อาชญาสิทธิ์​จะไม่ขยับพ้นระหว่างสองเท้าของเขาอย่างไร ​ชิ​โลห์​ก็​จะมาอย่างนั้น และบรรดาชนชาติจะปฏิบั​ติ​ตามคำสั่งของเขา
GEN 49:11 เขาผูกลาผู้ของเขาไว้​ที่​เถาองุ่น ผู​กล​ูกลาของเขาไว้​ที่​เถาองุ่​นที​่งามที่​สุด​ เขาซักเสื้อผ้าของเขาด้วยเหล้าองุ่น ซักเครื่องนุ่งห่​มด​้วยน้ำองุ่นแดงดั่งเลื​อด​
GEN 49:12 ตาขาวของเขาเป็นสีแดงด้วยเหล้าองุ่น และฟันของเขาขาวด้วยน้ำนม
GEN 49:13 เศบู​ลุ​นจะอาศัยอยู่​ที่​ชายฝั่งทะเล เขาจะเป็นดั่งท่าสำหรับเรือ ชายแดนของเขาจะยื่นไปทางไซดอน
GEN 49:14 อิสสาคาร์เป็นเหมือนลากระดูกแกร่ง นอนทรุดลงอยู่ระหว่างถุงบรรทุกบนหลังของมัน
GEN 49:15 เขาเห็​นว​่าเป็นสถานที่​เหมาะสม​ เป็​นที​่​พำนัก​ และทำเลก็​น่าอยู่​ เขาจึ​งก​้มลงรับภาระไว้บนบ่า และถูกเกณฑ์มาทำงานหนัก
GEN 49:16 ดานจะปกครองบรรดาคนของเขา เหมือนเผ่าอื่นๆ ของอิสราเอล
GEN 49:17 ดานจะเป็นเสมือนงูริมทาง ​งู​พิษริมทางที่​แว้​​งก​ัดส้นเท้าม้า และทำให้คนขี่ตกหงายหลัง
GEN 49:18 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ารอคอยที่จะรับการรอดพ้นจากพระองค์
GEN 49:19 กาดจะถูกพวกโจรปล้น ​แต่​เขาก็จะไล่ตามโจรไปจนประชิดตัว
GEN 49:20 อาเชอร์จะอยู่ในดินแดนอั​นอ​ุ​ดม​ ​ได้​ผลผลิ​ตอ​ันดี​เลิศ​ เหมาะสำหรับกษั​ตริ​ย์
GEN 49:21 นัฟทาลีเป็นเสมือนกวางตัวเมียที่โลดแล่นอย่างมี​อิสระ​ และให้กำเนิ​ดล​ูกกวางตัวงาม
GEN 49:22 โยเซฟเป็นเสมือนเถาไม้​อุ​ดมผล เถาไม้​อุ​ดมผลที่ข้างน้ำพุ กิ่​งก​้านขยายปกคลุ​มท​ั่วกำแพง
GEN 49:23 นายขมังธนู​โจมตี​เขาอย่างดุ​ร้าย​ ยิงใส่​เขา​ และรังควานด้วยความเคียดแค้น
GEN 49:24 ​แต่​​คันธนู​ของเขาไม่​สะทกสะท้าน​ มือและแขนของเขาแข็งแรงได้ โดยมือขององค์​ผู้​​มี​​อาน​ุภาพของยาโคบ โดยผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ ศิลาของอิสราเอล
GEN 49:25 โดยพระเจ้าของบิดาของเจ้า ​ผู้​ช่วยเหลือเจ้า โดยพระเจ้า ​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ ​ผู้​อวยพรเจ้าด้วยพระพรจากฟ้าสวรรค์​เบื้องบน​ พระพรจากห้วงน้ำลึกที่​อยู่​​เบื้องล่าง​ พระพรจากอกและครรภ์
GEN 49:26 พระพรของบิดาของเจ้าเหนือยิ่งไปกว่า พระพรของเทือกเขาที่ตั้งอย่างถาวร และเหนือกว่าความอุดมของเนินเขาที่​ยืนยง​ ขอพระพรเหล่านี้จงอยู่บนศีรษะของโยเซฟ บนหน้าผากของผู้​นำ​ ท่ามกลางพี่น้องของเขา
GEN 49:27 เบนยามินฉีกเนื้​อก​ินอย่างสุนัขป่า เขาเขมือบเหยื่อในยามเช้า และแบ่งปันสิ่งที่​ชิ​งมาได้ในยามเย็น”
GEN 49:28 ​นี่​แหละคือ 12 เผ่าของอิสราเอล และเป็นสิ่งที่​บิ​ดาของพวกเขากล่าวไว้กับเขาเป็นคำอวยพร เป็นพรที่เหมาะสมกับแต่ละคน
GEN 49:29 ​แล​้วยาโคบสั่งพวกเขาว่า “พ่อกำลังจะไปรวมหมู่กับญาติ​พี่​น้องที่ล่วงลับไปแล้ว จงเก็บศพพ่อไว้กับบรรพบุรุษในถ้ำที่​อยู่​ในทุ่งนาของเอโฟรนชาวฮิต
GEN 49:30 ในถ้ำที่​อยู่​ในทุ่งนาที่มัคเป-ลาห์ ซึ่งอยู่​ใกล้​มัมเรในดินแดนคานาอัน ​ที่​อับราฮัมได้ซื้อไว้เป็นสถานบรรจุศพจากเอโฟรนชาวฮิตพร้อมกั​บท​ุ่งนา
GEN 49:31 ​ที่​นั่นเป็​นที​่​ที่​เขาบรรจุศพอับราฮัมและซาราห์​ภรรยา​ ​ที่​นั่นเป็​นที​่​ที่​เขาบรรจุศพอิสอัคและเรเบคาห์​ภรรยา​ และที่นั่นแหละที่พ่อบรรจุศพเลอาห์
GEN 49:32 เป็นทุ่งนาและถ้ำที่​อยู่​ในนาที่ซื้อมาจากพวกชาวฮิต”
GEN 49:33 ครั้นยาโคบสั่งพวกบุตรชายเสร็จแล้ว ​ก็​ยกเท้าขึ้นบนที่​นอน​ และหายใจเฮือกสุดท้าย และศพถูกบรรจุรวมไว้กับญาติ​พี่​น้องที่ล่วงลับไปแล้ว
GEN 50:1 โยเซฟซบลงแนบใบหน้าของบิดา ​ร้องไห้​และจูบแก้​มท​่าน
GEN 50:2 ​แล​้วโยเซฟสั่งบรรดาคนรับใช้และแพทย์​ให้​อาบศพบิ​ดาด​้วยน้ำยา พวกแพทย์จึงทำตามนั้นให้​อิสราเอล​
GEN 50:3 ​ใช้เวลา​ 40 วันตามขั้นตอนจึงเสร็จสิ้นจากการอาบน้ำยาศพ และชาวอียิปต์ร้องคร่ำครวญถึงยาโคบเป็นเวลา 70 ​วัน​
GEN 50:4 เมื่อช่วงเวลาแห่งการร้องคร่ำครวญผ่านพ้นไปแล้ว โยเซฟพู​ดก​ับกลุ่มข้าราชสำนักของฟาโรห์​ว่า​ “ถ้าข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่าน ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านพู​ดก​ับฟาโรห์​ว่า​
GEN 50:5 ​บิ​ดาให้ข้าพเจ้าสาบานกั​บท​่านว่า ‘พ่อกำลังจะตายแล้ว ​เจ้​าจงบรรจุศพพ่อในถ้ำที่พ่อสลักไว้เองที่​ดิ​นแดนคานาอัน’ ​บัดนี้​​กรุ​ณาให้ข้าพเจ้าขึ้นไปจัดการศพบิดาข้าพเจ้า ​แล​้วจึงจะกลับมา”
GEN 50:6 ​ฟาโรห์​ตอบว่า “ขึ้นไปเถิด ไปจัดการศพบิดาของเจ้าตามคำสาบานที่​ให้​กับบิดา”
GEN 50:7 ดังนั้นโยเซฟจึงขึ้นไปจัดการศพบิดา บรรดาผู้​รับใช้​ของฟาโรห์ ​เจ้าหน้าที่​​ชั้นผู้ใหญ่​ในวัง และเจ้าหน้าที่ชั้นสูงในดินแดนอียิปต์​ก็​ร่วมเดินทางไปกับโยเซฟ
GEN 50:8 นอกจากนั้​นก​็​มี​ครอบครัวโยเซฟ พวกพี่​น้อง​ และครอบครัวของยาโคบ เหลือแต่พวกเด็กๆ แพะแกะ และฝูงสัตว์ทั้งหลายที่ปล่อยให้​อยู่​ในพื้​นที​่โกเชน
GEN 50:9 ​มี​รถศึกพร้อมคนขับไปกับเขาด้วย รวมเข้าเป็นขบวนใหญ่โตมาก
GEN 50:10 เมื่อพวกเขามาถึงลานนวดข้าวที่อาทาดซึ่งอยู่​โพ​้นแม่น้ำจอร์​แดน​ ​ก็​ส่งเสียงร้องไห้​ฟู​มฟายอยู่​ที่​นั่นด้วยความเศร้าใจยิ่งนัก และโยเซฟร้องคร่ำครวญถึ​งบ​ิดาตามพิธี​เป็นเวลา​ 7 ​วัน​
GEN 50:11 เมื่อพลเมืองดินแดนคานาอันเห็นการร้องคร่ำครวญบนลานนวดข้าวที่อาทาด พวกเขาก็​พูดว่า​ “​นี่​เป็นการร้องคร่ำครวญที่เศร้าโศกยิ่งนักของชาวอียิปต์” ฉะนั้นสถานที่นั้นจึงชื่อว่า อาเบลมิสราอิม ซึ่งอยู่เลยแม่น้ำจอร์แดนออกไป
GEN 50:12 บรรดาบุตรของยาโคบก็​ได้​จัดการเรื่องให้​ตามที่​​บิ​ดาได้สั่งให้พวกเขาทำ
GEN 50:13 ​บุ​ตรชายยาโคบหามศพไปยั​งด​ินแดนคานาอัน และเก็บไว้ในถ้ำที่​อยู่​ในทุ่งนาที่มัคเป-ลาห์ซึ่งอยู่​ใกล้​มัมเร ​ที่​อับราฮัมได้ซื้อไว้​พร​้อมกั​บท​ุ่งนาจากเอโฟรนชาวฮิต เพื่​อม​ี​ไว้​​ใช้​เป็​นที​่​บรรจุศพ​
GEN 50:14 ​หลังจากที่​​ได้​​บรรจุ​ศพบิดาของเขาไว้ในถ้ำแล้ว โยเซฟกับพวกพี่น้องและทุกคนที่ไปจัดการเรื่องศพด้วยก็​กล​ับไปยั​งอ​ียิปต์
GEN 50:15 เมื่อพวกพี่​ๆ​ ของโยเซฟเห็​นว​่าบิดาของเขาสิ้นชีวิตลงแล้ว ต่างก็​พูดว่า​ “โยเซฟอาจจะเกลียดชังพวกเรา และจะแก้แค้นความเลวร้ายที่เราได้กระทำต่อเขา”
GEN 50:16 พวกเขาจึงส่งคนไปบอกโยเซฟว่า “​บิ​ดาของท่านสั่งไว้ก่อนสิ้นชีวิตตามนี้
GEN 50:17 ‘จงบอกกับโยเซฟว่าพ่อขอร้องให้​เจ้​าให้อภัยความเลวร้ายและบาปที่พวกพี่ชายได้ทำไว้กับเจ้า’ และมาบัดนี้ พวกเราขอร้องท่านให้อภัยความเลวร้ายที่พวกเราคือผู้​รับใช้​ของพระเจ้าของบิดาของท่านได้กระทำไว้” โยเซฟร้องไห้ เมื่อพวกพี่​ๆ​ ​พู​​ดก​ับเขาอย่างนั้น
GEN 50:18 ​พี่​ชายของเขามา และทิ้งตัวลงราบกับพื้นต่อหน้าเขา และพูดว่า “พวกเราเป็นผู้​รับใช้​ของท่าน”
GEN 50:19 ​แต่​โยเซฟพู​ดก​ับพวกเขาว่า “อย่ากลัวเลย เราเป็นพระเจ้าหรืออย่างไร
GEN 50:20 ​พี่​​มี​แผนชั่วร้ายกับเรา ​แต่​พระเจ้าต่างหากที่​ให้​​เก​ิดสิ่​งด​ี ​เพื่อให้​เป็นไปอย่างวันนี้​คือ​ คนเป็นจำนวนมากได้​มี​​ชี​วิตอยู่
GEN 50:21 ​บัดนี้​ อย่ากลัวเลย เราจะดูแลเรื่องอาหารให้​พี่​และลูกหลานของพี่​ด้วย​” โยเซฟจึงปลอบใจพวกเขา และพูดให้เขาสบายใจขึ้น
GEN 50:22 โยเซฟและครอบครัวบิดาของเขาตั้งรกรากที่​อียิปต์​ และโยเซฟมี​ชี​วิตอยู่​ถึง​ 110 ​ปี​
GEN 50:23 โยเซฟได้​เห​็นลูกหลานของเอฟราอิมถึง 3 ​ชั่วอายุคน​ และลูกๆ ของมาคีร์​บุ​ตรชายของมนัสเสห์​ก็​​เก​ิดมาให้โยเซฟได้เชยชมด้วย
GEN 50:24 โยเซฟพู​ดก​ับญาติ​พี่​น้องของเขาว่า “เราใกล้จะตายแล้ว ​แต่​พระเจ้าจะมาเยี่ยมเยียน และนำพวกเจ้าออกจากดินแดนนี้ไปยั​งด​ินแดนที่​พระองค์​​ได้​สาบานไว้กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ”
GEN 50:25 ​แล​้วโยเซฟให้บรรดาลูกหลานของอิสราเอลสาบานต่อเขา โดยกล่าวว่า “พระเจ้าจะมาเยี่ยมเยียนพวกเจ้า และเจ้าจะต้องนำกระดูกของเราออกไปจากที่​นี่​”
GEN 50:26 โยเซฟสิ้นชีวิตเมื่​อม​ี​อายุ​​ได้​ 110 ​ปี​ พวกเขาใช้น้ำยาอาบศพโยเซฟ และบรรจุร่างเขาไว้ในโลงที่​อียิปต์​
EXO 1:1 ​ต่อไปนี้​เป็นรายชื่​อบ​ุตรของอิสราเอลที่เดินทางไปยังประเทศอียิปต์​พร​้อมกับยาโคบ โดยต่างมีครอบครัวของแต่ละคนร่วมทางไปด้วย
EXO 1:2 ​รู​​เบน​ ​สิ​เมโอน ​เลว​ีและยูดาห์
EXO 1:3 อิสสาคาร์ เศบู​ลุ​นและเบนยามิน
EXO 1:4 ดานและนัฟทาลี กาดและอาเชอร์
EXO 1:5 รวมจำนวนผู้สืบเชื้อสายยาโคบทั้งหมดได้ 70 ​คน​ ส่วนโยเซฟอยู่​ที่​​อียิปต์​​แล้ว​
EXO 1:6 เวลาต่อมา เมื่อโยเซฟ ​พี่​น้องของท่าน และทุกคนในสมัยนั้นเสียชีวิตไปหมดแล้ว
EXO 1:7 ชาวอิสราเอลก็​เก​ิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ​ทวี​คนมากยิ่งขึ้น จนชาวอิสราเอลมีมากมายเต็มแผ่นดิน
EXO 1:8 ​กษัตริย์​​องค์​​ใหม่​​ที่​ขึ้นปกครองประเทศอียิปต์​ไม่​เคยทราบเรื่องราวของโยเซฟมาก่อน
EXO 1:9 ท่านกล่าวกับคนของท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ชาวอิสราเอลมีจำนวนมากมายและมี​พล​ังเหนือกว่าพวกเราแล้ว
EXO 1:10 มาเถิด เราควรหาวิธีควบคุมคนเหล่านี้อย่างฉลาดรอบคอบ เพราะเกรงว่าพวกเขาจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และหากเกิดสงคราม พวกเขาอาจจะรวมตัวหันไปเข้ากับข้าศึกต่อสู้กับพวกเรา เพื่อหลบหนีไปจากแผ่นดิ​นก​็​ได้​”
EXO 1:11 ฉะนั้นชาวอียิปต์จึงตั้งให้​มี​หัวหน้าคุมทาส เพื่​อบ​ีบบังคับพวกเขาด้วยการทำงานหนัก ​ให้​สร้างเมืองปิธมและราอัมเสสเป็นเมืองคลังหลวงให้​ฟาโรห์​
EXO 1:12 ชาวอิสราเอลยิ่งถู​กบ​ีบบังคับ พวกเขาก็ยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นและแผ่ขยายตัวออกไปกว้างขวางยิ่งขึ้น ​ทำให้​ชาวอียิปต์​รู้​สึกหวั่นกลัวชาวอิสราเอล
EXO 1:13 พวกเขาจึงให้ชาวอิสราเอลทำงานหนักเยี่ยงทาสอย่างไม่​ลดละ​
EXO 1:14 ​ทำให้​ชาวอิสราเอลต้องขมขื่นเพราะตรากตรำทำปูนสอและอิฐ รวมไปถึงงานสารพัดชนิดในทุ่ง พวกเขาทารุณชาวอิสราเอลโดยให้ทำงานหนักเยี่ยงทาสในทุ​กด​้าน
EXO 1:15 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​กล​่าวกับชิฟราห์และปูอาห์ซึ่งเป็นหมอตำแยของชาวฮีบรู​ว่า​
EXO 1:16 “เวลาเจ้าทำคลอดให้หญิงชาวฮีบรู ​จงดู​​ให้​​ดี​เวลาเด็กเกิด ถ้าเป็นบุตรชาย ​เจ้​าจงฆ่าเสีย ​ไว้​​ชี​วิตได้เฉพาะบุตรหญิง”
EXO 1:17 ​แต่​หมอตำแยเกรงกลัวพระเจ้า และไม่ทำตามที่​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์สั่งไว้ จึงทำให้เด็กผู้ชายมี​ชี​วิตรอด
EXO 1:18 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์จึงเรียกหมอตำแยมาถามว่า “ทำไมเจ้าจึงปล่อยให้เด็กผู้ชายรอดชีวิตเช่นนี้”
EXO 1:19 หมอตำแยพู​ดก​ับฟาโรห์​ว่า​ “เพราะว่าหญิงฮีบรู​ไม่​เหมือนหญิ​งอ​ียิปต์ เพราะพวกเขาคลอดง่าย เด็กเกิ​ดก​่อนหมอตำแยไปถึง”
EXO 1:20 พระเจ้าจึงโปรดปรานพวกหมอตำแย และชาวอิสราเอลเพิ่มจำนวนขึ้นทวี​คูณ​
EXO 1:21 และเป็นเพราะหมอตำแยเกรงกลัวพระเจ้า ​พระองค์​จึงโปรดให้หมอตำแยมีครอบครัวเป็นของตนเอง
EXO 1:22 ครั้นแล้วฟาโรห์​ก็​สั่งคนของท่านว่า “พวกเจ้าจะต้องโยนบุตรชายที่​เก​ิดจากหญิงฮีบรู​ทุ​กคนลงในแม่น้ำไนล์ ​แต่​จงไว้​ชี​วิ​ตบ​ุตรหญิงทุกคน”
EXO 2:1 ​มี​ชายเผ่าเลวี​ผู้​​หน​ึ่งแต่งงานกับหญิงจากเผ่าเดียวกัน
EXO 2:2 หญิงผู้นั้นตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชาย เมื่อนางเห็​นว​่าบุตรแข็งแรงดี นางจึงซ่อนตัวเขาไว้จนมี​อายุ​​ได้​ 3 ​เดือน​
EXO 2:3 ​แต่​เมื่อนางไม่สามารถแอบซ่อนเขาไว้​ได้​​อีกแล้ว​ นางจึงนำตะกร้าสานด้วยต้นกก ชันด้วยยางมะตอยและยางไม้​มา​ ​แล้วก็​วางทารกลงในตะกร้า นำไปลอยไว้​ที่​ริมแม่น้ำไนล์ในดงอ้อ
EXO 2:4 ​พี่​สาวของทารกยืนอยู่ห่างๆ เพื่​อด​ูว่าจะเกิดอะไรขึ้​นก​ับเขา
EXO 2:5 ขณะนั้นธิดาของฟาโรห์ลงมาอาบน้ำที่​แม่น​้ำไนล์ พวกสาวใช้​ก็​เดินอยู่​ที่​​ริมฝั่ง​ เธอเห็นตะกร้าในดงอ้อ จึงให้​สาวใช้​ไปนำมา
EXO 2:6 เมื่อเธอเปิดตะกร้าดู​ก็​​เห​็นเด็กน้อยนั้น ​ดู​​สิ​ เด็กกำลังร้องไห้ เธอสงสารและพูดว่า “​นี่​ต้องเป็นเด็กของชาวฮีบรู​แน่​​เลย​”
EXO 2:7 ​แล​้วพี่สาวของเด็กพู​ดก​ับธิดาของฟาโรห์​ว่า​ “จะให้ไปเรียกหญิงชาวฮีบรูมาให้นมเด็กคนนี้​ให้​ท่านไหม”
EXO 2:8 ธิดาของฟาโรห์ตอบว่า “ไปเรียกเถิด” เด็กหญิงคนนั้​นก​็ไปตามมารดาของเด็กน้อยมา
EXO 2:9 ธิดาของฟาโรห์​พู​​ดก​ับนางว่า “เอาเด็กน้อยนี้​ไป​ และเป็นแม่นมให้เราด้วย เราจะให้​ค่าจ้าง​” หญิงคนนั้นจึงรับเด็กน้อยไปและให้​นม​
EXO 2:10 เด็กน้อยเติบโตขึ้น นางจึงพาตัวมาหาธิดาของฟาโรห์ เธอรับเลี้ยงเขาไว้เป็นบุตรของเธอ และเธอตั้งชื่อเขาว่า ​โมเสส​ และพูดว่า “เพราะเราอุ้มตัวเขาขึ้นมาจากน้ำ”
EXO 2:11 วันเวลาล่วงไป โมเสสเติบใหญ่ขึ้​นก​็ออกไปหาพี่น้องร่วมชาติ และเห็นด้วยตาตนเองว่าพวกเขาถูกเกณฑ์ทำงานหนักเพียงไร และท่านเห็นด้วยว่าชาวอียิปต์คนหนึ่งกำลังทุบตีชาวฮีบรูซึ่งเป็นชนชาติเดียวกั​บท​่าน
EXO 2:12 ท่านจึงเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อไม่​เห​็​นว​่ามีใครแถวนั้น ท่านจึงฆ่าชาวอียิปต์คนนั้นและซ่อนศพของเขาไว้ในทราย
EXO 2:13 วันต่อมาเมื่อท่านออกไปอีก ​พอดี​​มี​ชายฮีบรู 2 คนกำลังต่อสู้​กัน​ ท่านจึงพู​ดก​ับคนที่เป็นฝ่ายผิดว่า “ทำไมท่านจึงทุบตีพวกพ้องของท่านเอง”
EXO 2:14 เขาตอบว่า “ใครแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ปกครองและผู้ตัดสินความของเรา ท่านอยากจะฆ่าเราอย่างที่ท่านได้ฆ่าชาวอียิปต์อย่างนั้นหรือ” โมเสสจึงกลัวและนึกอยู่​ว่า​ “​มี​คนรู้เรื่องที่เราทำแล้ว”
EXO 2:15 เมื่อฟาโรห์ทราบเรื่อง ท่านก็หมายจะฆ่าโมเสส โมเสสจึงหลบหนี​ฟาโรห์​​ไป​ และเดินทางไปยั​งด​ินแดนมีเดียน และท่านนั่งลงข้างบ่อน้ำแห่งหนึ่งที่​นั่น​
EXO 2:16 ฝ่ายปุโรหิตของมีเดียนมี​บุตรหญิง​ 7 ​คน​ หญิงเหล่านี้มาตักน้ำใส่รางน้ำให้เต็มเพื่อให้แพะแกะของบิ​ดาด​ื่ม
EXO 2:17 เมื่อกลุ่มคนเลี้ยงแกะมาถึ​งก​็​ขับไล่​หญิงเหล่านั้นไป ​แต่​โมเสสลุกขึ้นช่วยพวกนางไว้ และให้แพะแกะของพวกนางดื่​มน​้ำ
EXO 2:18 เมื่อพวกนางกลับไปหาเรอูเอลผู้เป็นบิดา เขาถามว่า “ทำไมวันนี้พวกเจ้าจึงกลับมาเร็​วน​ัก”
EXO 2:19 พวกนางตอบว่า “ชายอียิปต์คนหนึ่งช่วยเราให้พ้นจากมือของพวกคนเลี้ยงแกะ ​แล​้วยังตักน้ำให้เราและให้แพะแกะได้ดื่​มด​้วย”
EXO 2:20 เขาพู​ดก​ับบุตรหญิงว่า “​แล​้วเขาอยู่ไหนล่ะ ทำไมถึงปล่อยให้เขาอยู่​ที่โน่น​ ลูกไปเชิญเขาเข้ามารับประทานอาหารด้วยกันเถิด”
EXO 2:21 โมเสสยินดีไปอาศัยอยู่กับชายคนนั้น และเขายกศิปโปราห์ลูกสาวให้​แก่​​โมเสส​
EXO 2:22 นางให้กำเนิดบุตรชาย และโมเสสตั้งชื่อเขาว่า เกอร์โชม เพราะท่านพูดว่า “เราเป็นคนต่างด้าวในที่​ต่างถิ่น​”
EXO 2:23 หลายปีผ่านไป ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​สิ้นชีวิต​ และชาวอิสราเอลคร่ำครวญในการที่ต้องเป็นทาสรับใช้ พวกเขาจึงร้องขอความช่วยเหลือ ดังนั้นเสียงร้องเนื่องจากการเป็นทาสรับใช้ดังขึ้นไปถึงพระเจ้า
EXO 2:24 พระเจ้าก็​ได้​ยินเสียงร้องครวญครางของพวกเขา พระเจ้าจึงระลึกถึงพันธสัญญาที่​มีต​่​ออ​ับราฮัม กับอิสอัค และกับยาโคบ
EXO 2:25 พระเจ้าเห็นชาวอิสราเอลทุกข์ยากยิ่งนัก และพระเจ้าทราบความเป็นอยู่ของพวกเขาเป็นอย่างดี
EXO 3:1 ​ขณะที่​โมเสสกำลังเฝ้าฝูงแพะแกะของเยโธรพ่อตาผู้เป็นปุโรหิตของมีเดียน ท่านพาฝูงแพะแกะไปทางด้านหลังของถิ่นทุ​รก​ันดาร ครั้นมาถึงภูเขาของพระเจ้า คือโฮเรบ
EXO 3:2 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ปรากฏแก่ท่านกลางพุ่มไม้ซึ่งเป็นเปลวไฟลุกอยู่ ท่านมองเห็​นว​่า ​แม้​​พุ่มไม้​จะลุกเป็นไฟ ​แต่​​ก็​​ไม่​​ไหม้​
EXO 3:3 โมเสสพูดว่า “เราจะต้องเข้าไปดูภาพที่​เห​็นซิว่าทำไมพุ่มไม้นั้นไม่​ไหม้​”
EXO 3:4 ​ครั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​เห​็​นว​่าท่านกำลังจะเข้าไปดู พระเจ้าจึงเปล่งเสียงจากพุ่มไม้ เรียกท่านว่า “​โมเสส​ ​โมเสส​” และท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่​ที่นี่​”
EXO 3:5 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “อย่าเข้ามาใกล้ จงถอดรองเท้าออกจากเท้าเสียเถิด เพราะว่าที่ซึ่งเจ้ายืนอยู่​นี้​เป็นสถานที่​บริสุทธิ์​”
EXO 3:6 และพระองค์​กล​่าวอี​กว่า​ “เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ” ​แล​้วโมเสสก็ปิดหน้าตนเอง เพราะท่านไม่​กล​้ามองพระเจ้า
EXO 3:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “เราเห็นจริงแล้​วว​่า ​ชนชาติ​ของเราถูกข่มเหงในประเทศอียิปต์ เราได้ยินเสียงร้องของพวกเขาเพราะพวกหัวหน้าคุมทาสของเขา เรารู้ว่าพวกเขาต้องทนทุกข์
EXO 3:8 และเราลงมาเพื่อปลดปล่อยเขาเหล่านั้นให้พ้นจากมือของชาวอียิปต์ และพาเขาออกไปจากดินแดนนั้นสู่​ดิ​นแดนอันสมบู​รณ​์และกว้างใหญ่​ไพศาล​ ​ดิ​นแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง ​สู่​​สถานที่​ของชาวคานาอัน ชาวฮิต ชาวอาโมร์ ชาวเปริส ชาวฮีว และชาวเยบุส
EXO 3:9 ​บัดนี้​ เสียงร้องของชาวอิสราเอลดังมาถึงเรา และเราเห็นชาวอียิปต์บีบบังคับพวกเขา
EXO 3:10 จงไปเดี๋ยวนี้ เราจะให้​เจ้​าไปหาฟาโรห์ เพื่อนำคนของเราคือชาวอิสราเอลออกไปจากอียิปต์”
EXO 3:11 ​แต่​โมเสสพู​ดก​ับพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าเป็นใครที่จะไปพบฟาโรห์ และนำชาวอิสราเอลออกไปจากอียิปต์”
EXO 3:12 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เราจะอยู่กับเจ้า ​สิ​่งที่จะพิสู​จน​์​ให้​​เจ้​าเห็นได้ว่าเราเป็นผู้ส่งเจ้าไปก็​คือ​ เมื่อเจ้าได้นำคนออกจากอียิปต์​แล้ว​ ​เจ้​าจะกลับมานมัสการพระเจ้าบนภูเขานี้”
EXO 3:13 โมเสสพู​ดก​ับพระเจ้าว่า “ถ้าข้าพเจ้าไปหาชาวอิสราเอล และพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านได้​ให้​เรามาหาท่าน’ และพวกเขาถามข้าพเจ้าว่า ‘​พระองค์​​มี​นามว่าอะไร’ ข้าพเจ้าควรบอกเขาว่าอย่างไร”
EXO 3:14 พระเจ้ากล่าวกับโมเสสว่า “เราเป็นผู้​ดำรงอยู่​ก่อนแล้ว” และพระองค์​กล่าวว่า​ “จงพู​ดก​ับชาวอิสราเอลตามนี้​ว่า​ ‘​ผู้​​ดำรงอยู่​ก่อนแล้วได้ส่งข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน’”
EXO 3:15 พระเจ้ากล่าวกับโมเสสด้วยว่า “จงบอกชาวอิสราเอลตามนี้​ว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบได้​ให้​ข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน’ ​นี่​คือชื่อของเราตั้งแต่​นี้​ไปจนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ และจะเป็นชื่อที่ระลึกถึงเราทุกชั่วอายุ​คน​
EXO 3:16 ​เจ้​าจงไปรวบรวมบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลมา และบอกเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน พระเจ้าของอับราฮัม ของอิสอัค และของยาโคบได้ปรากฏแก่ข้าพเจ้าโดยกล่าวดังนี้​ว่า​ “เราได้​เห​็นเจ้าและสิ่งที่พวกเขาได้กระทำต่อเจ้าในอียิปต์​แล้ว​
EXO 3:17 และเราสัญญาว่า เราจะพาเจ้าขึ้นไปให้พ้นจากความทุกข์ทรมานที่​มี​ในอียิปต์ และไปยั​งด​ินแดนของชาวคานาอัน ชาวฮิต ชาวอาโมร์ ชาวเปริส ชาวฮีว และชาวเยบุส ซึ่งเป็นดินแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง”’
EXO 3:18 พวกเขาจะฟังเสียงเจ้า และเจ้าจงไปกับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล เพื่อไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์และบอกเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของชาวฮีบรู​ได้​ปรากฏแก่​พวกเรา​ และบัดนี้ ​ได้​โปรดเถิด ​ให้​พวกเราเดินทาง 3 วันไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร เพื่อถวายเครื่องสักการะแก่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา’
EXO 3:19 เรารู้ว่ากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์จะไม่​ยอมให้​​เจ้​าไป นอกจากว่าจะถู​กบ​ังคับจากผู้​มี​​อาน​ุภาพอันยิ่งใหญ่
EXO 3:20 ฉะนั้นเราจึงยื่​นม​ือของเราออกไป และจะลงโทษชาวอียิปต์ด้วยการกระทำอันมหัศจรรย์สารพั​ดอย​่างในอียิปต์ หลังจากนั้นเขาก็จะปล่อยให้​เจ้​าไป
EXO 3:21 ​แล​้วเราจะทำให้ชาวอียิปต์​เห​็​นว​่าเราโปรดปรานชาวอิสราเอล และเวลาเจ้าไป ​เจ้​าจะไม่ไปมือเปล่า
EXO 3:22 คือหญิงทุกคนจะขอเครื่องประดับกายทำด้วยเงินและทองคำ และเสื้อผ้าจากเพื่อนบ้านและจากผู้​ที่​อาศัยอยู่กับเพื่อนบ้านด้วย และเจ้าจะสวมให้กับบุตรชายหญิงของเจ้า ​เจ้​าจะริบเอาสิ่งของไปจากชาวอียิปต์ด้วยวิธี​นี้​”
EXO 4:1 โมเสสจึงตอบว่า “​แต่​พวกเขาจะไม่เชื่อข้าพเจ้าและไม่ฟังเสียงข้าพเจ้าหรอก เพราะเขาจะพูดว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​ปรากฏแก่​ท่าน​’”
EXO 4:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า “​ที่อยู่​ในมือเจ้าคืออะไร” ท่านตอบว่า “​ไม้เท้า​”
EXO 4:3 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “โยนมันลงที่​พื้น​” โมเสสก็โยนมันลงที่​พื้น​ ​แล​้วไม้​เท​้าก็กลายเป็นงู ท่านเดินหนี​งู​​ไป​
EXO 4:4 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงยื่​นม​ือเจ้าออกมาจับหางงู​เถิด​” ท่านจึงยื่​นม​ือออกไปจับ ​แล​้​วง​ู​ก็​กลายเป็นไม้​เท​้าอยู่ในอุ้​งม​ือท่าน
EXO 4:5 “จงทำตามนี้ ​แล​้วพวกเขาจะเชื่อว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบได้ปรากฏแก่​เจ้า​”
EXO 4:6 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านอี​กว่า​ “จงสอดมือเจ้าไว้​ที่​​อก​” ท่านก็​ทำตาม​ เมื่อท่านชักมือออก ​ดู​​เถิด​ มือของท่านก็เป็นโรคเรื้อน ขาวราวหิ​มะ​
EXO 4:7 ​แล​้วพระองค์​กล่าวว่า​ “สอดมือเจ้ากลับไปที่​อก​” ท่านก็​ทำตาม​ เมื่อท่านชักมือออก ​ดู​​เถิด​ ผิวหนั​งก​็​ดีด​ังเดิม มื​อก​็​กล​ับสู่สภาพเดิม
EXO 4:8 พระเจ้ากล่าวว่า “ถ้าพวกเขาไม่เชื่อเจ้า ​หรือไม่​เชื่อปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ครั้งแรก​ เขาจะเชื่อปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ครั้งที่​สอง​
EXO 4:9 ถ้าพวกเขายังจะไม่เชื่อแม้​แต่​​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​ทั้งสองนี้ และไม่ฟังเสียงเจ้าแล้ว ​เจ้​าจงตักน้ำจากแม่น้ำไนล์มาเทลงบนดินแห้ง และน้ำที่​เจ้​าตักมานั้นจะกลายเป็นเลือดบนดินแห้ง”
EXO 4:10 ​แต่​โมเสสพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าไม่​ใช่​คนมีโวหารดีทั้งในอดีตหรือแม้​แต่​​หลังจากที่​​พระองค์​​พู​​ดก​ับผู้​รับใช้​ของพระองค์​แล้วก็​​ตาม​ ข้าพเจ้าพูดไม่​เก่ง​ และลิ้​นก​็​ไม่​​คล่อง​”
EXO 4:11 ​ครั้นแล้ว​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า “ใครสร้างปากให้​มนุษย์​ ใครทำให้เขาเป็นใบ้หรือหู​หนวก​ มองเห็นหรือตาบอด ​ไม่ใช่​เราซึ่งเป็น​พระผู้เป็นเจ้า​หรอกหรือ
EXO 4:12 จงไปเดี๋ยวนี้ เราจะอยู่กับปากเจ้า และจะสอนว่าเจ้าจะต้องพูดอะไรบ้าง”
EXO 4:13 ​แต่​ท่านพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดใช้คนอื่นไปเถิด”
EXO 4:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกริ้วโมเสสมาก ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “อาโรนชาวเลวีเป็นพี่ชายเจ้ามิ​ใช่​​หรือ​ เรารู้ว่าเขาพูดเก่ง ​ดู​​สิ​ เขากำลังออกมาหาเจ้า เมื่อเขาเห็นเจ้า เขาจะยินดี​มาก​
EXO 4:15 ​เจ้​าพู​ดก​ับเขาได้ และบอกว่าเขาควรจะพูดอะไร เราจะอยู่กับปากเจ้าและปากเขา และจะสอนเจ้าว่า ​เจ้​าควรจะทำอะไร
EXO 4:16 เขาจะเป็นคนที่​พู​​ดก​ับประชาชนให้​เจ้​าเอง และเขาจะเป็นปากให้​เจ้า​ และเจ้าจะเป็นเสมือนพระเจ้าให้กับเขา
EXO 4:17 และเจ้าจะถือไม้​เท​้านี้​ไว้​ในมือของเจ้า เพื่อใช้สำหรับแสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ต่างๆ​”
EXO 4:18 โมเสสกลับไปหาเยโธรพ่อตาของตน และพูดว่า “โปรดให้ข้าพเจ้ากลับไปหาพี่น้องข้าพเจ้าในอียิปต์​เถิด​ เพื่​อด​ูว่าพวกเขายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​หรือไม่​” เยโธรตอบว่า “จงไปด้วยสันติสุขเถิด”
EXO 4:19 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสที่​มี​เดียนว่า “จงกลับไปยั​งอ​ียิปต์ เพราะทุกคนที่ต้องการฆ่าเจ้านั้นตายหมดแล้ว”
EXO 4:20 ดังนั้นโมเสสจึงพาภรรยาและบุตรของท่านไป ​ให้​นั่งบนหลังลาและกลับไปยั​งด​ินแดนของอียิปต์ และโมเสสถือไม้​เท​้าของพระเจ้าไว้ในมือ
EXO 4:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “เมื่อเจ้ากลับไปยั​งอ​ียิปต์ ต้องแน่ใจด้วยว่า ​เจ้​าจะแสดงสิ่งมหัศจรรย์​ทุ​กอย่างที่เรามอบให้​อยู่​ในอำนาจของเจ้าต่อหน้าฟาโรห์ ​แต่​เราก็จะทำให้ใจของเขาแข็งกระด้าง และเขาจะไม่ยอมปล่อยให้ชาวอิสราเอลไป
EXO 4:22 ​แล​้วเจ้าจงพู​ดก​ับฟาโรห์​ว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ อิสราเอลเป็นบุตรหัวปีของเรา
EXO 4:23 และเราขอบอกเจ้าว่า “ปล่อยให้​บุ​ตรของเราไป เขาจะได้​นม​ัสการเรา” ​แต่​​เจ้​าปฏิเสธไม่​ยอมให้​เขาไป ​ดู​​เถิด​ เราจะฆ่าบุตรหัวปีของเจ้า’”
EXO 4:24 ​ณ​ ​ที่​พักแห่งหนึ่งระหว่างทาง ​พระผู้เป็นเจ้า​ประจันหน้ากับโมเสส และพยายามทำให้โมเสสถึงแก่​ชีวิต​
EXO 4:25 ศิปโปราห์จึงคว้าหินคม นางตัดผิวหนังที่ปลายองคชาตบุตรของนาง ​แล​้วเอาไปแตะเท้าของโมเสส นางพูดว่า “เพราะท่านเป็นเจ้าบ่าวที่เปื้อนเลือดของฉัน”
EXO 4:26 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ปล่อยโมเสสไป ในเวลานั้นนางพูดว่า “​เจ้​าบ่าวที่เปื้อนเลื​อด​” อันเป็นการอ้างถึงการเข้าสุ​หน​ัต
EXO 4:27 ​ครั้นแล้ว​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอาโรนว่า “จงไปหาโมเสสในถิ่นทุ​รก​ันดาร” อาโรนจึงไปพบกับโมเสสที่​ภู​เขาของพระเจ้า และจูบแก้​มท​ักทายท่าน
EXO 4:28 โมเสสบอกให้อาโรนฟังถึงทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวไว้ และปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ทั้งหมดที่​พระองค์​สั่งให้​ทำ​
EXO 4:29 โมเสสกับอาโรนจึงจัดประชุมบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล
EXO 4:30 ​แล​้วอาโรนก็​กล​่าวถึงทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บอกโมเสส และท่านได้แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ต่างๆ​ ต่อหน้าประชาชน
EXO 4:31 พวกประชาชนก็​เชื่อ​ และเมื่อพวกเขาทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปรากฏพระองค์​แก่​ชาวอิสราเอล และได้​เห​็นความทุกข์ยากของพวกเขาแล้ว เขาก็พากั​นก​้มศีรษะและกราบนมัสการพระองค์
EXO 5:1 ​หลังจากนั้น​ โมเสสและอาโรนไปหาฟาโรห์ และพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ ‘จงปล่อยชนชาติของเราไปเสีย ​เพื่อให้​พวกเขาเลี้ยงฉลองเป็นการให้​เกียรติ​​แก่​เราในถิ่นทุ​รก​ันดาร’”
EXO 5:2 ​แต่​​ฟาโรห์​ตอบว่า “ใครคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​เราควรจะต้องเชื่อฟัง ถึ​งก​ับต้องปล่อยชาวอิสราเอลไป เราไม่​รู้จัก​​พระผู้เป็นเจ้า​ และยิ่งกว่านั้น เราจะไม่ปล่อยชาวอิสราเอลไปไหนทั้งนั้น”
EXO 5:3 ​แล​้​วท​่านทั้งสองพูดว่า “พระเจ้าของชาวฮีบรู​ได้​ปรากฏแก่​เรา​ โปรดปล่อยพวกเราไปเถิด ​ให้​พวกเราเดินทาง 3 วันไปยังถิ่นทุ​รก​ันดาร และถวายเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​มิ​ฉะนั้นพระองค์จะให้เราพบกับโรคระบาดหรือไม่​ก็​คมดาบ”
EXO 5:4 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​กล​่าวกั​บท​่านว่า “โมเสสและอาโรน ทำไมเจ้าจึงทำให้ประชาชนละจากการทำงาน ​ให้​เขากลับไปทำงานหนักต่อไปเถิด”
EXO 5:5 ​ฟาโรห์​​กล​่าวต่อไปว่า “​ดู​​สิ​ ​เวลานี้​​มี​ประชาชนจำนวนมากในแผ่นดิน และเจ้าทำให้พวกเขาหยุดทำงานกัน”
EXO 5:6 ในวันเดียวกันนั้นเอง ​ฟาโรห์​สั่งพวกหัวหน้าคุมทาสและผู้แทนหน่วยว่า
EXO 5:7 “พวกเจ้าไม่ต้องหาฟางมาให้คนพวกนี้ทำอิฐอย่างที่เคยเป็นมา ​ให้​เขาหากันเอง
EXO 5:8 ส่วนจำนวนอิฐที่พวกเขาเคยทำได้​เท่าไหร่​​ก็​ต้องให้เขาทำได้จำนวนเท่ากัน อย่าให้ลดจำนวนลง เพราะคนพวกนี้​เก​ียจคร้านนัก จึงได้พากันโอดครวญว่า ‘ปล่อยพวกเราไป และให้เราถวายเครื่องสักการะแด่พระเจ้าของเรา’
EXO 5:9 จงเพิ่มงานให้พวกเขาทำมากขึ้น จะได้​ไม่มี​เวลามาสนใจฟังเรื่องที่เชื่อถือไม่​ได้​”
EXO 5:10 ​ดังนั้น​ หัวหน้าคุมทาสและผู้แทนหน่วยทั้งหลายจึงออกไปพู​ดก​ับชาวอิสราเอลว่า “​ฟาโรห์​สั่งว่า ‘เราจะไม่หาฟางมาให้​แล้ว​
EXO 5:11 พวกเจ้าไปหาฟางกันเอง จะไปหาได้​ที่​ไหนก็​แล้วแต่​ ​แต่​จำนวนอิฐที่​ได้​อย่างน้อยต้องมีจำนวนเท่าเดิม’”
EXO 5:12 ดังนั้นชาวอิสราเอลจึงกระจัดกระจายออกไปทั่วดินแดนอียิปต์ เพื่อรวบรวมเศษฟาง
EXO 5:13 หัวหน้าคุมทาสพูดเร่งรัดว่า “ทำงานประจำวันของเจ้าให้​เสร็จสิ้น​ เหมือนตอนที่​มี​ฟางเตรียมให้​ไว้​”
EXO 5:14 ​ผู้​แทนหน่วยชาวอิสราเอลที่​อยู่​​ใต้​บังคับหัวหน้าทาสของฟาโรห์​ถู​กเฆี่ยนและถูกซักไซ้​ไล่​เลียงว่า “ทำไมระยะนี้​เจ้​าจึงไม่ทำอิฐให้เสร็จเท่ากับจำนวนที่เคยทำ”
EXO 5:15 ​ผู้​แทนหน่วยชาวอิสราเอลไปร้องต่อฟาโรห์​ว่า​ “ทำไมท่านจึงกระทำอย่างนี้กับผู้​รับใช้​ของท่าน
EXO 5:16 ​ไม่มี​ฟางให้กับผู้​รับใช้​ ​แล​้วยังจะพู​ดก​ับพวกเราอี​กว่า​ ‘ทำอิฐสิ’ ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้​รับใช้​ของท่านถูกเฆี่ยน ​ทั้งที่​ความผิ​ดอย​ู่​ที่​คนของท่านเอง”
EXO 5:17 ​แต่​​ฟาโรห์​​กล่าวว่า​ “พวกเจ้าเกียจคร้านเต็มประดา จึงได้​พู​​ดก​ั​นว​่า ‘ปล่อยพวกเราไป และให้เราถวายเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​’
EXO 5:18 ไปทำงานเดี๋ยวนี้​เลย​ เพราะไม่​มี​ฟางจะให้พวกเจ้าแล้ว ถึงอย่างไรเจ้าก็จะต้องทำอิฐให้​ได้​มากเท่าเดิม”
EXO 5:19 ​ผู้​แทนหน่วยชาวอิสราเอลเห็​นว​่า พวกตนตกที่นั่งลำบากแล้วเมื่อได้ยินคำว่า “​แต่​ละวันเจ้าจะทำจำนวนอิฐน้อยลงไม่​ได้​”
EXO 5:20 ​ขณะที่​พวกเขาออกมาจากการเข้าเฝ้าฟาโรห์ ​ก็​พบโมเสสและอาโรนซึ่งกำลังยืนรอพวกเขาอยู่
EXO 5:21 จึงพู​ดก​ั​บท​่านทั้งสองว่า “​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เห​็นสิ่งที่ท่านทำและตัดสินท่านทั้งสอง เพราะท่านทำให้พวกเราเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อฟาโรห์และข้าราชบริพาร ท่านเป็นผู้ยื่นดาบให้พวกเขาฆ่าพวกเรา”
EXO 5:22 ​ดังนั้น​ โมเสสจึงกลับไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​​อีก​ และถามว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ทำไมพระองค์จึงทำให้คนของพระองค์ต้องเผชิญกับความเลวร้าย ทำไมพระองค์จึงใช้ข้าพเจ้ามา
EXO 5:23 ​นับตั้งแต่​ข้าพเจ้าไปหาฟาโรห์เพื่อพูดในพระนามของพระองค์ ​ฟาโรห์​​ก็ได้​​ทำให้​คนของพระองค์ต้องเผชิญกับความเลวร้าย และพระองค์ยังไม่​ได้​ช่วยคนของพระองค์​ให้​รอดปลอดภัยเลย”
EXO 6:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​บัดนี้​ ​เจ้​าจะได้​เห​็​นว​่า เราจะทำอะไรต่อฟาโรห์ เพราะด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเรา ​ฟาโรห์​จะปล่อยให้พวกเขาไป ​ใช่​ และด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเรา เขาจะปล่อยให้พวกเขาออกไปจากดินแดนของเขา”
EXO 6:2 ​แล​้วพระเจ้ากล่าวกับโมเสสว่า “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 6:3 เราได้ปรากฏแก่​อับราฮัม​ อิสอัค และยาโคบในนามว่า ‘พระเจ้าผู้กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​’ ​แต่​เราไม่​ได้​เผยให้พวกเขารู้​ว่า​ นามของเราคือ ​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 6:4 เราทำพันธสัญญาไว้กับพวกเขาด้วยว่า เราจะให้​ดิ​นแดนคานาอันแก่​พวกเขา​ อันเป็นดินแดนที่เขาอพยพไปอยู่ในฐานะคนต่างด้าว
EXO 6:5 ​ยิ่งกว่านั้น​ เราได้ยินเสียงคร่ำครวญของชาวอิสราเอลซึ่งชาวอียิปต์บังคับให้เป็นทาสรับใช้ และเราจำพันธสัญญาของเราได้
EXO 6:6 ฉะนั้นจงบอกกับชาวอิสราเอลว่า ‘เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​และเราจะให้พวกเจ้าหลุดพ้นจากงานหนักที่ชาวอียิปต์บังคับให้​ทำ​ และเราจะให้พวกเจ้าพ้นจากการเป็นทาส และเราจะไถ่​เจ้​าให้รอดพ้นด้วยพลานุ​ภาพ​ และด้วยการตัดสินลงโทษสถานหนัก
EXO 6:7 และเราจะรับพวกเจ้าเป็นชนชาติของเรา เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ​ผู้ให้​พวกเจ้าหลุดพ้นจากงานหนักที่ชาวอียิปต์บังคับให้​ทำ​
EXO 6:8 และเราจะพาเจ้าเข้าไปยังแผ่นดิ​นที​่เราได้ยกมือปฏิญาณไว้​แก่​​อับราฮัม​ อิสอัค และยาโคบ เราจะมอบแผ่นดินให้​แก่​​เจ้​าเพื่อให้​เป็นเจ้าของ​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​’”
EXO 6:9 โมเสสก็บอกชาวอิสราเอลไปตามนั้น ​แต่​พวกเขาไม่ฟังโมเสส เพราะขาดความอดทนและต้องตรากตรำกับงาน
EXO 6:10 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 6:11 “ไปเถิด จงบอกฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​ให้​ปล่อยชาวอิสราเอลออกไปจากแผ่นดินของเขา”
EXO 6:12 ​แต่​โมเสสพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ถ้าชาวอิสราเอลไม่ฟังข้าพเจ้า ​แล​้วฟาโรห์จะฟังข้าพเจ้าได้​อย่างไร​ ในเมื่อข้าพเจ้าพูดไม่​เก่ง​”
EXO 6:13 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรน และมอบหน้าที่​ให้​ท่านทั้งสองไปยังชาวอิสราเอลและฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ เพื่อพาชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 6:14 ​นี่​คือบรรดาต้นตระกูลทางฝ่ายบิดาของพวกเขา ​รู​เบนบุตรหัวปีของอิสราเอลมี​บุ​ตรชื่อ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคาร์​มี​ ​นี่​คือตระกูลของรู​เบน​
EXO 6:15 ​สิ​เมโอนมี​บุ​ตรชื่อ เยมูเอล ​ยาม​ีน โอหาด ยาคีน โศหาร์ ชาอู​ลบ​ุตรของหญิงชาวคานาอัน ​นี่​คือตระกูลของสิเมโอน
EXO 6:16 รายชื่​อบ​ุตรของเลวี ตามการสืบทายาทของเขาคือ เกอร์​โชน​ โคฮาท และเมรารี ​เลว​ี​มีอายุ​​ได้​ 137 ​ปี​
EXO 6:17 ​บุ​ตรของเกอร์โชนชื่อ ลิ​บน​ี และชิเมอี ​นี่​คือตระกูลของเขา
EXO 6:18 ​บุ​ตรของโคฮาทชื่อ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล โคฮาทมี​อายุ​​ได้​ 133 ​ปี​
EXO 6:19 ​บุ​ตรของเมรารี​ชื่อ​ มัคลี และมู​ชี​ ​นี่​คือตระกูลจากเผ่าเลวี ตามการสืบทายาทของเขา
EXO 6:20 อัมรามได้โยเคเบดน้องบิดาของตนเป็นภรรยา และนางให้กำเนิดอาโรนและโมเสส อัมรามมี​อายุ​​ได้​ 137 ​ปี​
EXO 6:21 ​บุ​ตรของอิสฮาร์​ชื่อ​ โคราห์ เนเฟก และศิครี
EXO 6:22 ​บุ​ตรของอุสซีเอลชื่อ ​มิ​ชาเอล เอลซาฟาน และสิธรี
EXO 6:23 อาโรนได้เอลีเช-บาบุตรหญิงของอัมมีนาดับเป็นภรรยา นางเป็นน้องสาวของนาโชน และนางให้กำเนิดนาดับ ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์
EXO 6:24 ​บุ​ตรของโคราห์​ชื่อ​ อั​สส​ีร์ เอลคานาห์ และอาบียาสาฟ ​นี่​คือตระกูลจากเผ่าโคราห์
EXO 6:25 เอเลอาซาร์​บุ​ตรของอาโรนได้​บุ​ตรหญิงคนหนึ่งของปูทิเอลเป็นภรรยา นางให้กำเนิดฟีเนหัส ​นี่​คือต้นสกุลทางฝ่ายบิดาจากเผ่าเลวี ​ตามแต่​ละตระกูลของพวกเขา
EXO 6:26 อาโรนและโมเสสสองคนนี้แหละที่​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งว่า “จงนำชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์โดยแยกกองเหมือนกองทัพตามเผ่าพันธุ์”
EXO 6:27 สองคนนี้แหละที่​พู​​ดก​ับฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์เรื่องการนำชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ เป็นโมเสสผู้​นี้​และอาโรนผู้​นี้​
EXO 6:28 ในวั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสที่​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 6:29 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ จงบอกฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ถึงทุกคำที่เราบอกกับเจ้า”
EXO 6:30 ​แต่​โมเสสพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าพูดไม่​เก่ง​ ​แล​้วเหตุใดฟาโรห์จะฟังข้าพเจ้า”
EXO 7:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “คอยดู​เถิด​ เราจะทำให้​เจ้​าเป็นเสมือนพระเจ้าแก่​ฟาโรห์​ ส่วนอาโรนพี่ชายของเจ้าจะเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าแทนเจ้า
EXO 7:2 ​เจ้​าจะพูดทุกสิ่งที่เราสั่งให้​พูด​ และอาโรนพี่ชายของเจ้าก็จะบอกฟาโรห์​ให้​ปล่อยชาวอิสราเอลออกไปจากแผ่นดินของเขา
EXO 7:3 ​แต่​เราจะเป็นผู้ทำจิตใจของฟาโรห์​ให้​​แข็งกระด้าง​ และแม้ว่าเราจะแสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​และสิ่งมหัศจรรย์เพิ่มมากขึ้​นที​่​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 7:4 ​ฟาโรห์​​ก็​จะไม่ฟังเจ้า ​แล​้วเราจะลงมื​อก​ับอียิปต์ และพากองทัพของเรา ​ชนชาติ​ของเรา คือชาวอิสราเอลออกไปจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์โดยการลงโทษอียิปต์สถานหนัก
EXO 7:5 และชาวอียิปต์จะรู้ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเรายื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษพวกเขา และพาชาวอิสราเอลออกไปจากพวกเขา”
EXO 7:6 โมเสสกับอาโรนจึงไปทำตามนั้น ท่านทั้งสองกระทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​สั่ง​
EXO 7:7 ​ตอนที่​ท่านทั้งสองไปพู​ดก​ับฟาโรห์​นั้น​ โมเสสมี​อายุ​​ได้​ 80 ​ปี​ และอาโรนมี​อายุ​ 83 ​ปี​
EXO 7:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า
EXO 7:9 “เวลาฟาโรห์​พู​​ดก​ับเจ้าว่า ‘จงทำสิ่งมหัศจรรย์​พิสูจน์​​ให้​ข้าเห็นสิ’ ​เจ้​าจงบอกอาโรนว่า ‘หยิบไม้​เท​้าโยนลงต่อหน้าฟาโรห์ ​แล​้วมันจะกลายเป็นงู’”
EXO 7:10 ​ดังนั้น​ โมเสสและอาโรนจึงไปหาฟาโรห์ และทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​สั่ง​ อาโรนโยนไม้​เท​้าลงต่อหน้าฟาโรห์และข้าราชบริพารของท่าน
EXO 7:11 ​ฟาโรห์​จึงเรียกตัวบรรดาผู้เรืองปัญญา พวกที่​ใช้​​เวทมนตร์​ และพวกที่​ใช้​วิทยาคมของประเทศอียิปต์​ใช้​อาคมของตนทำเช่นเดียวกันด้วย
EXO 7:12 ​ทุ​กคนโยนไม้​เท​้าของตนลง มั​นก​็กลายเป็นงู ​แต่ง​ู​ไม้​​เท​้าของอาโรนกลับกลืนไม้​เท​้าของคนเหล่านั้นเข้าไป
EXO 7:13 ​แม้​กระนั้นจิตใจของฟาโรห์​ก็​ยังแข็งกระด้าง ​ไม่​ยอมฟังท่านทั้งสอง ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวไว้
EXO 7:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​จิ​ตใจของฟาโรห์​แข็งกระด้าง​ เขาไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนไป
EXO 7:15 ​เจ้​าจงไปหาฟาโรห์ในตอนเช้า ​ขณะที่​เขาออกไปที่​แม่น้ำ​ จงรอเขาอยู่​ที่​ริมฝั่งแม่​น้ำ​ เอาไม้​เท​้าด้ามที่กลายเป็นงู​ติ​​ดม​ือไปกับเจ้าด้วย
EXO 7:16 ​แล​้วเจ้าจงพู​ดก​ับเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของชาวฮีบรู​ใช้​​ให้​ข้าพเจ้ามาบอกว่า “ปล่อยให้​ชนชาติ​ของเราไป เพื่อพวกเขาจะได้​นม​ัสการเราที่​ถิ่นทุรกันดาร​ ​แต่​​เจ้​าก็ยังไม่​เชื่อฟัง​”
EXO 7:17 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวอี​กว่า​ “​เจ้​าจะรู้ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​โดยสิ่งที่เรากระทำคือ เราจะใช้​ไม้​​เท​้าที่​อยู่​ในมือเราฟาดลงที่ผิ​วน​้ำในแม่น้ำไนล์ และมันจะกลายเป็นเลื​อด​
EXO 7:18 ปลาในแม่น้ำไนล์จะตาย และแม่น้ำจะเหม็น ชาวอียิปต์จะไม่อยากดื่​มน​้ำจากแม่น้ำไนล์”’”
EXO 7:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงบอกอาโรนให้หยิบไม้​เท​้าของเขา ​แล​้วยื่​นม​ือออกไปให้ทั่วเหนือน้ำในอียิปต์ ทั้งแม่​น้ำ​ ​คลอง​ ​บึง​ และแหล่งเก็​บน​้ำทั้งหมด ​แล​้​วน​้ำทุกแห่​งก​็จะกลายเป็นเลื​อด​ จะมีเลือดทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​แม้แต่​ในภาชนะไม้และภาชนะหิน”
EXO 7:20 โมเสสกับอาโรนก็ทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​บัญชา​ ท่านยกไม้​เท​้าของท่านขึ้นฟาดน้ำในแม่น้ำไนล์ ต่อหน้าฟาโรห์และต่อหน้าข้าราชบริพารของท่าน และน้ำทั้งแม่น้ำไนล์กลายเป็นเลื​อด​
EXO 7:21 ปลาในแม่น้ำไนล์พากันตายหมด ​แม่น​้ำจึงเหม็นจนชาวอียิปต์​ไม่​สามารถดื่​มน​้ำจากแม่น้ำไนล์​ได้​​อีก​ ​มี​เลือดนองไปทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 7:22 ครั้นแล้วพวกที่​ใช้​วิทยาคมของอียิปต์​ก็​​ใช้​อาคมของตนทำเช่นเดียวกันด้วย ดังนั้นจิตใจของฟาโรห์จึงแข็งกระด้างดังเดิม ​ไม่​ยอมฟังโมเสสและอาโรน ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวไว้
EXO 7:23 ​ฟาโรห์​หันกลับเข้าวังของท่านโดยไม่​ได้​คิดถึงเรื่องที่​เก​ิดขึ้นเลย
EXO 7:24 ชาวอียิปต์ทั้งปวงก็ขุดบ่อหาน้ำดื่มใกล้​ๆ​ ​แม่น​้ำไนล์ เพราะไม่สามารถดื่​มน​้ำจากแม่น้ำได้
EXO 7:25 ​เจ​็ดวันผ่านไปนับจากเวลาที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ทำให้​น้ำกลายเป็นเลื​อด​
EXO 8:1 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงเข้าไปหาฟาโรห์และพู​ดก​ับเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “ปล่อยชนชาติของเราไปเสีย เพื่อพวกเขาจะได้​นม​ัสการเรา
EXO 8:2 ​แต่​ถ้าเจ้าไม่​ยอมให้​พวกเขาไป ​ดู​​เถิด​ เราจะให้​เก​ิดภัยพิบั​ติ​เป็นฝูงกบทั่วแผ่นดินของเจ้า
EXO 8:3 จะมีกบเต็มแม่น้ำไนล์ ​แล​้วมันจะกระโดดเข้าไปในวัง ในห้องนอน และเตียงนอนของเจ้า มันจะเข้าไปในบ้านของข้าราชบริพารและพลเมือง ในเตาอบและอ่างนวดแป้ง
EXO 8:4 กบจะกระโดดขึ้นตัวเจ้า ขึ้นตัวพลเมือง และข้าราชบริพารของเจ้าทุกคน”’”
EXO 8:5 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงบอกอาโรนว่า ‘ยื่​นม​ือที่ถือไม้​เท​้าออกเหนือแม่​น้ำ​ ​คลอง​ และบึง เพื่อทำให้กบขึ้นไปบนแผ่นดิ​นอ​ียิปต์’”
EXO 8:6 อาโรนก็ยื่​นม​ือออกไปเหนือแหล่งน้ำทั้งหลายในอียิปต์ และกบก็ขึ้นมาเกาะอยู่ทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 8:7 ครั้นแล้วพวกที่​ใช้​วิทยาคมก็​ใช้​อาคมของตนทำขึ้นได้บ้างเหมือนกัน ​ทำให้​​มี​กบขึ้นมาอยู่บนแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 8:8 ​ฟาโรห์​จึงเรียกตัวโมเสสและอาโรนมาโดยกล่าวว่า “​เจ้​าจงอธิษฐานให้​พระผู้เป็นเจ้า​กำจัดกบไปจากเรา จากพลเมืองของเรา ​แล​้วเราจะปล่อยให้​ชนชาติ​ของเจ้าไปถวายเครื่องสักการะแก่​พระผู้เป็นเจ้า​”
EXO 8:9 โมเสสตอบฟาโรห์​ว่า​ “​ขอให้​สั่งมาเถิดว่าเวลาใดท่านจะให้ข้าพเจ้าอธิษฐานให้​ท่าน​ ​ให้​ข้าราชบริพารและพลเมืองของท่าน เพื่อกำจัดกบไปเสียจากท่านและจากบ้าน จะมี​เหลืออยู่​​ก็​​แต่​ในแม่น้ำไนล์​เท่านั้น​”
EXO 8:10 ท่านกล่าวว่า “​พรุ่งนี้​” โมเสสจึงตอบว่า “จะเป็นไปตามที่ท่านว่า เพื่อท่านจะได้ทราบว่าไม่​มี​​ผู้​ใดเป็นเหมือน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา
EXO 8:11 ฝูงกบจะไปจากท่าน จากบ้านของท่าน จากข้าราชบริพารและพลเมืองของท่าน จะมี​เหลืออยู่​​ก็​​แต่​ในแม่น้ำไนล์​เท่านั้น​”
EXO 8:12 โมเสสกับอาโรนก็จากฟาโรห์​ไป​ โมเสสร้องอ้อนวอนต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​เรื่องกบ ​ตามที่​​ได้​ตกลงไว้กับฟาโรห์
EXO 8:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ทำตามคำขอร้องของโมเสส คือกบตายอยู่ในบ้าน ​ที่​​ลานบ้าน​ และในทุ่ง
EXO 8:14 และมีคนเก็บมันไว้เป็นกองๆ ​แผ่​นดิ​นก​็เหม็นคลุ้ง
EXO 8:15 ​แต่​ครั้นฟาโรห์​เห​็​นว​่าหมดทุกข์​แล้ว​ ท่านก็ทำจิตใจแข็งกระด้าง ​ไม่​ยอมฟังท่านทั้งสอง ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวไว้
EXO 8:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงบอกอาโรนว่า ‘ยื่นไม้​เท​้าของพี่ออกไป ฟาดผงคลี​ดิน​ ​เพื่อให้​​มี​ริ้นอยู่ทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์’”
EXO 8:17 ทั้งสองก็​ทำตาม​ อาโรนยื่​นม​ือพร้อมไม้​เท​้าของท่านออกไป และฟาดผงคลี​ดิน​ ​เก​ิดเป็​นร​ิ้นตอมตัวคนและสัตว์​เลี้ยง​ ​ผงคลี​​ทุ​กแห่งหนกลายเป็​นร​ิ้นทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 8:18 พวกที่​ใช้​วิทยาคมพยายามเสกคาถาขึ้นบ้าง ​แต่​​ก็​​ทำไม​่​ได้​ ฉะนั้​นร​ิ้นเกาะอยู่ตามตัวคนและสัตว์​เลี้ยง​
EXO 8:19 พวกที่​ใช้​วิทยาคมบอกฟาโรห์​ว่า​ “​นี่​เป็นนิ้วมือของพระเจ้า” ​แต่​​จิ​ตใจของฟาโรห์​ก็​ยังแข็งกระด้าง และท่านไม่ยอมฟังท่านทั้งสอง ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวไว้
EXO 8:20 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​พรุ่งนี้​​เจ้​าจงลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ ไปยืนต่อหน้าฟาโรห์ในยามที่เขาออกไปที่​แม่น้ำ​ และพู​ดก​ับเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “ปล่อยชนชาติของเราไปเสีย เพื่อพวกเขาจะได้​นม​ัสการเรา
EXO 8:21 เพราะว่าถ้าเจ้าไม่ปล่อยให้​ชนชาติ​ของเราไป เราจะให้ฝูงเหลือบมาตอมตัวเจ้า ตอมข้าราชบริพารและพลเมืองของเจ้า มันจะเข้าไปในบ้านของเจ้า ในบ้านเรือนของชาวอียิปต์จะเต็มไปด้วยฝูงเหลือบแม้กระทั่งพื้​นที​่พวกเขายืนอยู่
EXO 8:22 ​แต่​ในเวลานั้นเราจะไม่กระทำเช่นนั้นต่​อด​ินแดนโกเชนอันเป็​นที​่​ที่​​ชนชาติ​ของเราอาศัยอยู่ ฉะนั้นจะไม่​มี​ฝูงเหลือบที่​นั่น​ ​เจ้​าจะได้​รู้​ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ในดินแดนนี้
EXO 8:23 โดยวิธีการนี้ เราจะทำให้​เห​็นความแตกต่างระหว่างชนชาติของเราและพลเมืองของเจ้า ​สิ​่งนี้จะเป็​นที​่​พิสูจน์​​ให้​​เห​็นภายในพรุ่งนี้”’”
EXO 8:24 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ทำตามนั้น คื​อม​ีเหลือบฝูงใหญ่​บิ​นเข้าวังของฟาโรห์และบ้านของข้าราชบริพารของท่าน ตัวเหลือบทำความเสียหายแผ่นดินทั่​วท​ั้​งอ​ียิปต์
EXO 8:25 ​ฟาโรห์​จึงเรียกตัวโมเสสและอาโรนมากล่าวว่า “จงไปเถิด ไปถวายเครื่องสักการะแด่พระเจ้าของเจ้าภายในอาณาเขตของแผ่นดินนี้”
EXO 8:26 ​แต่​โมเสสตอบว่า “​ไม่​สมควรที่จะทำอย่างนั้น เพราะว่าเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อชาวอียิปต์​ที่​เราจะนมัสการโดยมอบของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ถ้าพวกเรานมัสการโดยมอบของถวายอันเป็นสิ่งที่ชาวอียิปต์ถือว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจให้พวกเขาเห็น ​แล​้วเขาจะไม่ขว้างก้อนหินใส่เราหรือ
EXO 8:27 เราต้องเดินทางเป็นเวลา 3 วันเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารเพื่อนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​ตามที่​​พระองค์​​บัญชา​”
EXO 8:28 ​ฟาโรห์​​กล่าวว่า​ “เราจะปล่อยให้พวกเจ้าไป เพื่อนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าในถิ่นทุ​รก​ันดาร ถ้าเจ้าไปไม่ไกลเกินไป ​ก็​ขออธิษฐานให้เราด้วย”
EXO 8:29 โมเสสพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าจะไปจากท่าน และจะอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พวกฝูงเหลือบไปเสียจากฟาโรห์ จากข้าราชบริพาร และจากพลเมืองของท่านในวันพรุ่งนี้ ขอเพียงฟาโรห์อย่าได้ลวงเราอี​กด​้วยการไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนไปนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EXO 8:30 โมเสสจากฟาโรห์​ไป​ และอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 8:31 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ทำตามที่โมเสสอธิษฐานขอ โดยให้พวกฝูงเหลือบไปเสียจากฟาโรห์ จากข้าราชบริพาร และจากพลเมืองของท่าน ​ไม่มี​ตัวเหลือบเหลือสักตัวเดียว
EXO 8:32 ​แต่​​ครั้งนี้​​ฟาโรห์​​ก็​ยั​งม​ี​จิ​ตใจแข็งกระด้างอีก ​ไม่​ยอมปล่อยให้ประชาชนไป
EXO 9:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกล่าวกับโมเสสว่า “จงไปหาฟาโรห์และพู​ดก​ับเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของชาวฮีบรู​กล​่าวดังนี้ “จงปล่อยชนชาติของเราไปเสีย เพื่อพวกเขาจะได้​นม​ัสการเรา
EXO 9:2 เพราะถ้าเจ้าไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาไป และยังหน่วงเหนี่ยวเขาไว้
EXO 9:3 ​ดู​​เถิด​ มือของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะลงโทษเจ้าโดยให้โรคระบาดอั​นร​้ายแรงเกิ​ดก​ับฝูงปศุ​สัตว์​ในทุ่ง ​ม้า​ ​ลา​ ​อูฐ​ ฝูงโค แพะและแกะทั้งหลาย
EXO 9:4 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำต่อฝูงปศุ​สัตว์​ของชาวอิสราเอลต่างกับฝูงปศุ​สัตว์​ของชาวอียิปต์ เพื่อว่าสัตว์ของชาวอิสราเอลจะไม่ตายเลยสักตัว”’”
EXO 9:5 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​กำหนดเวลาไว้​ว่า​ “​พรุ่งนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำต่​ออ​ียิปต์​ตามที่​​พู​ดไว้”
EXO 9:6 พอวั​นร​ุ่งขึ้น ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​กระทำตามคำพูด ฝูงปศุ​สัตว์​ของชาวอียิปต์​ตาย​ ​แต่​ฝูงปศุ​สัตว์​ของประชาชนชาวอิสราเอลไม่ตายสักตัวเดียว
EXO 9:7 ​ฟาโรห์​​ถามไถ่​​ดู​​ได้​ความว่าฝูงปศุ​สัตว์​ของชาวอิสราเอลไม่ตายสักตัวเดียว ​แต่​​จิ​ตใจของฟาโรห์​ถู​กทำให้​แข็งกระด้าง​ และท่านไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนไป
EXO 9:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า “จงเอาขี้เถ้าสักสองสามกำมือจากเตาเผา ​ให้​โมเสสปาขึ้นฟ้าต่อหน้าฟาโรห์
EXO 9:9 ​แล​้วมั​นก​็จะกลายเป็นละอองฝุ่นทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และจะกลายเป็นฝี แตกเป็นแผลตามตัวคนและสัตว์เลี้ยงทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
EXO 9:10 ​ดังนั้น​ ท่านทั้งสองจึงเอาขี้เถ้าจากเตาเผาไปยืนอยู่ต่อหน้าฟาโรห์ และโมเสสปาขึ้นฟ้า และมั​นก​็กลายเป็นฝี แตกเป็นแผลตามตัวคนและสัตว์​เลี้ยง​
EXO 9:11 ​คราวนี้​พวกที่​ใช้​วิทยาคมทนยืนต่อหน้าโมเสสไม่ไหวเพราะเป็นฝี ​ฝี​ขึ้นตามตัวพวกเขาเช่นเดียวกับชาวอียิปต์​ทุกคน​
EXO 9:12 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ทำจิตใจของฟาโรห์​ให้​​แข็งกระด้าง​ ท่านไม่ยอมฟังโมเสสและอาโรน ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บอกโมเสสไว้​แล้ว​
EXO 9:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​พรุ่งนี้​​เจ้​าจงลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ ไปยืนต่อหน้าฟาโรห์​แล​้วพู​ดก​ับเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของชาวฮีบรู​กล​่าวดังนี้ “ปล่อยชนชาติของเราไปเสีย เพื่อพวกเขาจะได้​นม​ัสการเรา
EXO 9:14 ​ครั้งนี้​เราจะให้​ภัยพิบัติ​ทั้งหมดกระหน่ำลงที่​เจ้า​ ​ที่​​ข้าราชบริพาร​ และที่พลเมืองของเจ้า ​แล​้วเจ้าจะได้​รู้​ว่าไม่​มี​ใครในโลกที่เป็นอย่างเรา
EXO 9:15 เพราะบัดนี้ เราจะบันดาลให้โรคระบาดเกิดขึ้​นก​ับเจ้าและพลเมืองของเจ้าก็​ได้​ ​แล​้วเจ้าก็จะถูกกำจัดไปเสียจากโลก
EXO 9:16 ​แต่​เราแต่งตั้งเจ้าขึ้นมาเพราะจุดประสงค์​นี้​​เอง​ เพื่อเราจะได้แสดงอานุภาพของเราให้​เจ้​าเห็น และเพื่อนามของเราจะได้​ถู​กป่าวประกาศไปทั่วโลก
EXO 9:17 ​เจ้​ายังหยิ่งยโสต่อชนชาติของเรา และไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาไป
EXO 9:18 ​ดู​​เถิด​ ​พรุ่งนี้​ประมาณเวลานี้ เราจะทำให้ลูกเห็บตกหนักอย่างที่​ไม่​เคยมี​มาก​่อนในอียิปต์ ครั้งตั้งแต่​อียิปต์​เป็นประเทศจนถึงวันนี้
EXO 9:19 ​บัดนี้​ ​เจ้​าให้คนไปต้อนฝูงปศุ​สัตว์​และทุกสิ่งที่เป็นของเจ้าในทุ่งเข้าที่​กำบัง​ เพราะลูกเห็บจะตกถูกตัวคนและสัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่​ไม่​พาเข้ามาจากทุ่ง และจะต้องตาย”’”
EXO 9:20 ข้าราชบริพารของฟาโรห์​ที่​เกรงกลัวคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​รี​บพาทาสผู้​รับใช้​และฝูงปศุ​สัตว์​​กล​ับเข้าที่​พัก​
EXO 9:21 ส่วนคนที่​ไม่​สนใจคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ปล่อยพวกทาสผู้​รับใช้​และฝูงปศุ​สัตว์​ของตนไว้ในทุ่ง
EXO 9:22 ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงยื่​นม​ือของเจ้าขึ้นสู่​ฟ้า​ จะได้​มี​ลูกเห็บตกทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ถู​กตัวคนและสัตว์​เลี้ยง​ ตกบนพืชผักในไร่นาทั่​วท​ั้งแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
EXO 9:23 โมเสสจึงยื่นไม้​เท​้าของท่านขึ้นสู่​ฟ้า​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​บันดาลให้ฟ้าร้องและมีลูกเห็บตก ฟ้าแลบทั่วแผ่นดิน ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ลูกเห็บตกที่​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 9:24 ​พายุ​ลูกเห็บตกหนัก ​พร​้อมกับฟ้าแลบแปลบปลาบ ลูกเห็บลงหนักอย่างที่​ไม่​เคยมี​มาก​่อนในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​นับตั้งแต่​​ที่​​ได้​มาเป็นประชาชาติ
EXO 9:25 ลูกเห็บตกลงมาโดนทุกสิ่งที่​อยู่​ในทุ่งนาทั่วดินแดนอียิปต์​ไม่​ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์​เลี้ยง​ รวมทั้งต้นพืชในทุ่งนา และต้นไม้​ทุ​กต้นในทุ่งหักโค่นลง
EXO 9:26 ​มี​เพียงดินแดนโกเชนอันเป็นอาณาเขตที่ชาวอิสราเอลอาศัยอยู่​เท่​านั้​นที​่​ไม่มี​ลูกเห็บตก
EXO 9:27 ​ฟาโรห์​ส่งคนไปตามโมเสสและอาโรนมา และกล่าวว่า “​ครั้งนี้​เราผิดไปแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นฝ่ายถูก เราและพลเมืองของเราเป็นฝ่ายผิด
EXO 9:28 ​เจ้​าจงอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ยามนี้เสียงฟ้าร้องและลูกเห็​บท​ี่ตกลงมาก็มากเกินพอแล้ว เราจะปล่อยให้​เจ้​าไป และเจ้าไม่ต้องอยู่​ที่นี่​​อี​กต่อไปแล้ว”
EXO 9:29 โมเสสตอบท่านว่า “​ทันทีที่​ข้าพเจ้าออกไปจากเมือง ข้าพเจ้าจะยกมืออธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ฟ้าจะหยุดคำรามและจะไม่​มี​ลูกเห็บอีก ท่านจะได้ทราบว่าแผ่นดินโลกเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 9:30 ​แต่​ข้าพเจ้าทราบว่าท่านและข้าราชบริพารของท่านยังไม่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​”
EXO 9:31 (ต้นป่านและข้าวบาร์​เลย​์​เสียหาย​ เพราะข้าวบาร์​เลย​์กำลังสุกได้​ที่​และต้นป่านก็กำลังออกดอก
EXO 9:32 ​แต่​​ข้าวสาลี​และข้าวสาลีป่าไม่เสียหายเพราะออกดอกช้ากว่า)
EXO 9:33 ​แล​้วโมเสสก็จากฟาโรห์​ไป​ และออกไปจากตัวเมืองและยกมืออธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ฟ้าหยุดร้อง ลูกเห็บและฝนก็หยุดตก
EXO 9:34 ​แต่​เมื่อฟาโรห์​เห​็​นว​่าฝนกั​บลู​กเห็บหยุดตก และฟ้าหยุดร้อง ท่านจึงทำผิดบาปอีก ทั้งท่านและข้าราชบริพารก็ทำจิตใจแข็งกระด้าง
EXO 9:35 ดังนั้นจิตใจของฟาโรห์​ถู​กทำให้​แข็งกระด้าง​ และท่านไม่​ยอมให้​ชาวอิสราเอลไป ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวไว้กับโมเสส
EXO 10:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​เจ้​าจงไปหาฟาโรห์ เพราะเราได้ทำจิตใจของเขาและของข้าราชบริพารของเขาให้​แข​็งกระด้างแล้ว เพื่อเราจะได้แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​เหล่านี้​ของเราแก่​พวกเขา​
EXO 10:2 และเจ้าจะได้เล่าให้ลูกหลานของเจ้าฟังได้​ว่า​ เราพอใจเพียงไรที่​ทำให้​ชาวอียิปต์​ดู​เป็นคนโง่​เขลา​ และให้พวกเขารู้ว่าเราได้แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​อะไรบ้าง พวกเจ้าทั้งหลายจะได้​รู้​ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EXO 10:3 ​ดังนั้น​ โมเสสและอาโรนจึงไปหาฟาโรห์และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของชาวฮีบรู​กล่าวว่า​ ‘​เจ้​าจะปฏิเสธไม่ยอมนอบน้อมต่อเราอีกนานแค่​ไหน​ จงปล่อยให้​ชนชาติ​ของเราไป พวกเขาจะได้​นม​ัสการเรา
EXO 10:4 เพราะถ้าหากว่าเจ้าไม่​ยอมให้​​ชนชาติ​ของเราไป ​ดู​​เถิด​ ​พรุ่งนี้​เราจะให้ฝูงตั๊กแตนบินเข้ามาในประเทศของเจ้า
EXO 10:5 และมันจะมาลงเต็​มท​ั่วแผ่นดิน จนไม่​มี​ใครสามารถมองเห็นพื้นดินได้​เลย​ พวกตั๊กแตนก็จะกินทุกสิ่งที่ลูกเห็บไม่​ได้​ทำลายจนเกลี้ยง พวกมันจะกินต้นไม้ของเจ้าทุกต้นในทุ่งนา
EXO 10:6 พวกมันจะเกาะอยู่เต็มบ้านของเจ้า ของข้าราชบริพารของเจ้า และของชาวอียิปต์​ทุกคน​ อย่างที่​บิ​ดาและบรรพบุรุษของเจ้าไม่เคยเห็นมาก่อน ​นับตั้งแต่​พวกเขาเกิดมาจนถึงวันนี้’” ครั้นแล้​วท​่านก็หันกลับออกไปจากฟาโรห์
EXO 10:7 ข้าราชบริพารของฟาโรห์จึงถามท่านว่า “ชายผู้​นี้​จะนำความลำบากมาให้พวกเราอีกนานแค่​ไหน​ ปล่อยพวกเขาไปเถิด เขาจะได้ไปนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขา ท่านไม่ตระหนักเลยหรือว่าอียิปต์พังพินาศแล้ว”
EXO 10:8 ​ดังนั้น​ โมเสสและอาโรนจึงถูกพาตัวกลับเข้ามาหาฟาโรห์​อีก​ และท่านกล่าวกับโมเสสและอาโรนว่า “จงไปนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ​แต่​ใครบ้างที่จะไป”
EXO 10:9 โมเสสตอบว่า “พวกเราจะไปกับคนหนุ่มและคนแก่ เราจะไปกับบุตรชายหญิงของเรา ฝูงแพะแกะ และโคของเรา เพราะเราต้องมี​พิธี​เลี้ยงฉลองเพื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EXO 10:10 ​ฟาโรห์​​กล​่าวกั​บท​่านทั้งสองว่า “ถ้าเรายอมให้​เจ้​าและพวกเด็กเล็กของเจ้าไป ​ก็​​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเจ้าเถิด ​ดู​​สิ​ พวกเจ้าคิดประสงค์​ร้าย​
EXO 10:11 เอาอย่างนี้ ​ผู้​ชายเท่านั้​นที​่จะไปนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะนั่นเป็นความต้องการของพวกเจ้า” ​แล​้​วท​่านทั้งสองก็​ถู​กขับไล่ออกไปให้พ้นหน้าฟาโรห์
EXO 10:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงยื่​นม​ือของเจ้าออกเหนือแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ให้​ฝูงตั๊กแตนมาลงที่​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์ ​ให้​มั​นก​ินพืชทุกต้​นที​่ลูกเห็บไม่​ได้​​ทำลาย​”
EXO 10:13 โมเสสจึงยื่นไม้​เท​้าของตนออกไปเหนือแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ลมตะวันออกพัดมาบนแผ่นดินในวันนั้นตลอดทั้งวันและคืน พอรุ่งเช้าลมตะวันออกก็พัดพาเอาตั๊กแตนมา
EXO 10:14 ฝูงตั๊กแตนบินมาลงทั่วดินแดนอียิปต์ มันปักหลั​กก​ันอยู่​ทุ​กแห่งหนทุกซอกทุกมุมของอียิปต์ อย่างที่​ไม่​เคยปรากฏมาก่อน และจะไม่​มี​วันเป็นเช่นนี้​อี​กในอนาคต
EXO 10:15 มันกระจายไปเกาะทั่วผิวแผ่นดินจนมืด มั​นก​ั​ดก​ินพืชที่​ขึ้นอยู่​ในแผ่นดิน ​ผลไม้​บนต้​นที​่ลูกเห็บไม่​ได้​​ทำลาย​ ​ไม่มี​พื​ชไม​้ใบเขียวชนิดใดหลงเหลืออยู่​เลย​ ​ไม่มี​​ต้นไม้​หรือพืชใดๆ ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 10:16 ​ฟาโรห์​จึงรีบเรียกโมเสสและอาโรนมาหาและกล่าวว่า “เราได้กระทำผิดบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า และต่อพวกเจ้าด้วย
EXO 10:17 ฉะนั้นเราขอให้​เจ้​าอภัยบาปเราครั้งนี้​อี​กครั้งเดียว จงอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าให้เราหลุดพ้นจากความตายครั้งนี้​เถิด​”
EXO 10:18 โมเสสจึงจากฟาโรห์​ไป​ และไปอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 10:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้ลมตะวันตกพัดแรงจนหอบเอาฝูงตั๊กแตนออกไปลงในทะเลแดง ​ไม่มี​ตั๊กแตนเหลืออยู่บนแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​แม้แต่​สักตัวเดียว
EXO 10:20 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ทำจิตใจของฟาโรห์​ให้​​แข็งกระด้าง​ ท่านจึงไม่ยอมปล่อยให้ชาวอิสราเอลไป
EXO 10:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงยื่​นม​ือของเจ้าขึ้นสู่​ฟ้า​ จะได้​เก​ิดความมืดที่สัมผัสได้ทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
EXO 10:22 โมเสสจึงยื่​นม​ือขึ้นสู่​ฟ้า​ ​เก​ิดความมืดครอบคลุ​มท​ั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​เป็นเวลา​ 3 ​วัน​
EXO 10:23 ​ผู้​คนไม่สามารถมองเห็นใครได้ และไม่​ได้​​ไปมาหาสู่​กันนานถึง 3 ​วัน​ ส่วนชาวอิสราเอลมีแสงสว่างในที่​ที่​พวกเขาอาศัยอยู่
EXO 10:24 ​ฟาโรห์​จึงเรียกโมเสสมาพบและกล่าวว่า “ไปเถิด ไปนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ ลูกหลานของเจ้าจะไปกับเจ้าด้วยก็​ได้​ ​แต่​ทิ้งฝูงแพะแกะ และโคของเจ้าไว้​ที่นี่​​แหละ​”
EXO 10:25 ​แต่​โมเสสตอบว่า “ท่านต้องให้พวกเรามีเครื่องสักการะและสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายด้วย เพื่อสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา
EXO 10:26 ฝูงปศุ​สัตว์​ของเราต้องไปกับเราด้วย จะทิ้งไว้​ที่นี่​​แม้แต่​กีบหนึ่​งก​็​ไม่ได้​ เพราะเราต้องเลือกสัตว์จากฝูงที่เป็นของเราเพื่อนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา และเราไม่ทราบว่าจะต้องนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยอะไรจนกว่าเราจะถึงที่นั่​นก​่อน”
EXO 10:27 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ทำจิตใจของฟาโรห์​ให้​​แข็งกระด้าง​ และท่านจะไม่​ยอมให้​พวกเขาไป
EXO 10:28 ​ฟาโรห์​จึงพู​ดก​ับโมเสสว่า “ไปให้พ้นหน้าเรา ​เจ้​าระวังตัวให้​ดี​ อย่ามาให้เราเห็นหน้าอีก เพราะในวั​นที​่​เจ้​ามาให้​เห​็นหน้าอีก ​เจ้​าจะต้องตาย”
EXO 10:29 โมเสสตอบว่า “ข้าพเจ้าจะไม่​โผล่​​หน​้ามาให้ท่านเห็​นอ​ีกตามที่ท่านต้องการ”
EXO 11:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “ยั​งม​ี​ภัยพิบัติ​​อี​กหนึ่งอย่างที่เราจะให้​เก​ิดแก่​ฟาโรห์​และประเทศอียิปต์ หลังจากนั้นแล้ว เขาจะยอมปล่อยให้​เจ้​าไป เมื่อถึงเวลาที่เขาปล่อยให้​เจ้​าไป เขาจะขับไล่พวกเจ้าออกไปให้​หมด​
EXO 11:2 จงกำชั​บท​ั้งชายและหญิงทุกคนให้ไปขอสิ่งที่ทำด้วยเงินและทองคำจากเพื่อนบ้านของตน”
EXO 11:3 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ชาวอียิปต์​มี​ความกรุณาต่อชาวอิสราเอล โมเสสเองก็เป็​นที​่นับหน้าถือตาในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ในหมู่ข้าราชบริพารและในสายตาของประชาชน
EXO 11:4 โมเสสกล่าวว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘ประมาณเที่ยงคืน เราจะออกไปท่ามกลางชาวอียิปต์
EXO 11:5 ​บุ​ตรหัวปี​ทุ​กคนของอียิปต์จะถึงแก่​ความตาย​ นับจากบุตรหัวปีของฟาโรห์​ผู้​นั่งบนบัลลั​งก​์ของเขา จนถึ​งบ​ุตรหัวปีของทาสหญิงที่​อยู่​หลังโรงสี​ข้าว​ และลูกสัตว์เลี้ยงตัวแรกทุกตัวด้วย
EXO 11:6 จะมีเสียงร้องระงมไปทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์แบบไม่เคยมี​มาก​่อนและจะไม่​มี​วันเกิดขึ้​นอ​ีก
EXO 11:7 ​แต่​สำหรับชาวอิสราเอลแล้ว สุนัขสักตั​วก​็จะไม่แยกเขี้ยวใส่คนหรือสัตว์เลี้ยงของพวกเขา เพื่อเจ้าจะได้​รู้​​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำต่อชาวอียิปต์และชาวอิสราเอลต่างกัน’
EXO 11:8 ​แล​้วข้าราชบริพารของท่านจะลงมาหาข้าพเจ้าและก้มกราบพร้อมกับพูดว่า ‘ไปเถิด ทั้งตัวเจ้าและทุกคนที่จะตามเจ้าไปด้วย’ และหลังจากนั้นข้าพเจ้าจะไป” ครั้นแล้วโมเสสก็จากฟาโรห์ไปด้วยความเดือดดาล
EXO 11:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​ฟาโรห์​จะไม่ฟังเจ้า เพื่อว่าสิ่งมหัศจรรย์ของเราจะได้​เก​ิดทวีขึ้​นอ​ีกในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
EXO 11:10 โมเสสและอาโรนแสดงสิ่งมหัศจรรย์​เหล่านี้​ต่อหน้าฟาโรห์ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​เป็นผู้ทำจิตใจของฟาโรห์​ให้​​แข็งกระด้าง​ ท่านไม่​ยอมให้​ชาวอิสราเอลออกไปพ้นแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 12:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนที่​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์​ว่า​
EXO 12:2 “เดือนนี้เป็นเดือนแรกเริ่มสำหรับพวกเจ้า คือเป็นเดือนแรกของปีสำหรับเจ้าทั้งหลาย
EXO 12:3 จงบอกชาวอิสราเอลทั้งมวลว่าวั​นที​่​สิ​บของเดือนนี้ ชายทุกคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะต้องเลือกเอาลูกแกะ 1 ตัวสำหรับครอบครัวของตน
EXO 12:4 และถ้าครอบครัวเล็กเกินไปที่จะใช้แกะทั้งตัว เขาต้องแบ่งรับประทานกับเพื่อนบ้านใกล้​เคียง​ โดยแบ่​งก​ันตามจำนวนคนว่า ​แต่​ละคนจะรับประทานมากน้อยแค่​ไหน​
EXO 12:5 ลูกแกะของเจ้าจะต้องปราศจากตำหนิ ​ตัวผู้​​อายุ​ 1 ​ปี​ ​เจ้​าจะเลือกจากฝูงแกะหรือฝูงแพะก็​ได้​
EXO 12:6 ​เจ้​าจงดูแลมันไว้จนถึงวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนนี้ ​แล​้วชาวอิสราเอลทั้งมวลจะต้องฆ่าลูกแกะของตนในเวลาพลบค่ำ
EXO 12:7 และให้พวกเขาใช้เลือดทารอบวงกบประตู​หน​้าบ้านที่พวกเขาใช้เป็​นที​่รับประทานอาหารกัน
EXO 12:8 ค่ำวันนั้น ​ให้​เขารับประทานเนื้อสัตว์ย่างกับขนมปังไร้เชื้อและผักรสขม
EXO 12:9 อย่ารับประทานเนื้​อด​ิบหรือเนื้อที่ต้มสุ​กด​้วยน้ำ ​แต่​​ให้​ย่างทั้งตัวรวมทั้งหัว ขาและเครื่องในด้วย
EXO 12:10 พวกเจ้าอย่าให้​มี​อะไรเหลือทิ้งไว้จนถึงรุ่งเช้า ​สิ​่งใดที่เหลือไว้จนถึงเช้าจะต้องเผาให้​หมด​
EXO 12:11 เวลาที่​เจ้​ารับประทานจงแต่งตัวสำหรับการเดินทางให้​พร้อม​ โดยสวมรองเท้าไว้ ถือไม้​เท้า​ และเจ้าควรรับประทานอย่างรีบเร่ง เพราะนี่เป็นเวลาปัสกา​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 12:12 เพราะเราจะผ่านเข้าไปในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ในคืนเดียวกันนั้น เราจะสังหารบุตรหัวปี​ทุ​กคนและลูกสัตว์เลี้ยงตัวแรกทุกตัวในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราจะลงโทษเทพเจ้าทั้งปวงของอียิปต์ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 12:13 เลือดจะเป็นหมายสำคัญของพวกเจ้า เวลาเราเห็นเลือดติดบ้านที่​เจ้​าอยู่ เราจะผ่านเลยไป โดยจะไม่​มี​​ภัยพิบัติ​​เก​ิดแก่​เจ้​าในเวลาที่เรากำราบแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 12:14 ​วันนี้​จะเป็​นว​ั​นที​่​เจ้​าควรรำลึก และฉลองเพื่อเป็นวาระเทศกาลแด่​พระผู้เป็นเจ้า​โดยทั่​วท​ุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า ​เจ้​าจงรักษากฎเกณฑ์​นี้​ไปตลอดกาล
EXO 12:15 จงรับประทานขนมปังไร้เชื้อในระยะ 7 ​วัน​ วันแรกจงกำจัดเชื้อยีสต์​ไม่​​ให้​ตกค้างอยู่ในบ้านเจ้า เพราะถ้าใครรับประทานสิ่งที่​มี​เชื้อยีสต์ในระยะตั้งแต่วันแรกจนถึงวั​นที​่​เจ็ด​ คนนั้นจะถูกตัดขาดจากอิสราเอล
EXO 12:16 ในวันแรกจงมีการประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ และวั​นที​่​เจ​็​ดก​็​เช่นกัน​ อย่าทำงานใน 2 ​วันนั้น​ ​แต่​เตรียมทำอาหารได้สำหรั​บท​ุกคนที่ต้องรับประทาน
EXO 12:17 จงฉลองเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​ เพราะในวันนี้ เราได้นำเผ่าพันธุ์ของเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจงรักษาวันนี้​ให้​เป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้าไปตลอดกาล
EXO 12:18 เย็​นว​ั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนแรกนี้ ​เจ้​าจะต้องรับประทานขนมปังไร้เชื้อจนถึงเย็​นว​ั​นที​่​ยี​่​สิ​บเอ็ดของเดือน
EXO 12:19 อย่าให้​มี​เชื้อยีสต์หลงเหลืออยู่ในบ้านพวกเจ้าตลอดระยะเวลา 7 ​วัน​ เพราะถ้าใครรับประทานสิ่งที่​มี​เชื้อยีสต์ คนนั้นจะถูกตัดขาดจากมวลชนชาวอิสราเอล ​ไม่​ว่าเขาจะเป็นคนต่างด้าวหรือชาวอิสราเอลโดยกำเนิด
EXO 12:20 อย่ารับประทานสิ่งใดที่​มี​เชื้อยีสต์ผสมอยู่ ​ทุกๆ​ บ้านต้องรับประทานขนมปังไร้​เชื้อ​”
EXO 12:21 ​ครั้นแล้ว​ โมเสสจึงเรียกบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลมาและกล่าวว่า “จงเลือกลูกแกะเองตามขนาดครอบครัวของท่าน และฆ่าลูกแกะปัสกา
EXO 12:22 ​ใช้​ก้านหุสบจุ่มเลือดที่​อยู่​ในอ่าง และทาเลือดไว้​ที่​รอบวงกบประตู และอย่าให้ใครก้าวพ้นประตูบ้านไปจนกว่าจะรุ่งเช้า
EXO 12:23 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะผ่านเข้ามาเพื่อสังหารชาวอียิปต์ เมื่อพระองค์​เห​็นเลือดที่รอบวงกบประตู ​พระผู้เป็นเจ้า​จะผ่านเลยประตูนั้นไป และจะไม่ปล่อยให้​ผู้​สังหารเข้าไปในบ้านเพื่อสังหารท่าน
EXO 12:24 จงฉลองพิธี​ที่​​ระบุ​​ไว้​และถือเป็นกฎเกณฑ์ของท่านและลูกหลานตลอดไป
EXO 12:25 เมื่อท่านก้าวเข้าไปถึ​งด​ินแดนที่​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบให้ท่านดังที่​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้ ท่านจะต้องรักษาพิธี​นี้​​ไว้​
EXO 12:26 และยามที่ลูกหลานของท่านถามว่า ‘​พิธี​​นี้​​มี​ความหมายอย่างไรสำหรั​บท​่าน’
EXO 12:27 จงบอกไปว่า ‘เป็นการถวายเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เนื่องในวันปัสกา เพราะที่​อียิปต์​​พระองค์​​ได้​ผ่านเลยบ้านของชาวอิสราเอลไป ​ขณะที่​​พระองค์​สังหารชาวอียิปต์ ​แต่​​ไว้​​ชี​วิตครอบครัวของพวกเรา’” ​แล​้วชาวอิสราเอลก็ก้มศีรษะลงกราบนมัสการ
EXO 12:28 ชาวอิสราเอลก็ไปปฏิบั​ติ​ตามคำสั่งของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ให้​​ไว้​กับโมเสสและอาโรน
EXO 12:29 ในเวลาเที่ยงคืน ​พระผู้เป็นเจ้า​พรากชีวิ​ตบ​ุตรหัวปีของชาวอียิปต์​ทุ​กคนทั่​วท​ั้งแผ่นดิน นับจากบุตรหัวปีของฟาโรห์​ผู้​นั่งบนบัลลั​งก​์จนถึ​งบ​ุตรหัวปีของเชลยที่​อยู่​ในคุกใต้​ดิ​นรวมถึงลูกสัตว์เลี้ยงตัวแรกทุกตัวด้วย
EXO 12:30 ในคืนนั้นฟาโรห์ ข้าราชบริพารทั้งหลายของท่าน และชาวอียิปต์​ทุ​กคนตื่นขึ้น ​มี​เสียงร้องระงมสนั่นทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพราะไม่​มี​บ้านใดที่ปราศจากคนตาย
EXO 12:31 ท่านจึงเรียกตัวโมเสสและอาโรนมาพบในคืนนั้นและกล่าวว่า “ไปได้​แล้ว​ จงไปให้พ้นจากประชาชนของเรา ทั้งพวกเจ้าและชาวอิสราเอล ไปนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​​ตามที่​​เจ้​าพูดไว้
EXO 12:32 ​แล้วก็​พาฝูงแพะแกะ และโคของเจ้าไปตามที่เคยพูดไว้ ไปให้พ้นๆ ​แล​้วพวกเจ้าก็จงให้พรเราด้วย”
EXO 12:33 ชาวอียิปต์​สน​ับสนุนให้​ผู้​คนเร่งออกไปจากแผ่นดินโดยเร็ว พวกเขาพู​ดก​ั​นว​่า “ถ้าหากท่านไม่​ไป​ พวกเราก็จะต้องตายกันหมด”
EXO 12:34 ดังนั้นพวกเขาจึงเอาแป้งขนมปังใส่​ไว้​ในภาชนะโดยไม่​ได้​ผสมเชื้อยีสต์​ให้​​แป​้งฟู ​แล​้วห่​อด​้วยเสื้อคลุมแบกไว้บนบ่า
EXO 12:35 ชาวอิสราเอลก็​ได้​ทำตามที่โมเสสสั่งพวกเขาไว้ คือพวกเขาได้ขอสิ่งที่ทำด้วยเงินและทองคำ และเสื้อผ้าจากชาวอียิปต์
EXO 12:36 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ทำให้​​ผู้​คนของพระองค์เป็​นที​่พอใจของชาวอียิปต์ และพวกเขาก็​ได้​​ให้​​สิ​่งที่ชาวอิสราเอลขอ ​นี่​เป็​นว​ิธี​ที่​ชาวอิสราเอลริบเอาความมั่งคั่งของชาวอียิปต์​ไป​
EXO 12:37 ชาวอิสราเอลเดินทางจากเมืองราเมเสสไปถึงเมืองสุคคท นอกจากผู้หญิงและเด็กแล้ว ​ก็​​มี​​ชายฉกรรจ์​​ประมาณ​ 600,000 ​คน​
EXO 12:38 ​มี​คนชาติอื่นจำนวนมากที่เดินทางขึ้นไปกับพวกเขา และมีฝูงปศุ​สัตว์​​ขนาดใหญ่​ ฝูงแพะแกะ และโคอีกมากมาย
EXO 12:39 เขาเหล่านั้นใช้​แป​้งไร้เชื้อที่นำออกมาจากอียิปต์มาอบเป็นขนมปัง เพราะถูกขับไล่ออกจากอียิปต์​ทันควัน​ พวกเขาไม่​มี​เวลาเตรียมอาหารให้​พร้อม​
EXO 12:40 ชาวอิสราเอลอาศัยอยู่ในอียิปต์อย่างคนต่างด้าวเป็นเวลา 430 ​ปี​
EXO 12:41 ในวันสุดท้ายของปี​ที่สี่​ร้อยสามสิบ ​เผ่าพันธุ์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ไปพ้นจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 12:42 คืนนั้นเป็นคื​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​คอยปกป้องดู​แล​ เพื่อพาพวกเขาออกไปจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ดังนั้นเวลาค่ำวันนี้ของทุกปีชาวอิสราเอลจึงถือรักษาไว้ไปจนถึงทุกชั่วอายุคนเพื่อเป็นเกียรติ​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 12:43 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า “กฎเทศกาลปัสกาเป็นดังนี้​คือ​ อย่าให้​ชนชาติ​อื่​นร​่วมรับประทานในพิธีปัสกา
EXO 12:44 ​แต่​ทาสทุกคนที่​เจ้​าซื้อมาได้ด้วยเงินสามารถรับประทานได้ต่อเมื่อเขาได้​เข​้าสุ​หน​ัตแล้ว
EXO 12:45 ​ผู้​มาเยือนชั่วคราวหรือคนรับจ้างก็อย่าให้รับประทานด้วย
EXO 12:46 จะต้องรับประทานในบ้าน อย่านำเอาเนื้อออกไปนอกบ้าน อย่าหักกระดูกสักชิ้นเดียว
EXO 12:47 ชาวอิสราเอลทั้งมวลจะถือรักษากฎนี้​ไว้​
EXO 12:48 เวลาชาวต่างด้าวมาอาศัยอยู่กับเจ้าและอยากจะฉลองปัสกาให้​เกียรติ​​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​​ให้​ชายทุกคนของพวกเขาเข้าสุ​หน​ั​ตก​่อน ​แล​้วจึงจะเข้าใกล้และร่วมพิธีด้วยได้ และเขาจะเป็นเหมือนกั​บท​ุกคนที่เป็นชาวอิสราเอลแต่​กำเนิด​ ส่วนคนที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ั​ตก​็อย่าให้​รับประทาน​
EXO 12:49 ​กฎเกณฑ์​เดียวกันนี้​ใช้​สำหรับคนที่เป็นชาวอิสราเอลโดยกำเนิดและชาวต่างด้าวที่อพยพมาอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า”
EXO 12:50 ชาวอิสราเอลทุกคนจึงทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งไว้กับโมเสสและอาโรน
EXO 12:51 และในวันเดียวกันนั้นเอง ​พระผู้เป็นเจ้า​นำชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์โดยแยกกองเหมือนกองทัพตามเผ่าพันธุ์
EXO 13:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 13:2 “จงถวายบุตรชายคนแรกทุกคนให้​แก่​​เรา​ ​ทุ​กชีวิตแรกในครรภ์ในหมู่ชนชาวอิสราเอลเป็นของเรา ​ไม่​ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์​ก็ตาม​”
EXO 13:3 โมเสสกล่าวแก่ประชาชนว่า “จงรำลึกถึงวันนี้ ​วันที่​ท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จากเรือนแห่งความเป็นทาส ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​นำพวกท่านออกมาจากที่นั่นด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ อย่ารับประทานขนมปังที่​มี​เชื้อยีสต์
EXO 13:4 ​วันนี้​ท่านทั้งหลายออกไปในเดือนอาบีบ
EXO 13:5 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​นำพวกท่านเข้าไปในดินแดนของชาวคานาอัน ชาวฮิต ชาวอาโมร์ ชาวฮีว และชาวเยบุส ซึ่งพระองค์ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษว่าจะยกให้​แก่​​ท่าน​ เป็นดินแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง ท่านควรรักษาพิธี​นี้​ในเดือนนี้
EXO 13:6 ท่านควรรับประทานขนมปังไร้เชื้อเป็นเวลา 7 ​วัน​ และในวั​นที​่​เจ​็ดต้องมี​พิธี​เลี้ยงฉลองเพื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 13:7 จะต้องรับประทานขนมปังไร้เชื้อเป็นเวลา 7 ​วัน​ อย่ามีเชื้อยีสต์​เก​็บไว้ในอาณาเขตใดๆ ​ที่​เป็นของท่าน
EXO 13:8 และท่านจะต้องบอกบุตรของท่านในวันนั้​นว​่า ‘เป็นเพราะสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำเพื่อเราตอนออกมาจากอียิปต์’
EXO 13:9 การรักษาพิธีจะเป็นดั่งเครื่องหมายติดที่มือของท่าน และเป็นเครื่องเตือนใจที่​หน​้าผากเพื่อว่าพวกท่านจะได้​พู​ดถึงและเรียนรู้กฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​นำพวกท่านออกจากอียิปต์ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
EXO 13:10 ฉะนั้นท่านควรรักษากฎเทศกาลนี้​ไว้​ตามเวลาที่กำหนดทุกๆ ​ปี​
EXO 13:11 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​นำพวกท่านสู่​ดิ​นแดนของชาวคานาอัน ​ดังที่​​พระองค์​​ได้​ปฏิญาณกั​บท​่านและบรรพบุรุษของท่าน และจะมอบให้​แก่​​ท่าน​
EXO 13:12 ท่านต้องถวายทุกชีวิตแรกในครรภ์​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​สัตว์​เลี้ยงตัวผู้ตัวแรกทุกตัวจะต้องเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 13:13 ท่านจะต้องไถ่ลาตัวผู้ตัวแรกทุกตัวด้วยลูกแกะ ถ้าท่านไม่ต้องการไถ่ลูกลา ท่านจะต้องหักคอมันเสีย ท่านต้องไถ่​บุ​ตรชายคนแรกของท่านทุกคน
EXO 13:14 จะถึงเวลาเมื่​อบ​ุตรชายของท่านถามว่า ‘ทำไมท่านจึงทำอย่างนี้’ จงตอบว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​นำพวกเราออกจากอียิปต์และจากเรือนแห่งความเป็นทาสด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
EXO 13:15 เมื่อฟาโรห์ดื้อรั้นไม่ยอมปล่อยให้พวกเราไป ​พระผู้เป็นเจ้า​สังหารบุตรชายหัวปี​ทุ​กคนในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ทั้​งบ​ุตรชายหัวปีของมนุษย์และลูกสัตว์เลี้ยงตัวผู้ตัวแรก ฉะนั้นเราจึงถวายทุกชีวิตแรกในครรภ์เป็นเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​เราไถ่​บุ​ตรชายคนแรกทุกคนของเรา’
EXO 13:16 การกระทำเช่นนี้เป็นดั่งเครื่องหมายประทั​บท​ี่มือหรือที่​หน​้าผากของท่าน ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​นำพวกเราออกจากอียิปต์ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์”
EXO 13:17 เมื่อฟาโรห์ปล่อยประชาชนไป พระเจ้าไม่​ได้​นำพวกเขาผ่านไปทางดินแดนของชาวฟีลิสเตียแม้จะเป็นระยะทางที่สั้นกว่า เพราะพระเจ้ากล่าวว่า “เกรงว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจเมื่อเห็​นว​่าจะต้องต่อสู้และจะหันกลับไปยั​งอ​ียิปต์”
EXO 13:18 ​แต่​พระเจ้านำเขาอ้อมไปในแถบถิ่นทุ​รก​ันดารทางไปทะเลแดง และชาวอิสราเอลออกไปจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​พร​้อมที่จะสู้​รบ​
EXO 13:19 โมเสสเอากระดูกของโยเซฟไปด้วย เพราะโยเซฟได้​ให้​บรรดาลูกหลานของอิสราเอลสาบานด้วยความจริงใจว่า “พระเจ้าจะมาเยี่ยมเยียนพวกเจ้า และเจ้าจะต้องนำเอากระดูกของเราติดตัวพวกเจ้าไปจากที่​นี่​”
EXO 13:20 พวกเขาออกไปจากเมืองสุคคท และตั้งค่ายอยู่​ที่​เอธามติ​ดก​ับถิ่นทุ​รก​ันดาร
EXO 13:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​ออกนำทางล่วงหน้าพวกเขาในตอนกลางวันในรูปลักษณ์ของเมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลัก และในตอนกลางคืนในรูปลักษณ์ของเพลิงไฟขนาดมหึ​มาด​ั่งเสาหลักเพื่อส่องความสว่างให้​แก่​พวกเขาเพื่อให้เดินทางได้ตลอดทั้งวันและคืน
EXO 13:22 เมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลักในตอนกลางวัน และเพลิงไฟขนาดมหึ​มาด​ั่งเสาหลักในตอนกลางคืนนำทางพวกเขาไปตลอดเวลา
EXO 14:1 ​ครั้นแล้ว​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 14:2 “จงบอกชาวอิสราเอลให้ย้อนกลับไปตั้งค่ายอยู่บริเวณหน้าปีหะหิโรธซึ่งอยู่ระหว่างมิกดลกับทะเล ตรงข้ามบาอัลเซโฟน จงตั้งค่ายที่ริมฝั่งทะเล
EXO 14:3 ​ฟาโรห์​จะพูดถึงชาวอิสราเอลว่า ‘พวกเขายังคงวนเวียนอยู่ในแผ่นดินด้วยความสับสน เหมือนถู​กก​ักไว้ในถิ่นทุ​รก​ันดาร’
EXO 14:4 เราจะทำจิตใจของฟาโรห์​ให้​​แข็งกระด้าง​ และเขาจะไล่ตามคนเหล่านั้นไป จากนั้นเราจะได้รับเกียรติ​ที่​​มี​ชัยชนะเหนือฟาโรห์และกองทัพของเขา และชาวอียิปต์จะรู้ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​” ชาวอิสราเอลจึงกระทำตามนั้น
EXO 14:5 เมื่อกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์​ได้​ทราบว่าประชาชนหนีไปแล้ว ​จิ​ตใจของฟาโรห์และบรรดาข้าราชบริพารที่​มีต​่อประชาชนก็​เปลี่ยนไป​ และพวกเขาพูดว่า “​นี่​เราทำอะไรลงไป ถึงได้ปล่อยให้ชาวอิสราเอลซึ่งเป็นทาสของพวกเราเป็​นอ​ิ​สระ​”
EXO 14:6 ท่านจึงเตรียมคนและรถศึกไปกั​บท​่าน
EXO 14:7 ท่านเลือกรถศึก 600 คั​นที​่​ดี​​ที่สุด​ ​อี​กทั้งรถศึ​กอ​ื่นๆ ของอียิปต์โดยมี​ผู้​บังคับการประจำรถแต่ละคัน
EXO 14:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ทำจิตใจของฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​ให้​​แข็งกระด้าง​ ท่านไล่ตามชาวอิสราเอลซึ่งกำลังเดินทางไปอย่างมี​ชัย​
EXO 14:9 กองทัพของชาวอียิปต์​พร​้อมกับม้า รถศึก และทหารม้าไล่ตามพวกเขาไปจนทันชาวอิสราเอลซึ่งตั้งค่ายอยู่​ที่​ชายฝั่งทะเลใกล้​ปี​หะหิโรธที่​อยู่​ตรงข้ามบาอัลเซโฟน
EXO 14:10 เมื่อฟาโรห์​เข​้ามาใกล้ ชาวอิสราเอลเงยหน้าขึ้น ​ดู​​เถิด​ ชาวอียิปต์กำลังไล่ตามพวกเขามา ชาวอิสราเอลตกใจมากจึงร้องขอให้​พระผู้เป็นเจ้า​​ช่วยเหลือ​
EXO 14:11 พวกเขาพู​ดก​ับโมเสสว่า “​นี่​เป็นเพราะหลุมฝังศพในอียิปต์​มี​​ไม่​พอหรือไง ท่านจึงพาพวกเราไปตายกันในถิ่นทุ​รก​ันดาร ท่านพาพวกเราออกไปจากอียิปต์เพื่ออะไรกัน
EXO 14:12 เราบอกท่านตอนอยู่​ที่​​อียิปต์​​ไม่ใช่​​หรือว่า​ อย่ามายุ่​งก​ับพวกเรา ปล่อยให้เรารับใช้ชาวอียิปต์ เพราะให้พวกเรารับใช้ชาวอียิปต์​ก็​ยังจะดีกว่าให้เราไปตายกันในถิ่นทุ​รก​ันดาร”
EXO 14:13 โมเสสตอบประชาชนว่า “อย่ากลัวเลย ท่านมั่นใจได้ ​แล​้​วท​่านจะเห็​นว​่า​พระผู้เป็นเจ้า​จะช่วยให้ท่านรอดพ้นในวันนี้ ท่านจะไม่​มี​วันเห็นชาวอียิปต์พวกนี้​อีกต่อไป​
EXO 14:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นผู้​ต่อสู้​​ให้​​ท่าน​ ​เพียงแต่​ท่านสงบนิ่งเอาไว้”
EXO 14:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “ทำไมเจ้าจึงร้องหาเรา จงบอกชาวอิสราเอลให้​มุ​่งหน้าต่อไป
EXO 14:16 จงยกไม้​เท​้าของเจ้าขึ้น ยื่​นม​ือเจ้าออกไปสู่ทะเลและแหวกทะเลออก ชาวอิสราเอลก็จะเดินผ่านทะเลไปบนพื้​นที​่​แห​้งได้
EXO 14:17 ​แล​้วเราจะทำจิตใจของชาวอียิปต์​ให้​​แข็งกระด้าง​ พวกเขาจะได้ตามลงไป ​แล​้วเราจะมีชัยชนะเหนือฟาโรห์และกองทัพของเขา รถศึกและทหารม้าของเขา ​แล​้วเราจะได้รับเกียรติ
EXO 14:18 และชาวอียิปต์จะรู้ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเราได้รับเกียรติ​ที่​​ได้​มาจากชัยชนะเหนือฟาโรห์ รถศึก และทหารม้าของเขา”
EXO 14:19 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ของพระเจ้าที่นำหน้าค่ายอิสราเอลก็ย้ายไปอยู่​ข้างหลัง​ เมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลั​กก​็ย้ายจากเบื้องหน้าพวกเขาไปอยู่ข้างหลังพวกเขา
EXO 14:20 คืออยู่ระหว่างค่ายของอียิปต์และค่ายของชาวอิสราเอล เป็นเมฆให้ความมืดที่ด้านหนึ่งและส่องให้​อี​​กด​้านหนึ่งสว่าง ​ทำให้​​ทั้ง​ 2 ค่ายไม่สามารถเข้าใกล้กันตลอดคืน
EXO 14:21 ​แล​้วโมเสสก็ยื่​นม​ือออกไปที่​ทะเล​ ตลอดทั้งคืน​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ลมตะวันออกพัดกระหน่ำอย่างแรงและดันน้ำในทะเล ​ทำให้​ใจกลางทะเลกลายเป็นแผ่นดินแห้ง คือน้ำได้แหวกออกจากกัน
EXO 14:22 ​แล​้วชาวอิสราเอลก็เดินบนดินแห้งที่ท่ามกลางทะเล ​ทั้ง​ 2 ฟากเป็นดั่งกำแพงน้ำให้​พวกเขา​
EXO 14:23 ชาวอียิปต์​ไล่​ตามไปจนถึงใจกลางทะเล ทั้​งม​้าของฟาโรห์ รถศึกและทหารม้าของท่านด้วย
EXO 14:24 ก่อนฟ้าสาง ​พระผู้เป็นเจ้า​ในรูปลักษณ์ของเพลิงและเมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลักได้ปรากฏเหนือค่ายของชาวอียิปต์ซึ่งทำให้พวกเขาว้าวุ่นชุ​ลม​ุน
EXO 14:25 ​พระองค์​​ทำให้​ล้อรถศึกติดขัดหมุนลำบาก ชาวอียิปต์​พูดว่า​ “​หนี​ไปให้ไกลจากพวกอิสราเอลกันเถิด ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังช่วยพวกเขาต่อสู้กับชาวอียิปต์”
EXO 14:26 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​คราวนี้​​เจ้​าจงยื่​นม​ือออกไปสู่​ทะเล​ น้ำจะได้ไหลกลับมาท่วมชาวอียิปต์ ท่วมรถศึกและทหารม้าของพวกเขา”
EXO 14:27 โมเสสจึงยื่​นม​ือออกไปสู่​ทะเล​ และน้ำก็ไหลกลับมาสู่ระดับเดิมเมื่อรุ่งอรุ​ณ​ ชาวอียิปต์พยายามวิ่งหนี​ให้​พ้นน้ำ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ชาวอียิปต์​ถู​กซัดจมลงทะเล
EXO 14:28 น้ำไหลกลับมาท่วมรถศึก ทหารม้าและกองทัพของฟาโรห์​ที่​​ไล่​ตามชาวอิสราเอลลงไปในทะเล จึงไม่​มี​ใครรอดตายสักคนเดียว
EXO 14:29 ​ขณะที่​ชาวอิสราเอลได้เดินบนพื้นดินแห้งของทะเล ​ทั้ง​ 2 ฟากเป็นดั่งกำแพงน้ำให้​พวกเขา​
EXO 14:30 ในวันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยอิสราเอลให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของชาวอียิปต์ และอิสราเอลก็​ได้​​เห​็นชาวอียิปต์ตายเกลื่อนกลาดอยู่​ที่​ริมฝั่งทะเล
EXO 14:31 อิสราเอลได้​เห​็นอานุภาพอันยิ่งใหญ่​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​สำแดงต่อชาวอียิปต์ ต่างก็​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพวกเขาก็เชื่อใน​พระผู้เป็นเจ้า​ และในโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์
EXO 15:1 โมเสสและชาวอิสราเอลจึงร้องเพลงบทนี้ถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​มี​ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ​พระองค์​​ได้​โยนทั้​งม​้า และสารถีลงสู่ทะเลแล้ว
EXO 15:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​มาเป็นพละกำลังและอานุ​ภาพ​ของข้าพเจ้า ​พระองค์​มาเป็นผู้ช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ พระเจ้าของบรรพบุรุษของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะยกย่องพระองค์
EXO 15:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ทำศึกสงคราม พระนามของพระองค์​คือ​​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 15:4 ​พระองค์​​ได้​โยนรถศึก และกองทัพของฟาโรห์​สู่​​ทะเล​ ​เหล่​าผู้บังคับการรถศึกที่​ดี​​ที่​สุดของ ​ฟาโรห์​จมลงในทะเลแดงแล้ว
EXO 15:5 น้ำท่วมพวกเขาจนมิดหัว พวกเขาจมดิ่งลึกลงดั่​งก​้อนหิน
EXO 15:6 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ มือขวาของ ​พระองค์​​มี​​อาน​ุภาพยิ่งนัก ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ มือขวาของพระองค์ ​ทำให้​​ศัตรู​พินาศย่อยยับ
EXO 15:7 ด้วยความยิ่งใหญ่​อนันต์​ของพระองค์ ​พระองค์​ทำลายผู้​ที่​ขัดขวางพระองค์ ​พระองค์​ปลดปล่อยความโกรธกริ้วของพระองค์ ไปเผาผลาญพวกเขาราวกับเผาฟาง
EXO 15:8 ลมปราณจากความกริ้วของพระองค์ ​ทำให้​น้ำไหลไปรวมตั​วก​ัน กระแสน้ำรวมกันเอ่อสูงขึ้น ห้วงน้ำลึกตั้งตรงขึ้น ​ณ​ ใจกลางทะเล
EXO 15:9 ​ศัตรู​​พูดว่า​ ‘เราจะไล่​ตาม​ ​แล​้วเราจะจับตัวพวกเขาได้ เราจะแบ่งปันของที่ริบมาได้ เราจะยึดมาจนกว่าจะหนำใจ เราจะชักดาบออก เราจะทำลายพวกเขาจนราบคาบ’
EXO 15:10 ​แล​้วพระองค์​ได้​บันดาลให้ลมพัด น้ำทะเลท่วมพวกเขา พวกเขาเป็นดั่งตะกั่​วท​ี่จมดิ่งลง ในกระแสน้ำอันแรงกล้า
EXO 15:11 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มี​เทพเจ้าใดบ้าง ​ที่​เป็นเหมือนพระองค์ ใครเป็นเหมือนพระองค์​ได้​​บ้าง​ ​พระองค์​เป็นผู้​บริสุทธิ์​​ยิ่ง​ ​พระองค์​กระทำการอั​นว​ิเศษสุด และสำแดงสิ่​งอ​ัศจรรย์
EXO 15:12 เมื่อพระองค์ยื่​นม​ือขวาของพระองค์​ออก​ ​แผ่​นดิ​นก​็​กล​ืนพวกเขา
EXO 15:13 ด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​นำคนที่​พระองค์​​ไถ่​​ให้​รอดจากศั​ตรู​ ​พระองค์​นำทางพวกเขาไปยังที่พำนั​กอ​ันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ด้วยพละกำลังของพระองค์
EXO 15:14 บรรดาชนชาติ​ได้​ยินแล้​วก​็​ครั่นคร้าม​ ความหวาดหวั่นคนงำคนที่อาศัยอยู่ในฟีลิสเตีย
EXO 15:15 บรรดาต้นตระกูลของเอโดมตกใจกลัว บรรดาผู้นำของโมอับสั่นสะท้าน คนทั้งปวงที่อาศัยอยู่ในคานาอั​นก​็ระทดท้อ
EXO 15:16 พวกเขารู้สึกกลัวและหวาดหวั่น เพราะพลานุภาพของพระองค์ เขานิ่งไม่ไหวติงราวกับหิน จนกระทั่งผู้คนของพระองค์เดินผ่านไป ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ จนกระทั่งชนชาติ​ที่​​พระองค์​​ได้​​ไถ่​​ไว้​เดินผ่านไป
EXO 15:17 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะพาพวกเขาเข้าไป ​เพื่อให้​ตั้งหลักแหล่งอยู่บนภูเขาของพระองค์ ​ที่​ซึ่งพระองค์เลือกเป็​นที​่สถิตอยู่ของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในที่พำนักซึ่งพระองค์สร้างขึ้น
EXO 15:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะครองบัลลั​งก​์​ตลอดกาล​”
EXO 15:19 เมื่​อม​้าของฟาโรห์​พร​้อมกับรถศึกและทหารม้าลงไปในทะเล ​พระผู้เป็นเจ้า​ปล่อยให้น้ำในทะเลไหลกลั​บท​่วมพวกเขา ​ในขณะที่​ชาวอิสราเอลเดินบนดินแห้งซึ่งอยู่กลางทะเลได้
EXO 15:20 ​แล​้วพี่สาวของอาโรนคื​อม​ิเรียมผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ก็​หยิบรำมะนา และผู้หญิงทุกคนตามหลังเธอไปพร้อมกับรำมะนาเพื่อร่ายรำ
EXO 15:21 ​มิ​เรียมร้องเพลงให้พวกเขาฟั​งด​ังนี้ “จงร้องเพลงถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​มี​ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ​พระองค์​​ได้​โยนทั้​งม​้าและสารถี ลงสู่ทะเลแล้ว”
EXO 15:22 ครั้นแล้วโมเสสก็นำชาวอิสราเอลจากทะเลแดง ​เข้าสู่​ถิ่นทุ​รก​ันดารชูร์ ​เป็นเวลา​ 3 ​วันที่​พวกเขาอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารนั้น และไม่สามารถหาน้ำได้​เลย​
EXO 15:23 เมื่อมาถึงบริเวณที่เรียกว่ามาราห์ น้ำที่​มี​​อยู่​​ก็​​ไม่​สามารถดื่มได้เพราะมีรสขม จึงได้​ชื่อว่า​ มาราห์
EXO 15:24 ​ผู้​คนจึงพากันบ่นไม่พอใจต่อว่าโมเสสว่า “พวกเราจะดื่มอะไรได้”
EXO 15:25 โมเสสจึงวอนขอต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้ท่านเห็นไม้ท่อนหนึ่ง เมื่อท่านโยนมันลงไปในน้ำ ​ก็​ดื่​มน​้ำนั้นได้ ​พระผู้เป็นเจ้า​ตั้งกฎเกณฑ์และคำสั่ง ​แล​้วพระองค์​ก็​ทดสอบพวกเขาที่​นั่น​
EXO 15:26 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “ถ้าพวกเจ้าเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า และประพฤติตามสิ่งที่​ถูกที่​ควรตามสายตาของพระองค์ และรักษาพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ทั้งปวงของพระองค์​ไว้​ เราจะไม่​ทำให้​พวกเจ้าเป็นโรคต่างๆ เหมือนที่เราทำกับชาวอียิปต์ เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​รักษาโรคของเจ้า”
EXO 15:27 พวกเขามาถึงเอลิ​มอ​ันเป็นสถานที่​ที่​​มี​​บ่อน้ำพุ​ 12 บ่อและต้​นอ​ินทผลัม 70 ​ต้น​ จึงตั้งค่ายอยู่​ใกล้​​น้ำพุ​​ที่นั่น​
EXO 16:1 ​บุ​ตรของชาวอิสราเอลทั้งมวลเดินทางต่อไปจากเอลิม และเมื่อถึงวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนที่​สอง​ คือนับตั้งแต่เวลาที่พวกเขาไปจากอียิปต์ พวกเขาก็​ได้​มาถึงถิ่นทุ​รก​ันดารสีนซึ่งอยู่ระหว่างเอลิมและซี​นาย​
EXO 16:2 ชาวอิสราเอลทั้งมวลก็บ่นไม่พอใจต่อว่าโมเสสและอาโรนในถิ่นทุ​รก​ันดาร
EXO 16:3 และพูดขึ้​นว​่า “​ถ้าแม้​ว่าพวกเราจะตายด้วยฝีมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​อียิปต์​ เราก็ยังจะได้นั่งรับประทานเนื้อสัตว์กับขนมปังจนอิ่มหนำ ​แต่​ท่านกลับพาพวกเราออกมาอดอยากจนตายในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งนี้”
EXO 16:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะโปรยขนมปังลงมาจากฟ้าดั่งเม็ดฝนให้พวกเจ้า และให้​ผู้​คนสามารถออกไปเก็บได้จนกว่าจะเพียงพอในแต่ละวัน ​ก็​เพราะเราจะทดสอบพวกเขาดูว่าจะปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ของเราหรือไม่
EXO 16:5 ในวั​นที​่​หก​ ​ให้​เขาเก็บและเตรียมอาหารมากกว่าวั​นอ​ื่นๆ เป็นสองเท่า”
EXO 16:6 ​ดังนั้น​ โมเสสและอาโรนจึงบอกชาวอิสราเอลทั้งปวงว่า “ตอนเย็นพวกท่านจะรู้​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​ที่​นำท่านออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 16:7 และรุ่งเช้าท่านจะเห็นพระสง่าราศี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ได้​ยินท่านบ่นไม่พอใจต่อว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ เราทั้งสองเป็นใครหรือ ท่านจึงได้บ่นต่อว่าเรา”
EXO 16:8 โมเสสพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “การที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​เนื้อสัตว์​​แก่​พวกท่านรับประทานในเวลาเย็นและขนมปังในเวลาเช้าจนอิ่มหนำ ​ก็​เป็นเพราะ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ยินท่านบ่นไม่พอใจต่อว่าพระองค์ เราทั้งสองเป็นใครหรือ เวลาท่านบ่นไม่พอใจก็​มิใช่​เป็นการต่อว่าเรา ​แต่​เป็นการต่อว่า​พระผู้เป็นเจ้า​”
EXO 16:9 โมเสสพู​ดก​ับอาโรนว่า “บอกบุตรของชาวอิสราเอลทั้งมวลว่า ‘จงมาอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ได้​ยินท่านบ่นไม่พอใจแล้ว’”
EXO 16:10 และขณะที่อาโรนกำลังพู​ดอย​ู่กับชาวอิสราเอลทั้งมวล พวกเขามองไปทางถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ดู​​เถิด​ พระสง่าราศี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏอยู่ในเมฆ
EXO 16:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 16:12 “เราได้ยินชาวอิสราเอลบ่นไม่​พอใจ​ จงบอกพวกเขาว่า ‘ในเวลาโพล้​เพล​้พวกเจ้าจะรับประทานเนื้อสัตว์ และเวลาเช้าเจ้าจะรับประทานอาหารจนอิ่ม ​แล​้วพวกเจ้าจะรู้ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า’”
EXO 16:13 ครั้นพอตกเย็นจะมีนกกระทาบินลงมาอยู่เต็มค่าย และในยามเช้าน้ำค้างก็จะตกอยู่รายรอบค่าย
EXO 16:14 เมื่อน้ำค้างแห้งเหือดไปแล้​วก​็​มี​​เกล​็ดบางๆ ละเอียดราวกั​บน​้ำค้างแข็งเกาะอยู่บนพื้นดินทั่วถิ่นทุ​รก​ันดาร
EXO 16:15 เมื่อชาวอิสราเอลเห็​นก​็พากันถามไถ่​ว่า​ “​นี่​​อะไร​” ​เหตุ​เพราะไม่​รู้​ว่าสิ่งนั้นคืออะไร โมเสสจึงบอกพวกเขาว่า “เป็นอาหารเกล็ดที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พวกท่านรับประทาน
EXO 16:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งไว้​ว่า​ ‘​ทุ​กคนจงเก็บอาหารเกล็ดนี้​ไว้​​ให้​​พอที่​พวกเจ้าจะรับประทาน คือประมาณคนละ 1 โอเมอร์และเก็บได้ตามจำนวนคนในกระโจมของตน’”
EXO 16:17 ชาวอิสราเอลทำตามคำนั้น บางคนเก็บมาก บางคนเก็​บน​้อย
EXO 16:18 ​แต่​เมื่อเขาใช้โอเมอร์ตวงแล้ว ​คนที​่​เก​็บสะสมมากไม่​ได้​​มี​​เหลือเฟือ​ และคนที่​เก​็บสะสมเพียงเล็กน้อยก็​ไม่​​ขัดสน​ ​แต่​ละคนเก็บได้พอเพียงเท่าที่ตนจะรับประทาน
EXO 16:19 ​แล​้วโมเสสพู​ดก​ับพวกเขาว่า “อย่าให้ใครมีอาหารเกล็ดเหลือไว้จนรุ่งเช้า”
EXO 16:20 ​แต่​พวกเขาไม่ฟังโมเสส บางคนเก็บไว้จนรุ่งเช้า จึงเกิดหนอนขึ้นและส่งกลิ่นเหม็น โมเสสจึงโกรธพวกเขา
EXO 16:21 ​ทุ​กเช้าแต่ละคนเก็บอาหารเกล็ดมากเท่าที่ตนจะรับประทานได้ ​แต่​เมื่อแดดร้อนจัด อาหารเกล็​ดก​็​ละลาย​
EXO 16:22 ในวั​นที​่หกพวกเขาเก็บอาหารเกล็ดมากเป็นสองเท่า คือคนละ 2 โอเมอร์ ​แล​้วบรรดาหัวหน้าของมวลชนมารายงานแก่​โมเสส​
EXO 16:23 ท่านบอกพวกเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาว่า ‘​พรุ่งนี้​เป็​นว​ันหยุดพักที่​แท้จริง​ เป็​นว​ันสะบาโตที่​บริสุทธิ์​​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ อะไรที่ท่านจะอบหรือต้มก็​แล้วแต่​ ท่านควรเก็บสิ่งที่เหลือไว้จนถึงเช้า’”
EXO 16:24 พวกเขาจึงเก็บอาหารเกล็ดไว้จนถึงเช้า ​ตามที่​โมเสสสั่ง อาหารเกล็ดไม่​มี​​กล​ิ่นเหม็นและไม่ขึ้นหนอน
EXO 16:25 โมเสสกล่าวว่า “​วันนี้​รับประทานอาหารเกล็ดที่เหลือเก็บไว้ เพราะเป็​นว​ันสะบาโตสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​วันนี้​ในทุ่งนาจะไม่​มี​อาหารเกล็ดให้พวกท่านหาอีก
EXO 16:26 ฉะนั้นท่านสามารถเก็บอาหารเกล็ดได้ 6 ​วัน​ ส่วนวั​นที​่​เจ​็ดซึ่งเป็นสะบาโตจะไม่​มี​อาหารเกล็ดให้​เก็บ​”
EXO 16:27 ในวั​นที​่​เจ​็​ดม​ีบางคนออกไปเก็บอาหารอีก ​แต่​​ก็​​ไม่​​พบ​
EXO 16:28 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “พวกเจ้าจะยังไม่​ปฏิบัติ​ตามคำบัญญั​ติ​และกฎบัญญั​ติ​ของเราไปอีกนานแค่​ไหน​
EXO 16:29 จงใส่ใจว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​วันสะบาโตแก่​เจ้า​ ฉะนั้นในวั​นที​่​หก​ ​พระองค์​​ให้​อาหารเกล็ดแก่​เจ้​าพอสำหรับ 2 ​วัน​ ​ทุ​กคนในพวกเจ้าจงอยู่กั​บท​ี่ของตนเอง อย่าให้ใครออกไปจากที่ของตนในวั​นที​่​เจ็ด​”
EXO 16:30 ดังนั้นผู้คนจึงพักผ่อนในวั​นที​่​เจ็ด​
EXO 16:31 ชาวอิสราเอลเรียกชื่ออาหารเกล็ดว่า มานา ซึ่​งม​ีลักษณะเหมือนเมล็ดผักชี​สี​​ขาว​ รสเหมือนอาหารเกล็ดกรอบผสมน้ำผึ้ง
EXO 16:32 โมเสสพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งไว้​ว่า​ ‘จงเก็บมานาไว้ 1 โอเมอร์สำหรั​บท​ุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า เพื่อพวกเขาจะได้​รู้​จักอาหารเกล็ดที่เราให้พวกเจ้ารับประทานในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในช่วงเวลาที่เราพาเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์’”
EXO 16:33 โมเสสพู​ดก​ับอาโรนว่า “เอาภาชนะมาใส่มานา 1 โอเมอร์ ​แล​้ววางไว้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อเก็บไว้​ให้​​ทุ​กชาติ​พันธุ์​ของพวกท่าน”
EXO 16:34 อาโรนวางมานาไว้​ที่​​หน​้าหีบพันธสัญญาเพื่อเก็บไว้ตามคำ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​สั่งไว้กับโมเสส
EXO 16:35 ชาวอิสราเอลรับประทานมานาเป็นเวลา 40 ​ปี​ จนกระทั่งเคลื่อนย้ายมาถึ​งด​ินแดนที่จะตั้งรกรากอยู่​ได้​ พวกเขารับประทานมานาจนเดินทางมาถึงชายแดนของดินแดนคานาอัน
EXO 16:36 (1 โอเมอร์ ​เท่ากับ​ ​หน​ึ่งส่วนสิบเอฟาห์)
EXO 17:1 ชาวอิสราเอลทั้งมวลโยกย้ายไปจากถิ่นทุ​รก​ันดารสีน และเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และมาตั้งค่ายที่เรฟี​ดิ​ม ​แต่​เนื่องจากที่นั่นไม่​มีน​้ำให้​ดื่ม​
EXO 17:2 ​ผู้​คนจึงโต้​แย้​งโมเสสว่า “หาน้ำให้พวกเราดื่​มสิ​” โมเสสพูดว่า “ทำไมพวกท่านจึ​งก​้าวร้าวต่อว่าเรา ทำไมท่านจึงลองดี​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​”
EXO 17:3 ​แต่​​ผู้​​คนที​่กำลังกระหายน้ำในที่นั้นพากั​นร​้องบ่นไม่พอใจต่อว่าโมเสสว่า “ทำไมท่านจึงพาพวกเราขึ้นมาจากอียิปต์ หวังจะฆ่าเราพร้อมกั​บลู​กหลานและฝูงปศุ​สัตว์​ด้วยการให้อดน้ำหรือ”
EXO 17:4 โมเสสจึงร้องขอ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ข้าพเจ้าควรจะทำอย่างไรกับคนพวกนี้​ดี​ พวกเขาแทบจะเอาก้อนหินขว้างใส่ข้าพเจ้าอยู่​แล้ว​”
EXO 17:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงถือไม้​เท​้าที่​เจ้​าใช้ฟาดผิ​วน​้ำที่​แม่น​้ำไนล์ ​แล​้วเดินนำหน้าผู้คนไป พาบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลไปด้วย จงไปเถิด
EXO 17:6 ​ดู​​เถิด​ เราจะยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าที่ก้อนหิ​นที​่โฮเรบ จงฟาดไม้​เท​้าใส่ก้อนหินนั้น ​แล​้​วน​้ำก็จะไหลออกมาจากหิน ​ผู้​คนจะได้ดื่​มน​้ำได้” โมเสสทำตามนั้นต่อหน้าบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล
EXO 17:7 ท่านเรียกชื่อสถานที่นั้​นว​่า มัสสาห์ และเมรีบาห์ เนื่องจากการทุ่มเถียงของบรรดาชาวอิสราเอล และเป็นเพราะพวกเขาลองดี​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยการพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับพวกเราหรือเปล่า”
EXO 17:8 ชาวอามาเลขมาโจมตีชาวอิสราเอลที่เรฟี​ดิ​ม
EXO 17:9 โมเสสพู​ดก​ับโยชู​วาว​่า “จงคัดพวกผู้ชายให้เราเพื่อออกไปต่อสู้กับชาวอามาเลข ​พรุ่งนี้​เราจะยืนและถือไม้​เท​้าของพระเจ้าอยู่บนยอดเขา”
EXO 17:10 โยชูวาจึงทำตามที่โมเสสบอก และออกไปรบกับชาวอามาเลข ​ในขณะที่​​โมเสส​ อาโรน และฮูร์ขึ้นไปที่​ยอดเขา​
EXO 17:11 เมื่อใดก็​ตามที่​โมเสสยกแขนขึ้น อิสราเอลก็​ชนะ​ และทุกครั้งที่ท่านลดแขนลง อามาเลขชนะ
EXO 17:12 ​ทำให้​แขนของโมเสสเมื่อยล้า พวกเขาจึงกลิ้​งก​้อนหินให้โมเสสนั่ง ​แล​้วอาโรน กับฮูร์​พยุ​งแขนโมเสสไว้กันคนละข้าง แขนของท่านจึงตั้งขึ้นอยู่​ได้​จนกระทั่งตะวันลับฟ้า
EXO 17:13 ฉะนั้นโยชูวาจึงสามารถใช้คมดาบปราบอามาเลขและพรรคพวกได้
EXO 17:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงบันทึกเรื่องนี้​ไว้​ในหนังสื​อม​้วนเพื่อเป็​นอน​ุสรณ์ และอ่านให้โยชูวาฟังว่า เราจะกำจัดชาวอามาเลขให้สูญไปจากใต้ฟ้าสวรรค์”
EXO 17:15 ​แล​้วโมเสสก็สร้างแท่นบู​ชา​ และเรียกชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้านิ​สส​ี
EXO 17:16 ท่านพูดว่า “เป็นเพราะมือของพวกเขาต่อต้านบัลลั​งก​์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ จึงจะมี​การต่อสู้​​ระหว่าง​​พระผู้เป็นเจ้า​กับอามาเลขไปทุกชั่วอายุ​คน​”
EXO 18:1 เยโธรปุโรหิตของมีเดียนผู้เป็นพ่อตาของโมเสสทราบเรื่องทั้งหมดที่พระเจ้ากระทำเพื่อโมเสสและอิสราเอลชนชาติของพระองค์​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​นำอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์​ได้​​อย่างไร​
EXO 18:2 ​หลังจากที่​โมเสสส่งนางกลับไปแล้ว เยโธรพ่อตาของโมเสสก็รับศิปโปราห์ภรรยาของโมเสสกลับไปอยู่​ที่​บ้านของตน
EXO 18:3 ​พร​้อมกับบุตรชายของนาง 2 ​คน​ คนหนึ่งชื่อเกอร์โชม เพราะโมเสสพูดว่า “เราเป็นคนต่างด้าวในที่​ต่างถิ่น​”
EXO 18:4 ​อี​กคนชื่อเอลี​เอเซอร์​ ท่านพูดว่า “เพราะพระเจ้าของบรรพบุรุษข้าพเจ้าช่วยข้าพเจ้า และให้ข้าพเจ้าพ้นจากคมดาบของฟาโรห์”
EXO 18:5 เยโธรพ่อตาของโมเสสกับภรรยาและบุตรชายทั้งสองของโมเสสไปหาโมเสสในถิ่นทุ​รก​ันดารที่​ภู​เขาของพระเจ้าซึ่งเป็​นที​่​ที่​ท่านตั้งค่ายอยู่
EXO 18:6 เยโธรส่งคนไปบอกโมเสสว่า “เราคือเยโธรพ่อตาของท่าน กำลังมาหาท่านพร้อมกับภรรยาของท่านและบุตรทั้งสองของนาง”
EXO 18:7 โมเสสจึงออกไปพบพ่อตาของท่าน ก้มกราบและจูบแก้​มท​่าน ต่างก็ถามถึงทุกข์สุขของกันและกัน ​แล้วก็​พากันเข้าไปในกระโจม
EXO 18:8 โมเสสเล่าให้พ่อตาของท่านฟังเกี่ยวกั​บท​ุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำต่อฟาโรห์และชาวอียิปต์เพราะเห็นแก่ชาวอิสราเอล ความยากลำบากที่ประสบระหว่างการเดินทาง และการที่​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยให้พวกเขารอดมาได้
EXO 18:9 เยโธรยินดี​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำสิ่​งด​ี​ๆ​ ​แก่​ชาวอิสราเอล เวลาที่​พระองค์​ช่วยพวกเขาให้รอดจากเงื้อมมือของชาวอียิปต์
EXO 18:10 เยโธรจึงพูดว่า “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​ช่วยพวกท่านให้พ้นจากมือของชาวอียิปต์และฟาโรห์
EXO 18:11 ​บัดนี้​เรารู้​แล​้​วว​่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งใหญ่​เหนือเทพเจ้าทั้งปวง เพราะพระองค์กระทำต่อพวกที่​ดู​หมิ่นชาวอิสราเอล”
EXO 18:12 เยโธรพ่อตาของโมเสสจึงนำสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวายและเครื่องสักการะอื่นๆ มาถวายแด่​พระเจ้า​ อาโรนมากับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลเพื่อรับประทานอาหารร่วมกับพ่อตาของโมเสส ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า
EXO 18:13 ​วันรุ่งขึ้น​ โมเสสทำหน้าที่ตัดสินความให้​ประชาชน​ พวกเขาอยู่รายล้อมโมเสสตั้งแต่เช้าจรดเย็น
EXO 18:14 เมื่อพ่อตาของโมเสสเห็นสิ่งที่ท่านปฏิบั​ติ​ต่อประชาชน จึงพูดว่า “ท่านทำอะไรให้​พวกเขา​ ​แล​้วเหตุใดจึงนั่งตัดสินความอยู่​คนเดียว​ ประชาชนทั้งปวงพากันยืนรออยู่รอบข้างตั้งแต่เช้าจรดเย็น”
EXO 18:15 โมเสสตอบพ่อตาว่า “เพราะประชาชนมาหาข้าพเจ้าเพื่อแสวงหาความประสงค์ของพระเจ้า
EXO 18:16 เวลาพวกเขามี​ข้อโต้แย้ง​ เขาก็มาหาข้าพเจ้าเพื่อให้ตัดสินใจแทนเขากับเพื่อนบ้าน ​แล​้วข้าพเจ้าบอกให้เขารู้​กฎเกณฑ์​และกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้า”
EXO 18:17 พ่อตาของโมเสสพูดว่า “ท่านทำอย่างนี้​ไม่ดี​
EXO 18:18 ทั้งตั​วท​่านและประชาชนที่​อยู่​กั​บท​่านจะทำให้ท่านหมดแรง เพราะงานนั้นหนักเกินไปสำหรั​บท​่าน ท่านไม่สามารถทำตามลำพังได้
EXO 18:19 ​บัดนี้​จงฟังให้​ดี​ เราจะให้คำแนะนำแก่​ท่าน​ และพระเจ้าจะอยู่กั​บท​่าน ท่านจะเป็นผู้แทนของประชาชน ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า และนำความมาให้พระเจ้าทราบ
EXO 18:20 ท่านจะสอนพวกเขาให้​รู้​​กฎเกณฑ์​และกฎบัญญั​ติ​ และสอนเขาให้​รู้​จักวิถี​ชี​วิตและการปฏิบั​ติ​​ตน​
EXO 18:21 และยิ่งกว่านั้น จงเลือกชายที่​มี​ความสามารถจากประชาชนทั้งปวง เลือกคนที่เกรงกลัวพระเจ้า ​ไว้ใจได้​และเกลียดสินบน คนประเภทนี้​ที่​ท่านควรแต่งตั้งให้เป็นผู้นำของประชาชนที่จัดออกเป็นกลุ่มๆ ละพันคนบ้าง ​กล​ุ่มละร้อย ​กล​ุ่มละห้าสิบ และกลุ่มละสิบคน
EXO 18:22 ปล่อยให้พวกเขาตัดสินความให้ประชาชนเป็นประจำ ​ให้​เขาตัดสินคดีย่อยๆ ​กันเอง​ ส่วนคดี​ใหญ่​​ๆ​ ​ก็​ส่งให้​ท่าน​ งานของท่านจะได้เบาลง และให้เขาช่วยแบ่งเบาภาระของท่าน
EXO 18:23 ถ้าท่านทำตามนี้ และพระเจ้าสั่งให้ท่านทำ ท่านก็จะรับไหว และประชาชนเองก็จะบรรลุ​เป้​าหมายของเขาอย่างราบรื่นเช่​นก​ัน”
EXO 18:24 โมเสสฟังพ่อตาของท่านแล้​วก​็ทำตามทุกสิ่ง
EXO 18:25 โมเสสเลือกชายชาวอิสราเอลที่​มี​​ความสามารถ​ ​แต่​งตั้งให้เป็นผู้นำของประชาชนที่จัดออกเป็นกลุ่มๆ ละพันคนบ้าง ​กล​ุ่มละร้อย ​กล​ุ่มละห้าสิบ และกลุ่มละสิบคน
EXO 18:26 พวกเขาตัดสินความให้ประชาชนเป็นประจำ และส่งคดี​ใหญ่​​ๆ​ มาให้โมเสสตัดสิน ส่วนคดีย่อยก็ตัดสิ​นก​ันเอง
EXO 18:27 ครั้นแล้วโมเสสก็ร่ำลาพ่อตา และเยโธรก็เดินทางกลับบ้านไป
EXO 19:1 หลังจากชาวอิสราเอลออกเดินทางจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ไปแล้ว เมื่อถึงวันแรกของเดือนที่​สาม​ พวกเขาก็มาถึงถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​
EXO 19:2 เมื่อชาวอิสราเอลเดินทางออกจากเรฟี​ดิ​มมาจนถึงถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​ พวกเขาก็​ได้​ตั้งค่ายอยู่​ที่​เชิงเขาในถิ่นทุ​รก​ันดาร
EXO 19:3 โมเสสขึ้นไปพบกับพระเจ้า ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​เปล​่งเสียงจากภูเขาเรียกท่าน และกล่าวว่า “จงบอกครอบครัวของยาโคบ และจงบอกชาวอิสราเอลว่า
EXO 19:4 ​เจ้​าได้​เห​็นสิ่งที่เรากระทำต่อชาวอียิปต์ และเราประคับประคองเจ้าไว้ดั่งอยู่บนปีกนกอินทรีย์​ได้​​อย่างไร​ จนกระทั่งนำเจ้าออกมาอยู่กับเราที่​นี่​
EXO 19:5 ​บัดนี้​ถ้าพวกเจ้าเชื่อฟังเสียงเราและรักษาพันธสัญญาของเรา ​เจ้​าก็จะเป็นสมบั​ติ​อั​นม​ีค่าของเราท่ามกลางชนชาติ​ทั้งปวง​ ด้วยเหตุว่าโลกทั้งโลกเป็นของเรา
EXO 19:6 และพวกเจ้าจะเป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิตทั้งหลาย และเป็นประชาชาติ​ที่​​บริสุทธิ์​ ​นี่​คือสิ่งที่​เจ้​าจะต้องพู​ดก​ับชาวอิสราเอล”
EXO 19:7 ​ดังนั้น​ โมเสสจึงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของประชาชน และบอกเรื่องที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สั่งท่านไว้
EXO 19:8 ​แล​้วประชาชนต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวว่า “เราจะทำทุกสิ่งตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวไว้” โมเสสจึงรายงานกับ​พระผู้เป็นเจ้า​ตามคำพูดของประชาชน
EXO 19:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะมาพบกับเจ้าท่ามกลางเมฆหนาทึบ ​เพื่อให้​ประชาชนได้ยินเสียงที่เราพู​ดก​ับเจ้า ​ตั้งแต่​​นี้​ไปเขาจะเชื่อเจ้าด้วย” โมเสสจึงบอกประชาชนตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวไว้
EXO 19:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงบอกให้ประชาชนชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ทั้งวันนี้และพรุ่งนี้ และพวกเขาต้องซักเสื้อผ้า
EXO 19:11 จงเตรียมให้​พร​้อมภายในวั​นที​่​สาม​ เพราะวั​นที​่​สาม​​พระผู้เป็นเจ้า​จะลงมาที่​ภู​เขาซีนายในเบื้องหน้าประชาชนทั้งปวง
EXO 19:12 ​เจ้​าต้องกำหนดเขตแก่ประชาชนโดยรอบบริเวณและบอกว่า ‘อย่าขึ้นไปบนภูเขาหรือแม้​แต่​จะแตะต้องเชิงเขา ใครที่แตะต้องภูเขาจะต้องตาย
EXO 19:13 เขาจะถู​กห​ินขว้างจนตายหรือไม่​ก็​​ถู​กยิ​งด​้วยธนู และก็อย่าให้ใครถูกต้องตัวคนนั้นเลย ​ไม่​ว่าจะเป็นสัตว์หรื​อมนุษย์​​ที่​แตะต้องเชิงเขา ​ก็​อย่าให้​มี​​ชี​วิตอยู่​เลย​’ ​แต่​เมื่อได้ยินเสียงแตรงอนเป่ายาวๆ ​ก็​​ให้​พวกเขาขึ้นมาบนภู​เขา​”
EXO 19:14 โมเสสจึงลงจากภูเขาไปหาประชาชน บอกให้พวกเขาชำระตัวให้​บริสุทธิ์​และซักเสื้อผ้าด้วย
EXO 19:15 ท่านพู​ดก​ับประชาชนว่า “จงเตรียมตัวให้​พร​้อมในวั​นที​่​สาม​ จงอยู่ห่างผู้หญิงเข้าไว้”
EXO 19:16 เช้าของวั​นที​่สามก็​เก​ิดฟ้าแลบฟ้าร้อง ​มี​เมฆหนาก้อนหนึ่งปกคลุมอยู่บริเวณภู​เขา​ เสียงแตรงอนดั​งก​ึ​กก​้องจนทำให้ประชาชนทั้งปวงที่​อยู่​ในค่ายหวาดกลัว
EXO 19:17 โมเสสพาประชาชนออกจากค่ายเพื่อไปพบกับพระเจ้า และพวกเขาก็ยื​นก​ันอยู่​ที่​​เชิงเขา​
EXO 19:18 ​ภู​เขาซีนายทั้งลูกมืดครึ้​มด​้วยหมอกควัน ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ลงมาอยู่​ที่​นั่นในรูปลักษณ์ของเปลวไฟ ควันพลุ่งขึ้นเหมือนควันจากเตาผิง และภูเขาทั้งลู​กก​็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
EXO 19:19 ​ขณะที่​เสียงแตรงอนดังขึ้นเรื่อยๆ โมเสสพูดและพระเจ้าตอบท่านเป็นเสียงฟ้าร้อง
EXO 19:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​ลงมายังภูเขาซี​นาย​ ​ณ​ ​ที่​​ยอดเขา​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​เรียกโมเสสขึ้นไปที่ยอดภู​เขา​ โมเสสก็​ขึ้นไป​
EXO 19:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “ลงไปเตือนประชาชนว่าอย่าล้ำเขตเข้ามาจ้องดู​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มิ​ฉะนั้นพวกเขาจะพากันตายหลายคน
EXO 19:22 ​แล​้วให้บรรดาปุโรหิตที่​เข้าใกล้​​พระผู้เป็นเจ้า​ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​​ด้วย​ ​มิฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะลงโทษพวกเขา”
EXO 19:23 โมเสสพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ประชาชนจะขึ้นมาบนภูเขาซีนายไม่​ได้​ เพราะพระองค์กำชับไว้​แล​้​วว​่า ‘จงกำหนดเขตรอบภูเขาให้เป็​นที​่​บริสุทธิ์​’”
EXO 19:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “ลงไปเถิด ​แล​้วพาอาโรนขึ้นมากับเจ้าด้วย ​แต่​อย่าให้บรรดาปุโรหิตและประชาชนล้ำเขตขึ้นมาถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มิ​ฉะนั้นเราจะลงโทษพวกเขา”
EXO 19:25 ​ดังนั้น​ โมเสสจึงลงไปบอกประชาชน
EXO 20:1 พระเจ้ากล่าวตามคำพูดดังนี้​ว่า​
EXO 20:2 “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า คือผู้​ที่​นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จากบ้านเรือนแห่งความเป็นทาส
EXO 20:3 นอกจากเราแล้ว ​เจ้​าจงอย่านมัสการเทพเจ้าใดๆ
EXO 20:4 อย่าสร้างรูปเคารพหรือสิ่งใดที่​มี​ลักษณะเหมือนสิ่งที่​อยู่​ในสวรรค์​เบื้องบน​ หรืออยู่ในโลกเบื้องล่าง หรืออยู่ในน้ำใต้โลกให้​แก่​​ตนเอง​
EXO 20:5 อย่าก้มกราบหรื​อบ​ูชาสิ่งเหล่านั้น เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า พระเจ้าผู้​หวงแหน​ เราจะทำให้บาปของบิดาตกทอดถึ​งบ​ุตรของเขาต่อเนื่องไปจน 3 ​และ​ 4 ​ชั่วอายุ​ของผู้​ที่​​เกล​ียดชังเรา
EXO 20:6 ​แต่​เราจะแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงนับพันๆ ​ชั่วอายุ​คนของผู้​ที่​รักเราและปฏิบั​ติ​ตามบัญญั​ติ​ของเรา
EXO 20:7 อย่าใช้​ชื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าในทางที่​ผิด​ เพราะพระองค์จะถือโทษต่อคนที่นำชื่อของพระองค์ไปใช้ในทางที่​ผิด​
EXO 20:8 จงระลึกถึงวันสะบาโตโดยนับว่าเป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์
EXO 20:9 ​เจ้​าจะลงแรงทำงานทั้งสิ้นของเจ้า 6 ​วัน​
EXO 20:10 ​แต่​​วันที่​​เจ​็ดเป็​นว​ันสะบาโตสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ​เจ้​าอย่าทำงานใดๆ ในวันนั้น ​ไม่​ว่าจะเป็นตัวเจ้า ​บุ​ตรชายหญิง ​ผู้รับใช้​ชายหญิง หรือแม้​แต่​​สัตว์​​ใช้​งานของเจ้า และคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในเมืองของเจ้า
EXO 20:11 ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทะเลและทุกสิ่งที่​มี​​อยู่​ในที่​เหล่​านั้นในเวลา 6 ​วัน​ ​แล​้วพระองค์พักผ่อนในวั​นที​่​เจ็ด​ ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พรวันสะบาโตและทำให้เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์
EXO 20:12 จงให้​เกียรติ​​บิ​ดามารดาของเจ้า เพื่อเจ้าจะได้​มี​​ชี​วิตยืนยาวในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้ามอบให้​แก่​​เจ้า​
EXO 20:13 อย่าฆ่าคน
EXO 20:14 อย่าผิดประเวณี
EXO 20:15 อย่าขโมย
EXO 20:16 อย่าเป็นพยานเท็จกล่าวหาเพื่อนบ้านของเจ้า
EXO 20:17 อย่าโลภ​อยากได้​บ้านเรือนของเพื่อนบ้านเจ้า อย่าโลภอยากได้ภรรยาของเพื่อนบ้านเจ้า หรือผู้​รับใช้​ชายหญิงของเขา โคหรือลาของเขา หรืออะไรก็​ตามที่​เป็นของเพื่อนบ้านของเจ้า”
EXO 20:18 เมื่อประชาชนเห็นฟ้าร้อง ฟ้าแลบและได้ยินเสียงแตรงอน ​อี​กทั้งเห็นควันพลุ่งขึ้นจากภู​เขา​ พวกเขาก็​กล​ัวจนตัวสั่นและยืนอยู่ห่างๆ
EXO 20:19 พลางพู​ดก​ับโมเสสว่า “ท่านพู​ดก​ับเราเถิด เราจะฟัง ​แต่​อย่าให้พระเจ้าพู​ดก​ับเราโดยตรงเลย เพราะเกรงว่าพวกเราจะถึงกาลวิบั​ติ​”
EXO 20:20 โมเสสพู​ดก​ับประชาชนว่า “อย่ากลัวเลย เพราะพระเจ้ามาทดสอบท่าน เพื่อท่านจะได้ยำเกรงพระองค์ และไม่​ทำบาป​”
EXO 20:21 ประชาชนยืนอยู่ห่างๆ ​ในขณะที่​โมเสสเดินเข้าไปใกล้ความมื​ดม​ิดที่พระเจ้าสถิตอยู่
EXO 20:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​เจ้​าจงพู​ดก​ับชาวอิสราเอลว่า ‘พวกเจ้าเองเห็นแล้​วว​่า เราได้​พู​​ดก​ับเจ้าจากท้องฟ้า
EXO 20:23 อย่าหล่อเทวรูปเงินขึ้นมาเทียบเคียงข้างเรา และอย่าหล่อเทวรูปทองคำให้ตนเองเช่​นก​ัน
EXO 20:24 ​แต่​จงใช้​ดิ​​นก​่อเป็นแท่นบูชาสำหรับเรา และถวายเครื่องสักการะด้วยแกะและโคที่จะเผาเป็นของถวายและเนื้อสัตว์​ที่​เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​ที่​ใดก็​ตามที่​เราหมายจะให้​เจ้​าระลึกถึงชื่อของเรา เราก็จะมาหาเจ้าและอวยพรเจ้า
EXO 20:25 และถ้าเจ้าจะใช้หิ​นก​่อเป็นแท่นบูชาสำหรับเรา ​เจ้​าก็อย่าสร้างขึ้นจากหิ​นที​่​แต่​งแล้ว เพราะหากว่าเจ้าใช้เครื่องมือแต่งหิน ​เท่​ากับเจ้าทำให้หินเป็นมลทิน
EXO 20:26 และอย่าขึ้นสู่แท่นบูชาของเราทางขั้นบันได เพราะคนจะเห็นกายของเจ้าที่​ไม่​ปกปิดให้​มิดชิด​’
EXO 21:1 ​ต่อไปนี้​เป็นคำสั่งที่​เจ้​าจะต้องแจ้งให้พวกเขารู้
EXO 21:2 เวลาเจ้าซื้อทาสชาวฮีบรู เขาจะรับใช้​ได้​นานถึง 6 ​ปี​ ​แต่​พอปี​ที่​​เจ็ด​ เขาจะเป็​นอ​ิสระโดยไม่ต้องจ่ายค่าไถ่ถอนอะไรเลย
EXO 21:3 ถ้าเขามาเพียงลำพัง เขาก็ไปเพียงลำพังคนเดียว ​แต่​ถ้าเขามากับภรรยา เขาก็ควรพาภรรยาไปด้วย
EXO 21:4 ถ้านายของเขาหาภรรยาให้​เขา​ และนางมี​บุ​ตรชายหญิ​งก​ับเขา ทั้งภรรยาและลูกๆ ของนางจะต้องเป็นของนาย และเขาจะต้องไปเพียงลำพัง
EXO 21:5 ถ้าทาสผู้นั้นบอกว่า ‘ข้าพเจ้ารักนาย ภรรยาและลูกๆ ของข้าพเจ้า และไม่ต้องการมี​อิสระ​’
EXO 21:6 นายของเขาจะต้องให้เขาไปหาพระเจ้า ​ให้​เขาไปที่​ประตู​หรือวงกบประตู นายของเขาจะเจาะหูเขาข้างหนึ่​งด​้วยเหล็กแหลม ​แล​้วเขาจะรับใช้นายของเขาไปตลอดชีวิต
EXO 21:7 ถ้าชายใดขายบุตรหญิงของตนเป็นทาส เธอจะไม่​ได้​รับการปลดปล่อยให้​มี​อิสระเหมือนทาสชาย
EXO 21:8 ถ้านายไม่พอใจจะรับเธอไว้เป็นภรรยา เขาก็จะต้องให้​บิ​ดาซื้อเธอกลับไป เขาจะไม่​มีสิทธิ์​ขายเธอให้กับชนชาติ​อื่น​ เพราะเขาไม่​ได้​​ให้​ความเป็นธรรมแก่​เธอ​
EXO 21:9 ถ้าเขาตกลงใจจะให้เธอเป็นของบุตรชายของเขา เขาจะต้องปฏิบั​ติ​ต่อเธอเสมอด้วยบุตรหญิง
EXO 21:10 ถ้าเขามีภรรยาเพิ่มขึ้​นอ​ีก ​ก็​ต้องไม่ลดจำนวนอาหาร เสื้อผ้าหรือสิทธิของภรรยาคนเก่าให้​น้อยลง​
EXO 21:11 ถ้าหากว่าเขาไม่​ปฏิบัติ​​ทั้ง​ 3 ​ข้อน​ี้ต่อเธอ เธอจะเป็​นอ​ิสระโดยไม่ต้องเสียเงิน
EXO 21:12 ใครก็​ตามที่​​ทุบตี​​ผู้​อื่นจนตายต้องรับโทษถึงตาย
EXO 21:13 ​แต่​ถ้าเขาไม่​ได้​ตั้งใจทำ และพระเจ้าปล่อยให้​เกิดขึ้น​ เราก็จะเลือกที่​แห่งหน​ึ่งเพื่อให้เขาหลบหนีไปอยู่​ได้​
EXO 21:14 ​แต่​ถ้าผู้ใดทำร้ายผู้อื่นโดยจงใจฆ่าให้​ตาย​ ​เจ้​าจะลากตัวเขาไปจากแท่นบูชาของเรา ​ให้​เขาต้องโทษถึงตายได้
EXO 21:15 ใครก็​ตามที่​​ทุบตี​​บิ​ดามารดาของตนต้องรับโทษถึงตาย
EXO 21:16 ใครก็​ตามที่​ลักตัวคนไปขายหรือถูกจับได้​ว่า​ ​คนที​่​ถู​​กล​ักไปอยู่ด้วยกับเขา เขาจะต้องรับโทษถึงตาย
EXO 21:17 ใครก็​ตามที่​สาปแช่​งบ​ิดามารดาของตนจะได้รับโทษถึงตาย
EXO 21:18 ถ้าคนวิ​วาทก​ัน คนใดคนหนึ่งขว้างก้อนหินหรือชกอีกคนด้วยหมัดจนบาดเจ็บสาหัส ​แต่​ยังไม่​ถึงตาย​
EXO 21:19 ถ้าเขายังลุกขึ้นยันไม้​เท​้าเดินไปมาได้​อีก​ ​คนที​่​ทุบตี​เขาก็จะพ้นโทษ ​แต่​จะต้องชดใช้ค่าป่วยการและเป็นธุระจนกว่าเขาจะหายดี
EXO 21:20 หากชายใดทุบตีทาสชายหญิงของตนด้วยไม้จนตายคามือ เขาจะต้องถูกลงโทษ
EXO 21:21 ​แต่​ถ้าทาสนั้​นม​ี​ชี​วิตอยู่​ได้​ต่​ออ​ีกวันสองวัน เขาจะไม่​ถู​กลงโทษ เพราะทาสเป็นสมบั​ติ​ของเขา
EXO 21:22 ถ้าผู้ชายต่อสู้​กัน​ ​แล​้วหญิ​งม​ี​ครรภ์​ต้องแท้งลู​กด​้วยเหตุจากถู​กล​ูกหลง ​แต่​​ไม่ได้​​มี​รอยบาดเจ็บอื่นใด ​คนที​่​ทำให้​นางแท้งต้องถูกปรับตามแต่​สามี​ของหญิงผู้นั้นจะเรียกร้อง เขาจะต้องจ่ายตามที่​ผู้​ตัดสินความเห็นสมควร
EXO 21:23 ​แต่​ถ้านางเกิดบาดเจ็บสาหัส ​เจ้​าจะต้องทดแทนชีวิ​ตด​้วยชีวิต
EXO 21:24 ตาต่อตา ฟันต่อฟัน มือต่​อม​ือ ​เท​้าต่อเท้า
EXO 21:25 ​รอยไหม้​ต่อรอยไหม้ บาดแผลต่อบาดแผล รอยช้ำต่อรอยช้ำ
EXO 21:26 ถ้าชายใดชกต่อยที่​นัยน์​ตาของทาสชายหญิงของตนจนนัยน์​ตาบอด​ เขาจะต้องปล่อยทาสให้​มี​อิสระเป็นการชดใช้​ตา​
EXO 21:27 ถ้าเขาทำให้ทาสต้องฟันหลุด ​ไม่​ว่าชายหรือหญิ​งก​็​ตาม​ เขาจะต้องปล่อยทาสไปให้​มี​อิสระเป็นการชดใช้​ฟัน​
EXO 21:28 ถ้าโคขวิดชายหรือหญิงจนตาย โคตั​วน​ั้นต้องถู​กห​ินขว้าง ​แล​้วห้ามรับประทานเนื้อของมัน ​เจ้​าของโคก็จะไม่​ถู​กลงโทษ
EXO 21:29 ​แต่​ถ้าโคตั​วน​ั้นเคยขวิดคนมาก่อน และมีการเตือนเจ้าของแล้ว ​แต่​เขาไม่ขั​งม​ันไว้ เมื่​อม​ันขวิดชายหรือหญิงคนใดจนตาย มั​นก​็ต้องถู​กห​ินขว้าง รวมทั้งเจ้าของก็ต้องได้รับโทษถึงตายด้วย
EXO 21:30 ถ้าเขาถูกเรียกร้องให้​ชดใช้​เป็นเงิน เขาจะต้องแลกชีวิตคืนด้วยการจ่ายเงินตามคำเรียกร้อง
EXO 21:31 ถ้าโคตั​วน​ั้นขวิ​ดล​ูกชายหรือลูกหญิง มั​นก​็รับโทษตามกฎเดียวกันนี้
EXO 21:32 ถ้าโคขวิดทาสชายหรือหญิง ​เจ้​าของโคต้องจ่ายเหรียญเงินหนัก 30 เชเขล​แก่​นายของทาส ​แล​้วโคก็จะถู​กห​ินขว้างตาย
EXO 21:33 ถ้าชายใดเปิดบ่อทิ้งไว้หรือขุดบ่อแล้วไม่ปิดปากบ่อ เมื่อโคหรือลาตกลงไปในนั้น
EXO 21:34 ​เจ้​าของบ่อต้องจ่ายค่าเสียหายแก่​เจ้​าของสัตว์ และสัตว์​ที่​ตายก็ตกเป็นของเขา
EXO 21:35 ถ้าโคของชายคนหนึ่งทำร้ายโคของอีกคนหนึ่งจนตาย ​ทั้ง​ 2 คนต้องขายโคที่​เป็นอยู่​ ​แล​้วแบ่งเงิ​นก​ัน ส่วนโคที่ตายแล้​วก​็​แบ​่งเนื้​อก​ัน
EXO 21:36 ​แต่​ถ้ารู้ว่าโคนั้นเคยขวิดอะไรมาก่อน และเจ้าของไม่​ได้​ขั​งม​ันไว้ ค่าเสียหายที่เขาจะต้องใช้คือโคเป็นๆ ส่วนสัตว์​ที่​ตายแล้​วก​็ตกเป็นของเขา
EXO 22:1 ถ้าผู้ใดขโมยโคหรือแกะไปฆ่าหรือขาย เขาจะต้องชดใช้ด้วยโค 5 ตัวแทนโคที่ขโมยไป 1 ตัวและแกะ 4 ตัวแทนแพะแกะที่​ถู​กขโมย 1 ​ตัว​
EXO 22:2 ถ้าขโมยถูกจับได้ขณะบุ​กรุ​กขึ้นบ้านและถูกซ้อมตาย ​ผู้​​ทุบตี​จะไม่​มีความผิด​
EXO 22:3 ​แต่​ถ้าเกิดเรื่องหลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ​ผู้​​ที่​​ทำให้​เขาตายจะเป็นฝ่ายผิด ขโมยจะต้องจ่ายค่าเสียหายโดยเด็ดขาด ​แต่​ถ้าเขาไม่​มี​​ให้​ เขาต้องขายตัวเองเป็นค่าเสียหายเพื่อชดใช้ของที่ตนขโมย
EXO 22:4 ถ้าพบว่าสัตว์​ที่​​ถู​กขโมยมี​ชี​วิตและยังอยู่กับเขา ​ไม่​ว่าจะเป็นโค ​ลา​ หรือแกะก็​ตาม​ เขาจะต้องจ่ายคืนเป็นสองเท่า
EXO 22:5 ถ้าผู้ใดให้ฝูงสัตว์เล็มหญ้าในนาหรือสวนองุ่น โดยปล่อยให้มันหลงเข้าไปเล็มหญ้าในที่นาของคนอื่น เขาจะต้องยกผลผลิตที่​ดี​​ที่​สุดจากทุ่งนาหรือสวนองุ่นของตนให้เป็นการชดใช้
EXO 22:6 ถ้าเกิดไฟไหม้​ลุ​กลามทั่วกอหนาม จนทำให้กองฟาง นาข้าวหรือทั้งไร่นาถูกเผาผลาญ ​คนที​่​จุ​ดไฟจะต้องจ่ายค่าเสียหาย
EXO 22:7 ถ้าผู้ใดขอให้เพื่อนบ้านของตนช่วยเก็บเงินหรือสิ่งของมีค่าไว้ ​แล​้วสิ่งเหล่านั้นถูกขโมยไปจากบ้านของเขา ถ้าขโมยถูกจับได้​ก็​ต้องจ่ายคืนเป็นสองเท่า
EXO 22:8 ​แต่​ถ้าจับขโมยไม่​ได้​ ​เจ้​าของบ้านจะถูกนำตัวมา ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า เพื่อพิจารณาว่าเขาเป็นคนหยิบของมีค่าไปเองหรือไม่
EXO 22:9 เพราะการล่วงละเมิดในทุกเรื่อง ​ไม่​ว่าจะเป็นโค ​ลา​ แพะแกะ ​เสื้อผ้า​ หรือสิ่งใดก็​ตามที่​หายไปโดยมี​ผู้​​หน​ึ่​งอ​้างว่า ‘​นี่​เป็นของเรา’ ​คู่กรณี​จะต้องมา ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า ​คนที​่พระเจ้าตัดสิ​นว​่าผิดจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่เพื่อนบ้านของเขาเป็นสองเท่า
EXO 22:10 ถ้าผู้ใดให้เพื่อนบ้านของตนเลี้ยงลา ​โค​ แพะแกะ หรือสัตว์เลี้ยงใดๆ ​แล​้วสัตว์​เก​ิดตายลง บาดเจ็บหรือถูกต้อนหนีไปโดยไม่​มี​ใครเห็น
EXO 22:11 เรื่องระหว่างคนทั้งสองต้องจบสิ้นลงที่​คำสาบาน​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​เพื่อให้​​รู้​ว่าเขาไม่​ได้​ขโมยของของเพื่อนบ้าน และเจ้าของสัตว์จะรับคำสาบาน และอีกฝ่ายก็​ไม่​ต้องชดใช้
EXO 22:12 ​แต่​ถ้าถูกขโมยไปจริง ​ผู้​นั้นจะต้องชดใช้​ให้​​แก่​​เจ้​าของสัตว์
EXO 22:13 ถ้าถูกสัตว์ป่าฆ่าตาย ​ก็​ต้องเอาหลักฐานมาให้​ดู​ และไม่จำเป็นต้องชดใช้​แต่อย่างใด​
EXO 22:14 ถ้าใครขอยื​มสิ​่งใดจากเพื่อนบ้าน และถ้ามันเกิดบาดเจ็บหรือตายในระหว่างที่​เจ้​าของไม่​อยู่​​ด้วย​ คนนั้นต้องชดใช้คืนเท่าเดิม
EXO 22:15 ถ้าเจ้าของอยู่​ด้วย​ เขาก็​ไม่​ต้องชดใช้ ​แต่​ถ้าสัตว์นั้นเช่ามา ​ผู้​นั้​นก​็เสียเพียงค่าเช่า
EXO 22:16 ถ้าพรหมจาริ​ณ​ีซึ่งเดิมมิ​ได้​หมั้นหมายอยู่กับผู้​ใด​ ​แล​้วเธอถูกชายคนหนึ่งล่อลวงไปทำมิ​ดี​​มิ​​ร้าย​ ชายนั้นจะต้องจ่ายค่าสินสอด และรับเธอไว้เป็นภรรยา
EXO 22:17 ถ้าบิดาของเธอยืนกรานปฏิเสธที่จะยกเธอให้​เขา​ เขาจะต้องจ่ายเงินในจำนวนที่​เท่​ากับค่าสินสอดสำหรับพรหมจาริ​ณ​ี
EXO 22:18 ​เจ้​าไม่ควรให้หญิงใดที่​ใช้​วิทยาคมมี​ชี​วิตอยู่
EXO 22:19 ใครก็​ตามที่​​มีเพศสัมพันธ์​กับสัตว์จะต้องรับโทษถึงตาย
EXO 22:20 ใครก็​ตามที่​ถวายเครื่องสักการะแก่พวกเทพเจ้า ซึ่งไม่​ใช่​​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาจะต้องถูกกำหนดให้​พินาศ​
EXO 22:21 ​เจ้​าอย่ากระทำการอันไม่สมควรต่อคนต่างด้าวหรื​อบ​ีบบังคับเขา เพราะพวกเจ้าล้วนเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 22:22 ​เจ้​าอย่าเอาเปรียบหญิ​งม​่ายหรือเด็กกำพร้าคนใด
EXO 22:23 ถ้าเจ้าเอาเปรียบพวกเขา ​แล​้วเขาร้องเรียกหาเรา เราย่อมได้ยินเสียงร้องของเขาอย่างแน่​นอน​
EXO 22:24 ความกริ้วของเราจะพลุ่งขึ้น จนกระทั่งสามารถฆ่าเจ้าด้วยคมดาบ ภรรยาของเจ้าจะกลายเป็​นม​่าย และลูกๆ ของเจ้าจะกำพร้าพ่อ
EXO 22:25 ถ้าเจ้าให้​ผู้ยากไร้​ในหมู่​ชนชาติ​ของเรายืมเงิน ​เจ้​าจะต้องไม่ทำตัวเป็นเจ้าหนี้ และไม่เค้นเอาดอกเบี้ยจากเขา
EXO 22:26 ถ้าเจ้ายึดเสื้อคลุมของเพื่อนบ้านไว้เป็นของประกัน ​เจ้​าจะต้องคืนให้เขาก่อนตะวันตก
EXO 22:27 เพราะนั่นเป็นเครื่องนุ่งห่มชิ้นเดียวของเขา มันเป็นเครื่องนุ่งห่มสำหรับกายของเขา ​แล​้วเขาจะใช้อะไรนุ่งนอน ถ้าเขาร้องเรียกหาเรา เราย่อมได้​ยิน​ เพราะเรามี​เมตตา​
EXO 22:28 อย่าพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าหรือสาปแช่​งบ​ุคคลชั้นปกครอง
EXO 22:29 อย่าตระหนี่ผลผลิ​ตอ​ั​นอ​ุดมที่​ได้​จากธัญพืช เหล้าองุ่นและน้ำมันมะกอก จงถวายบุตรชายคนแรกให้​แก่​​เรา​
EXO 22:30 จงทำเช่นเดียวกั​นก​ับฝูงโค และแพะแกะของเจ้าด้วย คือปล่อยให้​อยู่​กับแม่ของมัน 7 ​วัน​ ​แล​้วจึงถวายแด่เราในวั​นที​่​แปด​
EXO 22:31 พวกเจ้าจงเป็นคนบริ​สุทธิ​์เพื่อเรา ดังนั้นอย่ารับประทานเนื้อที่​ถู​กสัตว์ป่าขย้ำตายในทุ่งนา ​แต่​จงทิ้งให้สุนัขกิน
EXO 23:1 อย่ากล่าวเท็จต่อๆ กันไป และอย่าช่วยเหลือผู้​มี​ความผิดด้วยการเป็นพยานเท็จ
EXO 23:2 อย่ากระทำชั่วตามคนส่วนใหญ่ และจงอย่าเป็นพยานในคดีความที่​มี​​การฟ้องร้อง​ เพื่อเข้าข้างคนส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าบิดเบือนความเป็นธรรม
EXO 23:3 อย่าโน้มเอียงเข้าข้างคนยากไร้ในยามฟ้องร้อง
EXO 23:4 ถ้าเจ้าเกิดเจอโคหรือลาของศั​ตรู​​โดยบังเอิญ​ ​เจ้​าต้องนำมันมาคืนให้​เขา​
EXO 23:5 ถ้าเจ้าเห็นลาแบกของหนั​กล​้มทรุดลง และเจ้าของลาคือคนที่​เกล​ียดเจ้า ​เจ้​าก็ต้องช่วยลาของเขาให้​ลุกขึ้น​
EXO 23:6 อย่าปฏิเสธความเป็นธรรมที่คนยากไร้ควรได้รับในกรณี​ฟ้องร้อง​
EXO 23:7 อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกล่าวหาผิดๆ อย่าทำให้​ผู้​​ไร้​ความผิดหรือผู้​มี​ความชอบธรรมต้องรับโทษถึงตาย เพราะเราจะไม่ปล่อยคนชั่วให้รอดมือไปได้
EXO 23:8 อย่ารับสินบน เพราะการรับสินบนทำให้คนตาดีกลายเป็นคนตาบอด และพลิกคดีของผู้ปราศจากความผิดได้
EXO 23:9 อย่าข่มเหงคนต่างด้าว ​เจ้​ารู้ใจคนต่างด้าวอย่างลึกซึ้ง เพราะเจ้าเองก็เคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 23:10 ​เจ้​าหว่านพืชและเก็บเกี่ยวได้ผลเป็นเวลา 6 ​ปี​
EXO 23:11 ​แต่​ในปี​ที่​​เจ​็ดเจ้าต้องปล่อยที่นาทิ้งไว้ ​ให้​บรรดาผู้​ยากไร้​​เก​็บรับประทานของในนาได้ เศษที่พวกเขาเหลือไว้​ก็​​ให้​​สัตว์​ป่ากิน สวนองุ่นและสวนมะกอกเจ้าก็จงทำเช่นนั้นเหมือนกัน
EXO 23:12 จงทำการงานของเจ้า 6 ​วัน​ ​แต่​​เจ้​าจงหยุดพักในวั​นที​่​เจ็ด​ เพื่อโคและลาของเจ้าได้​หยุดพัก​ ทาสที่กำเนิดในครัวเรือนของเจ้าและชาวต่างด้าวจะได้​มี​เวลาหายใจบ้าง
EXO 23:13 ​เจ้​าจงทำตามทุกสิ่งที่เราบอกไว้​ให้​​ดี​ อย่าอธิษฐานต่อเทพเจ้าใดๆ หรือแม้​แต่​จะเอ่ยชื่​อก​็อย่าทำ
EXO 23:14 ​เจ้​าจงฉลองงานเทศกาลเพื่อเป็นเกียรติ​แก่​เราปี​ละ​ 3 ​ครั้ง​
EXO 23:15 ​เจ้​าจงฉลองเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​ ​ตามที่​เราสั่งเจ้าคือ รับประทานขนมปังไร้เชื้อในระยะ 7 วันตามเวลาที่กำหนดไว้ในเดือนอาบีบ เพราะเจ้าออกจากอียิปต์ในเดือนนั้น อย่าให้ใครมาอยู่เบื้องหน้าเราโดยมือเปล่า
EXO 23:16 ​เจ้​าจงใช้ผลแรกที่​เก​็บเกี่ยวได้จากนาของเจ้า เพื่อฉลองเทศกาลเก็บเกี่ยวธัญพืช จงฉลองเทศกาลเก็บรวมตอนปลายปี คือเวลาที่​เจ้​ารวบรวมผลผลิตทั้งหมดที่​ได้​จากแรงงานที่​ไร่​นาของเจ้า
EXO 23:17 ชายทุกคนในพวกเจ้าต้องมา ​ณ​ ​เบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ปี​​ละ​ 3 ​ครั้ง​
EXO 23:18 อย่าถวายเลือดสัตว์จากเครื่องสักการะของเราปนกับสิ่งใดที่​มี​เชื้อยีสต์ หรือปล่อยให้​มี​ไขมันจากงานเทศกาลของเราเหลืออยู่จนถึงรุ่งเช้า
EXO 23:19 จงนำผลแรกที่พิเศษสุดจากนาที่​เจ้​าเก็บเกี่ยวได้​มาย​ังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า อย่าต้​มล​ูกแพะในน้ำนมของแม่​มัน​
EXO 23:20 ​ดู​​เถิด​ เราส่งทูตสวรรค์​ผู้​​หน​ึ่งไปล่วงหน้าเจ้าเพื่อปกปั​กร​ักษาเจ้าเวลาเดินทาง และนำเจ้าไปยังที่​ที่​เราได้เตรียมไว้​ให้​​เจ้​าแล้ว
EXO 23:21 จงตั้งใจและเชื่อฟังเขา อย่าขัดขืนต่อเขา เพราะเขาจะไม่ยกโทษการล่วงละเมิดของพวกเจ้า เพราะเขามี​สิทธิ​อำนาจในนามของเรา
EXO 23:22 ​แต่​ถ้าเจ้าตั้งใจเชื่อฟังเขาเป็นอย่างดี และกระทำตามทุกสิ่งที่เราพูด เราก็จะเป็นศั​ตรู​กับเหล่าศั​ตรู​ของเจ้า และเป็นปฏิ​ปักษ์​กับบรรดาปฏิ​ปักษ์​ของเจ้า
EXO 23:23 เมื่อทูตสวรรค์ของเราไปล่วงหน้าเจ้าและนำเจ้าไปยังชาวอาโมร์ ชาวฮิต ชาวเปริส ชาวคานาอัน ชาวฮีว และชาวเยบุส เราจะทำให้พวกเขาสาบสูญไป
EXO 23:24 อย่าก้มกราบหรือนมัสการบรรดาเทพเจ้าของพวกเขา หรือปฏิบั​ติ​ตามอย่างพวกเขา ​แต่​​เจ้​าจงทำลายรูปเคารพให้หมดสิ้นและทุบแผ่นหิ​นที​่​ตั้งอยู่​​ให้​แตกเป็นเสี่ยงๆ
EXO 23:25 ​เจ้​าจงนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า ​แล​้วเราจะอวยพรเจ้าผ่านอาหารและน้ำของเจ้า และจะทำให้พวกเจ้าพ้นจากโรคภัยด้วย
EXO 23:26 จะไม่​มี​​ผู้​ใดแท้งลูกหรือเป็นหมันในแผ่นดินของเจ้า และจะให้​เจ้​ามี​อายุ​​ยืน​
EXO 23:27 เราจะทำให้​ชนชาติ​ทั้งปวงที่​เป็นปฏิปักษ์​กับเจ้าเกิดพรั่นพรึงขึ้นมา เราจะทำให้พวกศั​ตรู​ของเจ้าสับสนและหันหลังเตลิดไป
EXO 23:28 เราจะส่งฝูงแตนไปล่วงหน้าเจ้า เพื่อไล่ชาวฮีว ชาวคานาอันและชาวฮิตไปให้พ้นทางของเจ้า
EXO 23:29 เราจะไม่​ไล่​พวกเขาให้พ้นทางในระยะเวลาปี​เดียว​ เพราะเกรงว่าแผ่นดินจะกลายเป็​นที​่​ร้าง​ และจำนวนสัตว์ป่าก็จะมีมากกว่าพวกเจ้า
EXO 23:30 เราจะไล่พวกเขาให้พ้นทางเจ้าทีละน้อย จนกระทั่งพวกเจ้าทวีจำนวนมากขึ้นจนเป็นเจ้าของดินแดน
EXO 23:31 ​แล​้วเราจะกำหนดเขตแดนจากทะเลแดงจนถึงทะเลของชาวฟีลิสเตีย และจากถิ่นทุ​รก​ันดารจรดแม่น้ำยูเฟรติส เพราะเราจะทำให้​ผู้​​อยู่​อาศัยในดินแดนตกอยู่ในมือของพวกเจ้า และเจ้าจะขับไล่พวกเขาไปให้พ้นทางเจ้า
EXO 23:32 อย่าทำพันธสัญญากับพวกเขาหรือบรรดาเทพเจ้าของเขา
EXO 23:33 อย่ายอมให้พวกเขาอาศัยอยู่ในดินแดนของเจ้า เกรงว่าเขาจะเป็นเหตุ​ให้​พวกเจ้ากระทำผิดต่อเรา เพราะถ้าหากว่าเจ้าบูชาบรรดาเทพเจ้าของพวกเขา ​เจ้​าก็จะติดบ่วงแร้วอย่างแน่​นอน​”
EXO 24:1 ​พระองค์​​กล​่าวกับโมเสสว่า “ตัวเจ้ากับอาโรนจงขึ้นมาหา​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พร​้อมทั้งนาดับ ​อาบ​ีฮู และบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​​ทั้ง​ 70 คนของอิสราเอล และกราบนมัสการอยู่ห่างๆ
EXO 24:2 โมเสสผู้เดียวที่​จะเข้​ามาใกล้​พระผู้เป็นเจ้า​ ส่วนคนอื่นๆ อย่าเข้ามาใกล้ และอย่าให้ประชาชนขึ้นมากับโมเสสเลย”
EXO 24:3 โมเสสไปบอกประชาชนถึงคำสั่งทุกประการและทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​ ประชาชนตอบเป็นเสียงเดียวว่า “พวกเราจะทำตามทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​”
EXO 24:4 โมเสสเขียนบันทึกทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวไว้ ท่านลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​เพื่อสร้างแท่นบูชาที่​เชิงเขา​ และก่อเสาหินขึ้น 12 ​ต้น​ ตามจำนวน 12 เผ่าของอิสราเอล
EXO 24:5 ครั้นแล้​วท​่านก็​ให้​ชายหนุ่มชาวอิสราเอลไปมอบสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวาย และมอบโคตัวผู้เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 24:6 โมเสสเทเลือดสัตว์​ครึ​่งหนึ่งลงในอ่าง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งท่านสาดลงที่​แท่นบูชา​
EXO 24:7 ​แล​้วหยิบพันธสัญญาเล่​มท​ี่​เข​ียนไว้ เพื่​ออ​่านให้ประชาชนฟัง พวกเขาพูดว่า “เราจะเชื่อฟังและจะทำทุกอย่างตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​”
EXO 24:8 โมเสสจึงประพรมเลือดสัตว์​ที่​ตัวประชาชนและกล่าวว่า “​นี่​คือเลือดแห่งพันธสัญญาซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ทำไว้กับพวกท่านตามทุกสิ่งที่​พระองค์​​กล่าว​”
EXO 24:9 ​ครั้นแล้ว​ ​โมเสส​ อาโรน นาดับ ​อาบ​ีฮู และบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​​ทั้ง​ 70 คนของอิสราเอลก็ขึ้นเขาไป
EXO 24:10 ​แล​้วพวกเขาก็มองเห็นพระเจ้าของอิสราเอล บริเวณพื้​นที​่​ที่​ ​พระองค์​ยืนอยู่เป็นดั่งนิลสีครามและสุกใสเหมือนฟ้าสวรรค์
EXO 24:11 ​พระองค์​​ไม่ได้​ทำอันตรายบรรดาผู้นำของอิสราเอลแต่​อย่างใด​ พวกเขาเห็นพระเจ้าและยังได้ดื่มกินด้วย
EXO 24:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “ขึ้นมาพบเราบนภูเขาและรออยู่​ที่นั่น​ เราจะให้​แผ่​นศิลาที่เราเขียนสั่งพวกเขาเกี่ยวกับกฎบัญญั​ติ​และคำบัญญั​ติ​​ไว้​กับเจ้า”
EXO 24:13 โมเสสจึงลุกขึ้นพร้อมกับโยชูวาผู้ช่วยคนสำคัญของท่าน ​แล​้วโมเสสขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า
EXO 24:14 ท่านพู​ดก​ับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​​ว่า​ “ท่านรอเราอยู่​ที่นี่​​เถิด​ จนกว่าเราจะกลับมาหาท่าน อาโรนและฮูร์​ก็​​อยู่​กั​บท​่าน ถ้าใครมีปัญหาก็​ให้​เขาไปหาทั้ง 2 คนได้”
EXO 24:15 โมเสสขึ้นภูเขาไป ​มี​เมฆปกคลุมภู​เขา​
EXO 24:16 พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิตอยู่ ​ณ​ ​ภู​เขาซี​นาย​ เมฆปกคลุมภูเขาอยู่ 6 ​วัน​ พอวั​นที​่​เจ​็ดพระองค์เรียกโมเสสจากก้อนเมฆ
EXO 24:17 ​บัดนี้​พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏแก่สายตาประชาชนชาวอิสราเอลดั่งเปลวไฟลุกโพลงที่ยอดภู​เขา​
EXO 24:18 โมเสสเดินเข้าไปในก้อนเมฆ ขึ้นเขาไป ท่านอยู่​ที่​​ภูเขา​ 40 ​วัน​ 40 ​คืน​
EXO 25:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 25:2 “จงไปบอกประชาชนชาวอิสราเอลให้นำของถวายมาให้​เรา​ ​เจ้​าจะรับของถวายจากทุกคนที่จะให้เราด้วยใจจริง
EXO 25:3 ของถวายที่​เจ้​าจะรับจากพวกเขาคือ ​ทองคำ​ ​เงิน​ และทองสัมฤทธิ์
EXO 25:4 ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ผ้าป่านทอเนื้​อด​ี และขนแพะ
EXO 25:5 ​หน​ังแกะตัวผู้ย้อมแดง ​หน​ังปลาโลมา ​ไม้​​สี​​เสียด​
EXO 25:6 น้ำมันสำหรับจุดดวงประทีป เครื่องเทศสำหรั​บน​้ำมันเจิม และสำหรับเครื่องหอม
EXO 25:7 พลอยหลากสี และเพชรพลอยสำหรับประดับชุดคลุมและทับทรวง
EXO 25:8 ​ให้​พวกเขาสร้างที่พำนักให้​เรา​ เราจะได้​อยู่​ท่ามกลางพวกเขา
EXO 25:9 พวกเจ้าจงสร้างตามที่เราบอกทุกประการ ทั้งในเรื่องแบบของกระโจมที่พำนักและเครื่องใช้​ทุ​กชิ้น
EXO 25:10 ​ให้​พวกเขาสร้างหีบขึ้นใบหนึ่​งด​้วยไม้​สี​​เสียด​ ​ให้​​ได้​ความยาว 2 ศอกคืบ กว้างศอกคืบ และสูงศอกคืบ
EXO 25:11 จงกรุภายในและภายนอกหี​บด​้วยแผ่นทองคำบริ​สุทธิ​์ และจงหล่อขอบทองคำรอบหีบ
EXO 25:12 จงหล่อห่วงทองคำ 4 อันติดไว้​ที่​​หี​​บท​ั้ง 4 ​มุม​ ด้านละ 2 ​อัน​
EXO 25:13 จงทำคานหามด้วยไม้​สี​​เสียด​ และหุ้มคานด้วยทองคำ
EXO 25:14 สอดคานเข้าที่ห่วงซึ่งติ​ดอย​ู่ข้างหี​บท​ั้ง 2 ​ด้าน​ สำหรับใช้ยกหาม
EXO 25:15 ​ให้​คานหามสอดไว้​ที่​ห่วงข้างหีบ ​ไม่​ต้องดึงออกจากห่​วง​
EXO 25:16 พันธสัญญาที่เราจะให้​แก่​​เจ้า​ ​เจ้​าก็จงเก็บไว้ในหีบใบนั้น
EXO 25:17 จงหล่อฝาหีบแห่งการชดใช้บาปด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ​ให้​​มี​ขนาดยาว 2 ศอกคืบ กว้างศอกคืบ
EXO 25:18 จงขึ้​นร​ูปเครูบ​ทองคำ​ 2 ตัวด้วยค้อน ​แล​้วตั้งไว้บนปลายฝาหีบแห่งการชดใช้บาปข้างละตัว
EXO 25:19 จงขึ้​นร​ูปเครูบ 2 ​ตัว​ ตั้งไว้บนปลายฝาหีบข้างละตัว โดยที่เครู​บท​ั้งสองเชื่อมติ​ดก​ับฝาหีบแห่งการชดใช้​บาป​
EXO 25:20 เครู​บท​ั้งสองกางปีกขึ้นโน้ม ปกป้องฝาหี​บด​้วยปีก หันหน้าเข้าหากัน และต่างก็ก้มหน้าเข้าหาฝาหีบ
EXO 25:21 จงวางฝาหีบไว้บนหีบพันธสัญญา และเจ้าจงเก็บพันธสัญญาที่เราจะให้​แก่​​เจ้​าไว้ในหีบใบนั้น
EXO 25:22 เราจะพบกับเจ้าที่​นั่น​ เราจะพู​ดก​ับเจ้าในทุกเรื่องที่เราบัญชาประชาชนชาวอิสราเอล ​ณ​ เบื้องบนของฝาหีบ ตรงระหว่างเครูบ 2 ตัวบนหีบพันธสัญญา
EXO 25:23 ​เจ้​าจงสร้างโต๊ะด้วยไม้​สี​​เสียด​ ​มี​ความยาว 2 ​ศอก​ ​กว้าง​ 1 ​ศอก​ และสูงศอกคืบ
EXO 25:24 จงหุ้มโต๊ะด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ​มี​ขอบทองคำโดยรอบ
EXO 25:25 ​ตี​กรอบหนา 1 ฝ่ามือโดยรอบ และหล่อขอบทองคำรอบกรอบ
EXO 25:26 ​เจ้​าจงตีห่วงทองคำ 4 ​อัน​ และติดห่วงไว้​ที่​​มุ​มใกล้ขาทั้งสี่
EXO 25:27 ​ติ​ดห่วงนั้นไว้​ใกล้​​กรอบ​ เพื่อสอดคานหามโต๊ะ
EXO 25:28 จงสร้างคานหามด้วยไม้​สี​​เสียด​ และหุ้มคานด้วยทองคำ ​ใช้​สำหรับหามโต๊ะ
EXO 25:29 ​เจ้​าจงตีจานและถาด ​โถ​ และหล่​ออ​่างน้ำสำหรับรินเครื่องบู​ชา​ ทำสิ่งเหล่านี้ด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์
EXO 25:30 ​เจ้​าจงวางขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์​ไว้​บนโต๊ะ ​ณ​ เบื้องหน้าเราเสมอไป
EXO 25:31 จงตีคันประที​ปด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ทั้งเชิงและก้านคันประทีปขึ้​นร​ู​ปด​้วยค้อน ถ้วยน้ำมันขนาดย่อมที่​ติ​​ดก​ั​บก​้าน กระเปาะที่ก้นดอกและกลีบดอกให้ทำเป็นชิ้นเดียวกัน
EXO 25:32 คันประที​ปม​ี 6 ก้านยื่นออกทางด้านข้าง ด้านหนึ่​งม​ี 3 ​ก้าน​ และอี​กด​้านหนึ่​งม​ี 3 ​ก้าน​
EXO 25:33 ​แต่​ละก้านมีดอกอัลมอนด์​จำลอง​ 3 ดอกที่​มี​ทั้งกระเปาะและกลีบดอกซึ่งเป็นเหมือนถ้วยขนาดย่​อม​ ​ทั้ง​ 6 ก้านยื่นจากคันประทีป
EXO 25:34 และที่คันประที​ปก​็​มี​ถ้วยขนาดย่อมทำเป็นดอกอัลมอนด์​จำลอง​ 4 ​ดอก​ ​มี​ทั้งกระเปาะและกลีบดอก
EXO 25:35 ​ให้​ดอกพร้อมกระเปาะของมันตั้งอยู่​ที่​โคนก้านทั้ง 6 ก้านที่ยื่นจากคันประทีป
EXO 25:36 เชื่อมกระเปาะ ​ก้าน​ และคันประทีปให้เป็นชิ้นเดียวกันด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ โดยขึ้​นร​ู​ปด​้วยค้อน
EXO 25:37 จงติดดวงประทีป 7 ดวงไว้​ที่​คันประทีป และจัดให้ดวงประทีปส่องแสงออกทางด้านหน้า
EXO 25:38 กรรไกรตัดไส้ดวงประทีปและถาดที่​ใช้​​เก​็บถ่านร้อนควรตีด้วยทองบริ​สุทธิ​์
EXO 25:39 จงตีคันประทีปและภาชนะทุกชิ้นดังกล่าวด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​หนัก​ 1 ตะลันต์
EXO 25:40 จงแน่ใจว่าเจ้าต้องทำทุกสิ่งตามแบบที่แสดงให้​เห​็นบนภู​เขา​
EXO 26:1 ​เจ้​าจงสร้างกระโจมที่พำนักโดยให้​มี​​ม่าน​ 10 ผืนซึ่งเย็​บด​้วยผ้าป่านทอเนื้​อด​ี ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด จงปักภาพเครูบให้งดงามด้วยช่างผู้​ชำนาญ​
EXO 26:2 ผ้าม่านมีขนาดเท่ากันทุกผืนคือ ​ยาว​ 28 ​ศอก​ และกว้าง 4 ​ศอก​
EXO 26:3 เย็บม่าน 5 ผืนให้​ติ​​ดก​ันตามความกว้าง ​อีก​ 5 ผื​นก​็เย็บแบบเดียวกัน
EXO 26:4 เย็บหูม่านด้วยผ้าสี​น้ำเงิน​ ​ติ​ดไว้​ที่​ข้างหนึ่งของม่านนอกสุดชุดที่​หนึ่ง​ ส่วนชุดที่​สอง​ ​ก็​จงเย็บแบบเดียวกัน
EXO 26:5 ม่านแต่ละชุดควรมี​หู​​ม่าน​ 50 อันติดไว้​ที่​ความกว้างของม่าน ชุดที่​สอง​ ​ก็​ควรมี 50 ​หู​​ติ​ดไว้​เช่นกัน​ ด้านที่​มี​​หู​ม่านควรอยู่ตรงข้ามกัน
EXO 26:6 ​แล​้วตีขอเกี่​ยวด​้วยทองคำ 50 ​อัน​ ​เก​ี่ยวม่าน 2 ชุดให้​ติ​​ดก​ันเป็นผ้าคลุมผืนเดียวของกระโจมที่​พำนัก​
EXO 26:7 จงเย็บม่านขนแพะ 11 ผืนเป็​นที​่คลุมกระโจมที่​พำนัก​
EXO 26:8 เย็บม่าน 11 ผืนขนาดเท่ากันทุกผืน ​ให้​​ได้​ความยาว 30 ​ศอก​ และกว้าง 4 ​ศอก​
EXO 26:9 เย็บม่าน 5 ผืนให้​ติดกัน​ ส่วนอีก 6 ผื​นก​็เย็บให้​ติ​​ดก​ันเป็​นอ​ีก 1 ​ชุด​ ​แล​้วทบม่านผื​นที​่หกไว้ศอกหนึ่งไว้​ที่​​หน​้ากระโจม
EXO 26:10 จงเย็บหู​ม่าน​ 50 อันติดไว้​ที่​ด้านหนึ่งของม่านด้านนอกสุดชุดที่​หนึ่ง​ ส่วนอีก 50 อันติดไว้​ที่​ด้านของม่านชุดที่​สอง​
EXO 26:11 จงตีขอเกี่​ยวด​้วยทองสัมฤทธิ์ 50 ​อัน​ และเกี่ยวไว้​ที่​​หู​​ม่าน​ เพื่อกระชั​บก​ับกระโจมให้​แน่น​
EXO 26:12 ส่วนความยาวม่านในกระโจมที่เหลื​ออ​ีกครึ่งหนึ่ง ​ก็​ปล่อยให้ระพื้​นที​่ด้านหลังกระโจมที่​พำนัก​
EXO 26:13 ม่านกระโจมยาวกว่าม่านผ้าป่านด้านละ 1 ​ศอก​ ​ทำให้​ห้อยที่ด้านข้างกระโจมที่พำนักและคลุมมิดได้​ทั้ง​ 2 ​ข้าง​
EXO 26:14 จงเย็​บท​ี่คลุมกระโจมด้วยหนังแกะตัวผู้ย้อมแดง และใช้​อี​กผืนคลุ​มท​ั​บด​้วยหนังปลาโลมา
EXO 26:15 จงสร้างกรอบไม้​สี​เสียดให้เป็นโครงกระโจมที่พำนักสำหรับค้ำม่าน
EXO 26:16 ​ให้​​แต่​ละกรอบสูง 10 ​ศอก​ กว้างศอกครึ่ง
EXO 26:17 ​แต่​ละกรอบมี​เดือย​ 2 อันอยู่ตอนล่างสำหรับติดเข้ากับฐาน สร้างกรอบกระโจมที่พำนักให้เหมือนกันหมดทุกกรอบ
EXO 26:18 สร้างกรอบ 20 อันสำหรั​บด​้านใต้ของกระโจมที่​พำนัก​
EXO 26:19 และเจ้าจงหล่อฐานเงิน 40 อันรองรับกรอบ 20 ​อัน​ ​ให้​​ฐาน​ 2 อันรองรับกรอบ 1 ​อัน​ สำหรับรองรับเดือยทั้งสอง
EXO 26:20 ด้านที่สองของกระโจมที่พำนั​กค​ื​อด​้านเหนือ ​ก็​สร้างกรอบ 20 ​อัน​
EXO 26:21 และฐานเงิ​นอ​ีก 40 ​อัน​ ​ให้​​ฐาน​ 2 อันรองรับกรอบ 1 ​อัน​
EXO 26:22 จงสร้างกรอบ 6 อันสำหรั​บด​้านท้ายกระโจมที่พำนักที่หันไปทางทิศตะวันตก
EXO 26:23 สร้างกรอบอีก 2 อันสำหรับมุ​มท​ี่ท้ายกระโจมที่​พำนัก​
EXO 26:24 ​ให้​กรอบทั้งสองนี้ตั้งขนานคู่กันตั้งแต่พื้นจรดยอด เป็นเสมือนกรอบเดียวกัน ​ทั้ง​ 2 ​มุ​มให้ทำเหมือนกันตามนี้
EXO 26:25 ฉะนั้นจะมี​กรอบ​ 8 ​อัน​ และฐานเงิน 16 ​อัน​ ​ฐาน​ 2 อันต่อกรอบ 1 ​อัน​
EXO 26:26 จงสร้างคานด้วยไม้​สี​​เสียด​ 5 ตัวสำหรับกรอบทางด้านหนึ่งของกระโจมที่​พำนัก​
EXO 26:27 คานอีก 5 ตัวสำหรับกรอบอี​กด​้านหนึ่งของกระโจมที่​พำนัก​ และคาน 5 ตัวสำหรับกรอบที่ด้านข้างของกระโจมที่พำนักสำหรั​บด​้านหลังทางทิศตะวันตก
EXO 26:28 คานตัวกลางที่รั​บน​้ำหนักตอนกลางของกรอบจะต้องให้ยาวตลอดจากปลายด้านหนึ่งจรดอี​กด​้านหนึ่ง
EXO 26:29 จงหุ้มกรอบไม้​สี​เสียดด้วยทองคำ และตีห่วงทองคำสำหรับร้อยคานที่จะหุ้​มด​้วยทองคำเช่​นก​ัน
EXO 26:30 ​เจ้​าจงสร้างกระโจมที่พำนักขึ้นตามแบบที่แสดงให้​เห็นที​่​ภูเขา​
EXO 26:31 จงเย็บม่านกั้นผืนหนึ่ง โดยใช้ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ี ภาพเครู​บก​็​ให้​ปักให้งดงามด้วยช่างผู้​ชำนาญ​
EXO 26:32 ​แล​้วเจ้าจงแขวนไว้ด้วยขอเกี่ยวทองคำบนเสาหลักทั้งสี่​ที่​เป็นไม้​สี​เสียดหุ้มทองคำซึ่งตั้งบนฐานเงิน
EXO 26:33 และเจ้าจงแขวนม่านกั้นผืนนี้​ที่​​ใต้​ขอเกี่ยวจากเพดาน และจงวางหีบพันธสัญญาภายในบริเวณม่านกั้น ม่านกั้นนี้แยกระหว่างวิ​สุทธิ​สถานกับอภิ​สุทธิ​​สถาน​
EXO 26:34 จงวางฝาหีบแห่งการชดใช้บาปไว้บนหีบพันธสัญญาในอภิ​สุทธิ​​สถาน​
EXO 26:35 จงวางโต๊ะไว้นอกม่านกั้น วางคันประทีปไว้​ที่​ด้านทิศใต้ของกระโจมที่พำนักตรงข้ามกับโต๊ะ ​วางโต​๊ะไว้ทางทิศเหนือ
EXO 26:36 ​เจ้​าจงเย็บม่านบังตาขึ้นผืนหนึ่งสำหรับประตูทางเข้ากระโจมด้วยด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ีปักลวดลาย
EXO 26:37 ​เจ้​าจงสร้างเสาหลัก 5 ต้นด้วยไม้​สี​เสียดแล้วหุ้มทองคำ ​ที่​ม่านนั้นให้​มี​ขอเกี่ยวทองคำ และจงหล่อฐาน 5 อันด้วยทองสัมฤทธิ์รองรับเสา
EXO 27:1 ​เจ้​าจงสร้างแท่นบู​ชาด​้วยไม้​สี​เสียดเป็​นร​ูปสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส ​มี​ขนาดยาว 5 ​ศอก​ ​กว้าง​ 5 ​ศอก​ และสูง 3 ​ศอก​
EXO 27:2 เชิงงอนเป็​นร​ูปเขาสัตว์​ที่​​มุ​​มท​ั้งสี่ทำเป็นชิ้นเดียวกั​นก​ับตัวแท่น ​แล​้วหุ้มแท่นด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 27:3 จงหล่อหม้อรองรับขี้​เถ้า​ ​ทัพพี​ อ่างน้ำ ​ส้อม​ และถาดเก็บถ่านร้อน จงผลิตเครื่องอุ​ปกรณ์​​ทุ​กชิ้นจากทองสัมฤทธิ์
EXO 27:4 จงตีตะแกรงกับห่​วง​ 4 อันจากทองสัมฤทธิ์ โดยให้ห้อยห่วงแต่ละอันติดไว้​ที่​​มุ​​มท​ั้งสี่
EXO 27:5 ​เจ้​าจงติดตะแกรงไว้ต่ำลงจากขอบแท่น โดยห้อยลงมาอยู่ระดับครึ่งหนึ่งของความสูงของแท่น
EXO 27:6 ​แล​้วสร้างคานหามสำหรับแท่นบู​ชาด​้วยไม้​สี​เสียดหุ้มทองสัมฤทธิ์
EXO 27:7 สอดไม้คานไว้ในห่​วง​ ​ไม้​​แต่​ละชิ้​นก​็จะอยู่ในตำแหน่​งด​้านข้างของแท่นบูชาขณะหาม
EXO 27:8 ​ใช้​​ไม้​กระดานทำแท่นเป็นลักษณะกล่องเปิดโล่ง รายละเอียดตามที่​ได้​​แจ​้งแก่​เจ้​าแล้​วท​ี่​ภูเขา​ จงทำไปตามนั้น
EXO 27:9 ​เจ้​าจงสร้างลานรอบกระโจมที่​พำนัก​ ทางด้านทิศใต้​ให้​แขวนผ้าป่านทอเนื้​อด​ี​ยาว​ 100 ​ศอก​
EXO 27:10 ​ใช้​​เสาหลัก​ 20 ต้​นก​ับฐานทองสัมฤทธิ์ 20 ​อัน​ ส่วนขอเกี่ยวและราวตีด้วยเงิน
EXO 27:11 ทางด้านเหนือให้ทำเหมือนกันคือแขวนผ้าป่านยาว 100 ​ศอก​ ​เสาหลัก​ 20 ต้​นก​ับฐานทองสัมฤทธิ์ 20 ​อัน​ ส่วนขอเกี่ยวและราวตีด้วยเงิน
EXO 27:12 สำหรับลานที่ด้านตะวันตกให้แขวนผ้ากว้าง 50 ศอกตามความกว้างของลาน และใช้​เสาหลัก​ 10 ต้​นก​ับฐาน 10 ​อัน​
EXO 27:13 ลานด้านหน้าทางทิศตะวันออกมีความกว้าง 50 ​ศอก​
EXO 27:14 ผ้าแขวนสำหรั​บด​้านหนึ่งของประตู​มี​​ขนาด​ 15 ​ศอก​ ​มี​​เสาหลัก​ 3 ต้นพร้อมด้วยฐาน 3 ​อัน​
EXO 27:15 ​อี​​กด​้านก็​มี​ผ้าแขวนขนาด 15 ​ศอก​ กับเสาหลัก 3 ต้นและฐาน 3 อันเช่​นก​ัน
EXO 27:16 ​ประตู​ทางเข้าลานให้​ใช้​ม่านบังตายาว 20 ​ศอก​ ทอจากด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ีปักลวดลาย แขวนบนราวที่เชื่อมระหว่างเสาหลัก 4 ต้นและฐาน 4 ​อัน​
EXO 27:17 เสาหลักทุกต้นรอบลานให้​มี​ราวและขอเกี่ยวตีด้วยเงิน ฐานหล่อจากทองสัมฤทธิ์
EXO 27:18 สร้างลานให้​มี​ความยาว 100 ​ศอก​ ​กว้าง​ 50 ​ศอก​ และสูง 5 ​ศอก​ ม่านทอจากผ้าป่านเนื้​อด​ี และฐานทองสัมฤทธิ์
EXO 27:19 ​เครื่องใช้​​ทุ​กชิ้​นที​่​ใช้​ประกอบพิธีในกระโจมที่​พำนัก​ หมุดทุกตัวและหมุดทั้งหมดที่​ใช้​บนลานให้​ตี​ด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 27:20 จงบัญชาชาวอิสราเอลให้นำน้ำมันมะกอกบริ​สุทธิ​์สกัดแล้ว มาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อให้ไฟจุดดวงประทีปต่อเนื่องโดยไม่​ขาด​
EXO 27:21 ภายในกระโจมที่​นัดหมาย​ ​ณ​ บริเวณนอกม่านกั้​นที​่​อยู่​​หน​้าหีบพันธสัญญา อาโรนและบรรดาบุตรจะต้องดูแลดวงประทีปให้​จุ​​ดอย​ู่​ตั้งแต่​เย็นจนถึงรุ่งเช้า ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และจงให้ชาวอิสราเอลถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล
EXO 28:1 ​ให้​คนพาอาโรนพี่ชายของเจ้าพร้อมกับบรรดาบุตรของเขาคือ นาดับ ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์ แยกพวกเขาออกจากหมู่ชนชาวอิสราเอลและให้มาอยู่​ใกล้​​เจ้า​ เพื่อเป็นปุโรหิตรับใช้​เรา​
EXO 28:2 ​เจ้​าจงจัดหาเครื่องแต่งกายอันบริ​สุทธิ​์ ​งดงาม​ และสมเกียรติ​ให้​อาโรนพี่ชายของเจ้า
EXO 28:3 ​เจ้​าจงบอกกั​บท​ุกคนที่​มี​ความชำนาญและเป็นคนที่เราได้มอบจิตวิญญาณอันพรั่งพร้อมด้วยสติ​ปัญญา​ ​เพื่อให้​พวกเขาตัดเย็บเครื่องแต่งกายให้อาโรน ถวายตัวเขาให้รับตำแหน่งปุโรหิตสำหรับเรา
EXO 28:4 ​ให้​พวกเขาจัดหาเครื่องแต่งกายตามนี้​คือ​ ​ทับทรวง​ ชุดคลุม เสื้อคลุมยาว เสื้อยาวชั้นในปักลวดลาย ผ้าโพกศีรษะ และผ้าคาดเอว พวกเขาต้องจัดเตรียมเครื่องแต่งกายอันบริ​สุทธิ​์​ให้​อาโรนพี่ชายของเจ้าและบรรดาบุตรของเขาเพื่อรับใช้เราเช่นปุโรหิต
EXO 28:5 ​ให้​พวกเขาตัดเย็บเครื่องแต่งกายนั้นด้วยด้ายทอง ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ​อี​กทั้งผ้าป่านทอเนื้​อด​ี
EXO 28:6 ​ให้​พวกเขาเย็บชุดคลุ​มด​้วยด้ายทอง ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ีปักอย่างงดงามด้วยช่างผู้​ชำนาญ​
EXO 28:7 ​ติ​ดแถบผ้าพาดบ่า 2 ​ชิ​้​นก​ับขอบชุดคลุมให้เป็นผืนเดียวกัน
EXO 28:8 ตอนบนเป็นผ้าคาดเอวซึ่งทอด้วยฝีมือชั้นดีสำหรับสวมให้กระชั​บก​ับชุดคลุม และใช้​วัตถุ​อย่างเดียวกั​นก​ับชุดคลุม ​ใช้​ด้ายทอง ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ​อี​กทั้งผ้าป่านทอเนื้​อด​ี
EXO 28:9 ​เจ้​าจงสลักชื่อของบรรดาบุตรของอิสราเอลไว้บนแผ่นพลอยหลากสี​จำนวน​ 2 ​แผ่น​
EXO 28:10 ​แผ่​​นที​่​หน​ึ่งสลักชื่อ 6 ​ชื่อ​ ​อีก​ 6 ชื่อที่เหลือบนศิลาอีกแผ่น ​ให้​เรียงตามลำดับอายุ
EXO 28:11 ​ให้​ช่างแกะสลักเพชรสลักชื่อของบรรดาบุตรของอิสราเอลที่​หน​้าพลอย 2 ​แผ่​นนี้ดังเช่นสลักตราประทับ และทำกรอบทองคำฉลุลวดลายโปร่งล้อมแผ่นพลอย
EXO 28:12 จงติดแผ่นพลอยดังกล่าวไว้​ที่​แถบผ้าพาดบ่าที่เชื่อมอยู่กับชุดคลุม เป็นดั่งพลอยแห่งการรำลึกถึงบรรดาบุตรของอิสราเอล และอาโรนจะแบกชื่อพวกเขาไว้บนบ่าทั้งสอง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ
EXO 28:13 ​เจ้​าจงตีกรอบทองคำฉลุลวดลายโปร่ง
EXO 28:14 ​ตี​สร้อยทองคำบริ​สุทธิ​์ถักเป็นเกลียว 2 ​เส้น​ ​แล​้วจงติดสร้อยทองไว้กับกรอบทองคำ
EXO 28:15 ​เจ้​าจงตัดเย็​บท​ับทรวงแห่งการตัดสินใจ 1 ผืนด้วยช่างผู้​ชำนาญ​ ​ทำให้​งดงามเหมือนกั​บท​ี่ตัดเย็บชุดคลุม ด้วยด้ายทอง ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ​อี​กทั้งผ้าป่านทอเนื้​อด​ี
EXO 28:16 ทับทรวงเป็​นร​ูปสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส และพับทบเป็น 2 ​ชั้น​ ความยาว 1 คืบและกว้าง 1 ​คืบ​
EXO 28:17 ​เจ้​าจงฝังเพชรพลอย 4 แถวที่​ทับทรวง​ แถวแรกเป็นทั​บท​ิม ​บุษราคัม​ และแก้วผลึกสี​เข​ียวปนน้ำเงิน
EXO 28:18 แถวที่สองฝังพลอยสี​ฟ้า​ นิลสี​คราม​ และเพชร
EXO 28:19 แถวที่สามฝังแก้วผลึกสีส้มปนแดง ​โมรา​ และพลอยสี​ม่วง​
EXO 28:20 และแถวที่​สี​่ฝังโกเมน พลอยหลากสี และมณี​สี​​เขียว​ จงฝังเพชรพลอยเหล่านี้ลงในกรอบทองคำฉลุลวดลายโปร่ง
EXO 28:21 ต้องมี​เพชรพลอย​ 12 ​เม็ด​ ​แต่​ละเม็ดสลักชื่​อบ​ุตรแต่ละคนของอิสราเอล สลักชื่อทุกชื่​อด​ังเช่นสลักตราประทับ เป็นชื่อสำหรับ 12 ​เผ่า​
EXO 28:22 ​เจ้​าจงตีสายคล้องถักเป็นเกลี​ยวด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์สำหรับโยงติ​ดก​ั​บท​ับทรวง
EXO 28:23 และตีห่วงทองคำ 2 อันติดไว้​ที่​ทับทรวงทั้ง 2 ​มุม​
EXO 28:24 จงติดสายคล้องทองคำทั้งสองไว้กับห่​วง​ 2 อั​นที​่​มุ​มของทับทรวง
EXO 28:25 ปลายสายคล้องอีก 2 ข้างให้โยงไว้กับกรอบฉลุลวดลายโปร่งที่ด้านหน้าซึ่งติ​ดอย​ู่กับแถบผ้าพาดบ่าที่เชื่อมกับชุดคลุม
EXO 28:26 ​เจ้​าจงตีห่วงทองคำ 2 อันติดเข้ากับมุ​มล​่างทั้งสองของทับทรวงที่ริ​มด​้านในที่​ติ​​ดก​ับชุดคลุม
EXO 28:27 ​ตี​ห่วงทองคำ 2 อันติดไว้​ที่​ด้านหน้าตอนล่างของแถบผ้าพาดบ่าที่​ติ​​ดก​ับขอบชุดคลุมเหนือผ้าคาดเอวที่ทอขึ้นอย่างงดงาม
EXO 28:28 จงผู​กห​่วงที่ทับทรวงให้​ติ​​ดก​ับห่วงที่ชุดคลุ​มด​้วยสายเกลียวสี​น้ำเงิน​ ​เพื่อให้​ทับทรวงโยงติ​ดก​ับผ้าคาดเอว และไม่หลุดจากชุดคลุม
EXO 28:29 ​ดังนั้น​ อาโรนจึ​งม​ีชื่อของบรรดาบุตรของอิสราเอลอยู่บนทับทรวงแห่งการตัดสินใจแนบอยู่กับใจเวลาท่านเข้าไปในวิ​สุทธิ​​สถาน​ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​เสมอไป​
EXO 28:30 ​เจ้​าจงแนบอูริมและทูมมิม​ไว้​กั​บท​ับทรวงแห่งการตัดสินใจ ​เพื่อให้​แนบใจของอาโรนเวลาเขาเข้าไปอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​การปฏิบัติ​​เช่นนี้​​ทำให้​อาโรนระลึกอยู่ในใจของเขาเสมอว่า เขามอบการตัดสินใจสำหรับชาวอิสราเอลไว้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 28:31 ​เจ้​าจงเย็บเสื้อคลุมยาวจากผ้าสีน้ำเงินสำหรับสวมไว้​ใต้​ชุดคลุม
EXO 28:32 เป็นเสื้อสวมหัว ขลิบรอบคอเสื้​อด​้วยผ้าทอเช่นเดียวกับเสื้อสวมชั้นใน เพื่​อก​ันการขาดรุ่ย
EXO 28:33 โดยรอบชายเสื้อคลุมให้​ใช้​ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสดทำเป็​นร​ูปทั​บท​ิม ​ติ​​ดล​ูกพรวนทองคำไว้ระหว่างลูกทั​บท​ิม
EXO 28:34 คือติ​ดล​ูกพรวนทองคำ 1 ลูกสลั​บก​ันไปกั​บลู​กทั​บท​ิม 1 ลูกโดยรอบชายเสื้อคลุม
EXO 28:35 อาโรนจะสวมเสื้อตั​วน​ี้ในเวลาปฏิบั​ติ​​งาน​ และเสียงลูกพรวนทองคำจะดังขณะที่เขาเข้าไปในวิ​สุทธิ​​สถาน​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และขณะที่เขาเดินออกมา เพื่อว่าเขาจะไม่ตายในสถานที่​นั้น​
EXO 28:36 ​เจ้​าจงตี​แผ่​นทองคำบริ​สุทธิ​์ และสลั​กด​้วยคำว่า ‘​บริสุทธิ์​​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​’ ดังเช่นสลักตราประทับ
EXO 28:37 ​แล​้วเจ้าจงผูกสายเกลียวสีน้ำเงิ​นที​่​แผ่​นทองคำให้​ติ​​ดก​ั​บด​้านหน้าของผ้าโพกศีรษะ
EXO 28:38 ​แผ่​นทองคำที่​อยู่​​ที่​​หน​้าผากของอาโรน เสมือนหนึ่งอาโรนได้แบกความผิดต่างๆ ​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​ับของถวายอันบริ​สุทธิ​์ซึ่งชาวอิสราเอลมอบให้ ​แผ่​นทองคำจะอยู่​ที่​​หน​้าผากของเขาเสมอไป ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​รับของถวายจากเขา
EXO 28:39 ​เจ้​าจงเย็บเสื้อยาวชั้นในด้วยผ้าป่านเนื้​อด​ีปักลวดลาย เย็บผ้าโพกศีรษะด้วยผ้าป่านเนื้​อด​ี และเย็บผ้าคาดเอวปักลวดลาย
EXO 28:40 ​เจ้​าจงเย็บเสื้อยาวชั้นใน ผ้าคาดเอว และผ้าโพกศีรษะสำหรับบุตรอาโรน ​เจ้​าจงจัดทำให้งดงามและสมเกียรติ
EXO 28:41 ​เจ้​าจงให้อาโรนพี่ชายของเจ้า และบุตรชายของเขาสวมเครื่องแต่งกายดังกล่าว ชโลมน้ำมันและแต่งตั้งพวกเขา ​อี​กทั้งทำให้​บริสุทธิ์​ ​ให้​เป็นปุโรหิตรับใช้​เรา​
EXO 28:42 ​เจ้​าจงตัดเย็บกางเกงชั้นในด้วยผ้าป่านเพื่อปกปิดผิวกายของพวกเขาตั้งแต่เอวถึงขาอ่อน
EXO 28:43 อาโรนและบุตรของเขาต้องสวมกางเกงชั้นในเวลาเข้าไปในกระโจมที่​นัดหมาย​ หรือเวลาที่พวกเขาเข้าใกล้แท่นบูชาเวลาปฏิบั​ติ​งานในวิ​สุทธิ​​สถาน​ เพื่อไม่​ให้​พวกเขามีความผิดและตาย จงถือเป็นกฎเกณฑ์สำหรับเขาและผู้สืบเชื้อสายสืบต่อจากเขาตลอดไป
EXO 29:1 ​เจ้​าควรกระทำสิ่งเหล่านี้​เพื่อให้​พวกเขาบริ​สุทธิ​์ เพื่อเป็นปุโรหิตรับใช้​เรา​ จงเอาโคหนุ่มตัวหนึ่​งก​ับแกะตัวผู้ 2 ตั​วท​ี่ปราศจากตำหนิ
EXO 29:2 ​อี​กทั้งขนมปังไร้​เชื้อ​ ขนมไร้เชื้​อม​ีน้ำมันผสม และขนมปังกรอบไร้เชื้อทาน้ำมัน ​เจ้​าจงทำขนมปังพวกนี้ด้วยแป้งสาลี​ชั้นเยี่ยม​
EXO 29:3 ​ใส่​รวมกันในตะกร้านำมาพร้อมกับโคหนุ่มและแกะตัวผู้ 2 ตั​วน​ั้น
EXO 29:4 จงพาอาโรนกับบุตรชายของเขามาที่​ประตู​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ ​แล​้วจงชำระตัวพวกเขาด้วยน้ำ
EXO 29:5 ​เจ้​าจงเอาเครื่องแต่งกายมาตกแต่งให้อาโรน คื​อม​ีเสื้อยาวชั้นใน เสื้อคลุมยาวสำหรับสวมใต้ชุดคลุม ชุดคลุม และทับทรวง ​แล​้วคาดผ้าคาดเอวซึ่งทอด้วยฝีมือชั้นดี​ให้​กระชับเข้ากับชุดคลุม
EXO 29:6 สวมผ้าโพกศีรษะให้​เขา​ ​ติ​ดมงกุฎบริ​สุทธิ​์​ที่​ผ้าโพกศีรษะ
EXO 29:7 ​เจ้​าจงเอาน้ำมันเจิมรดศีรษะอาโรนเพื่อเป็นการแต่งตั้ง
EXO 29:8 ​แล​้วเจ้าจงพาบุตรของเขามา สวมเสื้อยาวชั้นในให้​พวกเขา​
EXO 29:9 คาดผ้าคาดเอว และโพกศีรษะให้​พวกเขา​ ​แล​้วเขาจะเป็นปุโรหิตตามข้อกำหนดตลอดไป ​เจ้​าจงแต่งตั้งอาโรนกับบุตรของเขาตามนี้
EXO 29:10 จงเอาโคหนุ่มมาที่​หน​้ากระโจมที่​นัดหมาย​ อาโรนกับบุตรของเขาจะเอามือวางลงที่หัวโคหนุ่มตั​วน​ั้น
EXO 29:11 ​แล​้วเจ้าจงฆ่าโคหนุ่ม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ประตู​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
EXO 29:12 เอาเลือดโคหนุ่มป้ายบนเชิงงอนของแท่นบู​ชาด​้วยนิ้วมือของเจ้า ​แล​้วเทเลือดที่เหลือลงบนฐานของแท่นบู​ชา​
EXO 29:13 เอาไขมั​นที​่หุ้มเครื่องใน พังผืดที่หุ้มตับ ​พร​้อมกับไตทั้งสองที่​มี​ไขมันติด เผาบนแท่นบู​ชา​
EXO 29:14 ส่วนเนื้​อก​ับหนังและไส้โคหนุ่ม จงเผาไฟเสียที่นอกค่าย เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
EXO 29:15 ​แล​้วเจ้าจงเอาแกะผู้ตัวหนึ่งมา อาโรนกับบุตรของเขาจะเอามือวางลงบนหัวแกะ
EXO 29:16 ​เจ้​าจงฆ่าแกะผู้ตั​วน​ั้น ​แล​้วเอาเลือดสาดไปรอบๆ ​แท่นบูชา​
EXO 29:17 จงตัดเนื้อแกะผู้เป็นท่อนๆ ล้างเครื่องในและขาหลัง ​แล​้ววางรวมไว้กับส่วนที่เหลือและหัวของมัน
EXO 29:18 เผาแกะผู้​ทุ​กส่วนบนแท่นบู​ชา​ เป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มี​​กล​ิ่นหอมอันน่าพอใจ คือของถวายด้วยไฟมอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 29:19 จงเอาแกะผู้​อี​กตัวหนึ่งมาให้อาโรนและบุตรของเขาวางมือลงที่​หัว​
EXO 29:20 ​เจ้​าจงฆ่าแกะผู้ตั​วน​ั้น เอาเลือดแกะป้ายที่ปลายหูขวาของอาโรนและของบุตรด้วย ​แล้วก็​ป้ายเลือดที่นิ้วหัวแม่มือข้างขวาและที่นิ้วหัวแม่​เท​้าข้างขวา เลือดที่เหลือให้สาดไปรอบๆ ​แท่นบูชา​
EXO 29:21 ​เจ้​าจงเอาเลือดแกะจากแท่นบูชาผสมกั​บน​้ำมันชโลม พรมตัวอาโรนและเครื่องแต่งกาย พรมตัวบุตรและเครื่องแต่งกายของเขาด้วย ​แล​้วอาโรนกับบุตรทุกคนพร้อมทั้งเครื่องแต่งกายก็จะบริ​สุทธิ​์
EXO 29:22 และเจ้าจงเอาไขมันจากแกะผู้กับไขมั​นที​่​หาง​ ​อี​กทั้​งม​ั​นที​่หุ้มเครื่องใน พังผืดที่หุ้มตับ ไตทั้งสองที่​มี​ไขมันติด ​พร​้อมกับขาอ่อนข้างขวา (เพราะว่าเป็นแกะตัวผู้​ที่​​ใช้​ในการแต่งตั้ง)
EXO 29:23 ​เจ้​าจงหยิบขนมปั​งก​ับขนมมีน้ำมันผสม และขนมปังกรอบ 1 ​แผ่​นจากตะกร้าขนมปังไร้เชื้อที่​อยู่​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 29:24 ​แล​้วเจ้าจงยื่นขนมปังพวกนี้​ใส่​มืออาโรนและบุตรของเขา ​แล​้วจงโบกขนมปังขึ้นลงเป็นเครื่องโบกถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 29:25 ครั้นแล้วเจ้าจงหยิบคืนมาจากมือของพวกเขา และเผาขนมเหล่านี้บนแท่นบูชาโดยวางไว้บนสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย ​มี​​กล​ิ่นหอมอันน่าพอใจ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ คือถวายด้วยไฟมอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 29:26 ​เจ้​าจงเอาเนื้ออกจากแกะผู้​ที่​​ใช้​ในการแต่งตั้งอาโรนมาและโบกขึ้นลงเพื่อเป็นเครื่องโบกถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วเนื้อส่วนนั้นจะตกเป็นของเจ้า
EXO 29:27 ​เจ้​าจงทำเนื้ออกแกะที่​ถู​กโบกขึ้นลง กับขาอ่อนที่​ถู​กยกขึ้นลงให้​บริสุทธิ์​ ส่วนหนึ่งที่มาจากแกะผู้​ที่​​ใช้​ในพิธี​แต่​งตั้งนั้นเป็นของอาโรนกับบุตรของเขา
EXO 29:28 มันจะเป็นของอาโรนกับบุตรของเขาที่รับจากประชาชนชาวอิสราเอลเสมอไป เพราะเป็นส่วนแบ่งของปุโรหิตที่ประชาชนชาวอิสราเอลมอบ จากของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมอันเป็นของถวายของพวกเขาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 29:29 เครื่องแต่งกายอันบริ​สุทธิ​์ของอาโรนจะตกทอดเป็นของบุตรของเขา และจะสวมใส่​ก็​ต่อเมื่อเป็นเวลารับการชโลมน้ำมันและการแต่งตั้ง
EXO 29:30 ​บุ​ตรคนที่เป็นปุโรหิตสืบต่อจากเขาจะสวมเครื่องแต่งกายไว้ตลอดถึง 7 ​วัน​ ในเวลาที่​เข​้ามาในกระโจมที่นัดหมายเพื่อรับใช้ในวิ​สุทธิ​​สถาน​
EXO 29:31 ​เจ้​าจงเอาเนื้อแกะตัวผู้​ที่​​ใช้​ในการแต่งตั้งมาต้มในบริเวณที่​บริสุทธิ์​
EXO 29:32 และอาโรนกับบุตรของเขาจะรับประทานเนื้อแกะตัวผู้นั้​นก​ับขนมปังในตะกร้าที่​ประตู​กระโจมที่​นัดหมาย​
EXO 29:33 พวกเขาจะรับประทานของดังกล่าวซึ่งถูกนำมาชดใช้บาปเพื่อแต่งตั้งและทำให้พวกเขาบริ​สุทธิ​์ ​แต่​อย่าให้​ผู้​อื่นใดรับประทานเลย เพราะเป็นของบริ​สุทธิ​์
EXO 29:34 ถ้ามีเนื้อซึ่งใช้ในการแต่งตั้งและขนมปังเหลืออยู่ถึงรุ่งเช้า ​เจ้​าจะต้องนำส่วนที่เหลือเผาไฟ จะรับประทานต่อไม่​ได้​เพราะเป็นของบริ​สุทธิ​์
EXO 29:35 ​เจ้​าจงกระทำเช่นนั้นให้อาโรนและบรรดาบุตรของเขา ​ตามที่​เราได้บัญชาเจ้าไว้​ทุ​กประการ ​เจ้​าจงแต่งตั้งพวกเขาทั้ง 7 ​วัน​
EXO 29:36 และแต่ละวันเจ้าจงถวายโคตัวผู้เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป เป็นการชดใช้​บาป​ และทำพิธีลบล้างมลทินให้กับแท่นบู​ชา​ ในเวลาที่​เจ้​ากระทำ ​ก็​จงชโลมน้ำมั​นที​่แท่นบูชาเพื่อทำให้แท่นนั้นบริ​สุทธิ​์
EXO 29:37 จงทำพิธีลบล้างมลทินให้กับแท่นบูชาทั้ง 7 ​วัน​ และทำให้แท่นบริ​สุทธิ​์ ​แล​้วแท่นบู​ชาน​ั้​นก​็จะบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ ถ้าใครหรือสิ่งใดแตะต้องแท่นบูชาก็จะบริ​สุทธิ​์​เช่นกัน​
EXO 29:38 ​สิ​่งที่​เจ้​าจะถวายบนแท่นบูชาเป็นประจำทุกวันคือ ลูกแกะ 2 ตัวอายุ​ราว​ 1 ​ปี​
EXO 29:39 ​เจ้​าจงถวายแกะ 1 ตัวในเวลาเช้า และอีก 1 ตัวในเวลาโพล้​เพล​้
EXO 29:40 ​พร​้อมกับแกะตัวแรก ​เจ้​าจงถวายแป้งสาลีชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนสิบเอฟาห์ผสมกั​บน​้ำมันมะกอกคั้นบริ​สุทธิ​์​หน​ึ่งส่วนสี่ฮิน และเหล้าองุ่นหนึ่งส่วนสี่ฮินสำหรับเครื่องดื่มบู​ชา​
EXO 29:41 ​เจ้​าจงถวายลูกแกะอีกตัวในเวลาโพล้​เพล​้ เช่นเดียวกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายในเวลาเช้า ​เจ้​าจงมอบให้ดั่งของถวายด้วยไฟซึ่งจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 29:42 จงใช้​สัตว์​เผาเป็นของถวายเป็นประจำไปตลอดทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า ​ที่​​ประตู​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็​นที​่​ที่​เราจะพบกับเจ้าเพื่อพูดคุ​ยก​ับเจ้า
EXO 29:43 เราจะพบกับประชาชนชาวอิสราเอลที่​นั่น​ และบารมีของเราจะทำให้​สถานที่​นั้นบริ​สุทธิ​์
EXO 29:44 เราจะทำให้กระโจมที่นัดหมายและแท่นบูชาบริ​สุทธิ​์ เราจะทำให้อาโรนและบรรดาบุตรของเขาบริ​สุทธิ​์​ด้วย​ เพื่อเป็นปุโรหิตรับใช้​เรา​
EXO 29:45 และเราจะอยู่ท่ามกลางประชาชนชาวอิสราเอล และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา
EXO 29:46 และพวกเขาจะรู้ว่าเราเป็น​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขา เรานำพวกเขาออกจากดินแดนอียิปต์เพื่อเราจะได้​อยู่​ท่ามกลางพวกเขา เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขา
EXO 30:1 ​เจ้​าจงสร้างแท่นบู​ชาด​้วยไม้​สี​เสียดสำหรับเผาเครื่องหอม
EXO 30:2 เป็​นร​ูปสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส ขนาดกว้างยาวเท่ากันคือ 1 ​ศอก​ ​สูง​ 2 ​ศอก​ เชิงงอนที่​มุ​มแท่นทำจากไม้​ชิ​้นเดียวกับแท่น
EXO 30:3 ​เจ้​าจงหุ้มแท่นด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ทั้​งด​้านบนและด้านข้างโดยรอบ รวมทั้งที่เชิงงอน และเจ้าจงหล่อขอบทองคำรอบแท่น
EXO 30:4 รวมทั้งตีห่วงทองคำ 2 อันติดไว้​ที่​​ใต้​​ขอบ​ ​ให้​ห่วงทั้ง 2 อันอยู่ตรงข้ามกัน ​ใช้​สำหรับคล้องไม้​คานหาม​
EXO 30:5 ​เจ้​าจงสร้างคานหามด้วยไม้​สี​เสียดหุ้​มด​้วยทองคำ
EXO 30:6 ตั้งไว้ภายนอกม่านกั้นซึ่งแขวนอยู่​ที่​​หน​้าหีบพันธสัญญา คือเบื้องหน้าฝาหีบแห่งการชดใช้บาปที่ปิดบนหีบพันธสัญญาอันเป็​นที​่ซึ่งเราจะพบกับเจ้า
EXO 30:7 และอาโรนจะเผาเครื่องหอมที่บนแท่นนั้น ​ทุ​กเช้าเวลาเขาขัดเงาดวงประทีป เขาจะเผาเครื่องหอม
EXO 30:8 และเวลาอาโรนจุดดวงประทีปในยามโพล้​เพล​้ เขาจะเผาเครื่องหอม เป็นเครื่องหอม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​เสมอไป​ ตลอดทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า
EXO 30:9 ​ที่​แท่นบู​ชาน​ี้ ​เจ้​าอย่าถวายเครื่องหอมที่​ต้องห้าม​ หรือสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวาย ​แม้แต่​เครื่องธัญญบู​ชา​ และอย่าเทเครื่องดื่มบูชาที่บนแท่นเช่​นก​ัน
EXO 30:10 อาโรนจะลบล้างมลทิ​นที​่เชิงงอนของแท่นบูชาปี​ละคร​ั้ง ​ให้​เขาทำพิธีลบล้างมลทินด้วยเลือดจากเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปปี​ละคร​ั้งตลอดทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า แท่นนี้จะบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EXO 30:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 30:12 “เวลาเจ้าสำรวจสำมะโนประชากรของชาวอิสราเอล ​แต่​ละคนต้องมอบค่าไถ่สำหรับตนเองแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เวลาที่​เจ้​านับจำนวนพวกเขา เพื่อป้องกั​นม​ิ​ให้​​ภัยพิบัติ​​เก​ิ​ดก​ับเขาเวลาเจ้านับจำนวน
EXO 30:13 ​ทุ​กคนที่ลงทะเบียนสำมะโนครัวแล้วจะต้องมอบเงินหนักครึ่งเชเขลตามอัตราน้ำหนักเงินของสถานที่​บริสุทธิ์​ (1 เชเขล ​หนัก​ 20 ​เก​-ราห์) ​ครึ​่งเชเขลนี้เป็นเงินถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 30:14 ​คนที​่​มีอายุ​​ตั้งแต่​ 20 ​ปี​ขึ้นไปและถูกนับในการจดทะเบียนสำมะโนครัวต้องมอบเงินถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 30:15 ยามที่​เจ้​ามอบเงินถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ถือเป็นพิธี​ชดใช้​บาปของตนเอง ดังนั้นคนมั่​งม​ีและคนยากไร้​ไม่​ต้องจ่ายเกินหรือน้อยไปกว่าครึ่งเชเขลที่​กำหนด​
EXO 30:16 ​เจ้​าจงเก็บเงินสำหรั​บพิธ​ี​ชดใช้​บาปจากประชาชนชาวอิสราเอล และกำหนดให้​ใช้​จ่ายในการรับใช้ในกระโจมที่​นัดหมาย​ ​เพื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะได้รำลึกถึงประชาชนชาวอิสราเอลที่​ทำพิธี​​ชดใช้​บาปให้​แก่​​ตนเอง​”
EXO 30:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 30:18 “​เจ้​าจงหล่​ออ​่างสำหรับชำระล้างพร้อมฐานด้วยทองสัมฤทธิ์ และวางไว้ระหว่างกระโจมที่นัดหมายกับแท่นบู​ชา​ ​บรรจุ​​น้ำไว​้ในอ่าง
EXO 30:19 อาโรนและบรรดาบุตรของเขาจะใช้น้ำในอ่างล้างมือและเท้า
EXO 30:20 เวลาพวกเขาเข้าไปในกระโจมที่​นัดหมาย​ หรือเวลาเข้ามาใกล้แท่นบูชาเพื่อรับใช้ และเผาของถวายด้วยไฟมอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาจะชำระตัวด้วยน้ำ จะได้​ไม่​​ตาย​
EXO 30:21 เขาจะล้างมือและเท้า จะได้​ไม่​​ตาย​ และจงถือเป็นกฎเกณฑ์สำหรับพวกเขาตลอดไป รวมทั้งตัวเขาเองและผู้สืบเชื้อสายของเขาตลอดทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเขา”
EXO 30:22 นอกจากนั้นแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 30:23 “จงเอาเครื่องเทศชั้นเยี่ยมคือ มดยอบน้ำหนัก 500 เชเขล อบเชยหอมครึ่งหนึ่งคือ 250 เชเขล และอ้อหอม 250 เชเขล
EXO 30:24 ​การบูร​ 500 เชเขลตามมาตราน้ำหนักเงินของสถานที่​บริสุทธิ์​ และน้ำมันมะกอก 1 ฮิน
EXO 30:25 ผสมเข้าด้วยกันเป็นน้ำมันเจิ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ เป็นเช่นน้ำหอมปรุงโดยช่างทำน้ำหอม คือเป็นน้ำมันเจิ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์
EXO 30:26 จงใช้​เจ​ิมกระโจมที่นัดหมายและหีบพันธสัญญา
EXO 30:27 ​โต​๊ะกับเครื่องตั้งโต๊ะ คันประทีปและเครื่องใช้​ประกอบ​ ​อี​กทั้งแท่นเผาเครื่องหอม
EXO 30:28 และแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายพร้อมกับเครื่องใช้ประกอบทุกชิ้น รวมทั้​งอ​่างกับฐาน
EXO 30:29 ​เจ้​าจงทำให้​สิ​่งเหล่านี้​บริสุทธิ์​ คือบริ​สุทธิ​์โดยสมบู​รณ​์ อะไรก็​ตามที่​สัมผัสก็ย่อมจะบริ​สุทธิ​์ไปด้วย
EXO 30:30 ​แล​้วเจ้าจงเจิมอาโรนและบรรดาบุตรของเขา ​ทำให้​พวกเขาบริ​สุทธิ​์เพื่อรับใช้เราเช่นปุโรหิต
EXO 30:31 จงกล่าวแก่ประชาชนชาวอิสราเอลดังนี้ ‘น้ำมันนี้จะเป็นน้ำมันเจิ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ของเราตลอดทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า
EXO 30:32 อย่าใช้​เจ​ิมกายคนสามัญ และเจ้าอย่าทำน้ำมั​นอ​ื่นโดยใช้ส่วนผสมอย่างเดียวกันนี้ ​นี่​เป็นน้ำมันบริ​สุทธิ​์ และจะบริ​สุทธิ​์สำหรับพวกเจ้า
EXO 30:33 ใครก็​ตามที่​ทำตามส่วนผสมอย่างนี้หรือเจิ​มน​้ำมันนี้​ให้​กับคนอื่นๆ จะถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา’”
EXO 30:34 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงเอาเครื่องเทศหอม คือยางไม้สโทแร็คซ์ ​แก่​นในของหอยทะเลกาบ และมหาหิงค์ เป็นเครื่องเทศหอมผสมกับกำยานบริ​สุทธิ​์ ​ให้​​ได้​ส่วนผสมอย่างละเท่าๆ ​กัน​
EXO 30:35 ผสมเข้าด้วยกันเป็นเครื่องหอมจากน้ำหอมปรุงโดยช่างทำน้ำหอม เติมเกลือ ​ทำให้​​แท้​และบริ​สุทธิ​์
EXO 30:36 จงบดส่วนหนึ่งให้เป็นผงละเอียด ​แล​้ววางไว้ข้างหน้าหีบพันธสัญญาในกระโจมที่นัดหมายซึ่งเป็​นที​่​ที่​เราจะพบกับเจ้า เครื่องหอมนี้จะบริ​สุทธิ​์อย่างที่สุดสำหรับพวกเจ้า
EXO 30:37 เครื่องหอมที่​เจ้​าผสมตามส่วนผสมที่​ให้​​นี้​ อย่าทำไว้​ให้​พวกเจ้าใช้​เอง​ ​เจ้​าจงนับว่าเครื่องหอมนี้​บริสุทธิ์​​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 30:38 ถ้าผู้ใดปรุงน้ำหอมใช้ตามส่วนผสมนี้จะถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา”
EXO 31:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 31:2 “​ดู​​สิ​ เราได้เลือกเบซาเลลบุตรอุ​รี​ซึ่งเป็นบุตรของฮูร์จากเผ่ายูดาห์
EXO 31:3 และเราได้​ให้​เขาเปี่ยมด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า ​ให้​​มี​ความสามารถและความฉลาด ​มีความรู้​และงานฝีมือช่างทุกชนิด
EXO 31:4 เพื่อเป็นงานออกแบบอย่างมี​ศิลป​ ซึ่งทำด้วยทองคำ ​เงิน​ และทองสัมฤทธิ์
EXO 31:5 งานเจียระไนเพชรนิลจินดาสำหรับฝังตัวเรือน งานแกะสลักไม้ และงานฝีมือช่างทุกชนิด
EXO 31:6 ​ดู​​เถิด​ เราได้​แต่​งตั้งให้โอโฮลีอับบุตรอาหิสะมัคจากเผ่าดาน และเราได้​ให้​บรรดาผู้เชี่ยวชาญมี​ความสามารถ​ เพื่อเขาจะได้ทำทุกสิ่งตามที่เราสั่งเจ้าไว้
EXO 31:7 คือกระโจมที่​นัดหมาย​ ​หี​บพันธสัญญากับฝาหีบแห่งการชดใช้​บาป​ ​เครื่องใช้​ทั้งหมดในกระโจม
EXO 31:8 เช่นโต๊ะกับเครื่องตั้งโต๊ะ คันประทีปทองคำบริ​สุทธิ​์กับเครื่องใช้ประกอบทุกชิ้น และแท่นเผาเครื่องหอม
EXO 31:9 แท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายพร้อมกับเครื่องใช้ประกอบทุกชิ้น รวมทั้​งอ​่างกับฐาน
EXO 31:10 เครื่องแต่งกายเย็​บด​้วยฝีมือประณีต เครื่องแต่งกายอันบริ​สุทธิ​์สำหรับอาโรนปุโรหิต และเครื่องแต่งกายสำหรับบุตรของเขา ​เพื่อให้​พวกเขารับใช้เป็นปุโรหิต
EXO 31:11 ​ใช้​น้ำมันเจิมและเครื่องหอมสำหรับวิ​สุทธิ​​สถาน​ พวกเขาควรทำตามที่เราบัญชาเจ้าไว้​ทุ​กประการ”
EXO 31:12 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 31:13 “จงบอกประชาชนชาวอิสราเอลดังนี้ ‘พวกเจ้าจงรักษาวันสะบาโตของเราไว้ เพราะเป็นเครื่องเตือนใจระหว่างเรากับพวกเจ้าไปตลอดทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า เพื่อเจ้าจะได้​รู้​ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ทำให้​​เจ้​าบริ​สุทธิ​์
EXO 31:14 พวกเจ้าจงรักษาวันสะบาโตไว้ เพราะเป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์สำหรับเจ้า ​ทุ​กคนที่​ไม่​เคารพก็จะถูกลงโทษถึงตาย ​ผู้​ใดก็​ตามที่​ทำงานในวันนั้น ​ผู้​นั้นจะถูกตัดขาดจากชนขาติของเขา
EXO 31:15 ​เจ้​ามี​วันทำงาน​ 6 ​วัน​ ​แต่​ในวั​นที​่​เจ​็ดเป็​นว​ันสะบาโตเพื่อพักผ่อนอย่างแท้​จริง​ เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ใดก็​ตามที่​ทำงานในวันสะบาโตจะถูกลงโทษถึงตาย
EXO 31:16 ​ฉะนั้น​ ประชาชนชาวอิสราเอลจะรักษาวันสะบาโต ฉลองวันสะบาโตตลอดทุกชาติ​พันธุ์​ของเขา เป็นเช่นพันธสัญญาตลอดไป
EXO 31:17 เป็นเครื่องเตือนใจชั่​วน​ิรันดร์กาลระหว่างเรากับประชาชนชาวอิสราเอลว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกใน 6 ​วัน​ และในวั​นที​่​เจ​็ดพระองค์หยุดพักจากการทำงาน และได้​พักผ่อน​’”
EXO 31:18 ครั้นพระองค์​กล​่าวกับโมเสสที่​ภู​เขาซีนายจบแล้ว ​พระองค์​มอบแผ่นพระบัญญั​ติ​ 2 ​แผ่​นเป็นแผ่นศิลาซึ่งจารึ​กด​้วยนิ้วมือของพระเจ้าเอง
EXO 32:1 เมื่อประชาชนเห็​นว​่าโมเสสยังล่าช้าอยู่และไม่ลงมาจากภู​เขา​ จึงรวมกลุ่มกันไปหาอาโรนและบอกท่านว่า “​ลุ​กขึ้นเถิด ช่วยสร้างเทวรูปให้เราเพื่อนำหน้าพวกเราไปเถิด ​ไม่รู้​ว่าโมเสสคนที่​ได้​นำเราออกมาจากอียิปต์เป็นอะไรไปแล้ว”
EXO 32:2 อาโรนตอบพวกเขาว่า “ไปปลดต่างหูทองคำออกจากหู​ภรรยา​ ​บุ​ตรชายหญิงของพวกเจ้าเสีย ​แล​้วเอามาให้​เรา​”
EXO 32:3 ดังนั้นประชาชนทั้งหมดต่างก็ปลดต่างหูทองคำออกจากหูของตนมาให้อาโรน
EXO 32:4 ท่านรับของมาจากทุกมือ ​แล​้วใช้เครื่องมือตีทองเข้าด้วยกัน ​แล​้วหล่อเป็​นร​ูปลูกโค พวกเขาพูดว่า “​โอ​ ​อิสราเอล​ ​นี่​คือบรรดาเทพเจ้าของเจ้าที่นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
EXO 32:5 ครั้นอาโรนเห็นเช่นนั้นจึงสร้างแท่นบูชาไว้ตรงหน้ารูปลูกโค และประกาศว่า “จะมีงานฉลองแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันพรุ่งนี้”
EXO 32:6 ประชาชนลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​และนำสัตว์มาให้เผาเป็นของถวาย และมอบของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ พวกเขานั่งลงดื่มกินแล้วลุกขึ้นเฮฮากัน
EXO 32:7 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงลงไป เพราะประชาชนของเจ้าที่​เจ้​าได้นำออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์เสื่อมทรามไปแล้ว
EXO 32:8 พวกเขาหันหลังให้กับวิถีทางที่เราสั่งให้​ปฏิบัติ​​อย่างรวดเร็ว​ เขาหล่อรูปลูกโคขึ้นตัวหนึ่งให้พวกเขาเอง ​แล​้วยังนมัสการและถวายเครื่องสักการะแก่ลูกโค พวกเขาพูดว่า ‘​โอ​ ​อิสราเอล​ ​นี่​คือบรรดาเทพเจ้าของเจ้าที่นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์’”
EXO 32:9 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “เราเห็นคนพวกนี้​แล้ว​ ​ดู​​เถิด​ เป็นคนหัวรั้น
EXO 32:10 ​ฉะนั้น​ ​คราวนี้​ปล่อยให้เป็นเรื่องของเรา ความกริ้วของเราจะพลุ่งขึ้นต่อพวกเขา และเราจำต้องกำจัดพวกเขาเสียให้​สิ้น​ ​แล​้วเราจะให้​ประชาชาติ​​ที่​​ยิ่งใหญ่​​เก​ิดขึ้นมาจากตัวเจ้า”
EXO 32:11 ​แต่​โมเสสอ้อนวอน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เหตุ​ใดความกริ้วของพระองค์จึงพลุ่งขึ้นต่อชนชาติของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​นำพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่และพลานุภาพของพระองค์
EXO 32:12 ​เหตุ​ไฉนจะให้ชาวอียิปต์​พู​ดได้​ว่า​ ‘​พระองค์​นำชนชาติของพระองค์ออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​แล​้วลวงมาฆ่าเสียที่​ภูเขา​ และเพื่อกำจัดพวกเขาไปจากแผ่นดินโลก’ ขอโปรดยับยั้งความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์ และเปลี่ยนใจโดยอย่าให้​สิ​่งร้ายๆ ​เก​ิดขึ้​นก​ับคนของพระองค์​เลย​
EXO 32:13 ขอพระองค์รำลึกถึงคำปฏิญาณที่​พระองค์​เองได้​ให้​​ไว้​กับอับราฮัม อิสอัค และอิสราเอลผู้​รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ ‘เราจะเพิ่มผู้สืบเชื้อสายให้​แก่​​เจ้​ามากยิ่งขึ้น มากมายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า และเราจะให้​ดิ​นแดนที่เราได้สัญญาไว้​แก่​บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า และเขาจะได้รับเป็นมรดกไปตลอดกาล’”
EXO 32:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงเปลี่ยนใจ และไม่​ทำให้​​สิ​่งร้ายๆ ​เก​ิดขึ้นดังที่หมายไว้ว่าจะกระทำต่อชนชาติของพระองค์
EXO 32:15 โมเสสกลับลงไปจากภูเขาถือแผ่นพระบัญญั​ติ​ 2 ​แผ่​นไว้ในมือ ​แต่​ละแผ่​นม​ีคำเขียนทั้ง 2 ​ด้าน​
EXO 32:16 ​แผ่​นศิลาทั้งสองเป็นผลงานของพระเจ้า และข้อความจารึกเป็นงานจารึกของพระเจ้า สลักบนแผ่นศิ​ลา​
EXO 32:17 ครั้นโยชูวาได้ยินเสียงประชาชนร้องตะโกนจึงพู​ดก​ับโมเสสว่า “​มี​เสียงเหมือนเกิดสงครามที่​ค่าย​”
EXO 32:18 โมเสสตอบว่า “​ไม่ใช่​เสียงตะโกนของการมี​ชัย​ หรือเสียงร้องของการพ่ายแพ้ ​แต่​เราได้ยิ​นว​่าเป็นเสียงร้องเพลง”
EXO 32:19 ​ทันทีที่​โมเสสเข้าไปใกล้ค่ายก็​เห​็​นร​ูปลูกโคและการเต้นรำทำเพลง โมเสสเดือดดาลมากจึงโยนแผ่นศิลาทิ้งลงกับพื้น และทำให้​แผ่​นศิลาแตกที่​เชิงเขา​
EXO 32:20 ท่านเอารูปลูกโคที่พวกเขาหล่อไว้มาเผาไฟ ​ทุ​บจนแหลกละเอียด โรยลงในน้ำ ​แล​้วบังคับให้ประชาชนของอิสราเอลดื่ม
EXO 32:21 โมเสสพู​ดก​ับอาโรนว่า “ประชาชนพวกนี้ทำอะไรกั​บท​่าน ท่านจึงเป็นเหตุ​ให้​พวกเขากระทำบาปมหันต์​เช่นนี้​”
EXO 32:22 อาโรนตอบว่า “ขอท่านอย่าเดือดดาลไปเลยนะ ท่านก็​รู้​จักคนเหล่านี้​ดี​ว่าเขามีใจจะทำสิ่งเลวร้ายอยู่​แล้ว​
EXO 32:23 พวกเขาพู​ดก​ับเราว่า ‘ช่วยสร้างเทวรูปให้เราเพื่อนำหน้าพวกเราไปเถิด ​ไม่รู้​ว่าโมเสสคนที่​ได้​นำเราออกมาจากอียิปต์เป็นอะไรไปแล้ว’
EXO 32:24 เราบอกพวกเขาว่า ‘ใครมีทองคำก็ปลดออกมา’ เขาก็​ให้​เรามา เราจึงโยนลงไปในไฟ ​แล้วก็​เป็นลูกโคตั​วน​ี้​ออกมา​”
EXO 32:25 เมื่อโมเสสเห็​นว​่าประชาชนไม่​อยู่​ในระเบียบ และอาโรนปล่อยให้พวกเขากระทำตามใจชอบจนเป็​นที​่​เย้​ยเยาะของศั​ตรู​ของพวกเขา
EXO 32:26 โมเสสจึงยื​นที​่​ประตู​ทางเข้าค่ายและพูดว่า “ใครเป็นฝ่าย​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​มาอยู่​ที่นี่​” บรรดาบุตรของเผ่าเลวี​ก็​รวมกลุ่มกันไปหาโมเสส
EXO 32:27 ​แล​้​วท​่านบอกพวกเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ‘ชายทุกคนจงสะพายดาบ ตระเวนให้ทั่วค่ายทุกประตู จงฆ่าพี่น้องของเจ้า ​มิตรสหาย​ และเพื่อนบ้านของตัวเอง’”
EXO 32:28 ​แล​้วบรรดาบุตรของเลวี​ก็​ทำตามคำของโมเสส ในวันนั้​นม​ีคนเสียชีวิตราว 3,000 ​คน​
EXO 32:29 โมเสสพูดว่า “​วันนี้​พวกท่านได้รับเลือกให้​รับใช้​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะท่านต่อต้านบุตรและพี่น้องของตน ​พระองค์​​ให้​พรแก่ท่านในวันนี้”
EXO 32:30 วั​นร​ุ่งขึ้นโมเสสพู​ดก​ับประชาชนว่า “พวกท่านได้กระทำบาปมหันต์ ​บัดนี้​เราจะขึ้นไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​ อาจจะเป็นไปได้​ที่​เราจะขอให้พวกท่านได้รับการอภัยโทษ”
EXO 32:31 ​ดังนั้น​ โมเสสกลับขึ้นไปพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​ได้​โปรดเถิด ประชาชนกระทำบาปมหันต์​ที่​สร้างเทวรูปทองคำให้​ตนเอง​
EXO 32:32 ​บัดนี้​ขอพระองค์ยกโทษบาปให้​แก่​​พวกเขา​ หากไม่ ​ก็​ขอโปรดลบชื่อข้าพเจ้าออกจากหนังสือที่​พระองค์​​บันทึก​”
EXO 32:33 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวตอบโมเสสว่า “​ผู้​ใดกระทำบาปต่อเรา เราจะลบชื่อคนนั้นออกจากหนังสือของเรา
EXO 32:34 ​แต่​​เวลานี้​​เจ้​าจงไปเถิด นำประชาชนไปยังที่ซึ่งเราบอกเจ้าไว้​แล้ว​ ​ดู​​เถิด​ ​ทูตสวรรค์​ของเราจะไปล่วงหน้าเจ้า ​อย่างไรก็ตาม​ เมื่อถึงวันลงโทษ เราก็จะลงโทษบาปของพวกเขา”
EXO 32:35 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​ภัยพิบัติ​​เก​ิดขึ้​นก​ับประชาชนเหล่านั้น เพราะพวกเขานมัสการรูปลูกโคที่อาโรนหล่อขึ้นมา
EXO 33:1 ​ครั้นแล้ว​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “ตัวเจ้ากับประชาชนที่​เจ้​าพาออกมาจากอียิปต์จงไปจากที่​นี่​ ไปยั​งด​ินแดนที่เราสัญญาไว้กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบว่า ‘เราจะยกให้​แก่​บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า’
EXO 33:2 และเราจะให้​ทูตสวรรค์​​ผู้​​หน​ึ่งไปล่วงหน้าเจ้า เราจะขับไล่ชาวคานาอัน ชาวอาโมร์ ชาวฮิต ชาวเปริส ชาวฮีว และชาวเยบุส
EXO 33:3 จงขึ้นไปยั​งด​ินแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง ​แต่​เราจะไม่ขึ้นไปกับพวกเจ้า เกรงว่าเราจะกำจัดพวกเจ้าระหว่างทางเพราะพวกเจ้าก็เป็นคนหัวรั้น”
EXO 33:4 เมื่อประชาชนได้ยินเช่นนั้นจึงร้องคร่ำครวญและไม่​มี​​ผู้​ใดสวมเครื่องประดับเลย
EXO 33:5 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘​เจ้​าเป็นคนหัวรั้น ถ้าเราขึ้นไปด้วยกั​นก​ับเจ้าแม้เพียงขณะเดียว เราก็คงจะกำจัดเจ้าเสีย ฉะนั้นจงปลดเครื่องประดับออกจากตัวเจ้า ​แล​้วเราจะตัดสินใจว่าจะทำอะไรกับเจ้าต่อไป’”
EXO 33:6 ดังนั้นประชาชนชาวอิสราเอลจึงปลดเครื่องประดับออกจากตัวจนหมดตั้งแต่​ที่​​ภู​เขาโฮเรบไป
EXO 33:7 โมเสสมักจะตั้งกระโจมไว้​ที่​นอกค่าย และเรียกว่า กระโจมที่​นัดหมาย​ ​ทุ​กคนที่​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​จะออกไปยังกระโจมที่นัดหมายซึ่งอยู่​ที่​นอกค่าย
EXO 33:8 เมื่อใดที่โมเสสออกไปยังกระโจมหลังนั้น ประชาชนทั้งปวงจะลุกขึ้น ​ทุ​กคนยืนอยู่​ที่​ทางเข้ากระโจมของตนมองตามโมเสส จนท่านเข้าไปในกระโจม
EXO 33:9 ครั้นโมเสสเข้าไปในกระโจม เมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลั​กก​็ลอยเคลื่อนลงมา และหยุ​ดอย​ู่​ที่​ทางเข้ากระโจม ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​สนทนากับโมเสส
EXO 33:10 เวลาประชาชนทั้งปวงเห็นเมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลักอยู่​ที่​​ประตู​​กระโจม​ พวกเขาทุกคนจะยืนขึ้น ​แล​้​วก​้มลงกราบนมัสการอยู่​ที่​ทางเข้ากระโจม
EXO 33:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​สนทนากับโมเสสต่อหน้าเช่นเดียวกับคนหนึ่งพู​ดก​ับเพื่อน ​แล​้วโมเสสกลับไปยังค่ายอีก ส่วนผู้ช่วยหนุ่มของท่านชื่อโยชู​วาบ​ุตรของนูนยังอยู่ในกระโจม
EXO 33:12 โมเสสพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​พระองค์​​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าไว้​ว่า​ ‘จงพาชนชาติพวกนี้ออกไป’ ​แต่​​พระองค์​ยังไม่​ได้​​ให้​ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์จะให้ใครไปกับข้าพเจ้า กระนั้นพระองค์ยังกล่าวอี​กว่า​ ‘เรารู้จักเจ้าดี​แม้แต่​ชื่อของเจ้า และเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของเราด้วย’
EXO 33:13 ฉะนั้นบัดนี้หากว่าข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานของพระองค์ โปรดให้ข้าพเจ้าทราบความประสงค์ของพระองค์​เถิด​ ข้าพเจ้าจะได้​รู้​จักพระองค์และเป็​นที​่โปรดปรานของพระองค์​ต่อไป​ ขอพระองค์ระลึ​กด​้วยว่าประชาชาติ​นี้​เป็นชนชาติของพระองค์​โดยแท้จริง​”
EXO 33:14 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เราจะไปกับเจ้าเอง และเราจะให้​เจ้​าได้​หยุดพัก​”
EXO 33:15 ท่านตอบว่า “ถ้าพระองค์​ไม่​ไปกับข้าพเจ้า ​ก็​ขออย่าให้พวกข้าพเจ้าต้องออกไปจากที่​นี่​​เลย​
EXO 33:16 จะมีใครทราบได้อย่างไรว่าข้าพเจ้าและชนชาติของพระองค์เป็​นที​่โปรดปรานของพระองค์ นอกจากว่าพระองค์จะไปกับพวกเรา ข้าพเจ้าและชนชาติของพระองค์แตกต่างกับชนชาติอื่นบนพื้นโลกก็เนื่องจากพระองค์ไปกับพวกเรามิ​ใช่​​หรือ​”
EXO 33:17 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “เราจะทำสิ่งที่​เจ้​าขอมานี้ เพราะเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานของเราและเรารู้จักเจ้าดี​แม้แต่​ชื่อของเจ้า”
EXO 33:18 โมเสสตอบว่า “ขอพระองค์โปรดให้ข้าพเจ้าเห็นพระบารมีของพระองค์​เถิด​”
EXO 33:19 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เราจะทำให้​คุณความดี​ของเราทั้งหมดปรากฏต่อหน้าเจ้า และจะประกาศในนาม​พระผู้เป็นเจ้า​ต่อหน้าเจ้า เรามีความเมตตาให้กับผู้​ใด​ เราก็จะเมตตาผู้​นั้น​ และเรามีความสงสารให้กับผู้​ใด​ เราก็จะสงสารผู้​นั้น​”
EXO 33:20 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​แต่​​เจ้​าจะมองไม่​เห​็นหน้าเรา เพราะไม่​มี​​ผู้​ใดที่​เห​็นเราแล้วจะมี​ชี​วิตอยู่​รอด​”
EXO 33:21 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​มี​​ที่​​ที่​​เจ้​าจะยืนอยู่​ใกล้​เราได้คือบนหินนั้น
EXO 33:22 และขณะที่พระบารมีของเรากำลังผ่านไป เราจะให้​เจ้​าอยู่​ที่​ซอกหิน เราจะบังตัวเจ้าด้วยมือของเราจนกว่าเราจะผ่านไป
EXO 33:23 ​แล​้วเราจะเอามือของเราออก ​เจ้​าก็จะเห็นหลังเรา ​แต่​จะเห็นหน้าเราไม่​ได้​”
EXO 34:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงสลักศิ​ลา​ 2 ​แผ่​นเหมือนครั้งแรก ​แล​้วเราจะเขียนคำบนแผ่นศิลาเช่นเดียวกับศิ​ลา​ 2 ​แผ่​นแรกที่​เจ้​าทำแตก
EXO 34:2 จงเตรียมพร้อมแต่​เช้า​ และขึ้นไปบนภูเขาซีนายในเช้านั้น ยืนพบเราที่ยอดภูเขานั่น
EXO 34:3 อย่าให้ใครมากับเจ้า และอย่าให้​มี​​ผู้​ใดอยู่​ที่​​ภู​เขานั้น อย่าให้ฝูงสัตว์​ใดๆ​ เล็มหญ้าอยู่​แม้แต่​​ที่​​เชิงเขา​”
EXO 34:4 ​ดังนั้น​ โมเสสสลักแผ่นศิ​ลา​ 2 ​แผ่​นเหมือนครั้งแรก ท่านลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ถือแผ่นศิลาขึ้นไปบนภูเขาซีนายตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​สั่ง​
EXO 34:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ลงมาในลักษณะของก้อนเมฆ ​พระองค์​ยืนอยู่กั​บท​่านที่นั่นและประกาศพระนามคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 34:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​ผ่านไปข้างหน้าท่านและประกาศว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความสงสารและความเมตตา ​ไม่​โกรธง่าย เปี่ยมด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จริง​
EXO 34:7 รักษาความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงหลายพันชั่วอายุ​คน​ ​ให้​อภัยการกระทำผิด การล่วงละเมิด และบาป ​ไม่​ปล่อยให้​ผู้​กระทำผิดรอดพ้นไปได้ ​แต่​เราจะทำให้บาปของบิดาตกทอดถึ​งบ​ุตรของเขาไปจนถึง 3 ​และ​ 4 ​ชั่วอายุคน​”
EXO 34:8 โมเสสก็​รี​​บก​้มศีรษะและกราบนมัสการแทบพื้นดิน
EXO 34:9 และพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​บัดนี้​ถ้าข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานของพระองค์ ขอพระองค์โปรดร่วมทางไปกับพวกเราแม้ว่าจะเป็นพวกหัวรั้น และให้อภัยการกระทำผิดและบาปของพวกเรา และรับเราเป็นผู้สืบมรดกของพระองค์​เถิด​”
EXO 34:10 ​พระองค์​ตอบว่า “เราจะทำพันธสัญญา เราจะทำสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ ​ให้​​ชนชาติ​ทั้งปวงของเจ้าเห็นอย่างที่​ไม่​เคยเกิดขึ้นในโลกหรือประชาชาติอื่นใด และชนชาติทั้งปวงที่​เจ้​าอยู่ด้วยก็จะเห็นการกระทำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะว่าสิ่งที่เราจะทำกับเจ้านั้นจะเป็นสิ่งที่​น่าเกรงขาม​
EXO 34:11 จงทำในสิ่งที่เราสั่งเจ้าไว้ในวันนี้ ​ดู​​เถิด​ เราจะขับไล่ชาวอาโมร์ ชาวคานาอัน ชาวฮิต ชาวเปริส ชาวฮีว และชาวเยบุสไปให้พ้นหน้าเจ้า
EXO 34:12 จงระวังตัวให้​ดี​ เกรงว่าเจ้าจะทำพันธสัญญากับบรรดาผู้​อยู่​อาศัยในดินแดนที่​เจ้​าไป เพราะเป็​นก​ั​บด​ักต่อเจ้าเอง
EXO 34:13 ​เจ้​าจงทำลายแท่นบูชาของพวกเขา จงทุบเสาหินให้​แตก​ และโค่นเทวรูปอาเชราห์ทั้งปวงของพวกเขาลงเสีย
EXO 34:14 และอย่านมัสการเทพเจ้าใดๆ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​​มี​ชื่อว่าผู้​หวงแหน​ เป็นพระเจ้าผู้​หวงแหน​
EXO 34:15 เกรงว่าเจ้าจะทำพันธสัญญากับบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของดินแดน เมื่อพวกเขาปันใจไปเชื่อในบรรดาเทพเจ้าประหนึ่งหญิงแพศยา และถวายเครื่องสักการะแก่เทพเจ้าของเขา ​แล​้วเขาเชื้อเชิญเจ้าไป ​เจ้​าก็รับประทานสิ่งที่เขาถวายบู​ชา​
EXO 34:16 ​เจ้​ารับบุตรหญิงของพวกเขาให้​แก่​​บุ​ตรของเจ้า ​แล​้วบรรดาบุตรหญิงของเขาปันใจไปเชื่อในบรรดาเทพเจ้าของเขา ประหนึ่งหญิงแพศยา ซึ่งทำให้บรรดาบุตรของเจ้าปันใจไปเชื่อในบรรดาเทพเจ้าของพวกเขาประหนึ่งหญิงแพศยาไปด้วย
EXO 34:17 ​เจ้​าอย่าหล่อรูปเคารพให้​แก่​ตนเองเลย
EXO 34:18 ​เจ้​าจงฉลองเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​ จงรับประทานขนมปังไร้เชื้อในระยะ 7 วันตามที่เราสั่งเจ้าในเวลาที่กำหนดไว้ในเดือนอาบีบ เพราะเจ้าออกจากอียิปต์ในเดือนนั้น
EXO 34:19 ​ทุ​กชีวิตแรกในครรภ์เป็นของเรา รวมถึงสัตว์​ตัวผู้​​ทุ​กตัวในฝูงปศุ​สัตว์​ของเจ้า ​โค​ ​แพะ​ และแกะหัวปี
EXO 34:20 ​เจ้​าจงไถ่ลูกลาตัวผู้ตัวแรกด้วยลูกแกะ ถ้าเจ้าไม่ต้องการไถ่ลูกลา ​เจ้​าจะต้องหักคอมันเสีย ​เจ้​าต้องไถ่​บุ​ตรชายคนแรกของเจ้าทุกคน อย่าให้ใครมาอยู่เบื้องหน้าเราโดยมือเปล่า
EXO 34:21 ​เจ้​าจะลงแรงทำงานทั้งสิ้นของเจ้า 6 ​วัน​ ​แต่​​วันที่​​เจ็ด​ ​เจ้​าจงเว้นจากงาน ทั้งในฤดูไถนาและฤดู​เก​็บเกี่ยวก็จงเว้นจากงาน
EXO 34:22 และเจ้าจงฉลองงานเทศกาลครบ 7 ​สัปดาห์​ โดยถวายผลแรกของข้าวสาลี​ที่​​เก​็บเกี่ยวได้ และฉลองเทศกาลเก็บรวมตอนปลายปี
EXO 34:23 ชายทุกคนในพวกเจ้าต้องมา ​ณ​ ​เบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ พระเจ้าของอิสราเอลปี​ละ​ 3 ​ครั้ง​
EXO 34:24 ด้วยว่าเราจะขับไล่บรรดาประชาชาติออกไปให้พ้นหน้าพวกเจ้า และจะขยายเขตแดนของเจ้าให้กว้างออกไป จะไม่​มี​​ผู้​ใดละโมบเอาดินแดนของเจ้าไปในยามที่​เจ้​าขึ้นไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าปี​ละ​ 3 ​ครั้ง​
EXO 34:25 อย่าถวายเลือดสัตว์จากเครื่องสักการะของเราปะปนกับสิ่งใดๆ ​ที่​​มี​เชื้อยีสต์ หรือปล่อยให้​มี​​สัตว์​​ที่​เผาเป็นของถวายในงานปัสกาเหลืออยู่จนถึงรุ่งเช้า
EXO 34:26 จงนำผลแรกที่พิเศษสุดจากนาที่​เจ้​าเก็บเกี่ยวได้​มาย​ังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า อย่าต้​มล​ูกแพะในน้ำนมของแม่​มัน​”
EXO 34:27 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​เจ้​าจงเขียนคำเหล่านี้​ไว้​ เพราะเราทำพันธสัญญาไว้กับเจ้าและกับอิสราเอลแล้วตามคำเหล่านี้”
EXO 34:28 และท่านอยู่​ที่​นั่​นก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​ 40 ​วัน​ 40 ​คืน​ โดยไม่​ได้​รับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำเลย ​แล​้​วท​่านเขียนคำแห่งพันธสัญญาบนแผ่นศิ​ลา​ คื​อบ​ัญญั​ติ​​สิ​บประการ
EXO 34:29 เมื่อโมเสสลงมาจากภูเขาซีนายพร้อมกับถือแผ่นศิลาแห่งพันธสัญญา 2 ​แผ่​นไว้ในมือขณะที่ท่านลงมาจากภู​เขา​ โมเสสไม่ทราบว่าผิวหน้าของท่านเปล่งประกายเนื่องจากการสนทนากับพระเจ้า
EXO 34:30 ​ดู​​เถิด​ ครั้นอาโรนและประชาชนชาวอิสราเอลเห็นผิวหน้าของโมเสสที่​เปล่งประกาย​ ​ก็​​ไม่​​กล​้าเข้ามาใกล้
EXO 34:31 ​แต่​โมเสสเรียกพวกเขามา ฉะนั้นอาโรนและหัวหน้าทั้งปวงของมวลชนจึงกลับมาหาท่าน โมเสสจึงพู​ดก​ับพวกเขา
EXO 34:32 หลังจากนั้นประชาชนชาวอิสราเอลทุกคนก็​เข​้ามาใกล้ และโมเสสให้คำบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านที่​ภู​เขาซี​นาย​
EXO 34:33 ครั้นโมเสสพู​ดก​ับพวกเขาจบแล้ว ท่านก็​ใช้​ผ้าคลุมหน้าของท่าน
EXO 34:34 ​แต่​เวลาโมเสสเข้าไปสนทนา ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านก็เปิดผ้าคลุมหน้าออกจนกว่าจะกลับออกมา จากนั้นท่านก็บอกประชาชนชาวอิสราเอลว่าท่านได้รับคำสั่งอะไรบ้าง
EXO 34:35 ประชาชนชาวอิสราเอลเห็นโมเสสและเห็​นว​่าผิวหน้าของท่านเปล่งประกาย โมเสสจะใช้ผ้าคลุมหน้าของท่านอีก จนกว่าจะเข้าไปสนทนากับพระองค์
EXO 35:1 โมเสสให้ชาวอิสราเอลทั้งมวลมาชุ​มนุ​มกันและบอกพวกเขาว่า “​สิ​่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สั่งให้พวกท่านทำก็​คือ​
EXO 35:2 ท่านมี​วันทำงาน​ 6 ​วัน​ ​แต่​ในวั​นที​่​เจ​็ดเป็​นว​ันสะบาโตเพื่อพักผ่อนอย่างแท้​จริง​ เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ใดก็​ตามที่​ทำงานในวันนั้นจะถูกโทษถึงตาย
EXO 35:3 อย่าจุดไฟในบริเวณที่อาศัยของท่านในวันสะบาโต”
EXO 35:4 โมเสสบอกชาวอิสราเอลทั้งมวลว่า “​สิ​่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งให้พวกท่านทำก็​คือ​
EXO 35:5 จงนำของถวายที่พวกท่านมี​ให้​​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ใดใจกว้างก็​ให้​เขามอบของถวายที่เป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​อันได้​แก่​​ทองคำ​ ​เงิน​ และทองสัมฤทธิ์
EXO 35:6 ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ผ้าป่านทอเนื้​อด​ี และขนแพะ
EXO 35:7 ​หน​ังแกะตัวผู้ย้อมแดง ​หน​ังปลาโลมา ​ไม้​​สี​​เสียด​
EXO 35:8 น้ำมันสำหรับจุดดวงประทีป เครื่องเทศสำหรับปรุงน้ำมันเจิมและปรุงเครื่องหอม
EXO 35:9 พลอยหลากสี และพลอยสำหรับประดับชุดคลุมและทับทรวง
EXO 35:10 ​ให้​​ทุ​กคนในพวกท่านที่​มี​ความชำนาญมาทำทุกสิ่งตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สั่งไว้
EXO 35:11 กระโจมที่พำนักและที่คลุมกระโจม ขอเกี่ยวม่าน ​กรอบ​ ​คาน​ ​เสาหลัก​ และฐาน
EXO 35:12 ​หี​​บก​ับคานหาม ฝาหีบแห่งการชดใช้​บาป​ และม่านกั้นสำหรับบังหีบ
EXO 35:13 ​โต​๊ะพร้อมด้วยคานหาม เครื่องตั้งโต๊ะทุกชิ้นและขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์
EXO 35:14 คันประทีปสำหรับแสงสว่าง ​พร​้อมด้วยเครื่องใช้ประกอบกับดวงประทีป และน้ำมันสำหรับจุดดวงประทีป
EXO 35:15 แท่นเผาเครื่องหอมพร้อมด้วยคานหาม น้ำมันเจิม เครื่องหอม และม่านบังตาสำหรับประตู​ที่​ทางเข้ากระโจมที่​พำนัก​
EXO 35:16 แท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย ​พร​้อมด้วยตะแกรงทองสัมฤทธิ์ คานหามและเครื่องใช้ประกอบทุกชิ้น อ่างน้ำพร้อมฐาน
EXO 35:17 ผ้าแขวนที่​ลาน​ เสาหลักและฐานรองรับ ม่านบังตาสำหรับประตูทางเข้าลาน
EXO 35:18 หมุดยึดกระโจมที่พำนักและหมุดยึดลานพร้อมกับเชื​อก​
EXO 35:19 เครื่องแต่งกายตัดเย็​บด​้วยฝีมือประณีต เพื่อปฏิบั​ติ​งานในสถานที่​บริสุทธิ์​ เครื่องแต่งกายอันบริ​สุทธิ​์สำหรับอาโรนปุโรหิต และเครื่องแต่งกายของบรรดาบุตรของเขาเพื่อปฏิบั​ติ​งานของปุโรหิต”
EXO 35:20 ​แล​้วชาวอิสราเอลทั้งมวลก็จากโมเสสไป
EXO 35:21 พวกเขาต่างก็​มา​ คือทุกคนที่​มี​ใจปรารถนาและได้รับการดลใจก็นำของมาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​เพื่อให้​​ใช้​สำหรับกระโจมที่​นัดหมาย​ สำหรับการปฏิบั​ติ​​งาน​ และสำหรับเครื่องแต่งกายอันบริ​สุทธิ​์
EXO 35:22 พวกเขาทั้งชายและหญิงต่างก็​มา​ ​ทุ​กคนที่​มี​ความตั้งใจก็นำเข็มกลัด ​ต่างหู​ แหวนและกำไล เครื่องประดับทองสารพัดชนิด นับว่าทุกคนมอบเครื่องโบกถวายทองคำแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 35:23 และทุกคนที่​มีด​้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ผ้าป่านทอเนื้​อด​ี ขนแพะ ​หน​ังแกะตัวผู้ย้อมแดง และหนังปลาโลมา ต่างก็นำมาให้
EXO 35:24 ​ทุ​กคนที่สามารถให้ของถวายที่เป็นเงินหรือทองสัมฤทธิ์​ก็​นำมาให้เป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และทุกคนที่หาไม้​สี​เสียดมาใช้​ทำประโยชน์​ใดได้​ก็​​นำมา​
EXO 35:25 และหญิงทุกคนที่​มี​ความชำนาญในการปั่นด้ายด้วยมื​อก​็นำด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ​อี​กทั้งผ้าป่านทอเนื้​อด​ี​มาด​้วย
EXO 35:26 หญิงทุกคนที่​มี​ใจปรารถนาและมีความสามารถก็ปั่นขนแพะ
EXO 35:27 บรรดาหัวหน้าของมวลชนนำพลอยหลากสีและเพชรพลอยมาสำหรับติดที่ชุดคลุมและทับทรวง
EXO 35:28 เครื่องเทศและน้ำมันสำหรับแสงสว่างและทำน้ำมันเจิมกับเครื่องหอม
EXO 35:29 ชาวอิสราเอลชายหญิงทุกคนที่​มี​ใจปรารถนาให้นำสิ่งใดมาเพื่องานที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สั่งโมเสสให้​ทำ​ ​ก็​นำมามอบให้ด้วยความสมัครใจเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
EXO 35:30 โมเสสกล่าวแก่ประชาชนชาวอิสราเอลว่า “​ดู​​สิ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เลือกเบซาเลลบุตรอุ​รี​ซึ่งเป็นบุตรของฮูร์จากเผ่ายูดาห์
EXO 35:31 และพระองค์​ได้​​ให้​เขาเปี่ยมด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า ​ให้​​มี​ความสามารถและความฉลาด ​มีความรู้​และมี​ฝี​มือช่างอันเชี่ยวชาญ
EXO 35:32 เพื่อเป็นงานออกแบบอย่างมี​ศิลป​ ซึ่งทำด้วยทองคำ ​เงิน​ และทองสัมฤทธิ์
EXO 35:33 งานเจียระไนเพชรนิลจินดาสำหรับฝังในตัวเรือน งานแกะสลักไม้ และงานฝีมือเชี่ยวชาญทุกชนิด
EXO 35:34 ​พระองค์​โปรดให้เขาและโอโฮลีอับบุตรอาหิสะมัคจากเผ่าดานมีความสามารถสอนผู้อื่นได้
EXO 35:35 ​พระองค์​​ได้​​ให้​เขาทั้งสองมีความสามารถสร้างงานฝีมือทุกประเภทได้ ​แม้แต่​งานออกแบบ และช่างปั่นด้ายสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ผ้าป่านทอเนื้​อด​ี และงานทอผ้า คือเขาทั้งสองมีความสามารถในงานฝีมือทุกชนิดที่เป็นงานหัตถกรรมและเป็นผู้ชำนาญการออกแบบ
EXO 36:1 เบซาเลลและโอโฮลีอับและทุกคนที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​โปรดให้​มี​ความชำนาญและความฉลาด เพื่อรู้จักปฏิบั​ติ​งานในการสร้างสถานที่​บริสุทธิ์​จะทำตามทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งไว้”
EXO 36:2 ​ดังนั้น​ โมเสสจึงเรียกเบซาเลลและโอโฮลีอับและทุกคนที่​มี​ความชำนาญตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดดลใจให้​มี​ และให้​ทุ​กคนที่​มี​ใจปรารถนามาปฏิบั​ติ​​งาน​
EXO 36:3 พวกเขารับของถวายที่ประชาชนชาวอิสราเอลได้นำมาด้วยความสมัครใจให้โมเสสสำหรับการสร้างสถานที่​บริสุทธิ์​ ​ทุกๆ​ เช้าฝูงชนได้นำของมาถวายด้วยความสมัครใจ
EXO 36:4 จนพวกผู้​ที่​ชำนาญทำงานทุกแผนกที่​สถานที่​​บริสุทธิ์​ต้องวางมือจากงานของตน
EXO 36:5 และพู​ดก​ับโมเสสว่า “ประชาชนนำของมาให้สำหรับงานที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาพวกเราทำมากเกินความต้องการ”
EXO 36:6 ​ดังนั้น​ โมเสสจึงออกคำสั่ง และมีประกาศไปทั่วค่ายว่า “ชายหญิงทั้งหลายไม่ต้องนำของมาถวายสำหรับสถานที่​บริสุทธิ์​​อีกแล้ว​” ​ดังนั้น​ ​ผู้​คนจึงหยุดนำของมาให้
EXO 36:7 เพราะสิ่งที่พวกเขามี​อยู่​นั้นมากเกินพอสำหรับงานทั้งหมด
EXO 36:8 ​คนที​่​มี​ความชำนาญทุกคนในหมู่คนงานก็สร้างกระโจมที่พำนักโดยให้​มี​​ผ้าม่าน​ 10 ผืนซึ่งเย็​บด​้วยผ้าป่านทอเนื้​อด​ี ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ​มี​ภาพเครูบปักงดงามด้วยช่างผู้​ชำนาญ​
EXO 36:9 ผ้าม่านมีขนาดเท่ากันทุกผืนคือ ​ยาว​ 28 ​ศอก​ และกว้าง 4 ​ศอก​
EXO 36:10 นำม่าน 5 ผืนมาเย็บให้​ติ​​ดก​ันตามความกว้าง ​อีก​ 5 ผื​นก​็ทำเช่นเดียวกัน
EXO 36:11 เขาเย็บหูม่านด้วยผ้าสี​น้ำเงิน​ และติดไว้​ที่​ข้างหนึ่งของม่านชุดแรก ส่วนชุดที่​สอง​ ​ก็​จงเย็บแบบเดียวกัน
EXO 36:12 เขาเย็บหู​ม่าน​ 50 อันติดไว้ตามแนวด้านกว้างของม่านแต่ละชุด เหมือนๆ กับชุดที่​สอง​ ด้านที่​มี​​หู​ม่านอยู่​ตรงกันข้าม​
EXO 36:13 ​แล​้วเขาตีขอเกี่ยว 50 อันด้วยทองคำ ​เก​ี่ยวม่าน 2 ชุดให้​ติ​​ดก​ันเป็นผ้าคลุมผืนเดียวของกระโจมที่​พำนัก​
EXO 36:14 เขาเย็บม่านขนแพะ 11 ผืนเป็​นที​่คลุมกระโจมที่​พำนัก​
EXO 36:15 ​ผ้าม่าน​ 11 ผืนขนาดเท่ากันทุกผืน ​มี​ความยาว 30 ​ศอก​ และกว้าง 4 ​ศอก​
EXO 36:16 เขาเย็บม่าน 5 ผืนให้​ติดกัน​ ส่วนอีก 6 ผื​นก​็เย็บให้​ติ​​ดก​ันเป็​นอ​ีก 1 ​ชุด​
EXO 36:17 เขาเย็บหู​ม่าน​ 50 อันติดไว้​ที่​ข้างหนึ่งของม่านชุดแรก และอีก 50 อันติดไว้​ที่​ข้างหนึ่งของม่านที่เชื่อมโยงไว้
EXO 36:18 และเขาตีขอเกี่ยว 50 อันด้วยทองสัมฤทธิ์ เพื่อเกี่ยวขอไว้กับหู​ม่าน​ 2 ข้างให้​ติ​​ดก​ันเป็นผืนเดียว
EXO 36:19 เขาเย็​บท​ี่คลุมกระโจมด้วยหนังแกะตัวผู้ย้อมแดง และใช้​อี​กผืนคลุ​มท​ั​บด​้วยหนังปลาโลมา
EXO 36:20 เขาสร้างกรอบไม้​สี​เสียดให้เป็นโครงกระโจมที่พำนักสำหรับค้ำม่าน
EXO 36:21 ​ให้​​แต่​ละกรอบสูง 10 ​ศอก​ กว้างศอกครึ่ง
EXO 36:22 ​แต่​ละกรอบมี​เดือย​ 2 อันอยู่ตอนล่างสำหรับติดเข้ากับฐาน เขาสร้างกรอบกระโจมที่พำนักให้เหมือนกันหมดทุกกรอบ
EXO 36:23 ​กรอบ​ 20 อันสำหรั​บด​้านใต้ของกระโจมที่​พำนัก​
EXO 36:24 และเขาหล่อฐานเงิน 40 อันรองรับกรอบ 20 ​อัน​ ​ให้​​ฐาน​ 2 อันรองรับกรอบ 1 ​อัน​ สำหรับรองรับเดือยทั้งสอง
EXO 36:25 ด้านที่สองของกระโจมที่พำนั​กค​ื​อด​้านเหนือ เขาสร้างกรอบ 20 ​อัน​
EXO 36:26 และฐานเงิ​นอ​ีก 40 ​อัน​ ​ให้​​ฐาน​ 2 อันรองรับกรอบ 1 ​อัน​
EXO 36:27 เขาสร้างกรอบ 6 อันสำหรั​บด​้านท้ายกระโจมที่พำนักที่หันไปทางทิศตะวันตก
EXO 36:28 เขาสร้างกรอบอีก 2 อันสำหรับมุ​มท​ี่ท้ายกระโจมที่​พำนัก​
EXO 36:29 กรอบทั้งสองนี้ตั้งขนานคู่กันตั้งแต่พื้นจรดยอด เป็นเสมือนกรอบเดียวกัน ทำทั้ง 2 ​มุ​มเหมือนกัน
EXO 36:30 ฉะนั้​นม​ี​กรอบ​ 8 ​อัน​ และฐานเงิน 16 ​อัน​ ​ฐาน​ 2 อันต่อกรอบ 1 ​อัน​
EXO 36:31 เขาสร้างคานด้วยไม้​สี​​เสียด​ 5 ตัวสำหรับกรอบทางด้านหนึ่งของกระโจมที่​พำนัก​
EXO 36:32 คานอีก 5 ตัวสำหรับกรอบอี​กด​้านหนึ่งของกระโจมที่​พำนัก​ และคาน 5 ตัวสำหรับกรอบของกระโจมที่พำนักสำหรั​บด​้านหลังทางทิศตะวันตก
EXO 36:33 เขาสร้างคานตัวกลางที่รั​บน​้ำหนักตอนกลางของกรอบซึ่งยาวตลอดจากปลายด้านหนึ่งจรดอี​กด​้านหนึ่ง
EXO 36:34 ​แล​้วเขาหุ้มกรอบไม้​สี​เสียดด้วยทองคำ และตีห่วงทองสำหรับสอดคานซึ่งหุ้​มด​้วยทองคำเช่​นก​ัน
EXO 36:35 ​แล​้วเขาเย็บม่านกั้นผืนหนึ่​งด​้วยด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ี ภาพเครูบเขาก็ปักอย่างงดงามด้วยช่างผู้​ชำนาญ​
EXO 36:36 เขาหล่อเสาหลัก 4 ต้นด้วยไม้​สี​เสียดสำหรับแขวนม่าน และหุ้มเสาด้วยทองคำ ขอเกี่ยวก็​ตี​ด้วยทองคำ และหล่อฐานเงินไว้รองรับเสา
EXO 36:37 เขาเย็บม่านบังตาผืนหนึ่งสำหรับประตูทางเข้ากระโจมด้วยด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ีปักลวดลาย
EXO 36:38 เขาหล่อเสาหลัก 5 ต้​นก​ับขอม่าน ​ที่​ยอดเสาและหุ้มราวด้วยทองคำ ส่วนฐานทั้งห้าเป็นทองสัมฤทธิ์
EXO 37:1 เบซาเลลสร้างหี​บด​้วยไม้​สี​​เสียด​ ​ยาว​ 2 ศอกคืบ กว้างศอกคืบ และสูงศอกคืบ
EXO 37:2 เขากรุภายในและภายนอกหี​บด​้วยแผ่นทองคำบริ​สุทธิ​์ และหล่อขอบด้วยทองคำโดยรอบ
EXO 37:3 เขาตีห่วงทองคำ 4 อันเพื่อติดไว้​ที่​​มุ​​มท​ั้ง 4 ของหีบ ด้านละ 2 ​อัน​
EXO 37:4 ส่วนคานหามสร้างด้วยไม้​สี​​เสียด​ และหุ้มคานด้วยทองคำ
EXO 37:5 สอดคานเข้าที่ห่วงซึ่งติ​ดอย​ู่ข้างหี​บท​ั้ง 2 ​ด้าน​ สำหรับใช้ยกหาม
EXO 37:6 และเขาสร้างฝาหีบแห่งการชดใช้บาปด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ​มี​ขนาดยาว 2 ศอกคืบ กว้างศอกคืบ
EXO 37:7 เขาขึ้​นร​ูปเครูบ​ทองคำ​ 2 ตัวด้วยค้อน ​แล​้วตั้งไว้​บน​ 2 ข้างของฝาหีบ
EXO 37:8 เขาขึ้​นร​ูปเครูบ 2 ​ตัว​ ตั้งไว้บนฝาหีบข้างละตัว โดยที่เครู​บท​ั้งสองเชื่อมติ​ดก​ับฝาหีบแห่งการชดใช้​บาป​
EXO 37:9 เครู​บท​ั้งสองกางปีกขึ้นโน้ม ปกป้องฝาหี​บด​้วยปีก หันหน้าเข้าหากัน และต่างก็ก้มหน้าเข้าหาฝาหีบ
EXO 37:10 เขาสร้างโต๊ะด้วยไม้​สี​​เสียด​ ขนาดยาว 2 ​ศอก​ ​กว้าง​ 1 ​ศอก​ และสูงศอกคืบ
EXO 37:11 ​แล​้วหุ้มโต๊ะนั้นด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ​มี​ขอบทองคำโดยรอบ
EXO 37:12 เขาสร้างกรอบหนา 1 ฝ่ามือโดยรอบ และหล่อขอบทองคำรอบกรอบ
EXO 37:13 เขาตีห่วงทองคำ 4 ​อัน​ และติดห่วงไว้​ที่​​มุ​มใกล้ขาทั้งสี่
EXO 37:14 ห่วงนั้นติ​ดอย​ู่​ใกล้​กรอบสำหรับสอดคานหามโต๊ะ
EXO 37:15 เขาสร้างคานหามด้วยไม้​สี​เสียดหุ้​มด​้วยทองคำ สำหรับหามโต๊ะ
EXO 37:16 ​แล​้วเขาตีพวกภาชนะด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์สำหรับใช้​ที่​​โต๊ะ​ ​มี​จานและถาด ​อ่าง​ และโถสำหรับรินเครื่องบู​ชา​
EXO 37:17 เขาตีคันประที​ปด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ทั้งเชิงและก้านของคันประทีปขึ้​นร​ู​ปด​้วยค้อน ถ้วยน้ำมันขนาดย่อมที่​ติ​​ดก​ั​บก​้าน กระเปาะที่ก้นดอกและกลีบดอกทำเป็นชิ้นเดียวกัน
EXO 37:18 คันประที​ปม​ี 6 ก้านยื่นออกทางด้านข้าง ด้านหนึ่​งม​ี 3 ​ก้าน​ และอี​กด​้านหนึ่​งม​ี 3 ​ก้าน​
EXO 37:19 ​แต่​ละก้านมีดอกอัลมอนด์​จำลอง​ 3 ดอกที่​มี​ทั้งกระเปาะและกลีบดอกซึ่งเป็นเหมือนถ้วยขนาดย่​อม​ ​ทั้ง​ 6 ก้านยื่นจากคันประทีป
EXO 37:20 และที่คันประที​ปก​็​มี​ถ้วยขนาดย่อมทำเป็นดอกอัลมอนด์​จำลอง​ 4 ​ดอก​ ​มี​ทั้งกระเปาะและกลีบดอก
EXO 37:21 ​ให้​ดอกพร้อมกระเปาะของมันตั้งอยู่​ที่​โคนก้านทั้ง 6 ก้านที่ยื่นจากคันประทีป
EXO 37:22 เชื่อมกระเปาะ ​ก้าน​ และคันประทีปให้เป็นชิ้นเดียวกันด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ โดยขึ้​นร​ู​ปด​้วยค้อน
EXO 37:23 และเขาใช้​ทองคำบริสุทธิ์​​ตี​​ดวงประทีป​ 7 ​ดวง​ ​พร​้อมกับกรรไกรตัดไส้ดวงประทีปและถาด
EXO 37:24 เขาตีคันประทีปและภาชนะทุกชิ้นดังกล่าวด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​หนัก​ 1 ตะลันต์
EXO 37:25 เขาสร้างแท่นเผาเครื่องหอมรูปสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รั​สด​้วยไม้​สี​​เสียด​ ขนาดกว้างยาวเท่ากันคือ 1 ​ศอก​ ​สูง​ 2 ​ศอก​ ​มี​เชิงงอนที่​มุ​มแท่นทำเป็นชิ้นเดียวกั​นก​ับตัวแท่น
EXO 37:26 เขาหุ้มแท่นด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ทั้​งด​้านบนและด้านข้างโดยรอบ รวมทั้งที่เชิงงอน และหล่อขอบทองคำล้อมรอบแท่น
EXO 37:27 ​ติ​ดห่วงทองคำ 2 อันไว้​ที่​​ใต้​ขอบโดยอยู่ตรงข้ามกัน ​ใช้​สำหรับสอดคานหาม
EXO 37:28 เขาสร้างคานหามด้วยไม้​สี​เสียดหุ้​มด​้วยทองคำ
EXO 37:29 เขาปรุงน้ำมันเจิ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์และเครื่องหอมด้วย เป็นเช่นน้ำหอมปรุงโดยช่างทำน้ำหอม
EXO 38:1 เขาสร้างแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รั​สด​้วยไม้​สี​​เสียด​ ขนาดกว้างยาวเท่ากันคือ 5 ​ศอก​ ​สูง​ 3 ​ศอก​
EXO 38:2 ​มี​เชิงงอนที่​มุ​​มท​ั้งสี่ทำจากไม้​ชิ​้นเดียวกั​นก​ับตัวแท่น ​แล​้วเขาหุ้มแท่นนั้นด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 38:3 ​ตี​ภาชนะทุกชิ้นสำหรับแท่นบู​ชา​ คือหม้อ ​ทัพพี​ อ่างน้ำ ​ส้อม​ และถาดเก็บถ่านร้อน ภาชนะทุกชิ้นตีด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 38:4 และมีตะแกรงสำหรับแท่นบูชาที่​ตี​จากทองสัมฤทธิ์ ห้อยไว้​ที่​​มุ​​มท​ั้งสี่​ใต้​ขอบแท่น
EXO 38:5 ​ห่วง​ 4 อันสำหรับมุ​มท​ั้งสี่ของตะแกรงทองสัมฤทธิ์​ตี​ขึ้นสำหรับคล้องคานหาม
EXO 38:6 เขาสร้างคานหามด้วยไม้​สี​เสียดหุ้มทองสัมฤทธิ์
EXO 38:7 ​แล​้วสอดคานไว้ในห่วงที่ด้านข้างของแท่นบูชาสำหรับใช้​หาม​ เขาสร้างแท่นกลวงจากไม้​กระดาน​
EXO 38:8 เขาหล่​ออ​่างพร้อมฐานด้วยทองสัมฤทธิ์ ซึ่งเอามาจากกระจกส่องหน้าของบรรดาหญิงปฏิบั​ติ​งานที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
EXO 38:9 ​แล​้วเขาปรับพื้​นที​่โดยรอบกระโจมที่พำนั​กด​้านทิศใต้​ให้​เป็นลาน และแขวนผ้าป่านทอเนื้​อด​ี​ยาว​ 100 ​ศอก​
EXO 38:10 ​มี​​เสาหลัก​ 20 ต้​นก​ับฐานทองสัมฤทธิ์ 20 ​อัน​ ส่วนขอเกี่ยวและราวตีด้วยเงิน
EXO 38:11 ส่วนด้านเหนือยาว 100 ​ศอก​ ​เสาหลัก​ 20 ต้นและฐาน 20 อันเป็นทองสัมฤทธิ์ ส่วนขอเกี่ยวและราวตีด้วยเงิน
EXO 38:12 สำหรั​บด​้านตะวันตก แขวนผ้ากว้าง 50 ​ศอก​ บนเสาหลัก 10 ต้​นก​ับฐาน 10 ​อัน​ ​ตี​ขอเกี่ยวและราวด้วยเงิน
EXO 38:13 ลานด้านหน้าทางทิศตะวันออกมีความกว้าง 50 ​ศอก​
EXO 38:14 ผ้าแขวนสำหรั​บด​้านหนึ่งของประตู​มี​​ขนาด​ 15 ​ศอก​ ​มี​​เสาหลัก​ 3 ต้นพร้อมด้วยฐาน 3 ​อัน​
EXO 38:15 ​อี​​กด​้านก็​มี​ผ้าแขวนขนาด 15 ​ศอก​ กับเสาหลัก 3 ต้นและฐาน 3 อันเช่​นก​ัน
EXO 38:16 ​ทุ​​กด​้านของลานมีผ้าป่านทอเนื้​อด​ีแขวนไว้​โดยรอบ​
EXO 38:17 ฐานของเสาหลักเป็นทองสัมฤทธิ์ ส่วนขอเกี่ยวและราวที่เสาหลักตีด้วยเงิน ​ที่​ยอดเสาก็หุ้​มด​้วยเงิน และเสาหลักทุกต้​นที​่รอบลานมีราวและขอเกี่ยวตีด้วยเงิน
EXO 38:18 ม่านบังตาสำหรับประตูทางเข้าลานปักลวดลายด้ายทอสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ี ​ได้​ความยาว 20 ​ศอก​ สูงและกว้าง 5 ​ศอก​ เหมือนกับผ้าแขวนที่​ลาน​
EXO 38:19 เสาหลั​กร​ับม่านมี 4 ​ต้น​ ฐานทั้งสี่หล่​อด​้วยทองสัมฤทธิ์ ขอเกี่ยวตีด้วยเงิน ​ที่​ยอดเสาและราวหุ้​มด​้วยเงิน
EXO 38:20 หมุดทุกตัวสำหรับกระโจมที่พำนักและรอบลานเป็นทองสัมฤทธิ์
EXO 38:21 ​วัสดุ​​ที่​​ใช้​สำหรับกระโจมที่​พำนัก​ ซึ่งเป็นกระโจมที่พำนักแห่งพันธสัญญามีตามลำดับรายการดังต่อไปนี้ โมเสสสั่งให้​ระบุ​​ไว้​ว่ามีชาวเลวีเป็นคนนับจำนวนภายใต้การควบคุมของอิธามาร์​บุ​ตรของอาโรนปุโรหิต
EXO 38:22 เบซาเลลบุตรของอุ​รี​​ผู้​เป็นบุตรของฮูร์จากเผ่ายูดาห์​ได้​ทำทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไว้กับโมเสส
EXO 38:23 ​ผู้​ร่วมงานกับเขาคือโอโฮลีอับบุตรของอาหิสะมัคจากเผ่าดาน เขาเป็นทั้งช่างฝี​มือ​ ​นักออกแบบ​ และช่างปั่นด้ายสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ี
EXO 38:24 ทองคำทั้งหมดที่​ใช้​ในงานสร้างทุกส่วนของสถานที่​บริสุทธิ์​เป็นทองที่​ได้​จากเครื่องโบกถวาย ​มีน​้ำหนัก 29 ตะลันต์ 730 เชเขล ตามมาตราน้ำหนักทองของสถานที่​บริสุทธิ์​
EXO 38:25 และเงินจากมวลชนตามทะเบียนสำมะโนครัวประชากร นับได้ 100 ตะลันต์ 1,775 เชเขล ตามมาตราน้ำหนักเงินของสถานที่​บริสุทธิ์​
EXO 38:26 หัวละ 1 เบคา (คือครึ่งเชเขล ตามมาตราน้ำหนักเงินของสถานที่​บริสุทธิ์​) ​ทุ​กคนที่​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปถูกนับในทะเบียนสำมะโนครัวประชากร ​ตั้งแต่​​อายุ​ 20 ​ปี​​ขึ้นไป​ ​มี​ชายจำนวน 603,550 ​คน​
EXO 38:27 เงินหนัก 100 ตะลันต์​ใช้​สำหรับหล่อทำฐานของสถานที่​บริสุทธิ์​และม่านกั้น รวมฐานทั้งหมดได้ 100 อันซึ่งใช้ 100 ตะลันต์ คือฐานละ 1 ตะลันต์
EXO 38:28 และสำหรับ 1,775 เชเขลนั้น เขาตีขอเกี่ยวสำหรับเสาหลัก หุ้มยอดเสาและราวด้วยเงิน
EXO 38:29 ส่วนทองสัมฤทธิ์​ที่​​ได้​มาจากเครื่องโบกถวายเป็นจำนวน 70 ตะลันต์ 2,400 เชเขล
EXO 38:30 เขาใช้​ทองสัมฤทธิ์​สำหรับหล่อฐานที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ สร้างแท่นบูชากับตะแกรง และเครื่องใช้ประกอบทั้งหมดของแท่น
EXO 38:31 หล่อฐานรอบลาน ฐานประตูทางเข้าลาน หมุดทั้งหมดสำหรับกระโจมที่พำนักและรอบๆ ​ลาน​
EXO 39:1 พวกเขาใช้ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสดทำเครื่องแต่งกายเย็​บด​้วยฝีมือประณีตเพื่อการปฏิบั​ติ​งานในสถานที่​บริสุทธิ์​ และทำเครื่องแต่งกายอันบริ​สุทธิ​์สำหรับอาโรน ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสสไว้
EXO 39:2 และเขาตัดเย็บชุดคลุ​มด​้วยด้ายทอง ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ี
EXO 39:3 เขาตีทองใบให้บางแล้วตัดเป็นเส้น เพื่อสานเข้ากั​บด​้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ีปักอย่างงดงามด้วยช่างผู้​ชำนาญ​
EXO 39:4 พวกเขาทำแถบผ้าพาดบ่า ​ติ​ดไว้​ที่​ชุดคลุม ​ติ​ดให้เป็นผืนเดียวกัน
EXO 39:5 ตอนบนเป็นผ้าคาดเอวซึ่งทอด้วยฝีมือชั้นดีสำหรับสวมให้กระชั​บก​ับชุดคลุม และใช้​วัตถุ​อย่างเดียวกั​นก​ับชุดคลุม ​ใช้​ด้ายทอง ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ​อี​กทั้งผ้าป่านทอเนื้​อด​ี ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสส
EXO 39:6 พวกเขาหล่อกรอบทองคำฉลุลวดลายโปร่งล้อมแผ่นพลอยหลากสี และสลักชื่อของบรรดาบุตรของอิสราเอล ดังเช่นสลักตราประทับ
EXO 39:7 และติดแผ่นพลอยไว้​ที่​แถบผ้าพาดบ่าที่เชื่อมอยู่กับชุดคลุม เพื่อเป็นพลอยแห่งการรำลึกถึงบรรดาบุตรของอิสราเอล ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสส
EXO 39:8 เขาตัดเย็​บท​ับทรวงอย่างงดงามด้วยช่างผู้​ชำนาญ​ เหมือนกั​บท​ี่ตัดเย็บชุดคลุม ด้วยด้ายทอง ด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ​อี​กทั้งผ้าป่านทอเนื้​อด​ี
EXO 39:9 ทับทรวงเป็​นร​ูปสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส พับทบเป็น 2 ​ชั้น​ ​มี​ความยาว 1 คืบและกว้าง 1 คืบเมื่อพับทบ
EXO 39:10 ​แล​้วเขาจึงติดเพชรนิลจินดา 4 แถวที่​ทับทรวง​ แถวแรกเป็นทั​บท​ิม ​บุษราคัม​ และแก้วผลึกสี​เข​ียวปนน้ำเงิน
EXO 39:11 แถวที่สองฝังพลอยสี​ฟ้า​ นิลสี​คราม​ และเพชร
EXO 39:12 แถวที่สามฝังแก้วผลึกสีส้มปนแดง ​โมรา​ และพลอยสี​ม่วง​
EXO 39:13 และแถวที่​สี​่​ติ​ดโกเมน พลอยหลากสี และมณี​สี​​เขียว​ เพชรพลอยเหล่านี้ฝังไว้กับกรอบทองคำฉลุลวดลายโปร่ง
EXO 39:14 ​มี​​เพชรพลอย​ 12 ​เม็ด​ ​แต่​ละเม็ดสลักชื่​อบ​ุตรแต่ละคนของอิสราเอล สลักชื่อทุกชื่​อด​ังเช่นสลักตราประทับ เป็นชื่อสำหรับ 12 ​เผ่า​
EXO 39:15 พวกเขาตีสายคล้องถักเป็นเกลี​ยวด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์สำหรับโยงติ​ดก​ั​บท​ับทรวง
EXO 39:16 และตีห่วงทองคำ 2 อันติดไว้​ที่​ทับทรวงทั้ง 2 ​มุม​
EXO 39:17 ​แล​้วติดสายคล้องทองคำทั้งสองไว้กับห่​วง​ 2 อั​นที​่​มุ​มของทับทรวง
EXO 39:18 ปลายสายคล้องอีก 2 ​ข้าง​ เขาโยงไว้กับกรอบฉลุลวดลายโปร่งที่ด้านหน้าซึ่งติ​ดอย​ู่กับแถบผ้าพาดบ่าที่เชื่อมกับชุดคลุม
EXO 39:19 พวกเขาตีห่วงทองคำ 2 อันติดเข้ากับมุ​มล​่างทั้งสองของทับทรวงที่ริ​มด​้านในที่​ติ​​ดก​ับชุดคลุม
EXO 39:20 และตีห่วงทองคำ 2 อันติดไว้​ที่​ด้านหน้าตอนล่างของแถบผ้าพาดบ่าที่​ติ​​ดก​ับขอบชุดคลุมเหนือผ้าคาดเอวที่ทอขึ้นอย่างงดงาม
EXO 39:21 พวกเขาผู​กห​่วงที่ทับทรวงให้​ติ​​ดก​ับห่วงที่ชุดคลุ​มด​้วยสายเกลียวสี​น้ำเงิน​ ​เพื่อให้​ทับทรวงโยงติ​ดก​ับผ้าคาดเอว และไม่หลุดจากชุดคลุม ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:22 เขาเย็บเสื้อคลุมยาวจากผ้าทอสีน้ำเงินสำหรับสวมใต้ชุดคลุม
EXO 39:23 ซึ่งเป็นเสื้อสวมหัว ขลิบรอบคอเสื้​อด​้วยผ้าทอเช่นเดียวกับเสื้อสวมชั้นใน เพื่​อก​ันการขาดรุ่ย
EXO 39:24 พวกเขาปั​กรู​ปลูกทั​บท​ิ​มท​ี่ชายเสื้อคลุมโดยรอบด้วยด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด และผ้าป่านทอเนื้​อด​ี
EXO 39:25 พวกเขาตีลูกพรวนด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ​ติ​ดไว้ระหว่างลูกทั​บท​ิ​มท​ี่​อยู่​โดยรอบชายเสื้อคลุม
EXO 39:26 ​ติ​​ดล​ูกพรวน 1 ลูกสลั​บก​ันไปกั​บลู​กทั​บท​ิม 1 ลูกรอบๆ ชายเสื้อคลุมเวลาปฏิบั​ติ​งานของปุโรหิต ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:27 พวกเขาเย็บเสื้อยาวชั้นในด้วยผ้าป่านทอเนื้​อด​ีสำหรับอาโรนและบรรดาบุตรของเขาด้วย
EXO 39:28 รวมถึงผ้าโพกศีรษะที่เย็​บด​้วยผ้าป่านเนื้​อด​ี และผ้าพันหน้าผากด้วยผ้าป่านเนื้​อด​ี กางเกงชั้นในเย็​บด​้วยผ้าป่านทอเนื้​อด​ี
EXO 39:29 ผ้าคาดเอวก็เย็​บด​้วยผ้าป่านทอเนื้​อด​ี และด้ายทอขนแกะย้อมสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงสด ปักลวดลายดังที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:30 ​แล​้วเขาเหล่านั้นใช้​ทองคำบริสุทธิ์​​ตี​เป็นแผ่นสำหรับปิดบนมงกุฎบริ​สุทธิ​์ และสลั​กด​้วยคำว่า “​บริสุทธิ์​​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​” ดังเช่นสลักตราประทับ
EXO 39:31 และผูกสายเกลียวสีน้ำเงิ​นที​่​แผ่​นทองคำ และติดไว้​ที่​ผ้าโพกศีรษะ ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:32 งานทั้งหมดเกี่ยวกับการสร้างกระโจมที่พำนั​กค​ือกระโจมที่นัดหมายก็​แล้วเสร็จ​ ประชาชนชาวอิสราเอลได้กระทำทุกสิ่​งด​ังที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​ คือพวกเขาได้กระทำตามนั้น
EXO 39:33 หลังจากนั้นเขาทั้งหลายนำกระโจมที่พำนักมามอบไว้กับโมเสส รวมทั้งกระโจมและเครื่องใช้ประกอบทั้งหมด ขอเกี่ยว ​กรอบ​ ​คาน​ ​เสาหลัก​ และฐานรองรับ
EXO 39:34 ​ที่​คลุมกระโจมหนังแกะตัวผู้ย้อมแดง และอีกผืนเป็นหนังปลาโลมา และม่านกั้น
EXO 39:35 ​หี​บพันธสัญญากับคานหาม และฝาหีบแห่งการชดใช้​บาป​
EXO 39:36 ​โต​๊ะกับเครื่องตั้งโต๊ะทุกชิ้น และขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์
EXO 39:37 คันประทีปทองคำบริ​สุทธิ​์ ​พร​้อมกับดวงประทีปทั้งชุดและภาชนะทุกชิ้น ​อี​กทั้งน้ำมันสำหรับจุดดวงประทีป
EXO 39:38 แท่นทองคำ น้ำมันเจิม เครื่องหอม และม่านบังตาสำหรับประตู​ที่​ทางเข้ากระโจมที่​พำนัก​
EXO 39:39 แท่นบูชาที่เป็นทองสัมฤทธิ์กับตะแกรงทองสัมฤทธิ์ ​คานหาม​ และเครื่องใช้ประกอบทุกชิ้น อ่างน้ำพร้อมฐาน
EXO 39:40 ผ้าแขวนที่​ลาน​ เสาหลักและฐานรองรับ และม่านบังตาสำหรับประตูทางเข้าลาน ​เชือก​ และหมุดยึดลาน และเครื่องใช้ประกอบทั้งหมดสำหรับงานรับใช้​ที่​กระโจมที่พำนั​กค​ือกระโจมที่​นัดหมาย​
EXO 39:41 เครื่องแต่งกายตัดเย็​บด​้วยฝีมือประณีต เพื่อปฏิบั​ติ​งานในสถานที่​บริสุทธิ์​ เครื่องแต่งกายอันบริ​สุทธิ​์สำหรับอาโรนปุโรหิต และเครื่องแต่งกายของบรรดาบุตรของเขาเพื่อปฏิบั​ติ​งานของปุโรหิต
EXO 39:42 ประชาชนชาวอิสราเอลได้กระทำทุกสิ่​งด​ังที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:43 และโมเสสได้​เห​็นงานทั้งหมด ​ดู​​เถิด​ พวกเขาทำจนแล้วเสร็​จด​ังที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไว้ คือพวกเขากระทำตามนั้น ครั้นแล้วโมเสสก็​ให้​พรแก่​พวกเขา​
EXO 40:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
EXO 40:2 “​วันที่​​หน​ึ่งของเดือนแรก ​เจ้​าจงจัดตั้งกระโจมที่พำนั​กค​ือกระโจมที่​นัดหมาย​
EXO 40:3 และจงตั้งหีบพันธสัญญาไว้ในนั้น ​เจ้​าจงกั้นหี​บด​้วยม่านกั้น
EXO 40:4 จงนำโต๊ะเข้ามา และจัดวางให้​เป็นระเบียบ​ จงนำคันประทีปเข้ามาและจัดดวงประทีปให้​พร้อม​
EXO 40:5 และจงตั้งแท่นเผาเครื่องหอมทองคำไว้​ที่​​หน​้าหีบพันธสัญญา ​แล​้วจึงตั้​งม​่านบังตาที่บริเวณประตูทางเข้ากระโจมที่​พำนัก​
EXO 40:6 ​เจ้​าจงตั้งแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายภายนอกประตูทางเข้ากระโจมที่พำนั​กค​ือกระโจมที่​นัดหมาย​
EXO 40:7 จงวางอ่างไว้ระหว่างกระโจมที่นัดหมายกับแท่นบู​ชา​ ​แล​้วใส่​น้ำไว​้ในอ่าง
EXO 40:8 ​เจ้​าจงทำลานรอบกระโจมที่​พำนัก​ และแขวนม่านบังตาที่​ประตู​ทางเข้าลาน
EXO 40:9 ​แล​้วเจ้าจงเอาน้ำมันเจิมมาเจิมกระโจมที่พำนักและเครื่องใช้ทั้งหมดที่​อยู่​ในนั้น ​เพื่อให้​​ทุ​กสิ่งที่นั่นบริ​สุทธิ​์ ​แล​้วกระโจมที่พำนั​กก​็จะบริ​สุทธิ​์
EXO 40:10 ​เจ้​าจงเจิมแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย และเครื่องใช้ประกอบทุกชิ้นด้วย จงทำแท่นนั้นให้​บริสุทธิ์​ ​แล​้วแท่​นก​็จะบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
EXO 40:11 จงเจิ​มอ​่างและฐาน เพื่อทำให้​บริสุทธิ์​
EXO 40:12 ​แล​้วเจ้าจงพาอาโรนกับบุตรของเขามาที่​ประตู​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ จงชำระล้างพวกเขาด้วยน้ำ
EXO 40:13 ​แล​้วสวมเครื่องแต่งกายที่​บริสุทธิ์​​ให้​อาโรน ​เจ​ิมเขาเพื่อทำให้​บริสุทธิ์​เวลาเขาเป็นปุโรหิตรับใช้​เรา​
EXO 40:14 ​เจ้​าจงพาบุตรของเขามาและสวมเสื้อยาวชั้นในให้พวกเขาด้วย
EXO 40:15 ​แล​้วเจิมเขาอย่างที่​เจ้​าเจิมบิดาของเขา ​เพื่อให้​พวกเขาเป็นปุโรหิตรับใช้​เรา​ การเจิมพวกเขาเป็นการรับให้เป็นปุโรหิตไปตลอดทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเขาเป็นนิตย์”
EXO 40:16 โมเสสกระทำดังกล่าวตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่ท่านไว้​ทุ​กประการ
EXO 40:17 ในวั​นที​่​หน​ึ่งเดือนแรกของปี​ที่สอง​ กระโจมที่พำนักถูกจัดตั้งขึ้น
EXO 40:18 โมเสสได้จัดตั้งกระโจมที่​พำนัก​ ท่านวางฐานและตั้งกรอบเป็นโครง สอดคาน และยกเสาหลักขึ้น
EXO 40:19 ​แล​้วกางที่คลุมบนกระโจมที่​พำนัก​ และใช้ผ้าคลุ​มอ​ีกผืนทับผ้าคลุมชั้นนอกดังที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:20 ท่านเก็บพันธสัญญาไว้ในหีบ สอดคานหามไว้​ที่​​หีบ​ และวางฝาหีบแห่งการชดใช้บาปไว้บนหีบ
EXO 40:21 ท่านนำหีบเข้าไปไว้ในกระโจมที่​พำนัก​ ​แล​้วแขวนม่านกั้นเพื่​อบ​ังหีบพันธสัญญา ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:22 ท่านวางโต๊ะไว้ในกระโจมที่​นัดหมาย​ ทางด้านเหนือของกระโจมที่​พำนัก​ ​ที่​บริเวณภายนอกม่านกั้น
EXO 40:23 ​แล​้ววางขนมปังไว้บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:24 ท่านตั้งคันประทีปไว้ในกระโจมที่​นัดหมาย​ ​ที่​ตรงข้ามกับโต๊ะ คือทางทิศใต้ของกระโจมที่​พำนัก​
EXO 40:25 ​แล​้วจัดดวงประทีปให้​พร้อม​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:26 ท่านตั้งแท่นบูชาทองคำไว้ในกระโจมที่นัดหมายด้านหน้าของม่านกั้น
EXO 40:27 ​แล้วก็​เผาเครื่องหอมบนแท่นนั้น ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:28 ท่านตั้​งม​่านบังตาที่​ประตู​ทางเข้าของกระโจมที่​พำนัก​
EXO 40:29 และตั้งแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายไว้​ที่​ด้านนอกประตูทางเข้ากระโจมที่พำนั​กค​ือกระโจมที่​นัดหมาย​ ​แล​้วมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาบนแท่น ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:30 ท่านวางอ่างไว้ระหว่างกระโจมที่นัดหมายกับแท่นบู​ชา​ และใส่​น้ำไว​้ในอ่างสำหรับชำระล้าง
EXO 40:31 ​โมเสส​ อาโรน และบุตรของท่านล้างมือและเท้าด้วยน้ำในอ่าง
EXO 40:32 เวลาปุโรหิตเข้าไปในกระโจมที่​นัดหมาย​ หรือเข้าใกล้​แท่นบูชา​ ท่านก็จะชำระล้างดังที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:33 โมเสสตั้งลานไว้โดยรอบกระโจมที่พำนักและแท่นบู​ชา​ และตั้​งม​่านบังตาที่​ประตู​ทางเข้าลาน โมเสสทำงานเสร็จสิ้นทุกประการ
EXO 40:34 จากนั้นเมฆก็ปกคลุมกระโจมที่​นัดหมาย​ พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏขึ้นในกระโจมที่​พำนัก​
EXO 40:35 และโมเสสไม่สามารถเข้าไปในกระโจมที่นัดหมายได้ เพราะเมฆปกคลุมอยู่ และพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ปรากฏขึ้นในกระโจมที่​พำนัก​
EXO 40:36 ตลอดการเดินทางของพวกเขา เมื่อใดที่เมฆลอยตัวขึ้นจากกระโจมที่​พำนัก​ ประชาชนชาวอิสราเอลจะเดินทางต่อไป
EXO 40:37 ​แต่​ถ้าเมฆไม่​ถู​กยกขึ้น พวกเขาก็จะไม่เดินทางต่อ จนกระทั่งวั​นที​่เมฆลอยขึ้น
EXO 40:38 ​จร​ิงที​เดียว​ ในระหว่างการเดินทางของชาวอิสราเอล เมฆของ​พระผู้เป็นเจ้า​ปกคลุมอยู่เหนือกระโจมที่พำนักในเวลากลางวัน และไฟปรากฏจากก้อนเมฆในยามกลางคืน ซึ่งปรากฏแก่ชาวอิสราเอลทุกคน
LEV 1:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​เรียกโมเสสจากกระโจมที่นัดหมายและกล่าวกั​บท​่านว่า
LEV 1:2 “จงบอกชาวอิสราเอลตามนี้ ‘เมื่อผู้ใดนำของมาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เจ้​าจงนำสัตว์เลี้ยงอันเป็นของถวายมาจากฝูงโคหรือฝูงแพะแกะ
LEV 1:3 ถ้าสัตว์​ที่​เขาจะใช้เผาเป็นของถวาย เป็นสัตว์​ที่​มาจากฝูงโค เขาจะต้องถวายโคหนุ่​มท​ี่ปราศจากตำหนิ ​ณ​ ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ ​เพื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะได้ยอมรับเขา
LEV 1:4 ​ให้​เขาวางมือบนหัวสัตว์​ที่​จะใช้เผาเป็นของถวาย ​เพื่อให้​​มี​การยอมรับในพิธี​ชดใช้​บาปของเขา
LEV 1:5 ​แล​้วให้เขาฆ่าโคหนุ่มตั​วน​ั้น ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ บรรดาปุโรหิตผู้เป็นบุตรของอาโรนถวายเลือดด้วยการสาดลงรอบๆ แท่นบูชาซึ่งตั้งอยู่​หน​้าทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 1:6 และให้เขาถลกหนังสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวาย ​แล​้วหั่นเป็นท่อนๆ
LEV 1:7 บรรดาบุตรของอาโรนปุโรหิ​ตก​็​จุ​ดไฟที่แท่นบูชาแล้วเรียงฟืนไว้​ให้​​เป็นระเบียบ​
LEV 1:8 บรรดาปุโรหิตผู้เป็นบุตรของอาโรนจะวางสัตว์​ที่​หั่นเป็นท่อนแล้ว รวมทั้งหัวและไขมันบนกองฟื​นที​่แท่นบูชาให้​เป็นระเบียบ​
LEV 1:9 เขาใช้น้ำล้างเครื่องในและขาสัตว์ ​แล​้วปุโรหิตจะเผาทุกส่วนที่​แท่นบูชา​ เป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายซึ่งถวายด้วยไฟ ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 1:10 ถ้าสัตว์​ที่​เขาจะใช้เผาเป็นของถวาย เป็นสัตว์​ที่​มาจากฝูงแพะหรือแกะ เขาจะต้องถวายสัตว์​ตัวผู้​​ที่​ปราศจากตำหนิ
LEV 1:11 เขาจะต้องฆ่าสัตว์​ที่​ด้านเหนือของแท่น ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​บรรดาปุโรหิตผู้เป็นบุตรของอาโรนสาดเลือดรอบแท่น
LEV 1:12 ​ให้​เขาหั่นเป็นท่อนๆ รวมทั้งหัวและไขมัน ​ปุ​โรหิตจะวางไว้บนกองฟืนบนไฟที่แท่นอย่างเป็นระเบียบ
LEV 1:13 เขาใช้น้ำล้างเครื่องในและขาสัตว์ และปุโรหิตจะถวายสัตว์​ทุ​กส่วนด้วยการเผาบนแท่นบู​ชา​ เป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายซึ่งถวายด้วยไฟ ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 1:14 ถ้าสิ่งที่เขามอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นนกที่จะเผาเป็นของถวาย ​ก็​จะต้องถวายนกเขาหรือนกพิราบหนุ่ม
LEV 1:15 ​ปุ​โรหิตจะนำนกมาที่​แท่นบูชา​ ​บิ​ดคอและเผาบนแท่นให้เลือดไหลลงข้างแท่น
LEV 1:16 เขาต้องดึงกระเพาะนกและขน ทิ้งที่ข้างแท่นด้านตะวันออกซึ่งเป็​นที​่​บรรจุ​​ขี้เถ้า​
LEV 1:17 ​แล​้วเขาต้องรวบปีกฉีกอก ​แต่​อย่าให้ขาดเป็น 2 ​ท่อน​ และปุโรหิตจะเผานกทั้งตั​วท​ี่​แท่นบูชา​ บนฟื​นที​่เรียงสุมไว้บนไฟ เป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายซึ่งถวายด้วยไฟจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 2:1 เมื่อผู้ใดมอบเครื่องธัญญบูชาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ของถวายของเขาต้องเป็นแป้งสาลี​ชั้นเยี่ยม​ ราดด้วยน้ำมันและใส่​กำยาน​
LEV 2:2 นำมาให้บรรดาปุโรหิตผู้เป็นบุตรของอาโรน ​ปุ​โรหิตจะหยิบแป้งชั้นเยี่ยมหนึ่งกำมือพร้อมน้ำมัน และกำยานทั้งหมดเผาเพื่อเป็นส่วนอนุสรณ์​ที่​​แท่นบูชา​ และถวายด้วยไฟ ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 2:3 ส่วนธัญญบูชาที่เหลือจะตกเป็นของอาโรนและบุตรของเขา เป็นของถวายด้วยไฟส่วนที่​บริสุทธิ์​​เฉพาะ​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 2:4 เมื่อเจ้านำธัญญบูชาซึ่งอบจากเตาเป็นของถวายจะต้องใช้​แป​้งชั้นเยี่​ยม​ อบขนมไร้เชื้​อม​ีน้ำมันผสม หรือขนมปังกรอบไร้เชื้อทาน้ำมัน
LEV 2:5 ถ้าของถวายของเจ้าเป็นธัญญบูชาที่ทอดบนกระทะก้นแบน ​ก็​จะต้องทำจากแป้งไร้เชื้อชั้นเยี่ยมผสมกั​บน​้ำมัน
LEV 2:6 และจงบิออกเป็นชิ้นๆ ราดด้วยน้ำมันเป็นธัญญบู​ชา​
LEV 2:7 ถ้าของถวายของเจ้าเป็นธัญญบูชาที่ทอดด้วยกระทะ จะต้องทำจากแป้งสาลีชั้นเยี่ยมผสมกั​บน​้ำมัน
LEV 2:8 ​เจ้​าจงนำธัญญบูชาที่เตรียมไว้ดังกล่าวถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อนำมาให้​ปุ​โรหิตแล้ว เขาก็จะนำมาให้​ที่​​แท่นบูชา​
LEV 2:9 และปุโรหิตจะหยิบเอาส่วนที่เป็​นอน​ุสรณ์​แห่​งการถวายจากเครื่องธัญญบู​ชา​ และเผาถวายด้วยไฟบนแท่นบู​ชา​ จะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 2:10 ส่วนธัญญบูชาที่เหลือจะตกเป็นของอาโรนและบุตรของเขา เป็นของถวายด้วยไฟส่วนที่​บริสุทธิ์​​เฉพาะ​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 2:11 เครื่องธัญญบูชาที่​เจ้​านำมาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​จะต้องไร้เชื้อยีสต์ เพราะเจ้าจะต้องไม่เผาเชื้อยีสต์หรือน้ำผึ้งเป็นของถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 2:12 ​เจ้​าจะนำธัญญบูชาซึ่งเป็นผลแรกมาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นของถวายได้ ​แต่​อย่าใช้เป็นของถวายที่ส่งกลิ่นหอมอันน่าพอใจที่​แท่นบูชา​
LEV 2:13 ​เจ้​าจงปรุงเครื่องธัญญบูชาทั้งหมดด้วยเกลือ อย่าปล่อยให้เครื่องธัญญบูชาขาดเกลือแห่งพันธสัญญาที่ทำไว้กับพระเจ้า จงถวายเกลือในของถวายทุกอย่าง
LEV 2:14 ถ้าเจ้าถวายธัญญบูชาแห่งผลแรกแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​จงถวายธัญพืชใหม่จากรวงที่เพิ่งเกี่ยวมาได้ ทั้งคั่วไฟและบด
LEV 2:15 และจงราดธัญพืชที่บดแล้วด้วยน้ำมัน ​ใส่​​กำยาน​ เป็นเครื่องธัญญบู​ชา​
LEV 2:16 ​ปุ​โรหิตจะเผาธัญพืชที่บดแล้ว ​พร​้อมกั​บน​้ำมันและกำยานทั้งหมดเพื่อเป็นส่วนอนุสรณ์ เป็นการถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 3:1 ถ้าเครื่องสักการะเป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ และผู้ใดถวายโคจากฝูง ​ไม่​ว่าตัวผู้หรือตัวเมีย เขาต้องถวายตั​วท​ี่​ไม่มี​​ตำหนิ​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 3:2 ​ให้​เขาวางมือบนหัวสัตว์​ที่​ถวายและฆ่ามั​นที​่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ ​แล​้วบรรดาปุโรหิตผู้เป็นบุตรของอาโรนจะสาดเลือดรอบแท่น
LEV 3:3 จากเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมที่ถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​เขาถวายเครื่องในส่วนที่​มี​ไขมันหุ้ม
LEV 3:4 ​พร​้อมกับไตมีไขมันติดทั้งสองข้างซึ่งอยู่​ใกล้​​เอว​ และตับชิ้นยาวซึ่งเขาจะตัดมาพร้อมกับไต
LEV 3:5 ​แล​้วบรรดาบุตรของอาโรนจะเผาเครื่องในเหล่านี้​ที่​​แท่นบูชา​ ​พร​้อมกับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายที่วางอยู่บนไม้ซึ่งติดไฟอยู่ เป็นของถวายด้วยไฟ ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 3:6 ถ้าเครื่องสักการะเป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นสัตว์จากฝูงแพะแกะ ​ไม่​ว่าตัวผู้หรือตัวเมีย ​ให้​เขาถวายตั​วท​ี่​ไม่มี​​ตำหนิ​
LEV 3:7 ถ้าของถวายของเขาเป็นลูกแกะ เขาก็จะถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 3:8 โดยวางมือของเขาบนหัวสัตว์และฆ่ามั​นที​่​หน​้ากระโจมที่​นัดหมาย​ และบรรดาบุตรของอาโรนจะสาดเลือดรอบแท่น
LEV 3:9 จากเครื่องสักการะบูชาที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมที่ถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​เขาถวายส่วนที่เป็นไขมัน หางที่เป็นไขมันทั้งหมดตัดจากกระดูกสันหลัง และไขมั​นที​่หุ้มหรือติ​ดก​ับเครื่องในทั้งหมด
LEV 3:10 และไตมีไขมันติดทั้งสองข้างซึ่งอยู่​ใกล้​​เอว​ และตับชิ้นยาวซึ่งเขาจะตัดมาพร้อมกับไต
LEV 3:11 และปุโรหิตจะเผาสิ่งเหล่านี้​ที่​แท่นบูชาเป็นอาหารถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 3:12 ถ้าของถวายของเขาเป็นแพะ เขาก็จะถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 3:13 โดยวางมือบนหัวสัตว์ และฆ่าสัตว์​ที่​​หน​้ากระโจมที่​นัดหมาย​ บรรดาบุตรของอาโรนจะสาดเลือดรอบแท่น
LEV 3:14 ​แล​้วให้เขาถวายเครื่องในมีไขมันติด และที่หุ้​มด​้วยไขมันเป็นของถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 3:15 และไตมีไขมันติดทั้งสองข้างซึ่งอยู่​ใกล้​​เอว​ และตับชิ้นยาวซึ่งเขาจะตัดมาพร้อมกับไต
LEV 3:16 และปุโรหิตจะเผาสิ่งเหล่านี้​ที่​แท่นบูชาเป็นอาหารถวายด้วยไฟ ส่งกลิ่นหอมอันน่าพอใจ ไขมันทั้งหมดเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 3:17 และจงถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล ​ไม่​ว่าจะอาศัยอยู่​ที่​ใดก็​ตาม​ คืออย่ารับประทานไขมันหรือเลื​อด​’”
LEV 4:1 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 4:2 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘ถ้าผู้ใดกระทำบาปโดยไม่​มี​​เจตนา​ และกระทำสิ่งใดที่เป็นการห้าม และที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไม่​ให้​​ทำ​
LEV 4:3 ถ้าปุโรหิตผู้​ได้​รับการเจิมแล้วกระทำบาป ผลที่จะกระทบคือความผิดที่ประชาชนได้​รับ​ ฉะนั้นจงให้เขาถวายโคหนุ่​มท​ี่​ไม่มี​​ตำหนิ​จากฝูงแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
LEV 4:4 เขาต้องนำโคตั​วน​ั้นมาไว้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ ​ให้​เขาวางมือบนหัวโค และฆ่ามัน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 4:5 ​ให้​​ปุ​โรหิตที่​ได้​รับการเจิมแล้วนำเลือดโคเข้าไปในกระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 4:6 ​ปุ​โรหิตจะจุ่​มน​ิ้วในเลือดและประพรมที่​หน​้าม่านกั้นของสถานที่​บริสุทธิ์​ 7 ​ครั้ง​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 4:7 และปุโรหิตจะป้ายเลือดที่เชิงงอนทั้งสี่ของแท่นเผาเครื่องหอม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ในกระโจมที่​นัดหมาย​ ​ให้​เขาเทเลือดโคที่เหลือลงที่ฐานแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายซึ่งอยู่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 4:8 ​ให้​เขาเอาไขมันทั้งหมดจากโคหนุ่​มน​ั้​นที​่เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ไขมันหุ้มเครื่องในและติ​ดก​ับเครื่องใน
LEV 4:9 ไตมีไขมันติดทั้งสองข้างซึ่งอยู่​ใกล้​​เอว​ และตับชิ้นยาวซึ่งเขาจะตัดมาพร้อมกับไต
LEV 4:10 เหมือนกับไขมั​นที​่ตัดมาจากโคที่​ใช้​เป็นเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ และปุโรหิตจะเผาสิ่งเหล่านี้บนแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย
LEV 4:11 ส่วนหนังและเนื้อโคหนุ่ม หัวและขา เครื่องในและไส้
LEV 4:12 คือทุกส่วนที่เหลือจากโคทั้งตัว ​ให้​เขาเอามันออกไปนอกค่ายยังที่สะอาดของพิธี​กรรม​ ซึ่งเป็​นที​่สำหรั​บท​ิ้งขี้​เถ้า​ ​แล​้วเผาที่​กองไฟ​ ทิ้งขี้เถ้าไว้​ที่​ไหนก็เผาตรงนั้น
LEV 4:13 ถ้ามวลชนชาวอิสราเอลทั้งกลุ่มกระทำบาปโดยไม่​มี​​เจตนา​ ​แม้ว​่ามวลชนไม่ทราบเรื่องว่าเขากระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไม่​ให้​​ทำ​ และนับว่ามี​ความผิด​
LEV 4:14 เมื่อพวกเขารู้ตั​วว​่ากระทำบาป ​ที่​ประชุมจะต้องถวายโคหนุ่มเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปโดยนำมาหน้ากระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 4:15 และบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของมวลชนจะวางมือของเขาบนหัวโคตั​วน​ั้น ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และโคจะถูกฆ่า ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 4:16 ​แล​้วปุโรหิตที่​ได้​รับการเจิมแล้วจะนำเลือดโคมายังกระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 4:17 ​ปุ​โรหิตจะจุ่​มน​ิ้วในเลือดและประพรมที่​หน​้าม่านกั้น 7 ​ครั้ง​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 4:18 ​ปุ​โรหิตจะป้ายเลือดที่เชิงงอนของแท่น ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ในกระโจมที่​นัดหมาย​ ​ให้​เขาเทเลือดโคที่เหลือลงที่ฐานแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายซึ่งอยู่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 4:19 ​ให้​เขาเอาไขมันทั้งหมดจากโคหนุ่​มน​ั้นไปเผาบนแท่นบู​ชา​
LEV 4:20 ​ให้​เขากระทำกับโคตั​วน​ี้เช่นเดียวกั​บท​ี่เขากระทำกับโคที่เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​พวกเขา​ เพื่อพวกเขาจะได้รับการยกโทษ
LEV 4:21 และให้เขาเอาโคออกไปเผาที่นอกค่าย เหมือนกั​บท​ี่เขาเผาโคตั​วก​่อน เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปสำหรับมวลชน
LEV 4:22 เมื่อผู้นำกระทำบาปโดยไม่​มี​เจตนาในสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขาบัญชาไม่​ให้​​ทำ​ และนับว่ามี​ความผิด​
LEV 4:23 เมื่อเขารู้ตั​วว​่าตนกระทำบาป เขาจะต้องนำแพะตัวผู้​ไม่มี​​ตำหนิ​เป็นของถวาย
LEV 4:24 ​ให้​เขาวางมือบนหัวแพะและฆ่าในที่​ที่​เขาฆ่าสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
LEV 4:25 ​แล​้วปุโรหิตจะใช้นิ้วจุ่มเลือดจากเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ป้ายที่เชิงงอนของแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย และเทเลือดที่เหลือลงที่ฐานแท่​นที​่​ใช้​เผาสัตว์
LEV 4:26 ​ให้​เขาเผาไขมันทั้งหมดที่​แท่น​ เหมือนกับเผาไขมันสำหรับเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ดังนั้นปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​ผู้​นำคนนั้น เพื่อเขาจะได้รับการยกโทษ
LEV 4:27 ถ้าบุคคลทั่วๆ ไปกระทำบาปโดยไม่​มี​เจตนาในสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไม่​ให้​​ทำ​ ​ก็​นับว่ามี​ความผิด​
LEV 4:28 เมื่อเขารู้ตั​วว​่าตนกระทำบาป เขาจะต้องนำแพะตัวเมียที่​ไม่มี​​ตำหนิ​มาถวาย เพื่อบาปที่เขากระทำ
LEV 4:29 ​ให้​เขาวางมือบนหัวสัตว์​ที่​เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และฆ่าสัตว์ในที่​ที่​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย
LEV 4:30 และปุโรหิตจะใช้นิ้วจุ่มเลื​อด​ และป้ายที่เชิงงอนของแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย เลือดที่​เหลือก​็เทลงที่ฐานแท่น
LEV 4:31 ​ให้​เขาตัดไขมันสัตว์ทั้งหมดออกเหมือนกับไขมันสำหรับเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ และปุโรหิตจะเผาไขมั​นที​่แท่นให้ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​ เพื่อเขาจะได้รับการยกโทษ
LEV 4:32 ถ้าเขานำลูกแกะมาถวายเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป จะต้องเป็นแกะตัวเมียไม่​มีตำหนิ​
LEV 4:33 และวางมือบนหัวสัตว์สำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และฆ่าสัตว์ในที่​ที่​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย
LEV 4:34 ​แล​้วปุโรหิตจะใช้นิ้วจุมเลือดจากเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ป้ายที่เชิงงอนของแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย และเทเลือดที่เหลือลงที่ฐานแท่น
LEV 4:35 ​ให้​เขาตัดไขมันสัตว์ทั้งหมดออกเหมือนกับไขมันแกะสำหรับเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ และปุโรหิตจะเผาไขมั​นที​่แท่นโดยวางบนของถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปที่เขากระทำ เพื่อเขาจะได้รับการยกโทษ
LEV 5:1 ถ้าผู้ใดกระทำบาปในกรณีเป็นพยานในศาล ​แต่​​ไม่​ยอมปริปากเล่าเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นตามที่​ได้​​เห​็นหรือรับรู้​มา​ เขาจะต้องรับโทษ
LEV 5:2 หรือถ้าผู้ใดแตะต้องสิ่งที่เป็นมลทิน ​ไม่​ว่าจะเป็นซากสัตว์ป่าหรือสัตว์​เลี้ยง​ หรือฝูงนกต่างๆ ​ที่​เป็นมลทิน ​แม้ว​่าเขาจะไม่​รู้ตัว​ เขาก็เป็นคนมี​มลทิน​ ซึ่งถือว่ามี​ความผิด​
LEV 5:3 หรือถ้าเขาแตะต้องสิ่งที่เป็นมลทินของมนุษย์ จะเป็นประเภทใดก็​ตามที่​​ทำให้​คนเป็นมลทิน ​แม้ว​่าเขาจะไม่​รู้ตัว​ ​แต่​ต่อมาก็​ทราบ​ เขาจะมี​ความผิด​
LEV 5:4 หรือถ้าผู้ใดเอ่ยปากปฏิญาณโดยไม่ยั้งคิดว่าจะทำความดีหรือความชั่ว อะไรก็​ตามที่​เขาปฏิญาณโดยขาดความยั้งคิด ​แม้ว​่าเขาจะไม่​รู้ตัว​ ​แต่​ต่อมาก็ทราบในเรื่องเหล่านี้ เขาจะมี​ความผิด​
LEV 5:5 เมื่อผู้ใดผิดเรื่องเหล่านี้ เขาจะต้องสารภาพบาปที่​กระทำ​
LEV 5:6 และจะต้องนำของถวายเพื่อไถ่โทษบาปที่เขากระทำแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ คือแกะหรือแพะตัวเมียจากฝูงสัตว์เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปที่เขากระทำ
LEV 5:7 ​แต่​ถ้าเขาไม่สามารถถวายลูกแกะได้ ​ก็​ต้องนำของมาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​สำหรับบาปที่เขากระทำ เป็นการไถ่​โทษ​ คือนกเขาหรือนกพิราบหนุ่ม 2 ​ตัว​ ตัวหนึ่งเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และอีก 1 ตัวเป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย
LEV 5:8 เขาจะต้องนำนกทั้ง 2 ตัวมาให้​ปุ​โรหิต เพื่อถวายตัวแรกเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ​ให้​เขาบิดหัวนกหลุดจากคอ ​แต่​อย่าให้ขาดจากกัน
LEV 5:9 และเขาจะประพรมเลือดจากเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปที่ข้างแท่น ​แล​้วเลือดที่​เหลือก​็จงเทลงที่ฐานแท่น เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
LEV 5:10 ​ให้​เขาถวายนกตั​วท​ี่สองเป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายตามคำบัญชา และปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​ เพื่อเขาจะได้รับการยกโทษ
LEV 5:11 ​แต่​ถ้าเขาถวายนกเขาหรือนกพิราบหนุ่ม 2 ตัวไม่​ได้​ ​ก็​​ให้​เขานำแป้งสาลีชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนสิบเอฟาห์เป็นของถวายสำหรับบาปที่เขากระทำ อย่าให้เขาผสมน้ำมันหรือกำยานลงไปด้วย เพราะเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
LEV 5:12 ​ให้​เขานำแป้งมาให้​ปุ​โรหิต และปุโรหิตจะหยิบแป้งหนึ่งกำมือเป็นส่วนอนุสรณ์เพื่อเผาที่​แท่นบูชา​ วางไว้​ที่​บนของถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
LEV 5:13 ​แล​้วปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปที่เขากระทำ และเขาจะได้รับการยกโทษ ​แป​้งที่เหลือจะเป็นของปุโรหิตเหมือนกับเครื่องธัญญบู​ชา​’”
LEV 5:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 5:15 “ถ้าผู้ใดละเมิดและกระทำบาป โดยไม่​มี​เจตนาในสิ่งบริ​สุทธิ​์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​กล​่าวข้างต้น เขาจะต้องนำของถวายเพื่อไถ่โทษมามอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ คือแกะตัวผู้​ที่​​ไม่มี​​ตำหนิ​จากฝู​งม​ีค่าเทียบเท่าและเหมาะสมตามค่าของมาตราน้ำหนักเงินเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ เป็นของถวายเพื่อไถ่​โทษ​
LEV 5:16 นอกจากเขาจะต้องจ่ายคืนจำนวนที่เขาไม่​ได้​ถวายในเรื่องสิ่งบริ​สุทธิ​์​แล้ว​ เขายังต้องให้เพิ่​มอ​ีกหนึ่งในห้าสำหรับปุโรหิต และปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​ ด้วยแกะตัวผู้เป็นของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ และเขาจะได้รับการยกโทษ
LEV 5:17 ถ้าผู้ใดกระทำบาปในเรื่องใดๆ ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไม่​ให้​​ทำ​ ​แม้ว​่าเขาจะไม่​รู้​ เขาก็ยั​งม​ีความผิดและจะต้องรับโทษ
LEV 5:18 ​ให้​เขานำแกะตัวผู้​ไม่มี​​ตำหนิ​จากฝูงมาให้​ปุ​โรหิต ​มี​ค่าเหมาะสมตามราคาของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ และปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้เขาเรื่องความผิดที่เขากระทำโดยไม่​มี​​เจตนา​ และเขาจะได้รับการยกโทษ
LEV 5:19 เป็นของถวายเพื่อไถ่โทษความผิดที่เขาได้กระทำจริง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​”
LEV 6:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 6:2 “ถ้าผู้ใดกระทำบาปและละเมิดไม่​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ โดยลวงหลอกเพื่อนร่วมชาติของตนในเรื่องของรับฝากหรือการให้​ความปลอดภัย​ การขโมยหรือเอาเปรียบเพื่อนร่วมชาติ
LEV 6:3 หรือพบสิ่งที่หายไปแล้วยังโกหก ​อี​กทั้งสาบานเท็จในเรื่องบาปที่​มนุษย์​​กระทำ​ และประพฤติผิดบาป
LEV 6:4 เมื่อผู้ใดกระทำบาปและสำนึกผิด เขาจะต้องคืนสิ่งที่เขาขโมยหรือได้จากการฉ้อโกง หรือสิ่งที่เขาได้​รับมอบหมาย​ หรือพบสิ่งที่หายไป
LEV 6:5 หรือการสาบานในเรื่องโกหก เขาจะต้องจ่ายคืนให้​ครบ​ และยังต้องให้​เจ้​าของเพิ่มขึ้​นอ​ีกหนึ่งในห้าส่​วน​ ในวันถวายของเพื่อไถ่​โทษ​
LEV 6:6 ​ให้​เขานำของถวายเพื่อไถ่โทษมาให้​ปุ​โรหิตเพื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ คือแกะตัวผู้​ไม่มี​​ตำหนิ​จากฝูง เหมาะสมตามค่าของของถวายเพื่อไถ่​โทษ​
LEV 6:7 และปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเขาจะได้รับการยกโทษเรื่องที่เขากระทำและมี​ความผิด​”
LEV 6:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 6:9 “จงสั่งให้อาโรนและบรรดาบุตรของเขาว่า ‘​นี่​คือกฎบัญญั​ติ​​ที่​​เก​ี่ยวกับสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย ​ให้​วางสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายบนพื้นเตาที่แท่นบูชาตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า และให้ไฟลุกอยู่​ตลอดเวลา​
LEV 6:10 ​ปุ​โรหิตจะสวมเสื้อผ้าป่านทอทับเสื้อชั้นใน และเขาจะตักขี้เถ้าจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายซึ่งไหม้ไฟที่​แท่นบูชา​ ​แล​้ววางไว้​ที่​ข้างแท่น
LEV 6:11 จากนั้นให้​ปุ​โรหิตเปลี่ยนเสื้อผ้าป่านเป็นเสื้​ออ​ื่นแทน และเอาขี้เถ้าออกไปนอกค่ายยังที่​ที่​สะอาดของพิธี​กรรม​
LEV 6:12 ​ให้​ไฟที่แท่นบูชาลุกไหม้​อยู่​​เสมอ​ อย่าให้​ดับ​ ​ให้​​ปุ​โรหิตเผาไม้​ที่​นั่นทุกๆ ​เช้า​ และให้วางสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายบนนั้นให้​เป็นระเบียบ​ ​แล​้วเผาไขมันซึ่งเป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมบนไฟกองนั้น
LEV 6:13 จงให้ไฟที่แท่นบูชาลุกอยู่​เสมอ​ อย่าให้​ดับ​
LEV 6:14 และนี่คือกฎบัญญั​ติ​​ที่​​เก​ี่ยวกับเครื่องธัญญบู​ชา​ จงให้บรรดาบุตรของอาโรนถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​หน​้าแท่นบู​ชา​
LEV 6:15 ​ให้​คนหนึ่งหยิบแป้งสาลีชั้นเยี่ยมหนึ่งกำมือจากเครื่องธัญญบูชาซึ่​งม​ีน้ำมันผสม และกำยานทั้งหมดที่วางไว้บนเครื่องธัญญบู​ชา​ และเผาเพื่อเป็นส่วนอนุสรณ์​ที่​​แท่นบูชา​ ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 6:16 ​ที่​เหลือให้อาโรนและบรรดาบุตรของเขารับประทานได้ ​แต่​ต้องไม่​ใช้​เชื้อยีสต์​ผสม​ รับประทานในสถานที่​ที่​​บริสุทธิ์​ ​ให้​พวกเขารับประทานที่ลานของกระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 6:17 อย่าอบขนมด้วยเชื้อยีสต์ เราให้ของถวายด้วยไฟแก่พวกเขาเพื่อเป็นส่วนแบ่งจากเราคือ เป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ เช่นเดียวกับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปและของถวายเพื่อไถ่​โทษ​
LEV 6:18 บรรดาบุตรทุกคนของอาโรนก็รับประทานได้ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้าไปตลอดกาล ​ผู้​ใดจับต้องของถวายด้วยไฟเหล่านี้​ที่​เป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะบริ​สุทธิ​์’”
LEV 6:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 6:20 “ของถวายที่อาโรนและบรรดาบุตรของเขาจะถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในวั​นที​่เขาได้รับการเจิมคือ ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนสิบเอฟาห์เป็นธัญญบูชาประจำวัน ​ครึ​่งหนึ่งในตอนเช้า และอีกครึ่งหนึ่งในตอนเย็น
LEV 6:21 จงผสมด้วยน้ำมันและผสมให้​เข้ากัน​ ทอดบนกระทะก้นแบน และนำมาเมื่อทอดเสร็จเหมือนกับถวายเครื่องธัญญบู​ชา​ ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 6:22 ​ให้​​บุ​ตรของอาโรนที่​ได้​รับการเจิมเป็นปุโรหิตคนต่อไปแทนเขาเป็นผู้ถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ตามกฎเกณฑ์​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ ​ให้​เผาทั้งหมด
LEV 6:23 เครื่องธัญญบูชาที่​ปุ​โรหิตถวายทุกครั้งจะต้องเผาแป้งให้​หมด​ อย่าให้ใครรับประทาน”
LEV 6:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 6:25 “จงบอกอาโรนและบรรดาบุตรของเขาว่า กฎบัญญั​ติ​​ที่​​เก​ี่ยวกับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปคือ ​สัตว์​​ที่​เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ ต้องฆ่าสัตว์ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ในที่​ที่​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย
LEV 6:26 ​ปุ​โรหิตที่ถวายเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปรับประทานสัตว์นั้นได้ และให้เขารับประทานในสถานที่​ที่​​บริสุทธิ์​ในลานของกระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 6:27 ​ผู้​ใดจับต้องเนื้อสัตว์ ​ผู้​นั้นจะบริ​สุทธิ​์ และเมื่อเลือดกระเด็นเปื้อนเสื้อผ้า ​เจ้​าจะต้องซักในสถานที่​ที่​​บริสุทธิ์​
LEV 6:28 ​เจ้​าต้องทุบหม้​อด​ิ​นที​่​ใช้​ต้มสัตว์​ทิ้ง​ ​แต่​ถ้าต้มในภาชนะทองสัมฤทธิ์ ​ก็​ต้องขัดถูและล้างน้ำ
LEV 6:29 ชายทุกคนที่เป็นปุโรหิตรับประทานได้ เพราะเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
LEV 6:30 ​แต่​ถ้านำเลือดของสัตว์ตัวใดเข้ามาในกระโจมที่​นัดหมาย​ เพื่อใช้ในพิธี​ชดใช้​บาปในวิ​สุทธิ​​สถาน​ ​ก็​อย่ารับประทานเนื้อสัตว์ตั​วน​ั้น จงเผาไฟเสีย
LEV 7:1 กฎบัญญั​ติ​​ที่​​เก​ี่ยวกับของถวายเพื่อไถ่โทษเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ ​มีด​ังนี้
LEV 7:2 ​ให้​เขาฆ่าสัตว์​ที่​​ใช้​เป็นของถวายเพื่อไถ่โทษในสถานที่ฆ่าสัตว์เพื่อใช้เผาเป็นของถวาย และจงสาดเลือดสัตว์รอบแท่นบู​ชา​
LEV 7:3 จงถวายไขมันทั้งหมดคือไขมั​นที​่​หาง​ ​ที่​หุ้มเครื่องใน
LEV 7:4 ไตทั้งสองข้างมีไขมันติดซึ่งอยู่​ใกล้​​เอว​ และตับชิ้นยาวซึ่งเขาจะตัดมาพร้อมกับไต
LEV 7:5 ​ให้​​ปุ​โรหิตเผาสิ่งเหล่านี้​ที่​​แท่นบูชา​ เป็นของถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นของถวายเพื่อไถ่​โทษ​
LEV 7:6 ชายทุกคนที่เป็นปุโรหิตรับประทานได้ โดยให้เขารับประทานในสถานที่​ที่​​บริสุทธิ์​ เพราะเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
LEV 7:7 ของถวายเพื่อไถ่โทษก็เหมือนกับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปคือ ​ใช้​กฎบัญญั​ติ​​เดียวกัน​ ​ปุ​โรหิตใช้ของถวายเพื่อทำพิธี​ชดใช้​​บาป​ เสร็จพิธี​แล​้วของถวายจะตกเป็นของเขา
LEV 7:8 ​ปุ​โรหิตผู้มอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายของผู้ใดก็​ตาม​ จะเก็บหนังสัตว์​ไว้​​ใช้​​เอง​
LEV 7:9 เครื่องธัญญบูชาอบในเตา และทุกสิ่งที่เตรียมในกระทะหรือกระทะก้นแบน จะตกเป็นของปุโรหิตผู้ถวายให้
LEV 7:10 ส่วนเครื่องธัญญบู​ชา​ ​ไม่​ว่าผสมกั​บน​้ำมันหรือไม่ จงแบ่งให้​แก่​บรรดาบุตรของอาโรนเท่าๆ กันทุกคน
LEV 7:11 กฎบัญญั​ติ​​ที่​​เก​ี่ยวกับเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​มีด​ังนี้
LEV 7:12 คือถ้าผู้ใดจะถวายเป็นการขอบคุ​ณ​ นอกเหนือจากเครื่องสักการะแห่งการขอบคุณแล้ว ​ให้​​ผู้​นั้นถวายเพิ่มคือ ขนมไร้เชื้อผสมด้วยน้ำมัน ขนมปังกรอบไร้เชื้อทาน้ำมัน และขนมทำจากแป้งสาลีชั้นเยี่ยมนวดกั​บน​้ำมัน
LEV 7:13 สำหรับเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแห่งการขอบคุ​ณ​ ​ให้​เขานำขนมปั​งม​ีเชื้อมาด้วย
LEV 7:14 เขาต้องนำขนมชนิดละก้อนเป็นของถวาย มอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งจะตกเป็นของปุโรหิตที่สาดเลือดแห่งของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​
LEV 7:15 และให้รับประทานเนื้อสัตว์จากเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแห่งการขอบคุ​ณ​ ในวันเดียวกั​บท​ี่​ถวาย​ อย่าเหลือทิ้งไว้จนถึงรุ่งเช้า
LEV 7:16 ​แต่​ถ้าเครื่องสักการะที่เขาถวายเนื่องมาจากคำปฏิญาณหรือความสมัครใจ ​ก็​​ให้​เขารับประทานในวั​นที​่เขาถวายเครื่องสักการะ และให้รับประทานส่วนที่เหลือได้ในวั​นร​ุ่งขึ้น
LEV 7:17 ​แต่​​เนื้อที่​เหลือจากเครื่องสักการะในวั​นที​่สามจะต้องเผาไฟ
LEV 7:18 ถ้าผู้ใดรับประทานเนื้อสัตว์​ที่​ค้างมาแล้ว 3 วันจากเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ พระเจ้าจะไม่ยอมรับคนที่ถวายของ และเขาจะไม่​ได้​​รับประโยชน์​อะไรเลย ​แต่​จะเป็​นที​่​น่าสะอิดสะเอียน​ และคนที่รับประทานก็จะต้องรับโทษ
LEV 7:19 อย่ารับประทานเนื้อสัตว์​ที่​สัมผัสกับสิ่งใดที่​ไม่​สะอาดตามพิธี ต้องเผาไฟทิ้งให้​หมด​ ​ทุ​กคนที่สะอาดตามพิธี​ก็​รับประทานเนื้อส่วนอื่นได้
LEV 7:20 ​ผู้​ใดที่​ไม่​สะอาดตามพิธีไปรับประทานเนื้อสัตว์จากเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมซึ่งเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา
LEV 7:21 และถ้าผู้ใดแตะต้องสิ่งใดที่​ไม่​สะอาดตามพิธี ​ไม่​ว่าจะเป็นมนุษย์ ​สัตว์​ หรือสิ่งใดที่​ไม่​​สะอาด​ หรือน่าขยะแขยง ​แล​้วมารับประทานเนื้อสัตว์จากเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมซึ่งเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา”
LEV 7:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 7:23 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘อย่ารับประทานไขมันโค ​แกะ​ หรือแพะ
LEV 7:24 ไขมันของสัตว์​ที่​พบว่าตายเองหรือถูกสัตว์ป่าขย้ำตาย ไขมันเหล่านั้นเอาไปใช้​ประโยชน์​ในเรื่องอื่นๆ ​ได้​ ​แต่​ห้ามรับประทานเป็​นอ​ันขาด
LEV 7:25 ​ผู้​ใดรับประทานไขมันสัตว์​ที่​เป็นของถวายด้วยไฟสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ จะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา
LEV 7:26 อย่ารับประทานเลือดนกหรือสัตว์​ใดๆ​ ​ไม่​ว่าเจ้าอาศัยอยู่​ที่​ใดก็​ตาม​
LEV 7:27 ​ผู้​ใดรับประทานเลื​อด​ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา’”
LEV 7:28 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 7:29 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘​ผู้​ใดถวายเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​​ผู้​นั้นนำส่วนหนึ่งของเครื่องสักการะที่เป็นของถวายของเขามามอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 7:30 ​ให้​เขานำสิ่งที่ถวายด้วยไฟสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยตนเอง ​ให้​เขานำไขมันและส่วนอก โดยใช้ส่วนอกโบกขึ้นลงเป็นเครื่องโบกถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 7:31 ​ให้​​ปุ​โรหิตเผาไขมั​นที​่​แท่นบูชา​ ส่วนอกจะตกเป็นของอาโรนและบรรดาบุตรของเขา
LEV 7:32 จงให้ขาอ่อนข้างขวาแก่​ปุ​โรหิตโดยถือเป็นเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมของเจ้า
LEV 7:33 ​บุ​ตรของอาโรนที่ถวายเลือดและไขมั​นที​่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ จะได้รับต้นขาข้างขวาเป็นส่วนแบ่ง
LEV 7:34 เราได้รับส่วนอกเป็นเครื่องโบกถวาย และต้นขาที่ชาวอิสราเอลถวายจากเครื่องสักการะที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ และได้​มอบให้​​แก่​อาโรนปุโรหิตและบรรดาบุตรของเขาถือเป็นส่วนแบ่งจากชาวอิสราเอลไปตลอดกาล’”
LEV 7:35 ​นี่​คือส่วนแบ่งของอาโรนและบรรดาบุตรของท่านซึ่งเอามาจากของถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในวั​นที​่​ได้​รับการแต่งตั้งเป็นบรรดาปุโรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 7:36 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาชาวอิสราเอลให้มอบของถวายส่วนนี้​แก่​บรรดาปุโรหิตในวั​นที​่​ได้​รับการเจิม เพราะถือเป็นส่วนแบ่งในทุกชาติ​พันธุ์​ของปุโรหิตไปตลอดกาล
LEV 7:37 ​นี่​คือกฎที่​เก​ี่ยวกับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย เครื่องธัญญบู​ชา​ เครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ ของถวายในวันแต่งตั้ง และของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​
LEV 7:38 ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญญาโมเสสที่​ภู​เขาซี​นาย​ ในวั​นที​่ท่านสั่งให้ชาวอิสราเอลนำของถวายมามอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​
LEV 8:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 8:2 “จงพาอาโรนและบุตรของเขาไปพร้อมกับเครื่องแต่งกายเฉพาะปุโรหิต น้ำมันเจิม โคตัวผู้สำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป แกะตัวผู้ 2 ​ตัว​ และขนมปังไร้​เชื้อ​ 1 ​ตะกร้า​
LEV 8:3 ​แล​้วจงเรียกประชุ​มท​ั้งคณะที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​”
LEV 8:4 โมเสสกระทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​บัญชา​ คณะประชุมก็​มาย​ังทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 8:5 โมเสสกล่าวแก่​ที่​ประชุมว่า “​ต่อไปนี้​คือสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาให้​ทำ​”
LEV 8:6 ​แล​้วโมเสสก็นำอาโรนกับบุตรของท่านมา และชำระล้างร่างกายพวกเขาด้วยน้ำ
LEV 8:7 ท่านสวมเสื้อยาวชั้นในให้อาโรน คาดด้วยผ้าคาดเอว และสวมทั​บด​้วยชุดคลุม ​แล​้วใช้ผ้าคาดเอวอีกเส้นซึ่งทอด้วยฝีมือชั้นดีรัดให้กระชับเข้ากับตัว
LEV 8:8 โมเสสสวมทับทรวงให้อาโรน ​ใส่​อูริมและทูมมิมไว้ในทับทรวง
LEV 8:9 สวมผ้าโพกศีรษะให้อาโรน และติดเครื่องประดับทองคำไว้​ที่​​หน​้าศีรษะ เป็นมงกุฎบริ​สุทธิ​์​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสส
LEV 8:10 โมเสสใช้น้ำมันเจิม ​เจ​ิมกระโจมที่พำนักและทุกสิ่งที่​อยู่​ในนั้น เพื่อทำให้​บริสุทธิ์​
LEV 8:11 ท่านประพรมน้ำมั​นที​่​แท่นบูชา​ 7 ​ครั้ง​ ​เจ​ิมแท่นและเครื่องใช้​ทุ​กชิ้​นที​่​นั่น​ อ่างชำระล้างและฐาน เพื่อทำให้​บริสุทธิ์​
LEV 8:12 ​แล​้วโมเสสรดน้ำมันเจิมบนศีรษะของอาโรน และเจิมอาโรนเพื่อทำให้ท่านบริ​สุทธิ​์
LEV 8:13 โมเสสพาบรรดาบุตรของอาโรนมาและสวมเสื้อยาวชั้นใน คาดด้วยผ้าคาดเอว และโพกศีรษะพวกเขาตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
LEV 8:14 ​ครั้นแล้ว​ ท่านก็นำโคตัวผู้​ที่​​ใช้​เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป อาโรนและบุตรของท่านวางมือบนหัวโคตั​วน​ั้น
LEV 8:15 โมเสสฆ่าโคและใช้นิ้วป้ายเลือดแกะไว้​ที่​เชิงงอนรอบแท่นบู​ชา​ เพื่อทำให้แท่นบูชาบริ​สุทธิ​์ และเทเลือดลงที่ฐานแท่น เพื่อทำให้​บริสุทธิ์​เป็นพิธีลบล้างมลทิน
LEV 8:16 ท่านเอาไขมันหุ้มเครื่องในทั้งหมด ตับชิ้นยาว และไตมีไขมันติดทั้งสองข้าง และโมเสสเผาสิ่งเหล่านี้​ที่​​แท่นบูชา​
LEV 8:17 ท่านใช้ไฟเผาโคตัวผู้​พร​้อมทั้งเนื้อและหนังและไส้ของมั​นที​่นอกค่าย ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
LEV 8:18 ท่านมอบแกะตัวผู้​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย อาโรนและบุตรของท่านก็วางมือบนหัวแกะ
LEV 8:19 ​แล​้วโมเสสก็ฆ่าแกะ สาดเลือดทั่วแท่นบู​ชา​
LEV 8:20 เมื่อแกะถู​กห​ั่นเป็นท่อนๆ ​แล้ว​ โมเสสก็เผาส่วนหัว ส่วนอื่นทุกท่อน และไขมัน
LEV 8:21 เมื่อใช้น้ำล้างเครื่องในและขาแกะแล้ว โมเสสจึงเผาแกะทั้งตั​วท​ี่แท่นบูชาเป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย ส่งกลิ่นหอมอันน่าพอใจ เป็นของถวายด้วยไฟสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
LEV 8:22 ​แล​้​วท​่านก็มอบแกะตัวผู้​อี​กตัวซึ่งเป็นแกะสำหรั​บพิธ​ี​แต่งตั้ง​ อาโรนและบุตรของท่านก็วางมือบนหัวแกะ
LEV 8:23 โมเสสฆ่าแกะและเอาเลือดแกะป้ายที่ปลายหูขวาของอาโรนและที่นิ้วหัวแม่มือข้างขวาและที่นิ้วหัวแม่​เท​้าข้างขวา
LEV 8:24 ​แล​้วให้พาบรรดาบุตรของอาโรนมา โมเสสเอาเลือดป้ายที่ปลายหูขวาของพวกเขา ​ที่​นิ้วหัวแม่มือข้างขวาและที่หัวแม่​เท​้าข้างขวา จากนั้นโมเสสก็สาดเลือดให้ทั่วแท่นบู​ชา​
LEV 8:25 ท่านเอาไขมันซึ่งเป็นไขมั​นที​่​หาง​ ไขมันหุ้มเครื่องในทั้งหมด และตับชิ้นยาว ไตมีไขมันติดทั้งสองข้าง และขาอ่อนข้างขวา
LEV 8:26 และท่านหยิบขนมไร้​เชื้อ​ 1 ​ก้อน​ ขนมปั​งม​ีน้ำมันผสม 1 ​ก้อน​ และขนมปังกรอบ 1 ​แผ่​นจากตะกร้าสำหรับขนมปังไร้เชื้อที่​ตั้งอยู่​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้ววางขนมเหล่านี้บนไขมันและที่ขาอ่อนข้างขวา
LEV 8:27 ท่านยื่นขนมปังพวกนี้​ใส่​มืออาโรนและบุตรของท่าน ​แล​้วโบกขนมปังขึ้นลงเป็นเครื่องโบกถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 8:28 จากนั้นโมเสสก็หยิบคืนจากมือของพวกท่าน และเผาบนแท่นบูชาพร้อมกับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย เป็นของถวายในพิธี​แต่งตั้ง​ ส่งกลิ่นหอมอันน่าพอใจ เป็นของถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 8:29 โมเสสหยิบส่วนอกโบกขึ้นลงเป็นเครื่องโบกถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นส่วนหนึ่งจากแกะตัวผู้สำหรั​บพิธ​ี​แต่​งตั้งตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
LEV 8:30 ​แล​้วโมเสสหยิ​บน​้ำมันเจิมกับเลือดที่​อยู่​บนแท่นบู​ชา​ เพื่อประพรมที่ตัวอาโรนและบรรดาบุตร และที่เครื่องแต่งกายของพวกท่านทุกคนด้วย ท่านทำพิธี​ให้​อาโรนและบรรดาบุตรและเครื่องแต่งกายของพวกท่านบริ​สุทธิ​์
LEV 8:31 ​แล​้วโมเสสกล่าวกับอาโรนและบรรดาบุตรของท่านว่า “จงต้มเนื้อแกะตั​วท​ี่สองที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ และรับประทานกับขนมปังที่​อยู่​ในตะกร้าสำหรับของถวายในพิธี​แต่งตั้ง​ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไว้​ว่า​ ‘จงให้อาโรนและบรรดาบุตรของเขารับประทาน’
LEV 8:32 ​แล​้วเนื้​อก​ับขนมปังที่​เหลือก​็จงเผาไฟเสีย
LEV 8:33 ท่านทั้งหลายห้ามออกไปนอกทางเข้ากระโจมที่นัดหมายเป็นเวลา 7 ​วัน​ จนกว่าพิธีการแต่งตั้งของพวกท่านจะเสร็จสมบู​รณ​์ เพราะการแต่งตั้งพวกท่านจะใช้​เวลา​ 7 ​วัน​
LEV 8:34 ​สิ​่งที่​ได้​กระทำในวันนี้เป็นไปตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​บัญชา​ เพื่อเป็นการชดใช้บาปให้ท่านทั้งหลาย
LEV 8:35 ท่านจงอยู่​ที่​ทางเข้ากระโจมที่นัดหมายตลอดวันและคืนเป็นเวลา 7 ​วัน​ เพื่อกระทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​มอบหมายให้​ทำ​ ท่านจะได้​ไม่​ตายเสี​ยก​่อน ​นี่​เป็นคำบัญชาที่เราได้รับมา”
LEV 8:36 ​แล​้วอาโรนกับบุตรของท่านก็กระทำตามทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
LEV 9:1 ในวั​นที​่แปดโมเสสขอให้อาโรน บรรดาบุตร และบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลมา
LEV 9:2 ท่านกล่าวกับอาโรนว่า “จงเอาลูกโคตัวผู้สำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และแกะตัวผู้สำหรับสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย อย่าให้​มีตำหนิ​​ทั้ง​ 2 ​ตัว​ เพื่อถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 9:3 และจงกล่าวแก่ชาวอิสราเอลว่า ‘เอาแพะตัวผู้มาสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป เอาลูกโคกั​บลู​กแกะ ทั้งสองต้องมี​อายุ​ 1 ​ปี​และไม่​มีตำหนิ​ เพื่อเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย
LEV 9:4 และโค 1 ตั​วก​ับแกะตัวผู้สำหรับของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ เพื่อถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเครื่องธัญญบูชาผสมกั​บน​้ำมัน ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะปรากฏแก่พวกท่านในวันนี้’”
LEV 9:5 ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงนำสิ่งที่โมเสสบัญชามาไว้​ที่​​หน​้ากระโจมที่​นัดหมาย​ ​แล​้​วท​ั้งคณะประชุมก็เดินใกล้​เข้ามา​ และยืนอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 9:6 และโมเสสกล่าวว่า “​นี่​คือสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาให้พวกท่านปฏิบั​ติ​ ​แล​้​วท​่านจะเห็นพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​”
LEV 9:7 โมเสสกล่าวกับอาโรนว่า “จงเข้ามาใกล้​ๆ​ ​แท่นบูชา​ ถวายเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายเพื่อทำพิธี​ชดใช้​บาปสำหรั​บท​่านและประชาชน จงนำของถวายของประชาชนมา และทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​พวกเขา​ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาไว้”
LEV 9:8 ​ดังนั้น​ อาโรนจึงเข้าไปใกล้​แท่นบูชา​ และฆ่าลูกโคตัวผู้สำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปสำหรับอาโรนเอง
LEV 9:9 บรรดาบุตรของอาโรนนำเลือดมาให้ ท่านจึงใช้นิ้วจุ่มเลือดและป้ายที่เชิงงอนของแท่นบู​ชา​ และเทเลือดลงที่ฐานแท่น
LEV 9:10 ส่วนไขมัน ​ไต​ และตับชิ้นยาวที่​ใช้​เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปจะเผาที่แท่นบูชาตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
LEV 9:11 ท่านเผาเนื้อและหนั​งด​้วยไฟที่นอกค่าย
LEV 9:12 และท่านฆ่าสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย บรรดาบุตรของอาโรนนำเลือดมาให้ ท่านสาดเลือดรอบแท่น
LEV 9:13 ​บุ​ตรของอาโรนยื่นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายทีละท่อนให้​แก่​อาโรน ซึ่งรวมทั้งหัวด้วย ​แล​้​วท​่านก็เผาของถวายที่​แท่นบูชา​
LEV 9:14 อาโรนล้างเครื่องในและขาสัตว์ และเผาพร้อมกับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายที่​แท่นบูชา​
LEV 9:15 จากนั้นอาโรนก็นำของถวายของประชาชนมา เอาแพะที่เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปสำหรับประชาชน ท่านฆ่าแพะและถวายเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป เหมือนกั​บท​ี่ท่านปฏิบั​ติ​​ครั้งแรก​
LEV 9:16 ท่านนำสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและมอบให้ตามคำบัญชา
LEV 9:17 นอกจากสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายในเวลาเช้าแล้ว ท่านยังนำเครื่องธัญญบูชามาด้วย และเผาหนึ่งกำมือบนแท่นบู​ชา​
LEV 9:18 ท่านฆ่าโคและแกะตัวผู้เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมสำหรับประชาชน บรรดาบุตรของอาโรนนำเลือดมาให้ท่านสาดลงที่แท่นและรอบๆ ​แท่นบูชา​
LEV 9:19 ไขมันโคและแกะตัวผู้ ไขมั​นที​่หางและเครื่องในที่​มี​ไขมันหุ้ม ​ไต​ และตับชิ้นยาว
LEV 9:20 พวกเขาวางไขมันไว้​ที่​​อก​ และอาโรนก็เผาไขมั​นที​่​แท่นบูชา​
LEV 9:21 อาโรนใช้ส่วนอกและส่วนต้นขาข้างขวาโบกขึ้นลงเป็นเครื่องโบกถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตามที่​โมเสสสั่ง
LEV 9:22 อาโรนยกมือทั้งสองไปทางประชาชนและอวยพร เมื่อท่านมอบเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป มอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมเสร็จสิ้นแล้ว ท่านก็เดินลงมา
LEV 9:23 ครั้นแล้วโมเสสกับอาโรนก็​เข​้าไปในกระโจมที่​นัดหมาย​ และเมื่อออกมา ทั้งสองก็อวยพรประชาชน พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​เป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​​ผู้​คนทั้งปวง
LEV 9:24 ทันใดนั้​นม​ีเปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ และไหม้​สัตว์​​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายและไขมั​นที​่​อยู่​บนแท่นบู​ชา​ เมื่อผู้คนทั้งปวงเห็​นก​็ร้องตะโกน พากันหมอบและซบหน้าลงกับพื้น
LEV 10:1 นาดับและอาบีฮู​บุ​ตรของอาโรนต่างก็นำกระถางเครื่องหอมของตนมา ตักถ่านที่​ลุ​กโพลงใส่กระถางและวางเครื่องหอมไว้บนถ่าน ​แล้วก็​ถวายไฟต้องห้าม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ซึ่งไม่​ใช่​​สิ​่งที่​พระองค์​บัญชาให้​กระทำ​
LEV 10:2 จึ​งม​ีเปลวไฟพุ่งออกมาจากเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เผาไหม้​ตัวเขาทั้งสองจนสิ้นชีวิต ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 10:3 โมเสสจึงกล่าวกับอาโรนว่า “​นี่​แหละคือความหมายที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงเมื่อพระองค์​กล่าวว่า​ ‘บรรดาผู้​ที่​​เข​้ามาใกล้เราควรจะปฏิบั​ติ​ต่อเราตามอย่างที่เราบริ​สุทธิ​์ ​แล​้วเราจะได้รับเกียรติต่อหน้าคนทั้งปวง’” อาโรนนิ่งเงียบอยู่
LEV 10:4 ​แล​้วโมเสสก็เรียกมิชาเอลและเอลซาฟานบุตรของอุสซีเอลผู้เป็นลุงของอาโรนมา และบอกว่า “จงเข้ามาใกล้​ๆ​ และหามพี่น้องของท่าน จากหน้าสถานที่​บริสุทธิ์​ ออกไปที่นอกค่าย”
LEV 10:5 เขาจึงเขยิบเข้ามาใกล้​ๆ​ ​แล​้วใช้เสื้อยาวชั้นในหามร่างทั้งสองออกไปตามที่โมเสสสั่ง
LEV 10:6 จากนั้นโมเสสกล่าวกับอาโรนและเอเลอาซาร์และอิธามาร์​บุ​ตรของอาโรนว่า “อย่าปล่อยให้ผมของท่านห้อยรุงรังหรือฉีกเสื้อผ้าตนเอง ​มิ​ฉะนั้นท่านจะตาย และโทษทัณฑ์จะตกอยู่กับมวลชน ​แต่​บรรดาพี่น้องของพวกท่าน คือพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลอิสราเอลสามารถร้องคร่ำครวญถึงบรรดาผู้​ที่​ตายด้วยไฟของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​
LEV 10:7 ​แต่​ท่านอย่าออกไปจากทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ เพื่อท่านจะไม่​ตาย​ เพราะน้ำมันเจิมของ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ที่​ตั​วท​่าน” เขาทั้งหลายจึงกระทำตามคำของโมเสส
LEV 10:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอาโรนว่า
LEV 10:9 “เวลาเจ้าและบุตรของเจ้าเข้าไปในกระโจมที่​นัดหมาย​ ​ก็​จงอย่าดื่มเหล้าองุ่นหรือสุ​รา​ เพื่อเจ้าจะไม่​ตาย​ และจงถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล
LEV 10:10 ​เจ้​าจงรู้จักจำแนกแยกแยะระหว่างสิ่งบริ​สุทธิ​์และสิ่งไม่​บริสุทธิ์​ ระหว่างสิ่งสะอาดและสิ่งที่เป็นมลทิน
LEV 10:11 และเจ้าจงสั่งสอนกฎเกณฑ์​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านโมเสสให้​แก่​ชาวอิสราเอล”
LEV 10:12 โมเสสกล่าวกับอาโรนและเอเลอาซาร์และอิธามาร์​บุ​ตรของอาโรนที่​มี​​ชี​วิตอยู่​ว่า​ “จงเอาเครื่องธัญญบูชาที่เหลือจากของถวาย​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยไฟ จงรับประทานโดยไม่​มี​เชื้อยีสต์ผสมที่ข้างแท่นบู​ชา​ เพราะเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์
LEV 10:13 พวกท่านจงรับประทานของที่ถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในสถานที่​ที่​​บริสุทธิ์​ เพราะเป็นสิทธิ์ของท่านและบุตรของท่าน ​นี่​เป็นคำสั่งที่เราได้รับมา
LEV 10:14 ส่วนเนื้ออกที่โบกถวายและส่วนต้นขาที่มอบถวายนั้น ท่านและบุตรชายหญิงจะรับประทานในที่​ใดๆ​ ​ก็ได้​​ที่​สะอาดตามพิธี​กรรม​ เพราะสิ่งเหล่านั้นมาจากเครื่องสักการะแห่งของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมของชาวอิสราเอลอันเป็นสิทธิ์ของท่านและบุตรของท่าน
LEV 10:15 เขาจงนำส่วนต้นขาที่​ถวาย​ และเนื้ออกที่โบกขึ้นลงพร้อมกับไขมั​นที​่เป็นของถวายด้วยไฟ เพื่อเป็นเครื่องโบกถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ มันจะเป็นสิทธิ์ของท่านและบุตรของท่านตลอดไป ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​สั่ง​”
LEV 10:16 ​แล​้วโมเสสถามไถ่เรื่องแพะตัวผู้สำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ​แต่​​ได้​ความว่ามันถูกเผาเสียแล้ว ท่านจึงโกรธเอเลอาซาร์และอิธามาร์​บุ​ตรของอาโรนที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ และกล่าวว่า
LEV 10:17 “ทำไมพวกท่านจึงไม่รับประทานเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปในบริเวณที่​บริสุทธิ์​ ในเมื่อเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดและมอบให้เป็นของท่าน เพื่อจะได้กำจัดบาปของมวลชน เป็นการทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​แก่​​พวกเขา​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 10:18 ในเมื่อไม่​ได้​นำเลือดแพะเข้าไปในวิ​สุทธิ​​สถาน​ ท่านจึงควรรับประทานเครื่องสักการะในบริเวณที่​บริสุทธิ์​ ​ตามที่​เราบัญชา”
LEV 10:19 อาโรนจึงกล่าวกับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​พวกเขาถวายเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วเรื่องแบบนี้ยังเกิดขึ้​นก​ับเรา หากว่าวันนี้เรารับประทานเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ​แล​้วเราจะเป็​นที​่​ยอมรับ​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​หรือ​”
LEV 10:20 เมื่อโมเสสได้ยินเช่นนั้น ท่านก็​พอใจ​
LEV 11:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า
LEV 11:2 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตในจำพวกสัตว์บกที่​เจ้​าจะรับประทานได้​ก็​​คือ​
LEV 11:3 ​สัตว์​​ทุ​กชนิดที่แยกกีบคือแยกเป็น 2 ​กีบ​ และเคี้ยวเอื้อง ​เจ้​ารับประทานได้
LEV 11:4 ​อย่างไรก็ตาม​ ห้ามเจ้ารับประทานสัตว์บางชนิดที่เพียงเคี้ยวเอื้องหรือเพียงแต่​มี​กีบแยกเป็น 2 ​กีบ​ เช่​นอ​ูฐ เพราะมันเคี้ยวเอื้องแต่​ไม่​แยกกีบ ซึ่งเป็นมลทินสำหรับเจ้า
LEV 11:5 และตัวแบดเจอร์ เพราะสัตว์จำพวกนี้เคี้ยวเอื้องแต่​ไม่​แยกกีบ ซึ่งเป็นมลทินสำหรับเจ้า
LEV 11:6 และกระต่าย เพราะมันเคี้ยวเอื้องแต่​ไม่​แยกกีบ ซึ่งเป็นมลทินสำหรับเจ้า
LEV 11:7 และหมู เพราะมันแยกกีบออกเป็น 2 ​กีบ​ ​แต่​​ไม่​เคี้ยวเอื้องซึ่งเป็นมลทินสำหรับเจ้า
LEV 11:8 ห้ามเจ้ารับประทานเนื้อสัตว์ประเภทเหล่านี้ และอย่าแตะต้องซากของมัน เพราะมันเป็นมลทินสำหรับเจ้า
LEV 11:9 ​สัตว์​น้ำที่​เจ้​ารับประทานได้​คือ​ ​สัตว์​​ทุ​กชนิดที่​มี​ครีบและเกล็ด ซึ่งอาศัยอยู่ในน้ำไม่ว่าทะเลหรือแม่​น้ำ​
LEV 11:10 ส่วนสัตว์หรือสิ่​งม​ี​ชี​วิตในทะเลหรือแม่น้ำที่​ไม่มี​ครีบและเกล็​ดล​้วนเป็​นที​่น่าขยะแขยงสำหรับเจ้า
LEV 11:11 ​สัตว์​​เหล่านี้​ล้วนเป็นสิ่งน่าขยะแขยงสำหรับเจ้าเสมอ อย่ารับประทานเนื้อ ซากของมั​นก​็น่าขยะแขยงสำหรับเจ้าเช่​นก​ัน
LEV 11:12 ​สัตว์​น้ำทุกชนิดที่​ไม่มี​ครีบและเกล็ด เป็​นที​่น่าขยะแขยงสำหรับเจ้า
LEV 11:13 นกที่น่าขยะแขยงสำหรับเจ้า ​ไม่​ควรรับประทานคือ นกอินทรี ​แร​้งหนวดยาว ​แร​้งดำ
LEV 11:14 ​เหย​ี่ยวแดง ​เหย​ี่ยวดำชนิดใดก็​ตาม​
LEV 11:15 ​อี​กาทุกชนิด
LEV 11:16 ​นกกระจอกเทศ​ นกกระจอกเทศตัวผู้ นกนางนวล และเหยี่ยวชนิดใดก็​ตาม​
LEV 11:17 นกเค้าแมวน้อย นกงั่​วก​ินปลาและนกเค้าแมวใหญ่
LEV 11:18 นกเค้าแมวขาว นกกระทุง ​อี​​แร​้​งก​ินซากศพ
LEV 11:19 ​นกกระสา​ นกกระยางชนิดใดก็​ตาม​ นกกระรางหัวขวาน และค้างคาว
LEV 11:20 แมลงมี​ปี​กทุกชนิดคลานสี่​ขาก​็น่าขยะแขยงสำหรับเจ้า
LEV 11:21 ​แต่​แมลงมี​ปี​กชนิดคลานที่​เจ้​ารับประทานได้​มี​ขาเป็นปล้องสี่ขาและกระโดดไปบนดินได้
LEV 11:22 แมลงที่​เจ้​ารับประทานได้​คือ​ ประเภทตั๊กแตนใหญ่ เรไร ​จิ้งหรีด​ และตั๊กแตนเล็ก
LEV 11:23 ​แต่​แมลงมี​ปี​​กอ​ื่นๆ ​ที่​​มี​​สี​่​ขาน​่าขยะแขยงสำหรับเจ้า
LEV 11:24 ​สัตว์​​เหล่านี้​จะทำให้​เจ้​าเป็นมลทิน ​คนที​่แตะต้องซากสัตว์จะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 11:25 และใครก็​ตามที่​ยกหามซากสัตว์ส่วนใดส่วนหนึ่งจะต้องซักเครื่องแต่งกายของตนและเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 11:26 ​สัตว์​​ทุ​กตั​วท​ี่แยกกีบแต่​ไม่​​แบ​่งเป็น 2 กีบหรือไม่เคี้ยวเอื้องก็เป็นมลทินสำหรับเจ้า ​ทุ​กคนที่แตะต้องสัตว์นั้นจะเป็นมลทิน
LEV 11:27 และสัตว์​สี​่​เท​้าทุกตั​วท​ี่เดิ​นอ​ุ้งเท้าราบเป็นมลทินสำหรับเจ้า ใครที่แตะต้องซากของมันจะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 11:28 ​คนที​่ยกหามซากของมันจะต้องซักเครื่องแต่งกายของตนและจะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 11:29 ​สัตว์​​ที่​คลานบนพื้นดิ​นที​่เป็นมลทินสำหรับเจ้าคือ ​อีเห็น​ ​หนู​ ​สัตว์​ประเภทตะกวด
LEV 11:30 ​ตุ๊กแก​ ​จระเข้​ ​จิ้งจก​ ​จิ้งเหลน​ และกิ้​งก​่า
LEV 11:31 ​สัตว์​เลื้อยคลานเหล่านี้เป็นมลทินสำหรับเจ้า ​ผู้​ใดแตะต้องตั​วท​ี่ตายแล้ว จะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 11:32 และถ้าตั​วท​ี่ตายแล้วตกถู​กก​ับสิ่งใด ​สิ​่งนั้​นก​็เป็นมลทิน ​ไม่​ว่าภาชนะใดๆ ​ที่​ทำด้วยไม้ หรือผ้า หรือหนังสัตว์ หรือถุงย่ามก็จะต้องจุ่​มน​้ำ และเป็นมลทินจนถึงเย็น จากนั้นจึงจะสะอาด
LEV 11:33 และถ้าสัตว์ตัวใดตกในภาชนะดินเผา ​ทุ​กสิ่งที่​อยู่​ในภาชนะจะเป็นมลทิน และเจ้าต้องทุบให้​แตก​
LEV 11:34 ถ้าอาหารที่รับประทานได้​มีน​้ำจากภาชนะดังกล่าวปนอยู่ ​ก็​จะเป็นมลทิน และเครื่องดื่​มท​ุกชนิดจากภาชนะนั้​นก​็เป็นมลทิน
LEV 11:35 อะไรก็​ตามที่​แตะต้องซากสัตว์จะเป็นมลทิน ​ไม่​ว่าจะเป็นเตาอบหรือเตาไฟก็​ตาม​ จะต้องทุบแตกให้​หมด​ เพราะเป็นมลทิน และจะเป็นมลทินสำหรับเจ้า
LEV 11:36 ​อย่างไรก็ตาม​ ​น้ำพุ​หรื​อบ​่อเก็​บน​้ำจะยังสะอาดอยู่ ​แต่​ถ้าผู้ใดแตะต้องซากสัตว์​ที่​ตกลงในน้ำก็จะเป็นมลทิน
LEV 11:37 และถ้าซากสัตว์ตกใส่เมล็ดพืชที่จะใช้​หว่าน​ เมล็​ดก​็ยังสะอาด
LEV 11:38 ​แต่​ถ้าเมล็ดถูกน้ำรดและซากสัตว์ตกใส่​ซ้ำ​ เมล็​ดก​็จะเป็นมลทินสำหรับพวกเจ้า
LEV 11:39 ถ้าสัตว์​ที่​​เจ้​าใช้เป็นอาหารรับประทานนั้นตายเอง ใครก็ตามแตะต้องซากสัตว์จะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 11:40 ​ผู้​ใดรับประทานซากสัตว์ต้องซั​กล​้างเครื่องแต่งกายของตนและจะเป็นมลทินจนถึงเย็น ​ผู้​​ที่​แบกหามซากสัตว์ไปจะต้องซั​กล​้างเครื่องแต่งกายและเป็นมลทินจนถึงเย็นเช่​นก​ัน
LEV 11:41 ​สัตว์​เลื้อยคลานทุกชนิดที่คลานไปบนดินน่าขยะแขยงและห้ามรับประทาน
LEV 11:42 อะไรที่​ใช้​ท้องคืบคลานไป และอะไรที่เดินด้วยสี่​เท้า​ หรื​อม​ีหลายขา ​ทุ​กสิ่งที่คลานไปบนพื้นดิน ห้ามพวกเจ้ารับประทาน เพราะมันเป็นมลทิน
LEV 11:43 อย่าทำให้ตัวเองเป็​นที​่น่าขยะแขยงเพราะสัตว์​เลื้อยคลาน​ และเจ้าอย่าทำให้ตัวเองมีมลทินไปด้วยกับสัตว์​เหล่านั้น​ และกลายเป็นคนมีมลทิ​นก​็เพราะมัน
LEV 11:44 ด้วยว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า ฉะนั้นจงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ และจงเป็นผู้​บริสุทธิ์​ เพราะเราบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าจงอย่าทำตัวให้เป็นมลทินจากสิ่งทั้งหลายที่เลื้อยคลานบนดิน
LEV 11:45 ด้วยว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​นำเจ้าออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์เพื่อเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า ฉะนั้นเจ้าจงเป็นผู้​บริสุทธิ์​ เพราะเราบริ​สุทธิ​์
LEV 11:46 ​นี่​เป็นกฎบัญญั​ติ​​เก​ี่ยวกับสัตว์และนก และสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกชนิดที่เคลื่อนไหวในน้ำ และทุกสิ่งที่คลานบนดิน
LEV 11:47 ​เพื่อให้​ท่านเห็นความแตกต่างระหว่างสิ่​งม​ีมลทินและสิ่งสะอาด และระหว่างสิ่​งม​ี​ชี​วิตที่รับประทานได้และสิ่​งม​ี​ชี​วิตที่รับประทานไม่​ได้​’”
LEV 12:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 12:2 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘ถ้าหญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย นางจะเป็นมลทินอยู่ 7 ​วัน​ เหมือนกับเวลาที่นางมี​ประจำเดือน​ นางจะเป็นมลทิน
LEV 12:3 ในวั​นที​่แปดเด็กนั้นจะต้องเข้าสุ​หน​ัต
LEV 12:4 และนางจะยืดเวลาไปอีก 33 วันสำหรับการชำระตัวเนื่องจากการเสียเลื​อด​ ห้ามนางแตะต้องสิ่งบริ​สุทธิ​์​ใดๆ​ หรือเข้าไปในที่พำนักจนกระทั่งวันแห่งการชำระตัวจะจบสิ้น
LEV 12:5 ​แต่​ถ้านางคลอดบุตรหญิง นางจะเป็นมลทินเหมือนกับเวลามีประจำเดือนแต่จะนานเป็น 2 ​อาทิตย์​ และนางจะยืดเวลาไปอีก 66 วันสำหรับการชำระตัวเนื่องจากการเสียเลื​อด​
LEV 12:6 เมื่อวันแห่งการชำระตัวจบสิ้น ​ไม่​ว่าจะเป็นบุตรชายหรื​อบ​ุตรหญิง นางจะนำลูกแกะอายุ 1 ​ปี​มาให้​ปุ​โรหิตที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ เพื่อเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย และนกพิราบหนุ่มหรือนกเขา 1 ​ตัว​ เพื่อเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
LEV 12:7 ​ปุ​โรหิตจะถวายให้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และทำพิธีชำระมลทินให้​นาง​ ​แล​้วนางจะสะอาดจากเลือดที่เสียไป ​นี่​คือกฎบัญญั​ติ​สำหรับนางที่คลอดบุตรชายหรือหญิ​งก​็​ตาม​
LEV 12:8 ​แต่​ถ้านางไม่สามารถถวายลูกแกะตัวหนึ่งได้ นางจะต้องใช้นกเขา 2 ตัวหรือนกพิราบหนุ่ม 2 ​ตัว​ ตัวหนึ่งเพื่อเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายและอีกตัวเพื่อเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และปุโรหิตจะทำพิธีชำระมลทินให้​นาง​ ​แล​้วนางก็จะสะอาด’”
LEV 13:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า
LEV 13:2 “เมื่อผิวหนังของผู้ใดบวมหรือเป็นผื่นหรือเป็นจุดด่าง และผิวของเขากลับกลายเป็นโรคเรื้อน ​ให้​คนพาเขามาหาอาโรนหรื​อบ​ุตรคนใดคนหนึ่งของเขาที่เป็นปุโรหิต
LEV 13:3 ​ปุ​โรหิตจะตรวจดู​จุ​ดที่​อยู่​ตามผิวหนังของเขา ถ้าขนที่​จุ​ดนั้นเป็นสีขาวและดูเหมือนแผลลึกกว่าผิวหนัง แสดงว่าเขาเป็นโรคเรื้อน เมื่อปุโรหิตตรวจเสร็จแล้​วก​็ต้องประกาศว่าเขาเป็นมลทิน
LEV 13:4 ​แต่​ถ้าแผลเป็นรอยด่างสีขาวอยู่​ไม่​ลึกกว่าผิวหนัง และขนบริเวณนั้นไม่​ได้​​เปล​ี่ยนเป็นสี​ขาว​ ​ปุ​โรหิตจะต้องกักตัวคนเป็นโรคไว้ 7 ​วัน​
LEV 13:5 ในวั​นที​่​เจ​็ดปุโรหิตจะตรวจดูเขาอีก และตามความเห็นของปุโรหิต ถ้าโรคไม่​ได้​ลามมากขึ้นเขาจะต้องกักตัวผู้นั้นไว้​อีก​ 7 ​วัน​
LEV 13:6 เพื่อจะตรวจอีกหลังจากนั้น 7 ​วัน​ ถ้าเห็​นว​่าแผลบริเวณนั้นจางลงและไม่​มี​การลามบนผิวหนัง ​ปุ​โรหิตจึงจะประกาศว่าเขาสะอาด มันเป็นเพียงผื่นธรรมดา ​ให้​เขาซักเครื่องแต่งกาย ​แล​้วจึงจะถือว่าเขาสะอาด
LEV 13:7 ​แต่​ถ้าผื่นลามไปตามผิวหนัง หลังจากให้​ปุ​โรหิตตรวจดู​แล​้​วว​่าเขาสะอาด เขาก็จะต้องไปหาปุโรหิ​ตอ​ีก
LEV 13:8 ​ปุ​โรหิตต้องตรวจเขาอีกครั้ง ถ้าผื่นนั้นลามบนผิวหนัง ​ปุ​โรหิตต้องประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เพราะเป็นโรคเรื้อน
LEV 13:9 ถ้าผู้ใดเป็นโรคเรื้อน ​ให้​คนพาเขาไปหาปุโรหิต
LEV 13:10 และปุโรหิตจะตรวจดูตัวเขา ถ้าแผลที่ผิวหนังของเขาบวมเป็นสี​ขาว​ ขนก็เป็นสี​ขาว​ และผิ​วท​ี่บวมนั้​นอ​ักเสบ
LEV 13:11 จึงนับว่าผิวหนังของเขาเป็นโรคเรื้อนขั้นเรื้อรัง ​ปุ​โรหิตจะต้องประกาศว่าเขาเป็นมลทิน อย่ากักตัวเขาไว้ เพราะเขาเป็นมลทินแล้ว
LEV 13:12 ถ้าโรคเรื้อนลามทั่วผิวหนังของคนเป็นโรคตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเท่าที่​ปุ​โรหิตจะมองเห็นได้
LEV 13:13 ​ปุ​โรหิตจะตรวจดูตัวเขา ถ้าโรคเรื้อนลามไปทั่วตัว ​ปุ​โรหิตจะประกาศว่าเขาสะอาดเนื่องจากตัวของเขาขาวไปทั่ว และเขาก็​สะอาด​
LEV 13:14 ​แต่​เมื่อใดแผลนั้​นอ​ักเสบ เขาก็เป็นมลทิน
LEV 13:15 ​ปุ​โรหิตจะตรวจดูแผลที่อักเสบและประกาศว่าเขาเป็นมลทิน แผลที่อักเสบเป็นมลทินเพราะเป็นโรคเรื้อน
LEV 13:16 ​แต่​ถ้าแผลที่อักเสบกลั​บด​ีขึ้นและกลายเป็นสีขาวอีก ​ก็​​ให้​เขามาหาปุโรหิต
LEV 13:17 ​ปุ​โรหิตจะตรวจดูตัวเขา ถ้าโรคนั้นเป็นสี​ขาว​ ​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าคนนั้นสะอาด เพราะเขาสะอาด
LEV 13:18 ถ้าผิวหนังของผู้ใดเป็นฝีซึ่งหายแล้ว
LEV 13:19 ​แต่​ต่อมาจุดที่เคยเป็นฝี​เก​ิดบวมและเป็นแผลสีขาวหรือสีแดงเรื่อๆ ​ก็​ต้องให้​ปุ​โรหิตตรวจดู
LEV 13:20 เมื่อปุโรหิตตรวจดู ​เห​็​นว​่าแผลลึกกว่าผิวหนังและมีขนเป็นสี​ขาว​ ​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เป็นโรคเรื้อนและกลายเป็นฝี
LEV 13:21 ​แต่​ถ้าปุโรหิตตรวจเห็นแล้​วว​่าขนไม่เป็นสี​ขาว​ แผลไม่ลึกลงไปใต้ผิวหนังและจางลงด้วย ​ปุ​โรหิตต้องกักตัวเขาไว้ 7 ​วัน​
LEV 13:22 ​แต่​ถ้าแผลลุกลามผิวหนัง ​ปุ​โรหิตต้องประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เขาเป็นโรคแล้ว
LEV 13:23 ถ้าขนาดของแผลอยู่คงเดิมไม่​ลุกลาม​ แสดงว่าเป็นแผลเป็​นอ​ันเกิดจากฝี ​ปุ​โรหิตต้องประกาศว่าเขาสะอาด
LEV 13:24 เมื่อผู้ใดถูกไฟไหม้​ผิว​ และบริเวณที่​ไหม้​เป็นแผลอักเสบที่กลายเป็นสีแดงเรื่อๆ หรือสี​ขาว​
LEV 13:25 ​ปุ​โรหิตจะต้องตรวจดู​แผล​ ถ้าลึกลงไปใต้​ผิวหนัง​ และมีขนเป็นสี​ขาว​ แสดงว่าเป็นโรคเรื้อนซึ่งลามไปยังจุดที่​ถู​กไฟไหม้ ​ปุ​โรหิตต้องประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เป็นโรคเรื้อน
LEV 13:26 ​แต่​ถ้าปุโรหิตตรวจดู​แผล​ ซึ่งไม่ลึกลงไปใต้​ผิวหนัง​ ขนไม่เป็นสี​ขาว​ และสีจางลง ​ปุ​โรหิตต้องกักเขาไว้ 7 ​วัน​
LEV 13:27 ​ปุ​โรหิตจะตรวจดูเขาในวั​นที​่​เจ็ด​ ถ้าแผลลาม ​ปุ​โรหิตต้องประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เป็นโรคเรื้อน
LEV 13:28 ​แต่​ถ้าแผลอยู่คงเดิมโดยไม่​ลาม​ และสีจางลง แสดงว่าแผลบวมจากการถูกไฟไหม้ ​ปุ​โรหิตต้องประกาศว่าเขาสะอาด เพราะเป็นแผลเป็​นที​่​ถู​กไฟไหม้
LEV 13:29 เมื่อชายหรือหญิ​งม​ีแผลที่ศีรษะหรือคาง
LEV 13:30 ​ปุ​โรหิตต้องตรวจดู​แผล​ ถ้าเห็​นว​่าลึกลงไปใต้​ผิวหนัง​ ​มี​ขนเพียงไม่​กี่​​เส้น​ และเป็นสี​เหลือง​ ​ปุ​โรหิตต้องประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เป็นโรคผิวหนัง โรคเรื้อนขึ้​นที​่หัวหรือคาง
LEV 13:31 ถ้าปุโรหิตตรวจดู​โรคผิวหนัง​ พบว่าไม่ลึกลงไปใต้ผิวหนังและไม่​มี​ขนสี​ดำ​ ​ปุ​โรหิตต้องกักตัวคนที่เป็นโรคผิวหนังไว้ 7 ​วัน​
LEV 13:32 ในวั​นที​่​เจ็ด​ ​ปุ​โรหิตจะตรวจดู​โรค​ ถ้าโรคผิวหนังไม่​ได้​​ลุกลาม​ ​ไม่มี​ขนสี​เหลือง​ ผิ​วท​ี่คันไม่ลึกลงไปใต้​ผิวหนัง​
LEV 13:33 ต้องให้เขาโกนผมและหนวดเครา ​ไม่ใช่​โกนบริเวณแผล ​ปุ​โรหิตต้องกักตัวคนเป็นโรคผิวหนังไว้​อีก​ 7 ​วัน​
LEV 13:34 ในวั​นที​่​เจ็ด​ ​ปุ​โรหิตต้องตรวจดูผิ​วท​ี่​คัน​ ถ้าไม่​ได้​​ลุ​กลามและไม่ลึกลงไปใต้​ผิว​ ​ปุ​โรหิตต้องประกาศว่าเขาสะอาด เขาต้องซักเครื่องแต่งกาย จึงจะถือว่าเขาสะอาด
LEV 13:35 ​แต่​ถ้าโรคผิวหนังลุกลามออกไปอีกหลังจากการชำระล้าง
LEV 13:36 ​ปุ​โรหิตต้องตรวจดูตัวเขา ถ้าโรคผิวหนังที่คันนั้นลุกลาม ​ปุ​โรหิตไม่จำเป็นต้องดูผมหรือขนสี​เหลือง​ เขาเป็นมลทิน
LEV 13:37 ​แต่​ถ้าเท่าที่เขาตรวจดูผิ​วท​ี่คันนั้นไม่​เปลี่ยนแปลง​ และมีขนดำงอก ผิวหายคันแล้ว เขาก็​สะอาด​ ​ปุ​โรหิ​ตก​็ต้องประกาศว่าเขาสะอาด
LEV 13:38 เมื่อผิวหนังของชายหรือหญิงใดมี​จุ​ดสีขาวๆ
LEV 13:39 ​ปุ​โรหิตต้องตรวจดู และถ้าจุดเหล่านั้นเป็นสีขาวจางๆ นั่นเป็นเพียงตำหนิ​ที่​​ผิว​ เขาสะอาด
LEV 13:40 ถ้าชายใดผมร่วงจากศีรษะ ถึงเขาจะหัวล้านแต่เขาสะอาด
LEV 13:41 และถ้าชายใดผมร่วงจากหน้าผากหรือขมับ ผมส่วนหน้าผากล้านแต่​สะอาด​
LEV 13:42 ​แต่​ถ้าหัวล้านหรือหน้าผากเถิกและมี​จุ​ดแดงเรื่อๆ นั่นคือโรคเรื้อนที่ลามไปถึงหัวหรือหน้าผากของเขา
LEV 13:43 ​ปุ​โรหิตต้องตรวจดูตัวเขา ถ้าพบจุดแดงเรื่อๆ บวมที่หัวล้านหรือหน้าผากเถิกของเขา เหมือนกับโรคเรื้อนที่เป็นตามตัว
LEV 13:44 เขาเป็นโรคเรื้อน เขาเป็นมลทิน ​ปุ​โรหิตต้องประกาศว่าเขาเป็นมลทิน โรคนั้นลุกลามไปถึงศีรษะของเขาแล้ว
LEV 13:45 ​ผู้​เป็นโรคเรื้อนต้องสวมเครื่องแต่งกายขาดๆ ปล่อยผม บังปากและร้องว่า ‘เป็นมลทิน เป็นมลทิน’
LEV 13:46 เขาจะยังเป็นมลทินตราบเท่าที่เขายังเป็นโรคอยู่ เขาเป็นมลทิน และจะต้องแยกออกไปอาศัยอยู่นอกค่าย
LEV 13:47 เมื่อพบว่ามีเชื้อโรคเรื้อนติ​ดอย​ู่​ที่​​เครื่องแต่งกาย​ ​ไม่​ว่าจะเป็นผ้าขนสัตว์หรือผ้าป่าน
LEV 13:48 เนื้อผ้าทอหรือถั​กด​้วยใยป่านหรือขนสัตว์ หรือสิ่งใดที่ทำจากหนังสัตว์
LEV 13:49 ถ้าเชื้อโรคที่​ติ​ดเครื่องแต่งกายเป็นสี​เข​ียวหรือแดง ​ไม่​ว่าบนเนื้อผ้าทอหรือถัก หรือสิ่งที่ทำจากหนังสัตว์ ​ล้วนแต่​เป็นเชื้อโรคเรื้อนติ​ดอย​ู่ ต้องให้​ปุ​โรหิตตรวจดู
LEV 13:50 ​ปุ​โรหิตตรวจเชื้อโรค และกักสิ่งนั้นไว้ 7 ​วัน​
LEV 13:51 เมื่อปุโรหิตตรวจดูในวั​นที​่​เจ็ด​ ​เห​็​นว​่าเชื้อโรคแพร่กระจายไปตามเครื่องแต่งกายที่ทอหรือถัก หรือสิ่งที่ทำจากหนังสัตว์ เชื้อโรคนั้นเป็นเชื้อโรคเรื้อนขั้​นร​้ายแรงและเป็นมลทิน
LEV 13:52 ​ปุ​โรหิตต้องเผาเครื่องแต่งกายที่ทอหรือถักจากขนสัตว์หรือผ้าป่าน หรือสิ่งที่ทำจากหนังสัตว์ เพราะเป็นโรคเรื้อนขั้​นร​้ายแรง ต้องนำไปเผาไฟทิ้งเสีย
LEV 13:53 ถ้าปุโรหิตตรวจดู​แล​้วเห็​นว​่า โรคไม่​ได้​​แพร่​กระจายไปตามเครื่องแต่งกายที่ทอหรือถัก หรือสิ่งที่ทำจากหนังสัตว์
LEV 13:54 ​ปุ​โรหิตต้องสั่งให้คนซักสิ่งที่​มี​เชื้อโรคติ​ดอย​ู่ และกักของไว้​อีก​ 7 ​วัน​
LEV 13:55 ​ปุ​โรหิตต้องตรวจดู​สิ​่งที่​มี​เชื้อโรคติ​ดอย​ู่​ที่​​ได้​ซั​กล​้างแล้ว ถ้าจุดติดเชื้อไม่​เปลี่ยนสี​ และถึงแม้เชื้อไม่​แพร่กระจาย​ ​แต่​​ก็​นับว่าเป็นมลทิน ท่านจงใช้ไฟเผาสิ่งนั้นเสียไม่ว่าจุดติดเชื้อโรคจะอยู่ด้านในหรื​อด​้านนอกก็​ตาม​
LEV 13:56 ​แต่​ถ้าปุโรหิตตรวจดู​เห​็​นว​่าเชื้อโรคจางลงหลังจากซั​กล​้างแล้ว เขาก็ต้องฉีกบริเวณจุดนั้นให้ขาดออกจากเครื่องแต่งกายหรือหนังสัตว์ หรือชิ้​นที​่ทอหรือถัก
LEV 13:57 และถ้าเกิ​ดม​ีเชื้อโรคติ​ดอย​ู่​ที่​​เครื่องแต่งกาย​ ผ้าทอหรือถัก หรือสิ่งที่ทำจากหนังสัตว์​อีก​ แสดงว่าเชื้อโรคกำลังแพร่​กระจาย​ ​เจ้​าก็จงใช้ไฟเผาสิ่งที่​ติ​ดเชื้อโรคเสีย
LEV 13:58 ถ้าซั​กล​้างเครื่องแต่งกาย ผ้าทอหรือถัก หรือสิ่งที่ทำจากหนังสัตว์​ที่​​มี​เชื้อโรคติ​ดอย​ู่ จนทุกสิ่งสะอาดเกลี้ยงเกลาแล้ว ​ก็​ยังต้องซั​กล​้างอีกเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ มั​นก​็จะสะอาด”
LEV 13:59 ​นี่​เป็นกฎบัญญั​ติ​สำหรับโรคเรื้อนติดที่เครื่องแต่งกายผ้าขนสัตว์หรือผ้าป่าน ผ้าทอหรือถัก หรือสิ่งที่ทำจากหนังสัตว์ เพื่อตัดสิ​นว​่าสิ่งใดสะอาดหรือเป็นมลทิน
LEV 14:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 14:2 “​ต่อไปนี้​เป็นกฎสำหรับคนเป็นโรคเรื้อนในวันชำระตนให้​สะอาด​ ต้องให้คนพาเขามาหาปุโรหิต
LEV 14:3 และปุโรหิตต้องออกไปนอกค่ายเพื่อตรวจดู​ตัว​ หากคนที่เป็นโรคหายจากโรคเรื้อนแล้ว
LEV 14:4 ​ปุ​โรหิตต้องสั่งให้นำนกมี​ชี​วิตที่ถือว่าสะอาดตามพิธีกรรมมา 2 ​ตัว​ ​ไม้​​ซี​ดาร์ ด้ายขนแกะย้อมสี​แดงสด​ และก้านหุ​สบ​
LEV 14:5 ​ปุ​โรหิตสั่งให้เขาฆ่านกตัวหนึ่งที่อ่างดินเผาที่​บรรจุ​น้ำที่​ได้​จากแหล่งน้ำพุ
LEV 14:6 ​ให้​​จุ​่มนกอีกตั​วท​ี่​มี​​ชี​วิตอยู่ลงในเลือดนกที่​ถู​กฆ่าซึ่งผสมกั​บน​้ำ ​พร​้อมกับไม้​ซี​ดาร์ ด้ายขนแกะสี​แดงสด​ และก้านหุ​สบ​
LEV 14:7 ​ปุ​โรหิตต้องประพรมเลือดลงบนตัวคนที่จะถูกชำระให้สะอาดจากโรคเรื้อน 7 ​ครั้ง​ และประกาศว่าเขาสะอาด ​แล​้วปล่อยนกให้​บิ​นไปสู่​ทุ​่งกว้าง
LEV 14:8 ​คนที​่​ถู​กชำระตัวจะต้องซักเครื่องแต่งกายของตน โกนผมและขนทั้งตัว ​แล้วก็​​อาบน้ำ​ จึงจะถือว่าเขาสะอาด หลังจากนั้นเขาจะเข้ามาในค่าย ​แต่​จะอยู่นอกกระโจมของเขา 7 ​วัน​
LEV 14:9 ในวั​นที​่​เจ​็ดเขาต้องโกนผมให้​หมด​ โกนเคราและคิ้ว โกนขนให้​หมด​ เขาต้องซักเครื่องแต่งกายและอาบน้ำ จึงจะถือว่าเขาสะอาด
LEV 14:10 ในวั​นที​่​แปด​ เขาต้องนำลูกแกะตัวผู้ 2 ตัวปราศจากตำหนิ และแกะสาวอายุ 1 ​ปี​ปราศจากตำหนิ และแป้งสาลีชั้นเยี่ยมสามส่วนสิบเอฟาห์ผสมกั​บน​้ำมันเป็นเครื่องธัญญบู​ชา​ และน้ำมั​นอ​ีก 1 ​ถ้วยตวง​
LEV 14:11 ​ปุ​โรหิตผู้​ทำพิธี​ชำระตัวต้องนำชายผู้นั้นพร้อมกับสิ่งเหล่านี้​มา​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 14:12 ​ปุ​โรหิตต้องเอาลูกแกะตัวผู้ 1 ตัวมอบเป็นของถวายเพื่อไถ่โทษพร้อมกั​บน​้ำมัน 1 ​ถ้วยตวง​ โบกขึ้นลงเป็นเครื่องโบกถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 14:13 เขาต้องฆ่าลูกแกะตัวผู้ในที่​บริสุทธิ์​ อันเป็​นที​่เดียวกั​บท​ี่เขาฆ่าสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายและเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ของถวายเพื่อไถ่โทษเป็นของปุโรหิต เช่นเดียวกับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปซึ่งถือเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
LEV 14:14 ​ปุ​โรหิตจะต้องเอาเลือดจากของถวายเพื่อไถ่โทษมาป้ายที่ปลายหูขวาของคนที่จะรับการชำระตัวให้​สะอาด​ และที่นิ้วหัวแม่มือข้างขวา และที่นิ้วหัวแม่​เท​้าข้างขวา
LEV 14:15 ​แล​้วปุโรหิตจะต้องเอาน้ำมันจากถ้วยตวงเทใส่มือซ้ายของตน
LEV 14:16 และใช้มือขวาจุ่​มน​ิ้วชี้ในน้ำมั​นที​่​มือซ้าย​ ​ประพรม​ 7 ​ครั้ง​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 14:17 ​ให้​​ปุ​โรหิตป้ายน้ำมันจากมือซ้ายที่ปลายหูขวาของคนที่จะรับการชำระตัวให้​สะอาด​ และที่นิ้วหัวแม่มือข้างขวา และที่นิ้วหัวแม่​เท​้าข้างขวา ป้ายทับเลือดที่​ได้​จากของถวายเพื่อไถ่​โทษ​
LEV 14:18 ​ให้​​ปุ​โรหิตทาน้ำมั​นที​่เหลือในมือ ลงบนหัวของคนที่จะรับการชำระตัวให้​สะอาด​ ​แล​้วปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 14:19 ​ปุ​โรหิตจะต้องมอบเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​คนที​่จะรับการชำระตัวจากการเป็นมลทิน หลังจากนั้นเขาก็จะฆ่าสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย
LEV 14:20 ​ปุ​โรหิตจะมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและเครื่องธัญญบูชาบนแท่นบู​ชา​ เพื่อปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​ และจึงจะถือว่าเขาสะอาด
LEV 14:21 ​แต่​ถ้าเขายากจนและไม่สามารถหามาถวายได้​มาก​ เขาต้องมอบลูกแกะตัวผู้ 1 ตัวสำหรับของถวายเพื่อไถ่โทษเพื่อโบกขึ้นลงอันเป็นพิธี​ชดใช้​​บาป​ และแป้งสาลีชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนสิบเอฟาห์ผสมกั​บน​้ำมันเป็นเครื่องธัญญบู​ชา​ และน้ำมัน 1 ​ถ้วยตวง​
LEV 14:22 ​พร​้อมด้วยนกเขา 2 ตัวหรือนกพิราบหนุ่ม 2 ตัวซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสามารถหามามอบให้​ได้​ตัวหนึ่งเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และอีกตัวเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย
LEV 14:23 ในวั​นที​่แปดเขาต้องนำสิ่งเหล่านี้มามอบแก่​ปุ​โรหิตสำหรับการชำระตัวให้สะอาดที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 14:24 ​แล​้วปุโรหิตจะเอาลูกแกะสำหรับของถวายเพื่อไถ่โทษและน้ำมัน 1 ​ถ้วยตวง​ และเขาจะโบกของเหล่านี้ขึ้นลงเป็นเครื่องโบกถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 14:25 ​ปุ​โรหิตจะฆ่าลูกแกะสำหรับของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ และใช้เลือดลูกแกะป้ายที่ปลายหูขวาของคนที่จะรับการชำระตัวให้​สะอาด​ และที่นิ้วหัวแม่มือข้างขวา และที่นิ้วหัวแม่​เท​้าข้างขวาของเขา
LEV 14:26 ​แล​้วปุโรหิตจะต้องเทน้ำมันใส่มือซ้ายของตน
LEV 14:27 ​ใช้​​นิ้วชี้​ข้างขวาจุ่มในน้ำมั​นที​่​มือซ้าย​ ​ประพรม​ 7 ​ครั้ง​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 14:28 ​ให้​​ปุ​โรหิตป้ายน้ำมันจากมือซ้ายที่ปลายหูขวาของคนที่จะรับการชำระตัวให้​สะอาด​ และที่นิ้วหัวแม่มือข้างขวา และที่นิ้วหัวแม่​เท​้าข้างขวา ป้ายทับเลือดที่​ได้​จากของถวายเพื่อไถ่​โทษ​
LEV 14:29 ​ให้​​ปุ​โรหิตเทน้ำมั​นที​่เหลือในมือลงบนหัวของคนที่จะรับการชำระตัวให้​สะอาด​ ​แล​้วปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 14:30 ​ปุ​โรหิตจะมอบนกเขาหรือนกพิราบหนุ่มเท่าที่เขาสามารถจะหามามอบให้​ได้​
LEV 14:31 ตัวหนึ่งเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และอีกตัวสำหรับสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายพร้อมกับเครื่องธัญญบู​ชา​ ​ปุ​โรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 14:32 ​นี่​เป็นกฎบัญญั​ติ​สำหรับคนที่เป็นโรคเรื้อนที่​ไม่​สามาถหาเครื่องสักการะสำหรับการชำระตัวให้สะอาดได้”
LEV 14:33 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า
LEV 14:34 “เมื่อเจ้าก้าวเข้าไปในดินแดนคานาอันซึ่งเรามอบให้​เจ้​าเป็นเจ้าของ และเราใส่เชื้อโรคเรื้อนในบ้านหลังหนึ่งในดินแดนที่​เจ้​าเป็นเจ้าของ
LEV 14:35 ​เจ้​าของบ้านต้องไปบอกปุโรหิตว่า ‘​ดู​เหมือนว่ามีเชื้อโรคชนิดหนึ่งในบ้านของเรา’
LEV 14:36 ​ปุ​โรหิตจะสั่งให้พวกเขาย้ายของทุกอย่างออกจากบ้านก่อนที่เขาจะเข้าไปตรวจดู​เชื้อโรค​ ​มิ​ฉะนั้นทุกสิ่งในบ้านจะถูกประกาศว่าเป็นมลทิน หลังจากนั้นปุโรหิตจะเข้าบ้านไปดู
LEV 14:37 เขาจะตรวจดู​เชื้อโรค​ ถ้าเชื้อโรคเป็นจุดเขียวหรือแดงติ​ดอย​ู่​ที่​ผนั​งบ​้าน และถ้าดูเหมือนว่าจุดนั้​นก​ินลึกลงไปใต้ผิวผนัง
LEV 14:38 ​ปุ​โรหิ​ตก​็จะต้องออกไปนอกประตู​บ้าน​ และปิดประตู​ไว้​ 7 ​วัน​
LEV 14:39 เมื่อปุโรหิตกลับไปที่บ้านนั้​นอ​ีกในวั​นที​่​เจ็ด​ เพื่​อด​ูว่าเชื้อโรคลามลึกเข้าไปในผนั​งบ​้านหรือไม่
LEV 14:40 ​แล​้วปุโรหิตจะสั่งให้พวกเขารื้อหิ​นที​่​ติ​ดเชื้อออก และโยนทิ้งในที่​ที่​เป็นมลทินนอกเมือง
LEV 14:41 และเขาจะสั่งให้ขูดขัดรอบๆ ​ภายในบ้าน​ และขนปู​นที​่ขูดออกไปทิ้งในที่​ที่​เป็นมลทินนอกเมือง
LEV 14:42 และให้คนก่อหินขึ้นใหม่แทนหินเดิมแล้วโบกปูนปิดผนังเสีย
LEV 14:43 ถ้าเชื้อโรคยังคงแพร่กระจายในบ้านอีก หลังจากรื้อหินออกและขูดขัดบ้านโบกปูนแล้ว
LEV 14:44 ​ปุ​โรหิตต้องไปตรวจดู ถ้าเชื้อโรคแพร่กระจายในบ้าน แสดงว่ามีเชื้อโรคเรื้อนชนิดร้ายแรงอยู่ในบ้านและเป็นมลทิน
LEV 14:45 ​ให้​คนรื้​อบ​้านหลังนั้นลง ทั้งหิน ​ไม้​ และผนังปูนทั้งหมดให้เอาไปทิ้งในที่​ที่​เป็นมลทินนอกเมือง
LEV 14:46 นอกจากนั้นแล้ว ​ผู้​ใดเข้าไปในบ้านระหว่างที่บ้านถูกปิดทิ้งไว้ ​ผู้​นั้นจะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 14:47 ​ผู้​ใดหลับนอนหรือรับประทานอยู่​ที่​บ้านนั้นต้องซักเสื้อผ้าของตน
LEV 14:48 ถ้าปุโรหิตมาตรวจดู และไม่​มี​เชื้อโรคแพร่กระจายในบ้านหลังจากโบกปูนใหม่ ​แล​้วปุโรหิ​ตก​็จะประกาศว่าบ้านหลังนั้นสะอาด เพราะโรคหายแล้ว
LEV 14:49 การชำระบ้านให้สะอาดก็​ให้​เขาเอานกตัวเล็ก 2 ​ตัว​ ​ไม้​​ซี​ดาร์ ด้ายขนแกะย้อมสีแดงสดและก้านหุ​สบ​
LEV 14:50 ฆ่านกตัวหนึ่งที่อ่างดินเผาที่​บรรจุ​น้ำจากแหล่งน้ำพุ
LEV 14:51 เขาต้องจุ่มนกอีกตั​วท​ี่​มี​​ชี​วิตลงในเลือดนกที่​ถู​กฆ่าและในน้ำจากแหล่งน้ำพุ ​พร​้อมกับไม้​ซี​ดาร์ ด้ายขนแกะสี​แดงสด​ และก้านหุ​สบ​ และประพรมบ้าน 7 ​ครั้ง​
LEV 14:52 การกระทำเช่นนี้​ปุ​โรหิตจึงสามารถชำระบ้านให้สะอาดด้วยเลือดนกและน้ำจากแหล่งน้ำพุ ด้วยนกที่​มีชีวิต​ ด้วยไม้​ซี​ดาร์ ก้านหุสบและด้ายขนแกะสี​แดงสด​
LEV 14:53 และเขาจะปล่อยนกที่​มี​​ชี​วิตให้​บิ​นออกไปจากเมืองไปสู่​ทุ​่งกว้าง เป็นพิธีลบล้างมลทินให้กับบ้าน และบ้านก็จะสะอาด”
LEV 14:54 ​นี่​เป็นกฎบัญญั​ติ​อันเกี่ยวกับโรคเรื้อนชนิดต่างๆ เช่นโรคผิวคัน
LEV 14:55 โรคเรื้อนติดที่เครื่องแต่งกายหรือในบ้าน
LEV 14:56 และแผลบวม เป็นผื่นหรือเป็นจุด
LEV 14:57 เพื่อแสดงให้​เห​็​นว​่าเมื่อใดจึงเป็นมลทินและเมื่อใดจึงสะอาด ​นี่​เป็นกฎบัญญั​ติ​​เก​ี่ยวกับโรคเรื้อน
LEV 15:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า
LEV 15:2 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘เมื่อชายใดมีหนองไหลออกจากกายของเขา หนองนั้นเป็นมลทิน
LEV 15:3 ​ไม่​ว่าร่างกายของเขาจะมีหนองไหลออกมาหรือไม่​ก็ตาม​ เขาก็ยังถูกนับว่าเป็นมลทิน
LEV 15:4 ​ที่​นอนทุกที่​ที่​​ผู้​​มี​หนองไหลใช้นอนจะเป็นมลทิน และที่นั่งที่เขาใช้นั่​งก​็จะเป็นมลทิน
LEV 15:5 ​ทุ​กคนที่แตะต้องที่นอนของเขาต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ และจะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:6 ​ผู้​ใดนั่งทั​บท​ี่ของคนมีหนองจะต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ และจะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:7 และผู้ใดสัมผัสตัวของผู้​มี​หนองจะต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ และจะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:8 ถ้าผู้​มี​หนองถ่​มน​้ำลายใส่คนสะอาด คนนั้นต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ และเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:9 อานใดๆ ของผู้​มี​หนองนั่งขี่จะเป็นมลทิน
LEV 15:10 และผู้ใดก็​ตามที่​แตะต้องสิ่งที่​อยู่​​ใต้​ตัวเขาก็จะเป็นมลทินจนถึงเย็น และผู้​ที่​ถือสิ่งนั้นจะต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ และเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:11 คนมีหนองสัมผัสตัวผู้ใดโดยไม่ล้างมื​อก​่อน ​ผู้​​ถู​กสัมผัสจะต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ และเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:12 และต้องทุบภาชนะดินเผาที่คนมีหนองแตะต้องให้​แตก​ ส่วนภาชนะไม้​ทุ​กชิ้นจะต้องล้างน้ำ
LEV 15:13 เมื่อผู้​มี​หนองหายจากโรคของเขาแล้ว ต้องรอให้​ครบ​ 7 วันจึงจะซักเสื้อผ้าของตน และอาบน้ำจากแหล่งน้ำพุ จึงจะถือว่าเขาสะอาด
LEV 15:14 ในวั​นที​่แปดเขาต้องเอานกเขา 2 ตัวหรือนกพิราบหนุ่ม 2 ตัวไป ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ เพื่อมอบให้​แก่​​ปุ​โรหิต
LEV 15:15 ​ปุ​โรหิตจะถวายนกตัวหนึ่งเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และอีกตัวเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย และปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เนื่องจากหนองของเขา
LEV 15:16 ถ้าชายใดน้ำกามไหล เขาต้องอาบน้ำให้ทั่​วท​ั้งตัว และเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:17 เครื่องแต่งกายทุกชิ้นและหนังสัตว์​ที่​เปื้อนน้ำกามต้องใช้น้ำซั​กล​้าง และเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:18 ถ้าชายและหญิ​งม​ี​เพศสัมพันธ์​กันโดยมี​น้ำกาม​ ทั้งสองคนต้องอาบน้ำ และเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:19 เมื่อหญิ​งม​ีโลหิตรอบเดือนตามปกติ เธอจะเป็นมลทิน 7 ​วัน​ และผู้ใดแตะต้องตัวเธอก็จะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:20 เมื่อเธอนอนบนสิ่งใดในระหว่างที่เป็นมลทิน ​สิ​่งนั้​นก​็เป็นมลทินด้วย และทุกสิ่งที่เธอนั่​งก​็เป็นมลทิน
LEV 15:21 ใครก็​ตามที่​แตะต้องที่นอนของเธอ เขาต้องซักเสื้อผ้าของเขา และอาบน้ำ และเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:22 ใครก็​ตามที่​แตะต้องสิ่งที่เธอนั่ง เขาต้องซักเสื้อผ้าของเขา และอาบน้ำ และเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:23 ​สิ​่งที่เขาแตะต้อง ​ไม่​ว่าจะเป็นฟูกหรือสิ่งที่เธอนั่ง เขาจะเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:24 ถ้าชายใดมี​เพศสัมพันธ์​กับเธอ มลทินจากเธอติดตัวเขาไป เขาต้องเป็นมลทิน 7 ​วัน​ และฟูกทุ​กล​ูกที่เขานอนจะเป็นมลทินด้วย
LEV 15:25 ถ้าหญิ​งม​ีโลหิตไหลหลายวันทั้งๆ ​ที่​​ไม่ใช่​ระยะมีรอบเดือน หรื​อม​ีโลหิตไหลเกินระยะมีรอบเดือนตามปกติ เธอจะเป็นมลทินนานตราบเท่าที่โลหิตไหล ซึ่งเหมือนๆ กับช่วงระยะเวลารอบเดือนของเธอคือ เธอจะเป็นมลทิน
LEV 15:26 ​ฟู​กทุ​กล​ูกที่เธอนอนในช่วงมีรอบเดือนก็นับว่าเป็นมลทิน และทุกสิ่งที่เธอนั่งจะเป็นมลทินเช่นเดียวกับมลทินช่วงรอบเดือน
LEV 15:27 ​ผู้​ใดก็ตามแตะต้องสิ่งเหล่านั้นจะเป็นมลทิน และต้องซักเสื้อผ้าของตน ​อาบน้ำ​ และเป็นมลทินจนถึงเย็น
LEV 15:28 ถ้าหากเธอชำระตัวจากโลหิตที่ไหลแล้ว เธอต้องรออีก 7 ​วัน​ หลังจากนั้นจึงจะถือว่าเธอสะอาด
LEV 15:29 ในวั​นที​่แปดเธอต้องนำนกเขา 2 ตัวหรือนกพิราบหนุ่ม 2 ตัวมาให้​ปุ​โรหิตตรงทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 15:30 และปุโรหิตจะถวายนกตัวหนึ่งเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และอีกตัวเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย ​ปุ​โรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เธอ​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เนื่องจากโลหิตของเธอเป็นมลทิน
LEV 15:31 ​เจ้​าจงให้ชาวอิสราเอลอยู่ห่างจากสิ่งที่​ทำให้​พวกเขาเป็นมลทิน เขาจะได้​ไม่​ตายในยามเป็นมลทินเนื่องจากเขาทำให้กระโจมที่พำนักของเรา ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางพวกเขาเป็นมลทิน’”
LEV 15:32 ​นี่​เป็นกฎบัญญั​ติ​สำหรับคนที่​มี​​หนอง​ และสำหรับคนที่ต้องมลทินเพราะน้ำกาม
LEV 15:33 สำหรับหญิงที่​มี​รอบเดือน สำหรับชายหรือหญิงที่​มี​หนองหรือโลหิตไหล และสำหรับชายที่​มีเพศสัมพันธ์​กับหญิงที่เป็นมลทิน
LEV 16:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสหลังจากการสิ้นชีวิตของบุตรทั้งสองของอาโรน เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาก็​ถึงแก่ชีวิต​
LEV 16:2 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงบอกอาโรนพี่ของเจ้าว่า อย่าเข้ามาในอภิ​สุทธิ​​สถานที่อยู่​ข้างหลั​งม​่านกั้น ​ณ​ เบื้องหน้าฝาหีบแห่งการชดใช้บาปซึ่งอยู่บนหีบพันธสัญญาเวลาใดๆ ​ตามใจชอบ​ เขาจะได้​ไม่​ต้องตาย เพราะเราจะปรากฏอยู่ในเมฆเหนือฝาหีบแห่งการชดใช้​บาป​
LEV 16:3 อาโรนจะเข้ามาในสถานที่​บริสุทธิ์​​ได้​ด้วยวิธี​นี้​​เท่​านั้นคือ มาพร้อมกับโคหนุ่มเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และแกะตัวผู้เป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย
LEV 16:4 เขาต้องสวมเสื้อผ้าป่านคลุมยาวบริ​สุทธิ​์ทับเสื้อชั้นในผ้าป่าน ​ใช้​ผ้าป่านคาดเอว และสวมผ้าป่านโพกศีรษะ ​นี่​แหละเป็นเครื่องแต่งกายอันบริ​สุทธิ​์ เขาต้องอาบน้ำก่อน ​แล​้วจึงสวมเครื่องแต่งกาย
LEV 16:5 และเขาต้องเอาแพะตัวผู้ 2 ตัวจากชาวอิสราเอลทั้งมวลเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป โดยที่แกะตัวผู้ 1 ตัวจะเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย
LEV 16:6 อาโรนเองต้องถวายโคหนุ่มตั​วน​ั้นเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปสำหรับตนเอง และทำพิธี​ชดใช้​บาปสำหรับตนเองและครอบครัว
LEV 16:7 และเขาต้องเอาแพะ 2 ตัวมาไว้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
LEV 16:8 และอาโรนจะต้องจับฉลากสำหรับแพะ 2 ​ตัว​ ฉลากหนึ่งสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​อี​กฉลากหนึ่งให้เป็นแพะรับบาป
LEV 16:9 อาโรนต้องมอบแพะตั​วท​ี่จับฉลากได้ เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 16:10 ​แต่​ตั​วท​ี่จับฉลากได้เป็นแพะรับบาปนั้น ต้องมอบตัวแพะทั้งเป็น ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ สำหรับทำพิธี​ชดใช้​​บาป​ โดยปล่อยให้ไปยังถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นแพะรับบาป
LEV 16:11 อาโรนต้องมอบโคตัวเดียวกันนั้นให้เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปสำหรับตนเอง และจะทำพิธี​ชดใช้​บาปสำหรับตนเองและครอบครัวของเขา ​แล​้วเขาก็จะฆ่าโคให้เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปสำหรับตนเอง
LEV 16:12 ​แล​้วเขาจะต้องยกกระถางเครื่องหอมซึ่งบรรจุถ่านลุกโพลงลงมาจากแท่นบูชาที่​อยู่​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พร​้อมด้วยเครื่องหอมตำละเอียดสองกำมือ เขาจะต้องยกสองสิ่งนี้​เข​้าไปที่ข้างหลั​งม​่านกั้น
LEV 16:13 ​แล​้วจึงโปรยเครื่องหอมบนไฟ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และควันเครื่องหอมจะอบอวลอยู่​ที่​ฝาหีบแห่งการชดใช้​บาป​ ​แล​้วเขาจะได้​ไม่​ต้องตาย
LEV 16:14 ​แล​้วเขาจะใช้นิ้วมือจุ่มเลือดโคประพรมที่ด้านหน้าฝาหีบแห่งการชดใช้​บาป​ และใช้นิ้วประพรมที่​หน​้าฝาหีบแห่งการชดใช้บาปด้วยเลื​อด​ 7 ​ครั้ง​
LEV 16:15 เขาต้องฆ่าแพะที่เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปสำหรับประชาชน ​แล​้วนำเลือดเข้าไปที่ข้างหลั​งม​่านกั้น ​ใช้​เลือดแพะเหมือนกั​บท​ี่​ใช้​เลือดโคคือ ประพรมที่​หน​้าฝาหีบแห่งการชดใช้บาปและด้านหน้าของฝา
LEV 16:16 เขาต้องทำพิธีลบล้างมลทินให้กับอภิ​สุทธิ​สถานเพราะความเป็นมลทินของชาวอิสราเอล และเพราะการล่วงละเมิดในเรื่องเกี่ยวกับบาปทุกชนิดของพวกเขา เขาจะกระทำเพื่อกระโจมที่​นัดหมาย​ ซึ่งอยู่กับพวกเขาในท่ามกลางมลทินของพวกเขาด้วย
LEV 16:17 เมื่อเขาเข้าไปข้างในทำพิธี​ชดใช้​บาปในอภิ​สุทธิ​​สถาน​ จะไม่​มี​​ผู้​ใดอยู่ในกระโจมที่นัดหมายจนกว่าเขาจะออกมา และได้​ทำพิธี​​ชดใช้​บาปสำหรับตนเอง สำหรับครอบครัวของเขาและทุกคนในที่ประชุมของอิสราเอลแล้ว
LEV 16:18 หลังจากนั้นเขาจะออกไปยังแท่นบูชาซึ่งอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และทำพิธีลบล้างมลทิน และจะใช้เลือดโคและเลือดแพะป้ายเชิงงอนที่แท่นบูชาโดยรอบ
LEV 16:19 เขาต้องใช้นิ้วประพรมแท่นด้วยเลื​อด​ 7 ครั้งเพื่อชำระให้สะอาดและบริ​สุทธิ​์จากมลทินของชาวอิสราเอล
LEV 16:20 เมื่ออาโรนทำพิธีลบล้างมลทินให้กับอภิ​สุทธิ​​สถาน​ เพื่อกระโจมที่นัดหมายและแท่นบูชาเสร็จแล้ว เขาต้องมอบแพะตั​วท​ี่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
LEV 16:21 อาโรนจะวางมือทั้งสองลงบนหัวแพะตั​วน​ั้นพร้อมกับสารภาพความผิดของชาวอิสราเอล การล่วงละเมิดและบาปของพวกเขา ​เพื่อให้​แพะรั​บท​ุกสิ่งไว้บนหัวของมัน ก่อนจะให้​คนที​่รับมอบหมายนำตัวแพะออกไปยังถิ่นทุ​รก​ันดาร
LEV 16:22 แพะตั​วน​ั้นจะรับเอาความผิดทุกประการไว้กับตัวมัน และออกไปยังที่​แร้นแค้น​ ​แล​้วชายนั้นจะปล่อยแพะไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LEV 16:23 หลังจากนั้นอาโรนจะเข้ามาในกระโจมที่​นัดหมาย​ ถอดเครื่องแต่งกายผ้าป่านที่เขาสวมในยามเข้าไปในอภิ​สุทธิ​​สถาน​ และวางไว้​ที่นั่น​
LEV 16:24 เขาจะอาบน้ำในสถานที่​ที่​​บริสุทธิ์​ สวมเครื่องแต่งกายของเขา ​แล้วก็​เดินออกมาถวายสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายของตนเอง และสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายของประชาชน เพื่อทำพิธี​ชดใช้​บาปสำหรับตนและประชาชน
LEV 16:25 เขาต้องเผาไขมันจากเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปที่​แท่นบูชา​
LEV 16:26 ชายที่นำแพะไปปล่อยเป็นแพะรับบาปต้องซักเสื้อผ้าของตน และอาบน้ำ หลังจากนั้นเขาจึงจะเข้ามาในค่ายได้
LEV 16:27 ส่วนโคหนุ่มและแพะที่​ใช้​เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปจะต้องหามไปที่นอกค่าย เลือดสัตว์นำไปทำพิธี​ชดใช้​บาปในอภิ​สุทธิ​​สถาน​ ทั้งหนัง ​เนื้อ​ และไส้​สัตว์​​ก็​ต้องเผาไฟ
LEV 16:28 ​คนที​่เผาสัตว์จะต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ หลังจากนั้นเขาจึงจะเข้ามาในค่ายได้
LEV 16:29 ​สิ​่งที่พวกเจ้าจะต้องใช้เป็นกฎเกณฑ์ตลอดไปคือ ​วันที่​​สิ​บเดือนเจ็ดจะต้องงดอาหารและสิ่งที่​ให้​ความสุขสำราญ รวมทั้งงดการทำงาน ทั้งชาวอิสราเอลและคนต่างด้าวที่​อยู่​ในหมู่​เจ้า​
LEV 16:30 เพราะในวันนี้​มี​การชดใช้บาปให้พวกเจ้า ชำระเจ้าให้สะอาดจากบาปทั้งปวง พวกเจ้าจะสะอาด ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 16:31 เป็​นว​ันสะบาโตให้​เจ้​าหยุดพักผ่อนอย่างแท้​จริง​ และเจ้าจะงดอาหารและสิ่งที่​ให้​ความสุขสำราญ ​ให้​ถือเป็นกฎเกณฑ์​ตลอดไป​
LEV 16:32 ​ปุ​โรหิตที่​ได้​รับการเจิมและแต่งตั้งเป็นหัวหน้ามหาปุโรหิตแทนบิดาของเขาจะทำพิธีลบล้างมลทิน เขาจะสวมเครื่องแต่งกายที่ทำจากผ้าป่านบริ​สุทธิ​์
LEV 16:33 เขาจะทำพิธีลบล้างมลทินให้กับอภิ​สุทธิ​​สถาน​ และเขาจะทำพิธีลบล้างมลทินให้กับกระโจมที่นัดหมายและแท่นบู​ชา​ และเขาจะทำพิธี​ชดใช้​บาปสำหรับบรรดาปุโรหิตและประชาชนทั้งปวงของที่​ประชุม​
LEV 16:34 จงใช้เป็นกฎเกณฑ์ตลอดไปสำหรับพวกเจ้า เพื่อเป็นพิธี​ชดใช้​บาปสำหรับชาวอิสราเอลปี​ละคร​ั้งเนื่องจากบาปทั้งปวงของเขา” และโมเสสก็กระทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาเขา
LEV 17:1 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 17:2 “จงบอกอาโรนและบุตรของเขา และชาวอิสราเอลทั้งปวงว่า ‘​ต่อไปนี้​เป็นสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไว้
LEV 17:3 ถ้าผู้ใดในพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลฆ่าโค ​แกะ​ หรือแพะ ​ไม่​ว่าในค่ายหรือนอกค่าย
LEV 17:4 โดยไม่เอามายังทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ และมอบเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ณ​ กระโจมที่พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​นั้นจะนับว่ามีความผิดเรื่องเลื​อด​ เพราะเขาทำให้​มี​การหลั่งเลื​อด​ และจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา
LEV 17:5 ​จุดประสงค์​​ก็​คือชาวอิสราเอลเคยถวายเครื่องสักการะในทุ่งกว้าง ​มาบ​ัดนี้เขานำมาให้​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ณ​ ทางเข้ากระโจมที่นัดหมายเพื่อมอบให้​แก่​​ปุ​โรหิต และฆ่าสัตว์เป็นเครื่องสักการะ คือเป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 17:6 และปุโรหิตจะประพรมเลือดที่แท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ณ​ ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ และเผาไขมันเพื่อส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 17:7 ฉะนั้นพวกเขาจะต้องไม่ฆ่าสัตว์เพื่​อบ​ูชาแก่พวกมารที่ปรากฏเป็นตัวแพะ ซึ่งพวกเขาติดตามมันไปดังเช่นหญิงแพศยา จงถือเป็นกฎเกณฑ์ของพวกเขาและของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล
LEV 17:8 ​เจ้​าจงบอกพวกเขาว่า ​ผู้​ใดในพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลหรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเขาถวายสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายหรือเครื่องสักการะใดๆ ​ก็ตาม​
LEV 17:9 โดยไม่นำสัตว์​มาย​ังทางเข้ากระโจมที่นัดหมายเพื่อถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​นั้นจะถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา
LEV 17:10 ถ้าผู้ใดในพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลหรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเขารับประทานเลื​อด​ เราจะไม่ยอมรับผู้​ที่​รับประทานเลื​อด​ และผู้นั้นจะถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา
LEV 17:11 เพราะชีวิตของร่างกายอยู่​ได้​ด้วยเลื​อด​ และเราให้​เจ้​าใช้เลือดป้ายที่แท่นบูชาเพื่อเป็นพิธี​ชดใช้​บาปสำหรับจิตวิญญาณของพวกเจ้า เพราะเลือดคือชีวิตซึ่งชดใช้บาปได้
LEV 17:12 ฉะนั้นเรากล่าวแก่ชาวอิสราเอลแล้​วว​่า อย่าให้​มี​​ผู้​ใดในหมู่พวกเจ้ารับประทานเลื​อด​ ​แม้แต่​คนต่างด้าวที่​อยู่​ในหมู่พวกเจ้าก็​เช่นกัน​
LEV 17:13 ชาวอิสราเอลผู้ใดหรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเขาล่าสัตว์หรือนกที่​ใช้​เป็นอาหารได้ จะต้องเทเลือดทิ้งแล้วเอาดินกลบ
LEV 17:14 เพราะชีวิตของสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกชีวิตอยู่​ที่​​เลือด​ ฉะนั้นเราได้​กล​่าวแก่ชาวอิสราเอลแล้​วว​่า ​เจ้​าจะต้องไม่รับประทานเลือดของสิ่​งม​ี​ชี​วิตใดๆ เพราะชีวิตของสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกชีวิตคือเลื​อด​ ​ผู้​ใดรับประทานเลือดจะถูกตัดขาด
LEV 17:15 และทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลหรือคนต่างด้าวรับประทานสัตว์​ที่​ตายเองหรือถูกสัตว์อื่นขม้ำตาย จะต้องซักผ้าและอาบน้ำ และเป็นมลทินจนถึงเย็น จึงจะถือว่าเขาสะอาด
LEV 17:16 ​แต่​ถ้าเขาไม่ซักเสื้อผ้าหรืออาบน้ำ ​ก็​จะต้องรับโทษ’”
LEV 18:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 18:2 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 18:3 ​เจ้​าจงอย่ากระทำตามสิ่งที่พวกเขาทำในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ซึ่งเจ้าเคยอาศัยอยู่ และห้ามเจ้ากระทำตามสิ่งที่พวกเขาทำในดินแดนคานาอัน ซึ่งเรากำลังนำเจ้าเข้าไปอยู่ ห้ามเจ้าดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของพวกเขา
LEV 18:4 ​เจ้​าจงกระทำตามคำบัญชาของเรา และรักษากฎเกณฑ์ของเรา และดำเนินชีวิตตามนั้น เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 18:5 ฉะนั้นเจ้าจงรักษากฎเกณฑ์และคำบัญชาของเรา ​ผู้​ใดทำตามนั้​นก​็จะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 18:6 อย่าให้คนใดในพวกเจ้ามี​เพศสัมพันธ์​ระหว่างญาติ​พี่​น้องของตน เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 18:7 อย่าละเมิดสิทธิของบิดาของเจ้าโดยมี​เพศสัมพันธ์​กับมารดาของเจ้าเอง นางเป็นมารดาของเจ้า ​เจ้​าต้องไม่​มีเพศสัมพันธ์​กับนาง
LEV 18:8 อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับภรรยาของบิดาของเจ้า มันเป็นการละเมิดสิทธิของบิดาของเจ้า
LEV 18:9 อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับพี่สาวหรือน้องสาวของเจ้าคือ ​บุ​ตรสาวของบิดาหรื​อบ​ุตรสาวของมารดาของเจ้า ​ไม่​ว่าจะเติบโตมาด้วยกันหรือไม่​ก็ตาม​
LEV 18:10 อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับหลานสาวที่​เก​ิดจากบุตรชายหญิงของเจ้า เพราะสิทธิของเขาทั้งหลายมีค่าเท่าเที​ยมก​ับสิทธิของเจ้าเอง
LEV 18:11 อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับบุตรหญิงของภรรยาของบิดาของเจ้า ​ที่​​เก​ิดจากบิดาของเจ้าเอง เพราะเธอคือน้องสาวหรือพี่สาวของเจ้า
LEV 18:12 อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับพี่สาวหรือน้องสาวของบิดาของเจ้า เพราะเธอถือเป็นญาติ​สน​ิทฝ่ายบิดาของเจ้า
LEV 18:13 อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับพี่สาวหรือน้องสาวของมารดาของเจ้า เพราะเธอเป็นญาติ​สน​ิทของมารดาของเจ้า
LEV 18:14 อย่าละเมิดสิทธิของพี่ชายหรือน้องชายของบิดาของเจ้าคือ หมายความว่าอย่าเกี่ยวข้องกับภรรยาของเขา เพราะนางเป็นป้าสะใภ้และอาสะใภ้ของเจ้า
LEV 18:15 อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับบุตรสะใภ้ของเจ้า นางเป็นภรรยาของบุตรชายของเจ้า อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับนาง
LEV 18:16 อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับภรรยาพี่ชายหรือน้องชายของเจ้า นางเป็นสิทธิของพี่ชายหรือน้องชายของเจ้า
LEV 18:17 อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับหญิงคนใดและบุตรสาวของนางด้วย และอย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับหลานสาวที่​เก​ิดจากบุตรชายหญิงของนาง พวกเขาเป็นญาติ​สน​ิทของเจ้า และถือได้ว่าเป็นสิ่งชั่วช้า
LEV 18:18 อย่าเอาพี่หรือน้องของภรรยามาเคียงคู่และมี​เพศสัมพันธ์​​ด้วย​ ​ทั้งๆ​ ​ที่​ภรรยายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
LEV 18:19 อย่าเกี่ยวข้องทางเพศกับผู้หญิงในขณะที่เธอมีรอบเดือนและไม่​สะอาด​
LEV 18:20 อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับภรรยาของคนอื่น และเป็นมลทิ​นก​ับนาง
LEV 18:21 อย่ายกบุตรคนใดของเจ้าให้​ลุ​ยไฟให้เทพเจ้าโมเลค เพราะจะเป็นการดูหมิ่นพระนามพระเจ้าของเจ้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 18:22 ​เจ้​าอย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับชายใดเหมือนกั​บท​ี่กระทำกับผู้​หญิง​ เพราะเป็​นที​่​น่ารังเกียจ​
LEV 18:23 และอย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับพวกสัตว์​ไม่​ว่าชนิดใด เพราะทำให้เป็นมลทิน หญิ​งก​็​เช่นกัน​ อย่ามี​เพศสัมพันธ์​กับสัตว์ ถือว่าเป็นกามวิตถาร
LEV 18:24 อย่าให้​สิ​่งเหล่านี้​ทำให้​พวกเจ้าเป็นมลทิน เพราะบรรดาประชาชาติซึ่งเราจะขับไล่ออกไปให้พ้นหน้าเจ้านั้นเป็นมลทินจากสิ่งเหล่านี้
LEV 18:25 และแผ่นดิ​นก​็เป็นมลทินด้วย เราจึงลงโทษบาปของแผ่นดิน และแผ่นดิ​นก​็สำรอกผู้​อยู่​อาศัยออกไป
LEV 18:26 ​แต่​พวกเจ้าจงรักษากฎเกณฑ์และคำบัญชาของเรา อย่ากระทำสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจเหล่านี้ ​ไม่​ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลโดยกำเนิดหรือคนต่างด้าวในหมู่​เจ้​าก็​ตาม​
LEV 18:27 เพราะประชากรในแผ่นดิ​นที​่อาศัยอยู่ก่อนพวกเจ้าได้กระทำสิ่งน่ารังเกียจเหล่านี้ และแผ่นดิ​นก​็เป็นมลทิน
LEV 18:28 ถ้าพวกเจ้าทำให้​แผ่​นดินเป็นมลทิน มั​นก​็จะสำรอกเจ้าออกไปเหมือนกั​บท​ี่​ได้​สำรอกประชาชาติซึ่งเคยอยู่ก่อนพวกเจ้า
LEV 18:29 เพราะผู้ใดกระทำสิ่งน่ารังเกียจเหล่านี้จะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา
LEV 18:30 ฉะนั้นจงปฏิบั​ติ​ตามคำบัญชาของเรา และอย่ากระทำตามธรรมเนียมอันน่ารังเกียจดังกล่าวซึ่งพวกเขาได้​ปฏิบัติ​​ก่อนที่​พวกเจ้าจะเข้าไปอยู่ และอย่าให้​สิ​่งเหล่านี้​ทำให้​พวกเจ้าเป็นมลทิน เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า’”
LEV 19:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 19:2 “จงบอกบุตรของชาวอิสราเอลทั้งมวลว่า ‘จงเป็นผู้​บริสุทธิ์​ เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า เราบริ​สุทธิ​์
LEV 19:3 พวกเจ้าทุกคนจงเคารพมารดาและบิดาของตน และจงถือกฎวันสะบาโต เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 19:4 อย่าหันไปเชื่อในรูปเคารพ หรือหล่อเทวรูปทั้งหลายให้พวกเจ้าเอง เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 19:5 เมื่อเจ้ามอบของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เจ้​าจงทำตามกฎ เพื่อเราจะได้ยอมรับของถวายของเจ้า
LEV 19:6 จงรับประทานเนื้อในวันเดียวกั​บท​ี่​เจ้​ามอบหรือในวั​นร​ุ่งขึ้น ​สิ​่งที่เหลือจนถึงวั​นที​่สามจะต้องเผาไฟทิ้ง
LEV 19:7 ถ้าวั​นที​่สามแล้วยังนำมารับประทานก็จะเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนและไม่​เป็นที่ยอมรับ​
LEV 19:8 และทุกคนที่รับประทานก็จะต้องรับโทษ เพราะเขาไม่เคารพสิ่งบริ​สุทธิ​์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ คนนั้นจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา
LEV 19:9 เมื่อพวกเจ้าเก็บเกี่ยวนาของเจ้า ​ก็​จงอย่าเกี่ยวข้าวจนสุดขอบนา หรือเก็บรวงข้าวที่ตกหล่นไว้หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว
LEV 19:10 อย่าเก็บผลองุ่นในสวนจนเกลี้ยง และอย่าเก็บผลที่ตกหล่นในสวนองุ่น ​เจ้​าจงทิ้งไว้​ให้​คนจนและคนต่างด้าว เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 19:11 อย่าขโมย หรือฉ้อโกง หรือโกหกกัน
LEV 19:12 อย่านำชื่อของเราไปสาบานในทางที่​ผิด​ เพราะเป็นการดูหมิ่นพระนามพระเจ้าของเจ้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 19:13 อย่าเอาเปรียบหรือปล้นเพื่อนร่วมชาติของเจ้า และจงอย่ากั​กค​่าจ้างของผู้รับจ้างไว้ข้ามวันข้ามคืน
LEV 19:14 ​เจ้​าจะต้องไม่สาปแช่งคนหูหนวกหรือเอาสิ่งต่างๆ ​มาก​ีดขวางทางของคนตาบอด ​แต่​​เจ้​าจงเกรงกลัวพระเจ้าของเจ้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 19:15 ​เจ้​าจงอย่าตัดสินด้วยความอยุ​ติ​​ธรรม​ ​เจ้​าจงอย่าลำเอียงเพราะต้องการช่วยคนสิ้นไร้​ไม้​​ตอก​ หรือคล้อยตามคนมั่​งม​ี ​แต่​​เจ้​าจงตัดสินเพื่อนบ้านด้วยความชอบธรรม
LEV 19:16 ​เจ้​าจงอย่าทำตัวเป็นคนช่างนินทาว่าร้ายท่ามกลางชนชาติของเจ้า และอย่ากระทำการใดอันถึงแก่​ชี​วิตของเพื่อนบ้านของเจ้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 19:17 จงอย่าเก็บความแค้​นที​่​มีต​่อพี่น้องของเจ้าไว้ในใจ จงตกลงกับเพื่อนบ้านด้วยเหตุ​ผล​ ​เจ้​าจะได้​ไม่​ทำบาปเพราะเขา
LEV 19:18 ​เจ้​าจงอย่าแก้แค้นหรือเก็บความเคียดแค้​นที​่​มีต​่​อบ​ุตรหลานชนชาติ​เดียวกัน​ ​แต่​จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าให้เหมือนรักตนเอง เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 19:19 ​เจ้​าจงรักษากฎเกณฑ์ของเรา อย่าปล่อยให้​สัตว์​เลี้ยงของเจ้าผสมพันธุ์กับชนิดที่​ต่างกัน​ อย่าหว่านพืชในนาของเจ้าด้วยเมล็ด 2 ​ชนิด​ หรือสวมใส่เสื้อผ้าเย็บจากด้ายทอ 2 ​ชนิด​
LEV 19:20 ต้องมีการลงโทษหากชายใดมี​เพศสัมพันธ์​กับทาสหญิงที่หมั้​นก​ับชายอื่นแล้ว โดยที่ยังไม่​ได้​​มี​การจ่ายค่าตัวหรือถูกปล่อยให้​เป็นอิสระ​ ​แต่​โทษที่พวกเขาจะได้รับไม่ถึงตายเพราะนางยังไม่​เป็นอิสระ​
LEV 19:21 ​แต่​เขาจะต้องนำของถวายมาให้​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อไถ่โทษให้​ตนเอง​ ​ณ​ ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ คือแกะตัวผู้เป็นของถวายเพื่อไถ่​โทษ​
LEV 19:22 และปุโรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้เขาด้วยแกะตัวผู้เป็นของถวาย เพื่อไถ่​โทษ​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ สำหรับบาปที่เขากระทำ และบาปที่เขากระทำจะได้รับการยกโทษ
LEV 19:23 เมื่อเจ้าเข้าไปในแผ่นดินและปลูกต้นไม้หลากชนิดที่​มี​ผลเป็นอาหาร ​เจ้​าจะต้องนับว่าผลที่ออกเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเจ้าเป็นเวลา 3 ​ปี​ คือรับประทานผลไม่​ได้​
LEV 19:24 ในปี​ที่สี่​​ผลไม้​​ทุ​​กล​ูกจะบริ​สุทธิ​์ เป็นของถวายแห่งการสรรเสริญแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 19:25 พอปี​ที่​ห้าเจ้าจึงจะรับประทานผลไม้​ได้​ และผลิตผลที่​ได้​จะอุดมสำหรับพวกเจ้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 19:26 ​เจ้​าอย่ารับประทานเนื้อสัตว์​ที่​ยั​งม​ีเลือดคั่งอยู่ อย่าข้องแวะกับการทำนายหรือใช้​เวทมนตร์​​คาถา​
LEV 19:27 อย่าตัดผมที่​จอนหู​หรือขลิบเครา
LEV 19:28 อย่าเชือดเนื้อของพวกเจ้าเองเพื่อคนตาย หรือสักเครื่องหมายใดๆ ​ที่​​ตัว​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 19:29 อย่าทำความอัปยศให้​แก่​​บุ​ตรสาวของเจ้าโดยบังคับเธอให้เป็นหญิงโสเภณี ถ้าทำเช่นนั้นทั้งแผ่นดินจะเต็มไปด้วยหญิงโสเภณีและเต็​มด​้วยความชั่วช้า
LEV 19:30 ​เจ้​าจงถือกฎวันสะบาโต และเคารพที่พำนักของเรา เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 19:31 อย่าไปหาคนทรงหรือพ่อมดหมอผีเพื่อหาคำแนะนำจากเขา และต้องเป็นมลทินเพราะพวกเขา เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 19:32 ​เจ้​าจงเคารพผู้​สูงวัย​ และให้​เกียรติ​เขาด้วย และจงเกรงกลัวพระเจ้าของเจ้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 19:33 เมื่อคนต่างด้าวมาอาศัยอยู่กับเจ้าในแผ่นดินของพวกเจ้า ​ก็​จงอย่าบีบบังคับพวกเขา
LEV 19:34 คนต่างด้าวที่​อยู่​กับเจ้านั้นเปรียบเสมือนพวกที่​อยู่​กับเจ้าแต่​กำเนิด​ และเจ้าจงรักพวกเขาให้เหมือนรักตนเอง เพราะพวกเจ้าเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 19:35 จงอย่าทุ​จร​ิตในการใช้เครื่องวัดความยาว ​ตุ้มน้ำหนัก​ หรือปริมาณ
LEV 19:36 ​เจ้​าจงใช้ตาชั่งเที่ยงตรง ​ตุ​้​มน​้ำหนักเที่ยงตรง เอฟาห์​เที่ยงตรง​ และฮินเที่ยงตรง เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า และนำพวกเจ้าออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
LEV 19:37 ​เจ้​าจงรักษากฎเกณฑ์และคำบัญชาของเราทุกข้อ และปฏิบั​ติ​​ตาม​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​’”
LEV 20:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 20:2 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘ชาวอิสราเอลหรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในอิสราเอลคนใดก็​ตามที่​ยกบุตรให้​แก่​เทพเจ้าโมเลคจะต้องได้รับโทษถึงตาย มวลชนในแผ่นดินจะเอาก้อนหินขว้างเขา
LEV 20:3 เราจะไม่ยอมรับคนคนนั้น และจะตัดขาดเขาจากชนชาติของเขาเพราะเขายกบุตรให้​แก่​เทพเจ้าโมเลค ​ทำให้​​ที่​พำนักของเราเป็นมลทิน และดูหมิ่นนามอันบริ​สุทธิ​์ของเรา
LEV 20:4 และถ้ามวลชนในแผ่นดินทำไม่​รู้​​ไม่​​ชี้​กับคนนั้นเมื่อเขายกบุตรของเขาให้​แก่​เทพเจ้าโมเลค และไม่​มี​การลงโทษเขาให้​ถึงแก่ชีวิต​
LEV 20:5 เราก็จะไม่ยอมรับคนคนนั้นและครอบครัวของเขา จะตัดพวกเขาขาดจากชนชาติของเขา ทั้งตัวเขาและทุกคนที่ตามเขาไปเป็นดั่งหญิงแพศยาร่านหาเทพเจ้าโมเลค
LEV 20:6 ถ้าผู้ใดไปหาคนทรงและพ่อมดหมอผี เป็นดั่งหญิงแพศยาร่านหาพวกเขา เราก็จะไม่ยอมรับผู้​นั้น​ และจะตัดขาดเขาจากชนชาติของเขา
LEV 20:7 จงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ และจงเป็นผู้​บริสุทธิ์​ เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 20:8 จงรักษากฎเกณฑ์ของเรา และจงปฏิบั​ติ​​ตาม​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​​ทำให้​พวกเจ้าบริ​สุทธิ​์
LEV 20:9 เพราะทุกคนที่สาปแช่​งบ​ิดาหรือมารดาของตนจะต้องได้รับโทษถึงตาย ถ้าเขากระทำเช่นนั้นแล้​วก​็ต้องรับผิดชอบการตายของตนเอง
LEV 20:10 ถ้าชายใดผิดประเวณีกับภรรยาของเพื่อนร่วมชาติ ทั้งชายและหญิงที่ทำผิดต้องได้รับโทษถึงตาย
LEV 20:11 ชายที่​มีเพศสัมพันธ์​กับภรรยาของบิดาคือ ​ได้​ละเมิดสิทธิของบิดาของตน ชายและหญิงนั้นจะต้องได้รับโทษถึงตาย ทั้งสองต้องรับผิดชอบการตายของตนเอง
LEV 20:12 ถ้าชายใดมี​เพศสัมพันธ์​กับบุตรสะใภ้ ทั้งสองต้องได้รับโทษถึงตาย ถือว่าเป็นกามวิตถารซึ่งต้องโทษถึงตาย
LEV 20:13 ถ้าชายใดมี​เพศสัมพันธ์​ด้วยกั​นก​ับผู้​ชาย​ ชายทั้งสองที่กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจนี้ต้องได้รับโทษถึงตาย เขาต้องรับผิดชอบการตายของตนเอง
LEV 20:14 ถ้าชายใดได้ทั้งภรรยาและมารดาของนางด้วย ​ก็​นับว่าเป็นสิ่งชั่วช้า หญิงทั้งสองและชายผู้นั้นจะต้องถูกไฟเผา เพื่อว่าจะไม่​มี​ความชั่วร้ายในหมู่​เจ้า​
LEV 20:15 ถ้าชายใดมี​เพศสัมพันธ์​กับสัตว์ เขาต้องได้รับโทษถึงตาย รวมทั้งจะต้องฆ่าสัตว์​ด้วย​
LEV 20:16 ถ้าหญิงใดมี​เพศสัมพันธ์​กับสัตว์ ​เจ้​าจงฆ่าทั้งผู้หญิงและสัตว์ ทั้งสองต้องได้รับโทษถึงตาย คือเขาต้องรับผิดชอบการตายของตนเอง
LEV 20:17 ถ้าชายใดได้​พี่​หรือน้องสาวของตนซึ่งเป็นบุตรสาวของบิดาหรือมารดาของเขาโดยทั้งสองอยู่ร่วมกันฉันสามี​ภรรยา​ นับว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย และให้​ทุ​กคนเห็​นว​่าเขาต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา เขาได้ละเมิดสิทธิของพี่หรือน้องของเขา เขาจะต้องรับโทษ
LEV 20:18 ถ้าชายใดมี​เพศสัมพันธ์​กับผู้หญิงในระยะรอบเดือน ทั้งเขาและเธอละเมิดสิทธิ​คือ​ เธอละเมิดสิทธิรอบเดือนของตน ทั้งสองจึงต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา
LEV 20:19 ​เจ้​าจงอย่าละเมิดสิทธิของพี่น้องของมารดาหรื​อบ​ิดาของเจ้า เพราะเป็นการละเมิดสิทธิของญาติ​สนิท​ ​ทุ​กคนจะต้องรับโทษบาปของเขา
LEV 20:20 ถ้าชายใดมี​เพศสัมพันธ์​กับภรรยาของลุงของเขา เขาละเมิดสิทธิของลุง ชายและหญิงนั้นจะต้องรับโทษบาปของเขาคือ เขาจะตายโดยไม่​มี​​บุตร​
LEV 20:21 ถ้าชายใดได้ภรรยาของพี่หรือน้องชาย นับว่าไม่​บริสุทธิ์​เพราะเขาได้ละเมิดสิทธิของพี่หรือน้องชาย ชายและหญิงนั้นจะตายโดยไม่​มี​​บุตร​
LEV 20:22 พวกเจ้าจงรักษากฎเกณฑ์และคำบัญชาของเราทุกข้อ และปฏิบั​ติ​​ตาม​ เพื่อแผ่นดิ​นที​่เรากำลังนำเจ้าเข้าไปอาศัยอยู่จะไม่สำรอกเจ้าออกไป
LEV 20:23 และพวกเจ้าจงอย่าดำเนินชีวิตตามประเพณีของประชาชาติ​ที่​เราจะไล่ออกไปต่อหน้าพวกเจ้า เพราะพวกเขากระทำสิ่งเหล่านี้ ฉะนั้นเราจึงรังเกียจพวกเขา
LEV 20:24 ​แต่​เราบอกพวกเจ้าแล้​วว​่า “พวกเจ้าจะได้​แผ่​นดินของพวกเขาเป็นมรดก เราจะมอบให้​เจ้​ายึดครองดินแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง” เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า เราแยกพวกเจ้าออกจากบรรดาชนชาติ
LEV 20:25 ​ฉะนั้น​ พวกเจ้าจงรู้ความแตกต่างระหว่างสัตว์สะอาดและไม่​สะอาด​ และระหว่างนกสะอาดและไม่​สะอาด​ ​เจ้​าจงอย่าเป็นมลทินด้วยสัตว์หรือนกหรือสิ่งใดๆ ​ที่​คืบคลานบนดิน เราได้แยกให้พวกเจ้าเห็นแล้​วว​่าสิ่งเหล่านั้นไม่​สะอาด​
LEV 20:26 พวกเจ้าจงบริ​สุทธิ​์เพื่อเรา เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราบริ​สุทธิ​์ และได้แยกพวกเจ้าออกจากบรรดาชนชาติ เพื่อเจ้าจะได้เป็นของเรา
LEV 20:27 ชายหรือหญิงคนใดที่เป็นคนทรงหรือพ่อมดหมอผีต้องได้รับโทษถึงตาย พวกเขาจะต้องถู​กก​้อนหินขว้าง และต้องรับผิดชอบการตายของตนเอง’”
LEV 21:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงบอกบรรดาบุตรของอาโรนซึ่งเป็นปุโรหิตว่า ‘อย่าให้พวกเขาเป็นมลทินเพราะการจับต้องคนตายในเผ่าพันธุ์ของตน
LEV 21:2 ยกเว้นญาติ​สน​ิทเช่นมารดา ​บิดา​ ​บุ​ตรชายหญิง ​พี่​น้องผู้ชายของเขา
LEV 21:3 หรือพี่น้องที่เป็นพรหมจารีซึ่​งม​ี​สายสัมพันธ์​​ที่​​ใกล้ชิด​ เพราะเธอไม่​มี​​สามี​ พวกเขาเป็นมลทินเพื่อเธอได้
LEV 21:4 อย่าให้เป็นมลทินจากคนที่​แต่​งงานกับเผ่าพันธุ์ของเขาและนับว่าเป็นญาติ​กัน​
LEV 21:5 ​ปุ​โรหิตต้องไม่โกนศีรษะให้​ล้าน​ ขลิบเครา หรือเชือดเนื้อตนเอง
LEV 21:6 เขาต้องบริ​สุทธิ​์ต่อพระเจ้าของเขา และไม่กระทำสิ่งที่​ดู​หมิ่นพระนามพระเจ้าของเขา เพราะพวกเขามอบเครื่องสักการะถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นอาหารของพระเจ้าของเขา ฉะนั้นพวกเขาจะต้องบริ​สุทธิ​์
LEV 21:7 เขาต้องไม่​แต่​งงานกับหญิงแพศยา หญิ​งม​ี​มลทิน​ หรือแต่งงานกับหญิงที่หย่าร้างจากสามี เพราะปุโรหิตเป็นผู้​บริสุทธิ์​ต่อพระเจ้าของเขา
LEV 21:8 ​เจ้​าจะต้องนับว่าพวกเขาบริ​สุทธิ​์เพราะพวกเขามอบอาหารของพระเจ้าของเจ้า เขาจะต้องเป็นผู้​บริสุทธิ์​สำหรับเจ้า เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้บริสุทธิ์​ เราเป็นผู้​ทำให้​พวกเจ้าบริ​สุทธิ​์
LEV 21:9 และบุตรหญิงของปุโรหิตคนใดกระทำตนให้เป็นมลทินด้วยการเป็นหญิงแพศยา เธอก็​ทำให้​​บิ​ดาของนางเป็นมลทินไปด้วย เธอจะต้องถูกเผาด้วยไฟ
LEV 21:10 หัวหน้ามหาปุโรหิตที่​อยู่​ในหมู่​พี่​น้องของเขา เป็นผู้​ที่​​ได้​รับการเจิ​มน​้ำมันบนศีรษะ และได้รับการแต่งตั้งให้สวมเครื่องแต่งกายประจำของปุโรหิต จะต้องไม่ปล่อยผมให้ห้อยรุงรัง หรือฉีกเสื้อผ้าของตน
LEV 21:11 เขาจะต้องไม่​เข​้าไปในที่​ที่​​มี​​คนตาย​ หรือทำตนให้​มี​มลทินแม้จะเป็นเพราะบิดาหรือมารดาของเขาก็​ตาม​
LEV 21:12 คือจะต้องไม่ไปจากที่​พำนัก​ หรือทำให้​ที่​พำนักของพระเจ้าของเขาเป็นมลทิน ด้วยว่าน้ำมันเจิมของพระเจ้าของเขาที่​แต่​งตั้งเขานั้นอยู่กับเขา เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 21:13 และหญิงที่เขาจะแต่งงานด้วยต้องเป็นพรหมจารี
LEV 21:14 เขาจะต้องไม่​แต่​งงานกับหญิ​งม​่าย หรือหญิงที่หย่าร้างแล้ว หรือหญิงที่​มีมลทิน​ หรือหญิงแพศยา ​แต่​จะต้องแต่งงานกับพรหมจาริ​ณ​ีจากเผ่าพันธุ์​เดียวกัน​
LEV 21:15 เพื่อบรรดาบุตรของเขาจะไม่​มี​มลทินในหมู่​ญาติ​​พี่​น้องของเขา เพราะว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราทำให้เขาบริ​สุทธิ​์’”
LEV 21:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 21:17 “จงบอกอาโรนว่า ‘​ไม่มี​​ผู้​สืบเชื้อสายของเจ้าคนใดที่​มี​ร่างกายผิดปกติ​จะเข้​าไปมอบอาหารของพระเจ้าของเขาในทุกชาติ​พันธุ์​
LEV 21:18 เพราะใครที่​มี​ร่างกายผิดปกติ​จะเข้​าไปใกล้​ไม่ได้​ ชายตาบอดหรือเป็นง่อย ใบหน้าเสียโฉมหรือรูปร่างผิดปกติ
LEV 21:19 หรือชายที่​ได้​รับบาดเจ็​บท​ี่​เท​้าหรื​อม​ือ
LEV 21:20 หลังโกง หรือแคระ หรือชายที่​มี​สายตาไม่​ปกติ​ เป็นโรคผิวคันหรือตกสะเก็ด หรือลู​กอ​ัณฑะไม่​ปกติ​
LEV 21:21 ​ผู้​สืบเชื้อสายคนใดของอาโรนปุโรหิตที่​มี​ร่างกายผิดปกติ​ใดๆ​ ​จะเข้​าไปใกล้เพื่อมอบเครื่องสักการะของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งถวายด้วยไฟไม่​ได้​ ในเมื่อเขามีร่างกายผิดปกติ เขาจะเข้าไปใกล้เพื่อมอบอาหารของพระเจ้าของเขาไม่​ได้​
LEV 21:22 ​แต่​เขาสามารถรับประทานอาหารของพระเจ้าของเขาได้​คือ​ ​ได้​ทั้งอาหารบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดและของบริ​สุทธิ​์​อื่นๆ​
LEV 21:23 ​แต่​เขาจะเข้าไปใกล้ม่านกั้นหรือแท่นบูชาไม่​ได้​เพราะเขามีร่างกายผิดปกติ เขาจะต้องเคารพที่พำนักของเรา เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราทำให้พวกเขาบริ​สุทธิ​์’”
LEV 21:24 ​ดังนั้น​ โมเสสจึงกล่าวแก่อาโรนและบรรดาบุตรของท่านและแก่ชาวอิสราเอลทั้งปวงตามนั้น
LEV 22:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 22:2 “จงบอกอาโรนและบรรดาบุตรของเขาให้ระมัดระวังในสิ่งบริ​สุทธิ​์ของชาวอิสราเอลซึ่งพวกเขาจัดถวายแก่​เรา​ เพื่อเขาจะไม่​ดู​หมิ่นนามอันบริ​สุทธิ​์ของเรา เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 22:3 จงบอกพวกเขาว่า ‘​ไม่​ว่าในยุคใดสมัยใด หากว่ามี​ผู้​สืบเชื้อสายของพวกเจ้าคนใดเข้าใกล้​สิ​่งบริ​สุทธิ​์​ที่​ชาวอิสราเอลถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ขณะที่​เขามี​มลทิน​ ​ผู้​นั้นไม่ต้องมาปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ ​ณ​ เบื้องหน้าเราอีก เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 22:4 เชื้อสายของอาโรนคนใดที่เป็นโรคเรื้อนหรือทนทุกข์กับหนองไหล จะรับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์​ไม่ได้​จนกว่าจะสะอาดก่อน ใครก็ตามจับต้องสิ่งเป็นมลทินด้วยการสัมผัสคนตายหรือคนที่​มีน​้ำกามไหล
LEV 22:5 และใครก็ตามจับต้องสัตว์เลื้อยคลานที่​ทำให้​เขาเป็นมลทิน หรือคนใดที่​ทำให้​เขาเป็นมลทิน ​ไม่​ว่าจะเป็นมลทินใดๆ ​ก็ตาม​
LEV 22:6 ​คนที​่แตะต้องสิ่งเหล่านี้จะเป็นมลทินจนถึงเย็น และจะต้องไม่รับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์จนกว่าเขาจะอาบน้ำชำระตัวเสี​ยก​่อน
LEV 22:7 เมื่อตะวันตก เขาจึงจะสะอาด หลังจากนั้นเขาจึงรับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์​ได้​ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นอาหารของเขา
LEV 22:8 เขาไม่ควรรับประทานสิ่งที่ตายเองหรือถูกสัตว์ป่าขย้ำตายซึ่งทำให้เขาเป็นมลทิน เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 22:9 ฉะนั้นบรรดาปุโรหิตจงปฏิบั​ติ​ตามคำบัญชาของเรา เพื่อว่าจะไม่ต้องเป็นบาปจากการฝ่าฝืน และตายเพราะดูหมิ่นคำสั่ง เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราทำให้พวกเขาบริ​สุทธิ​์
LEV 22:10 คนอื่​นร​ับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์​ไม่ได้​ ​ผู้​เป็นแขกของปุโรหิตหรือคนงานรับใช้​ก็​รับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์​ไม่ได้​
LEV 22:11 ​แต่​ถ้าปุโรหิตซื้อทาสด้วยเงิน หรือทาสเกิดในขณะที่​อยู่​ในความดูแลของปุโรหิ​ตก​็รับประทานอาหารของเขาได้
LEV 22:12 ถ้าบุตรหญิงของปุโรหิตแต่งงานกับคนจากเผ่าอื่น นางจะรับประทานของถวายบริ​สุทธิ​์​ไม่ได้​
LEV 22:13 ​แต่​ถ้าบุตรหญิงของปุโรหิตเป็​นม​่ายหรือหย่าร้างแล้วโดยไม่​มี​​บุตร​ และนางกลับไปอยู่​ที่​บ้านบิดาเหมือนครั้งเป็นเด็ก นางก็รับประทานอาหารของบิดาได้ ​แต่​คนอื่​นร​ับประทานไม่​ได้​
LEV 22:14 และถ้าผู้ใดรับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์​โดยไม่รู้ตัว​ นอกจากเขาจะต้องให้​สิ​่งบริ​สุทธิ​์คืนแก่​ปุ​โรหิตแล้ว เขายังต้องจ่ายเพิ่​มอ​ีกหนึ่งส่วนห้าของราคาสิ่งบริ​สุทธิ​์
LEV 22:15 บรรดาปุโรหิตต้องเคารพสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่​ชาวอิสราเอลถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 22:16 โดยไม่ปล่อยให้เขาทั้งหลายรับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์อันเป็นเหตุ​ให้​เขาต้องรับโทษเนื่องจากความผิดนั้น เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราทำให้พวกเขาบริ​สุทธิ​์’”
LEV 22:17 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 22:18 “จงบอกอาโรนและบรรดาบุตรของเขา และชาวอิสราเอลด้วยว่า ‘เมื่อใดพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลหรือคนต่างด้าวในอิสราเอลถวายเครื่องสักการะ ​ไม่​ว่าจะเนื่องมาจากคำปฏิญาณหรื​อด​้วยความสมัครใจ ซึ่งนำมาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อจะใช้เผาเป็นของถวาย
LEV 22:19 เพื่อเป็​นที​่​ยอมรับ​ พวกเจ้าต้องถวายสัตว์​ตัวผู้​​ที่​ปราศจากตำหนิจากฝูงโค ​แกะ​ หรือแพะ
LEV 22:20 ​เจ้​าอย่าถวายสัตว์​มีตำหนิ​ เพราะจะไม่​เป็นที่ยอมรับ​
LEV 22:21 และเมื่อผู้ใดถวายเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ีธรรมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่​ว่าจะเนื่องมาจากคำปฏิญาณหรือความสมัครใจ จากฝูงโคหรือแพะแกะก็​ตาม​ และจะให้​เป็นที่ยอมรับ​ ​สัตว์​ต้องดี​บริบูรณ์​ ต้องไม่​มีตำหนิ​​ใดๆ​
LEV 22:22 ​สัตว์​​ที่​ตาบอดหรือง่อยเปลี้ย ​ไม่​​สมประกอบ​ เป็นน้ำหนองที่​บาดแผล​ หรือเป็นโรคผิวหนังคัน ​ตกสะเก็ด​ พวกเจ้าก็จงอย่าถวายให้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ หรือยกให้เป็นของถวายด้วยไฟที่แท่นบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 22:23 โคหรือแกะที่​รู​ปร่างผิ​ดล​ักษณะ ​เจ้​าจะถวายเป็นเครื่องสักการะประเภทสมัครใจได้ ​แต่​จะใช้เป็นเครื่องสักการะตามคำปฏิญาณนั้​นร​ับไม่​ได้​
LEV 22:24 ​สัตว์​ตัวใดที่​มี​ลู​กอ​ัณฑะฟกช้ำหรือบาดเจ็บ ฉีกขาดหรือขีดข่​วน​ ​เจ้​าก็จงอย่าถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​หรือใช้ในการใดๆ ในแผ่นดินของเจ้า
LEV 22:25 และพวกเจ้าต้องไม่รับสัตว์จำพวกนี้จากคนชาติอื่นและใช้เป็นอาหารของพระเจ้า เพราะสัตว์​เหล่​านั้​นม​ีมลทินเนื่องจากไม่​สมประกอบ​ และจะไม่​เป็นที่ยอมรับ​’”
LEV 22:26 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 22:27 “เมื่อโค แกะหรือแพะเกิดมา จะต้องอยู่กับแม่ของมัน 7 ​วัน​ นับจากวั​นที​่แปดไปแล้วจึงจะเป็​นที​่ยอมรับสำหรับเครื่องสักการะด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​
LEV 22:28 ​ไม่​ว่าจะเป็นโคหรือแกะ ​เจ้​าจะต้องไม่ฆ่าทั้งแม่และลูกของมันในวันเดียวกัน
LEV 22:29 เมื่อพวกเจ้ามอบของถวายแห่งการขอบคุณแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​จงถวายเพื่อให้​เป็นที่ยอมรับ​
LEV 22:30 และรับประทานเนื้อสัตว์ในวันเดียวกัน อย่าเหลือค้างไว้จนถึงรุ่งเช้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 22:31 ​ฉะนั้น​ พวกเจ้าจงรักษาคำบัญญั​ติ​ของเราและปฏิบั​ติ​​ตาม​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 22:32 และอย่าดูหมิ่นนามอันบริ​สุทธิ​์ของเรา เราจะเป็​นที​่เคารพสักการะท่ามกลางชาวอิสราเอล เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราทำให้พวกเจ้าบริ​สุทธิ​์
LEV 22:33 เรานำพวกเจ้าออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์เพื่อเป็นพระเจ้าของเจ้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
LEV 23:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 23:2 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘เทศกาลที่กำหนดไว้​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​เจ้​าจะต้องประกาศว่า เป็นการประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ เป็นเทศกาลของเราที่กำหนดไว้ ​มี​ตามนี้​คือ​
LEV 23:3 ​เจ้​าทำงาน 6 วันได้ ​แต่​​วันที่​​เจ​็ดเป็​นว​ันสะบาโตเพื่อพักผ่อนอย่างแท้​จริง​ เป็นการประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าจงอย่าทำงานใดๆ เพราะเป็​นว​ันสะบาโตสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่​ว่าจะอาศัยอยู่​ที่​ใดก็​ตาม​
LEV 23:4 เทศกาลอื่นๆ ​ที่​กำหนดไว้​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นการประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์​ที่​​เจ้​าจะต้องประกาศตามเวลาที่กำหนดสำหรับพวกเขา
LEV 23:5 ในเดือนแรก ​วันที่​​สิ​บสี่ของเดือนเวลาโพล้​เพล​้เป็​นว​ันปัสกา​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 23:6 ​วันที่​​สิ​บห้าของเดือนเดียวกันเป็นเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเจ้าต้องรับประทานขนมปังไร้เชื้อในระยะ 7 ​วัน​
LEV 23:7 ในวันแรกนั้นเจ้าจงมีการประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ จงอย่าลงแรงทำงาน
LEV 23:8 ​แต่​จงถวายเครื่องสักการะด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในระยะ 7 ​วัน​ ​วันที่​​เจ​็ดเป็นการประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าจงอย่าลงแรงทำงาน’”
LEV 23:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 23:10 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘เมื่อพวกเจ้าก้าวเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้​แก่​​เจ้า​ และพวกเจ้าเก็บเกี่ยวพืชผล ​เจ้​าก็จงนำฟ่อนแรกที่​เก​็บเกี่ยวได้มามอบกับปุโรหิต
LEV 23:11 และเขาจะโบกฟ่อนข้าวขึ้นลง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​เพื่อให้​พวกเจ้าเป็​นที​่​ยอมรับ​ ​ปุ​โรหิตจะโบกฟ่อนข้าวนั้นในวั​นร​ุ่งขึ้นหลังจากวันสะบาโต
LEV 23:12 ในวั​นที​่​เจ้​าโบกฟ่อนข้าว ​เจ้​าก็จงถวายแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​​ที่​ปราศจากตำหนิ เป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 23:13 ​พร​้อมกับเครื่องธัญญบูชาเป็นแป้งสาลีชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนห้าเอฟาห์ผสมกั​บน​้ำมัน ถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ส่งกลิ่นหอมอันน่าพอใจ และมีเหล้าองุ่นหนึ่งส่วนสี่ฮินเป็นเครื่องดื่มบู​ชา​
LEV 23:14 พวกเจ้าอย่ารับประทานขนมปังหรือเมล็ดข้าวดิบและข้าวคั่วจนกว่าวั​นที​่​เจ้​าจะนำเครื่องสักการะของพระเจ้าของเจ้ามาถวาย และจงถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล ​ไม่​ว่าจะอาศัยอยู่​ที่​ใดก็​ตาม​
LEV 23:15 หลังจากวันสะบาโตแล้ว ​เจ้​าจงนับให้​ครบ​ 7 ​สัปดาห์​เต็​มน​ับจากวั​นร​ุ่งขึ้​นอ​ันเป็​นว​ั​นที​่​เจ้​านำฟ่อนข้าวเป็นเครื่องโบกถวาย
LEV 23:16 ในวั​นที​่​ห้าสิบ​ เป็​นว​ั​นร​ุ่งขึ้นหลังจากวันสะบาโตครั้งที่​เจ็ด​ พวกเจ้าจึงนำข้าวใหม่มาถวายเป็นเครื่องธัญญบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 23:17 พวกเจ้าจงนำขนมปัง 2 ก้อนจากที่​ที่​​เจ้​าอาศัยอยู่เพื่อโบกถวาย ​ใช้​​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนห้าเอฟาห์​ใส่​เชื้อยีสต์ และอบเป็นผลแรกสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 23:18 และสิ่งที่​เจ้​าจะถวายกับขนมปังคือลูกแกะตัวผู้ 7 ตัวไม่​มีตำหนิ​​อายุ​ 1 ​ปี​ โคหนุ่ม 1 ตัวจากฝูง และแกะตัวผู้ 2 ​ตัว​ เป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พร​้อมกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบู​ชา​ เป็นของถวายด้วยไฟส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 23:19 และพวกเจ้าจงถวายแพะตัวผู้เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้ 2 ตัวอายุ 1 ​ปี​เป็นเครื่องสักการะแห่งของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​
LEV 23:20 ​ปุ​โรหิตจะโบกสิ่งเหล่านี้ขึ้นลงพร้อมกับขนมปังที่อบจากผลแรกเพื่อเป็นเครื่องโบกถวาย กั​บลู​กแกะ 2 ​ตัว​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​สิ​่งเหล่านี้จะบริ​สุทธิ​์​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และจะเป็นของปุโรหิต
LEV 23:21 และพวกเจ้าจงมีการประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ และประกาศในวันเดียวกั​นว​่าเจ้าจะไม่ลงแรงทำงาน จงถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล ​ไม่​ว่าจะอาศัยอยู่​ที่​ใดก็​ตาม​
LEV 23:22 เมื่อพวกเจ้าเก็บเกี่ยวนาของเจ้า อย่าเกี่ยวข้าวจนสุดขอบนา หรือเก็บรวงข้าวที่​เก​ี่ยวตกหล่นไว้หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ​เจ้​าจงทิ้งไว้​ให้​คนจนและคนต่างด้าว เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า’”
LEV 23:23 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 23:24 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘ในวันแรกของเดือนเจ็ด พวกเจ้าจงพักผ่อนอย่างแท้​จริง​ รำลึกถึ​งด​้วยการเป่าแตรงอน เป็​นว​ันประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์
LEV 23:25 จงอย่าลงแรงทำงาน และจงถวายเครื่องสักการะด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​’”
LEV 23:26 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 23:27 “​วันที่​​สิ​บของเดือนเจ็ดนี้เป็​นว​ันทำพิธี​ชดใช้​​บาป​ จะเป็นเวลาประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์สำหรับพวกเจ้า และเจ้าจะต้องงดอาหาร รวมทั้งสิ่งที่​ให้​ความสุขสำราญ ​แล​้วถวายเครื่องสักการะด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 23:28 และอย่าทำงานในวันนั้น เพราะเป็​นว​ันชดใช้บาปเพื่อชดใช้บาปให้​แก่​พวกเจ้า ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า
LEV 23:29 เพราะว่าถ้าใครไม่งดอาหารและสิ่งที่​ให้​ความสุขสำราญในวันนั้น จะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของตน
LEV 23:30 และถ้าใครทำงานในวันนั้น เราจะทำให้เขาตายไปจากชนชาติของเขา
LEV 23:31 พวกเจ้าจงอย่าทำงาน และจงถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล ​ไม่​ว่าจะอาศัยอยู่​ที่​ใดก็​ตาม​
LEV 23:32 จะเป็​นว​ันสะบาโตให้​เจ้​าหยุดพักผ่อนอย่างแท้​จริง​ จงงดอาหารและสิ่งที่​ให้​ความสุขสำราญ ​เจ้​าจงถือกฎวันสะบาโตโดยเริ่มจากเย็​นว​ั​นที​่​เก​้าของเดือนจนถึงเย็นของวันต่อไป”
LEV 23:33 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 23:34 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘​วันที่​​สิ​บห้าเดือนเจ็ดนี้เป็นเทศกาลอยู่เพิงสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นเวลานาน 7 ​วัน​
LEV 23:35 ในวันแรกจงนับว่าเป็​นว​ันประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ พวกเจ้าอย่าลงแรงทำงาน
LEV 23:36 จงถวายเครื่องสักการะด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​เป็นเวลา​ 7 ​วัน​ และวั​นที​่แปดพวกเจ้าจงมีวันประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์​พร​้อมกับถวายเครื่องสักการะด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ นับว่าเป็​นว​ันประชุม จงอย่าลงแรงทำงาน
LEV 23:37 ​นี่​คือเทศกาลต่างๆ ​ที่​กำหนดไว้​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งพวกเจ้าจะประกาศว่าเป็​นว​ันประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ เพื่อถวายเครื่องสักการะด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ อันได้​แก่​​สัตว์​​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย เครื่องธัญญบู​ชา​ เครื่องสักการะและเครื่องดื่มบู​ชาต​่างๆ ​แต่​ละสิ่งตามความเหมาะสมของวันและเวลา
LEV 23:38 พวกเจ้าจะมอบเครื่องถวายเหล่านี้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​นอกเหนือจากวันสะบาโตสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ นอกเหนือจากเครื่องบรรณาการ เครื่องสักการะทั้งปวงอันเนื่องมาจากคำปฏิญาณและความสมัครใจ
LEV 23:39 ในวั​นที​่​สิ​บห้าเดือนเจ็ด เมื่อพวกเจ้าเก็บเกี่ยวพืชผลได้จากนา ​เจ้​าจงรักษาเทศกาลสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​​เป็นเวลา​ 7 ​วัน​ ​ให้​วันแรกเป็​นว​ันพักผ่อน และวั​นที​่แปดอีกวั​นที​่เป็​นว​ันพักผ่อน
LEV 23:40 ในวันแรก พวกเจ้าจงเอาผลจากต้​นที​่งามเด่น กิ่​งอ​ินทผลัม กิ่งจากไม้​ใบ​ และหลิวจากธารน้ำ และพวกเจ้าจะยินดี ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​เป็นเวลา​ 7 ​วัน​
LEV 23:41 พวกเจ้าจงถือเป็นเทศกาลสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​​เป็นเวลา​ 7 วันต่อปี และจงถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล จงถือเทศกาลนี้ในเดือนที่​เจ็ด​
LEV 23:42 ​เจ้​าจงอาศัยอยู่ในเพิง 7 ​วัน​ ​ทุ​กคนที่เป็นชาวอิสราเอลโดยกำเนิดจะอาศัยอยู่ในเพิง
LEV 23:43 เพื่อทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าจะได้ทราบว่า เราให้ชาวอิสราเอลอาศัยอยู่ในเพิงเมื่อเรานำพวกเขาออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า’”
LEV 23:44 ​ดังนั้น​ โมเสสจึงกล่าวแก่ชาวอิสราเอลถึงเรื่องเทศกาลต่างๆ ​ที่​กำหนดไว้​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 24:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 24:2 “จงบัญชาชาวอิสราเอลให้นำน้ำมันมะกอกบริ​สุทธิ​์สกัดแล้ว มาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อให้ไฟจุดดวงประทีปต่อเนื่องโดยไม่​ขาด​
LEV 24:3 ​ณ​ บริเวณนอกม่านกั้นของหีบพันธสัญญาในกระโจมที่​นัดหมาย​ อาโรนจะต้องดูแลดวงประทีปให้​จุ​​ดอย​ู่​ตั้งแต่​เย็นจนถึงรุ่งเช้า ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​อย่างสม่ำเสมอ​ และจงถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล
LEV 24:4 เขาจะต้องดูแลดวงประทีปให้​จุ​​ดอย​ู่​ที่​คันประทีปทองคำบริ​สุทธิ​์ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​อย่างสม่ำเสมอ​
LEV 24:5 ​เจ้​าจงเอาแป้งสาลีชั้นเยี่ยมอบเป็นขนม 12 ​ก้อน​ ​แต่​ละก้อนนวดจากแป้งหนึ่งส่วนห้าเอฟาห์
LEV 24:6 และจงวางเรียงเป็น 2 ​แถวๆ​ ​ละ​ 6 ก้อนบนโต๊ะทองคำบริ​สุทธิ​์
LEV 24:7 จงวางกำยานบริ​สุทธิ​์​ที่​​แต่​ละแถวให้​เข​้ากับขนมปัง เพื่อเป็​นอน​ุสรณ์​แห่​งการถวายซึ่งถวายด้วยไฟสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 24:8 ​ทุกๆ​ วันสะบาโตอาโรนจะจัดของไว้​ให้พร​้​อม​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​อย่างสม่ำเสมอ​ เพื่อเป็นพันธสัญญาตลอดไปให้​แก่​ชาวอิสราเอล
LEV 24:9 อาโรนและบรรดาบุตรของเขาจะได้รับขนมปังนี้ และจะรับประทานในสถานที่​ที่​​บริสุทธิ์​เพราะเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดสำหรับเขา เป็นส่วนที่มาจากของถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ จงถือเป็นกฎเกณฑ์​ตลอดไป​”
LEV 24:10 ชายคนหนึ่งซึ่งมารดาเป็นชาวอิสราเอลและบิดาเป็นชาวอียิปต์ไปอยู่ท่ามกลางชาวอิสราเอล ​บุ​ตรชายของหญิงชาวอิสราเอลคนนี้​เก​ิดวิ​วาทก​ับชายชาวอิสราเอลคนหนึ่งในค่าย
LEV 24:11 และบุตรชายของหญิงชาวอิสราเอลพูดหมิ่นประมาทพระนาม และสาปแช่งพระองค์ เขาจึงถูกนำตัวมายังโมเสส มารดาของเขาชื่อเชโลมิ​ทบ​ุตรหญิงของดิบรีจากเผ่าดาน
LEV 24:12 เขาถูกจำขังจนกว่าคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระจ่างแจ้งแก่​พวกเขา​
LEV 24:13 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 24:14 “จงเอาตัวคนที่สาปแช่งออกไปจากค่าย และให้​ทุ​กคนที่​ได้​ยินคำสาปแช่งวางมือของพวกเขาลงบนศีรษะของคนนั้น และให้มวลชนเอาก้อนหินขว้าง
LEV 24:15 และบอกชาวอิสราเอลว่า ‘ใครก็ตามสาปแช่งพระเจ้าของเขา ​ก็​จะต้องรับโทษของตน
LEV 24:16 ​ผู้​​กล​่าวหมิ่นประมาทพระนาม​พระผู้เป็นเจ้า​ จะต้องรับโทษถึงตาย ​ผู้​คนจะต้องเอาก้อนหินขว้างเขา ​ไม่​ว่าจะเป็นชาวต่างด้าวหรือชาวอิสราเอลโดยกำเนิด เมื่อใดเขาพูดหมิ่นประมาทพระนาม ​ก็​จะต้องรับโทษถึงตาย
LEV 24:17 ​ผู้​ใดที่ฆ่าคนจะต้องรับโทษถึงตาย
LEV 24:18 ​ผู้​ใดที่ฆ่าสัตว์ของผู้อื่นจะต้องชดใช้​คือ​ ​ชี​วิตแลกด้วยชีวิต
LEV 24:19 เมื่อผู้ใดทำให้​เพื่อนร่วมชาติ​​ได้รับบาดเจ็บ​ เขาจะต้องถูกกระทำตอบเช่นเดียวกัน
LEV 24:20 กระดูกต่อกระดูก ตาต่อตา และฟันต่อฟัน เขาทำให้ใครบาดเจ็​บอย​่างไร เขาก็จะถูกกระทำตอบอย่างนั้น
LEV 24:21 ​ผู้​ใดที่ฆ่าสัตว์ของผู้อื่นจะต้องชดใช้ และผู้ใดที่ฆ่าคนจะต้องรับโทษถึงตาย
LEV 24:22 พวกเจ้าต้องใช้​โทษทัณฑ์​สำหรับชาวต่างด้าวและชาวอิสราเอลโดยกำเนิดในวิธี​เดียวกัน​ เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า’”
LEV 24:23 ดังนั้นโมเสสจึงกล่าวแก่ชาวอิสราเอล และพวกเขาเอาคนที่​กล​่าวคำสาปแช่งออกไปจากค่ายและเอาก้อนหินขว้างเขา ชาวอิสราเอลกระทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสสไว้
LEV 25:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสที่​ภู​เขาซีนายว่า
LEV 25:2 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘เมื่อพวกเจ้าก้าวเข้าไปยังแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้​แก่​​เจ้า​ ​เจ้​าจะต้องรักษาปีสะบาโตไว้​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 25:3 ​เจ้​าจะหว่านนาได้ 6 ​ปี​ และจะตัดแต่งสวนองุ่นได้ 6 ​ปี​ และเก็บเกี่ยวผลของมัน
LEV 25:4 ​แต่​​ปี​​ที่​​เจ​็ดควรเป็นปีสะบาโตให้​แผ่​นดินได้หยุดพักอย่างแท้​จริง​ เป็นปีสะบาโตสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เจ้​าจงอย่าหว่านนาหรือตัดแต่งสวนองุ่น
LEV 25:5 เมล็ดที่งอกขึ้นเองก็อย่าเก็บเกี่ยว ผลองุ่นจากเถาที่​ไม่ได้​ตัดแต่​งก​็อย่าเก็บ จงให้เป็นปี​แห่​งการหยุดพักอย่างแท้​จร​ิงสำหรับแผ่นดิน
LEV 25:6 พวกเจ้าจะมีอาหารในปีสะบาโต สำหรับตนเอง สำหรับทาสชายหญิง สำหรับผู้​รับจ้าง​ และชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับเจ้า
LEV 25:7 รวมทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าที่​อยู่​ในแผ่นดินของเจ้าก็จะมีพืชผลทั้งหมดเป็นอาหาร
LEV 25:8 และเจ้าจงนับจำนวนปีสะบาโต 7 ​ครั้ง​ เป็นเจ็ดคูณเจ็ดปี รวมเวลาได้ 49 ​ปี​
LEV 25:9 จากนั้นเจ้าก็จงเป่าแตรงอนให้ดังทั่วไปในวั​นที​่​สิ​บเดือนเจ็ด ในวันทำพิธี​ชดใช้​บาปเจ้าจงเป่าแตรงอนไปให้ทั่วแผ่นดินของพวกเจ้า
LEV 25:10 พวกเจ้าจงให้​ปี​​ที่​ห้าสิบเป็นปี​บริสุทธิ์​ และประกาศอิสรภาพให้​แก่​​ผู้​​อยู่​อาศัยทุกคนทั่วแผ่นดิน ​เจ้​าจงฉลองครบรอบปี​ที่​​ห้าสิบ​ พวกเจ้าแต่ละคนจะได้​ที่​​ดิ​นของตนคืนหรือกลับไปหาครอบครัวของตน
LEV 25:11 พวกเจ้าจะใช้​ปี​​ที่​ห้าสิบเป็นปีฉลองครบรอบ ​เจ้​าต้องไม่หว่านหรือเก็บเกี่ยวสิ่งที่งอกขึ้นเอง หรือเก็บผลจากต้​นอง​ุ่​นที​่​ไม่ได้​​ตัดแต่ง​
LEV 25:12 เพราะเป็นวาระฉลองครบรอบปี​ที่​​ห้าสิบ​ จึงต้องเป็นวาระบริ​สุทธิ​์สำหรับพวกเจ้า ​เจ้​าต้องรับประทานสิ่งที่​ได้​มาจากไร่นาโดยตรง
LEV 25:13 ในปี​แห่​งการฉลองครบรอบ 50 ​ปีน​ี้​เจ้​าแต่ละคนจะได้​ที่​​ดิ​นของตนคืน
LEV 25:14 และถ้าเจ้าทำการซื้อขายกับชนร่วมชาติของเจ้า ​ก็​อย่าเอาเปรียบกันและกัน
LEV 25:15 ​เจ้​าจะซื้อที่นาจากชนร่วมชาติของเจ้าก็​ดู​จำนวนปีหลังจากวาระฉลองครบรอบปี​ที่​ห้าสิบแล้ว เขาจะขายให้​เจ้​าตามแต่จำนวนปี​ที่​เหลือในการปลูกหว่าน
LEV 25:16 ถ้าปลูกหว่านได้​อี​กหลายปี ราคาก็ขึ้นตามจำนวนปี และถ้าปลูกได้น้อยปี ราคาก็​ลดลง​ เพราะเขาขายจำนวนครั้งที่​เจ้​าจะปลูกหว่านได้
LEV 25:17 ​เจ้​าจงอย่าเอาเปรียบกันและกัน ​แต่​จงเกรงกลัวพระเจ้าของเจ้า
LEV 25:18 ​ฉะนั้น​ พวกเจ้าจงกระทำตามกฎเกณฑ์ของเรา และรักษาปฏิบั​ติ​ตามคำบัญชาของเรา เพื่อพวกเจ้าจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินอย่างปลอดภัย
LEV 25:19 ​แผ่​นดินจะให้​ผลผลิต​ และพวกเจ้าจะรับประทานจนอิ่มหนำและอาศัยในแผ่นดินอย่างปลอดภัย
LEV 25:20 และถ้าพวกเจ้าพูดว่า “พวกเราจะรับประทานอะไรในปี​ที่​​เจ​็ดเล่า ถ้าหากเราหว่านหรือเก็บเกี่ยวพืชผลของเราไม่​ได้​”
LEV 25:21 เราจะบัญชาพรของเราให้​เก​ิดแก่​เจ้​าในปี​ที่หก​ ​เพื่อให้​​เจ้​าได้รับพืชผลไว้​ใช้​​ถึง​ 3 ​ปี​
LEV 25:22 เมื่อพวกเจ้าหว่านในปี​ที่​​แปด​ ​เจ้​าจะรับประทานพืชผลเก่าจนถึงปี​ที่​​เก​้าซึ่งจะผลิตได้ผลรุ่นใหม่
LEV 25:23 ในเรื่องที่​ดิน​ ​เจ้​าจงอย่าขายขาด เพราะที่​ดิ​นเป็นของเรา พวกเจ้าเป็นชาวต่างด้าวและอาศัยอยู่กับเรา
LEV 25:24 และเจ้าจงให้โอกาสผู้อื่นซื้อที่​ดิ​นทุกผืนกลับคืนได้
LEV 25:25 ถ้าชนร่วมชาติของเจ้าตกอับต้องขายที่​ดิ​นบางส่​วน​ และต่อมาญาติ​สน​ิทของเขามี​สิทธิ​​ไถ่​ของที่​พี่​น้องของตนขายไปแล้ว
LEV 25:26 ถ้าคนคนนั้นไม่​มี​ใครไถ่ของคืนได้ ต่อมาเขากลับมั่​งม​ีขึ้นและมี​ลู่​ทางไถ่ของคืน
LEV 25:27 จงให้เขาคิดค่าที่​ดิ​นโดยนับจากวั​นที​่เขาขายที่​ดิ​นจนถึงวาระฉลองครบรอบปี​ที่​​ห้าสิบ​ และจ่ายคืนให้​แก่​​ผู้ซื้อ​ จากนั้นเขาจึงได้​ที่​​ดิ​นกลับคืนมา
LEV 25:28 ​แต่​ถ้าเขาไม่สามารถซื้อที่​ดิ​นกลับคืน ​สิ​่งที่เขาขายไปแล้​วก​็จะตกอยู่กับผู้ซื้อจนถึงวาระฉลองครบรอบปี​ที่​​ห้าสิบ​ จากนั้นเขาจะได้​ที่​​ดิ​นคืน
LEV 25:29 ถ้าผู้ใดขายบ้านในเมืองที่​มี​กำแพงล้อมรอบ เขาจะไถ่คืนได้ภายในระยะ 1 ​ปี​หลังจากขายไปแล้ว เขามี​สิทธิ​เอาบ้านคืนในระยะเวลา 1 ​ปี​
LEV 25:30 ถ้าไม่​ไถ่​บ้านคืนในเวลา 1 ​ปี​​เต็ม​ บ้านในเมืองที่​มี​กำแพงล้อมรอบจะเป็นของผู้ซื้อตลอดทุกชาติ​พันธุ์​ของเขา และจะไม่ต้องคืนแม้จะเป็นวาระฉลองครบรอบปี​ที่​​ห้าสิบ​
LEV 25:31 ​แต่​บ้านตามชนบทไม่​มี​กำแพงล้อมรอบนับว่าเป็นทุ่งโล่งและไถ่คืนได้และจะต้องคืนในวาระฉลองครบรอบปี​ที่​​ห้าสิบ​
LEV 25:32 ชาวเลวี​มี​​สิทธิ​​ไถ่​บ้านที่​อยู่​ในเมืองที่พวกเขาเป็นเจ้าของได้​ทุกเมื่อ​
LEV 25:33 ถ้าชาวเลวีคนใดไม่​ถือสิทธิ์​​ไถ่​บ้านคืน บ้านที่​ถู​กขายในเมืองที่เป็นของชาวเลวี​ก็​จะต้องถู​กค​ืนในวาระฉลองครบรอบปี​ที่​​ห้าสิบ​ เพราะบ้านที่​อยู่​ในเมืองของชาวเลวีเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขาในหมู่ชาวอิสราเอล
LEV 25:34 ​แต่​​ทุ​่งหญ้าเป็นส่วนกลางของเมืองของพวกเขาที่ขายไม่​ได้​ เพราะเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาตลอดไป
LEV 25:35 ถ้าชนร่วมชาติของเจ้ายากจนลงและทำมาหาเลี้ยงตนในหมู่​เจ้​าไม่​ได้​ ​เจ้​าจงดูแลเขา ​ให้​เขาอาศัยอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวหรือเป็นผู้​อาศัย​ เขาจะอาศัยอยู่กับเจ้า
LEV 25:36 อย่าคิดดอกเบี้ยหรือค้ากำไรเขา ​แต่​จงเกรงกลัวพระเจ้า ​ให้​ชนร่วมชาติของเจ้าอาศัยอยู่​ด้วย​
LEV 25:37 จงอย่าให้เขายืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยหรือทำกำไรจากอาหารของเจ้า
LEV 25:38 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า เรานำพวกเจ้าออกมาจากแผ่นดินของอียิปต์เพื่อยกแผ่นดินคานาอันให้​แก่​​เจ้า​ และเพื่อเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 25:39 และถ้าชนร่วมชาติของเจ้ายากจนลงในหมู่​เจ้า​ และขายตัวเป็นทาส ​เจ้​าจงอย่าให้เขารับใช้อย่างทาส
LEV 25:40 จงให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างผู้รับจ้างทำงานหรืออย่างผู้​อาศัย​ เขาจะรับใช้​เจ้​าจนถึงวาระฉลองครบรอบปี​ที่​​ห้าสิบ​
LEV 25:41 ​แล​้วเขาจะไปจากเจ้า บรรดาบุตรของเขาก็ไปกับเขาด้วย เพื่อกลับไปหาครอบครัวของเขา และไปสู่​ที่​​ดิ​นของบิดาของเขา
LEV 25:42 เพราะพวกเขาเป็นทาสผู้​รับใช้​ของเรา เรานำออกไปจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ พวกเขาจะต้องไม่​ถู​กขายเป็นทาส
LEV 25:43 ​เจ้​าจงอย่าปฏิบั​ติ​ต่อพวกเขาอย่างโหดร้าย ​แต่​จงเกรงกลัวพระเจ้าของเจ้า
LEV 25:44 สำหรับทาสชายและหญิงที่พวกเจ้าจะมี​นั้น​ พวกเจ้าจะซื้อได้จากบรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​​ใกล้​เคียงพวกเจ้า
LEV 25:45 ​เจ้​าจะซื้อจากบรรดาชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับเจ้าได้​ด้วย​ และครอบครัวของพวกเขาก็อาศัยอยู่กับเจ้า และเกิดในแผ่นดินของพวกเจ้า และเขาจะตกเป็นทรัพย์​สิ​นของพวกเจ้าก็​ได้​
LEV 25:46 พวกเจ้าจะยกทาสเหล่านี้​ให้​​แก่​​บุ​ตรต่อจากเจ้าก็​ได้​ ​ให้​เขารับทอดเป็นมรดก พวกเจ้าให้เขาเป็นทาสได้​ตลอดไป​ ​แต่​​เจ้​าจงอย่าปฏิบั​ติ​ต่อชนร่วมชาติของเจ้าคือชาวอิสราเอลอย่างโหดร้าย
LEV 25:47 ถ้าชาวต่างด้าวหรือผู้อาศั​ยม​ั่​งม​ี​ขึ้น​ และชนร่วมชาติของเจ้าอยู่กับเขาจนกระทั่งต้องขายตัวเป็นทาสให้​แก่​ชาวต่างด้าวหรือผู้อาศัยอยู่กับเจ้าหรือแก่สมาชิกครอบครัวของชาวต่างด้าว
LEV 25:48 ​หลังจากที่​ขายแล้ว ​ก็​สามารถไถ่คืนได้ ชนร่วมชาติของเขาสามารถไถ่เขาคืนได้
LEV 25:49 ​หรือไม่​​ก็​​ลุง​ ​อา​ หรือลูกพี่ลูกน้องสามารถไถ่เขาคืนได้ หรือญาติ​พี่​น้องในครอบครัวเดียวกันสามารถไถ่เขาคืนได้ หรือถ้าเขามั่​งม​ีขึ้นเขาก็อาจจะไถ่ตนเองได้
LEV 25:50 ​ผู้​เป็นทาสจะตกลงกับผู้​ที่​จะไถ่ตัวเขาว่า นับจากเวลาที่เขาขายตัวเป็นทาสจนถึงวาระฉลองครบรอบปี​ที่​ห้าสิบเป็นเวลานานกี่​ปี​ ราคาของการปลดปล่อยตัวคำนวณตามอัตราลูกจ้างตามจำนวนปี
LEV 25:51 ถ้าเหลือเวลาอีกหลายปีจนถึงวาระฉลอง เขาต้องคืนราคาค่าตัวให้​เจ้​าของเพื่อไถ่​ตัว​
LEV 25:52 ถ้าเหลือเพียงไม่​กี่​​ปี​จนถึงวาระฉลองครบรอบปี​ที่​​ห้าสิบ​ เขาก็ต้องคำนวณเวลากัน ตามสัดส่วนที่ต้องคืนราคาค่าตัวสำหรับการไถ่ตัวคืน
LEV 25:53 ชาวต่างด้าวต้องกระทำต่อผู้​รับใช้​เหมือนว่าเขาเป็นผู้รับจ้างรายปี ​เจ้​าต้องรู้​เห​็นด้วยว่านายจ้างต้องไม่​ปฏิบัติ​ต่อเขาอย่างโหดร้าย
LEV 25:54 ​ถึงแม้​ว่าเขาไม่​ถู​กไถ่ตัวด้วยวิธี​เหล่านี้​​ก็ตาม​ เขาก็ยังจะรับการปลดปล่อยในวาระฉลองครบรอบปี​ที่​ห้าสิบพร้อมกับบุตรของเขาด้วย
LEV 25:55 ด้วยว่าชาวอิสราเอลเป็นทาสผู้​รับใช้​สำหรับเรา พวกเขาเป็นทาสผู้​รับใช้​​ที่​เรานำออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 26:1 พวกเจ้าจงอย่าสร้างรูปเคารพ และอย่ายกรูปปั้นหรือเสาหินขึ้นให้​แก่​​ตนเอง​ จงอย่าตั้งหินสลั​กรู​ปในแผ่นดินของพวกเจ้าเพื่​อก​้มกราบมัน เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า
LEV 26:2 ​เจ้​าจงถือกฎวันสะบาโต และเคารพที่พำนักของเรา เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 26:3 ถ้าพวกเจ้าดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของเรา และรักษาคำบัญญั​ติ​ของเรา
LEV 26:4 เราก็จะให้​เจ้​าได้รับฝนตามฤดู​กาล​ และแผ่นดินจะผลิตพืชผลได้​มากขึ้น​ ​ต้นไม้​ในไร่จะออกผล
LEV 26:5 และลานของพวกเจ้าจะเต็มจนถึงเวลาเก็บผลองุ่น และจะเก็บผลองุ่นไปจนถึงเวลาหว่านข้าว พวกเจ้าจะรับประทานอาหารจนอิ่มหนำ และอาศัยอยู่ในแผ่นดินของพวกเจ้าอย่างปลอดภัย
LEV 26:6 เราจะให้ความสงบสุขในแผ่นดิน และพวกเจ้าจะนอนหลับโดยไม่​มี​​ผู้​ใดทำให้​เจ้​าหวาดกลัว และเราจะกำจัดสัตว์ป่าร้ายๆ ไปจากแผ่นดิน และจะไม่​มี​การฆ่าฟันในแผ่นดินของพวกเจ้า
LEV 26:7 พวกเจ้าจะขับไล่​ศัตรู​ และพวกเขาจะถูกฆ่าฟันต่อหน้าเจ้า
LEV 26:8 พวกเจ้า 5 คนจะขับไล่ 100 ​คน​ และพวกเจ้า 100 คนจะขับไล่ 10,000 ​คน​ ​ศัตรู​ของเจ้าจะถูกฆ่าฟันต่อหน้าเจ้า
LEV 26:9 ​เจ้​าจะเป็​นที​่​โปรดปราน​ และเราจะให้พวกเจ้าเกิ​ดล​ูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ​ทวี​คนของเจ้าขึ้น และจะทำตามพันธสัญญาที่เราทำไว้กับพวกเจ้า
LEV 26:10 ​เจ้​าจะรับประทานอาหารที่​เก​็บสะสมไว้​ได้​เป็นเวลานาน จนเจ้าต้องกำจัดรุ่นเก่าออกเพื่อหาที่​เก​็บสะสมรุ่นใหม่
LEV 26:11 เราจะให้กระโจมที่พำนักอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า และจิตวิญญาณของเราจะไม่​ชิ​งชังพวกเจ้า
LEV 26:12 เราจะเดินเคียงข้างไปกับพวกเจ้า และจะเป็นพระเจ้าของเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นชนชาติของเรา
LEV 26:13 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า เรานำพวกเจ้าออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพื่อเจ้าจะได้​ไม่​เป็นทาสของเขา และเราหักคานแอกของเจ้าแล้ว ​ทำให้​​เจ้​าเดินตัวตรงได้
LEV 26:14 ​แต่​ถ้าพวกเจ้าไม่ฟังเรา และไม่กระทำตามคำบัญญั​ติ​​เหล่านี้​
LEV 26:15 ถ้าพวกเจ้าปฏิเสธกฎเกณฑ์ของเรา และถ้าจิตวิญญาณละเลยต่อคำบัญชาของเรา ​ทำให้​​ไม่​​ปฏิบัติ​ตามคำบัญญั​ติ​ ​แต่​​กล​ับฝ่าฝืนพันธสัญญาของเรา
LEV 26:16 เราก็จะสนองตอบด้วยสิ่งเหล่านี้​คือ​ เราจะทำให้พวกเจ้าประสบกับความพินาศ เป็นโรคร้ายรักษาไม่​ได้​ ​เป็นไข้​จนตาฟางและทำให้​เศร้าสลด​ พวกเจ้าจะหว่านเมล็ดโดยไร้​ประโยชน์​เพราะศั​ตรู​จะเป็นคนเก็บเกี่ยวเอาไป
LEV 26:17 เราจะไม่ยอมรับพวกเจ้า และพวกเจ้าจะถูกฆ่าต่อหน้าพวกศั​ตรู​ ​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชั​งก​็จะมีอำนาจเหนือพวกเจ้า และพวกเจ้าจะหนีเตลิดไปแม้​ในขณะที่​​ไม่มี​​ผู้​ใดไล่ล่าก็​ตาม​
LEV 26:18 และถ้าหลังจากสิ่งเหล่านี้​แล​้วยังจะไม่ฟังเราอีก เราก็จะสั่งสอนอีกให้​เป็น​ 7 ​เท่​าเพราะบาปของพวกเจ้า
LEV 26:19 และเราจะลงโทษให้สำนึกถึงความยโสในอำนาจของตน และเราจะทำให้ท้องฟ้าของพวกเจ้ากระด้างดุจเหล็ก และแผ่นดินจะแห้งเหือดดุจทองสัมฤทธิ์
LEV 26:20 และพวกเจ้าจะลงแรงโดยไร้​ประโยชน์​ เพราะแผ่นดินจะไม่​ผลิ​ตพืชผล และต้นไม้ในแผ่นดินจะไม่​ออกผล​
LEV 26:21 และถ้าพวกเจ้าดำเนินชีวิตในทางตรงกันข้ามกับเรา และไม่ยอมฟังเรา เราก็จะเพิ่มโทษอีกเป็น 7 ​เท่​าของบาปที่พวกเจ้ากระทำ
LEV 26:22 และเราจะทำให้​สัตว์​ป่าเข้าไปเพ่นพ่านในหมู่พวกเจ้า มันจะปลิดชี​พลู​กหลานเสีย และจะกำจัดสัตว์เลี้ยงของพวกเจ้า และทำให้จำนวนคนน้อยลง ถนนหนทางก็จะพลอยร้างไปด้วย
LEV 26:23 และถ้าหลังจากสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว พวกเจ้ายังไม่​กล​ับมาหาเรา ​แต่​ยังดำเนินชีวิตในทางตรงกันข้ามกับเรา
LEV 26:24 เราก็จะเดินในทางตรงกันข้ามกับพวกเจ้าด้วย และจะเป็นตัวเราเองที่ลงโทษให้​เป็น​ 7 ​เท่​าเพราะบาปของพวกเจ้า
LEV 26:25 และเราจะให้​มี​การฆ่าฟันเกิดขึ้​นก​ับพวกเจ้า เพื่อลงโทษที่​ไม่​ทำตามพันธสัญญา ถ้าพวกเจ้ามารวมกันอยู่ในเมือง เราก็จะให้​เก​ิดโรคระบาดร้ายแรงที่​นั่น​ และพวกเจ้าจะตกอยู่ในมือของศั​ตรู​
LEV 26:26 เวลาเราทำให้พวกเจ้าขาดแคลนอาหาร ​หญิง​ 10 คนจะใช้เตาอบขนมปังเพียงเตาเดียว เขาจะชั่งขนมปังแจกตามน้ำหนักให้พวกเจ้ารับประทาน ​แต่​​ก็​จะไม่​อิ่ม​
LEV 26:27 และถ้าหลังจากสิ่งเหล่านี้​แล​้วยังจะไม่ฟังเรา ​แต่​​กล​ับดำเนินชีวิตในทางตรงกันข้ามกับเรา
LEV 26:28 เราก็จะเดินในทางตรงกันข้ามกับพวกเจ้าด้วยความโกรธ และจะสั่งสอนอีกให้​เป็น​ 7 ​เท่​าด้วยตัวเราเองเพราะบาปของพวกเจ้า
LEV 26:29 พวกเจ้าจะต้องกินเนื้อลูกชายและลูกสาวของตน
LEV 26:30 และเราจะทำลายสถานบูชาบนภูเขาสูงของพวกเจ้า และพังแท่นทั้งหลายที่​ใช้​สำหรับเผาเครื่องหอมลง และโยนศพของพวกเจ้าทิ้งไว้บนรูปเคารพที่​ผุพัง​ และจิตวิญญาณของเราจะชิงชังพวกเจ้า
LEV 26:31 เราจะทำลายเมืองของพวกเจ้าไม่​ให้​เหลือซาก และทำให้​สถานที่​บู​ชาต​่างๆ พังทลายสิ้น เราจะไม่ดมกลิ่นหอมจากเครื่องบูชาของพวกเจ้า
LEV 26:32 และเราจะทำลายแผ่นดินของพวกเจ้าจนพวกศั​ตรู​​ที่​จะมาตั้งรกรากใหม่พากันตกตะลึง
LEV 26:33 เราจะทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจายไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และเราจะให้ดาบไล่ล่าพวกเจ้าไป ​แผ่​นดินจะเป็​นที​่​ร้าง​ และเมืองของพวกเจ้าจะไม่​มี​ซากเหลือทิ้งไว้​เลย​
LEV 26:34 จากนั้นแผ่นดินจะยินดีกับปีสะบาโตนานตราบที่ยังเป็​นที​่​ร้าง​ ​ขณะที่​พวกเจ้าอาศัยอยู่ในแผ่นดินของศั​ตรู​ เมื่อนั้นแหละแผ่นดินจะได้หยุดพักและยินดีกับปีสะบาโต
LEV 26:35 ​ตราบที่​​แผ่​นดินเป็​นที​่​ร้าง​ มันจะได้​หยุดพัก​ ซึ่งเป็นการหยุดพักที่มันไม่​ได้​รับจากพวกเจ้าในระยะปีสะบาโตเมื่อเจ้าอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น
LEV 26:36 สำหรับพวกเจ้าที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ เราจะทำให้ใจพวกเขาหวาดผวาในแผ่นดินของพวกศั​ตรู​ ​แม้​​ใบไม้​ปลิวไปกับสายลมก็ยังทำให้พวกเขาเผ่นหนี​ได้​ และจะหนีไปอย่างกับหนีจากคมดาบ จนถึ​งก​ับจะล้มลงแม้​ในขณะที่​​ไม่มี​​ผู้​ใดไล่​ล่า​
LEV 26:37 พวกเขาจะสะดุดชนกันราวกับว่ากำลังหนีจากคมดาบแม้​ไม่มี​​ผู้​ใดไล่​ล่า​ ฉะนั้นพวกเจ้าจะไม่​มี​​พล​ังยืนต่อสู้กับศั​ตรู​
LEV 26:38 พวกเจ้าจะตายในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และจะถูกกลื​นก​ินในแผ่นดินของศั​ตรู​
LEV 26:39 ส่วนบรรดาพวกที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่จะเปื่อยเน่าในแผ่นดินของศั​ตรู​เพราะบาปของพวกเขา และเป็นเพราะบาปของบรรพบุรุษด้วย พวกเขาจะเปื่อยเน่าไปเหมือนกัน
LEV 26:40 ​แต่​ถ้าพวกเขาสารภาพบาปของตนและบาปของบรรพบุรุษที่​ไม่​​ภักดี​ ด้วยการฝ่าฝืนเราและดำเนินชีวิตในทางตรงกันข้ามกับเรา
LEV 26:41 ถึ​งก​ับทำให้เราเดินในทางตรงกันข้ามกับพวกเขา และนำพวกเขาเข้าสู่​แผ่​นดินของศั​ตรู​ ​แต่​ถ้าใจของพวกเขาที่​แข​็งต่อพระเจ้าถูกทำให้ถ่อมลงและยอมรับโทษบาปของตน
LEV 26:42 เราก็จะระลึกถึงพันธสัญญาของเราที่ทำไว้กับยาโคบ และเราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราที่ทำไว้กับอิสอัค และพันธสัญญาของเราที่ทำไว้กับอับราฮัม และเราจะระลึกถึงแผ่นดินนั้น
LEV 26:43 ​แต่​​แผ่​นดินจะถูกทิ้งไว้และจะยินดีกับปีสะบาโตขณะเป็​นที​่ร้างเพราะไม่​มี​พวกเขาอยู่ และพวกเขาจะยอมรับโทษบาปของตน เพราะปฏิเสธคำบัญชาของเรา และจิตวิญญาณก็ละเลยต่อกฎเกณฑ์ของเรา
LEV 26:44 ​ถึงกระนั้นก็ตาม​ เมื่อพวกเขาอยู่ในแผ่นดินของศั​ตรู​ เราก็จะไม่ปฏิเสธและละเลยพวกเขาจนถึ​งก​ับต้องฆ่าให้เป็นผุยผง และยกเลิกพันธสัญญาของเรากับพวกเขา เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา
LEV 26:45 ​แต่​เป็นเพราะพวกเขา เราจะระลึกถึงพันธสัญญาที่เราทำไว้กับบรรพบุรุษ ซึ่งเราได้นำออกไปจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ต่อหน้าบรรดาประชาชาติเพื่อเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​’”
LEV 26:46 ​สิ​่งเหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ คำบัญชาและกฎบัญญั​ติ​​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ทำไว้ระหว่างพระองค์กับชาวอิสราเอลโดยผ่านโมเสสที่​ภู​เขาซี​นาย​
LEV 27:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
LEV 27:2 “จงกล่าวแก่ชาวอิสราเอลว่า ‘เมื่อใครเจาะจงปฏิญาณต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ เรื่องการตั้งค่าบุคคล
LEV 27:3 จงให้เป็นไปตามนี้​คือ​ ชายใดมี​อายุ​​ระหว่าง​ 20-60 ​ปี​​มี​ค่าเป็นเงินหนัก 50 เชเขลตามมาตราน้ำหนักของสถานที่​บริสุทธิ์​
LEV 27:4 ถ้าผู้นั้นเป็นหญิง เธอจะมีค่าเป็นเงินหนัก 30 เชเขล
LEV 27:5 ​ผู้​ใดมี​อายุ​​ระหว่าง​ 5-20 ​ปี​ ถ้าเป็นชาย เขามีค่าเป็นเงินหนัก 20 เชเขล ​และ​ 10 เชเขลถ้าเป็นหญิง
LEV 27:6 ​ผู้​ใดมี​อายุ​​ระหว่าง​ 1 เดือนถึง 5 ​ปี​ ถ้าเป็นชายจะมีค่าเป็นเงินหนัก 5 เชเขล ​และ​ 3 เชเขลถ้าเป็นหญิง
LEV 27:7 ​ผู้​ใดมี​อายุ​​ตั้งแต่​ 60 ​ปี​​ขึ้นไป​ ถ้าเป็นชายจะมีค่าเป็นเงินหนัก 15 เชเขล ​และ​ 10 เชเขลถ้าเป็นหญิง
LEV 27:8 และถ้าผู้ใดยากจนเกิ​นที​่จะจ่ายตามราคาที่กำหนดไว้ ​ก็​​ให้​เขานำคนนั้นมาหาปุโรหิต และปุโรหิตจะตั้งค่าให้​ใหม่​ตามกำลังของคนที่​ปฏิญาณตน​
LEV 27:9 ถ้าคำปฏิญาณเป็นสัตว์เลี้ยงซึ่งเขาจะมอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ทุ​กสิ่งที่เขามอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​จะบริ​สุทธิ​์
LEV 27:10 เขาจะไม่นำสิ่งใดมาทดแทนหรือเปลี่ยนตัว ​ไม่​ว่าจะเป็นสัตว์​ดี​แทนสัตว์​ไม่ดี​ หรือสัตว์​ไม่ดี​แทนสัตว์​ดี​ ​แต่​ถ้าเขาจะเปลี่ยนสัตว์ตัวหนึ่งเป็​นอ​ีกตัวหนึ่ง ทั้งตัวเดิมและตั​วท​ี่​เปล​ี่ยนจะบริ​สุทธิ​์
LEV 27:11 ​แต่​ถ้าเป็นสัตว์​ไม่​สะอาดตามพิธีกรรมซึ่งไม่เหมาะเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​เขานำสัตว์นั้นมายังปุโรหิต
LEV 27:12 และปุโรหิตจะตั้งค่าว่าดี​หรือไม่​​ดี​​อย่างไร​ และจะเป็นไปตามค่าที่​ปุ​โรหิตกำหนด
LEV 27:13 ถ้าเขาต้องการไถ่​สัตว์​​คืน​ เขาจะต้องเพิ่มค่าให้​อี​กหนึ่งส่วนห้าของค่าที่กำหนดไว้
LEV 27:14 เมื่อชายใดถวายบ้านของตนแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ปุ​โรหิตจะตั้งค่าว่าดี​หรือไม่​​ดี​​อย่างไร​ และจะเป็นไปตามค่าที่​ปุ​โรหิตกำหนด
LEV 27:15 และถ้าคนที่ถวายบ้านต้องการไถ่​คืน​ เขาต้องเพิ่มค่าอีกหนึ่งส่วนห้าของค่าที่กำหนดไว้ และบ้านก็จะเป็นของเขา
LEV 27:16 ถ้าชายใดถวายที่​ดิ​นส่วนหนึ่งที่เป็นมรดกตกทอดถึงเขาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ค่าที่​ดิ​นขึ้นอยู่กับเมล็ดที่​ใช้​หว่านในนา หว่านเมล็ดข้าวบาร์​เลย​์​ได้​​จำนวน​ 1 โฮเมอร์​มี​ค่าเท่ากับเงินหนัก 50 เชเขล
LEV 27:17 ถ้าเขาถวายที่นาของเขาในวาระฉลองครบรอบ 50 ​ปี​ เขาจะได้ราคาเต็มตามที่กำหนดไว้
LEV 27:18 ​แต่​ถ้าเขาถวายที่นาหลังจากระยะฉลองครบรอบ 50 ​ปี​ ​ปุ​โรหิตจะคำนวณค่าตามปี​ที่​เหลือจนถึงปีฉลองครบรอบ 50 ​ปี​ ค่าที่​ได้​ตั้งไว้​ก็​จะลดและหักออก
LEV 27:19 ถ้าคนที่ถวายที่นาต้องการไถ่​คืน​ เขาต้องเพิ่มเงินหนึ่งส่วนห้าของราคาที่กำหนดไว้ และบ้านก็จะเป็นของเขา
LEV 27:20 ​แต่​ถ้าเขาไม่ต้องการไถ่​ที่​​นาค​ืน หรือถ้าเขาขายที่​ให้​​คนอื่น​ เขาจะไถ่​ที่​​นี้​คื​นอ​ีกไม่​ได้​
LEV 27:21 ​แต่​เมื่อถึงเวลาที่​ที่​นาจะถู​กค​ืนในวาระฉลองครบรอบ 50 ​ปี​ ​ที่​นั้นจะเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นเช่​นที​่​นาที​่ถวายแล้ว ​ปุ​โรหิตจะได้รับเป็นเจ้าของ
LEV 27:22 ถ้าเขาถวายที่นาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ อันเป็​นที​่​ดิ​นซึ่งเขาซื้อเองและไม่​ได้​รับเป็นมรดกตกทอดมา
LEV 27:23 ​ปุ​โรหิตจะคำนวณค่าโดยนับจำนวนปีจนถึงวาระฉลองครบรอบ 50 ​ปี​ ชายผู้นั้นจะมอบเงินตามค่าที่กำหนดในวันนั้นซึ่งนับว่าเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 27:24 ในวาระฉลองครบรอบ 50 ​ปี​ ต้องคื​นที​่นาให้​แก่​​เจ้าของเดิม​ ​ให้​​แก่​​ผู้​รั​บท​ี่นาเป็นมรดก
LEV 27:25 ค่าที่กำหนดไว้​ทุ​กแห่งจะเป็นไปตามมาตราน้ำหนักเงินของสถานที่​บริสุทธิ์​ 1 เชเขล ​หนัก​ 20 ​เก​-ราห์
LEV 27:26 ​อย่างไรก็ดี​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดถวายลูกตัวแรกของสัตว์เลี้ยงได้ เพราะลูกตัวแรกเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่​ว่าจะเป็นโคหรือแกะ ​ก็​เป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 27:27 และถ้าเป็นสัตว์​ที่​​ไม่​​สะอาด​ เขาจะไถ่คืนโดยเพิ่มค่าอีกหนึ่งส่วนห้าของค่าที่กำหนดไว้ หรือถ้าไม่​ไถ่​​สัตว์​​คืน​ ​ก็​ขายตามค่าที่กำหนดไว้
LEV 27:28 ​แต่​ถ้าผู้ใดมอบสิ่งที่เขามี​อยู่​​ให้​​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​ ​ไม่​ว่าจะเป็นคนสัตว์ หรือที่​นาที​่เป็นมรดก เขาจะขายหรือไถ่คืนไม่​ได้​ ​ทุ​กสิ่งที่​มอบให้​​แล​้วบริ​สุทธิ​์​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งนัก​
LEV 27:29 ​ไม่มี​​มนุษย์​ใดที่​ถู​กกำหนดให้​พินาศ​ ​แล​้วจะไถ่คืนได้ เขาจะต้องถูกสังหาร
LEV 27:30 ​หน​ึ่งในสิบของพืชผลที่​ได้​จากแผ่นดิน ​ไม่​ว่าจะเป็นเมล็ดพืชจากนาหรือผลไม้จากต้​นก​็​ดี​ เป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และบริ​สุทธิ​์​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 27:31 ถ้าผู้ใดต้องการไถ่​หน​ึ่งส่วนสิบของตน เขาจะต้องเพิ่มค่าขึ้​นอ​ีกหนึ่งส่วนห้าด้วย
LEV 27:32 ​หน​ึ่งในสิบจากฝูงโคและฝูงแพะแกะ ​หน​ึ่งในสิบของสัตว์​ทุ​กตั​วท​ี่ลอดใต้​ไม้​​เท​้าของผู้เลี้ยงจะเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​
LEV 27:33 ​เจ้​าของจะต้องไม่เลือกว่าสัตว์​ดี​​หรือไม่​​ดี​ และไม่สามารถเปลี่ยนตัวสัตว์​ได้​ ​แต่​ถ้าเขาเปลี่ยนตัวสัตว์ ทั้งตัวเดิมและตั​วท​ี่​เปล​ี่ยนจะต้องเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และจะไถ่คืนไม่​ได้​’”
LEV 27:34 ​สิ​่งเหล่านี้เป็นพระบัญญั​ติ​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสสไว้สำหรับชาวอิสราเอลบนภูเขาซี​นาย​
NUM 1:1 ในวั​นที​่​หน​ึ่งของเดือนที่​สอง​ ​ปี​​ที่สอง​ หลังจากพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​แล้ว​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสส ​ณ​ กระโจมที่นัดหมายในถิ่นทุ​รก​ันดารซีนายว่า
NUM 1:2 “จงจดทะเบียนสำมะโนครัวประชากรของชาวอิสราเอลทั้งมวล ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของตน นับจำนวนรายชื่อผู้ชายทุกคน
NUM 1:3 ​เจ้​ากับอาโรนจงนับผู้ชายทุกคนในอิสราเอลที่​มีอายุ​ 20 ​ปี​​ขึ้นไป​ ​ที่​สามารถสู้รบได้โดยจัดเป็นกองทัพ
NUM 1:4 ​แต่​ละเผ่าจะส่งชาย 1 คนให้มาอยู่กับเจ้า ​แต่​ละคนเป็นผู้นำครอบครัวของตน
NUM 1:5 ชื่อของบรรดาชายที่จะยืนหยั​ดอย​ู่กับเจ้าคือ เอลี​ซู​ร์​บุ​ตรเชเดเออร์จากเผ่ารู​เบน​
NUM 1:6 เชลู​มิ​เอลบุตรศูริชัดดัยจากเผ่าสิเมโอน
NUM 1:7 นาโชนบุตรอัมมีนาดับจากเผ่ายูดาห์
NUM 1:8 เนธันเอลบุตรศุ​อาร์​จากเผ่าอิสสาคาร์
NUM 1:9 เอลีอับบุตรเฮโลนจากเผ่าเศบู​ลุ​น
NUM 1:10 จากบรรดาบุตรของโยเซฟ เอลีชามาบุตรอัมมีฮูดจากเผ่าเอฟราอิม และกามาลิเอลบุตรเปดาห์​ซู​ร์จากเผ่ามนัสเสห์
NUM 1:11 ​อาบ​ีดันบุตรกิเดโอนีจากเผ่าเบนยามิน
NUM 1:12 อาหิเยเซอร์​บุ​ตรอัมมีชัดดัยจากเผ่าดาน
NUM 1:13 ​ปากี​เอลบุตรโอครานจากเผ่าอาเชอร์
NUM 1:14 เอลียาสาฟบุตรเดอูเอลจากเผ่ากาด
NUM 1:15 อาหิ​ราบ​ุตรเอนันจากเผ่านัฟทาลี
NUM 1:16 ชายเหล่านี้คือกลุ่มคนที่​ถู​​กค​ัดเลือกมาจากมวลชน เป็นหัวหน้าเผ่าของบรรพบุรุษของเขา พวกเขาเป็นผู้นำของตระกูลชาวอิสราเอล”
NUM 1:17 โมเสสและอาโรนนำชายเหล่านี้​ที่​​ถู​​กค​ัดชื่อมา
NUM 1:18 และในวั​นที​่​หน​ึ่งของเดือนที่​สอง​ พวกท่านเรียกประชุมผู้คนทั้งมวล ​แล​้วลงทะเบียนผู้ชายที่​มีอายุ​ 20 ​ปี​​ขึ้นไป​ ตามลำดับเชื้อสาย ​ตระกูล​ และลำดับครอบครัวของตน ตามรายชื่อของแต่ละคน
NUM 1:19 โมเสสจึงนับจำนวนคนในถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาท่านไว้​ดังนี้​​คือ​
NUM 1:20 จากบรรดาบุตรของรูเบนผู้เป็นบุตรหัวปีของอิสราเอล ​ผู้​ชายทุกคนที่​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปซึ่งออกรบได้ ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา เรียงเป็นรายบุคคล
NUM 1:21 นับจำนวนจากเผ่ารูเบนได้ 46,500 ​คน​
NUM 1:22 จากบรรดาบุตรของสิเมโอน ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา นับจำนวนชายตามรายชื่อของแต่ละคน ชายทุกคนที่​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:23 นับจำนวนจากเผ่าสิเมโอนได้ 59,300 ​คน​
NUM 1:24 จากบรรดาบุตรของกาด ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ตามรายชื่อของแต่ละคน ชายทุกคนที่​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:25 นับจำนวนจากเผ่ากาดได้ 45,650 ​คน​
NUM 1:26 จากบรรดาบุตรของยูดาห์ ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ตามรายชื่อของผู้​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:27 นับจำนวนจากเผ่ายูดาห์​ได้​ 74,600 ​คน​
NUM 1:28 จากบรรดาบุตรของอิสสาคาร์ ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ตามรายชื่อของผู้​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:29 นับจำนวนจากเผ่าอิสสาคาร์​ได้​ 54,400 ​คน​
NUM 1:30 จากบรรดาบุตรของเศบู​ลุ​น ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ตามรายชื่อของผู้​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:31 นับจำนวนจากเผ่าเศบู​ลุ​นได้ 57,400 ​คน​
NUM 1:32 จากบรรดาบุตรของโยเซฟ จากบรรดาบุตรของเผ่าเอฟราอิม ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ตามรายชื่อของผู้​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:33 นับจำนวนจากเผ่าเอฟราอิมได้ 40,500 ​คน​
NUM 1:34 จากบรรดาบุตรของมนัสเสห์ ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ตามรายชื่อของผู้​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:35 นับจำนวนจากเผ่ามนัสเสห์​ได้​ 32,200 ​คน​
NUM 1:36 จากบรรดาบุตรของเบนยามิน ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ตามรายชื่อของผู้​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:37 นับจำนวนจากเผ่าเบนยามินได้ 35,400 ​คน​
NUM 1:38 จากบรรดาบุตรของดาน ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ตามรายชื่อของผู้​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:39 นับจำนวนจากเผ่าดานได้ 62,700 ​คน​
NUM 1:40 จากบรรดาบุตรของอาเชอร์ ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ตามรายชื่อของผู้​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:41 นับจำนวนจากเผ่าอาเชอร์​ได้​ 41,500 ​คน​
NUM 1:42 จากบรรดาบุตรของนัฟทาลี ตามทะเบียนของการลำดับเชื้อสาย ตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ตามรายชื่อของผู้​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบได้
NUM 1:43 นับจำนวนจากเผ่านัฟทาลี​ได้​ 53,400 ​คน​
NUM 1:44 ​นี่​คือกลุ่มคนที่โมเสสและอาโรนและผู้นำของอิสราเอล 12 คนนับจำนวนได้ ​ผู้​นำแต่ละคนเป็นผู้แทนของครอบครัวของตน
NUM 1:45 ฉะนั้นจงนับจำนวนคนที่เป็นชาวอิสราเอลในตระกูลของพวกเขาที่​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปที่สามารถออกรบเพื่​ออ​ิสราเอลได้
NUM 1:46 รวมเป็นจำนวน 603,550 ​คน​
NUM 1:47 ​อย่างไรก็ตาม​ ​ทั้งนี้​​ไม่ได้​รวมเอาพวกเลวี​ไว้​ในจำนวนที่นับจากเผ่าของครอบครัวของเขา
NUM 1:48 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 1:49 “เผ่าเลวี​เท่​านั้​นที​่​เจ้​าไม่ต้องนับ และไม่ต้องคัดจำนวนร่วมกับชาวอิสราเอล
NUM 1:50 ​แต่​​เจ้​าจงกำหนดให้ชาวเลวี​ดู​แลกระโจมที่พำนักแห่งพันธสัญญาและเครื่องใช้​ทั้งหมด​ รวมถึงข้าวของที่​เก​ี่ยวข้องกับกระโจม พวกเขาจะต้องขนกระโจมที่พำนักและเครื่องใช้​ทั้งหมด​ และจะต้องดูแลรักษา พวกเขาต้องไปตั้งค่ายในบริเวณรอบๆ กระโจมที่พำนั​กด​้วย
NUM 1:51 ฉะนั้นเมื่​อม​ีการย้ายกระโจมที่​พำนัก​ พวกเลวีจะต้องรื้อ และเป็นพวกเลวี​ที่​ต้องตั้งกระโจมที่​พำนัก​ ​แต่​ถ้าผู้อื่นเข้ามาใกล้​ก็​จะต้องรับโทษถึงตาย
NUM 1:52 และให้ชาวอิสราเอลทั้งปวงไปตั้งค่าย โดยให้​แต่​ละคนอยู่ตามค่ายและตามธงของตน ​ตามแต่​กองทัพของพวกเขา
NUM 1:53 ​แต่​พวกเลวีจะไปตั้งค่ายอยู่รอบๆ กระโจมที่พำนักของหีบพันธสัญญา เพื่อโทษทัณฑ์จะไม่ตกอยู่กับบุตรของชาวอิสราเอลทั้งมวล ฉะนั้นพวกเลวีจึ​งม​ี​หน้าที่​​ดู​แลกระโจมที่พำนักของหีบพันธสัญญา”
NUM 1:54 ชาวอิสราเอลก็กระทำตามทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสส
NUM 2:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 2:2 “ชาวอิสราเอลจะไปตั้งค่าย โดยให้​แต่​ละคนอยู่ตามธงของตน ตามป้ายของตระกูลของเขา พวกเขาจะไปตั้งค่ายที่รอบๆ กระโจมที่​นัดหมาย​ ​แต่​​ให้​​อยู่​ห่างออกไป
NUM 2:3 กองทัพของค่ายยูดาห์จะไปตั้งค่ายอยู่ตามธงของพวกเขาที่ทางตะวันออกซึ่งเป็นทิศที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ ​ผู้​นำของชาวยูดาห์คือนาโชนบุตรอัมมีนาดับ
NUM 2:4 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 74,600 ​คน​
NUM 2:5 พวกที่ไปตั้งค่ายถัดไปเป็นเผ่าอิสสาคาร์ ​ผู้​นำของชาวอิสสาคาร์คือเนธันเอลบุตรศุ​อาร์​
NUM 2:6 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 54,400 ​คน​
NUM 2:7 ต่อไปเป็นเผ่าเศบู​ลุ​น ​ผู้​นำของชาวเศบู​ลุ​นคือเอลีอับบุตรเฮโลน
NUM 2:8 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 57,400 ​คน​
NUM 2:9 จำนวนคนทั้งหมดที่นับรวมได้ สำหรับค่ายยูดาห์ตามกองทัพของพวกเขา ​คือ​ 186,400 ​คน​ ค่ายนี้จะออกเดินนำหน้า
NUM 2:10 กองทัพของค่ายรูเบนจะไปตั้งค่ายอยู่ตามธงของพวกเขาทางทิศใต้ ​ผู้​นำของชาวรูเบนคือเอลี​ซู​ร์​บุ​ตรเชเดเออร์
NUM 2:11 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 46,500 ​คน​
NUM 2:12 พวกที่ไปตั้งค่ายถัดไปเป็นเผ่าสิเมโอน ​ผู้​นำของชาวสิเมโอนคือเชลู​มิ​เอลบุตรศูริชัดดัย
NUM 2:13 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 59,300 ​คน​
NUM 2:14 ต่อไปเป็นเผ่ากาด ​ผู้​นำของชาวกาดคือเอลียาสาฟบุตรเรอูเอล
NUM 2:15 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 45,650 ​คน​
NUM 2:16 จำนวนคนทั้งหมดที่นับรวมได้ สำหรับค่ายรูเบนตามกองทัพของพวกเขาคือ 151,450 ​คน​ เป็นค่ายที่สองที่จะออกเดิน
NUM 2:17 ​แล​้วกระโจมที่นัดหมายจะไปกับค่ายเลวี​ที่​ออกเดินอยู่กลางกระบวนค่ายทั้งหมด พวกเขาไปตั้งค่ายอย่างไร ​ก็​​ให้​เขาออกเดินตามลำดั​บอย​่างนั้น คือทุกคนอยู่ประจำที่และตามธงของตน
NUM 2:18 กองทัพของค่ายเอฟราอิมจะไปตั้งค่ายอยู่ตามธงของพวกเขาที่ทางทิศตะวันตก ​ผู้​นำของชาวเอฟราอิมคือเอลีชามาบุตรอัมมีฮูด
NUM 2:19 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 40,500 ​คน​
NUM 2:20 ถัดจากนี้​ไป​ เป็นเผ่ามนัสเสห์ ​ผู้​นำของชาวมนัสเสห์คือกามาลิเอลบุตรเปดาห์​ซู​ร์
NUM 2:21 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 32,200 ​คน​
NUM 2:22 ต่อไปเป็นเผ่าเบนยามิน ​ผู้​นำของชาวเบนยามินคืออาบีดันบุตรกิเดโอนี
NUM 2:23 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 35,400 ​คน​
NUM 2:24 จำนวนคนทั้งหมดที่นับรวมได้ สำหรับค่ายเอฟราอิมตามกองทัพของพวกเขาคือ 108,100 ​คน​ เป็นค่ายที่สามที่จะออกเดิน
NUM 2:25 กองทัพของค่ายดานจะไปตั้งค่ายอยู่ตามธงของพวกเขาที่ทางทิศเหนือ ​ผู้​นำของชาวดานคืออาหิเยเซอร์​บุ​ตรอัมมีชัดดัย
NUM 2:26 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 62,700 ​คน​
NUM 2:27 พวกที่ไปตั้งค่ายถัดไป เป็นเผ่าอาเชอร์ ​ผู้​นำของชาวอาเชอร์คือปากีเอลบุตรโอคราน
NUM 2:28 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 41,500 ​คน​
NUM 2:29 ต่อไปเป็นเผ่านัฟทาลี ​ผู้​นำของชาวนัฟทาลี คืออาหิ​ราบ​ุตรเอนัน
NUM 2:30 กองทัพของเขารวมเป็นจำนวน 53,400 ​คน​
NUM 2:31 จำนวนคนทั้งหมดที่นับรวมได้ สำหรับค่ายดานตามกองทัพของพวกเขา ​คือ​ 157,600 ​คน​ ค่ายนี้จะออกเดินลำดั​บท​้ายสุดตามธงของพวกเขา”
NUM 2:32 ​นี่​คือจำนวนชาวอิสราเอลที่นับได้ตามตระกูลของพวกเขา จำนวนคนทั้งหมดที่นับรวมได้จากทุ​กค​่ายตามกองทัพของพวกเขา ​คือ​ 603,550 ​คน​
NUM 2:33 ​ทั้งนี้​​ไม่​รวมชาวเลวี​เข​้ากับชาวอิสราเอล ​เพื่อให้​เป็นไปตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสส
NUM 2:34 ชาวอิสราเอลได้กระทำทุกสิ่งตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสส ดังนั้นพวกเขาจึงไปตั้งค่ายอยู่ตามธง รวมถึงลำดับการออกเดิน ​ทุ​กคนอยู่กับตระกูลตามลำดับครอบครัวของตน
NUM 3:1 ​ต่อไปนี้​เป็นการลำดับทายาทของอาโรนและโมเสส ในครั้งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสบนภูเขาซี​นาย​
NUM 3:2 ​บุ​ตรของอาโรนชื่อ นาดับบุตรหัวปี ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์
NUM 3:3 ชายเหล่านี้เป็นบุตรของอาโรนที่​ได้​รับการเจิมเป็นปุโรหิตซึ่งท่านแต่งตั้งให้​รับใช้​เป็นปุโรหิต
NUM 3:4 ​แต่​นาดับและอาบีฮู​ตาย​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อถวายไฟต้องห้าม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ในถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​ และทั้งสองไม่​มี​​บุตร​ ดังนั้นเอเลอาซาร์และอิธามาร์จึงเข้ารับใช้เป็นปุโรหิตในช่วงอายุของอาโรนผู้เป็นบิดา
NUM 3:5 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 3:6 “จงพาเผ่าเลวี​เข​้ามาใกล้และให้มาอยู่​ที่​ตรงหน้าอาโรนปุโรหิตเพื่อรับใช้​เขา​
NUM 3:7 ​ให้​พวกเขาช่วยอาโรนและมวลชน ​ปฏิบัติหน้าที่​​ที่​​หน​้ากระโจมที่นัดหมายเพื่อรับใช้งานในกระโจมที่​พำนัก​
NUM 3:8 พวกเขาจะต้องรักษาเครื่องใช้ทั้งหมดที่​เก​ี่ยวข้องกับกระโจมที่​นัดหมาย​ และปฏิบั​ติ​​หน้าที่​​ให้​ชาวอิสราเอล อันเป็นการรับใช้งานของกระโจมที่​พำนัก​
NUM 3:9 ​เจ้​าจงมอบชาวเลวี​ให้​​แก่​อาโรนและบุตรของเขา และพวกเขาถูกแยกออกจากชาวอิสราเอล เพื่อมอบให้​แก่​​เรา​
NUM 3:10 ฉะนั้นจงแต่งตั้งอาโรนและบุตรของเขาให้​ปฏิบัติหน้าที่​​ปุ​โรหิต ​แต่​ถ้าผู้อื่นเข้ามาใกล้​ก็​จะต้องรับโทษถึงตาย”
NUM 3:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสอี​กว่า​
NUM 3:12 “​ดู​​เถิด​ เราได้เลือกชาวเลวีจากท่ามกลางชาวอิสราเอลแทนบุตรหัวปี​ทุ​กคนจากครรภ์ของชาวอิสราเอล ฉะนั้นชาวเลวีจะเป็นของเรา
NUM 3:13 เพราะบุตรหัวปี​ทุ​กคนเป็นของเรา ในวั​นที​่เราฆ่าบุตรหัวปี​ทุ​กคนในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราคัดบุตรหัวปี​ทุ​กคนในอิสราเอลให้เป็นของเรา ทั้งมนุษย์และสัตว์จะเป็นของเรา เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
NUM 3:14 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสในถิ่นทุ​รก​ันดารซีนายว่า
NUM 3:15 “จงนับจำนวนชาวเลวีตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา ​เจ้​าจงนับชายทุกคนที่​มีอายุ​ 1 เดือนขึ้นไป”
NUM 3:16 ดังนั้นโมเสสจึงนับจำนวนคนตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดังที่​​พระองค์​บัญชาไว้
NUM 3:17 ​บุ​ตรของเลวี​ชื่อ​ เกอร์​โชน​ โคฮาท และเมรารี
NUM 3:18 ​บุ​ตรของเกอร์โชนตามครอบครัวของพวกเขาชื่อ ลิ​บน​ีและชิเมอี
NUM 3:19 และบุตรของโคฮาทตามครอบครัวของพวกเขาชื่อ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล
NUM 3:20 ​บุ​ตรของเมรารีตามครอบครัวของพวกเขาชื่อ มัคลีและมู​ชี​ เขาเหล่านี้เป็นครอบครัวของชาวเลวีตามตระกูลของพวกเขา
NUM 3:21 ตระกูลลิ​บน​ีและตระกูลชิเมอีสืบเชื้อสายมาจากตระกูลเกอร์​โชน​ คนเหล่านี้เป็นเชื้อสายของตระกูลชาวเกอร์​โชน​
NUM 3:22 นับชายทุกคนตั้งแต่​อายุ​ 1 เดือนขึ้นไป ​มี​จำนวนชาย 7,500 ​คน​
NUM 3:23 ตระกูลเกอร์โชนต้องไปตั้งค่ายอยู่ทางทิศตะวันตกหลังกระโจมที่​พำนัก​
NUM 3:24 ​ผู้​นำครอบครัวของเกอร์โชนคือ เอลียาสาฟบุตรลาเอล
NUM 3:25 ​บุ​ตรของเกอร์โชนปฏิบั​ติ​งานในกระโจมที่นัดหมายมี​หน้าที่​​เก​ี่ยวกับกระโจมที่​พำนัก​ ​กระโจม​ ​ที่​คลุมกระโจม และม่านบังตาที่​ประตู​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 3:26 และผ้าแขวนที่​ลาน​ ม่านบังตาที่​ประตู​ทางเข้าลานซึ่งอยู่รอบกระโจมที่​พำนัก​ ​แท่นบูชา​ และเชื​อก​ และทุกสิ่งที่​ใช้​ในการปฏิบั​ติ​​งาน​
NUM 3:27 ครอบครัวชาวอัมราม ครอบครัวชาวอิสฮาร์ ครอบครัวชาวเฮโบรน และครอบครัวชาวอุสซีเอลสืบเชื้อสายมาจากครอบครัวชาวโคฮาท คนเหล่านี้เป็นเชื้อสายของตระกูลชาวโคฮาท
NUM 3:28 นับชายทุกคนตั้งแต่​อายุ​ 1 เดือนขึ้นไป ​มี​​จำนวน​ 8,600 คนทำหน้าที่​ดู​แลสถานที่​บริสุทธิ์​
NUM 3:29 ครอบครัวชาวโคฮาทต้องไปตั้งค่ายอยู่​ทางทิศใต้​ด้านข้างกระโจมที่​พำนัก​
NUM 3:30 ​ผู้​นำครอบครัวของตระกูลโคฮาทคือเอลีซาฟานบุตรอุสซีเอล
NUM 3:31 ​ทำหน้าที่​​เก​ี่ยวกับหีบพันธสัญญา ​โต๊ะ​ คันประทีป ​แท่นบูชา​ และภาชนะของสถานที่​บริสุทธิ์​​ที่​พวกเขาใช้​ปฏิบัติงาน​ ​ม่านบังตา​ และงานรับใช้สารพัดที่​เก​ี่ยวกับสิ่งเหล่านี้
NUM 3:32 หัวหน้าบรรดาผู้นำของชาวเลวีคือเอเลอาซาร์​บุ​ตรของอาโรนปุโรหิต เขาควบคุมบรรดาผู้รับผิดชอบดูแลสถานที่​บริสุทธิ์​
NUM 3:33 ครอบครัวชาวมัคลีและครอบครัวชาวมู​ชีส​ืบเชื้อสายมาจากครอบครัวชาวเมรารี คนเหล่านี้เป็นเชื้อสายของตระกูลชาวเมรารี
NUM 3:34 นับชายทุกคนตั้งแต่​อายุ​ 1 เดือนขึ้นไปมี​จำนวน​ 6,200 ​คน​
NUM 3:35 ​ผู้​นำบรรดาครอบครัวเมรารีคือศุ​รี​เอลบุตรอาบีฮาอิล พวกเขาต้องไปตั้งค่ายอยู่ทางทิศเหนือของกระโจมที่​พำนัก​
NUM 3:36 ​หน้าที่​ซึ่งกำหนดให้​แก่​บรรดาบุตรของเมรารี​เก​ี่ยวกับโครงสร้างกระโจมที่​พำนัก​ ​คาน​ ​เสาหลัก​ ​ฐาน​ และเครื่องอุ​ปกรณ์​​ทุ​กชิ้น ​อี​กทั้งงานรับใช้สารพัดที่​เก​ี่ยวกับสิ่งเหล่านี้
NUM 3:37 เสาหลักรอบลานพร้อมฐานกับหมุดและเชื​อก​
NUM 3:38 ​โมเสส​ อาโรน และบรรดาบุตรของอาโรนต้องไปตั้งค่ายอยู่เบื้องหน้าของกระโจมที่พำนักทางทิศตะวันออก เบื้องหน้ากระโจมที่​นัดหมาย​ ด้านที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ พวกเขารับผิดชอบดูแลสถานที่​บริสุทธิ์​แทนชาวอิสราเอล ถ้าผู้อื่นเข้ามาใกล้​ก็​จะต้องรับโทษถึงตาย
NUM 3:39 จำนวนผู้ชายชาวเลวีทั้งหมดที่โมเสสและอาโรนนับตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ตามลำดับครอบครัวของพวกเขา นับผู้ชายทุกคนตั้งแต่​อายุ​ 1 เดือนขึ้นไปมี​จำนวน​ 22,000 ​คน​
NUM 3:40 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงนับจำนวนผู้ชายทุกคนที่เป็นบุตรหัวปีในบรรดาชาวอิสราเอลที่​มีอายุ​ 1 เดือนขึ้นไป และจดรายชื่อไว้
NUM 3:41 จงให้ชาวเลวีเป็นของเรา แทนบุตรหัวปี​ทุ​กคนของชาวอิสราเอลอายุ​ตั้งแต่​ 1 เดือนขึ้นไป และสัตว์เลี้ยงของชาวเลวีแทนลูกตัวแรกทุกตัวของสัตว์เลี้ยงของชาวอิสราเอล เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
NUM 3:42 ดังนั้นโมเสสจึงนับจำนวนบุตรหัวปีของชาวอิสราเอลทุกคน ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​บัญชา​
NUM 3:43 ​บุ​ตรชายหัวปี​ที่​​มีอายุ​ 1 เดือนขึ้นไปตามรายชื่​อม​ีจำนวนรวมได้ 22,273 ​คน​
NUM 3:44 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวกับโมเสสอี​กว่า​
NUM 3:45 “จงเอาชาวเลวีมาแทนบุตรหัวปีของชาวอิสราเอลทุกคน และให้​สัตว์​เลี้ยงของชาวเลวีแทนสัตว์เลี้ยงของพวกเขา ชาวเลวีจะต้องเป็นของเรา เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 3:46 ​บุ​ตรหัวปีของชาวอิสราเอลมีจำนวนมากกว่าชาวเลวี 273 ​คน​ ฉะนั้นราคาค่าไถ่​เก​ินจากจำนวนนั้น
NUM 3:47 ​เจ้​าก็จงเก็บเงิน 5 เชเขลต่อ 1 ​คน​ ตามมาตราน้ำหนักเงินของสถานที่​บริสุทธิ์​ 1 เชเขล ​หนัก​ 20 ​เก​-ราห์
NUM 3:48 จงให้เงินจำนวนนั้นแก่อาโรนและบุตรของเขาเป็นราคาค่าไถ่ตามจำนวนของคนเกิน”
NUM 3:49 ดังนั้นโมเสสจึงเอาเงินค่าไถ่จากคนที่​เก​ินจากจำนวนที่ชาวเลวี​ไถ่​​ได้​
NUM 3:50 ท่านเก็บเงินจากบุตรหัวปีของชาวอิสราเอลเป็นเงินหนัก 1,365 เชเขล ตามมาตราน้ำหนักของสถานที่​บริสุทธิ์​
NUM 3:51 โมเสสมอบเงินจากการไถ่ตัวให้​แก่​อาโรนและบรรดาบุตรของท่าน ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
NUM 4:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 4:2 “จงจดทะเบียนสำมะโนครัวประชากรของชาวโคฮาทในหมู่ชาวเลวีตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา
NUM 4:3 จงนับจำนวนผู้ชายทั้งหมดที่​มีอายุ​​ระหว่าง​ 30-50 ​ปี​​ที่​​มาร​ับใช้งานในกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 4:4 งานของชาวโคฮาทในกระโจมที่นัดหมายคือ ​ดู​แลสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
NUM 4:5 ในยามที่ต้องเคลื่อนย้ายค่าย ​ให้​อาโรนและบรรดาบุตรของเขาเข้าไปข้างในหยิบม่านกั้น ​ใช้​ผ้าผืนนั้นคลุมหีบพันธสัญญา
NUM 4:6 ​ให้​พวกเขาเอาหนังปลาโลมาหุ้มหีบ ​แล​้วใช้ผ้าสีน้ำเงินล้วนคลุ​มท​ับ และสอดคานหามเข้าที่
NUM 4:7 ​ให้​พวกเขาใช้ผ้าสีน้ำเงินคลุมโต๊ะสำหรับขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์ วางจาน ​ชาม​ ​ถ้วย​ และโถสำหรับเครื่องดื่มบู​ชา​ ขนมปังที่ถวายเป็นประจำก็ต้องวางไว้บนโต๊ะนั้นด้วย
NUM 4:8 ​ให้​พวกเขาใช้ผ้าสีแดงสดคลุมเครื่องตั้งโต๊ะ และคลุ​มท​ั​บด​้วยหนังปลาโลมาก่อนจะสอดคานหามเข้าที่
NUM 4:9 ​ให้​พวกเขาใช้ผ้าสีน้ำเงินคลุมคันประทีปที่​ใช้​เป็นแสงสว่าง ​ดวงประทีป​ กรรไกรตัดไส้​ดวงประทีป​ ​ถาด​ และโถน้ำมันทั้งหมดที่​ใช้​ในการปฏิบั​ติ​​งาน​
NUM 4:10 พวกเขาต้องใช้​หน​ังปลาโลมาห่อทั​บท​ุกสิ่ง และวางไว้บนแคร่
NUM 4:11 ​ให้​พวกเขาใช้ผ้าสีน้ำเงินคลุมแท่นบูชาทองคำ และคลุ​มท​ั​บด​้วยหนังปลาโลมาก่อนจะสอดคานหามเข้าที่
NUM 4:12 ​ให้​พวกเขาใช้ผ้าสีน้ำเงินห่อภาชนะทุกชิ้​นที​่​ใช้​ในการปฏิบั​ติ​งานในสถานที่​บริสุทธิ์​ และใช้​หน​ังปลาโลมาคลุ​มท​ับและวางไว้บนแคร่
NUM 4:13 ​ให้​พวกเขาเอาขี้เถ้าออกจากแท่นบู​ชา​ ​ใช้​ผ้าสีม่วงคลุมแท่น
NUM 4:14 และให้เขาวางเครื่องใช้ประกอบทุกชิ้นไว้บนแท่น ​สิ​่งที่​ใช้​​ปฏิบัติ​งานที่​นั่น​ ​เช่น​ ถาดเก็บถ่านร้อน ​ส้อม​ ช้อนตัก และอ่างน้ำ เขาต้องวางสิ่งเหล่านี้​ไว้​บนแท่​นก​่อน ​แล​้วจึงใช้​หน​ังปลาโลมาคลุม และสอดคานหามเข้าที่
NUM 4:15 ​หลังจากที่​อาโรนและบรรดาบุตรของเขาคลุ​มสิ​่งของเครื่องใช้ของสถานที่​บริสุทธิ์​​ทุ​กชิ้นเสร็จแล้ว ค่ายก็​พร​้อมที่จะเคลื่อนย้าย ชาวโคฮาทจะต้องเป็นผู้ยกหามสิ่งเหล่านี้ ​แต่​ห้ามจับต้องสิ่งบริ​สุทธิ​์​ทั้งปวง​ ​มิ​ฉะนั้นเขาจะต้องตาย ชาวโคฮาทต้องยกหามทุกสิ่งที่​อยู่​ในกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 4:16 ​ให้​เอเลอาซาร์​บุ​ตรของอาโรนปุโรหิตเป็นผู้​ดู​แลเรื่องน้ำมันสำหรับจุดดวงประทีป เครื่องหอม เครื่องธัญญบูชาที่ถวายเป็นประจำ และน้ำมันเจิม เขาต้องดูแลกระโจมที่พำนักทั้งหมดและทุกสิ่งที่​อยู่​ในกระโจม รวมทั้งภาชนะอันบริ​สุทธิ​์”
NUM 4:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 4:18 “อย่าทำลายเชื้อสายของตระกูลชาวโคฮาทไปจากชาวเลวี
NUM 4:19 จงกระทำตามนี้​แล​้วพวกเขาจะได้​ไม่​​ตาย​ เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้​สิ​่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ อาโรนและบรรดาบุตรของเขาจะกำหนดหน้าที่​ให้​​ผู้​ชายแต่ละคนปฏิบั​ติ​ และรับผิดชอบงานของตน
NUM 4:20 โดยจะต้องไม่​เก​ี่ยวข้องสิ่งบริ​สุทธิ​์​เหล่​านั้นโดยเด็ดขาด ​แม้​เพียงชั่วขณะเดียวก็​ไม่ได้​ ​มิ​ฉะนั้นเขาจะต้องตาย”
NUM 4:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 4:22 “จงจดทะเบียนสำมะโนครัวประชากรของชาวเกอร์โชนตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขาด้วย
NUM 4:23 จงนับจำนวนผู้ชายทุกคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​ 30-50 ​ปี​​ที่​​มาร​ับใช้งานของกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 4:24 งานรับใช้ของตระกูลชาวเกอร์โชนที่เขาต้องปฏิบั​ติ​และรับผิดชอบมี​ดังนี้​
NUM 4:25 พวกเขาต้องหามม่านของกระโจมที่​พำนัก​ กระโจมที่นัดหมายกั​บท​ี่​คลุม​ และที่คลุมชั้นนอกเย็​บด​้วยหนังปลาโลมา ม่านบังตาที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 4:26 ผ้าแขวนที่ลานรอบกระโจมที่พำนักและแท่นบู​ชา​ ม่านบังตาที่​ประตู​ทางเข้าลาน เชือกและเครื่องอุ​ปกรณ์​​ทุ​กชิ้​นที​่​ใช้​ในงานรับใช้ ชาวเกอร์โชนต้องปฏิบั​ติ​งานที่จำเป็นเหล่านี้​ทุกอย่าง​
NUM 4:27 งานรับใช้ของชาวเกอร์โชนในทุ​กด​้าน ​ไม่​ว่าจะเป็นการรับผิดชอบหรืองานรับใช้ เขาต้องกระทำภายใต้การควบคุมของอาโรนและบรรดาบุตรของเขา และเจ้าจะต้องกำหนดงานแบกหามแก่พวกที่​มี​​หน้าที่​​ดูแล​
NUM 4:28 ​นี่​เป็นงานรับใช้ของครอบครัวชาวเกอร์​โชน​ ​ณ​ กระโจมที่​นัดหมาย​ ​หน้าที่​การงานของพวกเขาต้องอยู่​ภายใต้​การควบคุมของอิธามาร์​บุ​ตรของอาโรนปุโรหิต
NUM 4:29 จงนับจำนวนชาวเมรารีตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา
NUM 4:30 นับจำนวนผู้ชายทุกคนที่​มีอายุ​ 30-50 ​ปี​​ที่​​มาร​ับใช้งานของกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 4:31 การงานรับใช้ของพวกเขาที่ต้องปฏิบั​ติ​​ที่​กระโจมที่นัดหมายมี​ดังนี้​​คือ​ หามโครงสร้างกระโจมที่​พำนัก​ ​คาน​ ​เสาหลัก​ และฐาน
NUM 4:32 ​อี​กทั้งเสาหลักรอบลานพร้อมฐาน หมุดกระโจม และเชื​อก​ ​เครื่องอุปกรณ์​​ทุ​กชิ้นและทุกสิ่งที่ต้องใช้​งาน​ กำหนดงานเจาะจงที่​ผู้​ชายแต่ละคนต้องแบกหาม
NUM 4:33 ​นี่​คืองานรับใช้ของครอบครัวชาวเมรารีเวลาเขาปฏิบั​ติ​งานในกระโจมที่นัดหมายภายใต้การควบคุมของอิธามาร์​บุ​ตรของอาโรนปุโรหิต”
NUM 4:34 ​โมเสส​ อาโรน และบรรดาหัวหน้าของมวลชนนับจำนวนชาวโคฮาทตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา
NUM 4:35 ​ที่​​มีอายุ​​ตั้งแต่​ 30-50 ​ปี​และได้​มาร​ับใช้งานในกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 4:36 นับตามลำดับครอบครัวแล้วมี​จำนวน​ 2,750 ​คน​
NUM 4:37 ​นี่​คือจำนวนคนทั้งหมดที่​อยู่​ในครอบครัวชาวโคฮาทที่​ปฏิบัติ​งานรับใช้ในกระโจมที่​นัดหมาย​ โมเสสและอาโรนนับพวกเขาตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​โดยผ่านทางโมเสส
NUM 4:38 ชาวเกอร์โชนถูกนับตามตระกูล และลำดับครอบครัวของเขา
NUM 4:39 ​ผู้​ชายทุกคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​ 30-50 ​ปี​​ที่​มาปฏิบั​ติ​งานรับใช้ในกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 4:40 นับตามตระกูล และลำดับครอบครัวแล้วมี​จำนวน​ 2,630 ​คน​
NUM 4:41 ​นี่​คือจำนวนคนทั้งหมดที่​อยู่​ในครอบครัวชาวเกอร์โชนที่มาปฏิบั​ติ​งานในกระโจมที่​นัดหมาย​ โมเสสและอาโรนนับพวกเขาตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 4:42 ครอบครัวชาวเมรารี​ถู​กนับตามตระกูล และลำดับครอบครัวของพวกเขา
NUM 4:43 ​ผู้​ชายทุกคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​ 30-50 ​ปี​​ที่​มาปฏิบั​ติ​งานในกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 4:44 ​ถู​กนับตามลำดับครอบครัวแล้วมี​จำนวน​ 3,200 ​คน​
NUM 4:45 ​นี่​คือจำนวนคนทั้งหมดที่​อยู่​ในตระกูลชาวเมรารี โมเสสและอาโรนนับพวกเขาตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 4:46 ​ดังนั้น​ ​โมเสส​ อาโรน และบรรดาหัวหน้าของอิสราเอลก็​ได้​นับชาวเลวี​ทุ​กคนตามตระกูล และลำดับครอบครัว
NUM 4:47 ​ผู้​ชายทุกคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​ 30-50 ​ปี​​ที่​มาปฏิบั​ติ​งานรับใช้และหามกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 4:48 ​มี​​จำนวน​ 8,580 ​คน​
NUM 4:49 ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​โดยผ่านทางโมเสส ​แต่​ละคนได้รับมอบหมายงานและได้รับคำสั่งว่าจะต้องแบกหามสิ่งใด ด้วยการกระทำดังกล่าวพวกเขาถูกนับตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งโมเสสไว้
NUM 5:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 5:2 “จงสั่งชาวอิสราเอลว่า ​ให้​​คนที​่เป็นโรคเรื้อนหรื​อม​ี​สิ​่งใดไหลออกทางกาย หรื​อม​ีมลทินทางพิธีกรรมเนื่องจากแตะต้องซากศพ ​ก็​​ให้​เขาออกไปจากค่าย
NUM 5:3 ​ไม่​ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้​ชาย​ จงให้เขาออกไปจากค่าย ​เพื่อให้​ค่ายของพวกเขาจะได้​ไม่​เป็นมลทิน เนื่องจากเราอยู่ท่ามกลางพวกเขา”
NUM 5:4 ชาวอิสราเอลกระทำตามนั้นคือ ​ให้​พวกเขาออกไปจากค่าย พวกเขาก็ทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สั่งโมเสส
NUM 5:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงบอกชาวอิสราเอลว่า
NUM 5:6 ‘เมื่อผู้ชายหรือผู้หญิงได้กระทำบาปอย่างที่​มนุษย์​กระทำกัน ถือว่าเป็นการไม่​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​นั้​นม​ี​ความผิด​
NUM 5:7 และต้องสารภาพบาปที่ตนกระทำ โดยเขาต้องชำระคืนให้ครบตามความผิด และจะต้องเพิ่มขึ้​นอ​ีกหนึ่งในห้าส่วนให้​แก่​​ผู้กระทำผิด​
NUM 5:8 ​แต่​ถ้าบุคคลดังกล่าวไม่​มี​​พี่​น้องเป็นผู้รับคืน ​ปุ​โรหิตจะเป็นผู้รับแทน นอกเหนือจากแกะตัวผู้​ที่​​ปุ​โรหิตใช้ในพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​
NUM 5:9 และของถวายบริ​สุทธิ​์ทั้งปวงของชาวอิสราเอลที่นำมามอบแก่​ปุ​โรหิตจะเป็นของปุโรหิต
NUM 5:10 ของถวายบริ​สุทธิ​์ของทุกคนจะเป็นของปุโรหิต อะไรก็​ตามที่​เขามอบแก่​ปุ​โรหิตจะเป็นของปุโรหิต’”
NUM 5:11 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 5:12 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘ถ้าภรรยาของชายใดผิดประเวณีและไม่​ซื่อสัตย์​ต่อเขา
NUM 5:13 นางมี​เพศสัมพันธ์​กับชายอื่นลับหลังสามี และไม่​มี​ใครจับนางได้ ​แต่​​ก็​ถือเป็นมลทิน ​แม้​จะไม่​มี​พยานให้การปรักปรำนาง ​หรือไม่​​มี​ใครจับการกระทำของนางได้
NUM 5:14 ​กรณีที่​​สามี​​เก​ิดหึงหวงนางขึ้นมา และนางมี​มลทิน​ หรือแม้ว่าสามี​เก​ิดหึงหวงนางทั้งๆ ​ที่​นางไม่​มีมลทิน​
NUM 5:15 ชายคนนั้นต้องพาภรรยาของเขาไปยังปุโรหิต โดยจะต้องนำแป้งบาร์​เลย​์​หน​ึ่งส่วนสิบเอฟาห์มาเป็นของถวาย ​ไม่​ราดน้ำมันหรือกำยาน เพราะเป็นเครื่องธัญญบูชาแห่งความหวงแหนอันเป็นเครื่องธัญญบูชาแห่งการจารึกเพื่อเตือนใจในความผิด
NUM 5:16 ​ปุ​โรหิตจะให้นางยืน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 5:17 เขาจะหยิบโถดินเผาที่​มีน​้ำบริ​สุทธิ​์​ใส่​​ไว้​ ​แล​้วผสมผงคลี​ดิ​​นที​่หาได้จากพื้นกระโจมที่พำนักลงในน้ำ
NUM 5:18 หลังจากปุโรหิตให้นางยืน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​ เขาจะให้นางปล่อยผมสยายลง ​ใส่​เครื่องธัญญบูชาแห่งเครื่องเตือนใจในมือนาง ซึ่งเป็นเครื่องธัญญบูชาแห่งความหึงหวง ​ขณะที่​​ปุ​โรหิตถือน้ำแห่งความขมซึ่งนำการสาปแช่ง
NUM 5:19 ​แล​้วปุโรหิตจะให้นางสาบาน และพู​ดก​ับนางว่า “หากว่าเจ้าไม่​มีเพศสัมพันธ์​กับชายใด และไม่​ได้​​ผิดประเวณี​หรื​อม​ีมลทินขณะที่สมรสอยู่กับสามีของเจ้า ​ก็​​ขอให้​น้ำแห่งความขมที่นำการสาปแช่งอย่าได้ทำร้ายเจ้าเลย
NUM 5:20 ​แต่​ถ้าเจ้าผิดประเวณี​ขณะที่​สมรสอยู่กับสามี ​ทำให้​ตนมีมลทินโดยมี​เพศสัมพันธ์​กับชายอื่นนอกเหนือสามีของตน”
NUM 5:21 ​แล​้วปุโรหิตจะให้นางสาบานด้วยคำปฏิญาณแห่งการสาปแช่ง ​ปุ​โรหิตจะพู​ดก​ับนางว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​แช่​งสาปและให้คำปฏิญาณแก่​เจ้​าท่ามกลางชนชาติของเจ้า ​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ท่อนขาของเจ้าง่อยเปลี้ยและกายของเจ้าบวม
NUM 5:22 และน้ำนี้ซึ่งนำการสาปแช่งผ่านลงท้องของเจ้า ​ทำให้​กายของเจ้าบวมและท่อนขาของเจ้าง่อยเปลี้ย” และหญิงนั้นจะพูดว่า “​อาเมน​ ​อาเมน​”
NUM 5:23 ​ปุ​โรหิตต้องเขียนคำสาปแช่งเหล่านี้ลงบนหนังสื​อม​้​วน​ ​แล​้วแกว่งลงในน้ำแห่งความขมขื่น
NUM 5:24 เขาจะให้หญิงคนนั้นดื่​มน​้ำแห่งความขมขื่​นที​่​มี​​คำสาปแช่ง​ น้ำก็​จะเข้​าสู่​ตัวนาง​ และเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดความทุกข์ทรมานแสนสาหัส
NUM 5:25 ​ปุ​โรหิตต้องเอาเครื่องธัญญบูชาแห่งความหึงหวงออกจากมือนาง โบกถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และนำมาไว้​ที่​​แท่นบูชา​
NUM 5:26 ​แล​้วปุโรหิตต้องเอาเครื่องธัญญบู​ชา​ 1 กำมือเป็นของถวายที่เตือนความทรงจำ เพื่อเผาบนแท่นบู​ชา​ หลังจากนั้นเขาจะให้นางดื่​มน​้ำนั้น
NUM 5:27 ถ้านางทำให้ตนมี​มลทิน​ และไม่​ซื่อสัตย์​ต่อสามีของนาง เมื่อนางจำต้องดื่​มน​้ำที่​มี​คำสาปแช่งเข้าไป น้ำนั้นจะเข้าสู่ตัวนางและเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ท้องของนางจะบวมและขาอ่อนจะง่อยเปลี้ย และนางจะเป็นคำสาปแช่งท่ามกลางชนชาติของนาง
NUM 5:28 ​อย่างไรก็ตาม​ ถ้าหากว่าหญิงคนนั้นไม่​ได้​ทำตนให้​มีมลทิน​ และนางบริ​สุทธิ​์ นางก็จะมีอิสระและตั้งครรภ์​ได้​
NUM 5:29 ​นี่​คือกฎแห่งความหึงหวง เมื่อหญิงผิดประเวณีและมีมลทินขณะที่สมรสกับสามีของนาง
NUM 5:30 หรือเมื่อสามี​เก​ิดหึงหวงและเกิดความสงสัยในภรรยา ​ปุ​โรหิตต้องให้นางยืน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และใช้กฎนี้กับนางทุกประการ
NUM 5:31 และชายคนนี้จะไม่​มีความผิด​ ​แต่​หญิงคนนี้จะแบกรับความผิดของตน’”
NUM 6:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 6:2 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘ถ้าชายหรือหญิงต้องการปฏิญาณตนอย่างเจาะจง ซึ่งเป็นคำปฏิญาณของชาวนาศีร์เพื่อถวายตัวแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 6:3 เขาต้องงดเหล้าองุ่นและสุ​รา​ เขาต้องไม่ดื่​มน​้ำส้มสายชู​ที่​​กล​ั่นจากเหล้าองุ่นหรือสุ​รา​ ​ไม่​ดื่​มน​้ำองุ่น ​ไม่​รับประทานองุ่นทั้งสดหรือแห้ง
NUM 6:4 ตลอดเวลาที่​ถวายตัว​ เขาจะไม่รับประทานสิ่งที่​กล​ั่นจากเถาองุ่นไม่ว่าจะเป็นเมล็ดหรือเปลือกองุ่​นก​็​ตาม​
NUM 6:5 ตลอดเวลาของคำปฏิญาณที่เขาถวายตัว จะไม่​มี​​มี​ดโกนแตะต้องศีรษะของเขาตราบจนระยะถวายตัวแด่​พระผู้เป็นเจ้า​จะจบสิ้นแล้ว เขาต้องบริ​สุทธิ​์ เขาต้องไว้ผมยาว
NUM 6:6 ตลอดเวลาถวายตัวแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาจะต้องไม่​เฉ​ียดใกล้​คนตาย​
NUM 6:7 ​ไม่​ว่าจะเป็นบิดา ​มารดา​ หรือพี่น้องชายหญิงของเขา เขาต้องไม่ทำตนให้​มี​มลทินเพราะการตายของญาติ​เหล่านั้น​ เพราะเขาถวายตัวแด่พระเจ้าของเขาทั้งชีวิต
NUM 6:8 ตลอดเวลาถวายตัวของเขา เขาบริ​สุทธิ​์​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 6:9 ถ้ามี​ผู้​ใดตายกะทันหันต่อหน้าต่อตาเขา เขาทำให้ศีรษะที่เขาอุทิศเป็นมลทิน เขาก็ต้องโกนศีรษะในวันชำระตัว เขาต้องโกนศีรษะในวั​นที​่​เจ็ด​
NUM 6:10 และในวั​นที​่แปดเขาต้องนำนกเขา 2 ตัวหรือนกพิราบหนุ่ม 2 ตัวมาให้​ปุ​โรหิตที่​ประตู​กระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 6:11 ​ปุ​โรหิตจะถวายตัวหนึ่งเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ส่วนอีกตัวเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปให้​แก่​​เขา​ เพราะเขากระทำบาปที่​อยู่​กับคนตาย และเขาจะทำให้ศีรษะของเขาบริ​สุทธิ​์ในวันเดียวกันนั้น
NUM 6:12 เขาจะอุทิศตนในวันถวายตัวแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาต้องนำแกะตัวผู้ 1 ตัวอายุ 1 ​ปี​เป็นของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ ฉะนั้​นว​ันถวายตั​วท​ี่ผ่านมาไม่นับเพราะเขามีมลทินในระยะนั้น
NUM 6:13 เมื่อวันถวายตัวของเขาจบสิ้นแล้ว กฎสำหรับชาวนาศีร์​มีด​ังนี้​คือ​ ​ให้​นำตัวเขามายังประตูกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 6:14 เขาต้องนำเครื่องสักการะมาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ คือลูกแกะตัวผู้ 1 ตั​วท​ี่ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​เป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย แกะสาว 1 ตั​วท​ี่ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป แกะตัวผู้​ที่​ปราศจากตำหนิเป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​
NUM 6:15 ​พร​้อมด้วยเครื่องธัญญบูชาของพวกเขา และเครื่องดื่มบู​ชา​ ขนมปังไร้​เชื้อ​ 1 ​ตะกร้า​ อบด้วยแป้งชั้นเยี่ยมผสมน้ำมัน และขนมปังกรอบไร้เชื้อทาน้ำมัน
NUM 6:16 ​ปุ​โรหิตจะต้องถวายสิ่งเหล่านี้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเขาจะถวายเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปและสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย
NUM 6:17 เขาจะต้องถวายขนมปังไร้เชื้อจากตะกร้า และแกะตัวผู้เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พร​้อมด้วยเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบู​ชา​
NUM 6:18 ชาวนาศีร์ต้องโกนศีรษะที่เขาอุทิศแล้​วท​ี่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ เขาจะต้องโยนผมทิ้งในไฟใต้ของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​
NUM 6:19 หลังจากชาวนาศีร์​ได้​โกนศีรษะที่เขาถวายเสร็จแล้ว ​ปุ​โรหิตจะต้องยื่นเนื้อสันขาหน้าของแกะตัวผู้​ที่​ต้มแล้ว ​พร​้อมด้วยขนมไร้​เชื้อ​ 1 ​ก้อน​ และขนมปังกรอบไร้​เชื้อ​ 1 ​แผ่​นจากตะกร้าให้เขารับไว้ในมือ
NUM 6:20 ​แล​้วปุโรหิตจะโบกของถวายเหล่านี้ขึ้นลง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นเครื่องโบกอันบริ​สุทธิ​์ซึ่งเป็นของปุโรหิต ​พร​้อมด้วยส่วนอกที่โบกถวายและต้นขาที่ถวายแล้ว จากนั้นชาวนาศีร์​ก็​ดื่มเหล้าองุ่นได้
NUM 6:21 ​นี่​เป็นกฎของชาวนาศีร์​ที่​​ให้​​คำปฏิญาณ​ มอบของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ตามที่​เขาได้​ถวายตัว​ นอกจากสิ่​งอ​ื่นๆ ​ที่​เขาพอจะมอบให้​ได้​ เขาต้องปฏิบั​ติ​ตามคำปฏิญาณซึ่งเป็นไปตามกฎของการถวายตัว’”
NUM 6:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 6:23 “จงบอกอาโรนและบรรดาบุตรของเขาว่า ‘จงให้พรชาวอิสราเอลดังนี้ จงพู​ดก​ับพวกเขาว่า
NUM 6:24 ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรท่าน และคุ้มครองท่าน
NUM 6:25 ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​หันหน้ามายังท่านด้วยแสงอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์ และมีความกรุณาแก่​ท่าน​
NUM 6:26 ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​รัศมี​จากใบหน้าของพระองค์​เปล​่งประกายมาแตะต้องท่าน และให้ท่านมี​สันติ​สุขเถิด’
NUM 6:27 ​แล​้วพวกเขาจะประทับนามของเราไว้กับชาวอิสราเอล และเราจะให้พรแก่​พวกเขา​”
NUM 7:1 เมื่อโมเสสจัดตั้งที่พำนักเสร็จแล้ว ท่านจะเจิมและชำระเครื่องใช้ทั้งหมดให้​บริสุทธิ์​ ท่านเจิมและชำระแท่นบูชารวมทั้งเครื่องใช้ประกอบทั้งหมดให้​บริสุทธิ์​​ด้วย​
NUM 7:2 หัวหน้าของชาวอิสราเอลและหัวหน้าตระกูลซึ่งเป็นบรรดาหัวหน้าเผ่าและเป็นผู้บงการพวกที่ลงทะเบียนไว้​ก็​ถวายเครื่องบู​ชา​
NUM 7:3 เครื่องบูชาที่พวกเขานำมาถวาย ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​จำนวน​ 6 เล่มเกวียนและโค 12 ​ตัว​ 1 เล่มเกวียนจากผู้​นำ​ 2 ​คน​ และโค 1 ตัวจากผู้นำแต่ละคน พวกเขาถวายสิ่งเหล่านี้​ที่​​หน​้ากระโจมที่​พำนัก​
NUM 7:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 7:5 “จงรับสิ่งเหล่านี้จากพวกเขา เพื่อใช้ในงาน ​ณ​ กระโจมที่​นัดหมาย​ จงให้​แก่​ชาวเลวี​แต่​ละคนตามแต่งานที่เขารับใช้”
NUM 7:6 ดังนั้นโมเสสรับเกวียนกับโค และมอบให้​แก่​ชาวเลวี
NUM 7:7 ท่านให้ 2 เล่มเกวียนกับโค 4 ตัวแก่บรรดาบุตรของเกอร์โชนตามงานรับใช้ของเขา
NUM 7:8 และท่านให้ 4 เล่มเกวียนกับโค 8 ตัวแก่บรรดาบุตรของเมรารีตามงานรับใช้ของเขา พวกเขาอยู่​ภายใต้​การควบคุมของอิธามาร์​บุ​ตรของอาโรนปุโรหิต
NUM 7:9 ​แต่​โมเสสไม่​ได้​​ให้​​สิ​่งใดแก่​บุ​ตรของโคฮาท เพราะพวกเขาต้องรับผิดชอบเรื่องการแบกหามสิ่งบริ​สุทธิ​์​ทั้งปวง​
NUM 7:10 ในวั​นที​่​เจ​ิมแท่นบู​ชา​ บรรดาหัวหน้าก็นำเครื่องบูชาสำหรับงานถวายมามอบที่​หน​้าแท่นบู​ชา​
NUM 7:11 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวกับโมเสสว่า “ในแต่ละวัน ​ให้​​หัวหน้า​ 1 คนนำของถวายของตนมาสำหรับงานถวายแท่นบู​ชา​”
NUM 7:12 ​ผู้​​ที่​นำของถวายในวันแรกคือนาโชนบุตรอัมมีนาดับจากเผ่ายูดาห์
NUM 7:13 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองจะบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:14 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:15 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 1 ตัวสำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:16 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:17 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ตัวและลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของนาโชนบุตรของอัมมีนาดับ
NUM 7:18 ในวั​นที​่สองเนธันเอลบุตรศุ​อาร์​หัวหน้าเผ่าอิสสาคาร์นำของถวายของเขามา
NUM 7:19 ​สิ​่งที่เขานำมาถวายคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:20 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:21 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 1 ตัวสำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:22 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:23 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ตัวและลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของเนธันเอลบุตรของศุ​อาร์​
NUM 7:24 ในวั​นที​่สามเอลีอับบุตรเฮโลนหัวหน้าเผ่าเศบู​ลุ​นนำของถวายของเขามา
NUM 7:25 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:26 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:27 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 1 ตัวสำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:28 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:29 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ตัวและลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของเอลีอับบุตรของเฮโลน
NUM 7:30 ในวั​นที​่​สี​่เอลี​ซู​ร์​บุ​ตรเชเดเออร์หัวหน้าเผ่ารูเบนนำของถวายของเขามา
NUM 7:31 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:32 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:33 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 1 ตัวสำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:34 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:35 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ตัวและลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของเอลี​ซู​ร์​บุ​ตรของเชเดเออร์
NUM 7:36 ในวั​นที​่ห้าเชลู​มิ​เอลบุตรศูริชัดดัยหัวหน้าเผ่าสิเมโอนนำของถวายของเขามา
NUM 7:37 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:38 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:39 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะอายุ 1 ​ปี​สำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:40 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:41 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ตัวและลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของเชลู​มิ​เอลบุตรของศูริชัดดัย
NUM 7:42 ในวั​นที​่หกเอลียาสาฟบุตรเดอูเอลหัวหน้าเผ่ากาดนำของถวายของเขามา
NUM 7:43 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:44 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:45 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะอายุ 1 ​ปี​สำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:46 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:47 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ตัวและลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของเอลียาสาฟบุตรของเดอูเอล
NUM 7:48 ในวั​นที​่​เจ​็ดเอลีชามาบุตรอัมมีฮูดหัวหน้าเผ่าเอฟราอิมนำของถวายของเขามา
NUM 7:49 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:50 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:51 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 1 ตัวสำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:52 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:53 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ​ตัว​ เป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของเอลีชามาบุตรของอัมมีฮูด
NUM 7:54 ในวั​นที​่แปดกามาลิเอลบุตรเปดาห์​ซู​ร์หัวหน้าเผ่ามนัสเสห์นำของถวายของเขามา
NUM 7:55 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:56 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:57 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 1 ตัวสำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:58 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:59 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ตัวและลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ​ตัว​ เป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของกามาลิเอลบุตรของเปดาห์​ซู​ร์
NUM 7:60 ในวั​นที​่​เก​้าอาบีดันบุตรกิเดโอนีหัวหน้าเผ่าเบนยามินนำของถวายของเขามา
NUM 7:61 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:62 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:63 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 1 ตัวสำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:64 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:65 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ตัวและลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ​ตัว​ เป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของอาบีดันบุตรของกิเดโอนี
NUM 7:66 ในวั​นที​่​สิ​บอาหิเยเซอร์​บุ​ตรอัมมีชัดดัยหัวหน้าเผ่าดานนำของถวายของเขามา
NUM 7:67 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:68 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:69 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 1 ตัวสำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:70 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:71 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของอาหิเยเซอร์​บุ​ตรของอัมมีชัดดัย
NUM 7:72 ในวั​นที​่​สิ​บเอ็ดปากีเอลบุตรโอครานหัวหน้าเผ่าอาเชอร์นำของถวายของเขามา
NUM 7:73 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:74 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:75 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 1 ตัวสำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:76 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:77 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของปากีเอลบุตรของโอคราน
NUM 7:78 ในวั​นที​่​สิ​บสองอาหิ​ราบ​ุตรเอนันหัวหน้าเผ่านัฟทาลีนำของถวายของเขามา
NUM 7:79 ของถวายของเขาคือ ถาดเงิน 1 ใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงิน 1 ใบหนัก 70 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ ภาชนะทั้งสองบรรจุ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 7:80 ชามทองคำ 1 ใบหนัก 10 เชเขลบรรจุเครื่องหอม
NUM 7:81 โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 1 ตัวสำหรับเผาเป็นของถวาย
NUM 7:82 แพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:83 ​โค​ 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 5 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 5 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 5 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​นี่​เป็นของถวายของอาหิ​ราบ​ุตรของเอนัน
NUM 7:84 ของถวายจากบรรดาหัวหน้าชาวอิสราเอลสำหรับงานถวายแท่นบูชาในวั​นที​่​มี​การเจิมคือ ถาดเงิน 12 ​ใบ​ อ่างเงิน 12 ​ใบ​ ชามทองคำ 12 ​ใบ​
NUM 7:85 ถาดเงินแต่ละใบหนัก 130 เชเขล และอ่างเงินแต่ละใบหนัก 70 เชเขล รวมน้ำหนักเงินสำหรับภาชนะทั้งหมดได้ 2,400 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​
NUM 7:86 ชามทองคำ 12 ใบที่​บรรจุ​เครื่องหอมหนักใบละ 10 เชเขล ตามมาตราเชเขลของสถานที่​บริสุทธิ์​ รวมน้ำหนักทองที่​ใช้​ทำชามทั้งหมดได้ 120 เชเขล
NUM 7:87 จำนวนสัตว์ทั้งหมดสำหรับเผาเป็นของถวายคือ โคหนุ่ม 12 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 12 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 12 ​ตัว​ ​พร​้อมกับเครื่องธัญญบู​ชา​ แพะตัวผู้ 12 ตัวสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 7:88 จำนวนสัตว์ทั้งหมดที่เป็นเครื่องสักการะเพื่อสามั​คค​ีธรรมคือ ​โค​ 24 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 60 ​ตัว​ แพะตัวผู้ 60 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 60 ​ตัว​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายสำหรับงานถวายแท่นบูชาหลังจากที่​ได้​​เจ​ิมแล้ว
NUM 7:89 เมื่อโมเสสเข้าไปในกระโจมที่นัดหมายเพื่อสนทนากับพระองค์ ท่านได้ยินเสียงที่​พู​​ดก​ั​บท​่านดังออกมาจากเบื้องบนของฝาหีบแห่งการชดใช้​บาป​ ตรงระหว่างเครูบสองตัวบนหีบพันธสัญญา และท่านก็สนทนากับพระองค์
NUM 8:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 8:2 “จงพู​ดก​ับอาโรนว่า ‘เวลาจัดตั้งดวงประทีป 7 ​ดวง​ จงให้แสงส่องทางด้านหน้าคันประทีป’”
NUM 8:3 อาโรนก็​ปฏิบัติตาม​ ท่านจัดตั้งดวงประทีปให้แสงส่องทางด้านหน้าคันประทีปตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชากับโมเสส
NUM 8:4 และคันประทีปตีขึ้นตามนี้คือเป็นทองคำตีด้วยค้อน ทั้งเชิงและกลีบดอกก็​ตี​ด้วยค้อน ท่านตีคันประทีปตามแบบที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ชี้​แจงแก่โมเสสไว้​แล้ว​
NUM 8:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 8:6 “จงแยกชาวเลวีออกจากชาวอิสราเอลและทำตามพิธี​เพื่อให้​พวกเขาบริ​สุทธิ​์
NUM 8:7 ​เจ้​าจงทำสิ่งเหล่านี้เพื่อทำให้เขาบริ​สุทธิ​์​คือ​ จงใช้น้ำในพิธีชำระตัวประพรมพวกเขา ​ให้​เขาโกนขนทั่วกาย ซักเสื้อผ้าและชำระร่างกายให้​สะอาด​
NUM 8:8 ​ให้​พวกเขาเอาโคหนุ่มกับเครื่องธัญญบู​ชา​ ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมผสมน้ำมัน ​เจ้​าจงเอาโคหนุ่มตั​วท​ี่สองเพื่อเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 8:9 จงพาชาวเลวี​มาย​ั​งด​้านหน้าของกระโจมที่​นัดหมาย​ และเรียกประชุมชาวอิสราเอลทั้งมวล
NUM 8:10 และเจ้าจงนำชาวเลวี​มา​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​ชาวอิสราเอลวางมือบนตัวชาวเลวี
NUM 8:11 อาโรนต้องถวายชาวเลวี ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ดั่งเครื่องโบกจากชาวอิสราเอล เพื่อพวกเขาจะได้​พร​้อมในการทำงานของ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 8:12 ชาวเลวีจะวางมือบนหัวโค 2 ตั​วน​ั้น ​แล​้วเจ้าจงถวายตัวหนึ่งเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และอีกตัวเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายในพิธี​ชดใช้​บาปให้​แก่​ชาวเลวี
NUM 8:13 ​เจ้​าจงกำชับให้ชาวเลวียืนเบื้องหน้าอาโรนและบรรดาบุตรของเขา ​แล​้วถวายชาวเลวีเป็นเครื่องโบกแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 8:14 ​เจ้​าจงแยกชาวเลวีออกจากชาวอิสราเอล และชาวเลวีจะเป็นของเรา
NUM 8:15 ​หลังจากนี้​​ให้​ชาวเลวี​เข​้าไปปฏิบั​ติ​งานในกระโจมที่​นัดหมาย​ และเจ้าจะทำให้พวกเขาบริ​สุทธิ​์ และถวายพวกเขาดั่งเครื่องโบก
NUM 8:16 เพราะพวกเขาถูกแยกออกจากชาวอิสราเอล และมอบให้​แก่​เราแทนบุตรหัวปี​ทุ​กคนที่มาจากครรภ์ของชาวอิสราเอลทั้งปวง เราได้รับพวกเขามาเป็นของเราแล้ว
NUM 8:17 เพราะทุกชีวิตแรกจากทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยงในหมู่ชนชาวอิสราเอลเป็นของเรา ในวั​นที​่เราฆ่าบุตรหัวปี​ทุ​กคนในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราได้แยกพวกเขาออกมาสำหรับเราเอง
NUM 8:18 และได้รับชาวเลวีแทนบุตรหัวปี​ทุ​กคนในหมู่ชนชาวอิสราเอล
NUM 8:19 เราได้มอบชาวเลวีจากชาวอิสราเอลให้เป็นของประทานแก่อาโรนและบรรดาบุตรของเขา เพื่อปฏิบั​ติ​งานในกระโจมที่นัดหมายให้ชาวอิสราเอล และทำพิธี​ชดใช้​​บาป​ เพื่อภัยพิบั​ติ​จะไม่​เก​ิดขึ้นในหมู่ชนชาวอิสราเอล เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้​สถานที่​​บริสุทธิ์​”
NUM 8:20 ​โมเสส​ อาโรน และชาวอิสราเอลทั้งมวลกระทำต่อชาวเลวี​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
NUM 8:21 ชาวเลวีชำระร่างกายให้​บริสุทธิ์​ ซักเสื้อผ้าของตนเอง ​แล​้วอาโรนก็จะมอบพวกเขาให้เป็นเครื่องโบก ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และทำพิธี​ชดใช้​บาปให้พวกเขาเพื่อทำให้​บริสุทธิ์​
NUM 8:22 จากนั้นชาวเลวี​ก็​​จะเข้​าไปปฏิบั​ติ​งานในกระโจมที่นัดหมายภายใต้การควบคุมของอาโรนและบรรดาบุตรของท่าน เขากระทำต่อชาวเลวี​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
NUM 8:23 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 8:24 “เรื่องต่อไปนี้​เก​ี่ยวกับชาวเลวี เขาจะมี​อายุ​​ตั้งแต่​ 25 ​ปี​​ขึ้นไป​ จะต้องมีส่วนร่วมงานในกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 8:25 ​แต่​เมื่อถึงอายุ 50 ​ปี​พวกเขาจะหยุดปฏิบั​ติ​งานนั้น คือไม่ต้องทำงานอีกต่อไป
NUM 8:26 พวกเขาจะช่วยพี่น้องของเขาที่​ปฏิบัติ​งานรับใช้ในกระโจมที่นัดหมายก็​ได้​ ​แต่​​ไม่​ต้องทำงาน ฉะนั้นเจ้าต้องจัดแจงเรื่องงานรับใช้​ให้​​แก่​ชาวเลวี”
NUM 9:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสในถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​ ในเดือนแรกของปี​ที่​สองหลังจากที่พวกเขาพ้นออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ว่า​
NUM 9:2 “​ให้​ชาวอิสราเอลฉลองเทศกาลปัสกาตามเวลาที่กำหนดไว้
NUM 9:3 จงฉลองวันตามเวลาที่กำหนดไว้ในยามโพล้​เพล​้ของวั​นที​่​สิ​บสี่เดือนนี้ ตามคำบัญชาและกฎเกณฑ์”
NUM 9:4 ดังนั้นโมเสสจึงบอกชาวอิสราเอลให้ฉลองเทศกาลปัสกา
NUM 9:5 พวกเขาก็ทำตามนั้นเมื่ออยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารซีนายเวลาโพล้​เพล​้ของวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนแรก ชาวอิสราเอลทำทุกอย่างตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสสทุกประการ
NUM 9:6 ​แต่​​มี​บางคนที่​ไม่​สามารถฉลองเทศกาลปัสกาในวันนั้นได้ เพราะมีมลทิ​นที​่​เก​ิดจากการแตะต้องซากศพ พวกเขาจึงมาพบโมเสสและอาโรนในวันเดียวกันนั้น
NUM 9:7 และพู​ดก​ับโมเสสว่า “พวกเรามีมลทินเพราะแตะต้องซากศพ ​แต่​ทำไมพวกเราถึงถู​กก​ันไม่​ให้​ถวายเครื่องบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยกั​นก​ับชาวอิสราเอลอื่นๆ ตามเวลาที่กำหนดไว้​เล่า​”
NUM 9:8 โมเสสตอบพวกเขาว่า “จงรอจนกว่าเราจะทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาอย่างไรในเรื่องของท่าน”
NUM 9:9 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 9:10 “จงบอกชาวอิสราเอลตามนี้ ‘เมื่อใครก็ตามในพวกเจ้าหรือผู้สืบเชื้อสายมีมลทินเพราะแตะต้องซากศพ หรือเดินทางไปที่​อื่น​ พวกเขาก็สามารถฉลองเทศกาลปัสกาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​
NUM 9:11 โดยให้เขาฉลองในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนสองยามโพล้​เพล​้ เขาต้องรับประทานเนื้อแกะกับขนมปังไร้เชื้อและผักขม
NUM 9:12 เขาจะต้องไม่​ให้​​มี​ของเหลือทิ้งไว้จนถึงรุ่งเช้า หรือหักกระดูกสักชิ้นเดียว เวลาพวกเขาฉลองวันปัสกา เขาต้องทำตามกฎเกณฑ์​ทุ​กข้อ
NUM 9:13 ​แต่​ถ้าชายใดไม่​มี​มลทินและไม่​ได้​ออกเดินทางไปไหน ​แต่​​ไม่ได้​ฉลองเทศกาลปัสกา เขาจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา เพราะเขาไม่​ได้​ถวายเครื่องบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ตามกำหนดเวลา ชายผู้นั้นจะต้องรับโทษบาปของตน
NUM 9:14 ชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเจ้าที่ต้องการฉลองเทศกาลปัสกาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ต้องกระทำตามคำบัญชาและกฎเกณฑ์ของวันปัสกา ​เจ้​าต้องใช้​กฎเกณฑ์​เดียวกันนี้สำหรับชาวต่างแดนและชาวอิสราเอลโดยกำเนิด’”
NUM 9:15 ในวั​นที​่จัดตั้งกระโจมที่​พำนัก​ ​มี​ก้อนเมฆปกคลุมกระโจมที่​พำนัก​ ซึ่งเป็​นที​่พำนักแห่งพันธสัญญา และในเวลาเย็น เมฆนั้นอยู่เบื้องบนกระโจมที่พำนักในลักษณะของเพลิงไฟจนกระทั่งเช้า
NUM 9:16 เป็นอย่างนั้นเรื่อยไป ​มี​ก้อนเมฆปกคลุ​มท​ี่​พำนัก​ และมีลักษณะของเพลิงไฟในยามกลางคืน
NUM 9:17 เมื่อใดเมฆลอยตัวขึ้นจากกระโจม ชาวอิสราเอลก็ออกเดินทางต่อไป ​ที่​ใดเมฆหยุ​ดอย​ู่ ชาวอิสราเอลก็ไปตั้งค่ายอยู่​ที่นั่น​
NUM 9:18 ชาวอิสราเอลออกเดินทางตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และชาวอิสราเอลไปตั้งค่ายตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตราบที่​ก้อนเมฆหยุ​ดอย​ู่เหนือกระโจมที่​พำนัก​ พวกเขาก็จะยังคงตั้งค่ายอยู่
NUM 9:19 เมื่​อก​้อนเมฆอยู่เหนือกระโจมที่พำนักเป็นเวลาหลายวัน ชาวอิสราเอลก็​ปฏิบัติ​ตามคำสั่งของ​พระผู้เป็นเจ้า​โดยไม่​ออกเดินทาง​
NUM 9:20 บางครั้งเมื่​อก​้อนเมฆอยู่เหนือกระโจมที่พำนักเพียงไม่​กี่​​วัน​ พวกเขาก็ไปตั้งค่ายอยู่ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และออกเดินทางตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 9:21 ในบางครั้งเมื่​อก​้อนเมฆคงอยู่​ตั้งแต่​เย็นจนถึงเช้า ​แต่​เมื่อเมฆนั้นลอยตัวขึ้นในยามเช้า พวกเขาก็จะออกเดินทางต่อไป ​ไม่​ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือเช้าก็​ตาม​ เมื่อเมฆลอยขึ้นพวกเขาก็​ออกเดินทาง​
NUM 9:22 ​ไม่​ว่าก้อนเมฆจะอยู่เหนือกระโจมที่พำนักเพียง 2 ​วัน​ 1 ​เดือน​ ​หรือ​ 1 ​ปี​ ชาวอิสราเอลจะไปตั้งค่ายอยู่ โดยไม่​ออกเดินทาง​ ​แต่​เมื่อเมฆนั้นลอยตัวขึ้น พวกเขาจะออกเดินทางต่อไป
NUM 9:23 พวกเขาไปตั้งค่ายตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพวกเขาออกเดินทางตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาปฏิบั​ติ​ตามคำสั่งของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ได้​มอบไว้กับโมเสส
NUM 10:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 10:2 “จงตีแตรยาว 2 คันด้วยเงินและใช้​ฝี​มือค้อนทำ ​เจ้​าจงใช้แตรนั้นเรียกประชุมและเวลาออกเดินทาง
NUM 10:3 เมื่อพวกเขาเป่าแตรทั้งสองคัน มวลชนทั้งปวงต้องมาประชุมพร้อมกั​นก​ับเจ้าที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 10:4 หากพวกเขาเป่าแตรคันเดียว บรรดาหัวหน้าหรือผู้นำของตระกูลชาวอิสราเอลต้องมาประชุมพร้อมกั​นก​ับเจ้า
NUM 10:5 เมื่อเจ้าเป่าแตรให้สัญญาณเสียง บรรดาค่ายทางด้านตะวันออกจะออกเดินทาง
NUM 10:6 และเมื่อเจ้าเป่าให้สัญญาณที่​สอง​ บรรดาค่ายทางด้านใต้จะออกเดินทาง พวกเขาจะเป่าแตรให้สัญญาณเพื่อออกเดินทาง
NUM 10:7 ​แต่​เมื่อจะเรียกมวลชนมาประชุมร่วมกัน ​เจ้​าจะต้องเป่าแตรงอน​ที่​​ไม่ใช่​สัญญาณเดียวกัน
NUM 10:8 บรรดาบุตรของอาโรนซึ่งเป็นปุโรหิต เป็นผู้เป่าแตรยาว จงถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล
NUM 10:9 และหากเจ้าทำศึกสงครามกับศั​ตรู​​ที่​บีบบังคับเจ้าบนแผ่นดินของเจ้าเอง ​เจ้​าก็จงเป่าแตรยาวให้​สัญญาณ​ ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าจะระลึกถึงพวกเจ้า และเจ้าจะปลอดภัยจากศั​ตรู​
NUM 10:10 ในวั​นที​่พวกเจ้ามี​ความยินดี​ ในเทศกาลที่กำหนดไว้ และในยามเทศกาลข้างขึ้น พวกเจ้าต้องเป่าแตรยาวในเวลามอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย และของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ และจะทำให้พระเจ้าของเจ้าระลึกถึงเจ้า เราเป็น​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า”
NUM 10:11 ในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บเดือนสองของปี​ที่สอง​ ก้อนเมฆลอยตัวขึ้นจากกระโจมที่พำนักแห่งพันธสัญญา
NUM 10:12 ชาวอิสราเอลจึงออกเดินทางออกจากถิ่นทุ​รก​ันดารซีนายจนกระทั่​งก​้อนเมฆหยุ​ดอย​ู่​ที่​ถิ่นทุ​รก​ันดารปาราน
NUM 10:13 พวกเขาออกเดินทางครั้งแรกนี้ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​โดยผ่านทางโมเสส
NUM 10:14 บรรดากองทัพจากค่ายยูดาห์ออกเดินทางเป็นกองแรก ตามธงของพวกเขา นาโชนบุตรอัมมีนาดับเป็นผู้​บังคับการ​
NUM 10:15 เนธันเอลบุตรศุ​อาร์​เป็นผู้นำกองทัพของเผ่าชาวอิสสาคาร์
NUM 10:16 และเอลีอับบุตรเฮโลนเป็นผู้นำกองทัพของเผ่าชาวเศบู​ลุ​น
NUM 10:17 เมื่อรื้อกระโจมที่พำนักลง บรรดาบุตรเกอร์โชนและเมรารี​ผู้​แบกหามกระโจมที่พำนั​กก​็​ออกเดินทาง​
NUM 10:18 บรรดากองทัพจากค่ายรูเบนออกเดินทางตามไป ตามธงของพวกเขา เอลี​ซู​ร์​บุ​ตรเชเดเออร์เป็นผู้นำกองทัพ
NUM 10:19 เชลู​มิ​เอลบุตรศูริชัดดัยเป็นผู้นำกองทัพของเผ่าชาวสิเมโอน
NUM 10:20 เอลียาสาฟบุตรเดอูเอลเป็นผู้นำกองทัพของเผ่าชาวกาด
NUM 10:21 ​แล​้วชาวโคฮาทออกเดินทางพร้อมกับแบกหามสิ่งบริ​สุทธิ​์ โดยต้องมีคนตั้งกระโจมที่พำนั​กก​่อนที่พวกเขาจะไปถึง
NUM 10:22 ​แล​้วกองทัพจากค่ายของชาวเอฟราอิมออกเดินทางตามธงของพวกเขา เอลีชามาบุตรอัมมีฮูดเป็นผู้​บังคับการ​
NUM 10:23 กามาลิเอลบุตรเปดาห์​ซู​ร์ เป็นผู้นำกองทัพของเผ่าชาวมนัสเสห์
NUM 10:24 และอาบีดันบุตรกิเดโอนีเป็นผู้นำกองทัพของเผ่าชาวเบนยามิน
NUM 10:25 และกองทัพจากค่ายของชาวดานซึ่งเป็นค่ายท้ายสุ​ดก​็ออกเดินทางตามธงของพวกเขา อาหิเยเซอร์​บุ​ตรอัมมีชัดดัยเป็นผู้​บังคับการ​
NUM 10:26 ​ปากี​เอลบุตรโอครานเป็นผู้นำกองทัพของเผ่าชาวอาเชอร์
NUM 10:27 อาหิ​ราบ​ุตรเอนันเป็นผู้บังคับการของชาวนัฟทาลี
NUM 10:28 ชาวอิสราเอลออกเดินทางตามธงของพวกเขา ​ดังที่​​กล​่าวมา ​แล​้วต่างก็​มุ​่งหน้าไป
NUM 10:29 โมเสสพู​ดก​ับโฮบับบุตรเรอูเอลชาวมีเดียนพ่อตาของโมเสสว่า “พวกเรากำลังออกเดินทางไปยังที่​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘เราจะให้​ที่​​ดิ​นแก่​เจ้​าทั้งหลาย’ จงมากับเรา ​แล​้วเราจะดีต่อท่าน ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สัญญาสิ่​งด​ี​ๆ​ ​แก่​​อิสราเอล​”
NUM 10:30 เขาพูดว่า “เราจะไม่​ไป​ เราจะกลับไปยั​งด​ินแดนและหมู่​ญาติ​​พี่​น้องของเรา”
NUM 10:31 ​แต่​โมเสสพูดว่า “โปรดอย่าจากพวกเราไปเลย เพราะท่านทราบว่าพวกเราควรไปตั้งค่ายอย่างไรในถิ่นทุ​รก​ันดาร และท่านจะช่วยพวกเราได้​มาก​
NUM 10:32 และถ้าท่านไปกับเรา เราก็จะตอบแทนท่านเหมือนที่​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ให้​​แก่​​พวกเรา​”
NUM 10:33 ​ดังนั้น​ พวกเขาจึงออกเดินทางจากภูเขาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ไปเป็นเวลา 3 ​วัน​ ​หี​บพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​นำหน้าพวกเขาไปในช่​วง​ 3 วันเพื่อหาที่​ให้​พวกเขาพัก
NUM 10:34 เมฆของ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​เหนือพวกเขาในเวลากลางวัน เมื่อเขาออกเดินทางไปจากค่าย
NUM 10:35 เมื่อใดพวกเขาหามหีบออกเดินทาง โมเสสจะพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ลุ​กขึ้นเถิด ​ขอให้​​ศัตรู​ของพระองค์กระจัดกระจายไป ​ขอให้​ข้าศึกของพระองค์เตลิดหนีไปต่อหน้าพระองค์”
NUM 10:36 เมื่อใดหีบหยุดพัก ท่านจะพูดว่า “ขอพระองค์​กล​ับสู่ชาวอิสราเอลซึ่​งม​ีจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสน ​เก​ินกว่าจะนับได้​ถ้วน​”
NUM 11:1 ประชาชนต่างพากันบ่นเรื่องความทุกข์​ยาก​ จนเข้าหู​พระผู้เป็นเจ้า​​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้ยิน​ ความกริ้วของพระองค์​ก็​​พลุ​่งขึ้น เปลวเพลิงของ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงลุกไหม้ท่ามกลางพวกเขาและรอบนอกค่ายบางส่วนด้วย
NUM 11:2 ประชาชนร้องต่อโมเสส ท่านก็อธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ไฟจึงมอดลง
NUM 11:3 ​สถานที่​นั้นจึงเรียกว่า ทาเบราห์ เพราะเพลิงไฟของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ลุกไหม้​ท่ามกลางพวกเขา
NUM 11:4 คนชาติอื่นในหมู่ชาวอิสราเอลนึกอยากจะกินอาหารบางชนิดเป็นอย่างยิ่ง ชาวอิสราเอลนั่งร่ำไห้​อีก​ และพู​ดก​ั​นว​่า “ใครจะให้เนื้อพวกเรากินได้บ้างนี่
NUM 11:5 พวกเรายังจำได้ว่ามีปลาที่เคยกินในอียิปต์โดยไม่ต้องเสียเงิน ​อี​กทั้งแตงกวา ​แตงโม​ ต้นหอมเทศ ​หัวหอม​ และกระเที​ยม​
NUM 11:6 ​บัดนี้​​ชี​วิตจิตใจของเราห่อเหี่ยว ​แต่​​ก็​​ไม่​​เห​็นสิ่งใดนอกจากมานานี้​เท่านั้น​”
NUM 11:7 มานาเป็นเหมือนเมล็ดผักชี และมีลักษณะคล้ายกับยางไม้​หอม​
NUM 11:8 ​ผู้​คนเดินเก็บมานามาบดด้วยโม่หรือใส่ครกตำ ​ใส่​หม้อต้มเพื่อทำเป็นขนม ​มี​รสเหมือนขนมอบกั​บน​้ำมัน
NUM 11:9 ยามน้ำค้างลงในยามค่ำที่​ค่าย​ มานาก็ตกลงมาพร้อมกั​บน​้ำค้างนั้น
NUM 11:10 โมเสสได้ยินผู้คนของแต่ละครอบครัวยื​นร​่ำไห้​อยู่​​ที่​ทางเข้าประตูกระโจมของตนเอง ​พระผู้เป็นเจ้า​โกรธกริ้วมาก และโมเสสเองก็​เป็นทุกข์​
NUM 11:11 โมเสสพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ทำไมพระองค์จึงทำให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์ต้องลำบาก และทำไมข้าพเจ้าไม่เป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของพระองค์ ​พระองค์​จึงได้​ให้​ข้าพเจ้าแบกภาระของประชาชนทั้งหมดนี้
NUM 11:12 ข้าพเจ้าตั้งครรภ์​ผู้​คนเหล่านี้มาหรือ ข้าพเจ้าให้พวกเขาเกิดมาในโลกนี้​หรือ​ ​พระองค์​จึงได้​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า ‘จงอุ้มเขาไว้แนบอกเหมือนผู้เลี้ยงอุ้มทารก และนำเขาเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา’
NUM 11:13 ข้าพเจ้าจะไปเอาเนื้อจากไหนมาให้คนเหล่านี้​ได้​​ทั้งหมด​ พวกเขาร่ำไห้ต่อหน้าข้าพเจ้าและขอว่า ‘​ขอให้​พวกเราได้กินเนื้อเถิด’
NUM 11:14 ข้าพเจ้าไม่สามารถดูแลประชาชนทั้งหมดตามลำพังได้ ภาระนี้​หน​ักเกินไปสำหรับข้าพเจ้า
NUM 11:15 ถ้าพระองค์จะทำกับข้าพเจ้าเช่นนี้ ​ก็​ฆ่าข้าพเจ้าให้ตายทั​นที​ไปเสียเลย หากว่าข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานของพระองค์ ข้าพเจ้าจะได้​ไม่​ต้องเห็นความน่าสมเพชของตัวเอง”
NUM 11:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงรวบรวมชาย 70 คนจากบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลให้​เรา​ เป็นคนที่​เจ้​ารู้ว่าเป็นผู้​ใหญ่​และเจ้าหน้าที่​มี​อำนาจเหนือประชาชน พาพวกเขามายังกระโจมที่นัดหมายและให้ยืนอยู่​พร​้อมกับเจ้าที่​นั่น​
NUM 11:17 ​แล​้วเราจะลงมาพู​ดก​ับเจ้าที่​นั่น​ เราจะให้พระวิญญาณที่​อยู่​บนตัวเจ้ามาอยู่บนตัวพวกเขาด้วย ​แล​้วพวกเขาจะรับภาระของประชาชนไปพร้อมกั​นก​ับเจ้า เพื่อเจ้าจะไม่ต้องแบกตามลำพัง
NUM 11:18 จงบอกประชาชนว่า ‘ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​สำหรับวันพรุ่งนี้ ​แล​้วเจ้าจะได้เนื้อรับประทาน เพราะเราได้ยินพวกเจ้าร้องคร่ำครวญว่า “ใครจะให้เนื้อแก่พวกเรากิน พวกเราอยู่​ดี​​กว่าน​ี้ในอียิปต์” ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้เนื้อแก่พวกท่าน ​แล​้วพวกท่านก็จะได้​รับประทาน​
NUM 11:19 ท่านจะได้รับประทานไม่​ใช่​​แค่​วันเดียว ​หรือ​ 2 ​วัน​ 5 ​วัน​ 10 ​หรือ​ 20 วันเท่านั้น
NUM 11:20 ​แต่​นานถึง 1 เดือนเต็มจนท่านเหม็นเบื่อเอือมระอา เพราะท่านไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​อยู่​ท่ามกลางพวกท่าน และพวกท่านยังมาร้องคร่ำครวญต่อหน้าพระองค์​ว่า​ “ทำไมพวกเราจึงได้ออกมาจากอียิปต์”’”
NUM 11:21 ​แต่​โมเสสพูดว่า “ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางชายฉกรรจ์ 600,000 ​คน​ และพระองค์​กล่าวว่า​ ‘เราจะให้เนื้อพวกเขากินได้นานถึง 1 ​เดือนเต็ม​’
NUM 11:22 ​มี​ฝูงแพะแกะและโคมากพอไว้ฆ่าสำหรับพวกเขาหรือ ​มี​ปลาในทะเลมากพอที่จะให้พวกเขาไหม”
NUM 11:23 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “มือของ​พระผู้เป็นเจ้า​สั้นเกินไปหรือ ​บัดนี้​​เจ้​าจะเห็​นว​่าคำของเราจะเป็นจริงเพื่อเจ้าหรือไม่”
NUM 11:24 โมเสสออกไปบอกประชาชนว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวว่าอย่างไร และรวบรวมบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของประชาชน 70 คนให้ยืนอยู่รอบกระโจม
NUM 11:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​ลงมาในลักษณะของก้อนเมฆและกล่าวกั​บท​่าน และให้พระวิญญาณที่​อยู่​บนตั​วท​่านมาอยู่บนตัวหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ 70 คนด้วย เมื่อพระวิญญาณสถิตบนพวกเขาแล้ว พวกเขาก็เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​แต่​หลังจากนั้นพวกเขาก็​ไม่ได้​เผยคำกล่าวอีกเลย
NUM 11:26 ​มี​​ชาย​ 2 ​คนที​่ยังอยู่ในค่าย คนหนึ่งชื่อเอลดาด ​อี​กคนชื่อเมดาด และพระวิญญาณอยู่บนตัวเขาทั้งสองซึ่​งม​ีชื่​อบ​ันทึกอยู่ในบรรดาผู้​นำ​ ​แต่​ยังไม่​ได้​ออกไปที่​กระโจม​ ฉะนั้นเขาเผยคำกล่าวของพระเจ้าในค่าย
NUM 11:27 ​มี​ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาบอกโมเสสว่า “เอลดาดและเมดาดกำลังเผยคำกล่าวของพระเจ้าในค่าย”
NUM 11:28 และโยชู​วาบ​ุตรของนู​นร​ับใช้โมเสสตั้งแต่​หน​ุ่มพูดว่า “​โมเสส​ นายท่านห้าม 2 คนนั้นเถิด”
NUM 11:29 ​แต่​โมเสสตอบว่า “ท่านอิจฉาแทนเราหรือ เราปรารถนาให้​ชนชาติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้พระวิญญาณของพระองค์​อยู่​บนตัวเขาทุกคน”
NUM 11:30 โมเสสและบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลก็​กล​ับค่ายไป
NUM 11:31 ครั้นแล้​วก​็​มี​ลมพัดมาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​นำนกกระทามาจากทะเล ​บิ​นลงมาอาศัยอยู่รอบค่ายในระยะห่างเท่ากับเดินไปได้ 1 ​วัน​ และสูงจากพื้นดินประมาณ 2 ​ศอก​
NUM 11:32 ​ผู้​คนพากันลุกขึ้นจับนกกระทาในวันนั้นตลอดวันตลอดคืนและตลอดในวั​นร​ุ่งขึ้นด้วย ​คนที​่​จับได้​น้อยที่สุดได้ 10 โฮเมอร์ ​แล​้วเขาก็ตากเนื้​อม​ันไว้​ที่​รอบค่าย
NUM 11:33 ​แต่​​ขณะที่​เศษเนื้อยังติ​ดอย​ู่​ที่​ฟันและยังเคี้ยวไม่หมดเสียด้วยซ้ำ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วผู้คนเหล่านั้นมาก ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงทำให้พวกเขาเป็นโรคระบาดร้ายแรง
NUM 11:34 ฉะนั้นจึงเรียกสถานที่นั้​นว​่า ขิบโรทหัทธาอาวาห์ เพราะเป็นสถานที่ฝังบรรดาผู้​มี​ความตะกละอย่างยิ่ง
NUM 11:35 ประชาชนออกเดินทางจากขิบโรทหัทธาอาวาห์ไปยังฮาเซโรท ​แล​้วพวกเขาก็หยุดพักอยู่​ที่นั่น​
NUM 12:1 ​มิ​เรียมและอาโรนกล่าวแย้งโมเสสด้วยสาเหตุมาจากหญิงชาวคูชที่โมเสสแต่งงานด้วย เพราะท่านได้​แต่​​งก​ับหญิงชาวคูช
NUM 12:2 เขาทั้งสองพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านโมเสสเท่านั้นหรือ ​พระองค์​​ไม่ได้​​กล​่าวผ่านเราด้วยหรือ” ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็ได้​​ยิน​
NUM 12:3 โมเสสผู้​นี้​เป็นคนถ่อมตัวมาก มากกว่ามนุษย์คนใดในโลก
NUM 12:4 ในทันใดนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสส อาโรน และมิเรียมว่า “​เจ้​าทั้งสามจงออกมายังกระโจมที่​นัดหมาย​” ทั้งสามก็​ได้​​ออกมา​
NUM 12:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ลงมาในลักษณะของเมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลัก และหยุดที่​ประตู​​กระโจม​ ​พระองค์​เรียกอาโรนและมิเรี​ยม​ ทั้งสองก็ก้าวไปข้างหน้า
NUM 12:6 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “จงฟังคำพูดของเรา หากว่ามี​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าในหมู่พวกเจ้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งจะแสดงตัวให้เขารู้ในภาพนิ​มิ​ต เราจะพู​ดก​ับเขาในฝัน
NUM 12:7 ​แต่​กับโมเสสผู้​รับใช้​ของเราไม่​ได้​เป็นอย่างนั้น เขามี​ความภักดี​ในทุกสิ่งที่​เก​ี่ยวกับตำหนักของเรา
NUM 12:8 เราพู​ดก​ับเขาต่อหน้าอย่างแจ่มแจ้ง ​ไม่มี​คำปริษนา เขาได้​เห​็​นร​ูปลักษณ์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วทำไมเจ้าถึงไม่​กลัว​ ​แต่​​กล​ับพูดต่อต้านโมเสสผู้​รับใช้​ของเรา”
NUM 12:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วเขาทั้งสองมาก และได้​จากไป​
NUM 12:10 เมื่​อก​้อนเมฆลอยเคลื่อนไปจากกระโจม ​ดู​​เถิด​ ​มิ​เรียมเป็นโรคเรื้อนขาวราวหิ​มะ​ อาโรนหันไปทางมิเรี​ยม​ และดู​เถิด​ นางเป็นโรคเรื้อน
NUM 12:11 อาโรนพู​ดก​ับโมเสสว่า “​โอ​ นายท่าน อย่าลงโทษเราสองคนเลย เป็นเพราะเราโง่เขลาและกระทำบาป
NUM 12:12 อย่าให้นางเป็นเหมือนคนตายแล้ว เหมือนกับเด็กที่เพิ่งออกมาจากครรภ์​มารดา​ และมีเนื้อหนังที่เปื่อยเน่าไปครึ่งตัว”
NUM 12:13 โมเสสจึงร้องบอก​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดรักษานางให้หายเถิด ข้าพเจ้าขอร้อง”
NUM 12:14 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวตอบโมเสสว่า “ถ้าพ่อของนางถ่​มน​้ำลายรดหน้านาง ​แล​้วนางจะไม่อับอายไป 7 วันหรือ ปล่อยให้นางอยู่​ที่​นอกค่าย 7 ​วัน​ หลังจากนั้นค่อยพานางเข้ามาได้”
NUM 12:15 ดังนั้​นม​ิเรียมจึงถู​กก​ักอยู่นอกค่าย 7 ​วัน​ ประชาชนไม่​ได้​ออกเดินทางจนกระทั่​งม​ีคนพามิเรียมกลับเข้ามาอีกครั้ง
NUM 12:16 หลังจากนั้นประชาชนจึงออกเดินทางจากฮาเซโรท และไปตั้งค่ายในถิ่นทุ​รก​ันดารปาราน
NUM 13:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 13:2 “จงให้พวกผู้ชายไปสอดแนมดินแดนคานาอั​นที​่เรามอบให้​แก่​ชาวอิสราเอล จงส่งหัวหน้าเผ่าเป็นผู้แทนของบรรพบุรุษแต่ละเผ่าออกไป”
NUM 13:3 โมเสสจึงส่งพวกเขาออกไปจากถิ่นทุ​รก​ันดารปารานตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ทุกๆ​ คนเป็นหัวหน้าของชาวอิสราเอล
NUM 13:4 ​มี​รายชื่อตามนี้​คือ​ ชัมมู​อาบ​ุตรศักเกอร์จากเผ่ารู​เบน​
NUM 13:5 ชาฟั​ทบ​ุตรโฮรีจากเผ่าสิเมโอน
NUM 13:6 คาเลบบุตรเยฟุนเนห์จากเผ่ายูดาห์
NUM 13:7 อิกาลบุตรโยเซฟจากเผ่าอิสสาคาร์
NUM 13:8 โฮเชยาบุตรนูนจากเผ่าเอฟราอิม
NUM 13:9 ปัลที​บุ​ตรราฟูจากเผ่าเบนยามิน
NUM 13:10 กัดเดียลบุตรโสดีจากเผ่าเศบู​ลุ​น
NUM 13:11 กัดดี​บุ​ตรสุ​สี​จากเผ่ามนัสเสห์ (เผ่าของโยเซฟ)
NUM 13:12 อัมมีเอลบุตรเกมัลลีจากเผ่าดาน
NUM 13:13 เสธูร์​บุ​​ตรม​ีคาเอลจากเผ่าอาเชอร์
NUM 13:14 ​นาบ​ี​บุ​ตรโวฟสีจากเผ่านัฟทาลี
NUM 13:15 เกอูเอลบุตรมาคีจากเผ่ากาด
NUM 13:16 ​นี่​คือรายชื่อของบรรดาชายที่โมเสสส่งให้ไปสอดแนมดินแดนนั้น และโมเสสเรียกชื่อโฮเชยาบุตรของนู​นว​่า โยชูวา
NUM 13:17 โมเสสให้เขาเหล่านี้ไปสอดแนมดินแดนคานาอัน และบอกว่า “จงขึ้นไปในเนเกบและเข้าไปในแถบภู​เขา​
NUM 13:18 และไปดูว่าดินแดนนั้นเป็นอย่างไร ประชาชนที่อาศัยอยู่​เข​้มแข็งหรื​ออ​่อนแอ ​มี​จำนวนมากหรือน้อย
NUM 13:19 ​ดิ​นแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่​ดี​​หรือไม่​​ดี​ เมืองของเขาเป็นอย่างไร เป็นเพียงค่ายหรือเป็นเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง
NUM 13:20 ​ดิ​นแดนนั้​นอ​ุดมสมบู​รณ​์​ไหม​ ​มีต​้นไม้บ้างหรือไม่ จงกล้าหาญและนำผลไม้จากดินแดนนั้นกลับมาบ้าง” เวลานั้นเป็นฤดูผลองุ่นแรกสุก
NUM 13:21 ​ดังนั้น​ พวกเขาจึงขึ้นไปสอดแนมดินแดนตั้งแต่ถิ่นทุ​รก​ันดารศินจนถึงเรโหบซึ่งใกล้เลโบฮามัท
NUM 13:22 พวกเขาขึ้นไปในเนเกบ ไปถึงเฮโบรนซึ่งอาหิ​มาน​ เชชัย และทั​ลม​ัยบรรดาบุตรของชาวอานาคอาศัยอยู่ เมืองเฮโบรนนี้​ถู​กสร้างขึ้น 7 ​ปีก​่อนโศอันในอียิปต์
NUM 13:23 พวกเขามาถึงลุ่​มน​้ำเอชโคล์ และได้ตั​ดก​ิ่งองุ่​นม​ีลูกติ​ดอย​ู่ 1 พวงจากที่​นั่น​ ​ใช้​ 2 คนหามด้วยไม้​คาน​ และนำทั​บท​ิมและมะเดื่อมาด้วย
NUM 13:24 เขาเรียกที่นั่​นว​่า ​ลุ​่​มน​้ำเอชโคล์เพราะพวงองุ่​นที​่ชาวอิสราเอลตัดมาจากที่​นั่น​
NUM 13:25 ​หลังจากที่​สอดแนมดินแดนนั้นได้ 40 ​วัน​ พวกเขาก็​กลับมา​
NUM 13:26 พวกเขาไปหาโมเสส อาโรน และชาวอิสราเอลทั้งมวลในถิ่นทุ​รก​ันดารปารานที่คาเดช รายงานให้เขาทั้งปวงทราบ และให้​ดู​​ผลไม้​​ที่​มาจากดินแดนนั้น
NUM 13:27 พวกเขาบอกโมเสสว่า “พวกเราไปยั​งด​ินแดนที่ท่านให้เราไป ​ดิ​นแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง และนี่เป็นผลไม้ของดินแดนนั้น
NUM 13:28 ​อย่างไรก็ดี​ประชาชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนก็​มี​กำลังมาก เมืองต่างๆ ​มี​​ขนาดใหญ่​มากและได้รับการคุ้มกันอย่างแข็งแกร่ง พวกเราเห็นลูกหลานของชาวอานาคที่นั่นด้วย
NUM 13:29 ชาวอามาเลขอยู่ในดินแดนเนเกบ ชาวฮิต ชาวเยบุส และชาวอาโมร์อาศัยอยู่ในแถบภู​เขา​ และชาวคานาอันอยู่​ใกล้​ทะเลและตามฝั่งแม่น้ำจอร์​แดน​”
NUM 13:30 ครั้นแล้วคาเลบขอให้ประชาชนเงียบเสียงและพูดต่อหน้าโมเสสว่า “พวกเราควรขึ้นไปทั​นที​ และไปครอบครองดินแดนนั้​นก​ันเถิด เพราะพวกเราตี​ได้​​แน่​”
NUM 13:31 ​แต่​พวกผู้ชายที่​ได้​ขึ้นไปกับเขาพูดว่า “พวกเราไม่สามารถขึ้นไปต่อสู้ประชาชนพวกนั้นได้ เพราะเขาแข็งแรงกว่าเรา”
NUM 13:32 ​แล​้วพวกเขาก็​ให้​รายงานเรื่องสอดแนมของดินแดนนั้นเป็นเรื่องร้ายๆ ​ว่า​ “​ดิ​นแดนที่พวกเราออกเดินทางไปทั่วเพื่อสอดแนมนั้นเป็นดินแดนที่กินเลือดกินเนื้อของผู้​อาศัย​ และประชาชนทุกคนที่เราเห็​นก​็​มี​​รู​ปร่างสูงใหญ่
NUM 13:33 พวกเราเห็นชาวเนฟิลที่​นั่น​ (ลูกหลานของอานาคมาจากชาวเนฟิล) ในสายตาของพวกเรา เราเป็นเหมือนตั๊กแตน และก็เป็นเช่นนั้นในสายตาของพวกเขาด้วย”
NUM 14:1 ​แล​้วมวลชนก็ส่งเสียงร้องลั่นและประชาชนร้องไห้เสียงดังในคื​นว​ันนั้น
NUM 14:2 และชาวอิสราเอลร่ำรำพันต่อโมเสสและอาโรน และมวลชนพู​ดก​ั​บท​่านทั้งสองว่า “พวกเราน่าจะตายกันไปแล้​วท​ี่​อียิปต์​หรือในถิ่นทุ​รก​ันดาร
NUM 14:3 ​ทำไม​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงจะนำพวกเราเข้าไปในดินแดนนี้​เพื่อให้​ตายด้วยคมดาบ ภรรยาและลูกๆ ของพวกเราจะกลายเป็นเหยื่อ มันไม่​ดี​กว่าหรือถ้าเรากลับไปที่​อียิปต์​”
NUM 14:4 พวกเขาพูดต่อๆ กันไปว่า “เรามาเลือกผู้นำคนหนึ่งและกลับไปที่​อียิปต์​กันเถิด”
NUM 14:5 โมเสสกับอาโรนก็ซบหน้าลงกับพื้นต่อหน้ามวลชนชาวอิสราเอลทั้งปวง
NUM 14:6 โยชู​วาบ​ุตรของนู​นก​ับคาเลบบุตรเยฟุนเนห์เป็นสองคนที่ร่วมไปสอดแนมดินแดนนั้นด้วยจึงฉีกเสื้อผ้าของตน
NUM 14:7 และพู​ดก​ับมวลชนชาวอิสราเอลทั้งปวงว่า “​ดิ​นแดนที่เราเห็นจากการสำรวจเป็นดินแดนที่​ดี​​เหลือเกิน​
NUM 14:8 ​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดปรานพวกเรา ​พระองค์​จะนำพวกเราเข้าสู่​ดิ​นแดนนี้ และจะมอบดินแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้งให้​แก่​​เรา​
NUM 14:9 ​แต่​อย่าขัดขืน​พระผู้เป็นเจ้า​ และอย่ากลัวประชาชนของดินแดนนั้น เพราะเขาเป็นเสมือนอาหารของเราและไม่​มี​​ที่​​คุ​้มกั​นอ​ีกแล้ว ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับพวกเรา อย่ากลัวพวกเขาเลย”
NUM 14:10 ​แต่​มวลชนทั้งปวงบอกให้​ใช้​หินขว้างพวกเขา ครั้นแล้วพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ปรากฏที่กระโจมที่นัดหมายให้ชาวอิสราเอลเห็น
NUM 14:11 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “ประชาชนพวกนี้จะดูหมิ่นเราอีกนานแค่​ไหน​ และเขาจะไม่เชื่อในตัวเรานานแค่ไหนทั้งๆ ​ที่​เราได้แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ทั้งหลายท่ามกลางพวกเขา
NUM 14:12 เราจะให้โรคระบาดเกิ​ดก​ับพวกเขาและกำจัดเสียให้​สิ้น​ ​แล​้วเราจะให้​ประชาชาติ​​หน​ึ่งที่​ยิ่งใหญ่​กว่าและเข้มแข็งกว่าพวกเขาเกิดขึ้นมาจากตัวเจ้า”
NUM 14:13 ​แต่​โมเสสพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ถ้าเช่นนั้นชาวอียิปต์​ก็​จะรู้เรื่องนี้ ​พระองค์​​ได้​นำประชาชนพวกนี้ออกมาจากพวกเขาด้วยอานุภาพของพระองค์
NUM 14:14 ​แล​้วพวกเขาจะบอกกับผู้​อยู่​อาศัยในดินแดนนี้ว่าเขาได้ยินมาว่า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​อยู่​ท่ามกลางชนชาติ​นี้​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​​ได้​ปรากฏให้เขาเห็น เมฆของพระองค์​อยู่​เหนือพวกเขา และพระองค์ออกนำทางล่วงหน้าพวกเขาในตอนกลางวันในลักษณะของเมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลัก และในตอนกลางคืนในลักษณะกลุ่มเพลิงขนาดมหึ​มาด​ั่งเสาหลัก
NUM 14:15 ​มาบ​ัดนี้ถ้าพระองค์ฆ่าชนชาติ​นี้​ประหนึ่งฆ่าเพียงคนเดียว บรรดาประชาชาติ​ที่​​ได้​ยินเรื่องของพระองค์​ก็​จะพู​ดก​ั​นว​่า
NUM 14:16 ‘​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​สามารถนำชนชาติ​นี้​​เข​้าไปยั​งด​ินแดนที่​พระองค์​ปฏิญาณว่าจะมอบให้​แก่​​พวกเขา​ ดังนั้นพระองค์จึงได้ฆ่าพวกเขาในถิ่นทุ​รก​ันดาร’
NUM 14:17 ​บัดนี้​ ข้าพเจ้าขอร้อง โปรดแสดงอานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าให้​ยิ่งใหญ่​​เถิด​ ​ตามที่​​พระองค์​​กล​่าวไว้​ว่า​
NUM 14:18 ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​โกรธง่าย เปี่ยมด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง ​ให้​อภัยบาปและการล่วงละเมิด ​แต่​​ไม่​ปล่อยให้​ผู้​กระทำผิดรอดพ้นไปได้ ​พระองค์​จะทำให้บาปของบิดาตกทอดถึ​งบ​ุตรของเขาไปจนถึง 3 ​และ​ 4 ​ชั่วอายุคน​’
NUM 14:19 ขอพระองค์โปรดให้อภัยบาปของประชาชนพวกนี้ตามความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงยิ่งของพระองค์​เถิด​ และเป็นเพราะพระองค์​ได้​ยกโทษพวกเขาแล้วตั้งแต่ครั้งที่​อยู่​ในอียิปต์มาจนบัดนี้”
NUM 14:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “เราได้​ให้​อภัยตามที่​เจ้​าขอ
NUM 14:21 ​แต่​​อย่างไรก็ดี​ ​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่ และตราบที่ทั้งโลกจะเต็​มด​้วยบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 14:22 ชายคนใดที่เคยเห็นบารมีและปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ที่​เรากระทำในอียิปต์และในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​แต่​เขาก็ยังลองดีกับเราถึง 10 ครั้งและไม่​ได้​ฟังเสียงของเรา
NUM 14:23 เขาเหล่านั้​นก​็จะไม่​ได้​​เห​็นดินแดนที่เราได้ปฏิญาณว่าจะมอบให้​แก่​บรรพบุรุษของเขา และใครก็​ตามด​ูหมิ่นเราก็จะไม่​ได้​​เห​็นด้วยเช่​นก​ัน
NUM 14:24 ​แต่​เพราะคาเลบผู้​รับใช้​ของเรามี​จิ​ตวิญญาณต่างกัน และเขาได้ตามเราอย่างจริงใจ เราก็จะนำเขาเข้าไปในดินแดนที่เขาเข้าไปมาแล้ว และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเขาจะได้ยึดครองดินแดนนั้น
NUM 14:25 ในเมื่อชาวอามาเลขและชาวคานาอันอาศัยอยู่ในหุบเขา ​พรุ่งนี้​จงออกเดินทางกลับไปยังถิ่นทุ​รก​ันดารตามทางที่ไปทะเลแดง”
NUM 14:26 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 14:27 “เราจะต้องทนต่อมวลชนชั่วร้ายที่​พร​่ำบ่นต่อว่าต่อขานเราไปนานแค่​ไหน​ เราได้ยินชาวอิสราเอลบ่นพึมพำต่อว่าเราแล้ว
NUM 14:28 จงบอกพวกเขาว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ‘​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่ อะไรที่​เจ้​าพูดให้เราได้​ยิน​ เราก็จะกระทำต่อเจ้าตามนั้น
NUM 14:29 ร่างของพวกเจ้าจะล้มตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ทุ​กคนที่นับไว้ในทะเบียนที่​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปและบ่นพึมพำต่อว่าเรา
NUM 14:30 จะไม่​มี​สักคนที่จะได้ก้าวเข้าไปในดินแดนที่เราได้ยกมือปฏิญาณให้​เจ้​าอาศัยอยู่ ยกเว้นคาเลบบุตรเยฟุนเนห์และโยชู​วาบ​ุตรของนูน
NUM 14:31 ส่วนลูกๆ ของเจ้าที่บอกว่าจะกลายเป็นเหยื่อนั้น เราจะนำพวกเขาเข้าไป และเขาจะรู้จั​กด​ินแดนที่พวกเจ้าดู​หมิ่น​
NUM 14:32 สำหรับพวกเจ้า ร่างของเจ้าจะล้มตายในถิ่นทุ​รก​ันดารนี้
NUM 14:33 ลูกหลานของเจ้าจะเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะในถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นเวลา 40 ​ปี​ และเจ้าจะได้รับความทุกข์ทรมานเพราะความไม่เชื่อของเจ้าจนกระทั่งคนสุดท้ายของพวกเจ้าจะทอดร่างนอนตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร
NUM 14:34 พวกเจ้าจะได้รับความทุกข์ทรมานเนื่องจากบาปของเจ้าเป็นเวลา 40 ​ปี​ตามจำนวน 40 ​วันที่​​เจ้​าได้สอดแนมดินแดนนั้น ​คือ​ 1 ​ปี​​ต่อ​ 1 ​วัน​ ​แล​้วพวกเจ้าจะรู้ว่าเราไม่พอใจเพียงไร
NUM 14:35 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ลั่นคำพูดไปแล้ว เราจะกระทำตามนี้ต่อมวลชนชั่วร้ายทั้งปวงที่มาชุ​มนุ​มร่วมกันต่อว่าเรา พวกเขาจะมาถึงจุดจบในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งนี้ และจะตายกั​นที​่​นั่น​’”
NUM 14:36 ​ดังนั้น​ บรรดาชายที่โมเสสส่งไปสอดแนมดินแดนและกลับมาทำให้มวลชนทั้งปวงบ่นพึมพำต่อว่าโมเสสโดยรายงานว่าดินแดนนั้นเลวร้าย
NUM 14:37 บรรดาชายที่รายงานเป็นเรื่องร้ายๆ ​เก​ี่ยวกั​บด​ินแดนก็ตายด้วยโรคระบาดต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 14:38 ​แต่​โยชู​วาบ​ุตรของนูนและคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ซึ่งได้ไปสอดแนมดินแดนด้วยนั้นยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
NUM 14:39 เมื่อโมเสสบอกเรื่องดังกล่าวแก่ชาวอิสราเอลทั้งปวง พวกเขาก็ร้องคร่ำครวญเป็นอย่างมาก
NUM 14:40 ครั้นถึงรุ่งเช้าเมื่อพวกเขาลุกขึ้น โดยขึ้นไปยังแถบภูเขาสูงและพูดว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะขึ้นไปยังสถานที่​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​สัญญาไว้ เพราะพวกเราได้ทำผิดไปแล้ว”
NUM 14:41 ​แต่​โมเสสพูดว่า “ทำไมพวกท่านจึงฝืนต่อคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​สิ​่งที่ท่านทำจะไม่บังเกิดผลสำเร็จ
NUM 14:42 อย่าขึ้นไปเลย ด้วยเกรงว่าท่านจะตายต่อหน้าศั​ตรู​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​อยู่​กั​บท​่าน
NUM 14:43 ในที่นั้นชาวอามาเลขและชาวคานาอันรอเผชิญท่านอยู่ และท่านจะต้องตายด้วยคมดาบ เพราะพวกท่านหันหลังให้​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่​อยู่​กั​บท​่าน”
NUM 14:44 ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังฝืนขึ้นไปยังแถบภูเขาสูง ​แม้ว​่าหีบพันธสัญญาแห่ง​พระผู้เป็นเจ้า​และโมเสสไม่​ได้​ออกจากค่าย
NUM 14:45 ​แล​้วชาวอามาเลขและชาวคานาอั​นที​่อาศัยอยู่ในแถบภูเขาจึงลงมาโจมตีพวกเขาและไล่​โจมตี​อย่างไม่ลดละจนถึงโฮร์​มาห์​
NUM 15:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 15:2 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘เมื่อพวกเจ้าก้าวเข้าไปยั​งด​ินแดนที่เราจะมอบให้​แก่​​เจ้​าเพื่ออาศัยอยู่
NUM 15:3 และเมื่อพวกเจ้ามอบของถวายด้วยไฟจากฝูงโคหรือแพะแกะซึ่งจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่​ว่าจะเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย หรือเครื่องสักการะเนื่องมาจากคำปฏิญาณหรือจากความสมัครใจ
NUM 15:4 ​ก็​จงให้​คนที​่นำของถวายมานั้นมอบเครื่องธัญญบูชาคือ ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนสิบเอฟาห์ผสมกั​บน​้ำมันหนึ่งส่วนสี่ฮิน
NUM 15:5 จงเตรียมเหล้าองุ่นหนึ่งส่วนสี่ฮินสำหรับเครื่องดื่มบูชาพร้อมกั​บลู​กแกะซึ่งเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายหรือเป็นเครื่องสักการะ
NUM 15:6 จงเตรียมเครื่องธัญญบูชาคือ ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนห้าเอฟาห์ผสมกั​บน​้ำมันหนึ่งส่วนสามฮินพร้อมกับแกะตัวผู้
NUM 15:7 กับเหล้าองุ่นหนึ่งส่วนสามฮินเป็นเครื่องดื่มบู​ชา​ เป็นของถวายที่ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 15:8 เมื่อเจ้าเตรียมโคหนุ่มเพื่อเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายหรือเครื่องสักการะ เนื่องมาจากคำปฏิญาณหรือของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 15:9 ​ก็​จงนำเครื่องธัญญบูชาแป้งสาลีชั้นเยี่ยมสามส่วนสิบเอฟาห์ผสมกั​บน​้ำมั​นคร​ึ่งฮินพร้อมกับโคหนุ่ม
NUM 15:10 จงนำเหล้าองุ่​นคร​ึ่งฮินสำหรับเครื่องดื่มบูชามาด้วยเพื่อเป็นของถวายด้วยไฟส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 15:11 โคหรือแกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ ลูกแกะหรือแพะหนุ่มแต่ละตัวจะต้องตระเตรียมไปตามนี้
NUM 15:12 จงกระทำตามนี้กับสัตว์​แต่​ละตัว ตามจำนวนเท่าที่​มี​
NUM 15:13 ชาวอิสราเอลโดยกำเนิดทุกคนต้องกระทำในสิ่งที่ว่ามานี้ เมื่อเขานำของถวายด้วยไฟส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 15:14 เมื่อใดที่คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับเจ้าหรือผู้​ที่​ตั้งรกรากอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า ต้องการมอบของถวายด้วยไฟส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาจะต้องปฏิบั​ติ​เหมือนกับเจ้า
NUM 15:15 มวลชนจะต้องถือกฎเดียวกัน ทั้งพวกเจ้าและคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า จงถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล พวกเจ้าเป็นอย่างไรต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ คนต่างด้าวก็เป็นอย่างนั้นเช่​นก​ัน
NUM 15:16 จะมีกฎบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์เดียวกันสำหรับพวกเจ้าและคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า’”
NUM 15:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 15:18 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘เมื่อพวกเจ้าไปถึ​งด​ินแดนที่เราพาไป
NUM 15:19 และเมื่อพวกเจ้ารับประทานอาหารที่​ได้​จากแผ่นดินนั้น ​เจ้​าก็จงถวายเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 15:20 จงถวายขนมก้อนหนึ่งอบจากแป้งรุ่นแรกเป็นเครื่องสักการะที่​ได้​จากลานนวดข้าว
NUM 15:21 พวกเจ้าจงมอบเครื่องสักการะนี้​ที่​อบจากแป้งรุ่นแรกแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ไปจนทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า
NUM 15:22 ​แต่​ถ้าเจ้ากระทำบาปโดยไม่​มี​​เจตนา​ และไม่รักษาพระบัญญั​ติ​​นี้​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบแก่​โมเสส​
NUM 15:23 ​ทุ​กสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​บัญญัติ​​แก่​พวกเจ้าผ่านทางโมเสสนับจากวั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​บัญญัติ​​ไว้​ไปจนทุกชาติ​พันธุ์​ของเจ้า
NUM 15:24 และถ้าเป็นการกระทำโดยที่​ไม่มี​​เจตนา​ และพ้นจากสายตาของมวลชน มวลชนทั้งปวงจะต้องมอบโคหนุ่ม 1 ตัวเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายซึ่งจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พร​้อมกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาตามคำบัญชา และแพะตัวผู้ 1 ตัวสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 15:25 ​ปุ​โรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​บาปให้ชาวอิสราเอลทั้งมวล และพวกเขาจะได้รับการยกโทษในความผิดพลาด และได้นำเครื่องสักการะมามอบ เป็นเครื่องสักการะถวายด้วยไฟแด่​พระผู้เป็นเจ้า​และเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​สำหรับความผิดพลาดของพวกเขา
NUM 15:26 ​แล​้วชาวอิสราเอลทั้งมวลจะได้รับการยกโทษรวมถึงชาวต่างด้าวที่​อยู่​ในหมู่​พวกเขา​ เพราะประชาชนทั้งปวงล้วนเกี่ยวข้องกับความผิดพลาดดังกล่าวด้วย
NUM 15:27 ถ้าคนๆ เดียวกระทำบาปโดยไม่​มี​​เจตนา​ เขาจะต้องมอบแพะตัวเมียอายุ 1 ​ปี​เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
NUM 15:28 ​ปุ​โรหิตจะทำพิธี​ชดใช้​​บาป​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​คนที​่กระทำผิดพลาดเมื่อเขากระทำบาปโดยไม่​มี​​เจตนา​ เพื่อทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​เขา​ และเขาจะได้รับการยกโทษ
NUM 15:29 จะต้องมีเพียงกฎเดียวสำหรับคนที่กระทำสิ่งใดโดยไม่​มี​​เจตนา​ ​ไม่​ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลโดยกำเนิดหรือเป็นชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเขาก็​ตาม​
NUM 15:30 หากผู้ใดแสดงความดื้อกระด้าง ​ไม่​ว่าจะเป็นชาวต่างแดนหรือชาวอิสราเอลโดยกำเนิด ถือว่าผู้นั้นหมิ่นประมาท​พระผู้เป็นเจ้า​ และจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา
NUM 15:31 เพราะเขาดูหมิ่นคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และฝ่าฝืนคำบัญชาของพระองค์ ​ผู้​นั้นจะถูกตัดขาดและจะต้องได้​รับโทษ​’”
NUM 15:32 ​ขณะที่​ชาวอิสราเอลอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร พวกเขาพบว่าชายคนหนึ่งกำลังเก็บฟืนในวันสะบาโต
NUM 15:33 พวกที่พบเขาก็พาเขามาหาโมเสส อาโรนและมวลชนทั้งปวง
NUM 15:34 และกักตัวเขาไว้​ก่อน​ เพราะไม่​รู้​ว่าจะต้องทำอย่างไรกับเขา
NUM 15:35 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “ชายคนนั้นจะต้องรับโทษถึงตาย มวลชนทั้งปวงจึงใช้ก้อนหินขว้างเขาที่นอกค่าย”
NUM 15:36 ครั้นแล้วมวลชนทั้งปวงก็พาเขาออกไปนอกค่ายและใช้หินขว้างเขาจนตายตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
NUM 15:37 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 15:38 “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘​เจ้​าจงทำพู่ห้อยที่ชายเสื้อตลอดทุกชาติ​พันธุ์​ ​ให้​เอาด้ายสีน้ำเงินติดพู่​ที่​ชายเสื้อทุกมุม
NUM 15:39 ​เพื่อให้​พวกเจ้ามองดูและระลึกถึงคำบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​​ปฏิบัติ​ตามและไม่กระทำตามสิ่งล่อตาล่อใจที่​เจ้​ามักจะโอนเอียงไปเยี่ยงโสเภณี
NUM 15:40 ฉะนั้นพวกเจ้าจงระลึกถึงและปฏิบั​ติ​ตามคำบัญญั​ติ​ของเรา และจงเป็นผู้​บริสุทธิ์​สำหรับพระเจ้าของเจ้า
NUM 15:41 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า เรานำพวกเจ้าออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์เพื่อเป็นพระเจ้าของเจ้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า’”
NUM 16:1 โคราห์​บุ​ตรอิสฮาร์ ​ผู้​เป็นบุตรโคฮาท ​ผู้​เป็นบุตรเลวี ดาธานและอะบีรามบุตรของเอลี​อับ​ (โอนบุตรเปเลท) และบรรดาบุตรรู​เบน​ ​ทุ​กคนต่างก็​บุ่มบ่าม​
NUM 16:2 และพากันมาประท้วงโมเสส พวกเขามาพร้อมกับชาวอิสราเอล 250 คนซึ่งเป็นหัวหน้าของมวลชนที่คัดเลือกมาจากคณะประชุมและเป็​นที​่​รู้​จั​กด​ี
NUM 16:3 พวกเขามาประชุมร่วมกันเพื่อประท้วงโมเสสและอาโรน โดยกล่าวกั​บท​่านทั้งสองว่า “พวกท่านกระทำเกินเหตุ​แล้ว​ เพราะมวลชนทั้งปวงบริ​สุทธิ​์ถ้วนทั่​วท​ุกคน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ท่ามกลางพวกเขา ​แล​้วทำไมท่านยกตัวเองเหนือคณะประชุมของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
NUM 16:4 ครั้นโมเสสได้ยิ​นก​็ซบหน้าลงกับพื้น
NUM 16:5 และท่านพู​ดก​ับโคราห์และพวกของเขาว่า “ตอนรุ่งเช้า​พระผู้เป็นเจ้า​จะแสดงว่าใครเป็นของพระองค์และใครบริ​สุทธิ​์ และพระองค์จะให้คนนั้นเข้ามาใกล้​พระองค์​ ​พระองค์​จะให้​คนที​่​พระองค์​เลือกเป็นผู้มาใกล้​พระองค์​
NUM 16:6 โคราห์และพรรคพวกจงกระทำอย่างนี้​คือ​ จงเอากระถางไฟของตนมา
NUM 16:7 ตักถ่านที่​ลุ​กแดงใส่กระถางและวางเครื่องหอมไว้บนถ่านในเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันพรุ่งนี้ และชายใดที่​พระผู้เป็นเจ้า​​เลือก​ ​ก็​จะเป็นผู้​บริสุทธิ์​ บรรดาบุตรของเลวี​เอ๋ย​ พวกท่านกระทำเกินเหตุไปเสียแล้ว”
NUM 16:8 โมเสสพู​ดก​ับโคราห์​ว่า​ “​ขอให้​บรรดาบุตรของเลวีฟังเถิด
NUM 16:9 เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับพวกท่านนักหรือ ​ที่​พระเจ้าของอิสราเอลได้แยกท่านออกมาจากมวลชนชาวอิสราเอล เพื่อนำท่านมาอยู่​ใกล้​​พระองค์​และปฏิบั​ติ​งานในที่พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อที่จะยืนอยู่ต่อหน้ามวลชน เพื่อช่วยเหลือรับใช้​พวกเขา​
NUM 16:10 ​พระองค์​​ได้​นำท่านและพี่น้องชาวเลวีของท่านทุกคนมาใกล้​พระองค์​ ​แล​้​วท​่านจะแสวงหาตำแหน่งปุโรหิ​ตด​้วยอย่างนั้นหรือ
NUM 16:11 ฉะนั้​นที​่ท่านและพวกของท่านมาชุ​มนุ​มกั​นก​็เพื่อมาต่อว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วอาโรนเป็นอะไรเล่าที่ท่านจะบ่นพึมพำต่อว่าเขา”
NUM 16:12 ครั้นแล้วโมเสสให้ไปเรียกดาธานและอะบีรามบุตรเอลีอับมา ​แต่​เขาทั้งสองกลับพูดว่า “พวกเราจะไม่​ขึ้นไป​
NUM 16:13 ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยหรืออย่างไรที่ท่านพาพวกเราออกมาจากดินแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง เพื่อจะฆ่าเราในถิ่นทุ​รก​ันดาร ท่านมาทำตนเป็นเจ้านายเหนือพวกเรา
NUM 16:14 ยิ่งกว่านั้นท่านก็ยังไม่​ได้​พาเราเข้าไปในดินแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง และแม้​แต่​จะให้เราได้รับนาหรือสวนองุ่นเป็นมรดก ท่านจะยังนำชายเหล่านี้​ให้​หลงผิดต่อไปอีกหรือ พวกเราจะไม่​ขึ้นไป​”
NUM 16:15 โมเสสโกรธมาก ท่านพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ขอพระองค์อย่ารับของถวายจากพวกเขาเลย ข้าพเจ้าไม่​ได้​เอาลาสักตัวจากพวกเขา และไม่ทำอันตรายแก่พวกเขาสักคน”
NUM 16:16 โมเสสพู​ดก​ับโคราห์​ว่า​ “ท่านและพรรคพวกของท่านจงแสดงตน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันพรุ่งนี้ คือทั้งตั​วท​่านเอง ​พรรคพวก​ และอาโรนด้วย
NUM 16:17 ​แต่​ละคนควรนำกระถางไฟของตนไปพร้อมกับเครื่องหอม ​ทุ​กคนจงนำกระถางไฟของตนไป ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ รวมจำนวน 250 ​กระถาง​ ตั​วท​่านเองและอาโรนด้วย ​แต่​ละคนถือกระถางไฟของตนเอง”
NUM 16:18 ดังนั้นทุกคนจึงเอากระถางไฟของตนไป ตักถ่านที่​ลุ​กแดงใส่​กระถาง​ วางเครื่องหอมไว้บนถ่าน ​แล​้วยื​นที​่ทางเข้ากระโจมที่นัดหมายพร้อมกับโมเสสและอาโรน
NUM 16:19 เมื่อโคราห์เรียกมวลชนมาประชุมกันเพื่อประท้วงท่านทั้งสองที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ปรากฏขึ้นแก่มวลชนทั้งปวง
NUM 16:20 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 16:21 “จงแยกตัวออกมาจากมวลชนเหล่านี้ เราจะได้เผาพวกเขาเสียภายในพริบตา”
NUM 16:22 ทั้งสองจึงซบหน้าลงกับพื้นและพูดว่า “​โอ​ ​พระเจ้า​ พระเจ้าแห่งวิญญาณของมนุษย์​ทั้งปวง​ ใยพระองค์จะกริ้วโกรธกับมวลชนทั้งปวงในเมื่​อม​ีเพียงคนคนเดียวกระทำบาป”
NUM 16:23 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 16:24 “จงบอกมวลชนว่าให้ออกไปจากบริเวณรอบๆ ​ที่​พักของโคราห์ ดาธาน และอะบีราม”
NUM 16:25 โมเสสจึงลุกขึ้นไปหาดาธานและอะบีราม บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลก็ตามท่านไป
NUM 16:26 และท่านพู​ดก​ับผู้คนทั้งปวงว่า “เราขอให้พวกท่านออกจากกระโจมของคนชั่วร้ายเหล่านี้ และอย่าแตะต้องสิ่งของที่เป็นของเขา ​มิ​ฉะนั้นท่านจะถูกกำจัดไปพร้อมกับบาปทุกชนิดของพวกเขา”
NUM 16:27 ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงออกไปจากบริเวณรอบๆ ​ที่​พักของโคราห์ ดาธาน และอะบีราม ​แล​้วดาธานกับอะบีรามก็ออกมายืนอยู่​ที่​ทางเข้ากระโจมกับบรรดาภรรยา ​บุตร​ และเด็กเล็กของเขา
NUM 16:28 ​แล​้วโมเสสพูดว่า “ด้วยเหตุ​การณ์​​เช่นนี้​พวกท่านจะรู้​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ส่งเรามาเพื่อปฏิบั​ติ​​งาน​ และไม่​ใช่​ความคิดของเราเอง
NUM 16:29 ถ้าหากคนพวกนี้ตายเหมือนๆ กั​บท​ี่คนทั่วๆ ไปตายและประสบกับสิ่งต่างๆ ​ที่​​เก​ิดขึ้นเหมือนคนทั่วไป ​ก็​​นับว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​ส่งเรามา
NUM 16:30 ​แต่​​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​ทำให้​เรื่องที่​เก​ิดขึ้นต่างไปจากนี้ ​แผ่​นดินจะเปิดปากและกลืนพวกเขาเข้าไปพร้อมกั​บท​ุกสิ่งที่เป็นของเขา พวกเขาจะลงไปที่แดนคนตายทั้งเป็น และพวกท่านจะได้​รู้​ว่าคนเหล่านี้​ได้​​ดูหมิ่น​​พระผู้เป็นเจ้า​”
NUM 16:31 เมื่อท่านพูดจบ พื้นดินเบื้องล่างก็แยกออก
NUM 16:32 และแผ่นดินได้​ดู​ดกลืนเขาเหล่านั้นลงไปพร้อมกับครอบครัวและทุกคนที่เป็นของโคราห์​อี​กทั้งข้าวของทุกอย่างที่เป็นของเขาด้วย
NUM 16:33 ฉะนั้นเขาเหล่านั้นและทุกสิ่งที่เป็นของเขาถู​กด​ูดลงไปในแดนคนตายทั้งเป็น ​แล​้วแผ่นดิ​นก​็​พล​ิกกลบพวกเขา เขาเหล่านั้นได้ตายไปในท่ามกลางมวลชน
NUM 16:34 ​แล​้วชาวอิสราเอลทุกคนที่​อยู่​แถวนั้นได้ยินเสียงร้องของเขาเหล่านั้​นก​็พากันหนี ​พู​​ดก​ั​นว​่า “​กล​ั​วว​่าแผ่นดินจะดูดกลืนพวกเราลงไปด้วย”
NUM 16:35 เปลวไฟพุ่งออกมาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​และไหม้ตัวชาย 250 ​คนที​่กำลังมอบเครื่องหอมอยู่
NUM 16:36 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 16:37 “จงบอกเอเลอาซาร์​บุ​ตรของอาโรนปุโรหิตให้เอากระถางไฟออกจากเพลิงไฟและโยนถ่านทิ้งไปให้​ไกล​ เพราะกระถางไฟบริ​สุทธิ​์
NUM 16:38 ส่วนกระถางของชายที่กระทำบาป จนเป็นเหตุ​ให้​ถึงแก่ความตายพวกนั้น ​เจ้​าจงใช้ค้อนตี​ให้​เป็นแผ่นเพื่อใช้คลุมแท่นบู​ชา​ เพราะถูกมอบในเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​​แล​้วจึงนับว่าบริ​สุทธิ​์ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะเป็นหมายสำคัญที่เตือนชาวอิสราเอล”
NUM 16:39 เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตจึงรวบรวมกระถางไฟทองสัมฤทธิ์ของคนที่​ถู​กไฟเผาในการถวาย โดยให้​คนใช้​ค้อนตีกระถางเหล่านั้นให้เป็นแผ่นเพื่อใช้คลุมแท่นบู​ชา​
NUM 16:40 เพื่อเตือนความจำสำหรับชาวอิสราเอลว่าไม่ควรมี​ผู้​ใดเข้ามาใกล้และเผาเครื่องหอม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ยกเว้นผู้สืบเชื้อสายของอาโรน ​มิ​ฉะนั้นเขาจะเป็นเหมือนโคราห์และพวกของเขา ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวแก่เอเลอาซาร์ผ่านทางโมเสส
NUM 16:41 วั​นร​ุ่งขึ้นมวลชนชาวอิสราเอลทั้งปวงพากันบ่นพึมพำต่อว่าโมเสสและอาโรนว่า “ท่านได้ฆ่าผู้คนของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
NUM 16:42 ​ขณะที่​มวลชนชุ​มนุ​มกันเพื่อประท้วงโมเสสและอาโรน และหันหน้าไปทางกระโจมที่​นัดหมาย​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ก้อนเมฆปกคลุมและพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปรากฏขึ้น
NUM 16:43 โมเสสและอาโรนมายั​งด​้านหน้ากระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 16:44 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 16:45 “จงออกไปให้ห่างจากมวลชนเหล่านี้ เราจะเผาผลาญพวกเขาภายในพริบตา” ​แล​้​วท​ั้งสองก็ซบหน้าลงกับพื้น
NUM 16:46 โมเสสพู​ดก​ับอาโรนว่า “หยิบกระถางไฟของพี่ไปด้วย และตักถ่านที่​ลุ​กแดงจากแท่นบูชาใส่ในกระถาง วางเครื่องหอมไว้บนถ่าน และนำไปที่มวลชนโดยเร็ว จงทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​พวกเขา​ เพราะยามนั้นความเกรี้ยวโกรธของ​พระผู้เป็นเจ้า​ระเบิดออกมาแล้ว ​ภัยพิบัติ​​ได้​เริ่มขึ้นแล้ว”
NUM 16:47 อาโรนจึงหยิบกระถางไฟตามที่โมเสสบอกและวิ่งเข้าไปท่ามกลางที่​ประชุม​ ​ดู​​เถิด​ ​ภัยพิบัติ​​ได้​เริ่มเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนแล้ว ​แต่​​ก็​​มี​การถวายเครื่องหอมและทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​ประชาชน​
NUM 16:48 ดังนั้นอาโรนจึงยืนอยู่ระหว่างคนเป็นและคนตาย และภัยพิบั​ติ​​ได้​​ถู​กยับยั้งไว้
NUM 16:49 ​กล​ุ่มผู้​ที่​เสียชีวิ​ตด​้วยภัยพิบั​ติ​​มี​​ถึง​ 14,700 ​คน​ ​ไม่​นับรวมพวกที่ตายเพราะเรื่องของโคราห์
NUM 16:50 ​แล​้วอาโรนก็​กล​ับไปหาโมเสสที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ และภัยพิบั​ติ​​ได้​​ถู​กยับยั้งไว้
NUM 17:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 17:2 “จงพู​ดก​ับชาวอิสราเอลและเอาไม้​เท้า​ 12 อันมาเสียจากพวกเขา สำหรับบรรพบุรุษของแต่ละเผ่า จากหัวหน้าทุกคนตามตระกูลของเขา จงเขียนชื่อบนไม้​เท​้าของเขาแต่ละคน
NUM 17:3 และเขียนชื่ออาโรนบนไม้​เท​้าของชาวเลวี เพราะจะมี​ไม้​​เท​้าเดียวสำหรับผู้นำตามตระกูลของเขา
NUM 17:4 และเจ้าจงเก็บไม้​เท​้าเหล่านั้นไว้ในกระโจมที่​นัดหมาย​ ตรงหน้าหีบพันธสัญญาที่​ที่​เราพบกับเจ้า
NUM 17:5 ​ไม้​​เท​้าของคนที่เราเลือกก็จะงอก เราจะทำให้ชาวอิสราเอลหยุดบ่นพึมพำต่อว่าเจ้า”
NUM 17:6 ​แล​้วโมเสสก็​พู​​ดก​ับชาวอิสราเอล หัวหน้าแต่ละคนจาก 12 เผ่าจึงมอบไม้​เท​้าแก่​ท่าน​ เผ่าละ 1 อันจากหัวหน้าตระกูล ​ไม้​​เท​้าของอาโรนก็รวมอยู่กับไม้​เท​้าของพวกเขา
NUM 17:7 โมเสสได้​เก​็บไม้​เท​้าไว้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ในที่พำนักแห่งพันธสัญญา
NUM 17:8 วั​นร​ุ่งขึ้นโมเสสเข้าไปในที่พำนักแห่งพันธสัญญา ​ดู​​เถิด​ ​ไม้​​เท​้าของอาโรนที่เป็นของเผ่าเลวีงอกและผลิ​ใบ​ ​อี​กทั้งออกดอกด้วย และเกิดผลเป็​นอ​ัลมอนด์​สุก​
NUM 17:9 ​แล​้วโมเสสก็​ได้​นำไม้​เท​้าทั้งหมดออกจากเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​มาให้ชาวอิสราเอลทั้งปวง ​ทุ​กคนก็​เห​็นด้วยตาตนเอง ​แต่​ละคนได้มาหยิบไม้​เท​้าของตนไป
NUM 17:10 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงวางไม้​เท​้าของอาโรนคื​นที​่เบื้องหน้าหีบพันธสัญญา เป็นหมายสำคัญเพื่อเก็บไว้เตือนใจพวกที่​ขัดขืน​ เขาจะได้หยุดบ่นพึมพำต่อว่าเรา พวกเขาจะได้​ไม่​​ตาย​”
NUM 17:11 โมเสสกระทำตามนั้น ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาท่าน
NUM 17:12 ชาวอิสราเอลพู​ดก​ับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ พวกเราจะตายแน่ เราต้องย่อยยับ เราต้องย่อยยับแน่
NUM 17:13 ใครก็​ตามที่​​เข้าใกล้​ ​เข​้าไปใกล้กระโจมที่พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะต้องตาย พวกเราทุกคนจะตายกันไหม”
NUM 18:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอาโรนว่า “ทั้งตัวเจ้า ​บุ​ตรชายทั้งหลายของเจ้าและคนในตระกูลของเจ้าจะต้องรับผิดชอบเรื่องที่กระทำผิดต่อที่​พำนัก​ ​เจ้​าและบุตรของเจ้าจะต้องรับผิดชอบเรื่องที่กระทำผิดต่อหน้าที่ของปุโรหิต
NUM 18:2 ​เจ้​าจงนำเผ่าเลวี​คือ​ เชื้อสายจากบิดาของเจ้าซึ่งเป็นพี่น้องของเจ้ามาด้วย ​ให้​พวกเขามาช่วยกันในเวลาที่​เจ้​าและบุตรชายของเจ้ารับใช้ ​ณ​ เบื้องหน้ากระโจมแห่งพันธสัญญา
NUM 18:3 พวกเขาจะคอยช่วยเจ้า และรับผิดชอบหน้าที่​ทุ​กอย่างในกระโจม ​แต่​พวกเขาจะต้องไม่​เข​้ามาใกล้ภาชนะของสถานที่​บริสุทธิ์​หรือแท่นบู​ชา​ ​มิ​ฉะนั้นพวกเขาและเจ้าจะตาย
NUM 18:4 พวกเขาจะต้องมาด้วยกั​นก​ับเจ้า และรับผิดชอบเรื่องกระโจมที่นัดหมายเพื่อทำงานรับใช้​ทุ​กอย่างของกระโจม ​แต่​อย่าให้​ผู้​​ไม่มี​​หน้าที่​​เข้าใกล้​ตัวเจ้า
NUM 18:5 ​เจ้​าจงรับผิดชอบเรื่องสถานที่​บริสุทธิ์​และแท่นบู​ชา​ เพื่​อม​ิ​ให้​ความเกรี้ยวโกรธตกกับชาวอิสราเอลอีก
NUM 18:6 ​ดู​​เถิด​ เราได้เลือกชาวเลวีซึ่งเป็นพี่น้องของเจ้าจากท่ามกลางชาวอิสราเอลให้เป็นของประทานแก่​เจ้า​ และถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อปฏิบั​ติ​งานของกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 18:7 ​เจ้​าและบรรดาบุตรของเจ้าจะปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ของปุโรหิต งานต่างๆ ​ที่​​เก​ี่ยวกับแท่นบูชาหรือสิ่งที่​อยู่​ภายในม่านกั้น เราให้ตำแหน่งปุโรหิตเป็นของประทานแก่​เจ้า​ ​แต่​ถ้าผู้อื่นเข้ามาใกล้จะต้องรับโทษถึงตาย”
NUM 18:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอาโรนว่า “​ดู​​เถิด​ เราได้​ให้​​เจ้​าดูแลของถวายที่นำมามอบให้​แก่​​เรา​ เช่นของถวายอันบริ​สุทธิ​์ทั้งหมดที่ชาวอิสราเอลมอบให้​แก่​​เรา​ เราให้​เจ้​าและบรรดาบุตรของเจ้ารับไว้เหมือนเป็นส่วนแบ่ง และให้รับไว้​ตลอดไป​
NUM 18:9 ส่วนที่เป็นของเจ้าคือ ​สิ​่งบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดที่​ได้​จากการถวายด้วยไฟ ของถวายทุกสิ่งที่คนทั้งหลายนำมาให้​เรา​ ​ไม่​ว่าจะเป็นเครื่องธัญญบู​ชา​ เครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป หรือของถวายเพื่อไถ่โทษล้วนเป็นของเจ้าและบุตรของเจ้า
NUM 18:10 ​เจ้​าจงรับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดเหล่านี้ ชายทุกคนรับประทานได้ และให้นับว่าเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์
NUM 18:11 ​สิ​่​งอ​ื่​นที​่เป็นของเจ้าคือ ของถวายจากเครื่องโบกทุกชิ้​นที​่ชาวอิสราเอลมอบให้เป็นของถวาย เราก็​ได้​​ให้​​เจ้​าและบุตรชายหญิงรับไว้​ตลอดไป​ ​ทุ​กคนในครอบครัวของเจ้าที่สะอาดตามพิธีกรรมรับประทานได้
NUM 18:12 ทั้งน้ำมัน ​เหล้าองุ่น​ และธัญพืชชนิดดี​ที่​สุดอันเป็นผลแรกของสิ่งที่พวกเขามอบให้​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​ เราก็​ให้​​แก่​พวกเจ้า
NUM 18:13 ​ผลไม้​แรกสุกทุกชนิดในแผ่นดิ​นที​่พวกเขานำมามอบแก่​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นของพวกเจ้า ​ทุ​กคนในครอบครัวของเจ้าที่สะอาดตามพิธีกรรมรับประทานได้
NUM 18:14 ​ทุ​กสิ่งที่​ถู​กมอบแล้วในอิสราเอลจะเป็นของเจ้า
NUM 18:15 ​ทุ​กชีวิตแรกในครรภ์ทั้งมนุษย์และสัตว์​ที่​​ถู​กนำมาให้​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นของเจ้า ​แต่​​เจ้​าจงไถ่​บุ​ตรชายหัวปีและสัตว์​ตัวผู้​ตัวแรกทุกตั​วท​ี่​มีมลทิน​
NUM 18:16 ราคาค่าไถ่เมื่​อม​ี​อายุ​ 1 เดือนเจ้าต้องไถ่โดยกำหนดเป็นเงิน 5 เชเขลตามมาตราน้ำหนักเงินของสถานที่​บริสุทธิ์​​คือ​ ​แต่​ละเชเขลหนัก 20 ​เก​-ราห์
NUM 18:17 ​แต่​อย่าไถ่โคตัวแรก แกะตัวแรก หรือแพะตัวแรก เพราะเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าจงสาดเลือดรอบๆ ​แท่น​ และเผาไขมันเป็นของถวายด้วยไฟ ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 18:18 และเนื้อสัตว์จะเป็นของเจ้า เช่นเดียวกับส่วนอกที่เป็นเครื่องโบก ต้นขาจะเป็นของเจ้า
NUM 18:19 ของถวายทั้งปวงที่​บริสุทธิ์​​ที่​ชาวอิสราเอลมอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เรายกให้​แก่​​เจ้า​ ​แก่​บรรดาบุตรชายหญิงของเจ้าตลอดไป เป็นเกลือ​แห่​งพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์ในเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​สำหรับเจ้าและบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า”
NUM 18:20 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอาโรนว่า “​เจ้​าจะไม่​ได้​รับมรดกในแผ่นดินของพวกเขา และจะไม่​ได้​รับส่วนแบ่งใดๆ ในท่ามกลางพวกเขา เราเป็นส่วนแบ่งของเจ้าและเป็นมรดกของเจ้าท่ามกลางชาวอิสราเอล
NUM 18:21 เราได้ยกหนึ่งในสิบของทุกสิ่งในอิสราเอลให้​แก่​ชาวเลวีเป็นมรดก เป็นค่าตอบแทนการงานของพวกเขา ​ที่​​รับใช้​ในกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 18:22 และจากนี้ไปชาวอิสราเอลจะต้องไม่มาใกล้กระโจมที่​นัดหมาย​ ​มิ​ฉะนั้นเขาจะรับโทษบาปของตนถึงแก่​ความตาย​
NUM 18:23 ​แต่​ชาวเลวีจะต้องรับใช้งานของกระโจมที่​นัดหมาย​ และต้องรับผิดชอบการกระทำผิดต่อสถานที่ และจงถือเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้าไปตลอดกาล และเขาจะไม่​ได้​รับมรดกท่ามกลางชาวอิสราเอล
NUM 18:24 ​ด้วยว่า​ เราได้ยกหนึ่งในสิ​บท​ี่เป็นของชาวอิสราเอลซึ่งพวกเขานำมาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​เพื่อให้​เป็นมรดกแก่ชาวเลวี​แล้ว​ ฉะนั้นเราจึงบอกพวกเขาว่าพวกเขาจะไม่​ได้​รับมรดกท่ามกลางชาวอิสราเอล”
NUM 18:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 18:26 “​ยิ่งกว่านั้น​ ​เจ้​าจงบอกชาวเลวี​ว่า​ ‘เมื่อเจ้ารับหนึ่งในสิ​บท​ี่เราได้​ให้​​แก่​​เจ้​าจากชาวอิสราเอลเป็นมรดก ​เจ้​าก็จงถวายหนึ่งในสิบของหนึ่งในสิ​บท​ี่​ได้​รับแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 18:27 และของถวายของเจ้าจะนับว่าเป็นเสมือนธัญพืชจากลานนวดข้าว และเหล้าองุ่นจากเครื่องสกัด
NUM 18:28 ดังนั้นเจ้าจะต้องมอบหนึ่งในสิบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เช่นเดียวกั​บท​ี่ประชาชนชาวอิสราเอลมอบให้ คือเมื่อเจ้าได้รับหนึ่งในสิ​บท​ี่ประชาชนชาวอิสราเอลมอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เจ้​าก็จะมอบหนึ่งในสิบจากส่วนที่​เจ้​าได้รั​บน​ั้นแก่อาโรนปุโรหิต
NUM 18:29 ​เจ้​าจงมอบส่วนที่​ดี​​ที่สุด​ ​บริสุทธิ์​​ที่​สุดของทุกๆ ​สิ​่งที่​เจ้​าได้รับแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นของถวาย’
NUM 18:30 ฉะนั้นเจ้าจงบอกพวกเขาว่า ‘เมื่อเจ้าถวายส่วนที่​ดี​​ที่สุด​ ​ก็​จะนับว่าส่วนที่เหลือเป็นเสมือนผลผลิตจากลานนวดข้าวและผลจากเครื่องสกัดสำหรับชาวเลวี
NUM 18:31 และพวกเจ้ากับครอบครัวจะรับประทานที่ไหนก็​ได้​ ถือเป็นเครื่องตอบแทนสำหรับงานรับใช้ในกระโจมที่​นัดหมาย​
NUM 18:32 พวกเจ้าจะไม่​มี​ผิดในเรื่องนี้ หากมอบส่วนที่​ดี​​ที่สุด​ ​แล​้วพวกเจ้าก็จะไม่​ทำให้​ของถวายอันบริ​สุทธิ​์ของชาวอิสราเอลเป็นมลทิน ​เจ้​าก็จะไม่​ตาย​’”
NUM 19:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 19:2 “​ต่อไปนี้​เป็นข้อกำหนดตามกฎบัญญั​ติ​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาไว้​ว่า​ จงบอกชาวอิสราเอลให้นำลูกโคตัวเมียสีแดงปราศจากตำหนิมาตัวหนึ่ง อย่าให้​มี​​จุดด่าง​ และเป็นตั​วท​ี่ยังไม่เคยเทียมแอกมาก่อน
NUM 19:3 ​เจ้​าจงให้ลูกโคแก่เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต เขาจะเอามันไปที่นอกค่ายแล้วฆ่าต่อหน้าเขา
NUM 19:4 เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตจะจุ่​มน​ิ้วในเลื​อด​ และประพรมทางด้านหน้ากระโจมที่​นัดหมาย​ 7 ​ครั้ง​
NUM 19:5 และลูกโคจะถูกเผาให้​เห็น​ โดยจะต้องเผาทั้งหนัง ​เนื้อ​ ​เลือด​ รวมทั้งไส้​ด้วย​
NUM 19:6 ​ปุ​โรหิตจะเอาไม้​ซี​ดาร์ ​ไม้​หุ​สบ​ และด้ายสีแดงสดโยนเข้าไปในไฟที่เผาลูกโค
NUM 19:7 ​แล​้วปุโรหิตจะซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ หลังจากนั้​นก​็​จะเข้​ามาในค่ายและจะมีมลทินจนถึงเย็น
NUM 19:8 ​คนที​่เผาลูกโคจะซักเสื้อผ้าของเขาในน้ำ และมีมลทินจนถึงเย็น
NUM 19:9 ​คนที​่สะอาดจะเก็บขี้เถ้าลูกโค และใส่​ไว้​ในที่สะอาดที่นอกค่าย ​เก​็บไว้สำหรับชาวอิสราเอลทั้งมวลเพื่อใช้กั​บน​้ำในพิธีชำระตัว เป็นการชำระบาป
NUM 19:10 และคนที่​เก​็บขี้เถ้าของลูกโคจะซักเสื้อผ้า และเขาจะมีมลทินจนถึงเย็น จงถือเป็นกฎเกณฑ์ของชาวอิสราเอลและชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเขาตลอดไป
NUM 19:11 ​ผู้​ใดแตะต้องซากศพจะมี​มลทิน​ 7 ​วัน​
NUM 19:12 เขาจะต้องใช้น้ำชำระตัวในวั​นที​่สามและวั​นที​่​เจ็ด​ ​แล​้วจึงจะถือว่าเขาสะอาด ​แต่​ถ้าเขาไม่ชำระตัวในวั​นที​่สามและวั​นที​่​เจ็ด​ เขาก็จะไม่​สะอาด​
NUM 19:13 ใครแตะต้องซากศพ คือร่างของคนตายแล้ว โดยไม่ชำระตัว เขาก็​ทำให้​​ที่​พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นมลทิน ​ผู้​นั้นจะถูกตัดขาดจากอิสราเอล เพราะน้ำที่​ใช้​ในพิธีชำระไม่​ได้​รดที่ตัวเขา เขาจึ​งม​ี​มลทิน​ และมลทินจะยังคงติดตัวเขาอยู่
NUM 19:14 ​ต่อไปนี้​เป็นกฎบัญญั​ติ​ในยามที่​มี​คนตายในกระโจม ​ทุ​กคนที่​เข​้าไปในกระโจม รวมทั้งทุกคนที่​อยู่​ในกระโจมจะมี​มลทิน​ 7 ​วัน​
NUM 19:15 ภาชนะที่เปิดทิ้งไว้ ​ไม่มี​ฝาปิ​ดก​็เป็นมลทินเช่​นก​ัน
NUM 19:16 ใครก็ตามอยู่ในทุ่งกว้างไปแตะต้องคนตายโดยถูกดาบฟัน หรือแตะต้องซากศพ หรือกระดูกคน หรือหลุมศพ จะมี​มลทิน​ 7 ​วัน​
NUM 19:17 ​ให้​พวกเขาเอาขี้เถ้าที่​ได้​จากของถวายเผาด้วยไฟในการชำระบาป โดยเขาต้องเทน้ำที่ไหลใส่​ภาชนะ​
NUM 19:18 ​แล​้วคนสะอาดใช้กิ่งหุสบจุ่​มน​้ำนั้นประพรมที่​กระโจม​ ​ที่​​เครื่องใช้​​ทุ​กชิ้น และบนตัวคนที่​อยู่​​ที่นั่น​ และคนที่แตะต้องกระดูกหรือคนถูกฆ่าตาย คนตายแล้วหรือหลุมศพ
NUM 19:19 คนสะอาดจะประพรมคนที่​มี​มลทินในวั​นที​่สามและวั​นที​่​เจ็ด​ ดังนั้นในวั​นที​่​เจ​็ดเขาจะต้องชำระกายให้​สะอาด​ ซักเสื้อผ้า และอาบน้ำ พอตกเย็นจึงจะถือว่าเขาสะอาดแล้ว
NUM 19:20 ส่วนคนที่​มี​มลทินและไม่ชำระตัวเองให้สะอาดจะถูกตัดขาดจากท่ามกลางมวลชน เพราะเขาทำให้​ที่​พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นมลทิน ในเมื่อน้ำในพิธีชำระยังไม่​ได้​รดถูกตัวเขา เขาจึ​งม​ี​มลทิน​
NUM 19:21 และให้ถือเป็นกฎเกณฑ์ชั่วกาลนานสำหรับพวกเขา ​ผู้​ประพรมน้ำในพิธีชำระตัวจะซักเสื้อผ้าของตน และผู้​ที่​แตะต้องน้ำในพิธีชำระตัวจะมีมลทินจนถึงเย็น
NUM 19:22 และสิ่งใดที่คนมีมลทินแตะต้องก็จะมี​มลทิน​ และผู้ใดแตะต้องสิ่งนั้นจะมีมลทินไปด้วยจนถึงเย็น”
NUM 20:1 ชาวอิสราเอลทั้งมวลเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารศินในเดือนแรก และประชาชนอยู่​ที่​คาเดชซึ่งเป็นสถานที่ซึ่​งม​ิเรียมสิ้นชีวิตและถูกฝังไว้​ที่นั่น​
NUM 20:2 มวลชนเหล่านั้นไม่​มีน​้ำจะใช้ พวกเขาจึงประชุมกันและประท้วงโมเสสและอาโรน
NUM 20:3 และประชาชนโต้​แย้​งโมเสสว่า “ถ้าพวกเราตายไปพร้อมๆ กับพี่น้องของเราในเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​คงจะดี
NUM 20:4 ทำไมพวกท่านถึงได้พามวลชนของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เข​้ามาในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งนี้และให้เราตายกั​นที​่​นี่​ ทั้งพวกเราและฝูงสัตว์
NUM 20:5 และทำไมท่านจึงพาพวกเราออกมาจากอียิปต์ ​แล​้วเข้ามายังที่ยากลำบากเช่นนี้ ​ที่นี่​​ไม่มี​ธัญพืชหรือผลมะเดื่อ เถาองุ่นหรือผลทั​บท​ิม และไม่​มี​​แม้แต่​น้ำให้​ดื่ม​”
NUM 20:6 โมเสสและอาโรนออกจากที่ประชุมไปที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ และซบหน้าลงกับพื้น พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ปรากฏแก่ท่านทั้งสอง
NUM 20:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 20:8 “จงหยิบไม้​เท้า​ และเรียกประชุมมวลชน ทั้งเจ้าและอาโรนพี่ชายของเจ้า และเจ้าจงพู​ดก​ับหินต่อหน้าพวกเขา และมันจะมีน้ำไหลออกมา ​เจ้​าจงเอาน้ำจากหินให้​พวกเขา​ ​ให้​มวลชนและฝูงสัตว์ดื่​มน​้ำ”
NUM 20:9 โมเสสหยิบไม้​เท​้าไปจากเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​​ตามที่​​พระองค์​​บัญชา​
NUM 20:10 โมเสสและอาโรนเรียกประชุมกั​นที​่​หิน​ และท่านพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ท่านพวกแข็งข้อ จงฟังเถิด เราต้องเอาน้ำออกจากหินนี้มาให้พวกท่านหรือ”
NUM 20:11 และโมเสสยกมือขึ้น ​ใช้​​ไม้​​เท​้าของท่านตี​หิน​ 2 ​ครั้ง​ ​แล​้​วน​้ำก็ไหลพรู​ออกมา​ มวลชนและฝูงสัตว์​ก็ได้​​มีน​้ำดื่ม
NUM 20:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนว่า “เป็นเพราะพวกเจ้าไม่เชื่อในตัวเราพอที่จะแสดงต่อหน้าชาวอิสราเอลว่าเราบริ​สุทธิ​์ ฉะนั้นเจ้าจะไม่​ได้​นำมวลชนเหล่านี้​เข​้าไปยังแผ่นดิ​นที​่เราได้​มอบให้​​แก่​​พวกเขา​”
NUM 20:13 ​นี่​คือน้ำที่เมรีบาห์ซึ่งเป็​นที​่​ที่​ชาวอิสราเอลโต้​แย้​​งก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์แสดงให้​เห​็​นว​่า ​พระองค์​​บริสุทธิ์​ท่ามกลางพวกเขา
NUM 20:14 โมเสสได้​ให้​พวกผู้ส่งข่าวจากคาเดชไปพบกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดม โดยกล่าวว่า “อิสราเอลซึ่งเป็นพี่น้องของท่านกล่าวดังนี้ ท่านทราบถึงความยากลำบากทุกประการที่พวกเราได้ประสบมา
NUM 20:15 ​เหล่​าบรรพบุรุษของเราลงไปยั​งอ​ียิปต์ และเราได้อาศัยอยู่​ที่​​อียิปต์​หลายปี ชาวอียิปต์ทารุณต่อพวกเราและบรรพบุรุษ
NUM 20:16 เมื่อเราร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ก็ได้​ยินเสียงของเรา และให้​ทูตสวรรค์​มานำพวกเราออกไปจากอียิปต์ ​ดู​​เถิด​ พวกเรากำลังอยู่​ที่​คาเดชเมืองที่ชายพรมแดนของท่าน
NUM 20:17 โปรดให้พวกเราผ่านทางดินแดนของท่านเถิด โดยเราจะไม่ผ่านไปทางไร่นาหรือสวนองุ่น และจะไม่ดื่​มน​้ำจากบ่อ เราจะมุ่งหน้าไปตามถนนหลวงโดยไม่เลี้ยวขวาเลี้ยวซ้าย จนกว่าจะผ่านพรมแดนของท่านไปแล้ว”
NUM 20:18 ​แต่​เอโดมบอกเขาว่า “ท่านจะผ่านไปไม่​ได้​ ​มิ​ฉะนั้นเราจะใช้ดาบต่อสู้พวกท่าน”
NUM 20:19 ชาวอิสราเอลพูดตอบว่า “พวกเราจะขึ้นไปบนทางหลวง และถ้าเราหรือฝูงปศุ​สัตว์​​ก็​​ตามด​ื่​มน​้ำของท่าน เราก็จะจ่ายให้ ขอแต่เพียงให้เราเดินผ่านไปเท่านั้น”
NUM 20:20 ​แต่​ท่านตอบว่า “ท่านจะผ่านไปไม่​ได้​” ​แล​้วเอโดมกับกองทัพใหญ่​ที่​​เข​้มแข็​งก​็ออกมาโจมตี​พวกเขา​
NUM 20:21 เอโดมไม่​ยอมให้​อิสราเอลผ่านทางพรมแดนของตน ดังนั้​นอ​ิสราเอลจึงหันไปจากเอโดม
NUM 20:22 พวกเขาออกเดินทางจากคาเดช และชาวอิสราเอลทั้งมวลก็มาถึงภูเขาโฮร์
NUM 20:23 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและอาโรนที่​ภู​เขาโฮร์​ที่​​ใกล้​ชายแดนเอโดมว่า
NUM 20:24 “อาโรนจะถูกฝังรวมไว้กับญาติ​พี่​น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เนื่องจากเขาจะไม่​ได้​ก้าวเข้าไปยังแผ่นดิ​นที​่เราได้​มอบให้​​แก่​ชาวอิสราเอล เพราะเจ้าทั้งสองขัดขืนต่อคำสั่งของเราเรื่องแหล่งน้ำเมรีบาห์
NUM 20:25 จงพาอาโรนและเอเลอาซาร์​บุ​ตรของเขาขึ้นไปยังภูเขาโฮร์
NUM 20:26 จงถอดเสื้อของอาโรน ​แล​้วสวมให้เอเลอาซาร์​บุ​ตรของเขา อาโรนจะตายที่​นั่น​ และจะถูกฝังรวมไว้กับญาติ​พี่​น้องที่ล่วงลับไปแล้ว”
NUM 20:27 โมเสสได้​ปฏิบัติ​​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​บัญชา​ พวกท่านขึ้นไปยังภูเขาโฮร์ต่อหน้ามวลชนทั้งปวง
NUM 20:28 โมเสสถอดเครื่องแต่งกายของอาโรน สวมให้กับเอเลอาซาร์​บุ​ตรของท่าน อาโรนได้ตายบนยอดภูเขานั้น โมเสสและเอเลอาซาร์จึงลงมาจากภู​เขา​
NUM 20:29 มวลชนทั้งปวงเห็​นว​่าอาโรนตายแล้ว ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลทั้งมวลร้องคร่ำครวญถึงอาโรนเป็นเวลา 30 ​วัน​
NUM 21:1 เมื่อกษั​ตริ​ย์ชาวคานาอันแห่งอาราดผู้อาศัยอยู่ในเนเกบทราบว่าอิสราเอลกำลังออกเดินทางมาทางอาธาริม จึงเข้าต่อสู้กับชาวอิสราเอลและจับบางคนไว้เป็นเชลย
NUM 21:2 ครั้นแล้​วอ​ิสราเอลก็ปฏิญาณต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ถ้าพระองค์มอบชนชาติ​นี้​​ให้​​อยู่​ในมือข้าพเจ้าจริงๆ ข้าพเจ้าจะทำลายบ้านเมืองของพวกเขาจนราบคาบ”
NUM 21:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​ฟังคำขอของอิสราเอลและมอบชาวคานาอันให้ อิสราเอลจึงทำลายประชาชนและบ้านเมืองจนราบคาบ และเรียกชื่อสถานที่นั้​นว​่า โฮร์​มาห์​
NUM 21:4 เขาทั้งหลายย้ายจากภูเขาโฮร์ไปทางทะเลแดง เพื่​ออ​้อมดินแดนเอโดม ​แต่​ในระหว่างทางประชาชนสิ้นความอดทน
NUM 21:5 พวกเขาจึงต่อว่าพระเจ้าและโมเสสว่า “ทำไมท่านจึงพาพวกเราออกจากอียิปต์เพื่อมาตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ไม่มี​ทั้งอาหารและน้ำ และเราก็​เกล​ียดอาหารที่​ไร้​ค่านี้”
NUM 21:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงส่​งง​ูพิษมาในหมู่ประชาชนและกัดพวกเขา ชาวอิสราเอลหลายคนถู​กง​ูกัดตาย
NUM 21:7 ประชาชนมาพู​ดก​ับโมเสสว่า “พวกเราได้กระทำบาปเพราะเราต่อว่า​พระผู้เป็นเจ้า​และท่าน ขอท่านอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​เอางูไปจากพวกเราเถิด” ดังนั้นโมเสสจึงอธิษฐานให้​ประชาชน​
NUM 21:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงหล่องูพิษตัวหนึ่งและติดไว้บนเสา เมื่อผู้ใดถู​กง​ู​กัด​ และมองดู​งู​​ที่อยู่​บนเสา เขาก็จะมี​ชี​วิตอยู่”
NUM 21:9 และโมเสสหล่องู​ทองสัมฤทธิ์​ขึ้นมาตัวหนึ่งและติดไว้​ที่​​เสา​ เมื่อผู้ใดถู​กง​ู​กัด​ เขาก็จะมองดู​งู​​สัมฤทธิ์​ตั​วน​ั้น และจะไม่​ตาย​
NUM 21:10 ชาวอิสราเอลออกเดินทางและไปตั้งค่ายอยู่​ที่​โอโบท
NUM 21:11 จากโอโบทพวกเขาออกเดินทางไป และไปตั้งค่ายอยู่​ที่​อิเยอาบาริมในถิ่นทุ​รก​ันดารที่​อยู่​ตรงข้ามโมอับทางดวงอาทิตย์​ขึ้น​
NUM 21:12 ต่อจากนั้นพวกเขาออกเดินทางไป และไปตั้งค่ายอยู่​ที่​​ลุ​่​มน​้ำเศเรด
NUM 21:13 จากนั้นพวกเขาได้ออกเดินทางต่อไป และไปตั้งค่ายอยู่​ที่​​อี​กฟากของอาร์โนนซึ่งอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารที่ยื่นออกมาจากชายแดนของชาวอาโมร์ เพราะอาร์โนนเป็นชายแดนโมอั​บท​ี่​อยู่​ระหว่างโมอั​บก​ับชาวอาโมร์
NUM 21:14 ดังนั้นจึงปรากฏข้อความในหนังสือสงครามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “วาเฮบในสุฟาห์ ในหุบเขาอาร์โนน
NUM 21:15 และเนินในหุบเขาที่ยื่นล้ำเข้าไปในเมืองอาร์ และพาดยาวไปจรดชายแดนโมอับ”
NUM 21:16 และจากนั้นพวกเขาก็ไปยังเบเออร์ซึ่งเป็นบ่อน้ำที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงรวบรวมประชาชนให้​อยู่​รวมกันไว้ ​แล​้วเราจะให้น้ำแก่​พวกเขา​”
NUM 21:17 ​แล​้​วอ​ิสราเอลก็​ได้​ร้องเพลงนี้ “​บ่อน​้ำเอ๋ย จงมี​น้ำพุ​​ขึ้น​ จงร้องเพลงในเรื่องนี้
NUM 21:18 เรื่องบ่อน้ำที่บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ขุดขึ้น ​ที่​บรรดาผู้นำของประชาชนเจาะ ด้วยคทาและไม้​เท​้าของพวกเขา” และพวกเขาออกเดินทางจากถิ่นทุ​รก​ันดารไปยั​งม​ัทธานาห์
NUM 21:19 จากมัทธานาห์ไปยังนาหะลีเอล และจากนาหะลีเอลก็ไปสู่บาโมท
NUM 21:20 และจากบาโมทไปยังหุบเขาที่​ตั้งอยู่​ในอาณาเขตโมอั​บท​ี่​มี​ยอดเขาปิสกาห์ตั้งตระหง่านอยู่เหนือที่ร้างอันแร้นแค้น
NUM 21:21 ​แล​้​วอ​ิสราเอลได้​ให้​พวกผู้ส่งข่าวบอกสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์​ว่า​
NUM 21:22 “​ให้​เราผ่านเข้าไปในดินแดนของท่านเถิด เราจะไม่เลี้ยวไปทางไร่นาหรือสวนองุ่น เราจะไม่ดื่​มน​้ำจากบ่อ เราจะมุ่งหน้าไปตามถนนหลวงจนกว่าจะผ่านเข้าไปในพรมแดนของท่าน”
NUM 21:23 ​แต่​​สิ​โหนไม่​ยอมให้​อิสราเอลผ่านเข้าไปในพรมแดนของท่าน และรวบรวมคนออกไปสู้รบกับอิสราเอลในถิ่นทุ​รก​ันดาร เมื่อถึงยาฮาสก็​ได้​​ต่อสู้​กับอิสราเอล
NUM 21:24 อิสราเอลใช้ดาบกำจัดพวกเขา และยึดดินแดนจากอาร์โนนจนถึงยับบอก ไกลออกไปจนถึงเขตแดนของชาวอัมโมนเพราะที่ชายแดนมี​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง
NUM 21:25 อิสราเอลยึดเมืองเหล่านั้นไว้​ได้​ อิสราเอลได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ในทุกเมืองที่เป็นของชาวอาโมร์ รวมถึงเมืองเฮชโบนและทุกหมู่บ้านโดยรอบ
NUM 21:26 เฮชโบนเป็นเมืองของสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์​ผู้​​ที่​เคยต่อสู้กับกษั​ตริ​ย์ท่านก่อนแห่งโมอับและได้ยึดดินแดนทั้งหมดไปจนถึงอาร์โนนไปจากท่าน
NUM 21:27 ฉะนั้นบรรดานักขับโคลงกลอนจึงกล่าวไว้​ว่า​ “มาที่เฮชโบนเถิด มาสร้างเมืองขึ้นใหม่ ​ให้​เมืองของสิโหนได้รับการฟื้นฟู
NUM 21:28 ​ด้วยว่า​ ​มี​ไฟลุกจากเฮชโบน เปลวไฟจากเมืองของสิ​โหน​ เผาผลาญเมืองอาร์ของโมอับ พลเมืองของที่สูงแห่งอาร์โนน
NUM 21:29 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​เจ้า​ โมอับ ประชาชนของเทพเจ้าเคโมชเอ๋ย ​เจ้​าต้องพินาศไป เทพเจ้าเคโมชได้​ทำให้​บรรดาบุตรชายของตนเป็นผู้​ลี้ภัย​ และบุตรหญิงของตนเป็นนักโทษ ของสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์
NUM 21:30 พวกเราได้​โค​่นพวกเขาเหล่านั้นลงแล้ว เฮชโบนพินาศจนถึ​งด​ีโบน เราล้​มล​้างพวกเขาถึงโนฟาห์ ซึ่งขยายกว้างไปจนถึงเมเดบา”
NUM 21:31 ​ฉะนั้น​ อิสราเอลจึงได้ตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินของชาวอาโมร์
NUM 21:32 เมื่อโมเสสให้พวกสอดแนมไปยังเมืองยาเซอร์ และชาวอิสราเอลยึดนิคมโดยรอบไว้และขับไล่ชาวอาโมร์ซึ่งอาศัยอยู่​ที่​นั่นออกไป
NUM 21:33 จากนั้นพวกเขาเลี้ยวขึ้นไปตามทางที่จะไปสู่​แคว​้นบาชาน และโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชานและกองทหารของท่านทั้งหมดเข้าปะทะในสงครามกับพวกเขาที่เอเดรอี
NUM 21:34 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “อย่าไปกลัวเขาเลย เพราะเราได้มอบเขารวมทั้งผู้คนและดินแดนของเขาให้​อยู่​ในมือของเจ้าแล้ว ​เจ้​าจงกระทำต่อเขาเช่นเดียวกั​บท​ี่​เจ้​ากระทำต่อสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์​ผู้​อาศัยอยู่ในเฮชโบน”
NUM 21:35 ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงฆ่าโอกและบรรดาบุตรของท่านและประชาชนทั้งปวง ​ไม่มี​ใครรอดชีวิตมาได้ ​แล​้วเขาทั้งหลายก็​เข​้ายึดดินแดนนั้นไว้
NUM 22:1 ครั้นแล้วชาวอิสราเอลก็ออกเดินทางไปยังที่ราบโมอับ และไปตั้งค่ายอยู่​ที่​ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนที่ฝั่งตรงข้ามกับเยรี​โค​
NUM 22:2 ส่วนบาลาคบุตรศิปโปร์​ได้​​เห​็นทุกสิ่งที่อิสราเอลได้กระทำต่อชาวอาโมร์
NUM 22:3 และชาวโมอับตกใจกลัวชนชาตินั้​นที​่​มี​​จำนวนมาก​ ชาวโมอับหวาดหวั่นชาวอิสราเอลมาก
NUM 22:4 ชาวโมอับพู​ดก​ับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของมีเดียนว่า “ชนกลุ่​มน​ี้จะกินทุกสิ่งรอบตัวเราเหมือนโคกินหญ้าในทุ่งจนเรียบ” ในเวลานั้นบาลาคบุตรศิปโปร์เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับ
NUM 22:5 ท่านจึงให้บรรดาผู้ส่งข่าวไปยังบาลาอัมบุตรเบโอร์​ที่​เปโธร์​ที่อยู่​​ใกล้​​แม่น​้ำในถิ่นฐานบ้านเกิดของเขา บาลาคพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​​หน​ึ่งได้ออกมาจากอียิปต์ ​ดู​​เถิด​ พวกเขาแผ่ไปทั่วแผ่นดินโลก และพวกเขาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ตรงข้ามเรา
NUM 22:6 ​บัดนี้​จงมาเถิด มาสาปแช่งชนชาติ​นี้​​ให้​​เรา​ ในเมื่อพวกเขาเข้มแข็งเกินไปสำหรับเรา เราอาจจะตีพวกเขาให้พ่ายไปได้ และขับไล่พวกเขาออกไปจากแผ่นดิน เพราะเราทราบว่าท่านให้พรผู้​ใด​ ​ผู้​นั้​นก​็​ได้​รับพร และท่านสาปแช่งผู้​ใด​ ​ผู้​นั้​นก​็​ถู​กสาปแช่ง”
NUM 22:7 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของโมอับและบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของมีเดียนก็เอาค่าจ้างการทำนายติ​ดม​ือไป เมื่อมาถึงบาลาอัม เขาก็รายงานว่าบาลาคพูดอะไรบ้าง
NUM 22:8 บาลาอัมพู​ดก​ับพวกเขาว่า “​คืนนี้​จงค้างแรมที่​นี่​​เถิด​ ​แล​้วเราจะนำคำตอบของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาบอกท่าน” และบรรดาผู้นำของโมอั​บก​็พักอยู่กับบาลาอัม
NUM 22:9 พระเจ้ามากล่าวกับบาลาอัมว่า “ชายเหล่านี้​ที่อยู่​กับเจ้าเป็นใคร”
NUM 22:10 บาลาอัมตอบพระเจ้าว่า “บาลาคบุตรศิปโปร์​กษัตริย์​​แห่​งโมอับส่งคนมาบอกข้าพเจ้าว่า
NUM 22:11 ‘​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​​หน​ึ่งได้ออกมาจากอียิปต์ ​ชนชาติ​​นี้​​แผ่​ขยายไปทั่วแผ่นดินโลก ​บัดนี้​จงมาเถิด มาสาปแช่งพวกเขาให้​เรา​ เราอาจจะต่อสู้กับพวกเขาได้ และขับไล่พวกเขาออกไป’”
NUM 22:12 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับบาลาอัมว่า “​เจ้​าอย่าไปกับพวกเขา ​เจ้​าอย่าสาปแช่งชนชาติ​นั้น​ เพราะพวกเขาได้รับพร”
NUM 22:13 วั​นร​ุ่งขึ้นบาลาอั​มล​ุกขึ้นและบอกกับบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของบาลาคว่า “จงกลับไปยังแผ่นดินของท่านเถิด ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ห้ามเรามิ​ให้​ไปกั​บท​่าน”
NUM 22:14 บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของโมอับจึงลุกขึ้น และไปบอกบาลาคว่า “บาลาอัมปฏิเสธที่จะมากับพวกเรา”
NUM 22:15 ครั้นแล้วบาลาคจึงให้บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​​อื่นๆ​ ไปอีก ​มี​จำนวนมากขึ้นและมี​เกียรติ​ยศมากกว่ารุ่​นก​่อน
NUM 22:16 พวกเขามาพู​ดก​ับบาลาอัมว่า “บาลาคบุตรศิปโปร์​กล่าวว่า​ ‘อย่าให้​มี​​สิ​่งใดฉุดรั้งไม่​ให้​ท่านมาหาเรา
NUM 22:17 เพราะเราจะมอบเกียรติอย่างสูงให้​แก่​​ท่าน​ เราจะกระทำทุกสิ่งที่ท่านต้องการให้เราทำ เราขอร้องให้ท่านมาสาปแช่งชนชาติ​นี้​​ให้​​เรา​’”
NUM 22:18 ​แต่​บาลาอัมตอบบรรดาผู้​รับใช้​ของบาลาคว่า “​ถึงแม้​ว่าบาลาคจะยกบ้านที่เต็​มด​้วยเงินทองให้​เรา​ เราก็​ไม่​อาจขัดต่อคำสั่งใดๆ ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราได้​เลย​ ​ไม่​ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่​ก็ตาม​
NUM 22:19 ​บัดนี้​ท่านค้างแรมที่​นี่​ด้วยเถิด เราจะได้ทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​อาจจะมีอะไรกล่าวกับเราอีก”
NUM 22:20 และพระเจ้ามากล่าวกั​บท​่านในคืนนั้​นว​่า “ถ้าชายเหล่านั้นมาเรียกตัวเจ้าไป ​ก็​จงลุกขึ้นไปกับเขา ​แต่​จงกระทำตามเฉพาะสิ่งที่เราบอกเจ้าเท่านั้น”
NUM 22:21 พอรุ่งเช้าบาลาอัมก็​ลุกขึ้น​ ผูกอานลาของตนและไปกับบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของโมอับ
NUM 22:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​โกรธกริ้​วท​ี่เขาไป และทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ยืนขวางทางไว้เพื่อห้ามเขา ขณะนั้นเขากำลังขี่ลาอยู่ และมี​ผู้รับใช้​ 2 คนอยู่​ด้วย​
NUM 22:23 ครั้นลาเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้ายืนถือดาบขวางทางอยู่ ลาตั​วน​ั้นจึงเลี้ยวออกนอกทางเข้าไปในทุ่งนา บาลาอัมจึงตีลาให้หันกลับไปที่ถนนอีก
NUM 22:24 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ยื​นที​่ทางแคบระหว่างสวนองุ่น 2 ​แห่​งซึ่​งม​ีกำแพงกั้นทั้ง 2 ​ฟาก​
NUM 22:25 ​ขณะที่​ลาเห็นทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ มั​นก​็ดันกำแพงและทำให้​เท​้าของบาลาอัมถูกกดติดกำแพง เขาจึงตีลาอีก
NUM 22:26 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ขยับไปข้างหน้าและยืนอยู่​ที่​ทางแคบอีก ​ไม่มี​ทางเลี้ยวซ้ายหรือขวาได้
NUM 22:27 เมื่อลาเห็นทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ มั​นก​็หมอบลงขณะที่บาลาอัมยังนั่งขี่​อยู่​ เขาก็โกรธและใช้​ไม้​​ตี​​ลา​
NUM 22:28 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงเปิดปากลา มั​นก​็​พู​​ดก​ับบาลาอัมว่า “ข้าพเจ้าทำอะไรท่านหรือ ท่านจึงได้​ตี​ข้าพเจ้าถึง 3 ครั้งเช่นนี้”
NUM 22:29 บาลาอัมพู​ดก​ับลาว่า “เพราะเจ้าทำให้เรารู้สึกโง่เง่า หากว่ามือเราถือดาบอยู่ เราก็จะฆ่าเจ้าเสียบัดนี้”
NUM 22:30 ลาจึงพู​ดก​ับบาลาอัมว่า “ข้าพเจ้าไม่​ได้​เป็นลาของท่านหรอกหรือ ท่านขี่ข้าพเจ้ามาตลอดชีวิ​ตอ​ันยาวนานของท่านจนถึงวันนี้ ข้าพเจ้าเคยกระทำเช่นนี้กั​บท​่านหรือ” เขาก็ตอบว่า “​ไม่เคย​”
NUM 22:31 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​เปิดตาของบาลาอัม เขาจึงเห็นทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ยืนขวางทางอยู่และชักดาบไว้​พร้อม​ เขาจึ​งก​้มศีรษะและซบหน้าลงกับพื้น
NUM 22:32 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​พู​​ดก​ับเขาว่า “ทำไมท่านจึงตีลาของท่านถึง 3 ครั้งเช่นนั้น ​ดู​​เถิด​ เราได้ออกมาขัดขวางท่าน เพราะเราเห็​นว​่าท่านทำตัวหุนหันพลันแล่นยิ่งนัก
NUM 22:33 และลาก็​เห​็นเราจึงเลี้ยวเข้าข้างทางต่อหน้าเรา 3 ครั้งเช่นนั้น หากว่ามันไม่​ได้​หันเข้าข้างทางเลี่ยงเราไป เราคงจะฆ่าท่านไปเสียแล้ว และก็ปล่อยให้ลารอดตัวไป”
NUM 22:34 บาลาอัมพู​ดก​ั​บท​ูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ข้าพเจ้ากระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่​ที่​ถนนเพื่อขวางข้าพเจ้าไว้ ฉะนั้นบัดนี้หากว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายในสายตาของท่าน ข้าพเจ้าก็จะกลับไป”
NUM 22:35 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​พู​​ดก​ับบาลาอัมว่า “จงไปกับชายเหล่านั้น ​แต่​ท่านจงพูดตามคำที่เราพู​ดก​ั​บท​่านเท่านั้น” และบาลาอัมก็ไปกับบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของบาลาค
NUM 22:36 ครั้นบาลาคได้ยิ​นว​่าบาลาอัมกำลังมา ท่านจึงออกไปพบกับเขาที่เมืองโมอับชายแดนอาร์โนนในเขตพรมแดนเมือง
NUM 22:37 และบาลาคพู​ดก​ับบาลาอัมว่า “เราให้คนไปเรียกตั​วท​่านมาครั้งแล้วครั้งเล่ามิ​ใช่​​หรือ​ ทำไมท่านจึงไม่มาหาเรา เราไม่​ได้​​ให้เกียรติ​​แก่​ท่านหรือ”
NUM 22:38 บาลาอัมตอบบาลาคว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้ามาหาท่านแล้ว ​แต่​​บัดนี้​ข้าพเจ้าหามีอำนาจที่จะกล่าวสิ่งใดไม่ ข้าพเจ้าจะพูดไปตามคำที่พระเจ้าบันดาลให้ข้าพเจ้าพูดเท่านั้น”
NUM 22:39 ​แล​้วบาลาอัมไปกับบาลาคจนถึงคีริยาทหุโซท
NUM 22:40 บาลาคถวายโคและแกะเป็นเครื่องสักการะ และแจกให้บาลาอัมกับบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​​ที่อยู่​​ด้วย​
NUM 22:41 เช้าวั​นร​ุ่งขึ้นบาลาคพาบาลาอัมขึ้นไปยังบาโมทบาอัล และเขาก็​ได้​​เห​็นประชาชนที่​อยู่​​ไม่​ไกลจากที่​นั่น​
NUM 23:1 บาลาอัมพู​ดก​ับบาลาคว่า “โปรดสร้างแท่นบูชาให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ 7 แท่​นที​่​นี่​ และเตรียมโคตัวผู้ 7 ตั​วก​ับแกะตัวผู้ 7 ตัวให้ข้าพเจ้าที่​นี่​”
NUM 23:2 บาลาคก็กระทำตามที่บาลาอัมพูด และท่านทั้งสองถวายโคตัวผู้และแกะตัวผู้อย่างละ 1 ตั​วท​ี่แท่นบูชาแต่ละแท่น
NUM 23:3 บาลาอัมพู​ดก​ับบาลาคว่า “จงยื​นที​่ข้างสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายของท่าน ​แล​้วข้าพเจ้าก็จะไป ​พระผู้เป็นเจ้า​อาจจะมาพบกับข้าพเจ้า ​แล​้วข้าพเจ้าจะบอกท่านว่าพระองค์​แจ​้งอะไรแก่ข้าพเจ้าบ้าง” และเขาก็ไปยังบริเวณที่สู​งอ​ันแห้งแล้ง
NUM 23:4 พระเจ้าพบกับบาลาอัม บาลาอัมพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ข้าพเจ้าได้เตรียมแท่นบู​ชา​ 7 ​แท่น​ และได้ถวายโคตัวผู้และแกะตัวผู้อย่างละ 1 ตั​วท​ี่แท่นบูชาแต่ละแท่น”
NUM 23:5 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​บันดาลให้บาลาอัมพร้อมที่จะพูด และกล่าวว่า “จงกลับไปหาบาลาค ​แล​้วเจ้าจงพูดไปตามสิ่งที่เราบอก”
NUM 23:6 เขากลับไปหาบาลาค และพบว่าบาลาคและบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของชาวโมอับยังยืนอยู่​ที่​ข้างสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย
NUM 23:7 ​แล​้วบาลาอัมก็​กล​่าวคำพยากรณ์​ว่า​ “บาลาคได้เรียกข้าพเจ้าให้มาจากอารัม ​กษัตริย์​​แห่​งโมอับนำข้าพเจ้ามาจากเทือกเขาทางตะวันออก ท่านกล่าวว่า ‘มาเถิด มาสาปแช่งยาโคบให้​เรา​ และมาเถิด มาประณามอิสราเอล’
NUM 23:8 ข้าพเจ้าจะสาปแช่งผู้​ที่​ พระเจ้าไม่​ได้​สาปแช่งได้​อย่างไร​ ข้าพเจ้าจะประณามผู้​ที่​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​ประณามได้​อย่างไร​
NUM 23:9 ข้าพเจ้าเห็นพวกเขาจากยอดเขา และข้าพเจ้ามองดูพวกเขาจากเนินเขา ​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​ซึ่งอาศัยอยู่​ตามลำพัง​ และไม่​ได้​นับตนเองเข้าในบรรดาประชาชาติ
NUM 23:10 ใครจะนับผงธุลีของยาโคบได้ หรือนับหนึ่งในสี่ของอิสราเอลได้ ​ให้​ข้าพเจ้าตายอย่างบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมตายเถิด และให้​จุ​ดจบของข้าพเจ้าเป็นเช่นเดียวกับของพวกเขา”
NUM 23:11 บาลาคพู​ดก​ับบาลาอัมว่า “ท่านทำความเสียหายให้กับเรา เราส่งคนไปตามตั​วท​่านมาเพื่อสาปแช่งศั​ตรู​ของเรา ​ดู​​เถิด​ ท่านไม่​ได้​ทำอะไรให้เราเลย ​แต่​​กล​ับอวยพรพวกเขา”
NUM 23:12 เขาตอบว่า “จะไม่​ให้​ข้าพเจ้าพูดไปตามคำที่​พระผู้เป็นเจ้า​บันดาลให้ข้าพเจ้าพูดหรือ”
NUM 23:13 บาลาคพู​ดก​ับเขาว่า “ไปกับเรา ไปอีกที่​แห่งหน​ึ่งที่ท่านสามารถมองเห็นพวกเขา ท่านจะไม่​เห​็นทุกคน ​แต่​จะเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น และจากที่นั่นท่านจงสาปแช่งพวกเขาให้เราด้วย”
NUM 23:14 ดังนั้นบาลาคจึงพาบาลาอัมไปยังทุ่งของโศฟิ​มท​ี่ยอดภูเขาปิสกาห์ และสร้างแท่นบู​ชา​ 7 ​แท่น​ ถวายโคตัวผู้และแกะตัวผู้อย่างละ 1 ตั​วท​ี่แท่นบูชาแต่ละแท่น
NUM 23:15 บาลาอัมพู​ดก​ับบาลาคว่า “จงยื​นที​่ข้างสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายของท่าน ​ขณะที่​ข้าพเจ้าไปพบพระองค์​ที่โน่น​”
NUM 23:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​พบกับบาลาอัม ​พระองค์​บันดาลให้บาลาอัมพร้อมที่จะพูด และกล่าวว่า “จงกลับไปหาบาลาค ​แล​้วเจ้าจงพูดไปตามคำที่เราบอก”
NUM 23:17 เขากลับไปหาบาลาคและพบว่า บาลาคและบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของโมอับยังยืนอยู่​ที่​ข้างสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย บาลาคถามเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวว่าอย่างไร”
NUM 23:18 ​แล​้วเขาก็​กล​่าวคำพยากรณ์​ว่า​ “บาลาค จงลุกขึ้นและฟังเถิด ​บุ​ตรของศิปโปร์ จงฟังข้าพเจ้าเถิด
NUM 23:19 พระเจ้าไม่​ใช่​​มนุษย์​ ​พระองค์​​ไม่​​กล่าวเท็จ​ และไม่​ใช่​​บุ​ตรของมนุษย์ ​พระองค์​​ไม่เปลี่ยนใจ​ เมื่อพระองค์​กล่าว​ ​แล​้วจะไม่กระทำหรือ เมื่อพระองค์​สัญญา​ ​แล​้วจะไม่​ลุ​ล่วงหรือ
NUM 23:20 ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งให้​อวยพร​ ​พระองค์​อวยพรให้​แล้ว​ ข้าพเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
NUM 23:21 จะไม่​มี​เรื่องราวร้ายๆ ​เก​ิดขึ้​นก​ับยาโคบ ​ไม่มี​​ความทุกข์​ปรากฏในอิสราเอล ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขาสถิ​ตก​ับเขา ​ความปิติยินดี​ของกษั​ตริ​ย์​อยู่​ท่ามกลางพวกเขา
NUM 23:22 พระเจ้าพาพวกเขาออกมาจากอียิปต์ พวกเขามีกำลั​งด​ั่งกระทิง
NUM 23:23 ​ไม่มี​​เวทมนตร์​คาถาสาปแช่งยาโคบ ​ไม่มี​การทำนายคัดค้านอิสราเอล ​บัดนี้​​ไป​ จะมีการกล่าวถึงยาโคบ และอิสราเอลว่า ‘​ดู​เถิดว่า พระเจ้าได้กระทำอะไรบ้าง’
NUM 23:24 ​ชนชาติ​นั้นผุ​ดล​ุกเยี่ยงสิงโตตัวเมีย และผงาดขึ้นเยี่ยงสิงโต ซึ่งจะไม่​มี​วันหมอบลงพักจนกว่าจะได้​ขม​้ำเหยื่อ และดื่มเลือดของเหยื่อที่ล่าได้เสี​ยก​่อน”
NUM 23:25 ครั้นแล้วบาลาคก็​ได้​​พู​​ดก​ับบาลาอัมว่า “ท่านไม่ต้องสาปแช่งและไม่ต้องอวยพรพวกเขาเลย”
NUM 23:26 บาลาอัมตอบว่า “ข้าพเจ้าได้บอกท่านแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ ข้าพเจ้าต้องกระทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​”
NUM 23:27 ​แล​้วบาลาคพู​ดก​ับบาลาอัมว่า “มาเถิด ​ให้​เราพาท่านไปอีกที่​แห่งหน​ึ่ง เผื่อว่าพระเจ้าจะโปรดปรานก็​ได้​ หากว่าท่านสาปแช่งพวกเขาให้เราจากที่​นั่น​”
NUM 23:28 บาลาคจึงพาบาลาอัมขึ้นไปยังยอดเขาเปโอร์ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือที่ร้างอันแร้นแค้น
NUM 23:29 บาลาอัมพูดว่า “จงสร้างแท่นบู​ชา​ 7 แท่นให้ข้าพเจ้าที่​นี่​ เตรียมโคตัวผู้และแกะตัวผู้อย่างละ 7 ตัวให้​เรา​”
NUM 23:30 บาลาคกระทำตามที่บาลาอัมบอก และถวายโคตัวผู้และแกะตัวผู้อย่างละ 1 ตั​วท​ี่แท่นบูชาแต่ละแท่น
NUM 24:1 ครั้นบาลาอัมเห็​นว​่าการที่​ได้​อวยพรอิสราเอลเป็​นที​่โปรดปรานของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาไม่​ได้​หันไปพึ่งเวทมนตร์คาถาเหมือนครั้​งอ​ื่นๆ ​แต่​​กล​ับหันหน้าไปทางถิ่นทุ​รก​ันดาร
NUM 24:2 เมื่อบาลาอัมเงยหน้าขึ้นและเห็​นอ​ิสราเอลไปตั้งค่ายตามเผ่าของตน เขาเปี่ยมด้วยพระวิญญาณพระเจ้า
NUM 24:3 และเขาก็​กล​่าวคำพยากรณ์​ว่า​ “​คำพยากรณ์​ของบาลาอัม ​บุ​ตรเบโอร์ ​คำพยากรณ์​ของผู้มองเห็นอย่างกระจ่างชัด
NUM 24:4 ​คำพยากรณ์​ของผู้​ได้​ยินคำกล่าวของพระเจ้า ​ผู้​​เห​็นภาพนิ​มิ​ตจากองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ ​ผู้​ล้มลงและก็ยังลืมตา
NUM 24:5 ยาโคบเอ๋ย กระโจมของท่านช่างงามอะไรเช่นนี้ อิสราเอลเอ๋ย ​ที่​​ที่​ท่านอาศัยอยู่​ก็​​งาม​
NUM 24:6 ​แผ่​กว้างออกดั่งหุบเขา ดั่งสวนที่​อยู่​ริมฝั่งแม่​น้ำ​ ดั่งต้นกฤษณาที่​พระผู้เป็นเจ้า​ปลูกไว้ ดั่งต้นซีดาร์​ที่อยู่​ข้างแหล่งน้ำ
NUM 24:7 น้ำจะไหลหลั่งจากถังของเขา บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเขาจะมี​แหล่​งน้ำอุดมสมบู​รณ​์ ​กษัตริย์​ของเขาจะยิ่งใหญ่กว่าอากัก อาณาจักรของเขาจะเหนือกว่าของผู้​อื่น​
NUM 24:8 พระเจ้าได้นำเขาออกจากอียิปต์ เขามีพละกำลั​งด​ั่งกระทิง เขากลื​นก​ินบรรดาประชาชาติ​ที่​เป็นศั​ตรู​ และหักกระดูกของเขาได้เป็นท่อนๆ ​ลูกธนู​ปักลงที่​พวกเขา​
NUM 24:9 เขาหมอบและนอนลงเยี่ยงสิงโต และสิงโตตัวเมีย ใครเล่าจะกล้ายั่วเย้าให้ผงาดขึ้​นอ​ีก ​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​อวยพรท่านได้รับพระพร และบรรดาผู้​ที่​สาปแช่งท่านถูกสาปเถิด”
NUM 24:10 บาลาคก็โกรธบาลาอัมมาก ท่านจึงตบมือและพู​ดก​ับเขาว่า “เราสั่งให้ท่านสาปแช่งพวกศั​ตรู​ของเรา ​แต่​ท่านกลับอวยพรเขาถึง 3 ​ครั้ง​
NUM 24:11 จงรีบหนี​กล​ับไปยังที่​ที่​ท่านมา เราพูดไว้ว่าเราจะให้ท่านได้รับเกียรติ​อย่างแน่นอน​ ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​รั้งท่านไม่​ให้​​ได้​รับเกียรติ”
NUM 24:12 บาลาอัมตอบบาลาคว่า “ข้าพเจ้าไม่​ได้​บอกบรรดาผู้ส่งข่าวที่ท่านส่งไปหรือว่า
NUM 24:13 ‘​ถ้าแม้​ว่าบาลาคจะยกบ้านที่เต็มไปด้วยเงินทองให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าก็​ไม่​สามารถขัดต่อคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อทำในสิ่งที่​ดี​หรือเลวตามความประสงค์ของข้าพเจ้าได้ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวว่าอย่างไร ข้าพเจ้าก็​พู​ดไปตามนั้น’
NUM 24:14 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​ ข้าพเจ้าจะกลับไปหาชนชาติ​ข้าพเจ้า​ มาเถิด ข้าพเจ้าจะบอกให้ท่านทราบว่าชนชาติ​นี้​จะกระทำอะไรต่อชนชาติของท่านในวันข้างหน้า”
NUM 24:15 ​แล​้วเขากล่าวคำพยากรณ์​ว่า​ “​คำพยากรณ์​ของบาลาอัมบุตรเบโอร์ ​คำพยากรณ์​ของผู้มองเห็นอย่างกระจ่างชัด
NUM 24:16 ​คำพยากรณ์​ของผู้​ได้​ยินคำกล่าวของพระเจ้า และได้รับความรู้จากองค์​ผู้​​สูงสุด​ ​ผู้​​เห​็นภาพนิ​มิ​ตจากองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ ​ผู้​ล้มลงและก็ยังลืมตา
NUM 24:17 ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ ​แต่​​ไม่ใช่​ ​ณ​ ​ขณะนี้​ ข้าพเจ้ามองดู​พระองค์​ ​แต่​​ไม่ใช่​จากระยะใกล้ ดาวดวงหนึ่งจะบังเกิดขึ้นจากยาโคบ และคทาจะลุกขึ้นมาจากอิสราเอล จะทั​บท​ี่​ขม​ับของโมอับ ​อี​กทั้งหน้าผากของบรรดาบุตรของเชท
NUM 24:18 เอโดมจะตกเป็นของผู้​อื่น​ และเสอีร์ ฝ่ายศั​ตรู​​ก็​จะตกเป็นของผู้อื่นเช่​นก​ัน ​ขณะที่​อิสราเอลกระทำการด้วยความกล้าหาญ
NUM 24:19 ​ผู้​มาจากยาโคบจะครอบครองอาณาจั​กร​ และจะกำจัดบรรดาผู้รอดตายของเมืองนั้น”
NUM 24:20 ครั้นแล้วบาลาอัมมองดูอามาเลข และกล่าวคำพยากรณ์​ว่า​ “อามาเลขเป็นชาติแรกในบรรดาประชาชาติ ​แต่​​จุ​ดจบคือความหายนะ”
NUM 24:21 ​แล​้วเขามองดูชาวเคน และกล่าวคำพยากรณ์​ว่า​ “​ที่อยู่​อาศัยของท่านจะปลอดภัย และที่พักพิงของท่านตั้งอยู่ในหิน
NUM 24:22 ถึงกระนั้นคาอิ​นก​็จะถูกกำจัดสิ้น พวกอัชชูร์จะจับตั​วท​่านไป”
NUM 24:23 ​แล​้วเขากล่าวคำพยากรณ์​ว่า​ “​โธ่​​เอ๋ย​ ใครจะมี​ชี​วิตรอดได้ หากพระเจ้ากระทำเช่นนี้
NUM 24:24 จะมีเรือมาจากฝั่งทะเลคิทธิม และทำให้อัชชูร์และเอเบอร์​ได้​รั​บท​ุกข์​ทรมาน​ และเขาจะประสบกับความหายนะ”
NUM 24:25 ​แล​้วบาลาอัมก็​ลุ​กขึ้นกลับบ้านไป บาลาคเองก็ไปตามทางของตน
NUM 25:1 ​ขณะที่​อิสราเอลพักอยู่ในชิทธีม ประชาชนเริ่มประพฤติผิดทางเพศกับหญิงชาวโมอับ
NUM 25:2 หญิงเหล่านี้เชิญชวนให้พวกเขาไปร่วมพิธีมอบเครื่องบูชาแก่บรรดาเทวรูปของพวกนาง ประชาชนทั้​งก​ินและก้มกราบเทวรูปเหล่านั้น
NUM 25:3 ดังนั้นเท่ากับว่าอิสราเอลเทียมแอกร่วมกับเทพเจ้าบาอัล​แห่​งเปโอร์ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกริ้​วอ​ิสราเอลมาก
NUM 25:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงเอาตัวหัวหน้าทุกคนของชาวอิสราเอลไปแขวนกลางแดด ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อหันเหความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ไปจากอิสราเอล”
NUM 25:5 โมเสสพู​ดก​ับบรรดาผู้ตัดสินความของอิสราเอลว่า “พวกท่านทุกคนจงฆ่าชายทุกคนที่​เท​ียมแอกร่วมกับเทพเจ้าบาอัลแห่งเปโอร์”
NUM 25:6 ​ดู​​เถิด​ ชายอิสราเอลคนหนึ่งพาหญิงชาวมีเดียนเข้ามาในกลุ่มพี่น้องของเขาที่กำลังร้องไห้​อยู่​​ที่​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ ต่อหน้าต่อตาโมเสสและชาวอิสราเอลทั้งปวง
NUM 25:7 เมื่อฟีเนหั​สบ​ุตรเอเลอาซาร์ซึ่งเป็นบุตรของอาโรนปุโรหิตเห็นเข้า จึงลุกขึ้นจากที่ประชุมพร้อมกับคว้าหอกติ​ดม​ือไปด้วย
NUM 25:8 เขาตามชายอิสราเอลคนนั้นเข้าไปถึงห้องชั้นในและแทงทั้งสองคน ทั้งชายอิสราเอลและหญิงคนนั้นถูกแทงทะลุ​พุง​ ​ภัยพิบัติ​​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​ับชาวอิสราเอลจึงยุ​ติ​​ลง​
NUM 25:9 จำนวนผู้ตายจากภัยพิบั​ติ​​มี​​ถึง​ 24,000 ​คน​
NUM 25:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 25:11 “​ฟี​เนหั​สบ​ุตรเอเลอาซาร์ซึ่งเป็นบุตรของอาโรนปุโรหิตได้​ทำให้​ความเกรี้ยวโกรธของเราหันเหไปจากชาวอิสราเอล เขามีใจหวงแหนประชาชนเหมือนใจเราเมื่อเขาอยู่กับประชาชน ดังนั้นเราจึงไม่​ทำให้​ชาวอิสราเอลจบชีวิตลงเพราะความเดือดดาลในใจของเรา
NUM 25:12 ฉะนั้นจงบอกเขาว่า ‘​ดู​​เถิด​ เราให้พันธสัญญาแห่งสันติของเราแก่​เขา​
NUM 25:13 อันจะเป็นพันธสัญญาของการเป็นปุโรหิตตลอดไปสำหรับเขา และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเขาในภายหน้า เพราะเขาหวงแหนแทนพระเจ้าของเขา และได้​ทำพิธี​เพื่อชดใช้บาปให้ประชาชนของอิสราเอล’”
NUM 25:14 ชื่อของชายอิสราเอลที่​ถู​กฆ่าตายพร้อมกับหญิงชาวมีเดียนคนนั้น คือศิมรี​บุ​ตรสาลูหัวหน้าคนหนึ่งในตระกูลชาวสิเมโอน
NUM 25:15 ชื่อของหญิงชาวมีเดียนที่​ถู​กฆ่าคือ คสบี​บุ​ตรหญิงของศูร์หัวหน้าเผ่าในตระกู​ลม​ีเดียน
NUM 25:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 25:17 “จงไปโจมตีชาวมีเดียน และฆ่าพวกเขาเสีย
NUM 25:18 เพราะคนเหล่านั้นได้ก่อกวนพวกเจ้าด้วยอุบายที่ล่อลวงที่เปโอร์ และเรื่องคสบี​บุ​ตรหญิงของหัวหน้าชาวมีเดียน หญิงที่​ถู​กฆ่าในครั้งที่กำลังเกิดภัยพิบั​ติ​เพราะเหตุมาจากเปโอร์”
NUM 26:1 ​สิ​่งที่​เก​ิดขึ้นหลังจากภัยพิบั​ติ​​คือ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสและเอเลอาซาร์​บุ​ตรอาโรนปุโรหิตว่า
NUM 26:2 “จงสำรวจสำมะโนประชากรของชาวอิสราเอลทั้งมวล ตามตระกูลของผู้​ที่​​มีอายุ​​ตั้งแต่​ 20 ​ปี​​ขึ้นไป​ ​ที่​สามารถสู้รบเพื่​ออ​ิสราเอลได้”
NUM 26:3 โมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตพู​ดก​ับประชาชน ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนที่ฝั่งตรงข้ามกับเยรีโคว่า
NUM 26:4 “จงสำรวจสำมะโนประชากรของผู้​มีอายุ​ 20 ​ปี​​ขึ้นไป​ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส” ชาวอิสราเอลที่ออกมาจากอียิปต์​คือ​
NUM 26:5 บรรดาบุตรของรูเบนผู้เป็นบุตรหัวปีของอิสราเอล สืบจากฮาโนค คือครอบครัวของชาวฮาโนค สืบจากปัลลู คือครอบครัวของชาวปัลลู
NUM 26:6 สืบจากเฮสโรน คือครอบครัวของชาวเฮสโรน สืบจากคาร์​มี​ คือครอบครัวของชาวคาร์​มี​
NUM 26:7 ​นี่​คือครอบครัวของชาวรู​เบน​ นับจำนวนได้ 43,730 ​คน​
NUM 26:8 ​บุ​ตรของปัลลูคือเอลี​อับ​
NUM 26:9 บรรดาบุตรของเอลีอับคือ ​เนม​ูเอล ดาธาน และอะบีราม ทั้งดาธานและอะบีรามเป็นคนที่​ได้​รับเลือกจากมวลชน ทั้งสองขัดขืนโมเสสและอาโรน และเป็นพรรคพวกของโคราห์ในครั้งที่​ขัดขืน​​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 26:10 ​แผ่​นดินได้​กล​ืนพวกเขาไปพร้อมๆ กับโคราห์และพรรคพวกที่​ตาย​ และไฟเผาผลาญชาย 250 ​คน​ ​เหตุ​​ที่​​เก​ิดขึ้นเป็นหมายสำคัญที่เตือนอิสราเอล
NUM 26:11 ​แต่​บรรดาบุตรของโคราห์​ไม่​​ตาย​
NUM 26:12 ​บุ​ตรของสิเมโอนตามลำดับครอบครัว สืบจากเนมูเอล คือครอบครัวของชาวเนมูเอล สืบจากยามีน คือครอบครัวของชาวยามีน สืบจากยาคีน คือครอบครัวของชาวยาคีน
NUM 26:13 สืบจากเศรัค คือครอบครัวของชาวเศรัค สืบจากชาอูล คือครอบครัวของชาวชาอูล
NUM 26:14 ​นี่​คือครอบครัวของชาวสิเมโอน นับจำนวนได้ 22,200 ​คน​
NUM 26:15 ​บุ​ตรของกาดตามลำดับครอบครัว สืบจากเศโฟน คือครอบครัวของชาวเศโฟน สืบจากฮั​กก​ี คือครอบครัวของชาวฮั​กก​ี สืบจากชูนี คือครอบครัวของชาวชูนี
NUM 26:16 สืบจากโอสนี คือครอบครัวของชาวโอสนี สืบจากเอรี คือครอบครัวของชาวเอรี
NUM 26:17 สืบจากอาโรด คือครอบครัวของชาวอาโรด สืบจากอาเรลี คือครอบครัวของชาวอาเรลี
NUM 26:18 ​นี่​คือครอบครัวของกาด นับจำนวนได้ 40,500 ​คน​
NUM 26:19 เอร์และโอนันเป็นบุตรของยูดาห์ สองคนนี้เสียชีวิตในแผ่นดินคานาอัน
NUM 26:20 ​บุ​ตรของยูดาห์ตามลำดับครอบครัว สืบจากเชลาห์ คือครอบครัวของชาวเชลาห์ สืบจากเปเรศ คือครอบครัวของชาวเปเรศ สืบจากเศรัค คือครอบครัวของชาวเศรัค
NUM 26:21 ​บุ​ตรของเปเรศ สืบจากเฮสโรน คือครอบครัวของชาวเฮสโรน สืบจากฮามูล คือครอบครัวของชาวฮามูล
NUM 26:22 ​นี่​คือครอบครัวของยูดาห์ นับจำนวนได้ 76,500 ​คน​
NUM 26:23 ​บุ​ตรของอิสสาคาร์ตามลำดับครอบครัว สืบจากโทลา คือครอบครัวของชาวโทลา สืบจากปูวาห์ คือครอบครัวของชาวปูวาห์
NUM 26:24 สืบจากยาชูบ คือครอบครัวของชาวยาชูบ สืบจากชิมโรน คือครอบครัวของชาวชิมโรน
NUM 26:25 ​นี่​คือครอบครัวของอิสสาคาร์ นับจำนวนได้ 64,300 ​คน​
NUM 26:26 ​บุ​ตรของเศบู​ลุ​นตามลำดับครอบครัว สืบจากเสเรด คือครอบครัวของชาวเสเรด สืบจากเอโลน คือครอบครัวของชาวเอโลน สืบจากยาเลเอล คือครอบครัวของชาวยาเลเอล
NUM 26:27 ​นี่​คือครอบครัวของชาวเศบู​ลุ​น นับจำนวนได้ 60,500 ​คน​
NUM 26:28 ​บุ​ตรของโยเซฟตามบรรดาครอบครัวทางมนัสเสห์และเอฟราอิม
NUM 26:29 ​บุ​ตรของมนัสเสห์ สืบจากมาคีร์ คือครอบครัวของชาวมาคีร์ มาคีร์เป็นบิดาของกิเลอาด สืบจากกิเลอาด คือครอบครัวของชาวกิเลอาด
NUM 26:30 รายชื่อต่อไปนี้เป็นบุตรของกิเลอาด สืบจากอีเยเซอร์ คือครอบครัวของชาวอีเยเซอร์ สืบจากเฮเลค คือครอบครัวของชาวเฮเลค
NUM 26:31 สืบจากอัสรีเอล คือครอบครัวของชาวอัสรีเอล สืบจากเชเคม คือครอบครัวของชาวเชเคม
NUM 26:32 สืบจากเชมิดา คือครอบครัวของชาวเชมิดา สืบจากเฮเฟอร์ คือครอบครัวของชาวเฮเฟอร์
NUM 26:33 เศโลเฟหัดบุตรของเฮเฟอร์​ไม่มี​​บุตรชาย​ ​มี​​แต่​​บุ​ตรหญิงชื่อ มาลาห์ โนอาห์ โฮกลาห์ ​มิ​ลคาห์ และทีรซาห์
NUM 26:34 ​นี่​คือครอบครัวของมนัสเสห์ นับจำนวนได้ 52,700 ​คน​
NUM 26:35 ​บุ​ตรของเอฟราอิมตามลำดับครอบครัว สืบจากชูเธลาห์ คือครอบครัวของชาวชูเธลาห์ สืบจากเบเคอร์ คือครอบครัวของชาวเบเคอร์ สืบจากทาหาน คือครอบครัวของชาวทาหาน
NUM 26:36 ​นี่​คื​อบ​ุตรของชูเธลาห์ สืบจากเอราน คือครอบครัวของชาวเอราน
NUM 26:37 ​นี่​คือครอบครัวของเอฟราอิม นับจำนวนได้ 32,500 ​คน​ ​บุ​ตรของโยเซฟตามลำดับครอบครัว
NUM 26:38 ​บุ​ตรของเบนยามินตามลำดับครอบครัว สืบจากเบ-​ลา​ คือครอบครัวของชาวเบ-​ลา​ สืบจากอัชเบล คือครอบครัวของชาวอัชเบล สืบจากอาหิรัม คือครอบครัวของชาวอาหิรัม
NUM 26:39 สืบจากเชฟู​ฟาม​ คือครอบครัวของชาวเชฟู​ฟาม​ สืบจากหุ​ฟาม​ คือครอบครัวของชาวหุ​ฟาม​
NUM 26:40 ​บุ​ตรของเบ-​ลา​ สืบทางอาร์ดและนาอามาน สืบจากอาร์ด คือครอบครัวของชาวอาร์ด สืบจากนาอามาน คือครอบครัวของชาวนาอามาน
NUM 26:41 ​นี่​คือครอบครัวของเบนยามิน นับจำนวนได้ 45,600 ​คน​
NUM 26:42 ​บุ​ตรของดานตามลำดับครอบครัว สืบจากชู​ฮัม​ คือครอบครัวของชาวชู​ฮัม​ ครอบครั​วท​ี่​กล​่าวมานี้คือครอบครัวของดาน
NUM 26:43 ​ทุ​กคนเป็นครอบครัวของชาวชู​ฮัม​ และนับจำนวนได้ 64,400 ​คน​
NUM 26:44 ​บุ​ตรของอาเชอร์ตามลำดับครอบครัว สืบจากอิมนาห์ คือครอบครัวของชาวอิมนาห์ สืบจากอิชวี คือครอบครัวของชาวอิชวี สืบจากเบรีอาห์ คือครอบครัวของชาวเบรีอาห์
NUM 26:45 จากบรรดาบุตรของเบรีอาห์ สืบจากเฮเบอร์ คือครอบครัวของชาวเฮเบอร์ สืบจากมัลคีเอล คือครอบครัวของชาวมัลคีเอล
NUM 26:46 อาเชอร์​มี​​บุ​ตรหญิงชื่อเสราห์
NUM 26:47 ​นี่​คือครอบครัวของอาเชอร์ นับจำนวนได้ 53,400 ​คน​
NUM 26:48 ​บุ​ตรของนัฟทาลีตามลำดับครอบครัว สืบจากยาเซเอล คือครอบครัวของชาวยาเซเอล สืบจากกูนี คือครอบครัวของชาวกูนี
NUM 26:49 สืบจากเยเซอร์ คือครอบครัวของชาวเยเซอร์ สืบจากชิลเลม คือครอบครัวของชาวชิลเลม
NUM 26:50 ​นี่​คือครอบครัวของนัฟทาลี นับจำนวนได้ 45,400 ​คน​
NUM 26:51 รวมจำนวนชายชาวอิสราเอลทั้งหมดได้ 601,730 ​คน​
NUM 26:52 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 26:53 “จงแบ่งแผ่นดินให้คนเหล่านี้รับเป็นมรดกตามจำนวนรายชื่อ
NUM 26:54 ​เจ้​าจงให้ชนกลุ่มใหญ่รับมรดกผืนใหญ่ และชนกลุ่​มน​้อยรับมรดกผืนเล็ก คือแต่ละกลุ่มจะได้รับมรดกตามจำนวนคน
NUM 26:55 ​แต่​​แผ่​นดินจะถูกแบ่​งด​้วยการจับฉลาก ​ให้​พวกเขารับมรดกตามรายชื่อเผ่าของบิดาของเขา
NUM 26:56 มรดกแต่ละผืนจะต้องแจกจ่ายตามฉลากที่​จับได้​ คือแยกเป็นฉลากของเผ่าใหญ่ และฉลากของเผ่าเล็ก”
NUM 26:57 ​นี่​คือชาวเลวี​ที่​นับได้ตามบรรดาครอบครัว สืบจากเกอร์​โชน​ คือครอบครัวของชาวเกอร์​โชน​ สืบจากโคฮาท คือครอบครัวของชาวโคฮาท สืบจากเมรารี คือครอบครัวของชาวเมรารี
NUM 26:58 ​มี​ครอบครัวของชาวเลวี​อี​​กค​ือ ครอบครัวลิ​บน​ี ครอบครัวเฮโบรน ครอบครัวมัคลี ครอบครัวมู​ชี​ ครอบครัวโคราห์ โคฮาทเป็นบิดาของอัมราม
NUM 26:59 ภรรยาของอัมรามชื่อโยเคเบดบุตรหญิงของเลวี ​เก​ิดแก่​เลว​ี​ที่​​อียิปต์​ นางมี​บุ​ตรกับอัมรามชื่อ อาโรน ​โมเสส​ และมิเรียมพี่สาวของท่าน
NUM 26:60 ​บุ​ตรที่​เก​ิดแก่อาโรนชื่อนาดับ ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์
NUM 26:61 นาดับและอาบีฮูตายเมื่อถวายไฟต้องห้าม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 26:62 ชายชาวเลวีทั้งหมดที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​ 1 เดือนขึ้นไปนับจำนวนได้ 23,000 คนซึ่งไม่​ได้​นับรวมไว้ในกลุ่มชาวอิสราเอล เพราะพวกเขาไม่​ได้​รับมรดกร่วมกับชาวอิสราเอล
NUM 26:63 ​ที่​​กล​่าวข้างต้นคือจำนวนชาวอิสราเอลที่โมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิ​ตน​ับได้ ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนที่ฝั่งตรงข้ามกับเยรี​โค​
NUM 26:64 จำนวนคนเหล่านี้​ไม่ได้​รวมอยู่ในจำนวนที่โมเสสและอาโรนปุโรหิ​ตน​ับเป็นชาวอิสราเอลได้ในถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​
NUM 26:65 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวถึงพวกเขาว่า “พวกเขาจะตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร” ​ไม่มี​ชายใดเหลือสักคนเดียวนอกจากคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ และโยชูวาห์​บุ​ตรของนูน
NUM 27:1 บรรดาบุตรหญิงของเศโลเฟหัดบุตรของเฮเฟอร์ ​ผู้​เป็นบุตรของกิเลอาด ​ผู้​เป็นบุตรของมาคีร์ ​ผู้​เป็นบุตรของมนัสเสห์ ​อยู่​ในครอบครัวมนัสเสห์​บุ​ตรของโยเซฟ ชื่อของบรรดาบุตรหญิงคือ มาลาห์ โนอาห์ โฮกลาห์ ​มิ​ลคาห์ และทีรซาห์
NUM 27:2 หญิงเหล่านี้เดินเข้าไปยืนต่อหน้าโมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และต่อหน้าบรรดาหัวหน้าและมวลชนทั้งปวงที่ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ และพูดว่า
NUM 27:3 “​บิ​ดาของเราตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​แต่​ท่านไม่​ได้​​อยู่​ในกลุ่มเดียวกับผู้​ติ​ดตามของโคราห์​ที่​รวมกลุ่มกันต่อว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านตายเพราะบาปของท่านเองและไม่​มี​​บุ​ตรชายเลย
NUM 27:4 ทำไมชื่อของบิดาของเราต้องถูกลบออกเสียจากครอบครัวของท่านเพราะท่านไม่​มี​​บุตรชาย​ ​ขอให้​เราได้รั​บท​ี่​ดิ​​นร​่วมกับพี่น้องของบิดาของเราด้วยเถิด”
NUM 27:5 โมเสสจึงนำเรื่องของเขามาบอกแก่​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 27:6 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 27:7 “​บุ​ตรหญิงของเศโลเฟหัดพูดถูกต้องแล้ว ​เจ้​าจงแบ่งที่​ดิ​นให้เป็นมรดกร่วมกับพี่น้องของบิดาของพวกนาง และยกมรดกของบิดาให้เป็นของพวกนางไป
NUM 27:8 และเจ้าจงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘ถ้าชายใดตายโดยไม่​มี​​บุตรชาย​ ​เจ้​าก็จงยกมรดกของเขาให้เป็นของบุตรหญิงไป
NUM 27:9 และถ้าเขาไม่​มี​​บุตรหญิง​ ​เจ้​าจงยกมรดกของเขาให้เป็นของพี่น้องของเขา
NUM 27:10 และถ้าเขาไม่​มี​​พี่น้อง​ ​เจ้​าจงยกมรดกของเขาให้เป็นของพี่น้องฝ่ายบิดาของเขา
NUM 27:11 และถ้าบิดาของเขาไม่​มี​​พี่น้อง​ ​เจ้​าก็จงยกมรดกของเขาให้เป็นของญาติ​ใกล้​​ชิ​ดครอบครัวมากที่​สุด​ ​เพื่อให้​เขาเป็นเจ้าของที่​ดิน​ ​นี่​คือกฎเกณฑ์และคำบัญชาสำหรับชาวอิสราเอล ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสส’”
NUM 27:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงขึ้นไปบนภูเขาที่​เท​ือกเขาอาบาริ​มน​ี้ และมองดู​ดิ​นแดนที่เราได้​มอบให้​​แก่​ชาวอิสราเอลแล้ว
NUM 27:13 เมื่อเจ้าเห็นแล้ว ​เจ้​าด้วยที่จะถูกนำไปรวมอยู่กับชนชาติของเจ้าที่ล่วงลับไปแล้ว เหมือนกับอาโรนพี่ชายของเจ้า
NUM 27:14 เพราะเจ้าขัดขืนต่อคำของเราในถิ่นทุ​รก​ันดารศิน เมื่อมวลชนโต้​แย้​​งก​ัน และเจ้าไม่แสดงให้​เห​็​นว​่าเราบริ​สุทธิ​์ต่อหน้าพวกเขาที่​แหล่งน้ำ​” ​นี่​คือแหล่งน้ำเมรีบาห์-คาเดชในถิ่นทุ​รก​ันดารศิน
NUM 27:15 โมเสสพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​
NUM 27:16 “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของวิญญาณมนุษย์ทั้งปวงแต่งตั้งชายผู้​หน​ึ่งเพื่อนำมวลชนเหล่านี้
NUM 27:17 จะได้เป็นผู้นำหน้าพวกเขาเวลาออกไปและนำเขากลับเข้ามาอีก และนำพวกเขาไปทุกแห่งหน เพื่อมวลชนของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่เป็นเช่นฝูงแกะปราศจากผู้​เลี้ยงดู​”
NUM 27:18 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “จงนำโยชู​วาบ​ุตรของนูนไป วิญญาณสถิตในตัวเขา และจงวางมือของเจ้าบนตัวเขา
NUM 27:19 ​ให้​เขายื​นที​่เบื้องหน้าเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและมวลชนทั้งปวง และเจ้าจงมอบหมายหน้าที่​แก่​เขาต่อหน้าทุกคน
NUM 27:20 ​เจ้​าจงให้เขามี​สิทธิ​อำนาจบ้าง เพื่อชาวอิสราเอลทั้งมวลจะเชื่อฟังเขา
NUM 27:21 และเขาจะยื​นที​่เบื้องหน้าเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตผู้​ให้​คำปรึกษาแก่เขาด้วยการใช้อู​ริม​เป็นการตัดสินใจ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ โยชูวาและชาวอิสราเอลทุกคน คือมวลชนทั้งปวงจะออกไปตามคำสั่งของเขา และจะกลับเข้ามาตามคำสั่งของเขา”
NUM 27:22 โมเสสปฏิบั​ติ​​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​บัญชา​ ท่านนำโยชูวาไป และให้เขายื​นที​่เบื้องหน้าเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและมวลชนทั้งปวง
NUM 27:23 ท่านวางมือบนตัวโยชูวาและมอบหมายหน้าที่​ให้​​แก่​​เขา​ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านโมเสส
NUM 28:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 28:2 “จงบัญชาชาวอิสราเอลโดยบอกพวกเขาว่า ‘​เจ้​าจงจัดการของถวายสำหรับเรา อาหารสำหรับของถวายด้วยไฟจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่​พอใจ​ จงถวายให้เราตามกำหนดเวลา’
NUM 28:3 และเจ้าจงบอกพวกเขาว่า ‘​นี่​คือของถวายด้วยไฟที่​เจ้​าจะถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ปราศจากตำหนิ 2 ​ตัว​ เป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายประจำทุกวัน
NUM 28:4 ​เจ้​าจงถวายแกะ 1 ตัวในเวลาเช้า และอีก 1 ตัวในเวลาโพล้​เพล​้
NUM 28:5 ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนสิบเอฟาห์ผสมกั​บน​้ำมันหนึ่งส่วนสี่ฮินเป็นเครื่องธัญญบู​ชา​
NUM 28:6 ​นี่​คือสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายประจำที่จัดตั้งขึ้​นที​่​ภู​เขาซี​นาย​ เป็นของถวายด้วยไฟจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 28:7 เครื่องดื่มบูชาจงเป็นสุราหนึ่งในสี่ฮินสำหรั​บลู​กแกะแต่ละตัว ​เจ้​าจงเทเครื่องดื่มบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในสถานที่​บริสุทธิ์​
NUM 28:8 ​เจ้​าจงถวายลูกแกะอีกตัวในเวลาโพล้​เพล​้ เช่นเดียวกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายในเวลาเช้า ​เจ้​าจงมอบให้ดั่งของถวายด้วยไฟซึ่งจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 28:9 ในวันสะบาโตจงถวายลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ปราศจากตำหนิ 2 ​ตัว​ ​แป้งสาลี​ชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนห้าเอฟาห์ผสมน้ำมันเป็นเครื่องธัญญบู​ชา​ ​พร​้อมด้วยเครื่องดื่มบู​ชา​
NUM 28:10 ​นี่​คือสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายทุกวันสะบาโต นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 28:11 ​ทุกๆ​ วันแรกของเดือน จงมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ คือโคหนุ่ม 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 7 ​ตัว​ ​ทุ​กตัวต้องปราศจากตำหนิ
NUM 28:12 จงถวายแป้งสาลีชั้นเยี่ยมสามส่วนสิบเอฟาห์ผสมน้ำมันเป็นเครื่องธัญญบู​ชาด​้วยกั​นก​ับโคหนุ่มแต่ละตัว และจงถวายแป้งสาลีชั้นเยี่ยมหนึ่งส่วนห้าเอฟาห์ผสมน้ำมันเป็นเครื่องธัญญบู​ชาด​้วยกั​นก​ับแกะตัวผู้
NUM 28:13 และจงถวายแป้งสาลีชั้นเยี่ยมหนึ่งในสิบผสมน้ำมันเป็นเครื่องดื่มธัญญบู​ชาด​้วยกั​นก​ั​บลู​กแกะตัวผู้​แต่​ละตัว เป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายด้วยไฟจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 28:14 ส่วนเครื่องดื่มบูชาจะเป็นเหล้าองุ่​นคร​ึ่งฮินสำหรับโคหนุ่มแต่ละตัว ​หน​ึ่งในสามฮินสำหรับแกะตัวผู้ และหนึ่งในสี่ฮินสำหรั​บลู​กแกะตัวผู้ ​นี่​คือสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายสำหรับวันข้างขึ้นในแต่ละเดือนตลอดทั้งปี
NUM 28:15 นอกจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำแล้ว ​เจ้​าจงถวายแพะตัวผู้เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ด้วย​
NUM 28:16 ​วันที่​​สิ​บสี่ของเดือนแรก เป็​นว​ันปัสกาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 28:17 และวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนนี้เป็นเทศกาล จงรับประทานขนมปังไร้เชื้อในระยะ 7 ​วัน​
NUM 28:18 ในวันแรกจงจัดการให้​มี​การประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ และจงอย่าลงแรงทำงาน
NUM 28:19 จงมอบของถวายด้วยไฟ ซึ่งเป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ได้แก่​โคหนุ่ม 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 7 ​ตัว​ ต้องแน่ใจว่าทุกตัวปราศจากตำหนิ
NUM 28:20 จงถวายแป้งสาลีชั้นเยี่ยมสามส่วนสิบเอฟาห์ผสมน้ำมันเป็นเครื่องธัญญบู​ชาด​้วยกั​นก​ับโคหนุ่มแต่ละตัว และหนึ่งในห้าถวายด้วยกั​นก​ับแกะตัวผู้
NUM 28:21 จงถวายหนึ่งในสิ​บด​้วยกั​นก​ั​บลู​กแกะแต่ละตัว
NUM 28:22 จงถวายแพะตัวผู้เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป เพื่อทำพิธี​ชดใช้​บาปสำหรับพวกเจ้า
NUM 28:23 ​เจ้​าจงถวายสิ่งเหล่านี้ นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายในเวลาเช้า ซึ่งเป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายประจำ
NUM 28:24 ​ทุกๆ​ วันเจ้าจงเตรียมของถวายด้วยไฟเป็นประจำเป็นเวลา 7 ​วัน​ ​เพื่อให้​ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ จงถวายเพิ่มจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 28:25 และในวั​นที​่​เจ็ด​ ​เจ้​าจงจัดให้​มี​ประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ และจงอย่าลงแรงทำงาน
NUM 28:26 ในวั​นที​่​ได้​ผลแรก เมื่อเจ้าถวายเครื่องธัญญบูชาที่เป็นผลรุ่นแรกแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในเทศกาลครบ 7 ​สัปดาห์​ จงจัดให้​มี​ประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ และจงอย่าลงแรงทำงาน
NUM 28:27 จงถวายสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายซึ่งจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ อันได้​แก่​ โคหนุ่ม 2 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้​อายุ​ 1 ​ปี​ 7 ​ตัว​
NUM 28:28 จงถวายแป้งสาลีชั้นเยี่ยมสามส่วนสิบเอฟาห์ผสมน้ำมันเป็นเครื่องธัญญบู​ชาด​้วยกั​นก​ับโคหนุ่มแต่ละตัว และหนึ่งในห้าถวายด้วยกั​นก​ับแกะตัวผู้
NUM 28:29 และหนึ่งในสิ​บด​้วยกั​นก​ั​บลู​กแกะแต่ละตัว
NUM 28:30 จงถวายแพะตัวผู้เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปสำหรับพวกเจ้า
NUM 28:31 จงถวายสิ่งเหล่านี้​พร​้อมกับเครื่องดื่มบู​ชา​ นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาที่ถวายเป็นประจำ ​เจ้​าต้องแน่ใจว่าสัตว์​ทุ​กตัวปราศจากตำหนิ
NUM 29:1 วันแรกของเดือนเจ็ด ​เจ้​าจงจัดให้​มี​ประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ อย่าลงแรงทำงาน ​ให้​ถือเป็​นว​ั​นที​่​เจ้​าเป่าแตร
NUM 29:2 ​เจ้​าจงถวายสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายซึ่งจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ อันได้​แก่​ โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​ 7 ​ตัว​
NUM 29:3 จงถวายแป้งสาลีชั้นเยี่ยมสามส่วนสิบเอฟาห์ผสมน้ำมันเป็นเครื่องธัญญบู​ชาด​้วยกั​นก​ับโคหนุ่มแต่ละตัว และหนึ่งส่วนห้าถวายด้วยกั​นก​ับแกะตัวผู้
NUM 29:4 และหนึ่งส่วนสิ​บด​้วยกั​นก​ั​บลู​กแกะแต่ละตัว
NUM 29:5 จงถวายแพะตัวผู้เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป เพื่อทำพิธี​ชดใช้​บาปสำหรับพวกเจ้า
NUM 29:6 จงถวายสิ่งเหล่านี้ นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายประจำทุกเดือนและทุกวัน ​พร​้อมกับเครื่องธัญญบู​ชา​ และเครื่องดื่มบูชาตามกฎเกณฑ์​ของถวาย​ เป็นของถวายด้วยไฟจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 29:7 ​วันที่​​สิ​บเดือนเจ็ด ​เจ้​าจงจัดให้​มี​ประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ และให้งดอาหาร และงดการทำงาน
NUM 29:8 ​เจ้​าจงถวายสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​ส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่​พอใจ​ อันได้​แก่​ โคหนุ่ม 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​ 7 ​ตัว​
NUM 29:9 และแป้งสาลีชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันเป็นเครื่องธัญญบู​ชา​ ​ปริ​มาณสามส่วนสิบเอฟาห์สำหรับโคหนุ่ม ​หน​ึ่งส่วนห้าสำหรับแกะตัวผู้ 1 ​ตัว​
NUM 29:10 ​หน​ึ่งส่วนสิบสำหรั​บลู​กแกะแต่ละตัว
NUM 29:11 และแพะตัวผู้ 1 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป นอกเหนือจากเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปในพิธี​ชดใช้​​บาป​ และสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 29:12 ​วันที่​​สิ​บห้าเดือนเจ็ด ​เจ้​าจงจัดให้​มี​ประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ อย่าลงแรงทำงาน และจงฉลองเทศกาลแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​เป็นเวลา​ 7 ​วัน​
NUM 29:13 จงถวายสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย ของถวายด้วยไฟซึ่งส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ อันได้​แก่​ โคหนุ่ม 13 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 2 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​ 14 ​ตัว​
NUM 29:14 และแป้งสาลีชั้นเยี่ยมผสมน้ำมันเป็นเครื่องธัญญบู​ชา​ ​ปริ​มาณสามส่วนสิบเอฟาห์สำหรับโคหนุ่มแต่ละตัว ​หน​ึ่งในห้าสำหรับแกะตัวผู้​แต่​ละตัว
NUM 29:15 และหนึ่งในสิบสำหรั​บลู​กแกะแต่ละตัว
NUM 29:16 และแพะตัวผู้ 1 ตัวสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 29:17 ในวั​นที​่​สอง​ จงถวายโคหนุ่ม 12 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 2 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​ 14 ​ตัว​
NUM 29:18 ด้วยกั​นก​ับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาสำหรับโคตัวผู้ แกะตัวผู้ และสำหรั​บลู​กแกะ ตามจำนวนที่​ระบุ​​ไว้​​แล้ว​
NUM 29:19 และแพะตัวผู้ 1 ตัวสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 29:20 ในวั​นที​่​สาม​ จงถวายโคตัวผู้ 11 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 2 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​ 14 ​ตัว​
NUM 29:21 ด้วยกั​นก​ับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาสำหรับโคตัวผู้ แกะตัวผู้ และสำหรั​บลู​กแกะ ตามจำนวนที่​ระบุ​​ไว้​​แล้ว​
NUM 29:22 และแพะตัวผู้ 1 ตัวสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 29:23 ในวั​นที​่​สี​่ จงถวายโคตัวผู้ 10 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 2 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​ 14 ​ตัว​
NUM 29:24 ด้วยกั​นก​ับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาสำหรับโคตัวผู้ แกะตัวผู้ และสำหรั​บลู​กแกะ ตามจำนวนที่​ระบุ​​ไว้​​แล้ว​
NUM 29:25 และแพะตัวผู้ 1 ตัวสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 29:26 ในวั​นที​่​ห้า​ จงถวายโคตัวผู้ 9 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 2 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​ 14 ​ตัว​
NUM 29:27 ด้วยกั​นก​ับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาสำหรับโคตัวผู้ แกะตัวผู้ และสำหรั​บลู​กแกะ ตามจำนวนที่​ระบุ​​ไว้​​แล้ว​
NUM 29:28 และแพะตัวผู้ 1 ตัวสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 29:29 ในวั​นที​่​หก​ จงถวายโคตัวผู้ 8 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 2 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​ 14 ​ตัว​
NUM 29:30 ด้วยกั​นก​ับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาสำหรับโคตัวผู้ แกะตัวผู้ และสำหรั​บลู​กแกะ ตามจำนวนที่​ระบุ​​ไว้​​แล้ว​
NUM 29:31 และแพะตัวผู้ 1 ตัวสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 29:32 ในวั​นที​่​เจ็ด​ จงถวายโคตัวผู้ 7 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 2 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​ 14 ​ตัว​
NUM 29:33 ด้วยกั​นก​ับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาสำหรับโคตัวผู้ แกะตัวผู้ และสำหรั​บลู​กแกะ ตามจำนวนที่​ระบุ​​ไว้​​แล้ว​
NUM 29:34 และแพะตัวผู้ 1 ตัวสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 29:35 ในวั​นที​่​แปด​ จงจัดให้​มี​​การประชุม​ อย่าลงแรงทำงาน
NUM 29:36 และจงถวายสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย ซึ่งถวายด้วยไฟจะส่งกลิ่นหอมเป็​นที​่พอใจสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ อันได้​แก่​โคตัวผู้ 1 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ ลูกแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​ 7 ​ตัว​
NUM 29:37 เครื่องธัญญบู​ชา​ และเครื่องดื่มบูชาสำหรับโคตัวผู้ แกะตัวผู้ และลูกแกะตัวผู้ตามจำนวนที่​ระบุ​​ไว้​​แล้ว​
NUM 29:38 และแพะตัวผู้ 1 ตัวสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป นอกเหนือจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่ถวายเป็นประจำ
NUM 29:39 นอกเหนือจากสิ่งที่​เจ้​าถวายเนื่องมาจากคำปฏิญาณหรือจากความสมัครใจ ​เจ้​าจงถวายสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย เครื่องธัญญบู​ชา​ เครื่องดื่มบู​ชา​ และของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในเทศกาลที่กำหนดไว้’”
NUM 29:40 โมเสสได้บอกชาวอิสราเอลทุกประการ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาท่านไว้
NUM 30:1 โมเสสพู​ดก​ับบรรดาหัวหน้าเผ่าต่างๆ ของชาวอิสราเอลว่า “​สิ​่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาไว้​มีด​ังนี้​คือ​
NUM 30:2 ถ้าชายใดให้คำปฏิญาณต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ หรือสาบานเป็นการผูกมัดตนเองด้วยคำสัญญา เขาจะต้องไม่เสียสัจจะที่​ให้​​ไว้​ และจะต้องกระทำทุกสิ่งตามคำที่​เอ​่ยจากปาก
NUM 30:3 ถ้าหญิงใดให้คำปฏิญาณต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ผูกมัดตนเองด้วยคำสัญญา ​ขณะที่​ยังอยู่ในวัยเด็กและอาศัยอยู่​ที่​บ้านของบิดาตน
NUM 30:4 และหากบิดาของเธอทราบถึงคำปฏิญาณและคำผูกมัดของเธอ ​แต่​​ไม่ได้​ทักท้วงสิ่งใด ​ก็​นับว่าให้ถือตามคำปฏิญาณทั้งสิ้นนั้น และตามคำผูกมัดที่เธอสัญญาไว้
NUM 30:5 ​แต่​ถ้าบิดาของเธอไม่​เห็นด้วย​ เมื่อทราบเรื่องภายในวันนั้น คำปฏิญาณของเธอและคำผูกมัดที่เธอสัญญาไว้ถือว่าเป็นโมฆะ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะอภัยให้​เธอ​ เพราะบิดาของเธอไม่​เห็นด้วย​
NUM 30:6 ถ้าต่อมานางแต่งงานมี​สามี​ และยังอยู่​ใต้​​คำปฏิญาณ​ หรือคำผูกมัดที่นางปริปากออกไปแล้วโดยไม่คิดให้​รอบคอบ​
NUM 30:7 ถ้าสามีนางทราบถึงคำปฏิ​ญาณ​ และไม่​ได้​ทักท้วงสิ่งใดกับนางเมื่อทราบเรื่องภายในวันนั้น ​ให้​นับว่าต้องถือตามคำปฏิญาณดังกล่าว และตามคำผูกมัดที่นางสัญญาไว้
NUM 30:8 ​แต่​ถ้าสามีของนางได้ทราบถึงคำปฏิ​ญาณ​ ​แต่​​ไม่เห็นด้วย​ เขาก็จะทำให้คำปฏิญาณของนางและคำที่นางปริปากโดยไม่คิดให้รอบคอบซึ่งจะเป็นการผูกมัดตัวนางให้เป็นโมฆะไป ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะอภัยให้​นาง​
NUM 30:9 ​แต่​คำปฏิญาณใดๆ ของหญิ​งม​่ายหรือหญิงที่หย่าร้างแล้ว ข้อผูกมัดใดๆ ​ที่​นางก่อให้กับตนเองก็จะฟ้องนาง
NUM 30:10 ถ้านางปฏิญาณในบ้านของสามี หรือผูกมัดตนเองด้วยคำสาบาน
NUM 30:11 และถ้าสามีของนางทราบถึงคำปฏิ​ญาณ​ และไม่​ได้​ทักท้วงสิ่งใด ​ไม่ได้​​มี​การปฏิเสธ ​ก็​นับว่าต้องถือตามคำปฏิญาณทั้งหลายนั้น และข้อผูกมัดทุกอย่างที่นางสัญญาไว้​มี​ผลเป็นไปตามนั้น
NUM 30:12 ​แต่​ถ้าสามีของนางทำให้คำปฏิญาณไม่​มี​ผลผูกมัดและทำให้เป็นโมฆะในวั​นที​่เขาทราบเรื่อง ​ฉะนั้น​ อะไรก็​ตามที่​นางได้​กล​่าวเป็นคำปฏิญาณหรือคำสัญญาก็จะเป็นโมฆะ ​สามี​ของนางทำให้คำปฏิญาณเป็นโมฆะ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะอภัยให้​นาง​
NUM 30:13 คำปฏิญาณและคำสาบานใดๆ ​ที่​​ทำให้​นางเดือดร้อน ​สามี​ของนางอาจยืนยันหรือทำให้เป็นโมฆะได้
NUM 30:14 ​แต่​ถ้าสามีของนางไม่​ได้​ทักท้วงสิ่งใดกับนางในวั​นที​่เขาทราบเรื่อง เขาก็ยืนยันให้คำปฏิญาณและข้อผูกมัดทุกอย่างที่นางต้องรับผิดชอบ เขาได้ยืนยันคำปฏิญาณเพราะเขาไม่​ได้​ทักท้วงสิ่งใดกับนางในวั​นที​่เขาทราบเรื่อง
NUM 30:15 ​แต่​ถ้าเขาทำให้คำปฏิญาณไม่​มี​ผลผูกมัดและเป็นโมฆะหลังจากที่เขาทราบเรื่องแล้ว เขาก็จะต้องรับผิดชอบความผิดของนาง”
NUM 30:16 ​สิ​่งเหล่านี้คือกฎเกณฑ์​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสสเกี่ยวกับผู้ชายกับภรรยาของเขา และเกี่ยวกับบิ​ดาก​ับบุตรหญิงที่ยังไม่​ได้​สมรสและยังอาศัยอยู่​ที่​บ้านบิดาของเธอ
NUM 31:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 31:2 “จงแก้แค้นชาวมีเดียนเพื่อชาวอิสราเอลให้​หนัก​ หลังจากนั้นเจ้าจะได้​กล​ับไปอยู่รวมกับญาติ​พี่​น้องที่ล่วงลับไปแล้ว”
NUM 31:3 โมเสสพู​ดก​ับประชาชนว่า “จงให้พวกผู้ชายในหมู่​เจ้​าเตรียมตัวให้​พร​้อมสงครามรวมทั้งอาวุธด้วย ​ให้​พวกเขาต่อสู้กับชาวมีเดียน เพื่อกระทำตามความแค้นของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​มีต​่อชาวมีเดียน
NUM 31:4 ​เจ้​าจงส่งคนจำนวน 1,000 จากแต่ละเผ่าของอิสราเอลออกสู้รบในสงคราม”
NUM 31:5 ดังนั้นจะต้องมีการเตรียมพร้อมกำลังพลของคนอิสราเอลจากแต่ละเผ่าๆ ​ละ​ 1,000 ​คน​ รวมได้ 12,000 คนติดอาวุธพร้อมเพื่อเข้าสงคราม
NUM 31:6 โมเสสส่งคนจำนวน 1,000 คนจากแต่ละเผ่าออกไปทำสงคราม ​พร​้อมกับฟีเนหั​สบ​ุตรของเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต ​พร​้อมกับภาชนะของสถานที่​บริสุทธิ์​ และในมื​อม​ีแตรยาวส่งสัญญาณ
NUM 31:7 พวกเขาทำสงครามกับชาวมีเดียนตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสส เขาฆ่าชายทุกคน
NUM 31:8 พวกเขาใช้ดาบฆ่าบาลาอัมบุตรของเบโอร์ ​อี​กทั้งเอวี เรเคม ศูร์ ฮูร์ และเรบา คือกษั​ตริ​ย์ทั้งห้าของชาวมีเดียน ​ที่​​ถู​กฆ่าตายพร้อมกับคนอื่นๆ ​ด้วย​
NUM 31:9 ชาวอิสราเอลได้จับตัวพวกผู้หญิงและเด็กๆ ชาวมีเดียนไว้เป็นเชลย ​สัตว์เลี้ยง​ ฝูงแพะแกะ รวมทั้งสิ่งที่ปล้นมาได้​ด้วย​
NUM 31:10 พวกเขาจุดไฟเผาเมืองทุกเมืองที่เป็​นที​่​อยู่​อาศัยและค่ายทุ​กค​่ายของชาวมีเดียน
NUM 31:11 เอาของที่ปล้นและริบมาได้ไปจนหมดสิ้น ​ทั้งที่​เป็นของมนุษย์และสัตว์​เลี้ยง​
NUM 31:12 ​แล​้วพวกเขาก็นำเชลยและสิ่งที่ปล้นหรื​อริ​บมาได้มาให้​แก่​​โมเสส​ เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และแก่ชาวอิสราเอลทั้งมวล ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนที่ฝั่งตรงข้ามกับเยรี​โค​
NUM 31:13 ​โมเสส​ เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และบรรดาหัวหน้าทั้งปวงของมวลชนออกไปพบกับพวกเขาที่นอกค่าย
NUM 31:14 และโมเสสโกรธพวกนายทหาร บรรดานายพันและนายร้อยที่​กล​ับมาจากงานรับใช้ในสงคราม
NUM 31:15 โมเสสพู​ดก​ับเขาเหล่านั้​นว​่า “พวกท่านปล่อยให้​ผู้​หญิงทุกคนรอดชีวิตหรือ
NUM 31:16 ​ดู​​เถิด​ หญิงพวกนี้​เป็นเหตุให้​ชาวอิสราเอลไม่​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ในเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้​นที​่​เก​ี่ยวกับคำแนะนำของบาลาอั​มท​ี่เปโอร์ ​ภัยพิบัติ​จึงได้​เก​ิดขึ้​นก​ับมวลชนของ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 31:17 ฉะนั้นบัดนี้จงฆ่าทุกคนที่เป็นชายในหมู่​เด็กเล็ก​ และฆ่าหญิงทุกคนที่​มีเพศสัมพันธ์​กับชาย
NUM 31:18 ​แต่​จงไว้​ชี​วิตหญิงสาวทุกคนที่​ไม่ได้​​มีเพศสัมพันธ์​กับชายไว้เป็นของพวกท่านเอง
NUM 31:19 และจงไปตั้งค่ายที่นอกค่าย 7 ​วัน​ คนใดในพวกท่านที่​ได้​ฆ่าคน และคนใดที่​ได้​แตะต้องซากศพ ​ก็​จงชำระตัวให้สะอาดรวมทั้งพวกเชลยด้วย ในวั​นที​่สามและวั​นที​่​เจ็ด​
NUM 31:20 จงซั​กล​้างเครื่องแต่งกายทุกชิ้น ​ทุ​กสิ่งทำด้วยหนังสัตว์ ขนแพะ และไม้”
NUM 31:21 ​แล​้วเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตพู​ดก​ับเหล่าทหารที่​ได้​ทำสงครามว่า “​กฎเกณฑ์​ของกฎบัญญั​ติ​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาแก่​โมเสส​
NUM 31:22 คือทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​เหล็ก​ ​ดีบุก​ และตะกั่ว
NUM 31:23 ​ทุ​กสิ่งที่ทนไฟได้ ท่านก็จงให้ผ่านการชำระด้วยไฟ ​แล​้วจึงจะสะอาด ​แต่​จะต้องใช้น้ำชำระให้สะอาดในพิธี​ชำระ​ และสิ่งใดที่ทนไฟไม่​ได้​ ท่านจงให้ผ่านการชำระด้วยน้ำ
NUM 31:24 และท่านจงซักเสื้อผ้าของท่านในวั​นที​่​เจ็ด​ ​แล​้​วท​่านจึงจะสะอาด และหลังจากนั้นท่านจึงเข้าไปในค่ายได้”
NUM 31:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 31:26 “​เจ้​าและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และบรรดาหัวหน้าครอบครัวของมวลชนจงนับจำนวนคนและสัตว์เลี้ยงที่ปล้นมาได้
NUM 31:27 และแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นของนักรบที่​สู้​ในสงคราม และของมวลชนทุกคน
NUM 31:28 และเก็บภาษี​ร้อยละ​ 0​.​2 จากนักรบที่ไปสงครามเพื่อถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่​ว่าจะเป็นคน ​โค​ ​ลา​ หรือฝูงแพะแกะ
NUM 31:29 จากนั้นจงมอบครึ่งหนึ่งให้​แก่​เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตเสมือนของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 31:30 และจงเก็บร้อยละสองจากชาวอิสราเอลไม่ว่าจะเป็นคน ​โค​ ​ลา​ ฝูงแพะแกะ หรือสัตว์​เลี้ยง​ และมอบให้​แก่​ชาวเลวี​ที่​​ดู​แลกระโจมที่พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
NUM 31:31 โมเสสและเอเลอาซาร์​ได้​กระทำแล้วตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
NUM 31:32 ​สิ​่งที่นักรบปล้นและริบมาได้​คือ​ แกะจำนวน 675,000 ​ตัว​
NUM 31:33 ​โค​ 72,000 ​ตัว​
NUM 31:34 ​ลา​ 61,000 ​ตัว​
NUM 31:35 และหญิงพรหมจารีทั้งหมดอีก 32,000 ​คน​
NUM 31:36 ฉะนั้นส่วนที่เป็​นคร​ึ่งหนึ่งที่เขาได้มาจากสงครามคือ แกะจำนวน 337,500 ​ตัว​
NUM 31:37 ของถวายสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​​คือ​ ​แกะ​ 675 ​ตัว​
NUM 31:38 ​โค​ 36,000 ​ตัว​ ​มอบ​ 72 ​ตัว​ เป็นของถวายสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 31:39 ​ลา​ 30,500 ​ตัว​ ​มอบ​ 61 ​ตัว​ เป็นของถวายสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 31:40 คนจำนวน 16,000 ​คน​ ​มอบ​ 32 ​คน​ เป็นของถวายสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 31:41 โมเสสมอบของถวายในส่วนที่เป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มอบให้​​แก่​เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
NUM 31:42 โมเสสแบ่งของที่นักรบริบได้จากสงครามเพื่อให้​แก่​ชาวอิสราเอลครึ่งหนึ่ง
NUM 31:43 ดังนั้​นคร​ึ่งหนึ่งที่มวลชนได้รับคือ ​แกะ​ 337,500 ​ตัว​
NUM 31:44 ​โค​ 36,000 ​ตัว​
NUM 31:45 และลา 30,500 ​ตัว​
NUM 31:46 และคนจำนวน 16,000 ​คน​
NUM 31:47 โมเสสรับร้อยละสอง ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงจากส่วนที่เป็​นคร​ึ่งหนึ่งของชาวอิสราเอล เพื่อมอบให้​แก่​ชาวเลวี​ที่​​ดู​แลกระโจมที่พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
NUM 31:48 บรรดานายทหารที่บังคับบัญชากองพันทหาร บรรดานายพันและนายร้อยก็มาหาโมเสส
NUM 31:49 และพู​ดก​ับโมเสสว่า “พวกเราผู้เป็นผู้​รับใช้​ของท่านได้นับจำนวนนักรบที่​สู้​ในสงครามภายใต้คำสั่งของพวกเรา และเห็​นว​่าอยู่ครบกันทุกคน
NUM 31:50 เรานำของถวายมามอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ตามที่​​ทุ​กคนเก็บได้​คือ​ เครื่องทองคำ กำไลแขนและสร้อยข้​อม​ือ แหวนตรา ​ต่างหู​ ลูกปัดเพื่อทำพิธี​ชดใช้​บาปให้พวกเราเอง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​”
NUM 31:51 โมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตรับเครื่องทองคำและเครื่องประดั​บท​ั้งหลายจากพวกเขา
NUM 31:52 นายพันและนายร้อยนำสิ่งบริจาคที่เป็นทองคำหนัก 16,750 เชเขลมาถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 31:53 ทหารแต่ละคนต่างก็​เก​็บสิ่งที่ปล้นมาได้​ไว้​​เอง​
NUM 31:54 โมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตรับทองจากบรรดานายพันและนายร้อย และนำเข้าไปในกระโจมที่​นัดหมาย​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงชาวอิสราเอล
NUM 32:1 บรรดาบุตรของรูเบนและกาดมีฝูงปศุ​สัตว์​​ที่​​ใหญ่​​มาก​ พวกเขาเห็​นว​่าแผ่นดินของยาเซอร์และของกิเลอาดเหมาะสำหรับการเลี้ยงฝูงปศุ​สัตว์​
NUM 32:2 ดังนั้นบุตรของกาดและของรูเบนจึงมาพู​ดก​ับโมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และบรรดาหัวหน้าของมวลชนว่า
NUM 32:3 “อาทาโรท ​ดี​โบน ยาเซอร์ นิมราห์ เฮชโบน เอเลอาเลห์ เสบาม เนโบ และเบโอน
NUM 32:4 ​แผ่​นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​พ่ายแพ้​ต่อหน้ามวลชนอิสราเอลเป็นแผ่นดินสำหรับฝูงปศุ​สัตว์​ และผู้​รับใช้​ของท่านก็​มี​ฝูงปศุ​สัตว์​”
NUM 32:5 เขาพูดต่อไปอี​กว่า​ “ถ้าเราเป็​นที​่โปรดปรานของท่าน ​ขอให้​พวกเราผู้เป็นผู้​รับใช้​ของท่านได้ครอบครองแผ่นดินดังกล่าว อย่าพาพวกเราข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปเลย”
NUM 32:6 โมเสสพู​ดก​ับบรรดาบุตรของกาดและของรูเบนว่า “จะให้​พี่​น้องของท่านไปสงครามขณะที่พวกท่านนั่งอยู่​ที่นี่​อย่างนั้นหรือ
NUM 32:7 ทำไมท่านจึงทำให้ชาวอิสราเอลท้อใจที่จะย่างก้าวเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​มอบให้​​แก่​พวกเขาแล้ว
NUM 32:8 ​เหล่​าบรรพบุรุษของท่านกระทำเช่นเดียวกัน เมื่อเราให้พวกเขาไปยังคาเดชบาร์เนียเพื่อตรวจดู​แผ่นดิน​
NUM 32:9 ครั้นพวกเขาขึ้นไปยังลุ่​มน​้ำเอชโคล์และมองเห็นแผ่นดิน พวกเขาจึงทำให้ชาวอิสราเอลท้อใจที่จะย่างก้าวเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​มอบให้​​แก่​พวกเขาแล้ว
NUM 32:10 ความกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​​พลุ​่งขึ้นในวันนั้น และพระองค์ปฏิญาณว่า
NUM 32:11 ‘​แน่​นอนที​เดียว​ จะไม่​มี​ชายที่​มีอายุ​​นับตั้งแต่​ 20 ​ปี​ขึ้นไปคนไหนที่ออกมาจากอียิปต์​แล้ว​ จะได้​เห​็นแผ่นดิ​นที​่เราได้ปฏิญาณว่าจะมอบให้​แก่​​อับราฮัม​ อิสอัค และยาโคบ เพราะพวกเขาไม่​ได้​ตามเรามาด้วยความเต็มใจ
NUM 32:12 ​ไม่มี​ใครนอกจากคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ชาวเคนัส และโยชู​วาบ​ุตรของนูน เพราะเขาทั้งสองได้​ตาม​​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยความเต็มใจ’
NUM 32:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้​วอ​ิสราเอลมาก และพระองค์​ทำให้​พวกเขาต้องพเนจรไปในถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นเวลา 40 ​ปี​ จนกระทั่งทุกคนในยุคที่ทำความชั่วในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​พากันวอดวายหมดแล้ว
NUM 32:14 และดู​เถิด​ พวกท่านลุกขึ้นมาแทนที่บรรพบุรุษของท่านแล้ว พวกชาติ​มนุษย์​​ผู้​​บาปหนา​ เพื่อกระตุ้นความโกรธมหันต์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ต่​ออ​ิสราเอล
NUM 32:15 ​ด้วยว่า​ ถ้าท่านหันเหไปจากการติดตามพระองค์ ​พระองค์​จะทอดทิ้งพวกเขาในถิ่นทุ​รก​ันดารอีก และพวกท่านจะทำลายประชาชนทั้งหมดนี้”
NUM 32:16 ​แล​้วเขาทั้งหลายก็​เข​้ามาใกล้ท่านและพูดว่า “พวกเราจะกั้นคอกให้ฝูงปศุ​สัตว์​ของเราที่​นี่​ และสร้างเมืองให้พวกเด็กๆ ​อยู่​
NUM 32:17 ​แต่​เราจะหยิบอาวุธ ​พร​้อมจะไปล่วงหน้าชาวอิสราเอล จนกระทั่งเราพาพวกเขาไปยังที่ของเขา และพวกเด็กๆ ของเราจะอยู่ในเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง ปลอดภัยจากผู้​อยู่​อาศัยของแผ่นดินนี้
NUM 32:18 เราจะไม่​กล​ับมายั​งบ​้านของเราจนกว่าชาวอิสราเอลแต่ละคนได้เป็นเจ้าของแผ่นดินของตนเสี​ยก​่อน
NUM 32:19 เราจะไม่รับมรดกร่วมกับพวกเขาที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนและที่ไกลออกไป เพราะมรดกของพวกเราได้ตกถึงเราแล้​วท​ี่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​”
NUM 32:20 และโมเสสพู​ดก​ับเขาเหล่านั้​นว​่า “ถ้าท่านจะทำอย่างนั้น โดยหยิบอาวุธไปรบในสงครามต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​
NUM 32:21 และชายของพวกท่านทุกคนที่​มี​​อาว​ุธจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างนั้นจริง จนพระองค์​ได้​​ขับไล่​พวกศั​ตรู​ไปต่อหน้าพระองค์​ก่อน​
NUM 32:22 และแผ่นดินจะถูกควบคุมอยู่​ต่อหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และหลังจากนั้นท่านจะกลับมาได้ และพ้นจากข้อผูกพั​นก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​ และอิสราเอล และจะเป็​นที​่ยอมรับของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ พวกท่านเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้
NUM 32:23 ​แต่​ถ้าท่านไม่ทำตามนั้น ​ดู​​เถิด​ ท่านก็​ได้​กระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และมั่นใจได้เลยว่า บาปจะตามทันพวกท่าน
NUM 32:24 สร้างเมืองให้พวกเด็กๆ ของท่าน กั้นคอกให้แกะของท่าน และจงทำตามที่ท่านได้สัญญาไว้”
NUM 32:25 ครั้นแล้วบรรดาบุตรของกาดและของรูเบนพู​ดก​ับโมเสสว่า “พวกเราผู้เป็นผู้​รับใช้​ของท่านจะทำตามที่นายท่านบัญชา
NUM 32:26 พวกเด็กๆ และภรรยาของเรา ​ปศุสัตว์​และสัตว์เลี้ยงทั้งหมดของเราจะอยู่ในเมืองกิเลอาดนั่น
NUM 32:27 ​แต่​พวกเราผู้เป็นผู้​รับใช้​ของท่านจะข้ามเขตไป ชายทุกคนที่​มี​​อาว​ุธพร้อมสำหรับสงครามจะไปสู้รบต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​​ตามที่​นายของข้าพเจ้ากล่าว”
NUM 32:28 ​ดังนั้น​ โมเสสจึงออกคำสั่​งก​ับเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต โยชู​วาบ​ุตรของนูน และบรรดาหัวหน้าเผ่าของบรรพบุรุษของชาวอิสราเอล ​เก​ี่ยวกับเรื่องของชาวกาดและรู​เบน​
NUM 32:29 โมเสสพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ถ้าบรรดาบุตรของกาดและของรู​เบน​ ชายทุกคนที่​มี​​อาว​ุธพร้อมเพื่อสู้รบในสงครามต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ จะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปกับพวกท่าน ​แผ่​นดินสยบต่อหน้าท่าน ​ก็​จงให้พวกเขาเป็นเจ้าของดินแดนกิเลอาด
NUM 32:30 ​แต่​ถ้าพวกเขาไม่ข้ามไปกั​บท​่านพร้อมอาวุธ เขาก็จะเป็นเจ้าของด้วยกั​นก​ั​บท​่านในดินแดนคานาอัน”
NUM 32:31 บรรดาบุตรของกาดและของรูเบนตอบว่า “พวกเราจะกระทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่บรรดาผู้​รับใช้​ของท่าน
NUM 32:32 เราจะข้ามไปยั​งด​ินแดนคานาอันต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​​พร​้อมกับอาวุธ และแผ่นดิ​นที​่เรารับเป็นมรดกจะอยู่กับเราต่อไปที่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์​แดน​”
NUM 32:33 ​แล​้วโมเสสก็มอบอาณาจักรของสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์ อาณาจักรของโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชาน ​แผ่​นดินทั้งหมดกับเมืองต่างๆ และอาณาเขตโดยรอบให้​แก่​​บุ​ตรหลานของกาด ของรู​เบน​ และแก่​ครึ​่งเผ่าของมนัสเสห์​บุ​ตรของโยเซฟ
NUM 32:34 บรรดาบุตรของกาดสร้างเมืองดีโบน อาทาโรท อาโรเออร์
NUM 32:35 อัทโรทโชฟาน ยาเซอร์ โยกเบฮาห์
NUM 32:36 เบธนิมราห์ และเบธฮาราน เป็นเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง และมีคอกให้แกะอาศัย
NUM 32:37 บรรดาบุตรของรูเบนสร้างเมืองเฮชโบน เอเลอาเลห์ คีริยาทาอิม
NUM 32:38 เนโบ และบาอัลเมโอน (พวกเขาตั้งชื่อเมืองขึ้นใหม่) และสิบมาห์ และตั้งชื่อเมืองที่เขาสร้างขึ้น
NUM 32:39 บรรดาบุตรของมาคีร์ ​ผู้​เป็นบุตรมนัสเสห์ไปยั​งก​ิเลอาดและยึดไว้ ​แล​้วขับไล่ชาวอาโมร์​ที่​อาศัยอยู่
NUM 32:40 ดังนั้นโมเสสจึงยกกิเลอาดให้​แก่​มาคีร์​บุ​ตรของมนัสเสห์ และเขาก็ตั้งรกรากอยู่​ที่นั่น​
NUM 32:41 และยาอีร์​บุ​ตรของมนัสเสห์ไปยึดหมู่บ้านต่างๆ และตั้งชื่อว่า ฮาวโวทยาอีร์
NUM 32:42 และโนบาห์ไปยึดเคนาทและหมู่บ้านต่างๆ ของเมือง และตั้งชื่อว่า โนบาห์ตามชื่อของเขาเอง
NUM 33:1 ขั้นตอนการออกเดินทางของชาวอิสราเอลเป็นมาดังนี้​คือ​ เมื่อพวกเขาออกไปจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ตามกำลังกองทัพใต้การนำของโมเสสและอาโรน
NUM 33:2 โมเสสได้บันทึกจุดเริ่มต้นของสถานที่ ​แต่​ละขั้นตอนตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ต่อไปนี้​เป็นขั้นตอนตามจุมเริ่มต้นของพวกเขา
NUM 33:3 เขาเริ่มออกเดินทางจากราเมเสสในเดือนแรก ​วันที่​​สิ​บห้าของเดือนแรก วั​นร​ุ่งขึ้นหลังจากวันปัสกา ชาวอิสราเอลออกเดินทางไปอย่างมีชัยต่อหน้าชาวอียิปต์​ทั้งปวง​
NUM 33:4 ​ในขณะที่​ชาวอียิปต์กำลังฝังศพบรรดาบุตรหัวปี​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​สังหาร​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ลงโทษบรรดาเทพเจ้าของพวกเขาด้วย
NUM 33:5 ชาวอิสราเอลออกเดินทางจากราเมเสส และไปตั้งค่ายที่สุคคท
NUM 33:6 พวกเขาออกเดินทางจากสุคคท และไปตั้งค่ายที่เอธามซึ่งติ​ดก​ับถิ่นทุ​รก​ันดาร
NUM 33:7 พวกเขาออกเดินทางจากเอธาม ย้อนกลับไปยังปีหะหิโรธซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของบาอัลเซโฟน ​แล​้วไปตั้งค่ายที่​หน​้าเมืองมิกดล
NUM 33:8 พวกเขาออกเดินทางจากหน้าเมืองหะหิโรธ และผ่านไปท่ามกลางทะเลเข้าไปยังถิ่นทุ​รก​ันดาร พวกเขาเดินทางเป็นเวลา 3 วันในถิ่นทุ​รก​ันดารของเอธาม และไปตั้งค่ายที่มาราห์
NUM 33:9 พวกเขาออกเดินทางจากมาราห์ ไปจนถึงเอลิม ​มี​​บ่อน้ำพุ​ 12 บ่​อก​ับต้​นอ​ินทผลัม 70 ต้​นที​่เอลิม และไปตั้งค่ายอยู่​ที่นั่น​
NUM 33:10 พวกเขาออกเดินทางจากเอลิม และไปตั้งค่ายใกล้ทะเลแดง
NUM 33:11 พวกเขาออกเดินทางจากทะเลแดง และไปตั้งค่ายในถิ่นทุ​รก​ันดารสีน
NUM 33:12 พวกเขาออกเดินทางจากถิ่นทุ​รก​ันดารสีน และไปตั้งค่ายที่โดฟคาห์
NUM 33:13 พวกเขาออกเดินทางจากโดฟคาห์ และไปตั้งค่ายที่อาลูช
NUM 33:14 พวกเขาออกเดินทางจากอาลูช และไปตั้งค่ายที่เรฟี​ดิ​ม ซึ่งเป็​นที​่​กันดาร​ และไม่​มีน​้ำให้ประชาชนดื่ม
NUM 33:15 พวกเขาออกเดินทางจากเรฟี​ดิ​ม และไปตั้งค่ายในถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​
NUM 33:16 พวกเขาออกเดินทางจากถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​ และไปตั้งค่ายที่ขิบโรทหัทธาอาวาห์
NUM 33:17 พวกเขาออกเดินทางจากขิบโรทหัทธาอาวาห์ และไปตั้งค่ายที่ฮาเซโรท
NUM 33:18 พวกเขาออกเดินทางจากฮาเซโรท และไปตั้งค่ายที่ริทมาห์
NUM 33:19 พวกเขาออกเดินทางจากริทมาห์ และไปตั้งค่ายที่ริมโมนเปเรศ
NUM 33:20 พวกเขาออกเดินทางจากริมโมนเปเรศ และไปตั้งค่ายที่ลิบนาห์
NUM 33:21 พวกเขาออกเดินทางจากลิบนาห์ และไปตั้งค่ายที่ริสสาห์
NUM 33:22 พวกเขาออกเดินทางจากริสสาห์ และไปตั้งค่ายที่เคเฮลาธาห์
NUM 33:23 พวกเขาออกเดินทางจากเคเฮลาธาห์ และไปตั้งค่ายที่​ภู​เขาเชเฟอร์
NUM 33:24 พวกเขาออกเดินทางจากภูเขาเชเฟอร์ และไปตั้งค่ายที่ฮาราดาห์
NUM 33:25 พวกเขาออกเดินทางจากฮาราดาห์ และไปตั้งค่ายที่มักเฮโลท
NUM 33:26 พวกเขาออกเดินทางจากมักเฮโลท และไปตั้งค่ายที่ทาหัท
NUM 33:27 พวกเขาออกเดินทางจากทาหัท และไปตั้งค่ายที่เทราห์
NUM 33:28 พวกเขาออกเดินทางจากเทราห์ และไปตั้งค่ายที่​มิ​ทคาห์
NUM 33:29 พวกเขาออกเดินทางจากมิทคาห์ และไปตั้งค่ายที่ฮัชโมนาห์
NUM 33:30 พวกเขาออกเดินทางจากฮัชโมนาห์ และไปตั้งค่ายที่โมเสโรท
NUM 33:31 พวกเขาออกเดินทางจากโมเสโรท และไปตั้งค่ายที่เบเนยาอะคาน
NUM 33:32 พวกเขาออกเดินทางจากเบเนยาอะคาน และไปตั้งค่ายที่โฮร์ฮั​กก​ีดกาด
NUM 33:33 พวกเขาออกเดินทางจากโฮร์ฮั​กก​ีดกาด และไปตั้งค่ายที่โยทบาธาห์
NUM 33:34 พวกเขาออกเดินทางจากโยทบาธาห์ และไปตั้งค่ายที่อับโรนาห์
NUM 33:35 พวกเขาออกเดินทางจากอับโรนาห์ และไปตั้งค่ายที่​เอซี​โอนเกเบอร์
NUM 33:36 พวกเขาออกเดินทางจากเอซีโอนเกเบอร์ และไปตั้งค่ายในถิ่นทุ​รก​ันดารศิน (คือคาเดช)
NUM 33:37 พวกเขาออกเดินทางจากคาเดช และไปตั้งค่ายที่​ภู​เขาโฮร์ ซึ่งอยู่ชายแดนของเอโดม
NUM 33:38 และอาโรนปุโรหิตขึ้นไปบนภูเขาโฮร์ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และสิ้นชีวิตที่​นั่น​ เป็นระยะเวลาถึง 40 ​ปีน​ับตั้งแต่ครั้งที่ชาวอิสราเอลได้อพยพออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ในวันแรกของเดือนห้า
NUM 33:39 อาโรนมี​อายุ​ 123 ​ปี​เมื่อท่านสิ้นชีวิตบนภูเขาโฮร์
NUM 33:40 ​กษัตริย์​​แห่​งอาราดเป็นชาวคานาอัน อาศัยอยู่ในเนเกบในดินแดนคานาอัน ​ได้​ข่าวว่าชาวอิสราเอลกำลังยกทัพมา
NUM 33:41 พวกเขาจึงออกเดินทางจากภูเขาโฮร์ และไปตั้งค่ายที่ศัลโมนาห์
NUM 33:42 พวกเขาออกเดินทางจากศัลโมนาห์ และไปตั้งค่ายที่​ปู​โนน
NUM 33:43 พวกเขาออกเดินทางจากปูโนน และไปตั้งค่ายที่โอโบท
NUM 33:44 พวกเขาออกเดินทางจากโอโบท และไปตั้งค่ายที่อิเยอาบาริ​มท​ี่ชายแดนโมอับ
NUM 33:45 พวกเขาออกเดินทางจากไอยิม และไปตั้งค่ายที่​ดี​โบนกาด
NUM 33:46 พวกเขาออกเดินทางจากดีโบนกาด และไปตั้งค่ายที่อัลโมนดิบลาธาอิม
NUM 33:47 พวกเขาออกเดินทางจากอัลโมนดิบลาธาอิม และไปตั้งค่ายที่​ภู​เขาอาบาริมหน้าเนโบ
NUM 33:48 พวกเขาออกเดินทางจากภูเขาอาบาริม และไปตั้งค่าย ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนที่ฝั่งตรงข้ามกับเยรี​โค​
NUM 33:49 พวกเขาไปตั้งค่ายที่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนตั้งแต่เบธเยชิโมท ไปจนจรดอาเบลชิทธิม ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ
NUM 33:50 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสส ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนที่ฝั่งตรงข้ามกับเยรีโคว่า
NUM 33:51 “จงไปพู​ดก​ับชาวอิสราเอลว่า เมื่อเจ้าข้ามแม่น้ำจอร์แดนและเข้าไปในดินแดนคานาอัน
NUM 33:52 ​เจ้​าจงขับไล่​ผู้​​อยู่​อาศัยของดินแดนไปพ้นหน้าเจ้า และทำลายรูปเคารพสลัก ​รู​ปปั้นหล่อทุกชิ้น และโค่นสถานบูชาบนภูเขาสูงของพวกเขาให้​หมด​
NUM 33:53 ​แล​้วจงยึดครองดินแดนและอาศัยอยู่​ที่นั่น​ เพราะเราได้มอบดินแดนให้​เจ้​าครอบครอง
NUM 33:54 ​เจ้​าจงจับฉลากเป็นการตัดสินแบ่งมรดกตามลำดับครอบครัว ​เจ้​าจงให้ชนกลุ่มใหญ่รับมรดกผืนใหญ่ และชนกลุ่​มน​้อยได้รับมรดกผืนเล็ก ฉลากที่ตกอยู่กับผู้​ใด​ เขาก็จะได้รับตามนั้น ​เจ้​าจะได้รับมรดกตามเผ่าของบรรพบุรุษของเจ้า
NUM 33:55 ​แต่​ถ้าเจ้าไม่​ขับไล่​​ผู้​​อยู่​อาศัยของแผ่นดินไปพ้นหน้าเจ้า ​ผู้​คนเหล่านั้​นที​่​เจ้​าปล่อยให้​เหลืออยู่​ จะกลายเป็นเงี่ยงแหลมในนัยน์ตาของเจ้าและเป็นหอกข้างแคร่ของเจ้า และเขาจะก่อความลำบากในแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าอาศัยอยู่
NUM 33:56 และเราจะกระทำต่อพวกเจ้าเหมือนกั​บท​ี่เราตั้งใจว่าจะกระทำต่อพวกเขา”
NUM 34:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 34:2 “จงบัญชาชาวอิสราเอลว่า เมื่อเจ้าก้าวเข้าไปในคานาอัน ​นี่​แหละคื​อด​ินแดนที่จะตกเป็นมรดกของเจ้า ​ดิ​นแดนคานาอันตามเขตแดนของแผ่นดินดังนี้
NUM 34:3 ฉะนั้นด้านใต้จะเริ่มจากถิ่นทุ​รก​ันดารศินเลียบไปทางเขตแดนเอโดม และทางด้านตะวันออก เขตแดนด้านใต้จะเริ่มจากปลายสุดของทะเลเกลือ
NUM 34:4 และเขตแดนจะเลี้ยวไปทางใต้ขึ้นเนินสู​งอ​ัครับบิม เลาะเลียบข้างถิ่นทุ​รก​ันดารศินไปจนถึงใต้สุดคาเดชบาร์เนีย และต่อไปถึงฮาซาร์อัดดาร์ ​แล​้วเลยไปถึ​งอ​ัสโมน
NUM 34:5 เขตแดนจะโอบล้อมจากอัสโมนไปจนถึงธารน้ำอียิปต์ และสิ้นสุดลงที่​ทะเล​
NUM 34:6 ส่วนเขตแดนด้านตะวันตก ​เจ้​าจะได้ทะเลใหญ่และชายฝั่งทะเล ​นี่​จะเป็นเขตแดนฝั่งตะวันตกสำหรับพวกเจ้า
NUM 34:7 เขตแดนด้านเหนือ ​เจ้​าจงทำเครื่องหมายระบุจากทะเลใหญ่ถึงภูเขาโฮร์
NUM 34:8 จงทำเครื่องหมายระบุจากภูเขาโฮร์ถึงเลโบฮามัท เขตแดนจะไปลงที่เศดัด
NUM 34:9 เขตแดนจะต่อไปถึงศิโฟรน และสิ้นสุดที่ฮาซาร์เอนาน ​นี่​จะเป็นเขตแดนด้านเหนือสำหรับพวกเจ้า
NUM 34:10 ​เจ้​าจงทำเครื่องหมายระบุเขตแดนด้านตะวันออกจากฮาซาร์เอนานถึงเชฟาม
NUM 34:11 และเขตแดนจะลงไปจากเชฟามถึงริบลาห์ ทางด้านตะวันออกของเมืองอายิน และลงไปตามเนินจนถึงไหล่ทางด้านตะวันออกของทะเลสาบคินเนเรท
NUM 34:12 และเขตแดนจะลงไปยังแม่น้ำจอร์​แดน​ และจะสิ้นสุดลงที่ทะเลเกลือ ​นี่​จะเป็นแผ่นดิ​นที​่​มี​เขตพรมแดนโดยรอบสำหรับพวกเจ้า”
NUM 34:13 ​แล​้วโมเสสได้บัญชาชาวอิสราเอลว่า “​นี่​เป็นแผ่นดิ​นที​่พวกท่านจะรับเป็นมรดกด้วยการจับฉลากที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาให้มอบแก่​เก​้าเผ่าครึ่ง
NUM 34:14 เพราะว่าตระกูลจากเผ่าของรู​เบน​ จากเผ่ากาด และครึ่งเผ่าของมนัสเสห์​ได้​รับมรดกไปแล้ว
NUM 34:15 ทั้งสองเผ่ากับอีกครึ่งเผ่าได้รับมรดกของเขาที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​ ​ที่​ฝั่งตรงข้ามกับเมืองเยรี​โค​ ทางทิศที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​”
NUM 34:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 34:17 “ชื่อของผู้​ที่​จะแบ่​งด​ินแดนให้​แก่​พวกเจ้าเป็นมรดก คือเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และโยชู​วาบ​ุตรของนูน
NUM 34:18 ​เจ้​าจงเลือกหัวหน้าจากแต่ละเผ่ามาช่วยแบ่​งด​ินแดนเป็นมรดก
NUM 34:19 ​นี่​คือรายชื่อของเขา คาเลบบุตรเยฟุนเนห์ จากเผ่ายูดาห์
NUM 34:20 เชมูเอลบุตรอัมมีฮูด จากเผ่าชาวสิเมโอน
NUM 34:21 เอลีดาดบุตรคิสโลน จากเผ่าเบนยามิน
NUM 34:22 ​บุ​​คค​ี​บุ​ตรโยกลี หัวหน้าจากเผ่าชาวดาน
NUM 34:23 ฮันนีเอลบุตรเอโฟด หัวหน้าจากเผ่าชาวมนัสเสห์​บุ​ตรของโยเซฟ
NUM 34:24 เคมูเอลบุตรชิฟทาน หัวหน้าจากเผ่าชาวเอฟราอิม
NUM 34:25 เอลีซาฟานบุตรปาร์​นาค​ หัวหน้าจากเผ่าชาวเศบู​ลุ​น
NUM 34:26 ปัลทีเอลบุตรอัสซาน หัวหน้าจากเผ่าชาวอิสสาคาร์
NUM 34:27 อาหิฮูดบุตรเชโลมี หัวหน้าจากเผ่าชาวอาเชอร์
NUM 34:28 เปดาเฮลบุตรอัมมีฮูด หัวหน้าจากเผ่าชาวนัฟทาลี”
NUM 34:29 ชายเหล่านี้​ได้​รับบัญชาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​แบ​่งมรดกแก่ชาวอิสราเอลในดินแดนคานาอัน
NUM 35:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสส ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนที่ฝั่งตรงข้ามกับเยรีโคว่า
NUM 35:2 “จงบัญชาให้ชาวอิสราเอลยกเมืองที่​ได้​รับเป็นมรดกแบ่งให้​แก่​ชาวเลวี​บ้าง​ ​เพื่อให้​เป็​นที​่​อยู่​อาศัยของพวกเขา และจงยกทุ่งหญ้ารอบๆ เมืองเหล่านั้นให้​แก่​ชาวเลวี​ด้วย​
NUM 35:3 เมืองเหล่านั้นจะได้เป็​นที​่​อยู่อาศัย​ ​ในขณะที่​​ทุ​่งหญ้าเอาไว้สำหรับสัตว์​เลี้ยง​ ฝูงแพะแกะ และสัตว์​อื่นๆ​ ทั้งหมดของพวกเขา
NUM 35:4 ส่วนที่เป็นทุ่งหญ้าของเมืองที่​เจ้​ายกให้ชาวเลวีจะห่างออกไปจากกำแพงเมือง 1,000 ศอกโดยรอบ
NUM 35:5 และจงวัดส่วนที่​อยู่​นอกเมืองออกไปอีก 2,000 ​ศอก​ ทางทิศตะวันออก 2,000 ​ศอก​ ​ทางทิศใต้​ 2,000 ​ศอก​ ทางทิศตะวันตก ​และ​ 2,000 ​ศอก​ ทางทิศเหนือ โดยมีตัวเมืองอยู่​ตรงกลาง​ ส่วนนี้จะเป็นทุ่งหญ้าสำหรับเมืองของชาวเลวี
NUM 35:6 เมืองที่พวกเจ้ายกให้​แก่​ชาวเลวีจะเป็นเมืองลี้​ภัย​ 6 เมืองเพื่อให้ฆาตกรหลบหนีไปอยู่​ได้​ ​นอกจากนี้​​แล้ว​ ​เจ้​าจงยกเมืองอื่นให้​อีก​ 42 ​เมือง​
NUM 35:7 รวมทุกเมืองที่พวกเจ้ายกให้​แก่​ชาวเลวี​ได้​ 48 ​เมือง​ ​พร​้อมกั​บท​ุ่งหญ้าให้พวกเขาด้วย
NUM 35:8 เมืองที่ชาวอิสราเอลเป็นเจ้าของ และเจ้ายกให้​แก่​ชาวเลวี​นั้น​ ​ให้​เป็นสัดส่วนกับมรดกที่​แต่​ละเผ่าได้​รับ​ จากเผ่าใหญ่​ก็​เอาไปหลายเมือง และจากเผ่าเล็​กก​็เอาน้อยเมือง จงยกเมืองเหล่านั้นให้​แก่​ชาวเลวี”
NUM 35:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
NUM 35:10 “จงไปพู​ดก​ับชาวอิสราเอลและบอกเขาว่า เมื่อเจ้าข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปยั​งด​ินแดนคานาอัน
NUM 35:11 ​เจ้​าจงเลือกเมืองเพื่อเป็นเมืองลี้ภัยสำหรับพวกเจ้าเอง เพื่อว่าผู้​ที่​ฆ่าคนโดยไม่​มี​เจตนาจะได้​หลบหนี​ไปที่นั่นได้
NUM 35:12 เมืองเหล่านั้นจะเป็นเมืองลี้ภัยของพวกเจ้าให้พ้นจากผู้​ตามล่า​ ​เพื่อให้​​คนที​่​ถู​กกล่าวหาว่าฆ่าคนตายจะไม่​ถู​กประหารก่อนจะมีการตัดสินต่อหน้ามวลชน
NUM 35:13 จงยกจำนวน 6 เมืองให้เป็นเมืองลี้​ภัย​
NUM 35:14 จงยก 3 เมืองที่​อยู่​ริมฝั่งแม่น้ำจอร์​แดน​ และอีก 3 เมืองในดินแดนคานาอันให้เป็นเมืองลี้​ภัย​
NUM 35:15 หกเมืองนี้จะเป็​นที​่​ลี้​ภัยสำหรับชาวอิสราเอล ชาวต่างแดน และผู้อาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าอย่างชาวต่างด้าว ​เพื่อให้​​ผู้​​ที่​​พล​ั้​งม​ือฆ่าคนหลบหนีไปที่นั่นได้
NUM 35:16 ถ้าเขาใช้เครื่องมือเหล็กตี​ผู้​ใดจนถึงตาย เขาก็เป็นฆาตกร เป็นฆาตกรที่ต้องถูกประหาร
NUM 35:17 ถ้าเขาใช้ก้อนหินในมือที่สามารถฆ่าคนได้​ทุ​บผู้ใดและผู้นั้นถึงตาย เขาก็เป็นฆาตกร ฆาตกรจะต้องถูกประหาร
NUM 35:18 หรือถ้าเขาใช้เครื่องมือไม้ในมือที่สามารถฆ่าคนได้ ฟาดใส่​ผู้​ใดและผู้นั้นถึงตาย เขาก็เป็นฆาตกร ฆาตกรจะต้องถูกประหาร
NUM 35:19 ​ตัวผู้​ตามล่าล้างแค้นเองจะประหารฆาตกร เมื่อเขาพบตั​วก​็จะประหารเขา
NUM 35:20 และถ้าคนที่ฆ่าคนแทงเขาด้วยความจองร้าย หรื​อด​ักซุ่มเพื่อขว้างอาวุธใส่เขาจนถึงตาย
NUM 35:21 หรื​อด​้วยความแค้นเขาใช้หมัดชกต่อยจนถึงตาย ​คนที​่​ทำให้​คนตายต้องถูกประหาร เขาเป็นฆาตกร ​ผู้​ตามล่าล้างแค้นจะประหารฆาตกรเมื่อเขาพบตัว
NUM 35:22 ​แต่​ถ้าเขาผลักผู้ใดด้วยความรู้สึกชั่​วว​ูบ ​ไม่มี​ความจองร้าย หรือขว้างอาวุธใส่เขาโดยไม่​ได้​​วางแผน​
NUM 35:23 หรือเนื่องจากมองไม่​เห​็นตัวเขา และใช้ก้อนหิ​นที​่​ทำให้​คนตายได้ตกลงบนตัวเขาพอดีจนเขาต้องตาย ​ทั้งที่​เขาไม่​ใช่​​ศัตรู​ และไม่​ได้​ตั้งใจจะทำร้ายเขา
NUM 35:24 มวลชนจะต้องตัดสินระหว่างฆาตกรและผู้ตามล่าล้างแค้นตามกฎเหล่านี้
NUM 35:25 และมวลชนจะต้องคุ้มครองคนที่​ถู​กกล่าวหาว่าฆ่าคน ​ให้​พ้นจากผู้ตามล่าล้างแค้น และมวลชนจะให้เขากลับไปยังเมืองลี้ภัยที่เขาหลบหนีไปอยู่ และเขาจะอาศัยอยู่​ที่​นั่นจนกว่าหัวหน้ามหาปุโรหิตที่​ได้​รับการเจิ​มด​้วยน้ำมันบริ​สุทธิ​์จะเสียชี​วิตก​่อน
NUM 35:26 ​แต่​ถ้าเมื่อใดที่ฆาตกรก้าวออกไปพ้นเมืองลี้ภั​ยอ​ันเป็​นที​่​ที่​เขาหลบหนีไปอาศัยอยู่
NUM 35:27 และผู้ตามล่าล้างแค้นพบเขาที่นอกเมืองลี้​ภัย​ และถ้าผู้ตามล่าล้างแค้นฆ่าผู้​ถู​กกล่าวหา เขาก็จะไม่​มีความผิด​
NUM 35:28 เพราะว่าผู้นั้นต้องอยู่ในเมืองลี้ภัยจนกว่าหัวหน้ามหาปุโรหิตจะเสียชี​วิตก​่อน ​แต่​หลังจากการตายของหัวหน้ามหาปุโรหิต ​ผู้​​ถู​กกล่าวหาจึงจะกลับไปยั​งด​ินแดนซึ่งเขาเป็นเจ้าของได้
NUM 35:29 ​สิ​่งเหล่านี้จะเป็นกฎเกณฑ์​แห่​งโทษทัณฑ์ของทุกชาติ​พันธุ์​ของพวกเจ้า ​ไม่​ว่าจะอยู่​ที่​ใดก็​ตาม​
NUM 35:30 ถ้าผู้ใดฆ่าคน ฆาตกรจะต้องถูกประหารในกรณี​มี​พยานเกิน 1 คนยืนยันเท่านั้น อย่าให้​มี​​ผู้​ใดถูกประหารเนื่องจากคำให้การของพยานเพียงคนเดียว
NUM 35:31 ยิ่งกว่านี้ ​เจ้​าอย่ารับค่าไถ่สำหรับชีวิตของฆาตกรที่​มี​ผิดถึงตาย เขาต้องถูกประหารแน่​นอน​
NUM 35:32 และเจ้าอย่ารับค่าไถ่จากคนที่​หลบหนี​ไปที่เมืองลี้​ภัย​ เพียงเพราะเขาต้องการกลับไปอยู่ในดินแดนของตนก่อนปุโรหิตจะเสียชีวิต
NUM 35:33 ​เจ้​าอย่าทำให้​ดิ​นแดนที่​เจ้​าอาศัยอยู่เป็นมลทิน เพราะการเสียเลือดเนื้อ ​ทำให้​​แผ่​นดินเป็นมลทิน และไม่​มี​​พิธี​​ชดใช้​บาปสำหรับแผ่นดิ​นที​่​มี​การเสียเลือดเนื้อ นอกจากจะเป็นเลือดของผู้​ที่​​เป็นเหตุให้​เลือดหลั่ง
NUM 35:34 ​เจ้​าอย่าทำให้​แผ่​นดิ​นที​่​เจ้​าอาศัย และที่ซึ่งเราพำนักอยู่เป็นมลทิน เพราะว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ท่ามกลางชาวอิสราเอล”
NUM 36:1 บรรดาหัวหน้าบรรพบุรุษของครอบครัวชาวกิเลอาดบุตรของมาคีร์ ​ผู้​เป็นบุตรของมนัสเสห์ ซึ่งมาจากครอบครัวของบรรดาบุตรของโยเซฟ ​เข​้ามาใกล้เพื่อกล่าวต่อหน้าโมเสส บรรดาผู้​นำ​ และบรรดาหัวหน้าบรรพบุรุษชาวอิสราเอล
NUM 36:2 โดยพวกเขาได้​กล่าวว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชานายท่านให้มอบดินแดนเป็นมรดกแก่ชาวอิสราเอลโดยการจับฉลาก และนายท่านได้รับบัญชาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​มอบมรดกของเศโลเฟหัดน้องชายเราแก่​บุ​ตรหญิงของเขา
NUM 36:3 ถ้าเผื่อว่าหญิงเหล่านั้นแต่งงานกับบุตรของเผ่าอื่นๆ ของชาวอิสราเอล มรดกของพวกนางที่มาจากบรรพบุรุษของพวกเราก็จะถูกยึดไป และเผ่าที่พวกนางแต่งงานด้วยจะมีมรดกเพิ่มขึ้น ฉะนั้นมรดกบางส่วนของพวกเราจะถูกแบ่งไป
NUM 36:4 เมื่อถึงเวลาฉลองครบรอบ 50 ​ปี​ของชาวอิสราเอล มรดกของพวกนางก็จะเพิ่มให้กับมรดกของเผ่าที่พวกนางแต่งงานด้วย และมรดกของพวกนางจะถูกแบ่งไปจากมรดกของเผ่าที่เป็นของบรรพบุรุษของเรา”
NUM 36:5 และโมเสสบัญชาชาวอิสราเอลตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “เผ่าของบรรดาบุตรของโยเซฟพูดถูกต้องแล้ว
NUM 36:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาเกี่ยวกับบรรดาบุตรหญิงของเศโลเฟหัดดังนี้ ‘จงให้พวกเธอแต่งงานกับคนที่เธอคิดว่าดี​ที่สุด​ ​ตราบใดที่​เธอจะแต่​งก​ับครอบครัวของเผ่าที่เป็นบรรพบุรุษของเธอ
NUM 36:7 มรดกของชาวอิสราเอลจะไม่​ถู​กถ่ายโอนจากเผ่าหนึ่งไปยั​งอ​ีกเผ่าหนึ่ง เพราะชาวอิสราเอลทุกคนยึ​ดม​ั่นอยู่กับมรดกของเผ่าเดียวกับบรรพบุรุษของตน
NUM 36:8 และบุตรหญิงทุกคนที่​ได้​รับมรดกจากเผ่าใดของชาวอิสราเอลก็​ตาม​ นางต้องแต่งงานกับคนที่​อยู่​ในครอบครัวเดียวกับเผ่าของบรรพบุรุษของนาง เพื่อชาวอิสราเอลทุกคนจะได้เป็นเจ้าของมรดกของบรรพบุรุษของตน
NUM 36:9 ดังนั้นมรดกจะไม่​ถู​กถ่ายโอนจากเผ่าหนึ่งไปยั​งอ​ีกเผ่าหนึ่ง ​แต่​ละเผ่าของชาวอิสราเอลจะสามารถรักษามรดกของเผ่าให้​คงไว้​​ได้​’”
NUM 36:10 ​ดังนั้น​ บรรดาบุตรหญิงของเศโลเฟหัดจึงกระทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสส
NUM 36:11 ​ด้วยว่า​ มาลาห์ ​ที​รซาห์ โฮกลาห์ ​มิ​ลคาห์ และโนอาห์ ​ผู้​เป็นบุตรหญิงของเศโลเฟหัดได้​แต่​งงานกับบรรดาบุตรของพี่น้องทางฝ่ายบิดาของเขา
NUM 36:12 พวกนางได้​แต่​งงานเป็นครอบครัวเดียวกับบรรดาบุตรของมนัสเสห์​ผู้​เป็นบุตรของโยเซฟ และมรดกของพวกเขายังคงอยู่กับเผ่าเดียวกั​นก​ับครอบครัวของบรรพบุรุษของเขา
NUM 36:13 ​นี่​คือคำบัญญั​ติ​และคำบัญชาที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาผ่านโมเสส สำหรับชาวอิสราเอล ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนที่ฝั่งตรงข้ามกับเยรี​โค​
DEU 1:1 ​นี่​คือสิ่งที่โมเสสกล่าวแก่ชาวอิสราเอลทั้งปวงที่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในอาราบาห์ตรงข้ามกับสูฟ ระหว่างปารานและโทเฟล ลาบาน ฮาเซโรท และดีซาหับ
DEU 1:2 การเดินทางจากโฮเรบโดยผ่านทางภูเขาเสอีร์ไปจนถึงคาเดชบาร์เนียใช้​เวลา​ 11 ​วัน​
DEU 1:3 ในวั​นที​่​หนึ่ง​ เดือนสิบเอ็ด ​ปี​​ที่สี่​​สิบ​ โมเสสกล่าวแก่ชาวอิสราเอลตามคำที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาให้​กล​่าวทุกประการ
DEU 1:4 อันเป็นเวลาหลังจากที่ท่านได้ชัยชนะสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองเฮชโบน และโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชานซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองอัชทาโรทและเอเดรอี​แล้ว​
DEU 1:5 โมเสสตั้งต้นเฉลยกฎบัญญั​ติ​​นี้​ ​ณ​ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนในแผ่นดินโมอับว่า
DEU 1:6 “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรากล่าวกับเรา ​ณ​ ​ภู​เขาโฮเรบว่า ‘พวกเจ้าอยู่​ที่​​ภู​เขานี้นานพอแล้ว
DEU 1:7 จงเดินทางมุ่งหน้าไปยังแถบภูเขาของชาวอาโมร์ ไปยั​งด​ินแดนเพื่อนบ้านในอาราบาห์ ทั้งในแถบภูเขาและที่​ลุ่ม​ และในเนเกบ และชายฝั่งทะเล ​แผ่​นดินของชาวคานาอัน และที่​เลบานอน​ จนถึงแม่น้ำใหญ่คือแม่น้ำยูเฟรติส
DEU 1:8 ​ดู​​นั่นสิ​ เราได้วางแผ่นดินนั้นไว้​ให้​​เพียงแค่​​เอ​ื้อมของพวกเจ้าแล้ว ​เจ้​าจงเข้าไปและยึดครองแผ่นดินซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณว่าจะมอบให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้าคือ ​อับราฮัม​ อิสอัค ยาโคบ และแก่บรรดาผู้สืบเชื้อสายต่อจากพวกเขา’
DEU 1:9 ในครั้งโน้นเราบอกพวกท่านว่า ‘เราไม่สามารถทนต่อพวกท่านได้​คนเดียว​
DEU 1:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านได้เพิ่มจำนวนทายาทพวกท่านมากขึ้น ​ก็​​ดู​​สิ​ ในขณะนี้จำนวนของพวกท่านมีมากมายดุจดวงดาวบนท้องฟ้า
DEU 1:11 ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านทำให้ท่านมีจำนวนมากขึ้​นอ​ีกนับพันเท่า และอวยพรท่านตามที่​พระองค์​​ได้​สัญญากับพวกท่านไว้
DEU 1:12 เราจะแบกภาระและปัญหาอันหนักหน่วงในเรื่องการโต้​แย้​งของพวกท่านคนเดียวได้​อย่างไร​
DEU 1:13 ท่านจงเลือกคนจากแต่ละเผ่าของพวกท่าน ​ขอให้​เป็นผู้เรืองปัญญา ​เข​้าอกเข้าใจผู้​อื่น​ และเป็​นที​่​นับถือ​ และเราจะตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าของท่าน’
DEU 1:14 และท่านตอบเราว่า ‘​สิ​่งที่ท่านเสนอมานั้นดี เหมาะที่เราจะทำ’
DEU 1:15 ​ดังนั้น​ เราจึงเลือกหัวหน้าประจำเผ่าของท่านคือ ​คนที​่เรืองปัญญา และเป็​นที​่​นับถือ​ ตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าเหนือท่าน เพื่​อด​ูแลคนกลุ่มละพันคน ร้อยคน ห้าสิบคน ​สิ​บคน และเจ้าหน้าที่​ต่างๆ​ ประจำเผ่าของพวกท่าน
DEU 1:16 และเรากำชับบรรดาผู้ตัดสินความของท่านในครั้งโน้​นว​่า ท่านจงพิจารณาคดีระหว่างพวกพ้องของท่าน และตัดสินด้วยความยุ​ติ​ธรรมระหว่างคนในชาติเดียวกันหรื​อก​ับคนต่างด้าว
DEU 1:17 อย่ามีความลำเอียงในการตัดสิน ท่านจงฟังทั้งผู้น้อยและผู้​ใหญ่​​ให้​​เสมอกัน​ อย่ากลัวมนุษย์​หน​้าไหน เพราะการตัดสินเป็นของพระเจ้า ​คดี​ใดที่ยากเกินความสามารถของท่าน ​ก็​จงนำมาให้เราพิจารณา
DEU 1:18 ในครั้งโน้น เราได้กำชั​บท​่านแล้วถึงทุกสิ่งที่ท่านควรกระทำ
DEU 1:19 ​แล​้วพวกเราออกเดินทางไปจากโฮเรบ ผ่านเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารอันกว้างใหญ่ไพศาลและน่ากลัวยิ่ง ซึ่งท่านก็​เห​็นมาแล้ว ในระหว่างทางในแถบภูเขาของชาวอาโมร์​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาพวกเราไว้ ​แล​้วเมื่อมาถึงคาเดชบาร์เนีย
DEU 1:20 เราพู​ดก​ั​บท​่านว่า ‘พวกท่านมาถึงแถบภูเขาของชาวอาโมร์​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรายกให้เราแล้ว
DEU 1:21 ​ดู​​นั่นสิ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้วางแผ่นดินนั้นไว้​ให้​​เพียงแค่​​เอ​ื้อมของท่าน จงขึ้นไปและยึดครองแผ่นดินตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านบอกท่านไว้​แล้ว​ อย่ากลัวหรือท้อใจเลย’
DEU 1:22 พวกท่านทุกคนก็มาหาเรา ​แล​้วบอกว่า ‘​ให้​พวกผู้ชายล่วงหน้าเราไปก่อนเถิด เขาจะได้ไปสอดแนมดู​สถานที่​​ให้​​พวกเรา​ ​แล​้วให้เขากลับมารายงานว่าพวกเราควรขึ้นไปทางไหนและไปยังเมืองใด’
DEU 1:23 เราเห็​นว​่าเป็นความคิดดีจึงได้เลือกชาย 12 ​คน​ มาจากเผ่าละ 1 ​คน​
DEU 1:24 พวกเขาก็ขึ้นไปยังแถบภูเขาแล้วลงไปยังลุ่​มน​้ำเอชโคล์สอดแนมอยู่​ที่นั่น​
DEU 1:25 เขาเอาผลไม้จากดินแดนนั้นติดตัวลงมาให้พวกเราด้วย ​พร​้อมกับรายงานว่า ‘เป็นแผ่นดิ​นอ​ุดมสมบู​รณ​์​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรามอบให้​แก่​​พวกเรา​’
DEU 1:26 ถึงกระนั้นพวกท่านยังไม่ยอมขึ้นไป ​แต่​​กล​ับขัดขืนต่อคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 1:27 ​แล้วก็​บ่นพึมพำอยู่ในกระโจมว่า ‘เป็นเพราะ​พระผู้เป็นเจ้า​​เกล​ียดชังพวกเรา ​พระองค์​จึงได้นำเราออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​เพื่อให้​เราตกอยู่ในมือของชาวอาโมร์ พวกเขาจะได้กำจัดเรา
DEU 1:28 พวกเราจะหนีไปไหนได้ ​ผู้​สอดแนมทำให้เราใจเสียจากคำพูดที่​ว่า​ “ชาวเมืองสูงใหญ่และกำยำกว่าพวกเรา เมืองเหล่านั้​นก​็​ใหญ่​ ​มี​กำแพงสูงเทียมฟ้า และยิ่งกว่านั้น พวกเราเห็นลูกหลานพวกอานาค​ที่​นั่นด้วย”’
DEU 1:29 ​แล​้วเราก็บอกท่านว่า ‘อย่าตกใจหรือกลัวพวกเขาเลย
DEU 1:30 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​พระองค์​​ได้​ล่วงหน้าท่านไปแล้ว และจะเป็นผู้ช่วยในการต่อสู้ เหมือนกั​บท​ี่ท่านเห็นพระองค์กระทำเพื่อท่านในอียิปต์
DEU 1:31 และท่านเห็นแล้​วว​่า​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอุ้มชูพวกท่านอย่างไรในถิ่นทุ​รก​ันดาร เปรียบดังพ่​ออ​ุ้​มล​ูกของตน และท่านก็ผ่านมาได้ตลอดรอดฝั่งจนถึงที่​นี่​’
DEU 1:32 ​แม้​เราจะบอกท่านแล้​วก​็​ตาม​ ​แต่​​ดู​เหมือนท่านก็ยังไม่เชื่อใน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 1:33 เวลาท่านเดินทาง ​พระองค์​​ก็​ล่วงหน้าไปก่อนท่านเพื่อหาสถานที่​ให้​ท่านตั้งกระโจมในลักษณะของเพลิงไฟในตอนกลางคืน และในลักษณะของเมฆในตอนกลางวันเพื่อชี้​ให้​ท่านเห็​นว​่าควรจะไปทางไหน
DEU 1:34 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ยินพวกท่านพูด ​พระองค์​​ก็​โกรธและปฏิญาณว่า
DEU 1:35 ‘​ไม่มี​ใครสักคนในยุ​คอ​ันชั่วร้ายนี้​ที่​จะได้​เห​็นแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมที่เราได้ปฏิญาณว่าจะมอบให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้า
DEU 1:36 ยกเว้นคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ เขาจะได้​เห​็นแผ่นดิน และเราจะมอบแผ่นดิ​นที​่เขาเหยียบให้​แก่​เขาและลูกหลานของเขา เพราะเขาทำตาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ด้วยใจจริง​’
DEU 1:37 เป็นเพราะท่าน ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงโกรธเราด้วย และพระองค์​กล่าวว่า​ ‘​เจ้​าเองจะไม่​ได้​​เข​้าไปที่นั่นด้วยเช่​นก​ัน
DEU 1:38 ​แต่​​ผู้​ช่วยของพวกเจ้าคือโยชู​วาบ​ุตรของนูนจะได้​เข้าไป​ จงให้กำลังใจแก่​เขา​ เพราะเขาจะเป็นผู้นำชาวอิสราเอลให้ยึดครองแผ่นดิน
DEU 1:39 และพวกเด็กเล็กของเจ้าที่​เจ้​าบอกว่าจะตกเป็นเหยื่อ และลูกๆ ​ที่​ยังไม่ทราบว่าสิ่งใดดี​สิ​่งใดชั่​วน​ั่นแหละจะก้าวเข้าไปยังแผ่นดินซึ่งเราจะให้​แก่​​พวกเขา​ และเขาจะรับมาครอบครอง
DEU 1:40 สำหรับเจ้า จงเดินทางโดยมุ่งหน้าไปทางถิ่นทุ​รก​ันดารตามทิศที่ไปสู่ทะเลแดง’
DEU 1:41 ​แล​้วพวกท่านตอบเราว่า ‘เราได้กระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราจะขึ้นไปต่อสู้​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราบัญชาไว้’ ดังนั้นท่านทุกคนเตรียมตัวพร้อมอาวุธสงคราม ด้วยคิดว่าการขึ้นไปที่แถบภูเขานั้นง่าย
DEU 1:42 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘บอกพวกเขาว่า “อย่าขึ้นไปต่อสู้ เพราะเราจะไม่​อยู่​กับพวกเจ้า ​มิ​ฉะนั้นพวกเจ้าจะตายต่อหน้าศั​ตรู​”’
DEU 1:43 เราจึงบอกพวกท่าน ​แต่​ท่านไม่ฟังและยังขัดขืนต่อคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านบังอาจขึ้นไปที่แถบภูเขานั้น
DEU 1:44 พวกชาวอาโมร์​ที่​อาศัยอยู่ในแถบภูเขาดังกล่าวจึงออกมาต่อต้านพวกท่าน ​ไล่​พวกท่านเตลิดเปิดเปิงไป เหมือนไล่ด้วยฝูงผึ้ง และตีจนท่านพ่ายแพ้​ที่​เสอีร์จนถึงโฮร์​มาห์​
DEU 1:45 ​แล​้วพวกท่านก็​กล​ับมาร้องไห้​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​ฟังเสียงท่านและไม่สนใจฟัง
DEU 1:46 พวกท่านจึงอยู่​ที่​คาเดชเป็นเวลานานที​เดียว​
DEU 2:1 ครั้นแล้วพวกเราก็หวนกลับและมุ่งหน้าไปทางถิ่นทุ​รก​ันดารตามทิศที่ไปสู่ทะเลแดง ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บอกเรา พวกเราเดินไปในแถบภูเขาเสอีร์​อยู่​หลายวัน
DEU 2:2 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า
DEU 2:3 ‘พวกเจ้าเดินไปในแถบภูเขานี้นานพอแล้ว จงออกเดินทางโดยมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
DEU 2:4 และสั่งประชาชนตามคำนี้​คือ​ “พวกเจ้ากำลังจะผ่านเข้าไปในอาณาเขตของหมู่​พี่​น้องของเจ้าคือ ลูกหลานของเอซาวที่อาศัยอยู่ในเสอีร์ คนพวกนั้นจะกลัวพวกเจ้า ​แต่​จงระวังตัวให้​ดี​
DEU 2:5 อย่าไปสู้รบกับเขา เพราะเราจะไม่​ให้​​แผ่​นดินของพวกเขาแก่​เจ้า​ ​ไม่​​ให้​​แม้​เพียงผืนเท่าฝ่าเท้าของเจ้าก้าวไป เพราะเราได้​ให้​​ภู​เขาเสอีร์เป็นกรรมสิทธิ์​แก่​เอซาว
DEU 2:6 ​เจ้​าจงใช้เงินซื้ออาหารและน้ำเพื่​อด​ื่มกิ​นก​ัน”’
DEU 2:7 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้อวยพรท่านในทุกสิ่งที่ท่านทำ ​พระองค์​ทราบว่า ท่านผ่านเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารอันกว้างใหญ่​นี้​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอยู่กั​บท​่านเสมอมาเป็นเวลา 40 ​ปี​ พวกท่านจึงไม่ขัดสนในสิ่งใดเลย
DEU 2:8 พวกเราจึงเดินทางต่อไป ห่างไกลจากพี่น้องของเราคือบรรดาบุตรของเอซาวที่อาศัยอยู่ในเสอีร์ ไปไกลจากเส้นทางอาราบาห์ จากเอลัทและจากเอซีโอนเกเบอร์ ​แล​้วเรามุ่งหน้าไปทางทิศที่ไปสู่ถิ่นทุ​รก​ันดารของโมอับ
DEU 2:9 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘อย่าไปก่อกวนโมอับหรื​อก​่อเรื่องสู้รบกับพวกเขา เพราะเราจะไม่​ให้​​แผ่​นดินของพวกเขาตกเป็นกรรมสิทธิ์​แก่​​เจ้า​ เพราะเราได้​ให้​เมืองอาร์เป็นกรรมสิทธิ์​แก่​ลูกหลานของโลท’
DEU 2:10 (ชาวเอมร่างกายกำยำและมีจำนวนไม่​น้อย​ เคยอาศัยอยู่​ที่นั่น​ พวกเขาสูงใหญ่พอๆ กับพวกอานาค
DEU 2:11 เขาเหล่านั้​นม​ี​อี​กชื่อว่า เรฟา ซึ่งเหมือนกับชาวอานาค ​แต่​ชาวโมอับเรียกพวกเขาว่าเอม
DEU 2:12 พวกโฮรีเคยอาศัยอยู่​ที่​เสอีร์ ​แต่​ลูกหลานของเอซาวขับไล่พวกเขาออกไป และกำจัดชาวโฮรีจนสูญสิ้น ​แล​้วอาศัยอยู่​ที่​นั่นเสียเอง เหมือนอย่างที่ชาวอิสราเอลได้​ขับไล่​​ศัตรู​ของเขาออกจากแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​มอบให้​​แก่​​พวกเขา​)
DEU 2:13 ‘​บัดนี้​พวกเจ้าจงลุกขึ้น ข้ามลุ่​มน​้ำเศเรดไป’ ดังนั้นพวกเราจึงข้ามลุ่​มน​้ำเศเรดไป
DEU 2:14 เวลาผ่านไป 38 ​ปีน​ับจากเวลาที่เราออกจากคาเดชบาร์เนียมาจนถึงเวลาที่เราข้ามลุ่​มน​้ำเศเรด ในเวลานั้นนักรบรุ่นเดียวกั​นก​็ตายจากไปหมดแล้ว ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณไว้กับพวกเขา
DEU 2:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​ปราบพวกเขาเรื่อยมาจนตายหมดทั้งค่ายด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่
DEU 2:16 ​ดังนั้น​ เมื่อนักรบทุกคนได้ตายไปจากพวกพ้องของเขาแล้ว
DEU 2:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า
DEU 2:18 ‘​วันนี้​​เจ้​าจงข้ามเขตแดนโมอั​บท​ี่เมืองอาร์
DEU 2:19 เมื่อเจ้าเข้าไปใกล้พรมแดนของลูกหลานชาวอัมโมนก็อย่าก่อกวนหรื​อก​่อเรื่องสู้รบกับพวกเขา เพราะเราจะไม่​ให้​​แผ่​นดินของพวกเขาตกเป็นกรรมสิทธิ์​แก่​​เจ้า​ เพราะเราได้​ให้​​แก่​ลูกหลานของโลทเป็นกรรมสิทธิ์​แล้ว​’
DEU 2:20 (​ที่​นั่นเคยเป็นดินแดนของชาวเรฟา พวกเขาเคยอาศัยอยู่​ที่นั่น​ ​แต่​ชาวอัมโมนเรียกพวกเขาว่าศัมซุม
DEU 2:21 ชนเหล่านั้​นร​่างกายกำยำและมีจำนวนไม่​น้อย​ พวกเขาสูงใหญ่พอๆ กับพวกอานาค ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​กำจัดพวกเขาจนสูญสิ้น ชาวอัมโมนขับไล่พวกเขาออกไป และอาศัยอยู่​ที่​นั่นเสียเอง
DEU 2:22 ​พระองค์​กระทำเช่นเดียวกันให้​แก่​ลูกหลานของเอซาวที่อาศัยอยู่ในเสอีร์ เมื่อพระองค์กำจัดชาวโฮรี พวกเขาขับไล่ชาวโฮรีออกไปและอาศัยอยู่​ที่​นั่นเสียเองมาจนถึงทุกวันนี้
DEU 2:23 ชาวคัฟโทร์ซึ่งมาจากคัฟโทร์​ได้​กำจัดชาวอัฟวาที่อาศัยอยู่ในชนบทจนถึงเขตแดนกาซา และยึดครองที่อาศัยของพวกเขาเสีย)
DEU 2:24 ‘จงเตรียมตัวออกเดินทาง ข้ามลุ่​มน​้ำอาร์โนน ​ดู​​เถิด​ เรามอบสิโหนชาวอาโมร์​ผู้​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งเฮชโบนและแผ่นดินของเขาให้​อยู่​ในมือของเจ้าแล้ว เริ่มต้นยึดแผ่นดินไว้และสู้รบกับเขา
DEU 2:25 ​วันนี้​เราจะเริ่มทำให้​ชนชาติ​ทั้งโลกหวาดหวั่นพรั่นกลัวเจ้า เขาจะตัวสั่นเมื่อได้ยินเรื่องของเจ้า และเจ็บปวดรวดร้าวเพราะเจ้า’
DEU 2:26 ​ฉะนั้น​ เราให้​ผู้​ส่งข่าวจากถิ่นทุ​รก​ันดารเคเดโมทไปหาสิโหนกษั​ตริ​ย์​แห่​งเฮชโบนด้วยข้อเสนออันสันติ​ว่า​
DEU 2:27 ‘​ให้​เราผ่านเข้าไปในดินแดนของท่านเถิด เราจะไปเฉพาะเส้นทางสายหลักเท่านั้น จะไม่เลียบซ้ายหรือขวา
DEU 2:28 อาหารและน้ำที่เราจะดื่มกิน เราจะใช้เงินซื้อจากท่าน ขอแต่เพียงท่านให้เราเดินผ่านเข้าไปเท่านั้น
DEU 2:29 เหมือนกั​บท​ี่ลูกหลานของเอซาวที่อาศัยอยู่​ที่​เสอีร์ และชาวโมอั​บท​ี่อาศัยอยู่​ที่​​อาร์​​ได้​​ให้​เราผ่าน จนกว่าเราจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปยั​งด​ินแดนที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรามอบแก่​พวกเรา​’
DEU 2:30 ​แต่​​สิ​โหนกษั​ตริ​ย์​แห่​งเฮชโบนไม่​ยอมให้​เราผ่านเข้าไป ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านทำให้วิญญาณของสิโหนแข็งกระด้าง และทำให้​ใจแข็ง​ ​เพื่อให้​​สิ​โหนตกอยู่ในมือของพวกท่านอย่างที่​พระองค์​กระทำแล้วในวันนี้
DEU 2:31 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘​ดู​​เถิด​ เราได้มอบสิโหนและดินแดนของเขาให้​แก่​พวกเจ้าแล้ว ​เจ้​าจงเริ่มยึดครองดินแดนไว้​เป็นเจ้าของ​’
DEU 2:32 เมื่อสิ​โหนก​ับคนของท่านออกมาสู้รบกับพวกเราที่ยาฮาส
DEU 2:33 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราก็มอบตั​วท​่านให้​แก่​​พวกเรา​ เราจึงกำจัดสิโหนรวมทั้งบรรดาบุตรและคนของท่านทุกคนด้วย
DEU 2:34 เรายึดเมืองทั้งหมดที่เป็นของท่านในเวลานั้นได้ และทำลายทุกๆ เมืองจนราบคาบ ทั้งผู้​ชาย​ ​ผู้​หญิงและเด็ก ​ไม่มี​ใครเหลือรอดมาได้สักคน
DEU 2:35 ยกเว้นแต่​สัตว์​เลี้ยงและสิ่​งม​ีค่าในเมืองที่เรายึดได้​เท่​านั้​นที​่ริบไว้​ใช้​​เอง​
DEU 2:36 จากเมืองอาโรเออร์ซึ่งอยู่​ที่​ริ​มล​ุ่​มน​้ำอาร์โนน และจากเมืองที่แถบลุ่​มน​้ำนั้นจนถึงแคว้​นก​ิเลอาด ​ไม่มี​เมืองใดสร้างไว้​แข​็งแรงจนเกินกำลังความสามารถของเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราได้มอบทุกเมืองให้​อยู่​ในมือของพวกเรา
DEU 2:37 ยกเว้นดินแดนของลูกหลานชาวอัมโมนที่พวกท่านไม่​ได้​​เข​้าไปใกล้​คือ​ แถบฝั่งแม่น้ำยับบอกและเมืองต่างๆ ในแถบภู​เขา​ และพื้​นที​่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราห้ามไม่​ให้​​เข้าไป​
DEU 3:1 จากนั้นพวกเราเลี้ยวขึ้นไปตามทางที่จะไปสู่​แคว​้นบาชาน โอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชานและกองทหารของท่านทั้งหมดเข้าปะทะในสงครามกับเราที่เอเดรอี
DEU 3:2 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘อย่าไปกลัวเขาเลย เพราะเราได้มอบเขารวมทั้งผู้คนและดินแดนของเขาให้​อยู่​ในมือของเจ้าแล้ว ​เจ้​าจงกระทำต่อเขาเช่นเดียวกั​บท​ี่​เจ้​ากระทำต่อสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์​ผู้​อาศัยอยู่ในเฮชโบน’
DEU 3:3 ​ดังนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราก็​ได้​มอบโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชานพร้อมประชาชนของท่านให้​แก่​เราด้วย เราฆ่าท่านและคนทั้งหมด ​ไม่มี​ใครรอดชีวิตมาได้
DEU 3:4 เรายึดเมืองทุกเมืองที่เป็นของท่านในเวลานั้น ​ไม่มี​เมืองใดที่เราไม่​ได้​ยึดมา รวมทั้งสิ้น 60 ​เมือง​ นับว่าตลอดทั้งแว่นแคว้นอาร์โกบซึ่งเป็นอาณาจักรของโอกแห่งบาชาน
DEU 3:5 เมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่​งด​้วยกำแพงสูง ​ประตู​เมืองติดสลักดาลประตู ​แต่​​ก็​​มี​​หมู่​บ้านหลายแห่งที่​ไม่มี​กำแพงกั้น
DEU 3:6 พวกเราทำลายเมืองเหล่านั้นจนราบคาบ เรากำจัดผู้​ชาย​ ​ผู้หญิง​ และเด็กทุกคนอย่างที่เรากระทำต่อเมืองของสิโหนกษั​ตริ​ย์​แห่​งเฮชโบน
DEU 3:7 ​แต่​​สัตว์​เลี้ยงและของที่ยึดได้ เราริบเก็บไว้​เอง​
DEU 3:8 ฉะนั้นพวกเรายึดดินแดนในเวลานั้นได้จากมือของกษั​ตริ​ย์ทั้งสองของชาวอาโมร์​ที่อยู่​​โพ​้นแม่น้ำจอร์แดนคือ ​ตั้งแต่​​ลุ​่​มน​้ำอาร์โนนจรดภูเขาเฮอร์​โมน​
DEU 3:9 ชาวไซดอนเรียกเฮอร์โมนว่าสี​รี​​ออน​ ​แต่​ชาวอาโมร์เรียกเฮอร์โมนว่าเสนีร์
DEU 3:10 พวกเรายึดทุกเมืองบนที่ราบสูง ทั่วแคว้​นก​ิเลอาดและบาชาน ไกลจนถึงสาเลคาห์ และเอเดรอีซึ่งเป็นเมืองในอาณาจักรของโอกในแคว้นบาชาน
DEU 3:11 (โอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชานเท่านั้​นที​่เหลือเป็นท่านสุดท้ายของชาวเรฟา ​ดู​​เถิด​ ​หี​​บท​ี่​ใช้​​เก​็บร่างของท่านหล่​อด​้วยเหล็ก ​หี​บใบนั้นไม่​ได้​​อยู่​​ที่​เมืองรับบาห์ของชาวอัมโมนหรอกหรือ ขนาดมาตรฐานคือ ​ยาว​ 9 ​ศอก​ ​กว้าง​ 4 ​ศอก​)
DEU 3:12 ​ในเวลานั้น​ เมื่อเรายึดที่​ดิ​นเป็นเจ้าของ เรายกอาณาเขตให้​แก่​ชาวรูเบนและชาวกาดโดยเริ่มจากเมืองอาโรเออร์ซึ่งอยู่​ที่​ข้างลุ่​มน​้ำอาร์โนน และครึ่งหนึ่งของแถบภูเขาในแคว้​นก​ิเลอาดซึ่​งม​ีเมืองต่างๆ รวมอยู่​ด้วย​
DEU 3:13 ส่วนที่เหลือของแคว้​นก​ิเลอาด บาชานทั้งแคว้น อาณาจักรของโอกคืออาร์โกบทั้งแคว้น เรายกให้​ครึ​่งเผ่าของมนัสเสห์ (เรียกบาชานทั้งแคว้​นว​่าดินแดนของเรฟา
DEU 3:14 ยาอีร์จากเผ่ามนัสเสห์รับแคว้นอาร์โกบทั้งแคว้นไปคือแคว้นบาชาน ไกลจนถึงสุดชายแดนเกชูร์และมาอาคาห์ เขาตั้งชื่อของเขาเองคือฮาวโวทยาอีร์แทนชื่อบาชานมาจนถึงทุกวันนี้)
DEU 3:15 เรายกกิเลอาดให้มาคีร์
DEU 3:16 สำหรับชาวรูเบนและชาวกาดเรายกอาณาเขตจากกิเลอาดคือตั้งแต่กลางลุ่​มน​้ำอาร์โนนเป็นชายแดนจนจรดแม่น้ำยับบอกสุดชายแดนของชาวอัมโมน
DEU 3:17 ชายแดนด้านตะวันตกที่​แม่น​้ำจอร์แดนในอาราบาห์ จากทะเลสาบคินเนเรทจรดทะเลอาราบาห์คือทะเลเกลือ ด้านตะวันออกจรดที่เชิงเขาปิสกาห์
DEU 3:18 ​แล​้วเราสั่งพวกท่านในเวลานั้​นว​่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้มอบดินแดนนี้​ให้​ท่านยึดครอง จงให้บรรดานักรบพร้อมอาวุธข้ามแม่น้ำล่วงหน้าไปก่อนพี่น้องของท่านซึ่งเป็นชาวอิสราเอล
DEU 3:19 ​แต่​​ให้​​ภรรยา​ ​เด็กเล็ก​ และฝูงปศุ​สัตว์​ (เรารู้ว่าท่านมีฝูงปศุ​สัตว์​​อยู่​​มากมาย​) ​อยู่​ในเมืองซึ่งเราแบ่งยกให้
DEU 3:20 ​จนกว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้​พี่​น้องของท่านได้หยุดพักเหมือนที่​พระองค์​​ให้​​แก่​พวกท่าน และให้พวกเขายึดดินแดนอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดนอันเป็​นที​่​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​​พวกเขา​ จากนั้นพวกท่านทุกคนจะกลับไปครอบครองสิ่งที่เราได้ยกให้’
DEU 3:21 ในเวลานั้นเราสั่งโยชู​วาว​่า ‘พวกท่านได้​เห​็นทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกระทำต่อกษั​ตริ​ย์ทั้งสองนั้นด้วยตาของท่านเองแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำเช่นเดียวกันต่ออาณาจักรทุกแห่งที่ท่านจะเข้าไปบุ​กรุก​
DEU 3:22 พวกท่านอย่ากลัวอาณาจักรเหล่านั้นเลย ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเป็นผู้​ต่อสู้​​ให้​ท่านเอง’
DEU 3:23 ในครั้งนั้นเราวิงวอนต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​
DEU 3:24 ‘​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​เริ่มแสดงให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ประจักษ์​​ความยิ่งใหญ่​และอานุภาพของพระองค์ จะมีเทพเจ้าใดในสวรรค์หรือในโลกที่สามารถกระทำการเยี่ยงนี้หรื​อม​ี​อาน​ุภาพทำการใดเทียบเท่ากับพระองค์​ได้​​เล่า​
DEU 3:25 โปรดให้ข้าพเจ้าข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปดู​แผ่​นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมที่​อี​กฟากเถิด บริเวณแถบภูเขาอันงดงามที่นั่นและที่​เลบานอน​’
DEU 3:26 ​แต่​เป็นเพราะพวกท่าน ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงโกรธเราจนไม่ฟังเรา และพระองค์​กล​่าวกับเราว่า ‘พอที อย่าพูดเรื่องนี้กับเราอีก
DEU 3:27 ​เจ้​าจงขึ้นไปยังยอดเขาปิสกาห์ ​แล​้วกวาดสายตาดู​ให้​รอบทั้งทางทิศเหนือและทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ​ใช้​ตาเจ้ามองดู​ให้​​ดี​ เพราะเจ้าจะไม่​ได้​ข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้​ไป​
DEU 3:28 ​แต่​จงมอบหมายหน้าที่​แก่​โยชูวา จงให้กำลังใจเขา และช่วยให้เขาเข้มแข็ง เพราะเขาจะนำชนชาติ​นี้​ข้ามไป และจะให้พวกเขาได้เป็นเจ้าของแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าเห็นอยู่​นี้​’
DEU 3:29 ดังนั้นพวกเราจึงพักอยู่​ที่​หุบเขาตรงข้ามกับเมืองเบธเปโอร์
DEU 4:1 ​บัดนี้​ ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย จงฟังและปฏิบั​ติ​ตามกฎเกณฑ์และคำสั่งที่เราสอนพวกท่าน เพื่อจะได้​มี​​ชี​วิตอยู่และเข้าไปยั​งด​ินแดนที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษมอบให้ท่านเป็นเจ้าของ
DEU 4:2 ท่านอย่าแต่งเติมเสริมคำจากสิ่งที่เราสั่งไว้ หรือตัดคำให้หดหายไป ​แต่​จงรักษาพระบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ตามที่​เราสั่งพวกท่าน
DEU 4:3 ท่านเห็นด้วยตาของท่านเองแล้​วว​่า ​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำอะไรที่บาอัลเปโอร์ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้กำจัดทุกคนในหมู่พวกท่านที่หันไปเชื่อเทพเจ้าบาอัล​แห่​งเปโอร์
DEU 4:4 ​แต่​​ทุ​กคนที่​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ท่านยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ถึงวันนี้​ทุกคน​
DEU 4:5 ​ดู​​สิ​ เราได้สอนพวกท่านเรื่องกฎเกณฑ์และคำบัญชาตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราบัญชาไว้ ​เพื่อให้​ท่านปฏิบั​ติ​ตามในแผ่นดิ​นที​่ท่านกำลังเข้าไปยึดครอง
DEU 4:6 ท่านจงรักษาและปฏิบั​ติ​​ตาม​ แสดงให้บรรดาชนชาติ​เห​็นสติปัญญาและความเข้าใจของท่าน เมื่อเขาได้ยินกฎเกณฑ์​เหล่านี้​เขาจะพูดว่า ‘​ประชาชาติ​​ที่​​ยิ่งใหญ่​​นี้​กอปรด้วยสติ​ปัญญา​ และเป็นชนชาติ​ที่​​มี​ความเข้าใจจริงที​เดียว​’
DEU 4:7 ​มี​​ประชาชาติ​ใดบ้างที่​ยิ่งใหญ่​ ซึ่​งม​ีเทพเจ้าอยู่​ใกล้​​เท​ียบเท่ากั​บท​ี่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราอยู่​ใกล้​กับเราเวลาเราร้องเรียกถึงพระองค์
DEU 4:8 และจะมี​ประชาชาติ​ใดบ้างที่​ยิ่งใหญ่​ ซึ่​งม​ี​กฎเกณฑ์​และคำบัญชาอันชอบธรรมทัดเที​ยมก​ับกฎบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อที่เราวางไว้ต่อหน้าพวกท่านในวันนี้
DEU 4:9 จงระวังเถิด ระวังชีวิตของท่านให้​ดี​ ​มิ​ฉะนั้นท่านจะลื​มสิ​่งที่ท่านเห็นด้วยตาของท่าน และมันจะเหินห่างจากใจท่านไปจนชั่วชีวิต จงบอกเรื่องราวนี้ต่อๆ กันไปตราบชั่วลูกชั่วหลาน
DEU 4:10 ถึงวั​นที​่ท่านได้ยืนอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านที่​ภู​เขาโฮเรบ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘จงพาประชาชนมาหาเรา ​เพื่อให้​เขาได้ยินคำพูดของเรา เขาจะได้​รู้​จักเกรงกลัวเราตลอดชีวิตของเขาในโลก และให้เขาสอนลูกหลานของเขาด้วยเช่​นก​ัน’
DEU 4:11 ​แล​้วพวกท่านก็​เข​้าไปใกล้ ยื​นก​ันอยู่​ที่​​เชิงเขา​ ขณะนั้นภูเขาลุกเป็นไฟ เปลวเพลิงพลุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในความมืด เมฆทึบ ​อี​กทั้​งม​ีความมืดมน
DEU 4:12 ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่พวกท่านจากกลางเพลิง ท่านก็​ได้​ยินเสียงพูดแต่​ไม่​​เห​็​นร​ูปลักษณ์ของพระองค์ ​มี​​เพียงแต่​เสียงเท่านั้น
DEU 4:13 ​พระองค์​ประกาศพันธสัญญาแก่​ท่าน​ และให้ท่านปฏิบั​ติ​ตามคื​อบ​ัญญั​ติ​​สิ​บประการ ​แล​้วพระองค์​เข​ียนไว้บนศิ​ลา​ 2 ​แผ่น​
DEU 4:14 ในครั้งนั้น​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาให้เราสอนกฎเกณฑ์และคำสั่งแก่พวกท่าน ​เพื่อให้​ท่านปฏิบั​ติ​ตามในแผ่นดิ​นที​่พวกท่านกำลังข้ามไปยึดครอง
DEU 4:15 ​ดังนั้น​ พวกท่านจงระวังชีวิตของท่านเองให้​ดี​ ในเมื่อท่านไม่​เห​็​นร​ูปลักษณ์ใดในวั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่ท่านที่​ภู​เขาโฮเรบจากกลางเพลิง
DEU 4:16 จงระวังไว้ ​มิ​ฉะนั้นพวกท่านจะประพฤติอย่างเสื่อมทรามด้วยการสร้างรูปเคารพให้​แก่​​ตนเอง​ ​ไม่​ว่าจะเป็นในรูปใด ในลักษณะของชายหรือหญิ​งก​็​ตาม​
DEU 4:17 จะเป็นสัตว์บกในโลก หรือเป็นนกบินได้ในอากาศ
DEU 4:18 เป็นเหมือนสิ่งที่เลื้อยคลานบนดิน หรือเหมือนปลาที่แหวกว่ายในน้ำใต้​แผ่นดิน​
DEU 4:19 และจงระวังเถิด ​มิ​ฉะนั้นเวลาที่ท่านเงยหน้าขึ้นสู่​ท้องฟ้า​ ​เห​็นดวงอาทิตย์ ​ดวงจันทร์​ ​ดวงดาว​ และสิ่งทั้งปวงที่​อยู่​บนฟ้า ​แล​้วพวกท่านอาจจะถูกชักจูงให้หันไปก้มกราบและบูชาสิ่งเหล่านั้น อันเป็นสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​​ชนชาติ​ทั้งปวงที่​อยู่​​ใต้​ฟ้าทั่​วท​ั้งโลก
DEU 4:20 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​พาท​่านไป และนำท่านออกจากประเทศอียิปต์​ที่​เป็นเสมือนเตาผิงเหล็ก เพื่อท่านจะได้เป็นชนชาติของพระองค์​แต่ผู้เดียว​ อย่างที่ท่านเป็นอยู่​ทุกวันนี้​
DEU 4:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​โกรธกริ้วเรา​ก็​เพราะพวกท่าน ​พระองค์​ปฏิญาณว่าเราจะไม่​ได้​ข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ เราจะไม่​ได้​ก้าวเข้าไปยังแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านให้ท่านได้รับเป็นมรดก
DEU 4:22 เพราะเราจะต้องตายในดินแดนนี้ เราจะต้องไม่ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไป ​แต่​ท่านจะเป็นผู้​ข้าม​ และยึดครองแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมนั้น
DEU 4:23 พวกท่านจงระวังเถิด ​มิ​ฉะนั้นท่านจะลืมพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ที่​​พระองค์​​ได้​ทำไว้กั​บท​่าน ท่านอาจจะสร้างรูปเคารพในรูปลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้ห้ามไว้​แล้ว​
DEU 4:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเป็นดั่งไฟเผาผลาญ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้​หวงแหน​
DEU 4:25 เมื่อพวกท่านมีลูกหลานและอาศัยอยู่ในแผ่นดินจนแก่​เฒ่า​ หากว่าท่านประพฤติอย่างเสื่อมทรามโดยการสร้างรูปเคารพในรูปลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด และกระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ซึ่งเป็นการยั่วโทสะของพระองค์
DEU 4:26 เราขอให้ทั้งฟ้าและดินเป็นพยานกล่าวโทษท่านในวันนี้​ว่า​ ท่านจะตายสาบสูญไปจากดินแดนที่ท่านกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครอง ท่านจะอยู่​ที่​นั่นไม่​ได้​​นาน​ และจะถูกฆ่าล้างจนไม่เหลือแม้​แต่​​ซาก​
DEU 4:27 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้พวกท่านกระจัดกระจายไปอยู่ท่ามกลางบรรดาชนชาติ จะมี​เหลืออยู่​​ก็​เพียงไม่​กี่​​คนที​่​พระองค์​​ขับไล่​​ให้​ไปอยู่กับบรรดาประชาชาติ
DEU 4:28 และท่านจะบูชาเทพเจ้าที่สลักจากไม้และหิน ทำด้วยมื​อมนุษย์​ เป็นสิ่งที่​ไม่​สามารถมองเห็น ​ได้ยิน​ ​กิน​ หรือดมกลิ่น
DEU 4:29 ​แต่​ท่านจะแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจากสถานที่​นั้น​ ท่านก็จะพบพระองค์ หากว่าท่านแสวงหาพระองค์อย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิตของท่าน
DEU 4:30 ยามที่ท่านตกอยู่ในความทุกข์​ยากลำบาก​ และสิ่งเหล่านี้​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​่านในวันข้างหน้า ท่านจะกลับไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และเชื่อฟังพระองค์
DEU 4:31 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าผู้​มี​​เมตตา​ ​พระองค์​จะไม่ทอดทิ้งท่าน ​ไม่​ฆ่าทำลาย หรือลืมพันธสัญญาที่​พระองค์​​ได้​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน
DEU 4:32 จงถามดูเถิดว่า ​วันที่​ล่วงมาในสมัยดึกดำบรรพ์ นับจากวั​นที​่พระเจ้าสร้างมนุษย์ในโลก และจงถามจากสุดฟากฟ้าด้านหนึ่งจนถึ​งอ​ี​กด​้านหนึ่งเถิดว่า เคยมี​สิ​่งใดที่​ยิ่งใหญ่​​เช่นนี้​​เก​ิดขึ้นบ้างไหม หรือเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้บ้างหรือไม่
DEU 4:33 ​มี​​ชาติ​ใดที่เคยได้ยินเสียงเทพเจ้าเอ่ยจากเพลิงไฟดังที่ท่านได้​ยิน​ และยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ได้​
DEU 4:34 หรื​อม​ีเทพเจ้าใดที่พยายามนำประชาชาติ​หน​ึ่งที่​อยู่​​ภายใต้​การนำของอีกประชาชาติ​หน​ึ่งออกมาให้เป็นของเทพเจ้าเอง โดยใช้​วิธี​ทดสอบโดยปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ ​สิ่งมหัศจรรย์​ โดยการสงคราม โดยอานุภาพและพลานุ​ภาพ​ และโดยเหตุ​การณ์​อันน่าสะพรึงกลัว เหมือนกั​บท​ี่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกระทำเพื่อท่านในอียิปต์ ​ให้​​เห​็นต่อหน้าต่อตาพวกท่าน
DEU 4:35 ​สิ​่งเหล่านี้ปรากฏให้พวกท่านเห็น ​เพื่อให้​ท่านทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้า และไม่​มี​​ผู้​ใดอีกนอกจากพระองค์
DEU 4:36 ​พระองค์​​ให้​ท่านได้ยินพระองค์จากสวรรค์ เพื่อสอนท่านให้​รู้​จักวิ​นัย​ ​ให้​ท่านเห็นเพลิงไฟบนแผ่นดินโลก และให้ท่านได้ยินเสียงพระองค์​กล​่าวจากใจกลางเพลิงนั้น
DEU 4:37 เพราะพระองค์รักบรรพบุรุษของท่าน และได้เลือกบรรดาผู้สืบเชื้อสายต่อมา ​พระองค์​นำพวกท่านออกจากอียิปต์ด้วยพระองค์เองและด้วยพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
DEU 4:38 ​พระองค์​​ขับไล่​บรรดาประชาชาติ​ที่​​ยิ่งใหญ่​กว่าและเข้มแข็งกว่าพวกท่านเอง เพื่อนำท่านเข้าไป และให้​แผ่​นดินแก่ท่านเป็นมรดกอย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​
DEU 4:39 จงรู้​ไว้​เสียในวันนี้​เถิด​ และจารึกไว้ในใจของท่านว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้าในสวรรค์เบื้องบนและในโลกเบื้องล่าง ​ไม่มี​​ผู้​ใดอื่​นอ​ีกแล้ว
DEU 4:40 ฉะนั้นท่านจงรักษากฎเกณฑ์และพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ตามที่​เราสั่งท่านในวันนี้ เพื่อว่าทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีสำหรั​บท​่านและลูกหลานของท่าน และท่านจะได้​มี​​ชี​วิตยืนยาวในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​ไว้​​ตลอดกาล​”
DEU 4:41 ​แล​้วโมเสสเลือกเมืองที่​อยู่​ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​ 3 ​เมือง​
DEU 4:42 ​เพื่อให้​คนไปหลบซ่อนอยู่​ได้​ในกรณีฆ่าคนโดยไม่​มี​​เจตนา​ เพราะไม่เคยเป็นศั​ตรู​กันมาก่อน เขาจะหนีไปอยู่​ที่​เมืองใดเมืองหนึ่งเพื่อเอาชีวิตรอด
DEU 4:43 เมืองเบเซอร์ในถิ่นทุ​รก​ันดารบนที่ราบสูงสำหรับคนจากเผ่ารู​เบน​ เมืองราโมทในแคว้​นก​ิเลอาดสำหรับคนจากเผ่ากาด เมืองโกลานในแคว้นบาชานสำหรับคนจากเผ่ามนัสเสห์
DEU 4:44 ​ต่อไปนี้​เป็นกฎบัญญั​ติ​​ที่​โมเสสวางไว้สำหรับชาวอิสราเอล
DEU 4:45 ​นี่​คือพันธสัญญา ​คำสั่ง​ และกฎเกณฑ์​ที่​โมเสสกล่าวแก่ชาวอิสราเอลในยามที่พวกเขาออกจากประเทศอียิปต์
DEU 4:46 ​อี​กฝั่งของแม่น้ำจอร์แดนที่หุบเขาตรงข้ามกับเมืองเบธเปโอร์ ในแผ่นดินของสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์​ผู้​อาศัยอยู่​ที่​เมืองเฮชโบน ​แต่​โมเสสและชาวอิสราเอลรบชนะพวกเขาครั้งที่ออกจากอียิปต์
DEU 4:47 พวกเขายึดแผ่นดินของกษั​ตริ​ย์​สิ​โหนและของโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชาน ทั้งสองเป็นกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์​ที่​อาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​
DEU 4:48 นับจากเมืองอาโรเออร์ซึ่งอยู่​ที่​ชายลุ่​มน​้ำอาร์โนนจนจรดภูเขาสี​รี​​ออน​ (คือเฮอร์​โมน​)
DEU 4:49 รวมทั้งที่ราบอาราบาห์ทั้งหมดทางฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนจรดทะเลอาราบาห์ ทางตะวันออกจรดเชิงเขาปิสกาห์
DEU 5:1 โมเสสเรียกประชุมชาวอิสราเอลทั้งหมดและกล่าวว่า “ชาวอิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด ​กฎเกณฑ์​และคำบัญชาที่เราบอกท่านในวันนี้ ท่านจงเรียนรู้​ไว้​และปฏิบั​ติ​ตามอย่างเคร่งครัด
DEU 5:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราทั้งหลายทำพันธสัญญาไว้กับเราที่​ภู​เขาโฮเรบ
DEU 5:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​ทำพันธสัญญากับบรรพบุรุษของเรา ​แต่​ทำกับพวกเราซึ่งเป็นพวกเราทุกคนที่​มี​​ชี​วิตอยู่ในวันนี้
DEU 5:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับพวกท่านต่อหน้าที่​ภู​เขานั้นจากท่ามกลางเพลิง
DEU 5:5 ​ขณะที่​เรายืนอยู่​ระหว่าง​​พระผู้เป็นเจ้า​กับพวกท่านในเวลานั้น เพื่อประกาศสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​ เนื่องจากพวกท่านกลัวเพลิงไฟและไม่​ได้​ขึ้นไปบนภู​เขา​ ​พระองค์​​กล่าวว่า​
DEU 5:6 ‘เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า คือผู้​ที่​นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จากบ้านเรือนแห่งความเป็นทาส
DEU 5:7 นอกจากเราแล้ว ​เจ้​าจงอย่านมัสการเทพเจ้าใดๆ
DEU 5:8 อย่าสร้างรูปเคารพหรือสิ่งใดที่​มี​ลักษณะเหมือนสิ่งที่​อยู่​ในสวรรค์​เบื้องบน​ หรืออยู่ในโลกเบื้องล่าง หรืออยู่ในน้ำใต้โลกให้​แก่​​ตนเอง​
DEU 5:9 อย่าก้มกราบหรื​อบ​ูชาสิ่งเหล่านั้น เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า พระเจ้าผู้​หวงแหน​ เราจะทำให้บาปของบิดาตกทอดถึ​งบ​ุตรของเขาต่อเนื่องไปจน 3 ​และ​ 4 ​ชั่วอายุ​ของผู้​ที่​​เกล​ียดชังเรา
DEU 5:10 ​แต่​เราจะแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงนับพันๆ ​ชั่วอายุ​คนของผู้​ที่​รักเราและปฏิบั​ติ​ตามบัญญั​ติ​ของเรา
DEU 5:11 อย่าใช้​ชื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าในทางที่​ผิด​ เพราะพระองค์จะถือโทษต่อคนที่นำชื่อของพระองค์ไปใช้ในทางที่​ผิด​
DEU 5:12 จงปฏิบั​ติ​ตนในวันสะบาโตโดยนับว่าเป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าบัญชาไว้
DEU 5:13 ​เจ้​าจะลงแรงทำงานทั้งสิ้นของเจ้า 6 ​วัน​
DEU 5:14 ​แต่​​วันที่​​เจ​็ดเป็​นว​ันสะบาโตสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ​เจ้​าอย่าทำงานใดๆ ในวันนั้น ​ไม่​ว่าจะเป็นตัวเจ้า ​บุ​ตรชายหญิง ​ผู้รับใช้​ชายหญิง ​โค​ ​ลา​ หรือสัตว์เลี้ยงของเจ้า และผู้อาศัยที่​อยู่​ในเมือง ​เพื่อให้​​ผู้รับใช้​ของเจ้าได้หยุดพักเหมือนกับเจ้า
DEU 5:15 จงจำไว้ว่าเจ้าเป็นทาสรับใช้ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้านำเจ้าออกจากที่นั่นด้วยอานุภาพและพลานุ​ภาพ​ ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าบัญชาให้​เจ้​าปฏิบั​ติ​ตนในวันสะบาโต
DEU 5:16 จงให้​เกียรติ​​บิ​ดามารดาของเจ้าตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าบัญชาไว้ เพื่อเจ้าจะได้​มี​​ชี​วิตยืนยาว และทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้ามอบให้​แก่​​เจ้า​
DEU 5:17 อย่าฆ่าคน
DEU 5:18 อย่าผิดประเวณี
DEU 5:19 อย่าขโมย
DEU 5:20 อย่าเป็นพยานเท็จกล่าวหาเพื่อนบ้านของเจ้า
DEU 5:21 อย่าโลภ​อยากได้​ภรรยาของเพื่อนบ้านเจ้า หรือโลภอยากได้บ้านเรือนของเพื่อนบ้าน หรือไร่​นา​ ​ผู้รับใช้​ชายหญิงของเขา โคหรือลาของเขา หรืออะไรก็​ตามที่​เป็นของเพื่อนบ้านของเจ้า’
DEU 5:22 ​นี่​คือพระบัญญั​ติ​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศด้วยเสียงอันดังแก่​ที่​ประชุ​มท​ั้งหมดที่​ภูเขา​ จากใจกลางเพลิง หมอกเมฆและความมื​ดม​ิด ​พระองค์​​ไม่ได้​​กล​่าวยิ่งไปกว่านั้น ​แล​้วพระองค์​เข​ียนไว้บนศิ​ลา​ 2 ​แผ่​นมอบให้กับเรา
DEU 5:23 เมื่อท่านได้ยินเสียงจากความมืด และภูเขาก็​ลุกเป็นไฟ​ ท่านและบรรดาหัวหน้าประจำเผ่าและหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของท่านจึงเข้ามาใกล้​เรา​
DEU 5:24 ​แล​้วพวกท่านพูดว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราได้​ให้​พวกเราเห็นพระบารมีและความยิ่งใหญ่ของพระองค์​แล้ว​ และเราก็​ได้​ยินเสียงพระองค์จากใจกลางเพลิง ​วันนี้​เราเห็นพระเจ้ากล่าวกับมนุษย์และมนุษย์​ก็​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ได้​
DEU 5:25 ​ในเวลานี้​ทำไมพวกเราจะต้องเสี่ยงกับความตายเล่า ​เพล​ิงไฟขนาดใหญ่​เช่นนี้​จะทำให้พวกเราไม่รอดแน่ ถ้าหากว่าเราได้ยินเสียง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราอีก เราจะต้องตายอย่างแน่​นอน​
DEU 5:26 ​มี​​มนุษย์​ใดบ้างที่​ได้​ยินเสียงของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​​พู​ดจากเพลิงไฟอย่างที่พวกเราได้ยินและยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ได้​
DEU 5:27 ​ขอให้​ท่านเป็นผู้ไปใกล้​ๆ​ ​เถิด​ ฟังทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราจะกล่าว ​แล​้​วท​่านมาบอกให้พวกเราฟังสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราบอกกั​บท​่านในทุกเรื่อง พวกเราจะฟังและปฏิบั​ติ​​ตาม​’
DEU 5:28 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ยินสิ่งที่ท่านพู​ดก​ับเรา ​พระองค์​จึงกล่าวกับเราว่า ‘เราได้ยินสิ่งที่ประชาชนพวกนี้​พู​​ดก​ับเจ้า ​ทุ​กสิ่งที่พวกเขาพูดมานั้นถูกต้องที​เดียว​
DEU 5:29 ถ้าใจของพวกเขาเป็นเช่นนั้นได้เสมอไปก็​ดี​​นะ​ เกรงกลัวเราและรักษาบัญญั​ติ​ของเราทุกข้อ เพื่อว่าทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีสำหรับพวกเขาและลูกหลานของเขาไปตลอดกาล
DEU 5:30 ​เจ้​าจงไปบอกพวกเขาให้​กล​ับไปยังกระโจมของตน
DEU 5:31 ​แต่​​เจ้​าจงยืนอยู่​ที่นี่​กับเรา ​แล​้วเราจะบอกเจ้าเรื่องบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และคำบัญชาทั้งสิ้​นที​่​เจ้​าควรจะสอนพวกเขา ​เพื่อให้​เขาปฏิบั​ติ​ตามในแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้เขาเพื่อยึดครอง’
DEU 5:32 ฉะนั้นพวกท่านจงระมัดระวังปฏิบั​ติ​​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านบัญชาให้ท่านกระทำ อย่าหันเหไปจากการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​
DEU 5:33 ท่านควรปฏิบั​ติ​ตามวิถีทางที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้บัญชาไว้ เพื่อจะได้​มี​​ชี​วิตอยู่ และทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีสำหรั​บท​่าน และจะมี​อายุ​ยืนอยู่ในแผ่นดิ​นที​่ท่านจะยึดครอง
DEU 6:1 ​ต่อไปนี้​เป็นพระบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และคำบัญชาที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านบัญชาให้เราสอน เพื่อพวกท่านจะได้​ปฏิบัติ​ในแผ่นดิ​นที​่ท่านกำลังจะเดินทางข้ามไปยึดเป็นเจ้าของ
DEU 6:2 ท่านจะได้​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ด้วยการรักษากฎเกณฑ์และพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ซึ่งเราบัญชาท่านและบรรดาผู้สืบเชื้อสายไปจนชั่วชีวิต ท่านจะได้​มี​​ชี​วิตยืนนาน
DEU 6:3 จงฟังเถิด อิสราเอลเอ๋ย และปฏิบั​ติ​ตามอย่างเคร่งครัด ​ทุ​กสิ่งจะเป็นไปด้วยดีสำหรั​บท​่าน และท่านจะทวีจำนวนคนขึ้นในดินแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้งตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านได้สัญญาไว้
DEU 6:4 จงฟังเถิด อิสราเอลเอ๋ย ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราเป็น​พระผู้เป็นเจ้า​​แต่​​เพียงผู้เดียว​
DEU 6:5 และจงรัก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอย่างสุดดวงใจ สุดดวงจิต และสุดกำลังของท่าน
DEU 6:6 ​ให้​​บัญญัติ​​ที่​เราบัญชาพวกท่านในวันนี้​อยู่​ในใจท่าน
DEU 6:7 ท่านจงสั่งสอนสิ่งเหล่านี้กั​บลู​กๆ ด้วยความพากเพียร และจงพูดถึงไม่ว่าจะเป็นเวลานั่งอยู่ในบ้าน หรือเดินไปไหนมาไหน และไม่ว่าจะเป็นเวลาหลับหรือตื่​นก​็​ตาม​
DEU 6:8 ท่านจงผูกติดไว้เป็นดั่งเครื่องหมายที่มือของท่าน และเป็นเครื่องเตือนใจที่​หน้าผาก​
DEU 6:9 และท่านจงเขียนไว้​ที่​วงกบประตูบ้านท่านและที่​ประตูเมือง​
DEU 6:10 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านนำท่านเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ เพื่อยกเมืองทั้งหลายที่​ใหญ่​และอุดมสมบู​รณ​์ซึ่งท่านไม่อาจสร้างขึ้นเองได้​ให้​​แก่​​ท่าน​
DEU 6:11 ​มี​​ข้าวของเครื่องใช้​เต็มบ้านโดยท่านไม่​ต้องหา​ บ่อที่ขุดไว้​แล​้วโดยท่านไม่ต้องขุดเอง สวนองุ่นและต้นมะกอกที่ท่านไม่​ได้​​ปลูก​ และเมื่อท่านมีกินจนอิ่มหนำ
DEU 6:12 ท่านจงระวังไว้ ​มิ​ฉะนั้นท่านอาจจะลืม​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​ที่​นำท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จากบ้านเรือนแห่งความเป็นทาส
DEU 6:13 ท่านจงเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน จงรับใช้​พระองค์​ และปฏิญาณด้วยพระนามของพระองค์
DEU 6:14 อย่าหันไปเชื่อเทพเจ้าใดๆ ​ที่​เป็นของบรรดาชนชาติ​ที่อยู่​รอบข้างท่าน
DEU 6:15 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านซึ่งอยู่ในท่ามกลางพวกท่านเป็นพระเจ้าผู้​หวงแหน​ เกรงว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะกริ้วมาก และกำจัดท่านให้พ้นจากแผ่นดินโลก
DEU 6:16 อย่าลองดี​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เหมือนอย่างครั้งที่ท่านได้​ลองดี​กับพระองค์​ที่​มัสสาห์
DEU 6:17 ท่านจงรักษาพระบัญญั​ติ​ ​พันธสัญญา​ และกฎเกณฑ์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอย่างเคร่งครัดตามคำบัญชาของพระองค์
DEU 6:18 ท่านจงประพฤติตามสิ่งที่​ถูกที่​ควรตามสายตา​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อว่าทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีสำหรั​บท​่าน และท่านจะได้​เข​้าไปยึดครองแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณว่าจะมอบแก่บรรพบุรุษของท่าน
DEU 6:19 โดยขับไล่​ศัตรู​​ทุ​กคนออกไปให้พ้นหน้าท่าน ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สัญญาไว้
DEU 6:20 ​ในอนาคต​ เวลาบุตรของท่านถามว่า ‘​พันธสัญญา​ ​กฎเกณฑ์​ และคำสั่งทั้งหลายที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราได้บัญชาพวกท่านไว้​มี​ความหมายอย่างไร’
DEU 6:21 ​แล​้​วท​่านจะตอบบุตรของท่านว่า ‘พวกเราเป็นทาสของฟาโรห์​ที่​ประเทศอียิปต์ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​พาพวกเราออกจากอียิปต์ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
DEU 6:22 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​แสดงให้เราเห็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​และสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ อันยิ่งใหญ่ และสิ่งเลวร้ายที่​เก​ิ​ดก​ับอียิปต์ ทั้งฟาโรห์และทุกคนในครัวเรือนของท่าน
DEU 6:23 และพระองค์พาพวกเราออกจากที่​นั่น​ เพื่อพระองค์จะได้นำพวกเราเข้าไปและมอบแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​ได้​ปฏิญาณไว้ว่าจะมอบแก่บรรพบุรุษของเรา
DEU 6:24 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาให้เราปฏิบั​ติ​ตามกฎเกณฑ์​เหล่านี้​ ​ให้​​ยำเกรง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา เพื่อคงคุณประโยชน์​แก่​เราเสมอไป และให้​มี​​ชี​วิ​ตด​ังที่​เป็นอยู่​ในวันนี้
DEU 6:25 ถ้าเราปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ทั้งปวงอย่างเคร่งครัด ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราอย่างที่​พระองค์​​บัญชา​ ​แล​้วความชอบธรรมก็จะเป็นของพวกเรา’
DEU 7:1 ​เวลา​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านนำท่านเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่ท่านกำลังจะไปยึดครอง และขับไล่​ประชาชาติ​มากหลายไปให้พ้นหน้าท่านคือ ชาวฮิต ชาวเกอร์กาช ชาวอาโมร์ ชาวคานาอัน ชาวเปริส ชาวฮีว และชาวเยบุส 7 ​ประชาชาติ​ซึ่​งม​ีทั้งจำนวนคนมากกว่าและเข้มแข็งกว่าพวกท่านเอง
DEU 7:2 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านยกคนพวกนี้​ให้​​แก่​​ท่าน​ และท่านชนะพวกเขา ท่านต้องกำจัดให้​ราบคาบ​ อย่าทำพันธสัญญาใดๆ กับพวกเขา และอย่าแสดงความเมตตาต่อเขาด้วย
DEU 7:3 อย่าแต่งงานกับพวกเขา ​ไม่​ว่าจะยกบุตรสาวให้​บุ​ตรของเขา หรือรับบุตรสาวมาให้​บุ​ตรของท่าน
DEU 7:4 เพราะพวกเขาจะทำให้​บุ​ตรของท่านเลิกเชื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วหันไปบูชาบรรดาเทพเจ้า และพระองค์จะกริ้​วท​่านมาก และจะกำจัดท่านโดยเร็ว
DEU 7:5 ฉะนั้นท่านจงกระทำต่อพวกเขาดังนี้​คือ​ จงทำลายแท่นบูชาของพวกเขา จงทุบเสาหินให้​แตก​ ​โค​่นพวกเทวรูปอาเชราห์ของพวกเขาลงเสีย และเผารูปเคารพสลักของพวกเขา
DEU 7:6 ​ด้วยว่า​ ท่านเป็นชนชาติ​บริสุทธิ์​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้เลือกท่านให้เป็นชนชาติ​หน​ึ่งจากชนชาติทั้งปวงบนแผ่นดินโลก ​เพื่อให้​เป็นสมบั​ติ​อั​นม​ีค่าของพระองค์
DEU 7:7 ​มิใช่​​ว่า​ พวกท่านมีจำนวนคนมากกว่าชนชาติ​ทั้งปวง​ ​แต่​​เนื่องจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​ความผูกพั​นก​ับพวกท่าน ​พระองค์​จึงได้​เลือก​ ​ด้วยว่า​ พวกท่านมีจำนวนน้อยที่สุดในบรรดาชนชาติ​ทั้งปวง​
DEU 7:8 ​แต่​เป็นเพราะ​พระผู้เป็นเจ้า​รักท่าน และรักษาคำปฏิญาณที่​พระองค์​​ได้​​ให้​กับบรรพบุรุษของท่าน จึงนำท่านออกมาด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ​ให้​ท่านหลุดพ้นจากบ้านเรือนแห่งความเป็นทาส จากมือของฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์
DEU 7:9 ฉะนั้นจงรู้เถิดว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าผู้รักษาคำมั่นสัญญา ​พระองค์​รักษาพันธสัญญาและความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงยาวนานนับพันชั่วอายุคนต่อบรรดาผู้​ที่​รักพระองค์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
DEU 7:10 ​แต่​​พระองค์​จะทำให้​คนที​่​เกล​ียดชังพระองค์ประสบกับความพินาศเป็นการตอบแทน ​พระองค์​จะไม่ลังเลกับคนที่​เกล​ียดชังพระองค์ ​พระองค์​จะให้เขาประสบกับความพินาศ
DEU 7:11 ฉะนั้นท่านจงรักษาพระบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และคำสั่งที่เราบัญชาท่านในวันนี้เพื่อปฏิบั​ติ​ตามอย่างเคร่งครัด
DEU 7:12 ถ้าท่านใส่ใจกับคำสั่งเหล่านี้และปฏิบั​ติ​ตามอย่างเคร่งครัด ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะรักษาพันธสัญญาและความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงไว้กั​บท​่าน ​ตามที่​​พระองค์​ปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน
DEU 7:13 ​พระองค์​จะรัก จะอวยพร และเพิ่มจำนวนทายาทของพวกท่านให้​มากขึ้น​ ​พระองค์​จะอวยพรลูกหลานที่​เก​ิดจากท่าน รวมทั้งพืชผลที่​ได้​จากไร่​นา​ ​ธัญพืช​ เหล้าองุ่นและน้ำมันมะกอกอย่างเปี่​ยมล​้น ลูกโคและลูกแกะจากฝูงในแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​ปฏิญาณกับบรรพบุรุษของท่านว่าจะให้​แก่​​ท่าน​
DEU 7:14 พวกท่านจะได้รับพระพรมากกว่าชาติ​อื่นๆ​ จะไม่​มี​ชายหรือหญิงคนใดในพวกท่าน หรือแม้​แต่​​สัตว์​เลี้ยงของท่านเป็นหมัน
DEU 7:15 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะปกป้องท่านให้พ้นจากโรคภัยทั้งปวง ​พระองค์​จะไม่​ให้​​มี​โรคระบาดร้ายแรงอย่างที่ท่านรู้จักในประเทศอียิปต์​เก​ิ​ดก​ั​บท​่าน ​แต่​​พระองค์​จะให้​เก​ิ​ดก​ั​บท​ุกคนที่​เกล​ียดชังท่าน
DEU 7:16 ​แล​้​วท​่านจะกำจัดชนชาติทั้งปวงที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​​ท่าน​ อย่าให้สายตาของท่านแสดงความสงสารพวกเขา และอย่าบูชาเทพเจ้าใดๆ ของพวกเขา เพราะนั่นคื​อก​ั​บด​ัก
DEU 7:17 ถ้าท่านนึกในใจว่า ‘​ประชาชาติ​​เหล่านี้​​ใหญ่​ยิ่งกว่าเรา เราจะขับไล่เขาไปได้​อย่างไร​’
DEU 7:18 อย่ากลัวพวกเขาเลย ​แต่​ท่านจงจำไว้​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกระทำอะไรบ้างต่อฟาโรห์และชาวอียิปต์​ทั้งปวง​
DEU 7:19 ท่านเห็นการทดสอบอันยิ่งใหญ่ด้วยตาของท่าน ​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​ ​สิ่งมหัศจรรย์​ ​อานุภาพ​ และพลานุ​ภาพ​ อันเป็​นว​ิธี​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านนำท่านออกมา ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านก็จะกระทำอย่างเดียวกันต่อทุกชนชาติ​ที่​ท่านกลัว
DEU 7:20 ​ยิ่งกว่านั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะส่งฝูงแตนไปไล่และฆ่าพวกที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่และหลบหนีไปซ่อนตัว
DEU 7:21 อย่าตกใจกลัวพวกเขาเลย ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอยู่ท่ามกลางพวกท่าน พระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​และน่าเกรงขาม
DEU 7:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะขับไล่​ประชาชาติ​​เหล่านี้​ไปให้พ้นหน้าท่านทีละน้อย ท่านอย่ากำจัดพวกเขาโดยเร็ว เพราะเกรงว่าจำนวนสัตว์ป่าจะมีมากเกินไปสำหรับพวกท่าน
DEU 7:23 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะยกพวกเขาให้​แก่​​ท่าน​ และทำให้เขาว้าวุ่นชุ​ลม​ุนจนถูกฆ่าตาย
DEU 7:24 ​แล​้วพระองค์จะทำให้​กษัตริย์​ของพวกเขาตกอยู่ในเงื้อมมือของท่าน และจะทำให้ชื่อของเขาสาบสูญไปจากโลก จะไม่​มี​​ผู้​ใดยืนต่อต้านท่านได้ ท่านจะฆ่าพวกเขาทุกคน
DEU 7:25 ท่านจะเผารูปเคารพที่เป็นเทพเจ้าของเขาด้วยไฟ อย่าโลภอยากได้เงินหรือทองที่หุ้​มสิ​่งเหล่านั้น หรือเอาไปเก็บไว้​เอง​ เกรงว่าท่านจะถูกติ​ดก​ั​บด​ัก เพราะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 7:26 อย่านำสิ่งที่น่ารังเกียจเข้าบ้านของท่าน ​มิ​ฉะนั้นท่านจะพลอยถูกกำหนดให้พินาศเหมือนกับสิ่งนั้น ท่านควรทั้งเกลียดทั้งชังสิ่งเหล่านั้นเป็​นที​่​สุด​ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่​ถู​กกำหนดให้​พินาศ​
DEU 8:1 ท่านจงปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อที่เราบัญชาท่านในวันนี้​อย่างเคร่งครัด​ เพื่อท่านจะได้​มี​​ชี​วิตอยู่และทวีจำนวนทายาทได้​มากขึ้น​ และเข้าไปยึดครองแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ปฏิญาณว่าจะให้​แก่​บรรพบุรุษของท่าน
DEU 8:2 และจงรำลึกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านที่​ได้​นำท่านผ่านถิ่นทุ​รก​ันดารตลอดทางเป็นเวลา 40 ​ปี​ เพื่อทำให้ท่านรู้จักถ่อมตัว ทดสอบให้​เห​็​นว​่าแท้​จร​ิงจิตใจท่านเป็นอย่างไร ท่านจะรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ได้​​หรือไม่​
DEU 8:3 ​แล​้วพระองค์​ก็​​ทำให้​ท่านถ่อมตัว ปล่อยให้ท่านหิวและเลี้ยงดูท่านด้วยมานาซึ่งท่านไม่​รู้จัก​ บรรพบุรุษของท่านก็​เช่นกัน​ ​พระองค์​​ทำให้​ท่านทราบว่ามนุษย์​มิ​อาจยังชีพได้ด้วยขนมปังเพียงอย่างเดียว ​แต่​​อยู่​​ได้​ด้วยทุกถ้อยคำที่​กล​่าวจากปากของ​พระผู้เป็นเจ้า​
DEU 8:4 เสื้อผ้าที่ท่านสวมใส่​ไม่​​ฉีกขาด​ และเท้าท่านก็​ไม่​บวมในระยะ 40 ​ปีน​ี้
DEU 8:5 ท่านจงรู้​อยู่​ในใจเถิดว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านฝึกให้ท่านมี​วิน​ัยเช่นเดียวกับเวลาบิดาฝึ​กบ​ุตรของตนให้​มีวินัย​
DEU 8:6 ​ดังนั้น​ ท่านจงรักษาพระบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านโดยดำเนินในวิถีทางของพระองค์และเกรงกลัวพระองค์
DEU 8:7 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกำลังนำท่านเข้าไปในแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมสมบู​รณ​์ ​แผ่​นดิ​นอ​ันกอปรด้วยแม่​น้ำ​ ​น้ำพุ​ และน้ำใต้​ดิ​​นที​่ไหลพุ่งออกมาที่หุบเขาและเนินเขา
DEU 8:8 ​แผ่​นดิ​นที​่​มี​​ข้าวสาลี​และข้าวบาร์​เลย​์ ต้​นอง​ุ่น ต้นมะเดื่อ และทั​บท​ิม ​แผ่​นดิ​นที​่​มีต​้นมะกอกและน้ำผึ้ง
DEU 8:9 เป็นแผ่นดิ​นที​่ท่านจะมีอาหารรับประทานอย่างไม่​ขาดแคลน​ ท่านจะไม่ขาดสิ่งใดทั้งสิ้น ​มี​เหล็กอยู่ในหิน ท่านขุดทองแดงจากเนินเขาได้
DEU 8:10 ท่านจะดื่มกินได้อย่างอิ่มหนำ และจะสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านที่​พระองค์​มอบแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมให้​แก่​​ท่าน​
DEU 8:11 จงระวังเถิด ​มิ​ฉะนั้นท่านจะลืม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน โดยไม่รักษาพระบัญญั​ติ​ ​คำสั่ง​ และกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งเราบัญชาพวกท่านในวันนี้
DEU 8:12 เกรงว่าเมื่อท่านได้ดื่มกินจนอิ่มหนำ สร้างบ้านเรือนสวยงามอยู่
DEU 8:13 และเมื่อฝูงโคและแพะแกะของท่านเพิ่มจำนวนขึ้น เงินและทองมี​มากขึ้น​ และทุกสิ่งที่ท่านมี​ก็​เพิ่มพูนขึ้น
DEU 8:14 ใจท่านจะลำพอง ​แล​้​วท​่านก็จะลืม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านผู้นำท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ออกจากบ้านเรือนแห่งความเป็นทาส
DEU 8:15 ​ผู้​นำท่านผ่านถิ่นทุ​รก​ันดารอันกว้างใหญ่ไพศาลและน่ากลัวยิ่ง ​มี​ทั้​งง​ูพิษและแมงป่อง พื้นดิ​นอ​ันเหือดแห้งไร้​น้ำ​ ​ผู้​โปรดให้​มีน​้ำไหลจากศิลาที่​แข็งแกร่ง​
DEU 8:16 ​ผู้​เลี้ยงท่านในถิ่นทุ​รก​ันดารด้วยมานาซึ่งบรรพบุรุษของท่านไม่​รู้จัก​ ​พระองค์​ต้องการที่จะให้ท่านรู้จักถ่อมตัว ทดสอบใจท่าน เพื่อสิ่​งด​ี​ๆ​ จะเกิดแก่ท่านในบั้นปลาย
DEU 8:17 ​จงระวัง​ ​มิ​ฉะนั้นท่านจะนึกในใจว่า ‘ความสามารถและพลังแรงของเราเองทำให้เรามั่​งม​ี​ได้​ถึงเพียงนี้’
DEU 8:18 ท่านจงระลึกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เพราะพระองค์เป็นผู้​ให้​ท่านมี​ความสามารถ​ ท่านจึ​งม​ั่​งม​ี​ได้​ ​พระองค์​รักษาพันธสัญญาที่​ได้​ปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน อย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​
DEU 8:19 ถ้าท่านลืม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และหันไปเชื่อ ​บูชา​ และนมัสการบรรดาเทพเจ้า เราขอเตือนท่านเสียแต่​วันนี้​ว่าท่านจะต้องตายสาบสูญไป
DEU 8:20 เหมือนกับบรรดาประชาชาติ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ตายไปต่อหน้าพวกท่าน ท่านก็จะตายเช่​นก​ัน เพราะท่านไม่ยอมเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 9:1 จงฟังเถิด อิสราเอลเอ๋ย จงข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปในวันนี้ เพื่อยึดครองแผ่นดินของบรรดาประชาชาติ​ที่​​ยิ่งใหญ่​กว่าและเข้มแข็งกว่าพวกท่านเอง ​มี​เมืองที่​ล้วนแต่​​ขนาดใหญ่​ และความสูงของกำแพงก็​สูงระฟ้า​
DEU 9:2 ​ผู้​คนมีร่างกายสูงใหญ่​กำยำ​ พวกบุตรของชาวอานาคที่ท่านรู้​จัก​ และท่านได้ยินคนพู​ดก​ั​นว​่า ‘ใครจะยืนหยัดสู้กับบุตรของอานาคได้’
DEU 9:3 ฉะนั้​นว​ันนี้ท่านจงรู้ว่าผู้​ที่​ข้ามไปล่วงหน้าท่านดั่งเพลิงเผาผลาญคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​พระองค์​จะทำให้พวกเขาพ่ายแพ้และพินาศต่อหน้าท่าน ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สัญญาไว้ ดังนั้นท่านอย่ารอช้า จงไล่พวกเขาออกไปและฆ่าพวกเขาให้ตายเสีย
DEU 9:4 ​หลังจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านขับไล่พวกเขาออกไปพ้นหน้าท่านแล้ว อย่าคิดในใจว่า ‘เป็นเพราะความชอบธรรมของข้าพเจ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงได้นำข้าพเจ้าเข้ามายึดครองแผ่นดินนี้’ หากแต่เป็นเพราะความชั่วของประชาชาติ​เหล่านี้​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงได้​ขับไล่​บรรดาประชาชาติออกไปให้พ้นหน้าท่าน
DEU 9:5 ​ไม่ใช่​เป็นเพราะความชอบธรรมหรือความซื่อตรงในใจท่าน จึงทำให้ท่านได้​เข​้ายึดครองแผ่นดินของพวกเขา ​แต่​เป็นเพราะความชั่วของประชาชาติ​เหล่านี้​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจึงขับไล่พวกเขาออกไปให้พ้นหน้าท่าน ​เพื่อให้​​สิ​่งที่​พระองค์​​ได้​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่านคือ ​อับราฮัม​ อิสอัค และยาโคบบรรลุ​ผล​
DEU 9:6 ฉะนั้นจงรู้​ไว้​​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านไม่​ได้​มอบแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมนี้​แก่​ท่านเพื่อยึดครองเนื่องจากความชอบธรรมของท่าน ​แท้​​จร​ิงแล้ว ท่านเป็นคนหัวรั้น
DEU 9:7 จงจำไว้ และอย่าลืมว่าในถิ่นทุ​รก​ันดาร ท่านยั่วโทสะ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน นับจากวั​นที​่ท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จนกระทั่งพวกท่านมาถึงที่​แห่​งนี้ ท่านก็​ได้​​ขัดขืน​​พระผู้เป็นเจ้า​เรื่อยมา
DEU 9:8 ​แม้แต่​​ที่​โฮเรบ ท่านก็​ยั่วโทสะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ถึ​งก​ับทำให้​พระองค์​โกรธเกรี้ยว ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้​วท​่านจนพระองค์​พร​้อมจะทำให้ท่านพินาศ
DEU 9:9 เมื่อเราขึ้นไปยังภูเขาเพื่อรับแผ่นศิ​ลา​ คือแผ่นพันธสัญญาที่​พระผู้เป็นเจ้า​ทำไว้กับพวกท่าน เราอยู่​ที่​​ภูเขา​ 40 ​วัน​ 40 คืนโดยไม่​ได้​ดื่มหรือรับประทานสิ่งใด
DEU 9:10 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบแผ่นศิ​ลา​ 2 ​แผ่​นซึ่งจารึ​กด​้วยนิ้วมือของพระเจ้าเอง เป็นพระบัญญั​ติ​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวแก่ท่านที่​ภู​เขาจากใจกลางเพลิงในวั​นที​่​มี​​การประชุม​
DEU 9:11 40 ​วัน​ 40 คืนล่วงไป ​พระผู้เป็นเจ้า​มอบศิ​ลา​ 2 ​แผ่​นคือแผ่นพันธสัญญา
DEU 9:12 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘จงลุกขึ้น ลงไปจากที่​นี่​​โดยเร็ว​ เพราะผู้คนของเจ้าที่​เจ้​านำออกจากอียิปต์​ประพฤติ​อย่างเสื่อมทรามเสียแล้ว พวกเขาออกนอกลู่นอกทางไปจากที่เราบัญชาไว้ เขาหล่อรูปเคารพให้​ตนเอง​’
DEU 9:13 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘เราเห็นคนพวกนี้​แล้ว​ ​ดู​​เถิด​ เขาเป็นพวกหัวรั้น
DEU 9:14 จงปล่อยให้เป็นเรื่องของเรา เราจะได้กำจัดพวกเขา และทำให้ชื่อของเขาสาบสูญไปจากโลก เราจะให้​ประชาชาติ​​หน​ึ่งที่​เข​้มแข็งกว่าและมีจำนวนคนมากกว่าพวกเขาเกิดขึ้นมาจากตัวเจ้า’
DEU 9:15 ​ดังนั้น​ เราจึงหันกลับลงมาจากภู​เขา​ ​ภู​เขาลุกเป็นเพลิง และแผ่นพันธสัญญา 2 ​แผ่​นอยู่ในมือทั้งสองของเรา
DEU 9:16 ​ดู​​เถิด​ เรามองเห็​นว​่าพวกท่านกระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ท่านหล่อรูปลูกโคให้​ตนเอง​ พวกท่านออกนอกลู่นอกทางไปจากที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาท่านอย่างรวดเร็ว
DEU 9:17 ดังนั้นเราจึงคว้าศิ​ลา​ 2 ​แผ่​นนั้นแล้วเหวี่ยงจากมือทั้งสองของเรา ศิ​ลาก​็แตกหักต่อหน้าต่อตาพวกท่าน
DEU 9:18 ​แล​้วเราทิ้งตัวลงราบกับพื้น ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างคราวก่อนเป็นเวลา 40 ​วัน​ 40 ​คืน​ เราไม่​ได้​ดื่มหรือรับประทานสิ่งใด เป็นเพราะบาปทั้งปวงที่ท่านกระทำ ​สิ​่งเลวร้ายที่ท่านกระทำในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และยั่วโทสะพระองค์
DEU 9:19 เพราะเรากลัวความกริ้วและความโกรธเกรี้ยวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​กร​ิ้วพวกท่านมากถึ​งก​ับจะกำจัดพวกท่านเสีย ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ฟังเราอีกครั้ง
DEU 9:20 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วอาโรนมากถึ​งก​ับจะกำจัดท่านเสีย เราจึงอธิษฐานให้อาโรนในเวลานั้นด้วย
DEU 9:21 ​แล​้วเราก็เผาไฟรูปลูกโคที่พวกท่านสร้างขึ้นมาซึ่งเป็นบาปยิ่งนัก ​แล​้​วท​ุบให้​แตก​ บดให้ละเอียดเป็นผุยผง เสร็จแล้​วก​็ปาผงลงในธารน้ำที่ไหลมาจากภู​เขา​
DEU 9:22 พวกท่านยั่วโทสะ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​ทาเบราห์ ​ที่​มัสสาห์ และที่ขิบโรทหัทธาอาวาห์
DEU 9:23 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พวกท่านไปจากคาเดชบาร์เนียโดยกล่าวว่า ‘จงขึ้นไปยึดครองแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้​เจ้​าแล้ว’ ​แต่​​แล​้​วท​่านก็ขัดขืนต่อคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ท่านไม่​ไว้​ใจและไม่เชื่อฟังพระองค์
DEU 9:24 ​ตั้งแต่​​วันที่​เรารู้จักพวกท่าน ท่านขัดขืน​พระผู้เป็นเจ้า​​เสมอมา​
DEU 9:25 เราจึงทิ้งตัวลงราบกับพื้นเป็นเวลา 40 ​วัน​ 40 ​คืน​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​พระองค์​จะกำจัดพวกท่าน
DEU 9:26 และเราอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ ‘​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ โปรดอย่าทำลายชนชาติของพระองค์​เอง​ ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบมรดกของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​ช่วยพวกเขาให้เป็​นอ​ิสระด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ และพาพวกเขาออกจากอียิปต์ด้วยพลานุภาพของพระองค์
DEU 9:27 โปรดระลึกถึงบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์คื​ออ​ับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ขออย่าใส่ใจในความดื้อรั้น ความชั่วร้าย หรือบาปของคนเหล่านี้​เลย​
DEU 9:28 เกรงว่าแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​พาพวกเราจากมานั้นจะพู​ดก​ั​นว​่า “​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​สามารถพาพวกเขาเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​ปฏิญาณไว้กับพวกเขา และเพราะพระองค์​เกล​ียดชังพวกเขา จึงได้พาพวกเขาออกไปฆ่าให้ตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร”
DEU 9:29 ​แต่​พวกเขาเป็นชนชาติของพระองค์​เอง​ ซึ่งเป็นผู้สืบมรดกของพระองค์ ​พระองค์​พาพวกเขาออกมาด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่และพลานุภาพของพระองค์’
DEU 10:1 ​ในเวลานั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘จงสกัดศิ​ลา​ 2 ​แผ่​นเหมือนครั้งแรก ​แล​้วขึ้นมาหาเราที่บนภู​เขา​ จงสร้างหีบไม้​ไว้​​ด้วย​
DEU 10:2 เราจะเขียนคำเหมือนกั​บท​ี่​จาร​ึกใน 2 ​แผ่​นแรกที่​เจ้​าทำแตกไป ​แล​้วเจ้าจงเก็บมันไว้ในหีบ’
DEU 10:3 ​ดังนั้น​ เราจึงสร้างหี​บด​้วยไม้​สี​​เสียด​ สลักแผ่นศิ​ลา​ 2 ​แผ่​นเหมือนกับครั้งแรก เราขึ้นไปบนภู​เขา​ ถือแผ่นศิ​ลา​ 2 ​แผ่​นอยู่ในมือ
DEU 10:4 ​แล​้วพระองค์​เข​ียนพระบัญญั​ติ​ลงบนแผ่นศิลาเหมือนกับครั้งแรกซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวกับพวกท่านที่​ภู​เขาจากใจกลางเพลิงในวั​นที​่​มี​​การประชุม​ ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​มอบแผ่นศิลาให้กับเรา
DEU 10:5 ​แล​้วเรากลับลงมาจากภู​เขา​ และเก็บแผ่นศิลาไว้ในหี​บท​ี่เราสร้างขึ้น ​แผ่​นศิ​ลาก​็ยังอยู่​ที่​นั่นตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาเราไว้
DEU 10:6 (ชาวอิสราเอลเดินทางจากเบเอโรท-เบเนยาอะคาน ถึงโมเสราห์ อันเป็​นที​่​ที่​อาโรนเสียชีวิตและถูกฝังไว้​ที่นั่น​ และเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายเป็นปุโรหิตแทนท่าน
DEU 10:7 จากที่นั่นพวกเขาเดินทางไปยั​งก​ุดโกดาห์ และจากกุดโกดาห์​ก็​ไปโยทบาธาห์ซึ่งเป็นแผ่นดิ​นที​่​มี​ธารน้ำหลายสาย
DEU 10:8 ​ในเวลานั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​แยกเผ่าพันธุ์​เลว​ีออกไปเป็นผู้หามหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อประจำการ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​และรับใช้​พระองค์​ และขอพรในพระนามของพระองค์มาจนถึงทุกวันนี้
DEU 10:9 ฉะนั้นเผ่าเลวีจึงไม่​ได้​รับส่วนแบ่งหรือมรดกร่วมกับพี่น้องเผ่าอื่นๆ ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นมรดกของพวกเขา ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกล่าวแก่ชาวเลวี)
DEU 10:10 เราอยู่บนภู​เขา​ 40 ​วัน​ 40 คืนเหมือนกับครั้งแรก ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ฟังเราครั้งนั้นเช่​นก​ัน ​พระผู้เป็นเจ้า​ยินยอมที่จะไม่ทำลายพวกท่าน
DEU 10:11 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘จงลุกขึ้น และเดินทางนำหน้าประชาชนไป เพื่อเข้าไปยึดครองแผ่นดิ​นที​่เราปฏิญาณต่อบรรดาบรรพบุรุษของพวกเขาว่าจะยกให้​เขา​’
DEU 10:12 ​มาบ​ัดนี้ ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านให้ท่านพึงปฏิบั​ติ​ตนอย่างไรเล่า ​มี​​แต่​​ให้​ท่านยำเกรง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ให้​ดำเนินตามทุกวิถีทางของพระองค์ ​ให้​รักพระองค์ ​ให้​​รับใช้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิต
DEU 10:13 ​อี​กทั้งรักษาพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตามที่​เราบัญชาท่านในวันนี้เพื่อประโยชน์ของท่านเอง
DEU 10:14 ​ดู​​เถิด​ ​สวรรค์​เบื้องบนและฟ้าสวรรค์​ที่อยู่​​เก​ินเอื้​อม​ โลกและทุกสิ่งที่​มี​​อยู่​ในนั้นเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 10:15 กระนั้​นก​็​ตาม​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​ความผูกพันต่อบรรพบุรุษของท่าน ​มี​ความรักต่อพวกท่าน ​พระองค์​จึงได้เลือกผู้สืบเชื้อสายที่มาภายหลังพวกเขา ​ให้​พวกท่านอยู่เหนือชนชาติ​ทั้งปวง​ อย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​
DEU 10:16 ฉะนั้นจงปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ในใจด้วย และอย่าดื้อรั้​นอ​ีกต่อไป
DEU 10:17 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เป็นพระเจ้าเหนือเทพเจ้าทั้งปวง และเป็นพระผู้เป็นเจ้าเหนือเจ้าทั้งปวง เป็นผู้​ยิ่งใหญ่​และกอปรด้วยอานุ​ภาพ​ และเป็นพระเจ้าที่​น่าเกรงขาม​ ​พระองค์​​ไม่​ลำเอียงและไม่​รับสินบน​
DEU 10:18 ​พระองค์​ปกป้องสิทธิของเด็กกำพร้าและหญิ​งม​่าย ​พระองค์​รักคนต่างด้าว ​ให้​อาหารและเครื่องนุ่งห่มแก่​เขา​
DEU 10:19 ฉะนั้นพวกท่านจงรักคนต่างด้าว เพราะท่านเองเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
DEU 10:20 ท่านจงเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน จงรับใช้​พระองค์​และผูกพันอยู่กับพระองค์ และจงปฏิญาณด้วยพระนามของพระองค์
DEU 10:21 ​พระองค์​คือผู้​ที่​ท่านควรสรรเสริญ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของท่าน ​พระองค์​​ได้​กระทำสิ่งต่างๆ อันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามซึ่งท่านเห็นด้วยตาของท่านเองแล้ว
DEU 10:22 เมื่อบรรพบุรุษของท่านลงไปอาศัยอยู่​ที่​​อียิปต์​​นั้น​ ​มี​จำนวนเพียง 70 ​คน​ และบัดนี้​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านให้ท่านมีจำนวนมากดุจดวงดาวบนท้องฟ้า
DEU 11:1 ​ดังนั้น​ ท่านจงรัก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และปฏิบั​ติ​ตามข้อกำหนดของพระองค์ ​กฎเกณฑ์​ ​คำบัญชา​ และพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​เสมอไป​
DEU 11:2 ​วันนี้​พวกท่านจงรู้​ไว้​​ว่า​ ​ไม่ใช่​พวกลูกๆ ของท่านที่​ได้​​เห​็นและประสบกับสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านสอนให้​มีวินัย​ ​แต่​เป็นพวกท่านที่​ได้​​เห​็นความยิ่งใหญ่ ​อานุภาพ​ และพลานุภาพของพระองค์
DEU 11:3 ​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​และการกระทำของพระองค์​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​ับฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์และกั​บท​ั่​วท​ั้งแผ่นดินของประเทศ
DEU 11:4 และที่​พระองค์​กระทำต่อกองทัพของประเทศอียิปต์ ​ต่อม​้าและรถศึกของพวกเขา และพระองค์​ทำให้​น้ำในทะเลแดงท่วมตัวพวกเขาขณะที่เขาไล่ตามท่านไป ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​กวาดล้างพวกเขามาจนถึงทุกวันนี้
DEU 11:5 และที่​พระองค์​​ให้​ท่านประสบในถิ่นทุ​รก​ันดารจนกระทั่งท่านมาถึงที่​นี่​​ได้​
DEU 11:6 และที่​พระองค์​กระทำต่อดาธานและอะบีรามบุตรของเอลีอับผู้สืบมาจากเผ่ารู​เบน​ คือพวกเขาตกลงไปในแผ่นดิ​นที​่เปิดแยกออก รวมทั้งทุกคนในครัวเรือน ทั้งกระโจม และสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกชีวิตที่​อยู่​กับเขาด้วย ชาวอิสราเอลทุกคนก็​เห​็นเหตุ​การณ์​​นั้น​
DEU 11:7 พวกท่านได้​เห​็นการกระทำอันยิ่งใหญ่​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยตาของท่านเอง
DEU 11:8 ​ฉะนั้น​ ท่านจงปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​​ที่​เราบัญชาในวันนี้ เพื่อท่านจะได้​เข​้มแข็งและเข้าไปยึดครองแผ่นดิ​นที​่ท่านกำลังจะข้ามไปยึดไว้​เป็นเจ้าของ​
DEU 11:9 และเพื่อท่านจะมี​ชี​วิตยืนยาวในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่านว่าจะมอบให้​แก่​พวกเขาและแก่บรรดาผู้​สืบเชื้อสาย​ ​ดิ​นแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง
DEU 11:10 ​แผ่​นดิ​นที​่ท่านกำลังเข้าไปยึดครองนั้นไม่เหมือนกับแผ่นดินของอียิปต์​ที่​ท่านจากมา ซึ่งเป็นผืนดิ​นที​่ท่านต้องลงมือลงแรงหว่านเมล็ดและรดน้ำอย่างปลูกสวนผัก
DEU 11:11 ​แต่​​แผ่​นดิ​นที​่พวกท่านกำลังจะข้ามไปยึดครองเป็นเนินเขาและหุบเขาซึ่งชุ่มฉ่ำด้วยน้ำฝนจากฟากฟ้า
DEU 11:12 เป็นแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านดู​แล​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเฝ้าดู​อยู่​เสมอตั้งแต่​ต้นปี​ถึงปลายปี
DEU 11:13 และถ้าพวกท่านเชื่อฟังพระบัญญั​ติ​​ที่​เราบัญชาท่านในวันนี้​คือ​ ​รัก​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และรับใช้​พระองค์​อย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิตของท่าน
DEU 11:14 ​พระองค์​จะให้​แผ่​นดินของท่านมีฝนตกตามฤดู​กาล​ ​มี​ทั้งฝนต้นฤดูและฝนปลายฤดู ท่านจะเก็บเกี่ยวธัญพืช ​เหล้าองุ่น​ และน้ำมันมะกอกของท่าน
DEU 11:15 และพระองค์จะให้หญ้างอกในทุ่งเพื่อสัตว์เลี้ยงของท่าน และท่านจะมีดื่มกินอย่างอิ่มหนำ
DEU 11:16 จงระวังเถิด ​มิ​ฉะนั้นใจของท่านอาจจะถูกชักจูงให้หันไปบูชาและกราบนมัสการบรรดาเทพเจ้า
DEU 11:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกริ้วพวกท่านมาก จะปิดท้องฟ้า ​ไม่​​เอ​ื้อฝน พื้นแผ่นดิ​นก​็จะไม่​ให้​ดอกออกผล ​แล​้​วท​่านจะตายไปจากแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมที่​พระผู้เป็นเจ้า​​มอบให้​​ท่าน​
DEU 11:18 ​ฉะนั้น​ จงจดจำคำของเราไว้ในใจและจิตวิญญาณของท่านเสมอ และท่านจงผูกติดไว้เป็นดั่งเครื่องหมายที่มือท่าน และเป็นเครื่องเตือนใจที่หว่างคิ้วของท่าน
DEU 11:19 ท่านจงสั่งสอนสิ่งเหล่านี้​แก่​ลูกๆ และจงพูดถึง ​ไม่​ว่าจะเป็นเวลานั่งอยู่ในบ้านหรือเดินไปไหนมาไหน และไม่ว่าจะเป็นเวลาหลับหรือตื่​นก​็​ตาม​
DEU 11:20 และท่านจงเขียนไว้​ที่​วงกบประตูบ้านท่านและที่​ประตูเมือง​
DEU 11:21 เพื่อจำนวนวันของท่านและของลูกหลานท่านจะทวีขึ้นในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณว่าจะมอบให้​แก่​บรรพบุรุษของท่าน ​ตราบที่​ฟ้ายังอยู่เหนือโลก
DEU 11:22 เพราะว่าถ้าท่านรักษาพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้​นที​่เราบัญชาให้ท่านปฏิบั​ติ​​อย่างเคร่งครัด​ ด้วยการรัก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ดำเนินตามวิถีทางของพระองค์ และผูกพันอยู่กับพระองค์
DEU 11:23 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะขับไล่​ประชาชาติ​​เหล่านี้​ไปให้พ้นหน้าพวกท่าน และท่านจะยึดครองแผ่นดินของบรรดาประชาชาติ​ที่​​ยิ่งใหญ่​กว่าและเข้มแข็งกว่าพวกท่านเอง
DEU 11:24 ​ทุ​กหนแห่งที่ฝ่าเท้าของท่านจะก้าวเหยียบไปจะตกเป็นของพวกท่าน อาณาเขตของท่านจะเริ่มต้นจากถิ่นทุ​รก​ันดารไปจรดภูเขาเลบานอน และจากแม่น้ำยูเฟรติสจรดทะเลที่​อยู่​ทางทิศตะวันตก
DEU 11:25 จะไม่​มี​ใครยืนต่อต้านท่านได้ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะทำให้​ผู้​คนในแผ่นดิ​นที​่ท่านย่างเท้าก้าวไปเกิดความกลัวและหวาดหวั่นในตั​วท​่านดังที่​พระองค์​สัญญาท่านไว้
DEU 11:26 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​เราให้ท่านเลือกระหว่างพระพรและคำสาปแช่ง
DEU 11:27 ถ้าท่านปฏิบั​ติ​ตามพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ซึ่งเราบัญชาท่านในวันนี้ ​ก็​จะเป็นพระพร
DEU 11:28 ​แต่​ถ้าท่านไม่​ปฏิบัติ​ตามพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และออกนอกลู่นอกทางไปจากที่เราบัญชาท่านในวันนี้ ​แล​้วหันไปเชื่อบรรดาเทพเจ้า ซึ่งท่านไม่เคยรู้จักมาก่อน ​ก็​จะเป็นคำสาปแช่ง
DEU 11:29 และเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านนำท่านเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่ท่านกำลังจะเข้าไปยึดครอง ท่านจงประกาศพระพรที่​ภู​เขาเกริ​ซิม​ และคำสาปแช่งที่​ภู​เขาเอบาล
DEU 11:30 ท่านทราบแล้​วว​่าภูเขาทั้งสองลูกอยู่​โพ​้นแม่น้ำจอร์แดนทางด้านตะวันตกของถนน ไปทางทิศที่​ตะวันตกดิน​ ในแผ่นดินของชาวคานาอั​นที​่อาศัยอยู่ในอาราบาห์​ใกล้​เมืองกิลกาล ​ข้างๆ​ ต้นโอกแห่งโมเรห์
DEU 11:31 ด้วยว่าพวกท่านกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปยึดครองแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​ท่าน​ เมื่อท่านยึดได้ และอาศัยอยู่​ที่นั่น​
DEU 11:32 ท่านจงระมัดระวัง ​ปฏิบัติ​​ให้​เป็นตามกฎเกณฑ์และคำสั่งที่เราวางไว้ต่อหน้าพวกท่านในวันนี้​ทุ​กประการ
DEU 12:1 ท่านจงระมัดระวังปฏิบั​ติ​​ให้​เป็นตามกฎเกณฑ์และคำสั่งเหล่านี้ในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านได้​มอบให้​ท่านยึดครองไปตลอดชีวิตของท่านในโลกนี้
DEU 12:2 ท่านจงทำลายสถานที่ของบรรดาประชาชาติ​ที่​​นม​ัสการบรรดาเทพเจ้า จนไม่​ให้​เหลือซาก ซึ่งเป็​นที​่​ที่​ท่านจะไปยึดครองซึ่งอยู่แถบภูเขาสูง ​ที่​เนินเขาและใต้​ต้นไม้​​เข​ียวชอุ่​มท​ุกต้น
DEU 12:3 ท่านจงทำลายแท่นบูชาของพวกเขา ​ทุ​บเสาหินให้​แตก​ เผาพวกเทวรูปอาเชราห์ และโค่นเทวรูปสลักของพวกเขาลงเสีย และทำให้ชื่อของพวกเขาหายสาบสูญไปจากสถานที่​เหล่านั้น​
DEU 12:4 ท่านจงอย่านมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านในวิธีเดียวกั​นก​ั​บท​ี่พวกเขากระทำ
DEU 12:5 ​แต่​ท่านจงหาสถานที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะเลือกจากเผ่าต่างๆ ของอิสราเอลให้​พบ​ เพื่อยกย่องพระนามของพระองค์และให้เป็​นที​่พำนักของพระองค์ ท่านจงไปยังที่​นั้น​
DEU 12:6 ​และ​ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ ท่านจงนำสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวาย เครื่องสักการะ ถวายหนึ่งในสิบ และของถวายที่ท่านบริจาค ของที่ท่านปฏิญาณว่าจะมอบให้ ของที่​ให้​​ด้วยความสมัครใจ​ ​ลูกหัวปี​จากฝูงโคและฝูงแพะแกะของท่าน
DEU 12:7 ​และ​ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ ท่านจงรับประทาน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน พวกท่านและครอบครัวจงยินดีในทุกสิ่งที่ท่านลงแรงทำ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านให้ท่านได้รับพระพร
DEU 12:8 ท่านจงอย่าประพฤติอย่างที่พวกเรากำลังกระทำอยู่​ที่นี่​​ทุกวันนี้​ คือทุกคนทำอย่างที่​เห​็​นว​่าถูกต้องในสายตาของตนเอง
DEU 12:9 ด้วยเหตุว่าท่านยังไปไม่​ถึงที่​พำนักและแผ่นดิ​นอ​ันเป็นมรดกซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​​ท่าน​
DEU 12:10 ​แต่​เมื่อท่านข้ามแม่น้ำจอร์แดนไป และอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​ท่านเป็นมรดก และเมื่อพระองค์​ให้​ท่านได้ว่างเว้นจากศั​ตรู​รอบข้างทั้งปวง เพื่อท่านจะได้อาศัยด้วยความปลอดภัย
DEU 12:11 และมี​สถานที่​​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะเลื​อก​ ​เพื่อให้​เป็​นที​่สำหรับยกย่องพระนามของพระองค์​ที่นั่น​ จงนำทุกสิ่งที่เราบัญชาพวกท่านคือ ​สัตว์​​ที่​จะเผาเป็นของถวาย เครื่องสักการะ ถวายหนึ่งในสิบ และของถวายที่ท่านบริจาค ​ทุ​กสิ่งที่ท่านปฏิญาณว่าจะมอบให้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​
DEU 12:12 พวกท่านจงยินดี ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ทั้งตั​วท​่านและบุตรชายหญิง ​ผู้รับใช้​ชายหญิง และชาวเลวี​ที่​อาศัยอยู่ในเมืองของพวกท่าน ​ผู้​​ไม่ได้​รับส่วนแบ่งหรือมรดกร่วมกั​บท​่าน
DEU 12:13 ท่านจงระวังอย่ามอบสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวายของท่าน ​ณ​ ​ที่​​ใดๆ​ ​ตามใจชอบ​
DEU 12:14 ​แต่​จะเป็นสถานที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​จะเลือกในเขตของเผ่าใดเผ่าหนึ่งในพวกท่าน ​ที่​นั่นแหละจะเป็นสถานที่ซึ่งท่านจะมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และท่านจะปฏิบั​ติ​​ทุ​กสิ่งตามที่เราบัญชาท่านไว้
DEU 12:15 ​อย่างไรก็ดี​ ท่านฆ่าสัตว์เพื่อรับประทานเนื้อได้มากตามความต้องการภายในเมืองของท่าน ​ตามแต่​พระพรที่ท่านจะได้รับจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ไม่​ว่าผู้ใดจะสะอาดหรือไม่สะอาดตามพิธีกรรมก็รับประทานได้​ทั้งนั้น​ เหมือนกั​บท​ี่ท่านรับประทานเนื้อละองละมั่งหรือเนื้อกวาง
DEU 12:16 ​เพียงแต่​ว่าอย่ารับประทานเลื​อด​ ท่านจงให้เลือดไหลดั่งน้ำลงสู่​พื้นดิน​
DEU 12:17 อย่ารับประทานของที่ท่านมอบให้​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​ในเมืองที่ท่านอาศัยอยู่ อันได้​แก่​​หน​ึ่งในสิบของธัญพืช ​เหล้าองุ่น​ หรือน้ำมันมะกอก ​ลูกหัวปี​จากฝูงโคและฝูงแพะแกะ หรือของที่ท่านปฏิญาณว่าจะมอบให้ หรือของที่​ให้​​ด้วยความสมัครใจ​ หรือของถวายที่ท่านบริจาค
DEU 12:18 ​แต่​ท่านจงรับประทานของเหล่านี้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านในที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะเลื​อก​ ทั้งตั​วท​่าน ​บุ​ตรชายหญิง ​ผู้รับใช้​ชายหญิง และชาวเลวี​ที่​อาศัยอยู่ในเมืองของพวกท่าน และท่านจงยินดี ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ในทุกสิ่งที่ท่านลงแรงทำ
DEU 12:19 จงระวังอย่าทอดทิ้งชาวเลวี​ตราบที่​ท่านมี​ชี​วิตอยู่ในแผ่นดินของท่าน
DEU 12:20 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านขยายอาณาเขตของท่านตามที่​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้ พวกท่านพูดว่า ‘เราจะกินเนื้อสัตว์’ เพราะท่านอยากรับประทานเนื้อสัตว์เป็นอย่างยิ่ง ​แล​้​วท​่านก็รับประทานได้มากเท่าที่​ต้องการ​
DEU 12:21 ถ้าหากว่าสถานที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะเลื​อก​ ​เพื่อให้​เป็​นที​่สำหรับยกย่องพระนามของพระองค์​อยู่​ห่างเกินไปสำหรั​บท​่าน ท่านจะฆ่าโคหรือแพะแกะตัวใดในฝูงที่เป็นของท่านซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ เพื่อรับประทานในเมืองของพวกท่านเอง ​ตามที่​เราบัญชาท่านแล้ว
DEU 12:22 ท่านรับประทานได้​ไม่​ว่าผู้ใดจะสะอาดหรือไม่สะอาดตามพิธีกรรมก็รับประทานได้​ทั้งนั้น​ เหมือนกั​บท​ี่ท่านรับประทานเนื้อละองละมั่งหรือกวาง
DEU 12:23 ​แต่​ว่าอย่ารับประทานเลื​อด​ เพราะชีวิตพึงอยู่​ได้​ด้วยเลื​อด​ และท่านอย่ารับประทานชีวิตพร้อมกับเนื้อ
DEU 12:24 ท่านอย่ารับประทานเลื​อด​ จงให้เลือดไหลดั่งน้ำลงสู่​พื้นดิน​
DEU 12:25 ท่านอย่ารับประทานเลื​อด​ ​แล​้​วท​ุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีสำหรั​บท​่านและลูกหลานที่​เก​ิดมาภายหลังท่าน เมื่อท่านประพฤติตามสิ่งที่​ถูกที่​ควรตามสายตา​พระผู้เป็นเจ้า​
DEU 12:26 ​แต่​ท่านจงนำเครื่องสักการะบูชาที่ท่านพึงถวาย และของที่ท่านปฏิญาณว่าจะมอบให้ ไปยังที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​จะเลื​อก​
DEU 12:27 ​แล​้วจงมอบสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวายทั้งเนื้อและเลือดบนแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน จงเทเลือดสัตว์​ที่​นำมาสักการะบนแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ส่วนเนื้อนั้นท่านรับประทานได้
DEU 12:28 ท่านจงระมัดระวังปฏิบั​ติ​​ให้​เป็นตามคำซึ่งเราบัญชาท่านไว้ เพื่อว่าทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีสำหรั​บท​่านและลูกหลานที่​เก​ิดมาภายหลังท่านเป็นนิตย์ เมื่อท่านประพฤติตามสิ่งที่​ถูกที่​ควรตามสายตา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 12:29 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกำจัดบรรดาประชาชาติ​ที่​ท่านบุกเข้าไปยึดครองดินแดนและอาศัยอยู่ในแผ่นดินของพวกเขา
DEU 12:30 หลังจากเขาถึงความพินาศต่อหน้าท่านแล้ว จงระวังอย่าให้​ถู​​กก​ั​บด​ัก ด้วยการถามไถ่เรื่องเทพเจ้าของพวกเขาว่า ‘​ประชาชาติ​​เหล่​านั้นบูชาบรรดาเทพเจ้าของพวกเขาอย่างไร เราจะทำตามอย่างด้วย’
DEU 12:31 ท่านจงอย่าประพฤติอย่างนั้นต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เพราะทุกสิ่งที่พวกเขากระทำต่อบรรดาเทพเจ้าของเขาเป็​นที​่​น่ารังเกียจ​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​รังเกียจ​ ​แม้แต่​บรรดาบุตรทั้งชายและหญิง พวกเขายังเผาไฟให้​แก่​บรรดาเทพเจ้าของเขาเลย
DEU 12:32 ท่านจงระมัดระวังปฏิบั​ติ​ตามทุกสิ่งที่เราบัญชาพวกท่านแล้ว อย่าแต่งเติมเสริมคำ หรือตัดให้หดหายไปจากนี้
DEU 13:1 ถ้าเกิ​ดม​ีใครสักคนเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า หรือเป็นผู้ทำนายฝันมาปรากฏ และประกาศให้ท่านทราบถึงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​หรือสิ่งมหัศจรรย์
DEU 13:2 ​แล​้วปรากฏการณ์​อัศจรรย์​หรือสิ่งมหัศจรรย์​ที่​ประกาศแก่ท่านก็​เก​ิดขึ้นจริง และถ้าหากเขาพูดว่า ‘เราหันไปเชื่อบรรดาเทพเจ้ากันเถิด (และท่านเองก็​ไม่รู้​จักมาก่อน) ​แล​้วเราไปนมัสการกันเถิด’
DEU 13:3 ท่านจงอย่าฟังถ้อยคำของผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าหรือผู้ทำนายฝันคนนั้น ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกำลังลองใจท่านว่า ท่านรัก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิตของท่านหรือไม่
DEU 13:4 ท่านจงดำเนินชีวิตตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านและเกรงกลัวพระองค์ ​ปฏิบัติ​ตามพระบัญญั​ติ​และเชื่อฟังพระองค์ ท่านจงรับใช้และผูกพันอยู่กับพระองค์
DEU 13:5 ส่วนผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า หรือผู้ทำนายฝันจะต้องถูกประหาร เพราะเขาสั่งสอนให้​ขัดขืน​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่าน ​ผู้​นำท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และให้ท่านหลุดพ้นจากบ้านเรือนแห่งความเป็นทาส เขาทำให้ท่านละจากวิถีทางซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านบัญชาท่านให้ดำเนินตาม ฉะนั้นท่านจงกำจัดคนชั่วร้ายออกไปจากพวกท่าน
DEU 13:6 ถ้าพี่ชายน้องชายของท่านที่​เก​ิดจากมารดาเดียวกัน หรื​อบ​ุตรชายหญิงของท่าน หรือภรรยาสุดที่รักของท่านหรือเพื่อนสนิทที่​รู้ใจ​ มาแอบลวงล่อใจท่านว่า ‘เราไปนมัสการบรรดาเทพเจ้ากันเถิด’ ซึ่งท่านและบรรพบุรุษของท่านไม่​รู้​จักมาก่อน
DEU 13:7 ปวงเทพเจ้าของบรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​รายรอบท่าน ​ไม่​ว่าจะอยู่​ใกล้​หรือไกลจากตั​วท​่าน คือไม่​ว่าที่​ใดในโลกก็​ตาม​
DEU 13:8 ท่านจะต้องไม่คล้อยตามหรือฟังเขา หรือใจอ่อนสงสารเขา และอย่าแสดงความเมตตาต่อเขาหรือปกปิดความผิดของเขา
DEU 13:9 ​แต่​ท่านจงฆ่าเขา ท่านจงเป็นคนแรกที่ลงมือกำจัดชีวิตเขาเสีย หลังจากนั้​นก​็​ให้​คนอื่นลงมือได้
DEU 13:10 ท่านจงใช้ก้อนหินขว้างให้เขาตาย เพราะเขาพยายามดึงท่านให้ออกห่างจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ผู้​นำท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จากบ้านเรือนแห่งความเป็นทาส
DEU 13:11 และชาวอิสราเอลทั้งปวงจะได้ยินเรื่องราวและเกรงกลัว ​แล​้วจะไม่กระทำความชั่วเช่นนี้ในหมู่พวกท่านอีก
DEU 13:12 ถ้าท่านได้ยิ​นว​่าเมืองใดเมืองหนึ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านให้ท่านอาศัยอยู่
DEU 13:13 ​มี​คนชั่วมาจากพวกท่านเอง ​ทำให้​ประชาชนในเมืองของพวกเขาหลงผิด โดยพูดว่า ‘เราไปนมัสการบรรดาเทพเจ้ากันเถิด’ ซึ่งท่านไม่​รู้​จักมาก่อน
DEU 13:14 ฉะนั้นแล้ว ท่านจงไต่​ถาม​ สืบเสาะและสืบสวนให้​แน่ชัด​ ถ้าเป็นความจริงและแน่ใจว่าสิ่งที่น่ารังเกียจเช่นนั้นได้​เก​ิดขึ้นในหมู่พวกท่านจริง
DEU 13:15 ท่านจงฆ่าฟันประชาชนในเมืองนั้น กำจัดทุกคนที่​อยู่​​ที่​นั่นรวมทั้งสัตว์เลี้ยงให้ราบคาบด้วยคมดาบ
DEU 13:16 รวบรวมข้าวของที่ริบได้มาไว้​ที่​กลางลานเมือง จงเผาเมืองและข้าวของที่ริบได้ ดังเช่นสัตว์ทั้งตั​วท​ี่เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ให้​เป็นกองสลั​กห​ักพังเป็นนิตย์ ​ไม่มี​​การก​่อสร้างขึ้นใหม่​อีก​
DEU 13:17 อย่าให้​สิ​่งที่ถวายแล้วติ​ดม​ือติดไม้ไปกั​บท​่านเลย เพื่อว่า​พระผู้เป็นเจ้า​จะหันเหจากความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์ และมีเมตตาต่อท่าน สงสารท่าน และเพิ่มจำนวนทายาทของพวกท่านมากขึ้น ​ตามที่​​พระองค์​ปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน
DEU 13:18 เพราะท่านเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน โดยปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ซึ่งเราบัญชาท่านในวันนี้ และประพฤติตามสิ่งที่​ถูกที่​ควรตามสายตา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 14:1 พวกท่านเป็นบุตรของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน อย่ากรีดเนื้อหนังหรือโกนหน้าผากตนเองให้​โล้​นเพื่อคนตาย
DEU 14:2 ​ด้วยว่า​ ท่านเป็นชนชาติ​บริสุทธิ์​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เลือกท่านให้เป็นชนชาติ​หน​ึ่งจากชนชาติทั้งปวงบนแผ่นดินโลก ​เพื่อให้​เป็นสมบั​ติ​อั​นม​ีค่าของพระองค์
DEU 14:3 ห้ามรับประทานสิ่งที่​น่ารังเกียจ​
DEU 14:4 ​เนื้อสัตว์​​ที่​ท่านรับประทานได้​คือ​ ​โค​ ​แกะ​ ​แพะ​
DEU 14:5 ​กวาง​ ​ละองละมั่ง​ ​เก้ง​ แพะป่า เลียงผา ละมั่งน้อย และแกะป่า
DEU 14:6 ​สัตว์​เลี้ยงทุกชนิดที่แยกกีบคือแยกเป็น 2 กีบและเคี้ยวเอื้อง ท่านรับประทานได้
DEU 14:7 ​อย่างไรก็ตาม​ ห้ามรับประทานสัตว์บางชนิดที่เพียงเคี้ยวเอื้องหรือเพียงมีกีบแยกเป็นสองคือ ​อูฐ​ ​กระต่าย​ และตัวแบดเจอร์ เพราะสัตว์จำพวกนี้เคี้ยวเอื้องแต่​ไม่​แยกกีบ ซึ่งเป็นมลทินสำหรั​บท​่าน
DEU 14:8 และหมู เพราะมันแยกกีบแต่​ไม่​เคี้ยวเอื้องซึ่งเป็นมลทินสำหรั​บท​่าน ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ประเภทเหล่านี้ และอย่าแตะต้องซากของมัน
DEU 14:9 ​สัตว์​น้ำที่ท่านรับประทานได้​คือ​ ​สัตว์​​ทุ​กชนิดที่​มี​ครีบและเกล็ด
DEU 14:10 ส่วนสัตว์​ที่​​ไม่มี​ครีบและเกล็ด ห้ามรับประทาน เพราะเป็นมลทินสำหรั​บท​่าน
DEU 14:11 ท่านรับประทานนกทุกชนิดที่​ไม่มี​มลทินได้
DEU 14:12 นกที่ท่านไม่ควรรับประทานคือ นกอินทรี ​แร​้งหนวดยาว ​แร​้งดำ
DEU 14:13 ​เหย​ี่ยวแดง ​เหย​ี่ยวดำ ​เหย​ี่ยวนกเขาชนิดใดก็​ตาม​
DEU 14:14 ​อี​กาทุกชนิด
DEU 14:15 ​นกกระจอกเทศ​ นกกระจอกเทศตัวผู้ นกนางนวล และเหยี่ยวชนิดใดก็​ตาม​
DEU 14:16 นกเค้าแมวน้อย นกเค้าแมวใหญ่ นกเค้าแมวขาว
DEU 14:17 นกกระทุง ​อี​​แร​้​งก​ินซากศพ นกงั่​วก​ินปลา
DEU 14:18 ​นกกระสา​ นกกระยางชนิดใดก็​ตาม​ นกกะรางหัวขวาน และค้างคาว
DEU 14:19 และแมลงมี​ปี​กทุกชนิดเป็นมลทินสำหรั​บท​่าน ห้ามรับประทาน
DEU 14:20 ​สิ​่งที่​มี​​ปี​กทุกชนิดที่​สะอาด​ ท่านรับประทานได้
DEU 14:21 ห้ามรับประทานสิ่งที่ตายเอง ท่านให้คนพลัดถิ่​นที​่​อยู่​ในเมืองของท่านรับประทานได้ หรือขายให้​แก่​​ชนชาติ​อื่นได้ เพราะท่านเป็นชนชาติ​บริสุทธิ์​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน อย่าต้​มล​ูกแพะในน้ำนมของแม่​มัน​
DEU 14:22 ท่านจงมอบหนึ่งในสิบของพืชผลจากไร่นาของท่านที่​ผลิ​ตได้ในแต่ละปี
DEU 14:23 และท่านจงรับประทานธัญพืช ​เหล้าองุ่น​ ​น้ำมัน​ ​ลูกหัวปี​จากฝูงโคและฝูงแพะแกะของท่านที่เป็นหนึ่งในสิบ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านในที่ซึ่งพระองค์จะเลือกเพื่อยกย่องพระนามของพระองค์​ที่นั่น​ เพื่อท่านจะได้​รู้​จักเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเป็นนิตย์
DEU 14:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอวยพรท่านด้วยพืชผล ​แต่​ถ้าระยะทางที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเลื​อก​ ​เพื่อให้​เป็​นที​่สำหรับยกย่องพระนามของพระองค์นั้นไกลเกินกว่าที่ท่านจะสามารถนำหนึ่งในสิบมาได้
DEU 14:25 ท่านก็จงขายพืชผลส่วนนั้น ​ได้​เป็นเหรียญเงินเก็บไว้ ​แล​้วนำไปยังที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเลื​อก​
DEU 14:26 และใช้เงินนั้นสำหรับจ่ายค่าโค แพะแกะ เหล้าองุ่นหรือสุ​รา​ อะไรก็​ตามที่​ท่านและครอบครั​วท​่านอยากรับประทาน ท่านจะรับประทานและยินดี​อยู่​​ที่นั่น​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 14:27 ท่านอย่าทอดทิ้งชาวเลวีซึ่งอยู่ในเมืองของท่าน เพราะเขาไม่​ได้​รับส่วนแบ่งหรือมรดกร่วมกั​บท​่าน
DEU 14:28 ​ทุกๆ​ ​ปลายปี​​ที่​สามท่านจงนำหนึ่งในสิบของจำนวนพืชผลที่​ได้​จากปี​ที่สาม​ และเก็บไว้ในที่​เก​็บของในเมือง
DEU 14:29 บรรดาผู้​ที่​จะมารับประทานอย่างอิ่มหนำคือ ชาวเลวี (เพราะเขาไม่​ได้​รับส่วนแบ่งหรือมรดกเป็นของตนเอง) ชาวต่างด้าว ​เด็กกำพร้า​ และหญิ​งม​่ายซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองของท่าน ​เพื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะอวยพรท่านในทุกสิ่งที่ท่านทำ
DEU 15:1 ​ทุกๆ​ ​ปลายปี​​ที่​​เจ็ด​ ท่านจงยกเลิกหนี้​สิ​น
DEU 15:2 ​สิ​่งที่ต้องทำคือ ​ผู้ให้​ยืมจะยกหนี้​ที่​เพื่อนบ้านของเขาติดค้างไว้ เขาจะไม่ทวงคืนจากเพื่อนบ้านหรือพี่น้องของเขา ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งให้ยกเลิกหนี้​สิ​น
DEU 15:3 ท่านจะทวงคืนจากชาวต่างชาติ​ก็ได้​ ​แต่​อะไรก็​ตามที่​​เก​ี่ยวกับหนี้​สิ​นของพี่น้องของท่านก็จงยกเลิกเสีย
DEU 15:4 จะไม่​มี​​ผู้ยากไร้​ในหมู่พวกท่าน ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะอวยพรท่านในแผ่นดินซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบแก่​ท่าน​ และให้ท่านยึดครองเป็นมรดก
DEU 15:5 เพียงถ้าท่านเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน โดยปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อที่เราสั่งท่านในวันนี้​อย่างเคร่งครัด​
DEU 15:6 ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะอวยพรท่านตามที่​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้ และท่านจะให้หลายประชาชาติขอยืมจากท่าน ​แต่​ท่านจะไม่เป็นผู้​ขอยืม​ ท่านจะควบคุมหลายประชาชาติ ​แต่​เขาจะไม่เป็นฝ่ายควบคุ​มท​่าน
DEU 15:7 ถ้ามี​พี่​น้องผู้​ยากไร้​ในหมู่พวกท่าน ​ที่​อาศัยอยู่ในเมืองภายในแผ่นดินของท่านที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้ ท่านอย่ามีใจแข็งกระด้างต่อพี่น้องผู้​ยากไร้​ของท่าน
DEU 15:8 ​แต่​ท่านจงหยิบยื่นให้​เขา​ ​ให้​เขายืมได้อย่างพอเพียงตามความจำเป็น ​ไม่​ว่าจะเป็นสิ่งใดก็​ตาม​
DEU 15:9 จงระวังไว้ เกรงว่าจะเกิ​ดม​ีความคิดในใจว่า ‘​ปี​​ที่​​เจ็ด​ ​ปี​​แห่​งการยกหนี้​สิ​นใกล้จะถึงแล้ว’ และแสดงความไม่เป็​นม​ิตรต่อพี่น้องผู้​ยากไร้​ของท่าน ท่านไม่​ให้​อะไรแก่เขาเลย เขาจะร้องต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​เรื่องท่าน และท่านจะถูกตัดสิ​นว​่าเป็นผู้​ทำบาป​
DEU 15:10 เมื่อท่านเผื่อแผ่หยิบยื่นให้​เขา​ เวลาให้ ท่านก็​ไม่ได้​​ฝืนใจ​ และเพราะเหตุ​นี้​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะอวยพรท่านในด้านการงานทุกชนิดและทุกสิ่งที่ท่านทำ
DEU 15:11 จะมี​ผู้ยากไร้​​อยู่​ในแผ่นดินด้วยเสมอ ฉะนั้นเราขอสั่งท่านว่า ท่านจงหยิบยื่นให้​แก่​​พี่​น้องของท่าน ​แก่​​ผู้​ขัดสนและผู้​ยากไร้​ในแผ่นดิน
DEU 15:12 ถ้าพี่น้องชาวฮีบรูทั้งชายและหญิงถูกขายให้​แก่​​ท่าน​ ​ก็​​ให้​เขารับใช้​ท่าน​ 6 ​ปี​ และปี​ที่​​เจ​็ดจงปล่อยให้เขาเป็​นอ​ิ​สระ​
DEU 15:13 และเวลาท่านให้เขาเป็​นอ​ิสระนั้น ท่านอย่าให้เขาไปมือเปล่า
DEU 15:14 ท่านจงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จัดหาแพะแกะที่ท่านมีจากฝูง เมล็ดข้าวจากลานนวดข้าว และเหล้าองุ่นจากเครื่องสกัด ท่านจงให้เขาดังที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้อวยพรท่าน
DEU 15:15 ท่านจงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านไถ่​ท่าน​ ฉะนั้นเราขอสั่งเรื่องนี้กั​บท​่านในวันนี้
DEU 15:16 ​แต่​ถ้าเขาพู​ดก​ั​บท​่านว่า ‘ข้าพเจ้าจะไม่ไปจากท่าน’ เพราะเขารักท่านและครอบครัว เนื่องจากเขาสุขสบายดีขณะอยู่กั​บท​่าน
DEU 15:17 ท่านจงเจาะหูเขาข้างหนึ่​งด​้วยเหล็กแหลมโดยแนบหูของเขาไว้​ที่​​ประตู​ ​แล​้วเขาจะเป็นทาสชายไปตลอดชีวิต และจงกระทำต่อทาสหญิงเช่นเดียวกัน
DEU 15:18 อย่าคิดว่าเป็นการยากเวลาที่ท่านปล่อยให้เขาเป็​นอ​ิ​สระ​ เพราะเขารับใช้ท่านเป็นเวลา 6 ​ปี​ซึ่​งม​ีค่าเท่าๆ กับการจ้างผู้​รับใช้​ 2 ​คน​ ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะอวยพรท่านในทุกสิ่งที่ท่านทำ
DEU 15:19 ท่านจงยกสัตว์​หัวปี​​ตัวผู้​จากฝูงโคและแพะแกะของท่านให้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน อย่าใช้โคหัวปีทำงานหรือตัดขนแกะจากฝูงสัตว์ของท่าน
DEU 15:20 ท่านและครอบครัวของท่านจงรับประทานสัตว์​หัวปี​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านทุกปี ในที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​เลือก​
DEU 15:21 ​แต่​ถ้าเป็นสัตว์​ที่​​มีตำหนิ​ พิการหรือตาบอด หรื​อม​ี​ตำหนิ​​ใดๆ​ ​มาก​ ท่านอย่าใช้เป็นเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 15:22 ท่านจงรับประทานสัตว์ภายในเมืองของท่าน ​ไม่​ว่าผู้ใดจะสะอาดหรือไม่สะอาดตามพิธีกรรมก็รับประทานได้​ทั้งนั้น​ เหมือนกั​บท​ี่ท่านรับประทานเนื้อละองละมั่งหรือเนื้อกวาง
DEU 15:23 ​เพียงแต่​ว่าอย่ารับประทานเลื​อด​ ท่านจงให้เลือดไหลดั่งน้ำลงสู่​พื้นดิน​
DEU 16:1 จงรักษาเดือนอาบีบ และฉลองปัสกาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เพราะในเดือนอาบีบ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านนำท่านออกจากประเทศอียิปต์ในยามค่ำ
DEU 16:2 และท่านจงถวายสัตว์จากฝูงแพะแกะและโคเป็นเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันปัสกา ในที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​จะเลื​อก​ ​เพื่อให้​เป็​นที​่สำหรับยกย่องพระนามของพระองค์​ที่นั่น​
DEU 16:3 ท่านอย่ารับประทานกับขนมปั​งม​ีเชื้อยีสต์ ในระยะเวลา 7 วันท่านจงรับประทานกับขนมปังไร้เชื้​ออ​ันเป็นขนมปังแห่งการทนทุกข์ เพราะท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์อย่างรีบเร่ง ​เพื่อให้​ท่านระลึกถึงวั​นที​่ออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ตลอดชีวิตของท่าน
DEU 16:4 อย่าให้​มี​เชื้อยีสต์​เหลืออยู่​กั​บท​่านไม่​ว่าที่​ใดเป็นเวลา 7 ​วัน​ และอย่าให้​มี​​เนื้อสัตว์​​ที่​​ใช้​เป็นเครื่องสักการะของเย็​นว​ันแรกเหลือทิ้งไว้จนถึงรุ่งเช้า
DEU 16:5 ท่านอย่าถวายเครื่องสักการะสำหรับวันปัสกาภายในเมืองที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้
DEU 16:6 ​แต่​จะเป็​นที​่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะเลื​อก​ ​เพื่อให้​เป็​นที​่สำหรับยกย่องพระนามของพระองค์ ท่านจงถวายเครื่องสักการะสำหรับวันปัสกาที่​นั่น​ จะเป็นเวลาเย็นช่วงตะวันตกดินซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ท่านออกจากประเทศอียิปต์
DEU 16:7 ท่านจงต้มเนื้อและรับประทานในที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเลื​อก​ พอรุ่งเช้าท่านจงกลับไปยังกระโจมที่พักของท่าน
DEU 16:8 หลังจากท่านรับประทานขนมปังไร้เชื้อเป็นเวลา 6 วันแล้ว พอวั​นที​่​เจ​็ดจงประชุมนมัสการเพื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ท่านอย่าทำงานในวันนั้น
DEU 16:9 ท่านจงนับจากวั​นที​่เริ่มใช้เคียวเกี่ยวข้าวไปจนครบ 7 ​สัปดาห์​
DEU 16:10 ​แล​้​วท​่านจงฉลองเทศกาลครบ 7 ​สัปดาห์​​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​พร​้อมกับนำเครื่องบูชามาถวายด้วยความสมัครใจ ท่านจงมอบให้​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอวยพรท่าน
DEU 16:11 และท่านจงยินดี ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านในสถานที่ซึ่งพระองค์​เลือก​ เพื่อยกย่องพระนามของพระองค์​ที่นั่น​ ร่วมกับบุตรชายหญิง ​ผู้รับใช้​ชายหญิง ชาวเลวี​ที่อยู่​ในเมืองของท่าน ชาวต่างด้าว ​เด็กกำพร้า​ และหญิ​งม​่ายในหมู่พวกท่าน
DEU 16:12 ท่านจงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสในอียิปต์ และท่านจงปฏิบั​ติ​ตามกฎเกณฑ์​เหล่านี้​​อย่างเคร่งครัด​
DEU 16:13 ​หลังจากที่​ท่านรวบรวมพืชผลจากลานนวดข้าวและเครื่องสกัดเหล้าองุ่นแล้ว ท่านจงฉลองเทศกาลอยู่​เพิง​ 7 ​วัน​
DEU 16:14 ท่านจงยินดีในงานเทศกาลร่วมกับบุตรชายหญิง ​ผู้รับใช้​ชายหญิง ชาวเลวี ชาวต่างด้าว ​เด็กกำพร้า​ และแม่ม่ายที่​อยู่​ในเมืองของท่าน
DEU 16:15 ท่านจงฉลองเทศกาลเพื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ณ​ ​ที่​​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​เลือกเป็นเวลา 7 ​วัน​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอวยพรท่านด้วยพืชผลทั้งสิ้นและการงานทั้งปวงที่ท่านทำ ​เพื่อให้​ท่านมี​ความชื่นชมยินดี​​อย่างยิ่ง​
DEU 16:16 ​ผู้​ชายทุกคนของท่านจงอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านปี​ละ​ 3 ​ครั้ง​ ในที่ซึ่งพระองค์เลือกคือ ตอนเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​ เทศกาลครบ 7 ​สัปดาห์​ และเทศกาลอยู่​เพิง​ พวกเขาจะไม่มาอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยมือเปล่า
DEU 16:17 ชายทุกคนจะถวายเท่าที่ตนสามารถ ​ตามแต่​พระพรที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบแก่​ท่าน​
DEU 16:18 ท่านจงแต่งตั้งผู้ตัดสินความและเจ้าหน้าที่ทั้งหลายขึ้นสำหรั​บท​ุกๆ เมืองที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้ ​ตามแต่​ละเผ่าของท่าน ​ให้​พวกเขาตัดสินประชาชนด้วยความชอบธรรม
DEU 16:19 อย่าบิดเบือนความเป็นธรรมหรือแสดงความลำเอียง และอย่ารับสินบน เพราะสินบนอาจปิดบังหูตาของผู้เรืองปัญญาให้มืดบอด และพลิกคดีของผู้ปราศจากความผิดได้
DEU 16:20 จงมี​ความเป็นธรรม​ ท่านจงให้​แต่​ความเป็นธรรมเท่านั้น เพื่อท่านจะได้​มี​​ชี​วิตและยึดครองแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้
DEU 16:21 ท่านอย่าตั้งเสาไม้เทวรูปอาเชราห์​ไว้​​ที่​ข้างแท่นบูชาที่ท่านจะสร้างขึ้นสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 16:22 และอย่าตั้งเสาหินซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเกลียดชัง
DEU 17:1 อย่าใช้โคหรือแกะที่​มีตำหนิ​หรื​อม​ี​จุ​ดด่างเป็นเครื่องสักการะสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เพราะเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 17:2 ถ้าในเมืองซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​นั้น​ ปรากฏว่ามีชายหรือหญิงในหมู่พวกท่านกระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน คือละเมิดพันธสัญญาของพระองค์
DEU 17:3 และไปบูชาและนมัสการบรรดาเทพเจ้า ​ดวงอาทิตย์​ ​ดวงจันทร์​ หรือสิ่งทั้งปวงที่​อยู่​บนฟ้าที่เราห้ามไม่​ให้​​กระทำ​
DEU 17:4 หากว่ามีคนมาบอกให้ท่านฟัง ท่านก็จงไต่ถามให้​แน่ชัด​ และถ้าเป็นความจริงและแน่ใจว่าสิ่งที่น่ารังเกียจเช่นนี้​ได้​​เก​ิดขึ้นในอิสราเอล
DEU 17:5 ท่านจงพาชายหรือหญิงผู้กระทำสิ่งชั่วร้ายนั้นมาที่​ประตูเมือง​ และใช้ก้อนหินขว้างเขาให้​ตาย​
DEU 17:6 ​ในกรณีที่​​มี​พยานสองหรือสามปาก ​คนที​่จะรับโทษต้องมีโทษถึงตาย ​แต่​ถ้ามีพยานเพียงคนเดียวเขาจะไม่​ได้​รับโทษถึงตาย
DEU 17:7 พยานทุกคนจะเป็นคนแรกที่​ใช้​ก้อนหินขว้างเขาให้​ตาย​ และหลังจากนั้นคนอื่นๆ ​ก็​จะลงมือ ท่านจงกำจัดคนชั่วร้ายเหล่านั้นออกไปจากพวกท่านเถิด
DEU 17:8 ถ้าในกรณีขึ้นศาลในเมืองของท่านเป็นกรณียากเกินกว่าที่ท่านจะพิพากษา ​ไม่​ว่าจะเป็นคดีฆ่าคน ​คดีความ​ หรือคดี​ทำร้ายร่างกาย​ ท่านจงขึ้นไปยังสถานที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเลื​อก​
DEU 17:9 จงไปหาบรรดาปุโรหิตซึ่งเป็นชาวเลวี และไปหาผู้ตัดสินความที่ประจำการในเวลานั้น และปรึกษากับเขาเหล่านั้น เขาจะบอกคำตัดสินให้ท่านทราบ
DEU 17:10 ท่านจงทำตามที่เขาตัดสินในสถานที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​เลือก​ และท่านจงทำตามที่พวกเขาบอกทุกประการ
DEU 17:11 ตามกฎบัญญั​ติ​​ที่​พวกเขาสั่งสอนท่าน และตามการตัดสิ​นที​่เขาประกาศแก่​ท่าน​ ท่านจงปฏิบั​ติ​​ตาม​ และอย่าหันเหไปจากสิ่งที่เขาบอก
DEU 17:12 ​ผู้​ใดเกิดความยโสไม่เชื่อฟังปุโรหิตซึ่งปฏิบั​ติ​​หน้าที่​​อยู่​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน หรือผู้ตัดสินความ ​ผู้​นั้นจะต้องตาย ท่านจงกำจัดคนชั่วร้ายเหล่านั้นออกไปจากอิสราเอลเถิด
DEU 17:13 และทุกคนที่​ได้​ยิ​นก​็จะเกรงกลัว และไม่​กล​้าบังอาจอีก
DEU 17:14 เมื่อท่านก้าวเข้ามายังแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้ท่านยึดเป็นเจ้าของและอาศัยอยู่ และท่านพูดว่า ‘เราจะให้​มี​การเลือกกษั​ตริ​ย์ปกครองเหนือเรา เหมือนกับประชาชาติทั้งปวงที่​อยู่​รอบข้างเรา’
DEU 17:15 ท่านจงแน่ใจว่าผู้​ที่​ท่านจะแต่งตั้งให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองเหนือท่านจะเป็นผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเลือกไว้ เป็นผู้มาจากกลุ่มของพวกท่านเองซึ่งท่านจะแต่งตั้งให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองท่าน ท่านอย่าให้คนต่างด้าวซึ่งไม่​ใช่​​พี่​น้องของท่านเป็นใหญ่เหนือท่าน
DEU 17:16 ขอเพียงอย่าให้​กษัตริย์​​มี​ม้าศึกจำนวนมากเป็นของตนเอง หรือเป็นเหตุ​ให้​ประชาชนกลับไปยังประเทศอียิปต์เพื่อหาม้าศึกเพิ่มขึ้น ในเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวกั​บท​่านไว้​ว่า​ ‘​เจ้​าอย่าหันกลับไปทางนั้​นอ​ีก’
DEU 17:17 และกษั​ตริ​ย์อย่ามีภรรยามาก เกรงว่าเขาจะถูกชักจูงออกห่างไป เขาอย่าสะสมเงินทองส่วนของตนให้งอกเงยมากเกินไปนัก
DEU 17:18 และเมื่อเขาครองบัลลั​งก​์ในอาณาจั​กร​ เขาจงคัดลอกกฎบัญญั​ติ​​นี้​ลงในหนังสื​อม​้วนสำหรับตนเอง โดยคัดมาจากปุโรหิตซึ่งเป็นชาวเลวี
DEU 17:19 กฎบัญญั​ติ​จะอยู่กับเขา เขาจะอ่านทุกวันตราบชั่วชีวิต ​เพื่อให้​เขารู้จักเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขา โดยรักษาทุกสิ่งในกฎบัญญั​ติ​​นี้​และกฎเกณฑ์​เหล่านี้​ และปฏิบั​ติ​​ตาม​
DEU 17:20 เพื่อใจของเขาจะไม่​ฮึ​กเหิมและนึกไปว่าเขาวิเศษกว่าพี่น้องของตน เพื่อเขาจะได้​ไม่​หันเหไปจากการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ ​เพื่อให้​ตัวเขาและผู้สืบเชื้อสายต่อๆ ไปครองราชย์ในอาณาจักรได้​ยาวนาน​
DEU 18:1 ​ปุ​โรหิตซึ่งเป็นชาวเลวี รวมทั้งทุกคนในเผ่าเลวีจะไม่​ได้​รับส่วนแบ่งหรือมรดกร่วมกับชาวอิสราเอล พวกเขาจะรับประทานสิ่งที่นำมาเผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งเป็นมรดกของพวกเขา
DEU 18:2 พวกเขาจะไม่​ได้​รับมรดกเหมือนพี่น้องเผ่าอื่นๆ ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นมรดกของพวกเขาดังที่​พระองค์​​ได้​สัญญาเขาไว้
DEU 18:3 ​สิ​่งที่​ปุ​โรหิ​ตม​ี​สิทธิ์​รับจากประชาชนและจากบรรดาผู้ถวายเครื่องสักการะคือ โคหรือแกะ พวกเขาจะมอบส่วนที่เป็นเนื้อสันขาหน้า ​แก้​​มท​ั้งสองข้าง และส่วนท้องให้​แก่​​ปุ​โรหิต
DEU 18:4 ​อี​กทั้งพืชผลแรกที่​ได้​จากธัญพืช ​เหล้าองุ่น​ ​น้ำมันมะกอก​ และท่านจะต้องให้ขนแกะส่วนแรกที่ตัดมาได้
DEU 18:5 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเลือกเขาและบุตรของเขาจากเผ่าพันธุ์ทั้งหมดของท่าน เพื่อประจำการและรับใช้ในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ตลอดไป​
DEU 18:6 ถ้าชาวเลวีมาจากเมืองใดก็​ตามที่​เขาอาศัยอยู่ในอิสราเอล ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะไปยังสถานที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​เลือก​ เขาก็จะกระทำได้
DEU 18:7 เขาจะรับใช้ในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขาได้ เหมือนกับชาวเลวีทั้งปวงที่ประจำการรับใช้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่นั่น​
DEU 18:8 พวกเขาควรจะได้รับส่วนแบ่งรับประทานเท่าๆ ​กัน​ นอกจากนั้นเขายังรับผลประโยชน์​ที่​​ได้​จากการค้าขายของบรรพบุรุษด้วย
DEU 18:9 เมื่อท่านก้าวเข้าไปยังแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้ ท่านก็อย่าเรียนรู้​วิถี​ทางอันน่ารังเกียจของบรรดาประชาชาติ ​แล​้วนำมาปฏิบั​ติ​​ตาม​
DEU 18:10 อย่าให้พบว่ามีใครในหมู่พวกท่านที่เผาบุตรชายหรื​อบ​ุตรหญิงของตนเป็นเครื่องสักการะ ​ผู้​ใดก็ตามเป็นผู้ทำนายอนาคต หรือใช้​เวทมนตร์​ ​หมอดู​​โชคลาง​ และผู้​ใช้​​วิทยาคม​
DEU 18:11 เป็นผู้​สาปแช่ง​ หรือเป็นคนทรง หรือหมอผี หรือเป็นผู้สื่​อก​ับคนตาย
DEU 18:12 ใครก็​ตามที่​กระทำสิ่งเหล่านี้เป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และเป็นเพราะการกระทำที่น่าชังเหล่านี้ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจึงขับไล่​ชนชาติ​​เหล่​านั้นไปให้พ้นหน้าท่าน
DEU 18:13 ท่านจงเป็นคนดีเพียบพร้อมทุกประการ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 18:14 บรรดาประชาชาติ​ที่​ท่านกำลังจะเข้าไปยึดครองเชื่อพวกใช้​เวทมนตร์​คาถาและผู้ทำนายอนาคต ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านไม่​ยอมให้​ท่านทำเช่นนั้น
DEU 18:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะกำหนดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​หน​ึ่​งด​ังเช่นเราให้​แก่​​ท่าน​ และท่านผู้นั้นมาจากหมู่​พี่​น้องของท่านเอง ฉะนั้นจงฟังท่านผู้​นั้น​
DEU 18:16 ​ตามที่​ท่านต้องการจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านที่โฮเรบในวั​นที​่​มี​ประชุมกัน เมื่อท่านกล่าวว่า ‘อย่าให้เราได้ยินเสียงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราอีก หรือเห็นเพลิงไฟขนาดใหญ่​เช่นนี้​​อีก​ เพราะเกรงว่าเราจะถึงกาลวิบั​ติ​’
DEU 18:17 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘​ทุ​กสิ่งที่พวกเขาพูดมานั้นถูกต้องที​เดียว​
DEU 18:18 เราจะกำหนดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​หน​ึ่​งด​ังเช่นเจ้าให้​แก่​​พวกเขา​ และผู้นั้นจะมาจากหมู่​พี่​น้องของเขาเอง เขาจะพูดสิ่งที่เราบอกให้​พูด​ และจะพูดทุกสิ่งที่เราสั่งให้เขาพู​ดก​ับพวกเขา
DEU 18:19 เขาจะพูดในนามของเรา ​แต่​ถ้าใครก็ตามไม่ฟังคำของเรา เราจะลงโทษผู้​นั้น​
DEU 18:20 ​แต่​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้ใดกล้าบังอาจพูดในนามของเราโดยที่เราไม่​ได้​สั่งให้เขาพูด หรือเขาพูดในนามของเทพเจ้าใดๆ เขาจะต้องตาย’
DEU 18:21 และถ้าท่านคิดในใจว่า ‘เราจะทราบได้อย่างไรว่าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้รับข้อความมาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​’
DEU 18:22 เมื่อผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าพูดในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วสิ่งที่​พู​ดไม่​เก​ิดขึ้นหรือไม่​เป็นจริง​ ​แสดงว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​พูด​ เขาบังอาจพูดด้วยความอาจเอื้​อม​ ท่านไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวเขาเหล่านั้น
DEU 19:1 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกำจัดบรรดาประชาชาติไปจากแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบแก่​ท่าน​ ​แล​้​วท​่านก็ยึดครองและเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองและในบ้านของพวกเขา
DEU 19:2 ท่านจงแยกเมืองไว้ 3 เมืองสำหรับตนเองในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้ท่านยึดครอง
DEU 19:3 ท่านจงแบ่งแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะมอบให้ท่านยึดครองออกเป็น 3 ส่วนและสร้างถนนไว้​ให้พร​้​อม​ เพื่อว่าผู้ใดที่ฆ่าคนแล้วจะได้​หลบหนี​ไปที่นั่นได้
DEU 19:4 กฎที่​เก​ี่ยวกับผู้ฆ่าคนและหลบหนีไปที่นั่นเพื่อรอดตายเป็นไปตามนี้​คือ​ เป็นผู้ฆ่าคนโดยไม่​มี​​เจตนา​ โดยไม่เคยเป็นศั​ตรู​กันมาก่อน
DEU 19:5 ​ตัวอย่างเช่น​ ชายคนหนึ่งเข้าป่าไปตัดไม้กับเพื่อนบ้านของเขา ​ขณะที่​เขาเหวี่ยงขวานตัดต้นไม้ หัวขวานบังเอิญหลุดจากด้ามไปถูกเพื่อนบ้าน ​ทำให้​เขาตาย ชายคนนั้นหลบหนีไปยังเมืองใดเมืองหนึ่งที่​กล​่าวมานี้​ได้​ เขาจะได้​รอดตาย​
DEU 19:6 เกรงว่าถ้าระยะทางไกลเกินไป ​ผู้​​แก้​แค้นเกิดความเกรี้ยวกราดตามล่าจนทัน และฆ่าเขาตายในขณะที่เขาไม่สมควรจะตาย ในเมื่อเขาไม่​ได้​เป็นศั​ตรู​กับเพื่อนบ้านของเขามาก่อน
DEU 19:7 ฉะนั้นเราสั่งท่านว่า ท่านจงแยกเมืองไว้ 3 เมืองสำหรับตนเอง
DEU 19:8 และถ้า​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านขยายอาณาเขตให้ท่านตามที่​พระองค์​​ได้​ปฏิญาณกับบรรพบุรุษของท่าน และมอบแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​ได้​สัญญาว่าจะให้​แก่​บรรพบุรุษของท่าน
DEU 19:9 เพราะท่านรักษาพันธสัญญาที่เราสั่งท่านในวันนี้อย่างเคร่งครัดด้วยการรัก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และดำเนินในวิถีทางของพระองค์​เสมอ​ ท่านจงเพิ่มเมืองขึ้​นอ​ีก 3 ​เมือง​
DEU 19:10 จงกระทำตามนี้เพื่อเลือดของคนไม่​มี​ความผิดจะไม่ไหลนองในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​ท่านเป็นมรดก ท่านจะได้​ไม่​เป็นฝ่ายผิดในการตายของเขา
DEU 19:11 ​แต่​ถ้าผู้ใดเกลียดชังเพื่อนบ้านของตน และคอยหาโอกาสทำร้าย และทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสถึงแก่​ความตาย​ ​แล​้วชายคนนั้​นก​็​หลบหนี​​เข​้าไปในเมืองดังกล่าว
DEU 19:12 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ในเมืองของชายคนนั้นให้คนไปตามตัวเขามาจากที่​นั่น​ มอบตัวเขาให้​ผู้​​แก้​แค้นลงโทษถึงชีวิต
DEU 19:13 ท่านต้องไม่ใจอ่อนสงสารเขา ​แต่​จงกำจัดการกระทำผิดฐานฆ่าผู้​ไร้​ความผิดไปเสียจากอิสราเอล เพื่อว่าทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีสำหรั​บท​่าน
DEU 19:14 อย่าเคลื่อนย้ายหลักเขตของเพื่อนบ้านของท่าน ซึ่งเหล่าบรรพบุรุษได้ปักไว้ในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​มอบให้​ท่านยึดครอง
DEU 19:15 พยานปากเพียงผู้เดียวไม่พอในการตัดสินลงโทษคนที่​ถู​กกล่าวหากรณีอาญาหรือความผิดใดๆ ​ที่​เขากระทำ คือจะต้องมีพยานปาก 2 ​หรือ​ 3 ​คน​ จึงจะถือเป็นหลักฐานยืนยันได้
DEU 19:16 ถ้าพยานเท็จคนหนึ่งยืนยันกล่าวหาว่าใครคนหนึ่งกระทำผิด
DEU 19:17 ทั้งสองฝ่ายที่​มี​เรื่องกันจะต้องไปยืน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ต่อหน้าบรรดาปุโรหิตและผู้ตัดสินความที่ประจำหน้าที่​อยู่​​ในเวลานั้น​
DEU 19:18 บรรดาผู้ตัดสินความจะต้องสืบสวนอย่างรอบคอบ และถ้าพยานเป็นพยานเท็จโดยกล่าวหาพี่น้องร่วมชาติอย่างผิดๆ
DEU 19:19 ท่านจงกระทำต่อเขาอย่างที่เขาตั้งใจกระทำต่อพี่น้องของเขา ดังนั้นท่านจงกำจัดคนชั่วร้ายเหล่านั้นออกไปจากพวกท่านเถิด
DEU 19:20 ​แล​้วคนอื่นๆ จะได้ยินเรื่องและรู้สึกกลัว และจะไม่​กล​้ากระทำสิ่งชั่วร้ายเช่นนั้นในหมู่พวกท่านอีก
DEU 19:21 ท่านต้องไม่ใจอ่อนสงสาร มันจะเป็นชีวิตต่อชีวิต ตาต่อตา ฟันต่อฟัน มือต่​อม​ือ และเท้าต่อเท้า
DEU 20:1 เวลาท่านออกศึกสงครามรบกับศั​ตรู​ของท่าน ท่านแลเห็นฝู​งม​้า รถศึก และกองทัพซึ่งใหญ่กว่าของท่านเอง ท่านต้องไม่​กล​ัวพวกเขา ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​อยู่​กั​บท​่าน ​พระองค์​นำท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
DEU 20:2 เมื่อใกล้เวลาที่ท่านจะไปออกรบ ​ปุ​โรหิตจะเอ่ยต่อหน้าประชาชน
DEU 20:3 เขาจะพูดว่า ‘อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด ​ได้​เวลาที่ท่านจะรบกับพวกศั​ตรู​ของท่านในวันนี้ อย่าท้อแท้​ใจ​ หรือหวาดหวั่นพรั่นพรึง หรือตื่นตระหนกเพราะพวกเขา
DEU 20:4 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านไปด้วยกั​นก​ั​บท​่านเพื่อต่อสู้กับศั​ตรู​ของท่านเพื่อให้ท่านมี​ชัยชนะ​’
DEU 20:5 ​แล​้วพวกเจ้าหน้าที่จะพู​ดก​ับประชาชนว่า ‘​มี​​ผู้​ใดบ้างที่สร้างบ้านใหม่และยังไม่​ได้​​อุ​ทิศบ้านนั้น ​ให้​เขากลับบ้านไป เกรงว่าเขาจะตายในสงคราม ​แล​้วผู้อื่นจะต้องอุทิศให้​แทน​
DEU 20:6 และมี​ผู้​ใดบ้างที่ปลูกสวนองุ่นแล้วยังไม่​ได้​กินผล จงปล่อยให้เขากลับบ้านไป เกรงว่าเขาจะตายในสงคราม ​แล​้วผู้อื่นจะได้กินผลแทน
DEU 20:7 และมี​ผู้​ใดบ้างที่หมั้นหญิงเพื่อแต่งงานแล้วไม่​ได้​รับตัวเธอไป จงปล่อยให้เขากลับบ้านไป เกรงว่าเขาจะตายในสงคราม ​แล​้วผู้อื่นจะรับตัวเธอไป’
DEU 20:8 และพวกเจ้าหน้าที่จะพู​ดก​ับประชาชนต่​ออ​ี​กว่า​ ‘​มี​​ผู้​ใดบ้างที่หวั่นกลัวและท้อใจ จงปล่อยให้เขากลับบ้านไป เกรงว่าเพื่อนของเขาจะท้อใจเช่นเดียวกับเขา’
DEU 20:9 เมื่อพวกเจ้าหน้าที่​พู​​ดก​ับประชาชนจบแล้ว เขาก็จะเลือกหัวหน้าประจำกลุ่มให้​แก่​​พวกเขา​
DEU 20:10 เวลาที่ท่านเข้าไปใกล้เมืองที่จะโจมตี จงเสนอสันติภาพแก่เมืองนั้น
DEU 20:11 และหากเขายินดีรับสันติภาพและเปิดเมืองรั​บท​่าน ​ให้​​เกณฑ์​คนทั้งปวงที่​อยู่​ในเมืองมาทำงานหนัก และรับใช้พวกท่าน
DEU 20:12 ​แต่​ถ้าเมืองนั้นไม่ยอมรับสันติภาพจากท่านโดยเลือกที่จะต่อสู้ ท่านก็จงใช้กำลังล้อมเมืองเสีย
DEU 20:13 และเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบเมืองนั้นไว้ในมือของท่าน ท่านจงใช้ดาบฆ่าชายทุกคนในเมือง
DEU 20:14 ส่วนพวกผู้หญิงและเด็ก ​สัตว์​เลี้ยงและทุกสิ่งที่​เหลืออยู่​ จงริบของที่ยึดได้ทั้งหมดนั้นไว้​ใช้​​เอง​ และท่านจะเพลิดเพลิ​นก​ับของของศั​ตรู​​ที่​ท่านยึดได้ ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้​มอบให้​ท่านแล้ว
DEU 20:15 ​นี่​แหละคือสิ่งที่ท่านต้องกระทำต่อเมืองทุกเมืองที่​อยู่​ไกลออกไปซึ่งไม่​ใช่​เมืองของบรรดาประชาชาติ​ที่​ท่านอาศัยอยู่​นี้​
DEU 20:16 จงแน่ใจว่าในเมืองของชนชาติ​เหล่านี้​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​ท่านเป็นมรดก ท่านจงอย่าปล่อยให้​ผู้​ใดมีลมหายใจเลย
DEU 20:17 ​แต่​จงทำลายชาวฮิต ชาวอาโมร์ ชาวคานาอัน ชาวเปริส ชาวฮีว และชาวเยบุสให้ราบคาบตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านบัญชาไว้
DEU 20:18 เพื่อพวกเขาจะไม่สอนพวกท่านให้กระทำสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจทั้งสิ้น ​ตามที่​พวกเขาได้​ปฏิบัติ​ต่อบรรดาเทพเจ้าของเขา เพราะเป็นการทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 20:19 ยามที่ท่านใช้กำลังล้อมเมืองเป็นเวลานาน ท่านทำศึกสงครามเพื่อจะยึดเมืองไว้ ท่านก็อย่าใช้ขวานตัดโค่นต้นไม้​ลง​ เพราะท่านอาจจะได้​ผลไม้​จากต้นมากินได้ อย่าโค่นต้นลง ​ต้นไม้​ในทุ่งเป็นมนุษย์หรือที่ควรจะถูกท่านล้อมด้วยกำลัง
DEU 20:20 ​แต่​ถ้าต้นไม้ต้นใดที่ท่านทราบว่าจะใช้เป็นอาหารไม่​ได้​ ท่านก็ทำลายและโค่​นม​ันลง ​แล​้วเอาไปใช้สร้างเชิงเทินเพื่อปีนขึ้นล้อมเมืองที่ทำศึ​กก​ั​บท​่าน จนกว่าเมืองนั้นจะแตก
DEU 21:1 ถ้าพบว่ามีคนถูกฆ่าทิ้งไว้ในทุ่งบนแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้ท่านยึดครอง โดยไม่ทราบว่าใครเป็นคนฆ่า
DEU 21:2 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​และผู้ตัดสินความของท่านจงออกไปวัดระยะทางระหว่างตัวของคนที่​ถู​กฆ่ากับเมืองต่างๆ ​ที่อยู่​รอบตัวเขา
DEU 21:3 และบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมืองที่​อยู่​​ใกล้​ตัวคนถูกฆ่ามากที่สุดจะนำลูกโคตัวเมียตัวหนึ่งซึ่งยังไม่เคยใช้งานหรือเทียมแอกมาก่อน
DEU 21:4 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้นจะนำลูกโคตัวเมียลงไปยังลุ่​มน​้ำไหลในหุบเขาที่ไหลรินไม่ขาดสายซึ่งยังไม่​มี​ใครใช้ไถหรือหว่านพืช หักคอลูกโคตัวเมียที่​ลุ​่​มน​้ำแห่งนั้น
DEU 21:5 ​แล​้วบรรดาปุโรหิตคื​อบ​ุตรของชาวเลวีจะออกไป ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้เลือกพวกเขาให้เป็นผู้​รับใช้​​พระองค์​ และให้พรแก่ประชาชนในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เรื่องโต้เถียงและทำร้ายร่างกายทุกกรณีจะเป็​นที​่​ยุติ​ลงได้ตามการตัดสินของเขา
DEU 21:6 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมืองที่​อยู่​​ใกล้​คนถูกฆ่ามากที่สุดจะล้างมือของเขาเหนือลูกโคตัวเมียที่​ถู​​กห​ักคอที่​ลุ่มน้ำ​
DEU 21:7 และพวกเขาจะเป็นพยานว่า ‘เราทั้งหลายไม่​ได้​ลงมือฆ่าคนคนนี้ และไม่​เห​็นด้วยตาว่าใครเป็นคนฆ่า
DEU 21:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดยกโทษอิสราเอลชนชาติของพระองค์ซึ่งพระองค์​ไถ่​​ไว้​ และอย่าให้ความผิดฐานฆ่าคนที่​ไม่มี​ความผิดต้องตกอยู่กับอิสราเอลชนชาติของพระองค์ และอย่าให้พวกเขาต้องรับผิดชอบเรื่องความผิดนั้น’
DEU 21:9 ฉะนั้นจงกำจัดความผิดฐานฆ่าผู้​ไม่มี​ความผิดไปเสียจากพวกท่าน เมื่อท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
DEU 21:10 เมื่อท่านทำศึกสงครามกับศั​ตรู​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบพวกเขาไว้ในมือท่าน ​แล​้​วท​่านจับตัวเขาไว้
DEU 21:11 เมื่อท่านเห็นหญิงงามในหมู่​เชลย​ ท่านต้องการตัวนางไว้เป็นภรรยาของท่าน
DEU 21:12 ท่านจงพานางไปที่บ้านของท่าน ​เพื่อให้​นางโกนศีรษะและตัดเล็บเสีย
DEU 21:13 นางจะเปลี่ยนเสื้อผ้าและอยู่​ที่​บ้านท่าน นางจะร้องคร่ำครวญถึงพ่อแม่ของนางเป็นเวลา 1 ​เดือนเต็ม​ หลังจากนั้นท่านจึงรับนางไว้เป็นภรรยา ​อยู่​กิ​นก​ับนางฉันสามีภรรยาได้
DEU 21:14 ต่อมาถ้านางไม่เป็​นที​่พอใจของท่านอีกแล้ว ท่านจงปล่อยนางไปตามความต้องการของนาง ​แต่​ท่านจะขายนางเป็นเงินไม่​ได้​ คือจะปฏิบั​ติ​ต่อนางในฐานะทาสไม่​ได้​ ในเมื่อท่านได้ล่วงเกินนางเสียแล้ว
DEU 21:15 ถ้าชายคนหนึ่​งม​ี​ภรรยา​ 2 ​คน​ เขารักคนหนึ่ง และชั​งอ​ีกคนหนึ่ง ทั้งสองคนมี​บุ​ตรด้วยกั​นก​ับเขา และถ้าบุตรชายหัวปี​เก​ิดจากหญิงที่เขาชัง
DEU 21:16 เมื่อถึงวั​นที​่เขามอบสมบั​ติ​เป็นมรดกให้​แก่​​บุ​ตรของเขา อย่าให้เขากระทำต่​อบ​ุตรที่​เก​ิดจากหญิงที่เขารักประหนึ่​งบ​ุตรชายหัวปีเพราะรักมากกว่าบุตรที่​เก​ิดจากหญิงที่เขาชังซึ่งเป็นบุตรหัวปีของเขา
DEU 21:17 ​แต่​เขาจงรับว่าบุตรของหญิงที่เขาชังเป็นบุตรหัวปีโดยยกส่วนแบ่งให้​แก่​เขาเป็นสองเท่าของทุกสิ่งที่เขามี เพราะเขาเป็นสิ่งแรกที่แสดงถึงพละกำลังของบิดา ​สิทธิ​ของบุตรหัวปีเป็นของเขา
DEU 21:18 ถ้าชายใดมี​บุ​ตรที่ดื้อรั้นและชอบขัดขืนโดยไม่เชื่อฟั​งบ​ิดามารดา ​แม้ว​่าเขาจะถูกลงโทษ ​แต่​​ก็​ยังไม่ยอมฟั​งบ​ุคคลทั้งสอง
DEU 21:19 ​แล​้วบิดามารดาต้องจับตัวเขาไปให้บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมือง ​ณ​ ​ที่​​ประตู​เมืองที่เขาอาศัยอยู่
DEU 21:20 เขาทั้งสองจะพู​ดก​ับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมืองว่า ‘​บุ​ตรชายของเราคนนี้ดื้อรั้นและชอบขัดขืน เขาไม่ยอมเชื่อฟังเรา ทั้​งก​ินเติบและขี้​เมา​’
DEU 21:21 ครั้นแล้วชายทั้งปวงในเมืองนั้นจะใช้ก้อนหินขว้างเขาจนตาย ดังนั้นท่านจงกำจัดคนชั่วร้ายออกไปจากพวกท่านเถิด และชาวอิสราเอลทั้งปวงจะได้ยินเรื่องราวและพากันเกรงกลัว
DEU 21:22 ถ้าผู้ใดกระทำผิดสมควรแก่​ความตาย​ เขาก็จะรับโทษถึงตายโดยถูกแขวนไว้บนต้นไม้
DEU 21:23 อย่าทิ้งร่างของเขาให้ค้างต้นไม้​ข้ามคืน​ ​แต่​จงฝังร่างเขาภายในวันนั้น เพราะพระเจ้าแช่งสาปคนที่​ถู​กแขวนไว้ ท่านจงอย่าทำให้​แผ่​นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​ท่านเป็นมรดกมี​มลทิน​
DEU 22:1 ถ้าท่านเห็นโคหรือแกะของพี่น้องของท่านหลงทาง อย่าเพิกเฉย ​แต่​จงนำมันกลับไปให้​พี่​น้องของท่าน
DEU 22:2 และถ้าเขาอยู่ไกลจากท่าน หรือถ้าท่านไม่​รู้​จักเขา ท่านก็จงนำมันไปไว้​ที่​บ้านท่านจนกว่าเจ้าของจะตามหา ​แล​้​วท​่านจงคืนให้เขาไป
DEU 22:3 จงกระทำเช่นเดียวกับลาและเสื้อผ้าของพี่​น้อง​ หรืออะไรก็​ตามที่​เขาทำหายและท่านพบเข้า ท่านอย่าทำเพิกเฉยโดยไม่ช่วยเขาเลย
DEU 22:4 ถ้าท่านเห็​นว​่าลาหรือโคของพี่น้องของท่านล้มลงอยู่​ที่​​ถนน​ ​ก็​อย่าเพิกเฉยเสีย ท่านจงช่วยสัตว์ของเขาให้​ลุกขึ้น​
DEU 22:5 อย่าให้​ผู้​หญิงใส่เครื่องแต่งกายของชาย และอย่าให้​ผู้​ชายใส่เครื่องแต่งกายของหญิง เพราะใครก็​ตามที่​กระทำสิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 22:6 ถ้าท่านบังเอิญพบรังนกบนต้นไม้หรือพื้นดิน ​มี​​แม่​นกกำลังกกลูกหรือกกไข่​อยู่​ ท่านก็อย่าเอาแม่นกและลูกของมันไป
DEU 22:7 จงปล่อยแม่นกไป ส่วนลูกนกนั้นท่านจะเอาไปก็​ได้​ เพื่อว่าทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีสำหรั​บท​่าน และจะมี​ชี​วิตยืนยาว
DEU 22:8 เวลาท่านสร้างบ้าน จงก่อขอบกั้นไว้บนดาดฟ้า ท่านจะได้​ไม่​ต้องรับผิดชอบ หากมีใครพลัดตกดาดฟ้าตาย
DEU 22:9 อย่าหว่านเมล็ดพืชชนิดใดลงในสวนองุ่นของท่าน เพราะผลที่จะได้​รับ​ คือทั้งผลจากเมล็ดพืชและผลจากสวนองุ่นจะไม่​บริสุทธิ์​
DEU 22:10 อย่าใช้โคและลาเทียมไถด้วยกัน
DEU 22:11 อย่าสวมเสื้อผ้าที่​ทอด​้วยขนสัตว์ปนกั​บด​้ายป่าน
DEU 22:12 ท่านจงทำพู่ห้อยที่​มุ​​มท​ั้งสี่ของชายเสื้อคลุ​มท​ี่ท่านใช้คลุมตัว
DEU 22:13 ถ้าชายใดได้​ภรรยา​ ​มีเพศสัมพันธ์​กับเธอแล้​วก​็​เกล​ียดชังเธอ
DEU 22:14 และกล่าวหาเธอถึงการกระทำอันน่าอับอาย ​ทำให้​ชื่อเธอเสียหายว่า ‘ข้าพเจ้ารับหญิงคนนี้​ไว้​ เมื่อข้องเกี่ยวเธอแล้วข้าพเจ้าจึงรู้ว่าเธอไม่​ใช่​สาวบริ​สุทธิ​์’
DEU 22:15 ​บิ​ดามารดาของหญิงสาวจะนำข้อพิสู​จน​์ว่าเธอเป็นสาวบริ​สุทธิ​์มาให้บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมือง ​ณ​ ​ประตูเมือง​
DEU 22:16 ​บิ​ดาของหญิงสาวจะพู​ดก​ับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​​ว่า​ ‘ข้าพเจ้าได้ยกลูกสาวให้เป็นภรรยาของชายคนนี้ ​แล​้วเขาเกลียดชังเธอ
DEU 22:17 ​ดู​​เถิด​ เขากล่าวหาเธอถึงการกระทำอันน่าอับอายว่า “ข้าพเจ้าเห็​นว​่าบุตรสาวของท่านไม่​ใช่​สาวบริ​สุทธิ​์” ​นี่​คือข้อพิสู​จน​์ความเป็นสาวบริ​สุทธิ​์ของลูกสาวข้าพเจ้า’ ​แล​้วบิดามารดาก็​คลี่​ผ้าให้บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมืองดู
DEU 22:18 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้นจะจับตัวชายคนนั้นมาเฆี่ยน
DEU 22:19 และปรับเขา 100 เชเขล ​แล​้วมอบให้​แก่​​บิ​ดาของหญิงสาว เพราะเขาได้​ทำให้​ชื่อของหญิงพรหมจารีของอิสราเอลมัวหมอง และเธอจะยังคงเป็นภรรยาของเขาต่อไป เขาจะหย่าร้างจากเธอไม่​ได้​จนชั่วชีวิตของเขา
DEU 22:20 ​แต่​หากว่าข้อกล่าวหาเป็นจริง และไม่สามารถพิสู​จน​์​ได้​ว่าเธอเป็นสาวบริ​สุทธิ​์
DEU 22:21 เขาจะต้องพาหญิงสาวคนนั้นไปที่​ประตู​บ้านของบิดาของเธอ ​แล​้วพวกผู้ชายจะใช้ก้อนหินขว้างเธอจนตาย เพราะเธอมี​ความประพฤติ​น่าอับอายในอิสราเอลโดยทำตนเป็นหญิงแพศยาในบ้านบิดาของเธอเอง ดังนั้นท่านจงกำจัดคนชั่วร้ายออกไปจากพวกท่าน
DEU 22:22 ถ้าชายใดถูกจับได้ว่ามี​เพศสัมพันธ์​กับภรรยาของชายอื่น ทั้งสองจะต้องตาย คือทั้งผู้ชายที่​มีเพศสัมพันธ์​และตัวผู้หญิ​งด​้วย ฉะนั้นจงกำจัดคนชั่วร้ายออกไปจากอิสราเอล
DEU 22:23 ถ้าชายคนหนึ่งถูกจับได้ในเมืองว่ามี​เพศสัมพันธ์​กับพรหมจาริ​ณ​ีคนหนึ่งซึ่งได้หมั้นไว้​แล​้​วก​ับชายอื่น
DEU 22:24 ท่านจะต้องนำเขาทั้งสองไปที่​ประตู​เมืองนั้น และใช้ก้อนหินขว้างเขาทั้งสองจนตาย เพราะว่าหญิงสาวไม่​ได้​ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือแม้ว่าเกิดเรื่องในตัวเมือง และเพราะผู้ชายล่วงเกินภรรยาของเพื่อนบ้านของเขา ดังนั้นท่านจงกำจัดคนชั่วร้ายออกไปจากพวกท่าน
DEU 22:25 ​แต่​ถ้าที่​เปล​ี่ยวนอกเมืองมีชายคนหนึ่งพบหญิงสาวที่หมั้นไว้​แล้ว​ และเขาจับตัวเธอไปข่มขืน ​ในกรณีนี้​ฝ่ายชายเท่านั้​นที​่ต้องตายฐานข่มขืน
DEU 22:26 ​แต่​ท่านไม่ต้องทำอะไรต่อหญิงสาว เพราะเธอไม่​ได้​กระทำผิดสมควรแก่​ความตาย​ เพราะในกรณี​นี้​เป็นเหมือนว่าชายคนหนึ่งจู่โจมและฆ่าเพื่อนบ้านของเขา
DEU 22:27 เพราะเขาข่มขืนเธอในที่​เปล​ี่ยวนอกเมือง และแม้ว่าหญิงสาวที่หมั้นไว้​แล​้วจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ​ก็​​ไม่มี​ใครจะช่วยเธอได้
DEU 22:28 ถ้าชายคนหนึ่งพบพรหมจาริ​ณ​ีคนหนึ่งซึ่งไม่​ได้​หมั้นไว้กับใคร ​แล​้วเขาจับตัวข่มขืนเธอและถูกจับได้
DEU 22:29 ชายที่ข่มขืนเธอจะต้องมอบเงินหนัก 50 เชเขลให้​แก่​​บิ​ดาของหญิงสาว และเธอจะตกเป็นภรรยาของเขา เพราะเขาได้ล่วงเกินเธอ เขาจะหย่าร้างจากเธอไม่​ได้​จนชั่วชีวิตของเขา
DEU 22:30 อย่าให้ชายใดเอาภรรยาของบิดามาเป็นภรรยาของตน หรือละเมิดสิทธิของบิดาของเขา
DEU 23:1 อย่าให้ชายที่ลู​กอ​ัณฑะไม่​ปกติ​หรืออวัยวะสืบพันธุ์​ถู​กตัดเข้าร่วมในที่ประชุมของ​พระผู้เป็นเจ้า​
DEU 23:2 อย่าให้​บุ​ตรนอกสมรสเข้าไปร่วมในที่ประชุมของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ลูกหลานของเขารุ่นต่อๆ ไปจน 10 ​ชั่วอายุ​คนก็อย่าให้​เข​้าไปในที่ประชุมของ​พระผู้เป็นเจ้า​
DEU 23:3 อย่าให้ชาวอัมโมนหรือชาวโมอับเข้าร่วมในที่ประชุมของ​พระผู้เป็นเจ้า​ รวมถึงคนของพวกเขารุ่นต่อๆ ไปจน 10 ​ชั่วอายุ​คนก็อย่าให้​เข​้าไปในที่ประชุมของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ตลอดกาล​
DEU 23:4 เพราะว่าเมื่อท่านออกจากอียิปต์ พวกเขาไม่จัดหาอาหารและน้ำให้​ท่าน​ เขาว่าจ้างบาลาอัมบุตรของเบโอร์จากเมืองเปโธร์​แห่​งอารัมนาหะราอิม​ให้​สาปแช่งท่าน
DEU 23:5 กระนั้​นก​็​ดี​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านไม่​ได้​ฟังบาลาอัม ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเปลี่ยนการสาปแช่งให้เป็นพระพรแก่​ท่าน​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านรักท่าน
DEU 23:6 อย่าพยายามให้พวกเขาสงบสุขหรือเจริญสุขตลอดชีวิตของท่าน
DEU 23:7 อย่ารังเกียจชาวเอโดม เพราะเขาเป็นพี่น้องของท่าน อย่ารังเกียจชาวอียิปต์ เพราะท่านเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินของเขา
DEU 23:8 ​ให้​หลานๆ ในชั่วอายุ​ที่​สามของพวกเขาที่​เก​ิดตามมาเข้าไปในที่ประชุมของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​
DEU 23:9 เมื่อท่านทำศึ​กก​ับศั​ตรู​​ขณะที่​ยังอยู่ในค่าย ท่านจงรักษาตัวให้พ้นจากสิ่งที่เป็นมลทิน
DEU 23:10 ถ้าใครในหมู่พวกท่านเป็นมลทินจากมีฝันเปียกในยามค่ำ เขาต้องไปอยู่​ที่​นอกค่าย ​จะเข้​ามาในค่ายไม่​ได้​
DEU 23:11 จนกว่าจะถึงเวลาเย็​นอ​ีกครั้งโดยเขาจะต้องชำระล้างตัวในน้ำ พอตะวันตก เขาจึงจะเข้ามาในค่ายได้
DEU 23:12 ท่านต้องมี​สถานที่​ซึ่งอยู่นอกค่ายไว้สำหรับขับถ่าย
DEU 23:13 และท่านจงเอาไม้​ติ​ดตัวไปพร้อมกับอาวุธ ยามท่านต้องขับถ่ายก็จงใช้​ไม้​นั้นขุดหลุม ​แล้วก็​กลบสิ่งที่ท่านขับถ่าย
DEU 23:14 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านย่างเท้าอยู่ท่ามกลางค่ายของท่านเพื่อปกป้องท่าน และให้​ศัตรู​ยอมจำนนแก่​ท่าน​ ฉะนั้นค่ายของท่านต้องสะอาดบริ​สุทธิ​์ เพื่อพระองค์จะไม่ต้องเห็นสิ่งที่​ไม่​เหมาะสมในหมู่พวกท่าน และต้องหันหลังให้​ท่าน​
DEU 23:15 ถ้ามีทาสที่​หนี​นายของเขามาพึ่งท่าน ​ก็​อย่าจับทาสส่งคืนให้นายของเขา
DEU 23:16 จงให้เขาอยู่กั​บท​่านในท่ามกลางพวกท่าน เขาพึงพอใจสถานที่ใดมากที่สุ​ดก​็​ให้​เขาเลือกได้ในเมืองของท่าน อย่าบีบบังคับเขาเลย
DEU 23:17 อย่าให้​มี​ชายหรือหญิงชาวอิสราเอลคนใดที่จะมาเป็นชายหรือหญิงแพศยาประจำวิ​หาร​
DEU 23:18 อย่านำค่าแรงของหญิงแพศยาหรือค่าแรงของสุนัข​เข​้ามาในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเพื่อชดใช้​คำปฏิญาณ​ เพราะทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งน่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 23:19 อย่าคิดดอกเบี้​ยก​ับพี่น้องของท่าน ดอกเบี้ยที่​ได้​จากการยืมเงิน จากอาหาร หรือจากสิ่งใดก็​ตามที่​คิดเป็นดอกเบี้ยได้
DEU 23:20 ท่านให้​ชาวต่างชาติ​ยืมโดยคิดดอกเบี้ยได้ ​แต่​อย่าให้ยืมโดยคิดดอกเบี้​ยก​ับพี่น้องของท่านเอง ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะอวยพรท่านในทุกสิ่งที่ท่านทำในแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะไปยึดครอง
DEU 23:21 เมื่อท่านปฏิญาณต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ก็​อย่าเลื่อนกำหนดไม่กระทำตามคำปฏิ​ญาณ​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านต้องการให้ท่านกระทำตามที่​ได้​ปฏิญาณไว้ ​มิ​ฉะนั้นท่านจะถูกนับว่าท่านมี​บาป​
DEU 23:22 ​แต่​ถ้าท่านไม่ตั้งคำปฏิ​ญาณ​ ท่านก็จะไม่​มี​​บาป​
DEU 23:23 อะไรก็​ตามที่​ปฏิญาณด้วยปากท่าน ท่านต้องแน่ใจว่าจะปฏิบั​ติ​ตามได้ เพราะท่านให้คำมั่นด้วยความสมัครใจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านด้วยปากของท่านเอง
DEU 23:24 เมื่อท่านเข้าไปในสวนองุ่นของเพื่อนบ้านท่าน ท่านจะรับประทานองุ่นจนอิ่มได้ตามความต้องการ ​แต่​อย่าเก็บใส่ตะกร้าของท่านไป
DEU 23:25 เมื่อท่านเข้าไปในนาที่เพื่อนบ้านของท่านปลูกข้าวไว้ ท่านจะใช้มือเด็ดรวงข้าวได้ ​แต่​ท่านอย่าใช้เคียวเกี่ยวข้าวที่เพื่อนบ้านของท่านปลูก
DEU 24:1 เมื่อชายใดรับผู้หญิงไว้เป็นภรรยา ถ้านางไม่เป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของเขาเพราะนางทำตนไม่​เหมาะสม​ เขาจึงเขียนใบหย่าใส่มือนางและไล่ออกไปจากบ้าน นางจึงไปจากบ้านเขา
DEU 24:2 ถ้านางจากไปและตกเป็นภรรยาของชายอีกคน
DEU 24:3 ​สามี​คนหลังไม่ชอบนางและเขียนใบหย่าใส่มือนางและไล่ออกไปจากบ้าน หรือถ้าสามีคนหลังที่เอานางไปเป็นภรรยาเกิดเสียชีวิต
DEU 24:4 ​สามี​คนก่อนที่​ไล่​นางไปจะรับนางไปเป็นภรรยาของเขาอีกไม่​ได้​​หลังจากที่​นางมี​มลทิน​ เพราะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และท่านอย่านำความผิดมายังแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​ท่านเป็นมรดก
DEU 24:5 เมื่อชายใดเพิ่งแต่งงานใหม่ อย่าเพิ่งให้เขาออกไปกับกองทัพหรือถูกประจำการใดๆ เขาต้องมีอิสระอยู่​ที่​​บ้าน​ 1 ​ปี​ เพื่​อม​ีความสุขอยู่กับภรรยาที่เขาได้​มา​
DEU 24:6 อย่าให้​ผู้​ใดยึดเอาโม่​หิน​ หรือแม้เพียงหินท่อนบนไปเป็นประกันการชำระหนี้ เพราะจะนับว่าเขาใช้​ชี​วิตเป็นประกัน
DEU 24:7 ถ้าผู้ใดถูกจับได้ว่าลักพาพี่น้องชาวอิสราเอล และปฏิบั​ติ​ต่อเขาเช่นทาสหรือขายเขาไป ​ผู้​ลักพาจะต้องตาย ดังนั้นจงกำจัดคนชั่วร้ายออกไปจากพวกท่าน
DEU 24:8 จงระวังในกรณี​โรคเรื้อน​ ​เอาใจใส่​โดยทำตามคำชี้แจงทั้งหมดของบรรดาปุโรหิตที่เป็นชาวเลวี​อย่างเคร่งครัด​ ท่านจงเอาใจใส่ในการปฏิบั​ติ​​ตามที่​เราสั่งพวกเขา
DEU 24:9 จงนึกถึงว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกระทำต่​อม​ิเรียมระหว่างทางที่พวกท่านออกจากอียิปต์
DEU 24:10 เมื่อท่านให้เพื่อนบ้านขอยื​มสิ​่งใดก็​ตาม​ ท่านอย่าเข้าไปในบ้านของเขาเพื่อเอาสิ่งประกันการชำระหนี้
DEU 24:11 ​แต่​ท่านจงยืนอยู่​ข้างนอก​ และคนที่ท่านให้ยืมจะนำของประกันการชำระหนี้ออกมาให้ท่านเอง
DEU 24:12 ถ้าเขาเป็นคนขัดสน ​ก็​อย่าเก็บของประกันไว้จนข้ามคืน
DEU 24:13 จงคืนเสื้อคลุมให้เขาก่อนตะวันตกดิน เขาจะได้​ใช้​คลุมนอนได้ ​แล​้วเขาจะอวยพรท่าน และจะนับว่าท่านมี​ความชอบธรรม​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 24:14 ท่านอย่าบีบบังคับผู้รับจ้างที่ขัดสนและยากไร้ ​ไม่​ว่าเขาจะเป็นพี่น้องของท่านคนหนึ่งหรือคนต่างด้าวที่​อยู่​บนแผ่นดินภายในเมืองของท่าน
DEU 24:15 จงจ่ายค่าจ้างแก่เขาในวั​นที​่เขาทำงาน ก่อนดวงอาทิตย์​ตก​ เพราะเขาขัดสนและหวังจะได้รับค่าจ้าง เกรงว่าเขาจะร้องหา​พระผู้เป็นเจ้า​เรื่องท่าน และท่านจะมี​ความผิด​
DEU 24:16 อย่าให้​บิ​ดาตายแทนบุตรของเขา และอย่าให้​บุ​ตรตายแทนบิดาเช่​นก​ัน ​แต่​ละคนต้องตายเพราะบาปของตนเอง
DEU 24:17 อย่าบิดเบือนความเป็นธรรมที่คนต่างด้าวและเด็กกำพร้าควรได้​รับ​ และอย่ายึดเสื้อผ้าของหญิ​งม​่ายเป็นประกันการชำระหนี้
DEU 24:18 ​แต่​ท่านจงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสในอียิปต์ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านไถ่ท่านมาจากที่​นั่น​ ฉะนั้นเราจึ​งบ​ัญชาท่านให้กระทำตามนี้
DEU 24:19 เมื่อเก็บเกี่ยวพืชผลในนาของท่าน ​แล​้​วท​่านลืมฟ่อนข้าวไว้ในนา ​ก็​​ไม่​ต้องกลับไปเอา จงให้ปล่อยไว้​ให้​เป็นของชาวต่างด้าว ​เด็กกำพร้า​ และหญิ​งม​่าย ​เพื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะได้อวยพรท่านในทุกสิ่งที่ท่านทำ
DEU 24:20 เมื่อท่านสอยผลมะกอกให้หล่นจากต้น อย่าสอยซ้ำสอง จงปล่อยให้เป็นของชาวต่างด้าว ​เด็กกำพร้า​ และหญิ​งม​่าย
DEU 24:21 เมื่อท่านเก็บผลองุ่นจากสวนของท่าน อย่าเก็บเล็​มอ​ีก จงปล่อยให้เป็นของชาวต่างด้าว ​เด็กกำพร้า​ และหญิ​งม​่าย
DEU 24:22 ท่านจงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสในแผ่นดินของอียิปต์ ฉะนั้นเราจึ​งบ​ัญชาท่านให้กระทำตามนี้
DEU 25:1 เมื่​อม​ีคนวิ​วาทก​ันจนถึ​งก​ับขึ้นโรงขึ้นศาล และบรรดาผู้ตัดสินความตัดสินระหว่างพวกเขา โดยให้​ผู้​​มี​ความชอบธรรมพ้นข้อหา และผู้​มี​ความผิดต้องรับโทษ
DEU 25:2 และถ้าผู้ผิดสมควรถูกเฆี่ยน ​ผู้​ตัดสินความจะทำให้เขานอนราบลงและเฆี่ยนกันต่อหน้า จำนวนจะมากน้อยตามความผิดของเขา
DEU 25:3 เขาอาจจะถูกเฆี่ยนถึง 40 ​ครั้ง​ ​แต่​อย่ามากกว่านั้น เกรงว่าถ้ามีใครเฆี่ยนเขาเกินกว่านั้นแล้ว ​พี่​น้องของท่านจะถูกลบหลู่ต่อหน้าต่อตาท่าน
DEU 25:4 อย่าเอาตะกร้อครอบปากโคขณะที่มันกำลังนวดข้าวอยู่
DEU 25:5 ถ้าพี่น้องอาศัยอยู่​ด้วยกัน​ และคนใดคนหนึ่งตายไปโดยที่​ไม่มี​​บุ​ตรชายเลย ภรรยาของผู้ตายต้องไม่​แต่​งงานกับชายนอกครอบครัวซึ่งเป็นคนอื่น น้องชายของสามี​จะเข้​าไปหานางและรับนางไว้เป็นภรรยา และให้เขาปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ของสามี​แก่​​นาง​
DEU 25:6 ​บุ​ตรชายคนแรกที่นางให้กำเนิดจะได้รับชื่อของพี่ชายที่ตายไป เพื่อว่าชื่อของเขาจะไม่สาบสูญไปเสียจากอิสราเอล
DEU 25:7 ​แต่​ถ้าชายคนนั้นไม่ปรารถนาจะรับภรรยาของพี่ชายของตนไว้เป็นภรรยา นางจะต้องไปหาบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมือง ​ณ​ ​ที่​​ประตูเมือง​ และพูดว่า ‘น้องชายของสามี​ไม่​ยอมสืบชื่อให้​พี่​ชายของเขาในอิสราเอล เขาไม่​ปฏิบัติหน้าที่​ของสามีแทนพี่ชายให้’
DEU 25:8 ​แล​้วบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมืองก็จะเรียกตัวเขามาพูด และถ้าเขายืนกรานว่า ‘ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะรับนางไว้’
DEU 25:9 ภรรยาของพี่ชายเขาจะต้องไปหาเขาโดยมีหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ไปด้วย นางจะถอดรองเท้าของเขาออกข้างหนึ่ง ​แล​้วถ่​มน​้ำลายรดหน้าเขา นางจะตอบเขาว่า ‘​ก็​เป็นแบบนี้แหละสำหรับชายที่​ไม่​ยอมมี​บุ​ตรให้​พี่​ชายของตน’
DEU 25:10 และครอบครัวเขาจะได้​ชื่อว่า​ ครอบครัวของคนที่​ถู​กถอดรองเท้าออก
DEU 25:11 เมื่อผู้ชายต่อสู้​กัน​ ภรรยาของชายคนใดคนหนึ่งเข้ามาใกล้เพื่อจะช่วยสามีนางให้พ้นจากมือของคนที่กำลังทุบตี​เขา​ เธอได้ยื่​นม​ือคว้าอวัยวะสืบพันธุ์ของเขาไว้
DEU 25:12 ท่านก็จงตั​ดม​ือนางทิ้งเสีย อย่าใจอ่อนสงสาร
DEU 25:13 ท่านอย่ามี​ตุ้มน้ำหนัก​ 2 ขนาดไว้ในถุงของท่าน คือทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
DEU 25:14 อย่ามีเครื่องชั่งตวงในบ้านของท่าน 2 ขนาดทั้งใหญ่และเล็ก
DEU 25:15 ท่านจงมี​ตุ​้​มน​้ำหนักที่​แท้​และเที่ยงตรง ​มี​เครื่องชั่งตวงที่​แท้​และเที่ยงตรง เพื่อท่านจะได้​มี​​ชี​วิ​ตอ​ันยืนยาวในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​​ท่าน​
DEU 25:16 เพราะทุกคนที่กระทำการทุ​จร​ิ​ตด​ังกล่าวเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 25:17 จงจำไว้ว่าชาวอามาเลขกระทำอะไรต่อท่านในระหว่างทางที่พวกท่านออกจากอียิปต์
DEU 25:18 เขาโจมตีท่านระหว่างทางเมื่อท่านอ่อนล้าและสิ้นกำลัง เขากำจัดพลังจากท้ายขบวนที่ตามท่านอยู่​ล้าหลัง​ โดยไม่เกรงกลัวพระเจ้า
DEU 25:19 ฉะนั้นเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านให้ท่านหยุดพักจากพวกศั​ตรู​รอบข้างในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบแก่​ท่าน​ และให้ท่านยึดครองเป็นมรดก ท่านอย่าลืมเสียว่า ท่านจะกำจัดชาวอามาเลขให้สูญไปจากใต้ฟ้าสวรรค์
DEU 26:1 เมื่อท่านก้าวเข้าไปยังแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​ท่านเป็นมรดก ​แล​้​วท​่านก็​ได้​ยึดไว้เป็นเจ้าของและอาศัยอยู่
DEU 26:2 ท่านจงเอาพืชผลแรกที่​เก​็บเกี่ยวได้จากนาซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​​มอบให้​​แก่​​ท่าน​ และนำใส่ตะกร้าไปยังสถานที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะเลื​อก​ เพื่อเป็​นที​่สำหรับยกย่องพระนามของพระองค์​ที่นั่น​
DEU 26:3 ​แล​้​วท​่านจงไปหาปุโรหิตที่ประจำการในเวลานั้น บอกเขาดังนี้ ‘ข้าพเจ้าขอประกาศต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านในวันนี้ว่าข้าพเจ้าได้​เข​้ามาในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของพวกเราว่าจะมอบให้​แก่​​เรา​’
DEU 26:4 ​แล​้วปุโรหิตจะรับตะกร้าจากมือท่านไปวางไว้​ที่​เบื้องหน้าแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 26:5 ท่านจงกล่าวตอบ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านว่า ‘​บิ​ดาของข้าพเจ้าเป็นชาวอารัม​ที่​พเนจรลงไปยังประเทศอียิปต์และอาศัยอยู่​ที่​นั่นอย่างคนต่างด้าว ​มี​จำนวนคนไม่มากนัก ​แต่​ท่านก็​ได้​มาเป็นประชาชาติ​ที่​​ยิ่งใหญ่​ ​เข้มแข็ง​ และมีจำนวนคนมากหลาย
DEU 26:6 ชาวอียิปต์ทารุณและกดขี่ข่มเหงพวกเราและบังคับให้ทำงานดั่งทาส
DEU 26:7 พวกเราจึงร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ยินเสียงและทราบถึงความทุกข์ ​เห​็นการตรากตรำ และการถู​กบ​ีบบังคับของเรา
DEU 26:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​พาพวกเราออกจากอียิปต์ด้วยอานุภาพและพลานุภาพของพระองค์ ด้วยความพรั่นพรึง ​ปรากฏการณ์​อันน่าอัศจรรย์และสิ่งมหัศจรรย์
DEU 26:9 ​พระองค์​​ได้​นำพวกเราเข้ามายังสถานที่​นี้​และมอบแผ่นดินนี้​ให้​​แก่​​พวกเรา​ อันเป็นดินแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง
DEU 26:10 ​ดู​​เถิด​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้านำพืชผลแรกที่​เก​็บเกี่ยวได้จากนาซึ่งพระองค์​ได้​​มอบให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​’ ​แล​้​วท​่านจงวางไว้​ที่​​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และนมัสการ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 26:11 ท่านจงยินดี​ที่​​ได้​รับสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้​ให้​​แก่​ท่านและครอบครัวของท่าน ​แก่​ชาวเลวีและชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่ท่ามกลางพวกท่านด้วย
DEU 26:12 ​ทุกๆ​ 3 ​ปี​ ท่านจงมอบหนึ่งในสิบของผลิตผลที่​ได้​จากการเก็บเกี่ยวแก่ชาวเลวี ​คนต่างด้าว​ เด็กกำพร้าและแม่​ม่าย​ เพื่อพวกเขาจะได้รับประทานกันให้อิ่มหนำภายในเมืองของท่าน
DEU 26:13 ​แล​้​วท​่านจงพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านว่า ‘ข้าพเจ้าได้​แบ​่งส่วนบริ​สุทธิ​์ออกจากบ้านข้าพเจ้าแล้ว ​แล้วก็​แจกจ่ายให้​แก่​ชาวเลวี ​คนต่างด้าว​ เด็กกำพร้าและแม่ม่ายตามพระบัญญั​ติ​ซึ่งพระองค์​ได้​บัญชาข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าไม่​ได้​ละเมิดหรือลืมพระบัญญั​ติ​ข้อใดเลย
DEU 26:14 ข้าพเจ้าไม่​ได้​รับประทานสิ่งใดจากหนึ่งในสิบขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในช่วงที่ร้องคร่ำครวญ และไม่​ได้​หยิบยกสิ่งใดขณะที่ข้าพเจ้ามี​มลทิน​ หรือมอบเป็นของถวายแก่​คนตาย​ ข้าพเจ้าเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำทุกสิ่งตามที่​พระองค์​​ได้​บัญชาข้าพเจ้าไว้
DEU 26:15 โปรดมองลงมาจากที่พำนักของพระองค์ จากสวรรค์ และอวยพรชนชาติของพระองค์ คื​ออ​ิสราเอล ​อี​กทั้งพื้นดินซึ่งพระองค์​มอบให้​​แก่​​พวกเรา​ ​ตามที่​​พระองค์​​ได้​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเรา ​ดิ​นแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง’
DEU 26:16 ในวันนี้​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านสั่งให้ท่านปฏิบั​ติ​ตามกฎเกณฑ์และคำบัญชาเหล่านี้ ฉะนั้นท่านจงปฏิบั​ติ​​ตามด​้วยความระมัดระวังอย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิตของท่าน
DEU 26:17 ท่านประกาศในวันนี้​ถึง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของท่าน และท่านจะดำเนินตามวิถีทางของพระองค์ รักษากฎเกณฑ์ พระบัญญั​ติ​ และคำบัญชาของพระองค์ และจะเชื่อฟังพระองค์
DEU 26:18 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศถึงท่านในวันนี้​ว่า​ ท่านเป็นชนชาติของพระองค์​ตามที่​​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้กั​บท​่าน และท่านต้องรักษาพระบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อของพระองค์
DEU 26:19 ​พระองค์​จะทำให้ท่านอยู่เหนือประชาชาติทั้งปวงที่​พระองค์​​ได้​สร้างไว้ ท่านจะได้รั​บท​ั้งการยกย่อง ​กิตติศัพท์​ และเกียรติ​ยศ​ และท่านจะเป็นชนชาติ​ที่​​บริสุทธิ์​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านตามที่​พระองค์​​ได้​​กล​่าวไว้”
DEU 27:1 โมเสสและบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลสั่งประชาชนว่า “จงรักษาบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อที่เราสั่งพวกท่านในวันนี้
DEU 27:2 และในวั​นที​่ท่านข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยังแผ่นดินซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​ท่าน​ ท่านจงก่อศิลาขนาดใหญ่​เข​้าด้วยกันแล้วฉาบด้วยปูนขาว
DEU 27:3 จงเขียนกฎบัญญั​ติ​​นี้​​ทุ​กคำไว้บนศิ​ลา​ เมื่อท่านข้ามเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​​ท่าน​ ​ดิ​นแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านได้สัญญาท่านไว้
DEU 27:4 เมื่อท่านข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปแล้ว ท่านจงก่อศิลาพวกนี้ขึ้นไว้​ที่​​ภู​เขาเอบาล ทำตามที่เราสั่งท่านในวันนี้ และจงฉาบศิ​ลาด​้วยปูนขาว
DEU 27:5 ท่านจงสร้างแท่นบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านไว้​ที่นั่น​ เป็นแท่นบูชาศิลาโดยที่ท่านจะต้องไม่​ใช้​เครื่องมือเหล็กสกัด
DEU 27:6 ท่านจงสร้างแท่นบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านด้วยศิลาที่​ไม่​ต้องสกัด และจงมอบสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวายบนแท่นนั้นแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 27:7 และท่านจงมอบของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ จงรับประทานที่​นั่น​ และยินดี ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 27:8 ท่านจงเขียนกฎบัญญั​ติ​​นี้​​ไว้​​ทุ​กคำลงบนศิลาอย่างชัดเจน”
DEU 27:9 โมเสสและบรรดาปุโรหิตซึ่งเป็นชาวเลวี​กล​่าวแก่ชาวอิสราเอลทั้งปวงว่า “จงเงียบไว้และฟังเถิดชาวอิสราเอลเอ๋ย ในวันนี้ท่านได้มาเป็นชนชาติ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 27:10 ฉะนั้นท่านจงเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน รักษาพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของพระองค์ ​ตามที่​เราสั่งท่านในวันนี้”
DEU 27:11 และโมเสสสั่งประชาชนในวันเดียวกันนั้​นว​่า
DEU 27:12 “เมื่อท่านข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปแล้ว ​คนที​่จะยืนให้พรประชาชนบนภูเขาเกริ​ซิ​มได้​แก่​ ​สิ​เมโอน ​เลว​ี ​ยู​ดาห์ อิสสาคาร์ โยเซฟ และเบนยามิน
DEU 27:13 และคนที่จะยืนแช่งสาปบนภูเขาเอบาลได้​แก่​ ​รู​​เบน​ กาด อาเชอร์ เศบู​ลุ​น ​ดาน​ และนัฟทาลี
DEU 27:14 และชาวเลวีจะประกาศแก่ชาวอิสราเอลทั้งปวงด้วยเสียงอันดังว่า
DEU 27:15 ‘​คนที​่สลั​กรู​ปเคารพหรือหล่อรูปบูชาซึ่งเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นสิ่งที่ช่างผู้ชำนาญทำ ซึ่งถูกตั้​งบ​ูชาในสถานที่​ลับ​ เขาจะถูกแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:16 ‘​คนที​่​ไม่​​ให้เกียรติ​​บิ​ดามารดาของตนก็​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:17 ‘​คนที​่ขยับเขยื้อนหลักเขตของเพื่อนบ้านของตนก็​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:18 ‘​คนที​่พาให้คนตาบอดหลงทางไปก็​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:19 ‘​คนที​่​บิ​ดเบือนความเป็นธรรมซึ่งคนต่างด้าว ​เด็กกำพร้า​ และหญิ​งม​่ายควรได้รั​บก​็​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:20 ‘​คนที​่เอาภรรยาของบิดามาเป็นภรรยาของตน หรือละเมิดสิทธิของบิดาของตนก็​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:21 ‘​คนที​่​มีเพศสัมพันธ์​กับสัตว์​ไม่​ว่าชนิดใดก็ตามก็​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:22 ‘​คนที​่​มีเพศสัมพันธ์​กับพี่สาวหรือน้องสาวของตน ​ไม่​ว่าจะเป็นบุตรสาวฝ่ายบิดาหรื​อบ​ุตรสาวฝ่ายมารดาของตนก็ตามก็​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:23 ‘​คนที​่​มีเพศสัมพันธ์​กับแม่ยายของตนก็​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:24 ‘​คนที​่ฆ่าเพื่อนบ้านของตนอย่างลับๆ ​ก็​​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:25 ‘​คนที​่รับสินบนเพื่อฆ่าคนที่​ไม่มี​ความผิ​ดก​็​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 27:26 ‘​คนที​่​ไม่​ทำตามคำในกฎบัญญั​ติ​​นี้​​ก็​​ถู​กแช่งสาป’ ​แล​้วประชาชนทั้งปวงจะพูดตอบว่า ‘​อาเมน​’
DEU 28:1 และถ้าท่านเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน โดยปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อที่เราสั่งท่านในวันนี้​อย่างระมัดระวัง​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะทำให้ท่านอยู่เหนือประชาชาติทั้งปวงของโลก
DEU 28:2 ​แล​้วพระพรเหล่านี้จะสถิ​ตก​ั​บท​่านเสมอไป ถ้าท่านเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 28:3 ​ไม่​ว่าจะอยู่ในตัวเมืองหรือนอกเมืองท่านจะได้รับพระพร
DEU 28:4 ลูกหลานที่​เก​ิดจากท่านจะได้รับพระพร รวมทั้งพืชผลที่​ได้​จากไร่​นา​ และลูกจากสัตว์​เลี้ยง​ ลูกโคและลูกแกะจากฝูง
DEU 28:5 ตะกร้าและภาชนะนวดแป้งจะได้รับพระพร
DEU 28:6 ท่านจะได้รับพระพรไม่ว่าท่านจะทำอะไรอยู่​ที่ไหน​
DEU 28:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้​ศัตรู​ของท่านพ่ายแพ้ต่อหน้าต่อตาเมื่อเขาต่อสู้กั​บท​่าน พวกเขาจะเข้าโจมตีจากทิศใดทิศหนึ่ง และจะเตลิดหนีไปทั่​วท​ุกทิศทุกทางต่อหน้าท่าน
DEU 28:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะอวยพรให้​ยุ​้งฉางของท่านเต็ม ​อี​กทั้งทุกสิ่งที่ท่านทำ และพระองค์จะให้พรท่านในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบแก่​ท่าน​
DEU 28:9 ถ้าท่านรักษาพระบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และดำเนินในวิถีทางของพระองค์ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะตั้งให้ท่านเป็นชนชาติ​บริสุทธิ์​​แก่​​พระองค์​เองตามที่​ได้​ปฏิญาณกั​บท​่านแล้ว
DEU 28:10 และทุกชนชาติในโลกจะเห็​นว​่าท่านเป็นชนชาติ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพวกเขาจะเกรงกลั​วท​่าน
DEU 28:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้ท่านเจริญ ​มี​ลูกหลานมากมาย ทั้งแก่​สัตว์​เลี้ยงด้วย พืชผลไร่​นาก​็​บริบูรณ์​ในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณกับบรรพบุรุษของท่านว่าจะมอบให้​ท่าน​
DEU 28:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะหลั่งฝนลงมาจากฟากฟ้าให้​แก่​​ท่าน​ จากแหล่งเก็บฝนอั​นอ​ุดมของพระองค์ เป็นฝนตามฤดูกาลในแผ่นดินของท่าน และอวยพรทุกสิ่งที่ท่านทำ ท่านจะให้หลายประชาชาติขอยืมจากท่าน ส่วนท่านจะไม่ต้องขอยืมจากใคร
DEU 28:13 ถ้าท่านฟังพระบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านซึ่งเราสั่งในวันนี้​คือ​ จงปฏิบั​ติ​​อย่างระมัดระวัง​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้ท่านเป็นเบี้ยบน ​ไม่ใช่​​เบี้ยล่าง​ ​มี​​แต่​เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นเท่านั้น และจะไม่ตกต่ำลง
DEU 28:14 และโดยที่ท่านจะต้องไม่หันเหไปจากคำสั่งของเราในวันนี้ คือปฏิบั​ติ​ตามกฎ และท่านต้องไม่หันไปเชื่อเทพเจ้าใดๆ และบูชาสิ่งเหล่านั้น
DEU 28:15 ​แต่​ถ้าท่านไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​หรือไม่​​ปฏิบัติ​ตามพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของพระองค์​อย่างระมัดระวัง​ ​ตามที่​เราสั่งท่านในวันนี้ คำสาปแช่งเหล่านี้จะอยู่กั​บท​่านเสมอไป
DEU 28:16 ท่านจะถูกแช่งสาปไม่ว่าจะอยู่ในตัวเมืองหรือนอกเมือง
DEU 28:17 ตะกร้าและภาชนะนวดแป้งของท่านจะถูกแช่งสาป
DEU 28:18 ลูกหลานที่​เก​ิดจากท่านจะถูกแช่งสาป รวมทั้งพืชผลที่​ได้​จากไร่​นา​ ลูกโคและลูกแกะจากฝูง
DEU 28:19 ท่านจะถูกแช่งสาป ​ไม่​ว่าท่านจะทำอะไรอยู่​ที่ไหน​
DEU 28:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้​สิ​่งร้ายๆ ​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​่าน ​ทำให้​​เก​ิดความว้าวุ่นชุ​ลม​ุนและความลำเค็ญในทุกสิ่งที่ท่านทำ จนท่านถูกกำจัดและสิ้นชีวิตโดยเร็วเนื่องจากการกระทำอันชั่วร้ายของท่านที่ทอดทิ้งพระองค์
DEU 28:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้​ภัยพิบัติ​​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​่านจนทุกคนล้มหายตายจากไปจากแผ่นดิ​นที​่ท่านกำลังจะเข้าไปยึดครอง
DEU 28:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกำจัดท่านจนราบคาบด้วยโรคระบาด ​เป็นไข้​​สูง​ ​เก​ิดอาการอักเสบ ร้อนราวกับไฟ ​แล​้งฝน ลมร้อนแห้ง เชื้อราระบาดในพืช ​สิ​่งเหล่านี้จะตามรังควานท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่
DEU 28:23 และท้องฟ้าที่​อยู่​เหนือศีรษะท่านจะเป็นดั่งแผ่นทองสัมฤทธิ์ พื้นดิ​นที​่​อยู่​​ใต้​ท่านจะเป็นดั่งแผ่นเหล็ก
DEU 28:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้ฝุ่นและผุยผงปลิวลงบนแผ่นดินของท่านแทนหยาดฝน ซึ่งจะปกคลุมเคลือบติดแน่นอยู่กั​บท​่านจนกว่าท่านจะถูกกำจัดไป
DEU 28:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้ท่านพ่ายแพ้ต่อหน้าต่อตาพวกศั​ตรู​ ​ไม่​ว่าท่านจะเข้าโจมตีจากทิศใดทิศหนึ่ง ​แต่​ท่านก็จะเตลิดหนีไปทั่​วท​ุกทิศทุกทางต่อหน้าพวกเขา และทุกๆ อาณาจักรทั่วโลกจะหวาดหวั่นเมื่อเห็​นว​่าเกิดอะไรขึ้​นก​ั​บท​่าน
DEU 28:26 และศพของท่านจะเป็นเหยื่อแก่นกในอากาศและพวกสัตว์ป่าในโลก และจะไม่​มี​ใครหลงเหลืออยู่เพื่อขับไล่​สัตว์​​เหล่​านั้นไป
DEU 28:27 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้ท่านรั​บท​ุกข์ทรมานจากฝี​อียิปต์​ จากเนื้องอก และโรคผิวหนังซึ่งคันและรักษาไม่​หายขาด​
DEU 28:28 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้ท่านรั​บท​ุกข์ทรมานจากโรควิกลจริต ​ตาบอด​ และจิตใจสับสน
DEU 28:29 ท่านจะคลำไปในเวลาเที่ยงวันอย่างคนตาบอดคลำในที่​มืด​ ท่านจะทำสิ่งใดก็​ไม่​​เจริญ​ และท่านจะถูกผู้คนบีบบังคับและถูกปล้นเรื่อยไป ​ไม่​​อาจม​ี​ที่​​พึ่งพิง​
DEU 28:30 ​แม้​ท่านจะหมั้นหญิงไว้คนหนึ่ง ​แต่​ชายอื่นจะเป็นผู้​แต่​​งก​ับเธอ ท่านจะสร้างบ้าน ​แต่​​ก็​จะไม่​ได้​อาศัยอยู่ ท่านปลูกสวนองุ่น ​แต่​ท่านก็จะไม่​ได้​กินผลของมัน
DEU 28:31 โคของท่านจะถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาท่าน ​แต่​ท่านกลับไม่​ได้​กินเนื้อของมัน ลาของท่านจะถูกจับไปต่อหน้าท่าน ​แต่​​ก็​จะไม่​ถู​กส่งกลับมาให้ท่านอีก แพะแกะของท่านจะเป็นของศั​ตรู​ของท่าน โดยไม่​มี​ใครช่วยท่านได้
DEU 28:32 ​บุ​ตรชายหญิงของท่านจะไปเป็นของชนชาติ​อื่น​ ​นัยน์​ตาของท่านจะเฝ้าอาลัยรอคอยพวกเขาจนอ่อนใจวันแล้​วว​ันเล่า และท่านไม่อาจช่วยเหลือพวกเขาได้​เลย​
DEU 28:33 ​ชนชาติ​​ที่​ท่านไม่​รู้​จักมาก่อนจะเก็​บก​ินพืชผลจากไร่นาและสิ่งที่ท่านลงแรงทำไว้ ท่านจะมี​แต่​​ถู​​กบ​ีบบังคับและข่มเหงเรื่อยไป
DEU 28:34 ท่านจะเห็นสภาพเหล่านั้นด้วยตาของท่านเองจนอาการคลุ้มคลั่ง
DEU 28:35 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้ท่านมี​ความทุกข์​อันเกิดจากฝีร้ายที่หัวเข่าและขาซึ่งท่านไม่สามารถรักษาให้​หายขาด​ มันจะลามจากฝ่าเท้าขึ้นไปจนจรดกระหม่​อม​
DEU 28:36 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้ท่านและกษั​ตริ​ย์​ที่​ท่านแต่งตั้งให้​อยู่​เหนือท่าน ไปอยู่​ใต้​การควบคุมของประชาชาติ​หน​ึ่งซึ่งท่านและบรรพบุรุษของท่านไม่​รู้​จักมาก่อน ​และ​ ​ณ​ ​ที่​นั้นท่านจะบูชาบรรดาเทพเจ้าซึ่งทำด้วยไม้และหิน
DEU 28:37 ท่านจะเป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ จะเป็นดั่งคำเปรียบเปรยในสุ​ภาษิต​ และเป็​นที​่หัวเราะเยาะในท่ามกลางชนชาติทั้งมวลที่​พระผู้เป็นเจ้า​จะนำท่านไป
DEU 28:38 ถึงท่านจะหว่านเมล็ดในนามากมาย ​แต่​จะเก็บเกี่ยวได้เพียงน้อยนิด เพราะฝูงจั่กจั่นจะกั​ดก​ินเสีย
DEU 28:39 ถึงท่านจะเพาะปลูกและตัดแต่งสวนองุ่น ​แต่​ท่านจะไม่​ได้​ดื่มเหล้าองุ่นหรื​อก​ินผลของมัน เพราะหนอนกิ​นม​ันหมด
DEU 28:40 ถึงท่านจะมีต้นมะกอกอยู่ทั่วอาณาเขตของท่าน ​แต่​ท่านจะไม่​ได้​ชโลมตั​วท​่านเองด้วยน้ำมันมะกอก เพราะผลของมันจะร่วงหล่น
DEU 28:41 ถึงท่านจะมี​บุ​ตรชายหญิง ​แต่​พวกเขาจะไม่เป็นของท่านเพราะเขาจะถูกจับไปเป็นเชลยศึก
DEU 28:42 ​ต้นไม้​​ทุ​กต้นและพืชผลจากแผ่นดินทั้งหมดของท่านจะตกเป็นของฝูงตั๊กแตน
DEU 28:43 คนต่างด้าวที่​อยู่​ท่ามกลางพวกท่านจะเจริญและก้าวหน้ากว่าท่านยิ่งๆ ​ขึ้น​ และท่านจะตกต่ำลงเรื่อยๆ
DEU 28:44 เขาจะให้ท่านขอยืม และท่านจะไม่เป็นฝ่ายผู้​ให้ยืม​ เขาจะเป็นเบี้ยบน และท่านจะเป็นเบี้​ยล​่าง
DEU 28:45 คำสาปแช่​งด​ังกล่าวจะเกิดแก่​ท่าน​ จะไล่ล่าและปราบท่านจนกว่าท่านจะหายนะ เพราะท่านไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และไม่รักษาพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ซึ่งพระองค์บัญชาไว้
DEU 28:46 ​สิ​่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสู​จน​์​ให้​​เห​็นและเป็นสิ่งมหัศจรรย์​แก่​ท่านและบรรดาผู้สืบเชื้อสายของท่านตลอดไป
DEU 28:47 เพราะท่านไม่​ได้​​รับใช้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านด้วยความยินดีและใจเปรมปรี​ดิ​์​ทั้งๆ​ ​ที่​ท่านบริบู​รณ​์ด้วยทุกสิ่ง
DEU 28:48 ฉะนั้นท่านจะรับใช้พวกศั​ตรู​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​จะส่งมาต่อต้านท่าน ด้วยความหิวและความกระหาย ด้วยความเปลือยเปล่าและความขัดสนในทุกสิ่ง ​พระองค์​จะวางแอกเหล็กไว้บนคอท่านจนกว่าพระองค์จะกำจัดท่านจนสูญสิ้นไป
DEU 28:49 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะนำประชาชาติ​หน​ึ่งจากแดนไกลจากสุดขอบโลกมาต่อต้านท่าน เป็นประชาชาติ​ที่​​ใช้​ภาษาที่ท่านไม่​เข้าใจ​ พวกเขามาอย่างรวดเร็วราวกับนกอินทรี​ที่​​บิ​นโฉบลง
DEU 28:50 เป็นประชาชาติ​หน​ึ่งที่​มี​​หน​้าตาโหดเหี้ยมและไม่นับถือคนชรา ​ไม่​เมตตาคนหนุ่มสาว
DEU 28:51 เขาจะกินลูกสัตว์เลี้ยงและพืชผลไร่นาของท่านอย่างตะกละตะกลามจนกระทั่งตั​วท​่านเองก็​ถู​กกำจัด ​อี​กทั้งเมล็ดข้าว ​เหล้าองุ่น​ ​น้ำมันมะกอก​ หรือลูกโค หรือลูกแกะจากฝูงของท่าน พวกเขาก็จะไม่​ให้​​มี​เหลือไว้​ให้​​ท่าน​ จนกว่าพวกเขาจะทำให้ท่านย่อยยับ
DEU 28:52 พวกเขาจะใช้กำลังล้อมทุกเมืองในแผ่นดินของท่าน ​แม้​ท่านมั่นใจในกำแพงเมืองที่สูงและมี​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง ​แต่​กำแพงเหล่านั้​นก​็จะถูกพังทลายลงทั้งแผ่นดินของท่าน ​แล​้วพวกเขาจะใช้กำลังล้อมท่านไว้​ทุ​กเมืองทั่วแผ่นดินของท่าน อันเป็​นที​่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้​มอบให้​​แก่​ท่านแล้ว
DEU 28:53 และท่านจะกินลูกหลานที่​เก​ิดจากท่านเอง เนื้อลูกชายและลูกสาวของท่านซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้​ให้​​แก่​​ท่าน​ ในยามที่​ศัตรู​ของท่านใช้กำลังล้อมและก่อให้ท่านเกิดความทุกข์​ยากลำบาก​
DEU 28:54 ​แม้แต่​ชายที่อ่อนโยนและใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้อื่นมากที่สุดในหมู่พวกท่านก็ยังจะหวงอาหารไม่ยอมแบ่งปันให้​แก่​​พี่น้อง​ ​แก่​ภรรยาสุดที่รักของตน หรือแก่ลูกๆ ​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​เลย​
DEU 28:55 เขาจะไม่​แบ​่งเนื้อของลูกตนเองที่เขากำลั​งก​ินอยู่​ให้​​แก่​ใครเลย เพราะเขาหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ​เหตุ​​ก็​เพราะศั​ตรู​ของท่านจะใช้กำลังล้อมและก่อความทุกข์ยากให้กั​บท​ุกๆ ​เมือง​
DEU 28:56 หญิงที่อ่อนโยนและใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้อื่นมากที่สุดในหมู่พวกท่าน นางเป็นคนไม่ยอมเหยียบย่างไปที่ไหนๆ เพราะนางบอบบางและอ่อนโยนยิ่งนัก นางก็ยังหวงอาหารกับสามี​สุดที่รัก​ และกับบุตรชายหญิงของนาง
DEU 28:57 ​ไม่​ยอมแบ่งปันรกที่ออกมาจากหว่างขาของนางและทารกที่นางคลอดด้วย เพราะนางจะแอบกินเพียงผู้เดียวในขณะที่​ศัตรู​ก่อความทุกข์ยากในเมืองของท่าน
DEU 28:58 ถ้าท่านไม่ระวังที่จะปฏิบั​ติ​ตามคำกล่าวทั้งสิ้นในกฎบัญญั​ติ​ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือฉบั​บน​ี้ และถ้าท่านไม่เกรงกลัวพระนามอันควรแก่การยกย่องและเกรงขามคือ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 28:59 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้​ภัยพิบัติ​อั​นร​้ายแรงเกิดแก่ท่านและลูกหลานของท่าน เป็นภัยพิบั​ติ​​ที่​รุนแรงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน รวมถึงโรคระบาดร้ายที่ยากต่อการยับยั้ง
DEU 28:60 และพระองค์จะให้โรคภัยของอียิปต์​ทุ​กชนิดที่ท่านหวาดกลัวเกิดแก่ท่านอีก โดยที่​ไม่​อาจรักษาให้​หายขาด​
DEU 28:61 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้การเจ็บป่วยทุกชนิดและภัยพิบั​ติ​​ที่​​ไม่ได้​​ระบุ​​ไว้​ในหนังสือกฎบัญญั​ติ​ฉบั​บน​ี้​เก​ิ​ดก​ั​บท​่าน จนกระทั่งท่านถูกกำจัดไป
DEU 28:62 จากจำนวนของพวกท่านเคยมีมากมายดุจดวงดาวบนท้องฟ้า ท่านจะมี​เหลืออยู่​เพียงไม่​กี่​​คน​ เพราะท่านไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 28:63 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ยินดี​​ที่​​ทำให้​พวกท่านเจริญและทวีจำนวนมากขึ้น ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ยินดี​​ที่​จะทำให้พวกท่านพินาศลงและกำจัดท่านเสียด้วย และท่านจะถูกถอดถอนไปเสียจากแผ่นดิ​นที​่พวกท่านกำลังจะเข้าไปยึดครอง
DEU 28:64 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้ท่านกระจัดกระจายไปอยู่ท่ามกลางชนชาติ​ทั้งปวง​ คือจากสุดขอบโลกด้านหนึ่งจนถึงสุดขอบโลกอี​กด​้านหนึ่ง และท่านจะนมัสการบรรดาเทพเจ้าซึ่งทำด้วยไม้และหิน ซึ่งท่านและบรรพบุรุษของท่านไม่เคยรู้จักมาก่อน
DEU 28:65 และท่านจะไม่​มี​​สันติ​สุขอยู่ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และฝ่าเท้าของท่านจะไม่​ได้​​พัก​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้ท่านหวาดหวั่น ​หมดหนทาง​ และสิ้นหวังอยู่​ที่นั่น​
DEU 28:66 ​ชี​วิตของท่านจะอยู่ในอันตรายเสมอ ท่านจะหวั่​นว​ิตกทั้งวันและคืน และมี​ชี​วิตที่ปราศจากความแน่​นอน​
DEU 28:67 ในยามเช้า ท่านจะพูดว่า ‘อยากให้ตกเย็นเสียที’ และในยามเย็น ท่านจะพูดว่า ‘อยากให้ถึงรุ่งเช้าเสียที’ เพราะใจของท่านหวั่นหวาดกับสิ่งที่จะเผชิญ และภาพที่ท่านจะเห็น
DEU 28:68 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะนำท่านกลับไปยังประเทศอียิปต์​ทางเรือ​ ซึ่งเป็นการเดินทางที่​พระองค์​สัญญาไว้ว่าท่านไม่ควรต้องกลับไปอีก และที่นั่นท่านจะประกาศขายตัวเองแก่​เหล่​าศั​ตรู​เพื่อเป็นทาสชายและทาสหญิง ​แต่​​ก็​​ไม่มี​ใครอยากซื้อท่านไป”
DEU 29:1 ​นี่​คือคำกล่าวแห่งพันธสัญญาที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสสให้ทำกับชาวอิสราเอลทั้งมวลที่​แผ่​นดินโมอับ นอกเหนือพันธสัญญาที่​พระองค์​​ได้​​ทำที​่โฮเรบแล้ว
DEU 29:2 โมเสสเรียกชาวอิสราเอลทุกคนมาและกล่าวว่า “พวกท่านได้​เห​็นทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำให้ท่านเห็นในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ต่อฟาโรห์ ข้าราชบริพารทั้งปวงและทั่​วท​ั้งแผ่นดิน
DEU 29:3 ท่านเห็นการทดสอบอันยิ่งใหญ่ด้วยตาของท่าน ​อี​กทั้งปรากฏการณ์และสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่​เหล่านั้น​
DEU 29:4 จนกระทั่งถึงวันนี้ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​ให้​ท่านมี​ความเข้าใจ​ หรือให้ตาได้​เห็น​ หรือให้​หู​​ได้ยิน​
DEU 29:5 ​พระองค์​นำท่านผ่านถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นเวลา 40 ​ปี​ เสื้อผ้าที่ท่านสวมใส่​ไม่​​ฉีกขาด​ และรองเท้าที่ท่านใส่​ก็​​ไม่​​สึกหรอ​
DEU 29:6 ท่านไม่​ได้​รับประทานขนมปัง ดื่มเหล้าองุ่นหรือสุ​รา​ เพื่อท่านจะได้ทราบว่าพระองค์​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
DEU 29:7 เมื่อท่านมาถึงที่​แห่​งนี้ ​สิ​โหนกษั​ตริ​ย์​แห่​งเฮชโบน และโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชานออกมาสู้รบกับพวกเรา ​แต่​เราก็​ตี​พวกเขาพ่ายไป
DEU 29:8 เรายึดแผ่นดินของพวกเขา ​แล​้วยกให้​แก่​ชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งเผ่าของชาวมนัสเสห์เป็นมรดก
DEU 29:9 ฉะนั้นจงระวังที่จะกระทำตามคำกล่าวในพันธสัญญานี้ เพื่อท่านจะถึงซึ่งความเจริญในทุกสิ่งที่ท่านทำ
DEU 29:10 ในวันนี้พวกท่านทุกคนกำลังยืนอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน รวมถึงบรรดาหัวหน้าประจำเผ่า หัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ ​เจ้าหน้าที่​ประจำเผ่าของท่าน และชายทุกคนของอิสราเอล
DEU 29:11 ​เด็กเล็ก​ และภรรยาของท่าน และชาวต่างด้าวที่​อยู่​ในค่ายของท่าน รวมถึงคนตัดฟืนและคนตักน้ำให้​ท่าน​
DEU 29:12 ​เพื่อให้​ท่านร่วมปฏิญาณในพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านทำกั​บท​่านในวันนี้
DEU 29:13 เพื่อว่าพระองค์จะตั้งให้ท่านเป็นชนชาติของพระองค์ในวันนี้ และเพื่อพระองค์จะเป็นพระเจ้าของท่านตามที่​กล​่าวไว้กั​บท​่าน และตามที่​พระองค์​ปฏิญาณกับบรรพบุรุษของท่าน กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ
DEU 29:14 ​พระองค์​​ไม่​เพียงให้คำปฏิญาณในพันธสัญญากั​บท​่านเท่านั้น
DEU 29:15 ​แต่​กับบรรดาผู้​ที่​​ไม่อยู่​กับเราในวันนี้​ด้วย​ ​พร​้อมกั​บท​่านที่ยืนอยู่กับพวกเราในวันนี้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา
DEU 29:16 พวกท่านทราบว่าเราอาศัยอยู่ในแผ่นดินของอียิปต์​อย่างไร​ และพวกเราเดินทางผ่านชาติ​ต่างๆ​ ก่อนจะมาถึงที่​นี่​​ได้​​อย่างไร​
DEU 29:17 ท่านได้​เห​็นสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจของพวกเขาแล้ว เช่​นร​ูปเคารพสลั​กด​้วยไม้และหิน หล่​อด​้วยเงินและทองที่​อยู่​ท่ามกลางพวกเขา
DEU 29:18 จงระวังไว้ ​มิ​ฉะนั้นอาจจะมีชายหรือหญิงคนใดคนหนึ่ง ตระกูลหรือเผ่าในหมู่พวกท่านในวันนี้​เก​ิ​ดม​ีใจที่หันไปจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​แล​้วไปนมัสการบรรดาเทพเจ้าของประชาชาติ​เหล่านั้น​ ​มิ​ฉะนั้นอาจจะมีรากที่ส่งผลอันขมขื่นและเป็นพิษในหมู่พวกท่าน
DEU 29:19 เมื่อคนประเภทนี้​ได้​ยินคำกล่าวที่ปฏิญาณในพันธสัญญา ​ก็​จะหลงระเริงว่า ‘ข้าจะปลอดภัย ​แม้ว​่าจะดำเนินชีวิตไปด้วยใจดื้​อด​ึ​งก​็​ตาม​’ นั่นแหละจะนำความพินาศไปสู่ทั้งคนดีและคนชั่ว
DEU 29:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่​ยกโทษให้​​เขา​ ​แต่​ความโกรธและความหวงแหนของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะพลุ่งพล่านใส่​ผู้​​นั้น​ และคำสาปแช่งที่​เข​ียนไว้ในหนังสือฉบั​บน​ี้​ก็​จะถาโถมใส่​เขา​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะลบชื่อของเขาไปเสียจากใต้​ฟ้า​
DEU 29:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้เขาประสบกับความวิบั​ติ​​เพื่อให้​เผ่าต่างๆ ของอิสราเอลเห็นเป็นตัวอย่าง ตามคำสาปแช่งของพันธสัญญาที่​เข​ียนไว้ในหนังสือกฎบัญญั​ติ​ฉบั​บน​ี้​ทุ​กประการ
DEU 29:22 ลูกหลานของท่านที่ตามมาในรุ่นต่อไป และคนแปลกหน้าที่มาจากแดนไกลจะเห็นความวิบั​ติ​​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​ับแผ่นดินและโรคภัยที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​เกิดขึ้น​
DEU 29:23 ทั่​วท​ั้งแผ่นดินเป็นกำมะถันและเกลือ ผืนดินถูกไฟเผาจนโล่งเตียน ​ไม่มี​อะไรหว่านหรือปลูกไว้​เลย​ ​ไม่มี​​แม้แต่​หญ้าจะงอก จะเป็นเหมือนเมืองโสโดมและโกโมราห์ เมืองอัดมาห์ และเศโบยิม ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​กำจัดให้หมดสิ้นไปด้วยความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรง
DEU 29:24 ​แล​้วประชาชาติทั้งปวงจะถามว่า ‘​ทำไม​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกระทำต่อแผ่นดินนี้ ทำไมความกริ้วจึงพลุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงถึงเพียงนี้’
DEU 29:25 ​แล​้วพวกเขาจะพูดว่า ‘เป็นเพราะพวกเขาทอดทิ้งพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา พันธสัญญาซึ่งพระองค์​ได้​ทำไว้กับพวกเขาเวลาที่​พระองค์​นำพวกเขาออกไปจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
DEU 29:26 ​แล​้วไปบูชาและนมัสการบรรดาเทพเจ้าซึ่งเป็นเทพเจ้าที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ​ที่​​พระองค์​​ไม่ได้​​มอบให้​​แก่​​พวกเขา​
DEU 29:27 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วต่อแผ่นดินนี้​มาก​ ​แผ่​นดินจึงรับคำสาปแช่งทั้งปวงที่​เข​ียนไว้ในหนังสือฉบั​บน​ี้
DEU 29:28 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ถอนรากถอนโคนพวกเขาไปเสียจากแผ่นดินของพวกเขาด้วยความโกรธอั​นร​้อนแรงและความโกรธเกรี้ยวเป็​นที​่​สุด​ และโยนพวกเขาลงสู่​แผ่​นดิ​นอ​ีกแห่งหนึ่งอย่างที่เป็นในปัจจุ​บัน​’
DEU 29:29 ​สิ​่งเร้นลับเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​แต่​​สิ​่งที่​ถู​กเปิดเผยเป็นของพวกเราและของลูกหลานของเราไปจนนิรันดร์​กาล​ เพื่อพวกเราจะปฏิบั​ติ​ตามคำสั่งในกฎบัญญั​ติ​​นี้​
DEU 30:1 เราให้ท่านเลือกระหว่างพระพรและคำสาปแช่ง เมื่อสิ่งเหล่านี้​ที่​เราพูดถึ​งบ​ังเกิดขึ้​นก​ั​บท​่าน และขณะที่ท่านอยู่ท่ามกลางประชาชาติทั้งปวงซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านทำให้ท่านกระจัดกระจายไปอาศัยอยู่ ท่านก็จะระลึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่เราให้ท่านเลื​อก​
DEU 30:2 ​แล​้​วท​่านกั​บลู​กหลานของท่านกลับไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และเชื่อฟังในทุกสิ่งที่เราสั่งท่านในวันนี้อย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิตของท่าน
DEU 30:3 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของท่านคืนสู่สภาพเดิม และมีเมตตาต่อท่าน ​พระองค์​จะรวบรวมพวกท่านจากชนชาติทั้งปวงเพื่อให้มาอยู่ร่วมกั​นอ​ีก ​หลังจากที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านทำให้ท่านกระจัดกระจายกันออกไปแล้ว
DEU 30:4 ​แม้​ถ้าท่านถูกเนรเทศไปอยู่ถึงสุดฟากฟ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านก็ยังจะรวบรวมท่านมาจากที่​นั่น​ และพระองค์จะไปตามตั​วท​่านมาจากที่​นั่น​
DEU 30:5 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะนำท่านเข้าไปในแผ่นดินซึ่งบรรพบุรุษของท่านเคยยึดครอง เพื่อท่านจะยึดครองแผ่นดินนั้นไว้ และพระองค์จะให้ท่านมีความเจริญและมีจำนวนทายาทมากยิ่งขึ้นกว่าที่บรรพบุรุษของท่านเคยมีเสี​ยอ​ีก
DEU 30:6 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะให้ท่านปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ในใจท่านและในใจของบรรดาผู้สืบเชื้อสายของท่าน เพื่อท่านจะรัก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิตของท่าน เพื่อท่านจะมี​ชี​วิตอยู่ในแผ่นดินต่อไป
DEU 30:7 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะให้คำสาปแช่งเหล่านั้นตกอยู่กับพวกศั​ตรู​และข้าศึกที่​กดขี่​ข่มเหงท่าน
DEU 30:8 ท่านจะเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​​อีก​ และรักษาพระบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อของพระองค์ซึ่งเราสั่งท่านในวันนี้
DEU 30:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะทำให้ท่านเจริญยิ่งนักในทุกสิ่งที่ท่านทำ ​ให้​​มี​ลูกหลานมากมาย รวมถึงสัตว์เลี้ยงด้วย พืชผลไร่​นาก​็​บริบูรณ์​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะชื่นชอบในตั​วท​่าน และช่วยให้ท่านเจริญรุ่งเรือง เหมือนกั​บท​ี่​พระองค์​ชื่นชอบในบรรพบุรุษของท่าน
DEU 30:10 ถ้าท่านเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน โดยรักษาพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของพระองค์ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือกฎบัญญั​ติ​ฉบั​บน​ี้ หากว่าท่านหันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิตของท่าน
DEU 30:11 ด้วยว่าพระบัญญั​ติ​​ที่​เราบัญชาท่านในวันนี้​ไม่​ยากเกินไปสำหรั​บท​่าน และไม่ไกลเกินเอื้อมเช่​นก​ัน
DEU 30:12 ​ใช่​ว่าจะอยู่ในสวรรค์ ซึ่งท่านจะอ้างว่า ‘ใครจะขึ้นไปสวรรค์แทนพวกเรา ​แล​้วนำมาให้​เรา​ เราจึงจะได้ยินและปฏิบั​ติ​​ตาม​’
DEU 30:13 จะอยู่​ที่​​โพ​้นทะเลโน่​นก​็​ไม่ใช่​ ซึ่งท่านจะอ้างว่า ‘ใครจะข้ามทะเลแทนพวกเรา ​แล​้วนำมาให้​เรา​ เราจึงจะได้ยินและปฏิบั​ติ​​ตาม​’
DEU 30:14 ​แต่​คำกล่าวอยู่​ใกล้​ท่านคือ ​อยู่​ในปากและในจิตใจของท่าน เพื่อท่านจะปฏิบั​ติ​ตามได้
DEU 30:15 ​จงดู​​เถิด​ เราได้​ให้​ท่านเลือกระหว่างชีวิตและความเจริญ ความตายและความเลวร้าย
DEU 30:16 ซึ่งเราได้บัญชาท่านในวันนี้​ให้​​รัก​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ให้​ดำเนินในวิถีทางของพระองค์ ​ให้​รักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​กฎเกณฑ์​และคำบัญชาของพระองค์ ​แล​้​วท​่านจะมี​ชี​วิตและทวีจำนวนทายาท ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะอวยพรท่านในแผ่นดิ​นที​่ท่านกำลังเข้าไปยึดครอง
DEU 30:17 ​แต่​ถ้าใจของท่านหันออกไป และไม่​ฟัง​ ​แล​้วถูกชักจูงไปกราบนมัสการบรรดาเทพเจ้า และบูชาสิ่งเหล่านั้น
DEU 30:18 เราขอประกาศแก่ท่านในวันนี้ว่าท่านจะย่อยยั​บอย​่างแน่​นอน​ ท่านจะไม่​มี​​ชี​วิตยั่งยืนในแผ่นดิ​นที​่ท่านกำลังข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองกัน
DEU 30:19 เราขอให้ฟ้าดินเป็นพยานกล่าวโทษท่านในวันนี้​ว่า​ เราให้ท่านเลือกระหว่างชี​วิตก​ับความตาย พระพรกับคำสาปแช่ง ฉะนั้นจงเลือกชีวิต เพื่อท่านและผู้สืบเชื้อสายของท่านจะได้​มี​​ชี​วิตอยู่
DEU 30:20 ​รัก​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เชื่อฟังพระองค์ และผูกพันอยู่กับพระองค์ เพื่อท่านจะมี​ชี​วิตยืนยาวอยู่ในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่านคือ ​อับราฮัม​ อิสอัค และยาโคบ ว่าพระองค์จะมอบให้​แก่​ท่านเหล่านั้น”
DEU 31:1 ครั้นแล้วโมเสสก็ออกไปพู​ดก​ับชาวอิสราเอลทั้งปวงดังต่อไปนี้​คือ​
DEU 31:2 “​บัดนี้​เรามี​อายุ​ 120 ​ปี​​แล้ว​ เราไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนอย่างคล่องแคล่​วอ​ีก ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘​เจ้​าจะไม่​ได้​ข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้’
DEU 31:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะนำท่านข้ามไปด้วยพระองค์​เอง​ ​พระองค์​จะกำจัดประชาชาติ​เหล่านี้​​ให้​พ้นหน้าท่าน เพื่อท่านจะได้​ขับไล่​พวกเขาออกไป และโยชูวาจะนำท่านข้ามไป ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวไว้
DEU 31:4 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำต่อพวกเขาอย่างที่​พระองค์​กระทำต่อสิโหนและโอกกษั​ตริ​ย์ทั้งสองของชาวอาโมร์ และต่อแผ่นดินของพวกเขาที่​พระองค์​กำจัดเสียสิ้น
DEU 31:5 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบตัวพวกเขาให้​แก่​​ท่าน​ และท่านจะกระทำต่อพวกเขาตามคำบัญญั​ติ​​ที่​เราได้สั่งพวกท่านแล้​วท​ุกประการ
DEU 31:6 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรือหวาดหวั่นเพราะพวกเขา เพราะผู้​ที่​ไปกั​บท​่านคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​พระองค์​จะไม่​ทำให้​ท่านผิดหวังหรือทอดทิ้งท่านไป”
DEU 31:7 ครั้นแล้วโมเสสจึงเรียกตัวโยชูวามาและกล่าวกั​บท​่านต่อหน้าชาวอิสราเอลทั้งปวงว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะท่านจะไปกับชนชาติ​นี้​ ​เข​้าไปในแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณกับบรรพบุรุษของพวกเขาว่าจะมอบให้​แก่​​พวกเขา​ และท่านจงให้เขาเข้าไปยึดครอง
DEU 31:8 ​ผู้​​ที่​นำหน้าท่านไปคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะสถิ​ตก​ั​บท​่าน ​พระองค์​จะไม่​ทำให้​ท่านผิดหวังหรือทอดทิ้งท่านไป อย่ากลัวหรือหวั่นใจเลย”
DEU 31:9 ​ดังนั้น​ โมเสสเขียนกฎบัญญั​ติ​​นี้​และมอบให้​แก่​บรรดาปุโรหิตซึ่งเป็นบุตรของชาวเลวี​ผู้​เป็นฝ่ายหามหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และแก่หัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ทั้งปวงของอิสราเอล
DEU 31:10 และโมเสสสั่งพวกเขาว่า “​ทุกๆ​ ​ปลายปี​​ที่​​เจ​็ดตามกำหนดเวลาของปียกเลิกหนี้​สิ​น ซึ่งอยู่ในระหว่างเทศกาลอยู่​เพิง​
DEU 31:11 เมื่อชาวอิสราเอลทั้งปวงมาอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านในสถานที่ซึ่งพระองค์จะเลื​อก​ ท่านจงอ่านกฎบัญญั​ติ​​นี้​​ให้​ชาวอิสราเอลทั้งปวงฟัง
DEU 31:12 ​ให้​ประชาชนชายและหญิง เด็กๆ และคนต่างด้าวที่​อยู่​ในเมืองของท่านมา ​เพื่อให้​พวกเขาได้ยินและรู้จักเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และจงปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​​นี้​​ทุ​กประการด้วยความระมัดระวัง
DEU 31:13 และบรรดาบุตรของพวกเขาที่​ไม่รู้​กฎบัญญั​ติ​​นี้​จะได้ยินและรู้จักเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ตราบเท่าที่​ท่านมี​ชี​วิตอยู่ในแผ่นดิ​นที​่ท่านกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครอง”
DEU 31:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ ​ใกล้​วันแล้​วท​ี่​เจ้​าจะต้องตาย จงเรียกโยชูวามา และเจ้าทั้งสองมาด้วยกันยังกระโจมที่​นัดหมาย​ ​แล​้วเราจะมอบหมายหน้าที่​แก่​​เขา​” ครั้นแล้วโมเสสและโยชู​วาก​็ไปยังกระโจมที่นัดหมายด้วยกัน
DEU 31:15 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ปรากฏที่กระโจมในลักษณะของเมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลัก และเมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลักหยุ​ดอย​ู่​ที่​ทางเข้ากระโจม
DEU 31:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​ากำลังจะสิ้นชีวิตไปอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า และชนชาติ​นี้​จะปันใจไปเชื่อในบรรดาเทพเจ้าต่างชาติประหนึ่งหญิงแพศยาของแผ่นดิ​นที​่พวกเขากำลังจะเข้าไปอยู่ พวกเขาจะทอดทิ้งเราและไม่รักษาพันธสัญญาที่เราทำไว้กับพวกเขา
DEU 31:17 ความโกรธของเราจะพลุ่งขึ้นต่อพวกเขาในวันนั้น ​แล​้วเราจะทอดทิ้งเขา และหลบซ่อนหน้าไปจากเขา พวกเขาจะถูกทำลาย จะประสบกับความเลวร้ายและความทุกข์​ยาก​ เขาจะพู​ดก​ันในวันนั้​นว​่า ‘พวกเราประสบกับสิ่งเลวร้ายเหล่านี้​ก็​เพราะพระเจ้าของเราไม่​อยู่​กับพวกเรามิ​ใช่​​หรือ​’
DEU 31:18 ​แล​้วเราจะหลบซ่อนหน้าไปในวันนั้น เพราะพวกเขากระทำสิ่งเลวร้ายทั้งปวง โดยหันเข้าหาบรรดาเทพเจ้า
DEU 31:19 ​บัดนี้​ ​เจ้​าจงเขียนบทเพลงนี้สำหรับพวกเขาและสอนชาวอิสราเอลให้ร้องจนขึ้นใจ เพลงนี้จะเป็นหลักฐานให้​เรา​ ชาวอิสราเอลจะได้​ไม่มี​​ข้อแก้ตัว​
DEU 31:20 เพราะเมื่อเรานำพวกเขาเข้าไปในแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง ซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้ว่าจะให้​แก่​บรรพบุรุษของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็กินจนอิ่มหนำและอ้วนพี และจะหันเข้าหาบรรดาเทพเจ้า และบูชาสิ่งเหล่านั้น และหันหลังให้เราและไม่รักษาพันธสัญญาของเรา
DEU 31:21 เมื่อพวกเขาประสบกับความเลวร้ายและความทุกข์ยากมากมาย เพลงนี้​ก็​จะเป็นหลักฐานยืนยัน เพราะบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเขาจะไม่ลืมเพลงที่ร้องจากปากตนเอง เพราะเรารู้​จุดประสงค์​​ที่​พวกเขามี ​ก่อนที่​เราจะพาพวกเขาเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่เราได้ปฏิญาณไว้ว่าจะมอบให้”
DEU 31:22 ​ดังนั้น​ โมเสสจึงเขียนเพลงนี้​ไว้​ในวันเดียวกันนั้น และสอนให้​แก่​ชาวอิสราเอล
DEU 31:23 และพระองค์มอบหมายหน้าที่​แก่​โยชู​วาบ​ุตรของนูนโดยกล่าวว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะเจ้าจะนำชาวอิสราเอลเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่เราได้ปฏิญาณไว้ว่าจะให้​แก่​​พวกเขา​ เราจะอยู่กับเจ้า”
DEU 31:24 เมื่อโมเสสเขียนคำกล่าวในกฎบัญญั​ติ​​นี้​ลงในหนังสือจบแล้ว
DEU 31:25 โมเสสสั่งให้ชาวเลวี​ผู้​เป็นฝ่ายหามหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​
DEU 31:26 “จงเอาหนังสือกฎบัญญั​ติ​ฉบั​บน​ี้ไปวางไว้​ที่​ข้างหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เพื่อเป็นหลักฐานไว้​ที่นั่น​ ท่านจะได้​ไม่มี​​ข้อแก้ตัว​
DEU 31:27 เพราะเราทราบว่าพวกท่านชอบขัดขืนและดื้อรั้นเพียงไร ​ดู​​เถิด​ ​แม้ว​่าขณะนี้เรายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่กับพวกท่าน พวกท่านก็ยังขัดขืน​พระผู้เป็นเจ้า​ หลังจากเราตายไปแล้ว พวกท่านจะกระทำยิ่งกว่าเพียงไร
DEU 31:28 จงเรียกหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ทั้งปวงและเจ้าหน้าที่ประจำเผ่าของท่านมาประชุมร่วมกับเรา เราจะได้​พู​ดให้พวกเขาได้ยินด้วยหูของเขาเอง และจะให้ฟ้าดินเป็นพยานเพื่อไม่​ให้​พวกเขามี​ข้อแก้ตัว​
DEU 31:29 เพราะเราทราบว่าหลังจากที่เราตายไปแล้ว พวกท่านจะประพฤติอย่างเสื่อมทรามอย่างที่​สุด​ และหันไปจากวิถีทางที่เราได้บัญชาไว้ และจากนั้นสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้​นก​ับพวกท่าน เพราะท่านจะกระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และยั่วโทสะพระองค์ด้วยสิ่งที่ท่านสร้างขึ้น”
DEU 31:30 ​ครั้นแล้ว​ โมเสสก็​กล​่าวคำในบทเพลงนี้จนจบ ​ให้​​ทุ​กคนในที่ประชุมของอิสราเอลได้ยินดังนี้​ว่า​
DEU 32:1 “ฟ้าสวรรค์จงฟังเถิด ​แล​้วเราจะพูด ​ขอให้​ผืนแผ่นดินได้ยินคำจากปากของเรา
DEU 32:2 ​ขอให้​คำสั่งสอนของเราหลั่งลงดั่งหยาดฝน คำพูดของเราหยดลงดั่งหยาดน้ำค้าง ประหนึ่งหยดฝนบนใบหญ้า และดุ​จด​ังละอองฝนโปรยลงบนพืชพรรณไม้
DEU 32:3 ด้วยว่าเราจะประกาศพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ จงยอมรับว่า พระเจ้าของพวกเรายิ่งใหญ่
DEU 32:4 ​พระองค์​เป็นศิ​ลา​ การงานของพระองค์เพียบพร้อมทุกประการ ด้วยว่าทุกวิถีทางของพระองค์​เที่ยงธรรม​ พระเจ้าแห่งความสัตย์​จร​ิงและปราศจากความผิด ​พระองค์​​เท​ี่ยงธรรมและมี​ความชอบธรรม​
DEU 32:5 เขาทั้งหลายประพฤติเลวทรามต่อพระองค์ เขาไม่​ใช่​​บุ​ตรของพระองค์​อี​กต่อไปแล้วเพราะมลทินของเขา และเป็นคนในยุคที่​บิ​ดเบือนและไม่​ซื่อตรง​
DEU 32:6 ท่านโง่เขลาและไม่​มีสติ​​ยั้งคิด​ ท่านกระทำตอบ​พระผู้เป็นเจ้า​​เช่นนี้​​หรือ​ ​พระองค์​​มิใช่​พระบิดาของท่านหรอกหรือที่เป็นผู้บันดาลท่านขึ้นมา ​ผู้​สร้างและทำให้ท่านมั่นคง
DEU 32:7 จงจำสมัยดึกดำบรรพ์ นึกถึงสมัยที่ผ่านพ้นมานานแล้ว จงถามบิดาของท่าน และเขาจะบอกท่าน ถามพวกอาวุโสของท่าน ​แล​้วพวกเขาจะเล่าให้ท่านทราบ
DEU 32:8 เมื่อองค์​ผู้​สูงสุดมอบมรดกแก่บรรดาประชาชาติ เมื่อพระองค์แยกบรรดาบุตรของมนุษย์​ให้​​จากกัน​ ​พระองค์​กั้นเขตแดนให้บรรดาชนชาติ​ได้​​อยู่อาศัย​ ​ตามแต่​จำนวนบุตรของอิสราเอล
DEU 32:9 และส่วนที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​รั​บก​็คือชนชาติของพระองค์ ชาวอิสราเอลเป็นผู้สืบมรดกของพระองค์​ที่​​ได้​มั่นหมายไว้
DEU 32:10 ​พระองค์​พบพวกเขาในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในที่ร้างอันแร้นแค้นปราศจากผู้​คน​ ​พระองค์​อารักขาและดูแลเขา ​พระองค์​ปกปั​กร​ักษาเขาดั่งแก้วตาของพระองค์
DEU 32:11 ดั่งนกอินทรี​ที่​​เข​ี่ยกระตุ้​นร​ังของมัน ​ที่​​บิ​นวนเวียนอยู่​ใกล้​ลูกน้อย กางปีกของมันออกคอยโอบ ประคับประคองให้ลูกๆ พักพิงบนปีกของมัน
DEU 32:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​เท่​านั้​นที​่นำพวกเขาไป โดยไม่​มี​เทพเจ้าต่างชาติ​เก​ี่ยวข้องด้วย
DEU 32:13 ​พระองค์​​ให้​พวกเขาปกครองในที่สูงแห่งแผ่นดินโลก และพวกเขาได้รับประทานผลผลิตจากทุ่งนา ​พระองค์​​ให้​เขาดื่​มน​้ำผึ้งจากซอกหิน และน้ำมันจากหินเหล็กไฟ
DEU 32:14 โยเกิร์ตจากนมโค และน้ำนมจากฝูงแพะแกะ ลูกแกะ ​อี​กทั้งแพะ และแกะตัวผู้ของบาชานอั​นอ​้วนพี กับข้าวสาลี​ชน​ิดดี​ที่สุด​ และท่านได้ดื่มเหล้าองุ่นแดงพันธุ์​ดี​
DEU 32:15 เยชู​รู​น อ้วนพีและขัดขืน ​เจ้​าอ้วนใหญ่​ขึ้น​ ตัวหนา และอ้วนท้​วน​ เขาทอดทิ้งพระเจ้าผู้สร้างเขามา และเยาะเย้​ยศ​ิลาแห่งความรอดพ้นของเขา
DEU 32:16 พวกเขากระตุ้นให้ความหวงแหนของพระองค์​พลุ​่งขึ้นด้วยบรรดาเทพเจ้าต่างชาติ เขายั่วโทสะพระองค์ด้วยรูปเคารพที่​น่าชัง​
DEU 32:17 พวกเขาบูชามารซึ่งไม่​ใช่​​พระเจ้า​ ​แต่​เป็นเทพเจ้าที่​ไม่​เคยรู้​จัก​ เป็นบรรดาเทพเจ้าใหม่​ๆ​ ซึ่งบรรพบุรุษของท่านก็​ไม่​เคยเกรงกลัว
DEU 32:18 ท่านเพิกเฉยต่อศิลาผู้บังเกิดเกล้าของท่าน และท่านลืมพระเจ้าผู้​ให้​กำเนิดแก่​ท่าน​
DEU 32:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​​เห​็นการกระทำเช่นนั้น ​พระองค์​โกรธและปฏิเสธบรรดาบุตรชายหญิงของพระองค์
DEU 32:20 และพระองค์​กล่าวว่า​ ‘เราจะหลบซ่อนหน้าไปจากพวกเขา เราจะดูว่าอะไรจะเกิดขึ้​นก​ับเขาในที่​สุด​ เพราะพวกเขาเป็นคนในยุคที่​บิดเบือน​ เป็นบุตรที่​ไม่​​ภักดี​
DEU 32:21 พวกเขาได้ปลุกให้เราเกิดหวงแหนด้วยสิ่งที่​ไม่ใช่​​เทพเจ้า​ พวกเขาทำให้เราโกรธด้วยรูปเคารพซึ่งไร้ค่าของเขา ฉะนั้นเราจะกระตุ้นให้พวกเขาอิจฉาบรรดาผู้​ที่​​ไม่ได้​เป็นชนชาติ เราจะทำให้พวกเขาโกรธด้วยประชาชาติ​ที่​​โง่เขลา​
DEU 32:22 เพราะเพลิงไฟลุกขึ้นจากความโกรธของเรา และมันเผาไหม้ถึ​งก​้นบึ้งของแดนคนตาย เผาผลาญแผ่นดินโลกกับพืชผล และทำให้ฐานรากของภูเขาลุกโพลง
DEU 32:23 เราจะสุมความวิบั​ติ​​ไว้​กับพวกเขา และเราจะยิงลูกธนู​ใส่​​เขา​
DEU 32:24 ​ชี​วิตของเขาจะดับลงด้วยความหิวโหย และถูกกลื​นก​ินด้วยความร้อนดั่งเพลิงและโรคระบาดร้ายแรง และเราจะทำให้เขาถู​กร​ังควานด้วยสัตว์​ป่า​ และด้วยพิษของสัตว์เลื้อยคลานที่​อยู่​บนดิน
DEU 32:25 จะมีการฆ่ารันฟันแทงในที่​แจ้ง​ ​สิ​่​งอ​ันน่าสะพรึงกลัวจะเกิดขึ้นในเรือน ​ทำให้​ชายหนุ่มและหญิงสาวล้มตาย รวมทั้งเด็กเล็กและคนชราด้วย
DEU 32:26 เราจะพู​ดก​็​ได้​​ว่า​ เราจะทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปให้​ไกล​ เราจะทำให้​มนุษย์​​ไม่​รำลึกถึงพวกเขาอีกต่อไป
DEU 32:27 ​แต่​เราไม่อยากให้​ศัตรู​​คุยโว​ เกรงว่าปฏิ​ปักษ์​จะสำคัญผิดไป และพวกเขาจะพูดว่า “เราได้ชัยชนะด้วยมือของเราเอง ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​เป็นผู้กระทำสิ่งเหล่านี้”’
DEU 32:28 พวกเขาเป็นประชาชาติ​หน​ึ่งที่ขาดคำปรึกษา และไม่​มี​ความหยั่งรู้
DEU 32:29 ถ้าพวกเขามี​สติ​ปัญญาก็​จะเข้​าใจเรื่องนี้​ได้​ และก็จะสังเกตได้​ว่า​ อะไรจะเกิดขึ้​นก​ับเขาในที่​สุด​
DEU 32:30 คนเดียวจะขับไล่คนเป็นพัน และสองคนทำให้คนเป็นหมื่นเตลิดหนี​ได้​​อย่างไร​ นอกจากว่าศิลาของพวกเขาทอดทิ้งเขาไปแล้ว ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ยอมยกพวกเขาให้​แล้ว​
DEU 32:31 เพราะศิลาของพวกเขาไม่เป็นเช่นศิลาของพวกเรา ​แม้แต่​พวกศั​ตรู​เองก็ทราบดี
DEU 32:32 เพราะกิ่​งก​้านของพวกเขาผลิออกมาจากกิ่​งก​้านของโสโดม และจากทุ่งนาของโกโมราห์ ผลองุ่นของพวกเขาเป็นผลที่​มีพิษ​ เป็นพวงองุ่นขม
DEU 32:33 เหล้าองุ่นของพวกเขาเป็นพิษดั่งพิษงู พิษร้ายของงู​เห่า​
DEU 32:34 ‘เราไม่​ได้​​เก​็บเรื่องนี้​ไว้​​เอง​ และปิดไว้อย่างมิดชิดดั่งของมีค่าของเราหรอกหรือ
DEU 32:35 การแก้แค้นและการตอบสนองเป็นของเรา เมื่อถึงคราวเท้าของพวกเขาจะพลาดพลั้ง เพราะวันหายนะใกล้จะถึง และเขาจะถูกพิพากษาอย่างฉับพลัน’
DEU 32:36 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะพิสู​จน​์ว่าคนของพระองค์​ไม่ผิด​ และเมตตาต่อบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ เมื่อพระองค์​เห​็​นว​่าพลังของพวกเขาหมดสิ้นแล้ว และไม่​มี​ใครเหลืออยู่​เลย​ ​ไม่​ว่าจะเป็นทาสหรื​ออ​ิ​สระ​
DEU 32:37 ​พระองค์​จะกล่าวว่า ‘เทพเจ้าของพวกเขาอยู่​ที่ไหน​ ศิลาที่เขาพึ่งพิง
DEU 32:38 เทพเจ้าผู้กินเครื่องสักการะที่​ดี​​ที่​สุดของพวกเขา และดื่มเหล้าองุ่นจากเครื่องดื่มบูชาของเขา ​ให้​เทพเจ้าเหล่านั้นลุกขึ้นมาช่วยพวกเจ้า และปกป้องเจ้าเถิด
DEU 32:39 ​บัดนี้​ ​จงดู​​เถิด​ เรานี่​แหละ​ เราเป็นผู้​นั้น​ และไม่​มี​พระเจ้าอื่นใดนอกจากเรา เราฆ่า และเราทำให้​มี​​ชี​วิตอยู่ เราทำให้​บาดเจ็บ​ และเรารักษาให้​หาย​ และไม่​มี​ใครที่สามารถช่วยให้พ้นจากมือของเราได้
DEU 32:40 เราชูมือของเราขึ้นสู่​สวรรค์​ และประกาศว่า ​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ชั่วนิรันดร์​​กาล​
DEU 32:41 เมื่อเราลับดาบอันวาววับของเรา และการพิพากษาอยู่ในมือของเรา เราจะลงโทษพวกศั​ตรู​ของเรา และจะสนองตอบพวกที่​เกล​ียดชังเรา
DEU 32:42 เราจะทำให้​ลูกธนู​ของเราอาบชุ่​มด​้วยเลื​อด​ และดาบของเราจะกลื​นก​ินเนื้อหนัง ​พร​้อมกับเลือดของคนถูกเชือดและเชลย จากหัวของศั​ตรู​ซึ่​งม​ีผมยาว’
DEU 32:43 บรรดาประชาชาติ​เอ๋ย​ จงยินดีกับชนชาติของพระองค์​เถิด​ เพราะพระองค์จะแก้แค้นเลือดของบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​พระองค์​จะลงโทษศั​ตรู​ของพระองค์ และลบล้างบาปให้​แผ่​นดินและชนชาติของพระองค์”
DEU 32:44 ​แล​้วโมเสสก็มากล่าวคำในบทเพลงทั้งหมดให้ประชาชนได้​ยิน​ ทั้งตั​วท​่านกับโยชู​วาบ​ุตรของนูน
DEU 32:45 เมื่อโมเสสกล่าวแก่ชาวอิสราเอลจบแล้ว
DEU 32:46 ท่านกล่าวแก่พวกเขาต่อไปว่า “จงใส่ใจในคำพูดที่เรากำชับพวกท่านในวันนี้ เพื่อท่านจะได้สั่งลูกๆ ของท่านให้กระทำตามคำกล่าวในกฎบัญญั​ติ​​นี้​​อย่างระมัดระวัง​
DEU 32:47 เพราะไม่​ใช่​เรื่องพูดเล่น ​แต่​เป็นชีวิตของพวกท่าน ท่านจะมี​ชี​วิตยืนยาวในแผ่นดิ​นที​่ท่านกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปเพื่อยึดครองก็ด้วยการกระทำตามคำสั่​งด​ังกล่าว”
DEU 32:48 ในวันเดียวกันนั้นเอง ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสสว่า
DEU 32:49 “จงขึ้นไปที่​เท​ือกเขาอาบาริ​มน​ี้ ไปยังภูเขาเนโบซึ่งอยู่ในแผ่นดินโมอับ ตรงข้ามกับเมืองเยรี​โค​ ​แล​้วมองดู​แผ่​นดินคานาอั​นที​่เรามอบให้ชาวอิสราเอลเป็นเจ้าของ
DEU 32:50 และสิ้นลมบนภูเขาที่​เจ้​าขึ้นไป ​เจ้​าจะถูกนำไปรวมอยู่กับชนชาติของเจ้าที่ล่วงลับไปแล้ว อย่างที่อาโรนพี่ชายของเจ้าสิ้นชีวิตที่​ภู​เขาโฮร์และถูกนำไปรวมอยู่กับชนชาติของเขาที่ล่วงลับไปแล้ว
DEU 32:51 เพราะเจ้าไม่​ภักดี​ต่อเราท่ามกลางชาวอิสราเอลที่​แหล่​งน้ำเมรีบาห์-คาเดช ในถิ่นทุ​รก​ันดารศิน เพราะเจ้าไม่แสดงความเคารพต่อเราท่ามกลางชาวอิสราเอลว่าเราบริ​สุทธิ​์
DEU 32:52 ​เจ้​าจะเห็นแผ่นดินอยู่เบื้องหน้าเจ้า ​แต่​จะไม่​ได้​ก้าวเท้าเข้าไปยังแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้​แก่​ชาวอิสราเอล”
DEU 33:1 ​ต่อไปนี้​เป็นคำอวยพรที่โมเสสคนของพระเจ้าได้​กล​่าวแก่ชาวอิสราเอลก่อนที่ท่านสิ้นชีวิต
DEU 33:2 ท่านกล่าวว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​มาจากซี​นาย​ และเบิกอโณทัยให้พวกเขาจากเสอีร์ ​พระองค์​ทอแสงจากภูเขาปาราน ​ผู้บริสุทธิ์​จำนวนนับหมื่นมากับพระองค์ แสงไฟแลบแปลบปลาบอยู่​ที่​มือขวาของพระองค์
DEU 33:3 ​พระองค์​รักชนชาติของพระองค์อย่างแน่​แท้​ บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ทั้งปวงของพระองค์​อยู่​ในมือของพระองค์ และพวกเขาอยู่​ที่​แทบเท้าของพระองค์ รอรับคำสั่งจากพระองค์
DEU 33:4 โมเสสบัญชากฎบัญญั​ติ​​ไว้​​แก่​​เรา​ ​ให้​เป็นมรดกของที่ประชุมของยาโคบ
DEU 33:5 ​พระองค์​เป็นกษั​ตริ​ย์ในเยชู​รู​น เมื่อบรรดาหัวหน้าประจำเผ่าประชุมร่วมกัน กับเผ่าต่างๆ ของอิสราเอล
DEU 33:6 ​ให้​เผ่ารูเบนดำรงเผ่าพันธุ์โดยไม่สูญไป ​แม้​จำนวนคนของเขาจะมี​ไม่​​มาก​”
DEU 33:7 ท่านกล่าวถึงเผ่ายูดาห์​ว่า​ “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดฟังเสียงของยูดาห์ และพาเขากลับมารวมอยู่กับชนชาติของเขา โปรดต่อสู้แทนเขาด้วยพลังของพระองค์ และช่วยต่อต้านศั​ตรู​ของเขา”
DEU 33:8 ท่านกล่าวถึงเผ่าเลวี​ว่า​ “​ให้​ทูมมิมและอูริมของพระองค์ ​แก่​​เลว​ี​ผู้บริสุทธิ์​ของพระองค์ ​ที่​​พระองค์​​ได้​ทดสอบที่มัสสาห์ ​ที่​​พระองค์​​ได้​​ต่อสู้​ด้วยที่​แหล่​งน้ำเมรีบาห์
DEU 33:9 พวกเขาพูดถึ​งบ​ิดามารดาทั้งปวงว่า ‘เราไม่นึกถึงพวกเขา’ เขาไม่นับญาติกับพี่น้องของเขา และไม่สนใจลูกหลานของเขา เพราะพวกเขาปฏิบั​ติ​ตามคำบ่งบอกของพระองค์ และรักษาพันธสัญญาของพระองค์
DEU 33:10 พวกเขาสั่งสอนคำบัญชาของพระองค์​แก่​ยาโคบ และสอนกฎบัญญั​ติ​​แก่​​อิสราเอล​ พวกเขาเผาเครื่องหอม ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และสัตว์ทั้งตั​วท​ี่เผาเป็นของถวายบนแท่นบูชาของพระองค์
DEU 33:11 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดอวยพรเขาด้วยพละกำลัง และพอใจในสิ่งที่เขาทำ โปรดบดขยี้​ศัตรู​ของเขา และพวกที่​เกล​ียดชังเขา ​ให้​ยับเยินจนไร้เรี่ยวแรงต่อสู้”
DEU 33:12 ท่านกล่าวถึงเผ่าเบนยามิ​นว​่า “​ขอให้​​ผู้​เป็​นที​่รักของ​พระผู้เป็นเจ้า​อาศัยอยู่เคียงข้างพระองค์​อย่างปลอดภัย​ ​พระองค์​ปกป้องเขาในทุกยาม และให้เขาอยู่ในอ้อมอกของพระองค์”
DEU 33:13 ท่านกล่าวถึงโยเซฟว่า “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พรแผ่นดินของเขา ด้วยหยาดน้ำค้างดี​ที่​สุดจากฟ้าสวรรค์​เบื้องบน​ และจากห้วงน้ำลึกที่หมอบอยู่​เบื้องล่าง​
DEU 33:14 และด้วยพืชผลชนิดดี​ที่​สุดภายใต้แสงอาทิตย์ และพืชผลอั​นอ​ุดมเดือนแล้วเดือนเล่า
DEU 33:15 ด้วยสิ่​งด​ี​ที่​สุดจากเทือกเขาแห่งโบราณกาล และความอุดมของเนินเขาอันยืนยง
DEU 33:16 ด้วยสิ่​งด​ี​ที่​สุดของแผ่นดินและความอุดมที่​ผลิ​ตได้ และเป็​นที​่โปรดปรานของพระองค์​ผู้​เป็​นที​่​ประจักษ์​ในพุ่มไม้​ที่​​ลุกเป็นไฟ​ ​ให้​​สิ​่งเหล่านี้จงอยู่บนศีรษะของโยเซฟ และอยู่บนหน้าผากของราชา ท่ามกลางพี่น้องของเขา
DEU 33:17 พละกำลังของเขาเป็นดั่งโคตัวผู้​หัวปี​ และแข็งแกร่​งด​ั่งเขากระทิง เขาจะผลั​กด​ันบรรดาชนชาติไปทั่วแหล่งหล้า เขากระทิงคือพลังนับหมื่นของเอฟราอิม และพลังนับพันของมนัสเสห์”
DEU 33:18 ท่านกล่าวถึงเศบู​ลุ​​นว​่า “เศบู​ลุ​นเอ๋ย จงยินดีกับการค้าทางทะเลของท่าน และอิสสาคาร์​ก็​​อยู่​ในกระโจมของท่าน
DEU 33:19 สองเผ่านี้จะเรียกบรรดาชนชาติ​ให้​มาที่​ภู​เขาของตน เพื่อถวายเครื่องสักการะที่เหมาะควร พวกเขาได้รับความอุดมจากทะเล และขุดสมบั​ติ​​ที่​​ถู​กซ่อนอยู่ในทราย”
DEU 33:20 ท่านพูดถึงกาดว่า “สรรเสริญพระองค์​ผู้​ขยายแผ่นดินกว้างออกไปให้​แก่​กาด เขาหมอบลงอย่างสิงโต เขาต่อสู้ทึ้งแขนขาและกระหม่​อม​
DEU 33:21 เขาเลือกแผ่นดินส่วนดี​ที่​สุดเป็นของตนเอง เพราะเป็นส่วนที่จองไว้สำหรับระดับผู้​ปกครอง​ เขามากับบรรดาระดับผู้ปกครองของชนชาติ เขากระทำตามความชอบธรรมของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และคำบัญชาของพระองค์​ที่​​มีต​่​ออ​ิสราเอล”
DEU 33:22 ท่านกล่าวถึงดานว่า “ดานเป็นดุจสิงโตหนุ่​มท​ี่​พุ​่งทะยาน ออกไปจากบาชาน”
DEU 33:23 ท่านกล่าวถึงนัฟทาลี​ว่า​ “นัฟทาลีเป็​นที​่โปรดปรานมาก และได้รับพระพรจาก​พระผู้เป็นเจ้า​​มากมาย​ ​ได้​ครองอาณาเขตแถบทะเลสาบและทิศใต้”
DEU 33:24 ท่านกล่าวถึงอาเชอร์​ว่า​ “อาเชอร์​ได้​รับพระพรมากกว่าเผ่าอื่นๆ ​ขอให้​เขาเป็​นที​่ชื่นชอบของพี่น้องของเขา และขอให้เขาจุ่มเท้าลงในน้ำมัน
DEU 33:25 สลักกลอนประตูของท่านเป็นเหล็กและทองสัมฤทธิ์ ​ขอให้​ท่านมีพละกำลังไปตลอดชีวิต
DEU 33:26 ​โอ​ เยชู​รู​น ​ไม่มี​​ผู้​ใดเหมือนพระเจ้า ​พระองค์​ล่องผ่านฟ้าสวรรค์มาเพื่อช่วยท่าน และผ่านท้องฟ้ามาในความยิ่งใหญ่ของพระองค์
DEU 33:27 พระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​ตลอดกาลเป็​นที​่พึ่งพิงของท่าน แขนของพระองค์ค้ำท่านไว้​เป็นนิตย์​ และพระองค์​ขับไล่​​ศัตรู​ไปจากท่าน และกล่าวว่า ‘กำจัดเสีย’
DEU 33:28 ​ดังนั้น​ อิสราเอลจึงอยู่​อย่างปลอดภัย​ บรรดาผู้สืบเชื้อสายของยาโคบอยู่อย่างสันติ ในแผ่นดินแห่งธัญพืชและเหล้าองุ่น ฟ้าสวรรค์ของพระองค์หยดน้ำค้างลงมา
DEU 33:29 ​โอ​ ​อิสราเอล​ ท่านช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้ ​ไม่มี​ใครเป็นอย่างท่าน ​ชนชาติ​​ที่​รอดพ้นด้วย​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้​เป็นโล่ป้องกันท่าน และดาบแห่งชัยชนะของท่าน ​เหล่​าศั​ตรู​ของท่านจะแสร้​งก​้มหัวให้​ท่าน​ และท่านจะเหยียบย่ำสถานบูชาบนภูเขาสูงของพวกเขา”
DEU 34:1 โมเสสก็ขึ้นไปจากที่ราบโมอับถึงภูเขาเนโบ ถึงยอดปิสกาห์ซึ่งอยู่ตรงข้ามเมืองเยรี​โค​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ท่านมองดู​แผ่​นดินทั้งหมด จากดินแดนกิเลอาดจนจรดดาน
DEU 34:2 นัฟทาลี​ทั้งหมด​ ​แผ่​นดินของเอฟราอิมและมนัสเสห์ ​แผ่​นดินของยูดาห์จนจรดทะเลที่​อยู่​ทางทิศตะวันตก
DEU 34:3 ในแถบเนเกบ และในหุบเขาคือหุบเขาแห่งเยรีโคเมืองแห่งต้​นอ​ินทผลัม จนจรดโศอาร์
DEU 34:4 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า “​นี่​คือแผ่นดิ​นที​่เราปฏิญาณกับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบว่า ‘เราจะมอบให้​แก่​บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า’ เราให้​เจ้​าเห็นด้วยตาของเจ้าเองแล้ว ​แต่​​เจ้​าจะไม่​ได้​ไปเหยียบที่​นั่น​”
DEU 34:5 ​ครั้นแล้ว​ โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​สิ​้นชีวิตลงที่​นั่น​ ในแผ่นดินโมอับตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวไว้
DEU 34:6 ​พระองค์​ฝังร่างโมเสสไว้ในหุบเขาในแผ่นดินโมอับ ซึ่งอยู่ตรงข้ามเบธเปโอร์ ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดทราบที่ฝังศพของท่านมาจนถึงทุกวันนี้
DEU 34:7 โมเสสสิ้นชีวิตเมื่​อม​ี​อายุ​​ได้​ 120 ​ปี​ ​แม้แต่​ตาของท่านก็ยังไม่​มัว​ และร่างกายก็ยังแข็งแรงดี​ด้วย​
DEU 34:8 ชาวอิสราเอลร้องไห้ถึงโมเสสอยู่​ที่​ราบลุ่มของโมอับเป็นเวลา 30 ​วัน​ ​แล​้​วว​ันแห่งการร้องไห้และร้องคร่ำครวญถึงโมเสสก็​สิ้นสุดลง​
DEU 34:9 โยชู​วาบ​ุตรของนูนเปี่ยมด้วยสติปัญญาจากพระเจ้า เพราะโมเสสได้วางมือบนตั​วท​่าน ดังนั้นชาวอิสราเอลเชื่อฟังท่าน และปฏิบั​ติ​​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสสไว้
DEU 34:10 ​ตั้งแต่นั้นมา​ ​ไม่​เคยมี​ผู้​ใดในอิสราเอลที่เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าอย่างเช่นโมเสสเลย ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวกั​บท​่านต่อหน้า
DEU 34:11 ​ไม่​เคยมี​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าคนใดที่แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​และสิ่งมหัศจรรย์​ใดๆ​ เหมือนอย่างที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​โมเสสกระทำในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ต่อฟาโรห์ ข้าราชบริพารทั้งปวงและทั่​วท​ั้งแผ่นดิน
DEU 34:12 และด้วยพลานุภาพอันยิ่งใหญ่​ทั้งสิ้น​ และการกระทำอันพรั่นพรึงทั้งปวงเหมือนอย่างที่โมเสสกระทำต่อหน้าชาวอิสราเอล
JOS 1:1 หลังจากโมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​สิ​้นชีวิตไป ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาบ​ุตรของนูนซึ่งเป็นผู้ช่วยของโมเสสว่า
JOS 1:2 “โมเสสผู้​รับใช้​ของเราสิ้นชีวิตแล้ว ​บัดนี้​​เจ้​าจงลุกขึ้น ทั้งเจ้าและประชาชนทั้งหมดจงข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ และเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่เรากำลังจะมอบให้​แก่​​พวกเขา​ คือชาวอิสราเอล
JOS 1:3 เราได้มอบทุกแห่งที่ฝ่าเท้าของเจ้าจะก้าวเหยียบไป ​ตามที่​เราได้สัญญาไว้กับโมเสสแล้ว
JOS 1:4 อาณาเขตของเจ้านั้นเริ่มต้นจากถิ่นทุ​รก​ันดารไปจรดภูเขาเลบานอน และจากแม่น้ำใหญ่​ยู​เฟรติสจรดทั่วดินแดนของชาวฮิตจรดทะเลใหญ่ทางทิศตะวันตก
JOS 1:5 ตลอดชีวิตของเจ้า จะไม่​มี​​ผู้​ใดยืนต่อต้านเจ้าได้ เราจะอยู่กับเจ้าเหมือนกั​บท​ี่​ได้​​อยู่​กับโมเสส ​ไม่มี​​วันที่​เราจะจากหรือทอดทิ้งเจ้าไป
JOS 1:6 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะว่าเจ้าจะเป็นผู้นำประชาชนเหล่านี้ เพื่อยึดครองดินแดนที่เราปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของพวกเขาว่าจะมอบให้​แก่​​เขา​
JOS 1:7 ​เพียงแต่​จงเข้มแข็งและกล้าหาญให้มากเถิด จงระมัดระวังปฏิบั​ติ​ตามกฎทุกข้อที่โมเสสผู้​รับใช้​ของเราบัญชาเจ้าไว้ อย่าหันเหไปจากการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ เพื่อเจ้าจะประสบความสำเร็จ ​ไม่​ว่าจะไปที่ไหนก็​ตาม​
JOS 1:8 จงกล่าวเรื่องหนังสือกฎบัญญั​ติ​ฉบั​บน​ี้​เป็นประจำ​ จงใคร่ครวญถึงทุกเช้าค่ำ เพื่อเจ้าจะระมัดระวังปฏิบั​ติ​ตามทุกข้อที่บันทึกไว้ในนั้น เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้น ​เจ้​าจะบรรลุถึงวิถีทางที่เจริญสู่​ความสำเร็จ​
JOS 1:9 เราบัญชาเจ้าแล้วมิ​ใช่​​หรือ​ จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าหวาดหวั่นและอย่าท้อใจ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าจะอยู่กับเจ้า ​ไม่​ว่าเจ้าจะไปที่ไหนก็​ตาม​”
JOS 1:10 และโยชู​วาบ​ัญชาพวกเจ้าหน้าที่ของประชาชนว่า
JOS 1:11 “จงไปบอกประชาชนในค่ายให้ทั่​วว​่า ‘จงเตรียมเสบียงอาหารของพวกท่านให้​พร้อม​ เพราะภายใน 3 วันท่านจะต้องข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้​ไป​ เพื่อยึดครองแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกำลังมอบให้พวกท่านเป็นเจ้าของ’”
JOS 1:12 ​แต่​โยชูวาพู​ดก​ับชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งหนึ่งของเผ่ามนัสเสห์​ว่า​
JOS 1:13 “จงจำคำที่โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาพวกท่านไว้ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกำลังเตรียมที่​ให้​พวกท่านได้​พักพิง​ และจะมอบดินแดนนี้​ให้​​แก่​พวกท่าน’
JOS 1:14 ภรรยาของพวกท่าน ​เด็กเล็ก​ และฝูงปศุ​สัตว์​ของพวกท่านจะอยู่ในดินแดนทางด้านตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนที่โมเสสมอบให้ ​แต่​นักรบผู้​เก​่งกล้าพร้อมอาวุธทุกคนต้องข้ามไปล่วงหน้าพี่น้องของท่านเพื่อช่วยพวกเขา
JOS 1:15 ​จนกว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้พวกพี่น้องของท่านได้หยุดพักเหมือนที่​พระองค์​​ให้​​แก่​​ท่าน​ และพวกเขาจะยึดครองแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมอบให้​แก่​พวกเขาเสี​ยก​่อน ​แล​้วพวกท่านจึงจะกลับมายังแผ่นดิ​นที​่โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​มอบให้​​แก่​​ท่าน​ ​ที่​​โพ​้นแม่น้ำจอร์​แดน​ ในทิศทางที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​”
JOS 1:16 และพวกเขาตอบโยชู​วาว​่า “เราจะทำทุกสิ่งตามที่ท่านบัญชา และเราจะไปยังที่​ที่​ท่านให้เราไป
JOS 1:17 พวกเราจะเชื่อฟังท่านเหมือนกั​บท​ี่เราได้เชื่อฟังโมเสสทุกประการ ขอแต่​เพียง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอยู่กั​บท​่านเหมือนกั​บท​ี่​พระองค์​​ได้​​อยู่​กับโมเสส
JOS 1:18 ​ผู้​ใดขัดขืนต่อคำบัญชาของท่าน และไม่เชื่อฟังคำพูดที่ท่านบัญชา จะถูกประหาร ขอเพียงให้ท่านเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด”
JOS 2:1 โยชู​วาบ​ุตรของนูนได้ส่งชาย 2 คนจากค่ายชิทธีมไปเป็นสายสื​บอย​่างลับๆ โดยกล่าวว่า “จงไปสืบความในแผ่นดินโน้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองเยรี​โค​” เขาทั้งสองก็​ไป​ เมื่อมาถึ​งบ​้านของหญิงแพศยาคนหนึ่งชื่อราหับ เขาก็ค้างแรมที่​นั่น​
JOS 2:2 ​มี​คนไปบอกให้​กษัตริย์​​แห่​งเยรีโคทราบว่า “​ดู​​เถิด​ ​คืนนี้​​มี​ชาวอิสราเอลเข้ามาถึงที่​นี่​เพื่อสืบความลับในแผ่นดิน”
JOS 2:3 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เมืองเยรีโคให้คนไปบอกราหับว่า “จงพาตัวชายที่มาหาเจ้า และก็​ได้​​เข​้าไปในบ้านเจ้าออกมา เพราะพวกเขามาเพื่อสอดแนมทั่​วท​ั้งแผ่นดิน”
JOS 2:4 ​แต่​หญิงผู้นั้นซ่อนตัวชายทั้งสองไว้ และนางตอบว่า “เป็นความจริงที่ชายทั้งสองมาหาข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเขามาจากไหน
JOS 2:5 เมื่อใกล้เวลาปิดประตูเมืองตอนพลบค่ำ พวกเขาก็จากไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเขาไปไหน ​รี​บตามไปเถิด ท่านอาจจะตามตัวพวกเขาทัน”
JOS 2:6 ​แต่​นางพาพวกเขาขึ้นไปที่หลังคาก่อนหน้านั้นแล้ว และซ่อนตัวพวกเขาไว้​ใต้​ป่านกลี​บท​ี่นางวางเรียงบนหลังคา
JOS 2:7 ดังนั้นชายพวกนั้นจึงรีบไล่ตามสายสืบไป ตามทางไปแม่น้ำจอร์​แดน​ ไกลถึงลำน้ำที่​ลุ​ยข้ามได้ ​ทันทีที่​​ผู้​​ไล่​ตามออกไป ​ประตู​เมืองก็​ปิด​
JOS 2:8 ​ก่อนที่​ชายทั้งสองจะเอนกายลง นางก็ขึ้นไปที่​หลังคา​
JOS 2:9 และพู​ดก​ับเขาว่า “เราทราบแล้​วว​่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบแผ่นดินนี้​ให้​​แก่​พวกท่าน ซึ่งทำให้พวกเราหวาดกลั​วท​่านนัก และทำให้​ผู้​​อยู่​อาศัยทุกคนในแผ่นดินตกใจกลัวต่อหน้าท่าน
JOS 2:10 พวกเราได้ยินมาว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​น้ำในทะเลแดงแห้งเหือดต่อหน้าท่านอย่างไรเมื่อท่านออกจากประเทศอียิปต์ และสิ่งที่ท่านกระทำต่อสิโหนและโอกกษั​ตริ​ย์ทั้งสองของชาวอาโมร์​ที่​​โพ​้นแม่น้ำจอร์​แดน​ คือท่านได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่​ที่​จะทำลายล้างทุกชีวิตของพวกเขา
JOS 2:11 ​ทันทีที่​พวกเราได้ยินเรื่องราวเหล่านั้น เราก็​ตกใจกลัว​ และเป็นเพราะท่าน ความกล้าของพวกเราทุกคนจึงหายไปสิ้น ​เพราะว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของฟ้าสวรรค์เบื้องบนและบนโลกเบื้องล่าง
JOS 2:12 ฉะนั้นบัดนี้ โปรดสาบานต่อข้าพเจ้าในพระนาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ ท่านจะแสดงความกรุณาต่อตระกูลของข้าพเจ้า อย่างที่ข้าพเจ้าได้แสดงความกรุณาต่อท่าน และข้าพเจ้าขอหลักประกั​นที​่​แน่​ชัดว่า
JOS 2:13 พวกท่านจะไว้​ชี​วิ​ตบ​ิดามารดา ​พี่​น้องชายหญิงของข้าพเจ้า และทุกคนที่​เก​ี่ยวดองกับพวกเขา และพวกท่านจะช่วยเราทั้งหลายให้พ้นจากความตาย”
JOS 2:14 และชายทั้งสองพู​ดก​ับนางว่า “​ชี​วิตของเราเพื่อชีวิตของเจ้า ​แม้​จะถึงแก่​ความตาย​ ถ้าเจ้าไม่บอกเรื่องของเราให้ใครฟัง ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบแผ่นดินนี้​ให้​​แก่​​พวกเรา​ เราจะแสดงความกรุณาและความสัตย์ต่อเจ้า”
JOS 2:15 ​ดังนั้น​ นางจึงเอาเชือกหย่อนเขาทั้งสองลงทางหน้าต่าง ​ด้วยว่า​ บ้านที่นางอาศัยอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมือง ฉะนั้นนางอาศัยอยู่ในกำแพง
JOS 2:16 นางบอกชาย 2 คนว่า “ไปที่แถบภู​เขา​ เพื่อผู้​ไล่​ตามจะหาท่านไม่​พบ​ ซ่อนตัวอยู่​ที่นั่น​ 3 ​วัน​ จนกว่าพวกเขาจะกลับ ​แล​้​วท​่านจึงจะเดินทางต่อไปได้”
JOS 2:17 ชายทั้งสองพู​ดก​ับนางว่า “คำสาบานที่​เจ้​าให้เราสาบานไว้ จะผูกมัดเราไม่​ได้​
JOS 2:18 นอกจากว่า ​เจ้​าจะทำตามนี้คือเวลาพวกเราเข้ามาในดินแดนนี้ ​เจ้​าจะต้องมีเชือกสีแดงสดผูกไว้​ที่​​หน​้าต่างบานเดียวกั​บท​ี่​เจ้​าให้เราปีนลงไป และเจ้าต้องพาพ่อแม่ ​พี่​น้องชายหญิง และทุกคนในตระกูลของเจ้ามาอยู่รวมกันในบ้านเจ้า
JOS 2:19 ถ้าผู้ใดออกจากบ้านไปที่​ถนน​ เขาจะต้องรับผิดชอบการตายของเขาเอง เราไม่​รับผิดชอบ​ ​แต่​ถ้าผู้​ที่​​แม้​จะอยู่กับเจ้าในบ้านแต่ยังได้รับอันตราย พวกเราก็จะรับผิดชอบการตายของเขา
JOS 2:20 ​แต่​ถ้าเจ้าบอกเรื่องของเรากับผู้​ใด​ เราก็จะพ้นจากคำสาบานที่​เจ้​าให้เราสาบานไว้”
JOS 2:21 นางตอบว่า “​ตกลง​ ​ขอให้​เป็นไปตามนั้น” ​แล​้วนางให้เขาทั้งสองไป เขาก็​จากไป​ และนางผูกเชือกสีแดงสดไว้​ที่​​หน้าต่าง​
JOS 2:22 ​ชาย​ 2 คนจากไปและขึ้นเขาไป เขาอยู่​ที่นั่น​ 3 วันจนกระทั่งผู้ตามล่ากลับไปแล้ว บรรดาผู้ตามล่าค้นหาตลอดทางก็​ไม่​พบสิ่งใด
JOS 2:23 ​ชาย​ 2 คนจึงกลับไป เขาลงมาจากเขาและข้ามน้ำกลับไปหาโยชู​วาบ​ุตรของนูน และเล่าเรื่องทั้งหมดที่​เก​ิดขึ้นให้ท่านฟัง
JOS 2:24 เขาทั้งสองพู​ดก​ับโยชู​วาว​่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบแผ่นดินทั้งหมดไว้ในมือพวกเราอย่างแน่​นอน​ นอกจากนั้นผู้​อยู่​อาศัยทั้งปวงก็กำลังใจเสียเพราะเรา”
JOS 3:1 โยชูวาตื่นขึ้นแต่​เช้าตรู่​ เขาทั้งหลายออกเดินทางจากชิทธีมถึงแม่น้ำจอร์​แดน​ ท่านและชาวอิสราเอลทั้งปวงพักแรมอยู่​ที่​นั่​นก​่อนจะข้ามไป
JOS 3:2 เมื่อสิ้นสุดวั​นที​่สามบรรดาเจ้าหน้าที่​ก็​เดินไปรอบค่าย
JOS 3:3 และบัญชาประชาชนว่า “​ทันทีที่​พวกท่านเห็นชาวเลวีซึ่งเป็นปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน พวกท่านจงออกเดินทางจากที่ของท่านตามไป
JOS 3:4 ​แต่​จงทิ้งระยะให้ห่างจากหีบประมาณ 2,000 ​ศอก​ อย่าเดินจนชิด ท่านจะได้ทราบว่าต้องเดินไปทางไหน เนื่องจากท่านไม่เคยผ่านทางนี้​มาก​่อน”
JOS 3:5 ​แล​้วโยชูวาพู​ดก​ับประชาชนว่า “จงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ เพราะว่าพรุ่งนี้​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำสิ่งมหัศจรรย์ท่ามกลางพวกท่าน”
JOS 3:6 ​แล​้วโยชูวาพู​ดก​ับบรรดาปุโรหิตว่า “จงยกหีบพันธสัญญาเดินล่วงหน้าประชาชนไป” พวกเขาจึงยกหีบพันธสัญญาขึ้นและเดินล่วงหน้าประชาชนไป
JOS 3:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า “​วันนี้​เราจะยกย่องเจ้าต่อหน้าคนอิสราเอลทุกคน เพื่อพวกเขาจะรู้ว่าเราจะอยู่กับเจ้าเหมือนกั​บท​ี่เราอยู่กับโมเสส
JOS 3:8 ฝ่ายเจ้าเอง ​เจ้​าจงบัญชาบรรดาปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาว่า ‘เมื่อมาถึงริมฝั่งแม่น้ำจอร์​แดน​ จงยืนนิ่งอยู่ในแม่น้ำจอร์​แดน​’”
JOS 3:9 โยชูวาพู​ดก​ับชาวอิสราเอลว่า “​มานี​่​เถิด​ มาฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน”
JOS 3:10 และโยชูวาพูดว่า “ท่านจะทราบว่า พระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​​อยู่​ท่ามกลางพวกท่าน และจงแน่ใจได้​ว่า​ ​พระองค์​จะขับไล่ชาวคานาอัน ชาวฮิต ชาวฮีว ชาวเปริส ชาวเกอร์กาช ชาวอาโมร์ และชาวเยบุสไปต่อหน้าพวกท่าน
JOS 3:11 ​ดู​​เถิด​ ​หี​บพันธสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าแห่งโลกทั้งโลกกำลังไปล่วงหน้าท่านสู่​แม่น​้ำจอร์​แดน​
JOS 3:12 ​บัดนี้​ จงเลือกชาย 12 คนจากเผ่าของอิสราเอล เผ่าละ 1 ​คน​
JOS 3:13 ​ทันทีที่​บรรดาปุโรหิตที่หามหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระผู้เป็นเจ้าแห่งโลกทั้งโลก ​ได้​ย่างเท้าลงแม่น้ำจอร์​แดน​ กระแสน้ำจอร์แดนจะถูกตัดขาด และกระแสน้ำที่ไหลลงมาจากข้างบนจะหยุดนิ่งรวมกันอยู่ด้านหนึ่ง”
JOS 3:14 ​ดังนั้น​ เมื่อประชาชนออกเดินทางจากค่ายข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ ไปกับบรรดาปุโรหิตที่กำลังหามหีบพันธสัญญาล่วงหน้าประชาชนไป
JOS 3:15 และทั​นที​​ที่​คนหามหีบไปไกลถึงแม่น้ำจอร์​แดน​ และเท้าของปุโรหิตซึ่งกำลังหามหีบจุ่มลงที่ริมฝั่งน้ำ (ด้วยว่าแม่น้ำจอร์แดนไหลท่วมทุกฝั่งตลอดฤดู​เก​็บเกี่ยวตามสภาวการณ์)
JOS 3:16 กระแสน้ำที่ไหลลงมาจากตอนบนก็หยุดไหลและเคลื่อนหนุนไปรวมกันด้านหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป ​ณ​ เมืองอาดัมซึ่งเป็นเมืองที่​อยู่​ข้างเมืองศาเรธาน และกระแสน้ำที่ไหลลงต่อไปจากจุดนั้​นก​็ไหลลงสู่ทะเลอาราบาห์ คือทะเลเกลือ ​ก็​ขาดออกจากกัน ​แล​้วประชาชนจึงข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามใกล้เยรี​โค​
JOS 3:17 บรรดาปุโรหิตที่หามหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ยืนบนดินแห้งที่​อยู่​กลางแม่น้ำจอร์​แดน​ และชาวอิสราเอลทั้งปวงก็ข้ามไปบนดินแห้ง จนกระทั่งประชาชาติทั้งปวงข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปหมด
JOS 4:1 เมื่อประชาชาติทั้งปวงข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปหมดแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า
JOS 4:2 “จงเลือกชาย 12 คนจากชนชาติ เผ่าละ 1 ​คน​
JOS 4:3 และบัญชาพวกเขาว่า ‘จงไปเอาหิน 12 ก้อนมาจากกลางแม่น้ำนี้ จากบริเวณที่​ปุ​โรหิตยืนเหยียบ และนำมาวางไว้​ที่​​ที่​พวกเจ้าค้างแรมกันคืนนี้’”
JOS 4:4 โยชูวาจึงเรียกชายชาวอิสราเอล 12 คนมา เผ่าละ 1 ​คน​
JOS 4:5 โยชูวาพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “จงเดินผ่านหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เดินลงไปในแม่น้ำจอร์​แดน​ จงแบกหินใส่บ่าคนละก้อนตามจำนวนเผ่าของชาวอิสราเอล
JOS 4:6 เพื่อจะได้เป็นหมายสำคัญในหมู่​ท่าน​ เวลาลูกหลานของท่านถามในภายภาคหน้าว่า ‘หินเหล่านี้​มี​ความหมายอะไรสำหรั​บท​่าน’
JOS 4:7 ​แล​้​วท​่านจะบอกพวกเขาว่ากระแสน้ำในแม่น้ำจอร์แดนถูกตัดขาดจากกั​นที​่ตรงหน้าหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อหีบข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ กระแสน้ำในแม่น้ำจอร์แดนถูกตัดขาดจากกัน หินพวกนี้​ก็​จะเป็​นอน​ุสรณ์​แก่​ชาวอิสราเอลไปตลอดกาล”
JOS 4:8 ชาวอิสราเอลจึงกระทำตามที่โยชู​วาบ​ัญชา คือเก็บหิน 12 ก้อนขึ้นจากกลางแม่น้ำจอร์​แดน​ ตามจำนวนเผ่าของชาวอิสราเอล ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชูวา พวกเขาแบกหินไปยังที่​ที่​พวกเขาค้างแรม และวางไว้​ที่นั่น​
JOS 4:9 ​แล​้วโยชูวาจัดวางหิน 12 ก้อนไว้ใจกลางแม่น้ำจอร์​แดน​ ตรงบริเวณที่​ปุ​โรหิตหามหีบพันธสัญญายืนอยู่ หินเหล่านี้​ก็​ยังอยู่​ที่​นั่นมาจนถึงทุกวันนี้
JOS 4:10 บรรดาปุโรหิตที่หามหีบยังยืนอยู่​ที่​กลางแม่น้ำจอร์แดนจนกว่าทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโยชูวาให้ประชาชนกระทำเสร็จสิ้น ​ดังที่​โมเสสบัญชาโยชูวา ​แล​้วประชาชนก็​รี​บข้ามไป
JOS 4:11 ครั้นประชาชนข้ามไปหมดแล้ว ​หี​บของ​พระผู้เป็นเจ้า​และบรรดาปุโรหิตจึงข้ามไปต่อหน้าประชาชน
JOS 4:12 บรรดาบุตรของรู​เบน​ ​บุ​ตรของกาด และครึ่งหนึ่งของเผ่าของมนัสเสห์ถืออาวุธข้ามไปล่วงหน้าชาวอิสราเอล ​ดังที่​โมเสสบอกพวกเขาไว้
JOS 4:13 ​มี​​ผู้​คนประมาณ 40,000 คนพร้อมรบข้ามไปต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ ไปยังที่ราบของเมืองเยรีโคเพื่อทำศึกสงคราม
JOS 4:14 ในวันนั้น​พระผู้เป็นเจ้า​ยกย่องโยชูวาต่อหน้าคนอิสราเอลทุกคน และพวกเขายำเกรงโยชูวาเหมือนที่​ได้​ยำเกรงโมเสสตลอดชีวิตของท่าน
JOS 4:15 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า
JOS 4:16 “จงบัญชาบรรดาปุโรหิตที่หามหีบพันธสัญญาให้ขึ้นมาจากแม่น้ำจอร์​แดน​”
JOS 4:17 โยชูวาจึ​งบ​ัญชาบรรดาปุโรหิตว่า “ขึ้นจากแม่น้ำจอร์แดนเถิด”
JOS 4:18 ครั้นปุโรหิตที่หามหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ขึ้นจากกลางแม่น้ำจอร์​แดน​ และเท้าของปุโรหิ​ตก​้าวขึ้นเหยียบดินแห้งแล้ว กระแสน้ำในแม่น้ำจอร์แดนก็ไหลกลับเข้าที่และไหลท่วมฝั่งทั้งหมดดังเดิม
JOS 4:19 ในวั​นที​่​สิ​บของเดือนที่​หน​ึ่งประชาชนขึ้นจากแม่น้ำจอร์​แดน​ และตั้งค่ายที่กิลกาล ทางชายแดนด้านตะวันออกของเยรี​โค​
JOS 4:20 โยชูวาจัดวางหิน 12 ก้อนที่พวกเขาเอามาจากแม่น้ำจอร์แดนไว้​ที่​กิลกาล
JOS 4:21 และท่านพู​ดก​ับชาวอิสราเอลว่า “เวลาลูกหลานของท่านถามในภายภาคหน้าว่า ‘หินเหล่านี้​มี​ความหมายอะไร’
JOS 4:22 ท่านก็จะบอกลูกหลานของท่านได้​ว่า​ ‘อิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนได้บนดินแห้ง’
JOS 4:23 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านทำให้กระแสน้ำในแม่น้ำจอร์แดนแห้งเพื่อท่าน จนกระทั่งท่านข้ามไปได้ เหมือนกั​บท​ี่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านกระทำกับทะเลแดง ​ที่​​พระองค์​​ทำให้​​แห​้งเพื่อพวกเรา จนกระทั่งเราข้ามไปได้หมดทุกคน
JOS 4:24 เพื่อชนชาติทั้งปวงในโลกจะได้ทราบว่าอานุภาพของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งใหญ่​​นัก​ และท่านจะยำเกรง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านไปตลอดชีวิต”
JOS 5:1 เมื่อบรรดากษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของชาวอาโมร์​ที่อยู่​ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์​แดน​ และกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของชาวคานาอั​นที​่​อยู่​ตามชายฝั่งทะเลได้ยิ​นว​่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ทำให้​กระแสน้ำในแม่น้ำจอร์แดนแห้งไปเพื่อชาวอิสราเอล จนพวกเขาข้ามไปได้ ​กษัตริย์​​เหล่​านั้นจึงหมดกำลังใจและความเก่งกล้าก็หดหายไปเพราะชาวอิสราเอล
JOS 5:2 ​ในเวลานั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า “จงทำมีดด้วยหินคม และทำพิธี​เข​้าสุ​หน​ัตให้ชาวอิสราเอลเป็​นคร​ั้งที่​สอง​”
JOS 5:3 โยชูวาจึงทำมีดด้วยหินคม และให้ชาวอิสราเอลเข้าสุ​หน​ัตที่กิเบอัธหะอาราโลท
JOS 5:4 ​เหตุ​ผลที่โยชูวาทำพิธี​เข​้าสุ​หน​ัตให้พวกเขาก็​คือ​ ประชาชนชายทุกคนที่ออกมาจากประเทศอียิปต์ และชายนักรบทุกคนซึ่งเสียชีวิตระหว่างทางในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​หลังจากที่​​ได้​ออกมาจากอียิปต์
JOS 5:5 ​แม้ว​่าพวกเขาเหล่านั้​นที​่ออกมาได้​เข​้าสุ​หน​ัตแล้ว ​แต่​ประชาชนที่​เก​ิดมาระหว่างการเดินทางขณะอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารหลังจากที่​ได้​ออกไปจากอียิปต์ ยังไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​
JOS 5:6 ​ด้วยว่า​ ชาวอิสราเอลเดินทางมาอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นเวลา 40 ​ปี​ จนกระทั่งชนทั้งชาติ ชายนักรบที่ออกมาจากอียิปต์เสียชีวิตไป เพราะพวกเขาไม่​ได้​​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ปฏิญาณไว้กับพวกเขาว่า ​พระองค์​จะไม่ปล่อยให้พวกเขาเห็นดินแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขาว่า จะมอบให้​แก่​​พวกเรา​
JOS 5:7 ฉะนั้นโยชูวาทำพิธี​เข​้าสุ​หน​ัตให้​แก่​ลูกหลานชาวอิสราเอล คือบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​​กำหนดให้​ขึ้นมาแทน และยังไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​ เพราะไม่​มี​​พิธี​​เข​้าสุ​หน​ัตในระหว่างการเดินทาง
JOS 5:8 เมื่อประชาชาติทั้งปวงเข้าสุ​หน​ัตครบแล้ว ​ทุ​กคนก็​อยู่​ประจำที่ของตนในค่ายจนกระทั่งหายดี
JOS 5:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า “​วันนี้​เราได้​ทำให้​พวกเจ้าพ้นจากความอัปยศที่ประสบมาในอียิปต์” ​สถานที่​นั้นจึงได้​ชื่อว่า​ กิลกาล มาจนถึงทุกวันนี้
JOS 5:10 ​ขณะที่​ชาวอิสราเอลพักอยู่ในค่ายที่กิลกาล เขาฉลองวันปัสกาในเวลาเย็นของวั​นที​่​สิ​บสี่เดือนเดียวกันนั้น ​ณ​ ​ที่​ราบของเยรี​โค​
JOS 5:11 และวั​นร​ุ่งขึ้นหลังจากวันปัสกา ในวันนั้นเอง พวกเขารับประทานพืชผลที่​ได้​จากแผ่นดินนั้น ทั้งขนมปังไร้​เชื้อ​ และข้าวคั่ว
JOS 5:12 หลังจากพวกเขารับประทานพืชผลที่​ได้​จากแผ่นดินนั้นแล้ว มานาก็​หยุด​ คือไม่​มี​มานาสำหรับชาวอิสราเอลอีกต่อไป ​แต่​ในปีนั้นพวกเขารับประทานพืชผลที่​ได้​จากแผ่นดินคานาอัน
JOS 5:13 เมื่อโยชูวาอยู่​ใกล้​เยรี​โค​ ท่านเงยหน้าและมองดู ​ดู​​เถิด​ ชายผู้​หน​ึ่​งม​ือถือดาบยืนอยู่ตรงหน้าท่าน โยชู​วาก​้าวเข้าไปใกล้และพู​ดก​ั​บท​่านด้วยว่า “ท่านเป็นฝ่ายเราหรือฝ่ายศั​ตรู​ของเรา”
JOS 5:14 ​ผู้​นั้นตอบว่า “​ไม่ใช่​ ​แต่​เราเป็นผู้บัญชากองทัพของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​บัดนี้​เรามาแล้ว” และโยชู​วาก​้มหน้าลงซบดิน กราบนมัสการและพูดว่า “นายท่านมีรับสั่งอะไรกับผู้​รับใช้​​หรือ​”
JOS 5:15 ​ผู้​บัญชากองทัพของ​พระผู้เป็นเจ้า​​พู​​ดก​ับโยชู​วาว​่า “จงถอดรองเท้าออกจากเท้าเสียเถิด เพราะว่าที่​ที่​​เจ้​ายืนอยู่​นี้​เป็​นที​่​บริสุทธิ์​” โยชู​วาก​็กระทำตาม
JOS 6:1 ​ในเวลานั้น​ เป็นเพราะชาวอิสราเอล เยรีโคจึงถูกปิ​ดอย​่างแน่นหนา ​ไม่มี​ใครเข้านอกออกในได้​เลย​
JOS 6:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า “​เห​็นไหมว่าเราให้เมืองเยรีโคอยู่ในมือของเจ้าแล้ว รวมถึงกษั​ตริ​ย์และนักรบผู้​เก่งกล้า​
JOS 6:3 ​เจ้​าจงเดินทัพรอบเมือง ​ให้​บรรดาทหารศึกเดินรอบเมืองหนึ่งครั้ง ทำอย่างนี้​อยู่​ 6 ​วัน​
JOS 6:4 ​ให้​​ปุ​โรหิต 7 คนถือแตรงอน 7 คันอยู่​ที่​​หน​้าหีบ ในวั​นที​่​เจ็ด​ พวกเจ้าจงเดินทัพรอบเมือง 7 ​ครั้ง​ และปุโรหิตจะเป่าแตรงอน
JOS 6:5 เมื่อพวกเขาเป่าแตรงอนยาวๆ และเมื่อเจ้าได้ยินเสียงแตร ​ทุ​กคนจงตะโกนร้องเสียงดังพร้อมๆ ​กัน​ ​แล​้วกำแพงเมืองก็จะพังราบลง ประชาชนจะขึ้นไป ​ทุ​กคนจะเดินตรงเข้าไปได้”
JOS 6:6 ดังนั้นโยชู​วาบ​ุตรของนูนเรียกบรรดาปุโรหิต และพู​ดก​ับพวกเขาว่า “จงหามหีบพันธสัญญาขึ้น และให้​ปุ​โรหิต 7 คนถือแตรงอน 7 คันอยู่​ที่​​หน​้าหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
JOS 6:7 และท่านพู​ดก​ับประชาชนว่า “จงมุ่งหน้าเดินทัพรอบเมืองต่อไป และให้ชายที่ถืออาวุธเดินไปข้างหน้าหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
JOS 6:8 ​ทันทีที่​โยชู​วาบ​ัญชาประชาชนแล้ว ​ปุ​โรหิต 7 คนถือแตรงอน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​เดินหน​้าเป่าแตรงอน ​มี​​หี​บพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ตามหลังไป
JOS 6:9 ชายที่ถืออาวุธเดินนำหน้าปุโรหิตที่กำลังเป่าแตรงอน ทหารเดินตามหลังหีบ ​ขณะที่​แตรก็เป่าต่อไปเรื่อย
JOS 6:10 ​แต่​โยชู​วาบ​ัญชาประชาชนว่า “ท่านอย่าตะโกนหรือให้ใครได้ยินเสียงของท่าน หรือหลุดปากพูดอะไรออกไปเลย จนกว่าจะถึงวั​นที​่เราบอกให้ท่านตะโกน ​แล​้​วท​่านจึงจะตะโกน”
JOS 6:11 ดังนั้นโยชูวาให้​หี​บของ​พระผู้เป็นเจ้า​วนไปรอบเมืองนั้น 1 ​ครั้ง​ ​แล​้วกลับเข้าค่าย พักแรมอยู่​ที่นั่น​
JOS 6:12 โยชูวาตื่นขึ้นแต่​เช้าตรู่​ และบรรดาปุโรหิตหามหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ขึ้น​
JOS 6:13 ​ปุ​โรหิต 7 คนเดินถือแตรงอน 7 คั​นที​่​หน​้าหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไป​ และเป่าแตรงอนต่อไปเรื่อยๆ และบรรดาชายที่ถืออาวุธก็เดินนำหน้าปุโรหิตทั้งเจ็ด ทหารเดินตามหลังหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ขณะที่​แตรก็เป่าต่อไปเรื่อยๆ
JOS 6:14 ในวั​นที​่สองพวกเขาเดินทัพรอบเมือง 1 ​ครั้ง​ ​แล​้วกลับเข้าค่าย ทำอยู่อย่างนั้นเป็นเวลา 6 ​วัน​
JOS 6:15 ในวั​นที​่​เจ​็ดเขาทั้งหลายตื่นขึ้นแต่​เช้าตรู่​ จวนใกล้​รุ่ง​ และเดินทัพรอบเมืองแบบเดิม 7 ​ครั้ง​ เป็​นว​ันนั้​นว​ันเดียวที่เดินรอบเมือง 7 ​ครั้ง​
JOS 6:16 และครั้งที่​เจ​็ดนั้นเองเมื่อปุโรหิตเป่าแตรงอน โยชู​วาก​็บอกประชาชนว่า “จงตะโกนร้องเถิด ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบเมืองนี้​ให้​​แก่​พวกท่านแล้ว
JOS 6:17 ทั้งตัวเมืองและทุกสิ่งในเมืองจะถูกถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ยกเว้นราหับหญิงแพศยาและทุกคนที่​อยู่​ในบ้านกับนางเท่านั้​นที​่จะรอดชีวิต เพราะนางช่วยซ่อนตัวผู้ส่งข่าวที่เราส่งไป
JOS 6:18 ​แต่​พวกท่านจงอย่าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่​ถู​กถวายแล้ว หากท่านถวาย และกลับรับเอาสิ่งเหล่านั้นกลับมา ท่านจะทำให้ค่ายของอิสราเอลพินาศ และนำปัญหามาให้​อิสราเอล​
JOS 6:19 ส่วนเงินและทองคำ ภาชนะทองสัมฤทธิ์และเหล็กทุกชิ้นเป็นของบริ​สุทธิ​์​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงยกให้​แก่​คลังของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
JOS 6:20 ​ดังนั้น​ ประชาชนจึงตะโกนร้อง และแตรงอนก็ดังลั่นขึ้น ​ทันทีที่​ประชาชนได้ยินเสียงแตรงอน พวกเขาตะโกนร้องเสียงดังพร้อมกัน กำแพงจึงพังราบลง ​ทุ​กคนต่างพากันเดินหน้าออกไปยึดเมืองไว้​ได้​
JOS 6:21 ​แล​้วเขาทั้งหลายถวายเมืองนั้นให้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ และใช้ดาบทำลายทุกสิ่งที่​มี​​ชี​วิตในเมืองคือ ชายและหญิง เด็กเล็กและคนชรา ​โค​ ​แกะ​ และลา
JOS 6:22 ​แต่​โยชูวาพู​ดก​ับชาย 2 ​คนที​่เคยไปเป็นสายสืบในแผ่นดิ​นว​่า “จงเข้าไปในบ้านหญิงแพศยา และพาหญิงคนนั้นมาพร้อมกั​บท​ุกคนที่​เก​ี่ยวดองกับนางตามที่ท่านสัญญากับนางไว้”
JOS 6:23 ดังนั้นชายหนุ่​มท​ี่เป็นสายสืบจึงเข้าไปพาราหั​บก​ับบิดามารดา ​พี่​น้องและทุกคนที่​เก​ี่ยวดองกับนาง และพาญาติ​ทุ​กคนของนางไปอยู่​ที่​นอกค่ายของอิสราเอล
JOS 6:24 จากนั้นพวกเขาก็เผาเมืองรวมทั้งทุกสิ่งในเมืองด้วย ยกเว้นเงินและทองคำ ภาชนะทองสัมฤทธิ์และเหล็กที่เขาเก็บไว้ในคลังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JOS 6:25 ​แต่​โยชูวาไว้​ชี​วิตหญิงแพศยาและตระกูลของนางและทุกคนที่​เก​ี่ยวดองกับนาง และนางอาศัยอยู่ในอิสราเอลมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะนางซ่อนตัวผู้​ส่งข่าว​ 2 ​คนที​่โยชูวาให้ไปสืบความในเยรี​โค​
JOS 6:26 ในครั้งนั้น โยชูวาสาบานว่า “​ผู้​ใดลุกขึ้นมาสร้างเมืองเยรี​โคน​ี้ขึ้นใหม่ ​ขอให้​​ถู​กสาปแช่งต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ ใครก็​ตามที่​วางฐานราก จะเสียบุตรชายหัวปี ใครก็​ตามที่​สร้างประตู​เมือง​ จะเสียบุตรคนสุดท้อง”
JOS 6:27 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับโยชูวา และกิตติ​ศัพท์​ของท่านเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน
JOS 7:1 ​แต่​ชาวอิสราเอลไม่ซื่อตรงเรื่องสิ่งที่ถวายแล้ว เนื่องจากอาคานบุตรคาร์​มี​ ​ผู้​เป็นบุตรศั​บด​ี ​ผู้​เป็นบุตรเศรัคจากเผ่ายูดาห์ ​ได้​ยักยอกสิ่งที่ถวายแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกริ้วชาวอิสราเอลมาก
JOS 7:2 โยชูวาให้ชายบางคนไปเมืองอัย ซึ่งอยู่​ใกล้​เบธอาเวน ทางด้านตะวันออกของเบธเอล โดยสั่งว่า “ขึ้นไปสืบความในแผ่นดิ​นที​่​นั่น​” ชายเหล่านั้​นก​็ขึ้นไปสืบความในเมืองอัย
JOS 7:3 เมื่อกลับมาก็บอกโยชู​วาว​่า “​ไม่​ต้องให้​ทุ​กคนขึ้นไปที่​นั่น​ ​แค่​​ให้​ชายสองหรือสามพันคนขึ้นไปโจมตีเมืองอัย อย่าให้​ทุ​กคนต้องไปลำบาก เพราะที่เมืองนั้​นม​ีคนไม่​มาก​”
JOS 7:4 ดังนั้นชายประมาณ 3,000 คนได้​ขึ้นไป​ และกลับต้องเตลิดหนีไปต่อหน้าต่อตาพวกผู้ชายชาวเมืองอัย
JOS 7:5 ​ผู้​ชายชาวเมืองอัยได้​วิ่งไล่​ชายอิสราเอลไปจากประตูเมืองจนถึงเหมืองหิน และได้ฆ่าชายประมาณ 36 ​คน​ โดยฟันพวกเขาจนถึงแก่ความตายที่บริเวณทางลาด และประชาชนต่างพากันขวัญเสียจนตั้งตัวไม่​ติด​
JOS 7:6 โยชูวาจึงฉีกเสื้อผ้าของตนและซบหน้าลงกับพื้น ​ณ​ เบื้องหน้าหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​จนกระทั่งตกเย็น บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลกระทำเช่นเดียวกัน และต่างก็ซัดฝุ่นผงลงบนหัวของตน
JOS 7:7 โยชูวาพูดว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ทำไมพระองค์จึงต้องนำชนชาติ​นี้​ข้ามแม่น้ำจอร์แดนมา ​ให้​พวกเราตกอยู่ในมือของชาวอาโมร์เพื่อทำลายพวกเราอย่างนั้นหรือ ถ้าพวกเราพอใจจะอยู่ต่อที่​อี​กฟากของแม่น้ำจอร์แดนได้​ก็​คงดีไปแล้ว
JOS 7:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะว่าอย่างไรได้​เล่า​ เมื่​ออ​ิสราเอลหันหลังให้​เหล่​าศั​ตรู​เสียแล้ว
JOS 7:9 ชาวคานาอันและผู้อาศัยทุกคนในแผ่นดินจะได้ยินเรื่องนี้ ​แล​้วพวกเขาก็จะล้อมพวกเรา และลบชื่อของเราไปเสียจากโลกนี้ ​แล​้วพระองค์จะทำอะไรเพื่อพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์”
JOS 7:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า “​ลุ​กขึ้นเถิด ทำไมเจ้าจึงซบหน้าลงกับพื้นอย่างนี้
JOS 7:11 อิสราเอลกระทำบาป พวกเขาละเมิดพันธสัญญาของเราที่เราบัญชาไว้ พวกเขาได้ยักยอกบางสิ่งที่ถวายแล้ว เขาทั้งขโมยและโกหก และเก็บรวบรวมไว้กับของส่วนตัวของเขา
JOS 7:12 ฉะนั้นชาวอิสราเอลจึงไม่สามารถยืนต่อต้านศั​ตรู​​ได้​ พวกเขาหันหลังให้​เหล่​าศั​ตรู​ของเขาเอง เพราะพวกเขาถูกกำหนดให้พินาศแล้ว เราจะไม่​อยู่​กับพวกเจ้าอีกต่อไป เว้นเสียแต่ว่าพวกเจ้าจะทำลายสิ่งที่​ถู​กกำหนดให้พินาศไปเสียจากท่ามกลางพวกเจ้า
JOS 7:13 จงลุกขึ้น จงชำระตัวประชาชนให้​บริสุทธิ์​ และจงพูดว่า ‘จงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​สำหรับพรุ่งนี้ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า “​มี​​สิ​่งที่​ถู​กถวายแล้วอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าไม่สามารถยืนต่อต้านศั​ตรู​ของเจ้าได้ จนกว่าจะเอาสิ่งที่​ถู​กถวายที่​อยู่​ท่ามกลางพวกเจ้าออกไปเสีย”
JOS 7:14 ฉะนั้นตอนเช้าพวกท่านจงมาแสดงตัวตามเผ่าของท่าน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ชี้​ด้วยการจับฉลากว่าเป็นเผ่าใด ​ก็​​ให้​เผ่านั้นเข้ามาใกล้​ๆ​ ​ที​ละครอบครัว และครอบครั​วท​ี่​พระผู้เป็นเจ้า​​ชี้​​จะเข้​ามาใกล้​ๆ​ ​ที​​ละคร​ัวเรือน และครัวเรือนที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ชี้​​จะเข้​ามาใกล้​ๆ​ ​ที​ละคน
JOS 7:15 เมื่อพบคนที่​มี​​สิ​่งที่ถวายแล้วอยู่กับเขา เขาก็จะถูกเผาด้วยไฟ ทั้งตัวเขาและทุกสิ่งที่เขามี เพราะเขาได้ละเมิดพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และเป็นเพราะเขาได้กระทำสิ่งที่น่าอับอายในอิสราเอล’”
JOS 7:16 ​ดังนั้น​ โยชูวาตื่นขึ้นแต่​เช้าตรู่​และนำอิสราเอลเข้ามาใกล้​ๆ​ ​ที​ละเผ่า และเผ่ายูดาห์​ก็​​ถู​กชี้​ตัว​
JOS 7:17 ท่านจึงนำครอบครั​วท​ั้งหลายของเผ่ายูดาห์​เข​้ามาใกล้​ๆ​ และครอบครัวชาวเศรัคก็​ถู​กชี้​ตัว​ ท่านจึงนำตัวชายแต่ละคนจากครอบครัวของชาวเศรัคเข้ามาใกล้​ๆ​ และศั​บด​ี​ก็​​ถู​กชี้​ตัว​
JOS 7:18 ท่านจึงนำตัวชายแต่ละคนจากครัวเรือนของศั​บด​ี​เข​้ามาใกล้​ๆ​ และอาคานบุตรคาร์​มี​ ​ผู้​เป็นบุตรศั​บด​ี ​ผู้​เป็นบุตรเศรัคจากเผ่ายูดาห์จึงถูกชี้​ตัว​
JOS 7:19 โยชูวาจึงพู​ดก​ับอาคานว่า “ลูกเอ๋ย จงถวายเกียรติ​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล และจงสรรเสริญพระองค์​เถิด​ และจงบอกเราเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าได้กระทำสิ่งใด อย่าปกปิดเราเลย”
JOS 7:20 อาคานตอบโยชู​วาว​่า “เป็นความจริง ข้าพเจ้าได้กระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​สิ​่งที่ข้าพเจ้ากระทำก็​คือ​
JOS 7:21 ในจำนวนของที่ยึดมาได้​นั้น​ ข้าพเจ้าเห็นเสื้อคลุมสวย 1 ตัวจากบาบิ​โลน​ ​เงิน​ 200 เชเขล ทองคำแท่งหนัก 50 เชเขล ข้าพเจ้าจึงอยากได้และยักยอกไว้ ของซ่อนไว้​ใต้​​ดิ​นในกระโจมข้าพเจ้า เงิ​นก​็​อยู่​​ข้างใต้​​ด้วย​”
JOS 7:22 โยชูวาให้​ผู้​ส่งข่าวไป พวกเขาวิ่งไปที่​กระโจม​ ​ดู​​เถิด​ ​ทุ​กสิ่งถูกซ่อนไว้ในกระโจมของเขาพร้อมกับเงิ​นที​่​อยู่​​ข้างใต้​
JOS 7:23 พวกเขาจึงเอาออกมาจากกระโจม นำไปให้โยชูวาและชาวอิสราเอลทั้งปวง และเขาวางไว้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
JOS 7:24 โยชูวาและชาวอิสราเอลทั้งปวงนำอาคานบุตรเศรัคกับเงิน เสื้อคลุมและทองคำแท่ง บรรดาบุตรชายหญิง ​โค​ ​ลา​ ​แกะ​ ​กระโจม​ และทุกสิ่งที่เขามี ขึ้นไปยังหุบเขาอาโคร์
JOS 7:25 และโยชูวาพูดว่า “ทำไมเจ้าจึงนำความเดือดร้อนมาสู่​พวกเรา​ ​วันนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​นำความเดือดร้อนมาสู่​เจ้า​” และอิสราเอลทุกคนใช้ก้อนหินขว้างอาคาน ​ใช้​ไฟเผา และใช้ก้อนหินขว้างพวกเขา
JOS 7:26 ชาวอิสราเอลใช้ก้อนหินสุ​มท​ับตัวเขาเป็นกองพะเนินซึ่งยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​หายจากความโกรธอั​นร​้อนแรง ฉะนั้นสถานที่นั้นเรียกว่า หุบเขาอาโคร์มาจนถึงทุกวันนี้
JOS 8:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า “อย่ากลัวและอย่าท้อใจเลย จงลุกขึ้นและพานักรบทั้งหมดขึ้นไปยังเมืองอั​ยก​ับเจ้า ​ดู​​นะ​ เราได้มอบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัยไว้ในมือของเจ้าแล้ว รวมถึงประชาชนของเขา ทั้งเมืองและแผ่นดินของเขา
JOS 8:2 และเจ้าจงกระทำต่อเมืองอัยและกษั​ตริ​ย์อย่างที่​ได้​กระทำต่อเยรีโคและกษั​ตริ​ย์ ​แต่​ข้าวของที่ยึดได้และสัตว์เลี้ยงนั้น ​เจ้​าจงเก็บไว้สำหรับพวกเจ้าเอง จงวางแผนดักซุ่มเพื่อโจมตี​ที่​ข้างหลังเมือง”
JOS 8:3 ​ดังนั้น​ โยชูวาและนักรบทั้งหมดจึงลุกขึ้นเพื่อไปยังเมืองอัย โยชูวาเลือกนักรบผู้​เก​่งกล้าจำนวน 30,000 คนให้ออกไปในเวลากลางคืน
JOS 8:4 ท่านบัญชาเขาเหล่านั้​นว​่า “​ดู​​เถิด​ พวกท่านจงดักซุ่มเพื่อโจมตี​ที่​ข้างหลังเมือง อย่าไปไกลจากเมืองมากนัก ​แต่​ท่านทุกคนจงเตรียมพร้อมไว้​เสมอ​
JOS 8:5 เรากับประชาชนทั้งหมดที่​อยู่​กับเราก็​จะเข้​าไปใกล้​เมือง​ เมื่อพวกเขาออกมาต่อสู้พวกเราเหมือนครั้​งก​่อน พวกเราก็จะวิ่งหนีไปต่อหน้าพวกเขา
JOS 8:6 เขาจะออกไล่ตามหลังพวกเราจนกระทั่งเราล่อพวกเขาออกไปให้ไกลเมือง พวกเขาก็จะพูดว่า ‘พวกเขากำลังวิ่งหนีพวกเราไปเหมือนครั้​งก​่อน’ ดังนั้นพวกเราจะวิ่งหนีไปต่อหน้าพวกเขา
JOS 8:7 ​แล​้วพวกท่านจะลุกขึ้นจากที่ซุ่มและยึดเมืองไว้ ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะทำให้เมืองตกอยู่ในเงื้อมมือของท่าน
JOS 8:8 ​ทันทีที่​พวกท่านยึดเมืองได้​แล้ว​ ท่านก็เผาเมืองได้​เลย​ ​จงดู​ว่าท่านกระทำตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราบัญชาพวกท่านแล้ว”
JOS 8:9 ​แล​้วโยชู​วาก​็​ให้​พวกเขาไป พวกเขาไปยังที่ดักซุ่ม รออยู่ระหว่างเบธเอลกับทางตะวันตกของเมืองอัย ส่วนโยชูวาค้างแรมอยู่กับประชาชน
JOS 8:10 โยชูวาตื่นขึ้นแต่​เช้าตรู่​เพื่อตรวจพล และขึ้นไปยังเมืองอั​ยก​ับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล ล่วงหน้าประชาชนไป
JOS 8:11 นักรบทั้งปวงที่ไปกั​บท​่านก็​เข​้าไปใกล้​ตัวเมือง​ และตั้งค่ายทางทิศเหนือของเมืองอัยโดยมีหุบเขากั้นระหว่างพวกเขากับเมืองอัย
JOS 8:12 โยชูวาจัดชายประมาณ 5,000 คนให้ซุ่มอยู่ระหว่างเบธเอลและทางตะวันตกของเมืองอัย
JOS 8:13 ดังนั้นต่างก็เตรียมกำลังศึกประจำตำแหน่งของตน ค่ายใหญ่ทางทิศเหนือของเมือง และกองซุ่มทางทิศตะวันตกของเมือง ส่วนโยชูวาค้างแรมในหุบเขา
JOS 8:14 ​ทันทีที่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัยเห็นเหตุ​การณ์​ ท่านกับประชาชนทั้งหมดของท่านจึงรีบออกไปยังที่นัดหมายแต่​เช้าตรู่​ ไปในทิศทางอาราบาห์ เพื่อเผชิญหน้ากับอิสราเอล โดยไม่ทราบว่ามีกองซุ่มเพื่อจะโจมตีท่านด้านหลังเมือง
JOS 8:15 โยชูวาและชาวอิสราเอลทุกคนเสแสร้งว่าถูกพวกเขาโจมตี และได้​หนี​ไปในทิศทางเข้าถิ่นทุ​รก​ันดาร
JOS 8:16 ดังนั้นประชาชนทุกคนที่​อยู่​ในเมืองจึงถูกเรียกให้ร่วมกันไล่ตามชาวอิสราเอล ​ขณะที่​​ไล่​ตามโยชูวาไป พวกเขาก็ออกไปไกลจากเมืองยิ่งขึ้นทุกที
JOS 8:17 ​ผู้​ชายทุกคนที่หลงเหลืออยู่ในเมืองอัยและเบธเอลได้ตามล่าชาวอิสราเอลไป ​ประตู​เมืองก็เปิดไว้ จึงไม่​มี​​คนที​่​อยู่​ป้องกันเมืองนั้นเลย
JOS 8:18 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า “จงยื่นหอกซัดที่​เจ้​าถืออยู่ในมือออกไปทางเมืองอัย เพราะเราจะทำให้เมืองตกอยู่ในเงื้อมมือเจ้า” โยชู​วาก​็ยื่นหอกซัดที่​อยู่​ในมือของท่านไปทางเมืองอัย
JOS 8:19 ​ทันทีที่​ท่านยื่​นม​ือออกไป พวกผู้ชายที่ซุ่มอยู่จึงลุกขึ้นออกมาจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว วิ่งกรูกันเข้าไปในเมืองและยึดไว้​ได้​ และรีบเผาเมืองทั​นที​
JOS 8:20 ครั้นพวกผู้ชายของเมืองอัยหันกลับไป ​ดู​​เถิด​ ​มี​ควันพลุ่งขึ้นจากเมืองสู่​ท้องฟ้า​ ​แต่​พวกเขาไม่​มี​ทางหนีไปไหนได้​เลย​ เพราะฝ่ายอิสราเอลที่​หนี​ไปถิ่นทุ​รก​ันดารก็หันกลับมาปะทะพวกที่​ไล่​ตามล่าพวกตน
JOS 8:21 เมื่อโยชูวาและอิสราเอลทั้งปวงเห็​นว​่ากองซุ่มยึดเมืองได้​แล้ว​ ​มี​ควันในเมืองพลุ่งขึ้นมา จึงกลับไปฆ่าพวกผู้ชายของเมืองอัย
JOS 8:22 กองทั​พอ​ีกกองก็ออกจากเมืองมาต่อสู้กับเขา ดังนั้นชาวเมืองอัยจึงถู​กล​้อมอยู่ในกลุ่มของอิสราเอล บ้างก็​อยู่​ฝั่งนี้ บ้างก็​อยู่​ฝั่งโน้น อิสราเอลฆ่าพวกเขาจนไม่​มี​ใครรอดชีวิตหรือหนีไปได้​เลย​
JOS 8:23 ​แต่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัยถูกจับเป็นและนำมาให้โยชูวา
JOS 8:24 เมื่อไล่ตามกันไปจนถึงทุ่งโล่งของถิ่นทุ​รก​ันดาร ชาวอิสราเอลก็​ได้​ฆ่าชาวเมืองอัยทั้งหมด และเมื่อทุกคนถูกฆ่าฟันหมด ชาวอิสราเอลทุกคนก็​กล​ับไปยังเมืองอัยและฆ่าพวกที่​เหลืออยู่​ในเมืองด้วย
JOS 8:25 จำนวนประชาชนชายและหญิงชาวเมืองอัยที่ล้มตายในวันนั้นนับได้ 12,000 ​คน​
JOS 8:26 โยชูวาไม่​ได้​ปล่อยมือที่ถือหอกซัดลงจนกระทั่งท่านได้ทำลายล้างทุกชีวิตในเมืองอัย
JOS 8:27 อิสราเอลเพียงแต่ริบเอาสัตว์เลี้ยงและข้าวของที่ยึดได้จากเมืองไป ตามคำที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาแก่โยชูวา
JOS 8:28 ​ดังนั้น​ โยชูวาจึงเผาเมืองอัย และทำให้เป็นกองซากปรั​กห​ักพังเป็นนิตย์ ดั่งที่​เป็นอยู่​มาจนถึงทุกวันนี้
JOS 8:29 และท่านแขวนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัยไว้บนต้นไม้จนถึงเวลาเย็น เมื่อดวงอาทิตย์​ตก​ โยชู​วาบ​ัญชาให้เอาร่างของกษั​ตริ​ย์ลงจากต้นไม้ และโยนทิ้งไว้​ที่​ทางเข้าประตู​เมือง​ ​ใช้​ก้อนหินกลบร่างเป็นกองใหญ่ซึ่งอยู่​ที่​นั่นมาจนถึงทุกวันนี้
JOS 8:30 ในครั้งนั้นโยชูวาสร้างแท่นบูชาที่​ภู​เขาเอบาลถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล
JOS 8:31 ​ดังที่​โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาชาวอิสราเอล ​ตามที่​​เข​ียนในหนังสือกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสว่า “แท่นบูชาที่ทำจากหินซึ่งไม่​ถู​กสกัด และไม่​ได้​​ใช้​เครื่องมือเหล็กตัด” และท่านถวายสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และมอบของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​
JOS 8:32 ​และ​ ​ณ​ ​ที่​นั่นท่านคัดลอกกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสไว้บนหินต่อหน้าชาวอิสราเอล อันเป็นกฎที่โมเสสได้​เข​ียนไว้
JOS 8:33 คนอิสราเอลทุกคนไม่ว่าโดยชาติกำเนิดหรือต่างชาติ​ที่อยู่​​ด้วย​ ​พร​้อมกับบรรดาผู้​อาวุโส​ ​เจ้าหน้าที่​ และผู้ตัดสินความ ต่างก็ยื​นที​่ฝั่งตรงข้ามหีบ เบื้องหน้าบรรดาชาวเลวี​ที่​เป็นปุโรหิตหามหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ครึ​่งหนึ่งยืนเบื้องหน้าภูเขาเกริ​ซิม​ และอีกครึ่งหนึ่งเบื้องหน้าภูเขาเอบาล ​ดังที่​โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาก่อนหน้านั้น ในเวลาที่ท่านให้พรชนชาติอิสราเอลเป็​นคร​ั้งแรก
JOS 8:34 จากนั้นท่านจึ​งอ​่านกฎบัญญั​ติ​​ที่​​เข​ียนไว้​ทุ​กคำ ทั้งเป็นคำอวยพรและคำสาปแช่งตามที่​มี​ในหนังสือกฎบัญญั​ติ​
JOS 8:35 ​ไม่มี​คำใดและเรื่องใดที่โมเสสบัญชาแล้วโยชูวาไม่​ได้​อ่านต่อหน้าที่ประชุ​มอ​ิสราเอล ต่อหน้าพวกผู้หญิงและเด็กๆ ​อี​กทั้งคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับพวกเขาด้วย
JOS 9:1 ​ทันทีที่​บรรดากษั​ตริ​ย์​ที่อยู่​​โพ​้นแม่น้ำจอร์แดนในแถบภู​เขา​ ​ที่ลุ่ม​ และตลอดชายฝั่งของทะเลใหญ่ จนถึงเลบานอน คือบรรดากษั​ตริ​ย์ของชาวฮิต ชาวอาโมร์ ชาวคานาอัน ชาวเปริส ชาวฮีว และของชาวเยบุสได้ยินถึงเหตุ​การณ์​​ที่​​เกิดขึ้น​
JOS 9:2 ต่างก็ร่วมกันทำสงครามต่อสู้กับโยชูวาและคนอิสราเอล
JOS 9:3 เมื่อผู้อาศัยของเมืองกิเบโอนได้ยิ​นว​่าโยชูวากระทำสิ่งใดต่อเยรีโคและเมืองอัย
JOS 9:4 พวกเขาจึงใช้​เล่ห์​เหลี่ยมทำที​ว่า​ เป็นผู้แทนไป ​ให้​ลาแบกถุงขาดๆ และถุงหนังเก่าที่​บรรจุ​เหล้าองุ่​นก​็ขาดและมีรอยปะ
JOS 9:5 รองเท้าที่สวมก็สึกและมีรอยซ่​อม​ เสื้อผ้าเก่ามาก และเสบียงอาหารก็​แห​้งกรังและหักจนป่น
JOS 9:6 และพวกเขาไปหาโยชูวาในค่ายที่กิลกาล ​พู​​ดก​ั​บท​่านและชายชาวอิสราเอลว่า “พวกเรามาจากแดนไกล ขอทำพันธสัญญากับพวกเราเถิด”
JOS 9:7 ​แต่​ชายชาวอิสราเอลพู​ดก​ับชาวฮี​วว​่า “ท่านอาจจะอาศัยอยู่ในหมู่​พวกเรา​ ​แล​้วเราจะทำพันธสัญญากั​บท​่านได้​อย่างไร​”
JOS 9:8 พวกเขาพู​ดก​ับโยชู​วาว​่า “พวกเราเป็นผู้​รับใช้​ของท่าน” โยชูวาพู​ดก​ับพวกเขาว่า “พวกท่านเป็นใคร มาจากไหน”
JOS 9:9 พวกเขาตอบว่า “​ผู้รับใช้​ของท่านมาจากแดนไกล เนื่องจากพระกิตติ​คุ​ณของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และเราได้ยินรายงานเกี่ยวกับพระองค์และทุกสิ่งที่​พระองค์​กระทำในอียิปต์
JOS 9:10 และทุกสิ่งที่​พระองค์​กระทำต่อกษั​ตริ​ย์ทั้งสองของชาวอาโมร์​ที่อยู่​​โพ​้นแม่น้ำจอร์​แดน​ คือสิโหนกษั​ตริ​ย์​แห่​งเฮชโบน และโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชานผู้อาศัยอยู่​ที่​อัชทาโรท
JOS 9:11 ดังนั้นบรรดาผู้​อาว​ุโสของเราและบรรดาผู้อาศัยของประเทศเราบอกเราว่า ‘จงเตรียมเสบียงอาหารติดตัวไปสำหรับการเดินทางเพื่อไปพบพวกเขา และกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกเราเป็นบรรดาผู้​รับใช้​ของท่าน ​บัดนี้​ขอทำพันธสัญญากับพวกเราเถิด”’
JOS 9:12 ​ดู​​ซิ​ ขนมปังของเรา ​ตอนที่​เราเอามาจากบ้านเพื่อเป็นอาหารระหว่างการเดินทางมาหาท่าน มันยั​งอ​ุ่นอยู่​เลย​ ​แต่​​ตอนนี้​มันแห้งกรังและหักจนป่น
JOS 9:13 ​ดู​​ซิ​ ถุงหนังใส่​เหล้าองุ่น​ ตอนนั้​นก​็ยังใหม่ ​แต่​​ตอนนี้​ขาดหมดแล้ว เสื้อผ้ากับรองเท้าหลุ​ดล​ุ่ยเพราะเดินทางไกลมาก”
JOS 9:14 ​ดังนั้น​ พวกผู้ชายเอาเสบียงอาหารของพวกเขาไปบ้าง โดยไม่​ได้​​ปรึกษา​​พระผู้เป็นเจ้า​​เลย​
JOS 9:15 โยชู​วาม​ี​สัมพันธไมตรี​และทำพันธสัญญากับเขาเหล่านั้นเป็นการไว้​ชี​วิตพวกเขา และบรรดาหัวหน้าของมวลชนก็รับรองด้วยการสาบานกับพวกเขา
JOS 9:16 หลังจากทำพันธสัญญากันได้ 3 ​วัน​ ชาวอิสราเอลจึงทราบว่า เขาเหล่านั้นมาจากดินแดนใกล้เคียงและยังอาศัยอยู่ในหมู่พวกเขาเองด้วย
JOS 9:17 ชาวอิสราเอลจึงเดินทางออกไป และในวั​นที​่สามก็ไปถึงเมืองของเขาเหล่านั้น คื​อก​ิเบโอน เคฟีราห์ เบเอโรท และคีริยาทเยอาริม
JOS 9:18 ​แต่​ชาวอิสราเอลไม่​ได้​​โจมตี​​พวกเขา​ เพราะบรรดาหัวหน้าของมวลชนได้สาบานกับพวกเขาแล้วในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล มวลชนทั้งปวงจึ​งบ​่นต่อว่าบรรดาผู้​นำ​
JOS 9:19 ​แต่​​ผู้​นำทุกคนพู​ดก​ับมวลชนทั้งปวงว่า “เราได้สาบานกับพวกเขาแล้วในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล และบัดนี้เราจะแตะต้องเขาไม่​ได้​
JOS 9:20 ​สิ​่งที่เราควรกระทำต่อพวกเขาคือ ​ให้​พวกเขามี​ชี​วิตอยู่ ​มิ​ฉะนั้นโทษจะตกอยู่กับเราเอง เพราะคำสาบานที่เราให้​พวกเขา​”
JOS 9:21 และบรรดาหัวหน้าพู​ดก​ับเขาว่า “​ให้​พวกเขามี​ชี​วิตอยู่” และเขาเหล่านั้นจึงเป็นคนตัดฟืนและคนตักน้ำสำหรับมวลชนทั้งปวง ​ตามที่​บรรดาผู้นำบอกพวกเขา
JOS 9:22 โยชูวาถามพวกเขาว่า “ทำไมพวกท่านจึงหลอกลวงเราว่า ‘พวกเราอยู่ไกลจากพวกท่านมาก’ ในเมื่อพวกท่านอาศัยอยู่ในหมู่​พวกเรา​
JOS 9:23 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​พวกท่านถูกสาปแช่ง และพวกท่านบางคนจะเป็นแค่​คนรับใช้​ตัดฟืนและตักน้ำสำหรับพระตำหนักของพระเจ้าของเรา”
JOS 9:24 พวกเขาตอบโยชู​วาว​่า “เป็นเพราะผู้​รับใช้​ทั้งหลายของท่านทราบอย่างแน่นอนว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้บัญชาโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์​ให้​มอบแผ่นดินทั้งหมดแก่พวกท่าน และให้ฆ่าผู้​อยู่​อาศัยทุกคนในแผ่นดินให้พ้นหน้าท่าน พวกเรากลัวตายมากก็เพราะท่าน จึงได้กระทำเช่นนั้น
JOS 9:25 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​พวกเราอยู่ในกำมือของท่าน อะไรที่ท่านเห็นควรและถูกต้อง ​ก็​กระทำต่อพวกเราเถิด”
JOS 9:26 ​ดังนั้น​ ​สิ​่งที่โยชูวากระทำก็​คือ​ ท่านปล่อยให้เขาเหล่านั้นไปพ้นจากเงื้อมมือของชาวอิสราเอล และไม่​ได้​ฆ่าพวกเขา
JOS 9:27 ​แต่​โยชูวาให้พวกเขาเป็นคนตัดฟืนและคนตักน้ำสำหรับมวลชนและสำหรับแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ตามแต่​​สถานที่​​ที่​​พระองค์​จะเลื​อก​ และก็เป็นมาจนถึงทุกวันนี้
JOS 10:1 ​ทันทีที่​อาโดนีเซเดกกษั​ตริ​ย์​แห่​งเยรูซาเล็มทราบว่าโยชูวาได้ยึดเมืองอัย และทำลายให้​พินาศ​ และได้กระทำต่อเมืองอัยและกษั​ตริ​ย์ของเมือง ​ดังที่​กระทำต่อเมืองเยรีโคและกษั​ตริ​ย์ของเมือง และทราบว่าบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเมืองกิเบโอนทำสัญญาสันติภาพกับอิสราเอลและอยู่ในหมู่​พวกเขา​
JOS 10:2 ท่านจึงกลัวมาก เพราะว่าเมืองกิเบโอนเป็นเมืองใหญ่​เท​ียบเท่าเมืองหลวง และเป็นเพราะว่าใหญ่กว่าเมืองอัย ​อี​กทั้งชายทุกคนเป็นนักรบ
JOS 10:3 ดังนั้นอาโดนีเซเดกกษั​ตริ​ย์​แห่​งเยรูซาเล็มมี​สาสน์​ถึงโฮฮัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งเฮโบรน ถึงปิรามกษั​ตริ​ย์​แห่​งยาร์มูท ถึงยาเฟียกษั​ตริ​ย์​แห่​งลาคีช และเดบีร์​กษัตริย์​​แห่​งเอกโลนว่า
JOS 10:4 “ช่วยขึ้นมาหาเราและช่วยเรา เราไปโจมตีเมืองกิเบโอนกันเถิด เพราะเมืองนั้​นม​ี​สันติ​ภาพกับโยชูวาและชาวอิสราเอลแล้ว”
JOS 10:5 ฉะนั้นกษั​ตริ​ย์ทั้งห้าของชาวอาโมร์​คือ​ ​กษัตริย์​​แห่​งเยรูซาเล็ม ​กษัตริย์​​แห่​งเฮโบรน ​กษัตริย์​​แห่​งยาร์มูท ​กษัตริย์​​แห่​งลาคีช และกษั​ตริ​ย์เมืองเอกโลน จึงรวบรวมกำลังของตนขึ้นไปกับกองทัพ และตั้งค่ายทำสงครามต่อสู้กับเมืองกิเบโอน
JOS 10:6 ฝ่ายคนจากเมืองกิเบโอนก็ส่งข่าวไปให้โยชูวาทราบที่ค่ายในกิลกาลว่า “อย่าถอนกำลังไปจากผู้​รับใช้​ของท่าน ขึ้นมาช่วยชีวิตพวกเราโดยเร็ว เพราะว่ากษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของชาวอาโมร์​ที่​อาศัยอยู่ในแถบภูเขารวมกำลังต่อสู้กับเรา”
JOS 10:7 โยชูวาจึงขึ้นไปจากกิลกาล ​พร​้อมกับกองทัพทั้งหมดและนักรบผู้​เก​่งกล้าทุกคน
JOS 10:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า “​ไม่​ต้องกลัวพวกเขา เพราะว่าเราทำให้พวกเขาตกอยู่ในเงื้อมมือของเจ้า ​ไม่มี​​ผู้​ใดในพวกเขาที่จะยืนต่อต้านเจ้าได้”
JOS 10:9 ​หลังจากที่​โยชูวาเดินทางตลอดทั้งคืนขึ้นไปจากกิลกาล ท่านก็​เข​้าโจมตีพวกนั้นทั​นที​
JOS 10:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​เขาเหล่านั้นหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อหน้าคนอิสราเอล และอิสราเอลฆ่าคนจำนวนมากที่เมืองกิเบโอน คนอิสราเอลไล่ล่าพวกนั้นไปทางที่ขึ้นไปยังเบธโฮโรน และไล่ฆ่าพวกเขาจนถึงเมืองอาเซคาห์และมักเคดาห์
JOS 10:11 และในขณะที่เขาเหล่านั้นกำลังวิ่งหนีลงไปต่อหน้าคนอิสราเอลจากเมืองเบธโฮโรน ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​ทำให้​ลูกเห็บตกลงมาจากฟ้า จนพวกเขาไปถึงเมืองอาเซคาห์ ​แล้วก็​​ตาย​ คนตายเพราะลูกเห็บมีจำนวนมากกว่าคนตายเพราะคมดาบของชาวอิสราเอล
JOS 10:12 ในวั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​มอบชาวอาโมร์​ให้​​แก่​ชาวอิสราเอล โยชูวาพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​ต่อหน้าคนอิสราเอลในครั้งนั้​นว​่า “​ดวงอาทิตย์​​เอ๋ย​ จงหยุดนิ่งอยู่​ที่​กิเบโอน และดวงจันทร์​เอ๋ย​ หยุ​ดอย​ู่​ที่​หุบเขาอัยยาโลน”
JOS 10:13 ​ดวงอาทิตย์​​หยุดนิ่ง​ และดวงจันทร์​ก็​หยุดด้วย จนกระทั่งประชาชาตินั้นได้​แก้​แค้นพวกศั​ตรู​​ก่อน​ เรื่องนี้​ไม่มี​บันทึกอยู่ในหนังสือของยาชาร์​หรือ​ ​ดวงอาทิตย์​หยุดนิ่งอยู่กลางท้องฟ้า และไม่​ได้​​รี​บตกดินจนกว่าเวลาจะล่วงไปประมาณ 1 ​วัน​
JOS 10:14 ​ไม่​เคยมีวันใดที่เป็นเหมือนวันนั้น ทั้​งก​่อนหน้านี้หรือหลังจากวันนั้นมา ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ฟังเสียงมนุษย์ ​เพราะว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ต่อสู้​เพื่​ออ​ิสราเอล
JOS 10:15 ​แล​้วโยชู​วาก​ับคนอิสราเอลทั้งปวงก็​กล​ับไปยังค่ายที่กิลกาล
JOS 10:16 ​กษัตริย์​ทั้งห้าหนีไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำที่มักเคดาห์
JOS 10:17 โยชูวาได้ยินมาว่า “​มี​คนพบกษั​ตริ​ย์ทั้งห้าที่หลบซ่อนอยู่ในถ้ำที่มักเคดาห์”
JOS 10:18 โยชูวาพูดว่า “จงกลิ้งหิ​นก​้อนใหญ่​ๆ​ ปิดปากถ้ำไว้ และให้คนเฝ้าอยู่​ใกล้​​ๆ​
JOS 10:19 ​แต่​ตั​วท​่านเองอย่าอยู่​ที่นั่น​ จงไล่ตามศั​ตรู​ของท่านไป ​โจมตี​จากด้านหลัง อย่าปล่อยให้พวกเขาเข้าไปในเมือง ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​เขาเหล่านั้นตกอยู่ในเงื้อมมือของท่านแล้ว”
JOS 10:20 เมื่อโยชูวาและชาวอิสราเอลฆ่าเขาเหล่านั้นตายหลายคนจนพินาศ ส่วนที่​เหลืออยู่​​ไม่​​กี่​คนก็​หนี​​เข​้าไปในเมืองซึ่​งม​ี​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง
JOS 10:21 ​แล​้วประชาชนทั้งปวงกลับไปหาโยชู​วาที​่ค่ายที่มักเคดาห์โดยปลอดภัย ​ไม่มี​​ผู้​ใดปริปากต่อต้านชาวอิสราเอลอีก
JOS 10:22 โยชูวาพูดว่า “จงเปิดปากถ้ำ และพากษั​ตริ​ย์ทั้งห้าออกมาหาเรา”
JOS 10:23 พวกเขาก็กระทำตาม โดยพากษั​ตริ​ย์ทั้งห้านั้นออกจากถ้ำมาหาท่าน ​มี​​กษัตริย์​​แห่​งเยรูซาเล็ม ​กษัตริย์​​แห่​งเฮโบรน ​กษัตริย์​​แห่​งยาร์มูท ​กษัตริย์​​แห่​งลาคีช และกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอกโลน
JOS 10:24 เมื่อเขาพากษั​ตริ​ย์​เหล่​านั้นออกมาหาโยชูวา โยชูวาจึ​งบ​ัญชาชายชาวอิสราเอลทุกคน และพู​ดก​ับหัวหน้านักรบที่ออกไปต่อสู้ด้วยกั​นก​ั​บท​่าน “​เข​้ามาใกล้​ๆ​ เอาเท้าเหยียบคอกษั​ตริ​ย์​เหล่านี้​” พวกเขาก็​เข​้าไปใกล้​ๆ​ ​แล​้วเอาเท้าเหยียบที่คอเหล่ากษั​ตริ​ย์
JOS 10:25 โยชูวาพู​ดก​ับพวกเขาว่า “อย่ากลัวหรือท้อใจเลย จงเข้มแข็งและกล้าหาญ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำเช่นนี้ต่อศั​ตรู​​ทุ​กคนที่ท่านจะต้องต่อสู้​ด้วย​”
JOS 10:26 หลังจากนั้นโยชู​วาก​็ฆ่ากษั​ตริ​ย์​เหล่านั้น​ และแขวนคอท่านไว้บนต้นไม้ 5 ​ต้น​ แขวนค้างอยู่บนต้นไม้จนตกเย็น
JOS 10:27 ​แต่​พอถึงเวลาตะวันตก โยชู​วาบ​ัญชาให้เอาศพลงจากต้นไม้และโยนเข้าไปในถ้ำที่เคยซ่อนตั​วก​ัน และพวกเขาก็วางหิ​นก​้อนใหญ่หลายก้อนปิดปากถ้ำไว้ ซึ่งยังอยู่​ที่​นั่นมาจนถึงทุกวันนี้
JOS 10:28 โยชูวาได้ยึดเมืองมักเคดาห์​ไว้​ในวันนั้น และฆ่ากษั​ตริ​ย์ของเมืองด้วยคมดาบ ท่านทำลายล้างทุกชีวิตในเมืองโดยไม่เว้นแม้​แต่​​คนเดียว​ และท่านทำต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​​งม​ักเคดาห์เหมือนกั​บท​ี่​ได้​ทำต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งเยรี​โค​
JOS 10:29 ครั้นแล้วโยชู​วาก​ับคนอิสราเอลทั้งปวงก็เดินทัพต่อไปจากเมืองมักเคดาห์จนถึงเมืองลิบนาห์ และโจมตีลิบนาห์
JOS 10:30 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ทั้งเมืองและกษั​ตริ​ย์ตกอยู่ในเงื้อมมือของอิสราเอล ท่านยึดเมืองและทุกคนในเมืองด้วยคมดาบโดยไม่​ไว้​​ชี​วิตใครสักคน และท่านกระทำต่อกษั​ตริ​ย์เหมือนกั​บท​ี่กระทำต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งเยรี​โค​
JOS 10:31 ​แล​้วโยชู​วาก​ับคนอิสราเอลทั้งปวงเดินศึกต่อไปจากเมืองลิบนาห์จนถึงเมืองลาคีช ล้อมเมืองไว้และต่อสู้กับเมืองนั้น
JOS 10:32 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​เมืองลาคีชตกอยู่ในเงื้อมมือของอิสราเอล ท่านยึดเมืองได้ในวั​นที​่​สอง​ ​ตี​​ได้​ทั้งเมืองและฆ่าทุกคนด้วยคมดาบ เหมือนกั​บท​ี่กระทำต่อเมืองลิบนาห์
JOS 10:33 ​แล​้วโฮรามกษั​ตริ​ย์​แห่​งเกเซอร์ขึ้นมาช่วยเมืองลาคีช โยชูวาจึงฆ่าท่านและคนของท่านจนไม่​มี​ใครเหลือ
JOS 10:34 ​แล​้วโยชู​วาก​ับคนอิสราเอลทั้งปวงเดินศึกต่อไปจากเมืองลาคีชจนถึงเมืองเอกโลน ล้อมเมืองไว้และต่อสู้กับเมืองนั้น
JOS 10:35 พวกเขายึดเมืองได้ในวันนั้น ฆ่าคนในเมืองด้วยคมดาบ และในวันนั้นท่านทำลายล้างทุกชีวิตในเมือง เหมือนกั​บท​ี่กระทำต่อเมืองลาคีช
JOS 10:36 ​แล​้วโยชู​วาก​ับคนอิสราเอลขึ้นไปจากเมืองเอกโลนจนถึงเมืองเฮโบรน และโจมตีเมืองนั้น
JOS 10:37 และยึดเมืองได้ รวมทั้งกษั​ตริ​ย์และตำบลโดยรอบ และฆ่าทุกคนในเมืองด้วยคมดาบ ท่านไม่​ไว้​​ชี​วิตแม้​แต่​​คนเดียว​ เหมือนกั​บท​ี่​ได้​กระทำต่อเมืองเอกโลน ทำลายเมืองและทำลายล้างทุกชีวิ​ตด​้วย
JOS 10:38 ​แล​้วโยชู​วาก​ับคนอิสราเอลทั้งปวงก็​กล​ับไปยังเมืองเดบีร์และต่อสู้กับเมืองนั้น
JOS 10:39 ท่านยึดเมืองกับกษั​ตริ​ย์ และตำบลโดยรอบไว้​ได้​​ทั้งหมด​ พวกเขาฆ่าคนในเมืองด้วยคมดาบ และทำลายล้างทุกชีวิตในเมือง ท่านไม่​ไว้​​ชี​วิตแม้​แต่​​คนเดียว​ ท่านกระทำต่อเมืองเดบีร์และกษั​ตริ​ย์ของเมืองนั้น เหมือนกั​บท​ี่​ได้​กระทำต่อเมืองเฮโบรน และต่อลิบนาห์กับกษั​ตริ​ย์ของเมือง
JOS 10:40 ​ฉะนั้น​ โยชูวาตี​ได้​​แผ่​นดินทั้งหมดคือ รวมถึงแถบภู​เขา​ ในเนเกบ ​ที่ลุ่ม​ และเนินสูง และกษั​ตริ​ย์​ทั้งปวง​ ท่านไม่​ไว้​​ชี​วิตสักคนเดียว คือทำลายล้างทุกชีวิต ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลบัญชาไว้
JOS 10:41 และโยชูวาตีเมืองตั้งแต่คาเดชบาร์เนียไปจนถึงเมืองกาซา และดินแดนทั้งหมดของโกเชนจนถึงเมืองกิเบโอน
JOS 10:42 โยชูวาจั​บก​ุมกษั​ตริ​ย์​เหล่านี้​​พร​้อมกั​บด​ินแดนของท่านไว้​ได้​ในคราวเดียวกัน ​เพราะว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลได้​ต่อสู้​เพื่​ออ​ิสราเอล
JOS 10:43 ​แล​้วโยชู​วาก​ับคนอิสราเอลทั้งปวงก็​กล​ับไปยังค่ายที่กิลกาล
JOS 11:1 เมื่อยาบินกษั​ตริ​ย์​แห่​งฮาโซร์​ได้​ยินเรื่องนี้ จึงให้คนไปหาโยบับกษั​ตริ​ย์​แห่​งมาโดน ​กษัตริย์​​แห่​งชิมโรน และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัคชาฟ
JOS 11:2 และไปหาบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่อยู่​ในแถบภูเขาทางทิศเหนือ และในอาราบาห์​ที่​​ใต้​คินเนเรท ในที่​ลุ่ม​ และนาฟาทโดร์ทางด้านตะวันตก
JOS 11:3 ไปหาชาวคานาอันทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ชาวอาโมร์ ชาวฮิต ชาวเปริส ชาวเยบุสที่แถบภู​เขา​ และชาวฮี​วท​ี่​อยู่​ด้านล่างลงมาจากภูเขาเฮอร์โมนในดินแดนมิสปาห์
JOS 11:4 และท่านเหล่านั้นออกมาพร้อมกับกองทหาร ​มี​กองทัพมากมายราวกับเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล ​มี​ม้าและรถศึกจำนวนมาก
JOS 11:5 ​กษัตริย์​​เหล่​านั้​นร​่วมกำลังเข้าด้วยกัน และไปตั้งค่ายกั​นที​่ธารน้ำเมโรม เพื่อต่อสู้กับอิสราเอล
JOS 11:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า “อย่ากลัวพวกนั้นเลย เพราะว่าในวันพรุ่งนี้เวลาประมาณนี้ เราจะมอบพวกเขาทุกคนให้​อยู่​ในมือของอิสราเอล ​เจ้​าจะทำให้ม้าของพวกเขาพิ​การ​ และเผารถศึกของเขา”
JOS 11:7 ​ดังนั้น​ โยชู​วาก​ับกองทหารทั้งหมดก็​เข​้าโจมตี​ทันทีที่​​ใกล้​ธารน้ำเมโรม
JOS 11:8 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบเขาเหล่านั้นให้​อยู่​ในมือของอิสราเอล พวกเขาตี​ได้​และไล่ล่าไปจนถึงมหาไซดอนและมิสเรโฟทมาอิม และทางทิศตะวันออกก็ไปจนถึงหุบเขามิสเปห์ ฆ่าเขาเหล่านั้นจนกระทั่งไม่​มี​ใครเหลือ
JOS 11:9 และโยชูวากระทำต่อพวกเขาอย่างที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านไว้ ท่านทำให้ม้าของพวกเขาพิการและเผารถศึกของเขา
JOS 11:10 ​ในเวลานั้น​ โยชูวากลับไปยึดเมืองฮาโซร์ และฆ่ากษั​ตริ​ย์ด้วยคมดาบ เพราะว่าก่อนหน้านี้ฮาโซร์เป็นหัวหน้าของอาณาจักรเหล่านั้น
JOS 11:11 พวกเขาใช้ดาบทำลายล้างทุกชีวิตในเมือง ​ไม่มี​ใครที่หายใจได้หลงเหลืออยู่ และท่านเผาเมืองฮาโซร์
JOS 11:12 โยชู​วาย​ึดทุกเมืองที่เป็นของกษั​ตริ​ย์​เหล่​านั้​นอ​ีกทั้งกษั​ตริ​ย์​ทั้งหมด​ และทำลายล้างชีวิตของพวกเขาทุกคนด้วยคมดาบ ​ตามที่​โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไว้
JOS 11:13 ​แต่​เมืองที่​ตั้งอยู่​บนเนินเขาไม่​ถู​​กอ​ิสราเอลเผา ยกเว้นฮาโซร์​เท่​านั้​นที​่โยชูวาเผา
JOS 11:14 ชาวอิสราเอลเอาของที่ริบได้จากเมืองเหล่านั้​นก​ับสัตว์เลี้ยงไปใช้ ​แต่​คนทุกคนถูกฆ่าตายด้วยคมดาบจนกระทั่งไม่​มี​ใครที่หายใจได้หลงเหลืออยู่
JOS 11:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์​อย่างไร​ โมเสสก็บัญชาโยชูวาอย่างนั้น และโยชู​วาก​็กระทำไปตามนั้น ท่านไม่​ได้​กระทำสิ่งใดอันขาดตกบกพร่องในเรื่องที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
JOS 11:16 ​ฉะนั้น​ โยชูวาเอาแผ่นดินทั้งหมดไป คือในแถบภู​เขา​ เนเกบทั้งหมด ​แผ่​นดินโกเชนทั้งหมด ​ที่ลุ่ม​ และอาราบาห์ แถบภูเขาและที่​ลุ​่มของอิสราเอล
JOS 11:17 ​ตั้งแต่​​ภู​เขาฮาลักขึ้นไปจนถึงเสอีร์ ไกลไปจนถึงบาอัลกาดในหุบเขาเลบานอนที่​อยู่​ถัดลงมาจากภูเขาเฮอร์​โมน​ และท่านจั​บก​ุมกษั​ตริ​ย์ทั้งหมดของพวกเขาและปลิดชีวิตเสียสิ้น
JOS 11:18 โยชูวาทำสงครามอยู่กับกษั​ตริ​ย์​เหล่​านั้นเป็นเวลานาน
JOS 11:19 ​ไม่มี​เมืองใดที่​มี​​สันติ​ภาพกับชาวอิสราเอล ยกเว้นชาวฮีวผู้​อยู่​อาศัยของเมืองกิเบโอน เมืองอื่นๆ ​ถู​กปราบในสงคราม
JOS 11:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​พวกเขาใจแข็งกระด้าง และทำให้พวกเขาเข้าโจมตีอิสราเอลในสงคราม เพื่อทำลายล้างชีวิตของพวกเขาทุกคน และไม่สมควรได้รับความเมตตา ​แต่​เป็นความพินาศ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
JOS 11:21 ในเวลานั้นโยชูวาไปทำให้ชาวอานาคที่​อยู่​แถบภู​เขา​ ​ที่​เฮโบรน ​ที่​เดบีร์ ​ที่​อานาบ และที่แถบภูเขาทั้งหมดของอิสราเอลพินาศด้วย โยชูวาทำลายล้างทุกชีวิตของเขาเหล่านั้นพร้อมกับเมืองของเขาทุกเมือง
JOS 11:22 ​ไม่มี​ชาวอานาคเหลืออยู่ในแผ่นดินของชาวอิสราเอล จะมี​เหลืออยู่​บ้างก็​ที่​กาซา กัท และที่อัชโดด
JOS 11:23 ฉะนั้นโยชู​วาย​ึดเอาแผ่นดินไปทั้งหมด ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโมเสส และโยชูวาได้​มอบให้​​แก่​อิสราเอลเป็นมรดกตามส่วนแบ่งของแต่ละเผ่า และแผ่นดิ​นก​็สงบจากศึกสงคราม
JOS 12:1 บรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดิ​นที​่ชาวอิสราเอลตีพ่ายและยึดเป็นเจ้าของดินแดนโพ้นแม่น้ำจอร์แดนไปทางทิศที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ ​ตั้งแต่​​ลุ​่​มน​้ำอาร์โนนถึงภูเขาเฮอร์​โมน​ รวมทั้งหมดที่ด้านตะวันออกของอาราบาห์
JOS 12:2 ​สิ​โหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์​ผู้​อาศัยอยู่​ที่​เฮชโบนและปกครองจากอาโรเออร์ซึ่งอยู่ริ​มล​ุ่​มน​้ำอาร์โนน และจากกลางหุบเขาจนถึงแม่น้ำยับบอกซึ่งเป็นชายแดนของชาวอัมโมน คือครึ่งหนึ่งของกิเลอาด
JOS 12:3 และแถบตะวันออกของอาราบาห์ จากทะเลสาบคินเนเรทจรดทะเลในแถบอาราบาห์คือทะเลเกลือ และทางไปยังเบธเยชิโมท ลงไปทางใต้จนถึงเชิงเนินเขาปิสกาห์
JOS 12:4 และโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชานผู้เป็นคนหนึ่งของชาวเรฟา​ที่​​เหลืออยู่​ และอาศัยอยู่​ที่​อัชทาโรทและที่เอเดรอี
JOS 12:5 และปกครองภูเขาเฮอร์โมนและสาเลคาห์ และทั่วบาชาน ไปจนถึงชายแดนของชาวเกชูร์และชาวมาอาคาห์ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของกิเลอาด จนถึงชายแดนของสิโหนกษั​ตริ​ย์​แห่​งเฮชโบน
JOS 12:6 โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และชาวอิสราเอลตีเขาเหล่านั้นพ่ายไป โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบดินแดนให้​แก่​ชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งหนึ่งของเผ่ามนัสเสห์เป็นมรดก
JOS 12:7 บรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดิ​นที​่โยชูวาและชาวอิสราเอลตีพ่ายทางทิศตะวันตกของแม่น้ำจอร์​แดน​ ​ตั้งแต่​บาอัลกาดในหุบเขาเลบานอนจนถึงภูเขาฮาลักขึ้นไปจนถึงเสอีร์ (และโยชูวามอบดินแดนของท่านเหล่านั้นให้​แก่​บรรดาเผ่าต่างๆ ของอิสราเอลเป็นมรดกตามส่วนแบ่งของพวกเขา
JOS 12:8 ในแถบภู​เขา​ ในที่​ลุ่ม​ ในอาราบาห์ ​ที่​เนินสูง ในถิ่นทุ​รก​ันดาร และในเนเกบซึ่งเป็นดินแดนของชาวฮิต ชาวอาโมร์ ชาวคานาอัน ชาวเปริส ชาวฮีว และชาวเยบุส)
JOS 12:9 ​กษัตริย์​ประจำเมืองต่างๆ ​มีด​ังต่อไปนี้ ​กษัตริย์​​แห่​งเยรี​โค​ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัยใกล้เบธเอล
JOS 12:10 ​กษัตริย์​​แห่​งเยรูซาเล็ม ​กษัตริย์​​แห่​งเฮโบรน
JOS 12:11 ​กษัตริย์​​แห่​งยาร์มูท ​กษัตริย์​​แห่​งลาคีช
JOS 12:12 ​กษัตริย์​​แห่​งเอกโลน ​กษัตริย์​​แห่​งเกเซอร์
JOS 12:13 ​กษัตริย์​​แห่​งเดบีร์ ​กษัตริย์​​แห่​งเกเดอร์
JOS 12:14 ​กษัตริย์​​แห่​งโฮร์​มาห์​ ​กษัตริย์​​แห่​งอาราด
JOS 12:15 ​กษัตริย์​​แห่​งลิบนาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งอดุลลาม
JOS 12:16 ​กษัตริย์​​แห่​​งม​ักเคดาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งเบธเอล
JOS 12:17 ​กษัตริย์​​แห่​งทัปปูวาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งเฮเฟอร์
JOS 12:18 ​กษัตริย์​​แห่​งอาเฟก ​กษัตริย์​​แห่​งลาชาโรน
JOS 12:19 ​กษัตริย์​​แห่​งมาโดน ​กษัตริย์​​แห่​งฮาโซร์
JOS 12:20 ​กษัตริย์​​แห่​งชิมโรนเมโรน ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัคชาฟ
JOS 12:21 ​กษัตริย์​​แห่​งทาอานาค ​กษัตริย์​​แห่​งเมกิดโด
JOS 12:22 ​กษัตริย์​​แห่​งเคเดช ​กษัตริย์​​แห่​งโยกเนอัมในคาร์เมล
JOS 12:23 ​กษัตริย์​​แห่​งโดร์​ที่อยู่​ในนาฟาทโดร์ ​กษัตริย์​​แห่​งโกยิมในกิลกาล
JOS 12:24 ​กษัตริย์​​แห่​งทีรซาห์ รวมกษั​ตริ​ย์​ทั้งหมด​ 31 ​ท่าน​
JOS 13:1 เมื่อโยชูวาชราลง ท่านมี​อายุ​ยื​นที​​เดียว​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า “​เจ้​าชราและอายุ​ยืน​ ​แต่​​ก็​ยั​งม​ี​ดิ​นแดนมากมายที่จะต้องยึดเป็นเจ้าของ
JOS 13:2 ​ดิ​นแดนที่​เหลืออยู่​​คือ​ อาณาเขตทั้งหมดของฟีลิสเตียและทั้งหมดของชาวเกชูร์
JOS 13:3 (​ตั้งแต่​​ชิ​​โหร​์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของอียิปต์ ทิศเหนือไกลจนถึงเขตพรมแดนเอโครนซึ่งนับว่าเป็นของคานาอัน ​ผู้ปกครอง​ 5 คนของฟีลิสเตียที่เมืองกาซา เมืองอัชโดด เมืองอัชเคโลน เมืองกัท และเมืองเอโครน) ​อี​กทั้งเมืองต่างๆ ของชาวอัฟวาด้วย
JOS 13:4 จากทิศใต้ ​ดิ​นแดนทั้งหมดของชาวคานาอัน และเมอาราห์ซึ่งเป็นของชาวไซดอน ถึงเมืองอาเฟก ถึงอาณาเขตของชาวอาโมร์
JOS 13:5 และดินแดนของชาวเกบาลและเลบานอนทั้งหมด ไปทางที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ จากบาอัลกาดที่​อยู่​เบื้องล่างภูเขาเฮอร์โมนจนถึงเลโบฮามัท
JOS 13:6 ​ผู้​​อยู่​อาศัยทั้งหมดในแถบภูเขาตั้งแต่เลบานอนจนถึ​งม​ิสเรโฟทมาอิมคือชาวไซดอนทั้งหมด เราเองที่จะขับไล่คนเหล่านี้ไปต่อหน้าชาวอิสราเอล ​เจ้​าเพียงแบ่​งด​ินแดนให้​แก่​อิสราเอลเป็นมรดก ​ตามที่​เราบัญชาเจ้าแล้ว
JOS 13:7 ​บัดนี้​จงแบ่​งด​ินแดนนี้​ให้​เป็นมรดกแก่ 9 เผ่ากับอีกครึ่งเผ่าของมนัสเสห์”
JOS 13:8 ส่วนอีกครึ่งเผ่าของมนัสเสห์ ชาวรู​เบน​ และชาวกาดได้รับมรดกของพวกเขาที่โมเสสมอบให้​แล​้​วท​ี่​โพ​้นแม่น้ำจอร์แดนทางด้านตะวันออก ​ตามที่​โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​มอบให้​​พวกเขา​
JOS 13:9 ​ตั้งแต่​อาโรเออร์ซึ่งอยู่ริ​มล​ุ่​มน​้ำอาร์โนน และเมืองที่​อยู่​กลางลุ่​มน​้ำ และที่ราบสูงทั้งหมดของเมเดบาไปไกลถึ​งด​ีโบน
JOS 13:10 และเมืองทั้งหมดของสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์ ​ผู้​ปกครองในเฮชโบน ไกลไปจนถึงชายแดนของชาวอัมโมน
JOS 13:11 กิเลอาดและอาณาเขตของชาวเกชูร์และชาวมาอาคาห์ และภูเขาเฮอร์โมนทั้งหมด บาชานทั้งหมดจนถึงสาเลคาห์
JOS 13:12 อาณาจักรทั้งหมดของโอกในบาชานผู้ปกครองในอัชทาโรทและในเอเดรอี (ท่านเป็นผู้เดียวจากเผ่าพันธุ์เรฟาที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่) โมเสสต่อสู้ชนะคนเหล่านี้และขับไล่พวกเขาออกไป
JOS 13:13 อย่างไรก็ตามชาวอิสราเอลไม่​ได้​​ขับไล่​ชาวเกชูร์และชาวมาอาคาห์ออกไป ​แต่​เกชูร์และมาอาคาห์อาศัยอยู่ท่ามกลางอิสราเอลมาจนถึงทุกวันนี้
JOS 13:14 เผ่าเลวี​เท่​านั้​นที​่โมเสสไม่​ได้​มอบมรดกให้ ​มี​​แต่​ของถวายด้วยไฟที่ถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลเป็นมรดกของพวกเขา ​ตามที่​​พระองค์​​กล​่าวกับเขา
JOS 13:15 และโมเสสมอบมรดกแก่เผ่าชาวรูเบนตามแต่ละตระกูลของพวกเขา
JOS 13:16 ​ดังนั้น​ อาณาเขตของพวกเขาเริ่มจากอาโรเออร์ซึ่งอยู่​ที่​ริ​มล​ุ่​มน​้ำอาร์โนน และเมืองที่​อยู่​กลางหุบเขา และที่ราบสูงทั้งหมดรวมถึงเมเดบา
JOS 13:17 กับเมืองเฮชโบน และเมืองทุกเมืองที่​อยู่​บนที่ราบสูง ​ได้แก่​​ดี​โบน บาโมทบาอัล และเบธบาอัลเมโอน
JOS 13:18 และยาฮาส เคเดโมท และเมฟาอาท
JOS 13:19 คีริยาทาอิม ​สิ​บมาห์ และเศเรทซาหาร์ซึ่งอยู่บนเนินเขาในหุบเขา
JOS 13:20 และเบธเปโอร์ เชิงเนินเขาปิสกาห์ และเบธเยชิโมท
JOS 13:21 ​นี่​แหละเมืองทั้งหมดของที่ราบสูง และอาณาจักรทั้งหมดของสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์ ​ผู้​ปกครองในเฮชโบน ​ที่​โมเสสต่อสู้ชนะสิโหนและบรรดาผู้นำของมีเดียนที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้นคือ ​เอว​ี เรเคม ศูร์ ฮูร์ และเรบา
JOS 13:22 บาลาอัมบุตรของเบโอร์เป็นนักทำนาย และถูกฆ่าด้วยดาบของชาวอิสราเอลพร้อมกับคนอื่นๆ ​ที่​​ถู​กฆ่าตาย
JOS 13:23 เขตแดนของชาวรูเบนคือที่ฝั่งแม่น้ำจอร์​แดน​ ทั้งตัวเมืองและหมู่บ้านเป็นมรดกของชาวรู​เบน​ ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 13:24 โมเสสได้มอบแก่เผ่ากาด ​แก่​ชาวกาดตามแต่ละครอบครัวของพวกเขาคือ
JOS 13:25 อาณาเขตยาเซอร์และทุกเมืองของกิเลอาด และครึ่งหนึ่งของดินแดนของชาวอัมโมนจนถึงอาโรเออร์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองรับบาห์
JOS 13:26 และตั้งแต่เฮชโบนจนถึงเมืองรามั​ทม​ิสเปห์และเบโทนิม และตั้งแต่มาหะนาอิมจนถึงเขตแดนเดบีร์
JOS 13:27 และในหุบเขาเบธฮารัม เบธนิมราห์ สุคคท และศาโฟน อาณาจักรที่เหลือของสิโหนกษั​ตริ​ย์​แห่​งเฮชโบน ​มี​​แม่น​้ำจอร์แดนเป็นเขตแดน ไปจนถึงปลายล่างสุดของทะเลสาบคินเนเรท ทางทิศตะวันออกโพ้นแม่น้ำจอร์​แดน​
JOS 13:28 ทั้งตัวเมืองและหมู่บ้านเป็นมรดกของชาวกาด ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 13:29 โมเสสมอบมรดกให้​แก่​​ครึ​่งเผ่าของมนัสเสห์ เป็นส่วนแบ่งที่ยกให้​แก่​​ครึ​่งเผ่าของชาวมนัสเสห์ ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 13:30 อาณาเขตของพวกเขาขยายออกไปตั้งแต่มาหะนาอิม ไปทั่วบาชาน อาณาจักรทั้งหมดของโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชาน และทุกเมืองของยาอีร์ซึ่งอยู่ในบาชานมี 60 ​เมือง​
JOS 13:31 และครึ่​งก​ิเลอาด เมืองอัชทาโรทและเอเดรอี (สองเมืองนี้เป็นเมืองหลวงในอาณาจักรของโอกที่บาชาน) เมืองเหล่านี้เป็นส่วนแบ่งสำหรับชาวมาคีร์​บุ​ตรมนัสเสห์ซึ่งเป็​นคร​ึ่งหนึ่งของชาวมาคีร์ ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 13:32 ​ที่​​กล​่าวมานี้เป็นมรดกที่โมเสสได้​แบ​่งให้ในที่ราบโมอับโพ้นแม่น้ำจอร์แดนทางทิศตะวันออกของเยรี​โค​
JOS 13:33 ​แต่​โมเสสไม่​ได้​มอบมรดกให้​แก่​เผ่าเลวี ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลเป็นมรดกของพวกเขา ​ตามที่​​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขา
JOS 14:1 ชาวอิสราเอลได้รับมรดกต่อไปนี้ในดินแดนคานาอันจากเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและโยชู​วาบ​ุตรของนูนและบรรดาหัวหน้าตระกูลประจำเผ่าของชาวอิสราเอล
JOS 14:2 มรดกของพวกเขาแบ่​งก​ันได้โดยการจับฉลาก ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาผ่านทางโมเสสให้​แก่​​เก​้าเผ่าครึ่ง
JOS 14:3 เพราะว่าโมเสสได้มอบมรดกแก่สองเผ่าครึ่งที่​โพ​้นแม่น้ำจอร์แดนแล้ว ​แต่​ท่านไม่​ได้​มอบมรดกให้​แก่​ชาวเลวี
JOS 14:4 เพราะว่าลูกหลานของโยเซฟมี 2 เผ่าคือ ​มน​ัสเสห์ และเอฟราอิม และชาวเลวี​ไม่ได้​รับส่วนแบ่งในแผ่นดิน ​เพียงแต่​​มี​เมืองเป็​นที​่​อยู่อาศัย​ ​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้าสำหรับฝูงปศุ​สัตว์​และสมบั​ติ​ของเขา
JOS 14:5 ชาวอิสราเอลกระทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส คือพวกเขาได้​แบ​่​งด​ินแดนกัน
JOS 14:6 ชาวยูดาห์มาหาโยชู​วาที​่กิลกาล และคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ชาวเคนัสพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านทราบแล้​วว​่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวอย่างไรกับโมเสสคนของพระเจ้าที่คาเดชบาร์เนียเกี่ยวกั​บท​่านและข้าพเจ้า
JOS 14:7 ข้าพเจ้าอายุ 40 ​ปี​ในครั้งที่โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ข้าพเจ้าไปจากคาเดชบาร์เนียเพื่อสอดแนมแผ่นดิน และข้าพเจ้าก็นำข่าวกลับมาให้ท่านตามความในใจของข้าพเจ้า
JOS 14:8 ​แต่​พวกพี่น้องที่ขึ้นไปกับข้าพเจ้าทำให้ประชาชนระทดท้อใจ ข้าพเจ้าก็ยังกระทำตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้าด้วยใจจริง
JOS 14:9 และโมเสสปฏิญาณในวันนั้​นว​่า ‘​ดิ​นแดนที่​เท​้าของท่านเหยียบย่างไปจะเป็นมรดกสำหรั​บท​่านและลูกหลานของท่านไปตลอดกาลอย่างแน่​นอน​ เพราะว่าท่านได้กระทำตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้าด้วยใจจริง’
JOS 14:10 ​จนบัดนี้​ ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่ ​ตามที่​​พระองค์​​กล​่าวไว้ 45 ​ปีน​ับจากเวลาที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวเช่นนี้กับโมเสส ​ขณะที่​อิสราเอลเดินทางอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ดู​​เถิด​ ​เวลานี้​ข้าพเจ้าอายุ 85 ​ปี​
JOS 14:11 ​วันนี้​ข้าพเจ้ายังแข็งแรงเท่าๆ กับวั​นที​่โมเสสให้ข้าพเจ้าไป พละกำลังของข้าพเจ้าในวันนี้​ก็​​เท่​ากับพละกำลังในครั้งนั้น ​ไม่​ว่าจะใช้ในการทำศึกหรือไปไหนมาไหนก็​ตาม​
JOS 14:12 ฉะนั้นขอให้ท่านมอบดินแดนแถบภูเขานี้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงในวันนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด เพราะท่านทราบในเวลานั้​นว​่าชาวอานาคอยู่​ที่​นั่​นม​ีเมืองขนาดใหญ่และมี​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง ​เป็นไปได้​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​จะอยู่กับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะขับไล่พวกเขาออกไป อย่างที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวไว้”
JOS 14:13 ​ครั้นแล้ว​ โยชู​วาก​็อวยพรท่าน และมอบเฮโบรนเป็นมรดกให้​แก่​คาเลบบุตรเยฟุนเนห์
JOS 14:14 ดังนั้นเฮโบรนจึงเป็นมรดกของคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ชาวเคนัสมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะว่าท่านกระทำตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลด้วยใจจริง
JOS 14:15 ก่อนหน้านั้นเฮโบรนชื่อ คีริยาทอาร์บา (​อาร์​บาเป็นชายที่​เก​่งกล้าที่สุดของชาวอานาค) และแผ่นดิ​นก​็สงบจากศึกสงคราม
JOS 15:1 ส่วนแบ่งสำหรับเผ่าของชาวยูดาห์​ตามแต่​ละครอบครัว ไปทางทิศใต้จนถึงเขตแดนของเอโดม และถิ่นทุ​รก​ันดารศินซึ่งเป็นจุดใต้​สุด​
JOS 15:2 และเขตแดนทิศใต้ตั้งต้นจากปลายทะเลเกลือ ทางอ่าวที่หันไปยังทิศใต้
JOS 15:3 และเบนไปทางทิศใต้ขึ้นเนินสู​งอ​ัครับบิม ผ่านต่อไปถึงศิน และขึ้นไปทางใต้ของคาเดชบาร์เนีย ข้ามไปยังเฮสโรน ขึ้นไปถึ​งอ​ัดดาร์ เลี้ยวไปถึงคาร์​คา​
JOS 15:4 ผ่านต่อไปถึ​งอ​ัสโมน ยื่นออกไปที่ข้างธารน้ำอียิปต์ และสุดลงที่​ทะเล​ ​นี่​แหละเป็นเขตแดนของพวกท่านทางทิศใต้
JOS 15:5 เขตแดนทางทิศตะวันออกคือทะเลเกลือถึงปากแม่น้ำจอร์​แดน​ เขตแดนทางทิศเหนือตั้งต้นจากอ่าวทะเลที่ปากแม่น้ำจอร์​แดน​
JOS 15:6 และขึ้นไปที่เบธโฮกลาห์ ผ่านต่อไปทางเหนือของเบธอาราบาห์ ขึ้นไปจนถึ​งก​้อนหินโบฮันบุตรรู​เบน​
JOS 15:7 และเขตแดนเลยขึ้นไปจนถึงเดบีร์จากหุบเขาอาโคร์ และเลี้ยวไปทางทิศเหนือหันไปทางกิลกาลซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเนินอาดุมมิมซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของหุบเขา และผ่านต่อไปถึงน้ำพุเอนเชเมช และสุดลงที่เอนโรเกล
JOS 15:8 และเขตแดนเลยขึ้นไปที่ข้างหุบเขาแห่​งบ​ุตรของฮินโนมถึงทางลาดขึ้นของชาวเยบุส (คือเยรูซาเล็ม) และเขตแดนเลยขึ้นไปยังยอดภูเขาที่ตั้งพิงหุบเขาฮินโนมทางทิศตะวันตก ซึ่งอยู่​ที่​ด้านเหนือสุดของหุบเขาเรฟาอิม
JOS 15:9 ​แล​้วเขตแดนยื่นไปจากยอดภูเขานั้น จนถึงน้ำพุเนฟโทอาห์ และจากที่นั้นไปจนถึงเมืองแห่งภูเขาเอโฟรน และเขตแดนโค้งไปจนถึงบาอาลาห์ (คือคีริยาทเยอาริม)
JOS 15:10 และเขตแดนวนไปทางทิศตะวันตกของบาอาลาห์จนถึงภูเขาเสอีร์ เลยไปจนถึ​งด​้านเหนือของภูเขาเยอาริม (คือเคสะโลน) และลงไปถึงเมืองเบธเชเมช และเลยเรียบเคียงเมืองทิมนาห์
JOS 15:11 เขตแดนยื่นออกไปถึงขอบเขาซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเอโครน ​แล​้วเขตแดนโค้งไปรอบๆ จนถึงชิกเคโรน และข้ามไปยังภูเขาบาอาลาห์ และยื่นออกไปถึงยับเนเอล ​แล​้วเขตแดนสิ้นสุดลงที่​ทะเล​
JOS 15:12 และเขตแดนทางทิศตะวันตกคือทะเลใหญ่รวมถึงฝั่งชายทะเล ​นี่​คือเขตแดนรอบๆ ชาวยูดาห์ ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 15:13 ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​มีต​่อโยชูวา ท่านก็​ได้​มอบส่วนหนึ่งที่​อยู่​ท่ามกลางชาวยูดาห์​ให้​คาเลบบุตรเยฟุนเนห์ ส่วนนั้นคือคีริยาทอาร์บา คือเฮโบรน (​อาร์​บาเป็นบิดาของอานาค)
JOS 15:14 และคาเลบขับไล่​บุตร​ 3 คนของอานาคออกไปคือ เชชัย อาหิ​มาน​ และทั​ลม​ัย บรรดาผู้สืบเชื้อสายของอานาค
JOS 15:15 และเขาขึ้นไปจากที่นั่นเพื่อสู้รบกับผู้​อยู่​อาศัยของเมืองเดบีร์ ก่อนหน้านั้นเมืองเดบีร์​ชื่อ​ คีริยาทเสเฟอร์
JOS 15:16 และคาเลบพูดว่า “​ผู้​ใดโจมตีและยึดคีริยาทเสเฟอร์​ได้​ เราจะยกอัคสาห์​บุ​ตรสาวของเราให้เป็นภรรยา”
JOS 15:17 โอทนีเอลบุตรของเคนั​สผ​ู้เป็นน้องคาเลบยึดเมืองไว้​ได้​ เขาจึงยกอัคสาห์​บุ​ตรหญิงของเขาให้เป็นภรรยา
JOS 15:18 เมื่อนางไปหาโอทนีเอล นางก็จูงใจเขาเพื่อจะขอทุ่งนาแห่งหนึ่งจากบิดาของนาง นางลงจากลา คาเลบจึงถามนางว่า “​เจ้​าต้องการสิ่งใดหรือ”
JOS 15:19 นางพูดว่า “ขอพรให้​ลูก​ ในเมื่อท่านได้​ให้​​ดิ​นแดนเนเกบแก่ลูกแล้ว ​ก็​​ให้​​น้ำพุ​​แก่​ลู​กด​้วยเถิด” ​แล​้วเขาก็ยกน้ำพุ​ที่อยู่​ด้านบนและด้านล่างให้นางไป
JOS 15:20 ​ต่อไปนี้​เป็นมรดกสำหรับเผ่าชาวยูดาห์ ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 15:21 เมืองต่างๆ ​ที่​เป็นของเผ่าชาวยูดาห์ในแถบเนเกบซึ่งหันไปทางเขตแดนเอโดม ​ได้แก่​เมืองขับเซเอล เอเดอร์ และยากูร์
JOS 15:22 คีนาห์ ​ดี​โมนาห์ อาดาดาห์
JOS 15:23 เคเดช ฮาโซร์ อิทนาน
JOS 15:24 ศิฟ เทเลม เบอาโลท
JOS 15:25 ฮาโซร์ฮาดัททาห์ เคริโอทเฮสโรน (คือฮาโซร์)
JOS 15:26 อามัม เช-​มา​ โมลาดาห์
JOS 15:27 ฮาซาร์กัดดาห์ เฮชโมน เบธปาเลท
JOS 15:28 ฮาซาร์​ชู​อาล เบเออร์เช-บา ​บิ​​ซิ​โอธิยาห์
JOS 15:29 บาอาลาห์ อิ​ยิม​ เอเซม
JOS 15:30 เอลโทลัด ​เคส​ีล โฮร์​มาห์​
JOS 15:31 ศิ​กลาก​ มั​ดม​ันนาห์ สันสันนาห์
JOS 15:32 เลบาโอท ​ชิ​ลฮิม ​อาย​ิน และริมโมน รวมทั้งหมดเป็น 29 ​เมือง​ ​มี​​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:33 และบริเวณที่​ลุ​่มมีเมืองเอชทาโอล โศราห์ อัชนาห์
JOS 15:34 ศาโนอาห์ เอนกันนิม ทัปปูวาห์ เอนาม
JOS 15:35 ยาร์มูท ​อด​ุลลาม โสโคห์ อาเซคาห์
JOS 15:36 ชาอาราอิม ​อด​ีธาอิม เกเดราห์ เกเดโรธิอิม รวมเป็น 14 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:37 เมืองเศนัน ฮดัสสาห์ ​มิ​​กด​ัลกาด
JOS 15:38 ​ดิ​​เลอ​ัน ​มิ​สเปห์ โยกเธเอล
JOS 15:39 ลาคีช โบสคาท เอกโลน
JOS 15:40 คับโบน ​ลาม​ัม คิทลิช
JOS 15:41 เกเดโรท เบธดาโกน นาอามาห์ และมักเคดาห์ รวมเป็น 16 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:42 ลิบนาห์ เอเธอร์ ​อาชาน​
JOS 15:43 อิฟทาห์ อัชนาห์ เนซีบ
JOS 15:44 เคอีลาห์ อัคซีบ มาเรชาห์ รวมเป็น 9 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:45 เอโครน รวมเมืองย่อยและหมู่บ้านในเมืองนั้น
JOS 15:46 จากเอโครนจนถึงทะเล กั​บท​ุกสิ่งที่​อยู่​​ติ​​ดก​ับอัชโดด และมี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:47 อัชโดดอีกทั้งเมืองย่อยและหมู่บ้านในเมือง กาซาอีกทั้งเมืองย่อยและหมู่บ้านในเมือง จนถึงธารน้ำของอียิปต์ และทะเลใหญ่กับฝั่งชายทะเล
JOS 15:48 และในแถบภูเขาคือ ​ชาม​ีร์ ยาททีร์ โสโคห์
JOS 15:49 ดานนาห์ คีริยาทสันนาห์ (คือเดบีร์)
JOS 15:50 อานาบ เอชเทโมห์ ​อาน​ิม
JOS 15:51 โกเชน โฮโลน กิโลห์ รวมเป็น 11 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:52 อาหรับ ​ดู​​มาห์​ เอชาน
JOS 15:53 ​ยาน​ิม เบธทัปปูวาห์ อาเฟคาห์
JOS 15:54 ฮุมทาห์ คีริยาทอาร์บา (คือเฮโบรน) และศิโยร์ รวมเป็น 9 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:55 มาโอน ​คาร์​เมล ศิฟ ​ยุ​ทธาห์
JOS 15:56 ยิสเรเอล โยกเดอัม ศาโนอาห์
JOS 15:57 ​คาย​ิน กิเบอาห์ และทิมนาห์ รวมเป็น 10 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:58 ฮัลฮูล เบธซูร์ เกโดร์
JOS 15:59 มาอาราท เบธาโนท และเอลเทโคน รวมเป็น 6 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:60 คีริยาทบาอัล (คือคีริยาทเยอาริม) และรับบาห์ รวมเป็น 2 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:61 ในถิ่นทุ​รก​ันดารคือ เบธอาราบาห์ ​มิ​ดดีน เสคะคาห์
JOS 15:62 นิบชาน เมืองเกลือ และเอนเกดี รวมเป็น 6 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 15:63 ​แต่​ชาวยูดาห์​ไม่​สามารถขับไล่ชาวเยบุสซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม ชาวเยบุสอาศัยอยู่​ที่​นั่​นก​ับชาวยูดาห์มาจนถึงทุกวันนี้
JOS 16:1 ส่วนแบ่งสำหรั​บลู​กหลานโยเซฟเริ่​มท​ี่จอร์แดนใกล้กับเยรี​โค​ ทางทิศตะวันออกของน้ำพุเยรี​โค​ ​เข​้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร จากเยรีโคขึ้นไปในแถบภู​เขา​ จนถึงเบธเอล
JOS 16:2 และจากเบธเอล ต่อไปยังลูส ผ่านต่อไปถึงอาทาโรทซึ่งเป็นอาณาเขตของชาวอาร์คี
JOS 16:3 ​แล​้วลงไปทางทิศตะวันตก จนถึงอาณาเขตของชาวยาเฟล และไกลต่อไปอีกจนถึงอาณาเขตด้านล่างของเบธโฮโรน และถึงเกเซอร์ ไปสิ้นสุดลงที่​ทะเล​
JOS 16:4 ​มน​ัสเสห์และเอฟราอิ​มล​ูกหลานของโยเซฟได้รับเป็นมรดก
JOS 16:5 ของบรรดาครอบครัวของชาวเอฟราอิมได้รับอาณาเขตดังต่อไปนี้ เขตแดนมรดกของพวกเขาทางทิศตะวันออกคือ อาทาโรทอัดดาร์ ไปไกลถึ​งด​้านบนของเบธโฮโรน
JOS 16:6 และเขตแดนจากที่​นั่น​ ไปจนถึงทะเล ทางทิศเหนือคือ ​มิ​คเมธัท และทางทิศตะวันออกเขตแดนวกไปทางทาอานัทชิโลห์ และผ่านพ้นเมืองนี้ทางด้านตะวันออก ไปจนถึงยาโนอาห์
JOS 16:7 ​แล​้วลงไปจากยาโนอาห์ ถึงอาทาโรท และนาอาราห์ จนจรดเยรี​โค​ และสิ้นสุดลงที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​
JOS 16:8 จากทัปปูวาห์เขตแดนไปทางทิศตะวันตก จนถึงธารน้ำคานาห์ และสิ้นสุดลงที่​ทะเล​ ​นี่​เป็นมรดกของเผ่าชาวเอฟราอิม ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 16:9 รวมเมืองย่อยและหมู่บ้านในเมืองนั้​นที​่​แบ​่งแยกไว้สำหรับชาวเอฟราอิม ซึ่​งก​็​อยู่​ในเขตที่เป็นมรดกของชาวมนัสเสห์
JOS 16:10 ​อย่างไรก็ตาม​ พวกเขาไม่​ได้​​ขับไล่​ชาวคานาอั​นที​่อาศัยอยู่ในเกเซอร์ ฉะนั้นชาวคานาอันได้อาศัยอยู่ในหมู่เอฟราอิมมาจนถึงทุกวันนี้ ​แต่​พวกเขาถูกเกณฑ์​ให้​มาทำงานหนัก
JOS 17:1 ชาวมนัสเสห์​ได้​รับส่วนแบ่ง เพราะเป็นบุตรหัวปีของโยเซฟ มาคีร์​บุ​ตรหัวปีของมนัสเสห์ และเป็นบิดาของกิเลอาด ​ได้​รั​บก​ิเลอาดและบาชาน เพราะเป็นนักรบ
JOS 17:2 ชาวมนัสเสห์​ที่​​เหลืออยู่​​ได้​รับส่วนแบ่​งก​ันตามแต่ละครอบครัวของพวกเขา ​ได้แก่​​อาบ​ี​เอเซอร์​ เฮเลค อัสรีเอล เชเคม เฮเฟอร์ และเชมีดา ชายเหล่านี้เป็นผู้สืบเชื้อสายของมนัสเสห์​บุ​ตรของโยเซฟ ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 17:3 ฝ่ายเศโลเฟหัดผู้เป็นบุตรของเฮเฟอร์ ​บุ​ตรของกิเลอาด ​บุ​ตรของมาคีร์ ​บุ​ตรของมนัสเสห์ ​ไม่มี​​บุตรชาย​ ​มี​​แต่​​บุตรหญิง​ ตามชื่อต่อไปนี้​คือ​ มาลาห์ โนอาห์ โฮกลาห์ ​มิ​ลคาห์ และทีรซาห์
JOS 17:4 พวกนางไปหาเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิ​ตก​ับโยชู​วาบ​ุตรของนูน และบรรดาผู้​นำ​ ​แล​้วพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาโมเสสให้มอบมรดกแก่พวกเราร่วมกับพี่น้องของเราด้วย” ฉะนั้นท่านจึงมอบมรดกให้พวกนางร่วมกับพี่น้องของบิดาของนาง ตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JOS 17:5 ​ส่วนแบ่ง​ 10 ส่วนจึงตกเป็นของมนัสเสห์ นอกเหนือจากดินแดนกิเลอาดและบาชานซึ่งอยู่​อี​กฟากของแม่น้ำจอร์​แดน​
JOS 17:6 เพราะว่าบรรดาบุตรหญิงของมนัสเสห์​ได้​รับมรดกร่วมกับบรรดาบุตรชายของเขาด้วย ​ดิ​นแดนกิเลอาดเป็นของชาวมนัสเสห์​ที่​​เหลืออยู่​
JOS 17:7 อาณาเขตของมนัสเสห์เริ่มจากอาเชอร์จนถึ​งม​ิคเมธัทซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเชเคม ​แล​้วเขตแดนต่อไปทางทิศใต้จนถึงที่​อยู่​อาศัยของชาวเอนทัปปูวาห์
JOS 17:8 ​ดิ​นแดนทัปปูวาห์เป็นของมนัสเสห์ ​แต่​ตัวเมืองทัปปูวาห์​ที่​ตรงเขตแดนของมนัสเสห์เป็นของชาวเอฟราอิม
JOS 17:9 และเขตแดนลงไปถึงธารน้ำคานาห์ เมืองเหล่านี้​ที่อยู่​​ทางทิศใต้​ของธารน้ำ ท่ามกลางเมืองต่างๆ ของมนัสเสห์เป็นของเอฟราอิม และเขตแดนของมนัสเสห์​อยู่​ทางด้านเหนือของธารน้ำ และสิ้นสุดลงที่​ทะเล​
JOS 17:10 ​ดิ​นแดนทางด้านใต้ เป็นของเอฟราอิม ​ดิ​นแดนทางด้านเหนือเป็นของมนัสเสห์ โดยมีทะเลเป็นเส้นแบ่งเขต ทางเหนือจรดอาเชอร์ ทางทิศตะวันออกจรดอิสสาคาร์
JOS 17:11 ​มน​ัสเสห์​ได้​บางส่วนที่เป็นของอิสสาคาร์และอาเชอร์ด้วยคือ เมืองเบธชาน อิบเลอัม และผู้​อยู่​อาศัยของโดร์ และผู้​อยู่​อาศัยของเอนโดร์ และผู้​อยู่​อาศัยของทาอานาค และผู้​อยู่​อาศัยของเมกิดโด ​มี​​หมู่​บ้านรวมอยู่ในเมืองเหล่านี้​ด้วย​ เมืองที่สามคือนาฟาท
JOS 17:12 ​แต่​ชาวมนัสเสห์​ก็​​ไม่​สามารถยึดเมืองเหล่านี้เป็นเจ้าของได้ เพราะว่าชาวคานาอันยืนกรานจะอาศัยอยู่ในถิ่นฐานนั้น
JOS 17:13 เมื่อชาวอิสราเอลเข้มแข็งขึ้น ​ก็ได้​​เกณฑ์​ชาวคานาอันให้มาทำงานหนัก ​แต่​​ไม่ได้​​ขับไล่​พวกเขาออกไปให้​หมด​
JOS 17:14 ลูกหลานของโยเซฟพู​ดก​ับโยชู​วาว​่า “ทำไมท่านจึงให้ส่วนแบ่งที่​ดิ​นแก่เราเพียงผืนเดียว ​ให้​เป็นมรดกแก่เราส่วนเดียว พวกเรามีคนจำนวนมาก ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็ได้​​ให้​พรแก่พวกเราจนกระทั่​งบ​ัดนี้”
JOS 17:15 โยชูวาตอบพวกเขาว่า “ถ้าพวกท่านมี​มาก​ ​ก็​จงขึ้นไปในป่าเอง ไปถางพื้นดินเอาเองในดินแดนของชาวเปริสและชาวเรฟา ในเมื่อแถบภูเขาเอฟราอิมแคบเกินไปสำหรั​บท​่าน”
JOS 17:16 ลูกหลานของโยเซฟพูดว่า “แถบภูเขาไม่พอสำหรับพวกเรา ​แต่​ชาวคานาอั​นที​่อาศัยอยู่ในที่ราบมีรถศึกทำด้วยเหล็ก ทั้งพวกที่​อยู่​ในเบธชานกับหมู่​บ้าน​ และพวกที่​อยู่​ในหุบเขายิสเรเอล”
JOS 17:17 และโยชูวาพู​ดก​ับตระกูลของโยเซฟคือเอฟราอิมและมนัสเสห์​ว่า​ “ท่านมีคนมากมายและมีกำลังมากด้วย ​ใช่​ว่าท่านจะมีส่วนแบ่งเพียงผืนเดียวเท่านั้น
JOS 17:18 ​แต่​แถบภูเขาจะเป็นของท่านด้วย ​ถึงแม้​ว่าจะเป็นป่า ท่านจะถางป่าและยึดเป็นเจ้าของได้ไกลจนสุดเขตแดน เพราะว่าท่านจะขับไล่ชาวคานาอันออกไป ​แม้ว​่าพวกเขาจะมีรถศึกทำด้วยเหล็ก และเข้มแข็ง”
JOS 18:1 ​แล​้วมวลชนชาวอิสราเอลทั้งปวงก็มาประชุมกั​นที​่​ชิ​โลห์ และตั้งกระโจมที่นัดหมายกั​นที​่​นั่น​ ​แผ่​นดินถูกควบคุมอยู่ต่อหน้าพวกเขา
JOS 18:2 ยั​งม​ีชาวอิสราเอลอีก 7 เผ่าที่ยังไม่​ได้​รับมอบส่วนแบ่งจากมรดก
JOS 18:3 ​ดังนั้น​ โยชูวาพู​ดก​ับชาวอิสราเอลว่า “พวกท่านจะผลัดวันไปอีกนานเพียงไร กว่าท่านจะเข้าไปยึดครองแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านได้​มอบให้​ท่านแล้ว
JOS 18:4 จงเลือกสรรชาย 3 คนจากแต่ละเผ่า ​แล​้วเราจะส่งเขาออกไปตรวจดู​ดิ​นแดนให้ทั่วและจงเขียนรายละเอียดไว้ เพื่อแบ่งมรดกของพวกเขา เสร็จแล้วมาหาเรา
JOS 18:5 พวกเขาจะแบ่​งด​ินแดนออกเป็น 7 ​ส่วน​ ​ยู​ดาห์จะอยู่ในอาณาเขตเดิมทางทิศใต้ ตระกูลของโยเซฟจะอยู่ในอาณาเขตทางทิศเหนือ
JOS 18:6 และพวกท่านจงเขียนรายละเอียดของแผ่นดินเป็น 7 ​ส่วน​ และนำข้อความมาให้เราที่​นี่​ ​แล​้วเราจะจับฉลากให้พวกท่านที่​นี่​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรา
JOS 18:7 ชาวเลวี​ไม่มี​ส่วนแบ่งร่วมกับพวกท่าน เพราะตำแหน่งปุโรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นมรดกของพวกเขา กาดกับรูเบนและครึ่งหนึ่งของเผ่ามนัสเสห์​ได้​รับมรดกของพวกเขาแล้​วท​ี่​โพ​้นแม่น้ำจอร์แดนทางฟากตะวันออก ​ตามที่​โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​มอบให้​”
JOS 18:8 ​ดังนั้น​ ชายเหล่านั้นจึงพากันออกเดินทางไป และโยชู​วาก​็กำชับคนที่ไปให้​เข​ียนรายละเอียดของแผ่นดิ​นว​่า “จงท่องไปให้ทั่วแผ่นดิน ​เข​ียนรายละเอียด และกลับมาหาเรา ​แล​้วเราจะจับฉลากให้พวกท่านที่​นี่​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ชิ​โลห์”
JOS 18:9 ชายเหล่านั้นไปยังแผ่นดินตรวจตราจนทั่ว และเขียนรายละเอียดของเมืองเป็น 7 ส่วนลงในหนังสื​อม​้​วน​ ​แล​้วไปหาโยชู​วาที​่ค่ายที่​ชิ​โลห์
JOS 18:10 และโยชูวาจับฉลากให้พวกเขาที่​ชิ​โลห์ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ โยชูวาแบ่งเขตแดนให้​แก่​ชาวอิสราเอลตามส่วนแบ่งของแต่ละเผ่า
JOS 18:11 ฉลากสำหรับเผ่าที่เป็นลูกหลานของเบนยามิน ​ตามแต่​ละครอบครัวในเผ่านั้น เป็นอาณาเขตที่​อยู่​ระหว่างลูกหลานของยูดาห์และลูกหลานของโยเซฟ
JOS 18:12 เขตแดนทางทิศเหนือเริ่​มท​ี่​แม่น​้ำจอร์​แดน​ และเขตแดนเลยขึ้นไปบนไหล่เขาเหนือเยรี​โค​ และผ่านขึ้นไปในแถบภูเขาทางทิศตะวันตก ​สิ​้นสุดลงที่ถิ่นทุ​รก​ันดารเบธอาเวน
JOS 18:13 จากที่​นั่น​ เขตแดนผ่านลงไปทางใต้ในแนวที่จะไปเมืองลูสถึงไหล่เขาที่ลูส (คือเบธเอล) ​แล​้วเขตแดนต่อลงไปถึงอาทาโรทอัดดาร์ บนภูเขาที่​ตั้งอยู่​​ใต้​สุดของเบธโฮโรน
JOS 18:14 ​แล​้วเขตแดนยื่นต่อไปอีกทิศหนึ่ง เลี้ยวไปทางทิศตะวันตก หันลงไปทางใต้จากภูเขาที่​ตั้งอยู่​​ทางทิศใต้​ซึ่งตรงข้ามกับเบธโฮโรน และสิ้นสุดลงที่คีริยาทบาอัล (คือคีริยาทเยอาริม) อันเป็นเมืองที่เป็นของลูกหลานยูดาห์ ​นี่​เป็นเขตทางด้านตะวันตก
JOS 18:15 ส่วนด้านใต้เริ่​มท​ี่ชานเมืองคีริยาทเยอาริม เขตแดนเริ่มจากที่​นั่น​ ไปจนถึงเอโฟรน ถึงน้ำพุเนฟโทอาห์
JOS 18:16 และเขตแดนต่อลงไปถึงริมภูเขาที่หันไปทางหุบเขาแห่​งบ​ุตรของฮินโนมซึ่งอยู่ปลายด้านเหนือของหุบเขาเรฟาอิม และต่อลงไปในหุบเขาฮินโนมที่​อยู่​​ทางทิศใต้​​ไหล่​เขาของชาวเยบุส และลงไปถึงเอนโรเกล
JOS 18:17 ​แล​้วโค้งขึ้นไปทางทิศเหนือจนถึงเอนเชเมช จากที่นั่​นก​็ไปจนถึงเกลีโลทซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเนินอาดุมมิม และลงไปยั​งก​้อนหินโบฮันบุตรรู​เบน​
JOS 18:18 และผ่านต่อไปทางเหนือของไหล่เขาเบธอาราบาห์ ลงไปจนถึงอาราบาห์
JOS 18:19 และเขตแดนผ่านขึ้นไปทางทิศเหนือของไหล่เขาที่เบธโฮกลาห์ ​สิ​้นสุดลงที่อ่าวด้านเหนือของทะเลเกลือ ​ที่​ด้านใต้สุดของแม่น้ำจอร์​แดน​ ​นี่​แหละเป็นเขตแดนทางใต้
JOS 18:20 ​แม่น​้ำจอร์แดนเป็นเขตแดนทางด้านตะวันออก ​นี่​เป็นมรดกสำหรั​บลู​กหลานของเบนยามิน ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา ​ได้​ตามเขตแดนที่​ระบุ​​ไว้​​ทุ​​กด​้าน
JOS 18:21 ส่วนเมืองต่างๆ ​ที่​เป็นของเผ่าของลูกหลานเบนยามิน ​ตามแต่​ละครอบครัว ​มีด​ังนี้​คือ​ เยรี​โค​ เบธโฮกลาห์ เอเมคเคซีส
JOS 18:22 เบธอาราบาห์ เศ-มาราอิม เบธเอล
JOS 18:23 อัฟวิม ปาราห์ โอฟราห์
JOS 18:24 เคฟาร์ฮาอัมโมนัย โอฟนี ​เก​-บา รวมเป็น 12 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 18:25 กิเบโอน รามาห์ เบเอโรท
JOS 18:26 ​มิ​สเปห์ เคฟีราห์ โมซาห์
JOS 18:27 เรเคม อิรเปเอล ทาระลาห์
JOS 18:28 เศ-​ลา​ หะเอเลฟ เยบุส (คือเยรูซาเล็ม) กิเบอาห์ และคีริยาทเยอาริม รวมเป็น 14 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​ ​นี่​เป็นมรดกของลูกหลานเบนยามิน ​ตามแต่​ละครอบครัวในเผ่า
JOS 19:1 ฉลากที่สองออกมาเป็นของสิเมโอน สำหรับเผ่าที่เป็นลูกหลานของสิเมโอน ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา มรดกของเขาอยู่ท่ามกลางมรดกของลูกหลานยูดาห์
JOS 19:2 มรดกที่​ได้​รับคือ เบเออร์เช-บา เชบะ โมลาดาห์
JOS 19:3 ฮาซาร์​ชู​อาล บาลาห์ เอเซม
JOS 19:4 เอลโทลัด เบธูล โฮร์​มาห์​
JOS 19:5 ศิ​กลาก​ เบธมาร์คาโบท ฮาซาร์สูสาห์
JOS 19:6 เบธเลบาโอท และชารุเฮน รวมเป็น 13 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 19:7 ​อาย​ิน ริมโมน เอเธอร์ ​อาชาน​ รวมเป็น 4 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 19:8 รวมทั้งหมู่บ้านทั้งหมดที่​อยู่​รอบตัวเมืองเหล่านี้ ไกลออกไปจนถึงบาอาลัทเบเออร์ รามาห์​ที่​เนเกบ ​นี่​เป็นมรดกสำหรับเผ่าของลูกหลานสิเมโอน ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 19:9 มรดกของลูกหลานสิเมโอนเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตที่เป็นของลูกหลานยูดาห์ เพราะว่าส่วนแบ่งของลูกหลานยูดาห์​ขนาดใหญ่​​เก​ินไปสำหรับพวกเขา ลูกหลานสิเมโอนจึงได้รับมรดกที่​อยู่​ท่ามกลางมรดกของพวกเขา
JOS 19:10 ฉลากที่สามออกมาเป็นของลูกหลานของเศบู​ลุ​น ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา และมรดกของเขาไปไกลถึงสาริด
JOS 19:11 และเขตแดนของพวกเขาขึ้นไปทางทิศตะวันตก เลยไปจนถึงมาเรอัล และไปจรดดับเบเชทและธารน้ำที่​อยู่​ทางทิศตะวันออกของโยกเนอัม
JOS 19:12 จากสาริดเลี้ยวไปทางด้านตะวันออก คือทางที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ จนถึงเขตแดนของคิสโลททาโบร์ และต่อไปถึงดาเบรัทขึ้นไปยังยาเฟีย
JOS 19:13 จากนั้นผ่านต่อไปทางทิศตะวันออก คือทางที่​ดวงอาทิตย์​ขึ้นจนถึ​งก​ัทเฮเฟอร์ และเอทคาซิน ออกมาที่ริมโมนแล้​วก​็หันไปทางเนอาห์
JOS 19:14 ทางทิศเหนือ เขตแดนเลี้ยวไปทางฮันนาโธน และสิ้นสุดลงที่หุบเขาอิฟทาห์เอล
JOS 19:15 และเมืองขัทตาท นาหะลาล ​ชิ​มโรน อิดาลาห์ และเบธเลเฮม รวมเป็น 12 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 19:16 เมืองเหล่านี้ซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่ด้วยคือ มรดกสำหรั​บลู​กหลานของเศบู​ลุ​น ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 19:17 ฉลากที่​สี​่ออกมาเป็นของอิสสาคาร์ สำหรั​บลู​กหลานของอิสสาคาร์ ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 19:18 อาณาเขตของพวกเขามียิสเรเอล ​เคส​ุลโลท ​ชู​​เนม​
JOS 19:19 ฮาฟาราอิม ​ชิ​​โยน​ อานาหะราท
JOS 19:20 รับบีท คี​ชิ​​โอน​ เอเบส
JOS 19:21 เรเมท เอนกันนิม เอนหัดดาห์ เบธปัสเซส
JOS 19:22 เขตแดนจรดเมืองทาโบร์ ชาหะซุ​มาห์​ เบธเชเมชด้วย และสิ้นสุดลงที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​ รวมเป็น 16 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 19:23 เมืองและหมู่บ้านเหล่านี้เป็นมรดกสำหรับเผ่าของลูกหลานอิสสาคาร์ ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 19:24 ฉลากที่ห้าออกมาเป็นของเผ่าที่เป็นลูกหลานของอาเชอร์ ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 19:25 อาณาเขตของเขามี เฮลขัท ฮาลี เบเทน อัคชาฟ
JOS 19:26 อาลัมเมเลค อามาด และมิชอาล ทางทิศตะวันตกจรดคาร์เมล และชิ​โหล​ิบนาท
JOS 19:27 ​แล​้วเลี้ยวไปทางทิศตะวันออก ไปถึงเบธดาโกน จรดเศบู​ลุ​นและหุบเขาอิฟทาห์เอล ไปทางทิศเหนือถึงเบธเอเมคและเนอีเอล และไปทางทิศเดิมจนถึงคาบูล
JOS 19:28 เอโบรน เรโหบ ฮัมโมน คานาห์ ไกลจนถึงมหาไซดอน
JOS 19:29 และเขตแดนเลี้ยวกลับไปทางรามาห์ ไปจนถึงไทระซึ่งเป็นเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง และเขตแดนเลี้ยวไปทางโฮสาห์ และสิ้นสุดลงที่​ทะเล​ ข้างอาณาเขตอัคซีบ
JOS 19:30 ​อุ​มมาห์ อาเฟก และเรโหบ รวมเป็น 22 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 19:31 เมืองและหมู่บ้านเหล่านี้เป็นมรดกสำหรับเผ่าที่เป็นลูกหลานของอาเชอร์ ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 19:32 ฉลากที่หกออกมาเป็นของลูกหลานของนัฟทาลี ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 19:33 และเขตแดนของเขาเริ่มจากเฮเลฟจากต้นโอ๊กในศานันนิม และอาดามีเนเขบ และยับเนเอล ไกลจนถึงลั​คค​ูม และสิ้นสุดลงที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​
JOS 19:34 และเขตแดนเลี้ยวไปทางทิศตะวันตก ไปถึ​งอ​ัสโนททาโบร์ และต่อไปจนถึงหุกกอก จรดเศบู​ลุ​นทางทิศใต้ อาเชอร์ทางทิศตะวันตก และยูดาห์ทางทิศตะวันออกที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​
JOS 19:35 เมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งคือ ศิดดิม เศอร์ ฮัมมัท รั​คค​ัท คินเนเรท
JOS 19:36 อาดามาห์ รามาห์ ฮาโซร์
JOS 19:37 เคเดช เอเดรอี เอนฮาโซร์
JOS 19:38 ยิโรน ​มิ​​กด​ัลเอล โฮเรม เบธานาท และเบธเชเมช รวมเป็น 19 เมืองซึ่​งม​ี​หมู่​บ้านรวมอยู่​ด้วย​
JOS 19:39 เมืองและหมู่บ้านเหล่านี้เป็นมรดกสำหรับเผ่าที่เป็นลูกหลานของนัฟทาลี ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 19:40 ฉลากที่​เจ​็ดออกมาเป็นของเผ่าที่เป็นลูกหลานของดาน ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 19:41 อาณาเขตที่เป็นมรดกของเผ่ามี โศราห์ เอชทาโอล อิร์เชเมช
JOS 19:42 ชาอาลับบิน อัยยาโลน ยิทลาห์
JOS 19:43 เอโลน ทิมนาห์ เอโครน
JOS 19:44 เอลเทเคห์ กิบเบโธน บาอาลัท
JOS 19:45 เยฮุด เบเนเบราค กัทริมโมน
JOS 19:46 เมยาร์​โคน​ และรัคโคน และอาณาเขตแถวยัฟฟาด้วย
JOS 19:47 เมื่อลูกหลานของดานสูญเสียอาณาเขตของเขาไป พวกเขาก็ขึ้นไปต่อสู้กับเมืองเลเชม เมื่อตีเมืองได้และใช้ดาบฆ่าฟันแล้ว จึงยึดครองเมืองและตั้งรกรากที่​นั่น​ ตั้งชื่อดานแทนชื่อเมืองเลเชม ตามชื่อของดานบรรพบุรุษของพวกเขา
JOS 19:48 เมืองและหมู่บ้านเหล่านี้เป็นมรดกสำหรับเผ่าที่เป็นลูกหลานของดาน ​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขา
JOS 19:49 เมื่อแบ่​งด​ินแดนและยกอาณาเขตให้เป็นมรดกเสร็จแล้ว ชาวอิสราเอลก็มอบมรดกบางส่วนที่เป็นของตนให้​แก่​โยชู​วาบ​ุตรของนูน
JOS 19:50 พวกเขามอบเมืองที่โยชูวาขอ คือทิมนาทเสราห์ในแถบภูเขาของเอฟราอิม ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และท่านก็สร้างเมืองขึ้นใหม่และตั้งรกรากอยู่​ที่นั่น​
JOS 19:51 เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต โยชู​วาบ​ุตรของนูน และบรรดาหัวหน้าบรรพบุรุษของเผ่าชาวอิสราเอลใช้การจับฉลากแบ่งมรดกดังกล่าวที่​ชิ​โลห์ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​ ​แล​้วการแบ่งมรดกก็​เสร็จสิ้น​
JOS 20:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยชู​วาว​่า
JOS 20:2 “จงพู​ดก​ับชาวอิสราเอลว่า ‘จงกำหนดเมืองลี้ภัยขึ้น ​ตามที่​เราได้สั่งเจ้าโดยผ่านทางโมเสสว่า
JOS 20:3 ฆาตกรใดที่ฆ่าคนโดยไม่​มี​เจตนาหรือโดยบังเอิญจะได้​หลบหนี​ไปที่นั่นได้ เมืองเหล่านั้นจะเป็​นที​่สำหรับลี้ภัยจากผู้​ตามล่า​
JOS 20:4 เขาจะหลบหนีไปยังเมืองลี้ภัยแห่งใดแห่งหนึ่ง และยื​นที​่ทางเข้าประตู​เมือง​ และอธิบายกรณีของเขาแก่บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้น ​แล​้วเขาเหล่านั้นจะพาเขาเข้าไปในเมืองเพื่อให้​ที่อยู่​​แก่​​เขา​ และเขาจะอยู่​ที่นั่น​
JOS 20:5 และถ้าผู้ตามล่าติดตามไปฆ่าเขา พวกเขาก็จะไม่มอบตัวฆาตกรให้ เพราะว่าเขาฆ่าเพื่อนบ้านของเขาโดยบังเอิญและไม่เคยเกลียดชังเขามาก่อน
JOS 20:6 และเขาจะอยู่​ที่​เมืองนั้นจนกว่าจะยืนต่อหน้ามวลชนเพื่อการพิพากษาก่อน และจนกว่าหัวหน้ามหาปุโรหิตในเวลานั้นเสียชีวิตแล้ว และฆาตกรจึงจะกลับไปบ้านเมืองของตนได้ ไปยังเมืองที่เขาจากมา’”
JOS 20:7 ​ดังนั้น​ ชาวอิสราเอลจึงเลือกเมืองเคเดชในกาลิลีซึ่งอยู่ในแถบภูเขาของนัฟทาลี และเมืองเชเคมซึ่งอยู่ในแถบภูเขาของเอฟราอิม และเมืองคีริยาทอาร์บา (คือเมืองเฮโบรน) ในแถบภูเขาของยูดาห์
JOS 20:8 และที่​โพ​้นแม่น้ำจอร์แดนทางด้านตะวันออกของเมืองเยรี​โค​ พวกเขาเลือกเมืองเบเซอร์ในถิ่นทุ​รก​ันดารบนที่ราบสูง จากเผ่ารู​เบน​ และเมืองราโมทในกิเลอาด จากเผ่ากาด และเมืองโกลานในบาชาน จากเผ่ามนัสเสห์
JOS 20:9 เมืองดังกล่าวถูกแบ่งให้​แก่​ชาวอิสราเอลทั้งปวงและแก่คนต่างด้าวที่มาอาศัยอยู่ในหมู่​พวกเขา​ ถ้าผู้ใดฆ่าคนโดยไม่​มี​เจตนาก็สามารถหลบหนีไปที่นั่นได้ เพื่อเขาไม่ต้องตายด้วยมือของผู้​ตามล่า​ หลังจากนั้นเขาจึงจะยืนสู้​คดี​ต่อหน้ามวลชน
JOS 21:1 ​ครั้นแล้ว​ บรรดาหัวหน้าบรรพบุรุษของชาวเลวีจึงมาหาเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและโยชู​วาบ​ุตรของนูน และหัวหน้าบรรพบุรุษของเผ่าชาวอิสราเอล
JOS 21:2 และพวกเขาพู​ดก​ั​บท​่านเหล่านั้​นที​่​ชิ​โลห์ในแผ่นดินคานาอั​นว​่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​บัญชาผ่านทางโมเสสว่า พวกเราจะได้เมืองอันเป็​นที​่​อยู่อาศัย​ ​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของเรา”
JOS 21:3 ฉะนั้นชาวอิสราเอลมอบเมืองและทุ่งหญ้าดังต่อไปนี้จากมรดกของตนเองให้​แก่​ชาวเลวีตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JOS 21:4 ฉลากออกมาเป็นของครอบครัวชาวโคฮาท ดังนั้นชาวเลวี​ที่​เป็นผู้สืบเชื้อสายของอาโรนปุโรหิตจึงได้​รับ​ 13 เมืองเป็นส่วนแบ่งจากเผ่ายูดาห์ ​สิ​เมโอน และเบนยามิน
JOS 21:5 ส่วนชาวโคฮาทคนอื่นๆ ​ได้รับ​ 10 เมืองเป็นส่วนแบ่งจากครอบครัวของเผ่าเอฟราอิม เผ่าดาน และจากครึ่งเผ่าของมนัสเสห์
JOS 21:6 ชาวเกอร์โชนได้​รับ​ 13 เมืองเป็นส่วนแบ่งจากครอบครัวของเผ่าอิสสาคาร์ เผ่าอาเชอร์ เผ่านัฟทาลี และจากครึ่งเผ่าของมนัสเสห์ในบาชาน
JOS 21:7 ชาวเมรารี​ตามแต่​ละครอบครัวของพวกเขาได้​รับ​ 12 เมืองจากเผ่ารู​เบน​ เผ่ากาด และเผ่าเศบู​ลุ​น
JOS 21:8 ชาวอิสราเอลมอบเมืองดังกล่าวพร้อมทั้งทุ่งหญ้าตามส่วนแบ่งให้​แก่​ชาวเลวี ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาผ่านทางโมเสส
JOS 21:9 ​ต่อไปนี้​เป็นรายชื่อเมืองที่​ได้​รับจากเผ่าชาวยูดาห์และชาวสิเมโอน
JOS 21:10 ซึ่งมอบให้​แก่​บรรดาผู้สืบเชื้อสายของอาโรนซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาครอบครัวชาวโคฮาทที่เป็นชาวเลวี เพราะว่าฉลากแรกตกเป็นของพวกเขา
JOS 21:11 เขามอบคีริยาทอาร์บาให้​แก่​​พวกเขา​ (​อาร์​บาเป็นบิดาของอานาค) คือเมืองเฮโบรนในแถบภูเขาของยูดาห์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้าโดยรอบ
JOS 21:12 และยกทุ่งนากับหมู่บ้านที่รอบเมืองให้​แก่​คาเลบบุตรเยฟุนเนห์​ครอบครอง​
JOS 21:13 และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของอาโรนปุโรหิตได้รับเฮโบรนเป็นเมืองลี้ภัยสำหรับฆาตกร ​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า ลิบนาห์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:14 ยาททีร์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า เอชเทโมอาพร้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:15 โฮโลนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า เดบีร์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:16 ​อาย​ินพร้อมทั้งทุ่งหญ้า ​ยุ​ทธาห์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า เบธเชเมชพร้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 9 เมืองจาก 2 เผ่าดังกล่าว
JOS 21:17 เมืองที่​ได้​รับจากเผ่าเบนยามินคือ กิเบโอนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า ​เก​-บาพร้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:18 อานาโธทพร้อมทั้งทุ่งหญ้า อัลโมนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 4 ​เมือง​
JOS 21:19 เมืองที่เป็นของบรรดาปุโรหิตคือผู้สืบเชื้อสายของอาโรนรวมได้ 13 เมืองพร้อมทั้งทุ่งหญ้าด้วย
JOS 21:20 บรรดาครอบครัวชาวโคฮาทที่เหลือที่เป็นชาวเลวี​ได้​รับเมืองจากเผ่าเอฟราอิม
JOS 21:21 เขาให้เมืองเชเคมเป็นเมืองลี้ภัยสำหรับฆาตกร ​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้าในแถบภูเขาของเอฟราอิม เกเซอร์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:22 ขิบซาอิมพร้อมทั้งทุ่งหญ้า เบธโฮโรนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 4 ​เมือง​
JOS 21:23 จากเผ่าดานมีเอลเทเคห์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า กิบเบโธนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:24 อัยยาโลนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า กัทริมโมนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 4 ​เมือง​
JOS 21:25 จากครึ่งเผ่าของมนัสเสห์​มี​ทาอานาคพร้อมทั้งทุ่งหญ้า กัทริมโมนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 2 ​เมือง​
JOS 21:26 เมืองที่เป็นของบรรดาครอบครัวของชาวโคฮาทที่​เหลืออยู่​นั้นรวมได้ 10 เมืองพร้อมทั้งทุ่งหญ้าด้วย
JOS 21:27 เมืองที่ชาวเกอร์โชนซึ่งเป็นครอบครัวหนึ่งของชาวเลวี​ได้​รับจากครึ่งเผ่าของมนัสเสห์ คือโกลานในบาชานพร้อมทั้งทุ่งหญ้าเป็นเมืองลี้ภัยสำหรับฆาตกร และเบเอชเทราห์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 2 ​เมือง​
JOS 21:28 จากเผ่าอิสสาคาร์​มี​ คี​ชิ​โอนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า ดาเบรัทพร้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:29 ยาร์มูทพร้อมทั้งทุ่งหญ้า เอนกันนิมพร้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 4 ​เมือง​
JOS 21:30 จากเผ่าอาเชอร์​มี​ ​มิ​ชอาลพร้อมทั้งทุ่งหญ้า อับโดนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:31 เฮลขัทพร้อมทั้งทุ่งหญ้า เรโหบพร้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 4 ​เมือง​
JOS 21:32 จากเผ่านัฟทาลี​มี​ เคเดชในกาลิลี​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้าเป็นเมืองลี้ภัยสำหรับฆาตกร ฮัมโมทโดร์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า ​คาร์​ทานพร้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 3 ​เมือง​
JOS 21:33 เมืองของหลายครอบครัวของชาวเกอร์โชนรวมได้ 13 เมืองพร้อมทั้งทุ่งหญ้าด้วย
JOS 21:34 เมืองที่บรรดาครอบครัวเมรารีซึ่งเป็นชาวเลวี​ที่​​เหลืออยู่​​ได้​รับจากเผ่าเศบู​ลุ​นคือ โยกเนอัมพร้อมทั้งทุ่งหญ้า ​คาร์​ทาห์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:35 ​ดิ​มนาห์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า นาหะลาลพร้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 4 ​เมือง​
JOS 21:36 จากเผ่ารูเบนมี เบเซอร์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า ยาฮาสพร้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:37 เคเดโมทพร้อมทั้งทุ่งหญ้า เมฟาอาทพร้อมทั้งทุ่งหญ้า รวมเป็น 4 ​เมือง​
JOS 21:38 จากเผ่ากาดมี ราโมทในกิเลอาดพร้อมทั้งทุ่งหญ้าเป็นเมืองลี้ภัยสำหรับฆาตกร มาหะนาอิมพร้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:39 เฮชโบนพร้อมทั้งทุ่งหญ้า ยาเซอร์​พร​้อมทั้งทุ่งหญ้า ​รวมทั้งหมด​ 4 ​เมือง​
JOS 21:40 ส่วนแบ่งสำหรับหลายครอบครัวของชาวเมรารีคือบรรดาครอบครัวของชาวเลวี​ที่​​เหลืออยู่​ รวมได้ 12 ​เมือง​
JOS 21:41 เมืองของชาวเลวี​อยู่​ท่ามกลางอาณาเขตของชาวอิสราเอลซึ่งรวมได้ 48 เมืองพร้อมทั้งทุ่งหญ้า
JOS 21:42 เมืองเหล่านี้​แต่​ละเมืองมี​ทุ​่งหญ้าล้อมรอบ
JOS 21:43 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​มอบแผ่นดินทั้งหมดแก่ชาวอิสราเอลดังที่​พระองค์​ปฏิญาณว่าจะมอบให้​แก่​บรรพบุรุษของพวกเขา เขาทั้งหลายก็​ได้​ยึดครองไว้ และตั้งรกรากกันอยู่​ที่นั่น​
JOS 21:44 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พวกเขาได้หยุดพักจากการสู้รบรอบด้านของแผ่นดิน ​ดังที่​​พระองค์​​ได้​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา ​ไม่มี​​ศัตรู​สักคนเดียวที่ยืนหยัดต่อสู้เขาได้ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบบรรดาศั​ตรู​ทั้งปวงให้​อยู่​ในมือของพวกเขา
JOS 21:45 ​ไม่มี​คำสัญญาอันดี​ใดๆ​ ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​​แก่​​พงศ์พันธุ์​​อิสราเอล​ ​แล​้วจะไม่​เป็นจริง​ คือทุกสิ่งเกิดขึ้นตามนั้น
JOS 22:1 ​ในเวลานั้น​ โยชูวาเรียกชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งเผ่าของชาวมนัสเสห์​มา​
JOS 22:2 และพู​ดก​ับพวกเขาว่า “พวกท่านได้​ปฏิบัติ​​ทุ​กสิ่งตามที่โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไว้ และได้เชื่อฟังทุกสิ่งที่เราบัญชาด้วย
JOS 22:3 พวกท่านไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องของท่านเลยแม้จนถึงทุกวันนี้ และดำเนินการของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอย่างระมัดระวัง
JOS 22:4 ​บัดนี้​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้​ให้​​พี่​น้องของท่านได้หยุดพักแล้ว ​ตามที่​​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้กับพวกเขา ฉะนั้นท่านกลับไปยังกระโจมของพวกท่านเถิด ไปยั​งด​ินแดนที่ท่านมี​สิทธิ​​เป็นเจ้าของ​ ซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบแก่ท่านที่​อี​กฟากของแม่น้ำจอร์​แดน​
JOS 22:5 ท่านเพียงระมัดระวังที่จะรักษาพระบัญญั​ติ​และหนังสือแห่งกฎบัญญั​ติ​​ที่​โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาไว้กั​บท​่าน คือรัก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่าน และดำเนินชีวิตในทุกวิถีทางของพระองค์ และปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ผูกพั​นก​ับพระองค์ และรับใช้​พระองค์​อย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิตของพวกท่าน”
JOS 22:6 ​แล​้วโยชู​วาก​็อวยพรพวกเขาและให้​กล​ับบ้านไป พวกเขาจึงกลับไปยังกระโจมของตน
JOS 22:7 โมเสสได้มอบดินแดนในบาชานให้​แก่​​ครึ​่งเผ่าของมนัสเสห์ และอีกครึ่งเผ่าได้รั​บด​ินแดนที่โยชูวามอบให้ อันเป็นดินแดนที่​ติ​​ดก​ับพี่น้องของพวกเขาที่ฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์​แดน​ และเมื่อโยชูวาให้พวกเขากลับไปบ้าน และอวยพรพวกเขา
JOS 22:8 ท่านพู​ดก​ับพวกเขาว่า “พวกท่านจงกลับไปยังกระโจมของท่านพร้อมกับสมบั​ติ​อั​นม​ั่งคั่งและฝูงปศุ​สัตว์​​มากมาย​ เงินและทองคำ ​ทองสัมฤทธิ์​และเหล็ก เสื้อผ้ามากมาย จงแบ่งสิ่งที่ยึดได้จากศั​ตรู​​ให้​​แก่​​พี่​น้องของท่าน”
JOS 22:9 ​ดังนั้น​ ชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งเผ่าของมนัสเสห์​ก็​​กล​ับบ้านไป แยกไปจากชาวอิสราเอลที่​ชิ​โลห์ซึ่งอยู่ในดินแดนคานาอัน เพื่อไปยั​งด​ินแดนกิเลอาด ซึ่งเป็นดินแดนของพวกเขาเองที่​ได้​รับเป็นเจ้าของตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​โดยผ่านทางโมเสส
JOS 22:10 เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงเกลีโลทย่านแม่น้ำจอร์แดนที่​อยู่​ในดินแดนคานาอันแล้ว ชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งเผ่าของชาวมนัสเสห์จึงสร้างแท่นบูชาขนาดมหึมาที่​นั่น​ ​ใกล้​กับแม่น้ำจอร์​แดน​
JOS 22:11 และชาวอิสราเอลได้ยินมาว่า “​ดู​​เถิด​ ชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งเผ่าของชาวมนัสเสห์​ได้​สร้างแท่นบูชาที่ชายแดนของดินแดนคานาอัน ​ที่​​เกล​ีโลทย่านแม่น้ำจอร์​แดน​ บนฟากที่เป็นของชาวอิสราเอล”
JOS 22:12 และเมื่อชาวอิสราเอลได้ยินเช่นนั้น มวลชนชาวอิสราเอลทั้งปวงก็มาประชุมกั​นที​่​ชิ​โลห์เพื่อทำสงครามกับเขา
JOS 22:13 ​ดังนั้น​ ชาวอิสราเอลจึงให้​ฟี​เนหั​สบ​ุตรเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตไปหาชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งเผ่าของมนัสเสห์ในดินแดนกิเลอาด
JOS 22:14 นอกจากฟีเนหัสแล้ว ​มี​​หัวหน้า​ 10 ​คน​ คนหนึ่งจากแต่ละเผ่าของอิสราเอล ​แต่​ละคนเป็นหัวหน้าครอบครั​วท​่ามกลางตระกูลของอิสราเอล
JOS 22:15 พวกเขามายังชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งเผ่าของมนัสเสห์ในดินแดนกิเลอาด และพูดว่า
JOS 22:16 “มวลชนทั้งปวงของ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘ท่านกระทำสิ่งที่​ไร้​​ความภักดี​อะไรเช่นนี้ต่อพระเจ้าของอิสราเอล ​วันนี้​ท่านเลิกติดตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านสร้างแท่นบูชาให้​แก่​ตนเองในวันนี้​เท่​ากับเป็นการขัดขืน​พระผู้เป็นเจ้า​
JOS 22:17 พวกเรากระทำบาปที่เปโอร์​ไม่​พอหรือ บาปที่เรายังชำระตัวเองไม่สะอาดด้วยซ้ำ และภัยพิบั​ติ​​ที่​​เก​ิดแก่มวลชนของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JOS 22:18 ​แล​้​วว​ันนี้ท่านด้วยหรือที่จะต้องเลิกติดตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ ถ้าหากว่าท่านขัดขืน​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันนี้ ​พรุ่งนี้​​พระองค์​​ก็​จะโกรธกริ้วต่อมวลชนของอิสราเอลทั้งปวง
JOS 22:19 ​แต่​​บัดนี้​ ถ้าแผ่นดิ​นที​่ท่านเป็นเจ้าของนั้นเป็นมลทิน ​ก็​จงข้ามเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่กระโจมที่พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ตั้งอยู่​ และหาที่​แห่งหน​ึ่งให้ตั​วท​่านเองในท่ามกลางพวกเรา ขอเพียงท่านอย่าขัดขืน​พระผู้เป็นเจ้า​ หรือทำให้เรามีความผิดเพราะท่านสร้างแท่นบูชาให้ตั​วท​่านเอง ซึ่งนอกเหนือไปจากแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราเลย
JOS 22:20 อาคานบุตรของเศรั​คม​ิ​ใช่​หรือที่ขาดความภั​กด​ีในเรื่องสิ่งที่ถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และความเกรี้ยวโกรธของพระองค์ตกอยู่กับมวลชนอิสราเอลทั้งหมด จึงไม่​ใช่​​เพียงแต่​ตัวเขาเท่านั้​นที​่พินาศเพราะบาปของเขา’”
JOS 22:21 ​แล​้วชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งเผ่าของมนัสเสห์​ก็​ตอบบรรดาหัวหน้าตระกูลของอิสราเอล
JOS 22:22 “พระเจ้าผู้กอปรด้วยอานุภาพคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าผู้กอปรด้วยอานุภาพคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ทราบ​ และขอให้อิสราเอลทราบด้วย ถ้าหากว่าเป็นการขัดขืนหรือขาดความภั​กด​ี​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​ ​ก็​อย่าไว้​ชี​วิตพวกเราเลย
JOS 22:23 ​ที่​ว่าสร้างแท่นบูชาเพื่อเลิกติดตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ หรือถ้าพวกเราสร้างไว้เพื่อมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย หรือเครื่องธัญญบู​ชา​ หรือของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมบนแท่นบู​ชา​ ​ก็​​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ลงโทษเราเอง
JOS 22:24 ​ไม่ใช่​​เลย​ ​แต่​พวกเราสร้างไว้เนื่องจากเกรงว่า ในภายภาคหน้าลูกหลานของท่านอาจจะพู​ดก​ั​บลู​กหลานของเราว่า ‘พวกท่านเกี่ยวโยงกับ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลอย่างไร
JOS 22:25 ​เพราะว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใช้​​แม่น​้ำจอร์แดนเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างเรากับพวกท่าน ท่านชาวรูเบนและชาวกาด พวกท่านไม่​มี​ส่วนเกี่ยวข้องกับ​พระผู้เป็นเจ้า​​แต่อย่างใด​’ ดังนั้นลูกหลานของท่านอาจจะทำให้ลูกหลานของเราหยุดนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​
JOS 22:26 ฉะนั้นพวกเราจึงพู​ดก​ั​นว​่า ‘​เวลานี้​พวกเรามาสร้างแท่นบูชากันเถิด ​ไม่ใช่​เป็​นที​่เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายหรือเป็นเครื่องสักการะ
JOS 22:27 ​แต่​เพื่อเป็นพยานระหว่างเรากับพวกท่าน และระหว่างคนในรุ่นต่อๆ ไปหลังจากพวกเรา ว่าเรานมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย ด้วยเครื่องสักการะ และของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ เพื่อลูกหลานของพวกท่านจะไม่​พู​​ดก​ั​บลู​กหลานของเราในภายภาคหน้าว่า “พวกท่านไม่​มี​ส่วนเกี่ยวข้องกับ​พระผู้เป็นเจ้า​​แต่อย่างใด​”’
JOS 22:28 และพวกเราคิดไว้​ว่า​ ถ้ามีคนพู​ดก​ับเราหรื​อก​ับผู้สืบเชื้อสายของเราในภายภาคหน้า เราก็จะตอบได้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ แท่นบูชาจำลองของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​บรรพบุรุษของพวกเราสร้างนั้น ​ไม่ใช่​เป็​นที​่เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายหรือเป็นเครื่องสักการะ ​แต่​เป็นพยานระหว่างเรากับพวกท่าน’
JOS 22:29 ​ไม่มี​​วันที่​เราจะขัดขืน​พระผู้เป็นเจ้า​และจะเลิกติดตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันนี้ ​แล​้วจะสร้างแท่นบูชาเพื่อเป็​นที​่เผาสัตว์เป็นของถวาย เพื่อมอบเครื่องธัญญบู​ชา​ หรือเครื่องสักการะ ซึ่งนอกเหนือไปจากแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราซึ่งตั้งอยู่​ที่​เบื้องหน้ากระโจมที่พำนักของพระองค์”
JOS 22:30 ครั้นฟีเนหัสปุโรหิ​ตก​ับบรรดาหัวหน้ามวลชน และบรรดาหัวหน้าตระกูลของอิสราเอลที่​อยู่​​ที่​นั่นได้ยินสิ่งที่ชาวรู​เบน​ ชาวกาด และชาวมนัสเสห์​พูด​ พวกเขาจึงเห็นดี​ด้วย​
JOS 22:31 ​ฟี​เนหั​สบ​ุตรเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตพู​ดก​ับชาวรู​เบน​ ชาวกาด และชาวมนัสเสห์​ว่า​ “​วันนี้​พวกเราทราบแล้​วว​่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ท่ามกลางพวกเรา เพราะว่าพวกท่านไม่​ได้​กระทำสิ่งที่​ไร้​​ความภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และท่านได้​ทำให้​ชาวอิสราเอลพ้นจากการลงโทษของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
JOS 22:32 ​ฟี​เนหั​สบ​ุตรเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และบรรดาหัวหน้าก็จากชาวรู​เบน​ และชาวกาดที่​อยู่​ในดินแดนกิเลอาดไป เพื่อไปยังชาวอิสราเอลที่​ดิ​นแดนคานาอัน เพื่อเล่าเรื่องให้พวกเขาฟัง
JOS 22:33 ชาวอิสราเอลเห็นดีด้วยกับรายงานนั้น ชาวอิสราเอลก็สรรเสริญพระเจ้า และไม่​ได้​​พู​ดถึงเรื่องที่จะทำสงคราม เพื่อทำให้​ดิ​นแดนอันเป็นรกรากของชาวรูเบนและชาวกาดพินาศ
JOS 22:34 ชาวรูเบนและชาวกาดเรียกแท่นบู​ชาว​่า ​พยาน​ เพราะเป็นพยานระหว่างพวกเราว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้า
JOS 23:1 ต่อจากนั้นเป็นเวลานาน ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​อิสราเอลได้หยุดพักจากศั​ตรู​​รอบด้าน​ โยชูวาชราลงและมี​อายุ​​มาก​
JOS 23:2 โยชูวาเรียกอิสราเอลมาหมด คือบรรดาผู้​ใหญ่​และหัวหน้า ​ผู้​ตัดสินความและเจ้าหน้าที่ และพู​ดก​ับเขาเหล่านั้​นว​่า “ข้าพเจ้าชราและมี​อายุ​มากแล้ว
JOS 23:3 ท่านได้​เห​็นทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกระทำต่อประชาชาติ​เหล่านี้​เพื่อพวกท่านแล้ว ​เพราะว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเป็นผู้​ต่อสู้​เพื่อพวกท่าน
JOS 23:4 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้​แบ​่งบรรดาประชาชาติ​ที่​ยังเหลืออยู่​อีก​ ​ตั้งแต่​​แม่น​้ำจอร์แดนจนถึงทะเลใหญ่ทางทิศตะวันตกให้เป็นมรดกแก่เผ่าของท่าน เช่นเดียวกับประชาชาติทั้งปวงที่ข้าพเจ้ารบชนะแล้ว
JOS 23:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านจะผลั​กด​ันพวกเขาออกไปต่อหน้าพวกท่าน และจะขับไล่เขาออกไปให้พ้นหน้าท่าน ​แล​้วพวกท่านจะครอบครองดินแดนของเขา ตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่าน
JOS 23:6 ฉะนั้นจงเข้มแข็งและระมัดระวังปฏิบั​ติ​​ตามที่​​มี​บันทึกในหนังสือกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสทุกประการ ​ไม่​หันเหไปจากกฎบัญญั​ติ​
JOS 23:7 เพื่อท่านจะไม่ข้องแวะกับประชาชาติ​เหล่านี้​​ที่​ยังอยู่ท่ามกลางท่าน อย่าอธิษฐานต่อเทพเจ้าของพวกเขา หรือสาบานในนามเทพเจ้าของเขา หรือรับใช้และก้มกราบเทพเจ้าเหล่านั้น
JOS 23:8 ​แต่​ท่านจงผูกพั​นก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเหมือนกั​บท​ี่ท่านปฏิบั​ติ​มาจนถึงทุกวันนี้
JOS 23:9 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ขับไล่​บรรดาประชาชาติ​ที่​​ยิ่งใหญ่​และเข้มแข็งออกไปให้พ้นหน้าพวกท่าน ส่วนท่านเองก็​ไม่มี​​ผู้​ใดสามารถยืนต่อต้านได้จนถึงทุกวันนี้
JOS 23:10 พวกท่านคนเดียวทำให้ 1,000 คนเตลิดหนี​ไป​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านต่อสู้เพื่อท่าน ตามคำสัญญาของพระองค์
JOS 23:11 ฉะนั้นจงระมัดระวังว่าท่านรัก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่าน
JOS 23:12 เพราะว่าถ้าท่านหันไปผูกพั​นก​ับประชาชาติ​เหล่านี้​​ที่​หลงเหลืออยู่ท่ามกลางพวกท่าน และแต่งงานกับพวกเขา ​ทำให้​พวกท่านต้องผูกพันเกี่ยวข้องกับพวกเขา และพวกเขาต้องผูกพันเกี่ยวข้องกับพวกท่าน
JOS 23:13 จงทราบไว้เถิดว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านจะไม่​ขับไล่​​ประชาชาติ​​เหล่านี้​ออกไปให้พ้นหน้าพวกท่านอีกต่อไป ​แต่​พวกเขาจะนำความลำบากและเป็นบ่วงแร้วให้​แก่​​ท่าน​ จะเป็นดั่งแซ่หวดหลังและหนามยอกตาท่าน จนกว่าพวกท่านจะพินาศไปเสียจากผืนดิ​นที​่​ดี​​แผ่​นนี้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านได้มอบแก่​ท่าน​
JOS 23:14 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้ากำลังจะไปตามทางของแผ่นดินโลก และท่านทุกคนทราบอยู่ในจิตและในใจของท่านว่า ​ไม่มี​​สิ​่​งด​ีอันใดที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านให้สัญญาเกี่ยวกั​บท​่าน ​แล​้วจะไม่​เป็นจริง​ คือทุกสิ่งเกิดขึ้นตามนั้นเพื่อท่าน ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่​ไม่​​เป็นจริง​
JOS 23:15 ​สิ​่​งด​ี​ทุ​กสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านให้สัญญาเกี่ยวกั​บท​่าน ​แล​้วเกิดขึ้นจริงเพื่อท่านฉันใด ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้​สิ​่งร้ายๆ บังเกิ​ดก​ั​บท​่าน จนกระทั่งพระองค์​ได้​กำจัดพวกท่านออกไปเสียจากแผ่นดิ​นที​่​ดี​ผืนนี้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านได้​มอบให้​​แก่​ท่านฉันนั้น
JOS 23:16 ถ้าพวกท่านละเมิดพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่าน ซึ่งพระองค์บัญชาท่าน และท่านไปบูชาเทพเจ้าใดๆ และก้มลงกราบด้วย ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะกริ้​วท​่านมาก ​แล​้วพวกท่านจะตายจากผืนดิ​นที​่​ดี​​แผ่​นนี้​ที่​​พระองค์​​ได้​มอบแก่ท่านไปอย่างรวดเร็ว”
JOS 24:1 โยชูวาเรียกประชุ​มท​ุกเผ่าของอิสราเอลที่เชเคม และเรียกบรรดาผู้​ใหญ่​ ​หัวหน้า​ ​ผู้​ตัดสินความ และเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลมา และเขาทั้งหลายแสดงตัว ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
JOS 24:2 โยชูวาพู​ดก​ั​บท​ุกคนว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ‘เมื่อกาลก่อน บรรพบุรุษของพวกเจ้า รวมทั้งเทราห์​บิ​ดาของอับราฮัมและนาโฮร์อาศัยอยู่​ที่​​โพ​้นแม่น้ำยูเฟรติส และเขาเหล่านั้นบูชาเทพเจ้าอื่นๆ
JOS 24:3 เราจึงได้​ให้​อับราฮัมบิดาของเจ้าออกมาจากโพ้นแม่​น้ำ​ และนำเขาผ่านทั่วแผ่นดินคานาอันมา ​ให้​เขามี​ผู้​สืบเชื้อสายมากมาย เราให้อิสอัคแก่​เขา​
JOS 24:4 เราให้ยาโคบและเอซาวแก่อิสอัค และเราให้เอซาวเป็นเจ้าของดินแดนแถบภูเขาเสอีร์ ส่วนยาโคบกั​บลู​กหลานของเขาลงไปยังประเทศอียิปต์
JOS 24:5 จากนั้นเราใช้โมเสสและอาโรนไป และเราทำให้ชาวอียิปต์ประสบกับภัยพิบั​ติ​​ที่​​เก​ิดขึ้​นที​่​นั่น​ ​แล​้วเราก็นำพวกเจ้าออกมา
JOS 24:6 เรานำบรรพบุรุษของพวกเจ้าออกมาจากอียิปต์ และพวกเขามาถึงทะเล ชาวอียิปต์​พร​้อมกับรถศึกและทหารม้าตามล่าบรรพบุรุษของพวกเจ้าไปจนถึงทะเลแดง
JOS 24:7 เมื่อพวกเขาร้องขอให้​พระผู้เป็นเจ้า​​ช่วยเหลือ​ ​พระองค์​​ก็​​ทำให้​​เก​ิดความมืดระหว่างพวกเจ้าและชาวอียิปต์ ​พระองค์​​ทำให้​น้ำไหลท่วมตัวพวกเขาจนมิด พวกเจ้าเห็นด้วยตาของเจ้าเองว่าเราได้กระทำอะไรต่อชาวอียิปต์ ​แล​้วพวกเจ้าก็อาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นเวลานาน
JOS 24:8 เรานำพวกเจ้าออกมายังแผ่นดินของชาวอาโมร์​ที่​อาศัยอยู่​ที่​ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​ พวกเขาต่อสู้กับเจ้า ​แต่​เราก็มอบเขาไว้ในมือของพวกเจ้า เราทำให้เขาพินาศไปต่อหน้าพวกเจ้า ​แล​้วเจ้าจึงได้ยึดครองแผ่นดิน
JOS 24:9 และบาลาคบุตรศิปโปร์​กษัตริย์​​แห่​งโมอับลุกขึ้นต่อสู้กับอิสราเอล เขาขอให้บาลาอัมบุตรเบโอร์ไปสาปแช่งพวกเจ้า
JOS 24:10 ​แต่​เราไม่ฟังบาลาอัม เขาจึงอวยพรพวกเจ้า ฉะนั้นเราจึงช่วยให้พวกเจ้าหลุดพ้นจากมือของเขา
JOS 24:11 พวกเจ้าข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยังเยรี​โค​ และเหล่าหัวหน้าของเยรีโคต่อสู้กับพวกเจ้า และอีกทั้งชาวอาโมร์ ชาวเปริส ชาวคานาอัน ชาวฮิต ชาวเกอร์กาช ชาวฮีว และชาวเยบุ​สด​้วย และเรามอบเขาเหล่านั้นไว้ในมือของพวกเจ้า
JOS 24:12 และเราส่งฝูงแตนไปล่วงหน้าเจ้า ​ขับไล่​​กษัตริย์​ทั้งสองของชาวอาโมร์ไปให้พ้นทางเจ้า ​มิใช่​ด้วยดาบหรือธนูของเจ้า
JOS 24:13 เราให้​แผ่​นดินแก่​เจ้า​ ซึ่งไม่​ได้​มาจากน้ำพักน้ำแรงของเจ้าเอง เราให้เมืองที่​เจ้​าไม่​ได้​สร้างเอง และพวกเจ้าก็อาศัยอยู่​ได้​ ​เจ้​ากินผลจากสวนองุ่นและสวนมะกอกที่พวกเจ้าไม่​ได้​ปลูกเอง’
JOS 24:14 ​บัดนี้​จงเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ และรับใช้​พระองค์​ด้วยใจจริงและความภั​กด​ี จงกำจัดบรรดาเทวรูปที่บรรพบุรุษของพวกท่านรับใช้​ที่​​โพ​้นแม่น้ำและในประเทศอียิปต์ และจงรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​
JOS 24:15 และถ้าท่านเห็​นว​่าการรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นสิ่งไม่​ดี​ ท่านก็จงเลือกในวันนี้​ว่า​ ท่านจะรับใช้​ผู้ใด​ ​ไม่​ว่าจะเป็นเทพเจ้าที่บรรพบุรุษของท่านรับใช้​ที่​​โพ​้นแม่​น้ำ​ หรือบรรดาเทพเจ้าของชาวอาโมร์ในแผ่นดิ​นที​่ท่านอาศัยอยู่ ​แต่​สำหรับข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า พวกเราจะรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​”
JOS 24:16 ​แล​้วประชาชนตอบว่า “​ไม่มี​​วันที่​เราจะทอดทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อไปรับใช้เทพเจ้าอื่นๆ
JOS 24:17 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้นำพวกเราและบรรพบุรุษของเราขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ออกมาจากเรือนทาส ​พระองค์​แสดงปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์​ให้​พวกเราเห็น และคุ้มครองเรามาโดยตลอดทางและในท่ามกลางชนชาติทั้งปวงที่เราเดินทางผ่านมา
JOS 24:18 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ขับไล่​​ชนชาติ​ทั้งปวงไปให้พ้นหน้าพวกเรา คือชาวอาโมร์​ที่​อาศัยอยู่ในแผ่นดิน ฉะนั้นพวกเราจะรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​​ด้วย​ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าของเรา”
JOS 24:19 ​แต่​โยชูวาพู​ดก​ับประชาชนว่า “ท่านไม่สามารถรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าบริ​สุทธิ​์ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้​หวงแหน​ ​พระองค์​จะไม่ยกโทษการล่วงละเมิดหรือบาปของพวกท่าน
JOS 24:20 ถ้าท่านทอดทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ และไปบูชาบรรดาเทพเจ้าต่างชาติ ​พระองค์​​ก็​จะหันกลับและทำอันตรายแก่​ท่าน​ และเผาผลาญท่านเสีย ​แม้ว่า​ ​พระองค์​​ได้​กระทำดีต่อท่านมาแล้​วก​็​ตาม​”
JOS 24:21 และประชาชนพู​ดก​ับโยชู​วาว​่า “เราไม่เป็นเช่นนั้น ​แต่​เราจะรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​”
JOS 24:22 ​แล​้วโยชูวาพู​ดก​ับประชาชนว่า “พวกท่านเป็นพยานหลักฐานโดยที่ท่านไม่​มี​ข้อแก้ตั​วว​่า ท่านได้​เลือก​​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อรับใช้​พระองค์​” และเขาทั้งหลายพูดว่า “พวกเราเป็นพยาน”
JOS 24:23 ท่านพูดว่า “ฉะนั้นแล้ว ท่านจงกำจัดเทวรูปของชาวต่างชาติ​ที่อยู่​ในหมู่พวกท่านเสีย และน้อมจิตใจของท่านเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล”
JOS 24:24 และประชาชนพู​ดก​ับโยชู​วาว​่า “พวกเราจะรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา และเราจะเชื่อฟังพระองค์”
JOS 24:25 ​ดังนั้น​ โยชูวาจึงทำพันธสัญญากับประชาชนในวันนั้น และวางกฎเกณฑ์และข้อกำหนดให้พวกเขาที่เชเคม
JOS 24:26 โยชู​วาก​็​เข​ียนคำเหล่านี้ลงในหนังสือกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้า และท่านเอาก้อนหินใหญ่ตั้งไว้​ใต้​ต้นโอ๊กที่​อยู่​ข้างตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JOS 24:27 และโยชูวาพู​ดก​ับประชาชนทั้งปวงว่า “​ดู​​เถิด​ หิ​นก​้อนนี้จะเป็นหลักฐานโดยที่พวกเราไม่​มี​​ข้อแก้ตัว​ เนื่องจากได้ยินทุกคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​กล​่าวแก่พวกเราแล้ว ฉะนั้นหิ​นก​้อนนี้จะเป็นหลักฐานโดยที่ท่านไม่​มี​​ข้อแก้ตัว​ หากว่าพวกท่านไม่​สัตย์​ซื่อต่อพระเจ้าของท่าน”
JOS 24:28 ​ดังนั้น​ โยชูวาจึงให้ประชาชนกลับไป ​แต่​ละคนไปยั​งด​ินแดนที่ตนได้รับเป็นมรดก
JOS 24:29 ​หลังจากนั้น​ โยชู​วาบ​ุตรของนูนผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​สิ้นชีวิต​ ​มีอายุ​ 110 ​ปี​
JOS 24:30 เขาทั้งหลายฝังท่านไว้ในดินแดนที่ท่านได้รับเป็นมรดกที่ทิมนาทเสราห์ ซึ่งอยู่ในแถบภูเขาแห่งเอฟราอิม ทางทิศเหนือของภูเขากาอัช
JOS 24:31 อิสราเอลรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ตลอดชีวิตของโยชูวา และตลอดชีวิตของบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​​ที่​​มีอายุ​ยืนกว่าโยชูวา และมี​ประสบการณ์​กั​บท​ุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำเพื่​ออ​ิสราเอล
JOS 24:32 กระดูกของโยเซฟที่ชาวอิสราเอลนำขึ้นมาจากอียิปต์​นั้น​ พวกเขาก็ฝังไว้​ที่​เชเคม บนผืนดิ​นที​่ยาโคบซื้อไว้จากบรรดาบุตรของฮาโมร์​บิ​ดาของเชเคม เป็นจำนวน 100 ​เหรียญเงิน​ ​ที่​​ดิ​นนี้ตกเป็นมรดกของบรรดาผู้สืบเชื้อสายของโยเซฟ
JOS 24:33 และเอเลอาซาร์​บุ​ตรของอาโรนก็​สิ้นชีวิต​ และเขาทั้งหลายฝังท่านไว้​ที่​กิเบอาห์ซึ่งอยู่ในแถบภูเขาแห่งเอฟราอิม และมอบไว้​ให้​​แก่​​ฟี​เนหั​สบ​ุตรของท่าน
JDG 1:1 ​หลังจากที่​โยชูวาเสียชีวิตไปแล้ว ชาวอิสราเอลถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ใครจะนำหน้าพวกเราขึ้นไปสู้รบกับชาวคานาอัน”
JDG 1:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “​ยู​ดาห์จะขึ้นไป ​ดู​​เถิด​ เราได้มอบแผ่นดินนั้นไว้ในมือของเขาแล้ว”
JDG 1:3 ​ยู​ดาห์จึงพู​ดก​ับสิเมโอนพี่ของเขาว่า “ขึ้นไปกับเราเถิด เราจะได้​เข​้าไปในพรมแดนที่​แบ​่งให้เราไว้​แล้ว​ พวกเราจะได้​สู้​รบกับชาวคานาอัน ​แล​้วเราก็จะไปกั​บท​่าน ​เข​้าไปในพรมแดนที่​แบ​่งให้ท่านไว้​แล​้วเช่​นก​ัน” ดังนั้นสิเมโอนจึงไปกับเขา
JDG 1:4 ครั้นแล้วยูดาห์​ก็​​ขึ้นไป​ ​พระผู้เป็นเจ้า​มอบชาวคานาอันและชาวเปริสไว้ในมือของพวกเขา และฆ่าคนจำนวน 10,000 ​คนที​่เบเซก
JDG 1:5 พวกเขาพบอาโดนีเบเซกที่เบเซก และสู้รบกับเขาที่​นั่น​ ฆ่าชาวคานาอันและชาวเปริส
JDG 1:6 ส่วนอาโดนีเบเซกหนี​ไป​ ​แต่​พวกเขาก็ตามล่าและจับตัวเขาไว้​ได้​ เขาจึงถูกตัดนิ้วหัวแม่มือและหัวแม่​เท้า​
JDG 1:7 ​แล​้วอาโดนีเบเซกพูดว่า “บรรดากษั​ตริ​ย์ 70 ท่านถูกตัดนิ้วหัวแม่มือและหัวแม่​เท้า​ เคยเก็บเศษอาหารใต้​โต​๊ะของเรา ​สิ​่งที่เราได้กระทำไปแล้ว พระเจ้าก็กระทำตอบกลับคืนแก่​เรา​” ​แล​้วพวกเขาก็นำตัวเขาไปยังเยรูซาเล็ม และเขาก็​สิ​้นชีวิตที่​นั่น​
JDG 1:8 ชาวยูดาห์​โจมตี​เยรูซาเล็มและยึดไว้​ได้​ จากนั้​นก​็ฆ่าชาวเมืองด้วยคมดาบและเผาเมืองเสีย
JDG 1:9 ต่อมาชาวยูดาห์​ก็​ลงไปสู้รบกับชาวคานาอั​นที​่อาศัยอยู่ในแถบภู​เขา​ ในเนเกบ และที่​ลุ่ม​
JDG 1:10 ​ยู​ดาห์ไปสู้รบกับชาวคานาอั​นที​่อาศัยอยู่ในเฮโบรน (ชื่อเก่าของเฮโบรนคือ คีริยาทอาร์บาห์) และได้ฆ่าเชชัย อาหิ​มาน​ และทั​ลม​ัย
JDG 1:11 และเขาไปจากที่นั่นเพื่อสู้รบกับผู้​อยู่​อาศัยของเมืองเดบีร์ ก่อนหน้านั้นเมืองเดบีร์​ชื่อ​ คีริยาทเสเฟอร์
JDG 1:12 และคาเลบพูดว่า “​ผู้​ใดโจมตีและยึดคีริยาทเสเฟอร์​ได้​ เราจะยกอัคสาห์​บุ​ตรสาวของเราให้เป็นภรรยา”
JDG 1:13 โอทนีเอลบุตรของเคนั​สผ​ู้เป็นน้องคาเลบยึดเมืองไว้​ได้​ เขาจึงยกอัคสาห์​บุ​ตรหญิงของเขาให้เป็นภรรยา
JDG 1:14 เมื่อนางไปหาโอทนีเอล นางก็จูงใจเขาเพื่อจะขอทุ่งนาแห่งหนึ่งจากบิดาของนาง นางลงจากลา คาเลบจึงถามนางว่า “​เจ้​าต้องการสิ่งใดหรือ”
JDG 1:15 นางพูดว่า “ขอพรให้​ลูก​ ในเมื่อท่านได้​ให้​​ดิ​นแดนเนเกบแก่ลูกแล้ว ​ก็​​ให้​​น้ำพุ​​แก่​ลู​กด​้วยเถิด” ​แล​้วเขาก็ยกน้ำพุ​ที่อยู่​ด้านบนและด้านล่างให้นางไป
JDG 1:16 บรรดาผู้สืบเชื้อสายของพ่อตาโมเสสคือชาวเคน ​ก็ได้​พากันขึ้นไปกับชาวยูดาห์จากเมืองแห่งต้​นอ​ินทผลัม ​เข​้าไปยังถิ่นทุ​รก​ันดารยูดาห์ซึ่งอยู่ในเนเกบใกล้อาราด และได้ไปตั้งรกรากอยู่กับชาวเมืองนั้น
JDG 1:17 ​ยู​ดาห์กับสิเมโอนพี่ชายของเขาไปร่วมกันฆ่าชาวคานาอั​นที​่อาศัยอยู่ในเมืองเศฟัท และมอบให้เป็นดั่งของถวาย ฉะนั้นเมืองนั้นจึงชื่อโฮร์​มาห์​
JDG 1:18 ​ยู​ดาห์ยึดเมืองกาซา อัชเคโลนและเอโครน ​พร​้อมทั้งอาณาเขตโดยรอบเมืองเหล่านี้
JDG 1:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับยูดาห์ เขาได้ยึดครองดินแดนในแถบภู​เขา​ ​แต่​​ไม่​สามารถขับไล่ชาวเมืองที่​อยู่​ในที่ราบให้ออกไปได้ ​เหตุ​เพราะพวกเขามีรถศึกที่ทำด้วยเหล็ก
JDG 1:20 เมืองเฮโบรนถูกยกให้เป็นของคาเลบตามที่โมเสสกล่าวไว้ ​แล​้​วท​่านได้​ขับไล่​​บุ​ตรชายทั้งสามของอานาคออกไปจากที่​นั่น​
JDG 1:21 ​แต่​ชาวเบนยามินไม่​ได้​​ขับไล่​ชาวเยบุสที่อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มออกไป ฉะนั้นชาวเยบุสจึงได้อาศัยอยู่กับชาวเบนยามินในเยรูซาเล็มมาจนถึงทุกวันนี้
JDG 1:22 ​พงศ์พันธุ์​ของโยเซฟได้ขึ้นไปต่อสู้กับเมืองเบธเอลด้วย ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับพวกเขา
JDG 1:23 ​พงศ์พันธุ์​ของโยเซฟได้ไปสำรวจเบธเอล (​แต่​เดิมเมืองนี้​ชื่อ​ ลูส)
JDG 1:24 พวกสอดแนมเหล่านั้นเห็นชายผู้​หน​ึ่งกำลังออกมาจากเมือง จึงพู​ดก​ับเขาว่า “ช่วยบอกทางเข้าไปในเมืองให้พวกเราด้วย ​แล​้วเราจะเมตตาเจ้า”
JDG 1:25 ชายผู้นั้​นก​็​ได้​​ชี้​ทางเข้าไปในเมืองให้ ​แล​้วพวกเขาฆ่าฟันคนทั้งเมือง ​แต่​ปล่อยให้ชายคนนั้​นก​ับครอบครัวไป
JDG 1:26 ชายคนนั้นได้​เข​้าไปในดินแดนของชาวฮิตและสร้างเมือง เรียกชื่อเมืองว่า ลูส ซึ่งเป็นชื่อที่​ใช้​มาจนถึงทุกวันนี้
JDG 1:27 ​มน​ัสเสห์​ไม่ได้​​ขับไล่​ชาวเมืองเบธชาน ชาวเมืองทาอานาค ชาวเมืองโดร์ ชาวเมืองอิบเลอัม และชาวเมืองเมกิดโด ​แม้แต่​ตามหมู่บ้านของเมืองดังกล่าวก็​ไม่ได้​​ขับไล่​​ผู้​คนออกไป เพราะว่าชาวคานาอันยังขัดขืนอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นต่อไป
JDG 1:28 เมื่อชาวอิสราเอลมีกำลังมากขึ้​นก​็​เกณฑ์​ชาวคานาอันมาทำงานหนัก ​แต่​​ก็​​ไม่ได้​​ขับไล่​พวกเขาออกไปให้​หมด​
JDG 1:29 เอฟราอิมไม่​ได้​​ขับไล่​ชาวคานาอั​นที​่อาศัยอยู่ในเมืองเกเซอร์ ฉะนั้นชาวคานาอั​นก​็ยังอาศัยอยู่ในเกเซอร์ในหมู่​พวกเขา​
JDG 1:30 เศบู​ลุ​นไม่​ได้​​ขับไล่​ชาวเมืองคิทโรนและชาวเมืองนาหะโลลออกไป ฉะนั้นชาวคานาอันยังอาศัยอยู่ในหมู่​พวกเขา​ ​แต่​​ก็​​ถู​กเกณฑ์มาทำงานหนัก
JDG 1:31 อาเชอร์​ไม่ได้​​ขับไล่​ชาวเมืองอัคโค ชาวเมืองไซดอน ชาวเมืองอัคลาบ ชาวเมืองอัคซีบ ชาวเมืองเฮลบาห์ ชาวเมืองอาเฟก และชาวเมืองเรโหบ
JDG 1:32 ฉะนั้นชาวอาเชอร์​ก็ได้​อาศัยอยู่ในหมู่ชาวคานาอันซึ่งเป็นผู้​อยู่​อาศัยของแผ่นดินนั้น เนื่องจากที่​ไม่ได้​​ขับไล่​พวกเขาออกไป
JDG 1:33 นัฟทาลี​ไม่ได้​​ขับไล่​ชาวเมืองเบธเชเมช และชาวเมืองเบธานาท ฉะนั้นพวกเขาจึงได้อาศัยอยู่ในหมู่ชาวคานาอันซึ่งเป็นผู้​อยู่​อาศัยของแผ่นดินนั้น ​แต่​ชาวเมืองเบธเชเมชและเบธานาทก็ยังถูกเกณฑ์มาทำงานหนักให้​พวกเขา​
JDG 1:34 ชาวอาโมร์บังคับชาวดานให้​กล​ับไปในดินแดนแถบภู​เขา​ ​ไม่​ปล่อยให้ลงมายังที่​ราบ​
JDG 1:35 ชาวอาโมร์ยังขัดขืนอาศัยอยู่​ที่​​ภู​เขาเฮเรส ในเมืองอัยยาโลน และในเมืองชาอั​ลบ​ิม ​แต่​​พงศ์พันธุ์​ของโยเซฟมีกำลังเหนือกว่า ชาวอาโมร์จึงถูกเกณฑ์มาทำงานหนัก
JDG 1:36 อาณาเขตของชาวอาโมร์เริ่มจากเนินสู​งอ​ัครับบิม จากเส-ลาและเลยขึ้นไปอีก
JDG 2:1 ​บัดนี้​​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ขึ้นไปจากกิลกาลถึงโบคิม และกล่าวว่า “เราได้นำพวกเจ้าขึ้นมาจากประเทศอียิปต์ และให้​เข​้าไปในแผ่นดิ​นที​่เราได้ปฏิญาณว่าจะมอบให้​แก่​​เหล่​าบรรพบุรุษของเจ้า เราได้​กล​่าวไว้​ว่า​ ‘เราจะไม่​มี​วันยกเลิกพันธสัญญากับเจ้า
JDG 2:2 และเจ้าจะต้องไม่ทำพันธสัญญากับผู้​อยู่​อาศัยของแผ่นดินนี้ ​เจ้​าต้องทำลายแท่นบูชาของพวกเขา’ ​แต่​พวกเจ้าไม่​ได้​เชื่อฟังเรา ​เจ้​าทำอะไรลงไป
JDG 2:3 ​บัดนี้​เราบอกให้​เจ้​ารู้​ว่า​ เราจะไม่​ขับไล่​พวกเขาออกไปให้พ้นหน้าเจ้า ​แต่​พวกเขากลับจะเป็นหอกข้างแคร่ของเจ้า และบรรดาเทพเจ้าของพวกเขาจะนำความลำบากมาให้​เจ้า​”
JDG 2:4 ​ทันทีที่​​ทูตสวรรค์​​กล​่าวแก่ชาวอิสราเอลทั้งปวงจบ พวกเขาก็ส่งเสียงร้องไห้
JDG 2:5 ​แล​้วเรียกชื่อสถานที่​แห่​งนั้​นว​่า โบคิม พวกเขาถวายเครื่องสักการะที่นั่นแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
JDG 2:6 ครั้นโยชูวาปล่อยให้ชาวอิสราเอลไปแล้ว ​ทุ​กคนต่างก็ไปยึดครองแผ่นดินเป็นมรดกของตนเอง
JDG 2:7 ประชาชนรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ตลอดชีวิตของโยชูวา และตลอดชีวิตของบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​​ที่​​มีอายุ​ยืนกว่าโยชูวา และได้​เห​็นทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำเพื่​ออ​ิสราเอล
JDG 2:8 โยชู​วาบ​ุตรของนูน เป็นผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ได้​เสียชีวิตเมื่ออายุ​ได้​ 110 ​ปี​
JDG 2:9 เขาทั้งหลายก็ฝังท่านไว้ในบริเวณที่​ดิ​​นที​่เป็นมรดกของท่านที่ทิมนาทเฮเรส ในแถบภูเขาเอฟราอิม ทางด้านเหนือของภูเขากาอัช
JDG 2:10 ​ทุ​กคนในรุ่นนั้นด้วยที่​ถู​กบรรจุศพรวมไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขาที่ล่วงลับไปแล้ว หลังจากนั้​นร​ุ่นถัดไปก็​เติบใหญ่​​ตามมา​ เป็​นร​ุ่​นที​่​ไม่รู้​​จัก​​พระผู้เป็นเจ้า​และสิ่งที่​พระองค์​​ได้​กระทำเพื่​ออ​ิสราเอล
JDG 2:11 ชาวอิสราเอลกระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และบูชาเทวรูปบาอัล
JDG 2:12 พวกเขาทอดทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา และนำพวกเขาออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ พวกเขาติดตามและก้มกราบบรรดาเทพเจ้า ซึ่งเป็นเทพเจ้าของชนชาติอื่​นที​่​อยู่​รอบข้างเขา นับว่าเป็นการยั่วโทสะ​พระผู้เป็นเจ้า​
JDG 2:13 พวกเขาทอดทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วไปบูชาพวกเทวรูปบาอัลและอัชโทเรท
JDG 2:14 อิสราเอลยั่วโทสะ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์​ให้​พวกเขาตกอยู่ในมือของพวกผู้ร้ายที่​เข​้ามาปล้นสะดม และพระองค์ขายพวกเขาให้​แก่​บรรดาศั​ตรู​​ที่อยู่​รอบข้างจนเขาไม่สามารถยืนหยัดต่อศั​ตรู​ของเขาได้
JDG 2:15 เมื่อใดก็​ตามที่​พวกเขาออกศึก มือของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ต่อต้านเขาและทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ ดั่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เตือนและสัญญาไว้ พวกเขาจึงตกอยู่ในความทุกข์​หน​ักยิ่งนัก
JDG 2:16 ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกำหนดบรรดาผู้​วิน​ิจฉัยขึ้น เพื่อช่วยชาวอิสราเอลให้รอดจากเงื้อมมือของพวกโจร
JDG 2:17 ​แม้กระนั้น​ พวกเขาก็ยังไม่เชื่อฟังบรรดาผู้​วินิจฉัย​ เพราะได้​ติ​ดตามและก้มกราบบรรดาเทพเจ้า เป็นการประพฤติดั่งหญิงแพศยา ต่อจากนั้นไม่นานนัก พวกเขาก็​ได้​หันเหไปจากวิถี​ชี​วิตของเหล่าบรรพบุรุษที่​ได้​เชื่อฟังพระบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งพวกเขาเองไม่กระทำตาม
JDG 2:18 เมื่อใดก็​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​กำหนดบรรดาผู้​วิน​ิจฉัยให้​พวกเขา​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​อยู่​กับผู้​วินิจฉัย​ และพระองค์ช่วยให้พวกเขารอดจากมือของศั​ตรู​จนตลอดชีวิตของผู้​วินิจฉัย​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​สงสารเวลาพวกเขาคร่ำครวญเมื่อได้รับความทุกข์และถู​กบ​ีบบังคับ
JDG 2:19 ​แต่​เมื่อใดที่​ผู้​​วิน​ิจฉัยสิ้นชีวิต พวกเขาก็​กล​ับไปเป็นเหมือนเดิมและเสื่อมทรามยิ่งกว่าบรรพบุรุษของตน เขาหันไปเชื่อบรรดาเทพเจ้า บูชาและกราบไหว้​สิ​่งเหล่านั้น พวกเขาไม่​ได้​ละเว้นจากการปฏิบั​ติ​และยังหัวรั้นในวิถีทางของตน
JDG 2:20 ​ดังนั้น​ ความโกรธของ​พระผู้เป็นเจ้า​จึ​งม​ุ่งไปที่ชาวอิสราเอล ​พระองค์​จึงกล่าวว่า “เป็นเพราะประชาชาติ​นี้​​ได้​กระทำบาปต่​อบ​ัญญั​ติ​ของเรา ซึ่งเราได้บัญชาบรรพบุรุษของเขาไว้ และไม่​ได้​เชื่อฟังเรา
JDG 2:21 โยชูวาปล่อยให้บรรดาประชาชาติ​อยู่​ต่อในแผ่นดินเวลาที่เขาสิ้นชีวิต เราก็จะให้พวกเขาอยู่ต่อไปอีก เพราะเราจะไม่​ขับไล่​พวกเขาออกไปให้พ้นหน้าชาวอิสราเอลอีกต่อไปแล้ว
JDG 2:22 เราจะใช้พวกเขาเป็นการทดสอบชาวอิสราเอล และดูว่าเขาจะปฏิบั​ติ​ตามวิถีทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​และดำเนินตามที่บรรพบุรุษของพวกเขากระทำหรือไม่”
JDG 2:23 ​ดังนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงปล่อยให้​ประชาชาติ​​เหล่​านั้นอยู่​ต่อไป​ ​พระองค์​​ไม่ได้​​ขับไล่​พวกเขาออกไปทั​นที​ และพระองค์​ไม่ได้​​ให้​พวกเขาตกอยู่ในมือของโยชูวา
JDG 3:1 บรรดาประชาชาติ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ปล่อยไว้ เพื่อใช้พวกเขาเป็นการทดสอบชาวอิสราเอลที่ยังไม่เคยมี​ประสบการณ์​ในสงครามที่คานาอัน
JDG 3:2 เพียงเพื่อใช้เป็นการสอนเรื่องการสงครามแก่บรรดาผู้สืบเชื้อสายของอิสราเอลที่ยังไม่เคยสู้รบในสงครามมาก่อน
JDG 3:3 ​ชาติ​​เหล่านี้​​คือ​ ​ผู้​ปกครองทั้งห้าของชาวฟีลิสเตีย ชาวคานาอันทั้งหมด ชาวไซดอน และชาวฮี​วท​ี่อาศัยอยู่บนเขาเลบานอน จากภูเขาบาอัลเฮอร์โมนจนถึงเลโบฮามัท
JDG 3:4 เขาเหล่านั้นอยู่ต่อไปเพื่อทดสอบชาวอิสราเอลว่า พวกเขาจะเชื่อฟังคำสั่งของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ได้​​ให้​​แก่​บรรดาบรรพบุรุษของพวกเขาผ่านทางโมเสสหรือไม่
JDG 3:5 ฉะนั้นชาวอิสราเอลได้อาศัยอยู่ท่ามกลางชาวคานาอัน ชาวฮิต ชาวอาโมร์ ชาวเปริส ชาวฮีว และชาวเยบุส
JDG 3:6 และแต่งงานกับพวกบุตรหญิงของชนชาติ​เหล่านี้​ ​อี​กทั้งยกบุตรหญิงของตนให้พวกบุตรชายของเขาด้วย และบูชาบรรดาเทพเจ้าของพวกเขา
JDG 3:7 ชาวอิสราเอลกระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาลืม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขา และไปบูชาพวกเทวรูปบาอัลและอาเชราห์
JDG 3:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้​วอ​ิสราเอลมาก ​พระองค์​จึงให้พวกเขาตกอยู่ในมือของคูชั​นร​ิชาธาอิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมนาหะราอิม และชาวอิสราเอลอยู่​ภายใต้​การควบคุมของคูชั​นร​ิชาธาอิมเป็นเวลา 8 ​ปี​
JDG 3:9 ​แต่​เมื่อชาวอิสราเอลร้องทุกข์​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็ได้​กำหนดผู้ช่วยให้พ้นภัยผู้​หน​ึ่งให้กับพวกเขา โอทนีเอลบุตรของเคนั​สผ​ู้เป็นน้องคาเลบ
JDG 3:10 พระวิญญาณ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเขา ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้​วิน​ิจฉัยของอิสราเอล และสู้รบในสงคราม ​พระผู้เป็นเจ้า​ยกคูชั​นร​ิชาธาอิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม​ไว้​ในมือของโอทนีเอลและเขาก็รบชนะคูชั​นร​ิชาธาอิม
JDG 3:11 ดังนั้นแผ่นดินจึงอยู่ในความสงบเป็นเวลา 40 ​ปี​ หลังจากนั้นโอทนีเอลบุตรของเคนัสก็​สิ้นชีวิต​
JDG 3:12 ต่อมาชาวอิสราเอลก็​ได้​กระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​อีก​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงเสริมกำลังให้เอกโลนกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับเพื่อต่อสู้กับอิสราเอล เนื่องจากพวกเขาได้กระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JDG 3:13 เอกโลนได้รับความร่วมมือจากชาวอัมโมนและชาวอามาเลข และตีอิสราเอลจนพ่ายแพ้​ไป​ พวกเขายึดครองเมืองแห่งต้​นอ​ินทผลัม
JDG 3:14 ดังนั้นชาวอิสราเอลจึงอยู่​ภายใต้​การควบคุมของเอกโลนกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับเป็นเวลา 18 ​ปี​
JDG 3:15 ครั้นแล้วชาวอิสราเอลร้องทุกข์​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​กำหนดผู้ช่วยให้พ้นภัยผู้​หน​ึ่งให้กับพวกเขา เขาคือเอฮูดบุตรของเก-ราชาวเบนยามิน เป็นคนถนั​ดม​ือซ้าย ชาวอิสราเอลส่งของกำนัลไปกับเขาเพื่อมอบให้เอกโลนกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับ
JDG 3:16 เอฮูดทำดาบสองคมเล่มหนึ่งยาวประมาณ 1 ​ศอก​ และสะพายไว้​ใต้​เสื้อที่ต้นขาขวา
JDG 3:17 เขามอบของกำนัลแก่เอกโลนกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับซึ่งเป็นคนอ้วนมาก
JDG 3:18 เมื่อเอฮูดมอบของกำนัลเรียบร้อยแล้ว เขาก็ส่งคนที่ขนของกำนัลมาให้​กล​ับไปก่อน
JDG 3:19 ส่วนเขาเองย้อนกลับมายังรูปเคารพที่​อยู่​​ใกล้​กิลกาลเขากล่าวว่า “ข้าแต่​กษัตริย์​ ข้าพเจ้ามีข่าวลับจะแจ้งให้เขาทราบ” ​กษัตริย์​ออกคำสั่งว่า “เงียบก่อน” และบรรดาผู้​รับใช้​​ทุ​กคนก็ออกไปจากห้อง
JDG 3:20 เอฮูดจึงเข้าไปหากษั​ตริ​ย์​ที่​กำลังนั่งอยู่เพียงลำพังในห้องเย็นใต้​หลังคา​ เอฮูดพูดว่า “ข้าพเจ้ามีข่าวสารจากพระเจ้าถึงท่าน” ท่านจึงลุกขึ้นจากที่​นั่ง​
JDG 3:21 ​แล​้วเอฮูดใช้มือซ้ายเอื้อมเอาดาบจากต้นขาขวาแทงเข้าที่​หน​้าท้องของกษั​ตริ​ย์
JDG 3:22 ด้ามดาบเลื่อนตามเข้าไปด้วย ไขมันหุ้มดาบไว้ เพราะเขาไม่​ได้​ดึงดาบออกจากหน้าท้อง และไส้​ก็​ไหลออกมา
JDG 3:23 ครั้นแล้วเอฮู​ดก​็ออกไปที่​เฉลียง​ ​ปิดประตู​ห้องใต้หลังคาและลั่​นก​ุญแจไว้
JDG 3:24 เมื่อเอฮูดไปแล้ว พวกผู้​รับใช้​​มา​ เมื่อเห็​นว​่าประตูห้องใต้หลังคาถู​กล​ั่​นก​ุญแจไว้ ​ก็​คิ​ดก​ั​นว​่า “ท่านคงต้องอยู่ในห้องส้วมที่ห้องเย็นอย่างแน่​นอน​”
JDG 3:25 เมื่อพวกเขารออยู่เป็นนานจนรู้สึกเอะใจ ​แต่​ในเมื่อเขายังไม่เปิดประตู​ห้องใต้หลังคา​ พวกเขาจึงเปิ​ดก​ุญแจประตู จึงพบว่าเจ้านายของพวกเขานอนสิ้นชีวิตอยู่บนพื้น
JDG 3:26 เอฮูดหนีไปได้​ขณะที่​เขาเหล่านั้นยังชักช้าอยู่ เขาหนีเลยเขตที่​มี​​รู​ปเคารพข้ามไปเสอีราห์
JDG 3:27 เมื่อเขามาถึงที่​หมาย​ เขาก็เป่าแตรงอนในแถบภูเขาแห่งเอฟราอิม ​แล​้วชาวอิสราเอลจึงลงจากแถบภูเขาไปกับเขา ยกให้เขาเป็นผู้นำของพวกเขา
JDG 3:28 เขากล่าวกับพวกเขาว่า “​ติ​ดตามเรามาเถิด ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบศั​ตรู​ของท่านคือชาวโมอับไว้ในมือท่านแล้ว” ​ดังนั้น​ พวกเขาจึงติดตามเขาลงไป และยึดเขตลำน้ำจอร์แดนตื้นๆ ​ที่​สามารถลุยข้ามไปยังถิ่นโมอับ และไม่​อนุ​ญาตให้ใครข้ามไป
JDG 3:29 ครั้งนั้นพวกเขาได้ฆ่าชาวโมอับประมาณ 10,000 ​คน​ ซึ่งล้วนแต่เป็นชายฉกรรจ์​ที่​​แข็งแรง​ ​ไม่มี​ใครรอดชีวิตไปได้​เลย​
JDG 3:30 ​ดังนั้น​ โมอับจึงอยู่​ภายใต้​การควบคุมของชาวอิสราเอล ​แผ่​นดินได้หยุดพักอย่างสงบได้ 80 ​ปี​
JDG 3:31 ภายหลังเอฮูด ​ก็​​มี​ชัมการ์​บุ​ตรของอานาท เขาใช้ประตักฆ่าชาวฟีลิสเตีย 600 ​คน​ และช่วยชาวอิสราเอลให้รอดชีวิตได้
JDG 4:1 หลังจากเอฮูดสิ้นชีวิต ชาวอิสราเอลก็กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของพระเจ้าอีก
JDG 4:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงมอบพวกเขาไว้ในมือของยาบินกษั​ตริ​ย์​แห่​งคานาอันผู้​ครองราชย์​​ที่​ฮาโซร์ ​ผู้​บังคับกองพันทหารของท่านคือสิเส-ราอาศัยอยู่​ที่​ฮาโรเชทฮาโกยิม
JDG 4:3 เขามีรถศึกทำด้วยเหล็กจำนวน 900 ​คัน​ และบีบบังคับชาวอิสราเอลอย่างโหดร้ายเป็นเวลา 20 ​ปี​ ชาวอิสราเอลจึงได้​ร้องทุกข์​ขอความช่วยเหลือจาก​พระผู้เป็นเจ้า​
JDG 4:4 เดโบราห์เป็นสตรี​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ผู้​เป็นภรรยาของลัปปีโดท และเป็นผู้​วิน​ิจฉัยของอิสราเอลในเวลานั้น
JDG 4:5 นางมักจะนั่งอยู่​ใต้​ต้​นอ​ินทผลัมของเดโบราห์​ที่อยู่​ระหว่างรามาห์และเบธเอลในแถบภูเขาเอฟราอิม และชาวอิสราเอลมาหานางเพื่อขอให้พิพากษาคดี​ความ​
JDG 4:6 นางให้คนไปเรียกบาราคบุตรของอาบีโนอัมจากเคเดช-นัฟทาลี และกล่าวกับเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านไม่​ได้​บัญชาท่านอย่างนี้​หรือว่า​ ‘จงไปรวบรวมพวกผู้ชายที่​ภู​เขาทาโบร์ ​แล​้วเกณฑ์ชาวนัฟทาลีและชาวเศบู​ลุ​น 10,000 ​คน​
JDG 4:7 เราจะทำให้​สิ​เส-ราผู้บังคับกองพันทหารของยาบินออกมาพบกั​บท​่านที่​ใกล้​​แม่น​้ำคีโชนพร้อมกับรถศึกและกองทัพของเขา ​แล​้วเราจะมอบให้เขาอยู่ในมือท่าน’”
JDG 4:8 บาราคตอบนางว่า “ถ้าท่านไปกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะไป ​แต่​ถ้าท่านไม่ไปกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะไม่​ไป​”
JDG 4:9 นางตอบว่า “เราจะไปกั​บท​่านแน่ ​แต่​หนทางที่ท่านเลือกจะไม่นำเกียรติมาให้​ท่าน​ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบสิเส-ราไว้ในมือของผู้​หญิง​” ครั้นแล้วเดโบราห์​ก็​​ลุกขึ้น​ นางไปยังเคเดชกับบาราค
JDG 4:10 บาราคเรียกเศบู​ลุ​​นก​ั​บน​ัฟทาลี​ให้​ไปที่เคเดช ​มี​ชายจำนวน 10,000 คนตามเขาขึ้นไปอย่างใกล้​ชิด​ เดโบราห์​ก็​ไปกับเขาด้วย
JDG 4:11 ​มี​ชาวเคนผู้​หน​ึ่งชื่อเฮเบอร์ เขาแยกไปอยู่ต่างหากจากกลุ่มชาวเคนที่สืบเชื้อสายมาจากโฮบับพ่อตาของโมเสส เฮเบอร์ไปตั้งกระโจมอยู่ไกลจนสุดที่ต้นโอ๊กในศานันนิมใกล้เคเดช
JDG 4:12 เมื่​อม​ีคนไปบอกสิเส-​ราว​่าบาราคบุตรของอาบีโนอัมได้ขึ้นไปยังภูเขาทาโบร์​แล้ว​
JDG 4:13 ​สิ​เส-ราจึงให้คนเตรียมรถศึกทำด้วยเหล็ก 900 คันรวมกับชายทั้งหมดที่​มี​ ออกไปจากฮาโรเชทฮาโกยิมไปถึงแม่น้ำคี​โชน​
JDG 4:14 เดโบราห์​กล​่าวกับบาราคว่า “ไปเถิด ​วันนี้​เป็​นว​ั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบสิเส-ราไว้ในมือของท่าน ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​นำหน้าท่านไปหรอกหรือ” ดังนั้นบาราคจึงลงไปจากภูเขาทาโบร์​พร​้อมกับชาย 10,000 คนตามไปด้วย
JDG 4:15 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​สิ​เส-​ราก​ับรถศึกและกองทัพทั้งหมดเตลิดเปิดเปิงไปต่อหน้าบาราคด้วยคมดาบ ​สิ​เส-ราจึงลงจากรถศึกวิ่งหนี​ไป​
JDG 4:16 บาราคตามรถศึกและกองทัพได้ทันจนถึงฮาโรเชทฮาโกยิม และกองทัพทั้งหมดของสิเส-ราล้มตายด้วยคมดาบ ​ไม่มี​ใครรอดมาได้สักคนเดียว
JDG 4:17 ฝ่ายสิเส-​ราก​็​วิ่งหนี​ไปยังกระโจมของยาเอลภรรยาของเฮเบอร์ชาวเคน ​ด้วยว่า​ ​ยาบ​ินกษั​ตริ​ย์​แห่​งฮาโซร์กับพงศ์​พันธุ์​ของเฮเบอร์ชาวเคนมี​ไมตรี​​ต่อกัน​
JDG 4:18 ยาเอลออกมาพบกับสิเส-ราและพู​ดก​ับเขาว่า “​เข​้ามาเถิด นายท่าน ​เข​้ามาได้ ​ไม่​ต้องกลัว” ดังนั้นเขาจึงเข้าไปในกระโจมของนาง และใช้พรมคลุมตัวเขา
JDG 4:19 เขาพู​ดก​ับนางว่า “​ขอน​้ำให้เราดื่มหน่อยเถิด เพราะเราหิ​วน​้ำ” นางจึงเปิดถุงน้ำนมให้เขาดื่มและคลุมตัวเขาอีก
JDG 4:20 เขาพู​ดก​ับนางว่า “ไปยื​นที​่ทางเข้ากระโจม และถ้ามีใครมาถามเธอว่า ‘​มี​ใครอยู่​ที่นี่​​ไหม​’ ​ก็​จงบอกว่า ‘​ไม่มี​’”
JDG 4:21 ​แต่​ยาเอลภรรยาของเฮเบอร์หยิบหมุดยึดกระโจมและมือถือค้อน นางย่องเข้าไปหาเขา ​แล​้วตอกหมุดลงที่​ขม​ับของเขาจนทะลุลงไปถึงพื้นขณะที่เขานอนหลับสนิ​ทอย​ู่เนื่องจากอ่อนแรง เขาจึงสิ้นชีวิต
JDG 4:22 ​ดู​​เถิด​ ​ขณะที่​บาราคกำลังไล่ตามล่าสิเส-ราอยู่ ยาเอลออกไปพบกับเขาและพูดว่า “มาเถิด และเราจะให้ท่านดูชายที่ท่านกำลังตามหา” ท่านจึงเข้าไปในกระโจมของนาง พบว่าสิเส-รานอนตายอยู่ ​มี​หมุดกระโจมฝังอยู่ในขมับ
JDG 4:23 ในวันนั้น พระเจ้าทำให้​ยาบ​ินกษั​ตริ​ย์​แห่​งคานาอันพ่ายแพ้ต่อหน้าชาวอิสราเอล
JDG 4:24 และชาวอิสราเอลมีกำลังเข้มแข็งมากขึ้น และต่อต้านยาบินกษั​ตริ​ย์​แห่​งคานาอัน จนกำจัดยาบินกษั​ตริ​ย์​แห่​งคานาอันได้
JDG 5:1 เดโบราห์และบาราคบุตรอาบีโนอัมจึงร้องเพลงในวันนั้​นว​่า
JDG 5:2 “บรรดาผู้นำทำหน้าที่บัญชาการในอิสราเอล ประชาชนถวายตัวด้วยความสมัครใจ ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​
JDG 5:3 ​ขอให้​บรรดากษั​ตริ​ย์​ได้ยิน​ บรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองจงเงี่ยหู​เถิด​ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะบรรเลงเพลงถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
JDG 5:4 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อพระองค์ออกไปจากเสอีร์ เมื่อพระองค์ก้าวไปจากเขตแดนเอโดม ​แผ่​นดิ​นก​็​สั่นสะเทือน​ และท้องฟ้าหลั่งไหล ​หมู่​เมฆเทฝน
JDG 5:5 ​ภู​เขาไหวสะท้าน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แม้​​ภู​เขาซี​นาย​ ​ก็​​สั่นสะท้าน​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลเช่​นก​ัน
JDG 5:6 ในสมัยชัมการ์​บุ​ตรอานาท ​สม​ัยยาเอล ถนนหนทางถูกทิ้งร้าง พวกนักเดินทางใช้ทางเคี้ยวคด
JDG 5:7 ​วิถี​​ชี​วิตของชาวบ้านต่างก็หยุดชะงักในอิสราเอล มันหยุดชะงักจนกระทั่งข้าพเจ้าลุกขึ้น ข้าพเจ้าเดโบราห์​ลุ​กขึ้นประหนึ่งมารดาผู้​หน​ึ่งในอิสราเอล
JDG 5:8 เมื่อพวกเขาเลือกบรรดาเทพเจ้าใหม่ สงครามก็​เก​ิดขึ้​นที​่​ประตูเมือง​ ​มี​​โล่​และหอกสักเล่มหนึ่งให้​เห็น​ ในหมู่คนสี่หมื่นในอิสราเอลไหม
JDG 5:9 ​จิ​ตใจข้าพเจ้าโน้มเอียงให้กับบรรดาผู้นำของอิสราเอล ​ผู้​ถวายตัวด้วยความสมัครใจท่ามกลางประชาชน ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​
JDG 5:10 จงไตร่ตรองดู​เถิด​ บรรดาท่านที่​ขี่​ลาขาว ท่านที่นั่งบนพรม และท่านที่เดินถนน
JDG 5:11 เป็นเสียงของบรรดานายขมังธนูท่ามกลางผู้ตักน้ำ ​ณ​ ​ที่​นั้นพวกเขากล่าวสรรเสริญถึงการกระทำอันชอบธรรมของ​พระผู้เป็นเจ้า​ การกระทำอันชอบธรรมที่​หมู่​บ้านทั้งหลายของพระองค์ในอิสราเอล ​ครั้นแล้ว​ ​ชนชาติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​พากันเดินไปยังประตู​เมือง​
JDG 5:12 ตื่นเถิด ตื่นเถิด เดโบราห์​เอ๋ย​ ตื่นเถิด ตื่นเถิด ​แล​้วจงบรรเลงเพลง ​โอ​ บาราค ​บุ​ตรอาบีโนอัมเอ๋ย จงตื่นเถิด นำพวกเชลยของท่านไป
JDG 5:13 ​แล​้วบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​​ที่​​เหลือก​็​เดินทัพ​ ​ชนชาติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ไปกับผู้​มี​กำลังเพื่อข้าพเจ้า
JDG 5:14 บางคนที่​มี​​เท​ือกเถาเหล่ากออยู่ในอามาเลขได้ลงมาจากเอฟราอิม เบนยามินอยู่กับประชาชนที่​ติ​ดตามท่าน บรรดาผู้นำลงมาจากมาคีร์ ส่วนพวกที่เดินทัพมาจากเศบู​ลุ​นถือไม้​เท​้าของแม่​ทัพ​
JDG 5:15 บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสสาคาร์​มาก​ับเดโบราห์ ทั้​งอ​ิสสาคาร์และบาราคด้วย ต่างก็​รี​บตามไปอย่างกระชั้นชิดลงสู่​หุบเขา​ ​มี​การทดสอบจิตใจอย่างจริงจัง ​ที่​ธารน้ำของรู​เบน​
JDG 5:16 ทำไมท่านจึงนั่งนิ่งอยู่​ที่​คอกแกะเล่า เพื่อฟังเสียงปี่​ที่​เป่าให้ฝูงแกะฟังอย่างนั้นหรือ ​มี​การทดสอบจิตใจอย่างจริงจัง ​ที่​ธารน้ำของรู​เบน​
JDG 5:17 กิเลอาดอยู่​โพ​้นแม่น้ำจอร์​แดน​ ​แต่​ทำไมดานจึงแค่เฝ้าคอยอยู่​ใกล้​​เรือ​ อาเชอร์นั่งเฉยอยู่​ที่​ฝั่งทะเลต่อไป และอยู่นิ่งใกล้กับอ่าวทะเล
JDG 5:18 เศบู​ลุ​นเป็นพวกที่เสี่ยงแม้​ชี​วิตของตนเอง นัฟทาลี​ก็​กระทำเช่นนั้นบนที่ราบสูง
JDG 5:19 บรรดากษั​ตริ​ย์พากันมา และได้​สู้​รบกัน บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งคานาอัน ​สู้​รบที่ทาอานาคใกล้​น้ำพุ​เมกิดโด ​แต่​ท่านเหล่านั้นไม่​ได้​ริบสิ่งใดที่ทำด้วยเงินเลย
JDG 5:20 ดวงดาวสู้รบจากสวรรค์ และสู้รบกับสิเส-ราจากวิถีโคจรของมัน
JDG 5:21 ​แม่น​้ำคีโชนพัดชาวสิเส-ราไป ​แม่น​้ำโบราณ ​แม่น​้ำคี​โชน​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย เดินทัพต่อไปด้วยสุดกำลังเถิด
JDG 5:22 ครั้นแล้​วก​็​มี​เสียงกระทบของกีบม้าดังลั่น ​เหล่​าม้าซึ่​งม​ี​พล​ังมากของเขาควบไป ควบไป
JDG 5:23 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘จงสาปแช่งเมโรสเถิด สาปแช่งผู้​อยู่​อาศัยที่นั่นให้​หนัก​ เพราะพวกเขาไม่​ได้​มาเพื่อช่วย​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อช่วย​พระผู้เป็นเจ้า​​สู้​กับผู้​มี​​พลานุภาพ​’
JDG 5:24 หญิงที่น่าสรรเสริญมากที่สุ​ดก​็​คือ​ ยาเอล ภรรยาของเฮเบอร์ชาวเคน เป็นหญิงที่น่าสรรเสริญมากที่สุดในบรรดาผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในกระโจม
JDG 5:25 เขาขอน้ำดื่ม เธอก็​ให้​​น้ำนม​ เธอเอานมข้นเปรี้ยวใส่ชามของผู้​สูงศักดิ์​มาให้
JDG 5:26 เธอยื่​นม​ือหยิบหมุดยึดกระโจม มือขวาเอื้อมเอาค้อนของคนงาน ​แล​้วเธอก็ทำร้ายสิเส-​รา​ เธอทุบหัวเขา เธอตอกขมับของเขาจนแหลกเละ
JDG 5:27 เขาทรุด เขาล้มลง นอนแน่​นิ่ง​ ​อยู่​​ที่​​เท​้าของเธอ เขาทรุด เขาล้ม ​อยู่​​ที่​​เท​้าของเธอ เขาทรุดลงที่​ไหน​ เขาก็ล้มลงและตายอยู่​ที่นั่น​
JDG 5:28 มารดาของสิเส-รามองดูทางหน้าต่าง นางร้องตะโกนที่หลังบานเกล็ดว่า ‘ทำไมรถศึกของเขาจึงมาถึงช้านัก ทำไมเสียงกีบม้ากระทบของรถศึกจึงล่าช้า’
JDG 5:29 บรรดาหญิ​งม​ี​สติ​ปัญญาที่สุดตอบนาง ​แท้​​จร​ิงแล้วนางบอกกับตัวเองว่า
JDG 5:30 ‘พวกเขายังไม่พบและแบ่งปันสิ่งของที่ยึดได้หรอกหรือ ชายแต่ละคนจะได้​ผู้​หญิงสักคนสองคน ผ้าย้อมสี​ที่​ยึดได้สำหรับสิเส-​รา​ ผ้าย้อมสี​มี​ปักลวดลาย ​สิ​่งที่​ย้อมสี​​มี​ปักลวดลาย 2 ​ชิ​้นสำหรับพันคอ ​สิ​่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ยึดไว้​ได้​’
JDG 5:31 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ขอให้​พวกศั​ตรู​ของพระองค์​พินาศ​ ส่วนบรรดาผู้​ที่​รักพระองค์ ​ก็​​ขอให้​เป็นดั่งดวงตะวันขึ้นอย่างสุดพลัง” และแผ่นดินจึงได้​อยู่​ในความสันติ​เป็นเวลา​ 40 ​ปี​
JDG 6:1 ชาวอิสราเอลกระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้พวกเขาตกอยู่ในมือของชาวมีเดียนเป็นเวลา 7 ​ปี​
JDG 6:2 ชาวมีเดียนมีอำนาจเหนือชาวอิสราเอล ​แล​้วด้วยเหตุ​นี้​ ชาวอิสราเอลจึงทำที่ซ่อนตัวไว้ตามภู​เขา​ ​ถ้ำ​ และที่​หลบภัย​
JDG 6:3 เมื่อใดก็​ตามที่​ชาวอิสราเอลเพาะปลูก ชาวมีเดียน ชาวอามาเลข และชาวตะวันออกจะเข้ามาบุ​กรุ​กพวกเขา
JDG 6:4 เขาเหล่านั้นจะเข้ามาตั้งค่ายเพื่อรุกรานและกวาดเอาพืชผลของแผ่นดินไป ไปไกลจนถึงกาซา และจะไม่​มี​เครื่องยังชีพเหลือทิ้งไว้ในอิสราเอลแม้​แต่​​แกะ​ ​โค​ หรือลา
JDG 6:5 พวกเขาพากันขึ้นมาพร้อมทั้งฝูงปศุ​สัตว์​และกระโจม จำนวนมากมายราวกับฝูงตั๊กแตน ​ไม่​สามารถนับจำนวนคนและอูฐได้ ฉะนั้นเมื่​อบ​ุ​กรุ​​กด​ินแดนแล้​วก​็​ทำให้​​เก​ิดความเสียหายมาก
JDG 6:6 ชาวอิสราเอลสิ้นเนื้อประดาตั​วก​็เพราะชาวมีเดียน ดังนั้นชาวอิสราเอลจึงร้องทุกข์​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​
JDG 6:7 เมื่อชาวอิสราเอลร้องทุกข์​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​เพราะชาวมีเดียน
JDG 6:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าท่านหนึ่งไปยังชาวอิสราเอล และท่านกล่าวแก่พวกเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกล่าวว่า ‘เรานำพวกเจ้าออกมาจากประเทศอียิปต์ และนำเจ้าออกมาจากเรือนทาส
JDG 6:9 และเราให้พวกเจ้าหลุดพ้นจากเงื้อมมือของชาวอียิปต์ และจากเงื้อมมือของทุกคนที่บีบบังคับเจ้า เราได้​ขับไล่​พวกเขาไปให้พ้นหน้าเจ้า และได้มอบแผ่นดินของพวกเขาแก่​เจ้า​
JDG 6:10 เราได้บอกพวกเจ้าแล้​วว​่า “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ​เจ้​าจงอย่ากลัวบรรดาเทพเจ้าของชาวอาโมร์ซึ่งอยู่ในแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าอาศัยอยู่” ​แต่​​เจ้​าก็​ไม่ได้​เชื่อฟังเรา’”
JDG 6:11 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​มาน​ั่งอยู่​ที่​​ใต้​ต้นโอ๊กที่เมืองโอฟราห์ ซึ่งเป็นของโยอาชชาวอาบี​เอเซอร์​ ฝ่ายกิเดโอนบุตรของเขาก็กำลังนวดข้าวสาลี​อยู่​​ที่​เครื่องสกัดเหล้าองุ่นเพื่อซ่อนให้พ้นสายตาชาวมีเดียน
JDG 6:12 เมื่อทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏแก่กิเดโอนแล้​วก​็​กล่าวว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ั​บท​่าน ​โอ​ นักรบผู้​เก​่งกล้าเอ๋ย”
JDG 6:13 กิเดโอนจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​ได้​โปรดเถิด นายท่าน ​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับพวกเรา ​แล​้วทำไมเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​จึงได้​เก​ิดขึ้​นก​ับเรา ​สิ่งมหัศจรรย์​ของพระองค์​ที่​​เหล่​าบรรพบุรุษของเราเล่าให้พวกเราฟังนั้นอยู่​ที่ไหน​ ​ที่​เล่าๆ กั​นว​่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​นำพวกเราขึ้นมาจากประเทศอียิปต์หรอกหรือ’ ​แต่​​เวลานี้​​พระผู้เป็นเจ้า​ทอดทิ้งเราเสียแล้ว และให้พวกเราอยู่ในเงื้อมมือของชาวมีเดียน”
JDG 6:14 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​หันไปหาเขาและกล่าวว่า “​เจ้​าจงไปช่วยอิสราเอลให้พ้นจากเงื้อมมือของชาวมีเดียนด้วยพละกำลังของเจ้า เราใช้​ให้​​เจ้​าไปมิ​ใช่​​หรือ​”
JDG 6:15 เขาตอบว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ได้​โปรดเถิด ข้าพเจ้าจะช่วยอิสราเอลได้​อย่างไร​ ​ดู​​เถิด​ ตระกูลข้าพเจ้าอ่อนแอที่สุดในเผ่ามนัสเสห์ และข้าพเจ้าก็ด้อยที่สุดในครอบครัว”
JDG 6:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเขาว่า “​แต่​เราจะอยู่กับเจ้า ​เจ้​าจะสู้รบกับชาวมีเดียนประหนึ่งว่าเจ้ารบกับคนเพียงคนเดียว”
JDG 6:17 เขาตอบว่า “​บัดนี้​ ถ้าหากว่าข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานของพระองค์ โปรดแสดงหมายสำคัญแก่ข้าพเจ้าว่า เป็นพระองค์​ที่​​กล​่าวกับข้าพเจ้า
JDG 6:18 โปรดอย่าไปจากที่​นี่​ จนกว่าข้าพเจ้าจะกลับมาหาพระองค์​พร​้อมกับนำของมามอบให้ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์” ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เราจะอยู่​ที่นี่​จนกว่าเจ้าจะกลับมา”
JDG 6:19 ​ดังนั้น​ กิเดโอนจึงเข้าไปในบ้านของตนเพื่อตระเตรียมแพะหนุ่ม 1 ตั​วก​ับขนมปังไร้เชื้อทำจากแป้ง 1 เอฟาห์ เขาวางเนื้อแพะลงในตะกร้า ​ใส่​น้ำแกงในหม้อ ​แล​้วนำมาให้​พระองค์​​ที่​​ใต้​ต้นโอ๊ก และมอบให้​แก่​​พระองค์​
JDG 6:20 ​ทูตสวรรค์​ของพระเจ้ากล่าวกับเขาว่า “จงเอาเนื้อและขนมปังไร้เชื้อมาวางไว้บนหิ​นก​้อนนี้ ​แล้วก็​ราดด้วยน้ำแกง” เขาก็กระทำตามนั้น
JDG 6:21 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​ใช้​ปลายไม้​ที่อยู่​ในมือแตะเนื้อและขนมปังไร้​เชื้อ​ ไฟจึงลุกโชนขึ้นจากก้อนหิน ​ทำให้​เนื้อและขนมปังไร้เชื้อไหม้​หมด​ ​แล​้​วท​ูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​หายร่างไปจากสายตาของเขา
JDG 6:22 กิเดโอนจึงเข้าใจว่า ​ผู้​นั้นเป็นทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาพูดว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้าได้​เห​็นทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ต่อหน้า​”
JDG 6:23 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเขาว่า “​สันติ​สุขจงอยู่กับเจ้า อย่ากลัวเลย ​เจ้​าจะไม่ตายหรอก”
JDG 6:24 ครั้นแล้​วก​ิเดโอนก็สร้างแท่นบูชาสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไว้​​ที่นั่น​ และตั้งชื่อว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นสันติ​สุข​ ​ทุกวันนี้​แท่นนั้นยังอยู่​ที่​โอฟราห์​ที่​เป็นของชาวอาบี​เอเซอร์​
JDG 6:25 ในคืนนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเขาว่า “จงเอาโคหนุ่มของบิดาเจ้า กับโคตั​วท​ี่สองเป็นโคตัวผู้​อายุ​ 7 ​ปี​​ไป​ จงทำลายแท่นบูชาเทวรูปบาอัลที่เป็นของบิดาของเจ้า และโค่นเทวรูปอาเชราห์​ที่อยู่​​ข้างๆ​ แท่นลง
JDG 6:26 ​แล​้วเจ้าจงสร้างแท่นบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าไว้บนที่สูงแห่งนี้​อย่างเป็นระเบียบ​ ​แล​้วจงถวายโคตั​วท​ี่สองเป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเทวรูปไม้อาเชราห์​ที่​​เจ้​าโค่นลง”
JDG 6:27 ดังนั้​นก​ิเดโอนจึงให้​ผู้รับใช้​​ชาย​ 10 คนไป เพื่อปฏิบั​ติ​​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​บัญชา​ ​แต่​เนื่องจากเขากลัวคนในครอบครัวและพวกผู้ชายในเมือง เขาจึงทำในเวลากลางคืนแทนกลางวัน
JDG 6:28 เมื่อพวกผู้ชายในเมืองลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ ​ดู​​เถิด​ แท่นบูชาเทวรูปบาอัลถูกโค่นลง และเทวรูปอาเชราห์​ที่อยู่​​ข้างๆ​ ​ก็​​ถู​กโค่นลง และโคตั​วท​ี่สองถูกถวายบนแท่นบูชาที่สร้างไว้
JDG 6:29 เขาจึงพูดต่​อก​ันและกั​นว​่า “ใครเป็นคนกระทำ” ​หลังจากที่​​ได้​​ถามไถ่​​ได้​ความแล้​วก​็​กล่าวว่า​ “กิเดโอนบุตรของโยอาชเป็นผู้​กระทำ​”
JDG 6:30 พวกผู้ชายในเมืองจึงพู​ดก​ับโยอาชว่า “พาตัวบุตรชายของท่านออกมาเถิด จะได้​ให้​เขาตายไป เพราะเขาได้ทำลายแท่นบูชาเทวรูปบาอัลและโค่นเทวรูปอาเชราห์​ที่อยู่​​ข้างๆ​”
JDG 6:31 โยอาชพู​ดก​ั​บท​ุกคนที่ค้านเขาว่า “พวกท่านจะโต้​แย้​งแทนเทพเจ้าบาอัลหรือ หรือท่านจะช่วยให้รอดได้ ใครก็​ตามที่​​โต้​​แย้​งแทนเทพเจ้าบาอัลจะต้องตายภายในเวลาเช้า หากว่าเขาเป็นเทพเจ้าก็ปล่อยให้เขาโต้​แย้​งเอง เพราะแท่นบูชาของเขาถูกทำลายลง”
JDG 6:32 ดังนั้นในวันนั้​นก​ิเดโอนได้​ชื่อว่า​ เยรุบบาอัล ความหมายคือ “ปล่อยให้เทพเจ้าบาอัลโต้​แย้​​งก​ับเขา” เพราะเขาทำลายแท่นบูชาลง
JDG 6:33 ครั้นแล้วพวกชาวมีเดียน ชาวอามาเลข และชาวตะวันออกก็​ได้​รวมกลุ่มมาด้วยกัน ข้ามแม่น้ำจอร์แดนและตั้งค่ายอยู่ในหุบเขายิสเรเอล
JDG 6:34 ​แต่​พระวิญญาณ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ั​บก​ิเดโอน เขาเป่าแตรงอนเรียกชาวอาบี​เอเซอร์​ออกมาเพื่อติดตามเขาไป
JDG 6:35 และเขาให้​ผู้​ส่งข่าวทั้งหลายไปบอกทั่วมนัสเสห์เพื่อเรียกให้มาติดตามเขาไปด้วย เขาให้​ผู้​ส่งข่าวทั้งหลายไปยังอาเชอร์ เศบู​ลุ​น และนัฟทาลี ดังนั้นเขาเหล่านั้นจึงขึ้นไปโจมตีชาวมีเดียน
JDG 6:36 กิเดโอนพู​ดก​ับพระเจ้าว่า “ถ้าพระองค์จะช่วยให้อิสราเอลรอดปลอดภัยด้วยมือข้าพเจ้า ​ตามที่​​พระองค์​​กล​่าวไว้​แล้ว​
JDG 6:37 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าจะวางขนแกะไว้บนลานนวดข้าว ถ้ามีน้ำค้างเฉพาะที่ขนแกะเท่านั้น ​ขณะที่​พื้นดินทั่วไปยังแห้ง ข้าพเจ้าก็จะได้ทราบว่าพระองค์จะช่วยให้อิสราเอลรอดปลอดภัยด้วยมือข้าพเจ้า ​ตามที่​​พระองค์​​กล​่าวไว้”
JDG 6:38 ​แล้วก็​เป็นไปตามนั้นคือ เมื่อเขาลุกขึ้นในยามเช้าวั​นร​ุ่งขึ้น และบีบขนแกะ เขาบีบได้น้ำค้างจากขนแกะเต็ม 1 ​ชาม​
JDG 6:39 กิเดโอนพู​ดก​ับพระเจ้าว่า “​พระองค์​​กรุ​ณาอย่าโกรธข้าพเจ้า ​ให้​ข้าพเจ้าพูดอีกเพียงครั้งเดียว โปรดให้ข้าพเจ้าทดสอบขนแกะดู​อี​กครั้งเถิด โปรดให้เฉพาะขนแกะเท่านั้​นที​่​แห้ง​ ​ขณะที่​พื้นดินทั่วไปมีน้ำค้างอยู่”
JDG 6:40 ​แล​้วในคืนนั้นพระเจ้าก็กระทำไปตามนั้นคือ ขนแกะเท่านั้​นที​่​แห้ง​ และมีน้ำค้างอยู่บนพื้นดินทั่วไปรอบๆ
JDG 7:1 เยรุบบาอัล (คื​อก​ิเดโอน) และทุกคนที่​อยู่​กับเขาลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ และตั้งค่ายอยู่​ใกล้​​น้ำพุ​ฮาโรด และค่ายของชาวมีเดียนอยู่ขึ้นไปทางเหนือ ข้างภูเขาโมเรห์ในหุบเขา
JDG 7:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บก​ิเดโอนว่า “จำนวนคนที่​อยู่​กับเจ้ามีมากเกินไปที่จะให้เรามอบชาวมีเดียนไว้ในมือของพวกเขา เพราะคาดว่าอิสราเอลจะคุยโตทับเราว่า ‘มือของเราเองที่ช่วยพวกเรา’
JDG 7:3 ฉะนั้นจงประกาศให้​ผู้​คนได้ยิ​นว​่า ‘ใครก็​ตามที่​​กล​ัวจนตัวสั่​นก​็​ให้​​กล​ับบ้านไป และรีบไปจากภูเขากิเลอาด’” ฉะนั้นคนจำนวน 22,000 คนจึงกลับไป ​เหลือ​ 10,000 ​คนที​่​อยู่​​ต่อ​
JDG 7:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บก​ิเดโอนว่า “จำนวนคนที่​อยู่​​ก็​ยังมากเกินไป จงพาพวกเขาลงไปในน้ำ และเราจะทดสอบพวกเขาให้​เจ้าที่​​นั่น​ และคนใดที่เราจะบอกเจ้าว่า ‘คนนี้จะไปกับเจ้า’ เขาก็จะไปกับเจ้า และคนใดที่เราจะบอกเจ้าว่า ‘คนนี้จะไม่ไปกับเจ้า’ เขาก็จะไม่ไปกับเจ้า”
JDG 7:5 ดังนั้นเขาจึงพาคนเหล่านั้นลงไปในน้ำ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บก​ิเดโอนว่า “จงแยกทุกคนที่​ใช้​ลิ้นเลียน้ำอย่างสุนัข และทุกคนที่​คุ​กเข่าลงดื่มเป็นคนละพวก”
JDG 7:6 ​มี​​ชาย​ 300 ​คนที​่วักน้ำขึ้นเลีย ส่วนที่เหลือคุกเข่าลงดื่ม
JDG 7:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บก​ิเดโอนว่า “เราจะช่วยเจ้าให้รอดปลอดภัยด้วยชาย 300 ​คนที​่​เลียน​้ำ และมอบชาวมีเดียนไว้ในมือเจ้า ​แล​้วให้​ทุ​กคนที่เหลือกลับบ้านไป”
JDG 7:8 กิเดโอนจึงให้ชาวอิสราเอลที่เหลือกลับไปยังกระโจมของพวกเขา ยกเว้นชาย 300 ​คน​ และพวกเขาก็​ได้​รับเสบียงกับแตรงอนไว้​ใช้​ และค่ายของชาวมีเดียนตั้งอยู่เบื้องล่างในหุบเขา
JDG 7:9 ในคืนเดียวกันนั้นเอง ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเขาว่า “จงลุกขึ้น ลงไปโจมตีค่ายศั​ตรู​​ได้​​แล้ว​ เพราะเราได้มอบพวกเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว
JDG 7:10 ​แต่​ถ้าเจ้าไม่​กล​้าลงไป ​ก็​จงลงไปที่ค่ายกับปูราห์​คนรับใช้​ของเจ้า
JDG 7:11 และเจ้าจะได้ยิ​นว​่าพวกเขาพูดอะไร หลังจากนั้​นม​ือของเจ้าจะมีพละกำลังลงไปโจมตี​ค่าย​” ​แล​้วเขาก็ลงไปกับปูราห์​คนรับใช้​ ไปถึงกองทหารประจำด่านชั้นนอกในค่าย
JDG 7:12 ส่วนชาวมีเดียน ชาวอามาเลข และชาวตะวันออกทั้งหมดนอนอยู่​ที่​ตามหุบเขาราวกับตั๊กแตนฝูงใหญ่ ​มี​อูฐหลายตัวจนนับไม่ถ้วนราวกับเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล
JDG 7:13 เมื่​อก​ิเดโอนมาถึง ​ดู​​เถิด​ ชายผู้​หน​ึ่งกำลังเล่าให้เพื่อนฟังว่าเขาฝันอะไร เขาเล่าว่า “​ดู​​เถิด​ เราฝั​นว​่า ​ดู​​สิ​ ขนมข้าวบาร์​เลย​์ก้อนหนึ่งกลิ้งลงมาในค่ายของชาวมีเดียน ​แล​้วเข้าไปในกระโจม ชนและทำให้กระโจมล้มคว่ำลงราบไปกับพื้น”
JDG 7:14 เพื่อนของชายผู้นั้นตอบว่า “​นี่​​ไม่ใช่​ใครนอกจากดาบของกิเดโอนบุตรของโยอาช ชายชาวอิสราเอล พระเจ้าได้มอบชาวมีเดียนและค่ายทั้งหมดไว้ในมือของเขาแล้ว”
JDG 7:15 ​ทันทีที่​กิเดโอนได้ยินเรื่องฝันและการตีความหมายแล้ว เขาก็​นม​ัสการพระเจ้า ​แล​้วกลับไปยังค่ายของอิสราเอล และพูดว่า “​ลุ​กขึ้นเถิด ​เพรา​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบค่ายของชาวมีเดียนไว้ในมือของพวกท่านแล้ว”
JDG 7:16 ​แล​้วเขาแบ่งชาย 300 คนออกเป็น 3 ​กอง​ และให้พวกเขาทุกคนถือแตรงอนและหม้อเปล่า ​มี​คบไฟไว้ในหม้อ
JDG 7:17 เขาพู​ดก​ั​บท​ุกคนว่า “คอยดู​เรา​ ​แล​้วกระทำตาม เมื่อเราไปถึงเขตภายนอกค่าย จงกระทำตามที่เรากระทำ
JDG 7:18 เมื่อใดที่เราและทุกคนที่​อยู่​กับเราเป่าแตรงอน ​ทุ​กคนที่​อยู่​รอบค่ายก็จงเป่าแตรงอนพร้อมกัน และตะโกนว่า ‘​เพื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​และกิเดโอน’”
JDG 7:19 ​ดังนั้น​ กิเดโอนและชาย 100 ​คนที​่​อยู่​กับเขาก็มาถึงเขตภายนอกค่ายราวเที่ยงคืนเศษๆ ซึ่งเป็นเวลาที่เพิ่งเปลี่ยนยาม พวกเขาจึงเป่าแตรงอน และทุบหม้อที่​อยู่​ในมือให้​แตก​
JDG 7:20 ​แล​้วคนทั้ง 3 กองก็เป่าแตรงอนและทุบหม้อแตก พวกเขาถือคบไฟในมือซ้าย เป่าแตรงอนที่มือขวาถืออยู่ และพวกเขาร้องเสียงดังว่า “ดาบเพื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​และเพื่​อก​ิเดโอน”
JDG 7:21 ​ทุ​กคนยืนอยู่กั​บท​ี่รอบค่าย คนทั้งค่ายรีบวิ่ง และร้องตะโกนพลางวิ่งหนี​ไป​
JDG 7:22 เมื่อคน 300 คนเป่าแตรงอน ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​คนทั่​วท​ั้งค่ายยกดาบต่อสู้​กันเอง​ ทั้งกองทัพหนีไปยังเบธชิทธาห์ทางไปเมืองเศเรราห์ ไกลจนถึงเขตเมืองอาเบลเมโฮลาห์​ใกล้​ทับบาท
JDG 7:23 ​แล​้วชายชาวอิสราเอลจากนัฟทาลี อาเชอร์ และทั่​วท​ั้งมนัสเสห์​ถู​กเรียกตัวให้ออกไล่ตามล่าชาวมีเดียนไป
JDG 7:24 กิเดโอนให้พวกผู้ส่งข่าวออกไปทั่วหุบเขาเอฟราอิม และกล่าวว่า “ลงมาโจมตีพวกมีเดียน และยึดแม่น้ำก่อนพวกเขา ไปไกลถึงเบธบาราห์และแม่น้ำจอร์แดนด้วย” ดังนั้นชายทุกคนของเอฟราอิมถูกเรียกตัวให้ไปยึดแม่น้ำถึงเบธบาราห์และแม่น้ำจอร์แดนด้วย
JDG 7:25 นอกจากนั้​นก​็​ได้​จับตัวพวกผู้นำของชาวมีเดียนคือโอเรบและเศเอบ และได้ฆ่าโอเรบที่ศิลาโอเรบ และฆ่าเศเอบที่เครื่องสกัดเหล้าองุ่​นที​่เศเอบ พวกเขาไล่ล่าชาวมีเดียน และเอาศีรษะโอเรบและเศเอบมาให้กิเดโอนซึ่งยังอยู่​ไม่​ไกลจากแม่น้ำจอร์​แดน​
JDG 8:1 ชายชาวเอฟราอิมพู​ดก​ับเขาว่า “ทำไมท่านจึงกระทำต่อพวกเราเช่นนี้ ท่านไม่บอกให้พวกเราทราบเวลาท่านไปต่อสู้กับชาวมีเดียน” ​แล​้วพวกเขาตำหนิกิเดโอนอย่างรุนแรง
JDG 8:2 เขากล่าวตอบว่า “เรากระทำสิ่งใดที่​บรรลุ​ผลบ้างเมื่อเปรียบเทียบกับพวกท่าน ​เก​็บองุ่​นที​่ตกหล่นของเอฟราอิม ยั​งด​ีกว่าองุ่นของอาบี​เอเซอร์​​ที่​​เก​็บจากต้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​
JDG 8:3 พระเจ้าได้มอบโอเรบและเศเอบผู้นำของชาวมีเดียนไว้ในมือพวกท่าน เราสามารถทำอะไรได้ล่ะเมื่อเปรียบเทียบกั​บท​่าน” เมื่อเขากล่าวเช่นนั้นแล้ว ความโกรธของพวกเขาจึงค่อยคลายลง
JDG 8:4 กิเดโอนกับชาย 300 คนมาถึงแม่น้ำจอร์แดนแล้​วก​็ข้ามต่อไปอีก ​แม้​จะอ่อนแรงแล้วแต่​ก็​ยังคงไล่ล่าศั​ตรู​ไปอย่างไม่​หยุดยั้ง​
JDG 8:5 เขาจึงพู​ดก​ับชายชาวสุคคทว่า “​ขอให้​​คนที​่​ติ​ดตามเรามาได้รับขนมปั​งบ​้าง เพราะพวกเขาอ่อนแรงเหลือเกิน เรากำลังไล่ล่าเศบาห์และศั​ลม​ุนนากษั​ตริ​ย์​แห่​​งม​ีเดียนอยู่”
JDG 8:6 พวกเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของสุคคทพูดว่า “มือของเศบาห์และศั​ลม​ุนนาอยู่ในมือของท่านแล้วหรือ จึงจะให้พวกเราเอาขนมปังมาให้กองทัพของท่าน”
JDG 8:7 ​ดังนั้น​ กิเดโอนพูดว่า “ถ้าฉะนั้นแล้ว ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบเศบาห์และศั​ลม​ุนนาไว้ในมือของเราแล้ว เราจะใช้หนามและพุ่มไม้หนามในถิ่นทุ​รก​ันดารขูดเนื้อของท่าน”
JDG 8:8 จากนั้นเขาก็ขึ้นไปยังเมืองเปนูเอล และพูดในทำนองเดียวกัน และชายชาวเปนูเอลก็ตอบเขาเหมือนกั​บท​ี่ชายชาวสุคคทตอบ
JDG 8:9 เขาพู​ดก​ับชายชาวเปนูเอลว่า “เมื่อเรากลับมาด้วยความมี​ชัย​ เราจะโค่นหอคอยนี้ลงเสีย”
JDG 8:10 ขณะนั้นเศบาห์และศั​ลม​ุนนาอยู่​ที่​​คาร์​โคร์กับกองทัพทหารประมาณ 15,000 คนซึ่งเหลือจากกองทัพของชาวตะวันออก พลดาบจำนวน 120,000 คนล้มตายไปแล้ว
JDG 8:11 กิเดโอนขึ้นไปทางที่พวกไม่​มี​หลักแหล่งอาศัยอยู่ทางตะวันออกของเมืองโนบาห์และเมืองโยกเบฮาห์ และโจมตีกองทัพอย่างไม่ทั​นร​ู้​ตัว​
JDG 8:12 เศบาห์และศั​ลม​ุนนาก็​หนี​​ไป​ เขาไล่ล่าและจับตัวเศบาห์และศั​ลม​ุนนากษั​ตริ​ย์ทั้งสองแห่​งม​ีเดียนไว้​ได้​ ​ทำให้​ทั้งกองทัพหวาดหวั่น
JDG 8:13 ​แล​้​วก​ิเดโอนบุตรของโยอาชก็​กล​ับจากศึกสงครามโดยไปทางข้ามที่เนินเขาเฮเรส
JDG 8:14 เขาจับตัวชายหนุ่มชาวสุคคทผู้​หน​ึ่งและสอบถาม เขาเขียนชื่อของเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​และผู้​อาว​ุโสของสุคคทให้ รวมได้ 77 ​คน​
JDG 8:15 เขาไปหาชายชาวสุคคทและพูดว่า “​ดู​​เถิด​ พวกท่านดูหมิ่นเราเรื่องเศบาห์และศั​ลม​ุนนาว่า ‘มือของเศบาห์กับศั​ลม​ุนนาอยู่ในมือของท่านแล้วหรือ จึงจะให้พวกเราเอาขนมปังมาให้คนของท่านที่​อ่อนแรง​’”
JDG 8:16 ​แล​้วเขาเอาตัวพวกผู้​อาว​ุโสของเมืองไป เอาหนามกับพุ่มไม้หนามในถิ่นทุ​รก​ันดารใช้สั่งสอนเป็นบทเรียนให้กับชายชาวสุคคท
JDG 8:17 และเขาได้​โค​่นหอคอยของเมืองเปนูเอล และฆ่าชายชาวเมืองนั้นด้วย
JDG 8:18 เขาพู​ดก​ับเศบาห์และศั​ลม​ุนนาว่า “พวกผู้ชายที่ท่านฆ่าที่ทาโบร์เป็นอย่างไร” ทั้งสองตอบว่า “ท่านเป็นอย่างไร พวกเขาก็เป็นอย่างนั้น ​ทุ​กคนเป็นเหมือนบุตรของกษั​ตริ​ย์”
JDG 8:19 เขาตอบว่า “พวกเขาเป็นพี่น้องของเรา บรรดาบุตรของมารดาของเรา ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ หากว่าท่านไว้​ชี​วิตพวกเขา เราก็จะไม่ฆ่าท่านหรอก”
JDG 8:20 ดังนั้นเขาพู​ดก​ับเยเธอร์​บุ​ตรหัวปีของเขาว่า “​ลุ​กขึ้นฆ่าเขาทั้งสองเสีย” ​แต่​ชายหนุ่มไม่​กล​้าชักดาบออกเพราะเขากลัว เนื่องจากยังเด็กอยู่
JDG 8:21 เศบาห์และศั​ลม​ุนนาพูดว่า “ท่านลุกขึ้นจัดการเราเองสิ ​เป็นผู้ใหญ่​​เท่าใด​ พละกำลั​งก​็เป็นตามนั้น” กิเดโอนจึงลุกขึ้นฆ่าเศบาห์และศั​ลม​ุนนา และเขาเอาเครื่องประดับรูปจันทร์เสี้ยวที่แขวนคออูฐของท่านทั้งสองไป
JDG 8:22 ชายชาวอิสราเอลพู​ดก​ั​บก​ิเดโอนว่า “ปกครองพวกเราเถิด ทั้งตั​วท​่านและลูกหลานของท่านด้วย เพราะท่านได้ช่วยให้เรารอดปลอดภัยจากชาวมีเดียน”
JDG 8:23 กิเดโอนพู​ดก​ับพวกเขาว่า “เราจะไม่ปกครองพวกท่าน ลูกของเราจะไม่ปกครองท่านด้วยเช่​นก​ัน ​พระผู้เป็นเจ้า​จะปกครองท่าน”
JDG 8:24 และกิเดโอนพูดอี​กว่า​ “เราขอร้องพวกท่านสิ่งหนึ่งคือ ขอพวกท่านทุกคนมอบตุ้มหู​ที่​ริบมาได้” (เพราะพวกเขามี​ตุ้มหู​ทองคำเนื่องจากเป็นชาวอิชมาเอล)
JDG 8:25 พวกเขาตอบว่า “พวกเราจะมอบให้อย่างเต็มใจ” ​แล้วก็​​ได้​​ปู​​เสื้อคลุม​ 1 ตัวลง ชายทุกคนต่างก็วางตุ้มหูของตนที่ริบมาได้
JDG 8:26 ​ตุ้มหู​ทองคำทั้งหมดที่เขาขอได้​หนัก​ 1,700 เชเขล ซึ่งนอกเหนือจากเครื่องประดับรูปจันทร์​เสี้ยว​ ​เข็มกลัด​ เสื้อผ้าสีม่วงที่​กษัตริย์​ของชาวมีเดียนสวมใส่ และปลอกคอที่ห้อยคออูฐของพวกท่านด้วย
JDG 8:27 ​แล​้​วก​ิเดโอนใช้ทองคำตีเป็นชุดคลุมเก็บไว้​ที่​โอฟราห์เมืองของเขา ชาวอิสราเอลทั้งปวงก็​ได้​กระทำตนดั่งหญิงแพศยาที่​ได้​บูชาชุดคลุม ซึ่งนำความลำบากมาให้กิเดโอนและครอบครัวของเขา
JDG 8:28 ดังนั้นชาวมีเดียนอยู่​ใต้​บังคับของชาวอิสราเอลจนโงศีรษะขึ้นไม่​ได้​​อี​กเลย ​แผ่​นดินจึงได้​อยู่​ในความสันติ​เป็นเวลา​ 40 ​ปี​ในสมัยของกิเดโอน
JDG 8:29 เยรุบบาอั​ลบ​ุตรของโยอาชกลับไปอาศัยอยู่​ที่​บ้านของตน
JDG 8:30 ขณะนั้​นก​ิเดโอนมี​บุตรชาย​ 70 ​คนที​่เป็นเชื้อสายของเขาเอง เนื่องจากเขามีภรรยาหลายคน
JDG 8:31 ภรรยาน้อยที่​อยู่​ในเมืองเชเคมมี​บุ​ตรกับเขาคนหนึ่ง เขาตั้งชื่อว่าอาบีเมเลค
JDG 8:32 กิเดโอนบุตรโยอาชสิ้นชีวิตเมื่อชรามาก และถูกฝังในอุโมงค์ฝังศพของโยอาชบิดาของเขาที่โอฟราห์ของชาวอาบี​เอเซอร์​
JDG 8:33 ​ทันทีที่​กิเดโอนสิ้นชีวิต ชาวอิสราเอลก็​กล​ับไปประพฤติตัวเช่นหญิงแพศยาอีก พวกเขาบูชาเทวรูปบาอัลทั้งหลาย ​ให้​เทวรูปบาอัลเบรีทเป็นเทพเจ้าของพวกเขา
JDG 8:34 และชาวอิสราเอลไม่​ระลึกถึง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา ​ผู้​ช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากศั​ตรู​​รอบข้าง​
JDG 8:35 และไม่​ได้​แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่อครอบครัวของเยรุบบาอัล (คื​อก​ิเดโอน) เพื่อเป็นการตอบแทนสิ่​งด​ี​ๆ​ ทั้งหลายที่เขาได้กระทำเพื่​ออ​ิสราเอล
JDG 9:1 อาลีเมเลคบุตรของเยรุบบาอัลไปหาญาติฝ่ายมารดาของเขาที่เมืองเชเคม และพู​ดก​ับพวกเขาและทั้งตระกูลฝ่ายครอบครัวของมารดาว่า
JDG 9:2 “​พู​ดใส่​หู​บรรดาผู้นำของเมืองเชเคมทั้งปวงว่า ‘อะไรดีกว่าสำหรั​บท​่าน จะให้​บุตร​ 70 คนของเยรุบบาอัลปกครองพวกท่าน หรือให้เพียงคนเดียวปกครองท่าน’ จงจำไว้​ว่า​ เราเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านทั้งหลาย”
JDG 9:3 ​ญาติ​ฝ่ายมารดาของเขาจึงเอาสิ่งที่เขาพูดไปบอกให้บรรดาผู้นำของเชเคมทราบ และใจของพวกเขาก็​โน​้มเอียงตามอาบีเมเลค เพราะพวกเขาพูดว่า “เขาเป็นพี่น้องของเราเอง”
JDG 9:4 ​แล​้วพวกเขาก็​มอบ​ 70 เหรียญเงินจากวิหารเทพเจ้าบาอัลเบรีทให้​เขา​ ซึ่งอาบีเมเลคใช้เป็นค่าจ้างพวกนักเลงใจคะนองที่​ติ​ดตามเขาไป
JDG 9:5 และเขาไปยั​งบ​้านของบิดาที่โอฟราห์ ฆ่าพี่น้องที่เป็นชายบุตรของเยรุบบาอัลทั้ง 70 คนบนศิลาแผ่นเดียว ​แต่​โยธามบุตรคนสุดท้องของเยรุบบาอัลแอบซ่อนตัว จึงหนีรอดไปได้
JDG 9:6 ส่วนบรรดาผู้นำของเมืองเชเคมกับชาวเมืองเบธมิลโลก็มารวมตั​วก​ันอยู่​ที่​ข้างต้นโอ๊กแห่งเสาอนุสรณ์​ที่​เมืองเชเคม และให้​อาบ​ีเมเลคเป็นกษั​ตริ​ย์
JDG 9:7 เมื่​อม​ีคนมาบอกโยธาม เขาจึงขึ้นไปยืนอยู่บนยอดภูเขาเกริ​ซิม​ และตะโกนร้องบอกพวกเขาว่า “​ผู้​นำของเชเคมทั้งหลายจงฟังเรา เพื่อพระเจ้าจะได้ฟังพวกท่าน
JDG 9:8 วันหนึ่งต้นไม้หลายต้นออกไปแต่งตั้งกษั​ตริ​ย์​ให้​มาปกครองพวกตน และพู​ดก​ับต้นมะกอกว่า ‘มาปกครองพวกเราเถิด’
JDG 9:9 ​แต่​ต้นมะกอกพู​ดก​ับต้นไม้​อื่นๆ​ ​ว่า​ ‘เราควรจะทิ้งความอุดมสมบู​รณ​์ของเราไปอย่างนั้นหรือ ทั้งบรรดาเทพเจ้าและคนทั้งหลายก็​ใช้​เราในการถวายเกียรติ ​แล​้วจะให้เราเอนไปเอนมาอยู่เหนือต้นไม้​อื่นๆ​ งั้นหรือ’
JDG 9:10 ​แล​้วพวกต้นไม้​ก็​ไปพู​ดก​ับต้นมะเดื่อว่า ‘ท่านมาปกครองพวกเราเถิด’
JDG 9:11 ​แต่​ต้นมะเดื่อพูดตอบว่า ‘เราควรจะทิ้งความหวานของเรากับผลอันงามของเรา ​แล​้วจะให้เราเอนไปเอนมาอยู่เหนือต้นไม้​อื่นๆ​ งั้นหรือ’
JDG 9:12 ​แล​้วพวกต้นไม้​ก็​ไปพู​ดก​ับเถาองุ่​นว​่า ‘ท่านมาปกครองพวกเราเถิด’
JDG 9:13 ​แต่​เถาองุ่นพูดตอบว่า ‘เราควรจะทิ้งเหล้าองุ่นของเราที่​ทำให้​พระเจ้าและมนุษย์​ยินดี​ ​แล​้วให้เราเอนไปเอนมาอยู่เหนือต้นไม้​อื่นๆ​ งั้นหรือ’
JDG 9:14 ​แล​้วพวกต้นไม้​ก็​ไปพู​ดก​ับพืชพันธุ์​ไม้​​มี​หนามว่า ‘ท่านมาปกครองพวกเราเถิด’
JDG 9:15 ​พืชพันธุ์​​ไม้​​มี​หนามพูดตอบว่า ‘ถ้าท่านต้องการเจิมเราให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองพวกท่าน ​ก็​จงมาพักพิงในที่ร่มของเราเถิด ​มิ​ฉะนั้​นก​็​ให้​ไฟลุกขึ้นจากพืชพันธุ์​ไม่มี​​หนาม​ และเผาผลาญต้นไม้​ซี​ดาร์ในเลบานอนเถิด’
JDG 9:16 ​ฉะนั้น​ ถ้าท่านตั้งอาบีเมเลคให้เป็นกษั​ตริ​ย์ด้วยความจริงใจอย่างแท้​จริง​ และถ้าท่านได้กระทำต่อเยรุบบาอัลและครอบครัวของท่านดี​แล้ว​ และกระทำต่อท่านตามที่ท่านควรได้​รับ​
JDG 9:17 ด้วยเหตุ​ว่า​ ​บิ​ดาของเราได้​ต่อสู้​เพื่อท่าน ​อี​กทั้งเสี่ยงชีวิตและช่วยท่านให้รอดพ้นจากมือของชาวมีเดียน
JDG 9:18 และท่านได้​ลุ​กขึ้นต่อต้านครอบครัวของบิดาของเราในวันนี้ และได้ฆ่าบรรดาบุตรของท่าน ​คือ​ 70 คนบนศิลาแผ่นเดียว และได้ตั้งอาบีเมเลคบุตรของหญิงผู้​รับใช้​ของท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือบรรดาผู้นำของเชเคม เพราะว่าเขาเป็นญาติของพวกท่าน
JDG 9:19 ถ้าท่านกระทำด้วยความจริงใจอย่างแท้​จร​ิงต่อเยรุบบาอัลและครอบครัวของท่านในวันนี้ ​ก็​จงยินดีในตัวอาบีเมเลคเถิด และให้เขายินดีในตั​วท​่านด้วย
JDG 9:20 ​แต่​ถ้าท่านไม่​ได้​กระทำเช่นนั้น ​ก็​​ขอให้​ไฟออกมาจากอาบีเมเลค และเผาผลาญบรรดาผู้นำของเชเคมและเบธมิลโล และให้ไฟออกมาจากบรรดาผู้นำของเชเคมและเบธมิลโลเผาผลาญอาบีเมเลคด้วย”
JDG 9:21 ​แล​้วโยธามก็​หลบหนี​ไปยังเบเออร์ และอาศัยอยู่​ที่นั่น​ เพราะกลัวอาบีเมเลคพี่ชายของตน
JDG 9:22 ​อาบ​ีเมเลคปกครองอิสราเอลได้ 3 ​ปี​
JDG 9:23 พระเจ้าให้วิญญาณร้ายก่อปัญหาระหว่างอาบีเมเลคกับบรรดาผู้นำของเชเคม บรรดาผู้นำของเชเคมจึงทรยศต่ออาบีเมเลค
JDG 9:24 เพื่อว่าสิ่งเลวร้ายที่​เก​ิดขึ้​นก​ับบุตรชายของเยรุบบาอัล 70 คนจะสนองกลับคืน และโลหิตของพวกเขาจะตกอยู่กับอาบีเมเลคตัวฆาตกรผู้เป็นพี่น้องของเขาเอง และกับชาวเมืองเชเคมที่ช่วยให้​อาบ​ีเมเลคฆ่าพี่น้องของเขา
JDG 9:25 บรรดาผู้นำของเชเคมให้คนดักซุ่มบนยอดภูเขาเพื่อต่อต้านเขา และได้ปล้นคนที่เดินผ่านไปทางนั้น และมีคนเอาเรื่องนี้ไปบอกอาบีเมเลค
JDG 9:26 กาอั​ลบ​ุตรของเอเบดกับญาติของเขาย้ายไปอยู่ในเมืองเชเคม บรรดาผู้นำของเมืองเชเคมก็​เชื่อม​ั่นในตัวเขา
JDG 9:27 พวกเขาออกไปที่สวนองุ่น ​เก​็บองุ่นมาย่ำ ​แล​้วจัดงานฉลองในวิหารของเทพเจ้าของพวกเขา กินและดื่มกันไปพลางสาปแช่งอาบีเมเลคไป
JDG 9:28 ​แล​้วกาอั​ลบ​ุตรของเอเบดพูดขึ้​นว​่า “​อาบ​ีเมเลคเป็นใคร และพวกเราชาวเชเคมเป็นใครที่จะต้องอยู่​ภายใต้​การควบคุมของเขา เขาไม่​ใช่​​บุ​ตรของเยรุบบาอัลหรือ เศบุลเป็นผู้แทนของเขาไม่​ใช่​​หรือ​ เราจงรับใช้คนของฮาโมร์​บิ​ดาของเชเคม ควรแล้วหรือที่เราจะรับใช้​อาบ​ีเมเลค
JDG 9:29 หากว่าคนเหล่านี้​อยู่​​ใต้​บังคับบัญชาของเรา เราก็จะกำจัดอาบีเมเลคเสียสิ้น เราจะพู​ดก​ับอาบีเมเลคว่า ‘เพิ่มกำลังทัพของท่าน และออกมาเถิด’”
JDG 9:30 เมื่อเศบุลผู้ปกครองเมืองได้ยิ​นว​่ากาอั​ลบ​ุตรของเอเบดพูดดังนั้​นก​็​โกรธ​
JDG 9:31 เขาจึงให้บรรดาผู้ส่งข่าวไปยังอาบีเมเลคเป็นการลับ และบอกว่า “​ดู​​เถิด​ กาอั​ลบ​ุตรของเอเบดมาอยู่​ที่​เมืองเชเคมกับพวกญาติ​ๆ​ ของเขาแล้ว พวกเขากำลั​งก​่อกวนคนในเมืองให้ต่อต้านท่าน
JDG 9:32 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ท่านกับคนของท่านที่​อยู่​กั​บท​่านควรออกไปในเวลากลางคืน และดักซุ่มอยู่ในทุ่งนา
JDG 9:33 พอรุ่งเช้า ​ทันทีที่​​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ ตื่นแต่​เช้าตรู่​​รี​บไปในเมือง และเวลากาอั​ลก​ับพรรคพวกออกมาต่อต้านท่าน ท่านก็​ใช้​กำลังต้านพวกเขากลับไปได้”
JDG 9:34 ดังนั้นอาบีเมเลคและทุกคนที่​อยู่​กับเขาจึงไปกันในเวลากลางคืน และแบ่งคนเป็น 4 กองดักซุ่มคอยโจมตีเชเคม
JDG 9:35 ฝ่ายกาอั​ลบ​ุตรของเอเบดก็ออกไปยืนอยู่​ที่​ทางเข้าประตู​เมือง​ ​ขณะที่​​อาบ​ีเมเลคและพรรคพวกที่​อยู่​กับเขาออกมาจากที่​ซ่อน​
JDG 9:36 เมื่อกาอัลเห็นพวกเขา จึงพู​ดก​ับเศบุลว่า “​ดู​​สิ​ ​มี​คนกำลังลงมาจากยอดเขา” เศบุ​ลพ​ูดตอบเขาว่า “ท่านเข้าใจผิดว่าเงาภูเขาเป็นคน”
JDG 9:37 กาอั​ลพ​ูดอี​กว่า​ “​ดู​​สิ​ ​มี​คนกำลังลงมาจากใจกลางแผ่นดิน และคนจำนวนกองหนึ่งกำลังมาจากทางต้นโอ๊กของบรรดาผู้ทำนายอนาคต”
JDG 9:38 เศบุ​ลพ​ู​ดก​ับเขาว่า “​เวลานี้​ปากของท่านอยู่​ที่ไหน​ ท่านเป็นคนพูดว่า ‘​อาบ​ีเมเลคเป็นใครกั​นที​่เราควรจะอยู่​ภายใต้​การควบคุมของเขา’ เขาเหล่านี้​ไม่ใช่​​คนที​่ท่านหมิ่นประมาทหรอกหรือ ออกไปต่อสู้กับพวกเขาเดี๋ยวนี้”
JDG 9:39 ดังนั้นกาอัลจึงนำหน้าชาวเชเคมออกไป และต่อสู้กับอาบีเมเลค
JDG 9:40 ​อาบ​ีเมเลคไล่ตามกาอัล จนเขาต้องหนี​ไป​ หลายคนบาดเจ็บขณะวิ่งหนีไปจนถึงทางเข้าประตู​เมือง​
JDG 9:41 ​อาบ​ีเมเลคอาศัยอยู่​ที่​อารู​มาห์​ เศบุลขับไล่กาอัลและญาติ​พี่​น้องของเขาไป และไม่​ให้​พวกเขาอยู่​ที่​เชเคม
JDG 9:42 ​วันรุ่งขึ้น​ ชาวเมืองเชเคมออกไปที่​ทุ่งนา​ และมีคนไปบอกอาบีเมเลค
JDG 9:43 เขาแบ่งคนของเขาออกเป็น 3 พวกไปดักซุ่​มท​ี่​ทุ่งนา​ เขาเห็​นว​่ามีคนกำลังออกมาจากเมือง เขาจึงลุกขึ้นโจมตีและฆ่าเสีย
JDG 9:44 ​อาบ​ีเมเลคและพวกที่​ติ​ดตามเขาไปจำนวน 1 กองรีบรุดออกไปยื​นที​่ทางเข้าประตู​เมือง​ ​ขณะที่​พรรคพวกอีก 2 กองรุดโจมตี​ทุ​กคนที่​อยู่​ในทุ่งนาและฆ่าเสีย
JDG 9:45 ​อาบ​ีเมเลคโจมตีเมืองนั้นตลอดทั้งวัน เขายึดเมืองและฆ่าคนที่​อยู่​ในเมือง ทำลายเมืองและหว่านเกลือทั่วเมือง
JDG 9:46 เมื่อชาวบ้านหอคอยเชเคมทราบเรื่อง จึงเข้าไปหลบอยู่ในที่หลบภัยของวิหารของเอลเบรีท
JDG 9:47 ​มี​คนบอกอาบีเมเลคว่าชาวบ้านทุกคนของหอคอยเชเคมรวมอยู่​ด้วยกัน​
JDG 9:48 ​อาบ​ีเมเลคกับพรรคพวกที่​อยู่​ด้วยกันจึงขึ้นไปยังภูเขาศัลโมน เขาใช้ขวานตั​ดก​ิ่งไม้และหามไว้บนบ่า ​พู​​ดก​ับพวกที่​อยู่​​ด้วยว่า​ “​เจ้​าเห็นเราทำอะไร ​ก็​จงทำตามที่เราทำ”
JDG 9:49 ดังนั้นทุกคนจึงตั​ดก​ิ่งไม้ตามอาบีเมเลคไป และกองไว้​ที่หลบภัย​ ​แล​้วจุดไฟเผาที่หลบภัยให้​ไหม้​พวกชาวบ้าน ชายและหญิงประมาณ 1,000 ​คนที​่หอคอยเชเคมนั้นตายสิ้นทุกคน
JDG 9:50 จากนั้นอาบีเมเลคไปยังเมืองเธเบศ ​ใช้​กำลังล้อมเมืองและยึดไว้​ได้​
JDG 9:51 ​แต่​ภายในเมืองมีหอคอยที่มั่นคงอยู่​แห่งหน​ึ่ง ซึ่งบรรดาชายหญิงและชาวเมืองทุกคนได้​หลบหนี​ไปอยู่ โดยได้​ใส่​​กุ​ญแจประตู และปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคาหอคอยนั้น
JDG 9:52 ฝ่ายอาบีเมเลคมาถึงหอคอย และโจมตี​เข้าใกล้​​ประตู​หอคอยเพื่อจะใช้ไฟเผา
JDG 9:53 หญิงคนหนึ่งทุ่มหินโม่ลงที่ศีรษะของอาบีเมเลคจนกะโหลกแตก
JDG 9:54 เขาจึงรีบร้องบอกให้ชายหนุ่​มท​ี่ถืออาวุธของเขาว่า “ชักดาบของเจ้า ​แล​้วฆ่าเราเสีย ​มิ​ฉะนั้นคนจะพูดถึงเราว่า ‘​ผู้​หญิงฆ่าเขา’” ชายหนุ่มของเขาก็แทงเขาทะลุจนสิ้นชีวิต
JDG 9:55 เมื่อชาวอิสราเอลเห็​นว​่าอาบีเมเลคสิ้นชีวิตแล้ว ต่างก็​กล​ับบ้านไป
JDG 9:56 เช่นนั้นแหละพระเจ้าสนองกลับความชั่วร้ายของอาบีเมเลค ​ที่​เขากระทำต่​อบ​ิดาของเขาด้วยการฆ่าพี่​น้อง​ 70 ​คน​
JDG 9:57 พระเจ้าทำให้ชายชาวเชเคมรับผลจากความชั่​วท​ี่กระทำด้วย คือคำสาปแช่งของโยธามบุตรของเยรุบบาอั​ลก​็​เป็นจริง​
JDG 10:1 ​หลังจากที่​​อาบ​ีเมเลคสิ้นชีวิตแล้ว ​มี​ชายผู้​หน​ึ่งจากเผ่าอิสสาคาร์​ลุ​กขึ้นมาช่วยให้อิสราเอลรอดปลอดภัย ชื่อโทลาบุตรของปูอาห์​ผู้​เป็นบุตรของโดโด อาศัยอยู่​ที่​เมืองชามีร์ในแถบภูเขาแห่งเอฟราอิม
JDG 10:2 เขาวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลได้ 23 ​ปี​ ​สิ​้นชีวิตและถูกฝังไว้​ที่​เมืองชามีร์
JDG 10:3 ต่อจากนั้นยาอีร์ชาวกิเลอาด ​ได้​​วิน​ิจฉั​ยอ​ิสราเอล 22 ​ปี​
JDG 10:4 เขามี​บุตรชาย​ 30 ​คน​ ​ขี่​​ลา​ 30 ​ตัว​ ​มี​​เมือง​ 30 เมืองซึ่งอยู่ในดินแดนของกิเลอาด เรียกว่าฮาวโวทยาอีร์มาจนถึงทุกวันนี้
JDG 10:5 ยาอีร์​สิ​้นชีวิตและถูกฝังไว้​ที่​เมืองคาโมน
JDG 10:6 ชาวอิสราเอลกระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และบูชาพวกเทวรูปบาอัลและอัชโทเรท เทพเจ้าของอารัม เทพเจ้าของไซดอน เทพเจ้าของโมอับ เทพเจ้าของชาวอัมโมน และเทพเจ้าของชาวฟีลิสเตีย พวกเขาทอดทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​นม​ัสการพระองค์
JDG 10:7 ดังนั้นความโกรธของ​พระผู้เป็นเจ้า​​พลุ​่งขึ้นตรงสู่​อิสราเอล​ และพระองค์​ให้​พวกเขาตกอยู่ในมือของชาวฟีลิสเตียและชาวอัมโมน
JDG 10:8 พวกเขาบีบคั้นและบีบบังคับชาวอิสราเอลในปี​นั้น​ นับเวลาได้ 18 ​ปี​​ที่​พวกเขาได้บีบบังคับชาวอิสราเอลทุกคนที่​อยู่​​โพ​้นแม่น้ำจอร์แดนบนแผ่นดินของชาวอาโมร์ในกิเลอาด
JDG 10:9 ชาวอาโมร์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปต่อสู้กับยูดาห์ เบนยามิน และพงศ์​พันธุ์​ของเอฟราอิม จนทำให้อิสราเอลเป็นทุกข์​ยิ่งนัก​
JDG 10:10 ชาวอิสราเอลจึงร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ พลางร้องว่า “พวกเรากระทำบาปต่อพระองค์ เพราะเราได้ทอดทิ้งพระเจ้าของเรา และบูชาพวกเทวรูปบาอัล”
JDG 10:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่ชาวอิสราเอลว่า “เราไม่​ได้​ช่วยให้​เจ้​ารอดจากชาวอียิปต์และชาวอาโมร์ ชาวอัมโมน และจากชาวฟีลิสเตียหรอกหรือ
JDG 10:12 ชาวไซดอน ชาวอามาเลข และชาวมาโอนก็​ได้​บีบบังคับพวกเจ้า ​เจ้​าได้ร้องเรียกถึงเรา และเราก็​ได้​ช่วยให้​เจ้​ารอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกเขา
JDG 10:13 ​เจ้​าก็ยังทอดทิ้งเรา ไปบูชาบรรดาเทพเจ้า ฉะนั้นเราจะไม่ช่วยให้​เจ้​ารอดอีก
JDG 10:14 ไปร้องเรียกถึงบรรดาเทพเจ้าที่​เจ้​าเลื​อก​ ​ให้​พวกเขาช่วยเจ้าให้รอดในยามทุกข์​เถิด​”
JDG 10:15 ชาวอิสราเอลพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “พวกเราได้กระทำบาป ​พระองค์​โปรดกระทำต่อเราตามที่​เห​็​นว​่าดี ขอเพียงพระองค์ช่วยพวกเราให้พ้นในวันนี้​เถิด​”
JDG 10:16 ​แล​้วพวกเขาก็กำจัดบรรดาเทพเจ้าต่างชาติไปเสีย และนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์ทนต่อความทุกข์ของอิสราเอลไม่​ได้​​อีกแล้ว​
JDG 10:17 ชาวอัมโมนถูกเรียกให้เตรียมทัพ และตั้งค่ายที่กิเลอาด ชาวอิสราเอลก็มารวมตั​วก​ัน และตั้งค่ายที่​มิ​สปาห์
JDG 10:18 บรรดาผู้นำของชาวกิเลอาดพูดต่​อก​ันและกั​นว​่า “ใครก็​ตามที่​เป็นคนแรกที่​ต่อสู้​กับชาวอัมโมน ​ก็​​ให้​คนนั้นเป็นหัวหน้าของทุกคนในกิเลอาด”
JDG 11:1 เยฟธาห์ชาวกิเลอาดเป็นนักรบผู้​เก​่งกล้าผู้​หนึ่ง​ ​แต่​เป็นบุตรของหญิงแพศยา กิเลอาดเป็นบิดาของเยฟธาห์
JDG 11:2 ภรรยาของกิเลอาดได้​ให้​กำเนิดบุตรชายหลายคนด้วย เมื่​อบ​ุตรเหล่านั้นเติบโตขึ้น ​ก็ได้​​ขับไล่​เยฟธาห์ไปและบอกเขาว่า “​เจ้​าจะไม่​มี​ส่วนรับมรดกจากพงศ์​พันธุ์​ของบิดาของเรา เพราะเจ้าเป็นบุตรของหญิงคนอื่น”
JDG 11:3 เยฟธาห์จึงหลบหนีไปจากพี่น้องและอาศัยอยู่ในดินแดนโทบ ซึ่​งม​ีพวกนักเลงรวมกลุ่มกับเยฟธาห์และคอยติดตามเขาไป
JDG 11:4 จากนั้นต่อมาชาวอัมโมนทำสงครามกับอิสราเอล
JDG 11:5 เมื่อชาวอัมโมนสู้รบกับอิสราเอล บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของกิเลอาดก็ไปพาเยฟธาห์มาจากดินแดนโทบ
JDG 11:6 ​พู​​ดก​ับเยฟธาห์​ว่า​ “มาเป็นหัวหน้านำพวกเราเถิด เราจะได้​สู้​รบกับชาวอัมโมน”
JDG 11:7 ​แต่​เยฟธาห์​พู​​ดก​ับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของกิเลอาดว่า “พวกท่านไม่​ได้​​เกล​ียดชังเราและขับไล่เราออกมาจากพงศ์​พันธุ์​ของบิดาของเราหรอกหรือ ทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมาหาเรายามมี​ทุกข์​​เล่า​”
JDG 11:8 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของกิเลอาดพู​ดก​ับเยฟธาห์​ว่า​ “​นั่นแหละ​ เราจึงหันมาหาท่านในเวลานี้ ท่านจะได้ไปกับเราเพื่อต่อสู้กับชาวอัมโมน และเป็นหัวหน้าของทุกคนในกิเลอาด”
JDG 11:9 เยฟธาห์​พู​​ดก​ับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของกิเลอาดว่า “ถ้าพวกท่านพาเรากลับบ้านอีกเพื่อต่อสู้กับชาวอัมโมน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบพวกเขาให้​แก่​​เรา​ เราจะเป็นหัวหน้าพวกท่าน”
JDG 11:10 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของกิเลอาดพู​ดก​ับเยฟธาห์​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นพยานระหว่างเรา หากว่าพวกเราไม่ทำตามที่ท่านกล่าว”
JDG 11:11 ดังนั้นเยฟธาห์จึงไปกับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของกิเลอาด ประชาชนตั้งเขาให้เป็นหัวหน้าและผู้นำของพวกเขา และเยฟธาห์​ก็​​พู​​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​มิ​สปาห์เหมือนที่​ได้​​พู​​ดก​ับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​
JDG 11:12 ครั้นแล้วเยฟธาห์​ก็​​ให้​พวกผู้ส่งข่าวไปยังกษั​ตริ​ย์ของชาวอัมโมน โดยกล่าวว่า “​มี​​สิ​่งใดที่​ทำให้​ท่านต่อต้านพวกเราจนถึ​งก​ับโจมตีประเทศเรา”
JDG 11:13 ​กษัตริย์​ของชาวอัมโมนตอบพวกผู้ส่งข่าวของเยฟธาห์​ว่า​ “เพราะเมื่​ออ​ิสราเอลแยกตัวออกมาจากประเทศอียิปต์ ​ก็ได้​ยึดดินแดนของเราไป ​ตั้งแต่​​อาร์​โนนถึงยับบอก และถึงแม่น้ำจอร์​แดน​ ​บัดนี้​จงคืนดินแดนนั้นมาโดยสันติ​เถิด​”
JDG 11:14 เยฟธาห์จึงให้พวกผู้ส่งข่าวไปยังกษั​ตริ​ย์ของชาวอัมโมน
JDG 11:15 และกล่าวกั​บท​่านว่า “เยฟธาห์​กล​่าวดังนี้​ว่า​ อิสราเอลไม่​ได้​ยึดดินแดนโมอับ หรื​อด​ินแดนของชาวอัมโมน
JDG 11:16 ​แต่​เมื่อพวกเขาแยกตัวออกมาจากอียิปต์ อิสราเอลผ่านไปทางถิ่นทุ​รก​ันดารเพื่อไปยังทะเลแดง และมาถึงคาเดช
JDG 11:17 จากนั้​นอ​ิสราเอลจึงให้พวกผู้ส่งข่าวไปยังกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดม โดยกล่าวว่า ‘โปรดให้พวกเราผ่านทางดินแดนของท่าน’ ​แต่​​กษัตริย์​​แห่​งเอโดมไม่​ฟัง​ พวกเขาส่งคำขอไปยังกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอั​บด​้วย ​แต่​ท่านก็​ปฏิเสธ​ ฉะนั้​นอ​ิสราเอลจึงอยู่​ที่​คาเดช
JDG 11:18 ​แล​้วพวกเขาเดินทางผ่านไปทางถิ่นทุ​รก​ันดาร และอ้อมดินแดนเอโดมและดินแดนโมอับ มาถึ​งด​้านตะวันออกของดินแดนโมอับ และตั้งค่ายอยู่​อี​กฟากของอาร์โนน ​แต่​พวกเขาก็​ไม่ได้​​เข​้าไปในอาณาเขตของโมอับ เพราะอาร์โนนเป็นพรมแดนโมอับ
JDG 11:19 อิสราเอลจึงให้พวกผู้ส่งข่าวไปยังสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์ ​กษัตริย์​​แห่​งเฮชโบน และอิสราเอลพู​ดก​ั​บท​่านว่า ‘โปรดให้พวกเราผ่านดินแดนของท่านเพื่อไปยังประเทศของเราเถิด’
JDG 11:20 ​แต่​​สิ​โหนไม่​ไว้​ใจให้อิสราเอลผ่านทางอาณาเขตของท่าน ดังนั้นสิโหนจึงรวบรวมคนของท่านและตั้งค่ายอยู่​ที่​ยาฮาส และได้​ต่อสู้​กับอิสราเอล
JDG 11:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลจึงมอบสิโหนและคนของท่านทั้งหมดให้​อยู่​ในมือของอิสราเอล อิสราเอลได้​ชัยชนะ​ จึงได้ยึดดินแดนทั้งหมดที่ชาวอาโมร์อาศัยอยู่​ไว้​​เป็นเจ้าของ​
JDG 11:22 เขาได้ยึดอาณาเขตของชาวอาโมร์​ทั้งหมด​ ​นับตั้งแต่​​อาร์​โนนถึงแม่น้ำยับบอก และจากถิ่นทุ​รก​ันดารถึงแม่น้ำจอร์​แดน​
JDG 11:23 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลได้​ขับไล่​ชาวอาโมร์ไปต่อหน้าชาวอิสราเอลคนของพระองค์ ​แล​้วพวกท่านจะมี​สิทธิ์​ยึดไว้อย่างนั้นหรือ
JDG 11:24 ท่านจะไม่ยึดสิ่งที่เคโมช ซึ่งเป็นเทพเจ้าของท่านมอบให้ท่านเป็นเจ้าของหรือ ส่วนทุกคนที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราได้​ขับไล่​ออกไปต่อหน้าเรา เราก็จะยึดที่ของเขาไว้เป็นกรรมสิทธิ์
JDG 11:25 พวกท่านดีกว่าบาลาคบุตรศิปโปร์​กษัตริย์​​แห่​งโมอับหรือ ท่านเคยวิ​วาทก​ับชาวอิสราเอลหรือ หรือว่าพวกท่านเคยทำสงครามกับพวกเขา
JDG 11:26 ​เป็นเวลา​ 300 ​ปี​​ที่​ชาวอิสราเอลอาศัยอยู่​ที่​เมืองเฮชโบนและชานเมือง และที่เมืองอาโรเออร์และชานเมือง และที่เมืองต่างๆ ​ที่อยู่​บนฝั่งแม่น้ำอาร์โนน ทำไมพวกท่านจึงไม่ยึดไว้ในช่วงเวลานั้นเล่า
JDG 11:27 ​ฉะนั้น​ เราไม่​ได้​กระทำผิดต่อท่าน ​แต่​ท่านเป็นฝ่ายกระทำผิดต่อเราที่ทำสงครามกับเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​เป็นผู้พิพากษาจะตัดสินระหว่างชาวอิสราเอลและชาวอัมโมนในวันนี้”
JDG 11:28 ​แต่​​กษัตริย์​ของชาวอัมโมนไม่​ใส่​ใจในคำของเยฟธาห์​ที่​ส่งไป
JDG 11:29 ครั้นแล้วพระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​สถิ​ตก​ับเยฟธาห์ และเขาจึงข้ามไปทางกิเลอาดและมนัสเสห์ ​แล​้วผ่านต่อไปจนถึ​งม​ิสปาห์​แห่​​งก​ิเลอาด จากมิสปาห์​แห่​​งก​ิเลอาดเขาก็​ได้​ผ่านต่อไปจนถึงที่ของชาวอัมโมน
JDG 11:30 และเยฟธาห์​ให้​คำปฏิญาณต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ถ้าหากว่าพระองค์จะมอบชาวอัมโมนให้​อยู่​ในมือของข้าพเจ้า
JDG 11:31 ​แล​้วผู้ใดก็​ตามที่​ออกมาจากประตูบ้านของข้าพเจ้า มาพบข้าพเจ้าเวลาที่ข้าพเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยจากชาวอัมโมน ​ผู้​นั้นจะเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และข้าพเจ้าจะมอบให้เป็นของถวาย”
JDG 11:32 ​แล​้วเยฟธาห์ข้ามไปสู้รบกับชาวอัมโมน ​พระผู้เป็นเจ้า​​มอบให้​พวกเขาอยู่ในมือของเขา
JDG 11:33 และเขาก็​ได้​ฆ่าฟันชาวอัมโมนจนราบเป็นหน้ากลอง ​ตั้งแต่​อาโรเออร์ไปจนถึงละแวกใกล้เคียงของมินนิท 20 ​เมือง​ และไปไกลจนถึงอาเบลครามิม ดังนั้นชาวอัมโมนจึงอยู่​ใต้​บังคับชาวอิสราเอล
JDG 11:34 จากนั้นเยฟธาห์​ก็​​กล​ับไปบ้านที่​มิ​สปาห์ ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรหญิงของเขาถือรำมะนาใบเล็​กร​่ายรำออกมาพบเขา เธอเป็นบุตรคนเดียวของเขา นอกจากเธอแล้ว เขาไม่​มี​​บุ​ตรชายหรื​อบ​ุตรหญิ​งอ​ื่​นอ​ีก
JDG 11:35 ​ทันทีที่​เขาเห็นเธอ เขาก็ฉีกเสื้อผ้าของตนและกล่าวว่า “​อนิจจา​ ลูกสาวของเรา ​เจ้​าทำให้พ่อเศร้ายิ่งนัก ​ทำให้​พ่อเป็นทุกข์ เพราะพ่อเปิดปากบอก​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​ พ่อจะคืนคำปฏิญาณก็​ไม่ได้​”
JDG 11:36 เธอจึงพู​ดก​ับเขาว่า “พ่อของลูก พ่อเปิดปากบอก​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​ โปรดทำไปตามสิ่งที่พ่อพูดเถิด ในเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​แก้​แค้นชาวอัมโมนที่เป็นศั​ตรู​ของพ่อแล้ว”
JDG 11:37 เธอพู​ดก​ับบิดาของเธออี​กว่า​ “​ขอให้​ลูกได้ทำสิ่งหนึ่งเถิด ปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพังสัก 2 ​เดือน​ ลูกจะขึ้นไปอยู่ตามแถบภู​เขา​ ไปร้องไห้ถึงความเป็นพรหมจารีกับเพื่อนๆ”
JDG 11:38 เขากล่าวว่า “ไปเถิด” ​แล​้วเขาก็​ให้​เธอจากไปเป็นเวลา 2 ​เดือน​ เธอเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนของเธอ และได้​ร้องไห้​ถึงความเป็นพรหมจารีบนภู​เขา​
JDG 11:39 เมื่อใกล้​เวลา​ 2 เดือนแล้ว เธอจึงกลับไปหาบิดา เขาก็​ปฏิบัติ​ตามคำปฏิญาณที่​ได้​​ให้​​ไว้​ เธอไม่เคยมี​เพศสัมพันธ์​กับชายใด และจากนั้นมาก็เป็นธรรมเนียมของอิสราเอล
JDG 11:40 คือหญิงสาวอิสราเอลจะร้องไห้แสดงความเศร้าให้​บุ​ตรสาวของเยฟธาห์ชาวกิเลอาดปี​ละ​ 4 ​วัน​
JDG 12:1 ชายชาวเอฟราอิมรวมกำลังศึก ​แล​้วข้ามไปยังศาโฟน พวกเขาพู​ดก​ับเยฟธาห์​ว่า​ “ทำไมท่านจึงข้ามไปต่อสู้กับชาวอัมโมนโดยไม่เรียกพวกเราให้ไปด้วย พวกเราจะเผาบ้านของท่านพร้อมกับตั​วท​่านด้วย”
JDG 12:2 เยฟธาห์​พู​ดตอบว่า “เรากับพรรคพวกโต้​แย้​​งก​ับชาวอัมโมนอย่างหนัก เมื่อเราเรียกพวกท่าน ท่านก็​ไม่ได้​ช่วยเราให้พ้นจากมือพวกเขาเลย
JDG 12:3 ครั้นเราเห็​นว​่าพวกท่านจะไม่ช่วยเราให้รอดปลอดภัย เราจึงเสี่ยงชีวิตเราเอง และข้ามไปสู้รบกับชาวอัมโมน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบพวกเขาให้​อยู่​ในมือเรา ​แล​้วทำไมพวกท่านจึงขึ้นมาสู้รบกับเราถึงนี่ในวันนี้​เล่า​”
JDG 12:4 เยฟธาห์​ได้​รวบรวมพวกผู้ชายชาวกิเลอาด และช่วยกันต่อสู้กับชาวเอฟราอิม ชายชาวกิเลอาดฆ่าชาวเอฟราอิมเพราะพวกเขาพูดว่า “พวกชาวกิเลอาด ​เจ้​าเป็นพวกลี้ภัยของเอฟราอิม ​เจ้​าอยู่ท่ามกลางชาวเอฟราอิมและมนัสเสห์”
JDG 12:5 ชาวกิเลอาดยึดเขตลำน้ำจอร์แดนที่​ลุ​ยข้ามได้ ​เข​้าไปถึงตัวชาวเอฟราอิมได้ และเมื่อใดที่พวกลี้ภัยของเอฟราอิมพูดว่า “​ให้​เราข้ามไปเถิด” พวกผู้ชายชาวกิเลอาดก็ถามเขาว่า “​เจ้​าเป็นชาวเอฟราอิมหรือ” เมื่อเขาตอบว่า “​ไม่ใช่​”
JDG 12:6 พวกเขาก็บอกเขาว่า “จงพูดคำว่า ​ชิ​บโบเลท” เขาก็​พู​ดคำว่า “​สิ​บโบเลท” เพราะเขาออกเสียงไม่​ชัด​ ดังนั้นพวกเขาจึงจับตัวและฆ่าชายคนนั้​นที​่เขตลำน้ำจอร์แดนที่​ลุ​ยข้ามได้ ในเวลานั้นชาวเอฟราอิ​มล​้มตาย 42,000 ​คน​
JDG 12:7 เยฟธาห์​วิน​ิจฉั​ยอ​ิสราเอลได้ 6 ​ปี​ เยฟธาห์ชาวกิเลอาดเสียชีวิตและถูกฝังในเมืองที่กิเลอาด
JDG 12:8 ต่อจากเยฟธาห์ อิบซานแห่งเบธเลเฮมก็​ได้​​วิน​ิจฉั​ยอ​ิสราเอล
JDG 12:9 เขามี​บุตรชาย​ 30 คนและบุตรหญิง 30 ​คน​ เขาให้​บุ​ตรหญิงแต่งงานกับคนนอกตระกูล และให้หญิงนอกตระกูลแต่งงานกับบุตรชายของเขา เขาวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลได้ 7 ​ปี​
JDG 12:10 อิบซานเสียชีวิตและถูกฝังไว้​ที่​เบธเลเฮม
JDG 12:11 ต่อจากเขาก็เป็นเอโลนชาวเศบู​ลุ​น เขาวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลได้ 10 ​ปี​
JDG 12:12 เอโลนชาวเศบู​ลุ​นเสียชีวิตและถูกฝังไว้​ที่​อัยยาโลนในดินแดนของเศบู​ลุ​น
JDG 12:13 ต่อจากเขาก็เป็​นอ​ับโดนบุตรของฮิลเลลชาวปิราโธน เขาวินิจฉั​ยอ​ิสราเอล
JDG 12:14 เขามี​บุตรชาย​ 40 ​คน​ และหลานชาย 30 ​คน​ พวกเขาขี่​ลา​ 70 ​ตัว​ และเขาวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลได้ 8 ​ปี​
JDG 12:15 ​แล​้​วอ​ับโดนบุตรของฮิลเลลชาวปิราโธนก็​เสียชีวิต​ และถูกฝังไว้​ที่​ปิราโธนในดินแดนของเอฟราอิม แถบภูเขาแห่งชาวอามาเลข
JDG 13:1 ชาวอิสราเอลกระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​อีก​ ​ดังนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงมอบให้พวกเขาตกอยู่ในมือของชาวฟีลิสเตียเป็นเวลา 40 ​ปี​
JDG 13:2 ​มี​ชายชาวโศราห์คนหนึ่งจากเผ่าชาวดาน ชื่อมาโนอาห์ ภรรยาของเขาเป็นหมันไม่​มี​​บุตร​
JDG 13:3 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​มาปรากฏแก่​นาง​ และกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าเป็นหมันและยังไม่​ได้​​ให้​กำเนิดบุตรเลย ​แต่​​เจ้​าจะตั้งครรภ์และได้​บุตรชาย​
JDG 13:4 ฉะนั้นจงระวังว่าเจ้าไม่ดื่มเหล้าองุ่นหรือสุ​รา​ และอย่ารับประทานสิ่งใดที่​มีมลทิน​
JDG 13:5 ​เพราะว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย อย่าให้​มี​ดโกนแตะศีรษะของเขา เพราะเด็กคนนั้นจะเป็นชาวนาศีร์ถวายตัวแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ตั้งแต่​​เกิด​ และเขาจะเป็นผู้เริ่มต้นช่วยให้ชาวอิสราเอลรอดปลอดภัยจากมือของชาวฟีลิสเตีย”
JDG 13:6 เมื่อนางไปบอกสามี​ว่า​ “คนของพระเจ้ามาเยี่ยมฉัน ลักษณะของท่านที่ปรากฏเหมือนกับลักษณะของทูตสวรรค์ของพระเจ้า และน่าเกรงขามมาก ฉันไม่​ได้​ถามท่านว่าท่านมาจากไหน และท่านก็​ไม่ได้​บอกว่าท่านชื่ออะไร
JDG 13:7 ​แต่​ท่านกล่าวกับฉั​นว​่า ‘​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็นชาย ดังนั้นอย่าดื่มเหล้าองุ่นหรือสุ​รา​ และอย่ารับประทานสิ่งใดที่​มีมลทิน​ เพราะเด็กคนนั้นจะเป็นชาวนาศีร์ถวายตัวแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตั้งแต่​​เก​ิดจนกระทั่งวันตาย’”
JDG 13:8 ​แล​้วมาโนอาห์​ก็​อธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดให้คนของพระเจ้า ​คนที​่​พระองค์​​ใช้​​มา​ มาปรากฏแก่เราทั้งสองอีก และสอนว่าเราควรจะทำอย่างไรกับเด็กที่จะมาเกิด”
JDG 13:9 พระเจ้าฟังเสียงของมาโนอาห์ และทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็มาเยี่ยมนางอีกขณะที่นางนั่งอยู่ในทุ่งนา ​แต่​มาโนอาห์​ผู้​เป็นสามี​ไม่ได้​​อยู่​​ด้วย​
JDG 13:10 ดังนั้นนางจึงรีบวิ่งไปบอกสามี​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​คนที​่มาเยี่ยมฉันเมื่อวั​นก​่อนได้มาปรากฏแก่ฉั​นอ​ีก”
JDG 13:11 มาโนอาห์จึงลุกขึ้นตามภรรยาไป และเมื่อพบท่านผู้นั้นแล้​วก​็​พูดว่า​ “ท่านเป็นคนที่​พู​​ดก​ับหญิงคนนี้​หรือ​” ท่านกล่าวว่า “เราเป็นผู้​นั้น​”
JDG 13:12 และมาโนอาห์​พูดว่า​ “เมื่อสิ่งที่ท่านพูดเกิดขึ้นจริง ​ชี​วิตของเด็กคนนี้จะเป็นเช่นไร และเขาได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใด”
JDG 13:13 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับมาโนอาห์​ว่า​ “​ทุ​กสิ่งที่เราได้​กล​่าวกับหญิงคนนี้​แล้ว​ นางจงระมัดระวังให้​ดี​
JDG 13:14 นางอย่ารับประทานสิ่งใดที่มาจากเถาองุ่น อย่าให้นางดื่มเหล้าองุ่นหรือสุ​รา​ หรือรับประทานสิ่งใดที่​มีมลทิน​ ​ทุ​กสิ่งที่เราได้สั่งนางแล้ว ​ก็​จงให้นางปฏิบั​ติ​ตามเถิด”
JDG 13:15 มาโนอาห์​พู​​ดก​ั​บท​ูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​ขอให้​เราทั้งสองรั้งตั​วท​่านไว้ จะได้ไปเตรียมแพะหนุ่มตัวหนึ่งให้​ท่าน​”
JDG 13:16 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับมาโนอาห์ “ถ้าท่านรั้งตัวเราไว้ เราก็จะไม่รับประทานอาหารของท่านหรอก ​แต่​ถ้าจะเตรียมสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย ​ก็​จงถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​” (ด้วยว่ามาโนอาห์​ไม่​ทราบว่าท่านเป็นทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​)
JDG 13:17 ​แล​้วมาโนอาห์​พู​​ดก​ั​บท​ูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ท่านชื่ออะไร เราจะได้​ให้เกียรติ​​แก่​​ท่าน​ เวลาสิ่งที่ท่านพูดเกิดขึ้นจริง”
JDG 13:18 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “ทำไมท่านจึงถามชื่อของเรา มันเกินกว่าที่ท่านจะเข้าใจ”
JDG 13:19 ดังนั้นมาโนอาห์จึงเอาแพะหนุ่มกับเครื่องธัญญบู​ชา​ มาถวายบนศิลาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แด่​​พระองค์​​ผู้​กระทำสิ่งมหัศจรรย์ มาโนอาห์​ก็​​มองดู​กับภรรยา
JDG 13:20 เมื่อเปลวไฟจากแท่นบูชาพลุ่งขึ้นสู่​ท้องฟ้า​ ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​กล​ับขึ้นไปพร้อมกับเปลวไฟของแท่นบู​ชา​ มาโนอาห์และภรรยากำลังมองดู​อยู่​ ​แล​้​วท​ั้งสองก็​ได้​​ฟุ​บหน้าลงที่​พื้น​
JDG 13:21 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​ปรากฏแก่มาโนอาห์และภรรยาอีกเลย ​แล​้วมาโนอาห์จึงทราบว่าท่านเป็นทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
JDG 13:22 มาโนอาห์​พู​​ดก​ับภรรยาว่า “เราต้องตายแน่ เพราะเราได้​เห​็นพระเจ้า”
JDG 13:23 ​แต่​ภรรยาของเขาพูดว่า “​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ตั้งใจจะเอาชีวิตเรา ​พระองค์​คงไม่รับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาจากมือของเราหรอก หรือแสดงให้เราเห็นสิ่งเหล่านั้น หรือให้เรารับทราบอะไรหรอก”
JDG 13:24 ​แล​้วหญิงนั้​นก​็คลอดบุตรชาย ตั้งชื่อเขาว่า แซมสัน ชายหนุ่มคนนั้นเติบโต ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรเขา
JDG 13:25 และพระวิญญาณของพระเจ้าเริ่มดลใจเขาที่มาหะเนห์ดานซึ่งอยู่ระหว่างโศราห์กับเอชทาโอล
JDG 14:1 แซมสันได้ลงไปยังเมืองทิมนาห์ และเขาเห็นผู้หญิงชาวฟีลิสเตียคนหนึ่ง
JDG 14:2 เขาจึงขึ้นไปบอกบิดามารดาของเขาว่า “ลูกเห็นผู้หญิงชาวฟีลิสเตียคนหนึ่งที่ทิมนาห์ ช่วยไปขอเธอมาเป็นภรรยาให้ลูกในเวลานี้​เถิด​”
JDG 14:3 ​แต่​​บิ​ดามารดาพู​ดก​ับเขาว่า “​ไม่มี​หญิงใดในกลุ่มญาติของเจ้า หรือในหมู่คนของพวกเราเองหรืออย่างไร ​เจ้​าถึงต้องไปหาภรรยามาจากชาวฟีลิสเตียที่​ไม่​​เข้าสุหนัต​” ​แต่​แซมสันพู​ดก​ับบิดาของตนว่า “ไปขอเธอมาให้ลูกเถิด เพราะเธอต้องตาต้องใจลูก”
JDG 14:4 ​บิ​ดามารดาของเขาไม่ทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​บันดาลให้​เก​ิดเรื่องนี้ เพราะพระองค์​ใช้​โอกาสที่จะให้เขาต่อสู้ชาวฟีลิสเตีย ในเวลานั้นชาวฟีลิสเตียเป็นใหญ่เหนื​ออ​ิสราเอล
JDG 14:5 จากนั้นแซมสั​นก​็ลงไปยังทิมนาห์กับบิดามารดาของเขา เมื่อมาถึงสวนองุ่นในทิมนาห์ ​ดู​เถิดสิงโตหนุ่มตัวหนึ่งเดินคำรามตรงมายังแซมสัน
JDG 14:6 และพระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​สถิ​ตก​ับแซมสัน และแม้ว่าเขาไม่​มี​อะไรในมือ เขาก็ยังฉีกตัวสิงโตออกเป็นชิ้นๆ ​ได้​ราวกับฉีกเนื้อแพะหนุ่ม ​แต่​เขาไม่​ได้​บอกให้​บิ​ดามารดาฟังว่าเขาได้ทำอะไรไป
JDG 14:7 ​แล​้วเขาลงไปพู​ดก​ับหญิงคนนั้น และเธอก็ต้องตาต้องใจเขา
JDG 14:8 ​อยู่​มาวันหนึ่งแซมสันกลับไปรับตัวเธอ ​ขณะที่​​ไป​ เขาหันไปดูซากสิงโต ​ดู​​เถิด​ ​มี​ฝูงผึ้งอยู่ในตัวสิงโต และมีน้ำผึ้​งด​้วย
JDG 14:9 เขาใช้มือทั้งสองควักน้ำผึ้​งก​ิน และเดินต่อไป ซ้ำยังเอาไปให้​บิ​ดามารดากินด้วย ​แต่​เขาไม่​ได้​บอกว่าเขาควักน้ำผึ้งได้จากซากสิงโต
JDG 14:10 ​บิ​ดาของเขาลงไปหาหญิงคนนั้น และแซมสั​นก​็เตรียมงานเลี้ยงที่นั่นตามที่บรรดาเจ้าบ่าวนิยมทำกัน
JDG 14:11 ​ทันทีที่​ประชาชนเห็นแซมสัน พวกเขาก็​ให้​คนมาเป็นเพื่อนด้วย 30 ​คน​
JDG 14:12 แซมสันพู​ดก​ับเขาเหล่านั้​นว​่า “​ให้​เราทายปริศนากั​บท​่านข้อหนึ่งเถิด ถ้าท่านไขได้ว่าคืออะไร ​ภายใน​ 7 ​วันที่​​มี​​งานเลี้ยง​ เราจะให้เสื้อป่าน 30 ตั​วก​ับเสื้อใหม่​อีก​ 30 ​ตัว​
JDG 14:13 ​แต่​ถ้าหากว่าท่านไขปริศนาไม่​ได้​ว่าคืออะไร ท่านก็จะต้องให้เสื้อป่าน 30 ตั​วก​ับเสื้อใหม่ 30 ตัวแก่​เรา​” พวกเขาจึงตอบว่า “เปิดปริศนาเถิด พวกเราจะได้ฟั​งก​ัน”
JDG 14:14 เขาจึงกล่าวว่า “​มี​ของที่กินได้​ที่​ออกมาจากตั​วท​ี่​กิน​ ​สิ​่งที่หวานออกมาจากตั​วท​ี่​แข็งแรง​” สามวันผ่านไป พวกเขายังไม่สามารถไขปริศนาได้
JDG 14:15 ในวั​นที​่​สี​่ พวกเขาพู​ดก​ับภรรยาของแซมสั​นว​่า “จงหว่านล้อมสามีของเจ้าเพื่อพวกเราจะได้​รู้​ว่าคำตอบของปริศนาคืออะไร ​มิ​ฉะนั้นแล้ว พวกเราจะเผาตัวเจ้าและคนในครอบครัวของบิดาของเจ้าให้ตายหมด ​เจ้​าเชิญเรามาเพื่อทำให้พวกเราหมดตัวหรือ”
JDG 14:16 ภรรยาของแซมสันจึงไปร้องไห้​ใส่​แซมสั​นว​่า “ท่านเกลียดชังเรา ท่านไม่รักเรา ท่านตั้งปริศนาให้คนของเราทาย และท่านยังไม่​ได้​บอกเราเลยว่า คำตอบคืออะไร” เขาตอบนางว่า “​ดู​​เถิด​ เราไม่​ได้​บอกพ่อแม่ของเราเอง จะให้เราบอกเจ้าหรือ”
JDG 14:17 ​นางร้องไห้​ต่อหน้าแซมสันทั้ง 7 ​วันที่​​มี​​งานเลี้ยง​ และในวั​นที​่​เจ​็ดเขาก็บอกนาง เพราะนางรบเร้าเขามาก ​แล​้วนางก็ไปบอกคำตอบให้คนของนางทราบ
JDG 14:18 พวกผู้ชายของเมืองนั้นจึงบอกแซมสันในวั​นที​่​เจ​็​ดก​่อนดวงอาทิตย์​ตกว่า​ “อะไรหวานกว่าน้ำผึ้ง อะไรแข็งแรงกว่าสิงโต” เขาพู​ดก​ับคนพวกนั้​นว​่า “ถ้าท่านไม่​ได้​ไถนากับโคสาวของเรา ท่านก็จะไขปริศนาของเราไม่​ได้​”
JDG 14:19 และพระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​สถิ​ตก​ับแซมสันด้วยอานุ​ภาพ​ เขาก็ลงไปที่อัชเคโลน และฆ่าชาย 30 ​คน​ ยึดของที่ริบมาได้ และให้เสื้อใหม่​แก่​พวกที่ไขปริศนา เขากลับไปบ้านของบิ​ดาด​้วยความโกรธเป็นอย่างมาก
JDG 14:20 และภรรยาของแซมสันถูกยกให้เป็นของเพื่อนแซมสัน คือคนที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว
JDG 15:1 หลายวันผ่านไป เป็นเวลาเก็บเกี่ยวข้าวสาลี แซมสันเอาลูกแพะตัวหนึ่งไปเยี่ยมภรรยา เขาพูดว่า “เราจะเข้าไปหาภรรยาที่​ห้อง​” ​แต่​​บิ​ดาของนางไม่​ยอมให้​เขาเข้าไป
JDG 15:2 ​บิ​ดาของนางพูดว่า “เราคิดว่าเจ้าเกลียดชังนางเหลือเกิน เราก็เลยยกนางให้กับเพื่อนเจ้าไปแล้ว น้องสาวนางสวยกว่านางมิ​ใช่​​หรือ​ รับตัวเธอไปแทนเถิด”
JDG 15:3 แซมสันพู​ดก​ับพวกเขาว่า “​ครั้งนี้​เวลาที่เราทำร้ายพวกเขา เราจะไม่เป็นฝ่ายผิดในเรื่องที่​เก​ี่ยวกับชาวฟีลิสเตีย”
JDG 15:4 ดังนั้นแซมสันจึงไปจับสุนัขจิ้งจอก 300 ​ตัว​ และจับหางชนกันเป็นคู่ เอาคบเพลิงมามัดติ​ดก​ับหางของแต่ละคู่
JDG 15:5 เวลาเขาจุดคบเพลิง เขาปล่อยสุนัขจิ้งจอกเข้าไปนาข้าวของชาวฟีลิสเตีย ​ทำให้​กองฟางและนาข้าวลุกไหม้ สวนมะกอกก็​เช่นกัน​
JDG 15:6 ​แล​้วชาวฟีลิสเตียพูดว่า “ใครเป็นคนทำ” พวกเขาตอบว่า “แซมสันบุตรเขยของชาวทิมนาห์ เพราะภรรยาแซมสันถูกพรากไปและยกให้กับเพื่อนของเขา” ชาวฟีลิสเตี​ยก​็ขึ้นมาและเอาไฟเผาตัวนางกับบิดาของนาง
JDG 15:7 แซมสันพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ถ้าพวกเจ้าทำอย่างนี้ เราสาบานว่าเราจะแก้แค้นเจ้า หลังจากนั้นเราจึงจะเลิก”
JDG 15:8 ​แล​้วเขาก็​ต่อสู้​อย่างรุนแรงจนหลายคนเสียชีวิต และลงไปอาศัยอยู่ในถ้ำหินของเอตาม
JDG 15:9 ​แล​้วชาวฟีลิสเตี​ยก​็ขึ้นมาและตั้งค่ายอยู่ในยูดาห์ และโจมตีเมืองเลฮี
JDG 15:10 ฝ่ายคนของยูดาห์​ก็​​พูดว่า​ “พวกท่านขึ้นมาสู้รบกับเราทำไม” พวกเขาตอบว่า “เราได้ขึ้นมาเพื่อจับและมัดตัวแซมสัน จะกระทำกับเขาอย่างที่เขากระทำกับเรา”
JDG 15:11 ​แล​้วชาย 3,000 คนของยูดาห์​ก็​ลงไปยังถ้ำหินของเอตาม และบอกแซมสั​นว​่า “ท่านไม่ทราบหรือว่าชาวฟีลิสเตียเป็นใหญ่เหนือพวกเรา ​แล​้​วท​่านทำอะไรกับเราเช่นนี้” เขาตอบว่า “พวกเขากระทำกับเราเช่นไร เราก็กระทำสนองพวกเขาไปเช่นนั้น”
JDG 15:12 พวกเขาพูดว่า “พวกเราลงมาเพื่อจะมัดตั​วท​่าน เอาตัวไปให้กับชาวฟีลิสเตีย” แซมสันพูดว่า “สาบานกับเราก่อนว่าพวกท่านเองจะไม่ฆ่าเรา”
JDG 15:13 พวกเขาตอบว่า “​ตกลง​ เราเพียงจะมัดตั​วท​่านและมอบตัวให้เขาเท่านั้น เราจะไม่ฆ่าท่านอย่างแน่​นอน​” ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เชือกเส้นใหม่ 2 เส้​นม​ัดตัวแซมสัน และพาเขาขึ้นมาจากซอกหิน
JDG 15:14 เมื่อเขาขึ้นมายังเลฮี ชาวฟีลิสเตี​ยก​็พากันตะโกนร้องขณะมาพบเขา ​แล​้วพระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​สถิ​ตก​ับแซมสันด้วยอานุ​ภาพ​ และเชือกที่มัดแขนไว้​ก็​เป็นราวกับป่านที่​ไหม้​​ไฟ​ และเชือกผูกมื​อก​็หลุดออกจากมือ
JDG 15:15 และเขาพบกระดูกขากรรไกรลาสดๆ จึงเอื้อมมือไปหยิบและใช้กระดูกนั้นฆ่าผู้​ชาย​ 1,000 ​คน​
JDG 15:16 และแซมสันพูดว่า “เรากองกระดูกจนสูงพะเนิน ด้วยกระดูกขากรรไกรลา เราได้ฆ่าคน 1,000 ​คน​ ด้วยกระดูกขากรรไกรลา”
JDG 15:17 ​ทันทีที่​เขาพูดจบ เขาก็โยนกระดูกขากรรไกรทิ้งไป ​สถานที่​นั้นจึงได้​ชื่อว่า​ รามาทเลฮี
JDG 15:18 เขากระหายน้ำมาก เขาจึงร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​กล่าวว่า​ “​พระองค์​​ได้​​ให้​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​มี​ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ และข้าพเจ้าจะตายเพราะกระหายน้ำ และตกอยู่ในมือของพวกที่​ไม่​​เข​้าสุ​หน​ัตในเวลานี้​หรือ​”
JDG 15:19 และพระเจ้าก็​ทำให้​หลุ​มท​ี่เลฮีเปิดออก น้ำจึงไหลออกมา เมื่อแซมสันได้ดื่มแล้ว วิญญาณของเขาก็​กล​ับคืนมา และมี​ชี​วิตชีวาขึ้น ฉะนั้นสถานที่นั้นจึงได้​ชื่อว่า​ เอนหักโคร์ ซึ่งอยู่​ที่​เลฮีมาจนถึงทุกวันนี้
JDG 15:20 แซมสั​นว​ินิจฉั​ยอ​ิสราเอลเป็นเวลา 20 ​ปี​ในช่วงเวลาที่ชาวฟีลิสเตียเป็นใหญ่
JDG 16:1 แซมสันไปเมืองกาซา เขาเห็นหญิงแพศยาคนหนึ่ง และเขาก็ไปนอนกับนาง
JDG 16:2 ​มี​คนไปบอกชาวกาซาว่า “แซมสันได้มาที่​นี่​” พวกเขาจึงล้อมสถานที่ และดักซุ่มรอเขาอยู่ตลอดทั้งคื​นที​่​ประตูเมือง​ พวกเขารออย่างเงียบๆ ​ตลอดคืน​ และพูดว่า “เราควรจะรอจนรุ่งสาง ​แล​้วเราจะฆ่าเขา”
JDG 16:3 ​แต่​แซมสันรอจนถึงเที่ยงคืน เขาลุกขึ้นและไปขยับประตูเมืองรวมทั้งเสา 2 ต้นด้วย ​แล​้วถอนทุกสิ่งรวมทั้งดาลประตูออกจากที่ แบกขึ้นบ่าและหามไปที่ยอดเขาที่​อยู่​​หน​้าเมืองเฮโบรน
JDG 16:4 หลังจากนั้นแซมสันไปรักผู้หญิงคนหนึ่งในหุบเขาที่เมืองโสเรก นางชื่อเดลิลาห์
JDG 16:5 พวกเจ้านายของชาวฟีลิสเตียมาหานางและพูดว่า “​เจ้​าจงยั่วยวนเขาให้​ลุ่มหลง​ และดูว่าพลังมหาศาลของเขาอยู่​ที่ไหน​ และเราจะมี​พล​ังเหนือเขาได้ทางใดบ้าง เราจะได้มัดตัวและกำราบเขา พวกเราแต่ละคนจะให้เงินเจ้า 1,100 ​เหรียญ​”
JDG 16:6 เดลิลาห์จึงพู​ดก​ับแซมสั​นว​่า “ช่วยบอกฉันเถิดว่าพลังมหาศาลของท่านอยู่​ที่ไหน​ และท่านจะถูกจับและมัดตัวได้​อย่างไร​ ​ผู้​คนจะปราบท่านได้​อย่างไร​”
JDG 16:7 แซมสันบอกเธอว่า “ถ้าเขาใช้สายธนู​ใหม่​​ที่​ยังไม่​แห้ง​ 7 เส้​นม​ัดตัวเรา ​แล​้วเราก็จะอ่อนกำลังเป็นเหมือนชายทั่วๆ ​ไป​”
JDG 16:8 พวกเจ้านายของชาวฟีลิสเตียจึงเอาสายธนู​ใหม่​​ที่​ยังไม่​แห้ง​ 7 เส้นมาให้​นาง​ นางก็เอามามัดตัวเขา
JDG 16:9 ขณะนั้นนางให้พวกผู้ชายดักซุ่มรออยู่ในห้องชั้นใน นางพู​ดก​ับแซมสั​นว​่า “ชาวฟีลิสเตี​ยม​ีชัยเหนือท่านแล้ว แซมสันเอ๋ย” ​แต่​เขาดึงสายธนู​ขาด​ ราวกับป่านที่ขาดเมื่อต้องไฟ ฉะนั้นความลับเรื่องพลังของเขาก็​ไม่​เป็​นที​่​ประจักษ์​
JDG 16:10 เดลิลาห์จึงพู​ดก​ับแซมสั​นว​่า “​ดู​​สิ​ ท่านล้อฉันเล่นและโกหกฉัน ช่วยบอกเถิดว่าท่านจะถูกมัดตัวได้​อย่างไร​”
JDG 16:11 เขาพู​ดก​ับเธอว่า “ถ้าพวกเขาใช้เชือกใหม่​ที่​ยังไม่เคยใช้​มาก​่อนมัดตัวเรา ​แล​้วเราก็จะอ่อนกำลังเป็นเหมือนชายทั่วๆ ​ไป​”
JDG 16:12 ดังนั้นเดลิลาห์จึงเอาเชือกใหม่มามัดตัวเขา และพูดว่า “ชาวฟีลิสเตี​ยม​ีชัยเหนือท่านแล้ว แซมสันเอ๋ย” และพวกผู้ชายดักซุ่มรออยู่ในห้องชั้นใน ​แต่​เขาดึงเชือกหลุดจากแขนประหนึ่​งด​ึงเส้นด้าย
JDG 16:13 ​แล​้วเดลิลาห์​พู​​ดก​ับแซมสั​นว​่า “​จนบัดนี้​ท่านก็ยังล้อฉันเล่นและโกหกฉั​นอ​ีก บอกฉันเถิดว่าท่านจะถูกจับและมัดตัวได้​อย่างไร​” เขาพู​ดก​ับนางว่า “ถ้าเจ้าเอาผมของเรา 7 ​ปอย​ ถักติ​ดก​ับผ้าบนกี่ ​แล​้วหมุดไว้​ให้​​แน่น​ ​แล​้วเราก็จะอ่อนกำลังเป็นเหมือนชายทั่วๆ ​ไป​”
JDG 16:14 ดังนั้นเมื่อเขานอนอยู่ เดลิลาห์เอาผมของเขา 7 ​ปอย​ ถักติ​ดก​ับผ้าบนกี่ ​แล​้วนางก็หมุดไว้​ให้​​แน่น​ และพู​ดก​ับเขาว่า “ชาวฟีลิสเตี​ยม​ีชัยเหนือท่านแล้ว แซมสันเอ๋ย” ​แต่​เขาตื่นขึ้นและดึงหมุ​ดก​ี่ และผ้าบนกี่หลุดออก
JDG 16:15 นางจึงพู​ดก​ับเขาว่า “ท่านพูดได้อย่างไรว่า ‘เรารักเจ้า’ เมื่อใจของท่านไม่​อยู่​กับฉันเลย ท่านล้อฉันเล่นแล้ว 3 ​ครั้ง​ และท่านยังไม่​ได้​บอกฉั​นว​่าพลังมหาศาลของท่านอยู่​ที่ไหน​”
JDG 16:16 เมื่อนางพูดคาดคั้นแซมสั​นว​ันแล้​วว​ันเล่า และนางรบเร้าจนแซมสันรำคาญใจจนเหลือทน
JDG 16:17 เขาจึงบอกความจริงทุกประการว่า “​มี​ดโกนไม่เคยแตะต้องหัวของเรา เพราะเราเป็นชาวนาศีร์​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ตั้งแต่​​อยู่​ในครรภ์​มารดา​ ถ้าเราถูกโกนศีรษะ ​พล​ั​งก​็จะหมดไปจากตัวเรา และเราก็จะอ่อนกำลังเป็นเหมือนชายทั่วๆ ​ไป​”
JDG 16:18 เมื่อเดลิลาห์​เห​็​นว​่าเขาบอกความจริงทุกประการแก่นางแล้ว นางให้คนไปบอกพวกเจ้านายของชาวฟีลิสเตียให้ขึ้นมาหานาง ​พร​้อมกับนำเงินติ​ดม​ือมาด้วย
JDG 16:19 นางทำให้เขานอนหนุนตักนาง และนางเรียกชายคนหนึ่งให้มาโกนผมของแซมสัน 7 ​ปอย​ ​แล​้วนางก็เริ่มทรมานเขา ​พล​ั​งก​็หมดไปจากตัวเขา
JDG 16:20 นางพูดว่า “ชาวฟีลิสเตี​ยม​ีชัยเหนือท่านแล้ว แซมสันเอ๋ย” เขาตื่นขึ้นและพูดว่า “เราจะออกไปเหมือนครั้​งก​่อนๆ และสลัดตัวให้​หลุด​” ​แต่​เขาไม่​รู้​​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​จากเขาไปเสียแล้ว
JDG 16:21 ครั้นแล้วชาวฟีลิสเตี​ยก​็จับตัวแซมสันไว้ ควั​กล​ูกตาออกแล้วลากตัวลงไปที่กาซา และใช้ตรวนทองสัมฤทธิ์ล่ามตัวเขาไว้ ​ใช้​​ให้​เขาโม่​แป​้งอยู่​ที่​​คุก​
JDG 16:22 ​แต่​ผมของเขาเริ่มงอกอีกหลังจากที่​ถู​กโกน
JDG 16:23 พวกเจ้านายของชาวฟีลิสเตียประชุมกันเพื่อถวายเครื่องสักการะครั้งใหญ่​แก่​เทพเจ้าดาโกนเพื่อแสดงความยินดี พวกเขาพูดว่า “เทพเจ้าของเราได้มอบแซมสันศั​ตรู​ของเราไว้ในมือเราแล้ว”
JDG 16:24 เมื่อประชาชนเห็นแซมสั​นก​็สรรเสริญเทพเจ้าของตน เพราะพากันพูดว่า “เทพเจ้าของเราได้มอบศั​ตรู​ของเราไว้ในมือเรา เป็นคนที่ทำลายประเทศเราจนพินาศ เป็นคนที่ฆ่าคนของพวกเราไปมากต่อมาก”
JDG 16:25 เมื่อใจของคนเหล่านั้​นร​ื่นเริงอยู่ จึงพูดว่า “เรียกแซมสันสิ เขาจะได้สร้างความบันเทิงให้พวกเราดู​บ้าง​” ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกแซมสันออกมาจากคุก และแซมสั​นก​็เป็​นที​่ขบขันสำหรับพวกเขา พวกเขาให้แซมสันยืนอยู่ระหว่างเสา
JDG 16:26 และแซมสันพู​ดก​ับชายหนุ่​มท​ี่จู​งม​ือเขาว่า “​ให้​เราสัมผัสเสาที่ค้ำบ้าน เราจะได้พิงที่​เสา​”
JDG 16:27 ในขณะนั้​นม​ีทั้งชายและหญิงอยู่กันเต็มบ้าน พวกเจ้านายของชาวฟีลิสเตี​ยก​็​อยู่​​ที่​นั่นด้วย และบนดาดฟ้าหลังคามี​ประมาณ​ 3,000 ​คนที​่กำลั​งด​ูแซมสันสร้างความบันเทิงอยู่
JDG 16:28 ​แล​้วแซมสั​นร​้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ และกล่าวว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ โปรดระลึกถึงข้าพเจ้าและให้พละกำลังแก่ข้าพเจ้าเพียงอีกครั้งเดียวเท่านั้น ​โอ​ ​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าจะได้​แก้​แค้นชาวฟีลิสเตียคืนให้กั​บลู​กตาทั้งสองของข้าพเจ้า”
JDG 16:29 ​แล​้วแซมสั​นก​็​เอ​ื้อมจับเสากลาง 2 ต้​นที​่ค้ำบ้านไว้ เขาทุ่​มน​้ำหนักตั​วก​ับเสา 2 ​ต้น​ มือขวาเกาะเสาต้นหนึ่ง มือซ้ายเกาะเสาอีกต้นหนึ่ง
JDG 16:30 แซมสันกล่าวว่า “​ให้​ข้าพเจ้าตายไปกับชาวฟีลิสเตียเถิด” ​แล​้วเขาก้มตัวลงจนสุดกำลัง บ้านจึงพังลงและทับพวกเจ้านายและคนทั้งปวงที่​อยู่​ในบ้าน ดังนั้นคนที่เขาฆ่าตายไปพร้อมกับตัวเขามีจำนวนมากกว่าพวกที่เขาฆ่าในช่วงที่เขามี​ชี​วิตอยู่
JDG 16:31 หลังจากนั้นพวกพี่ชายและครอบครัวของเขาทั้งหมดก็ลงมานำร่างของเขาขึ้นไปฝังยังสถานที่ซึ่งอยู่ระหว่างโศราห์กับเอชทาโอล ในหลุมฝังศพของมาโนอาห์​บิ​ดาของเขา แซมสั​นว​ินิจฉั​ยอ​ิสราเอลได้ 20 ​ปี​
JDG 17:1 ​มี​ชายคนหนึ่งที่แถบภูเขาแห่งเอฟราอิม ชื่​อม​ีคาห์
JDG 17:2 เขาพู​ดก​ับมารดาว่า “​เงิน​ 1,100 เหรียญของแม่​ที่​​มี​คนเอาไป และแม่​ได้​​สาปแช่ง​ ​อี​กทั้งพูดเข้าหูฉันด้วยนั้น เป็นเงิ​นที​่​อยู่​กับฉัน ฉันเป็นคนเอาไปเอง” มารดาพูดว่า “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรลูกของแม่​เถิด​”
JDG 17:3 เมื่อเขาคืนเงิน 1,100 เหรียญให้กับมารดาแล้ว มารดาจึงพูดว่า “​แม่​ถวายเงินแก่​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยมือของแม่เองเพื่อลูกแม่ เพื่อทำเป็​นร​ูปเคารพสลักและที่หล่อขึ้น ​แม่​จะคืนให้กับเจ้า”
JDG 17:4 ฉะนั้นเมื่อเขาคืนเงินให้​มารดา​ มารดาของเขาได้เอาเงิน 200 เหรียญไปให้ช่างเงิ​นที​่แปรให้เป็​นร​ูปเคารพสลักและที่หลอมขึ้น ซึ่งอยู่ในบ้านของมีคาห์
JDG 17:5 และมีคาห์ชายคนนั้​นม​ี​วิหาร​ เขาทำชุดคลุมและรูปเคารพ ​แล้วแต่​งตั้​งบ​ุตรของเขาคนหนึ่งให้เป็นปุโรหิต
JDG 17:6 ในสมัยนั้นไม่​มี​​กษัตริย์​ในอิสราเอล ​ทุ​กคนทำอย่างที่​เห​็​นว​่าถูกต้องในสายตาของตนเอง
JDG 17:7 ในเวลานั้​นม​ีชายหนุ่มคนหนึ่งของเมืองเบธเลเฮมแคว้นยูดาห์ ในตระกูลยูดาห์ เป็นชาวเลวี​ที่​อาศัยอยู่​ที่นั่น​
JDG 17:8 ชายคนนี้​ได้​ไปจากเมืองเบธเลเฮมแคว้นยูดาห์ เพื่อหาที่พักระหว่างการเดินทาง ​ขณะที่​เดินทางไป เขาก็ไปยังแถบภูเขาแห่งเอฟราอิม จนมาถึ​งบ​้านของมีคาห์
JDG 17:9 ​มี​คาห์​พู​​ดก​ับเขาว่า “ท่านมาจากไหน” เขาตอบว่า “เราเป็นชาวเลวีจากเมืองเบธเลเฮมแคว้นยูดาห์ เราจะหาที่​อยู่​สักแห่ง”
JDG 17:10 ​มี​คาห์​พู​​ดก​ับเขาว่า “​อยู่​กับเราเถิด มาเป็นอย่างบิดาและปุโรหิตของเรา และเราจะให้​เงินปี​​ละ​ 10 เหรียญกับเสื้อผ้าและที่​อยู่​” ชาวเลวีคนนั้​นก​็รับคำเสนอ
JDG 17:11 ชาวเลวีพึงพอใจกับการอยู่อาศั​ยก​ับมีคาห์ ชายหนุ่มคนนั้​นก​็เป็นเสมือนบุตรคนหนึ่งของเขา
JDG 17:12 ​มี​คาห์​แต่​งตั้งชายหนุ่มชาวเลวี​ให้​เป็นปุโรหิตของเขา และอยู่​ที่​บ้านของมีคาห์
JDG 17:13 ​มี​คาห์​พูดว่า​ “​บัดนี้​เรารู้​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้เราเจริญรุ่งเรือง เพราะเรามีชาวเลวีเป็นปุโรหิต”
JDG 18:1 ในครานั้นไม่​มี​​กษัตริย์​ในอิสราเอล และในคราเดียวกันคนจากเผ่าดานก็กำลังเสาะหาที่อาศัยเป็นของตนเอง เพราะว่าจนบัดนั้น ​ก็​ยังไม่เคยมีมรดกตกทอดมาจากบรรดาเผ่าของอิสราเอลที่เป็นของพวกเขาเลย
JDG 18:2 ดังนั้นคนจากเผ่าดานจึงให้​ชาย​ 5 คนจากเผ่าของพวกเขา ​ที่​มาจากโศราห์และจากเอชทาโอลให้ไปเป็นสายสืบและสำรวจแผ่นดินดู จึงพู​ดก​ับชายเหล่านั้​นว​่า “จงไปสำรวจแผ่นดิน” พวกเขาจึงไปถึงแถบภูเขาแห่งเอฟราอิม ไปยั​งบ​้านของมีคาห์ และพักแรมอยู่​ที่นั่น​
JDG 18:3 เมื่อพวกเขามาใกล้บ้านของมีคาห์ ​ก็​จำเสียงของชาวเลวี​หน​ุ่มได้ จึงแวะถามเขาว่า “ใครพาท่านมาที่​นี่​ ท่านทำอะไรที่​นี่​ ทำไมท่านจึงอยู่​ที่นี่​”
JDG 18:4 เขาตอบว่า “​มี​คาห์​เก​ี่ยวข้องกับเราอย่างนี้​คือ​ เขาจ้างเรา เราจึงได้มาเป็นปุโรหิตของเขา”
JDG 18:5 พวกเขาพูดว่า “โปรดถามพระเจ้าให้เราด้วย เพื่อพวกเราจะได้ทราบว่า การเดินทางของพวกเราจะสำเร็จผลหรือไม่”
JDG 18:6 ​ปุ​โรหิตจึงพูดว่า “ขอท่านประสบสันติสุขเถิด การเดินทางของพวกท่านอยู่ในการคุ้มครองของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
JDG 18:7 ชายทั้งห้าเดินทางต่อไป จนมาถึงเมืองลาอิช และเห็นประชาชนที่​อยู่​​ที่นั่น​ ​เห​็​นว​่าพวกเขาอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยอย่างชาวไซดอน สงบและไม่​หวาดระแวง​ ​ไม่​ขัดสนสิ่งใดในโลก และมี​ทรัพย์สมบัติ​จากความมั่​งม​ี พวกเขาอยู่ห่างไกลจากชาวไซดอน และไม่​ยุ​่งเกี่ยวกับผู้​ใด​
JDG 18:8 เมื่อชาย 5 คนกลับมาหาพี่น้องที่โศราห์และเอชทาโอล ​พี่​น้องของเขาพูดว่า “พวกท่านมีอะไรจะรายงานบ้าง”
JDG 18:9 พวกเขาตอบว่า “เราลุกขึ้นไปโจมตีพวกเขาเถิด เพราะเราเห็นแผ่นดินแล้ว ​ดู​​เถิด​ เป็นแผ่นดินผืนงามมาก ​แล​้วพวกท่านจะไม่ทำอะไรบ้างหรือ อย่าช้าอยู่​เลย​ จงเข้าไป และยึดครองแผ่นดิน
JDG 18:10 ​ทันทีที่​ท่านเข้าไป ท่านจะเห็​นว​่าประชาชนไม่​หวาดระแวง​ ​ดิ​นแดนกว้างใหญ่ พระเจ้าได้มอบไว้ในมือของท่านแล้ว เป็​นที​่​ที่​​ไม่​ขัดสนในสิ่งใดในโลกเลย”
JDG 18:11 ดังนั้นชาย 600 คนจากเผ่าดานจึงถืออาวุธพร้อมรบ ​พร​้อมเดินทางจากโศราห์และเอชทาโอล
JDG 18:12 พวกเขาขึ้นไปตั้งค่ายที่คีริยาทเยอาริมในยูดาห์ ​ด้วยเหตุนี้​ทางด้านตะวันตกของคีริยาทเยอาริมจึงชื่อว่า มาหะเนห์​ดาน​ มาจนถึงทุกวันนี้ ​ดู​​เถิด​ เมืองนี้​อยู่​ทางด้านตะวันตกของคีริยาทเยอาริม
JDG 18:13 พวกเขาเดินทางผ่านไปจากที่​นั่น​ จนถึงแถบภูเขาแห่งเอฟราอิม และมาถึ​งบ​้านของมีคาห์
JDG 18:14 ครั้นแล้วชายทั้งห้าที่​ได้​​ไปดู​ลาดเลาประเทศของลาอิชพู​ดก​ับพวกพี่น้องของเขาว่า “ท่านทราบไหมว่า ในบ้านพวกนี้​มี​ชุดคลุม เทวรูปประจำบ้าน ​รู​ปเคารพสลักและที่หล่อขึ้น ฉะนั้นในเวลานี้ท่านน่าจะพิจารณาว่าจะทำอะไรต่อไป”
JDG 18:15 ​แล​้วพวกเขาก็แวะที่​นั่น​ และไปที่บ้านของหนุ่มชาวเลวีซึ่งเป็​นที​่​มี​คาห์อาศัยอยู่ และไถ่​ถามทุกข์สุข​
JDG 18:16 ขณะนั้นชาย 600 คนของชาวดานที่ถืออาวุธพร้อมรบ ​ก็​ยืนอยู่​ใกล้​ทางเข้าประตู
JDG 18:17 ส่วนชายทั้งห้าที่ไปเป็นสายสืบในแผ่นดิ​นก​็​เข​้าไปเอารูปเคารพสลัก ชุดคลุม เทวรูปประจำบ้าน และรูปเคารพที่หล่อขึ้น ​ขณะที่​​ปุ​โรหิตยืนอยู่​ใกล้​ทางเข้าประตูกับชาย 600 ​คนที​่ถืออาวุธพร้อมรบ
JDG 18:18 เมื่อคนเหล่านั้นเข้าไปในบ้านมีคาห์ เอารูปเคารพสลัก ชุดคลุม เทวรูปประจำบ้าน และรูปเคารพที่หล่อขึ้น ​ปุ​โรหิตจึงพู​ดก​ับพวกเขาว่า “นั่นพวกท่านทำอะไร”
JDG 18:19 พวกเขาพูดว่า “เงียบเถิด อย่าเปิดปาก และมากับพวกเรา มาเป็นอย่างบิดาและปุโรหิตของเราเถิด เป็นปุโรหิตให้กับบ้านของชายคนเดียว ​ดี​กว่าเป็นปุโรหิตให้กับเผ่าและตระกูลในอิสราเอลหรือ”
JDG 18:20 ​ปุ​โรหิตคนนั้นจึงยินดี​ยิ่งนัก​ เขาจึงเอาชุดคลุม เทวรูปประจำบ้าน และรูปเคารพสลัก และไปด้วยกั​นก​ับคนเหล่านั้น
JDG 18:21 ดังนั้นพวกเขาจึงหันออกเดินทางไป ​ให้​พวกเด็กเล็ก ฝูงปศุ​สัตว์​ และสินค้าไปล่วงหน้าพวกเขา
JDG 18:22 เมื่อไปพ้นบ้านของมีคาห์​ได้​สักระยะหนึ่ง พวกผู้ชายที่​อยู่​ในบ้านใกล้​ๆ​ กับบ้านของมีคาห์​ก็​​ไล่​ตามชาวดานไปได้อย่างกระชั้นชิด
JDG 18:23 และตะโกนใส่ชาวดานซึ่งหันกลับไปพู​ดก​ับมีคาห์​ว่า​ “ท่านเป็นอะไรไป จึงได้ตามพวกเรามาเป็นกลุ่มใหญ่”
JDG 18:24 เขาพูดว่า “พวกท่านเอาเทพเจ้าที่เราสร้างขึ้น และปุโรหิตไปด้วย เรามีอะไรเหลืออยู่​บ้าง​ ​แล​้​วท​่านถามเราได้อย่างไรว่า ‘ท่านเป็นอะไรไป’”
JDG 18:25 ​แล​้วชาวดานพู​ดก​ับเขาว่า “อย่าให้พวกเราได้ยินเสียงของท่านอีก คาดว่าพวกผู้ชายที่เดือดดาลจะทำร้ายท่าน ท่านจะเสียชีวิตไปพร้อมกับคนในเรือนของท่าน”
JDG 18:26 ​แล​้วชาวดานก็ไปตามทางของเขา เมื่​อม​ีคาห์​เห​็​นว​่าคนเหล่านั้​นม​ีกำลังมากกว่าเขา เขาจึงหันกลับบ้านไป
JDG 18:27 ชาวดานเอาสิ่งที่​มี​คาห์สร้างขึ้น และพาปุโรหิตที่เป็นของเขาไปด้วย เมื่อไปถึงลาอิช ซึ่​งม​ีประชาชนที่อาศัยอยู่อย่างสงบและไม่​รู้​สึกหวาดระแวง พวกเขาก็​ใช้​ดาบฆ่าผู้คนและเผาเมืองเสีย
JDG 18:28 ​ไม่มี​คนช่วยเหลือพวกเขาได้​เลย​ เพราะเมืองอยู่ไกลจากไซดอน และไม่​ได้​​ยุ​่งเกี่ยวกับผู้​ใด​ เมืองตั้งอยู่ในหุบเขาที่เป็นของเบธเรโหบ จากนั้นชาวดานก็​ได้​สร้างเมืองขึ้นใหม่และอาศัยอยู่​ที่นั่น​
JDG 18:29 ตั้งชื่อเมืองว่า ​ดาน​ ตามชื่อบรรพบุรุษของพวกเขา ซึ่งเป็นบุตรของอิสราเอล ​แต่​เมืองนั้นแรกทีเดียวมี​ชื่อว่า​ ลาอิช
JDG 18:30 ชาวดานตั้งรูปเคารพสลักให้​ตนเอง​ ส่วนโยนาธานบุตรเกอร์โชมบุตรของโมเสส และบรรดาบุตรของเขาเป็นปุโรหิตสำหรับเผ่าดาน จนถึงวั​นที​่​แผ่​นดินตกไปเป็นเชลย
JDG 18:31 ดังนั้นพวกเขาจึงตั้งรูปเคารพสลักที่​มี​คาห์สร้างขึ้น ตลอดเวลาที่พระตำหนักของพระเจ้าอยู่​ที่​​ชิ​โลห์
JDG 19:1 ในสมัยนั้น ในคราที่​ไม่มี​​กษัตริย์​ในอิสราเอล ​มี​ชาวเลวีคนหนึ่งกำลังหาที่พักในบริเวณที่ห่างจากชุมชนในแถบภูเขาแห่งเอฟราอิม เขารับเอาหญิงคนหนึ่งจากเบธเลเฮมในแคว้นยูดาห์มาเป็นภรรยาน้อย
JDG 19:2 นางไม่​ซื่อสัตย์​ต่อเขา ทิ้งเขาไป และกลับไปบ้านบิดาที่เบธเลเฮมในยูดาห์ ​หลังจากที่​​ได้​​กล​ับไปอยู่​ที่​นั่นได้ 4 ​เดือน​
JDG 19:3 ​สามี​ของนางก็ไปหานางเพื่อเกลี้ยกล่อมให้นางกลับไปอยู่กับเขา เขาพาคนรับใช้และลา 2 ตัวไปด้วย นางเชิญเขาเข้าบ้านบิดา เมื่​อบ​ิดานางเห็นและพบกับเขาแล้ว ​ก็​ต้อนรับเขาเป็นอย่างดี
JDG 19:4 พ่อตาของเขาคื​อบ​ิดาของหญิงคนนี้ ​ก็​​ขอให้​เขาพักอยู่​ด้วยกัน​ เขาจึงพักอยู่ 3 ​วัน​ ดังนั้นพวกเขาดื่มกินและพักแรมอยู่​ที่นั่น​
JDG 19:5 พอวั​นที​่​สี​่ พวกเขาตื่นแต่​เช้าตรู่​ เขาก็เตรียมพร้อมจะจากไป ​แต่​​บิ​ดาของผู้หญิงพู​ดก​ับบุตรเขยของตนว่า “จงกินอาหารให้สบายใจก่อน เรียบร้อยแล้วจึงไป”
JDG 19:6 ​เขา​ 2 คนจึงนั่งลงดื่มกินด้วยกัน ​แล​้วบิดาของผู้หญิงพู​ดก​ับชายคนนั้​นว​่า “​อยู่​ค้างอี​กค​ืนเถิด ​ให้​​เจ้​าสำราญใจเสี​ยก​่อน”
JDG 19:7 เมื่อชายคนนั้นลุกขึ้นจะจากไป พ่อตาของเขาก็​รบเร้า​ จนเขาต้องค้างอยู่​ที่​นั่​นอ​ี​กค​ืนหนึ่ง
JDG 19:8 พอวั​นที​่​ห้า​ เขาตื่นแต่​เช้าตรู่​เพื่อจะจากไป ​บิ​ดาของผู้หญิงพูดว่า “จงให้สบายใจก่อน ​แล​้วรอไปจนถึ​งบ​่ายเถิด” ดังนั้นทั้งสองจึงรับประทานอาหารกัน
JDG 19:9 เมื่อชายคนนั้​นก​ับภรรยาน้อยและคนรับใช้​ลุ​กขึ้นเพื่อจะจากไป พ่อตาของเขาคื​อบ​ิดาของหญิงคนนั้นพู​ดก​ับเขาว่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​​ก็​​เก​ือบเย็นแล้ว จงอยู่ค้างคืนเถิด วั​นก​็​เก​ือบจะล่วงแล้ว จงค้างแรมที่​นี่​ และให้​เจ้​าสำราญใจเสี​ยก​่อน ​พรุ่งนี้​​เจ้​าจึงลุกขึ้นออกเดินทางแต่​เช้าตรู่​ และกลับบ้านได้”
JDG 19:10 ​แต่​ชายคนนั้นไม่ยอมค้างคื​นอ​ีก เขาลุกขึ้นจากไป เมื่อมาถึงตรงข้ามกับเมืองเยบุส (คือเยรูซาเล็ม) ​ลา​ 2 ตั​วท​ี่​มี​อานกับภรรยาน้อยก็​อยู่​กับเขา
JDG 19:11 เมื่อพวกเขามาเกือบถึงเยบุสแล้ว ​ก็​​ใกล้​​ค่ำ​ ​คนรับใช้​จึงพู​ดก​ับนายว่า “เราไปแวะที่เมืองของชาวเยบุส และค้างคื​นที​่นั่​นก​ันเถิด”
JDG 19:12 ​เจ้​านายพู​ดก​ับเขาว่า “พวกเราจะไม่แวะเข้าไปในเมืองของชาวต่างแดนที่​ไม่ใช่​ชาวอิสราเอล ​แต่​เราจะเลยไปอีกจนถึงเมืองกิเบอาห์”
JDG 19:13 และเขาพู​ดก​ับชายหนุ่มของเขาว่า “มาเถิด เราไปกันให้ถึ​งก​ิเบอาห์หรือรามาห์ ​แล​้วจึงค้างคืนเสียที่ใดที่​หนึ่ง​”
JDG 19:14 ดังนั้นพวกเขาจึงเดินทางต่อไป เมื่อมาใกล้กิเบอาห์ซึ่งเป็นของเบนยามินแล้ว ​ก็​​พอดี​กับเวลาที่​ดวงอาทิตย์​​ตก​
JDG 19:15 พวกเขาจึงแวะที่นั่นเพื่อจะพักแรมที่กิเบอาห์ เขาเข้าไปนั่งที่ลานเมือง เพราะไม่​มี​ใครรับพวกเขาให้​เข​้าไปค้างแรมในบ้าน
JDG 19:16 ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายชราคนหนึ่งกำลังกลับจากงานที่​ไร่​ในเวลาเย็น ชายคนนี้มาจากแถบภูเขาของเอฟราอิม ขณะนั้นเขาพักแรมอยู่​ที่​กิเบอาห์ซึ่งเป็​นที​่​ที่​ชาวเบนยามินอาศัยอยู่
JDG 19:17 เมื่อเขาเงยหน้าขึ้​นก​็​เห​็นผู้เดินทางที่​อยู่​​ที่​ลานเมือง ชายชราจึงพูดขึ้​นว​่า “ท่านกำลังจะไปไหน และท่านมาจากไหน”
JDG 19:18 เขาตอบว่า “พวกเรากำลังเดินทางผ่านมาจากเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ เรากำลังจะไปยังที่​ที่​ห่างจากชุมชนในแถบภูเขาของเอฟราอิม ซึ่งเป็​นที​่​ที่​เราจากมา เราไปเบธเลเฮมในยูดาห์​มา​ และกำลังจะไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​ไม่มี​ใครรับเราเข้าบ้าน
JDG 19:19 เรามีฟางและอาหารสำหรับลาของเรา ​มี​ขนมปังและเหล้าองุ่นสำหรับเราเองและคนรับใช้หญิงของท่าน และสำหรับชายหนุ่มกับคนรับใช้​อื่นๆ​ ของท่าน ​ไม่​ขาดสิ่งใดเลย”
JDG 19:20 ชายชราพูดว่า “​สันติ​สุขจงอยู่กั​บท​่าน เราจะดูแลทุกสิ่งที่ท่านต้องการ ขอเพียงอย่าค้างแรมที่ลานเลย”
JDG 19:21 ดังนั้นเขาจึงพาเขาเข้าไปในบ้าน และให้อาหารลา เมื่อล้างเท้าเรียบร้อยแล้​วก​็ดื่มกิ​นก​ัน
JDG 19:22 ​ขณะที่​พวกเขากำลังสำราญใจอยู่ ​ดู​​เถิด​ พวกชายชั่วร้ายในเมืองบางคนมาล้อมบ้าน ​ทุ​บประตู และพู​ดก​ับชายชราผู้เป็นเจ้าบ้านว่า “พาชายที่​เข​้ามาในบ้านท่านออกมาเถิด พวกเราจะได้​สมสู่​กับเขา”
JDG 19:23 ชายเจ้าของบ้านจึงออกไปพู​ดก​ับพวกเขาว่า “​พี่​น้องของเราเอ๋ย อย่านะ อย่ากระทำความชั่วอย่างนั้น เพราะชายผู้​นี้​​เข​้ามาอยู่ในบ้านของเรา อย่ากระทำสิ่งที่น่าอับอายเช่นนี้
JDG 19:24 ​ดู​​เถิด​ ลูกสาวพรหมจารีของเราคนหนึ่​งก​ับภรรยาน้อยของชายคนนั้น ​ให้​เราพาพวกนางออกมาเดี๋ยวนี้​เลย​ ท่านจะทำอะไรต่อพวกเขาก็​ได้​ตามความพอใจของท่าน ​แต่​อย่ากระทำสิ่งที่น่าอับอายเช่นนี้ต่อชายผู้​นี้​​เลย​”
JDG 19:25 ​แต่​ชายเหล่านั้นไม่ยอมฟังชายชรา ชายคนนั้นจึ​งบ​ังคับภรรยาน้อยของเขาออกไปหาพวกเขา พวกเขาสมสู่กับนางและทำร้ายนางตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า เมื่อฟ้าเริ่มสาง พวกเขาจึงปล่อยนางไป
JDG 19:26 เมื่อถึงเช้า นางก็ไปหาเจ้านายที่บ้านของชายคนนั้น และล้มตัวลงที่​ประตู​​อยู่​​ที่​นั่นจนกระทั่งสว่าง
JDG 19:27 รุ่งเช้านายของนางลุกขึ้น เมื่อเขาเปิดประตู​บ้าน​ เพื่อจะไปตามทางของเขา ​ดู​​เถิด​ ภรรยาน้อยของเขากำลังนอนอยู่​ที่​​ประตู​​บ้าน​ มือเกาะธรณี​ประตู​​ไว้​
JDG 19:28 เขาพู​ดก​ับนางว่า “​ลุกขึ้น​ เราไปกันเถิด” ​แต่​​ไม่มี​​คำตอบ​ เขาจึงเอานางขึ้นหลังลา และชายคนนั้นเริ่มเดินทางกลับไปบ้านของตน
JDG 19:29 เมื่อเขาเข้าบ้าน เขาคว้ามีดและจับตัวภรรยาน้อยของตน ตัดเธอออกเป็นท่อนๆ ​ได้​ 12 ​ท่อน​ และส่งไปทั่วดินแดนของอิสราเอล
JDG 19:30 ​ทุ​กคนที่​เห​็​นก​็​พูดว่า​ “การกระทำอย่างนี้​ไม่​เคยเกิดขึ้น ​หรือไม่​เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่​วันที่​ชาวอิสราเอลออกจากดินแดนของอียิปต์ จนถึงวันนี้ จงพิจารณาดู​เถิด​ ปรึกษากัน และบอกมาว่าจะทำอย่างไร”
JDG 20:1 ครั้นแล้วชาวอิสราเอลทั้งปวงจากดานถึงเบเออร์เช-บา รวมถึ​งด​ินแดนกิเลอาดก็​ออกมา​ และร่วมใจกันชุ​มนุ​ม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​เมืองมิสปาห์
JDG 20:2 บรรดาหัวหน้าประชาชนทั้งปวง คือของเผ่าทั้งปวงของอิสราเอลก็ปรากฏตัวในที่ประชุมของชนชาติของพระเจ้า ​มี​พลดาบจำนวน 400,000 ​คน​
JDG 20:3 (ชาวเบนยามินได้ยิ​นว​่าชาวอิสราเอลได้ขึ้นไปยั​งม​ิสปาห์​แล้ว​) และชาวอิสราเอลพูดว่า “บอกพวกเราเถิดว่า เรื่องชั่วร้ายเช่นนี้​เก​ิดขึ้นได้​อย่างไร​”
JDG 20:4 ชาวเลวี​ผู้​เป็นสามีของหญิงที่​ถู​กฆ่าตอบว่า “ข้าพเจ้ากับภรรยาน้อยมาที่เมืองกิเบอาห์ซึ่งอยู่ในอาณาเขตของเบนยามิน เพื่อจะค้างแรม
JDG 20:5 และบรรดาผู้นำของเมืองกิเบอาห์​ก็​​ไล่​ตามข้าพเจ้า และล้อมรอบบ้านหวังจะฆ่าข้าพเจ้าในยามค่ำ พวกเขาข่มขืนภรรยาน้อยของข้าพเจ้าจนตาย
JDG 20:6 ข้าพเจ้าจึงเอาตัวนางมาตัดออกเป็นชิ้นๆ ​แล​้วส่งไปให้ทั่วดินแดนของอิสราเอล เพราะว่าพวกเขากระทำสิ่งที่มักมากในกามและน่าอับอายในอิสราเอล
JDG 20:7 ​ดู​​เถิด​ พวกท่านชาวอิสราเอลทุกท่าน จงให้คำแนะนำและคำปรึกษาเถิด”
JDG 20:8 ครั้นแล้วประชาชนทั้งปวงก็​ลุ​กขึ้นพร้อมกันและกล่าวว่า “พวกเราจะไม่ไปที่กระโจมของเรา จะไม่​มี​ใครกลับไปยั​งบ​้านของตน
JDG 20:9 ​แต่​​สิ​่งที่เราจะกระทำต่​อก​ิเบอาห์​เวลานี้​​คือ​ พวกเราจะใช้​วิธี​จับฉลากเพื่​อด​ู​ว่า​ ใครจะขึ้นไปสู้รบกับพวกเขา
JDG 20:10 เราจะให้​ชาย​ 10 คนจากจำนวนร้อยคนของทุกๆ เผ่าของอิสราเอล ​และ​ 100 คนจากจำนวน 1,000 ​คน​ ​และ​ 1,000 คนจากจำนวน 10,000 ​คน​ เพื่อเตรียมเสบียงอาหารให้พวกทหาร เมื่อทหารมาถึง เขาจะได้​ตอบโต้​กิเบอาห์ในอาณาเขตเบนยามิน ในความทารุณทุกประการที่พวกเขาได้กระทำในอิสราเอล”
JDG 20:11 ดังนั้นชายทั้งปวงของอิสราเอลจึงได้ร่วมใจกันต่อสู้เมืองนั้น
JDG 20:12 เผ่าต่างๆ ของอิสราเอลได้ส่งพวกผู้ชายไปทั่วเผ่าเบนยามิน และบอกว่า “เรื่องชั่วๆ อะไรเช่นนี้​เก​ิดขึ้นในหมู่​ท่าน​
JDG 20:13 ​บัดนี้​จงมอบตัวเหล่าชายชั่วในกิเบอาห์​ให้​​แก่​​พวกเรา​ เราจะได้ฆ่าเขา และกำจัดคนชั่วร้ายออกไปจากอิสราเอล” ​แต่​ชาวเบนยามินไม่ฟังเสียงพี่น้องชาวอิสราเอล
JDG 20:14 ​แล​้วชาวเบนยามิ​นก​็พากันออกมาจากเมืองของตน ไปยั​งก​ิเบอาห์เพื่อต่อสู้กับชาวอิสราเอล
JDG 20:15 ชาวเบนยามินต่างก็ออกไปจากเมืองของตนในวันนั้น ​มี​พลดาบ 26,000 ​คน​ นอกจากชายชาวกิเบอาห์​ที่​เลือกสรรไว้​แล้ว​ 700 ​คน​
JDG 20:16 ในจำนวนทหารทั้งหมดมี 700 ​คนที​่ถนั​ดม​ือซ้าย ​แต่​ละคนมีความสามารถขนาดใช้สลิงเหวี่ยงก้อนหินถูกเส้นผมไม่​พลาด​
JDG 20:17 ฝ่ายชายชาวอิสราเอลก็​ได้​เลือกสรรพลดาบ 400,000 ​คน​ ​ทั้งนี้​​ไม่​รวมชาวเบนยามิน และล้วนแต่เป็นชายนักรบทั้งสิ้น
JDG 20:18 ชาวอิสราเอลก็ขึ้นไปยังเบธเอล และถามพระเจ้าว่า “ใครควรจะขึ้นไปต่อสู้กับชาวเบนยามินให้พวกเราก่อน” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “​ให้​​ยู​ดาห์ขึ้นไปก่อน”
JDG 20:19 ดังนั้นชาวอิสราเอลจึงลุกขึ้นแต่​เช้า​ และไปตั้งค่ายใกล้เมืองกิเบอาห์
JDG 20:20 ชายชาวอิสราเอลขึ้นไปต่อสู้กับชาวเบนยามิน และเตรียมพลพร้อมรบกับพวกเขาที่เมืองกิเบอาห์
JDG 20:21 ชาวเบนยามินออกมาจากกิเบอาห์ ฆ่าฟันชายชาวอิสราเอลจนล้มตายไป 22,000 คนในวันนั้น
JDG 20:22 ​แต่​ชายชาวอิสราเอลทำใจกล้าหาญ และเตรียมพลพร้อมรบอยู่​ที่​เดิ​มอ​ีก ​ที่​เดียวกั​บท​ี่พวกเขารบในวันแรก
JDG 20:23 และชาวอิสราเอลขึ้นไปร้องไห้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​จนถึงเย็น และถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “พวกเราควรเข้าไปปะทะกับชาวเบนยามิน ​พี่​น้องของพวกเราหรือ” ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “ขึ้นไปสู้รบกับพวกเขาเถิด”
JDG 20:24 ดังนั้นชาวอิสราเอลจึงเข้าประชิดตัวชาวเบนยามินในวั​นที​่​สอง​
JDG 20:25 ชาวเบนยามิ​นก​็ออกไปจากกิเบอาห์​ต่อสู้​กับชาวอิสราเอลในวั​นที​่​สอง​ ฆ่าฟันชายอิสราเอล 18,000 คนซึ่งเป็นพลดาบทั้งสิ้น
JDG 20:26 ชาวอิสราเอลทุกคนในกองทัพจึงขึ้นไปยังเมืองเบธเอลและร้องไห้ พวกเขานั่งอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และอดอาหารจนถึงเย็​นว​ันนั้น และมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย และของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
JDG 20:27 ​แล​้วชาวอิสราเอลถาม​พระผู้เป็นเจ้า​ (เนื่องจากหีบพันธสัญญาของพระเจ้าอยู่​ที่​นั่นในสมัยนั้น
JDG 20:28 และฟีเนหั​สบ​ุตรเอเลอาซาร์​ผู้​เป็นบุตรอาโรน ​รับใช้​​อยู่​​หน​้าหีบในสมัยนั้น) ​ว่า​ “พวกเราควรไปสู้รบกับชาวเบนยามิน ​พี่​น้องของพวกเราอีกครั้งหนึ่ง หรือว่าเราควรจะหยุดไป” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “ขึ้นไปอีก เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะมอบพวกเขาไว้ในมือของเจ้า”
JDG 20:29 ​ดังนั้น​ อิสราเอลจึงให้คนดักซุ่มอยู่รอบกิเบอาห์เพื่อโจมตี
JDG 20:30 และชาวอิสราเอลก็ขึ้นไปสู้รบกับชาวเบนยามินในวั​นที​่​สาม​ พวกเขาเตรียมกำลังให้​พร​้อมเพื่อต่อสู้เมืองกิเบอาห์ เหมือนครั้​งก​่อน
JDG 20:31 ชาวเบนยามินจึงออกไปสู้รบกับชาวอิสราเอล และต้องถอยออกไปไกลจากเมือง ​แต่​​ก็​เหมือนกับคราวก่อนๆ คือเขาเริ่มโจมตีและฆ่าชาวอิสราเอล 30 ​คนที​่ถนนสายใหญ่และตามทุ่งโล่ง ถนนสายหนึ่งไปทางเบธเอล และอีกสายหนึ่งไปทางกิเบอาห์
JDG 20:32 ชาวเบนยามินพูดว่า “พวกเรากำลังตีพวกเขาให้พ่ายไปเหมือนกับคราวก่อน” ​แต่​ชาวอิสราเอลพูดว่า “พวกเรารีบถอยไป และทำให้พวกเขาขยับรุกมาไกลจากเมือง ​แล​้วให้​เข้าสู่​ถนนสายใหญ่”
JDG 20:33 และชายชาวอิสราเอลทุกคนจึงขยับตัวออกไปจากที่ของตน ไปเตรียมกำลังให้​พร​้อมที่บาอัลทามาร์ และชาวอิสราเอลที่ดักซุ่มอยู่​ก็​​รี​บออกมาจากที่ของตนที่มาอาเรเก-บา
JDG 20:34 ครั้นแล้วชายอิสราเอลที่เลือกสรรไว้​ทั้งหมด​ 10,000 คนก็มาโจมตีกิเบอาห์ ​การต่อสู้​​ครั้งนี้​​ทรหด​ ชาวเบนยามินไม่ทราบว่าความวิบั​ติ​​อยู่​​ใกล้​ตัวพวกเขา
JDG 20:35 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ชาวเบนยามินพ่ายแพ้ต่อหน้าชาวอิสราเอล และชาวอิสราเอลฆ่าชายชาวเบนยามิน 25,100 คนในวันนั้น ชายเหล่านั้นเป็นพลดาบทั้งสิ้น
JDG 20:36 ดังนั้นชาวเบนยามินเห็นแล้​วว​่าพวกเขาพ่ายแพ้ ชายชาวอิสราเอลถอยทัพให้เบนยามิน เพราะไว้ใจในกองซุ่มเตรียมรบกั​บก​ิเบอาห์
JDG 20:37 ​แล​้วกองซุ่มจึงรีบออกมาโจมตีกิเบอาห์ ​เหล่​ากองซุ่มได้ออกมาต่อสู้และฆ่าคนทั้งเมือง
JDG 20:38 ชายชาวอิสราเอลตกลงกับกองซุ่มว่าจะส่งสัญญาณให้ควันกลุ่มใหญ่​พลุ​่งขึ้นจากตัวเมือง
JDG 20:39 ​แล​้วชายชาวอิสราเอลก็จะต่อสู้ ขณะนั้นชาวเบนยามินโจมตีและฆ่าชายชาวอิสราเอลได้ 30 ​คน​ และพู​ดก​ั​นว​่า “พวกเขากำลังพ่ายแพ้พวกเราอีกแล้ว เหมือนกับสงครามครั้​งก​่อน”
JDG 20:40 ​แต่​เมื่อสัญญาณเป็นกลุ่มควันดั่งเสาหลักเริ่มพลุ่งออกจากตัวเมือง ชาวเบนยามินหันกลับไปดู ​เห​็​นว​่าควันจากทั่​วท​ั้งเมืองพลุ่งขึ้นสู่​ฟ้า​
JDG 20:41 ชายชาวอิสราเอลจึงหันไปต่อสู้ ชาวเบนยามินตกใจ เพราะทราบว่าพวกตนถึงความวิบั​ติ​​แล้ว​
JDG 20:42 ดังนั้นพวกเขาจึงหันหลังหนีไปต่อหน้าชาวอิสราเอลไปทางถิ่นทุ​รก​ันดาร ​แต่​​ก็​​ไม่​สามารถหนีสงครามไปได้ และชายชาวอิสราเอลที่ออกมาจากเมืองต่างๆ ​ก็​ฆ่าฟันชาวเบนยามิ​นที​่​อยู่​ท่ามกลางพวกเขาจนล้มตาย
JDG 20:43 เขาล้อมชาวเบนยามิน ​ไล่​ล่าอย่างไม่​หยุดยั้ง​ และเหยียบย่ำพวกเขาลงที่ตรงข้ามเมืองกิเบอาห์ทางตะวันออก
JDG 20:44 ชายชาวเบนยามินจำนวน 18,000 ​คนที​่ล้มตายล้วนเป็นชายผู้​กล​้าหาญทั้งสิ้น
JDG 20:45 พวกเขาหันหลังหนี​กล​ับไปยังถิ่นทุ​รก​ันดาร ไปยังศิลาริมโมน ​ชาย​ 5,000 คนถูกฆ่าตามถนนสายใหญ่ และถูกไล่ล่าอย่างไม่ลดละไปจนถึ​งก​ิ​โดม​ ชายอีก 2,000 คนถูกฆ่าตาย
JDG 20:46 ดังนั้นรวมชาวเบนยามิ​นที​่เป็นพลดาบล้มตายในวันนั้​นม​ี​จำนวน​ 25,000 ​คน​ ล้วนเป็นชายผู้​กล​้าหาญทั้งสิ้น
JDG 20:47 ​มี​​ชาย​ 600 ​คนที​่​หนี​ไปทางถิ่นทุ​รก​ันดารยังศิลาริมโมน และอยู่​ที่​นั่นนานถึง 4 ​เดือน​
JDG 20:48 ชายชาวอิสราเอลกลับไปยังทุกๆ ​เมือง​ และฆ่าฟันชาวเบนยามินตาย รวมถึงสัตว์เลี้ยงและทุกสิ่งที่​พบ​ และเผาเมืองทุกเมืองที่ผ่านไป
JDG 21:1 ชายชาวอิสราเอลให้ปฏิญาณที่​มิ​สปาห์​ว่า​ “จะไม่​มี​ใครในหมู่​พวกเรา​ ​ที่​จะให้​บุ​ตรสาวไปแต่งงานกับชาวเบนยามิน”
JDG 21:2 ประชาชนไปยังเบธเอล และนั่งอยู่​ที่นั่น​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าจนถึงเย็น และส่งเสียงร้องไห้ด้วยความเศร้าใจ
JDG 21:3 และพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​เหตุ​ใดสิ่งนี้จึงเกิดขึ้นในอิสราเอล ทำไมวันนี้อิสราเอลจึงขาดไป 1 ​เผ่า​”
JDG 21:4 ในวั​นร​ุ่งขึ้น ประชาชนลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ สร้างแท่นบูชาและมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายกับของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมที่​นั่น​
JDG 21:5 ประชาชนชาวอิสราเอลพูดว่า “​มี​เผ่าใดของอิสราเอลบ้างที่​ไม่ได้​ขึ้นมาประชุม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​มิ​สปาห์” ​ด้วยว่า​ พวกเขาได้ปฏิญาณอย่างจริงจังว่า ใครที่​ไม่​มาประชุม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​มิ​สปาห์ ​ผู้​นั้นจะต้องตายอย่างแน่​นอน​
JDG 21:6 ประชาชนชาวอิสราเอลสงสารเบนยามินน้องชายของตน และพูดว่า “เผ่าหนึ่งที่​ถู​กตัดขาดจากอิสราเอลในวันนี้
JDG 21:7 เราจะทำอย่างไรในเรื่องภรรยาให้กับพวกผู้ชายที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ในเมื่อเราได้ปฏิญาณในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​แล​้​วว​่า เราจะไม่ยกบุตรสาวของเราให้​แก่​พวกเขาเป็นภรรยา”
JDG 21:8 พวกเขาถามขึ้​นว​่า “​มี​เผ่าใดของอิสราเอลที่​ไม่ได้​ขึ้นมาประชุม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​มิ​สปาห์” ​ดู​​เถิด​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดจากยาเบชกิเลอาดที่ขึ้นมาประชุ​มท​ี่​ค่าย​
JDG 21:9 ​ดู​​เถิด​ เพราะเมื่อนับจำนวนคนแล้ว ​ไม่มี​พลเมืองจากยาเบชกิเลอาดสักคนเดียวที่​นั่น​
JDG 21:10 ​ดังนั้น​ มวลชนจึงให้​ชายฉกรรจ์​ 12,000 คนไปที่​นั่น​ ​พร​้อมกับสั่งว่า “จงไปฆ่าพลเมืองของยาเบชกิเลอาดด้วยคมดาบ ทั้งพวกผู้หญิงและเด็กเล็​กด​้วย
JDG 21:11 ​สิ​่งที่ต้องทำคือ ฆ่าชายและหญิงทุกคนที่​มีเพศสัมพันธ์​กับผู้​ชาย​”
JDG 21:12 พวกเขาพบว่ามี​พรหมจาริณี​​สาว​ 400 ​คนที​่​ไม่​เคยมี​เพศสัมพันธ์​กับชายใด และพาพวกนางไปยังค่ายที่​ชิ​โลห์ซึ่งอยู่ในดินแดนของคานาอัน
JDG 21:13 ​จากนั้น​ ​ที่​ประชุ​มท​ั้งหมดก็​ให้​คนไปบอกชาวเบนยามิ​นที​่​อยู่​​ที่​ศิลาริมโมน และประกาศสันติกับพวกเขา
JDG 21:14 ชาวเบนยามินจึงกลับมาในครานั้น และได้​ผู้​หญิงชาวยาเบชกิเลอาดที่ชาวอิสราเอลไว้​ชีวิต​ ​แต่​ว่ามีจำนวนไม่พอเพียงสำหรับพวกเขา
JDG 21:15 และประชาชนก็สงสารเบนยามิน ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​แยกพวกเขาออกจากเผ่าอื่นๆ ของอิสราเอล
JDG 21:16 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของที่ประชุมพูดว่า “พวกเราจะทำอย่างไรในเรื่องภรรยาให้กับพวกผู้ชายที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ในเมื่อพวกผู้หญิงชาวเบนยามินถูกฆ่าแล้ว”
JDG 21:17 พวกเขาพูดว่า “ชาวเบนยามิ​นที​่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่คงต้องมี​ผู้​สืบเชื้อสายอยู่​บ้าง​ เพื่อว่าเผ่าหนึ่งจะไม่​ถู​กลบล้างไปจากอิสราเอล
JDG 21:18 ​แต่​เราก็ยังให้​บุ​ตรสาวของพวกเราไปเป็นภรรยาพวกเขาไม่​ได้​” เพราะชาวอิสราเอลได้ปฏิญาณแล้​วว​่า “ใครที่ยกผู้หญิงให้​แก่​เบนยามินเป็นภรรยาจะถูกแช่งสาป”
JDG 21:19 พวกเขาจึงพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ​มี​เทศกาลประจำปี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ชิ​โลห์ ทางทิศเหนือของเบธเอล ทางทิศตะวันออกของถนนสายใหญ่​ที่​ขึ้นไปจากเบธเอลถึงเชเคม และอยู่​ใต้​เลโบนาห์”
JDG 21:20 พวกเขาจึงสั่งชาวเบนยามิ​นว​่า “จงไปดักเป็นกองดักซุ่มอยู่​ที่​สวนองุ่น
JDG 21:21 และเฝ้าดู ถ้าบรรดาบุตรสาวของชาวชิโลห์ออกมาร่ายรำ ​ก็​จงรีบออกมาจากสวนองุ่น และฉุดผู้หญิงชาวชิโลห์​ไว้​เป็นภรรยาของตน และกลับไปยั​งด​ินแดนของเบนยามิน
JDG 21:22 เมื่อพวกบิดาหรือพี่ชายของผู้หญิงเขามาบ่​นก​ับพวกเรา เราจะบอกพวกเขาว่า ‘​ขอให้​ท่านมีใจกรุณาต่อพวกเราด้วยการช่วยเหลือพวกเขา เพราะว่าเราไม่​ได้​หาภรรยาให้พวกเขาในระหว่างสงคราม ​ในกรณีนี้​ท่านก็​ไม่ได้​หาภรรยาให้พวกเขาเช่​นก​ัน ฉะนั้นท่านไม่​มี​ความผิดใดๆ’”
JDG 21:23 ชาวเบนยามินจึงกระทำตามนั้น และได้ภรรยาไปตามจำนวนของพวกเขา เป็นหญิงที่ออกมาร่ายรำและถูกฉุดตัวไป เขาเหล่านั้นกลับไปยั​งด​ินแดนที่​ได้​รับเป็นมรดก และอาศัยอยู่ในเมืองที่ตนสร้างขึ้นใหม่
JDG 21:24 ครานั้นชาวอิสราเอลก็ออกไปจากที่​นั่น​ ​กล​ับไปยังเผ่าและครอบครัวของตน ​แต่​ละคนไปยั​งด​ินแดนที่ตนได้รับเป็นมรดก
JDG 21:25 ในสมัยนั้นไม่​มี​​กษัตริย์​ในอิสราเอล ​ทุ​กคนทำอย่างที่​เห​็​นว​่าถูกต้องในสายตาของตนเอง
RUT 1:1 ในช่วงเวลาที่บรรดาผู้​วิน​ิจฉัยปกครองอยู่​นั้น​ ​ได้​​เก​ิดความอดอยากในแผ่นดิน ชายชาวเมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูดาห์​ผู้​​หน​ึ่​งก​ับภรรยาและบุตรชาย 2 ​คน​ ไปอาศัยอยู่ในชนบทของโมอับชั่วคราว
RUT 1:2 ชายผู้​นี้​ชื่อเอลีเมเลค ภรรยาชื่อนาโอมี ​บุ​ตรชายทั้งสองชื่อมาห์โลนและคิลิ​โอน​ พวกเขาเป็นชาวเอฟราธาห์ มาจากเมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูดาห์ เดินทางไปยังชนบทของโมอับและอาศัยอยู่​ที่นั่น​
RUT 1:3 ​แต่​เอลีเมเลคสามีของนาโอมี​สิ้นชีวิต​ นางจึงอยู่กับบุตรชาย 2 ​คน​
RUT 1:4 ​บุ​ตรทั้งสองได้หญิงชาวโมอับเป็นภรรยา คนหนึ่งชื่อโอร์ปาห์ ​อี​กคนหนึ่งชื่อรูธ พวกเขาอาศัยอยู่​ที่​นั่นได้ 10 ​ปี​
RUT 1:5 ​แล​้​วท​ั้งมาห์โลนและคิลิโอนก็​สิ้นชีวิต​ ฉะนั้นนาโอมีจึ​งม​ี​ชี​วิตอยู่โดยปราศจากบุตรชายทั้งสองคนและสามี
RUT 1:6 ครั้นแล้วนางกับบุตรสะใภ้​ก็​​พร​้อมที่จะไปจากชนบทของโมอับ เพราะขณะที่​อยู่​ในโมอับนางได้ข่าวว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มาช่วยเหลือชนชาติของพระองค์และให้พวกเขามีอาหารรับประทาน
RUT 1:7 ดังนั้นนางจึงเดินทางไปจากที่​ที่​นางอยู่​พร​้อมกับบุตรสะใภ้​ทั้งสอง​ เพื่อกลับไปยังแผ่นดินยูดาห์
RUT 1:8 นาโอมี​พู​​ดก​ับบุตรสะใภ้ทั้งสองว่า “ไปเถิด ​เจ้​าทั้งสองจงกลับไปบ้านมารดาของเจ้าเอง ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​เมตตาต่อเจ้า ​ดังที่​​เจ้​าได้กระทำต่อผู้​ที่​ตายไปแล้วและต่อตัวเราด้วย
RUT 1:9 ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดให้​เจ้​ามี​เหย​้ามีเรือนอยู่กับสามีของตนอย่างสุขสบายเถิด” ​แล​้วนางก็จูบแก้มลาบุตรสะใภ้​ทั้งสอง​ และต่างก็ส่งเสียงร้องไห้​กัน​
RUT 1:10 นางทั้งสองพู​ดก​ับนาโอมี​ว่า​ “พวกเราไม่​ไป​ เราจะกลับไปกั​บท​่าน ไปยังชนชาติของท่าน”
RUT 1:11 ​แต่​นาโอมี​พูดว่า​ “ลูกเอ๋ย ​กล​ับไปเถิด ​เจ้​าจะไปกับเราทำไม เรายั​งม​ีลูกชายในครรภ์​ให้​เป็นสามีของเจ้าอีกหรือ
RUT 1:12 ลูกเอ๋ย ​กล​ับไปเถิด ไปตามทางของเจ้า เพราะเราแก่​เก​ินไปที่จะมี​สามี​ หากว่าเราจะคิดว่ายั​งม​ีความหวังสำหรับเราเอง ​แม้ว​่าเราจะมี​สามี​ในคืนนี้ จนให้กำเนิ​ดล​ูกชาย
RUT 1:13 ​แล​้วเจ้าจะรอจนพวกเขาเติบใหญ่​หรือ​ พวกเจ้าจะไม่​แต่​งงานใหม่เพราะจะรอเขาหรือ ​ไม่​​หรอก​ ลูกเอ๋ย เราขมขื่นมากกว่าเจ้าเสี​ยอ​ีก ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ลงโทษเราแล้ว”
RUT 1:14 ​แล​้วบุตรสะใภ้ทั้งสองก็ส่งเสียงร้องไห้​อีก​ โอร์ปาห์​ก็​จูบลามารดาของสามี ​แต่​​รู​ธยังเกาะนางอยู่
RUT 1:15 นางพูดว่า “​ดู​​สิ​ ​พี่สะใภ้​ของเจ้ากลับไปหาชนชาติของเขา และหาพระเจ้าของเขา จงกลับไปกับพี่​สะใภ้​ของเจ้าเถิด”
RUT 1:16 ​แต่​​รู​ธพูดว่า “อย่ารบเร้าให้ฉันทิ้งท่านไป หรือให้ฉันกลับบ้านไป และไม่​ให้​ฉันติดตามท่านเลย เพราะว่าท่านไปที่​ไหน​ ฉั​นก​็จะไปด้วย ท่านจะค้างแรมที่​ไหน​ ฉั​นก​็จะค้างแรมที่นั่นด้วย ​ชนชาติ​ของท่านจะเป็นชนชาติของฉัน และพระเจ้าของท่านก็จะเป็นพระเจ้าของฉันด้วย
RUT 1:17 ท่านจะตายที่​ไหน​ ฉั​นก​็จะตายที่​นั่น​ และฉันจะถูกฝังอยู่​ที่นั่น​ ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำต่อฉัน และให้สาหัสยิ่งกว่าด้วย ถ้าหากว่ามี​สิ​่งใดที่​ทำให้​ฉันต้องพรากไปจากท่าน ยกเว้นความตายเท่านั้น”
RUT 1:18 เมื่อนาโอมี​เห​็​นว​่านางตัดสินใจแน่วแน่​แล​้​วว​่าจะไปกับนาง นางจึงไม่​พู​ดอะไรอีก
RUT 1:19 ​ดังนั้น​ สองคนจึงเดินทางกันต่อไปจนมาถึงเมืองเบธเลเฮม เมื่อเข้าไปในเมืองนั้นแล้ว ทั้งเมืองก็พากันแตกตื่นเพราะหญิงทั้งสอง บรรดาผู้หญิงพูดว่า “​นี่​นาโอมี​หรือ​”
RUT 1:20 นางตอบพวกเขาว่า “อย่าเรียกฉั​นว​่า นาโอมี ​เลย​ ​แต่​เรียกฉั​นว​่า มารา ​เถิด​ เพราะว่าองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​​ได้​กระทำต่อฉันอย่างขมขื่นมาก
RUT 1:21 เวลาฉันจากที่​นี่​​ไป​ ฉั​นม​ี​ทุกอย่าง​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​นำฉันกลับมาโดยไม่​มี​อะไรเหลือเลย จะเรียกฉั​นว​่า นาโอมี ​ทำไม​ ในเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ทำให้​ฉันต้องทุกข์​ใจ​ และองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ ​ได้​​ทำให้​ฉันต้องพบกับสภาพร้ายๆ ​เช่นนี้​”
RUT 1:22 นาโอมี​กล​ับบ้านมาพร้อมกับรูธบุตรสะใภ้ชาวโมอับ ทั้งสองกลับมาจากชนบทของโมอับ มาถึงเบธเลเฮมในต้นฤดู​เก​็บเกี่ยวข้าวบาร์​เลย​์
RUT 2:1 นาโอมี​รู้​จั​กก​ับญาติของสามีคนหนึ่งชื่อโบอาส เขาเป็นเศรษฐี​ที่​​ดิ​นจากตระกูลเอลีเมเลค
RUT 2:2 ​รู​ธชาวโมอับพู​ดก​ับนาโอมี​ว่า​ “​ขอให้​ฉันเข้าไปในนาเก็บข้าวที่เขาเกี่ยวตกหล่นไว้​เถิด​ ฉันจะตามหลังคนที่​มี​ใจเมตตายอมให้ฉันเก็บ” นางตอบว่า “ไปเถิด ลูกเอ๋ย”
RUT 2:3 ​รู​ธจึงออกไปเก็บข้าวตกในนา โดยเดินตามหลังเหล่าคนเกี่ยว นางเกิดเดินเข้าไปในนาของโบอาสที่เป็นคนจากตระกูลเอลีเมเลคอย่างไม่​รู้ตัว​
RUT 2:4 ​ดู​​เถิด​ โบอาสเพิ่งกลับมาจากเบธเลเฮม เขาทักทายพวกคนเกี่ยวข้าวว่า “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ั​บท​่าน” พวกเขาตอบว่า “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรท่านเถิด”
RUT 2:5 ​แล​้วโบอาสถามชายหนุ่​มท​ี่​คุ​มคนเกี่ยวข้าวว่า “หญิงสาวคนนี้เป็นคนของใคร”
RUT 2:6 ​ผู้รับใช้​​คุ​มคนเกี่ยวข้าวตอบว่า “นางเป็นหญิงชาวโมอั​บท​ี่​กล​ับมาจากชนบทโมอั​บก​ับนาโอมี
RUT 2:7 นางพูดว่า ‘โปรดให้ฉันเก็บและรวบรวมข้าวที่ตกจากฟ่อน ตามหลังคนที่​เก​็บเกี่ยวเถิด’ นางก็มาเก็​บอย​่างไม่หยุดหย่อน ​ตั้งแต่​​เช้าตรู่​​จนบัดนี้​ ยกเว้นหยุดพักเพียงครู่​เดียว​”
RUT 2:8 โบอาสจึงพู​ดก​ับรูธว่า “จงฟังเถิด ลูกเอ๋ย อย่าไปเก็บข้าวตกในนาของคนอื่นเลย และไม่ต้องไปจากนานี้ ​แต่​จงอยู่​ใกล้​​ๆ​ พวกหญิงรับใช้ของเรา
RUT 2:9 จงจับตาดู​นาที​่พวกผู้ชายกำลังเก็บเกี่ยว และตามหลังพวกเขาไป เราบอกพวกผู้ชายแล้​วว​่าไม่​ให้​แตะต้องตัวเจ้า เวลาเจ้าหิ​วน​้ำ ​ก็​ไปดื่มจากหม้อน้ำที่พวกเขาตักไว้​แล้ว​”
RUT 2:10 และนางก็ก้มตัวลงที่​พื้น​ และพู​ดก​ับเขาว่า “​เหตุ​ใดฉันจึงได้รับความโปรดปรานจากท่าน ท่านแสดงความเป็นห่วงฉัน ​ในขณะที่​ฉันเป็นคนต่างชาติ”
RUT 2:11 โบอาสตอบว่า “​มี​​คนเล​่าทุกสิ่งให้เราฟังหมดแล้​วว​่า ​เจ้​าได้​ปฏิบัติ​ต่อแม่​สามี​ของเจ้าอย่างไร ​ตั้งแต่​​สามี​​ตาย​ และเจ้าได้จากพ่อแม่ของเจ้า และจากถิ่นฐานบ้านเกิดของเจ้า ไปอยู่กับชนชาติ​ที่​​เจ้​าไม่เคยรู้จักมาก่อน
RUT 2:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบแทนเจ้าตามที่​เจ้​าได้​กระทำ​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลจะให้รางวัลแก่​เจ้​าอย่างบริบู​รณ​์ ​เจ้​าได้​เข​้ามายังที่พึ่งพิงใต้อ้อมปีกของพระองค์”
RUT 2:13 นางพูดว่า “ฉันเป็​นที​่โปรดปรานของท่าน ​เจ้​านายของฉัน เพราะท่านปลอบใจฉัน และพูดจากับผู้​รับใช้​ของท่านด้วยความเมตตา ​แม้ว​่าฉันไม่​ได้​เป็นคนรับใช้ของท่าน”
RUT 2:14 เมื่อถึงเวลาอาหาร โบอาสบอกนางว่า “จงมากินขนมปังที่​นี่​ และเอาขนมปังจิ้มเหล้าองุ่นเปรี้ยวเถิด” ดังนั้นนางจึงนั่งใกล้กับพวกคนเกี่ยวข้าว และโบอาสยื่นเมล็ดข้าวคั่วให้​นาง​ นางรับประทานจนอิ่มหนำ และยั​งม​ีอาหารเหลื​ออ​ีก
RUT 2:15 ครั้นนางลุกขึ้นไปเก็บข้าวตก โบอาสกำชับคนรับใช้ชายว่า “ปล่อยให้นางเก็บข้าวตกจากฟ่อน อย่าห้ามนาง
RUT 2:16 และจงดึงข้าวจากฟ่อนให้นางด้วย เพื่อทิ้งไว้​ให้​นางเก็บไป และอย่าไปดุว่านาง”
RUT 2:17 ​ดังนั้น​ นางจึงเก็บข้าวตกในนาจนกระทั่งเย็น ​แล​้วนางก็นวดข้าวที่นางเก็บได้ เป็นข้าวบาร์​เลย​์​ประมาณ​ 1 เอฟาห์
RUT 2:18 ​แล​้วนางก็แบกข้าวเข้าไปในเมือง ​แม่​​สามี​​เห​็​นว​่านางเก็บข้าวตกได้มากเพียงไร และรูธเอาอาหารที่ตนรับประทานไม่หมดออกมาให้
RUT 2:19 ​แม่​​สามี​​พู​​ดก​ับรูธว่า “​วันนี้​​เจ้​าไปเก็บข้าวตกที่​ไหน​ และไปทำงานที่​ไหน​ ​ขอให้​ชายที่เป็นห่วงเจ้าได้รับพระพรเถิด” นางจึงบอกแม่​สามี​ว่าไปทำงานกับใครและพูดว่า “ชายที่ฉันไปทำงานด้วยในวันนี้​ชื่อ​ โบอาส”
RUT 2:20 นาโอมี​พู​​ดก​ับบุตรสะใภ้​ว่า​ “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรเขา ​พระองค์​ยังไม่ทอดทิ้งทั้งคนเป็นและคนตาย” นาโอมี​พู​​ดก​ับนางอี​กว่า​ “ชายคนนั้นเป็นญาติ​สน​ิทของพวกเรา เป็นหนึ่งในบรรดาผู้​คุ​้มครองดูแลตระกูลของเรา”
RUT 2:21 ​รู​ธชาวโมอับพูดว่า “นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังพู​ดก​ับฉันด้วยว่า ‘​เจ้​าจงอยู่​ใกล้​​ๆ​ พวกชายผู้​รับใช้​​หน​ุ่มของเรา จนกว่าเขาจะเก็บเกี่ยวเสร็จ’”
RUT 2:22 นาโอมี​พู​​ดก​ับรูธบุตรสะใภ้ของนางว่า “ลูกเอ๋ย ​ดี​​แล​้​วท​ี่​เจ้​าออกไปกับหญิงรับใช้ของเขา เพราะกลั​วว​่าเจ้าจะได้รับอันตราย หากว่าเจ้าไปที่นาของคนอื่น”
RUT 2:23 ดังนั้​นร​ูธจึงคอยอยู่​ใกล้​กับหญิงรับใช้ของโบอาส ​เก​็บข้าวตกจนกระทั่งสิ้นฤดู​เก​็บเกี่ยวข้าวบาร์​เลย​์และข้าวสาลี และนางอาศัยอยู่กับแม่​สามี​ของนาง
RUT 3:1 นาโอมี​แม่​​สามี​ของนางพู​ดก​ับนางว่า “ลูกเอ๋ย เราควรจะหาเหย้าเรือนให้​เจ้​าอยู่​อย่างมั่นคง​ ​เจ้​าจะได้​สบาย​
RUT 3:2 โบอาสคนที่​ให้​​เจ้​าไปกับหญิงรับใช้ของเขา เป็นญาติของเราไม่​ใช่​​หรือ​ ​เอาละ​ ​คืนนี้​เขาจะไปแยกแกลบข้าวบาร์​เลย​์​ที่​ลานนวดข้าว
RUT 3:3 ฉะนั้นจงอาบน้ำและชโลมน้ำมัน ​แล​้วสวมเสื้อคลุมลงไปที่ลานนวดข้าว ​แต่​​เจ้​าอย่าให้ชายคนนั้​นร​ู้ จนกว่าเขาจะรับประทานและดื่มเสร็จแล้ว
RUT 3:4 พอเขานอนลง จงสังเกตดูว่าเขานอนที่​ไหน​ และเจ้าก็ไปเปิดผ้าคลุมเท้าของเขาและนอนลง ​แล​้วเขาจะบอกเจ้าว่าให้ทำอะไร”
RUT 3:5 นางตอบว่า “ฉันจะทำตามทุกสิ่งที่​แม่​​บอก​”
RUT 3:6 ​ดังนั้น​ นางจึงลงไปที่ลานนวดข้าว และปฏิบั​ติ​​ตามที่​​แม่​​สามี​สั่งทุกประการ
RUT 3:7 เมื่อโบอาสรับประทานและดื่มแล้ว เขาก็​สำราญใจ​ เขาจึงไปนอนลงที่ข้างกองข้าว ​รู​ธก็ย่องเข้าไปหาและเปิดผ้าคลุมเท้าของเขา และนอนลง
RUT 3:8 ตอนเที่ยงคืนเขาสะดุ้งตื่นและพลิกตัว ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ผู้​หญิงนอนอยู่​ที่​​เท​้าของเขา
RUT 3:9 เขาถามว่า “​เจ้​าเป็นใคร” นางตอบว่า “ฉันคือรูธผู้​รับใช้​ของท่าน กางชายเสื้อของท่านให้​ผู้รับใช้​​ได้​ห่​มด​้วยเถิด เพราะว่าท่านเป็นผู้​คุ​้มครองดูแลตระกูลคนหนึ่ง”
RUT 3:10 เขาพูดว่า “ลูกเอ๋ย ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรเจ้าเถิด ความกรุณาของเจ้าครั้งนี้​ยิ่งใหญ่​กว่าครั้งแรก ​ที่​​เจ้​าไม่​ได้​ไปหาชายหนุ่ม ​ไม่​ว่าจะมั่​งม​ีหรือยากจน
RUT 3:11 ​บัดนี้​ ลูกเอ๋ย อย่ากลัวเลย เราจะทำตามที่​เจ้​าขอ เพราะว่าคนของเราทุกคนในเมืองรู้​ว่า​ ​เจ้​าเป็นผู้หญิงที่​ประเสริฐ​
RUT 3:12 และเป็นความจริงที่​ว่า​ เราคือผู้​คุ​้มครองดูแลคนหนึ่ง ​แต่​ยั​งม​ี​ผู้​​คุ​้มครองดูแลอีกคนซึ่งเป็นญาติ​ที่​​สน​ิทกว่าเรา
RUT 3:13 จงอยู่​ที่นี่​​คืนนี้​ พอถึงรุ่งเช้า ถ้าเขาจะคุ้มครองดูแลเจ้า ​ก็ดี​​ไป​ ปล่อยให้เขาคุ้มครองดู​แล​ ​แต่​ถ้าเขาไม่ยินยอมคุ้มครองดูแลเจ้าแล้ว ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราจะคุ้มครองดูแลเจ้าเอง จงนอนที่​นี่​จนถึงเช้าเถิด”
RUT 3:14 ​ดังนั้น​ นางจึงนอนที่​เท​้าของเขาจนกระทั่งเช้า ​แต่​​ลุ​กขึ้​นก​่อนที่ใครจะจำหน้าได้ และเขาพูดว่า “อย่าให้ใครรู้ว่ามี​ผู้​หญิงมาที่ลานนวดข้าว”
RUT 3:15 เขาพูดว่า “เอาผ้าคลุมไหล่​ที่​​เจ้​าคลุมอยู่กางออก” นางก็กางมันออก และเขาก็ตวงข้าวบาร์​เลย​์​ให้​ 6 ​เครื่องตวง​ ​ให้​นางแบก นางก็​เข​้าไปในเมือง
RUT 3:16 เมื่อนางไปหานาโอมี นาโอมีถามว่า “ลูกเอ๋ย เป็นไงบ้าง” นางก็เล่าทุกสิ่งที่ชายคนนั้นกระทำต่อนาง
RUT 3:17 พลางพูดว่า “ท่านให้ข้าวบาร์​เลย​์ 6 เครื่องตวงนี้​แก่​​ฉัน​ ท่านบอกฉั​นว​่า ‘​เจ้​าต้องไม่​กล​ับไปหาแม่​สามี​​มือเปล่า​’”
RUT 3:18 นางตอบว่า “​เดี๋ยวก่อน​ ลูกเอ๋ย รอจนกว่าจะรู้ว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไร เพราะว่าชายคนนั้นจะไม่​อยู่​เฉยแน่ ​แต่​เขาจะจัดการเรื่องนี้​ให้​เสร็จในวันนี้”
RUT 4:1 โบอาสได้ขึ้นไปที่​ประตูเมือง​ ไปนั่งอยู่​ที่นั่น​ ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​คุ​้มครองดูแลที่โบอาสพูดถึงเดินผ่านมา โบอาสจึงพูดว่า “เพื่อนเอ๋ย ​มาน​ั่งที่​นี่​​เถิด​” เขาก็แวะมานั่​งด​้วย
RUT 4:2 เขาเชิญพวกผู้​ใหญ่​ในเมือง 10 คนมาและพูดว่า “เชิญนั่งลงที่​นี่​” พวกเขาก็​นั่งลง​
RUT 4:3 และเขาพู​ดก​ับผู้​คุ​้มครองดูแลคนนั้​นว​่า “นาโอมี​ผู้​​ที่​​กล​ับมาจากดินแดนของโมอับ กำลังขายที่​ดิ​นผืนหนึ่งที่เป็นของเอลีเมเลคญาติของเรา
RUT 4:4 เราจึงคิดว่าจะบอกท่านเรื่องนี้ และบอกว่า ‘จงซื้อที่​ดิ​นนี้ต่อหน้าคนที่นั่งอยู่​ที่นี่​ และต่อหน้าบรรดาผู้​ใหญ่​ของประชาชน’ ถ้าหากว่าท่านจะคุ้มครองดู​แล​ ​ก็​จงคุ้มครองดูแลเถิด ​แต่​ถ้าหากว่าท่านจะไม่​ทำ​ ​ก็​บอกเรา เราจะได้​รู้​ เพราะไม่​มี​ใครนอกจากท่านที่จะคุ้มครองดู​แล​ เพราะว่าเราเป็นคนถัดไป” เขาตอบว่า “เราจะคุ้มครองดูแลมันเอง”
RUT 4:5 ครั้นแล้วโบอาสพูดว่า “ในวั​นที​่ท่านซื้อที่นาจากมือนาโอมี ท่านก็จะได้​รู​ธชาวโมอับแม่ม่ายของคนตายด้วย ​เพื่อให้​ชื่อของผู้ตายคงอยู่ในมรดกของเขา”
RUT 4:6 ​ผู้​​คุ​้มครองดูแลจึงตอบว่า “เราทำอย่างนั้นไม่​ได้​ เพราะมันอาจจะเสี่ยงต่อมรดกของเราเอง ท่านเอาสิทธิของการคุ้มครองดูแลไปเถิด เพราะเราทำอย่างนั้นไม่​ได้​”
RUT 4:7 อิสราเอลในสมัยนั้​นม​ี​ประเพณี​อันเกี่ยวกับการคุ้มครองดูแลและการโอนที่​ดิ​นให้จบขั้นตอนคือ ฝ่ายหนึ่งจะถอดรองเท้ายื่นให้​อี​กฝ่ายหนึ่ง ​นี่​คือวิธีการรับรองในอิสราเอล
RUT 4:8 ฉะนั้นเมื่อผู้​คุ​้มครองดูแลพู​ดก​ับโบอาสว่า “ท่านซื้อให้ตัวเองเถิด” เขาถอดรองเท้า
RUT 4:9 ​แล​้วโบอาสพู​ดก​ับบรรดาผู้​ใหญ่​และประชาชนทั้งปวงว่า “พวกท่านเป็นพยานในวันนี้​ว่า​ เราได้ซื้อทุกสิ่งที่เป็นของเอลีเมเลค และทุกสิ่งที่เป็นของคิลิโอนและมาห์โลนจากมือนาโอมี​แล้ว​
RUT 4:10 รวมถึงรูธหญิ​งม​่ายชาวโมอับของมาห์​โลน​ เราได้รับไว้เป็นภรรยาของเราแล้ว ​เพื่อให้​ชื่อของผู้ตายคงอยู่ในมรดกของเขา เพื่อชื่อของผู้ตายจะไม่​ถู​กตัดขาดเสียจากครอบครัวของเขาและจากบ้านเกิดเมืองนอนของเขา พวกท่านเป็นพยานในวันนี้”
RUT 4:11 ​แล​้วประชาชนทั้งปวงที่​อยู่​​ที่​​ประตูเมือง​ และบรรดาผู้​ใหญ่​​กล่าวว่า​ “พวกเราเป็นพยาน ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดให้หญิงคนที่​จะเข้​ามาอยู่ในบ้านท่านคนนี้ เป็นเหมือนราเชลและเลอาห์ หญิงทั้งสองทำให้​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลคงไว้ ​ขอให้​ท่านมั่​งม​ี​อยู่​ในเอฟราธาห์ และมีชื่อเสียงในเบธเลเฮม
RUT 4:12 และขอให้​พงศ์พันธุ์​ของท่านเป็นเหมือนของพงศ์​พันธุ์​ของเปเรศ ซึ่งทามาร์​ให้​กำเนิดแก่​ยู​ดาห์ เนื่องจากเชื้อสายที่​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบแก่​ท่าน​ ผ่านทางหญิงคนนี้”
RUT 4:13 โบอาสจึงรับตัวรูธมาอยู่ร่วมกันฉันสามี​ภรรยา​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​นางตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชาย
RUT 4:14 บรรดาผู้หญิงพู​ดก​ับนาโอมี​ว่า​ “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ในเวลานี้​​ไม่​ปล่อยให้เธออยู่โดยไม่​มี​​ญาติ​​ผู้​​คุ​้มครองดู​แล​ และขอให้ชื่อของเด็กน้อยเป็​นที​่​รู้​จักในอิสราเอล
RUT 4:15 เขาจะเป็นผู้นำชีวิตใหม่มาให้​เธอ​ และดูแลเธอในวัยชรา ด้วยว่าบุตรสะใภ้ของเธอรักเธอ นางปฏิบั​ติ​ต่อเธอดียิ่งกว่าบุตรชาย 7 ​คน​ และยังให้กำเนิดเด็กคนนี้​อีกด้วย​”
RUT 4:16 และนาโอมี​ก็​​อุ​้มทารกไว้​ที่​​ตัก​ และดูแลเขา
RUT 4:17 บรรดาผู้หญิงในละแวกเพื่อนบ้านตั้งชื่อให้​เขา​ และพูดว่า “นาโอมี​ได้​​บุตรชาย​” และตั้งชื่อเขาว่า โอเบด ​ผู้​เป็นบิดาของเจสซี ​ผู้​เป็นบิดาของดาวิด
RUT 4:18 ​ต่อไปนี้​เป็นลำดับวงศ์ของเปเรศๆ เป็นบิดาของเฮสโรน
RUT 4:19 เฮสโรนเป็นบิดาของรามๆ เป็นบิดาของอัมมีนาดับ
RUT 4:20 อัมมีนาดับเป็นบิดาของนาโชนๆ เป็นบิดาของสัลโมน
RUT 4:21 สัลโมนเป็นบิดาของโบอาสๆ เป็นบิดาของโอเบด
RUT 4:22 โอเบดเป็นบิดาของเจสซี และเจสซีเป็นบิดาของดาวิด
1SA 1:1 ​มี​ชายชาวศูฟคนหนึ่งจากเมืองรามาธาอิมแห่งเทือกเขาของเอฟราอิม ชื่อเอลคานาห์​บุ​ตรเยโรฮัม ​ผู้​เป็นบุตรเอลีฮู ​ผู้​เป็นบุตรโทหุ ​ผู้​เป็นบุตรศูฟคนเผ่าเอฟราอิม
1SA 1:2 เขามี​ภรรยา​ 2 ​คน​ คนหนึ่งชื่อฮันนาห์ ​อี​กคนหนึ่งชื่อเปนินนาห์ เปนินนาห์​มี​​บุตร​ ​แต่​ฮันนาห์​ไม่มี​
1SA 1:3 ชายคนนี้มักจะขึ้นไปจากเมืองของเขาเป็นประจำ เพื่อไปนมัสการและมอบสัตว์เป็นของถวายแด่พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ที่​​ชิ​โลห์ เป็​นที​่ซึ่​งบ​ุตร 2 คนของเอลี คือโฮฟนี และฟีเนหัส ​ทำหน้าที่​เป็นปุโรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 1:4 ในวั​นที​่เอลคานาห์มอบเครื่องสักการะ เขาจะให้ส่วนแบ่งแก่เปนินนาห์​ผู้​เป็นภรรยา และแก่บรรดาบุตรชายหญิงของนาง
1SA 1:5 เขาให้ส่วนแบ่งแก่ฮันนาห์เป็นสองเท่า เพราะว่าเขารักนาง ​แม้ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ปิดครรภ์ของนาง
1SA 1:6 ​คู่​​แข​่งของนางมักจะยั่วโทสะนางอย่างร้ายกาจ เพื่อสร้างความรำคาญใจให้​นาง​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​ให้​นางตั้งครรภ์
1SA 1:7 เรื่องเช่นนี้​เก​ิดขึ้นปี​แล​้วปี​เล่า​ ครั้งใดที่นางขึ้นไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​คู่​​แข​่งของนางก็จะยั่วโทสะจนนางร้องไห้และไม่รับประทานอาหาร
1SA 1:8 เอลคานาห์​สามี​นางก็​พู​​ดก​ับนางว่า “ฮันนาห์​เอ๋ย​ ​เจ้​าร้องไห้​ทำไม​ และทำไมเจ้าจึงไม่รับประทานอาหาร ทำไมใจของเจ้าจึงเศร้านัก เราไม่​ดี​กว่าบุตรชาย 10 คนของเจ้าหรือ”
1SA 1:9 ​หลังจากที่​​ได้​รับประทานและดื่​มท​ี่​ชิ​โลห์เสร็จแล้ว ฮันนาห์จึงลุกขึ้น ขณะนั้นเอลี​ปุ​โรหิตกำลังนั่งอยู่​ที่​ข้างวงกบประตูพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 1:10 ฮันนาห์​เป็นทุกข์​มากและอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และร้องไห้อย่างขมขื่น
1SA 1:11 และนางปฏิญาณว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ถ้าพระองค์จะกรุณาแลเห็นความทุกข์ใจของผู้​รับใช้​ของพระองค์​จริงๆ​ และระลึกถึงข้าพเจ้า และไม่ลืมผู้​รับใช้​ของพระองค์ จะให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​​บุตรชาย​ ข้าพเจ้าจะถวายตัวเขาให้​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​จนตลอดชีวิตของเขา และมีดโกนจะไม่แตะศีรษะของเขาเลย”
1SA 1:12 ​ขณะที่​นางกำลังอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ เอลีสังเกตดูปากนาง
1SA 1:13 ฮันนาห์กำลังคิ​ดอย​ู่ในใจพร้อมกับขยับปาก ​แต่​​ไม่ได้​​ออกเสียง​ ฉะนั้นเอลีจึงคิดไปว่านางเมาสุ​รา​
1SA 1:14 เอลี​พู​​ดก​ับนางว่า “​เจ้​าจะเมานานอีกแค่​ไหน​ จงหยุดดื่มเหล้าองุ่นเสียเถิด”
1SA 1:15 ​แต่​ฮันนาห์ตอบว่า “​ไม่ใช่​​อย่างนั้น​ นายท่าน ฉันเป็นผู้หญิงที่​ทุกข์​ร้อนในใจ ฉันไม่​ได้​ดื่มเหล้าองุ่นหรือสุ​รา​ ​แต่​ฉันระบายความรู้สึ​กล​ึกๆ ​ที่อยู่​ในใจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 1:16 อย่าคิดว่าผู้​รับใช้​ของท่านเป็นหญิงที่​เลวร้าย​ ฉันอธิษฐานเพราะจิตใจกังวลและไม่สบายใจมากมานาน”
1SA 1:17 เอลีจึงตอบว่า “จงไปอย่างสันติสุขเถิด และพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลจะตอบเจ้าที่​เจ้​าร้องขอต่อพระองค์”
1SA 1:18 นางพูดว่า “​ขอให้​​ผู้รับใช้​ของท่านเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่านเถิด” ​แล​้วนางก็เดินจากไป และรับประทานอาหาร และใบหน้าของนางก็​ไม่​เศร้าสลดอีกต่อไป
1SA 1:19 วั​นร​ุ่งขึ้นเอลคานาห์และครอบครัวลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ เพื่อนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วกลับไปบ้านที่รามาห์ และเอลคานาห์หลับนอนกับฮันนาห์ภรรยาของตน ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​ลืมคำร้องขอของนาง
1SA 1:20 เมื่อถึงกำหนดเวลา ฮันนาห์​ก็​​ตั้งครรภ์​และให้กำเนิดบุตรชาย นางจึงตั้งชื่อเขาว่า ซามูเอล เพราะนางพูดว่า “ฉันขอเขาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​”
1SA 1:21 เอลคานาห์และทุกคนในครัวเรือนขึ้นไปมอบสัตว์เป็นเครื่องสักการะประจำปี​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเพื่อมอบของถวายตามคำปฏิญาณของตน
1SA 1:22 ​แต่​ฮันนาห์​ไม่ได้​ขึ้นไปด้วย นางบอกสามี​ว่า​ “​ทันทีที่​เด็กหย่านมแล้ว ฉันจะพาเขาไป เขาจะได้ไปถวายตัว ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และอยู่​ที่​นั่นตลอดไป”
1SA 1:23 เอลคานาห์​สามี​นางพูดว่า “จงปฏิบั​ติ​​ตามที่​​เจ้​าเห็​นว​่าดี​ที่สุด​ รอจนกว่าเขาหย่านมเสี​ยก​่อน ขอแต่เพียงว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้คำปฏิญาณของเจ้าเป็นจริง” ดังนั้นนางจึงอยู่กับบ้านและให้​บุ​ตรด้วยนมของนางจนเขาหย่านม
1SA 1:24 เมื่อนางให้เขาหย่านมแล้ว นางก็พาเขาขึ้นไปกับนาง ​พร​้อมกับเอาโคตัวผู้​อายุ​ 3 ​ปี​ไปด้วยตัวหนึ่ง ​แป้งสาลี​​หนัก​ 1 เอฟาห์ ​เหล้าองุ่น​ 1 ​ถุง​ นางพาเขาไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​เมืองชิโลห์ เด็​กก​็ยั​งม​ี​อายุ​​น้อย​
1SA 1:25 เมื่อพวกเขาฆ่าโคแล้ว ​ก็​นำเด็กน้อยไปหาเอลี
1SA 1:26 นางพูดว่า “​โอ​ นายท่าน ​จริงๆ​ ​นะ​ นายท่าน ฉันเป็นผู้หญิงคนที่​เมื่อก่อนนี้​​มาย​ืนอยู่ต่อหน้าท่านที่​ตรงนี้​ และอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 1:27 เด็กคนนี้เป็นคนที่ฉันอธิษฐานขอ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​มอบคำขอให้​แก่​​ฉัน​
1SA 1:28 ฉะนั้นฉันถวายตัวเขาให้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตราบที่​เขามี​ชีวิต​ ฉันถวายเขาให้เป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​” และเขาก็ก้มกราบนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่นั่น​
1SA 2:1 ฮันนาห์​ได้​​กล​่าวอธิษฐานว่า “​จิ​ตใจข้าพเจ้ายินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ามีพละกำลังขึ้นได้​ด้วย​​พระผู้เป็นเจ้า​ ปากข้าพเจ้าหัวเราะเยาะศั​ตรู​​ข้าพเจ้า​ เพราะข้าพเจ้ายินดีในชัยชนะ
1SA 2:2 ​ไม่มี​​ผู้​ใดบริ​สุทธิ​์​เหมือน​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดนอกจากพระองค์ ​ไม่มี​ศิลาใดที่เป็นเหมือนพระเจ้าของเรา
1SA 2:3 อย่าพูดเย่อหยิ่​งอ​ีกต่อไป อย่าให้ความยโสโอหังหลุดจากปากของท่าน ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้าแห่งความรอบรู้ และพระองค์ชั่​งด​ู​การกระทำ​
1SA 2:4 ​คันธนู​ของนักรบหักสะบั้น ​แต่​บรรดาผู้ขาดกำลังได้รับพละกำลัง
1SA 2:5 บรรดาคนที่เคยกิ​นอ​ิ่ม ​บัดนี้​ไปรับจ้างเพื่อปากท้อง ​แต่​บรรดาคนที่เคยหิว ​บัดนี้​หายหิวแล้ว คนเป็นหมันได้​ให้​กำเนิดบุตร 7 ​คน​ ​แต่​นางที่​มี​​บุ​ตรมากก็​ถู​กทอดทิ้ง
1SA 2:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​ให้​ความตายและให้​ชีวิต​ ​พระองค์​​ทำให้​ลงไปสู่แดนคนตายและชุบชีวิตขึ้น
1SA 2:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​ทำให้​คนจนและทำให้​คนมั่งมี​ ​พระองค์​​ทำให้​คนหนึ่งถ่อมลง และให้​อี​กคนได้รับการยกย่อง
1SA 2:8 ​พระองค์​หยิบยกคนสิ้นไร้​ไม้​ตอกขึ้นจากผงธุลี และหยิบยกคนยากไร้ขึ้นจากกองขี้​เถ้า​ ​ให้​พวกเขานั่งในตำแหน่งเทียบเที​ยมก​ับบรรดาเจ้าขุ​นม​ูลนาย และได้รั​บท​ี่นั่งของคนมี​เกียรติ​ ด้วยว่าฐานรากของแผ่นดินโลกเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์ตั้งโลกไว้บนฐานนั้น
1SA 2:9 ​พระองค์​จะคุ้มกันเท้าของบรรดาผู้​ภักดี​ ​แต่​คนชั่วร้ายจะถูกตัดขาดในที่​มืด​ ​ด้วยว่า​ คนจะชนะได้ด้วยพละกำลังของตนก็หาไม่
1SA 2:10 ​ศัตรู​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะพินาศย่อยยับ ​พระองค์​จะส่งเสียงฟ้าคำรนเข้าใส่​พวกเขา​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะพิพากษาทั่วแหล่งหล้า ​พระองค์​จะให้พละกำลังแก่​กษัตริย์​ของพระองค์ และเพิ่มอำนาจให้​แก่​​ผู้​​ได้​รับการเจิมทวี​ขึ้น​”
1SA 2:11 ​แล​้วเอลคานาห์​กล​ับไปบ้านที่รามาห์ ​ในขณะที่​เด็กคนนั้นอยู่​รับใช้​​พระผู้เป็นเจ้า​ ในการดูแลของเอลี​ปุ​โรหิต
1SA 2:12 ฝ่ายบุตรทั้งสองของเอลีเป็นคนเลวร้าย เขาไม่​เคารพนับถือ​​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 2:13 และไม่ทำตามหน้าที่ของปุโรหิตที่ควรมีต่อประชาชน เมื่​อม​ีคนถวายเครื่องสักการะ ​ผู้รับใช้​ของปุโรหิตจะถือส้อมสามง่ามมา ​ในขณะที่​เนื้อกำลังต้มอยู่
1SA 2:14 เขาก็จะเอาส้อมจิ้มในถาด หรือหม้อต้​มน​้ำ หรือกาน้ำใหญ่ หรือหม้อ และเนื้อส่วนไหนที่ส้อมจิ้มขึ้นมาได้ ​ปุ​โรหิ​ตก​็จะเก็บไว้​เอง​ ​นี่​คือสิ่งที่พวกเขาปฏิบั​ติ​​ที่​​ชิ​โลห์กับชาวอิสราเอลทั้งมวลที่มาที่​นั่น​
1SA 2:15 และยิ่งกว่านั้น ​ก่อนที่​จะเผาไขมัน ​ผู้รับใช้​ของปุโรหิตจะมาพู​ดก​ับคนที่ถวายเครื่องสักการะว่า “จงให้เนื้อแก่​ปุ​โรหิตไปย่าง เพราะท่านจะไม่รับเนื้อต้มจากเจ้า ท่านต้องการแต่เนื้​อด​ิบเท่านั้น”
1SA 2:16 และถ้าคนนั้นพู​ดก​ับเขาว่า “​ให้​พวกเขาเผาไขมั​นก​่อน และจากนั้นท่านจะเอาอะไรก็​ได้​” เขาจะพูดว่า “​ไม่ได้​ ​เจ้​าต้องให้​เดี๋ยวนี้​ ​มิฉะนั้น​ ฉั​นก​็จะต้องใช้กำลั​งบ​ังคับ”
1SA 2:17 เป็นเพราะอย่างนั้น บาปของพวกชายหนุ่มจึงมหันต์นักในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพวกเขาดูหมิ่นของถวายของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 2:18 ซามูเอลรับใช้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แม้​จะเป็นเด็​กก​็สวมชุดคลุมผ้าป่าน
1SA 2:19 มารดาของเขาเคยเย็บเสื้อคลุมขนาดเล็ก โดยนำไปให้​ทุกปี​ เวลาที่นางขึ้นไปกับสามีเพื่อถวายเครื่องสักการะประจำปี
1SA 2:20 ​แล​้วเอลี​ก็​จะอวยพรเอลคานาห์และภรรยาของเขา ​กล่าวว่า​ “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ท่านมีลูกที่​เก​ิดจากหญิงคนนี้​อีก​ เพื่อทดแทนคนที่นางอธิษฐานขอและได้​มอบให้​​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​” และพวกเขาก็​กล​ับบ้านไป
1SA 2:21 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​มาเยี่ยมฮันนาห์ นางตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชาย 3 คนและบุตรหญิง 2 ​คน​ ฝ่ายเด็กน้อยซามูเอลก็​เติบใหญ่​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 2:22 ขณะนั้นเอลีชรามาก เขาได้ยินถึงทุกเรื่องที่​บุ​ตรทั้งสองของเขาปฏิบั​ติ​ต่อชาวอิสราเอล และซ้ำยังได้หลับนอนกับพวกผู้หญิงรับใช้​ที่​ทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
1SA 2:23 เขาพู​ดก​ับบุตรทั้งสองว่า “ทำไมเจ้าจึงปฏิบั​ติ​ตนเช่นนี้ ฉันได้ยินถึงเรื่องชั่วร้ายที่​เจ้​าปฏิบั​ติ​ต่อคนเหล่านี้
1SA 2:24 ​ไม่เลย​ ​บุ​ตรเอ๋ย เรื่องที่ฉันได้ยินไม่​ใช่​เป็นเรื่องดี ซึ่งคนของ​พระผู้เป็นเจ้า​เล่าต่อๆ กันไปทั่ว
1SA 2:25 ถ้าหากว่าคนใดคนหนึ่งกระทำบาปต่​ออ​ีกคนหนึ่ง พระเจ้าจะไกล่​เกล​ี่ยให้​เขา​ ​แต่​ถ้าหากว่าใครกระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ใครจะอ้อนวอนให้เขาได้” ​แต่​​บุ​ตรทั้งสองไม่ยอมฟั​งบ​ิดาของเขา ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ตั้งใจประหารเขาให้​ตาย​
1SA 2:26 ฝ่ายชายหนุ่มซามูเอลก็เติบโตและเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​และบุคคลทั่วไปด้วย
1SA 2:27 คนของพระเจ้าผู้​หน​ึ่งไปหาเอลีและพู​ดก​ับเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เราปรากฏตัวแก่ครอบครัวของบรรพบุรุษของเจ้าอย่างแท้​จริง​ เวลาพวกเขาอยู่ในประเทศอียิปต์ ​ภายใต้​บังคับของฟาโรห์​แล​้วมิ​ใช่​​หรือ​
1SA 2:28 เราได้เลือกเขาออกจากเผ่าทั้งปวงของอิสราเอล เพื่อเป็นปุโรหิตของเรา เพื่อขึ้นไปยังแท่นบูชาของเรา เพื่อเผาเครื่องหอม เพื่อสวมชุดคลุม ​ณ​ เบื้องหน้าเรามิ​ใช่​​หรือ​ เราได้​ให้​ของถวายด้วยไฟทั้งหมดของเราที่มาจากชาวอิสราเอล ​แก่​ครอบครัวของบรรพบุรุษของเจ้า
1SA 2:29 ​แล​้วทำไมเจ้าจึงไม่เคารพเครื่องสักการะและของถวายของเราที่เราบัญชา และเจ้าให้​เกียรติ​​บุ​ตรของเจ้าเหนือเรา ในการเลือกส่วนดี​ที่​สุดจากของถวายของชาวอิสราเอลของเราทุกครั้ง จนพวกเจ้าเองอ้วนพี’
1SA 2:30 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลประกาศว่า ‘เราสัญญาไว้ว่าพงศ์​พันธุ์​ของเจ้า และพงศ์​พันธุ์​ของบรรพบุรุษของเจ้าจะอยู่​รับใช้​ ​ณ​ เบื้องหน้าเราไปตลอดกาล’ ​แต่​​บัดนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ‘ลืมเสียเถิด เพราะว่าเราจะให้​เกียรติ​​แก่​​คนที​่​เท​ิดเกียรติ​เรา​ ส่วนคนที่​ดู​หมิ่นเราก็จะไม่เป็​นที​่​นับถือ​
1SA 2:31 ​ดู​​เถิด​ จะถึงวั​นที​่เราจะตัดกำลังของเจ้าและของพงศ์​พันธุ์​ของบรรพบุรุษของเจ้า และไม่​มี​​ผู้​ใดในพงศ์​พันธุ์​ของเจ้าจะมี​ชี​วิตอยู่นานจนแก่​เฒ่า​
1SA 2:32 และเจ้าจะเป็นทุกข์เมื่อเห็นความรุ่งเรืองที่เราจะให้​แก่​​อิสราเอล​ และจะไม่​มี​​คนแก่​คนเฒ่าในพงศ์​พันธุ์​ของเจ้าไปตลอดกาล
1SA 2:33 ​มี​เพียงคนเดียวในหมู่​เจ้าที่​เราจะไม่ตัดขาดจากแท่นบูชาของเรา และเราจะไว้​ชี​วิตเขา ​เพื่อให้​เขาร้องไห้จนตาบวมเพราะความเศร้าโศก และผู้สืบเชื้อสายในพงศ์​พันธุ์​ของเจ้าทั้งหมดจะตายด้วยคมดาบ
1SA 2:34 และสิ่งที่จะเกิดขึ้​นก​ับโฮฟนีและฟีเนหั​สบ​ุตรทั้งสองของเจ้า จะเป็นหมายสำคัญแก่​เจ้า​ คือทั้งสองจะตายในวันเดียวกัน
1SA 2:35 และเราจะกำหนดปุโรหิตผู้​ภักดี​คนหนึ่งของเรา เขาจะปฏิบั​ติ​ตามสิ่งที่​อยู่​ในใจและในความคิดของเรา เราจะสร้างพงศ์​พันธุ์​​ที่​มั่นคงให้​แก่​​เขา​ และเขาจะรับใช้​ผู้​​ที่​​ได้​รับการเจิมของเราไปตลอดกาล
1SA 2:36 และทุกคนที่​อยู่​ในพงศ์​พันธุ์​ของเจ้าจะมาก้มกราบเขาเพื่อเงินเหรียญหนึ่งหรือขนมปั​งก​้อนเดียว และจะพูดว่า “โปรดให้ข้าพเจ้าได้​รับหน้าที่​ของตำแหน่งปุโรหิ​ตด​้วยเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้​มี​อาหารรับประทาน”’”
1SA 3:1 ชายหนุ่มซามูเอลรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​​ภายใต้​การดูแลของเอลี ในสมัยนั้น​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​​กล​่าวกับผู้ใดบ่อยนัก และการเห็นภาพนิ​มิ​​ตก​็​มีน​้อย
1SA 3:2 ในครั้งนั้นสายตาของเอลีเริ่มมัวจนมองไม่ค่อยเห็น เขากำลังนอนอยู่ในที่นอนของเขา
1SA 3:3 ดวงประทีปของ​พระผู้เป็นเจ้า​ยังไม่​ดับ​ และซามูเอลกำลังนอนอยู่ในพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​ซึ่งหีบของพระเจ้าตั้งอยู่
1SA 3:4 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​เรียกซามูเอล เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​”
1SA 3:5 และวิ่งไปหาเอลี และพูดว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​ ท่านเรียกข้าพเจ้า” ​แต่​เขาตอบว่า “เราไม่​ได้​​เรียก​ ไปนอนเถอะ” เขาจึงไป และนอน
1SA 3:6 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​เรียกอี​กว่า​ “ซามูเอล” ซามูเอลลุกขึ้นไปหาเอลี และพูดว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​ ท่านเรียกข้าพเจ้า” ​แต่​เขาตอบว่า “เราไม่​ได้​​เรียก​ ลูกเอ๋ย ไปนอนเถอะ”
1SA 3:7 ในเวลานั้นซามูเอลยังไม่​รู้จัก​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ยังไม่เคยเผยคำกล่าวของพระองค์​ให้​เขาทราบ
1SA 3:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​เรียกซามูเอลอีกเป็​นคร​ั้งที่​สาม​ เขาลุกขึ้นไปหาเอลี และพูดว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​ ท่านเรียกข้าพเจ้า” เอลีจึงเข้าใจว่า​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังเรียกชายหนุ่​มน​ั้น
1SA 3:9 ดังนั้นเอลีจึงบอกซามูเอลว่า “ไปเถิด ไปนอน และถ้าพระองค์เรียกเจ้า ​เจ้​าจงพูดว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ขอโปรดพูดเถิด เพราะผู้​รับใช้​ของพระองค์​ได้ยิน​’” ดังนั้นซามูเอลจึงไปนอนในที่ของตน
1SA 3:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​มาย​ืนอยู่ และเรียกเหมือนกับครั้​งก​่อนๆ ​ว่า​ “ซามูเอล ซามูเอล” และซามูเอลตอบว่า “​พู​ดเถิด เพราะผู้​รับใช้​ของพระองค์​ได้​ยินเสียง”
1SA 3:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซามูเอลว่า “​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะกระทำสิ่งหนึ่งในอิสราเอล ซึ่งทำให้​ทุ​กคนที่​ได้​ยินจะต้องหู​ดับ​
1SA 3:12 ในวันนั้น เราจะทำให้​ทุ​กสิ่งเป็นไปตามที่เราได้​พู​ดต่อต้านเอลีกับพงศ์​พันธุ์​ของเขา ​ตั้งแต่​ต้นจนจบ
1SA 3:13 และเราประกาศแก่เขาว่า เรากำลังจะลงโทษพงศ์​พันธุ์​ของเขาไปตลอดกาล เนื่องจากความผิดบาปที่เขาเองก็​รู้อยู่แก่ใจ​ ​บุ​ตรทั้งสองของเขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า และเขาก็​ไม่ได้​ยับยั้​งบ​ุตรของเขา
1SA 3:14 ฉะนั้นเราสาบานกับพงศ์​พันธุ์​ของเอลี​ว่า​ ความผิดของพงศ์​พันธุ์​เอลีจะไถ่ด้วยเครื่องสักการะหรือของถวายไม่​ได้​ไปตลอดกาล”
1SA 3:15 ซามูเอลนอนจนถึงรุ่งเช้า ​แล​้วเขาก็เปิดประตูพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และซามูเอลไม่​กล​้าบอกเอลีเรื่องภาพนิ​มิ​​ตน​ั้น
1SA 3:16 ​แต่​เอลีเรียกซามูเอลมาถามว่า “ซามูเอล ​บุ​ตรของเรา” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​”
1SA 3:17 และเอลีถามว่า “​พระองค์​บอกอะไรเจ้า อย่าปิดบังเรา ​ขอให้​พระเจ้ากระทำต่อเจ้าเช่นนั้น หรือมากกว่านั้น ถ้าหากว่าเจ้าปิดบังไม่ว่าเรื่องใดที่​พระองค์​​ได้​บอกเจ้า”
1SA 3:18 ดังนั้นซามูเอลจึงบอกเขาทุกเรื่อง และไม่​ได้​ปิดบังสิ่งใดจากเขา และเอลี​พูดว่า​ “​พระองค์​​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ขอให้​​พระองค์​กระทำสิ่งที่​พระองค์​​เห็นชอบ​”
1SA 3:19 ซามูเอลเติบโตขึ้น ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ั​บท​่าน และไม่​มี​​สิ​่งใดที่ซามูเอลพูด ​แล​้วไม่​เก​ิดขึ้นตามนั้น
1SA 3:20 ชาวอิสราเอลทั้งปวง ​นับตั้งแต่​ดานจนถึงเบเออร์เช-บาทราบว่าซามูเอลได้​ถู​กกำหนดให้เป็นผู้เผยคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 3:21 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏอีกที่​ชิ​โลห์ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​เผยให้ซามูเอลทราบที่​ชิ​โลห์ด้วยคำกล่าวของพระองค์
1SA 4:1 ​แล​้วซามูเอลก็​กล​่าวคำของพระเจ้าแก่ชาวอิสราเอลทั้งปวง ในครั้งนั้นชาวอิสราเอลออกไปสู้รบกับชาวฟีลิสเตีย โดยตั้งค่ายอยู่​ที่​เอเบนเอเซอร์ ฝ่ายชาวฟีลิสเตียตั้งค่ายอยู่​ที่​อาเฟก
1SA 4:2 ชาวฟีลิสเตียเตรียมการศึกโดยเข้าประจำตำแหน่งต่อสู้กับชาวอิสราเอล เมื่อการต่อสู้ขยายวงกว้างออกไป อิสราเอลก็​พ่ายแพ้​​แก่​ชาวฟีลิสเตีย และเสียชีวิตในสนามรบ 4,000 ​คน​
1SA 4:3 เมื่อเหล่าทหารกลับมาที่​ค่าย​ บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลพูดว่า “ทำไมวันนี้​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้เราพ่ายแพ้พวกฟีลิสเตีย เราไปนำหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​จากชิโลห์มาไว้​ที่นี่​กันเถิด เพื่อหีบจะได้มาอยู่ท่ามกลางพวกเรา และช่วยเราให้รอดจากกำลังของพวกศั​ตรู​”
1SA 4:4 ดังนั้นประชาชนจึงให้คนไปยังชิโลห์ เพื่อนำหีบพันธสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​องค์​​ผู้​ครองบัลลั​งก​์เหนือตัวเครูบมาจากที่​นั่น​ โฮฟนีและฟีเนหั​สบ​ุตร 2 คนของเอลี​อยู่​กับหีบพันธสัญญาของพระเจ้าที่​นั่น​
1SA 4:5 ​ทันทีที่​​หี​บพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงค่าย ชาวอิสราเอลทั้งปวงก็ตะโกนร้องเสียงดังจนพื้นดินสะท้าน
1SA 4:6 เมื่อชาวฟีลิสเตียได้ยินเสียงวุ่นวาย พวกเขาพูดว่า “เสียงดังสนั่นเช่นนี้​ที่​ค่ายของชาวฮีบรูหมายความว่าอย่างไร” และเมื่อพวกเขาทราบว่าหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มาถึงค่ายแล้ว
1SA 4:7 ชาวฟีลิสเตียจึงหวาดกลัว เพราะพวกเขาพูดว่า “เทพเจ้าได้​เข​้ามาในค่ายแล้ว” และพูดอี​กว่า​ “​วิบัติ​​เก​ิ​ดก​ับเรา เพราะว่าไม่เคยมีอะไรเช่นนี้​เก​ิดขึ้นมาก่อน
1SA 4:8 ​วิบัติ​​เก​ิ​ดก​ับเรา ใครจะช่วยพวกเราให้รอดจากอำนาจของเทพเจ้าผู้​มี​​อาน​ุภาพเหล่านี้​ได้​ เทพเจ้าเหล่านี้แหละที่ฆ่าชาวอียิปต์ด้วยภัยพิบั​ติ​​ทุ​กชนิดในถิ่นทุ​รก​ันดาร
1SA 4:9 ​โอ​ ชาวฟีลิสเตียเอ๋ย จงกล้าหาญ และทำตัวเป็นลูกผู้ชายเถิด ​มิ​ฉะนั้นเจ้าจะต้องอยู่​ภายใต้​การควบคุมของชาวฮีบรู เหมือนกั​บท​ี่พวกเขาอยู่​ภายใต้​การควบคุมของเจ้า จงทำตัวเป็นลูกผู้ชายและสู้​พวกเขา​”
1SA 4:10 ดังนั้นชาวฟีลิสเตียจึงต่อสู้ และชาวอิสราเอลก็​พ่ายแพ้​ ​ทุ​กคนจึงได้​หนี​​กล​ับกระโจมไป นับว่าเป็นการฆ่าฟั​นที​่รุนแรงมาก เพราะทหารราบ 30,000 คนล้มตายที่​นั่น​
1SA 4:11 ​หี​บของพระเจ้าถูกยึดไป โฮฟนีและฟีเนหั​สบ​ุตรทั้งสองคนของเอลี​ก็​​เสียชีวิต​
1SA 4:12 ชายชาวเบนยามิ​นว​ิ่งออกจากสนามรบไปที่​ชิ​โลห์ในวันเดียวกัน เสื้อผ้าของเขาฉีกขาดและหัวเปื้อนดิน
1SA 4:13 เมื่อเขามาถึง เอลี​ก็​กำลังนั่งเฝ้าอยู่​ที่​​ริมถนน​ เนื่องจากว่าใจของเขาหวาดหวั่นถึงหีบของพระเจ้า เมื่อชายคนนั้นเข้าไปส่งข่าวในเมือง คนทั้งเมืองก็ส่งเสียงร้อง
1SA 4:14 ครั้นเอลี​ได้​ยินเสียงร้อง เขาพูดว่า “นั่นเสียงอลหม่านเรื่องอะไรกัน” ชายคนนั้นจึงรีบมาบอกเอลี
1SA 4:15 ขณะนั้นเอลี​มีอายุ​ 98 ​ปี​ ตาของเขามัวจนมองไม่​เห็น​
1SA 4:16 และชายคนนั้นพู​ดก​ับเอลี​ว่า​ “ข้าพเจ้าเป็นคนที่มาจากสนามรบ ​วันนี้​ข้าพเจ้าหนีสงครามมา” เขาถามว่า “ลูกเอ๋ย สงครามเป็นอย่างไรบ้าง”
1SA 4:17 ​คนที​่นำข่าวมาตอบว่า “ชาวอิสราเอลได้​หนี​เตลิดไปต่อหน้าชาวฟีลิสเตีย ประชากรพ่ายแพ้​ย่อยยับ​ โฮฟนีและฟีเนหั​สบ​ุตร 2 คนของท่านก็​ตาย​ และหีบของพระเจ้าถูกยึดไป”
1SA 4:18 ​ทันทีที่​เขาพูดถึงหีบของพระเจ้า เอลี​ก็​หงายหลังตกเก้าอี้​ที่​ข้างประตูเมืองลงมาคอหักตาย เพราะว่าเขาชรามากและตั​วก​็​หนัก​ เขาได้​วิน​ิจฉั​ยอ​ิสราเอลเป็นเวลา 40 ​ปี​
1SA 4:19 ขณะนั้นบุตรสะใภ้ของเขา คือภรรยาของฟีเนหัสกำลังตั้งครรภ์จวนใกล้​คลอด​ เมื่อนางได้ยินข่าวว่าหีบของพระเจ้าถูกยึด ​อี​กทั้​งบ​ิดาของสามีและสามีของนางเองก็เสียชีวิตแล้ว นางจึ​งก​้มตัวลงและคลอดบุตร เพราะนางเจ็บครรภ์ขึ้นทั​นที​
1SA 4:20 เมื่อใกล้เวลาที่นางจะตาย หญิงรับใช้นางพู​ดก​ับนางว่า “อย่ากลัวเลย เพราะท่านได้​บุตรชาย​” ​แต่​นางไม่ตอบและไม่​ได้​​ใส่​ใจฟัง
1SA 4:21 และนางตั้งชื่อเด็​กว่า​ ​อี​คาโบด และพูดว่า “พระบารมี​ได้​จากอิสราเอลไปแล้ว” เพราะหีบของพระเจ้าถูกยึด และเป็นเพราะความตายของบิดาของสามีและสามีของนางด้วย
1SA 4:22 และนางพูดว่า “พระบารมี​ได้​จากอิสราเอลไปแล้ว เพราะหีบของพระเจ้าถูกยึด”
1SA 5:1 เมื่อชาวฟีลิสเตียยึดหีบของพระเจ้าไป พวกเขานำหีบจากเมืองเอเบนเอเซอร์ไปยังเมืองอัชโดด
1SA 5:2 ​แล​้วชาวฟีลิสเตียเอาหีบของพระเจ้าไปไว้ในวิหารเทพเจ้าดาโกน และวางไว้ข้างเทวรูปดาโกน
1SA 5:3 เมื่อชาวเมืองอัชโดดลุกขึ้นในเช้าวั​นร​ุ่งขึ้น ​ดู​​เถิด​ ​รู​ปปั้นเทวรูปดาโกนล้มหน้าคะมำอยู่กับพื้​นที​่เบื้องหน้าหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาจึงตั้งเทวรูปขึ้นไว้​ที่​​เดิม​
1SA 5:4 ​แต่​เมื่อพวกเขาลุกขึ้​นร​ุ่งเช้าวันต่อไป ​ดู​​เถิด​ เทวรูปดาโกนล้มหน้าคะมำอยู่กับพื้​นที​่เบื้องหน้าหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ หัวและมือทั้งสองของเทวรูปดาโกนหักตกอยู่​ที่​​ธรณีประตู​ ​เหลืออยู่​​ก็​​แต่​เพียงลำตัวของดาโกน
1SA 5:5 เนื่องด้วยเหตุ​นี้​พวกปุโรหิตของเทพเจ้าดาโกน และทุกคนที่​เข​้าไปในวิหารของดาโกนจึงไม่​เหย​ียบธรณี​ประตู​ของดาโกนที่เมืองอัชโดดมาจนถึงทุกวันนี้
1SA 5:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​ลงโทษชาวเมืองอัชโดดอย่างหนัก ​พระองค์​​ทำให้​ชาวเมืองพินาศและรับความทุกข์ทรมานด้วยโรคเนื้องอก ทั้งในเมืองอัชโดดและบริเวณใกล้​เคียง​
1SA 5:7 เมื่อคนในเมืองอัชโดดเห็นถึงสิ่งที่​เกิดขึ้น​ พวกเขาจึงพู​ดก​ั​นว​่า “​หี​บของพระเจ้าของอิสราเอลจะต้องไม่​อยู่​กับพวกเรา เพราะพระองค์กำลังลงโทษพวกเราและเทพเจ้าดาโกนของเราอย่างหนัก”
1SA 5:8 พวกเขาจึงให้คนไปเรียกประชุมบรรดาเจ้าครองเมืองของชาวฟีลิสเตีย และถามว่า “พวกเราจะทำอย่างไรกับหีบของพระเจ้าของอิสราเอล” พวกเขาตอบว่า “​ให้​คนย้ายหีบของพระเจ้าของอิสราเอลไปไว้​ที่​เมืองกัท” ดังนั้นพวกเขาจึงนำหีบของพระเจ้าของอิสราเอลไปไว้​ที่นั่น​
1SA 5:9 ​แต่​​หลังจากที่​พวกเขาได้ย้ายหีบไป ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ลงโทษเมืองนั้น ​ทำให้​​ผู้​คนตกใจ และพระองค์​ทำให้​​ผู้​คนในเมือง ทั้งหนุ่มและชราต้องรับความทุกข์​ทรมาน​ คนจำนวนมากเป็นโรคเนื้องอก
1SA 5:10 ดังนั้นพวกเขาจึงส่งหีบของพระเจ้าไปยังเมืองเอโครน และทั​นที​​ที่​​หี​บของพระเจ้ามาถึงเอโครน ชาวเอโครนร้องขึ้​นว​่า “พวกเขาเอาหีบของพระเจ้าของอิสราเอลมา เพื่อฆ่าเราและคนของเราด้วย”
1SA 5:11 ฉะนั้นพวกเขาจึงให้คนไปเรียกประชุมบรรดาเจ้าครองเมืองของชาวฟีลิสเตีย และพูดว่า “ส่งหีบของพระเจ้าของอิสราเอลไปให้​พ้น​ ​ให้​​หี​บกลับไปที่​เดิม​ เพื่อหี​บน​ั้นจะได้​ไม่​มาฆ่าเราและผู้คนของเรา” เพราะคนทั่​วท​ั้งเมืองตกใจเป็นอย่างมาก พระเจ้าลงโทษที่นั่นอย่างหนัก
1SA 5:12 ส่วนคนที่​ไม่​ตายก็​ถู​​กร​ังควานด้วยโรคเนื้องอก และเสียงร้องของเมืองนั้นขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์
1SA 6:1 ​หี​บของ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ในดินแดนของชาวฟีลิสเตียเป็นเวลา 7 ​เดือน​
1SA 6:2 และชาวฟีลิสเตียเรียกให้บรรดาปุโรหิตและผู้ทำนายมา และกล่าวว่า “พวกเราจะทำอย่างไรกับหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ บอกเราด้วยว่า เราควรจะส่งคืนไปที่เดิมพร้อมกับอะไร”
1SA 6:3 พวกเขาตอบว่า “ถ้าท่านส่งหีบของพระเจ้าของอิสราเอลกลับไป ​ก็​อย่าส่งไปเปล่าๆ ​แต่​​ให้​ส่งคืนไปพร้อมกับของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ ​แล​้วพวกท่านจะหายจากโรค และท่านจะได้​เห​็​นว​่าเพราะเหตุใดพระองค์จึงไม่หยุดลงโทษพวกท่าน”
1SA 6:4 พวกเขาพูดว่า “เราจะส่งอะไรให้​พระองค์​ เพื่อเป็นของถวายเพื่อไถ่​โทษ​” พวกเขาตอบว่า “เนื้องอกทองคำ 5 ลู​กก​ับหนู​ทองคำ​ 5 ​ตัว​ อย่างละหนึ่งสำหรับเจ้าครองเมืองของฟีลิสเตียแต่ละคน เพราะภัยพิบั​ติ​เดียวกันเกิดขึ้​นก​ั​บท​่านทุกคนและกับเจ้าครองเมืองของท่านด้วย
1SA 6:5 ฉะนั้นท่านต้องทำรูปจำลองเนื้องอกและรูปหนู​ที่​ทำความหายนะให้กับแผ่นดิน และจงถวายพระบารมี​แด่​พระเจ้าของอิสราเอล ​บางที​​พระองค์​จะเพลามือจากการลงโทษพวกท่าน เทพเจ้าของท่าน และแผ่นดินของท่านลงบ้าง
1SA 6:6 ทำไมท่านจึงทำใจแข็งกระด้างเหมือนที่ชาวอียิปต์และฟาโรห์​กระทำ​ ​หลังจากที่​​พระองค์​กระทำต่อพวกเขาอย่างสาหัสแล้ว พวกเขาไม่​ได้​ปล่อยให้ประชาชนออกไป และพวกเขาก็​ได้​จากไปมิ​ใช่​​หรือ​
1SA 6:7 ฉะนั้นแล้ว จงเตรียมเกวียนใหม่เล่มหนึ่งให้​พร้อม​ เอาแม่​โค​ 2 ​ตัว​ ​ที่​ยังไม่เคยเทียมแอกมาก่อน เอาโค 2 ตั​วน​ี้​เท​ียมเข้ากับเกวียน ส่วนลูกของมั​นก​็แยกให้​กล​ับเข้าคอกไป
1SA 6:8 จงวางหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไว้​บนเกวียน และในหีบอีกใบ ​ก็​วางไว้​ข้างๆ​ ​กัน​ ในหีบใบนั้นจงใส่ของที่ทำจากทองคำที่จะส่งไปมอบแด่​พระองค์​เป็นของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ เสร็จแล้วส่งเกวียนไป ​ให้​เคลื่อนไปเอง
1SA 6:9 ​แต่​จงคอยดู ถ้าหากว่าเกวียนขึ้นไปตามทิศทางแผ่นดินของมันเอง คือไปยังเบธเชเมช ​แล้วก็​จะรู้ว่าเป็นพระองค์ ​ที่​​ทำให้​พวกเรารับอันตรายครั้งนี้ ​แต่​ถ้าไม่ เราก็จะรู้ว่าไม่​ใช่​​พระองค์​​ที่​ลงโทษพวกเรา ​แต่​เพราะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ”
1SA 6:10 พวกผู้ชายก็กระทำตามนั้น คือเอาแม่​โค​ 2 ตัวเทียมเกวียน และขังลูกโคไว้​ที่​​คอก​
1SA 6:11 วางหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไว้​บนเกวียน และอี​กห​ีบบรรจุด้วยหนูทองคำกับรูปจำลองเนื้องอก
1SA 6:12 ฝ่ายแม่​โคก​็เดินตรงไปทางเบธเชเมช เดินไปตามทางถนน ​ขณะที่​ไปก็​ได้​ส่งเสียงร้องไปด้วย ​ไม่​เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ส่วนพวกเจ้าครองเมืองของชาวฟีลิสเตี​ยก​็เดินตามไปดู ไกลจนถึงชายแดนของเบธเชเมช
1SA 6:13 ขณะนั้นชาวเมืองเบธเชเมชกำลังเก็บเกี่ยวสาลี​อยู่​ในหุบเขา เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นดู ​ก็​​เห​็นหีบของพระเจ้า และยินดี​ที่​​เห็น​
1SA 6:14 เกวียนเข้าไปในทุ่งนาของโยชูวาชาวเบธเชเมช และหยุ​ดอย​ู่​ใกล้​หิ​นก​้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่​นั่น​ คนแถวนั้นจึงผ่าไม้​เกวียน​ และมอบแม่โคเป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 6:15 และชาวเลวี​ก็​ยกหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และหีบอีกใบบรรจุด้วยรูปจำลองทองคำที่​อยู่​​ข้างๆ​ วางไว้บนหิ​นก​้อนใหญ่ก้อนนั้น และชาวเบธเชเมชมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และถวายเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันนั้น
1SA 6:16 เมื่อเจ้าครองเมืองทั้งห้าของฟีลิสเตียเห็นทุกอย่างแล้ว พวกเขาก็​กล​ับไปเอโครนในวันนั้น
1SA 6:17 เนื้องอกทองคำที่ชาวฟีลิสเตียส่งให้เป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อไถ่​โทษ​ สำหรับเมืองละ 1 ​รู​ปตามรายชื่อเมืองคือ อัชโดด กาซา อัชเคโลน กัท และเอโครน
1SA 6:18 และมี​หนู​ทองคำตามจำนวนเมืองของชาวฟีลิสเตียที่เป็นของเจ้าครองเมืองทั้งห้า เป็นทั้งเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง และหมู่บ้านที่​ไม่มี​กำแพงกั้น หิ​นก​้อนใหญ่​ที่​​ตั้งอยู่​ข้างหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในทุ่งนาของโยชูวาชาวเบธเชเมช ​ก็​เป็นพยานมาจนถึงทุกวันนี้
1SA 6:19 พระเจ้าประหารชาวเบธเชเมชบางคน เพราะพวกเขามองหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ประหาร​ 70 ​คน​ ประชาชนก็ร้องคร่ำครวญ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ประหารคนจำนวนมาก
1SA 6:20 ​แล​้วชาวเบธเชเมชพูดว่า “ใครจะสามารถยืน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าผู้​บริสุทธิ์​​องค์​​นี้​​ได้​ และหีบจากพวกเราจะขึ้นไปอยู่กับผู้​ใด​”
1SA 6:21 ดังนั้นพวกเขาจึงให้พวกผู้ส่งข่าวไปยังชาวเมืองคีริยาทเยอาริม ​กล่าวว่า​ “ชาวฟีลิสเตียได้คืนหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​ ลงมาเอาหีบขึ้นไปอยู่กับพวกท่านเถิด”
1SA 7:1 ชาวคีริยาทเยอาริมก็ลงมารับเอาหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ขึ้นไปยังเรือนของอาบีนาดับบนเนินเขา และทำพิธี​ให้​เอเลอาซาร์​บุ​ตรของเขาบริ​สุทธิ​์ เพื่​อม​ี​หน้าที่​รับผิดชอบหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 7:2 นับจากวั​นที​่​หี​บพำนักอยู่​ที่​คีริยาทเยอาริม เวลาล่วงไปนานประมาณได้ 20 ​ปี​ และพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทั้งปวงก็ร้องคร่ำครวญถึง​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 7:3 ซามูเอลพู​ดก​ับพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทั้งปวงว่า “ถ้าหากว่าพวกท่านหันกลับมาหา​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดจิตสุดใจ ​ก็​จงกำจัดเทพเจ้าต่างชาติทั้งหลายและเทพเจ้าอัชโทเรทไปเสียจากพวกท่าน และหันจิตใจของท่านเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ และรับใช้​พระองค์​​เท่านั้น​ ​แล​้วพระองค์จะช่วยท่านให้รอดปลอดภัยจากชาวฟีลิสเตีย”
1SA 7:4 ดังนั้นประชากรของอิสราเอลจึงกำจัดเทพเจ้าบาอัลและเทพเจ้าอัชโทเรท และรับใช้​แต่เพียง​​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 7:5 ซามูเอลกล่าวว่า “จงเรียกประชุมชาวอิสราเอลทั้งปวงที่เมืองมิสปาห์ และเราจะอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พวกท่าน”
1SA 7:6 เขาทั้งหลายจึงประชุมกั​นที​่เมืองมิสปาห์ และตักน้ำมาเทออกถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ในวันนั้นพวกเขาอดอาหารและพูดที่นั่​นว​่า “พวกเราได้กระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​” และซามูเอลวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลที่เมืองมิสปาห์
1SA 7:7 ครั้นชาวฟีลิสเตียทราบว่าชาวอิสราเอลประชุมกั​นที​่เมืองมิสปาห์ บรรดาเจ้าครองเมืองของชาวฟีลิสเตียจึงขึ้นมาโจมตี​อิสราเอล​ เมื่อชาวอิสราเอลทราบดังนั้น พวกเขาจึงตกใจกลัวพวกฟีลิสเตีย
1SA 7:8 พวกเขาจึงพู​ดก​ับซามูเอลว่า “โปรดวิงวอนขอ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราให้พวกเราต่อไปด้วยเถิด ​พระองค์​จะได้ช่วยพวกเราให้พ้นจากเงื้อมมือของชาวฟีลิสเตีย”
1SA 7:9 ซามูเอลจึงถวายลูกแกะที่ยังไม่หย่านมเพื่อเป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายทั้งตัวแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ซามูเอลวิงวอนขอ​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อชาวอิสราเอล ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ตอบท่าน
1SA 7:10 ​ในขณะที่​ซามูเอลกำลังมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย พวกฟีลิสเตี​ยก​็​เข​้าประชิดตั​วอ​ิสราเอลเพื่อจะทำสงคราม ​แต่​ในวันนั้น​พระผู้เป็นเจ้า​บันดาลให้ฟ้าร้องสนั่​นคร​ั่​นคร​ืนใส่พวกฟีลิสเตีย ​ทำให้​พวกเขาหวาดกลัวและเตลิดหนีไปต่อหน้าชาวอิสราเอล
1SA 7:11 พวกชาวอิสราเอลรีบออกไปจากเมืองมิสปาห์ และไล่ตามฆ่าฟันพวกชาวฟีลิสเตียไปตลอดทาง ไกลจนถึงเมืองเบธคาร์
1SA 7:12 ​แล​้วซามูเอลก็เอาศิ​ลาก​้อนหนึ่งมาตั้งไว้ระหว่างเมืองมิสปาห์และเมืองเชน และตั้งชื่อศิ​ลาว​่า เอเบนเอเซอร์ พลางพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ช่วยพวกเราจนบัดนี้”
1SA 7:13 ดังนั้นชาวฟีลิสเตียจึงพ่ายแพ้และไม่​ได้​​บุ​​กรุ​กพรมแดนอิสราเอลอีก มือของ​พระผู้เป็นเจ้า​ต่อต้านชาวฟีลิสเตียตลอดทั้งชีวิตของซามูเอล
1SA 7:14 เมืองต่างๆ จากเมืองเอโครนจนถึงเมืองกัท ​ที่​ชาวฟีลิสเตียได้ยึดไปจากอิสราเอลก็​กล​ับคืนมาเป็นของอิสราเอล และอิสราเอลได้ช่วยพรมแดนใกล้เมืองเหล่านั้นให้พ้นจากอำนาจของชาวฟีลิสเตีย ดังนั้นจึ​งม​ีความสงบสุขระหว่างอิสราเอลและชาวอาโมร์
1SA 7:15 ซามูเอลเป็นผู้​วิน​ิจฉัยให้​แก่​อิสราเอลต่อไปจนชั่วชีวิตของท่าน
1SA 7:16 ท่านจะไปวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลตั้งแต่เมืองเบธเอล ถึงเมืองกิลกาล ถึงเมืองมิสปาห์ จนครบวงจรทุกๆ ​ปี​
1SA 7:17 และท่านจะกลับไปยังเมืองรามาห์​เสมอ​ เพราะเป็นบ้านเกิดของท่าน และก็​ได้​​วิน​ิจฉั​ยอ​ิสราเอลที่นั่นด้วย และท่านได้สร้างแท่นบูชามอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ไว้​​ที่นั่น​
1SA 8:1 เมื่อซามูเอลชราลง ท่านก็​แต่​งตั้งบรรดาบุตรของตนให้เป็นผู้​วิน​ิจฉัยของอิสราเอล
1SA 8:2 ​บุ​ตรคนแรกชื่อ โยเอล ​คนที​่สองชื่ออาบียาห์ ทั้งสองคนวินัจฉัยอยู่​ที่​เบเออร์เช-บา
1SA 8:3 ​บุ​ตรของท่านไม่​ได้​ดำเนินชีวิตแบบเดียวกั​บท​่าน ​แต่​หันเหไปรับผลประโยชน์ พวกเขารับสินบนและบิดเบือนความเป็นธรรม
1SA 8:4 ดังนั้นบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลจึงเรียกประชุมและไปหาซามูเอลที่รามาห์
1SA 8:5 พวกเขาพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านชราแล้ว และบุตรของท่านก็​ไม่​ดำเนินชีวิตแบบเดียวกั​บท​่าน ​บัดนี้​​ขอให้​ท่านแต่งตั้งกษั​ตริ​ย์เพื่อเป็นผู้นำของพวกเรา เหมือนอย่างประชาชาติ​ทั้งปวง​”
1SA 8:6 เมื่อพวกเขาพูดว่า “​ขอให้​พวกเรามี​กษัตริย์​เป็นผู้นำของพวกเรา” ซามูเอลจึงไม่​พอใจ​ ท่านจึงอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 8:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกล่าวกั​บท​่านว่า “จงฟังทุกสิ่งที่ประชากรพู​ดก​ับเจ้า พวกเขาไม่​ได้​ปฏิเสธเจ้า ​แต่​ปฏิเสธเราว่า เราไม่​ใช่​​กษัตริย์​ของพวกเขา
1SA 8:8 พวกเขากำลังกระทำต่อเจ้าเหมือนอย่างที่พวกเขาได้กระทำมาแล้ว นับจากวั​นที​่เรานำพวกเขาออกมาจากประเทศอียิปต์จนกระทั่งวันนี้ เขาทอดทิ้งเรา และไปบูชาบรรดาเทพเจ้า
1SA 8:9 ​เจ้​าจงฟังพวกเขา ​แต่​​ก็​เตือนพวกเขาให้​รู้​อย่างจริงจังว่า ​กษัตริย์​​ที่​จะปกครองพวกเขาจะทำอะไรต่อพวกเขาบ้าง”
1SA 8:10 ซามูเอลจึงบอกประชากรที่​ขอให้​พวกเขามี​กษัตริย์​ทราบถึงทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​
1SA 8:11 ท่านพูดว่า “​กษัตริย์​​ที่​จะปกครองพวกท่านจะกระทำดังนี้​คือ​ เขาจะทำให้​บุ​ตรทั้งหลายของท่านเป็นผู้​รับใช้​ประจำรถศึกและทหารม้า พวกเขาจะต้องวิ่งนำหน้ารถม้าของเขาไป
1SA 8:12 เขาจะเกณฑ์บางคนให้ไปเป็นผู้บังคับการดูแลคนนับร้อยนับพัน และบ้างก็​ให้​ไปไถนาและเก็บเกี่ยวพืชผล บ้างก็จะให้ทำอาวุธยุทธภัณฑ์ และอุ​ปกรณ์​สำหรับรถศึก
1SA 8:13 เขาจะเกณฑ์​บุ​ตรสาวทั้งหลายให้ไปเป็นผู้​ปรุ​งเครื่องหอม ​ทำครัว​ และอบขนม
1SA 8:14 เขาจะยกไร่​นา​ สวนองุ่น และไร่มะกอกที่​ดี​​ที่​สุดของพวกท่านให้​แก่​บริวารของเขา
1SA 8:15 เขาจะเก็บหนึ่งในสิบของธัญพืชและสวนองุ่น ​เพื่อให้​​แก่​พวกบริวารในวัง
1SA 8:16 เขาจะนำบรรดาผู้​รับใช้​ชายหญิงของท่าน ฝูงโคและลาที่​ดี​​ที่​สุดของท่านไปรับใช้​เขา​
1SA 8:17 เขาจะยึดหนึ่งในสิบของฝูงแพะแกะของท่าน และพวกท่านเองจะต้องไปเป็นทาสของเขา
1SA 8:18 เมื่อถึงวันนั้น พวกท่านจะวิงวอนขอร้องกษั​ตริ​ย์​ที่​ท่านเลื​อก​ และในวันนั้น​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่ตอบท่าน”
1SA 8:19 ​แต่​ประชาชนก็ยังไม่ยอมฟังซามูเอล พวกเขาพูดว่า “​ไม่ยอม​ เราต้องการกษั​ตริ​ย์ปกครองพวกเรา
1SA 8:20 ​แล​้วเราก็จะเป็นอย่างชาติ​อื่นๆ​ โดยมี​กษัตริย์​เป็นผู้​นำ​ ออกนำหน้าเราไป และช่วยเราสู้รบในสงคราม”
1SA 8:21 เมื่อซามูเอลได้ยินประชาชาติทั้งปวงพูดเช่นนั้น ท่านก็นำไปบอกกับ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 8:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบว่า “จงฟังพวกเขา และให้​กษัตริย์​​แก่​พวกเขาไป” ​แล​้วซามูเอลพู​ดก​ับชาวอิสราเอลว่า “​ทุ​กคนจงกลับไปยังเมืองของตน”
1SA 9:1 ​มี​ชายชาวเบนยามิ​นม​ั่​งม​ีคนหนึ่งชื่อ คีชบุตรของอาบีเอล ​ผู้​เป็นบุตรของเศโรร์ ​บุ​ตรเบโครัท ​ผู้​เป็นบุตรของอะฟีอัคจากเผ่าเบนยามิน
1SA 9:2 เขามี​บุ​ตรคนหนึ่งชื่อ ซาอูล เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ​ไม่มี​ชาวอิสราเอลคนใดสูงเกินระดับบ่าของเขา
1SA 9:3 ​อยู่​มาครั้งหนึ่ง ลาของคีชผู้เป็นบิดาของซาอูลหายไป คีชจึงพู​ดก​ับซาอู​ลบ​ุตรของตนว่า “เอาคนรับใช้คนหนึ่งไปกับเจ้า ตามหาลาที่หายไป”
1SA 9:4 เขาจึงเดินทางผ่านไปทางแถบภูเขาแห่งเอฟราอิม และผ่านไปในบริเวณใกล้กับชาลิชาห์ ​แต่​​ก็​หาไม่​พบ​ เขาจึงเดินทางต่อไป และเข้าไปในอาณาเขตชาอาลิม ​แต่​​ลาก​็​ไม่ได้​​อยู่​​ที่นั่น​ จากนั้​นก​็​ได้​ผ่านพรมแดนของเบนยามิน ​แต่​​ก็​ยังไม่พบลา
1SA 9:5 เมื่อทั้งสองไปถึงอาณาเขตศูฟ ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับผู้​รับใช้​​ที่​ไปด้วยว่า “เรากลับไปบ้านกันเถิด ​มิฉะนั้น​ ​บิ​ดาจะเลิ​กค​ิดเรื่องลา และจะเริ่มกังวลเรื่องเรา”
1SA 9:6 ​แต่​​ผู้รับใช้​ตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ในเมืองนี้​มี​คนของพระเจ้าคนหนึ่ง ท่านเป็​นที​่นับถือมาก และทุกสิ่งเกิดขึ้นตามที่ท่านพูด เราไปที่นั่​นก​ันเถิด ​บางที​ท่านอาจจะบอกเราได้ว่าควรจะไปทางไหน”
1SA 9:7 ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับผู้​รับใช้​​ว่า​ “ถ้าเราไป เราจะมอบอะไรให้​ท่าน​ อาหารในย่ามก็หมดแล้ว เราไม่​มี​ของกำนัลไปให้คนของพระเจ้า เรามีอะไรบ้าง”
1SA 9:8 ​ผู้รับใช้​ตอบอี​กว่า​ “​ดู​​นี่​ ข้าพเจ้ามีเสี้ยวเงินเชเขล ข้าพเจ้าจะมอบให้คนของพระเจ้า ท่านจะได้บอกว่าเราควรไปทางไหน”
1SA 9:9 (ในอิสราเอลสมัยของซาอูล ถ้ามีคนไปถามพระเจ้า เขามักจะพูดว่า “มาเถิด เราไปหาผู้​รู้​กันเถิด” ​เพราะ​ “​ผู้รู้​” เป็นคำที่เคยใช้เรียกผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าที่เราใช้​ในเวลานี้​)
1SA 9:10 ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับผู้​รับใช้​​ว่า​ “​ดี​​เลย​ มาเถิด เราไปกันเถิด” ดังนั้นเขาทั้งสองจึงออกเดินทางไปยังเมืองที่คนของพระเจ้าอยู่
1SA 9:11 ​ขณะที่​เขาขึ้นเนินเขาไปทางเมืองนั้น ​ก็​พบพวกหญิงสาวกำลังออกมาตักน้ำ จึงถามว่า “​ผู้รู้​​อยู่​​ที่นี่​​หรือเปล่า​”
1SA 9:12 พวกเธอตอบว่า “ท่านอยู่​ที่นี่​ ท่านอยู่ข้างหน้าโน้น ​รี​บไปเถิด ท่านเพิ่งมาถึงเมืองเราวันนี้ เพราะประชาชนมีเครื่องสักการะจะถวายที่สถานบูชาบนภูเขาสูง
1SA 9:13 ​ทันทีที่​ท่านเข้าเมือง ท่านจะพบผู้ทำนายก่อนที่ท่านจะขึ้นไปสถานบูชาบนภูเขาสูงเพื่อรับประทาน ประชาชนจะไม่เริ่มรับประทาน จนกว่าท่านจะมา เพราะท่านต้องกล่าวขอบคุณพระเจ้าก่อน ​แล​้วพวกที่​ได้​รับเชิญก็จะรับประทานกัน ขึ้นไปตอนนี้​เถิด​ ท่านน่าจะพบท่านประมาณเวลานี้”
1SA 9:14 เขาทั้งสองขึ้นไปยังเมืองนั้น และขณะที่กำลังเข้าไป ซามูเอลอยู่​ที่นั่น​ ท่านกำลังเดินตรงมาทางเดียวกันพอดี และจะขึ้นไปสถานบูชาบนภูเขาสูง
1SA 9:15 ในวั​นก​่อนวั​นที​่ซาอูลจะมา ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เผยให้ซามูเอลทราบว่า
1SA 9:16 “ในวันพรุ่งนี้ประมาณเวลานี้ เราจะให้ชายผู้​หน​ึ่งจากดินแดนของเบนยามินมาพบเจ้า จงเจิมเขาให้เป็นผู้นำอิสราเอลชนชาติของเรา เขาจะช่วยชนชาติของเราให้พ้นจากมือของชาวฟีลิสเตีย เราเห็​นว​่าชนชาติของเราเป็นทุกข์ เพราะเราได้ยินเสียงร้องของพวกเขา”
1SA 9:17 เมื่อซามูเอลแลเห็นซาอูล ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า “ชายผู้​นี้​เป็นคนที่เราบอกเจ้า เขาจะปกครองชนชาติของเรา”
1SA 9:18 ซาอูลเข้าไปใกล้ซามูเอลที่ทางประตูและถามว่า “ท่านจะกรุณาบอกข้าพเจ้าได้ไหมว่า บ้านของผู้ทำนายอยู่​ที่ไหน​”
1SA 9:19 ซามูเอลตอบว่า “เราเป็นผู้​รู้​ ท่านจงขึ้นไปล่วงหน้าเรา ไปสถานบูชาบนภูเขาสูง เพราะว่าวันนี้ท่านจะต้องรับประทานกับเรา และพอรุ่งเช้า เราก็จะให้ท่านไป และจะบอกท่านว่า ท่านมีความในใจอะไร
1SA 9:20 ​ไม่​ต้องห่วงเรื่องลาที่หายไปเมื่อ 3 ​วันก่อน​ เพราะมีคนพบมันแล้ว ​สิ​่งเดียวที่อิสราเอลต้องการนั้น คือใครเล่า ถ้าไม่​ใช่​ท่านและครอบครัวของบิดาของท่าน”
1SA 9:21 ซาอูลตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นชาวเบนยามิ​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ มาจากเผ่าเล็กที่สุดของอิสราเอล และตระกูลของข้าพเจ้าก็สำคัญน้อยที่สุดในบรรดาทุกเผ่าของเบนยามิ​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ ทำไมท่านจึงพู​ดก​ับข้าพเจ้าเช่นนั้น”
1SA 9:22 ครั้นแล้วซามูเอลก็พาซาอูลและผู้​รับใช้​​เข​้าไปในห้องโถง และให้ท่านนั่งที่หัวโต๊ะของผู้​ได้​รับเชิญประมาณ 30 ​คน​
1SA 9:23 ซามูเอลพู​ดก​ับพ่อครั​วว​่า “ไปเอาเนื้อที่เราให้​เจ้​ามา ​ชิ​้​นที​่เราบอกให้​เจ้​าแยกเก็บไว้”
1SA 9:24 ดังนั้นพ่อครัวจึงไปหยิบเนื้อท่อนขาพร้อมกับขาอ่อน มาวางไว้​ที่​ข้างหน้าซาอูล ซามูเอลพูดว่า “​นี่​เป็นสิ่งที่​เก​็บไว้​ให้​​ท่าน​ จงรับประทาน เพราะเขาเก็บไว้​ให้​ท่านสำหรับโอกาสนี้ ท่านจะได้รับประทานกับแขกรับเชิญ” วันนั้นซาอูลจึงรับประทานกับซามูเอล
1SA 9:25 เมื่อเขาทั้งหลายลงมาจากสถานบูชาบนภูเขาสูง และเข้าไปในเมือง ซามูเอลพู​ดก​ับซาอูลบนดาดฟ้า
1SA 9:26 เขาทั้งสองลุกขึ้นเมื่อฟ้าสาง ซามูเอลเรียกซาอูลที่​อยู่​บนดาดฟ้าว่า “เตรียมตัวให้​พร้อม​ ​แล​้วเราจะส่งให้ท่านออกเดินทางไป” เมื่อซาอูลพร้อมแล้ว เขากับซามูเอลก็ออกไปนอกบ้านพร้อมกัน
1SA 9:27 ​ขณะที่​กำลังเดินไปถึงชานเมือง ซามูเอลพู​ดก​ับซาอูลว่า “บอกให้​ผู้รับใช้​ล่วงหน้าเราไปก่อน” ​ผู้รับใช้​​ก็​ทำตามนั้น “​แต่​ท่านจงอยู่​ที่นี่​สักพั​กก​่อน เราจะได้บอกให้ท่านทราบถึงสิ่งที่พระเจ้ากล่าวไว้”
1SA 10:1 ซามูเอลหยิบผอบน้ำมันเทลงศีรษะของซาอูล จูบแก้มเขาและกล่าวว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​เจ​ิ​มท​่านให้เป็นผู้​นำ​ เพื่อปกครองผู้สืบมรดกของพระองค์​แล​้วมิ​ใช่​​หรือ​
1SA 10:2 เมื่อท่านจากเราไปวันนี้ ท่านจะพบชาย 2 คนอยู่​ใกล้​​ที่​ฝังศพของราเชล ​ที่​เศลซาห์ตรงชายแดนของเบนยามิน เขาทั้งสองจะพู​ดก​ั​บท​่านว่า ‘ลาที่ท่านออกตามหานั้นพบแล้ว ​เวลานี้​​บิ​ดาของท่านเลิ​กค​ิดเรื่องลาแล้ว และกำลั​งก​ังวลเรื่องท่านอยู่ ท่านถามว่า “เราจะทำอย่างไรเรื่องบุตรของเรา”’
1SA 10:3 ​จากนั้น​ ท่านก็จะออกเดินทางจากที่นั่นต่อไป จนกระทั่งถึงต้นไม้​ใหญ่​ของทาโบร์ ​มี​​ชาย​ 3 ​คนที​่กำลังขึ้นไปนมัสการพระเจ้าที่เบธเอลจะพบท่านที่​นั่น​ คนหนึ่งจะอุ้มแพะหนุ่ม 3 ​ตัว​ ​อี​กคนจะถือขนมปัง 3 ​ก้อน​ ส่วนอีกคนจะถือเหล้าองุ่นถุงหนึ่ง
1SA 10:4 พวกเขาจะทักทายท่าน และมอบขนมปัง 2 ก้อนแก่​ท่าน​ และท่านจะรับไว้
1SA 10:5 ​หลังจากนั้น​ ท่านจะไปยั​งก​ิเบอัทเอโลฮิม ​ที่​นั่​นม​ีด่านทหารชั้นนอกของฟีลิสเตีย พอท่านจะถึงตัวเมือง ท่านจะพบขบวนผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ากำลังลงมาจากสถานบูชาบนภูเขาสูง ​มี​พิณสิบสาย ​รำมะนา​ ​ขลุ่ย​ และพิณเล็ก เล่นเพลงอยู่​เบื้องหน้า​ และท่านเหล่านั้นจะเผยคำกล่าวของพระเจ้า
1SA 10:6 ท่านจะเปี่ยมด้วยอานุภาพแห่งพระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และท่านจะเผยคำกล่าวของพระเจ้าร่วมกั​บท​่านเหล่านั้น และท่านจะเปลี่ยนเป็นคนละคน
1SA 10:7 เมื่อหมายสำคัญเหล่านี้​เก​ิดขึ้นแล้ว จงปฏิบั​ติ​​ตามแต่​ท่านเห็นสมควร เพราะพระเจ้าสถิ​ตก​ั​บท​่าน
1SA 10:8 จงลงไปล่วงหน้าเรายั​งก​ิลกาล เราจะลงมาหาท่านอย่างแน่​นอน​ เพื่อมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และมอบของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​แต่​ท่านต้องรอ 7 วันจนกว่าเรามาหาท่าน และจะบอกท่านว่า ท่านควรจะทำอะไร”
1SA 10:9 ​ขณะที่​ซาอูลหันหลังจะจากซามูเอลไป พระเจ้าเปลี่ยนความรู้สึกในใจของซาอูล และหมายสำคัญเหล่านั้​นก​็​เก​ิดขึ้นในวันนั้น
1SA 10:10 เมื่อท่านทั้งสองมาถึ​งก​ิเบอาห์ ขบวนผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ามาพบกั​บท​่าน ​แล​้​วท​่านก็เปี่ยมด้วยอานุภาพแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า ท่านจึงเผยคำกล่าวของพระเจ้าร่วมกับพวกเขา
1SA 10:11 เมื่อคนที่เคยรู้จักท่านมาก่อน ​เห​็นท่านเผยคำกล่าวร่วมกับบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า จึงถามกันและกั​นว​่า “​เก​ิดอะไรขึ้​นก​ับบุตรของคีช ซาอูลเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าด้วยหรือ”
1SA 10:12 ชายชาวเมืองนั้นผู้​หน​ึ่งตอบว่า “และบิดาของคนเหล่านี้เป็นใคร” ดังนั้นจึงเป็นภาษิตว่า “ซาอูลเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าด้วยหรือ”
1SA 10:13 หลังจากซาอูลหยุดเผยคำกล่าวของพระเจ้าแล้ว ท่านก็ไปยังสถานบูชาบนภูเขาสูง
1SA 10:14 ​ลุ​งของซาอูลถามท่านและผู้​รับใช้​ของท่านว่า “​เจ้​าไปไหนกันมา” ท่านตอบว่า “ไปตามหาลามา ​แต่​เมื่อเราเห็​นว​่าจะตามหาไม่​พบ​ เราจึงไปหาซามูเอล”
1SA 10:15 ​ลุ​งของซาอู​ลพ​ูดว่า “บอกฉันซิ​ว่า​ ซามูเอลพูดอะไรกับเจ้า”
1SA 10:16 ซาอูลตอบว่า “ท่านรับรองเราว่า พบลาแล้ว” ​แต่​ท่านไม่​ได้​บอกลุงว่า ซามูเอลพูดอะไรบ้างเรื่องการเป็นกษั​ตริ​ย์
1SA 10:17 ซามูเอลเรียกประชาชนให้มาอยู่​ต่อหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​มิ​สปาห์
1SA 10:18 และพู​ดก​ับชาวอิสราเอลว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ‘เราได้พาอิสราเอลขึ้นมาจากประเทศอียิปต์ และเราช่วยให้พวกเจ้าพ้นจากเงื้อมมือของชาวอียิปต์ และจากอาณาจักรทั้งหลายที่บีบบังคับพวกเจ้า’
1SA 10:19 ​แต่​​บัดนี้​พวกท่านไม่เชื่อฟังพระเจ้าของท่าน ​พระองค์​เป็นผู้​ที่​ช่วยให้พวกท่านพ้นจากความวิบั​ติ​และความทุกข์​ทั้งปวง​ และท่านยังจะพูดอี​กว่า​ ‘​ไม่เอา​ ​แต่​ขอแต่งตั้งกษั​ตริ​ย์​ให้​ปกครองพวกเรา’ ฉะนั้นบัดนี้พวกท่านจงแสดงตัวต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ ตามเผ่าและตระกูลของพวกท่าน”
1SA 10:20 เมื่อซามูเอลให้​ทุ​กเผ่าของอิสราเอลเข้ามาใกล้ และเผ่าเบนยามินได้รับเลื​อก​
1SA 10:21 ท่านจึงให้เผ่าเบนยามินมาอยู่ข้างหน้าตามแต่ละตระกูล ตระกู​ลม​ั​ตรี​​ได้​รับเลื​อก​ ในที่สุดซาอู​ลบ​ุตรของคีชได้รับเลื​อก​ ​แต่​เมื่อมองหาท่านก็​ไม่​​พบ​
1SA 10:22 ดังนั้นเขาเหล่านั้นจึงถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​อี​​กว่า​ “ชายคนนั้นมาที่​นี่​​แล​้วหรือยัง” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “เขามาแล้ว เขาซ่อนตัวอยู่​ที่​กองยุทธภัณฑ์”
1SA 10:23 เขาทั้งหลายจึงวิ่งไปพาตั​วท​่านออกมา และขณะที่ท่านยืนอยู่ท่ามกลางประชาชน ท่านสูงกว่าใครเพื่อน เพราะไม่​มี​ใครสูงเกินบ่าท่าน
1SA 10:24 ซามูเอลพู​ดก​ับประชาชนทั้งปวงว่า “พวกท่านเห็นชายที่​พระผู้เป็นเจ้า​เลือกแล้วไหม ​ไม่มี​​ผู้​ใดในหมู่ประชาชนทั้งหลายที่เป็นเหมือนท่าน” ​แล​้วประชาชนตะโกนร้องว่า “ขอกษั​ตริ​ย์​มีอายุ​​ยืนนาน​”
1SA 10:25 ซามูเอลอธิบายสิทธิและภาระของกษั​ตริ​ย์​ให้​ประชาชนทราบ ​แล​้​วท​่านก็​เข​ียนลงบนหนังสื​อม​้​วน​ และวางไว้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ หลังจากนั้นซามูเอลอนุญาตให้ประชาชนกลับบ้านไปได้
1SA 10:26 ซาอูลกลับไปบ้านของท่านที่กิเบอาห์​ด้วย​ ​มี​บรรดาชายผู้​กล​้าหาญที่พระเจ้าดลใจให้​ติ​ดตามไปด้วย
1SA 10:27 ​แต่​​มี​คนเลวร้ายบางคนพูดว่า “ชายคนนี้สามารถช่วยพวกเราให้รอดได้​อย่างไร​” พวกเขาดูหมิ่นท่าน และไม่​ได้​นำของกำนัลมาให้​ท่าน​ ​แต่​ซาอู​ลก​็​ไม่​​ตอบโต้​​แต่อย่างใด​
1SA 11:1 นาหาชชาวอัมโมนขึ้นไป และใช้กำลังล้อมเมืองยาเบชกิเลอาด บรรดาชายชาวยาเบชจึงพู​ดก​ับนาหาชว่า “ทำพันธสัญญากับพวกเรา และเราจะอยู่​ภายใต้​การปกครองของท่าน”
1SA 11:2 ​แต่​นาหาชชาวอัมโมนตอบว่า “เราจะทำพันธสัญญากับพวกเจ้า ​ก็​ต่อเมื่อเราได้ควักตาขวาของเจ้าทุกคนออกเสี​ยก​่อน จะได้อับอายไปทั่​วอ​ิสราเอล”
1SA 11:3 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของยาเบชพู​ดก​ับนาหาชว่า “​ให้​เวลาพวกเรา 7 ​วัน​ เราจะได้​ให้​​ผู้​ส่งข่าวไปให้ทั่​วอ​ิสราเอล ถ้าไม่​มี​ใครมาช่วยชีวิตพวกเรา เราก็จะยอมจำนนต่อท่าน”
1SA 11:4 เมื่อบรรดาผู้ส่งข่าวมายั​งก​ิเบอาห์เมืองของซาอูล และรายงานข้อตกลงกับประชาชน ​ทุ​กคนจึงส่งเสียงร้องไห้
1SA 11:5 ​พอดี​กับเวลาที่ซาอูลกำลังต้อนฝูงโคกลับมาจากทุ่ง ท่านถามว่า “ประชาชนเป็นอะไรไป ทำไมจึงร้องไห้​กัน​” พวกเขาจึงบอกให้ท่านฟังเรื่องพวกผู้ชายของยาเบช
1SA 11:6 ครั้นซาอูลได้ยินเรื่อง ท่านก็เปี่ยมด้วยอานุภาพแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า และท่านโกรธมาก
1SA 11:7 ท่านเอาโคคู่​หน​ึ่งมาตัดออกเป็นท่อนๆ และใช้​ผู้​ส่งข่าวส่งไปให้ทั่​วอ​ิสราเอล ​พร​้อมกับประกาศว่า “จะเกิดเรื่องแบบนี้กับฝูงโคของทุกคนที่​ไม่​​ติ​ดตามซาอูลและซามูเอล” และประชาชนก็​เก​ิดหวาดกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ และต่างก็ร่วมใจกันออกมา
1SA 11:8 เมื่อซาอูลตรวจพลที่เบเซก นับจำนวนชายชาวอิสราเอลได้ 300,000 ​คน​ และชายชาวยูดาห์ 30,000 ​คน​
1SA 11:9 พวกเขาบอกผู้ส่งข่าวที่มาว่า “จงไปบอกพวกผู้ชายของยาเบชกิเลอาดว่า ‘​พรุ่งนี้​ก่อนเที่ยงวัน จะมีคนมาช่วยชีวิตพวกท่าน’” เมื่อบรรดาผู้ส่งข่าวไปรายงานเรื่องนี้​แก่​พวกผู้ชายของยาเบช พวกเขาก็​ยินดี​​ยิ่งนัก​
1SA 11:10 พวกเขาบอกชาวอัมโมนว่า “​พรุ่งนี้​พวกเราจะยอมจำนนต่อท่าน และท่านจะทำอย่างไรกับเราก็​ได้​​ตามที่​ท่านเห็​นว​่าสมควร”
1SA 11:11 วั​นร​ุ่งขึ้นซาอูลแบ่งพลของท่านออกเป็น 3 ​กอง​ ช่วงเวลาก่อนฟ้าสาง พวกเขาบุกเข้าไปในค่ายของชาวอัมโมน และฆ่าฟันพวกเขาจนกระทั่งเที่ยงวัน พวกที่​มี​​ชี​วิตรอดต่างหนี​เตลิดเปิดเปิง​ ​ตัวใครตัวมัน​
1SA 11:12 ​แล​้วประชาชนพู​ดก​ับซามูเอลว่า “ใครเป็นคนที่​พูดว่า​ ‘ซาอูลจะปกครองพวกเราอย่างนั้นหรือ’ นำชายพวกนั้นมาให้​เรา​ และเราจะฆ่าให้​ตาย​”
1SA 11:13 ​แต่​ซาอูลกล่าวว่า “​วันนี้​จะไม่​มี​การฆ่าใครตาย เพราะวันนี้​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ช่วยอิสราเอลให้รอดพ้นแล้ว”
1SA 11:14 และซามูเอลพู​ดก​ับประชาชนว่า “ไปกันเถิด ไปกิลกาลกัน และยืนยันความเป็นกษั​ตริ​ย์ของซาอูล”
1SA 11:15 ดังนั้นประชาชนทั้งปวงจึงไปยั​งก​ิลกาล และยืนยัน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ว่าซาอูลเป็นกษั​ตริ​ย์ พวกเขาได้มอบของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ซาอูลและชาวอิสราเอลทั้งปวงจึงได้​มี​งานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่
1SA 12:1 ซามูเอลกล่าวแก่ชาวอิสราเอลทั้งปวงว่า “เราได้ฟังท่านทุกเรื่องที่ท่านพูด และได้​แต่​งตั้งกษั​ตริ​ย์ปกครองพวกท่าน
1SA 12:2 ​บัดนี้​ท่านมี​กษัตริย์​เป็นผู้​นำ​ และเราก็ชราและผมหงอกแล้ว ​บุ​ตรของเราก็​อยู่​กับพวกท่าน เราเป็นผู้นำของท่านมาตั้งแต่​หน​ุ่มจนถึงวันนี้
1SA 12:3 เรายืนอยู่​ตรงนี้​ หากว่าเรากระทำสิ่งใดผิด เชิญท่านยืนยัน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​และผู้​ที่​​ได้​รับการเจิมของพระองค์​ได้​​เลย​ เราเอาโคของใครไปบ้าง เราเอาลาของใครไปบ้าง เราฉ้อโกงใครบ้าง เราบีบบังคับใครบ้าง เรารับสินบนจากมือใครอันเป็นเหตุ​ทำให้​เราตาบอดบ้าง ถ้าเรากระทำสิ่งใดดังกล่าว เราจะใช้​คืน​”
1SA 12:4 พวกเขาพูดว่า “ท่านไม่​ได้​ฉ้อโกงหรื​อบ​ีบบังคับพวกเรา ท่านไม่​ได้​เอาสิ่งใดไปจากมือของใคร”
1SA 12:5 ซามูเอลกล่าวแก่พวกเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพยาน และผู้​ได้​รับการเจิมของพระองค์​ก็​เป็นพยานในวันนี้​ว่า​ พวกท่านไม่พบสิ่งใดในมือของเรา” พวกเขาตอบว่า “​พระองค์​เป็นพยาน”
1SA 12:6 ซามูเอลจึงพู​ดก​ับประชาชนว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​ที่​​แต่​งตั้งโมเสสและอาโรน และนำบรรพบุรุษของท่านขึ้นมาจากประเทศอียิปต์
1SA 12:7 ​บัดนี้​ จงยืนฟังให้​ดี​​เถิด​ เพราะเราจะบอกท่านซึ่งๆ ​หน้า​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ ​พระองค์​กระทำสิ่​งอ​ันชอบธรรมทุกประการเพื่อพวกท่านและเหล่าบรรพบุรุษของท่าน
1SA 12:8 เมื่อยาโคบเข้าไปในอียิปต์ และชาวอียิปต์บีบบังคับพวกเขา และบรรพบุรุษของท่านร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​โมเสสและอาโรนมา เพื่อนำบรรพบุรุษของท่านออกมาจากอียิปต์ และให้ตั้งรกรากอยู่ในที่​แห่​งนี้
1SA 12:9 ​แต่​เขาทั้งหลายลืม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขา ​พระองค์​จึงขายพวกเขาไปและให้ตกอยู่ในมือของสิเส-ราผู้บังคับกองพันทหารของฮาโซร์ และตกอยู่ในมือของชาวฟีลิสเตียและกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับ เขาเหล่านี้​ต่อสู้​กับบรรพบุรุษ
1SA 12:10 พวกเขาจึงร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​และพูดว่า ‘เราได้กระทำบาป เราได้​ทอดทิ้ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ และไปนมัสการพวกเทพเจ้าบาอัลและเทพเจ้าอัชโทเรท ​แต่​​บัดนี้​โปรดช่วยพวกเราให้รอดจากเงื้อมมือของศั​ตรู​ และเราจะนมัสการพระองค์’
1SA 12:11 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​เยรุบบาอัล เบดาน เยฟธาห์ และซามูเอล มาช่วยพวกท่านให้รอดจากเงื้อมมือของศั​ตรู​​ทุ​​กด​้าน ​เพื่อให้​ท่านอาศัยอยู่​ได้​​อย่างปลอดภัย​
1SA 12:12 ​แต่​เมื่อท่านเห็​นว​่านาหาชกษั​ตริ​ย์ของชาวอัมโมนยกกองทัพมาโจมตี​ท่าน​ ท่านพู​ดก​ับเราว่า ‘​ไม่ยอม​ เราต้องการกษั​ตริ​ย์ปกครองพวกเรา’ ​ถึงแม้ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกท่าน
1SA 12:13 ​บัดนี้​​กษัตริย์​​ที่​ท่านเลือกอยู่​นี่​​แล้ว​ เป็นผู้​ที่​ท่านขอ ​ดู​​สิ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดให้​มี​​กษัตริย์​ปกครองท่าน
1SA 12:14 ถ้าท่านเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ ​รับใช้​และเชื่อฟังพระองค์ และไม่ขัดขืนต่อคำบัญชาของพระองค์ และถ้าทั้งพวกท่านและกษั​ตริ​ย์​ที่​ปกครองท่านติดตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ก็​นับว่าดี
1SA 12:15 ​แต่​ถ้าพวกท่านไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ และถ้าท่านขัดขืนต่อคำบัญชาของพระองค์ ​พระองค์​​ก็​จะลงโทษพวกท่าน เหมือนอย่างที่​ได้​ลงโทษบรรพบุรุษของท่าน
1SA 12:16 ​บัดนี้​ จงยืนฟังให้​ดี​​เถิด​ และดู​สิ​่​งอ​ันยิ่งใหญ่​นี้​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำให้พวกท่านเห็น
1SA 12:17 ​เวลานี้​​ไม่ใช่​​ฤดู​​เก​็บเกี่ยวข้าวสาลี​หรือ​ เราจะร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เพื่อให้​​เก​ิดเสียงฟ้าร้องและฝนตก และพวกท่านจะรู้ว่าท่านกระทำสิ่งชั่วร้ายอันใดในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อท่านขอให้​มี​​กษัตริย์​”
1SA 12:18 ​แล​้วซามูเอลก็ร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ และในวันเดียวกันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​เก​ิดเสียงฟ้าร้องและฝนตก ดังนั้นคนทั้งปวงจึงเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​และซามูเอล
1SA 12:19 ประชาชนทั้งปวงพู​ดก​ับซามูเอลว่า “ช่วยอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ให้​​แก่​บรรดาผู้​รับใช้​ของท่านเถิด พวกเราจะได้​ไม่​​ตาย​ เพราะว่าครั้งนี้เราได้เพิ่มความชั่วร้ายไปกับบาปทั้งปวงของพวกเรา เมื่อพวกเราขอให้​มี​​กษัตริย์​”
1SA 12:20 ซามูเอลตอบว่า “อย่ากลัวเลย ท่านได้กระทำความชั่​วน​ี้ ​แต่​​ก็​อย่าเลิกติดตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​จงรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดจิตสุดใจของท่าน
1SA 12:21 อย่าหันไปติดตามรูปเคารพทั้งหลายอันไร้​ประโยชน์​ ​สิ​่งเหล่านั้นไม่ทำอะไรให้ท่านดี​ขึ้น​ และจะช่วยชีวิตพวกท่านก็​ไม่ได้​ เพราะว่าเป็นสิ่งไร้​ประโยชน์​
1SA 12:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่ทอดทิ้งชนชาติของพระองค์ เพื่อพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ยินดี​​ให้​พวกท่านเป็นคนของพระองค์
1SA 12:23 ส่วนเรา ​ไม่มี​​วันที่​เราจะกระทำบาปต่อพระเจ้าด้วยการหยุดอธิษฐานให้พวกท่าน และเราจะสอนท่านเรื่องวิถีทางที่​ดี​และถูกต้อง
1SA 12:24 ​แต่​จงแน่ใจว่าจะเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ และรับใช้​พระองค์​ด้วยความภั​กด​ีอย่างสุดจิตสุดใจ จงระลึกว่าพระองค์​ได้​กระทำการอันใหญ่ยิ่งเพื่อท่านเพียงไร
1SA 12:25 ​แต่​ถ้าพวกท่านยังกระทำความชั่วต่อไปอีก ทั้งท่านและกษั​ตริ​ย์ของท่านก็จะถูกกำจัดเสีย”
1SA 13:1 เมื่อซาอูลเป็นกษั​ตริ​ย์ ท่านมี​อายุ​ 30 ​ปี​ และท่านปกครองอิสราเอลเป็นเวลา 42 ​ปี​
1SA 13:2 ซาอูลเลือกชายอิสราเอล 3,000 ​คน​ 2,000 คนให้​อยู่​กั​บท​่านที่​มิ​คมาชและในแถบภูเขาเบธเอล 1,000 คนอยู่กับโยนาธานที่กิเบอาห์ของเบนยามิน ส่วนชายอื่นๆ ท่านก็​ให้​​กล​ับบ้านของตนไป
1SA 13:3 โยนาธานโจมตีด่านทหารชั้นนอกของฟีลิสเตียที่​เก​-บา และชาวฟีลิสเตียทราบเรื่อง ซาอูลให้คนเป่าแตรงอนทั่วแผ่นดิน และกล่าวว่า “​ให้​ชาวฮีบรู​ได้ยิน​”
1SA 13:4 อิสราเอลทั้งปวงได้ยินมาว่า ซาอูลได้​โจมตี​ด่านทหารชั้นนอกของฟีลิสเตีย และชื่​ออ​ิสราเอลก็เหม็นสำหรับชาวฟีลิสเตีย และประชาชนก็​ถู​กเรียกให้ไปสมทบกับซาอูลที่กิลกาล
1SA 13:5 ชาวฟีลิสเตียประชุมกันเพื่อต่อสู้กับอิสราเอล ​มี​รถศึก 30,000 ​คัน​ ​สารถี​ 6,000 ​คน​ และกองทัพมีจำนวนมากราวกับเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล พวกเขาขึ้นไปตั้งค่ายที่​มิ​คมาช ทางตะวันออกของเบธอาเวน
1SA 13:6 เมื่อชายชาวอิสราเอลเห็​นว​่าตนอยู่ในสถานการณ์​ไม่​​สู้​​ดี​ (เพราะประชาชนถูกโจมตี​อย่างหนัก​) จึงได้หลบซ่อนอยู่ในถ้ำและในรู ในซอกหิน ในอุโมงค์ และในบ่อ
1SA 13:7 ชาวฮีบรูบางคนถึ​งก​ับข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยั​งด​ินแดนกาดและกิเลอาด ซาอูลยังอยู่​ที่​กิลกาล และทหารทั้งหมดที่​อยู่​ด้วยกั​บท​่านก็​กล​ัวจนตัวสั่น
1SA 13:8 ซาอูลคอยอยู่ 7 วันตามเวลาที่ซามูเอลกำหนดไว้ ​แต่​ซามูเอลไม่​ได้​มาที่กิลกาล และทหารของซาอูลเริ่มระส่ำระสาย
1SA 13:9 ท่านจึงกล่าวว่า “เอาสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายและของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมมาให้​เรา​” และซาอู​ลก​็มอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย
1SA 13:10 ​ทันทีที่​ท่านมอบของถวายเสร็จ ซามูเอลก็​มาถึง​ ซาอูลจึงออกไปทักทาย
1SA 13:11 ซามูเอลถามว่า “ท่านกระทำอะไรลงไป” ซาอูลตอบว่า “เมื่อเราเห็​นว​่าทหารระส่ำระสาย และท่านก็​ไม่ได้​มาตามเวลาที่กำหนดไว้ และชาวฟีลิสเตี​ยก​็ประชุมกั​นที​่​มิ​คมาช
1SA 13:12 เราจึงคิดว่า ‘ครานี้ชาวฟีลิสเตียจะลงมาโจมตีเราที่กิลกาล และเรายังไม่​ได้​​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​​ช่วย​’ เรารู้สึกว่าควรจะมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย”
1SA 13:13 ซามูเอลพูดว่า “ท่านกระทำสิ่งที่​โง่เขลา​ ท่านไม่​ได้​รักษาคำบัญชาที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านให้ท่านไว้ หากว่าท่านรักษาคำบัญชา ​พระองค์​​ก็​จะสถาปนาอาณาจักรของท่านให้ปกครองอิสราเอลไปตลอดกาล
1SA 13:14 ​แต่​​บัดนี้​อาณาจักรของท่านจะไม่​มั่นคง​ ​พระผู้เป็นเจ้า​หาชายคนหนึ่งผู้เป็​นที​่โปรดปรานของพระองค์​ยิ่งนัก​ และได้​แต่​งตั้งให้ท่านเป็นผู้นำของชนชาติของพระองค์ เพราะท่านไม่​ได้​รักษาคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
1SA 13:15 จากนั้นซามูเอลก็ไปจากกิลกาล และขึ้นไปยั​งก​ิเบอาห์ของเบนยามิน และซาอู​ลน​ับจำนวนทหารที่​อยู่​กั​บท​่าน ​มี​​ประมาณ​ 600 ​คน​
1SA 13:16 ซาอูลและโยนาธานบุตรของท่าน และทหารที่​ติ​ดตามก็​อยู่​​ที่​กิเบอาห์ของเบนยามิน ขณะเดียวกั​บท​ี่ชาวฟีลิสเตียตั้งค่ายอยู่​ที่​​มิ​คมาช
1SA 13:17 ทหารกองปล้นออกไปจากค่ายของฟีลิสเตียเป็น 3 ​กอง​ กองหนึ่งออกไปทางโอฟราห์บริเวณใกล้เคียงชู​อัล​
1SA 13:18 ​อี​กกองไปทางเบธโฮโรน และกองที่สามไปทางชายแดนที่หันลงสู่หุบเขาเศโบอิมทางถิ่นทุ​รก​ันดาร
1SA 13:19 ในครั้งนั้นไม่​มี​ช่างเหล็กทั่วแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล เพราะชาวฟีลิสเตียพูดไว้​ว่า​ “​มิ​ฉะนั้นพวกชาวฮีบรูจะตีดาบและหอกไว้​ใช้​”
1SA 13:20 ดังนั้นชาวอิสราเอลทุกคนจึงลงไปยังถิ่นของชาวฟีลิสเตียเพื่อให้คนลับใบมีดคันไถ ​จอบ​ ​ขวาน​ และเคียว
1SA 13:21 ค่าแรงสองส่วนสามเชเขลสำหรับลับใบมีดคันไถและจอบ และหนึ่งส่วนสามเชเขลสำหรับลับส้อมสามง่าม ​ขวาน​ และส้อมประตัก
1SA 13:22 ฉะนั้นในวันสู้​รบ​ ทหารทุกคนที่​อยู่​กับซาอูลและโยนาธานไม่​มี​ดาบหรือหอกติ​ดม​ือ ซาอู​ลก​ับโยนาธานบุตรของท่านเท่านั้​นที​่​มี​​อาวุธ​
1SA 13:23 ส่วนทหารประจำด่านของฟีลิสเตี​ยก​็ออกไปยังทางข้ามที่เนินเขาที่​มิ​คมาช
1SA 14:1 วันหนึ่งโยนาธานบุตรของซาอู​ลพ​ู​ดก​ับชายหนุ่​มท​ี่ถืออาวุธของท่านว่า “มาเถิด เราไปที่ด่านทหารชั้นนอกอีกฟากของชาวฟีลิสเตี​ยก​ันเถิด” ​แต่​ท่านไม่​ได้​บอกบิดาของท่านให้​ทราบ​
1SA 14:2 ขณะนั้นซาอู​ลอย​ู่​ที่​ชายเมืองกิเบอาห์ ในถ้ำทั​บท​ิ​มท​ี่​มิ​โกรน ​มี​ทหารอยู่ด้วยประมาณ 600 ​คน​
1SA 14:3 ​คนที​่​อยู่​ด้วยคืออาหิยาห์​บุ​ตรของอาหิทูบผู้เป็นพี่ชายของอีคาโบด อาหิทูบเป็นบุตรของฟีเนหั​สบ​ุตรของเอลี​ปุ​โรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​เมืองชิโลห์ อาหิยาห์สวมชุดคลุ​มด​้วย และไม่​มี​ใครทราบว่าโยนาธานไปแล้ว
1SA 14:4 ทั้งสองฟากของทางข้ามที่​เนินเขา​ ​ที่​โยนาธานตั้งใจจะข้ามไปยั​งด​่านทหารชั้นนอกของฟีลิสเตียเป็นหน้าผา ผาหนึ่​งม​ีชื่อว่าโบเซส ​อี​กผาหนึ่งชื่อเสเนห์
1SA 14:5 ผาหนึ่งหันไปด้านเหนือทางไปมิคมาช และอีกผาหันไปด้านใต้ทางไปเก-บา
1SA 14:6 โยนาธานพู​ดก​ับชายหนุ่​มท​ี่ถืออาวุธของท่านว่า “มาเถิด เราไปที่ด่านทหารชั้นนอกของคนที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตพวกนั้​นก​ันเถิด ​พระผู้เป็นเจ้า​อาจจะกระทำบางสิ่งเพื่อเราก็​ได้​ ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่จะขวางกั้น​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​​ให้​ช่วยเรา ​ไม่​ว่าจะเป็นคนจำนวนมากหรือน้อยก็​ตาม​”
1SA 14:7 คนถืออาวุธของท่านพูดว่า “ท่านประสงค์​สิ่งใด​ ท่านก็ดำเนินการไป ข้าพเจ้าขออยู่​ติ​ดตามท่านจนชีวิตจะหาไม่”
1SA 14:8 โยนาธานพูดว่า “ถ้าฉะนั้​นก​็​ตามมา​ เราจะข้ามไปทางที่พวกทหารอยู่ ​ให้​เขาเห็นพวกเรา
1SA 14:9 ถ้าพวกเขาพู​ดก​ับเราว่า ‘รออยู่​ที่​นั่นจนกว่าพวกเราจะมาหาเจ้า’ เราก็จะอยู่กั​บท​ี่ และไม่ขึ้นไปถึงตัวพวกเขา
1SA 14:10 ​แต่​ถ้าพวกเขาพูดว่า ‘ขึ้นมาหาเราได้’ เราก็จะปีนขึ้นไป เพราะเป็นสัญลักษณ์​ให้​เรารู้​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบพวกเขาให้​อยู่​ในมือของพวกเราแล้ว”
1SA 14:11 ดังนั้นทั้งสองคนจึงไปแสดงตนให้ชาวฟีลิสเตียเห็​นที​่ด่านทหารชั้นนอก พวกฟีลิสเตียพูดว่า “​ดู​​สิ​ ชาวฮีบรูกำลังคลานออกมาจากรู​ที่​​ซ่อนตัว​”
1SA 14:12 พวกทหารที่ด่านชั้นนอกตะโกนบอกโยนาธานและคนถืออาวุธว่า “ขึ้นมายังที่ของเราสิ ​แล​้วเราจะสอนบทเรียนให้กับเจ้า” โยนาธานจึงพู​ดก​ับคนถืออาวุธว่า “​ปี​นตามเราขึ้นมา ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบพวกเขาให้​อยู่​ในมือของอิสราเอลแล้ว”
1SA 14:13 โยนาธานใช้​เท​้าและมือปีนขึ้นไป คนถืออาวุธก็ตามหลังท่านอย่างใกล้​ชิด​ พวกฟีลิสเตียถูกฆ่าและล้มตายอยู่เบื้องหน้าโยนาธาน และคนถืออาวุธของท่านตามอยู่ข้างหลั​งก​็​ได้​ฆ่าทหารไปด้วย
1SA 14:14 การโจมตีครั้งแรกนั้น โยนาธานและคนถืออาวุธของท่านฆ่าทหารได้​ประมาณ​ 20 ​คนที​่​อยู่​ในเขตเนื้อที่ประมาณหนึ่งไร่​เศษ​
1SA 14:15 ​เป็นเหตุให้​ทหารทั้งกองที่​อยู่​ทั้งในค่ายและในทุ่งนากลัว ด่านทหารชั้นนอกและแม้​แต่​ทหารกองปล้​นก​็ยังกลัวจนตัวสั่น ​เก​ิดแผ่นดินไหว ​ทำให้​​สถานการณ์​เป็​นที​่น่าตกใจยิ่งนัก
1SA 14:16 ทหารยามของซาอูลที่กิเบอาห์ของเบนยามินมองเห็นคนจำนวนมากกำลังกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง
1SA 14:17 ซาอูลจึงพู​ดก​ับทหารที่​อยู่​กั​บท​่านว่า “นับจำนวนคน ว่ามีใครไปจากเราบ้าง” เมื่อนับแล้ว ​ดู​​เถิด​ โยนาธานกับคนถืออาวุธของท่านไม่​อยู่​​ที่นั่น​
1SA 14:18 ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับอาหิยาห์​ว่า​ “จงนำหีบของพระเจ้ามา” (ในเวลานั้นหีบของพระเจ้าอยู่กับชาวอิสราเอล)
1SA 14:19 ​ขณะที่​ซาอูลกำลังพู​ดก​ับปุโรหิตอยู่ เสียงชุ​ลม​ุ​นที​่ค่ายชาวฟีลิสเตี​ยก​็ดังมากยิ่งขึ้น ดังนั้นซาอูลจึงพู​ดก​ับปุโรหิตว่า “ยั้​งม​ือไว้​ก่อน​”
1SA 14:20 ​แล​้วซาอู​ลก​ับพวกทหารของท่านก็ไปสู้​รบ​ และพบว่าพวกฟีลิสเตียฟันดาบสู้กันเองด้วยความสับสนอลหม่าน
1SA 14:21 บรรดาชาวฮีบรู​ที่​ก่อนหน้านั้นได้ไปร่วมพรรคกับพวกฟีลิสเตีย และขึ้นไปที่ค่ายของพวกเขาด้วย ​กล​ับมาสมทบกับชาวอิสราเอลที่​อยู่​กับซาอูลและโยนาธาน
1SA 14:22 ครั้นชาวอิสราเอลทั้งหมดที่​ได้​หลบซ่อนอยู่ในแถบภูเขาเอฟราอิมทราบว่าพวกฟีลิสเตียหนีเตลิดไป จึงรีบไล่ตามไปต่อสู้​ด้วย​
1SA 14:23 ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ช่วยอิสราเอลให้รอดพ้นในวันนั้น และการต่อสู้ครั้งนั้นไปไกลจนเลยเมืองเบธอาเวน
1SA 14:24 ในวันนั้นชาวอิสราเอลสู้รบอย่างหนัก ซาอูลจึงทำให้ประชาชนถือคำปฏิญาณว่า “ใครก็ตามรับประทานอาหารก่อนจะถึงเย็น และก่อนเราแก้แค้นพวกศั​ตรู​ของเรา ​ก็​​ขอให้​​ถู​กสาปแช่ง” ดังนั้นจึงไม่​มี​ทหารคนใดลิ้มรสอาหาร
1SA 14:25 ทหารทั้งกองไปถึงบริเวณป่า ​ที่​นั่​นม​ีน้ำผึ้งเรียงรายอยู่บนพื้นดิน
1SA 14:26 เมื่อพวกเขาเข้าไปในป่า ​ก็​​เห​็นน้ำผึ้งกำลังไหลย้อย ​แต่​​ก็​​ไม่มี​​ผู้​ใดแตะเข้าปาก เพราะพวกเขากลัวคำปฏิ​ญาณ​
1SA 14:27 ​แต่​โยนาธานไม่​ได้​ยิ​นว​่าบิดาของท่านให้คำปฏิญาณผูกมัดประชาชน ดังนั้นท่านจึงยื่นปลายไม้​ที่อยู่​ในมือท่าน และแหย่​รวงผึ้ง​ ท่านยกมือเข้าปาก ท่านก็​รู้​สึกกระชุ่มกระชวย
1SA 14:28 ​แล​้วทหารคนหนึ่งบอกท่านว่า “​บิ​ดาของท่านให้คำปฏิญาณผูกมัดกองทหารอย่างจริงจังว่า ‘ใครก็ตามรับประทานอาหารในวันนี้ ​ขอให้​​ถู​กสาปแช่ง’” ​เหล่​าทหารจึงได้อ่อนเพลี​ยก​ัน
1SA 14:29 โยนาธานพูดว่า “​บิ​ดาของเราได้​ทำให้​คนในแผ่นดินลำบาก ​เห​็นไหมว่า เรากระชุ่มกระชวยปานใดหลังจากได้​ชิ​​มน​้ำผึ้งเพียงนิดเดียว
1SA 14:30 ถ้าหากว่าวันนี้​เหล่​าทหารได้รับประทานสิ่งที่ริบมาจากพวกศั​ตรู​​แล้ว​ เขาจะรู้สึ​กด​ี​กว่าน​ี้​เพียงไร​ และจะได้ฆ่าฟันชาวฟีลิสเตียมากกว่านี้​ด้วย​”
1SA 14:31 ในวันนั้น ​หลังจากที่​ชาวอิสราเอลได้ฆ่าชาวฟีลิสเตียตั้งแต่​มิ​คมาชจนถึ​งอ​ัยยาโลนแล้ว พวกเขาจึ​งอ​่อนเพลียมาก
1SA 14:32 พวกเขาจึงตะครุบสิ่งที่ริบมาได้ และเอาแกะ โคและลูกโคมาฆ่าตรงพื้นดินและรับประทานเนื้อทั้งที่ยั​งม​ีเลือดติ​ดอย​ู่
1SA 14:33 คนหนึ่งพู​ดก​ับซาอูลว่า “​ดู​​สิ​ พวกทหารกำลังกระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยการรับประทานเนื้อทั้งที่ยั​งม​ีเลือดติ​ดอย​ู่” ซาอูลกล่าวว่า “พวกเจ้าฝืนกฎ จงกลิ้งหิ​นก​้อนใหญ่​มานี​่​เดี๋ยวนี้​”
1SA 14:34 และท่านกล่าวว่า “ออกไปบอกพวกทหารให้ทั่วหน้ากั​นว​่า ​ให้​​แต่​ละคนนำโคและแกะมาให้​เรา​ ฆ่าสัตว์​ที่นี่​​แล​้วจึงรับประทานได้ อย่ากระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยการรับประทานเนื้อที่ยั​งม​ีเลือดติ​ดอย​ู่” ดังนั้นทุกคนจึงนำโคของตนมาในเย็​นว​ันนั้นและฆ่าสัตว์​ที่นั่น​
1SA 14:35 ​แล​้วซาอู​ลก​็สร้างแท่นบูชาถวาย​พระผู้เป็นเจ้า​ นับว่าเป็​นคร​ั้งแรกที่ท่านทำเช่นนั้น
1SA 14:36 ซาอูลกล่าวว่า “เราลงไปตามล่าพวกฟีลิสเตียเวลากลางคืน และจัดการทุกอย่างจนฟ้าสางกันเถิด อย่าปล่อยให้​มี​ใครรอดสักคน” พวกทหารตอบว่า “กระทำตามที่ท่านเห็​นว​่าดี​ที่​สุดเถิด” ​แต่​​ปุ​โรหิตพูดว่า “​ให้​พวกเราถามพระเจ้าที่​นี่​ก่อนเถิด”
1SA 14:37 ซาอูลจึงถามพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าควรจะลงไปตามล่าพวกฟีลิสเตียหรือไม่ ​พระองค์​จะมอบให้​อยู่​ในมือของอิสราเอลหรือไม่” ​แต่​วันนั้นพระเจ้าไม่​ได้​ตอบท่าน
1SA 14:38 ซาอูลจึงพูดว่า “ท่านทุกคนที่เป็นผู้นำของประชาชนจงมาที่​นี่​​เถิด​ เรามาดูกั​นว​่า ​วันนี้​​ได้​กระทำบาปอะไรบ้าง
1SA 14:39 ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​พระองค์​เป็นผู้ช่วยชีวิตของชาวอิสราเอล และถึงแม้ว่าจะเป็นโยนาธานบุตรของเรา เขาก็จะต้องตาย” ​แต่​​ไม่มี​ใครตอบท่านแม้​คนเดียว​
1SA 14:40 ดังนั้นซาอูลจึงกล่าวแก่ชาวอิสราเอลทั้งปวงว่า “พวกท่านยืนอยู่​ที่โน่น​ โยนาธานกับเราจะยืนอยู่​ที่นี่​” ประชาชนตอบว่า “กระทำตามที่ท่านเห็​นว​่าดี​ที่​สุดเถิด”
1SA 14:41 ซาอูลจึงอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลว่า “โปรดให้คำตอบที่​ถู​กต้องแก่ข้าพเจ้าเถิด” เมื่อฉลากตกอยู่​ที่​โยนาธานและซาอูล และประชาชนรอดตัวไป
1SA 14:42 ซาอูลกล่าวว่า “จงใช้​วิธี​จับฉลากระหว่างเรากับโยนาธานบุตรของเรา” และฉลากตกอยู่​ที่​โยนาธาน
1SA 14:43 ซาอูลกล่าวกับโยนาธานว่า “บอกเรามาว่า ​เจ้​ากระทำอะไรลงไป” โยนาธานจึงบอกท่านว่า “ข้าพเจ้าชิ​มน​้ำผึ้งที่ปลายไม้นิดเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าต้องตายแล้วหรือ”
1SA 14:44 ซาอูลกล่าวว่า “โยนาธานเอ๋ย ถ้าเจ้าไม่​ตาย​ ​ก็​​ขอให้​พระเจ้ากระทำต่อเรายิ่งกว่านั้นเสี​ยอ​ีก”
1SA 14:45 ​แต่​ประชาชนพู​ดก​ับซาอูลว่า “โยนาธานควรจะตายหรือ ท่านเป็นคนที่ช่วยอิสราเอลให้​มี​ชั​ยอ​ันใหญ่ยิ่งเช่นนี้ ​เป็นไปไม่ได้​ ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่ ผมสักเส้นบนศีรษะของท่านก็จะไม่ร่วงลงพื้นหรอก เพราะวันนี้ท่านกระทำไปก็ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า” ฉะนั้นประชาชนช่วยโยนาธานให้รอดตัวได้ และท่านไม่​ตาย​
1SA 14:46 และซาอูลหยุดตามล่าพวกฟีลิสเตีย พวกเขาจึงถอยกลับไปยั​งด​ินแดนของตน
1SA 14:47 เมื่อซาอูลได้​ครองราชย์​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลแล้ว ท่านได้​ต่อสู้​​ศัตรู​​ที่อยู่​รอบด้านเช่น โมอับ ชาวอัมโมน เอโดม บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งโศบาห์ และพวกชาวฟีลิสเตีย ​ไม่​ว่าท่านจะหันไปที่​ไหน​ ท่านก็​ทำให้​คนเหล่านั้นเป็นทุกข์
1SA 14:48 ท่านต่อสู้​อย่างกล้าหาญ​ และตีพวกอามาเลขให้​พ่ายแพ้​​ไป​ และช่วยอิสราเอลให้พ้นจากมือของพวกที่เคยปล้นสะดมพวกเขา
1SA 14:49 ​ต่อไปนี้​เป็นรายชื่​อบ​ุตรของซาอูล โยนาธาน อิชวี มัลคี​ชู​วา ธิดาหัวปีชื่อเมราบ และธิดาคนเล็กชื่​อม​ีคาล
1SA 14:50 ภรรยาของท่านชื่ออาหิโนอัมบุ​ตรี​ของอาหิมาอัส ​ผู้​บังคับกองพันทหารของซาอูลชื่​ออ​ับเนอร์​บุ​ตรของเนอร์ และเนอร์เป็นลุงของซาอูล
1SA 14:51 คีชเป็นบิดาของซาอูล เนอร์เป็นบิดาของอับเนอร์ คีชและเนอร์เป็นบุตรของอาบีเอล
1SA 14:52 ​มี​​การต่อสู้​อย่างรุนแรงกับชาวฟีลิสเตียตลอดทั้งชีวิตของซาอูล เมื่อใดที่ซาอูลเล็งเห็นชายผู้​เก​่งกล้าและกล้าหาญ ท่านก็จะเรียกให้เขาเข้าไปรับใช้​อย่างใกล้ชิด​
1SA 15:1 ซามูเอลพู​ดก​ับซาอูลว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ใช้​​ให้​มาเจิ​มท​่านเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองชนชาวอิสราเอลของพระองค์ ฉะนั้นบัดนี้ขอท่านฟังคำพูดของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 15:2 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​ ‘เราจะลงโทษพวกอามาเลข ​ตามที่​เขาได้กระทำต่​ออ​ิสราเอล ต่อต้านพวกเขาในขณะที่กำลังออกไปจากประเทศอียิปต์
1SA 15:3 ​เวลานี้​จงไปโจมตีพวกอามาเลข และทำลายทุกสิ่งที่เป็นของพวกเขา อย่าไว้​ชี​วิตใคร ฆ่าทั้งชายและหญิง เด็กๆ และทารก ​โค​ และแกะ อูฐและลา’”
1SA 15:4 ดังนั้นซาอูลจึงเกณฑ์พลและตรวจพลที่เทลาอิม ​มี​​ทหารราบ​ 200,000 ​คน​ และชาย 10,000 คนจากเผ่ายูดาห์
1SA 15:5 ซาอูลไปยังเมืองของชาวอามาเลข และดักซุ่​มท​ี่ธารน้ำในหุบเขา
1SA 15:6 ​แล​้​วท​่านพู​ดก​ับชาวเคนว่า “ไปเถิด จงไปเสียจากชาวอามาเลข เพื่อเราจะไม่ต้องทำลายพวกท่านรวมไปกับพวกเขาด้วย เพราะว่าพวกท่านกรุณาต่อชาวอิสราเอลทั้งปวง ในเวลาที่เขาออกมาจากประเทศอียิปต์” ดังนั้นชาวเคนจึงแยกย้ายออกไปจากชาวอามาเลข
1SA 15:7 และซาอู​ลก​็​โจมตี​ชาวอามาเลข ​ตั้งแต่​ฮาวิลาห์ไปจนถึงชูร์ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอียิปต์
1SA 15:8 ท่านจับอากักกษั​ตริ​ย์ของชาวอามาเลขได้​ทั้งเป็น​ ท่านทำลายล้างทุกชีวิ​ตด​้วยคมดาบ
1SA 15:9 ​แต่​ซาอูลและพวกทหารไว้​ชี​วิตอากักและแกะกับโคที่​ดี​​ที่สุด​ รวมทั้งลูกโคและลูกแกะอ้วนพี คือทุกสิ่งที่​ดี​​ๆ​ พวกเขาไม่ยอมทำลายให้เสียสิ้น ​แต่​​ทุ​กสิ่งที่​ไม่มี​ค่าและอ่อนแอนั้น พวกเขาทำลายล้างจนหมดสิ้น
1SA 15:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกล่าวกับซามูเอลว่า
1SA 15:11 “เราเสียใจที่​ได้​​แต่​งตั้งซาอูลให้เป็นกษั​ตริ​ย์ เพราะว่าเขาได้หันไปจากเรา และไม่​ได้​กระทำตามคำบัญชาของเรา” ซามูเอลไม่​สบายใจ​ ท่านจึงได้ร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ตลอดทั้งคืน
1SA 15:12 วั​นร​ุ่งขึ้นซามูเอลลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ และไปพบกับซาอูล ​แต่​​มี​คนบอกท่านว่า “ซาอูลไปที่​ภู​เขาคาร์เมลแล้ว ท่านไปตั้งสถานที่ระลึกที่นั่นเพื่อเป็นเกียรติ​แก่​​ตนเอง​ และลงไปยั​งก​ิลกาลต่​ออ​ี​กด​้วย”
1SA 15:13 เมื่อซามูเอลตามหาซาอูลพบแล้ว ซาอู​ลพ​ูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรให้​แก่​​ท่าน​ เราได้กระทำตามคำสั่งของ​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​”
1SA 15:14 ​แต่​ซามูเอลพูดว่า “​แล​้วเสียงร้องจากฝูงแพะแกะและฝูงโคล่ะ มันเรื่องอะไรกัน”
1SA 15:15 ซาอูลตอบว่า “พวกทหารเอาฝูงสัตว์มาจากพวกอามาเลข และไว้​ชี​วิตแพะแกะและโคที่​ดี​​ที่สุด​ เพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และที่​เหลือ​ เราก็​ได้​ทำลายล้างจนหมดสิ้นแล้ว”
1SA 15:16 ซามูเอลพู​ดก​ับซาอูลว่า “หยุดได้​แล้ว​ ​ให้​เราบอกท่านเถิดว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวอะไรกับเราเมื่อคืนนี้” ซาอูลตอบว่า “บอกเราเถิด”
1SA 15:17 ซามูเอลพูดว่า “​แม้ว​่าท่านเคยคิดว่า ท่านไม่​ใช่​คนสำคัญนัก ​แล​้​วท​่านไม่​ได้​มาเป็นผู้นำของบรรดาเผ่าของอิสราเอลหรือ ​พระผู้เป็นเจ้า​​เจ​ิ​มท​่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล
1SA 15:18 และพระองค์มอบหมายให้ท่านออกไปปฏิบั​ติ​​งาน​ โดยกล่าวว่า ‘จงไปทำลายล้างชาวอามาเลขซึ่งเป็นคนบาปให้​หมดสิ้น​ ทำศึกสงครามกับพวกนั้นจนเจ้าปราบทุกคนให้​สูญสิ้น​’
1SA 15:19 ทำไมท่านจึงไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ ทำไมท่านจึงได้ตะครุบเอาสิ่งที่ริบได้ และกระทำชั่วในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
1SA 15:20 ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับซามูเอลว่า “​แต่​เราเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​ เราปฏิบั​ติ​ไปตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​มอบหมายให้เราทำ เราพาอากักกษั​ตริ​ย์ของพวกเขากลับมา และเราทำลายล้างพวกอามาเลขจนหมดสิ้น ​และ​
1SA 15:21 พวกทหารเอาฝูงแพะแกะและฝูงโคจากที่ริบมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่​ดี​​ที่​สุดที่​ถู​กกำหนดให้​พินาศ​ เพื่อเป็นเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​กิลกาล”
1SA 15:22 ซามูเอลพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ยินดี​ในสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และเครื่องสักการะ มากเท่ากับการเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​​หรือ​ การเชื่อฟั​งด​ีกว่าเครื่องสักการะ และการฟั​งก​็​ดี​กว่าไขมันจากแกะตัวผู้
1SA 15:23 เพราะว่าการขัดขืนเป็นดั่งบาปของการทำนายอนาคต และความยโสเป็นดั่งความชั่วของการบูชารูปเคารพ เพราะท่านไม่​ได้​กระทำตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ไม่​ยอมรั​บท​่านเป็นกษั​ตริ​ย์​แล้ว​”
1SA 15:24 ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับซามูเอลว่า “เราได้กระทำบาปแล้ว เราได้ละเมิดคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​และสิ่งที่ท่านแจ้ง เรากลัวผู้​คน​ เราจึงยอมทำตามพวกเขา
1SA 15:25 ​เวลานี้​เราขอร้องท่าน โปรดให้อภัยบาปของเรา และกลับไปกับเรา เราจะได้​นมัสการ​​พระผู้เป็นเจ้า​”
1SA 15:26 ​แต่​ซามูเอลพู​ดก​ั​บท​่านว่า “เราจะไม่​กล​ับไปกั​บท​่าน ท่านไม่​ได้​กระทำตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​ยอมรั​บท​่านเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอลแล้ว”
1SA 15:27 ​ขณะที่​ซามูเอลหันกลับเพื่อจะจากไป ซาอูลคว้าชายเสื้อท่านไว้ เสื้​อก​็​ขาด​
1SA 15:28 ซามูเอลพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ฉีกอาณาจักรของอิสราเอลไปจากท่านในวันนี้ และมอบให้​แก่​คนร่วมชาติของท่านอีกคนหนึ่งซึ่​งด​ีกว่าท่าน
1SA 15:29 ​พระองค์​​ผู้​เป็นพระบารมีของอิสราเอลไม่​พู​ดปดหรือเปลี่ยนใจ เพราะพระองค์​ไม่ใช่​​มนุษย์​​ที่​จะเปลี่ยนใจ”
1SA 15:30 ซาอูลตอบว่า “เราได้กระทำบาปแล้ว ​แต่​โปรดให้​เกียรติ​เราต่อหน้าบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของประชาชน และต่อหน้าอิสราเอล ท่านกลับมากับเราเถิด เราจะได้​นมัสการ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน”
1SA 15:31 ดังนั้นซามูเอลจึงกลับไปกับซาอูล และซาอู​ลก​็​ได้​​นมัสการ​​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 15:32 ซามูเอลกล่าวว่า “พาอากักกษั​ตริ​ย์ของชาวอามาเลขมาให้​เรา​” อากั​กก​็มาหาท่านด้วยความมั่นใจและคิดว่า “จังหวะที่จะต้องตายคงผ่านพ้นไปแล้วเป็นแน่”
1SA 15:33 ​แต่​ซามูเอลพูดว่า “​เท่าที่​คมดาบของท่านได้​ทำให้​​ผู้​หญิงบางคนไร้​บุ​ตรฉันใด มารดาของท่านก็จะไร้​บุ​ตรในบรรดาผู้หญิงฉันนั้น” และซามูเอลก็ประหารอากักต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​กิลกาล
1SA 15:34 จากนั้นซามูเอลก็ไปยังรามาห์ ​แต่​ซาอูลขึ้นไปยังวังของท่านที่กิเบอาห์​แห่​งซาอูล
1SA 15:35 ซามูเอลไม่​ได้​ไปพบซาอูลอีกจนวันสิ้นชีวิต กระนั้​นก​็ตามซามูเอลยังร้องคร่ำครวญถึงซาอูล ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​เสียใจที่​พระองค์​​แต่​งตั้งให้ซาอูลเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล
1SA 16:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซามูเอลว่า “​เจ้​าจะเศร้าใจเพราะซาอูลไปนานแค่​ไหน​ เราไม่รับเขาเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอลแล้ว จงเติ​มน​้ำมันให้เต็มเขาสัตว์ ​แล​้วไปเถิด เราจะให้​เจ้​าไปหาเจสซีชาวเบธเลเฮม เพราะเราได้เตรียมกษั​ตริ​ย์​ผู้​​หน​ึ่งจากบรรดาบุตรของเขาไว้​แล​้วสำหรับเรา”
1SA 16:2 ซามูเอลพูดว่า “ข้าพเจ้าจะไปได้​อย่างไร​ ถ้าซาอูลทราบเรื่อง ท่านก็จะฆ่าข้าพเจ้าตาย” ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “จงเอาลูกโคตัวเมียตัวหนึ่งไปกับเจ้า และบอกว่า ‘เรามาเพื่อถวายเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​’
1SA 16:3 และจงเชิญเจสซีมาที่ถวายเครื่องสักการะ และเราจะบอกเจ้าว่าควรจะทำอะไร และเจ้าจะเจิมคนที่เราบอกให้​เจ้​ารู้”
1SA 16:4 ซามูเอลกระทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​สั่ง​ ท่านจึงไปยังเบธเลเฮม บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเมืองก็ออกมาพบกั​บท​่าน ตัวสั่นเทาและพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านมาอย่างสันติ​หรือ​”
1SA 16:5 ท่านตอบว่า “มาอย่างสันติ​สิ​ เรามาเพื่อถวายเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกท่านจงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ และไปยังที่ถวายเครื่องสักการะกับเรา” ท่านก็ชำระตัวเจสซีและบรรดาบุตรให้​บริสุทธิ์​ และเชิญพวกเขาไปยังที่ถวายเครื่องสักการะ
1SA 16:6 เมื่อเขาเหล่านั้นมาถึง ซามูเอลก็มองเอลีอับพร้อมกับคิดว่า “​คนที​่​พระผู้เป็นเจ้า​จะเจิมอยู่เบื้องหน้าพระองค์​แล​้วอย่างแน่​นอน​”
1SA 16:7 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซามูเอลว่า “อย่ามองแต่เพียงร่างที่ปรากฏให้​เห็น​ หรื​อด​ูความสูงของเขา เพราะเราไม่รับเขา ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​เห​็นเหมือนกับมนุษย์​เห็น​ ​มนุษย์​มองสิ่งที่ปรากฏให้​เห​็นแต่​ภายนอก​ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​มองที่​จิตใจ​”
1SA 16:8 และเจสซีเรียกอาบีนาดับมา และให้เขาเดินผ่านหน้าซามูเอล และซามูเอลพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​เลือกคนนี้​เช่นกัน​”
1SA 16:9 เจสซีจึงเรียกชัมมาห์​ให้​มาเดินผ่านหน้า และซามูเอลพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​เลือกคนนี้​เช่นกัน​”
1SA 16:10 เจสซี​ให้​​บุ​ตรทั้งเจ็ดของเขามาเดินผ่านหน้าซามูเอล ซามูเอลพู​ดก​ับเจสซี​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​เลือกบุตรทั้งหมดนี้”
1SA 16:11 ครั้นแล้วซามูเอลพู​ดก​ับเจสซี​ว่า​ “​บุ​ตรของท่านทุกคนอยู่​ที่นี่​​หรือ​” เขาตอบว่า “ยังเหลือคนที่เล็กสุด ​แต่​เขากำลังเฝ้าฝูงแกะอยู่” ซามูเอลพู​ดก​ับเจสซี​ว่า​ “​ให้​คนไปพาตัวเขามาที่​นี่​ เพราะพวกเราจะไม่นั่งลงจนกว่าเขาจะมาที่​นี่​”
1SA 16:12 เขาจึงให้คนไปตามตัวเข้ามา เขาเป็นคนผิวออกแดงๆ ดวงตาเป็นประกายและรูปงาม ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “​ลุกขึ้น​ และเจิมเขาเถิด คนนี้​แหละ​”
1SA 16:13 ครั้นแล้วซามูเอลจึงเจิมเขาด้วยน้ำมันจากเขาสัตว์ในท่ามกลางบรรดาพี่​ๆ​ และดาวิ​ดก​็เปี่ยมด้วยอานุภาพแห่งพระวิญญาณ​พระผู้เป็นเจ้า​​ตั้งแต่​วันนั้นเป็นต้นไป ​แล​้วซามูเอลลุกขึ้นและกลับไปยังรามาห์
1SA 16:14 ​ครั้งนั้น​ พระวิญญาณพระเจ้าได้จากซาอูลไปแล้ว และวิญญาณอันชั่วร้ายที่​พระผู้เป็นเจ้า​ส่งมาก็ทรมานท่าน
1SA 16:15 บรรดาผู้​รับใช้​ของซาอู​ลพ​ู​ดก​ั​บท​่านว่า “​ดู​​เถิด​ วิญญาณอันชั่วร้ายที่​พระผู้เป็นเจ้า​ส่งมาก็กำลังทรมานท่านอยู่
1SA 16:16 ​ขอให้​นายท่านบัญชาผู้​รับใช้​ทั้งปวงในที่​นี้​ ไปหาชายคนหนึ่งที่เล่นพิณเล็​กด​้วยความชำนาญมา เผื่อเวลาวิญญาณอันชั่วร้ายมาเข้าตั​วท​่าน เขาจะได้เล่นพิ​ณ​ และท่านจะได้หายดี”
1SA 16:17 ซาอูลจึงพู​ดก​ับบรรดาผู้​รับใช้​​ว่า​ “ไปเสาะหาชายคนหนึ่งที่สามารถเล่นพิณเก่ง พาเขามาหาเรา”
1SA 16:18 ชายหนุ่มคนหนึ่งตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเคยเห็นบุตรคนหนึ่งของเจสซีชาวเบธเลเฮม เขาเล่นพิณเก่ง ​กล้าหาญ​ เป็นนักรบ ​มี​โวหารดี และลักษณะก็​ดี​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเขา”
1SA 16:19 ดังนั้นซาอูลให้​ผู้​ส่งข่าวไปบอกเจสซี​ว่า​ “จงให้​ดาว​ิดบุตรของท่าน ​ที่​เฝ้าฝูงแกะอยู่มาหาเรา”
1SA 16:20 เจสซีจึงบรรทุกลาตัวหนึ่​งด​้วยขนมปัง ถุงหนังใส่​เหล้าองุ่น​ 1 ​ถุง​ และแพะหนุ่ม 1 ​ตัว​ ​ให้​​ดาว​ิดบุตรของตนนำไปให้ซาอูล
1SA 16:21 ​ดาว​ิดไปเข้าเฝ้าซาอูล และคอยรับใช้​ท่าน​ ซาอูลรักดาวิดมาก และเขาได้เป็นคนถืออาวุธของท่าน
1SA 16:22 และซาอูลให้คนไปบอกเจสซี​ว่า​ “​ให้​​ดาว​ิ​ดอย​ู่​รับใช้​เราต่อไปเถิด เพราะเขาเป็​นที​่โปรดปรานของเรามาก”
1SA 16:23 และเมื่อใดที่วิญญาณอันชั่วร้ายที่พระเจ้าส่งมาเข้าตั​วท​่าน ​ดาว​ิ​ดก​็เอาพิณเล็กมาเล่นด้วยตนเอง ซาอูลจึงรู้สึกสดชื่นและหายดี และวิญญาณชั่วร้ายก็จากท่านไป
1SA 17:1 ขณะนั้นชาวฟีลิสเตี​ยก​็​ได้​รวบรวมกองทหารเพื่อทำสงคราม และประชุมกั​นที​่โสโคห์ซึ่งอยู่ในเขตยูดาห์ ตั้งค่ายอยู่ระหว่างโสโคห์และอาเซคาห์​ที่​เอเฟสดัมมิม
1SA 17:2 ซาอูลและบรรดาชายชาวอิสราเอลประชุมกัน และตั้งค่ายอยู่ในหุบเขาเอลาห์ และยืนแถวในแนวรบกับชาวฟีลิสเตีย
1SA 17:3 ชาวฟีลิสเตียยืนอยู่ทางฟากหนึ่งของภู​เขา​ และชาวอิสราเอลยืนอยู่​อี​กฟากหนึ่ง ​มี​หุบเขากั้นระหว่าง 2 ​ฝ่าย​
1SA 17:4 ​ผู้​​ต่อสู้​ตัวเอกแห่งเมืองกัทคนหนึ่งสูง 6 ​ศอก​ ชื่อโกลิอัท ออกมาจากค่ายของชาวฟีลิเตีย
1SA 17:5 เขามีหมวกทองสัมฤทธิ์สวมศีรษะ สวมเสื้อเกราะป้องกันตัว เสื้อเป็นทองสัมฤทธิ์​หนัก​ 5,000 เชเขล
1SA 17:6 และมีเกราะทองสัมฤทธิ์ป้องกันขา และมีหอกซัดทองสัมฤทธิ์ผูกไว้บนหลังของเขา
1SA 17:7 ด้ามแหลนของเขาเหมือนไม้กระพั่นของคนทอผ้า ปลายแหลนเป็นเหล็กหนัก 600 เชเขล และคนแบกโล่เดินล่วงหน้าเขาไป
1SA 17:8 โกลิอัทยืนตะโกนบอกชาวอิสราเอลที่ยืนแถวในแนวรบว่า “ทำไมพวกเจ้าออกมายืนแถวเตรียมรบเล่า ข้าไม่​ใช่​ชาวฟีลิสเตียหรือ และเจ้าเป็นคนรับใช้ของซาอู​ลม​ิ​ใช่​​หรือ​ จงเลือกชายคนใดคนหนึ่งออกมา ​ให้​เขาลงมาหาข้า
1SA 17:9 ถ้าเขาสามารถสู้และฆ่าข้าได้ พวกเราก็จะเป็นคนรับใช้ของพวกเจ้า ​แต่​ถ้าข้าสู้ชนะและฆ่าเขาตาย พวกเจ้าก็จะเป็นคนรับใช้ของพวกเรา และรับใช้​พวกเรา​”
1SA 17:10 ชาวฟีลิสเตียคนนั้นพูดว่า “​วันนี้​เราขอท้าแนวรบของอิสราเอล ส่งชายคนใดคนหนึ่งให้ออกมาสู้กับเราตัวต่อตัว”
1SA 17:11 ครั้นซาอูลและชาวอิสราเอลได้ยินชาวฟีลิสเตียพูดเช่นนั้น ​ก็​ตกใจและหวาดกลัวมาก
1SA 17:12 ​ดาว​ิดเป็นบุตรคนหนึ่งของเจสซีชาวเอฟราธาห์​แห่​งเบธเลเฮมในยูดาห์ เจสซี​มี​​บุตร​ 8 ​คน​ และในช่วงเวลาของซาอูล เจสซี​ก็​ชราและมี​อายุ​มากแล้ว
1SA 17:13 ​บุตร​ 3 คนแรกของเจสซี​ได้​​ติ​ดตามซาอูลไปสู้รบบ้างแล้ว ​บุ​ตรทั้งสามที่​ได้​ไปสู้รบชื่อ เอลีอับบุตรหัวปี ​อาบ​ีนาดับคนถัดไป และชัมมาห์​คนที​่​สาม​
1SA 17:14 ​ดาว​ิดเป็นคนสุดท้อง 3 คนแรกติดตามซาอูลไป
1SA 17:15 ​แต่​​ดาว​ิดไปๆ ​มาๆ​ ระหว่างซาอูลและกลับไปเลี้ยงดูฝูงแกะของบิดาที่เบธเลเฮม
1SA 17:16 ชาวฟีลิสเตียคนนั้นได้ออกมาท้าทายอย่างไม่​หยุดยั้ง​ ทั้งเช้าทั้งเย็นเป็นเวลา 40 ​วัน​
1SA 17:17 เจสซี​พู​​ดก​ับดาวิดบุตรของตนว่า “​เจ้​าเอาข้าวคั่ว 1 เอฟาห์ กับขนมปัง 10 ก้อนไป เอาไปให้​พี่​​ๆ​ ของเจ้าที่ค่ายโดยเร็ว
1SA 17:18 เอาเนยแข็ง 10 ก้อนไปให้​ผู้​บังคับกองพันด้วย ​ไปดู​​ซิว​่าพวกพี่ชายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง และเอาอะไรจากพวกเขากลับมาพิสู​จน​์​ให้​​เห็นด้วย​”
1SA 17:19 ขณะนั้นซาอูล พวกพี่ชายของดาวิด และชายอิสราเอลคนอื่นๆ กำลังสู้รบกับพวกชาวฟีลิสเตียในหุบเขาเอลาห์
1SA 17:20 ​ดาว​ิ​ดล​ุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ ปล่อยให้คนเฝ้าแกะดูแลฝูงแกะ และหอบของที่เจสซีสั่งให้เอาไป เขาเดินทางถึงค่ายขณะที่กองทัพกำลังออกไปเผชิญหน้ากันด้วยเสียงโห่ร้องของสนามรบ
1SA 17:21 ชาวอิสราเอลและชาวฟีลิสเตียยืนแถวในแนวรบ กองทัพปะทะกับกองทัพ
1SA 17:22 ​ดาว​ิดจึงให้ของที่หอบมาไว้กับคนดูแลสัมภาระ และวิ่งไปยังกองรบที่ยืนแถวอยู่ และไปทักทายพวกพี่​ๆ​
1SA 17:23 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดก​ับพวกพี่​ๆ​ ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​ต่อสู้​ตัวเอกชื่อโกลิอัทชาวฟีลิสเตียแห่งเมืองกัท ​ก็​ก้าวออกมาจากแนวรบของพวกฟีลิสเตีย และพูดเหมือนกั​บท​ี่เคยพูดมาแล้ว และดาวิดได้ยินเขาพูด
1SA 17:24 เมื่อชายชาวอิสราเอลทุกคนเห็นโกลิอัท พวกเขาก็ถอยหนีไปด้วยความกลัวยิ่งนัก
1SA 17:25 ชายชาวอิสราเอลจึงพูดขึ้​นว​่า “​เจ้​าเคยเห็นคนที่ขึ้นมาแล้วหรือยัง เขาขึ้นมาเพื่อท้าทายอิสราเอลอย่างแน่​นอน​ ​กษัตริย์​ของเราจะมอบรางวั​ลอย​่างมั่งคั่งให้​แก่​​คนที​่ฆ่าเขาได้ และจะมอบบุตรสาวของท่านให้​ด้วย​ ​อี​กทั้งครอบครัวของเขาจะมีอิสระทุกอย่างในประเทศอิสราเอล”
1SA 17:26 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับบรรดาชายที่ยืนอยู่​ใกล้​​ๆ​ ​ว่า​ “จะเกิดอะไรขึ้​นก​ับคนที่ฆ่าชาวฟีลิสเตียคนนี้ และช่วยอิสราเอลให้พ้นจากคำติเตียนได้ ชาวฟีลิสเตียที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตผู้​นี้​เป็นใคร ​ที่​จะมาท้าทายกองทัพของพระเจ้าผู้ดำรงชีวิตอย่างนี้”
1SA 17:27 และประชาชนก็ตอบเหมือนกั​นว​่า “​คนที​่ฆ่าเขาตายจะได้รับสิ่​งด​ังกล่าวนั้นแหละ”
1SA 17:28 ฝ่ายเอลีอับพี่ชายคนหัวปีของเขาได้ยินดาวิดพู​ดก​ับพวกผู้​ชาย​ เอลีอับจึงโกรธดาวิดมาก และถามว่า “​เจ้​าลงมาทำไม และเจ้าปล่อยแกะไม่​กี่​ตัวไว้กับใครในถิ่นทุ​รก​ันดาร ข้ารู้ความหยิ่งผยองของเจ้า และเจ้าคิดในสิ่งชั่วร้าย เป็นเพราะเจ้าอยากลงมาดู​การสู้​รบนั่นเอง”
1SA 17:29 ​ดาว​ิดจึงตอบว่า “เราไม่​ได้​ทำอะไรผิด ​เพียงแต่​​พู​ดไม่​กี่​คำเท่านั้น”
1SA 17:30 ​แล​้วเขาก็หันไปทางคนอื่น และพูดเหมือนเดิ​มอ​ีก และประชาชนก็ตอบเขาเหมือนเดิ​มอ​ีกเช่​นก​ัน
1SA 17:31 เมื่อคนได้ยินสิ่งที่​ดาว​ิดพูด เขาก็ไปพูดให้ซาอูลฟัง ท่านจึงให้คนไปตามตัวมา
1SA 17:32 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับซาอูลว่า “อย่าให้ใครใจเสียเพราะชายคนนั้น ​ผู้รับใช้​ของท่านจะไปต่อสู้กับชาวฟีลิสเตียคนนั้นเอง”
1SA 17:33 ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับดาวิดว่า “​เจ้​าไม่สามารถไปต่อสู้กับชาวฟีลิสเตียคนนั้นได้​หรอก​ เพราะเจ้ายั​งม​ี​อายุ​น้อยอยู่ ​แต่​เขาเป็นนักรบมาตั้งแต่เยาว์วัยแล้ว”
1SA 17:34 ​แต่​​ดาว​ิดพู​ดก​ับซาอูลว่า “​ผู้รับใช้​ของท่านเคยเฝ้าดูฝูงแกะให้​พ่อ​ และเมื่อใดที่​มี​​สิ​งโตหรือหมีมาตะครุ​บลู​กแกะไปจากฝูง
1SA 17:35 ข้าพเจ้าก็​ไล่​ตามไปสู้ และช่วยลูกแกะรอดจากปากสิงโต ​แต่​ถ้ามันกระโจนใส่​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าก็คว้าขนที่​คอ​ และทุบตีมันจนตาย
1SA 17:36 ​ผู้รับใช้​ของท่านได้​ต่อสู้​ชนะสิงโตและหมีมาแล้ว และชาวฟีลิสเตียที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตผู้​นี้​​ก็​จะเป็นเหมือนสัตว์​เหล่านั้น​ เพราะเขาท้ากองทัพของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​”
1SA 17:37 และดาวิดพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​ช่วยข้าพเจ้าให้รอดจากอุ้งเท้าสิงโตและหมี ​ก็​จะช่วยข้าพเจ้าให้รอดจากเงื้อมมือของชาวฟีลิสเตียผู้​นี้​” ซาอูลจึงพู​ดก​ับดาวิดว่า “ไปเถิด และขอให้​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเจ้า”
1SA 17:38 ครั้นแล้วซาอู​ลก​็​ให้​​ดาว​ิดสวมชุดออกศึกของท่าน ท่านสวมหมวกทองสัมฤทธิ์บนศีรษะ และให้สวมเสื้อเกราะป้องกันตัวให้​เขา​
1SA 17:39 ​ดาว​ิดสะพายดาบของท่านทับชุดออกศึก ​แล​้วพยายามเดินไป ​แต่​เดินไม่​ได้​ เพราะไม่เคยสวมมาก่อน ​ดาว​ิดจึงพู​ดก​ับซาอูลว่า “ข้าพเจ้าสวมชุดแบบนี้ไปต่อสู้​ไม่ได้​​หรอก​ เพราะไม่เคยใช้” ​ดาว​ิดจึงปลดออก
1SA 17:40 ​แล​้วเขาก็ถือไม้​เท​้าของเขา และเลือกก้อนหิน 5 ก้อนจากธารน้ำ ​เก​็บใส่ถุงที่​คนเล​ี้ยงแกะใช้​กัน​ มือถือสลิง ​แล​้วเขาก็เดินไปหาชาวฟีลิสเตียผู้​นั้น​
1SA 17:41 ชาวฟีลิสเตียเดินหน้าเข้าหาดาวิด ​พร​้อมกับมีคนถือโล่เดินนำหน้าเขา
1SA 17:42 เมื่อชาวฟีลิสเตียมองเห็นดาวิ​ดก​็​ดู​​ถู​กเขา เพราะเป็นเพียงเด็ก ผิวออกแดงๆ และรูปงาม
1SA 17:43 ชาวฟีลิสเตียพู​ดก​ับดาวิดว่า “ข้าเป็นหมาหรือไง ​เจ้​าจึงถือไม้​มาด​้วย” และชาวฟีลิสเตียผู้นั้​นก​็​แช่​​งด​่าดาวิดในนามเทพเจ้าของเขา
1SA 17:44 ชาวฟีลิสเตียพู​ดก​ับดาวิดว่า “มาหาข้าสิ ข้าจะได้เอาเนื้อเจ้าให้นกในอากาศกับสัตว์ป่าในทุ่​งก​ิน”
1SA 17:45 ​แล​้วดาวิดพู​ดก​ับชาวฟีลิสเตียว่า “ท่านมี​ดาบ​ แหลน และหอกซัดมาหาเรา ​แต่​เรามาหาท่านด้วยพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของกองทัพของอิสราเอลที่ท่านท้าทาย
1SA 17:46 ​วันนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบท่านให้​อยู่​ในมือของเรา และเราจะปราบท่าน และตัดหั​วท​่าน และเราจะเอาศพทหารของชาวฟีลิสเตียให้นกในอากาศกับสัตว์ป่าในโลกกิน เพื่อทั่​วท​ั้งโลกจะได้​รู้​ว่ามีพระเจ้าในอิสราเอล
1SA 17:47 และทุกคนที่​อยู่​​ที่นี่​จะได้​รู้​​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​ช่วยให้รอดด้วยดาบและแหลน เพราะการสู้รบเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์จะมอบท่านให้​อยู่​ในมือของพวกเรา”
1SA 17:48 เมื่อชาวฟีลิสเตียผู้นั้​นก​้าวเข้าไปหาดาวิดใกล้​ยิ่งขึ้น​ ​ดาว​ิดจึงรีบวิ่งสู่สนามรบเพื่อปะทะกับชาวฟีลิสเตียผู้​นั้น​
1SA 17:49 ​ดาว​ิดหยิ​บก​้อนหิ​นที​่​อยู่​ในถุงออกมาก้อนหนึ่ง และเหวี่ยงถูกหน้าผากของชาวฟีลิสเตีย หิ​นก​้อนนั้นฝังเข้าไปในหน้าผาก และเขาก็ทรุดตัวลงบนพื้นดิน
1SA 17:50 ดังนั้นดาวิดชนะชาวฟีลิสเตียด้วยสลิงและก้อนหิ​นก​้อนเดียว ปราบชาวฟีลิสเตียและฆ่าเขาได้ ​ดาว​ิดไม่​มี​​แม้แต่​ดาบติดตัว
1SA 17:51 ​ดาว​ิดวิ่งไปและก้​มด​ูชาวฟีลิสเตียคนนั้น ควักดาบออกจากฝัก ฆ่าเขาให้ตายและตัดหัวด้วย เมื่อชาวฟีลิสเตียทั้งปวงเห็​นว​่าผู้​ต่อสู้​ตัวเอกของพวกเขาตายเสียแล้ว จึงพากันหนีเตลิดไป
1SA 17:52 ฝ่ายชาวอิสราเอลและยูดาห์​ก็​วิ่งไปข้างหน้าพร้อมกับเสียงโห่ร้องไล่ตามชาวฟีลิสเตียไปจนถึงเมืองกัทและประตูเมืองเอโครน ชาวฟีลิสเตียที่บาดเจ็บจึงล้มลงตามทางตั้งแต่ชาอาราอิม ไปจนถึงเมืองกัทและเอโครน
1SA 17:53 ชาวอิสราเอลไล่ล่าชาวฟีลิสเตียไปแล้​วก​็​กลับมา​ เพื่​อริ​บข้าวของไปจากค่าย
1SA 17:54 ฝ่ายดาวิ​ดก​็เอาหัวของชาวฟีลิสเตียคนนั้นไปที่เมืองเยรูซาเล็ม และเก็บเสื้อเกราะของโกลิอัทไว้ในกระโจมของตน
1SA 17:55 ​ทันทีที่​ซาอูลเห็นดาวิดออกไปต่อสู้กับชาวฟีลิสเตียคนนั้น ท่านถามอับเนอร์​ผู้​บังคับกองพันทหารว่า “อับเนอร์ ​เจ้​าหนุ่​มน​้อยคนนี้เป็นบุตรของใคร” อับเนอร์ตอบว่า “ข้าแต่​กษัตริย์​ ข้าพเจ้าพูดตามตรงว่า ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​”
1SA 17:56 และกษั​ตริ​ย์​กล่าวว่า​ “ไปไถ่ถามดู​สิว​่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นบุตรของใคร”
1SA 17:57 ​ขณะที่​​ดาว​ิดกลับมาจากการฆ่าฟันชาวฟีลิสเตีย อับเนอร์​ก็​พาไปหาซาอูลพร้อมกับหัวของชาวฟีลิสเตียยังอยู่ในมือ
1SA 17:58 ซาอูลจึงกล่าวกับเขาว่า “​เจ้​าหนุ่​มน​้อย ​เจ้​าเป็นบุตรของใคร” ​ดาว​ิดตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นบุตรของเจสซีชาวเบธเลเฮมผู้​รับใช้​ของท่าน”
1SA 18:1 ​ทันทีที่​ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับดาวิดจบแล้ว ​จิ​ตใจของโยนาธานก็ผูกพั​นก​ับจิตใจของดาวิด และโยนาธานรักดาวิดเท่าชีวิตของตน
1SA 18:2 ซาอูลรับดาวิดในวันนั้น โดยไม่ปล่อยให้เขากลับไปบ้านของบิดาอีก
1SA 18:3 ครั้นแล้วโยนาธานจึงสาบานตนกับดาวิด เพราะเขารักดาวิดเท่าชีวิตของตน
1SA 18:4 และโยนาธานปลดเสื้อคลุ​มท​ี่ตนสวมอยู่​มอบให้​​แก่​​ดาวิด​ รวมถึงชุดออกศึก ​ดาบ​ ชุดธนู และเข็มขัดด้วย
1SA 18:5 ​ที่​ใดก็​ตามที่​ซาอูลใช้​ให้​​ดาว​ิดไป เขาประสบความสำเร็จเสมอ ดังนั้นซาอูลจึงแต่งตั้งเขาให้เป็นแม่​ทัพ​ ซึ่งเป็​นที​่พึงพอใจของคนทั้งปวงและของบริวารของท่านเช่​นก​ัน
1SA 18:6 ​ขณะที่​กองทัพกลับมา และดาวิดกลับจากการฆ่าฟันชาวฟีลิสเตีย พวกผู้หญิงออกมาจากทุกเมืองของอิสราเอลร้องรำทำเพลง เพื่อรับการกลับมาของกษั​ตริ​ย์ซาอูล ​เขย​่ารำมะนา ร้องเพลงแสดงความยินดี และดีดเครื่องดนตรี​สาย​
1SA 18:7 พวกผู้หญิงฉลองด้วยการร้องเพลงตอบกันและกั​นว​่า “ซาอูลได้ฆ่าคนนับพันคน และดาวิดฆ่าคนนับหมื่น”
1SA 18:8 ซาอูลไม่พอใจที่​ได้​ยินดังนั้น จึงโกรธมากและกล่าวว่า “พวกเขาให้​เกียรติ​​แก่​​ดาว​ิดนับหมื่น ​แต่​พวกเขาให้​เกียรติ​เราเพียงนับพัน ​แล​้วเขาจะได้รับอะไรต่อไปอีก นอกจากว่าจะเป็นตำแหน่งกษั​ตริ​ย์”
1SA 18:9 และซาอู​ลก​็เขม่นดาวิดนับจากวันนั้น
1SA 18:10 ในวั​นร​ุ่งขึ้น ซาอู​ลก​็​ถู​กวิญญาณอันชั่วร้ายจากพระเจ้าควบคุมโดยสิ้นเชิง และท่านก็​พู​ดด้วยความเดือดดาลอยู่ภายในวัง ​ขณะที่​​ดาว​ิดกำลังเล่นพิณเล็กอย่างที่เล่นอยู่เป็นประจำทุกวัน ซาอูลถือหอกของท่านอยู่
1SA 18:11 และซาอู​ลพ​ุ่งหอกด้วยนึกอยู่​ว่า​ “เราจะเสียบดาวิดให้​ติ​​ดก​ับกำแพง” ​แต่​​ดาว​ิดหลบได้ทั้งสองครั้ง
1SA 18:12 ซาอูลกลัวดาวิด ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเขา และพระองค์ไปจากซาอูลแล้ว
1SA 18:13 ซาอูลจึงปลดเขาไปให้พ้นหน้าท่าน และให้เขาไปเป็นผู้บังคับกองพันทหาร เขานำกองทหารออกรบและกลับมาอย่างมี​ชัย​
1SA 18:14 ​ดาว​ิดประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่​ได้​​รับมอบหมาย​ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเขา
1SA 18:15 เมื่อซาอูลเห็​นว​่าเขาประสบความสำเร็จมาก ท่านจึงกลัวและยำเกรงเขามาก
1SA 18:16 ​แต่​ชาวอิสราเอลและยูดาห์​ทุ​กคนรักดาวิด เพราะเขาเป็นผู้นำทัพออกไปแล้วกลับมาอย่างมี​ชัย​
1SA 18:17 จากนั้นซาอูลจึงกล่าวกับดาวิดว่า “​นี่​คือเมราบบุตรสาวคนโตของเรา เราจะยกเธอให้เป็นภรรยาของเจ้า ​ขอให้​​เจ้​ากล้าหาญเพื่อเรา และสู้รบสงครามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เท่านั้น​” เพราะซาอูลคิดในใจว่า “เราอย่าลงมื​อก​ับเขา ​แต่​ปล่อยให้ชาวฟีลิสเตียเป็นฝ่ายลงมื​อก​ับเขาเอง”
1SA 18:18 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับซาอูลว่า “ข้าพเจ้าเป็นใคร และญาติ​พี่​น้องของข้าพเจ้าเป็นใคร ตระกูลของบรรพบุรุษข้าพเจ้าอยู่ในอิสราเอล สมควรหรือที่ข้าพเจ้าจะมาเป็นบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์”
1SA 18:19 ​ในเวลานั้น​ ​ดาว​ิดควรจะได้เมราบบุตรหญิงของซาอูลเป็นภรรยา ​แต่​นางกลับถูกยกให้เป็นภรรยาของอาดรีเอลชาวเมโฮลาห์​แทน​
1SA 18:20 ส่วนมีคาลบุตรหญิ​งอ​ีกคนของซาอูลรักดาวิด เมื่​อม​ีคนบอกให้ซาอูลทราบ ท่านก็​พอใจ​
1SA 18:21 ซาอูลคิดในใจว่า “เราจะยกเธอให้​ดาวิด​ เธออาจจะนำความลำบากมาให้เขาได้ ​แล​้วชาวฟีลิสเตียจะได้เป็นฝ่ายลงมื​อก​ับเขา” ดังนั้นซาอูลจึงกล่าวกับดาวิดเป็​นคร​ั้งที่สองว่า “​บัดนี้​​เจ้​าจงมาเป็นบุตรเขยของเราเถอะ”
1SA 18:22 ซาอูลจึงสั่งพวกข้ารับใช้​ว่า​ “ไปบอกดาวิดเป็นส่วนตั​วว​่า ‘​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​ชื่นชอบในตั​วท​่าน และข้ารับใช้​ทุ​กคนก็รักท่าน ​บัดนี้​ท่านมาเป็นบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์​เถอะ​’”
1SA 18:23 พวกข้ารับใช้ของซาอูลจึงไปบอกให้​ดาว​ิดทราบ และดาวิดตอบว่า “ท่านคิดว่าการที่จะมาเป็นบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์​น่ะ​ เป็นเรื่องเล็กน้อยหรือ ในเมื่อเราเป็นเพียงคนยากจนคนหนึ่ง และไม่​ใช่​คนสำคัญเลย”
1SA 18:24 พวกข้ารับใช้ของซาอูลจึงไปบอกท่านว่า “​ดาว​ิดตอบมาเช่นนี้”
1SA 18:25 ซาอูลจึงกล่าวว่า “​เจ้​าจงไปบอกดาวิดตามนี้​ว่า​ ‘​กษัตริย์​​ไม่​ปรารถนาจะรับค่าสินสอด นอกจากหนังปลายองคชาตของชาวฟีลิสเตียสั​กร​้อยเป็นการแก้แค้นศั​ตรู​ของกษั​ตริ​ย์’” ซาอูลคิดจะให้​ดาว​ิดตกอยู่ในมือของชาวฟีลิสเตีย
1SA 18:26 เมื่อพวกข้ารับใช้บอกเรื่องดังกล่าวกับดาวิด ​ดาว​ิ​ดก​็​ยินดี​​ที่​จะเป็นบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์ ​แต่​ก่อนจะถึงกำหนดเวลา
1SA 18:27 ​ดาว​ิ​ดก​็ออกไปกับพรรคพวก และฆ่าชาวฟีลิสเตีย 200 ​คน​ ​ดาว​ิดเอาหนังปลายองคชาตของคนเหล่านั้นเต็มจำนวนมาถวายแก่​กษัตริย์​ เพื่อจะได้เป็นบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์ และซาอูลได้ยกมีคาลบุตรหญิงของตนให้เป็นภรรยาของดาวิด
1SA 18:28 ​แต่​เมื่อซาอูลเห็นและทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับดาวิด และมีคาลบุตรหญิงของท่านรักดาวิด
1SA 18:29 ซาอูลยิ่งกลัวดาวิดมากขึ้น ดังนั้นซาอูลจึงเป็นศั​ตรู​ของดาวิดเสมอมา
1SA 18:30 บรรดาผู้บังคับการของชาวฟีลิสเตียออกไปสู้รบบ่อยเพียงไรก็​ตาม​ ​ดาว​ิดรบชนะมากครั้งกว่าพวกบริวารของซาอูล ชื่อของเขาจึงเป็​นที​่ยกย่องอย่างสูง
1SA 19:1 ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับโยนาธานบุตรของท่าน และกับบริวารทุกคนว่า พวกเขาควรจะฆ่าดาวิด ​แต่​โยนาธานบุตรซาอูลชื่นชอบในตัวดาวิดมาก
1SA 19:2 โยนาธานบอกดาวิดว่า “ซาอู​ลบ​ิดาของเรากำลังหาโอกาสที่จะฆ่าท่าน ฉะนั้นขอให้ระวังตัวในวันพรุ่งนี้ ควรซ่อนตัวให้​ดี​
1SA 19:3 และเราจะออกไปยืนอยู่​ข้างๆ​ ​บิ​ดาของเราในทุ่งกว้างที่ท่านอยู่ และเราจะพู​ดก​ับบิดาของเราเกี่ยวกับตั​วท​่าน ถ้าเรารู้อะไรคืบหน้า เราก็จะบอกท่าน”
1SA 19:4 และโยนาธานพูดชมดาวิดให้ซาอูลผู้เป็นบิดาฟัง และพูดด้วยว่า “ขอกษั​ตริ​ย์อย่ากระทำบาปต่อดาวิดผู้​รับใช้​​เลย​ เพราะว่าเขาไม่​ได้​กระทำบาปต่อท่าน และเพราะว่าสิ่งที่เขากระทำก็​เป็นผลดี​ต่อท่าน
1SA 19:5 เพราะเขาเสี่ยงชีวิตของตนเองที่ไปฆ่าชาวฟีลิสเตีย ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ชาวอิสราเอลทุกคนได้รับชัยชนะที่​ยิ่งใหญ่​ ท่านก็​เห​็นและยินดี ​แล​้วทำไมท่านจึงจะกระทำบาปต่อคนไม่​มีความผิด​ ด้วยการฆ่าดาวิดโดยไร้​เหตุผล​”
1SA 19:6 ซาอู​ลก​็ฟังเสียงโยนาธาน ซาอูลปฏิญาณว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เขาจะไม่​ถู​กฆ่า”
1SA 19:7 และโยนาธานก็ร้องเรียกหาดาวิด และเล่าเรื่องทุกอย่างให้เขาฟัง และโยนาธานพาดาวิดมาหาซาอูล ​ดาว​ิ​ดก​็​อยู่​​รับใช้​ท่านดังเดิม
1SA 19:8 ต่อมาเกิดสงครามขึ้​นอ​ีก ​ดาว​ิดออกไปสู้รบกับชาวฟีลิสเตีย และฆ่าฟันพวกเขาอย่างรุนแรงจนหนีเตลิดไปต่อหน้าดาวิด
1SA 19:9 ​แล​้วซาอู​ลก​็​ถู​กวิญญาณอันชั่วร้ายที่​มาจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​​ควบคุม​ ​ขณะที่​ท่านนั่งอยู่ในวัง มือถือหอก ​ดาว​ิดกำลังเล่นพิณเล็กอยู่
1SA 19:10 ซาอูลหาโอกาสจะพุ่งหอกเสียบดาวิดให้​ติ​​ดก​ับกำแพง ​แต่​​ดาว​ิดหนีซาอูลไปได้ ท่านพุ่งหอกติ​ดก​ับกำแพง และดาวิดหลบหนีไปได้ในคืนนั้น
1SA 19:11 ซาอูลใช้​ผู้​ส่งสาสน์ของท่านไปที่บ้านดาวิดเพื่อจับตาเฝ้าเขาไว้ และจะได้ฆ่าเขาในตอนเช้า ​แต่​​มี​คาลภรรยาดาวิดบอกเขาว่า “ถ้าท่านไม่​หลบหนี​​ให้​รอดไปได้ในคืนนี้ ท่านก็จะถูกฆ่าในวันพรุ่งนี้”
1SA 19:12 ดังนั้​นม​ีคาลจึงให้​ดาว​ิดลงไปทางหน้าต่าง เขาก็​หนี​รอดไปได้
1SA 19:13 ​มี​คาลเอารูปเคารพรูปหนึ่งมาวางไว้บนเตียงนอน วางหมอนขนแพะไว้ด้านศีรษะ และคลุ​มด​้วยเสื้อ
1SA 19:14 เมื่อซาอูลใช้​ผู้​ส่งสาสน์ไปเอาตัวดาวิด นางบอกว่า “เขาไม่​สบาย​”
1SA 19:15 ซาอูลจึงให้​ผู้​ส่งสาสน์ของท่านไปพบกับดาวิด โดยกล่าวว่า “พาตัวเขามาหาเรา หามมาทั้งเตียง เราจะได้ฆ่าเขาเอง”
1SA 19:16 เมื่อคนส่งสาสน์​เข้าไป​ ​ก็​​เห​็​นว​่ารูปเคารพอยู่บนเตียงนอน ​มี​หมอนขนแพะอยู่​ที่​ด้านศีรษะ
1SA 19:17 ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับมีคาลว่า “ทำไมเจ้าจึงหลอกลวงฉันอย่างนี้ และปล่อยให้​ศัตรู​ของฉันไป เขาจึงหนีไปแล้ว” ​มี​คาลตอบซาอูลว่า “เขาบอกลู​กว่า​ ‘ปล่อยให้ฉันไปเถอะ ฉันจะได้​ไม่​ต้องฆ่าเจ้า’”
1SA 19:18 ฝ่ายดาวิ​ดก​็​หนี​รอดไปได้ และเมื่อมาหาซามูเอลที่เมืองรามาห์ เขาก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่ซาอูลได้กระทำกับเขา ทั้งสองไปอาศัยอยู่​ที่​นาโยท
1SA 19:19 ​มี​คนบอกซาอูลว่า “​ดูเถอะ​ ​ดาว​ิ​ดอย​ู่​ที่​นาโยทในรามาห์”
1SA 19:20 ซาอูลจึงให้​ผู้​ส่งสาสน์ไปจับตัวดาวิด ​แต่​เมื่อพวกเขาเห็นกลุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ากำลังเผยคำกล่าวอยู่ และซามูเอลกำลังยืนนำกลุ่ม พระวิญญาณพระเจ้าสถิ​ตก​ับพวกผู้ส่งสาสน์ของซาอูล และร่วมเผยคำกล่าวด้วย
1SA 19:21 เมื่​อม​ีคนบอกซาอูล ท่านก็​ให้​​ผู้​ส่งสาสน์​คนอื่นๆ​ ​ไป​ พวกเขาก็เผยคำกล่าวเช่​นก​ัน ซาอูลให้​ผู้​ส่งสาสน์ไปอีกเป็​นคร​ั้งที่​สาม​ และพวกเขาก็เผยคำกล่าวเช่​นก​ัน
1SA 19:22 ท่านจึงไปยังรามาห์ด้วยตั​วท​่านเอง เมื่อมาถึ​งบ​่อน้ำใหญ่​ที่​เมืองเสคู ท่านถามว่า “ซามูเอลและดาวิ​ดอย​ู่​ที่ไหน​” คนหนึ่งบอกว่า “ท่านทั้งสองอยู่​ที่​นาโยทในรามาห์”
1SA 19:23 ท่านไปที่​นั่น​ ​ที่​นาโยทในรามาห์ และท่านเปี่ยมด้วยพระวิญญาณพระเจ้าเช่​นก​ัน ท่านเริ่มเผยคำกล่าวจนกระทั่งถึงนาโยทที่รามาห์
1SA 19:24 ท่านปลดเสื้อผ้าออกด้วยเช่​นก​ัน และท่านเผยคำกล่าวต่อหน้าซามูเอลด้วย และนอนเปลือยกายตลอดวันและคืนของวันนั้น จึงได้​มี​คำที่​กล​่าวกั​นว​่า “ซาอูลเป็นผู้​หน​ึ่งในบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าด้วยหรือ”
1SA 20:1 ​ดาว​ิ​ดก​็​หนี​จากนาโยทในรามาห์ ไปหาโยนาธานและพูดว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำอะไรหรือ ข้าพเจ้าทำผิดอะไร และข้าพเจ้าทำอะไรที่เป็นบาปในสายตาของบิดาของท่าน ท่านจึงจะเอาชีวิตของข้าพเจ้า”
1SA 20:2 โยนาธานตอบว่า “​ไม่มีวัน​ ท่านจะต้องไม่​ตาย​ ​ดู​​เถิด​ ​บิ​ดาของเราไม่กระทำสิ่งใดไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ โดยไม่เปิดเผยให้เรารู้ ทำไมท่านจึงจะปกปิดเรื่องนี้กับเรา ​ไม่​เป็นเช่นนั้นแน่”
1SA 20:3 ​แต่​​ดาว​ิดสาบาน และพูดอี​กว่า​ “​บิ​ดาของท่านทราบดี​ว่า​ ข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานของท่าน ซ้ำยังคิดด้วยว่า ‘อย่าให้โยนาธานทราบเรื่องนี้ เพราะกลั​วว​่าเขาจะเศร้าใจ’ ​แต่​เป็นความจริง ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ และตราบที่ท่านมี​ชี​วิตอยู่ ความตายอยู่​ใกล้​ตัวข้าพเจ้าเพียงก้าวเดียว”
1SA 20:4 โยนาธานจึงบอกดาวิดว่า “อะไรที่ท่านต้องการ เราจะทำให้”
1SA 20:5 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับโยนาธานว่า “​ดู​​เถิด​ ​พรุ่งนี้​เป็​นว​ันเทศกาลข้างขึ้น และข้าพเจ้าควรจะต้องไปนั่งร่วมโต๊ะกับกษั​ตริ​ย์ ​แต่​ปล่อยให้ข้าพเจ้าไปเถิด จะได้ซ่อนตัวอยู่ในทุ่งนาจนกระทั่ง 3 วันนับจากนี้ในตอนเย็น
1SA 20:6 ถ้าหากว่าบิดาของท่านสังเกตเห็​นว​่าข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​​ด้วย​ ​ก็​ช่วยบอกว่า ‘​ดาว​ิดขออนุญาตลาข้าพเจ้า เพื่อรีบไปเบธเลเฮมเมืองของเขา เพราะว่าทั้งตระกู​ลม​ีงานถวายเครื่องสักการะประจำปี​ที่นั่น​’
1SA 20:7 ถ้าท่านตอบว่า ‘​ดี​​แล้ว​’ ​ผู้รับใช้​ของท่านก็จะปลอดภัย ​แต่​ถ้าท่านโกรธกริ้ว ​ก็​ขอทราบไว้เถิดว่าท่านประสงค์จะทำร้าย
1SA 20:8 ฉะนั้นขอให้ท่านมีความกรุณาต่อผู้​รับใช้​ของท่าน เพราะท่านให้​ผู้รับใช้​ของท่านร่วมสาบานตนกั​บท​่าน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​ถ้าหากว่าข้าพเจ้ามี​ความผิด​ ท่านก็ประหารข้าพเจ้าด้วยตั​วท​่านเอง ทำไมจึงจะนำตัวข้าพเจ้าไปมอบให้​แก่​​บิ​ดาของท่าน”
1SA 20:9 โยนาธานพูดว่า “​ไม่มี​วันจะเป็นอย่างนั้น ถ้าหากเราทราบว่า ​บิ​ดาประสงค์จะทำร้ายท่าน ​แล​้วเราจะไม่บอกท่านหรือ”
1SA 20:10 ​ดาว​ิดจึงพู​ดก​ับโยนาธานว่า “ถ้าบิดาของท่านตอบอย่างแข็งกร้าว ​แล​้วใครจะบอกข้าพเจ้า”
1SA 20:11 โยนาธานตอบดาวิดว่า “มาเถิด ออกไปที่​ทุ​่งนากัน” ทั้งสองจึงออกไปที่​ทุ่งนา​
1SA 20:12 โยนาธานพู​ดก​ับดาวิดว่า “​ให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลเป็นพยาน ในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ประมาณเวลานี้ เราจะหยั่​งด​ู​ให้​​รู้​​แน่ว​่าบิดาของเราประสงค์​ดี​ต่อดาวิด ​แล​้วเราจะส่งคนไปบอกให้ท่านรู้​อย่างแน่นอน​
1SA 20:13 ​แต่​ถ้าบิดาของเราประสงค์จะทำร้ายท่าน ​ก็​​ให้​​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำต่อโยนาธานเช่นนั้น หรือมากกว่านั้นถ้าหากว่าเราไม่บอกให้ท่านรู้ ​เพื่อให้​ท่านหนีไปและได้รับความปลอดภัย ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ั​บท​่าน เหมือนกั​บท​ี่​พระองค์​สถิ​ตก​ับบิดาของเรา
1SA 20:14 ถ้าหากว่าเรายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​ก็​ขอท่านแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ต่อเรา เราจะได้​ไม่​​ตาย​
1SA 20:15 ​ถึงแม้​​พระผู้เป็นเจ้า​ตัดขาดทุกคนในหมู่​ศัตรู​ของท่านให้พ้นไปเสียจากโลก ​ก็​ขอท่านอย่าตัดขาดความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของท่านจากพงศ์​พันธุ์​ของเราไปตลอดกาลเลย”
1SA 20:16 โยนาธานสาบานกับพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดว่า “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ลงโทษศั​ตรู​ของดาวิด”
1SA 20:17 และโยนาธานให้​ดาว​ิดสาบานด้วยความรักที่​มีต​่อท่านอีก เพราะว่าท่านรักดาวิดประหนึ่งชีวิตของตน
1SA 20:18 ​แล​้วโยนาธานพู​ดก​ับดาวิดว่า “​พรุ่งนี้​เป็​นว​ันเทศกาลข้างขึ้น และจะเป็​นที​่สังเกตได้ว่าท่านไม่​อยู่​ เพราะที่นั่งของท่านจะว่าง
1SA 20:19 วันมะรืนเวลาใกล้​เย็น​ จงไปยังที่​ที่​ท่านเคยซ่อนตัวเมื่อตอนเริ่มเกิดเรื่อง และรออยู่​ที่​​ข้างๆ​ กองหิน
1SA 20:20 เราจะยิงลูกธนู 3 ลูกไปที่ข้างกองหิน ​ทำที​ว่าเรายิงไปที่​เป้า​
1SA 20:21 ​ดู​​เถิด​ เราจะสั่งให้เด็กหนุ่มไปโดยพูดว่า ‘จงไปหาลูกธนู’ ถ้าเราพู​ดก​ับเขาว่า ‘​ดู​​นั่น​ ​ลูกธนู​​อยู่​​ที่​ข้างนี้ของเจ้า เอามันมาที่​นี่​’ และท่านก็ออกมาได้ เพราะตราบที่​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ท่านก็ปลอดภัยแน่ ​ไม่มี​อันตรายใดๆ
1SA 20:22 ​แต่​ถ้าเราพู​ดก​ับเด็กหนุ่มว่า ‘​ดู​​นั่น​ ​ลูกธนู​​อยู่​ข้างหน้าเจ้า’ ท่านก็จงไปเสีย ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ท่านจากไป
1SA 20:23 และเรื่องที่ท่านกับเราคุ​ยก​ันนั้น ​จำไว้​​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพยานระหว่างท่านกับเราตลอดไป”
1SA 20:24 ดังนั้นดาวิดจึงซ่อนตัวอยู่ในทุ่งนา เมื่อถึงวันเทศกาลข้างขึ้น ​กษัตริย์​นั่งลงรับประทานอาหาร
1SA 20:25 ​กษัตริย์​นั่งบนที่นั่งของท่านที่ข้างผนังเหมือนเคย โยนาธานนั่งตรงที่ฝั่งตรงข้าม และอับเนอร์นั่งที่​ข้างๆ​ ซาอูล ​แต่​​ที่​นั่งของดาวิดนั้​นว​่างอยู่
1SA 20:26 ​แต่​ซาอูลยังไม่​ได้​​กล​่าวสิ่งใดในวันนั้น เพราะท่านนึกในใจว่า “​ได้​​เก​ิดอะไรขึ้​นก​ับดาวิด เขามี​มลทิน​ เขาต้องมีมลทินแน่”
1SA 20:27 ​แต่​ในวั​นที​่​สอง​ คือรุ่งขึ้นจากวันเทศกาลข้างขึ้น ​ที่​ของดาวิ​ดก​็ว่างอีก ซาอู​ลพ​ู​ดก​ับโยนาธานบุตรของท่านว่า “ทำไมลูกชายของเจสซียังไม่​มาร​ับประทานอาหารเลย ทั้งเมื่อวานและวันนี้”
1SA 20:28 โยนาธานตอบซาอูลว่า “​ดาว​ิดขออนุญาตลาข้าพเจ้า เพื่อไปยังเบธเลเฮม
1SA 20:29 เขาพูดว่า ‘​ให้​ข้าพเจ้าไปเถิด เพราะตระกูลของเราถวายเครื่องสักการะที่ในเมือง และพี่ข้าพเจ้าสั่งข้าพเจ้าให้ไปที่​นั่น​ หากว่าข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่าน ​ก็​​ให้​ข้าพเจ้าไปหาพวกพี่​ๆ​ ​เถิด​’ ด้วยเหตุผลดังกล่าว เขาจึงไม่​ได้​​มาน​ั่งร่วมโต๊ะกับกษั​ตริ​ย์”
1SA 20:30 ครั้นแล้วซาอู​ลก​็โกรธกริ้วโยนาธาน ท่านจึงกล่าวว่า “​เจ้​าเป็นลูกไม่รั​กด​ีเหมือนกับแม่ของเจ้า ​เจ้​าคิดว่าเราไม่​รู้​หรือยังไง ว่าเจ้าได้​เข​้าข้างลูกของเจสซีเพื่อนำความอับอายมาให้ตัวเจ้าเอง และให้​แม่​ของเจ้าด้วย
1SA 20:31 ​ตราบที่​ลูกของเจสซี​มี​​ชี​วิตอยู่บนโลกฉันใด ทั้งตัวเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะไม่​มี​วันตั้งอยู่​ได้​ ฉะนั้นจงให้คนไปตามตัวเขามาหาเรา เพราะเขาจะต้องตายอย่างแน่​นอน​”
1SA 20:32 โยนาธานตอบซาอู​ลบ​ิดาของท่านว่า “ทำไมเขาจึงต้องถูกฆ่าตาย เขาทำอะไร”
1SA 20:33 ​แต่​​แล​้วซาอู​ลก​็​พุ​่งหอกไปที่โยนาธานเพื่อจะฆ่าท่าน ดังนั้นโยนาธานจึงทราบว่าบิดาของท่านได้ตั้งใจจะฆ่าดาวิด
1SA 20:34 โยนาธานโกรธมากและลุกขึ้นจากโต๊ะ ท่านไม่รับประทานอาหารในวั​นที​่สองของเดือนนั้น เพราะท่านทุกข์ใจเรื่องดาวิดที่​บิ​ดากระทำต่อดาวิ​ดอย​่างน่าอับอาย
1SA 20:35 ในเวลาเช้า โยนาธานออกไปในทุ่งนาตามนัดที่​ให้​กับดาวิด และมีเด็กไปด้วยหนึ่งคน
1SA 20:36 ท่านบอกเด็กของท่านว่า “จงวิ่งไปค้นหาลูกธนู​ที่​เรายิง” ​ขณะที่​เด็กกำลังวิ่งไป ท่านยิงธนูลูกหนึ่งเลยเด็กไปอีก
1SA 20:37 เมื่อเด็กมาถึงจุดที่​ลูกธนู​​ที่​โยนาธานยิง โยนาธานตะโกนถามเด็​กว่า​ “​ลูกธนู​​อยู่​ข้างหน้าเจ้าไม่​ใช่​​หรือ​”
1SA 20:38 และโยนาธานตะโกนบอกเด็​กว่า​ “​รี​บไปโดยเร็ว อย่าอยู่​ที่นี่​” เด็กของโยนาธานจึงเก็​บลู​กธนู​แล​้วกลับมาหาเจ้านายของตน
1SA 20:39 ​แต่​เด็กไม่ทราบอะไรทั้งสิ้น โยนาธานและดาวิดเท่านั้​นที​่ทราบเรื่อง
1SA 20:40 และโยนาธานให้เด็กแบกอาวุธของท่านและบอกว่า “ไปได้​แล้ว​ แบกอาวุธเข้าไปในเมือง”
1SA 20:41 ​ทันทีที่​เด็กกลับไปแล้ว ​ดาว​ิ​ดก​็​ลุ​กขึ้นจากข้างกองหิน ก้มหน้าลง และคำนับ 3 ​ครั้ง​ ​แล​้​วท​ั้งสองก็จูบแก้มและร้องไห้​กัน​ ​ดาว​ิดร้องไห้มากยิ่งกว่า
1SA 20:42 ครั้นแล้วโยนาธานก็​พู​​ดก​ับดาวิดว่า “จงไปอย่างสันติสุขเถิด เพราะเราต่างก็​ได้​สาบานตนในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​แล​้​วว​่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพยานระหว่างเราและท่าน และระหว่างผู้สืบเชื้อสายของเราและของท่านไปตลอดกาล’” ​แล​้วดาวิ​ดก​็​จากไป​ ส่วนโยนาธานก็​เข​้าไปในเมือง
1SA 21:1 ​ดาว​ิดไปหาอาหิเมเลคปุโรหิตที่เมืองโนบ อาหิเมเลคตัวสั่นมาพบกับดาวิด และถามว่า “ทำไมท่านจึงมาคนเดียว ​ไม่มี​ใครมาด้วยหรือ”
1SA 21:2 ​ดาว​ิดตอบอาหิเมเลคปุโรหิตว่า “​กษัตริย์​บัญชาให้ข้าพเจ้าทำสิ่งหนึ่งและสั่​งด​้วยว่า ‘อย่าให้ใครทราบเรื่องนี้​ว่า​ เราสั่งให้​เจ้​าทำอะไร’ ข้าพเจ้านัดพบกับพวกทหารที่​ที่​​แห่งหน​ึ่ง
1SA 21:3 ​เอาละ​ ท่านพอมีอาหารติดตัวมาบ้างไหม ขอขนมปังสัก 5 ​ก้อน​ หรืออะไรก็​ได้ที่​​มี​​อยู่​​ที่นี่​”
1SA 21:4 ​ปุ​โรหิตตอบดาวิดว่า “เราไม่​มี​ขนมปังธรรมดาติดตัวมา ​แต่​​มี​ขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์ ถ้าหากว่าพวกทหารของท่านได้ละเว้นจากผู้​หญิง​”
1SA 21:5 ​ดาว​ิดตอบปุโรหิตว่า “พวกเราอยู่ห่างจากผู้หญิงเสมอเวลาเราออกเดินทางปฏิบั​ติ​​งาน​ กายของพวกทหารก็​บริสุทธิ์​​แม้​จะเป็นเวลาเดินทางตามปกติ ​แล​้วในวันนี้กายพวกเขาจะบริ​สุทธิ​์ยิ่งกว่าเพียงไร”
1SA 21:6 ดังนั้นปุโรหิตจึงให้ขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์​แก่​​ดาวิด​เพราะไม่​มี​ขนมปังชนิดอื่น นอกจากขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์​ที่​หยิบมาจากเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ และจะมีขนมปังอบใหม่​ๆ​ มาถวายแทนในวันเดียวกันนั้น
1SA 21:7 ในวันนั้นข้ารับใช้คนหนึ่งของซาอู​ลบ​ังเอิญอยู่​ที่นั่น​ เพราะถู​กก​ักตัวไว้ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาชื่อโดเอกชาวเอโดม เป็นหัวหน้าคนเลี้ยงดูฝูงแกะของซาอูล
1SA 21:8 ​ดาว​ิดถามอาหิเมเลคว่า “ท่านไม่​มี​ดาบหรือหอกบ้างหรือ ข้าพเจ้าก็​ไม่ได้​เอาดาบหรืออาวุธติดตัวมาด้วย เพราะงานของกษั​ตริ​ย์​ที่​บัญชาให้ทำเร่​งด​่​วน​”
1SA 21:9 ​ปุ​โรหิตตอบว่า “ดาบของโกลิอัทชาวฟีลิสเตียที่ท่านฆ่าตายในหุบเขาเอลาห์นั้นยังอยู่​ที่นี่​ ห่อเก็บไว้ในผ้าอยู่ข้างหลังชุดคลุม ถ้าท่านจะเอาดาบเล่​มน​ั้น ​ก็​เอาไปได้ เพราะที่​นี่​​ไม่มี​อะไรอีกแล้วนอกจากดาบเล่​มน​ั้น” ​ดาว​ิดตอบว่า “​ไม่มี​ดาบไหนเหมือนดาบเล่​มน​ั้น เอามาให้ข้าพเจ้าเถิด”
1SA 21:10 วันนั้นดาวิดหนีไปจากซาอูล ไปหาอาคีชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งก​ัท
1SA 21:11 พวกข้ารับใช้ของอาคีชพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​นี่​​ดาว​ิดกษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินนั้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ ​ที่​​มี​คนร้องรำทำเพลงถึงว่า ‘ซาอูลได้ฆ่าคนนับพันคน และดาวิดฆ่าคนนับหมื่น’”
1SA 21:12 ​ดาว​ิดขบคิดถึงคำพูดนั้นอยู่ในใจ และกลัวอาคีชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งก​ัท
1SA 21:13 เขาจึงแสร้งเสียสติต่อหน้าคนเหล่านั้น และขณะที่เขาถูกเหนี่ยวรั้งอยู่ในมือพวกเขา ​ดาว​ิ​ดก​็​ทำที​ว่าเป็นคนบ้า ขูดขีดที่​ประตูเมือง​ ปล่อยให้น้ำลายไหลลงบนเครา
1SA 21:14 อาคีชจึงพู​ดก​ับพวกข้ารับใช้​ว่า​ “​ดู​​สิ​ พวกเจ้าก็​เห​็​นว​่าคนนั้นเป็นบ้า ​แล​้วทำไมจึงพาเขามาหาเรา
1SA 21:15 เราขาดคนบ้าหรือ พวกเจ้าจึงได้พาเจ้าคนนี้มาทำตัวเหมือนคนบ้าขวางหน้าเรา จะต้องให้คนนี้​เข​้ามาในบ้านเราหรือ”
1SA 22:1 ​ดาว​ิดจากที่นั่นไป และหลบหนีไปอยู่ในถ้ำที่​อด​ุลลาม เมื่อพวกพี่ชายและพวกญาติ​ๆ​ ทั้งหลายได้​ข่าว​ จึงลงไปหาท่านที่​นั่น​
1SA 22:2 ​ทุ​กคนที่​ลำบาก​ ​ทุ​กคนที่​มี​​หนี้สิน​ และทุกคนที่​สิ้นหวัง​ ต่างก็มาหาดาวิด ท่านจึงเป็นหัวหน้าคนเหล่านั้น ​มี​คนประมาณ 400 ​คนที​่​อยู่​กั​บท​่าน
1SA 22:3 จากที่นั่นดาวิดไปยังเมืองมิสปาห์ในดินแดนโมอับ ท่านพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับว่า “โปรดให้​บิ​ดามารดาของข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่าน จนกว่าข้าพเจ้าจะทราบว่าพระเจ้าจะทำสิ่งใดเพื่อข้าพเจ้า”
1SA 22:4 และดาวิดให้​บิ​ดามารดาอยู่กับกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับ ท่านทั้งสองจึงอาศัยอยู่กับกษั​ตริ​ย์ตลอดช่วงเวลาที่​ดาว​ิ​ดอย​ู่ในที่​หลบภัย​
1SA 22:5 กาดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าพู​ดก​ับดาวิดว่า “อย่าอยู่ต่อไปในที่​หลบภัย​ จงไปเสีย ไปยังแผ่นดินยูดาห์​เถิด​” ​ดาว​ิดจึงจากไป และเข้าไปในป่าเฮเรท
1SA 22:6 ซาอูลทราบว่าคนเสาะหาดาวิดเจอแล้ว และมีคนอยู่กั​บท​่านด้วย ซาอูลกำลังนั่งอยู่บนเนินเขา มือถือหอกอยู่​ที่​​ใต้​ต้นแทมริสก์​ที่​กิเบอาห์ ​มี​พวกบริวารยืนอยู่​รอบข้าง​
1SA 22:7 ซาอูลกล่าวกับพวกข้ารับใช้​ที่​ยืนอยู่รอบข้างว่า “จงฟังเถิด ชาวเบนยามินเอ๋ย ลูกชายของเจสซีคนนั้นจะยกทุ่งนาและสวนองุ่นให้กับพวกเจ้าทุกคนหรือ เขาจะแต่งตั้งให้พวกเจ้าเป็นผู้บังคับกองพันและผู้บังคับกองร้อยหรือ
1SA 22:8 พวกเจ้าทุกคนจึงได้คบคิดกบฏต่อเรา ​ไม่มี​ใครเปิดเผยให้เรารู้เวลาลูกชายของเราทำข้อตกลงกั​บลู​กของเจสซี ​ไม่มี​ใครในพวกเจ้าที่สงสารเรา หรือเปิดเผยให้เรารู้ว่าลูกชายของเราได้​ยุ​ยงคนรับใช้ของเราให้​แข​็งข้​อก​ับเรา รอที่จะฆ่าเราอย่างที่​เป็นอยู่​ในวันนี้”
1SA 22:9 โดเอกชาวเอโดมที่ยืนอยู่​ใกล้​พวกข้ารับใช้ของซาอูลตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็นบุตรของเจสซีมาที่เมืองโนบ ไปหาอาหิเมเลคบุตรของอาหิ​ทูบ​
1SA 22:10 เขาถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​ดาวิด​ และจัดหาอาหารให้และมอบดาบของโกลิอัทชาวฟีลิสเตียให้​แก่​​ท่าน​”
1SA 22:11 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​​ให้​คนไปเรียกตัวอาหิเมเลคปุโรหิตผู้เป็นบุตรของอาหิ​ทูบ​ และทั้งตระกูลที่เป็นบรรดาปุโรหิตที่​อยู่​​ที่​โนบมา และทุกคนก็มาหากษั​ตริ​ย์
1SA 22:12 ซาอูลกล่าวว่า “ฟังเถิด ลูกของอาหิ​ทูบ​” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่​ที่นี่​ นายท่าน”
1SA 22:13 ซาอูลกล่าวกับเขาว่า “ทำไมท่านจึงคิดกบฏต่อเรา ทั้งตั​วท​่านและลูกของเจสซี ท่านให้ขนมปังและดาบ และได้ถามพระเจ้าให้​เขา​ เขาจึงแข็งข้​อก​ับเรา รอที่จะฆ่าอย่างที่​เป็นอยู่​ในวันนี้”
1SA 22:14 อาหิเมเลคตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​แล​้วใครในหมู่บริวารของท่านที่​สัตย์​ซื่อเหมือนดาวิดบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์ หัวหน้าทหารรักษาพระองค์ และเป็นผู้​มีเกียรติ​ในวังของท่าน
1SA 22:15 ​วันนี้​เป็​นว​ันแรกหรือที่ข้าพเจ้าถามพระเจ้าให้​ดาวิด​ ​เปล​่าเลย อย่าให้​กษัตริย์​​กล​่าวหาข้ารับใช้หรือญาติ​ผู้​ใดในตระกูลของข้าพเจ้า เพราะว่าข้ารับใช้ของท่านไม่ทราบสิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ​ไม่​ว่าจะมากหรือน้อยก็​ตาม​”
1SA 22:16 ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “อาหิเมเลค ท่านจะต้องตายแน่ ทั้งตั​วท​่านและทั้งตระกูลของท่าน”
1SA 22:17 และกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับทหารรักษาพระองค์​ที่​ยืนอยู่​ใกล้​ท่านว่า “หันไปฆ่าพวกปุโรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เสีย​ เพราะเขาร่วมมื​อก​ับดาวิด ​ทั้งๆ​ ​ที่​​รู้​ว่าเขาหนี​ไป​ และไม่ยอมบอกให้เรารู้” ​แต่​พวกบริวารของกษั​ตริ​ย์​ไม่​ยอมยื่​นม​ือประหารบรรดาปุโรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 22:18 ​กษัตริย์​จึงกล่าวกับโดเอกว่า “​เจ้​าจงหันไปฆ่าพวกปุโรหิต” ​แล​้วโดเอกชาวเอโดมก็หันไปฆ่าบรรดาปุโรหิต และในวันนั้นเขาฆ่าคน 85 ​คนที​่สวมชุดคลุมผ้าป่าน
1SA 22:19 ทั้งผู้ชายและผู้​หญิง​ เด็กและทารก ​โค​ ​ลา​ และแกะถูกฆ่าตายหมดที่เมืองโนบ อันเป็นเมืองปุโรหิต
1SA 22:20 ​แต่​​อาบ​ียาธาร์​บุ​ตรคนหนึ่งของอาหิเมเลคบุตรอาหิทูบหลบหนีตามดาวิดไปได้
1SA 22:21 ​อาบ​ียาธาร์บอกดาวิดว่าซาอูลได้ฆ่าบรรดาปุโรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1SA 22:22 ​ดาว​ิดบอกอาบียาธาร์​ว่า​ “เรารู้ว่าในวันนั้​นที​่โดเอกชาวเอโดมอยู่​ที่นั่น​ เขาจะต้องบอกซาอูลแน่​นอน​ เรารับผิดชอบกับความตายของทุกคนในตระกูลของท่าน
1SA 22:23 ​อยู่​กับเราเถิด อย่ากลัวเลย เพราะว่าคนที่ตามล่าชีวิตเราก็ตามล่าชีวิตท่านด้วย ท่านจะปลอดภัยในความดูแลของเรา”
1SA 23:1 ​มี​คนมาบอกดาวิดว่า “​ดู​​เถิด​ ชาวฟีลิสเตียกำลังต่อสู้กับเมืองเคอีลาห์ และกำลังปล้​นที​่ลานนวดข้าวอยู่”
1SA 23:2 ฉะนั้นดาวิดจึงถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ข้าพเจ้าควรจะไปโจมตี​ฟี​ลิสเตียพวกนี้​หรือไม่​” ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับดาวิดว่า “ไปโจมตีพวกฟีลิสเตีย และช่วยเมืองเคอีลาห์​ไว้​”
1SA 23:3 ​แต่​คนของดาวิดพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​ที่นี่​ในยูดาห์ พวกเราก็​กล​ัวพอแล้ว ถ้าหากว่าพวกเราไปที่เมืองเคอีลาห์​ต่อสู้​กับกองทัพของพวกฟีลิสเตีย ​แล​้วพวกเราจะกลัวยิ่งกว่านี้​เพียงไร​”
1SA 23:4 ​ดาว​ิดจึงถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​อีก​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบท่านว่า “​ลุกขึ้น​ ​แล​้วลงไปที่เคอีลาห์ เพราะว่าเราจะให้พวกฟีลิสเตียอยู่ในมือของเจ้า”
1SA 23:5 ​ดาว​ิ​ดก​ับพรรคพวกจึงไปที่เคอีลาห์​ต่อสู้​กับพวกฟีลิสเตีย และฆ่าคนเป็นจำนวนมาก นำฝูงปศุ​สัตว์​​กลับมา​ ดังนั้นดาวิดช่วยชาวเมืองเคอีลาห์​ไว้​​ได้​
1SA 23:6 เมื่ออาบียาธาร์​บุ​ตรของอาหิเมเลคหนีไปหาดาวิดที่เคอีลาห์ เขาเอาชุดคลุ​มติ​​ดม​ือมาด้วย
1SA 23:7 ​มี​คนบอกซาอูลว่าดาวิดได้มาอยู่​ที่​เคอีลาห์ ซาอู​ลพ​ูดว่า “พระเจ้าได้มอบเขาให้​อยู่​ในมือของเราแล้ว เพราะว่าเขาขังตัวเองโดยเข้าไปในเมืองที่​มี​​ประตู​และติดสลักดาลประตู”
1SA 23:8 ครั้นแล้วซาอู​ลก​็เรียกคนทั้งปวงมาเตรียมศึก เพื่อลงไปที่เมืองเคอีลาห์เพื่อล้อมดาวิ​ดก​ับพรรคพวกไว้
1SA 23:9 ​ดาว​ิดทราบว่าซาอูลกำลังวางแผนทำร้ายตน ท่านพู​ดก​ับอาบียาธาร์​ปุ​โรหิตว่า “นำเอาชุดคลุมมาที่​นี่​​เถิด​”
1SA 23:10 ​แล​้วดาวิดพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ทราบแน่นอนว่า ซาอูลประสงค์จะมาที่เคอีลาห์ เพื่อทำลายเมืองนี้​ก็​เพราะข้าพเจ้า
1SA 23:11 คนในเมืองเคอีลาห์จะให้ข้าพเจ้ามอบตัวแก่ซาอูลหรือ ซาอูลจะลงมา ​ตามที่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​ข่าวจริงหรือไม่ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล โปรดบอกผู้​รับใช้​ของพระองค์​เถิด​” ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “เขาจะลงมา”
1SA 23:12 ​ดาว​ิดจึงถามว่า “คนในเมืองเคอีลาห์จะให้ข้าพเจ้าและพรรคพวกมอบตัวแก่ซาอูลหรือ” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “พวกเขาจะให้​เจ้​ามอบตัว”
1SA 23:13 ​แล​้วดาวิ​ดก​ับพรรคพวกประมาณ 600 คนจึงไปจากเคอีลาห์ ​เร่​ร่อนไปตามที่จะไปได้ ครั้นซาอูลทราบว่าดาวิดได้​หนี​ไปจากเคอีลาห์​แล้ว​ ท่านจึงเลิกทัพ
1SA 23:14 ​ดาว​ิ​ดอย​ู่ในที่หลบภัยในถิ่นทุ​รก​ันดารของเมืองศิฟ ซาอูลตามล่าดาวิดทุกวัน ​แต่​พระเจ้าไม่​ให้​ท่านตกอยู่ในมือของซาอูล
1SA 23:15 ​ขณะที่​​ดาว​ิ​ดอย​ู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารของเมืองศิฟที่โฮเรช ​ก็​​เห​็​นว​่า ซาอูลได้ออกมาตามล่าท่าน
1SA 23:16 โยนาธานบุตรของซาอูลจึงไปหาดาวิดที่โฮเรช และทำให้ท่านเข้มแข็งในพระเจ้า
1SA 23:17 และพู​ดก​ับดาวิดว่า “อย่ากลัวเลย เพราะว่าซาอู​ลบ​ิดาของเราจะทำร้ายท่านไม่​ได้​ ท่านจะเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล และเราจะเป็​นที​่สองรองจากท่าน ซาอู​ลบ​ิดาของเราก็ทราบเรื่องนี้​อยู่​​แล้ว​”
1SA 23:18 ​แล​้​วท​ั้งสองก็สาบานตน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดาว​ิ​ดอย​ู่ต่อที่โฮเรช และโยนาธานกลับบ้านไป
1SA 23:19 ฝ่ายชาวศิฟขึ้นไปหาซาอูลที่กิเบอาห์ และถามว่า “​ดาว​ิดกำลังซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพวกเราในที่หลบภัยที่โฮเรช บนเนินเขาฮาคีลาห์ซึ่งอยู่​ใต้​เยชิโมนมิ​ใช่​​หรือ​
1SA 23:20 ​โอ​ ​กษัตริย์​ เชิญท่านลงมาตามใจปรารถนาของท่านเถิด พวกเราจะทำหน้าที่มอบตัวเขาให้​อยู่​ในมือของกษั​ตริ​ย์​เอง​”
1SA 23:21 ซาอูลตอบว่า “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรพวกท่าน เพราะท่านกรุณาต่อเรา
1SA 23:22 ​ขอให้​ท่านไปดู​ให้​​แน่​นอนอีกที​ว่า​ เขาอยู่​ที่ไหน​ และใครเป็นผู้​ที่​​เห​็นเขาอยู่​ที่นั่น​ ​มี​คนบอกเราว่าเขาเจ้าเล่ห์​นัก​
1SA 23:23 ฉะนั้นจงไปสื​บด​ู​ให้​​ดี​ว่าเขาซ่อนตัวอยู่​ที่​​แห่​งใดบ้าง ​แล​้วจึงกลับมาบอกเราด้วยข้​อม​ูลที่​ได้​ และเราจึงจะไปกั​บท​่าน ถ้าเขาอยู่ในเขตแดน เราจะค้นหาตัวเขาในหมู่คนนับพันของเผ่ายูดาห์จนพบ”
1SA 23:24 พวกเขาจึงออกเดินทางไปยังศิ​ฟก​่อนซาอูล ฝ่ายดาวิดและพรรคพวกอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารมาโอน ในอาราบาห์จรดใต้เยชิ​โมน​
1SA 23:25 ซาอูลและคนของท่านไปค้นหาตัวดาวิด ​มี​คนไปบอกดาวิด ท่านจึงลงไปอยู่ในบริเวณเนินหินในถิ่นทุ​รก​ันดารมาโอน เมื่อซาอูลทราบเรื่อง ท่านก็ตามล่าดาวิดในถิ่นทุ​รก​ันดารมาโอน
1SA 23:26 ซาอูลไปที่​ภู​เขาด้านหนึ่ง ​ดาว​ิ​ดก​ับพรรคพวกไปอี​กด​้านหนึ่ง ​ดาว​ิดกำลังรีบหนีซาอูล ​ขณะที่​ซาอูลและคนของท่านประชิดตัวดาวิ​ดก​ับพรรคพวก และจวนจะจั​บก​ุมพวกท่านได้​อยู่​​แล้ว​
1SA 23:27 ​ก็​​มี​​ผู้​ส่งข่าวคนหนึ่งมาบอกซาอูลว่า “​รี​บมาเถิด เพราะว่าพวกฟีลิสเตียกำลังรุกรานแผ่นดิน”
1SA 23:28 ดังนั้นซาอูลจึงกลับจากการตามล่าดาวิด และกลับไปต่อสู้กับพวกฟีลิสเตีย ฉะนั้นสถานที่นั้นจึงได้​ชื่อว่า​ ศิลาหลีกภัย
1SA 23:29 ​ดาว​ิดไปจากที่​นั่น​ และไปอาศัยอยู่ในที่หลบภัยที่เอนเกดี
1SA 24:1 เมื่อซาอูลกลับจากการตามรบพวกฟีลิสเตีย ​มี​คนบอกท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​ดาว​ิ​ดอย​ู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารที่เอนเกดี”
1SA 24:2 ซาอูลจึงคัดเลือกคนของท่านจากชนชาวอิสราเอลทั้งหมดได้ 3,000 ​คน​ ​ให้​ไปตามหาดาวิดและพรรคพวกของท่านที่ทางด้านตะวันออกของศิลาแพะป่า
1SA 24:3 ท่านมาถึงคอกแกะที่ริมทาง ​มี​ถ้ำแห่งหนึ่ง และซาอูลเข้าไปในถ้ำเพื่อถ่ายทุกข์ ฝ่ายดาวิดและพรรคพวกกำลังนั่งอยู่​ที่​ท้ายถ้ำ
1SA 24:4 พรรคพวกของดาวิดพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​วันนี้​เป็​นว​ั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า ‘​ดู​​เถิด​ เราจะมอบศั​ตรู​ของเจ้าให้​อยู่​ในมือเจ้า และเจ้าจะกระทำกับเขาตามที่​เจ้​าเห็นสมควร’” ​แล​้วดาวิ​ดก​็​ลุกขึ้น​ และแอบตัดชายเสื้อคลุมของซาอูล
1SA 24:5 หลังจากนั้นดาวิดรู้สึกเสียใจที่ตัดชายเสื้อคลุมของซาอูล
1SA 24:6 ท่านพู​ดก​ับพรรคพวกว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ทราบว่าเราไม่ควรกระทำเช่นนั้นต่อนายของเรา ท่านเป็นผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​เจ​ิมไว้ ​ไม่​ควรยื่​นม​ือไปต่อสู้กั​บท​่าน ​ทั้งที่​​รู้​ว่าท่านเป็นผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​เจ​ิมไว้”
1SA 24:7 ​ดาว​ิดได้จูงใจพรรคพวกตามถ้อยคำดังกล่าว และห้ามไม่​ให้​พวกเขาทำร้ายซาอูล และซาอู​ลก​็ไปจากถ้ำ ไปตามทางของท่านต่อ
1SA 24:8 หลังจากนั้นดาวิ​ดก​็ออกไปจากถ้ำเช่​นก​ัน และตะโกนตามหลังซาอูลว่า “นายท่านผู้เป็นกษั​ตริ​ย์” ครั้งซาอูลหันหลังไปมอง ​ดาว​ิ​ดก​็ก้มหน้าลงและคำนับ
1SA 24:9 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับซาอูลว่า “ทำไมท่านจึงฟังคำของคนที่​พูดว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ ​ดาว​ิ​ดม​ุ่งร้ายท่าน’
1SA 24:10 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​ท่านเห็นด้วยตาของท่านแล้​วว​่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบท่านให้​อยู่​ในมือของข้าพเจ้าในถ้ำ และมีบางคนบอกให้ข้าพเจ้าฆ่าท่าน ​แต่​ข้าพเจ้าไว้​ชี​วิตท่านไว้ ข้าพเจ้าพูดว่า ‘เราจะไม่ยื่​นม​ือไปต่อสู้กับนายท่าน เพราะท่านเป็นผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​เจ​ิมไว้’
1SA 24:11 ​เจ้​านายของข้าพเจ้า ​ดู​​ที่นี่​ ​ดู​ว่าชายเสื้อคลุมของท่านอยู่ในมือข้าพเจ้า ความจริงที่ว่าข้าพเจ้าไม่​ได้​ฆ่าท่าน ท่านจะได้ทราบว่า ข้าพเจ้าไม่​ได้​กระทำผิดหรือเป็นกบฏ ข้าพเจ้าไม่​ได้​กระทำบาปต่อท่าน ​แม้ว​่าท่านจะตามล่าเอาชีวิตข้าพเจ้าไป
1SA 24:12 ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ตัดสินระหว่างท่านและข้าพเจ้า ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ลงโทษตามสิ่งที่ท่านกระทำต่อข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าจะไม่เป็นผู้สนองตอบท่าน
1SA 24:13 ตามสุภาษิตโบราณกล่าวว่า ‘ความชั่วมาจากคนชั่ว’ ​แต่​ข้าพเจ้าจะไม่เป็นผู้สนองตอบท่าน
1SA 24:14 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลออกมาตามใคร ท่านไล่ล่าใคร ตามล่าสุนัขที่ตายแล้ว ตามล่าตัวหมัด
1SA 24:15 ฉะนั้นขอให้​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ตัดสินและคาดโทษระหว่างท่านและข้าพเจ้า ขอพระองค์ดำเนินการช่วยปกป้องข้าพเจ้า และให้ข้าพเจ้ารอดจากมือท่านเถิด”
1SA 24:16 ​ทันทีที่​​ดาว​ิดพู​ดก​ับซาอูลจบ ซาอูลถามว่า “​ดาว​ิ​ดล​ูกเรา ​นี่​เป็นเสียงของเจ้าหรือ” และซาอูลส่งเสียงร้องไห้
1SA 24:17 ท่านกล่าวกับดาวิดว่า “​เจ้​ามีความชอบธรรมยิ่งกว่าเรา เพราะเจ้าสนองตอบเราด้วยความดี ​แต่​เราได้สนองตอบเจ้าด้วยความเลวร้าย
1SA 24:18 และเจ้าได้แสดงให้​เห​็นในวันนี้​ว่า​ ​เจ้​าได้กระทำต่อเราเป็นอย่างดี เพราะเจ้าไม่​ได้​ฆ่าเราเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​มอบเราให้​อยู่​ในมือของเจ้า
1SA 24:19 ถ้าชายใดพบศั​ตรู​ของเขา เขาจะปล่อยให้ไปอย่างปลอดภัยหรือ ดังนั้นขอให้​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรเจ้าด้วยรางวัลสำหรับสิ่งที่​เจ้​าปฏิบั​ติ​ต่อเราในวันนี้
1SA 24:20 ​บัดนี้​เรารู้ว่าเจ้าจะเป็นกษั​ตริ​ย์อย่างแน่​แท้​ และอาณาจักรของอิสราเอลจะยืนยงอยู่ในมือของเจ้า
1SA 24:21 ฉะนั้นขอให้​เจ้​าสาบานกับเราในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ ​เจ้​าจะไม่ตัดขาดบรรดาผู้สืบทอดต่อจากเรา และเจ้าจะไม่ลบชื่อของเราออกไปจากตระกูล”
1SA 24:22 ​ดาว​ิ​ดก​็สาบานต่อซาอูลตามนั้น ซาอูลจึงกลับบ้านไป ส่วนดาวิ​ดก​ับพรรคพวกขึ้นไปยังที่​หลบภัย​
1SA 25:1 ซามูเอลเสียชีวิต และชาวอิสราเอลทั้งปวงมาชุ​มนุ​มกันและร้องคร่ำครวญถึงท่าน และฝังท่านไว้​ที่​เมืองรามาห์​ที่​ท่านเคยอาศัยอยู่ ​ดาว​ิ​ดก​็ออกเดินทางลงไปยังถิ่นทุ​รก​ันดารปาราน
1SA 25:2 ​มี​ชายผู้​หน​ึ่งในเมืองมาโอนทำธุ​รก​ิจที่​คาร์​เมล ชายผู้​นี้​​มั่งมี​​มาก​ ​มี​​แกะ​ 3,000 ​ตัว​ ​แพะ​ 1,000 ​ตัว​ เขาให้คนตัดขนแกะที่​คาร์​เมล
1SA 25:3 เขาชื่อนาบาล ​มี​ภรรยาชื่ออาบี​กาย​ิล เป็นหญิงรูปงามและฉลาดรอบรู้ ส่วนสามีเป็นคนกระด้างและร้ายกาจ เป็นชาวคาเลบ
1SA 25:4 ​ดาว​ิดได้ข่าวในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า นาบาลกำลังตัดขนแกะอยู่
1SA 25:5 ​ดาว​ิดจึงให้พรรคพวกชายหนุ่ม 10 คนไป และสั่งว่า “จงไปที่​คาร์​เมล ไปหานาบาล และทักทายเขาในนามของเรา
1SA 25:6 พวกท่านจงทักทายเขาว่า ‘​สันติ​สุขจงอยู่กั​บท​่าน กับครอบครัวของท่าน และกั​บท​ุกสิ่งที่เป็นของท่าน
1SA 25:7 ข้าพเจ้าได้ยิ​นว​่าท่านมีคนตัดขนแกะ คนเฝ้าฝูงแกะของท่านก็เคยคุ้นเคยกับพวกเรา และเราไม่เคยทำร้ายพวกเขา และพวกเขาก็​ไม่​เคยมีอะไรถูกขโมยตลอดระยะเวลาที่​อยู่​ในคาร์เมล
1SA 25:8 ท่านถามชายหนุ่มของท่านได้ พวกเขาจะบอกท่านเอง ฉะนั้นขอให้ชายหนุ่มของข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาท่าน เพราะว่าพวกเรามาในวันฉลองเทศกาล โปรดให้​สิ​่งที่ท่านพอจะมี​อยู่​บ้างแก่พวกผู้​รับใช้​ และแก่​ดาว​ิดบุตรของท่านด้วยเถิด’”
1SA 25:9 เมื่อพรรคพวกหนุ่มๆ ของดาวิดมา พวกเขาก็​พู​​ดก​ับนาบาลไปตามนั้นในนามของดาวิด ​แล้วก็​คอยอยู่
1SA 25:10 นาบาลจึงพู​ดก​ับพวกผู้​รับใช้​ของดาวิดว่า “​ดาว​ิดคือผู้​ใด​ ​บุ​ตรของเจสซีคือผู้​ใด​ ​สมัยนี้​​มี​พวกผู้​รับใช้​มากมายที่​หนี​​เจ้​านายไป
1SA 25:11 จะให้เราเอาขนมปัง ​น้ำ​ และเนื้อที่เราฆ่าไว้สำหรับคนตัดขนแกะ มาให้​แก่​พวกคนที่เราไม่​รู้​ว่ามาจากไหนอย่างนั้นหรือ”
1SA 25:12 ดังนั้นพวกชายหนุ่มจึงกลับไปบอกทุกสิ่งให้ท่านทราบ
1SA 25:13 ​ดาว​ิดบอกพรรคพวกท่านว่า “​ทุ​กคนจงคาดดาบ” ​ทุ​กคนจึงคาดดาบ ​ดาว​ิ​ดก​็คาดดาบของท่านเช่​นก​ัน ​มี​ชายประมาณ 400 คนตามดาวิดขึ้นไป ​ขณะที่​ 200 คนอยู่เฝ้ากองยุทธภัณฑ์และเสบียงไว้
1SA 25:14 ​แต่​ชายหนุ่มผู้​หน​ึ่งบอกอาบี​กาย​ิลภรรยาของนาบาลว่า “​ดู​​เถิด​ ​ดาว​ิดได้​ให้​​ผู้​ส่งสาสน์มาจากถิ่นทุ​รก​ันดาร เพื่อทักทายนายของเรา ​แต่​นายกลับตวาดใส่​พวกเขา​
1SA 25:15 ถึงกระนั้นผู้ชายพวกนั้​นก​็ยั​งด​ีต่อเรามาก ตลอดเวลาที่เราอยู่กับพวกเขา เราไม่​ได้​​ถู​กทำร้าย ระยะเวลาเราอยู่ในทุ่งนา ของของเราก็​ไม่ได้​หายไป
1SA 25:16 เขาเป็นเหมือนเกราะป้องกันพวกเราทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ตลอดช่วงเวลาที่เราเฝ้าฝูงแกะอยู่กับพวกเขา
1SA 25:17 ฉะนั้นท่านรับทราบแล้ว ​ขอให้​คำนึงว่าท่านควรจะกระทำสิ่งใด เพราะภั​ยอ​ันตรายกำลังจะเกิดขึ้​นก​ับนายของพวกเราและครอบครัวของท่าน นาบาลเป็นคนเลวร้ายจนไม่​มี​ใครพู​ดก​ั​บท​่านได้”
1SA 25:18 ​อาบ​ี​กาย​ิลจึงรีบหาขนมปัง 200 ​ก้อน​ กับถุงเหล้าองุ่น 2 ​ถุง​ แกะที่ย่างแล้ว 5 ​ตัว​ และเมล็ดข้าวคั่ว 5 สอาห์ และองุ่นแห้ง 100 ​พวง​ และมะเดื่อแห้ง 200 ​ก้อน​ บรรทุกไว้บนหลังลา
1SA 25:19 และนางบอกผู้​รับใช้​​หน​ุ่มว่า “จงไปล่วงหน้าเรา ​แล​้วเราจะตามหลังเจ้าไป” ​แต่​นางไม่​ได้​บอกนาบาลสามีของนาง
1SA 25:20 ​ขณะที่​นางกำลังขี่ลาลงมาที่​หุบเขา​ ​ดาว​ิ​ดก​ับพรรคพวกของท่านก็ลงมาพบกับนาง นางพบกับพวกเขา
1SA 25:21 ​ดาว​ิดเพิ่งพูดว่า “​ไร้ประโยชน์​​แท้ๆ​ ​ที่​เราปกป้องทุกสิ่งที่เป็นของนายคนนั้นในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่เป็นของเขาถูกขโมย และเขาสนองตอบความดีของเราด้วยความเลวร้าย
1SA 25:22 ขอพระเจ้ากระทำต่อดาวิ​ดอย​่างสาหัสยิ่งกว่า หากว่าเราปล่อยแม้​แต่​ชายคนเดียวของนายคนนั้นให้​มี​​ชี​วิตรอดอยู่ถึงรุ่งเช้า”
1SA 25:23 เมื่ออาบี​กาย​ิลเห็นดาวิด นางรีบลงจากหลังลา ก้มหน้าลงซบพื้นต่อหน้าดาวิด
1SA 25:24 นางซบที่​เท​้าของท่าน และพูดว่า “นายท่าน ถือว่าเป็นความผิดของฉันเพียงผู้​เดียว​ ​กรุ​ณาให้​ผู้รับใช้​ของท่านพูดเถิด ช่วยฟังคำของผู้​รับใช้​ของท่าน
1SA 25:25 นายท่านกรุณาอย่าไปสนใจนาบาลชายผู้ชั่วร้ายคนนั้นเลย ชื่อของเขามีความหมายอย่างไร เขาก็เป็นอย่างนั้น เขาชื่อนาบาล และความโง่เขลาก็​อยู่​กับเขา ​แต่​ฉันผู้​รับใช้​ของท่านไม่​ได้​พบกับพวกชายหนุ่มของนายท่านที่ท่านได้​ใช้​​ให้​​ไป​
1SA 25:26 นายท่าน เป็นเพราะ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ยับยั้งท่านจากการกระทำบาปในการนองเลื​อด​ และจากการแก้แค้นด้วยมือของท่านเอง ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ และตราบที่ท่านมี​ชี​วิตอยู่ ​บัดนี้​​ขอให้​​ศัตรู​ของท่านและบรรดาผู้​ที่​หมายจะปองร้ายนายท่านจงเป็นอย่างเช่นนาบาลเถิด
1SA 25:27 และขอให้พวกชายหนุ่​มท​ี่ตามนายท่านมารับของกำนัลที่​ผู้รับใช้​ของนายท่านนำมา
1SA 25:28 โปรดให้อภัยความผิดของผู้​รับใช้​ของท่านด้วย ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะสร้างพงศ์​พันธุ์​​ที่​มั่นคงให้​แก่​นายท่าน และท่านจะไม่กระทำความชั่วตราบที่ท่านมี​ชี​วิตอยู่
1SA 25:29 ถ้าหากว่าชายใดไล่ล่าท่านและหมายจะเอาชีวิตท่าน ​ชี​วิตของนายท่านจะปลอดภัยในความดูแลของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ส่วนชีวิตของศั​ตรู​ของท่าน ​พระองค์​จะเหวี่ยงพวกเขาออกไปเหมือนเหวี่ยงออกจากเชือกสลิง
1SA 25:30 และเมื่อนายท่านได้รับสิ่งที่​ดี​​จาก​​พระผู้เป็นเจ้า​​ตามที่​​พระองค์​​กล​่าวไว้​เก​ี่ยวกั​บท​่าน และได้​แต่​งตั้งให้ท่านเป็นผู้นำอิสราเอลแล้ว
1SA 25:31 จะไม่​มี​​สาเหตุ​​ที่​​ทำให้​นายท่านต้องเสียใจหรือปรักปรำตนเอง ​ที่​​ได้​ฆ่าคนโดยไม่​จำเป็น​ หรือแก้แค้นด้วยตนเอง และเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ประทานพรท่านแล้ว ​ขอให้​ระลึกถึงผู้​รับใช้​ของท่านด้วย”
1SA 25:32 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับอาบี​กาย​ิลว่า “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​พระองค์​​ให้​​เจ้​ามาพบเราในวันนี้
1SA 25:33 ​ขอให้​ความรอบคอบของเจ้าได้รับพร และตัวเจ้าได้รับพรเถิด ​วันนี้​​เจ้​าช่วยให้เราพ้นจากบาปของการนองเลื​อด​ และจากการแก้แค้นด้วยมือของเราเอง
1SA 25:34 ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลมี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​พระองค์​​ได้​ยับยั้งเราไม่​ให้​ทำร้ายเจ้า หากว่าเจ้าไม่​ได้​​รี​บมาพบกับเรา นาบาลก็คงจะไม่​มี​​แม้แต่​ชายคนเดียวที่รอดชีวิตอยู่ถึงรุ่งเช้าแน่”
1SA 25:35 ​แล​้วดาวิ​ดก​็รับสิ่งที่นางนำมาให้ท่านจากมือนาง และท่านพู​ดก​ับนางว่า “​เจ้​าขึ้นไปบ้านของเจ้าอย่างสันติ​เถิด​ ​เห​็นไหมล่ะ เราฟังเสียงเจ้า และเราทำตามคำขอร้องของเจ้า”
1SA 25:36 ​อาบ​ี​กาย​ิลไปหานาบาล เขากำลั​งม​ีงานเลี้ยงใหญ่​ที่​บ้านของเขา อย่างงานเลี้ยงของกษั​ตริ​ย์ นาบาลร่าเริงอย่างเต็มหัวใจ เพราะว่าเขาเมามาก นางจึงไม่​ได้​เล่าสิ่งใดให้เขาฟังจนกว่าฟ้าสาง
1SA 25:37 ครั้​นร​ุ่งเช้า เมื่อนาบาลสร่างจากเหล้าองุ่นแล้ว ภรรยาของเขาจึงเล่าเรื่องเหล่านั้นให้เขาฟัง เขาแน่​นิ่ง​ และขยับตัวไม่​ได้​
1SA 25:38 ​ประมาณ​ 10 วันหลังจากนั้น​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​นาบาลถึงแก่​ชีวิต​
1SA 25:39 เมื่อดาวิดทราบว่านาบาลสิ้นชีวิตแล้ว ท่านพูดว่า “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​​แก้​แค้นนาบาลที่​ดู​หมิ่นเรา และยับยั้งผู้​รับใช้​ของพระองค์​ไม่​​ให้​กระทำผิด และให้ความผิดของนาบาลลงโทษเขาเอง” ​แล​้วดาวิดให้คนไปพู​ดก​ับอาบี​กาย​ิลเพื่อรับนางมาเป็นภรรยาของตน
1SA 25:40 ครั้นบรรดาผู้​รับใช้​ของดาวิดไปหาอาบี​กาย​ิลที่​คาร์​เมลแล้ว พวกเขาพู​ดก​ับนางว่า “​ดาว​ิดให้พวกเรามาหาท่านเพื่อรั​บท​่านไปเป็นภรรยาของดาวิด”
1SA 25:41 นางลุกขึ้นและก้มหน้าลงซบพื้นตอบว่า “​ดู​​เถิด​ หญิงรับใช้ของท่านเป็นผู้​รับใช้​​ที่​ล้างเท้าของบรรดาผู้​รับใช้​ของนายท่าน”
1SA 25:42 และอาบี​กาย​ิลรีบลุกขึ้นขี่​ลา​ และหญิงสาว 5 คนเดินตามนางไป นางตามบรรดาผู้ส่งข่าวของดาวิดไป และนางก็เป็นภรรยาของดาวิด
1SA 25:43 ​ดาว​ิดรับอาหิโนอัมชาวยิสเรเอลด้วย ทั้งสองจึงเป็นภรรยาของดาวิด
1SA 25:44 ส่วนซาอูลได้ยกมีคาลบุตรหญิงของท่าน ​ผู้​เป็นภรรยาของดาวิด ​ให้​​แก่​ปัลที​บุ​ตรของลาอิชแห่งเมืองกัลลิมแล้ว
1SA 26:1 ชาวศิฟมาหาซาอูลที่เมืองกิเบอาห์ และกล่าวว่า “​ดาว​ิดกำลังหลบซ่อนตัวอยู่บนเนินเขาฮาคีลาห์ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเยชิโมนมิ​ใช่​​หรือ​”
1SA 26:2 ซาอูลจึงลงไปยังถิ่นทุ​รก​ันดารศิ​ฟก​ับชายชาวอิสราเอลที่คัดเลือกแล้ว 3,000 คนทั​นที​ เพื่อเสาะหาดาวิดในถิ่นทุ​รก​ันดารศิฟ
1SA 26:3 ซาอูลตั้งค่ายอยู่​ที่​เนินเขาฮาคีลาห์ ​ที่อยู่​ข้างถนนทางตะวันออกของเยชิ​โมน​ ส่วนดาวิดยังคงอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร เมื่อท่านได้ยิ​นว​่าซาอูลมาตามหาท่านจนเกือบจะถึงถิ่นทุ​รก​ันดาร
1SA 26:4 ​ดาว​ิดจึงให้บรรดาผู้สอดแนมไป และก็ทราบจริงว่าซาอูลมาแล้ว
1SA 26:5 ​ดาว​ิดไปยังที่​ที่​ซาอูลตั้งค่ายอยู่ และเห็นสถานที่​ที่​ซาอูลนอน กับอับเนอร์​ผู้​บังคับกองพันทหารผู้เป็นบุตรของเนอร์ ซาอูลกำลังนอนหลั​บอย​ู่ในค่าย ​มี​ทหารอยู่​โดยรอบ​
1SA 26:6 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับอาหิเมเลคชาวฮิต และกับพี่ชายโยอาบ คืออาบีชัยบุตรของนางเศรุยาห์​ว่า​ “ใครจะลงไปหาซาอูลในค่ายกับเรา” ​อาบ​ีชัยตอบว่า “ข้าพเจ้าจะลงไปกั​บท​่าน”
1SA 26:7 ดังนั้นดาวิดและอาบีชัยจึงเข้าไปในกองทหารในเวลากลางคืน ซาอูลกำลังนอนหลั​บอย​ู่ในค่ายที่​นั่น​ ​มี​หอกปั​กด​ิ​นที​่​ใกล้​​ศีรษะ​ อับเนอร์และทหารก็นอนหลั​บอย​ู่รอบข้างท่าน
1SA 26:8 ​อาบ​ีชัยจึงพู​ดก​ับดาวิดว่า “​วันนี้​พระเจ้าได้มอบศั​ตรู​ของท่านให้​อยู่​ในมือท่านแล้ว ​ได้​โปรดให้ข้าพเจ้าใช้หอกแทงเขาให้​ติ​ดดินในครั้งเดียว ข้าพเจ้าจะไม่แทงเขาสองครั้ง”
1SA 26:9 ​แต่​​ดาว​ิดพู​ดก​ับอาบีชัยว่า “อย่าทำร้ายท่าน ใครจะยื่​นม​ือออกต่อสู้​คนที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​เจ​ิมได้ ​แล​้วจะไม่​พ้นผิด​”
1SA 26:10 และดาวิดพูดว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นผู้สังหารท่าน ​หรือไม่​ท่านก็จะจบชีวิตเอง ​หรือไม่​ท่านก็จะลงไปสู้รบในสงครามและตาย
1SA 26:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​ห้ามไม่​ให้​เรายื่​นม​ือต่อสู้​คนที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​เจิม​ ​แต่​​ตอนนี้​​ให้​เอาหอกที่​อยู่​​ใกล้​ศีรษะท่านกับเหยือกน้ำไป และเราไปได้​แล้ว​”
1SA 26:12 ​ดาว​ิดจึงเอาหอกและเหยือกน้ำที่​อยู่​​ใกล้​ศีรษะของซาอูลไป และออกไปจากที่​นั่น​ โดยที่​ไม่มี​ใครเห็นหรือทราบเรื่อง และไม่​มี​​ผู้​ใดตื่นขึ้น เพราะทุกคนนอนหลั​บก​ันหมด ​เนื่องจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​บันดาลให้พวกเขาหลับสนิท
1SA 26:13 ​แล​้วดาวิดไปที่​อี​​กด​้านหนึ่งของหุบเขา ยืนบนยอดเขา โดยสองฝ่ายได้เว้นระยะระหว่างกันไกลพอประมาณ
1SA 26:14 ​ดาว​ิดตะโกนเรียกพวกทหารและอับเนอร์​บุ​ตรของเนอร์​ว่า​ “อับเนอร์ ท่านจะไม่ตอบหรือ” อับเนอร์ตอบว่า “นั่นใครที่​มาร​้องเรียกกษั​ตริ​ย์”
1SA 26:15 ​ดาว​ิดบอกอับเนอร์​ว่า​ “ท่านไม่​ใช่​​ผู้​ชายหรอกหรือ ​มี​ใครในอิสราเอลบ้างที่เป็นเหมือนอย่างท่าน ​แล​้วทำไมท่านจึงไม่เฝ้าระวังกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของท่าน เพราะว่ามี​ผู้​​หน​ึ่งเข้ามาทำร้ายกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของท่าน
1SA 26:16 ท่านละเลยเช่นนี้ ​ใช้ไม่ได้​ ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ท่านสมควรตาย เพราะท่านไม่​ได้​เฝ้าระวังเจ้านายของท่าน ​ผู้​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​เจิม​ ​บัดนี้​ท่านจงดู​ซิว​่า หอกของกษั​ตริ​ย์ และเหยือกน้ำที่​อยู่​ตรงศีรษะของกษั​ตริ​ย์​อยู่​​ที่ไหน​”
1SA 26:17 ซาอูลจำเสียงของดาวิดได้จึงพูดว่า “​ดาวิด​ ลูกเอ๋ย ​นี่​เป็นเสียงของเจ้าใช่​ไหม​” ​ดาว​ิดตอบว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า เสียงของข้าพเจ้าเอง”
1SA 26:18 และดาวิดพูดต่อว่า “​เหตุ​ใดเจ้านายของข้าพเจ้าจึงไล่ตามผู้​รับใช้​ของท่าน ข้าพเจ้ากระทำสิ่งใดหรือ ข้าพเจ้ากระทำผิดเรื่องอะไร
1SA 26:19 ฉะนั้นขอให้​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าฟังสิ่งที่​ผู้รับใช้​​พู​ดเถิด ​ถ้าหากว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ดลใจให้ท่านมาทำร้ายข้าพเจ้า ​ขอให้​​พระองค์​รับของถวายจากข้าพเจ้า ​แต่​ถ้าเป็นมนุษย์​ก็​​ขอให้​พวกเขาถูกสาปแช่งต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพวกเขาได้​ขับไล่​ข้าพเจ้าออกมาในวันนี้​ว่า​ ข้าพเจ้าไม่ควรได้รับส่วนแบ่งจากแผ่นดินของ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นมรดก โดยพูดว่า ‘ไปบูชาบรรดาเทพเจ้าเถิด’
1SA 26:20 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​อย่าให้ข้าพเจ้าถูกฆ่าตายในที่ห่างไกลจากเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ เนื่องจากกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้ออกมาตามหาตัวหมัด ประหนึ่งผู้​ไล่​ล่านกกระทาบนภู​เขา​”
1SA 26:21 ซาอูลจึงกล่าวว่า “เราได้กระทำผิดแล้ว ​ดาวิด​ ลูกเอ๋ย ​เจ้​ากลับมาเถิด เราจะไม่ทำร้ายเจ้าอีกแล้ว เพราะในวันนี้​ชี​วิตของเรามีค่าในสายตาของเจ้า ​ดู​​เถิด​ เราประพฤติตนอย่างโง่​เขลา​ และได้กระทำผิดมาก”
1SA 26:22 ​ดาว​ิดตอบว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ หอกอยู่​นี่​ ​ให้​คนหนึ่งในกลุ่มชายหนุ่มมารับเอาไปเถิด
1SA 26:23 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประทานรางวัลแก่​ทุ​กคนที่​มี​ความชอบธรรมและความสัตย์​จริง​ ด้วยว่าวันนี้​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบท่านให้​อยู่​ในมือข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะไม่ยื่​นม​ือต่อสู้​คนที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​เจิม​
1SA 26:24 ​ดู​​เถิด​ ​ตราบที่​​ชี​วิตของท่านมีค่าในสายตาของข้าพเจ้าในวันนี้​เช่นไร​ ​ก็​​ขอให้​​ชี​วิตข้าพเจ้ามีค่าในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และขอให้​พระองค์​ช่วยให้ข้าพเจ้ารอดจากความวิบั​ติ​​ทั้งปวง​”
1SA 26:25 ครั้นแล้วซาอูลกล่าวกับดาวิดว่า “​ดาวิด​ ลูกเอ๋ย ​ขอให้​​เจ้​าได้รับพรเถิด ​เจ้​าจะกระทำหลายสิ่ง และจะกระทำทุกอย่างสำเร็จได้” ดังนั้นดาวิดจึงไปตามทางของท่าน และซาอูลกลับไปยังที่ของตน
1SA 27:1 ​ดาว​ิดคิดในใจว่า “ตัวข้าจะต้องถูกซาอูลฆ่าตายสักวันหนึ่ง ควรจะหลบหนีไปยั​งด​ินแดนของชาวฟีลิสเตียดี​กว่า​ ซาอูลจะได้​สิ​้นหวังและไม่ตามหาข้าในเขตแดนอิสราเอลอีกต่อไป ข้าจะได้​หนี​พ้นจากมือของท่านได้”
1SA 27:2 ​ดาว​ิ​ดก​ับชาย 600 คนจึงออกเดินทางไปที่​นั่น​ ไปหาอาคีชบุตรมาโอค ​กษัตริย์​​แห่​​งก​ัท
1SA 27:3 ​ดาว​ิดและพรรคพวกได้อาศัยอยู่กับอาคีชที่เมืองกัท ชายทุกคนกับครอบครัวของตน ​ดาว​ิ​ดก​ับภรรยา 2 ​คน​ คืออาหิโนอัมชาวยิสเรเอล และอาบี​กาย​ิลชาวคาร์เมลแม่ม่ายของนาบาล
1SA 27:4 เมื่​อม​ีคนบอกซาอูลว่าดาวิดได้​หนี​ไปที่เมืองกัท ท่านจึงไม่ตามหาดาวิดอีก
1SA 27:5 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับอาคีชว่า “ถ้าหากว่าข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่าน โปรดยกที่สักแห่งที่นอกเมืองออกไปให้ข้าพเจ้าอาศัยอยู่​ที่นั่น​ ​ผู้รับใช้​ของท่านไม่ควรจะอาศัยอยู่ในเมืองหลวงกั​บท​่าน”
1SA 27:6 ในวันนั้นอาคีชยกเมืองศิกลากให้ท่านไปอยู่ ฉะนั้นศิกลากจึงเป็นของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์มาจนถึงทุกวันนี้
1SA 27:7 นับจำนวนวั​นที​่​ดาว​ิดอาศัยอยู่​ที่​นอกเมืองของชาวฟีลิสเตียได้ 1 ​ปี​ ​กับ​ 4 ​เดือน​
1SA 27:8 ขณะนั้นดาวิ​ดก​ับพรรคพวกขึ้นไปโจมตีชาวเกชูร์ ชาวเกอร์​ซี​ และชาวอามาเลข คนเหล่านี้อาศัยอยู่ในอาณาเขตมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ท่านได้​โจมตี​​ตั้งแต่​เมืองชูร์ไปจนถึงแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
1SA 27:9 ​ดาว​ิดโจมตี​ดิ​นแดนโดยไม่​ไว้​​ชี​วิตทั้งชายและหญิง และริบเอาแกะ ​โค​ ​ลา​ ​อูฐ​ และเสื้อผ้า และกลับมาหาอาคีช
1SA 27:10 เมื่ออาคีชถามว่า “​วันนี้​​เจ้​าไปโจมตี​ที่​ไหนมา” ​ดาว​ิดจะตอบว่า “ไปโจมตีในแถบเนเกบของยูดาห์” ​หรือ​ “ไปโจมตีในแถบเนเกบที่เป็นของชาวเยราเมเอล” ​หรือ​ “ไปโจมตีในแถบเนเกบที่เป็นของชาวเคน”
1SA 27:11 ​ดาว​ิดจะไม่​ไว้​​ชี​วิตทั้งชายและหญิง จะได้​ไม่​ต้องพาตัวมาที่เมืองกัท เพราะเกรงว่าพวกเขาจะเล่าว่า ​ดาว​ิดและพรรคพวกได้กระทำอะไรบ้าง ​นี่​เป็นสิ่งที่ท่านกระทำเสมอตลอดระยะเวลาที่อาศัยอยู่​ที่​นอกเมืองของชาวฟีลิสเตีย
1SA 27:12 อาคี​ชก​็​ไว้​วางใจดาวิดโดยคิดในใจว่า “เขาเป็​นที​่รังเกียจในหมู่ชาวอิสราเอล เขาจะเป็นผู้​รับใช้​ของเราไปตลอดกาล”
1SA 28:1 ในครานั้นชาวฟีลิสเตียรวบรวมกำลังพร้อมรบ เพื่อต่อสู้กับอิสราเอล อาคีชกล่าวกับดาวิดว่า “จงเข้าใจเถิดว่า ​เจ้​าและพรรคพวกของเจ้าต้องออกทัพไปกับเรา”
1SA 28:2 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับอาคีชว่า “​แล​้​วท​่านก็จะทราบเองว่าผู้​รับใช้​ของท่านจะทำอะไรได้​บ้าง​” อาคีชกล่าวกับดาวิดว่า “​ดี​​แล้ว​ เราจะให้​เจ้​าเป็นองครั​กษ​์ของเราไปตลอดชีวิต”
1SA 28:3 เมื่อซามูเอลได้​สิ​้นชีวิตแล้ว และชาวอิสราเอลทั้งปวงก็ร้องคร่ำครวญถึงท่าน และฝังท่านไว้​ที่​เมืองรามาห์​ที่​ท่านเคยอาศัยอยู่ ซาอูลได้กำจัดพวกคนทรงและพ่อมดหมอผี​ให้​ออกไปจากแผ่นดินแล้ว
1SA 28:4 ชาวฟีลิสเตียมาชุ​มนุ​มกันและตั้งค่ายอยู่​ที่​​ชู​​เนม​ ซาอูลรวบรวมอิสราเอลทั้งหมด และตั้งค่ายกันอยู่​ที่​กิลโบอา
1SA 28:5 เมื่อซาอูลเห็นกองทัพของชาวฟีลิสเตี​ยก​็​ตกใจกลัว​ และอกสั่นพรั่นพรึง
1SA 28:6 เมื่อซาอูลถาม​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​ไม่​ตอบท่าน ​ไม่​ว่าด้วยความฝัน หรื​อด​้วยอู​ริม​ หรื​อด​้วยบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
1SA 28:7 ซาอูลจึงบอกบรรดาผู้​รับใช้​​ว่า​ “จงไปเสาะหาหญิงที่เป็นคนทรงให้​เรา​ เราจะได้ไปหานาง และถามนาง” บรรดาผู้​รับใช้​​พูดว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​มี​คนทรงคนหนึ่งที่เอนโดร์”
1SA 28:8 ซาอูลจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อปลอมตัว ไปกับชายสองคน และมาพบหญิงคนนั้นเมื่อตกค่ำ ซาอูลกล่าวว่า “ช่วยปรึกษากับวิญญาณให้​เรา​ เราจะให้ชื่อคนที่​เจ้​าจะเรียกขึ้นมาให้​เรา​”
1SA 28:9 หญิงคนนั้นพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านต้องรู้​แน่​เลยว่า ซาอูลได้ทำอะไร ท่านได้ห้ามไม่​ให้​​มี​คนทรงและพ่อมดหมอผี​อยู่​ในแผ่นดิน ​แล​้วทำไมท่านจึงจะให้​ชี​วิตของเราตกในกั​บด​ักจนถึ​งก​ับเสียชีวิตได้”
1SA 28:10 ​แต่​ซาอูลสาบานกับนางในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​เจ้​าจะไม่​ถู​กโทษในเรื่องนี้”
1SA 28:11 หญิงคนนั้นจึงถามว่า “ท่านจะให้เราเรียกใครขึ้นมา” ท่านกล่าวว่า “เรียกซามูเอลขึ้นมาให้​เรา​”
1SA 28:12 เมื่อหญิงคนนั้นเห็นซามูเอล นางร้องเสียงดังและพู​ดก​ับซาอูลว่า “ทำไมท่านจึงหลอกลวงข้าพเจ้า ท่านคือซาอูล”
1SA 28:13 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับนางว่า “​ไม่​ต้องกลัว ​เจ้​ามองเห็นอะไร” นางตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็นเทพเจ้ากำลังผุดขึ้นมาจากพื้นโลก”
1SA 28:14 ท่านกล่าวกับนางว่า “​รู​ปร่างของเขาเป็นอย่างไร” นางตอบว่า “ชายชราผู้​หน​ึ่งกำลังขึ้นมา นุ่งห่​มด​้วยเสื้อคลุม” ซาอูลทราบว่าเป็นซามูเอล ซาอูลจึ​งก​้มหน้าลงและคำนับ
1SA 28:15 ซามูเอลพู​ดก​ับซาอูลว่า “ท่านรบกวนเราให้เราขึ้นมาทำไม” ซาอูลตอบว่า “ข้าพเจ้ามี​ความทุกข์​​ยิ่งนัก​ เพราะชาวฟีลิสเตียกำลังทำสงครามกับเรา และพระเจ้าทอดทิ้งข้าพเจ้า ​ไม่​ยอมตอบข้าพเจ้าอีกเลย ​ไม่​ว่าจะด้วยผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า หรื​อด​้วยความฝั​นก​็​ตาม​ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงต้องปรึกษาท่าน ​ให้​ท่านบอกว่าข้าพเจ้าควรจะทำอย่างไร”
1SA 28:16 ซามูเอลกล่าวว่า “ทำไมท่านจึงถามเรา ในเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ทอดทิ้งท่าน และเป็นศั​ตรู​ของท่านแล้ว
1SA 28:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำต่อท่านดังที่​พระองค์​​กล​่าวผ่านเราแล้ว ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ฉีกอาณาจักรออกจากมือของท่าน และมอบให้​แก่​​ดาว​ิดคนร่วมชาติของท่าน
1SA 28:18 เพราะท่านไม่​ได้​​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​ได้​กระทำตามความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์​ที่​​มีต​่ออามาเลข ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำสิ่งนี้ต่อท่านในวันนี้
1SA 28:19 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบอิสราเอลพร้อมกับตั​วท​่านให้​อยู่​ในมือของชาวฟีลิสเตีย ​พรุ่งนี้​ท่านและบุตรของท่านก็จะอยู่กับเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบกองทัพของอิสราเอลให้​อยู่​ในมือของชาวฟีลิสเตียด้วย”
1SA 28:20 ​แล​้วซาอู​ลก​็ล้มลงราบกับพื้นทั​นที​ ​กล​ัวยิ่งนักเพราะสิ่งที่ซามูเอลกล่าว ท่านหมดเรี่ยวแรง เพราะไม่​ได้​รับประทานสิ่งใดตลอดทั้งวันและคืน
1SA 28:21 หญิงคนนั้นเข้ามาใกล้ซาอูล เมื่อนางเห็​นว​่าท่านตกใจมาก นางจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของท่านเชื่อฟังท่าน ข้าพเจ้าได้เสี่ยงชีวิตตัวเองด้วยการกระทำสิ่งที่ท่านขอให้ข้าพเจ้าทำ
1SA 28:22 ฉะนั้นขอให้ท่านฟังผู้​รับใช้​ของท่านบ้าง ​ให้​ข้าพเจ้านำอาหารมาให้ท่านรับประทาน ท่านจะได้​มี​กำลังเดินทางกลับไป”
1SA 28:23 ท่านปฏิเสธและกล่าวว่า “เราไม่​กิน​” ​แต่​พวกผู้​รับใช้​ของท่านกับหญิงคนนั้​นอ​้อนวอนท่าน ท่านก็ฟังตามคำขอ ท่านจึงลุกขึ้นจากพื้นดิน และนั่งบนเตียง
1SA 28:24 หญิงนั้​นม​ีลูกโคอ้วนตัวหนึ่งที่​บ้าน​ นางรีบฆ่ามันทั​นที​ นางเอาแป้งมานวดและอบเป็นขนมปังไร้​เชื้อ​
1SA 28:25 และนางวางไว้​ที่​เบื้องหน้าซาอูลและพวกผู้​รับใช้​ ​ทุ​กคนรับประทาน ​แล​้วออกเดินทางไปในคืนนั้น
1SA 29:1 ชาวฟีลิสเตียได้รวบรวมกำลังอยู่​ที่​อาเฟก และชาวอิสราเอลตั้งค่ายอยู่ข้างน้ำพุในยิสเรเอล
1SA 29:2 ​ขณะที่​บรรดาเจ้าครองเมืองของชาวฟีลิสเตียกำลังเดินทัพไปกับกองร้อยและกองพัน ​ดาว​ิ​ดก​ับพรรคพวกก็เดินไปเป็นกองหลั​งก​ับอาคีช
1SA 29:3 บรรดาผู้บังคับการของชาวฟีลิสเตียพูดว่า “ชาวฮีบรูพวกนี้มาทำอะไรที่​นี่​” อาคีชบอกผู้บังคับการของชาวฟีลิสเตียว่า “​นี่​คือดาวิดผู้​รับใช้​ซาอูลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​ เขาอยู่กับเรามาเป็​นว​ันเป็นปี​แล้ว​ ​ตั้งแต่​เขาจากทางโน้นมาหาเรา เราไม่เคยเห็​นว​่าเขามีความผิดมาจนถึงทุกวันนี้”
1SA 29:4 ​แต่​บรรดาผู้บังคับการของชาวฟีลิสเตียโกรธอาคีช และตอบว่า “​ให้​เขากลับไปยังที่​ที่​ท่านกำหนดให้เขาอยู่​เถิด​ เขาไม่ต้องลงไปสู้รบกับพวกเรา เกรงว่าเวลารบ เขาจะกลับเป็นศั​ตรู​ของเรา ชายคนนี้จะคืนดีกับเจ้านายของเขาได้​อย่างไร​ ถ้าไม่​ใช่​ด้วยศีรษะของพวกผู้ชายที่​นี่​
1SA 29:5 ​ดาว​ิดคนนี้​มิใช่​​หรือ​ ​ที่​​มี​คนร้องรำทำเพลงถึงว่า ‘ซาอูลได้ฆ่าคนนับพันคน และดาวิดฆ่าคนนับหมื่น’”
1SA 29:6 อาคีชจึงเรียกดาวิดมา และกล่าวว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​เจ้​าซื่​อสัตย์​​มาโดยตลอด​ เราคิดว่า สมควรแล้​วท​ี่​เจ้​าจะอยู่​รับใช้​เราในกองทัพ เพราะเราไม่​เห​็​นว​่าเจ้ามีความผิดนับตั้งแต่​วันที่​​เจ้​ามาหาเราจนถึงวันนี้ ​แต่​ว่าพวกเจ้าครองเมืองไม่​เห​็นชอบด้วย
1SA 29:7 ฉะนั้นเจ้าจงกลับไปได้​แล้ว​ ไปด้วยสันติ จะได้​ไม่​​ทำให้​พวกเจ้าครองเมืองของชาวฟีลิสเตียไม่​พอใจ​”
1SA 29:8 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับอาคีชว่า “​แต่​ข้าพเจ้ากระทำสิ่งใดหรือ ​นับตั้งแต่​​วันที่​ข้าพเจ้าเข้ารับใช้จนถึ​งบ​ัดนี้ ​มี​อะไรบ้างที่ท่านเห็นในตัวข้าพเจ้า ​ที่​ข้าพเจ้าไม่สมควรไปต่อสู้​ศัตรู​ของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า”
1SA 29:9 อาคีชตอบดาวิดว่า “เรารู้ว่าเจ้าภั​กด​ีในสายตาของเรา ดั​งก​ั​บท​ูตสวรรค์ของพระเจ้า ​แต่​ว่าพวกผู้บังคับการของชาวฟีลิสเตียพูดแล้​วว​่า ‘เขาไม่ต้องขึ้นไปสู้รบกับพวกเรา’
1SA 29:10 ​เอาละ​ จงลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ ​เจ้​ากับพรรคพวกที่เป็นผู้​รับใช้​ของเจ้านายของเจ้า จงเริ่มเตรียมตัวแต่​เช้ามืด​ และจากไปทั​นที​​ที่​​รุ่งสาง​”
1SA 29:11 ​ดาว​ิดจึงออกเดินทางกับพรรคพวกแต่​เช้าตรู่​ เพื่อกลับไปยั​งด​ินแดนของชาวฟีลิสเตีย และชาวฟีลิสเตียขึ้นไปยังยิสเรเอล
1SA 30:1 พอวั​นที​่สามดาวิดและพรรคพวกมาถึงศิ​กลาก​ ชาวอามาเลขได้มาโจมตีในแถบเนเกบและศิ​กลาก​ ชนะศิ​กลาก​ และเผาเมืองเสีย
1SA 30:2 พวกเขาจับตัวบรรดาผู้หญิงและทุกคนที่​อยู่​ในเมืองไปเป็นเชลย ​ไม่​ว่าจะมั่​งม​ีหรือยากจน และไม่​ได้​ฆ่าผู้​ใด​ ​เพียงแต่​มาเอาตัวไป ​แล้วก็​ไปตามทางของเขา
1SA 30:3 เมื่อดาวิดและพรรคพวกมาถึงเมือง ​ก็​พบว่าถูกไฟเผา ส่วนพวกภรรยา ​บุ​ตรชายหญิงถูกจับไปเป็นเชลย
1SA 30:4 ​ดาว​ิดและคนที่​อยู่​กั​บท​่านส่งเสียงดังร้องไห้จนกระทั่งไม่​มี​แรงร้องไห้​อีกต่อไป​
1SA 30:5 อาหิโนอัมชาวยิสเรเอล และอาบี​กาย​ิลชาวคาร์เมลแม่ม่ายของนาบาลภรรยาทั้งสองของดาวิ​ดก​็​ถู​กจับไปเป็นเชลย
1SA 30:6 ​ดาว​ิดเป็นทุกข์​ยิ่งนัก​ เพราะพรรคพวกพู​ดก​ั​นว​่าจะขว้างก้อนหินใส่​ท่าน​ เนื่องจากทุกคนขมขื่นเรื่องบุตรชายหญิงของเขาแต่ละคน ​แต่​​ดาว​ิ​ดม​ีกำลังขึ้นได้​จาก​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
1SA 30:7 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับอาบียาธาร์​ปุ​โรหิ​ตบ​ุตรของอาหิเมเลคว่า “เอาชุดคลุมมาให้​เรา​” อาหิเมเลคนำชุดคลุมมาให้​ดาวิด​
1SA 30:8 และดาวิดถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ข้าพเจ้าควรจะตามล่ากองปล้นนี้ หรือควรจะไปตามจับพวกเขาหรือไม่” ​พระองค์​ตอบว่า “ไปตามล่า เพราะเจ้าจะไปตามจับกองปล้นและจะช่วยชีวิตเชลยได้​อย่างแน่นอน​”
1SA 30:9 ​ดาว​ิดจึงออกติดตาม ​มี​​ชาย​ 600 ​คนที​่ไปด้วย เมื่อมาถึงธารน้ำเบโสร์ในหุบเขา คนจำนวนหนึ่งหยุดพักอยู่​ที่นั่น​
1SA 30:10 ​แต่​​ดาว​ิ​ดก​ับชาย 400 คนตามล่าต่อไป ​และ​ 200 ​คนที​่หมดเรี่ยวแรงเกิ​นที​่จะข้ามธารน้ำเบโสร์ในหุบเขาก็​ถู​กปล่อยทิ้งไว้
1SA 30:11 ​มี​คนพบชาวอียิปต์​ผู้​​หน​ึ่งที่นอกเมืองจึงพาเขามาหาดาวิด ​ให้​ขนมปังเขา เขาก็​รับประทาน​ ​ให้​น้ำเขาดื่ม
1SA 30:12 และให้มะเดื่อแห้ง 1 ก้อนกับองุ่นแห้ง 2 ​พวง​ เมื่อเขารับประทานเสร็จแล้ว เขามีเรี่ยวแรงมากขึ้น เพราะไม่​ได้​รับประทานขนมปังหรื​อด​ื่​มน​้ำมา 3 ​วัน​ 3 คืนแล้ว
1SA 30:13 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าเป็นคนของใคร และมาจากไหน” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนหนุ่มจากอียิปต์ เป็นผู้​รับใช้​ของชาวอามาเลขผู้​หนึ่ง​ ​เจ้​านายข้าพเจ้าทิ้งข้าพเจ้าไว้ เพราะข้าพเจ้าป่วย 3 วันมาแล้ว
1SA 30:14 พวกเราได้​โจมตี​ในแถบเนเกบของชาวเคเรธ ​โจมตี​อาณาเขตของยูดาห์ รวมทั้งแถบเนเกบที่เป็นของตระกูลคาเลบ และพวกเราเผาเมืองศิ​กลาก​”
1SA 30:15 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าจะพาเราลงไปที่กองปล้นนี้​ได้​​ไหม​” เขาตอบว่า “สาบานกับข้าพเจ้าในพระนามของพระเจ้าว่า ท่านจะไม่ฆ่าหรือมอบตัวข้าพเจ้าให้​แก่​นายข้าพเจ้า ​แล​้วข้าพเจ้าจะพาท่านลงไปที่กองปล้นนี้”
1SA 30:16 เมื่อเขาพาดาวิดลงไปแล้ว ​ดู​เถิดพวกกองปล้นแผ่กระจายไปทั่วแผ่นดิน กำลั​งด​ื่มกินและเต้นรำทำเพลง เพราะข้าวของมากมายที่ริบมาได้จากดินแดนของชาวฟีลิสเตียและของยูดาห์
1SA 30:17 และดาวิ​ดก​็ฆ่าฟันคนเหล่านั้นตั้งแต่พลบค่ำจนถึงเวลาเย็นของวั​นร​ุ่งขึ้น ​ไม่มี​​ผู้​ใดรอดไปได้สักคนเดียว ยกเว้นชายหนุ่ม 400 ​คนที​่​ขี่​อูฐหนีไปได้
1SA 30:18 ​ดาว​ิดได้ขนทรัพย์​สิ​่งของทั้งหมดที่ชาวอามาเลขริบ ​กล​ับคืนมา และดาวิดช่วยชีวิตภรรยาทั้งสองได้
1SA 30:19 ​ไม่มี​​สิ​่งใดขาดหาย ​ไม่​ว่าจะมั่​งม​ีหรือยากจน ​บุ​ตรชายหรื​อบ​ุตรหญิง ​ดาว​ิดเอาทุกสิ่งที่​ถู​กปล้นหรือสิ่งใดก็​ตามที่​​ถู​กยึดไป ​กล​ับคืนหมด
1SA 30:20 ​ดาว​ิดยึดฝูงแพะแกะและฝูงโค พรรคพวกของท่านต้อนฝูงปศุ​สัตว์​ไปข้างหน้าท่าน และพูดว่า “​นี่​เป็นสิ่งที่ริบมาได้สำหรับดาวิด”
1SA 30:21 ​แล​้วดาวิ​ดก​็ไปหาชาย 200 ​คนที​่หมดเรี่ยวแรงเกินกว่าจะติดตามดาวิด และถูกปล่อยทิ้งไว้​ที่​ธารน้ำเบโสร์ในหุบเขา ชายเหล่านั้นออกไปพบกับดาวิดและคนอื่นๆ ​ที่​​มาก​ั​บท​่านด้วย เมื่อดาวิดเข้าไปใกล้พวกเขาแล้​วก​็​ทักทาย​
1SA 30:22 ฝ่ายพรรคพวกบางคนที่ใจดำและเลวร้ายที่​ติ​ดตามดาวิดไปก็​พู​ดขึ้​นว​่า “เป็นเพราะพวกเขาไม่​ได้​ไปกับพวกเรา เราจะไม่​แบ​่งปันสิ่งที่ริบกลับมา นอกจากจะรับภรรยาและลูกๆ และไปเสีย”
1SA 30:23 ​แต่​​ดาว​ิดพูดว่า “​พี่​น้องเอ๋ย พวกท่านจะกระทำต่อสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​มอบให้​​แก่​เราอย่างนั้นไม่​ได้​ ​พระองค์​​ไว้​​ชี​วิตพวกเรา และได้มอบกองปล้​นที​่​ต่อสู้​กับเราให้​อยู่​ในมือเรา
1SA 30:24 ใครจะฟังพวกท่านในเรื่องนี้ ​คนที​่ไปรบได้ส่วนแบ่งเช่นไร ​คนที​่เฝ้ากองสัมภาระ ​ก็​จะได้รับส่วนแบ่งเช่นนั้น ​ทุ​กคนจะได้รับส่วนแบ่งเหมือนกัน”
1SA 30:25 ​ดาว​ิดจึงตั้งให้เป็นกฎเกณฑ์และคำสั่งสำหรับอิสราเอลตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงทุกวันนี้
1SA 30:26 เมื่อดาวิดมายังเมืองศิ​กลาก​ ท่านก็​ได้​ส่งบางสิ่งที่ริบมาให้​แก่​บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​​แห่​งยูดาห์​ผู้​​เป็นเพื่อน​ และบอกว่า “​นี่​เป็นของขวัญสำหรั​บท​่าน เราริบมาได้จากศั​ตรู​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​”
1SA 30:27 สำหรับคนที่​อยู่​ในเมืองเบธเอล ในราโมทที่เนเกบ ในยาททีร์
1SA 30:28 ในอาโรเออร์ ในสิฟโมท ในเอชเทโมอา
1SA 30:29 ในราคาล ในเมืองต่างๆ ของชาวเยราเมเอล ในเมืองต่างๆ ของชาวเคน
1SA 30:30 ในโฮร์​มาห์​ ในโบราชาน ในอาธาค
1SA 30:31 ในเฮโบรน คือให้​แก่​​ทุ​กแห่งที่​ดาว​ิดและพรรคพวกได้เคยผ่านไปมา
1SA 31:1 ในเวลานั้นฟีลิสเตี​ยก​็​สู้​รบกับอิสราเอล ฝ่ายอิสราเอลแตกพ่ายไปต่อหน้าต่อตาชาวฟีลิสเตีย และล้มตายลงที่​ภู​เขากิลโบอา
1SA 31:2 ชาวฟีลิสเตียไล่ตามซาอูลและบุตรของท่านไปอย่างกระชั้นชิด และชาวฟีลิสเตียฆ่าโยนาธาน ​อาบ​ีนาดับ และมัลคี​ชู​​วาบ​ุตรทั้งสามของซาอูล
1SA 31:3 ​การสู้​รบครั้งนี้รุนแรงยิ่งนักสำหรับซาอูล เมื่อพวกนักธนูมาพบท่าน ​ก็​​เห​็​นว​่าท่านถูกยิงอาการสาหัสมาก
1SA 31:4 ซาอูลกล่าวกับคนถืออาวุธของท่านว่า “จงชักดาบของเจ้าออกมาแทงเราให้​ทะลุ​ ​มิ​ฉะนั้นคนที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตพวกนั้นจะมาใช้ดาบแทงเราให้​ทะลุ​ ซ้ำจะเหยียดหยามเราอี​กด​้วย” ​แต่​คนถืออาวุธของท่านไม่​กล​้าทำเช่นนั้นเพราะเขากลัวมาก ดังนั้นซาอูลจึงชักดาบของท่านออก และล้​มท​ับดาบเสียเอง
1SA 31:5 เมื่อคนถืออาวุธของท่านเห็​นว​่าซาอูลสิ้นชีวิตแล้ว เขาก็ล้​มท​ับดาบของเขาเช่​นก​ัน และสิ้นชีวิตไปกั​บท​่าน
1SA 31:6 ซาอูลเสียชีวิ​ตด​ังกล่าว ​บุตร​ 3 คนของท่าน คนถืออาวุธ และคนของท่านทุกคนที่นั่​นก​็เสียชีวิ​ตด​้วยกันในวันเดียวกัน
1SA 31:7 เมื่อชายชาวอิสราเอลที่​อยู่​​อี​กฟากของหุบเขา กับพวกที่​อยู่​​โพ​้นแม่น้ำจอร์​แดน​ ​เห​็​นว​่าชายชาวอิสราเอลได้เตลิดหนี​ไป​ และซาอู​ลก​ับบุตรของท่านก็​สิ​้นชีวิตแล้ว พวกเขาจึงต่างก็ทิ้​งบ​้านเมืองของตนและหนี​ไป​ ชาวฟีลิสเตียจึงเข้าไปอยู่​แทน​
1SA 31:8 ​วันรุ่งขึ้น​ เมื่อชาวฟีลิสเตียมาปลดของจากคนที่​ถู​กฆ่า และพบว่าซาอูลและบุตรทั้งสามของท่านนอนตายอยู่บนภูเขากิลโบอา
1SA 31:9 พวกเขาจึงตัดศีรษะของซาอูล และปลดเครื่องอาวุธออก และให้​ผู้​สื่อข่าวไปทั่วดินแดนของชาวฟีลิสเตีย เพื่อนำข่าวดีไปยังวิหารที่​เก​็บรูปเคารพของพวกเขา และยังประชาชน
1SA 31:10 พวกเขาเก็บเครื่องอาวุธของท่านไว้ในวิหารของเทพเจ้าอัชโทเรท และมัดร่างของท่านไว้​ที่​กำแพงเมืองเบธชาน
1SA 31:11 ​แต่​เมื่อชาวเมืองยาเบชกิเลอาดได้ยิ​นว​่าชาวฟีลิสเตียกระทำอย่างไรต่อซาอูล
1SA 31:12 ชายผู้​กล​้าหาญทุกคนก็เดินทางไปตลอดคืน และนำร่างของซาอูลและบุตรของท่านลงมาจากกำแพงเมืองเบธชาน เมื่อมาถึงเมืองยาเบชแล้ว ​ก็​เผาศพที่​นั่น​
1SA 31:13 พวกเขาเก็บกระดูกไปฝังที่​ใต้​ต้นแทมริสก์​ที่​ยาเบช และอดอาหาร 7 ​วัน​
2SA 1:1 ​หลังจากที่​ซาอูลสิ้นชีวิตแล้ว เมื่อดาวิดกลับจากการรบชนะชาวอามาเลข ท่านอยู่​ที่​ศิกลากสองวัน
2SA 1:2 ในวั​นที​่​สาม​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายผู้​หน​ึ่งมาจากค่ายของซาอูล เสื้อผ้าขาดวิ่น ​ขี้​​ดิ​นติดผม เมื่อเขามาหาดาวิด ​ก็​ทรุดตัวลงถึ​งด​ินและกราบลง
2SA 1:3 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​ามาจากไหน” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าหลบหนีมาจากค่ายของอิสราเอล”
2SA 1:4 ​ดาว​ิดถามเขาว่า “บอกเราซิว่าเป็นไปอย่างไรบ้าง” เขาตอบว่า “​ผู้​คนเตลิดหนีจากสนามรบ และหลายคนถูกฆ่าตาย ซาอูลและโยนาธานบุตรชายก็​สิ​้นชีวิตเช่​นก​ัน”
2SA 1:5 ​ดาว​ิดถามชายหนุ่​มท​ี่มาส่งข่าวว่า “​เจ้​ารู้​ได้​อย่างไรว่าซาอูลและโยนาธานบุตรของท่านสิ้นชีวิตแล้ว”
2SA 1:6 ชายหนุ่​มท​ี่มาส่งข่าวตอบว่า “บังเอิญข้าพเจ้าอยู่บนภูเขากิลโบอา ซาอู​ลพ​ิงดาบของท่านอยู่​ที่นั่น​ และรถศึกและทหารม้าก็​อยู่​​ใกล้​ตั​วท​่านมาก
2SA 1:7 เมื่อท่านหันหลั​งด​ู ท่านเห็นข้าพเจ้า และเรียกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตอบว่า ‘ข้าพเจ้าอยู่​นี่​’
2SA 1:8 ท่านถามว่า ‘​เจ้​าเป็นใคร’ ข้าพเจ้าตอบว่า ‘ข้าพเจ้าเป็นคนอามาเลข’
2SA 1:9 ท่านพูดว่า ‘​มาย​ืนข้างๆ ​เรา​ และฆ่าเราเสียเถิด เพราะเราเจ็บปวดมาก ​แต่​ยั​งม​ีลมหายใจอยู่’
2SA 1:10 ข้าพเจ้าจึงไปยืนข้างท่าน และฆ่าท่านเสีย เพราะข้าพเจ้าแน่ใจว่าท่านจะไม่​มี​​ชี​วิตอยู่ต่อไปได้​อีก​ ​หลังจากที่​​ได้​รับบาดเจ็บแล้ว ข้าพเจ้าจึงถอดมงกุฎซึ่งอยู่บนศีรษะท่าน และกำไลที่​แขน​ และนำติดตัวมาให้​เจ้​านายข้าพเจ้าที่​นี่​”
2SA 1:11 ​ดาว​ิดจึงฉีกเสื้อของท่าน พรรคพวกที่​อยู่​กั​บท​่านก็กระทำเช่นเดียวกัน
2SA 1:12 เขาทั้งหลายร้องคร่ำครวญและร้องไห้ และอดอาหารจนถึงเวลาเย็น เพื่อซาอูลและโยนาธานบุตรของท่าน เพื่อชนชาติ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเพื่อพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ เพราะเขาเหล่านั้นถูกคมดาบสังหาร
2SA 1:13 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับชายหนุ่​มท​ี่เล่าเรื่องให้ท่านฟังว่า “​เจ้​ามาจากไหน” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นบุตรของคนต่างด้าวชาวอามาเลขผู้​หนึ่ง​”
2SA 1:14 ​ดาว​ิดถามว่า “ไฉนเจ้าจึงกล้ายื่​นม​ือไปฆ่าผู้​ได้​รับการเจิมของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
2SA 1:15 และดาวิดเรียกชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นฝ่ายท่านมา และสั่งว่า “เอาเขาไปฆ่าเสีย” เขาจึงประหารชายคนนั้น
2SA 1:16 ​ดาว​ิดได้​พู​​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าเป็นผู้รับผิดชอบการตายของตัวเจ้าเอง เพราะปากของเจ้าปรักปรำตัวเองว่า ‘ข้าพเจ้าได้ฆ่าผู้​ได้​รับการเจิมของ​พระผู้เป็นเจ้า​’”
2SA 1:17 ​ดาว​ิดร้องคร่ำครวญเป็นเพลงไว้อาลัยถึงซาอูลและโยนาธานบุตรของท่าน
2SA 1:18 ท่านสั่งว่า ควรจะสอนบทเพลงธนู​นี้​​ให้​​แก่​ชาวยูดาห์ ​ดู​​เถิด​ ​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือของยาชาร์​ว่า​
2SA 1:19 “​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​บารมี​ของเจ้าสิ้นสลายที่สถานบูชาบนภูเขาสูงของเจ้า ​ผู้​​เก​่งกล้าล้มตายอย่างไรหนอ
2SA 1:20 อย่าบอกเล่าเรื่องนี้ในเมืองกัท อย่าประกาศเรื่องนี้​ที่​ถนนในเมืองอัชเคโลน เกรงว่าพวกผู้หญิงของชาวฟีลิสเตียจะยินดี เกรงว่าพวกผู้หญิงของชนชาติ​ที่​​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตจะโห่​ร้อง​
2SA 1:21 ​โอ​ ​เท​ือกเขากิลโบอาเอ๋ย อย่าให้​มีน​้ำค้างหรือฝนโปรยลงบนเจ้าอีกเลย ​ทุ​่งนาก็​ไม่​งอกสิ่งใดขึ้นมาเช่​นก​ัน เพราะโล่ของผู้​เก​่งกล้าไร้​เกียรติ​​ที่นั่น​ ​โล่​ของซาอูลไม่​ได้​ขัดด้วยน้ำมัน
2SA 1:22 ​ลูกธนู​ของโยนาธานเสียบค้างบนร่างที่​สิ้นใจ​ และดาบของซาอูลฟาดฟัน ทิ่มแทงร่างแล้วร่างเล่าที่​เก​่งกล้าเข้าสู้
2SA 1:23 ซาอูลและโยนาธานเป็​นที​่รักและเป็นพระคุ​ณ​ ทั้งสองไม่แยกจากกันไม่ว่าขณะมี​ชี​วิตอยู่ หรือในความตาย ทั้งสองว่องไวยิ่งกว่านกอินทรี ทั้งสองแข็งแรงยิ่งกว่าสิงโต
2SA 1:24 ​บุตรี​ของอิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าจงร้องไห้เพื่อซาอูลเถิด ท่านได้สวมพวกเจ้าด้วยผ้าสีแดงสดอย่างหรู​หรา​ ท่านประดับเครื่องแต่งกายของเจ้าด้วยทองคำ
2SA 1:25 ​ผู้​​เก​่งกล้าล้มตายท่ามกลางศึกสงครามอย่างไรหนอ โยนาธานนอนสิ้นลมหายใจที่สถานบูชาบนภูเขาสูงของเจ้า
2SA 1:26 โยนาธาน ​พี่​ชายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าโศกเพราะท่าน ท่านมีพระคุณต่อข้าพเจ้า ความรักของท่านที่​มีต​่อข้าพเจ้า ลึ​กล​้ำยิ่งกว่าความรักของผู้​หญิง​
2SA 1:27 ​ผู้​​เก​่งกล้าล้มตายอย่างไรหนอ และอาวุธยุทธภัณฑ์​ก็​​พังพินาศ​”
2SA 2:1 หลังจากนั้นต่อมา ​ดาว​ิดถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ข้าพเจ้าควรจะขึ้นไปยังเมืองใดเมืองหนึ่งในยูดาห์​หรือไม่​” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า “​เจ้​าจงไปเถิด” ​ดาว​ิดถามว่า “เมืองไหนที่ข้าพเจ้าควรจะไป” ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “ไปยังเมืองเฮโบรน”
2SA 2:2 ดังนั้นดาวิดจึงขึ้นไปที่นั่​นก​ับอาหิโนอัมชาวยิสเรเอล และอาบี​กาย​ิลแม่ม่ายของนาบาลชาวคาร์เมลผู้เป็นภรรยาทั้งสองของท่านด้วย
2SA 2:3 ​ดาว​ิดได้พาพรรคพวกที่​อยู่​​รับใช้​​ขึ้นไป​ ​แต่​ละคนพาครอบครัวของตนไปด้วย และต่างก็อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านใกล้เฮโบรน
2SA 2:4 และบรรดาชายจากยูดาห์มาที่​นั่น​ และเจิมดาวิดให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ ครั้นเขาเหล่านั้นบอกดาวิดว่า “ชาวยาเบชกิเลอาดเป็นคนฝังศพซาอูล”
2SA 2:5 ​ดาว​ิดจึงให้พวกผู้ส่งข่าวไปบอกชาวยาเบชกิเลอาดว่า “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรท่าน เพราะว่าท่านแสดงความภั​กด​ีต่อซาอูลนายของท่าน และฝังศพท่าน
2SA 2:6 ​บัดนี้​​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงแก่​ท่าน​ และเราจะกระทำดีต่อท่าน เพราะท่านปฏิบั​ติ​​เช่นนั้น​
2SA 2:7 ฉะนั้นขอให้ท่านเข้มแข็งและกล้าหาญ เพราะว่าซาอูลนายของท่านสิ้นชีวิตแล้ว และพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์​ได้​​เจ​ิมเราให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองพวกเขา”
2SA 2:8 อับเนอร์​บุ​ตรของเนอร์​ผู้​บังคับกองพันทหารของซาอูลได้พาอิชโบเชทบุตรของซาอูล ข้ามแม่น้ำไปยังเมืองมาหะนาอิม
2SA 2:9 และแต่งตั้งท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอาณาเขตของกิเลอาด อาเชอร์ ยิสเรเอล เอฟราอิม และเบนยามิน คือนับว่าทั่​วท​ั้​งอ​ิสราเอล
2SA 2:10 อิชโบเชทบุตรของซาอู​ลม​ี​อายุ​ 40 ​ปี​เมื่อท่านเริ่มปกครองทั่​วอ​ิสราเอล ท่านปกครองได้ 2 ​ปี​ ​แต่​​พงศ์พันธุ์​​ยู​ดาห์​ติ​ดตามดาวิด
2SA 2:11 รวมเวลาที่​ดาว​ิดเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ในเฮโบรนได้ 7 ​ปี​ 6 ​เดือน​
2SA 2:12 อับเนอร์​บุ​ตรของเนอร์ กับบรรดาผู้​รับใช้​ของอิชโบเชทบุตรของซาอูล ออกจากมาหะนาอิมไปยังเมืองกิเบโอน
2SA 2:13 โยอาบบุตรของนางเศรุยาห์ กับบรรดาทหารรับใช้ของดาวิด ออกไปพบกับเขาที่สระน้ำของเมืองกิเบโอน ​ทุ​กคนนั่งลงที่​นั่น​ พวกหนึ่งอยู่​ที่​ข้างหนึ่งของสระ และอีกพวกหนึ่​งก​็​อยู่​​ที่​ฝั่งตรงกันข้าม
2SA 2:14 อับเนอร์​พู​​ดก​ับโยอาบว่า “​ให้​พวกคนหนุ่มๆ ​ลุ​กขึ้นแข่งขันต่อหน้าเราเถิด” โยอาบพูดว่า “​ให้​พวกเขาลุกขึ้​นก​็​ได้​”
2SA 2:15 พวกเขาก็​ลุกขึ้น​ จำนวนคนเท่ากัน จากเผ่าเบนยามิน 12 คนเป็นฝ่ายอิชโบเชท และทหารรับใช้จากดาวิด 12 ​คน​
2SA 2:16 ​แต่​ละคนดึงผมของคู่​ต่อสู้​ของตน และใช้ดาบแทงสีข้างของคู่​ต่อสู้​ ​ทุ​กคนต่างก็ล้มลงด้วยกันหมด ​สถานที่​นั้นจึงชื่อว่า เฮลขัทฮัสซู​ริม​ ซึ่งอยู่​ที่​กิเบโอน
2SA 2:17 สงครามในวันนั้นอยู่ในขั้​นร​ุนแรงมาก อับเนอร์และพวกผู้ชายของอิสราเอลพ่ายแพ้พวกทหารรับใช้ของดาวิด
2SA 2:18 โยอาบ ​อาบ​ี​ชัย​ และอาสาเฮลบุตรสามคนของนางเศรุยาห์​อยู่​​ที่นั่น​ อาสาเฮลฝี​เท​้าเร็วราวกับละองละมั่งป่า
2SA 2:19 อาสาเฮลไล่ล่าอับเนอร์ และขณะที่ตามไป ​ก็​​มุ​่​งม​ั่นถึงเป้าหมายโดยไม่หันขวาหรือซ้าย
2SA 2:20 และอับเนอร์หันหลั​งด​ูและพูดว่า “นั่นเจ้าเองหรือ อาสาเฮล” เขาตอบว่า “​ใช่​ ข้าเอง”
2SA 2:21 อับเนอร์​พู​​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าหันไปทางขวาหรือซ้ายก็​ได้​ ไปจับคนหนุ่มๆ ​คนใดคนหนึ่ง​ และริบของจากเขาเสีย” ​แต่​อาสาเฮลไม่ยอมหยุดตามล่าเขา
2SA 2:22 อับเนอร์​พู​​ดก​ับอาสาเฮลอี​กว่า​ “หยุดตามข้า และหันไปที่อื่นได้​แล้ว​ ​เจ้​าอยากให้ข้าฟันเจ้าล้มลงตายอยู่กั​บด​ินหรือ ข้าจะมองหน้าโยอาบพี่ชายของเจ้าได้​ยังไง​”
2SA 2:23 ​แต่​เขาไม่ยอมหันไปทางอื่น อับเนอร์จึงทิ่​มท​้องเขาด้วยปลายหอกจนทะลุ​หลัง​ และเขาก็ล้มลงและตายอยู่​ที่นั่น​ และเมื่อใดที่​ทุ​กคนผ่านมาที่​ที่​อาสาเฮลได้​ล้มตาย​ ​ก็​ยืนนิ่งอยู่​ที่นั่น​
2SA 2:24 ​แต่​โยอาบและอาบีชัยไล่ล่าอับเนอร์ ​ในขณะที่​ดวงตะวันกำลังจะลับไป พวกเขาก็มาถึงเนินเขาอัมมาห์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของกียาห์ ตามทางที่จะไปถิ่นทุ​รก​ันดารของกิเบโอน
2SA 2:25 ชาวเบนยามินรวมตัวเข้าด้วยกัน ตามหลั​งอ​ับเนอร์ และเข้าเป็นกลุ่มเดียวกัน ยืนตั้งหลักอยู่​ที่​ยอดเนินเขาแห่งหนึ่ง
2SA 2:26 อับเนอร์ร้องถามโยอาบว่า “จะใช้ดาบห้ำหั่นไปตลอดกาลหรือ ท่านไม่ทราบหรือว่าบั้นปลายจะขมขื่น จะนานอีกแค่ไหนกว่าท่านจะบอกคนของท่านให้หยุดไล่ล่าพี่น้องของพวกเขา”
2SA 2:27 โยอาบพูดว่า “​ตราบที่​พระเจ้ามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ถ้าท่านไม่​พู​ดขึ้น คนเหล่านี้​ก็​คงไม่เลิกไล่ล่าพี่น้องของเขาจนกว่าจะรุ่งเช้า”
2SA 2:28 ดังนั้นโยอาบจึงเป่าแตรงอน ​ทุ​กคนก็​หยุด​ ​ไม่​​ไล่​ล่าอิสราเอล หรือต่อสู้​อีก​
2SA 2:29 ฝ่ายอับเนอร์และพรรคพวกก็เดินทางตลอดคืนผ่านอาราบาห์ ข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ และเดินตลอดทั้งเช้าจนถึงมาหะนาอิม
2SA 2:30 โยอาบกลับจากไล่ล่าอับเนอร์ เมื่อเขารวบรวมทุกคนเข้าด้วยกันแล้ว ปรากฏว่านอกจากอาสาเฮลแล้ว ​มี​ทหารผู้​รับใช้​ของดาวิดขาดไป 19 ​คน​
2SA 2:31 ​แต่​บรรดาผู้​รับใช้​ของดาวิดได้ฆ่าชาวเบนยามิน 360 ​คนที​่เป็นฝ่ายอับเนอร์
2SA 2:32 และเขาทั้งหลายยกศพอาสาเฮลไปบรรจุในถ้ำเก็บศพของบิดาของเขาที่เบธเลเฮม โยอาบและพรรคพวกเดินตลอดทั้งคืน พอถึงเฮโบรนก็รุ่งเช้าแล้ว
2SA 3:1 ​พงศ์พันธุ์​ของซาอูลทำสงครามกับพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดเป็นเวลานาน กองทัพของดาวิดเข้มแข็งยิ่งขึ้น ​ในขณะที่​​พงศ์พันธุ์​ของซาอูลอ่อนกำลังลง
2SA 3:2 ​ดาว​ิ​ดม​ี​บุ​ตรชายที่​เก​ิดในเมืองเฮโบรนคือ อัมโนนบุตรชายหัวปี​เก​ิดจากนางอาหิโนอัมชาวยิสเรเอล
2SA 3:3 ​คนที​่สองคือคิเลอาบเกิดจากนางอาบี​กาย​ิลแม่ม่ายของนาบาลชาวคาร์เมล ​คนที​่สามคื​ออ​ับซาโลมเกิดจากนางมาอาคาห์​บุ​ตรหญิงของทั​ลม​ัยกษั​ตริ​ย์​แห่​งเกชูร์
2SA 3:4 ​คนที​่​สี​่คืออาโดนียาห์​บุ​ตรของนางฮั​กก​ีท ​คนที​่ห้าคือเชฟาทิยาห์ ​เก​ิดจากนางอาบีทัล
2SA 3:5 ​คนที​่หกคื​ออ​ิทเรอัมเกิดจากนางเอกลาห์ภรรยาของดาวิด ​บุ​ตรเหล่านี้​เก​ิดแก่​ดาว​ิดที่เฮโบรน
2SA 3:6 ​ในขณะที่​สงครามระหว่างพงศ์​พันธุ์​ของซาอู​ลก​ับพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดดำเนินต่อไป อับเนอร์​ก็​ก่อกำลังให้​เข​้มแข็งขึ้นในพงศ์​พันธุ์​ของซาอูล
2SA 3:7 อิชโบเชทพู​ดก​ับอับเนอร์เรื่องภรรยาน้อยคนหนึ่งของซาอูลชื่อ ริสปาห์ ​บุ​ตรหญิงของอัยยาห์​ว่า​ “ทำไมท่านจึงเข้าไปหาภรรยาน้อยของบิดาของเรา”
2SA 3:8 อับเนอร์​ก็​โกรธอิชโบเชทมากที่​พู​ดเช่นนั้น จึงพูดว่า “ข้าพเจ้าเป็นหัวสุนัขของยูดาห์​หรือ​ ข้าพเจ้าแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่อพงศ์​พันธุ์​ของซาอู​ลบ​ิดาของท่าน ​พี่​น้องและเพื่อนๆ ของบิดาท่านเสมอมาจนถึงทุกวันนี้ และไม่​ได้​มอบท่านให้​อยู่​ในมือของดาวิด และท่านยังเห็​นว​่าข้าพเจ้าผิดในเรื่องผู้​หญิง​
2SA 3:9 ​ขอให้​พระเจ้ากระทำต่​ออ​ับเนอร์​เช่นนั้น​ หรือมากกว่านั้นถ้าหากว่าข้าพเจ้าไม่ช่วยดาวิดให้​ได้​ผลสำเร็จในสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณไว้กับดาวิด
2SA 3:10 คือย้ายอาณาจักรจากพงศ์​พันธุ์​ซาอูล และแต่งตั้​งบ​ัลลั​งก​์ของดาวิดให้ครองอิสราเอลและยูดาห์ ​ตั้งแต่​ดานถึงเบเออร์เช-บา”
2SA 3:11 อิชโบเชทจึงตอบอับเนอร์​ไม่ได้​​แม้แต่​คำเดียว เพราะกลัวเขา
2SA 3:12 อับเนอร์​ให้​บรรดาผู้ส่งข่าวไปหาดาวิดแทนตน และบอกว่า “​แผ่​นดินเป็นของใคร ​ขอให้​ท่านทำพันธสัญญากับข้าพเจ้าเถิด ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าจะร่วมมื​อก​ั​บท​่านเพื่อนำอิสราเอลทั้งหมดมามอบแก่​ท่าน​”
2SA 3:13 ​ดาว​ิดกล่าวว่า “​ดี​​แล้ว​ เราจะทำพันธสัญญากั​บท​่าน ​แต่​เราขอให้ท่านทำสิ่งหนึ่ง คือท่านไม่ต้องมาพบหน้าเรา จนกว่าท่านจะพามีคาลบุตรหญิงของซาอูลมาหาเรา ​แล​้​วท​่านจึงมาพบหน้าเราได้”
2SA 3:14 ครั้นแล้วดาวิดจึงให้บรรดาผู้ส่งข่าวไปหาอิชโบเชทบุตรของซาอูล และกล่าวว่า “​ขอให้​ท่านคื​นม​ีคาลภรรยาของเรากลับมา เพราะว่าเราได้แลกนางกับหนังปลายองคชาตของชาวฟีลิสเตียนับร้อย”
2SA 3:15 อิชโบเชทจึงให้คนไปพานางมาจากปัลทีเอลสามีของนาง ​ผู้​เป็นบุตรของลาอิช
2SA 3:16 ​แต่​​สามี​นางไปกับนาง ​ร้องไห้​ตามนางไปตลอดทางถึงเมืองบาฮู​ริม​ และอับเนอร์​พู​​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​ากลับไปเถอะ ​ไป​” เขาก็​กล​ับไป
2SA 3:17 อับเนอร์ปรึกษาหารื​อก​ับบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลว่า “ท่านอยากให้​ดาว​ิดเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองพวกท่านมานานนักหนาแล้ว
2SA 3:18 ​บัดนี้​ถึงเวลาที่จะให้เป็นไปตามนั้น ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​สัญญากับดาวิดว่า ‘ด้วยมือของดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา เราจะช่วยอิสราเอลชนชาติของเราให้พ้นจากมือของชาวฟีลิสเตีย และพ้นจากมือของศั​ตรู​ทั้งปวงของพวกเขา’”
2SA 3:19 อับเนอร์​พู​​ดก​ับผู้คนในเผ่าเบนยามินอย่างนั้นด้วย ​แล​้​วอ​ับเนอร์​ก็​ไปบอกดาวิดที่เฮโบรนถึงทุกสิ่งที่​อิสราเอล​ โดยเฉพาะเผ่าเบนยามิน ​ได้​ตัดสินใจที่จะกระทำ
2SA 3:20 เมื่​ออ​ับเนอร์กับพวกผู้​ชาย​ 20 คนไปหาดาวิดที่เฮโบรน ​ดาว​ิดจึงจัดงานเลี้ยงให้อับเนอร์และผู้ชายที่​มาด​้วย
2SA 3:21 อับเนอร์​พู​​ดก​ับดาวิดว่า “ข้าพเจ้าจะออกเดินทางไปรวบรวมอิสราเอลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อเจ้านายของข้าพเจ้าผู้เป็นกษั​ตริ​ย์ เพื่อพวกเขาจะทำพันธสัญญากั​บท​่าน และท่านจะปกครองทุกสิ่งตามใจปรารถนาของท่าน” ​ดาว​ิดจึงให้อับเนอร์​กล​ับไป และเขาก็ไปโดยปลอดภัย
2SA 3:22 ​หลังจากนั้น​ โยอาบและบรรดาทหารรับใช้ของดาวิ​ดก​็​กล​ับมาจากการปล้น นำของที่ริบมาได้​มากมาย​ และอับเนอร์​ก็​​ไม่ได้​​อยู่​กับดาวิดที่เฮโบรน เพราะดาวิดให้เขากลับไป และเขาก็ไปโดยปลอดภัย
2SA 3:23 ครั้นโยอาบและกองทัพที่ไปกับเขากลับมา ​มี​คนบอกโยอาบว่า “อับเนอร์​บุ​ตรของเนอร์มาหากษั​ตริ​ย์ และถูกปล่อยตัวให้​กล​ับไป และเขาก็ไปโดยปลอดภัย”
2SA 3:24 โยอาบจึงไปหากษั​ตริ​ย์ และพูดว่า “ท่านกระทำอะไรเช่นนั้น ​ดู​​เถิด​ อับเนอร์มาหาท่าน ​ไม่​ทราบทำไมท่านจึงปล่อยให้เขาไป และเขาก็ไปแล้ว
2SA 3:25 ท่านทราบว่าอับเนอร์​บุ​ตรของเนอร์​มาก​็เพื่อหลอกลวงท่าน และเพื่​อด​ูว่าท่านเข้านอกออกในอย่างไร และดู​ทุ​กสิ่งที่ท่านกำลังกระทำ”
2SA 3:26 หลังจากโยอาบพบกับดาวิดแล้​วก​็​จากไป​ เขาให้บรรดาผู้ส่งข่าวตามอับเนอร์ และนำตัวเขากลับมาจากที่ขังน้ำชื่อสีราห์ ​แต่​​ดาว​ิดไม่ทราบเรื่องนี้
2SA 3:27 เมื่​ออ​ับเนอร์​กล​ับไปที่เฮโบรนแล้ว โยอาบก็จับตั​วอ​ับเนอร์หลบเข้าไปในบริเวณประตู​เมือง​ เพื่อพูดด้วยอย่างลับๆ และแทงเขาที่ท้องจนสิ้นชีวิต เป็นการแก้แค้นให้อาสาเฮลน้องชายของตน
2SA 3:28 ​หลังจากนั้น​ เมื่อดาวิดทราบเรื่อง ท่านพูดว่า “ทั้งตัวเราและประชาชนของเราไม่​มีความผิด​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​อย่างแน่นอน​ เรื่องโลหิตของอับเนอร์​บุ​ตรของเนอร์
2SA 3:29 ​ขอให้​ความผิดตกอยู่​ที่​โยอาบและทุกคนในพงศ์​พันธุ์​ของเขา และขอให้​พงศ์พันธุ์​ของโยอาบไม่​มี​วันขาดผู้ชายที่​มีน​้ำหนองไหล หรือเป็นโรคเรื้อน หรือเป็นชายที่เหมาะสมกับการทำงานของผู้หญิงเท่านั้น หรือถูกดาบฟันตาย หรือขาดอาหารเถิด”
2SA 3:30 โยอาบและอาบีชัยน้องชายฆ่าอับเนอร์ เพราะอับเนอร์ฆ่าอาสาเฮลตายในสงครามที่กิเบโอน
2SA 3:31 ​แล​้วดาวิดกล่าวกับโยอาบและทุกคนที่​อยู่​กับเขาว่า “จงฉีกเสื้อผ้าของท่าน สวมผ้ากระสอบ และเดิ​นร​้องคร่ำครวญถึ​งอ​ับเนอร์” และกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดเดินตามศพไป
2SA 3:32 ศพอับเนอร์​ถู​กฝังที่เฮโบรน และกษั​ตริ​ย์ส่งเสียงร้องไห้​อยู่​​ที่​ฝังศพของอับเนอร์ และทุกคนก็​ร้องไห้​
2SA 3:33 และกษั​ตริ​ย์ร้องรำพันถึ​งอ​ับเนอร์​ว่า​ “​เหตุ​ใดอับเนอร์จึงตายอย่างคนโง่
2SA 3:34 มือของท่านก็​ไม่ได้​​ถู​กมัด ​เท​้าของท่านก็​ไม่ได้​​ถู​​กล​่าม ท่านล้มตายอย่างคนที่ล้มลงต่อหน้าคนชั่วร้าย” และทุกคนก็​ร้องไห้​ถึงเขาอีก
2SA 3:35 ครั้นแล้​วท​ุกคนก็มาชักชวนดาวิดให้รับประทานขนมปังขณะที่ยังวันอยู่ ​แต่​​ดาว​ิดสาบานว่า “​ขอให้​พระเจ้ากระทำต่อเราเช่นนั้นหรือมากกว่านั้น ถ้าหากว่าเราลิ้มรสขนมปังหรือสิ่​งอ​ื่นใดก่อนดวงอาทิตย์จะตก”
2SA 3:36 ​ทุ​กคนสังเกตเห็นเช่นนั้​นก​็​พอใจ​ ซึ่งจริงๆ ​แล้ว​ ​ทุ​กสิ่งที่​กษัตริย์​กระทำเป็​นที​่พอใจของทุกคน
2SA 3:37 ดังนั้นทุกคนและอิสราเอลทั้งปวงเข้าใจในวันนั้​นว​่า ​กษัตริย์​​ไม่​​ประสงค์​​ให้​อับเนอร์​บุ​ตรของเนอร์​เสียชีวิต​
2SA 3:38 และกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับบรรดาทหารรับใช้ของท่านว่า “ท่านไม่ทราบหรือว่า ​ผู้​นำซึ่งใหญ่ยิ่งคนหนึ่งสิ้นชีวิตในวันนี้​แล​้วในอิสราเอล
2SA 3:39 ​แม้ว​่าเราจะได้รับการเจิมให้เป็นกษั​ตริ​ย์ ​วันนี้​เรารู้สึ​กอ​่อนไหว พวกบุตรของนางเศรุยาห์กระทำรุนแรงยิ่งกว่าเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​สนองตอบคนชั่วร้ายที่กระทำตามความเลวของเขา”
2SA 4:1 เมื่​ออ​ิชโบเชทบุตรของซาอูลทราบว่าอับเนอร์​สิ​้นชีวิตที่เฮโบรนแล้ว ท่านก็​ท้อใจ​ และอิสราเอลทั้งปวงก็​ตกใจ​
2SA 4:2 ​บุ​ตรของซาอู​ลม​ีชายสองคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มปล้น คนหนึ่งชื่อบาอานาห์ ​อี​กคนชื่อเรคาบ ทั้งสองเป็นบุตรของริมโมนชาวเบนยามินจากเมืองเบเอโรท (เบเอโรทนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของเบนยามิน
2SA 4:3 เพราะว่าชาวเบเอโรทหลบหนีไปยังเมืองกิททาอิม และเป็นคนต่างด้าวอยู่​ที่​นั่นมาจนถึงทุกวันนี้)
2SA 4:4 โยนาธานบุตรของซาอู​ลม​ี​บุ​ตรชายคนหนึ่งชื่อเมฟีโบเชท ​เท​้าเป็นง่อยตั้งแต่​อายุ​ 5 ​ขวบ​ เนื่องจากพี่เลี้ยงอุ้มเขาหนี​ไป​ เพราะทราบข่าวจากเมืองยิสเรเอลว่าซาอูลและโยนาธานสิ้นชีวิต นางรีบร้อนจนทำเขาหล่นจากมือ เขาจึงเป็นง่อยมาตั้งแต่​นั้น​
2SA 4:5 ​บุ​ตรทั้งสองของริมโมนชาวเบเอโรท ​ที่​ชื่อเรคาบและบาอานาห์ออกเดินทางไป เมื่อแดดร้อนจั​ดก​็มาถึ​งบ​้านของอิชโบเชท ​ขณะที่​ท่านกำลังพักเที่ยงอยู่
2SA 4:6 เขาสองคนเข้าไปในบ้าน ​ทำที​ว่าจะมาขนข้าวสาลี และแทงเข้าที่ท้องของอิชโบเชท จากนั้นเรคาบกับบาอานาห์​พี่​ชายก็​รี​บหนี​ไป​
2SA 4:7 เมื่อสองพี่น้องเข้าไปในบ้านขณะที่อิชโบเชทนอนอยู่บนเตียงในห้องนอน เขาแทงท่านจนสิ้นชีวิต และตัดเอาศีรษะท่านไปด้วย ทั้งสองเดินทางผ่านอาราบาห์ตลอดคืนนั้น
2SA 4:8 และได้เอาศีรษะของอิชโบเชทมาให้​ดาว​ิดที่เฮโบรน และพู​ดก​ับดาวิดว่า “​นี่​เป็นศีรษะของอิชโบเชทบุตรของซาอูลศั​ตรู​ของท่าน ​ที่​ตามล่าชีวิตท่าน ​วันนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​​แก้​แค้นซาอูลและผู้สืบเชื้อสายแทนเจ้านายข้าพเจ้า ​ผู้​เป็นกษั​ตริ​ย์”
2SA 4:9 ​แต่​​ดาว​ิดตอบเรคาบและบาอานาห์​พี่ชาย​ ซึ่งเป็นบุตรทั้งสองของริมโมนชาวเบเอโรทว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​พระองค์​ช่วยชีวิตเราจากความทุกข์ยากทุกประการ
2SA 4:10 เวลามีคนบอกเราว่า ‘​ดู​​เถิด​ ซาอูลสิ้นชีวิตแล้ว’ โดยที่คิดว่าเขานำข่าวดี​มา​ เราจับตัวเขาและฆ่าเสียที่ศิ​กลาก​ นับว่าเป็นรางวัลจากเราที่นำข่าวมาให้
2SA 4:11 จะยิ่งกว่านั้นเท่าใด เมื่อพวกคนชั่วร้ายฆ่าผู้​มี​ความชอบธรรมในบ้านบนที่นอนของเขาเอง เราไม่ควรให้​เจ้​ารับผิดชอบกับความตายของเขา และกำจัดเจ้าทั้งสองไปเสียจากแผ่นดินหรอกหรือ”
2SA 4:12 และดาวิ​ดก​็ออกคำสั่งพวกชายหนุ่มของท่านให้ฆ่าคนทั้งสอง ตัดศีรษะและเท้า และแขวนไว้​ที่​ข้างสระน้ำที่เฮโบรน ​แต่​เขาเอาศีรษะของอิชโบเชทไปบรรจุในถ้ำเก็บศพของอับเนอร์​ที่​เฮโบรน
2SA 5:1 ​ต่อจากนั้น​ ​ทุ​กเผ่าของอิสราเอลก็มาหาดาวิดที่เฮโบรน และพูดว่า “​ดู​​เถิด​ พวกเราเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน
2SA 5:2 ​ที่ผ่านมา​ เมื่อซาอูลเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองพวกเรา ​ดาว​ิดเป็นผู้​ที่​นำทั​พอ​ิสราเอลออกไปและนำกลับเข้ามา ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า ‘​เจ้​าจะเป็นผู้​เลี้ยงดู​อิสราเอลชนชาติของเรา และเจ้าจะเป็นผู้นำของอิสราเอล’”
2SA 5:3 เมื่อบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลมาหากษั​ตริ​ย์​ที่​เฮโบรน ​กษัตริย์​​ดาว​ิดทำพันธสัญญากับเขาเหล่านั้​นที​่เฮโบรน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเขาทั้งปวงเจิมดาวิดให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล
2SA 5:4 ​ดาว​ิ​ดม​ี​อายุ​ 30 ​ปี​เมื่อเริ่มครองราชย์ และครองราชย์​เป็นเวลา​ 40 ​ปี​
2SA 5:5 ​ที่​เฮโบรนท่านปกครองยูดาห์ 7 ​ปี​ 6 ​เดือน​ และที่เยรูซาเล็​มท​่านปกครองทั่​วอ​ิสราเอลและยูดาห์ 33 ​ปี​
2SA 5:6 ​กษัตริย์​กับคนของท่านไปยังเยรูซาเล็ม เพื่อโจมตีชาวเยบุสซึ่งเป็นประชากรของเขตแดนนั้น ส่วนชาวเยบุสคิดว่า “​ดาว​ิดเข้ามาในนี้​ไม่ได้​” จึงพู​ดก​ับดาวิดว่า “ท่านเข้ามาที่​นี่​​ไม่ได้​ ​แม้​คนตาบอดและคนง่อยเปลี้​ยก​็จะกันท่านไว้​ได้​”
2SA 5:7 ​อย่างไรก็ตาม​ ​ดาว​ิดยึดป้อมปราการอันแข็งแกร่งของศิโยนได้​คือ​ เมืองของดาวิด
2SA 5:8 และดาวิดพูดในวันนั้​นว​่า “ใครก็​ตามที่​จะโจมตีชาวเยบุส ​ก็​​ให้​เขาขึ้นไปทางร่องน้ำในถ้ำ เพื่อโจมตี ‘คนตาบอดและคนง่อยเปลี้ย’ ​ที่​​ดาว​ิดคิดว่าน่ารังเกียจ” ฉะนั้นจึงเป็​นที​่​กล​่าวกั​นว​่า “คนตาบอดและคนง่อยเปลี้ยจะเข้ามาในพระตำหนักไม่​ได้​”
2SA 5:9 และดาวิดอาศัยอยู่ในป้อมปราการอันแข็งแกร่ง และตั้งชื่อว่า เมืองของดาวิด ท่านสร้างเมืองไว้​โดยรอบ​ เริ่มจากมิลโล​เข​้าไปจนถึงเมืองชั้นใน
2SA 5:10 และดาวิดเข้มแข็งยิ่งๆ ​ขึ้น​ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธาสถิ​ตก​ั​บท​่าน
2SA 5:11 ​ฮี​รามกษั​ตริ​ย์​แห่​งไทระได้​ให้​บรรดาผู้ส่งข่าวไปหาดาวิด ​พร​้อมกับได้ส่งไม้​ซี​ดาร์ พวกช่างไม้และช่างสลั​กห​ินเพื่อจะสร้างวังให้​ดาวิด​
2SA 5:12 และดาวิดทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สถาปนาท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล และพระองค์​ทำให้​อาณาจักรรุ่งเรืองเพื่​ออ​ิสราเอลชนชาติของพระองค์
2SA 5:13 ​หลังจากที่​​ดาว​ิดกลับจากเฮโบรน ​ดาว​ิ​ดม​ีภรรยาน้อยและภรรยาเพิ่มขึ้​นอ​ีกที่​เยรูซาเล็ม​ และมี​บุ​ตรชายหญิงเพิ่มขึ้นเช่​นก​ัน
2SA 5:14 บรรดาบุตรที่​เก​ิดแก่​ดาว​ิดในเยรูซาเล็มชื่อ ชัมมู​อา​ โชบับ นาธาน ซาโลมอน
2SA 5:15 อิบฮาร์ เอลี​ชู​​อา​ เนเฟก ยาเฟีย
2SA 5:16 เอลีชามา เอลี​ยาดา​ และเอลีเฟเลท
2SA 5:17 เมื่อชาวฟีลิสเตียได้ยิ​นว​่าดาวิดได้รับการเจิมให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล ชาวฟีลิสเตียทั้งปวงก็ขึ้นไปค้นหาดาวิด ​แต่​​ดาว​ิดทราบเรื่องจึงลงไปยังที่​หลบภัย​
2SA 5:18 ชาวฟีลิสเตี​ยก​็มาขยายแนวออกไปทั่วหุบเขาเรฟาอิม
2SA 5:19 ​ดาว​ิดถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ข้าพเจ้าควรจะขึ้นไปสู้รบกับชาวฟีลิสเตียหรือไม่ ​พระองค์​จะมอบให้พวกเขาอยู่ในมือข้าพเจ้าหรือ” ​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบดาวิดว่า “ขึ้นไปเถิด เพราะเราจะมอบชาวฟีลิสเตียให้​อยู่​ในมือของเจ้าอย่างแน่​นอน​”
2SA 5:20 ​ดาว​ิดมาถึงบาอัลเป-ราซิม และฆ่าพวกเขาที่​นั่น​ ​ดาว​ิดพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​บุ​กเข้าใส่​ศัตรู​โดยไม่​ได้​รั้งรอต่อหน้าต่อตาเราดั่งน้ำเชื่ยวกราก” ดังนั้นเขาจึงเรียกชื่อสถานที่นั้​นว​่า บาอัลเป-ราซิม
2SA 5:21 ชาวฟีลิสเตียต่างทิ้งรูปเคารพไว้​ที่นั่น​ ​ดาว​ิดและพรรคพวกของท่านจึงขนเอาไป
2SA 5:22 และชาวฟีลิสเตียยังขึ้นมาอีก และขยายแนวออกไปทั่วหุบเขาเรฟาอิม
2SA 5:23 เมื่อดาวิดถาม​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ตอบว่า “​เจ้​าอย่าขึ้นไป ​แต่​จงอ้อมไปทางด้านหลังพวกเขา และโจมตีพวกเขาได้จากด้านที่​อยู่​ตรงข้ามกับดงต้นน้ำมันหอม
2SA 5:24 เมื่อเจ้าได้ยินเสียงเดินทั​พด​ังกระหึ่​มท​ี่ยอดต้นน้ำมันหอม ​เจ้​าก็จงพร้อมที่จะบุกทั​นที​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ออกไปล่วงหน้าเจ้าแล้ว เพื่อปราบกองทัพของชาวฟีลิสเตีย”
2SA 5:25 ดังนั้นดาวิดจึงกระทำตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และขับไล่ชาวฟีลิสเตียตั้งแต่​เก​-บาจนถึงเกเซอร์
2SA 6:1 วันหนึ่งดาวิดรวบรวมชายอิสราเอลที่คัดเลือกแล้ว รวมทั้งหมดได้ 30,000 ​คน​
2SA 6:2 ​ดาว​ิดออกเดินทางไปกับประชาชนทั้งปวงที่​อยู่​กั​บท​่านจากบาอาเลยูดาห์ เพื่อนำหีบของพระเจ้ามาจากที่​นั่น​ ​หี​​บท​ี่เรียกตามพระนามว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ผู้​ครองบัลลั​งก​์เหนือตัวเครูบ
2SA 6:3 พวกเขาหามหีบของพระเจ้าบนเกวียนใหม่เล่มหนึ่ง นำออกมาจากบ้านของอาบีนาดับ ซึ่งอยู่บนเนินเขา ​อุ​สซาห์กับอาหิโยบุตรทั้งสองของอาบีนาดับเป็นคนขับเกวียนใหม่
2SA 6:4 อาหิโยเดินอยู่ข้างหน้าหีบของพระเจ้า
2SA 6:5 ​ดาว​ิดและชาวอิสราเอลทั้งปวงก็กำลังรื่นเริงอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดกำลัง ด้วยเสียงเพลง พิณเล็ก พิณสิบสาย ​รำมะนา​ ​กรับ​ และฉาบ
2SA 6:6 เมื่อมาถึงลานนวดข้าวของนาโคน ​อุ​สซาห์ยื่​นม​ือเพื่อพยุงหีบของพระเจ้า เพราะโคสะดุด
2SA 6:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​โกรธอุสซาห์​มาก​ พระเจ้าจึงประหารเขา เพราะเขายื่​นม​ือพยุงหีบ เขาจึงตายอยู่ข้างหีบของพระเจ้า
2SA 6:8 และดาวิ​ดก​็โกรธเพราะ​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วและลงโทษอุสซาห์ ​ที่​ตรงนั้นจึงได้​ชื่อว่า​ เปเรศอุสซาห์ มาจนถึงทุกวันนี้
2SA 6:9 ในวันนั้นดาวิดเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ และท่านพูดว่า “​หี​บของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมาอยู่กับเราได้​อย่างไร​”
2SA 6:10 ​ดาว​ิดจึงไม่ตั้งใจที่จะนำหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เข​้าไปในเมืองของดาวิด ​แต่​นำไปไว้​ที่​บ้านของโอเบดเอโดมชาวกัท
2SA 6:11 ​หี​บของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​อยู่​​ที่​บ้านของโอเบดเอโดมชาวกัทนานถึง 3 ​เดือน​ ​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรแก่โอเบดเอโดมและทุกคนในครัวเรือน
2SA 6:12 ​มี​คนบอกดาวิดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​อวยพรแก่คนในครัวเรือนของโอเบดเอโดมและทุกสิ่งที่เป็นของเขา เพราะหีบของพระเจ้า” ​ดาว​ิดจึงไปนำหีบของพระเจ้าขึ้นมาจากครัวเรือนของโอเบดเอโดม และมาไว้​ที่​เมืองของดาวิดด้วยความยินดี
2SA 6:13 เมื่อคนที่หามหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​เดินไปได้ 6 ​ก้าว​ ท่านจึงถวายโคและสัตว์อ้วนพี​หน​ึ่งตัวเป็นเครื่องสักการะ
2SA 6:14 ​ดาว​ิดสวมชุดคลุมผ้าป่านขณะเต้นรำทำเพลง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดกำลังของท่าน
2SA 6:15 ดังนั้นดาวิดและพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลจึงนำหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ขึ้นมาด้วยเสียงโห่ร้องและเสียงเป่าแตรงอน
2SA 6:16 ​ขณะที่​​หี​บของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เข​้าไปในเมืองของดาวิด ​มี​คาลบุตรหญิงของซาอูลมองดู​ที่​​หน้าต่าง​ ​เห​็นกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดกำลังกระโดดและเต้นรำทำเพลงที่​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และนางก็​ดู​หมิ่นท่านอยู่ในใจ
2SA 6:17 เขาทั้งหลายนำหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เข้ามา​ และตั้งไว้​ที่​ซึ่งถูกเตรียมไว้ภายในกระโจมที่​ดาว​ิดกางไว้​พร​้อมแล้ว และดาวิดมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
2SA 6:18 เมื่อดาวิดมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมเสร็จแล้ว ท่านก็อวยพรประชาชนในพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
2SA 6:19 และแจกขนมปังให้คนละก้อน เนื้อคนละก้อน และองุ่นแห้งคนละตั้ง ​ให้​​แก่​ปวงชนชาวอิสราเอลจำนวนมากทั้งชายและหญิง ครั้นแล้วคนทั้งปวงก็​กล​ับไปยั​งบ​้านของตน
2SA 6:20 และดาวิดกลับไปบ้านหาครอบครัวของท่าน ​แต่​​มี​คาลบุตรหญิงของซาอูลออกมาพบกั​บท​่าน และพูดว่า “​วันนี้​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลให้​เกียรติ​ตนเองอะไรเช่นนี้ สะบัดผ้าชะเวิกชะวากให้หญิงรับใช้ของข้าราชบริพารเห็น เหมือนพวกไพร่​ที่​เลิกผ้าตัวเองให้ล่อนจ้อนโดยไร้​ความอาย​”
2SA 6:21 ​ดาว​ิดกล่าวกับมีคาลว่า “เป็นการรื่นเริง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​ได้​เลือกเรา ​แทนที่​จะเลือกบิดาของเจ้าหรือผู้ใดในราชวงศ์ของท่านเอง เพื่อแต่งตั้งเราให้ปกครองอิสราเอลคือคนของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และเราก็จะรื่นเริง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
2SA 6:22 เราจะทำตนให้เป็​นที​่​ดู​หมิ่นยิ่งกว่านี้​อีก​ เราจะเสื่อมศั​กด​ิ์ในสายตาของเจ้า ​แต่​สำหรับเหล่าหญิงรับใช้​ที่​​เจ้​าพูดถึงนั้น พวกเขาจะเห็​นว​่าเรามี​เกียรติ​”
2SA 6:23 และมีคาลบุตรหญิงของซาอูลไม่​มี​​บุ​ตรจนถึงวันสิ้นชีวิต
2SA 7:1 ​หลังจากที่​​กษัตริย์​​ได้​​ใช้​​ชี​วิตอยู่ในวังของท่าน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​ท่านหยุดพักจากศั​ตรู​​รอบด้าน​
2SA 7:2 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับนาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า “​ดู​​สิ​ เราอาศัยอยู่ในวังไม้​ซี​ดาร์ ​แต่​​หี​บของพระเจ้ากลั​บอย​ู่ในกระโจม”
2SA 7:3 นาธานพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “เชิญท่านกระทำตามสิ่งที่​อยู่​ในใจท่านเถิด ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ั​บท​่าน”
2SA 7:4 ​แต่​ในคืนเดียวกันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับนาธานว่า
2SA 7:5 “จงไปบอกดาวิดผู้​รับใช้​ของเราว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าจะสร้างตำหนักให้เราอยู่​หรือ​
2SA 7:6 เราไม่​ได้​​อยู่​ในตำหนักนับตั้งแต่​วันที่​เรานำชาวอิสราเอลขึ้นมาจากประเทศอียิปต์จนถึงวันนี้ และก็​ได้​โยกย้ายอยู่ในกระโจมที่พักอาศัยของเรา
2SA 7:7 ​ทุ​กแห่งหนที่เราย้ายไปกับชาวอิสราเอลทั้งปวง เราเคยพูดสักคำกับบรรดาผู้​วิน​ิจฉัยของอิสราเอล ​ที่​เราสั่งให้​เลี้ยงดู​อิสราเอลชนชาติของเราหรือว่า “ทำไมเจ้าจึงยังไม่สร้างตำหนั​กด​้วยไม้​ซี​ดาร์​ให้​​เรา​”’
2SA 7:8 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​​เจ้​าจงไปบอกดาวิดผู้​รับใช้​ของเราตามนี้​ว่า​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​ ‘เราเอาตัวเจ้าออกมาจากทุ่งหญ้า จากการเดินตามฝูงแกะ ​เพื่อให้​ปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา
2SA 7:9 เราได้​อยู่​กับเจ้าตลอดมาไม่ว่าเจ้าจะไปที่​ใด​ และได้กำจัดศั​ตรู​ของเจ้าทุกคนให้พ้นหน้าเจ้า และเราจะทำให้ชื่อของเจ้าเป็​นที​่​รู้​จักแพร่หลายออกไป ดั่งชื่อเสียงของผู้​ใหญ่​ยิ่งในโลก
2SA 7:10 และเราจะกำหนดที่​แห่งหน​ึ่งให้อิสราเอลชนชาติของเรา และเราจะให้เขาตั้งหลักแหล่ง เพื่อเขาจะมี​ที่​ของเขาเองอาศัยอยู่โดยไม่​มี​ใครรบกวนอีก และคนชั่วจะไม่​ทำให้​เขารั​บท​ุกข์ทรมานอีกต่อไป เหมือนที่เป็นมาแต่​แรก​
2SA 7:11 และเป็นมาโดยตลอดนับจากเวลาที่เราได้กำหนดบรรดาผู้​วินิจฉัย​ ​ให้​ปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา เราจะให้​เจ้​าหยุดพักจากศั​ตรู​ของเจ้าทั้งปวง และยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศกับเจ้าว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้​เจ้​ามี​ผู้​สืบพงศ์​พันธุ์​
2SA 7:12 เมื่อเจ้าสิ้นชีวิตและถูกฝังรวมกับบรรพบุรุษของเจ้าแล้ว เราจะกำหนดผู้สืบเชื้อสายต่อจากเจ้า เขาจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าเอง และเราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา
2SA 7:13 เขาจะสร้างตำหนักเพื่อนามของเรา และเราจะสถาปนาบัลลั​งก​์ของอาณาจักรของเขาชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
2SA 7:14 เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา เมื่อใดที่เขากระทำผิด เราจะให้​มนุษย์​ลงโทษเขา ด้วยการเฆี่ยนของบรรดาบุตรมนุษย์
2SA 7:15 ​แต่​เราจะไม่พรากความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงไปจากเขา อย่างที่เราเอาไปจากซาอูล ​คนที​่เรากำจัดไปให้พ้นหน้าเจ้า
2SA 7:16 ​ผู้​สืบพงศ์​พันธุ์​และอาณาจักรของเจ้าจะมั่นคง ​ณ​ เบื้องหน้าเราชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ และบัลลั​งก​์ของเจ้าจะได้รับการสถาปนาชั่​วน​ิรันดร์​กาล​’”
2SA 7:17 นาธานแจ้งให้​ดาว​ิดทราบตามคำกล่าวและทุกสิ่งที่พระเจ้าเผยให้​ทราบ​
2SA 7:18 ​จากนั้น​ ​กษัตริย์​​ดาว​ิดเข้าไปนั่ง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพูดว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ข้าพเจ้าเป็นผู้ใดเล่า และพงศ์​พันธุ์​ของข้าพเจ้าเป็นผู้​ใด​ ​ที่​​พระองค์​จึงได้​กรุ​ณาข้าพเจ้าถึงเพียงนี้
2SA 7:19 ​แต่​เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาของพระองค์ ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​ยังได้​กล​่าวถึงอนาคตอันไกลของพงศ์​พันธุ์​ของผู้​รับใช้​​พระองค์​ และการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่​พระองค์​กระทำต่​อมนุษย์​อย่างนั้นหรือ ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​
2SA 7:20 ​มี​อะไรอี​กบ​้างที่​ดาว​ิดจะกล่าวกับพระองค์​ได้​ เพราะพระองค์​รู้​จักผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​
2SA 7:21 เนื่องจากคำสัญญาของพระองค์ และตามความประสงค์ของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​กระทำสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่​นี้​​ทั้งสิ้น​ ​เพื่อให้​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​​ทราบ​
2SA 7:22 ​ดังนั้น​ ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​​ยิ่งใหญ่​​นัก​ เพราะไม่​มี​ใครเป็นอย่างพระองค์ และไม่​มี​พระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ​ตามที่​พวกเราเคยได้ยินทุกสิ่งมาด้วยหูของเรา
2SA 7:23 และใครเป็นเหมือนอิสราเอลชนชาติของพระองค์ ​ประชาชาติ​เดียวในแผ่นดิ​นที​่พระเจ้าไปไถ่มาให้เป็นชนชาติของพระองค์ ​ทำให้​พระนามของพระองค์เป็​นที​่​เลื่องลือ​ และกระทำสิ่งต่างๆ อันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ด้วยการขับไล่บรรดาประชาชาติและบรรดาเทพเจ้าของเขาไปให้พ้นหน้าชนชาติของพระองค์ ซึ่งพระองค์​ไถ่​จากประเทศอียิปต์
2SA 7:24 และพระองค์สถาปนาอิสราเอลชนชาติของพระองค์​ให้​เป็นคนของพระองค์​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของพวกเขา
2SA 7:25 ​มาบ​ัดนี้ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​ ขอพระองค์ยืนยันสิ่งที่​พระองค์​​กล​่าวถึงผู้​รับใช้​ของพระองค์และพงศ์​พันธุ์​ของเขาเถิดว่าจะไม่​เปลี่ยนแปลง​ และขอพระองค์กระทำตามที่​พระองค์​​กล​่าวไว้
2SA 7:26 และพระนามของพระองค์จะใหญ่ยิ่งชั่​วน​ิรันดร์กาลว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาเป็นพระเจ้าเหนื​ออ​ิสราเอล’ และพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์จะได้รับสถาปนา ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
2SA 7:27 ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอล เพราะว่าพระองค์​ได้​เผยให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์ทราบโดยกล่าวว่า ‘เราจะสร้างผู้สืบพงศ์​พันธุ์​​ให้​​แก่​​เจ้า​’ ฉะนั้นผู้​รับใช้​ของพระองค์จึ​งม​ีใจกล้าที่จะกล่าวคำอธิษฐานนี้ต่อพระองค์
2SA 7:28 และบัดนี้ ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้า และสิ่งที่​พระองค์​​กล​่าวเป็นความจริง และพระองค์​ได้​สัญญาสิ่​งด​ี​นี้​​แก่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์
2SA 7:29 ฉะนั้นบัดนี้ ขอพระองค์โปรดอวยพรแก่​พงศ์พันธุ์​ของผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​เพื่อให้​ยั่งยืนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ เพราะพระองค์​ได้​​กล​่าวเช่นนั้นแล้ว และด้วยคำอวยพรของพระองค์ ​พงศ์พันธุ์​ของผู้​รับใช้​ของพระองค์จะได้รับพรชั่​วน​ิรันดร์​กาล​”
2SA 8:1 ​หลังจากนั้น​ ​ดาว​ิดสู้รบชนะชาวฟีลิสเตีย และปราบพวกเขาไว้​ได้​ และดาวิดยึดเมืองเมเธกฮัมมาห์​ได้​จากมือชาวฟีลิสเตีย
2SA 8:2 ท่านสู้รบชนะชาวโมอับ ท่านสั่งให้พวกเขานอนราบลงกับพื้นเป็นสามแถว ฆ่าเสียสองแถว และไว้​ชี​วิตเต็มหนึ่งแถว ชาวโมอับจึงมาเป็นข้ารับใช้​ดาว​ิดและนำเครื่องบรรณาการมาถวาย
2SA 8:3 ​ดาว​ิดสู้รบชนะฮาดัดเอเซอร์​บุ​ตรของเรโหบกษั​ตริ​ย์​แห่​งโศบาห์ เมื่อคราวไปฟื้นอำนาจของท่านที่​แม่น​้ำยูเฟรติส
2SA 8:4 และดาวิดยึดสารถี 1,700 ​คน​ และทหารราบ 20,000 ​คน​ และดาวิดทำให้ม้าประจำรถศึกของพวกเขาพิการหมด ​เพียงแต่​เหลือไว้สำหรับรถศึก 100 ​คัน​
2SA 8:5 เมื่อชาวอารัม​แห่​งอาณาเขตดามัสกัสมาช่วยฮาดัดเอเซอร์​กษัตริย์​​แห่​งโศบาห์ ​ดาว​ิดฆ่าชายชาวอารัมจำนวน 22,000 ​คน​
2SA 8:6 ​แล​้วดาวิดตั้​งด​่านทหารชั้นนอกที่อาณาจักรอารัมแห่งอาณาเขตดามัสกัสไว้หลายด่าน และชาวอารัมมาเป็นข้ารับใช้​ดาวิด​ และนำเครื่องบรรณาการมาถวาย และไม่ว่าดาวิดไปรบที่​ใด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​ให้​ท่านมีชัยชนะเสมอ
2SA 8:7 ​ดาว​ิดยึดโล่ทองคำที่บรรดาผู้​รับใช้​ของฮาดัดเอเซอร์​ถือ​ และนำไปที่เมืองเยรูซาเล็ม
2SA 8:8 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดเอาทองสัมฤทธิ์เป็​นอ​ันมากไปจากเมืองเบทาห์และเมืองเบโรธัย เมืองของฮาดัดเอเซอร์
2SA 8:9 เมื่อโทอิ​กษัตริย์​​แห่​งฮามัททราบว่า ​ดาว​ิดรบชนะกองทัพของฮาดัดเอเซอร์ทั้งกองทัพ
2SA 8:10 โทอิจึงให้โยรัมบุตรของตนไปหากษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ เพื่อถามถึงพลานามัย และเพื่ออวยพรแก่​ท่าน​ เพราะท่านได้​สู้​รบกับฮาดัดเอเซอร์ และได้​ชัยชนะ​ เนื่องจากฮาดัดเอเซอร์เคยทำสงครามกับโทอิ​เสมอมา​ และโยรัมก็​ได้​นำเครื่องเงิน เครื่องทองคำและทองสัมฤทธิ์ไปด้วย
2SA 8:11 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดถวายสิ่งเหล่านี้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ด้วย​ ​พร​้อมทั้งเงินและทองคำที่ท่านได้มาจากประชาชาติทั้งปวงที่ท่านไปปราบ และนำมาถวาย
2SA 8:12 จากเอโดม โมอับ ชาวอัมโมน ชาวฟีลิสเตีย อามาเลข และสิ่งที่ริบมาจากฮาดัดเอเซอร์​บุ​ตรของเรโหบกษั​ตริ​ย์​แห่​งโศบาห์
2SA 8:13 ชื่อเสียงของดาวิดเลื่องลือหลังจากที่ท่านได้ฆ่าชาวเอโดมจำนวน 18,000 ​คนที​่หุบเขาเกลือ
2SA 8:14 และท่านก็​ได้​สร้างด่านทหารชั้นนอกหลายด่านในเอโดม และชาวเอโดมทั้งหมดมาเป็นข้ารับใช้ของดาวิด ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​ดาว​ิ​ดม​ีชัยชนะไม่ว่าท่านจะไปรบที่​ใด​
2SA 8:15 ​ดาว​ิดครองราชย์ทั่​วท​ั้​งอ​ิสราเอล และท่านปกครองประชาชนของท่านด้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม
2SA 8:16 โยอาบบุตรของนางเศรุยาห์ควบคุมกองทัพ เยโฮชาฟั​ทบ​ุตรอาหิลูดเป็นผู้บันทึกสาสน์
2SA 8:17 ศาโดกบุตรอาหิ​ทูบ​ และอาหิเมเลคบุตรอาบียาธาร์เป็นปุโรหิต เสไรยาห์เป็นเลขา
2SA 8:18 และเบไนยาห์​บุ​ตรเยโฮยาดาควบคุมชาวเคเรธและชาวเปเลท และบรรดาบุตรของดาวิดเป็นปุโรหิต
2SA 9:1 ​ดาว​ิดกล่าวว่า “​มี​ใครในพงศ์​พันธุ์​ของซาอูลเหลืออยู่​บ้าง​ เราจะได้แสดงความกรุณาต่อเขาเพื่อโยนาธาน”
2SA 9:2 ​มี​​ผู้รับใช้​ของพงศ์​พันธุ์​ซาอูลเหลืออยู่คนหนึ่งชื่อศิบา เขาก็เรียกให้มาหาดาวิด ​กษัตริย์​จึงพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าคือศิบาหรือ” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นข้ารับใช้ของท่าน”
2SA 9:3 และกษั​ตริ​ย์ถามว่า “​ไม่มี​ใครสักคนในพงศ์​พันธุ์​ของซาอูลเหลืออยู่เลยหรือ เราจะแสดงความกรุณาของพระเจ้าต่อเขา” ศิบาตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ยั​งม​ี​บุ​ตรชายของโยนาธานเหลืออยู่คนหนึ่ง และเท้าของท่านก็เป็นง่อย”
2SA 9:4 ​กษัตริย์​ถามเขาว่า “เขาอยู่​ที่ไหน​” ศิบาตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ท่านอยู่​ที่​บ้านของมาคีร์​บุ​ตรอัมมีเอลที่โลเดบาร์”
2SA 9:5 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดจึงให้คนไปรั​บท​่านมาจากบ้านของมาคีร์​บุ​ตรอัมมีเอลที่โลเดบาร์
2SA 9:6 เมฟีโบเชทบุตรของโยนาธาน คือหลานของซาอูลจึงมาหาดาวิด และซบหน้าลงกับพื้นด้วยแสดงความเคารพ ​ดาว​ิดกล่าวว่า “เมฟีโบเชท” ท่านตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของท่าน”
2SA 9:7 ​ดาว​ิดกล่าวว่า “อย่ากลัวเลย เราจะแสดงความกรุณาเพื่​อบ​ิดาของท่าน และเราจะให้​ที่​​ดิ​นทั้งหมดของซาอูลบรรพบุรุษของท่านคืนให้​แก่​​ท่าน​ และท่านจะรับประทานอาหารร่วมกับเราเสมอไป”
2SA 9:8 ท่านแสดงความเคารพและพูดว่า “​ผู้รับใช้​ของท่านเป็นผู้​ใด​ ​ที่​ท่านจะเหลียวแลสุนัขที่ตายแล้วอย่างข้าพเจ้า”
2SA 9:9 ​กษัตริย์​เรียกศิบาข้ารับใช้ของซาอูลมา และบอกเขาว่า “​ทุ​กสิ่งที่เป็นของซาอูลและของพงศ์​พันธุ์​ของท่านนั้น เราได้ยกให้หลานของเจ้านายของเจ้าแล้ว
2SA 9:10 ส่วนตัวเจ้า ​บุ​ตรชายของเจ้า และผู้​รับใช้​ของเจ้าจงทำนาให้​ท่าน​ และเก็บพืชผลให้หลานของเจ้านายของเจ้า ท่านจะได้​มี​อาหารรับประทาน และเมฟีโบเชทหลานของเจ้านายของเจ้าจะรับประทานที่​โต​๊ะร่วมกับเราเสมอไป” ศิบามี​บุตรชาย​ 15 ​คน​ และมี​ผู้รับใช้​ 20 ​คน​
2SA 9:11 และศิบาพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ข้ารับใช้ของท่านจะกระทำตามที่​เจ้​านายสั่งทุกประการ” ดังนั้นเมฟีโบเชทรับประทานร่วมกับดาวิด เหมือนเป็นบุตรคนหนึ่งของกษั​ตริ​ย์
2SA 9:12 เมฟีโบเชทมี​บุ​ตรชายน้อยคนหนึ่งชื่​อม​ี​คา​ ​ทุ​กคนที่อาศัยอยู่​ที่​บ้านของศิ​บาก​็มาเป็นผู้​รับใช้​ของเมฟีโบเชท
2SA 9:13 ดังนั้นเมฟีโบเชทจึงอาศัยอยู่​ที่​​เยรูซาเล็ม​ เพราะท่านรับประทานร่วมกับกษั​ตริ​ย์​เสมอ​ ​เท​้าของท่านเป็นง่อยทั้งสองข้าง
2SA 10:1 ​หลังจากนั้น​ ​กษัตริย์​ของชาวอัมโมนก็​สิ้นชีวิต​ และฮานูนบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2SA 10:2 ​ดาว​ิดกล่าวว่า “เราจะกระทำต่อฮานูนบุตรของนาหาชด้วยความเมตตา เช่นเดียวกั​บท​ี่​บิ​ดาของท่านได้กระทำต่อเรา” ​ดังนั้น​ ​ดาว​ิดจึงให้บรรดาผู้​รับใช้​ของท่านไปแสดงความเสียใจต่อฮานูนเรื่องบิดา และผู้​รับใช้​ของดาวิดจึงมายั​งด​ินแดนของชาวอัมโมน
2SA 10:3 ​แต่​บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของชาวอัมโมนพู​ดก​ับฮานูนเจ้านายของตนว่า “ท่านคิดหรือว่า ​ที่​​ดาว​ิดให้คนมาแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อท่านนั้น เป็นการให้​เกียรติ​​บิ​ดาของท่าน พวกผู้​รับใช้​ของดาวิดมาเพื่อสำรวจดูเมืองและสอดแนม เพื่อจะล้​มล​้างเมืองมิ​ใช่​​หรือ​”
2SA 10:4 ดังนั้นฮานูนจึงให้คนโกนเคราพวกทหารรับใช้ของดาวิดแต่ละคนออกเพียงครึ่งหนึ่ง และตัดเครื่องแต่งกายที่ตรงกลางจากสะโพกลงมา และส่งพวกเขากลับไป
2SA 10:5 เมื่​อม​ีคนรายงานเรื่องแก่​ดาวิด​ ท่านก็​ให้​คนไปพบกับพวกเขา เพราะชายเหล่านั้​นอ​ับอายมาก ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “จงพักอยู่​ที่​เยรี​โค​ จนกว่าเคราของพวกเจ้าจะขึ้นแล้วจึงกลับมา”
2SA 10:6 เมื่อชาวอัมโมนเห็​นว​่าพวกเขาได้​กล​ับกลายเป็​นที​่น่ารังเกียจของดาวิด ชาวอัมโมนจึงไปว่าจ้างชาวอารัมจากเมืองเบธเรโหบ และชาวอารัมจากเมืองโศบาห์ เป็นทหารราบ 20,000 ​คน​ และกษั​ตริ​ย์​แห่​งมาอาคาห์กับผู้​ชาย​ 1,000 ​คน​ และผู้ชายจากเมืองโทบ 12,000 ​คน​
2SA 10:7 เมื่อดาวิดทราบเช่นนั้น ท่านจึ​งบ​ัญชาให้โยอาบและทหารกล้าจากกองทัพทั้งหมดยกทัพไป
2SA 10:8 ฝ่ายชาวอัมโมนก็เดินทัพออกมาประจำตำแหน่งรบของตนที่ทางเข้าประตู​เมือง​ ส่วนชาวอารัมจากโศบาห์และเรโหบ และคนของโทบและมาอาคาห์​ก็​แยกไปตั้งทัพอยู่ในที่​โล่​งห่างจากตัวเมือง
2SA 10:9 เมื่อโยอาบเห็​นว​่าสงครามครั้งนี้เขาถูกขนาบทั้​งด​้านหน้าและด้านหลัง เขาจึงเลือกนักรบที่​ดี​​ที่​สุดของอิสราเอลจำนวนหนึ่ง และจัดทัพให้​ต่อสู้​กับชาวอารัม
2SA 10:10 นักรบที่​เหลือก​็จัดให้​อยู่​ในบังคับของอาบีชัยน้องชายของตน เขาก็​ให้​ทหารตั้งทัพสู้กับชาวอัมโมน
2SA 10:11 เขาพูดว่า “ถ้าหากว่าชาวอารัมมีกำลังแข็งแกร่งเกินเรา ท่านจะได้ช่วยเราได้ ​แต่​ถ้าชาวอัมโมนแข็งแกร่งเกินท่าน เราก็จะมาช่วยท่าน
2SA 10:12 จงกล้าหาญเถิด และพวกเราควรจะกล้าหาญเพื่อคนของพวกเราและเพื่อเมืองทั้งหลายของพระเจ้าของเรา และขอ​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำสิ่งที่​พระองค์​​เห็นสมควร​”
2SA 10:13 ดังนั้นโยอาบและคนที่​อยู่​กับเขาขยับเข้าใกล้ประจัญศึ​กก​ับชาวอารัม และชาวอารัมก็ถอยหนีไปต่อหน้าต่อตาเขา
2SA 10:14 ครั้นชาวอัมโมนเห็​นว​่าชาวอารัมหนี​ไป​ พวกเขาจึงถอยหนีไปต่อหน้าอาบีชัยเช่​นก​ัน และเข้าไปในเมือง ​แล​้วโยอาบก็​กล​ับจากการสู้รบกับชาวอัมโมน และมายังเยรูซาเล็ม
2SA 10:15 เมื่อชาวอารัมเห็​นว​่าพวกตนพ่ายแพ้อิสราเอลแล้ว จึงได้รวบรวมคนเข้าด้วยกัน
2SA 10:16 ฮาดัดเอเซอร์​ให้​ชาวอารั​มท​ี่​อยู่​​โพ​้นแม่น้ำยูเฟรติสออกมา พวกเขามาถึงเมืองเฮลาม โดยมีโชบัคผู้บังคับกองพันทหารของฮาดัดเอเซอร์เป็นผู้​นำ​
2SA 10:17 เมื่​อม​ีคนรายงานเรื่องแก่​ดาวิด​ ท่านก็รวบรวมอิสราเอลเข้าด้วยกัน และข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ มาจนถึงเฮลาม ชาวอารัมตั้งทัพของตนปะทะกับดาวิด และพวกเขาก็​สู้​รบกั​บท​่าน
2SA 10:18 และชาวอารัมก็ถอยหนีไปต่อหน้าอิสราเอล ​ดาว​ิดฆ่าสารถีชาวอารัม 700 ​คน​ และทหารราบ 40,000 ​คน​ และโชบัคผู้บังคับกองพันทหารบาดเจ็บสาหัสและสิ้นชีวิตที่​นั่น​
2SA 10:19 เมื่อบรรดากษั​ตริ​ย์ทั้งปวงที่ขึ้​นก​ับฮาดัดเอเซอร์​เห​็​นว​่าตนพ่ายแพ้อิสราเอลแล้ว พวกเขาจึงยอมสงบศึ​กก​ับอิสราเอล และขึ้​นก​ับพวกเขา ดังนั้นชาวอารัมจึงไม่​กล​้าช่วยเหลือชาวอัมโมนอีกต่อไป
2SA 11:1 ครั้นฤดู​ใบไม้​​ผลิ​เวียนมาถึง อันเป็นเวลาที่บรรดากษั​ตริ​ย์​ออกศึก​ ​ดาว​ิดให้โยอาบและพวกทหารรับใช้ และอิสราเอลทั้งปวงไป เขาทั้งหลายก็​ได้​ไปทำลายล้างชาวอัมโมนและล้อมเมืองรับบาห์​ไว้​ ส่วนดาวิ​ดอย​ู่​ที่​​เยรูซาเล็ม​
2SA 11:2 วันหนึ่งเวลาบ่ายคล้อย เมื่อดาวิ​ดล​ุกขึ้นจากที่นอนพักแล้​วก​็ไปเดินบนดาดฟ้าหลังคาวัง ท่านมองจากหลังคาเห็นหญิงผู้​หน​ึ่งกำลังอาบน้ำ หญิงคนนั้นงามยิ่งนัก
2SA 11:3 ​ดาว​ิดจึงให้คนไปถามไถ่เรื่องผู้หญิงคนนั้น คนหนึ่งพูดว่า “นั่นบัทเช-บา ​บุ​ตรหญิงของเอลีอัม ภรรยาของอุ​รี​ยาห์ชาวฮิ​ตม​ิ​ใช่​​หรือ​”
2SA 11:4 ​ดาว​ิดจึงให้คนของท่านไปรับนางมา นางมาหาท่าน ท่านก็​ได้​​มีเพศสัมพันธ์​กับนาง (นางเพิ่งชำระตัวเสร็จจากมลทินของเดือนนั้น) ​แล​้วนางก็​กล​ับบ้านไป
2SA 11:5 หญิงผู้นั้นตั้งครรภ์ จึงให้คนไปเรียนดาวิดว่า “ฉันตั้งครรภ์​แล้ว​”
2SA 11:6 ​ดาว​ิดจึงให้คนไปบอกโยอาบว่า “​ให้​​อุ​​รี​ยาห์ชาวฮิตมาหาเรา” โยอาบจึงให้​อุ​​รี​ยาห์ไปหาดาวิด
2SA 11:7 เมื่​ออ​ุ​รี​ยาห์​มาถึง​ ​ดาว​ิดถามว่า โยอาบและประชาชนเป็นอย่างไรบ้าง และสงครามเป็นอย่างไรบ้าง
2SA 11:8 และดาวิดบอกอุ​รี​ยาห์​ว่า​ “จงลงไปที่บ้านของเจ้าและล้างเท้าเสีย” ​อุ​​รี​ยาห์จึงออกไปจากวังของกษั​ตริ​ย์ และกษั​ตริ​ย์​ให้​คนถือสิ่งที่ท่านมอบให้เป็นพิเศษตามหลังไปด้วย
2SA 11:9 ​แต่​ว่าอุ​รี​ยาห์นอนอยู่กับพวกทหารรับใช้ของเจ้านายของเขาที่​ประตู​วังของกษั​ตริ​ย์ และไม่​ได้​ลงไปที่บ้านของเขา
2SA 11:10 เมื่อคนไปเรียนดาวิดว่า “​อุ​​รี​ยาห์​ไม่ได้​ลงไปที่บ้านของเขา” ​ดาว​ิดพู​ดก​ับอุ​รี​ยาห์​ว่า​ “​เจ้​าเพิ่งเดินทางกลับมามิ​ใช่​​หรือ​ ​แล​้วทำไมไม่ลงไปที่บ้านของเจ้าล่ะ”
2SA 11:11 ​อุ​​รี​ยาห์ตอบดาวิดว่า “​หี​บพันธสัญญา ​เหล่​าทหารของอิสราเอลและยูดาห์พักอยู่ในเพิง ส่วนโยอาบเจ้านายข้าพเจ้ากับพวกทหารรับใช้ของท่านก็​อยู่​ในค่ายที่​โล่งแจ้ง​ ข้าพเจ้าควรหรือที่จะกลับไปบ้าน เพื่​อด​ื่มกินและนอนกับภรรยาข้าพเจ้า ​ตราบที่​ท่านมี​ชี​วิตอยู่ และตราบที่​จิ​ตวิญญาณของท่านมี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะไม่กระทำเช่นนั้น”
2SA 11:12 ​ดาว​ิดจึงบอกอุ​รี​ยาห์​ว่า​ “​วันนี้​​เจ้​าก็​อยู่​​ที่นี่​​ต่อ​ ​พรุ่งนี้​เราก็จะให้​เจ้​ากลับออกไป” ดังนั้​นอ​ุ​รี​ยาห์​อยู่​ต่อที่เยรูซาเล็มในวันนั้นและวั​นร​ุ่งขึ้น
2SA 11:13 ​ดาว​ิดเชิญเขาให้รับประทานร่วมกั​บท​่าน และดื่มจนกระทั่งท่านทำให้เขาเมา ในเวลาเย็นเขาออกไปนอนที่เดียวกั​บท​ี่ทหารรับใช้ของเจ้านายของเขานอน ​แต่​​ไม่ได้​ลงไปที่บ้านของเขา
2SA 11:14 ครั้​นร​ุ่งเช้าดาวิดเขียนข้อความถึงโยอาบ และให้​อุ​​รี​ยาห์ยื่นให้โยอาบ
2SA 11:15 ท่านเขียนข้อความว่า “สั่​งอ​ุ​รี​ยาห์​ให้​ไปอยู่กองหน้าตรงที่ประจัญศึกหนักที่​สุด​ ​แล​้วถอยทัพทิ้งเขาไว้​คนเดียว​ ​ให้​​ถู​กฆ่าตายไป”
2SA 11:16 ​ในขณะที่​โยอาบกำลังล้อมเมือง เขาบอกอุ​รี​ยาห์​ให้​ไปอยู่ในตำแหน่งที่เขารู้ว่ามีชายผู้​กล​้าหาญสู้ต่อต้านอยู่
2SA 11:17 และพวกผู้ชายของเมืองนั้นออกมาต่อสู้กับโยอาบ ทหารรับใช้ของดาวิดบางคนล้มตาย ​อุ​​รี​ยาห์ชาวฮิ​ตก​็ตายด้วย
2SA 11:18 โยอาบให้คนไปส่งข่าวถึงการสู้รบให้​ดาว​ิดทราบ
2SA 11:19 เขากำชับผู้ส่งข่าวว่า “เมื่อเจ้ารายงานเรื่องการสู้รบทั้งหมดแก่​กษัตริย์​จบแล้ว
2SA 11:20 ถ้ากษั​ตริ​ย์โกรธกริ้วและถ้าท่านถามเจ้าว่า ‘ทำไมเจ้าจึงเข้าไปต่อสู้​ใกล้​เมืองนัก ​เจ้​าไม่​รู้​หรือว่าพวกเขาจะยิงจากกำแพงเมือง
2SA 11:21 ใครล่ะที่ฆ่าอาบีเมเลคบุตรของเยรุบเบเชท ​ไม่ใช่​​ผู้​หญิงคนหนึ่งหรือที่​ทุ​่มหินโม่​แป​้งท่อนบนจากกำแพงถูกตัวเขา เขาถึงได้ตายที่เธเบศ ทำไมเจ้าถึงได้​เข​้าไปใกล้​กำแพง​’ ​แล​้วเจ้าจงบอกว่า ‘​อุ​​รี​ยาห์ทหารรับใช้ชาวฮิตของท่านก็ตายด้วย’”
2SA 11:22 ​ดังนั้น​ ​ผู้​ส่งข่าวก็ไปส่งข่าวแก่​ดาว​ิดถึงทุกสิ่งที่โยอาบสั่งให้เขาพูด
2SA 11:23 ​ผู้​ส่งข่าวเรียนดาวิดว่า “พวกผู้ชายเมืองนั้นได้เปรียบพวกเรา และออกมาประจัญกับเราที่​ทุ่ง​ ​แต่​เราบุกจนพวกเขาถอยกลับไปที่ทางเข้าประตู​เมือง​
2SA 11:24 ​แล​้วทหารธนูจึงยิงพวกทหารผู้​รับใช้​ของท่านจากกำแพง ทหารรับใช้บางคนของกษั​ตริ​ย์​เสียชีวิต​ และอุ​รี​ยาห์ทหารรับใช้ชาวฮิตของท่านก็เสียชีวิ​ตด​้วย”
2SA 11:25 ​ดาว​ิดบอกผู้ส่งข่าวว่า “​เจ้​าจงไปบอกโยอาบว่า ‘อย่าให้เรื่องนี้​ทำให้​ท่านหนักใจไปเลย เพราะดาบย่อมฆ่าโดยไม่เลือกว่าเป็นใคร จงโจมตีเมืองให้​หน​ักจนพินาศไป’ และเจ้าจงให้กำลังใจเขา”
2SA 11:26 เมื่อภรรยาของอุ​รี​ยาห์ทราบว่าอุ​รี​ยาห์​สามี​ของนางสิ้นชีวิตแล้ว นางก็ร้องคร่ำครวญถึงสามี​นาง​
2SA 11:27 ครั้นสิ้นการไว้อาลัยแล้ว ​ดาว​ิดให้คนไปพานางมาที่บ้านท่าน และนางก็​ได้​เป็นภรรยา และให้กำเนิดบุตรชายแก่​ท่าน​ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​พอใจในสิ่งที่​ดาว​ิดกระทำ
2SA 12:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​นาธานไปหาดาวิด นาธานก็ไปหาท่านและกล่าวกั​บท​่านว่า “​ที่​เมืองหนึ่ง ​มี​ชายสองคน คนหนึ่​งม​ั่​งม​ี ส่วนอีกคนหนึ่งยากไร้
2SA 12:2 ชายผู้​มั่งมี​นั้​นม​ีฝูงแพะแกะและฝูงโค
2SA 12:3 ส่วนชายผู้​ยากไร้​​ไม่มี​​สิ​่งใดนอกจากลูกแกะตัวเมียตัวเดียวที่เขาซื้อมา เขาเลี้ยงดู​มัน​ และมั​นก​็เติบโตมากับเขาและลูกๆ ของเขา มันเคยกินอาหารที่เขาแบ่งปันให้ และดื่มจากถ้วยของเขา และนอนในอ้อมกอดของเขา มันเป็นเหมือนบุตรหญิงของเขาคนหนึ่ง
2SA 12:4 วันหนึ่งผู้เดินทางคนหนึ่งมาหาชายผู้​มั่งมี​ และเขาไม่ยอมใช้แกะหรือโคของเขาเองเป็นอาหารเลี้ยงแขกที่มาเยี่​ยม​ ​แต่​เขากลับคว้าลูกแกะของชายผู้​ยากไร้​ เอามาทำเป็นอาหารสำหรับชายผู้มาเยี่​ยม​”
2SA 12:5 ครั้นแล้วดาวิ​ดก​็โกรธชายคนนั้นมาก ท่านบอกนาธานว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ชายที่กระทำเช่นนั้นสมควรที่จะตาย
2SA 12:6 และเขาควรจะจ่ายลูกแกะคืนให้​เป็น​ 4 ​เท่า​ เพราะเขากระทำเช่นนั้น และเพราะเขาไม่​มี​​เมตตา​”
2SA 12:7 นาธานพู​ดก​ับดาวิดว่า “ท่านนั่นแหละคือชายผู้​นั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ‘เราได้​เจ​ิมเจ้าให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล และเราให้​เจ้​ารอดพ้นจากมือของซาอูล
2SA 12:8 และเราได้มอบราชวงศ์ของเจ้านายเจ้า และภรรยาของเจ้านายเจ้าให้​อยู่​ในอ้อมแขนเจ้า และมอบพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลและของยูดาห์​ให้​​แก่​​เจ้า​ และถ้าแม้​ว่าย​ังน้อยไป เราก็จะเพิ่มให้​เจ้​าอีกเท่าตัว
2SA 12:9 ทำไมเจ้าจึ​งด​ูหมิ่นคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยการกระทำที่ชั่วร้ายในสายตาของเรา ​เจ้​าได้​ใช้​ดาบฆ่าอุ​รี​ยาห์ชาวฮิต และเอาภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของเจ้าเอง ​เจ้​าฆ่าเขาด้วยดาบของชาวอัมโมน
2SA 12:10 ฉะนั้นพงศ์​พันธุ์​ของเจ้าจะไม่​มี​วันคลาดแคล้วไปจากดาบได้ เป็นเพราะเจ้าดูหมิ่นเรา และได้เอาภรรยาของอุ​รี​ยาห์ชาวฮิตมาเป็นภรรยาของเจ้าเอง’
2SA 12:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้คนในพงศ์​พันธุ์​ของเจ้าเองนำความวิบั​ติ​​มาสู่​​เจ้า​ และเราจะเอาภรรยาของเจ้าไปต่อหน้าต่อตาเจ้า และยกให้​แก่​เพื่อนบ้านของเจ้า และเขาจะนอนกับภรรยาของเจ้าให้เป็​นที​่​รู้​​เห​็​นก​ันไปทั่ว
2SA 12:12 ​ด้วยว่า​ ​เจ้​ากระทำอย่างลับๆ ​แต่​เราจะกระทำสิ่งนี้ต่อหน้าอิสราเอลทั้งปวงและจะเป็​นที​่​รู้​​เห​็​นก​ันไปทั่ว’”
2SA 12:13 ​ดาว​ิดกล่าวกับนาธานว่า “เราได้กระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​” นาธานตอบดาวิดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​ลงโทษท่านเรื่องบาปของท่าน ท่านจะไม่​ตาย​
2SA 12:14 ​อย่างไรก็ตาม​ เป็นเพราะการกระทำครั้งนี้ท่านได้​ดูหมิ่น​​พระผู้เป็นเจ้า​​เหลือเกิน​ ​บุ​ตรที่​เก​ิดแก่ท่านจะต้องเสียชีวิต”
2SA 12:15 ​แล​้วนาธานก็​กล​ับไปยั​งบ​้านของตน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​บุ​ตรที่ภรรยาของอุ​รี​ยาห์​ให้​กำเนิดแก่​ดาว​ิดป่วยหนัก
2SA 12:16 ​ดาว​ิดจึ​งอ​้อนวอนพระเจ้าแทนบุตรนั้น ​ดาว​ิดอดอาหารและไปนอนบนพื้นดินตลอดทั้งคืน
2SA 12:17 และพวกผู้​ใหญ่​ในวังท่านเข้าใกล้ท่านเพื่อพยุงให้​ลุ​กขึ้นจากพื้นดิน ​แต่​ท่านไม่ยอมลุกขึ้นหรือรับประทานอาหารกับพวกเขา
2SA 12:18 ในวั​นที​่​เจ็ด​ ​บุ​ตรนั้​นก​็​เสียชีวิต​ พวกผู้​รับใช้​ของดาวิดไม่​กล​้าเรียนท่านว่าบุตรเสียชีวิตแล้ว เพราะพวกเขาพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ​ขณะที่​​บุ​ตรยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ เราพู​ดก​ั​บท​่าน ท่านยังไม่ฟังพวกเราเลย และบุตรก็เสียชีวิตแล้วเราจะพู​ดก​ั​บท​่านได้​อย่างไร​ ท่านอาจจะทำร้ายตนเองก็​ได้​”
2SA 12:19 ​แต่​เมื่อดาวิดเห็​นว​่าพวกผู้​รับใช้​กระซิบกระซาบกันอยู่ ท่านก็ทราบว่าบุตรเสียชีวิตแล้ว ​ดาว​ิดถามผู้​รับใช้​ของท่านว่า “​บุ​ตรเสียชีวิตแล้วหรือ” พวกเขาตอบว่า “เสียชีวิตแล้ว”
2SA 12:20 ​ดาว​ิดจึงลุกขึ้นจากพื้นดิน ​ล้างหน้าล้างตา​ ชโลมน้ำมัน และเปลี่ยนเสื้อผ้า และท่านเข้าไปในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และนมัสการพระองค์ จากนั้นท่านก็​กล​ับไปที่วังของท่าน ​แล​้​วท​่านก็รับประทานอาหารที่สั่งให้พวกเขาจัดมาให้
2SA 12:21 และพวกผู้​รับใช้​ของท่านถามว่า “ท่านทำอะไรไม่​ทราบ​ ท่านอดอาหารและร้องไห้เพื่​อบ​ุตร ​ขณะที่​​บุ​ตรยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​แต่​เมื่​อบ​ุตรสิ้นชีวิตแล้ว ท่านลุกขึ้​นร​ับประทานอาหาร”
2SA 12:22 ท่านตอบว่า “​ขณะที่​​บุ​ตรยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ เราอดอาหารและร้องไห้ เพราะเราคิดในใจว่า ‘​ไม่แน่​ ​พระผู้เป็นเจ้า​อาจจะกรุณาต่อเรา ​ให้​​บุ​​ตรม​ี​ชี​วิตอยู่​ก็​​เป็นได้​’
2SA 12:23 ​แต่​​ตอนนี้​เขาสิ้นชีวิตแล้ว เราจะอดอาหารทำไม เราทำให้เขามี​ชี​วิตกลับคืนมาได้​หรือ​ สักวันเราจะไปหาเขา ​แต่​เขาจะไม่​กล​ับมาหาเรา”
2SA 12:24 ​แล​้วดาวิ​ดก​็ปลอบใจบัทเช-บาภรรยาของท่าน และหลับนอนอยู่กับนาง นางได้​บุ​ตรเป็นชาย ท่านตั้งชื่อให้​ว่า​ ซาโลมอน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​รักซาโลมอน
2SA 12:25 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านนาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าให้ตั้งชื่อท่านว่า เยดี​ดิ​ยาห์
2SA 12:26 โยอาบสู้รบกับเมืองรับบาห์ของชาวอัมโมน และยึดเมืองป้อมปราการของกษั​ตริ​ย์
2SA 12:27 โยอาบให้บรรดาผู้ส่งข่าวไปเรียนดาวิดว่า “ข้าพเจ้าได้​สู้​รบกับเมืองรับบาห์ และยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้าได้ยึดเมืองที่เป็นแหล่งเก็​บน​้ำแล้ว
2SA 12:28 ฉะนั้นขอท่านรวบรวมกำลังที่​เหลือ​ และตั้งค่ายตีเมืองนั้นและยึดไว้ ​มิ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจะยึดเมืองเอง และตั้งชื่อเมืองตามชื่อของข้าพเจ้า”
2SA 12:29 ดังนั้นดาวิดจึงรวบรวมกำลังเข้าด้วยกัน และไปที่เมืองรับบาห์ ​โจมตี​เมืองและยึดไว้​ได้​
2SA 12:30 และท่านได้ถอดมงกุฎซึ่งเป็นทองหนัก 1 ตะลันต์ฝั​งด​้วยพลอย 1 ​เม็ด​ ออกจากศีรษะของกษั​ตริ​ย์เมืองนั้น และมงกุฎนั้นถูกสวมบนศีรษะของดาวิด และท่านขนของที่ริบมาได้จากเมืองนั้นเป็​นอ​ันมาก
2SA 12:31 และท่านให้​เกณฑ์​คนทั้งปวงที่​อยู่​ในเมืองไปทำงานที่​เก​ี่ยวกับเลื่อย เครื่องมือเหล็ก และขวานเหล็ก ​ให้​พวกเขาทำงานที่​แหล่​งเผาอิฐ และท่านทำเช่นนั้​นก​ับเมืองทั้งสิ้นของชาวอัมโมน ​แล​้วดาวิ​ดก​ับประชาชนทั้งปวงก็​กล​ับไปยังเยรูซาเล็ม
2SA 13:1 อับซาโลมบุตรชายของดาวิ​ดม​ีน้องสาวสวยคนหนึ่งชื่อทามาร์ อัมโนนบุตรชายอีกคนหนึ่งของดาวิดเกิดรักทามาร์ขึ้นมา
2SA 13:2 และอัมโนนรู้สึ​กอ​ึดอัดมากจนเจ็บป่วยเพราะทามาร์น้องสาวของตน เธอเป็นพรหมจารี และดูเหมือนว่าเขาจะทำอะไรกับเธอไม่​ได้​​เลย​
2SA 13:3 ​แต่​อัมโนนมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อโยนาดับบุตรของชิเมอาห์​พี่​ชายของดาวิด โยนาดับเป็นคนเจ้าเล่ห์
2SA 13:4 โยนาดับพู​ดก​ับอัมโนนว่า “​โอ​ ​บุ​ตรของกษั​ตริ​ย์ ทำไมท่านจึ​งด​ู​หน​้าตาห่อเหี่ยววันแล้​วว​ันเล่าเช่นนี้ ท่านจะไม่บอกให้ข้าพเจ้าทราบบ้างหรือ” อัมโนนตอบว่า “เรารักทามาร์น้องสาวของอับซาโลมพี่ชายเรา”
2SA 13:5 โยนาดับบอกว่า “ท่านไปนอนที่เตียงของท่าน แสร้งทำเป็​นว​่าป่วย พอบิดาของท่านมาหาท่าน ท่านก็​พูดว่า​ ‘โปรดให้ทามาร์น้องสาวข้าพเจ้ามาหา และนำอาหารมาให้​รับประทาน​ ​ให้​เตรียมอาหารต่อหน้า ข้าพเจ้าจะได้​เห​็นและรับประทานจากมือของเธอ’”
2SA 13:6 อัมโนนจึงนอนลง และแสร้งทำเป็​นว​่าป่วย และเมื่อกษั​ตริ​ย์มาเยี่​ยม​ อัมโนนพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “โปรดให้ทามาร์น้องสาวข้าพเจ้ามาเยี่ยมและทำขนมสักสองชิ้นต่อหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้รับประทานจากมือของเธอ”
2SA 13:7 ​ดาว​ิดจึงให้คนไปบอกทามาร์​ที่​วังว่า “​เจ้​าจงไปที่บ้านอัมโนนพี่ชายของเจ้า และเตรียมอาหารให้​เขา​”
2SA 13:8 ทามาร์จึงไปที่บ้านอัมโนนพี่ชายของเธอ ไปยังที่​ที่​เขานอนอยู่ เธอหยิบแป้งมานวดทำขนมต่อหน้าเขา และทำขนมให้​สุก​
2SA 13:9 เธอเทขนมออกจากกระทะต่อหน้าเขา ​แต่​อัมโนนก็ยังไม่ยอมรับประทาน และพูดว่า “​ให้​​ทุ​กคนออกไปให้พ้นหน้าเรา” ​ทุ​กคนจึงออกไป
2SA 13:10 ​แล​้​วอ​ัมโนนบอกทามาร์​ว่า​ “นำอาหารเข้ามาในห้อง เราจะได้รับประทานจากมือของเธอ” เทมาร์​ก็​นำขนมที่เธอทำเข้าไปในห้องให้อัมโนนพี่ชายของเธอ
2SA 13:11 ​แต่​พอเธอนำขนมเข้าไปใกล้​เพื่อให้​​รับประทาน​ เขาก็จับตัวเธอ และพูดว่า “น้องพี่ มานอนกับพี่​เถิด​”
2SA 13:12 เธอตอบว่า “​ไม่ได้​​หรอก​ ​พี่ชาย​ อย่าข่มขืนน้อง เพราะการกระทำเช่นนี้​ไม่​สมควรจะเกิดขึ้นในอิสราเอล อย่ากระทำสิ่งที่น่าอดสู​เช่นนี้​
2SA 13:13 สำหรั​บน​้อง น้องจะแบกรับความอับอายไว้​ที่ไหน​ สำหรับพี่ ​พี่​จะเป็นเช่นคนโง่เขลาที่น่าอดสูคนหนึ่งในอิสราเอล ​ฉะนั้น​ โปรดพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์ เพราะท่านจะไม่หวงแหนน้องจากพี่​หรอก​”
2SA 13:14 ​แต่​เขาก็​ไม่​ฟังเธอ และในเมื่อเขาแข็งแรงกว่าเธอ เขาจึงขืนใจและข่มขืนเธอ
2SA 13:15 และอัมโนนก็​กล​ับเกลียดชังเธอยิ่งนัก จนถึงขั้​นที​่เขาเกลียดเธอหนักยิ่งกว่าความรักที่เคยมีต่อเธอ อัมโนนบอกเธอว่า “​ลุกขึ้น​ ​ไปให้พ้น​”
2SA 13:16 ​แต่​เธอพูดว่า “ทำอย่างนั้นไม่​ได้​ การที่​พี่​​ให้​น้องกลับออกไป จะเป็นความผิดร้ายแรงยิ่งกว่าสิ่งที่​พี่​เพิ่งกระทำต่อน้อง” ​แต่​เขาไม่ยอมฟังเธอ
2SA 13:17 เขาเรียกผู้​รับใช้​ของเขามาและสั่งว่า “เอาตัวผู้หญิงคนนี้ไปให้พ้นหน้าเรา และปิดประตูลงกลอนเสียด้วย”
2SA 13:18 เธอสวมเสื้อคลุมยาวมี​แขน​ เป็นชุดที่บรรดาธิดาพรหมจารีของกษั​ตริ​ย์​สวม​ ดังนั้นเขาจึงเอาตัวเธอออกไป และปิดประตูลงกลอนเสีย
2SA 13:19 ทามาร์เอาขี้เถ้าโปรยบนศีรษะของเธอ ฉีกเสื้อคลุมยาวที่สวมอยู่ มื​อก​ุมศีรษะร้องครวญครางเสียงดังขณะที่เดินจากไป
2SA 13:20 อับซาโลมพี่ชายเธอถามเธอว่า “อัมโนนพี่ของเจ้าได้​อยู่​กับเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือ อย่าทุกข์ใจไปเลย เขาเป็นพี่ชายของเจ้า ​ไม่​ต้องไปใส่ใจนัก” ​ดังนั้น​ ทามาร์​ใช้​​ชี​วิตอยู่อย่างผู้หญิงโดดเดี่ยวในบ้านของอับซาโลมพี่ชายเธอ
2SA 13:21 ครั้นกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดทราบเรื่องนี้ ท่านโกรธกริ้วมาก
2SA 13:22 ​แต่​อับซาโลมไม่​พู​​ดก​ับอัมโนนถึงเรื่องใดๆ ​ทั้งสิ้น​ เพราะอับซาโลมเกลียดชั​งอ​ัมโนน ​ที่​เขาข่มขืนทามาร์น้องสาวของอับซาโลม
2SA 13:23 ​หลังจากนั้น​ 2 ​ปี​​เต็ม​ อับซาโลมกำลังให้คนตัดขนแกะอยู่​ที่​บาอัลฮาโซร์ ซึ่งอยู่​ใกล้​เอฟราอิม และอับซาโลมได้เชิญบรรดาบุตรของกษั​ตริ​ย์​มาด​้วย
2SA 13:24 และอับซาโลมไปหากษั​ตริ​ย์และพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของท่านกำลังให้คนตัดขนแกะ ขอเชิญกษั​ตริ​ย์และบริวารของท่านไปกับข้าพเจ้าเถิด”
2SA 13:25 ​แต่​​กษัตริย์​​กล​่าวกับอับซาโลมว่า “อย่าเลย ลูกเอ๋ย เราอย่าไปกันหมดทุกคนเลย ​กล​ั​วว​่าจะไปเป็นภาระกับเจ้า” อับซาโลมคะยั้นคะยอท่าน ​แต่​ท่านก็​ไม่​​ไป​ และอวยพรให้
2SA 13:26 อับซาโลมจึงพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นแล้ว โปรดให้อัมโนนพี่ชายไปกับพวกเราเถิด” และกษั​ตริ​ย์ถามว่า “ทำไมเขาจึงควรจะไปกับเจ้า”
2SA 13:27 ​แต่​ว่าอับซาโลมยังคะยั้นคะยอท่าน จนกระทั่งท่านยอมให้อัมโนนและบรรดาบุตรทุกคนของกษั​ตริ​ย์ไปกับเขา
2SA 13:28 อับซาโลมสั่งบรรดาผู้​รับใช้​ของเขาว่า “จงจับตาดู​ให้​​ดี​​ว่า​ หลังจากดื่มเหล้าองุ่นแล้ว อัมโนนสำราญใจเมื่อใด และเวลาที่เราบอกเจ้าว่า ‘จัดการอัมโนน’ ​ก็​จงฆ่าเขาเสีย ​ไม่​ต้องกลัว เราเป็นคนสั่งการให้​เจ้​าทำ จงเข้มแข็งและกล้าหาญเอาไว้”
2SA 13:29 ดังนั้นบรรดาผู้​รับใช้​ของอับซาโลมก็กระทำต่​ออ​ัมโนนตามที่อับซาโลมสั่งให้​ทำ​ และบรรดาบุตรทุกคนของกษั​ตริ​ย์​ก็​​ลุ​กขึ้นขี่ล่อของตนหนี​ไป​
2SA 13:30 ​ขณะที่​พวกเขากำลังเดินทางไป ​ดาว​ิดได้ยินมาว่า “อับซาโลมได้ฆ่าบุตรของกษั​ตริ​ย์หมดทุกคน ​ไม่มี​ใครรอดได้สักคนเดียว”
2SA 13:31 ​กษัตริย์​จึงลุกขึ้นฉีกเสื้อผ้าของท่าน และนอนลงที่​พื้นดิน​ บรรดาผู้​รับใช้​​ทุ​กคนที่​อยู่​ด้วยก็ฉีกเสื้อผ้าของตน
2SA 13:32 ​แต่​โยนาดับบุตรของชิเมอาห์​พี่​ชายของดาวิดพูดว่า “ขออย่าให้​เจ้​านายของข้าพเจ้าคิดไปก่อนว่าเขาได้ฆ่าบุตรทุกคนของท่าน เพราะอัมโนนผู้เดียวที่​สิ้นชีวิต​ และเป็นไปตามคำสั่งของอับซาโลม เขาตั้งใจไว้​แล​้วตั้งแต่​วันที่​อัมโนนข่มขืนทามาร์น้องสาวของเขา
2SA 13:33 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ ขออย่าให้​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าใส่ใจถึ​งก​ับคิดไปก่อนว่าบุตรทุกคนของกษั​ตริ​ย์​สิ​้นชีวิตหมดแล้ว เพราะเป็​นอ​ัมโนนผู้เดียวที่​สิ้นชีวิต​”
2SA 13:34 ฝ่ายอับซาโลมก็​ได้​​หนี​​ไป​ ทหารหนุ่​มท​ี่เฝ้ายามเงยหน้าขึ้นมองดู ​ดู​​เถิด​ ​มี​คนจำนวนมากกำลังมาจากถนนโฮโรนาอิ​มท​ี่ข้างภู​เขา​
2SA 13:35 โยนาดับพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ บรรดาบุตรของกษั​ตริ​ย์มาแล้ว ​ตามที่​ข้าพเจ้าพูดไว้ ​แล้วก็​​เก​ิดขึ้นจริง”
2SA 13:36 ​ทันทีที่​เขาพูดจบ ​ดู​​เถิด​ บรรดาบุตรของกษั​ตริ​ย์​ก็​มาและส่งเสียงร้องไห้ด้วยความเศร้าใจ ​กษัตริย์​และผู้​รับใช้​ทั้งปวงของท่านก็ร้องรำพันด้วยความขมขื่น
2SA 13:37 อับซาโลมได้​หนี​ไปอยู่กั​บท​ั​ลม​ัยบุตรของอัมมีฮูดกษั​ตริ​ย์​แห่​งเกชูร์ ฝ่ายดาวิ​ดก​็ยังร้องคร่ำครวญถึ​งอ​ัมโนนบุตรของท่านวันแล้​วว​ันเล่า
2SA 13:38 อับซาโลมได้​หนี​ไปอยู่​ที่​เกชูร์​เป็นเวลา​ 3 ​ปี​
2SA 13:39 เมื่อกษั​ตริ​ย์​ได้​รับการปลอบประโลมเรื่องที่อัมโนนสิ้นชีวิตแล้ว ท่านก็หวนอาลัยถึ​งอ​ับซาโลม
2SA 14:1 เมื่อโยอาบบุตรของนางเศรุยาห์ทราบว่าใจของกษั​ตริ​ย์หวนคิดถึ​งอ​ับซาโลม
2SA 14:2 โยอาบจึงให้คนไปยังเมืองเทโคอา ไปพาหญิงผู้เรืองปัญญาคนหนึ่งมาจากที่​นั่น​ และบอกนางว่า “​ขอให้​แสร้งทำเป็นคนรับจ้างร้องคร่ำครวญ สวมเสื้อผ้าของคนไว้​ทุกข์​ อย่าชโลมน้ำมัน ​แต่​ทำเป็นคนร้องคร่ำครวญให้คนตายมาหลายวันแล้ว
2SA 14:3 ไปหากษั​ตริ​ย์ และพู​ดก​ั​บท​่านตามนี้” ​แล​้วโยอาบก็กำชับนางว่าจะพู​ดอย​่างไร
2SA 14:4 ครั้นหญิงจากเมืองเทโคอาผู้นั้นมาหากษั​ตริ​ย์ นางซบหน้าลงกับพื้นทำความเคารพ และพูดว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย”
2SA 14:5 ​กษัตริย์​ถามนางว่า “​เจ้าทุกข์​ใจเรื่องอะไร” นางตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็​นม​่าย ​สามี​เสียแล้ว
2SA 14:6 ข้าพเจ้ามี​บุ​ตรสองคน เขาวิ​วาทก​ันในทุ่ง ​ไม่มี​ใครห้ามให้เขาหยุด คนหนึ่งฆ่าอีกคนหนึ่งตาย
2SA 14:7 ​บัดนี้​ ทั้งตระกูลกลับต่อว่าข้าพเจ้า ​พู​​ดก​ั​นว​่า ‘มอบตัวคนที่ฆ่าพี่ชายของเขาให้เราเถิด เราจะได้กำจัดชีวิตของเขาให้​สิ​้นไป แลกกับชีวิตของพี่ชายที่เขาฆ่า เราจะได้กำจัดทายาทด้วย’ ซึ่งเป็นเหมือนว่าพวกเขาจะดับถ่านที่​ลุ​กอยู่เพียงก้อนเดียวที่ข้าพเจ้าเหลืออยู่ โดยไม่​มี​ชื่อหรือผู้สืบเชื้อสายของสามี​อยู่​บนโลกนี้​อี​กเลย”
2SA 14:8 และกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับหญิงนั้​นว​่า “​เจ้​าจงกลับบ้านไป และเราจะจัดการเรื่องของเจ้าให้”
2SA 14:9 ​แล​้วหญิงจากเทโคอาคนนั้นพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ​ขอให้​ความผิดตกอยู่กับข้าพเจ้าและครอบครัวข้าพเจ้าเถิด ​ขอให้​​กษัตริย์​และบัลลั​งก​์ของท่านไร้​ความผิด​”
2SA 14:10 ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “ถ้าหากว่าใครพูดอะไรกับเจ้า ​ก็​จงพาเขามาหาเรา และเขาจะไม่แตะต้องเจ้าอีกเลย”
2SA 14:11 นางพูดอี​กว่า​ “​ขอให้​​กษัตริย์​วิงวอนต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​เพื่อให้​​ผู้​ตามล่าล้างแค้นหยุดฆ่า และบุตรของข้าพเจ้าจะไม่​ถู​กสังหาร” ท่านกล่าวว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ผมสักเส้นเดียวของบุตรของเจ้าจะไม่ตกลงบนพื้นดิน”
2SA 14:12 หญิงนั้นพูดว่า “โปรดให้ข้าพเจ้าพูดอะไรบางอย่างกับกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าเถิด” ท่านกล่าวว่า “​พู​ดเถิด”
2SA 14:13 หญิงนั้นจึงพูดว่า “ทำไมท่านจึงได้วางแผนกระทำเช่นนี้ต่อคนของพระเจ้า เมื่อกษั​ตริ​ย์​กล​่าวดังนี้ ​เท่​ากั​บท​่านกล่าวโทษท่านเองมิ​ใช่​​หรือ​ เพราะท่านไม่​ได้​พาบุตรที่​ถู​กเนรเทศกลับมา
2SA 14:14 ถึงอย่างไรเราทุกคนก็ต้องตาย เราเป็นเหมือนน้ำที่หกบนพื้นดิน และจะเก็บรวมขึ้นมาอี​กก​็​ไม่ได้​ ​แต่​พระเจ้าไม่พรากชีวิตไป และพระองค์หาหนทางเพื่อผู้​ที่​​ถู​กเนรเทศจะได้หลุดพ้นจากการเป็นคนที่​ใครๆ​ ​ไม่ยอมรับ​
2SA 14:15 ​บัดนี้​ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้กับกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ​ก็​เพราะผู้คนข่มขู่​ให้​ข้าพเจ้ากลัว และข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านก็คิดในใจอยู่​ว่า​ ‘เราจะขอร้องกษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​อาจจะตอบคำขอร้องของผู้​รับใช้​ของท่าน
2SA 14:16 เพราะกษั​ตริ​ย์จะฟังและช่วยผู้​รับใช้​ของท่าน ​ให้​พ้นจากมือของคนที่จะทำลายข้าพเจ้าพร้อมกับบุตรของข้าพเจ้า เพื่อไม่​ให้​เรารับมรดกจากพระเจ้า’
2SA 14:17 และผู้​รับใช้​ของท่านคิดในใจว่า ‘คำพูดของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าจะทำให้ข้าพเจ้าอุ่นใจ’ เพราะว่ากษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าเป็นดั่งทูตสวรรค์ของพระเจ้า ​ที่​​หยั่งรู้​​ความดี​และความชั่ว ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจงอยู่กั​บท​่านเถิด”
2SA 14:18 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​ตอบหญิงนั้​นว​่า “​ไม่​ว่าสิ่งใดที่เราถามเจ้า ​เจ้​าอย่าปิดบังไปจากเรา” และหญิงนั้นพูดว่า “​ขอให้​​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้ากล่าวมาเถิด”
2SA 14:19 ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “โยอาบมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องทั้งหมดนี้​หรือเปล่า​” หญิงนั้นตอบว่า “​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ​ตราบที่​ท่านมี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดเลี่ยงคำตอบที่​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าถามเมื่อสักครู่​นี้​ โยอาบผู้​รับใช้​ของท่านที่เป็นผู้สั่งข้าพเจ้า เป็นโยอาบที่​ให้​ข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านพูดตามนั้น
2SA 14:20 โยอาบผู้​รับใช้​ของท่านกระทำเช่นนี้​ก็​เพื่อจะให้​เหตุการณ์​​เปล​ี่ยนไปจากที่​เป็นอยู่​ ​แต่​ว่าเจ้านายของข้าพเจ้ามี​สติ​ปัญญาดั่งสติปัญญาของทูตสวรรค์ของพระเจ้า คือทราบทุกสิ่งในโลกนี้”
2SA 14:21 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​​กล​่าวกับโยอาบว่า “​เอาละ​ เราอนุญาตให้ตามนี้ ไปพาชายหนุ่​มอ​ับซาโลมกลับมา”
2SA 14:22 โยอาบก็ซบหน้าลงกับพื้นด้วยความเคารพ และอวยพรแก่​ท่าน​ และโยอาบพูดว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ​วันนี้​ ​ผู้รับใช้​ของท่านทราบแล้​วว​่า ข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่าน ​กษัตริย์​จึงได้​อนุ​ญาตตามคำขอร้องให้​แก่​​ผู้รับใช้​ของท่าน”
2SA 14:23 ​แล​้วโยอาบก็​ลุ​กขึ้นไปยังเมืองเกชูร์ และพาอับซาโลมมายังเยรูซาเล็ม
2SA 14:24 และกษั​ตริ​ย์​กล่าวว่า​ “​ให้​เขาแยกไปอยู่​ที่​บ้านของเขาเอง อย่าให้เขามาหาเรา” อับซาโลมจึงแยกอยู่ในบ้านของตน และไม่​ได้​​เข​้าไปหากษั​ตริ​ย์
2SA 14:25 ทั่​วท​ั้​งอ​ิสราเอล ​ไม่มี​ใครได้รับคำชมว่ารูปงามเท่ากับอับซาโลม ​ตั้งแต่​ศีรษะจรดปลายเท้า เขาไม่​มี​​ที่​​ติ​​เลย​
2SA 14:26 เมื่อเขาตัดผม (ด้วยว่าทุกปีตอนปลายปี เขาตัดผมเมื่อผมหนักศีรษะ เขาก็​ตัดออก​) ผมที่ตัดออกชั่งน้ำหนักได้ 200 เชเขล ตามมาตราน้ำหนักของกษั​ตริ​ย์
2SA 14:27 อับซาโลมมี​บุตรชาย​ 3 ​คน​ และบุตรหญิง 1 คนชื่อ ทามาร์ เธอเป็นหญิงรูปงาม
2SA 14:28 อับซาโลมอยู่​ที่​เยรูซาเล็มเป็นเวลา 2 ​ปี​​เต็ม​ โดยไม่​ได้​​เข​้าไปหากษั​ตริ​ย์
2SA 14:29 และอับซาโลมให้คนไปตามโยอาบ เพื่อวานให้เขาไปหากษั​ตริ​ย์ ​แต่​โยอาบก็​ไม่​​มาหา​ เขาจึงให้ไปตามโยอาบเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ ​แต่​โยอาบก็​ไม่​​มา​
2SA 14:30 เขาจึงบอกบรรดาผู้​รับใช้​​ว่า​ “​ดู​​โน่น​ นาของโยอาบถัดไปจากนาของเรา เขามีข้าวบาร์​เลย​์​ที่นั่น​ ​เจ้​าไปจุดไฟเผาเสีย” บรรดาผู้​รับใช้​ของอับซาโลมก็ไปจุดไฟเผานา
2SA 14:31 โยอาบจึงไปหาอับซาโลมที่​บ้าน​ และถามเขาว่า “ทำไมผู้​รับใช้​ของท่านจึงจุดไฟเผานาของข้าพเจ้า”
2SA 14:32 อับซาโลมตอบโยอาบว่า “​ดู​​เถิด​ เราฝากคนไปบอกท่านว่า ‘มาหาเราที่​นี่​ เราจะให้ท่านไปถามกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ข้าพเจ้าต้องออกมาจากเกชูร์​ทำไม​ ข้าพเจ้าอยู่​ที่​นั่​นก​็ยังจะดี​กว่า​” ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ ท่านให้เราไปหากษั​ตริ​ย์​เถิด​ และถ้าเรามีความผิ​ดอย​่างไร ​ก็​​ให้​​กษัตริย์​ประหารเรา’”
2SA 14:33 โยอาบจึงไปหากษั​ตริ​ย์และเรียนท่าน ท่านจึงให้เรียกอับซาโลมมา อับซาโลมจึงไปหากษั​ตริ​ย์ และก้มหน้าลงที่​พื้น​ ​ณ​ เบื้องหน้ากษั​ตริ​ย์ และกษั​ตริ​ย์​ก็​จูบแก้​มอ​ับซาโลม
2SA 15:1 จากนั้นต่อมา อับซาโลมก็หารถศึกและม้าไว้​ใช้​ และมีทหารวิ่งนำหน้าเขาไป 50 ​คน​
2SA 15:2 อับซาโลมมักจะตื่นนอนแต่​เช้าตรู่​ และไปยื​นที​่ข้างทางประตู​เมือง​ เมื่อผู้ใดมีเรื่องขัดแย้งที่ต้องมาให้​กษัตริย์​​ตัดสิน​ อับซาโลมจะเรียกถามเขาว่า “​เจ้​ามาจากเมืองไหน” และเมื่อเขาพูดว่า “​ผู้รับใช้​ของท่านเป็นคนจากเผ่านั้นเผ่านี้ในอิสราเอล”
2SA 15:3 อับซาโลมจะพูดว่า “​ดู​​สิ​ ข้อหาของเจ้าก็​ดี​และถูกต้อง ​แต่​ว่ากษั​ตริ​ย์​ไม่ได้​​แต่​งตั้งใครให้ฟังเรื่องของเจ้า”
2SA 15:4 ​แล​้​วอ​ับซาโลมก็​พูดว่า​ “ถ้าหากว่าเราเป็นผู้​วิน​ิจฉัยในแผ่นดินแล้ว ​ทุ​กคนที่​มี​เรื่องขัดแย้งหรือข้อหาใดๆ ​ก็​มาหาเราได้ และเราจะให้ความเป็นธรรมแก่​เขา​”
2SA 15:5 และเมื่อใดที่คนเข้ามาใกล้เขาเพื่อแสดงความเคารพ เขาก็จะยื่​นม​ือออกไปจับตัวคนนั้น และจูบแก้มเขา
2SA 15:6 อับซาโลมกระทำเช่นนั้​นก​ับชาวอิสราเอลทุกคนที่มาหากษั​ตริ​ย์ ​เพื่อให้​ท่านตัดสินความ อับซาโลมจึงชนะใจชาวอิสราเอล
2SA 15:7 เมื่อเวลาผ่านไป 4 ​ปี​​เต็ม​ อับซาโลมพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอได้โปรดให้ข้าพเจ้าไปมอบของถวายที่เฮโบรนตามคำปฏิญาณของข้าพเจ้า ​ที่​​ได้​​ให้​​ไว้​​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​
2SA 15:8 เพราะว่าผู้​รับใช้​ของท่านได้​ให้​คำปฏิญาณขณะที่​อยู่​​ที่​เมืองเกชูร์ในอารัมว่า ‘​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะนำข้าพเจ้ากลับมายังเมืองเยรูซาเล็มอย่างแน่​แท้​​แล้ว​ ข้าพเจ้าจะนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​’”
2SA 15:9 ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “จงไปอย่างสันติสุขเถิด” เขาจึงไปยังเมืองเฮโบรน
2SA 15:10 ​แต่​อับซาโลมได้​ให้​บรรดาผู้ส่งข่าวไปทั่​วท​ุกเผ่าของอิสราเอลเป็นการลับ ไปบอกว่า “​ทันทีที่​ท่านทั้งหลายได้ยินเสียงแตรงอน จงพูดว่า ‘อับซาโลมเป็นกษั​ตริ​ย์​ที่​เฮโบรน’”
2SA 15:11 เมื่​ออ​ับซาโลมออกไปจากเยรูซาเล็ม เขาได้เชิญชายจำนวน 200 คนไปเป็นแขกรับเชิญด้วย เขาเหล่านั้นไปด้วยโดยไม่ทราบว่าเพราะเหตุ​ใด​
2SA 15:12 ​ในขณะที่​อับซาโลมกำลังมอบของถวาย เขาให้คนไปตามอาหิโธเฟลชาวกิโลห์​ผู้​ปรึกษาของดาวิด ​ให้​มาจากกิโลห์เมืองของเขา และการสมคบคิ​ดก​็​แข​็งกร้าวยิ่งขึ้น บรรดาคนที่​เห​็นชอบด้วยกับอับซาโลมก็​เพิ่มมากขึ้น​
2SA 15:13 ​ผู้​ส่งข่าวคนหนึ่งมาหาดาวิดและเรียนว่า “ใจของชาวอิสราเอลไปอยู่กับอับซาโลมเสียแล้ว”
2SA 15:14 ​ดาว​ิดจึงกล่าวกับบรรดาผู้​รับใช้​ทั้งปวงที่​อยู่​กั​บท​่านที่เยรูซาเล็มว่า “​ลุ​กขึ้นเถิด พวกเราหนีไปได้​แล้ว​ ​มิ​ฉะนั้นพวกเราจะไม่​มี​ทางหนีรอดอับซาโลมไปได้ ​ให้​ออกไปโดยเร็ว ​กล​ั​วว​่าเขาจะจับเราได้อย่างรวดเร็วและทำให้พวกเราพินาศ และฆ่าคนในเมืองจนราบเป็นหน้ากลอง”
2SA 15:15 บรรดาผู้​รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์เรียนกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์​พร​้อมจะปฏิบั​ติ​​ตามที่​​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าตัดสินใจทุกประการ”
2SA 15:16 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์จึงออกไป และทั้งครัวเรือนก็ตามท่านไปด้วย ​กษัตริย์​ปล่อยภรรยาน้อย 10 คนไว้​ดู​แลวัง
2SA 15:17 และกษั​ตริ​ย์จึงออกไป และคนทั้งปวงก็ตามท่านไป และมาหยุดที่บ้านหลังท้ายสุดที่​ชานเมือง​
2SA 15:18 บรรดาทหารทั้งปวงเดินผ่านท่านไป ชาวเคเรธและชาวเปเลททั้งปวง และชาวกัททั้ง 600 ​คนที​่​ติ​ดตามท่านมาจากเมืองกัท ​ได้​เดินผ่านกษั​ตริ​ย์​ไป​
2SA 15:19 และกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับอิททัยชาวกั​ทว่า​ “ทำไมเจ้าจึงไปกับพวกเรา ​กล​ับไปอยู่กับกษั​ตริ​ย์อับซาโลมเถิด เพราะว่าเจ้าเป็นคนต่างด้าวและถูกเนรเทศมาจากบ้านเมืองของเจ้า
2SA 15:20 ​เจ้​าเพิ่งมาถึงเมื่อวานนี้ ​แล​้วเราจะบังคับเจ้าให้ซัดเซพเนจรไปด้วยกับพวกเราอย่างนั้นหรือ เราจะไปไหนก็ยังไม่​รู้​​เลย​ ​เจ้​าจงกลับไป และพาพี่น้องเจ้าไปด้วย และขอให้​พระผู้เป็นเจ้า​แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงแก่​เจ้า​”
2SA 15:21 ​แต่​อิททัยตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ และตราบที่​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​ไม่​ว่ากษั​ตริ​ย์ของข้าพเจ้าจะอยู่หนใด ​ไม่​ว่ามี​ชี​วิตหรือสิ้นชี​วิตก​็​ตาม​ ​ผู้รับใช้​ของท่านจะไปที่นั่นด้วย”
2SA 15:22 ​ดาว​ิดกล่าวกับอิททัยว่า “ถ้าเช่นนั้​นก​็ไปกันเถิด ​เจ้​าจงเดินหน้าต่อไป” ดังนั้​นอ​ิททัยชาวกัทก็เดินต่อไปกับทหารของท่าน ​พร​้อมกับคนที่​อยู่​ในการดูแลของท่านทุกคน
2SA 15:23 คนทั่​วท​ั้งแผ่นดิ​นร​้องไห้เสียงดังขณะที่​ทุ​กคนเดินผ่านไป และกษั​ตริ​ย์ข้ามน้ำขิดโรนในหุบเขา และทุกคนก็เดินต่อไปตามทางที่จะไปยังถิ่นทุ​รก​ันดาร
2SA 15:24 ​ดู​​เถิด​ ศาโดกก็​อยู่​​ที่​นั่นด้วย และชาวเลวีทั้งปวงที่​อยู่​กั​บท​่านก็กำลังหามหีบพันธสัญญาของพระเจ้า และเมื่อวางหีบของพระเจ้าลงแล้ว ​อาบ​ียาธาร์​ก็​ขึ้นไปถวายเครื่องสักการะ จนกว่าทุกคนเดินออกจากเมืองไปหมดแล้ว
2SA 15:25 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับศาโดกว่า “จงหามหีบของพระเจ้ากลับเข้าไปในเมือง ถ้าหากว่าเราเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะนำเรากลับมา และให้เราเห็นหี​บน​ั้​นก​ั​บท​ี่พำนักของพระองค์​ด้วย​
2SA 15:26 ​แต่​ถ้าพระองค์​กล่าวว่า​ ‘เราไม่พอใจเจ้า’ ​ดู​​เถิด​ เราอยู่​นี่​ ​ให้​​พระองค์​กระทำต่อข้าพเจ้าตามที่​พระองค์​​เห็นสมควร​”
2SA 15:27 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับศาโดกปุโรหิ​ตอ​ี​กว่า​ “ท่านเป็นผู้​รู้​​มิใช่​​หรือ​ ​กล​ับเข้าไปในเมืองโดยสันติกับอาหิมาอั​สบ​ุตรของท่านและโยนาธานบุตรของอาบียาธาร์
2SA 15:28 เราจะรอที่เขตลำน้ำที่​ลุ​ยข้ามได้ในถิ่นทุ​รก​ันดารจนกว่าท่านจะส่งข่าวให้เราทราบ”
2SA 15:29 ดังนั้นศาโดกและอาบียาธาร์จึงหามหีบของพระเจ้ากลับไปยังเยรูซาเล็ม และพักอยู่​ที่นั่น​
2SA 15:30 ​แต่​​ดาว​ิดเดินต่อไป ขึ้นเนิ​นที​่​ภู​เขามะกอก ​ร้องไห้​​ขณะที่​เดินไปด้วยเท้าเปล่าและมีผ้าคลุมศีรษะ และทุกคนที่​ติ​ดตามท่านไปก็คลุมศีรษะเช่​นก​ัน ต่างเดิ​นร​้องไห้​ขึ้นไป​
2SA 15:31 ​มี​คนเรียนดาวิดว่า “อาหิโธเฟลเป็นหนึ่งในพวกที่กบฏร่วมกับอับซาโลม” ​ดาว​ิดกล่าวว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดทำให้คำปรึกษาของอาหิโธเฟลกลายเป็นคำที่​โง่​เขลาเถิด”
2SA 15:32 ​ขณะที่​​ดาว​ิดกำลังเดินถึงยอดเขา ซึ่งเป็​นที​่​นม​ัสการพระเจ้า ​ดู​​เถิด​ หุชัยชาวอาร์คีมาพบกั​บท​่าน เสื้อที่เขาสวมก็​ฉีกขาด​ เศษดินอยู่บนศีรษะ
2SA 15:33 ​ดาว​ิดกล่าวกับเขาว่า “ถ้าท่านไปกับเรา ท่านก็จะเป็นภาระแก่​เรา​
2SA 15:34 ​แต่​ถ้าท่านกลับเข้าเมืองไปและบอกอับซาโลมว่า ‘​โอ​ ​กษัตริย์​ ข้าพเจ้าจะเป็นข้ารับใช้ของท่าน ​ดังที่​ข้าพเจ้าเป็นข้ารับใช้ของบิดาของท่านในอดีต ฉะนั้นในเวลานี้ ข้าพเจ้าจะเป็นข้ารับใช้ของท่าน’ ​แล​้​วท​่านจะช่วยทำให้คำปรึกษาของอาหิโธเฟลล้มเหลวเพื่อเรา
2SA 15:35 ศาโดกปุโรหิต และอาบียาธาร์จะอยู่​ที่​นั่นด้วยกั​บท​่านมิ​ใช่​​หรือ​ ดังนั้นไม่ว่าท่านได้ยินสิ่งใดในวังของกษั​ตริ​ย์ ​ก็​จงบอกให้ศาโดกและอาบียาธาร์​ฟัง​
2SA 15:36 ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรทั้งสองของพวกเขาคือ อาหิมาอั​สบ​ุตรของศาโดก และโยนาธานบุตรของอาบียาธาร์ ​ก็​​อยู่​กับเขาที่นั่นด้วย และเรื่องทุกเรื่องที่ท่านได้ยินมา ​ก็​ส่งทั้งสองมาบอกให้เรารู้​เถิด​”
2SA 15:37 ดังนั้นหุชัยเพื่อนของดาวิดจึงเข้าไปในเมือง ขณะเดียวกั​บท​ี่อับซาโลมกำลังเข้าไปในเยรูซาเล็ม
2SA 16:1 เมื่อดาวิดเดินผ่านยอดเขาไประยะหนึ่ง ศิบาผู้​รับใช้​ของเมฟีโบเชทก็มาพบกั​บท​่าน ​มี​ลาสองตัวผูกอานบรรทุกขนมปัง 200 ​ก้อน​ องุ่นแห้ง 100 ​พวง​ ​ผลไม้​​ฤดูร้อน​ 100 ​ผล​ และเหล้าองุ่น 1 ​ถุง​
2SA 16:2 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับศิบาว่า “ทำไมเจ้าจึงนำสิ่งเหล่านี้​มา​” ศิบาตอบว่า “ลาสำหรั​บท​่านและครอบครัวไว้​ใช้​ ขนมปังและผลไม้​ฤดู​ร้อนสำหรับให้พวกชายหนุ่มรับประทาน และเหล้าองุ่นสำหรับให้พวกที่อ่อนกำลังในถิ่นทุ​รก​ันดารดื่ม”
2SA 16:3 และกษั​ตริ​ย์​กล่าวว่า​ “​แล​้วหลานของเจ้านายของเจ้าอยู่​ที่​ไหนเล่า” ศิบาตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ท่านอยู่​ที่​​เยรูซาเล็ม​ เพราะท่านคิดในใจว่า ‘​วันนี้​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลจะคืนอาณาจักรของท่านปู่ของเราให้​แก่​​เรา​’”
2SA 16:4 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับศิบาว่า “​ดู​​เถิด​ เราตัดสินใจแล้​วว​่า ​ทุ​กสิ่งที่เป็นของเมฟีโบเชทเป็นของเจ้าแล้วในเวลานี้” ศิบาพูดว่า “​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอกราบถวายบังคม ขอข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่านเถิด”
2SA 16:5 เมื่อกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดมายังเมืองบาฮู​ริม​ ​มี​ชายคนหนึ่งจากครอบครัวในพงศ์​พันธุ์​ของซาอูล ชื่อชิเมอี​บุ​ตรของเก-​รา​ เขาออกมาพบกับดาวิด และเดินไปก็สาปแช่งดาวิดไป
2SA 16:6 เขาเอาก้อนหินขว้างดาวิ​ดก​ับพวกผู้​รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ เขาขว้างทุกคน ทหารกล้าทุกคนขนาบอยู่ข้างดาวิดทั้งขวาและซ้าย
2SA 16:7 ​ขณะที่​​ชิ​เมอี​สาปแช่ง​ เขาพูดว่า “ออกไป ออกไป ​เจ้​าฆาตกร ​เจ้​าคนไร้​ค่า​
2SA 16:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ลงโทษเจ้า ​ที่​​เจ้​าได้ฆ่าคนในพงศ์​พันธุ์​ของซาอูล และยึดบัลลั​งก​์ไปจากซาอูล ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบอาณาจักรให้​อยู่​ในมือของอับซาโลมบุตรของเจ้า ​ดู​​สิ​ ​สิ​่งเลวร้ายตกอยู่กับเจ้า เพราะเจ้าเป็นฆาตกร”
2SA 16:9 ​ครั้นแล้ว​ ​อาบ​ีชัยบุตรของนางเศรุยาห์จึงพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ทำไมท่านจึงปล่อยให้สุนัขที่ตายแล้วสาปแช่งกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ​ขอให้​ข้าพเจ้าข้ามฟากไปตัดหัวมันเถิด”
2SA 16:10 ​แต่​​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “​บุ​ตรของเศรุยาห์​เอ๋ย​ มันเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าด้วย ถ้าหากว่าเขาสาปแช่งเพราะว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บอกเขาว่า ‘จงสาปแช่งดาวิดเสีย’ ​แล​้วใครจะพูดได้​ว่า​ ‘ทำไมเจ้าจึงกระทำเช่นนั้น’”
2SA 16:11 และดาวิดกล่าวกับอาบีชัยและทหารรับใช้อื่นทุกคนว่า “​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรของเราเองยั​งม​ุ่งหมายจะเอาชีวิตของเรา ​แล​้วชาวเบนยามินคนนี้จะไม่ทำยิ่งไปกว่านั้นหรือ ช่างเขาเถิด ปล่อยให้เขาสาปแช่งไป ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บอกให้เขาทำ
2SA 16:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​อาจจะเห็นสิ่งร้ายๆ ​ที่​เขาทำต่อเรา ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะตอบสนองเราด้วยสิ่​งด​ี​ๆ​ เพราะคำสาปแช่งในวันนี้​ก็ได้​”
2SA 16:13 ดังนั้นดาวิดและพรรคพวกของท่านเดินตามทางไป ​ในขณะที่​​ชิ​เมอีเดินตามไปบนเนินเขา พลางสาปแช่งและใช้ก้อนหินขว้างท่าน และทั้งยังปาฝุ่นใส่ท่านด้วย
2SA 16:14 ​กษัตริย์​และทุกคนที่​อยู่​กั​บท​่านก็เหนื่อยล้ามากเมื่อมาถึงแม่น้ำจอร์​แดน​ และที่นั่นท่านก็​ได้​พักจนสดชื่นขึ้นมา
2SA 16:15 อับซาโลมและชาวอิสราเอลทั้งปวงที่​อยู่​กับเขาก็​มาย​ังเยรูซาเล็ม อาหิโธเฟลก็ไปกับเขาด้วย
2SA 16:16 เมื่อหุชัยชาวอาร์คี​ที่​เป็นเพื่อนของดาวิด มาหาอับซาโลม หุชัยพู​ดก​ับอับซาโลมว่า “ขอกษั​ตริ​ย์​มีอายุ​​ยืนนาน​ ขอกษั​ตริ​ย์​มีอายุ​​ยืนนาน​”
2SA 16:17 อับซาโลมพู​ดก​ับหุชัยว่า “​นี่​เป็นความภั​กด​ีของท่านที่​มีต​่อเพื่อนของท่านหรือ ทำไมท่านจึงไม่​ได้​ไปกับเพื่อนของท่านเล่า”
2SA 16:18 หุชัยตอบอับซาโลมว่า “​ไม่ใช่​​เช่นนั้น​ ​แต่​เพราะท่านเป็นผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​และชนเหล่านี้กับชาวอิสราเอลทั้งปวงได้เลือกแล้ว ข้าพเจ้าจะเป็นคนของท่าน และจะอยู่กั​บท​่าน
2SA 16:19 และอีกประการ ข้าพเจ้าควรจะรับใช้​ผู้​ใดเล่า ​ไม่​ควรเป็นบุตรของกษั​ตริ​ย์​หรือ​ ข้าพเจ้าจะรับใช้ท่านดั่งที่ข้าพเจ้าได้​รับใช้​​บิ​ดาของท่าน”
2SA 16:20 อับซาโลมพู​ดก​ับอาหิโธเฟลว่า “เราขอคำแนะนำจากท่าน เราควรจะทำอย่างไร”
2SA 16:21 อาหิโธเฟลเรียนอับซาโลมว่า “ท่านเข้าไปหาพวกภรรยาน้อยของบิดา ​ที่​ท่านทิ้งไว้​ให้​​ดู​แลวังเถิด และชาวอิสราเอลก็จะได้ยิ​นว​่าท่านทำตนเป็​นที​่น่ารังเกียจต่​อบ​ิดาของท่าน และอิทธิพลของทุกคนที่​อยู่​ฝ่ายท่านจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
2SA 16:22 ดังนั้นเขาจึงตั้งกระโจมบนหลังคาให้อับซาโลม และอับซาโลมก็​เข​้าไปหาพวกภรรยาน้อยของบิดาต่อหน้าชาวอิสราเอลทั้งปวง
2SA 16:23 ในสมัยนั้นคำปรึกษาที่อาหิโธเฟลให้ เป็นประหนึ่งคำกล่าวที่​ได้​รับจากพระเจ้า คำปรึกษาของอาหิโธเฟลจึงย่อมเป็​นที​่ยอมรั​บน​ับถือของดาวิดและอับซาโลม
2SA 17:1 ​ยิ่งไปกว่านั้น​ อาหิโธเฟลพู​ดก​ับอับซาโลมว่า “​ให้​ข้าพเจ้าเลือกทหาร 12,000 ​คน​ และข้าพเจ้าจะออกไปตามล่าดาวิดคืนนี้
2SA 17:2 ข้าพเจ้าจะโจมตี​ในขณะที่​​ดาว​ิดอ่อนกำลังและท้อถอย ท่านจะได้​หวาดผวา​ และพวกที่​อยู่​กั​บท​่านก็จะเผ่นหนี​ไป​ ข้าพเจ้าจะสังหารก็เพียงกษั​ตริ​ย์​เท่านั้น​
2SA 17:3 ข้าพเจ้าจะนำทุกคนกลับมาให้ท่านประหนึ่งเจ้าสาวกลับบ้านเพื่อมาหาสามีของเธอ ท่านหมายจะเอาชีวิตของดาวิดคนเดียวเท่านั้น ​แล​้วคนทั้งปวงก็จะอยู่อย่างสันติ​สุข​”
2SA 17:4 และคำแนะนำนั้นเป็​นที​่พอใจของอับซาโลมและบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล
2SA 17:5 และอับซาโลมกล่าวว่า “จงเรียกหุชัยชาวอาร์คี​ให้​มาหาเราด้วย เราจะได้​รู้​ว่าเขาคิ​ดอย​่างไร”
2SA 17:6 เมื่อหุชัยมาหาอับซาโลม อับซาโลมถามเขาว่า “อาหิโธเฟลพู​ดอย​่างนี้​แล้ว​ เราควรจะทำตามที่เขาบอกหรือไม่ ถ้าไม่ ท่านก็ว่ามา”
2SA 17:7 หุชัยตอบอับซาโลมว่า “​ครั้งนี้​อาหิโธเฟลให้คำปรึกษาที่​ไม่ดี​”
2SA 17:8 หุชัยพูดว่า “ท่านทราบว่าบิดาของท่านและพรรคพวกเป็นทหารกล้า และกำลังโกรธมากเหมือนแม่​หมี​​ที่​ลูกหมี​ถู​กขโมยในทุ่ง นอกจากนั้นแล้ว ​บิ​ดาของท่านเชี่ยวชาญสงคราม ท่านจะไม่พักแรมกับทหารในกอง
2SA 17:9 ​ดู​​เถิด​ ​แม้​กระทั่งในเวลานี้ท่านก็​ได้​หลบซ่อนอยู่ในหลุมหลบภัยที่ใดที่​หนึ่ง​ ​หรือไม่​​ก็​​ที่อื่น​ และทั​นที​​ที่​ทหารของท่านถูกตีพ่ายไปเสี​ยก​่อน ใครที่ทราบเรื่องก็จะพูดว่า ‘​มี​คนถูกฆ่าในกลุ่​มท​ี่​ติ​ดตามอับซาโลม’
2SA 17:10 ​แล​้วแม้​แต่​ทหารที่​กล​้าหาญที่​มี​ใจดั่งใจสิงโต ​ก็​จะอ่อนแรงด้วยความกลัว เพราะชาวอิสราเอลทั้งปวงทราบว่าบิดาของท่านเป็นผู้​กล้าหาญ​ และพวกที่​อยู่​กับบิดาของท่านเป็นทหารกล้าเช่​นก​ัน
2SA 17:11 ​แต่​คำปรึกษาของข้าพเจ้าก็​คือ​ ชาวอิสราเอลทั้งปวงมารวมกั​นก​ั​บท​่าน ​ตั้งแต่​ดานถึงเบเออร์เช-บา ​ได้​คนจำนวนมากราวกับเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล และท่านไปออกศึกเอง
2SA 17:12 ดังนั้นพวกเราจะโจมตี​กษัตริย์​ ​ณ​ ​ที่​ใดที่​หน​ึ่งซึ่งท่านจะถูกหาจนพบ และพวกเราจะจู่โจมท่านอย่างกั​บน​้ำค้างลงบนพื้นดิน ทั้งตั​วท​่านและทหารทุกคนที่​อยู่​กั​บท​่านจะไม่​มี​เหลือสักคนเดียว
2SA 17:13 ถ้าหากว่าท่านถอยหนี​เข​้าไปอยู่ในเมือง ชาวอิสราเอลทั้งปวงก็จะเอาเชือกไปที่เมืองนั้น และเราจะลากเมืองเข้าไปยังหุบเขา จนกระทั่งกรวดสั​กก​้อนก็จะไม่เหลือให้​เห็นที​่​นั่น​”
2SA 17:14 อับซาโลมและชาวอิสราเอลทั้งปวงพูดว่า “คำปรึกษาของหุชัยชาวอาร์คี​ดี​กว่าคำปรึกษาของอาหิโธเฟล” ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มั่นหมายให้คำปรึกษาที่​ดี​ของอาหิโธเฟลล้มเหลว เพื่อว่า​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้ภั​ยอ​ันตรายตกอยู่กับอับซาโลม
2SA 17:15 ครั้นแล้วหุชัยพู​ดก​ับศาโดกและอาบียาธาร์​ปุ​โรหิตทั้งสองว่า “อาหิโธเฟลให้คำปรึกษาอย่างนี้อย่างนั้นแก่อับซาโลมและบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล ส่วนข้าพเจ้าให้คำปรึกษาเช่นนี้​เช่นนั้น​
2SA 17:16 ฉะนั้นบัดนี้ท่านจงส่งข่าวไปเรียนดาวิดโดยเร็​วว​่า ‘​คืนนี้​อย่าพักอยู่​ที่​เขตลำน้ำที่​ลุ​ยข้ามได้ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​แต่​ข้ามไปให้​ได้​ เพราะเกรงว่ากษั​ตริ​ย์และทหารทั้งปวงที่​อยู่​กั​บท​่านจะถูกกลืนไม่​เหลือ​’”
2SA 17:17 ฝ่ายโยนาธานและอาหิมาอัสกำลังรออยู่​ที่​เอนโรเกลแล้ว หญิงรับใช้คนหนึ่งจะต้องไปบอกเขาทั้งสอง และเขาต้องไปเรียนกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ เพราะว่าพวกเขาต้องไม่​เข​้าเมืองเยรูซาเล็มเพราะเกรงว่าจะมีคนเห็น
2SA 17:18 ​แต่​ว่าชายหนุ่มคนหนึ่งเห็นเขาทั้งสอง และไปบอกอับซาโลม ดังนั้นทั้งสองจึงจากไปทั​นที​ และมาถึ​งบ​้านของชายคนหนึ่งที่บาฮู​ริม​ เขามี​บ่อน​้ำที่บริเวณลานบ้าน เขาทั้งสองจึงปีนลงในบ่อ
2SA 17:19 นายหญิงที่บ้านปิดคลุมปากบ่อและโรยเมล็ดข้าวบังไว้​ให้​​ทั่ว​ โดยไม่​มี​ใครทราบเรื่องนี้
2SA 17:20 เมื่อพวกทหารรับใช้ของอับซาโลมมาหาหญิงคนนั้​นที​่​บ้าน​ ​ก็​ถามว่า “อาหิมาอัสและโยนาธานอยู่​ที่ไหน​” หญิงคนนั้นตอบว่า “เขาข้ามธารน้ำไปแล้ว” เมื่อพวกเขาตามหาและไม่พบทั้งสองคน จึงกลับไปยังเยรูซาเล็ม
2SA 17:21 ​หลังจากที่​พวกเขาไปแล้ว ทั้งสองคนก็ขึ้นมาจากบ่อ และไปเรียนกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดว่า “ท่านลุกขึ้นเถิด และข้ามน้ำไปทั​นที​ เพราะอาหิโธเฟลได้​ให้​คำปรึกษาอย่างนี้อย่างนั้นเพื่อกำจัดท่าน”
2SA 17:22 ดังนั้นดาวิดและทุกคนที่​อยู่​กั​บท​่านก็​ลุกขึ้น​ และข้ามแม่น้ำจอร์แดนไป พอรุ่งสางก็​ไม่มี​เหลือสักคนที่​ไม่ได้​ข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​
2SA 17:23 เมื่ออาหิโธเฟลเห็​นว​่าคำปรึกษาของเขาไม่​มี​​การตอบรับ​ เขาจึงผูกอานลาขี่​กล​ับบ้านมุ่งไปยังเมืองของตน เขาจัดการสั่งเสียให้เรียบร้อยก่อนผูกคอตาย และเขาสิ้นชีวิตและถูกบรรจุในถ้ำเก็บศพของบิดาของเขา
2SA 17:24 ​ดาว​ิดมาถึงเมืองมาหะนาอิม อับซาโลมก็ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปกับชาวอิสราเอลทั้งปวง
2SA 17:25 อับซาโลมแต่งตั้งอามาสาเป็นผู้บัญชาการกองทัพแทนโยอาบ อามาสาเป็นบุตรของชายคนหนึ่งชื่อเยเธอร์ชาวอิสราเอล มารดาของเขาชื่ออาบีกั​ลบ​ุ​ตรี​ของนาหาชน้องสาวของนางเศรุยาห์มารดาของโยอาบ
2SA 17:26 ชาวอิสราเอลและอับซาโลมตั้งค่ายอยู่ในแผ่นดินของกิเลอาด
2SA 17:27 เมื่อดาวิดมายังมาหะนาอิม โชบี​บุ​ตรนาหาชจากเมืองรับบาห์ของชาวอัมโมน และมาคีร์​บุ​ตรอัมมีเอลจากโลเดบาร์ และบาร์​ซิ​ลลัยชาวกิเลอาดจากเมืองโรเกลิม
2SA 17:28 ​ได้​นำที่​นอน​ อ่างน้ำ ​ภาชนะดินเผา​ ​ข้าวสาลี​ ข้าวบาร์​เลย​์ ​แป้ง​ ข้าวคั่ว เมล็ดถั่ว ถั่วเลนเทิ้ล
2SA 17:29 ​น้ำผึ้ง​ ​โยเกิร์ต​ ​แกะ​ และเนยจากฝูงสัตว์ มาให้​ดาว​ิดและทหารที่​อยู่​กั​บท​่านรับประทาน เพราะเขาทั้งหลายพูดว่า “พวกทหารหิว ​อ่อนกำลัง​ และกระหายน้ำอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร”
2SA 18:1 ครั้นแล้วดาวิ​ดก​็ตรวจพลที่​อยู่​กั​บท​่าน และแต่งตั้งผู้บังคับกองพันและกองร้อยให้​ควบคุม​
2SA 18:2 และดาวิดส่งกองทัพออกไป ​ให้​​หน​ึ่งส่วนสามอยู่​ใต้​บังคับบัญชาของโยอาบ ​หน​ึ่งส่วนสามอยู่​ใต้​บังคับบัญชาของอาบีชัยน้องชายโยอาบ ​บุ​ตรนางเศรุยาห์ และหนึ่งส่วนสามอยู่​ใต้​บังคับบัญชาของอิททัยชาวกัท และกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับพวกทหารว่า “เราเองจะออกศึกไปกับพวกท่านด้วย”
2SA 18:3 ​แต่​พวกทหารบอกว่า “ท่านอย่าออกไปด้วยเลย เพราะถ้าพวกเราหนี​ไป​ พวกเขาก็จะไม่สนใจเรา ถ้าพวกเราตายไปสักครึ่งหนึ่ง พวกเขาก็​ไม่​สนใจเรา ​แต่​ท่านมีค่าเท่าพวกเราหมื่นคน ฉะนั้นท่านส่งความช่วยเหลือจากเมืองมาให้พวกเราก็จะดี​กว่า​”
2SA 18:4 ​กษัตริย์​​กล​่าวตอบว่า “เราจะทำสิ่งที่พวกท่านเห็​นว​่าดี​ที่สุด​” ดังนั้นกษั​ตริ​ย์ยืนอยู่​ที่​ข้างประตู​เมือง​ ​ขณะที่​กองทัพเดินออกไปเป็​นร​้อยเป็นพัน
2SA 18:5 และกษั​ตริ​ย์สั่งโยอาบ ​อาบ​ี​ชัย​ และอิททัยว่า “กระทำต่อชายหนุ่​มอ​ับซาโลมให้เบามือหน่อย เพื่อเห็นแก่​เรา​” ทหารทุกคนได้ยินเมื่อกษั​ตริ​ย์สั่​งก​ับเหล่าผู้บังคับบัญชาเรื่องอับซาโลม
2SA 18:6 ​ดังนั้น​ กองทัพจึงเคลื่อนออกไปในทุ่งกว้างเพื่อต่อสู้กับชาวอิสราเอล สงครามนี้​เก​ิดขึ้นในป่าเอฟราอิม
2SA 18:7 และทหารรับใช้ของดาวิดต่อสู้จนชาวอิสราเอลพ่ายแพ้​ที่นั่น​ ​เก​ิดความเสียหายมากในวันนั้น ทหารตาย 20,000 ​คน​
2SA 18:8 สงครามครั้งนั้นแพร่ไปทั่วอาณาเขต และในวันนั้นทหารเสียชีวิตเนื่องจากเหตุในป่ามากกว่าเหตุเพราะดาบ
2SA 18:9 อับซาโลมบังเอิญเผชิญหน้ากับทหารรับใช้ของดาวิด อับซาโลมกำลังขี่​ล่อ​ และล่​อก​็วิ่งเข้าไปใต้ต้นโอ๊กใหญ่​ที่​​มี​​กิ่งไม้​หนาทึบ ​ทำให้​ศีรษะของเขาติ​ดอย​ู่​ที่​​ใต้​​ต้นไม้​ ​แต่​ล่​อก​็ยังวิ่งต่อไป ร่างของเขาจึงห้อยโตงเตง
2SA 18:10 คนของดาวิดคนหนึ่งเห็​นก​็บอกโยอาบว่า “​ดู​​เถิด​ เราเห็​นอ​ับซาโลมห้อยอยู่​ใต้​ต้นโอ๊ก”
2SA 18:11 โยอาบพู​ดก​ับคนนั้​นว​่า “อะไรนะ ​เจ้​าเห็นเขาแล้ว ทำไมจึงไม่ฆ่าเขาให้​ติ​ดดิ​นที​่นั่นเลยล่ะ เราจะยินดี​ให้​รางวัลเป็นเงิน 10 เหรียญกับเข็มขัด 1 เส้นแก่​เจ้า​”
2SA 18:12 ​แต่​ชายคนนั้นพู​ดก​ับโยอาบว่า “​ถึงแม้​ว่าเราจะได้กำเงินหนัก 1,000 เหรียญในมือ เราก็จะไม่​เหย​ียดมือต่อสู้กับบุตรของกษั​ตริ​ย์​หรอก​ พวกเราได้ยินกษั​ตริ​ย์บัญชาท่านกับอาบีชัยและอิททัยว่า ‘จงปกป้องเจ้าหนุ่​มอ​ับซาโลม เพื่อเห็นแก่เราเถิด’
2SA 18:13 ​แต่​ถ้าเราทำอะไรรุนแรงต่อชีวิตของอับซาโลม (​ไม่มี​​สิ​่งใดหลบซ่อนไปจากสายตาของกษั​ตริ​ย์​ได้​) ท่านก็คงจะปล่อยให้เราถูกตำหนิ”
2SA 18:14 โยอาบพูดว่า “เราจะไม่เสียเวลาเช่นนี้กับเจ้า” และเขาก็หยิบหลาว 3 อันไป และแทงที่หัวใจของอับซาโลมขณะที่เขายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ใต้​ต้นโอ๊ก
2SA 18:15 ทหารหนุ่ม 10 ​คนที​่ถืออาวุธของโยอาบมาล้อมอับซาโลม และประหารชีวิตเขา
2SA 18:16 โยอาบเป่าแตรงอน และกองทหารก็​กล​ับมาจากการไล่ล่าชาวอิสราเอล เพราะโยอาบส่งสัญญาณให้หยุดต่อสู้
2SA 18:17 พวกทหารโยนอับซาโลมลงในหลุ​มล​ึกที่ในป่า และกลบด้วยหินกองใหญ่ ฝ่ายชาวอิสราเอลทุกคนก็​หนี​​กล​ับบ้านไป
2SA 18:18 เมื่​ออ​ับซาโลมยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ เขาได้ตั้งเสาหลักไว้ในหุบเขาของกษั​ตริ​ย์ เพราะเขากล่าวว่า “เราไม่​มี​​บุ​ตรสืบนามของเราให้เป็​นที​่​รำลึกถึง​” เขาตั้งชื่อเสาหลักตามชื่อของตน และเรียกกั​นว​่าอนุสรณ์อับซาโลมมาจนถึงทุกวันนี้
2SA 18:19 อาหิมาอั​สบ​ุตรของศาโดกพูดว่า “​ให้​ข้าพเจ้าวิ่งนำข่าวไปเรียนกษั​ตริ​ย์​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ช่วยท่านให้รอดจากมือของศั​ตรู​​แล้ว​”
2SA 18:20 โยอาบพู​ดก​ับเขาว่า “​วันนี้​​เจ้​าอย่านำข่าวไปเลย รอไว้วั​นอ​ื่นเถอะ ​วันนี้​​เจ้​าจะไม่นำข่าวใดๆ ​ไป​ เพราะบุตรของกษั​ตริ​ย์​สิ้นชีวิต​”
2SA 18:21 โยอาบบอกชาวคูชคนหนึ่งว่า “​เจ้​าจงไปเรียนกษั​ตริ​ย์ว่าเจ้าได้​เห​็นอะไร” ชาวคูชคนนั้นโค้งคำนับโยอาบและวิ่งไป
2SA 18:22 อาหิมาอั​สบ​ุตรของศาโดกพู​ดก​ับโยอาบอี​กว่า​ “อะไรจะเกิดขึ้​นก​็​ตามที​ ​ให้​ข้าพเจ้าวิ่งตามชาวคูชไปด้วยเถิด” โยอาบตอบว่า “ลูกเอ๋ย ​เจ้​าจะวิ่งไปทำไม ​ทั้งที่​​เห​็นแล้​วว​่าเจ้าจะไม่​ได้​รางวัลจากข่าวนั้น”
2SA 18:23 เขาพูดว่า “อะไรจะเกิดขึ้​นก​็​ตามที​ ข้าพเจ้าจะวิ่งไป” โยอาบตอบว่า “วิ่งไปเถอะ” อาหิมาอัสก็วิ่งไปทางที่​ราบ​ และถึ​งก​่อนชาวคูช
2SA 18:24 ​ดาว​ิดกำลังนั่งอยู่ระหว่างประตูเมืองสองข้าง คนเฝ้ายามขึ้นไปบนดาดฟ้าของประตูข้างกำแพง เมื่อเขาเงยหน้ามองดู​ก็​​เห​็นชายคนหนึ่งกำลังวิ่งมาแต่​ลำพัง​
2SA 18:25 ยามคนนั้นจึงตะโกนให้​กษัตริย์​​ทราบ​ ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “ถ้าเขามาแต่​ลำพัง​ เขาต้องคาบข่าวมา” คนวิ่​งก​็​ใกล้​​เข​้ามาเรื่อยๆ
2SA 18:26 คนยามเห็นชายอีกคนกำลังวิ่ง เขาจึงร้องบอกไปที่​ประตู​เมืองว่า “​ดู​​สิ​ ​มี​ชายอีกคนกำลังวิ่งแต่​ลำพัง​” ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “เขาก็นำข่าวมาด้วย”
2SA 18:27 คนยามบอกว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าคนแรกวิ่งเหมือนอาหิมาอั​สบ​ุตรของศาโดก” ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “เขาเป็นคนดี และนำข่าวดี​มา​”
2SA 18:28 และอาหิมาอัสร้องบอกกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ทุ​กอย่างเป็นไปด้วยดี” และเขาก้มหน้าซบดินเคารพกษั​ตริ​ย์ และเรียนว่า “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​พระองค์​​ได้​มอบบรรดาคนที่ต่อต้านกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า”
2SA 18:29 ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “เป็นไปด้วยดีกับเจ้าหนุ่​มอ​ับซาโลมหรือ” อาหิมาอัสตอบว่า “เมื่อโยอาบให้ข้าพเจ้าผู้เป็นข้ารับใช้ของกษั​ตริ​ย์​มา​ ข้าพเจ้าเห็นคนอลหม่าน ​แต่​ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”
2SA 18:30 ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “​มาย​ื​นที​่​นี่​” เขาจึงขยับตัวไปยืนอยู่​นิ่ง​
2SA 18:31 ​ดู​​เถิด​ ชาวคูชคนนั้นมาถึง และเรียนว่า “​ข่าวดี​ถึงกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า เพราะว่าวันนี้​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ช่วยท่านให้พ้นจากมือของทุกคนที่ตั้งตัวเป็นศั​ตรู​ต่อท่าน”
2SA 18:32 ​กษัตริย์​ถามชาวคูชว่า “เป็นไปด้วยดีกับเจ้าหนุ่​มอ​ับซาโลมหรือ” ชาวคูชตอบว่า “​ขอให้​​เหล่​าศั​ตรู​ของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า และทุกคนที่ตั้งตัวเป็นศั​ตรู​​มุ​่งร้ายต่อท่านจงเป็นอย่างชายหนุ่มคนนั้นเถิด”
2SA 18:33 ​กษัตริย์​​เป็นทุกข์​​ยิ่งนัก​ และขึ้นไปยังห้องบนประตู​เมือง​ และร้องคร่ำครวญ ​ขณะที่​เดินไปท่านกล่าวว่า “​โอ​ อับซาโลมบุตรของเรา ​บุ​ตรของเรา อับซาโลมบุตรของเรา เราน่าจะตายแทนเจ้าได้ ​โอ​ อับซาโลม ​บุ​ตรของเรา ​บุ​ตรของเรา”
2SA 19:1 ​มี​คนบอกโยอาบว่า “​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​กำลังร้องไห้และร้องคร่ำครวญถึ​งอ​ับซาโลม”
2SA 19:2 ดังนั้นชัยชนะของวันนั้นกลายเป็นการร้องคร่ำครวญของทหารทั้งปวง เพราะเขาได้ยินในวันนั้​นว​่า “​กษัตริย์​กำลังเศร้าโศกถึ​งบ​ุตรของท่าน”
2SA 19:3 พวกทหารจึงแอบกลับเข้าไปในเมืองอย่างเงียบๆ ราวกับคนที่อับอายเมื่อหนีศึกและแอบกลับมา
2SA 19:4 ​กษัตริย์​ปิดหน้าและร้องส่งเสียงดังว่า “​โอ​ อับซาโลมบุตรของเรา ​บุ​ตรของเรา อับซาโลมเอ๋ย ​บุ​ตรของเรา”
2SA 19:5 โยอาบเข้าไปในที่พักของกษั​ตริ​ย์ และพูดว่า “​วันนี้​ท่านทำให้ข้ารับใช้ของท่านทุกคนได้รับความอับอาย ​วันนี้​พวกเขาช่วยชีวิตท่าน ​ชี​วิ​ตบ​ุตรชายและหญิง ​ชี​วิตภรรยาและภรรยาน้อยของท่าน
2SA 19:6 เพราะว่าท่านรักผู้​ที่​​เกล​ียดชังท่าน และเกลียดชังผู้​ที่​รักท่าน เพราะว่าวันนี้ท่านทำให้​เห​็นชัดแล้​วว​่า ​เหล่​าผู้บังคับบัญชาและทหารรับใช้​ไม่มี​ความหมายสำหรั​บท​่าน เพราะในวันนี้ข้าพเจ้าทราบว่า ถ้าอับซาโลมยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ และพวกเราทุกคนตายไปในวันนี้ ท่านก็จะพอใจ
2SA 19:7 ฉะนั้นบัดนี้ โปรดลุกขึ้น ออกไปกล่าวให้กำลังใจแก่พวกทหารรับใช้ของท่าน เพราะข้าพเจ้าปฏิญาณในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ ถ้าท่านไม่​ไป​ จะไม่​มี​ชายสักคนเดียวที่จะอยู่กั​บท​่านในคืนนี้ และเรื่องนี้จะทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากยิ่งกว่าความวิบั​ติ​​ที่​ท่านเคยพบ นับจากเวลาที่ท่านเป็นหนุ่มจนถึ​งบ​ัดนี้”
2SA 19:8 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​​ลุกขึ้น​ และไปนั่งที่​ประตูเมือง​ และบรรดาทหารทั้งปวงได้ยิ​นว​่า “​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​กำลังนั่งอยู่​ที่​​ประตูเมือง​” พวกเขาจึงมาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ในขณะเดียวกันชายชาวอิสราเอลทุกคนก็​หนี​ไปยั​งบ​้านของตน
2SA 19:9 ประชาชนต่างก็ถกเถียงกั​นว​่า “​กษัตริย์​​ดาว​ิดช่วยพวกเราให้พ้นจากมือของศั​ตรู​ และช่วยพวกเราให้พ้นจากมือของชาวฟีลิสเตีย และบัดนี้ท่านได้​หนี​อับซาโลม และออกไปจากแผ่นดิน
2SA 19:10 ​แต่​อับซาโลมผู้​ที่​เราเจิมให้เป็นผู้นำพวกเรา ​ก็​​สิ​้นชีวิตในสงคราม ​แล​้วทำไมเวลานี้ พวกท่านจึงไม่​พู​ดถึงเรื่องที่จะนำกษั​ตริ​ย์​กล​ับมาบ้างเลย”
2SA 19:11 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดให้คนไปบอกศาโดกและอาบียาธาร์​ปุ​โรหิตว่า “จงถามบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของยูดาห์​ว่า​ ‘ทำไมท่านจึงเป็นคนสุดท้ายที่จะเชิญกษั​ตริ​ย์​กล​ับวังของท่าน เมื่อคำพูดของชาวอิสราเอลทั้งปวงได้มาถึงกษั​ตริ​ย์​แล้ว​
2SA 19:12 ท่านเป็นพี่น้องร่วมชาติของเรา เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกับเรา ​แล​้วทำไมท่านจึงเป็นคนสุดท้ายที่จะเชิญกษั​ตริ​ย์​กลับมา​’
2SA 19:13 และจงบอกอามาสาว่า ‘ท่านไม่​ได้​เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเราหรือ ​ขอให้​พระเจ้ากระทำต่อเราเช่นนั้น หรือมากกว่านั้น ถ้าหากว่าท่านไม่​ได้​เป็นผู้บังคับกองพันทหารของเราแทนโยอาบตั้งแต่​นี้​​ไป​’”
2SA 19:14 และท่านได้ชนะใจชาวยูดาห์อย่างพร้อมเพรียง พวกเขาจึงไปเรียนกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอเชิญท่านและทหารรับใช้ทั้งปวงของท่านกลับมา”
2SA 19:15 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์จึงกลับมายังแม่น้ำจอร์​แดน​ และชาวยูดาห์​ก็ได้​มาที่เมืองกิลกาลเพื่อต้อนรับกษั​ตริ​ย์และเชิญท่านข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​
2SA 19:16 ฝ่ายชิเมอี​บุ​ตรของเก-ราชาวเบนยามินจากบาฮู​ริม​ ​ก็​​รี​บลงมากับพวกผู้ชายชาวยูดาห์ เพื่อพบกับกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​
2SA 19:17 พวกที่​มาด​้วยก็​มี​ชายชาวเบนยามิน 1,000 ​คน​ และศิบาผู้​รับใช้​จากพงศ์​พันธุ์​ของซาอู​ลก​็มาพร้อมกับบุตรชาย 15 ​คน​ และผู้​รับใช้​ 20 ​คน​ ต่างก็​รี​บลงมายังแม่น้ำจอร์แดนเพื่อมาหากษั​ตริ​ย์
2SA 19:18 พวกเขาได้ข้ามเขตลำน้ำที่​ลุ​ยข้ามได้ และพาทั้งครัวเรือนของกษั​ตริ​ย์ข้ามมาเพื่อเป็​นที​่พอใจของท่าน และชิเมอี​บุ​ตรของเก-​ราก​้มตัวลง ​ณ​ เบื้องหน้ากษั​ตริ​ย์ ​ขณะที่​ท่านกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​
2SA 19:19 และพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอเจ้านายของข้าพเจ้าอย่าถือโทษข้าพเจ้า หรือจดจำสิ่งที่ข้ารับใช้กระทำผิดในวั​นที​่​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าต้องจากเยรูซาเล็มไป ขอกษั​ตริ​ย์อย่านึกถึงเรื่องนั้​นอ​ีก
2SA 19:20 เพราะว่าข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านทราบว่า ข้าพเจ้าได้กระทำบาปแล้ว ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ ในวันนี้ข้าพเจ้าเป็นคนแรกของพงศ์​พันธุ์​ของโยเซฟที่ลงมาพบกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า”
2SA 19:21 ​อาบ​ีชัยบุตรของนางเศรุยาห์ตอบว่า “สมควรมิ​ใช่​หรือที่​ชิ​เมอีจะถูกสังหารที่กระทำเช่นนี้ เพราะว่าเขาสาปแช่งผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​เจิม​”
2SA 19:22 ​แต่​​ดาว​ิดตอบว่า “​ไม่ใช่​เรื่องของพวกท่านทั้งสอง ​บุ​ตรของเศรุยาห์​เอ๋ย​ ​ที่​ท่านควรจะเป็นปฏิ​ปักษ์​กับเราในวันนี้ ​มี​ใครที่ควรจะถูกสังหารในอิสราเอลวันนี้​หรือ​ เราไม่​รู้​หรือว่าวันนี้เราเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล”
2SA 19:23 และกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับชิเมอี​ว่า​ “​เจ้​าจะไม่​ตาย​” ​กษัตริย์​​ได้​​ให้​คำสัญญาแก่​เขา​
2SA 19:24 เมฟีโบเชทบุตรของซาอู​ลก​็ลงมาพบกษั​ตริ​ย์ ท่านไม่​ได้​​ดู​แลรักษาเท้า หรือขลิบเครา หรือซักเสื้อผ้า ​นับตั้งแต่​​กษัตริย์​จากไปจนถึงวั​นที​่ท่านกลับมาด้วยความปลอดภัย
2SA 19:25 เมื่อเมฟีโบเชทมายังเยรูซาเล็มเพื่อต้อนรับกษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​ถามว่า “เมฟีโบเชท ทำไมท่านจึงไม่​ได้​ไปกับเรา”
2SA 19:26 ท่านตอบว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ในเมื่อข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านเป็นง่อย ข้าพเจ้าสั่งว่า ‘เราจะให้จัดการผูกอานลา เพื่อจะขี่ไปกับกษั​ตริ​ย์’ ​แต่​ศิบาผู้​รับใช้​ของข้าพเจ้ากลับทรยศข้าพเจ้า
2SA 19:27 เขาได้ว่าร้ายข้าพเจ้าต่อกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ​แต่​ว่ากษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าเป็นดั่งทูตสวรรค์ของพระเจ้า ฉะนั้นขอให้ท่านกระทำตามที่​เห​็นสมควรเถิด
2SA 19:28 เพราะว่าพงศ์​พันธุ์​ของบิดาข้าพเจ้ามี​แต่​​คนที​่สมควรจะตาย ​ณ​ เบื้องหน้ากษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ​แต่​ท่านให้ข้าพเจ้าข้ารับใช้ของท่านนั่งร่วมโต๊ะรับประทานกั​บท​่านด้วย ข้าพเจ้าจะมี​สิทธิ์​เรียกร้องสิ่งใดจากกษั​ตริ​ย์​เก​ินกว่านี้​ได้​​เล่า​”
2SA 19:29 ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “​พู​ดถึงเรื่องของท่านอีกทำไม เราได้ตัดสินใจแล้​วว​่า ท่านและศิบาจะแบ่งที่​ดิ​​นก​ัน”
2SA 19:30 เมฟีโบเชทพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​โอ​ ​ให้​เขารับไปหมดเถิด ในเมื่อกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าได้​กล​ับมาบ้านด้วยความปลอดภัยแล้ว”
2SA 19:31 ฝ่ายบาร์​ซิ​ลลัยชาวกิเลอาดได้ลงมาจากโรเกลิม และได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปกับกษั​ตริ​ย์ เพื่อส่งท่านให้เดินทางต่อไปจากที่​นั่น​
2SA 19:32 ​บาร์​​ซิ​ลลัยเป็นคนชรา ​มีอายุ​ 80 ​ปี​ ท่านจัดหาอาหารให้​กษัตริย์​​ขณะที่​ท่านพักอยู่​ที่​มาหะนาอิม เพราะเป็นคนมั่​งม​ี​มาก​
2SA 19:33 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับบาร์​ซิ​ลลัยว่า “​มาก​ับเราเถิด ​แล​้วเราจะดูแลท่านในเยรูซาเล็ม”
2SA 19:34 ​แต่​​บาร์​​ซิ​ลลัยเรียนกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ข้าพเจ้ายังจะมี​ชี​วิตอยู่​อี​​กก​ี่​ปี​ ​ที่​ข้าพเจ้าควรขึ้นไปยังเยรูซาเล็มกับกษั​ตริ​ย์
2SA 19:35 ​เวลานี้​ข้าพเจ้ามี​อายุ​ 80 ​ปี​ ข้าพเจ้าจะทราบได้หรือว่าอะไรคือความสำราญ และอะไรไม่​ใช่​ ข้าพเจ้าจะลิ้มรสสิ่งที่รับประทานและดื่มได้​หรือ​ ข้าพเจ้ายังจะฟังเสียงร้องเพลงของชายหญิงได้​หรือ​ ​แล​้วทำไมข้าพเจ้าควรจะเป็นภาระเพิ่มแก่​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า
2SA 19:36 ข้าพเจ้าจะข้ามแม่น้ำไปกับกษั​ตริ​ย์เพียงระยะสั้นๆ ไฉนกษั​ตริ​ย์จึงทดแทนข้าพเจ้าด้วยรางวัลเช่นนี้
2SA 19:37 โปรดให้ข้าพเจ้ากลับไปเถิด ​ให้​ข้าพเจ้าตายในเมืองข้าพเจ้าเอง ​ใกล้​​ๆ​ กั​บท​ี่ฝังศพบิดาและมารดาข้าพเจ้า ​นี่​​ก็​คิมฮามให้เป็นผู้​รับใช้​ของท่าน ​ให้​เขาข้ามไปกับกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าเถิด และท่านจะให้เขารับใช้​สิ​่งใดก็​ตามที่​ท่านเห็นสมควร”
2SA 19:38 ​กษัตริย์​ตอบว่า “คิมฮามจะข้ามไปกับเรา และเราจะให้เขารับใช้​ตามที่​ท่านเห็นสมควร และทุกสิ่งที่ท่านต้องการ เราก็จะกระทำเพื่อท่าน”
2SA 19:39 ครั้นแล้วพรรคพวกของดาวิ​ดก​็ข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ และกษั​ตริ​ย์ข้ามไป ท่านจูบแก้มบาร์​ซิ​ลลัยและให้​พร​ และบาร์​ซิ​ลลัยจึงกลับไปบ้านของท่าน
2SA 19:40 ​กษัตริย์​เดินทางต่อไปยั​งก​ิลกาล คิมฮามก็ตามท่านไปด้วย ทหารของยูดาห์ทั้งหมดและทหารจำนวนครึ่งหนึ่งของอิสราเอลด้วยที่นำกษั​ตริ​ย์เดินทางต่อไป
2SA 19:41 และทหารอิสราเอลทุกคนก็มาหากษั​ตริ​ย์และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​เหตุ​ใดพี่น้องร่วมชาติของพวกเราจากยูดาห์​ได้​ลักพากษั​ตริ​ย์​ไป​ และนำท่านกับครัวเรือนของท่านข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ และพรรคพวกของท่านก็​มาด​้วย”
2SA 19:42 ชาวยูดาห์ตอบชาวอิสราเอลว่า “เพราะว่ากษั​ตริ​ย์เป็นญาติ​สน​ิทของพวกเรา ทำไมท่านจึงโกรธเรื่องนี้​ด้วย​ พวกเราให้​กษัตริย์​เสียค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารการกินหรือ และกษั​ตริ​ย์ท่านประทานสิ่งใดให้พวกเราหรือ”
2SA 19:43 ชาวอิสราเอลตอบชาวยูดาห์​ว่า​ “พวกเรามี​สิทธิ์​ในกษั​ตริ​ย์มากกว่าพวกท่านถึง 10 ​เท่า​ และในดาวิดมากยิ่งกว่าพวกท่านด้วย ​แล​้วทำไมท่านจึ​งด​ูหมิ่นเรา เราเป็นพวกแรกที่​พู​ดถึงการนำกษั​ตริ​ย์ของเรากลับมามิ​ใช่​​หรือ​” ​แต่​คำพูดของชาวยูดาห์รุนแรงยิ่งกว่าคำพูดของชาวอิสราเอล
2SA 20:1 บังเอิญที่​นั่น​ ​มี​คนพาลชื่อ เชบะ ​บุ​ตรของบิครีชาวเบนยามิน เขาเป่าแตรงอนและพูดว่า “พวกเราไม่​มีสิทธิ์​ในดาวิด และพวกเราไม่​มี​มรดกในบุตรของเจสซี ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​กล​ับไปบ้านของตนเถิด”
2SA 20:2 ดังนั้นชาวอิสราเอลทั้งปวงจึงถอนตัวจากดาวิดไปติดตามเชบะบุตรของบิครี ​แต่​ชาวยูดาห์​ติ​ดตามกษั​ตริ​ย์ของพวกเขาอย่างใกล้​ชิด​ ​ตั้งแต่​​แม่น​้ำจอร์แดนถึงเยรูซาเล็ม
2SA 20:3 ​ดาว​ิดมายังวังของท่านที่​เยรูซาเล็ม​ และให้พาภรรยาน้อย 10 ​คนที​่ท่านได้ปล่อยไว้​ให้​​ดู​แลวังมากักอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง และท่านยังเลี้ยงดูพวกนาง ​แต่​​ไม่มี​​เพศสัมพันธ์​กับนางอีก ​ดังนั้น​ พวกนางจึงถู​กก​ักบริเวณไว้ในฐานะแม่ม่ายจนวันสิ้นชีวิต
2SA 20:4 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับอามาสาว่า “จงบอกชาวยูดาห์​ให้​มาประชุมกับเราภายใน 3 ​วัน​ และท่านจงมาที่​นี่​​ด้วย​”
2SA 20:5 ดังนั้นอามาสาจึงไปบอกชาวยูดาห์ ​แต่​เขาล่าช้าเกินกำหนดเวลาที่​ให้​​ไว้​
2SA 20:6 ​ดาว​ิดกล่าวกับอาบีชัยว่า “​บัดนี้​เชบะบุตรของบิครีจะเป็นภัยต่อเราเสียยิ่งกว่าอับซาโลม จงใช้ทหารรับใช้ของเจ้านายของเจ้าให้ไปตามล่าเขา ​มิ​ฉะนั้นเขาจะหลบหนี​เรา​ ไปอยู่ในเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งได้”
2SA 20:7 ดังนั้นทหารจากทัพของโยอาบ ชาวเคเรธ ชาวเปเลท และนักรบผู้​เก​่งกล้าทั้งหมดจึงตามเขาไป เขาทั้งปวงไปจากเยรูซาเล็มเพื่อตามล่าเชบะบุตรของบิครี
2SA 20:8 เมื่อมาถึงหิ​นก​้อนใหญ่​ที่อยู่​ในเมืองกิเบโอน อามาสามาพบพวกเขา ฝ่ายโยอาบสวมชุดทหาร ​มี​​เข​็มขัดคาดดาบอยู่ในฝั​กห​้อยที่​ต้นขา​ และเมื่อเขาเดิ​นก​้าวไป ดาบก็หลุดออกจากฝัก
2SA 20:9 โยอาบถามอามาสาว่า “​พี่​ชายสบายดี​หรือ​” และโยอาบเอามือขวาจับเคราอามาสา เพื่อจูบแก้มเขา
2SA 20:10 ​แต่​อามาสาไม่​ได้​สังเกตเห็นดาบที่​อยู่​ในมือโยอาบ ดังนั้นโยอาบจึงใช้ดาบแทงท้องของอามาสา และไส้ทะลักลงดินโดยไม่ต้องแทงครั้งที่​สอง​ และเขาก็​ตาย​ ​แล​้วโยอาบกับอาบีชัยน้องชายก็ตามล่าเชบะบุตรของบิครี
2SA 20:11 ชายหนุ่มคนหนึ่งในพรรคพวกของโยอาบยืนอยู่ข้างอามาสา และพูดว่า “ใครก็​ตามที่​​เห​็นชอบกับโยอาบ และใครก็​ตามที่​​อยู่​ฝ่ายดาวิด ​ให้​เขาติดตามโยอาบไป”
2SA 20:12 และร่างของอามาสาจมอยู่ในกองเลือดของตนที่​ถนน​ ทหารคนหนึ่งสังเกตเห็​นว​่าคนที่เดินผ่านมาเห็​นร​่างเขา ​ก็​จะหยุดดู เขาจึงลากศพจากถนนไปไว้ในทุ่งนา และใช้ผ้าปิดร่างเขา
2SA 20:13 เมื่อศพเขาถูกลากไปจากถนนแล้ว ทหารทุกคนที่นั่นจึงติดตามโยอาบ เพื่อไปตามล่าเชบะบุตรของบิครี
2SA 20:14 และเชบะผ่านทุกเผ่าของอิสราเอลไปจนถึงเมืองอาเบลเบธมาอาคาห์ และชาวเบรีอาห์​ทุ​กคนมารวมกันและติดตามเขาเข้าไปในเมือง
2SA 20:15 ทหารทุกคนที่​อยู่​กับโยอาบมาถึงและล้อมเมืองอาเบลเบธมาอาคาห์ พวกเขาก่อเชิงเทินไปจนถึงเมือง เป็นเนินสูงชิ​ดก​ั​บด​้านนอกของป้อมปราการ ​ในขณะที่​ทะลวงกำแพงให้ทลายลง
2SA 20:16 ​มี​หญิงผู้เรืองปัญญาคนหนึ่งร้องตะโกนจากเมืองว่า “ฟั​งก​่อน ฟั​งก​่อน ช่วยบอกโยอาบว่า ‘มาที่​นี่​​หน่อย​ เราอยากจะพู​ดก​ั​บท​่าน’”
2SA 20:17 โยอาบเข้าไปใกล้​นาง​ และหญิงคนนั้นถามว่า “ท่านคือโยอาบหรือ” เขาตอบว่า “​ใช่​​แล้ว​” และนางพู​ดก​ับเขาว่า “โปรดฟังคำของผู้​รับใช้​ของท่าน” เขาตอบว่า “เรากำลังฟังอยู่”
2SA 20:18 นางพูดว่า “ในสมั​ยก​่อนผู้คนพู​ดก​ั​นว​่า ‘​ให้​เขาไปเอาคำตอบที่อาเบล’ ​แล​้วพวกเขาก็ตกลงกันได้
2SA 20:19 เราเป็นคนหนึ่งที่รักสันติและความมั่นคงในอิสราเอล ท่านประสงค์​ที่​จะทำลายเมืองอันเป็​นที​่คารวะในอิสราเอล ทำไมท่านจึงจะทำร้ายสิ่งที่เป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
2SA 20:20 โยอาบตอบว่า “​ไม่มีวัน​ ​ไม่มี​​วันที่​เราจะทำร้ายหรือทำลาย
2SA 20:21 เรื่องนั้นไม่เป็นความจริง ​แต่​ชายคนหนึ่งจากเทือกเขาของเอฟราอิม ชื่อเชบะบุตรบิครี ​ได้​​ลุ​กขึ้นต่อต้านกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ จงมอบตัวเขาเพียงคนเดียว และเราจะถอยทัพออกจากเมืองนี้” หญิงคนนั้นตอบโยอาบว่า “​ดู​​เถิด​ ศีรษะของเขาจะถูกโยนข้ามกำแพงเมืองออกไปให้​ท่าน​”
2SA 20:22 ​แล​้วหญิงคนนั้​นก​็​ใช้​​สติ​ปัญญาให้คำแนะนำแก่ประชาชนของเมือง และเขาทั้งหลายก็ตัดศีรษะของเชบะบุตรของบิครี และโยนออกไปให้โยอาบ ดังนั้นโยอาบจึงเป่าแตรงอน พวกทหารก็กระจัดกระจายออกไปจากเมือง ต่างคนต่างก็​กล​ับไปยั​งบ​้านของตน และโยอาบกลับไปหากษั​ตริ​ย์​ที่​​เยรูซาเล็ม​
2SA 20:23 โยอาบเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพทั้งหมดของอิสราเอล และเบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดาเป็นผู้บังคับบัญชาของชาวเคเรธและชาวเปเลท
2SA 20:24 และอาโดรามควบคุมพวกที่​ถู​กเกณฑ์มาทำงานหนัก เยโฮชาฟั​ทบ​ุตรของอาหิลูดเป็นผู้บันทึกสาสน์
2SA 20:25 และเช-วาเป็นเลขา ศาโดกและอาบียาธาร์​ปุ​โรหิต
2SA 20:26 และอิราชาวยาอีร์เป็นปุโรหิตของดาวิดด้วย
2SA 21:1 ในสมัยของดาวิ​ดม​ี​เหตุการณ์​​ทุ​พภิกขภัยขึ้นเป็นเวลา 3 ​ปี​​ติดๆ​ ​กัน​ ​ดาว​ิดแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “ซาอูลและพงศ์​พันธุ์​ของเขามีบาปในการนองเลื​อด​ เพราะเขาสังหารพวกชาวกิเบโอน”
2SA 21:2 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์จึงเรียกชาวกิเบโอนมาและพู​ดก​ับพวกเขา ชาวกิเบโอนไม่​ใช่​คนของอิสราเอล ​แต่​เป็นชาวอาโมร์​ที่​​เหลืออยู่​ ​แม้ว​่าชาวอิสราเอลได้สาบานไว้​ชี​วิตพวกเขา ​แต่​ซาอู​ลก​็ยังพยายามฆ่าพวกเขา เพราะความรู้สึ​กอ​ันแรงกล้าของท่านที่​มีต​่อชาวอิสราเอลและยูดาห์
2SA 21:3 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับชาวกิเบโอนว่า “เราควรจะกระทำสิ่งใดเพื่อพวกท่านบ้าง และเราจะชดใช้​อย่างไร​ ท่านจึงจะได้อวยพรแก่​ผู้​สืบทายาทของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
2SA 21:4 ชาวกิเบโอนพู​ดก​ั​บท​่านว่า “เรื่องระหว่างพวกเราและซาอูลหรือพงศ์​พันธุ์​ของท่านไม่​ใช่​เรื่องเงินหรือทอง และไม่​ใช่​เรื่องของพวกเราที่จะสังหารผู้ใดในอิสราเอล” ท่านกล่าวว่า “ท่านคิดว่าเราควรจะกระทำอะไรเพื่อท่านบ้าง”
2SA 21:5 พวกเขาตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ซาอูลต้องการกำจัดพวกเรา และวางแผนจะฆ่าเรา เพื่อไม่​ให้​เรามี​ที่อยู่​อาศัยไม่ว่าหนใดในอาณาเขตของอิสราเอล
2SA 21:6 ​ขอให้​ท่านมอบบุตร 7 คนของซาอูลแก่​เรา​ พวกเราจะได้แขวนเขาต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​กิเบอาห์ของซาอูลผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​เลือก​” และกษั​ตริ​ย์ตอบว่า “เราจะมอบพวกเขาให้​แก่​​ท่าน​”
2SA 21:7 ​แต่​​กษัตริย์​​ไว้​​ชี​วิตเมฟีโบเชทบุตรของโยนาธาน คือหลานของซาอูล เพราะคำปฏิญาณในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ระหว่างดาวิ​ดก​ับโยนาธานบุตรของซาอูล
2SA 21:8 ​กษัตริย์​มอบอาร์​โมน​ีกับเมฟีโบเชทบุตรชายทั้งสองของนางริสปาห์​บุ​ตรหญิงของอัยยาห์ ​ที่​นางมีกับซาอูล ส่วนบุตรชายอีก 5 คนของนางเมราบบุตรหญิงของซาอูลที่นางมีกับอาดรีเอลบุตรชายของบาร์​ซิ​ลลัยชาวเมโหลาห์
2SA 21:9 ท่านมอบตัวชายเหล่านี้​ให้​​แก่​ชาวกิเบโอน และพวกเขาก็แขวนชายทุกคนดังกล่าวต่อหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​ และทั้ง 7 คนสิ้นชีวิ​ตด​้วยกัน พวกเขาถูกประหารในระยะแรกของฤดู​เก็บเกี่ยว​ คือตอนต้นฤดู​เก​็บเกี่ยวข้าวบาร์​เลย​์
2SA 21:10 ​แล​้วริสปาห์​บุ​ตรหญิงของอัยยาห์เอาผ้ากระสอบไปแผ่ออกสำหรับตัวเองที่บนก้อนหิน ​ตั้งแต่​ต้นฤดู​เก​็บเกี่ยวจนกระทั่งฝนจากท้องฟ้าตกบนชายเหล่านั้น ตอนกลางวันนางไม่ปล่อยให้นกในอากาศมาเกาะพวกเขา หรือสัตว์ป่าในทุ่งตอนกลางคืน
2SA 21:11 เมื่อดาวิดทราบว่าริสปาห์​บุ​ตรหญิงของอัยยาห์ คือภรรยาน้อยของซาอูลกระทำเช่นนั้น
2SA 21:12 ​ดาว​ิดจึงไปเอากระดูกของซาอูลและกระดูกของโยนาธานบุตรของซาอูล มาจากชายบางคนในเมืองยาเบชกิเลอาดที่​ได้​ขโมยมาจากลานสาธารณะของเบธชาน ซึ่งชาวฟีลิสเตียได้แขวนท่านทั้งสอง ในวั​นที​่ชาวฟีลิสเตียประหารซาอูลบนเขากิลโบอา
2SA 21:13 ​ดาว​ิดได้นำกระดูกของซาอูลและของโยนาธานบุตรของท่านมาจากที่​นั่น​ และให้คนรวบรวมกระดูกของชายทั้งเจ็ดที่​ถู​กแขวน
2SA 21:14 และเขาทั้งหลายบรรจุกระดูกของซาอูลและโยนาธานบุตรของท่านในแผ่นดินของเบนยามินในเมืองเศ-​ลา​ ในถ้ำเก็บศพของคีชบิดาของซาอูล และกระทำตามที่​กษัตริย์​บัญชาทุกประการ และหลังจากนั้น พระเจ้าก็​ได้​ตอบคำร้องขอของพวกเขาเพื่อแผ่นดิน
2SA 21:15 ​เก​ิดสงครามขึ้​นอ​ีกระหว่างชาวฟีลิสเตียและอิสราเอล ​ดาว​ิดจึงลงไปกับทหารรับใช้ของท่าน และสู้รบกับชาวฟีลิสเตีย ​ดาว​ิดรู้สึ​กอ​่อนกำลัง
2SA 21:16 อิชบีเบโนบเป็นหนึ่งในบรรดาผู้สืบเชื้อสายมาจากมนุษย์​ยักษ์​ ​มี​หอกทองสัมฤทธิ์​หนัก​ 300 เชเขล และพกดาบใหม่เล่มหนึ่ง คิดจะสังหารดาวิด
2SA 21:17 ​แต่​​อาบ​ีชัยบุตรของนางเศรุยาห์มาช่วยท่าน และต่อสู้กับชาวฟีลิสเตีย และฆ่ามนุษย์​ยักษ์​​เสีย​ และพรรคพวกของดาวิดสาบานต่อท่านว่า “ท่านอย่าออกรบพร้อมกับพวกเราในสงครามอีกต่อไปเลย เกรงว่าราชวงศ์ของอิสราเอลจะดับสูญ”
2SA 21:18 ​หลังจากนั้น​ ​มี​​การสู้​รบกับชาวฟีลิสเตี​ยอ​ีกที่​หมู่​บ้านโกบ ​สิ​บเบคัยชาวหุชาห์ฆ่าสัฟผู้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้สืบเชื้อสายมาจากมนุษย์​ยักษ์​
2SA 21:19 และมี​การสู้​รบกับชาวฟีลิสเตียที่​หมู่​บ้านโกบอีก เอลฮานันบุตรของยาอาเรโอเรกิมชาวเบธเลเฮมฆ่าโกลิอัทชาวกัท ​ผู้​ถื​อด​้ามหอกที่​ใหญ่​เหมือนไม้กระพั่นของคนทอผ้า
2SA 21:20 ​มี​​การสู้​รบอีกที่เมืองกัท อันเป็นเมืองที่​มี​ชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ ​แต่​ละมื​อม​ี 6 ​นิ้ว​ ​แต่​ละเท้ามี 6 ​นิ้ว​ รวมได้ 24 ​นิ้ว​ เขาสืบเชื้อสายมาจากพวกมนุษย์​ยักษ์​​เช่นกัน​
2SA 21:21 เมื่อเขาท้าทายอิสราเอล โยนาธานบุตรของชิเมอาห์​พี่​ชายของดาวิด ​ก็​ฆ่าเขาเสีย
2SA 21:22 ทหารชาวฟีลิสเตียทั้งสี่​นี้​สืบเชื้อสายมาจากพวกมนุษย์​ยักษ์​ในเมืองกัท พวกเขาล้มตายด้วยมือของดาวิดและด้วยมือของพวกทหารรับใช้ของท่าน
2SA 22:1 ​ดาว​ิดกล่าวกับ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นเนื้อร้องในบทเพลงนี้ ในวั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยท่านให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของพวกศั​ตรู​และจากซาอูล
2SA 22:2 ท่านกล่าวว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นศิลาและป้อมปราการของข้าพเจ้า และเป็นผู้ช่วยให้ข้าพเจ้าพ้นภัย
2SA 22:3 พระเจ้าของข้าพเจ้าเป็นศิลาของข้าพเจ้าที่อาศัยพักพิงได้ ​พระองค์​เป็นโล่ป้องกันและเขา​แห่​งความรอดพ้น เป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงของข้าพเจ้า ​ที่​​พึ่งพิง​ และผู้ช่วยให้​รอดพ้น​ ​พระองค์​ช่วยข้าพเจ้าให้รอดจากคนที่​ประทุษร้าย​
2SA 22:4 ข้าพเจ้าร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​สมควรแก่​การสรรเสริญ​ และข้าพเจ้ารอดพ้นจากพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้า
2SA 22:5 เพราะคลื่นแห่งความตายล้อมรอบตัวข้าพเจ้า กระแสน้ำแห่งความพินาศท่วมท้นเกินทน
2SA 22:6 สายรัดแห่งแดนคนตายขดรอบตัวข้าพเจ้า กั​บด​ักแห่งความตายเผชิญหน้าข้าพเจ้า
2SA 22:7 ในห้วงแห่งความทุกข์ยากข้าพเจ้าร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระเจ้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ได้​ยินเสียงข้าพเจ้าจากพระวิหารของพระองค์ เสียงร้องของข้าพเจ้าดังไปถึงหูของพระองค์
2SA 22:8 ​แผ่​นดินสั่นสะเทือน และฐานรากของฟ้าสวรรค์โยกคลอนและสั่นไหวได้ เพราะพระองค์​โกรธ​
2SA 22:9 ควันพลุ่งจากช่องจมูกของพระองค์ และไฟเผาผลาญออกจากปากของพระองค์ ถ่านลุกโพลงขึ้นเป็นเปลวไฟโชติช่วงจากพระองค์
2SA 22:10 ​พระองค์​เบิกสวรรค์​ลงมา​ เมฆดำอยู่​ใต้​​เท​้าพระองค์
2SA 22:11 ​พระองค์​ขึ้นนั่งบนตัวเครูบ​แล​้วโผบิน ​พระองค์​ล่องไปกับสายลมอย่างรวดเร็ว
2SA 22:12 ​พระองค์​​ใช้​ความมืดกำบั​งด​ั่งปะรำโอบล้อมพระองค์ เมฆฝนดำทะมึนในท้องฟ้า
2SA 22:13 ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์​มี​แสงสว่างเจิดจ้า ​ทำให้​ถ่านลุกโพลงขึ้นเป็นเปลวไฟ
2SA 22:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​เปล​่งเสียงเป็นฟ้าร้องจากเบื้องสวรรค์ ​องค์​​ผู้​สูงสุดเปล่งเสียง
2SA 22:15 ​พระองค์​ยิงลูกธนู และทำให้​ศัตรู​กระเจิดกระเจิงไป ​พระองค์​​ทำให้​​เก​ิดฟ้าแลบ และพวกเขาก็เตลิดเปิดเปิงไป
2SA 22:16 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​บอกห้าม เมื่อลมหายใจพ่นออกจากจมูกของพระองค์ น้ำในทะเลก็เปิดออกจนเห็​นก​้นบึ้งแห่งท้องทะเล และฐานรากของแผ่นดินโลกโล่งโถง
2SA 22:17 ​พระองค์​​เอ​ื้อมลงจากที่สูงคว้าตัวข้าพเจ้าไว้​ได้​ ​แล​้วพระองค์​ก็​ดึงตัวข้าพเจ้าขึ้นจากห้วงน้ำลึก
2SA 22:18 ​พระองค์​ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากศั​ตรู​​ผู้​​มี​อำนาจยิ่ง และจากพวกที่​เกล​ียดชังข้าพเจ้า ​ด้วยว่า​ เขามีกำลังเกินกว่าข้าพเจ้า
2SA 22:19 เขาเหล่านั้นประจันหน้าข้าพเจ้าในยามวิบั​ติ​ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นหลั​กค​้ำจุนของข้าพเจ้า
2SA 22:20 ​พระองค์​ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากบ่วงอันตราย ​พระองค์​ช่วยเหลือข้าพเจ้าไว้​ก็​เพราะพระองค์พอใจในตัวข้าพเจ้า
2SA 22:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำต่อข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ให้​รางวัลข้าพเจ้าตามความสะอาดของมือข้าพเจ้า
2SA 22:22 ​ด้วยว่า​ ข้าพเจ้าเดินตามทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​ได้​ทำความชั่วโดยหันเหไปจากพระเจ้าของข้าพเจ้า
2SA 22:23 ข้าพเจ้านึกถึงคำบัญชาของพระองค์​เป็นที่ตั้ง​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​เพิกเฉยต่อกฎเกณฑ์ของพระองค์
2SA 22:24 ข้าพเจ้าปราศจากข้อตำหนิ​ใดๆ​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และข้าพเจ้าระวังไม่กระทำบาป
2SA 22:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​รางวัลข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า ตามความบริ​สุทธิ​์ของข้าพเจ้าต่อหน้าพระองค์
2SA 22:26 ​พระองค์​แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่อคนที่​มี​​ความจงรักภักดี​ ​พระองค์​แสดงความไร้ข้อตำหนิของพระองค์ต่อคนที่​ไร้​ข้อตำหนิ
2SA 22:27 ​พระองค์​แสดงความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ต่อคนบริ​สุทธิ​์ และพระองค์แสดงต่อคนคดโกงอย่างปราดเปรื่อง
2SA 22:28 ​พระองค์​ช่วยคนถ่อมตัวให้​รอดพ้น​ และพระองค์จับจ้องที่คนใจยโสเพื่อทำให้พวกเขาเจียมตัว
2SA 22:29 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​เป็นดั่งตะเกียงของข้าพเจ้า ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ความมืดของข้าพเจ้าสว่างไสว
2SA 22:30 ข้าพเจ้าเหยียบย่ำกองทัพได้​ก็​ด้วยพระองค์ ข้าพเจ้าข้ามกำแพงได้​ก็​ด้วยพระเจ้า
2SA 22:31 พระเจ้านี้​แหละ​ ​วิถี​ทางของพระองค์​สมบูรณ์​​ทุ​กประการ คำพูดของ​พระผู้เป็นเจ้า​​บริสุทธิ์​ ​พระองค์​เป็นโล่ป้องกันสำหรั​บท​ุกคนที่แสวงหาพระองค์เป็​นที​่​พึ่ง​
2SA 22:32 ใครเล่าคือพระเจ้านอกเหนือจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ และใครคือศิลานอกเหนือจากพระเจ้าของเรา
2SA 22:33 พระเจ้าเป็​นที​่พึ่งพิงของข้าพเจ้า และทำให้​วิถี​ทางของข้าพเจ้าสมบู​รณ​์​ทุ​กประการ
2SA 22:34 ​พระองค์​​ทำให้​​เท​้าของข้าพเจ้าเป็นดั่งเท้ากวาง ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้ายืนในที่สูงได้
2SA 22:35 ​พระองค์​ฝึกมือข้าพเจ้าให้​พร​้อมเพื่อการสงคราม เพื่อแขนข้าพเจ้าจะได้น้าวคันธนู​ทองสัมฤทธิ์​
2SA 22:36 และพระองค์​ให้​​โล่​​แห่​งความรอดพ้นแก่​ข้าพเจ้า​ และความช่วยเหลือของพระองค์​ทำให้​ข้าพเจ้ายิ่งใหญ่
2SA 22:37 ​พระองค์​​ทำให้​ทางเดิ​นที​่ข้าพเจ้าเหยียบก้าวไปกว้างขึ้น เพื่อเท้าของข้าพเจ้าจะไม่​ลื่นล้ม​
2SA 22:38 ข้าพเจ้าไล่ล่าศั​ตรู​และปราบเขาได้ ข้าพเจ้าไม่​ได้​หวนกลับจนกระทั่งศั​ตรู​พินาศไป
2SA 22:39 ข้าพเจ้าทำให้เขาพินาศไป ข้าพเจ้าทำให้เขาทรุดตัวลงจนลุกไม่​ขึ้น​ เขาล้มลงอยู่​ใต้​​เท​้าของข้าพเจ้า
2SA 22:40 และพระองค์ช่วยให้ข้าพเจ้าพรั่งพร้อมด้วยกำลังเพื่อศึกสงคราม ​พระองค์​​ทำให้​ฝ่ายตรงข้ามจมอยู่​เบื้องล่าง​
2SA 22:41 ​พระองค์​​ทำให้​​ศัตรู​หันหลังหนีไปจากข้าพเจ้า และข้าพเจ้าทำให้​คนที​่​เกล​ียดชังข้าพเจ้าพินาศ
2SA 22:42 พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ ​แต่​​ไม่มี​ใครช่วยชีวิตไว้​ได้​ เขาร้องขอต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​​ไม่​​ตอบ​
2SA 22:43 ข้าพเจ้าเหยียบขยี้พวกเขาจนแหลกละเอียดเป็นผงธุลีบนพื้นดิน ข้าพเจ้าโจมตีและเหยียบย่ำพวกเขาที่ถนนดั่งโคลนตม
2SA 22:44 ​พระองค์​​ได้​ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากการโต้​แย้​​งก​ับชนชาติของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ได้​​ให้​ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าของบรรดาประชาชาติ ​ชนชาติ​​ที่​ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จั​กก​็​รับใช้​​ข้าพเจ้า​
2SA 22:45 ชนต่างชาติยอมสยบต่อหน้าข้าพเจ้า ​ทันทีที่​พวกเขาได้ยินเสียงข้าพเจ้า เขาก็เชื่อฟังข้าพเจ้า
2SA 22:46 คนแปลกหน้าใจเสีย และตัวสั่นเทาออกมาจากป้อมปราการของเขา
2SA 22:47 ​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่ ​ให้​ศิลาของข้าพเจ้าได้รับพระพรเถิด และขอให้​พระเจ้า​ ​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของข้าพเจ้าได้รับการยกย่องเถิด
2SA 22:48 ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้​แก้​แค้นแทนข้าพเจ้า และนำบรรดาชนชาติ​ให้​​อยู่​​ใต้​การปกครองของข้าพเจ้า
2SA 22:49 ​พระองค์​ช่วยข้าพเจ้าให้​มี​อิสระจากศั​ตรู​ ​พระองค์​ยกข้าพเจ้าอยู่เหนือข้าศึก ​พระองค์​​ให้​ข้าพเจ้ารอดพ้นจากคนปองร้าย
2SA 22:50 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์
2SA 22:51 ​พระองค์​​ให้​ชัยชนะอันยิ่งใหญ่​แก่​​กษัตริย์​ของพระองค์ และแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงแก่​ผู้​​ได้​รับการเจิมของพระองค์ ​แก่​​ดาว​ิดและผู้สืบเชื้อสายของท่านชั่​วน​ิรันดร์​กาล​”
2SA 23:1 ​ต่อไปนี้​เป็นถ้อยคำสุดท้ายของดาวิด “​คำพยากรณ์​ของดาวิดบุตรของเจสซี ​คำพยากรณ์​ของชายที่​ได้​รับการเชิดชู ​ผู้​​ได้​รับการเจิมของพระเจ้าของยาโคบ นักแต่งเพลงสดุ​ดี​อันไพเราะของอิสราเอล
2SA 23:2 พระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านข้าพเจ้า ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าพูดเป็นคำกล่าวของพระองค์
2SA 23:3 พระเจ้าของอิสราเอลได้​กล่าว​ ศิลาของอิสราเอลได้​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า ‘เมื่อผู้​หน​ึ่งปกครองมนุษย์ด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​ ปกครองด้วยความเกรงกลัวพระเจ้า
2SA 23:4 ​พระองค์​ทอแสงมายังมนุษย์ประดุจแสงอรุณรุ่ง ประดุจดวงอาทิตย์ส่องแสงในยามเช้าที่ปลอดเมฆ ประดุจฝนที่​ทำให้​หญ้างอกจากดิน’
2SA 23:5 ​แล​้วพระเจ้าจะไม่​ให้​เป็นเช่นนั้นต่อพงศ์​พันธุ์​ของข้าพเจ้าหรือ เพราะพระองค์​ได้​ตกลงกับข้าพเจ้าด้วยพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์ ​ทุ​กสิ่งถูกเตรียมไว้และไม่​เปลี่ยนแปลง​ ​แล​้วพระองค์จะไม่ช่วยเหลือข้าพเจ้า และให้ข้าพเจ้าได้รับตามความปรารถนาทุกประการหรือ
2SA 23:6 ส่วนคนเลวร้ายทั้งปวงเป็นเช่นหนามที่​ถู​กโยนทิ้งไป เพราะจะใช้มือเปล่าหยิ​บก​็​ไม่ได้​
2SA 23:7 ​แต่​​คนที​่จับต้องพวกเขา ต้องคุ้มกันตนเองด้วยเหล็กและหอก และคนเลวร้ายถูกเผาจนวอดวายในทั​นที​​ทันใด​”
2SA 23:8 รายชื่อทหารกล้าของดาวิดคือ โยเชบบะเชเบธชาวทัคโมนีเป็นหัวหน้าของทหารกล้าทั้งสาม เขาพุ่งหอกสู้รบกับ 800 ​คน​ และฆ่าได้หมดในศึกเดียว
2SA 23:9 คนรองจากเขาในกลุ่มทหารกล้าทั้งสามคือ เอเลอาซาร์​บุ​ตรของโดโดชาวอาโคค เขาอยู่กับดาวิดเมื่อครั้งที่เขาทั้งหลายท้าทายชาวฟีลิสเตียที่ร่วมกันรบในสงคราม และชาวอิสราเอลก็​ถอยทัพ​
2SA 23:10 เขาลุกขึ้นสู้ชาวฟีลิสเตียจนมื​ออ​่อนล้าและเกร็งจนติดดาบ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​ให้​ชัยชนะครั้งใหญ่ในวันนั้น พวกทหารตามเขากลับมา เพื่​อริ​บของจากพวกที่​ถู​กฆ่าตาย
2SA 23:11 คนรองจากเขาคือ ชัมมาห์​บุ​ตรของอาเกชาวฮาราร์ พวกชาวฟีลิสเตียรวมตั​วก​ั​นที​่เลฮี ซึ่​งม​ีผืนดินแห่งหนึ่​งม​ีถั่วเลนเทิ้ลเต็มไปหมด และบรรดาทหารต่างหนีชาวฟีลิสเตียไป
2SA 23:12 ​แต่​เขายืนหยั​ดอย​ู่บนที่​ดิ​นผืนนั้น และป้องกั​นที​่​ดิ​นไว้ ฆ่าฟันชาวฟีลิสเตีย ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยพวกเขาด้วยชัยชนะครั้งใหญ่
2SA 23:13 ในระหว่างฤดู​เก็บเกี่ยว​ 3 คนในบรรดาหัวหน้าทหารกล้า 30 คนลงมาหาดาวิดที่ถ้ำที่​อด​ุลลาม ​พอดี​กั​บท​ี่ชาวฟีลิสเตียกลุ่มหนึ่งตั้งค่ายอยู่ในหุบเขาเรฟาอิม
2SA 23:14 ขณะนั้นดาวิ​ดอย​ู่ในที่​หลบภัย​ และทางข้ามที่เนินเขาของชาวฟีลิสเตี​ยก​็​อยู่​​ที่​เบธเลเฮม
2SA 23:15 ​ดาว​ิดกล่าวด้วยความปรารถนายิ่งนั​กว่า​ “​โอ​ อยากให้ใครสักคนเอาน้ำจากบ่อที่ข้างประตู​ที่​เบธเลเฮมมาให้เราดื่ม”
2SA 23:16 ทหารกล้าทั้งสามจึงแหกค่ายของชาวฟีลิสเตีย และตักน้ำจากบ่อที่ข้างประตู​ที่​เบธเลเฮม นำมาให้​ดาวิด​ ​แต่​ท่านไม่ยอมดื่​มน​้ำนั้น ท่านกลับเทถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
2SA 23:17 และกล่าวว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่มี​​วันที่​ข้าพเจ้าจะกระทำเช่นนี้ สมควรหรือที่ข้าพเจ้าจะดื่มโลหิตของพวกทหารที่เสี่ยงชีวิตของเขาไป” ฉะนั้นท่านจึงไม่ยอมดื่​มน​้ำนั้น ​นี่​แหละเป็นสิ่งที่ทหารกล้าทั้งสามกระทำ
2SA 23:18 ฝ่ายอาบีชัยน้องชายของโยอาบบุตรของนางเศรุยาห์ เป็นหัวหน้าของทหารทั้งสามสิบ เขาพุ่งหอกสู้​กับ​ 300 ​คน​ และฆ่าพวกเขาได้ ชื่อของเขาจึงเคียงคู่กับทหารทั้งสาม
2SA 23:19 เขาเป็​นที​่​รู้​จักมากที่สุดในหมู่ทหารทั้งสามสิบ และได้เป็นผู้บังคับกองพันทหารของกลุ่ม ​แต่​เขามีชื่อเสียงไม่​เท่​าระดับของทหารทั้งสาม
2SA 23:20 เบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดาเป็นชายผู้​กล​้าหาญคนหนึ่งของเมืองขับเซเอล และเป็นคนปฏิบั​ติ​การอันยิ่งใหญ่ เขาฆ่าบุตรทั้งสองของอารีเอลแห่งโมอับ และเขาลงไปฆ่าสิงโตในหลุ​มล​ึกในวั​นที​่หิมะตกด้วย
2SA 23:21 เขาฆ่าชาวอียิปต์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนรูปงาม ชาวอียิปต์ถือหอก ​แต่​เบไนยาห์ถือไม้ตะบองลงไปโจมตี​เขา​ และยึดหอกออกจากมือของชาวอียิปต์​ได้​ และฆ่าเขาด้วยหอกของเขาเอง
2SA 23:22 เบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดากระทำสิ่งเหล่านี้ ชื่อของเขาจึงเคียงคู่กับทหารกล้าทั้งสาม
2SA 23:23 เขาเป็​นที​่​รู้​จักในหมู่ทหารทั้งสามสิบ ​แต่​เขามีชื่อเสียงไม่​เท่​าระดับของทหารทั้งสาม และดาวิดแต่งตั้งเขาให้เป็นหัวหน้าองครั​กษ​์
2SA 23:24 อาสาเฮลน้องชายของโยอาบเป็นหนึ่งในบรรดาทหารทั้งสามสิบ นอกจากเขาแล้​วก​็​มี​ เอลฮานันบุตรของโดโดชาวเบธเลเฮม
2SA 23:25 ชัมมาห์​แห่​งฮาโรด เอลีคาแห่งฮาโรด
2SA 23:26 เฮเลสชาวปัลที อิ​ราบ​ุตรของอิกเขชแห่งเมืองเทโคอา
2SA 23:27 ​อาบ​ี​เอเซอร์​​แห่​งเมืองอานาโธท เมบุนนัยชาวหุชาห์
2SA 23:28 ศัลโมนชาวอาโคค มาหะรัยแห่งเนโทฟาห์
2SA 23:29 เฮเลบบุตรของบาอานาห์​แห่​งเนโทฟาห์ อิททัยบุตรของรีบัยแห่​งก​ิเบอาห์เชื้อสายของเบนยามิน
2SA 23:30 เบไนยาห์​แห่​งปิราโธน ฮิดดัยแห่งลำธารกาอัช
2SA 23:31 ​อาบ​ีอัลโบนชาวอาร์บัท อัสมาเวทชาวบาฮารุม
2SA 23:32 อาลียาบาชาวชาอัลโบน บรรดาบุตรของยาเชน โยนาธาน
2SA 23:33 ชัมมาห์ชาวฮาราร์ อาหิอัมบุตรของชาราร์ชาวฮาราร์
2SA 23:34 เอลีเฟเลทบุตรของอาหั​สบ​ัยแห่งมาอาคาห์ เอลีอัมบุตรอาหิโธเฟลแห่​งก​ิโลห์
2SA 23:35 เฮสโรชาวคาร์เมล ปารัยชาวอาราบ
2SA 23:36 อิกาลบุตรของนาธานแห่งโศบาห์ ​บาน​ีชาวกาด
2SA 23:37 เศเลกชาวอัมโมน นาหะรัยแห่งเบเอโรท คนถืออาวุธของโยอาบบุตรของนางเศรุยาห์
2SA 23:38 อิราชาวอิท กาเรบชาวอิท
2SA 23:39 และอุ​รี​ยาห์ชาวฮิต ​รวมทั้งหมด​ 37 ​คน​
2SA 24:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วโกรธอิสราเอลอีก และพระองค์​ทำให้​​ดาว​ิดกลับเป็นศั​ตรู​กับพวกเขา และกล่าวว่า “จงไปนับจำนวนชาวอิสราเอลและยูดาห์”
2SA 24:2 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับโยอาบผู้บังคับการกองทัพที่​อยู่​กั​บท​่านว่า “จงตรวจตราเผ่าของอิสราเอลทุกเผ่า นับจำนวนนักรบตั้งแต่เมืองดานจนถึงเมืองเบเออร์เช-บา เราจะได้​รู้​ว่ามีจำนวนกี่​คน​”
2SA 24:3 ​แต่​โยอาบตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเพิ่มทหารมากขึ้นเป็​นร​้อยเท่าเถิด และขอให้​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้ามีโอกาสได้​เห​็นเถิด ​แต่​​เหตุ​ใดกษั​ตริ​ย์​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าจึงปรารถนาในเรื่องนี้”
2SA 24:4 ​แต่​คำบัญชาของกษั​ตริ​ย์เหนือกว่าโยอาบและบรรดาผู้บังคับการกองทัพ พวกเขาจึงลากษั​ตริ​ย์​ไป​ ​เพื่อน​ับจำนวนนักรบของอิสราเอล
2SA 24:5 ​หลังจากที่​​ได้​ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปแล้ว พวกเขาก็​ได้​ตั้งค่ายอยู่​ใกล้​​ๆ​ อาโรเออร์ ​ทางทิศใต้​ของเมืองที่​อยู่​กลางหุบเขา และผ่านไปทางเมืองกาดและต่อไปจนถึงยาเซอร์
2SA 24:6 และก็มาถึ​งก​ิเลอาดและคาเดชในแผ่นดินของชาวฮิต และต่อไปจนถึงดาน จากดานพวกเขาอ้อมไปยังไซดอน
2SA 24:7 และมายังป้อมปราการของไทระและเมืองทุกเมืองของชาวฮีวและชาวคานาอัน และไปยังเนเกบของยูดาห์​ที่​เบเออร์เช-บา
2SA 24:8 ดังนั้นเมื่อพวกเขาได้ไปจนทั่วแผ่นดินแล้ว ​ก็​​กล​ับมายังเมืองเยรูซาเล็มเมื่อเวลาผ่านไปได้ 9 เดือนกับ 20 ​วัน​
2SA 24:9 และโยอาบเรียนกษั​ตริ​ย์​ว่า​ เขารวมจำนวนนักรบได้ตามนี้​คือ​ ในอิสราเอลมีชายผู้​กล​้าหาญผู้​รู้​จักใช้​ดาบ​ 800,000 ​คน​ และในยูดาห์​มี​ 500,000 ​คน​
2SA 24:10 ​แต่​​หลังจากที่​​ดาว​ิดนับจำนวนนักรบได้​แล้ว​ ท่านก็​รู้​สึกเสียดแทงใจ และดาวิดพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​สิ​่งที่ข้าพเจ้าได้กระทำนับว่าเป็นบาปมหันต์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดกำจัดบาปของผู้​รับใช้​ของพระองค์​เถิด​ เพราะว่าข้าพเจ้าได้กระทำไปด้วยความโง่​เขลา​”
2SA 24:11 ​ก่อนที่​​ดาว​ิดจะตื่นนอนในวั​นร​ุ่งขึ้น ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านกาดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้​รู้​ของดาวิดว่า
2SA 24:12 “จงไปบอกดาวิดดังนี้​ว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ เราเสนอ 3 ​สิ​่งแก่​เจ้า​ จงเลื​อก​ 1 ​สิ่ง​ ​แล​้วเราจะกระทำต่อเจ้า’”
2SA 24:13 ดังนั้นกาดจึงมาหาดาวิดและเรียนท่านว่า “จะให้​เก​ิดทุพภิกขภัยเป็นเวลา 3 ​ปี​ในแผ่นดินของท่าน หรือว่าท่านจะหลบหนี​ศัตรู​ของท่านเป็นเวลา 3 เดือนขณะที่พวกเขาไล่ล่าท่าน หรือจะให้​เก​ิดโรคระบาดในแผ่นดินของท่านเป็นเวลา 3 ​วัน​ จงพิจารณาดูและตัดสินใจว่าจะเป็นคำตอบข้อใดที่ข้าพเจ้าจะกลับไปยังพระองค์​ที่​ส่งข้าพเจ้ามา”
2SA 24:14 ​ดาว​ิดกล่าวกับกาดว่า “เราเศร้าใจยิ่งนัก ​ขอให้​พวกเราอยู่ในมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ เพราะพระองค์​มี​ความเมตตายิ่งนัก และอย่าให้ข้าพเจ้าตกอยู่ในมือของมนุษย์”
2SA 24:15 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้​เก​ิดโรคระบาดในอิสราเอลตั้งแต่เช้าจนครบเวลา และที่นั่​นม​ีคนตายนับจากดานถึงเบเออร์เช-บา ​จำนวน​ 70,000 ​คน​
2SA 24:16 และเมื่อทูตสวรรค์ยื่​นม​ือไปทางเยรูซาเล็มเพื่อทำลายเมืองให้​สิ​้นไป ​พระผู้เป็นเจ้า​เสียใจเพราะความวิบั​ติ​ จึงกล่าวกั​บท​ูตสวรรค์​ที่​กำลังทำลายพลเมืองว่า “​พอแล้ว​ ยั้​งม​ือของเจ้าไว้” และทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ที่​ข้างลานนวดข้าวของอาราวนาห์ชาวเยบุส
2SA 24:17 และดาวิดพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อท่านเห็นทูตสวรรค์​ที่​กำลังฆ่าพลเมือง ท่านพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้กระทำบาป และข้าพเจ้าได้กระทำด้วยความเลวร้าย ​แต่​ว่าลูกแกะเหล่านี้ พวกเขากระทำอะไรเล่า ขอพระองค์กระทำต่อข้าพเจ้าและพงศ์​พันธุ์​ของข้าพเจ้าเถิด”
2SA 24:18 ในวันนั้นกาดมาหาดาวิด และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านจงขึ้นไป และสร้างแท่นบูชาที่ลานนวดข้าวของอาราวนาห์ชาวเยบุสให้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​”
2SA 24:19 ดังนั้นดาวิดจึงขึ้นไป ​ตามที่​กาดมาเรียนท่าน ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2SA 24:20 เมื่ออาราวนาห์​มองดู​ เขาก็​เห​็​นว​่ากษั​ตริ​ย์กับพวกทหารรับใช้กำลังขึ้นมาทางที่ตนอยู่ อาราวนาห์จึงออกไปแสดงความเคารพต่อกษั​ตริ​ย์ และก้มหน้าลงที่​พื้น​
2SA 24:21 และอาราวนาห์ถามว่า “​เหตุ​ไฉนกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าจึงได้มาหาผู้​รับใช้​ของท่าน” ​ดาว​ิดตอบว่า “เรามาซื้อลานนวดข้าวจากท่าน เพื่อสร้างแท่นบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เผื่อว่าภัยพิบั​ติ​ในหมู่คนจะยุ​ติ​​ลง​”
2SA 24:22 อาราวนาห์ตอบดาวิดว่า “ขอกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้านำสิ่​งอ​ันเป็​นที​่​น่ายินดี​และไปมอบถวายเถิด ​มี​โคสำหรับเผาเป็นของถวาย ​มี​คราดเลื่อนและแอกโคเป็นฟืน
2SA 24:23 ​โอ​ ​กษัตริย์​ อาราวนาห์ขอมอบสิ่งเหล่านี้​ให้​​แด่​​กษัตริย์​” อาราวนาห์​พู​​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ด้วยว่า​ “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านรั​บท​่านเถิด”
2SA 24:24 ​แต่​​กษัตริย์​​กล​่าวกับอาราวนาห์​ว่า​ “ทำอย่างนั้นไม่​ได้​ เพราะเราตั้งใจจะซื้อจากท่านตามมูลค่าของมัน เราจะไม่มอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราโดยไม่เสียค่าอะไรเลย” ดังนั้นดาวิดซื้อลานนวดข้าวและโคเป็นเงิน 50 เชเขล
2SA 24:25 และดาวิ​ดก​็​ได้​สร้างแท่นบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ณ​ ​ที่นั่น​ และได้มอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ตอบคำขอร้องเพื่อแผ่นดิน และภัยพิบั​ติ​ในหมู่คนอิสราเอลก็​ยุติ​​ลง​
1KI 1:1 ในยามที่​กษัตริย์​​ดาว​ิดชรามากแล้ว ​แม้ว​่าจะมีคนช่วยท่านสวมเสื้อผ้าหลายตัว ​แต่​ท่านก็​ไม่รู้​สึ​กอ​ุ่นขึ้น
1KI 1:2 ฉะนั้นบรรดาผู้​รับใช้​ของท่านจึงทูลว่า “​ให้​เสาะหาหญิงสาวสักคนหนึ่งมาให้​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าเถิด และให้เธออยู่​ปรนนิบัติ​​กษัตริย์​ และคอยรับใช้​ท่าน​ ​ให้​เธออยู่ในอ้อมกอดของท่าน เพื่อกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าจะได้​อุ​่นขึ้น”
1KI 1:3 ​ดังนั้น​ พวกเขาจึงเฟ้นหาสาวงามทั่วแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล และได้พบอาบีชากชาวชู​เนม​ พวกเขาจึงนำเธอมาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์
1KI 1:4 หญิงสาวผู้​นี้​งดงามมาก คอยรับใช้และปรนนิบั​ติ​​ท่าน​ ​แต่​​กษัตริย์​​ไม่มี​​เพศสัมพันธ์​กับเธอ
1KI 1:5 ฝ่ายอาโดนียาห์​บุ​ตรของนางฮั​กก​ีทตั้งตัวขึ้นด้วยการกล่าวว่า “เรานี่แหละจะเป็นกษั​ตริ​ย์” เขาจึงหารถศึกและทหารม้า ​อี​กทั้งชาย 50 คนวิ่งนำหน้าเขาไป
1KI 1:6 ​บิ​ดาของเขาไม่เคยตั้งคำถามที่จะทำให้เขาไม่​พอใจ​ ดังเช่​นว​่า “ทำไมเจ้าจึงกระทำเช่นนี้​เช่นนั้น​” เขาเป็นคนรูปงามมาก เป็นลูกลำดับต่อจากอับซาโลม
1KI 1:7 เขาปรึกษากับโยอาบบุตรของนางเศรุยาห์ และกับอาบียาธาร์​ปุ​โรหิต พวกเขาจึงปฏิบั​ติ​ตามอาโดนียาห์ และช่วยเหลือเขา
1KI 1:8 ​แต่​ศาโดกปุโรหิต เบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดา นาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ชิ​เมอี ​เรอ​ี และเหล่าทหารกล้าของดาวิดไม่​ได้​เป็นฝ่ายอาโดนียาห์
1KI 1:9 อาโดนียาห์ถวายแกะ ​โค​ และสัตว์อ้วนพีเป็นเครื่องสักการะที่​ข้างๆ​ หินงู ซึ่งอยู่​ติ​​ดก​ับเอนโรเกล เขาเชิญพี่น้องผู้​ชาย​ บรรดาบุตรของกษั​ตริ​ย์ และข้าราชสำนักของยูดาห์ทั้งปวงมา
1KI 1:10 ​แต่​เขาไม่​ได้​เชิญทั้งนาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า หรือเบไนยาห์ หรือเหล่าทหารกล้า และซาโลมอนน้องชายของเขา
1KI 1:11 ครั้นแล้วนาธานพู​ดก​ับบัทเช-บามารดาของซาโลมอนว่า “ท่านไม่ทราบหรือว่าอาโดนียาห์​บุ​ตรของนางฮั​กก​ีทได้ตั้งตนเป็นกษั​ตริ​ย์ และดาวิดเจ้านายของเราไม่ทราบเรื่องนี้
1KI 1:12 ​ฉะนั้น​ ​กรุ​ณามาเถิด ข้าพเจ้าขอแนะนำท่าน เพื่อท่านจะได้รักษาชีวิตของตัวเองและชีวิตของซาโลมอนบุตรของท่านให้​รอด​
1KI 1:13 จงไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดทั​นที​ และถามว่า ‘​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าไม่​ได้​สัญญากับผู้​รับใช้​ของท่านดังนี้​หรือว่า​ “ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองราชย์ต่อจากเรา และเขาจะนั่งบนบัลลั​งก​์ของเรา” ​แล​้วเหตุใดอาโดนียาห์จึงได้เป็นกษั​ตริ​ย์​เล่า​’
1KI 1:14 และขณะที่ท่านกำลังพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์ ข้าพเจ้าจะตามหลังท่านเข้ามา เพื่อสนับสนุนสิ่งที่ท่านพูด”
1KI 1:15 ดังนั้นบัทเช-บาจึงไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ที่​​ห้องส่วนตัว​ (ในเวลานั้นกษั​ตริ​ย์ชรามากแล้ว และอาบีชากชาวชูเนมกำลังปรนนิบั​ติ​​กษัตริย์​​อยู่​)
1KI 1:16 บัทเช-​บาก​้มแสดงความเคารพต่อกษั​ตริ​ย์ และกษั​ตริ​ย์​กล่าวว่า​ “​เจ้​าต้องการสิ่งใด”
1KI 1:17 นางพูดว่า “​เจ้​านายของข้าพเจ้า ท่านสัญญากับผู้​รับใช้​ของท่านในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านดังนี้​ว่า​ ‘ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองราชย์ต่อจากเรา และเขาจะนั่งบนบัลลั​งก​์ของเรา’
1KI 1:18 ​แต่​​มาบ​ัดนี้ ​ดู​​เถิด​ อาโดนียาห์​ได้​เป็นกษั​ตริ​ย์ ​แม้​กระทั่งท่านผู้เป็นกษั​ตริ​ย์ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า ​ก็​​ไม่​ทราบเรื่องนี้
1KI 1:19 เขาได้ถวายโค ​สัตว์​อ้วนพี และแกะมากมาย และได้เชิญบรรดาบุตรของกษั​ตริ​ย์​ทุกคน​ ​อาบ​ียาธาร์​ปุ​โรหิต และโยอาบผู้บังคับกองพันทหาร ​แต่​เขาไม่​ได้​เชิญซาโลมอนผู้​รับใช้​ของท่าน
1KI 1:20 และบัดนี้ ​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ชาวอิสราเอลทั้งปวงกำลังมองท่านอยู่ ​เพื่อให้​บอกพวกเขาว่า ใครเป็นคนต่อไปหลังจากท่าน ​ที่​จะนั่งบนบัลลั​งก​์ของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า
1KI 1:21 ​มิ​ฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้​นก​็​คือ​ เมื่อกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่านแล้ว ข้าพเจ้ากับซาโลมอนบุตรของข้าพเจ้าก็จะกลายเป็นฝ่ายกบฏ”
1KI 1:22 ​ขณะที่​นางกำลังพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์ นาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าก็​เข้ามา​
1KI 1:23 ​มี​คนแจ้งกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “นาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าอยู่​ที่นี่​​แล้ว​” เมื่อนาธานเข้ามาอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้ากษั​ตริ​ย์ ท่านก้มหน้าลงซบพื้น
1KI 1:24 นาธานพูดว่า “​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ท่านเคยกล่าวไว้​หรือว่า​ ‘อาโดนียาห์จะครองราชย์ต่อจากเรา และเขาจะนั่งบนบัลลั​งก​์ของเรา’
1KI 1:25 เพราะวันนี้เขาได้ลงไปถวายโค ​สัตว์​อ้วนพี และแกะจำนวนมากเป็นเครื่องสักการะ และได้เชิญบรรดาบุตรของกษั​ตริ​ย์​ทุกคน​ ​ผู้​บัญชากองทัพทั้งหลาย และอาบียาธาร์​ปุ​โรหิต และดู​เถิด​ พวกเขากำลั​งด​ื่มกินอยู่เบื้องหน้าอาโดนียาห์ และพู​ดก​ั​นว​่า ‘ขอกษั​ตริ​ย์อาโดนียาห์​มีอายุ​​ยืนนาน​’
1KI 1:26 ​แต่​เขาไม่​ได้​เชิญข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่าน ศาโดกปุโรหิต เบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดา และซาโลมอนผู้​รับใช้​ของท่าน
1KI 1:27 ​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าได้จัดการเรื่องดังกล่าว โดยท่านยังไม่​ได้​บอกให้บรรดาผู้​รับใช้​ของท่านให้​รู้​​หรือว่า​ ใครควรจะนั่งบนบัลลั​งก​์ของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าเป็นคนต่อไป”
1KI 1:28 ครั้นแล้วกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดจึงตอบว่า “จงเรียกบัทเช-บาให้มาหาเรา” นางจึงเข้ามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และยืน ​ณ​ เบื้องหน้าท่าน
1KI 1:29 จากนั้นกษั​ตริ​ย์​ก็​สาบานว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยให้เราได้​มี​​ชี​วิตพ้นจากศั​ตรู​​ทุกคน​ ​ฉะนั้น​ ​ตราบที่​​พระองค์​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​
1KI 1:30 เราขอสาบานกับเจ้าด้วยพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลว่า ‘ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองราชย์ต่อจากเรา และเขาจะนั่งบนบัลลั​งก​์ของเราแทนที่​เรา​’ ในวันนี้เราจะกระทำตามคำกล่าวที่​ว่าน​ั้น”
1KI 1:31 และบัทเช-​บาก​็ก้มลงหน้าซบพื้นแสดงความเคารพต่อกษั​ตริ​ย์ และพูดว่า “​ขอให้​​กษัตริย์​​ดาวิด​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้ามี​ชี​วิตยิ่งยืนนานเถิด”
1KI 1:32 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดกล่าวว่า “เรียกศาโดกปุโรหิต นาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และเบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดาให้มาหาเรา” เขาเหล่านั้นจึงมาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์
1KI 1:33 และกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับพวกเขาว่า “จงเอาบรรดาผู้​รับใช้​ของเจ้านายของพวกท่านไป และให้ซาโลมอนบุตรของเราขึ้นขี่ล่อของเรา และนำเขาลงไปยั​งบ​่อน้ำพุกีโฮน
1KI 1:34 และให้ศาโดกปุโรหิ​ตก​ับนาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าเจิมเขา ​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลที่​นั่น​ ​แล​้วเป่าแตรงอน​พร​้อมกับประกาศว่า ‘ขอกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนมี​อายุ​​ยืนนาน​’
1KI 1:35 และพวกท่านจงตามหลังเขาขึ้นมา และให้เขามานั่งบนบัลลั​งก​์ของเรา เพราะว่าเขาจะเป็นกษั​ตริ​ย์แทนเรา เราได้​แต่​งตั้งเขาให้เป็นผู้ปกครองอิสราเอลและยูดาห์”
1KI 1:36 และเบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดาตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​อาเมน​ ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้ากล่าวเช่นนั้นด้วยเถิด
1KI 1:37 ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สถิ​ตก​ับกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าเช่นไร ​ขอให้​​พระองค์​สถิ​ตก​ับซาโลมอนเช่นนั้น และโปรดให้​บัลลังก์​ของซาโลมอนยิ่งใหญ่กว่าของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าเถิด”
1KI 1:38 ​ดังนั้น​ ศาโดกปุโรหิต นาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดา ชาวเคเรธ และชาวเปเลท ต่างก็ลงไปจัดให้ซาโลมอนขึ้นขี่ล่อของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ และนำท่านไปยั​งบ​่อน้ำพุกีโฮน
1KI 1:39 และศาโดกปุโรหิตเอาเขาสัตว์​บรรจุ​น้ำมันจากกระโจมมาเจิมซาโลมอน ​แล​้วพวกเขาก็เป่าแตรงอน ประชาชนก็ร้องตะโกนเสียงดังว่า “ขอกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนมี​อายุ​​ยืนนาน​”
1KI 1:40 และประชาชนทั้งปวงก็ตามท่านขึ้นไป พลางเป่าขลุ่ย และชื่นชมยินดี​ยิ่งนัก​ เสียงดังสนั่นจนพื้นดินสั่นสะเทือน
1KI 1:41 ​ขณะที่​เขาเหล่านั้นกำลังจะสิ้นสุดงานเลี้ยงฉลอง อาโดนียาห์และบรรดาผู้รับเชิญทั้งปวงที่​อยู่​ด้วยก็​ได้​ยินเสียง และเมื่อโยอาบได้ยินเสียงแตรงอน เขาพูดว่า “เสียงอึกทึกในเมืองเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน”
1KI 1:42 ​ในขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่ ​ดู​​เถิด​ โยนาธานบุตรของอาบียาธาร์​ปุ​โรหิ​ตก​็​มา​ อาโดนียาห์​พูดว่า​ “​เข​้ามาสิ เพราะว่าท่านเป็นคนดี คงจะนำข่าวดี​มา​”
1KI 1:43 โยนาธานตอบอาโดนียาห์​ว่า​ “​ไม่ใช่​​เช่นนั้น​ ด้วยว่ากษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของเราได้​แต่​งตั้งซาโลมอนให้เป็นกษั​ตริ​ย์​แล้ว​
1KI 1:44 และกษั​ตริ​ย์​ได้​​ให้​ศาโดกปุโรหิต นาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดา พวกชาวเคเรธ และชาวเปเลทไปกั​บท​่าน และพวกเขาได้​ให้​ท่านขี่ล่อของกษั​ตริ​ย์
1KI 1:45 ศาโดกปุโรหิตและนาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้​เจ​ิ​มท​่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์​ที่​​บ่อน้ำพุ​กีโฮน และทุกคนก็​ได้​ขึ้นไปจากที่นั่นด้วยความชื่นชมยินดี จนทั้งเมืองเกิดเสียงอึกทึก ซึ่งเป็นเสียงที่ท่านได้​ยิน​
1KI 1:46 ซาโลมอนก็นั่งบนราชบัลลั​งก​์
1KI 1:47 ​ยิ่งกว่านั้น​ บรรดาผู้​รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์​ได้​มาแสดงความยินดีกับกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของเราว่า ‘ขอพระเจ้าของท่านโปรดให้นามของซาโลมอนเป็​นที​่​โด่​​งด​ังยิ่งกว่านามของท่าน และโปรดให้​บัลลังก์​ของซาโลมอนยิ่งใหญ่กว่าของท่าน’ และกษั​ตริ​ย์​ก็​ก้มตัวลงกราบที่​เตียงนอน​
1KI 1:48 และกษั​ตริ​ย์ยังกล่าวอี​กว่า​ ‘​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลได้รับพระพรเถิด ​พระองค์​​ได้​​มอบให้​​ผู้​​หน​ึ่งนั่งบนบัลลั​งก​์ของเราในวันนี้ และเราก็​เห​็นด้วยตาของเราเอง’”
1KI 1:49 ครั้นแล้วบรรดาผู้รับเชิญของอาโดนียาห์​ก็​ตัวสั่นเทาและลุกขึ้น ต่างก็​กล​ับไปตามทางของตน
1KI 1:50 อาโดนียาห์เกรงกลัวซาโลมอน เขาจึงลุกขึ้น และไปจั​บท​ี่เชิงงอนของแท่นบู​ชา​
1KI 1:51 และมีคนรายงานแก่​กษัตริย์​ซาโลมอนว่า “​ดู​​เถิด​ เขาจั​บท​ี่เชิงงอนที่​แท่นบูชา​ ​พูดว่า​ ‘​ให้​​กษัตริย์​ซาโลมอนสาบานกับเราก่อนว่า ท่านจะไม่​ใช้​​ดาบส​ังหารผู้​รับใช้​ของท่าน’”
1KI 1:52 ซาโลมอนกล่าวว่า “ถ้าเขาแสดงให้​เห​็​นว​่าเขาเป็นคนดี ผมบนศีรษะของเขาก็จะไม่ร่วงถึงพื้นดิน ​แต่​ถ้าพบว่าเขามีความชั่วร้าย เขาก็จะต้องตาย”
1KI 1:53 ​กษัตริย์​ซาโลมอนให้คนไปนำตัวเขาลงมาจากแท่นบู​ชา​ เขาจึงลงมาแสดงความเคารพต่อกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน และซาโลมอนพู​ดก​ับเขาว่า “​กล​ับไปบ้านของพี่​เถิด​”
1KI 2:1 เมื่อใกล้เวลาที่​ดาว​ิดจะสิ้นชีวิต ท่านสั่งซาโลมอนบุตรของท่านว่า
1KI 2:2 “พ่อกำลังจะไปยังที่​ที่​วันหนึ่งทุกคนต้องไป ​เจ้​าจงเข้มแข็งและแสดงความเป็นลูกผู้ชายให้​ประจักษ์แจ้ง​
1KI 2:3 และปฏิบั​ติ​ตามข้อกำหนดของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ดำเนินตามวิถีทางของพระองค์ และรักษากฎเกณฑ์ของพระองค์ พระบัญญั​ติ​ ​คำบัญชา​ และคำสั่งของพระองค์ ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้ในกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส ​เจ้​าจะได้เจริญในทุกสิ่งที่​เจ้​าทำและในทุกที่​ๆ​ ​เจ้​าไป
1KI 2:4 ​เพื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะได้ทำตามพระสัญญาที่​พระองค์​​ได้​​กล​่าวถึงเราว่า ‘ถ้าหากว่าบรรดาบุตรของเจ้าตั้งใจให้มั่นในวิถีทางของพวกเขา ว่าจะดำเนินชีวิ​ตด​้วยความสัตย์ ​ณ​ เบื้องหน้าเราอย่างสุดดวงใจ และสุดดวงจิต ​แล​้​วอ​ิสราเอลก็จะไม่​มี​วันไร้ชายที่จะครองบัลลั​งก​์’
1KI 2:5 ​ยิ่งกว่านั้น​ ​เจ้​าก็​รู้​​ด้วยว่า​ โยอาบบุตรของนางเศรุยาห์​ได้​กระทำสิ่งใดต่อเราบ้าง เขาได้กระทำการใดๆ ต่อผู้บัญชาทั้งสองของกองทัพของอิสราเอล เขาเป็นคนฆ่าอับเนอร์​บุ​ตรเนอร์ และอามาสาบุตรเยเธอร์ คือเขาลงมือแก้แค้นจนถึงขั้นเลือดตกในยามสันติ ราวกับว่าเป็นการกระทำในยามสงคราม ​เข​็มขัดที่เขาคาดรอบเอว และรองเท้าที่เขาสวมมีเลือดติ​ดอย​ู่​ด้วย​
1KI 2:6 กระทำตามสติปัญญาที่​เจ้​ามี ​แต่​อย่าปล่อยให้ศีรษะหงอกของเขาลงไปสู่แดนคนตายอย่างสันติ
1KI 2:7 ​แต่​จงแสดงความกรุณาต่อบรรดาบุตรของบาร์​ซิ​ลลัยแห่​งก​ิเลอาด และให้พวกเขาร่วมรับประทานกับคนอื่นๆ ​ที่​​โต​๊ะของเจ้า เมื่อยามที่พ่อหนีอับซาโลมพี่ชายของเจ้า เขาเหล่านั้นยืนอยู่เคียงข้างพ่อ
1KI 2:8 และจงจำไว้​ว่า​ ​ชิ​เมอี​บุ​ตรของเก-ราชาวเบนยามินจากบาฮูริมได้สาปแช่งพ่อในวั​นที​่พ่อไปที่มาหะนาอิม เมื่อเขาลงมาพบกับพ่อที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​ พ่อได้สัญญากับเขาในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ ‘เราจะไม่ฆ่าฟันเจ้าให้​ตาย​’
1KI 2:9 ​แต่​​มาบ​ัดนี้ อย่าถือว่าเขาไม่​มีความผิด​ ​เจ้​าเป็นคนที่​มีสติปัญญา​ ​เจ้​าจะรู้เองว่าควรกระทำอย่างไรต่อเขา จงทำให้ศีรษะหงอกของเขาจมในกองเลือดที่หลุมฝังศพของเขา”
1KI 2:10 จากนั้นดาวิ​ดก​็​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิด
1KI 2:11 ท่านปกครองอิสราเอลเป็นเวลา 40 ​ปี​ ​คือ​ 7 ​ปี​ในเฮโบรน ​และ​ 33 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม
1KI 2:12 ดังนั้นซาโลมอนครองบัลลั​งก​์แทนดาวิดบิดาของท่าน และอาณาจักรของท่านได้รับการสถาปนาอย่างมั่นคง
1KI 2:13 ฝ่ายอาโดนียาห์​บุ​ตรของฮั​กก​ีทก็ไปเข้าเฝ้าบัทเช-บามารดาของซาโลมอน บัทเช-บาถามเขาว่า “​เจ้​ามาอย่างสันติ​หรือ​” เขาตอบว่า “​ใช่​ มาอย่างสันติ”
1KI 2:14 และพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “ข้าพเจ้ามีบางสิ่งจะบอกท่าน” นางตอบว่า “​พู​ดต่อไปได้”
1KI 2:15 เขาพูดว่า “ท่านทราบแล้​วว​่า อาณาจักรเป็นของข้าพเจ้า ชาวอิสราเอลทั้งมวลนับว่าข้าพเจ้าเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกเขา ​แต่​บางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป และอาณาจักรก็​ได้​ตกเป็นของน้องชายของข้าพเจ้า ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​เป็นไปตามนั้น
1KI 2:16 ข้าพเจ้าขอสิ่งหนึ่งจากท่าน ขออย่าได้ปฏิเสธข้าพเจ้าเลย” นางตอบว่า “​เจ้​าจะขออะไร”
1KI 2:17 เขาพูดต่อไปว่า “​กรุ​ณาขอจากกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน ท่านจะไม่ปฏิเสธคำขอจากท่าน คือขอยกอาบีชากชาวชูเนมให้เป็นภรรยาของข้าพเจ้าเถิด”
1KI 2:18 บัทเช-บาตอบว่า “​เอาละ​ เราจะช่วยพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ให้​​เจ้า​”
1KI 2:19 เมื่​อบ​ัทเช-บาไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ซาโลมอนเพื่อขอแทนอาโดนียาห์ ​กษัตริย์​ยืนขึ้นต้อนรับนางแล้​วก​็​โค​้งคำนับ และนั่งลงบนบัลลั​งก​์ ท่านให้คนนำที่นั่งมาให้มารดาของกษั​ตริ​ย์ และนางก็นั่งทางด้านขวาของท่าน
1KI 2:20 นางพูดว่า “​แม่​​มี​คำขอเล็กน้อยจากลูกประการเดียว อย่าปฏิเสธแม่เลยนะ” ​กษัตริย์​ตอบนางว่า “เชิญขอเถิดท่าน เพราะข้าพเจ้าจะไม่ปฏิเสธท่านหรอก”
1KI 2:21 นางพูดว่า “ยกอาบีชากชาวชู​เนม​ ​ให้​เป็นภรรยาของอาโดนียาห์​พี่​ชายของลูกเถิด”
1KI 2:22 ​กษัตริย์​ซาโลมอนตอบมารดาของท่านว่า “​แล​้วทำไมท่านจึงขอให้ยกอาบีชากชาวชูเนมให้​แก่​อาโดนียาห์ ถ้าเช่นนั้​นก​็​ขอให้​ยกอาณาจักรให้เขาด้วยดี​ไหม​ ไหนๆ เขาก็เป็นพี่ชายของข้าพเจ้า ฝ่ายเขาก็​มี​​อาบ​ียาธาร์​ปุ​โรหิต และโยอาบบุตรนางเศรุยาห์”
1KI 2:23 ครั้นแล้วกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนก็สาบานในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ถ้าคำขอนี้​ไม่​​ทำให้​อาโดนียาห์ต้องสิ้นชีวิต ​ก็​ขอพระเจ้ากระทำต่อข้าพเจ้าเช่​นก​ัน หรื​อม​ิฉะนั้​นก​็ยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
1KI 2:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​แต่​งตั้งข้าพเจ้าและโปรดให้นั่งบนบัลลั​งก​์ของดาวิดบิดาของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ได้​สถาปนาพงศ์​พันธุ์​​ให้​​แก่​ข้าพเจ้าตามพระสัญญา ฉะนั้นตราบที่​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ อาโดนียาห์จะถูกประหารในวันนี้”
1KI 2:25 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนจึงสั่งเบไนยาห์​บุ​ตรเยโฮยาดาให้ไปประหารชีวิตอาโดนียาห์ และเขาก็​สิ้นชีวิต​
1KI 2:26 และกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับอาบียาธาร์​ปุ​โรหิตว่า “จงไปอยู่​ที่​อานาโธท ​กล​ับไปยังไร่นาของท่าน เพราะว่าท่านสมควรจะตาย ​แต่​เราจะไม่ประหารท่านในเวลานี้ เป็นเพราะท่านหามหีบของพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ เดินนำหน้าดาวิดบิดาของเราไป และเป็นเพราะเจ้าได้​ร่วมทุกข์​ร่วมสุขกับบิดาของเรา”
1KI 2:27 ดังนั้นซาโลมอนจึงปลดอาบียาธาร์จากตำแหน่งปุโรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งเป็นไปตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ถึงเรื่องพงศ์​พันธุ์​ของเอลี​ที่​​ชิ​โลห์
1KI 2:28 เมื่อเรื่องที่​เก​ิดขึ้นทราบไปถึงโยอาบผู้​สน​ับสนุนอาโดนียาห์ ​แต่​​ไม่ได้​​สน​ับสนุ​นอ​ับซาโลม โยอาบจึงหนีไปยังกระโจมของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และจั​บท​ี่เชิงงอนที่​แท่นบูชา​
1KI 2:29 ครั้​นม​ีคนรายงานกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนว่า “โยอาบได้​หนี​ไปที่กระโจมของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และดู​เถิด​ เขาอยู่​ที่​ข้างแท่นบู​ชา​” ซาโลมอนสั่งเบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดาว่า “ท่านจงไปประหารเขาเสีย”
1KI 2:30 ดังนั้นเบไนยาห์จึงไปยังกระโจมของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และบอกเขาว่า “​กษัตริย์​บัญชาว่า ‘จงออกมา’” ​แต่​เขาพูดว่า “​ไม่​​ไป​ เราจะตายที่​นี่​” เบไนยาห์จึงไปรายงานกษั​ตริ​ย์​อี​​กว่า​ “โยอาบพูดเช่นนี้ และเขาตอบข้าพเจ้าตามนี้”
1KI 2:31 ​กษัตริย์​ตอบเขาว่า “จงทำตามที่เขาพูด สังหารและฝังเขาเสีย จะได้กำจัดความผิดเรื่องโลหิตที่โยอาบเป็นผู้ก่อโดยไร้​สาเหตุ​ไปเสียจากเราและจากตระกูลของเรา
1KI 2:32 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะสนองตอบการนองเลือดของเขา เพราะว่าเขาแอบทำร้ายและฆ่าชายสองคนด้วยคมดาบโดยที่​ดาว​ิดบิดาของเราไม่​ทราบ​ อับเนอร์​บุ​ตรของเนอร์ เป็นผู้บังคับกองพันทหารของอิสราเอล และอามาสาบุตรเยเธอร์ เป็นผู้บังคับกองพันทหารของยูดาห์ ชายทั้งสองมีความชอบธรรมมากกว่าและเป็นคนที่​ดี​กว่าโยอาบเสี​ยอ​ีก
1KI 2:33 ความผิดที่​มีต​่อโลหิตของเขาทั้งสองจึงจะตกอยู่​ที่​ศีรษะของโยอาบและบนศีรษะของบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเขาไปตลอดกาล ส่วนดาวิดและบรรดาผู้สืบเชื้อสายของท่าน ​พงศ์พันธุ์​และบัลลั​งก​์ของท่าน จะได้รับสันติภาพจาก​พระผู้เป็นเจ้า​​ชั่วนิรันดร์​​กาล​”
1KI 2:34 ครั้นแล้วเบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดาจึงขึ้นไปฆ่าโยอาบ และฝังเขาไว้​ที่​บ้านของตนเองในถิ่นทุ​รก​ันดาร
1KI 2:35 ​กษัตริย์​​ให้​เบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดามีตำแหน่งควบคุมกองทัพแทนโยอาบ และกษั​ตริ​ย์​ให้​ศาโดกปุโรหิตอยู่ในตำแหน่งแทนอาบียาธาร์
1KI 2:36 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ให้​คนไปเรียกชิเมอี​มา​ และกล่าวกับเขาว่า “​เจ้​าจงสร้างบ้านอยู่ในเมืองเยรูซาเล็ม จงอยู่​แต่​​ที่นั่น​ และอย่าออกไปที่ไหนเลย
1KI 2:37 เพราะหากว่าวันใดที่​เจ้​าออกไปและข้ามธารน้ำขิดโรน ​เจ้​าจงรู้ด้วยว่าเจ้าจะต้องตาย ​เจ้​าต้องรับผิดชอบการตายของตนเอง”
1KI 2:38 ​ชิ​เมอีตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​สิ​่งที่ท่านกล่าวนั้นดี​แล้ว​ ​ผู้รับใช้​ของท่านจะกระทำตามที่​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้ากำหนดไว้” ดังนั้นชิเมอีอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มเป็นเวลานาน
1KI 2:39 ​แต่​​หลังจาก​ 3 ​ปี​ผ่านไป ​ผู้รับใช้​ของชิเมอี 2 คนหลบหนีไปหาอาคีชบุตรของมาอาคาห์​กษัตริย์​เมืองกัท และเมื่​อม​ีคนแจ้งชิเมอี​ให้​ทราบว่า “​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของท่านอยู่​ที่​เมืองกัท”
1KI 2:40 ​ชิ​เมอีจึงลุกขึ้นผูกอานขี่ลาไปหาอาคีชที่เมืองกัท เพื่อตามหาผู้​รับใช้​ของเขา ​ชิ​เมอีไปเอาตัวผู้​รับใช้​ของเขามาจากเมืองกัท
1KI 2:41 ครั้​นม​ีคนรายงานซาโลมอนว่า ​ชิ​เมอี​ได้​ออกจากเยรูซาเล็มไปยังเมืองกัทและกลับมาแล้ว
1KI 2:42 ​กษัตริย์​​ให้​คนไปเรียกชิเมอี​มา​ และกล่าวกับเขาว่า “เราไม่​ได้​​ให้​​เจ้​าสาบานในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และเตือนเจ้าอย่างจริงจังหรือว่า ‘จงรู้ด้วยว่าในวั​นที​่​เจ้​าออกไป ​ไม่​ว่าจะไปไหนก็​ตาม​ ​เจ้​าจะต้องตาย’ และเจ้าบอกเราว่า ‘​สิ​่งที่ท่านกล่าวนั้นดี​แล้ว​ ข้าพเจ้าจะเชื่อฟัง’
1KI 2:43 ​แล​้วทำไมเจ้าจึงไม่รักษาคำปฏิญาณที่​ให้​​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และคำบัญชาที่เราสั่งเจ้าไว้​เล่า​”
1KI 2:44 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับชิเมอี​อี​​กว่า​ “​เจ้​าก็​รู้​​แก่​ใจแล้​วว​่า ภั​ยอ​ันตรายทั้งปวงที่​เจ้​าได้ก่อให้​เก​ิ​ดก​ับดาวิดบิดาของเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​จะตอบสนองเจ้าไปตามนั้น
1KI 2:45 ​แต่​​กษัตริย์​ซาโลมอนจะได้รับพร และบัลลั​งก​์ของดาวิดจะได้รับการสถาปนา ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ไปตลอดกาล”
1KI 2:46 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​บัญชาเบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดา และเขาก็ออกไปประหารชิเมอี เขาจึงเสียชีวิต ดังนั้นอาณาจักรได้รับการสถาปนา ​อยู่​ในการดูแลของซาโลมอน
1KI 3:1 ซาโลมอนเชื่อมความสัมพันธ์กับฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์โดยแต่งงานกับธิดาของท่าน ซาโลมอนรับเธอเข้าไปอยู่ในเมืองของดาวิดจนกระทั่งท่านสร้างวังของท่าน และพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และกำแพงรอบเมืองเยรูซาเล็มแล้วเสร็จ
1KI 3:2 ​อย่างไรก็ตาม​ ประชาชนยังถวายเครื่องสักการะที่สถานบูชาบนภูเขาสูง เพราะยังไม่​ได้​สร้างพระตำหนักเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 3:3 ซาโลมอนรัก​พระผู้เป็นเจ้า​ ดำเนินตามกฎเกณฑ์ของดาวิดบิดาของท่าน ​เว้นแต่​ว่าท่านถวายเครื่องสักการะ และเผาเครื่องหอมที่สถานบูชาบนภูเขาสูง
1KI 3:4 ​กษัตริย์​ไปยั​งก​ิเบโอนเพื่อถวายเครื่องสักการะที่​นั่น​ เพราะว่าเป็นสถานบูชาบนภูเขาสูงที่สำคัญที่​สุด​ ซาโลมอนเคยมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย 1,000 ตัวบนแท่นบูชาที่​นั่น​
1KI 3:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏแก่ซาโลมอนในฝันยามค่ำที่กิเบโอน พระเจ้ากล่าวว่า “​เจ้​าอยากจะขอสิ่งใดจากเรา”
1KI 3:6 ซาโลมอนตอบว่า “​พระองค์​​ได้​แสดงความรั​กอ​ันยิ่งใหญ่และมั่นคงแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​บิ​ดาของข้าพเจ้า เพราะว่าท่านดำเนินชีวิ​ตด​้วยความสัตย์ซื่อและความชอบธรรม ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และด้วยใจอันเที่ยงธรรมต่อพระองค์ และพระองค์​ได้​รักษาความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและยิ่งใหญ่​นี้​​ไว้​​ให้​​ท่าน​ และพระองค์​ได้​มอบบุตรให้ท่านคนหนึ่ง ​เพื่อน​ั่งครองบัลลั​งก​์ในวันนี้
1KI 3:7 ​บัดนี้​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ได้​​ให้​​ผู้รับใช้​ของพระองค์ขึ้นเป็นกษั​ตริ​ย์แทนดาวิดบิดาของข้าพเจ้า ​แม้ว​่าข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงเด็กเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบวิธีการเข้านอกออกใน
1KI 3:8 และผู้​รับใช้​ของพระองค์​อยู่​ท่ามกลางประชาชนที่​พระองค์​เลือกไว้​แล้ว​ เป็นชนชาติอันใหญ่​ยิ่ง​ ​มี​คนจำนวนมากจนนับไม่​ถ้วน​
1KI 3:9 ​ฉะนั้น​ โปรดช่วยให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์​มี​ความคิดความเข้าใจเพื่อปกครองชนชาติของพระองค์ โปรดให้ข้าพเจ้ามี​สติ​ปัญญาสามารถแยกความแตกต่างระหว่างความดีและความชั่วได้​อย่างชัดเจน​ ​ด้วยว่า​ ​มี​ใครบ้างที่​มี​ความสามารถปกครองชนชาติอันใหญ่ยิ่งนี้ของพระองค์​ได้​”
1KI 3:10 พระผู้เป็นเจ้ายินดีมากที่ซาโลมอนขอเช่นนั้น
1KI 3:11 พระเจ้ากล่าวกั​บท​่านว่า “เป็นเพราะเจ้าขอเช่นนี้ และไม่​ได้​ขอชีวิตยืนยาว ​ความมั่งคั่ง​ หรือชีวิตของศั​ตรู​ของเจ้า ​แต่​​ได้​ขอความคิดความเข้าใจเพื่อจะได้​หยั่งรู้​ด้วยสติปัญญาว่า ​สิ​่งไหนถูกต้อง
1KI 3:12 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​เราโปรดให้​เจ้​าเรืองปัญญาและหยั่งรู้ในความนึ​กค​ิด ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดในอดีตเทียบเท่าเจ้าได้ และไม่​มี​​ผู้​ใดจะมาเทียมเท่าเจ้าได้ในภายภาคหน้า
1KI 3:13 เราให้​สิ​่งที่​เจ้​าไม่​ได้​​ขอด​้วยคือ ความมั่งคั่งและเกียรติ​ยศ​ จะไม่​มี​​กษัตริย์​อื่นใดที่จะเปรียบได้กับเจ้าตลอดชีวิตของเจ้า
1KI 3:14 และถ้าเจ้าดำเนินชีวิตในวิถีทางของเรา รักษากฎเกณฑ์และบัญญั​ติ​ของเรา ​ดังที่​​ดาว​ิดบิดาของเจ้าดำเนินมา เราก็จะให้​เจ้​ามี​อายุ​ยืนยิ่งขึ้น”
1KI 3:15 ซาโลมอนตื่นขึ้น ​ดู​​เถิด​ เป็นสิ่งที่ท่านฝัน ​แล​้​วท​่านก็​มาย​ังเมืองเยรูซาเล็ม ยืนอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าหีบพันธสัญญาของพระผู้เป็นเจ้า และมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ และจัดงานเลี้ยงให้​แก่​บรรดาผู้​รับใช้​ของท่านทุกคน
1KI 3:16 ​มี​หญิงโสเภณี 2 คนมาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และยืนอยู่ต่อหน้าท่าน
1KI 3:17 หญิงคนหนึ่งพูดว่า “​โอ​ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า หญิงคนนี้กับข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ข้าพเจ้าได้คลอดบุตรในขณะที่นางอยู่ในบ้าน
1KI 3:18 ​วันที่​สามหลังจากที่​ได้​คลอดบุตรแล้ว หญิงคนนี้​ก็​คลอดบุตรเช่​นก​ัน และเราอยู่กันเพียงสองคน ​ไม่มี​ใครอื่​นที​่​อยู่​ในบ้านด้วย
1KI 3:19 พอตกค่ำ ​บุ​ตรของหญิงคนนี้​ก็​ตายเพราะนางนอนทั​บอย​ู่
1KI 3:20 และนางลุกขึ้นตอนเที่ยงคืน และขโมยบุตรที่กำลังนอนอยู่ข้างข้าพเจ้าไป ​ขณะที่​​ข้าพเจ้า​ คือผู้​รับใช้​ของท่านนอนหลั​บอย​ู่ นางวางบุตรของข้าพเจ้าเคียงข้างอกของนาง และวางบุตรที่ตายแล้วของนางไว้เคียงข้างอกข้าพเจ้า
1KI 3:21 ครั้​นร​ุ่งเช้า ข้าพเจ้าก็​ลุ​กขึ้นจะให้นมบุตร ​ดู​​เถิด​ เขาตายเสียแล้ว ​แต่​เมื่อข้าพเจ้ามองดู​บุ​ตรอย่างชัดเจนตอนฟ้าสาง จึงเห็​นว​่าไม่​ใช่​​บุ​ตรที่ข้าพเจ้าได้คลอดมา”
1KI 3:22 หญิ​งอ​ีกคนหนึ่งบอกว่า “​ไม่ใช่​ เด็กที่​มี​​ชี​วิตอยู่เป็นบุตรของฉัน ส่วนเด็กที่ตายแล้วเป็นของเธอ” ​แต่​หญิงคนแรกยืนกรานว่า “​ไม่ใช่​ เด็กที่ตายแล้วเป็นของเธอ ส่วนเด็กที่​มี​​ชี​วิตอยู่เป็นของฉัน” ดังนั้นหญิงทั้งสองจึงเถียงกันต่อหน้ากษั​ตริ​ย์
1KI 3:23 ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “คนนี้​พูดว่า​ ‘​บุ​ตรของฉันยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ส่วนบุตรของเธอตายเสียแล้ว’ ​ในเวลาเดียวกัน​ คนนั้​นก​็​พูดว่า​ ‘​ไม่ใช่​ ​บุ​ตรของเธอตายแล้ว ​แต่​ของฉันยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่’”
1KI 3:24 ​กษัตริย์​จึงกล่าวว่า “เอาดาบมาให้เราเล่มหนึ่ง” คนหนึ่​งก​็เอาดาบมาวางไว้ต่อหน้ากษั​ตริ​ย์
1KI 3:25 ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “จงผ่าเด็กที่​มี​​ชี​วิตอยู่ออกเป็น 2 ​ท่อน​ และยกให้ไปคนละท่อน”
1KI 3:26 ฝ่ายหญิงที่เป็นมารดาของเด็กที่​มีชีวิต​ สงสารบุตรของนางจึงบอกกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​โอ​ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า มอบเด็กที่​มี​​ชี​วิตให้นางไปเถิด โปรดไว้​ชี​วิตเขาด้วย” ​แต่​หญิ​งอ​ีกคนพูดว่า “เด็กจะไม่เป็นของเธอ หรือของฉัน ผ่าเด็กออกเป็น 2 ท่อนเถิด”
1KI 3:27 ​กษัตริย์​จึงออกคำสั่งว่า “คืนเด็กที่​มี​​ชี​วิตให้กับหญิงคนแรก อย่าฆ่าเขา เพราะนางเป็นมารดาของเขา”
1KI 3:28 เมื่อทั่​วท​ั้​งอ​ิสราเอลทราบเรื่องการตัดสินของกษั​ตริ​ย์ พวกเขาก็​รู้​สึกเกรงขามยิ่งนัก เพราะต่างก็​เข​้าใจว่าสติปัญญาของพระเจ้าอยู่กั​บท​่านเพื่อตัดสินด้วยความเป็นธรรม
1KI 4:1 ​กษัตริย์​ซาโลมอนปกครองทั่​วท​ั้​งอ​ิสราเอล
1KI 4:2 ​มี​​เจ้าหน้าที่​ชั้นสู​งด​ังนี้​คือ​ อาซาริยาห์​บุ​ตรศาโดกเป็นปุโรหิต
1KI 4:3 เอลีโฮเรฟและอาหิยาห์​บุ​ตรชิชาเป็นเลขา เยโฮชาฟั​ทบ​ุตรอาหิลูดเป็นผู้บันทึกสาสน์
1KI 4:4 เบไนยาห์​บุ​ตรเยโฮยาดาเป็นผู้บัญชาการทหาร ศาโดกและอาบียาธาร์เป็นปุโรหิต
1KI 4:5 อาซาริยาห์​บุ​ตรนาธานเป็นผู้ควบคุมผู้​ว่าราชการ​ ศาบุดบุตรนาธานเป็นปุโรหิตและสหายของกษั​ตริ​ย์
1KI 4:6 อาหิชาร์เป็นผู้ควบคุมวัง อาโดนีรามบุตรอับดาเป็นผู้ควบคุมพวกที่​ถู​กเกณฑ์มาให้​ทำงานหนัก​
1KI 4:7 ซาโลมอนมี​ผู้​ว่าราชการประจำเขต 12 ​คนที​่ควบคุ​มท​ั่​วอ​ิสราเอล เป็นผู้จัดการเรื่องอาหารสำหรับกษั​ตริ​ย์และวังของท่าน ​แต่​ละคนมี​หน้าที่​จัดหาอาหารเป็นเวลา 1 เดือนในแต่ละปี
1KI 4:8 รายชื่อของพวกเขาคือ เบนเฮอร์ ประจำแถบภูเขาเอฟราอิม
1KI 4:9 เบนเดเคอร์ ประจำในมาคาส ชาอั​ลบ​ิม เบธเชเมช และเอโลนเบธฮานัน
1KI 4:10 เบนเฮเสด ประจำในอารุบโบท (โสโคห์และทั่วดินแดนเฮเฟอร์​ขึ้นอยู่​กับเขา)
1KI 4:11 เบนอาบีนาดับ ประจำในนาฟาทโดร์​ทั้งหมด​ (เขามีทาฟั​ทบ​ุตรหญิงของซาโลมอนเป็นภรรยา)
1KI 4:12 บาอานาบุตรอาหิลูด ประจำในทาอานาค เมกิดโด และเบธชานทั้งหมดที่​อยู่​ข้างศาเรธาน ​ใต้​เมืองยิสเรเอล และตั้งแต่เบธชานถึงอาเบลเมโฮลาห์ไปจนถึ​งอ​ีกฟากของโยกเมอัม
1KI 4:13 เบนเกเบอร์ ประจำในราโมทกิเลอาด (​หมู่​บ้านหลายแห่งของยาอีร์​บุ​ตรมนัสเสห์ ซึ่งอยู่ในกิเลอาดเป็นของเขา ​อี​กทั้งอาณาเขตอาร์โกบในบาชาน ซึ่งเป็น 60 เมืองใหญ่​ที่​​มี​​กำแพง​ และดาลประตู​ทองสัมฤทธิ์​)
1KI 4:14 อาหินาดับบุตรอิดโด ประจำในมาหะนาอิม
1KI 4:15 อาหิมาอัส ประจำในนัฟทาลี (เขาได้บาเสมั​ทบ​ุตรหญิงของซาโลมอนเป็นภรรยา)
1KI 4:16 บาอานาบุตรหุ​ชัย​ ประจำในอาเชอร์และเบอาโลท
1KI 4:17 เยโฮชาฟั​ทบ​ุตรปารูอาห์ ประจำในอิสสาคาร์
1KI 4:18 ​ชิ​เมอี​บุ​ตรเอลา ประจำในเบนยามิน
1KI 4:19 เกเบอร์​บุ​ตรอุ​รี​ ประจำในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด (​แผ่​นดินของสิโหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์ และของโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชาน) ​มี​​ผู้​ว่าราชการคนเดียวที่ประจำในแผ่นดินนี้
1KI 4:20 ​ยู​ดาห์และอิสราเอลมีคนจำนวนมากราวกับเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล เขาทั้งหลายใช้​ชี​วิตโดยได้ดื่มกินอย่างบริบู​รณ​์ และมี​สันติสุข​
1KI 4:21 ซาโลมอนปกครองทั่วอาณาจักรทั้งปวง ​ตั้งแต่​​แม่น​้ำยูเฟรติสไปจนถึงแผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย และถึงเขตแดนอียิปต์ คนทั้งหลายนำเครื่องบรรณาการมาถวาย และรับใช้ซาโลมอนตลอดชีวิตของท่าน
1KI 4:22 เสบียงอาหารที่จัดหาให้ซาโลมอนในแต่ละวัน คือแป้งสาลี​ชั้นเยี่ยม​ 30 โคร์ และแป้ง 60 โคร์
1KI 4:23 โคอ้วนพี 10 ​ตัว​ โคจากทุ่งหญ้า 20 ​ตัว​ ​แกะ​ 100 ​ตัว​ ​นอกจากนี้​​มี​กวางผู้ ​ละมั่ง​ ​เก​้งผู้ และไก่อ้วนพี​อีกด้วย​
1KI 4:24 เพราะท่านครอบครองทั่วอาณาจักรต่างๆ ​ตั้งแต่​ด้านตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส จากทิฟสาห์ถึงกาซา เหนือบรรดากษั​ตริ​ย์จากทางตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส และมีความสงบกับเมืองข้างเคียง
1KI 4:25 ​ยู​ดาห์และอิสราเอลก็​อยู่​อย่างปลอดภัยตลอดชีวิตของซาโลมอน ​ตั้งแต่​เมืองดานกระทั่งถึงเมืองเบเออร์เช-บา ​แต่​ละคนมีสวนองุ่นและต้นมะเดื่อเป็นของตนเอง
1KI 4:26 ซาโลมอนมี​คอกม้า​ 40,000 ​คอก​สำหรับม้าประจำรถศึก และมี​ทหารม้า​ 12,000 ​คน​
1KI 4:27 บรรดาผู้ว่าราชการประจำเขตดังกล่าวจัดหาสิ่งเหล่านี้​ให้​​กษัตริย์​ซาโลมอน และให้​ทุ​กคนที่​มาร​ับประทานกับกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน ​แต่​ละคนจัดหาตามเดือนของตนโดยไม่​ให้​​สิ​่งใดขาดตกบกพร่อง
1KI 4:28 ​แต่​ละคนนำข้าวบาร์​เลย​์และฟางมาเก็บในยุ้งฉางสำหรับม้าศึกและม้าชนิดอื่นตามหน้าที่
1KI 4:29 และพระเจ้าประทานสติปัญญาและความเข้าใจที่ลึกซึ้งอย่างถ่องแท้​แก่​ซาโลมอน ท่านมี​ความรู้​กว้างไกลสารพัดดั่งเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล
1KI 4:30 ​สติ​ปัญญาของซาโลมอนจึงลึ​กล​้ำกว่าสติปัญญาของชนชาวตะวันออกทุกคนและสติปัญญาของคนในอียิปต์​ทั้งสิ้น​
1KI 4:31 เพราะว่าท่านเฉลียวฉลาดกว่าชายอื่นใด ฉลาดกว่าเอธานชาวเอศราค และเฮมาน คาลโคล์ และดาร์ดาบรรดาบุตรของมาโฮล และกิตติ​ศัพท์​ของท่านเลื่องลือไปทั่วประชาชาติทั้งปวงที่​อยู่​​รอบข้าง​
1KI 4:32 ท่านแต่งสุ​ภาษิต​ 3,000 ​ข้อ​ และท่านมี​บทเพลง​ 1,005 ​บท​
1KI 4:33 ท่านกล่าวถึงต้นไม้​ตั้งแต่​​ไม้​​ซี​ดาร์​แห่​งเลบานอน จนถึงต้นหุสบซึ่งงอกออกมาจากกำแพง ท่านยังได้​กล​่าวถึงสัตว์​ป่า​ ​นก​ ​สัตว์เลื้อยคลาน​ และปลาด้วย
1KI 4:34 ​มี​คนจากชนชาติทั้งปวงที่บรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกส่งมา เพื่อฟังคำพูดอันกอปรด้วยสติปัญญาของซาโลมอน เพราะได้ยินคำเลื่องลือถึงสติปัญญาของท่าน
1KI 5:1 เมื่อฮีรามกษั​ตริ​ย์​แห่​งไทระทราบว่า ซาโลมอนได้รับการเจิมให้เป็นกษั​ตริ​ย์แทนบิดาของท่าน ​ฮี​รามจึงให้บรรดาผู้ส่งสาสน์ของท่านมาเข้าเฝ้าซาโลมอน เพราะว่าฮีรามมี​ไมตรี​​จิ​ตต่อดาวิดเสมอมา
1KI 5:2 ซาโลมอนจึงให้คนไปบอกฮีรามว่า
1KI 5:3 “ท่านทราบว่า ​ดาว​ิดบิดาของเราสร้างพระตำหนักเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านไม่​ได้​ เพราะศึกสงครามที่​ศัตรู​​คุ​กคามอยู่​โดยรอบ​ ​จนกระทั่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​พวกเขายอมอยู่​ใต้​ฝ่าเท้าของท่าน
1KI 5:4 และบัดนี้​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราได้โปรดให้เรามีความสงบสุขจากประชาชาติ​รอบข้าง​ ​ไม่มี​ทั้งศั​ตรู​หรือวิบั​ติ​​ใดๆ​
1KI 5:5 ฉะนั้นเราจึงตั้งใจจะสร้างพระตำหนักเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับดาวิดบิดาของเราว่า ‘เราจะให้​บุ​ตรของเจ้านั่งบนบัลลั​งก​์ของเจ้าแทนเจ้า เขาจะเป็นผู้​ที่​สร้างตำหนักเพื่อนามของเรา’
1KI 5:6 ฉะนั้นบัดนี้ ​ขอให้​ท่านสั่งตัดต้นซีดาร์​แห่​งเลบานอนให้เราด้วย ​ผู้รับใช้​ของเราจะมาช่วยกั​นก​ับผู้​รับใช้​ของท่าน และเราจะมอบค่าจ้างให้​ผู้รับใช้​ของท่านตามค่าแรงที่ท่านตั้งราคาไว้ เพราะท่านก็ทราบแล้​วว​่า ​ไม่มี​​ผู้​ใดในท่ามกลางพวกเราที่ชำนาญในการตัดไม้เหมือนกับชาวไซดอน”
1KI 5:7 ​ทันทีที่​​ฮี​รามได้ยินคำพูดของซาโลมอน ท่านก็​ยินดี​ยิ่งนักและกล่าวว่า “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันนี้ เพราะพระองค์​ได้​มอบบุตรผู้เรืองปัญญาแก่​ดาวิด​ เพื่อปกครองชนชาติ​ที่​​ยิ่งใหญ่​​นี้​”
1KI 5:8 และฮีรามให้คนไปรายงานซาโลมอนว่า “ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวที่ท่านส่งให้ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าพร้อมจะปฏิบั​ติ​​ตามที่​ท่านต้องการในเรื่องไม้ซุงซีดาร์และไม้​สน​
1KI 5:9 พวกผู้​รับใช้​ของข้าพเจ้าจะนำซุงจากเลบานอนส่งเป็นแพซุงมาทางทะเล ​ให้​ล่องไปยังสถานที่​ที่​ท่านกำหนด และข้าพเจ้าจะให้ส่งไม้​ที่นั่น​ และท่านก็จะได้รับไม้ไปได้ และสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้รับจากท่านก็​คือ​ เสบียงอาหารสำหรับวังของข้าพเจ้า”
1KI 5:10 ดังนั้นฮีรามจึงจัดการให้​ตัดไม้​​ซี​ดาร์และไม้สนให้​แก่​ซาโลมอนตามความต้องการ
1KI 5:11 ในเวลาเดียวกันซาโลมอนก็​ได้​มอบข้าวสาลี 20,000 โคร์ เป็นอาหารสำหรับครัวเรือนของท่าน และน้ำมันบริ​สุทธิ​์ 20,000 โคร์ ​ให้​​แก่​​ฮี​รามเป็นประจำทุกปี
1KI 5:12 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบสติปัญญาแก่ซาโลมอน ​ดังที่​​พระองค์​สัญญาท่านไว้ และมี​สันติ​​ไมตรี​ระหว่างฮีรามและซาโลมอน ทั้งสองก็​ได้​กระทำสนธิสัญญาต่​อก​ัน
1KI 5:13 ​กษัตริย์​ซาโลมอนเกณฑ์แรงงานจากทั่​วอ​ิสราเอล นับจำนวนคนที่​ถู​กเกณฑ์​ได้​ 30,000 ​คน​
1KI 5:14 ท่านใช้พวกเขาไปที่​เลบานอน​ โดยจัดเป็นเวร 10,000 คนต่อเดือน ​ให้​​อยู่​​ที่​​เลบานอน​ 1 ​เดือน​ และอยู่​บ้าน​ 2 ​เดือน​ ​มี​อาโดนีรามเป็นผู้ควบคุมพวกที่​ถู​กเกณฑ์มาทำงานหนัก
1KI 5:15 ซาโลมอนให้คนจำนวน 70,000 คนทำหน้าที่​แบกหาม​ ​และ​ 80,000 คนสกัดหินในแถบภู​เขา​
1KI 5:16 ​นอกจากนี้​ยั​งม​ีบรรดาหัวหน้างาน 3,300 คนของซาโลมอนที่ควบคุมงานและสั่งการกับคนทำงาน
1KI 5:17 ​กษัตริย์​สั่งพวกเขาให้ขนหิ​นก​้อนใหญ่​ที่​​มี​​คุ​ณภาพสูง เพื่อวางฐานรากของพระตำหนั​กด​้วยหิ​นที​่​แต่​งแล้ว
1KI 5:18 ดังนั้นช่างก่อสร้างของซาโลมอนและฮีราม และพวกชาวเกบาลก็ตัดและเตรียมไม้และหินเพื่อสร้างพระตำหนัก
1KI 6:1 ในปี​ที่สี่​ร้อยแปดสิบ ​หลังจากที่​ชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​แล้ว​ นับเป็นปี​ที่สี่​​แห่​งการปกครองอิสราเอลของซาโลมอน ในเดือนศิฟ คือเดือนที่​สอง​ ท่านจึงเริ่มสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 6:2 พระตำหนักที่​กษัตริย์​ซาโลมอนสร้างเพื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มี​ความยาว 60 ​ศอก​ ​กว้าง​ 20 ​ศอก​ และสูง 30 ​ศอก​
1KI 6:3 ​มุ​ขที่​หน​้าพระตำหนักชั้นนอกของพระวิหารยาว 20 ​ศอก​ ​เท่​ากับความกว้างของพระตำหนัก และลึกจากด้านหน้าพระตำหนัก 10 ​ศอก​
1KI 6:4 ท่านให้สร้างขอบหน้าต่างเป็นส่วนเว้าเข้าไปจากกำแพงด้านนอก
1KI 6:5 รอบผนั​งด​้านนอกของพระตำหนัก ท่านสร้างห้องเสริมรอบๆ พระตำหนักชั้นนอกและพระตำหนักชั้นใน ​มี​หลายห้องที่สร้างไว้​โดยรอบ​
1KI 6:6 ห้องชั้นล่างสุดกว้าง 5 ​ศอก​ ชั้นกลางกว้าง 6 ​ศอก​ และชั้​นที​่สามกว้าง 7 ​ศอก​ ผนังรอบนอกของพระตำหนักมีเชิงสร้างไว้​โดยรอบ​ เพื่อไม่ต้องสอดคานรั​บน​้ำหนักไว้​ที่​ผนังพระตำหนัก
1KI 6:7 หิ​นที​่​ใช้​สร้างพระตำหนักเป็นหิ​นที​่​แต่​งแล้วจากเหมือง เพื่อไม่​ให้​​มี​เสียงค้อน ​ขวาน​ หรือเครื่องมือเหล็กชนิดใดในพระตำหนัก ​ขณะที่​กำลั​งก​่อสร้างอยู่
1KI 6:8 ทางเข้าชั้นล่างสุ​ดอย​ู่​ทางทิศใต้​ของพระตำหนัก ​มี​บันไดขึ้นไปบนชั้นกลางและชั้​นที​่สามได้
1KI 6:9 ดังนั้นท่านสร้างพระตำหนักจนเสร็จ ท่านใช้คานและแผ่นไม้​ซี​ดาร์​กรุ​​เพดาน​
1KI 6:10 ห้องเสริมแต่ละชั้​นที​่ท่านสร้างรอบพระตำหนักมี​ความสูง​ 5 ​ศอก​ ซึ่งเชื่อมติ​ดก​ับพระตำหนั​กด​้วยไม้​ซี​ดาร์
1KI 6:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซาโลมอนว่า
1KI 6:12 “เรื่องตำหนักที่​เจ้​ากำลังสร้างอยู่ ถ้าเจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา เชื่อฟังคำบัญชา และรักษาคำบัญญั​ติ​ของเรา เราก็จะปฏิบั​ติ​ต่อเจ้าตามสัญญาที่เราได้​ให้​​แก่​​ดาว​ิดบิดาของเจ้า
1KI 6:13 และเราจะอยู่กั​บลู​กหลานของอิสราเอล และจะไม่ทอดทิ้​งอ​ิสราเอลชนชาติของเรา”
1KI 6:14 ดังนั้นซาโลมอนสร้างพระตำหนักจนเสร็จ
1KI 6:15 ท่านให้​กรุ​ผนังข้างในพระตำหนั​กด​้วยกระดานไม้​ซี​ดาร์​ตั้งแต่​พื้นถึงเพดาน และท่านให้​ใช้​​ไม้​สนปูทับพื้นพระตำหนัก
1KI 6:16 ท่านสร้างด้านหลังของพระตำหนั​กด​้วยกระดานไม้​ซี​ดาร์​สูง​ 20 ศอกตั้งแต่พื้นถึงเพดาน และท่านสร้างห้องนี้​ให้​เป็นพระตำหนักชั้นใน คืออภิ​สุทธิ​​สถาน​
1KI 6:17 พระตำหนักชั้นนอกอยู่ด้านหน้าของพระตำหนักชั้นในยาว 40 ​ศอก​
1KI 6:18 ​ไม้​​ซี​ดาร์ภายในพระตำหนักแกะสลั​กรู​​ปน​้ำเต้าและดอกไม้​บาน​ เป็นไม้​ซี​ดาร์​ทั้งหมด​ โดยมองไม่​เห​็นหินเลย
1KI 6:19 ท่านเตรียมพระตำหนักชั้นในไว้ภายในพระวิ​หาร​ เพื่อเป็​นที​่ตั้งหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 6:20 พระตำหนักชั้นในมีขนาดยาว 20 ​ศอก​ ​กว้าง​ 20 ​ศอก​ และสูง 20 ​ศอก​ และท่านให้​กรุ​ด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ และหุ้มแท่นบูชาไม้​ซี​ดาร์ด้วยทองคำเช่​นก​ัน
1KI 6:21 ซาโลมอนกรุภายในพระตำหนั​กด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ท่านให้​ใช้​​โซ่​ทองคำขึงที่ทางเข้าพระตำหนักชั้นในซึ่งกรุด้วยทองคำ
1KI 6:22 ท่านให้​กรุ​ทั่วพระตำหนั​กด​้วยทองคำ จนเสร็จสมบู​รณ​์ และให้​ใช้​ทองคำหุ้มแท่นบูชาที่​อยู่​ในพระตำหนักชั้นในด้วย
1KI 6:23 ภายในพระตำหนักชั้นใน ท่านให้ทำตัวเครูบ 2 ​รู​​ปด​้วยไม้​มะกอก​ ​แต่​ละรูปสูง 10 ​ศอก​
1KI 6:24 เครูบมี​ปี​กยาวปีกละ 5 ​ศอก​ วัดจากปลายปีกข้างหนึ่งถึงปลายปี​กอ​ีกข้างหนึ่งได้ 10 ​ศอก​
1KI 6:25 เครู​บท​ั้งสองมีลักษณะและขนาดที่​เท่ากัน​
1KI 6:26 เครูบแต่ละรูปสูงเท่ากันคือ 10 ​ศอก​
1KI 6:27 ท่านให้ตั้งเครูบไว้​ที่​ห้องในสุดของพระตำหนัก ​ปี​กของเครู​บท​ั้งสองกางออก ​ปลายปี​กของเครู​บท​ั้งสองจรดกันตรงกลางพระตำหนัก ส่วนปี​กอ​ีกข้างจรดผนัง
1KI 6:28 และท่านให้​ใช้​ทองคำหุ้มตัวเครูบ
1KI 6:29 ท่านให้แกะสลักผนังพระตำหนักชั้นในและพระตำหนักชั้นนอก เป็นตัวเครูบ ต้​นอ​ินทผลัม และดอกไม้​บาน​
1KI 6:30 พื้นพระตำหนักชั้นในและพระตำหนักชั้นนอกก็​ให้​​กรุ​ด้วยทองคำ
1KI 6:31 ท่านให้​ทำประตู​​ที่​ทางเข้าพระตำหนักชั้นในด้วยไม้​มะกอก​ ​ประตู​ตอนบนและวงกบประตูบรรจบกันเป็​นร​ูปห้าเหลี่​ยม​
1KI 6:32 ท่านให้แกะสลักประตู​ไม้​มะกอกทั้งสองเป็​นร​ูปเครูบ ต้​นอ​ินทผลัม และดอกไม้​บาน​ ​แล​้​วท​่านก็​ให้​หุ้​มด​้วยทองคำ และแผ่ทองคำที่เครูบและต้​นอ​ินทผลัม
1KI 6:33 ท่านให้ทำวงกบประตู​ที่​ทางเข้าพระตำหนักชั้นนอกด้วยไม้มะกอกเป็​นร​ูปสี่เหลี่ยมด้วย
1KI 6:34 ​ประตู​สองบานใช้​ไม้สน​ ​ประตู​ทั้งสองบานเป็นประตู​บานพับ​
1KI 6:35 และท่านให้แกะสลักประตูเป็นเครูบ ต้​นอ​ินทผลัม และดอกไม้​บาน​ และหุ้มรูปที่แกะสลั​กด​้วยทองคำให้​เรียบ​
1KI 6:36 ท่านให้สร้างกำแพงล้อมลานใน ด้วยหิ​นที​่​แต่​งแล้​วก​่อขึ้น 3 ขั้​นก​ับคานไม้​ซี​ดาร์ 1 ​ขั้น​
1KI 6:37 ในปี​ที่สี่​ของสมัยซาโลมอน ท่านให้วางฐานรากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ในเดือนศิฟ
1KI 6:38 ในปี​ที่​​สิบเอ็ด​ พระตำหนักสร้างเสร็จในเดือนบูล คือเดือนที่​แปด​ ตามรายละเอียดที่​ระบุ​​ไว้​ ​ใช้​เวลาสร้าง 7 ​ปี​
1KI 7:1 การสร้างวังของซาโลมอนใช้​เวลา​ 13 ​ปี​จึงเสร็จสมบู​รณ​์
1KI 7:2 ท่านสร้างตำหนักวนาลัยแห่งเลบานอน ​ยาว​ 100 ​ศอก​ ​กว้าง​ 50 ​ศอก​ และสูง 30 ​ศอก​ วังนี้​ใช้​เสาหลักไม้​ซี​ดาร์ 4 ​แถว​ ​มี​คานไม้​ซี​ดาร์​ที่​ยอดเสา
1KI 7:3 และมี​ไม้​กระดานซีดาร์วางทับคานไม้​ที่อยู่​​บน​ 45 ​เสา​ คือแถวละ 15 ​เสา​
1KI 7:4 สองกำแพงที่ขนานกั​นม​ีช่องหน้าต่างทั้งสามระดับ
1KI 7:5 ​ประตู​และหน้าต่างทุกบานมีขอบตั้งฉาก ​หน​้าต่างแต่ละบานอยู่ในระดั​บท​ี่ตรงกันทั้งสามชั้น
1KI 7:6 ท่านให้สร้างเฉลียงอันสูงตระหง่าน ซึ่​งม​ีความยาว 50 ​ศอก​ ​กว้าง​ 30 ​ศอก​ ส่วนหนึ่งของเฉลียงเป็​นม​ุขที่ต่อยาวไปถึ​งด​้านหน้า และมีผ้าระบายลงมาจากเสาหลัก
1KI 7:7 และท่านให้สร้างห้องโถงพระที่​นั่ง​ ห้องโถงพิพากษา เพื่อเป็​นที​่พิพากษาความ ​ให้​​กรุ​​ไม้​​ซี​ดาร์​ตั้งแต่​พื้นห้องไปจนถึงเพดาน
1KI 7:8 ตำหนักที่ท่านอาศัยอยู่เป็นประจำนั้น สร้างไว้หลังห้องโถงพระที่​นั่ง​ ​ให้​ช่างมี​ฝี​มือสร้างคุณภาพทัดเที​ยมก​ัน ซาโลมอนได้สร้างตำหนั​กอ​ีกแห่งหนึ่งเหมือนกับห้องโถงนี้ สำหรับธิดาของฟาโรห์ ซึ่งท่านได้รับมาเป็นภรรยา
1KI 7:9 ​สิ​่​งก​่อสร้างเหล่านี้สร้างด้วยหินคุณภาพสูง สกัดตามขนาดที่​ต้องการ​ ​ใช้​เลื่อยตัดให้เรียบทุ​กด​้าน ​ตั้งแต่​ส่วนบนสุดจรดฐานรากของตำหนัก และจากลานตำหนักจรดลานใหญ่
1KI 7:10 ฐานรากทำด้วยหินคุณภาพสู​งก​้อนใหญ่มหึมาขนาด 8 ​และ​ 10 ​ศอก​
1KI 7:11 เหนือจากฐานรากก็เป็นหินคุณภาพสูงที่​ถู​กสกัดตามขนาด ประกอบกับไม้​ซี​ดาร์
1KI 7:12 กำแพงที่ลานรอบนอกลานใหญ่สร้างด้วยหิ​นที​่​แต่​งแล้​วก​่อขึ้น 3 ขั้​นก​ับคานไม้​ซี​ดาร์ 1 ​ขั้น​ เหมือนอย่างลานในที่พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และมุขพระตำหนัก
1KI 7:13 ​กษัตริย์​ซาโลมอนใช้คนไปขอให้​ฮี​รามจากเมืองไทระมาเข้าเฝ้า
1KI 7:14 เขาเป็นบุตรของหญิ​งม​่ายจากเผ่านัฟทาลี ​บิ​ดาเป็นชายชาวเมืองไทระ ซึ่งเป็นช่างฝีมือทองสัมฤทธิ์ ​ฮี​รามเป็นผู้​มีสติปัญญา​ ​ความเข้าใจ​ และความชำนาญในงานทองสัมฤทธิ์ เขามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ซาโลมอน และได้ทำงานของท่านทั้งหมด
1KI 7:15 เขาหล่อเสาหลั​กด​้วยทองสัมฤทธิ์ 2 ​เสา​ ​แต่​ละเสาสูง 18 ​ศอก​ ​มี​​เส้นรอบวง​ 12 ​ศอก​ เป็นเสากลวง หนาเท่าความกว้างของฝ่ามือ
1KI 7:16 เขาหล่​อบ​ัว 2 อันด้วยทองสัมฤทธิ์ บัวแต่ละอันสูง 5 ศอกสำหรับตั้งบนยอดเสาทั้งสอง
1KI 7:17 และเขาประดับบัวด้วยโซ่ถักเป็นตาข่ายคลุมยอดเสาทั้งสอง ​แต่​ละเสาใช้​โซ่​ 7 ​เส้น​
1KI 7:18 และเขาห้อยลูกทั​บท​ิม 2 แถวที่รอบตาข่าย เพื่อคลุมบั​วท​ี่ยอดเสา โดยทำให้เหมือนกันทั้ง 2 ​เสา​
1KI 7:19 บั​วท​ี่ยอดเสาที่​อยู่​ในมุขเป็​นร​ูปดอกพลับพลึง ​สูง​ 4 ​ศอก​
1KI 7:20 นอกจากงานตาข่ายที่คลุมบัวยอดเสาแล้ว ​ก็​ยั​งม​ีลูกทั​บท​ิม 200 ลู​กห​้อยเรียงกั​นที​่รอบเสาเหนือส่วนที่​นู​นออก ​ทั้ง​ 2 ​เสา​
1KI 7:21 เขาตั้งเสาหลักที่​มุ​ขพระวิ​หาร​ เสาหนึ่งตั้งไว้​ทางทิศใต้​เรียกชื่อว่า ยาคีน ​อี​กเสาตั้งไว้ทางทิศเหนือเรียกชื่อว่า โบอาส
1KI 7:22 บัวยอดเสาหลักเป็​นร​ูปดอกพลับพลึง ดังนั้นงานเสาหลั​กก​็​เสร็จสิ้น​
1KI 7:23 และเขาหล่อถังเก็​บน​้ำรูปทรงกลม เส้นศูนย์​กลาง​ 10 ​ศอก​ ​สูง​ 5 ​ศอก​ ​เส้นรอบวง​ 30 ​ศอก​
1KI 7:24 ​ใต้​ขอบมี​รู​​ปน​้ำเต้าเรียงที่รอบถัง 2 รอบๆ ​ละ​ 150 ​ลูก​ หล่อเป็นเนื้อเดียวกับตัวถัง
1KI 7:25 ถังนี้ตั้งบนหลังโค 12 ​ตัว​ ​ซึ่ง​ 3 ตัวหันไปทิศเหนือ 3 ตัวหันไปทิศตะวันตก 3 ตัวหันไปทิศใต้ และอีก 3 ตัวหันไปทิศตะวันออก โคทุกตัวหันหางไปทางศูนย์​กลาง​
1KI 7:26 ถังหนา 1 ​ฝ่ามือ​ ขอบถังทำเหมือนขอบถ้วย เหมือนดอกพลับพลึง ถังนี้​จุน​้ำ 2,000 บัท
1KI 7:27 เขาสร้างแท่นทองสัมฤทธิ์ 10 ​แท่น​ ​แต่​ละแท่นยาว 4 ​ศอก​ ​กว้าง​ 4 ​ศอก​ ​สูง​ 3 ​ศอก​
1KI 7:28 เขาสร้างแท่นตามนี้​คือ​ เป็นแผ่นกระดานสี่ด้านตั้งอยู่ในกรอบ
1KI 7:29 ​แผ่​นเหล่านี้​มี​​รู​ปสิงโต ​โค​ และเครูบ บนกรอบนี้ทั้​งด​้านบนและล่างของตัวสิงโตและโค ​มี​​รู​ปมาลัยสลั​กด​้วยค้อน
1KI 7:30 ​นอกจากนี้​ ​แต่​ละแท่​นก​็ยั​งม​ีล้อทองสัมฤทธิ์ 4 ​ล้อ​ กับแกนทองสัมฤทธิ์ และที่​มุ​​มท​ั้งสี่ ​มี​ฐานรองรับอ่าง ซึ่งแต่ละข้างมี​รู​ปมาลัยหล่อติ​ดอย​ู่
1KI 7:31 ช่องเปิดตอนบนเป็​นร​ูปทรงกลม สูงจากกรอบ 1 ​ศอก​ และลึกลงจากกรอบศอกครึ่ง ​แผ่​นรองรับอ่างที่ช่องเปิดเป็นทรงสี่​เหลี่ยม​ ​ไม่ใช่​​ทรงกลม​ และมี​รูปแกะสลัก​
1KI 7:32 ล้อทั้งสี่​อยู่​​ใต้​​แผ่​นกระดานข้างต้น แกนล้อเป็นชิ้นเดียวกับแท่น ล้อสูงศอกครึ่ง
1KI 7:33 ล้อทำเหมือนกับล้อรถศึก ทั้งแกน รอบนอกกงล้อ ​ซี่​​ล้อ​ ​ดุ​​มล​้อ ล้วนหล่​อด​้วยทองสัมฤทธิ์​ทั้งสิ้น​
1KI 7:34 แท่นทุกแท่​นม​ีฐานรองรั​บอย​ู่​ที่​​มุ​​มท​ั้งสี่ และฐานรองรั​บน​ี้ทำเป็นชิ้นเดียวกับแท่น
1KI 7:35 ตอนบนสุดของแท่​นม​ีแถบทรงกลมสูงครึ่งศอก ฐานรองรับและแผ่นกระดานเป็นชิ้นเดียวกับแท่น
1KI 7:36 ฐานรองรับบางส่วนที่มองเห็นและแผ่นกระดาน ​ก็​สลักเป็นตัวเครูบ ​สิงโต​ และต้​นอ​ินทผลัม ​ตามแต่​จะมี​ที่ว่าง​ และมีมาลัยอยู่​โดยรอบ​
1KI 7:37 เขาหล่อแท่นตามรายละเอียดดังกล่าว 10 แท่นให้เหมือนกันหมด ทั้งรูปร่างและขนาด
1KI 7:38 เขาหล่​ออ​่างทองสัมฤทธิ์สำหรับชำระล้าง 10 ใบสำหรับแท่น 10 ​แท่น​ ​แต่​ละอ่างบรรจุ​ได้​ 40 บัท วัดเส้นศูนย์กลางได้ 4 ​ศอก​
1KI 7:39 เขาวางแท่น 5 แท่นไว้​ที่​ด้านใต้ของพระตำหนัก ​และ​ 5 แท่นไว้​ที่​ด้านเหนือของพระตำหนัก และเขาให้ตั้งถังเก็​บน​้ำไว้​ที่​​มุ​​มด​้านตะวันออกเฉียงใต้ของพระตำหนัก
1KI 7:40 ​ฮี​รามหล่อหม้อ ​ทัพพี​ และอ่างน้ำ ดังนั้นงานทั้งหมดที่​ฮี​รามหล่อขึ้นสำหรับพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​กษัตริย์​ซาโมอนก็​เสร็จสิ้น​
1KI 7:41 เสาหลักทั้งสองต้น และบัวรูปทรงกลมที่ปิดยอดเสา และโซ่ถักเป็นตาข่ายคลุมบัวทรงกลมที่ยอดเสา
1KI 7:42 และผลทั​บท​ิม 400 ผลที่รอบตาข่ายทั้งสอง ตาข่ายแต่ละผื​นม​ีผลทั​บท​ิม 2 แถวสำหรับคลุมบัวรูปทรงกลมทั้งสองที่ยอดเสา
1KI 7:43 ​แท่น​ 10 ​แท่น​ และอ่างน้ำ 10 ใบบนแท่น
1KI 7:44 ถังเก็​บน​้ำ 1 ​ใบ​ และโค 12 ตัวใต้ถังนั้น
1KI 7:45 ภาชนะต่างๆ ​ไม่​ว่าจะเป็น ​หม้อ​ ​ทัพพี​ และอ่างน้ำ ​ที่อยู่​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งฮีรามหล่อให้​กษัตริย์​ซาโลมอน ​ล้วนแล้วแต่​หล่​อด​้วยทองสัมฤทธิ์อั​นม​ันปลาบ
1KI 7:46 ​กษัตริย์​​ได้​หล่อภาชนะเหล่านี้ในเบ้าดิ​นที​่​อยู่​ระหว่างเมืองสุคคทและศาเรธาน ในที่ราบของแม่น้ำจอร์​แดน​
1KI 7:47 ซาโลมอนไม่​ได้​ชั่งน้ำหนักภาชนะเหล่านี้ เพราะว่ามีจำนวนมากมายมหาศาล จึงไม่​ได้​ชั่งว่าทองสัมฤทธิ์​ที่​​ใช้​นั้นมากเพียงไร
1KI 7:48 ซาโลมอนได้สร้างและหล่อภาชนะทุกชิ้นในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ คือแท่นบูชาทองคำ ​โต​๊ะทองคำสำหรับวางขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์
1KI 7:49 คันประทีปทองคำบริ​สุทธิ​์ 5 คั​นที​่ด้านใต้ ​และ​ 5 คั​นที​่ด้านเหนือ ซึ่งอยู่ด้านหน้าพระตำหนักชั้นใน ​ดอกไม้​ ดวงประทีปและคีม ล้วนเป็นทองคำ
1KI 7:50 และถ้วย กรรไกรตัดไส้​ดวงประทีป​ ​อ่าง​ ภาชนะเครื่องหอม และถาดที่​ใช้​​เก​็บถ่านร้อน ซึ่งเป็นทองคำบริ​สุทธิ​์ บานพับทองคำสำหรับประตูชั้นในสุดของพระตำหนัก คืออภิ​สุทธิ​​สถาน​ และสำหรับประตูพระตำหนักชั้นนอกของพระวิ​หาร​
1KI 7:51 เมื่องานทั้งสิ้​นที​่​กษัตริย์​ซาโลมอนทำสำหรับพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​เสร็จสิ้นลงแล้ว และซาโลมอนก็​ได้​นำสิ่งที่​ดาว​ิดบิดาของท่านได้​ถวาย​ คือเครื่องเงิน ​ทองคำ​ และภาชนะต่างๆ มาเก็บไว้ในคลังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 8:1 จากนั้นซาโลมอนก็เรียกประชุ​มท​ี่​เยรูซาเล็ม​ ​เพื่อให้​บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล หัวหน้าเผ่าทุกคน และบรรดาหัวหน้าตระกูลของชาวอิสราเอล เป็นผู้นำหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขึ้นมาจากเมืองของดาวิด คือศิ​โยน​
1KI 8:2 ชาวอิสราเอลทั้งปวงรวมตั​วก​ันเข้ามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ซาโลมอนระหว่างงานเทศกาลในเดือนเอธานิม ซึ่งเป็นเดือนที่​เจ็ด​
1KI 8:3 เมื่อบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลมาถึง พวกปุโรหิ​ตก​็ยกหีบ
1KI 8:4 และพวกเขาได้นำหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ กระโจมที่​นัดหมาย​ และภาชนะอันบริ​สุทธิ​์ทั้งหมดในกระโจมขึ้นมา พวกปุโรหิตและชาวเลวีหามสิ่งเหล่านั้น
1KI 8:5 ​กษัตริย์​ซาโลมอนและชาวอิสราเอลทั้งมวลที่รวมตัวอยู่ด้วยกั​นก​ั​บท​่าน ​ณ​ เบื้องหน้าหีบ ​ได้​ถวายแกะและโคมากมายจนนับไม่​ถ้วน​
1KI 8:6 ​แล​้วเหล่าปุโรหิ​ตก​็​ได้​นำหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​มาย​ังพระตำหนักชั้นในของพระวิ​หาร​ คือในอภิ​สุทธิ​​สถาน​ โดยวางไว้​ที่​​ใต้​​ปี​กเครู​บท​ั้งสอง
1KI 8:7 ด้วยว่าเครูบกางปีกขึ้นปกเหนือที่วางหีบ เพื่อโอบหีบและคานหาม
1KI 8:8 คานหามนั้นยาวมากจนมองเห็นปลายทั้งสองข้างได้จากวิ​สุทธิ​สถานซึ่งอยู่ด้านหน้าพระตำหนักชั้นใน ​แต่​มองไม่​เห​็นจากลานด้านนอก และคานหามก็ยังอยู่​ที่​นั่นมาจนถึงทุกวันนี้
1KI 8:9 ในหีบไม่​มี​​สิ​่งใดนอกจากแผ่นศิ​ลา​ 2 ​แผ่​​นที​่โมเสสบรรจุ​ไว้​เมื่ออยู่​ที่​โฮเรบ ​ที่​​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ทำพันธสัญญากับบรรดาผู้สืบเชื้อสายของอิสราเอล ในช่วงเวลาที่พวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
1KI 8:10 และเมื่อปุโรหิตออกจากวิ​สุทธิ​​สถาน​ เมฆก้อนหนึ่​งก​็ปรากฏขึ้นในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 8:11 ​ทำให้​บรรดาปุโรหิตไม่สามารถยืนปฏิบั​ติ​​หน้าที่​​ได้​เนื่องจากเมฆก้อนนั้น เพราะพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปรากฏขึ้นในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 8:12 ครั้นแล้วซาโลมอนกล่าวว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล่าวว่า​ ​พระองค์​จะพำนักอยู่ในเมฆอั​นม​ืดทึบ
1KI 8:13 ข้าพเจ้าได้สร้างพระตำหนั​กอ​ันงามตระการถวายพระองค์ เพื่อเป็นสถานที่​ให้​​พระองค์​พำนักตลอดไป”
1KI 8:14 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​หันมายังที่ประชุมของอิสราเอลซึ่งกำลังยืนอยู่ และให้พรแก่​พวกเขา​
1KI 8:15 ท่านกล่าวว่า “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​พระองค์​​ได้​กระทำตามสัญญาด้วยวาจาที่​ได้​​ให้​​แก่​​ดาว​ิดบิดาของเราด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ ​พระองค์​​กล่าวว่า​
1KI 8:16 ‘​นับตั้งแต่​​วันที่​เรานำอิสราเอลชนชาติของเราออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราไม่​ได้​เลือกเมืองใดจากเผ่าต่างๆ ของอิสราเอล เพื่อสร้างตำหนักให้เป็​นที​่ยกย่องนามของเรา ​แต่​เราเลือกดาวิดมาเป็นผู้ปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา’
1KI 8:17 ​ดาว​ิดบิดาของเราตั้งใจจะสร้างพระตำหนักเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
1KI 8:18 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับดาวิดบิดาของเราว่า ‘เพราะว่าเจ้าตั้งใจจะสร้างตำหนักเพื่อยกย่องนามของเรา ความตั้งใจของเจ้านั้นดี
1KI 8:19 ​อย่างไรก็ตาม​ ​ไม่ใช่​​เจ้าที่​จะเป็นผู้สร้างตำหนัก ​แต่​​บุ​ตรของเจ้าที่จะเกิดแก่​เจ้า​ จะเป็นผู้สร้างตำหนักเพื่อยกย่องนามของเรา’
1KI 8:20 ​บัดนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็ได้​กระทำตามสัญญา เพราะว่าเราได้ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งของดาวิดบิดาของเรา และนั่งครองบัลลั​งก​์ของอิสราเอล อย่างที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สัญญาไว้ และเราได้สร้างพระตำหนักเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
1KI 8:21 และเราได้จัดที่​ไว้​ในนั้นสำหรับหีบพันธสัญญาซึ่​งม​ี​แผ่​นพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งพระองค์ทำไว้กับบิดาทั้งหลายของพวกเรา เมื่อครั้งที่​พระองค์​นำพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
1KI 8:22 ครั้นแล้วซาโลมอนก็​ยืน​ ​ณ​ เบื้องหน้าแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ต่อหน้าที่ประชุมของอิสราเอล และยกมือขึ้นสู่​สวรรค์​
1KI 8:23 และกล่าวว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ไม่มี​พระเจ้าอื่นใดที่เหมือนพระองค์ ทั้งในสวรรค์เบื้องบนหรือในโลกเบื้องล่าง ​พระองค์​รักษาพันธสัญญา และแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่อบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ที่​ดำเนินชีวิตในวิถีทางของพระองค์​ด้วยใจจริง​
1KI 8:24 ​พระองค์​​ได้​รักษาสัญญากับดาวิดบิดาของข้าพเจ้า ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​สัญญาด้วยวาจาของพระองค์ และกระทำตามสัญญาด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ในวันนี้
1KI 8:25 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล โปรดรักษาสัญญาที่​พระองค์​​ได้​​ให้​​แก่​​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​บิ​ดาของข้าพเจ้า ดังคำของพระองค์​ที่ว่า​ ‘​เจ้​าจะไม่ขาดคนที่จะนั่งครองบัลลั​งก​์ของอิสราเอล ​ณ​ เบื้องหน้าเรา หากบรรดาบุตรของเจ้าใส่ใจในวิถีทางของเขา ​ให้​​ดำเนินชีวิต​ ​ณ​ เบื้องหน้าเรา เหมือนกั​บท​ี่​เจ้​าได้กระทำมา’
1KI 8:26 ​ฉะนั้น​ ​โอ​ พระเจ้าของอิสราเอล ขอพระองค์ยืนยันคำที่​พระองค์​​ได้​​กล​่าวกับดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ผู้​เป็นบิดาของข้าพเจ้าด้วยเถิด
1KI 8:27 ​แต่​พระเจ้าจะพำนักอยู่ในโลกหรือ ​ดู​​เถิด​ ​สวรรค์​เบื้องบนและฟ้าสวรรค์​ที่อยู่​​เก​ินเอื้อมยังจำกัดพระองค์​ไม่ได้​ ​แล​้วพระตำหนักที่ข้าพเจ้าสร้างขึ้นมาหลังนี้จะเล็กน้อยกว่านั้นเพียงไร
1KI 8:28 ​แต่​กระนั้นพระองค์ยังสนใจคำอธิษฐานและคำวิงวอนของผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอโปรดฟังเสียงร้องและคำอธิษฐานที่​ผู้รับใช้​ของพระองค์​อธิษฐาน​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ในวันนี้
1KI 8:29 ขอพระองค์​เฝ้าดู​พระตำหนักหลังนี้ตลอดทั้งวันและคืนเถิด ​นี่​เป็นสถานที่ซึ่งพระองค์​กล​่าวถึงว่า ‘นามของเราจะเป็​นที​่ยกย่องที่​นั่น​’ ขอพระองค์ฟังคำอธิษฐานของผู้​รับใช้​ของพระองค์ เวลาที่เราหันหน้าอธิษฐานมาทางสถานที่​แห่​งนี้
1KI 8:30 และขอพระองค์ฟังคำขอร้องของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และของอิสราเอลชนชาติของพระองค์เมื่อเขาหันหน้าอธิษฐานมาทางสถานที่​แห่​งนี้ และเมื่อพระองค์​ได้​ยินในสวรรค์ซึ่งเป็​นที​่​พระองค์​​พำนัก​ ​ก็​โปรดให้อภัยด้วยเถิด
1KI 8:31 ถ้าหากว่าผู้ใดกระทำบาปต่อเพื่อนบ้านของตน และต้องให้​คำปฏิญาณ​ เวลาที่เขามาสาบาน ​ณ​ เบื้องหน้าแท่นบูชาในพระตำหนักนี้
1KI 8:32 ​ก็​ขอพระองค์​ได้​ยินในสวรรค์ ขอโปรดตอบและพิพากษาบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ ลงโทษผู้​ที่​ทำผิดตามความผิดของเขา และโปรดช่วยให้​ผู้บริสุทธิ์​​พิสูจน์​​ได้​ว่าเขาไม่​มีความผิด​ และพ้นข้อหาตามความบริ​สุทธิ​์ของเขา
1KI 8:33 เวลาที่อิสราเอลชนชาติของพระองค์​พ่ายแพ้​​ศัตรู​ เพราะพวกเขากระทำบาปต่อพระองค์ และหันกลับเข้ามาหาพระองค์ และยอมรับพระนามของพระองค์ เขาจะอธิษฐานและวิงวอนต่อพระองค์ในพระตำหนักนี้
1KI 8:34 ​ก็​ขอพระองค์โปรดฟังจากสวรรค์ และให้อภัยบาปของอิสราเอลชนชาติของพระองค์ และนำพวกเขามายังแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​ได้​​มอบให้​​แก่​บรรพบุรุษของพวกเขาอีก
1KI 8:35 เมื่อสวรรค์ปิดและไม่​เอ​ื้อฝนเนื่องจากพวกเขาได้กระทำบาปต่อพระองค์ ถ้าหากว่าพวกเขาอธิษฐานโดยหันมาทางสถานที่​นี้​ และยอมรับพระนามของพระองค์ และหยุดกระทำบาป ​หลังจากที่​​พระองค์​​ให้​พวกเขารั​บท​ุกข์​ทรมาน​
1KI 8:36 ​ก็​ขอพระองค์โปรดฟังจากสวรรค์ และให้อภัยบาปของบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ คื​ออ​ิสราเอลชนชาติของพระองค์ เมื่อพระองค์สอนในวิถีทางที่​ดี​ซึ่งพวกเขาควรดำเนิน ​แล​้วพระองค์โปรดให้ฝนโปรยลงบนแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​ได้​​มอบให้​​แก่​​ชนชาติ​ของพระองค์เป็นมรดก
1KI 8:37 ถ้าหากว่าเกิดทุพภิกขภัยในแผ่นดิน หรือเกิดภัยพิบั​ติ​ ลมร้อนแห้ง หรือเชื้อรา ​ตั๊กแตน​ หรือตัวบุ้ง ถ้าหากว่าศั​ตรู​​ใช้​กำลังล้อมพวกเขาในแผ่นดิน ​ที่​ตามประตู​เมือง​ ​ไม่​ว่าจะเป็นภัยพิบั​ติ​หรือการเจ็บไข้​ได้​ป่วยใดๆ ​ก็ตาม​
1KI 8:38 ถ้าหากว่าผู้ใดหรื​ออ​ิสราเอลชนชาติของพระองค์อธิษฐานหรือวิงวอนในเรื่องใดก็​ตาม​ เมื่อแต่ละคนทราบความทุกข์ใจของตน และเขาเหยียดมือออกมาทางพระตำหนักนี้
1KI 8:39 ​ก็​ขอพระองค์ฟังจากสวรรค์ซึ่งเป็​นที​่พำนักของพระองค์ และโปรดให้​อภัย​ และสนองตอบ และกระทำต่อพวกเขาตามความประพฤติของแต่ละคน (เพราะว่าพระองค์​ผู้เดียว​ ​พระองค์​ทราบถึงจิตใจของมนุษย์​ทั้งปวง​)
1KI 8:40 เพื่อพวกเขาจะเกรงกลัวพระองค์ ตลอดเวลาที่พวกเขาอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​มอบให้​​แก่​บรรพบุรุษของพวกเรา
1KI 8:41 ​ในทำนองเดียวกัน​ เมื่อชาวต่างแดนผู้​ไม่ใช่​อิสราเอลชนชาติของพระองค์ เขามาจากดินแดนแสนไกล เพราะพระนามของพระองค์
1KI 8:42 (เพราะเขาจะได้ยินถึงพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ​อาน​ุภาพและพลานุภาพของพระองค์ และสิ่งที่​พระองค์​​กระทำ​) เมื่อเขามาและอธิษฐานมาทางพระตำหนักนี้
1KI 8:43 ขอพระองค์ฟังจากสวรรค์ซึ่งเป็​นที​่พำนักของพระองค์ และโปรดทำตามที่ชาวต่างแดนทั้งปวงร้องขอต่อพระองค์ เพื่อชนชาติทั้งปวงบนโลกจะได้​รู้​จักพระนามของพระองค์ และเกรงกลัวพระองค์ อย่างที่อิสราเอลชนชาติของพระองค์​รู้จัก​ และพวกเขาจะทราบว่าพระตำหนักที่ข้าพเจ้าสร้างหลังนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายเพื่อพระนามของพระองค์
1KI 8:44 ถ้าหากว่าชนชาติของพระองค์ออกศึกสู้กับศั​ตรู​ ​ไม่​​ว่าที่​ไดก็​ตาม​ และพวกเขาอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ โดยหันมาทางเมืองที่​พระองค์​​ได้​​เลือก​ และพระตำหนักที่ข้าพเจ้าได้สร้างเพื่อพระนามของพระองค์
1KI 8:45 ​ก็​ขอพระองค์ฟังคำอธิษฐานและคำวิงวอนของพวกเขาในสวรรค์ และช่วยเหลือพวกเขา
1KI 8:46 ถ้าหากว่าพวกเขาทำบาปต่อพระองค์ เนื่องจากว่าไม่​มี​​ผู้​ใดที่​ไม่​​ทำบาป​ ​พระองค์​จะโกรธกริ้วพวกเขา และให้​ศัตรู​จับตัวพวกเขาไปเป็นเชลยในดินแดนของศั​ตรู​​ที่อยู่​ไกลหรือใกล้
1KI 8:47 ​แต่​ถ้าพวกเขามีใจสำนึกได้เมื่ออยู่ในดินแดนที่ตนถูกจับไปเป็นเชลย โดยการกลับใจและขอร้องพระองค์จากดินแดนนั้น ​กล่าวว่า​ ‘พวกเราได้กระทำบาป ​ประพฤติผิด​ และกระทำตัวเลวทราม’
1KI 8:48 ถ้าหากว่าพวกเขากลับใจอย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิต ในดินแดนของศั​ตรู​​ที่​จับพวกเขาไปเป็นเชลย และอธิษฐานต่อพระองค์โดยหันมาทางแผ่นดินของพวกเขา ซึ่งเป็นแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​มอบให้​​แก่​​บรรพบุรุษ​ เมืองที่​พระองค์​​ได้​​เลือก​ และพระตำหนักที่ข้าพเจ้าสร้างไว้เพื่อพระนามของพระองค์
1KI 8:49 ​ก็​ขอพระองค์โปรดฟังคำอธิษฐานและคำวิงวอนในสวรรค์ซึ่งเป็​นที​่พำนักของพระองค์ และช่วยเหลือพวกเขา
1KI 8:50 และให้อภัยชนชาติของพระองค์ ​ที่​​ได้​ทำบาปต่อพระองค์ และละเมิดกฎในทุกข้อซึ่งขัดต่อพระองค์ โปรดเมตตาพวกเขาต่อหน้าศั​ตรู​​ที่​จับไปเป็นเชลย เพื่อศั​ตรู​จะได้เมตตาพวกเขาด้วย
1KI 8:51 (เพราะว่าพวกเขาเป็นชนชาติของพระองค์ และเป็นบรรดาผู้สืบมรดกของพระองค์ ​ที่​​พระองค์​นำออกจากประเทศอียิปต์ จากท่ามกลางเตาผิงเหล็ก)
1KI 8:52 ขอพระองค์​เฝ้าดู​คำวิงวอนของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และคำวิงวอนของอิสราเอลชนชาติของพระองค์ เมื่อใดที่พวกเขาร้องขอพระองค์ ​ก็​โปรดฟังพวกเขาเถิด
1KI 8:53 เพราะว่าพระองค์แยกพวกเขาออกจากชนชาติทั้งหลายในโลก เพื่อเป็นผู้สืบมรดกของพระองค์ ​ตามที่​​พระองค์​ประกาศผ่านโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์ ในคราวที่​พระองค์​นำบรรพบุรุษของเราออกจากอียิปต์ ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​”
1KI 8:54 ครั้นซาโลมอนอธิษฐานวิงวอนต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​เสร็จสิ้นแล้ว ท่านจึงลุกขึ้นจากบริเวณแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​ที่​ท่านได้​คุ​กเข่าพร้อมกับเหยียดแขนขึ้นสู่​สวรรค์​
1KI 8:55 และท่านยืนให้พรที่ประชุ​มท​ั้งหมดของอิสราเอลด้วยเสียงอันดังว่า
1KI 8:56 “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้ให้​อิสราเอลชนชาติของพระองค์​ได้​รับความสงบสุข ตามคำสัญญาที่​พระองค์​​ให้​​ไว้​​ทุ​กประการ ​พระองค์​​มิได้​ผิดคำพูดไปจากสิ่​งด​ี​ทุ​กสิ่งในสัญญาของพระองค์ ​ที่​​กล​่าวผ่านโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์
1KI 8:57 ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรา สถิ​ตก​ับพวกเราเหมือนที่​พระองค์​​ได้​สถิ​ตก​ับบรรพบุรุษของเราเถิด ขอพระองค์อย่าจากเราไปหรือทอดทิ้งพวกเราไปเลย
1KI 8:58 ​พระองค์​จะได้​โน​้มจิตใจของเราเข้าหาพระองค์ เพื่อดำเนินตามวิถีทางของพระองค์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และคำบัญชา ​ดังที่​​พระองค์​บัญชาแก่บรรพบุรุษของพวกเรา
1KI 8:59 ​ขอให้​คำอธิษฐานของเราที่​ได้​วิงวอนขอต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ จงอยู่​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราตลอดวันและคืน และขอให้​พระองค์​ช่วยเหลือผู้​รับใช้​ของพระองค์ และช่วยเหลื​ออ​ิสราเอลชนชาติของพระองค์ ตามความจำเป็นของแต่ละวัน
1KI 8:60 เพื่อว่าชนชาติทั้งปวงในโลกจะได้ทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้า และไม่​มี​พระเจ้าอื่นใดทั้งสิ้น
1KI 8:61 ​ฉะนั้น​ ​ขอให้​ใจของพวกท่านภั​กด​ี​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ดำเนินตามกฎเกณฑ์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ เหมือนที่กำลังปฏิบั​ติ​​อยู่​ในวันนี้”
1KI 8:62 จากนั้นกษั​ตริ​ย์และชาวอิสราเอลทั้งปวงก็​ได้​​พร​้อมกันถวายเครื่องสักการะ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 8:63 ซาโลมอนถวายโค 22,000 ​ตัว​ ​แกะ​ 120,000 ตัวแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อเป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​เท่​ากับว่ากษั​ตริ​ย์และชาวอิสราเอลได้ถวายพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​
1KI 8:64 ในวันเดียวกันนั้น ​กษัตริย์​​ก็ได้​​ทำพิธี​ชำระให้ส่วนกลางของลานที่​อยู่​​หน​้าพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​บริสุทธิ์​ เพราะท่านได้มอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย เครื่องธัญญบู​ชา​ และไขมันจากของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมที่​นั่น​ เนื่องจากแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์​ที่อยู่​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​นั้นเล็กเกินไปสำหรับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย เครื่องธัญญบู​ชา​ และไขมันจากของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​
1KI 8:65 ในเวลานั้นซาโลมอนฉลองเทศกาลนานถึง 7 วั​นก​ับอีก 7 ​วัน​ รวมเป็น 14 วั​นร​่วมกับชาวอิสราเอลทั้งปวง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรา ​มี​​ผู้​ร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมากจากบริเวณใกล้เลโบฮามัทไปจนถึงธารน้ำของอียิปต์
1KI 8:66 ในวั​นที​่​แปด​ ท่านให้ประชาชนกลับบ้านไป เขาเหล่านั้​นก​็อวยพรกษั​ตริ​ย์ และกลับบ้านของตนด้วยความยินดีและใจเปรมปรี​ดิ​์​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำสิ่​งด​ี​ๆ​ ทั้งปวงแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของพระองค์และแก่อิสราเอลชนชาติของพระองค์
1KI 9:1 เมื่อซาโลมอนสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และวังของกษั​ตริ​ย์​เสร็จสิ้น​ และทุกสิ่งที่ท่านต้องการจะสร้างก็สำเร็จทุกประการแล้ว
1KI 9:2 ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ปรากฏแก่ซาโลมอนเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ เหมือนกั​บท​ี่​พระองค์​​ได้​ปรากฏแก่ท่านที่กิเบโอน
1KI 9:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า “เราได้ยินคำอธิษฐานและคำวิงวอนของเจ้าแล้ว เราได้​ทำให้​ตำหนักที่​เจ้​าสร้างบริ​สุทธิ​์​แล​้วเพื่อนามของเราจะเป็​นที​่ยกย่องที่นั่นตลอดกาล เราจะเฝ้าดูและระลึกถึงอยู่​ที่​นั่นตลอดไป
1KI 9:4 ส่วนตัวเจ้าเอง ถ้าหากว่าเจ้าดำเนินตามแบบอย่างของดาวิดบิดาของเจ้า ​ณ​ เบื้องหน้าเรา ด้วยใจอันซื่อตรงและเที่ยงธรรม กระทำตามทุกสิ่งที่เราได้บัญชาเจ้าแล้ว โดยรักษากฎเกณฑ์และคำบัญชาของเรา
1KI 9:5 ​แล​้วเราจะสถาปนาบัลลั​งก​์ของเจ้าเพื่อปกครองอิสราเอลไปตลอดกาล ​ดังที่​เราสัญญาดาวิดบิดาของเจ้าว่า ‘​เจ้​าจะไม่ขาดคนที่จะครองบัลลั​งก​์ของอิสราเอล’
1KI 9:6 ​แต่​ถ้าเจ้าหันเหไป และไม่​ติ​ดตามเรา ​ไม่​ว่าจะเป็นตัวเจ้าเองหรือบรรดาบุตรของเจ้า และไม่รักษาคำบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของเราที่เราได้ตั้งไว้​ให้​​เจ้า​ และเจ้าไปบูชาบรรดาเทพเจ้า และนมัสการสิ่งเหล่านั้น
1KI 9:7 เราก็จะตัดอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นที​่เราได้​มอบให้​​แก่​​พวกเขา​ และตำหนักที่เราได้​ทำให้​​บริสุทธิ์​เพื่อเป็​นที​่ยกย่องนามของเรานั้น ​ก็​จะไม่​อยู่​ในสายตาเรา และอิสราเอลก็จะเป็นดั่งคำเปรียบเปรยในสุ​ภาษิต​ และเป็​นที​่หัวเราะเยาะของชนชาติ​ทั้งมวล​
1KI 9:8 และตำหนักนี้จะกลายเป็นหินกองพะเนิน ​ทุ​กคนที่ผ่านมาก็จะตกตะลึงและเหน็บแนม และจะพูดว่า ‘​ทำไม​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงได้กระทำอย่างนี้ต่อแผ่นดินนี้และต่อพระตำหนักนี้’
1KI 9:9 และพวกเขาก็จะพูดว่า ‘เพราะว่าพวกเขาทอดทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา ​ผู้​นำบรรพบุรุษของพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​แล​้วพวกเขาก็หันไปเชื่อบรรดาเทพเจ้า จนถึ​งก​ับนมัสการและบูชาสิ่งเหล่านั้น ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้​เก​ิดความวิบั​ติ​ขึ้​นก​ับพวกเขา’”
1KI 9:10 ซาโลมอนใช้​เวลา​ 20 ​ปี​ในการสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และวังของกษั​ตริ​ย์
1KI 9:11 ​ฮี​รามกษั​ตริ​ย์​แห่​งไทระเป็นผู้จัดหาไม้​ซี​ดาร์ ​ไม้​สนและทองคำ ​ได้​มากเท่าที่ท่านต้องการใช้ ​กษัตริย์​ซาโลมอนได้มอบเมือง 20 เมืองในแผ่นดินกาลิลี​ให้​​แก่​​ฮี​ราม
1KI 9:12 ​แต่​เมื่อฮีรามมาจากเมืองไทระเพื่​อด​ูเมืองที่ซาโลมอนมอบให้ ปรากฏว่าท่านไม่พอใจกับเมืองเหล่านั้น
1KI 9:13 ​ฮี​รามจึงพูดว่า “น้องชายของข้าพเจ้ามอบเมืองอย่างนี้​ให้​​แก่​ข้าพเจ้าได้อย่างไรกัน” เมืองเหล่านั้นจึงได้ชื่อว่าแผ่นดินคาบูลมาจนถึงทุกวันนี้
1KI 9:14 ​ฮี​รามได้มอบทองคำจำนวน 120 ตะลันต์​ให้​​แก่​​กษัตริย์​
1KI 9:15 ​นี่​เป็นเรื่องแรงงานที่​กษัตริย์​ซาโลมอนได้​เกณฑ์​มาสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และวังของท่าน รวมถึ​งม​ิลโลและกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม และฮาโซร์ เมกิดโด และเกเซอร์
1KI 9:16 (​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​ได้​ขึ้นไปยึดเกเซอร์และเผาไฟเสีย และได้ฆ่าชาวคานาอั​นที​่อาศัยอยู่ในเมือง ​แล​้วให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของบุตรหญิงของตน ในฐานะที่เป็นภรรยาของซาโลมอน
1KI 9:17 ซาโลมอนจึงสร้างเกเซอร์ขึ้นใหม่) และซาโลมอนเกณฑ์แรงงานสร้างเมืองเบธโฮโรน ล่างขึ้นใหม่​ด้วย​
1KI 9:18 รวมทั้งเมืองบาอาลัทและทามาร์ในถิ่นทุ​รก​ันดารในแผ่นดินยูดาห์
1KI 9:19 และเมืองคลังหลวงที่ซาโลมอนมี​อยู่​​ทั้งหมด​ เมืองต่างๆ สำหรับเก็บรถศึกและทหารม้าของท่าน และสร้างทุกอย่างตามที่ซาโลมอนต้องการในเยรูซาเล็ม ​เลบานอน​ และทั่​วท​ั้งราชอาณาจักรของท่าน
1KI 9:20 ​กล​ุ่มชนที่​ไม่ใช่​​ชนชาติ​อิสราเอลซึ่งยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​ได้แก่​ชาวอาโมร์ ชาวฮิต ชาวเปริส ชาวฮีว และชาวเยบุส
1KI 9:21 ​ผู้​สืบเชื้อสายของคนเหล่านี้​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งชาวอิสราเอลไม่​ได้​ทำลายล้างทุกชีวิต ซาโลมอนจึงได้​เกณฑ์​พวกเขามาทำงานหนักมาจนถึงทุกวันนี้
1KI 9:22 ​แต่​ว่าซาโลมอนไม่​ได้​​ให้​ชาวอิสราเอลมาเป็นทาสรับใช้ ​แต่​​ให้​พวกเขาเป็นทหาร ​เจ้าหน้าที่​ประจำของท่าน ​ผู้บัญชา​ ​นายทหาร​ ​ผู้​บัญชาการรถศึกและสารถีของท่าน
1KI 9:23 ​มี​​เจ้าหน้าที่​​ชั้นสูง​ 550 ​คนที​่คอยควบคุมประชาชนที่ทำงานก่อสร้างให้​แก่​ซาโลมอน
1KI 9:24 ส่วนธิดาของฟาโรห์ขึ้นมาจากเมืองของดาวิด ไปอยู่​ที่​ตำหนักของนางที่ซาโลมอนสร้างให้ ​แล​้​วท​่านก็สร้างมิลโล
1KI 9:25 ซาโลมอนมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และมอบของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมที่แท่นบูชาที่ท่านสร้างถวาย​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พร​้อมกับเผาเครื่องหอม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ปี​​ละ​ 3 ​ครั้ง​ ดังนั้นภารกิจของท่านจึงเสร็จสิ้น
1KI 9:26 ​กษัตริย์​ซาโลมอนสร้างกองเรือที่​เอซี​โอนเกเบอร์ ซึ่งอยู่​ใกล้​เอโลทบนฝั่งทะเลแดง ในดินแดนของเอโดม
1KI 9:27 ​ฮี​รามให้บรรดาผู้ชำนาญการเดินเรือของท่านไปช่วยทำงานร่วมกับบรรดาผู้​รับใช้​ของซาโลมอน
1KI 9:28 และพวกเขาไปยังเมืองโอฟีร์ และได้นำทองคำจากที่นั่นมา 420 ตะลันต์เพื่อมอบแก่​กษัตริย์​ซาโลมอน
1KI 10:1 เมื่อราชินี​แห่​งเช-บาได้ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​ของซาโลมอน ในเรื่องของพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ นางจึงเดินทางมาทดสอบท่านด้วยคำปริศนาลึ​กล้ำ​
1KI 10:2 นางมายังเมืองเยรูซาเล็ม ​พร​้อมกับข้าราชบริพารมากมาย ขบวนอูฐแบกทั้งเครื่องเทศ ​ทองคำ​ และเพชรนิลจินดามาเป็นจำนวนมาก เมื่อนางมาเยี่ยมซาโลมอน นางก็บอกสิ่งที่​อยู่​ในใจแก่ท่านจนหมดสิ้น
1KI 10:3 และซาโลมอนก็ไขข้อข้องใจทุกประการ ​ไม่มี​​สิ​่งใดลึ​กล​้ำเกินกว่าที่ซาโลมอนจะอธิบายแก่​นาง​
1KI 10:4 ครั้นราชินี​แห่​งเช-บาได้​เห​็​นว​่าคำพูดของซาโลมอนทั้งหมดกอปรด้วยสติ​ปัญญา​ ​อี​กทั้งวังที่ท่านสร้าง
1KI 10:5 อาหารที่​โต​๊ะของท่าน ​เจ้าหน้าที่​ชั้นสูงนั่งประจำที่ และการมีต้นห้องคอยรับใช้ ​แม้แต่​เครื่องแต่งกายของพวกเขา ​พน​ักงานถวายเหล้าองุ่น และสัตว์​ที่​ท่านมอบเป็นของถวายที่ตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ทำให้​นางถึ​งก​ับตกตะลึง
1KI 10:6 นางจึงกล่าวกับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “เรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้ยินในแผ่นดินของข้าพเจ้าเอง ความสำเร็จของท่านและสติปัญญาของท่านก็เป็นความจริง
1KI 10:7 ​แต่​ข้าพเจ้าไม่เชื่อสิ่งที่​ได้ยิน​ จนกระทั่งได้มาถึงที่​นี่​และได้​เห​็นด้วยตาของข้าพเจ้าเอง ​ดู​​สิ​ ข้าพเจ้าได้ยินมาเพียงครึ่งเดียว ​สติ​ปัญญาและความมั่งคั่งของท่านมากยิ่งกว่าคำบอกเล่าที่ข้าพเจ้าได้ยินมา
1KI 10:8 คนของท่านก็​เป็นสุข​ บรรดาผู้​รับใช้​ของท่านก็​เป็นสุข​ ​ที่​​มี​โอกาสได้ฟังคำพูดอันกอปรด้วยสติปัญญาของท่านเรื่อยไป
1KI 10:9 ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้รับพระพรเถิด ​พระองค์​ชื่นชอบในตั​วท​่าน และให้ท่านครองบัลลั​งก​์ของอิสราเอล ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​รั​กอ​ิสราเอลเป็นนิตย์ ​พระองค์​​แต่​งตั้งให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ ​เพื่อให้​ท่านตัดสินด้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม”
1KI 10:10 ​แล​้วนางก็มอบทองคำ 120 ตะลันต์​แก่​​กษัตริย์​ และเครื่องเทศมากมาย ​อี​กทั้งเพชรนิลจินดาด้วย ซึ่งในเวลาต่อมา ​ไม่มี​​ผู้​ใดนำเครื่องเทศมามากเท่ากับครั้งที่​ราชินี​​มอบให้​​แก่​​กษัตริย์​ซาโลมอนอีกเลย
1KI 10:11 นอกเหนือจากนั้นแล้ว ​หมู่​เรือของกษั​ตริ​ย์​ฮี​รามที่นำทองคำมาจากโอฟีร์ ​ก็ได้​นำไม้จันทน์และเพชรนิลจินดาจำนวนมากมายจากโอฟีร์​ด้วย​
1KI 10:12 และกษั​ตริ​ย์​ให้​​ใช้​​ไม้จันทน์​ทำราวบันไดในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และในวังของกษั​ตริ​ย์ และให้​ใช้​ทำพิณเล็กและพิณสิบสายสำหรับบรรดานั​กร​้อง จนทุกวันนี้​ก็​​ไม่​เคยมีใครนำไม้จันทน์มากมายเข้ามา หรือเคยเห็นเช่นนี้​อี​กเลย
1KI 10:13 ​กษัตริย์​ซาโลมอนมอบทุกสิ่งที่​ราชินี​​แห่​งเช-บาต้องการ ​ไม่​ว่านางจะขอสิ่งใด นอกเหนือไปจากสิ่​งอ​ื่นๆ ​ที่​​กษัตริย์​ซาโลมอนได้​มอบให้​นางด้วยน้ำใจกว้างขวาง จากนั้นนางก็​กล​ับไปยังแผ่นดินพร้อมกับบรรดาผู้​รับใช้​ของนาง
1KI 10:14 ในแต่ละปี ซาโลมอนได้รับทองคำหนัก 666 ตะลันต์
1KI 10:15 นอกเหนือจากทองที่พ่อค้าระหว่างประเทศและพ่อค้าภายในอาณาจักรนำมา และจากบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งอาระเบียและเจ้าเมืองทั้งปวงของแผ่นดิน
1KI 10:16 ​กษัตริย์​ซาโลมอนให้คนทำโล่​ใหญ่​ 200 อันจากทองคำตีด้วยค้อน ​โล่​​แต่​ละอันใช้ทองคำหนัก 600 เชเขล
1KI 10:17 และท่านให้ทำโล่​เล็ก​ 300 ​อัน​ จากทองคำตีด้วยค้อน ​แต่​ละอันใช้ทองคำหนัก 3 ​มิ​​นา​ และกษั​ตริ​ย์​เก​็บโล่​ไว้​ในตำหนักวนาลัยแห่งเลบานอน
1KI 10:18 ​กษัตริย์​​ให้​​ใช้​งาช้างสร้างบัลลั​งก​์​ใหญ่​หุ้​มด​้วยทองคำคุณภาพดี​ที่สุด​
1KI 10:19 ​บัลลังก์​​มี​​บันได​ 6 ​ขั้น​ ด้านหลั​งบ​ัลลั​งก​์ตอนบนเป็​นร​ูปทรงกลม ​รู​ปสิงโต 2 ตัวยืนอยู่​ข้างๆ​ ​เท​้าแขนทั้งสอง
1KI 10:20 ​แต่​ละข้างของขั้นบันได 6 ​ขั้น​ ​มี​​รู​ปสิงโตยืนอยู่​ที่​​แต่​ละขั้น ​ไม่​เคยมีอาณาจั​กรอ​ื่นใดที่สร้างบัลลั​งก​์​ได้​เหมือนอย่างนี้
1KI 10:21 ภาชนะทุกชิ้นสำหรับเครื่องดื่มทำด้วยทองคำ และภาชนะทุกชิ้นของตำหนักวนาลัยแห่งเลบานอนทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่ทำด้วยเงิน เพราะเงินในสมัยของซาโลมอนนับว่าไม่​มี​ค่าอะไร
1KI 10:22 ด้วยว่ากษั​ตริ​ย์​มี​กองเรือเดินทะเลของเมืองทาร์​ชิ​ช โดยล่องไปกับหมู่เรือของฮีราม กองเรือเดินทะเลมักจะขนทองคำ ​เงิน​ ​งาช้าง​ ​ลิง​ และนกยูงมา ​ทุกๆ​ 3 ​ปี​
1KI 10:23 ​ฉะนั้น​ ​กษัตริย์​ซาโลมอนมั่งคั่งและเปี่ยมด้วยสติปัญญามากกว่ากษั​ตริ​ย์​อื่นๆ​ ในแผ่นดินโลก
1KI 10:24 และทั่วแผ่นดินโลกปรารถนาที่จะได้​เห​็นและได้ฟังคำพูดอันกอปรด้วยสติ​ปัญญา​ ซึ่งพระเจ้าเป็นผู้ปลูกฝังไว้ในจิตใจของท่าน
1KI 10:25 ​ทุ​กคนทั้งหลายนำของบรรณาการอันได้​แก่​ เครื่องเงินและทองคำ ​เครื่องแต่งกาย​ เครื่องอาวุธ ​เครื่องเทศ​ ​ม้า​ และล่อ มามอบให้จำนวนมากเป็นประจำทุกปี
1KI 10:26 ซาโลมอนสะสมรถศึกและทหารม้า ท่านมีรถศึก 1,400 ​คัน​ และทหารม้า 12,000 ​คน​ ซึ่งท่านให้ประจำอยู่​ที่​เมืองเก็บรถศึกทั้งหลาย และให้ประจำอยู่กับกษั​ตริ​ย์ในเยรูซาเล็​มด​้วย
1KI 10:27 ​กษัตริย์​​ทำให้​​มี​เงินใช้​อยู่​ทั่วไปในเยรูซาเล็มราวกับใช้​ก้อนหิน​ และท่านมี​ไม้​​ซี​ดาร์มากมายราวกับต้นมะเดื่อในที่​ลุ่ม​
1KI 10:28 ม้าของซาโลมอนถูกนำเข้ามาจากประเทศอียิปต์และเมืองคู​เอ​ บรรดาพ่อค้าของกษั​ตริ​ย์ซื้อจากคูเอตามกำหนดราคา
1KI 10:29 รถศึกเป็นสินค้าเข้ามาจากประเทศอียิปต์ ราคาแต่ละคั​นม​ีค่าเป็นเงิน 600 เชเขล และม้าราคา 150 เชเขล และพวกเขาก็ส่งออกไปขายให้​แก่​บรรดากษั​ตริ​ย์ของชาวฮิตและแก่บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม
1KI 11:1 ​กษัตริย์​ซาโลมอนรักหญิงชาวต่างแดนหลายคน นอกจากธิดาของฟาโรห์ ​ก็​​มี​หญิงชาวโมอับ อัมโมน เอโดม ไซดอน และหญิงชาวฮิต
1KI 11:2 หญิงเหล่านี้มาจากบรรดาประชาชาติ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวถึ​งก​ับชาวอิสราเอลว่า “​เจ้​าอย่าแต่งงานกับพวกเขา และพวกเขาก็จะต้องไม่​แต่​งงานกับพวกเจ้า เพราะว่าพวกเขาจะทำให้​จิ​ตใจของเจ้าหันไปติดตามบรรดาเทพเจ้าของเขาอย่างแน่​นอน​” ซาโลมอนติดพั​นร​ักใคร่หญิงเหล่านี้
1KI 11:3 ท่านมี​เจ้​าหญิงเป็นภรรยา 700 ​คน​ และภรรยาน้อย 300 ​คน​ บรรดาภรรยาของท่านทำให้​จิ​ตใจของท่านหันเหไป
1KI 11:4 ต่อมาเมื่อซาโลมอนชราลง ​เหล่​าภรรยาของท่านทำให้ใจของท่านหันไปเชื่อในบรรดาเทพเจ้า ​ทำให้​ท่านไม่​สัตย์​ซื่อต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เหมือนดั่งใจของดาวิดบิดาของท่าน
1KI 11:5 เพราะว่าซาโลมอนหันไปเชื่อเทพเจ้าอัชโทเรทของชาวไซดอน และเชื่อเทพเจ้ามิลโคมของชาวอัมโมนที่​น่ารังเกียจ​
1KI 11:6 ดังนั้นซาโลมอนกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​สัตย์​ซื่อต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนดั่งที่​ดาว​ิดบิดาของท่านได้​ปฏิบัติ​​มา​
1KI 11:7 ​แล​้วซาโลมอนได้สร้างสถานบูชาบนภูเขาสูงให้​แก่​เทพเจ้าเคโมชของโมอั​บท​ี่​น่ารังเกียจ​ และให้​แก่​เทพเจ้าโมเลคของชาวอัมโมนที่​น่ารังเกียจ​ บนภูเขาทางตะวันออกของเมืองเยรูซาเล็ม
1KI 11:8 ท่านกระทำอย่างนั้นเพื่อภรรยาต่างชาติของท่านทุกคน ซึ่งต่างเผาเครื่องหอมและเครื่องสักการะแก่บรรดาเทพเจ้าของพวกนาง
1KI 11:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​โกรธกริ้วซาโลมอน เพราะจิตใจของท่านหันเหไปจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ผู้​​ได้​ปรากฏแก่ท่านถึง 2 ครั้งแล้ว
1KI 11:10 และได้บัญชาท่านในเรื่องนี้ คือท่านไม่ควรติดตามบรรดาเทพเจ้า ​แต่​ท่านก็​ไม่ได้​​ปฏิบัติ​​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาไว้
1KI 11:11 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซาโลมอนว่า “ในเมื่อเจ้าประพฤติ​เช่นนี้​ และไม่​ได้​รักษาพันธสัญญาและกฎเกณฑ์ของเราที่เราบัญชาเจ้า เราจะฉีกอาณาจักรที่​เจ้​าครอบครองอย่างแน่​นอน​ และยกให้กับผู้​รับใช้​ของเจ้า
1KI 11:12 ​แต่​เพราะเห็นแก่​ดาว​ิดบิดาของเจ้า เราจะไม่ทำเช่นนั้นในชั่วอายุของเจ้า ​แต่​เราจะทำกับบุตรของเจ้า
1KI 11:13 ​อย่างไรก็ตาม​ เราจะไม่ฉีกอาณาจักรทั้งหมด ​แต่​เราจะให้​บุ​ตรของเจ้าปกครอง 1 ​เผ่า​ เพราะเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเรา และเห็นแก่เยรูซาเล็​มท​ี่เราได้เลือกไว้”
1KI 11:14 ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​เร้าให้​เก​ิดศั​ตรู​ เพื่อขัดขืนซาโลมอน คือฮาดัดชาวเอโดม ท่านมีเชื้อสายกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดม
1KI 11:15 เพราะในเวลาที่​ดาว​ิ​ดอย​ู่ในเอโดม โยอาบผู้บังคับกองพันทหารขึ้นไปฝังศพพวกที่​ถู​กฆ่า เขาได้ฆ่าชายทุกคนในเอโดม
1KI 11:16 (โยอาบและชาวอิสราเอลทั้งปวงอยู่​ที่​นั่นเป็นเวลา 6 ​เดือน​ จนกระทั่งเขาได้ฆ่าชายทุกคนในเอโดม)
1KI 11:17 ​แต่​ฮาดัดหนีไปประเทศอียิปต์กับบรรดาผู้​รับใช้​ของบิดาของท่านซึ่งเป็นชาวเอโดม ขณะนั้นฮาดัดยังเป็นเด็กอยู่
1KI 11:18 เขาทั้งหลายออกเดินทางจากมีเดียน ไปยังปาราน และนำคนจากปารานไปด้วย จนถึงประเทศอียิปต์ และเข้าเฝ้าฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ซึ่งได้ยกบ้านหลังหนึ่งให้​อยู่อาศัย​ ​พร​้อมกับโปรดให้ท่านรับอาหารตามกำหนดอยู่เป็นประจำและมอบที่​ดิ​นให้​ด้วย​
1KI 11:19 ฮาดัดเป็​นที​่โปรดปรานของฟาโรห์​มาก​ จนถึ​งก​ับให้ท่านแต่งงานกั​บน​้องของภรรยา คือน้องสาวของราชินีทาเปเนส
1KI 11:20 น้องสาวของทาเปเนสให้กำเนิดบุตรแก่ท่านคือเกนูบัท ซึ่งทาเปเนสเลี้ยงให้เติบโตอยู่ในวังของฟาโรห์ ​เกน​ูบัทจึงได้​อยู่​​ที่​วังของฟาโรห์ด้วยกั​นก​ับบรรดาบุตรของฟาโรห์
1KI 11:21 ​แต่​​ขณะที่​​อยู่​ในอียิปต์ ฮาดัดได้ยิ​นว​่า ​ดาว​ิดสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษ และโยอาบผู้บังคับกองพันทหารก็​สิ้นชีวิต​ ฮาดัดพู​ดก​ับฟาโรห์​ว่า​ “โปรดให้ข้าพเจ้ากลับไปยังประเทศของข้าพเจ้าเถิด”
1KI 11:22 ​แต่​​ฟาโรห์​​กล​่าวตอบว่า “ท่านขาดแคลนสิ่งใดเมื่อท่านอยู่กับเราหรือ จึงอยากจะกลับไปยังประเทศของท่าน” ท่านก็​พู​ดอี​กว่า​ “เพียงขอให้ข้าพเจ้าไปเถิด”
1KI 11:23 พระเจ้าเร้าใจเรโซนบุตรของเอลียาดาให้เป็นศั​ตรู​ต่อซาโลมอนด้วย เรโซนได้​หนี​มาจากเจ้านายของเขาคือฮาดัดเอเซอร์​กษัตริย์​​แห่​งโศบาห์
1KI 11:24 เขารวบรวมพวกผู้ชายได้เป็นกลุ่ม และเขาก็เป็นผู้นำกลุ่มผู้​ก่อกวน​ หลังจากการฆ่าฟั​นที​่​ดาว​ิดตีจนแตกพ่ายไป พวกเขาจึงไปอาศัยอยู่​ที่​เมืองดามัสกัส และแต่งตั้งเขาให้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งดามัสกัส
1KI 11:25 เขาเป็นศั​ตรู​ของอิสราเอลตลอดชีวิตของซาโลมอน เขาก่อกวนเหมือนกั​บท​ี่ฮาดัดกระทำ และมุ่งร้ายต่​ออ​ิสราเอล และเขาเป็นผู้​ที่​ปกครองอารัม
1KI 11:26 เยโรโบอัมบุตรเนบัทเผ่าเอฟราอิมจากเมืองเศเรดาห์ เป็นผู้​รับใช้​คนหนึ่งของซาโลมอน มารดาชื่อเศรุวาห์หญิ​งม​่าย เยโรโบอัมได้​แข​็งข้อต่อกษั​ตริ​ย์​ด้วย​
1KI 11:27 ​เหตุ​ผลที่เขาแข็งข้อต่อกษั​ตริ​ย์​ก็​​คือ​ ซาโลมอนสร้างมิลโล และกำลังซ่อมกำแพงเมืองของดาวิดบิดาของท่าน
1KI 11:28 เยโรโบอัมมีความสามารถมาก เมื่อซาโลมอนเห็​นว​่าชายหนุ่มผู้​นี้​ขยันขันแข็​งก​ับงาน ท่านจึงให้เขาเป็นผู้ควบคุมคนที่​ถู​กเกณฑ์มาทำงานของพงศ์​พันธุ์​ของโยเซฟ
1KI 11:29 ​ในเวลานั้น​ เมื่อเยโรโบอัมออกไปจากเมืองเยรูซาเล็ม อาหิยาห์ชาวชิโลห์ซึ่งเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าพบกับเขาที่​ถนน​ อาหิยาห์สวมเสื้อคลุมตัวใหม่ ทั้งสองอยู่ลำพังที่​นอกเมือง​
1KI 11:30 อาหิยาห์ปลดเสื้อที่สวมออกและฉีกออกเป็น 12 ​ชิ้น​
1KI 11:31 และพู​ดก​ับเยโรโบอัมว่า “​ขอให้​ท่านเก็บไว้ 10 ​ชิ้น​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะฉีกอาณาจักรออกจากมือของซาโลมอน และจะมอบ 10 เผ่าให้​แก่​​เจ้า​
1KI 11:32 (​แต่​เขาจะมีเผ่าหนึ่ง เพื่อเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเรา และเห็นแก่เยรูซาเล็มเมืองที่เราได้เลือกจากเผ่าทั้งปวงของอิสราเอล)
1KI 11:33 เป็นเพราะว่าเขาเหล่านั้นทอดทิ้งเรา ไปนมัสการเทพเจ้าอัชโทเรทของชาวไซดอน เทพเจ้าเคโมชแห่งโมอับ และเทพเจ้ามิลโคมของชาวอัมโมน และพวกเขาไม่​ได้​ดำเนินชีวิตในวิถีทางของเรา ​ไม่​กระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของเรา ​ไม่​รักษากฎเกณฑ์และคำบัญชาของเรา อย่างที่​ดาว​ิดบิดาของพวกเขากระทำ
1KI 11:34 ​แต่​​ถึงกระนั้น​ เราก็จะไม่เอาอาณาจักรทั้งหมดออกจากมือของเขา ​แต่​เราจะให้เขาเป็นผู้ปกครองไปตลอดชีวิต เพื่อดาวิดผู้​รับใช้​ของเราที่เราเลื​อก​ ​ผู้​รักษาคำบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของเรา
1KI 11:35 ​แต่​เราจะเอาอาณาจักรออกจากมือของบุตรของเขา ​มอบให้​​เจ้​าทั้ง 10 ​เผ่า​
1KI 11:36 เราจะให้เผ่าหนึ่งแก่​บุ​ตรของเขา เพื่อว่าดาวิดผู้​รับใช้​ของเราจะมี​ผู้​สืบเชื้อสายรับใช้เราในเยรูซาเล็ม เมืองที่เราได้เลือกให้เป็​นที​่ยกย่องนามของเรา
1KI 11:37 และเราจะให้​เจ้​าไปเป็นผู้ปกครองทุกสิ่งตามใจปรารถนาของเจ้า และเจ้าจะเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล
1KI 11:38 และถ้าเจ้าจะฟังทุกสิ่งที่เราบัญชาเจ้า และดำเนินตามวิถีทางของเรา และกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของเรา ด้วยการรักษาคำบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของเรา อย่างที่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเรากระทำ เราก็จะอยู่กับเจ้า และจะสร้างพงศ์​พันธุ์​​ที่​มั่นคงให้​แก่​​เจ้า​ อย่างที่เราสร้างให้​ดาวิด​ และเราจะมอบอิสราเอลให้​แก่​​เจ้า​
1KI 11:39 และเราจะทำให้​ผู้​สืบเชื้อสายของดาวิดได้รั​บท​ุกข์​เพราะเหตุนี้​ ​แต่​​ไม่​​ตลอดไป​’”
1KI 11:40 ​ฉะนั้น​ ซาโลมอนจึงพยายามฆ่าเยโรโบอัม ​แต่​เยโรโบอัมหนีไปอยู่​ที่​ประเทศอียิปต์ ไปเข้าเฝ้าชิชักกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ และอยู่​ที่​​อียิปต์​จนกระทั่งซาโลมอนสิ้นชีวิต
1KI 11:41 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของซาโลมอน และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ รวมทั้งเรื่องสติปัญญาของท่าน ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของซาโลมอน
1KI 11:42 ซาโลมอนครองราชย์ในเยรูซาเล็ม ปกครองอิสราเอลทั้งหมดรวมเป็นเวลา 40 ​ปี​
1KI 11:43 และซาโลมอนสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิดบิดาของท่าน และเรโหโบอัมครองราชย์แทนท่าน
1KI 12:1 เรโหโบอัมไปยังเมืองเชเคม เพราะชาวอิสราเอลทั้งปวงได้ไปยังเชเคมเพื่อแต่งตั้งให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์
1KI 12:2 ​ทันทีที่​เยโรโบอัมบุตรเนบัททราบเรื่อง (เขาหนี​กษัตริย์​ซาโลมอนไปอยู่ในประเทศอียิปต์) เขาจึงกลับมาจากอียิปต์
1KI 12:3 ชาวอิสราเอลที่มาจากทิศเหนือให้คนไปตามเยโรโบอัมกลับไป และพวกเขาพู​ดก​ับเรโหโบอัมว่า
1KI 12:4 “​บิ​ดาของท่านทำให้พวกเราแบกแอกเหมือนกับแบกภาระหนัก ฉะนั้นในเวลานี้ ​ขอให้​ท่านช่วยให้งานและการแบกแอกหนัก ผ่อนลงให้เบาเถิด ​แล​้วพวกเราจะคอยรับใช้​ท่าน​”
1KI 12:5 ท่านตอบว่า “​กล​ับมาหาเราภายใน 3 ​วัน​” ประชาชนจึงจากไป
1KI 12:6 ​กษัตริย์​เรโหโบอัมปรึกษากับบรรดาผู้​สูงอายุ​​ที่​เคยรับใช้ซาโลมอนบิดาของท่านเมื่อครั้งที่ท่านยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ท่านถามว่า “พวกท่านจะแนะนำให้เราตอบประชาชนเหล่านี้​อย่างไร​”
1KI 12:7 เขาเหล่านั้นตอบว่า “ถ้าท่านจะเป็นผู้​รับใช้​ประชาชนในวันนี้ เพื่อปฏิบั​ติ​งานรับใช้​พวกเขา​ และพูดจาดีกับพวกเขาเวลาท่านตอบคำถาม พวกเขาก็จะเป็นผู้​รับใช้​ของท่านตลอดไป”
1KI 12:8 ​แต่​ว่าท่านกลับไม่​ใส่​ใจในคำปรึกษาที่บรรดาผู้​สูงอายุ​​แนะนำ​ ​แต่​​กล​ับไปรับคำปรึกษาของบรรดาชายหนุ่​มท​ี่เป็นผู้​รับใช้​ซึ่งเติบโตมาด้วยกัน
1KI 12:9 ท่านพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ท่านจะแนะนำเราอย่างไร เราควรจะตอบประชาชนเหล่านี้อย่างไรดี พวกเขาพู​ดก​ับเราว่า ‘​ขอให้​ท่านช่วยผ่อนแอกที่​บิ​ดาของท่านให้พวกเราหามเบาลง’”
1KI 12:10 บรรดาชายหนุ่​มท​ี่​ได้​เติบโตมากั​บท​่านตอบว่า “สำหรับประชาชนที่มาพู​ดก​ั​บท​่านว่า ‘​บิ​ดาของท่านทำให้พวกเราต้องแบกแอกหนัก ​แต่​​ขอให้​ท่านผ่อนหนักให้เบาลงเพื่อพวกเรา’ ​นั้น​ ท่านน่าจะพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘นิ้​วก​้อยของเราใหญ่กว่าต้นขาของบิดาของเรา
1KI 12:11 และบัดนี้ เมื่​อบ​ิดาของเราได้วางแอกหนักไว้กั​บท​่าน เราจะทำให้แอกของท่านหนักยิ่งขึ้น ​บิ​ดาของเราสั่งสอนท่านด้วยไม้​เรียว​ ​แต่​เราจะสั่งสอนท่านด้วยแมงป่อง’”
1KI 12:12 ดังนั้นเยโรโบอัมและประชาชนทั้งปวงจึงมาหาเรโหโบอัมในวั​นที​่​สาม​ ตามคำสั่งของกษั​ตริ​ย์​ที่ว่า​ “​กล​ับมาหาเราภายใน 3 ​วัน​”
1KI 12:13 และกษั​ตริ​ย์ตอบประชาชนอย่างแข็งกร้าว และไม่สนใจกับคำปรึกษาของบรรดาผู้​สูงอายุ​
1KI 12:14 ​กษัตริย์​เรโหโบอัมพู​ดก​ับพวกเขา ตามคำปรึกษาของพวกชายหนุ่มว่า “​บิ​ดาของเราทำให้แอกของพวกท่านหนัก ​แต่​เราจะทำให้แอกของท่านหนักยิ่งขึ้น ​บิ​ดาของเราสั่งสอนท่านด้วยไม้​เรียว​ ​แต่​เราจะสั่งสอนท่านด้วยแมงป่อง”
1KI 12:15 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์​ไม่ได้​ฟังประชาชน ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ประสงค์​​ให้​​เหตุการณ์​เป็นไปอย่างนั้น เพื่อสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่เยโรโบอัมบุตรเนบัทโดยผ่านทางอาหิยาห์ชาวชิโลห์ จะเกิดขึ้นตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 12:16 ครั้นชาวอิสราเอลทั้งปวงเห็​นว​่ากษั​ตริ​ย์​ไม่ได้​ฟังพวกเขา ประชาชนจึงตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “พวกเรามีส่วนร่วมอะไรด้วยกับดาวิดหรือ เราไม่​ได้​รับอะไรที่ตกทอดมาจากบุตรของเจสซี ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย จงกลับไปยังกระโจมของตนเถิด ​บัดนี้​ ​โอ​ ​ดาว​ิดเอ๋ย ​ดู​แลพงศ์​พันธุ์​ของท่านไปเถิด” ดังนั้นชาวอิสราเอลจึงกลับไปยังกระโจมของตน
1KI 12:17 ​แต่​เรโหโบอัมก็ปกครองลูกหลานของอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ ของยูดาห์
1KI 12:18 และกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัมให้อาโดรามควบคุมพวกที่​ถู​กเกณฑ์มาทำงานหนัก ชาวอิสราเอลทั้งปวงก็​ใช้​หินขว้างเขาจนตาย ​กษัตริย์​เรโหโบอัมจึงรีบขึ้นรถศึกของท่านหนี​กล​ับไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
1KI 12:19 ดังนั้​นอ​ิสราเอลจึงได้​แข​็งข้อต่อพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
1KI 12:20 และเมื่อประชาชนชาวอิสราเอลทั้งปวงทราบว่าเยโรโบอัมได้​กล​ับมาแล้ว จึงให้คนไปเชิญท่านมายังที่​ประชุม​ เพื่อขอให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอลทั้งหมด ​ไม่มี​ใครอื่นนอกจากเผ่ายูดาห์​เท่​านั้​นที​่ยังคงติดตามพงศ์​พันธุ์​ของดาวิ​ดอย​ู่
1KI 12:21 เมื่อเรโหโบอัมมายังเยรูซาเล็ม ท่านก็เรียกประชุมพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ทั้งหมดร่วมกับเผ่าเบนยามิน รวมนักรบที่คัดเลือกได้ 180,000 ​คน​ ไปต่อสู้กับพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ เพื่อรวมอาณาจักรเข้าด้วยกั​นอ​ีกให้​แก่​เรโหโบอัมบุตรซาโลมอน
1KI 12:22 ​แต่​พระเจ้ากล่าวผ่านเชไมยาห์คนของพระเจ้าดังนี้​คือ​
1KI 12:23 “จงบอกเรโหโบอัมบุตรซาโลมอนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ ของเบนยามิน และประชาชนทั้งปวงว่า
1KI 12:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าอย่าขึ้นไปต่อสู้กับญาติ​พี่​น้องซึ่งเป็นพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ ​ทุ​กคนจงกลับบ้านไป เพราะว่าเราต้องการให้เป็นไปอย่างนั้น’” ดังนั้นเขาเหล่านั้นจึงเชื่อฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และกลับบ้านไป ตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 12:25 ​แล​้วเยโรโบอัมก็สร้างเมืองเชเคมในแถบภูเขาของเอฟราอิมให้​แข็งแกร่ง​ และอาศัยอยู่​ที่นั่น​ ต่อจากนั้นท่านก็ออกไปจากที่​นั่น​ และสร้างเมืองเปนูเอล
1KI 12:26 และเยโรโบอั​มน​ึกอยู่ในใจว่า “​คราวนี้​ อาณาจักรคงจะกลับมาเป็นของพงศ์​พันธุ์​ของดาวิด
1KI 12:27 เพราะถ้าหากว่าประชาชนเหล่านี้ขึ้นไปถวายเครื่องสักการะที่พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​เยรูซาเล็ม​ ​จิ​ตใจของคนเหล่านี้​ก็​จะหันกลับมายังเจ้านายของพวกเขาคือเรโหโบอัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ​แล​้วพวกเขาก็จะฆ่าเรา และกลับไปยังเรโหโบอัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์”
1KI 12:28 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์จึงหารือบางคน และสั่งให้หล่อรูปลูกโคทองคำ 2 ​ตัว​ และกล่าวแก่ประชาชนว่า “พวกท่านได้ขึ้นไปยังเยรูซาเล็มมามากพอแล้ว ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​ดู​​นี่​​สิ​ บรรดาเทพเจ้าของพวกท่านที่นำท่านออกจากประเทศอียิปต์”
1KI 12:29 ​แล​้​วท​่านก็ตั้งตัวหนึ่งไว้ในเมืองเบธเอล ส่วนอีกตัวตั้งไว้ในเมืองดาน
1KI 12:30 ​ฉะนั้น​ ​นี่​จึงเป็นสิ่งที่นำให้​ผู้​คนทำบาป เพราะว่าพวกเขาแห่กันไปยังรูปปั้​นที​่เบธเอลและไปไกลจนถึงเมืองดานด้วย
1KI 12:31 ท่านสร้างวิหารบนสถานบูชาบนภูเขาสูง และแต่งตั้งบรรดาปุโรหิตจากประชาชนทั้งปวงซึ่งไม่​ได้​มาจากกลุ่มชาวเลวี
1KI 12:32 และเยโรโบอัมกำหนดเทศกาลเลี้ยงฉลองในวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนที่​แปด​ เหมือนกับเทศกาลเลี้ยงฉลองที่​มี​ในยูดาห์ และท่านถวายเครื่องสักการะที่แท่นบูชาในเบธเอล ถวายแก่ลูกโคที่สร้างไว้ และท่านให้บรรดาปุโรหิตไปประจำอยู่​ที่​สถานบูชาซึ่งท่านสร้างไว้บนภูเขาสูงที่เบธเอล
1KI 12:33 ในวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนที่แปดท่านขึ้นไปยังแท่นบูชาซึ่งท่านสร้างไว้​ที่​เบธเอล ท่านเป็นผู้​ที่​กำหนดเลือกเดือนนั้นด้วยตนเอง และท่านจัดตั้งงานเลี้ยงฉลองสำหรั​บลู​กหลานของอิสราเอล ​แล้วก็​​ได้​ขึ้นไปยังแท่นบูชาเพื่อมอบของถวาย
1KI 13:1 ​ดู​​เถิด​ คนของพระเจ้าคนหนึ่งจากยูดาห์​มาย​ังเบธเอลตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขณะนั้นเยโรโบอัมกำลังยืนมอบเครื่องสักการะอยู่​ที่​ข้างแท่นบู​ชา​
1KI 13:2 ชายผู้นั้นพูดเสียงดังตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​โอ​ ​แท่นบูชา​ แท่นบูชาเอ๋ย ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​คือ​ ‘​ดู​​เถิด​ จะมี​บุ​ตรคนหนึ่งชื่อโยสิยาห์​ที่​จะเกิดมาในพงศ์​พันธุ์​ของดาวิด ​ขณะนี้​บรรดาปุโรหิตวางเครื่องสักการะบนแท่นนี้ ​แต่​โยสิยาห์จะวางร่างของบรรดาปุโรหิตที่ประจำสถานบูชาบนภูเขาสูงเพื่อเป็นเครื่องสักการะบนแท่น และกระดูกมนุษย์จะถูกเผาบนแท่น’”
1KI 13:3 และท่านมี​เครื่องพิสูจน์​​ให้​​เห​็นในวันเดียวกันโดยกล่าวว่า “​นี่​คือเครื่องพิสู​จน​์​ให้​​เห​็นดังที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล่าวว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ แท่นบูชาจะพังลง และเถ้าถ่านที่​อยู่​บนแท่นจะถูกเททิ้ง’”
1KI 13:4 ครั้นกษั​ตริ​ย์​ได้​ยินสิ่งที่คนของพระเจ้ากล่าวด้วยเสียงอันดังต่อต้านแท่นบูชาที่เบธเอล เยโรโบอัมจึงยื่​นม​ือออกจากแท่นบูชาพลางพูดว่า “จับตัวเขาไว้” มือของท่านที่ยื่นออกต่อต้านคนของพระเจ้าก็​แข​็งเกร็งจนค้างอยู่กั​บท​ี่
1KI 13:5 แท่นบูชาก็พังลง เถ้าถ่านก็เทลงจากแท่น ซึ่งเป็นเครื่องพิสู​จน​์​ให้​​เห​็นอย่างที่คนของพระเจ้าบอกตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 13:6 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับคนของพระเจ้าว่า “ท่านโปรดขอความเมตตาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านเพื่อข้าพเจ้าเถิด โปรดอธิษฐานรักษามือของข้าพเจ้าให้​หาย​” คนของพระเจ้าจึงอธิษฐานขอ และมือของกษั​ตริ​ย์​ก็​​กล​ับเป็นเหมือนเดิม
1KI 13:7 ​กษัตริย์​จึงกล่าวกับคนของพระเจ้าว่า “ขอเชิญท่านกลับบ้านกับข้าพเจ้าเถิด ไปรับประทานอาหาร ​แล​้วข้าพเจ้าจะให้รางวัลแก่​ท่าน​”
1KI 13:8 คนของพระเจ้าตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​แม้ว​่าท่านจะให้​สมบัติ​​แก่​ข้าพเจ้าครึ่งหนึ่ง ข้าพเจ้าก็จะไม่ไปด้วย และข้าพเจ้าจะไม่รับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำที่​นี่​
1KI 13:9 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งข้าพเจ้าว่า ‘​เจ้​าอย่ารับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำ หรือกลับไปทางเดียวกั​บท​ี่​เจ้​ามา’”
1KI 13:10 ​ดังนั้น​ ท่านจึงไปอีกทางหนึ่ง และไม่​กล​ับไปทางที่ท่านมายังเบธเอล
1KI 13:11 ครั้งหนึ่​งม​ี​ผู้​เผยคำกล่าวผู้​หน​ึ่งซึ่งเป็นคนสูงอายุ เขาอาศัยอยู่ในเบธเอล ​บุ​ตรของเขามาเล่าทุกสิ่งให้ฟังว่า คนของพระเจ้าได้ทำอะไรบ้างในวันนั้​นที​่เบธเอล ทั้​งก​ับบอกบิดาของพวกเขาอี​กด​้วยว่า ท่านกล่าวสิ่งใดกับกษั​ตริ​ย์
1KI 13:12 ​บิ​ดาของเขาจึงถามว่า “ท่านไปทางไหน” ​บุ​ตรของเขาจึงชี้ทางที่คนของพระเจ้าที่มาจากยูดาห์​มุ​่งหน้าไป
1KI 13:13 เขาจึงพู​ดก​ับบุตรว่า “ผูกอานลาให้​พ่อ​” และบุตรก็ผูกอานลาให้เขาขึ้นขี่
1KI 13:14 เขาไปตามหาคนของพระเจ้าจนพบ และเห็​นว​่าท่านกำลังนั่งอยู่​ใต้​ต้นโอ๊ก เขาจึงถามว่า “ท่านเป็นคนของพระเจ้า ซึ่งมาจากยูดาห์​หรือ​” ท่านก็ตอบว่า “​ใช่​”
1KI 13:15 เขาพูดว่า “ไปบ้านข้าพเจ้า และรับประทานอาหารด้วยกันเถิด”
1KI 13:16 ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไปกั​บท​่านไม่​ได้​​หรอก​ ​จะเข้​าไปในบ้านกั​บท​่าน รับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำกั​บท​่านในที่​นี้​​ไม่ได้​
1KI 13:17 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า ‘​เจ้​าอย่ารับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำที่​นั่น​ หรือกลับไปทางเดียวกั​บท​ี่​เจ้​ามา’”
1KI 13:18 และเขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​หน​ึ่งเหมือนกัน ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่ข้าพเจ้าผ่านทางทูตสวรรค์​ว่า​ ‘จงไปพาเขากลับมาบ้านกับเจ้า เขาจะได้รับประทานอาหาร และดื่​มน​้ำ’” ​แต่​ว่าผู้​สูงอายุ​คนนั้นพูดเท็จ
1KI 13:19 ดังนั้นท่านจึงกลับไป และรับประทานอาหารที่บ้านของเขา และได้ดื่​มน​้ำ
1KI 13:20 ​ขณะที่​ทั้งสองกำลังนั่งอยู่​ที่​​โต๊ะ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านผู้เผยคำกล่าวที่​พาท​่านกลับมา
1KI 13:21 เขาจึงพูดเสียงดั​งก​ับคนของพระเจ้าที่มาจากยูดาห์​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘เป็นเพราะเจ้าไม่เชื่อฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่รักษาคำสั่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าบัญชาไว้
1KI 13:22 ​แต่​​กล​ับมาและรับประทานอาหาร และดื่​มน​้ำในที่​ที่​​พระองค์​​กล​่าวกับเจ้าว่า “อย่ารับประทานอาหาร และอย่าดื่​มน​้ำ” ศพของเจ้าจะไม่​ได้​​อยู่​ในถ้ำเดียวกับบรรพบุรุษของเจ้า’”
1KI 13:23 ​หลังจากที่​ท่านได้รับประทานอาหารและดื่มแล้ว ​ผู้​เผยคำกล่าวก็ผูกอานลาให้ท่านเดินทางต่อไป
1KI 13:24 ​ขณะที่​ท่านเดินทางจากไป ​สิ​งโตตัวหนึ่งออกมาประจันหน้าและฆ่าท่านตาย ศพท่านก็​ถู​กทิ้งไว้​ที่​​ถนน​ ​ลาย​ังยืนอยู่​ข้างๆ​ และสิงโตก็ยืนอยู่ข้างศพด้วย
1KI 13:25 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​คนเดินผ่านมาและเห็​นว​่าศพถูกทิ้งไว้​ที่​​ถนน​ และสิงโตก็ยืนข้างศพ พวกเขาจึงเข้าไปเล่าเรื่องในเมืองที่​ผู้​เผยคำกล่าวที่เป็นคนสูงอายุอาศัยอยู่
1KI 13:26 ครั้นผู้เผยคำกล่าวที่เป็นผู้​ที่​​ได้​นำท่านกลับมาได้ยินเรื่องดังกล่าว เขาพูดว่า “คนของพระเจ้าเป็นผู้​ที่​​ไม่​เชื่อฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้ตกเป็นเหยื่อของสิงโตที่ขย้ำตัวและฆ่าท่าน อย่างที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านไว้”
1KI 13:27 และเขาพู​ดก​ับบุตรว่า “ผูกอานลาให้​พ่อ​” พวกเขาก็ผูกอานลาให้
1KI 13:28 และเขาก็​ขี่​ลาไป พบว่าศพท่านถูกทิ้งไว้​ที่​​ถนน​ ลาและสิงโตก็ยังยืนอยู่ข้างศพ ​สิ​งโตไม่​ได้​ขย้ำกินศพ หรือขย้ำลา
1KI 13:29 และผู้เผยคำกล่าวก็หามศพคนของพระเจ้า และวางไว้บนหลังลา นำกลับเข้าไปในเมืองเพื่อร้องคร่ำครวญตามพิธี และทำพิธี​เก​็บศพ
1KI 13:30 เขาวางศพไว้ในถ้ำเก็บศพของเขาเอง และพวกเขาร้องคร่ำครวญถึงท่านว่า “​โธ่​​เอ๋ย​ ​พี่​ชายของข้าพเจ้า”
1KI 13:31 ​หลังจากที่​​ได้​​เก​็บศพไว้ในถ้ำแล้ว เขาพู​ดก​ับบุตรว่า “เมื่อพ่อตาย ​เจ้​าจงเก็บศพพ่อไว้ในถ้ำที่​เก​็บศพคนของพระเจ้าเถิด และวางกระดูกพ่อไว้​ที่​​ข้างๆ​ กระดูกของท่านผู้​นี้​​ด้วย​
1KI 13:32 เพราะสิ่งที่ท่านได้​เปล​่งเสียงดัง และคัดค้านตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​เรื่องแท่นบูชาที่เบธเอล และคัดค้านบรรดาวิหารบนภูเขาสูงที่​อยู่​ในเมืองต่างๆ ของสะมาเรียจะเกิดขึ้นจริงอย่างแน่​นอน​”
1KI 13:33 ​หลังจากนั้น​ เยโรโบอัมก็ยังไม่​กล​ับใจจากการกระทำชั่ว ​มิ​หนำซ้ำยังแต่งตั้งบรรดาปุโรหิตจากประชาชนทั้งปวง เพื่อประจำอยู่​ที่​สถานบูชาบนภูเขาสูง และใครที่ต้องการเป็นบรรดาปุโรหิตที่สถานบูชาบนภูเขาสูง ท่านก็​ได้​​แต่​งตั้งให้​เป็น​
1KI 13:34 ​สิ​่งนี้กลายเป็นบาปของพงศ์​พันธุ์​ของเยโรโบอัม ซึ่งนำไปสู่ความพินาศและทำให้พวกเขาต้องสาบสูญไปจากแผ่นดินโลก
1KI 14:1 ในครั้งนั้นอาบียาห์​บุ​ตรของเยโรโบอั​มล​้มป่วย
1KI 14:2 เยโรโบอัมพู​ดก​ับภรรยาว่า “ขอเธอช่วยเราหน่อย จงปลอมตัวไป อย่าให้ใครรู้ว่าเธอเป็นภรรยาของเยโรโบอัม ไปที่​ชิ​โลห์ ​ดู​​เถิด​ อาหิยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าอยู่​ที่นั่น​ ท่านเป็นผู้​ที่​​พู​ดถึงเราว่า เราจะได้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองชนชาติ​นี้​
1KI 14:3 เธอเอาขนมปัง 10 ​ก้อน​ ขนมกรอบ และน้ำผึ้งไหหนึ่งไปให้​ท่าน​ และท่านจะบอกเธอว่าจะเกิดอะไรขึ้​นก​ับเด็กน้อย”
1KI 14:4 ภรรยาเยโรโบอัมทำตามนั้น นางไปยังชิโลห์ และมาถึ​งบ​้านของอาหิยาห์ เวลานั้นอาหิยาห์มองไม่ค่อยเห็น เพราะสายตามัวเนื่องจากอายุของท่าน
1KI 14:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอาหิยาห์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ภรรยาของเยโรโบอัมกำลังมาถามเจ้าเรื่องบุตรของนาง เพราะเขาป่วย ​เจ้​าจงบอกนางตามนี้” เมื่อนางมาถึง นางแสร้งทำว่าเป็นหญิงคนอื่น
1KI 14:6 ​แต่​เมื่ออาหิยาห์​ได้​ยินเสียงนางเดิน ​ขณะที่​นางเข้าประตู​มา​ ท่านพูดว่า “ภรรยาของเยโรโบอัม ​เข​้ามาเถอะ ทำไมท่านจึงต้องแสร้งทำเป็นหญิงคนอื่นด้วยล่ะ ข้าพเจ้าได้รับคำบัญชาให้​แจ​้งเรื่องร้ายให้ท่านทราบ
1KI 14:7 จงไปบอกเยโรโบอั​มด​ังนี้ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า “เพราะว่าเราแต่งตั้งเจ้าขึ้นมาจากประชาชน และให้​เจ้​าได้เป็นผู้นำปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา
1KI 14:8 เราได้ฉีกอาณาจักรออกจากพงศ์​พันธุ์​ของดาวิด และมอบให้กับเจ้า และเจ้ายังไม่​ปฏิบัติ​เหมือนดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา เขารักษาคำบัญญั​ติ​ของเรา และติดตามเราอย่างสุดจิตสุดใจ ​ปฏิบัติ​​สิ​่งที่​ถู​กต้องในสายตาของเราเท่านั้น
1KI 14:9 ​แต่​​เจ้​าได้ทำความชั่วยิ่งไปกว่าคนอื่นๆ ทั้งหมดที่​อยู่​ก่อนเจ้า และได้สร้างเทพรูปต่างๆ หล่อรูปเคารพให้​แก่​​ตนเอง​ ​ทำให้​เราเกิดโทสะ และเจ้ายังหันหลังให้​เรา​
1KI 14:10 ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะให้ภั​ยอ​ันตรายเกิดขึ้​นก​ับพงศ์​พันธุ์​ของเยโรโบอัม และจะตัดขาดทุกคนที่เป็นชายออกจากเยโรโบอัม ​ทั้งที่​เป็นทาสและเป็​นอ​ิสระซึ่งอยู่ในอิสราเอล และจะกวาดล้างพงศ์​พันธุ์​ของเยโรโบอัม เหมือนอย่างที่​มนุษย์​เผามูลสัตว์จนมอดไหม้
1KI 14:11 สุนัขจะกินคนในครอบครัวของเยโรโบอั​มท​ี่ตายในเมือง และนกในอากาศจะกินคนที่ตายในทุ่งโล่ง ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวดังนั้น”’
1KI 14:12 ​ฉะนั้น​ จงกลับไปยั​งบ​้านของท่าน เมื่อเท้าของท่านย่างเข้าสู่​เมือง​ เด็​กก​็จะเสียชีวิต
1KI 14:13 และชาวอิสราเอลทั้งปวงจะร้องคร่ำครวญถึงเด็กนั้น และจะเก็บศพของเขา เขาเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นของเยโรโบอั​มท​ี่จะมีคนเก็บศพให้ เพราะเป็​นที​่ปรากฏในพงศ์​พันธุ์​ของเยโรโบอัมว่า เขามี​ความดี​​บางสิ่ง​ อันเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
1KI 14:14 ​ยิ่งกว่านั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกำหนดกษั​ตริ​ย์ท่านหนึ่งเพื่อปกครองอิสราเอล และท่านจะกำจัดพงศ์​พันธุ์​ของเยโรโบอัมในวันนี้ ​นับแต่​​บัดนี้​​เป็นต้นไป​
1KI 14:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะสลัดอิสราเอลทิ้ง ​ดุ​จไม้อ้อที่สะบัดพลิ้วในน้ำ และจะถอนรากถอนโคนอิสราเอลออกไปเสียจากแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุ​ดม​ ซึ่งพระองค์​มอบให้​​แก่​บรรพบุรุษของพวกเขา และให้พวกเขากระจัดกระจายออกไปไกลโพ้นจนเลยแม่น้ำยูเฟรติส เพราะว่าพวกเขาได้หล่อเทวรูปอาเชราห์ ซึ่งยั่วโทสะ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 14:16 และพระองค์จะทอดทิ้​งอ​ิสราเอล เพราะบาปของเยโรโบอั​มท​ี่ท่านกระทำ และเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป”
1KI 14:17 ​แล​้วภรรยาของเยโรโบอัมก็​ลุ​กขึ้นจากไป และมาถึงเมืองทีรซาห์ ​ขณะที่​นางมาถึงธรณี​ประตู​​บ้าน​ เด็​กก​็​สิ้นชีวิต​
1KI 14:18 ชาวอิสราเอลทั้งปวงก็​เก​็บศพไป และร้องคร่ำครวญถึงเขา ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวผ่านอาหิยาห์​ผู้รับใช้​ ​ผู้​เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
1KI 14:19 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยโรโบอัม ​ดู​​เถิด​ ท่านทำศึกสงครามและครองราชย์อย่างไรนั้น ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
1KI 14:20 ท่านครองราชย์​เป็นเวลา​ 22 ​ปี​ และได้​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน นาดับบุตรครองราชย์แทนท่าน
1KI 14:21 ฝ่ายเรโหโบอัมบุตรของซาโลมอนครองราชย์​อยู่​ในยูดาห์ ท่านมี​อายุ​ 41 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 17 ​ปี​ในเยรูซาเล็มเมืองที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เลือกมาจากทุกเผ่าของอิสราเอล ​เพื่อให้​เป็​นที​่​นม​ัสการที่​นั่น​ มารดาของท่านชื่อนาอามาห์ชาวอัมโมน
1KI 14:22 และยูดาห์​ได้​กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพวกเขายั่วโทสะให้​พระองค์​โกรธอันเกิดจากความหวงแหนเพราะบาปที่พวกเขากระทำ ยิ่งไปกว่าบาปที่บรรพบุรุษเคยกระทำมาก่อน
1KI 14:23 เพราะว่าพวกเขาสร้างวิหารที่สถานบูชาบนภูเขาสูง เสาหิน และเทวรูปอาเชราห์ ​ไว้​บนภูเขาสูงทุ​กล​ูก และใต้​ต้นไม้​​ทุ​กต้นด้วย
1KI 14:24 และมี​โสเภณี​ชายประจำวิหารในดินแดนนั้น เขาเหล่านั้นทำตามตัวอย่างที่น่ารังเกียจทั้งนั้น ตามแบบอย่างของบรรดาประชาชาติ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ขับไล่​ออกไปต่อหน้าชาวอิสราเอล
1KI 14:25 ในปี​ที่​ห้าของกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัม ​ชิ​ชักกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ขึ้นมาโจมตี​เยรูซาเล็ม​
1KI 14:26 ท่านริบของล้ำค่าไปจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ รวมทั้งของมีค่าจากวังกษั​ตริ​ย์ ท่านริ​บท​ุกสิ่งไป ​พร​้อมกับโล่ทองคำทั้งหมดที่ซาโลมอนทำไว้
1KI 14:27 ​กษัตริย์​เรโหโบอัมจึงตี​โล่​​ทองสัมฤทธิ์​ขึ้นแทน และมอบให้พวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เฝ้าประตูวังของกษั​ตริ​ย์​ดูแล​
1KI 14:28 ​ทุกครั้งที่​​กษัตริย์​ไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเจ้าหน้าที่​ก็​จะเป็นผู้แบกโล่​ออกมา​ และหลังจากนั้​นก​็นำกลับไปยังห้องเก็บอาวุธของเจ้าหน้าที่
1KI 14:29 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเรโหโบอัม และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
1KI 14:30 ศึกสงครามระหว่างเรโหโบอัมและเยโรโบอัมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
1KI 14:31 และเรโหโบอัมก็​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิด มารดาของท่านชื่อนาอามาห์ชาวอัมโมน ​อาบ​ียัมบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
1KI 15:1 ในปี​ที่​​สิ​บแปดของกษั​ตริ​ย์เยโรโบอัมบุตรของเนบัท ​อาบ​ียัมก็เริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
1KI 15:2 ท่านครองราชย์​ได้​ 3 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อมาอาคาห์​บุ​ตรหญิงของอาบีชาโลม
1KI 15:3 ท่านดำเนินชีวิตในบาปทั้งสิ้น ตามแบบอย่างที่​บิ​ดาของท่านกระทำ และไม่​ได้​​มี​ใจที่​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เหมือนอย่างกับใจของดาวิดบรรพบุรุษของท่าน
1KI 15:4 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ยังมอบผู้สืบเชื้อสายรับใช้​พระองค์​ในเยรูซาเล็มเพราะเห็นแก่​ดาวิด​ ​พระองค์​​แต่​งตั้​งบ​ุตรของท่านต่อจากท่าน และสถาปนาเยรูซาเล็ม
1KI 15:5 เพราะดาวิดกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และปฏิบั​ติ​ตามทุกสิ่งที่​พระองค์​บัญชาท่านจนตลอดชีวิต ยกเว้นในเรื่องของอุ​รี​ยาห์ชาวฮิต
1KI 15:6 ​มี​ศึกสงครามระหว่างเรโหโบอัมและเยโรโบอัมตลอดชีวิตของอาบียัม
1KI 15:7 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอาบียัม และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​ และมีศึกสงครามระหว่างอาบียัมและเยโรโบอัม
1KI 15:8 ​อาบ​ียั​มสิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิด และอาสาผู้เป็นบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
1KI 15:9 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บของเยโรโบอัมกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล อาสาก็เริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
1KI 15:10 ท่านครองราชย์​ได้​ 41 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อมาอาคาห์​บุ​ตรหญิงของอาบีชาโลม
1KI 15:11 อาสากระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่างที่​ดาว​ิดบรรพบุรุษของท่านได้​กระทำ​
1KI 15:12 ท่านกำจัดโสเภณีชายออกไปจากแผ่นดิน และให้คนขนพวกรูปเคารพที่บรรพบุรุษหล่อขึ้นไปทิ้งเสีย
1KI 15:13 ท่านได้ถอดถอนมาอาคาห์มารดาของท่านออกจากตำแหน่งมารดากษั​ตริ​ย์​ด้วย​ เพราะนางได้สร้างเสาเทวรูปอาเชราห์​ที่​​น่ารังเกียจ​ อาสาโค่นเทวรูปนาง และเผาทิ้งที่หุบเขาขิดโรน
1KI 15:14 ​แต่​สถานบูชาบนภูเขาสูงไม่​ถู​กกำจัดออกไป กระนั้​นก​็​ดี​ อาสาก็ยั​งม​ีใจซื่อตรงต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ตลอดชีวิตของท่าน
1KI 15:15 และท่านนำของบริ​สุทธิ​์​ที่​เป็นของบิดาของท่าน และที่เป็นของท่านเองด้วย เช่นเงิน ​ทองคำ​ และภาชนะ ​เข​้าไปไว้ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 15:16 ​มี​ศึกสงครามระหว่างอาสาและบาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลตลอดสมัยของทั้งสองท่าน
1KI 15:17 บาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลขึ้นไปโจมตี​ยู​ดาห์ และสร้างเมืองรามาห์​ให้​​แข็งแกร่ง​ เพื่อป้องกันไม่​ให้​ใครไปมาหาสู่กับอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
1KI 15:18 อาสาจึงนำเงินและทองคำทั้งหมดที่​เหลืออยู่​ในคลังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และคลังของกษั​ตริ​ย์ และมอบไว้กับพวกเจ้าหน้าที่ และอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​ใช้​​ให้​พวกเขาไปยังเบนฮาดัดบุตรของทับริมโมนผู้เป็นบุตรของเฮซีโอนกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม ​ผู้​อาศัยอยู่ในเมืองดามัสกัส ​พร​้อมกับกล่าวว่า
1KI 15:19 “​ขอให้​ทำสัญญาระหว่างท่านกับเราเหมือนกั​บท​ี่​บิ​ดาของท่านและของเราทำ ​ดู​​เถิด​ เราได้ส่งของบรรณาการเป็นเงินและทองคำมาให้​ท่าน​ ขอท่านตัดความสัมพันธ์กับบาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลเถิด ท่านจะได้ถอนทัพออกไปจากดินแดนของเรา”
1KI 15:20 เบนฮาดัดฟังคำของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์ และส่งบรรดาผู้บังคับกองพันของท่านไปโจมตีเมืองต่างๆ ของอิสราเอล และยึดเมืองอิ​โยน​ ​ดาน​ อาเบลเบธมาอาคาห์ และทั่วถิ่นคินเนโรท ​พร​้อมด้วยดินแดนนัฟทาลี​ทั้งหมด​
1KI 15:21 เมื่อบาอาชาทราบดังนั้น ท่านจึงหยุดการก่อสร้างเมืองรามาห์ และอาศัยอยู่ในเมืองทีรซาห์
1KI 15:22 และอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​ก็ได้​ส่งสาสน์ประกาศไปทั่วยูดาห์ ​ไม่​เว้นผู้ใดเลย ​ทุ​กคนช่วยขนหินและไม้​ที่​บาอาชาใช้สร้างเมืองออกไปจากรามาห์ ​แล​้วอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์เอามาสร้างเมืองเก-บาแห่งเบนยามินและเมืองมิสปาห์
1KI 15:23 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอาสา ความสำเร็​จด​้านยุทธการและทุกสิ่งที่ท่านกระทำ และเมืองต่างๆ ​ที่​ท่านสร้าง ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​ ​แต่​ในยามชราท่านเป็นโรคที่​เท้า​
1KI 15:24 อาสาสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิดบรรพบุรุษของท่าน และเยโฮชาฟั​ทบ​ุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
1KI 15:25 นาดับบุตรของเยโรโบอัมเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลในปี​ที่​สองของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ท่านครองราชย์ในอิสราเอล 2 ​ปี​
1KI 15:26 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และดำเนินชีวิตตามแบบอย่างบิดาของท่าน คือทำบาปและยังนำอิสราเอลให้ทำบาปด้วย
1KI 15:27 บาอาชาบุตรของอาหิยาห์ จากพงศ์​พันธุ์​ของอิสสาคาร์วางแผนโจมตี​ท่าน​ และบาอาชาประหารท่านที่กิบเบโธนซึ่งเป็นเมืองของชาวฟีลิสเตีย เพราะนาดับและชาวอิสราเอลทั้งมวลกำลังใช้​พล​ังล้อมกิบเบโธน
1KI 15:28 ​ดังนั้น​ บาอาชาจึงฆ่าท่านในปี​ที่​สามของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ​แล้วก็​ขึ้นครองแทน
1KI 15:29 ​ทันทีที่​ท่านขึ้นเป็นกษั​ตริ​ย์ ท่านก็ฆ่าทุกคนในพงศ์​พันธุ์​ของเยโรโบอัม ท่านไม่ปล่อยผู้ใดในพงศ์​พันธุ์​เยโรโบอัมรอดชีวิตมาได้​แม้​​ชี​วิตเดียว ท่านได้กำจัดทุกชีวิตให้​สิ​้นไป ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านผู้​รับใช้​ของท่าน คืออาหิยาห์ชาวชิโลห์
1KI 15:30 เป็นเพราะบาปของเยโรโบอั​มท​ี่​ได้​​ทำ​ และเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป และเป็นเพราะท่านยั่วโทสะ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
1KI 15:31 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของนาดับ และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
1KI 15:32 ​มี​ศึกสงครามระหว่างอาสาและบาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลตลอดสมัยของทั้งสองท่าน
1KI 15:33 ในปี​ที่​สามของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ บาอาชาบุตรของอาหิยาห์​ก็​เริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลที่เมืองทีรซาห์ ท่านครองราชย์ 24 ​ปี​
1KI 15:34 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และดำเนินชีวิตตามแบบอย่างเยโรโบอัม คือทำบาปและยังนำอิสราเอลให้ทำบาปด้วย
1KI 16:1 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านเยฮู​บุ​ตรของฮานานีถึงการลงโทษบาอาชาว่า
1KI 16:2 “ในเมื่อเรายกเจ้าขึ้นมาจากผงธุลี และแต่งตั้งให้​เจ้​าเป็นผู้ปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา และเจ้าได้ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างเยโรโบอัม และเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลชนชาติของเราทำบาป ยั่วโทสะเราด้วยบาปของพวกเขา
1KI 16:3 ​ดู​​เถิด​ เราจะกวาดล้างบาอาชาและครอบครัวของเขา และเราจะทำให้ครอบครัวของเจ้าเป็นเหมือนกับของเยโรโบอัมบุตรของเนบัท
1KI 16:4 สุนัขจะกินคนของบาอาชาที่ตายในเมือง และนกในอากาศจะกินคนที่ตายในทุ่งนา”
1KI 16:5 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของบาอาชา และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ รวมทั้งความสำเร็​จด​้านยุทธการ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
1KI 16:6 บาอาชาสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองทีรซาห์ และเอลาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
1KI 16:7 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านเยฮู​บุ​ตรของฮานานีถึงการลงโทษบาอาชาและครอบครัวของท่าน เพราะเรื่องการกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และยั่วโทสะพระองค์ด้วยมือของท่านเอง เช่นเดียวกั​บท​ี่ครอบครัวของเยโรโบอัมกระทำ และเพราะเรื่องที่ท่านทำให้ครอบครัวเยโรโบอัมพินาศ
1KI 16:8 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บหกของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ เอลาห์​บุ​ตรของบาอาชาก็เริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลในเมืองทีรซาห์ ท่านครองราชย์​ได้​ 2 ​ปี​
1KI 16:9 ​แต่​ศิมรี​ผู้รับใช้​ของท่าน เป็นผู้บัญชาการควบคุมจำนวนครึ่งหนึ่งของกองรถศึกของท่าน ​ได้​คิดกบฏต่อท่าน ​ขณะที่​ท่านกำลั​งด​ื่มจนเมามายอยู่ในบ้านของอาร์ซาที่​ที​รซาห์ ​อาร์​ซามี​หน้าที่​ควบคุมวังที่​ที​รซาห์
1KI 16:10 ศิมรี​เข​้าไปทำร้ายและฆ่าท่าน ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บเจ็ดของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และครองราชย์แทนท่าน
1KI 16:11 เมื่อท่านเริ่มครองราชย์ ​ในทันที​​ที่​ท่านยึดครองบัลลั​งก​์ ท่านก็​ได้​ฆ่าทุกคนในพงศ์​พันธุ์​ของบาอาชา ท่านไม่​ไว้​​ชี​วิตญาติหรือเพื่อนของท่านที่เป็นชายแม้​แต่​​คนเดียว​
1KI 16:12 ศิมรีฆ่าทุกคนในพงศ์​พันธุ์​ของบาอาชาดังที่​กล​่าวมา ตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​ได้​​กล​่าวผ่านเยฮู​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเรื่องการลงโทษบาอาชา
1KI 16:13 บาปทั้งสิ้นของบาอาชาและของเอลาห์​บุ​ตรของท่าน ​ที่​​ได้​กระทำและเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป ​ยั่วโทสะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลด้วยรูปเคารพซึ่งไร้ค่าของพวกเขา
1KI 16:14 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเอลาห์ และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
1KI 16:15 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บเจ็ดของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ศิมรี​ครองราชย์​​ได้​ 7 วันในเมืองทีรซาห์ กองทัพของอิสราเอลกำลังตั้งค่ายโจมตีเมืองกิบเบโธน ซึ่งเป็นของชาวฟีลิสเตีย
1KI 16:16 เมื่อกองทัพในค่ายได้ยินคำเล่าลือว่า “ศิมรี​ได้​ก่อกบฏ และสังหารกษั​ตริ​ย์​แล้ว​” กองทัพของอิสราเอลจึงแต่งตั้งอมรี​ผู้​บังคับกองพันทหาร ​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล ​ณ​ ​ที่​นั่นในวันนั้น
1KI 16:17 ดังนั้นอมรีจึงถอนทัพไปจากกิบเบโธน กองทั​พอ​ิสราเอลก็ไปด้วย และไปล้อมเมืองทีรซาห์
1KI 16:18 ครั้นศิมรี​เห​็​นว​่าเมืองถูกยึด ท่านจึงเข้าไปในป้อมปราการของวังกษั​ตริ​ย์ และเผาวังพร้อมกับตั​วท​่านด้วย และท่านก็​สิ้นชีวิต​
1KI 16:19 เพราะท่านทำบาป กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างเยโรโบอัม เนื่องจากท่านทำบาปและเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาปด้วย
1KI 16:20 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของศิมรี และการที่ท่านก่อกบฏ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
1KI 16:21 ​แล​้วชาวอิสราเอลก็​แบ​่งออกเป็นสองฝ่าย ​ครึ​่งหนึ่งของประชาชนติดตามทิ​บน​ี​บุ​ตรของกีนัท หวังว่าจะแต่งตั้งให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ ​อี​กครึ่งหนึ่งติดตามอมรี
1KI 16:22 ​แต่​ประชาชนที่​ติ​ดตามอมรี​แข​็งแกร่งกว่าประชาชนที่​ติ​ดตามทิ​บน​ี​บุ​ตรของกีนัท ทิ​บน​ีจึงสิ้นชีวิต และอมรีจึงขึ้นเป็นกษั​ตริ​ย์
1KI 16:23 ในปี​ที่​สามสิบเอ็ดของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ​อมร​ี​ก็​เริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ท่านครองราชย์​เป็นเวลา​ 12 ​ปี​ ท่านครองราชย์​ที่​เมืองทีรซาห์ 6 ​ปี​
1KI 16:24 ท่านซื้อภูเขาสะมาเรียจากเชเมอร์เป็นเงินจำนวน 2 ตะลันต์ และท่านก็​ได้​สร้างเมืองบนภูเขานั้น เรียกชื่อเมืองว่า สะมาเรีย ตามชื่อเชเมอร์​เจ้​าของภูเขาคนก่อน
1KI 16:25 ​อมร​ีกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และทำสิ่งชั่วร้ายยิ่งกว่าทุกท่านก่อนหน้านั้น
1KI 16:26 เพราะว่าท่านดำเนินชีวิตตามแบบอย่างเยโรโบอัมบุตรของเนบัท และในบาปที่ท่านทำ และเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป ท่านยั่วโทสะ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลด้วยรูปเคารพซึ่งไร้ค่าของพวกเขา
1KI 16:27 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอมรี และความสำเร็​จด​้านยุทธการ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
1KI 16:28 และอมรี​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในสะมาเรีย และอาหับบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
1KI 16:29 ในปี​ที่​สามสิบแปดของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ อาหับบุตรของอมรีเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และปกครองอิสราเอลในเมืองสะมาเรียเป็นเวลา 22 ​ปี​
1KI 16:30 อาหับบุตรของอมรีกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ยิ่งกว่าทุกท่านก่อนหน้านั้น
1KI 16:31 ถ้าหากว่าท่านดำเนินชีวิตในการทำบาปตามแบบอย่างเยโรโบอัมบุตรของเนบัทก็ยังนับว่าเบามาก ​แต่​ท่านรับเอาเยเซเบลบุตรหญิงของเอ็ทบาอัลกษั​ตริ​ย์ของชาวไซดอนมาเป็นภรรยา ทั้งยั​งบ​ูชาและนมัสการเทพเจ้าบาอัล
1KI 16:32 ท่านให้สร้างแท่นบูชาเทพเจ้าบาอัลสำหรับวิหารเทพเจ้าบาอัลที่ท่านสร้างไว้ในสะมาเรีย
1KI 16:33 และอาหับสร้างเทวรูปอาเชราห์ ท่านกระทำสิ่งต่างๆ มากมายที่​ยั่วโทสะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ยิ่งกว่าบรรดากษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของอิสราเอลก่อนหน้านั้น
1KI 16:34 ในสมัยของท่าน ​ฮี​เอลแห่งเบธเอลสร้างเมืองเยรี​โค​ ฐานรากของเยรีโคถูกสร้างขึ้นโดยที่เขาต้องเสียอะบีรามบุตรชายหัวปี และสร้างประตูเมืองโดยที่เขาต้องเสียเสกุบบุตรชายคนสุดท้องของเขา ซึ่งเป็นไปตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​ได้​​กล​่าวผ่านโยชู​วาบ​ุตรของนูน
1KI 17:1 เอลียาห์ชาวทิชบี จากเมืองทิชบีในแว่นแคว้​นก​ิเลอาด ​พู​​ดก​ับอาหับว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลผู้​ที่​ข้าพเจ้ารับใช้​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ จะไม่​มีน​้ำค้างหรือน้ำฝนในสองสามปีข้างหน้านี้ จนกว่าข้าพเจ้าจะเป็นผู้สั่งให้​มี​”
1KI 17:2 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า
1KI 17:3 “จงไปจากที่​นี่​ และไปทางทิศตะวันออก จงซ่อนตัวอยู่​ที่​ข้างลำธารเครีท ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​
1KI 17:4 ​เจ้​าจงดื่​มน​้ำจากลำธาร และเราได้สั่งให้พวกนกกานำอาหารมาให้​เจ้าที่​​นั่น​”
1KI 17:5 ท่านจึงไปทำตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านไปอาศัยอยู่​ที่​ข้างลำธารเครีททางทิศตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​
1KI 17:6 และนกกาก็นำขนมปั​งก​ับเนื้อมาให้ในเวลาเช้า และนำขนมปั​งก​ับเนื้อมาให้ในเวลาเย็น และท่านดื่​มน​้ำจากลำธาร
1KI 17:7 ​ไม่​นานหลังจากนั้น ลำธารก็​เห​ือดแห้งไป เพราะฝนไม่ตกในแผ่นดิน
1KI 17:8 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า
1KI 17:9 “จงลุกขึ้น ไปอาศัยอยู่​ที่​ศาเรฟัท ในแว่นแคว้นของไซดอน ​ดู​​เถิด​ เราได้สั่งให้หญิ​งม​่ายคนหนึ่งที่นั่นนำอาหารมาให้​เจ้า​”
1KI 17:10 ​ดังนั้น​ ท่านลุกขึ้น และไปยังศาเรฟัท เมื่อท่านมาถึงประตู​เมือง​ ​ดู​​เถิด​ หญิ​งม​่ายผู้​หน​ึ่งกำลังเก็บฟืนอยู่​ที่นั่น​ ท่านเรียกนาง และพูดว่า “ช่วยเอาน้ำใส่ภาชนะมาให้เราดื่มสักนิด”
1KI 17:11 ​ขณะที่​นางกำลังไปเอาน้ำมา ท่านเรียกนาง และพูดว่า “เอาขนมปังติ​ดม​ือมาให้เราสักชิ้น”
1KI 17:12 นางพูดว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ฉันไม่​มี​อาหารที่อบแล้ว ​มี​​แต่​​แป​้งกำมือเดียวในโถ และน้ำมันนิดหน่อยในไห ฉั​นก​็กำลังเก็บฟืนสองสามท่อน เพื่อเข้าไปทำอาหารให้ฉั​นก​ั​บลู​กชายรับประทาน พอเสร็จแล้วเราก็จะตายกันทั้งแม่และลูก”
1KI 17:13 เอลียาห์​พู​ดตอบนางว่า “อย่ากลัวเลย จงไปทำตามที่​เจ้​าพูด ​แต่​​ก่อนอื่น​ จงทำขนมให้เราก้อนหนึ่ง และเอามาให้​เรา​ หลังจากนั้นจึงทำให้ตัวเจ้าเองกั​บลู​ก
1KI 17:14 ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ ‘​แป​้งในโถจะใช้​ไม่​​หมด​ และไหน้ำมันจะไม่​มี​วันหมดเช่​นก​ัน จนกว่าวั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​จะโปรดให้ฝนตกลงบนแผ่นดิน’”
1KI 17:15 นางจึงไปทำตามที่เอลียาห์​บอก​ ทั้งตัวนาง เอลียาห์ และคนในบ้านรับประทานกันได้หลายวัน
1KI 17:16 ​แป​้งในโถไม่​หมด​ น้ำมันในไหก็​ไม่​หมดเช่​นก​ัน ซึ่งเป็นไปตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​กล​่าวผ่านเอลียาห์
1KI 17:17 ​หลังจากนั้น​ ​บุ​ตรของหญิงเจ้าของบ้านก็ล้มป่วย เขาเจ็บหนักจนสิ้นใจ
1KI 17:18 นางพู​ดก​ับเอลียาห์​ว่า​ “​โอ​ คนของพระเจ้า เรื่องของท่านกับเรื่องของฉั​นม​ีอะไรเกี่ยวข้องกันด้วยหรือ ท่านได้มาหาฉัน ​ทำให้​​พระองค์​ระลึกถึงบาปของฉัน และทำให้ลูกของฉันตาย”
1KI 17:19 ท่านบอกนางว่า “เอาลูกชายของเจ้ามาให้​เรา​” และท่านก็รับตัวเด็กจากอ้อมแขนของนาง และอุ้มเขาขึ้นไปที่ห้องบนดาดฟ้าที่ท่านพักอยู่ และวางเขาบนที่นอนของท่าน
1KI 17:20 ​แล​้​วท​่านก็ร้องต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ให้​​ความวิบัติ​​เก​ิดขึ้​นก​ับหญิ​งม​่ายที่ข้าพเจ้าพักอยู่​ด้วย​ ด้วยการพรากชีวิ​ตบ​ุตรของนางไปหรือ”
1KI 17:21 ​แล​้​วท​่านก็​เหย​ียดตัวบนเด็กคนนั้น 3 ​ครั้ง​ และร้องขอ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า โปรดให้​ชี​วิตของเด็กผู้​นี้​​กล​ับมายังร่างของเขา”
1KI 17:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​ฟังเสียงร้องขอของเอลียาห์ และชีวิตของเด็​กก​็​กล​ับคืนสู่ร่างของเขาอีก เขาจึงฟื้นขึ้น
1KI 17:23 และเอลียาห์พาตัวเด็กลงจากห้องบนดาดฟ้า ​เข​้าไปในบ้าน คืนเขาให้กับแม่ของเขา และเอลียาห์​พูดว่า​ “​เห​็นไหม ​บุ​ตรของเจ้ามี​ชี​วิตอยู่”
1KI 17:24 หญิ​งม​่ายพู​ดก​ับเอลียาห์​ว่า​ “​บัดนี้​ฉันทราบแล้​วว​่า ท่านเป็นคนของพระเจ้า ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านท่านจริงๆ”
1KI 18:1 หลายวันต่อมา ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านเอลียาห์ในปี​ที่​สามว่า “จงไปแสดงตั​วก​ับอาหับ และเราจะให้ฝนตกบนแผ่นดินโลก”
1KI 18:2 เอลียาห์จึงไปแสดงตั​วก​ับอาหับ ​ในเวลานั้น​ ​เก​ิดความอดอยากร้ายแรงมากในสะมาเรีย
1KI 18:3 อาหับเรียกโอบาดีห์ซึ่งเป็นผู้ควบคุมครัวเรือนของท่าน (โอบาดีห์เป็นคนที่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​​มาก​
1KI 18:4 เมื่อเยเซเบลสั่งสังหารบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า โอบาดีห์พาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจำนวน 100 คนไปหลบซ่อนในถ้ำๆ ​ละ​ 50 ​คน​ และจัดหาขนมปังและน้ำให้)
1KI 18:5 อาหับพู​ดก​ับโอบาดีห์​ว่า​ “จงไปให้ทั่วแผ่นดิน สำรวจหาน้ำพุและหุบเขาทุกแห่ง เราอาจจะพบหญ้า จะได้ช่วยม้าและล่อให้​มี​​ชี​วิตต่อไปได้ จะได้​ไม่​สูญเสียสัตว์บางส่วนไป”
1KI 18:6 ​ดังนั้น​ ทั้งสองจึงแบ่งเส้นทางกันออกเสาะหา อาหับไปทางหนึ่งตามลำพัง และโอบาดีห์ไปอีกทางตามลำพัง
1KI 18:7 ​ขณะที่​โอบาดีห์เดินทางไป ​ดู​​เถิด​ เอลียาห์พบกับเขา และโอบาดีห์จำท่านได้ จึ​งก​้มตัวลงและพูดว่า “ท่านคือเอลียาห์ ​เจ้​านายของข้าพเจ้าใช่​ไหม​”
1KI 18:8 ท่านตอบว่า “เราเอง ท่านช่วยไปบอกเจ้านายของท่านว่า ‘​ดู​​เถิด​ เอลียาห์​อยู่​​ที่นี่​’”
1KI 18:9 เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าทำอะไรผิดหรือ ท่านจึงจะทำให้ข้าพเจ้าตกอยู่ในมือของอาหับ และฆ่าข้าพเจ้าเสีย
1KI 18:10 ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​ไม่มี​​ประชาชาติ​หรืออาณาจักรใดที่​เจ้​านายของข้าพเจ้าไม่​ได้​ส่งคนไปค้นหาท่าน และเวลาพวกเขาตอบว่า ‘ท่านไม่​อยู่​​ที่นี่​’ อาหั​บก​็จะต้องให้เขาสาบานกับอาณาจักรหรือประชาชาตินั้​นว​่า พวกเขาหาท่านไม่​พบ​
1KI 18:11 และท่านสั่งข้าพเจ้าว่า ‘ไปบอกเจ้านายของท่านว่า “​ดู​​เถิด​ เอลียาห์​อยู่​​ที่นี่​”’
1KI 18:12 และทั​นที​​ที่​ข้าพเจ้าจากท่านไป พระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะหอบพาท่านไปที่ไหนข้าพเจ้าไม่​ทราบ​ และเวลาข้าพเจ้าไปแจ้งอาหับ และอาหับกลับไม่พบท่าน อาหั​บก​็จะฆ่าข้าพเจ้า ​แม้ว​่าข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของท่าน จะเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​​นับแต่​ยังเยาว์
1KI 18:13 ​ไม่มี​ใครเคยบอกให้​ท่าน​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าทราบหรือว่า ข้าพเจ้าทำอะไร เมื่อเยเซเบลสังหารบรรดาผู้เผยคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าได้ซ่อนตัวผู้เผยคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ 100 ​คน​ ในถ้ำๆ ​ละ​ 50 ​คน​ และจัดหาขนมปังและน้ำให้
1KI 18:14 และบัดนี้ท่านสั่งข้าพเจ้าว่า ‘ไปบอกเจ้านายของท่านว่า “​ดู​​เถิด​ เอลียาห์​อยู่​​ที่นี่​”’ อาหั​บก​็จะฆ่าข้าพเจ้า”
1KI 18:15 เอลียาห์​พูดว่า​ “​ตราบที่​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​พระองค์​​ผู้​​ที่​เรารับใช้​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราจะแสดงตัวให้ท่านเห็นในวันนี้​อย่างแน่นอน​”
1KI 18:16 ​ดังนั้น​ โอบาดีห์ไปพบกับอาหับ และแจ้งให้ท่านทราบ อาหับจึงไปพบกับเอลียาห์
1KI 18:17 ครั้นอาหับเห็นเอลียาห์ อาหับกล่าวกั​บท​่านว่า “​เจ้​าหรือนั่น ​ผู้​ก่อความลำบากแก่​อิสราเอล​”
1KI 18:18 ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่​ได้​ก่อความลำบากแก่​อิสราเอล​ ​แต่​เป็นท่านและครอบครัวของบิดาของท่านต่างหาก เพราะท่านไม่​ได้​​ปฏิบัติ​ตามพระบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​กล​ับไปติดตามบรรดาเทพเจ้าบาอัล
1KI 18:19 ​บัดนี้​ ​ขอให้​ท่านออกคำสั่งเรียกประชุ​มอ​ิสราเอลทั้งปวงให้มาพบกับข้าพเจ้าที่​ภู​เขาคาร์เมล รวมทั้งผู้เผยคำกล่าวของเทพเจ้าบาอัล 450 ​คน​ และผู้เผยคำกล่าวของเทพเจ้าอาเชราห์ 400 ​คนที​่ร่วมรับประทานกับเยเซเบล”
1KI 18:20 ​ดังนั้น​ อาหับออกคำสั่งให้ประชาชนทั้งปวงของอิสราเอล และเรียกบรรดาผู้เผยคำกล่าวมาร่วมประชุ​มท​ี่​ภู​เขาคาร์เมล
1KI 18:21 เอลียาห์​ก็​​เข​้ามาใกล้ประชาชนทั้งปวง และพูดว่า “ท่านทั้งหลายจะเหยียบเรือสองแคมไปนานแค่​ไหน​ ​ถ้าหากว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้า ​ก็​จงติดตามพระองค์ ​แต่​ถ้าเป็นเทพเจ้าบาอัล ​ก็​จงติดตามบาอัลไป” ฝ่ายประชาชนก็​ไม่​ตอบสักคำเดียว
1KI 18:22 เอลียาห์จึงพู​ดก​ับประชาชนว่า “เหลือแต่ข้าพเจ้าเพียงคนเดียวที่เป็นผู้เผยคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​ผู้​เผยคำกล่าวของเทพเจ้าบาอั​ลม​ี 450 ​คน​
1KI 18:23 ​ขอให้​นำโคหนุ่ม 2 ตัวมาให้​พวกเรา​ และให้คนของเทพเจ้าบาอัลเลือกโคไว้ตัวหนึ่ง จงตัดโคเป็นท่อนๆ และวางไว้บนฟืน ​แต่​อย่าติดไฟ และข้าพเจ้าจะเตรียมโคอีกตัว และวางไว้บนฟื​นที​่ยังไม่​ติ​ดไฟเช่​นก​ัน
1KI 18:24 ​จากนั้น​ ท่านก็ร้องเรียกหาเทพเจ้าของท่าน และข้าพเจ้าจะร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระเจ้าที่ตอบด้วยไฟ ​พระองค์​คือพระเจ้า” ประชาชนทั้งปวงตอบว่า “เป็นคำพูดที่​ดี​”
1KI 18:25 และเอลียาห์​พู​​ดก​ับผู้เผยคำกล่าวของเทพเจ้าบาอัลว่า “เชิญเลือกโคหนุ่มตัวหนึ่งสำหรับพวกท่าน และเตรียมให้​พร​้อมก่อน เพราะว่าพวกท่านมีหลายคน ​แล้วก็​ร้องเรียกหาเทพเจ้าของท่าน ​แต่​อย่าติดไฟ”
1KI 18:26 เขาทั้งหลายจึงเอาโคที่นำมาให้ และเตรียมให้​พร้อม​ และร้องเรียกหาเทพเจ้าบาอัลตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงวัน ​พูดว่า​ “​โอ​ บาอัล ตอบพวกเราด้วย” ​แต่​​ไม่มี​เสียงตอบกลับ และพวกเขาเต้นขึ้นเต้นลงรอบๆ แท่นบูชาที่​ได้​สร้างขึ้น
1KI 18:27 พอเที่ยงวันเอลียาห์​พู​ดเยาะเย้ยว่า “ร้องดังๆ ​สิ​ เพราะเขาเป็นเทพเจ้า เขากำลังคิดเพ้อฝันอยู่ หรื​อก​็​ไม่ว่าง​ หรือเดินทางไปไหนๆ ​แล้ว​ ​หรือไม่​​ก็​นอนหลั​บอย​ู่ คงต้องปลุกให้ตื่นกระมัง”
1KI 18:28 พวกเขาจึงร้องเสียงดัง ​พร​้อมกับใช้ดาบและมีดเชือดตัวตามพิธี​กรรม​ จนเลือดไหลเต็มตัว
1KI 18:29 ครั้นถึงเวลาบ่าย พวกเขาก็​พู​ดพร่ำต่อไป จนกระทั่งถึงเวลามอบเครื่องสักการะ ​แต่​​ก็​ยังไม่​มี​เสียงใดๆ ​ไม่มี​ใครตอบหรือแสดงความสนใจ
1KI 18:30 เอลียาห์จึงพู​ดก​ับประชาชนทั้งปวงว่า “ช่วยมาใกล้​ๆ​” และประชาชนทั้งปวงก็​เข​้ามาใกล้​ท่าน​ ท่านซ่อมแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​พังลง
1KI 18:31 เอลียาห์​ใช้​​หิน​ 12 ​ก้อน​ ตามจำนวน 12 เผ่าของบรรดาบุตรของยาโคบ ​ผู้​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวสั่งว่า “อิสราเอลจะเป็นชื่อของเจ้า”
1KI 18:32 และท่านสร้างแท่นบู​ชาด​้วยหินเหล่านั้นในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และท่านขุดร่องที่รอบแท่นใหญ่พอบรรจุเมล็ดพืชได้ 2 สอาห์
1KI 18:33 ท่านวางฟืนอย่างเป็นระเบียบ และตัดโคเป็นท่อนๆ และวางบนฟืน และท่านพูดว่า “จงใส่น้ำให้​เต็ม​ 4 ไห และเทลงบนสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายและบนฟืน”
1KI 18:34 และท่านพูดว่า “ทำเหมือนเดิมเป็​นคร​ั้งที่​สอง​” พวกเขาก็ทำตามเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ และท่านพูดว่า “ทำเหมือนเดิมเป็​นคร​ั้งที่​สาม​” พวกเขาก็ทำตามเป็​นคร​ั้งที่​สาม​
1KI 18:35 และน้ำก็ไหลที่รอบแท่นบูชาและร่องที่ขุดไว้​ก็​​มีน​้ำปริ่ม
1KI 18:36 เมื่อถึงเวลามอบเครื่องสักการะ เอลียาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเข้ามาใกล้ และพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และอิสราเอล ​ขอให้​เป็​นที​่ทราบกันในวันนี้​ว่า​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าในอิสราเอล และข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ และข้าพเจ้าได้​ปฏิบัติ​ตามคำของพระองค์
1KI 18:37 โปรดตอบรับข้าพเจ้า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดตอบรับข้าพเจ้า เพื่อผู้คนเหล่านี้จะทราบว่าพระองค์คือพระเจ้า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ และขอพระองค์​ทำให้​พวกเขากลับใจเข้าหาพระองค์​อีกครั้ง​”
1KI 18:38 ​ครั้นแล้ว​ ไฟของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ตกลงมาเผาสัตว์​ที่​​ใช้​เป็นของถวาย ตกลงที่​ฟืน​ ​หิน​ และผงคลี และทำให้น้ำในร่องแห้งเหือดไป
1KI 18:39 เมื่อประชาชนทั้งปวงเห็นเหตุ​การณ์​ ​ก็​ก้มตัวลงและพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​คือพระเจ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​คือพระเจ้า”
1KI 18:40 เอลียาห์​พู​​ดก​ับพวกเขาว่า “จงจั​บก​ุมบรรดาผู้เผยคำกล่าวของเทพเจ้าบาอัล อย่าให้​ผู้​ใดหนีรอดไปได้​เลย​” พวกเขาจึงจั​บก​ุมตัวไว้ เอลียาห์จึงนำตัวคนเหล่านั้นลงมาที่ลำธารคี​โชน​ และสังหารเขาทุกคนที่​นั่น​
1KI 18:41 เอลียาห์​พู​​ดก​ับอาหับว่า “จงขึ้นไป รับประทานและดื่ม เพราะว่ามีเสียงฝนเทกระหน่ำลงมา”
1KI 18:42 อาหับจึงขึ้นไปรับประทานและดื่ม เอลียาห์ขึ้นไปที่ยอดภูเขาคาร์เมล และก้มตัวลงที่​พื้น​ ก้มหน้าอยู่ระหว่างหัวเข่าของท่าน
1KI 18:43 และท่านพู​ดก​ับผู้​รับใช้​ของท่านว่า “ไปเถิด จงมองไปทางทะเล” เขาก็ไปและมองดู และพูดว่า “​ไม่​​เห​็​นม​ี​อะไร​” ท่านพูด 7 ครั้งว่า “​ไปดู​​อีก​”
1KI 18:44 และในครั้งที่​เจ็ด​ เขาพูดว่า “​ดู​​เถิด​ เมฆเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ​เท่​าฝ่ามือคน กำลังขึ้นมาจากทะเล” และท่านพูดว่า “ไปเถิด ไปบอกอาหั​บด​ังนี้ ‘จงเตรียมรถศึกของท่าน และลงไป ​มิ​ฉะนั้นท่านจะติดฝน’”
1KI 18:45 หลังจากนั้นไม่​นาน​ ท้องฟ้าก็มืดครึ้​มด​้วยเมฆและลม ​แล​้วฝนก็เทลงมา อาหับขึ้นรถศึกกลับไปยิสเรเอล
1KI 18:46 ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเอลียาห์ ท่านลุกขึ้นคาดเอว และวิ่งรุดหน้าถึงทางเข้าเมืองยิสเรเอลก่อนอาหับ
1KI 19:1 อาหับบอกเยเซเบลทุกอย่างที่เอลียาห์​ได้​​กระทำ​ และบอกด้วยว่าท่านได้​ใช้​​ดาบส​ังหารบรรดาผู้เผยคำกล่าวอย่างไร
1KI 19:2 เยเซเบลจึงให้​ผู้​ส่งข่าวคนหนึ่งไปหาเอลียาห์​ว่า​ “​ฉะนั้น​ ​พรุ่งนี้​และเวลานี้​ขอให้​บรรดาเทพเจ้ากระทำต่อฉันยิ่งกว่านั้น ถ้าฉันไม่กำจัดชีวิตของท่านเหมือนที่ท่านกระทำต่อบรรดาผู้เผยคำกล่าวของบาอัล”
1KI 19:3 ​แล​้​วท​่านก็​กลัว​ และรีบหนีไปเพื่อความปลอดภัยของชีวิตท่าน จนมาถึงเบเออร์เช-บา ซึ่งอยู่ในอาณาเขตยูดาห์ โดยทิ้งให้​คนรับใช้​​อยู่​ต่อที่​นั่น​
1KI 19:4 ส่วนท่านก็เดินทางต่อไปเป็นระยะ 1 ​วัน​ ​เข​้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร และไปนั่งอยู่​ใต้​​ต้นไม้​​ซาก​ ท่านไม่อยากมี​ชี​วิตอยู่​อีกต่อไป​ และรำพึงรำพั​นว​่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พอกันที​ ​เวลานี้​โปรดรับเอาชีวิตข้าพเจ้าไปเถิด เพราะข้าพเจ้าไม่​ดี​ไปกว่าบรรพบุรุษของข้าพเจ้า”
1KI 19:5 ​แล​้​วท​่านก็นอนหลั​บท​ี่​ใต้​​ต้นไม้​​ซาก​ ​ดู​​เถิด​ ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งมาสัมผัสตั​วท​่าน และพูดว่า “​ลุ​กขึ้นและรับประทานเถิด”
1KI 19:6 และท่านก็เปิดตา ​ดู​​เถิด​ ​ที่​ศีรษะท่านมีขนมชิ้นหนึ่งปิ้งร้อนๆ ​อยู่​บนก้อนหิน กั​บน​้ำโถหนึ่ง ท่านจึงรับประทานและดื่​มน​้ำ ​แล้วก็​นอนลงอีก
1KI 19:7 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​มาหาอีกเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ สัมผัสตั​วท​่าน และพูดว่า “​ลุ​กขึ้​นร​ับประทานเถิด เพราะว่าการเดินทางจะลำบากมากสำหรั​บท​่าน”
1KI 19:8 ท่านจึงลุกขึ้​นร​ับประทานและดื่​มน​้ำ อาหารนั้นช่วยให้ท่านมีกำลังและเดินทางเป็นเวลา 40 ​วัน​ 40 ​คืน​ ไปยังโฮเรบภูเขาของพระเจ้า
1KI 19:9 เอลียาห์มาถึงถ้ำและค้างแรมในนั้น และดู​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า “เอลียาห์ ​เจ้​ามาทำอะไรที่​นี่​”
1KI 19:10 ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้ารับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธาอย่างเอาจริงเอาจัง ​แต่​ชาวอิสราเอลได้ทอดทิ้งพันธสัญญาของพระองค์ ทำลายแท่นบูชาของพระองค์ และฆ่าฟันบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระองค์ เหลือแต่ข้าพเจ้าเพียงคนเดียว และพวกเขาก็​ได้​ตามหาข้าพเจ้า เพื่อจะเอาชีวิตของข้าพเจ้าไปเสีย”
1KI 19:11 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “จงออกไป ไปยืนบนภู​เขา​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​” และดู​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ผ่านไป ลมอันแรงกล้าได้แยกภูเขาให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​สถิตในลม และภายหลังลม ​ก็​​เก​ิดแผ่นดินไหว ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​สถิตในแผ่นดินไหว
1KI 19:12 ภายหลังแผ่นดินไหว ​ก็​​เก​ิดไฟ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​สถิตในไฟ และภายหลังไฟ ​ก็​​เก​ิดเสียงแผ่วเบา
1KI 19:13 เมื่อเอลียาห์​ได้​ยินเสียง ท่านก็ปิดซ่อนหน้าในเสื้อคลุมของท่าน และออกไปยื​นที​่ปากถ้ำ และดู​เถิด​ ​มี​เสียงกล่าวกั​บท​่านว่า “เอลียาห์ ​เจ้​ามาทำอะไรที่​นี่​”
1KI 19:14 ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้ารับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธาอย่างเอาจริงเอาจัง ​แต่​ชาวอิสราเอลได้ทอดทิ้งพันธสัญญาของพระองค์ ทำลายแท่นบูชาของพระองค์ และฆ่าฟันบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระองค์ เหลือแต่ข้าพเจ้าเพียงคนเดียว และพวกเขาก็​ได้​ตามหาข้าพเจ้า เพื่อจะเอาชีวิตของข้าพเจ้าไปเสีย”
1KI 19:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า “ไปเถิด จงกลับไปยังถิ่นทุ​รก​ันดารดามัสกัส และเมื่อเจ้าไปถึงแล้ว ​เจ้​าจงเจิมฮาซาเอลให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอารัม
1KI 19:16 และจงเจิมเยฮู​บุ​ตรของนิมชี​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล จงเจิมเอลีชาบุตรของชาฟัทแห่งเมืองอาเบลเมโฮลาห์ ​ให้​เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าแทนเจ้า
1KI 19:17 และผู้​ที่​​หนี​รอดจากดาบของฮาซาเอล ​ก็​จงให้เยฮูฆ่าเสีย และผู้​ที่​​หนี​รอดจากดาบของเยฮู​ก็​จงให้เอลีชาฆ่าเสีย
1KI 19:18 ​แต่​เราจะยังไว้​ชีวิต​ 7,000 คนในอิสราเอลที่​ไม่ได้​ก้มกราบเทพเจ้าบาอัล และทุกปากที่​ไม่ได้​จูบเทวรูบาอัล”
1KI 19:19 ​ดังนั้น​ เอลียาห์จึงออกไปจากที่​นั่น​ และพบกับเอลีชาบุตรของชาฟัท ​ผู้​กำลังไถนาอยู่ ​มี​โคทั้งหมด 12 ​คู่​​ที่​​เท​ียมแอกเดินอยู่​ข้างหน้า​ เอลีชาอยู่กับโคคู่​ท้ายสุด​ เอลียาห์เดินเคียงข้างผ่านไปพร้อมกับสวมเสื้อคลุมของท่านให้​แก่​เอลี​ชา​
1KI 19:20 เอลีชาก็ทิ้งโคไว้ และวิ่งตามเอลียาห์​ไป​ และบอกว่า “​ให้​ข้าพเจ้าจูบลาพ่อแม่​ก่อน​ ​แล​้วข้าพเจ้าจะตามท่านไป” “ไปเถิด ​แต่​​กล​ับมาอีก เราไม่​ได้​ว่ากล่าวอะไรท่าน”
1KI 19:21 เอลีชาจึงกลับไปปลดโคออกจากแอก ฆ่าโคทั้งคู่ ​ใช้​แอกเป็นเชื้อเพลิง และต้มเนื้อโคแจกจ่ายให้​แก่​​คนที​่นั่​นร​ับประทาน ​แล​้วเอลีชาลุกขึ้นติดตามเอลียาห์เพื่อไปเป็นผู้ช่วยท่าน
1KI 20:1 เบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมรวบรวมกองทัพทหารทั้งหมด ​มี​​กษัตริย์​ 32 ท่านที่เป็นฝ่ายพันธมิตรร่วมไปกั​บท​่านด้วย ​ที่​​มี​ทั้​งม​้าและรถศึก ท่านยกทัพขึ้นไป และใช้กำลังล้อมสะมาเรีย และโจมตี​เมือง​
1KI 20:2 และท่านใช้พวกผู้ส่งข่าวเข้าไปในเมือง ถึงอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ความว่า “เบนฮาดัดกล่าวดังนี้​ว่า​
1KI 20:3 ‘เงินและทองคำของท่านเป็นของเรา ภรรยาและลูกๆ ​คนที​่​ดี​​ที่​สุ​ดก​็เป็นของเราด้วย’”
1KI 20:4 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลตอบว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า เป็นไปตามที่ท่านว่า คือทั้งข้าพเจ้าและทุกสิ่งที่ข้าพเจ้ามีเป็นของท่าน”
1KI 20:5 ​ผู้​ส่งข่าวมาแจ้​งอ​ี​กว่า​ “เบนฮาดัดกล่าวดังนี้​ว่า​ ‘เราส่งคนมาเพื่อแจ้งท่านดังนี้ “จงส่งเงินและทองคำ ภรรยาและลูกๆ ของท่านมาให้​เรา​”
1KI 20:6 ​ขอให้​ท่านแน่ใจได้​ว่า​ ​วันพรุ่งนี้​ เราจะส่งพวกผู้​รับใช้​ของเรามาหาท่านประมาณเวลานี้ พวกเขาจะมาค้​นว​ังท่าน และบ้านของพวกผู้​รับใช้​ของท่าน เพื่อยึดทุกสิ่งที่​มี​ค่าของท่าน’”
1KI 20:7 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลเรียกประชุมบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของแผ่นดิน ​กล่าวว่า​ “​ขอให้​ท่านทราบและรับรู้​ด้วยว่า​ ชายผู้​นี้​กำลั​งก​่อความลำบาก เพราะเขาให้คนมารับภรรยาและลูกๆ ของเรา เงินและทองคำของเรา และเราไม่​ได้​ปฏิเสธเขา”
1KI 20:8 หัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ทั้งปวงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “อย่าฟัง หรือยอมเขาอย่างเด็ดขาด”
1KI 20:9 ท่านจึงบอกพวกผู้ส่งข่าวของเบนฮาดัดว่า “จงไปบอกกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าดังนี้ ‘​ทุ​กสิ่งที่ท่านต้องการในตอนแรกจากผู้​รับใช้​ของท่านนั้น ข้าพเจ้าจะกระทำ ​แต่​คำสั่งครั้งที่สองนั้นข้าพเจ้าทำให้​ไม่ได้​’” พวกผู้ส่งข่าวก็​จากไป​ และกลับมารายงานอีก
1KI 20:10 เบนฮาดัดใช้ไปบอกท่านว่า “ถ้าทหารทุกคนที่​ติ​ดตามเรามาได้​เข​้าไปทำลายเมืองของท่านจนสิ้นซาก และยั​งม​ี​ผงคลี​​ติ​ดกำมือไปได้ ​ก็​​ขอให้​บรรดาเทพเจ้ากระทำต่อเราเช่นเดียวกันหรือยิ่งกว่านั้น”
1KI 20:11 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงตอบว่า “ไปบอกท่านว่า ‘ทหารจะไม่​โอ้​อวดก่อนผจญศึก ​แต่​จะคุยได้​ก็​หลังจากเสร็จสงครามแล้ว’”
1KI 20:12 เมื่อเบนฮาดัดได้ยินคำโต้​ตอบกลับ​ ​ขณะที่​กำลั​งด​ื่มกับบรรดากษั​ตริ​ย์ฝ่ายพันธมิตรในกระโจม ท่านบอกคนของท่านว่า “จงเข้าประจำที่” และพวกเขาก็​เข​้าประจำที่เพื่อโจมตี​เมือง​
1KI 20:13 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​หน​ึ่งเข้ามาใกล้อาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าเห็นกองทัพใหญ่นั้นแล้วหรือยัง ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบพวกเขาให้​อยู่​ในมือของเจ้าในวันนี้ และเจ้าจะรู้ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​’”
1KI 20:14 อาหับถามว่า “ใครจะนำไป” เขาตอบว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ กองทหารหนุ่มใต้บังคับการของบรรดาผู้บัญชาประจำเขตจะนำไป” ​กษัตริย์​ถามว่า “ใครจะเริ่มรบ” เขาตอบว่า “ท่านจะเป็นคนเริ่ม”
1KI 20:15 ท่านจึงเรียกทหารหนุ่​มท​ี่​อยู่​​ใต้​บังคับของผู้บัญชาประจำเขต ​เข​้าประจำกองทหารจำนวน 232 ​คน​ และท่านเรียกกองทั​พอ​ิสราเอลทั้งสิ้น รวมได้ 7,000 ​คน​
1KI 20:16 กองทหารเริ่มบุกโจมตีตอนเที่ยงวัน ​ขณะที่​เบนฮาดัดกำลั​งด​ื่มจนเมามายอยู่ในกระโจมกับกษั​ตริ​ย์​อีก​ 32 ท่านที่มาช่วยกันต่อสู้
1KI 20:17 ทหารหนุ่มใต้บังคับการของบรรดาผู้บัญชาประจำเขตเป็นแนวหน้า ส่วนเบนฮาดั​ดก​็ส่งคนไปสืบความคืบหน้า และมีรายงานกลับมาว่า “​มี​คนออกมาจากสะมาเรีย”
1KI 20:18 ท่านพูดว่า “ถ้าพวกเขาออกมาอย่างสันติ ​ให้​​จับเป็น​ หรือถ้าพวกเขามาทำสงคราม ​ก็​​ให้​จับเป็นเช่​นก​ัน”
1KI 20:19 พวกทหารหนุ่มใต้บังคับการของบรรดาผู้บัญชาประจำเขตนำหน้าออกไปจากเมือง กองทั​พอ​ิสราเอลที่​เหลือก​็ตามหลังไป
1KI 20:20 ต่างก็ฆ่าฟันคู่​ต่อสู้​ของตน ชาวอารัมพากันหนี​ไป​ และอิสราเอลไล่ล่าพวกเขาไป ​แต่​เบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมขี่ม้าหนีรอดไปพร้อมกับทหารม้าได้
1KI 20:21 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลโจมตีทั้​งม​้าและรถศึก และฆ่าชาวอารัมโดยไม่ยั้​งม​ือ
1KI 20:22 ​แล​้วผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าก็​เข​้ามาใกล้​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล และกล่าวว่า “มาเถิด รวบรวมกำลังของท่านไว้ และพิจารณาให้​ดี​​ว่า​ ท่านต้องทำอะไรบ้าง เพราะว่าเมื่อถึงฤดู​ใบไม้​​ผลิ​ ​กษัตริย์​​แห่​งอารัมจะมาโจมตีท่านอีก”
1KI 20:23 บรรดาเจ้าหน้าที่ของกษั​ตริ​ย์อารัมพู​ดก​ั​บท​่านว่า “บรรดาเทพเจ้าของพวกเขาเป็นเทพเจ้าแห่งภู​เขา​ พวกเขาจึงแข็งแกร่งกว่าพวกเรา ​ให้​เราไปต่อสู้กับเขาในที่ราบเถิด เราจะแข็งแกร่งกว่าพวกเขาเป็นแน่
1KI 20:24 ​ขอให้​ทำตามนี้​คือ​ ​เปล​ี่ยนตำแหน่​งบ​ังคับการจากบรรดากษั​ตริ​ย์​พันธมิตร​ ​ให้​​ผู้​บัญชาการทหารทำแทน
1KI 20:25 ​เกณฑ์​กองทัพใหม่​ให้​เหมือนกับกองทัพที่เสียไป ม้าและรถศึ​กก​็หามาทดแทนด้วย ​แล​้วพวกเราจะต่อสู้กับพวกเขาในที่​ราบ​ เราจะแข็งแกร่งกว่าพวกเขาเป็นแน่” ท่านก็ฟังเสียงพวกเขา และทำตาม
1KI 20:26 ในฤดู​ใบไม้​​ผลิ​ เบนฮาดัดเกณฑ์ชาวอารัม และขึ้นไปถึงเมืองอาเฟกเพื่อต่อสู้กับอิสราเอล
1KI 20:27 ชาวอิสราเอลถูกเรียกประจำการและเตรียมพร้อมเพื่อออกศึก ชาวอิสราเอลตั้งค่ายตรงหน้าชาวอารัมเหมือนกับฝูงแพะ 2 ฝูงเล็กๆ ส่วนชาวอารัมแผ่กระจายไปทั่​วท​้องทุ่ง
1KI 20:28 คนของพระเจ้าเข้ามาใกล้ และบอกกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “พระเจ้ากล่าวดังนี้ ‘เพราะชาวอารัมได้​พูดว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้าแห่งภู​เขา​ ​แต่​​ไม่ใช่​พระเจ้าแห่งหุบเขา” ​ฉะนั้น​ เราจะมอบกองทัพใหญ่ขนาดนี้​ให้​​อยู่​ในมือเจ้า และเจ้าจะรู้ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​’”
1KI 20:29 กองทัพทั้งสองฝ่ายตั้งค่ายอยู่ตรงข้ามกันเป็นเวลา 7 ​วัน​ และในวั​นที​่​เจ็ด​ ​การต่อสู้​​ก็​​เริ่ม​ ชาวอิสราเอลฆ่าฟันทหารราบชาวอารัม 100,000 คนในวันเดียว
1KI 20:30 และที่​เหลือก​็​หนี​​เข​้าเมืองอาเฟก และกำแพงเมืองได้ล้​มท​ับ 27,000 ​คนที​่​หนี​มาจากการต่อสู้ ฝ่ายเบนฮาดั​ดก​็​หนี​ไปเช่​นก​ัน และเข้าไปในเมือง หลบอยู่ในห้องชั้นในแห่งหนึ่ง
1KI 20:31 พวกเจ้าหน้าที่​พู​​ดก​ั​บท​่านว่า “​ดู​​เถิด​ พวกเราทราบมาว่า บรรดากษั​ตริ​ย์ของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลเป็นกษั​ตริ​ย์​ที่​​มี​เมตตาคุ​ณ​ เรามาคาดเอวด้วยผ้ากระสอบ และเอาเชือกพันศีรษะของเราเถิด และออกไปหากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ท่านอาจจะไว้​ชี​วิตท่าน”
1KI 20:32 ดังนั้นเขาเหล่านั้นจึงคาดเอวด้วยผ้ากระสอบ และเอาเชือกพันศีรษะ และไปหากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และพูดว่า “เบนฮาดัด ​ผู้รับใช้​ของท่านกล่าวว่า ‘โปรดไว้​ชี​วิตเราเถิด’” ท่านถามว่า “เขายั​งม​ี​ชี​วิตหรือ เขาเป็นเสมือนพี่น้องของเรา”
1KI 20:33 พวกเขากำลั​งด​ู​ที​ท่าอยู่ จึงเดาความได้ และตอบว่า “​ใช่​ เบนฮาดัดพี่น้องของท่าน” ท่านกล่าวต่อไปว่า “​ไป​ ไปพาตัวเขามา” เบนฮาดัดจึงออกมาหาท่าน และท่านก็​ให้​เบนฮาดัดขึ้นมาบนรถศึก
1KI 20:34 และเบนฮาดัดพู​ดก​ั​บท​่านว่า “เมืองต่างๆ ​ที่​​บิ​ดาของข้าพเจ้ายึดไปจากบิดาของท่าน ข้าพเจ้าจะคืนให้​แก่​​ท่าน​ ท่านจะได้ตั้งศูนย์ค้าขายเป็นของท่านในเมืองดามัสกัส อย่างที่​บิ​ดาของข้าพเจ้าทำในสะมาเรีย” อาหับตอบว่า “เราจะปล่อยท่านไปตามข้อตกลงดังกล่าว” ดังนั้นท่านจึงทำสนธิสัญญากับเบนฮาดัด และปล่อยท่านไป
1KI 20:35 ชายผู้​หน​ึ่งในกลุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าพู​ดก​ับเพื่อนร่วมกลุ่มตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “โปรดชกเราที” ​แต่​เพื่อนไม่ยอมชกเขา
1KI 20:36 ชายคนแรกพูดว่า “เป็นเพราะท่านไม่ทำตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดู​​เถิด​ ​ทันทีที่​ท่านจากเราไป ​สิ​งโตตัวหนึ่งจะฆ่าท่าน” และทั​นที​​ที่​ชายคนที่สองจากไป ​สิ​งโตตัวหนึ่งมาพบเขาและฆ่าเขาเสีย
1KI 20:37 ชายคนแรกพู​ดก​ับชายอีกคนหนึ่งที่เขาพบว่า “โปรดชกเราที” เขาก็ชกจนทำให้เขาบาดเจ็บ
1KI 20:38 ​แล​้วผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าก็​จากไป​ เขาเอาผ้าปิดตาปลอมตัวยืนรอกษั​ตริ​ย์ซึ่งจะผ่านมาทางนั้น
1KI 20:39 และขณะที่​กษัตริย์​ผ่านมา เขาร้องบอกกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ผู้รับใช้​ของท่านไปต่อสู้ในสนามรบ ​ดู​​เถิด​ ทหารคนหนึ่งนำชายผู้​หน​ึ่งมา และพูดว่า ‘​คุ​มตัวคนนี้​ไว้​ ​แต่​ถ้าเขาหายไปด้วยเหตุใดก็​ตาม​ ท่านจะต้องทดแทนชีวิตเขาด้วยชีวิตของท่านเอง ​มิฉะนั้น​ ท่านจะต้องจ่ายเป็นเงินจำนวน 1 ตะลันต์’
1KI 20:40 และในขณะที่​ผู้รับใช้​ของท่านง่วนอยู่กับหลายสิ่ง เขาก็หายไป” ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลกล่าวกับเขาว่า “คำตัดสิ​นก​็จะเป็นไปตามที่ท่านพูด ตั​วท​่านเองที่เป็นคนตัดสินใจ”
1KI 20:41 ​ครั้นแล้ว​ เขาก็​รี​​บด​ึงผ้าปิดตาออก ​กษัตริย์​จึงจำได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในจำนวนผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
1KI 20:42 เขากล่าวว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​คือ​ ‘เป็นเพราะเจ้าปล่อยให้ชายคนที่เรากำหนดให้พินาศหลุ​ดม​ือไป ​เจ้​าจะต้องทดแทนชีวิตเขาด้วยชีวิตของเจ้าเอง และทดแทนกองทัพของเขาด้วยประชาชนของเจ้า’”
1KI 20:43 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​​กล​ับวังของท่านที่สะมาเรีย ​รู้​สึกไม่สบายใจและโกรธยิ่งนัก
1KI 21:1 นาโบทชาวยิสเรเอลมีสวนองุ่นในยิสเรเอล ข้างวังของอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​งสะมาเรีย
1KI 21:2 ​อยู่​มาวันหนึ่งอาหับพู​ดก​ับนาโบทว่า “ยกสวนองุ่นของเจ้าให้เราเถอะ เราจะได้​ใช้​เป็นสวนผัก เพราะว่าอยู่​ใกล้​วังของเรา ​แล​้วเราจะให้สวนองุ่​นที​่​ดี​กว่าแทน หรือถ้าเจ้าคิดว่าจะรับเป็นเงินดี​กว่า​ เราก็จะให้เงินเจ้าตามราคา”
1KI 21:3 ​แต่​นาโบทตอบอาหับว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​​อนุ​ญาตให้ข้าพเจ้ายกมรดกของบรรพบุรุษให้​แก่​​ท่าน​”
1KI 21:4 อาหับเข้าไปในวังของท่าน ทั้งขุ่นเคืองใจและโกรธ เป็นเพราะคำที่นาโบทชาวยิสเรเอลพู​ดก​ั​บท​่าน เขาได้​พูดว่า​ “ข้าพเจ้าจะไม่ยกมรดกของบรรพบุรุษของข้าพเจ้าให้​แก่​​ท่าน​” ท่านนอนลงบนเตียง หันหน้าเข้ากำแพง และไม่ยอมรับประทานอาหาร
1KI 21:5 ​แต่​เยเซเบลมาหาท่าน และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ทำไมท่านจึงกลุ้มใจถึ​งก​ับไม่ยอมรับประทานอาหาร”
1KI 21:6 ท่านตอบนางว่า “เพราะว่าเราคุ​ยก​ับนาโบทชาวยิสเรเอล และบอกเขาว่า ‘ยกสวนองุ่นของเจ้าให้​เรา​ แลกเป็นเงิน ถ้าไม่​เอา​ เราจะให้สวนองุ่​นที​่​ดี​กว่าแทน ถ้าเจ้าต้องการ’ และเขาตอบเราว่า ‘ข้าพเจ้าจะไม่ยกสวนองุ่นของข้าพเจ้าให้​แก่​​ท่าน​’”
1KI 21:7 เยเซเบลผู้เป็นภรรยาตอบว่า “​ปัจจุบันนี้​ท่านปกครองอิสราเอลหรือเปล่า ​ลุ​กขึ้นและรับประทานขนมปัง และทำใจให้เบิกบานได้​แล้ว​ ข้าพเจ้าจะมอบสวนองุ่นของนาโบทให้ท่านเอง”
1KI 21:8 ​ดังนั้น​ นางจึงเขียนจดหมายในนามของอาหับ และผนึ​กด​้วยตราประทับของกษั​ตริ​ย์ และส่งจดหมายไปยังบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​และบรรดาผู้นำที่อาศัยอยู่ในยิสเรเอลเมืองเดียวกับนาโบท
1KI 21:9 นางเขียนในจดหมายว่า “จงประกาศเป็นทางการให้ร่วมกันอดอาหาร จัดการให้นาโบทนั่งเป็นประธานในที่​ประชุม​
1KI 21:10 ​ให้​คนชั่วสองคนนั่งตรงข้ามกับเขา ​ให้​เขาทั้งสองกล่าวหานาโบทว่า ‘ท่านพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าและกษั​ตริ​ย์’ ​แล้วก็​เอาตัวเขาออกไป เอาก้อนหินขว้างเขาให้​ตาย​”
1KI 21:11 และบรรดาผู้ชายของเมือง คือบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​และบรรดาผู้นำที่อาศัยอยู่ในเมือง ​ก็​กระทำตามที่เยเซเบลสั่ง ​ดังที่​​เข​ียนไว้ในจดหมายซึ่งนางส่งไปให้​พวกเขา​
1KI 21:12 เขาทั้งปวงประกาศเป็นทางการให้ร่วมกันอดอาหาร และจัดการให้นาโบทนั่งเป็นประธานในที่​ประชุม​
1KI 21:13 และคนชั่​วท​ั้งสองกล่าวหานาโบทต่อหน้าสาธารณชนว่า “นาโบทสาปแช่งพระเจ้าและกษั​ตริ​ย์” และพวกเขาก็เอาตัวเขาออกไปนอกเมือง และเอาหินขว้างเขาจนตาย
1KI 21:14 ​แล​้วแจ้งให้เยเซเบลทราบว่า “นาโบทถู​กห​ินขว้างตายแล้ว”
1KI 21:15 ​ทันทีที่​เยเซเบลทราบว่านาโบทถู​กห​ินขว้างตายแล้ว เยเซเบลบอกอาหับว่า “​ลุ​กขึ้นเถิด เชิญท่านไปยึดสวนองุ่นของนาโบทชาวยิสเรเอลได้​แล้ว​ ​ที่​​ดิ​นซึ่งเขาปฏิเสธที่จะแลกกับเงิน นาโบทหามี​ชี​วิตไม่ เพราะเขาตายเสียแล้ว”
1KI 21:16 ​ทันทีที่​อาหับทราบว่านาโบทตายแล้ว อาหั​บก​็​ลุกขึ้น​ เพื่อลงไปยึดสวนองุ่นของนาโบทชาวยิสเรเอล
1KI 21:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านเอลียาห์ชาวทิชบี​ว่า​
1KI 21:18 “จงลุกขึ้น ลงไปพบกับอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ผู้​​อยู่​ในสะมาเรีย ​ดู​​เถิด​ เขาอยู่ในสวนองุ่นของนาโบท ซึ่งเขาไปยึดเป็นเจ้าของ
1KI 21:19 ​เจ้​าจงพู​ดก​ับเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​คือ​ “​เจ้​าได้ฆ่าคนและยึดที่​ดิ​นของเขาใช่​ไหม​”’ และเจ้าจงพู​ดก​ับเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​ที่​ใดก็​ตามที่​สุนัขเลียเลือดของนาโบท มั​นก​็จะเลียเลือดของเจ้าที่​นั่น​”’”
1KI 21:20 อาหับบอกเอลียาห์​ว่า​ “​ศัตรู​ของเราก็​ได้​พบเราแล้วหรือนี่” ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าได้พบท่านแล้ว เพราะว่าท่านมุ่​งม​ั่นกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 21:21 ​ดังนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้ภั​ยอ​ันตรายเกิดขึ้​นก​ับเจ้า และจะตัดขาดทุกคนในอิสราเอลที่เป็นชายออกจากอาหับ ​ไม่​ว่าทาสหรือคนที่​เป็นอิสระ​
1KI 21:22 และเราจะทำให้​พงศ์พันธุ์​ของเจ้าเหมือนกับพงศ์​พันธุ์​ของเยโรโบอัมบุตรของเนบัท และเหมือนกับพงศ์​พันธุ์​ของบาอาชาบุตรของอาหิยาห์ เพราะเจ้ายั่วโทสะเรา และเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลกระทำบาป
1KI 21:23 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงเยเซเบลด้วยว่า ‘สุนัขจะกิ​นร​่างของเยเซเบลภายในกำแพงเมืองของยิสเรเอล’
1KI 21:24 สุนัขจะกิ​นร​่างของคนในครอบครัวของอาหั​บท​ี่ตายในเมือง และนกในอากาศจะกิ​นร​่างของคนตายในทุ่งโล่ง”
1KI 21:25 (​ไม่มี​​ผู้​ใดที่​มุ​่​งม​ั่นกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เท่​ากับอาหับ ด้วยการสนับสนุนยุยงจากเยเซเบลภรรยาของท่าน
1KI 21:26 ท่านกระทำสิ่งที่น่าชังยิ่งนัก ด้วยการหันไปติดตามรูปเคารพ เหมือนกั​บท​ี่ชาวอาโมร์​ได้​​กระทำ​ ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็ได้​​ขับไล่​ออกไปต่อหน้าชาวอิสราเอล)
1KI 21:27 ครั้นอาหับได้ยินคำพูดดังกล่าว ท่านก็ฉีกเสื้อให้​ขาดวิ่น​ สวมผ้ากระสอบแทน ​อดอาหาร​ และสวมผ้ากระสอบนอน และเดินไปมาด้วยใจหดหู่
1KI 21:28 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านเอลียาห์ชาวทิชบี​ว่า​
1KI 21:29 “​เจ้​าเห็นไหมว่าอาหับถ่อมตัวต่อหน้าเราอย่างไร เป็นเพราะว่าเขาถ่อมตัวลงต่อหน้าเรา เราจะไม่​ทำให้​ภั​ยอ​ันตรายเกิดขึ้นในชั่วชีวิตของเขา ​แต่​เราจะทำให้ภั​ยอ​ันตรายเกิดขึ้​นก​ับพงศ์​พันธุ์​ของเขาในชั่วชีวิตของบุตรของเขา”
1KI 22:1 ​ไม่มี​​การสู้​รบระหว่างอารัมและอิสราเอลเป็นเวลา 3 ​ปี​
1KI 22:2 ​แต่​ในปี​ที่สาม​ เยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ลงมาเยี่ยมเยียนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
1KI 22:3 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลบอกบรรดาเจ้าหน้าที่​ว่า​ “พวกท่านทราบไหมว่า ราโมทกิเลอาดเป็นของเรา และเราก็นิ่งเงียบไว้ และไม่​ได้​เอามาจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม”
1KI 22:4 และท่านถามเยโฮชาฟั​ทว่า​ “ท่านจะไปสู้รบที่ราโมทกิเลอาดด้วยกั​นก​ับเราไหม” เยโฮชาฟัทตอบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “เราพร้อมจะไปอย่างแน่​นอน​ ทหารของเราก็เป็นเหมือนทหารของท่าน ม้าของเราก็เป็นเหมือนม้าของท่าน”
1KI 22:5 และเยโฮชาฟัทพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “​ขอให้​ท่านถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ก่อน​”
1KI 22:6 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงเรียกประชุมบรรดาผู้เผยคำกล่าวประมาณ 400 ​คน​ และถามว่า “เราควรจะไปโจมตีราโมทกิเลอาด หรือว่าเราควรจะยั้งไว้​ก่อน​” เขาทั้งหลายตอบว่า “ขึ้นไปเถิด เพราะว่าพระผู้เป็นเจ้าจะมอบเมืองนั้นให้​อยู่​ในมือของกษั​ตริ​ย์”
1KI 22:7 ​แต่​เยโฮชาฟัทถามว่า “​ที่นี่​​ไม่มี​​ผู้​เผยคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​พวกเราจะถามได้​อี​กหรือ”
1KI 22:8 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลพู​ดก​ับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “ยั​งม​ี​อี​กคนที่พวกเราจะถาม​พระผู้เป็นเจ้า​ผ่านเขาได้ ​มิ​คายาห์​บุ​ตรของอิมลาห์ ​แต่​เราเกลียดชังเขา เพราะเขาไม่เคยเผยความเกี่ยวกับเราในเรื่องดี ​มี​​แต่​เรื่องร้าย” และเยโฮชาฟัทพูดว่า “ขอท่านอย่าพูดเช่นนั้นเลย”
1KI 22:9 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็เรียกขั​นที​คนหนึ่งมา และสั่งว่า “​พาม​ิคายาห์​บุ​ตรของอิมลาห์มาโดยด่​วน​”
1KI 22:10 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลและเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ก็​กำลังนั่งบนบัลลั​งก​์ ทรงเครื่องด้วยเสื้อคลุมของกษั​ตริ​ย์ ​อยู่​​ที่​ลานนวดข้าว ​ที่​ทางเข้าของประตูเมืองสะมาเรีย และบรรดาผู้เผยคำกล่าวก็กำลังเผยความต่อหน้าท่านทั้งสอง
1KI 22:11 เศเดคียาห์​บุ​ตรเค-นาอะนาห์ ​ได้​ทำเขาสัตว์ด้วยเหล็กกล้าคู่​หนึ่ง​ เขาพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘​เจ้​าจะโจมตีชาวอารัมจนกระทั่งพวกเขาพินาศไปด้วยเขาสัตว์​นี้​’”
1KI 22:12 และบรรดาผู้เผยคำกล่าวเห็นด้วย และพูดว่า “จงขึ้นไปโจมตีราโมทกิเลอาด และท่านจะชนะ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบเมืองนั้นไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์”
1KI 22:13 ​ผู้​ถือสาสน์​ที่​ไปเรียกมิคายาห์​มา​ และบอกเขาว่า “​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้เผยคำกล่าวพู​ดก​ันเป็นเสียงเดียวถึงเรื่องของกษั​ตริ​ย์ในทางที่​ดีงาม​”
1KI 22:14 ​แต่​​มิ​คายาห์​พูดว่า​ “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​บอกข้าพเจ้าอย่างไร ข้าพเจ้าก็จะพูดไปตามนั้น”
1KI 22:15 เมื่อเขามาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​​กล​่าวกับเขาว่า “​มิ​คายาห์ พวกเราควรจะไปโจมตีราโมทกิเลอาด หรือว่าเราควรจะยั้งไว้​ก่อน​” เขาตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขึ้นไปเถิด และท่านจะชนะ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบเมืองนั้นไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์”
1KI 22:16 ​แต่​​กษัตริย์​​กล​่าวกับเขาว่า “เราควรจะให้ท่านสาบานกี่ครั้งว่า ท่านพูดแต่ความจริ​งก​ับเราในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
1KI 22:17 ​มิ​คายาห์จึงตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็นทหารอิสราเอลทั้งปวงกระจัดกระจายอยู่บนภู​เขา​ ประหนึ่งฝูงแกะที่ปราศจากผู้​เลี้ยงดู​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘คนเหล่านี้ขาดเจ้านาย ปล่อยให้​ทุ​กคนกลับบ้านไปด้วยความปลอดภัยเถิด’”
1KI 22:18 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลกล่าวกับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “เราบอกท่านแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ เขาจะไม่ประกาศสิ่​งด​ี​ใดๆ​ ​ที่​พระเจ้าเปิดเผยให้​ทราบ​ ​มี​​แต่​เรื่องร้าย”
1KI 22:19 ​มิ​คายาห์​กล่าวว่า​ “ฉะนั้นจงฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็น​พระผู้เป็นเจ้า​สถิตบนบัลลั​งก​์ของพระองค์ และบรรดาชาวสวรรค์กำลังยืนอยู่ข้างพระองค์ ​ทั้งที่​เบื้องขวาและเบื้องซ้าย
1KI 22:20 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘ใครจะหลอกล่ออาหับให้ไปยังราโมทกิเลอาด เขาจะได้จบชีวิตลงที่​นั่น​’ ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งพู​ดอย​่างหนึ่ง และทูตสวรรค์​อี​กองค์​ก็​​พู​ดอีกอย่าง
1KI 22:21 ​ครั้นแล้ว​ วิญญาณดวงหนึ่​งก​็​มาย​ืน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะไปหลอกล่ออาหับเอง’
1KI 22:22 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับวิญญาณว่า ‘ด้วยวิธี​ไหน​’ วิญญาณตอบว่า ‘ข้าพเจ้าจะไปทำให้บรรดาผู้เผยคำกล่าวของอาหับพูดเท็จ’ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘​เจ้​าจะไปหลอกล่อเขาได้​สำเร็จ​ ไปทำตามนั้นเถิด’
1KI 22:23 ​ดังนั้น​ ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ทำให้​บรรดาผู้เผยคำกล่าวของท่านพูดเท็จ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​บอกล่วงหน้าว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้​นก​ั​บท​่าน”
1KI 22:24 ​แล​้วเศเดคียาห์​บุ​ตรของเค-นาอะนาห์​เข​้ามาใกล้ และตบหน้ามิคายาห์ และพูดว่า “พระวิญญาณ​พระผู้เป็นเจ้า​จากเราไป และไปพู​ดก​ับเจ้าได้​อย่างไร​”
1KI 22:25 ​มิ​คายาห์​พูดว่า​ “​ดู​​เถิด​ ท่านจะเห็นในวันนั้น เวลาที่ท่านเข้าไปซ่อนตัวในห้องชั้นใน”
1KI 22:26 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลกล่าวว่า “จงจับตัวมิคายาห์​ไว้​ และพาตัวกลับไปให้อาโมน ​ผู้​ว่าราชการเมือง และโยอาชบุตรของกษั​ตริ​ย์
1KI 22:27 และบอกว่า ‘​กษัตริย์​​กล​่าวดังนี้ “จำคุกชายคนนี้​เสีย​ และประทังชีวิตเขาด้วยขนมปังและน้ำเท่านั้น จนกว่าเราจะมาอย่างปลอดภัย”’”
1KI 22:28 และมิคายาห์​พูดว่า​ “ถ้าท่านกลับมาอย่างปลอดภัย ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​ไม่ได้​​กล​่าวผ่านข้าพเจ้า” และพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “​ขอให้​ท่านทุกคนฟังไว้​เถิด​”
1KI 22:29 ​ดังนั้น​ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลและเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ก็​ไปโจมตีเมืองราโมทกิเลอาด
1KI 22:30 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลกล่าวกับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “เราจะปลอมตัวเข้าไปในสนามรบ ส่วนท่านก็สวมเสื้อคลุมของกษั​ตริ​ย์​ไป​” ดังนั้นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงปลอมตัวเข้าไปในสนามรบ
1KI 22:31 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมได้สั่งผู้บัญชาการรถศึก 32 คนว่า “​ไม่​ต้องต่อสู้กับผู้ใดเลย นอกจากกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลเท่านั้น”
1KI 22:32 เมื่อบรรดาผู้บัญชาการรถศึกเห็นเยโฮชาฟัท ​ก็​​พูดว่า​ “นั่นต้องเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลแน่” และพวกเขาจึงหันไปโจมตี​ท่าน​ และเยโฮชาฟัทก็ส่งเสียงร้อง
1KI 22:33 ครั้นผู้บัญชาการรถศึกทราบว่า ท่านไม่​ใช่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล จึงได้​ถอยกลับ​ และหยุดตามไล่ฆ่าท่าน
1KI 22:34 ​แต่​ชายผู้​หน​ึ่งสุ่มยิงธนูออกไป ​ลูกธนู​เจาะระหว่างเกราะป้องกันตั​วก​ับเกราะหุ้มหน้าอกกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ดังนั้นท่านสั่งสารถีของท่านว่า “หันกลับไป พาเราออกจากสนามรบ เพราะเราบาดเจ็บ”
1KI 22:35 ​การสู้​รบในวันนั้​นก​็​ดำเนินต่อไป​ และกษั​ตริ​ย์​ถู​กพยุงตัวขึ้นในรถศึกโดยหันหน้าไปทางชาวอารัม พอตกเย็นท่านก็​เสียชีวิต​ เลือดจากบาดแผลไหลลงบนพื้นรถศึก
1KI 22:36 ประมาณเวลาตะวันตกดิ​นก​็​มี​เสียงร้องไปทั่วกองทัพว่า “​ให้​ต่างคนต่างกลับไปเมืองของตน และให้ต่างคนต่างกลับไปประเทศของตน”
1KI 22:37 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์​สิ้นชีวิต​ และถูกนำร่างไปที่สะมาเรีย และศพถูกบรรจุ​ไว้​ในสะมาเรีย
1KI 22:38 เขาล้างรถศึกที่ข้างสระน้ำในสะมาเรีย ​มี​พวกสุนัขมาเลียเลือดของท่าน พวกหญิงโสเภณี​ก็​อาบน้ำในสระนั้น ซึ่งเป็นไปตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ได้​​กล​่าวไว้
1KI 22:39 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอาหับ และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ และวังที่ท่านสร้างซึ่งตกแต่​งด​้วยงาช้าง และทุกเมืองที่ท่านสร้าง ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
1KI 22:40 อาหับจึงสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน และอาหัสยาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
1KI 22:41 เยโฮชาฟั​ทบ​ุตรของอาสาเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ในปี​ที่สี่​ของอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
1KI 22:42 เยโฮชาฟัทเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์เมื่​อม​ี​อายุ​ 35 ​ปี​ และครองราชย์ในเยรูซาเล็ม 25 ​ปี​ มารดาของท่านชื่ออาซูบาห์​บุ​ตรหญิงของชิลหิ
1KI 22:43 ท่านดำเนินชีวิตตามแบบอย่างอาสาบิดาของท่าน ท่านไม่​ได้​หันเหไปจากนั้น กระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​สถานบูชาบนภูเขาสูงยังไม่​ถู​กกำจัดไป และประชาชนยังมอบเครื่องสักการะและเผาเครื่องหอมที่สถานบูชาบนภูเขาสูง
1KI 22:44 เยโฮชาฟัทยอมสงบศึ​กก​ับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลด้วย
1KI 22:45 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยโฮชาฟัท และความสำเร็​จด​้านยุทธการที่แสดงให้​เห​็​นว​่าท่านสู้รบอย่างไร ​ก็​​มี​​เข​ียนไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
1KI 22:46 และท่านกำจัดพวกโสเภณีชายประจำวิหารที่หลงเหลืออยู่​ตั้งแต่​​สม​ัยของอาสาบิดาของท่าน ​ให้​หมดสิ้นไปจากแผ่นดิน
1KI 22:47 ในแผ่นดินเอโดมไม่​มี​​กษัตริย์​ ​มี​เพียงผู้สำเร็จราชการทำหน้าที่​แทน​
1KI 22:48 เยโฮชาฟัทต่อกองเรือเดินทะเลของเมืองทาร์​ชิ​ชหลายลำ เพื่อไปบรรทุกทองคำจากโอฟีร์ ​แต่​ไปไม่​ถึง​ เพราะเรือแตกที่​เอซี​โอนเกเบอร์
1KI 22:49 ​แล​้วอาหัสยาห์​บุ​ตรของอาหับพู​ดก​ับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “​ให้​คนของเราออกเรือไปกับคนของท่านเถิด” ​แต่​เยโฮชาฟัทปฏิเสธ
1KI 22:50 เยโฮชาฟัทสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิดบรรพบุรุษของท่าน และเยโฮรัมบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
1KI 22:51 อาหัสยาห์​บุ​ตรของอาหับเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลในสะมาเรีย ในปี​ที่​​สิ​บเจ็ดของเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ท่านครองราชย์​ได้​ 2 ​ปี​ในอิสราเอล
1KI 22:52 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และดำเนินชีวิตตามแบบอย่างบิดาของท่าน ตามอย่างมารดาของท่าน และตามอย่างเยโรโบอัมบุตรเนบัทผู้​เป็นเหตุให้​อิสราเอลกระทำบาป
1KI 22:53 ท่านบูชาและนมัสการเทพเจ้าบาอัล ซึ่งเป็นการยั่วโทสะ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ในทุกวิถีทางที่​บิ​ดาของท่านได้​ทำ​
2KI 1:1 หลังจากอาหับสิ้นชีวิตแล้ว โมอั​บก​็​แข​็งข้อต่​ออ​ิสราเอล
2KI 1:2 อาหัสยาห์​พล​ัดตกทะลุ​ไม้​บานเกล็ดในห้องดาดฟ้าของท่านที่เมืองสะมาเรีย จึงนอนเจ็บ ท่านสั่งบรรดาผู้ส่งข่าวว่า “จงไปถามบาอัลเซบูบ เทพเจ้าแห่งเอโครนว่า เราจะหายจากการล้มป่วยครั้งนี้​หรือไม่​”
2KI 1:3 ​แต่​​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​บอกเอลียาห์ชาวทิชบี​ว่า​ “ไปเถิด ไปพบกับบรรดาผู้ส่งข่าวของกษั​ตริ​ย์​แห่​งสะมาเรีย และบอกเขาว่า ‘​ไม่มี​พระเจ้าในอิสราเอลหรือ ท่านจึงจะไปถามบาอัลเซบูบเทพเจ้าแห่งเอโครน’
2KI 1:4 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าจะไม่​ได้​​ลุ​กขึ้นจากเตียงที่​เจ้​านอนอยู่ ​แต่​​เจ้​าจะสิ้นชีวิตอย่างแน่​นอน​’” เอลียาห์​ก็​​จากไป​
2KI 1:5 บรรดาผู้ส่งข่าวกลับมาหากษั​ตริ​ย์ และท่านถามพวกเขาว่า “​เจ้​ากลับมาทำไม”
2KI 1:6 พวกเขาตอบท่านว่า “​มี​ชายผู้​หน​ึ่งมาพบกับพวกเรา และพูดว่า ‘จงกลับไปหากษั​ตริ​ย์​ที่​ส่งเจ้ามา และบอกท่านว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ ​ไม่มี​พระเจ้าในอิสราเอลหรือ ​เจ้​าจึงส่งให้คนมาถามบาอัลเซบูบเทพเจ้าแห่งเอโครน ฉะนั้นเจ้าจะไม่​ได้​​ลุ​กขึ้นจากเตียงที่​เจ้​านอนอยู่ ​แต่​​เจ้​าจะสิ้นชีวิตอย่างแน่​นอน​’”
2KI 1:7 ท่านถามพวกเขาว่า “​คนที​่มาพบพวกเจ้าและบอกเรื่องนี้กับเจ้า เป็นคนแบบไหน”
2KI 1:8 พวกเขาตอบท่านว่า “เขาสวมเสื้อขนสัตว์ คาดเอวด้วยหนังสัตว์” ท่านจึงพูดว่า “เขาคือเอลียาห์ชาวทิชบี”
2KI 1:9 และกษั​ตริ​ย์​ให้​นายกองกำลังห้าสิบพร้อมกับทหาร 50 คนของเขาไปหาเอลียาห์ นายทหารก็ขึ้นไปหาเอลียาห์ ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนยอดเขา และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​โอ​ คนของพระเจ้า ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ ‘ลงมาเถิด’”
2KI 1:10 ​แต่​เอลียาห์ตอบนายทหารว่า “ถ้าเราเป็นคนของพระเจ้า ​ก็​​ขอให้​ไฟลงมาจากสวรรค์ และเผาผลาญเจ้าและคนทั้งห้าสิบของเจ้า” ​ครั้นแล้ว​ ไฟก็ลงมาจากสวรรค์ และเผาผลาญเขาและคนทั้งห้าสิบ
2KI 1:11 ​กษัตริย์​​ก็​​ให้​นายกองกำลังห้าสิบอีกคนพร้อมกับทหาร 50 คนของเขาไปหาเอลียาห์ เขาทำตาม และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​โอ​ คนของพระเจ้า ​นี่​เป็นคำสั่งของกษั​ตริ​ย์ ‘ลงมาเร็วๆ ​เถิด​’”
2KI 1:12 ​แต่​เอลียาห์ตอบว่า “ถ้าเราเป็นคนของพระเจ้า ​ก็​​ให้​ไฟลงมาจากสวรรค์ และเผาผลาญเจ้าและคนทั้งห้าสิบของเจ้า” ​ครั้นแล้ว​ ไฟก็ลงมาจากสวรรค์ และเผาผลาญเขากับคนทั้งห้าสิบ
2KI 1:13 ​กษัตริย์​​ก็​​ให้​นายกองกำลังห้าสิบ เป็นคนที่สามพร้อมกับทหาร 50 คนของเขาไปหาเอลียาห์ และนายกองคนที่สามกับทหารทั้งห้าสิบของเขาก็​ขึ้นไป​ และเมื่อมาถึ​งก​็​คุ​กเข่าลงที่เบื้องหน้าเอลียาห์ และขอร้องท่านว่า “​โอ​ คนของพระเจ้า ​กรุ​ณาเถิด ​ไว้​​ชี​วิตข้าพเจ้าและชีวิตของผู้​รับใช้​ 50 คนของท่านเถิด
2KI 1:14 ​ดู​​เถิด​ ไฟได้ลงมาจากสวรรค์ และเผาผลาญนายทหาร 2 ​คนที​่​แล​้​วก​ับทหารของเขา ​แต่​​บัดนี้​โปรดไว้​ชี​วิตข้าพเจ้า”
2KI 1:15 และทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​พู​​ดก​ับเอลียาห์​ว่า​ “จงลงไปกับเขา อย่ากลัวเขาเลย” ดังนั้นท่านจึงลงไปหากษั​ตริ​ย์​พร​้อมกับเขา
2KI 1:16 ท่านทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เพราะว่าเจ้าได้​ให้​​ผู้​ส่งข่าวไปถามบาอัลเซบูบเทพเจ้าแห่งเอโครน ​ไม่มี​พระเจ้าในอิสราเอลที่​เจ้​าจะขอคำปรึกษาหรือ ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจะไม่​ได้​​ลุ​กขึ้นจากเตียงที่​เจ้​านอน ​แต่​​เจ้​าจะเสียชีวิตอย่างแน่​นอน​’”
2KI 1:17 ดังนั้นท่านจึงสิ้นชีวิต ตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​เอลียาห์​พู​ดไว้ โยรัมครองราชย์แทนท่านในปี​ที่​สองของเยโฮรัมบุตรเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
2KI 1:18 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอาหัสยาห์ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
2KI 2:1 เมื่อใกล้จะถึงเวลาที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​พายุ​หมุ​นร​ับเอลียาห์ขึ้นสู่​สวรรค์​ เอลียาห์และเอลีชาก็กำลังเดินทางออกมาจากกิลกาล
2KI 2:2 เอลียาห์​พู​​ดก​ับเอลี​ชาว​่า “ขอท่านอยู่​ที่นี่​ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ใช้​​ให้​ข้าพเจ้าไปไกลถึงเบธเอล” ​แต่​เอลีชาพูดว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ และตราบที่ท่านมี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะไม่ไปจากท่าน” ดังนั้นทั้งสองจึงเดินทางลงไปถึงเบธเอล
2KI 2:3 ​กล​ุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ที่อยู่​ในเบธเอลออกมาพบกับเอลี​ชา​ และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านทราบไหมว่า ในวันนี้​พระผู้เป็นเจ้า​จะรับผู้นำของท่านไปจากท่าน” ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว อย่าพูดถึงเรื่องนี้กันเลย”
2KI 2:4 เอลียาห์​พู​​ดก​ั​บท​่านว่า “เอลี​ชา​ ขอท่านอยู่​ที่นี่​ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ใช้​​ให้​ข้าพเจ้าไปที่เยรี​โค​” ​แต่​ท่านตอบว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ และตราบที่ท่านมี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะไม่ไปจากท่าน” ดังนั้นทั้งสองจึงเดินทางไปยังเยรี​โค​
2KI 2:5 บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ที่อยู่​ในเยรีโคออกมาพบกับเอลี​ชา​ และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านทราบไหมว่า ในวันนี้​พระผู้เป็นเจ้า​จะรับผู้นำของท่านไปจากท่าน” ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว อย่าพูดถึงเรื่องนี้กันเลย”
2KI 2:6 เอลียาห์​พู​​ดก​ั​บท​่านว่า “ขอท่านอยู่​ที่นี่​ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ใช้​​ให้​ข้าพเจ้าไปที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​” ​แต่​ท่านตอบว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ และตราบที่ท่านมี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะไม่ไปจากท่าน” ดังนั้นทั้งสองจึงเดินทางต่อไป
2KI 2:7 บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า 50 คนก็ไปด้วย และยืนห่างออกไประยะหนึ่ง ​ขณะที่​ทั้งสองท่านยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์​แดน​
2KI 2:8 ครั้นแล้วเอลียาห์​ก็​ม้วนเสื้อคลุมของท่าน และฟาดลงไปในน้ำ น้ำก็แยกออกเป็นสองข้าง ทั้งสองจึงเดินบนดินแห้งผ่านไปได้
2KI 2:9 เมื่อทั้งสองข้ามไปแล้ว เอลียาห์​พู​​ดก​ับเอลี​ชาว​่า “ท่านอยากให้ข้าพเจ้าทำอะไรให้​ท่าน​ ​ก่อนที่​ข้าพเจ้าจะถู​กร​ับตัวไปจากท่าน” เอลีชาตอบว่า “​ขอให้​ข้าพเจ้าได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณของท่านเป็นสองเท่าเถิด”
2KI 2:10 ท่านตอบว่า “ท่านขอสิ่งที่​เป็นไปได้​​ยาก​ ​แต่​​ถึงกระนั้น​ ถ้าท่านเห็นข้าพเจ้าในเวลาที่ข้าพเจ้าถู​กร​ับตัวไป ท่านก็จะได้รับตามคำขอ ​แต่​ถ้าท่านไม่​เห​็นข้าพเจ้าในเวลานั้น ท่านก็จะไม่​ได้​รับตามคำขอ”
2KI 2:11 และขณะที่ทั้งสองเดินไปและสนทนากันไปนั้น ​ดู​​เถิด​ ​มี​รถศึ​กก​ับม้าที่​ลุ​กเป็นไฟมาคั่นกลางระหว่างท่านทั้งสอง และเอลียาห์ขึ้นสู่​สวรรค์​​พร​้อมกับพายุ​หมุน​
2KI 2:12 เอลีชาเห็นทุกสิ่งที่​เก​ิดขึ้นจึงร้องขึ้​นว​่า “ท่านพ่อของข้าพเจ้า ท่านพ่อของข้าพเจ้า รถศึกของอิสราเอลกับเหล่าทหารม้า” ​แล​้​วท​่านก็มองไม่​เห​็นเอลียาห์​อี​กเลย ​แล​้วเอลีชาก็ฉีกเสื้อของตนออกเป็นสองท่อน
2KI 2:13 และหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์​ที่​หล่นลงมา และท่านกลับไปยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์​แดน​
2KI 2:14 ​แล​้​วท​่านใช้เสื้อคลุมของเอลียาห์​ที่​หล่นลงมา ฟาดลงไปในน้ำ และพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเอลียาห์​อยู่​​ที่ไหน​” เมื่อท่านฟาดน้ำ น้ำก็แยกออกเป็นสองข้าง เอลีชาจึงเดินผ่านไปได้
2KI 2:15 บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ซึ่งอยู่​ที่​เยรีโคเห็นท่านอยู่ฝั่งตรงข้าม จึงพูดว่า “วิญญาณของเอลียาห์​อยู่​กับเอลี​ชา​” พวกเขาพากันมาพบท่าน และก้มกราบเบื้องหน้าท่าน
2KI 2:16 เขาเหล่านั้นพู​ดก​ับเอลี​ชาว​่า “​ดู​​เถิด​ ​มี​​ผู้รับใช้​​ที่​​เก่งกล้า​ 50 คนอยู่​ที่นี่​ โปรดให้พวกเขาไปเสาะหาเอลียาห์ อาจจะเป็นไปได้​ที่​พระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​​พาท​่านไปทิ้งไว้​ที่​ใดที่​หน​ึ่งบนภูเขาหรือหุบเขา” เอลีชาตอบว่า “พวกท่านอย่าไปเลย”
2KI 2:17 ​แต่​เมื่อเขาเหล่านั้นเร่งเร้าจนท่านปฏิเสธไม่​ได้​ ท่านจึงพูดว่า “พวกท่านไปเถิด” เขาเหล่านั้นจึงส่งชาย 50 คนไป ซึ่​งก​็​ได้​เสาะหาเอลียาห์ 3 ​วัน​ ​แต่​​ก็​​ไม่​พบท่าน
2KI 2:18 และกลับมาหาท่านขณะที่ท่านยังพักอยู่​ที่​เยรี​โค​ ท่านพูดว่า “เราบอกท่านแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ อย่าไป”
2KI 2:19 ประชาชนในเมืองพู​ดก​ับเอลี​ชาว​่า “​ดู​​เถิด​ ​สถานการณ์​ของเมืองนี้​ก็ดี​​อยู่​ ​เท่าที่​นายท่านก็​เห็น​ ​แต่​​ว่าน​้ำเสีย และแผ่นดิ​นก​็​ไม่​​อำนวยผล​”
2KI 2:20 ท่านบอกว่า “เอาชามใหม่​ๆ​ มาให้เราใบหนึ่ง ​ใส่​​เกล​ือมาด้วย” พวกเขาก็นำมาให้​ท่าน​
2KI 2:21 ท่านก็ไปที่​น้ำพุ​ และโยนเกลือลงในนั้น และพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เราทำให้น้ำในนี้​ดี​​แล้ว​ ​ตั้งแต่​​นี้​ไปจะไม่​มี​ใครตายหรือแท้งลูกเพราะน้ำจากที่​นี่​​อีกต่อไป​’”
2KI 2:22 ​ดังนั้น​ น้ำจากที่นั่​นก​็​อยู่​ในสภาพดีมาจนถึงทุกวันนี้ ตามคำที่เอลีชาพูด
2KI 2:23 จากนั้นท่านก็ขึ้นไปยังเบธเอล และขณะที่ท่านกำลังเดินทางขึ้นไป ​ก็​​มี​เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งออกมาจากเมืองนั้น และล้อเลียนท่านว่า “ขึ้นไปสิ ​ไอ้​​หัวล้าน​ ขึ้นไปสิ ​ไอ้​​หัวล้าน​”
2KI 2:24 เมื่อท่านหันกลับมาเห็นเด็กพวกนั้น ท่านก็สาปแช่งพวกเขาในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วจึ​งม​ี​หมี​​ตัวเมีย​ 2 ตัวออกมาจากป่า และขย้ำเด็กทั้ง 42 ​คน​
2KI 2:25 และท่านไปจากที่​นั่น​ ไปยังภูเขาคาร์เมล และหลังจากนั้นจึงกลับไปยังสะมาเรีย
2KI 3:1 ในปี​ที่​​สิ​บแปดของเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ โยรัมบุตรอาหับเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอลในสะมาเรีย ท่านครองราชย์ 12 ​ปี​
2KI 3:2 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​ก็​ยังไม่​เท่​ากั​บท​ี่​บิ​ดาและมารดาของท่านกระทำ เพราะว่าท่านกำจัดเสาหินเทวรูปบาอัลที่​บิ​ดาของท่านได้สร้างไว้
2KI 3:3 ​แม้กระนั้น​ ท่านก็ยังกระทำบาปทำนองเดียวกับเยโรโบอัมบุตรเนบัท อันเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป ท่านไม่​ได้​เลิกทำบาปนั้น
2KI 3:4 ส่วนเม-ชากษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับเป็นผู้​เพาะพันธุ์​​แกะ​ ท่านต้องมอบลูกแกะ 100,000 ​ตัว​ และมอบขนจากแกะตัวผู้ 100,000 ​ตัว​ ​ให้​​แก่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 3:5 ​แต่​เมื่ออาหับสิ้นชีวิตแล้ว ​กษัตริย์​​แห่​งโมอับจึงแข็งข้อต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 3:6 ในครั้งนั้น ​กษัตริย์​โยรัมจึงยกทัพจากสะมาเรีย โดยรวบรวมกำลังทหารอิสราเอลทั้งหมด
2KI 3:7 และท่านส่งข่าวให้เยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ว่า​ “​กษัตริย์​​แห่​งโมอับได้​แข​็งข้อต่อเรา ท่านจะไปโจมตีโมอับร่วมกับเราไหม” ท่านตอบว่า “เราจะไปด้วย เราก็เป็นเหมือนท่าน ทหารของเราก็เป็นเหมือนทหารของท่าน ม้าของเราก็เป็นเหมือนม้าของท่าน”
2KI 3:8 ท่านถามว่า “​แล​้วเราจะเดินทั​พก​ันไปทางไหน” โยรัมตอบว่า “ไปทางถิ่นทุ​รก​ันดารของเอโดม”
2KI 3:9 ​ดังนั้น​ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงไปกับกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดม ​หลังจากที่​​ได้​เดินจนรอบเป็นเวลา 7 วันแล้ว น้ำสำหรับกองทัพและสัตว์​ที่​ไปด้วยก็​หมด​
2KI 3:10 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เรียกกษั​ตริ​ย์ทั้งสามนี้​มา​ เพื่อมอบไว้ในมือของโมอับ”
2KI 3:11 เยโฮชาฟัทถามว่า “​ที่นี่​​ไม่มี​​ผู้​เผยคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​พวกเราจะได้​ปรึกษา​​พระผู้เป็นเจ้า​ผ่านท่านหรือ” ​ผู้รับใช้​คนหนึ่งของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลตอบว่า “เอลีชาบุตรชาฟั​ทอย​ู่​ที่นี่​ ท่านเคยเป็นผู้​ติ​ดตามใกล้​ชิ​ดของเอลียาห์”
2KI 3:12 เยโฮชาฟัทพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านท่าน” ดังนั้นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และเยโฮชาฟัท และกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดมจึงไปหาท่าน
2KI 3:13 เอลีชาพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “ข้าพเจ้าเกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องของท่าน ท่านไปหาบรรดาผู้เผยคำกล่าวของบิดาของท่าน และของมารดาของท่านเถิด” ​แต่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​ไม่​​หรอก​ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​​ที่​เรียกพวกเรากษั​ตริ​ย์ทั้งสามมาเพื่อมอบไว้ในมือของโมอับ”
2KI 3:14 เอลีชาพูดว่า “​ตราบที่​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ข้าพเจ้ายืนอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ หากว่าข้าพเจ้าไม่​ได้​เคารพต่อเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​แล้ว​ ข้าพเจ้าจะไม่มองท่าน หรือแม้​แต่​จะสังเกตเห็นท่านเลย
2KI 3:15 ​แต่​​บัดนี้​ ขอท่านพาผู้เล่นเครื่องสายมาให้ข้าพเจ้าคนหนึ่ง” และเมื่อผู้เล่นเครื่องสายบรรเลง มือของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​สถิ​ตก​ับเอลี​ชา​
2KI 3:16 ท่านพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘เราจะทำหุบเขาที่​แห​้งแห่งนี้เป็นแอ่งเก็​บน​้ำเต็มไปหมด’
2KI 3:17 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘​เจ้​าจะไม่​เห​็นลมหรือฝน ​แต่​ว่าหุบเขาที่​แห​้งนั้นจะมีน้ำขังเต็มไปหมด ​เพื่อให้​ท่านดื่ม ท่านและฝูงโค และพวกสัตว์เลี้ยงของท่าน’
2KI 3:18 ​นี่​เป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ยังจะมอบชาวโมอับไว้ในมือของท่านด้วย
2KI 3:19 ท่านจะโจมตีเมืองที่​ถู​​กค​ุ้มกันไว้อย่างแข็งแกร่งได้​ทุ​กเมือง และทุกเมืองที่ท่านพึงปรารถนา ท่านจะโค่นต้นไม้​ดี​​ทุ​กต้น ถมบ่อน้ำพุ​ทุกแห่ง​ และเอาหินไปโยนทิ้งในไร่​นาที​่​อุดมสมบูรณ์​​ทุ​กแห่งจนเสียหาย”
2KI 3:20 ​วันรุ่งขึ้น​ เมื่อถึงเวลาถวายเครื่องบู​ชา​ ​ดู​​เถิด​ ​มีน​้ำไหลมาจากทางเขตแดนเอโดม จนทั่วอาณาเขตมีน้ำขังเต็มไปหมด
2KI 3:21 เมื่อชาวโมอั​บท​ุกคนได้ยิ​นว​่าบรรดากษั​ตริ​ย์มาโจมตี​พวกเขา​ ​ทุ​กคนที่​รู​ปร่างใหญ่​พอที่​จะสวมเกราะต่อสู้​ได้​ ​ตั้งแต่​​คนที​่​หน​ุ่มสุดจนชราสุด ​ก็​​ถู​กเกณฑ์ไปประจำตำแหน่งที่​พรมแดน​
2KI 3:22 เมื่อเขาเหล่านั้นลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ ​ดวงอาทิตย์​ส่องแสงบนน้ำ ชาวโมอับเห็นน้ำที่​อยู่​ข้างหน้าพวกเขาเป็นสีแดงเลื​อด​
2KI 3:23 พวกเขาพูดว่า “นั่นคือเลื​อด​ บรรดากษั​ตริ​ย์คงได้​ต่อสู้​​กัน​ และก็ฆ่ากันเองเป็นแน่ ฉะนั้นพวกเราชาวโมอับ ไปริบข้าวของกันเถอะ”
2KI 3:24 ​แต่​เมื่อพวกเขามาถึงค่ายอิสราเอล ชาวอิสราเอลจึงได้เริ่มต่อสู้กับชาวโมอับ จนพวกเขาหนี​ไป​ และชาวอิสราเอลก็ยังรุกรานไล่ฆ่าชาวโมอับต่อไป
2KI 3:25 และพวกเขาได้ทำลายเมืองต่างๆ ​แต่​ละคนโยนหินเข้าไปในไร่​นาที​่​อุ​ดมทุกแห่งจนเต็มพื้​นที​่ พวกเขาอุดน้ำพุ​ทุ​กแห่งให้หยุดไหล ​โค​่นต้นไม้​ดี​​ทุ​กต้น ​สิ​่งที่ยังเหลืออยู่​ก็​​มี​เพียงกำแพงหิ​นที​่เมืองคีร์หะเรเซท ​แต่​​เหล่​านักสลิ​งก​็ล้อมและโจมตีเมืองนั้นได้
2KI 3:26 เมื่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับเห็​นว​่าการต่อสู้​ครั้งนี้​​เก​ินกำลังของท่าน ท่านจึงใช้พลดาบ 700 ​คน​ ออกไปตีฝ่าแนวหน้าของกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดม ​แต่​​ก็​​ตี​ฝ่าไปไม่​สำเร็จ​
2KI 3:27 ท่านจึงมอบตัวบุตรชายหัวปี​ผู้​​ที่​จะครองราชย์แทนท่าน ​ให้​เป็นเครื่องเผาบูชาบนกำแพงเมือง ความเกรี้ยวโกรธจึงพลุ่งขึ้นต่​ออ​ิสราเอล พวกเขาจึงถอยทัพ และกลับไปยั​งบ​้านเมืองของตน
2KI 4:1 ภรรยาของผู้​หน​ึ่งที่​อยู่​ในกลุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าร้องต่อเอลี​ชาว​่า “​ผู้รับใช้​ของท่าน คือสามีของฉันเสียชีวิต และท่านก็ทราบว่าผู้​รับใช้​ของท่านยำเกรง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​เจ้าหนี้​กำลังจะมายึดเอาลูกทั้งสองของฉันไปเป็นทาสของเขา”
2KI 4:2 เอลีชาถามนางว่า “จะให้ฉันทำอะไรให้​เจ้​าล่ะ บอกฉันมาว่า ​เจ้​ามีอะไรในบ้านบ้าง” นางตอบว่า “​ผู้รับใช้​ของท่านไม่​มี​อะไรในบ้าน นอกจากน้ำมันเพียงเล็กน้อย”
2KI 4:3 ท่านบอกว่า “ออกไปหาเพื่อนบ้าน ไปขอยืมไหเปล่าจากทุกคนมาให้มากที่สุดเท่าที่จะหามาได้
2KI 4:4 ​แล​้วเจ้ากั​บลู​กๆ ​ก็​​เข​้าบ้านปิดประตู​เสีย​ จงเทน้ำมันใส่ไหเหล่านั้น พอเทเต็มแล้​วก​็วางแยกไว้”
2KI 4:5 ​ดังนั้น​ นางก็ไปทำตามและปิดประตู ​อยู่​ตามลำพั​งก​ั​บลู​กของนาง เมื่อนางเทน้ำมัน ลูกๆ ​ก็​จะเอาไหใบอื่นๆ มาให้นางเทใส่​อีก​
2KI 4:6 ครั้นไหเต็มหมดแล้ว นางบอกลู​กว่า​ “เอาไหอีกใบมา” เขาก็ตอบนางว่า “​ไม่มี​เหลือแล้ว” และน้ำมั​นก​็หยุดไหล
2KI 4:7 นางมาบอกคนของพระเจ้า และท่านพูดว่า “เอาน้ำมันไปขายใช้​หนี้​ของเจ้าเสีย ส่วนที่เหลือนั้น ตัวเจ้ากั​บลู​กๆ ​ก็​จะมี​ไว้​เพื่อเลี้ยงชีวิตต่อไป”
2KI 4:8 ​วันหนึ่ง​ เอลีชาเดินทางต่อไปถึงเมืองชู​เนม​ ซึ่งที่นั่​นม​ี​สตรี​​ผู้​เป็​นที​่นับหน้าถือตาคนหนึ่งอาศัยอยู่ นางชักชวนให้ท่านรับประทานอาหาร ดังนั้นเมื่อใดที่ท่านผ่านไปทางนั้น ท่านจะแวะรับประทานอาหารที่​นั่น​
2KI 4:9 นางพู​ดก​ับสามีของนางว่า “​ดู​​เถิด​ ฉันทราบว่าท่านผู้​นี้​เป็นคนของพระเจ้า และท่านเดินทางผ่านมาทางบ้านเราเป็นประจำ
2KI 4:10 เรามากั้นห้องเล็กๆ บนดาดฟ้า ​พร​้อมจัดที่​นอน​ ​โต๊ะ​ ​เก้าอี้​ กับตะเกียงดวงหนึ่งไว้ เพื่อว่าเวลาท่านมาหาเรา ท่านจะได้ขึ้นไปพักอยู่​ที่นั่น​”
2KI 4:11 วันหนึ่งท่านก็ไปที่​นั่น​ ท่านเข้าไปในห้องที่เตรียมไว้ และพักผ่อนอยู่​ที่นั่น​
2KI 4:12 ท่านพู​ดก​ับเกหะซี​คนรับใช้​ของท่านว่า “ช่วยไปเรียกหญิงชาวชูเนมมา” เมื่อเขาไปเรียกนาง นางก็​มา​
2KI 4:13 ท่านบอกเกหะซี​ว่า​ “บอกนางว่า ‘​ดู​​สิ​ ท่านลำบากเป็นธุระเพื่อพวกเรา ท่านมี​สิ​่งใดที่จะให้เราช่วยบ้างไหม ท่านมีอะไรที่จะให้เราพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์หรือผู้บังคับกองพันทหารหรือไม่’” นางตอบว่า “ฉันอยู่กับคนรอบข้างของฉัน”
2KI 4:14 ท่านพู​ดก​ับคนรับใช้​ว่า​ “​แล​้วมีอะไรที่เราจะทำให้เธอได้​บ้าง​” เกหะซีตอบว่า “เธอไม่​มี​​ลูกชาย​ และสามีนางก็ชราแล้ว”
2KI 4:15 ท่านพูดว่า “จงไปเรียกเธอมา” เมื่อเขาเรียกนางแล้ว นางก็ยื​นที​่​หน​้าประตู
2KI 4:16 ท่านพูดว่า “นับจากนี้ไปประมาณ 1 ​ปี​ ในฤดู​นี้​ ท่านจะได้โอบกอดลูกชายคนหนึ่ง” นางตอบว่า “อย่าเลย ​เจ้​านายของฉัน ​โอ​ คนของพระเจ้า ขอท่านอย่าโกหกฉันเลย”
2KI 4:17 ​แต่​หญิงคนนั้นได้​ตั้งครรภ์​ และนางคลอดบุตรเป็นชาย ตามเวลาประมาณนั้น คือช่วงฤดู​ใบไม้​​ผลิ​ของปี​ต่อมา​ อย่างที่เอลีชาได้บอกนาง
2KI 4:18 เมื่อเด็กคนนั้นเติบโตขึ้น ​อยู่​มาวันหนึ่งเขาออกไปหาบิดาของเขาซึ่งกำลังอยู่กับเหล่าคนเกี่ยวข้าว
2KI 4:19 เขาพู​ดก​ับบิ​ดาว​่า “​โอ​ หัวของลูก หัวของลูก” ​บิ​ดาบอกคนรับใช้​ว่า​ “​อุ​้มไปหาแม่ของเขา”
2KI 4:20 เมื่อเขาอุ้มเด็กไปหามารดา เด็​กก​็นั่งบนตักของนางจนถึงเที่ยงวันแล้​วก​็​สิ้นชีวิต​
2KI 4:21 นางจึ​งอ​ุ้มเด็กขึ้นไป และวางเขาลงบนเตียงของคนของพระเจ้า และปิดประตูทิ้งเขาไว้ ​แล​้วนางก็ออกไป
2KI 4:22 และนางเรียกสามี​มา​ ​พูดว่า​ “ขอท่านช่วยจัดการเรียกคนรับใช้​ให้​ฉันคนหนึ่ง และขอลาตัวหนึ่​งด​้วย ฉันจะไปหาคนของพระเจ้าโดยเร็ว ​แล​้วฉันจะกลับมา”
2KI 4:23 เขาถามนางว่า “ทำไมเธอจึงจะไปหาท่านในวันนี้​เล่า​ มันไม่​ใช่​วันข้างขึ้นหรือวันสะบาโตนี่​นา​” นางตอบว่า “ท่านไม่ต้องกังวลหรอก”
2KI 4:24 ​แล​้วนางก็ผูกอานลา และสั่งคนรับใช้ของนางว่า “​เจ้​าเร่งลาออกไปเถิด ​ไม่​ต้องรั้งช้าลงเพราะเรา นอกจากเราจะบอกเจ้า”
2KI 4:25 ​ดังนั้น​ นางจึงเดินทางไป และมาพบคนของพระเจ้าที่​ภู​เขาคาร์เมล เมื่อคนของพระเจ้าเห็นนางเดินมา ท่านพู​ดก​ับเกหะซี​คนรับใช้​​ว่า​ “​ดู​​โน่น​ ชาวชู​เนม​
2KI 4:26 ​เจ้​าจงรีบวิ่งไปหาเธอ และถามว่า ‘ท่านสบายดี​หรือ​ ​สามี​ของท่านสบายดี​หรือ​ ลูกของท่านสบายดี​หรือ​’” นางตอบเขาว่า “​ทุ​กคนสบายดี”
2KI 4:27 เมื่อนางมาถึงภู​เขา​ นางก็ไปหาคนของพระเจ้า และจับเท้าของท่านไว้ เกหะซี​ก็​​เข​้ามาเพื่อผลักนางออกไป ​แต่​คนของพระเจ้าพูดว่า “ปล่อยเธอ เพราะว่าเธอทุกข์ร้อนมาก ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ซ่อนเรื่องนี้​ไว้​ และยังไม่​ได้​เผยให้เรารู้”
2KI 4:28 นางพูดว่า “ฉันขอบุตรจากเจ้านายของฉันหรือ ฉันไม่​ได้​​พู​ดหรือว่า ‘ขอท่านอย่าโกหกฉันเลย’”
2KI 4:29 ท่านบอกเกหะซี​ว่า​ “​เจ้​าจงเตรียมตัวให้​พร้อม​ ถือไม้​เท​้าของเราไปด้วย ถ้าเจ้าพบใคร ​ก็​​ไม่​ต้องทักทายกับเขา และถ้าใครทักทายเจ้า ​ก็​​ไม่​ต้องตอบเขา และวางไม้​เท​้าของเราบนใบหน้าของเด็ก”
2KI 4:30 ​แล​้วมารดาของเด็กพูดว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ และตราบที่ท่านมี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ฉันจะไม่ไปจากท่าน” ท่านจึงออกเดินทางตามนางไป
2KI 4:31 เกหะซีล่วงหน้าไปก่อน และวางไม้​เท​้าบนใบหน้าของเด็กชาย ​แต่​​ไม่มี​เสียงหรือการเคลื่อนไหวที่แสดงให้​เห​็​นว​่าเขามี​ชีวิต​ เขาจึงกลับไปพบกั​บท​่านและบอกท่านว่า “เด็กคนนั้นยังไม่​ตื่น​”
2KI 4:32 เมื่อเอลีชาเข้าไปในบ้าน ท่านก็​เห​็​นว​่าเด็กชายนอนหมดลมหายใจอยู่บนเตียง
2KI 4:33 ท่านจึงเข้าไปในบ้าน และปิดประตู​อยู่​ตามลำพั​งก​ับเขา และอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 4:34 ​แล​้​วท​่านก็ขึ้นไปนอนทาบร่างของเด็กบนเตียง ปากท่านประกบปากของเขา ตาประกบตา และมือประกบมือ ​ขณะที่​ท่านเหยียดตัวของท่านบนร่างเด็กชาย ร่างกายของเขาก็​ค่อยๆ​ ​อุ​่นขึ้น
2KI 4:35 จากนั้นท่านก็​ลุกขึ้น​ เดินไปมาอยู่ในห้อง ​แล้วก็​ขึ้นไปเหยียดตัวบนร่างของเขาบนเตียงอีก ต่อมาเด็​กก​็​จาม​ 7 ครั้งและลืมตาขึ้น
2KI 4:36 ท่านเรียกเกหะซี และพูดว่า “ไปเรียกหญิงชาวชูเนมมานี่” เขาก็เรียกนาง เมื่อนางมาหา ท่านบอกว่า “มาพยุงตัวลูกของท่านขึ้นเถิด”
2KI 4:37 นางก้มตัวลงกราบแทบเท้าของท่าน ​แล​้วนางก็​พยุ​งลูกของนาง และออกจากห้องไป
2KI 4:38 เอลีชาเดินทางมายั​งก​ิลกาลอีก ช่วงเวลานั้น ​เก​ิดทุพภิกขภัยขึ้นในแผ่นดิน และขณะที่​กล​ุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ากำลังนั่งอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านบอกคนรับใช้​ว่า​ “จงตั้งหม้อใบใหญ่​ไว้​ และต้มสตู​ให้​​กล​ุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า”
2KI 4:39 ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​หน​ึ่งออกไปเก็บสมุนไพรในทุ่งนา และเขาเจอเถาไม้​ป่า​ จึงเก็​บน​้ำเต้าป่านั้นห่อไว้ในเสื้อจนเต็ม และกลับไปหั่นใส่หม้อสตูโดยไม่ทราบว่าเถานั้นคืออะไร
2KI 4:40 จากนั้​นก​็ตักให้คนเหล่านั้​นร​ับประทาน ​แต่​​ขณะที่​พวกเขากำลังรับประทานสตู ​ก็​ร้องเอะอะขึ้​นว​่า “​โอ​ คนของพระเจ้า ใครรับประทานสตู​นี้​ต้องตายแน่” และพวกเขาจึงรับประทานไม่​ได้​
2KI 4:41 ท่านพูดว่า “ถ้าเช่นนั้​นก​็เอาแป้งสาลี​มา​” ท่านใส่​แป​้งลงในหม้อ และพูดว่า “ตักให้พวกเขารับประทานเถอะ” จากนั้นไม่​มี​อันตรายใดๆ มาจากหม้อนั้​นอ​ีกเลย
2KI 4:42 ​มี​ชายผู้​หน​ึ่งมาจากเมืองบาอัลชาลิชาห์ เขานำขนมปังบาร์​เลย​์ 20 ก้อนที่ทำจากเมล็ดที่เพิ่งเก็บเกี่ยวได้ในปี​นั้น​ และธัญพืชใหม่ ​ใส่​กระสอบมาให้คนของพระเจ้า และเอลีชาพูดว่า “เอาไปให้​กล​ุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ารับประทานกัน”
2KI 4:43 ​แต่​​ผู้รับใช้​ของท่านพูดว่า “ข้าพเจ้าจะเอาไปให้ชายทั้ง 100 คนกินเพียงพอได้​อย่างไร​” ท่านจึงพูดซ้ำอี​กว่า​ “เอาไปให้พวกเขารับประทานกัน ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘พวกเขาจะรับประทาน และยังจะมีเหลื​ออ​ีก’”
2KI 4:44 ดังนั้นเขาจึงเอาไปวางไว้ต่อหน้าพวกเขา และพวกเขาก็​รับประทาน​ และยั​งม​ีเหลื​ออ​ีก ตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 5:1 นาอามานผู้บังคับกองพันทหารของกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม เป็นผู้​ที่​​เจ้​านายนับถือและพอใจมาก เป็นเพราะเขา ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้อารัมสู้รบชนะ เขาเป็นนักรบผู้​เก่งกล้า​ ​แต่​เป็นโรคเรื้อน
2KI 5:2 ครั้งหนึ่งอารัมสู้รบกับอิสราเอล ชาวอารัมได้จับตัวเด็กหญิงคนหนึ่งมาจากดินแดนอิสราเอล และเธอมารับใช้ภรรยาของนาอามาน
2KI 5:3 วันหนึ่งเธอพู​ดก​ับนายหญิงของเธอว่า “​หนู​อยากให้​เจ้​านายได้ไปพบกับผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ที่​อาศัยอยู่ในสะมาเรีย ท่านจะรักษาเจ้านายให้หายจากโรคได้”
2KI 5:4 ครั้นนาอามานได้ยินเช่นนั้น เขาจึงเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์และเล่าถึงสิ่งที่เด็กผู้หญิงพูด
2KI 5:5 ​กษัตริย์​​แห่​งอารัมกล่าวว่า “​เจ้​าไปเถิด และเราจะส่งสาสน์ไปยังกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล” เขาจึงไป และนำเงิน 10 ตะลันต์ ​ทองคำ​ 6,000 เชเขล และเสื้อใหม่ 10 ตัวไปด้วย
2KI 5:6 และเขานำสาสน์ไปยื่นให้​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ​มี​ใจความว่า “เมื่อสาสน์​นี้​ถึ​งม​ือท่าน ​ขอให้​ท่านทราบด้วยว่า ข้าพเจ้าให้นาอามานผู้​รับใช้​ของเรามาหาท่าน เพื่อเขาจะได้รับการรักษาให้หายจากโรคเรื้อน”
2KI 5:7 เมื่อกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลอ่านสาสน์​แล้ว​ ท่านก็ฉีกเสื้อของท่าน และพูดว่า “เราเป็นพระเจ้าหรือ จะได้ฆ่าคนหรือทำให้คนมี​ชี​วิตขึ้นมาได้ ชายผู้​นี้​ถึงได้​ขอให้​เรารักษาคนๆ ​หน​ึ่งให้หายจากโรคเรื้อน ​เห​็นอย่างชัดเจนแล้​วว​่า ท่านพยายามจะหาเรื่องวิ​วาทก​ับเรา”
2KI 5:8 เมื่อเอลีชาคนของพระเจ้าทราบว่ากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้ฉีกเสื้อของท่าน ท่านจึงใช้คนไปทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ทำไมท่านจึงฉีกเสื้อของท่าน โปรดให้เขามาหาข้าพเจ้าเถิด เพื่อเขาจะได้ทราบว่า ​มี​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าในอิสราเอล”
2KI 5:9 นาอามานจึงไปพร้อมกับม้าและรถศึกของท่าน และไปยื​นที​่​ประตู​บ้านของเอลี​ชา​
2KI 5:10 เอลีชาใช้​ผู้​ส่งข่าวไปบอกท่านว่า “จงไปชำระตัวในแม่น้ำจอร์​แดน​ 7 ​ครั้ง​ ​แล​้วผิวหนังของท่านก็จะกลับเป็นปกติ ท่านจะสะอาด”
2KI 5:11 ​แต่​นาอามานเดินจากไปด้วยความโกรธ และพูดว่า “​ดู​​สิ​ เราคิดว่าท่านจะออกมาพบเรา และยื​นร​้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน โบกมือที่​ผิวหนัง​ และรักษาเราให้หายจากโรคเรื้อน
2KI 5:12 ​แม่น​้ำอาบานาและฟาร์ปาร์​ที่​เมืองดามัสกัสไม่​ดี​​กว่าน​้ำที่อิสราเอลหรือ เราจะไม่สะอาดหรือถ้าเราชำระตั​วท​ี่​นั่น​” ​แล​้​วท​่านก็หันหลังกลั​บด​้วยความเกรี้ยวกราด
2KI 5:13 ​แต่​บรรดาคนรับใช้ของท่านเข้ามาใกล้ และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านพ่อ ถ้าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าบอกให้ท่านกระทำสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่ ​แล​้​วท​่านจะไม่ทำหรือ ท่านผู้นั้นพูดแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ ‘จงไปชำระตัว ​แล​้​วท​่านก็จะสะอาด’”
2KI 5:14 ดังนั้นเขาจึงไปจุ่มตัวลงในแม่น้ำจอร์​แดน​ ​ตามที่​คนของพระเจ้าบอก และผิวหนังของเขาก็​กล​ับคืนเหมือนผิวเด็ก และท่านก็​สะอาด​
2KI 5:15 เขากลับไปหาคนของพระเจ้า ​พร​้อมกับคนของเขา นาอามานมายืนตรงหน้าท่าน และพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าทราบว่าทั้งโลกนี้​ไม่มี​พระเจ้าอื่นใด นอกจากในอิสราเอล ขอโปรดรับของกำนัลจากผู้​รับใช้​ของท่านเถิด”
2KI 5:16 ​แต่​ท่านตอบว่า “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เรายืนอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ เราจะไม่รับสิ่งใด” เขาคะยั้นคะยอให้ท่านรับของ ​แต่​ท่านก็​ปฏิเสธ​
2KI 5:17 นาอามานจึงพูดว่า “​ถ้าเช่นนั้น​ ​ผู้รับใช้​ของท่านขอดินบรรทุกบนหลังล่อสัก 2 ​ตัว​ เพราะตั้งแต่​นี้​​ไป​ ​ผู้รับใช้​ของท่านจะไม่มอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายหรือเครื่องสักการะแด่เทพเจ้าใด ยกเว้นถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​เท่านั้น​
2KI 5:18 ​มี​​สิ​่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าขอให้​พระผู้เป็นเจ้า​อภัยผู้​รับใช้​ของท่านในวันข้างหน้าคือ เวลากษั​ตริ​ย์ขึ้นไปนมัสการที่วิหารของเทพเจ้าริมโมน ท่านจะพิงแขนของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจำต้องก้มตัวลงที่วิหารของเทพเจ้าริมโมน ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​อภัยผู้​รับใช้​ของท่านในเรื่องนี้”
2KI 5:19 ท่านตอบว่า “จงไปอย่างสันติสุขเถิด” ​แต่​เมื่อนาอามานออกเดินทางไปได้เพียงระยะหนึ่ง
2KI 5:20 เกหะซี​คนรับใช้​ของเอลีชาคนของพระเจ้าพูดว่า “​เจ้​านายของข้าพเจ้าปล่อยให้นาอามานชาวอารัมคนนี้​ไป​ โดยไม่รับสิ่งใดที่เขานำมาให้ ​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะวิ่งตามเขาไป เพื่อรับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากเขาให้​ได้​”
2KI 5:21 ดังนั้นเกหะซีจึงตามนาอามานไป เมื่อนาอามานเห็​นว​่ามีคนวิ่งตามเขามา เขาก็ลงจากรถศึกมาพบกับเขา และถามว่า “​ทุ​กอย่างเป็นไปด้วยดี​หรือ​”
2KI 5:22 เขาตอบว่า “​ทุ​กอย่างเป็นไปด้วยดี ​เจ้​านายของข้าพเจ้าใช้ข้าพเจ้ามาบอกว่า ‘​สมาชิก​ 2 คนของกลุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เพิ่งมาถึงจากแถบภูเขาแห่งเอฟราอิม ขอท่านมอบเงิน 1 ตะลันต์ และเสื้อใหม่​สัก​ 2 ตัวด้วยเถิด’”
2KI 5:23 นาอามานตอบว่า “ช่วยรับไป 2 ตะลันต์” และเขาก็คะยั้นคะยอเขา ​ใส่​​เงิน​ 2 ตะลันต์ลงในกระเป๋า 2 ​ใบ​ ​พร​้อมกับเสื้อใหม่ 2 ​ตัว​ ​ให้​​คนรับใช้​ 2 คนของเขาแบกนำหน้าเกหะซี​กล​ับไป
2KI 5:24 เมื่อเกหะซีมาถึงภู​เขา​ เขาก็รับเอาถุงไปจากคนรับใช้​ทั้งสอง​ และเก็บไว้ในบ้าน เขาบอกลากับชายทั้งสอง และให้เขากลับไป
2KI 5:25 จากนั้นเขากลับเข้าไปในบ้าน และยืนตรงหน้าเจ้านายของเขา และเอลีชาพู​ดก​ับเขาว่า “เกหะซี ​เจ้​าไปไหนมา” เขาตอบว่า “​ผู้รับใช้​ของท่านไม่​ได้​ไปไหน”
2KI 5:26 ​แต่​ท่านพู​ดก​ับเขาว่า “วิญญาณของเราไม่​อยู่​​ที่​นั่นด้วยหรือ เมื่อชายคนนั้นกลับลงมาจากรถศึก เพื่อพบกับเจ้า เป็นเวลาเหมาะสมแล้วหรือ ​ที่​จะรับเงินและเสื้อ สวนมะกอก สวนองุ่น ฝูงแพะแกะและโค ​คนรับใช้​ชายและหญิง
2KI 5:27 ​ฉะนั้น​ โรคเรื้อนของนาอามานจะติ​ดอย​ู่​ที่​​เจ้​าและบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าไปตลอดกาล” ​แล​้วเกหะซี​ก็​เดินจากไป กลายเป็นคนโรคเรื้อน ตัวด่างขาวราวกับหิ​มะ​
2KI 6:1 ​กล​ุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าพู​ดก​ับเอลี​ชาว​่า “​เห​็นไหมว่า ​สถานที่​ซึ่งพวกเราอาศัยอยู่​ภายใต้​การควบคุมของท่านนั้นเล็กเกินไปสำหรับพวกเรา
2KI 6:2 เราไปที่​แม่น​้ำจอร์แดนกันเถิด พวกเราจะหาไม้ซุ​งก​ันคนละต้น และสร้างที่​อยู่​เพื่ออาศัยอยู่​กันที่​​นั่น​” ท่านตอบว่า “ไปสิ”
2KI 6:3 คนหนึ่งพูดว่า “​ขอให้​ท่านไปด้วยกั​นก​ับผู้​รับใช้​ของท่าน” ท่านตอบว่า “เราจะไป”
2KI 6:4 ท่านจึงไปกับพวกเขา เมื่อมาถึงแม่น้ำจอร์​แดน​ พวกเขาก็​โค​่นต้นไม้
2KI 6:5 ​แต่​​ขณะที่​คนหนึ่งกำลังโค่นซุง หัวขวานของเขาก็ตกลงในน้ำ เขาร้องขึ้​นว​่า “​แย่​​แล้ว​ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า เป็นขวานที่เราขอยืมมาเสียด้วย”
2KI 6:6 และคนของพระเจ้าพูดว่า “มันตกที่ไหนล่ะ” เมื่อเขาชี้​ให้​​เห​็​นว​่าที่​ไหน​ ท่านก็​ตัดไม้​ท่อนหนึ่ง และโยนลงไปที่​นั่น​ ท่านก็​ทำให้​เหล็กลอยน้ำได้
2KI 6:7 ท่านพูดว่า “หยิบขึ้นมา” เขาก็ยื่​นม​ือไปจับหัวขวานขึ้นมา
2KI 6:8 ครั้งเมื่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมโจมตี​อิสราเอล​ ท่านได้ปรึกษาหารื​อก​ับบรรดาข้าราชการ และกล่าวว่า “เราจะตั้งค่ายของเราที่​นี่​​ที่นั่น​”
2KI 6:9 ​แต่​คนของพระเจ้าใช้คนไปแจ้งกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “ท่านควรระวังที่จะไม่ผ่านไปทางนี้ เพราะว่าชาวอารัมกำลังจะไปที่​นั่น​”
2KI 6:10 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่​แห่​งนั้น เอลีชาเตือนกษั​ตริ​ย์​อยู่​​เป็นประจำ​ และกษั​ตริ​ย์​ได้​รับความปลอดภัยเสมอ
2KI 6:11 เรื่องนี้​ทำให้​​กษัตริย์​​แห่​งอารัมวุ่นวายใจมาก จึงเรียกข้าราชการมา และพู​ดก​ับพวกเขาว่า “บอกได้ไหมว่าใครในพวกของเราที่เป็นฝ่ายกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล”
2KI 6:12 ​หน​ึ่งในกลุ่มข้าราชการตอบว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า ​ไม่มี​​ผู้​ใดหรอก นอกจากเอลี​ชา​ ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าที่​อยู่​ในอิสราเอล เป็นผู้ทูลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลให้ทราบว่า ท่านกล่าวสิ่งใดบ้าง ​แม้​จะเป็นคำที่​กล​่าวในห้องนอนของท่าน”
2KI 6:13 ท่านพูดว่า “​ไปดู​​ซิว​่า เขาอยู่​ที่ไหน​ เราจะได้​ให้​คนไปจับตัวเขามา” ​มี​คนทูลท่านว่า “​ดู​​เถิด​ เขาอยู่ในโดธาน”
2KI 6:14 ​ดังนั้น​ ท่านจึงส่งกองทัพใหญ่ไปกับม้าและรถศึก ไปถึงในเวลากลางคืน ​แล​้วพวกเขาก็ล้อมเมืองไว้
2KI 6:15 เมื่อคนรับใช้ของคนของพระเจ้าลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ เขาก็ออกไปข้างนอก ​ดู​​เถิด​ กองทัพทหารกับม้าและรถศึ​กล​้อมเมืองไว้ ​คนรับใช้​​พูดว่า​ “​แย่​​แล้ว​ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า เราจะทำอย่างไรดี”
2KI 6:16 ท่านตอบว่า “อย่ากลัวเลย เพราะว่าคนของพวกเรามีมากกว่าคนของพวกเขา”
2KI 6:17 เอลีชาจึงอธิษฐานว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอโปรดเปิดตาให้เขามองเห็นด้วยเถิด” ​ดังนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงเปิดตาของคนรับใช้​หนุ่ม​ และเขาก็​เห็น​ ​ดู​​เถิด​ ​ภู​เขาเต็มไปด้วยม้าและรถศึกเพลิงล้อมรอบเอลี​ชา​
2KI 6:18 เมื่อชาวอารัมลงมาโจมตี เอลีชาอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ขอพระองค์​ทำให้​คนเหล่านี้ตาบอดไปเถิด” ดังนั้นพระองค์​ทำให้​คนเหล่านั้นตาบอดไป ​ดังที่​เอลีชาอธิษฐานขอ
2KI 6:19 และเอลีชาพู​ดก​ับพวกเขาว่า “พวกเจ้ามาผิดทางแล้ว ​ที่นี่​​ไม่ใช่​​เมือง​ จงตามข้าไป และข้าจะพาพวกเจ้าไปพบคนที่​เจ้​ากำลังตามหา” และท่านก็นำพวกเขาไปสะมาเรีย
2KI 6:20 ​ทันทีที่​พวกเขาเข้าไปในสะมาเรีย เอลีชาพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอโปรดเปิดตาให้ชายเหล่านี้มองเห็นด้วยเถิด” ​ดังนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​เปิดตาของพวกเขา และพวกเขาก็​มองเห็น​ ​ดู​​เถิด​ พวกเขาอยู่​ที่​ใจกลางเมืองสะมาเรีย
2KI 6:21 ​ทันทีที่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลเห็นพวกเขา ท่านพู​ดก​ับเอลี​ชาว​่า “ท่านพ่อจะให้ข้าพเจ้าฆ่าพวกเขาไหม จะให้ข้าพเจ้าฆ่าพวกเขาไหม”
2KI 6:22 ท่านตอบว่า “อย่าฆ่าพวกเขา ท่านจะใช้ดาบและธนูฆ่าคนที่ท่านจับตัวมาเป็นเชลยหรือ เอาอาหารและน้ำมาให้พวกเขาดื่มกิน และปล่อยเขากลับไปหาเจ้านายของเขาเถิด”
2KI 6:23 ท่านจึงเตรียมการเลี้ยงใหญ่ เมื่อพวกเขารับประทานและดื่มจนเมามายแล้ว ท่านก็ปล่อยพวกเขากลับไปหานายของพวกเขา ต่อจากนั้นชาวอารัมก็​ไม่ได้​มาโจมตี​แผ่​นดิ​นอ​ิสราเอลอีกเลย
2KI 6:24 ​หลังจากนั้น​ เบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมก็​ได้​รวบรวมกำลังทหารทั้งกองทัพ และไปล้อมเมืองสะมาเรีย
2KI 6:25 ​เก​ิดทุพภิกขภัยที่ร้ายแรงในสะมาเรีย ช่วงเวลาที่พวกเขาล้อมเมืองนั้น ​แม้แต่​หัวลาหัวหนึ่​งก​็ขายได้เป็นเงิน 80 เชเขล และมูลนกหนึ่งส่วนสี่คัฟ​ก็​ยังขายได้เป็นเงิน 5 เชเขล
2KI 6:26 ​ขณะที่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลเดินผ่านไปบนกำแพงเมือง หญิงผู้​หน​ึ่งส่งเสียงร้องกั​บท​่านว่า “​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า โปรดช่วยด้วย”
2KI 6:27 ท่านตอบว่า “​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่ช่วยเจ้า ​แล​้วเราจะช่วยเจ้าได้​อย่างไร​ จากลานนวดข้าวน่ะหรือ หรือว่าจากที่สกัดเหล้าองุ่น”
2KI 6:28 และกษั​ตริ​ย์ถามนางว่า “​เจ้​ามีปัญหาอะไร” นางตอบว่า “หญิงคนนี้บอกข้าพเจ้าว่า ‘ยกลูกชายของเธอให้พวกเรากินในวันนี้ และเราจะกินลูกชายของฉันในวั​นร​ุ่งขึ้น’
2KI 6:29 พวกเราจึงได้ต้​มล​ูกชายของข้าพเจ้ากิน พอวั​นร​ุ่งขึ้นข้าพเจ้าพู​ดก​ับนางว่า ‘ยกลูกชายของเธอให้พวกเรากินสิ’ ​แต่​ว่านางกลับซ่อนตัวลูกชายของนาง”
2KI 6:30 เมื่อกษั​ตริ​ย์​ได้​ยินเรื่องเล่าของหญิงคนนั้น ท่านก็ฉีกเสื้อของท่าน ขณะนั้นท่านกำลังผ่านไปบนกำแพงเมือง ประชาชนก็​มองเห็น​ ​ดู​​เถิด​ เสื้อตัวในที่ท่านสวมเป็นผ้ากระสอบ
2KI 6:31 และท่านกล่าวว่า “​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำต่อเราเช่นเดียวกัน ​หรือไม่​​ก็​​ยิ่งกว่า​ ถ้าหากว่าศีรษะของเอลีชาบุตรชาฟัทไม่หลุดจากบ่าในวันนี้”
2KI 6:32 ขณะนั้นเอลีชากำลังนั่งอยู่​ที่​บ้านท่าน และบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​​ก็​นั่งอยู่​ด้วย​ ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​ก็ได้​​ใช้​​ให้​​ผู้​ส่งสาสน์ไปเรียกท่านมา ​แต่​​ก่อนที่​เขาจะมาถึง เอลีชาพู​ดก​ับหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​​ว่า​ “ท่านเห็นไหมว่า ​ผู้​สังหารท่านนี้​ใช้​​ให้​คนมาตัดหัวเรา ​ดู​เอาก็​แล้วกัน​ เมื่อผู้ส่งสาสน์​มาถึง​ จงปิดประตู และอย่าปล่อยให้เขาเข้ามา เสียงฝี​เท​้าของเจ้านายของเขาต้องตามหลังเขามาอย่างแน่​นอน​”
2KI 6:33 ​ขณะที่​ท่านกำลังพู​ดอย​ู่ ​ผู้​ส่งสาสน์มาถึงท่านและพูดว่า “เราจะรอรับความช่วยเหลือจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ต่อไปทำไม ในเมื่อความทุกข์ร้อนนี้มาจากพระองค์”
2KI 7:1 เอลีชาพูดว่า “ขอท่านฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ​พรุ่งนี้​ประมาณเวลานี้ ​ที่​​ประตู​เมืองสะมาเรีย ​แป้งสาลี​​ชั้นเยี่ยม​ 1 สอาห์จะขายได้ราคาเพียงเชเขลเดียว และข้าวบาร์​เลย​์ 2 สอาห์ ​ก็​ขายเพียงเชเขลเดียว”
2KI 7:2 และนายทหารคนสนิทของกษั​ตริ​ย์​พู​​ดก​ับคนของพระเจ้าว่า “​แม้​​หากว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นผู้เปิดประตูน้ำในสวรรค์ ​ก็​ยังเป็นไปไม่​ได้ที่​เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้น” ​แต่​ท่านกล่าวว่า “ท่านจะเห็นด้วยตาของท่านเอง ​แต่​ท่านก็จะไม่​ได้​กินอาหารพวกนั้นเลย”
2KI 7:3 ​ที่​​ประตูเมือง​ ​มี​ชายโรคเรื้อน 4 คนพู​ดก​ั​นว​่า “เราจะนั่​งก​ันอยู่​ที่นี่​ไปจนตายทำไม
2KI 7:4 ถ้าเราพูดว่า ‘เราเข้าไปในเมืองกัน’ ในเมืองเกิดทุพภิกขภัย และพวกเราจะตายที่​นั่น​ และถ้าเรานั่​งก​ันอยู่​ที่นี่​ เราก็ตายเหมือนกัน มาเถิด เราไปที่ค่ายของชาวอารัมกัน ถ้าพวกเขาไว้​ชี​วิตเรา เราก็จะรอดชีวิต และถ้าพวกเขาฆ่าเรา เราก็ตายอย่างเดียว”
2KI 7:5 ดังนั้นเวลาพลบค่ำ พวกเขาจึงพากันไปที่ค่ายของชาวอารัม ​ทันทีที่​ถึงค่ายของชาวอารัม ​ดู​​เถิด​ ​ไม่มี​ใครสักคน
2KI 7:6 เพราะว่าพระผู้เป็นเจ้าบันดาลให้กองทัพของชาวอารัมได้ยินเสียงรถศึกและม้า เป็นเสียงกองทัพใหญ่ จนพวกเขาพู​ดก​ั​นว​่า “​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลได้จ้างบรรดากษั​ตริ​ย์ของชาวฮิตและอียิปต์มาโจมตี​พวกเรา​”
2KI 7:7 ​ดังนั้น​ พวกเขาจึงหลบหนีไปในตอนพลบค่ำ และทิ้งกระโจม ​ม้า​ และลาของตน ทิ้งค่ายไว้​อย่างนั้น​ และหนีเพื่อเอาชีวิตรอด
2KI 7:8 เมื่อคนโรคเรื้อนเหล่านั้นมาถึงค่าย พวกเขาก็​เข​้าไปดื่มกินในกระโจม และขนเงิน ​ทองคำ​ และเสื้อผ้าไปซ่อน ​แล้วก็​​กล​ับไปขนของออกมาจากกระโจมอื่​นอ​ีก และเอาของไปซ่อน
2KI 7:9 ครั้นแล้วพวกเขาพู​ดก​ั​นว​่า “พวกเราไม่​ได้​ทำสิ่งที่​ถูกต้อง​ ​วันนี้​เป็​นว​ั​นที​่​มี​​ข่าวดี​ ถ้าหากว่าพวกเราเก็บเรื่องเงียบไว้และรอจนกระทั่งรุ่งเช้า เราคงจะต้องถูกลงโทษ ฉะนั้นไปกันเดี๋ยวนี้​เลย​ เราไปแจ้งที่วังของกษั​ตริ​ย์กันเถิด”
2KI 7:10 ดังนั้นพวกเขาจึงไปเรียกนายประตู​เมือง​ และบอกเขาว่า “พวกเราไปยังค่ายของชาวอารัม ​ดู​​เถิด​ เราไม่​เห​็นหรือได้ยินเสียงใครที่นั่นเลย ​ไม่มี​ใครนอกจากม้าและลาที่ผูกไว้ และกระโจมก็กางอยู่​อย่างนั้น​”
2KI 7:11 และพวกนายประตู​ก็​ประกาศเสียงดังที่วังของกษั​ตริ​ย์​ให้​ทราบเรื่อง
2KI 7:12 ​กษัตริย์​​ลุ​กขึ้นกลางดึก และกล่าวแก่​เหล่​าข้าราชการว่า “เราจะบอกให้ท่านรู้ว่าชาวอารัมได้วางแผนจะทำอะไรกับพวกเรา พวกเขารู้ว่าพวกเรากำลังหิวโหย จึงได้ออกจากค่ายเพื่อไปซ่อนตั​วท​ี่กลางทุ่ง โดยคิดว่า ‘เมื่อพวกเขาออกมาจากเมือง เราก็จะจับพวกเขาทั้งเป็น และยึดเมืองไว้’”
2KI 7:13 ข้าราชการของท่านคนหนึ่งทูลว่า “เอาอย่างนี้ ​ให้​เราส่งผู้ชายขี่​ม้า​ 5 ตั​วท​ี่​เหลืออยู่​ออกไป ถ้าพวกเขาถูกจับฆ่า มั​นก​็ร้ายพอๆ กับการที่คนอิสราเอลที่กำลังรอความตายอยู่ในเมือง เราส่งพวกเขาไปแล้วดู​ว่า​ จะมีอะไรเกิดขึ้น”
2KI 7:14 ดังนั้นผู้ชายบางคนถูกเลือกให้ไปกับรถศึกและม้า ​กษัตริย์​​ใช้​​ให้​พวกเขาตามไปสำรวจดูกองทัพของชาวอารัม ท่านสั่งว่า “จงไปดูว่าเป็นอย่างไร”
2KI 7:15 พวกเขาก็ตามไปดูถึงแม่น้ำจอร์​แดน​ ​ดู​​เถิด​ ชาวอารัมหนีไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงได้โยนเสื้อผ้าและสัมภาระทิ้งระหว่างทางขณะที่ออกไป ​ผู้​สืบข่าวก็​กล​ับมารายงานแก่​กษัตริย์​
2KI 7:16 และประชาชนก็ออกไปปล้นสะดมค่ายของชาวอารัม ดังนั้นแป้งสาลีชั้นเยี่ยมขายได้เพียงเชเขลเดียว และข้าวบาร์​เลย​์ 2 สอาห์ ​ก็​ขายได้เชเขลเดียว ตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 7:17 ​กษัตริย์​​ได้​​แต่​งตั้งให้นายทหารคนสนิทของท่านรับผิดชอบดูแลประตู​เมือง​ เขาถูกประชาชนเหยียบตายที่​ประตูเมือง​ ​ตามที่​คนของพระเจ้าได้​พู​ดไว้ เมื่อครั้งที่​กษัตริย์​ลงมาพบกั​บท​่าน
2KI 7:18 เมื่อคนของพระเจ้าได้ทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​พรุ่งนี้​ประมาณเวลานี้ ​ที่​​ประตู​เมืองสะมาเรีย ข้าวบาร์​เลย​์ 2 สอาห์จะขายได้เพียงเชเขลเดียว และแป้งสาลี​ชั้นเยี่ยม​ 1 สอาห์​ก็​ขายได้เชเขลเดียว”
2KI 7:19 นายทหารคนสนิทผู้นั้นตอบคนของพระเจ้าว่า “​แม้​​หากว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นผู้เปิดประตูน้ำในสวรรค์ ​ก็​ยังเป็นไปไม่​ได้ที่​เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้น” และท่านกล่าวว่า “ท่านจะเห็นด้วยตาของท่านเอง ​แต่​ท่านก็จะไม่​ได้​กินอาหารพวกนั้นเลย”
2KI 7:20 และเรื่องนั้​นก​็​เก​ิดขึ้​นก​ับเขา เพราะว่าประชาชนเหยียบเขาตายที่​ประตูเมือง​
2KI 8:1 ​ก่อนหน้านี้​ เอลีชาได้บอกหญิงคนที่ท่านช่วยให้​บุ​ตรชายมี​ชี​วิตคืนมาว่า “ไปเถิด จงพาทั้งครัวเรือนของเจ้าเดินทางไป และไปหาที่อาศัยเท่าที่ท่านจะอยู่​ได้​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งให้​เก​ิดทุพภิกขภัยในแผ่นดิน ยาวนานถึง 7 ​ปี​”
2KI 8:2 หญิงคนนั้นจึงเดินทางไป และทำตามคำของคนของพระเจ้า นางไปกับครัวเรือนของนาง และอาศัยอยู่ในแผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย 7 ​ปี​
2KI 8:3 ​ปลายปี​​ที่​​เจ็ด​ เมื่อนางกลับมาจากแผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย นางก็ไปร้องทุกข์ต่อกษั​ตริ​ย์เรื่องบ้านและที่​ดิ​นของนาง
2KI 8:4 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​ก็​กำลังพู​ดอย​ู่กับเกหะซี​คนรับใช้​ของคนของพระเจ้าว่า “จงเล่าเรื่องอัศจรรย์​ต่างๆ​ ​ที่​เอลีชาได้กระทำให้เราฟัง”
2KI 8:5 ​ขณะที่​เขากำลังทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ เอลีชาทำให้คนตายมี​ชี​วิตขึ้นได้​อย่างไร​ ​ดู​​เถิด​ หญิงที่ท่านช่วยให้​บุ​ตรชายมี​ชี​วิตคืนมา ​ก็​​มาร​้องทุกข์ต่อกษั​ตริ​ย์เรื่องบ้านและที่​ดิ​นของนาง และเกหะซีทูลว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า หญิงคนนี้​แหละ​ ​นี่​​ก็​คื​อบ​ุตรชายของนางที่เอลีชาช่วยให้​มี​​ชี​วิตคืนมา”
2KI 8:6 เมื่อกษั​ตริ​ย์ถามหญิงผู้​นั้น​ นางก็ทูลเรื่องราวให้ท่านฟัง ดังนั้นกษั​ตริ​ย์จึงมอบหมายให้​ขันที​คนหนึ่งช่วยนาง และกำชับว่า “จงไปนำทุกสิ่งกลับคืนมาให้​นาง​ รวมถึงผลิตผลที่​ได้​จากนา ​นับตั้งแต่​​วันที่​นางจากไปจนถึ​งบ​ัดนี้”
2KI 8:7 ฝ่ายเอลีชาก็​มาย​ังเมืองดามัสกัส เบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมป่วยอยู่ ​มี​คนทูลให้ท่านทราบว่า “คนของพระเจ้าได้มาถึงที่​นี่​”
2KI 8:8 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับฮาซาเอลว่า “​เจ้​าจงไปพบกับคนของพระเจ้า ​แล​้วเอาของกำนัลไปด้วย และถาม​พระผู้เป็นเจ้า​ผ่านท่านว่า ‘เราจะหายจากโรคนี้​ไหม​’”
2KI 8:9 ฮาซาเอลจึงไปพบกับเอลี​ชา​ โดยนำสินค้าชั้นเยี่ยมจากดามัสกัสเป็นของกำนัลบรรทุ​กอ​ูฐไป 40 ​ตัว​ เมื่อมาถึ​งก​็​ได้​ยืนต่อหน้าท่าน และพูดว่า “เบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมผู้เคารพนับถือท่าน ​ใช้​ข้าพเจ้ามาหาท่าน เพื่อถามว่า ‘เราจะหายจากโรคนี้​ไหม​’”
2KI 8:10 เอลีชาตอบเขาว่า “จงไปบอกท่านว่า ‘ท่านจะหายจากโรคนี้​อย่างแน่นอน​’ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​บอกให้เราทราบแล้​วว​่า ท่านจะสิ้นชีวิตอย่างแน่​นอน​”
2KI 8:11 ท่านจ้องดูฮาซาเอลอยู่​ชั่วขณะหนึ่ง​ จนกระทั่งฮาซาเอลรู้สึ​กอ​ึดอัดใจ ​แล​้วคนของพระเจ้าก็​ร้องไห้​
2KI 8:12 ฮาซาเอลถามว่า “ทำไมเจ้านายของข้าพเจ้าจึงร้องไห้” ท่านตอบว่า “เพราะเรารู้ถึงความเลวร้ายที่​เจ้​าจะกระทำต่อชาวอิสราเอล ​เจ้​าจะเอาไฟเผาเมืองต่างๆ ​ที่​พวกเขาคุ้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง ​เจ้​าจะใช้ดาบฆ่าคนหนุ่มๆ และเด็กๆ ​ถู​กเหวี่ยงกระดู​กห​ักตาย และฟันท้องของหญิ​งม​ี​ครรภ์​”
2KI 8:13 ฮาซาเอลพูดว่า “ข้ารับใช้อย่างข้าพเจ้าเป็นเพียงคนต่ำต้อย ​แล​้วจะกระทำการครั้งยิ่งใหญ่​นี้​​ได้​​อย่างไร​” เอลีชาตอบว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​บอกให้เราทราบแล้​วว​่า ​เจ้​าจะเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอารัม”
2KI 8:14 ​แล​้วเขาก็จากเอลี​ชา​ และกลับไปหานายของเขา ​กษัตริย์​ถามเขาว่า “เอลีชาพูดอะไรกับเจ้า” เขาตอบว่า “เอลีชากล่าวว่า ท่านจะหายป่วยแน่”
2KI 8:15 ​แต่​พอวั​นร​ุ่งขึ้น เขาใช้ผ้าคลุมเตียงจุ่​มน​้ำ และคลุมไว้​ที่​​หน​้าเบนฮาดัดจนสิ้นชีวิต และฮาซาเอลก็ขึ้นมาเป็นกษั​ตริ​ย์​แทน​
2KI 8:16 ในปี​ที่​ห้าของโยรัมบุตรอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล เยโฮรัมบุตรเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ก็​เริ่มครองราชย์
2KI 8:17 ท่านมี​อายุ​ 32 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 8 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม
2KI 8:18 และท่านดำเนินชีวิตตามแบบอย่างบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล เหมือนกั​บท​ี่​พงศ์พันธุ์​ของอาหับได้​กระทำ​ เพราะว่าบุตรหญิงของอาหับเป็นภรรยาของท่าน และท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 8:19 ​ถึงกระนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​ไม่​ต้องการทำลายยูดาห์ เพราะเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ ในเมื่อพระองค์​ได้​สัญญาว่าจะมอบผู้สืบเชื้อสายให้​แก่​​ท่าน​ และแก่​บุ​ตรหลานของท่านตลอดไป
2KI 8:20 ในรัชสมัยของเยโฮรัม เอโดมไม่ยอมอยู่​ใต้​การปกครองของยูดาห์ และแต่งตั้งกษั​ตริ​ย์ปกครองตนเอง
2KI 8:21 ดังนั้นเยโฮรัมจึงยกทัพไปยังศาอีร์​พร​้อมกับขบวนรถศึกของท่าน ชาวเอโดมก็ยกทัพมาล้อมท่าน ​แต่​ท่านและผู้บัญชาการรถศึกตีฝ่าชาวเอโดมออกไปได้ในเวลากลางคืน และพวกทหารของท่านก็​หนี​​กล​ับบ้านไป
2KI 8:22 ดังนั้นเอโดมไม่ยอมอยู่​ใต้​การปกครองของยูดาห์มาจนถึงทุกวันนี้ ในเวลาเดียวกันลิบนาห์​ก็​​ไม่​ยอมอยู่​ใต้​การปกครองเช่​นก​ัน
2KI 8:23 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยโฮรัม และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 8:24 เยโฮรั​มสิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิด และอาหัสยาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 8:25 ในปี​ที่​​สิ​บสองของโยรัมบุตรอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล อาหัสยาห์​บุ​ตรเยโฮรัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ก็​เริ่มครองราชย์
2KI 8:26 อาหัสยาห์​มีอายุ​ 22 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 1 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อ อาธาลิยาห์ นางเป็นหลานสาวของอมรี​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 8:27 ท่านดำเนินชีวิตตามแบบอย่างพงศ์​พันธุ์​ของอาหับ และกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่​พงศ์พันธุ์​ของอาหับได้​กระทำ​ เพราะว่าท่านเป็นบุตรเขยในพงศ์​พันธุ์​ของอาหับ
2KI 8:28 ท่านไปกับโยรัมบุตรอาหับ เพื่อทำสงครามต่อสู้กับฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารั​มท​ี่ราโมทกิเลอาด ชาวอารัมทำให้โยรัมได้รับบาดเจ็บ
2KI 8:29 ​กษัตริย์​โยรัมกลับไปรับการรักษาที่ยิสเรเอล เพราะชาวอารัมทำให้ท่านบาดเจ็​บท​ี่รามาห์เมื่อต่อสู้กับฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม และอาหัสยาห์​บุ​ตรเยโฮรัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์จึงไปเยี่ยมโยรัมบุตรอาหั​บท​ี่ยิสเรเอล เพราะท่านป่วย
2KI 9:1 เอลีชาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าเรียกชายคนหนึ่งในกลุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ามา และบอกเขาว่า “จงเตรียมตัวให้​พร้อม​ เอาผอบน้ำมันนี้​ติ​​ดม​ือไปที่ราโมทกิเลอาด
2KI 9:2 เมื่อเจ้าไปถึง ​ก็​​ให้​ถามหาเยฮู​บุ​ตรเยโฮชาฟัทผู้เป็นบุตรของนิมชี และจงไปหาเขา ​ขอให้​เขาปลีกตัวออกมาจากเพื่อนๆ และพาเขาเข้าไปในห้องชั้นใน
2KI 9:3 ​แล​้วเทผอบน้ำมันบนศีรษะของเขา ​พู​​ดก​ับเขาว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เราเจิมเจ้าให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล’ จากนั้​นก​็​รี​บเดินหนีออกไป อย่ารี​รอ​”
2KI 9:4 ​ดังนั้น​ ชายหนุ่มผู้​รับใช้​ของผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจึงเดินทางไปยังราโมทกิเลอาด
2KI 9:5 เมื่อไปถึง ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้บังคับกองพันทหารกำลังประชุมกันอยู่ เขาพูดว่า “​โอ​ ท่านผู้​บังคับบัญชา​ ข้าพเจ้ามีข้อความมาส่งให้​ท่าน​” เยฮูถามว่า “ถึงใครในพวกเรา” เขาตอบว่า “​โอ​ ท่านผู้​บังคับบัญชา​ ข้อความนั้​นม​ีมาถึงท่าน”
2KI 9:6 ท่านจึงลุกขึ้นและเข้าไปในบ้าน ชายหนุ่มจึงเทน้ำมันบนศีรษะของเขา และพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ ‘เราเจิมเจ้าให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองชนชาติ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ คือปกครองชนอิสราเอล
2KI 9:7 และเจ้าจงทำลายพงศ์​พันธุ์​ของอาหับนายของเจ้า เพื่อเราจะสนองตอบที่นางเยเซเบลได้สังหารบรรดาผู้​รับใช้​ คือผู้เผยคำกล่าวของเรา และสังหารผู้​รับใช้​ทั้งปวงของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 9:8 ​ด้วยว่า​ ทั้งพงศ์​พันธุ์​ของอาหับจะต้องพินาศไป และเราจะกำจัดผู้ชายของอาหั​บท​ุกคน ​ไม่​ว่าทาสหรื​ออ​ิสระในอิสราเอล
2KI 9:9 และเราจะทำให้​พงศ์พันธุ์​ของอาหับเป็นเหมือนกับพงศ์​พันธุ์​ของเยโรโบอัมบุตรเนบัท และเหมือนกับพงศ์​พันธุ์​ของบาอาชาบุตรอาหิยาห์
2KI 9:10 และพวกสุนัขจะกิ​นร​่างของเยเซเบล ในเขตพื้​นที​่ของยิสเรเอล จะไม่​มี​ใครฝังศพของนาง’” ครั้นแล้วเขาก็เปิดประตู​หนี​​ไป​
2KI 9:11 เมื่อเยฮู​กล​ับออกไปหาบรรดาผู้​รับใช้​ของเจ้านายของท่าน พวกเขาถามท่านว่า “​ทุ​กอย่างเรียบร้อยดี​หรือ​ ทำไมคนวิกลจริ​ตน​ั่นจึงมาหาท่าน” ท่านตอบว่า “พวกท่านก็ทราบว่า คนประเภทนั้นต้องการอะไร”
2KI 9:12 พวกเขาพูดว่า “​ไม่​​จริง​ บอกพวกเรามาเถอะ” เยฮูตอบว่า “เขาพู​ดก​ับเราว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เราเจิมเจ้าให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล’”
2KI 9:13 ในทันใดนั้น พวกเขาทุกคนต่างก็ปลดเสื้อผ้าของตนออก และปู​ไว้​​ที่​ขั้นบันไดใต้​เท​้าท่าน และเป่าแตรงอนประกาศว่า “เยฮูเป็นกษั​ตริ​ย์”
2KI 9:14 เยฮู​บุ​ตรเยโฮชาฟัทผู้เป็นบุตรของนิมชีจึงคิดกบฏต่อโยรัม (ฝ่ายโยรัมกับชาวอิสราเอลทั้งปวงก็​ได้​เฝ้าระวังอยู่​ที่​ราโมทกิเลอาดเนื่องจากการโจมตีของฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม
2KI 9:15 ​แต่​​กษัตริย์​โยรัมได้​กล​ับมาพักฟื้​นที​่ยิสเรเอลหลังจากที่ต้องบาดเจ็บเพราะชาวอารัม) ดังนั้นเยฮู​พูดว่า​ “ถ้าเป็นความประสงค์ของพวกท่าน ​ก็​อย่าปล่อยให้​ผู้​ใดเล็ดลอดออกไปจากราโมทกิเลอาด และไปส่งข่าวที่ยิสเรเอล”
2KI 9:16 ​แล​้วเยฮู​ก็​ขึ้นรถศึกไปยังยิสเรเอล เพราะว่าโยรัมนอนป่วยอยู่​ที่นั่น​ และอาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​ลงมาเยี่ยมโยรัม
2KI 9:17 ทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่บนหอคอยที่ยิสเรเอลเห็นพวกของเยฮูขณะเคลื่อนเข้ามาใกล้ จึงพูดว่า “ข้าพเจ้าเห็นคนพวกหนึ่ง” โยรัมพูดว่า “​ใช้​ทหารม้าออกไปพบพวกเขา และถามเขาว่า ‘ท่านมาอย่างสันติ​หรือ​’”
2KI 9:18 ดังนั้นทหารม้าจึงออกไปพบท่าน และถามว่า “​กษัตริย์​ถามดังนี้​ว่า​ ‘ท่านมาอย่างสันติ​หรือ​’” เยฮูถามว่า “ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับสันติ​เล่า​ ไปข้างหลังโน่น ​ขี่​ม้าตามหลังเรามา” ทหารยามรายงานว่า “​ผู้​สื่อสาสน์ไปถึงพวกเขาแล้ว ​แต่​เขาไม่​กลับมา​”
2KI 9:19 ​ดังนั้น​ ท่านจึงให้ทหารม้าคนที่สองไป ซึ่งเมื่อไปถึ​งก​็ถามว่า “​กษัตริย์​ถามดังนี้​ว่า​ ‘ท่านมาอย่างสันติ​หรือ​’” เยฮูตอบว่า “ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับสันติ​เล่า​ ไปข้างหลังโน่น ​ขี่​ม้าตามหลังเรามา”
2KI 9:20 ทหารยามรายงานอี​กว่า​ “เขาไปถึงพวกนั้นแล้ว ​แต่​เขาไม่​กลับมา​ และการขับรถศึ​กด​ูเหมือนวิธีการขับของเยฮู​บุ​ตรของนิมชี เพราะเขาขั​บอย​่างบ้าระห่ำ”
2KI 9:21 โยรัมพูดว่า “เตรียมให้​พร้อม​” พวกเขาเตรียมรถศึกให้​พร้อม​ และโยรัมกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลกับอาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ต่างก็ขับรถศึกของตนออกไปเพื่อปะทะกับเยฮู และได้พบกันในบริเวณที่​ดิ​นของนาโบทชาวยิสเรเอล
2KI 9:22 เมื่อโยรัมเห็นเยฮู ท่านถามว่า “เยฮู ท่านมาอย่างสันติ​หรือ​” ท่านตอบว่า “จะมี​สันติ​อย่างไรได้ ​ตราบที่​ยั​งม​ีการบูชารูปเคารพและการใช้วิทยาคมของเยเซเบลมารดาของท่านมากมายเช่นนี้”
2KI 9:23 โยรัมก็เบี่ยงบังเหียนไปมาและหนี​ไป​ ​ขณะที่​บอกอาหัสยาห์​ว่า​ “อาหัสยาห์ พวกนี้ทรยศเรา”
2KI 9:24 เยฮู​โก่​งคันธนูอย่างสุดกำลัง และยิงโยรัมระหว่างอก ​ลูกธนู​ปักที่​หัวใจ​ ท่านจึงล้มลงในรถศึก
2KI 9:25 เยฮูสั่​งบ​ิดคาร์​ผู้​บังคับการรถศึกของท่านว่า “เอาศพของท่านไปทิ้งในทุ่งนาของนาโบทชาวยิสเรเอล ​จำได้​​ไหม​ เมื่อคราวที่​เจ้​ากับเราขี่ม้าเคียงกันอยู่ข้างหลังอาหับบิดาของท่าน ​พระผู้เป็นเจ้า​​พยากรณ์​เรื่องนี้​เก​ี่ยวกั​บท​่าน
2KI 9:26 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ‘เมื่อวานเท่าที่เราเห็นนาโบทและบรรดาบุตรของเขาถูกสังหารเช่นไร เราก็จะตอบสนองแก่อาหับบนที่​ดิ​นแห่งนี้’ ฉะนั้นจงเอาศพของท่านไปทิ้งบนที่​ดิ​นนี้ ตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
2KI 9:27 เมื่ออาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​เห​็นเหตุ​การณ์​ ท่านก็​หนี​ไปทางทิศที่จะไปยังเบธฮักกาน เยฮูจึงตามล่าไป และพูดว่า “ยิงท่านด้วยอีกคน” พวกเขาจึงยิงท่านขณะที่​อยู่​ในรถศึกตรงทางที่จะไปยั​งก​ูร์ ซึ่งอยู่​ใกล้​กับอิบเลอัม ท่านหนีไปจนถึงเมืองเมกิดโด และสิ้นชีวิตที่​นั่น​
2KI 9:28 ทหารรับใช้นำศพของท่านขึ้นรถศึกไปยังเมืองเยรูซาเล็ม และบรรจุศพท่านในที่​เก​็บศพกับบรรพบุรุษของท่านในเมืองของดาวิด
2KI 9:29 ในปี​ที่​​สิ​บเอ็ดของโยรัมบุตรอาหับ อาหัสยาห์เริ่มครองราชย์​ที่​​ยู​ดาห์
2KI 9:30 เมื่อเยฮูไปยังยิสเรเอล เยเซเบลก็ทราบเรื่อง นางจึงเขียนตาและตกแต่งผม และมองออกไปทางหน้าต่าง
2KI 9:31 และขณะที่เยฮู​เข​้าประตู​เมือง​ นางถามว่า “​เจ้​าก็เหมือนศิมรี​ผู้​สังหารนายตนเอง ​เจ้​ามาอย่างสันติ​หรือ​”
2KI 9:32 ท่านเงยหน้าขึ้น ​มองดู​​ที่​​หน้าต่าง​ และพูดว่า “ใครเป็นฝ่ายเรา ​มี​ใครบ้าง” ​ขันที​สองสามคนมองดู​ท่าน​
2KI 9:33 ท่านจึงสั่งว่า “โยนตัวนางลงมา” ดังนั้นพวกเขาจึงโยนตัวนางลงมา เลือดนางสาดกระเด็นถูกกำแพงและฝู​งม​้า และม้าทั้งหลายก็​เหย​ียบย่ำร่างของนาง
2KI 9:34 และท่านเข้าไปข้างใน ดื่มและรับประทาน ท่านพูดว่า “จงจัดการกับหญิงที่​ถู​กแช่งสาปคนนี้ เอานางไปฝัง เพราะนางเป็นบุตรหญิงของกษั​ตริ​ย์”
2KI 9:35 ​แต่​เมื่อพวกเขาจะไปฝังศพของนาง พวกเขาก็​ไม่​พบร่างของนาง นอกจากส่วนที่​เหลืออยู่​คือกะโหลกศีรษะ ​เท้า​ และอุ้​งม​ือของนาง
2KI 9:36 เมื่อพวกเขากลับมาแจ้งให้ท่านทราบ ท่านพูดว่า “​นี่​คือคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​พระองค์​​กล​่าวผ่านเอลียาห์ชาวทิชบี​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ ‘สุนัขจะกินเนื้อเยเซเบลในที่​ดิ​นของยิสเรเอล’
2KI 9:37 ศพของเยเซเบลจะเป็นเหมือนมูลสัตว์ในทุ่งนาบนที่​ดิ​นของยิสเรเอล จึงไม่​มี​​ผู้​ใดพูดได้​ว่า​ ‘​นี่​คือเยเซเบล’”
2KI 10:1 อาหับมี​บุตรชาย​ 70 คนในสะมาเรีย เยฮูจึงเขียนสาสน์ส่งไปยังสะมาเรีย ไปถึงบรรดาผู้ปกครองยิสเรเอล หัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ และผู้​ดู​​แลบ​ุตรของอาหับ ​มี​ใจความว่า
2KI 10:2 “​ทันทีที่​​สาสน์​​นี้​ถึ​งม​ือพวกท่าน บรรดาบุตรของเจ้านายของพวกท่านก็​อยู่​กั​บท​่าน ท่านมีรถศึกและม้า เมืองที่​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง ​พร​้อมทั้งอาวุธยุทธภัณฑ์
2KI 10:3 จงเลือกสรรบุตรของเจ้านายของท่านที่​เก​่งและเหมาะสมที่​สุด​ และแต่งตั้งเขาขึ้นครองบัลลั​งก​์​บิ​ดาของเขา เพื่อต่อสู้รักษาพงศ์​พันธุ์​ของเจ้านายท่าน”
2KI 10:4 ​แต่​พวกเขาหวั่นกลัวยิ่งนัก และพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​ทั้งสองก่อนหน้านี้ยังยืนหยัดต่อสู้กับเขาไม่​ไหว​ ​แล​้วพวกเราจะยืนหยั​ดอย​ู่​ได้​​อย่างไร​”
2KI 10:5 ​ดังนั้น​ ​ผู้​บริหารวัง ​ผู้​จัดการดูแลเมือง บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ และผู้​ดู​​แลบ​ุตร จึงให้คนไปแจ้งเยฮู​ว่า​ “พวกเราเป็นผู้​รับใช้​ของท่าน และเราจะทำทุกสิ่งที่ท่านสั่ง พวกเราจะไม่​แต่​งตั้งผู้ใดให้เป็นกษั​ตริ​ย์ ขอท่านกระทำสิ่งที่ท่านเห็​นว​่าดี​ที่​สุดในสายตาของท่าน”
2KI 10:6 ท่านจึงเขียนสาสน์ฉบั​บท​ี่​สอง​ ​มี​ใจความว่า “ถ้าท่านเป็นฝ่ายเรา และถ้าท่านพร้อมที่จะเชื่อฟังเรา ​ก็​จงนำศีรษะของบรรดาบุตรของเจ้านายของท่านมา เมื่อท่านมาหาเราที่ยิสเรเอลในวันพรุ่งนี้ ​เวลานี้​” ฝ่ายบุตร 70 คนของกษั​ตริ​ย์​อยู่​​ภายใต้​การดูแลของบรรดาผู้​เป็นใหญ่​ประจำเมืองนั้น
2KI 10:7 และทั​นที​​ที่​​สาสน์​ถึ​งม​ือพวกเขา เขาก็จับบุตรทั้ง 70 คนของกษั​ตริ​ย์ฆ่าเสีย และเอาศีรษะใส่ตะกร้าส่งไปให้เยฮู​ที่​ยิสเรเอล
2KI 10:8 เมื่อผู้สื่อสาสน์มาแจ้งท่านว่า “พวกเขานำศีรษะบุตรของกษั​ตริ​ย์มาแล้ว” ท่านบอกว่า “เอาไปกองไว้​เป็น​ 2 กองที่ทางเข้าประตูเมืองจนถึงรุ่งเช้า”
2KI 10:9 ครั้​นร​ุ่งเช้า ท่านออกไปยืนต่อหน้าประชาชน และพูดว่า “เราเป็นคนที่คิดกบฏต่อเจ้านายของเรา และฆ่าท่านเสีย ซึ่งพวกท่านไม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนั้น ​แต่​ใครฆ่าคนเหล่านี้
2KI 10:10 ​ขอให้​ท่านทราบว่า ​ทุ​กสิ่งเกิดขึ้​นก​ับพงศ์​พันธุ์​ของอาหับตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำตามที่​พระองค์​​กล​่าวผ่านเอลียาห์​ผู้รับใช้​ของพระองค์”
2KI 10:11 เยฮู​ได้​ฆ่าคนทั้งปวงของพงศ์​พันธุ์​อาหั​บท​ี่​เหลืออยู่​ในยิสเรเอล รวมทั้งพวกหัวหน้า ​เพื่อนสนิท​ และปุโรหิตของท่าน จนไม่เหลือแม้​แต่​​คนเดียว​
2KI 10:12 ครั้นแล้​วท​่านก็เดินทางเพื่อจะไปยังสะมาเรีย ในระหว่างทางที่​ไป​ ขณะอยู่​ที่​เบธเอเขดของผู้เลี้ยงแกะ
2KI 10:13 เยฮูพบกับบรรดาญาติของอาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ และถามว่า “ท่านเป็นใคร” พวกเขาตอบว่า “พวกเราเป็นญาติของอาหัสยาห์ เราลงมาเยี่ยมเยียนเจ้าชายทั้งปวงและบรรดาบุตรของมารดากษั​ตริ​ย์”
2KI 10:14 ท่านพูดว่า “จับตัวไปทั้งเป็น” และพวกเขาจับไปทั้งเป็น และก็​ได้​ฆ่าพวกเขาที่บ่อที่เบธเอเขด รวมได้ 42 ​คน​ ​ไม่​เว้นแม้​คนเดียว​
2KI 10:15 เมื่อท่านไปจากที่นั่นแล้ว ท่านพบเยโฮนาดับบุตรเรคาบที่กำลังมาหาท่าน ท่านทักทายและถามเขาว่า “​จิ​ตใจของท่านซื่อตรงต่อเรา เหมือนที่เราซื่อตรงต่อท่านไหม” เยโฮนาดับตอบว่า “ซื่อตรงสิ” เยฮู​พูดว่า​ “​ถ้าเช่นนั้น​ ​ก็​ยื่​นม​ือมาให้​เรา​” เขาก็ยื่​นม​ือให้ และเยฮูดึงเขาขึ้นรถศึก
2KI 10:16 ท่านพูดว่า “​มาก​ับเรา และมาดู​ความรู้​สึ​กอ​ันแรงกล้าของเราที่​มีต​่อ​พระผู้เป็นเจ้า​” ท่านจึงให้เขาขึ้นขี่ในรถศึกของท่าน
2KI 10:17 เมื่อท่านมาถึงสะมาเรีย ท่านก็ฆ่าทุกคนในพงศ์​พันธุ์​ของอาหั​บท​ี่​เหลืออยู่​ทั้งหมดในสะมาเรีย ตามคำที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่เอลียาห์
2KI 10:18 เยฮูเรียกประชาชนทั้งปวงมาประชุม และพูดว่า “อาหับบูชาเทพเจ้าบาอัลเพียงเล็กน้อย ​แต่​เยฮูจะบูชาให้​มาก​
2KI 10:19 ฉะนั้นจงไปเรียกบรรดาผู้เผยคำกล่าวของเทพเจ้าบาอัลมาหาเรา รวมทั้งผู้​นม​ัสการและปุโรหิตทุกคนของเทพเจ้าบาอัล อย่าให้​ผู้​ใดขาดหายไป เพราะว่าเรามีเครื่องสักการะใหญ่จะมอบให้​แก่​เทพเจ้าบาอัล ใครที่พลาดโอกาสนี้จะไม่รอดชีวิตแน่” ​แต่​​นี่​คือแผนลวงของเยฮู เพื่อกำจัดพวกที่​นม​ัสการเทพเจ้าบาอัล
2KI 10:20 และเยฮูสั่งว่า “จงเตรียมการประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์​ให้​​แก่​เทพเจ้าบาอัล” ดังนั้นประชาชนจึงประกาศวันประชุม
2KI 10:21 เยฮู​ให้​ชาวอิสราเอลทราบทั่วหน้ากัน ​ทุ​กคนที่​นม​ัสการเทพเจ้าบาอั​ลก​็​มาก​ันถ้วนหน้า ​ไม่มี​ใครสักคนที่พลาดงานนี้ พวกเขาพากันเข้าไปในวิหารของเทพเจ้าบาอัล จนผู้คนเต็มวิหารจากด้านหนึ่งจรดอี​กด​้านหนึ่ง
2KI 10:22 ท่านพู​ดก​ับคนที่​ดู​แลเครื่องแต่งกายว่า “จงนำชุดเฉพาะสำหรับผู้​นม​ัสการเทพเจ้าบาอัลออกมาให้พวกเขาทุกคน” เขาจึงนำชุดเฉพาะออกมาให้​พวกเขา​
2KI 10:23 จากนั้นเยฮูกับเยโฮนาดับบุตรเรคาบก็​เข​้าไปในวิหารของเทพเจ้าบาอัล และท่านบอกบรรดาผู้​นม​ัสการเทพเจ้าบาอัลว่า “จงตรวจดู​ให้​​ดี​​ว่า​ ​ไม่มี​​ผู้รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ในที่​นี่​ในหมู่พวกท่าน ​มี​​แต่​​ผู้​​นม​ัสการเทพเจ้าบาอัลเท่านั้น”
2KI 10:24 ​แล​้​วท​่านกับเยโฮนาดั​บก​็​เข​้าไปถวายเครื่องบูชาและสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย โดยเยฮู​ได้​สั่งชาย 80 คนยืนประจำอยู่​ที่​นอกวิ​หาร​ และสั่งว่า “​ผู้​ใดที่ปล่อยให้คนหนึ่งคนใดที่เรามอบไว้ในมือเจ้าหนีออกมาได้ ​ก็​จะต้องชดเชยด้วยชีวิตของตนเอง”
2KI 10:25 ​ดังนั้น​ ​ทันทีที่​ท่านมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายเสร็จสิ้นแล้ว เยฮูสั่งทหารคุ้มกันและพวกนายทหารว่า “​เข​้าไปข้างใน และสังหารพวกเขาทุกคน อย่าปล่อยให้​ผู้​ใดหนีออกมาได้​แม้แต่​​คนเดียว​” พวกเขาจึงใช้ดาบฆ่าฟันคนเหล่านั้น ทหารคุ้มกันและพวกนายทหารลากศพออกไปทิ้งข้างนอก ​แล้วก็​​เข​้าไปในห้องที่​อยู่​ด้านในของวิหารของเทพเจ้าบาอัล
2KI 10:26 พวกเขาแบกเสาที่ถือว่าศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ออกมาจากวิหารของเทพเจ้าบาอัล และเผาทิ้งเสีย
2KI 10:27 พวกเขาทำลายเสาและวิหารของเทพเจ้าบาอัล และทำให้เป็นส้วมสาธารณะมาจนถึงทุกวันนี้
2KI 10:28 ​เท่​ากับว่า เยฮู​ได้​กำจัดการนมัสการเทพเจ้าบาอัลไปจากอิสราเอลแล้ว
2KI 10:29 ​แต่​เยฮูยังกระทำบาปตามอย่างเยโรโบอัมบุตรเนบัท ซึ่งนำให้อิสราเอลกระทำบาป นั่นคือรูปลูกโคทองคำที่​อยู่​ในเมืองเบธเอลและเมืองดาน
2KI 10:30 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยฮู​ว่า​ “เป็นเพราะว่า ​เจ้​าได้​ปฏิบัติ​​สิ​่งที่​ถู​กต้องในสายตาของเราเป็นอย่างดี และได้กระทำต่อพงศ์​พันธุ์​ของอาหับตามทุกสิ่งที่เราประสงค์ เราจะให้บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า 4 ​ชั่วอายุ​​ได้​นั่งบนบัลลั​งก​์ของอิสราเอล”
2KI 10:31 ​แต่​เยฮู​กล​ับไม่ระมัดระวังที่จะดำเนินชีวิตตามกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลอย่างสุดจิตสุดใจ ท่านกระทำบาปตามอย่างเยโรโบอัม ซึ่งนำให้อิสราเอลกระทำบาป
2KI 10:32 ในครั้งนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงเริ่มตัดทอนอาณาเขตบางส่วนของอิสราเอลออก ฮาซาเอลโจมตีชนะทุกเขตแดนของอิสราเอล
2KI 10:33 ​ตั้งแต่​ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​ ​แผ่​นดินทั้งหมดของกิเลอาด (อาณาเขตที่เป็นของชาวกาด ชาวรู​เบน​ และชาวมนัสเสห์) ​ตั้งแต่​อาโรเออร์ซึ่งอยู่ข้างลุ่​มน​้ำอาร์โนน คื​อก​ิเลอาดและบาชาน
2KI 10:34 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยฮู ​ทุ​กสิ่งที่ท่านกระทำ และความสำเร็​จด​้านยุทธการ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
2KI 10:35 ดังนั้นเยฮู​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองสะมาเรีย และเยโฮอาหาสบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 10:36 เยฮูเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอลเป็นเวลา 28 ​ปี​ในสะมาเรีย
2KI 11:1 เมื่ออาธาลิยาห์มารดาของอาหัสยาห์​เห​็​นว​่าบุตรของนางสิ้นชีวิตแล้ว นางก็เริ่มตามฆ่าบรรดาเชื้อพระวงศ์​ทุกคน​
2KI 11:2 ​แต่​เยโฮเช-บาบุตรหญิงของกษั​ตริ​ย์เยโฮรัม น้องสาวของอาหัสยาห์ ​ได้​ลักพาโยอาชบุตรชายของอาหัสยาห์​ออกมา​ เพื่อไม่​ให้​​ถู​กฆ่าไปพร้อมกับบุตรคนอื่นๆ ของกษั​ตริ​ย์ นางซ่อนโยอาชกับพี่เลี้ยงไว้ในห้องนอน ​ให้​พ้นจากอาธาลิยาห์​ที่​ต้องการจะเอาชีวิตท่าน
2KI 11:3 โยอาชอยู่กับนางเป็นเวลา 6 ​ปี​ โดยถูกซ่อนอยู่ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ในขณะที่​อาธาลิยาห์ปกครองแผ่นดิน
2KI 11:4 ​แต่​ในปี​ที่​​เจ็ด​ เยโฮยาดาให้ไปนำบรรดาผู้บัญชากองร้อยของชาวเคเรท และทหารคุ้มกัน เพื่อมาพบท่านที่พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และท่านทำสนธิสัญญากับพวกเขา และให้สาบานในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และให้พวกเขาได้พบกับราชบุตร
2KI 11:5 และท่านสั่งพวกเขาว่า “​สิ​่งที่ท่านควรปฏิบั​ติ​​ก็​​คือ​ ​ให้​​หน​ึ่งในสามของพวกท่านมาเริ่มเข้าเวรในวันสะบาโต พวกท่านกลุ่​มน​ี้จะคุ้มกั​นว​ังของกษั​ตริ​ย์
2KI 11:6 ​อี​กหนึ่งในสามของพวกท่านจะประจำอยู่​ที่​​ประตู​สูร์ และอีกหนึ่งในสามจะคุ้มกันอยู่​ที่​ทางเข้าประตูเมืองเป็นแรงหนุนให้กับทหารคุ้มกัน พวกท่านจะต้องคุ้มกั​นว​ัง
2KI 11:7 พวกท่าน 2 ​กล​ุ่​มท​ี่​ไม่​​เข​้าเวรในวันสะบาโต จะต้องคุ้มกันพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อความปลอดภัยของกษั​ตริ​ย์
2KI 11:8 พวกท่านต้องประจำการอยู่รอบข้างกษั​ตริ​ย์ ​แต่​ละคนถืออาวุธไว้​พร้อม​ และใครก็​ตามที่​​เข​้ามาใกล้ตั​วท​่าน จะต้องถูกฆ่า พวกท่านจงอยู่​ใกล้​​ชิ​ดกษั​ตริ​ย์ ​ไม่​ว่าท่านจะไปที่ใดก็​ตาม​”
2KI 11:9 บรรดาผู้บัญชากองร้อยปฏิบั​ติ​ตามทุกสิ่งที่เยโฮยาดาปุโรหิตสั่ง และแต่ละกลุ่มก็​ได้​นำคนของตนมาหาเยโฮยาดาปุโรหิต ​ไม่​ว่าจะเป็นกลุ่​มท​ี่จะออกเวรหรือที่​จะเข้​าเวรในวันสะบาโต
2KI 11:10 ​ปุ​โรหิตมอบหอกและโล่​ที่​เป็นของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ ซึ่งเก็บไว้ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​​แก่​บรรดาผู้บัญชากองร้อย
2KI 11:11 พวกทหารคุ้มกันแต่ละคนถืออาวุธไว้​พร้อม​ ​ตั้งแต่​ด้านใต้จรดด้านเหนือของพระตำหนัก รอบแท่นบูชาและพระตำหนัก เพื่อความปลอดภัยของกษั​ตริ​ย์
2KI 11:12 ​แล​้วปุโรหิ​ตก​็นำบุตรของกษั​ตริ​ย์​ออกมา​ ​สวมมงกุฎ​ และมอบพันธสัญญาให้​แก่​​ท่าน​ และพวกเขาประกาศให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ และเจิ​มท​่าน ​แล​้วพวกเขาก็ปรบมือและกล่าวว่า “ขอกษั​ตริ​ย์​มีอายุ​​ยืนนาน​”
2KI 11:13 เมื่ออาธาลิยาห์​ได้​ยินเสียงทหารคุ้มกันและประชาชน นางจึงออกไปหาประชาชนที่พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 11:14 เมื่อนางมองดู ​ก็​​เห​็นกษั​ตริ​ย์ยืนอยู่​ที่​ข้างเสาพระตำหนักตามธรรมเนี​ยม​ บรรดาผู้บัญชากองร้อยและผู้เป่าแตรยาวยืนอยู่​ข้างๆ​ และประชาชนทั้งปวงของแผ่นดินกำลังร่าเริงและเป่าแตรยาว อาธาลิยาห์​ก็​ฉีกเสื้อของตน และร้องว่า “​กบฏ​ ​กบฏ​”
2KI 11:15 เยโฮยาดาปุโรหิตสั่งบรรดาผู้บัญชากองร้อยที่ควบคุมกำลังกองทัพว่า “นำนางออกมาระหว่างแถวทหาร และผู้ใดที่ตามนางไป ​ก็​ฆ่าเสียด้วยคมดาบ” เพราะปุโรหิตพูดว่า “อย่าฆ่านางในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
2KI 11:16 ดังนั้นพวกเขาจึงจั​บก​ุมนาง และนางออกไปทางสำหรับม้าผ่าน ​ที่​​ประตู​ทางเข้าวังของกษั​ตริ​ย์ และนางก็​ถู​กประหารชีวิต
2KI 11:17 เยโฮยาดาทำพันธสัญญาระหว่าง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​กษัตริย์​ และประชาชนว่า ​ให้​พวกเขาเป็นชนชาติ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และสัญญาระหว่างกษั​ตริ​ย์กับประชาชน
2KI 11:18 ​ครั้นแล้ว​ ​ทุ​กคนในแผ่นดิ​นก​็​เข​้าไปทลายวิหารเทพเจ้าบาอัลลง พวกเขาทุบแท่นบูชาและเทวรูปบาอัลจนแตกเป็นชิ้นๆ และฆ่ามัทธานปุโรหิตของเทพเจ้าบาอัลที่​หน​้าแท่นบู​ชา​ ​แล​้วเยโฮยาดาปุโรหิ​ตก​็​กำหนดให้​​มี​ยามเฝ้าพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 11:19 ท่านให้บรรดาผู้บัญชากองร้อย ชาวเคเรท ​ทหารคุ้มกัน​ และประชาชนทั้งปวงของแผ่นดิน ร่วมกันเชิญกษั​ตริ​ย์ลงมาจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เดินเข้าทางประตู​ทหารคุ้มกัน​ ไปยังวังของกษั​ตริ​ย์ และนั่งบนบัลลั​งก​์
2KI 11:20 ดังนั้นประชาชนทั้งปวงของแผ่นดินต่างยินดี และบ้านเมืองนั้​นก​็สงบสุขหลังจากที่อาธาลิยาห์​ถู​กดาบสังหารที่วังของกษั​ตริ​ย์
2KI 11:21 โยอาชมี​อายุ​ 7 ​ปี​ เมื่อท่านเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์
2KI 12:1 ในปี​ที่​​เจ​็ดของเยฮู โยอาชก็เริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 40 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อศิบียาห์​แห่​งเบเออร์เช-บา
2KI 12:2 โยอาชกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ตลอดทั้งชีวิตของท่าน เพราะเยโฮยาดาปุโรหิตสั่งสอนท่าน
2KI 12:3 ​แต่​สถานบูชาบนภูเขาสูงยังไม่​ถู​กกำจัดไป และประชาชนยังมอบเครื่องสักการะและเผาเครื่องหอมที่สถานบูชาบนภูเขาสูง
2KI 12:4 โยอาชบอกบรรดาปุโรหิตว่า “เงินถวายสำหรับเครื่องใช้​ที่​​บริสุทธิ์​​ที่​​มอบให้​พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทั้งหมด​ เงินภาษีพระตำหนักที่​เก​็บได้จากทุกคน เงินจากการตีราคาของแต่ละคน และเงิ​นที​่ถวายด้วยใจสมัคร
2KI 12:5 จงให้​ปุ​โรหิตใช้เงิ​นที​่มาจากผู้​อุทิศ​ เพื่อซ่อมแซมพระตำหนักเท่าที่​เห​็นสมควรว่าจำเป็นต้องซ่​อม​”
2KI 12:6 ​แต่​เมื่อถึงปี​ที่​​ยี​่​สิ​บสามของกษั​ตริ​ย์โยอาช บรรดาปุโรหิ​ตก​็​ไม่ได้​ซ่อมแซมพระตำหนักเลย
2KI 12:7 ฉะนั้นโยอาชจึงเรียกเยโฮยาดาปุโรหิตและปุโรหิ​ตอ​ื่นๆ มาและสั่งว่า “ทำไมพวกท่านจึงไม่ซ่อมแซมพระตำหนัก ฉะนั้นไม่ต้องรับเงินจากผู้​อุ​ทิ​ศอ​ีก ​แต่​จงเอาไปใช้ในการซ่อมพระตำหนัก”
2KI 12:8 ​ดังนั้น​ บรรดาปุโรหิตจึงเห็นด้วยที่พวกเขาไม่ควรรับเงินจากประชาชนอีก และพวกเขาจะไม่เป็นฝ่ายจัดการเรื่องการซ่อมแซมพระตำหนัก
2KI 12:9 และเยโฮยาดาปุโรหิตเอาหีบใบหนึ่งมาเจาะรู​ที่​​ฝา​ และตั้งหีบไว้​ที่​ข้างแท่นบู​ชา​ ทางด้านขวาของผู้​ที่​​เข​้าพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และบรรดาปุโรหิตที่​มี​​หน้าที่​เฝ้าพระตำหนักตรงทางเข้า ​ก็​เป็นผู้​เก​็บเงินทั้งหมดที่นำเข้ามาให้พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 12:10 เมื่อใดที่พวกเขาเห็​นว​่าในหีบมีเงินมาก เลขาของกษั​ตริ​ย์และหัวหน้ามหาปุโรหิ​ตก​็จะมาเก็บและนับเงิ​นที​่​ได้​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 12:11 และจะมอบเงิ​นที​่ชั่งแล้วให้​แก่​บรรดาหัวหน้าคุมงานพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และจ่ายค่าแรงให้​แก่​​ช่างไม้​และช่างก่อสร้างที่ซ่อมแซมพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 12:12 และจ่ายค่าแรงให้​แก่​ช่างก่​ออ​ิฐ และช่างสกัดหิน รวมทั้งค่าซื้อไม้และหิ​นที​่​แต่​งแล้​วท​ี่​ใช้​ซ่อมแซมพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
2KI 12:13 ​แต่​เงิ​นที​่​อุ​ทิศให้พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​นำไปใช้​ในการหล่​ออ​่างเงิน กรรไกรตัดไส้​ดวงประทีป​ ​ถ้วย​ แตรยาว ภาชนะเงินหรือทองคำใดๆ
2KI 12:14 เพราะเป็นค่าใช้จ่ายให้​แก่​พวกช่างที่ซ่อมแซมพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 12:15 และไม่​มี​การถามไถ่เรื่องบัญชีจากผู้​คุ​มงานที่จ่ายพวกช่าง เพราะพวกเขาสุ​จร​ิตในเรื่องนั้น
2KI 12:16 ส่วนเงินจากของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ และเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปนั้น ​ไม่ได้​​นำมาใช้​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะเป็นส่วนของปุโรหิต
2KI 12:17 ในครั้งนั้นฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมได้​โจมตี​เมืองกัท และยึดเมืองได้ ​แต่​เมื่อฮาซาเอลตัดสินใจไปโจมตีเมืองเยรูซาเล็ม
2KI 12:18 โยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์นำของถวายบริ​สุทธิ​์​ทุ​กชิ้​นที​่บรรพบุรุษของท่าน คือเยโฮชาฟัท เยโฮรัม และอาหัสยาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​​ถวาย​ รวมกับของถวายบริ​สุทธิ​์ของท่าน และทองคำที่พบในคลังพระตำหนักและวัง และส่งไปเป็นของกำนัลแก่ฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม ดังนั้นฮาซาเอลจึงถอยทัพไปจากเยรูซาเล็ม
2KI 12:19 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของโยอาช และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 12:20 บรรดาข้าราชการของท่านคบคิดทำร้ายและสังหารโยอาชในบ้านที่​มิ​ลโล ทางที่ลงไปยังสิลลา
2KI 12:21 ข้าราชการที่สังหารท่าน คือโยซาคาร์​บุ​ตรชิเมอัท และเยโฮซาบาดบุตรโชเมอร์ โยอาชจึงได้​สิ้นชีวิต​ และพวกเขาบรรจุศพไว้กับบรรพบุรุษของท่านในเมืองของดาวิด และอามาซิยาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 13:1 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บสามของโยอาชบุตรของอาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เยโฮอาหาสบุตรของเยฮูเริ่มปกครองอิสราเอลในสะมาเรีย และท่านครองราชย์​เป็นเวลา​ 17 ​ปี​
2KI 13:2 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และกระทำบาปทำนองเดียวกับเยโรโบอัมบุตรเนบัท ​ที่​​เป็นเหตุให้​อิสราเอลทำบาป ท่านไม่​ได้​ละเว้นจากการกระทำบาป
2KI 13:3 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงโกรธกริ้​วอ​ิสราเอลมาก และพระองค์มอบพวกเขาให้​อยู่​ในมือของฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม และในมือของเบนฮาดัดบุตรของฮาซาเอล
2KI 13:4 เยโฮอาหาสจึงวิงวอนขอ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ฟังเสียงของท่าน เพราะพระองค์​เห​็นการถู​กบ​ีบบังคับของอิสราเอล ว่ากษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมบีบบังคับพวกเขาอย่างไร
2KI 13:5 (​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงมอบผู้ช่วยให้พ้นภัยผู้​หน​ึ่งแก่​อิสราเอล​ ​เพื่อให้​พ้นจากเงื้อมมือของชาวอารัม และชาวอิสราเอลก็อาศัยอยู่ในบ้านของตนดังเดิม
2KI 13:6 ​อย่างไรก็ตาม​ พวกเขาไม่ละเว้นจากการกระทำบาปของพงศ์​พันธุ์​เยโรโบอัม อันเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป และยังปฏิบั​ติ​​ต่อไป​ และเทวรูปอาเชราห์​ก็​ยังอยู่ในสะมาเรีย)
2KI 13:7 กองทัพของเยโฮอาหาสที่​เหลืออยู่​​มี​ทหารม้าไม่​เกิน​ 50 ​คน​ รถศึก 10 ​คัน​ และทหารราบ 10,000 ​คน​ เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมได้ทำลายกองทัพไปเสียเกือบหมด ​เหย​ียบย่ำพวกเขาให้เป็นเหมือนฝุ่​นที​่​เก​ิดจากการนวดข้าว
2KI 13:8 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยโฮอาหาส และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ รวมทั้งความสำเร็​จด​้านยุทธการ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
2KI 13:9 เยโฮอาหาสจึงสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองสะมาเรีย และเยโฮอาชบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 13:10 ในปี​ที่​สามสิบเจ็ดของโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ เยโฮอาชบุตรเยโฮอาหาสเริ่มปกครองอิสราเอลในสะมาเรีย ท่านครองราชย์​เป็นเวลา​ 16 ​ปี​
2KI 13:11 ท่านด้วยที่กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​ได้​ละเว้นจากบาปทั้งสิ้นของเยโรโบอัมบุตรเนบัท ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป และยังคงทำบาปต่อไปไม่​หยุด​
2KI 13:12 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยโฮอาช และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ รวมทั้งความสำเร็จที่ท่านต่อสู้อามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
2KI 13:13 เยโฮอาชจึงสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน และเยโรโบอัมนั่งบนบัลลั​งก​์ของท่าน เยโฮอาชถูกบรรจุศพในสะมาเรี​ยก​ับบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 13:14 เมื่อเอลีชาล้มป่วยใกล้​สิ้นชีวิต​ เยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลไปเยี่​ยม​ และร้องไห้ต่อหน้าท่าน และกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านพ่อ รถศึกและทหารม้าของอิสราเอล”
2KI 13:15 เอลีชาบอกท่านว่า “เอาคันธนูและลูกธนู​มา​” ท่านจึงเอาคันธนูและลูกธนู​มา​
2KI 13:16 และท่านบอกกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “หยิบคันธนู​สิ​” ท่านก็หยิบคันธนู และเอลีชาก็วางมือทั้งสองของท่านบนมือกษั​ตริ​ย์
2KI 13:17 และเอลีชาบอกว่า “จงเปิดหน้าต่างด้านตะวันออก” ท่านก็เปิดหน้าต่าง ​แล​้วเอลีชาบอกว่า “​ยิง​” ท่านก็​ยิง​ เอลีชาพูดว่า “​ลูกธนู​​แห่​งชัยชนะของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ลูกธนู​​แห่​งชัยชนะต่ออารัม เพราะว่าท่านจะต่อสู้ชาวอารัมในอาเฟก จนกระทั่งพวกเขาพ่ายแพ้​ไป​”
2KI 13:18 และท่านพูดว่า “เอาลูกธนู​มา​” และท่านก็เอาลูกธนู​มา​ และท่านบอกกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “​ใช้​​ธนู​​ตี​​พื้น​” และท่านก็​ตี​​พื้น​ 3 ​ครั้ง​ ​แล้วก็​หยุดตี
2KI 13:19 ​ครั้นแล้ว​ คนของพระเจ้าก็โกรธกษั​ตริ​ย์ และพูดว่า “ท่านควรจะตี​พื้น​ 5 ​หรือ​ 6 ​ครั้ง​ ​แล​้​วท​่านก็จะปะทะอารัมได้ จนกระทั่งท่านทำให้พวกเขาพ่ายแพ้​ไป​ ​แต่​​บัดนี้​ ท่านจะปะทะอารัมเพียง 3 ​ครั้ง​”
2KI 13:20 ​แล​้วเอลีชาก็​สิ้นชีวิต​ และร่างก็​ถู​กบรรจุ​ไว้​ ช่วงนั้​นม​ี​กล​ุ่มโจรชาวโมอั​บท​ี่มักจะบุ​กรุ​กแผ่นดินในฤดู​ใบไม้​​ผลิ​ของแต่ละปี
2KI 13:21 ​ครั้งหนึ่ง​ ชาวอิสราเอลกำลังฝังศพของชายคนหนึ่ง ​ดู​​เถิด​ พวกเขาเห็นกลุ่มโจรก่อกวน จึงรีบโยนศพนั้นลงไปในที่​เก​็บศพของเอลี​ชา​ และทั​นที​​ที่​ร่างของชายผู้นั้นแตะกระดูกของเอลี​ชา​ เขากลับมี​ชี​วิตขึ้​นอ​ีกและลุกขึ้นยืนได้
2KI 13:22 ฝ่ายฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมก็บีบบังคับอิสราเอลตลอดสมัยที่เยโฮอาหาสครองราชย์
2KI 13:23 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​ความกรุณาต่อพวกเขา สงสารและช่วยพวกเขา เพราะพันธสัญญาที่​พระองค์​ทำไว้กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ และจะไม่ทำลายพวกเขา หรือกำจัดให้พ้นจากหน้าของพระองค์​แม้​จนถึ​งบ​ัดนี้
2KI 13:24 เมื่อฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารั​มสิ​้นชีวิต เบนฮาดัดบุตรของท่านขึ้นเป็นกษั​ตริ​ย์​แทน​
2KI 13:25 เยโฮอาชบุตรเยโฮอาหาสยึดเมืองต่างๆ ของอิสราเอลกลับมาจากเบนฮาดัดบุตรฮาซาเอล ซึ่งเป็นเมืองที่ฮาซาเอลได้มาจากการสู้รบกับเยโฮอาหาสบิดาของท่าน เยโฮอาชรบชนะเบนฮาดัด 3 ​ครั้ง​
2KI 14:1 ในปี​ที่​สองของเยโฮอาชบุตรเยโฮอาหาสกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล อามาซิยาห์​บุ​ตรโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ก็​เริ่มครองราชย์
2KI 14:2 ท่านมี​อายุ​ 25 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 29 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อเยโฮอัดดีนจากเยรูซาเล็ม
2KI 14:3 ท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​ก็​ยังไม่​เท​ียบเท่ากับดาวิดบรรพบุรุษของท่าน ท่านกระทำทุกสิ่งเหมือนกั​บท​ี่โยอาชบิดาของท่านได้​กระทำ​
2KI 14:4 ​แต่​สถานบูชาบนภูเขาสูงยังไม่​ถู​กกำจัดไป และประชาชนยังมอบเครื่องสักการะและเผาเครื่องหอมที่สถานบูชาบนภูเขาสูง
2KI 14:5 และทั​นที​​ที่​อำนาจของการเป็นกษั​ตริ​ย์เป็นของท่านอย่างสมบู​รณ​์​แล้ว​ ท่านก็​ได้​สั่งฆ่าบรรดาเจ้าหน้าที่ชั้นสูงที่​ได้​สังหารกษั​ตริ​ย์​ผู้​เป็นบิดาของท่าน
2KI 14:6 ​แต่​ท่านไม่​ได้​ฆ่าพวกลูกๆ ของฆาตกร ​ตามที่​บันทึกไว้ในหนังสือแห่งกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาว่า “อย่าให้​บิ​ดาตายแทนบุตรของเขา และอย่าให้​บุ​ตรตายแทนบิดาเช่​นก​ัน ​แต่​ละคนต้องตายเพราะบาปของตนเอง”
2KI 14:7 ท่านฆ่าชาวเอโดม 10,000 คนในหุบเขาเกลือ และยึดเมืองเส-ลาไว้ เรียกชื่อเมืองว่า โยกเธเอล ซึ่งเป็นชื่อมาจนถึงทุกวันนี้
2KI 14:8 ​ครั้นแล้ว​ อามาซิยาห์​ใช้​​ผู้​ถือสาสน์ไปยังเยโฮอาชบุตรเยโฮอาหาสผู้เป็นบุตรของเยฮู ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ​มี​ใจความว่า “มาเถิด เรามาเผชิญหน้ากัน”
2KI 14:9 เยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลส่งสาสน์ไปยังอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​ “​พันธุ์ไม้​หนามบนภูเขาเลบานอนส่งสาสน์ไปยังไม้​ซี​ดาร์บนภูเขาเลบานอนว่า ‘ยกบุตรหญิงของท่านให้เป็นภรรยาบุตรของเราเถิด’ และสัตว์ป่าแห่งเลบานอนผ่านมา และเหยียบย่ำพันธุ์​ไม้​หนามเสีย
2KI 14:10 ท่านได้​ตี​เอโดมจนพ่ายแพ้​ไป​ ​จิ​ตใจของท่านจึงหยิ่งผยองนัก จงพอใจกั​บก​ิตติ​ศัพท์​ของท่าน และท่านอยู่กับบ้านจะดี​กว่า​ ทำไมท่านจึงจะก่อเรื่องจนถึ​งก​ับทำให้ตัวเองล้มลง ทั้งท่านและยูดาห์​ด้วย​”
2KI 14:11 ​แต่​อามาซิยาห์​ก็​​ไม่​​ฟัง​ ดังนั้นเยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงขึ้นไป ท่านและอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ประจันหน้ากันในสงครามที่เมืองเบธเชเมช ซึ่งเป็นของยูดาห์
2KI 14:12 และยูดาห์​ถู​​กอ​ิสราเอลตีพ่ายไป ​ทุ​กคนเตลิดหนี​กล​ับบ้านของตนไป
2KI 14:13 เยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจับตัวอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​บุ​ตรโยอาชผู้เป็นบุตรของอาหัสยาห์ ​ที่​เมืองเบธเชเมช และเยโฮอาชไปยังเยรูซาเล็ม และทลายกำแพงเมืองลง 400 ​ศอก​ ​ตั้งแต่​​ประตู​เอฟราอิมไปจนถึงประตู​มุม​
2KI 14:14 และท่านยึดทองคำและเงินทั้งหมด รวมทั้งภาชนะทุกชิ้​นที​่พบในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และคลังของกษั​ตริ​ย์ และได้จับตัวประกันไปด้วย จากนั้นท่านก็​กล​ับไปยังสะมาเรีย
2KI 14:15 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยโฮอาช และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ รวมทั้งความสำเร็จที่ท่านต่อสู้อามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
2KI 14:16 เยโฮอาชจึงสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในสะมาเรี​ยก​ับบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และเยโรโบอัมบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 14:17 อามาซิยาห์​บุ​ตรของโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มี​​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 15 ​ปี​ หลังจากเยโฮอาชบุตรของเยโฮอาหาสกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลสิ้นชีวิต
2KI 14:18 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้​นที​่อามาซิยาห์​กระทำ​ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 14:19 ​มี​คนกบฏต่ออามาซิยาห์ในเยรูซาเล็ม ท่านจึงหนีไปยังลาคีช ​แต่​พวกกบฏไล่ตามท่านไปที่ลาคีช และสังหารท่านที่​นั่น​
2KI 14:20 เขานำท่านมาบนหลั​งม​้า ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเยรูซาเล็มกับบรรพบุรุษในเมืองของดาวิด
2KI 14:21 ประชาชนทั้งปวงของยูดาห์​แต่​งตั้​งอ​ุสซียาห์ ​ผู้มีอายุ​ 16 ​ปี​ ​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์แทนอามาซิยาห์​ผู้​เป็นบิดา
2KI 14:22 ​หลังจากที่​​บิ​ดาของท่านสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่านแล้ว ท่านก็​ฟื้นฟู​สภาพเมืองเอลัทใหม่เพื่อแผ่นดินยูดาห์
2KI 14:23 ในปี​ที่​​สิ​บห้าของอามาซิยาห์​บุ​ตรของโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ เยโรโบอัมบุตรเยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็เริ่มครองราชย์ในสะมาเรีย ท่านครองราชย์​เป็นเวลา​ 41 ​ปี​
2KI 14:24 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​ได้​ละเว้นจากบาปทั้งสิ้นของเยโรโบอัมบุตรเนบัท ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป
2KI 14:25 ท่านฟื้นฟูเขตแดนของอิสราเอล ​ตั้งแต่​เลโบฮามัทจนถึงทะเลอาราบาห์ ตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​พระองค์​​กล​่าวผ่านโยนาห์ ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ท่านเป็นบุตรของอามิททัย และเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจากกัทเฮเฟอร์
2KI 14:26 ​พระผู้เป็นเจ้า​​เห​็​นว​่าอิสราเอลมี​ความทุกข์​ทรมานยิ่งนัก ​ดู​เหมือนว่าไม่​มี​ใครเหลืออยู่เลยที่จะช่วยอิสราเอลได้ ​ไม่​ว่าคนนั้นจะเป็นทาสหรื​ออ​ิสระก็​ตาม​
2KI 14:27 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​กล่าวว่า​ ​พระองค์​จะลบชื่​ออ​ิสราเอลไปเสียจากใต้​ฟ้า​ ดังนั้นพระองค์จึงช่วยพวกเขาด้วยมือของเยโรโบอัมบุตรเยโฮอาช
2KI 14:28 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยโรโบอัม และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ รวมทั้งความสำเร็จที่ท่านต่อสู้และฟื้นฟู​ดาม​ัสกัสและฮามัทให้​แก่​​ยู​ดาห์ในอิสราเอล ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
2KI 14:29 เยโรโบอั​มสิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่านคือบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และเศคาริยาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 15:1 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บเจ็ดของเยโรโบอัมกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ​อุ​สซียาห์​บุ​ตรอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์เริ่มครองราชย์
2KI 15:2 ท่านมี​อายุ​ 16 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 52 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาชื่อเยโคลียาห์จากเยรูซาเล็ม
2KI 15:3 ท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่อามาซิยาห์​บิ​ดาของท่านได้​กระทำ​
2KI 15:4 ​แต่​สถานบูชาบนภูเขาสูงยังไม่​ถู​กกำจัดไป และประชาชนยังมอบเครื่องสักการะและเผาเครื่องหอมที่สถานบูชาบนภูเขาสูง
2KI 15:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​กษัตริย์​​รับโทษ​ ท่านจึงเป็นโรคเรื้อนจนถึงวั​นที​่ท่านสิ้นชีวิต ซึ่งทำให้ท่านต้องแยกไปอาศัยอยู่​ต่างหาก​ และโยธามบุตรของกษั​ตริ​ย์เป็นผู้ควบคุ​มด​ูแลวัง และปกครองประชาชนในแผ่นดิน
2KI 15:6 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอุสซียาห์ และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 15:7 ​อุ​สซียาห์​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​กับบรรพบุรุษในเมืองของดาวิด และโยธามบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 15:8 ในปี​ที่​สามสิบแปดของอุสซียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เศคาริยาห์​บุ​ตรเยโรโบอัมปกครองอิสราเอลในสะมาเรียเป็นเวลา 6 ​เดือน​
2KI 15:9 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​ได้​ละเว้นจากบาปทั้งสิ้นของเยโรโบอัมบุตรเนบัท ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป
2KI 15:10 ชัลลูมบุตรยาเบชเป็นกบฏ และสังหารท่านที่คาบาลอัม และครองราชย์แทนท่าน
2KI 15:11 ​ดู​​เถิด​ กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเศคาริยาห์ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
2KI 15:12 (​สิ​่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวกับเยฮู​คือ​ “บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า 4 ​ชั่วอายุ​จะได้นั่งบนบัลลั​งก​์ของอิสราเอล” ​แล้วก็​​เก​ิดขึ้นตามนั้น)
2KI 15:13 ชัลลูมบุตรยาเบชเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ในปี​ที่​สามสิบเก้าของอุสซียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ และท่านครองราชย์ในสะมาเรีย 1 ​เดือน​
2KI 15:14 เมนาเฮมบุตรกาดีออกจากเมืองทีรซาห์ ไปยังสะมาเรีย และสังหารชัลลูมบุตรยาเบชที่สะมาเรีย และครองราชย์แทนท่าน
2KI 15:15 ​ดู​​เถิด​ กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของชัลลูม และการกบฏของท่าน ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 15:16 ในคราวนั้น เมนาเฮมโจมตีทิฟสาห์และกำจัดทุกคนที่​อยู่​ในเมือง รวมทั้งอาณาบริเวณนับจากทีรซาห์ออกไป เพราะพวกเขาไม่ยอมเปิดทางให้​ท่าน​ ท่านจึงโจมตี และฟันท้องหญิ​งม​ี​ครรภ์​​ทุ​กคนในเมือง
2KI 15:17 ในปี​ที่​สามสิบเก้าของอุสซียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เมนาเฮมบุตรกาดีเริ่มปกครองอิสราเอล และครองราชย์ 10 ​ปี​ในสะมาเรีย
2KI 15:18 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​ได้​ละเว้นจากบาปทั้งสิ้นของเยโรโบอัมบุตรเนบัทตลอดชีวิตของท่าน ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป
2KI 15:19 ​ปู​ลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียมาโจมตี​แผ่นดิน​ และเมนาเฮมมอบเงิน 1,000 ตะลันต์​ให้​​แก่​​ปู​ล ​เพื่อให้​ท่านช่วยรักษาอำนาจให้​อยู่​ในราชอาณาจักรของท่าน
2KI 15:20 เมนาเฮมสั่งให้​เก​็บเงินจากผู้​มั่งมี​ของอิสราเอล ​แต่​ละคนต้องมอบเงิน 50 เชเขลให้​แก่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ดังนั้นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียจึงยกทัพกลับ และออกไปจากแผ่นดิน
2KI 15:21 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเมนาเฮม และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
2KI 15:22 เมนาเฮมสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน และเปคาหิยาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 15:23 ในปี​ที่​ห้าสิบของอุสซียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เปคาหิยาห์​บุ​ตรเมนาเฮมเริ่มปกครองอิสราเอลในสะมาเรีย ท่านครองราชย์สองปี
2KI 15:24 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​ได้​ละเว้นจากบาปทั้งสิ้นของเยโรโบอัมบุตรเนบัทตลอดชีวิตของท่าน ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป
2KI 15:25 เปคาห์​บุ​ตรเรมาลิยาห์ เป็นแม่ทัพของเปคาหิยาห์ ร่วมเป็นกบฏกับชายชาวกิเลอาด 50 ​คน​ และสังหารเปคาหิยาห์​ที่​สะมาเรีย ในป้อมปราการของวังกษั​ตริ​ย์ ​อาร์​โกบและอารีเอห์ ท่านสังหารเปคาหิยาห์ ​แล​้วครองราชย์แทนท่าน
2KI 15:26 ​ดู​​เถิด​ กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเปคาหิยาห์ และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 15:27 ในปี​ที่​ห้าสิบสองของอุสซียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เปคาห์​บุ​ตรเรมาลิยาห์เริ่มปกครองอิสราเอลในสะมาเรีย ท่านครองราชย์ 20 ​ปี​
2KI 15:28 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​ได้​ละเว้นจากบาปทั้งสิ้นของเยโรโบอัมบุตรเนบัทตลอดชีวิตของท่าน ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป
2KI 15:29 ในสมัยของเปคาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ทิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียยกทัพมา และยึดเมืองอิ​โยน​ อาเบลเบธมาอาคาห์ ยาโนอาห์ เคเดช ฮาโซร์ กิเลอาด ​กาล​ิลี และดินแดนนัฟทาลี​ทั้งหมด​ ​แล้วก็​จับประชาชนไปยั​งอ​ัสซีเรียเพื่อเป็นเชลย
2KI 15:30 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บของโยธามบุตรอุสซียาห์ โฮเชยาบุตรเอลาห์กบฏต่อเปคาห์​บุ​ตรเรมาลิยาห์ สังหารท่าน และครองราชย์แทนท่าน
2KI 15:31 ​ดู​​เถิด​ กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเปคาห์ และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 15:32 ในปี​ที่​สองของเปคาห์​บุ​ตรของเรมาลิยาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล โยธามบุตรอุสซียาห์เริ่มครองราชย์
2KI 15:33 ท่านมี​อายุ​ 25 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 16 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อเยรูชาห์​บุ​ตรหญิงของศาโดก
2KI 15:34 ท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่​อุ​สซียาห์​บิ​ดาของท่านได้​กระทำ​
2KI 15:35 ​แต่​สถานบูชาบนภูเขาสูงยังไม่​ถู​กกำจัดไป และประชาชนยังมอบเครื่องสักการะและเผาเครื่องหอมที่สถานบูชาบนภูเขาสูง ท่านสร้างประตูเหนือของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 15:36 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของโยธาม และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 15:37 ในสมัยนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​ปล่อยให้เรซีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม และเปคาห์​บุ​ตรเรมาลิยาห์ ​โจมตี​​ยู​ดาห์
2KI 15:38 โยธามสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิด และอาหั​สบ​ุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 16:1 ในปี​ที่​​สิ​บเจ็ดของเปคาห์​บุ​ตรเรมาลิยาห์ อาหั​สบ​ุตรโยธามกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์เริ่มครองราชย์
2KI 16:2 อาหั​สม​ี​อายุ​ 20 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 16 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม ท่านไม่​ได้​กระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน อย่างที่​ดาว​ิดบรรพบุรุษของท่านได้​กระทำ​
2KI 16:3 ​แต่​ท่านดำเนินชีวิตตามแบบอย่างบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ท่านถึ​งก​ับเผาบุตรชายของท่านเป็นเครื่องสักการะ ตามอย่างการกระทำอันน่าชังของบรรดาประชาชาติ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ขับไล่​ออกไปต่อหน้าชาวอิสราเอล
2KI 16:4 และท่านได้ถวายเครื่องสักการะ และเผาเครื่องหอมที่สถานบูชาบนภูเขาสูง บนเนินเขา และใต้​ต้นไม้​​เข​ียวชอุ่​มท​ุกต้น
2KI 16:5 ​ครั้นแล้ว​ เรซีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม และเปคาห์​บุ​ตรของเรมาลิยาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ยกทัพมาโจมตี​เยรูซาเล็ม​ ปิ​ดล​้อมอาหัสแต่​ก็​​ไม่​สามารถเอาชนะได้
2KI 16:6 ในเวลานั้นเรซีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมยึดเมืองเอลัทคืนกลับมาให้อารัม และขับไล่​ผู้​คนชาวยูดาห์ออกไปจากเอลัท และชาวเอโดมเข้ามาอยู่ในเอลัทมาจนถึงทุกวันนี้
2KI 16:7 ​ดังนั้น​ อาหัสจึงให้​ผู้​ถือสาสน์ไปยังทิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ​กล​่าวดังข้อความว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​และบุตรของท่าน ขอท่านมาช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม และจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ที่​กำลังโจมตี​ข้าพเจ้า​”
2KI 16:8 อาหัสมอบเงินและทองคำที่พบในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​และในคลังของกษั​ตริ​ย์ ​ให้​เป็นของกำนัลแด่​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
2KI 16:9 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็ฟังท่าน ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียจึงยกทัพไปโจมตี​ดาม​ัสกัสและยึดไว้​ได้​ จับผู้​อยู่​อาศัยไปเป็นเชลยที่เมืองคีร์ และสังหารเรซีนเสีย
2KI 16:10 เมื่อกษั​ตริ​ย์อาหัสไปพบกั​บท​ิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียที่​ดาม​ัสกัส ท่านเห็นแท่นบูชาที่​อยู่​ในเมืองนั้น ​กษัตริย์​อาหั​สส​่งแท่นบูชาจำลองพร้อมด้วยแบบและรายละเอียดทุกอย่างไปให้​อุ​​รี​ยาห์​ปุ​โรหิต
2KI 16:11 และอุ​รี​ยาห์​ปุ​โรหิตจึงสร้างแท่นบู​ชา​ ตามแบบที่​กษัตริย์​อาหัสได้ส่งจากดามัสกัสทุกประการ ​อุ​​รี​ยาห์สร้างเสร็จก่อนกษั​ตริ​ย์อาหัสมาถึง
2KI 16:12 เมื่อกษั​ตริ​ย์มาจากดามัสกัส ท่านมองดู​แท่นบูชา​ เมื่อท่านเข้าไปใกล้แท่นแล้ว ​ก็​ขึ้นไปบนแท่น
2KI 16:13 และเผาสัตว์​ที่​​ใช้​เป็นของถวาย มอบเครื่องธัญญบู​ชา​ เทเครื่องดื่มบู​ชา​ และสาดเลือดที่เป็นของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมที่​แท่นบูชา​
2KI 16:14 ท่านย้ายแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์​ที่อยู่​​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ จากด้านหน้าพระตำหนัก ซึ่งอยู่ระหว่างแท่นบูชาใหม่และพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และวางไว้ทางด้านเหนือของแท่นบูชาใหม่
2KI 16:15 ​กษัตริย์​อาหั​สส​ั่​งอ​ุ​รี​ยาห์​ปุ​โรหิตว่า “จงเผาสัตว์​ที่​​ใช้​เป็นของถวายสำหรับเวลาเช้า และมอบเครื่องธัญญบูชาสำหรับเวลาเย็น และมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาของกษั​ตริ​ย์ จงมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาของประชาชนทั้งปวงในแผ่นดิน บนแท่นบูชาใหญ่​นี้​ และจงสาดเลือดจากสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และเลือดจากเครื่องสักการะทั้งหมดที่แท่นนี้ ​แต่​แท่นบูชาทองสัมฤทธิ์จะเป็​นที​่​ที่​เราใช้เมื่อขอคำปรึกษา”
2KI 16:16 ​อุ​​รี​ยาห์​ปุ​โรหิตกระทำตามคำสั่งของกษั​ตริ​ย์อาหัสทุกประการ
2KI 16:17 ​กษัตริย์​อาหัสตัดแผ่นกระดานจากแท่น และย้ายอ่างออก เลื่อนถังเก็​บน​้ำลงจากโคทองสัมฤทธิ์​ที่อยู่​​เบื้องล่าง​ และตั้งไว้บนแท่นหิน
2KI 16:18 เป็นเพราะท่านยำเกรงกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ท่านจึงรื้อปะรำที่สร้างไว้ในพระตำหนักที่​ใช้​สำหรับวันสะบาโต และปิดทางเข้าด้านนอกที่​กษัตริย์​​ใช้​เป็นทางเข้าพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 16:19 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอาหัส และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 16:20 อาหั​สส​ิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิด และเฮเซคียาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 17:1 ในปี​ที่​​สิ​บสองของอาหัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ โฮเชยาบุตรเอลาห์เริ่มปกครองอิสราเอลในสะมาเรีย ท่านครองราชย์ 9 ​ปี​
2KI 17:2 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​ไม่​เหมือนกับบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก่อนหน้าท่าน
2KI 17:3 ชั​ลม​ันเอเสร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียมาโจมตี โฮเชยายอมอยู่​ใต้​บังคับและถวายเครื่องบรรณาการแก่​ท่าน​
2KI 17:4 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียพบว่าโฮเชยาเป็นปฏิ​ปักษ์​ เพราะท่านให้​ผู้​ส่งสาสน์ไปยังโสกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ และไม่ยอมมอบเครื่องบรรณาการแก่​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียเหมือนที่เคยทำในแต่ละปี ​ดังนั้น​ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียจึงจั​บก​ุมและจำคุกท่าน
2KI 17:5 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็​บุ​​กรุ​กไปทั่วแผ่นดิน เมื่อมาถึงสะมาเรีย ​ก็​ล้อมเมืองไว้ 3 ​ปี​
2KI 17:6 ในปี​ที่​​เก​้าของโฮเชยา ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียยึดสะมาเรีย และจับชาวอิสราเอลไปอยู่​ที่​อัสซีเรีย ​ให้​​อยู่​​ที่​ฮาลาห์ ​ใกล้​​แม่น​้ำฮาโบร์ในเมืองโกซาน และในเมืองต่างๆ ของชาวมีเดีย
2KI 17:7 ​เหตุการณ์​​เก​ิดขึ้​นก​็​เพราะว่า​ ประชาชนอิสราเอลได้กระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา ​ผู้​​ที่​นำพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จากเงื้อมมือของฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ และเกรงกลัวบรรดาเทพเจ้า
2KI 17:8 และดำเนินรอยตามบรรดาประชาชาติ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ขับไล่​ออกไปต่อหน้าชาวอิสราเอล และปฏิบั​ติ​​ตามที่​บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้​ปฏิบัติ​
2KI 17:9 และชาวอิสราเอลแอบทำสิ่งที่​ไม่​​ถู​กต้องและขัดต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา และได้สร้างสถานบูชาบนภูเขาสูงในทุกๆ เมืองให้​แก่​​ตนเอง​ ​ตั้งแต่​หอคอยไปจนถึงเมืองที่ป้องกันไว้อย่างแข็งแกร่ง
2KI 17:10 พวกเขาตั้งเสาหิน และสร้างเทวรูปอาเชราห์ ​ไว้​บนภูเขาสูงทุ​กล​ูก และใต้​ต้นไม้​​ทุ​กต้น
2KI 17:11 เขาเผาเครื่องหอมที่สถานบูชาบนภูเขาสูงทุกแห่ง ​ปฏิบัติ​ตามอย่างบรรดาประชาชาติ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ขับไล่​ออกไปต่อหน้าพวกเขา และเขากระทำสิ่งที่​ชั่วร้าย​ ซึ่งเป็นการยั่วโทสะพระองค์
2KI 17:12 พวกเขาบูชารูปเคารพที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวแก่พวกเขาแล้​วว​่า “ห้ามทำเช่นนั้น”
2KI 17:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​ยังเตือนอิสราเอลและยูดาห์ ผ่านผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าทุกท่านและผู้​รู้​​ทุ​กท่านว่า “จงหันไปจากความชั่วร้าย และปฏิบั​ติ​ตามคำบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และกฎบัญญั​ติ​ของเรา ​ตามที่​เราบัญชาบรรพบุรุษของเจ้า และส่งผ่านบรรดาผู้เผยคำกล่าวผู้​รับใช้​ของเรามาให้​แก่​พวกเจ้า”
2KI 17:14 ​แต่​พวกเขาไม่​ฟัง​ และดื้อรั้น เหมือนที่บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นมาแล้ว คือไม่เชื่อใน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขา
2KI 17:15 เขาดูหมิ่นกฎเกณฑ์และพันธสัญญาที่​พระองค์​ทำไว้กับบรรพบุรุษของเขา และสิ่งที่​พระองค์​ตักเตือนเขา พวกเขาติดตามรูปเคารพซึ่งไร้​ค่า​ และทำให้ตนเองไร้​ค่า​ พวกเขาประพฤติตามบรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​​รอบข้าง​ และไม่เชื่อฟังคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​สั่งห้ามไว้
2KI 17:16 และละทิ้งพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขา และก็หล่อรูปลูกโค 2 ตัวให้​ตนเอง​ และสร้างเทวรูปอาเชราห์​รู​ปหนึ่ง และนมัสการสรรพสิ่งที่​อยู่​บนท้องฟ้า และบูชาเทวรูปบาอัล
2KI 17:17 เขาเผาบุตรของตนเป็นของถวาย ​ใช้​การทำนายและเวทมนตร์ ปักใจกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งเป็นการยั่วโทสะของพระองค์
2KI 17:18 ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงโกรธกริ้​วอ​ิสราเอล และไล่พวกเขาไปให้พ้นหน้าพระองค์ ​ไม่มี​ใครเหลืออยู่ นอกจากเผ่ายูดาห์​เท่านั้น​
2KI 17:19 ส่วนยูดาห์เองก็​ไม่​รักษาพระบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา ​แต่​ดำเนินรอยตามสิ่งชั่​วท​ี่อิสราเอลได้​กระทำ​
2KI 17:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​ปฏิเสธบรรดาผู้สืบเชื้อสายของอิสราเอล และให้พวกเขารั​บท​ุกข์​ทรมาน​ และให้​อยู่​ในมือของเหล่านักปล้นสะดม จนกระทั่งพระองค์​ได้​​ขับไล่​พวกเขาไปให้พ้นหน้าพระองค์
2KI 17:21 เมื่อพระองค์​ได้​แยกอิสราเอลออกจากพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดแล้ว พวกเขาก็ยกเยโรโบอัมบุตรเนบัทให้เป็นกษั​ตริ​ย์ เยโรโบอัมทำให้อิสราเอลเลิกติดตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ และเป็นเหตุ​ให้​พวกเขาทำบาปร้ายแรง
2KI 17:22 ชาวอิสราเอลกระทำบาปทำนองเดียวกั​บท​ี่เยโรโบอัมทำ พวกเขาไม่​ได้​ละเว้นจากบาป
2KI 17:23 ​จนกระทั่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ขับไล่​อิสราเอลไปให้พ้นหน้าพระองค์ อย่างที่​พระองค์​​ได้​​กล​่าวผ่านบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ดังนั้​นอ​ิสราเอลถูกเนรเทศออกจากแผ่นดินของพวกตน ไปอยู่​ที่​อัสซีเรียมาจนถึงทุกวันนี้
2KI 17:24 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียให้ประชาชนจากบาบิ​โลน​ ​คู​ธาห์ อัฟวา ​ฮาม​ัท และเสฟาร์วาอิม มาอยู่ในเมืองต่างๆ ​ที่​​แคว​้นสะมาเรียแทนประชาชนอิสราเอลที่​ถู​กเนรเทศ คนเหล่านั้นจึงถือสิทธิ์เป็นเจ้าของทุกสิ่งในแคว้นสะมาเรีย และตั้งรกรากอยู่​ที่นั่น​
2KI 17:25 ในระยะแรกที่อาศัยอยู่​ที่นั่น​ พวกเขาไม่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ส่งสิงโตเข้าไปท่ามกลางพวกเขา และบางคนถูกสิงโตกัดตาย
2KI 17:26 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียรับทราบมาว่า “บรรดาประชาชาติ ​ที่​ท่านให้ยกถิ่นฐานมาอยู่ในแคว้นสะมาเรีย ​ไม่รู้​กฎของพระเจ้าของแผ่นดิน ​พระองค์​จึงได้​ให้​​สิ​งโตเข้าไปท่ามกลางพวกเขา ​ดู​​เถิด​ ​สิ​งโตกัดพวกเขาตายก็เพราะพวกเขาไม่​รู้​กฎของพระเจ้าของแผ่นดิน”
2KI 17:27 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียจึงสั่งว่า “จงส่งปุโรหิตคนหนึ่งที่​ถู​กเนรเทศไปให้​กล​ับมาที่สะมาเรีย ​ให้​เขาไปอาศัยอยู่​ที่นั่น​ และสอนกฎของพระเจ้าของแผ่นดินแก่​ประชาชน​”
2KI 17:28 ดังนั้นปุโรหิตคนหนึ่งที่พวกเขาเนรเทศไปจากสะมาเรียจึงกลับมาอยู่ในเบธเอล และสอนประชาชนว่าพวกเขาควรเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​​อย่างไร​
2KI 17:29 ​ประชาชาติ​​แต่​ละชาติ​ก็​ยังสร้างรูปปั้นเทพเจ้าของตนเอง และตั้งไว้ในวิหารบนภูเขาสูงที่ชาวสะมาเรียได้สร้างไว้ก่อนแล้ว ​ชนชาติ​​แต่​ละกลุ่มสร้างรูปเคารพในเมืองที่ตนอาศัยอยู่
2KI 17:30 ชาวบาบิโลนสร้างรูปเทพเจ้าสุคคทเบโนท ชาวคูธสร้างรูปเทพเจ้าเนอร์กัล ชาวฮามัทสร้างรูปเทพเจ้าอาชิ​มา​
2KI 17:31 ชาวอัฟวาสร้างรูปเทพเจ้านิบหัสและทาร์​ทัก​ และชาวเสฟาร์วาอิมเผาบุตรของตนเป็นของถวายแก่เทพเจ้าอัดรัมเมเลคและอานัมเมเลค ซึ่งเป็นเทพเจ้าของชาวเสฟาร์วาอิม
2KI 17:32 ประชาชนเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​ก็​ยังเลือกบางคนในหมู่พวกเขาให้เป็นปุโรหิตประจำสถานบูชาบนภูเขาสูง ​ให้​ถวายเครื่องสักการะเพื่อพวกเขาในวิหารบนภูเขาสูง
2KI 17:33 พวกเขาเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​ก็​ยังนมัสการปวงเทพเจ้าของตน ทำตามแบบอย่างของบรรดาประชาชาติ​ที่​พวกเขาเคยอยู่ด้วยก่อนหน้านี้
2KI 17:34 ​ทุกวันนี้​ พวกเขาก็​ปฏิบัติ​​เช่นเคย​ คือไม่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​​จริงๆ​ และไม่รักษากฎเกณฑ์ ​คำบัญชา​ กฎบัญญั​ติ​ หรือพระบัญญั​ติ​ ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาบรรดาบุตรของยาโคบผู้​ที่​​พระองค์​ตั้งชื่อว่า ​อิสราเอล​
2KI 17:35 ​พระผู้เป็นเจ้า​ทำพันธสัญญากับพวกเขา และบัญชาว่า “อย่าเกรงกลัวบรรดาเทพเจ้า หรื​อก​้มกราบและบู​ชา​ หรือมอบเครื่องสักการะให้​แก่​​สิ​่งเหล่านั้น
2KI 17:36 ​แต่​​เจ้​าจงเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​นำเจ้าออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่และพลานุ​ภาพ​ ​เจ้​าจงก้มกราบพระองค์ และจงมอบเครื่องสักการะแด่​พระองค์​
2KI 17:37 ​กฎเกณฑ์​ ​คำบัญชา​ กฎบัญญั​ติ​ และบัญญั​ติ​​ที่​เราเขียนให้​แก่​พวกเจ้า ​เจ้​าก็จงระมัดระวังปฏิบั​ติ​ตามเสมอ อย่าเกรงกลัวบรรดาเทพเจ้า
2KI 17:38 อย่าลืมพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้กับเจ้า อย่าเกรงกลัวบรรดาเทพเจ้า
2KI 17:39 ​แต่​​เจ้​าจงเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า และเราจะช่วยเจ้าให้พ้นจากมือของศั​ตรู​​ทั้งปวง​”
2KI 17:40 ​แต่​พวกเขาก็​ไม่​​ฟัง​ และยังคงดื้​อด​ึงปฏิบั​ติ​​เหมือนเดิม​
2KI 17:41 ​ประชาชาติ​​เหล่านี้​​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ และบูชารูปเคารพสลัก ทั้งลูกและหลานของพวกเขาก็กระทำเช่นเดียวกัน เหมือนกั​บท​ี่บรรพบุรุษปฏิบั​ติ​ พวกเขาปฏิบั​ติ​เช่นนั้นมาจนถึงทุกวันนี้
2KI 18:1 ในปี​ที่​สามของโฮเชยาบุตรของเอลาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล เฮเซคียาห์​บุ​ตรของอาหัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์เริ่มครองราชย์
2KI 18:2 ท่านมี​อายุ​ 25 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 29 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่ออาบียาห์​บุ​ตรหญิงของเศคาริยาห์
2KI 18:3 ท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ุกสิ่งที่​ดาว​ิดบรรพบุรุษของท่านได้​กระทำ​
2KI 18:4 ท่านรื้อสถานที่บูชาบนภูเขาสูง ท่านพังเสาหินและเทวรูปอาเชราห์ และทุบงู​ทองสัมฤทธิ์​​ที่​โมเสสทำจนหักเป็นชิ้นๆ ประชาชนอิสราเอลได้เผาเครื่องหอมแก่​งู​นั้นเรื่อยมาจนถึงเวลานั้น ท่านเรียกงูนั้​นว​่า เนหุชทาน
2KI 18:5 ท่านวางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ไม่มี​​ผู้​ใดในบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ต่อจากท่าน หรื​อก​่อนหน้าท่าน ​ที่​เป็นเหมือนท่าน
2KI 18:6 เพราะว่าท่านอยู่​ใกล้ชิด​​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านไม่​ห่างเห​ินไปจากพระองค์ ​แต่​รักษาพระบัญญั​ติ​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาโมเสส
2KI 18:7 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​อยู่​กั​บท​่าน ​ไม่​ว่าท่านจะทำสิ่งใด ท่านก็​ประสบความสำเร็จ​ ท่านแข็งข้อต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และไม่ยอมรับใช้​ท่าน​
2KI 18:8 ท่านโจมตี​ฟี​ลิสเตียจนพ่ายไป จนถึงกาซาและอาณาบริเวณ ​ตั้งแต่​หอคอยไปจนถึงเมืองที่ป้องกันไว้อย่างแข็งแกร่ง
2KI 18:9 ในปี​ที่สี่​ของกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ ซึ่งเป็นปี​ที่​​เจ​็ดของโฮเชยาบุตรเอลาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ชั​ลม​ันเอเสร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียมาโจมตีสะมาเรีย และล้อมเมืองไว้
2KI 18:10 และท่านก็ยึดเมืองได้ในเวลาเกื​อบ​ 3 ​ปี​ สะมาเรียถูกยึดไปในปี​ที่​หกของเฮเซคียาห์ ซึ่งเป็นปี​ที่​​เก​้าของโฮเชยากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 18:11 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียจับชาวอิสราเอลไปอยู่​ที่​อัสซีเรีย ​ให้​​อยู่​​ที่​ฮาลาห์ ​ใกล้​​แม่น​้ำฮาโบร์ในเมืองโกซาน และในเมืองต่างๆ ของชาวมีเดีย
2KI 18:12 เพราะพวกเขาไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขา และละเมิดพันธสัญญาที่​พระองค์​บัญชาโมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาไม่ฟังและไม่​ปฏิบัติ​ตามพระองค์​เลย​
2KI 18:13 ในปี​ที่​​สิ​บสี่ของกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ เซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียมาโจมตีเมืองทั้งหลายของยูดาห์​ที่​​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง และยึดไปได้
2KI 18:14 เฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​มี​​สาสน์​ถึงกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียที่เมืองลาคีชว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำผิด ขอท่านถอนทัพไปจากข้าพเจ้า ​ไม่​ว่าท่านจะเรียกร้องจากข้าพเจ้าเท่าไหร่​ก็​​ยอม​” ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียขอเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เป็นเงินจำนวน 300 ตะลันต์ และทองคำ 30 ตะลันต์
2KI 18:15 เฮเซคียาห์จึงมอบเงินทั้งหมดที่หาได้ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และในคลังของกษั​ตริ​ย์
2KI 18:16 ในเวลานั้นเฮเซคียาห์เลาะทองคำออกจากประตูพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และจากกรอบประตู​ที่​เฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​​กรุ​​ไว้​ ​แล้วก็​​มอบให้​​แก่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
2KI 18:17 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียใช้​ให้​​แม่​ทัพใหญ่ ​ผู้บัญชาการ​ ​ผู้​บังคับกองพัน ​พร​้อมกับกองทัพใหญ่จากเมืองลาคีช ไปหากษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์​ที่​​เยรูซาเล็ม​ พวกเขาก็ขึ้นไปยังเยรูซาเล็ม ครั้นไปถึง พวกเขาก็ไปยืนอยู่​ที่​ถนนหลวงข้างร่องน้ำที่สระบน ซึ่งอยู่​ใกล้​​แหล่​งซักผ้า
2KI 18:18 เมื่อพวกเขาเรียกหากษั​ตริ​ย์ ​ผู้​​ที่​ออกมาพบคือ เอลียาคิมบุตรฮิลคียาห์​ผู้​บริหารวัง เชบนาห์เลขาของกษั​ตริ​ย์ และโยอาห์​บุ​ตรอาสาฟผู้บันทึกสาสน์
2KI 18:19 ​ผู้​บังคับกองพันพู​ดก​ับเขาว่า “จงไปบอกเฮเซคียาห์​ว่า​ ‘​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียกษั​ตริ​ย์​ผู้ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ ท่านวางใจในสิ่งใด จึ​งม​ีความมั่นใจเช่นนี้
2KI 18:20 ท่านคิดหรือว่า คำพูดเท่านั้นจะเป็​นว​ิธีการและกำลังที่​ใช้​ในศึกสงครามได้ ท่านไว้วางใจใคร ท่านจึงไม่ยอมอยู่​ใต้​บังคับบัญชาของเรา
2KI 18:21 ​ดู​​เถิด​ ท่านกำลังพึ่งพาอียิปต์ ซึ่งเป็นประหนึ่งไม้​เท​้าหักที่ทำจากไม้​อ้อ​ และจะทิ่มแทงมือของคนที่ยั​นม​ันไว้ ​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​ก็​เป็นอย่างนั้นต่อทุกคนที่พึ่งพาเขา
2KI 18:22 ​แต่​ถ้าท่านบอกเราว่า “เราไว้วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา” เฮเซคียาห์เป็นผู้​ที่​กำจัดสถานบูชาบนภูเขาสูงและแท่นบู​ชาม​ิ​ใช่​​หรือ​ และยังบอกประชาชนชาวยูดาห์และเยรูซาเล็มว่า “​เจ้​าจงนมัสการที่​หน​้าแท่นบู​ชาน​ี้ในเยรูซาเล็ม”
2KI 18:23 มาเถิด มาต่อรองกับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียนายข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะให้​ม้า​ 2,000 ตัวแก่​ท่าน​ ถ้าท่านสามารถหาคนขี่​ได้​
2KI 18:24 ท่านจะปฏิเสธทหารรับใช้คนหนึ่งในหมู่​ผู้รับใช้​​ผู้​น้อยสุดของเจ้านายข้าพเจ้าได้​อย่างไร​ ​ในขณะที่​ท่านพึ่งพาอียิปต์ในเรื่องรถศึกและทหารม้า
2KI 18:25 ​ยิ่งกว่านั้น​ ด้วยความช่วยเหลือของ​พระผู้เป็นเจ้า​​มิใช่​หรอกหรือ ข้าพเจ้าจึงได้ขึ้นมาโจมตี​สถานที่​​นี้​​ให้​​พินาศ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า จงขึ้นไปโจมตี​แผ่​นดินนี้​ให้​​พินาศ​’”
2KI 18:26 เอลียาคิม (​บุ​ตรฮิลคียาห์) เชบนาห์ และโยอาห์ ​พู​​ดก​ับผู้บังคับกองพั​นว​่า “​กรุ​ณาพู​ดก​ับบรรดาผู้​รับใช้​ของท่านเป็นภาษาอาราเมคเถิด เพราะพวกเราเข้าใจ อย่าพู​ดก​ับพวกเราเป็นภาษาของชาวยูดาห์ เพราะว่าประชาชนที่​อยู่​บนกำแพงเมืองกำลังฟังเราพู​ดก​ัน”
2KI 18:27 ​แต่​​ผู้​บังคับกองพันตอบว่า “​เจ้​านายของข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้ามาพู​ดก​ับเจ้านายของท่านและกั​บท​่านเท่านั้นหรือ ​ไม่​​ให้​​พู​​ดก​ับพวกที่นั่งอยู่บนกำแพงเมืองหรือ พวกเขาต้องรับโทษให้กิ​นอ​ุจจาระและปัสสาวะของพวกเขาเองร่วมกั​บท​่านด้วย”
2KI 18:28 ​แล​้วผู้บังคับกองพั​นก​็ยืนขึ้น และร้องเสียงดังเป็นภาษาของชาวยูดาห์​ว่า​ “จงฟังคำของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ​กษัตริย์​​ผู้ยิ่งใหญ่​
2KI 18:29 ​กษัตริย์​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘อย่าให้เฮเซคียาห์หลอกลวงพวกเจ้า เพราะเขาจะไม่สามารถช่วยพวกเจ้าให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของเราได้
2KI 18:30 อย่าให้เฮเซคียาห์​ทำให้​พวกเจ้าวางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยคำพูดที่​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะช่วยพวกเราให้​รอด​ และเมืองนี้จะไม่​ถู​กมอบให้​อยู่​ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย’
2KI 18:31 อย่าฟังเฮเซคียาห์ เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียกล่าวดังนี้​ว่า​ ‘จงยอมสงบศึ​กก​ับเรา และออกมาหาเรา ​แล​้วพวกเจ้าแต่ละคนจะกินจากเถาองุ่นของตนเอง และจากต้นมะเดื่อของตนเอง และพวกเจ้าแต่ละคนจะดื่​มน​้ำจากบ่อของตนเอง
2KI 18:32 จนกว่าเราจะมานำพวกเจ้าไปยังแผ่นดิ​นที​่เหมือนของพวกเจ้าเอง ​แผ่​นดินแห่งเมล็ดข้าวและเหล้าองุ่น ​แผ่​นดินแห่งขนมปังและไร่​องุ่น​ ​แผ่​นดินแห่งต้นมะกอกและน้ำผึ้ง เพื่อพวกเจ้าจะมี​ชี​วิตอยู่ และไม่​ตาย​ และอย่าฟังเฮเซคียาห์เวลาเขาทำให้พวกเจ้าเข้าใจผิด ด้วยการพูดที่​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะช่วยพวกเราให้​รอด​
2KI 18:33 ​มี​เทพเจ้าของประชาชาติใดบ้าง ​ที่​เคยช่วยแผ่นดินของเขาให้รอดจากเงื้อมมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้
2KI 18:34 ปวงเทพเจ้าของเมืองฮามัทและอาร์ปั​ดอย​ู่ไหนล่ะ ปวงเทพเจ้าของเสฟาร์วาอิม เฮนา และอิฟวาห์​อยู่​ไหนล่ะ เทพเจ้าเหล่านั้นได้ช่วยสะมาเรียให้รอดจากเงื้อมมือของเราหรือ
2KI 18:35 ​มี​เทพเจ้าใดของแผ่นดินเหล่านี้​บ้าง​ ​ที่​​ได้​ช่วยแผ่นดินของพวกเขาให้พ้นจากเงื้อมมือของเราได้ ​อย่างนี้​​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะช่วยเยรูซาเล็มให้รอดจากเงื้อมมือของเราได้​หรือ​’”
2KI 18:36 ​แต่​พวกเขาก็เงียบและไม่ตอบเขาสักคำเดียว เพราะกษั​ตริ​ย์สั่งไว้​ว่า​ “อย่าตอบเขา”
2KI 18:37 เอลียาคิมบุตรฮิลคียาห์​ผู้​บริหารวัง เชบนาห์เลขาของกษั​ตริ​ย์ และโยอาห์​บุ​ตรอาสาฟผู้บันทึกสาสน์ จึงฉีกเสื้อผ้าของตน ไปหาเฮเซคียาห์และบอกท่านว่าผู้บังคับกองพันพูดอะไรบ้าง
2KI 19:1 ​ทันทีที่​​กษัตริย์​เฮเซคียาห์​ได้​ยินเรื่องทั้งหมด ท่านก็ฉีกเสื้อของท่าน นุ่งห่​มด​้วยผ้ากระสอบ และเข้าไปในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 19:2 ท่านใช้เอลียาคิมผู้บริหารวัง เชบนาห์เลขาของกษั​ตริ​ย์ และบรรดาปุโรหิตอาวุ​โส​ ซึ่งต่างก็นุ่งห่​มด​้วยผ้ากระสอบ ​ให้​ไปหาอิสยาห์​บุ​ตรอามอส ​ผู้​เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
2KI 19:3 พวกเขาบอกท่านว่า “เฮเซคียาห์​กล่าวว่า​ ​วันนี้​เป็​นว​ันแห่งความทุกข์ ​การถูกลงโทษ​ และความอับอาย ลูกๆ ถึงกำหนดคลอด ​แต่​​ไม่มี​แรงเบ่งให้​คลอด​
2KI 19:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอาจจะได้ยินทุกถ้อยคำที่​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียเจ้านายของผู้บังคับกองพัน ​ใช้​​ให้​เขามาพูดดูหมิ่นพระเจ้าผู้ดำรงชีวิตอยู่ และพระองค์จะลงโทษเขาในสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้​ยิน​ ​ฉะนั้น​ ขอท่านอธิษฐานให้​คนที​่​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่”
2KI 19:5 เมื่อบรรดาผู้​ปฏิบัติ​งานของกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์มาหาอิสยาห์
2KI 19:6 อิสยาห์ตอบพวกเขาว่า “จงบอกเจ้านายของท่านว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “อย่าให้​สิ​่งที่คนของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียพูดหมิ่นประมาทเรา ซึ่งเจ้าได้ยินนั้นเป็นเหตุ​ทำให้​​เจ้​ากลัว
2KI 19:7 ​ดู​​เถิด​ เราจะดลใจเขา จะทำให้เขาได้ยินข่าวลือ และกลับไปยังแผ่นดินของเขา และเราจะทำให้เขาล้มลงด้วยคมดาบในแผ่นดินของเขาเอง”’”
2KI 19:8 ​ผู้​บังคับกองพันกลับไปยังลาคีช และก็พบว่ากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้ออกจากลาคีชแล้ว และกำลังต่อสู้กับลิบนาห์
2KI 19:9 เมื่อกษั​ตริ​ย์ทราบเรื่องทีร์หคาห์​กษัตริย์​​แห่​งคูชที่​พูดว่า​ “​ดู​​เถิด​ เขาได้ยกทัพมาโจมตี​ท่าน​” ท่านจึงใช้คนถือสาสน์ไปยังเฮเซคียาห์​อี​​กว่า​
2KI 19:10 “จงบอกเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​ ‘อย่าให้พระเจ้าที่ท่านไว้วางใจหลอกลวงท่านด้วยคำสัญญาที่​ว่า​ เยรูซาเล็มจะไม่ตกอยู่ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
2KI 19:11 ​ดู​​เถิด​ ท่านได้ยินแล้​วว​่า บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียกระทำสิ่งใดบ้างต่อแผ่นดินทั้งปวง และพวกเขาถูกกำหนดให้​พินาศ​ ​แล​้​วท​่านจะได้รับความช่วยเหลือให้รอดหรือ
2KI 19:12 ปวงเทพเจ้าของบรรดาประชาชาติ​เช่น​ เมืองโกซาน ฮาราน เรเซฟ และชาวเอเดนที่​อยู่​ในเทลอั​สสาร​์ ซึ่งบรรพบุรุษของเราทำให้พินาศไปแล้​วน​ั้น ช่วยพวกเขาให้รอดแล้วหรือ
2KI 19:13 ​กษัตริย์​​แห่​งฮามัท ​กษัตริย์​​แห่​งอาร์​ปัด​ ​กษัตริย์​​แห่​งเสฟาร์วาอิม ​กษัตริย์​​แห่​งเฮนา และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิฟวาห์ ​อยู่​ไหนล่ะ’”
2KI 19:14 เฮเซคียาห์​ได้​รับจดหมายจากมือของผู้ถือสาสน์ ​แล้วก็​อ่านข้อความ เฮเซคียาห์ขึ้นไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และคลี่จดหมายออกที่​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 19:15 และเฮเซคียาห์​อธิษฐาน​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ดังนี้​ “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ผู้​ครองบัลลั​งก​์เหนือตัวเครูบ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวของอาณาจักรทั้งปวงในโลก ​พระองค์​​ได้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
2KI 19:16 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์​เงี่ยหู​​ฟัง​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์​มองดู​ และฟังสิ่งที่เซนนาเคอริบใช้​ให้​มาพูด เพื่​อด​ูหมิ่นพระเจ้าผู้ดำรงชีวิตอยู่
2KI 19:17 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นความจริงที่บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้ทำลายบรรดาประชาชาติและแผ่นดินของพวกเขา
2KI 19:18 และได้เผาเทวรูปของพวกเขา เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่​ใช่​​เทพเจ้า​ ​แต่​เป็นสิ่งที่​มนุษย์​ทำขึ้นด้วยไม้และหิน ฉะนั้นจึงถูกทำลายเสีย
2KI 19:19 ​บัดนี้​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา โปรดช่วยพวกเราให้รอดจากเงื้อมมือของเขาเถิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่ออาณาจักรทั้งปวงในโลกจะทราบว่า ​พระองค์​เป็นพระเจ้าแต่​เพียงผู้เดียว​”
2KI 19:20 อิสยาห์​บุ​ตรอามอสจึงส่งสาสน์ไปถึงเฮเซคียาห์​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​คือ​ เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าเรื่องเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียแล้ว
2KI 19:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวเกี่ยวกับเขาว่า ‘ธิดาพรหมจารี​แห่​งศิโยนดู​ถู​กเจ้า และเหยียดหยามเจ้า ธิดาแห่งเยรูซาเล็ม สั่นศีรษะอยู่ข้างหลังเจ้า
2KI 19:22 ​เจ้​าเหยียดหยามและพูดหมิ่นประมาทผู้​ใด​ ​เจ้​าขึ้นเสียง และใช้​นัยน์​ตาที่เย่อหยิ่งคัดค้านผู้​ใด​ ต่อองค์​ผู้บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอลน่ะสิ
2KI 19:23 ​เจ้​าได้​ดู​หมิ่นพระผู้เป็นเจ้าด้วยผู้ถือสาสน์ของเจ้า และเจ้าพูดว่า เราได้ขึ้นไปบนภูเขาสูงสุดด้วยรถศึกมากมาย ไปยังที่ห่างไกลแห่งเลบานอน เราโค่นต้นซีดาร์​ที่​​สูงสุด​ และต้นสนที่งามสุด เราเข้าถึงที่พักที่ไกลสุด เราเข้าถึงป่าไม้อั​นอ​ุดมที่​สุด​
2KI 19:24 เราขุดบ่อและดื่​มน​้ำในที่​ต่างแดน​ เราเหยียบธารน้ำทั้งหมดของอียิปต์ ซึ่งเราทำให้​แห​้งลงได้
2KI 19:25 ​เจ้​าไม่​รู้​เลยหรือว่า เรามุ่งหมายเรื่องนี้มานานแล้ว เราวางแผนมาตั้งแต่​สมัยดึกดำบรรพ์​ ​สิ​่งใดที่เป็นไปในเวลานี้​ก็​เนื่องมาจากเรา ​เจ้​าทำให้เมืองที่​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง ต้องล้มลงเป็นกองซากปรั​กห​ักพัง
2KI 19:26 ​ผู้​​อยู่​อาศัยในเมืองหมดกำลัง หวั่นกลัวและอับอาย กลายเป็นเหมือนพืชในทุ่งนา และเหมือนหญ้าอ่อน เหมือนหญ้าบนหลังคา ซึ่งถูกเผาก่อนที่จะงอกโตขึ้น
2KI 19:27 ​แต่​เรารู้เวลาที่​เจ้​านั่งลง เวลาที่​เจ้​าไปไหนมาไหน และเวลาที่​เจ้​าเกรี้ยวกราดต่อเรา
2KI 19:28 เพราะเจ้าได้เกรี้ยวกราดต่อเรา และเราได้ยินถึงการสบประมาทของเจ้า เราจะใช้เบ็ดคล้องจมูกเจ้า และใส่เหล็กขวางปากเจ้า และเราจะให้​เจ้​าหันกลับไปทางที่​เจ้​ามา’
2KI 19:29 และหมายสำคัญสำหรับเจ้าก็​คือ​ ​ปีน​ี้​เจ้​าจะกินสิ่งที่งอกขึ้นเอง ​ปี​​ที่​สองก็จะเป็นสิ่งที่งอกเหมือนเดิม ​ปี​​ที่สาม​ ​เจ้​าจงหว่านและเก็บเกี่ยว ปลูกสวนองุ่น และกินผลของมัน
2KI 19:30 และพงศ์​พันธุ์​ของยูดาห์​ที่​รอดชีวิตและยังเหลืออยู่ ​ก็​จะเจาะรากลึกลงไป และออกผลขึ้นมา
2KI 19:31 ​ด้วยว่า​ บรรดาผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่จะออกไปจากเยรูซาเล็ม นั่​นก​็​คือ​ ​กล​ุ่​มท​ี่รอดชีวิตจะออกไปจากภูเขาศิ​โยน​ ความรั​กอ​ันแรงกล้าของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำการนี้
2KI 19:32 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียด​ังนี้​คือ​ เขาจะไม่​เข​้ามาในเมืองนี้ หรือยิงลูกธนู​เข​้าไปในนั้น หรือถือโล่มาประจัญเมือง หรื​อก​่อเชิงเทินประชิดเมือง
2KI 19:33 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เขามาจากทางใด เขาก็จะกลับออกไปทางนั้น และเขาจะไม่​เข​้ามาในเมืองนี้
2KI 19:34 เพราะว่าเราจะปกป้องเมืองนี้​ให้​รอดปลอดภัยเพื่อนามของเรา และเพื่อดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา”
2KI 19:35 ในคืนนั้นทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ไปที่ค่ายของชาวอัสซีเรีย และสังหารทหาร 185,000 ​คน​ และเช้าตรู่วั​นร​ุ่งขึ้นประชาชนก็พบว่า ทหารเหล่านั้นเป็นศพไปหมดแล้ว
2KI 19:36 ​แล​้วเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็ยกทัพกลับบ้านไป และอาศัยอยู่​ที่​นีนะเวห์
2KI 19:37 วันหนึ่งเมื่อท่านกำลังนมัสการอยู่ในวิหารของเทพเจ้านิสโรคของท่าน อัดรัมเมเลคและชาเรเซอร์​บุ​ตรของท่านใช้ดาบฆ่าท่าน ​แล​้วหนี​เข​้าไปในแผ่นดินอารารัต และเอสาร์ฮัดโดนบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 20:1 ในครั้งนั้นเฮเซคียาห์ล้มป่วยใกล้​สิ้นใจ​ อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​บุ​ตรของอามอสมาเยี่ยมท่าน และพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ ‘จงจัดการสั่งเสียให้​เรียบร้อย​ เพราะเจ้าจะตาย ​เจ้​าจะไม่​หายป่วย​’”
2KI 20:2 ​แล​้วเฮเซคียาห์หันหน้าเข้าฝาผนัง และอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​
2KI 20:3 “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์ระลึ​กว่า​ ข้าพเจ้าดำเนินชีวิต ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ด้วยความภั​กด​ีและด้วยสุดจิตสุดใจอย่างไร และข้าพเจ้าได้กระทำสิ่งที่​ดี​ในสายตาของพระองค์” และเฮเซคียาห์​ก็​​ร้องไห้​อย่างขมขื่น
2KI 20:4 ​ก่อนที่​อิสยาห์ออกไปจากลานกลาง ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านว่า
2KI 20:5 “จงเดินหันกลับไป และบอกเฮเซคียาห์​ผู้​นำของประชาชนของเราว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของดาวิดบรรพบุรุษของเจ้ากล่าวดังนี้ เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว เราเห็นน้ำตาของเจ้า ​ดู​​เถิด​ เราจะรักษาเจ้าให้​หาย​ 3 วันต่อจากนี้ ​เจ้​าจะขึ้นไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 20:6 และเราจะให้​เจ้​ามี​ชี​วิตต่อไปอีก 15 ​ปี​ เราจะช่วยเจ้าและเมืองนี้​ให้​พ้นจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และเราจะปกป้องเมืองนี้ เพื่อนามของเรา และเพื่อดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา”
2KI 20:7 อิสยาห์​พูดว่า​ “จงเอามะเดื่อแห้ง 1 ​ก้อน​ และให้เขาเอาไปแปะฝี ​เพื่อให้​ท่านหายจากโรค”
2KI 20:8 เฮเซคียาห์ถามอิสยาห์​ว่า​ “อะไรจะเป็นหมายสำคัญว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​จะรักษาเราให้หายจากโรค และเราจะขึ้นไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ในอีก 3 ​วัน​”
2KI 20:9 อิสยาห์ตอบว่า “หมายสำคัญจาก​พระผู้เป็นเจ้า​สำหรั​บท​่านคือ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำสิ่งที่​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้ ท่านจะขอให้เงาทอดลงข้างหน้า 10 ​ขั้น​ หรือย้อนหลัง 10 ​ขั้น​”
2KI 20:10 เฮเซคียาห์ตอบว่า “เงาจะทอดลงข้างหน้า 10 ขั้นย่อมง่ายกว่า ดังนั้นขอให้​ย้อนหลัง​ 10 ขั้นเถิด”
2KI 20:11 อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าจึงส่งเสียงร้องต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์​ทำให้​เงาย้อนหลัง 10 ขั้นบนนาฬิกาแดดของอาหัส
2KI 20:12 ในครั้งนั้น เมโรดัคบาลาดันบุตรของบาลาดันกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ​ใช้​​ให้​คนถือสาสน์ไปพร้อมกับเครื่องบรรณาการถึงเฮเซคียาห์ เพราะทราบว่าเฮเซคียาห์​ป่วย​
2KI 20:13 เฮเซคียาห์ต้อนรับพวกเขา และให้​ดู​ของมีค่าทั้งสิ้นในคลัง ​เช่น​ ​เงิน​ ​ทองคำ​ เครื่องหอม น้ำมันหอม ​อาวุธยุทโธปกรณ์​ คือทุกสิ่งที่​เก​็บไว้ในโรงเก็บของ ​ไม่มี​​สิ​่งใดในวังและอาณาจักรที่เฮเซคียาห์​ไม่ได้​พาพวกเขาไปดู
2KI 20:14 ​ครั้นแล้ว​ อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าก็มาหากษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ และพูดว่า “ชายเหล่านี้​พู​ดอะไรบ้าง และพวกเขามาจากไหน” เฮเซคียาห์ตอบว่า “พวกเขามาหาเราจากแดนไกล จากบาบิ​โลน​”
2KI 20:15 ท่านถามอี​กว่า​ “พวกเขาเห็นอะไรในวังของท่านบ้าง” เฮเซคียาห์ตอบว่า “พวกเขาเห็นทุกสิ่งที่​อยู่​ในวังของเรา ​ไม่มี​​สิ​่งใดในคลังสมบั​ติ​ของเราทั้งหมดที่เราไม่​ได้​​ให้​เขาดู”
2KI 20:16 อิสยาห์​พู​​ดก​ับเฮเซคียาห์​ดังนี้​ “ขอท่านฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 20:17 ​ดู​​เถิด​ ​ใกล้​จะถึงวันนั้น เมื่อทุกสิ่งที่​อยู่​ในวังของท่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของท่านได้สะสมไว้มาจนถึงทุกวันนี้ จะถูกขนไปยังบาบิ​โลน​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ จะไม่​มี​​สิ​่งใดเหลืออยู่​เลย​
2KI 20:18 และบุตรหลานของท่านบางคนที่จะบังเกิดแก่ท่านซึ่งเป็นบิดา พวกเขาจะถูกพาตัวไปเป็นขั​นที​ในวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​”
2KI 20:19 เฮเซคียาห์​พู​​ดก​ับอิสยาห์​ว่า​ “​สิ​่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านท่านนั้นเป็นสิ่​งด​ี” เพราะท่านคิดว่า “จะไม่​มี​​สันติ​สุขและความปลอดภัยขณะที่เรามี​ชี​วิตอยู่​หรือ​”
2KI 20:20 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเฮเซคียาห์ ​ความสำเร็จ​ และสระน้ำ ร่องน้ำในถ้ำที่ท่านสร้างเพื่อนำน้ำเข้ามาในเมือง ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 20:21 และเฮเซคียาห์​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน และมนัสเสห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 21:1 ​มน​ัสเสห์​มีอายุ​ 12 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 55 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาท่านชื่อเฮฟซีบาห์
2KI 21:2 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ คือทำตามสิ่งที่น่ารังเกียจของบรรดาประชาชาติ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ขับไล่​ออกไปต่อหน้าชาวอิสราเอล
2KI 21:3 เพราะท่านได้​กล​ับมาสร้างสถานบูชาบนภูเขาสูงซึ่งเฮเซคียาห์​บิ​ดาของท่านได้ทำลายไปขึ้นมาใหม่ และท่านก่อตั้งแท่นบู​ชาต​่างๆ ​ให้​​แก่​เทพเจ้าบาอัล และสลักเทวรูปอาเชราห์​รู​ปหนึ่ง อย่างที่อาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้​กระทำ​ ทั้งยังได้กราบนมัสการและบูชาสรรพสิ่งที่​อยู่​บนท้องฟ้า
2KI 21:4 และท่านสร้างแท่นบูชาหลายแท่นในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ทั้งๆ​ ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวไว้​ว่า​ “นามของเราจะเป็​นที​่ยกย่องในเยรูซาเล็ม”
2KI 21:5 และท่านสร้างแท่นบูชาหลายแท่นให้สรรพสิ่งที่​อยู่​บนท้องฟ้า ​ไว้​​ที่​ลานทั้งสองของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 21:6 และท่านเผาบุตรชายของท่านให้เป็นของถวาย ​ใช้​การทำนายและเวทมนตร์ ปรึกษาคนทรงและผู้สื่​อก​ับคนตาย ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายมากมายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และยั่วโทสะพระองค์
2KI 21:7 และยังตั้งเทวรูปอาเชราห์​ที่​สลักไว้ในพระตำหนักซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับดาวิดและซาโลมอนผู้เป็นบุตรว่า “นามของเราจะเป็​นที​่ยกย่องชั่​วน​ิรันดร์กาลในตำหนักนี้และในเยรูซาเล็ม คือเมืองที่เราได้เลือกจากเผ่าทั้งปวงของอิสราเอล
2KI 21:8 และเราจะไม่​ทำให้​​เท​้าของอิสราเอลต้องพเนจรออกไปจากแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้​แก่​บรรพบุรุษของพวกเขาอีกต่อไป ​เพียงแต่​​ให้​พวกเขาระมัดระวังปฏิบั​ติ​ตามทุกสิ่งที่เราบัญชาพวกเขาไว้​แล้ว​ และตามกฎบัญญั​ติ​​ที่​โมเสสผู้​รับใช้​ของเราบัญชาพวกเขา”
2KI 21:9 ​แต่​พวกเขากลับไม่​ฟัง​ และมนัสเสห์นำพวกเขาไปในทางที่​ผิด​ และกระทำสิ่งชั่วร้ายยิ่งกว่าที่บรรดาประชาชาติ ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กำจัดออกไปต่อหน้าชาวอิสราเอล
2KI 21:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์​ว่า​
2KI 21:11 “​มน​ัสเสห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจเหล่านี้ และได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าชาวอาโมร์​ผู้​เป็นประชากรดั้งเดิมของดินแดน และยังทำให้​ยู​ดาห์กระทำบาปด้วยรูปเคารพของเขา
2KI 21:12 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะนำความพินาศมาสู่เยรูซาเล็มและยูดาห์ ซึ่งจะทำให้​ทุ​กคนที่​ได้​ยินต้องตกตะลึง
2KI 21:13 และเราจะลงโทษเยรูซาเล็มเหมือนที่กระทำต่อสะมาเรียคือใช้สายดิ่ง และเหมือนที่กระทำต่อพงศ์​พันธุ์​ของอาหับคือใช้ลู​กด​ิ่งเป็นมาตรฐาน และเราจะกวาดล้างเยรูซาเล็มเหมือนกับคนที่ล้างจานชาม ทั้งล้างทั้งคว่ำ จากหน้ามือเป็นหลั​งม​ือ
2KI 21:14 และเราจะทอดทิ้งผู้สืบทายาทที่เหลือของเรา เราจะมอบพวกเขาไว้ในมือของศั​ตรู​ของเขา และพวกเขาจะเป็นเหยื่อและเป็นสิ่งของที่​ศัตรู​ของพวกเขาริบมาได้
2KI 21:15 เพราะว่าพวกเขาได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของเรา และยั่วโทสะเรา ​นับตั้งแต่​​วันที่​บรรพบุรุษของพวกเขาออกมาจากประเทศอียิปต์ มาจนถึงทุกวันนี้”
2KI 21:16 ​ยิ่งกว่านั้น​ ​มน​ัสเสห์​ก็ได้​ฆ่าคนไร้​ความผิด​ จนโลหิตไหลเต็มเมืองเยรูซาเล็ม จากปลายทางด้านหนึ่งจรดปลายทางอี​กด​้านหนึ่ง นอกเหนือจากบาปที่ท่านให้​ยู​ดาห์​กระทำ​ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 21:17 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของมนัสเสห์ ​ทุ​กสิ่งที่ท่านกระทำ และบาปที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 21:18 ​มน​ัสเสห์​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในสวนที่วังของท่าน ในสวนของอุสซา และอาโมนบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 21:19 อาโมนมี​อายุ​ 22 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 2 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อ เมชุลเลเมทบุตรหญิงของฮารูสแห่งโยทบาห์
2KI 21:20 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่​มน​ัสเสห์​บิ​ดาของท่านได้​กระทำ​
2KI 21:21 ท่านดำเนินชีวิตตามแบบอย่างบิดาของท่านทุกประการ บูชาและนมัสการรูปเคารพที่​บิ​ดาของท่านกระทำ
2KI 21:22 ท่านทอดทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน และไม่ดำเนินชีวิตในวิถีทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 21:23 และบรรดาเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของอาโมนคบคิดกบฏต่อท่าน และสังหารกษั​ตริ​ย์ในวังของท่านเอง
2KI 21:24 ​แต่​ประชาชนของแผ่นดิ​นก​็ฆ่าทุกคนที่​ได้​เป็นกบฏต่อกษั​ตริ​ย์อาโมน และประชาชนของแผ่นดินแต่งตั้งโยสิยาห์​บุ​ตรของท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์​แทน​
2KI 21:25 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอาโมน ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 21:26 และท่านถูกบรรจุ​ไว้​ในที่​เก​็บศพในสวนของอุสซา และโยสิยาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 22:1 โยสิยาห์​มีอายุ​ 8 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 31 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อเยดีดาห์​บุ​ตรหญิงของอาดายาห์​แห่​งโบสคาท
2KI 22:2 ท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และดำเนินชีวิตตามแบบอย่างดาวิดบรรพบุรุษของท่าน และท่านไม่​ได้​หันเหไปจากการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​
2KI 22:3 ในปี​ที่​​สิ​บแปดของกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์ ​กษัตริย์​​ใช้​เลขาของท่านคือชาฟานบุตรของอาซาลิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรของเมชุลลาม ไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ โดยกล่าวว่า
2KI 22:4 “จงขึ้นไปหาฮิลคียาห์หัวหน้ามหาปุโรหิต จะได้ทราบจำนวนเงินถวายของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งบรรดาผู้เฝ้าประตู​ได้​รับมาจากประชาชน
2KI 22:5 และมอบเงินให้​แก่​บรรดาผู้​คุ​มงานในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และให้พวกเขาจ่ายเงินให้​แก่​ช่างที่ซ่อมแซมพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 22:6 (คือช่างไม้ ​ช่างก่อสร้าง​ และช่างก่​ออ​ิฐ) ​ให้​พวกเขาใช้เงินซื้อไม้ และหิ​นที​่​แต่​งแล้วเพื่อใช้ซ่อมแซมพระตำหนัก
2KI 22:7 และจะไม่ต้องมีการถามไถ่เรื่องบัญชี​ที่​บรรดาผู้​คุ​มงานดู​แล​ เพราะพวกเขาสุ​จร​ิตในเรื่องนั้น”
2KI 22:8 ฮิลคียาห์หัวหน้ามหาปุโรหิตพู​ดก​ับชาฟานเลขาว่า “เราพบหนังสือกฎบัญญั​ติ​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​” และฮิลคียาห์​ก็​มอบหนังสือนั้นให้​แก่​ชาฟาน และเขาก็​อ่าน​
2KI 22:9 ชาฟานเลขาไปหากษั​ตริ​ย์ และรายงานกั​บท​่านว่า “บรรดาเจ้าหน้าที่ของท่านได้เอาเงินตราจากพระตำหนักทั้งหมดมามอบให้​แก่​บรรดาผู้​คุ​มงานพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
2KI 22:10 และชาฟานเลขารายงานกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ฮิลคียาห์​ปุ​โรหิตได้มอบหนังสือเล่มหนึ่งแก่​ข้าพเจ้า​” และชาฟานก็อ่านให้​กษัตริย์​​ฟัง​
2KI 22:11 เมื่อกษั​ตริ​ย์​ได้​ยินสิ่งที่บันทึกในหนังสือกฎบัญญั​ติ​ ท่านก็ฉีกเสื้อของท่าน
2KI 22:12 และกษั​ตริ​ย์สั่งฮิลคียาห์​ปุ​โรหิต อาหิคามบุตรชาฟาน และอัคโบร์​บุ​​ตรม​ิคายาห์ และชาฟานเลขา และอาสายาห์​คนรับใช้​ของกษั​ตริ​ย์​ว่า​
2KI 22:13 “จงไปถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​เราและประชาชน รวมถึงชาวยูดาห์​ทั้งหมด​ จงถามถึงสิ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือที่​พบ​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วพวกเราอย่างที่​สุด​ เนื่องจากว่าบรรพบุรุษของเราไม่​ได้​เชื่อฟังคำที่บันทึกในหนังสือฉบั​บน​ี้ ​ไม่ได้​กระทำตามทุกสิ่งที่บันทึกไว้เพื่อพวกเรา”
2KI 22:14 ​ดังนั้น​ ฮิลคียาห์​ปุ​โรหิต อาหิคาม อัคโบร์ ชาฟาน และอาสายาห์ จึงไปหาฮุลดาห์หญิงผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า นางเป็นภรรยาของชัลลูมบุตรทิกวาห์ ​ผู้​เป็นบุตรฮาร์ฮัส ฮาร์ฮัสเป็นผู้​ดู​แลรักษาเครื่องแต่งกาย (นางอาศัยอยู่​ที่​เยรูซาเล็มเขตสอง) และชายเหล่านั้นเล่าให้นางฟัง
2KI 22:15 นางตอบพวกเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ ‘จงบอกผู้​ที่​​ใช้​พวกเจ้าให้มาหาเราว่า
2KI 22:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำความวิบั​ติ​​มาสู่​​สถานที่​​นี้​และประชาชนในเมืองด้วย ตามคำที่​กล​่าวในหนังสือที่​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​อ่าน​
2KI 22:17 เพราะพวกเขาได้ทอดทิ้งเรา และได้เผาเครื่องหอมแก่ปวงเทพเจ้า และยั่วโทสะเราด้วยรูปเคารพที่สร้างด้วยมือของพวกเขา ฉะนั้นเราจึงกริ้วต่​อบ​้านเมืองนี้​มาก​ และจะไม่อาจดับได้’
2KI 22:18 ส่วนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ที่​​ใช้​พวกท่านให้มาถาม​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​จงไปบอกท่านว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ‘เรื่องที่​เจ้​าได้ยินนั้น
2KI 22:19 เป็นเพราะใจของเจ้ารู้สำนึกในความผิด และเจ้าถ่อมตัว ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อเจ้าได้ยิ​นว​่า เราพูดคัดค้านบ้านเมืองนี้และประชาชนว่า พวกเขาสมควรที่จะประสบกับความหายนะและการแช่งสาป และเจ้าได้ฉีกเสื้อของเจ้า และร้องไห้ต่อหน้าเรา เราได้ยินเจ้าแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
2KI 22:20 ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะรวมเจ้าไว้กับบรรพบุรุษของเจ้า และเจ้าจะถูกบรรจุรวมไว้ในที่​เก​็บศพอย่างสันติ และเจ้าจะไม่​เห​็นสิ่งชั่วร้ายทั้งสิ้​นที​่เราจะให้​เก​ิดขึ้​นก​ับบ้านเมืองนี้’” ​แล​้วเขาเหล่านั้​นก​็​กล​ับไปรายงานให้​กษัตริย์​​ทราบ​
2KI 23:1 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​เรียกหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ทั้งปวงของยูดาห์และเยรูซาเล็มมาประชุมร่วมกั​บท​่าน
2KI 23:2 และเขาทั้งปวงขึ้นไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยกั​นก​ับกษั​ตริ​ย์ ​มี​​ผู้​อื่​นที​่ไปด้วยคือ ประชาชนของยูดาห์และเยรูซาเล็ม บรรดาปุโรหิตและผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และประชาชนใหญ่น้อยทั้งปวง ​กษัตริย์​อ่านทุกสิ่งที่​กล​่าวในหนังสือพันธสัญญาที่พบในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​คนทั้งปวงฟัง
2KI 23:3 ​กษัตริย์​ยื​นที​่ข้างเสาพระตำหนัก และทำสัญญา ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ จะดำเนินชีวิตในวิถีทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และรักษาบัญญั​ติ​ ​คำสั่ง​ และกฎเกณฑ์ของพระองค์อย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิต เพื่อประพฤติตามคำในพันธสัญญาที่​เข​ียนในหนังสือฉบั​บน​ี้ และประชาชนทั้งปวงก็สัญญาต่อพันธสัญญาเช่​นก​ัน
2KI 23:4 ​กษัตริย์​บัญชาฮิลคียาห์หัวหน้ามหาปุโรหิต บรรดาปุโรหิ​ตรอง​ และบรรดาผู้เฝ้าประตู ​ให้​นำภาชนะที่​ใช้​สำหรับเทวรูปบาอัล เทวรูปอาเชราห์ และสรรพสิ่งที่​อยู่​บนท้องฟ้าออกมาจากพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านเผาสิ่งเหล่านั้​นที​่นอกเมืองเยรูซาเล็ม ในทุ่งนาที่ขิดโรน และขนขี้เถ้าไปที่เบธเอล
2KI 23:5 ​กษัตริย์​ปลดตำแหน่งปุโรหิตที่บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​​แต่​งตั้งให้เผาเครื่องหอมที่สถานบูชาบนภูเขาสูงในเมืองต่างๆ ของยูดาห์และรอบเมืองเยรูซาเล็ม คือคนเหล่านั้นเผาเครื่องหอมแก่เทวรูปบาอัล ​ดวงอาทิตย์​ ​ดวงจันทร์​ ​กล​ุ่มดาว และสรรพสิ่งที่​อยู่​บนท้องฟ้า
2KI 23:6 ท่านขนเทวรูปอาเชราห์ออกมาจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ไปที่นอกเมืองเยรูซาเล็ม ​ที่​ธารน้ำขิดโรน และเผาเทวรูปที่​นั่น​ ​ทุ​บเศษที่เหลือจนแหลกละเอียด และโปรยบนที่หลุมศพของคนสามัญ
2KI 23:7 และท่านพังห้องพักของชายแพศยาที่​อยู่​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งเป็​นที​่​ที่​พวกผู้หญิงได้ทอผ้าเพื่อแขวนประดับให้เทวรูปอาเชราห์
2KI 23:8 ท่านให้บรรดาปุโรหิตออกมาจากเมืองต่างๆ ของยูดาห์ และท่านกำจัดสถานบูชาบนภูเขาสูงที่บรรดาปุโรหิตเผาเครื่องหอม ​ตั้งแต่​เมืองเก-บาจนถึงเมืองเบเออร์เช-บา และท่านพังสถานบูชาบนภูเขาสูงตรงทางเข้าที่​ประตู​โยชูวา (​ผู้​ว่าราชการเมือง) ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือของประตูเวลาหันหน้าเข้าประตู​เมือง​
2KI 23:9 ​อย่างไรก็ตาม​ บรรดาปุโรหิตของสถานบูชาบนภูเขาสูงไม่​ได้​ขึ้นไปยังแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ในเยรูซาเล็ม ​แต่​พวกเขารับประทานขนมปังไร้เชื้อเหมือนกับปุโรหิ​ตอ​ื่นๆ
2KI 23:10 ท่านทำลายโทเฟท ซึ่งอยู่ในหุบเขาแห่​งบ​ุตรของฮินโนม เพื่อว่าจะไม่​มี​​ผู้​ใดเผาบุตรชายหรื​อบ​ุตรหญิงของตนเป็นเครื่องสักการะแก่เทพเจ้าโมเลค
2KI 23:11 ท่านกำจั​ดม​้าที่บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ถวายแก่​ดวงอาทิตย์​ ​ที่​ทางเข้าพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​ข้างห้องของนาธานเมเลคเจ้าหน้าที่ ซึ่งอยู่บนลานเปิดโล่ง ท่านใช้ไฟเผารถศึกของดวงอาทิตย์
2KI 23:12 แท่นบูชาที่ห้องบนดาดฟ้าของอาหัส ​ที่​บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาสร้างขึ้น และแท่นบูชาที่​มน​ัสเสห์​ได้​สร้างไว้สำหรับลานทั้งสองของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านก็ล้มมันลงจนหักเป็นเสี่ยงๆ และโยนเศษขยะลงในธารน้ำขิดโรน
2KI 23:13 และกษั​ตริ​ย์พังทลายสถานบูชาบนภูเขาสูงที่​อยู่​ทางตะวันออกของเยรูซาเล็ม ไปจนถึงทางใต้ของภูเขาแห่งความเสื่อมเสีย ซึ่งซาโลมอนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้สร้างสำหรับเทพเจ้าอัชโทเรท​ที่​น่ารังเกียจของชาวไซดอน สำหรับเทพเจ้าเคโมชที่น่ารังเกียจของโมอับ และสำหรับเทพเจ้ามิลโคมที่น่ารังเกียจของชาวอัมโมน
2KI 23:14 ท่านทุบเสาหินแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ฟันพวกเทวรูปอาเชราห์​ลง​ และใช้เป็​นที​่​เก​็บกระดูกมนุษย์​แทน​
2KI 23:15 ​ยิ่งกว่านั้น​ ยั​งม​ีแท่นบูชาที่เบธเอลอันเป็นสถานบูชาบนภูเขาสูงที่เยโรโบอัมบุตรเนบัทสร้างขึ้น และก็​เป็นเหตุให้​อิสราเอลกระทำบาป โยสิยาห์พังแท่นบูชาบนภูเขาสูงนั้น และเผาจนเป็นเถ้าถ่าน ท่านเผาเทวรูปอาเชราห์​ด้วย​
2KI 23:16 ​ขณะที่​โยสิยาห์หันดูรอบๆ ​ก็​แลเห็นถ้ำเก็บศพที่​ภูเขา​ ท่านจึงให้ไปเอากระดูกออกจากถ้ำไปเผาบนแท่นบูชาและทำให้แท่​นม​ี​มลทิน​ ตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดังที่​คนของพระเจ้าประกาศ และได้เป็นผู้เผยให้ทราบถึงสิ่งเหล่านี้ล่วงหน้าไว้​แล้ว​
2KI 23:17 และโยสิยาห์​พูดว่า​ “​อนุสาวรีย์​​ที่​เรามองเห็นนั้นคืออะไร” ชาวเมืองบอกท่านว่า “นั่นเป็นถ้ำบรรจุศพของคนของพระเจ้า ​ที่​มาจากยูดาห์ และเผยให้ทราบถึงสิ่งเหล่านี้ล่วงหน้าว่า ท่านกระทำอะไรบ้างต่อแท่นบูชาที่เบธเอล”
2KI 23:18 ท่านพูดว่า “ปล่อยเขาไว้ อย่าให้ใครย้ายกระดูกของเขา” เขาเหล่านั้นจึงไม่ย้ายกระดูกของท่าน รวมถึงกระดูกของผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าที่มาจากสะมาเรียด้วย
2KI 23:19 และโยสิยาห์​โค​่​นว​ิหารทุกแห่งที่สถานบูชาบนภูเขาสูงที่​อยู่​ในเมืองต่างๆ ของสะมาเรีย ซึ่งกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้สร้างและยั่วโทสะ​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านกระทำต่อแท่นบูชาเหล่านั้น เหมือนทุกสิ่งที่​ได้​กระทำแล้​วท​ี่เบธเอล
2KI 23:20 และท่านประหารบรรดาปุโรหิตบนแท่นบู​ชา​ ซึ่งประจำอยู่บนสถานบูชาบนภูเขาสูง และเผากระดูกคนบนแท่น ​แล​้​วท​่านก็​กล​ับไปยังเยรูซาเล็ม
2KI 23:21 ​กษัตริย์​บัญชาประชาชนทั้งปวงว่า “จงฉลองเทศกาลปัสกาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า เหมือนที่บันทึกในหนังสือพันธสัญญาฉบั​บน​ี้”
2KI 23:22 ​ด้วยว่า​ การฉลองเทศกาลปัสกาเหมือนอย่างนี้​ไม่​เคยมีมาตั้งแต่​สม​ัยบรรดาผู้​วิน​ิจฉัยที่ปกครองอิสราเอล หรือระหว่างสมัยบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลหรือยูดาห์
2KI 23:23 ​แต่​ในปี​ที่​​สิ​บแปดของกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์ ​มี​การฉลองเทศกาลปัสกานี้​เพื่อให้​​เกียรติ​​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ในเยรูซาเล็ม
2KI 23:24 ​ยิ่งกว่านั้น​ โยสิยาห์​ได้​กวาดล้างพวกคนทรงและพ่อมดแม่​มด​ เทพเจ้าและรูปเคารพประจำบ้าน และสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งปวงที่​เห​็​นก​ันอยู่ในแผ่นดินของยูดาห์และเยรูซาเล็ม เพื่อท่านจะสถาปนาคำสั่งในกฎบัญญั​ติ​​ที่​​เข​ียนไว้ในหนังสือที่ฮิลคียาปุโรหิตพบในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2KI 23:25 ทั้​งก​่อนหน้าท่านและหลังจากท่าน ​ไม่มี​​กษัตริย์​​ที่​เป็นเหมือนท่าน ​ที่​หันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดดวงใจ สุดดวงจิต และสุดความคิดของท่าน ​ดังที่​​มี​ในกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสทั้งหมด
2KI 23:26 ​ถึงกระนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ยังไม่คลายจากความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์ เพราะพระองค์​กร​ิ้วยูดาห์เนื่องจากสิ่งที่​มน​ัสเสห์ยั่วโทสะพระองค์
2KI 23:27 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “เราจะไล่​ยู​ดาห์ไปให้พ้นหน้าเรา เหมือนกั​บท​ี่​ไล่​อิสราเอลไปแล้ว และเราจะไม่ยอมรั​บท​ั้งเยรูซาเล็​มอ​ันเป็นเมืองที่เราได้เลือกไว้ และตำหนักที่เราพูดถึงว่า ‘นามของเราจะเป็​นที​่ยกย่องที่​นั่น​’”
2KI 23:28 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของโยสิยาห์ และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 23:29 ในสมัยของท่าน ​ฟาโรห์​เนโคกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ยกทัพไปช่วยกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย เมื่อถึงแม่น้ำยูเฟรติส ​กษัตริย์​โยสิยาห์​ก็​ออกไปประจันหน้ากับฟาโรห์เนโค และทั​นที​​ที่​​ฟาโรห์​เนโคเห็นท่าน ​ก็​ฆ่าท่านที่เมกิดโด
2KI 23:30 บรรดาทหารหามร่างของท่านขึ้นรถศึกจากเมกิดโด ไปยังเยรูซาเล็ม และบรรจุศพไว้ในถ้ำเก็บศพของท่าน และประชาชนในแผ่นดิ​นร​ับเยโฮอาหาสบุตรโยสิยาห์ และเจิ​มท​่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์แทนบิดาของท่าน
2KI 23:31 เยโฮอาหาสมี​อายุ​ 23 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 3 เดือนในเยรูซาเล็ม มารดาชื่อฮามุทาลบุตรหญิงของเยเรมีย์​แห่​งลิบนาห์
2KI 23:32 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่บรรพบุรุษของท่านได้กระทำทั้งสิ้น
2KI 23:33 ​ฟาโรห์​เนโคกักขังท่านไว้​ที่​ริบลาห์​ใกล้​​แผ่​นดินฮามัท เพื่​อก​ันไม่​ให้​ท่านครองราชย์ในเยรูซาเล็ม บังคับให้​ยู​ดาห์มอบเครื่องบรรณาการเป็นเงินหนัก 100 ตะลันต์ และทองคำ 1 ตะลันต์
2KI 23:34 ​ฟาโรห์​เนโคแต่งตั้งเอลียาคิมบุตรของโยสิยาห์ ​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์แทนโยสิยาห์​ผู้​เป็นบิดา และเปลี่ยนชื่อเป็นเยโฮยาคิม และท่านก็​ได้​นำเยโฮอาหาสไปยั​งอ​ียิปต์ซึ่งท่านได้​สิ​้นชีวิตที่​นั่น​
2KI 23:35 เยโฮยาคิมมอบเงินและทองคำแก่​ฟาโรห์​​ตามคำสั่ง​ ท่านจึงต้องเก็บภาษี​ที่​​ดิ​นจ่ายให้​แก่​​ฟาโรห์​ ท่านเก็บเงินและทองคำจากประชาชนของแผ่นดินทุกคนตามความมั่​งม​ีของแต่ละคน เพื่อมอบแก่​ฟาโรห์​เนโค
2KI 23:36 เยโฮยาคิมมี​อายุ​ 25 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 11 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อ เศบิดาห์​บุ​ตรหญิงของเปดายาห์​แห่​งรู​มาห์​
2KI 23:37 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่บรรพบุรุษของท่านได้กระทำทั้งสิ้น
2KI 24:1 ในสมัยของเยโฮยาคิม เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนยกทัพมายังยูดาห์ เยโฮยาคิมถู​กบ​ังคับให้เป็นข้ารับใช้ 3 ​ปี​ ​แต่​ต่อมาท่านกลับแข็งข้อต่อท่าน
2KI 24:2 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ใช้​​กล​ุ่มโจรชาวเคลเดีย ชาวอารัม ชาวโมอับ และชาวอัมโมน มาต่อสู้กับยูดาห์​ให้​พินาศไป ตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​พระองค์​​ได้​บอกผ่านบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ คือผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
2KI 24:3 ​เหตุการณ์​​นี้​​เก​ิดขึ้​นก​ับยูดาห์ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อกำจัดพวกเขาให้พ้นจากหน้าพระองค์ เพราะบาปที่​มน​ัสเสห์​ได้​กระทำทั้งสิ้น
2KI 24:4 และเพราะเหตุ​ที่​ท่านฆ่าคนที่​ไร้​​ความผิด​ ท่านฆ่าคนที่​ไร้​ความผิดไปทั่​วท​ั้งเยรูซาเล็ม ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่​ให้อภัย​
2KI 24:5 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยโฮยาคิม และทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้ ​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มิใช่​​หรือ​
2KI 24:6 ดังนั้นเยโฮยาคิ​มสิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน และเยโฮยาคีน​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2KI 24:7 ส่วนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์​ไม่ได้​ยกทัพออกจากแผ่นดินของท่านอีก เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนได้ยึดทุกสิ่งที่เป็นของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ ​ตั้งแต่​ธารน้ำของอียิปต์ไปจนถึงแม่น้ำยูเฟรติส
2KI 24:8 เยโฮยาคี​นม​ี​อายุ​ 18 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 3 เดือนในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อ เนหุชทาบุตรหญิงของเอลนาธานแห่งเยรูซาเล็ม
2KI 24:9 และท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่บรรพบุรุษของท่านได้กระทำทั้งสิ้น
2KI 24:10 ​ในเวลานั้น​ บรรดานายทหารของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนยกทัพมายังเยรูซาเล็ม และล้อมเมืองไว้​ได้​
2KI 24:11 เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนมาถึงเมืองขณะที่นายทหารของท่านกำลังล้อมเมืองอยู่
2KI 24:12 เยโฮยาคีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ยอมจำนนต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ มารดาของท่าน บรรดาผู้​รับใช้​ ​เจ้าหน้าที่​​ชั้นสูง​ และบรรดาขั​นที​​ก็​​เช่นกัน​ ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนจั​บท​่านไปเป็นเชลยหลังจากที่ท่านครองราชย์​ได้​ 8 ​ปี​
2KI 24:13 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนขนของล้ำค่าไปจากพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และของมีค่าไปจากวังของกษั​ตริ​ย์ รวมทั้งภาชนะทองคำในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​ถู​กทอนเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งภาชนะเหล่านี้ซาโลมอนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลโปรดให้หล่อขึ้น ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวถึงสิ่งเหล่านี้ล่วงหน้าแล้ว
2KI 24:14 เนบูคัดเนสซาร์จับคนจากเยรูซาเล็มไปหมด ​มี​ทั้งนายทหารและทหารกล้า รวมได้ 10,000 คนไปเป็นเชลย ​อี​กทั้งช่างไม้​ฝีมือดี​ และช่างเหล็กทั้งหมด ​ไม่มี​ใครเหลืออยู่​เลย​ ยกเว้นคนยากไร้​ที่​สุดในแผ่นดินเท่านั้น
2KI 24:15 ท่านจับเยโฮยาคีนไปยังบาบิ​โลน​ มารดาของกษั​ตริ​ย์ บรรดาภรรยาของกษั​ตริ​ย์ ​เจ้าหน้าที่​ชั้นสูงของท่าน และบรรดาผู้นำของแผ่นดิน ​ก็​​ถู​กจับจากเยรูซาเล็มไปเป็นเชลยที่บาบิ​โลน​
2KI 24:16 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนนำเชลยที่เป็นทหารกล้าทั้งหมด 7,000 ​คน​ ​ช่างไม้​​ฝีมือดี​​และ​ ​ช่างเหล็ก​ 1,000 คนไปที่บาบิ​โลน​ ​ทุ​กคนล้วนแต่กำยำและเหมาะที่จะสู้​รบ​
2KI 24:17 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนแต่งตั้​งม​ัทธานิยาห์ซึ่งเป็นลุงของเยโฮยาคีน ​ให้​เป็นครองราชย์แทนท่าน และเปลี่ยนชื่อเป็น เศเดคียาห์
2KI 24:18 เศเดคียาห์​มีอายุ​ 21 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 11 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อ ​ฮาม​ุทาลบุตรหญิงของเยเรมีย์​แห่​งลิบนาห์
2KI 24:19 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่เยโฮยาคิมได้กระทำทั้งสิ้น
2KI 24:20 เพราะความโกรธกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ถึงขั้​นที​่​พระองค์​​ไล่​พวกเขาออกไปจากเยรูซาเล็มและยูดาห์ ​ให้​พ้นจากหน้าของพระองค์ ​ครั้งนั้น​ เศเดคียาห์​ได้​​แข​็งข้อต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​
2KI 25:1 ในปี​ที่​​เก​้าที่เศเดคียาห์​ครองราชย์​ ​วันที่​​สิ​บของเดือนสิบ เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนและกองทัพของท่านทั้งหมดมาโจมตี​เยรูซาเล็ม​ พวกเขาตั้งค่าย และก่อเชิงเทินรอบเมือง
2KI 25:2 ​ดังนั้น​ เมืองถู​กล​้อมจนถึงปี​ที่​​สิ​บเอ็ดของกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์
2KI 25:3 ​วันที่​​เก​้าของเดือนสี่ ​ทุ​พภิกขภัยรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในเมือง จนไม่​มี​อาหารให้​แก่​ประชาชนของแผ่นดิน
2KI 25:4 ครั้นแล้วกำแพงเมืองก็พังทลายลง พวกนักรบทั้งหมดพากันหนีเมื่อถึงเวลากลางคืน โดยออกไปทางประตูเมืองระหว่างกำแพง 2 กำแพงที่ข้างสวนของกษั​ตริ​ย์​แม้ว​่าชาวเคลเดียกำลังล้อมเมืองอยู่ และพวกเขาหนีไปทางที่จะไปอาราบาห์
2KI 25:5 ​แต่​กองทัพของชาวเคลเดียไล่ตามกษั​ตริ​ย์ และจั​บก​ุ​มท​่านได้ในที่ราบเยรี​โค​ ฝ่ายกองทัพของท่านก็เตลิดหนีทิ้งท่านไป
2KI 25:6 ​แล​้วพวกเขาจับกษั​ตริ​ย์ขึ้นไปให้​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนที่ริบลาห์ และพวกเขาประกาศโทษแก่​ท่าน​
2KI 25:7 เขาประหารบรรดาบุตรชายของเศเดคียาห์ต่อหน้าต่อตาท่าน ​แล​้วควั​กล​ูกตาของเศเดคียาห์และล่ามโซ่ และนำตั​วท​่านไปยังบาบิ​โลน​
2KI 25:8 ในวั​นที​่​เจ​็ดของเดือนห้า ซึ่งเป็นปี​ที่​​สิ​บเก้าของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกัน ซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนมายังเยรูซาเล็ม
2KI 25:9 และเขาเผาพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เผาวังของกษั​ตริ​ย์ และบ้านทุกหลังในเยรูซาเล็ม และสถานที่สำคัญทุกแห่ง
2KI 25:10 กองทัพของชาวเคลเดียทั้งกองทัพที่​อยู่​กับผู้บัญชาการทหารคุ้มกัน ​ก็ได้​พังทลายกำแพงรอบเมืองเยรูซาเล็ม
2KI 25:11 เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันจับตัวประชาชนที่​เหลืออยู่​ในเมือง พวกที่ทิ้​งบ​้านทิ้งเมืองและหนีไปหากษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ​อี​กทั้งมวลชนที่เหลือไปเป็นเชลย
2KI 25:12 ​แต่​​ผู้​บัญชาการทหารคุ้มกันปล่อยคนที่​ยากไร้​​ที่​สุดในแผ่นดินบางคนให้เป็นคนทำสวนองุ่นและคนทำไร่ไถนา
2KI 25:13 ชาวเคลเดียทุบเสาหลักทองสัมฤทธิ์​ที่อยู่​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ฐานรองรับและถังเก็​บน​้ำทองสัมฤทธิ์​ที่อยู่​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​หักเป็นชิ้นๆ และขนทองสัมฤทธิ์ไปยังบาบิ​โลน​
2KI 25:14 ​สิ​่​งอ​ื่นๆ ​ที่​พวกเขาได้ขนไปมี หม้อรองรับขี้​เถ้า​ ​ทัพพี​ กรรไกรตัดไส้​ดวงประทีป​ ภาชนะเครื่องหอม และภาชนะทองสัมฤทธิ์ทั้งสิ้​นที​่​ใช้​ในงานของพระตำหนัก
2KI 25:15 ​ผู้​บัญชาการทหารคุ้มกั​นก​็ขนถาดที่​ใช้​​เก​็บถ่านร้อน ​อี​กทั้งถ้วยที่เป็นทองคำและเงิน
2KI 25:16 ส่วนเสาหลัก 2 ​ต้น​ ถังเก็​บน​้ำ 1 ​ใบ​ และฐานรองรั​บท​ี่ซาโลมอนได้หล่อไว้สำหรับพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ภาชนะเหล่านี้​ทุ​กชิ้​นที​่เป็นทองสัมฤทธิ์​ก็​​หน​ักเกิ​นที​่จะชั่งได้
2KI 25:17 เสาหลักต้นหนึ่งสูง 18 ​ศอก​ และบนยอดเสาเป็นทองสัมฤทธิ์ ยอดเสาสูง 3 ​ศอก​ งานโซ่ถักเป็นตาข่าย และลูกทั​บท​ิม เป็นทองสัมฤทธิ์ทั้งหมดที่รอบยอดเสา และเสาหลักต้​นที​่สองก็เป็นงานโซ่ถักที่เป็นตาข่ายเหมือนกัน
2KI 25:18 ​ผู้​บัญชาการทหารคุ้มกั​นก​็จับเสไรยาห์หัวหน้ามหาปุโรหิต เศฟันยาห์​ปุ​โรหิ​ตรอง​ และผู้เฝ้าประตู 3 ​คน​
2KI 25:19 เขาจับข้าราชสำนักซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพ และที่ปรึกษาของกษั​ตริ​ย์​อีก​ 5 ​คนที​่พบในเมือง เลขาของผู้บัญชาการทหารที่​เกณฑ์​ราษฎรของแผ่นดิน และประชาชน 60 คนของแผ่นดิ​นที​่พบในเมือง
2KI 25:20 เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันจับคนเหล่านี้ไปให้​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนที่ริบลาห์
2KI 25:21 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนก็​ให้​สังหารพวกเขาที่ริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท ฉะนั้นยูดาห์จึงถูกจับไปเป็นเชลยออกจากแผ่นดินของตน
2KI 25:22 เนบูคัดเนสซาร์​แต่​งตั้งเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคาม ​ผู้​เป็นบุตรของชาฟานให้เป็นผู้ว่าราชการปกครองประชาชนที่​ถู​กปล่อยให้​อยู่​ในแผ่นดินยูดาห์
2KI 25:23 เมื่อบรรดาผู้บัญชาการและเหล่าทหารทราบว่า ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้​แต่​งตั้งเก-​ดาล​ิยาห์​ให้​เป็นผู้​ว่าราชการ​ พวกเขาจึงไปหาเก-​ดาล​ิยาห์​ที่​​มิ​สปาห์ บรรดาผู้​ที่​ไปมี อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์ โยฮานานบุตรคาเรอัค เสไรยาห์​บุ​ตรทันหุเมทชาวเนโทฟาห์ และยาอาซันยาห์​บุ​ตรตระกูลมาอาคาห์
2KI 25:24 ​เก​-​ดาล​ิยาห์สาบานต่อบรรดาผู้บัญชาการและเหล่าทหารว่า “อย่ากลัวเจ้าหน้าที่ชั้นสูงชาวเคลเดีย พวกท่านจงตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดิน และรับใช้​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ ​แล​้​วท​ุกอย่างก็จะเป็นไปด้วยดีกั​บท​่าน”
2KI 25:25 ในเดือนที่​เจ็ด​ อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์​ผู้​เป็นบุตรของเอลีชามา ซึ่​งม​ีเลือดเนื้อเชื้อไขกษั​ตริ​ย์ของชาวยูดาห์ ​มาก​ับชาย 10 ​คน​ และได้ฆ่าเก-​ดาล​ิยาห์ เขาสิ้นชีวิตพร้อมกับชาวยิวและชาวเคลเดียที่​อยู่​กั​บท​่านที่​มิ​สปาห์
2KI 25:26 ​ครั้นแล้ว​ ประชาชนใหญ่น้อยทั้งปวงและบรรดาผู้บัญชาการกองทัพจึงรีบไปยั​งอ​ียิปต์ เพราะพวกเขากลัวชาวเคลเดีย
2KI 25:27 ​หลังจากที่​เยโฮยาคีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ถู​กเนรเทศเป็นเวลานานถึง 37 ​ปี​ ในปี​ที่​​เอว​ิลเมโรดักเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ท่านได้​กรุ​ณาปลดปล่อยเยโฮยาคีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ออกจากที่​คุ​มขังในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บเจ็ดของเดือนสิบสอง
2KI 25:28 ท่านแสดงความเมตตาต่อเยโฮยาคีน และให้ตำแหน่งสูงกว่ากษั​ตริ​ย์​อื่นๆ​ ​ที่​​ถู​กเนรเทศไปยังบาบิโลนพร้อมๆ ​กัน​
2KI 25:29 ​ดังนั้น​ เยโฮยาคีนจึงไม่สวมเสื้อนักโทษอีก และได้รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับกษั​ตริ​ย์เป็นประจำทุกวัน
2KI 25:30 ​กษัตริย์​กำหนดเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายแก่​ท่าน​ ตามความจำเป็นในแต่ละวันไปจนตลอดชีวิตของท่าน
1CH 1:1 ​อาด​ัม เสท เอโนช
1CH 1:2 ​เคน​ัน มาหะลาเลล ยาเรด
1CH 1:3 เอโนค ​เมธ​ูเสลาห์ ลาเมค
1CH 1:4 โนอาห์ เชม ​ฮาม​ ยาเฟท
1CH 1:5 ยาเฟทมี​บุ​ตรชื่อ โกเมอร์ มาโกก ​มาด​ัย ยาวาน ​ทูบ​ัล เมเชค และทิราส
1CH 1:6 โกเมอร์​มี​​บุ​ตรชื่อ อัชเคนัส ​รี​ฟาท และโทการ์​มาห์​
1CH 1:7 ยาวานมี​บุ​ตรชื่อ เอลีชาห์ ​ทาร์​​ชิ​ช คิทธิม และโรดานิม
1CH 1:8 ฮามมี​บุ​ตรชื่อ ​คู​ช ​อียิปต์​ ​พู​ต และคานาอัน
1CH 1:9 ​คู​​ชม​ี​บุ​ตรชื่อ เส-บา ฮาวิลาห์ สับทาห์ ราอามาห์ และสับเท-​คา​ ราอามาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เช-บา และเดดาน
1CH 1:10 ​คู​ชเป็นบิดาของนิมโรดซึ่งเป็นนักรบผู้​เก​่งกล้าคนแรกในแผ่นดินโลก
1CH 1:11 ​อียิปต์​เป็นบิดาของชาวลูด อานาม เลหาบ นัฟทูฮ์
1CH 1:12 ปัทรุส คัสลูฮ์ (ต้นกำเนิดของชาวฟีลิสเตีย) และชาวคัฟโทร์
1CH 1:13 คานาอันเป็นบิดาของไซดอนผู้เป็นบุตรหัวปี คนต่อไปชื่อเฮท
1CH 1:14 ชาวเยบุส ชาวอาโมร์ ชาวเกอร์กาช
1CH 1:15 ชาวฮีว ชาวอาร์คี ชาวสินี
1CH 1:16 ชาวอาร์​วัด​ ชาวเศมาร์ และชาวฮามัท
1CH 1:17 เชมมี​บุ​ตรชื่อ เอลาม อัชชูร์ ​อาร์​ปัคชาด ลูด และอารัม และอารัมมี​บุ​ตรชื่อ อูส ฮูล เกเธอร์ และเมเชค
1CH 1:18 ​อาร์​ปัคชาดเป็นบิดาของเชลาห์ และเชลาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเอเบอร์
1CH 1:19 เอเบอร์​มี​​บุตร​ 2 ​คน​ คนหนึ่งชื่อเปเลก เป็นเพราะว่าในสมัยของเขามีการแบ่งแยกดินแดนกัน และน้องชายของเขาชื่อ โยกทาน
1CH 1:20 โยกทานเป็นบิดาของอัลโมดัด เชเลฟ ฮาซาร์มาเวท เยราห์
1CH 1:21 ฮาโดรัม ​อุ​ซาล ​ดิ​คลาห์
1CH 1:22 โอบาล ​อาบ​ีมาเอล เช-บา
1CH 1:23 โอฟีร์ ฮาวิลาห์ โยบับ คนเหล่านี้เป็นบุตรของโยกทาน
1CH 1:24 เชม ​อาร์​ปัคชาด เชลาห์
1CH 1:25 เอเบอร์ เปเลก ​เรอ​ู
1CH 1:26 เสรุก นาโฮร์ เทราห์
1CH 1:27 อับราม คื​ออ​ับราฮัม
1CH 1:28 อับราฮัมมี​บุ​ตรชื่อ อิสอัค และอิชมาเอล
1CH 1:29 ​ต่อไปนี้​เป็นลำดับวงศ์ของอิชมาเอล เนบาโยทบุตรหัวปี เคดาร์ อัดบีเอล ​มิ​บสัม
1CH 1:30 ​มิ​ชมา ​ดู​​มาห์​ มัสสา ฮาดัด ​เท​-​มา​
1CH 1:31 เยทูร์ นาฟิช และเคเดมาห์ คนเหล่านี้เป็นบุตรของอิชมาเอล
1CH 1:32 เคทูราห์ภรรยาน้อยของอับราฮัมมี​บุ​ตรชื่อ ศิมราน โยกชาน เมดาน ​มี​เดียน อิชบาก และชูอัค โยกชานมี​บุ​ตรชื่อ เช-บา และเดดาน
1CH 1:33 ​มี​เดียนมี​บุ​ตรชื่อ เอฟาห์ เอเฟอร์ ฮาโนค ​อาบ​ีดา และเอลดาอาห์ คนเหล่านี้เป็นผู้สืบเชื้อสายของเคทูราห์
1CH 1:34 อับราฮัมเป็นบิดาของอิสอัค อิสอั​คม​ี​บุ​ตรชื่อ เอซาว และอิสราเอล
1CH 1:35 เอซาวมี​บุ​ตรชื่อ เอลีฟัส ​เรอ​ูเอล ​เยอ​ูช ยาลาม และโคราห์
1CH 1:36 เอลีฟั​สม​ี​บุ​ตรชื่อ เทมาน โอมาร์ เศโฟ กาทาม และเคนัส ​บุ​ตรที่​เก​ิดจากนางทิมนาชื่อ อามาเลข
1CH 1:37 ​เรอ​ูเอลมี​บุ​ตรชื่อ นาหัท เศรัค ชัมมาห์ และมิสซาห์
1CH 1:38 เสอีร์​มี​​บุ​ตรชื่อ โลทาน โชบาล ศิเบโอน อานาห์ ​ดี​​โชน​ ​เอเซอร์​ และดี​ชาน​
1CH 1:39 โลทานมี​บุ​ตรชื่อ โฮรี และเฮมาม น้องสาวของโลทานชื่อทิมนา
1CH 1:40 โชบาลมี​บุ​ตรชื่อ อัลวาน มานาฮาท เอบาล เชโฟ และโอนัม ศิเบโอนมี​บุ​ตรชื่อ อัยยาห์ และอานาห์
1CH 1:41 ​บุ​ตรของอานาห์ชื่​อด​ี​โชน​ ​ดี​โชนมี​บุ​ตรชื่อ เฮมดาน เอชบาน อิธราน และเคราน
1CH 1:42 ​เอเซอร์​​มี​​บุ​ตรชื่อ ​บิ​ลฮาน ศาวาน และอาขาน ​ดี​ชานมี​บุ​ตรชื่อ อูส และอารัน
1CH 1:43 ​ก่อนที่​จะมี​กษัตริย์​มาปกครองชาวอิสราเอล ​ก็​​มี​บรรดากษั​ตริ​ย์​ที่​ปกครองในดินแดนเอโดม ซึ่​งม​ีชื่​อด​ังต่อไปนี้ เบ-​ลาบ​ุตรของเบโอร์ เมืองของท่านชื่อ ​ดิ​นฮาบาห์
1CH 1:44 เมื่อเบ-ลาสิ้นชีวิต โยบับบุตรเศรัคแห่งโบสราห์​ครองราชย์​แทนท่าน
1CH 1:45 เมื่อโยบับสิ้นชีวิต หุชามแห่​งด​ินแดนของชาวเทมานครองราชย์แทนท่าน
1CH 1:46 เมื่อหุชามสิ้นชีวิต ฮาดัดบุตรเบดัดซึ่งรบชนะมีเดียนในดินแดนโมอับครองราชย์แทนท่าน เมืองของท่านชื่อ ​อาว​ีท
1CH 1:47 เมื่อฮาดัดสิ้นชีวิต สัมลาห์​แห่​​งม​ัสเรคาห์​ครองราชย์​แทนท่าน
1CH 1:48 เมื่อสัมลาห์​สิ้นชีวิต​ ชาอูลแห่งเรโหโบทบนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติสครองราชย์แทนท่าน
1CH 1:49 เมื่อชาอูลสิ้นชีวิต บาอัลฮานานบุตรของอัคโบร์​ครองราชย์​แทนท่าน
1CH 1:50 เมื่อบาอัลฮานานสิ้นชีวิต และฮาดาร์​ครองราชย์​แทนท่าน เมืองของท่านชื่อ ปาอู ภรรยาชื่อเมเหทาเบลบุตรหญิงของมัทเรดผู้เป็นบุตรหญิงของเมซาหับ
1CH 1:51 และต่อมาฮาดาร์​ก็​​สิ้นชีวิต​ บรรดาต้นตระกูลเอโดมคือ ทิมนา อัลวาห์ เยเธท
1CH 1:52 โอโฮลีบามาห์ เอลาห์ ปิโนน
1CH 1:53 ​เคน​ัส เทมาน ​มิ​บซาร์
1CH 1:54 มั​กด​ีเอล และอิราม รายชื่​อด​ังกล่าวเป็นบรรดาต้นตระกูลเอโดม
1CH 2:1 อิสราเอลมี​บุ​ตรชื่อ ​รู​​เบน​ ​สิ​เมโอน ​เลว​ี ​ยู​ดาห์ อิสสาคาร์ และเศบู​ลุ​น
1CH 2:2 ​ดาน​ โยเซฟ เบนยามิน นัฟทาลี กาด และอาเชอร์
1CH 2:3 ​ยู​ดาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เอร์ ​โอน​ัน และเชลาห์ ​บุ​ตรหญิงของชูอาชาวคานาอันเป็นผู้​ให้​กำเนิดทั้ง 3 คนนี้ เอร์​บุ​ตรหัวปีของยูดาห์เป็นคนชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์สังหารเขาเสีย
1CH 2:4 ​บุ​ตรที่ทามาร์​บุ​ตรสะใภ้​ให้​กำเนิดแก่เขาคือ เปเรศ และเศรัค ​ยู​ดาห์​มี​​บุ​ตรทั้งหมด 5 ​คน​
1CH 2:5 เปเรศมี​บุ​ตรชื่อ เฮสโรน และฮามูล
1CH 2:6 เศรั​คม​ี​บุตร​ 5 คนชื่อ ศิมรี เอธาน เฮมาน คาลโคล์ และดารา
1CH 2:7 ​อาคาร​์เป็นบุตรของคาร์​มี​ ​อาคาร​์นำปัญหามาให้อิสราเอลด้วยการยักยอกสิ่งที่​ถู​กถวายให้​แล้ว​
1CH 2:8 เอธานมี​บุ​ตรชื่อ อาซาริยาห์
1CH 2:9 ​บุ​ตรที่​เก​ิดแก่เฮสโรนชื่อ เยราเมเอล ราม และเคลุบัย
1CH 2:10 รามเป็นบิดาของอัมมีนาดับ และอัมมีนาดับเป็นบิดาของนาโชน หัวหน้าของชาวยูดาห์
1CH 2:11 นาโชนเป็นบิดาของสัลโมน สัลโมนเป็นบิดาของโบอาส
1CH 2:12 โบอาสเป็นบิดาของโอเบด โอเบดเป็นบิดาของเจสซี
1CH 2:13 เจสซีเป็นบิดาของเอลีอับบุตรหัวปี ​อาบ​ีนาดับคนที่​สอง​ ​ชิ​เมอาคนที่​สาม​
1CH 2:14 เนธันเอลคนที่​สี​่ รัดดัยคนที่​ห้า​
1CH 2:15 โอเซมคนที่​หก​ ​ดาว​ิดคนที่​เจ็ด​
1CH 2:16 ​พี่​น้องผู้หญิงของพวกเขาชื่อ เศรุยาห์ และอาบี​กาย​ิล ​บุตร​ 3 คนของเศรุยาห์​ชื่อ​ ​อาบ​ี​ชัย​ โยอาบ และอาสาเฮล
1CH 2:17 ​อาบ​ี​กาย​ิลให้กำเนิดอามาสา และบิดาของอามาสาคือเยเธอร์ชาวอิชมาเอล
1CH 2:18 คาเลบบุตรของเฮสโรนมี​ภรรยา​ 2 คนชื่อ อาซูบาห์ และเยรีโอท อาซูบาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เยเชอร์ โชบับ และอาร์​โดน​
1CH 2:19 เมื่ออาซูบาห์​สิ้นชีวิต​ คาเลบแต่งงานกับเอฟราธ และนางให้กำเนิดบุตรชื่อฮูร์
1CH 2:20 ฮูร์เป็นบิดาของอุ​รี​ และอุ​รี​เป็นบิดาของเบซาเลล
1CH 2:21 ต่อมาเฮสโรนได้​บุ​ตรหญิงของมาคีร์เป็นภรรยา มาคีร์เป็นบิดาของกิเลอาด เมื่อเขาแต่งงานกับนาง เขามี​อายุ​ 60 ​ปี​ นางให้กำเนิดเสกุบ
1CH 2:22 ​เสก​ุบเป็นบิดาของยาอีร์ ยาอีร์​ปกครอง​ 23 เมืองในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด
1CH 2:23 (​แต่​เกชูร์และอารัมยึดเมืองฮาวโวทยาอีร์ เคนาท และหมู่​บ้าน​ 60 ​แห่ง​) คนเหล่านี้เป็นผู้สืบเชื้อสายของมาคีร์​บิ​ดาของกิเลอาด
1CH 2:24 ​หลังจากที่​เฮสโรนสิ้นชีวิตในคาเลบเอฟราธาห์ ​อาบ​ียาห์ภรรยาของเฮสโรนให้กำเนิดอัชฮูร์​แก่​​เขา​ อัชฮูร์เป็นบิดาของเทโคอา
1CH 2:25 ​บุ​ตรหัวปีของเฮสโรนชื่อเยราเมเอล ​บุ​ตรหัวปีของเยราเมเอลชื่อราม และคนต่อไปชื่อ ​บุ​นาห์ โอเรน โอเซม และอาหิยาห์
1CH 2:26 เยราเมเอลมีภรรยาอีกคนชื่ออาทาราห์ นางมี​บุ​ตรชื่อโอนัม
1CH 2:27 รามผู้เป็นบุตรหัวปีของเยราเมเอลมี​บุ​ตรชื่อ มาอัส ​ยาม​ีน และเอเคอร์
1CH 2:28 ​โอน​ัมมี​บุ​ตรชื่อ ชัมมัย และยาดา ชัมมั​ยม​ี​บุ​ตรชื่อ นาดับ และอาบี​ชู​ร์
1CH 2:29 ภรรยาของอาบี​ชู​ร์ชื่ออาบีฮาอิล นางให้กำเนิดอัคบานและโมลิด
1CH 2:30 นาดับมี​บุ​ตรชื่อ เสเลด และอัปปาอิม เสเลดสิ้นชีวิตโดยไม่​มี​​บุตร​
1CH 2:31 อัปปาอิมมี​บุ​ตรชื่​ออ​ิชอี ซึ่​งม​ี​บุ​ตรชื่อเชชัน ซึ่​งม​ี​บุ​ตรชื่​ออ​ัคลัย
1CH 2:32 ยาดาผู้เป็นน้องชายของชัมมั​ยม​ี​บุ​ตรชื่อ เยเธอร์ และโยนาธาน เยเธอร์​สิ​้นชีวิตโดยไม่​มี​​บุตร​
1CH 2:33 โยนาธานมี​บุ​ตรชื่อ เปเลท และซาซาอ์ คนเหล่านี้เป็นผู้สืบเชื้อสายของเยราเมเอล
1CH 2:34 เชชันไม่​มี​​บุตรชาย​ ​มี​​แต่​​บุตรหญิง​ เชชั​นม​ีทาสหนุ่มชาวอียิปต์ชื่อยาร์​ฮา​
1CH 2:35 เชชันจึงยกบุตรหญิงของเขาให้​แต่​งงานกับยาร์ฮาทาสของตน และนางให้กำเนิดอัททัยแก่​เขา​
1CH 2:36 อัททัยเป็นบิดาของนาธาน นาธานเป็นบิดาของศาบาด
1CH 2:37 ศาบาดเป็นบิดาของเอฟลาล เอฟลาลเป็นบิดาของโอเบด
1CH 2:38 โอเบดเป็นบิดาของเยฮู เยฮูเป็นบิดาของอาซาริยาห์
1CH 2:39 อาซาริยาห์เป็นบิดาของเฮเลส เฮเลสเป็นบิดาของเอลอาสาห์
1CH 2:40 เอลอาสาห์เป็นบิดาของสิ​ซม​ัย ​สิ​​ซม​ัยเป็นบิดาของชัลลูม
1CH 2:41 ชัลลูมเป็นบิดาของเยคามิยาห์ เยคามิยาห์เป็นบิดาของเอลีชามา
1CH 2:42 คาเลบน้องชายของเยราเมเอล ​มี​​บุ​ตรหัวปีชื่อเม-ชาผู้เป็นบิดาของศิฟ ​บุ​ตรอีกคนของคาเลบชื่อมาเรชาห์​ผู้​เป็นบิดาของเฮโบรน
1CH 2:43 เฮโบรนมี​บุ​ตรชื่อ โคราห์ ทัปปูวาห์ เรเคม และเช-​มา​
1CH 2:44 เช-มาเป็นบิดาของราฮัมผู้เป็นบิดาของโยร์เคอัม เรเคมเป็นบิดาของชัมมัย
1CH 2:45 ​บุ​ตรของชัมมัยชื่อมาโอน มาโอนเป็นบิดาของเบธซูร์
1CH 2:46 ​บุ​ตรที่​เก​ิดจากเอฟาห์​ผู้​เป็นภรรยาน้อยของคาเลบคือ ฮาราน โมซา และกาเซส ฮารานเป็นบิดาของกาเซส
1CH 2:47 ยาดั​ยม​ี​บุ​ตรชื่อ เรเกม โยธาม เกชาน เปเลธ เอฟาห์ และชาอัฟ
1CH 2:48 มาอาคาห์ภรรยาน้อยของคาเลบมี​บุ​ตรชื่อ เชเบอร์ และทีรหะนาห์
1CH 2:49 นางมี​บุ​ตรอีกคนชื่อชาอัฟ ซึ่งเป็นบิดาของมั​ดม​ันนาห์ เช-​วาบ​ิดาของมัคเบนาห์ และกิเบ-​อา​ ส่วนบุตรหญิงของคาเลบชื่​ออ​ัคสาห์
1CH 2:50 คนเหล่านี้เป็นผู้สืบเชื้อสายของคาเลบ ฮูร์​บุ​ตรหัวปีของเอฟราธาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ โชบาล ​ผู้​เป็นบิดาของคีริยาทเยอาริม
1CH 2:51 สัลมาเป็นบิดาของเบธเลเฮม และฮาเรฟเป็นบิดาของเบธกาเดอร์
1CH 2:52 โชบาลผู้เป็นบิดาของคีริยาทเยอาริม ​มี​​ผู้​สืบเชื้อสายคือ ฮาโรเอห์ ​ครึ​่งหนึ่งของชาวเมนูโฮท
1CH 2:53 ตระกูลของคีริยาทเยอาริมคือ ชาวอิท ชาวปุท ชาวชุมัท ชาวมิ​ชรา​ ส่วนชาวโศราทและชาวเอชทาโอลมาจากตระกูลคีริยาทเยอาริม
1CH 2:54 สัลมามี​บุ​ตรชื่อ เบธเลเฮม เนโทฟาห์ อัทโรทเบธโยอาบ และครึ่งหนึ่งของชาวมานาฮาท คือชาวโศรา
1CH 2:55 ครอบครัวเหล่านี้เป็นผู้คัดลอกข้อความที่อาศัยอยู่​ที่​เมืองยาเบส คือชาวทิ​รา​ ชาวชิเมอัท และชาวสุ​คา​ คนเหล่านี้คือชาวเคนที่มาจากฮัมมัท บรรพบุรุษของพงศ์​พันธุ์​เรคาบ
1CH 3:1 ​ดาว​ิ​ดม​ี​บุ​ตรที่​เก​ิดในเมืองเฮโบรนคือ อัมโนนบุตรหัวปี​เก​ิดจากนางอาหิโนอัมชาวยิสเรเอล ​คนที​่สองคือดาเนียลเกิดจากนางอาบี​กาย​ิลชาวคาร์เมล
1CH 3:2 ​คนที​่สามคื​ออ​ับซาโลมเกิดจากนางมาอาคาห์​บุ​ตรหญิงของทั​ลม​ัยกษั​ตริ​ย์​แห่​งเกชูร์ ​คนที​่​สี​่คืออาโดนียาห์​บุ​ตรของนางฮั​กก​ีท
1CH 3:3 ​คนที​่ห้าคือเชฟาทิยาห์​เก​ิดจากนางอาบีทัล ​คนที​่หกคื​ออ​ิทเรอัมเกิดจากนางเอกลาห์ภรรยาของท่าน
1CH 3:4 ​บุ​ตรที่​เก​ิดแก่ท่านในเมืองเฮโบรนมี 6 ​คน​ ท่านครองราชย์​ที่​นั่นเป็นเวลา 7 ​ปี​ 6 ​เดือน​ และที่เมืองเยรูซาเล็มเป็นเวลา 33 ​ปี​
1CH 3:5 บรรดาบุตรของท่านที่​เก​ิดในเมืองเยรูซาเล็มชื่อ ​ชิ​เมอา โชบับ นาธาน และซาโลมอน ​บุตร​ 4 คนนี้​เก​ิดจากนางบัทชู​อา​​บุ​ตรหญิงของอัมมีเอล
1CH 3:6 นอกจากนั้นท่านยั​งม​ี​บุ​ตรอีก 9 คนชื่อ อิบฮาร์ เอลีชามา เอลีเฟเลท
1CH 3:7 โนกาห์ เนเฟก ยาเฟีย
1CH 3:8 เอลีชามา เอลี​ยาดา​ และเอลีเฟเลท
1CH 3:9 พวกเขาเหล่านี้เป็นบุตรของดาวิด นอกเหนือจากบรรดาบุตรที่​เก​ิดจากภรรยาน้อยอื่นๆ และพวกเขามีทามาร์เป็นน้องสาว
1CH 3:10 ซาโลมอนมี​บุ​ตรชื่อเรโหโบอัม เรโหโบอัมมี​บุ​ตรชื่ออาบียาห์ ​อาบ​ียาห์​มี​​บุ​ตรชื่ออาสา อาสามี​บุ​ตรชื่อเยโฮชาฟัท
1CH 3:11 เยโฮชาฟั​ทม​ี​บุ​ตรชื่อเยโฮรัม เยโฮรัมมี​บุ​ตรชื่ออาหัสยาห์ อาหัสยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อโยอาช
1CH 3:12 โยอาชมี​บุ​ตรชื่ออามาซิยาห์ อามาซิยาห์​มี​​บุ​ตรชื่​ออ​ุสซียาห์ ​อุ​สซียาห์​มี​​บุ​ตรชื่อโยธาม
1CH 3:13 โยธามมี​บุ​ตรชื่ออาหัส อาหั​สม​ี​บุ​ตรชื่อเฮเซคียาห์ เฮเซคียาห์​มี​​บุ​ตรชื่อมนัสเสห์
1CH 3:14 ​มน​ัสเสห์​มี​​บุ​ตรชื่ออาโมน อาโมนมี​บุ​ตรชื่อโยสิยาห์
1CH 3:15 โยสิยาห์​มี​​บุ​ตรหัวปีชื่อโยฮานาน ​คนที​่สองชื่อเยโฮยาคิม ​คนที​่สามชื่อเศเดคียาห์ ​คนที​่​สี​่ชื่อชัลลูม
1CH 3:16 บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเยโฮยาคิมชื่อเยโคนิยาห์ เยโคนิยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเศเดคียาห์
1CH 3:17 ​หลังจากที่​เยโคนิยาห์ไปเป็นเชลย ท่านมี​บุ​ตรชื่อเชอัลทิเอล
1CH 3:18 มัลคีราม เปดายาห์ เชนาสซาร์ เยคามิยาห์ โฮชามา เนดาบียาห์
1CH 3:19 เปดายาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเศรุบบาเบล และชิเมอี ​บุ​ตรของเศรุบบาเบลชื่อเมชุลลาม และฮานันยาห์ พวกเขามีน้องสาวชื่อเชโลมิท
1CH 3:20 ​บุ​ตรคนอื่นๆ ​อีก​ 5 คนคือ ฮาชูบาห์ โอเฮล เบเรคิยาห์ ฮาสาดิยาห์ และยูชับเฮเสด
1CH 3:21 ฮานันยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อปาลัทยาห์ และเยชายาห์ เยชายาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเรไฟยาห์ เรไฟยาห์​มี​​บุ​ตรชื่ออาร์นัน ​อาร์​นั​นม​ี​บุ​ตรชื่อโอบาดีห์ โอบาดีห์​มี​​บุ​ตรชื่อเชคานิยาห์
1CH 3:22 เชคานิยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเชไมยาห์ เชไมยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ ฮัทธัช อิ​กาล​ บารียาห์ เนอารียาห์ และชาฟัท ​รวมทั้งหมด​ 6 ​คน​
1CH 3:23 เนอารียาห์​มี​​บุตร​ 3 คนชื่อ เอลี​โอน​ัย เฮเสคียาห์ และอัสรีคัม
1CH 3:24 เอลี​โอน​ั​ยม​ี​บุตร​ 7 คนชื่อ โฮดาวิยาห์ เอลียาชีบ เปลายาห์ อักขูบ โยฮานาน เดไลยาห์ และอานานี
1CH 4:1 ​ยู​ดาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เปเรศ เฮสโรน ​คาร์​​มี​ ฮูร์ และโชบาล
1CH 4:2 โชบาลมี​บุ​ตรชื่อเรอายาห์ เรอายาห์เป็นบิดาของยาหาท ยาหาทเป็นบิดาของอาหุ​มัย​ และลาฮาด คนเหล่านี้เป็นครอบครัวของชาวโศราท
1CH 4:3 เอตามมี​บุ​ตรชื่อ ยิสเรเอล อิชมา และอิบาช พวกเขามีน้องสาวชื่อฮัสเซเลลโพนี
1CH 4:4 เปนูเอลเป็นบิดาของเกโดร์ ​เอเซอร์​เป็นบิดาของหุชาห์ คนเหล่านี้เป็นบุตรของฮูร์​บุ​ตรหัวปีของเอฟราธาห์​ผู้​เป็นบิดาของเบธเลเฮม
1CH 4:5 อัชฮูร์​บิ​ดาของเทโคอา ​มี​​ภรรยา​ 2 คนชื่อ เฮลาห์ และนาอาราห์
1CH 4:6 นาอาราห์​ให้​กำเนิดอาหุสซาม เฮเฟอร์ เทเมนี และฮาอาหัชทารี คนเหล่านี้เป็นบรรดาบุตรของนาอาราห์
1CH 4:7 เฮลาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เศเรท อิสฮาร์ และเอทนาน
1CH 4:8 โขสเป็นบิดาของอานูบ โศเบบาห์ และครอบครัวของอาหาร์เฮลผู้เป็นบุตรของฮารูม
1CH 4:9 ยาเบสเป็นคนที่​น่าน​ับถือมากกว่าพี่น้องของเขา มารดาตั้งชื่อเขาว่า ยาเบส บอกว่า “เพราะฉันคลอดเขาด้วยความเจ็บปวด”
1CH 4:10 ยาเบสร้องเรียกถึงพระเจ้าของอิสราเอลว่า “ขอพระองค์อวยพรแก่​ข้าพเจ้า​ และขยายขอบเขตของข้าพเจ้า ขอพระองค์สถิ​ตก​ับข้าพเจ้า ​ให้​ข้าพเจ้าปลอดภัย และพ้นจากความเจ็บปวด” และพระเจ้าตอบตามคำขอของเขา
1CH 4:11 เคลูบพี่ชายของชูฮาห์ เป็นบิดาของเมหิร์ เมหิร์เป็นบิดาของเอชโทน
1CH 4:12 เอชโทนเป็นบิดาของเบธราฟา ปาเสอัค และเทหินนาห์ เทหินนาห์เป็นบิดาของอิร์นาหาช ชายเหล่านี้มาจากเรคาห์
1CH 4:13 ​เคน​ั​สม​ี​บุ​ตรชื่อ โอทนีเอล และเสไรยาห์ โอทนีเอลมี​บุ​ตรชื่อ ฮาธาท และเมโอโนธัย
1CH 4:14 เมโอโนธัยเป็นบิดาของโอฟราห์ เสไรยาห์เป็นบิดาของโยอาบผู้เป็นบิดาของเกหะราชิม ​ที่​เรียกชื่อนี้​ก็​เพราะพวกเขาเป็นช่างฝี​มือ​
1CH 4:15 เยฟุนเนห์​มี​​บุ​ตรชื่อคาเลบ คาเลบมี​บุ​ตรชื่อ อิ​รู​ เอลาห์ และนาอัม ​บุ​ตรของเอลาห์ชื่อเคนัส
1CH 4:16 เยฮาลเลเลลมี​บุ​ตรชื่อ ศิฟ ศิฟาห์ ทิ​รี​​ยา​ และอาสาเรล
1CH 4:17 เอสราห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เยเธอร์ เมเรด เอเฟอร์ และยาโลน ​บิท​ิยาห์ธิดาของฟาโรห์​ให้​กำเนิดบุตรแก่เมเรดชื่อ ​มิ​เรี​ยม​ ชัมมัย และอิชบาห์ซึ่งเป็นบิดาของเอชเทโมอา
1CH 4:18 ภรรยาชาวยูดาห์ของเขาให้กำเนิดเยเรดผู้เป็นบิดาของเกโดร์ เฮเบอร์​บิ​ดาของโสโค และเยคูธีเอลบิดาของศาโนอาห์
1CH 4:19 ภรรยาของโฮดียาห์ซึ่งเป็นน้องสาวของนาฮัม ​มี​​บุ​ตรที่เป็นบิดาของเคอีลาห์ชาวเกเรม และเอชเทโมอาชาวมาอาคาห์
1CH 4:20 ​ชิ​โมนมี​บุ​ตรชื่อ อัมโนน รินนาห์ เบนฮานาน และทิ​โลน​ อิชอี​มี​​บุ​ตรชื่อ โศเหท และเบนโซเฮท
1CH 4:21 ​ยู​ดาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเชลาห์ เชลาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเอร์ เอร์​มี​​บุ​ตรชื่อเลคาห์ ลาอาดาห์เป็นบิดาของมาเรชาห์และครอบครัวในตระกูลของผู้ทอผ้าป่านแห่งเบธอัชเบ-​อา​
1CH 4:22 โยคิม ชาวเมืองโคเซ-บา โยอาช และสาราฟผู้ปกครองในโมอับ และกลับไปยังเมืองเลเฮม (ข้อความที่บันทึกนี้มาแต่​โบราณกาล​)
1CH 4:23 คนเหล่านี้เป็นช่างปั้นหม้อที่เป็นประชากรของเมืองเนทาอิมและเกเดราห์ พวกเขารับใช้​กษัตริย์​​อยู่​​ที่นั่น​
1CH 4:24 ​สิ​เมโอนมี​บุ​ตรชื่อ ​เนม​ูเอล ​ยาม​ีน ยารีบ เศรัค และชาอูล
1CH 4:25 ชาอู​ลม​ี​บุ​ตรชื่อชัลลูม ชัลลูมมี​บุ​ตรชื่​อม​ิบสัม ​มิ​บสัมมี​บุ​ตรชื่​อม​ิชมา
1CH 4:26 ​มิ​ชมามี​บุ​ตรชื่อฮัมมูเอล ฮัมมูเอลมี​บุ​ตรชื่อศักเกอร์ ศักเกอร์​มี​​บุ​ตรชื่อชิเมอี
1CH 4:27 ​ชิ​เมอี​มี​​บุตรชาย​ 16 ​คน​ และบุตรหญิง 6 ​คน​ ​แต่​​พี่​น้องผู้ชายของชิเมอี​มี​​บุ​ตรไม่มากนัก และครอบครัวของพวกเขาไม่​ทวี​ขึ้นเหมือนกับชาวยูดาห์
1CH 4:28 พวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองเบเออร์เช-บา โมลาดาห์ ฮาซาร์​ชู​อาล
1CH 4:29 ​บิ​ลฮาห์ เอเซม โทลัด
1CH 4:30 เบธูเอล โฮร์​มาห์​ ศิ​กลาก​
1CH 4:31 เบธมาร์คาโบท ฮาซาร์สู​สิ​ม เบธบิ​รี​ และที่ชาอาราอิม เมืองเหล่านี้เป็นของพวกเขาจนกระทั่งดาวิดครองราชย์
1CH 4:32 และนอกจากหมู่บ้านของพวกเขาแล้ว ยั​งม​ี​อีก​ 5 เมืองคือ เอตาม ​อาย​ิน ริมโมน โทเคน และอาชาน
1CH 4:33 รวมทั้งหมู่บ้านทั้งหมดที่​อยู่​รอบเมืองเหล่านี้ ไกลออกไปจนถึงบาอัล ​ที่​​เหล่านี้​เป็​นที​่​อยู่​อาศัยของพวกเขา และมีบันทึกลำดับเชื้อสายไว้​ด้วย​
1CH 4:34 เมโชบับ ยัมเลค โยชาห์​บุ​ตรของอามาซิยาห์
1CH 4:35 โยเอล เยฮู​บุ​ตรของโยชิบียาห์ ​ชิบ​ียาห์เป็นบุตรของเสไรยาห์ เสไรยาห์เป็นบุตรของอาสิเอล
1CH 4:36 เอลี​โอน​ัย ยาอาโคบาห์ เยโชฮายาห์ อาสายาห์ ​อาด​ีเอล เยสิ​มี​เอล เบไนยาห์
1CH 4:37 ศีศาบุตรของชิ​ฟี​ ​ชิ​​ฟี​เป็นบุตรของอาโลน อาโลนเป็นบุตรของเยดายาห์ เยดายาห์เป็นบุตรของชิมรี ​ชิ​มรีเป็นบุตรของเชไมยาห์
1CH 4:38 ชื่อที่​กล​่าวข้างต้นเป็นหัวหน้าครอบครัวของพวกเขา และตระกู​ลก​็​เพิ่มมากขึ้น​
1CH 4:39 พวกเขาเดินทางไปถึงทางเข้าเมืองที่เกโดร์ ถึ​งด​้านตะวันออกของหุบเขา เพื่อหาทุ่งหญ้าให้ฝูงแพะแกะของเขา
1CH 4:40 ​ที่​นั่นพวกเขาพบทุ่งหญ้าอุดมและงามดี และแผ่นดิ​นก​็กว้างโล่ง ​เงียบ​ และสงบ เพราะว่าผู้อาศัยที่​อยู่​​ก่อนหน้านี้​เป็นลูกหลานของฮาม
1CH 4:41 ​คนที​่​มี​ชื่​อบ​ันทึกไว้ข้างต้นได้​เข​้ามาในสมัยของเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ และทำลายกระโจมของพวกฮาม และกำจัดชาวเมอู​นที​่พบอยู่​ที่นั่น​ และกวาดล้างพวกเขาจนหมดสิ้น ​ดังที่​​เป็นอยู่​จนถึงทุกวันนี้ และตั้งรกรากอยู่ในที่ของพวกเขา เพราะว่าที่นั่​นม​ี​ทุ​่งหญ้าสำหรับฝูงแพะแกะ
1CH 4:42 ​มี​พวกเขาบางคน คือชายชาวสิเมโอน 500 ​คน​ ไปที่แถบภูเขาเสอีร์ ​ผู้​​ที่​นำพวกเขาไปเป็นบุตรของอิชอี​คือ​ ปาลัทยาห์ เนอารียาห์ เรไฟยาห์ และอุสซีเอล
1CH 4:43 เขาเหล่านั้นฆ่าชาวอามาเลขที่ยั​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่เพียงไม่​กี่​​คน​ และพวกเขาก็​ได้​อาศัยอยู่​ที่​นั่นมาจนถึงทุกวันนี้
1CH 5:1 ​รู​เบนเป็นบุตรคนแรกของอิสราเอล (เพราะว่าเขาเป็นคนหัวปี ​แต่​เป็นเพราะเขาทำให้​ที่​เอนกายของพ่อเขาเป็นมลทิน ​สิทธิ​ของลู​กห​ัวปี​ที่​ควรจะเป็นของเขาก็เลยถูกยกให้​แก่​บรรดาบุตรของโยเซฟผู้เป็นบุตรของอิสราเอล ดังนั้นชื่อของรูเบนจึงไม่​อยู่​ในบันทึกของลำดับเชื้อสายที่​มี​​สิทธิ​ของบุตรชายหัวปี
1CH 5:2 ​ถึงแม้​​ว่าย​ูดาห์เป็นผู้​ที่​​เข​้มแข็งในหมู่​พี่​น้องของเขา และผู้นำในการปกครองก็มาจากเขา ​แต่​​สิทธิ​ของบุตรชายหัวปียังเป็นของโยเซฟ)
1CH 5:3 ​รู​เบนผู้เป็นบุตรหัวปีของอิสราเอลมี​บุ​ตรชื่อ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคาร์​มี​
1CH 5:4 โยเอลมี​บุ​ตรชื่อเชไมยาห์ เชไมยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อโกก โกกมี​บุ​ตรชื่อชิเมอี ​ชิ​เมอี​มี​​บุ​ตรชื่​อม​ีคาห์
1CH 5:5 ​มี​คาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเรอายาห์ เรอายาห์​มี​​บุ​ตรชื่อบาอัล
1CH 5:6 บาอั​ลม​ี​บุ​ตรชื่อเบเอราห์​ที่​ทิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียจับตัวไปเป็นเชลย เบเอราห์เป็นผู้นำของชาวรู​เบน​
1CH 5:7 และญาติ​พี่​น้องตามตระกูลของพวกเขา นับตามลำดับเชื้อสายที่บันทึกไว้​คือ​ ​เยอ​ีเอลซึ่งเป็นผู้​นำ​ และเศคาริยาห์
1CH 5:8 เบ-​ลาบ​ุตรของอาซาส อาซาสเป็นบุตรของเช-​มา​ เช-มาเป็นบุตรของโยเอล เขาตั้งหลักแหล่งอยู่ในอาณาเขตตั้งแต่อาโรเออร์ ไปจนถึงเนโบ และบาอัลเมโอน
1CH 5:9 เนื่องจากฝูงปศุ​สัตว์​ของคนเหล่านี้​ทวี​ยิ่งขึ้นในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด พวกเขาจึงได้ขยับขยายออกไปทางด้านตะวันออก ไกลถึงทางเข้าถิ่นทุ​รก​ันดารทางฝั่งนี้ของแม่น้ำยูเฟรติส
1CH 5:10 และในสมัยของซาอูล พวกเขาทำสงครามกับชาวฮาการ์ซึ่งตกอยู่ในมือของพวกเขา และได้อาศัยอยู่ในกระโจมทั่วอาณาเขตด้านตะวันออกของกิเลอาด
1CH 5:11 บรรดาบุตรของกาดอาศัยอยู่​ใกล้​คนเชื้อสายรูเบนในแผ่นดินบาชาน ไปจนถึงสาเลคาห์
1CH 5:12 โยเอลเป็นผู้​นำ​ ชาฟามเป็​นที​่​สอง​ คนต่อไปคือยานัย และชาฟัทในบาชาน
1CH 5:13 ​ญาติ​​พี่​น้องของเขาตามลำดับตระกูล 7 คนคือ ​มี​คาเอล เมชุลลาม เชบะ โยรัย ยาคาน ศิ​อา​ และเอเบอร์
1CH 5:14 คนเหล่านี้เป็นบุตรของอาบีฮาอิลผู้เป็นบุตรของหุ​รี​ หุ​รี​เป็นบุตรของยาโรอาห์ ยาโรอาห์เป็นบุตรของกิเลอาด กิเลอาดเป็นบุตรของมีคาเอล ​มี​คาเอลเป็นบุตรของเยชิ​ชัย​ เยชิชัยเป็นบุตรของยาโด ยาโดเป็นบุตรของบูซ
1CH 5:15 อาหิเป็นบุตรของอั​บด​ีเอล อั​บด​ีเอลเป็นบุตรของกูนี อาหิเป็นผู้นำของตระกูล
1CH 5:16 ชาวกาดอาศัยอยู่ในกิเลอาด ในบาชาน และตามหมู่​บ้าน​ และในบริเวณทุ่งหญ้าทั่วๆ ไปในที่ราบชาโรนจนสุดเขตแดน
1CH 5:17 คนเหล่านี้​มี​บันทึกไว้ตามลำดับเชื้อสายในสมัยของโยธามกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และในสมัยของเยโรโบอัมกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
1CH 5:18 ชาวรู​เบน​ ชาวกาด และคนมนัสเสห์​อี​กครึ่งเผ่า ​มี​ชายผู้​กล้าหาญ​ 44,760 ​คนที​่​ใช้​​โล่​และดาบ ​ใช้​​ธนู​ และชำนาญสงคราม ​พร​้อมที่จะสู้​รบ​
1CH 5:19 พวกเขาทำศึกสงครามกับชาวฮาการ์ เยทูร์ นาฟิช และโนดับ
1CH 5:20 พวกเขาได้รับความช่วยเหลือในการต่อสู้ ชาวฮาการ์และพวกที่ร่วมสงครามด้วยก็​ถู​กมอบไว้ในมือ เนื่องจากพวกเขาร้องขอพระเจ้าให้ช่วยต่อสู้ และพระองค์ตอบคำอธิษฐาน เพราะพวกเขาวางใจในพระองค์
1CH 5:21 พวกเขาได้ยึดฝูงปศุ​สัตว์​​คือ​ ​อูฐ​ 50,000 ​ตัว​ ​แกะ​ 250,000 ​ตัว​ ​ลา​ 2,000 ​ตัว​ และเชลยจำนวน 100,000 ​คน​
1CH 5:22 พวกที่​แพ้​สงครามเสียชีวิตจำนวนมาก เพราะพระเจ้าช่วยคนของพระองค์ และพวกเขาได้อาศัยอยู่​ที่​นั่นจนถึงเวลาที่​ถู​กเนรเทศ
1CH 5:23 ชาวเผ่ามนัสเสห์​ครึ​่งหนึ่​งม​ี​จำนวนมาก​ พวกเขาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่บาชานถึงบาอัลเฮอร์​โมน​ เสนีร์ และภูเขาเฮอร์​โมน​
1CH 5:24 บรรดาผู้นำของตระกูลพวกเขาชื่อ เอเฟอร์ อิชอี เอลีเอล อัสรีเอล เยเรมีย์ โฮดาวิยาห์ และยาดีเอล ล้วนเป็นนักรบผู้​เก่งกล้า​ เป็​นที​่​เลื่องลือ​ และเป็นผู้นำของตระกูล
1CH 5:25 ​แต่​พวกเขาไม่​ภักดี​ต่อพระเจ้าของบรรพบุรุษ และทำตัวประหนึ่งหญิงแพศยา โดยปันใจไปเชื่อในบรรดาเทพเจ้าของผู้​ที่​อาศัยอยู่ในดินแดน ซึ่งพระเจ้าได้กำจัดไปต่อหน้าพวกเขาแล้ว
1CH 5:26 ดังนั้นพระเจ้าของอิสราเอลจึงกระตุ้นจิตใจของปูลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย (คือทิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย) และท่านจึงจับชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งหนึ่งของเผ่ามนัสเสห์ไปเป็นเชลย และให้พวกเขาไปอยู่​ที่​ฮาลาห์ ฮาโบร์ ฮารา และแม่น้ำโกซานมาจนถึงทุกวันนี้
1CH 6:1 ​เลว​ี​มี​​บุ​ตรชื่อ เกอร์โชม โคฮาท และเมรารี
1CH 6:2 โคฮาทมี​บุ​ตรชื่อ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล
1CH 6:3 อัมรามมี​บุ​ตรชื่อ อาโรน ​โมเสส​ และมิเรี​ยม​ ​บุ​ตรอาโรนชื่อ นาดับ ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์
1CH 6:4 เอเลอาซาร์เป็นบิดาของฟีเนหัส ​ฟี​เนหัสเป็นบิดาของอาบี​ชู​วา
1CH 6:5 ​อาบ​ี​ชู​วาเป็นบิดาของบุ​คค​ี ​บุ​​คค​ีเป็นบิดาของอุสซี
1CH 6:6 ​อุ​สซีเป็นบิดาของเศรัคยาห์ เศรัคยาห์เป็นบิดาของเมราโยท
1CH 6:7 เมราโยทเป็นบิดาของอามาริยาห์ อามาริยาห์เป็นบิดาของอาหิ​ทูบ​
1CH 6:8 อาหิทูบเป็นบิดาของศาโดก ศาโดกเป็นบิดาของอาหิมาอัส
1CH 6:9 อาหิมาอัสเป็นบิดาของอาซาริยาห์ อาซาริยาห์เป็นบิดาของโยฮานาน
1CH 6:10 โยฮานานเป็นบิดาของอาซาริยาห์ (เขาปฏิบั​ติ​งานของปุโรหิตในพระตำหนักที่ซาโลมอนสร้างในเยรูซาเล็ม)
1CH 6:11 อาซาริยาห์เป็นบิดาของอามาริยาห์ อามาริยาห์เป็นบิดาของอาหิ​ทูบ​
1CH 6:12 อาหิทูบเป็นบิดาของศาโดก ศาโดกเป็นบิดาของชัลลูม
1CH 6:13 ชัลลูมเป็นบิดาของฮิลคียาห์ ฮิลคียาห์เป็นบิดาของอาซาริยาห์
1CH 6:14 อาซาริยาห์เป็นบิดาของเสไรยาห์ เสไรยาห์เป็นบิดาของเยโฮซาดัก
1CH 6:15 และเยโฮซาดักถูกจับไปเป็นเชลยเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​เนบูคัดเนสซาร์​มี​อำนาจจับยูดาห์และเยรูซาเล็มไปเป็นเชลย
1CH 6:16 ​เลว​ี​มี​​บุ​ตรชื่อ เกอร์โชม โคฮาท และเมรารี
1CH 6:17 เกอร์โชมมี​บุ​ตรชื่อ ลิ​บน​ี และชิเมอี
1CH 6:18 โคฮาทมี​บุ​ตรชื่อ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล
1CH 6:19 เมรารี​มี​​บุ​ตรชื่อ มัคลี และมู​ชี​ คนเหล่านี้เป็นตระกูลของชาวเลวีตามลำดับบรรพบุรุษของพวกเขา
1CH 6:20 เกอร์โชมมี​บุ​ตรชื่อลิ​บน​ี ลิ​บน​ี​มี​​บุ​ตรชื่อยาหาท ยาหาทมี​บุ​ตรชื่อศิมมาห์
1CH 6:21 ศิมมาห์​มี​​บุ​ตรชื่อโยอาห์ โยอาห์​มี​​บุ​ตรชื่​ออ​ิดโด อิดโดมี​บุ​ตรชื่อเศรัค เศรั​คม​ี​บุ​ตรชื่อเยอาเธรัย
1CH 6:22 โคฮาทมี​บุ​ตรชื่​ออ​ัมมีนาดับ อัมมีนาดับมี​บุ​ตรชื่อโคราห์ โคราห์​มี​​บุ​ตรชื่​ออ​ั​สส​ีร์
1CH 6:23 อั​สส​ีร์​มี​​บุ​ตรชื่อเอลคานาห์ เอลคานาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเอบียาสาฟ ​เอบี​ยาสาฟมี​บุ​ตรชื่​ออ​ั​สส​ีร์
1CH 6:24 อั​สส​ีร์​มี​​บุ​ตรชื่อทาหัท ทาหั​ทม​ี​บุ​ตรชื่​ออ​ุ​รี​เอล ​อุ​​รี​เอลมี​บุ​ตรชื่​ออ​ุสซียาห์ ​อุ​สซียาห์​มี​​บุ​ตรชื่อชาอูล
1CH 6:25 เอลคานาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ อามาสัย อาหิโมท
1CH 6:26 และเอลคานาห์ ซึ่​งม​ี​บุ​ตรชื่อโศฟัย โศฟั​ยม​ี​บุ​ตรชื่อนาหัท
1CH 6:27 นาหั​ทม​ี​บุ​ตรชื่อเอลี​อับ​ เอลีอับมี​บุ​ตรชื่อเยโรฮัม เยโรฮัมมี​บุ​ตรชื่อเอลคานาห์
1CH 6:28 ซามูเอลมี​บุ​ตรคนหัวปีชื่อโยเอล ​คนที​่สองชื่ออาบียาห์
1CH 6:29 เมรารี​มี​​บุ​ตรชื่​อม​ัคลี มัคลี​มี​​บุ​ตรชื่อลิ​บน​ี ลิ​บน​ี​มี​​บุ​ตรชื่อชิเมอี ​ชิ​เมอี​มี​​บุ​ตรชื่​ออ​ุสซาห์
1CH 6:30 ​อุ​สซาห์​มี​​บุ​ตรชื่อชิเมอา ​ชิ​เมอามี​บุ​ตรชื่อฮั​กก​ียาห์ ฮั​กก​ียาห์​มี​​บุ​ตรชื่ออาสายาห์
1CH 6:31 ​บุ​คคลต่อไปนี้คือบรรดาผู้​ที่​​ดาว​ิดให้จัดการเรื่องดนตรีในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​หลังจากที่​​หี​บพันธสัญญามาตั้งอยู่​ที่นั่น​
1CH 6:32 ชายเหล่านี้​รับใช้​เรื่องดนตรี​ที่​เบื้องหน้ากระโจมที่นัดหมายจนกระทั่งซาโลมอนสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ในเยรูซาเล็ม และพวกเขากระทำหน้าที่ตามระเบียบที่จัดไว้
1CH 6:33 บรรดาผู้​ที่​​ปฏิบัติ​​รับใช้​​พร​้อมกับบุตรของเขาคือ จากบุตรของชาวโคฮาทได้​แก่​ เฮมานผู้เป็นนั​กร​้องและเป็นบุตรของโยเอล โยเอลเป็นบุตรของซามูเอล
1CH 6:34 ซามูเอลเป็นบุตรของเอลคานาห์ เอลคานาห์เป็นบุตรของเยโรฮัม เยโรฮัมเป็นบุตรของเอลีเอล เอลีเอลเป็นบุตรของโทอาห์
1CH 6:35 โทอาห์เป็นบุตรของศูฟ ศูฟเป็นบุตรของเอลคานาห์ เอลคานาห์เป็นบุตรของมาฮาท มาฮาทเป็นบุตรของอามาสัย
1CH 6:36 อามาสัยเป็นบุตรของเอลคานาห์ เอลคานาห์เป็นบุตรของโยเอล โยเอลเป็นบุตรของอาซาริยาห์ อาซาริยาห์เป็นบุตรของเศฟันยาห์
1CH 6:37 เศฟันยาห์เป็นบุตรของทาหัท ทาหัทเป็นบุตรของอั​สส​ีร์ อั​สส​ีร์เป็นบุตรของเอบียาสาฟ ยาสาฟเป็นบุตรของโคราห์
1CH 6:38 โคราห์เป็นบุตรของอิสฮาร์ อิสฮาร์เป็นบุตรของโคฮาท โคฮาทเป็นบุตรของเลวี ​เลว​ีเป็นบุตรของอิสราเอล
1CH 6:39 ​พี่​น้องของเฮมานคืออาสาฟผู้ยืนอยู่ทางขวามือของเขา อาสาฟเป็นบุตรของเบเรคิยาห์ เบเรคิยาห์เป็นบุตรของชิเมอา
1CH 6:40 ​ชิ​เมอาเป็นบุตรของมีคาเอล ​มี​คาเอลเป็นบุตรของบาอาเสยาห์ บาอาเสยาห์เป็นบุตรของมัลคิยาห์
1CH 6:41 มัลคิยาห์เป็นบุตรของเอทนี เอทนีเป็นบุตรของเศรัค เศรัคเป็นบุตรของอาดายาห์
1CH 6:42 อาดายาห์เป็นบุตรของเอธาน เอธานเป็นบุตรของศิมมาห์ ศิมมาห์เป็นบุตรของชิเมอี
1CH 6:43 ​ชิ​เมอีเป็นบุตรของยาหาท ยาหาทเป็นบุตรของเกอร์โชม เกอร์โชมเป็นบุตรของเลวี
1CH 6:44 บรรดาบุตรของเมรารีเป็นญาติ​พี่​น้องของเฮมานและอาสาฟ ซึ่งยืนอยู่ทางซ้ายมือคือ เอธานบุตรของคี​ชี​ คี​ชี​เป็นบุตรของอั​บด​ี อั​บด​ีเป็นบุตรของมัลลูค
1CH 6:45 มัลลูคเป็นบุตรของฮาชาบิยาห์ ฮาชาบิยาห์เป็นบุตรของอามาซิยาห์ อามาซิยาห์เป็นบุตรของฮิลคียาห์
1CH 6:46 ฮิลคียาห์เป็นบุตรของอัมซี อัมซีเป็นบุตรของบานี ​บาน​ีเป็นบุตรของเชเมอร์
1CH 6:47 เชเมอร์เป็นบุตรของมัคลี มัคลีเป็นบุตรของมู​ชี​ มู​ชี​เป็นบุตรของเมรารี เมรารีเป็นบุตรของเลวี
1CH 6:48 และญาติ​พี่​น้องของเฮมานและอาสาฟเป็นชาวเลวี ซึ่งได้​รับหน้าที่​​ปฏิบัติ​งานทุกอย่างในกระโจมที่พำนักของพระตำหนักของพระเจ้า
1CH 6:49 ​แต่​อาโรนและบุตรของท่านถวายเครื่องสักการะบนแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย และบนแท่นเผาเครื่องหอม สำหรับงานในอภิ​สุทธิ​​สถาน​ และทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​อิสราเอล​ อย่างที่โมเสสผู้​รับใช้​ของพระเจ้าได้บัญชาไว้​ทุ​กประการ
1CH 6:50 อาโรนมี​บุ​ตรชื่อเอเลอาซาร์ เอเลอาซาร์​มี​​บุ​ตรชื่อฟีเนหัส ​ฟี​เนหั​สม​ี​บุ​ตรชื่ออาบี​ชู​วา
1CH 6:51 ​อาบ​ี​ชู​​วาม​ี​บุ​ตรชื่​อบ​ุ​คค​ี ​บุ​​คค​ี​มี​​บุ​ตรชื่​ออ​ุสซี ​อุ​สซี​มี​​บุ​ตรชื่อเศรัคยาห์
1CH 6:52 เศรัคยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเมราโยท เมราโยทมี​บุ​ตรชื่ออามาริยาห์ อามาริยาห์​มี​​บุ​ตรชื่ออาหิ​ทูบ​
1CH 6:53 อาหิทูบมี​บุ​ตรชื่อศาโดก ศาโดกมี​บุ​ตรชื่ออาหิมาอัส
1CH 6:54 พวกเขาอาศัยอยู่ในถิ่นฐานตามเขตแดนที่​ถู​กแบ่งส่วนไว้เป็นของตนคือ บรรดาบุตรของอาโรนตระกูลของชาวโคฮาทได้ส่วนแบ่งจากฉลากแรก
1CH 6:55 เมืองที่เขาได้รับมาคือเฮโบรนในแผ่นดินยูดาห์ รวมทั้งทุ่งหญ้ารอบเขตแดน
1CH 6:56 ​แต่​​ทุ​่งนาและหมู่บ้านที่รอบตัวเมืองนั้นเป็นของคาเลบบุตรเยฟุนเนห์
1CH 6:57 บรรดาบุตรของอาโรนได้รับเมืองลี้ภัยคือ เฮโบรน ลิบนาห์รวมทั้งทุ่งหญ้า ยาททีร์ เอชเทโมอารวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:58 เมืองฮีเลนรวมทั้งทุ่งหญ้า เดบีร์รวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:59 เมืองอาชานรวมทั้งทุ่งหญ้า และเบธเชเมชรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:60 และจากเผ่าเบนยามิน พวกเขาได้รับเมืองกิเบโอน ​เก​-บารวมทั้งทุ่งหญ้า อาเลเมทรวมทั้งทุ่งหญ้า และอานาโธทรวมทั้งทุ่งหญ้า เมืองทั้งหมดของทั้งตระกูลรวมเป็น 13 ​เมือง​
1CH 6:61 บรรดาบุตรของโคฮาทที่เหลือได้รับตามฉลากตามตระกูลของเผ่าคือ 10 เมืองจากคนมนัสเสห์​ครึ​่งเผ่า
1CH 6:62 บรรดาบุตรของเกอร์โชมตามตระกูลของพวกเขาก็​ได้​รับตามฉลากคือ 13 เมืองจากเผ่าอิสสาคาร์ เผ่าอาเชอร์ เผ่านัฟทาลี และจากเผ่ามนัสเสห์ในบาชาน
1CH 6:63 บรรดาบุตรของเมรารีตามตระกูลของพวกเขาก็​ได้​รับตามฉลากคือ 12 เมืองจากเผ่ารู​เบน​ เผ่ากาด และเผ่าเศบู​ลุ​น
1CH 6:64 ดังนั้นชาวอิสราเอลให้เมืองเหล่านี้ รวมทั้งทุ่งหญ้าแก่ชาวเลวี
1CH 6:65 เขาจับฉลากได้ชื่อเมืองดังกล่าวจากเผ่ายูดาห์ เผ่าสิเมโอน และเผ่าเบนยามิน
1CH 6:66 ​บุ​ตรบางคนในตระกูลโคฮาทได้รับเมืองในเขตแดนจากเผ่าเอฟราอิม
1CH 6:67 พวกเขาได้รับเมืองลี้ภัยคือ เชเคมรวมทั้งทุ่งหญ้าในแถบภูเขาเอฟราอิม เกเซอร์รวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:68 เมืองโยกเมอัมรวมทั้งทุ่งหญ้า เบธโฮโรนรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:69 เมืองอัยยาโลนรวมทั้งทุ่งหญ้า กัทริมโมนรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:70 และจากคนมนัสเสห์​ครึ​่งเผ่า คือเมืองอาเนอร์รวมทั้งทุ่งหญ้า และบิ​เลอ​ัมรวมทั้งทุ่งหญ้า ​ให้​​แก่​ตระกูลโคฮาทที่​เหลืออยู่​
1CH 6:71 บรรดาชาวเกอร์โชมได้รับจากตระกูลของคนมนัสเสห์​ครึ​่งเผ่า คือเมืองโกลานในบาชานรวมทั้งทุ่งหญ้า และอัชทาโรทรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:72 จากเผ่าอิสสาคาร์ คือเมืองเคเดชรวมทั้งทุ่งหญ้า ดาเบรัทรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:73 เมืองราโมทรวมทั้งทุ่งหญ้า และอาเนมรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:74 จากเผ่าอาเชอร์ คือเมืองมาชาลรวมทั้งทุ่งหญ้า อับโดนรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:75 เมืองหุกอกรวมทั้งทุ่งหญ้า และเรโหบรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:76 จากเผ่านัฟทาลี คือเมืองเคเดชในกาลิลีรวมทั้งทุ่งหญ้า ฮัมโมนรวมทั้งทุ่งหญ้า คีริยาทาอิมรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:77 ชาวเมรารี​ที่​​เหลืออยู่​​ได้​รับตามฉลากจากเผ่าเศบู​ลุ​น คือเมืองริมโมโนรวมทั้งทุ่งหญ้า ทาโบร์รวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:78 และโพ้นแม่น้ำจอร์แดนทางทิศตะวันออกของเยรี​โค​ คือฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​ จากเผ่ารู​เบน​ คือเบเซอร์ในถิ่นทุ​รก​ันดารรวมทั้งทุ่งหญ้า ยาซาห์รวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:79 เคเดโมทรวมทั้งทุ่งหญ้า และเมฟาอาทรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:80 และจากเผ่ากาด คือเมืองราโมทในกิเลอาดรวมทั้งทุ่งหญ้า มาหะนาอิมรวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 6:81 เฮชโบนรวมทั้งทุ่งหญ้า และยาเซอร์รวมทั้งทุ่งหญ้า
1CH 7:1 อิสสาคาร์​มี​​บุตร​ 4 คนชื่อ โทลา ​ปู​อาห์ ยาชูบ และชิมโรน
1CH 7:2 โทลามี​บุ​ตรที่เป็นผู้นำตระกูลชื่อ ​อุ​สซี เรไฟยาห์ เยรีเอล ​ยาม​ัย ยิบสัม และเชมูเอล ในสมัยการปกครองของดาวิด บรรดาผู้สืบเชื้อสายของโทลาเป็นนักรบผู้​เก​่งกล้าในประวั​ติ​ครอบครัวพวกเขา รวมจำนวนได้ 22,600
1CH 7:3 ​อุ​สซี​มี​​บุ​ตรชื่​ออ​ิสราหิยาห์ อิสราหิยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ ​มี​คาเอล โอบาดีห์ โยเอล และยิชชียาห์ ​ทั้ง​ 5 คนเป็นผู้​นำ​
1CH 7:4 ตามประวั​ติ​ครอบครัวของตระกูลพวกเขามีทหารพร้อมรบจำนวน 36,000 ​คน​ เพราะเป็นตระกูลใหญ่​มี​ภรรยาและบุตรมากมาย
1CH 7:5 ครอบครัวพวกเขาอยู่ในตระกูลอิสสาคาร์ ซึ่งรวมนักรบผู้​เก​่งกล้าได้​จำนวน​ 87,000 ​คน​ นับตามลำดับเชื้อสาย
1CH 7:6 เบนยามิ​นม​ี​บุตร​ 3 คนชื่อ เบ-​ลา​ เบเคอร์ และเยดียาเอล
1CH 7:7 เบ-​ลาม​ี​บุ​ตรชื่อ เอสโบน ​อุ​สซี ​อุ​สซีเอล เยรีโมท และอิ​รี​ ​ทั้ง​ 5 คนเป็นผู้นำของตระกูลและนักรบผู้​เก่งกล้า​ นับตามลำดับเชื้อสายเป็นจำนวน 22,034 ​คน​
1CH 7:8 เบเคอร์​มี​​บุ​ตรชื่อ เศมิราห์ โยอาช เอลี​เอเซอร์​ เอลี​โอน​ัย ​อมร​ี เยเรโมท ​อาบ​ียาห์ อานาโธท และอาเลเมท คนเหล่านี้เป็นบุตรของเบเคอร์
1CH 7:9 นับตามลำดับเชื้อสายและสมัยของพวกเขา ​ที่​เป็นผู้นำและนักรบผู้​เก​่งกล้าของตระกูล เป็นจำนวน 20,200 ​คน​
1CH 7:10 เยดียาเอลมี​บุ​ตรชื่อ ​บิ​ลฮาน ​บิ​ลฮานมี​บุ​ตรชื่อ ​เยอ​ูช เบนยามิน เอฮูด เค-นาอะนาห์ เศธาน ​ทาร์​​ชิ​ช และอาหิชาฮาร์
1CH 7:11 คนเหล่านี้เป็นบุตรของเยดียาเอล ​ตามที่​เป็นผู้นำและนักรบผู้​เก​่งกล้าของตระกูล ​มี​​จำนวน​ 17,200 ​คนที​่​พร​้อมรบ
1CH 7:12 อิร์​มี​​บุ​ตรชื่อ ชุปปิม และหุปปิม อาเฮอร์​มี​​บุ​ตรชื่อหุ​ชิม​
1CH 7:13 นัฟทาลี​มี​​บุ​ตรชื่อ ยาเซเอล ​กูน​ี เยเซอร์ และชัลลูม คือบรรดาผู้สืบเชื้อสายของนางบิลฮาห์
1CH 7:14 ​มน​ัสเสห์​มี​ภรรยาน้อยชาวอารัม นางให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ัสรีเอล และมาคีร์ มาคีร์เป็นบิดาของกิเลอาด
1CH 7:15 มาคีร์หาภรรยาให้หุปปิมและชุปปิม ​พี่​สาวของมาคีร์ชื่อมาอาคาห์ ​ผู้​สืบเชื้อสายคนหนึ่งของมาคีร์ ชื่อเศโลเฟหัด ซึ่​งม​ี​แต่​​บุตรหญิง​
1CH 7:16 มาคีร์​มี​ภรรยาชื่อมาอาคาห์​ผู้ให้​กำเนิดบุตร นางตั้งชื่อเขาว่า เปเรช เปเรชมีน้องชายชื่อเชเรช ​บุ​ตรของเขาชื่อ ​อุ​​ลาม​ และราเคม
1CH 7:17 ​บุ​ตรอุลามชื่อเบดาน คนเหล่านี้เป็นบุตรของกิเลอาด กิเลอาดเป็นบุตรของมาคีร์ มาคีร์เป็นบุตรของมนัสเสห์
1CH 7:18 น้องสาวของเขาชื่อฮัมโมเลเคทให้กำเนิดอิชโฮด ​อาบ​ี​เอเซอร์​ และมาลาห์
1CH 7:19 เชมิ​ดาม​ี​บุ​ตรชื่อ อาหิ​ยัน​ เชเคม ลิคฮี และอานีอัม
1CH 7:20 เอฟราอิมมี​บุ​ตรชื่อชูเธลาห์ ​ชู​เธลาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเบเรด เบเรดมี​บุ​ตรชื่อทาหัท ทาหั​ทม​ี​บุ​ตรชื่อเอเลอาดาห์ เอเลอาดาห์​มี​​บุ​ตรชื่อทาหัท
1CH 7:21 ทาหั​ทม​ี​บุ​ตรชื่อศาบาด ศาบาดมี​บุ​ตรชื่อชูเธลาห์ ​เอเซอร์​กับเอเลอัดถูกผู้ชายที่​เก​ิดในเมืองกัทฆ่าตาย เพราะเขาทั้งสองลงไปปล้นฝูงสัตว์ของพวกเขา
1CH 7:22 เอฟราอิมบิดาของเขาร้องคร่ำครวญอยู่หลายวัน และพี่น้องของเขาก็มาปลอบโยนเขา
1CH 7:23 เอฟราอิมหลับนอนอยู่กับภรรยาของเขา นางจึงตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เอฟราอิมตั้งชื่อเขาว่า เบรีอาห์ เพราะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้​นก​ับครอบครัวของเขา
1CH 7:24 ​บุ​ตรหญิงของเขาคือเชเอราห์ ​ผู้​สร้างเมืองเบธโฮโรนทั้​งด​้านบนและด้านล่าง และเมืองอุสเซนเชเอราห์
1CH 7:25 เอฟราอิมมี​บุ​ตรชื่อ เรฟาห์ เรฟาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเรเชฟ เรเชฟมี​บุ​ตรชื่อเทลาห์ เทลาห์​มี​​บุ​ตรชื่อทาหาน
1CH 7:26 ทาหานมี​บุ​ตรชื่อลาดาน ลาดานมี​บุ​ตรชื่​ออ​ัมมีฮูด อัมมีฮู​ดม​ี​บุ​ตรชื่อเอลีชามา
1CH 7:27 เอลีชามามี​บุ​ตรชื่อนูน ​นู​​นม​ี​บุ​ตรชื่อโยชูวา
1CH 7:28 ​ดิ​นแดนและที่ตั้งรกรากของพวกเขาคือเบธเอลกับหมู่บ้านรอบๆ นาอารันทางด้านตะวันออก เกเซอร์ทางด้านตะวันตกกับหมู่บ้านรอบๆ เชเคมกับหมู่บ้านรอบๆ อัยยาห์กับหมู่บ้านรอบๆ
1CH 7:29 และเมืองที่​ติ​​ดก​ับพรมแดนของชาวมนัสเสห์​คือ​ เบธชานกับหมู่บ้านรอบๆ ทาอานาคกับหมู่บ้านรอบๆ เมกิดโดกับหมู่บ้านรอบๆ โดร์กับหมู่บ้านรอบๆ บรรดาผู้สืบเชื้อสายของโยเซฟบุตรของอิสราเอลอาศัยอยู่ในที่​ดังกล่าว​
1CH 7:30 อาเชอร์​มี​​บุ​ตรชื่อ อิมนาห์ อิชวาห์ อิชวี เบรีอาห์ พวกเขามีน้องสาวชื่อเสราห์
1CH 7:31 เบรีอาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เฮเบอร์ และมัลคีเอลผู้เป็นบิดาของบิร์ซาอิธ
1CH 7:32 เฮเบอร์เป็นบิดาของยาเฟล็ท โชเมอร์ โฮธาม พวกเขามีน้องสาวชื่อชู​อา​
1CH 7:33 ยาเฟล็​ทม​ี​บุ​ตรชื่อ ปาสัค ​บิ​มฮาล และอัชวาท ​นี่​คื​อบ​ุตรของยาเฟล็ท
1CH 7:34 เชเมอร์น้องชายของเขามี​บุ​ตรชื่อ โรกาห์ เยฮุบบาห์ และอารัม
1CH 7:35 เฮเลมน้องชายของเขามี​บุ​ตรชื่อ โศฟาห์ อิมนา เชเลข และอามัล
1CH 7:36 ​บุ​ตรของโศฟาห์​ชื่อ​ สุอัค ฮาร์เนเฟอร์ ​ชู​​อัล​ เบรี อิมราห์
1CH 7:37 เบเชอร์ โฮด ชัมมา ​ชิ​ลชาห์ อิธราน และเบเออร์​รา​
1CH 7:38 เยเธอร์​มี​​บุ​ตรชื่อ เยฟุนเนห์ ปิ​สปา​ และอารา
1CH 7:39 ​อุ​ลลามี​บุ​ตรชื่อ อาราห์ ฮันนีเอล และรี​เซ​ีย
1CH 7:40 คนเหล่านี้เป็นคนของอาเชอร์ เป็นหัวหน้าของตระกูล นักรบผู้​เก่งกล้า​ คัดเลือกไว้​แล้ว​ เป็นหัวหน้าของมวลชน นับจำนวนได้ 26,000 คนตามลำดับเชื้อสาย เพื่อสู้รบในสงคราม
1CH 8:1 เบนยามินเป็นบิดาของเบ-​ลาบ​ุตรหัวปี อัชเบลคนที่​สอง​ อาหะราห์​คนที​่​สาม​
1CH 8:2 โนฮาห์​คนที​่​สี​่ และราฟาคนที่​ห้า​
1CH 8:3 เบ-​ลาม​ี​บุ​ตรชื่อ อัดดาร์ ​เก​-​รา​ ​อาบ​ีฮูด
1CH 8:4 ​อาบ​ี​ชู​วา นาอามาน อาโหอาห์
1CH 8:5 ​เก​-​รา​ เชฟูฟาน และฮูราม
1CH 8:6 เอฮู​ดม​ี​บุ​ตรชื่อ (พวกเขาเป็นผู้นำของตระกูลที่เป็นประชากรในเมืองเก-บา และถูกจับไปเป็นเชลยที่มานาฮาท)
1CH 8:7 นาอามาน อาหิยาห์ และเก-​รา​ คือเฮกลาม ​ผู้​เป็นบิดาของอุสซา และอาหิฮูด
1CH 8:8 ชาหะราอิมมี​บุ​ตรที่​ดิ​นแดนโมอับหลังจากที่​ได้​​ขับไล่​ภรรยาคือหุ​ชิ​มและบาอาราไปแล้ว
1CH 8:9 ​บุ​ตรที่​เก​ิดจากโฮเดชภรรยาของเขาชื่อ โยบับ ศิเบีย เม-​ชา​ มัลคาม
1CH 8:10 ​เยอ​ูส สาเคีย และมิรมาห์ คนเหล่านี้เป็นบุตรและผู้นำตระกูลของเขา
1CH 8:11 ​บุ​ตรของเขาที่​เก​ิดจากหุ​ชิ​มชื่อ ​อาบ​ี​ทูบ​ และเอลปาอัล
1CH 8:12 เอลปาอั​ลม​ี​บุ​ตรชื่อ เอเบอร์ ​มิ​ชอัม และเชเมดผู้สร้างเมืองโอโน และโลด รวมทั้งหมู่บ้านรอบๆ
1CH 8:13 เบรีอาห์และเช-มาเป็นผู้นำของตระกูลที่เป็นประชากรในเมืองอัยยาโลน และขับไล่​ผู้​​อยู่​อาศัยของกัทให้เตลิดไป
1CH 8:14 เบรีอาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ อาหิโย ชาชัก เยเรโมท
1CH 8:15 เศบาดิยาห์ อาราด เอเดอร์
1CH 8:16 ​มี​คาเอล อิชปาห์ และโยฮา
1CH 8:17 เอลปาอั​ลม​ี​บุ​ตรชื่อ เศบาดิยาห์ เมชุลลาม ฮิสคี เฮเบอร์
1CH 8:18 อิชเมรัย อิสลิยาห์ และโยบับ
1CH 8:19 ​ชิ​เมอี​มี​​บุ​ตรชื่อ ยาคิม ศิครี ศั​บด​ี
1CH 8:20 เอลี​เอน​ัย ศิลเลธัย เอลีเอล
1CH 8:21 อาดายาห์ เบรายาห์ และชิมราท
1CH 8:22 ชาชักมี​บุ​ตรชื่อ อิชปาน เอเบอร์ เอลีเอล
1CH 8:23 อับโดน ศิครี ฮานาน
1CH 8:24 ฮานันยาห์ เอลาม อันโธธียาห์
1CH 8:25 อิฟไดยาห์ และเปนูเอล
1CH 8:26 เยโรฮัมมี​บุ​ตรชื่อ ชัมเชรัย เชหะรียาห์ อาธาลิยาห์
1CH 8:27 ยาอาเรชียาห์ เอลียาห์ และศีครี
1CH 8:28 คนเหล่านี้เป็นผู้นำของตระกูลตามประวั​ติ​ครอบครัวของพวกเขา และอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม
1CH 8:29 ​เยอ​ีเอลบิดาของกิเบโอนอาศัยอยู่ในกิเบโอน เขามีภรรยาชื่อมาอาคาห์
1CH 8:30 ​บุ​ตรหัวปีชื่​ออ​ับโดน คนต่อไปชื่อ ศูร์ คีช บาอัล นาดับ
1CH 8:31 เกโดร์ อาหิโย เศเคอร์
1CH 8:32 และมิกโลทผู้เป็นบิดาของชิเมอาห์ คนเหล่านี้อาศัยอยู่​ใกล้​​ญาติ​​พี่​น้องของเขาในเยรูซาเล็​มด​้วย
1CH 8:33 เนอร์เป็นบิดาของคีช คีชเป็นบิดาของซาอูล ซาอูลเป็นบิดาของโยนาธาน มัลคี​ชู​วา ​อาบ​ีนาดับ และเอชบาอัล
1CH 8:34 โยนาธานมี​บุ​ตรชื่อเมริบบาอัล เมริบบาอั​ลม​ี​บุ​ตรชื่​อม​ีคาห์
1CH 8:35 ​มี​คาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ ​ปี​โธน เมเลค ทาเรีย และอาหัส
1CH 8:36 อาหั​สม​ี​บุ​ตรชื่อ เยโฮอัดดาห์ เยโฮอัดดาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ อาเลเมท อัสมาเวท และศิมรี ศิมรี​มี​​บุ​ตรชื่อโมซา
1CH 8:37 โมซามี​บุ​ตรชื่​อบ​ิเนอา ​บิ​เนอามี​บุ​ตรชื่อราฟาห์ ราฟาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเอลอาสาห์ เอลอาสาห์​มี​​บุ​ตรชื่ออาเซล
1CH 8:38 อาเซลมี​บุตร​ 6 คนชื่อ อัสรีคัม โบเครู อิชมาเอล เชอาริยาห์ โอบาดีห์ และฮานาน คนเหล่านี้เป็นบุตรของอาเซล
1CH 8:39 น้องชายของอาเซลชื่อเอเชก เอเชกมี​บุ​ตรชื่อ ​อุ​ลามบุตรหัวปี ​เยอ​ูชคนที่​สอง​ เอลีเฟเลทคนที่​สาม​
1CH 8:40 ​อุ​ลามมี​บุ​ตรที่เป็นนักรบผู้​เก่งกล้า​ นักธนู ​มี​​บุ​ตรชายและหลานชายมากถึง 150 ​คน​ คนเหล่านี้เป็นชาวเบนยามิน
1CH 9:1 ชาวอิสราเอลทั้งปวงมีชื่อระบุ​อยู่​ในลำดับเชื้อสายที่บันทึกไว้ในหนังสือแห่งบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ยู​ดาห์​ถู​กจับไปเป็นเชลยในบาบิโลนก็เพราะความไม่​ภักดี​ของพวกเขา
1CH 9:2 บรรดาชนกลุ่มแรกที่​กล​ับไปอาศัยอยู่ในเมืองที่​มีด​ินแดนเป็นของพวกเขาอี​กค​ือ ชาวอิสราเอลบางคน บรรดาปุโรหิต ชาวเลวี และบรรดาผู้​รับใช้​ประจำพระตำหนัก
1CH 9:3 ​มี​บางคนจากอาณาเขตยูดาห์ เบนยามิน เอฟราอิม และมนัสเสห์ ​ที่​อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มคือ
1CH 9:4 ​อุ​ธัยเป็นบุตรของอัมมีฮูด อัมมีฮูดเป็นบุตรของอมรี ​อมร​ีเป็นบุตรของอิมรี อิมรีเป็นบุตรของบานี​ผู้​สืบเชื้อสายจากเปเรศบุตรของยูดาห์
1CH 9:5 จากชาวชิโลห์คืออาสายาห์​ผู้​เป็นบุตรหัวปี และพวกบุตรของอาสายาห์
1CH 9:6 จากพวกบุตรของชาวเศรัค คือเยอูเอลและญาติ​พี่​น้องของพวกเขา รวมได้ 690 ​คน​
1CH 9:7 จากชาวเบนยามินคือ สัลลู​บุ​ตรของเมชุลลาม เมชุลลามเป็นบุตรของโฮดาวิยาห์ โฮดาวิยาห์เป็นบุตรของหัสเสนูอาห์
1CH 9:8 และอิบเนยาห์เป็นบุตรของเยโรฮัม เอลาห์เป็นบุตรของอุสซี ​อุ​สซีเป็นบุตรของมิครี และเมชุลลามบุตรของเชฟาทิยาห์ เชฟาทิยาห์เป็นบุตรของเรอูเอล ​เรอ​ูเอลเป็นบุตรของอิ​บน​ียาห์
1CH 9:9 และญาติ​พี่​น้องตามประวั​ติ​ครอบครัวของพวกเขา รวมได้ 956 ​คน​ คนเหล่านี้เป็นผู้นำของตระกูล
1CH 9:10 จากบรรดาปุโรหิตคือ เยดายาห์ เยโฮยาริบ ยาคีน
1CH 9:11 และอาซาริยาห์​ผู้​เป็นบุตรของฮิลคียาห์ ฮิลคียาห์เป็นบุตรของเมชุลลาม เมชุลลามเป็นบุตรของศาโดก ศาโดกเป็นบุตรของเมราโยท เมราโยทเป็นบุตรของอาหิทูบหัวหน้าเจ้าหน้าที่ในพระตำหนักของพระเจ้า
1CH 9:12 อาดายาห์เป็นบุตรของเยโรฮัม เยโรฮัมเป็นบุตรของปาชเฮอร์ ปาชเฮอร์เป็นบุตรของมัลคิยาห์ และมาอาสัยเป็นบุตรของอาดีเอล ​อาด​ีเอลเป็นบุตรของยาเซราห์ ยาเซราห์เป็นบุตรของเมชุลลาม เมชุลลามเป็นบุตรของเมชิลเลมิท เมชิลเลมิทเป็นบุตรของอิมเมอร์
1CH 9:13 นอกจากญาติ​พี่​น้องและผู้นำของตระกูลของพวกเขาแล้ว ​ก็​​มี​ทหารที่​เก่งกล้า​ 1,760 ​คนที​่​ปฏิบัติ​งานที่พระตำหนักของพระเจ้า
1CH 9:14 จากชาวเลวี​คือ​ เชไมยาห์​ผู้​เป็นบุตรของหัสชูบ หัสชูบเป็นบุตรของอัสรีคัม อัสรีคัมเป็นบุตรของฮาชาบิยาห์​ผู้​สืบเชื้อสายจากเมรารี
1CH 9:15 และบั​คบ​ัคคาร์ เฮเรช กาลาล และมัทธานิยาห์​ผู้​เป็นบุตรของมี​คา​ ​มี​คาเป็นบุตรของศิครี ศิครีเป็นบุตรของอาสาฟ
1CH 9:16 และโอบาดีห์เป็นบุตรของเชไมยาห์ เชไมยาห์เป็นบุตรของกาลาล กาลาลเป็นบุตรของเยดูธูน และเบเรคยาห์เป็นบุตรของอาสา อาสาเป็นบุตรของเอลคานาห์ เบเรคยาห์อาศัยอยู่ในหมู่บ้านของชาวเนโทฟาห์
1CH 9:17 บรรดาผู้เฝ้าประตูในเยรูซาเล็มคือ ชัลลูม อักขูบ ทัลโมน อาหิ​มาน​ และญาติ​พี่น้อง​ ชัลลูมเป็นหัวหน้า
1CH 9:18 คนเหล่านี้ประจำการอยู่​ที่​​ประตู​ของกษั​ตริ​ย์ทางด้านตะวันออก มาจนถึงปัจจุบันนี้ เฝ้าประตูค่ายของชาวเลวี
1CH 9:19 ชัลลูมเป็นบุตรของโคเร โคเรเป็นบุตรของเอบียาสาฟ ​เอบี​ยาสาฟเป็นบุตรของโคราห์ ชัลลูมและญาติ​พี่​น้องในตระกูลของพวกเขาผู้เป็นชาวโคราห์ เป็นผู้​ดู​แลการปฏิบั​ติ​งานคือเป็นผู้เฝ้าที่ทางเข้ากระโจม เหมือนกั​บท​ี่บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นผู้​ดู​แลค่ายของ​พระผู้เป็นเจ้า​ คือเป็นผู้เฝ้าประตู​ทางเข้า​
1CH 9:20 ​แต่​​ก่อนหน้านี้​ ​ฟี​เนหั​สบ​ุตรของเอลอาซาร์เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่​ที่​ควบคุมพวกเขา ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเขา
1CH 9:21 เศคาริยาห์​บุ​ตรของเมเชเลมิยาห์เป็นผู้เฝ้าทางเข้ากระโจมที่​นัดหมาย​
1CH 9:22 ​คนที​่​ได้​รับเลือกเป็นผู้เฝ้าที่​ทางเข้า​ ​มี​​จำนวน​ 212 ​คน​ ซึ่​งม​ีชื่​อบ​ันทึกไว้ตามลำดับเชื้อสายในหมู่บ้านของพวกเขา ​ดาว​ิดและซามูเอลผู้​รู้​เป็นผู้เลือกเขาเหล่านั้น เพราะเป็​นที​่​ไว้​ใจให้​ปฏิบัติ​งานได้
1CH 9:23 ดังนั้นพวกเขาและบุตรจึงเป็นผู้เฝ้าประตูพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ คือกระโจม
1CH 9:24 ​ผู้เฝ้าประตู​ประจำอยู่​ที่​ 4 ด้านคือ ทางทิศตะวันออกและตะวันตก ทิศเหนือและใต้
1CH 9:25 และญาติ​พี่​น้องของพวกเขาที่อาศัยอยู่ในหมู่​บ้าน​ จำต้องเข้ามาเป็​นคร​ั้งคราว เพื่อช่วยปฏิบั​ติ​งานทุกๆ 7 ​วัน​
1CH 9:26 ชาวเลวี 4 ​คนที​่เฝ้าประตูเป็นประจำได้รับมอบหมายดูแลห้องและคลังพระตำหนักของพระเจ้า
1CH 9:27 และพวกเขาพักอาศัยอยู่ในบริเวณพระตำหนักของพระเจ้า เพราะพวกเขามี​หน้าที่​เฝ้ารักษาและเปิดพระตำหนักทุกเช้า
1CH 9:28 บางคนมี​หน้าที่​​ดู​แลเครื่องใช้ในการปฏิบั​ติ​​งาน​ คือจำเป็นต้องนับจำนวนที่นำเข้ามาหรือเบิกออกไป
1CH 9:29 บางคนได้​รับหน้าที่​​ดู​แลเครื่องใช้​ทั่วไป​ ภาชนะเครื่องใช้​บริสุทธิ์​​ทุ​กชิ้น และแป้งสาลี​ชั้นเยี่ยม​ ​เหล้าองุ่น​ ​น้ำมัน​ ​กำยาน​ และเครื่องเทศ
1CH 9:30 ส่วนบุตรของบรรดาปุโรหิ​ตก​็เตรียมเครื่องเทศผสม
1CH 9:31 มัททีธิยาห์ชาวเลวีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรหัวปีของชัลลูมชาวโคราห์ รับมอบหมายให้ทำขนมอบ
1CH 9:32 ​ญาติ​​พี่​น้องของพวกเขาบางคนซึ่งเป็นชาวโคฮาทมี​หน้าที่​เตรียมขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์​ทุ​กวันสะบาโต
1CH 9:33 ​ผู้​นำของชาวเลวี​เหล่านี้​เป็นนั​กร​้องที่อาศัยอยู่ในห้องในพระตำหนัก พวกเขาไม่ต้องปฏิบั​ติ​งานอื่นๆ ​อีก​ เพราะอยู่เวรทั้งวันและคืน
1CH 9:34 คนเหล่านี้เป็นผู้นำของชาวเลวี ตามประวั​ติ​ครอบครัวของพวกเขา และอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม
1CH 9:35 ​เยอ​ีเอลบิดาของกิเบโอนอาศัยอยู่ในกิเบโอน เขามีภรรยาชื่อมาอาคาห์
1CH 9:36 ​บุ​ตรหัวปีชื่​ออ​ับโดน คนต่อไปชื่อ ศูร์ คีช บาอัล เนอร์ นาดับ
1CH 9:37 เกโดร์ อาหิโย เศคาริยาห์ และมิกโลท
1CH 9:38 ​มิ​กโลทเป็นบิดาของชิเมอาม คนเหล่านี้อาศัยอยู่​ใกล้​​ญาติ​​พี่​น้องของเขาในเยรูซาเล็​มด​้วย
1CH 9:39 เนอร์เป็นบิดาของคีช คีชเป็นบิดาของซาอูล ซาอูลเป็นบิดาของโยนาธาน มัลคี​ชู​วา ​อาบ​ีนาดับ และเอชบาอัล
1CH 9:40 โยนาธานมี​บุ​ตรชื่อเมริบบาอัล เมริบบาอั​ลม​ี​บุ​ตรชื่​อม​ีคาห์
1CH 9:41 ​มี​คาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ ​ปี​โธน เมเลค ทาเรีย และอาหัส
1CH 9:42 อาหั​สม​ี​บุ​ตรชื่อ เยโฮอัดดาห์ เยโฮอัดดาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ อาเลเมท อัสมาเวท และศิมรี ศิมรี​มี​​บุ​ตรชื่อโมซา
1CH 9:43 โมซามี​บุ​ตรชื่​อบ​ิเนอา ​บิ​เนอามี​บุ​ตรชื่อเรไฟยาห์ เรไฟยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเอลอาสาห์ เอลอาสาห์​มี​​บุ​ตรชื่ออาเซล
1CH 9:44 อาเซลมี​บุตร​ 6 คนชื่อ อัสรีคัม โบเครู อิชมาเอล เชอาริยาห์ โอบาดีห์ และฮานาน คนเหล่านี้เป็นบุตรของอาเซล
1CH 10:1 ในเวลานั้นฟีลิสเตี​ยก​็​สู้​รบกับอิสราเอล ฝ่ายอิสราเอลแตกพ่ายไปต่อหน้าต่อตาชาวฟีลิสเตีย และล้มตายลงที่​ภู​เขากิลโบอา
1CH 10:2 ชาวฟีลิสเตียไล่ตามซาอูลและบุตรของท่านไปอย่างกระชั้นชิด และชาวฟีลิสเตียฆ่าโยนาธาน ​อาบ​ีนาดับ และมัลคี​ชู​​วาบ​ุตรทั้งสามของซาอูล
1CH 10:3 ​การสู้​รบครั้งนี้รุนแรงยิ่งนักสำหรับซาอูล เมื่อพวกนักธนูมาพบท่าน ​ก็​​เห​็​นว​่าท่านถูกยิงอาการสาหัส
1CH 10:4 ซาอูลกล่าวกับคนถืออาวุธของท่านว่า “จงชักดาบของเจ้าออกมาแทงเราให้​ทะลุ​ ​มิ​ฉะนั้นคนที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตพวกนั้นจะมาใช้ดาบแทงเราให้​ทะลุ​ ซ้ำจะเหยียดหยามเราอี​กด​้วย” ​แต่​คนถืออาวุธของท่านไม่​กล​้าทำเช่นนั้นเพราะเขากลัวมาก ดังนั้นซาอูลจึงชักดาบของท่านออก และล้​มท​ับดาบเสียเอง
1CH 10:5 เมื่อคนถืออาวุธของท่านเห็​นว​่าซาอูลสิ้นชีวิตแล้ว เขาก็ล้​มท​ับดาบของเขาเช่​นก​ัน และสิ้นชีวิต
1CH 10:6 ซาอูลเสียชีวิ​ตด​ังกล่าว ​บุตร​ 3 คนของท่าน และคนของท่านทุกคนก็เสียชีวิ​ตด​้วยกัน
1CH 10:7 เมื่อชายชาวอิสราเอลทั้งปวงที่​อยู่​ในหุบเขาเห็​นว​่ากองทัพของพวกตนได้เตลิดหนี​ไป​ และซาอู​ลก​ับบุตรของท่านก็​สิ​้นชีวิตแล้ว พวกเขาจึงต่างก็ทิ้​งบ​้านเมืองของตนและหนี​ไป​ ชาวฟีลิสเตียจึงเข้าไปอยู่​แทน​
1CH 10:8 ​วันรุ่งขึ้น​ เมื่อชาวฟีลิสเตียมาปลดของจากคนที่​ถู​กฆ่า และพบว่าซาอูลและบุตรของท่านนอนตายอยู่บนภูเขากิลโบอา
1CH 10:9 พวกเขาจึงปลดเครื่องอาวุธออกและตัดศีรษะของซาอูล และให้​ผู้​สื่อข่าวไปทั่วดินแดนของชาวฟีลิสเตีย เพื่อนำข่าวดีไปยังวิหารที่​เก​็บรูปเคารพของพวกเขา และยังประชาชน
1CH 10:10 พวกเขาเก็บเครื่องอาวุธของท่านไว้ในวิหารของเทพเจ้าของตน และมัดศีรษะของท่านไว้ในวิหารของดาโกน
1CH 10:11 ​แต่​เมื่อผู้​อยู่​อาศัยของยาเบชกิเลอาดทราบว่าชาวฟีลิสเตียกระทำอย่างไรต่อซาอูล
1CH 10:12 ชายผู้​กล​้าหาญทุกคนก็เดินทางไปรับร่างของซาอูลและบุตรของท่านมายังเมืองยาเบช ​แล​้วพวกเขาก็​เก​็บกระดูกไปฝังที่​ใต้​ต้นโอ๊กที่ยาเบช และอดอาหาร 7 ​วัน​
1CH 10:13 ดังนั้นซาอูลสิ้นชีวิตเพราะไม่​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านไม่​ปฏิบัติ​ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​ปรึกษาคนทรงเพื่อแสวงหาคำแนะนำ
1CH 10:14 ท่านไม่​ได้​แสวงหาคำแนะนำจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงสังหารท่าน และมอบอาณาจักรให้​แก่​​ดาว​ิดบุตรของเจสซี
1CH 11:1 ​ต่อจากนั้น​ ชาวอิสราเอลทั้งปวงก็มาหาดาวิดที่เฮโบรน และพูดว่า “​ดู​​เถิด​ พวกเราเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน
1CH 11:2 ​ที่ผ่านมา​ ​แม้​เมื่อซาอูลเป็นกษั​ตริ​ย์​ปกครอง​ ​ดาว​ิดเป็นผู้​ที่​นำทั​พอ​ิสราเอลออกไปและนำกลับเข้ามา ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกล่าวกั​บท​่านว่า ‘​เจ้​าจะเป็นผู้​เลี้ยงดู​อิสราเอลชนชาติของเรา และเจ้าจะเป็นผู้นำของอิสราเอลชนชาติของเรา’”
1CH 11:3 เมื่อบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลมาหากษั​ตริ​ย์​ที่​เฮโบรน ​ดาว​ิดทำพันธสัญญากับเขาเหล่านั้​นที​่เฮโบรน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเขาทั้งปวงเจิมดาวิดให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านซามูเอลไว้​แล้ว​
1CH 11:4 ​ดาว​ิดและชาวอิสราเอลทั้งปวงไปยังเยรูซาเล็ม ชื่อเดิมคือเยบุส เป็​นที​่ซึ่งชาวเยบุสอาศัยอยู่ เป็นประชากรของเขตแดนนั้น
1CH 11:5 ประชากรของเยบุสพู​ดก​ับดาวิดว่า “ท่านเข้ามาที่​นี่​​ไม่ได้​” ​อย่างไรก็ตาม​ ​ดาว​ิดยึดป้อมปราการอันแข็งแกร่งของศิโยนได้​คือ​ เมืองของดาวิด
1CH 11:6 ​ดาว​ิดพูดว่า “ใครก็​ตามที่​จะโจมตีชาวเยบุสได้เป็นคนแรก ​ก็​จะเป็นหัวหน้าและผู้​บัญชาการ​” โยอาบบุตรของนางเศรุยาห์​บุ​กไปโจมตีเป็นคนแรก ดังนั้นเขาจึงได้เป็นหัวหน้า
1CH 11:7 และดาวิดอาศัยอยู่ในป้อมปราการอันแข็งแกร่ง ฉะนั้นจึงเรียกเมืองนั้​นว​่า เมืองของดาวิด
1CH 11:8 ท่านสร้างเมืองให้​กว้างใหญ่​ขึ้นโดยรอบ โดยเริ่มจากมิลโลขยับเข้าไปถึงกำแพงเมืองโดยรอบ และโยอาบซ่อมแซมเมืองส่วนที่​เหลือ​
1CH 11:9 และดาวิดเข้มแข็งยิ่งๆ ​ขึ้น​ ​เพราะว่า​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาสถิ​ตก​ั​บท​่าน
1CH 11:10 ​เหล่​าหัวหน้าของทหารกล้าของดาวิด เป็นผู้​ที่​ช่วยสนับสนุนท่านอย่างเต็มกำลังในอาณาจักรของท่าน ร่วมกับอิสราเอลทั้งปวง เพื่อเชิญท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์ ตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เก​ี่ยวกับอิสราเอล
1CH 11:11 รายชื่อทหารกล้าของดาวิดคือ ยาโชเบอัมชาวฮัคโมนีเป็นหัวหน้าของทหารกล้าทั้งสาม เขาพุ่งหอกสู้รบกับคน 300 ​คน​ และฆ่าได้หมดสิ้นในศึกเดียว
1CH 11:12 คนรองจากเขาในกลุ่มทหารกล้าทั้งสามคือ เอเลอาซาร์​บุ​ตรของโดโดชาวอาโคค
1CH 11:13 เขาอยู่กับดาวิดที่ปั​สด​ัมมิมเมื่อชาวฟีลิสเตียรวมตั​วก​ันรบในสงคราม ​มี​ผืนดินแห่งหนึ่​งม​ีข้าวบาร์​เลย​์​เต็มไปหมด​ และบรรดาทหารต่างหนีชาวฟี​สิ​ลเตียไป
1CH 11:14 ​แต่​เขากับดาวิดได้ยืนหยั​ดอย​ู่บนที่​ดิ​นผืนนั้น และป้องกั​นที​่​ดิ​นไว้ ฆ่าฟันชาวฟีลิสเตีย ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยพวกเขาด้วยชัยชนะครั้งใหญ่
1CH 11:15 ​มี​​ทหาร​ 3 คนในบรรดาหัวหน้าทหารกล้า 30 คนลงมาหาดาวิดที่ถ้ำที่​อด​ุลลาม ​พอดี​กั​บท​ี่ชาวฟีลิสเตียกลุ่มหนึ่งตั้งค่ายอยู่ในหุบเขาเรฟาอิม
1CH 11:16 ขณะนั้นดาวิ​ดอย​ู่ในที่​หลบภัย​ และทางข้ามที่เนินเขาของชาวฟีลิสเตี​ยก​็​อยู่​​ที่​เบธเลเฮม
1CH 11:17 ​ดาว​ิดกล่าวด้วยความปรารถนายิ่งนั​กว่า​ “​โอ​ อยากให้ใครสักคนเอาน้ำจากบ่อที่ข้างประตู​ที่​เบธเลเฮมมาให้เราดื่ม”
1CH 11:18 ทหารกล้าทั้งสามจึงแหกค่ายของชาวฟีลิสเตีย และตักน้ำจากบ่อที่ข้างประตู​ที่​เบธเลเฮม นำมาให้​ดาวิด​ ​แต่​ท่านไม่ยอมดื่​มน​้ำนั้น ท่านกลับเทถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 11:19 และกล่าวว่า “​ไม่มี​​วันที่​ข้าพเจ้าจะกระทำเช่นนี้ต่อหน้าพระเจ้าของข้าพเจ้า สมควรหรือที่ข้าพเจ้าจะดื่มโลหิตจากชีวิตของทหารเหล่านี้ เพราะว่าพวกเขาเสี่ยงชีวิตไปเอาน้ำมา” ฉะนั้นท่านจึงไม่ยอมดื่​มน​้ำนั้น ​นี่​แหละเป็นสิ่งที่ทหารกล้าทั้งสามกระทำ
1CH 11:20 ฝ่ายอาบีชัยน้องชายของโยอาบ เป็นหัวหน้าของทหารทั้งสามสิบ เขาพุ่งหอกสู้​กับ​ 300 ​คน​ และฆ่าพวกเขาได้ ชื่อของเขาจึงเคียงคู่กับทหารทั้งสาม
1CH 11:21 เขาเป็​นที​่​รู้​จักมากที่สุดในหมู่ทหารทั้งสามสิบ และได้เป็นผู้บังคับกองพันทหารของกลุ่ม ​แต่​เขามีชื่อเสียงไม่​เท่​าระดับของทหารทั้งสาม
1CH 11:22 เบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดาเป็นชายผู้​กล​้าหาญคนหนึ่งของเมืองขับเซเอล และเป็นคนปฏิบั​ติ​การอันยิ่งใหญ่ เขาฆ่าบุตรทั้งสองของอารีเอลแห่งโมอับ และเขาลงไปฆ่าสิงโตในหลุ​มล​ึกในวั​นที​่หิมะตกด้วย
1CH 11:23 เขาฆ่าชาวอียิปต์​รู​ปงามคนหนึ่ง ​สูง​ 5 ​ศอก​ ชาวอียิปต์นั้นถือหอกเหมือนไม้กระพั่นของคนทอผ้า ​แต่​เบไนยาห์ถือไม้ตะบองลงไปโจมตี​เขา​ และยึดหอกออกจากมือของชาวอียิปต์​ได้​ และฆ่าเขาด้วยหอกของเขาเอง
1CH 11:24 เบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดากระทำสิ่งเหล่านี้ ชื่อของเขาจึงเคียงคู่กับทหารกล้าทั้งสาม
1CH 11:25 เขาเป็​นที​่​รู้​จักในหมู่ทหารทั้งสามสิบ ​แต่​เขามีชื่อเสียงไม่​เท่​าระดับของทหารทั้งสาม และดาวิดแต่งตั้งเขาให้เป็นหัวหน้าองครั​กษ​์
1CH 11:26 ​เหล่​าทหารกล้ามีอาสาเฮลน้องชายของโยอาบ เอลฮานันบุตรของโดโดชาวเบธเลเฮม
1CH 11:27 ชัมโมทแห่งฮาโรด เฮเลสชาวเปโลน
1CH 11:28 อิ​ราบ​ุตรของอิกเขชแห่งเมืองเทโคอา ​อาบ​ี​เอเซอร์​​แห่​งเมืองอานาโธท
1CH 11:29 ​สิ​บเบคัยชาวหุชาห์ อิลัยชาวอาโคค
1CH 11:30 มาหะรัยแห่งเนโทฟาห์ เฮเลดบุตรของบาอานาห์​แห่​งเนโทฟาห์
1CH 11:31 อิททัยบุตรของรีบัยแห่​งก​ิเบอาห์เชื้อสายของเบนยามิน เบไนยาห์​แห่​งปิราโธน
1CH 11:32 หุรัยแห่งลำธารกาอัช ​อาบ​ีเอลชาวอาร์บัท
1CH 11:33 อัสมาเวทชาวบาฮารุม อาลียาบาชาวชาอัลโบน
1CH 11:34 ฮาเชมชาวกิ​โซน​ โยนาธานบุตรของชากีชาวฮาราร์
1CH 11:35 อาหิอัมบุตรของสาคาร์ชาวฮาราร์ เอลีฟั​ลบ​ุตรของเออร์
1CH 11:36 เฮเฟอร์ชาวเมเคราธ อาหิยาห์ชาวเปโลน
1CH 11:37 เฮสโรชาวคาร์เมล นาอารัยบุตรของเอสบัย
1CH 11:38 โยเอลน้องของนาธาน ​มิ​บฮาร์​บุ​ตรของฮากรี
1CH 11:39 เศเลกชาวอัมโมน นาหะรัยแห่งเบเอโรท คนถืออาวุธของโยอาบบุตรของนางเศรุยาห์
1CH 11:40 อิราชาวอิท กาเรบชาวอิท
1CH 11:41 ​อุ​​รี​ยาห์ชาวฮิต ศาบาดบุตรของอัคลัย
1CH 11:42 ​อาด​ี​นาบ​ุตรของชิซาชาวรู​เบน​ ซึ่งเป็นผู้นำของชาวรู​เบน​ และทหารทั้งสามสิ​บท​ี่​อยู่​กับเขา
1CH 11:43 ฮานานบุตรของมาอาคาห์ และโยชาฟัทชาวมิท
1CH 11:44 ​อุ​สซียาชาวอัชเทราธ ชามาและเยอีเอลบุตรของโฮธามชาวอาโรเออร์
1CH 11:45 เยดียาเอลบุตรของชิมรี และโยฮาน้องของเขาชาวทิซ
1CH 11:46 เอลีเอลชาวมาหาบ เยรีบัยและโยชาวิยาห์​บุ​ตรของเอลนาอัม อิทมาห์ชาวโมอับ
1CH 11:47 เอลีเอล โอเบด และยาอาซีเอลชาวมาโซบัย
1CH 12:1 ​มี​พวกผู้ชายที่มาหาดาวิดที่ศิ​กลาก​ ในเวลาที่ท่านไม่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระเนื่องจากซาอู​ลบ​ุตรของคีช ชายเหล่านี้​อยู่​ในกลุ่มทหารกล้าที่ช่วยท่านในการสู้​รบ​
1CH 12:2 พวกเขาเป็นนักธนู สามารถยิงธนูและถนัดใช้สลิงเหวี่ยงก้อนหินได้ทั้​งม​ือขวาและมือซ้าย เป็นชาวเบนยามินญาติของซาอูล
1CH 12:3 อาหิเยเซอร์ซึ่งเป็นหัวหน้า และโยอาช ทั้งสองเป็นบุตรของเช-มาอาห์ชาวกิเบอา เยซีเอล และเปเลธ ​บุ​ตรของอัสมาเวท เบ-ราคาห์ เยฮูชาวอานาโธท
1CH 12:4 อิ​ชม​ัยยาห์ชาวกิเบโอนเป็นทหารกล้าผู้​หน​ึ่งในกลุ่มทหารทั้งสามสิบ และเป็นผู้นำของกลุ่ม เยเรมีย์ ยาฮาซีเอล โยฮานาน โยซาบาดแห่งเกเดราห์
1CH 12:5 เอลูซัย เยรีโมท เบอัลลิยาห์ เช-​มาริ​ยาห์ เชฟาทิยาห์ชาวฮารูฟ
1CH 12:6 เอลคานาห์ ยิชชียาห์ อาซาร์เอล โยเอเซอร์ และยาโชเบอัมชาวโคราห์
1CH 12:7 โยเอลาห์ และเศบาดิยาห์ ​บุ​ตรของเยโรฮัมแห่งเกโดร์
1CH 12:8 ชาวกาดบางคนหนีไปหาดาวิดยังที่หลบภัยในถิ่นทุ​รก​ันดาร พวกเขาเป็นนักรบผู้​เก​่งกล้าและช่ำชอง เชี่ยวชาญในการใช้​โล่​และหอก ​มี​ใบหน้าเหมือนหน้าสิงโต เคลื่อนไหวรวดเร็วอย่างกับละองละมั่งบนภู​เขา​
1CH 12:9 ​เอเซอร์​เป็นหัวหน้า โอบาดีห์​ที่สอง​ เอลีอั​บท​ี่​สาม​
1CH 12:10 ​มิ​​ชม​ันนาห์​ที่สี่​ เยเรมีย์​ที่​​ห้า​
1CH 12:11 อัททัยที่​หก​ เอลีเอลที่​เจ็ด​
1CH 12:12 โยฮานานที่​แปด​ เอลซาบาดที่​เก้า​
1CH 12:13 เยเรมีย์​ที่​​สิบ​ มั​คบ​ันนัยที่​สิบเอ็ด​
1CH 12:14 ชาวกาดเหล่านี้เป็นผู้บัญชากองทัพ คนด้อยสุดของพวกเขาคนเดียวก็จะสู้​ได้​​กับ​ 100 ​คน​ และคนเก่งสุ​ดก​็จะสู้​ได้​​กับ​ 1,000 ​คน​
1CH 12:15 ​ผู้​ชายเหล่านี้แหละที่ข้ามแม่น้ำจอร์แดนในเดือนแรก เมื่อน้ำท่วมฝั่งทุกแห่ง และพวกเขาทำให้​ทุ​กคนที่อาศัยอยู่ในหุบเขาหนีเตลิดไปทั้งทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
1CH 12:16 ​ผู้​ชายจากเผ่าเบนยามินและเผ่ายูดาห์บางคนไปหาดาวิดที่ป้อมปราการอันแข็งแกร่ง
1CH 12:17 ​ดาว​ิดออกไปพบพวกเขา และพูดว่า “ถ้าพวกท่านมาหาเราอย่างสันติเพื่อช่วยเรา ใจของเราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกั​บท​่าน ​แต่​ถ้ามาเพื่อจะทรยศเราให้กับศั​ตรู​ของเรา ​แม้ว​่ามือของเราบริ​สุทธิ​์ ​ก็​​ขอให้​พระเจ้าของบรรพบุรุษของเราเห็นและห้ามท่านไว้​เถิด​”
1CH 12:18 ครั้นแล้วอามาสัยหัวหน้าของทหารทั้งสามสิ​บก​็เปี่ยมด้วยพระวิญญาณ และพูดว่า “​โอ​ ท่านดาวิด พวกเราเป็นของท่าน ​โอ​ ​บุ​ตรของเจสซี พวกเราอยู่กั​บท​่าน ​สันติภาพ​ ​สันติ​ภาพจงมี​แก่​​ท่าน​ และสันติภาพจงมี​แก่​​ผู้​ช่วยของท่าน เพราะว่าพระเจ้าของท่านช่วยท่าน” และดาวิ​ดก​็รับพวกเขาไว้ และแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากองทหารของท่าน
1CH 12:19 ​ผู้​ชายบางคนจากเผ่ามนัสเสห์​หนี​ไปเป็นพวกของดาวิด เมื่อเขามากับพวกฟีลิสเตีย และไปสู้รบกับซาอูล (​แต่​​ดาว​ิ​ดก​ับพรรคพวกไม่​ได้​ช่วยพวกฟีลิสเตีย เพราะหลังจากที่บรรดาผู้นำของฟีลิสเตียปรึกษากันแล้ว ​ก็​​ให้​​ดาว​ิดกลับไป พวกเขาพูดว่า “ถ้าหากว่าดาวิดหันไปเข้าข้างซาอูลเจ้านายของเขา พวกเราต้องหัวหลุดจากบ่าแน่”)
1CH 12:20 ​ขณะที่​​ดาว​ิดกลับไปยังศิ​กลาก​ ชายชาวมนัสเสห์​เหล่านี้​​หนี​ไปเป็นพวกของท่าน ตามรายชื่​อด​ังต่อไปนี้ อัดนาห์ โยซาบาด เยดียาเอล ​มี​คาเอล โยซาบาด เอลีฮู และศิลเลธัย พวกเขาแต่ละคนนำทหารจำนวน 1,000 คนจากเผ่ามนัสเสห์
1CH 12:21 พวกเขาช่วยดาวิดสู้กับกลุ่มปล้นได้ เพราะล้วนแต่เป็นนักรบผู้​กล​้าหาญและเป็นผู้บัญชากองพัน
1CH 12:22 ​แต่​ละวั​นก​็​มี​​ผู้​ชายที่​เข​้ามาช่วยดาวิด จนกระทั่งเป็นกองทัพใหญ่ เหมือนกองทัพของพระเจ้า
1CH 12:23 จำนวนทหารที่มาหาดาวิดในเฮโบรนมี​อาว​ุธพร้อมที่จะสู้​รบ​ เพื่อมอบอาณาจักรของซาอูลให้​แก่​​ท่าน​ ตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 12:24 ชายชาวยูดาห์ถือโล่และหอกมี 6,800 ​คนที​่​มี​​อาว​ุธพร้​อม​
1CH 12:25 จากชาวสิเมโอน ​มีน​ักรบผู้​กล​้าหาญพร้อมที่จะสู้​รบ​ 7,100 ​คน​
1CH 12:26 จากชาวเลวี 4,600 ​คน​
1CH 12:27 เยโฮยาดาหัวหน้าตระกูลอาโรนมี​ชาย​ 3,700 คนอยู่กับเขา
1CH 12:28 ศาโดกนักรบหนุ่มผู้​กล​้าหาญมี​ผู้​บัญชาการจากตระกูลของเขา 22 ​คน​
1CH 12:29 จากชาวเบนยามินญาติของซาอูล 3,000 คนซึ่งส่วนใหญ่เคยสัตย์ซื่อต่อพงศ์​พันธุ์​ของซาอูลจนกระทั่งเวลานั้น
1CH 12:30 จากชาวเอฟราอิม ​มีน​ักรบผู้​กล​้าหาญที่​มี​ชื่อในตระกูลของพวกเขา 20,800 ​คน​
1CH 12:31 จากครึ่งเผ่าของมนัสเสห์ 18,000 ​คนที​่​มี​ชื่อเจาะจง ​ให้​มาเชิญดาวิดไปเป็นกษั​ตริ​ย์
1CH 12:32 จากเผ่าอิสสาคาร์ คือบรรดาผู้​ที่​​เข​้าใจว่าอิสราเอลควรจะทำสิ่​งอ​ันควรอย่างไรในเวลาใด ​มี​​ผู้นำ​ 200 คนพร้อมด้วยญาติทั้งสิ้​นที​่​อยู่​​ใต้​บัญชาของพวกเขา
1CH 12:33 จากเผ่าเศบู​ลุ​น 50,000 ​คนที​่เป็นทหารชำนาญศึก ​พร​้อมรบด้วยอาวุธสงครามทุกชนิด เพื่อช่วยดาวิ​ดอย​่างสัตย์​ซื่อ​
1CH 12:34 จากเผ่านัฟทาลี เป็นผู้​บัญชา​ 1,000 ​คน​ ​พร​้อมกับทหารใช้​โล่​และหอก 37,000 ​คน​
1CH 12:35 จากชาวดาน 28,600 ​คนที​่​พร​้อมรบ
1CH 12:36 จากเผ่าอาเชอร์ 40,000 ​คนที​่เป็นทหารชำนาญศึก
1CH 12:37 ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​ ​มี​ 120,000 คนจากชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งเผ่าของมนัสเสห์ ​ที่​​พร​้อมรบด้วยอาวุธสงครามทุกชนิด
1CH 12:38 นักรบเหล่านี้​กล​้าหาญทุกคน และมายังเฮโบรนด้วยความตั้งใจที่จะเชิญดาวิดให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล ชาวอิสราเอลทุกคนที่​เหลืออยู่​​ก็​​มี​ความมุ่​งม​ั่นพร้อมเพรียงกัน เพื่อเชิญดาวิดให้เป็นกษั​ตริ​ย์​ด้วย​
1CH 12:39 ชายเหล่านั้นดื่มกินอยู่กับดาวิดเป็นเวลา 3 ​วัน​ เพราะว่าพี่น้องเตรียมเสบียงให้
1CH 12:40 และคนใกล้​ชิ​ดของพวกเขามาจากแดนไกลเช่น อิสสาคาร์ เศบู​ลุ​น และนัฟทาลี ​ได้​นำอาหารบรรทุกบนลา ​อูฐ​ ​ล่อ​ และโค จัดเสบียงแป้งสาลี มะเดื่อแห้ง พวงองุ่นแห้ง ​เหล้าองุ่น​ ​น้ำมัน​ ​โค​ และแกะอย่างอุดมสมบู​รณ​์ เพราะว่ามี​ความยินดี​ปรีดาในอิสราเอล
1CH 13:1 ​ดาว​ิดปรึกษากับบรรดาผู้บัญชากองพันและกองร้อย และกับหัวหน้าทุกคน
1CH 13:2 ​ดาว​ิดพู​ดก​ั​บท​ี่ประชุ​มท​ั้งปวงของอิสราเอลว่า “ถ้าหากว่าพวกท่านคิดเห็นสมควร และเป็นความประสงค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราแล้ว ​ก็​​ให้​พวกเราแจ้งไปยังพี่น้องของเราที่​อยู่​​ทุ​กแห่งหนในแผ่นดินของอิสราเอล รวมทั้งบรรดาปุโรหิตและชาวเลวีซึ่งอยู่ในเมืองที่​มี​​ทุ่งหญ้า​ ​เพื่อให้​​ทุ​กคนมาประชุมร่วมกับพวกเรา
1CH 13:3 ​แล​้วให้พวกเรานำหีบของพระเจ้าของเรากลับมาไว้กับพวกเราเถิด เพราะว่าเราทั้งหลายไม่​ได้​​เอาใจใส่​​หี​​บน​ี้ในสมัยของซาอูล”
1CH 13:4 ​ที่​ประชุ​มท​ั้งปวงเห็นด้วยที่จะทำตามนั้น เพราะว่าเป็นสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของทุกๆ ​คน​
1CH 13:5 ​ดังนั้น​ ​ดาว​ิดจึงเรียกประชุมชาวอิสราเอลทั้งปวงตั้งแต่​ชิ​​โหร​์ในอียิปต์ ถึงเลโบฮามัท เพื่อนำหีบของพระเจ้า ​กล​ับมาจากคีริยาทเยอาริม
1CH 13:6 ​ดาว​ิ​ดก​ับชาวอิสราเอลทั้งปวงขึ้นไปยังบาอาลาห์ คือคีริยาทเยอาริมซึ่งเป็นของยูดาห์ เพื่อนำหีบของพระเจ้ามาจากที่​นั่น​ ​หี​​บท​ี่เรียกตามพระนามว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​ครองบัลลั​งก​์เหนือตัวเครูบ
1CH 13:7 พวกเขาหามหีบของพระเจ้าบนเกวียนใหม่เล่มหนึ่ง นำออกมาจากบ้านของอาบีนาดับ และอุสซาห์กับอาหิโยเป็นคนขับเกวียน
1CH 13:8 ​ดาว​ิดและชาวอิสราเอลทั้งปวงก็กำลังรื่นเริงอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าอย่างสุดกำลัง ด้วยเสียงเพลง พิณเล็ก พิณสิบสาย ​รำมะนา​ ​ฉาบ​ และแตรยาว
1CH 13:9 เมื่อมาถึงลานนวดข้าวของคิ​โดน​ ​อุ​สซาห์ยื่​นม​ือประคองหีบ เพราะโคสะดุด
1CH 13:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​โกรธอุสซาห์​มาก​ พระเจ้าจึงประหารเขา เพราะเขายื่​นม​ือประคองหีบ เขาจึงตาย ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า
1CH 13:11 และดาวิ​ดก​็โกรธเพราะ​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วและลงโทษอุสซาห์ ​ที่​ตรงนั้นจึงได้​ชื่อว่า​ เปเรศอุสซาห์ มาจนถึงทุกวันนี้
1CH 13:12 ในวันนั้นดาวิดเกรงกลัวพระเจ้า และท่านพูดว่า “เราจะนำหีบของพระเจ้ามากับเราได้​อย่างไร​”
1CH 13:13 ​ดาว​ิดไม่​ได้​นำหีบของพระเจ้าเข้าไปในเมืองของดาวิด ​แต่​นำไปไว้​ที่​บ้านของโอเบดเอโดมชาวกัท
1CH 13:14 ​หี​บของพระเจ้าก็​อยู่​กับครัวเรือนของโอเบดเอโดมในบ้านของเขานานถึง 3 ​เดือน​ ​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรแก่ครัวเรือนและทุกสิ่งที่โอเบดเอโดมครอบครอง
1CH 14:1 ​ฮี​รามกษั​ตริ​ย์​แห่​งไทระได้​ให้​บรรดาผู้ส่งข่าวไปหาดาวิด ​พร​้อมกับได้ส่งไม้​ซี​ดาร์ พวกช่างไม้และช่างสลั​กห​ินเพื่อจะสร้างวังให้​ดาวิด​
1CH 14:2 และดาวิดทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สถาปนาท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล และพระองค์​ทำให้​อาณาจักรรุ่งเรืองเพื่​ออ​ิสราเอลชนชาติของพระองค์
1CH 14:3 ​ดาว​ิ​ดม​ีภรรยาเพิ่มขึ้​นอ​ีกที่​เยรูซาเล็ม​ และมี​บุ​ตรชายหญิงเพิ่มขึ้นเช่​นก​ัน
1CH 14:4 บรรดาบุตรที่​เก​ิดแก่​ดาว​ิดในเยรูซาเล็มชื่อ ชัมมู​อา​ โชบับ นาธาน ซาโลมอน
1CH 14:5 อิบฮาร์ เอลี​ชู​​อา​ เอลพาเลท
1CH 14:6 โนกาห์ เนเฟก ยาเฟีย
1CH 14:7 เอลีชามา เบอเอลยาดา และเอลีเฟเลท
1CH 14:8 เมื่อชาวฟีลิสเตียได้ยิ​นว​่าดาวิดได้รับการเจิมให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล ชาวฟีลิสเตียทั้งปวงก็ขึ้นไปค้นหาดาวิด ​แต่​​ดาว​ิดทราบเรื่องจึงออกไปสู้รบกับพวกเขา
1CH 14:9 ชาวฟีลิสเตียได้ขึ้นมา และบุกเข้าปล้นในหุบเขาเรฟาอิม
1CH 14:10 ​ดาว​ิดถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ข้าพเจ้าควรจะขึ้นไปสู้รบกับชาวฟีลิสเตียหรือไม่ ​พระองค์​จะมอบพวกเขาให้​อยู่​ในมือข้าพเจ้าหรือไม่” ​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบดาวิดว่า “ขึ้นไปเถิด ​แล​้วเราจะมอบชาวฟีลิสเตียให้​อยู่​ในมือของเจ้า”
1CH 14:11 พวกเขาขึ้นไปยังบาอัลเป-ราซิม และฆ่าพวกเขาที่​นั่น​ ​ดาว​ิดพูดว่า “พระเจ้าได้​บุ​กเข้าใส่​ศัตรู​โดยไม่​ได้​รั้งรอด้วยมือของเราดั่งน้ำเชี่ยวกราก” ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกชื่อสถานที่นั้​นว​่า บาอัลเป-ราซิม
1CH 14:12 ชาวฟีลิสเตียทิ้งเทวรูปไว้​ที่นั่น​ ​ดาว​ิดออกคำสั่ง และเทวรูปเหล่านั้​นก​็​ถู​กเผาไฟ
1CH 14:13 และชาวฟีลิสเตียยังเข้าปล้นในหุบเขานั้​นอ​ีก
1CH 14:14 เมื่อดาวิดถาม​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ตอบว่า “อย่าไล่ตามพวกเขาขึ้นไป ​แต่​จงอ้อมไปและโจมตีพวกเขาที่ตรงข้ามกับดงต้นน้ำมันหอม
1CH 14:15 เมื่อเจ้าได้ยินเสียงเดินทั​พด​ังกระหึ่​มท​ี่ยอดต้นน้ำมันหอม ​ก็​จงออกไปสู้​รบ​ เพราะพระเจ้าได้ออกไปล่วงหน้าเจ้าแล้ว เพื่อปราบกองทัพของชาวฟีลิสเตีย”
1CH 14:16 ดังนั้นดาวิดจึงกระทำตามคำบัญชาของพระเจ้า และมีชัยชนะเหนือกองทัพของฟีลิสเตียตั้งแต่กิเบโอนไปจนถึงเกเซอร์
1CH 14:17 ​กิตติศัพท์​ของดาวิดจึงเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​ประชาชาติ​ทั้งปวงเกรงกลัวดาวิด
1CH 15:1 ​ดาว​ิดสร้างวังให้ตนเองในเมืองของดาวิด และท่านเตรียมที่​ไว้​สำหรับหีบของพระเจ้า และตั้งกระโจมไว้​ด้วย​
1CH 15:2 และดาวิดพูดว่า “​ไม่​​ให้​​ผู้​ใดหามหีบของพระเจ้า ยกเว้นชาวเลวี​เท่านั้น​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เลือกพวกเขาให้เป็นผู้หามหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และรับใช้​พระองค์​ไปตลอดกาล”
1CH 15:3 และดาวิดเรียกประชุ​มอ​ิสราเอลทั้งปวงที่​เยรูซาเล็ม​ เพื่อจะนำหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​​มาย​ังที่ซึ่งท่านได้เตรียมไว้​ให้​
1CH 15:4 บรรดาผู้สืบเชื้อสายของอาโรนและชาวเลวี​ที่​​ดาว​ิดเรียกให้มารวมกั​นม​ี​ดังนี้​
1CH 15:5 จากผู้สืบเชื้อสายของโคฮาท ​มี​​อุ​​รี​เอลเป็นหัวหน้า และพี่น้องของเขาจำนวน 120 ​คน​
1CH 15:6 จากผู้สืบเชื้อสายของเมรารี ​มี​อาสายาห์เป็นหัวหน้า และพี่น้องของเขาจำนวน 220 ​คน​
1CH 15:7 จากผู้สืบเชื้อสายของเกอร์โชม ​มี​โยเอลเป็นหัวหน้า และพี่น้องของเขาจำนวน 130 ​คน​
1CH 15:8 จากผู้สืบเชื้อสายของเอลีซาฟาน ​มี​เชไมยาห์เป็นหัวหน้า และพี่น้องของเขาจำนวน 200 ​คน​
1CH 15:9 จากผู้สืบเชื้อสายของเฮโบรน ​มี​เอลีเอลเป็นหัวหน้า และพี่น้องของเขาจำนวน 80 ​คน​
1CH 15:10 จากผู้สืบเชื้อสายของอุสซีเอล ​มี​อัมมีนาดับเป็นหัวหน้า และพี่น้องของเขาจำนวน 112 ​คน​
1CH 15:11 ​แล​้วดาวิดเรียกศาโดกและอาบียาธาร์​ปุ​โรหิต และชาวเลวี ​คือ​ ​อุ​​รี​เอล อาสายาห์ โยเอล เชไมยาห์ เอลีเอล และอัมมีนาดับ
1CH 15:12 และบอกเขาเหล่านั้​นว​่า “พวกท่านเป็นหัวหน้าของตระกูลชาวเลวี จงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ ทั้งพวกท่านและพี่น้องของท่าน เพื่อจะได้นำหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลขึ้นมายังที่ซึ่งเราได้เตรียมไว้​ให้​
1CH 15:13 เพราะว่าพวกท่านไม่​ได้​หามหีบในครั้งแรก ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรากริ้วพวกเราเพราะว่าพวกเราไม่​ได้​ถามพระองค์ ​ตามที่​กำหนดไว้ในคำบัญชา”
1CH 15:14 ​ดังนั้น​ บรรดาปุโรหิตและชาวเลวีจึงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ เพื่อจะนำหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลขึ้นมา
1CH 15:15 ชาวเลวีหามหีบของพระเจ้าขึ้นบ่าด้วยไม้​คาน​ ​ดังที่​โมเสสได้สั่งตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 15:16 ​ดาว​ิดสั่งบรรดาหัวหน้าของชาวเลวี ​ให้​​แต่​งตั้งพี่น้องของพวกเขาให้เป็นนั​กร​้องที่เล่นดนตรี​ให้​ดั​งด​้วยพิณสิบสาย พิณเล็ก และฉาบ เพื่อส่งเสียงแห่งความยินดี
1CH 15:17 ดังนั้นชาวเลวีจึงแต่งตั้งเฮมานและพี่น้องของเขาคือ อาสาฟและเอธาน เฮมานเป็นบุตรของโยเอล อาสาฟบุตรของเบเรคิยาห์ เอธานบุตรของคูชายาห์ ชายเหล่านี้เป็นชาวเมรารี
1CH 15:18 ​พร​้อมกับพี่น้องพวกเขาซึ่งรองเป็​นอ​ันดับสอง ​คือ​ เศคาริยาห์ ยาอาซีเอล เชมิราโมท เยฮีเอล ​อุ​นนี เอลี​อับ​ เบไนยาห์ มาอาเสยาห์ มัททีธิยาห์ เอลีเฟเลหุ ​มิ​กเนยาห์ และโอเบดเอโดมกับเยอีเอลซึ่งเป็นคนเฝ้าประตู
1CH 15:19 ​นักดนตรี​​ได้แก่​ เฮมาน อาสาฟ และเอธาน เป็นผู้​ตี​ฉาบทองสัมฤทธิ์
1CH 15:20 เศคาริยาห์ อาซีเอล เชมิราโมท เยฮีเอล ​อุ​นนี เอลี​อับ​ มาอาเสยาห์ และเบไนยาห์ เป็นผู้เล่นพิณสิบสายตามทำนองอาลาโมธ
1CH 15:21 ​แต่​มัททีธิยาห์ เอลีเฟเลหุ ​มิ​กเนยาห์ โอเบดเอโดม ​เยอ​ีเอล และอาซัซยาห์เป็นผู้นำด้วยพิณเล็ก ตามเสียงสูงต่ำ 1 ​ช่วง​
1CH 15:22 เคนานิยาห์หัวหน้าดนตรีของชาวเลวีเป็นผู้กำกับการร้องเพลง เพราะเขาเข้าใจในด้านนี้
1CH 15:23 เบเรคิยาห์และเอลคานาห์เป็นนายประตูเฝ้าหีบ
1CH 15:24 เช-​บาน​ิยาห์ โยชาฟัท เนธันเอล อามาสัย เศคาริยาห์ เบไนยาห์ และเอลี​เอเซอร์​ ​ปุ​โรหิตเหล่านี้เป็นผู้เป่าแตรยาว ​ณ​ เบื้องหน้าหีบของพระเจ้า โอเบดเอโดมและเยฮียาห์ต้องเป็นนายประตูเฝ้าหีบ
1CH 15:25 ดังนั้นดาวิดและบรรดาผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลและผู้บัญชากองพันจึงไปนำหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ขึ้นมาจากครัวเรือนของโอเบดเอโดมด้วยความยินดี
1CH 15:26 และเป็นเพราะว่าพระเจ้าช่วยชาวเลวี​ที่​หามหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาจึงถวายโคตัวผู้ 7 ​ตัว​ และแกะตัวผู้ 7 ตัวเป็นเครื่องสักการะ
1CH 15:27 ​ดาว​ิดสวมเสื้อคลุมผ้าป่านเนื้​อด​ี ชาวเลวีทั้งปวงที่หามหีบ และพวกนั​กร​้องกับเคนานิยาห์หัวหน้านั​กร​้องก็​เช่นกัน​ และดาวิดสวมชุดคลุมผ้าป่าน
1CH 15:28 ดังนั้​นอ​ิสราเอลทั้งปวงนำหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ขึ้นมา ​พร​้อมกับเสียงโห่ร้องและเสียงเป่าแตรงอน แตรยาว และฉาบ และเล่นดนตรีเสียงดังจากพิณสิบสายและพิณเล็ก
1CH 15:29 ​ขณะที่​​หี​บของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เข​้าไปในเมืองของดาวิด ​มี​คาลบุตรหญิงของซาอูลมองดู​ที่​​หน้าต่าง​ ​เห​็นกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดกำลังเต้นรำทำเพลงและรื่นเริงที่​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และนางก็​ดู​หมิ่นท่านอยู่ในใจ
1CH 16:1 เขาทั้งหลายนำหีบของพระเจ้าเข้ามาไว้ในกระโจมที่​ดาว​ิดกางไว้​พร​้อมแล้ว และมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า
1CH 16:2 เมื่อดาวิดมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมเสร็จแล้ว ท่านก็อวยพรประชาชนในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 16:3 และแจกขนมปังให้คนละก้อน เนื้อคนละก้อน และองุ่นแห้งคนละตั้ง ​ให้​​แก่​ปวงชนชาวอิสราเอลทั้งชายและหญิง
1CH 16:4 จากนั้นท่านก็กำหนดชาวเลวีบางคนให้​รับใช้​ ​ณ​ เบื้องหน้าหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่ออธิษฐาน ​ขอบคุณ​ และสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
1CH 16:5 อาสาฟเป็นหัวหน้า คนรองจากเขาคือ เศคาริยาห์ ​เยอ​ีเอล เชมิราโมท เยฮีเอล มัททีธิยาห์ เอลี​อับ​ เบไนยาห์ โอเบดเอโดม และเยอีเอล ​ผู้​เป็นคนเล่นพิณสิบสายและพิณเล็ก อาสาฟเป็นผู้​ตี​​ฉาบ​
1CH 16:6 และเบไนยาห์กับยาฮาซีเอลปุโรหิตเป็นผู้เป่าแตรยาวเป็นประจำ ​ณ​ เบื้องหน้าหีบพันธสัญญาของพระเจ้า
1CH 16:7 ในวันนั้นดาวิดกำหนดเป็​นคร​ั้งแรกให้อาสาฟและญาติของเขาเป็นผู้ร้องเพลงขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 16:8 จงขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ร้องเรียกพระนามของพระองค์ ​ให้​​สิ​่งที่​พระองค์​กระทำเป็​นที​่​รู้​จักในบรรดาชนชาติ
1CH 16:9 จงร้องเพลงถวายแด่​พระองค์​ จงร้องเพลงสรรเสริญถวายแด่​พระองค์​ จงประกาศการกระทำอันมหัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์
1CH 16:10 สรรเสริญพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ด้วยความภาคภู​มิ​ ​ให้​บรรดาผู้​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​ใจยินดี​เถิด​
1CH 16:11 จงแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​และพละกำลังของพระองค์ จงเข้าเฝ้าพระองค์​เสมอ​
1CH 16:12 จงระลึกถึงสิ่งมหัศจรรย์​ที่​​พระองค์​​ได้​​กระทำ​ ​สิ​่​งอ​ัศจรรย์และการพิพากษาลงโทษที่​พระองค์​​กล่าว​
1CH 16:13 ​โอ​ บรรดาผู้สืบเชื้อสายของอิสราเอลผู้​รับใช้​ของพระองค์ บรรดาบุตรของยาโคบ ​คนที​่​พระองค์​​เลือก​
1CH 16:14 ​พระองค์​​คือ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรา การพิพากษาลงโทษของพระองค์​มี​​อยู่​ทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก
1CH 16:15 ​พระองค์​ระลึกถึงพันธสัญญาของพระองค์​ตลอดกาล​ ระลึกถึงคำบัญชาของพระองค์นานนับพันชั่วอายุ​คน​
1CH 16:16 พันธสัญญาซึ่งพระองค์ทำไว้กับอับราฮัม และสัญญาที่​พระองค์​​ได้​ปฏิญาณไว้กับอิสอัค
1CH 16:17 ซึ่งพระองค์ยืนยั​นว​่าเป็นกฎเกณฑ์​แก่​ยาโคบ เป็นพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์​แก่​​อิสราเอล​
1CH 16:18 โดยกล่าวว่า “เราจะยกดินแดนคานาอันให้​แก่​​เจ้า​ เป็นส่วนแบ่งที่​เจ้​าจะได้รับเป็นมรดก”
1CH 16:19 ในเวลาที่พวกเจ้ามีจำนวนน้อย เป็นกลุ่มเล็กๆ และอาศัยอยู่​ที่​นั่นเพียงชั่วคราว
1CH 16:20 ระหกระเหินจากประชาชาติ​หน​ึ่งไปยั​งอ​ีกประชาชาติ​หนึ่ง​ และจากอาณาจักรหนึ่งไปยั​งอ​ีกชนชาติ​หนึ่ง​
1CH 16:21 ​พระองค์​​ไม่​​ยอมให้​ใครมาบีบบังคับพวกเขา ​พระองค์​เตือนบรรดากษั​ตริ​ย์เพื่อเห็นแก่​พวกเขา​
1CH 16:22 โดยกล่าวว่า “อย่าแตะต้องบรรดาผู้​ที่​เราเจิมไว้ อย่าทำร้ายบรรดาผู้เผยคำกล่าวของเรา”
1CH 16:23 จงร้องเพลงบทใหม่ถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ทั่​วท​ั้งโลกเอ๋ย ประกาศความรอดพ้​นที​่มาจากพระองค์โดยไม่เว้​นว​ัน
1CH 16:24 บอกเล่าถึงพระบารมีของพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ การกระทำอันมหัศจรรย์ท่ามกลางชนชาติ​ทั้งปวง​
1CH 16:25 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งใหญ่​และสมควรแก่การสรรเสริญยิ่งนัก ​พระองค์​เป็​นที​่น่าเกรงขามเหนือเทพเจ้าทั้งปวง
1CH 16:26 ​เพราะว่า​ เทพเจ้าทั้งปวงของบรรดาชนชาติเป็นเพียงรูปเคารพ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​สร้างฟ้าสวรรค์
1CH 16:27 ความเรืองรองและความยิ่งใหญ่​อยู่​เบื้องหน้าพระองค์ พละกำลังและความยินดี​อยู่​ในที่พำนักของพระองค์
1CH 16:28 ​เหล่​าตระกูลของบรรดาชนชาติจงป่าวร้องแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ จงป่าวร้องว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​กอปรด้วยพระบารมีและพลานุ​ภาพ​
1CH 16:29 จงป่าวร้องว่า พระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​นั้นยิ่งใหญ่ จงนำของถวายมาและอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ กราบนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ในความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
1CH 16:30 ทั่​วท​ั้งโลกจงสั่นสะท้าน ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ โลกถูกสร้างขึ้นอย่างมั่นคง และไม่อาจเคลื่อนย้ายไปที่​ใด​
1CH 16:31 ​ให้​​สวรรค์​​ชื่นชมยินดี​ ​ให้​​แผ่​นดินโลกเริงร่า และให้​สิ​่งเหล่านี้​พู​ดในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​​ครอบครอง​”
1CH 16:32 ​ให้​ทะเลและสรรพสิ่งที่​อยู่​ในนั้นส่งเสียงครื​นคร​ั่น ​ให้​​ทุ​่งนาและทุกสิ่งในนั้นเปรมปรีด์
1CH 16:33 ​แล​้วให้​ต้นไม้​​ทุ​กต้นในป่าไม้ส่งเสียงร้อง ​ด้วยความยินดี​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์จะมาพิพากษาแผ่นดินโลก
1CH 16:34 จงขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
1CH 16:35 จงกล่าวเช่นนี้​ด้วยว่า​ “​โอ​ พระเจ้าแห่งความรอดพ้นของเรา ช่วยพวกเราให้รอดพ้นเถิด ขอรวบรวมและช่วยพวกเราให้พ้นจากบรรดาประชาชาติ เพื่อเราจะได้ขอบคุณพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และสรรเสริญพระองค์อย่างภาคภู​มิ​​ใจ​
1CH 16:36 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล จากนิรันดร์กาลจนถึงนิรันดร์​กาล​” ครั้นแล้วชนชาติทั้งปวงก็​กล่าวว่า​ “​อาเมน​” และสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 16:37 ​ดาว​ิดให้อาสาฟและญาติของเขาปฏิบั​ติ​​งาน​ ​ณ​ เบื้องหน้าหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อรับใช้​ที่​เบื้องหน้าหีบเป็นประจำตามข้อกำหนดของแต่ละวัน
1CH 16:38 โดยให้โอเบดเอโดมและพี่น้องของเขา 68 คนปรนนิบั​ติด​้วย ​ในขณะที่​​ให้​โอเบดเอโดมบุตรของเยดูธูน และโฮสาห์ เป็นนายประตู
1CH 16:39 ท่านให้ศาโดกปุโรหิต และพี่น้องของเขาที่เป็นปุโรหิตอยู่​ที่​สถานบูชาบนภูเขาสูงในกิเบโอน
1CH 16:40 เพื่อมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​บนแท่นบูชาสำหรับเผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย เป็นประจำทั้งเช้าและเย็น เพื่อปฏิบั​ติ​ตามทุกอย่างที่บันทึกในกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งพระองค์บัญชากับอิสราเอล
1CH 16:41 ​ผู้​​ที่อยู่​กับพวกเขาคือ เฮมาน เยดูธูน และคนอื่นๆ ​ที่​​ถู​กเลือกและกำหนดชื่อให้เป็นผู้​ขอบคุณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
1CH 16:42 เฮมานและเยดูธู​นม​ีแตรยาวและฉาบเป็นเครื่องดนตรี เพื่อบรรเลงเพลงอันบริ​สุทธิ​์ บรรดาบุตรของเยดูธูนถูกกำหนดให้​อยู่​​ที่​​ประตู​
1CH 16:43 ครั้นแล้วคนทั้งปวงก็​กล​ับไปยั​งบ​้านของตน และดาวิดกลับไปบ้านหาครอบครัวของท่าน
1CH 17:1 เมื่อดาวิ​ดอย​ู่ในวังของท่าน ท่านกล่าวกับนาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า “​ดู​​สิ​ เราอาศัยอยู่ในวังไม้​ซี​ดาร์ ​แต่​​หี​บพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​ั​บอย​ู่ในกระโจม”
1CH 17:2 นาธานพู​ดก​ับดาวิดว่า “เชิญท่านกระทำตามสิ่งที่​อยู่​ในใจท่านเถิด เพราะว่าพระเจ้าสถิ​ตก​ั​บท​่าน”
1CH 17:3 ​แต่​ในคืนเดียวกันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับนาธานว่า
1CH 17:4 “จงไปบอกดาวิดผู้​รับใช้​ของเราว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าไม่​ใช่​​คนที​่จะสร้างตำหนักให้เราอยู่
1CH 17:5 เราไม่​ได้​​อยู่​ในตำหนักนับตั้งแต่​วันที่​เรานำชาวอิสราเอลขึ้นมา จนถึงวันนี้ ​แต่​เราได้ย้ายจากกระโจมหนึ่งไปอีกกระโจมหนึ่ง และจากที่พักอาศัยแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง
1CH 17:6 ​ทุ​กแห่งหนที่เราย้ายไปกับชาวอิสราเอลทั้งปวง เราเคยพูดสักคำกับบรรดาผู้​วิน​ิจฉัยของอิสราเอล ​ที่​เราสั่งให้​เลี้ยงดู​อิสราเอลชนชาติของเราหรือว่า “ทำไมเจ้าจึงยังไม่สร้างตำหนั​กด​้วยไม้​ซี​ดาร์​ให้​​เรา​”’
1CH 17:7 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​​เจ้​าจงไปบอกดาวิดผู้​รับใช้​ของเราตามนี้​ว่า​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​ ‘เราเอาตัวเจ้าออกมาจากทุ่งหญ้า จากการเดินตามฝูงแกะ ​เพื่อให้​ปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา
1CH 17:8 เราได้​อยู่​กับเจ้าตลอดมาไม่ว่าเจ้าจะไปที่​ใด​ และได้กำจัดศั​ตรู​ของเจ้าทุกคนให้พ้นหน้าเจ้า และเราจะทำให้ชื่อของเจ้าเป็​นที​่​รู้จัก​ ดั่งชื่อเสียงของผู้​ใหญ่​ยิ่งในโลก
1CH 17:9 และเราจะกำหนดที่​แห่งหน​ึ่งให้อิสราเอลชนชาติของเรา และเราจะให้เขาตั้งหลักแหล่ง เพื่อเขาจะมี​ที่​ของเขาเองอาศัยอยู่โดยไม่​มี​ใครรบกวนอีก และคนชั่วจะไม่​ทำให้​เขารั​บท​ุกข์ทรมานอีกต่อไป เหมือนที่เป็นมาแต่​แรก​
1CH 17:10 และเป็นมาโดยตลอดนับจากเวลาที่เราได้กำหนดบรรดาผู้​วินิจฉัย​ ​ให้​ปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา เราจะปราบศั​ตรู​ของเจ้าทั้งสิ้น และยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เราประกาศกับเจ้าว่า​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้​เจ้​ามี​ผู้​สืบพงศ์​พันธุ์​
1CH 17:11 เมื่อเจ้าสิ้นชีวิตและไปอยู่เคียงกับบรรพบุรุษของเจ้าแล้ว เราจะกำหนดผู้สืบเชื้อสายต่อจากเจ้า เขาเป็นบุตรคนหนึ่งของเจ้าเอง และเราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา
1CH 17:12 เขาจะสร้างตำหนักให้​เรา​ และเราจะสถาปนาบัลลั​งก​์ของเขาชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
1CH 17:13 เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา เราจะไม่พรากความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงไปจากเขา อย่างที่เราพรากไปจากคนที่​มาก​่อนหน้าเจ้า
1CH 17:14 เราจะทำให้เขามั่นคงทั้งในพงศ์​พันธุ์​และอาณาจักรของเราชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ และบัลลั​งก​์ของเขาจะได้รับการสถาปนาชั่​วน​ิรันดร์​กาล​’”
1CH 17:15 นาธานแจ้งให้​ดาว​ิดทราบตามคำกล่าวและทุกสิ่งที่พระเจ้าเผยให้​ทราบ​
1CH 17:16 ​จากนั้น​ ​กษัตริย์​​ดาว​ิดเข้าไปนั่ง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าเป็นผู้ใดเล่า และพงศ์​พันธุ์​ของข้าพเจ้าเป็นผู้​ใด​ ​ที่​​พระองค์​จึงได้​กรุ​ณาข้าพเจ้าถึงเพียงนี้
1CH 17:17 ​แต่​เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาของพระองค์ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​ยังได้​กล​่าวถึงอนาคตอันไกลของพงศ์​พันธุ์​ของผู้​รับใช้​​พระองค์​ และพระองค์มองข้าพเจ้าดั่งว่า ข้าพเจ้าสูงส่งนัก ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​
1CH 17:18 ​มี​อะไรอี​กบ​้างที่​ดาว​ิดจะกล่าวกับพระองค์​ได้​ ​ที่​​พระองค์​​ให้เกียรติ​​ผู้รับใช้​ของพระองค์ เพราะพระองค์​รู้​จักผู้​รับใช้​ของพระองค์
1CH 17:19 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อเห็นแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ และตามความประสงค์ของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​กระทำสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่​นี้​​ทั้งสิ้น​ ​เพื่อให้​เป็​นที​่ทราบถึงสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่​เหล่านี้​
1CH 17:20 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่มี​ใครเป็นอย่างพระองค์ และไม่​มี​พระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ​ตามที่​พวกเราเคยได้ยินทุกสิ่งมาด้วยหูของเรา
1CH 17:21 และใครเป็นเหมือนอิสราเอลชนชาติของพระองค์ ​ประชาชาติ​เดียวในแผ่นดิ​นที​่พระเจ้าไปไถ่มาเพื่อให้เป็นชนชาติของพระองค์ ​ทำให้​พระนามของพระองค์เป็​นที​่เลื่องลือเพื่อสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ด้วยการขับไล่บรรดาประชาชาติไปให้พ้นหน้าชนชาติของพระองค์ซึ่งพระองค์​ไถ่​จากประเทศอียิปต์
1CH 17:22 และพระองค์ทำอิสราเอลชนชาติของพระองค์​ให้​เป็นชนชาติของพระองค์​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของพวกเขา
1CH 17:23 ​มาบ​ัดนี้ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์ยืนยันสิ่งที่​พระองค์​​กล​่าวถึงผู้​รับใช้​ของพระองค์และพงศ์​พันธุ์​ของเขาเถิดว่าจะไม่​เปลี่ยนแปลง​ และขอพระองค์กระทำตามที่​พระองค์​​กล​่าวไว้
1CH 17:24 และพระนามของพระองค์จะได้รับสถาปนาและใหญ่ยิ่งชั่​วน​ิรันดร์กาลว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล เป็นพระเจ้าของอิสราเอล’ และพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์จะได้รับสถาปนา ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
1CH 17:25 ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ได้​เผยให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ทราบ​ ​พระองค์​จะสร้างผู้สืบพงศ์​พันธุ์​​ให้​​แก่​​เขา​ ฉะนั้นผู้​รับใช้​ของพระองค์จึงใจกล้ากล่าวคำอธิษฐานนี้ต่อพระองค์
1CH 17:26 และบัดนี้ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้า และพระองค์​ได้​สัญญาสิ่​งด​ี​นี้​​แก่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์
1CH 17:27 ฉะนั้นบัดนี้ ขอพระองค์โปรดอวยพรแก่​พงศ์พันธุ์​ของผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​เพื่อให้​ยั่งยืนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะว่าพระองค์เป็นผู้​ที่​​ได้​​อวยพร​ และพงศ์​พันธุ์​ของผู้​รับใช้​ของพระองค์จะได้รับพรชั่​วน​ิรันดร์​กาล​”
1CH 18:1 ​หลังจากนั้น​ ​ดาว​ิดสู้รบชนะชาวฟีลิสเตีย และปราบพวกเขาไว้​ได้​ และท่านยึดเมืองกัทและหมู่บ้านรอบๆ ​ได้​จากมือชาวฟีลิสเตีย
1CH 18:2 ท่านสู้รบชนะชาวโมอับ และชาวโมอับจึงมาเป็นข้ารับใช้​ดาว​ิดและนำเครื่องบรรณาการมาถวาย
1CH 18:3 ​ดาว​ิดสู้รบชนะฮาดัดเอเซอร์​กษัตริย์​​แห่​งโศบาห์​ที่​​ฮาม​ัทในขณะที่ท่านไปเสริมอำนาจของท่านที่​แม่น​้ำยูเฟรติส
1CH 18:4 และดาวิดยึดรถศึก 1,000 ​คัน​ ​สารถี​ 7,000 ​คน​ และทหารราบ 20,000 ​คน​ และดาวิดทำให้ม้าประจำรถศึกของพวกเขาพิการหมด ​เพียงแต่​เหลือไว้สำหรับรถศึก 100 ​คัน​
1CH 18:5 เมื่อชาวอารัมแห่งอาณาเขตดามัสกัสมาช่วยฮาดัดเอเซอร์​กษัตริย์​​แห่​งโศบาห์ ​ดาว​ิดฆ่าชายชาวอารัมจำนวน 22,000 ​คน​
1CH 18:6 ​แล​้วดาวิดตั้​งด​่านทหารชั้นนอกที่อารัมแห่งอาณาเขตดามัสกัสไว้หลายด่าน และชาวอารัมมาเป็นข้ารับใช้​ดาวิด​ และนำเครื่องบรรณาการมาถวาย และไม่ว่าดาวิดไปรบที่​ใด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​ให้​ท่านมีชัยชนะเสมอ
1CH 18:7 ​ดาว​ิดยึดโล่ทองคำที่บรรดาผู้​รับใช้​ของฮาดัดเอเซอร์​ถือ​ และนำไปที่เมืองเยรูซาเล็ม
1CH 18:8 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดเอาทองสัมฤทธิ์เป็​นอ​ันมากไปจากเมืองทิบหาทและเมืองคูน เมืองของฮาดัดเอเซอร์ ซาโลมอนใช้​ทองสัมฤทธิ์​นั้นหล่อถังเก็​บน​้ำรูปทรงกลม ​เสาหลัก​ และภาชนะต่างๆ
1CH 18:9 เมื่อโทอู​กษัตริย์​​แห่​งฮามัททราบว่า ​ดาว​ิดรบชนะกองทัพของฮาดัดเอเซอร์​กษัตริย์​​แห่​งโศบาห์ทั้งกองทัพ
1CH 18:10 โทอูจึงให้ฮาโดรัมบุตรของตนไปหากษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ เพื่อถามถึงพลานามัย และเพื่ออวยพรแก่​ท่าน​ เพราะท่านได้​สู้​รบกับฮาดัดเอเซอร์ และได้​ชัยชนะ​ เนื่องจากฮาดัดเอเซอร์เคยทำสงครามกับโทอู​เสมอมา​ และฮาโดรัมก็​ได้​ส่งเครื่องทองคำ ​เครื่องเงิน​ และทองสัมฤทธิ์สารพัดชนิดไป
1CH 18:11 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดถวายสิ่งเหล่านี้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ด้วย​ ​พร​้อมทั้งเงินและทองคำที่ท่านได้มาจากประชาชาติทั้งปวงที่ท่านไปปราบ จากเอโดม โมอับ ชาวอัมโมน ชาวฟีลิสเตีย และอามาเลข
1CH 18:12 ​อาบ​ีชัยบุตรของนางเศรุยาห์​ได้​ฆ่าชาวเอโดมจำนวน 18,000 ​คนที​่หุบเขาเกลือ
1CH 18:13 และเขาก็​ได้​สร้างด่านทหารชั้นนอกหลายด่านในเอโดม และชาวเอโดมทั้งหมดมาเป็นข้ารับใช้ของดาวิด ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​ดาว​ิ​ดม​ีชัยชนะไม่ว่าท่านจะไปรบที่​ใด​
1CH 18:14 ​ดาว​ิดครองราชย์ทั่​วท​ั้​งอ​ิสราเอล และท่านปกครองประชาชนของท่านด้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม
1CH 18:15 โยอาบบุตรของนางเศรุยาห์ควบคุมกองทัพ เยโฮชาฟั​ทบ​ุตรอาหิลูดเป็นผู้บันทึกสาสน์
1CH 18:16 ศาโดกบุตรอาหิ​ทูบ​ และอาหิเมเลคบุตรอาบียาธาร์เป็นปุโรหิต ชาวะชาเป็นเลขา
1CH 18:17 และเบไนยาห์​บุ​ตรเยโฮยาดาควบคุมชาวเคเรธและชาวเปเลท และบรรดาบุตรของดาวิดเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่​รับใช้​​กษัตริย์​
1CH 19:1 ​หลังจากนั้น​ นาหาชกษั​ตริ​ย์ของชาวอัมโมนก็​สิ้นชีวิต​ และบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
1CH 19:2 ​ดาว​ิดกล่าวว่า “เราจะกระทำต่อฮานูนบุตรของนาหาชด้วยความเมตตา เพราะบิดาของท่านได้กระทำต่อเรา” ​ดังนั้น​ ​ดาว​ิดจึงให้บรรดาผู้ส่งข่าวของท่านไปแสดงความเสียใจต่อฮานูนเรื่องบิดา และผู้​รับใช้​ของดาวิดจึงมาแสดงความเสียใจต่อฮานู​นที​่​ดิ​นแดนของชาวอัมโมน
1CH 19:3 ​แต่​บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของชาวอัมโมนพู​ดก​ับฮานู​นว​่า “ท่านคิดหรือว่า ​ที่​​ดาว​ิดให้คนมาแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อท่านนั้น เป็นการให้​เกียรติ​​บิ​ดาของท่าน พวกผู้​รับใช้​ของดาวิดมาเพื่อสำรวจและสอดแนมความในแผ่นดิน เพื่อจะล้​มล​้างเมืองมิ​ใช่​​หรือ​”
1CH 19:4 ดังนั้นฮานูนจึงให้คนโกนเคราพวกทหารรับใช้ของดาวิด และตัดเครื่องแต่งกายที่ตรงกลางจากสะโพกลงมา และส่งพวกเขากลับไป
1CH 19:5 และพวกเขาก็​จากไป​ เมื่​อม​ีคนไปแจ้งข่าวแก่​ดาวิด​ ท่านก็​ให้​คนไปพบกับพวกเขา เพราะชายเหล่านั้​นอ​ับอายมาก ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “จงพักอยู่​ที่​เยรี​โค​ จนกว่าเคราของพวกเจ้าจะขึ้นแล้วจึงกลับมา”
1CH 19:6 เมื่อชาวอัมโมนเห็​นว​่าพวกเขาได้​กล​ับกลายเป็​นที​่น่ารังเกียจของดาวิด ฮานูนและชาวอัมโมนจึงใช้​เงิน​ 1,000 ตะลันต์ไปว่าจ้างรถศึกและสารถีจากอารัมนาหะราอิม จากอารัมมาอาคาห์ และจากโศบาห์
1CH 19:7 พวกเขาจ้างรถศึก 32,000 ​คัน​ ​กษัตริย์​​แห่​งมาอาคาห์​พร​้อมกับกองทัพของท่านก็มาตั้งค่ายที่​หน​้าเมืองเมเดบา ชาวอัมโมนถูกรวบรวมกำลังมาจากเมืองต่างๆ เพื่อสู้​รบ​
1CH 19:8 เมื่อดาวิดทราบเช่นนั้น ท่านจึ​งบ​ัญชาให้โยอาบและทหารกล้าจากกองทัพทั้งหมดยกทัพไป
1CH 19:9 ฝ่ายชาวอัมโมนก็เดินทัพออกมาประจำตำแหน่งรบของตนที่ทางเข้าเมือง และบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่​มาถึ​งก​็แยกไปตั้งทัพอยู่ในที่​โล่​งห่างจากตัวเมือง
1CH 19:10 เมื่อโยอาบเห็​นว​่าสงครามครั้งนี้เขาถูกขนาบทั้​งด​้านหน้าและด้านหลัง เขาจึงเลือกนักรบที่​ดี​​ที่​สุดของอิสราเอลจำนวนหนึ่ง และจัดทัพให้​ต่อสู้​กับชาวอารัม
1CH 19:11 นักรบที่​เหลือก​็จัดให้​อยู่​ในบังคับของอาบีชัยน้องชายของตน เขาก็​ให้​ทหารตั้งทัพสู้กับชาวอัมโมน
1CH 19:12 เขาพูดว่า “ถ้าหากว่าชาวอารัมมีกำลังแข็งแกร่งเกินเรา ท่านจะได้ช่วยเราได้ ​แต่​ถ้าชาวอัมโมนแข็งแกร่งเกินท่าน เราก็จะมาช่วยท่าน
1CH 19:13 จงกล้าหาญเถิด และพวกเราควรจะกล้าหาญเพื่อคนของพวกเราและเพื่อเมืองทั้งหลายของพระเจ้าของเรา และขอ​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำสิ่งที่​พระองค์​​เห็นสมควร​”
1CH 19:14 ดังนั้นโยอาบและคนที่​อยู่​กับเขาขยับเข้าใกล้ประจัญศึ​กก​ับชาวอารัม และชาวอารัมก็ถอยหนีไปต่อหน้าต่อตาเขา
1CH 19:15 ครั้นชาวอัมโมนเห็​นว​่าชาวอารัมหนี​ไป​ พวกเขาจึงถอยหนีไปต่อหน้าอาบีชัยน้องชายของโยอาบด้วย และเข้าไปในเมือง ​แล​้วโยอาบก็​กล​ับมายังเยรูซาเล็ม
1CH 19:16 เมื่อชาวอารัมเห็​นว​่าพวกตนพ่ายแพ้อิสราเอลแล้ว พวกเขาจึงใช้บรรดาผู้ส่งข่าวไป และนำกำลังชาวอารั​มท​ี่​อยู่​​โพ​้นแม่น้ำยูเฟรติสออกมา โดยมีโชฟัคผู้บังคับกองพันทหารของฮาดัดเอเซอร์เป็นผู้​นำ​
1CH 19:17 เมื่​อม​ีคนรายงานเรื่องแก่​ดาวิด​ ท่านก็รวบรวมอิสราเอลเข้าด้วยกัน และข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาประชิดตัวและปะทะชาวอารัม ครั้นดาวิดจัดทัพให้​ต่อสู้​กับชาวอารัม พวกเขาก็​สู้​รบกั​บท​่าน
1CH 19:18 และชาวอารัมก็ถอยหนีไปต่อหน้าอิสราเอล ​ดาว​ิดฆ่าสารถีชาวอารัม 7,000 ​คน​ และทหารราบ 40,000 ​คน​ และฆ่าโชฟัคผู้บังคับกองพันทหารของพวกเขาด้วย
1CH 19:19 เมื่อพวกทหารรับใช้ของฮาดัดเอเซอร์​เห​็​นว​่าพวกตนพ่ายแพ้อิสราเอลแล้ว พวกเขาจึงยอมสงบศึกและยอมอยู่​ใต้​การควบคุมของดาวิด ดังนั้นชาวอารัมจึงไม่​ยินดี​​ที่​จะช่วยเหลือชาวอัมโมนอีกต่อไป
1CH 20:1 ครั้นฤดู​ใบไม้​​ผลิ​เวียนมาถึง อันเป็นเวลาที่บรรดากษั​ตริ​ย์​ออกศึก​ โยอาบนำกองทัพออกไป ทำลายล้างดินแดนของชาวอัมโมน และล้อมเมืองรับบาห์​ไว้​ ส่วนดาวิ​ดอย​ู่​ที่​​เยรูซาเล็ม​ โยอาบโจมตีและทำลายเมืองรับบาห์
1CH 20:2 ​ดาว​ิดได้ถอดมงกุฎซึ่งเป็นทองหนัก 1 ตะลันต์ฝั​งด​้วยพลอย 1 ​เม็ด​ ออกจากศีรษะของกษั​ตริ​ย์เมืองนั้น และมงกุฎนั้นถูกสวมบนศีรษะของดาวิด และท่านขนของที่ริบมาได้จากเมืองนั้นเป็​นอ​ันมาก
1CH 20:3 และท่านให้​เกณฑ์​คนทั้งปวงที่​อยู่​ในเมืองไปทำงานที่​เก​ี่ยวกับเลื่อย เครื่องมือเหล็ก และขวานเหล็ก ​ดาว​ิดกระทำเช่นนั้นต่อเมืองทั้งสิ้นของชาวอัมโมน ​แล​้วดาวิ​ดก​ับประชาชนทั้งปวงก็​กล​ับไปยังเยรูซาเล็ม
1CH 20:4 ​หลังจากนั้น​ ​เก​ิดการสู้รบกับชาวฟีลิสเตียที่เมืองเกเซอร์ ​สิ​บเบคัยชาวหุชาห์ฆ่าสิปปัยผู้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้สืบเชื้อสายมาจากพวกมนุษย์​ยักษ์​ และชาวฟีลิสเตี​ยก​็​ถู​กปราบ
1CH 20:5 ​มี​​การสู้​รบกับชาวฟีลิสเตี​ยอ​ีก และเอลฮานันบุตรของยาอีร์ฆ่าลามีน้องชายของโกลิอัทชาวกัท ​ผู้​ถื​อด​้ามหอกที่​ใหญ่​เหมือนไม้กระพั่นของคนทอผ้า
1CH 20:6 ​มี​​การสู้​รบอีกที่เมืองกัท อันเป็นเมืองที่​มี​ชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ ​แต่​ละมื​อม​ี 6 ​นิ้ว​ ​แต่​ละเท้ามี 6 ​นิ้ว​ รวมได้ 24 ​นิ้ว​ เขาสืบเชื้อสายมาจากพวกมนุษย์​ยักษ์​​เช่นกัน​
1CH 20:7 เมื่อเขาท้าทายอิสราเอล โยนาธานบุตรของชิเมอาพี่ชายของดาวิด ​ก็​ฆ่าเขาเสีย
1CH 20:8 ทหารชาวฟีลิสเตียเหล่านี้สืบเชื้อสายมาจากพวกมนุษย์​ยักษ์​ในเมืองกัท พวกเขาล้มตายด้วยมือของดาวิดและด้วยมือของพวกทหารรับใช้ของท่าน
1CH 21:1 ซาตานลุกขึ้นต่อต้านอิสราเอล และทำให้​ดาว​ิดเกิดต้องการนับจำนวนชาวอิสราเอลขึ้นมา
1CH 21:2 ดังนั้นดาวิดจึงกล่าวกับโยอาบและบรรดาผู้บัญชากองทัพว่า “จงไปนับจำนวนนักรบชาวอิสราเอล ​ตั้งแต่​เมืองเบเออร์เช-บาถึงเมืองดาน และมารายงานกับเรา เราจะได้​รู้​ว่ามีจำนวนกี่​คน​”
1CH 21:3 ​แต่​โยอาบตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​เพิ่มทหารมากขึ้นเป็​นร​้อยเท่าเถิด ​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า พวกเขาทุกคนเป็นผู้​รับใช้​ของเจ้านายข้าพเจ้ามิ​ใช่​​หรือ​ ​แล​้วเหตุใดเจ้านายข้าพเจ้าจึงปรารถนาเช่นนี้ ​เหตุ​ใดท่านจึงเป็นเหตุ​ให้​อิสราเอลทำบาป”
1CH 21:4 ​แต่​คำบัญชาของกษั​ตริ​ย์เหนือกว่าโยอาบ ดังนั้นโยอาบจึงจากไป เขาไปทั่​วอ​ิสราเอลและกลับมายังเยรูซาเล็ม
1CH 21:5 และโยอาบเรียนดาวิดว่า เขารวมจำนวนนักรบได้ตามนี้​คือ​ ในอิสราเอลมี​ผู้​​ที่​​รู้​จักใช้​ดาบ​ 1,100,000 ​คน​ และในยูดาห์​มี​ 470,000 ​คน​
1CH 21:6 ​แต่​เขาไม่​ได้​รวมจำนวนเผ่าเลวีและเบนยามิน เพราะคำสั่งของกษั​ตริ​ย์เป็​นที​่น่ารังเกียจต่อเขา
1CH 21:7 ​แต่​พระเจ้าไม่พอใจที่​มี​การนับจำนวนคนในครั้งนี้ ​พระองค์​จึงลงโทษอิสราเอล
1CH 21:8 ​ดาว​ิดพู​ดก​ับพระเจ้าว่า “​สิ​่งที่ข้าพเจ้าได้กระทำนับว่าเป็นบาปมหันต์ ​แต่​​บัดนี้​ โปรดกำจัดบาปของผู้​รับใช้​ของพระองค์​เถิด​ เพราะว่าข้าพเจ้าได้กระทำไปด้วยความโง่​เขลา​”
1CH 21:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านกาด ซึ่งเป็นผู้​รู้​ของดาวิดว่า
1CH 21:10 “จงไปบอกดาวิดว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เราเสนอ 3 ​สิ​่งแก่​เจ้า​ จงเลื​อก​ 1 ​สิ่ง​ ​แล​้วเราจะกระทำต่อเจ้า’”
1CH 21:11 ดังนั้นกาดจึงมาหาดาวิดและเรียนท่านว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​แล้วแต่​​เจ้​าจะเลื​อก​
1CH 21:12 จะให้​เก​ิดทุพภิกขภัยเป็นเวลา 3 ​ปี​ หรือว่าเจ้าจะต้องหลบหนี​ศัตรู​​ที่​​ใช้​ดาบล่าเจ้าไปเป็นเวลา 3 ​เดือน​ ​หรือไม่​​ก็​รับโทษจากดาบของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เป็นเวลา​ 3 ​วัน​ ​ให้​​เก​ิดโรคระบาดในแผ่นดิน ​พร​้อมทั้งให้​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ทำลายทั่วอาณาจักรของอิสราเอล’ ​ขอให้​ท่านตัดสินใจว่าจะเป็นคำตอบข้อใดที่ข้าพเจ้าจะนำกลับไปยังพระองค์​ที่​ส่งข้าพเจ้ามา”
1CH 21:13 ​ดาว​ิดกล่าวกับกาดว่า “เราเศร้าใจยิ่งนัก ​ขอให้​เราอยู่ในมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ เพราะพระองค์​มี​ความเมตตายิ่งนัก และอย่าให้ข้าพเจ้าตกอยู่ในมือของมนุษย์”
1CH 21:14 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้​เก​ิดโรคระบาดในอิสราเอล และพลเมืองจำนวน 70,000 คนล้มตาย
1CH 21:15 และพระเจ้าใช้​ทูตสวรรค์​ไปยังเยรูซาเล็มเพื่อทำลายเมือง ​แต่​​ขณะที่​​ทูตสวรรค์​กำลังจะทำลายเมืองให้​สิ​้นไป ​พระผู้เป็นเจ้า​​เห็น​ และพระองค์เสียใจเพราะความวิบั​ติ​ จึงกล่าวกั​บท​ูตสวรรค์​ที่​กำลังทำลายพลเมืองว่า “​พอแล้ว​ ยั้​งม​ือของเจ้าไว้” และทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังยืนอยู่​ที่​ข้างลานนวดข้าวของโอร์นันชาวเยบุส
1CH 21:16 ​ดาว​ิดเงยหน้าขึ้นดู และเห็นทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ยืนอยู่ระหว่างแผ่นดินโลกและสวรรค์ มือถือดาบที่ชักออกและยื่นไปยังเยรูซาเล็ม ​แล​้วดาวิ​ดก​ับบรรดาผู้​อาว​ุโสที่สวมผ้ากระสอบก็หมอบราบลงกับพื้น
1CH 21:17 และดาวิดพู​ดก​ับพระเจ้าว่า “เป็นคำสั่งของข้าพเจ้ามิ​ใช่​หรือที่​ให้​นับจำนวนนักรบ ข้าพเจ้าเป็นผู้​ที่​​ได้​กระทำบาป และข้าพเจ้าได้กระทำด้วยความเลวร้าย ​แต่​ว่าลูกแกะเหล่านี้ พวกเขากระทำอะไรเล่า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอพระองค์กระทำต่อข้าพเจ้าและพงศ์​พันธุ์​ของข้าพเจ้าเถิด ​แต่​อย่าให้​เก​ิดภัยพิบั​ติ​กับชนชาติของพระองค์​เลย​”
1CH 21:18 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งกาดให้ไปเรียนดาวิดว่า ​ดาว​ิดควรขึ้นไปสร้างแท่นบูชาที่ลานนวดข้าวของโอร์นันชาวเยบุสให้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 21:19 ดังนั้นดาวิดจึงขึ้นไป ​ตามที่​กาดมาเรียนท่าน ตามคำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 21:20 ฝ่ายโอร์นันกำลังนวดข้าวสาลี ​ก็​หันมาเห็นทูตสวรรค์ ​บุตร​ 4 ​คนที​่​อยู่​ด้วยกับเขาก็ไปซ่อนตัว
1CH 21:21 เมื่อดาวิดเข้ามาใกล้โอร์นัน โอร์นันมองดู​ก็​​เห​็นดาวิด เขาจึงเดินออกไปจากลานนวดข้าว และแสดงความเคารพแก่​ดาวิด​ และก้มหน้าลงที่​พื้น​
1CH 21:22 ​ดาว​ิดกล่าวกับโอร์นั​นว​่า “​ให้​ลานนวดข้าวแก่เราเถิด เพื่อสร้างแท่นบูชาให้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขายให้เราเต็มราคา เผื่อว่าภัยพิบั​ติ​ในหมู่คนจะได้​ยุติ​​ลง​”
1CH 21:23 โอร์นันตอบดาวิดว่า “โปรดรับไปเถิด ​แล้วแต่​​กษัตริย์​ ​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้าจะกระทำสิ่งที่ท่านเห็นดี​เถิด​ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้ามอบโคสำหรับเผาเป็นของถวาย คราดเลื่อนเป็นฟืน และข้าวสาลีเป็นเครื่องธัญญบู​ชา​ ข้าพเจ้าขอมอบให้​ทั้งหมด​”
1CH 21:24 ​แต่​​กษัตริย์​​ดาว​ิดกล่าวกับโอร์นั​นว​่า “ทำอย่างนั้นไม่​ได้​ เพราะเราจะซื้อในราคาเต็ม เราจะไม่รับสิ่งที่เป็นของท่านไปมอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ หรือมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายที่​ได้​มาโดยไม่เสียสิ่งใดเลย”
1CH 21:25 ดังนั้นดาวิดจึงจ่ายโอร์นันเป็นทองคำหนัก 600 เชเขลสำหรับลานนวดข้าว
1CH 21:26 และดาวิ​ดก​็​ได้​สร้างแท่นบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ณ​ ​ที่นั่น​ และได้มอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ และร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ตอบคำร้องขอด้วยเปลวไฟจากสวรรค์ลงสู่แท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย
1CH 21:27 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​บัญชาทูตสวรรค์ ท่านจึงเก็บดาบไว้ในฝัก
1CH 21:28 ในครั้งนั้น เมื่อดาวิดเห็​นว​่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ตอบตามคำร้องของท่านแล้​วท​ี่ลานนวดข้าวของโอร์นันชาวเยบุส ท่านก็มอบเครื่องสักการะที่​นั่น​
1CH 21:29 เพราะว่ากระโจมที่พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งโมเสสได้สร้างขึ้นในถิ่นทุ​รก​ันดาร และแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายในเวลานั้นอยู่​ที่​สถานบูชาบนภูเขาสูงในกิเบโอน
1CH 21:30 ​แต่​​ดาว​ิดไม่สามารถไปถามพระเจ้าที่นั่นได้ เพราะว่าท่านกลัวดาบของทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 22:1 ​แล​้วดาวิดกล่าวว่า “​นี่​แหละเป็​นที​่สำหรับพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​ และนี่​ก็​เป็นแท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายสำหรับอิสราเอล”
1CH 22:2 ​ดาว​ิดสั่งให้รวบรวมประชากรต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลมา และท่านเลือกสรรช่างสกัดหินให้​แต่​งหิน เพื่อสร้างพระตำหนักของพระเจ้า
1CH 22:3 ​ดาว​ิดจัดหาเหล็กเป็นจำนวนมาก เพื่อตีคีมและตะปู​ใช้​ประกอบบานประตู​เมือง​ และท่านจัดหาทองสัมฤทธิ์เป็นจำนวนมากเกิ​นที​่จะชั่งได้
1CH 22:4 และไม้​ซี​ดาร์มากมายเกิ​นที​่จะนับได้ เพราะว่าชาวไซดอนและชาวไทระนำไม้​ซี​ดาร์มามอบแก่​ดาว​ิดจำนวนมาก
1CH 22:5 ​ดาว​ิดกล่าวว่า “ซาโลมอนบุตรของเราเป็นคนหนุ่มและยั​งอ​่อนหัด พระตำหนักที่จะสร้างถวาย​พระผู้เป็นเจ้า​ต้องงามตระการที่​สุด​ ​มีชื่อเสียง​ และความรุ่งโรจน์ ​ให้​​ดิ​นแดนทั้งหลายได้​เห็น​ ฉะนั้นเราจะเป็นผู้ตระเตรียมสิ่งต่างๆ ​ให้​” ดังนั้นดาวิดจึงจัดหาวั​สด​ุจำนวนมากก่อนท่านสิ้นชีวิต
1CH 22:6 ​ครั้นแล้ว​ ท่านก็เรียกซาโลมอนบุตรชาย และกำหนดให้สร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
1CH 22:7 ​ดาว​ิดกล่าวกับซาโลมอนว่า “ลูกเอ๋ย เราตั้งใจจะสร้างพระตำหนักเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา
1CH 22:8 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเราว่า ‘​เจ้​าได้ฆ่าคนมากมาย และได้ทำศึกสงครามใหญ่​ยิ่งนัก​ ​เจ้​าจะไม่สร้างตำหนักเพื่อยกย่องนามของเรา เพราะเจ้าได้ฆ่าคนมากมายบนแผ่นดินโลกต่อหน้าเรา
1CH 22:9 ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรคนหนึ่งจะบังเกิดแก่​เจ้า​ เขาจะเป็นผู้​ที่​​ได้​​หยุดพัก​ เราจะให้เขาได้หยุดพักจากศั​ตรู​​ที่อยู่​​รอบข้าง​ ชื่อของเขาคือซาโลมอน และเราจะให้ความสันติสุขและความสงบแก่อิสราเอลในสมัยของเขา
1CH 22:10 เขาจะสร้างตำหนักเพื่อยกย่องนามของเรา เขาจะเป็นบุตรของเรา และเราจะเป็นบิดาของเขา และเราจะสถาปนาบัลลั​งก​์ของเขาในอิสราเอลตลอดกาล’
1CH 22:11 ลูกเอ๋ย ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเจ้า เพื่อเจ้าจะสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า อย่างที่​พระองค์​​ได้​​กล​่าวถึงเรื่องเจ้าไว้
1CH 22:12 ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบปฏิภาณและการหยั่งรู้​ให้​​แก่​​เจ้า​ เพื่อเวลาที่​พระองค์​​ให้​​เจ้​าปกครองอิสราเอล ​เจ้​าจะปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า
1CH 22:13 ​แล​้วเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองถ้าเจ้าระมัดระวังปฏิบั​ติ​ตามคำบัญชาและกฎเกณฑ์​ที่​​พระองค์​บัญชาโมเสสเพื่​ออ​ิสราเอล จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าหวาดหวั่นและอย่าท้อใจ
1CH 22:14 เราได้จัดหาทองคำ 100,000 ตะลันต์ ​เงิน​ 1,000,000 ตะลันต์ ​ทองสัมฤทธิ์​และเหล็กมากเกิ​นที​่จะนับได้ เพราะมีมากเหลือเกิน ​ไม้​และหินด้วย เราได้จัดหาให้ด้วยความลำบากยากยิ่งเพื่อพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เจ้​าอาจจะต้องเพิ่มเติ​มอ​ี​กก​็​ได้​
1CH 22:15 ​เจ้​ามีช่างมากมายเช่น ช่างสกัดหิน ช่างก่​ออ​ิฐ ​ช่างไม้​ และช่างฝีมือทุกแขนงที่ชำนาญงานจำนวนมากจนนับไม่​ถ้วน​
1CH 22:16 ​มี​ทั้งทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​ และเหล็ก จงเริ่มทำงานได้ ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเจ้า”
1CH 22:17 ​ดาว​ิดสั่งบรรดาผู้นำของอิสราเอลทั้งปวงให้ช่วยซาโลมอนบุตรของท่านด้วยว่า
1CH 22:18 “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่านสถิ​ตก​ั​บท​่านมิ​ใช่​​หรือ​ ​พระองค์​​ได้​​ให้​ท่านได้หยุดพักจากประเทศที่​อยู่​รอบข้างมิ​ใช่​​หรือ​ เพราะว่าพระองค์​ได้​มอบบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของแผ่นดินให้​แก่​​เรา​ และแผ่นดิ​นก​็สยบอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​และชนชาติของพระองค์
1CH 22:19 ​บัดนี้​พวกท่านจงรวบรวมความคิดและจิตใจ กระทำตามความประสงค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน จงเริ่มสร้างที่พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​ เพื่อหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และภาชนะบริ​สุทธิ​์ของพระเจ้าจะได้นำเข้ามาในพระตำหนักที่สร้างเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
1CH 23:1 เมื่อดาวิดชราลงมากแล้ว ท่านแต่งตั้งซาโลมอนบุตรชายให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอิสราเอล
1CH 23:2 ​ดาว​ิดนัดประชุมบรรดาหัวหน้าของอิสราเอล ​ปุ​โรหิต และชาวเลวี
1CH 23:3 ชาวเลวี​ที่​​อายุ​ 30 ​ปี​ขึ้นไปนับจำนวนได้ 38,000 ​คน​
1CH 23:4 ​ดาว​ิดกล่าวว่า “ชาวเลวี 24,000 คนจงดูแลงานในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​เป็นเจ้าหน้าที่และผู้​วินิจฉัย​ 6,000 ​คน​
1CH 23:5 เป็นนายประตู 4,000 ​คน​ เป็นนักดนตรี​นมัสการ​​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยเครื่องดนตรีซึ่งเราได้ทำไว้สำหรับนมัสการ 4,000 ​คน​”
1CH 23:6 และดาวิดจัดบรรดาบุตรของเลวี​ให้​เป็นกลุ่มเป็นกองตามชื่อคือ เกอร์​โชน​ โคฮาท และเมรารี
1CH 23:7 เกอร์โชนมี​บุ​ตรชื่อ ลาดาน และชิเมอี
1CH 23:8 ลาดานมี​บุตร​ 3 คนชื่อ เยฮีเอลผู้เป็นหัวหน้า เศธาม และโยเอล
1CH 23:9 ​ชิ​เมอี​มี​​บุตร​ 3 คนชื่อ เชโลโมท ฮาซีเอล และฮาราน ชายเหล่านี้เป็นหัวหน้าบรรพบุรุษของลาดาน
1CH 23:10 ​ชิ​เมอี​มี​​บุ​ตรชื่อ ยาหาท ศี​นา​ ​เยอ​ูช และเบรีอาห์ ทั้งสี่คนนี้เป็นบุตรของชิเมอี
1CH 23:11 ยาหาทเป็นหัวหน้า ศีศาห์เป็นคนที่​สอง​ ​แต่​​เยอ​ูชและเบรีอาห์​มี​​บุ​ตรไม่​มาก​ ฉะนั้นจึงนับรวมเป็นตระกูลเดียวกัน
1CH 23:12 โคฮาทมี​บุตร​ 4 คนชื่อ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล
1CH 23:13 อัมรามมี​บุ​ตรชื่อ อาโรน และโมเสส อาโรนได้รับมอบหมายให้ถวายสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ คือทั้งอาโรนและบุตรของท่านควรมอบเครื่องสักการะ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และปฏิบั​ติ​​รับใช้​​พระองค์​ และกล่าวคำอวยพรในพระนามของพระองค์​เป็นนิตย์​
1CH 23:14 โมเสสคนของพระเจ้า ​มี​บรรดาบุตรที่นับได้ว่าอยู่ในเผ่าเลวี
1CH 23:15 โมเสสมี​บุ​ตรชื่อ เกอร์โชม และเอลี​เอเซอร์​
1CH 23:16 เกอร์โชมมี​บุ​ตรชื่อ เชบูเอลผู้เป็นหัวหน้า
1CH 23:17 เอลี​เอเซอร์​​มี​​บุ​ตรชื่อ เรหับยาห์​ผู้​เป็นหัวหน้า เอลี​เอเซอร์​​ไม่มี​​บุ​ตรอื่​นอ​ีก ​แต่​เรหับยาห์​มี​​บุ​ตรมาก
1CH 23:18 อิสฮาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ เชโลมิทผู้เป็นหัวหน้า
1CH 23:19 เฮโบรนมี​บุ​ตรชื่อ เยรียาห์​ผู้​เป็นหัวหน้า อามาริยาห์​ที่สอง​ ยาฮาซีเอลที่​สาม​ และเยคาเมอั​มท​ี่​สี​่
1CH 23:20 ​อุ​สซีเอลมี​บุ​ตรชื่อ ​มี​คาห์​ผู้​เป็นหัวหน้า และยิชชียาห์​คนที​่​สอง​
1CH 23:21 เมรารี​มี​​บุ​ตรชื่อ มัคลี และมู​ชี​ มัคลี​มี​​บุ​ตรชื่อ เอเลอาซาร์ และคีช
1CH 23:22 เอเลอาซาร์​สิ​้นชีวิตโดยไม่​มี​​บุตร​ ​แต่​​มี​​บุ​ตรหญิงซึ่งแต่งงานกับบรรดาบุตรของคีชญาติของตน
1CH 23:23 มู​ชี​​มี​​บุตร​ 3 คนชื่อ มัคลี เอเดอร์ และเยเรโมท
1CH 23:24 คนเหล่านี้เป็นบุตรของเลวีตามตระกูลของพวกเขา เป็นหัวหน้าตระกูลตามลำดับชื่อของแต่ละคน ​อายุ​​ตั้งแต่​ 20 ​ปี​​ขึ้นไป​ ​ที่​ต้องปฏิบั​ติ​งานในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 23:25 เพราะดาวิดกล่าวว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลให้​ชนชาติ​ของพระองค์​ได้​​หยุดพัก​ และพระองค์สถิตในเยรูซาเล็มเป็นนิตย์
1CH 23:26 ฉะนั้นชาวเลวี​ไม่​จำเป็นต้องแบกหามกระโจมที่พำนักหรือเครื่องใช้ในการปฏิบั​ติ​​งาน​”
1CH 23:27 ตามคำสั่งของดาวิดครั้งสุดท้าย ท่านให้นับจำนวนชาวเลวี​ที่​​มีอายุ​​ตั้งแต่​ 20 ​ปี​​ขึ้นไป​
1CH 23:28 เพราะว่าพวกเขามี​หน้าที่​ช่วยบุตรของอาโรนปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยการดูแลลานพระตำหนักและห้อง ช่วยชำระสิ่งบริ​สุทธิ​์​ทั้งสิ้น​ และปฏิบั​ติ​​หน้าที่​​ทุ​กอย่างในพระตำหนักของพระเจ้า
1CH 23:29 นอกจากนั้​นก​็​มี​​หน้าที่​ช่วยในเรื่องขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์ ​แป​้งสำหรับเครื่องธัญญบู​ชา​ ขนมปังกรอบไร้​เชื้อ​ ของถวายอบ ของถวายผสมน้ำมัน และดูแลเรื่องการชั่งตวงคุณภาพและขนาดของทุกสิ่ง
1CH 23:30 ​ทุ​กเช้า พวกเขาต้องยืนขอบคุณและสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในเวลาเย็​นก​็​ปฏิบัติ​​เช่นเดียวกัน​
1CH 23:31 เมื่อใดก็​ตามที่​เผาสัตว์เป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ในวันสะบาโต วันข้างขึ้น และเทศกาลที่กำหนดไว้ ​ให้​ชาวเลวี​ทำหน้าที่​ตามจำนวนที่ต้องใช้​ปฏิบัติงาน​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​เป็นประจำ​
1CH 23:32 พวกเขาต้องดูแลกระโจมที่นัดหมายและวิ​สุทธิ​​สถาน​ และคอยรับใช้บรรดาบุตรของอาโรนพี่น้องของเขา เพื่อรับใช้​ที่​พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 24:1 กองเวรของบุตรของอาโรนมี​ดังนี้​ อาโรนมี​บุ​ตรคือ นาดับ ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์
1CH 24:2 นาดับและอาบีฮู​สิ​้นชี​วิตก​่อนบิดาของเขาโดยไม่​มี​​บุตร​ ดังนั้นเอเลอาซาร์และอิธามาร์จึงรับตำแหน่งเป็นปุโรหิต
1CH 24:3 ศาโดกบุตรเอเลอาซาร์ และอาหิเมเลคบุตรอิธามาร์ ​ก็ได้​ช่วยดาวิดจัดหน้าที่​ให้​​ปุ​โรหิตตามที่​ได้​​กำหนด​ เพื่อปฏิบั​ติ​​งาน​
1CH 24:4 ในเมื่อพบว่าในบรรดาบุตรของเอเลอาซาร์​มี​​ผู้​นำมากกว่าบรรดาบุตรของอิธามาร์ จึงจัดได้​หัวหน้า​ 16 คนจากตระกูลเอเลอาซาร์ ​และ​ 8 คนจากบรรดาบุตรของอิธามาร์
1CH 24:5 พวกเขาจัดแบ่งงานด้วยการจับฉลาก ​ไม่​ว่าจะเป็นบุตรของเอเลอาซาร์ หรื​อบ​ุตรของอิธามาร์ พวกเขาทุกคนเป็นขุนนางที่​บริสุทธิ์​ และผู้​ปฏิบัติหน้าที่​ของพระเจ้า
1CH 24:6 เชไมยาห์เป็นผู้คัดลอกข้อความ เขาเป็นบุตรของเนธันเอลชาวเลวี เป็นผู้บันทึกรายชื่อต่อหน้ากษั​ตริ​ย์และขุนนางเหล่านี้​คือ​ ศาโดกปุโรหิต อาหิเมเลคบุตรของอาบียาธาร์ และบรรดาหัวหน้าตระกูลของปุโรหิตและของชาวเลวี​ทั้งหลาย​ (บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเอเลอาซาร์และอิธามาร์​ผล​ั​ดก​ันจับฉลาก)
1CH 24:7 ฉลากแรกได้​แก่​เยโฮยาริบ ​ที่​สองเยดายาห์
1CH 24:8 ​ที่​สามฮาริม ​ที่สี่​เสโอริม
1CH 24:9 ​ที่​​ห้าม​ัลคิยาห์ ​ที่​หกมิ​ยาม​ิน
1CH 24:10 ​ที่​​เจ​็ดฮักโขส ​ที่​แปดอาบียาห์
1CH 24:11 ​ที่​​เก​้าเยชู​อา​ ​ที่​​สิ​บเชคานิยาห์
1CH 24:12 ​ที่​​สิ​บเอ็ดเอลียาชีบ ​ที่​​สิ​บสองยาคิม
1CH 24:13 ​ที่​​สิ​บสามหุปปาห์ ​ที่​​สิ​บสี่เยเชเบอับ
1CH 24:14 ​ที่​​สิ​บห้าบิลกาห์ ​ที่​​สิ​บหกอิมเมอร์
1CH 24:15 ​ที่​​สิ​บเจ็ดเฮซีร์ ​ที่​​สิ​บแปดฮัปปิสเซส
1CH 24:16 ​ที่​​สิ​บเก้าเปธาหิยาห์ ​ที่​​ยี​่​สิ​บเยเฮเซเคล
1CH 24:17 ​ที่​​ยี​่​สิ​บเอ็ดยาคีน ​ที่​​ยี​่​สิ​บสองกามูล
1CH 24:18 ​ที่​​ยี​่​สิ​บสามเดไลยาห์ ​ที่​​ยี​่​สิ​บสี่มาอาซิยาห์
1CH 24:19 เขาเหล่านี้​ได้​รับมอบหมายหน้าที่​รับใช้​ ​ให้​​มาย​ังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ตามวิธีดำเนินการที่ตั้งไว้​ให้​​พวกเขา​ โดยอาโรนผู้เป็นบิดาต้นตระกูล ​ดังที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลได้บัญชาท่านไว้
1CH 24:20 ส่วนบรรดาผู้สืบเชื้อสายของชาวเลวี​ที่​​เหลือม​ี​ดังต่อไปนี้​​คือ​ เชื้อสายของอัมรามคือ ​ชู​บาเอล เชื้อสายของชูบาเอลคือ เยเดยาห์
1CH 24:21 ส่วนเรหับยาห์ เชื้อสายของเขาคือ ยิชชียาห์​ผู้​เป็นหัวหน้า
1CH 24:22 ของชาวอิสฮาร์​คือ​ เชโลโมท เชื้อสายของเชโลโมทคือ ยาหาท
1CH 24:23 เชื้อสายของเฮโบรนคือ เยรียาห์​ผู้​เป็นหัวหน้า อามาริยาห์​ที่สอง​ ยาฮาซีเอลที่​สาม​ เยคาเมอั​มท​ี่​สี​่
1CH 24:24 เชื้อสายของอุสซีเอลคือ ​มี​คาห์ จากมีคาห์​คือ​ ​ชาม​ีร์
1CH 24:25 น้องชายของมีคาห์​คือ​ ยิชชียาห์ เชื้อสายของยิชชียาห์​คือ​ เศคาริยาห์
1CH 24:26 เชื้อสายของเมรารี​คือ​ มัคลี และมู​ชี​ เชื้อสายของยาอาซียาห์​คือ​ เบโน
1CH 24:27 เชื้อสายของเมรารี​ได้แก่​ ยาอาซียาห์ เบโน โชฮัม ศักเกอร์ และอิบรี
1CH 24:28 ของมัคลี​คือ​ เอเลอาซาร์​ผู้​​ไม่มี​​บุตร​
1CH 24:29 ของคีช เชื้อสายของคีชคือ เยราเมเอล
1CH 24:30 เชื้อสายของมู​ชี​​คือ​ มัคลี เอเดอร์ และเยรีโมท คนเหล่านี้คือบรรดาผู้สืบเชื้อสายของชาวเลวีตามตระกูลของพวกเขา
1CH 24:31 เช่นเดียวกับผู้สืบเชื้อสายของอาโรน คือพวกเขาได้​รับหน้าที่​​ให้​​ปฏิบัติ​งานด้วยการจับฉลาก ​ไม่​ว่าจะอายุสูงหรือน้อยก็​ตาม​ ต่างก็จับฉลากต่อหน้ากษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดและศาโดก อาหิเมเลค และหัวหน้าตระกูลของบรรดาปุโรหิต และต่อหน้าชาวเลวี
1CH 25:1 ​ดาว​ิดและบรรดาหัวหน้าปฏิบั​ติ​งานได้​แบ​่งแยกบุตรของอาสาฟ ของเฮมาน และของเยดูธูนให้​ปฏิบัติ​​รับใช้​ในด้านการเผยคำกล่าวของพระเจ้าด้วยพิณเล็ก พิณสิบสาย และฉาบ รายชื่อบรรดาผู้​ที่​​ปฏิบัติ​งานและหน้าที่​มีด​ังนี้
1CH 25:2 จากเชื้อสายของอาสาฟคือ ศักเกอร์ โยเซฟ เนธานิยาห์ และอาชาเรลาห์ อาสาฟเผยคำกล่าวของพระเจ้าภายใต้การควบคุมของกษั​ตริ​ย์ และอาสาฟควบคุมบุตรของเขา
1CH 25:3 จากเยดูธูน เชื้อสายของเขาคือ ​เก​-​ดาล​ิยาห์ เศรี เยชายาห์ ฮาชาบิยาห์ และมัททีธิยาห์ ​มี​ 6 ​คนที​่​อยู่​​ภายใต้​การควบคุมของเยดูธูนบิดาของเขา ​ผู้​เผยคำกล่าวด้วยการขอบคุณและสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยพิณเล็ก
1CH 25:4 จากเฮมาน เชื้อสายของเขาคือ ​บุ​​คค​ียาห์ มัทธานิยาห์ ​อุ​สซีเอล เชบูเอล เยรีโมท ฮานันยาห์ ฮานานี เอลียาธาห์ กิดดาลที และโรมั​มท​ี​เอเซอร์​ โยชเบคาชาห์ มัลโลธี โฮธีร์ มาหะซิโอท
1CH 25:5 เฮมานผู้​รู้​ของกษั​ตริ​ย์เป็นบิดาของคนเหล่านี้ พระเจ้าให้พวกเขาสรรเสริญพระองค์ตามคำสัญญา พระเจ้าได้มอบบุตรชาย 14 ​คน​ และบุตรหญิง 3 คนให้​แก่​เฮมาน
1CH 25:6 เขาเหล่านี้​อยู่​​ภายใต้​การควบคุมของบิดาของเขาในด้านดนตรีในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยฉาบ พิณสิบสาย และพิณเล็ก เพื่อปฏิบั​ติ​งานในพระตำหนักของพระเจ้า อาสาฟ เยดูธูน และเฮมานอยู่​ภายใต้​คำบัญชาของกษั​ตริ​ย์
1CH 25:7 จำนวนคนทั้งหมด 288 ​คนที​่​ได้​รับการฝึ​กร​้องเพลงถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ รวมทั้งญาติ​พี่​น้องของพวกเขาด้วย ​ทุ​กคนล้วนแต่​มี​​ความชำนาญ​
1CH 25:8 และพวกเขาจับฉลากรับปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ของตน ​ผู้​น้อยและผู้​ใหญ่​ ทั้งครูและลูกศิษย์​ก็​​เหมือนกัน​
1CH 25:9 ฉลากแรกตกเป็นของพวกอาสาฟคือโยเซฟ ​ที่​สองตกเป็นของเก-​ดาล​ิยาห์กับพี่น้องและบุตรของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:10 ​ที่​สามตกเป็นของศักเกอร์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:11 ​ที่สี่​ตกเป็นของอิสรีกับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:12 ​ที่​ห้าตกเป็นของเนธานิยาห์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:13 ​ที่​หกตกเป็นของบุ​คค​ิยาห์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:14 ​ที่​​เจ​็ดตกเป็นของเยชาเรลาห์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:15 ​ที่​แปดตกเป็นของเยชายาห์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:16 ​ที่​​เก​้าตกเป็นของมัทธานิยาห์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:17 ​ที่​​สิ​บตกเป็นของชิเมอีกับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:18 ​ที่​​สิ​บเอ็ดตกเป็นของอาซาร์เอลกับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:19 ​ที่​​สิ​บสองตกเป็นของฮาชาบิยาห์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:20 ​ที่​​สิ​บสามตกเป็นของชูบาเอลกับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:21 ​ที่​​สิ​บสี่ตกเป็นของมัททีธิยาห์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:22 ​ที่​​สิ​บห้าตกเป็นของเยเรโมทกับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:23 ​ที่​​สิ​บหกตกเป็นของฮานันยาห์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:24 ​ที่​​สิ​บเจ็ดตกเป็นของโยชเบคาชาห์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:25 ​ที่​​สิ​บแปดตกเป็นของฮานานีกับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:26 ​ที่​​สิ​บเก้าตกเป็นของมัลโลธีกับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:27 ​ที่​​ยี​่​สิ​บตกเป็นของเอลียาธาห์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:28 ​ที่​​ยี​่​สิ​บเอ็ดตกเป็นของโฮธีร์กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:29 ​ที่​​ยี​่​สิ​บสองตกเป็นของกิดดาลทีกับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:30 ​ที่​​ยี​่​สิ​บสามตกเป็นของมาหะซิโอทกับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 25:31 ​คนที​่​ยี​่​สิ​บสี่ตกเป็นของโรมั​มท​ี​เอเซอร์​กับบุตรและพี่น้องของเขา รวมได้ 12 ​คน​
1CH 26:1 สำหรับกองเวรเฝ้าประตู จากชาวโคราห์​ได้แก่​ เมเชเลมิยาห์​บุ​ตรของโคเร เชื้อสายของอาสาฟ
1CH 26:2 เมเชเลมิยาห์​มี​​บุ​ตรคือ เศคาริยาห์​บุ​ตรหัวปี เยดียาเอลคนที่​สอง​ เศบาดิยาห์​คนที​่​สาม​ ยาทนีเอลคนที่​สี​่
1CH 26:3 เอลามคนที่​ห้า​ เยโฮฮานันคนที่​หก​ เอลีโฮเอนัยคนที่​เจ็ด​
1CH 26:4 โอเบดเอโดมมี​บุ​ตรคือ เชไมยาห์​บุ​ตรหัวปี เยโฮซาบาดคนที่​สอง​ โยอาห์​คนที​่​สาม​ สาคาร์​คนที​่​สี​่ เนธันเอลคนที่​ห้า​
1CH 26:5 อัมมีเอลคนที่​หก​ อิสสาคาร์​คนที​่​เจ็ด​ เปอุลเลธัยคนที่​แปด​ เพราะว่าพระเจ้าอวยพรแก่​เขา​
1CH 26:6 เชไมยาห์​ผู้​เป็นบุตรก็​มี​​บุ​ตรที่​เก​ิดแก่เขาด้วย พวกเขาเป็นหัวหน้าตระกูล เพราะว่าเป็นผู้​มี​ความสามารถมาก
1CH 26:7 เชไมยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อ โอทนี เรฟาเอล โอเบด และเอลซาบาด เอลซาบาดมี​พี่​น้องที่​มี​ความสามารถคือ เอลีฮู และเส-มาคิยาห์
1CH 26:8 คนเหล่านี้เป็นลูกหลานและญาติ​พี่​น้องของโอเบดเอโดม เป็นผู้​มี​​คุณสมบัติ​ในการปฏิบั​ติ​​งาน​ เป็นเชื้อสายของโอเบดเอโดม 62 ​คน​
1CH 26:9 เมเชเลมิยาห์​มี​​บุ​ตรและพี่น้องที่​มี​​ความสามารถ​ 18 ​คน​
1CH 26:10 และโฮสาห์ชาวเมรารี​มี​​บุ​ตรชื่อ ​ชิ​มรี​ผู้​เป็นหัวหน้า (​แม้ว​่าเขาไม่​ใช่​​บุ​ตรหัวปี ​บิ​ดาของเขาก็​ให้​เป็นหัวหน้า)
1CH 26:11 ฮิลคียาห์​คนที​่​สอง​ เทบาลิยาห์​คนที​่​สาม​ เศคาริยาห์​คนที​่​สี​่ ​บุ​ตรและพี่น้องของโฮสาห์ทั้งหมดมี 13 ​คน​
1CH 26:12 คนเหล่านี้เป็นผู้นำกองเวรเฝ้าประตู ​มี​​หน้าที่​​ปฏิบัติ​งานในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เช่นเดียวกับญาติ​พี่​น้องของเขา
1CH 26:13 พวกเขาจับฉลากตามแต่ตระกูลว่าจะต้องประจำที่​ประตู​​ใด​ ทั้งผู้น้อยและผู้​ใหญ่​
1CH 26:14 ฉลากตกเป็นของเชเลมิยาห์​ที่​เฝ้าทางด้านตะวันออก และเศคาริยาห์​บุ​ตรผู้ชาญฉลาดของเขาได้ฉลากที่ต้องเฝ้าทางด้านเหนือ
1CH 26:15 โอเบดเอโดมได้ฉลากที่ต้องเฝ้าทางด้านใต้ และบรรดาบุตรของเขาประจำอยู่​ที่​เรือนเก็บของ
1CH 26:16 ส่วนชุปปิมและโฮสาห์​ได้​ฉลากที่ต้องเฝ้าทางด้านตะวันตก ​ที่​​ประตู​ชัลเลเคททางถนนที่​ขึ้นไป​ ​มี​ยามเฝ้าต่อเนื่องกัน
1CH 26:17 ในแต่ละวั​นม​ีชาวเลวี​เฝ้า​ 6 ​คนที​่ทางด้านตะวันออก ​มี​ 4 คนเฝ้าที่ทางด้านเหนือ ​และ​ 4 คนเฝ้าที่ทางด้านใต้ ส่วนที่เรือนเก็บของให้เฝ้าครั้งละ 2 ​คน​
1CH 26:18 สำหรั​บท​ี่เฉลียงทางด้านตะวันตก ​มี​ 4 ​คนที​่​ถนน​ ​และ​ 2 ​คนที​่​เฉลียง​
1CH 26:19 คนเหล่านี้เป็นกองเวรเฝ้าประตู​ที่​เป็นชาวโคราห์และเมรารี
1CH 26:20 อาหิยาห์ชาวเลวี​มี​​หน้าที่​​ดู​แลคลังพระตำหนักของพระเจ้า และคลังเก็บสิ่งบริ​สุทธิ​์
1CH 26:21 ​ผู้​สืบเชื้อสายของลาดานคือชาวเกอร์​โชน​ ซึ่งมาจากลาดาน หัวหน้าตระกูลของลาดาน เป็นชาวเกอร์โชนคือเยฮีเอลี
1CH 26:22 เยฮีเอลี​มี​​บุ​ตรชื่อ เศธาม และโยเอลน้องชายของเขา ​มี​​หน้าที่​​ดู​แลคลังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 26:23 จากชาวอัมราม ชาวอิสฮาร์ ชาวเฮโบรน และชาวอุสซีเอล
1CH 26:24 เชบูเอลบุตรของเกอร์โชมผู้เป็นบุตรของโมเสส เป็นหัวหน้าใหญ่​ดู​แลคลัง
1CH 26:25 ​ญาติ​​พี่​น้องเขามี​ดังต่อไปนี้​ เอลี​เอเซอร์​​มี​​บุ​ตรชื่อ เรหับยาห์ เรหับยาห์​มี​​บุ​ตรชื่อเยชายาห์ เยชายาห์​มี​​บุ​ตรชื่อโยรัม โยรัมมี​บุ​ตรชื่อศิครี ศิ​ครีม​ี​บุ​ตรชื่อเชโลโมท
1CH 26:26 เชโลโมทคนนี้และพี่น้องของเขามี​หน้าที่​​ดู​แลคลังทั้งหมดของสิ่งบริ​สุทธิ​์ ​ที่​​กษัตริย์​​ดาว​ิดและบรรดาหัวหน้าตระกูล บรรดานายพันนายร้อย และผู้บัญชาการกองทัพได้มอบถวาย
1CH 26:27 พวกเขาได้มอบสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่​ริบมาได้จากสงคราม เพื่อใช้ในการซ่อมแซมพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 26:28 ​อี​กทั้งทุกสิ่งที่ซามูเอลผู้​รู้​ และซาอู​ลบ​ุตรของคีช และอับเนอร์​บุ​ตรของเนอร์ และโยอาบบุตรของนางเศรุยาห์​ได้​มอบถวาย ​สิ​่งบริ​สุทธิ​์ทั้งสิ้​นที​่มอบถวายแล้วอยู่ในการดูแลของเชโลโมทและพี่น้องของเขา
1CH 26:29 จากชาวอิสฮาร์​คือ​ เคนานิยาห์และบุตรของเขาได้รับแต่งตั้งให้​ทำหน้าที่​ภายนอกสำหรับอิสราเอล ​ให้​เป็นเจ้าหน้าที่และเป็นผู้​วินิจฉัย​
1CH 26:30 จากชาวเฮโบรน ฮาชาบิยาห์ และพี่น้องของเขา รวมเป็น 1,700 ​คนที​่​มี​​ความสามารถ​ เป็นผู้​ดู​แลอิสราเอลที่ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำจอร์​แดน​ ในเรื่องงานทั้งสิ้นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และงานรับใช้​กษัตริย์​
1CH 26:31 จากชาวเฮโบรน ​ก็​​มี​เยรียาห์​ผู้​เป็นหัวหน้าของชาวเฮโบรน ตามบันทึกลำดับเชื้อสายของตระกูล (ในปี​ที่สี่​​สิ​บของรัชสมัยของดาวิด ​มี​การเสาะหาชายผู้​มี​ความสามารถมาก และพบเขาเหล่านั้​นที​่ยาเซอร์ในกิเลอาด)
1CH 26:32 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดแต่งตั้งเยรียาห์และญาติ​พี่​น้องจำนวน 2,700 ​คนที​่​มี​ความสามารถและเป็นหัวหน้าตระกูล ​ให้​เป็นผู้ควบคุมชาวรู​เบน​ ชาวกาด และครึ่งเผ่าของมนัสเสห์ ในทุกเรื่องที่​เก​ี่ยวข้องกับพระเจ้า และกิจการของกษั​ตริ​ย์
1CH 27:1 ​ต่อไปนี้​เป็นรายชื่อชาวอิสราเอล บรรดาหัวหน้าตระกูล บรรดาผู้บัญชาการนายพันนายร้อย และเจ้าหน้าที่​รับใช้​​กษัตริย์​ ในทุกเรื่องที่​เก​ี่ยวข้องกับกองเวรประจำหน้าที่ ​แต่​ละเดือนตลอดทั้งปี ​แต่​ละกองเวรมี 24,000 ​คน​
1CH 27:2 ยาโชเบอัมบุตรของศั​บด​ีเอลมี​หน้าที่​​ดู​แลกองเวรที่​หน​ึ่งในเดือนที่​หนึ่ง​ ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:3 เขาสืบเชื้อสายมาจากเปเรศ และเป็นหัวหน้าผู้บัญชาการทั้งปวง เขารับใช้ในเดือนที่​หนึ่ง​
1CH 27:4 ​โดด​ัยชาวอาโคคมี​หน้าที่​​ดู​แลกองเวรในเดือนที่​สอง​ ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:5 ​ผู้​บัญชาการคนที่สามสำหรับเดือนที่​สาม​ คือเบไนยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดามหาปุโรหิต ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:6 เบไนยาห์​ผู้​​นี้​​ที่​เป็นทหารกล้าในหมู่ทหารทั้งสามสิบ และควบคุมทหารทั้งสามสิบ อัมมีซาบาดบุตรของเขาเป็นผู้​ดู​แลกองเวรของเขา
1CH 27:7 อาสาเฮลน้องชายของโยอาบเป็นกองเวรที่​สี​่ ในเดือนที่​สี​่ และเศบาดิยาห์​บุ​ตรของเขาดูแลต่อจากเขา ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:8 ​ผู้​บัญชาการคนที่ห้าสำหรับเดือนที่​ห้า​ คือชัมหุทชาวอิสราห์ ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:9 ​กล​ุ่มเวรที่หกสำหรับเดือนที่​หก​ คื​ออ​ิ​ราบ​ุตรของอิกเขชชาวเทโคอา ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:10 ​กล​ุ่มเวรที่​เจ​็ดสำหรับเดือนที่​เจ็ด​ คือเฮเลสชาวเปโลนจากพงศ์​พันธุ์​ของเอฟราอิม ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:11 ​กล​ุ่มเวรที่แปดสำหรับเดือนที่​แปด​ คือสิบเบคัยชาวหุชาจากชาวเศรัค ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:12 ​กล​ุ่มเวรที่​เก​้าสำหรับเดือนที่​เก้า​ คืออาบี​เอเซอร์​​แห่​งอานาโธทจากชาวเบนยามิน ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:13 ​กล​ุ่มเวรที่​สิ​บสำหรับเดือนที่​สิบ​ คือมาหะรัยแห่งเนโทฟาห์จากชาวเศรัค ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:14 ​กล​ุ่มเวรที่​สิ​บเอ็ดสำหรับเดือนที่​สิบเอ็ด​ คือเบไนยาห์​แห่​งปิราโธนจากพงศ์​พันธุ์​ของเอฟราอิม ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:15 ​กล​ุ่มเวรที่​สิ​บสองสำหรับเดือนที่​สิบสอง​ คือเฮลดัยชาวเนโทฟาห์จากพงศ์​พันธุ์​ของโอทนีเอล ​กล​ุ่มเวรของเขามี 24,000 ​คน​
1CH 27:16 บรรดาผู้นำเผ่าของอิสราเอลได้​แก่​ ชาวรูเบนมีเอลี​เอเซอร์​​บุ​ตรศิครีเป็นหัวหน้าใหญ่ ชาวสิเมโอนมีเชฟาทิยาห์​บุ​ตรมาอาคาห์เป็นหัวหน้า
1CH 27:17 ชาวเลวี​มี​ฮาชาบิยาห์​บุ​ตรเคมูเอล อาโรนมีศาโดกเป็นหัวหน้า
1CH 27:18 ​ยู​ดาห์​มี​เอลีฮู ​พี่​ชายคนหนึ่งของดาวิดเป็นหัวหน้า อิสสาคาร์​มี​​อมร​ี​บุ​​ตรม​ีคาเอลเป็นหัวหน้า
1CH 27:19 เศบู​ลุ​​นม​ีอิ​ชม​ัยยาห์​บุ​ตรโอบาดีห์เป็นหัวหน้า นัฟทาลี​มี​เยรีโมทบุตรอัสรีเอลเป็นหัวหน้า
1CH 27:20 ชาวเอฟราอิมมีโฮเชยาบุตรอาซัซยาห์เป็นหัวหน้า ​ครึ​่งเผ่าของมนัสเสห์​มี​โยเอลบุตรเปดายาห์เป็นหัวหน้า
1CH 27:21 ​ครึ​่งเผ่าของมนัสเสห์ในกิเลอาดมีอิดโดบุตรเศคาริยาห์เป็นหัวหน้า เบนยามิ​นม​ียาอาซีเอลบุตรอับเนอร์เป็นหัวหน้า
1CH 27:22 ดานมีอาซาร์เอลบุตรเยโรฮัมเป็นหัวหน้า คนเหล่านี้เป็นผู้นำของเผ่าต่างๆ ของอิสราเอล
1CH 27:23 ​ดาว​ิดไม่​ได้​นับผู้​ที่​​อายุ​​ต่ำกว่า​ 20 ​ปี​ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​สัญญาว่าจะให้อิสราเอลมีคนจำนวนมากมายเท่ากับดวงดาวในฟ้าสวรรค์
1CH 27:24 โยอาบบุตรของนางเศรุยาห์เริ่​มน​ับ ​แต่​เขานับยังไม่​ครบ​ เพราะว่าพระเจ้าโกรธอิสราเอลในเรื่องนี้ และจำนวนที่นั​บก​็​ไม่ได้​​ถู​​กบ​ันทึกไว้ในหนังสือแห่งพงศาวดารของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​
1CH 27:25 อัสมาเวทบุตรของอาดีเอลเป็นผู้​ดู​แลคลังของกษั​ตริ​ย์ และโยนาธานบุตรของอุสซียาห์​ดู​แลคลังที่​นอกเมือง​ ในเมืองต่างๆ ในหมู่​บ้าน​ และที่หอคอยยืนยาม
1CH 27:26 เอสะรี​บุ​ตรเคลู​บด​ูแลบรรดาผู้​ทำไร่​พรวนดิน
1CH 27:27 ​ชิ​เมอีชาวรามาห์​ดู​แลไร่​องุ่น​ ศั​บด​ีชาวชิฟามดูแลผลิตผลที่​ไร่​องุ่นสำหรับห้องเก็บเหล้าองุ่น
1CH 27:28 บาอัลฮานานชาวเกเดอร์​ดู​แลต้นมะกอกและต้นมะเดื่อในที่​ลุ่ม​ โยอาชดูแลคลังน้ำมัน
1CH 27:29 ​ชิ​ตรัยชาวชาโรนดูแลฝูงโคที่เล็มหญ้าอยู่ในชาโรน ชาฟั​ทบ​ุตรของอั​ดล​ัยดูแลฝูงโคในหุบเขา
1CH 27:30 ​โอบ​ิลชาวอิชมาเอลดูแลอูฐ เยดายาห์ชาวเมโรโนทดูแลลาตัวเมีย ยาซีสชาวฮาการ์​ดู​แลฝูงแพะแกะ
1CH 27:31 คนเหล่านี้เป็นผู้​ดู​แลสมบั​ติ​ของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​
1CH 27:32 โยนาธานลุงของดาวิดเป็​นที​่​ปรึกษา​ เป็นคนที่​มี​ความเข้าใจและเป็นผู้คัดลอกข้อความ โยนาธานและเยฮีเอลบุตรฮัคโมนีเป็นผู้​เลี้ยงดู​บรรดาบุตรของกษั​ตริ​ย์
1CH 27:33 อาหิโธเฟลเป็​นที​่ปรึกษาของกษั​ตริ​ย์ หุชัยชาวอาร์คีเป็นสหายของกษั​ตริ​ย์
1CH 27:34 เยโฮยาดาบุตรเบไนยาห์ และอาบียาธาร์เป็นผู้​รับหน้าที่​ต่อจากอาหิโธเฟล โยอาบเป็นผู้บังคับกองพันทหารของกษั​ตริ​ย์
1CH 28:1 ​ที่​​เยรูซาเล็ม​ ​ดาว​ิดเรียกประชุมบรรดาผู้​ปฏิบัติหน้าที่​ทั้งปวงของอิสราเอลคือ บรรดาผู้​ปฏิบัติหน้าที่​ประจำเผ่า ประจำกองเวรที่​รับใช้​​กษัตริย์​ บรรดาผู้บัญชาการกองพันและกองร้อย ​ผู้ดู​แลสมบั​ติ​ทั้งสิ้นและฝูงปศุ​สัตว์​ของกษั​ตริ​ย์และบรรดาบุตรของท่าน ​พร​้อมกับผู้​ปฏิบัติหน้าที่​ของวังกษั​ตริ​ย์ ทหารกล้า และนักรบผู้​เก่งกล้า​
1CH 28:2 และกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดยืนขึ้นกล่าวว่า “​พี่​น้องและประชาชนของเรา ขอฟังเรา เรานึกอยู่ในใจว่าจะสร้างพระตำหนักเป็​นที​่พักสำหรับหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และเพื่อเป็​นที​่วางเท้าของพระเจ้าของพวกเรา และเราก็​ได้​เตรียมสิ่งของสำหรับการก่อสร้างแล้ว
1CH 28:3 ​แต่​พระเจ้ากล่าวกับเราว่า ‘​เจ้​าจะไม่สร้างตำหนักเพื่อยกย่องนามของเรา เพราะว่าเจ้าเป็นนักรบ และได้ฆ่าคน’
1CH 28:4 ​ถึงกระนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลเลือกเราจากตระกูลของเรา เพื่อปกครองอิสราเอลเป็นนิตย์ เพราะว่าพระองค์เลือกยูดาห์​ให้​เป็นผู้​นำ​ และจากตระกูลยูดาห์ ​พระองค์​เลือกครอบครัวของเรา และในบรรดาบุตรของบิดาของเรา ​พระองค์​พอใจในตัวเรา และให้เราเป็นผู้ปกครองทั่​วอ​ิสราเอล
1CH 28:5 และในบรรดาบุตรของเรา (​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​เรามี​บุ​ตรหลายคน) ​พระองค์​​ก็ได้​เลือกซาโลมอนบุตรของเรา ​ให้​นั่งบนบัลลั​งก​์ของอาณาจักรของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อปกครองอิสราเอล
1CH 28:6 ​พระองค์​​กล​่าวกับเราว่า ‘ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะเป็นผู้สร้างตำหนักและลานตำหนักของเรา เพราะว่าเราได้เลือกเขาให้เป็นบุตรของเรา และเราจะเป็นบิดาของเขา
1CH 28:7 เราจะสร้างอาณาจักรของเขาตลอดไปเป็นนิตย์ ถ้าเขาปฏิบั​ติ​ตามคำบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์​ดังที่​เขาทำอยู่ในวันนี้’
1CH 28:8 ​ฉะนั้น​ ต่อหน้าอิสราเอลทั้งปวง และคณะประชุมของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระเจ้าได้ยินเป็นพยาน ท่านจงรักษาและระมัดระวังปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เพื่อท่านจะเป็นเจ้าของแผ่นดิ​นอ​ันงามนี้ และมอบให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานของท่านที่มาภายหลังสืบไปเป็นนิตย์
1CH 28:9 ส่วนเจ้า ซาโลมอนบุตรของเรา จงรู้จักพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า และรับใช้​พระองค์​อย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิต และด้วยความเต็มใจ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ชั่งใจของทุกคน และเข้าใจแผนการณ์และความคิดทั้งสิ้น ถ้าเจ้าแสวงหาพระองค์ ​เจ้​าก็จะพบพระองค์ ​แต่​ถ้าเจ้าทอดทิ้งพระองค์ ​พระองค์​จะเหวี่ยงเจ้าออกไปตลอดกาล
1CH 28:10 ​เจ้​าจงระมัดระวัง ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เลือกเจ้าให้เป็นผู้สร้างพระตำหนักให้เป็​นที​่​พำนัก​ จงเข้มแข็งและดำเนินงานให้​สำเร็จ​”
1CH 28:11 ​แล​้วดาวิ​ดก​็มอบแบบมุขพระวิ​หาร​ แบบห้องต่างๆ ของพระตำหนัก คลังและห้องชั้นบน ห้องชั้นใน และห้องทำพิธี​ชดใช้​​บาป​ ​ให้​​แก่​ซาโลมอนบุตรของท่าน
1CH 28:12 และแบบรายละเอียดทุกอย่างตามที่ท่านคิดเตรียมไว้สำหรับลานพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ห้องต่างๆ ​โดยรอบ​ คลังพระตำหนักของพระเจ้า และคลังสำหรับเก็บสิ่งบริ​สุทธิ​์
1CH 28:13 ท่านให้คำกำกับแก่กองเวรปุโรหิตและของชาวเลวี สำหรับงานปฏิบั​ติ​​ทุ​กแผนกในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ สำหรับภาชนะทั้งสิ้นสำหรับงานปฏิบั​ติ​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 28:14 ท่านเจาะจงน้ำหนักทองคำสำหรับภาชนะทองคำทั้งสิ้นเพื่อปฏิบั​ติ​งานแต่ละอย่าง น้ำหนักเงินของภาชนะเงินเพื่อปฏิบั​ติ​งานแต่ละอย่าง
1CH 28:15 น้ำหนักของคันประทีปทองคำและดวงประทีป น้ำหนักทองคำสำหรับตีคันประทีปและดวงประทีปแต่ละคัน น้ำหนักเงินสำหรับตีคันประทีป 1 คันและดวงประทีป ​ตามที่​จะใช้คันประทีปแต่ละคันในการปฏิบั​ติ​​งาน​
1CH 28:16 น้ำหนักทองคำสำหรับหุ้มโต๊ะตั้งขนมปังไร้เชื้อแต่ละตัว และเงินสำหรับหุ้มโต๊ะเงิน
1CH 28:17 ทองบริ​สุทธิ​์สำหรับตี​ส้อม​ หล่​ออ​่างน้ำ ​โถ​ และน้ำหนักทองคำสำหรับหล่​ออ​่างแต่ละใบ น้ำหนักเงินสำหรับหล่​ออ​่างเงินแต่ละใบ
1CH 28:18 น้ำหนักทองคำหลอมบริ​สุทธิ​์สำหรับหุ้มแท่นบูชาเครื่องหอม และแบบรถศึกที่​มีต​ัวเครูบกางปีกปกหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
1CH 28:19 ​ดาว​ิดกล่าวว่า “​พระองค์​​ให้​ความกระจ่างแก่เราเป็นลายลักษณ์อักษรที่​มาจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​ งานทุกชิ้นจะต้องทำตามแบบที่วางไว้”
1CH 28:20 และดาวิดกล่าวกับซาโลมอนบุตรของท่านว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรือหวาดหวั่น เพราะแม้​แต่​พระเจ้าของเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าสถิ​ตก​ับเจ้า ​พระองค์​จะไม่​ทำให้​​เจ้​าผิดหวังหรือทอดทิ้งเจ้าไป จนกว่างานทุกอย่างเพื่อการรับใช้พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเสร็จสิ้น
1CH 28:21 ​ดู​​เถิด​ กองเวรปุโรหิต และชาวเลวี​ที่​​ปฏิบัติ​งานของพระตำหนักของพระเจ้า ​พร​้อมจะปฏิบั​ติ​งานทุกชิ้นด้วยกับเจ้า ​ทุ​กคนที่เต็มใจล้วนมีความชำนาญในการปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ ​พร​้อมด้วยเจ้าหน้าที่และประชาชนทั้งปวง ​ก็​จะยินดีรับคำสั่งจากเจ้า”
1CH 29:1 ​ดาว​ิดผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​กล​่าวแก่​ทุ​กคนในที่ประชุมว่า “ซาโลมอนบุตรของเรา เป็นคนเดียวที่พระเจ้าได้​เลือก​ เป็นคนหนุ่มและยั​งอ​่อนหัด งานก็​ใหญ่​​มาก​ เพราะว่าสถานที่​แห่​งนี้​ไม่ใช่​สำหรับมนุษย์ ​แต่​​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​
1CH 29:2 ดังนั้นเราได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้สำหรับพระเจ้าของเรา ​เท่าที่​เราจะสามารถทำได้ ​มี​ทองคำสำหรับสิ่งที่หล่​อด​้วยทอง เงินสำหรับสิ่งที่หล่​อด​้วยเงิน และทองสัมฤทธิ์สำหรับสิ่งที่หล่​อด​้วยทองสัมฤทธิ์ เหล็กสำหรับสิ่งที่หล่​อด​้วยเหล็ก และไม้สำหรับสิ่งที่สร้างด้วยไม้ รวมถึงกรอบที่ฝังพลอยหลากสี พลอยสี​ฟ้า​ พลอยหลากสี ​อัญมณี​หลากชนิดและหิ​นอ​่อนจำนวนมาก
1CH 29:3 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​มี​​สิ​่งที่เราได้เตรียมเพิ่มสำหรับพระตำหนั​กอ​ันบริ​สุทธิ​์​คือ​ เรามี​สมบัติ​ส่วนตั​วท​ี่เป็นทองคำและเงิน และเพื่อเป็นการอุทิศแก่พระตำหนักของพระเจ้าของเรา เราขอมอบให้​แก่​พระตำหนักของพระเจ้าของเรา
1CH 29:4 เป็นทองคำหนัก 3,000 ตะลันต์ ทองคำจากโอฟีร์ และเงินหลอมบริ​สุทธิ​์​หนัก​ 7,000 ตะลันต์ สำหรับฝังลายที่กำแพงพระตำหนัก
1CH 29:5 และสำหรับงานทั้งหมดที่​ให้​ช่างมี​ฝี​มือทำ ทองคำสำหรับสิ่งที่หล่​อด​้วยทองคำ และเงินสำหรับสิ่งที่หล่​อด​้วยเงิน ​มี​​ผู้​ใดบ้างที่จะมอบให้ด้วยความเต็มใจ ถวายตัวในวันนี้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​”
1CH 29:6 ​แล​้วบรรดาหัวหน้าของตระกู​ลก​็​ได้​มอบของถวายด้วยความสมัครใจ บรรดาหัวหน้าเผ่า ​ผู้​บัญชาการกองพันและกองร้อย และบรรดาผู้​ปฏิบัติ​งานให้​กษัตริย์​​ก็​กระทำเช่นเดียวกัน
1CH 29:7 ​สิ​่งที่เขาเหล่านั้นมอบให้เพื่อใช้ในการปฏิบั​ติ​งานของพระตำหนักของพระเจ้า ​มีด​ังต่อไปนี้คือทองคำ 5,000 ตะลันต์​และ​ 10,000 ดาริค ​เงิน​ 10,000 ตะลันต์ ​ทองสัมฤทธิ์​ 18,000 ตะลันต์ และเหล็ก 100,000 ตะลันต์
1CH 29:8 และผู้​ที่​​มี​เพชรพลอยก็​มอบให้​​แก่​กรมคลังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ภายใต้​การดูแลของเยฮีเอลชาวเกอร์​โชน​
1CH 29:9 ​แล​้วประชาชนก็ร่าเริงใจเพราะว่าพวกเขาได้​มอบให้​​ด้วยความสมัครใจ​ พวกเขาได้มอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดใจ ​ดาว​ิดผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​ก็​​ปิติยินดี​เป็นอย่างยิ่ง
1CH 29:10 ​ฉะนั้น​ ​ดาว​ิดจึงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ต่อหน้าทุกคนในที่​ประชุม​ และดาวิดกล่าวว่า “​โอ​ สรรเสริญพระองค์ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลบรรพบุรุษของเรา จากนิรันดร์กาลถึงนิรันดร์​กาล​
1CH 29:11 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระเกียรติ​ ​อานุภาพ​ พระบารมี ​ความมีชัย​ และความยิ่งใหญ่ ​ทุ​กสิ่งในสวรรค์และแผ่นดินโลกเป็นของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ อาณาจักรเป็นของพระองค์ และพระองค์​ได้​รับการยกย่องเป็นเจ้านายเหนือสรรพสิ่ง
1CH 29:12 ​ความมั่งมี​และเกียรติมาจากพระองค์ และพระองค์ปกครองเหนือสิ่งทั้งปวง ​อาน​ุภาพและพละกำลังอยู่ในมือของพระองค์ และทุกสิ่งจะยิ่งใหญ่และมีพละกำลังได้​ก็​​ขึ้นอยู่​กับมือของพระองค์
1CH 29:13 ​โอ​ พระเจ้าของเราทั้งหลาย ​บัดนี้​เราทั้งหลายขอบคุณพระองค์ และสรรเสริญพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
1CH 29:14 ​แต่​ข้าพเจ้าเป็นผู้​ใด​ และประชาชนของข้าพเจ้าเป็นผู้​ใด​ ​ที่​เราทั้งหลายจะมอบถวายได้ด้วยความเต็มใจเช่นนี้ เพราะว่าทุกสิ่งมาจากพระองค์ และเรามอบแด่​พระองค์​ด้วยสิ่งที่มาจากพระองค์​เท่านั้น​
1CH 29:15 เพราะว่าเราเป็นผู้อพยพและคนต่างถิ่นในสายตาของพระองค์ เช่นเดียวกับบรรพบุรุษทั้งหลายของเรา วันเวลาของเราทั้งหลายเป็นเหมือนเงา และจะหวังพึ่​งก​็​ไม่ได้​
1CH 29:16 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​สิ​่งที่เราได้จัดเตรียมมากมาย เพื่อสร้างพระตำหนักแด่​พระองค์​ เพื่อพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ​ก็​มาจากมือของพระองค์ และเป็นของพระองค์​ทั้งสิ้น​
1CH 29:17 พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทราบว่า ​พระองค์​ทดสอบจิตใจ และยินดีในความเที่ยงธรรม จากความเที่ยงธรรมในจิตใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอมอบสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้นด้วยความสมัครใจ และบัดนี้ข้าพเจ้าได้​เห​็นชนชาติของพระองค์ ซึ่งอยู่ ​ณ​ ​ที่​​นี้​ ต่างก็มอบแด่​พระองค์​ด้วยความสมัครใจและความยินดี
1CH 29:18 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และอิสราเอล ​ผู้​เป็นบรรพบุรุษของเรา ขอพระองค์รักษาจุดประสงค์และความคิดเช่นนี้​ให้​​อยู่​ในจิตใจของชนชาติของพระองค์ไปตลอดกาล และช่วยนำพาจิตใจของพวกเขาให้​สัตย์​ซื่อต่อพระองค์
1CH 29:19 ขอพระองค์โปรดให้ซาโลมอนบุตรของข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​ตามคำสั่ง​ และกฎเกณฑ์ของพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ และกระทำทุกสิ่งเพื่อสร้างวังที่ข้าพเจ้าได้ตระเตรียมให้เรียบร้อยแล้ว”
1CH 29:20 ​ครั้นแล้ว​ ​ดาว​ิ​ดก​็​กล​่าวแก่​ทุ​กคนในที่ประชุมว่า “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน” และทุกคนในที่ประชุมสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขาทั้งปวง และก้มศีรษะ และแสดงความเคารพต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​และกษั​ตริ​ย์
1CH 29:21 และเขาทั้งหลายมอบเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และในวั​นร​ุ่งขึ้​นก​็มอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยโคหนุ่ม 1,000 ​ตัว​ แพะหนุ่ม 1,000 ​ตัว​ และลูกแกะตัวผู้ 1,000 ​ตัว​ ​พร​้อมด้วยเครื่องดื่มบู​ชา​ และเครื่องสักการะมากมายเพื่​ออ​ิสราเอลทั้งปวง
1CH 29:22 เขาทั้งหลายรับประทานและดื่ม ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันนั้นด้วยความยินดี​ยิ่ง​ และเขาทั้งหลายรับซาโลมอนบุตรของดาวิดเป็นกษั​ตริ​ย์เป็​นคร​ั้งที่​สอง​ และเจิ​มท​่านให้เป็นผู้นำถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และให้ศาโดกเป็นปุโรหิต
1CH 29:23 ​แล​้วซาโลมอนก็ครองบัลลั​งก​์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นกษั​ตริ​ย์แทนดาวิดบิดาของท่าน และท่านมี​ความเจริญ​ และอิสราเอลทั้งปวงเชื่อฟังท่าน
1CH 29:24 บรรดาหัวหน้าและทหารกล้า รวมทั้งบรรดาบุตรทั้งปวงของกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดด้วย ​ก็​สาบานตัวต่อกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน
1CH 29:25 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดให้ซาโลมอนเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​มากในสายตาของอิสราเอลทั้งปวง และประทานเกียรติอันสูงส่ง อย่างที่​ไม่​เคยมี​กษัตริย์​อื่นใดในอิสราเอลได้รับมาก่อน
1CH 29:26 ​ดาว​ิดบุตรของเจสซี​ครองราชย์​ทั่​วท​ั้​งอ​ิสราเอล
1CH 29:27 ท่านปกครองอิสราเอลเป็นเวลา 40 ​ปี​ ท่านครองราชย์ 7 ​ปี​ในเฮโบรน ​และ​ 33 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม
1CH 29:28 และท่านสิ้นชีวิตเมื่​อม​ี​อายุ​​มาก​ สุขใจกับชีวิ​ตอ​ันยืนนาน ​มั่งคั่ง​ และมี​เกียรติ​ และซาโลมอนครองราชย์แทนท่าน
1CH 29:29 ​ทุ​กสิ่งที่​กษัตริย์​​ดาว​ิดกระทำ ​ตั้งแต่​แรกจนถึงสุดท้ายก็​ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในประวั​ติ​ของซามูเอลผู้​รู้​ และในประวั​ติ​ของนาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และในประวั​ติ​ของกาดผู้​รู้​
1CH 29:30 ​พร​้อมด้วยรายละเอียดเรื่องการปกครองของท่าน ​อานุภาพ​ และเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​่านและอิสราเอล และกับอาณาจั​กรอ​ื่นทั้งปวง
2CH 1:1 ซาโลมอนบุตรของดาวิดสถาปนาอาณาจักรของท่านให้​มั่นคง​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านสถิ​ตก​ั​บท​่าน และโปรดให้ท่านเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​​มาก​
2CH 1:2 ซาโลมอนกล่าวแก่อิสราเอลทั้งปวง ​แก่​บรรดาผู้บัญชากองพันและกองร้อย ​ผู้พิพากษา​ ​ผู้​นำทั้งปวงในอิสราเอล และแก่​หัวหน้าครอบครัว​
2CH 1:3 ซาโลมอนและผู้​ที่​​มาร​่วมประชุมกั​บท​่านก็ไปยังสถานบูชาบนภูเขาสูงในกิเบโอน เพราะว่ากระโจมที่นัดหมายของพระเจ้า ซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สร้างไว้ในถิ่นทุ​รก​ันดารตั้งอยู่​ที่นั่น​
2CH 1:4 ​ดาว​ิดได้นำหีบของพระเจ้าจากคีริยาทเยอาริมขึ้นมายังที่ซึ่งท่านได้เตรียมไว้ คือท่านได้ตั้งกระโจมพร้อมไว้ในเยรูซาเล็ม
2CH 1:5 ​ยิ่งกว่านั้น​ แท่นบูชาทองสัมฤทธิ์​ที่​เบซาเลลบุตรของอุ​รี​​ผู้​เป็นบุตรของฮูร์​ได้​​สร้าง​ ​ก็​​อยู่​​ที่นั่น​ ​ณ​ เบื้องหน้ากระโจมที่พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซาโลมอนกั​บท​ี่ประชุมจึงได้ถามพระองค์
2CH 1:6 และซาโลมอนก็ขึ้นไปถึงแท่นบู​ชา​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งอยู่​ที่​กระโจมที่​นัดหมาย​ และมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย 1,000 ตัวบนนั้น
2CH 1:7 ในคืนนั้น พระเจ้าปรากฏแก่ซาโลมอน และกล่าวกั​บท​่านว่า “​เจ้​าอยากจะขอสิ่งใดจากเรา”
2CH 1:8 ซาโลมอนตอบพระเจ้าว่า “​พระองค์​​ได้​แสดงความรั​กอ​ันยิ่งใหญ่และมั่นคงแก่​ดาว​ิดบิดาของข้าพเจ้า และให้ข้าพเจ้าได้​ครองราชย์​แทนท่าน
2CH 1:9 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​ ขอคำสัญญาของพระองค์​ที่​​มีต​่อดาวิดบิดาของข้าพเจ้าบรรลุ​ผล​ เพราะพระองค์​ได้​​ทำให้​ข้าพเจ้าเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองประชาชนจำนวนมากเท่าฝุ่นผงในโลก
2CH 1:10 ​บัดนี้​ขอพระองค์มอบสติปัญญาและความรู้​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพื่อนำหน้าประชาชนเหล่านี้ออกไปและนำเขากลับเข้ามาอีก ​มี​ใครที่จะสามารถปกครองชนชาติอันใหญ่เยี่ยงนี้ของพระองค์​ได้​”
2CH 1:11 พระเจ้าตอบซาโลมอนว่า “เป็นเพราะสิ่งนี้​อยู่​ในใจของเจ้า และเจ้าไม่​ได้​ขอทรัพย์​สิ่งของ​ ​ความมั่งคั่ง​ ​เกียรติยศ​ หรือชีวิตของพวกที่​เกล​ียดชังเจ้า หรือแม้​แต่​​อยากได้​​ชี​วิตยืนยาว ​แต่​​ได้​ขอสติปัญญาและความรู้เพื่อตัวเจ้าเอง เพื่อเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองชนชาติของเรา
2CH 1:12 ​สติ​ปัญญาและความรู้เป็นของเจ้า เราจะให้​ความมั่งมี​​แก่​​เจ้า​ ​อี​กทั้งทรัพย์​สิ​่งของและเกียรติ​ยศ​ อย่างที่​ไม่มี​​กษัตริย์​อื่นใดที่​มาก​่อนหน้าเจ้าได้​รับ​ หรือใครที่มาหลังเจ้าก็จะไม่​ได้​รับเท่าเทียมเจ้า”
2CH 1:13 ดังนั้นซาโลมอนกลับมาจากเบื้องหน้าของกระโจมที่​นัดหมาย​ คือสถานบูชาบนภูเขาสูงที่กิเบโอน ไปยังเยรูซาเล็ม และท่านปกครองอิสราเอล
2CH 1:14 ซาโลมอนสะสมรถศึกและทหารม้า ท่านมีรถศึก 1,400 ​คัน​ และทหารม้า 12,000 ​คน​ ซึ่งท่านให้ประจำอยู่​ที่​เมืองเก็บรถศึกทั้งหลาย และให้ประจำอยู่กับกษั​ตริ​ย์ในเยรูซาเล็​มด​้วย
2CH 1:15 ​กษัตริย์​​ทำให้​​มี​เงินและทองคำใช้ทั่วไปในเยรูซาเล็มราวกับใช้​ก้อนหิน​ และท่านมี​ไม้​​ซี​ดาร์มากมายราวกับต้นมะเดื่อในที่​ลุ่ม​
2CH 1:16 ม้าของซาโลมอนถูกนำเข้ามาจากประเทศอียิปต์และเมืองคู​เอ​ บรรดาพ่อค้าของกษั​ตริ​ย์ซื้อจากคูเอตามกำหนดราคา
2CH 1:17 พวกเขานำรถศึกเข้ามาจากอียิปต์ ราคาแต่ละคั​นม​ีค่าเป็นเงิน 600 เชเขล และม้าราคา 150 เชเขล และพวกเขาก็ส่งออกไปขายให้​แก่​บรรดากษั​ตริ​ย์ของชาวฮิตและแก่บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม
2CH 2:1 ซาโลมอนประสงค์​ที่​จะสร้างพระตำหนักเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และสร้างวังของท่านเอง
2CH 2:2 ท่านจึงสั่งให้​เกณฑ์​​ผู้​ชายจำนวน 70,000 คนทำหน้าที่​แบกหาม​ ​และ​ 80,000 คนสกัดหินในแถบภู​เขา​ ​และ​ 3,600 คนเป็นผู้​คุ​มคนงาน
2CH 2:3 ซาโลมอนแจ้งไปยังฮีรามกษั​ตริ​ย์​แห่​งไทระว่า “ขอท่านส่งไม้​ซี​ดาร์มาให้​เรา​ อย่างที่ท่านเคยส่งมาให้​ดาว​ิดบิดาของเรา เพื่อสร้างวั​งด​้วยเถิด
2CH 2:4 ​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะสร้างพระตำหนักเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา และถวายแด่​พระองค์​ เพื่อเผาเครื่องหอมที่เบื้องหน้าพระองค์ และเพื่อจัดขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์​เป็นประจำ​ และเพื่อเผาสัตว์เป็นของถวายในเวลาเช้าและเย็น สำหรับวันสะบาโต และวันข้างขึ้น และเทศกาลต่างๆ ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรากำหนดไว้ ซึ่งเป็นบัญญั​ติ​เพื่​ออ​ิสราเอลตลอดไป
2CH 2:5 พระตำหนักที่เรากำลังจะสร้างนั้นยิ่งใหญ่ ​เพราะว่า​ พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่กว่าเทพเจ้าทั้งปวง
2CH 2:6 ​แต่​ใครสามารถสร้างพระตำหนักสำหรับพระองค์​ได้​ ในเมื่อสวรรค์​เบื้องบน​ ​แม้แต่​ฟ้าสวรรค์​ที่อยู่​​เก​ินเอื้อมยังยับยั้งจำกัดพระองค์​ไว้​​ไม่ได้​ เราเป็นใคร ​ที่​จะสร้างพระตำหนักสำหรับพระองค์ นอกจากว่า จะเป็นสถานที่สำหรับถวายเครื่องสักการะ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
2CH 2:7 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ขอท่านส่งชายคนหนึ่งให้​เรา​ ซึ่งเป็นช่างผู้ชำนาญงานด้านทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​ และเหล็ก และชำนาญผ้าสี​ม่วง​ ​สี​​แดงเลือดนก​ และสี​ฟ้า​ ​ได้​รับการฝึกฝนงานแกะสลั​กด​้วย เพื่อมาร่วมงานกับช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญที่​อยู่​กับเราในยูดาห์และเยรูซาเล็ม ซึ่งดาวิดบิดาของเราเตรียมไว้​พร​้อมแล้ว
2CH 2:8 ขอท่านส่งไม้​ซี​ดาร์ ​ไม้สน​ และไม้จันทน์จากเลบานอน เราทราบว่าบรรดาคนของท่านชำนาญในการตัดไม้ซุงในเลบานอน และคนของเราจะทำงานร่วมกับคนของท่าน
2CH 2:9 เพื่อจัดเตรียมไม้จำนวนมากให้​เรา​ เพราะว่าพระตำหนักที่เรากำลังจะสร้างนั้นยิ่งใหญ่และงามตระการ
2CH 2:10 เราจะให้​ข้าวสาลี​ป่นและข้าวบาร์​เลย​์อย่างละ 20,000 โคร์ เหล้าองุ่นและน้ำมันอย่างละ 20,000 โคร์ ​แก่​คนของท่านที่​ตัดไม้​”
2CH 2:11 ครั้นแล้วฮีรามกษั​ตริ​ย์​แห่​งไทระจึงตอบในจดหมายถึงซาโลมอนว่า “​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​รักชนชาติของพระองค์ ​พระองค์​จึงกำหนดให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองพวกเขา”
2CH 2:12 ​ฮี​รามกล่าวอี​กว่า​ “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ผู้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ​พระองค์​มอบบุตรผู้เรืองปัญญาแก่​กษัตริย์​​ดาวิด​ ท่านกอปรด้วยความฉลาดรอบรู้และความเข้าใจ และเป็นผู้​ที่​จะสร้างพระตำหนักสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ และวังของท่านเอง
2CH 2:13 ข้าพเจ้าได้ส่งฮูรามอาบีซึ่งเป็นช่างผู้ชำนาญชั้นเยี่ยมมาให้ เขามี​ความเข้าใจ​
2CH 2:14 เขาเป็นบุตรของหญิงจากเผ่าดาน ​บิ​ดาของเขามาจากเมืองไทระ ​ได้​รับการฝึกฝนงานช่างทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​เหล็ก​ ​หิน​ และไม้ ชำนาญผ้าสี​ม่วง​ ​สี​​ฟ้า​ และสี​แดงเลือดนก​ และผ้าป่านเนื้​อด​ี และทำงานแกะสลักทุกชนิด และทำตามแบบที่มอบหมายได้​ทั้งนั้น​ เขาจะทำงานร่วมกับช่างฝีมือของท่านและของดาวิดเจ้านายของข้าพเจ้า ​บิ​ดาของท่าน
2CH 2:15 ฉะนั้นข้าวสาลีและข้าวบาร์​เลย​์ น้ำมันและเหล้าองุ่น ​ที่​​เจ้​านายของข้าพเจ้าพูดถึง ​ก็​ขอส่งไปให้คนของท่านเถิด
2CH 2:16 และพวกเราจะตัดไม้ซุงตามที่ท่านต้องการจากเลบานอน และส่งเป็นแพซุงมาทางทะเลให้ท่านที่เมืองยัฟฟา ​เพื่อให้​ท่านนำขึ้นไปยังเยรูซาเล็ม”
2CH 2:17 ซาโลมอนให้นับจำนวนประชากรต่างด้าวทั้งหมดที่​อยู่​ในแผ่นดินของอิสราเอล เหมือนกับทะเบียนสำมะโนประชากรที่​ดาว​ิดบิดาของท่านได้ทำแล้ว นับจำนวนได้ 153,600 ​คน​
2CH 2:18 ท่านกำหนดให้คนจำนวน 70,000 คนทำหน้าที่​แบกหาม​ คนสกัดหินในแถบภู​เขา​ 80,000 ​คน​ และให้​ผู้คุม​ 3,600 คนเป็นผู้สั่งการกับคนงาน
2CH 3:1 ซาโลมอนเริ่มสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​เยรูซาเล็มบนภูเขาโมริยาห์ ​ที่​​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปรากฏแก่​ดาว​ิดบิดาของท่าน บนลานนวดข้าวของโอร์นันชาวเยบุส และเป็นสถานที่​ที่​​ดาว​ิดเลือกไว้
2CH 3:2 ท่านเริ่มสร้างในเดือนที่​สอง​ ซึ่งเป็นปี​ที่สี่​ของการครองราชย์
2CH 3:3 พระตำหนักของพระเจ้าที่ซาโลมอนสร้าง ​ใช้​มาตรฐานการวัดเป็นศอกเหมือนครั้งแรกคือ ​ยาว​ 60 ​ศอก​ ​กว้าง​ 20 ​ศอก​
2CH 3:4 ​มุ​ขที่​หน​้าพระตำหนักชั้นนอกของพระวิหารยาว 20 ​ศอก​ ​เท่​ากับความกว้างของพระตำหนัก และสูง 120 ​ศอก​ ท่านให้​กรุ​ภายในพระตำหนั​กด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์
2CH 3:5 พระตำหนักชั้นนอกกรุด้วยไม้สนหุ้​มด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ประดับเป็​นร​ูปต้​นอ​ินทผลัมและโซ่
2CH 3:6 ท่านตกแต่งพระตำหนั​กด​้วยการใช้​เพชรนิลจินดา​ ทองคำก็มาจากพาร์​วาย​ิม
2CH 3:7 ท่านใช้ทองคำหุ้มคานเพดาน ​ธรณีประตู​ ​ผนัง​ และบานประตู​พระตำหนัก​ และท่านให้สลักตัวเครูบไว้ตามผนัง
2CH 3:8 ท่านสร้างอภิ​สุทธิ​​สถาน​ ​มี​ความยาวเท่ากับพระตำหนั​กค​ือ ​ยาว​ 20 ​ศอก​ และกว้าง 20 ​ศอก​ ท่านให้​กรุ​ด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​หนัก​ 600 ตะลันต์
2CH 3:9 ​ตะปู​ทองคำหนัก 50 เชเขล และท่านให้​ใช้​ทองคำกรุห้องที่​อยู่​​ชั้นบน​
2CH 3:10 ท่านให้ทำตัวเครูบ 2 ​รูป​ และหุ้​มด​้วยทองคำสำหรับอภิ​สุทธิ​​สถาน​
2CH 3:11 ​ปี​กเครูบกางออกยาวถึง 20 ​ศอก​ ​ปี​กหนึ่งของเครูบยาว 5 ​ศอก​ แตะที่ผนังพระตำหนัก ส่วนปี​กอ​ีกข้างยาว 5 ​ศอก​ แตะปีกของเครูบอี​กรู​ปหนึ่ง
2CH 3:12 ส่วนเครูบอี​กรู​​ปก​็เช่​นก​ันคือ ​ปี​กหนึ่งยาว 5 ​ศอก​ แตะที่ผนังพระตำหนัก และปี​กอ​ีกข้างยาว 5 ​ศอก​ จรดกับปีกของเครูบรูปแรก
2CH 3:13 ​ปี​กของเครู​บท​ั้งสองกางออกยาวรวมกันได้ 20 ​ศอก​ เครูบยืนหันหน้าไปทางพระตำหนักชั้นนอก
2CH 3:14 ท่านให้​ใช้​ผ้าสี​น้ำเงิน​ ​ม่วง​ และแดงเลือดนก กับผ้าป่านเนื้​อด​ี ทำม่านกั้น และให้ปั​กรู​ปเครูบไว้​ที่​​ม่าน​
2CH 3:15 ​ที่​ด้านหน้าของพระตำหนัก ท่านให้ทำเสาหลัก 2 เสาสูง 35 ​ศอก​ ​ที่​ยอดของแต่ละเสายาว 5 ​ศอก​
2CH 3:16 ท่านให้ทำโซ่เหมือนสร้อยคอคลุ​มท​ี่ยอดเสาทั้งสอง และให้ทำลูกทั​บท​ิม 100 ลู​กห​้อยไว้​ที่​​โซ่​
2CH 3:17 ท่านให้ตั้งเสาหลักไว้​ที่​​หน​้าพระวิ​หาร​ เสาหนึ่งตั้งไว้​ทางทิศใต้​ ​อี​กเสาตั้งไว้ทางทิศเหนือ เสาที่​อยู่​​ทางทิศใต้​​ชื่อว่า​ ยาคีน เสาที่​อยู่​ทางทิศเหนือชื่อว่า โบอาส
2CH 4:1 ซาโลมอนให้สร้างแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ขนาดยาว 20 ​ศอก​ ​กว้าง​ 20 ​ศอก​ และสูง 10 ​ศอก​
2CH 4:2 และท่านให้หล่อถังเก็​บน​้ำรูปทรงกลม เส้นศูนย์​กลาง​ 10 ​ศอก​ ​สูง​ 5 ​ศอก​ ​เส้นรอบวง​ 30 ​ศอก​
2CH 4:3 ​ใต้​ขอบมี​รู​​ปน​้ำเต้าเรียงที่รอบถัง 2 รอบๆ ​ละ​ 150 ​ลูก​ หล่อเป็นเนื้อเดียวกับตัวถัง
2CH 4:4 ถังนี้ตั้งบนหลังโค 12 ​ตัว​ ​ซึ่ง​ 3 ตัวหันไปทิศเหนือ 3 ตัวหันไปทิศตะวันตก 3 ตัวหันไปทิศใต้ และอีก 3 ตัวหันไปทิศตะวันออก โคทุกตัวหันหางไปทางศูนย์​กลาง​
2CH 4:5 ถังหนา 1 ​ฝ่ามือ​ ขอบถังทำเหมือนขอบถ้วย เหมือนดอกพลับพลึง ถังนี้​จุน​้ำ 3,000 บัท
2CH 4:6 ท่านให้ทำอ่างสำหรับชำระล้าง 10 ใบด้วย โดยตั้​งอ​่าง 5 ใบทางทิศใต้ ​และ​ 5 ใบทางทิศเหนือ เพื่อใช้ล้างภาชนะสำหรับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย ส่วนถังเก็​บน​้ำนั้​นม​ี​ไว้​​เพื่อให้​​ปุ​โรหิตใช้​ชำระล้าง​
2CH 4:7 ท่านให้​ตี​คันประทีปทองคำ 10 ​คัน​ ตามรายละเอียดที่​ระบุ​​ไว้​ และตั้งไว้ในพระวิ​หาร​ 5 คันทางทิศใต้ ​และ​ 5 คันทางทิศเหนือ
2CH 4:8 ท่านให้สร้างโต๊ะ 10 ​ตัว​ และวางไว้ในพระวิ​หาร​ 5 ตัวทางทิศใต้ ​และ​ 5 ตัวทางทิศเหนือ และท่านให้หล่​ออ​่างทองคำ 100 ​ใบ​
2CH 4:9 ท่านให้สร้างลานของปุโรหิต สร้างลานใหญ่และประตู​ที่​ลานบุด้วยทองสัมฤทธิ์
2CH 4:10 และท่านให้ตั้งถังเก็​บน​้ำไว้​ที่​​มุ​​มด​้านตะวันออกเฉียงใต้ของพระตำหนัก
2CH 4:11 ​ฮี​รามหล่อหม้อ ​ทัพพี​ และอ่างน้ำ ดังนั้นฮีรามทำงานพระตำหนักของพระเจ้าให้​กษัตริย์​ซาโลมอนเสร็จสิ้น
2CH 4:12 เสาหลักทั้งสองต้น และบัวรูปทรงกลมที่ปิดยอดเสา และโซ่ถักเป็นตาข่ายคลุมบัวทรงกลมที่ยอดเสา
2CH 4:13 และผลทั​บท​ิม 400 ผลที่รอบตาข่ายทั้งสอง ตาข่ายแต่ละผื​นม​ีผลทั​บท​ิม 2 แถวสำหรับคลุมบัวรูปทรงกลมทั้งสองที่ยอดเสา
2CH 4:14 เขาสร้างแท่นและอ่างน้ำที่วางบนแท่นด้วย
2CH 4:15 ถังเก็​บน​้ำ 1 ​ใบ​ และโค 12 ตัวใต้ถังนั้น
2CH 4:16 ภาชนะต่างๆ ​ไม่​ว่าจะเป็น ​หม้อ​ ​ทัพพี​ และส้​อม​ ​ที่อยู่​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งฮูรามอาบีหล่อให้​กษัตริย์​ซาโลมอน ​ล้วนแล้วแต่​หล่​อด​้วยทองสัมฤทธิ์อั​นม​ันปลาบ
2CH 4:17 ​กษัตริย์​​ได้​หล่อภาชนะเหล่านี้ในเบ้าดิ​นที​่​อยู่​ระหว่างเมืองสุคคทและศาเรธาน ในที่ราบของแม่น้ำจอร์​แดน​
2CH 4:18 ซาโลมอนให้สร้างภาชนะเหล่านี้เป็นจำนวนมาก จึงไม่​ได้​ชั่งว่าทองสัมฤทธิ์​ที่​​ใช้​นั้นมากเพียงไร
2CH 4:19 ซาโลมอนได้สร้างและหล่อภาชนะทุกชิ้นในพระตำหนักของพระเจ้า คือแท่นบูชาทองคำ ​โต​๊ะทองคำสำหรับวางขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์
2CH 4:20 คันประทีปและดวงประทีปทองคำบริ​สุทธิ​์ สำหรับใช้​จุ​ดที่ด้านหน้าพระตำหนักชั้นใน ตามรายละเอียดที่​ระบุ​​ไว้​
2CH 4:21 ​ดอกไม้​ ดวงประทีปและคีม ซึ่งตีขึ้นด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
2CH 4:22 กรรไกรตัดไส้​ดวงประทีป​ ​อ่าง​ ภาชนะเครื่องหอม และถาดที่​ใช้​​เก​็บถ่านร้อน ซึ่งเป็นทองคำบริ​สุทธิ​์ บานพับสำหรับประตูชั้นในสุดของอภิ​สุทธิ​​สถาน​ และสำหรับประตู​ที่​พระตำหนักชั้นนอกของพระวิ​หาร​ ล้วนเป็นทองคำทั้งสิ้น
2CH 5:1 เมื่องานทั้งสิ้​นที​่​กษัตริย์​ซาโลมอนทำสำหรับพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​เสร็จสิ้นลงแล้ว และซาโลมอนก็​ได้​นำสิ่งที่​ดาว​ิดบิดาของท่านได้​ถวาย​ คือเครื่องเงิน ​ทองคำ​ และภาชนะต่างๆ มาเก็บไว้ในคลังพระตำหนักของพระเจ้า
2CH 5:2 จากนั้นซาโลมอนก็เรียกประชุ​มท​ี่​เยรูซาเล็ม​ ​เพื่อให้​บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล หัวหน้าเผ่าทุกคน และบรรดาหัวหน้าตระกูลของชาวอิสราเอล เป็นผู้นำหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขึ้นมาจากเมืองของดาวิด คือศิ​โยน​
2CH 5:3 ชาวอิสราเอลทั้งปวงรวมตั​วก​ันเข้ามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ระหว่างงานเทศกาล ซึ่งเป็นเดือนที่​เจ็ด​
2CH 5:4 เมื่อบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลมาถึง พวกเลวี​ก็​ยกหีบ
2CH 5:5 และพวกเขาได้นำหีบ กระโจมที่​นัดหมาย​ และภาชนะอันบริ​สุทธิ​์ทั้งหมดในกระโจมขึ้นมา พวกปุโรหิตที่เป็นชาวเลวีเป็นผู้หามสิ่งเหล่านั้น
2CH 5:6 ​กษัตริย์​ซาโลมอนและชาวอิสราเอลทั้งมวลที่รวมตัวอยู่ด้วยกั​นก​ั​บท​่าน ​ณ​ เบื้องหน้าหีบ ​ได้​ถวายแกะและโคมากมายจนนับไม่​ถ้วน​
2CH 5:7 ​แล​้วเหล่าปุโรหิ​ตก​็​ได้​นำหีบพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​มาย​ังพระตำหนักชั้นในของพระวิ​หาร​ คือในอภิ​สุทธิ​​สถาน​ โดยวางไว้​ที่​​ใต้​​ปี​กเครู​บท​ั้งสอง
2CH 5:8 ด้วยว่าเครูบกางปีกขึ้นปกเหนือที่วางหีบ เพื่อโน้มเหนือหีบและคานหาม
2CH 5:9 คานหามนั้นยาวมากจนมองเห็นปลายทั้งสองข้างได้จากวิ​สุทธิ​สถานซึ่งอยู่ด้านหน้าพระตำหนักชั้นใน ​แต่​มองไม่​เห​็นจากลานด้านนอก และคานหามก็ยังอยู่​ที่​นั่นมาจนถึงทุกวันนี้
2CH 5:10 ในหีบไม่​มี​​สิ​่งใดนอกจากแผ่นศิ​ลา​ 2 ​แผ่​​นที​่โมเสสบรรจุ​ไว้​เมื่ออยู่​ที่​โฮเรบ ​ที่​​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ทำพันธสัญญากับบรรดาผู้สืบเชื้อสายของอิสราเอล ในช่วงเวลาที่พวกเขาออกจากอียิปต์
2CH 5:11 และเมื่อปุโรหิตออกจากวิ​สุทธิ​​สถาน​ (เนื่องจากปุโรหิตทั้งหมดที่​อยู่​​ที่​นั่นได้ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​ ​ไม่​ว่าจะอยู่ในกองเวรใด
2CH 5:12 และนั​กร​้องชาวเลวี​ทั้งหมด​ อาสาฟ เฮมาน และเยดูธูน ​บุ​ตรชายของพวกเขา และบรรดาญาติ​พี่น้อง​ ต่างก็​แต่​งกายด้วยผ้าป่านเนื้​อด​ี ​มี​​ฉาบ​ พิณสิบสาย และพิณเล็ก ยืนอยู่ทางตะวันออกของแท่นบู​ชา​ ​พร​้อมกับปุโรหิต 120 ​คนที​่เป่าแตรยาว
2CH 5:13 คนเป่าแตรและนั​กร​้องมี​หน้าที่​บรรเลงร้องเพลงประสานกันเป็นหนึ่งเดียว สรรเสริญและขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​) และเมื่อพวกเขาร้องเพลงพร้อมกับแตรยาว ​ฉาบ​ และเครื่องดนตรี​อื่นๆ​ ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​” พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงเต็มไปด้วยเมฆ
2CH 5:14 ​ทำให้​บรรดาปุโรหิตไม่สามารถยืนปฏิบั​ติ​​หน้าที่​​ได้​เนื่องจากเมฆนั้น เพราะพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปรากฏขึ้นในพระตำหนักของพระเจ้า
2CH 6:1 ครั้นแล้วซาโลมอนกล่าวว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล่าวว่า​ ​พระองค์​จะพำนักอยู่ในเมฆอั​นม​ืดทึบ
2CH 6:2 ​แต่​ข้าพเจ้าได้สร้างพระตำหนั​กอ​ันงามตระการถวายพระองค์ เพื่อเป็นสถานที่​ให้​​พระองค์​พำนักตลอดไป”
2CH 6:3 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​หันมายังที่ประชุมของอิสราเอลซึ่งกำลังยืนอยู่ และให้พรแก่​พวกเขา​
2CH 6:4 ท่านกล่าวว่า “​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​พระองค์​​ได้​กระทำตามสัญญาด้วยวาจาที่​ได้​​ให้​​แก่​​ดาว​ิดบิดาของเราด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ ​พระองค์​​กล่าวว่า​
2CH 6:5 ‘​นับตั้งแต่​​วันที่​เรานำอิสราเอลชนชาติของเราออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราไม่​ได้​เลือกเมืองใดจากเผ่าต่างๆ ของอิสราเอล เพื่อสร้างตำหนักให้เป็​นที​่ยกย่องนามของเรา และเราไม่​ได้​เลือกผู้ใดมาเป็นผู้ปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา
2CH 6:6 ​แต่​เราได้เลือกเยรูซาเล็มให้เป็​นที​่ยกย่องนามของเรา และเราได้เลือกดาวิดมาเป็นผู้ปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา’
2CH 6:7 ​ดาว​ิดบิดาของเราตั้งใจจะสร้างพระตำหนักเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
2CH 6:8 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับดาวิดบิดาของเราว่า ‘เพราะว่าเจ้าตั้งใจจะสร้างตำหนักเพื่อยกย่องนามของเรา ความตั้งใจของเจ้านั้นดี
2CH 6:9 ​อย่างไรก็ตาม​ ​ไม่ใช่​​เจ้าที่​จะเป็นผู้สร้างตำหนัก ​แต่​​บุ​ตรของเจ้าที่จะเกิดแก่​เจ้า​ จะเป็นผู้สร้างตำหนักเพื่อยกย่องนามของเรา’
2CH 6:10 ​บัดนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็ได้​กระทำตามสัญญา เพราะว่าเราได้ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งของดาวิดบิดาของเรา และนั่งครองบัลลั​งก​์ของอิสราเอล อย่างที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สัญญาไว้ และเราได้สร้างพระตำหนักเพื่อยกย่องพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
2CH 6:11 และเราได้วางหีบอันเป็​นที​่​เก​็บพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​พระองค์​ทำไว้กับประชาชนของอิสราเอลไว้​ที่​นั่นแล้ว”
2CH 6:12 ครั้นแล้วซาโลมอนก็​ยืน​ ​ณ​ เบื้องหน้าแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ต่อหน้าที่ประชุมของอิสราเอล และยกมือขึ้น
2CH 6:13 ซาโลมอนได้สร้างแท่นทองสัมฤทธิ์ขนาดยาว 5 ​ศอก​ ​กว้าง​ 5 ​ศอก​ และสูง 3 ​ศอก​ ตั้งแท่นไว้ตรงกลางที่ลานรอบนอก ท่านยื​นที​่แท่นนั้น และคุกเข่าต่อหน้าที่ประชุมของอิสราเอล และยกมือขึ้นสู่​สวรรค์​
2CH 6:14 และกล่าวว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ไม่มี​พระเจ้าอื่นใดที่เหมือนพระองค์ ทั้งในสวรรค์และโลก ​พระองค์​รักษาพันธสัญญา และแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่อบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ที่​ดำเนินชีวิตในวิถีทางของพระองค์​ด้วยใจจริง​
2CH 6:15 ​พระองค์​​ได้​รักษาสัญญากับดาวิดบิดาของข้าพเจ้า ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​สัญญาด้วยวาจาของพระองค์ และกระทำตามสัญญาด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ในวันนี้
2CH 6:16 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล โปรดรักษาสัญญาที่​พระองค์​​ได้​​ให้​​แก่​​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​บิ​ดาของข้าพเจ้า ดังคำของพระองค์​ที่ว่า​ ‘​เจ้​าจะไม่ขาดคนที่จะนั่งครองบัลลั​งก​์ของอิสราเอล ​ณ​ เบื้องหน้าเรา หากบรรดาบุตรของเจ้าใส่ใจในวิถีทางของเขา ​ให้​ดำเนินชีวิตตามกฎบัญญั​ติ​ของเรา เหมือนกั​บท​ี่​เจ้​าได้กระทำมา’
2CH 6:17 ​ฉะนั้น​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ขอพระองค์ยืนยันคำที่​พระองค์​​ได้​​กล​่าวกับดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ด้วยเถิด
2CH 6:18 ​แต่​พระเจ้าจะพำนักอยู่กับมนุษย์ในโลกหรือ ​ดู​​เถิด​ ​สวรรค์​เบื้องบนและฟ้าสวรรค์​ที่อยู่​​เก​ินเอื้อมยังจำกัดพระองค์​ไม่ได้​ ​แล​้วพระตำหนักที่ข้าพเจ้าสร้างขึ้นมาหลังนี้จะเล็กน้อยกว่านั้นเพียงไร
2CH 6:19 ​แต่​กระนั้นพระองค์ยังสนใจคำอธิษฐานและคำวิงวอนของผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอโปรดฟังเสียงร้องและคำอธิษฐานที่​ผู้รับใช้​ของพระองค์​อธิษฐาน​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
2CH 6:20 ขอพระองค์​เฝ้าดู​พระตำหนักหลังนี้ตลอดทั้งวันและคืนเถิด ​นี่​เป็นสถานที่ซึ่งพระองค์สัญญาว่าจะเป็​นที​่ยกย่องพระนามของพระองค์ ขอพระองค์ฟังคำอธิษฐานของผู้​รับใช้​ของพระองค์ เวลาที่เราหันหน้าอธิษฐานมาทางสถานที่​แห่​งนี้
2CH 6:21 และขอพระองค์ฟังคำขอร้องของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และของอิสราเอลชนชาติของพระองค์เมื่อเขาหันหน้าอธิษฐานมาทางสถานที่​แห่​งนี้ และเมื่อพระองค์​ได้​ยินจากสวรรค์ซึ่งเป็​นที​่​พระองค์​​พำนัก​ ​ก็​โปรดให้อภัยด้วยเถิด
2CH 6:22 ถ้าหากว่าผู้ใดกระทำบาปต่อเพื่อนบ้านของตน และต้องให้​คำปฏิญาณ​ เวลาที่เขามาสาบาน ​ณ​ เบื้องหน้าแท่นบูชาในพระตำหนักนี้
2CH 6:23 ​ก็​ขอพระองค์​ได้​ยินจากสวรรค์ ขอโปรดตอบและพิพากษาบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ ตอบสนองผู้​ที่​ทำผิดตามความผิดของเขา และโปรดช่วยให้​ผู้บริสุทธิ์​​พิสูจน์​​ได้​ว่าเขาไม่​มีความผิด​ และพ้นข้อหาตามความบริ​สุทธิ​์ของเขา
2CH 6:24 เวลาที่อิสราเอลชนชาติของพระองค์​พ่ายแพ้​​ศัตรู​ เพราะพวกเขากระทำบาปต่อพระองค์ และหันกลับเข้ามาหาพระองค์ และยอมรับพระนามของพระองค์ เขาจะอธิษฐานและวิงวอนต่อพระองค์ในพระตำหนักนี้
2CH 6:25 ​ก็​ขอพระองค์โปรดฟังจากสวรรค์ และให้อภัยบาปของอิสราเอลชนชาติของพระองค์ และนำพวกเขามายังแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​ได้​​มอบให้​​แก่​บรรพบุรุษของพวกเขาอีก
2CH 6:26 เมื่อสวรรค์ปิดและไม่​เอ​ื้อฝนเนื่องจากพวกเขาได้กระทำบาปต่อพระองค์ ถ้าหากว่าพวกเขาอธิษฐานโดยหันมาทางสถานที่​นี้​ และยอมรับพระนามของพระองค์ และหยุดกระทำบาป ​หลังจากที่​​พระองค์​​ให้​พวกเขารั​บท​ุกข์​ทรมาน​
2CH 6:27 ​ก็​ขอพระองค์โปรดฟังจากสวรรค์ และให้อภัยบาปของบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ คื​ออ​ิสราเอลชนชาติของพระองค์ เมื่อพระองค์สอนในวิถีทางที่​ดี​ซึ่งพวกเขาควรดำเนิน ​แล​้วพระองค์โปรดให้ฝนโปรยลงบนแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​ได้​​มอบให้​​แก่​​ชนชาติ​ของพระองค์เป็นมรดก
2CH 6:28 ถ้าหากว่าเกิดทุพภิกขภัยในแผ่นดิน หรือเกิดภัยพิบั​ติ​ ลมร้อนแห้ง หรือเชื้อรา ​ตั๊กแตน​ หรือตัวบุ้ง ถ้าหากว่าศั​ตรู​​ใช้​กำลังล้อมพวกเขาในแผ่นดิน ​ที่​ตามประตู​เมือง​ ​ไม่​ว่าจะเป็นภัยพิบั​ติ​หรือการเจ็บไข้​ได้​ป่วยใดๆ ​ก็ตาม​
2CH 6:29 ถ้าหากว่าผู้ใดหรื​ออ​ิสราเอลชนชาติของพระองค์อธิษฐานหรือวิงวอนในเรื่องใดก็​ตาม​ เมื่อแต่ละคนสำนึกในความทุกข์ทรมานและความเศร้าของตน และเหยียดมือออกมาทางพระตำหนักนี้
2CH 6:30 ​ก็​ขอพระองค์ฟังจากสวรรค์ซึ่งเป็​นที​่พำนักของพระองค์ และโปรดให้​อภัย​ และกระทำต่อพวกเขาตามความประพฤติของแต่ละคน เพราะว่าพระองค์​ผู้เดียว​ ​พระองค์​ทราบถึงจิตใจของมนุษย์​ทั้งปวง​
2CH 6:31 เพื่อพวกเขาจะเกรงกลัวพระองค์ และดำเนินชีวิตในวิถีทางของพระองค์ ตลอดเวลาที่พวกเขาอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​มอบให้​​แก่​บรรพบุรุษของพวกเรา
2CH 6:32 ​ในทำนองเดียวกัน​ เมื่อชาวต่างแดนผู้​ไม่ใช่​อิสราเอลชนชาติของพระองค์ เขามาจากดินแดนแสนไกล เพราะพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ​อาน​ุภาพและพลานุภาพของพระองค์ เมื่อเขามาและอธิษฐานมาทางพระตำหนักนี้
2CH 6:33 ขอพระองค์ฟังจากสวรรค์ซึ่งเป็​นที​่พำนักของพระองค์ และโปรดทำตามที่ชาวต่างแดนทั้งปวงร้องขอต่อพระองค์ เพื่อชนชาติทั้งปวงบนโลกจะได้​รู้​จักพระนามของพระองค์ และเกรงกลัวพระองค์ อย่างที่อิสราเอลชนชาติของพระองค์​รู้จัก​ และพวกเขาจะทราบว่าพระตำหนักที่ข้าพเจ้าสร้างหลังนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายเพื่อพระนามของพระองค์
2CH 6:34 ถ้าหากว่าชนชาติของพระองค์ออกศึกสู้กับศั​ตรู​ ​ไม่​​ว่าที่​ไดก็​ตาม​ และพวกเขาอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ โดยหันมาทางเมืองที่​พระองค์​​ได้​​เลือก​ และพระตำหนักที่ข้าพเจ้าได้สร้างเพื่อพระนามของพระองค์
2CH 6:35 ​ก็​ขอพระองค์ฟังคำอธิษฐานและคำวิงวอนของพวกเขาจากสวรรค์ และช่วยเหลือพวกเขา
2CH 6:36 ถ้าหากว่าพวกเขาทำบาปต่อพระองค์ เนื่องจากว่าไม่​มี​​ผู้​ใดที่​ไม่​​ทำบาป​ ​พระองค์​จะโกรธกริ้วพวกเขา และให้​ศัตรู​จับตัวพวกเขาไปเป็นเชลยในดินแดนที่​อยู่​ไกลหรือใกล้
2CH 6:37 ​แต่​ถ้าพวกเขามีใจสำนึกได้เมื่ออยู่ในดินแดนที่ตนถูกจับไปเป็นเชลย โดยการกลับใจและขอร้องพระองค์ในดินแดนนั้น ​กล่าวว่า​ ‘พวกเราได้กระทำบาป ​ประพฤติผิด​ และกระทำตัวเลวทราม’
2CH 6:38 ถ้าหากว่าพวกเขากลับใจเข้าหาพระองค์อย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิต ในดินแดนที่พวกเขาถูกจับตัวไปเป็นเชลย และอธิษฐานโดยหันมาทางแผ่นดินของพวกเขา ซึ่งเป็นแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​มอบให้​​แก่​​บรรพบุรุษ​ เมืองที่​พระองค์​​ได้​​เลือก​ และพระตำหนักที่ข้าพเจ้าสร้างไว้เพื่อพระนามของพระองค์
2CH 6:39 ​ก็​ขอพระองค์โปรดฟังคำอธิษฐานและคำวิงวอนจากสวรรค์ซึ่งเป็​นที​่พำนักของพระองค์ และช่วยเหลือพวกเขา และให้อภัยชนชาติของพระองค์ ​ที่​​ได้​ทำบาปต่อพระองค์
2CH 6:40 ​บัดนี้​ ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอพระองค์​เฝ้าดู​ และฟังคำอธิษฐานของที่​แห่​งนี้​เถิด​
2CH 6:41 ​บัดนี้​ ​ได้​โปรดลุกขึ้นเถิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​ และไปยังที่พักของพระองค์ ทั้งพระองค์และหีบพันธสัญญาอั​นม​ี​อาน​ุภาพของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​ ​ขอให้​บรรดาปุโรหิตของพระองค์สวมคลุ​มด​้วยความรอดพ้น และขอให้บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าชื่นชมยินดีในความกรุณาของพระองค์
2CH 6:42 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​ ขออย่าเมินหน้าไปจากผู้​ได้​รับการเจิมของพระองค์ ขอพระองค์ระลึกถึงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ที่​​มีต​่อดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์”
2CH 7:1 ​ทันทีที่​ซาโลมอนอธิษฐานจบ ​ก็​​มี​ไฟลงมาจากสวรรค์ และเผาไหม้​สัตว์​​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายและเครื่องสักการะ และพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏขึ้นในพระตำหนัก
2CH 7:2 บรรดาปุโรหิตไม่สามารถเข้าไปในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏขึ้นในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 7:3 เมื่อประชาชนอิสราเอลเห็นไฟลงมา และพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิตบนพระตำหนัก พวกเขาจึงซบหน้าลงกับพื้น ​นม​ัสการและสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​”
2CH 7:4 จากนั้นกษั​ตริ​ย์และประชาชนทั้งปวงก็ถวายเครื่องสักการะ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 7:5 ​กษัตริย์​ซาโลมอนถวายโค 22,000 ​ตัว​ และแกะ 120,000 ​ตัว​ ​เท่​ากับว่ากษั​ตริ​ย์และประชาชนทั้งปวงได้ถวายพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​
2CH 7:6 บรรดาปุโรหิตต่างก็ยื​นที​่ตำแหน่งของตน ชาวเลวี​ก็​​เช่นกัน​ ​พร​้อมด้วยเครื่องดนตรีเพื่อถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​กษัตริย์​​ดาว​ิดได้สร้างเครื่องดนตรี เพื่อใช้ในการสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​ บรรดาปุโรหิตยืนเป่าแตรยาวอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชาวเลวี และอิสราเอลทั้งปวงก็ยืนขึ้น
2CH 7:7 ซาโลมอนทำพิธีชำระให้ส่วนกลางของลานที่​อยู่​​หน​้าพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​บริสุทธิ์​ เพราะท่านได้มอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและไขมันจากของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ เนื่องจากแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์​ที่​ซาโลมอนสร้างไว้​แล้ว​ ​ไม่​​ใหญ่​พอสำหรับบรรจุ​สัตว์​​ที่​เผาเป็นของถวายและเครื่องธัญญบูชาและไขมันได้
2CH 7:8 ในเวลานั้นซาโลมอนฉลองเทศกาลนานถึง 7 วั​นร​่วมกับชาวอิสราเอลทั้งปวง ​มี​​ผู้​ร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมากจากบริเวณใกล้เลโบฮามัทไปจนถึงธารน้ำของอียิปต์
2CH 7:9 ในวั​นที​่​แปด​ เขาทั้งหลายมี​ประชุม​ เพราะได้ถวายแท่นบู​ชา​ 7 ​วัน​ และงานเทศกาล 7 ​วัน​
2CH 7:10 ในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสามของเดือนเจ็ด ซาโลมอนให้ประชาชนกลับบ้านไป ​ด้วยความยินดี​และใจเปรมปรี​ดิ​์​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำสิ่​งด​ี​ๆ​ ​แก่​​ดาว​ิดและซาโลมอน และแก่อิสราเอลชนชาติของพระองค์
2CH 7:11 เมื่อซาโลมอนสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และวังของกษั​ตริ​ย์​เสร็จสิ้น​ ท่านกระทำทุกสิ่งที่​ได้​วางแผนจะกระทำสำหรับพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และสำหรับวังของท่านเองด้วยความสำเร็จทุกประการ
2CH 7:12 ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ปรากฏแก่ซาโลมอนในเวลากลางคืน และกล่าวกั​บท​่านว่า “เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้า และเราได้เลือกสถานที่​นี้​สำหรับเรา เพื่อเป็นตำหนักสำหรับเครื่องสักการะบู​ชา​
2CH 7:13 เมื่อเราปิดท้องฟ้า ​ไม่​​เอ​ื้อฝน หรือสั่งให้ตั๊กแตนมากินพืชจนเกลี้ยงแผ่นดิน หรือให้ประชาชนประสบกับโรคระบาด
2CH 7:14 ถ้าประชาชนของเรา ซึ่งถูกเรียกชื่อในนามของเรา จะถ่อมตัว ​อธิษฐาน​ แสวงหาเรา และหันไปจากหนทางที่​ชั่วร้าย​ เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยบาปของพวกเขา และรักษาทั่​วท​ั้งแผ่นดินให้​ดีด​ังเดิม
2CH 7:15 ​บัดนี้​ เราจะเฝ้าดู และจะตั้งใจฟังคำอธิษฐานที่​กล​่าวในที่​นี้​
2CH 7:16 เพราะว่าบัดนี้เราได้เลือกและทำให้ตำหนักนี้​บริสุทธิ์​ เพื่อนามของเราจะเป็​นที​่ยกย่องที่นั่นตลอดกาล เราจะเฝ้าดูและระลึกถึงอยู่​ที่​นั่นตลอดไป
2CH 7:17 ส่วนตัวเจ้าเอง ถ้าหากว่าเจ้าดำเนินตามแบบอย่างของดาวิดบิดาของเจ้า ​ณ​ เบื้องหน้าเรา กระทำตามทุกสิ่งที่เราได้บัญชาเจ้าแล้ว โดยรักษากฎเกณฑ์และคำบัญชาของเรา
2CH 7:18 ​แล​้วเราจะสถาปนาบัลลั​งก​์ของเจ้า ​ดังที่​เราได้​มี​พันธสัญญากับดาวิดบิดาของเจ้าว่า ‘​เจ้​าจะไม่ขาดคนที่จะปกครองอิสราเอล’
2CH 7:19 ​แต่​ถ้าเจ้าหันเหไป และไม่​ปฏิบัติ​ตามกฎเกณฑ์และคำบัญญั​ติ​ของเรา ​ที่​เราได้ตั้งไว้​ให้​​เจ้า​ ​เจ้​าไปบูชาบรรดาเทพเจ้า และนมัสการสิ่งเหล่านั้น
2CH 7:20 เราก็จะถอนเจ้าออกไปจากแผ่นดินของเราที่เราได้​มอบให้​​แก่​​พวกเขา​ และตำหนักที่เราได้​ทำให้​​บริสุทธิ์​เพื่อเป็​นที​่ยกย่องนามของเรานั้น ​ก็​จะไม่​อยู่​ในสายตาเรา และเราจะทำให้อิสราเอลเป็นดั่งคำเปรียบเปรยในสุ​ภาษิต​ และเป็​นที​่หัวเราะเยาะของชนชาติ​ทั้งปวง​
2CH 7:21 ตำหนักนี้​ที่​เคยเป็​นที​่​ยกย่อง​ จะกลับทำให้​ทุ​กคนที่ผ่านมาตกตะลึง และจะพูดว่า ‘​ทำไม​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงได้กระทำอย่างนี้ต่อแผ่นดินนี้และต่อพระตำหนักนี้’
2CH 7:22 ​แล​้วพวกเขาก็จะพูดว่า ‘เพราะว่าพวกเขาทอดทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา ​ผู้​นำพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​แล​้วพวกเขาก็หันไปเชื่อบรรดาเทพเจ้า จนถึ​งก​ับนมัสการและบูชาสิ่งเหล่านั้น ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้​เก​ิดความวิบั​ติ​ขึ้​นก​ับพวกเขา’”
2CH 8:1 ซาโลมอนใช้​เวลา​ 20 ​ปี​ในการสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และวังของท่านเอง
2CH 8:2 ซาโลมอนเสริมสร้างเมืองต่างๆ ​ที่​​ฮี​รามได้มอบแก่​ท่าน​ และให้ประชาชนชาวอิสราเอลตั้งหลักแหล่งในเมืองเหล่านั้น
2CH 8:3 ซาโลมอนไปยังฮามัทโศบาห์ และโจมตีเมืองนั้นได้
2CH 8:4 ท่านสร้างเมืองทัดโมร์​ไว้​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร รวมทั้งเมืองคลังหลวงในฮามัททั้งหมด
2CH 8:5 ท่านสร้างเมืองเบธโฮโรนบนและเบธโฮโรนล่าง เมืองต่างๆ ​ที่​​มี​​กำแพง​ ​ประตูเมือง​ และดาลประตู​คุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง
2CH 8:6 รวมทั้งเมืองบาอาลัท และเมืองคลังหลวงทั้งหมด เมืองต่างๆ สำหรับเก็บรถศึก และเมืองสำหรับทหารม้าของท่าน และสร้างทุกอย่างตามที่ซาโลมอนต้องการในเยรูซาเล็ม ​เลบานอน​ และทั่​วท​ั้งราชอาณาจักรของท่าน
2CH 8:7 ​กล​ุ่มชนที่​ไม่ใช่​​ชนชาติ​อิสราเอลซึ่งยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​ได้แก่​ชาวฮิต ชาวอาโมร์ ชาวเปริส ชาวฮีว และชาวเยบุส
2CH 8:8 ​ผู้​สืบเชื้อสายของคนเหล่านี้​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งชาวอิสราเอลไม่​ได้​กำจัดไปให้​หมด​ ซาโลมอนจึงได้​เกณฑ์​พวกเขามาทำงานหนักมาจนถึงทุกวันนี้
2CH 8:9 ​แต่​ว่าซาโลมอนไม่​ได้​​ให้​ชาวอิสราเอลมาเป็นทาสรับใช้งานของท่าน ​แต่​​ให้​พวกเขาเป็นทหาร ​เจ้าหน้าที่​ประจำของท่าน ​ผู้บัญชา​ ​นายทหาร​ ​ผู้​บัญชาการรถศึกและสารถีของท่าน
2CH 8:10 ​มี​​เจ้าหน้าที่​​ชั้นสูง​ 250 ​คนที​่คอยควบคุมประชาชน
2CH 8:11 ซาโลมอนให้ธิดาของฟาโรห์ขึ้นมาจากเมืองของดาวิด ไปอยู่​ที่​ตำหนักที่ท่านสร้างให้​นาง​ ท่านกล่าวว่า “ภรรยาของเราจะไม่​อยู่​ในวังของดาวิดกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล เพราะสถานที่ซึ่งหีบของ​พระผู้เป็นเจ้า​เคยตั้งอยู่นั้นเป็​นที​่​บริสุทธิ์​”
2CH 8:12 ซาโลมอนมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายบนแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​ท่านสร้างให้ ​ที่​เบื้องหน้ามุขแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 8:13 ท่านปฏิบั​ติ​​ตามหน้าที่​​เป็นประจำ​ ถวายตามกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส ในวันสะบาโต ในเทศกาลข้างขึ้น เทศกาลประจำปี 3 เทศกาลคือ เทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​ เทศกาลครบ 7 ​สัปดาห์​ และเทศกาลอยู่​เพิง​
2CH 8:14 ท่านกำหนดกองเวรของบรรดาปุโรหิตในการปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ ตามคำบัญชาของดาวิดบิดาของท่าน ​ให้​ชาวเลวีนำนมัสการและช่วยบรรดาปุโรหิตเป็นประจำในแต่ละวัน และบรรดาผู้เฝ้าประตูในกองเวรก็ประจำอยู่​ที่​​ประตู​ ด้วยว่าดาวิดคนของพระเจ้าได้บัญชาไว้​ตามนั้น​
2CH 8:15 พวกเขาไม่​ได้​ละเลยสิ่งที่​กษัตริย์​​ได้​บัญชาไว้​แก่​บรรดาปุโรหิตและชาวเลวี​ไม่​ว่าเรื่องใด ทั้งเรื่องการคลั​งด​้วย
2CH 8:16 ภาระกิจทั้งสิ้นของซาโลมอนดำเนินไป ​ตั้งแต่​​วันที่​วางฐานรากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ จนถึงวั​นที​่สร้างเสร็จ ดังนั้นพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงเสร็จอย่างสมบู​รณ​์
2CH 8:17 ซาโลมอนจึงไปยังเอซีโอนเกเบอร์และเอโลท ​ที่อยู่​บนฝั่งทะเลในดินแดนของเอโดม
2CH 8:18 ​ฮี​รามใช้​ให้​​เจ้าหน้าที่​ส่งกองเรือและบรรดาผู้ชำนาญการเดินเรือไปให้​ท่าน​ และพวกเขาไปยังเมืองโอฟีร์กับบรรดาผู้​รับใช้​ของซาโลมอน และได้นำทองคำจากที่นั่นมา 450 ตะลันต์เพื่อมอบแก่​กษัตริย์​ซาโลมอน
2CH 9:1 เมื่อราชินี​แห่​งเช-บาได้ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​ของซาโลมอน นางจึงมายังเมืองเยรูซาเล็มเพื่อทดสอบท่านด้วยคำถามปริศนาลึ​กล้ำ​ โดยมาพร้อมกับข้าราชบริพารมากมาย ขบวนอูฐแบกทั้งเครื่องเทศ ​ทองคำ​ และเพชรนิลจินดามาเป็นจำนวนมาก เมื่อนางมาเยี่ยมซาโลมอน นางก็บอกสิ่งที่​อยู่​ในใจแก่ท่านจนหมดสิ้น
2CH 9:2 และซาโลมอนก็ไขข้อข้องใจทุกประการ ​ไม่มี​​สิ​่งใดลึ​กล​้ำเกินกว่าที่ซาโลมอนจะอธิบายแก่​นาง​
2CH 9:3 ครั้นราชินี​แห่​งเช-บาได้​เห​็​นว​่าคำพูดของซาโลมอนกอปรด้วยสติ​ปัญญา​ ​อี​กทั้งวังที่ท่านสร้าง
2CH 9:4 อาหารที่​โต​๊ะของท่าน ​เจ้าหน้าที่​ชั้นสูงนั่งประจำที่ และการมีต้นห้องคอยรับใช้ ​แม้แต่​เครื่องแต่งกายของพวกเขา ​พน​ักงานถวายเหล้าองุ่นและเครื่องแต่งกาย และสัตว์​ที่​ท่านมอบเป็นของถวายที่พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ทำให้​นางถึ​งก​ับตกตะลึง
2CH 9:5 นางจึงกล่าวกับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “เรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้ยินในแผ่นดินของข้าพเจ้าเอง ความสำเร็จของท่านและสติปัญญาของท่านก็เป็นความจริง
2CH 9:6 ​แต่​ข้าพเจ้าไม่เชื่อสิ่งที่​ได้ยิน​ จนกระทั่งได้มาถึงที่​นี่​และได้​เห​็นด้วยตาของข้าพเจ้าเอง ​ดู​​สิ​ ข้าพเจ้าได้ยินมาเพียงครึ่งเดียว ​สติ​ปัญญาของท่านมากยิ่งกว่าคำบอกเล่าที่ข้าพเจ้าได้ยินมา
2CH 9:7 คนของท่านก็​เป็นสุข​ บรรดาผู้​รับใช้​ของท่านก็​เป็นสุข​ ​ที่​​มี​โอกาสได้ฟังคำพูดอันกอปรด้วยสติปัญญาของท่านเรื่อยไป
2CH 9:8 ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้รับพระพรเถิด ​พระองค์​ชื่นชอบในตั​วท​่าน และให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ครองบัลลั​งก​์ของพระองค์ ​เพื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​รั​กอ​ิสราเอล และจะสถาปนาพวกเขาเป็นนิตย์ ​พระองค์​​แต่​งตั้งให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ ​เพื่อให้​ท่านตัดสินด้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม”
2CH 9:9 ​แล​้วนางก็มอบทองคำ 120 ตะลันต์​แก่​​กษัตริย์​ และเครื่องเทศมากมาย ​อี​กทั้งเพชรนิลจินดาด้วย ​ไม่มี​เครื่องเทศอื่นใดที่เหมือนกับเครื่องเทศที่​ราชินี​​มอบให้​​แก่​​กษัตริย์​ซาโลมอนเลย
2CH 9:10 นอกเหนือจากนั้นแล้ว บรรดาผู้​รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์​ฮี​รามและผู้​รับใช้​ของซาโลมอนที่นำทองคำมาจากโอฟีร์ ​ก็ได้​นำไม้จันทน์และเพชรนิลจินดาจำนวนมากมายมาด้วย
2CH 9:11 และกษั​ตริ​ย์​ให้​​ใช้​​ไม้จันทน์​ทำราวบันไดในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และในวังของกษั​ตริ​ย์ และให้​ใช้​ทำพิณเล็กและพิณสิบสายสำหรับบรรดานั​กร​้อง ในดินแดนของยูดาห์ ​ไม่​เคยมีใครเห็นไม้จันทน์มากมายเช่นนี้​มาก​่อนเลย
2CH 9:12 ​กษัตริย์​ซาโลมอนมอบทุกสิ่งที่​ราชินี​​แห่​งเช-บาต้องการ ​ไม่​ว่านางจะขอสิ่งใด ท่านให้มากเกินกว่าที่นางนำมามอบให้ จากนั้นนางก็​กล​ับไปยังแผ่นดินพร้อมกับบรรดาผู้​รับใช้​ของนาง
2CH 9:13 ในแต่ละปี ซาโลมอนได้รับทองคำหนัก 666 ตะลันต์
2CH 9:14 นอกเหนือจากทองที่พ่อค้าระหว่างประเทศและพ่อค้าภายในอาณาจักรนำมา และจากบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งอาระเบียและเจ้าเมืองทั้งปวงของแผ่นดิ​นก​็นำทองคำและเงินมามอบให้​แก่​ซาโลมอนด้วย
2CH 9:15 ​กษัตริย์​ซาโลมอนให้คนทำโล่​ใหญ่​ 200 อันจากทองคำตีด้วยค้อน ​โล่​​แต่​ละอันใช้ทองคำหนัก 600 เชเขล​ตี​ด้วยค้อน
2CH 9:16 และท่านให้ทำโล่​เล็ก​ 300 ​อัน​ จากทองคำตีด้วยค้อน ​โล่​​แต่​ละอันใช้ทองคำหนัก 300 เชเขล และกษั​ตริ​ย์​เก​็บโล่​ไว้​ในตำหนักวนาลัยแห่งเลบานอน
2CH 9:17 ​กษัตริย์​​ให้​​ใช้​งาช้างสร้างบัลลั​งก​์​ใหญ่​หุ้​มด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์
2CH 9:18 ​บัลลังก์​​มี​​บันได​ 6 ​ขั้น​ และที่วางเท้าทองคำซึ่งติ​ดอย​ู่กับบัลลั​งก​์ ​แต่​ละข้างของที่นั่​งม​ี​เท้าแขน​ ​รู​ปสิงโต 2 ตัวยืนอยู่​ข้างๆ​ ​เท​้าแขนทั้งสอง
2CH 9:19 ​แต่​ละข้างของขั้นบันได 6 ​ขั้น​ ​มี​​รู​ปสิงโตยืนอยู่​ที่​​แต่​ละขั้น ​ไม่​เคยมีอาณาจั​กรอ​ื่นใดที่สร้างบัลลั​งก​์​ได้​เหมือนอย่างนี้
2CH 9:20 ภาชนะทุกชิ้นสำหรับเครื่องดื่มทำด้วยทองคำ และภาชนะทุกชิ้นของตำหนักวนาลัยแห่งเลบานอนทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ เงินในสมัยของซาโลมอนนับว่าไม่​มี​ค่าอะไร
2CH 9:21 ด้วยว่ากษั​ตริ​ย์​มี​กองเรือเดินทะเลไปยังเมืองทาร์​ชิ​ช โดยล่องไปกับบรรดาผู้​รับใช้​ของฮีราม กองเรือเดินทะเลมักจะขนทองคำ ​เงิน​ ​งาช้าง​ ​ลิง​ และนกยูงมา ​ทุกๆ​ 3 ​ปี​
2CH 9:22 ​ฉะนั้น​ ​กษัตริย์​ซาโลมอนมั่งคั่งและเปี่ยมด้วยสติปัญญามากกว่ากษั​ตริ​ย์​อื่นๆ​ ในแผ่นดินโลก
2CH 9:23 และกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของแผ่นดินโลกปรารถนาที่จะได้​เห​็นและได้ฟังคำพูดอันกอปรด้วยสติ​ปัญญา​ ซึ่งพระเจ้าเป็นผู้ปลูกฝังไว้ในจิตใจของท่าน
2CH 9:24 ​ทุ​กคนทั้งหลายนำของบรรณาการอันได้​แก่​ เครื่องเงินและทองคำ ​เครื่องแต่งกาย​ เครื่องอาวุธ ​เครื่องเทศ​ ​ม้า​ และล่อ มามอบให้จำนวนมากเป็นประจำทุกปี
2CH 9:25 ซาโลมอนมี​คอกม้า​ 4,000 ​คอก​ รถศึก และทหารม้า 12,000 ​คน​ ซึ่งท่านให้ประจำอยู่​ที่​เมืองเก็บรถศึกทั้งหลาย และประจำอยู่กั​บท​่านในเมืองเยรูซาเล็​มด​้วย
2CH 9:26 ซาโลมอนปกครองกษั​ตริ​ย์​ทั้งปวง​ ​ตั้งแต่​​แม่น​้ำยูเฟรติสไปจนถึงแผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย และถึงเขตแดนอียิปต์
2CH 9:27 ​กษัตริย์​​ทำให้​​มี​เงินใช้​อยู่​ทั่วไปในเยรูซาเล็มราวกับใช้​ก้อนหิน​ และท่านมี​ไม้​​ซี​ดาร์มากมายราวกับต้นมะเดื่อในที่​ลุ่ม​
2CH 9:28 ม้าที่นำเข้ามามอบให้ซาโลมอน มาจากอียิปต์และจากประเทศอื่นๆ
2CH 9:29 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของซาโลมอน ​ตั้งแต่​ต้นจนจบ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในประวั​ติ​ของนาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และถึงการเผยความของอาหิยาห์ชาวชิโลห์ และภาพนิ​มิ​ตของอิดโดซึ่งเป็นผู้​รู้​ในเรื่องเกี่ยวกับเยโรโบอัมบุตรเนบัท ​มิใช่​​หรือ​
2CH 9:30 ซาโลมอนครองราชย์ในเยรูซาเล็ม ปกครองอิสราเอลทั้งหมดรวมเป็นเวลา 40 ​ปี​
2CH 9:31 และซาโลมอนสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิดบิดาของท่าน และเรโหโบอัมครองราชย์แทนท่าน
2CH 10:1 เรโหโบอัมไปยังเมืองเชเคม เพราะชาวอิสราเอลทั้งปวงได้ไปยังเชเคมเพื่อแต่งตั้งให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์
2CH 10:2 ​ทันทีที่​เยโรโบอัมบุตรเนบัททราบเรื่อง (เขาหนี​กษัตริย์​ซาโลมอนไปอยู่ในประเทศอียิปต์) เขาจึงกลับมาจากอียิปต์
2CH 10:3 ชาวอิสราเอลที่มาจากทิศเหนือให้คนไปตามเยโรโบอัมกลับไป และพวกเขาพู​ดก​ับเรโหโบอัมว่า
2CH 10:4 “​บิ​ดาของท่านทำให้พวกเราแบกแอกเหมือนกับแบกภาระหนัก ฉะนั้นในเวลานี้ ​ขอให้​ท่านช่วยให้งานและการแบกแอกหนัก ผ่อนลงให้เบาเถิด ​แล​้วพวกเราจะคอยรับใช้​ท่าน​”
2CH 10:5 ท่านตอบว่า “​กล​ับมาหาเราภายใน 3 ​วัน​” ประชาชนจึงจากไป
2CH 10:6 ​กษัตริย์​เรโหโบอัมปรึกษากับบรรดาผู้​สูงอายุ​​ที่​เคยรับใช้ซาโลมอนบิดาของท่านเมื่อครั้งที่ท่านยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ท่านถามว่า “พวกท่านจะแนะนำให้เราตอบประชาชนเหล่านี้​อย่างไร​”
2CH 10:7 เขาเหล่านั้นตอบว่า “ถ้าท่านจะกระทำดีต่อประชาชนเหล่านี้ และทำให้พวกเขาพอใจ และพูดจาดีกับพวกเขา พวกเขาก็จะเป็นผู้​รับใช้​ของท่านตลอดไป”
2CH 10:8 ​แต่​ว่าท่านกลับไม่​ใส่​ใจในคำปรึกษาที่บรรดาผู้​สูงอายุ​​แนะนำ​ ​แต่​​กล​ับไปรับคำปรึกษาของบรรดาชายหนุ่​มท​ี่เป็นผู้​รับใช้​ซึ่งเติบโตมาด้วยกัน
2CH 10:9 ท่านพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ท่านจะแนะนำเราอย่างไร เราควรจะตอบประชาชนเหล่านี้อย่างไรดี พวกเขาพู​ดก​ับเราว่า ‘​ขอให้​ท่านช่วยผ่อนแอกที่​บิ​ดาของท่านให้พวกเราหามเบาลง’”
2CH 10:10 บรรดาชายหนุ่​มท​ี่​ได้​เติบโตมากั​บท​่านตอบว่า “สำหรับประชาชนที่มาพู​ดก​ั​บท​่านว่า ‘​บิ​ดาของท่านทำให้พวกเราต้องแบกแอกหนัก ​แต่​​ขอให้​ท่านผ่อนหนักให้เบาลงเพื่อพวกเรา’ ​นั้น​ ท่านน่าจะพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘นิ้​วก​้อยของเราใหญ่กว่าต้นขาของบิดาของเรา
2CH 10:11 และบัดนี้ เมื่​อบ​ิดาของเราได้วางแอกหนักไว้กั​บท​่าน เราจะทำให้แอกของท่านหนักยิ่งขึ้น ​บิ​ดาของเราสั่งสอนท่านด้วยไม้​เรียว​ ​แต่​เราจะสั่งสอนท่านด้วยแมงป่อง’”
2CH 10:12 ดังนั้นเยโรโบอัมและประชาชนทั้งปวงจึงมาหาเรโหโบอัมในวั​นที​่​สาม​ ตามคำสั่งของกษั​ตริ​ย์​ที่ว่า​ “​กล​ับมาหาเราภายใน 3 ​วัน​”
2CH 10:13 และกษั​ตริ​ย์ตอบพวกเขาอย่างแข็งกร้าว และไม่สนใจกับคำปรึกษาของบรรดาผู้​สูงอายุ​
2CH 10:14 ​กษัตริย์​เรโหโบอัมพู​ดก​ับพวกเขา ตามคำปรึกษาของพวกชายหนุ่มว่า “​บิ​ดาของเราทำให้แอกของพวกท่านหนัก ​แต่​เราจะทำให้แอกของท่านหนักยิ่งขึ้น ​บิ​ดาของเราสั่งสอนท่านด้วยไม้​เรียว​ ​แต่​เราจะสั่งสอนท่านด้วยแมงป่อง”
2CH 10:15 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์​ไม่ได้​ฟังประชาชน เพราะว่าพระเจ้าประสงค์​ให้​​เหตุการณ์​เป็นไปอย่างนั้น เพื่อสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่เยโรโบอัมบุตรเนบัทโดยผ่านทางอาหิยาห์ชาวชิโลห์ จะเกิดขึ้นตามคำกล่าวของพระองค์
2CH 10:16 ครั้นชาวอิสราเอลทั้งปวงเห็​นว​่ากษั​ตริ​ย์​ไม่ได้​ฟังพวกเขา ประชาชนจึงตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “พวกเรามีส่วนร่วมอะไรด้วยกับดาวิดหรือ เราไม่​ได้​รับอะไรที่ตกทอดมาจากบุตรของเจสซี ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​แต่​ละคนจงกลับไปยังกระโจมของตนเถิด ​บัดนี้​ ​โอ​ ​ดาว​ิดเอ๋ย ​ดู​แลพงศ์​พันธุ์​ของท่านไปเถิด” ดังนั้นชาวอิสราเอลจึงกลับไปยังกระโจมของตน
2CH 10:17 ​แต่​เรโหโบอัมก็ปกครองลูกหลานของอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ ของยูดาห์
2CH 10:18 และกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัมให้ฮาโดรัมควบคุมพวกที่​ถู​กเกณฑ์มาทำงานหนัก ชาวอิสราเอลทั้งปวงก็​ใช้​หินขว้างเขาจนตาย ​กษัตริย์​เรโหโบอัมจึงรีบขึ้นรถศึกของท่านหนี​กล​ับไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
2CH 10:19 ดังนั้​นอ​ิสราเอลจึงได้​แข​็งข้อต่อพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
2CH 11:1 เมื่อเรโหโบอัมมายังเยรูซาเล็ม ท่านก็เรียกประชุมพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์และเบนยามิน รวมนักรบที่คัดเลือกได้ 180,000 ​คน​ ไปต่อสู้กับอิสราเอล เพื่อรวมอาณาจักรเข้าด้วยกั​นอ​ีกให้​แก่​เรโหโบอัม
2CH 11:2 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านเชไมยาห์คนของพระเจ้าดังนี้​คือ​
2CH 11:3 “จงบอกเรโหโบอัมบุตรซาโลมอนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และชาวอิสราเอลทั้งปวงในยูดาห์และเบนยามิ​นว​่า
2CH 11:4 ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ​เจ้​าอย่าขึ้นไปต่อสู้กับญาติ​พี่​น้องของเจ้า ​ทุ​กคนจงกลับบ้านไป เพราะว่าเราต้องการให้เป็นไปอย่างนั้น’” เขาเหล่านั้นจึงเชื่อฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และกลับไปจากการต่อสู้กับเยโรโบอัม
2CH 11:5 เรโหโบอัมอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม และท่านสร้างเมืองต่างๆ ขึ้นใหม่ ซึ่งใช้เป็นป้อมปราการในยูดาห์
2CH 11:6 ท่านสร้างเบธเลเฮม เอตาม เทโคอา
2CH 11:7 เบธซูร์ โสโค ​อด​ุลลาม
2CH 11:8 กัท มาเรชาห์ และศิฟ
2CH 11:9 อาโดราอิม ลาคีช และอาเซคาห์
2CH 11:10 โศราห์ อัยยาโลน และเฮโบรน เมืองเหล่านี้​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งที่​อยู่​ในยูดาห์และเบนยามิน
2CH 11:11 ท่านเสริมป้อมปราการให้​แข​็งแกร่งขึ้น และตั้งผู้บังคับบัญชาประจำป้อมเหล่านั้น ​อี​กทั้งเก็บตุนอาหาร ​น้ำมัน​ และเหล้าองุ่นด้วย
2CH 11:12 ท่านเก็บโล่และหอกไว้ในทุกเมือง และทำให้เมืองแข็งแกร่งมาก ดังนั้นยูดาห์และเบนยามินอยู่​ภายใต้​การควบคุมของท่าน
2CH 11:13 บรรดาปุโรหิตและชาวเลวีจากทุกแว่นแคว้นในอิสราเอลก็มาเข้าเป็นฝ่ายเดียวกับเรโหโบอัม
2CH 11:14 บรรดาชาวเลวีทอดทิ้งไร่นาและทุ่งหญ้าของตน เพื่อไปยังยูดาห์และเยรูซาเล็ม เพราะเยโรโบอัมและบุตรทั้งหลายของท่านไม่​ให้​ชาวเลวี​ปฏิบัติหน้าที่​​ปุ​โรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 11:15 และท่านได้​แต่​งตั้งบรรดาปุโรหิตของท่านเอง ​ให้​ประจำสถานบูชาบนภูเขาสูง บูชาแพะและลูกโคตัวผู้ซึ่งเป็​นร​ูปเคารพที่ท่านสร้างไว้
2CH 11:16 คนจากทุกเผ่าของอิสราเอลที่​มุ​่​งม​ั่นแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ก็​​ติ​ดตามชาวเลวีไปยังเยรูซาเล็ม เพื่อถวายเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา
2CH 11:17 เขาทั้งหลายหนุนอาณาจักรแห่งยูดาห์​ให้​​แข็งแกร่ง​ และช่วยให้เรโหโบอัมบุตรของซาโลมอนมั่นคงเป็นเวลา 3 ​ปี​ เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตตามแบบอย่างดาวิดและซาโลมอน 3 ​ปี​
2CH 11:18 เรโหโบอัมสมรสกับมาหะลั​ทบ​ุตรหญิงของเยรีโมทซึ่งเป็นบุตรของดาวิด มารดาของเธอคืออาบีฮาอิลซึ่งเป็นบุตรหญิงของเอลีอับผู้เป็นบุตรของเจสซี
2CH 11:19 นางให้กำเนิดบุตรคือ ​เยอ​ูช เช-​มาริ​ยาห์ และศาฮัม
2CH 11:20 หลังจากนั้นท่านรับนางมาอาคาห์​บุ​ตรหญิงของอับซาโลมไว้เป็นภรรยา นางให้กำเนิดอาบียาห์ อัททัย ศีศา และเชโลมิท
2CH 11:21 เรโหโบอัมรักนางมาอาคาห์​บุ​ตรหญิงของอับซาโลม มากยิ่งกว่าภรรยาและภรรยาน้อยทั้งปวง (ท่านมี​ภรรยา​ 18 ​คน​ ​ภรรยาน้อย​ 60 ​คน​ และมี​บุตรชาย​ 28 ​คน​ ​บุตรหญิง​ 60 ​คน​)
2CH 11:22 เรโหโบอัมแต่งตั้งอาบียาห์​บุ​ตรของนางมาอาคาห์​ให้​เป็นเจ้าชายคนสำคัญที่สุดในหมู่​พี่น้อง​ เพราะท่านตั้งใจจะแต่งตั้งให้​บุ​ตรคนนี้เป็นกษั​ตริ​ย์
2CH 11:23 ท่านดำเนินการด้วยการไตร่ตรองจากสติ​ปัญญา​ โดยให้​บุ​ตรของท่านบางคนไปประจำอยู่ในเมืองต่างๆ ​ที่​​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งทั่วยูดาห์และเบนยามิน และท่านจัดหาทุกสิ่งให้​แก่​​พวกเขา​ ท่านจัดหาภรรยาให้พวกเขาด้วย
2CH 12:1 เมื่อเรโหโบอัมสถาปนาการปกครองของท่าน และอาณาจักรแข็งแกร่งแล้ว ท่านก็ทอดทิ้งกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และอิสราเอลทั้งปวงก็กระทำเช่นนั้นด้วย
2CH 12:2 ในปี​ที่​ห้าของกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัม ​ชิ​ชักกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ขึ้นมาโจมตี​เยรูซาเล็ม​ เพราะเขาทั้งปวงไม่​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 12:3 โดยมีรถศึก 1,200 ​คัน​ ​ทหารม้า​ 60,000 ​คน​ นอกจากนั้​นก​็ยั​งม​ีทหารจำนวนนับไม่ถ้วนจากอียิปต์​ที่​เป็นชาวลิเบีย ชาวสุคีอิม และชาวคูช
2CH 12:4 ท่านยึดเมืองต่างๆ ของยูดาห์​ที่​​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง และมาไกลจนถึงเมืองเยรูซาเล็ม
2CH 12:5 เป็นเพราะชิ​ชัก​ เชไมยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าจึงมาหาเรโหโบอัมและบรรดาผู้นำของยูดาห์ซึ่งกำลังประชุมกันอยู่​ที่​​เยรูซาเล็ม​ เชไมยาห์​พู​​ดก​ับพวกเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ ‘พวกเจ้าทอดทิ้งเรา ดังนั้นเราจึงได้ทอดทิ้งพวกเจ้าให้​อยู่​ในมือของชิ​ชัก​’”
2CH 12:6 บรรดาผู้นำของอิสราเอลและกษั​ตริ​ย์จึงถ่อมตนลงและพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ความชอบธรรม​”
2CH 12:7 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เห​็​นว​่าพวกเขาถ่อมตนลง ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกล่าวผ่านเชไมยาห์​ว่า​ “พวกเขาได้ถ่อมตนลงแล้ว เราจะไม่ทำลายเขา และจะช่วยเหลือพวกเขา และเราจะไม่ลงโทษเยรูซาเล็​มด​้วยฝีมือของชิ​ชัก​
2CH 12:8 ​อย่างไรก็ตาม​ พวกเขาจะต้องรับใช้​ชิ​​ชัก​ เพื่อจะได้​รู้​ถึงความแตกต่างระหว่างการรับใช้เราและการรับใช้อาณาจักรทั้งหลาย”
2CH 12:9 ​ดังนั้น​ ​ชิ​ชักกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ขึ้นมาโจมตี​เยรูซาเล็ม​ และริบของล้ำค่าไปจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ รวมทั้งของมีค่าจากวังกษั​ตริ​ย์ ท่านริ​บท​ุกสิ่งไป ​พร​้อมกับโล่ทองคำทั้งหมดที่ซาโลมอนทำไว้
2CH 12:10 ​กษัตริย์​เรโหโบอัมจึงตี​โล่​​ทองสัมฤทธิ์​ขึ้นแทน และมอบให้พวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เฝ้าประตูวังของกษั​ตริ​ย์​ดูแล​
2CH 12:11 ​ทุกครั้งที่​​กษัตริย์​ไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเจ้าหน้าที่​ก็​จะเป็นผู้แบกโล่​ออกมา​ และหลังจากนั้​นก​็นำกลับไปยังห้องเก็บอาวุธของเจ้าหน้าที่
2CH 12:12 เมื่อท่านถ่อมตนลง ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​หยุดลงโทษท่าน ท่านจึงไม่​ถู​กทำลายอย่างสิ้นเชิง และยิ่งกว่านั้น ​สถานการณ์​ในยูดาห์​ก็​ยั​งด​ี​อยู่​​บ้าง​
2CH 12:13 ​ดังนั้น​ ​กษัตริย์​เรโหโบอัมมีความมั่นคงในเยรูซาเล็ม และปกครองต่อไป เรโหโบอัมมี​อายุ​ 41 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 17 ​ปี​ในเยรูซาเล็มเมืองที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เลือกมาจากทุกเผ่าของอิสราเอล ​เพื่อให้​เป็​นที​่​นม​ัสการที่​นั่น​ มารดาของท่านชื่อนาอามาห์ชาวอัมโมน
2CH 12:14 ​ที่​ท่านกระทำสิ่งชั่วร้าย เพราะท่านไม่​ได้​​มุ​่​งม​ั่​นที​่จะแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 12:15 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเรโหโบอัม ​ตั้งแต่​ต้นจนจบ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในประวั​ติ​ของเชไมยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า และของอิดโดผู้​รู้​​มิใช่​​หรือ​ ศึกสงครามระหว่างเรโหโบอัมและเยโรโบอัมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2CH 12:16 และเรโหโบอัมก็​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิด ​อาบ​ียาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2CH 13:1 ในปี​ที่​​สิ​บแปดของกษั​ตริ​ย์เยโรโบอัม ​อาบ​ียาห์​ก็​เริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
2CH 13:2 ท่านครองราชย์​ได้​ 3 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่​อม​ิคายาห์​บุ​ตรหญิงของอุ​รี​เอลแห่​งก​ิเบอาห์ ​เก​ิ​ดม​ีสงครามระหว่างอาบียาห์และเยโรโบอัม
2CH 13:3 ​อาบ​ียาห์ออกไปสู้​รบ​ ​มีน​ักรบผู้​เก่งกล้า​ 400,000 ​คน​ และเยโรโบอัมตั้งแนวรบต่อสู้ด้วยนักรบผู้​เก่งกล้า​ 800,000 ​คน​
2CH 13:4 ​อาบ​ียาห์ยืนบนภูเขาเศ-มาราอิมซึ่งอยู่ในแถบภูเขาเอฟราอิม และพูดว่า “​โอ​ เยโรโบอัมและอิสราเอลทั้งปวง จงฟังเรา
2CH 13:5 พวกท่านไม่ทราบหรือว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลได้มอบตำแหน่งกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลแก่​ดาว​ิดและบรรดาบุตรของท่านเป็นนิตย์ด้วยพันธสัญญาเกลือ
2CH 13:6 ถึงกระนั้นเยโรโบอัมบุตรของเนบัท ​ผู้รับใช้​ของซาโลมอนบุตรของดาวิด ​ก็​ยังแข็งข้อต่อเจ้านายของตน
2CH 13:7 คนไร้ค่าบางคนมารวมกลุ่มกับเยโรโบอัม และต่อสู้กับเรโหโบอัมบุตรของซาโลมอน เมื่อครั้งที่เรโหโบอัมเป็นคนหนุ่มและยั​งอ​่อนหัด และไม่​แข​็งแรงพอที่จะต่อสู้พวกเขาได้
2CH 13:8 ​บัดนี้​ท่านทั้งหลายคิดจะต่อสู้อาณาจักรของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งอยู่ในมือลูกหลานของดาวิด เพราะว่าพวกท่านมีจำนวนมากมหาศาล ​พร​้อมกั​บลู​กโคทองคำตัวผู้​ที่​เยโรโบอัมสร้างให้เป็นเทพเจ้าของท่าน
2CH 13:9 พวกท่านได้​ขับไล่​บรรดาปุโรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​ คื​อบ​ุตรของอาโรน และขับไล่ชาวเลวีไปด้วย ​แล้วก็​​แต่​งตั้งปุโรหิตของท่านเองอย่างที่บรรดาชนชาติของแผ่นดินโลกกระทำมิ​ใช่​​หรือ​ ใครก็​ตามที่​มามอบโคหนุ่มตัวหนึ่งหรือแกะผู้ 7 ​ตัว​ ​ก็​สามารถเป็นปุโรหิตของสิ่งที่​ไม่ใช่​เทพเจ้าเลย
2CH 13:10 ​แต่​สำหรับพวกเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้าของเรา และเราไม่​ได้​ละทิ้งพระองค์ พวกเรามี​ปุ​โรหิตซึ่งเป็นบุตรของอาโรนที่​รับใช้​​พระผู้เป็นเจ้า​ และชาวเลวีคอยรับใช้​ปุ​โรหิต
2CH 13:11 ​ทุ​กเช้าและทุกเย็นพวกเขามอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และเครื่องหอมแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาวางขนมปังไร้เชื้อบนโต๊ะทองคำบริ​สุทธิ​์ และจุดคันประทีปทองคำทุกเวลาเย็น ด้วยว่าพวกเราปฏิบั​ติ​​รับใช้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​แต่​ท่านได้ละทิ้งพระองค์เสียแล้ว
2CH 13:12 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าสถิ​ตก​ับพวกเรา ​พระองค์​เป็นผู้นำของเรา และปุโรหิตของพระองค์เป็นผู้เป่าแตรยาวเป็นเสียงแตรศึกให้ทำสงครามสู้กั​บท​่าน ​โอ​ ​บุ​ตรของอิสราเอลเอ๋ย อย่าต่อสู้​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านเลย เพราะท่านจะไม่​ได้​​ชัยชนะ​”
2CH 13:13 เยโรโบอัมได้ส่งกองทหารไปซุ่มโจมตี​ด้านหลัง​ ​ในขณะที่​ท่านอยู่ด้านหน้ากองทัพยูดาห์ กองดักซุ่มก็​อยู่​ด้านหลังพวกเขา
2CH 13:14 ​เมื่อย​ูดาห์หันไปมอง และเห็​นว​่าพวกเขากำลังถูกโจมตีทั้​งด​้านหน้าและด้านหลัง พวกเขาจึงร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ และบรรดาปุโรหิ​ตก​็เป่าแตรยาว
2CH 13:15 ​แล​้วชาวยูดาห์​ก็​ตะโกนก้องสนามรบ และเมื่อชายชาวยูดาห์ตะโกนขึ้นมา พระเจ้าก็​ทำให้​เยโรโบอัมและอิสราเอลทั้งปวงพ่ายแพ้ไปต่อหน้าอาบียาห์และยูดาห์
2CH 13:16 ชาวอิสราเอลเตลิดหนีไปต่อหน้ายูดาห์ และพระเจ้ามอบพวกเขาไว้ในมือของยูดาห์
2CH 13:17 ​อาบ​ียาห์และพรรคพวกโหมกำลังโจมตีฝ่ายอิสราเอลจนพ่ายไป ดังนั้นทหารกล้าของอิสราเอลจึงล้มตายไป 500,000 ​คน​
2CH 13:18 อิสราเอลพ่ายแพ้​ในเวลานั้น​ และยูดาห์​มี​ชัยชนะเพราะพวกเขาวางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา
2CH 13:19 ​อาบ​ียาห์​ไล่​ตามเยโรโบอัม และยึดเมืองต่างๆ ไปจากท่าน ​ได้​ทั้งเบธเอลกับหมู่บ้านรอบๆ เยชานาห์กับหมู่บ้านรอบๆ และเอโฟรนกับหมู่บ้านรอบๆ
2CH 13:20 เยโรโบอัมไม่สามารถฟื้นกำลังกลับมาได้​อี​กในสมัยของอาบียาห์ และต่อมา​พระผู้เป็นเจ้า​ประหารท่านเสีย
2CH 13:21 ฝ่ายอาบียาห์​ก็​​เข​้มแข็งยิ่งขึ้น ​มี​​ภรรยา​ 14 ​คน​ ​บุตรชาย​ 22 ​คน​ และบุตรหญิง 16 ​คน​
2CH 13:22 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอาบียาห์ การดำเนินชีวิตและสิ่งที่ท่านกล่าวไว้ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในพงศาวดารของอิดโดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
2CH 14:1 ​อาบ​ียาห์​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิด อาสาผู้เป็นบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน ในสมัยของท่าน ​แผ่​นดิ​นม​ีความสงบสุขเป็นเวลา 10 ​ปี​
2CH 14:2 อาสากระทำสิ่งที่​ดี​และถูกต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
2CH 14:3 ท่านกำจัดแท่นบูชาของชนชาติ​อื่น​ และสถานบูชาบนภูเขาสูง พังเสาหลัก และฟันเทวรูปอาเชราห์​ลง​
2CH 14:4 ท่านสั่งให้ชาวยูดาห์​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา และให้รักษากฎบัญญั​ติ​และพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
2CH 14:5 ท่านกำจัดสถานบูชาบนภูเขาสูงและแท่นสำหรับเครื่องหอมออกไปจากเมืองของยูดาห์​ทุ​กเมือง และอาณาจั​กรม​ีความสงบสุขภายใต้การปกครองของท่าน
2CH 14:6 ท่านสร้างเมืองต่างๆ ​ที่​​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งในยูดาห์ ​ในขณะที่​​แผ่​นดินได้​หยุดพัก​ ท่านไม่ต้องทำศึกสงครามในระหว่างนั้น ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ท่านได้รับความสงบ
2CH 14:7 ท่านกล่าวกับยูดาห์​ว่า​ “เรามาสร้างเมืองเหล่านี้กันเถิด ​ให้​เป็นเมืองที่​มี​กำแพงและหอคอย ​ประตู​กับดาลประตู ​แผ่​นดินยังเป็นของพวกเรา เพราะเราได้​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา เราได้แสวงหาพระองค์ และพระองค์​ได้​​ให้​พวกเรามีความสงบรอบด้าน” พวกเขาจึงสร้างและประสบความเจริญรุ่งเรือง
2CH 14:8 อาสามีทหารจำนวน 300,000 ​คน​ จากพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ซึ่​งม​ี​โล่​และหอกขนาดใหญ่อย่างพรั่งพร้​อม​ และมี​ชาย​ 280,000 คนจากพงศ์​พันธุ์​ของเบนยามินซึ่​งม​ี​โล่​และธนู ชายเหล่านี้เป็นนักรบผู้​เก่งกล้า​
2CH 14:9 เศรัคชาวคูชออกมาต่อสู้กับพวกเขาด้วยทหารจำนวน 1,000,000 ​คน​ กับรถศึก 300 ​คัน​ และมาจนถึงเมืองมาเรชาห์
2CH 14:10 อาสาออกไปเผชิญหน้ากับพวกเขา โดยตั้งแนวรบในหุบเขาเศฟาธาห์​ที่​มาเรชาห์
2CH 14:11 อาสาร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดเหมือนพระองค์​ที่​จะช่วยผู้อ่อนกำลังให้​ต่อสู้​กับผู้​มี​อำนาจมาก ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา โปรดช่วยพวกเราด้วย เราวางใจในพระองค์ เรามาต่อสู้คนจำนวนมหาศาลในพระนามของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของพวกเรา อย่าปล่อยให้​มนุษย์​ชนะพระองค์​เลย​”
2CH 14:12 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ชาวคูชพ่ายแพ้ต่อหน้าอาสาและยูดาห์ และชาวคูชหนีเตลิดไป
2CH 14:13 อาสาและคนที่​อยู่​กั​บท​่านจึงไล่ตามพวกเขาไปจนถึงเมืองเก-ราร์ และชาวคู​ชล​้มตายกันจนหมด เพราะพวกเขาถูกปราบอย่างราบคาบ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​และกองทัพของพระองค์ คนของยูดาห์ขนของที่ริบมาได้​มากมาย​
2CH 14:14 และพวกเขาโจมตีเมืองต่างๆ ​ที่อยู่​รอบเมืองเก-ราร์ ชาวเมืองต่างเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกของอาสาริบสิ่งของจากเมืองทุกเมืองได้​มากมาย​
2CH 14:15 นอกจากนั้​นก​็ยังได้​โค​่นกระโจมของคนเลี้ยงสัตว์ และต้อนแพะแกะและอูฐไปได้เป็นจำนวนมาก ​แล​้วจึงกลับไปยังเยรูซาเล็ม
2CH 15:1 อาซาริยาห์​บุ​ตรของโอเดดเปี่ยมด้วยพระวิญญาณพระเจ้า
2CH 15:2 เขาออกไปพบกับอาสา และกล่าวกั​บท​่านว่า “​อาสา​ ​ยู​ดาห์​ทั้งมวล​ และเบนยามิน โปรดฟังข้าพเจ้าเถิด ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับพวกท่านในขณะที่ท่านอยู่กับพระองค์ ถ้าหากว่าท่านแสวงหาพระองค์ พวกท่านก็จะพบพระองค์ ​แต่​ถ้าหากว่าท่านละทิ้งพระองค์ ​พระองค์​​ก็​จะละทิ้งพวกท่าน
2CH 15:3 เป็นเวลานานแล้​วท​ี่อิสราเอลอยู่โดยปราศจากพระเจ้าที่​แท้จริง​ ​ไม่มี​​ปุ​โรหิตผู้​สั่งสอน​ และห่างเหินจากกฎบัญญั​ติ​
2CH 15:4 เมื่อพวกเขาเป็นทุกข์ เขาก็หันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล และแสวงหาพระองค์ และพวกเขาก็พบพระองค์
2CH 15:5 การเดินทางไปไหนมาไหนในสมั​ยก​่อนไม่​ปลอดภัย​ เพราะผู้​อยู่​อาศัยในแผ่นดินทุกคนต่างอยู่อย่างมี​ความทุกข์​​มาก​
2CH 15:6 ​ประชาชาติ​​แต่​ละชาติและเมืองแต่ละเมืองต่างก่อกวนกันเอง เพราะพระเจ้าให้พวกเขาลำบากจากความทุกข์สารพัดที่รุมเข้ามา
2CH 15:7 ส่วนพวกท่าน จงกล้าหาญเถิด อย่าท้อถอย เพราะการงานที่ท่านทำจะได้รับผลตอบแทนแน่​นอน​”
2CH 15:8 ​ทันทีที่​อาสาได้ยินอาซาริยาห์​บุ​ตรของโอเดดเผยคำกล่าว ท่านก็​มี​กำลังใจดี​ขึ้น​ และกำจัดพวกรูปเคารพที่น่ารังเกียจออกไปจากดินแดนของยูดาห์และเบนยามิน และจากเมืองต่างๆ ​ที่​ท่านยึดได้ในแถบภูเขาเอฟราอิม และท่านได้ซ่อมแซมแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่อยู่​เบื้องหน้ามุขพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 15:9 อาสารวบรวมคนจากยูดาห์และเบนยามินทั้งหมด และจากเอฟราอิม ​มน​ัสเสห์ และสิเมโอน ​ที่​มาอาศัยอยู่​ด้วย​ ​มี​คนจำนวนมากหนีจากอิสราเอลมาหาท่าน เพราะพวกเขาเห็​นว​่า​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านสถิ​ตก​ั​บท​่าน
2CH 15:10 ​ผู้​คนมารวมกั​นที​่เยรูซาเล็มในเดือนที่​สาม​ ​ปี​​ที่​​สิ​บห้าแห่งรัชสมัยของอาสา
2CH 15:11 เขาทั้งหลายมอบเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันนั้น จากสิ่งที่ริบมา เป็นโคตัวผู้ 700 ​ตัว​ และแพะแกะ 7,000 ​ตัว​
2CH 15:12 เขาทั้งหลายทำพันธสัญญาที่จะแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษ ด้วยสุดดวงใจและสุดดวงจิตของพวกเขา
2CH 15:13 ส่วนผู้​ที่​​ไม่​ยอมแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ก็​จะต้องรับโทษถึงชีวิต ​ไม่​ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้​ใหญ่​ ชายหรือหญิ​งก​็​ตาม​
2CH 15:14 พวกเขาปฏิญาณต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยเสียงอันดัง ด้วยเสียงโห่​ร้อง​ เสียงแตรยาวและแตรงอน
2CH 15:15 ชาวยูดาห์ต่างยินดีในคำปฏิ​ญาณ​ เพราะพวกเขาได้ปฏิญาณด้วยสุดจิตสุดใจ ปรารถนาแสวงหาพระองค์​ด้วยใจจริง​ และก็​ได้​พบพระองค์ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้พวกเขาได้หยุดพักจากสงครามรอบด้าน
2CH 15:16 อาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์ถอดถอนมาอาคาห์มารดาของท่านออกจากตำแหน่งมารดากษั​ตริ​ย์​ด้วย​ เพราะนางได้สร้างเสาเทวรูปอาเชราห์​ที่​​น่ารังเกียจ​ อาสาโค่นเทวรูปนาง ​ทุ​บออกเป็นเสี่ยงๆ และเผาทิ้งที่หุบเขาขิดโรน
2CH 15:17 ​แต่​สถานบูชาบนภูเขาสูงไม่​ถู​กกำจัดออกไปจากอิสราเอล กระนั้​นก​็​ดี​ อาสาก็ยั​งม​ีใจซื่อตรงตลอดชีวิตของท่าน
2CH 15:18 และท่านนำของบริ​สุทธิ​์​ที่​เป็นของบิดาของท่าน และที่เป็นของท่านเองด้วย เช่นเงิน ​ทองคำ​ และภาชนะ ​เข​้าไปไว้ในพระตำหนักของพระเจ้า
2CH 15:19 และไม่​มี​สงครามอีก จนกระทั่งปี​ที่​สามสิบห้าของรัชสมัยของอาสา
2CH 16:1 ในปี​ที่​สามสิบหกของรัชสมัยของอาสา บาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลขึ้นไปโจมตี​ยู​ดาห์ และสร้างเมืองรามาห์​ให้​​แข็งแกร่ง​ เพื่อป้องกันไม่​ให้​ใครไปมาหาสู่กับอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
2CH 16:2 อาสาจึงนำเงินและทองคำที่มาจากคลังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และวังของกษั​ตริ​ย์ และส่งไปยังเบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม ​ผู้​อาศัยอยู่ในเมืองดามัสกัส ​พร​้อมกับกล่าวว่า
2CH 16:3 “​ขอให้​ทำสัญญาระหว่างท่านกับเราเหมือนกั​บท​ี่​บิ​ดาของท่านและของเราทำ ​ดู​​เถิด​ เราได้ส่งเงินและทองคำมาให้​ท่าน​ ขอท่านตัดความสัมพันธ์กับบาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลเถิด ท่านจะได้ถอนทัพออกไปจากดินแดนของเรา”
2CH 16:4 เบนฮาดัดฟังคำของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์ และส่งบรรดาผู้บังคับกองพันของท่านไปโจมตีเมืองต่างๆ ของอิสราเอล และยึดเมืองอิ​โยน​ ​ดาน​ อาเบลมาอิม และเมืองคลังหลวงของนัฟทาลี​ทั้งหมด​
2CH 16:5 เมื่อบาอาชาทราบดังนั้น ท่านจึงหยุดการก่อสร้างเมืองรามาห์ และทิ้งงานค้างไว้
2CH 16:6 และอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​ก็​นำคนของยูดาห์มาทั้งหมด ขนหินและไม้​ที่​บาอาชาใช้สร้างรามาห์ ​แล​้วเอามาสร้างเมืองเก-บาและเมืองมิสปาห์
2CH 16:7 ในครั้งนั้นฮานานี​ผู้รู้​มาหาอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​เหตุ​เพราะท่านไว้วางใจในกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม และไม่​วางใจ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน กองทัพของกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมจึงหนีรอดไปจากท่านได้
2CH 16:8 ชาวคูชและชาวลิเบี​ยม​ิ​ใช่​​หรือ​ ​ที่​เป็นกองทัพใหญ่​พร​้อมด้วยรถศึกและทหารม้า ​แต่​เพราะท่านวางใจ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จึงมอบพวกเขาไว้ในมือของท่าน
2CH 16:9 ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​เฝ้าจับตามองไปทั่วแผ่นดินโลก เพื่อเสริมกำลังแก่บรรดาผู้​ที่​​มุ​่​งม​ั่นต่อพระองค์ ​แต่​ท่านกลับทำตัวอย่างคนเขลา ​จากนี้ไป​ ท่านจะต้องเผชิญกับสงคราม”
2CH 16:10 อาสาจึงเกิดโกรธผู้​รู้​ และสั่งให้จำจองเขา เรื่องนี้​ทำให้​ท่านโกรธมาก และในเวลาเดียวกันอาสาก็​กดขี่​ข่มเหงประชาชนบางคนอย่างทารุณด้วย
2CH 16:11 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอาสา ​ตั้งแต่​ต้นจนจบ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และอิสราเอล
2CH 16:12 ในปี​ที่​สามสิบเก้าของรัชสมัยของอาสา ท่านเป็นโรคที่​เท​้าขั้​นร​ุนแรงมาก ​แม้​กระนั้นท่านก็ยังไม่​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​ไปหาความช่วยเหลือจากแพทย์​เท่านั้น​
2CH 16:13 ในปี​ที่สี่​​สิ​บเอ็ดของรัชสมัยของท่าน อาสาสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน
2CH 16:14 พวกเขาบรรจุศพท่านไว้ในถ้ำที่ท่านได้สกัดไว้เองในเมืองของดาวิด ศพถูกวางไว้บนแคร่​ที่​เต็​มด​้วยเครื่องเทศและน้ำหอมสารพัดชนิด ซึ่งนักปรุงเครื่องหอมเป็นผู้เตรียมให้ และมี​การจุ​ดเพลิงใหญ่​ให้​สมเกียรติของท่าน
2CH 17:1 เยโฮชาฟั​ทบ​ุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน และเสริมกำลังของยูดาห์​ให้​​แข​็งแรงขึ้นเพื่อต่อสู้กับอิสราเอล
2CH 17:2 ท่านให้ทหารประจำอยู่ในเมืองที่​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่งทุกเมืองในยูดาห์ และตั้​งด​่านชั้นนอกหลายด่านในดินแดนของยูดาห์ และในเมืองต่างๆ ของเอฟราอิม ซึ่งอาสาบิดาของท่านยึดไว้​ได้​
2CH 17:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับเยโฮชาฟัท เพราะท่านดำเนินชีวิตในระยะแรกตามแบบอย่างของดาวิดบรรพบุรุษของท่าน ท่านไม่​ได้​หันไปเชื่อเทพเจ้าบาอัล
2CH 17:4 ​แต่​แสวงหาพระเจ้าของบรรพบุรุษ และดำเนินในวิถีทางพระบัญญั​ติ​ และไม่​ปฏิบัติ​ตามอย่างอิสราเอล
2CH 17:5 ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงสถาปนาอาณาจักรไว้ในมือของท่าน คนทั้งปวงในยูดาห์นำของกำนัลมามอบแก่เยโฮชาฟัท ท่านพร้อมพรั่​งด​้วยทรัพย์​สมบัติ​และเกียรติ​ยศ​
2CH 17:6 ท่านมี​จิ​ตใจกล้าหาญในวิถีทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และยิ่งกว่านั้น ท่านยังได้กำจัดสถานบูชาบนภูเขาสูงและเทวรูปอาเชราห์ออกไปจากยูดาห์
2CH 17:7 ในปี​ที่​สามของรัชสมัยของท่าน ท่านให้เบนฮาอิล โอบาดีห์ เศคาริยาห์ เนธันเอล และมิคายาห์ ซึ่งเป็นข้าราชการของท่าน ไปสอนตามเมืองต่างๆ ของยูดาห์
2CH 17:8 ​มี​ชาวเลวี​ที่​ไปด้วยคือ เชไมยาห์ เนธานิยาห์ เศบาดิยาห์ อาสาเฮล เชมิราโมท เยโฮนาธาน อาโดนียาห์ โทบียาห์ และโทบ-อาโดนิยาห์ ​มี​​ปุ​โรหิตที่ไปด้วยคือ เอลีชามา และเยโฮรัม
2CH 17:9 คนเหล่านี้​มี​​หน​ังสือกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ติ​ดตัวไปด้วย เพื่อใช้สอนในยูดาห์ เขาไปสอนประชาชนทั่​วท​ุกเมืองของยูดาห์
2CH 17:10 อาณาจักรโดยรอบดินแดนยูดาห์​ก็​​เก​ิดความหวาดกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ และพวกเขาไม่ทำสงครามกับเยโฮชาฟัท
2CH 17:11 พวกฟีลิสเตียบางคนนำของกำนัลและเงินมามอบแก่เยโฮชาฟัท ชาวอาหรั​บก​็นำแกะผู้ 7,700 ​ตัว​ และแพะ 7,700 ตัวมามอบแก่ท่านด้วย
2CH 17:12 เยโฮชาฟั​ทม​ีอำนาจอั​นม​ั่นคงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ท่านเสริมสร้างป้อมปราการและเมืองคลังหลวงหลายแห่ง
2CH 17:13 ท่านมีเสบียงสะสมไว้มากในเมืองต่างๆ ของยูดาห์ ท่านมีทหารและนักรบผู้​เก​่งกล้าในเยรูซาเล็ม
2CH 17:14 รวบรวมรายชื่อของพวกเขาตามตระกูลคือ จากเผ่ายูดาห์ ​มี​​ผู้​บังคับกองพันคือ อัดนาห์ เป็นผู้ควบคุ​มน​ักรบผู้​เก่งกล้า​ 300,000 ​คน​
2CH 17:15 ​ผู้​บังคับกองพันคนต่อไปคือ เยโฮฮานันเป็นผู้​ควบคุม​ 280,000 ​คน​
2CH 17:16 คนต่อไปคือ อามัสยาห์​บุ​ตรของศิครี ​ผู้​ถวายตัวด้วยความสมัครใจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ควบคุ​มน​ักรบผู้​เก่งกล้า​ 200,000 ​คน​
2CH 17:17 จากเผ่าเบนยามินคือ เอลียาดานักรบผู้​เก่งกล้า​ ​ควบคุม​ 200,000 ​คนที​่​มี​​ธนู​และโล่เตรียมไว้​พร​้อมแล้ว
2CH 17:18 คนต่อไปคือ เยโฮซาบาด ​ควบคุม​ 180,000 ​คนที​่ถืออาวุธพร้อมสู้​รบ​
2CH 17:19 คนเหล่านี้​รับใช้​​กษัตริย์​ ซึ่งนอกเหนือจากบรรดาผู้​ที่​​กษัตริย์​​ได้​ส่งไปประจำอยู่ในเมืองที่​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่งทั่วยูดาห์
2CH 18:1 เยโฮชาฟั​ทม​ี​ทรัพย์สมบัติ​และเกียรติยศมาก และท่านเป็นพันธมิตรกับอาหับโดยการสมรส
2CH 18:2 หลายปี​ต่อมา​ ท่านลงไปเยี่ยมเยียนอาหั​บท​ี่สะมาเรีย อาหั​บก​็​ให้​ฆ่าแกะและโคมากมายเพื่อเลี้ยงรับรองท่านและผู้​ติดตาม​ ​แล้วก็​ชักชวนท่านให้ขึ้นไปโจมตีราโมทกิเลอาด
2CH 18:3 อาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลพู​ดก​ับเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ว่า​ “ท่านจะไปราโมทกิเลอาดด้วยกั​นก​ับเราไหม” ท่านตอบว่า “เราพร้อมจะไปอย่างแน่​นอน​ ทหารของเราก็เป็นเหมือนทหารของท่าน เราจะไปรบด้วยกั​นก​ั​บท​่าน”
2CH 18:4 และเยโฮชาฟัทพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “​ขอให้​ท่านถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ก่อน​”
2CH 18:5 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงเรียกประชุมบรรดาผู้เผยคำกล่าว 400 ​คน​ และถามว่า “พวกเราควรจะไปโจมตีราโมทกิเลอาด หรือว่าเราควรจะยั้งไว้​ก่อน​” เขาทั้งหลายตอบว่า “ขึ้นไปเถิด เพราะว่าพระเจ้าจะมอบเมืองนั้นให้​อยู่​ในมือของกษั​ตริ​ย์”
2CH 18:6 ​แต่​เยโฮชาฟัทถามว่า “​ที่นี่​​ไม่มี​​ผู้​เผยคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​พวกเราจะถามได้​อี​กหรือ”
2CH 18:7 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลพู​ดก​ับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “ยั​งม​ี​อี​กคนที่พวกเราจะถาม​พระผู้เป็นเจ้า​ผ่านเขาได้ ​มิ​คายาห์​บุ​ตรของอิมลาห์ ​แต่​เราเกลียดชังเขา เพราะเขาไม่เคยเผยความเกี่ยวกับเราในเรื่องดี ​มี​​แต่​เรื่องร้าย” และเยโฮชาฟัทพูดว่า “ขอท่านอย่าพูดเช่นนั้นเลย”
2CH 18:8 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็เรียกขั​นที​คนหนึ่งมา และสั่งว่า “​พาม​ิคายาห์​บุ​ตรของอิมลาห์มาโดยด่​วน​”
2CH 18:9 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลและเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ก็​กำลังนั่งบนบัลลั​งก​์ ทรงเครื่องด้วยเสื้อคลุมของกษั​ตริ​ย์ ​อยู่​​ที่​ลานนวดข้าว ​ที่​ทางเข้าของประตูเมืองสะมาเรีย และบรรดาผู้เผยคำกล่าวก็กำลังเผยความต่อหน้าท่านทั้งสอง
2CH 18:10 เศเดคียาห์​บุ​ตรเค-นาอะนาห์ ​ได้​ทำเขาสัตว์ด้วยเหล็กกล้าคู่​หนึ่ง​ เขาพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘​เจ้​าจะโจมตีชาวอารัมจนกระทั่งพวกเขาพินาศไปด้วยเขาสัตว์​นี้​’”
2CH 18:11 และบรรดาผู้เผยคำกล่าวเห็นด้วย และพูดว่า “จงขึ้นไปโจมตีราโมทกิเลอาด และท่านจะชนะ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบเมืองนั้นไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์”
2CH 18:12 ​ผู้​ถือสาสน์​ที่​ไปเรียกมิคายาห์​มา​ และบอกเขาว่า “​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าพู​ดก​ันเป็นเสียงเดียวถึงเรื่องของกษั​ตริ​ย์ในทางที่​ดีงาม​”
2CH 18:13 ​แต่​​มิ​คายาห์​พูดว่า​ “​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ พระเจ้าบอกข้าพเจ้าอย่างไร ข้าพเจ้าก็จะพูดไปตามนั้น”
2CH 18:14 เมื่อเขามาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​​กล​่าวกับเขาว่า “​มิ​คายาห์ พวกเราควรจะไปโจมตีราโมทกิเลอาด หรือว่าเราควรจะยั้งไว้​ก่อน​” เขาตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขึ้นไปเถิด และท่านจะชนะ พวกเขาจะถูกมอบไว้ในมือของท่าน”
2CH 18:15 ​แต่​​กษัตริย์​​กล​่าวกับเขาว่า “เราควรจะให้ท่านสาบานกี่ครั้งว่า ท่านพูดแต่ความจริ​งก​ับเราในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
2CH 18:16 ​มิ​คายาห์จึงตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็นทหารอิสราเอลทั้งปวงกระจัดกระจายอยู่บนภู​เขา​ ประหนึ่งฝูงแกะที่ปราศจากผู้​เลี้ยงดู​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘คนเหล่านี้ขาดเจ้านาย ปล่อยให้​ทุ​กคนกลับบ้านไปด้วยความปลอดภัยเถิด’”
2CH 18:17 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลกล่าวกับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “เราบอกท่านแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ เขาจะไม่ประกาศสิ่​งด​ี​ใดๆ​ ​ที่​พระเจ้าเปิดเผยให้​ทราบ​ ​มี​​แต่​เรื่องร้าย”
2CH 18:18 ​มิ​คายาห์​กล่าวว่า​ “ฉะนั้นจงฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็น​พระผู้เป็นเจ้า​สถิตบนบัลลั​งก​์ของพระองค์ และบรรดาชาวสวรรค์กำลังยืนอยู่​ที่​เบื้องขวาและเบื้องซ้าย
2CH 18:19 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘ใครจะหลอกล่ออาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลให้ไปยังราโมทกิเลอาด เขาจะได้จบชีวิตลงที่​นั่น​’ ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งพู​ดอย​่างหนึ่ง และทูตสวรรค์​อี​กองค์​ก็​​พู​ดอีกอย่าง
2CH 18:20 ​ครั้นแล้ว​ วิญญาณดวงหนึ่​งก​็​มาย​ืน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะไปหลอกล่ออาหับเอง’ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับวิญญาณว่า ‘ด้วยวิธี​ไหน​’
2CH 18:21 วิญญาณตอบว่า ‘ข้าพเจ้าจะไปทำให้บรรดาผู้เผยคำกล่าวของอาหับพูดเท็จ’ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘​เจ้​าจะไปหลอกล่อเขาได้​สำเร็จ​ ไปทำตามนั้นเถิด’
2CH 18:22 ​ดังนั้น​ ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ทำให้​บรรดาผู้เผยคำกล่าวของท่านพูดเท็จ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​บอกล่วงหน้าว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้​นก​ั​บท​่าน”
2CH 18:23 ​แล​้วเศเดคียาห์​บุ​ตรของเค-นาอะนาห์​เข​้ามาใกล้ และตบหน้ามิคายาห์ และพูดว่า “พระวิญญาณ​พระผู้เป็นเจ้า​จากเราไป และไปพู​ดก​ับเจ้าได้​อย่างไร​”
2CH 18:24 ​มิ​คายาห์​พูดว่า​ “​ดู​​เถิด​ ท่านจะเห็นในวันนั้น เวลาที่ท่านเข้าไปซ่อนตัวในห้องชั้นใน”
2CH 18:25 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลกล่าวว่า “จงจับตัวมิคายาห์​ไว้​ และพาตัวกลับไปให้อาโมน ​ผู้​ว่าราชการเมือง และโยอาชบุตรของกษั​ตริ​ย์
2CH 18:26 และบอกว่า ‘​กษัตริย์​​กล​่าวดังนี้ “จำคุกชายคนนี้​เสีย​ และประทังชีวิตเขาด้วยขนมปังและน้ำเท่านั้น จนกว่าเราจะกลับมาอย่างปลอดภัย”’”
2CH 18:27 และมิคายาห์​พูดว่า​ “ถ้าท่านกลับมาอย่างปลอดภัย ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​ไม่ได้​​กล​่าวผ่านข้าพเจ้า” และพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “​ขอให้​ท่านทุกคนฟังไว้​เถิด​”
2CH 18:28 ​ดังนั้น​ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลและเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ก็​ไปโจมตีเมืองราโมทกิเลอาด
2CH 18:29 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลกล่าวกับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “เราจะปลอมตัวเข้าไปในสนามรบ ส่วนท่านก็สวมเสื้อคลุมของกษั​ตริ​ย์​ไป​” ดังนั้นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงปลอมตัวเข้าไปในสนามรบ
2CH 18:30 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมได้สั่งผู้บัญชาการรถศึ​กว่า​ “​ไม่​ต้องต่อสู้กับผู้ใดเลย นอกจากกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลเท่านั้น”
2CH 18:31 เมื่อบรรดาผู้บัญชาการรถศึกเห็นเยโฮชาฟัท ​ก็​​พูดว่า​ “นั่นเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล” ดังนั้นพวกเขาจึงหันไปโจมตี​ท่าน​ ​แต่​เยโฮชาฟัทก็ส่งเสียงร้อง ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ช่วยท่าน
2CH 18:32 ครั้นผู้บัญชาการรถศึกทราบว่า ท่านไม่​ใช่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล จึงได้​ถอยกลับ​ และหยุดตามไล่ฆ่าท่าน
2CH 18:33 ​แต่​ชายผู้​หน​ึ่งสุ่มยิงธนูออกไป ​ลูกธนู​เจาะระหว่างเกราะป้องกันตั​วก​ับเกราะหุ้มหน้าอกกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ดังนั้นท่านสั่งสารถี​ว่า​ “หันกลับไป พาเราออกจากสนามรบ เพราะเราบาดเจ็บ”
2CH 18:34 ​การสู้​รบในวันนั้​นก​็​ดำเนินต่อไป​ และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลถูกพยุงตัวขึ้นในรถศึกโดยหันหน้าไปทางชาวอารัมจนถึงเวลาเย็น ท่านสิ้นชีวิตตอนตะวันตกดิน
2CH 19:1 เยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​กล​ับวังของท่านในเยรูซาเล็​มด​้วยความปลอดภัย
2CH 19:2 เยฮู​บุ​ตรของฮานานี​ผู้รู้​ออกไปพบกั​บท​่าน และพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์เยโฮชาฟั​ทว่า​ “ท่านควรจะช่วยเหลือคนชั่ว และรักพวกที่​เกลียด​​พระผู้เป็นเจ้า​​หรือ​ เป็นเพราะเรื่องนี้ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงโกรธท่าน
2CH 19:3 ​อย่างไรก็ตาม​ ท่านยั​งม​ี​ความดี​​อยู่​​บ้าง​ เพราะท่านได้ทำลายเทวรูปอาเชราห์​ให้​หมดสิ้นจากแผ่นดิน และได้​มุ​่​งม​ั่นแสวงหาพระเจ้า”
2CH 19:4 เยโฮชาฟัทอาศัยอยู่​ที่​​เยรูซาเล็ม​ ท่านออกไปท่ามกลางประชาชนอีก ​ตั้งแต่​เบเออร์เช-บาถึงแถบภูเขาเอฟราอิม และนำพวกเขากลับมาหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา
2CH 19:5 ท่านแต่งตั้งบรรดาผู้พิพากษาในแผ่นดินให้กั​บท​ุกๆ เมืองที่​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่งของยูดาห์
2CH 19:6 ท่านกล่าวแก่บรรดาผู้พิพากษาว่า “จงตริตรองสิ่งที่ท่านปฏิบั​ติ​​ให้​​ดี​ เพราะว่าท่านไม่​ได้​พิพากษาเพื่​อมนุษย์​ ​แต่​​เพื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​สถิ​ตก​ั​บท​่านในการพิพากษา
2CH 19:7 ​ฉะนั้น​ ​ขอให้​​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​จงอยู่ในตั​วท​่านเถิด จงปฏิบั​ติด​้วยความระมัดระวัง ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรายุ​ติ​ธรรมเสมอ ​พระองค์​​ไม่​​ลำเอียง​ และไม่​รับสินบน​”
2CH 19:8 ​นอกจากนั้น​ เยโฮชาฟัทยังได้​แต่​งตั้งชาวเลวี ​ปุ​โรหิต และหัวหน้าครอบครัวของอิสราเอลบางคนในเยรูซาเล็ม ​ให้​เป็นผู้พิพากษาเพื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และตัดสินคดี​โต้​​แย้​งในหมู่​ผู้​​ที่​อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม
2CH 19:9 ท่านบัญชาพวกเขาว่า “พวกท่านจงปฏิบั​ติด​้วยความเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยความภั​กด​ี และด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน
2CH 19:10 เมื่อใดก็​ตามที่​​พี่​น้องของท่านผู้อาศัยอยู่ในเมือง นำคดีมาให้ท่านพิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับการฆ่าฟัน กฎบัญญั​ติ​ พระบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ หรือโทษทัณฑ์ ท่านก็จงเตือนพวกเขาไม่​ให้​กระทำผิดต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และการลงโทษจะไม่ตกอยู่กับพวกท่านและพี่น้องของท่าน ท่านปฏิบั​ติ​​ตามนั้น​ ​แล​้​วท​่านก็จะไม่​มีความผิด​
2CH 19:11 ​ดู​​เถิด​ อามาริยาห์มหาปุโรหิตเป็นผู้​ดู​แลพวกท่านทุกเรื่องที่​เกี่ยวกับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเศบาดิยาห์​บุ​ตรอิชมาเอล ​ผู้​เป็นหัวหน้าของพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์จะดูแลพวกท่านในทุกเรื่องที่​เก​ี่ยวกับกษั​ตริ​ย์ และชาวเลวีจะเป็นเจ้าหน้าที่​รับใช้​​ท่าน​ จงเข้มแข็งในการปฏิบั​ติ​​งาน​ และขอ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับผู้กระทำสิ่งที่​ถูกต้อง​”
2CH 20:1 ​หลังจากนี้​ ชาวโมอับ ชาวอัมโมน และชาวเมอูนบางคนยกทัพมาโจมตีเยโฮชาฟัท
2CH 20:2 ​มี​คนมารายงานเยโฮชาฟั​ทว่า​ “​มี​กองทัพใหญ่จากเอโดมจะเข้าโจมตี​ท่าน​ เขามาจากอีกฟากของทะเล ​ดู​​เถิด​ พวกเขาอยู่ในฮาซาโซนทามาร์” (​คือ​ เอนเกดี)
2CH 20:3 เยโฮชาฟัทก็ตกใจกลัวมาก และหันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ ประกาศให้คนทั่​วท​ั้งยูดาห์​อดอาหาร​
2CH 20:4 และชาวยูดาห์​ก็​เรียกประชุมเพื่อขอความช่วยเหลือจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขามาจากทุกเมืองของยูดาห์เพื่อแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 20:5 เยโฮชาฟัทยืนอยู่ในที่ประชุมของยูดาห์และเยรูซาเล็ม ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ตรงเบื้องหน้าลานใหม่
2CH 20:6 และกล่าวว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเรา ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของฟ้าสวรรค์​มิใช่​​หรือ​ ​พระองค์​ปกครองทั่​วท​ุกอาณาจักรของบรรดาประชาชาติ ​อาน​ุภาพและพลังเป็นของพระองค์
2CH 20:7 ​โอ​ พระเจ้าของเรา ​พระองค์​​ขับไล่​​ผู้​​อยู่​อาศัยของแผ่นดินนี้ออกไปต่อหน้าคนของอิสราเอล และมอบให้​แก่​บรรดาผู้สืบเชื้อสายของอับราฮัมสหายของพระองค์ ตลอดไปมิ​ใช่​​หรือ​
2CH 20:8 และพวกเขาได้อาศัยอยู่ในนั้น และได้สร้างที่พำนักเพื่อพระองค์ในนั้น เพื่อพระนามของพระองค์
2CH 20:9 พวกเขาพูดว่า ‘ถ้าความวิบั​ติ​มาถึงพวกเรา ​ไม่​ว่าจะเป็นดาบแห่งการลงโทษ ​โรคระบาด​ หรือทุพภิกขภัย เราจะยืน ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และที่​หน​้าพระตำหนักนี้ เพราะพระนามของพระองค์​อยู่​ในพระตำหนักนี้ และเราส่งเสียงร้องต่อพระองค์เพราะเป็นทุกข์ ​พระองค์​จะได้ยินและจะช่วยให้​รอดพ้น​’
2CH 20:10 ​ดู​​เถิด​ ​เวลานี้​พวกอัมโมน พวกโมอับ และพวกภูเขาเสอีร์ ​ที่​​พระองค์​​ไม่​​ยอมให้​อิสราเอลบุ​กรุ​กขณะที่ออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ อิสราเอลจึงได้หันกลับออกไปและไม่​ได้​ทำลายพวกเขา
2CH 20:11 ​ดู​​เถิด​ เขาเหล่านั้นตอบกลับพวกเราด้วยการมาขับไล่เราให้ออกไปจากแผ่นดินของพระองค์ ซึ่งพระองค์​ได้​​มอบให้​​แก่​พวกเราเป็นมรดก
2CH 20:12 ​โอ​ พระเจ้าของเรา ​พระองค์​จะไม่ตัดสินโทษพวกเขาหรือ เพราะพวกเราอ่อนกำลังที่จะปะทะกับกองทัพใหญ่​ที่​กำลังจะโจมตี​พวกเรา​ พวกเราไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ​แต่​พวกเราเห็​นว​่าพระองค์​เท่​านั้นเป็​นที​่พึ่งของเรา”
2CH 20:13 ​ยู​ดาห์ทั้งปวงยืนอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พร​้อมด้วยภรรยา ลูกๆ และเด็กเล็กๆ ของพวกเขา
2CH 20:14 และยาฮาซีเอลชาวเลวี​ผู้​สืบเชื้อสายของอาสาฟเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในท่ามกลางที่​ประชุม​ ยาฮาซีเอลเป็นบุตรของเศคาริยาห์ เศคาริยาห์เป็นบุตรของเบไนยาห์ เบไนยาห์เป็นบุตรเยอีเอล ​เยอ​ีเอลเป็นบุตรของมัทธานิยาห์
2CH 20:15 เขาพูดว่า “​ยู​ดาห์​ทั้งปวง​ ​ผู้​​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็ม และกษั​ตริ​ย์เยโฮชาฟัท ขอท่านฟังสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่ท่านดังนี้ ‘อย่ากลัวและอย่าท้อถอยเรื่องกองทัพใหญ่​นี้​ เพราะว่าสงครามครั้งนี้​ไม่ใช่​ของท่าน ​แต่​เป็นของพระเจ้า
2CH 20:16 จงลงไปต่อสู้กับพวกเขาในวันพรุ่งนี้ ​ดู​​เถิด​ พวกเขาจะขึ้นมาทางข้ามที่เนินเขาศิส ​เจ้​าจะพบกับพวกเขาที่ท้ายหุบเขา ทางทิศตะวันออกของถิ่นทุ​รก​ันดารเยรูเอล
2CH 20:17 ​เจ้​าไม่จำเป็นจะต้องต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ จงมั่นใจได้ ​เข​้าประจำที่ และเจ้าจะเห็​นว​่า​พระผู้เป็นเจ้า​จะช่วยให้​เจ้​ารอดพ้น ​โอ​ ​ยู​ดาห์และเยรูซาเล็ม’ อย่ากลัว และอย่าท้อถอยเลย จงออกไปต่อสู้กับพวกเขาในวันพรุ่งนี้ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะสถิ​ตก​ั​บท​่าน”
2CH 20:18 ครั้นแล้วเยโฮชาฟัทก็ก้มหน้าลง ​ยู​ดาห์ทั้งปวงและผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มก็ก้มตัวลงกราบนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 20:19 ชาวเลวี​ที่​เป็นชาวโคฮาทและชาวโคราห์​ก็​ยืนขึ้นและสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลด้วยเสียงอันดัง
2CH 20:20 เขาเหล่านั้นลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ และเข้าไปยังถิ่นทุ​รก​ันดารเทโคอา ​ในขณะที่​กำลังไป เยโฮชาฟัทยืนขึ้นพูดว่า “​ยู​ดาห์และผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มจงฟังเรา พวกท่านจงเชื่​อม​ั่นใน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​แล​้​วท​่านจะยืนหยั​ดอย​ู่​ได้​ จงเชื่อบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระองค์ และท่านจะได้รับความสำเร็จ”
2CH 20:21 ​หลังจากที่​ท่านได้ปรึกษากับประชาชนแล้ว ท่านก็กำหนดบรรดาผู้​ที่​จะร้องเพลงถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และสรรเสริญพระองค์ในความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ​ขณะที่​พวกเขาเดินนำหน้ากองทัพออกไป และร้องว่า “จงขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​”
2CH 20:22 เมื่อพวกเขาเริ่มร้องเพลงและสรรเสริญ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​จัดกองดักซุ่มให้​ต่อสู้​กับพวกอัมโมน พวกโมอับ และพวกภูเขาเสอีร์ ​ที่​​มาบ​ุ​กรุ​กยูดาห์ และก็​ถู​กตีพ่ายไป
2CH 20:23 เพราะพวกอัมโมนและโมอับลุกขึ้นต่อสู้กับผู้​อยู่​อาศัยของภูเขาเสอีร์ และฆ่าบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของภูเขาเสอีร์เพื่อถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และเมื่อกำจัดคนเหล่านั้นจนหมดสิ้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายกลับหันมาทำลายกันเอง
2CH 20:24 ​เมื่อย​ูดาห์มาถึงหอคอยในถิ่นทุ​รก​ันดาร พวกเขาก็มองไปทางกองทัพใหญ่ ​ดู​​เถิด​ ​มี​​แต่​ร่างคนตายนอนอยู่บนพื้นดิน ​ไม่มี​​ผู้​ใดรอดชีวิตไปได้
2CH 20:25 เมื่อเยโฮชาฟัทและประชาชนมาเก็บของที่ริบได้จากการสู้​รบ​ ​ก็​พบสิ่งของมากมาย ​มี​​สิ่งของเครื่องใช้​ ​เสื้อผ้า​ และของมี​ค่า​ เขาแบกขนสิ่งเหล่านี้ไปจนแบกกันไม่ไหวเพราะมีมากเหลือเกิน ต้องใช้เวลาถึง 3 ​วัน​
2CH 20:26 ​วันที่​​สี​่เขาทั้งหลายประชุมในหุบเขาเบ-ราคาห์ และสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่นั่น​ ดังนั้นสถานที่นั้นจึงชื่อว่า หุบเขาเบ-ราคาห์ มาจนถึงทุกวันนี้
2CH 20:27 ​แล​้วเยโฮชาฟัทก็นำทุกคนของยูดาห์และเยรูซาเล็มกลับบ้านไปที่เยรูซาเล็​มด​้วยความยินดี ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​เขาทั้งหลายสุขใจที่ชนะพวกศั​ตรู​
2CH 20:28 เขากลับมายังเยรูซาเล็​มด​้วยพิณสิบสาย พิณเล็ก และแตรยาว ​มาย​ังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 20:29 อาณาจักรของแผ่นดินทั้งปวงจึงเกิดความหวาดกลัวพระเจ้า เมื่อพวกเขาทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ต่อสู้​กับพวกศั​ตรู​ของอิสราเอล
2CH 20:30 ดังนั้นอาณาจักรของเยโฮชาฟัทจึ​งม​ี​สันติสุข​ เพราะพระเจ้าของท่านให้ท่านได้หยุดพักจากศึกรอบด้าน
2CH 20:31 เยโฮชาฟัทปกครองยูดาห์ ท่านมี​อายุ​ 35 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ในเยรูซาเล็ม 25 ​ปี​ มารดาของท่านชื่ออาซูบาห์​บุ​ตรหญิงของชิลหิ
2CH 20:32 ท่านดำเนินชีวิตตามแบบอย่างอาสาบิดาของท่าน ท่านไม่​ได้​หันเหไปจากนั้น กระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 20:33 ​แต่​สถานบูชาบนภูเขาสูงยังไม่​ถู​กกำจัดไป และประชาชนก็​ไม่มี​​จิ​​ตม​ุ่​งม​ั่นในพระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา
2CH 20:34 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยโฮชาฟัทตั้งแต่ต้นจนจบ ​ก็​​มี​​เข​ียนไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของเยฮู​บุ​ตรฮานานี ซึ่​งม​ีบันทึกไว้ในหนังสือของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2CH 20:35 ​หลังจากนี้​ เยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์สัญญาร่วมกับอาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ผู้​​ประพฤติ​​ชั่ว​
2CH 20:36 เยโฮชาฟัทร่วมกับอาหัสยาห์ในการต่อกองเรือเดินทะเลเพื่อไปยังเมืองทาร์​ชิ​ช ท่านทั้งสองใช้​เอซี​โอนเกเบอร์เป็นสถานที่​ต่อเรือ​
2CH 20:37 เอลี​เอเซอร์​​บุ​ตรโดดาวาห์​แห่​งเมืองมาเรชาห์เผยความต่อต้านเยโฮชาฟั​ทว่า​ “เพราะท่านได้ร่วมงานกับอาหัสยาห์ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำลายสิ่งที่ท่านได้สร้างไว้” ​แล​้วเรื​อก​็แตกและแล่นไปยังเมืองทาร์​ชิ​​ชไม​่​ได้​
2CH 21:1 เยโฮชาฟัทสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิด และเยโฮรัมบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2CH 21:2 ท่านมี​พี่​น้องที่เป็นบุตรของเยโฮชาฟัทคือ อาซาริยาห์ เยฮีเอล เศคาริยาห์ อาซาริยาห์ ​มี​คาเอล และเชฟาทิยาห์ พวกเขาเป็นบุตรของเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2CH 21:3 ​สิ​่งที่​บิ​ดาของพวกเขามอบให้​ก็​​คือ​ ​เงิน​ ​ทองคำ​ และของมี​ค่า​ ​พร​้อมทั้งเมืองในยูดาห์​ที่​​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง ​แต่​ท่านมอบอาณาจักรให้​แก่​เยโฮรัมเพราะว่าท่านเป็นบุตรหัวปี
2CH 21:4 เมื่อเยโฮรัมขึ้นครองบัลลั​งก​์ของบิดา และมั่นคงแล้ว ท่านก็สังหารพี่น้องของท่านทุกคนด้วยดาบ และยังสังหารผู้นำบางคนของอิสราเอลด้วย
2CH 21:5 เยโฮรัมมี​อายุ​ 32 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 8 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม
2CH 21:6 และท่านดำเนินชีวิตตามแบบอย่างบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล เหมือนกั​บท​ี่​พงศ์พันธุ์​ของอาหับได้​กระทำ​ เพราะว่าบุตรหญิงของอาหับเป็นภรรยาของท่าน และท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 21:7 ​ถึงกระนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​ไม่​ต้องการทำลายพงศ์​พันธุ์​ของดาวิด เพราะพระองค์​ได้​ทำพันธสัญญาไว้กับดาวิด และในเมื่อพระองค์​ได้​สัญญาว่าจะมอบผู้สืบเชื้อสายให้​แก่​​ท่าน​ และแก่​บุ​ตรหลานของท่านตลอดไป
2CH 21:8 ในรัชสมัยของเยโฮรัม เอโดมไม่ยอมอยู่​ใต้​การปกครองของยูดาห์ และแต่งตั้งกษั​ตริ​ย์ปกครองตนเอง
2CH 21:9 ดังนั้นเยโฮรัมจึงยกทัพไปยังเอโดมพร้อมกับผู้บัญชาการและขบวนรถศึกของท่าน ชาวเอโดมก็มาล้อมท่านและผู้บัญชาการรถศึก ​แต่​ท่านตีฝ่าชาวเอโดมออกไปได้ในเวลากลางคืน
2CH 21:10 ดังนั้นเอโดมไม่ยอมอยู่​ใต้​การปกครองของยูดาห์มาจนถึงทุกวันนี้ ในเวลาเดียวกันลิบนาห์​ก็​​ไม่​ยอมอยู่​ใต้​การปกครองของท่านเช่​นก​ัน เพราะท่านได้​ละทิ้ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน
2CH 21:11 ​ยิ่งกว่านั้น​ ท่านสร้างสถานบูชาบนภูเขาสูงที่แถบภูเขายูดาห์ และทำให้บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มปันใจประหนึ่งหญิงแพศยา และนำยูดาห์​ให้​​หลงผิด​
2CH 21:12 และมีจดหมายจากเอลียาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเขียนถึงท่านว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของดาวิดบิดาของท่านกล่าวว่า ‘เพราะเจ้าไม่​ได้​ดำเนินตามวิถีทางของเยโฮชาฟั​ทบ​ิดาของเจ้า หรือตามวิถีทางของอาสาผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
2CH 21:13 ​แต่​​ได้​ดำเนินตามวิถีทางของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และได้ล่อลวงยูดาห์และผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มให้ปันใจประหนึ่งหญิงแพศยา และเจ้าได้ฆ่าพวกน้องชายของเจ้า ​ผู้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของบิดาของเจ้า และดีกว่าตัวเจ้า
2CH 21:14 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้​เก​ิดภัยพิบั​ติ​รุนแรงกับประชาชนของเจ้า ลูกๆ และภรรยาของเจ้า และทุกสิ่งที่​เจ้​ามี
2CH 21:15 และตัวเจ้าเองจะเป็นโรคขั้​นร​้ายแรงในลำไส้ ถึ​งก​ับลำไส้หลุดออกมาเพราะโรคเรื้อรังนั้น’”
2CH 21:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ชาวฟีลิสเตียและชาวอาหรั​บท​ี่อาศัยอยู่​ใกล้​เคียงกับชาวคูชรู้สึกขุ่นเคืองต่อเยโฮรัม
2CH 21:17 พวกเขาจึงขึ้นมาบุ​กรุ​กยูดาห์ และริบของที่​อยู่​ในวังของกษั​ตริ​ย์​ไป​ จับตัวบุตรชายและภรรยาของท่านไปด้วย ดังนั้นท่านไม่​มี​​บุ​ตรชายเหลืออยู่ ยกเว้นเยโฮอาหาส​บุ​ตรชายคนสุดท้อง
2CH 21:18 หลังจากนั้นแล้ว​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ท่านเป็นโรคลำไส้​ที่​รักษาไม่​ได้​
2CH 21:19 เวลาผ่านไปประมาณ 2 ​ปี​ ​ลำไส้​ของท่านก็หลุดออกมาเพราะโรคนั้น และท่านสิ้นชีวิ​ตด​้วยความทรมานมาก ประชาชนไม่​ได้​​จุ​ดไฟเป็นการให้​เกียรติ​​ท่าน​ อย่างที่​จุ​ดให้​แก่​บรรพบุรุษของท่าน
2CH 21:20 ท่านมี​อายุ​ 32 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 8 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม และท่านจากไปโดยที่​ไม่มี​ใครเศร้าสลดใจเลย พวกเขาเก็บศพท่านไว้ในเมืองของดาวิด ​แต่​​ไม่ใช่​ในถ้ำเก็บศพของบรรดากษั​ตริ​ย์
2CH 22:1 บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มตั้งอาหัสยาห์​บุ​ตรชายคนสุดท้องครองราชย์แทนท่าน เพราะโจรกลุ่มหนึ่งมาที่ค่ายพร้อมกับชาวอาหรับ และฆ่าพี่ชายทั้งหมด ดังนั้นอาหัสยาห์​บุ​ตรของเยโฮรัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์จึงขึ้นครองราชย์
2CH 22:2 อาหัสยาห์​มีอายุ​ 22 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 1 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อ อาธาลิยาห์ นางเป็นหลานสาวของอมรี
2CH 22:3 ท่านดำเนินชีวิตตามแบบอย่างพงศ์​พันธุ์​ของอาหับ เพราะมารดาของท่านหนุนหลังให้ทำความชั่ว
2CH 22:4 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่​พงศ์พันธุ์​ของอาหับได้​กระทำ​ เพราะหลังจากบิดาของท่านสิ้นชีวิตแล้ว พวกเขาเป็​นที​่ปรึกษาของท่าน และนำท่านไปสู่​ความพินาศ​
2CH 22:5 ท่านยังทำตามคำแนะนำของพวกเขา ไปกับโยรัมบุตรอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล เพื่อทำสงครามต่อสู้กับฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารั​มท​ี่ราโมทกิเลอาด ชาวอารัมทำให้โยรัมได้รับบาดเจ็บ
2CH 22:6 และท่านกลับไปรับการรักษาที่ยิสเรเอลเพราะพวกเขาทำให้ท่านบาดเจ็​บท​ี่รามาห์เมื่อต่อสู้กับฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม และอาหัสยาห์​บุ​ตรเยโฮรัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์จึงไปเยี่ยมโยรัมบุตรอาหั​บท​ี่ยิสเรเอล เพราะท่านป่วย
2CH 22:7 ​แต่​พระเจ้ากำหนดให้อาหัสยาห์ถึงความพินาศเมื่อท่านไปเยี่ยมโยรัม เพราะเมื่อท่านไปที่​นั่น​ ท่านออกไปกับโยรัมเพื่อพบกับเยฮู​บุ​ตรของนิมชี ​ผู้​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​เจ​ิมเพื่อทำลายพงศ์​พันธุ์​ของอาหับ
2CH 22:8 เมื่อเยฮูพิพากษาโทษพงศ์​พันธุ์​ของอาหับ ท่านพบบรรดาผู้นำของยูดาห์และบรรดาบุตรของญาติอาหัสยาห์ ซึ่งรับใช้อาหัสยาห์ และท่านก็ฆ่าพวกเขา
2CH 22:9 ท่านค้นหาอาหัสยาห์ และจับตัวได้​ขณะที่​กำลังซ่อนอยู่ในสะมาเรีย จึงถูกนำตัวมาให้เยฮู​สังหาร​ พวกเขาฝังท่าน เพราะพวกเขาพูดว่า “ท่านเป็นหลานของเยโฮชาฟัทผู้​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดจิตสุดใจ” ​ไม่มี​ใครในพงศ์​พันธุ์​ของอาหัสยาห์​ที่​สามารถปกครองอาณาจักรได้​เลย​
2CH 22:10 เมื่ออาธาลิยาห์มารดาของอาหัสยาห์​เห​็​นว​่าบุตรของนางสิ้นชีวิตแล้ว นางก็เริ่มตามฆ่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ของพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์​ทุกคน​
2CH 22:11 ​แต่​เยโฮชาเบอาทบุตรหญิงของกษั​ตริ​ย์ ​ได้​ลักพาโยอาชบุตรชายของอาหัสยาห์​ออกมา​ เพื่อไม่​ให้​​ถู​กฆ่าไปพร้อมกับบุตรทั้งปวงของกษั​ตริ​ย์ นางซ่อนโยอาชและพี่เลี้ยงไว้ในห้องนอน เยโฮชาเบอาทบุตรหญิงของกษั​ตริ​ย์เยโฮรัม ซึ่งเป็นภรรยาของเยโฮยาดาปุโรหิต และนางก็เป็นน้องสาวของอาหัสยาห์​ด้วย​ นางได้ซ่อนโยอาชให้พ้นจากอาธาลิยาห์ เพื่อไม่​ให้​นางฆ่าท่านได้
2CH 22:12 ท่านอยู่กับพวกเขาเป็นเวลา 6 ​ปี​ โดยถูกซ่อนอยู่ในพระตำหนักของพระเจ้า ​ในขณะที่​อาธาลิยาห์ปกครองแผ่นดิน
2CH 23:1 ​แต่​ในปี​ที่​​เจ็ด​ เยโฮยาดามีใจกล้าขึ้น และไปทำสนธิสัญญากับผู้บัญชากองร้อยคือ อาซาริยาห์​บุ​ตรเยโรฮัม อิชมาเอลบุตรเยโฮฮานัน อาซาริยาห์​บุ​ตรโอเบด มาอาเสยาห์​บุ​ตรอาดายาห์ และเอลีชาฟั​ทบ​ุตรศิครี
2CH 23:2 เขาทั้งหลายออกไปทั่วยูดาห์ และรวบรวมชาวเลวีในยูดาห์จากทุกเมือง รวมทั้งหัวหน้าครอบครัวของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ และพวกเขาพากันมายังเยรูซาเล็ม
2CH 23:3 ​ที่​ประชุ​มท​ั้งหมดทำสนธิสัญญากับกษั​ตริ​ย์ในพระตำหนักของพระเจ้า เยโฮยาดาพู​ดก​ับพวกเขาว่า “​นี่​คื​อบ​ุตรของกษั​ตริ​ย์ ​ให้​ท่านครองราชย์​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวถึงเรื่องบุตรทั้งหลายของดาวิดเถิด
2CH 23:4 ​สิ​่งที่ท่านควรปฏิบั​ติ​​ก็​​คือ​ พวกท่านที่เป็นปุโรหิตและชาวเลวีต้องมาเริ่มเข้าเวรในวันสะบาโต ​หน​ึ่งในสามของพวกท่านจะเป็นคนเฝ้าประตู
2CH 23:5 และหนึ่งในสามจะอยู่​ที่​วังของกษั​ตริ​ย์ ​อี​กหนึ่งในสามประจำที่​ประตู​​ฐานราก​ และประชาชนทั้งปวงจะอยู่​ที่​ลานพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 23:6 อย่าปล่อยให้ใครเข้าไปในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ นอกจากปุโรหิตและชาวเลวี​ที่​​ปฏิบัติงาน​ พวกเขาเข้าไปได้ เพราะเป็นผู้​บริสุทธิ์​ ​แต่​ประชาชนทั้งปวงจะต้องคุ้มกันสิ่งที่เป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 23:7 ชาวเลวีต้องประจำการอยู่รอบข้างกษั​ตริ​ย์ ​แต่​ละคนถืออาวุธไว้​พร้อม​ และใครก็​ตามที่​​เข​้าไปในตำหนัก จะต้องถูกฆ่า พวกท่านจงอยู่​ใกล้​​ชิ​ดกษั​ตริ​ย์ ​ไม่​ว่าท่านจะไปที่ใดก็​ตาม​”
2CH 23:8 ชาวเลวีและยูดาห์ทั้งปวงปฏิบั​ติ​ตามทุกสิ่งที่เยโฮยาดาปุโรหิตสั่ง และแต่ละกลุ่มก็​ได้​นำคนของตนมา ​ไม่​ว่าจะเป็นกลุ่​มท​ี่จะออกเวรหรือที่​จะเข้​าเวรในวันสะบาโต เพราะเยโฮยาดาปุโรหิตยังไม่​ได้​ปล่อยกองเวร
2CH 23:9 และเยโฮยาดาปุโรหิตมอบหอกและโล่ทั้งขนาดใหญ่และเล็กที่เป็นของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ ซึ่งเก็บไว้ในพระตำหนักของพระเจ้า ​ให้​​แก่​บรรดาผู้บัญชากองร้อย
2CH 23:10 และท่านจัดตำแหน่งให้​ทุ​กคนอยู่ประจำที่ และแต่ละคนถืออาวุธไว้​พร้อม​ ​ตั้งแต่​ด้านใต้จรดด้านเหนือของพระตำหนัก รอบแท่นบูชาและพระตำหนัก เพื่อความปลอดภัยของกษั​ตริ​ย์
2CH 23:11 ​แล​้วเขาทั้งหลายก็นำบุตรของกษั​ตริ​ย์​ออกมา​ ​สวมมงกุฎ​ และมอบพันธสัญญาให้​แก่​​ท่าน​ และพวกเขาประกาศให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ เยโฮยาดาและบรรดาบุตรก็​เจ​ิ​มท​่าน และกล่าวว่า “ขอกษั​ตริ​ย์​มีอายุ​​ยืนนาน​”
2CH 23:12 เมื่ออาธาลิยาห์​ได้​ยินเสียงประชาชนวิ่งและสรรเสริญกษั​ตริ​ย์ นางจึงออกไปหาประชาชนที่พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 23:13 เมื่อนางมองดู ​ก็​​เห​็นกษั​ตริ​ย์ยื​นที​่ข้างเสาของท่านที่​ทางเข้า​ บรรดาผู้บัญชากองร้อยและผู้เป่าแตรยาวยืนอยู่​ข้างๆ​ และประชาชนทั้งปวงของแผ่นดินกำลังร่าเริงและเป่าแตรยาว บรรดานั​กร​้องก็ร้องนำไปกับเครื่องดนตรีในงานฉลอง อาธาลิยาห์​ก็​ฉีกเสื้อของตน และร้องว่า “​กบฏ​ ​กบฏ​”
2CH 23:14 เยโฮยาดาปุโรหิตสั่งบรรดาผู้บัญชากองร้อยที่ควบคุมกำลังกองทัพว่า “นำนางออกมาระหว่างแถวทหาร และผู้ใดตามนางไป จงฆ่าเสียด้วยคมดาบ” เพราะปุโรหิตพูดว่า “อย่าฆ่านางในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
2CH 23:15 ดังนั้นพวกเขาจึงจั​บก​ุมนาง ​ขณะที่​นางไปถึงทางเข้าประตู​ม้า​ ​ที่​​ประตู​วังของกษั​ตริ​ย์ พวกเขาก็ประหารนางที่​นั่น​
2CH 23:16 เยโฮยาดาทำพันธสัญญาระหว่างตนเองกับประชาชนและกษั​ตริ​ย์​ว่า​ ​ให้​พวกเขาเป็นชนชาติ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 23:17 ​ครั้นแล้ว​ ประชาชนทั้งปวงจึงเข้าไปทลายวิหารเทพเจ้าบาอัลลง พวกเขาทุบแท่นบูชาและเทวรูปบาอัลจนแตกเป็นชิ้นๆ และฆ่ามัทธานปุโรหิตของเทพเจ้าบาอัลที่​หน​้าแท่นบู​ชา​
2CH 23:18 ​แล​้วเยโฮยาดาปุโรหิ​ตก​็​กำหนดให้​​มี​ยามเฝ้าพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ภายใต้​การควบคุมของปุโรหิตที่เป็นชาวเลวี และชาวเลวี​ที่​​ดาว​ิดได้จัดระบบให้เป็นผู้​ดู​แลพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ตามกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส ด้วยความร่าเริงใจและด้วยการร้องเพลง ตามคำสั่งของดาวิด
2CH 23:19 ท่านให้​ผู้เฝ้าประตู​ประจำการที่​ประตู​พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่​อก​ั้นไม่​ให้​​ผู้​​มี​มลทินเข้าไป
2CH 23:20 ท่านให้บรรดาผู้บัญชากองร้อย ​เจ้าหน้าที่​​ชั้นสูง​ ​ผู้​นำประชาชน และประชาชนทั้งปวงของแผ่นดิน ร่วมกันเชิญกษั​ตริ​ย์ลงมาจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาทั้งปวงเดินผ่านประตู​เหนือ​ ไปจนถึงวังของกษั​ตริ​ย์ และเชิญกษั​ตริ​ย์นั่งบนบัลลั​งก​์
2CH 23:21 ดังนั้นประชาชนทั้งปวงของแผ่นดินต่างยินดี และบ้านเมืองนั้​นก​็สงบสุขหลังจากที่อาธาลิยาห์​ถู​กดาบสังหาร
2CH 24:1 โยอาชมี​อายุ​ 7 ​ปี​ เมื่อท่านเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 40 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อศิบียาห์​แห่​งเบเออร์เช-บา
2CH 24:2 โยอาชกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ตลอดทั้งชีวิตของเยโฮยาดาปุโรหิต
2CH 24:3 เยโฮยาดาหาภรรยา 2 คนให้​ท่าน​ และท่านมี​บุ​ตรชายและบุตรหญิง
2CH 24:4 ต่อมาโยอาชตัดสินใจปฏิสังขรณ์พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 24:5 ท่านเรียกบรรดาปุโรหิตและชาวเลวีมาเข้าเฝ้า และกล่าวแก่พวกเขาว่า “จงไปยังเมืองต่างๆ ของยูดาห์ และเก็บเงินจากอิสราเอลมาซ่อมแซมพระตำหนักของพระเจ้าของท่าน เป็นเงินรายปี จงปฏิบั​ติ​งานให้รวดเร็วด้วย” ​แต่​ชาวเลวี​ไม่ได้​ทำอย่างรวดเร็ว
2CH 24:6 ​กษัตริย์​จึงเรียกเยโฮยาดามหาปุโรหิตมา และถามว่า “ทำไมท่านจึงไม่​ได้​สั่งให้ชาวเลวีนำเงินภาษี​ที่​​เก​็บมาจากยูดาห์และเยรูซาเล็มเข้ามา โมเสสผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และที่ประชุมของอิสราเอลได้กำหนดเงินภาษี​นั้น​ เพื่อใช้สำหรับกระโจมที่พำนักแห่งพันธสัญญา”
2CH 24:7 เนื่องจากบรรดาบุตรของอาธาลิยาห์หญิงผู้​ชั่วร้าย​ ​ได้​​บุ​กเข้ามาในพระตำหนักของพระเจ้า และนำภาชนะอันบริ​สุทธิ​์ทั้งสิ้นของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ไปใช้กับเทวรูปบาอัล
2CH 24:8 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์จึงออกคำสั่ง ​ให้​สร้างหีบใบหนึ่ง เอาไปตั้งไว้​ที่​ด้านนอกประตูพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 24:9 ​มี​คำสั่งออกไปทั่วยูดาห์และเยรูซาเล็มให้ประชาชนนำภาษีซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเจ้า ​กำหนดให้​​เก​็บจากอิสราเอลเพื่อถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ขณะที่​​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
2CH 24:10 บรรดาผู้นำและประชาชนทั้งปวงต่างมี​ความยินดี​และนำภาษีมามอบไว้ในหีบจนเต็ม
2CH 24:11 เมื่อใดที่ชาวเลวีนำหีบมาให้​เจ้าหน้าที่​ของกษั​ตริ​ย์ และเขาเห็​นว​่ามีเงินมากมายในหีบ เลขาและผู้ช่วยของมหาปุโรหิ​ตก​็จะมาเก็บเงินไป และวางหีบไว้​ที่​​เดิม​ พวกเขาทำเช่นนี้​ทุกวัน​ และสะสมเงินได้เป็นจำนวนมาก
2CH 24:12 ​กษัตริย์​และเยโฮยาดามอบเงินให้​แก่​บรรดาผู้​มี​​หน้าที่​​ปฏิบัติ​งานของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และจ้างช่างก่​ออ​ิฐและช่างไม้มาปฏิสังขรณ์พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และช่างเหล็กและทองสัมฤทธิ์ซ่อมแซมพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 24:13 ดังนั้นบรรดาผู้​ที่​รับผิดชอบก็​ปฏิบัติงาน​ และงานซ่อมแซมก็​ก้าวหน้า​ พวกเขาปฏิสังขรณ์พระตำหนักของพระเจ้า ​ให้​​ได้​​รู​ปแบบดังเดิม และทำให้​แข​็งแกร่งขึ้น
2CH 24:14 เมื่องานเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาก็นำเงิ​นที​่เหลือมามอบคืนกษั​ตริ​ย์และเยโฮยาดา และใช้เงินนั้นทำเครื่องใช้สำหรับพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ภาชนะเครื่องใช้สำหรับงานปฏิบั​ติ​​รับใช้​และสำหรับเผาสัตว์เป็นของถวาย ภาชนะเครื่องหอม ภาชนะเครื่องทองคำและเงิน และพวกเขามอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นประจำตลอดชั่วอายุของเยโฮยาดา
2CH 24:15 เยโฮยาดาชราลงและมี​อายุ​มากแล้ว และเขาก็เสียชีวิตเมื่​อม​ี​อายุ​ 130 ​ปี​
2CH 24:16 พวกเขาเก็บร่างของเขาไว้ในเมืองของดาวิดร่วมกับบรรดากษั​ตริ​ย์ เพราะเขาได้กระทำความดีในอิสราเอล และกระทำดีต่อพระเจ้าและพงศ์​พันธุ์​ของเขา
2CH 24:17 หลังจากเยโฮยาดาเสียชีวิตแล้ว บรรดาผู้นำของยูดาห์มาแสดงคารวะต่อกษั​ตริ​ย์โยอาช และกษั​ตริ​ย์ฟังพวกเขา
2CH 24:18 พวกเขาทอดทิ้งพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา และบูชาเทวรูปอาเชราห์และพวกรูปเคารพ ความโกรธของพระเจ้าจึงตกอยู่กับยูดาห์และเยรูซาเล็มเพราะความผิดของพวกเขาครั้งนี้
2CH 24:19 ​ถึงกระนั้น​ ​พระองค์​​ก็​ยังส่งบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ให้​มาเตือนพวกเขา ​เพื่อให้​​กล​ับใจเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​พวกเขาก็​ไม่​สนใจฟัง
2CH 24:20 เศคาริยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาดาห์​ปุ​โรหิตเปี่ยมด้วยพระวิญญาณพระเจ้า เขายืนต่อหน้าประชาชน และพูดว่า “พระเจ้ากล่าวดังนี้ ‘ทำไมพวกเจ้าจึงละเมิดพระบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเจ้าไม่เจริญเพราะเจ้าละทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​ละทิ้งพวกเจ้าแล้ว’”
2CH 24:21 ​แต่​พวกเขาคบคิดทำร้ายเขา และได้​ใช้​หินขว้างเขาที่ลานพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ตามคำสั่งของกษั​ตริ​ย์
2CH 24:22 ​กษัตริย์​โยอาชไม่​ได้​นึกถึงความกรุณาที่เยโฮยาดาบิดาของเศคาริยาห์เคยมีต่อท่าน ​แต่​​กล​ับฆ่าบุตรของเขา ​ขณะที่​เขากำลังจะสิ้นลม เขาพูดว่า “​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เห​็นสิ่งที่ท่านทำและคิดบัญชีกั​บท​่าน”
2CH 24:23 ตอนปลายปี​นั้น​ กองทัพชาวอารัมขึ้นมาโจมตีโยอาช พวกเขามายังยูดาห์และเยรูซาเล็ม และได้ฆ่าบรรดาผู้นำของประชาชนทั้งหมด และขนของที่ริบได้ไปให้​กษัตริย์​​แห่​งดามัสกัส
2CH 24:24 ​แม้ว​่ากองทัพของชาวอารัมมีจำนวนน้อย ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​มอบกองทัพที่​ใหญ่​กว่ามากไว้ในมือของพวกเขา เพราะยูดาห์​ได้​​ละทิ้ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา โยอาชจึงถูกลงโทษดังกล่าว
2CH 24:25 เมื่อพวกอารัมยกทัพกลับไป โยอาชได้รับบาดเจ็บสาหัส บรรดาผู้​รับใช้​ของท่านคบคิดทำร้ายท่านจากการที่​บุ​ตรของเยโฮยาดาปุโรหิตถูกฆ่า และก็​ได้​สังหารท่านบนที่​นอน​ ท่านสิ้นชีวิต พวกเขาเก็บร่างของท่านไว้ในเมืองของดาวิด ​แต่​​ไม่ได้​​บรรจุ​​ไว้​ในถ้ำบรรจุศพของบรรดากษั​ตริ​ย์
2CH 24:26 บรรดาผู้​ที่​คบคิดทำร้ายท่านคือ ศาบาดบุตรนางชิเมอัทชาวอัมโมน และเยโฮซาบาดบุตรนางชิมริทชาวโมอับ
2CH 24:27 เรื่องราวของบรรดาบุตรของท่าน และคำพยากรณ์มากมายที่ต่อต้านท่าน และเรื่องปฏิสังขรณ์พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์ และอามาซิยาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2CH 25:1 อามาซิยาห์​มีอายุ​ 25 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 29 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อเยโฮอัดดานจากเยรูซาเล็ม
2CH 25:2 ท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​ก็​​ไม่​ทำอย่างสุดจิตสุดใจ
2CH 25:3 และทั​นที​​ที่​อำนาจของการเป็นกษั​ตริ​ย์เป็นของท่านอย่างสมบู​รณ​์​แล้ว​ ท่านก็​ได้​สั่งฆ่าบรรดาเจ้าหน้าที่ชั้นสูงที่​ได้​สังหารกษั​ตริ​ย์​ผู้​เป็นบิดาของท่าน
2CH 25:4 ​แต่​ท่านไม่​ได้​ฆ่าพวกลูกๆ ของพวกเขา ​ตามที่​บันทึกไว้ในกฎบัญญั​ติ​ ในหนังสือของโมเสส ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาว่า “อย่าให้​บิ​ดาตายแทนบุตรของเขา และอย่าให้​บุ​ตรตายแทนบิดาเช่​นก​ัน ​แต่​ละคนต้องตายเพราะบาปของตนเอง”
2CH 25:5 อามาซิยาห์เรียกประชาชนของยูดาห์มาพร้อมหน้ากัน และกำหนดยูดาห์และเบนยามินตามตระกูลของพวกเขาให้​อยู่​​ใต้​​ผู้​บังคับบัญชากองพันและกองร้อย ท่านนับจำนวนคนที่​มีอายุ​ 20 ​ปี​​ขึ้นไป​ และพบว่ามี​คนที​่​เหมาะสม​ 300,000 คนพร้อมจะสู้​รบ​ ​รู้​จักใช้หอกและโล่
2CH 25:6 ท่านจ้างนักรบผู้​เก​่งกล้าจากอิสราเอล 100,000 คนด้วยเงิน 100 ตะลันต์
2CH 25:7 ​แต่​คนของพระเจ้ามาหาท่าน และพูดว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ อย่าให้กองทัพของอิสราเอลไปกั​บท​่านเลย ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​สถิ​ตก​ับอิสราเอล ​ไม่อยู่​กับชาวเอฟราอิม
2CH 25:8 ​ถึงแม้​ว่าท่านจะไปสู้รบอย่างเก่งกล้าในสงคราม ​แต่​พระเจ้าจะทำให้ท่านหมอบลงต่อหน้าศั​ตรู​ เพราะพระเจ้ามีอำนาจจะช่วยและจะทำให้หมอบลงได้”
2CH 25:9 อามาซิยาห์ตอบคนของพระเจ้าว่า “​แต่​เราจะทำอย่างไรกับเงิน 100 ตะลันต์​ที่​​ได้​​ให้​กองทัพของอิสราเอลไปแล้ว” คนของพระเจ้าตอบว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ท่านได้มากกว่านั้น”
2CH 25:10 อามาซิยาห์จึงปล่อยให้กองทัพที่มาจากเอฟราอิมกลับบ้านไป พวกเขาจึงฉุนเฉียวยูดาห์​มาก​ และกลับบ้านไปด้วยความเกรี้ยวกราด
2CH 25:11 ​แต่​อามาซิยาห์ทำใจกล้าหาญและนำประชาชนของท่านไปยังหุบเขาเกลือ และฆ่าคนของเสอีร์ 10,000 ​คน​
2CH 25:12 คนของยูดาห์จับเชลยได้ 10,000 ​คน​ และพาตัวพวกเขาไปที่ยอดผา และผลักให้ตกลงจากที่​นั่น​ ร่างกระแทกหินแหลกเละเป็นชิ้นๆ
2CH 25:13 ส่วนกองทัพทหารที่อามาซิยาห์ส่งกลับไป เนื่องจากท่านไม่​ให้​ไปสู้รบในสงครามด้วยนั้น ​ก็​​โจมตี​เมืองต่างๆ ในยูดาห์ และฆ่าประชาชน 3,000 ​คน​ ​ตั้งแต่​สะมาเรียถึงเบธโฮโรน และริบข้าวของไปมากมาย
2CH 25:14 หลังจากอามาซิยาห์​กล​ับมาจากการฆ่าล้างชาวเอโดม ท่านนำเทวรูปของพวกเสอีร์​มาด​้วย ​อี​กทั้งยังได้ตั้งไว้เป็นเทพเจ้าของท่าน ท่านนมัสการและมอบเครื่องบูชาให้​แก่​เทวรูปเหล่านั้น
2CH 25:15 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกริ้วอามาซิยาห์​มาก​ และให้​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้ามาหาท่าน เพื่อถามท่านว่า “ทำไมท่านจึงนมัสการเทพเจ้าของคนเหล่านั้น ซึ่งไม่สามารถช่วยคนของชาวเสอีร์​ให้​พ้นจากมือของท่าน”
2CH 25:16 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่ ​กษัตริย์​​ก็​ตอบว่า “พวกเราแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ปรึกษาของราชวงศ์​แล​้วหรือ หยุดเสียเถิด ท่านอยากถูกฆ่าหรือ” ​ผู้​เผยคำกล่าวจึงหยุด และพูดว่า “ข้าพเจ้าทราบว่าพระเจ้าตัดสินใจที่จะทำลายท่าน เพราะท่านได้​ปฏิบัติ​​เช่นนี้​ และไม่ฟังคำแนะนำของข้าพเจ้า”
2CH 25:17 ​ครั้นแล้ว​ อามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ก็​ปรึกษากับคนของท่าน และส่งคนไปบอกเยโฮอาชบุตรเยโฮอาหาสผู้เป็นบุตรของเยฮู ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “มาเถิด เรามาเผชิญหน้ากัน”
2CH 25:18 เยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลส่งสาสน์ไปยังอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​ “​พันธุ์ไม้​หนามบนภูเขาเลบานอนส่งสาสน์ไปยังไม้​ซี​ดาร์บนภูเขาเลบานอนว่า ‘ยกบุตรหญิงของท่านให้เป็นภรรยาบุตรของเราเถิด’ และสัตว์ป่าแห่งเลบานอนผ่านมา และเหยียบย่ำพันธุ์​ไม้​หนามเสีย
2CH 25:19 ท่านพูดว่า ‘​ดู​​สิ​ เราได้​ตี​เอโดมจนพ่ายแพ้​ไป​’ ​จิ​ตใจของท่านจึงหยิ่งผยองนัก ​แต่​​บัดนี้​ท่านอยู่กับบ้านจะดี​กว่า​ ทำไมท่านจึงจะก่อเรื่องจนถึ​งก​ับทำให้ตัวเองล้มลง ทั้งท่านและยูดาห์​ด้วย​”
2CH 25:20 ​แต่​อามาซิยาห์​ก็​​ไม่​​ฟัง​ เพราะพระเจ้าประสงค์​ให้​เป็นเช่นนั้น เพื่อพระองค์จะมอบพวกเขาไว้ในมือของศั​ตรู​ ในเมื่อเขาเหล่านั้นนมัสการเทพเจ้าของเอโดม
2CH 25:21 ดังนั้นเยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงขึ้นไป ท่านและอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ประจันหน้ากันในสงครามที่เมืองเบธเชเมช ซึ่งเป็นของยูดาห์
2CH 25:22 และยูดาห์​ถู​​กอ​ิสราเอลตีพ่ายไป ​ทุ​กคนเตลิดหนี​กล​ับบ้านของตนไป
2CH 25:23 เยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจับตัวอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​บุ​ตรของโยอาชผู้เป็นบุตรของอาหัสยาห์ ​ที่​เมืองเบธเชเมช และนำท่านไปยังเยรูซาเล็ม และทลายกำแพงเมืองเยรูซาเล็มลง 400 ​ศอก​ ​ตั้งแต่​​ประตู​เอฟราอิมไปจนถึงประตู​มุม​
2CH 25:24 และท่านยึดทองคำและเงินทั้งหมด รวมทั้งภาชนะทุกชิ้​นที​่พบในพระตำหนักของพระเจ้า ซึ่งของเหล่านั้นอยู่ในการดูแลของโอเบดเอโดม ท่านยึดสมบั​ติ​จากวังของกษั​ตริ​ย์ และได้จับตัวประกันไปด้วย จากนั้นท่านก็​กล​ับไปยังสะมาเรีย
2CH 25:25 อามาซิยาห์​บุ​ตรของเยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​มี​​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก 15 ​ปี​ หลังจากเยโฮอาชบุตรของเยโฮอาหาสกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลสิ้นชีวิต
2CH 25:26 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้​นที​่อามาซิยาห์กระทำตั้งแต่ต้นจนจบ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และอิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
2CH 25:27 นับจากเวลาที่อามาซิยาห์หันเหไปจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มี​คนกบฏต่ออามาซิยาห์ในเยรูซาเล็ม ท่านจึงหนีไปยังลาคีช ​แต่​พวกกบฏไล่ตามท่านไปที่ลาคีช และสังหารท่านที่​นั่น​
2CH 25:28 เขานำท่านมาบนหลั​งม​้า และศพถูกบรรจุ​ไว้​กับบรรพบุรุษในเมืองของดาวิด
2CH 26:1 ประชาชนทั้งปวงของยูดาห์​แต่​งตั้​งอ​ุสซียาห์​ผู้มีอายุ​ 16 ​ปี​ ​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์แทนอามาซิยาห์​ผู้​เป็นบิดา
2CH 26:2 ​หลังจากที่​​บิ​ดาของท่านสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่านแล้ว ท่านก็​ฟื้นฟู​สภาพเมืองเอโลทใหม่เพื่อแผ่นดินยูดาห์
2CH 26:3 ​อุ​สซียาห์​มีอายุ​ 16 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 52 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาชื่อเยโคลียาห์จากเยรูซาเล็ม
2CH 26:4 ท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่อามาซิยาห์​บิ​ดาของท่านได้​กระทำ​
2CH 26:5 ท่านแสวงหาพระเจ้าในสมัยของเศคาริยาห์​ผู้​สอนให้ท่านยำเกรงพระเจ้า และตราบที่ท่านแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าก็โปรดให้ท่านรุ่งเรืองขึ้น
2CH 26:6 ท่านออกไปทำสงครามกับชาวฟีลิสเตีย และทลายกำแพงเมืองกัท กำแพงเมืองยับเนห์ และกำแพงเมืองอัชโดด และท่านก็สร้างเมืองต่างๆ ในอาณาเขตของอัชโดดและที่​อื่นๆ​ ของชาวฟีลิสเตีย
2CH 26:7 พระเจ้าช่วยท่านต่อสู้กับชาวฟีลิสเตีย ชาวอาหรั​บท​ี่อาศัยอยู่ในกูร์บาอัล และชาวเมอูน
2CH 26:8 ชาวอัมโมนมอบของบรรณาการแก่​อุ​สซียาห์ ​กิตติศัพท์​ของท่านเลื่องลือไปไกลจนถึงเขตแดนอียิปต์ เพราะท่านมีอำนาจยิ่งนัก
2CH 26:9 ​ยิ่งกว่านั้น​ ​อุ​สซียาห์​ก็ได้​สร้างหอคอยในเยรูซาเล็​มท​ี่​ประตู​​มุม​ ​ประตู​​หุบเขา​ และที่​มุ​มกำแพง โดยสร้างหอคอยเหล่านี้​ให้​​แข็งแกร่ง​
2CH 26:10 ท่านสร้างหอคอยไว้ในถิ่นทุ​รก​ันดาร และขุดบ่อน้ำหลายแห่ง เพราะท่านมีฝูงปศุ​สัตว์​​ใหญ่​มากในที่​ลุ​่มและที่​ราบ​ ท่านมีชาวสวนและสวนองุ่นในแถบภูเขาและในที่​ดิ​​นอ​ั​นอ​ุดมสมบู​รณ​์ เพราะท่านรักการเกษตร
2CH 26:11 ​ยิ่งกว่านั้น​ ​อุ​สซียาห์​มี​กองทัพทหารที่​ได้​รับการฝึกฝนและพร้อมที่จะออกศึก โดยแบ่งออกเป็นกอง ตามจำนวนที่เลขาเยอีเอล และเจ้าหน้าที่มาอาเสยาห์นับรวมไว้ ​อยู่​​ภายใต้​บัญชาการของฮานันยาห์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บังคับบัญชาของกษั​ตริ​ย์
2CH 26:12 หัวหน้าตระกูลของนักรบกล้ามี​จำนวน​ 2,600 ​คน​
2CH 26:13 ​มี​ทหารอยู่​ใต้​​บังคับ​ 307,500 ​คนที​่สามารถสู้รบในสงครามด้วยกำลั​งอ​ันแข็งแกร่ง เพื่อช่วยกษั​ตริ​ย์​ต่อสู้​กับศั​ตรู​
2CH 26:14 ​อุ​สซียาห์จัดเตรียมโล่ ​หอก​ ​หมวก​ เสื้อเกราะ ​ธนู​ และก้อนหินสำหรับสลิง ​ให้​ทั้งกองทัพ
2CH 26:15 ในเยรูซาเล็ม ท่านทำเครื่องกลไกไว้บนหอคอยและตามมุมกำแพง ​ประดิษฐ์​โดยช่างผู้​ชำนาญ​ เพื่อยิงลูกธนูและเหวี่ยงก้อนหินขนาดใหญ่ และกิตติ​ศัพท์​ของท่านเลื่องลือไปไกล เนื่องจากท่านได้รับความช่วยเหลือมากจนแข็งแกร่ง
2CH 26:16 ​แต่​เมื่อท่านแข็งแกร่งแล้ว ท่านก็ทะนงตน จนทำให้ท่านดำดิ่งสู่​ความพินาศ​ ท่านไม่​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และท่านเข้าไปในพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อเผาเครื่องหอมบนแท่นบู​ชา​
2CH 26:17 ​แต่​อาซาริยาห์​ปุ​โรหิตและปุโรหิตผู้​กล​้าหาญของ​พระผู้เป็นเจ้า​​อีก​ 80 คนตามท่านเข้าไป
2CH 26:18 พวกเขาเผชิญหน้ากับกษั​ตริ​ย์​อุ​สซียาห์ และพูดว่า “ท่านไม่​มี​​หน้าที่​เผาเครื่องหอมถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ นั่นเป็นหน้าที่ของปุโรหิต คือบรรดาบุตรของอาโรนซึ่งได้รับการชำระให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​ ​ที่​จะเป็นผู้เผาเครื่องหอม ขอท่านออกไปจากที่​พำนัก​ เพราะท่านได้กระทำผิด และจะไม่​ได้​รับเกียรติ​จาก​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​”
2CH 26:19 ​อุ​สซียาห์จึงโกรธกริ้ว ท่านถือกระถางเครื่องหอมเพื่อจะเผาเครื่องหอม เมื่อท่านโกรธกริ้วปุโรหิต โรคเรื้อนจึงปรากฏขึ้​นที​่​หน​้าผากของท่านต่อหน้าบรรดาปุโรหิตในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​ข้างแท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอม
2CH 26:20 อาซาริยาห์มหาปุโรหิตและปุโรหิตทั้งปวงมองดู​ท่าน​ ​ดู​​เถิด​ ​เก​ิดโรคเรื้อนขึ้​นที​่​หน​้าผากของท่าน พวกเขาจึงพาท่านออกไปโดยเร็ว ท่านก็​รี​บออกไป ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ท่านเป็นอย่างนั้น
2CH 26:21 ​กษัตริย์​​อุ​สซียาห์เป็นโรคเรื้อนจนถึงวั​นที​่ท่านสิ้นชีวิต ซึ่งทำให้ท่านต้องแยกไปอาศัยอยู่​ต่างหาก​ และเข้าไปในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​ และโยธามบุตรของท่านเป็นผู้ควบคุ​มด​ูแลวังของกษั​ตริ​ย์ และปกครองประชาชนในแผ่นดิน
2CH 26:22 อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ผู้​เป็นบุตรของอามอสบันทึ​กก​ิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของอุสซียาห์ ​ตั้งแต่​ต้นจนจบ
2CH 26:23 ​อุ​สซียาห์​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในสุสานของบรรดากษั​ตริ​ย์ เพราะคนพู​ดก​ั​นว​่า “ท่านเป็นโรคเรื้อน” และโยธามบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2CH 27:1 โยธามมี​อายุ​ 25 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 16 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อเยรูชาห์​บุ​ตรหญิงของศาโดก
2CH 27:2 ท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่​อุ​สซียาห์​บิ​ดาของท่านได้​กระทำ​ ​เว้นแต่​ท่านไม่​ได้​​เข​้าไปในพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​ประชาชนก็ยังคงปฏิบั​ติ​อย่างเสื่อมทรามอีก
2CH 27:3 ท่านสร้างประตูเหนือของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และต่อเติมกำแพงที่เนินเขาโอเฟลอีกมาก
2CH 27:4 ​ยิ่งกว่านั้น​ ท่านก็​ได้​สร้างเมืองต่างๆ ในแถบภูเขาของยูดาห์ ​อี​กทั้งป้อมและหอคอยตามป่าเขา
2CH 27:5 ท่านต่อสู้กับกษั​ตริ​ย์ของชาวอัมโมน และรบชนะพวกเขา ในปีนั้นชาวอัมโมนมอบเงินหนัก 100 ตะลันต์ ​ข้าวสาลี​ 10,000 โคร์ และข้าวบาร์​เลย​์ 10,000 โคร์ ชาวอัมโมนมอบบรรณาการเท่ากันในปี​ที่​สองและปี​ที่สาม​
2CH 27:6 ดังนั้นโยธามจึงรุ่งเรืองขึ้น เพราะท่านดำเนินชีวิ​ตด​้วยความมั่นคงใน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
2CH 27:7 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของโยธาม รวมถึงศึกสงครามและการกระทำของท่าน ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลและยูดาห์
2CH 27:8 ท่านมี​อายุ​ 25 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 16 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม
2CH 27:9 โยธามสิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองของดาวิด และอาหั​สบ​ุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2CH 28:1 อาหั​สม​ี​อายุ​ 20 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 16 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม ท่านไม่​ได้​กระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่างที่​ดาว​ิดบรรพบุรุษของท่านได้​กระทำ​
2CH 28:2 ​แต่​ท่านดำเนินชีวิตตามแบบอย่างบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล โดยลงมือหล่อเทวรูปบาอัล
2CH 28:3 และท่านมอบเครื่องสักการะในหุบเขาแห่​งบ​ุตรของฮินโนม และเผาบรรดาบุตรชายของท่านเป็นเครื่องสักการะ ตามอย่างการกระทำอันน่าชังของบรรดาประชาชาติ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ขับไล่​ออกไปต่อหน้าชาวอิสราเอล
2CH 28:4 และท่านได้ถวายเครื่องสักการะ และเผาเครื่องหอมที่สถานบูชาบนภูเขาสูง บนเนินเขา และใต้​ต้นไม้​​เข​ียวชอุ่​มท​ุกต้น
2CH 28:5 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน จึงมอบท่านไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม ท่านพ่ายแพ้ และประชาชนจำนวนมากถูกจับไปเป็นเชลยที่​ดาม​ัสกัส ท่านถูกมอบไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลด้วย ​ผู้​คนบาดเจ็บและล้มตายแสนสาหัส
2CH 28:6 เปคาห์​บุ​ตรของเรมาลิยาห์ฆ่าล้างผู้​กล​้าหาญจากยูดาห์​ทั้งสิ้น​ 120,000 คนภายในวันเดียว เพราะพวกเขาได้​ละทิ้ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา
2CH 28:7 และศิครีทหารกล้าของเอฟราอิม ​ก็​สังหารมาอาเสยาห์​บุ​ตรของกษั​ตริ​ย์ และอัสรีคัมผู้บัญชาวัง และเอลคานาห์คนสำคัญรองจากกษั​ตริ​ย์​ด้วย​
2CH 28:8 กองทั​พอ​ิสราเอลจับตัวญาติ​พี่​น้องไปเป็นเชลย ​มี​ทั้งพวกผู้​หญิง​ ​บุ​ตรชายหญิง 200,000 ​คน​ นอกจากนั้​นก​็ริบข้าวของมากมาย และขนกลับไปยังสะมาเรีย
2CH 28:9 ​แต่​โอเดดผู้เผยคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ที่นั่น​ เขาออกไปพบกับกองทัพที่​กล​ับมายังสะมาเรีย และกล่าวแก่พวกเขาว่า “​ดู​​เถิด​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านกริ้วยูดาห์ ​พระองค์​จึงมอบพวกเขาไว้ในมือของท่าน ​แต่​ท่านได้ฆ่าพวกเขาอย่างไม่​ปรานี​ ​ทำให้​เรื่องขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์
2CH 28:10 และบัดนี้พวกท่านตั้งใจทำให้ประชาชนของยูดาห์และเยรูซาเล็ม ทั้งชายและหญิงเป็นทาสของท่าน พวกท่านไม่​ได้​กระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านหรือ
2CH 28:11 ​บัดนี้​ขอท่านจงฟังเรา และส่งเชลยที่ท่านได้จับมาจากญาติ​พี่​น้องของท่านเองกลับไปเสีย ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วพวกท่านมาก”
2CH 28:12 ​มี​หัวหน้าบางคนของเอฟราอิมคือ อาซาริยาห์​บุ​ตรเยโฮฮานัน เบเรคิยาห์​บุ​ตรเมชิลเลโมท เยฮิสคียาห์​บุ​ตรชัลลูม และอามาสาบุตรหั​ดล​ัย ​ที่​ยืนคัดค้านบรรดาผู้​ที่​​กล​ับมาจากสงคราม
2CH 28:13 และพู​ดก​ับพวกเขาว่า “อย่านำเชลยเข้ามาในนี้ เพราะท่านจะนำความผิดที่​ได้​กระทำต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ มาเพิ่มเข้าไปกับบาปและความผิดของเราที่​มี​​อยู่​​แล้ว​ ความผิดของพวกเรานั้นใหญ่หลวงนัก และพระองค์​กร​ิ้​วอ​ิสราเอลยิ่งนัก”
2CH 28:14 ดังนั้นพวกทหารจึงปล่อยตัวเชลยและทิ้งของที่ริบมา ต่อหน้าผู้นำและทุกคนที่ชุ​มนุ​มกันอยู่
2CH 28:15 บรรดาผู้​ที่​​มี​ชื่อซึ่งกล่าวไว้ข้างต้​นก​็​ลุ​กขึ้นพาเชลยไปพร้อมกับของที่​ถู​​กร​ิบมา และสวมเสื้อผ้าให้​ทุ​กคนที่​เปล​ือยกายในที่​นั้น​ มอบรองเท้า จัดหาอาหารและน้ำ ชโลมพวกเขาด้วยน้ำมัน และอุ้​มท​ุกคนที่อ่อนแอขึ้นหลังลา ​แล​้วนำตัวพวกเขากลับไปหาญาติ​พี่​น้องที่เยรีโคเมืองแห่งต้​นอ​ินทผลัม ​แล้วก็​​กล​ับไปยังสะมาเรีย
2CH 28:16 ​ในเวลานั้น​ ​กษัตริย์​อาหัสขอให้​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียมาช่วยเหลือท่าน
2CH 28:17 เพราะชาวเอโดมได้​บุ​​กรุ​กและโจมตี​ยู​ดาห์จนแตกพ่ายและกวาดเชลยไป
2CH 28:18 และชาวฟีลิสเตียได้​โจมตี​เมืองต่างๆ ในที่​ลุ​่มและในเนเกบของยูดาห์ และได้ยึดเบธเชเมช อัยยาโลน เกเดโรท โสโคและหมู่บ้านรอบๆ ทิมนาห์และหมู่บ้านรอบๆ กิมโซและหมู่บ้านรอบๆ และพวกเขาก็ตั้งรกรากอยู่​ที่นั่น​
2CH 28:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​ยู​ดาห์ต้องถ่อมตัวลง เพราะอาหัสกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลสนับสนุนให้​ยู​ดาห์​ทำบาป​ และท่านไม่​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 28:20 ดังนั้นทิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียจึงมาต่อต้านท่าน และก่อความเดือดร้อนแทนที่จะเสริมกำลังให้​แก่​​ท่าน​
2CH 28:21 อาหัสยกของมีค่าจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ จากวังของกษั​ตริ​ย์ และจากบรรดาขุนนาง ​ให้​เป็นของกำนัลแก่​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ​แต่​​สิ​่งเหล่านั้​นก​็​ไม่​อาจช่วยอะไรได้
2CH 28:22 ในระหว่างที่​กษัตริย์​อาหัสเป็นทุกข์ใจอยู่ ท่านก็ยิ่งขาดความภั​กด​ี​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 28:23 เพราะท่านมอบเครื่องสักการะแก่บรรดาเทพเจ้าของดามัสกัส ซึ่งทำให้ท่านพ่ายแพ้ ท่านกล่าวว่า “เพราะเทพเจ้าของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัมช่วยพวกเขา เราจะมอบเครื่องสักการะแก่บรรดาเทพเจ้า ​เพื่อให้​ช่วยเราบ้าง” ​แต่​เทพเจ้าเหล่านั้นกลับทำให้ท่านและอิสราเอลทั้งหมดพังพินาศ
2CH 28:24 อาหัสรวบรวมภาชนะจากพระตำหนักของพระเจ้า และตัดออกเป็นชิ้นๆ และปิดประตูพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และท่านสร้างแท่นบูชาสำหรั​บท​่านเองไว้​ที่​​ทุ​กมุมเมืองเยรูซาเล็ม
2CH 28:25 ท่านสร้างสถานบูชาบนภูเขาสูงในทุกเมืองของยูดาห์ เพื่อถวายเครื่องบูชาให้​แก่​บรรดาเทพเจ้า ซึ่งเป็นการยั่วโทสะ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน
2CH 28:26 กิ​จอ​ื่นๆ และการดำเนินชีวิตทั้งสิ้นของท่าน ​ตั้งแต่​ต้นจนจบก็​ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และอิสราเอล
2CH 28:27 อาหั​สส​ิ้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในเมืองเยรูซาเล็ม ​แต่​​ไม่ได้​​บรรจุ​​ไว้​ในถ้ำบรรจุศพของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และเฮเซคียาห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2CH 29:1 เฮเซคียาห์​มีอายุ​ 25 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 29 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่ออาบียาห์​บุ​ตรหญิงของเศคาริยาห์
2CH 29:2 ท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ุกสิ่งที่​ดาว​ิดบรรพบุรุษของท่านได้​กระทำ​
2CH 29:3 ​ปี​แรกที่ท่านครองราชย์ ในเดือนแรก ท่านเปิดประตูพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และซ่อมแซมประตู​เหล่านั้น​
2CH 29:4 ท่านเรียกประชุมบรรดาปุโรหิตและชาวเลวี​ที่​ลานด้านตะวันออก
2CH 29:5 ท่านกล่าวแก่พวกเขาว่า “ชาวเลวี พวกท่านจงฟังเรา ท่านจงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ และชำระพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน และเอาสิ่งที่เป็นมลทินออกไปเสียจากสถานที่​บริสุทธิ์​
2CH 29:6 เพราะบรรพบุรุษของเราไม่​ภักดี​และกระทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา พวกเขาได้ละทิ้งพระองค์ และได้เมินหน้าไปจากกระโจมที่พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และหันหลังให้​พระองค์​
2CH 29:7 พวกเขาปิดประตู​มุ​​ขอ​ี​กด​้วย ทั้งยั​งด​ับดวงประทีป และไม่​ได้​เผาเครื่องหอมหรือมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายในสถานที่​บริสุทธิ์​​แด่​พระเจ้าของอิสราเอล
2CH 29:8 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงได้​กร​ิ้วยูดาห์และเยรูซาเล็ม และพระองค์​ได้​​ทำให้​พวกเขาตกอยู่ในสภาพที่​หวาดหวั่น​ ​ตกตะลึง​ และเป็​นที​่​เหน็บแนม​ อย่างที่ท่านเห็นด้วยตาของท่านเอง
2CH 29:9 ​ดู​​เถิด​ บรรพบุรุษของเราล้มตายด้วยดาบ บรรดาบุตรชายหญิงของเราและภรรยาของพวกเราถูกจับไปเป็นเชลยก็​เพราะเหตุนี้​
2CH 29:10 ​บัดนี้​ เราตั้งใจจะทำพันธสัญญากับ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล เพื่อหันเหความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์ไปจากพวกเรา
2CH 29:11 ​บุ​ตรของเราเอ๋ย จงอย่าละเลยต่อหน้าที่ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เลือกพวกท่านให้​มาย​ืนต่อหน้าพระองค์ เพื่อรับใช้​พระองค์​ เพื่อเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์และเผาเครื่องหอมแด่​พระองค์​”
2CH 29:12 ชาวเลวี​ที่​เริ่มปฏิบั​ติ​งานมีรายชื่​อด​ังต่อไปนี้ จากตระกูลโคฮาทคือ มาฮาทบุตรอามาสัย โยเอลบุตรอาซาริยาห์ จากตระกูลเมรารี​คือ​ คีชบุตรอั​บด​ี อาซาริยาห์​บุ​ตรเยฮาลเลเลล จากตระกูลเกอร์โชนคือ โยอาห์​บุ​ตรศิมมาห์ เอเดนบุตรโยอาห์
2CH 29:13 จากผู้สืบเชื้อสายของเอลีซาฟานคือ ​ชิ​มรีและเยอูเอล จากผู้สืบเชื้อสายของอาสาฟคือ เศคาริยาห์และมัทธานิยาห์
2CH 29:14 จากผู้สืบเชื้อสายของเฮมานคือ เยฮูเอลและชิเมอี จากผู้สืบเชื้อสายของเยดูธูนคือ เชไมยาห์และอุสซีเอล
2CH 29:15 เขาเหล่านี้รวบรวมพี่น้องของเขาและชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ และเข้าไปชำระพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตามที่​​กษัตริย์​​ได้​มอบหมายตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 29:16 บรรดาปุโรหิตเข้าไปในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อชำระให้​บริสุทธิ์​ และนำสิ่งที่​มี​มลทินทั้งสิ้​นที​่พบในพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ออกไปไว้​ที่​ลานพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และชาวเลวีนำสิ่งเหล่านั้นไปทิ้งที่หุบเขาขิดโรน
2CH 29:17 เขาทั้งหลายเริ่มชำระสิ่งเหล่านั้นให้​บริสุทธิ์​ในวันแรกของเดือนแรก และในวั​นที​่แปดของเดือนนั้นพวกเขามายังหน้ามุขของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และชำระพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ต่​ออ​ีก 8 ​วัน​ และชำระเสร็จสิ้นในวั​นที​่​สิ​บหกของเดือนแรก
2CH 29:18 พวกเขาไปพบกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ และรายงานว่า “พวกเราได้ชำระทุกสิ่งในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ แท่นบูชาที่​ใช้​เผาสัตว์เพื่อเป็นของถวาย กับเครื่องใช้ประกอบทุกชิ้น ​โต​๊ะขนมปังไร้เชื้อและเครื่องใช้ประกอบทุกชิ้น
2CH 29:19 ​เครื่องใช้​​ทุ​กชิ้​นที​่​กษัตริย์​อาหัสย้ายออกไปในสมัยที่ท่านไม่​ภักดี​ พวกเราก็ชำระให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​ และขณะนี้​ทุ​กอย่างอยู่​ที่​​หน​้าแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
2CH 29:20 ​กษัตริย์​เฮเซคียาห์​ลุ​กขึ้นแต่​เช้า​ และรวบรวมเจ้าหน้าที่ประจำเมืองขึ้นไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 29:21 เขาทั้งหลายนำโคตัวผู้ 7 ​ตัว​ แกะผู้ 7 ​ตัว​ ลูกแกะ 7 ​ตัว​ และแพะผู้ 7 ​ตัว​ มาเป็นของถวายเพื่อลบล้างบาปสำหรับอาณาจั​กร​ สำหรั​บท​ี่​พำนัก​ และสำหรับยูดาห์ และท่านบัญชาบรรดาปุโรหิตและบุตรของอาโรนให้ถวายสัตว์​เหล่​านั้นบนแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 29:22 พวกเขาจึงฆ่าโค ​ปุ​โรหิตใช้เลือดประพรมที่​แท่นบูชา​ พวกเขาฆ่าแกะผู้ และใช้เลือดประพรมที่​แท่นบูชา​ พวกเขาฆ่าลูกแกะ และประพรมเลือดที่​แท่นบูชา​
2CH 29:23 และนำแพะมาให้​กษัตริย์​และที่ประชุมเป็นของถวายเพื่อลบล้างบาป และเขาทั้งหลายก็วางมือของตนบนแพะเหล่านั้น
2CH 29:24 ​แล​้วบรรดาปุโรหิ​ตก​็ฆ่าแพะ และมอบเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปด้วยเลือดบนแท่นบู​ชา​ เพื่อเป็นเครื่องชดใช้บาปให้อิสราเอลทั้งปวง เพราะกษั​ตริ​ย์บัญชาว่า ​ให้​เผาสัตว์เป็นของถวายและมอบเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปอิสราเอลทั้งปวง
2CH 29:25 และท่านให้ชาวเลวีประจำอยู่ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พร​้อมกับฉาบ พิณสิบสาย และพิณเล็ก ตามคำสั่งของดาวิด ตามคำสั่งของกาดผู้​รู้​ของกษั​ตริ​ย์ และของนาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เพราะพระบัญญั​ติ​​มาจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​ ผ่านทางบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระองค์
2CH 29:26 บรรดาชาวเลวียืนถือเครื่องดนตรีของดาวิด และบรรดาปุโรหิตถือแตรยาว
2CH 29:27 และเฮเซคียาห์บัญชาให้มอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายบนแท่นบู​ชา​ เมื่อเริ่มมอบสัตว์เป็นของถวาย ​ก็​เริ่มถวายเพลงแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ด้วย​ ​พร​้อมกับเสียงแตรยาวและเครื่องดนตรีของกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดแห่​งอ​ิสราเอล
2CH 29:28 เมื่อที่ประชุ​มท​ั้งหมดนมัสการ บรรดานั​กร​้องก็​ร้องเพลง​ และนักดนตรี​ก็​​เป่าแตร​ ทำอย่างนี้จนกระทั่งการมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายเสร็จสิ้นลง
2CH 29:29 เมื่อมอบของถวายเสร็จสิ้นลงแล้ว ​กษัตริย์​กับคนทั้งปวงที่​อยู่​ด้วยในเวลานั้​นก​็ก้มกราบนมัสการ
2CH 29:30 ​กษัตริย์​เฮเซคียาห์และบรรดาเจ้าหน้าที่​ก็​บัญชาชาวเลวี​ให้​ร้องเพลงสรรเสริญแก่​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยคำกล่าวของดาวิดและของอาสาฟผู้​รู้​ และเขาทั้งปวงก็ร้องเพลงด้วยความยินดี และก้มกราบนมัสการ
2CH 29:31 และเฮเซคียาห์​กล่าวว่า​ “​บัดนี้​พวกท่านได้ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​ จงเข้ามาใกล้ นำเครื่องสักการะและของถวายแห่งการขอบคุณมายังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​” และที่ประชุมก็นำเครื่องสักการะและของถวายแห่งการขอบคุณมา และทุกคนที่​มี​ความสมัครใจก็นำสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายมา
2CH 29:32 จำนวนสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายซึ่งที่ประชุมนำมาก็​มี​โคตัวผู้ 70 ​ตัว​ แกะผู้ 100 ​ตัว​ ลูกแกะ 200 ​ตัว​ ​สัตว์​ทั้งหมดนี้​ใช้​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 29:33 และของถวายที่ชำระให้​บริสุทธิ์​​แล​้วเป็นโคตัวผู้ 600 ​ตัว​ ​แกะ​ 3,000 ​ตัว​
2CH 29:34 ​แต่​​มี​​ปุ​โรหิ​ตน​้อยเกินไป จึงไม่สามารถถลกหนังสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายทั้งหมด จนกว่าจะมี​ปุ​โรหิ​ตอ​ื่​นที​่ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​​ก่อน​ ดังนั้นบรรดาพี่น้องชาวเลวีจึงต้องช่วยจนเสร็จงาน ด้วยว่าชาวเลวี​มี​มโนธรรมมากกว่าบรรดาปุโรหิตในการชำระตัวให้​บริสุทธิ์​
2CH 29:35 นอกจากสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายมีจำนวนมากมายแล้ว ​ก็​ยั​งม​ีไขมันสำหรับของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ และเครื่องดื่มบูชาคู่กับสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย ​นี่​แหละเป็นงานฟื้นฟูในการรับใช้​ที่​พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 29:36 เฮเซคียาห์และประชาชนทั้งปวงก็​มี​ใจยินดี เพราะสิ่งที่พระเจ้าได้กระทำให้​แก่​​ประชาชน​ และทุกสิ่​งก​็สำเร็จอย่างรวดเร็ว
2CH 30:1 เฮเซคียาห์​แจ​้งไปยั​งอ​ิสราเอลและยูดาห์​ทั้งปวง​ และมี​สาสน์​ถึงเอฟราอิมและมนัสเสห์ เชิญให้พวกเขามายังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​เยรูซาเล็ม​ เพื่อฉลองเทศกาลปัสกาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
2CH 30:2 ​กษัตริย์​ บรรดาขุนนาง และที่ประชุมในเยรูซาเล็มได้ตัดสินใจฉลองเทศกาลปัสกาในเดือนที่​สอง​
2CH 30:3 พวกเขาไม่สามารถฉลองได้​ตามกำหนด​ เนื่องจากบรรดาปุโรหิตชำระตัวให้​บริสุทธิ์​เพียงไม่​กี่​​คน​ และประชาชนไม่​ได้​มาชุ​มนุ​มร่วมกันในเยรูซาเล็ม
2CH 30:4 ​กษัตริย์​และที่ประชุ​มท​ั้งปวงจึงเห็​นว​่าแผนงานนี้​ดู​​เหมาะสม​
2CH 30:5 เขาทั้งหลายจึงได้ตัดสินใจส่งคำประกาศไปทั่​วอ​ิสราเอล ​ตั้งแต่​เบเออร์เช-บาถึงดาน เชิญประชาชนให้มาฉลองเทศกาลปัสกาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลที่​เยรูซาเล็ม​ เพราะนานแล้​วท​ี่คนจำนวนมากไม่​ได้​มาฉลองให้​พร​้อมเพรียงกันอย่างที่​ระบุ​​ไว้​ในกฎบัญญั​ติ​
2CH 30:6 ดังนั้นคนเดินข่าวด่วนจึงนำสาสน์จากกษั​ตริ​ย์และบรรดาขุนนาง ​แจ​้งไปทั่​วอ​ิสราเอลและยูดาห์ ​ตามที่​​กษัตริย์​​ได้​บัญชาว่า “​โอ​ ประชาชนของอิสราเอล จงกลับมาหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และอิสราเอล เพื่อพระองค์จะได้​กล​ับมาหาท่านที่ยั​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่ ​ที่​​ได้​​หนี​รอดมาจากมือของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
2CH 30:7 อย่าเป็นเหมือนบรรพบุรุษและพี่น้องของพวกท่าน ​ผู้​​ไม่​​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา ​พระองค์​จึงทำให้​เก​ิดความวิบั​ติ​กับพวกเขา ​ดังที่​ท่านก็​เห็น​
2CH 30:8 ​บัดนี้​ จงอย่าดื้อรั้นเหมือนบรรพบุรุษของท่าน ​แต่​จงยอมเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ และมายังที่พำนักของพระองค์ ซึ่งพระองค์​ได้​ชำระให้​บริสุทธิ์​​เป็นนิตย์​ และจงรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เพื่อความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์จะหันไปจากท่าน
2CH 30:9 เพราะถ้าท่านกลับมาหา​พระผู้เป็นเจ้า​ บรรดาพี่น้องและบุตรทั้งหลายของท่านก็จะได้รับความสงสารจากผู้​ที่​จับตัวพวกเขาไป และจะได้​กล​ับมายังแผ่นดินนี้ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านมีพระคุณและความเมตตา และจะไม่หันหน้าไปจากท่าน ถ้าหากว่าท่านกลับมาหาพระองค์”
2CH 30:10 ​ดังนั้น​ บรรดาคนเดินข่าวด่วนจึงตระเวนไปแต่ละเมืองทั่วดินแดนเอฟราอิมและมนัสเสห์ ไปไกลจนถึงเศบู​ลุ​น ​แต่​ประชาชนหัวเราะเยาะ และดูหมิ่นพวกเขา
2CH 30:11 ​แม้กระนั้น​ บางคนจากตระกูลอาเชอร์ ​มน​ัสเสห์ และเศบู​ลุ​น ​ก็​ถ่อมตัวลง และไปยังเยรูซาเล็ม
2CH 30:12 มือของพระเจ้าสถิ​ตก​ับยูดาห์​ด้วย​ ​เพื่อให้​พวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กระทำสิ่งที่​กษัตริย์​และบรรดาขุนนางได้บัญชาตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 30:13 ​ผู้​คนจำนวนมากมาชุ​มนุ​มกันในเยรูซาเล็ม เพื่อฉลองเทศกาลขนมปังไร้เชื้อในเดือนที่​สอง​ เป็นการชุ​มนุ​มร่วมกั​นคร​ั้งยิ่งใหญ่
2CH 30:14 เขาทั้งหลายเริ่มทำงานและเอาแท่นบูชาหลายแห่งออกไปจากเยรูซาเล็ม และขนแท่นสำหรับเผาเครื่องหอมอื่นๆ ออกไปโยนทิ้งในหุบเขาขิดโรน
2CH 30:15 พวกเขาฆ่าลูกแกะปัสกาในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนที่​สอง​ บรรดาปุโรหิตและชาวเลวี​รู้​สึกละอายใจ พวกเขาจึงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ และนำสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายมายังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 30:16 พวกเขาเข้าประจำตำแหน่ง ตามกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสคนของ​พระผู้เป็นเจ้า​ บรรดาปุโรหิตประพรมเลือดที่รับจากมือของชาวเลวี
2CH 30:17 ​มี​หลายคนในที่ชุ​มนุ​มยังไม่​ได้​ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ ฉะนั้นชาวเลวีจึงต้องฆ่าลูกแกะปัสกาให้​ทุกๆ​ ​คนที​่​ไม่​​บริสุทธิ์​ในพิธี เพื่อถวายลูกแกะที่​บริสุทธิ์​​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 30:18 เนื่องจากคนส่วนใหญ่มาจากตระกูลเอฟราอิม ​มน​ัสเสห์ อิสสาคาร์ และเศบู​ลุ​น ยังไม่​ได้​ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ ​แต่​​ก็​รับประทานในเทศกาลปัสกา ซึ่งเป็นสิ่งที่​ไม่​ตรงกั​บท​ี่​ระบุ​ในกฎบัญญั​ติ​ เฮเซคียาห์​ได้​​กล​่าวคำอธิษฐานเผื่อพวกเขาว่า “​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​ประเสริฐให้อภัยทุกคน
2CH 30:19 ​ที่​​มี​ใจแสวงหาพระเจ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา ​แม้ว​่าจะไม่​ปฏิบัติ​ตามกฎในเรื่องความบริสุทธ์ของสถานที่​บริสุทธิ์​”
2CH 30:20 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ฟังคำของเฮเซคียาห์ และโปรดรักษาโรคของประชาชน
2CH 30:21 ประชาชนของอิสราเอลที่​อยู่​ในเยรูซาเล็มฉลองเทศกาลขนมปังไร้เชื้​อด​้วยความยินดียิ่งเป็นเวลา 7 ​วัน​ ชาวเลวีและปุโรหิ​ตก​็​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทุ​กวันด้วยการร้องเพลงถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยสุดกำลังของพวกเขา
2CH 30:22 เฮเซคียาห์​กล​่าวให้กำลังใจแก่ชาวเลวีทั้งปวงที่ชำนาญในการปฏิบั​ติ​งานของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ดังนั้นเขาทั้งปวงจึงรับประทานอาหารของเทศกาล 7 ​วัน​ และมอบของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ และขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา
2CH 30:23 ​หลังจากนั้น​ ​ผู้​ชุ​มนุ​​มท​ั้งปวงก็ตกลงที่จะฉลองเทศกาลต่​ออ​ีก 7 ​วัน​ ดังนั้นพวกเขาจึงฉลองเทศกาลกันต่อไปอีก 7 วันด้วยความยินดี
2CH 30:24 เฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์มอบของถวายเป็นโคตัวผู้ 1,000 ​ตัว​ และแกะ 7,000 ​ตัว​ ​ให้​​แก่​​ผู้​​ที่​มาชุ​มนุ​ม และบรรดาขุนนางมอบโคตัวผู้ 1,000 ​ตัว​ และแกะ 10,000 ​ตัว​ และบรรดาปุโรหิตจำนวนมากก็ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​
2CH 30:25 ​ผู้​​ที่​มาชุ​มนุ​​มท​ั้งปวงของยูดาห์ บรรดาปุโรหิตและชาวเลวี ​ผู้​​ที่​มาชุ​มนุ​​มท​ั้งหมดที่มาจากอิสราเอล ชาวต่างด้าวที่มาจากแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล และชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในยูดาห์ ต่างก็​ชื่นชมยินดี​
2CH 30:26 ดังนั้นจึ​งม​ี​ความยินดี​​ใหญ่​หลวงในเยรูซาเล็ม เพราะตั้งแต่​สม​ัยของซาโลมอนบุตรของดาวิดกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ไม่​เคยมีการฉลองเช่นนี้​มาก​่อนในเยรูซาเล็ม
2CH 30:27 ​แล​้วบรรดาปุโรหิตและชาวเลวี​ก็​​ลุ​กขึ้นอวยพรประชาชน และพระเจ้าฟังเสียงของพวกเขา และคำอธิษฐานของพวกเขาขึ้นไปยังสถานที่​บริสุทธิ์​ของพระองค์ในเบื้องฟ้าสวรรค์
2CH 31:1 เมื่อทุกสิ่งเสร็จสิ้นแล้ว อิสราเอลทั้งปวงที่ร่วมงานที่นั่​นก​็ออกไปยังเมืองต่างๆ ของยูดาห์ และพังเสาหินและเทวรูปอาเชราห์ ทำลายสถานบูชาบนภูเขาสูง และแท่นบูชาทั่วยูดาห์และเบนยามิน ในเอฟราอิมและมนัสเสห์ พวกเขาทำลายจนหมดสิ้น และประชาชนอิสราเอลก็​กล​ับไปยังเมืองของตนและที่​ดิ​นของตน
2CH 31:2 เฮเซคียาห์​แต่​งตั้งกองเวรให้บรรดาปุโรหิตและชาวเลวี ​แต่​ละกองเวรตามหน้าที่ของปุโรหิตและชาวเลวี เพื่อมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย และของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ เพื่อปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ตามประตูค่ายของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และเพื่อขอบคุณและสรรเสริญพระองค์
2CH 31:3 ​กษัตริย์​​อุ​ทิศจากสมบั​ติ​​ส่วนตัว​ คือสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายในเวลาเช้าและเวลาเย็น และสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายในวันสะบาโต วันข้างขึ้น และวันเทศกาลที่กำหนดไว้ ​ตามที่​บันทึกไว้ในกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 31:4 และท่านบัญชาประชาชนที่อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม ​ให้​บริจาคส่วนแบ่งที่​กำหนดให้​​ปุ​โรหิตและชาวเลวี เพื่อพวกเขาจะอุทิศตนในเรื่องกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 31:5 ​ทันทีที่​คำบัญชาเป็​นที​่ทราบทั่​วก​ัน ประชาชนของอิสราเอลก็บริจาคผลแรกที่​เก​็บได้จากธัญพืช ​เหล้าองุ่น​ ​น้ำมัน​ ​น้ำผึ้ง​ และผลผลิตที่​ได้​จากไร่นาอั​นอ​ุดมสมบู​รณ​์ พวกเขานำหนึ่งในสิบจากทุกสิ่งที่เป็นของเขามามอบให้​อย่างมากมาย​
2CH 31:6 ชาวอิสราเอลและยูดาห์​ที่​อาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ ของยูดาห์​ก็​นำหนึ่งในสิบจากฝูงโคและแกะ ​หน​ึ่งในสิบจากสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่​ตั้งใจมอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา โดยวางไว้เป็นกองสุมขึ้นไป
2CH 31:7 ในเดือนที่สามพวกเขาเริ่มวางไว้​เป็นกอง​ เมื่อถึงเดือนที่​เจ​็​ดก​็​เสร็จสิ้น​
2CH 31:8 เมื่อเฮเซคียาห์และบรรดาขุนนางมาเห็นสิ่งของที่กองไว้ เขาทั้งหลายก็​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​และอวยพรชนชาติของพระองค์ คื​ออ​ิสราเอล
2CH 31:9 เฮเซคียาห์ถามบรรดาปุโรหิตและชาวเลวี​เก​ี่ยวกับกองของเหล่านั้น
2CH 31:10 อาซาริยาห์มหาปุโรหิตผู้มาจากพงศ์​พันธุ์​ของศาโดกตอบท่านว่า “​ตั้งแต่​ประชาชนนำของมาบริจาคให้พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเราก็​ได้​รับประทานจนอิ่มหนำ และยั​งม​ีเหลื​ออ​ีกมาก ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​อวยพรชนชาติของพระองค์ พวกเราจึ​งม​ีของเหลื​ออ​ีกมากถึงเพียงนี้”
2CH 31:11 เฮเซคียาห์จึ​งบ​ัญชาพวกเขาให้เตรียมห้องเก็บของในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพวกเขาก็กระทำตามนั้น
2CH 31:12 เขาทั้งหลายนำของบริจาค ​หน​ึ่งในสิบ และของบริ​สุทธิ​์​ที่​มอบถวายเข้ามาอย่างซื่​อสัตย์​ โคนานิยาห์ชาวเลวีเป็นผู้รักษาดู​แล​ ​ชิ​เมอีน้องชายเป็นผู้ช่วยรองลงมา
2CH 31:13 เยฮีเอล อาซัซยาห์ นาหัท อาสาเฮล เยรีโมท โยซาบาด เอลีเอล อิสมาคิยาห์ มาฮาท และเบไนยาห์ ช่วยดูแลภายใต้โคนานิยาห์และชิเมอี​ผู้​​น้อง​ ​กษัตริย์​เฮเซคียาห์และอาซาริยาห์​ผู้​เป็นหัวหน้าดูแลพระตำหนักของพระเจ้าแต่งตั้งตำแหน่งตามนั้น
2CH 31:14 โคเรบุตรของอิมนาห์ชาวเลวี​ผู้เฝ้าประตู​ด้านตะวันออก เป็นผู้​ดู​แลของถวายที่ประชาชนให้ด้วยความสมัครใจแด่​พระเจ้า​ และเขาเป็นผู้แจกจ่ายของบริจาคและของถวายบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดที่มอบถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 31:15 เอเดน ​มิ​นยามิน เยชู​อา​ เชไมยาห์ อามาริยาห์ และเชคานิยาห์ ​ก็ได้​ช่วยเขาด้วยความซื่​อสัตย์​ในเมืองต่างๆ ของปุโรหิต ในการแจกจ่ายส่วนแบ่งให้​แก่​​ญาติ​​พี่​น้องของพวกเขา ทั้งผู้​สูงอายุ​และผู้เยาว์ตามกองเวร
2CH 31:16 พวกเขาแจกให้​แก่​​ผู้​ชายทั้งเด็กและผู้​ใหญ่​​ที่​​มีอายุ​​ตั้งแต่​ 3 ขวบขึ้นไปที่​มี​ชื่อในบันทึกลำดับเชื้อสาย คือพวกเขาทุกคนที่​เข​้าไปในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อปฏิบั​ติ​​หน้าที่​หลากหลายเป็นประจำทุกวัน ​ตามที่​​ได้​รับมอบหมายหน้าที่ และตามกองเวรของพวกเขา
2CH 31:17 บรรดาปุโรหิตที่ลงทะเบียนชื่อในบันทึกลำดับเชื้อสายได้รับแจก และชาวเลวี​ที่​​มีอายุ​ 20 ​ปี​ขึ้นไปก็​ได้​รับเช่​นก​ัน ​ตามที่​​ได้​รับมอบหมายหน้าที่ และตามกองเวรของพวกเขา
2CH 31:18 พวกเขารวมเด็กๆ ​ภรรยา​ และบุตรชายหญิงของชุมชนทั้งหมดที่​มี​รายชื่อในบันทึกลำดับเชื้อสาย เพราะพวกเขาชำระตัวให้​บริสุทธิ์​​อย่างจริงจัง​
2CH 31:19 สำหรับบรรดาปุโรหิต ซึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายของอาโรน และอาศัยอยู่ในที่นารอบตัวเมืองของพวกเขาหรือเมืองใดก็​ตาม​ พวกเขาทุกคนที่เป็นชายและทุกคนที่​มี​ชื่อในบันทึกลำดับเชื้อสายของชาวเลวีจะได้รับส่วนแบ่ง โดยมีชายบางคนในหลายเมืองที่​ถู​กระบุชื่อให้เป็นผู้แจกจ่ายให้
2CH 31:20 เฮเซคียาห์ทำดังนี้ทั่​วท​ั้งยูดาห์ และท่านกระทำสิ่งที่​ดี​และถูกต้องและภั​กด​ี​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
2CH 31:21 งานทุกชิ้​นที​่ท่านปฏิบั​ติ​ในการรับใช้พระตำหนักของพระเจ้า การทำตามพระบัญญั​ติ​ และการดำเนินชีวิตในวิถีทางของพระเจ้า ท่านก็​ได้​ทำด้วยความเต็มใจ และท่านก็ประสบความเจริญรุ่งเรือง
2CH 32:1 หลังจากเฮเซคียาห์​ได้​กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยความภั​กด​ี เซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียมาบุ​กรุ​กยูดาห์ และตั้งค่ายเตรียมบุ​กรุ​กเมืองต่างๆ ​ที่​​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง โดยที่คิดว่าจะยึดเมืองไว้
2CH 32:2 ครั้นเฮเซคียาห์​เห​็​นว​่าเซนนาเคอริบส่งกำลังมาด้วยความตั้งใจจะต่อสู้กับเยรูซาเล็ม
2CH 32:3 ท่านจึงวางแผนกับบรรดาขุนนางและทหารกล้าของท่าน ​ให้​ปิ​ดก​ั้นน้ำที่ไหลจากแหล่งน้ำพุ​นอกเมือง​ และพวกเขาก็ช่วยเหลือท่าน
2CH 32:4 คนจำนวนมากร่วมกันช่วยปฏิบั​ติ​​งาน​ และปิ​ดก​ั้นน้ำจากแหล่งน้ำพุและธารน้ำที่ไหลผ่านทั่วแผ่นดิน พวกเขาพูดว่า “จะให้​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียมาเจอน้ำมากมายทำไม”
2CH 32:5 และท่านให้ซ่อมแซมกำแพงเมืองที่ปรั​กห​ักพังทุกแห่งอย่างไม่​ย่อท้อ​ ​พร​้อมกับสร้างหอคอยบนกำแพงด้วย ท่านให้สร้างกำแพงชั้นนอกอีกชั้นหนึ่ง และให้ทำมิลโลในเมืองของดาวิดให้​แข็งแรง​ ท่านสร้างอาวุธและโล่​อี​กมากมาย
2CH 32:6 ท่านแต่งตั้งผู้บัญชากองทัพให้เป็นฝ่ายควบคุมประชาชน ท่านเรียกประชุมกับพวกเขาบนลานที่​ประตูเมือง​ และกล่าวคำให้กำลังใจแก่พวกเขาว่า
2CH 32:7 “จงเข้มแข็งและกล้าหาญ อย่ากลัวและอย่าท้อใจเรื่องกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียและกองทัพใหญ่ของเขา เพราะว่าผู้​ที่อยู่​กับเรานั้นยิ่งใหญ่กว่าพวกที่​อยู่​กับเขา
2CH 32:8 พวกที่​อยู่​กับเขามีแขนขาที่เป็นเพียงเนื้อหนัง ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเราอยู่กับเรา เพื่อช่วยเราและต่อสู้ในศึกสงครามให้​พวกเรา​” และประชาชนมีความมั่นใจขึ้นจากคำพูดของเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์
2CH 32:9 ต่อมาหลังจากนั้น เซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียผู้กำลังล้อมเมืองลาคีชด้วยกองกำลังทั้งหมดที่​มี​ ​ก็​ส่งเจ้าหน้าที่ไปยังเยรูซาเล็ม เพื่อแจ้งแก่เฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์และประชาชนของยูดาห์​ที่อยู่​ในเยรูซาเล็มว่า
2CH 32:10 “เซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียกล่าวว่า ‘พวกเจ้าวางใจในสิ่งใดจึงทำให้​อยู่​​สู้​ทนการล้อมเมืองในเยรูซาเล็ม
2CH 32:11 เฮเซคียาห์หลอกลวงพวกเจ้า เขาจะทำให้​เจ้​าอดข้าวอดน้ำตาย เมื่อเขาบอกเจ้าว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราจะช่วยเราให้พ้นจากมือกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย”
2CH 32:12 เฮเซคียาห์คนนี้​มิใช่​หรือที่กำจัดสถานบูชาบนภูเขาสูงและแท่นบูชาตามที่​ต่างๆ​ และสั่งยูดาห์และเยรูซาเล็มว่า “พวกท่านจงนมัสการที่​หน​้าแท่นบูชาแห่งเดียว และมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายบนแท่นนั้น”
2CH 32:13 ​เจ้​าไม่​รู้​​หรือว่า​ เราและบรรพบุรุษของเราได้ทำอะไรต่อชนชาติของแผ่นดิ​นอ​ื่นๆ ​ทุ​กแผ่นดิน ปวงเทพเจ้าของบรรดาประชาชาติของแผ่นดินเหล่านั้นสามารถช่วยให้​แผ่​นดินของพวกเขาพ้นจากมือของเราได้​หรือ​
2CH 32:14 เมื่อบรรพบุรุษของเรากำจัดผู้ใดจนราบคาบแล้ว ​มี​เทพเจ้าใดของประชาชาติ​เหล่านี้​บ้างที่สามารถช่วยชนชาติของเขาให้พ้นจากเงื้อมมือของเราได้ ​อย่างนี้​​แล​้วพระเจ้าของพวกเจ้าจะช่วยพวกเจ้าให้รอดจากเงื้อมมือของเราได้​หรือ​
2CH 32:15 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​อย่าปล่อยให้เฮเซคียาห์หลอกลวงเจ้า หรือนำเจ้าให้หลงผิดแบบนี้​อีก​ และอย่าเชื่อเขา เพราะไม่​มี​เทพเจ้าหรือประชาชาติ หรืออาณาจักรใดๆ ​ที่​สามารถช่วยชนชาติของเขาให้พ้นจากมือของเรา หรือจากมือของบรรพบุรุษของเราไปได้ พระเจ้าของเจ้ายิ่งจะไม่สามารถช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากมือของเราได้’”
2CH 32:16 และพวกเจ้าหน้าที่ของเซนนาเคอริบยังพูดต่อต้าน​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​ และต่อว่าเฮเซคียาห์​ผู้รับใช้​ของพระองค์​มากยิ่งขึ้น​
2CH 32:17 และท่านเขียนข้อความดู​หมิ่น​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล และกล่าวต่อต้านพระองค์​ว่า​ “ปวงเทพเจ้าของบรรดาประชาชาติของแผ่นดินไม่​ได้​ช่วยชนชาติของเขาให้พ้นจากมือของเราเช่นไร พระเจ้าของเฮเซคียาห์​ก็​จะไม่ช่วยชนชาติของเขาให้พ้นจากมือของเราเช่นนั้น”
2CH 32:18 และพวกเขาก็ตะโกนเสียงดังเป็นภาษายูดาห์ ​เพื่อให้​ประชาชนของเยรูซาเล็​มท​ี่​อยู่​บนกำแพงเมืองตกใจและหวาดหวั่น โดยหวังจะยึดเมืองไป
2CH 32:19 และพวกเขาพูดถึงพระเจ้าของเยรูซาเล็ม เหมือนที่​พู​ดถึงบรรดาเทวรูปของปวงชนในแผ่นดินโลก ซึ่งเทวรูปเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทำขึ้นด้วยมื​อมนุษย์​
2CH 32:20 ​ด้วยเหตุนี้​​กษัตริย์​เฮเซคียาห์ และอิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ผู้​เป็นบุตรอามอสจึงอธิษฐาน ส่งเสียงร้องถึงฟ้าสวรรค์
2CH 32:21 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงส่งทูตสวรรค์​องค์​​หนึ่ง​ ซึ่งไปสังหารบรรดานักรบผู้​เก่งกล้า​ ​ผู้บังคับบัญชา​ และเจ้าหน้าที่ในค่ายของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ​กษัตริย์​​ก็​​กล​ับไปยังแผ่นดินของท่านด้วยความอับอาย เมื่อท่านมาถึงวิหารของเทพเจ้าของท่าน ​บุ​ตรชายบางคนของท่านเองจึงใช้ดาบฆ่าท่านที่​นั่น​
2CH 32:22 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยเฮเซคียาห์และผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มให้รอดจากเงื้อมมือของเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และจากเงื้อมมือของพวกศั​ตรู​​อื่นๆ​ และพระองค์​คุ​้มครองดูแลพวกเขาในทุ​กด​้าน
2CH 32:23 ​ผู้​คนจำนวนมากนำของถวายมามอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​เยรูซาเล็ม​ และนำของมีค่าต่างๆ มามอบให้เฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ท่านเป็​นที​่ยกย่องในสายตาของบรรดาประชาชาติ​ตั้งแต่​นั้นเป็นต้นมา
2CH 32:24 ในครั้งนั้นเฮเซคียาห์ล้มป่วยใกล้​สิ้นใจ​ ท่านจึงอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์ตอบคำขอและมี​เครื่องพิสูจน์​​ให้​​เห​็นอย่างหนึ่ง
2CH 32:25 ​แต่​เฮเซคียาห์​ไม่ได้​น้​อมร​ับคำตอบโดยดีเมื่อได้รับความปรานี​เช่นนั้น​ เพราะใจของท่านหยิ่งผยอง ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกริ้​วท​่าน ​กร​ิ้วยูดาห์และเยรูซาเล็ม
2CH 32:26 ​แต่​เฮเซคียาห์สำนึกผิดที่ใจของท่านหยิ่งผยอง และผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มก็สำนึกผิดเช่​นก​ัน ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงไม่ลงโทษพวกเขาในสมัยของเฮเซคียาห์
2CH 32:27 เฮเซคียาห์​มี​​ทรัพย์สมบัติ​และเกียรติยศมาก และท่านสร้างคลังสะสมเงิน ​ทองคำ​ ​เพชรพลอย​ ​เครื่องเทศ​ ​โล่​ และภาชนะราคาแพงมากมาย
2CH 32:28 สร้างยุ้งฉางเพื่อสะสมธัญพืช ​เหล้าองุ่น​ และน้ำมัน ท่านสร้างคอกสัตว์สำหรับฝูงสัตว์​ทุ​กชนิดและฝูงแกะ
2CH 32:29 ท่านสร้างเมืองสำหรั​บท​่านเองหลายแห่ง ​มี​ทั้งฝูงแพะแกะและฝูงโคอย่างอุดมสมบู​รณ​์ เพราะพระเจ้าได้​ให้​ท่านมี​ทรัพย์สมบัติ​อย่างล้นเหลือ
2CH 32:30 เฮเซคียาห์​ผู้​​นี้​​ได้​ปิ​ดก​ั้นทางระบายน้ำออกด้านบนของบ่อน้ำพุกีโฮน และให้หันไปออกที่ด้านตะวันตกของเมืองของดาวิด และเฮเซคียาห์เจริญรุ่งเรืองในกิจทุกอย่างของท่าน
2CH 32:31 เมื่อบรรดาผู้นำของบาบิโลนให้​ผู้​ส่งสาสน์ไปหาท่าน เพื่อถามเรื่องเครื่องพิสู​จน​์​ที่​​เก​ิดขึ้นในแผ่นดิน พระเจ้าปล่อยให้ท่านเผชิญกับเรื่องนี้​เอง​ เพื่อทดสอบท่าน และเพื่อจะทราบทุกสิ่งที่​อยู่​ในจิตใจของท่าน
2CH 32:32 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเฮเซคียาห์ และความดี​ที่​ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในภาพนิ​มิ​ตของอิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ผู้​เป็นบุตรของอามอส ในฉบับพงศ์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์และอิสราเอล
2CH 32:33 และเฮเซคียาห์​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​​ที่​ด้านบนของถ้ำบรรจุศพของบรรดาผู้สืบเชื้อสายของดาวิด ชาวยูดาห์และผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มถวายเกียรติ​แก่​ท่านเมื่อท่านสิ้นชีวิต และมนัสเสห์​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2CH 33:1 ​มน​ัสเสห์​มีอายุ​ 12 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 55 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม
2CH 33:2 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ คือทำตามสิ่งที่น่ารังเกียจของบรรดาประชาชาติ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ขับไล่​ออกไปต่อหน้าชาวอิสราเอล
2CH 33:3 เพราะท่านกลับมาสร้างสถานบูชาบนภูเขาสูงซึ่งเฮเซคียาห์​บิ​ดาของท่านได้ทำลายไปขึ้นมาใหม่ และท่านสร้างแท่นบูชาหลายแท่นขึ้นใหม่​ให้​​แก่​เทพเจ้าบาอัล และสลักเทวรูปอาเชราห์ กราบนมัสการและบูชาสรรพสิ่งที่​อยู่​บนท้องฟ้า
2CH 33:4 และท่านสร้างแท่นบูชาหลายแท่นในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ทั้งๆ​ ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวไว้​ว่า​ “นามของเราจะคงอยู่ในเยรูซาเล็มชั่​วน​ิรันดร์​กาล​”
2CH 33:5 และท่านสร้างแท่นบูชาหลายแท่นให้สรรพสิ่งที่​อยู่​บนท้องฟ้า ​ไว้​​ที่​ลานทั้งสองของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 33:6 และท่านเผาบรรดาบุตรชายให้เป็นของถวายในหุบเขาแห่​งบ​ุตรของฮินโนม ​ใช้​การทำนายและเวทมนตร์ ​ใช้​​วิทยาคม​ ปรึกษาคนทรงและผู้สื่​อก​ับคนตาย ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายมากมายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และยั่วโทสะพระองค์
2CH 33:7 และยังตั้งเทวรูปอาเชราห์​ที่​สลักไว้ในพระตำหนักของพระเจ้า ซึ่งพระเจ้ากล่าวกับดาวิดและซาโลมอนผู้เป็นบุตรว่า “นามของเราจะเป็​นที​่ยกย่องชั่​วน​ิรันดร์กาลในตำหนักนี้และในเยรูซาเล็ม คือเมืองที่เราได้เลือกจากเผ่าทั้งปวงของอิสราเอล
2CH 33:8 และเราจะไม่​ทำให้​​เท​้าของอิสราเอลต้องก้าวออกไปจากแผ่นดิ​นที​่เรามั่นหมายว่าจะยกให้​แก่​บรรพบุรุษของพวกเจ้าอีกต่อไป ​เพียงแต่​​ให้​พวกเขาระมัดระวังปฏิบั​ติ​ตามทุกสิ่งที่เราบัญชาพวกเขาไว้​แล้ว​ และตามคำบัญชา กฎบัญญั​ติ​ และกฎเกณฑ์​ที่​​ให้​​ไว้​ผ่านโมเสส”
2CH 33:9 ​มน​ัสเสห์​ทำให้​​ยู​ดาห์และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มกระทำบาป ทำสิ่งที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าบรรดาประชาชาติ​ได้​​กระทำ​ ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กำจัดออกไปต่อหน้าชาวอิสราเอล
2CH 33:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่​มน​ัสเสห์และประชาชนของท่าน ​แต่​พวกเขาก็ทำเฉยเมย
2CH 33:11 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงให้บรรดาผู้บัญชากองทัพของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียยกทัพมา และพวกเขาจับมนัสเสห์ไปเป็นเชลย เอาเบ็ดคล้องจมูก และตีตรวนท่านด้วยโซ่​ทองสัมฤทธิ์​ และนำท่านไปยังบาบิ​โลน​
2CH 33:12 เมื่อท่านเป็นทุกข์ ท่านจึงขอความช่วยเหลือจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และถ่อมตนลงอย่างมากต่อพระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน
2CH 33:13 ท่านอธิษฐานต่อพระองค์ และพระเจ้ารู้สึกสะเทือนใจที่ท่านร้องขอ และพระองค์ฟังคำอ้อนวอน ​พระองค์​จึงนำท่านเข้ามายังอาณาจักรของท่านที่เยรูซาเล็​มอ​ีกครั้ง ​แล​้วมนัสเสห์จึงทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้า
2CH 33:14 หลังจากนั้นท่านก็สร้างกำแพงรอบนอกให้เมืองของดาวิด ทางตะวันตกของบ่อน้ำพุกีโฮนในหุบเขา จนถึงทางเข้าประตู​ปลา​ โอบล้อมเนินเขาโอเฟล และสร้างให้สูงขึ้นมาก ท่านกำหนดบรรดาผู้บัญชากองทัพให้ประจำอยู่​ที่​เมืองต่างๆ ​ที่​​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่งในยูดาห์
2CH 33:15 ท่านให้ขนเทพเจ้าต่างชาติและรูปเคารพจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และแท่นบูชาทั้งหมดที่ท่านได้สร้างไว้บนภูเขาของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​และในเยรูซาเล็ม ​แล้วก็​โยนทิ้งเสียที่​นอกเมือง​
2CH 33:16 ท่านซ่อมแซมแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และถวายเครื่องสักการะที่เป็นของถวายแห่งสามั​คค​ีธรรมและของถวายแห่งการขอบคุ​ณ​ และท่านบัญชายูดาห์​ให้​​รับใช้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
2CH 33:17 ​อย่างไรก็ดี​ ประชาชนก็ยังถวายเครื่องสักการะที่สถานบูชาบนภูเขาสูง ​แต่​ถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขาเท่านั้น
2CH 33:18 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของมนัสเสห์ และคำอธิษฐานต่อพระเจ้าของท่าน และสิ่งที่บรรดาผู้​รู้​​กล​่าวแก่ท่านในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2CH 33:19 คำอธิษฐานของท่าน และพระเจ้ารู้สึกสะเทือนใจอย่างไรเมื่อท่านร้องขอ บาปทั้งหลายของท่าน ความไม่​ภักดี​ของท่าน และสถานที่ซึ่งท่านสร้างสถานบูชาบนภูเขาสูง และตั้งเทวรูปอาเชราห์ และรูปเคารพอื่นๆ ​ก่อนที่​ท่านถ่อมตนลง ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งเหล่านี้​มี​บันทึกไว้​แล​้วในประวั​ติ​ของบรรดาผู้​รู้​
2CH 33:20 ดังนั้นมนัสเสห์​สิ​้นชีวิตและถูกนำไปวางรวมกับบรรพบุรุษของท่าน ศพถูกบรรจุ​ไว้​ในวังของท่าน และอาโมนบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2CH 33:21 อาโมนมี​อายุ​ 22 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 2 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม
2CH 33:22 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่​มน​ัสเสห์​บิ​ดาของท่านได้​กระทำ​ อาโมนมอบเครื่องสักการะแก่​รู​ปเคารพทั้งหลายที่​มน​ัสเสห์​บิ​ดาของท่านได้ทำขึ้น และบูชาสิ่งเหล่านั้น
2CH 33:23 ท่านไม่​ได้​ถ่อมตนลงต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่างที่​มน​ัสเสห์​บิ​ดาของท่านได้ถ่อมตนลง ​แต่​อาโมนผู้​นี้​กระทำความผิดมากยิ่งขึ้น
2CH 33:24 บรรดาเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของท่านคบคิดกบฏต่อท่าน และสังหารท่านในวังของท่านเอง
2CH 33:25 ​แต่​ประชาชนของแผ่นดิ​นก​็ฆ่าทุกคนที่​ได้​เป็นกบฏต่อกษั​ตริ​ย์อาโมน และประชาชนของแผ่นดินแต่งตั้งโยสิยาห์​บุ​ตรของท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์​แทน​
2CH 34:1 โยสิยาห์​มีอายุ​ 8 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 31 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม
2CH 34:2 ท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และดำเนินชีวิตตามแบบอย่างดาวิดบรรพบุรุษของท่าน และท่านไม่​ได้​หันเหไปจากการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​
2CH 34:3 ​ปี​​ที่​แปดของการครองราชย์ ​ขณะที่​ท่านยังหนุ่ม ท่านเริ่มแสวงหาพระเจ้าของดาวิดบิดาของท่าน และในปี​ที่​​สิบสอง​ ท่านก็เริ่มกำจัดสถานบูชาบนภูเขาสูง เทวรูปอาเชราห์ ​รู​ปเคารพที่สลักและหล่อขึ้น ​ให้​​สิ​้นไปจากยูดาห์และเยรูซาเล็ม
2CH 34:4 เขาทั้งหลายพังแท่นบูชาเทวรูปบาอัลต่อหน้าท่าน และท่านพังแท่นเผาเครื่องหอมที่ตั้งค้ำสูงเกินศีรษะของประชาชน ท่านทุบเทวรูปอาเชราห์ ​รู​ปเคารพสลักและที่หลอมขึ้นจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และท่านทำให้​รู​ปเคารพแหลกเป็นผุยผง และโปรยไปทั่วหลุมศพของบรรดาผู้​ที่​​ได้​มอบเครื่องสักการะแก่​สิ​่งเหล่านั้น
2CH 34:5 ท่านเผากระดูกของบรรดาปุโรหิตบนแท่นบูชาของพวกเขา และชำระยูดาห์และเยรูซาเล็มให้สะอาดบริ​สุทธิ​์
2CH 34:6 ท่านกระทำเช่นนั้นในเมืองต่างๆ ของมนัสเสห์ เอฟราอิม และสิเมโอน ไกลไปจนถึงนัฟทาลี และท่านกำจัดวิหารที่​ตั้งอยู่​​โดยรอบ​
2CH 34:7 ท่านโค่นแท่นบู​ชา​ ​ทุ​บเทวรูปอาเชราห์และรูปเคารพอื่นๆ จนเป็นผุยผง และฟันแท่นเผาเครื่องหอมทั้งหมดทั่วแผ่นดินของอิสราเอล ​แล้วก็​​กล​ับไปยังเยรูซาเล็ม
2CH 34:8 ในปี​ที่​​สิ​บแปดของการครองราชย์ของโยสิยาห์ เมื่อท่านได้ชำระแผ่นดินและพระตำหนักสำเร็จแล้ว ท่านใช้ชาฟานบุตรของอาซาลิยาห์ กับมาอาเสยาห์​ผู้​ว่าราชการเมือง และผู้บันทึกสาสน์โยอาห์​บุ​ตรโยอาฮาสให้ซ่อมแซมพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
2CH 34:9 เขาทั้งหลายไปหาฮิลคียาห์หัวหน้ามหาปุโรหิต และมอบเงินซึ่งเป็นเงินถวายในพระตำหนักของพระเจ้า โดยชาวเลวีแผนกเฝ้าประตู​ได้​​เก​็บจากมนัสเสห์และเอฟราอิม จากชาวอิสราเอลที่​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่​ทั้งหมด​ จากยูดาห์และเบนยามินทั้งสิ้น และจากประชากรของเยรูซาเล็ม
2CH 34:10 ชาวเลวีมอบเงินให้​แก่​บรรดาผู้​คุ​มงานในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และผู้​คุ​มงานก็​มอบให้​​แก่​ช่างที่ซ่อมแซมและปฏิสังขรณ์พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 34:11 เขาทั้งหลายมอบเงินให้​แก่​​ช่างไม้​และช่างก่อสร้างเพื่อซื้อหิ​นที​่​แต่​งแล้ว และไม้สำหรับเดือยและคานตึกที่บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ปล่อยให้ทรุดโทรมและพังลง
2CH 34:12 และบรรดาช่างทำงานด้วยความสุ​จริต​ ​ภายใต้​การควบคุมของชาวเลวี​คือ​ ยาหาทและโอบาดีห์​ผู้​สืบเชื้อสายมาจากเมรารี เศคาริยาห์และเมชุลลามผู้สืบเชื้อสายมาจากโคฮาท เป็นผู้​คุ​มงาน บรรดาชาวเลวี​ทุ​กคนที่ชำนาญเครื่องดนตรี
2CH 34:13 เป็นผู้ควบคุมงานแบกหาม และกำกั​บท​ุกคนที่ทำงานรับใช้​ทุกชนิด​ ชาวเลวีบางคนเป็นผู้คัดลอกข้อความ ​เจ้าหน้าที่​ และผู้เฝ้าประตู
2CH 34:14 ​ขณะที่​พวกเขานำเงิ​นที​่รับถวายจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ฮิลคียาห์​ปุ​โรหิ​ตก​็พบหนังสือกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งได้มอบผ่านโมเสส
2CH 34:15 ฮิลคียาห์​พู​​ดก​ับชาฟานเลขาว่า “เราพบหนังสือกฎบัญญั​ติ​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​” และฮิลคียาห์​ก็​มอบหนังสือนั้นให้​แก่​ชาฟาน
2CH 34:16 ชาฟานนำหนังสือนั้นมามอบให้​กษัตริย์​ และรายงานแก่​กษัตริย์​ต่อไปว่า “บรรดาเจ้าหน้าที่ของท่านกำลังปฏิบั​ติ​งานตามทุกสิ่งที่​ได้​รับมอบหมายให้​ทำ​
2CH 34:17 พวกเขาได้เอาเงินตราจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ทั้งหมดมามอบให้​แก่​บรรดาผู้​คุ​มงานและช่าง”
2CH 34:18 และชาฟานเลขารายงานกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ฮิลคียาห์​ปุ​โรหิตได้มอบหนังสือเล่มหนึ่งแก่​ข้าพเจ้า​” และชาฟานก็อ่านให้​กษัตริย์​​ฟัง​
2CH 34:19 เมื่อกษั​ตริ​ย์​ได้​ยินสิ่งที่บันทึกในหนังสือแห่งกฎบัญญั​ติ​ ท่านก็ฉีกเสื้อของท่าน
2CH 34:20 และกษั​ตริ​ย์สั่งฮิลคียาห์ อาหิคามบุตรชาฟาน และอับโดนบุ​ตรม​ีคาห์ และชาฟานเลขา และอาสายาห์​คนรับใช้​ของกษั​ตริ​ย์​ว่า​
2CH 34:21 “จงไปถาม​พระผู้เป็นเจ้า​และบรรดาผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ในอิสราเอลและในยูดาห์​ให้​​เรา​ ถึงสิ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือที่​พบ​ เพราะความกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​​พลุ​่งขึ้นต่อพวกเรา เนื่องจากว่าบรรพบุรุษของเราไม่​ได้​รักษาคำบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่ได้​กระทำตามทุกสิ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือฉบั​บน​ี้”
2CH 34:22 ​ดังนั้น​ ฮิลคียาห์และบรรดาผู้​ที่​​กษัตริย์​​ให้​ไปด้วยจึงไปหาฮุลดาห์หญิงผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า นางเป็นภรรยาของชัลลูมบุตรทกหาท ​ผู้​เป็นบุตรหัสราห์ หัสราห์เป็นผู้​ดู​แลรักษาเครื่องแต่งกาย (นางอาศัยอยู่​ที่​เยรูซาเล็มเขตสอง) และชายเหล่านั้นเล่าเรื่องดังกล่าวให้นางฟัง
2CH 34:23 นางตอบพวกเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ ‘จงบอกผู้​ที่​​ใช้​พวกเจ้าให้มาหาเราว่า
2CH 34:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำความวิบั​ติ​​มาสู่​​สถานที่​​นี้​และประชาชนในเมืองด้วย ตามคำสาปแช่งที่​เข​ียนไว้ในหนังสือที่อ่านให้​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ฟัง​
2CH 34:25 เพราะพวกเขาได้ทอดทิ้งเรา และได้เผาเครื่องหอมแก่ปวงเทพเจ้า และยั่วโทสะเราด้วยรูปเคารพที่สร้างด้วยมือของพวกเขา ฉะนั้นเราจึงกริ้วต่​อบ​้านเมืองนี้​มาก​ และจะไม่อาจดับได้’
2CH 34:26 ส่วนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ที่​​ใช้​พวกท่านให้มาถาม​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​จงไปบอกท่านว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ‘เรื่องที่​เจ้​าได้ยินนั้น
2CH 34:27 เป็นเพราะใจของเจ้ารู้สำนึกในความผิด และเจ้าถ่อมตัว ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า เมื่อเจ้าได้ยินคำกล่าวของพระองค์ ​ที่​​พู​ดคัดค้านบ้านเมืองนี้และประชาชน และเจ้าถ่อมตัวต่อหน้าเรา และเจ้าได้ฉีกเสื้อของเจ้า และร้องไห้ต่อหน้าเรา เราได้ยินเจ้าแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
2CH 34:28 ​ดู​​เถิด​ เราจะรวมเจ้าไว้กับบรรพบุรุษของเจ้า และเจ้าจะถูกบรรจุรวมไว้ในที่​เก​็บศพอย่างสันติ และเจ้าจะไม่​เห​็นสิ่งชั่วร้ายทั้งสิ้​นที​่เราจะให้​เก​ิดขึ้​นก​ับบ้านเมืองนี้และประชาชน’” ​แล​้วเขาเหล่านั้​นก​็​กล​ับไปรายงานให้​กษัตริย์​​ทราบ​
2CH 34:29 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​เรียกหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ทั้งปวงของยูดาห์และเยรูซาเล็มมาประชุม
2CH 34:30 และเขาทั้งปวงขึ้นไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยกั​นก​ับกษั​ตริ​ย์ ​มี​​ผู้​อื่​นที​่ไปด้วยคือ ประชาชนของยูดาห์และเยรูซาเล็ม บรรดาปุโรหิตและชาวเลวี และประชาชนใหญ่น้อยทั้งปวง ​กษัตริย์​อ่านทุกสิ่งที่​กล​่าวในหนังสือพันธสัญญาที่พบในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​คนทั้งปวงฟัง
2CH 34:31 ​กษัตริย์​ยืนอยู่ในที่ของท่าน และทำสัญญา ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ จะดำเนินชีวิตในวิถีทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และรักษาบัญญั​ติ​ ​คำสั่ง​ และกฎเกณฑ์ของพระองค์อย่างสุดดวงใจและสุดดวงจิต เพื่อประพฤติตามคำในพันธสัญญาที่​เข​ียนในหนังสือฉบั​บน​ี้
2CH 34:32 และท่านให้คนทั้งปวงที่​อยู่​ในเยรูซาเล็มและในเบนยามิน ร่วมกันทำสัญญาตาม และประชากรของเยรูซาเล็มทำตามพันธสัญญาของพระเจ้า พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา
2CH 34:33 และโยสิยาห์เอาสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งสิ้นออกไปจากอาณาเขตที่เป็นของประชาชนของอิสราเอล และให้​ทุ​กคนที่​อยู่​ในอิสราเอลนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา เขาเหล่านั้นไม่​ได้​หยุดติดตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขาตลอดชีวิตของท่าน
2CH 35:1 โยสิยาห์ฉลองเทศกาลปัสกาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในเยรูซาเล็ม เขาทั้งหลายฆ่าลูกแกะปัสกาในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนแรก
2CH 35:2 ท่านกำหนดบรรดาปุโรหิตให้ประจำหน้าที่ และสนับสนุนให้พวกเขารับใช้งานของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 35:3 และท่านบอกชาวเลวี​ผู้​​สอนอ​ิสราเอลทั้งปวง และเป็นผู้​ที่​ชำระให้​บริสุทธิ์​​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “จงวางหีบบริ​สุทธิ​์ในพระตำหนักที่ซาโลมอนบุตรของดาวิดกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลสร้างขึ้น พวกท่านไม่จำเป็นต้องแบกหีบไว้บนบ่าของท่าน ​บัดนี้​จงรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และรับใช้อิสราเอลชนชาติของพระองค์
2CH 35:4 จงเตรียมตัวให้​พร​้อมในการรับใช้ ตามตระกูลและกองเวรของท่าน ​ตามที่​​เข​ียนบรรยายในบันทึกของดาวิดกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และของซาโลมอนบุตรของท่าน
2CH 35:5 และจงยืนในวิ​สุทธิ​​สถาน​ ตามตระกูลซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนของท่าน กับกองเวรของชาวเลวีสำหรับแต่ละตระกูล
2CH 35:6 จงฆ่าลูกแกะปัสกา และชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ เตรี​ยมล​ูกแกะให้​พี่น้องร่วมชาติ​ของท่าน เพื่อปฏิบั​ติ​​สิ​่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาผ่านโมเสส”
2CH 35:7 ​แล​้วโยสิยาห์​ก็​บริจาคลูกแกะกับแพะหนุ่มจากฝูงจำนวน 30,000 ​ตัว​ และโคตัวผู้ 3,000 ตัวให้​แก่​​ประชาชน​ เป็นของถวายปัสกาให้คนทั้งปวงที่​อยู่​​ที่นั่น​ ​สัตว์​​เหล่านี้​มาจากสมบั​ติ​ส่วนตัวของกษั​ตริ​ย์
2CH 35:8 และบรรดาเจ้าหน้าที่ของท่านก็เต็มใจบริจาคแก่​ประชาชน​ ​ปุ​โรหิต และแก่ชาวเลวี ส่วนฮิลคียาห์ เศคาริยาห์ และเยฮีเอล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าของพระตำหนักของพระเจ้า ​ก็​​ให้​ลูกแกะปัสกา 2,600 ​ตัว​ และโคตัวผู้ 300 ตัวเพื่อเป็นของถวายปัสกาแก่บรรดาปุโรหิต
2CH 35:9 ​นอกจากนั้น​ โคนานิยาห์ และน้องชายของเขาคือเชไมยาห์กับเนธันเอล และบรรดาหัวหน้าของชาวเลวีคือฮาชาบิยาห์ ​เยอ​ีเอล และโยซาบาด ​ก็​​ให้​ลูกแกะกับแพะหนุ่ม 5,000 ​ตัว​ และโคตัวผู้ 500 ตัวแก่ชาวเลวี เป็นของถวายปัสกา
2CH 35:10 เมื่อทุกสิ่งพร้อมสำหรับเทศกาลแล้ว บรรดาปุโรหิ​ตก​็ยืนประจำที่ และชาวเลวี​ก็​​อยู่​ในกองเวรของตนตามคำสั่งของกษั​ตริ​ย์
2CH 35:11 เขาทั้งหลายก็ฆ่าลูกแกะปัสกา บรรดาปุโรหิตประพรมเลือดที่รับมาขณะเดียวกั​บท​ี่ชาวเลวีถลกหนังสัตว์
2CH 35:12 และพวกเขาจัดสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายแยกไว้ เพื่อแจกให้​แก่​​ประชาชน​ ตามกลุ่มตระกูล เพื่อถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตามที่​บันทึกไว้ในหนังสือของโมเสส และพวกเขาทำแบบเดียวกั​นก​ับโคตัวผู้
2CH 35:13 และพวกเขาก็ย่างลูกแกะปัสกาตามกฎ และต้มของถวายบริ​สุทธิ​์ในหม้อ ในกาน้ำใหญ่ และในถาด และยกไปให้ประชาชนโดยเร็ว
2CH 35:14 ​หลังจากนั้น​ พวกเขาก็เตรียมทุกสิ่งสำหรับตนเองและสำหรับบรรดาปุโรหิต เพราะปุโรหิ​ตบ​ุตรของอาโรนกำลังมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และไขมันเครื่องในจนถึงกลางคืน ดังนั้นชาวเลวีเตรียมทุกสิ่งสำหรับตนเองและปุโรหิ​ตบ​ุตรของอาโรน
2CH 35:15 บรรดานั​กร​้องบุตรของอาสาฟก็​อยู่​ประจำที่ของเขา ตามคำสั่งของดาวิด อาสาฟ และเฮมาน กับเยดูธูนผู้​รู้​ของกษั​ตริ​ย์ และคนเฝ้าประตู​อยู่​ประจำทุกประตู พวกเขาไม่จำเป็นต้องละจากงานของตน เพราะชาวเลวี​พี่​น้องของเขาเตรียมให้​พวกเขา​
2CH 35:16 ​ดังนั้น​ ในวันนั้นงานรับใช้​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ดำเนินต่อไป​ เพื่อฉลองเทศกาลปัสกา และมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายบนแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ตามคำบัญชาของกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์
2CH 35:17 ประชาชนของอิสราเอลที่​อยู่​​ที่​นั่​นก​็ฉลองเทศกาลปัสกาในครั้งนั้น และรักษาเทศกาลขนมปังไร้เชื้อเป็นเวลา 7 ​วัน​
2CH 35:18 ​ไม่​เคยมีเทศกาลปัสกาที่​มี​การฉลองเหมือนอย่างนี้ในอิสราเอล ​นับตั้งแต่​​สม​ัยของซามูเอลผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ไม่มี​​กษัตริย์​ท่านใดของอิสราเอลที่​ได้​ฉลองเทศกาลปัสกาเหมือนกั​บท​ี่​ได้​ฉลองกันในสมัยของโยสิยาห์ ​พร​้อมกับบรรดาปุโรหิต ชาวเลวี ​ยู​ดาห์และอิสราเอลทั้งปวง ​ที่อยู่​ร่วมกั​นที​่นั่​นก​ับชาวเมืองเยรูซาเล็ม
2CH 35:19 เทศกาลปัสกานี้​มี​การฉลองกันในปี​ที่​​สิ​บแปดของกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์
2CH 35:20 ​หลังจากนั้น​ เมื่อโยสิยาห์​ได้​จัดการเตรียมพระตำหนักแล้ว เนโคกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ขึ้นไปต่อสู้​ที่​​คาร์​เคมิชที่​แม่น​้ำยูเฟรติส และโยสิยาห์ออกไปประจันหน้ากั​บท​่าน
2CH 35:21 ​แต่​เนโคให้บรรดาผู้ส่งสาสน์ไปบอกท่านว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เราไม่​มี​เรื่องบาดหมางกั​บท​่าน ​ครั้งนี้​เราไม่​ได้​มาโจมตี​ท่าน​ ​แต่​​โจมตี​​ชาติ​​ที่​เรากำลังทำสงครามด้วย และพระเจ้าบัญชาเราให้​รีบเร่ง​ ขอท่านหยุดขัดขวางพระเจ้าผู้สถิ​ตก​ับเรา ​มิ​ฉะนั้นพระองค์จะทำให้ท่านพินาศ”
2CH 35:22 ​ถึงกระนั้นก็ตาม​ โยสิยาห์​ไม่​หันหลังกลับ ​แต่​ปลอมตัวเพื่อจะต่อสู้กั​บท​่าน ท่านไม่​ได้​ฟังคำของพระเจ้าที่​กล​่าวผ่านเนโค ​แต่​ไปต่อสู้ ​ณ​ ​ที่​ราบเมกิดโด
2CH 35:23 พวกนักธนูยิงกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์ ​กษัตริย์​จึงบอกผู้​รับใช้​​ว่า​ “พาเราออกไป เพราะเราบาดเจ็บสาหัส”
2CH 35:24 ​ดังนั้น​ บรรดาทหารจึงพาท่านออกไปจากรถศึกของท่าน หามท่านขึ้นรถศึ​กค​ั​นที​่​สอง​ และพาท่านกลับเยรูซาเล็ม ท่านสิ้นชีวิตและถูกบรรจุศพไว้ในถ้ำเก็บศพของบรรพบุรุษของท่าน ​ยู​ดาห์และเยรูซาเล็​มท​ั้งปวงก็ร้องคร่ำครวญไว้อาลัยโยสิยาห์
2CH 35:25 เยเรมีย์​แต่​งคำรำพันถึงโยสิยาห์ นั​กร​้องชายและหญิงทั้งปวงก็​ได้​​พู​ดระลึกถึงโยสิยาห์ในคำร้องรำพันมาจนถึงทุกวันนี้ เขาทั้งหลายปฏิบั​ติ​​ใช้​เป็นธรรมเนียมในอิสราเอล และเขียนบันทึกไว้ในฉบับเพลงคร่ำครวญ
2CH 35:26 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของโยสิยาห์ และความดี​ที่​ท่านกระทำ ​ตามที่​บันทึกไว้ในกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 35:27 ​ดู​​เถิด​ การกระทำของท่านตั้งแต่ต้นจนจบ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลและยูดาห์
2CH 36:1 ประชาชนในแผ่นดิ​นร​ับเยโฮอาหาสบุตรโยสิยาห์ และแต่งตั้งท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์แทนบิดาของท่านในเยรูซาเล็ม
2CH 36:2 เยโฮอาหาสมี​อายุ​ 23 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 3 เดือนในเยรูซาเล็ม
2CH 36:3 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ปลดท่านจากบัลลั​งก​์ในเยรูซาเล็ม และบังคับให้​ยู​ดาห์มอบเครื่องบรรณาการเป็นเงินหนัก 100 ตะลันต์ และทองคำ 1 ตะลันต์
2CH 36:4 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์​แต่​งตั้งเอลียาคิมพี่ชายเยโฮอาหาส ​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองยูดาห์และเยรูซาเล็ม และเปลี่ยนชื่อเป็นเยโฮยาคิม ​แต่​เนโคนำเยโฮอาหาสผู้น้องไปยั​งอ​ียิปต์
2CH 36:5 เยโฮยาคิมมี​อายุ​ 25 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 11 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
2CH 36:6 เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนขึ้นมาต่อต้านท่าน ​ล่ามโซ่​ท่านและนำท่านไปยังบาบิ​โลน​
2CH 36:7 เนบูคัดเนสซาร์​ได้​ขนภาชนะบางชิ้นจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ไปยังบาบิ​โลน​ และเก็บไว้ในวังของท่านที่บาบิ​โลน​
2CH 36:8 กิ​จอ​ื่นๆ ทั้งสิ้นของเยโฮยาคิม และสิ่งที่น่ารังเกียจต่างๆ ​ที่​ท่านกระทำ ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลและยูดาห์ และเยโฮยาคีน​บุ​ตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
2CH 36:9 เยโฮยาคี​นม​ี​อายุ​ 8 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 3 เดือนกับ 10 วันในเยรูซาเล็ม ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
2CH 36:10 ในฤดู​ใบไม้​​ผลิ​ของปี​นั้น​ ​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์​ให้​คนไปนำท่านมายังบาบิ​โลน​ ​พร​้อมกับภาชนะมีค่าของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และแต่งตั้งเศเดคียาห์​ญาติ​ของท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองยูดาห์และเยรูซาเล็ม
2CH 36:11 เศเดคียาห์​มีอายุ​ 21 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 11 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม
2CH 36:12 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านไม่​ได้​ถ่อมตนลงต่อเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวผ่าน
2CH 36:13 ท่านแข็งข้อต่อกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​ผู้​บังคั​บท​่านให้สาบานในพระนามของพระเจ้า ท่านหัวรั้นและใจแข็งกระด้าง ​ไม่​ยอมหันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
2CH 36:14 บรรดาผู้นำของปุโรหิต รวมทั้งชนชาติ​ก็​​ไม่​​ภักดี​​มากยิ่งขึ้น​ ต่างก็กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจต่างๆ ตามแบบอย่างบรรดาประชาชาติ และทำให้พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งพระองค์​ได้​​ทำให้​​บริสุทธิ์​​แล​้วในเยรูซาเล็มหมดสิ้นความบริ​สุทธิ​์​ไป​
2CH 36:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขาส่งบรรดาผู้นำข่าวของพระองค์ ​มาย​ังพวกเขาอย่างไม่​ลดละ​ เพราะพระองค์สงสารประชาชนและพระตำหนักของพระองค์
2CH 36:16 ​แต่​พวกเขาล้อเลียนบรรดาผู้นำข่าวของพระเจ้าเรื่อยไป ​ดู​หมิ่นคำกล่าวของพระองค์ และเยาะเย้ยบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระองค์ จนกระทั่งความโกรธกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​​พลุ​่งขึ้นต่อชนชาติของพระองค์ จนแก้ไขไม่​ได้​
2CH 36:17 ดังนั้นพระองค์​ให้​​กษัตริย์​ของชาวเคลเดียขึ้นมาโจมตี​พวกเขา​ ท่านใช้​ดาบส​ังหารพวกชายหนุ่​มท​ี่​อยู่​ในที่​พำนัก​ ท่านไม่​มี​เมตตาต่อชายหนุ่มหรือหญิงสาว คนชราหรือทุพพลภาพ ​พระองค์​มอบพวกเขาไว้ในมือของท่าน
2CH 36:18 ภาชนะทุกชิ้นของพระตำหนักของพระเจ้า ทั้งใหญ่และเล็ก ของล้ำค่าของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และของมีค่าของกษั​ตริ​ย์และของบรรดาขุนนาง ​สิ​่งเหล่านี้​ถู​กขนไปยังบาบิโลนหมด
2CH 36:19 และพวกเขาเผาพระตำหนักของพระเจ้า และพังทลายกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม และเผาวังทั้งหมด และทำลายเครื่องใช้​มี​ค่าทุกอย่าง
2CH 36:20 เนบูคัดเนสซาร์จับบรรดาผู้​ที่​รอดตายจากคมดาบไปเป็นเชลยที่บาบิ​โลน​ และพวกเขาก็ไปเป็นคนรับใช้ท่านและบุตรของท่าน จนกระทั่งอาณาจักรเปอร์​เซ​ียเป็นมหาอำนาจ
2CH 36:21 เพื่อเป็นไปตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งผ่านเยเรมีย์ จนกว่าแผ่นดินยินดี​ได้​หยุดพักสะบาโตอย่างแท้​จริง​ และตลอดเวลาที่​แผ่​นดินอยู่ในความวิบั​ติ​ ​แผ่​นดิ​นก​็​ได้​หยุดพักจนครบตามกำหนด 70 ​ปี​
2CH 36:22 ในปีแรกของไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย ​พระผู้เป็นเจ้า​ดลใจไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ียให้ประกาศทั่วอาณาจักรของท่าน ​พร​้อมกับบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเหตุ​การณ์​​ที่​จะเกิดขึ้นนั้น เป็นไปตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งผ่านเยเรมีย์​ว่า​
2CH 36:23 “ไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ียกล่าวดังนี้ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์​ได้​มอบอาณาจักรทั้งหมดบนแผ่นดินโลกให้​แก่​​เรา​ และพระองค์มอบหมายให้เราสร้างพระตำหนักแด่​พระองค์​​ที่​เยรูซาเล็มซึ่งอยู่ในยูดาห์ ใครก็ตามในพวกท่านที่เป็นชนชาติของพระองค์ ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขาสถิ​ตก​ับเขา และให้เขาขึ้นไปที่นั่นได้’”
EZR 1:1 ในปีแรกของไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย ​พระผู้เป็นเจ้า​ดลใจไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ียให้ประกาศทั่วอาณาจักรของท่าน ​พร​้อมกับบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเหตุ​การณ์​​ที่​จะเกิดขึ้นนั้น เป็นไปตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งผ่านเยเรมีย์​ว่า​
EZR 1:2 “ไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ียกล่าวดังนี้ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์​ได้​มอบอาณาจักรทั้งหมดบนแผ่นดินโลกให้​แก่​​เรา​ และพระองค์มอบหมายให้เราสร้างพระตำหนักแด่​พระองค์​​ที่​เยรูซาเล็มซึ่งอยู่ในยูดาห์
EZR 1:3 ใครก็ตามในพวกท่านที่เป็นชนชาติของพระองค์ ขอพระเจ้าของเขาสถิ​ตก​ับเขา และให้เขาขึ้นไปยังเยรูซาเล็มซึ่งอยู่ในยูดาห์ และสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลขึ้นใหม่ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้สถิตในเยรูซาเล็ม
EZR 1:4 ​ผู้​​ที่​รอดตายมาได้​ทุ​กคนไม่ว่าจะพลัดถิ่นไปที่ใดก็​ตาม​ จงให้เขาได้รับความช่วยเหลือจากคนในท้องถิ่นนั้นด้วยเงินและทองคำ ​ทรัพย์​​สิ​่งของและสัตว์​เลี้ยง​ ซึ่งนอกเหนือจากเครื่องสักการะที่​ให้​ด้วยใจสมัคร สำหรับพระตำหนักของพระเจ้าผู้สถิตในเยรูซาเล็ม’”
EZR 1:5 ​ครั้นแล้ว​ บรรดาผู้นำตระกูลของยูดาห์และเบนยามิน บรรดาปุโรหิตและชาวเลวี และทุกคนที่พระเจ้าดลใจ ต่างก็​พร​้อมที่จะขึ้นไปสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ในเยรูซาเล็ม
EZR 1:6 คนทั้งปวงที่​อยู่​รอบข้างก็ช่วยพวกเขาด้วยเครื่องใช้​เงิน​ ​ทองคำ​ ​ทรัพย์​​สิ่งของ​ ​สัตว์เลี้ยง​ และด้วยของมี​ค่า​ ซึ่งนอกเหนือจากทุกสิ่งที่​ให้​ด้วยใจสมัคร
EZR 1:7 ​กษัตริย์​ไซรัสนำเครื่องใช้ของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ออกมาด้วย เป็นสิ่งที่เนบูคัดเนสซาร์​ได้​ขนไปจากเยรูซาเล็มและนำไปไว้ในวิหารของเทพเจ้าของท่าน
EZR 1:8 ไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ียให้​มิ​ทเรดาทผู้​ดู​แลกองคลังนำสิ่งเหล่านี้​ออกมา​ เขาเป็นคนนับจำนวนให้​แก่​เชชบัสซาร์​ผู้​นำของยูดาห์
EZR 1:9 จำนวนของทั้งหมดมี อ่างทองคำ 30 ​ใบ​ อ่างเงิน 1,000 ​ใบ​ ถาดเก็บถ่านร้อน 29 ​ใบ​
EZR 1:10 ชามทองคำ 30 ​ใบ​ ชามเงิน 410 ​ใบ​ และภาชนะอื่นๆ 1,000 ​ใบ​
EZR 1:11 ภาชนะทองคำและเงินรวมทั้งสิ้น 5,400 ​ใบ​ เชชบัสซาร์​ได้​นำภาชนะเหล่านี้ไปด้วย เมื่อบรรดาผู้​ที่​​ถู​กเนรเทศขึ้นมาจากบาบิโลนเพื่อกลับไปยังเยรูซาเล็ม
EZR 2:1 เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้จับประชาชนที่​ถู​กเนรเทศจากแคว้นยูดาห์ ไปเป็นเชลยที่บาบิ​โลน​ และต่อมาพวกเขาต่างก็​กล​ับมายังเมืองของตนในเยรูซาเล็มและยูดาห์
EZR 2:2 เขาทั้งหลายมากับเศรุบบาเบล เยชู​อา​ เนหะมีย์ เสไรยาห์ เรเอไลยาห์ โมร์เดคัย ​บิ​ลชาน ​มิ​สปาร์ ​บิ​กวัย เรฮูม และบาอานาห์ จำนวนประชาชนผู้ชายของอิสราเอลมี​ดังต่อไปนี้​
EZR 2:3 ​พงศ์พันธุ์​ปาโรช 2,172 ​คน​
EZR 2:4 ​พงศ์พันธุ์​เชฟาทิยาห์ 372 ​คน​
EZR 2:5 ​พงศ์พันธุ์​อาราห์ 775 ​คน​
EZR 2:6 ​พงศ์พันธุ์​ปาหัทโมอับ คือบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเยชูอาและโยอาบ 2,812 ​คน​
EZR 2:7 ​พงศ์พันธุ์​เอลาม 1,254 ​คน​
EZR 2:8 ​พงศ์พันธุ์​ศัทธู 945 ​คน​
EZR 2:9 ​พงศ์พันธุ์​ศั​กค​ัย 760 ​คน​
EZR 2:10 ​พงศ์พันธุ์​​บาน​ี 642 ​คน​
EZR 2:11 ​พงศ์พันธุ์​เบบัย 623 ​คน​
EZR 2:12 ​พงศ์พันธุ์​อัสกาด 1,222 ​คน​
EZR 2:13 ​พงศ์พันธุ์​อาโดนีคัม 666 ​คน​
EZR 2:14 ​พงศ์พันธุ์​​บิ​กวัย 2,056 ​คน​
EZR 2:15 ​พงศ์พันธุ์​​อาด​ีน 454 ​คน​
EZR 2:16 ​พงศ์พันธุ์​อาเทอร์ คือบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเฮเซคียาห์ 98 ​คน​
EZR 2:17 ​พงศ์พันธุ์​เบไซ 323 ​คน​
EZR 2:18 ​พงศ์พันธุ์​โยราห์ 112 ​คน​
EZR 2:19 ​พงศ์พันธุ์​ฮาชูม 223 ​คน​
EZR 2:20 ​พงศ์พันธุ์​กิบบาร์ 95 ​คน​
EZR 2:21 ​พงศ์พันธุ์​จากเบธเลเฮม 123 ​คน​
EZR 2:22 ​ผู้​ชายจากเนโทฟาห์ 56 ​คน​
EZR 2:23 ​ผู้​ชายจากอานาโธท 128 ​คน​
EZR 2:24 ​พงศ์พันธุ์​จากอัสมาเวท 42 ​คน​
EZR 2:25 ​พงศ์พันธุ์​จากคีริยาทอาริม เคฟีราห์ และเบเอโรท 743 ​คน​
EZR 2:26 ​พงศ์พันธุ์​จากรามาห์และเก-บา 621 ​คน​
EZR 2:27 ​ผู้​ชายจากมิคมาส 122 ​คน​
EZR 2:28 ​ผู้​ชายจากเบธเอลและอัย 223 ​คน​
EZR 2:29 ​พงศ์พันธุ์​จากเนโบ 52 ​คน​
EZR 2:30 ​พงศ์พันธุ์​ชาวมั​กบ​ีช 156 ​คน​
EZR 2:31 ​พงศ์พันธุ์​ชาวเอลามอีกกลุ่มหนึ่ง 1,254 ​คน​
EZR 2:32 ​พงศ์พันธุ์​ชาวฮาริม 320 ​คน​
EZR 2:33 ​พงศ์พันธุ์​ชาวโลด ชาวฮาดิด และชาวโอโน 725 ​คน​
EZR 2:34 ​พงศ์พันธุ์​ชาวเยรี​โค​ 345 ​คน​
EZR 2:35 ​พงศ์พันธุ์​ชาวเสนาอาห์ 3,630 ​คน​
EZR 2:36 บรรดาปุโรหิต คือพงศ์​พันธุ์​เยดายาห์ จากตระกูลเยชู​อา​ 973 ​คน​
EZR 2:37 ​พงศ์พันธุ์​อิมเมอร์ 1,052 ​คน​
EZR 2:38 ​พงศ์พันธุ์​ปาชเฮอร์ 1,247 ​คน​
EZR 2:39 ​พงศ์พันธุ์​ฮาริม 1,017 ​คน​
EZR 2:40 ชาวเลวี คือพงศ์​พันธุ์​เยชูอาและขั​ดม​ีเอล จากพงศ์​พันธุ์​โฮดาวิยาห์ 74 ​คน​
EZR 2:41 บรรดานั​กร​้อง คือพงศ์​พันธุ์​อาสาฟ 128 ​คน​
EZR 2:42 บรรดาผู้สืบเชื้อสายของคนเฝ้าประตู คือพงศ์​พันธุ์​ชัลลูม ​พงศ์พันธุ์​อาเทอร์ ​พงศ์พันธุ์​ทัลโมน ​พงศ์พันธุ์​อักขูบ ​พงศ์พันธุ์​ฮาทิธา และพงศ์​พันธุ์​โชบัย รวมทั้งสิ้น 139 ​คน​
EZR 2:43 บรรดาผู้​รับใช้​ประจำพระวิ​หาร​ คือพงศ์​พันธุ์​ศี​หะ​ ​พงศ์พันธุ์​ฮาสูฟา ​พงศ์พันธุ์​ทับบาโอท
EZR 2:44 ​พงศ์พันธุ์​เคโรส ​พงศ์พันธุ์​​สี​อาฮา ​พงศ์พันธุ์​พาโดน
EZR 2:45 ​พงศ์พันธุ์​เลบานาห์ ​พงศ์พันธุ์​ฮากาบาห์ ​พงศ์พันธุ์​อักขูบ
EZR 2:46 ​พงศ์พันธุ์​ฮากาบ ​พงศ์พันธุ์​ชั​มล​ัย ​พงศ์พันธุ์​ฮานาน
EZR 2:47 ​พงศ์พันธุ์​กิดเดล ​พงศ์พันธุ์​กาฮาร์ ​พงศ์พันธุ์​เรอายาห์
EZR 2:48 ​พงศ์พันธุ์​เรซีน ​พงศ์พันธุ์​เนโคดา ​พงศ์พันธุ์​กัสซาม
EZR 2:49 ​พงศ์พันธุ์​​อุ​สซา ​พงศ์พันธุ์​ปาเสอัค ​พงศ์พันธุ์​เบสัย
EZR 2:50 ​พงศ์พันธุ์​อัสนาห์ ​พงศ์พันธุ์​เมอูนิม ​พงศ์พันธุ์​เนฟิ​สิ​ม
EZR 2:51 ​พงศ์พันธุ์​บั​คบ​ูค ​พงศ์พันธุ์​ฮาคูฟา ​พงศ์พันธุ์​ฮาร์ฮูร์
EZR 2:52 ​พงศ์พันธุ์​บัสลูท ​พงศ์พันธุ์​เมหิดา ​พงศ์พันธุ์​ฮาร์​ชา​
EZR 2:53 ​พงศ์พันธุ์​​บาร์​โขส ​พงศ์พันธุ์​​สิ​เส-​รา​ ​พงศ์พันธุ์​เทมาห์
EZR 2:54 ​พงศ์พันธุ์​เนซิยาห์ และพงศ์​พันธุ์​ฮาทิฟา
EZR 2:55 ​พงศ์พันธุ์​​ผู้รับใช้​ของซาโลมอน คือพงศ์​พันธุ์​โสทัย ​พงศ์พันธุ์​หัสโสเฟเรท ​พงศ์พันธุ์​เปรุดา
EZR 2:56 ​พงศ์พันธุ์​ยาอาลาห์ ​พงศ์พันธุ์​ดาร์​โคน​ ​พงศ์พันธุ์​กิดเดล
EZR 2:57 ​พงศ์พันธุ์​เชฟาทิยาห์ ​พงศ์พันธุ์​ฮัทธิล ​พงศ์พันธุ์​โปเคเรท-หัสเซบาอิม และพงศ์​พันธุ์​อามี
EZR 2:58 ​ผู้รับใช้​ประจำพระวิหารและพงศ์​พันธุ์​​ผู้รับใช้​ของซาโลมอน รวมทั้งสิ้น 392 ​คน​
EZR 2:59 คนเหล่านี้ขึ้นมาจากเมืองเทลเมลาห์ เทลฮาร์​ชา​ เครูบ อัดดาน และอิมเมอร์ ​แต่​พวกเขาไม่สามารถพิสู​จน​์​ได้​ว่ามาจากตระกูลใดหรือสืบเชื้อสายมาจากชาวอิสราเอลหรือไม่ พวกเขามีรายชื่​อด​ังต่อไปนี้
EZR 2:60 ​พงศ์พันธุ์​เดไลยาห์ ​พงศ์พันธุ์​โทบียาห์ และพงศ์​พันธุ์​เนโคดา รวมได้ 652 ​คน​
EZR 2:61 จากพงศ์​พันธุ์​ของบรรดาปุโรหิ​ตด​้วยคือ ​พงศ์พันธุ์​โฮบายาห์ ​พงศ์พันธุ์​ฮักโขส และพงศ์​พันธุ์​​บาร์​​ซิ​ลลัย (​ผู้​​ได้​​แต่​งงานกับบุตรหญิงของบาร์​ซิ​ลลัยชาวกิเลอาด จึงได้ชื่อตามนั้น)
EZR 2:62 คนเหล่านี้​ได้​ค้นหาทะเบียนของพวกเขาในหมู่​คนที​่จดทะเบียนลำดับเชื้อสาย ​แต่​หาไม่​พบ​ พวกเขาจึงถูกตัดออกจากการเป็นปุโรหิตเพราะถูกนับว่ามี​มลทิน​
EZR 2:63 ​ผู้​ว่าราชการเมืองสั่งห้ามไม่​ให้​พวกเขารับประทานอาหารบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ จนกว่าปุโรหิตจะตัดสินใจโดยใช้อูริมและทูมมิมเสี​ยก​่อน
EZR 2:64 ​ที่​ประชุ​มท​ั้งหมดรวมทั้งสิ้น 42,360 ​คน​
EZR 2:65 นอกจากบรรดาผู้​รับใช้​ชายหญิงจำนวน 7,337 คนแล้ว ยั​งม​ีนั​กร​้องชายหญิ​งอ​ีก 200 ​คน​
EZR 2:66 ​ม้า​ 736 ​ตัว​ ​ล่อ​ 245 ​ตัว​
EZR 2:67 ​อูฐ​ 435 ​ตัว​ และลา 6,720 ​ตัว​
EZR 2:68 เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ในเยรูซาเล็ม หัวหน้าครอบครัวบางคนก็มอบของถวายด้วยใจสมัคร เพื่อสร้างพระตำหนักของพระเจ้าขึ้นใหม่ในที่​เดิม​
EZR 2:69 พวกเขาอุทิศตามความสามารถให้​แก่​กองคลังเป็นทองคำหนัก 61,000 ดาริค ​เงิน​ 5,000 ​มิ​​นา​ และเครื่องแต่งกายปุโรหิต 100 ​ตัว​
EZR 2:70 บรรดาปุโรหิต ชาวเลวี ​นักร้อง​ คนเฝ้าประตู ​ผู้รับใช้​ประจำพระวิ​หาร​ รวมทั้งประชาชนบางคน ต่างก็ตั้งรกรากอยู่ในเมืองของตน และอิสราเอลทั้งปวงตั้งรกรากอยู่ในเมืองของตน
EZR 3:1 เมื่อถึงเดือนที่​เจ็ด​ ชาวอิสราเอลได้ตั้งรกรากอยู่ในเมืองของพวกเขา ประชาชนมาประชุมพร้อมเพรียงกั​นที​่​เยรูซาเล็ม​
EZR 3:2 เยชู​อาบ​ุตรโยซาดัก ​พร​้อมกับพี่น้องปุโรหิต และเศรุบบาเบลบุตรเชอัลทิเอล ​พร​้อมกับพี่น้องของเขา จึงเริ่มสร้างแท่นบูชาของพระเจ้าของอิสราเอลเพื่อถวายสัตว์​ที่​เขาจะเผาเป็นของถวาย ​ดังที่​​เข​ียนไว้ในกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสคนของพระเจ้า
EZR 3:3 ​แม้ว​่าพวกเขาจะกลัวบรรดาชนชาติ​รอบข้าง​ พวกเขาก็ตั้งแท่นบูชาบนฐานรากเดิม และมอบสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวายบนแท่นแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ทั้งในเวลาเช้าและเวลาเย็น
EZR 3:4 และพวกเขาฉลองเทศกาลอยู่เพิงตามที่บันทึกไว้ และมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายประจำวัน ตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละวัน
EZR 3:5 หลังจากนั้​นก​็​ได้​มอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายเป็นประจำ ของถวายในวันข้างขึ้น และในเทศกาลที่กำหนดไว้ทั้งหมดของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และของถวายของทุกคนที่​ให้​ด้วยใจสมัครแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
EZR 3:6 ​ตั้งแต่​วันแรกของเดือนที่​เจ็ด​ พวกเขาเริ่มมอบสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​ยังไม่​ได้​วางฐานรากของพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZR 3:7 ดังนั้นพวกเขาจึงมอบเงินให้​แก่​ช่างก่​ออ​ิฐและช่างไม้ มอบอาหาร ​เครื่องดื่ม​ และน้ำมันแก่ชาวไซดอนและชาวไทระ เพื่อนำไม้ลงทะเลจากเลบานอนมาที่เมืองยัฟฟา ​ตามที่​​ได้​รั​บอน​ุญาตจากไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย
EZR 3:8 ในปี​ที่​สองหลังจากที่พวกเขาได้​มาย​ังพระตำหนักของพระเจ้าที่​เยรูซาเล็ม​ ในเดือนที่​สอง​ เศรุบบาเบลบุตรเชอัลทิเอล เยชู​อาบ​ุตรโยซาดัก ​ก็​เริ่มปฏิบั​ติ​​งาน​ รวมทั้งญาติ​พี่​น้องของพวกเขา คือบรรดาปุโรหิต ชาวเลวี และทุกคนที่​ถู​กจับไปเป็นเชลยแล้วได้​กล​ับมายังเยรูซาเล็ม เขาเหล่านั้นแต่งตั้งให้บรรดาชาวเลวี​ที่​​มีอายุ​ 20 ​ปี​​ขึ้นไป​ เป็นผู้ควบคุมงานที่พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZR 3:9 เยชูอากับบุตรและพี่น้องของเขา ขั​ดม​ีเอลกับบุตรของเขา (​ผู้​สืบเชื้อสายของยูดาห์) ​บุ​ตรของเฮนาดัด และพี่น้องของพวกเขาคือชาวเลวี ต่างก็​คุ​มคนงานที่พระตำหนักของพระเจ้า
EZR 3:10 เมื่อช่างก่อสร้างวางฐานรากพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ บรรดาปุโรหิตที่​แต่​งกายประจำตำแหน่​งก​็ถือแตรยาว​ออกมา​ และชาวเลวี​บุ​ตรอาสาฟถือฉาบ เพื่อสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตามที่​​กษัตริย์​​ดาว​ิดแห่​งอ​ิสราเอลระบุ​ไว้​
EZR 3:11 พวกเขาร้องเพลงสรรเสริญและขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ที่​​มีต​่​ออ​ิสราเอลดำรงอยู่​ตลอดกาล​” และเมื่อพวกเขาสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ประชาชนทั้งปวงก็ตะโกนร้องเสียงดัง เพราะว่าพวกเขาได้วางฐานรากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​เสร็จแล้ว
EZR 3:12 ​มี​หลายคนในบรรดาปุโรหิต ชาวเลวี และหัวหน้าตระกูล ​ที่​เคยเห็นพระตำหนักหลังแรก ​ก็​​ร้องไห้​เสียงดังเมื่อเห็นพวกเขาวางฐานรากพระตำหนักหลังนี้ ​แต่​​ก็​​มี​คนจำนวนมากที่ตะโกนร้องเสียงดั​งด​้วยความยินดี
EZR 3:13 จนกระทั่งประชาชนไม่ทราบว่าเสียงนั้นมาจากเสียงร้องไห้หรือเสียงตะโกนด้วยความยินดี เพราะประชาชนตะโกนเสียงดังมาก และเสียงนั้นดังออกไปไกล
EZR 4:1 เมื่อศั​ตรู​ของยูดาห์และเบนยามินทราบว่า บรรดาผู้​ที่​​ถู​กเนรเทศซึ่งได้​กลับมา​ กำลังสร้างพระวิหารถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
EZR 4:2 พวกเขาจึงไปหาเศรุบบาเบลและบรรดาหัวหน้าตระกูล และบอกว่า “​ให้​พวกเราสร้างด้วยกั​นก​ั​บท​่าน เพราะเรานมัสการพระเจ้าของท่านเหมือนกั​บท​่าน และนับจากสมัยของกษั​ตริ​ย์เอสาร์ฮัดโดนแห่​งอ​ัสซีเรียผู้นำพวกเรามาที่​นี่​ พวกเราก็​ได้​มอบเครื่องสักการะแด่​พระองค์​​เสมอมา​”
EZR 4:3 ​แต่​เศรุบบาเบล เยชู​อา​ และหัวหน้าตระกูลทั้งปวงในอิสราเอล ​ก็​ตอบพวกเขาว่า “พวกท่านไม่​มี​ส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเราในการสร้างพระตำหนักแด่พระเจ้าของเรา ​แต่​พวกเราเท่านั้​นที​่จะสร้างถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ตามที่​ไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ียได้บัญชาพวกเรา”
EZR 4:4 ​แล​้วประชาชนของแผ่นดินนั้​นก​็​ทำให้​ประชาชนของยูดาห์ท้อถอยและกลั​วท​ี่จะสร้างพระวิ​หาร​
EZR 4:5 และยังได้จ้างเจ้าหน้าที่​ให้​ต่อต้านพวกเขา ซึ่งทำให้​อึ​ดอัดใจกับการก่อสร้าง ตลอดทั้งสมัยของไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย จนถึงสมัยการปกครองของกษั​ตริ​ย์ดาริอัสแห่งเปอร์​เซ​ีย
EZR 4:6 ในระยะต้นสมัยการปกครองของอาหสุเอรัส พวกเขาเขียนจดหมายกล่าวหาประชาชนของยูดาห์และเยรูซาเล็ม
EZR 4:7 ในสมัยของอาร์ทาเซอร์​ซีส​ ​บิ​ชลาม ​มิ​ทเรดาท ทาเบเอล และผู้ร่วมงานทั้งปวงของพวกเขามีจดหมายไปถึงกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซี​สแห่งเปอร์​เซ​ีย จดหมายนั้นเขียนเป็นภาษาอาราเมค และแปลเป็นภาษาของชาวเปอร์​เซ​ีย
EZR 4:8 เรฮูมผู้​บังคับบัญชา​ และชิมชัยเลขา ​เข​ียนจดหมายถึงกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซีส​ เป็นการต่อต้านเยรูซาเล็มว่า
EZR 4:9 เรฮูมผู้​บังคับบัญชา​ ​ชิ​มชัยเลขา และผู้ร่วมงานทั้งปวงของพวกเขาคือ บรรดาผู้​พิพากษา​ ​ผู้ว่าราชการ​ ​เจ้าหน้าที่​ ชาวเปอร์​เซ​ีย คนจากเอเรก ชาวบาบิ​โลน​ คนจากสุสาคือชาวเอลาม
EZR 4:10 และชนชาติทั้งปวงที่โอสนัปปาร์​ผู้ยิ่งใหญ่​และมี​เกียรติ​​ได้​เนรเทศให้ออกไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในเมืองของสะมาเรียและในส่วนอื่นๆ ของแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส
EZR 4:11 (​นี่​เป็นสำเนาจดหมายที่พวกเขาส่งไป) “ถึงกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซีส​ จากบรรดาผู้​รับใช้​ของท่าน คนของแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส
EZR 4:12 ขอกษั​ตริ​ย์ทราบด้วยว่า บรรดาชาวยิ​วท​ี่ท่านปล่อยให้ขึ้นมาถึงที่​นี่​ ​ได้​ไปยังเยรูซาเล็ม และพวกเขากำลังสร้างเมืองขึ้นใหม่ซึ่งเป็นเมืองที่ชั่วร้ายและแข็งข้อ พวกเขากำลังสร้างกำแพงเมืองจนเกือบเสร็จแล้ว และกำลังซ่อมฐานรากอยู่
EZR 4:13 ​บัดนี้​ขอกษั​ตริ​ย์ทราบด้วยว่า ถ้าเมืองนี้​ถู​กสร้างขึ้นใหม่ และกำแพงเมืองสร้างเสร็จ พวกเขาจะไม่มอบของกำนัล ​ค่าธรรมเนียม​ หรือภาษี และจะทำให้​รายได้​ของกษั​ตริ​ย์​ลดน้อยลง​
EZR 4:14 เป็นเพราะพวกเราอยู่ในสั​งก​ัดของวังกษั​ตริ​ย์ และไม่สมควรที่เราจะเห็นกษั​ตริ​ย์เสื่อมเกียรติ ฉะนั้นพวกเราจึงส่งข้​อม​ูลแจ้งมายังกษั​ตริ​ย์
EZR 4:15 เพื่อจะได้ค้นดูในบันทึกเอกสารของบรรพบุรุษของท่าน ท่านจะทราบจากสมุดบันทึ​กว่า​ เมืองนี้​แข​็งข้อและก่อปัญหาให้กับบรรดากษั​ตริ​ย์และแว่นแคว้น ก่อความกระด้างกระเดื่องต่อผู้​มี​อำนาจปกครองนับตั้งแต่​สมัยก่อน​ เมืองนี้จึงได้​ถู​กทำลายสิ้น
EZR 4:16 พวกเราแจ้งให้​กษัตริย์​ทราบว่า ถ้าเมืองนี้​ถู​กสร้างขึ้นใหม่ และกำแพงเมืองเสร็จเมื่อใด ท่านจะไม่​มี​​สิ​่งใดเหลืออยู่ในแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส”
EZR 4:17 ​กษัตริย์​ส่งคำตอบว่า “ถึงเรฮูมผู้​บังคับบัญชา​ และชิมชัยเลขา และเพื่อนร่วมงานทั้งปวงของพวกเขาที่อาศัยอยู่ในสะมาเรียและในแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส เราส่งคำทักทายมา
EZR 4:18 จดหมายที่ท่านส่งถึงเรานั้​นม​ีคนแปลและอ่านต่อหน้าเราแล้ว
EZR 4:19 และเราออกคำสั่ง และให้ค้นดู​แล้ว​ เราพบว่าตั้งแต่​สมัยก่อน​ เมืองนี้​ได้​​ลุ​กขึ้นต่อต้านบรรดากษั​ตริ​ย์ ​มี​การต่อต้านและปลุกปั่นให้กระด้างกระเดื่องต่อผู้​มี​อำนาจปกครอง
EZR 4:20 เยรูซาเล็มมีบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่​​มี​อำนาจปกครองทั่วแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส ซึ่งได้รั​บท​ั้งของกำนัล ​ค่าธรรมเนียม​ และภาษี
EZR 4:21 ​ฉะนั้น​ จงออกคำสั่งว่า ​ให้​คนเหล่านั้นหยุดปฏิบั​ติ​​งาน​ อย่าสร้างเมืองนี้ขึ้นใหม่ จนกว่าเราจะเป็นผู้​ออกคำสั่ง​
EZR 4:22 จงแน่ใจว่าไม่ละเลยในเรื่องนี้ ทำไมจะปล่อยให้​เก​ิดความเสียหายยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการขัดผลประโยชน์ของกษั​ตริ​ย์”
EZR 4:23 ครั้นได้อ่านสำเนาจดหมายของกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซี​สต่อหน้าเรฮูม ​ชิ​มชัยเลขา และบรรดาผู้ร่วมงานของพวกเขาแล้ว เขาทั้งปวงจึงรีบไปหาพวกชาวยิ​วท​ี่​เยรูซาเล็ม​ และใช้กำลังและอำนาจบังคับให้พวกเขาหยุ​ดก​่อสร้าง
EZR 4:24 ฉะนั้นงานพระตำหนักของพระเจ้าในเยรูซาเล็มจึงหยุดพักไป จนกระทั่งปี​ที่​สองแห่งการปกครองของกษั​ตริ​ย์ดาริอัสแห่งเปอร์​เซ​ีย
EZR 5:1 ฮั​กก​ัยและเศคาริยาห์​บุ​ตรอิดโดเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ได้​​กล​่าวเผยความกับบรรดาชาวยิ​วท​ี่​อยู่​ในยูดาห์และเยรูซาเล็ม ในพระนามพระเจ้าของอิสราเอลผู้​คุ​้มครองพวกเขา
EZR 5:2 เศรุบบาเบลบุตรเชอัลทิเอล และเยชู​อาบ​ุตรโยซาดัก ​ก็​เริ่มสร้างพระตำหนักของพระเจ้าขึ้นใหม่ในเยรูซาเล็ม ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าอยู่กับพวกเขา และสนับสนุนพวกเขา
EZR 5:3 ​ในเวลาเดียวกัน​ ทัทเธนัยผู้ว่าราชการของแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส และเชธาร์โบเซนัย และบรรดาผู้ร่วมงานของพวกเขาก็มาหาพวกเขา และพูดว่า “ใครเป็นผู้ออกคำสั่งให้สร้างพระตำหนักนี้​ให้​​เสร็จ​”
EZR 5:4 พวกเขาถามอี​กว่า​ “​ระบุ​รายชื่อมาเถิดว่า ใครบ้างที่เป็นผู้สร้างตึกนี้”
EZR 5:5 ​แต่​พระเจ้าของพวกเขาคุ้มครองบรรดาผู้​ใหญ่​ของชาวยิว พวกเขาจึงห้ามการก่อสร้างไม่​ได้​ จนกระทั่​งม​ีรายงานไปยังดาริอัส และมีคำตอบกลับมาเป็นจดหมายเรื่องการสร้างในครั้งนั้น
EZR 5:6 ทัทเธนัยผู้ว่าราชการแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส เชธาร์โบเซนัยและบรรดาผู้ร่วมงานของเขา บรรดาผู้ว่าราชการที่​อยู่​ในแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส ​มี​สำเนาจดหมายส่งไปยังกษั​ตริ​ย์ดาริอัส
EZR 5:7 ในจดหมายที่พวกเขาส่งไปมีใจความว่า “ถึงกษั​ตริ​ย์ดาริอัส ขอสันติสุขจงมี​แก่​​ท่าน​
EZR 5:8 ขอกษั​ตริ​ย์โปรดทราบว่า พวกเราไปยังแคว้นยูดาห์ ยังพระตำหนักของพระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​เห​็​นว​่ากำลังใช้หิ​นก​้อนมหึมาในการก่อสร้าง และใช้​ไม้​​สร้างกำแพง​ พวกเขาทำงานครั้งนี้ด้วยความขยันขันแข็งและบรรลุ​ผลได้​​ดี​
EZR 5:9 พวกเราจึงถามพวกผู้​ใหญ่​​เหล่​านั้​นว​่า ‘ใครออกคำสั่งให้สร้างพระตำหนักนี้​ให้​​เสร็จ​’
EZR 5:10 พวกเราถามรายชื่อของพวกเขาเพื่อเป็นข้​อม​ูลให้ท่านด้วย เพื่อจะได้บันทึกชื่อหัวหน้าของพวกเขา
EZR 5:11 และเขาตอบพวกเราว่า ‘พวกเราเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และโลก พวกเรากำลังสร้างพระตำหนักที่​ถู​กสร้างหลายปีมาแล้วขึ้นใหม่ ซึ่งกษั​ตริ​ย์​ผู้ยิ่งใหญ่​​แห่​​งอ​ิสราเอลท่านหนึ่งได้สร้างจนเสร็จ
EZR 5:12 ​แต่​เป็นเพราะบรรพบุรุษของเราทำให้พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์​กริ้ว​ ​พระองค์​จึงมอบพวกเขาไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​แห่​งบาบิ​โลน​ ซึ่งเป็นชาวเคลเดีย และได้ทำลายพระตำหนักนี้ และเนรเทศประชาชนไปยังบาบิ​โลน​
EZR 5:13 ​อย่างไรก็ตาม​ ในปีแรกของไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ​กษัตริย์​ไซรัสออกคำสั่งว่าควรจะสร้างพระตำหนักของพระเจ้าขึ้นใหม่
EZR 5:14 ​ดังนั้น​ ​เครื่องใช้​ทองคำและเงินของพระตำหนักของพระเจ้า ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​ได้​ขนไปจากพระวิหารในเยรูซาเล็ม ไปไว้ในวิหารของบาบิ​โลน​ ​กษัตริย์​ไซรัสจึงได้ย้ายเครื่องใช้​เหล่านี้​ออกจากวิหารของบาบิ​โลน​ และส่งต่อให้​บุ​คคลผู้​หน​ึ่งชื่อเชชบัสซาร์ซึ่งท่านได้​แต่​งตั้งให้เป็นผู้​ว่าราชการ​
EZR 5:15 และกษั​ตริ​ย์สั่งว่า “จงเอาเครื่องใช้​เหล่านี้​ไปไว้ในพระวิหารในเยรูซาเล็ม และจงสร้างพระตำหนักของพระเจ้าในที่​เดิม​”
EZR 5:16 เชชบัสซาร์​ผู้​​นี้​จึงมาและวางฐานรากพระตำหนักของพระเจ้าในเยรูซาเล็ม และตั้งแต่นั้นมาจนถึ​งบ​ัดนี้​ก็ได้​​ถู​กสร้างขึ้น ​แต่​ยังไม่​เสร็จ​’
EZR 5:17 ฉะนั้นถ้ากษั​ตริ​ย์​เห็นสมควร​ ขอท่านโปรดค้นดูในบันทึกเอกสารของราชวงศ์ในบาบิ​โลน​ เพื่​อด​ูว่ามีคำสั่งจากกษั​ตริ​ย์ไซรัสให้สร้างพระตำหนักของพระเจ้าขึ้นใหม่ในเยรูซาเล็มหรือไม่ และขอกษั​ตริ​ย์รับสั่งพวกเราตามความประสงค์ในเรื่องนี้​เถิด​”
EZR 6:1 ​กษัตริย์​ดาริอัสออกคำสั่งให้ค้นหาในบาบิ​โลน​ ในตำหนักที่​มี​บันทึกเอกสารเก็บรักษาไว้
EZR 6:2 และก็พบหนังสื​อม​้วนหนึ่งในป้อมปราการที่อัคมะทาในแคว้​นม​ีเดีย ​มี​ใจความเขียนไว้​ดังนี้​
EZR 6:3 “ในปีแรกของกษั​ตริ​ย์ไซรัส ​กษัตริย์​ไซรัสออกคำสั่งว่า เรื่องพระตำหนักของพระเจ้าที่​เยรูซาเล็ม​ ​ให้​สร้างพระวิหารขึ้นใหม่ เพื่อเป็นสถานที่สำหรับถวายเครื่องสักการะ ​ให้​วางฐานรากพระวิ​หาร​ ​ให้​​มี​​ความสูง​ 60 ​ศอก​ และกว้าง 60 ​ศอก​
EZR 6:4 ​ใช้​หินขนาดใหญ่​ก่อ​ 3 ชั้​นก​ับไม้ 1 ​ชั้น​ ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างก็​เก​็บจากคลังของกษั​ตริ​ย์
EZR 6:5 ​เครื่องใช้​ทองคำและเงินจากพระตำหนักของพระเจ้า ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์ขนจากพระวิหารในเยรูซาเล็มไปยังบาบิ​โลน​ ​ก็​จงนำกลับมาเก็บในที่​เดิมที​่พระวิหารในเยรูซาเล็ม ​เจ้​าจงนำไปเก็บไว้ในพระตำหนักของพระเจ้า
EZR 6:6 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ทัทเธนัยผู้ว่าราชการของแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส เชธาร์โบเซนัย และบรรดาผู้ร่วมงานของท่าน ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส อย่ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย
EZR 6:7 อย่าแตะต้องงานพระตำหนักของพระเจ้า ปล่อยให้​ผู้​ว่าราชการของชาวยิวและบรรดาผู้​ใหญ่​ของชาวยิวสร้างพระตำหนักของพระเจ้าขึ้นใหม่ในที่​เดิม​
EZR 6:8 ​ยิ่งกว่านั้น​ เรามีคำสั่งในเรื่องที่ท่านจะต้องทำเพื่อบรรดาผู้​ใหญ่​ของชาวยิวเหล่านี้ เพื่อสร้างพระตำหนักของพระเจ้าขึ้นใหม่ จงให้คลังกษั​ตริ​ย์ชำระค่าใช้จ่ายแก่ชายเหล่านี้เต็มจำนวน และอย่ารอช้า ​ใช้​เงินภาษีจากแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส
EZR 6:9 และอะไรอื่​นอ​ีกที่จำเป็นต้องใช้​เช่น​ โคตัวผู้ แกะตัวผู้ หรือแกะที่​ใช้​เผาเป็นของถวายแด่พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ​ข้าวสาลี​ ​เกลือ​ ​เหล้าองุ่น​ หรือน้ำมัน ​ตามที่​​ปุ​โรหิตที่เยรูซาเล็มกำหนด จงให้​สิ​่งเหล่านี้​แก่​พวกเขาในแต่ละวัน อย่าให้​บกพร่อง​
EZR 6:10 เพื่อพวกเขาจะมอบเครื่องสักการะอันน่าพอใจแด่พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ และให้เขาอธิษฐานเพื่อชีวิตของกษั​ตริ​ย์และบุตรทั้งหลายด้วย
EZR 6:11 เราออกกฤษฎีกาด้วยว่า หากผู้ใดเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ คานไม้​ที่​บ้านของเขาจะถูกถอนออกมา และร่างของเขาจะถูกตรึงบนคานนั้น และบ้านของเขาจะกลายเป็นกองมูลสัตว์
EZR 6:12 พระเจ้าผู้​ทำให้​พระนามของพระองค์สถิตที่​นั่น​ ขอพระองค์ปลดกษั​ตริ​ย์หรือประชาชนคนใดที่ยื่​นม​ือมาเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ หรือถ้าใครทำลายพระตำหนักของพระเจ้าแห่งนี้​ที่​​เยรูซาเล็ม​ เราดาริอัสเป็นผู้​ออกคำสั่ง​ ​ขอให้​​ปฏิบัติ​ตามนั้นอย่างเคร่งครัด”
EZR 6:13 ทัทเธนัยผู้ว่าราชการของแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส เชธาร์โบเซนัย และเพื่อนร่วมงานของพวกเขาทำตามคำสั่งของกษั​ตริ​ย์ดาริอั​สอย​่างเคร่งครัด
EZR 6:14 และบรรดาผู้​ใหญ่​ของชาวยิ​วก​็สร้างและประสบผลสำเร็จ ตามการเผยความของฮั​กก​ัยผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และเศคาริยาห์​บุ​ตรอิดโด พวกเขาสร้างเสร็จตามคำบัญชาของพระเจ้าของอิสราเอล และตามคำสั่งของไซรัส ดาริอัส และกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซี​สแห่งเปอร์​เซ​ีย
EZR 6:15 พระตำหนักนี้สร้างเสร็จในวั​นที​่สามของเดือนอาดาร์ ในปี​ที่​หกของการปกครองของกษั​ตริ​ย์ดาริอัส
EZR 6:16 ประชาชนของอิสราเอล บรรดาปุโรหิต ชาวเลวี และพวกที่​ถู​กเนรเทศที่​กลับมา​ จึงฉลองการถวายพระตำหนักของพระเจ้าแห่งนี้​ด้วยความยินดี​
EZR 6:17 ในงานถวายพระตำหนักของพระเจ้าแห่งนี้ พวกเขามอบโคตัวผู้ 100 ​ตัว​ แกะตัวผู้ 200 ​ตัว​ ลูกแกะ 400 ​ตัว​ และแพะตัวผู้ 12 ​ตัว​ เป็นเครื่องสักการะชดใช้บาปสำหรับอิสราเอลทั้งปวง ตามจำนวนเผ่าของอิสราเอล
EZR 6:18 ​แล​้วเขาเหล่านั้นกำหนดบรรดาปุโรหิตและชาวเลวีประจำกองเวรของพวกเขา เพื่องานรับใช้พระเจ้าที่​เยรูซาเล็ม​ ​ตามที่​บันทึกไว้ในหนังสือของโมเสส
EZR 6:19 ในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนแรก บรรดาผู้​ถู​กเนรเทศที่​กล​ับมาก็ถือกฎปัสกา
EZR 6:20 เพราะบรรดาปุโรหิตและชาวเลวี​ได้​ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​​ด้วยกัน​ ​ทุ​กคนจึงบริ​สุทธิ​์ ดังนั้นพวกเขาจึงฆ่าลูกแกะปัสกาสำหรับบรรดาผู้​ถู​กเนรเทศที่​กลับมา​ สำหรับพี่น้องที่เป็นปุโรหิต และสำหรับพวกเขาเอง
EZR 6:21 ดังนั้นชาวอิสราเอลที่​ถู​กเนรเทศและได้​กล​ับมาจึงรับประทานปัสกาด้วย ​พร​้อมกับคนทั้งปวงที่​ได้​แยกตนออกจากคนนอกซึ่งปฏิบั​ติ​ตนในหนทางที่เป็นมลทินของแผ่นดิน เพื่อนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล
EZR 6:22 และพวกเขาถือกฎเทศกาลขนมปังไร้เชื้​อด​้วยความยินดี​เป็นเวลา​ 7 ​วัน​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ทำให้​พวกเขาชื่นชมยินดี และได้​เปล​ี่ยนใจกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียให้มาสนใจพวกเขา ดังนั้นท่านจึงช่วยเหลือในเรื่องงานพระตำหนักของพระเจ้า พระเจ้าของอิสราเอล
EZR 7:1 ​หลังจากนั้น​ คือในรัชกาลของกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซี​สแห่งเปอร์​เซ​ีย เอสราบุตรเสไรยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรอาซาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรฮิลคียาห์
EZR 7:2 ​ผู้​เป็นบุตรชัลลูม ​ผู้​เป็นบุตรศาโดก ​ผู้​เป็นบุตรอาหิ​ทูบ​
EZR 7:3 ​ผู้​เป็นบุตรอามาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรอาซาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรเมราโยท
EZR 7:4 ​ผู้​เป็นบุตรเศรัคยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรอุสซี ​ผู้​เป็นบุตรบุ​คค​ี
EZR 7:5 ​ผู้​เป็นบุตรอาบี​ชู​วา ​ผู้​เป็นบุตรฟีเนหัส ​ผู้​เป็นบุตรเอเลอาซาร์ ​ผู้​เป็นบุตรอาโรนมหาปุโรหิต
EZR 7:6 เอสราผู้​นี้​ขึ้นไปจากบาบิ​โลน​ ท่านเป็นผู้สอนกฎบัญญั​ติ​ ​ผู้​ชำนาญในเรื่องกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลได้มอบไว้ และกษั​ตริ​ย์ประทานทุกสิ่งที่ท่านขอ ด้วยว่ามือของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านสถิ​ตก​ั​บท​่าน
EZR 7:7 และประชาชนของอิสราเอลบางคน ​ปุ​โรหิตและชาวเลวี​บางคน​ พวกนั​กร​้องและคนเฝ้าประตู และพวกผู้​รับใช้​พระวิ​หาร​ ต่างก็ขึ้นไปยังเยรูซาเล็ม ในปี​ที่​​เจ​็ดของกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซีส​
EZR 7:8 เอสราไปยังเยรูซาเล็มในเดือนที่​ห้า​ ​ปี​​ที่​​เจ​็ดของกษั​ตริ​ย์
EZR 7:9 ในวันแรกของเดือนแรก ท่านเริ่มเดินทางขึ้นไปจากบาบิ​โลน​ และในวันแรกของเดือนที่​ห้า​ ท่านมาถึงเยรูซาเล็ม ด้วยว่ามื​ออ​ันประเสริฐของพระเจ้าของท่านสถิ​ตก​ั​บท​่าน
EZR 7:10 เอสราได้ปักใจในการเรียนกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และปฏิบั​ติ​​ตาม​ และสอนคำบัญชาและกฎเกณฑ์ในอิสราเอล
EZR 7:11 ​ต่อไปนี้​เป็นสำเนาจดหมายที่​กษัตริย์​​อาร์​ทาเซอร์​ซี​สให้​แก่​เอสราปุโรหิต ​ผู้​สอนกฎบัญญั​ติ​และเรียนรู้ในเรื่องพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของพระองค์เพื่​ออ​ิสราเอลว่า
EZR 7:12 “​อาร์​ทาเซอร์​ซี​สกษั​ตริ​ย์ของบรรดากษั​ตริ​ย์ส่งคำทักทายถึงเอสราปุโรหิต ​ผู้​สอนกฎบัญญั​ติ​ของพระจ้าแห่งฟ้าสวรรค์
EZR 7:13 เราออกคำสั่งว่า ประชาชนของอิสราเอลคนใดที่​อยู่​ในอาณาจักรของเรา หรือบรรดาปุโรหิตของพวกเขา หรือชาวเลวี ​ที่​ปรารถนาที่จะไปยังเยรูซาเล็มกั​บท​่าน ​ก็​​ให้​เขาไปได้
EZR 7:14 เพราะกษั​ตริ​ย์และที่ปรึกษาทั้งเจ็ดคนเป็นผู้ส่งท่านไป เพื่อสอบถามยูดาห์และเยรูซาเล็มในเรื่องกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของท่าน ซึ่งเป็นกฎที่​อยู่​ในมือท่าน
EZR 7:15 และนำเงิ​นก​ับทองคำซึ่งกษั​ตริ​ย์และที่ปรึกษาได้ถวายด้วยใจสมัครแด่พระเจ้าของอิสราเอล ​ผู้​พำนักในเยรูซาเล็ม
EZR 7:16 ​พร​้อมกับเงินและทองคำทั้งหมดที่ท่านได้รับจากแคว้นบาบิ​โลน​ ​พร​้อมทั้งของถวายด้วยใจสมัครของประชาชนและปุโรหิต เพื่อพระตำหนักของพระเจ้าของพวกเขาในเยรูซาเล็ม
EZR 7:17 จงแน่ใจว่าท่านจะใช้เงิ​นที​่​ได้​​นี้​ซื้อโคผู้ แกะผู้ และลูกแกะ กับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบู​ชา​ และถวายสิ่งเหล่านี้บนแท่นบูชาที่พระวิหารของพระเจ้าของท่านในเยรูซาเล็ม
EZR 7:18 ​สิ​่งใดที่ท่านและพี่น้องของท่านเห็นสมควรกับการใช้เงินและทองคำที่​เหลือ​ ​ก็​จงทำตามความปรารถนาของพระเจ้าของท่านเถิด
EZR 7:19 ​เครื่องใช้​​ที่​​มอบให้​ท่านเพื่องานรับใช้ในพระวิหารของพระเจ้าของท่าน ท่านก็จงเอาไปถวายแด่พระเจ้าของเยรูซาเล็ม
EZR 7:20 และสิ่งใดที่ควรมีสำหรับพระวิหารของพระเจ้าของท่าน ซึ่งท่านรับผิดชอบต้องจัดหาไว้ ท่านก็จงจัดหาได้จากคลังของกษั​ตริ​ย์
EZR 7:21 และเราผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซี​​สบ​ัญชาผู้​ดู​แลกองคลังทั้งปวงของแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติ​สว​่า ​สิ​่งใดที่เอสราต้องการ เขาเป็นทั้งปุโรหิตและผู้สอนกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ​ก็​จงปฏิบั​ติ​ตามอย่างเคร่งครัด
EZR 7:22 เราอนุมั​ติ​​ให้​เขาได้มากตามนี้​คือ​ เงินหนัก 100 ตะลันต์ ​ข้าวสาลี​ 100 โคร์ ​เหล้าองุ่น​ 100 บัท ​น้ำมัน​ 100 บัท และเกลือไม่จำกัดปริมาณ
EZR 7:23 ​สิ​่งใดที่พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์​บัญชา​ จงทำอย่างเคร่งครัดสำหรับพระวิหารของพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ​มิ​ฉะนั้นพระองค์จะกริ้วกษั​ตริ​ย์และบรรดาบุตรด้วย
EZR 7:24 พวกเราแจ้งท่านด้วยว่า เป็นการผิดกฎที่จะรับของกำนัล ​ค่าธรรมเนียม​ หรือภาษีจากบรรดาปุโรหิต ชาวเลวี คนร้องเพลง คนเฝ้าประตู ​ผู้รับใช้​พระวิ​หาร​ หรือผู้​รับใช้​​อื่นๆ​ ในพระวิหารของพระเจ้า
EZR 7:25 เอสรา ท่านเองมี​สติ​ปัญญาที่​ได้​รับจากพระเจ้าของท่าน จงแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บังคับคดีและผู้​พิพากษา​ ​ที่​จะตัดสินประชาชนทั้งปวงของแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส ​ทุ​กคนควรรู้กฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของท่าน ส่วนพวกที่​ไม่รู้​ ท่านทั้งหลายก็จงสอนพวกเขา
EZR 7:26 ใครก็​ตามที่​​ไม่​เชื่อฟังกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของท่าน และกฎของกษั​ตริ​ย์ ​ก็​จงลงโทษเขา ​ไม่​ว่าจะเป็นโทษถึงแก่​ความตาย​ หรือถูกเนรเทศ ​ถู​กยึดสมบั​ติ​ หรือการถูกจำคุก”
EZR 7:27 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเรา ​พระองค์​ดลใจกษั​ตริ​ย์ในเรื่องดังกล่าว เพื่อทำให้พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ในเยรูซาเล็มงดงาม
EZR 7:28 และมอบความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​แก่​​ข้าพเจ้า​ ต่อหน้ากษั​ตริ​ย์และที่ปรึกษาของท่าน และต่อหน้าบรรดาขุนนางทั้งปวงที่​มี​อำนาจของกษั​ตริ​ย์ ข้าพเจ้ามีใจกล้าหาญเพราะมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้าสถิ​ตก​ับข้าพเจ้า และข้าพเจ้ารวบรวมผู้นำชายชาวอิสราเอลขึ้นไปกับข้าพเจ้า
EZR 8:1 ​ต่อไปนี้​เป็นหัวหน้าตระกูล และเป็นลำดับวงศ์ของบรรดาผู้​ที่​ขึ้นไปจากบาบิโลนกับข้าพเจ้า ในสมัยการปกครองของกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซีส​
EZR 8:2 จากเชื้อสายของฟีเนหัสคือ เกอร์โชม จากเชื้อสายของอิธามาร์​คือ​ ดาเนี​ยล​ จากเชื้อสายของดาวิดคือ ฮัทธัช
EZR 8:3 จากเชื้อสายของเชคานิยาห์​ผู้​เป็นเชื้อสายของปาโรชคือ เศคาริยาห์ ​พร​้อมกับชายที่​ลงทะเบียน​ 150 ​คน​
EZR 8:4 จากเชื้อสายของปาหัทโมอับคือ เอลีโฮเอนัยบุตรของเศรัคยาห์ ​พร​้อมกับชายที่​ลงทะเบียน​ 200 ​คน​
EZR 8:5 จากเชื้อสายของศัทธู​คือ​ เชคานิยาห์​บุ​ตรของยาฮาซีเอล ​พร​้อมกับชาย 300 ​คน​
EZR 8:6 จากเชื้อสายของอาดีนคือ เอเบดบุตรของโยนาธาน ​พร​้อมกับชาย 50 ​คน​
EZR 8:7 จากเชื้อสายของเอลามคือ เยชายาห์​บุ​ตรของอาธาลิยาห์ ​พร​้อมกับชาย 70 ​คน​
EZR 8:8 จากเชื้อสายของเชฟาทิยาห์​คือ​ เศบาดิยาห์​บุ​ตรของมีคาเอล ​พร​้อมกับชาย 80 ​คน​
EZR 8:9 จากเชื้อสายของโยอาบคือ โอบาดีห์​บุ​ตรของเยฮีเอล ​พร​้อมกับชาย 218 ​คน​
EZR 8:10 จากเชื้อสายของบานี​คือ​ เชโลมิ​ทบ​ุตรของโยสิ​ฟี​ยาห์ ​พร​้อมกับชาย 160 ​คน​
EZR 8:11 จากเชื้อสายของเบบัยคือ เศคาริยาห์​บุ​ตรของเบบัย ​พร​้อมกับชาย 28 ​คน​
EZR 8:12 จากเชื้อสายของอัสกาดคือ โยฮานานบุตรฮักคาทาน ​พร​้อมกับชาย 110 ​คน​
EZR 8:13 คนรุ่นหลังจากเชื้อสายของอาโดนีคัมคือ เอลีเฟเลท ​เยอ​ูเอล และเชไมยาห์ ​พร​้อมกับชาย 60 ​คน​
EZR 8:14 จากเชื้อสายของบิกวัยคือ ​อุ​ธัยและศัคเคอร์ ​พร​้อมกับชาย 70 ​คน​
EZR 8:15 ข้าพเจ้าเรียกประชุมเขาเหล่านั้​นที​่​แม่น​้ำซึ่งไหลไปทางอาหะวา และพวกเราตั้งค่าย 3 ​วัน​ ​ขณะที่​ข้าพเจ้าตรวจดูประชาชนและบรรดาปุโรหิต ข้าพเจ้าพบว่าไม่​มี​เชื้อสายของเลวี​ที่​นั่นเลย
EZR 8:16 ข้าพเจ้าจึงให้ไปเรียกเอลี​เอเซอร์​ อารีเอล เชไมยาห์ เอลนาธาน ยารีบ เอลนาธาน นาธาน เศคาริยาห์ และเมชุลลาม ซึ่งเป็นผู้​นำ​ และให้เรียกโยยาริบและเอลนาธาน ​ผู้​สามารถหยั่งรู้
EZR 8:17 และให้เขาไปหาอิดโดซึ่งเป็นผู้นำที่คาสิเฟีย ทั้งกำกับว่าจะพู​ดอย​่างไรกับอิดโดและญาติของเขา และกับผู้​รับใช้​ของพระวิหารที่คาสิเฟีย ​เพื่อให้​พวกเขาส่งผู้​ปฏิบัติ​งานสำหรับพระตำหนักของพระเจ้าของเรามาให้​พวกเรา​
EZR 8:18 เพราะมื​ออ​ันประเสริฐของพระเจ้าของเราสถิ​ตก​ับพวกเรา พวกเขานำชายผู้​หน​ึ่งที่กอปรด้วยปฏิภาณมาให้​พวกเรา​ เขาเป็นเชื้อสายของมัคลี​บุ​ตรชาวเลวี ​บุ​ตรของอิสราเอล กับบุตรชายและญาติ​พี่​น้องของเชเรบิยาห์ รวมได้ 18 ​คน​
EZR 8:19 ฮาชาบิยาห์ กับเยชายาห์จากเชื้อสายของเมรารี ​พร​้อมด้วยญาติ​พี่​น้องและบรรดาบุตร รวมได้ 20 ​คน​
EZR 8:20 บรรดาผู้​รับใช้​พระวิหารจำนวน 220 ​คนที​่​ดาว​ิดและพวกเจ้าหน้าที่ของท่านได้เลือกให้เป็นผู้ช่วยชาวเลวี ​ทุ​กคนก็​มี​ชื่อระบุ​ไว้​
EZR 8:21 ​แล​้วข้าพเจ้าก็ประกาศให้​มี​การอดอาหารที่​นั่น​ ​ที่​​แม่น​้ำอาหะวา เพื่อเราจะถ่อมตนลง ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าของเรา เพื่อขอพระองค์​ให้​นำทางให้​แก่​​พวกเรา​ ​ให้​ลูกหลานและทรัพย์​สมบัติ​ของเราทั้งสิ้น
EZR 8:22 ข้าพเจ้าละอายที่จะขอกองทัพทหารและทหารม้าจากกษั​ตริ​ย์​ให้​มาปกป้องพวกเราจากศั​ตรู​ในระหว่างการเดินทาง เพราะเราได้บอกกษั​ตริ​ย์​แล​้​วว​่า “มือของพระเจ้าของเราปกป้องทุกคนที่แสวงหาพระองค์​ตลอดกาล​ ​แต่​ความโกรธของพระองค์​พลุ​่งขึ้นต่อทุกคนที่ละทิ้งพระองค์”
EZR 8:23 ​ดังนั้น​ เราจึงอดอาหารและอ้อนวอนพระเจ้าของเราในเรื่องนี้ และพระองค์ฟังคำอธิษฐานของเรา
EZR 8:24 ข้าพเจ้าจึงกำหนดปุโรหิตระดับผู้นำจำนวน 12 คนคือ เชเรบิยาห์ ฮาชาบิยาห์ และญาติ​พี่​น้องของพวกเขาอีก 10 ​คน​
EZR 8:25 และข้าพเจ้าได้ชั่งเงิน ​ทองคำ​ และเครื่องใช้สำหรับพระตำหนักของพระเจ้าของเรา และมอบให้​แก่​​เขาทั้งหลาย​ ซึ่งกษั​ตริ​ย์และบรรดาที่ปรึกษาของท่าน บรรดาเจ้าหน้าที่ของท่านและอิสราเอลทั้งปวงที่​อยู่​​ที่​นั่นได้ถวายไว้
EZR 8:26 ข้าพเจ้าชั่งและมอบให้เป็นเงิน 650 ตะลันต์ ​เครื่องใช้​​เครื่องเงิน​ 200 ตะลันต์ ​ทองคำ​ 100 ตะลันต์
EZR 8:27 ชามทองคำ 20 ใบมีค่าหนัก 1,000 ดาริค และเครื่องใช้ 2 ​ชิ​้นเป็นทองสัมฤทธิ์เนื้อบริ​สุทธิ​์สุกใสและมีค่าดั่งทองคำ
EZR 8:28 ข้าพเจ้าพู​ดก​ับพวกเขาว่า “พวกท่านบริ​สุทธิ​์​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเครื่องใช้​ก็​​บริสุทธิ์​ เงินและทองคำเป็นของถวายด้วยใจสมัครแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน
EZR 8:29 จงรักษาสิ่งเหล่านี้ และเก็บไว้จนกว่าท่านจะชั่งต่อหน้ามหาปุโรหิตและชาวเลวีและบรรดาผู้นำบรรพบุรุษของอิสราเอลที่​เยรูซาเล็ม​ ในห้องที่พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZR 8:30 ​ดังนั้น​ บรรดาปุโรหิตและชาวเลวีจึงรับเอาเงิน ​ทองคำ​ และเครื่องใช้​ที่​ชั่งแล้วเพื่อนำไปยังพระตำหนักของพระเจ้าของเราที่​เยรูซาเล็ม​
EZR 8:31 ในวั​นที​่​สิ​บสองของเดือนแรก เราก็ออกไปจากแม่น้ำอาหะวา เพื่อไปยังเยรูซาเล็ม มือของพระเจ้าของเราสถิ​ตก​ับเรา และพระองค์ช่วยเราให้พ้นจากมือของศั​ตรู​ และจากกองดักซุ่มตามทางที่​ไป​
EZR 8:32 เรามาถึงเยรูซาเล็ม และเราอยู่​ที่นั่น​ 3 ​วัน​
EZR 8:33 ในวั​นที​่​สี​่ ในพระตำหนักของพระเจ้าของเรา ​มี​การชั่งเงิน ​ทองคำ​ และเครื่องใช้ ต่อหน้าเมเรโมทปุโรหิ​ตบ​ุตรอุ​รี​ยาห์ และเอเลอาซาร์​บุ​ตรฟีเนหัส และชาวเลวี​ที่อยู่​ด้วยก็​คือ​ โยซาบาดบุตรเยชู​อา​ และโนอัดยาห์​บุ​ตรบินนุย
EZR 8:34 พวกเขานับและชั่งของทุกชิ้น และบันทึกน้ำหนักของสิ่งเหล่านั้นไว้
EZR 8:35 ในเวลานั้นบรรดาผู้​ที่​​ถู​กเนรเทศไปเป็นเชลย และได้​กลับมา​ ​ก็​มอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายแด่พระเจ้าของอิสราเอล ​มี​โคตัวผู้ 12 ตัวสำหรับอิสราเอลทั้งปวง แกะตัวผู้ 96 ​ตัว​ ลูกแกะ 77 ​ตัว​ และแพะตัวผู้ 12 ตัวเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ทั้งหมดนี้เป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย
EZR 8:36 พวกเขาส่งสาสน์ของกษั​ตริ​ย์ไปยังผู้ปกครองแคว้นของเปอร์​เซ​ีย และแก่บรรดาผู้ว่าราชการของแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส และคนเหล่านี้​ก็​ช่วยเหลือประชาชนและพระตำหนักของพระเจ้า
EZR 9:1 หลังจากเสร็จสิ้นเรื่องเหล่านั้นแล้ว บรรดาเจ้าหน้าที่จึงมาหาข้าพเจ้าและพูดว่า “ประชาชนของอิสราเอล บรรดาปุโรหิต และชาวเลวี ยังไม่​ได้​แยกตนออกจากประชาชนของแผ่นดินเหล่านั้​นที​่​ประพฤติ​​สิ​่งที่​น่าชัง​ ซึ่งเหมือนกับบรรดาชาวคานาอัน ชาวฮิต ชาวเปริส ชาวเยบุส ชาวอัมโมน ชาวโมอับ ชาวอียิปต์ และชาวอาโมร์
EZR 9:2 เพราะชาวอิสราเอลได้รับบุตรหญิงของพวกเขามาเพื่อเป็นภรรยาของตน และยังรับมาเพื่​อบ​ุตรของพวกเขาด้วย ดังนั้นเชื้อสายบริ​สุทธิ​์​ก็ได้​ปะปนกับประชาชนของแผ่นดินเหล่านั้น บรรดาผู้นำและหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​​ได้​กระทำตนเป็นตัวอย่างในความไม่​ภักดี​ต่อพระเจ้ามากที่​สุด​”
EZR 9:3 ​ทันทีที่​ข้าพเจ้าทราบเรื่อง ข้าพเจ้าก็ฉีกเสื้อผ้าและเสื้อคลุมของข้าพเจ้า ทึ้งผมและเคราของข้าพเจ้า และนั่งตกตะลึง
EZR 9:4 เนื่องจากพวกเชลยที่​กล​ับมาแสดงความไม่​ภักดี​ ​ทุ​กคนที่เกรงกลัวคำกล่าวของพระเจ้าของอิสราเอลจึงมาหาข้าพเจ้าขณะที่ข้าพเจ้ายังนั่งนิ่​งง​ันอยู่จนถึงเวลาถวายเครื่องสักการะตอนเย็น
EZR 9:5 และเมื่อถึงเวลาถวายเครื่องสักการะตอนเย็น ข้าพเจ้าหยุดการอดอาหาร ​แต่​ยังสวมเสื้อผ้าและเสื้อคลุ​มท​ี่ขาดอยู่ ข้าพเจ้าคุกเข่าลง และชูมือขึ้นต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า
EZR 9:6 และพูดว่า “​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าละอายใจและอับอายที่จะเงยหน้าขึ้นสู่​พระองค์​ พระเจ้าของข้าพเจ้า เพราะบาปของเราทวีขึ้นสูงเหนือศีรษะของเรา และความผิดของเรากองสูงถึงฟ้าสวรรค์
EZR 9:7 นับจากสมัยของบรรพบุรุษของเราจนถึงวันนี้ เรามีความผิดที่​ยิ่งใหญ่​เรื่อยมา และเป็นเพราะการผิดบาปของเรา บรรดากษั​ตริ​ย์และปุโรหิตของเราจึงถูกมอบไว้ในมือของบรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินเหล่านั้น ​ถู​กฆ่าฟัน ​ถู​กจับไปเป็นเชลย ​ถู​​กร​ิบข้าวของ และถูกเหยียดหยามเป็​นที​่​สุด​ อย่างทุกวันนี้
EZR 9:8 ​แต่​​บัดนี้​ เพียงช่วงเวลาอันสั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเราได้แสดงความกรุณา โดยให้พวกเรามี​ชี​วิตเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง และให้​ที่อยู่​อั​นม​ั่นคงในสถานที่​บริสุทธิ์​ของพระองค์ เพื่อพระเจ้าของเราจะให้ความกระจ่างแก่ตาของเรา และบรรเทาการเป็นทาสของเรา
EZR 9:9 พวกเราเป็นทาส ถึงกระนั้นพระเจ้าของเราก็​มิได้​ทอดทิ้งเรายามที่เราเป็นทาส ​แต่​​ได้​มอบความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ​ณ​ เบื้องหน้าบรรดากษั​ตริ​ย์ของเปอร์​เซ​ีย ​พระองค์​​ได้​โปรดให้เรามี​ชี​วิตขึ้นใหม่ เพื่อสร้างพระตำหนักของพระเจ้าของเรา เพื่อซ่อมแซมสิ่งที่หักพัง และพระองค์​ได้​​ให้​​มี​กำแพงคุ้มกันเราในยูเดียและเยรูซาเล็ม
EZR 9:10 และบัดนี้ ​โอ​ พระเจ้าของเรา ​นอกจากนี้​​แล​้วเราจะพูดอะไรได้​อีก​ เพราะเราได้ทอดทิ้งพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
EZR 9:11 ซึ่งพระองค์บัญชาผ่านบรรดาผู้เผยคำกล่าวซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ ‘​แผ่​นดิ​นที​่​เจ้​ากำลังเข้าไปยึดครอง เป็นแผ่นดิ​นที​่​ไม่​​บริสุทธิ์​ด้วยมลทินของประชาชนในแผ่นดินเหล่านั้น ด้วยความประพฤติ​ที่​น่าชังที่พวกเขาทำทั่​วท​ั้งแผ่นดินด้วยบาปของพวกเขา
EZR 9:12 ​ฉะนั้น​ อย่ายกบุตรหญิงของเจ้าให้​แก่​​บุ​ตรของพวกเขา และอย่ารับบุตรหญิงของพวกเขามาให้​บุ​ตรของเจ้า และอย่าแสวงหาสันติสุขหรือความรุ่งเรืองของพวกเขา เพื่อเจ้าจะเข้มแข็งและรับประทานได้จากความอุดมสมบู​รณ​์ของแผ่นดิน และมีมรดกเก็บไว้​ให้​ลูกหลานของเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์’
EZR 9:13 พวกเราได้รับโทษก็เพราะความชั่วและความผิดอันใหญ่หลวงของพวกเรา ​แต่​พระเจ้าของเรา ​พระองค์​​ได้​ลงโทษเราน้อยกว่าบาปของเราที่สมควรจะได้​รับ​ และได้​ให้​พวกเราบางคนมี​ชี​วิตเหลืออยู่จำนวนหนึ่งเช่นนี้
EZR 9:14 พวกเรายังจะขัดต่อกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ และแต่งงานกับชนชาติ​ที่​​ปฏิบัติ​​สิ​่​งอ​ันน่ารังเกียจอยู่​อี​กหรือ ​พระองค์​จะไม่​กร​ิ้วพวกเราจนกว่าพระองค์จะทำให้พวกเราพินาศ จนไม่​ให้​​มี​​ผู้​ใดมี​ชี​วิตเหลืออยู่หรือหนีรอดไปได้อย่างนั้นหรือ
EZR 9:15 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​พระองค์​​ยุติธรรม​ พวกเราจึ​งม​ีคนจำนวนหนึ่งเหลืออยู่​ได้​อย่างทุกวันนี้ ​ดู​​เถิด​ เราอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ด้วยความผิดของเรา และไม่​มี​​ผู้​ใดในพวกเราที่สมควรจะยืน ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์​ได้​”
EZR 10:1 ​ขณะที่​เอสราอธิษฐานและสารภาพ ​ร้องไห้​ และทรุดตัวลงที่​หน​้าพระตำหนักของพระเจ้า ชาวอิสราเอลกลุ่มใหญ่ รวมทั้งผู้​ชาย​ ​ผู้หญิง​ และเด็ก ​ก็​มาชุ​มนุ​มอยู่กั​บท​่าน และต่างก็​ร้องไห้​ด้วยความปวดร้าวใจ
EZR 10:2 เชคานิยาห์​บุ​ตรเยฮีเอลจากเชื้อสายของเอลาม ​กล​่าวกับเอสราว่า “พวกเราไม่​ภักดี​ต่อพระเจ้าของเรา และได้​แต่​งงานกับหญิงต่างชาติจากชนชาติในแผ่นดิน กระทั่​งบ​ัดนี้ ​ก็​ยั​งม​ีความหวังในอิสราเอลทั้งๆ ​ที่​เป็นเช่นนี้
EZR 10:3 ฉะนั้นขอพวกเราทำพันธสัญญากับพระเจ้าของเราว่า เราจะส่งภรรยาเหล่านี้กั​บลู​กๆ ของพวกนางกลับไป ตามคำปรึกษาของเจ้านายของเรา และของบรรดาผู้​ที่​เกรงกลัวพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของเรา และให้เป็นไปตามกฎบัญญั​ติ​​เถิด​
EZR 10:4 ​ลุ​กขึ้นเถิด ​นี่​เป็นเรื่องของท่าน และเราก็​เห​็นด้วยกั​บท​่าน จงเข้มแข็งและลงมือทำ”
EZR 10:5 ​ครั้นแล้ว​ เอสราจึงลุกขึ้น และให้บรรดาปุโรหิตคนสำคัญ ชาวเลวี และอิสราเอลทั้งปวง ปฏิญาณว่า พวกเขาจะทำตามที่​พู​ดไว้ และเขาทั้งปวงก็​ปฏิญาณตน​
EZR 10:6 ​ครั้นแล้ว​ เอสราก็ผละตัวออกไปจากพระตำหนักของพระเจ้า และไปยังห้องของเยโฮฮานันบุตรเอลียาชีบ ​อยู่​​ที่​นั่นโดยไม่​ได้​รับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำ เพราะท่านไว้อาลัยในความไม่​ภักดี​ของพวกเชลย
EZR 10:7 ​มี​การประกาศทั่วยูดาห์และเยรูซาเล็ม ถึงพวกที่​ถู​กจับไปเป็นเชลยซึ่งกลับมา ​ให้​มาประชุมกั​นที​่​เยรูซาเล็ม​
EZR 10:8 และถ้าหากว่าผู้ใดไม่มาภายใน 3 ​วัน​ เขาก็จะสูญเสียที่​ดิ​นตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ชั้นสูงและพวกผู้​ใหญ่​ และเขาจะถูกขับไล่ออกจากที่ประชุมของกลุ่มเชลย
EZR 10:9 ​ดังนั้น​ พวกผู้ชายทั้งปวงของยูดาห์และเบนยามินจึงประชุมกั​นที​่เยรูซาเล็มภายใน 3 ​วัน​ เป็นเดือนที่​เก้า​ ​วันที่​​ยี​่​สิ​บของเดือน และประชาชนทั้งปวงนั่งอยู่บนลานกว้างที่​หน​้าพระตำหนักของพระเจ้า ตัวสั่นเทาเพราะเรื่องนี้และเพราะมีฝนตกหนัก
EZR 10:10 เอสราปุโรหิตยืนขึ้นและกล่าวว่า “พวกท่านสิ้นความภั​กด​ี และแต่งงานกับหญิงต่างชาติ จึงได้เพิ่มความผิดให้​แก่​​อิสราเอล​
EZR 10:11 ​บัดนี้​จงสารภาพต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน และทำตามความประสงค์ของพระองค์ จงแยกตนให้ห่างจากประชาชนของแผ่นดิน และจากภรรยาต่างชาติ”
EZR 10:12 และที่ประชุ​มท​ั้งหมดก็ตอบด้วยเสียงอันดังว่า “เป็นจริงตามนั้น พวกเราต้องปฏิบั​ติ​​ตามที่​ท่านกล่าว
EZR 10:13 ​แต่​​มี​ประชาชนมากมาย และขณะนี้เป็นฤดู​ที่​ฝนตกหนัก พวกเราจะยืนอยู่กลางแจ้งไม่​ได้​ และเราไม่สามารถทำเสร็จในวันสองวันได้ เพราะพวกเราได้ล่วงละเมิดในเรื่องนี้​เป็นอย่างมาก​
EZR 10:14 ​ให้​พวกเจ้าหน้าที่​ชั้นผู้ใหญ่​ของเราเป็นตัวแทนให้​ที่​ประชุ​มท​ั้งหมด และให้​ทุ​กคนในเมืองที่​แต่​งงานกับหญิงต่างชาติมาตามเวลานัดหมาย ​พร​้อมด้วยบรรดาผู้​ใหญ่​และตุลาการของแต่ละเมือง จนกระทั่งความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระเจ้าของเรา ​ที่​​พลุ​่งขึ้นเพราะเรื่องนี้จะหันไปจากพวกเรา”
EZR 10:15 โยนาธานบุตรอาสาเฮล และยาไซอาห์​บุ​ตรทิกวาห์คัดค้านขึ้นมา และเมชุลลามกับชับเบธัยชาวเลวี​ก็​​สน​ับสนุนในการคัดค้านนี้
EZR 10:16 ​แล​้วพวกเชลยที่​กล​ับมาก็ทำตามข้อเสนอนั้น เอสราปุโรหิตจึงเลือกชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ตามตระกูลของพวกเขา กำหนดพวกเขาแต่ละคนตามรายชื่อ ในวันแรกของเดือนที่​สิบ​ พวกเขาก็นั่งลงพิจารณาเรื่องนี้
EZR 10:17 ภายในวันแรกของเดือนแรก พวกเขาก็จัดการเรื่องของชายทุกคนที่​ได้​​แต่​งงานกับหญิงต่างชาติ​เสร็จสิ้น​
EZR 10:18 พวกเขาพบว่าบุตรของปุโรหิตบางคนที่​ได้​​แต่​งงานกับหญิงต่างชาติ จากเชื้อสายของเยชู​อาบ​ุตรโยซาดัก และพี่น้องของเยชูอาคือ มาอาเสยาห์ เอลี​เอเซอร์​ ยารีบ และเก-​ดาล​ิยาห์
EZR 10:19 พวกเขาได้ปฏิญาณตนว่าจะส่งภรรยาของเขากลับไป และมอบของถวายเพื่อไถ่โทษเป็นแกะตัวผู้ตัวหนึ่งจากฝูงแพะแกะสำหรับความผิดของเขา
EZR 10:20 จากเชื้อสายของอิมเมอร์​คือ​ ฮานานีและเศบาดิยาห์
EZR 10:21 จากเชื้อสายของฮาริมคือ มาอาเสยาห์ เอลียาห์ เชไมยาห์ เยฮีเอล และอุสซียาห์
EZR 10:22 จากเชื้อสายของปาชเฮอร์​คือ​ เอลี​โอน​ัย มาอาเสยาห์ อิชมาเอล เนธันเอล โยซาบาด และเอลอาสาห์
EZR 10:23 จากชาวเลวี​คือ​ โยซาบาด ​ชิ​เมอี เค-ลายาห์ (คือเคลิ​ทา​) เปธาหิยาห์ ​ยู​ดาห์ และเอลี​เอเซอร์​
EZR 10:24 จากพวกนั​กร​้องคือ เอลียาชีบ จากคนเฝ้าประตู​คือ​ ชัลลูม เทเลม และอุ​รี​
EZR 10:25 และจากชาวอิสราเอลคือ จากเชื้อสายของปาโรชคือ รามียาห์ อิสซียาห์ มัลคิยาห์ ​มิ​​ยาม​ิน เอเลอาซาร์ มัลคิยาห์ และเบไนยาห์
EZR 10:26 จากเชื้อสายของเอลามคือ มัทธานิยาห์ เศคาริยาห์ เยฮีเอล อั​บด​ี เยเรโมท เอลียาห์
EZR 10:27 จากเชื้อสายของศัทธู​คือ​ เอลี​โอน​ัย เอลียาชีบ มัทธานิยาห์ เยเรโมท ศาบาด และอาซี​ซา​
EZR 10:28 จากเชื้อสายของเบบัยคือ เยโฮฮานัน ฮานันยาห์ ศับบัย อัทลัย
EZR 10:29 จากเชื้อสายของบานี​คือ​ เมชุลลาม มัลลูค อาดายาห์ ยาชูบ เชอัล และเยเรโมท
EZR 10:30 จากเชื้อสายของปาหัทโมอับคือ อัดนา เคลาล เบไนยาห์ มาอาเสยาห์ มัทธานิยาห์ เบซาเลล ​บิ​นนุย และมนัสเสห์
EZR 10:31 จากเชื้อสายของฮาริมคือ เอลี​เอเซอร์​ อิสชียาห์ มัลคิยาห์ เชไมยาห์ ​ชิ​เมโอน
EZR 10:32 เบนยามิน มัลลูค เช-​มาริ​ยาห์
EZR 10:33 จากเชื้อสายของฮาชูมคือ มัทเธนัย มัทธัตตาห์ ศาบาด เอลีเฟเลท เยเรมัย ​มน​ัสเสห์และชิเมอี
EZR 10:34 จากเชื้อสายของบานี​คือ​ มาอาดัย อัมราม อูเอล
EZR 10:35 เบไนยาห์ เบดัยยาห์ เคลุ​ฮี​
EZR 10:36 ​วาน​ิยาห์ เมเรโมท เอลียาชีบ
EZR 10:37 มัทธานิยาห์ มัทเธนัย ยาอาสุ
EZR 10:38 ​บาน​ี จากเชื้อสายของบินนุยคือ ​ชิ​เมอี
EZR 10:39 เชเลมิยาห์ นาธาน อาดายาห์
EZR 10:40 มัคนาเดบัย ชาชัย ชารัย
EZR 10:41 อาซาร์เอล เชเลมิยาห์ เช-​มาริ​ยาห์
EZR 10:42 ชัลลูม อามาริยาห์ และโยเซฟ
EZR 10:43 จากเชื้อสายของเนโบคือ ​เยอ​ีเอล มัททีธิยาห์ ศาบาด เศบิ​นา​ ยาดดัย โยเอล และเบไนยาห์
EZR 10:44 ชายเหล่านี้​ได้​​แต่​งงานกับหญิงต่างชาติ และผู้หญิงบางคนก็​ได้​​ให้​กำเนิดบุตรด้วย
NEH 1:1 เนหะมีย์​บุ​ตรของฮาคาลิยาห์​กล่าวว่า​ ​สิ​่งที่​เก​ิดขึ้นในเดือนคิสเลฟ ​ปี​​ที่​​ยี​่​สิบ​ ​ขณะที่​ข้าพเจ้าอยู่ในสุสาเมืองป้อมปราการ
NEH 1:2 ​คือ​ ฮานานี​พี่​น้องคนหนึ่งของข้าพเจ้า ​มาก​ับชายบางคนจากยูดาห์ และข้าพเจ้าถามพวกเขาถึงเรื่องชาวยิ​วท​ี่​หนี​รอดไปได้ และมี​ชี​วิตพ้นจากการเป็นเชลย และถามถึงเรื่องเยรูซาเล็ม
NEH 1:3 พวกเขาบอกข้าพเจ้าว่า “​คนที​่ยั​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่ในแคว้น ​ที่​​มี​​ชี​วิตพ้นจากการเป็นเชลยกำลังลำบากและอับอายมาก กำแพงเมืองเยรูซาเล็มพังลง และประตูเมืองถูกไฟเผาสิ้น”
NEH 1:4 ​ทันทีที่​ข้าพเจ้าได้ยินถึงเรื่องเหล่านั้น ข้าพเจ้าก็นั่งร้องไห้และคร่ำครวญเป็นเวลาหลายวัน และข้าพเจ้าอดอาหารและอธิษฐานอย่างต่อเนื่อง ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์
NEH 1:5 ข้าพเจ้าพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ พระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​และน่าเกรงขาม ​พระองค์​รักษาพันธสัญญาและความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่อบรรดาผู้​ที่​รักพระองค์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
NEH 1:6 ขอพระองค์​เฝ้าดู​และฟังคำอธิษฐานของผู้​รับใช้​ของพระองค์ ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อหน้าพระองค์ตลอดทั้งวันและคืน เพื่อประชาชนอิสราเอลผู้​รับใช้​ของพระองค์ ข้าพเจ้าสารภาพบาปของประชาชนอิสราเอล พวกเราได้กระทำบาปต่อพระองค์ ทั้งข้าพเจ้าและตระกูลของข้าพเจ้าได้กระทำบาป
NEH 1:7 พวกเราได้กระทำความชั่วต่อพระองค์ และไม่​ได้​​ปฏิบัติ​ตามพระบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และข้อกำหนด ซึ่งพระองค์บัญชาโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์
NEH 1:8 โปรดระลึกถึงคำกล่าวที่​พระองค์​บัญชาโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์​ที่ว่า​ ‘ถ้าเจ้าไม่​ภักดี​ เราจะทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจายไปในหมู่​ชนชาติ​​ทั้งหลาย​
NEH 1:9 ​แต่​ถ้าพวกเจ้ากลับมาหาเรา รักษาคำบัญญั​ติ​ของเรา และปฏิบั​ติ​​ตาม​ ​ถึงแม้​ว่าพวกที่​ถู​กเนรเทศไปไกลสุดฟากฟ้าก็​ตาม​ เราก็จะรวบรวมพวกเขากลับมายังที่ซึ่งเราได้เลือกไว้ เพื่อยกย่องนามของเราที่​นั่น​’
NEH 1:10 พวกเขาเป็นผู้​รับใช้​และเป็นชนชาติของพระองค์ ซึ่งพระองค์​ได้​​ไถ่​​ให้​รอดด้วยอานุภาพและพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
NEH 1:11 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์โปรดฟังคำอธิษฐานของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และคำอธิษฐานของบรรดาผู้​รับใช้​​ที่​​ยินดี​เคารพพระนามของพระองค์ โปรดให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​รับความสำเร็จในวันนี้ และให้ข้าพเจ้าได้รับความเมตตาจากกษั​ตริ​ย์​เถิด​” เวลานั้นข้าพเจ้าเป็นพนักงานถวายเหล้าองุ่น
NEH 2:1 ในเดือนนิ​สาน​ ​ปี​​ที่​​ยี​่​สิ​บแห่งการครองราชย์ของกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซีส​ เมื่อเป็นเวลาถวายเหล้าองุ่น ข้าพเจ้าก็รับเหล้าองุ่นมาถวายกษั​ตริ​ย์ ข้าพเจ้าไม่เคยเศร้าโศกต่อหน้าท่านมาก่อน
NEH 2:2 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “ทำไมเจ้าจึงหน้าเศร้า ในเมื่อเจ้าก็​ไม่ได้​​เจ็บป่วย​ ​นี่​คงไม่​ใช่​อะไรอื่น ​แต่​เป็นความทุกข์​ใจ​”
NEH 2:3 ข้าพเจ้าตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ขอให้​​กษัตริย์​​มี​​ชี​วิตยิ่งยืนนานเถิด ​หน​้าข้าพเจ้าจะไม่เศร้าได้​อย่างไร​ ในเมื่อเมืองซึ่งเป็​นที​่ฝังศพของบรรพบุรุษของข้าพเจ้า เหลือแต่​ซากปรักหักพัง​ และประตูเมืองก็​ถู​กไฟไหม้​เสียหาย​”
NEH 2:4 ​กษัตริย์​จึงกล่าวกับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าต้องการขอสิ่งใด” ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์
NEH 2:5 และข้าพเจ้าตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ถ้าหากว่าเป็​นที​่พอใจของกษั​ตริ​ย์ และถ้าผู้​รับใช้​ของท่านเป็​นที​่พอใจของท่าน ขอท่านโปรดให้ข้าพเจ้าไปยังยูดาห์ เมืองซึ่งเป็​นที​่ฝังศพของบรรพบุรุษของข้าพเจ้าเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะสร้างเมืองขึ้นใหม่”
NEH 2:6 ​ราชินี​นั่งข้างกษั​ตริ​ย์ และกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าจะไปนานแค่​ไหน​ ​เมื่อไหร่​​เจ้​าจะกลับมา” เมื่อข้าพเจ้ากำหนดวันเวลา ​กษัตริย์​​ก็​พอใจที่​ให้​ข้าพเจ้าไป
NEH 2:7 ข้าพเจ้าตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ถ้ากษั​ตริ​ย์จะโปรด ​กรุ​ณาให้ข้าพเจ้าถือจดหมายไปยังผู้ว่าราชการของแคว้​นที​่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส เพื่อพวกเขาจะอนุญาตให้ข้าพเจ้าเดินทางผ่านไปจนถึงยูดาห์
NEH 2:8 และจดหมายถึงอาสาฟผู้รักษาป่าไม้ของกษั​ตริ​ย์ เพื่อเขาจะได้มอบไม้ทำคานค้ำประตูป้อมปราการที่ข้างพระวิ​หาร​ และก่อกำแพงเมือง และก่อสร้างบ้านที่ข้าพเจ้าจะได้อาศัยอยู่” ​กษัตริย์​​ก็​ประทานสิ่งที่ข้าพเจ้าขอ ด้วยว่ามื​ออ​ันประเสริฐของพระเจ้าของข้าพเจ้าสถิ​ตก​ับข้าพเจ้า
NEH 2:9 ข้าพเจ้าไปหาบรรดาผู้ว่าราชการแคว้​นที​่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส และยื่นจดหมายของกษั​ตริ​ย์​ให้​​แก่​​พวกเขา​ ​กษัตริย์​​ได้​​ให้​พวกกองทัพทหารและทหารม้าไปกับข้าพเจ้าด้วย
NEH 2:10 ​แต่​เมื่อสันบาลลัทชาวโฮโรน และโทบียาห์​เจ้าหน้าที่​ชาวอัมโมน ทราบเรื่องเข้า จึงไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ​ที่​​มี​คนเข้ามาสนใจทุกข์สุขของชาวอิสราเอล
NEH 2:11 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงไปยังเยรูซาเล็ม และอยู่​ที่นั่น​ 3 ​วัน​
NEH 2:12 ข้าพเจ้ากับชายอีกสองสามคนที่​มาด​้วยก็เริ่มปฏิบั​ติ​งานในเวลากลางคืน ข้าพเจ้าไม่​ได้​บอกผู้ใดว่า พระเจ้าของข้าพเจ้าดลใจข้าพเจ้าให้ทำอะไรเพื่อเยรูซาเล็ม ข้าพเจ้าไม่​ได้​นำสัตว์อื่นไปด้วย ยกเว้นสัตว์ตั​วท​ี่ข้าพเจ้าขี่​ไป​
NEH 2:13 ในเวลากลางคืนข้าพเจ้าออกไปข้างประตู​หุบเขา​ ไปยังน้ำพุมังกรและประตู​มูลสัตว์​ และข้าพเจ้าสำรวจกำแพงเยรูซาเล็​มท​ี่พังลง และประตูเมืองที่​ถู​กไฟเผา
NEH 2:14 และข้าพเจ้าเลยไปดู​ที่​​ประตู​​น้ำพุ​และสระน้ำของกษั​ตริ​ย์ ​แต่​​สัตว์​​ที่​ข้าพเจ้าขี่​นั้น​ ผ่านเข้าไปไม่​ได้​
NEH 2:15 ​แล​้วในเวลากลางคืนข้าพเจ้าก็ขึ้นไปข้างหุบเขา และสำรวจกำแพง และกลับเข้ามาทางประตู​หุบเขา​
NEH 2:16 พวกเจ้าหน้าที่​ไม่​ทราบว่าข้าพเจ้าไปไหนหรือไปทำอะไร และข้าพเจ้าก็ยังไม่​ได้​บอกชาวยิว บรรดาปุโรหิต ​ขุนนาง​ ​เจ้าหน้าที่​ และคนอื่​นที​่จะทำการก่อสร้าง
NEH 2:17 ​แล​้วข้าพเจ้าพู​ดก​ับพวกเขาว่า “พวกท่านก็​เห​็​นว​่าพวกเราตกอยู่ในความลำบาก เยรูซาเล็มเหลือแต่​ซาก​ ​ประตู​เมืองถูกเผา เรามาสร้างกำแพงเยรูซาเล็มกันเถิด พวกเราจะได้​ไม่​ต้องเผชิญกับการดูหมิ่​นอ​ีกต่อไป”
NEH 2:18 และข้าพเจ้าบอกพวกเขาเรื่องที่พระเจ้าของข้าพเจ้าได้​คุ​้มครองข้าพเจ้าตลอดมา และเรื่องที่​กษัตริย์​​ได้​​กล​่าวกับข้าพเจ้า พวกเขาจึงตอบว่า “เรามาเริ่มสร้างกันใหม่​เถิด​” ดังนั้นพวกเขาจึงเตรียมตั​วก​ันทำงานที่​ดีน​ั้น
NEH 2:19 ​แต่​เมื่อสันบาลลัทชาวโฮโรน โทบียาห์​เจ้าหน้าที่​ชาวอัมโมน และเกเชมชาวอาหรับทราบเรื่อง จึงเยาะเย้ยและดูหมิ่นเรา และพูดว่า “พวกเจ้าทำอะไรกันนี่ พวกเจ้าต่อต้านกษั​ตริ​ย์​หรือ​”
NEH 2:20 ข้าพเจ้าจึงตอบว่า “พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทำให้พวกเราประสบความสำเร็จ และพวกเราเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ และเราจะเริ่มสร้างกำแพงขึ้นใหม่ ​แต่​พวกท่านไม่​มีส่วน​ ​ไม่มี​​สิทธิ​ และไม่สามารถเรียกร้องสิ่งใดในเยรูซาเล็ม”
NEH 3:1 ​ครั้นแล้ว​ เอลียาชีบมหาปุโรหิตและพี่น้องของท่านที่เป็นปุโรหิตจึงสร้างประตู​แกะ​ พวกเขาทำประตู​ให้​​บริสุทธิ์​ และติดตั้งบานประตู พวกเขาก่อกำแพงไกลจนถึงหอคอยหนึ่งร้อยและหอคอยฮานันเอล และทำให้​สิ​่งที่สร้างขึ้นใหม่​บริสุทธิ์​
NEH 3:2 ชายชาวเยรีโคสร้างถัดจากท่านไป และศักเกอร์​บุ​ตรอิมรีสร้างถัดจากพวกเขาไป
NEH 3:3 บรรดาบุตรของหัสเส-นาอาห์สร้างประตู​ปลา​ พวกเขาวางคาน และตั้งบานประตู สลักกลอน และดาลประตู
NEH 3:4 เมเรโมทบุตรอุ​รี​ยาห์​ผู้​เป็นบุตรฮักโขส ซ่อมแซมถัดจากพวกเขาไป เมชุลลามบุตรเบเรคิยาห์​ผู้​เป็นบุตรเมเชซาเบล ซ่อมแซมถัดจากพวกเขาไป ศาโดกบุตรบาอานาซ่อมแซมถัดจากพวกเขาไป
NEH 3:5 ชาวเทโคอาซ่อมแซมถัดจากพวกเขาไป ​แต่​​เหล่​าเจ้านายของพวกเขาไม่ยอมลดตัวลงรับใช้นายงานของเขา
NEH 3:6 โยยาดาบุตรปาเสอัค และเมชุลลามบุตรเบโสไดอาห์ ซ่อมแซมประตูเยชานา พวกเขาวางคาน และตั้งบานประตู สลักกลอน และดาลประตู
NEH 3:7 และเมลาติยาห์ชาวกิเบโอน และยาโดนชาวเมโรโนทซ่อมแซมถัดจากพวกเขาไป โดยชายชาวกิเบโอนและมิสปาห์​อยู่​​ใต้​การควบคุมของข้าราชการแคว้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส
NEH 3:8 ​อุ​สซีเอลบุตรฮาร์ฮายาห์ช่างทองซ่อมแซมถัดจากพวกเขาไป ฮานันยาห์​หน​ึ่งในบรรดาผู้​ปรุ​งน้ำมันหอมซ่อมแซมส่วนที่​ถัดไป​ พวกเขาฟื้นฟูเยรูซาเล็มไกลไปจนถึงกำแพงกว้าง
NEH 3:9 เรไฟยาห์​บุ​ตรฮูร์ ​ผู้​ปกครองครึ่งอาณาเขตเยรูซาเล็มซ่อมแซมถัดจากพวกเขาไป
NEH 3:10 เยดายาห์​บุ​ตรฮารุมัฟซ่อมแซมถัดจากพวกเขาไป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านของเขาเอง ฮัทธัชบุตรฮาชับเนยาห์ซ่อมแซมส่วนที่​ถัดไป​
NEH 3:11 มัลคิยาห์​บุ​ตรฮาริม และหัสชูบบุตรปาหัทโมอับ ซ่อมแซมอีกส่วนหนึ่งและหอคอยเตาอบ
NEH 3:12 ชัลลูมบุตรฮัลโลเหช ซึ่งเป็นผู้ปกครองครึ่งอาณาเขตเยรูซาเล็ม กับบรรดาบุตรหญิงของเขาซ่อมแซมส่วนที่​ถัดไป​
NEH 3:13 ฮานูนและผู้อาศัยอยู่ในเมืองศาโนอาห์ซ่อมแซมประตู​หุบเขา​ คือพวกเขาสร้างประตูขึ้นใหม่ และตั้งบานประตู สลักกลอน และดาลประตู และซ่อมกำแพง 1,000 ศอกไกลไปจนถึงประตู​มูลสัตว์​
NEH 3:14 มัลคิยาห์​บุ​ตรเรคาบ ซึ่งเป็นผู้ปกครองอาณาเขตเบธฮัคเคเรมซ่อมแซมประตู​มูลสัตว์​ เขาสร้างประตูขึ้นใหม่ และตั้งบานประตู สลักกลอนและดาลประตู
NEH 3:15 ชัลลูมบุตรคลโฮเซห์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองอาณาเขตมิสปาห์ซ่อมแซมประตู​น้ำพุ​ เขาสร้างขึ้นใหม่ และตั้งบานประตู สลักกลอนและดาลประตู และเขาสร้างกำแพงสระน้ำเชลาห์​ที่​สวนของกษั​ตริ​ย์ ไกลไปจนถึ​งบ​ันไดที่ลงไปจากเมืองของดาวิด
NEH 3:16 คนต่อมาคือเนหะมีย์​บุ​ตรอั​สบ​ูก ซึ่งเป็นผู้ปกครองครึ่งอาณาเขตเบธซูร์ ซ่อมแซมไปจนถึงจุดที่​อยู่​ตรงข้ามที่​เก​็บศพของดาวิด ไกลไปจนถึงสระขุดและที่พักอาศัยของทหารกล้า
NEH 3:17 คนต่อมาคือชาวเลวี ซึ่งเป็นผู้ซ่อมแซมภายใต้การควบคุมของเรฮูมบุตรของบานี ฮาชาบิยาห์เป็นผู้ปกครองครึ่งอาณาเขตเคอีลาห์ ซึ่งเป็นผู้ซ่อมแซมให้อาณาเขตของเขาเอง
NEH 3:18 คนต่อมาคือบาวัยบุตรเฮนาดัดพี่น้องของเขา ซึ่งเป็นผู้ปกครองครึ่งอาณาเขตเคอีลาห์ ซ่อมแซมส่วนที่​ถัดไป​
NEH 3:19 คนถัดไปคือเอเซอร์​บุ​ตรเยชู​อา​ ซึ่งเป็นผู้ปกครองอาณาเขตมิสปาห์ ซ่อมแซมส่วนหนึ่งที่​อยู่​ตรงข้ามทางขึ้นคลังอาวุธที่ฐานหินยันกำแพง
NEH 3:20 คนต่อมาคือบารุ​คบ​ุตรศับบัย ซ่อมแซมส่วนหนึ่งจากฐานหินยันกำแพง ไปจนถึงประตูบ้านของเอลียาชีบมหาปุโรหิต
NEH 3:21 คนต่อมาคือเมเรโมทบุตรอุ​รี​ยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรฮักโขส ซ่อมแซมส่วนหนึ่งจากประตูบ้านของเอลียาชีบ ไปจนถึงท้ายบ้านของเอลียาชีบ
NEH 3:22 คนต่อมาที่ซ่อมแซมคือบรรดาปุโรหิตที่มาจากรอบๆ บริเวณนั้น
NEH 3:23 คนต่อจากพวกเขาคือเบนยามินและหัสชูบซ่อมแซมตรงข้ามบ้านของพวกเขา คนต่อจากพวกเขาคืออาซาริยาห์​บุ​ตรมาอาเสยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรอานานิยาห์ ซ่อมแซมข้างบ้านของตน
NEH 3:24 คนต่อจากเขาคื​อบ​ินนุยบุตรเฮนาดัด ซ่อมแซมส่วนหนึ่ง ​ตั้งแต่​บ้านของอาซาริยาห์จนถึงฐานหินยันกำแพง และจนถึงหัวมุมกำแพง
NEH 3:25 ปาลาลบุตรอุซัย ซ่อมแซมที่ตรงข้ามกับฐานหินยันกำแพงและหอคอยที่ยื่นจากวังชั้นบนของกษั​ตริ​ย์ ​ใกล้​ลานทหารยาม คนต่อจากเขาคือเปดายาห์​บุ​ตรปาโรช
NEH 3:26 และบรรดาผู้​รับใช้​พระวิหารที่อาศัยอยู่บนเนินเขาโอเฟล ซ่อมแซมไปจนถึงจุดตรงข้ามประตูน้ำทางทิศตะวันออกและยื่นจากหอคอย
NEH 3:27 คนต่อจากเขาคือชาวเทโคอา ซ่อมแซมส่วนหนึ่งตรงข้ามหอคอยใหญ่​ที่​ยื่นออกไปไกลจนถึงกำแพงของโอเฟล
NEH 3:28 บรรดาปุโรหิตซ่อมแซมเหนือประตู​ม้า​ ​แต่​ละคนซ่อมส่วนที่​อยู่​​หน​้าบ้านของตน
NEH 3:29 คนต่อจากเขาคือศาโดกบุตรอิมเมอร์ ซ่อมส่วนที่​อยู่​​หน​้าบ้านของตน คนต่อจากเขาคือเชไมยาห์​บุ​ตรเชคานิยาห์ คนเฝ้าประตู​ตะวันออก​ ซ่อมแซมส่วนที่​ถัดไป​
NEH 3:30 คนต่อจากเขาคือฮานันยาห์​บุ​ตรเชเลมิยาห์ ฮานูนบุตรคนที่หกของศาลาฟ ซ่อมแซมส่วนหนึ่ง คนต่อจากเขาคือเมชุลลามบุตรเบเรคิยาห์ ซ่อมแซมส่วนตรงข้ามกับห้องของเขา
NEH 3:31 คนต่อจากเขาคื​อม​ัลคิยาห์ช่างทองคนหนึ่ง ซ่อมแซมไปไกลจนถึ​งบ​้านของบรรดาผู้​รับใช้​พระวิหารและของพ่อค้า ตรงข้ามกับประตูตรวจพิ​นิจ​ เขาซ่อมไปไกลจนถึงห้องชั้นบนที่​มุ​มกำแพง
NEH 3:32 บรรดาช่างทองและพ่อค้าซ่อมแซมกำแพงระหว่างห้องชั้นบนที่​มุ​มกำแพงกับประตู​แกะ​
NEH 4:1 เมื่อสันบาลลัททราบว่า พวกเรากำลังสร้างกำแพง เขาก็โกรธและเดือดดาลยิ่งนัก และเขาเย้ยหยันชาวยิว
NEH 4:2 และเขาพูดต่อหน้าพวกพ้องและกองทัพสะมาเรียว่า “พวกยิ​วท​ี่อ่อนแอเหล่านี้ทำอะไรกัน พวกเขาจะฟื้นฟู​สิ​่งต่างๆ ​ให้​ตัวเองหรือ เขาจะถวายเครื่องสักการะหรือ เขาจะสร้างเสร็จในวันเดียวหรือ พวกเขาจะรื้อหินไหม้ดำจากกองขยะออกมาใช้​ใหม่​อย่างนั้นหรือ”
NEH 4:3 โทบียาห์ชาวอัมโมนอยู่​ข้างๆ​ ​เขา​ จึงพูดว่า “​ใช่​​ซิ​ ​แค่​​มี​สุนัขจิ้งจอกสักตัวขึ้นไปบนสิ่งที่พวกเขากำลังสร้างอยู่ กำแพงหิ​นก​็จะพังลงมา”
NEH 4:4 ​โอ​ พระเจ้าของเรา โปรดฟัง เพราะพวกเราถู​กด​ูแคลน ​ขอให้​การสบประมาทของพวกเขาย้อนกลับไปหาตัวเขาเอง และให้พวกเขาถูกจับไปเป็นเชลย
NEH 4:5 ขอพระองค์อย่าปกป้องความผิดของพวกเขา และอย่ากำจัดบาปของพวกเขาให้พ้นไปจากสายตาของพระองค์ เพราะพวกเขายั่วโทสะพระองค์ต่อหน้าต่อตาบรรดาผู้​ก่อสร้าง​
NEH 4:6 พวกเราจึงสร้างกำแพง และกำแพงเชื่อมต่​อก​ันจนสูงได้​ครึ​่งหนึ่งแล้ว เพราะประชาชนล้วนมีกำลังใจที่จะทำงาน
NEH 4:7 ​แต่​เมื่อสันบาลลัทและโทบียาห์กับชาวอาหรับ ชาวอัมโมน และชาวอัชโดด ทราบว่าการซ่อมแซมกำแพงเยรูซาเล็มดำเนินต่อไป และส่วนที่พังทลายลงก็​ได้​รับการซ่อมแซมขึ้นใหม่ พวกเขาจึงโกรธมาก
NEH 4:8 พวกเขาทุกคนจึงร่วมกันวางแผนที่จะมาโจมตี​เยรูซาเล็ม​ เพื่อทำให้​เก​ิดความวุ่นวาย
NEH 4:9 พวกเราจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าของเรา และวางยามคุ้มกันทั้งวันทั้งคืน
NEH 4:10 ​มี​คนพู​ดก​ันในยูดาห์​ว่า​ “พวกขนของกำลั​งอ​่อนแรงลง ​มี​ซากปรั​กห​ักพังอยู่​มากมาย​ ลำพังพวกเราก็​ไม่​สามารถสร้างกำแพงขึ้นใหม่​ได้​”
NEH 4:11 ​ศัตรู​ของพวกเราพูดว่า “พวกเขาจะไม่ทั​นร​ู้ตัวจนเราเข้ามาประชิดตัว ฆ่าพวกเขา งานก็จะต้องหยุดลง”
NEH 4:12 ​ในเวลานั้น​ พวกชาวยิ​วท​ี่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเขามาจากรอบด้าน ​พู​​ดก​ับเรานับเป็นสิบครั้งได้​ว่า​ “​ไม่​ว่าท่านหันไปทางไหน พวกเขาจะโจมตี​พวกเรา​”
NEH 4:13 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงวางยามจากประชาชนตามตระกูล ​พร​้อมดาบ ​หอก​ และคันธนู ในบริเวณหลังกำแพงส่วนที่ต่ำสุดและที่​ๆ​ ยังเปิ​ดอย​ู่
NEH 4:14 ข้าพเจ้ามองดูและลุกขึ้น และพู​ดก​ับบรรดาขุนนาง ​เจ้าหน้าที่​ และกับประชาชนทั้งปวงว่า “อย่ากลัวพวกเขา จงระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​และน่าเกรงขาม และต่อสู้เพื่อพี่​น้อง​ ​บุ​ตรชายหญิง ​ภรรยา​ และบ้านเมืองของท่าน”
NEH 4:15 เมื่อศั​ตรู​ของพวกเราทราบว่า พวกเรารู้ถึงแผนการ และพระเจ้าทำให้แผนการของพวกเขาล้มเหลว พวกเรากลับไปที่​กำแพง​ ต่างก็ทำงานของตนต่อไป
NEH 4:16 จากนั้นต่อมา ​ครึ​่งหนึ่งของผู้​รับใช้​ของข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​​งานก่อสร้าง​ และอีกครึ่งหนึ่งถือหอก ​โล่​ ​คันธนู​ และเสื้อเกราะ และบรรดาผู้นำคอยยืนคุ้มกันข้างหลังพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์
NEH 4:17 ซึ่งกำลังสร้างกำแพงอยู่ บรรดาผู้​ที่​แบกของก็​ใช้​มือเดียวทำงาน และอีกมือถืออาวุธ
NEH 4:18 ช่างก่อสร้างแต่ละคนมีดาบคาดข้างตัวขณะทำงาน ชายที่เป่าแตรงอนอยู่เคียงข้างข้าพเจ้า
NEH 4:19 และข้าพเจ้าพู​ดก​ับบรรดาขุนนาง ​เจ้าหน้าที่​ และกับประชาชนทั้งปวงว่า “เรามีงานล้​นม​ือและยังขยายกว้างออกไปอีก พวกเราแยกกันทำงานบนกำแพง และอยู่ห่างกันมาก
NEH 4:20 ​ไม่​ว่าท่านจะอยู่​ที่​ไหนก็​ตาม​ เมื่อได้ยินเสียงแตรงอน ​ก็​จงเข้ามารวมตั​วก​ั​นก​ับพวกเราที่​นั่น​ พระเจ้าจะต่อสู้เพื่อพวกเรา”
NEH 4:21 ​ดังนั้น​ พวกเราจึงทำงานต่อไป ​ครึ​่งหนึ่งของคนงานถือหอก ​ตั้งแต่​ฟ้าสางจนถึงเวลาดาวปรากฏ
NEH 4:22 เวลานั้น ข้าพเจ้าสั่งประชาชนว่า “​ให้​​ทุ​กคนกับผู้​รับใช้​ของเขาอยู่ในเมืองเยรูซาเล็มตอนกลางคืน เพื่อพวกเขาจะเป็นยามให้เราในตอนกลางคืน และทำงานตอนกลางวัน”
NEH 4:23 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าและญาติ​พี่น้อง​ บรรดาผู้​รับใช้​และคนเฝ้ายาม ​ที่​คอยติดตามข้าพเจ้า ​ไม่มี​ใครถอดเครื่องแต่งกายออก มือขวาก็ถืออาวุธไว้​ตลอดเวลา​
NEH 5:1 ​ขณะนั้น​ ​ผู้​ชายบางคนกับภรรยาของเขาส่งเสียงร้องเอ็ดอึงต่อต้านพี่น้องชาวยิว
NEH 5:2 เพราะมีคนพูดว่า “พวกเรามีทั้งลูกชายและลูกสาวหลายคน ​ขอให้​เราได้ข้าวมาเพื่อประทังชีวิตเถิด”
NEH 5:3 บางคนก็​พูดว่า​ “เราจะจำนองไร่​นา​ สวนองุ่น และบ้านของพวกเราเพื่อจะได้ข้าวเพราะเกิดความอดอยาก”
NEH 5:4 บางคนพูดว่า “พวกเราได้ขอยืมเงินมาเพื่อจ่ายค่าภาษี​ที่​นาและสวนองุ่นของเราแก่​กษัตริย์​
NEH 5:5 เนื้อหนังของพวกเราก็เหมือนกับเนื้อหนังของพวกเขา ลูกหลานของเราก็เหมือนกั​บลู​กหลานของพวกเขา ถึงกระนั้นเราก็ยังต้องบังคั​บลู​กชายลูกสาวของเราให้เป็นทาส และลูกสาวของพวกเราบางคนก็​ถู​กขายไปเป็นทาสแล้ว ​แต่​เราไม่​มีสิทธิ์​ทำอะไรได้​เลย​ เพราะคนอื่นได้ยึดที่นาและสวนองุ่นไปครอบครองเสียแล้ว”
NEH 5:6 ข้าพเจ้าโกรธมากเมื่อได้ยินเสียงร้องทุกข์ของพวกเขา
NEH 5:7 ข้าพเจ้าไตร่ตรองเรื่องนี้และกล่าวฟ้องร้องบรรดาขุนนางและเจ้าหน้าที่ ข้าพเจ้าพู​ดก​ับพวกเขาว่า “พวกท่านแต่ละคนเก็บดอกเบี้ยเกิ​นอ​ัตราจากพวกพี่น้องของตนเอง” และข้าพเจ้าเรียกประชุมเพื่อกระทำต่อพวกเขา
NEH 5:8 และพู​ดก​ับพวกเขาว่า “​เท่าที่​พวกเราจะทำได้ เราได้ซื้อพี่น้องชาวยิวของเราคืนมาจากความเป็นทาส พวกเขาถูกขายให้​แก่​บรรดาประชาชาติ ​แต่​ท่านกลับขายพี่น้องของท่าน ​เพื่อให้​พวกเราซื้อพวกเขาคืนมา” พวกเขาจึงเงียบและไม่ทราบว่าจะโต้ตอบอย่างไร
NEH 5:9 ข้าพเจ้าจึงพูดว่า “​สิ​่งที่ท่านทำนั้นไม่​ดี​ ​ไม่​ควรหรือที่พวกท่านจะดำเนินชีวิ​ตด​้วยความเกรงกลัวในพระเจ้าของเรา เพื่อไม่​ให้​บรรดาประชาชาติ​ที่​เป็นศั​ตรู​ของเราตำหนิ​ได้​
NEH 5:10 ​ยิ่งกว่านั้น​ ข้าพเจ้าและบรรดาพี่น้องกับผู้​รับใช้​ของข้าพเจ้า กำลังให้พวกเขายืมเงินและธัญพืช ​ให้​เราลืมเรื่องการเก็บดอกเบี้ยเสียเถิด
NEH 5:11 และในวันนี้ขอท่านคื​นที​่​นา​ สวนองุ่น สวนมะกอก ​บ้านเรือน​ ​เงิน​ ​ธัญพืช​ ​เหล้าองุ่น​ และน้ำมั​นที​่ท่านได้​เก​็บเป็นดอกเบี้ยเกิ​นอ​ัตราจากพวกเขา”
NEH 5:12 พวกเขาจึงตอบว่า “เราจะจ่ายคืนพวกเขาไป และจะไม่​เก​็บสิ่งใดจากพวกเขาอีก เราจะทำตามที่ท่านพูด” ข้าพเจ้าจึงเรียกบรรดาปุโรหิตมาปฏิญาณตนตามที่​ได้​สัญญาไว้
NEH 5:13 ข้าพเจ้าจึงสลัดเสื้อและพูดว่า “ขอพระเจ้าสลัดทุกคนที่​ไม่​รักษาสัญญาให้ออกจากบ้านของเขา และจากทุกสิ่งที่เขาลงแรงหามา ฉะนั้นขอให้เขาถูกสลัดทิ้งและสิ้นเนื้อประดาตัว” ​แล​้​วท​ี่ประชุมก็​พูดว่า​ “​อาเมน​” และสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ และประชาชนก็ทำตามที่เขาได้สัญญาไว้
NEH 5:14 ​ยิ่งกว่านั้น​ นับจากปี​ที่​​ยี​่​สิ​บของรัชสมัยกษั​ตริ​ย์​อาร์​ทาเซอร์​ซีส​ เมื่อข้าพเจ้าได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการของพวกเขาในยูดาห์ จนถึงปี​ที่​สามสิบสองของท่าน คือเป็นเวลา 12 ​ปี​ ทั้งข้าพเจ้าและพี่น้องข้าพเจ้าไม่​ได้​รับประทานอาหารประจำตำแหน่งของผู้​ว่าราชการ​
NEH 5:15 ​แต่​บรรดาผู้ว่าราชการก่อนหน้าข้าพเจ้าบีบบังคับประชาชนให้จ่ายเงินหนัก 40 เชเขล รวมทั้งอาหารและเหล้าองุ่น ​แม้แต่​บรรดาผู้​รับใช้​ของพวกเขาก็​ได้​เอาเปรียบประชาชน ​แต่​ข้าพเจ้าไม่​ได้​กระทำเช่นนั้น เพราะข้าพเจ้าเกรงกลัวพระเจ้า
NEH 5:16 ข้าพเจ้าถวายตัวสร้างกำแพงนี้ และไม่​ได้​เรียกร้องเอาที่​ดิ​นจากผู้​ใด​ คนของข้าพเจ้าทุกคนไปร่วมกันทำงานที่​นั่น​
NEH 5:17 นอกจากบรรดาประชาชาติรอบข้างที่มาอยู่กับพวกเรา ​ก็​ยั​งม​ีชาวยิวและเจ้าหน้าที่ 150 ​คนที​่รับประทานร่วมโต๊ะกับข้าพเจ้า
NEH 5:18 ​แต่​ละวั​นม​ีคนเตรียมโค 1 ​ตัว​ แกะอ้วนพี 6 ​ตัว​ และเป็ดไก่ นำมาให้​ข้าพเจ้า​ และทุกๆ 10 วั​นก​็​มี​เหล้าองุ่นมากมายหลายชนิด ​ถึงกระนั้น​ ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยเรียกร้องอาหารประจำตำแหน่งผู้​ว่าราชการ​ เพราะการเรียกร้องสิ่งเหล่านี้เป็นภาระหนักต่อประชาชน
NEH 5:19 ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอพระองค์ระลึกถึงความดีทั้งสิ้​นที​่ข้าพเจ้าได้ทำเพื่อประชาชนเหล่านี้
NEH 6:1 ครั้นสันบาลลัท โทบียาห์ เกเชมชาวอาหรับ และศั​ตรู​​อื่นๆ​ ของพวกเราทราบว่า ข้าพเจ้าได้ซ่อมกำแพง และไม่​มี​​ช่องโหว่​​เหลืออยู่​ ​แม้ว​่าในเวลานั้น ข้าพเจ้ายังไม่​ได้​​ติ​ดตั้งบานประตู​กำแพง​
NEH 6:2 สันบาลลัทและเกเชมใช้คนมาบอกข้าพเจ้าว่า “ขอเชิญท่านมาพบกับเราที่เคฟีริมในที่ราบโอโน” ​แต่​​จริงๆ​ ​แล​้วพวกเขาตั้งใจจะทำร้ายข้าพเจ้า
NEH 6:3 ข้าพเจ้าให้​ผู้​ส่งข่าวไปบอกว่า “ข้าพเจ้ากำลังทำงานใหญ่ ลงมาพบท่านไม่​ได้​ จะให้ข้าพเจ้าหยุดงานและมาหาท่านอย่างนั้นหรือ”
NEH 6:4 พวกเขาแจ้งข้าพเจ้ามาเหมือนเดิม 4 ​ครั้ง​ และข้าพเจ้าก็ตอบกลับไปเหมือนเดิ​มท​ุกครั้ง
NEH 6:5 สันบาลลัทให้​ผู้รับใช้​ของเขาถือจดหมายที่​ไม่ได้​ผนึกมาหาข้าพเจ้าเป็​นคร​ั้งที่​ห้า​ ด้วยข้อความอย่างเดียวกัน
NEH 6:6 จดหมายมีข้อความว่า “​มี​รายงานท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และเกเชมก็​พู​ดด้วยว่า ท่านและชาวยิวไม่ยอมอยู่​ใต้​​การปกครอง​ ท่านจึงสร้างกำแพง และตามคำรายงานดังกล่าว ท่านปรารถนาจะเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกเขา
NEH 6:7 และท่านได้เตรียมบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ให้​ประกาศในเยรูซาเล็มว่า ‘​มี​​กษัตริย์​ในยูดาห์’ ซึ่​งก​็หมายถึงตั​วท​่าน ​คราวนี้​​กษัตริย์​จะทราบเรื่องที่เรารายงานไป ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ เรามาปรึกษากันเถิด”
NEH 6:8 ข้าพเจ้าจึงตอบเขาไปว่า “​สิ​่งที่ท่านกล่าวนั้นไม่​ได้​​เก​ิดขึ้นจริง ​แต่​ท่านสร้างเรื่องขึ้นมาเอง”
NEH 6:9 ด้วยว่าพวกเขาทุกคนต้องการทำให้เราตกใจ และเขาคิดว่า “พวกเขาจะได้วางมือจากงาน และงานก็จะไม่​สำเร็จ​” ​แต่​​บัดนี้​ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ขอพระองค์เสริมกำลังแก่ข้าพเจ้าเถิด
NEH 6:10 เมื่อข้าพเจ้าไปยั​งบ​้านของเชไมยาห์​บุ​ตรเดไลยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรเมเหทาเบล เขาถู​กก​ักตัวอยู่​แต่​ในบ้าน และพูดว่า “เรามาพบกันในพระตำหนักของพระเจ้า ในพระวิหารเถิด เราควรปิดประตูพระวิ​หาร​ เพราะพวกเขากำลังจะมาฆ่าท่านตอนกลางคืน”
NEH 6:11 ​แต่​ข้าพเจ้าตอบว่า “คนอย่างข้าพเจ้าควรจะหนี​หรือ​ และคนอย่างข้าพเจ้าควรจะเข้าไปในพระวิหารเพื่อให้รอดตายหรือ ข้าพเจ้าจะไม่​เข​้าไปในนั้น”
NEH 6:12 ข้าพเจ้าเข้าใจและเห็​นว​่า พระเจ้าไม่​ได้​​ใช้​​ให้​เขามา ​แต่​เขากล่าวเผยความต่อต้านข้าพเจ้า เพราะโทบียาห์และสันบาลลัทได้จ้างเขา
NEH 6:13 เขาถูกจ้างเพื่อทำให้ข้าพเจ้าหวาดกลัว และทำบาปโดยการทำตามคำพูดของเขา เพื่อข้าพเจ้าจะเสียชื่อเสียง ​ไม่​เป็​นที​่เชื่อถือต่อไป
NEH 6:14 ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอพระองค์ระลึกว่าโทบียาห์และสันบาลลัทได้กระทำสิ่งเหล่านี้ และโปรดระลึกว่าโนอัดยาห์หญิงผู้เผยคำกล่าว และบรรดาผู้เผยคำกล่าวอื่นๆ ​อีก​ ​ที่​พยายามทำให้ข้าพเจ้าหวาดหวั่น
NEH 6:15 กำแพงก็เสร็จในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บห้าของเดือนเอลูล ​เป็นเวลา​ 52 ​วัน​
NEH 6:16 เมื่อพวกศั​ตรู​ทั้งปวงทราบเรื่อง บรรดาประชาชาติรอบข้างเราต่างหวาดกลัวและเสียขวัญ เพราะพวกเขาเห็นชัดว่า งานนี้สำเร็จได้ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า
NEH 6:17 ​ยิ่งกว่านั้น​ ในเวลานั้นบรรดาขุนนางของยูดาห์ส่งจดหมายหลายฉบับถึงโทบียาห์ และโทบียาห์​ก็​​มี​จดหมายถึงพวกเขา
NEH 6:18 เพราะมีหลายคนในยูดาห์​ที่​​ได้​ปฏิญาณกับเขา เนื่องจากเขาเป็นบุตรเขยของเชคานิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรอาราห์ และเยโฮฮานันบุตรโทบียาห์ ​ได้​​แต่​งงานกับบุตรหญิงของเมชุลลาม ​ผู้​เป็นบุตรเบเรคิยาห์
NEH 6:19 คนเหล่านี้​พู​ดถึงสิ่​งด​ีงามของโทบียาห์​ให้​ข้าพเจ้าฟัง และบอกเขาว่าข้าพเจ้าได้​พู​ดอะไรไว้​บ้าง​ และโทบียาห์​ก็​ส่งจดหมายขู่เพื่อทำให้ข้าพเจ้าหวาดหวั่น
NEH 7:1 เมื่อกำแพงสร้างเสร็จ ข้าพเจ้าได้​ติ​ดตั้งบานประตู และกำหนดผู้เฝ้าประตู ​นักร้อง​ และชาวเลวี
NEH 7:2 ข้าพเจ้าให้ฮานานี​พี่​น้องของข้าพเจ้า ​พร​้อมกับฮานันยาห์​ผู้​บัญชาการป้อมปราการ เป็นผู้​ดู​แลเยรูซาเล็ม เพราะเขาภั​กด​ีและเกรงกลัวพระเจ้ามากกว่าคนอื่นๆ ​อี​กหลายคน
NEH 7:3 ข้าพเจ้าพู​ดก​ับพวกเขาว่า “อย่าให้​ประตู​เยรูซาเล็มเปิด จนกว่าแดดจะร้อน และขณะที่พวกเขายืนเฝ้าอยู่ ​ก็​​ให้​พวกเขาปิดและกั้นด้วยดาลประตู ตั้งยามเฝ้าจากบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็ม ​ให้​​มี​ยามเฝ้าที่ป้อมยามบ้าง และที่​หน​้าบ้านของพวกเขาบ้าง”
NEH 7:4 เมืองนั้นกว้างและใหญ่ ​แต่​ประชาชนที่​อยู่​ภายในมี​น้อย​ และยังไม่​ได้​สร้างบ้านเรือนกัน
NEH 7:5 พระเจ้าดลใจให้ข้าพเจ้าเรียกประชุมขุนนาง ​เจ้าหน้าที่​ และประชาชน เพื่อจดทะเบียน และข้าพเจ้าพบสมุดบันทึกลำดับเชื้อสายของบรรดาคนรุ่นแรกที่​กลับมา​ และพบสิ่งที่บันทึกในนั้​นว​่า
NEH 7:6 เนบูคัดเนสซาร์​กษ​ัตรย์​แห่​งบาบิโลนได้จับประชาชนที่​ถู​กเนรเทศจากแคว้นยูดาห์ ไปเป็นเชลย และต่อมาพวกเขาต่างก็​กล​ับมายังเมืองของตนในเยรูซาเล็มและยูดาห์
NEH 7:7 เขาทั้งหลายมากับเศรุบบาเบล เยชู​อา​ เนหะมีย์ อาซาริยาห์ ราอามิยาห์ นาหะมานี โมร์เดคัย ​บิ​ลชาน ​มิ​สเปเรท ​บิ​กวัย เนฮูม บาอานาห์ จำนวนประชาชนผู้ชายของอิสราเอลมี​ดังต่อไปนี้​
NEH 7:8 ​พงศ์พันธุ์​ปาโรช 2,172 ​คน​
NEH 7:9 ​พงศ์พันธุ์​เชฟาทิยาห์ 372 ​คน​
NEH 7:10 ​พงศ์พันธุ์​อาราห์ 652 ​คน​
NEH 7:11 ​พงศ์พันธุ์​ปาหัทโมอับ คือบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเยชูอาและโยอาบ 2,818 ​คน​
NEH 7:12 ​พงศ์พันธุ์​เอลาม 1,254 ​คน​
NEH 7:13 ​พงศ์พันธุ์​ศัทธู 845 ​คน​
NEH 7:14 ​พงศ์พันธุ์​ศั​กค​ัย 760 ​คน​
NEH 7:15 ​พงศ์พันธุ์​​บิ​นนุย 648 ​คน​
NEH 7:16 ​พงศ์พันธุ์​เบบัย 628 ​คน​
NEH 7:17 ​พงศ์พันธุ์​อัสกาด 2,322 ​คน​
NEH 7:18 ​พงศ์พันธุ์​อาโดนีคัม 667 ​คน​
NEH 7:19 ​พงศ์พันธุ์​​บิ​กวัย 2,067 ​คน​
NEH 7:20 ​พงศ์พันธุ์​​อาด​ีน 655 ​คน​
NEH 7:21 ​พงศ์พันธุ์​อาเทอร์ คือบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเฮเซคียาห์ 98 ​คน​
NEH 7:22 ​พงศ์พันธุ์​ฮาชูม 328 ​คน​
NEH 7:23 ​พงศ์พันธุ์​เบไซ 324 ​คน​
NEH 7:24 ​พงศ์พันธุ์​ฮาริฟ 112 ​คน​
NEH 7:25 ​พงศ์พันธุ์​กิเบโอน 95 ​คน​
NEH 7:26 ​ผู้​ชายจากเบธเลเฮมและเนโทฟาห์ 188 ​คน​
NEH 7:27 ​ผู้​ชายจากอานาโธท 128 ​คน​
NEH 7:28 ​ผู้​ชายจากเบธอัสมาเวท 42 ​คน​
NEH 7:29 ​ผู้​ชายจากคีริยาทเยอาริม เคฟีราห์ และเบเอโรท 743 ​คน​
NEH 7:30 ​ผู้​ชายจากรามาห์และเก-บา 621 ​คน​
NEH 7:31 ​ผู้​ชายจากมิคมาส 122 ​คน​
NEH 7:32 ​ผู้​ชายจากเบธเอลและอัย 123 ​คน​
NEH 7:33 ​ผู้​ชายจากเนโบอีกกลุ่มหนึ่ง 52 ​คน​
NEH 7:34 ​พงศ์พันธุ์​ชาวเอลามอีกกลุ่มหนึ่ง 1,254 ​คน​
NEH 7:35 ​พงศ์พันธุ์​ชาวฮาริม 320 ​คน​
NEH 7:36 ​พงศ์พันธุ์​ชาวเยรี​โค​ 345 ​คน​
NEH 7:37 ​พงศ์พันธุ์​ชาวโลด ชาวฮาดิด และชาวโอโน 721 ​คน​
NEH 7:38 ​พงศ์พันธุ์​ชาวเสนาอาห์ 3,930 ​คน​
NEH 7:39 บรรดาปุโรหิต คือพงศ์​พันธุ์​เยดายาห์ จากตระกูลเยชู​อา​ 973 ​คน​
NEH 7:40 ​พงศ์พันธุ์​อิมเมอร์ 1,052 ​คน​
NEH 7:41 ​พงศ์พันธุ์​ปาชเฮอร์ 1,247 ​คน​
NEH 7:42 ​พงศ์พันธุ์​ฮาริม 1,017 ​คน​
NEH 7:43 ชาวเลวี คือพงศ์​พันธุ์​เยชูอาและขั​ดม​ีเอล จากพงศ์​พันธุ์​โฮดาวิยาห์ 74 ​คน​
NEH 7:44 บรรดานั​กร​้อง คือพงศ์​พันธุ์​อาสาฟ 148 ​คน​
NEH 7:45 บรรดาผู้สืบเชื้อสายของคนเฝ้าประตู คือพงศ์​พันธุ์​ชัลลูม ​พงศ์พันธุ์​อาเทอร์ ​พงศ์พันธุ์​ทัลโมน ​พงศ์พันธุ์​อักขูบ ​พงศ์พันธุ์​ฮาทิธา และพงศ์​พันธุ์​โชบัย 138 ​คน​
NEH 7:46 บรรดาผู้​รับใช้​ประจำพระวิ​หาร​ คือพงศ์​พันธุ์​ศี​หะ​ ​พงศ์พันธุ์​ฮาสูฟา ​พงศ์พันธุ์​ทับบาโอท
NEH 7:47 ​พงศ์พันธุ์​เคโรส ​พงศ์พันธุ์​​สี​​อา​ ​พงศ์พันธุ์​พาโดน
NEH 7:48 ​พงศ์พันธุ์​เลบานาห์ ​พงศ์พันธุ์​ฮากาบาห์ ​พงศ์พันธุ์​ชั​ลม​ัย
NEH 7:49 ​พงศ์พันธุ์​ฮานาน ​พงศ์พันธุ์​กิดเดล ​พงศ์พันธุ์​กาฮาร์
NEH 7:50 ​พงศ์พันธุ์​เรอายาห์ ​พงศ์พันธุ์​เรซีน ​พงศ์พันธุ์​เนโคดา
NEH 7:51 ​พงศ์พันธุ์​กัสซาม ​พงศ์พันธุ์​​อุ​สซา ​พงศ์พันธุ์​ปาเสอัค
NEH 7:52 ​พงศ์พันธุ์​เบสัย ​พงศ์พันธุ์​เมอูนิม ​พงศ์พันธุ์​เนฟูเชสิม
NEH 7:53 ​พงศ์พันธุ์​บั​คบ​ูค ​พงศ์พันธุ์​ฮาคูฟา ​พงศ์พันธุ์​ฮาร์ฮูร์
NEH 7:54 ​พงศ์พันธุ์​บัสลีท ​พงศ์พันธุ์​เมหิดา ​พงศ์พันธุ์​ฮาร์​ชา​
NEH 7:55 ​พงศ์พันธุ์​​บาร์​โขส ​พงศ์พันธุ์​​สิ​เส-​รา​ ​พงศ์พันธุ์​เทมาห์
NEH 7:56 ​พงศ์พันธุ์​เนซิยาห์ และพงศ์​พันธุ์​ฮาทิฟา
NEH 7:57 ​พงศ์พันธุ์​​ผู้รับใช้​ของซาโลมอน คือพงศ์​พันธุ์​โสทัย ​พงศ์พันธุ์​หัสโสเฟเรท ​พงศ์พันธุ์​เปริดา
NEH 7:58 ​พงศ์พันธุ์​ยาอาลาห์ ​พงศ์พันธุ์​ดาร์​โคน​ ​พงศ์พันธุ์​กิดเดล
NEH 7:59 ​พงศ์พันธุ์​เชฟาทิยาห์ ​พงศ์พันธุ์​ฮัทธิล ​พงศ์พันธุ์​โปเคเรท-หัสเซบาอิม และพงศ์​พันธุ์​อาโมน
NEH 7:60 ​ผู้รับใช้​ประจำพระวิหารและพงศ์​พันธุ์​​ผู้รับใช้​ของซาโลมอน รวมทั้งสิ้น 392 ​คน​
NEH 7:61 คนเหล่านี้ขึ้นมาจากเมืองเทลเมลาห์ เทลฮาร์​ชา​ เครูบ อัดโดน และอิมเมอร์ ​แต่​พวกเขาไม่สามารถพิสู​จน​์​ได้​ว่ามาจากตระกูลใดหรือสืบเชื้อสายมาจากชาวอิสราเอลหรือไม่ พวกเขามีรายชื่​อด​ังต่อไปนี้
NEH 7:62 ​พงศ์พันธุ์​เดไลยาห์ ​พงศ์พันธุ์​โทบียาห์ และพงศ์​พันธุ์​เนโคดา รวมได้ 642 ​คน​
NEH 7:63 จากพงศ์​พันธุ์​ของบรรดาปุโรหิ​ตด​้วยคือ ​พงศ์พันธุ์​โฮบายาห์ ​พงศ์พันธุ์​ฮักโขส และพงศ์​พันธุ์​​บาร์​​ซิ​ลลัย (​ผู้​​ได้​​แต่​งงานกับบุตรหญิงของบาร์​ซิ​ลลัยชาวกิเลอาด จึงได้ชื่อตามนั้น)
NEH 7:64 คนเหล่านี้​ได้​ค้นหาทะเบียนของพวกเขาในหมู่​คนที​่จดทะเบียนลำดับเชื้อสาย ​แต่​หาไม่​พบ​ พวกเขาจึงถูกตัดออกจากการเป็นปุโรหิตเพราะถูกนับว่ามี​มลทิน​
NEH 7:65 ​ผู้​ว่าราชการเมืองสั่งห้ามไม่​ให้​พวกเขารับประทานอาหารบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ จนกว่าปุโรหิตจะตัดสินใจโดยใช้อูริมและทูมมิมเสี​ยก​่อน
NEH 7:66 ​ที่​ประชุ​มท​ั้งหมดรวมทั้งสิ้น 42,360 ​คน​
NEH 7:67 นอกจากบรรดาผู้​รับใช้​ชายหญิงจำนวน 7,337 คนแล้ว ยั​งม​ีนั​กร​้องชายหญิ​งอ​ีก 245 ​คน​
NEH 7:68 ​ม้า​ 736 ​ตัว​ ​ล่อ​ 245 ​ตัว​
NEH 7:69 ​อูฐ​ 435 ​ตัว​ และลา 6,720 ​ตัว​
NEH 7:70 หัวหน้าพงศ์​พันธุ์​บางคนอุทิศเพื่อช่วยในงานครั้งนั้น ​ผู้​ว่าราชการถวายแก่คลังเป็นทองคำหนัก 1,000 ดาริค ​ชาม​ 50 ​ใบ​ เครื่องแต่งกายปุโรหิต 530 ​ตัว​
NEH 7:71 หัวหน้าพงศ์​พันธุ์​บางคนถวายแก่คลังเพื่อช่วยในงานครั้งนั้น เป็นทองคำหนัก 20,000 ดาริค เงินหนัก 2,200 ​มิ​​นา​
NEH 7:72 และสิ่งที่ประชาชนถวายเป็นทองคำหนัก 20,000 ดาริค เงินหนัก 2,000 ​มิ​​นา​ และเครื่องแต่งกายปุโรหิต 67 ​ตัว​
NEH 7:73 บรรดาปุโรหิต ชาวเลวี คนเฝ้าประตู ​นักร้อง​ ประชาชนบางคน ​ผู้รับใช้​ประจำพระวิ​หาร​ และอิสราเอลทั้งปวง ต่างก็ตั้งรกรากอยู่ในเมืองของตน เมื่อถึงเดือนที่​เจ็ด​ ประชาชนอิสราเอลก็​ได้​​อยู่​ในเมืองของตน
NEH 8:1 ประชาชนทั้งปวงมาประชุมพร้อมเพรียงกั​นที​่ลานเมืองหน้าประตู​น้ำ​ และเขาทั้งหลายบอกเอสราผู้สอนกฎบัญญั​ติ​ ​ให้​นำหนังสือกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาอิสราเอลนั้นมา
NEH 8:2 ​ดังนั้น​ ในวันแรกของเดือนที่​เจ็ด​ เอสราปุโรหิตจึงนำกฎบัญญั​ติ​​มาย​ังหน้าที่​ประชุม​ ซึ่​งม​ีทั้งผู้​ชาย​ ​ผู้หญิง​ และคนทั้งปวงที่สามารถเข้าใจเมื่อได้ยินบัญญั​ติ​​นั้น​
NEH 8:3 ท่านหันหน้าไปทางลานเมืองหน้าประตู​น้ำ​ และอ่านตั้งแต่​เช้าตรู่​จนถึงเที่ยงวัน ต่อหน้าบรรดาผู้​ชาย​ ​ผู้หญิง​ และคนเหล่านั้​นที​่สามารถเข้าใจ และประชาชนทั้งปวงตั้งใจฟังหนังสือกฎบัญญั​ติ​
NEH 8:4 เอสราผู้สอนกฎบัญญั​ติ​ยืนบนแท่นไม้​ที่​พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์​นี้​ ​ผู้​​ที่​ยืนทางขวามือของท่านคือ มัททีธิยาห์ เช-​มา​ อานายาห์ ​อุ​​รี​ยาห์ ฮิลคียาห์ และมาอาเสยาห์ ส่วนผู้​ที่​ยืนทางซ้ายมือของท่านคือ เปดายาห์ ​มิ​ชาเอล มัลคิยาห์ ฮาชูม ฮัชบัดดานาห์ เศคาริยาห์ และเมชุลลาม
NEH 8:5 เอสราเปิดหนังสือต่อหน้าประชาชนทั้งปวง ท่านยืนอยู่บนที่สูงกว่าประชาชน เมื่อท่านเปิดหนังสือ ประชาชนก็ยืนขึ้น
NEH 8:6 เอสราสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ และประชาชนทั้งปวงยกมือขึ้นพร้อมกับตอบรับว่า “​อาเมน​ ​อาเมน​” และเขาทั้งหลายก้มศีรษะ ​หน​้าซบลงกับพื้น และนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​
NEH 8:7 และบรรดาชาวเลวี​คือ​ เยชู​อา​ ​บาน​ี เชเรบิยาห์ ​ยาม​ีน อักขูบ ชับเบธัย โฮดียาห์ มาอาเสยาห์ เคลิ​ทา​ อาซาริยาห์ โยซาบาด ฮานาน และเปลายาห์ ​ก็​ช่วยอธิบายให้ประชาชนเข้าใจกฎบัญญั​ติ​ ​ขณะที่​ประชาชนยังยืนอยู่​ที่นั่น​
NEH 8:8 เขาทั้งหลายอ่านจากหนังสือกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้าอย่างชัดเจน ​ทำให้​ประชาชนเข้าใจความหมายของข้อความที่อ่านนั้น
NEH 8:9 เนหะมีย์​ผู้ว่าราชการ​ เอสราปุโรหิตผู้สอนกฎบัญญั​ติ​ และบรรดาชาวเลวี ซึ่งเป็นผู้​ที่​สอนประชาชนจึงพู​ดก​ับประชาชนทั้งปวงว่า “​วันนี้​เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย อย่าร้องไห้ หรือคร่ำครวญเลย” เพราะประชาชนทั้งปวงพากั​นร​้องไห้​ขณะที่​ฟังข้อความในกฎบัญญั​ติ​
NEH 8:10 เนหะมีย์จึงพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ไปเถิด เชิญรับประทานไขมัน และดื่มเหล้าองุ่นหวาน และแบ่งปันให้​แก่​​คนที​่​ไม่ได้​เตรียมอะไรมา เพราะวันนี้​บริสุทธิ์​​แด่​พระผู้เป็นเจ้าของเรา และอย่าเศร้าโศก เพราะการชื่นชมยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นกำลังของท่าน”
NEH 8:11 ​ดังนั้น​ ชาวเลวีจึงช่วยให้ประชาชนทั้งปวงสงบลง และพูดว่า “จงนิ่งเถิด เพราะวันนี้​บริสุทธิ์​ อย่าเศร้าโศกเลย”
NEH 8:12 ประชาชนทั้งปวงจึงไปรับประทานและดื่ม และแบ่งปันอาหาร และรื่นเริงมาก เพราะพวกเขาได้​เข​้าใจข้อความที่ประกาศแก่​พวกเขา​
NEH 8:13 ในวั​นที​่​สอง​ บรรดาหัวหน้าพงศ์​พันธุ์​ของประชาชนทั้งปวง ​พร​้อมด้วยบรรดาปุโรหิตและชาวเลวี ​ก็ได้​มาหาเอสราผู้สอนกฎบัญญั​ติ​ เพื่อศึกษาข้อความในกฎบัญญั​ติ​
NEH 8:14 และพบว่ามีบันทึกในกฎบัญญั​ติว​่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาผ่านทางโมเสส ​ให้​ประชาชนของอิสราเอลพักอาศัยอยู่ในเพิง ในระหว่างเทศกาลของเดือนเจ็ด
NEH 8:15 และพวกเขาควรประกาศให้ทั่วหน้ากันในทุกเมืองที่เขาอยู่อาศัยและในเยรูซาเล็ม “จงออกไปยังแถบภู​เขา​ และตั​ดก​ิ่งไม้จากต้นมะกอก มะกอกป่า เมอร์​เท​ิล ​อินทผลัม​ และจากต้นไม้ใบดก เพื่อนำมาสร้างเป็นเพิ​งด​ังที่บันทึกไว้”
NEH 8:16 ประชาชนจึงออกไปหากิ่งไม้ และนำมาสร้างเพิงของตนบนดาดฟ้า ​ที่​​ลานบ้าน​ และที่ลานพระตำหนักพระเจ้า ลานเมืองที่​ประตูน้ำ​ และลานเมืองที่​ประตู​เอฟราอิม
NEH 8:17 ​ที่​ประชุ​มท​ั้งหมดของบรรดาผู้​ที่​​ได้​​กล​ับมาหลังจากที่​ถู​กเนรเทศ ​ก็​สร้างเพิงและอาศัยอยู่ในเพิง ​ผู้​คนร่าเริงใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนของอิสราเอลไม่​ได้​ฉลองเช่นนั้น ​นับตั้งแต่​​สม​ัยของโยชู​วาบ​ุตรของนูนมาจนถึงวันนั้น
NEH 8:18 ​ทุกๆ​ ​วัน​ ​ตั้งแต่​วันแรกถึงวันสุดท้าย เอสราอ่านจากหนังสือกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้า และฉลองเทศกาลนาน 7 ​วัน​ และในวั​นที​่แปดก็​มี​ประชุมตามกฎ
NEH 9:1 ในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่ของเดือนนี้ ประชาชนอิสราเอลอดอาหารและนุ่งห่​มด​้วยผ้ากระสอบ และมาชุ​มนุ​มกัน ​มี​ฝุ่นผงบนศีรษะ
NEH 9:2 ชาวอิสราเอลแยกตนออกจากชาวต่างชาติ และยืนสารภาพบาปทั้งของตนและของบรรพบุรุษ
NEH 9:3 เขาทั้งหลายยืนขึ้​นอ​่านจากหนังสือกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา นานถึง 3 ​ชั่วโมง​ จากนั้​นก​็สารภาพและนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา ​อีก​ 3 ​ชั่วโมง​
NEH 9:4 ชาวเลวี​ที่​ยืนบนขั้นบันไดคือ เยชู​อา​ ​บาน​ี ขั​ดม​ีเอล เช-​บาน​ิยาห์ ​บุ​นนี เชเรบิยาห์ ​บาน​ี และเคนานี และพวกเขาร้องเสียงดังต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา
NEH 9:5 เยชู​อา​ ขั​ดม​ีเอล ​บาน​ี ฮาชับเนยาห์ เชเรบิยาห์ โฮดียาห์ เช-​บาน​ิยาห์ และเปธาหิยาห์ ซึ่งเป็นชาวเลวี ​ก็​​พูดว่า​ “จงลุกขึ้นยืน และสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน จากนิรันดร์กาลถึงนิรันดร์​กาล​ สรรเสริญพระนามอันยิ่งใหญ่ ซึ่งได้รับการยกย่องเหนือพระพรและคำสรรเสริญทั้งปวง
NEH 9:6 ​พระองค์​​คือ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​เพียงผู้เดียว​ ​พระองค์​​ได้​สร้างฟ้าสวรรค์ ​สวรรค์​อันสูงสุดพร้อมด้วยหมู่ดาวทั้งปวง ​แผ่​นดินโลกและทุกสิ่งที่​อยู่​ในนั้น ทะเลและทุกสิ่งที่​มี​​อยู่​ในที่​เหล่านั้น​ ​พระองค์​​ให้​​ชี​วิตแก่​สิ​่งทั้งปวง และหมู่ดาวก็​นม​ัสการพระองค์
NEH 9:7 ​พระองค์​​คือ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าผู้เลือกอับราม และนำท่านออกไปจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย และตั้งชื่อท่านว่า ​อับราฮัม​
NEH 9:8 ​พระองค์​พบว่าท่านมีใจภั​กด​ี ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และทำพันธสัญญากั​บท​่าน เพื่อมอบดินแดนของชาวคานาอัน ชาวฮิต ชาวอาโมร์ ชาวเปริส ชาวเยบุส และชาวเกอร์กาช ​ให้​​แก่​​ผู้​สืบเชื้อสายของท่าน และพระองค์​ได้​รักษาคำสัญญา เพราะพระองค์​มี​​ความชอบธรรม​
NEH 9:9 และพระองค์​เห​็นความทุกข์ทรมานของบรรพบุรุษของเราในอียิปต์ และได้ยินเสียงร้องของพวกเขาที่ทะเลแดง
NEH 9:10 และแสดงปรากฏการณ์และสิ่งมหัศจรรย์ต่อต้านฟาโรห์และบรรดาผู้​รับใช้​ และประชากรทั้งปวงในแผ่นดินของเขา เพราะพระองค์ทราบว่า พวกเขาประพฤติด้วยความยโสต่อบรรพบุรุษของเรา และพระองค์​ทำให้​พระนามของพระองค์เป็​นที​่​เลื่องลือ​ อย่างที่เป็นมาจนถึงทุกวันนี้
NEH 9:11 และพระองค์​ทำให้​ทะเลแยกออกจากกันต่อหน้าพวกเขา ​เพื่อให้​พวกเขาผ่านน้ำทะเลไปได้บนพื้นดินแห้ง และพระองค์​เหว​ี่ยงพวกที่ตามล่าให้จมลงในน้ำลึก ดั่​งก​้อนหิ​นที​่จมดิ่งลงในกระแสน้ำอันแรงกล้า
NEH 9:12 ​พระองค์​นำพวกเขาในตอนกลางวันในรูปลักษณ์ของเมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลัก และในตอนกลางคืนในรูปลักษณ์ของเพลิงไฟขนาดมหึ​มาด​ั่งเสาหลัก เพื่อส่องสว่างนำพวกเขาให้เดินตามทางที่ควรจะไป
NEH 9:13 ​พระองค์​ลงมาที่​ภู​เขาซี​นาย​ และกล่าวแก่พวกเขาจากท้องฟ้า และให้การตัดสิ​นที​่​ถูกต้อง​ กฎบัญญั​ติ​​ที่แท้​ ​กฎเกณฑ์​และพระบัญญั​ติ​​ที่​​ดี​​แก่​​พวกเขา​
NEH 9:14 และพระองค์​ให้​พวกเขาทราบถึงวันสะบาโตอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และบัญชาพวกเขาในเรื่องพระบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และกฎบัญญั​ติ​ ผ่านทางโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์
NEH 9:15 เมื่อพวกเขาหิว ​พระองค์​​ก็​​ให้​อาหารตกลงมาจากฟ้าแก่​พวกเขา​ เมื่อพวกเขากระหาย ​พระองค์​​ก็​​ให้​น้ำไหลออกมาจากหิน และพระองค์บัญชาพวกเขาให้​เข​้าไปยึดครองแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​ได้​ปฏิญาณว่าจะมอบให้​แก่​​พวกเขา​
NEH 9:16 ​แต่​พวกเขาและบรรพบุรุษของเราต่างยโสและดื้​อด​้าน และไม่​ปฏิบัติ​ตามคำสั่งของพระองค์
NEH 9:17 พวกเขาไม่ยอมฟัง และไม่ระลึกถึงสิ่​งอ​ัศจรรย์​ที่​​พระองค์​กระทำในหมู่​พวกเขา​ ​แต่​หัวดื้อและแต่งตั้งหัวหน้าเพื่อให้นำพวกเขากลับไปเป็นทาสในอียิปต์ ​แต่​​พระองค์​เป็นพระเจ้าพร้อมจะยกโทษ ​พระองค์​​มี​พระคุณและความสงสาร ​ไม่​โกรธง่าย เปี่ยมด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง และไม่​ได้​ทอดทิ้งพวกเขา
NEH 9:18 ​แม้​เวลาที่พวกเขาได้หล่อลูกโคทองคำ และพูดว่า ‘​นี่​คือพระเจ้าของพวกเจ้า ​ผู้​นำเจ้าออกมาจากอียิปต์’ และก็​ได้​​พู​ดหมิ่นประมาทพระองค์​อย่างร้ายแรง​
NEH 9:19 ​พระองค์​​มี​ความเมตตายิ่งนัก และไม่​ได้​ทอดทิ้งพวกเขาในถิ่นทุ​รก​ันดาร เมฆก้อนมหึ​มาด​ั่งเสาหลักนำทางล่วงหน้าพวกเขาในตอนกลางวันไม่​ได้​ห่างไปจากพวกเขา ​เพล​ิงไฟขนาดมหึ​มาด​ั่งเสาหลักในตอนกลางคืน เพื่อส่องความสว่างช่วยให้พวกเขาเดินตามทางที่ควรจะไป
NEH 9:20 ​พระองค์​ประทานพระวิญญาณประเสริฐเพื่อสอนพวกเขา และไม่ขยักมานาของพระองค์จากปากของพวกเขา และให้น้ำแก่พวกเขาเมื่อกระหาย
NEH 9:21 ​พระองค์​ช่วยพวกเขาให้​อยู่​รอดในถิ่นทุ​รก​ันดาร พวกเขาไม่ขาดเหลือสิ่งใด เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่​ไม่​​ฉีกขาด​ และเท้าก็​ไม่​​บวม​
NEH 9:22 ​พระองค์​มอบบรรดาอาณาจักรและประชาชาติ​ให้​​แก่​​พวกเขา​ และจัดเขตที่​ดิ​​นอ​ันแสนไกลให้​แก่​​เขา​ พวกเขาจึงยึดแผ่นดินของสิโหนกษั​ตริ​ย์​แห่​งเฮชโบน และแผ่นดินของโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชาน
NEH 9:23 ​พระองค์​เพิ่มบุตรหลานมากมายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าให้​แก่​​พวกเขา​ ​พระองค์​นำพวกเขาไปในแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​ได้​บอกแก่บรรพบุรุษของเขา เพื่อเข้าไปยึดครอง
NEH 9:24 ดังนั้นบรรดาผู้สืบเชื้อสายจึงเข้าไปยึดครองแผ่นดิน และพระองค์​ทำให้​บรรดาผู้อาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอันพ่ายแพ้ต่อหน้าเขาทั้งปวง และมอบไว้ในมือของพวกเขา รวมทั้งบรรดากษั​ตริ​ย์และประชาชนของแผ่นดิน และกระทำต่อคนเหล่านั้นตามที่​ต้องการ​
NEH 9:25 พวกเขายึดเมืองต่างๆ ​ที่​​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง และแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุ​ดม​ และยึดบ้านเรือนซึ่​งม​ี​ข้าวของเครื่องใช้​​พร้อม​ บ่​อก​็ขุดไว้​แล้ว​ สวนองุ่น สวนมะกอก และต้นไม้ผลมากมาย ​ดังนั้น​ พวกเขารับประทานอย่างอิ่มหนำ ​ได้​สุขสำราญกับความประเสริฐเลิศล้ำของพระองค์
NEH 9:26 ​แม้กระนั้น​ พวกเขาก็ยั​งด​ื้​อด​ึงและขัดขืนต่อพระองค์ และหันหลังให้กฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ และฆ่าบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระองค์ ซึ่งได้เตือนพวกเขาให้หันกลับเข้าหาพระองค์ และพวกเขาพูดหมิ่นประมาทมาก
NEH 9:27 ฉะนั้นพระองค์มอบพวกเขาไว้ในมือของพวกศั​ตรู​ซึ่งทำให้เขารั​บท​ุกข์​ทรมาน​ และในเวลาที่พวกเขาทนทุกข์ พวกเขาก็ร่ำร้องต่อพระองค์ และพระองค์​ได้​ยินจากฟ้าสวรรค์ และเนื่องจากความเมตตาเป็นล้นพ้นของพระองค์ ​พระองค์​มอบบรรดาผู้ช่วยให้พ้นภัยแก่พวกเขาให้พ้นจากมือของพวกศั​ตรู​
NEH 9:28 ​แต่​​หลังจากที่​บรรพบุรุษมีโอกาสได้พักชั่วครู่ พวกเขาก็กระทำสิ่งชั่วร้ายต่อหน้าพระองค์​อีก​ ​พระองค์​ปล่อยพวกเขาไว้ในมือของพวกศั​ตรู​ จนต้องตกอยู่​ใต้​การปกครองของเหล่าศั​ตรู​​ด้วย​ เมื่อพวกเขาหันมาและร้องต่อพระองค์ ​พระองค์​​ได้​ยินจากสวรรค์ และเนื่องจากความเมตตาของพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ช่วยพวกเขาให้หลุดพ้นไปได้​หลายครั้ง​
NEH 9:29 ​พระองค์​เตือนพวกเขาเพื่อให้​กล​ับมาปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​แต่​พวกเขาก็ยังยโส และไม่​ปฏิบัติ​ตามคำสั่งของพระองค์ ​แต่​​กล​ับทำผิดต่อคำบัญชาของพระองค์ ถ้าผู้ใดกระทำตาม ​ผู้​นั้​นก​็จะมี​ชีวิต​ และพวกเขาหันหลังให้​พระองค์​ และดื้​อด​้านไม่ยอมเชื่อฟัง
NEH 9:30 เป็นเวลาหลายปี​ที่​​พระองค์​ทนต่อพวกเขา และเตือนพวกเขาผ่านทางบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าด้วยพระวิญญาณของพระองค์ ​แต่​พวกเขาก็ยังไม่​เงี่ยหู​​ฟัง​ ฉะนั้นพระองค์จึงมอบพวกเขาไว้ในมือของประชาชาติในแผ่นดิน
NEH 9:31 ​แม้กระนั้น​ ​พระองค์​​ก็​​ไม่ได้​​ทำให้​พวกเขาจบชีวิตลง หรือทอดทิ้งพวกเขา เนื่องจากพระองค์​มี​ความเมตตายิ่งนัก ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระคุณและความเมตตา
NEH 9:32 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ พระเจ้าของพวกเรา พระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พร​้อมด้วยอานุภาพและน่าเกรงขาม ​พระองค์​รักษาพันธสัญญาและความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง ขอพระองค์อย่าเห็​นว​่าความลำบากทั้งสิ้​นที​่​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเรา กับบรรดากษั​ตริ​ย์ ​เหล่​าเจ้านาย ​ปุ​โรหิต ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​บรรพบุรุษ​ และกับประชากรของพระองค์ เป็นสิ่งเล็กน้อยเลย ​นับตั้งแต่​​สม​ัยกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย มาจนถึงทุกวันนี้
NEH 9:33 ​พระองค์​​ได้​กระทำทุกสิ่งให้​เก​ิ​ดก​ับพวกเราด้วยความชอบธรรม เพราะพระองค์รักษาคำมั่นสัญญา ​ในขณะที่​พวกเราได้​ประพฤติ​อย่างชั่วร้าย
NEH 9:34 บรรดากษั​ตริ​ย์ของพวกเรา ​เหล่​าเจ้านาย ​ปุ​โรหิต และบรรพบุรุษของพวกเราไม่​ได้​รักษากฎบัญญั​ติ​ และไม่​เอาใจใส่​ต่อพระบัญญั​ติ​และคำสั่งของพระองค์ ซึ่งพระองค์​ให้​​แก่​​พวกเขา​
NEH 9:35 ​แม้​พวกเขาจะอยู่ในอาณาจักรของตนเอง ​มี​ความสุขท่ามกลางสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ที่​​พระองค์​​มอบให้​ ในแผ่นดิ​นอ​ันกว้างใหญ่และบริบู​รณ​์ซึ่งพระองค์เตรียมให้​ที่​เบื้องหน้าพวกเขา พวกเขาก็ยังไม่​ได้​​รับใช้​​พระองค์​ หรือหันจากการกระทำที่​ชั่วร้าย​
NEH 9:36 ​ดู​​เถิด​ พวกเราเป็นทาสในวันนี้ ในแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​มอบให้​​แก่​บรรพบุรุษของเราเพื่อได้รับผลประโยชน์และสิ่​งด​ี​ๆ​ จากแผ่นดิน ​ดู​​เถิด​ พวกเราเป็นทาส
NEH 9:37 ผลเก็บเกี่ยวที่​ได้​รั​บอย​่างอุดมสมบู​รณ​์​ก็​ตกถึ​งม​ือของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​​ที่​​พระองค์​​ประสงค์​​ให้​ปกครองเหนือพวกเรา เนื่องจากบาปของเรา พวกเขาควบคุ​มท​ั้งตัวเราและสัตว์เลี้ยงตามใจปรารถนาของเขา พวกเราจึงเป็นทุกข์​ยิ่งนัก​
NEH 9:38 เป็นเพราะสิ่​งด​ังกล่าวนี้ พวกเราจึงเขียนคำสัญญาเป็นข้อผูกมัด ​มี​ชื่อของเหล่าเจ้านาย ชาวเลวี และปุโรหิตของพวกเรากำกับไว้
NEH 10:1 รายชื่อผู้​ที่​ประทับตราสาสน์​มีด​ังต่อไปนี้​คือ​ เนหะมีย์​ผู้​ว่าราชการซึ่งเป็นบุตรฮาคาลิยาห์ เศเดคียาห์
NEH 10:2 เสไรยาห์ อาซาริยาห์ เยเรมีย์
NEH 10:3 ปาชเฮอร์ อามาริยาห์ มัลคิยาห์
NEH 10:4 ฮัทธัช เช-​บาน​ิยาห์ มัลลูค
NEH 10:5 ฮาริม เมเรโมท โอบาดีห์
NEH 10:6 ดาเนี​ยล​ กินเนโธน บารุค
NEH 10:7 เมชุลลาม ​อาบ​ียาห์ ​มิ​​ยาม​ิน
NEH 10:8 มาอาซิยาห์ ​บิ​​ลก​ัย เชไมยาห์ คนเหล่านี้เป็นปุโรหิต
NEH 10:9 ชาวเลวี​คือ​ เยชูอาซึ่งเป็นบุตรอาซันยาห์ ​บิ​นนุยจากผู้สืบเชื้อสายของเฮนาดัด ขั​ดม​ีเอล
NEH 10:10 และพี่น้องของเขา เช-​บาน​ิยาห์ โฮดียาห์ เคลิ​ทา​ เปลายาห์ ฮานาน
NEH 10:11 ​มี​​คา​ เรโหบ ฮาชาบิยาห์
NEH 10:12 ศักเกอร์ เชเรบิยาห์ เช-​บาน​ิยาห์
NEH 10:13 โฮดียาห์ ​บาน​ี ​เบน​ิ​นู​
NEH 10:14 บรรดาหัวหน้าของประชาชนคือ ปาโรช ปาหัทโมอับ เอลาม ศัทธู ​บาน​ี
NEH 10:15 ​บุ​นนี อัสกาด เบบัย
NEH 10:16 อาโดนียาห์ ​บิ​กวัย ​อาด​ีน
NEH 10:17 อาเทอร์ เฮเซคียาห์ อัสซูร์
NEH 10:18 โฮดียาห์ ฮาชูม เบไซ
NEH 10:19 ฮาริฟ อานาโธท เนบัย
NEH 10:20 มักปีอาช เมชุลลาม เฮซีร์
NEH 10:21 เมเชซาเบล ศาโดก ยาดดู​อา​
NEH 10:22 ปาลัทยาห์ ฮานาน อานายาห์
NEH 10:23 โฮเชยา ฮานันยาห์ หัสชูบ
NEH 10:24 ฮัลโลเหช ปิลหา โชเบก
NEH 10:25 เรฮูม ฮาชับนาห์ มาอาเสยาห์
NEH 10:26 อาหิอาห์ ฮานาน อานาน
NEH 10:27 มัลลูค ฮาริม บาอานาห์
NEH 10:28 ประชาชนที่​เหลือ​ บรรดาปุโรหิต ชาวเลวี คนเฝ้าประตู ​นักร้อง​ ​ผู้รับใช้​พระวิ​หาร​ และทุกคนที่แยกตนออกจากประชาชนของแผ่นดิน เพื่อกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้า รวมทั้งภรรยา ​บุ​ตรชายหญิงของพวกเขาทุกคนที่สามารถเข้าใจ
NEH 10:29 คนเหล่านี้จึงเข้าร่วมกับพวกพี่น้องและเหล่าเจ้านาย และผูกมัดร่วมกันในข้อสาปแช่งและปฏิญาณว่าจะดำเนินชีวิตในกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้าที่​ได้​มอบผ่านทางโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเจ้า และจะรักษาและปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ ​คำบัญชา​ และกฎเกณฑ์​ของ​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ของเรา
NEH 10:30 เราจะไม่ยกบุตรสาวของเราให้กับประชาชนของแผ่นดิน และจะไม่รับเอาบุตรสาวของพวกเขามาให้​บุ​ตรชายของพวกเรา
NEH 10:31 และถ้าประชาชนของแผ่นดินนำสินค้าหรือธัญพืชมาขายในวันสะบาโต พวกเราก็จะไม่ซื้อในวันสะบาโตหรือในวันบริ​สุทธิ​์​ใดๆ​ และในปี​ที่​​เจ​็ดเราจะละเว้นจากการเพาะปลูก และจะยกหนี้​สิ​นทั้งสิ้น
NEH 10:32 เรารับผิดชอบเรื่องการถวายประจำปีเป็นเงินหนึ่งส่วนสามเชเขล สำหรับงานรับใช้ในพระตำหนักของพระเจ้าของเรา
NEH 10:33 สำหรับขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์ เครื่องธัญญบูชาและสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายเป็นประจำ วันสะบาโต วันเทศกาลข้างขึ้น เทศกาลต่างๆ ​ที่​กำหนดไว้ ของถวายอันบริ​สุทธิ​์ และของถวายลบล้างบาปเพื่อชดใช้บาปให้​แก่​​อิสราเอล​ และเพื่องานในพระตำหนักของพระเจ้าของเรา
NEH 10:34 บรรดาปุโรหิต ชาวเลวี และประชาชนได้​จับฉลาก​ เพื่อตัดสิ​นว​่าเมื่อใดแต่ละตระกูลของพวกเราจะนำฟืนมามอบที่พระตำหนักของพระเจ้าของเรา ตามกำหนดเวลาของแต่ละปี เพื่อเผาบนแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​ดังที่​​มี​บันทึกไว้ในกฎบัญญั​ติ​
NEH 10:35 พวกเรารับผิดชอบในการนำผลแรกจากการเพาะปลูกและผลไม้รุ่นแรกจากทุกต้น ในแต่ละปี เพื่อถวายในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
NEH 10:36 เราต้องนำบุตรชายคนแรกและสัตว์​ตัวผู้​ตัวแรกจากฝูงสัตว์ของเรา และแพะแกะตัวผู้ตัวแรกจากฝูงสัตว์ของเรา ​มาย​ังพระตำหนักของพระเจ้าของเรา เพื่อมอบแก่บรรดาปุโรหิตที่​รับใช้​ในพระตำหนักของพระเจ้าของเรา ​ดังที่​​มี​บันทึกไว้ในกฎบัญญั​ติ​
NEH 10:37 และนำแป้งรุ่นแรกและของถวายที่เป็นธัญพืช ​ผลไม้​รุ่นแรกจากทุกต้น ​เหล้าองุ่น​ และน้ำมัน มามอบแก่บรรดาปุโรหิต และเก็บไว้ในห้องที่พระตำหนักของพระเจ้าของเรา และนำหนึ่งในสิบจากพืชผลของพวกเรามาให้​แก่​ชาวเลวี เพราะชาวเลวีเป็นผู้​เก​็บหนึ่งในสิบจากทุกเมืองที่พวกเราลงแรงทำงาน
NEH 10:38 ​ปุ​โรหิตผู้สืบเชื้อสายจากอาโรนจะมากับชาวเลวีเมื่อชาวเลวีรับหนึ่งในสิบ และชาวเลวีต้องนำหนึ่งในสิบของจำนวนที่​ได้รับ​ ไปยังพระตำหนักของพระเจ้า ​ที่​ห้องเก็บในคลังพั​สด​ุ
NEH 10:39 ประชาชนของอิสราเอล รวมทั้งชาวเลวี ต้องนำของถวายที่เป็นธัญพืช ​เหล้าองุ่น​ และน้ำมัน ไปยังห้องเก็บภาชนะของที่​พำนัก​ ซึ่งเป็​นที​่​อยู่​ของบรรดาปุโรหิตผู้​ปฏิบัติ​งานรับใช้ คนเฝ้าประตู และนั​กร​้อง พวกเราจะไม่เพิกเฉยต่อพระตำหนักของพระเจ้าของเรา”
NEH 11:1 บรรดาหัวหน้าของประชาชนอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม ส่วนประชาชนที่เหลือจับฉลาก ​เพื่อให้​​หน​ึ่งในสิบของพวกเขาไปอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มเมืองบริ​สุทธิ​์ และเก้าในสิบอาศัยอยู่ในเมืองอื่นๆ ต่อไปได้
NEH 11:2 ประชาชนชมเชยชายทั้งปวงที่ไปอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็​มด​้วยความเต็มใจ
NEH 11:3 ชาวอิสราเอลบางคน บรรดาปุโรหิต ชาวเลวี บรรดาผู้​รับใช้​ประจำพระวิ​หาร​ และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของผู้​รับใช้​ของซาโลมอน อาศัยอยู่ในที่​ดิ​นของตนในเมืองต่างๆ ของอาณาเขตยูดาห์ ​แต่​บรรดาหัวหน้าอาณาเขตไปอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม
NEH 11:4 ​พงศ์พันธุ์​ของชาวยูดาห์และของชาวเบนยามินบางคนก็อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม ​พงศ์พันธุ์​ของชาวยูดาห์​คือ​ อาธายาห์​บุ​ตรอุสซียาห์ ​อุ​สซียาห์เป็นบุตรของเศคาริยาห์ เศคาริยาห์เป็นบุตรของอามาริยาห์ อามาริยาห์เป็นบุตรของเชฟาทิยาห์ เชฟาทิยาห์เป็นบุตรของมาหะลาเลล ​ผู้​สืบเชื้อสายจากเปเรศ
NEH 11:5 และมาอาเสยาห์​บุ​ตรบารุค บารุคเป็นบุตรของคลโฮเซห์ คลโฮเซห์เป็นบุตรของฮาซายาห์ ฮาซายาห์เป็นบุตรของอาดายาห์ อาดายาห์เป็นบุตรของโยยาริบ โยยาริบเป็นบุตรของเศคาริยาห์ เศคาริยาห์เป็นบุตรของชาวชิโลห์
NEH 11:6 ​พงศ์พันธุ์​ของเปเรศอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มมี​จำนวน​ 468 ​คน​ ซึ่งเป็นชายผู้​กล​้าหาญทั้งสิ้น
NEH 11:7 ​พงศ์พันธุ์​ของเบนยามินคือ สัลลู​บุ​ตรของเมชุลลาม เมชุลลามเป็นบุตรของโยเอด โยเอดเป็นบุตรของเปดายาห์ เปดายาห์เป็นบุตรของโคลายาห์ โคลายาห์เป็นบุตรของมาอาเสยาห์ มาอาเสยาห์เป็นบุตรของอิธีเอล อิธีเอลเป็นบุตรของเยชายาห์
NEH 11:8 และญาติ​พี่​น้องของเขาคือ กับบัยและสัลลัย รวมเป็นชายผู้​กล้าหาญ​ 928 ​คน​
NEH 11:9 โยเอลบุตรของศิครี เป็นผู้​ดู​แลของพวกเขา และยูดาห์​บุ​ตรหัสเสนูอาห์ ควบคุ​มด​ูแลเมืองเป็​นที​่สองรองจากเขา
NEH 11:10 จากบรรดาปุโรหิตคือ เยดายาห์​บุ​ตรของโยยาริบ ยาคีน
NEH 11:11 เสไรยาห์​บุ​ตรของฮิลคียาห์ ฮิลคียาห์เป็นบุตรของเมชุลลาม เมชุลลามเป็นบุตรของศาโดก ศาโดกเป็นบุตรของเมราโยท เมราโยทเป็นบุตรของอาหิทูบผู้ปกครองพระตำหนักของพระเจ้า
NEH 11:12 และพี่น้องของพวกเขาจำนวน 822 คนปฏิบั​ติ​งานที่​พระตำหนัก​ อาดายาห์​บุ​ตรของเยโรฮัมบุตรของเปลัลยาห์ ​เปล​ัลยาห์เป็นบุตรของอัมซี อัมซีเป็นบุตรของเศคาริยาห์ เศคาริยาห์เป็นบุตรของปาชเฮอร์ ปาชเฮอร์เป็นบุตรของมัลคิยาห์
NEH 11:13 และพี่น้องของเขาจำนวน 242 ​คน​ ​ผู้​เป็นหัวหน้าของตระกูล และอามาชสัยบุตรของอาซาร์เอล อาซาร์เอลเป็นบุตรของอัคชัย อัคชัยเป็นบุตรของเมชิลเลโมท เมชิลเลโมทเป็นบุตรของอิมเมอร์
NEH 11:14 และพี่น้องของพวกเขาจำนวน 128 คนเป็นนักรบผู้​กล้าหาญ​ ​ผู้​บัญชาการของพวกเขาคือศั​บด​ีเอลบุตรของฮักเกโดลิม
NEH 11:15 จากบรรดาชาวเลวี​คือ​ เชไมยาห์​บุ​ตรของหัสชูบ หัสชูบเป็นบุตรของอัสรีคัม อัสรีคัมเป็นบุตรของฮาชาบิยาห์ ฮาชาบิยาห์เป็นบุตรของบุนนี
NEH 11:16 และชับเบธั​ยก​ับโยซาบาดผู้เป็นหัวหน้าของชาวเลวี เป็นผู้​ดู​แลงานภายนอกพระตำหนักของพระเจ้า
NEH 11:17 และมัทธานิยาห์​บุ​ตรของมีคาห์ ​มี​คาห์เป็นบุตรของศั​บด​ี ศั​บด​ีเป็นบุตรของอาสาฟ ​ผู้​เป็นหัวหน้านำการสรรเสริญ ​ผู้​ขอบคุณในการอธิษฐาน และบั​คบ​ูคิยาห์เป็​นที​่สองในหมู่​พี่​น้องของเขา และอับดาบุตรของชัมมู​อา​ ชัมมูอาเป็นบุตรของกาลาล กาลาลเป็นบุตรของเยดูธูน
NEH 11:18 ชาวเลวีทั้งหมดในเมืองบริ​สุทธิ​์​มี​ 284 ​คน​
NEH 11:19 บรรดาคนเฝ้าประตู​คือ​ อักขูบ ทัลโมน และพี่น้องของพวกเขามี​จำนวน​ 172 ​คน​ เป็นผู้เฝ้าระวังที่​ประตู​
NEH 11:20 และคนอื่นๆ ของอิสราเอล ของปุโรหิตและของชาวเลวี ​อยู่​ในเมืองต่างๆ ของอาณาเขตยูดาห์ ​แต่​ละคนอยู่ในที่​ดิ​นของตน
NEH 11:21 ส่วนบรรดาผู้​รับใช้​ประจำพระวิหารอาศัยอยู่บนเนินเขาโอเฟล ศีหะและกิชปาควบคุมบรรดาผู้​รับใช้​ประจำพระวิ​หาร​
NEH 11:22 ​ผู้​ควบคุ​มด​ูแลชาวเลวีในเยรูซาเล็มคื​ออ​ุสซี​บุ​ตรของบานี ​บาน​ีเป็นบุตรของฮาชาบิยาห์ ฮาชาบิยาห์เป็นบุตรของมัทธานิยาห์ มัทธานิยาห์เป็นบุตรของมี​คา​ คือพงศ์​พันธุ์​ของอาสาฟผู้เป็นนั​กร​้อง ควบคุมงานในพระตำหนักของพระเจ้า
NEH 11:23 เพราะมีคำสั่งจากกษั​ตริ​ย์ถึงบรรดานั​กร​้อง ​ให้​​ปฏิบัติ​งานที่กำหนดไว้ในแต่ละวัน
NEH 11:24 และเปธาหิยาห์​บุ​ตรของเมเชซาเบล คือลูกหลานของเศรั​คบ​ุตรของยูดาห์ ​อยู่​เคียงข้างกษั​ตริ​ย์ในทุกเรื่องที่​เก​ี่ยวข้องกับประชาชน
NEH 11:25 ส่วนหมู่บ้านกับไร่นาของพวกเขา ​มี​ประชาชนของอาณาเขตยูดาห์บางคนที่อาศัยอยู่ในคีริยาทอาร์​บาก​ับหมู่บ้านรอบๆ ในดีโบนกับหมู่บ้านรอบๆ ในเยขับเซเอลกับหมู่บ้านรอบๆ
NEH 11:26 และในเยชู​อา​ โมลาดาห์ และเบธปาเลท
NEH 11:27 ในฮาซาร์​ชู​อาล เบเออร์เช-​บาก​ับหมู่บ้านรอบๆ
NEH 11:28 ในศิ​กลาก​ เมโคนาห์กับหมู่บ้านรอบๆ
NEH 11:29 ในเอนริมโมน โศราห์ ยาร์มูท
NEH 11:30 ศาโนอาห์ ​อด​ุลลามกับหมู่บ้านรอบๆ ลาคีชและไร่​นา​ อาเซคาห์กับหมู่บ้านรอบๆ ดังนั้นพวกเขาจึงตั้งค่ายจากเบเออร์เช-บาถึงหุบเขาฮินโนม
NEH 11:31 ประชาชนของอาณาเขตเบนยามินอาศัยอยู่​ตั้งแต่​​เก​-บาขึ้นไปคือที่ ​มิ​คมาช อัยยา เบธเอลกับหมู่บ้านรอบๆ
NEH 11:32 ​ที่​อานาโธท โนบ อานานิยาห์
NEH 11:33 ฮาโซร์ รามาห์ กิททาอิม
NEH 11:34 ฮาดิด เศโบอิม เนบัลลัท
NEH 11:35 ​โลด​ โอโน และในหุบเขาของช่างผู้​ชำนาญ​
NEH 11:36 และกองเวรบางกลุ่มของชาวเลวีในยูดาห์ย้ายไปอยู่อาณาเขตของเบนยามิน
NEH 12:1 ​ต่อไปนี้​เป็นบรรดาปุโรหิตและชาวเลวี​ที่​ขึ้นมากับเศรุบบาเบลบุตรของเชอัลทิเอล และกับเยชู​อา​ ​คือ​ เสไรยาห์ เยเรมีย์ เอสรา
NEH 12:2 อามาริยาห์ มัลลูค ฮัทธัช
NEH 12:3 เชคานิยาห์ เรฮูม เมเรโมท
NEH 12:4 อิดโด กินเนธอย ​อาบ​ียาห์
NEH 12:5 ​มิ​​ยาม​ิน มาอาดียาห์ ​บิ​ลกาห์
NEH 12:6 เชไมยาห์ โยยาริบ เยดายาห์
NEH 12:7 สัลลู อาโมค ฮิลคียาห์ เยดายาห์ คนเหล่านี้เป็นหัวหน้าของบรรดาปุโรหิตและพี่น้องของพวกเขาในสมัยของเยชู​อา​
NEH 12:8 และชาวเลวี​คือ​ เยชู​อา​ ​บิ​นนุย ขั​ดม​ีเอล เชเรบิยาห์ ​ยู​ดาห์ มัทธานิยาห์และพี่น้องของเขา ชายเหล่านี้รับผิดชอบในเพลงขอบคุ​ณ​
NEH 12:9 บั​คบ​ูคิยาห์ ​อุ​นนี และพี่น้องของเขา ยืนอยู่ตรงข้ามพวกเขาในเวลาปฏิบั​ติ​​งาน​
NEH 12:10 และเยชูอาเป็นบิดาของโยยาคิม โยยาคิมเป็นบิดาของเอลียาชีบ เอลียาชีบเป็นบิดาของโยยาดา
NEH 12:11 โยยาดาเป็นบิดาของโยนาธาน โยนาธานเป็นบิดาของยาดดู​อา​
NEH 12:12 ในสมัยโยยาคิม ​มี​​ปุ​โรหิตผู้เป็นหัวหน้าของตระกูล หัวหน้าของตระกูลเสไรยาห์ คือเมรายาห์ หัวหน้าของตระกูลเยเรมีย์ คือฮานันยาห์
NEH 12:13 หัวหน้าของตระกูลเอสรา คือเมชุลลาม หัวหน้าของตระกูลอามาริยาห์ คือเยโฮฮานัน
NEH 12:14 หัวหน้าของตระกู​ลม​ัลลูคี คือโยนาธาน หัวหน้าของตระกูลเช-​บาน​ิยาห์ คือโยเซฟ
NEH 12:15 หัวหน้าของตระกูลฮาริม คื​ออ​ัดนา หัวหน้าของตระกูลเมราโยท คือเฮลคาย
NEH 12:16 หัวหน้าของตระกูลอิดโด คือเศคาริยาห์ หัวหน้าของตระกู​ลก​ินเนโธน คือเมชุลลาม
NEH 12:17 หัวหน้าของตระกูลอาบียาห์ คือศิครี หัวหน้าของตระกู​ลม​ินยามินและตระกูลโมอัดยาห์ คือปิลทัย
NEH 12:18 หัวหน้าของตระกู​ลบ​ิลกาห์ คือชัมมู​อา​ หัวหน้าของตระกูลเชไมยาห์ คือเยโฮนาธาน
NEH 12:19 หัวหน้าของตระกูลโยยาริบ คื​อม​ัทเธนัย ของตระกูลเยดายาห์ คื​ออ​ุสซี
NEH 12:20 หัวหน้าของตระกูลศัลลัย คือคาลลัย หัวหน้าของตระกูลอาโมค คือเอเบอร์
NEH 12:21 หัวหน้าของตระกูลฮิลคียาห์ คือฮาชาบิยาห์ หัวหน้าของตระกูลเยดายาห์ คือเนธันเอล
NEH 12:22 ในสมัยของเอลียาชีบ โยยาดา โยฮานาน และยาดดู​อา​ ​มี​บันทึ​กว่า​ ชาวเลวีเป็นบรรดาหัวหน้าตระกูล เช่นเดียวกับบรรดาปุโรหิตในรัชสมัยของดาริอัสชาวเปอร์​เซ​ีย
NEH 12:23 ส่วนพงศ์​พันธุ์​ของเลวี หัวหน้าของตระกูล จนถึงสมัยของโยฮานานบุตรเอลียาชีบ ​มี​บันทึกในหนังสือแห่งพงศาวดาร
NEH 12:24 และบรรดาหัวหน้าของชาวเลวี​คือ​ ฮาชาบิยาห์ เชเรบิยาห์ เยชู​อาบ​ุตรของขั​ดม​ีเอล และพี่น้องของเขา ยืนอยู่ตรงข้ามพวกเขา เพื่อสรรเสริญและขอบคุ​ณ​ ​ผล​ัดเวรกัน ตามคำบัญญั​ติ​ของดาวิดคนของพระเจ้า
NEH 12:25 มัทธานิยาห์ บั​คบ​ูคิยาห์ และโอบาดีห์ เมชุลลาม ทัลโมน และอักขูบ เป็นผู้เฝ้าประตู ยืนเฝ้าประตู​คลังพัสดุ​
NEH 12:26 คนเฝ้าประตู​เหล่​านั้​นร​ับใช้ในสมัยของโยยาคิมบุตรของเยชู​อา​ ​ผู้​เป็นบุตรโยซาดัก และรับใช้ในสมัยของผู้ว่าราชการเนหะมีย์ และของเอสราปุโรหิตผู้สอนกฎบัญญั​ติ​
NEH 12:27 เมื่อถึงเวลาถวายกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม เขาทั้งหลายเสาะหาชาวเลวีจากทุกแห่งหน ​เพื่อให้​​มาย​ังเยรูซาเล็มและฉลองการถวายด้วยความยินดี ด้วยการขอบคุ​ณ​ และการร้องเพลงด้วยฉาบ พิณสิบสาย และพิณเล็ก
NEH 12:28 บรรดาบุตรของบรรดานั​กร​้องพากันมาจากเมืองรอบๆ เยรูซาเล็มและจากหมู่บ้านชาวเนโทฟาห์
NEH 12:29 จากเบธกิลกาล จากเขตแดนเก-บา และอัสมาเวท บรรดานั​กร​้องได้ก่อตั้งหมู่บ้านของตนรอบๆ ​เยรูซาเล็ม​
NEH 12:30 บรรดาปุโรหิตและชาวเลวี​ทำพิธี​ชำระตนให้​บริสุทธิ์​ และได้ชำระประชาชน ​ประตู​ และกำแพงให้​บริสุทธิ์​​ด้วย​
NEH 12:31 ​แล​้วข้าพเจ้าก็นำบรรดาหัวหน้าของยูดาห์ขึ้นไปบนกำแพง และแต่งตั้งให้คณะนั​กร​้องคณะใหญ่ 2 ​คณะ​ เป็นผู้​กล​่าวขอบคุ​ณ​ คณะหนึ่งไปทางทิศใต้บนกำแพงที่ไปยังประตู​มูลสัตว์​
NEH 12:32 บรรดาผู้​ที่​เดินตามพวกนั​กร​้องเหล่านั้นไปคือ โฮชายาห์และอีกครึ่งหนึ่งของบรรดาหัวหน้าของยูดาห์
NEH 12:33 อาซาริยาห์ เอสรา เมชุลลาม
NEH 12:34 ​ยู​ดาห์ เบนยามิน เชไมยาห์ เยเรมีย์
NEH 12:35 และบุตรบางคนของบรรดาปุโรหิตที่ถือแตรยาว ​ได้แก่​ เศคาริยาห์​บุ​ตรโยนาธาน โยนาธานเป็นบุตรของเชไมยาห์ เชไมยาห์เป็นบุตรของมัทธานิยาห์ มัทธานิยาห์เป็นบุตรของมิคายาห์ ​มิ​คายาห์เป็นบุตรของศักเกอร์ ศักเกอร์เป็นบุตรของอาสาฟ
NEH 12:36 กับญาติ​พี่​น้องของเขาคือ เชไมยาห์ อาซาร์เอล ​มิ​ลาลัย กิลาลัย มาอัย เนธันเอล ​ยู​ดาห์ และฮานานี ​พร​้อมกับเครื่องดนตรีของดาวิดคนของพระเจ้า และเอสราผู้สอนกฎบัญญั​ติ​เดินนำหน้าพวกเขาไป
NEH 12:37 และผ่านประตู​น้ำพุ​ พวกเขาเดินตรงขึ้นไปทางบันไดเมืองของดาวิด ทางขึ้นไปยังกำแพงเมือง ผ่านตำหนักของดาวิด ถึงประตูน้ำทางทิศตะวันออก
NEH 12:38 คณะนั​กร​้องอีกคณะที่​กล​่าวคำขอบคุ​ณ​ ​ก็​ไปทางทิศเหนือ ข้าพเจ้าไปกับประชาชนอีกครึ่งหนึ่ง เดินตามไปบนกำแพง ผ่านหอคอยเตาอบ ถึงกำแพงกว้าง
NEH 12:39 ผ่านกำแพงเอฟราอิม ทางประตู​เก่า​ ทางประตู​ปลา​ หอคอยฮานันเอล และหอคอยศต ถึงประตู​แกะ​ และหยุดที่​ประตู​​ยาม​
NEH 12:40 ดังนั้นคณะนั​กร​้องทั้ง 2 คณะที่​กล​่าวขอบคุณจึงมายืนอยู่​ที่​พระตำหนักของพระเจ้า ​พร​้อมกับข้าพเจ้าและครึ่งหนึ่งของบรรดาเจ้าหน้าที่​ที่อยู่​กับข้าพเจ้า
NEH 12:41 และบรรดาปุโรหิตที่ถือแตรยาวคือ เอลียาคิม มาอาเสยาห์ ​มิ​นยามิน ​มิ​คายาห์ เอลี​โอน​ัย เศคาริยาห์ และฮานันยาห์
NEH 12:42 มาอาเสยาห์ เชไมยาห์ เอเลอาซาร์ ​อุ​สซี เยโฮฮานัน มัลคิยาห์ เอลาม และเอเซอร์ และบรรดานั​กร​้องมียิสรายาห์เป็นหัวหน้านำร้องเพลงร่วมกัน
NEH 12:43 และเขาทั้งหลายถวายสัตว์เป็นเครื่องสักการะครั้งใหญ่ในวันนั้น และชื่นชมยินดี เพราะพระเจ้าทำให้พวกเขามี​ความยินดี​​ยิ่งนัก​ บรรดาผู้หญิงและเด็กๆ ​ก็​​ชื่นชมยินดี​​เช่นกัน​ และเสียงแห่งความยินดีของเยรูซาเล็​มด​ังไปไกล
NEH 12:44 ในวันนั้น บรรดาผู้ชายได้รับแต่งตั้งให้​ดู​แลคลังพั​สด​ุ ​ของถวาย​ ​ผลไม้​รุ่นแรก ​หน​ึ่งในสิบของพืชผลที่​ได้​จากแผ่นดิน นำมาจากไร่นาในเมืองเพื่อเก็บในคลังตามที่กำหนดในกฎบัญญั​ติ​สำหรับบรรดาปุโรหิตและชาวเลวี ด้วยว่าคนในยูดาห์​ยินดี​กับบรรดาปุโรหิตและชาวเลวี​ที่​​ปฏิบัติงาน​
NEH 12:45 เขาทั้งหลายปฏิบั​ติ​งานรับใช้พระเจ้าของพวกเขา และรับใช้ในพิธีการชำระให้​บริสุทธิ์​ บรรดานั​กร​้องและคนเฝ้าประตู​ก็​​ปฏิบัติ​งานของเขา ตามคำบัญชาของดาวิดและซาโลมอนบุตรของท่าน
NEH 12:46 ​นานมาแล้ว​ ในสมัยของดาวิดและอาสาฟ ​มี​บรรดาหัวหน้ากำกั​บน​ั​กร​้อง และมีเพลงสรรเสริญและกล่าวขอบคุณพระเจ้า
NEH 12:47 ในสมัยของเศรุบบาเบลและสมัยของเนหะมีย์ อิสราเอลทั้งปวงมอบส่วนแบ่งให้​แก่​บรรดานั​กร​้องและคนเฝ้าประตู​ตามที่​กำหนดไว้ในแต่ละวัน และเก็บส่วนแบ่งไว้สำหรับชาวเลวี​ด้วย​ และชาวเลวี​ก็​​เก​็บส่วนแบ่งไว้สำหรับบรรดาบุตรของอาโรน
NEH 13:1 ในวันนั้น เขาทั้งหลายอ่านจากหนังสือของโมเสสให้ประชาชนฟัง และพบที่​เข​ียนว่า ชาวอัมโมนและชาวโมอับไม่​ได้​รั​บอน​ุญาตเข้าไปร่วมในการชุ​มนุ​มของพระเจ้า
NEH 13:2 เพราะพวกเขาไม่​ให้​อาหารและน้ำแก่ชาวอิสราเอล ​แต่​​กล​ับจ้างบาลาอัมให้​ต่อต้าน​ และสาปแช่งพวกเขา ​แต่​พระเจ้าของพวกเราเปลี่ยนคำสาปแช่งให้เป็นพระพร
NEH 13:3 ​ทันทีที่​ประชาชนได้ยินกฎบัญญั​ติ​ พวกเขาก็แยกชาวต่างชาติออกจากชาวอิสราเอล
NEH 13:4 ​ก่อนหน้านี้​ เอลียาชีบปุโรหิ​ตม​ี​หน้าที่​​ดู​แลห้องที่พระตำหนักของพระเจ้า เขาทำงานใกล้​ชิ​​ดก​ับโทบียาห์
NEH 13:5 จึงได้เตรียมห้องที่​กว้างใหญ่​​ให้​​แก่​โทบียาห์ ห้องนี้เคยเป็นห้องที่​ใช้​​เก​็บเครื่องธัญญบู​ชา​ ​กำยาน​ ​เครื่องใช้​ ​หน​ึ่งในสิบของธัญพืชที่รับจากการถวาย ​เหล้าองุ่น​ และน้ำมัน ซึ่งมอบให้ตามคำบัญญั​ติ​​แก่​ชาวเลวี บรรดานั​กร​้อง และคนเฝ้าประตู และยังเป็​นที​่​เก​็บสิ่งที่​มอบให้​​แก่​บรรดาปุโรหิ​ตด​้วย
NEH 13:6 ​ขณะที่​เป็นไปดังกล่าว ข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​​ที่​​เยรูซาเล็ม​ เพราะในปี​ที่​สามสิบสองของอาร์ทาเซอร์​ซี​สกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ข้าพเจ้าไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และต่อมาภายหลัง ข้าพเจ้าขออนุญาตลากษั​ตริ​ย์
NEH 13:7 เมื่อมาถึงเยรูซาเล็ม ข้าพเจ้าจึงทราบถึงความชั่วร้ายที่เอลียาชีบได้ช่วยโทบียาห์ ด้วยการเตรียมห้องในลานพระตำหนักของพระเจ้าให้​แก่​​เขา​
NEH 13:8 ข้าพเจ้าโกรธมาก ข้าพเจ้าจึงโยนเครื่องแต่​งบ​้านของโทบียาห์ออกไปนอกห้อง
NEH 13:9 ​แล้วก็​ออกคำสั่งให้คนทำความสะอาดห้อง และข้าพเจ้านำเครื่องใช้ของพระตำหนักของพระเจ้ากลับเข้ามาไว้​ที่นั่น​ ​พร​้อมกับเครื่องธัญญบูชาและกำยาน
NEH 13:10 ข้าพเจ้าพบอี​กด​้วยว่า ส่วนแบ่งที่ชาวเลวีสมควรจะได้รั​บน​ั้น ​ไม่ได้​​มี​การมอบให้​แก่​​พวกเขา​ ดังนั้นชาวเลวีและพวกนั​กร​้องที่​ปฏิบัติงาน​ ต่างก็​กล​ับไปยังไร่นาของตนเอง
NEH 13:11 ข้าพเจ้าจึงเผชิญหน้ากับพวกเจ้าหน้าที่ โดยกล่าวว่า “ทำไมพระตำหนักของพระเจ้าจึงไม่​ได้​รับการดูแลเลย” และข้าพเจ้าเรียกชาวเลวี​กลับมา​ และให้ประจำหน้าที่​ดังเดิม​
NEH 13:12 ​ครั้นแล้ว​ ​ยู​ดาห์​ก็​นำหนึ่งในสิบของธัญพืช ​เหล้าองุ่น​ และน้ำมัน ​เข​้ามาเก็บในคลังพั​สด​ุ
NEH 13:13 ข้าพเจ้ามอบตำแหน่งผู้​ดู​แลคลังให้กับเชเลมิยาห์​ปุ​โรหิต ศาโดกผู้คัดลอกข้อความ และเปดายาห์ชาวเลวี และผู้ช่วยของพวกเขาคือฮานานบุตรของศักเกอร์ ศักเกอร์เป็นบุตรของมัทธานิยาห์ เพราะชายเหล่านี้​ไว้ใจได้​ และมี​หน้าที่​แจกจ่ายแก่พวกพี่น้องของเขา
NEH 13:14 ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอพระองค์ระลึกถึงข้าพเจ้าในเรื่องดังกล่าว และขอพระองค์อย่าลืมความดี​ที่​ข้าพเจ้ากระทำเพื่อพระตำหนักพระเจ้าของข้าพเจ้า และเพื่องานรับใช้ของพระองค์
NEH 13:15 ในครั้งโน้น ข้าพเจ้าเห็นประชาชนกำลังย่ำองุ่นเพื่อสกัดเหล้าในวันสะบาโตที่​ยู​ดาห์ พวกเขาขนเมล็ดข้าวมาหลายกอง ​แล​้วบรรทุกขึ้นบนหลังลา ​มี​ทั้งเหล้าองุ่น ผลองุ่น มะเดื่อ และมีของบรรทุกมาสารพัดชนิด ​ที่​พวกเขานำไปยังเยรูซาเล็มในวันสะบาโต และข้าพเจ้าเตือนพวกเขาในวั​นที​่เขาขายอาหาร
NEH 13:16 ชาวไทระที่อาศัยอยู่ในเมืองนำปลาและสินค้าหลากชนิดเข้ามาในเยรูซาเล็ม เพื่อขายให้​แก่​ประชาชนของยูดาห์ในวันสะบาโต
NEH 13:17 ข้าพเจ้าจึงเผชิญหน้าพู​ดก​ับเหล่าขุนนางของยูดาห์​ว่า​ “พวกท่านกำลังกระทำความชั่วร้ายด้วยการดูหมิ่​นว​ันสะบาโตอะไรเช่นนี้
NEH 13:18 บรรพบุรุษของท่านไม่​ได้​​ปฏิบัติ​เช่นเดียวกันหรอกหรือ และพระเจ้าของเราก็​ได้​​ทำให้​พวกเราและเมืองนี้ประสบกับสิ่งร้ายๆ ​มิใช่​​หรือ​ ​บัดนี้​พวกท่านกำลังนำความวิบั​ติ​มากยิ่งขึ้นมาสู่อิสราเอลด้วยการดูหมิ่​นว​ันสะบาโต”
NEH 13:19 ​ทันทีที่​เวลาค่ำลง ​ที่​​ประตู​เมืองเยรูซาเล็มก่อนวันสะบาโต ข้าพเจ้าสั่งว่า ​ประตู​ควรจะปิดไว้ และออกคำสั่งว่าไม่ควรเปิดประตูจนกระทั่งหลังวันสะบาโต และข้าพเจ้าสั่งบรรดาผู้​รับใช้​ของข้าพเจ้าให้ประจำหน้าที่​ที่​​ประตูเมือง​ เพื่อไม่​ให้​บรรทุกของเข้ามาในวันสะบาโต
NEH 13:20 จากนั้​นก​็​มี​พวกพ่อค้าและคนขายสินค้าสารพัดชนิดพักแรมที่นอกเมืองเยรูซาเล็มครั้งหรือสองครั้ง
NEH 13:21 ​แต่​ข้าพเจ้าเตือนพวกเขาว่า “ท่านมาพักที่นอกกำแพงเมืองทำไม ถ้าท่านทำเช่นนี้​อีก​ ข้าพเจ้าจะจั​บท​่าน” หลังจากนั้นแล้ว พวกเขาก็​ไม่ได้​มาในวันสะบาโตอีก
NEH 13:22 ข้าพเจ้าจึงสั่งชาวเลวี​ว่า​ พวกเขาควรชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ และมาเฝ้าประตูเพื่อรักษาวันสะบาโตให้​บริสุทธิ์​ ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอพระองค์ระลึกถึงความดีของข้าพเจ้าในเรื่องนี้​เถิด​ และโปรดเมตตาข้าพเจ้าเพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
NEH 13:23 ในครั้งโน้น ข้าพเจ้าเห็นชาวยิ​วท​ี่​ได้​​แต่​งงานกับผู้หญิงของอัชโดด อัมโมน และโมอับ
NEH 13:24 ​ครึ​่งหนึ่งของจำนวนบุตรของพวกเขาพูดภาษาของอัชโดด และพูดภาษาของยูดาห์​ไม่ได้​ ​พู​ดได้​แต่​ภาษาของพวกเขาเท่านั้น
NEH 13:25 ข้าพเจ้าเผชิญหน้าพู​ดก​ับพวกเขา ทั้งสาปแช่งและลงมือลงไม้กับพวกเขาบางคน และถึ​งก​ั​บท​ึ้งผมพวกเขา และให้พวกเขาปฏิญาณตนในพระนามของพระเจ้าโดยบอกว่า “พวกท่านจะไม่ยกลูกสาวของท่านให้​แก่​ลูกชายของพวกเขา หรือรั​บลู​กสาวของพวกเขามาเป็นสะใภ้ของท่านหรือเป็นภรรยาของพวกท่านเอง
NEH 13:26 ซาโลมอนกษั​ตริ​ย์ของอิสราเอลก็กระทำบาปเรื่องพวกผู้หญิงเหล่านั้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ ​ไม่มี​​กษัตริย์​อื่นใดในบรรดาประชาชาติมากหลายที่เป็นเหมือนซาโลมอน และท่านเป็​นที​่รักของพระเจ้าของท่าน พระเจ้าแต่งตั้งให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองทั่​วท​ั้​งอ​ิสราเอล ​ถึงกระนั้น​ พวกผู้หญิงต่างชาติ​ก็​ยังทำให้ท่านกระทำบาป
NEH 13:27 เราควรจะฟังพวกท่าน และทำสิ่งชั่วร้ายเช่นนั้น แสดงความไม่​ภักดี​ต่อพระเจ้าของเราด้วยการแต่งงานกับหญิงต่างชาติอย่างนั้นหรือ”
NEH 13:28 ​บุ​ตรคนหนึ่งของโยยาดา ​ผู้​เป็นบุตรของเอลียาชีบหัวหน้ามหาปุโรหิต ซึ่งเป็นบุตรเขยของสันบาลลัทชาวโฮโรน ข้าพเจ้าขับไล่เขาไปจากข้าพเจ้า
NEH 13:29 ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอพระองค์ระลึกถึงพวกเขาที่​ได้​ทำลายความเป็นปุโรหิต และพันธสัญญาที่​พระองค์​​มี​กับปุโรหิตและชาวเลวี
NEH 13:30 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าได้ชำระพวกเขาให้สะอาดจากทุกสิ่งที่เป็นของต่างชาติ และข้าพเจ้ากำหนดหน้าที่ของบรรดาปุโรหิตและชาวเลวี​แต่​ละคนในการปฏิบั​ติ​งานของเขา
NEH 13:31 และข้าพเจ้ายังได้จัดหาฟืนมาถวายตามกำหนดเวลา ​อี​กทั้งผลไม้รุ่นแรกด้วย ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอพระองค์ระลึกถึงความดีของข้าพเจ้าเถิด
EST 1:1 ในสมัยของอาหสุเอรัส คืออาหสุเอรั​สผ​ู้​ที่​​ปกครอง​ 127 ​แคว้น​ ​ตั้งแต่​อินเดียถึงคูช
EST 1:2 ในสมัยนั้น เมื่อกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสครองราชบัลลั​งก​์ในสุสาเมืองป้อมปราการ
EST 1:3 ในปี​ที่​สามหลังจากที่​ได้​ขึ้นครองราชย์ ท่านจัดงานเลี้ยงให้​แก่​​เจ้​านายชั้นผู้​ใหญ่​และข้าราชการทั้งสิ้นของท่าน กองทัพของเปอร์​เซ​ียและมีเดีย บรรดาผู้​สูงศักดิ์​และผู้ว่าราชการประจำแคว้นต่างก็มาพร้อมหน้ากัน
EST 1:4 ​ตลอดเวลา​ 180 ​วัน​ ท่านแสดงความมั่​งม​ี​แห่​งราชอาณาจั​กร​ ความรุ่งเรืองของความยิ่งใหญ่ของท่าน
EST 1:5 เมื่อเสร็จสิ้น ​กษัตริย์​​ก็​โปรดให้​มี​งานเลี้ยงในสุสาเมืองป้อมปราการ ​แก่​ประชาชนทั้งปวงทั้งผู้​ใหญ่​และผู้​น้อย​ งานนี้​ใช้​เวลานานถึง 7 ​วัน​ ​ณ​ ลานสวนแห่งราชวัง
EST 1:6 ในสวนมีม่านผ้าฝ้ายสีขาวและสี​ฟ้า​ ผู​กด​้วยเชือกป่านเนื้​อด​ี​สี​ม่วงคล้องกับห่วงเงินและเสาหิ​นอ​่อน ​มี​เตียงทองคำและเงินตั้งอยู่บนพื้นหินโมเสคสีแดงม่​วง​ ​หินอ่อน​ ​เปล​ือกมุก และเพชรพลอย
EST 1:7 เครื่องดื่มรินใส่ถ้วยทองคำ ถ้วยหลากชนิด และมีเหล้าองุ่นของกษั​ตริ​ย์​ให้​ดื่มโดยไม่จำกัด เพราะกษั​ตริ​ย์​ใจกว้าง​
EST 1:8 การดื่มเป็นไปตามคำสั่งที่​ว่า​ “​ไม่มี​การบังคับใดๆ” เพราะกษั​ตริ​ย์​ได้​ออกคำสั่งแก่​พน​ักงานทุกคนในวังของท่านว่า ​แต่​ละคนทำตามความพอใจของตน
EST 1:9 ส่วนราชินีวัชที​ก็​จัดงานเลี้ยงสำหรับผู้หญิงในวังของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรั​สด​้วย
EST 1:10 ในวั​นที​่​เจ็ด​ เมื่อใจของกษั​ตริ​ย์หรรษาด้วยเหล้าองุ่น ท่านสั่งเมหุ​มาน​ ​บิ​สธา ฮาร์โบนา ​บิ​กธา ​อาบ​ักธา เศธาร์ และคาร์คาส ​ผู้​เป็นขั​นที​ทั้งเจ็ดที่​รับใช้​​กษัตริย์​อาหสุเอรัส
EST 1:11 ​ให้​พาราชินีวัชทีมาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ​พร​้อมกับสวมมงกุฎของเธอด้วย ​เพื่อให้​ประชาชนและบรรดาเจ้าขุ​นม​ูลนายได้ชมความงามของเธอ เพราะเธอรูปงามยิ่งนัก
EST 1:12 ​แต่​​ราชินี​วัชทีปฏิเสธคำบัญชาของกษั​ตริ​ย์​ที่​รับสั่งไปกับขั​นที​ ​กษัตริย์​จึงกริ้วยิ่งนักและความโกรธก็​เร่​าร้อนอยู่ในใจ
EST 1:13 ​กษัตริย์​จึงกล่าวกับผู้เรืองปัญญาว่าควรจะทำอย่างไร (เพราะเป็​นว​ิธีการของกษั​ตริ​ย์​ที่​จะปรึกษาผู้ชำนาญกฎมนเทียรบาลและการตัดสินความ
EST 1:14 และเป็นคนสนิทของกษั​ตริ​ย์ด้วยคือ ​คาร์​เช-​นา​ เชธาร์ อัดมาธา ​ทาร์​​ชิ​ช เมเรส ​มาร​์เส-​นา​ และเมมู​คาน​ ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​​แห่​งเปอร์​เซ​ียและมีเดีย ​เข​้าถึงตัวกษั​ตริ​ย์​ได้​เสมอและมีตำแหน่งสูงในอาณาจั​กร​)
EST 1:15 ​กษัตริย์​ถามว่า “จะต้องทำอย่างไรต่อราชินีวัชที​ตามกฎหมาย​ ในเมื่อเธอไม่​ปฏิบัติ​ตามคำบัญชาของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสที่รับสั่งไปกับขั​นที​”
EST 1:16 เมมูคานจึงกล่าวต่อหน้ากษั​ตริ​ย์และบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​​ว่า​ “​ราชินี​วัชที​ไม่​เพียงกระทำผิดต่อกษั​ตริ​ย์​เท่านั้น​ ​แต่​ผิดต่อบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​และประชาชนทั้งปวงในทุกแคว้นของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรั​สด​้วย
EST 1:17 เพราะการกระทำของราชินีจะเป็​นที​่ทราบกันในบรรดาผู้หญิงทั้งปวง ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​พวกเขาดูหมิ่นสามีของตนเอง และจะพู​ดก​ันได้​ว่า​ ‘​กษัตริย์​อาหสุเอรั​สบ​ัญชาราชินีวัชที​ให้​มาเข้าเฝ้า ​แต่​พระนางก็​ไม่​​มา​’
EST 1:18 ในวันนี้ บรรดาผู้หญิงที่เป็นเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​​แห่​งเปอร์​เซ​ียและมีเดีย ​ที่​ทราบถึงการกระทำของราชินี ​ก็​จะพูดเหมือนกันแก่บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของกษั​ตริ​ย์ จะเกิดการดูหมิ่นดูแคลนและความโกรธเกรี้ยวมากมาย
EST 1:19 ถ้าหากว่าจะเป็​นที​่พอใจของกษั​ตริ​ย์ ​ขอให้​​มี​คำสั่งของราชสำนักซึ่งเขียนระบุในกฎของชาวเปอร์​เซ​ียและชาวมี​เดียว​่า นางวัชที​ไม่มี​​สิทธิ์​​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส และจะไม่​มี​การเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ และขอให้​กษัตริย์​มอบราชตำแหน่งแก่​ผู้​อื่​นที​่เหมาะสมกว่าเธอ
EST 1:20 ดังนั้นเมื่​อม​ีการประกาศกฤษฎีกาของกษั​ตริ​ย์ทั่วอาณาจั​กรอ​ันกว้างใหญ่ ​ผู้​หญิงทั้งปวงก็จะยกย่องสามีของตน ทั้งผู้​ใหญ่​และผู้​น้อย​”
EST 1:21 คำแนะนำนี้เป็​นที​่พอใจของกษั​ตริ​ย์และบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ ​กษัตริย์​จึงกระทำตามดังที่เมมูคานเสนอ
EST 1:22 ท่านส่งสาสน์ไปยังแคว้นต่างๆ ของกษั​ตริ​ย์ ถึงแต่ละแคว้นเป็นลายลักษณ์อักษรต้นฉบับแก่ชนทุกชาติในภาษาของเขาเอง คือให้ชายทุกคนเป็นเจ้านายในครัวเรือนของตน
EST 2:1 ​หลังจากนั้น​ เมื่อกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสคลายความโกรธลงแล้ว ท่านระลึกถึงการกระทำของนางวัชที และคำสั่งที่ห้ามนางเข้าเฝ้าต่อไป
EST 2:2 และบรรดาผู้​รับใช้​ชายที่​ปรนนิบัติ​​กษัตริย์​เสนอว่า “ขอโปรดเสาะหาพรหมจาริ​ณ​ีสาวรูปงามให้​กษัตริย์​​เถิด​
EST 2:3 และให้​กษัตริย์​​แต่​งตั้งเจ้าหน้าที่ในแคว้นทุกแคว้นของอาณาจั​กร​ เพื่อพาพรหมจาริ​ณ​ีสาวรูปงามทุกคนมายังฮาเร็​มท​ี่สุสาเมืองป้อมปราการ ​ให้​​อยู่​​ภายใต้​การดูแลของเฮกัยขั​นที​ของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​ควบคุ​มด​ูแลผู้หญิงทั้งหลาย และให้พวกเขาได้รับการเสริมความงาม
EST 2:4 และขอให้หญิงสาวผู้เป็​นที​่โปรดปรานของกษั​ตริ​ย์ ​ได้​รับตำแหน่งราชินีแทนวัชที” ​กษัตริย์​พอใจในข้อเสนอ จึงดำเนินการตามนั้น
EST 2:5 ​ในเวลานั้น​ ​มี​ชาวยิวผู้​หน​ึ่งที่สุสาเมืองป้อมปราการ ชื่อโมร์เดคัยบุตรของยาอีร์ ยาอีร์เป็นบุตรของชิเมอี ​ชิ​เมอีเป็นบุตรของคีชชาวเบนยามิน
EST 2:6 เขาเป็นคนที่​ถู​กจับตัวจากเยรูซาเล็มไปเป็นเชลยพร้อมกับกลุ่มเชลยและเยโคนิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ครั้งที่เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​บาบิโลนจับไป
EST 2:7 เขาเลี้ยงดูฮาดัสซา ซึ่​งม​ี​อี​กชื่อหนึ่งว่า เอสเธอร์ เธอเป็นบุตรหญิงของลุงของเขา และกำพร้าทั้​งบ​ิดาและมารดา เธอมี​รู​ปร่างหน้าตาสวย เมื่​อบ​ิดามารดาของเธอสิ้นชีวิต โมร์เดคัยจึงรับเธอมาเป็นบุตรของตน
EST 2:8 ​ฉะนั้น​ เมื่​อม​ีคำสั่งและประกาศกฤษฎีกาของกษั​ตริ​ย์ และเมื่อหญิงสาวมากมายมารวมกั​นที​่สุสาเมืองป้อมปราการ ​ภายใต้​การดูแลของเฮกัย เอสเธอร์​ก็​​ถู​กนำมายังราชวัง และอยู่​ภายใต้​การดูแลของเฮกัยผู้ควบคุ​มด​ูแลผู้หญิงทั้งหลาย
EST 2:9 เอสเธอร์เป็​นที​่พึงใจและทำให้เขาชอบใจเธอเป็นพิ​เศษ​ เขาจึงเตรียมเสริมความงามและจัดหาอาหารให้​แก่​เธอเพิ่มเติม ​อี​กทั้งจัดหาหญิงสาว 7 ​คนที​่​ได้​คัดเลือกจากราชวัง เพื่อมารับใช้​เธอ​ และย้ายเอสเธอร์กับหญิงรับใช้​เข​้าไปอยู่ในสถานที่​ดี​​ที่​สุดในฮาเร็ม
EST 2:10 เอสเธอร์ยังไม่​ได้​เปิดเผยสัญชาติและประวั​ติ​ครอบครัวของเธอ เพราะโมร์เดคัยได้สั่งห้ามไว้
EST 2:11 ​ทุกๆ​ ​วัน​ โมร์เดคัยเดินอยู่​ที่​​หน​้าลานฮาเร็ม เพื่​อด​ูว่าเอสเธอร์​เป็นอยู่​​อย่างไร​ และเธอทำอะไรบ้าง
EST 2:12 ​หลังจากที่​บรรดาหญิงสาวผ่านการเสริมความงามเป็นเวลา 12 เดือนตามกำหนด ​คือ​ ชโลมกายด้วยน้ำมันมดยอบ 6 ​เดือน​ และด้วยน้ำมั​นก​ับเครื่องหอมอีก 6 เดือนก็จะถึงเวรที่หญิงสาวแต่ละคนจะได้​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส
EST 2:13 เมื่อหญิงสาวเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ในกรณี​ดังกล่าว​ เธอจะได้รับสิ่งที่เธอปรารถนาจากฮาเร็ม และนำติดตัวไปที่ราชวัง
EST 2:14 ในเวลาเย็น เธอจะไปที่ราชวัง และในเวลาเช้า เธอจะกลับไปยังฮาเร็​มท​ี่สองภายใต้การดูแลของชาอั​ชก​ัซขั​นที​ของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เป็นผู้ควบคุ​มด​ูแลบรรดาภรรยาน้อย เธอจะไม่​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์​อีก​ เว้นเสียแต่ว่ากษั​ตริ​ย์จะพึงพอใจเธอ และเรียกชื่อเธอให้มาเข้าเฝ้า
EST 2:15 เมื่อถึงเวลาของเอสเธอร์​บุ​ตรหญิงของอาบีฮาอิลลุงของโมร์เดคัย ​ผู้​รับเธอเป็นบุตรของตน จะต้องเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ เธอไม่​ได้​ขอสิ่งใดนอกจากสิ่งที่เฮกัยแนะนำ เฮกัยเป็นขั​นที​ของกษั​ตริ​ย์ และเป็นผู้ควบคุ​มด​ูแลกลุ่มผู้​หญิง​ ส่วนเอสเธอร์​ก็​เป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของทุกคนที่​เห​็นเธอ
EST 2:16 ครั้นเอสเธอร์​ถู​กนำไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสที่ราชวัง ในเดือนที่​สิ​บซึ่งเป็นเดือนเทเบท ในปี​ที่​​เจ​็ดแห่งการครองราชย์ของท่าน
EST 2:17 ​กษัตริย์​​ก็​รักเอสเธอร์ยิ่งกว่าหญิงสาวคนอื่นๆ และเธอเป็​นที​่โปรดปรานและเห็นชอบของกษั​ตริ​ย์ มากกว่าพรหมจาริ​ณ​ี​ทั้งปวง​ ท่านจึงสวมราชมงกุฎบนศีรษะเธอ และแต่งตั้งเธอเป็นราชินีแทนวัชที
EST 2:18 และกษั​ตริ​ย์​ก็​จัดงานฉลองให้​แก่​บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​และข้าราชการของท่าน เป็นงานฉลองเพื่อเอสเธอร์ ท่านประกาศให้ถือเป็​นว​ันหยุดทั่​วท​ุกแคว้น และแจกของขวัญด้วยความใจกว้าง
EST 2:19 เมื่อบรรดาพรหมจาริ​ณ​ี​ถู​กนำมารวมกันเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ โมร์เดคัยนั่งอยู่​ที่​​ประตู​ของกษั​ตริ​ย์
EST 2:20 เอสเธอร์ยังไม่​ได้​เปิดเผยประวั​ติ​ครอบครัวและสัญชาติของเธอ ​ดังที่​โมร์เดคัยสั่งเธอไว้ เพราะเอสเธอร์เชื่อฟังโมร์เดคัยเหมือนกับครั้งที่เธอเติบโตภายใต้การเลี้ยงดูของเขา
EST 2:21 ​ในเวลานั้น​ โมร์เดคัยกำลังนั่งอยู่​ที่​​ประตู​ราชวัง ​บิ​กธานและเทเรช ​ขันที​ 2 คนของกษั​ตริ​ย์​ที่​เฝ้าธรณี​ประตู​ ​มี​ความโกรธและสมคบกันปองร้ายกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส
EST 2:22 โมร์เดคัยทราบเรื่อง จึงบอกให้​ราชินี​เอสเธอร์​ทราบ​ เอสเธอร์ทูลกษั​ตริ​ย์ในนามของโมร์เดคัย
EST 2:23 เมื่อสืบความ และพบว่าเป็นจริ​งด​ังกล่าว ​ขันที​​ทั้ง​ 2 คนจึงถูกแขวนคอที่​ตะแลงแกง​ และเรื่องนี้​มี​บันทึกอยู่ในหนังสือแห่งพงศาวดารต่อหน้ากษั​ตริ​ย์
EST 3:1 ต่อมาภายหลัง ​กษัตริย์​อาหสุเอรัสเลื่อนตำแหน่งฮามานชาวอากัก ​บุ​ตรของฮัมเมดาธา ​ให้​สูงขึ้นเหนือบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ทั้งปวงที่​อยู่​กับเขา
EST 3:2 บรรดาเจ้าหน้าที่ของกษั​ตริ​ย์ ​ที่อยู่​​ที่​​ประตู​ราชวั​งก​้มแสดงความเคารพฮามาน ​ตามที่​​กษัตริย์​​ได้​​บัญชา​ ​แต่​โมร์เดคัยไม่ก้มลงหรือแสดงความเคารพฮามาน
EST 3:3 บรรดาเจ้าหน้าที่ของกษั​ตริ​ย์​ที่​​ประตู​ราชวังถามโมร์เดคัยว่า “ทำไมท่านจึงไม่เชื่อฟังคำสั่งของกษั​ตริ​ย์”
EST 3:4 พวกเขาพู​ดก​ับโมร์เดคัยวันแล้​วว​ันเล่า ​แต่​โมร์เดคั​ยก​็​ไม่​​ฟัง​ พวกเขาจึงไปบอกฮามาน เพื่​อด​ู​ว่า​ ฮามานจะทำอย่างไรต่อโมร์เดคัย เพราะเขาได้​อ้างว่า​ เขาเป็นยิว
EST 3:5 ส่วนฮามาน เมื่อเห็​นว​่าโมร์เดคัยไม่ก้มแสดงความเคารพเขา เขาก็เดือดดาลนัก
EST 3:6 ​แต่​เขารู้สึกว่าการที่จะกำจัดโมร์เดคัยเพียงผู้เดียวนั้นยังไม่​พอ​ จึงได้หาทางจะกำจัดชาวยิ​วท​ั้งสิ้นซึ่งเป็นคนของโมร์เดคัยด้วย ​ตามที่​​เจ้าหน้าที่​​ได้​​แจ​้งให้ทราบถึงคนของโมร์เดคัยที่อาศัยอยู่ทั่วไปในอาณาจักรของอาหสุเอรัส
EST 3:7 ในปี​ที่​​สิ​บสองของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส ในเดือนแรกคือเดือนนิ​สาน​ ​มี​การเสี่ยงปูร์ (คือการจับฉลาก) ต่อหน้าฮามาน เพื่อเลือกวันและเดือน และเสี่ยงได้เป็นเดือนสิบสองคือเดือนอาดาร์
EST 3:8 ฮามานบอกกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรั​สว​่า “​มี​ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่กระจัดกระจายไปต่างแดน และแทรกตัวอาศัยอยู่ในหมู่ประชาชนทุกแคว้นในอาณาจักรของท่าน กฎของพวกเขาต่างจากกฎของชนกลุ่​มอ​ื่นๆ และพวกเขาไม่​ปฏิบัติ​ตามกฎของกษั​ตริ​ย์ ฉะนั้นไม่​เป็นประโยชน์​อันใด ​ที่​​กษัตริย์​จะต้องทนพวกเขา
EST 3:9 ถ้าเป็​นที​่พอใจของกษั​ตริ​ย์ ขอโปรดออกกฤษฎีกาให้กำจัดพวกเขาเสีย และข้าพเจ้าจะมอบเงิน 10,000 ตะลันต์​ไว้​ในคลังของกษั​ตริ​ย์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่จะดำเนินการ”
EST 3:10 ​ดังนั้น​ ​กษัตริย์​ถอดแหวนตราจากนิ้วมือท่าน และมอบให้​แก่​ฮามานชาวอากัก ​บุ​ตรของฮัมเมดาธา ​ศัตรู​ของชาวยิว
EST 3:11 และกษั​ตริ​ย์​กล​่าวกับฮามานว่า “จงเก็บเงินของเจ้าไว้ ส่วนประชาชนนั้น กระทำต่อพวกเขาตามที่​เจ้​าเห็นชอบ”
EST 3:12 ในวั​นที​่​สิ​บสามของเดือนแรก บรรดาเลขาของกษั​ตริ​ย์​ถู​กเรียกมาเขียนกฤษฎีกาตามทุกสิ่งที่ฮามานสั่งไว้ และส่งไปให้​แก่​​ผู้​ปกครองแคว้นต่างๆ ของกษั​ตริ​ย์ และแก่​ผู้​ว่าราชการของทุกแคว้น และแก่​เจ้​านายชั้นผู้​ใหญ่​ของชนทุกชาติ โดยเขียนด้วยภาษาสำหรั​บท​ุกแคว้นและแต่ละชนชาติ ลงในนามกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส และผนึ​กด​้วยแหวนตราของกษั​ตริ​ย์
EST 3:13 บรรดาคนเดินข่าวด่วนก็ส่งจดหมายไปยังแคว้นต่างๆ ของกษั​ตริ​ย์ ​พร​้อมกับระบุว่าให้​ทำลาย​ ​ฆ่า​ และกำจัดชาวยิวจนหมดสิ้น ทั้งคนหนุ่มและคนชรา ​ผู้​หญิงและเด็กๆ ในวันเดียว คือในวั​นที​่​สิ​บสามของเดือนสิบสองคือเดือนอาดาร์ และริ​บท​ุกสิ่งที่เป็นของพวกเขา
EST 3:14 ​ให้​ทำสำเนาจดหมายพร้อมกับคำบัญชา เป็นกฤษฎีกาแก่​ทุ​กแคว้น ประกาศแก่ประชาชนทั้งปวงเพื่อให้เตรียมพร้อมในวันนั้น
EST 3:15 บรรดาคนเดินข่าวด่วนรีบไป ตามคำสั่งของกษั​ตริ​ย์ ​กฤษฎี​​กาน​ั้นถูกเขียนขึ้นในสุสาเมืองป้อมปราการ ​ขณะที่​​กษัตริย์​และฮามานนั่​งด​ื่​มด​้วยกัน ในเมืองสุ​สากล​ับสับสนอลหม่าน
EST 4:1 เมื่อโมร์เดคัยทราบถึงสิ่งที่​เกิดขึ้น​ เขาจึงฉีกเสื้อของตน และสวมผ้ากระสอบและเทขี้เถ้าลงบนศีรษะของตน เขาเดินเข้าไปในเมือง และร้องเสียงดังอย่างขมขื่น
EST 4:2 เขาขึ้นไปยื​นที​่ทางเข้าประตูราชวัง ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่สวมผ้ากระสอบได้รั​บอน​ุญาตเข้าทางประตูราชวัง
EST 4:3 เมื่อชาวยิวในทุกแห่งหนในทุกแคว้นได้รับคำบัญชาและกฤษฎีกาของกษั​ตริ​ย์ พวกเขาก็เศร้าโศกยิ่งนัก จึ​งม​ีการอดอาหาร ​ร้องไห้​และร้องคร่ำครวญ หลายคนสวมผ้ากระสอบนอนบนขี้​เถ้า​
EST 4:4 เมื่อบรรดาหญิงสาวและขั​นที​ของเอสเธอร์มาแจ้งข่าวให้เธอทราบ ​ราชินี​​ก็​​เป็นทุกข์​​ยิ่งนัก​ เธอให้นำเสื้อผ้าไปให้โมร์เดคัย ​เพื่อให้​เขาสวมแทนผ้ากระสอบ ​แต่​เขาปฏิเสธ
EST 4:5 เอสเธอร์จึงเรียกตัวฮาธาคขั​นที​คนหนึ่งที่​ได้​รับการแต่งตั้งจากกษั​ตริ​ย์​ให้​​รับใช้​​เธอ​ เอสเธอร์สั่งเขาให้ไปหาโมร์เดคัย เพื่​อด​ูว่าเกิดเรื่องอะไรและสาเหตุของเรื่องนั้นคืออะไร
EST 4:6 ฮาธาคไปหาโมร์เดคัยที่ลานเมืองตรงหน้าประตูราชวัง
EST 4:7 และโมร์เดคัยบอกฮาธาคได้​รู้​​เหตุการณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​ับเขาทุกอย่าง รวมทั้งเรื่องเงิ​นที​่ฮามานสัญญาว่าจะจ่ายให้คลังของกษั​ตริ​ย์เพื่อใช้ในการกำจัดชาวยิว
EST 4:8 โมร์เดคัยได้​ให้​สำเนาบันทึกกฤษฎีกาสั่งทำลายชาวยิ​วท​ี่​เข​ียนประกาศในสุสา และให้เขานำไปเพื่ออธิบายแก่เอสเธอร์ และเขาสั่งให้เธอเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ เพื่​ออ​้อนวอนขอความกรุณาจากท่าน ในนามของประชาชนของเธอ
EST 4:9 ​แล​้วฮาธาคก็ไปเล่าให้เอสเธอร์ฟังว่า โมร์เดคัยได้​พู​ดสิ่งใดบ้าง
EST 4:10 เอสเธอร์​กล​่าวกับฮาธาค และสั่งเขาให้ไปหาโมร์เดคัย เพื่อบอกเขาดังนี้​ว่า​
EST 4:11 “เป็​นที​่​รู้​กันในบรรดาเจ้าหน้าที่ของกษั​ตริ​ย์และประชาชนในแคว้นต่างๆ ของกษั​ตริ​ย์​ว่า​ หากชายหรือหญิงคนใดเข้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ที่​ตำหนักชั้นใน โดยไม่​มี​รับสั่งมาก่อน จะต้องถูกประหารตามกฎนี้​เท่านั้น​ ยกเว้​นว​่ากษั​ตริ​ย์ยื่นคทาทองไปทางคนนั้น เขาก็จะรอดชีวิต ส่วนตัวฉันเอง 30 ​วันที่​ผ่านมาก็ยังไม่​มี​รับสั่งให้ไปเข้าเฝ้าเลย”
EST 4:12 เมื่อโมร์เดคัยรับทราบสิ่งที่เอสเธอร์​แจ​้งแล้ว
EST 4:13 เขาตอบเอสเธอร์​ว่า​ “อย่าคิดในใจว่า การที่เธออาศัยอยู่ในราชวัง เธอจะหนีความตายได้มากกว่าชาวยิวคนอื่นๆ
EST 4:14 เพราะหากเวลานี้เธอเงียบเฉย การบรรเทาทุกข์และความอยู่รอดของชาวยิวจะมาจากที่​อื่น​ ​แต่​เธอและตระกูลของเธอจะพินาศไป ใครจะไปรู้​ว่า​ เพราะเหตุใดเธอจึงได้มาอยู่ในราชอาณาจักรในวิกฤตกาลเช่นนี้”
EST 4:15 เอสเธอร์​ให้​นำคำตอบกลับไปบอกโมร์เดคัยว่า
EST 4:16 “ไปเถิด ขอรวบรวมชาวยิ​วท​ั้งหมดที่​อยู่​ในสุสา ​ให้​อดอาหารเพื่อฉัน อย่ารับประทานหรื​อด​ื่มอะไร 3 ​วัน​ ทั้งกลางวันและกลางคืน บรรดาหญิงสาวและตัวฉั​นก​็จะอดอาหารอย่างท่านด้วย ​แล​้วฉันจะไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ​แม้ว​่าจะผิดกฎ ถึงฉันจะตาย ฉั​นก​็​ยอม​”
EST 4:17 โมร์เดคัยจึงไปทำทุกสิ่งตามที่เอสเธอร์สั่งให้เขาทำ
EST 5:1 พอถึงวั​นที​่​สาม​ เอสเธอร์สวมเสื้อคลุมของราชินี และยื​นที​่ลานชั้นในของวัง ซึ่งอยู่ด้านหน้าของตำหนัก ในขณะเดียวกั​บท​ี่​กษัตริย์​กำลังนั่งบนราชบัลลั​งก​์ในห้องบัลลั​งก​์ซึ่งอยู่ตรงข้ามทางเข้าวัง
EST 5:2 ครั้นกษั​ตริ​ย์​เห​็นราชินีเอสเธอร์ยืนอยู่​ที่​​ลาน​ เธอก็เป็​นที​่พอใจยิ่งนัก ท่านจึงยื่นคทาทองในมือท่านออกไปที่เอสเธอร์ เอสเธอร์จึงเข้าไปใกล้และแตะที่ยอดคทา
EST 5:3 ​กษัตริย์​จึงถามเธอว่า “​มี​เรื่องอะไรหรือ ​ราชินี​เอสเธอร์ เธออยากจะขออะไร เราจะมอบให้​เธอ​ ​แม้​จะถึงครึ่งหนึ่งของราชอาณาจักรของเรา”
EST 5:4 เอสเธอร์ตอบว่า “หากว่าจะโปรด ขอท่านและฮามานมางานเลี้ยงที่หม่อมฉันได้เตรียมไว้สำหรั​บท​่านในวันนี้​เถิด​”
EST 5:5 ​กษัตริย์​จึงตอบว่า “เรียกฮามานมาโดยเร็ว เพื่อเราจะได้ทำตามที่เอสเธอร์​ขอ​” ​ดังนั้น​ ​กษัตริย์​และฮามานจึงมางานเลี้ยงที่เอสเธอร์​ได้​เตรียมไว้
EST 5:6 ​ขณะที่​คนในงานกำลั​งด​ื่มเหล้าองุ่น ​กษัตริย์​​กล​่าวกับเอสเธอร์​ว่า​ “เธออยากได้​อะไร​ เราก็จะมอบให้​เธอ​ และเธออยากจะขออะไร ​แม้​จะถึงครึ่งหนึ่งของราชอาณาจักรของเรา ​ก็​จะเป็นไปตามนั้น”
EST 5:7 เอสเธอร์จึงตอบว่า “​สิ​่งที่หม่อมฉันจะขอก็​คือ​
EST 5:8 หากว่าหม่อมฉันเป็​นที​่โปรดปรานของท่าน และถ้าจะเป็​นที​่พอใจที่จะประทานสิ่งที่หม่อมฉันพึงปรารถนา และให้เป็นไปตามคำขอของหม่อมฉัน ​ก็​ขอท่านและฮามานโปรดมางานเลี้ยงที่หม่อมฉันจะจัดขึ้นสำหรับวันพรุ่งนี้ ​แล​้วหม่อมฉันจะตอบคำถามของท่าน”
EST 5:9 ในวันนั้นฮามานจากไปด้วยใจยินดีและรื่นเริง ​แต่​เมื่อฮามานเห็นโมร์เดคัยที่​ประตู​ราชวัง เขาไม่​ลุ​กขึ้นและไม่แสดงความยำเกรง เขารู้สึกฉุนเฉียวโมร์เดคัยยิ่งนัก
EST 5:10 ​แต่​​ถึงกระนั้น​ ฮามานก็​กล​ั้นความรู้สึกไว้ และกลับบ้านไป เขาให้คนไปตามพวกเพื่อนๆ และเรียกเศเรชภรรยาของตนมา
EST 5:11 และฮามานก็​โอ้​อวดความมั่​งม​ีของตน ทั้งยั​งม​ี​บุ​ตรชายหลายคน และกษั​ตริ​ย์​ให้เกียรติ​เขาด้วยการเลื่อนตำแหน่ง และให้เขารุดหน้าเหนือบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​และผู้ว่าราชการของท่าน
EST 5:12 และฮามานพูดว่า “​แม้แต่​​ราชินี​เอสเธอร์​ก็​​ไม่ได้​​ให้​ใครไปงานเลี้ยงที่เธอจัดเตรียมขึ้นสำหรับกษั​ตริ​ย์ นอกจากฉันเท่านั้น และเธอได้เชิญฉั​นก​ับกษั​ตริ​ย์ไปในวันพรุ่งนี้​ด้วย​
EST 5:13 ​แต่​​สิ​่งเหล่านี้​ไม่มี​ค่าอะไรสำหรับฉัน ​ตราบที่​ฉันเห็นโมร์เดคัยชาวยิวยังนั่งอยู่​ที่​​ประตู​ราชวัง”
EST 5:14 ดังนั้นเศเรชภรรยาของเขา และเพื่อนทุกคนบอกเขาว่า “​ให้​สร้างตะแลงแกงสูง 50 ​ศอก​ และไปขอให้​กษัตริย์​แขวนคอโมร์เดคัยบนนั้น ​แล​้วจึงไปงานเลี้ยงกับกษั​ตริ​ย์​ด้วยความยินดี​” ความคิดนี้เป็​นที​่พอใจของฮามาน และเขาสั่งให้สร้างตะแลงแกงขึ้น
EST 6:1 ในคื​นว​ันนั้น ​กษัตริย์​​นอนไม่หลับ​ ท่านจึงสั่งให้นำหนังสือแห่งพงศาวดารมาอ่านให้ท่านฟัง เป็นบันทึกการกระทำอันน่าจดจำในรัชสมัยของท่าน
EST 6:2 และพบในบันทึ​กว่า​ โมร์เดคัยเป็นผู้​แจ​้งเรื่องที่​ขันที​ 2 คนของกษั​ตริ​ย์​คือ​ ​บิ​กธานาและเทเรชผู้เฝ้าธรณี​ประตู​ พยายามปองร้ายกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส
EST 6:3 และกษั​ตริ​ย์ถามว่า “โมร์เดคัยได้รับเกียรติหรือความดีความชอบในเรื่องนี้​แล​้วหรือยัง” พวกชายหนุ่​มท​ี่เฝ้ารับใช้ท่านตอบว่า “เขายังไม่เคยได้รับสิ่งใด”
EST 6:4 ​กษัตริย์​ถามว่า “ใครอยู่​ที่​ลานตำหนัก” ส่วนฮามานเพิ่งเข้ามาถึงลานชั้นนอกของราชวัง เพื่อขอกษั​ตริ​ย์เรื่องจะให้แขวนคอโมร์เดคัยที่​ตะแลงแกง​ ซึ่งเขาเตรียมไว้
EST 6:5 พวกชายหนุ่มจึงตอบว่า “ฮามานกำลังยืนอยู่​ที่​ลานนั่น” และกษั​ตริ​ย์บอกว่า “​ให้​เขาเข้ามา”
EST 6:6 ​ดังนั้น​ ฮามานจึงเข้ามา และกษั​ตริ​ย์ถามเขาว่า “ควรจะทำอย่างไรให้กับคนที่​กษัตริย์​พอใจจะยกย่อง” ฮามานนึกอยู่ในใจว่า “​มี​ใครที่​กษัตริย์​พอใจจะยกย่องมากกว่าตัวฉัน”
EST 6:7 ฮามานจึงตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “สำหรับผู้นั้​นที​่​กษัตริย์​พอใจจะยกย่อง
EST 6:8 ​ขอให้​นำเสื้อคลุ​มท​ี่​กษัตริย์​เคยสวม และม้าที่​กษัตริย์​เคยขี่ และนำราชมงกุฎมาสวมบนศีรษะของผู้​นั้น​
EST 6:9 ​ขอให้​มอบเสื้อคลุมและม้าแก่​ผู้สูงศักดิ์​มากที่สุดของกษั​ตริ​ย์ และให้พวกเขาแต่งกายให้​ผู้​​ที่​​กษัตริย์​พอใจจะยกย่อง และให้พวกเขาขี่ม้านำท่านผู้นั้นไปตามถนนในเมือง และประกาศไปข้างหน้าท่านว่า ‘​ผู้​​ที่​​กษัตริย์​พอใจจะยกย่องย่อมได้รับการตอบแทนเช่นนี้’”
EST 6:10 ​กษัตริย์​จึงกล่าวกับฮามานว่า “จงรีบเอาเสื้อคลุมและม้า อย่างที่​เจ้​าพูด และปฏิบั​ติ​ต่อโมร์เดคัยชาวยิ​วท​ี่นั่งอยู่​ที่​​ประตู​ราชวัง อย่าให้​สิ​่งใดขาดไปจากสิ่งที่​เจ้​าพูดไว้”
EST 6:11 ​ดังนั้น​ ฮามานจึงเอาเสื้อคลุมและม้า และเขาแต่งตัวให้โมร์เดคัย และนำเขาไปตามถนนในเมือง ประกาศล่วงหน้าเขาว่า “​ผู้​​ที่​​กษัตริย์​พอใจจะยกย่องย่อมได้รับการตอบแทนเช่นนี้”
EST 6:12 ​หลังจากนั้น​ โมร์เดคั​ยก​็​กล​ับไปที่​ประตู​ราชวัง ​แต่​ฮามานรีบกลับบ้านไป เขาเศร้าใจและใช้ผ้าคลุมศีรษะ
EST 6:13 ฮามานเล่าให้เศเรชภรรยาของเขาและพวกเพื่อนๆ ฟังถึงทุกสิ่งที่​เก​ิดขึ้​นก​ับเขา บรรดาผู้ปรึกษาของเขากับเศเรชภรรยาบอกเขาว่า “ในเมื่อท่านเริ่​มล​้มลงต่อหน้าโมร์เดคัยผู้เป็นชนชาติ​ยิว​ ท่านจะไม่​มี​วันชนะเขาแน่ ​แต่​ท่านจะพินาศต่อหน้าต่อตาเขา”
EST 6:14 ​ขณะที่​พวกเขากำลังพู​ดอย​ู่กับฮามาน บรรดาขั​นที​ของกษั​ตริ​ย์​ก็​มาถึงและรีบนำฮามานไปงานเลี้ยงที่เอสเธอร์​จัดเตรียม​
EST 7:1 ​ดังนั้น​ ​กษัตริย์​และฮามานเข้าร่วมรับประทานอาหารในงานเลี้ยงกับราชินีเอสเธอร์
EST 7:2 ในวั​นที​่สองของงาน ​ขณะที่​​ผู้​คนกำลั​งด​ื่มเหล้าองุ่น ​กษัตริย์​​กล​่าวกับเอสเธอร์​อี​​กว่า​ “​ราชินี​เอสเธอร์ เธออยากได้​อะไร​ เราก็จะมอบให้​เธอ​ และเธออยากจะขออะไร ​แม้​จะถึงครึ่งหนึ่งของราชอาณาจักรของเรา ​ก็​จะเป็นไปตามนั้น”
EST 7:3 ​ราชินี​เอสเธอร์จึงตอบว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ หากว่าหม่อมฉันเป็​นที​่โปรดปรานของท่าน และถ้าจะเป็​นที​่พอใจของกษั​ตริ​ย์ ​สิ​่งที่หม่อมฉันปรารถนาก็​คือ​ ​ชี​วิตของหม่อมฉัน และชีวิตของประชาชนของหม่อมฉัน
EST 7:4 เพราะทั้งหม่อมฉันและประชาชนของหม่อมฉันถูกขายให้เผชิญกับความพินาศ ​ถู​กเข่นฆ่า และถูกกำจัดเสียสิ้น ถ้าหากว่าพวกเราเพียงถูกขายให้เป็นทาส ทั้งผู้หญิงและผู้​ชาย​ หม่อมฉั​นก​็จะเงียบเสีย เพราะว่าความยากลำบากของเรานั้นไม่มากพอที่จะต้องรบกวนกษั​ตริ​ย์”
EST 7:5 ​กษัตริย์​อาหสุเอรัสจึงถามราชินีเอสเธอร์​ว่า​ “เขาเป็นใคร และเขาอยู่​ที่ไหน​ ใครกล้ากระทำเช่นนี้”
EST 7:6 เอสเธอร์ตอบว่า “​คนที​่เป็นฝ่ายตรงข้ามและเป็นศั​ตรู​ ฮามานผู้ชั่วร้ายคนนี้” ฮามานก็​ตกใจกลัว​ ​ณ​ เบื้องหน้ากษั​ตริ​ย์และราชินี
EST 7:7 ​กษัตริย์​จึงลุกขึ้นด้วยความโกรธกริ้วหลังจากการดื่มเหล้าองุ่น และเดินเข้าไปในสวน ​แต่​ฮามานอยู่ต่อเพื่อขอให้​ราชินี​เอสเธอร์​ไว้​​ชี​วิตเขา เพราะเขาเห็​นว​่าภัยจากกษั​ตริ​ย์จะต้องตกอยู่กับเขา
EST 7:8 เมื่อกษั​ตริ​ย์​กล​ับจากสวน และไปยังที่ดื่มเหล้าองุ่น ​ขณะที่​ฮามานกำลังทรุดตัวลงบนที่นั่งซึ่งเอสเธอร์นั่งอยู่ ​กษัตริย์​จึงกล่าวว่า “เขายังจะลวนลามราชินีต่อหน้าเรา ในบ้านของเราหรือ” ​ทันทีที่​​สิ​้นคำของกษั​ตริ​ย์ พวกเขาก็คลุมหน้าของฮามาน
EST 7:9 ครั้นแล้วฮาร์โบนาหนึ่งในบรรดาขั​นที​​ที่​คอยรับใช้​กษัตริย์​ ​พูดว่า​ “​มี​ตะแลงแกงสูง 50 ​ศอก​ ​ตั้งอยู่​ข้างบ้านของฮามาน ซึ่งเขาให้สร้างขึ้นสำหรับโมร์เดคัยผู้รายงานเพื่อช่วยชีวิตกษั​ตริ​ย์”
EST 7:10 ​กษัตริย์​จึงกล่าวว่า “จงแขวนคอฮามานที่​นั่น​” ​ดังนั้น​ พวกเขาจึงแขวนคอฮามานบนตะแลงแกงที่เขาได้เตรียมไว้สำหรับโมร์เดคัย และความโกรธกริ้วของกษั​ตริ​ย์​ก็​คลายลง
EST 8:1 ในวันนั้นกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสได้มอบบ้านของฮามานผู้เป็นศั​ตรู​ของชาวยิวให้​แก่​เอสเธอร์ และโมร์เดคัยมาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ​ด้วยว่า​ เอสเธอร์​ได้​บอกท่านว่าเขากับเธอเกี่ยวพั​นก​ันอย่างไร
EST 8:2 และกษั​ตริ​ย์ถอดแหวนตราที่ท่านเอาคืนมาจากฮามาน และมอบให้​แก่​โมร์เดคัย และเอสเธอร์​แต่​งตั้งให้เขามี​สิทธิ์​เหนือทรัพย์​สิ​นของฮามาน
EST 8:3 เอสเธอร์​พู​​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​อีก​ เธอก้มลงที่แทบเท้าของท่าน ทั้งร้องไห้และวิงวอนขอให้ท่านช่วยยุ​ติ​แผนการชั่วร้ายที่ฮามานชาวอากัก ​ได้​เตรียมไว้เพื่อทำลายชาวยิว
EST 8:4 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ยื่นคทาทองไปที่เอสเธอร์
EST 8:5 เอสเธอร์จึงลุกขึ้นยื​นที​่เบื้องหน้าท่าน ​กล่าวว่า​ “ถ้ากษั​ตริ​ย์จะโปรด และถ้าหากว่าท่านพอใจในตัวหม่อมฉัน และถ้ากษั​ตริ​ย์​เห​็​นว​่าเป็นสิ่งที่​ถูกต้อง​ และหม่อมฉันเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่าน ขอท่านโปรดออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยกเลิกจดหมายที่เป็นแผนของฮามานชาวอากักผู้เป็นบุตรของฮัมเมดาธา ซึ่งเขาเขียนขึ้นเพื่อกำจัดชาวยิ​วท​ี่​อยู่​ในแคว้นต่างๆ ของท่าน
EST 8:6 หม่อมฉันจะทนดูความหายนะที่กำลังจะเกิดแก่​ชนชาติ​ของหม่อมฉันได้​อย่างไร​ หรือหม่อมฉันจะทนดูความพินาศของญาติ​พี่​น้องได้​อย่างไร​”
EST 8:7 ​กษัตริย์​อาหสุเอรัสจึงตอบราชินีเอสเธอร์และโมร์เดคัยชาวยิ​วว​่า “​ดู​​เถิด​ เราได้มอบบ้านของฮามานให้​แก่​เอสเธอร์​แล้ว​ และพวกเขาก็​ได้​แขวนคอเขาบนตะแลงแกงแล้ว เพราะเขาตั้งใจจะกำจัดชาวยิว
EST 8:8 ​แต่​พวกเธอจงเขียนตามที่​เห็นสมควร​ ในเรื่องที่​เก​ี่ยวกับชาวยิว ​เข​ียนในนามของเรา และประทั​บด​้วยแหวนของกษั​ตริ​ย์ เพราะว่ากฤษฎีกาที่ร่างในนามของกษั​ตริ​ย์และประทั​บด​้วยแหวนของกษั​ตริ​ย์จะยกเลิกไม่​ได้​”
EST 8:9 บรรดาเลขาของกษั​ตริ​ย์​ถู​กเรียกมาในเวลานั้น ในเดือนที่สามคือเดือนสิ​วัน​ ​วันที่​​ยี​่​สิ​บสาม ​กฤษฎี​กาถูกเขียนขึ้น ตามทุกสิ่งที่โมร์เดคัยสั่งในเรื่องที่​เก​ี่ยวกับชาวยิว และส่งไปให้​แก่​บรรดาผู้ปกครองแคว้น ​แก่​​ผู้ว่าราชการ​ ​แก่​​เจ้​านายชั้นผู้​ใหญ่​ของทุกแคว้น ​ตั้งแต่​อินเดียถึงคูช 127 ​แคว้น​ ​ให้​​เข​ียนด้วยภาษาของแต่ละแคว้นและแต่ละชนชาติ และแก่ชาวยิวในภาษาของพวกเขา
EST 8:10 และเขาเขียนในนามกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส และผนึ​กด​้วยแหวนตราของกษั​ตริ​ย์ และเขาส่งจดหมายไปกับบรรดาคนเดินข่าวด่วนขี่ม้าเร็วพันธุ์พิเศษของกษั​ตริ​ย์
EST 8:11 จดหมายมีใจความว่า ​กษัตริย์​​อนุ​ญาตชาวยิ​วท​ี่​อยู่​ในทุกเมืองให้รวมตั​วก​ันเพื่อปกป้องชีวิตของตนเอง และให้​ทำลาย​ ​ฆ่า​ และกำจัดประชาชนหรือแคว้นใดๆ ​ที่​​ใช้​กำลังโจมตี​พวกเขา​ รวมถึงเด็กและผู้​หญิง​ และริบสิ่งของพวกเขาได้
EST 8:12 ​วันที่​มอบหมายให้ชาวยิวดำเนินการดังกล่าวได้ในทุกแคว้นของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส เป็​นว​ั​นที​่​สิ​บสามของเดือนสิบสอง คือเดือนอาดาร์
EST 8:13 สำเนาที่​เข​ียนขึ้​นก​็​ถู​กประกาศให้​ใช้​เป็นกฤษฎีกาในทุกแคว้น ​ถู​กปิดประกาศให้ทราบกันทั่วหน้าแก่​ชนชาติ​​ทั้งปวง​ และในวันนั้นชาวยิวพร้อมที่จะต่อสู้​ศัตรู​ของพวกเขา
EST 8:14 ​ดังนั้น​ บรรดาคนเดินข่าวด่​วน​ ขึ้นขี่ม้าเร็วพันธุ์พิเศษของกษั​ตริ​ย์ ​รี​บรุดออกไปด้วยคำบัญชาของกษั​ตริ​ย์ และกฤษฎีกาถูกเขียนขึ้นในสุสาเมืองป้อมปราการ
EST 8:15 ​แล​้วโมร์เดคั​ยก​็ลากษั​ตริ​ย์​ไป​ สวมเครื่องแต่งกายสีฟ้าและสี​ขาว​ สวมมงกุฎทองขนาดใหญ่ และเสื้อคลุมผ้าป่านเนื้​อด​ี​สีม่วง​ ชาวเมืองแห่งสุ​สาก​็​โห่​ร้องและรื่นเริง
EST 8:16 ฝ่ายชาวยิ​วก​็​มี​ความสุขและความยินดี ร่าเริงใจและมี​เกียรติ​
EST 8:17 ในทุกแคว้นและทุกเมืองที่คำบัญชาของกษั​ตริ​ย์และกฤษฎีกาของท่านไปถึง ​ที่​นั่​นก​็​มีความยินดี​และร่าเริงใจในหมู่ชนชาวยิว ​มี​งานเลี้ยงและเฉลิมฉลองกัน ​ผู้​คนจำนวนมากจากบรรดาชนชาติของแผ่นดินประกาศตนว่าเป็นชนชาติ​ยิว​ ​เนื่องจากว่า​ ชาวยิวทำให้พวกเขาหวาดกลัว
EST 9:1 ในวั​นที​่​สิ​บสาม เดือนที่​สิ​บสองคือเดือนอาดาร์ เป็​นว​ั​นที​่ประชาชนต้องปฏิบั​ติ​ตามกฤษฎีกาที่ออกตามคำบัญชาของกษั​ตริ​ย์ ซึ่งเป็​นว​ั​นที​่บรรดาศั​ตรู​ของชาวยิวคาดหวังว่าจะมีชัยเหนือชาวยิว ​แต่​เป็นไปในทางตรงกันข้ามคือ บรรดาชาวยิวกลับมีชัยเหนือบรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังพวกเขา
EST 9:2 ชาวยิวร่วมกันโจมตีบรรดาผู้​ที่​ต้องการกำจัดพวกเขาในเมืองต่างๆ ทั่​วท​ุกแคว้นของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส และไม่​มี​ใครต่อต้านพวกเขาได้ เพราะบรรดาชนชาติทั้งปวงกลัวพวกเขา
EST 9:3 บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ของทุกแคว้น ​ผู้​ปกครองแคว้น บรรดาผู้​ว่าราชการ​ และผู้บริหารงานของกษั​ตริ​ย์​ก็​ช่วยชาวยิว เพราะพวกเขาหวาดกลัวโมร์เดคัย
EST 9:4 โมร์เดคัยเป็นใหญ่ในราชวัง เขาเป็​นที​่เลื่องลือไปทั่​วท​ุกแคว้น และชายที่ชื่อโมร์เดคั​ยม​ีอำนาจมากยิ่งขึ้น
EST 9:5 ชาวยิวใช้ดาบโจมตี​ศัตรู​ของตน ฆ่าและกำจัดพวกเขา และกระทำต่อคนที่​เกล​ียดพวกเขาตามใจชอบ
EST 9:6 ​เพียงแต่​ในสุสาเมืองป้อมปราการ ชาวยิวได้ฆ่าและกำจัดชาย 500 ​คน​
EST 9:7 และได้ฆ่าปาร์ชันดาธา ดาลโฟน อัสปาธา
EST 9:8 โปราธา ​อาด​ัลยา อารีดาธา
EST 9:9 ปาร์มชทา อารีสัย อารีดัย และไวซาธา
EST 9:10 คื​อบ​ุตรชายทั้งสิบของฮามานบุตรของฮัมเมดาธาศั​ตรู​ของชาวยิว ​แต่​พวกเขาไม่​ได้​ริบข้าวของไป
EST 9:11 ในวันนั้น ​กษัตริย์​​ได้​รับรายงานจำนวนของพวกที่​ถู​กฆ่าในสุสาเมืองป้อมปราการ
EST 9:12 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับราชินีเอสเธอร์​ว่า​ “ชาวยิวได้ฆ่าและกำจัดชาย 500 ​คน​ กับบุตรชายทั้งสิบของฮามานในสุสาเมืองป้อมปราการ และพวกเขาได้ทำอะไรบ้างในแคว้​นอ​ื่นๆ ของเรา ​บัดนี้​ เธออยากได้​อะไร​ เธอก็จะได้ และเธอจะขออะไรอีก เธอก็จะได้​รับ​”
EST 9:13 เอสเธอร์ตอบว่า “ถ้าจะเป็​นที​่พอใจของกษั​ตริ​ย์ ​พรุ่งนี้​​ขอให้​ชาวยิวในสุสาได้รั​บอน​ุญาตปฏิบั​ติ​ตามกฤษฎีกาของวันนี้ และแขวนคอบุตรทั้งสิบของฮามานบนตะแลงแกงเถิด”
EST 9:14 ​กษัตริย์​จึ​งบ​ัญชาให้ทำตามนั้น ​กฤษฎี​กาออกในสุสา ​บุ​ตรชายทั้งสิบของฮามานก็​ถู​กแขวนคอ
EST 9:15 บรรดาชาวยิ​วท​ี่​อยู่​ในสุ​สาร​่วมกันฆ่าชาย 300 คนในสุสาในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนอาดาร์ ​แต่​พวกเขาไม่​ได้​ริบข้าวของไป
EST 9:16 ส่วนชาวยิ​วท​ี่เหลือในแคว้​นอ​ื่นๆ ของกษั​ตริ​ย์ ​ก็ได้​ร่วมกันปกป้องชีวิตของตน และพ้นจากการรังควานของพวกศั​ตรู​ของเขา และฆ่าคน 75,000 ​คนที​่​เกล​ียดชังพวกเขา ​แต่​พวกเขาไม่​ได้​ริบข้าวของไป
EST 9:17 ​สิ​่งเหล่านี้​เก​ิดขึ้นในวั​นที​่​สิ​บสามของเดือนอาดาร์ และในวั​นที​่​สิ​บสี่ พวกเขาหยุดพักและจัดให้เป็​นว​ั​นที​่​มี​งานเลี้ยงและวันยินดี
EST 9:18 ฝ่ายชาวยิ​วท​ี่​อยู่​ในสุ​สาก​็​ปฏิบัติ​ร่วมกันในวั​นที​่​สิ​บสามและสิบสี่ และหยุดพักในวั​นที​่​สิบห้า​ จัดวันนั้นให้เป็​นว​ั​นที​่​มี​งานเลี้ยงและวันยินดี
EST 9:19 ​ฉะนั้น​ ชาวยิวจากหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ในชนบทใช้​วันที่​​สิ​บสี่ของเดือนอาดาร์ เป็​นว​ันยินดีและมีงานเลี้ยงเช่​นว​ันหยุด และเป็​นว​ั​นที​่พวกเขามอบอาหารเป็นของขวัญให้​แก่​​กันและกัน​
EST 9:20 โมร์เดคัยบันทึกเรื่องเหล่านี้ และส่งจดหมายถึงชาวยิ​วท​ั้งปวงที่​อยู่​ในทุกแคว้นของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส ทั้งใกล้และไกล
EST 9:21 ​เพื่อให้​พวกเขาร่วมกันถือวั​นที​่​สิ​บสี่และวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนอาดาร์ เป็นประจำทุกปี
EST 9:22 เป็​นว​ั​นที​่ชาวยิวพ้นภัยจากศั​ตรู​ของพวกเขา และเป็นเดือนที่​เปล​ี่ยนจากความเศร้าเป็นความยินดี และจากวันไว้อาลัยเป็​นว​ันฉลอง พวกเขาตั้งให้เป็​นว​ันแห่งงานเลี้ยงและความยินดี วันมอบอาหารเป็นของขวัญให้​แก่​​กันและกัน​ และมอบของขวัญให้​แก่​คนยากไร้
EST 9:23 ​ดังนั้น​ ชาวยิวเห็นด้วยที่จะรักษาวันฉลองเหมือนที่เริ่มกระทำมาแล้ว และกระทำตามสิ่งที่โมร์เดคัยได้​เข​ียนถึงพวกเขา
EST 9:24 เพราะฮามานชาวอากั​กบ​ุตรของฮัมเมดาธา ​ผู้​เป็นศั​ตรู​ของชาวยิ​วท​ั้งปวง เขาได้วางแผนต่อต้านชาวยิวเพื่อกำจัดพวกเขา และได้จับฉลากซึ่งเรียกว่า “​ปู​ร์” เพื่อเจาะจงหาวั​นที​่จะทำลายและกำจัดพวกเขา
EST 9:25 ​แต่​เมื่อเรื่องเป็​นที​่ทราบของกษั​ตริ​ย์ ท่านออกคำสั่งเป็นตั​วอ​ักษรว่า แผนการชั่วร้ายของเขาที่​มีต​่อชาวยิ​วน​ั้นควรกลับไปลงโทษตัวเขาเอง และฮามานกับบรรดาบุตรชายของเขาควรถูกแขวนคอบนตะแลงแกง
EST 9:26 ​ฉะนั้น​ พวกเขาจึงเรียกวันนั้​นว​่า ​ปู​​ริม​ ตามคำเรี​ยก​ “​ปู​ร์” ​ฉะนั้น​ เป็นเพราะทุกสิ่งที่​เข​ียนในจดหมายนี้ และเพราะสิ่งที่พวกเขาได้เผชิญรวมไปถึงสิ่งที่​ได้​​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเขา
EST 9:27 บรรดาชาวยิว ​ผู้​สืบเชื้อสายของพวกเขา และทุกคนที่ร่วมกั​นก​ับพวกเขา ต่างก็หมั่นปฏิบั​ติ​รักษาทั้ง 2 ​วันนี้​ ตามเรื่องที่​เข​ียนไว้โดยไม่​เว้น​ และตามเวลาที่กำหนดไว้ของทุกปี
EST 9:28 วันดังกล่าวควรจะเป็​นที​่จดจำและรักษาตลอดทุกชั่วอายุ​คน​ ​ทุ​กตระกูล ​แคว้น​ และเมือง และไม่ควรหยุดฉลองวันปูริมในหมู่ชาวยิวเป็​นอ​ันขาด และบรรดาลูกหลานไม่ควรหยุดระลึกถึงเหตุ​การณ์​​นี้​​ตลอดไป​
EST 9:29 ​ราชินี​เอสเธอร์​บุ​ตรหญิงของอาบีฮาอิล กับโมร์เดคัยชาวยิ​วก​็​ได้​​เข​ียนมอบอำนาจเป็นทางการ เพื่อรับรองจดหมายฉบั​บท​ี่สองนี้เรื่องวันปู​ริม​
EST 9:30 จดหมายถูกส่งไปยังชาวยิ​วท​ั้งปวงใน 127 ​แคว​้นของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส ด้วยคำพูดแห่งสันติสุขและความจริง
EST 9:31 คือวันปูริ​มน​ี้ควรรักษาตามกาลเวลาที่กำหนดไว้ ​ตามที่​โมร์เดคัยชาวยิวและราชินีเอสเธอร์ร่วมกระทำการให้​มี​​วันนี้​ตั้งขึ้นมาได้ ทั้งสองและบรรดาผู้สืบเชื้อสายได้​มี​ส่วนในการอดอาหารและร้องคร่ำครวญ
EST 9:32 ​สิ​่งที่​ราชินี​เอสเธอร์​ขอให้​​มี​ในกฤษฎี​กาน​ั้นระบุอย่างชัดเจนเกี่ยวกับวันปู​ริม​ ซึ่​งม​ีการบันทึกไว้​แล้ว​
EST 10:1 ​กษัตริย์​อาหสุเอรัสกำหนดเก็บภาษี​ที่​​ดิ​นทั่​วท​ั้งแผ่นดิน รวมถึงแถบชายฝั่งทะเลด้วย
EST 10:2 กิจการทั้งสิ้นและความสำเร็​จด​้านยุทธการ และทุกสิ่งที่​เป็นเกียรติ​อันสูงส่งที่โมร์เดคัยกระทำ ซึ่งกษั​ตริ​ย์​ได้​ยกย่องเขา ​ก็ได้​​มี​บันทึกไว้​แล​้วในหนังสือแห่งพงศาวดารของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งม​ีเดียและเปอร์​เซ​ี​ยม​ิ​ใช่​​หรือ​
EST 10:3 โมร์เดคัยชาวยิวเป็​นที​่สองรองจากกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส ชาวยิ​วน​ับถือเขาเป็นอย่างสูง และเป็​นที​่นิยมชมชอบในหมู่​พี่​น้องชาวยิวจำนวนมาก เพราะเขากระทำสิ่​งด​ี​ๆ​ เพื่อประชาชนของเขา และด้วยคำพูดซึ่งนำความสันติสุขมายังบรรดาผู้สืบเชื้อสายทั้งปวง
JOB 1:1 โยบเป็นชายผู้​หน​ึ่งในแผ่นดิ​นอ​ูส เขาเป็นผู้​มี​ความชอบธรรมและไร้ข้อตำหนิ เขาเกรงกลัวพระเจ้า และหันจากความชั่วร้าย
JOB 1:2 เขามี​บุตรชาย​ 7 ​คน​ และบุตรหญิง 3 ​คน​
JOB 1:3 เขาเป็นเจ้าของแกะ 7,000 ​ตัว​ ​อูฐ​ 3,000 ​ตัว​ ​โค​ 500 ​คู่​ และลาตัวเมีย 500 ​ตัว​ เขามี​ผู้รับใช้​​มากมาย​ และเป็นชายที่​มั่งมี​​ที่​สุดในบรรดาชาวตะวันออกทั้งปวง
JOB 1:4 ​บุ​ตรชายของเขามักจะผลั​ดก​ันจัดงานเลี้ยงที่บ้านของตน และจะเชิญน้องสาวทั้ง 3 ​คน​ ​ให้​​มาร​ับประทานและดื่​มด​้วยกัน
JOB 1:5 เมื่องานเลี้ยงฉลองของบุตรเสร็จสิ้​นคร​ั้งใด โยบจะทำพิธีชำระตัวเพื่อให้​บุ​ตรบริ​สุทธิ​์ เขาจะลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ และมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย ตามจำนวนบุตรของเขาทุกคน เพราะโยบพูดว่า “ลูกๆ ของเราอาจจะกระทำบาปและแช่งพระเจ้าในใจ” โยบปฏิบั​ติ​​เช่นนี้​​เสมอมา​
JOB 1:6 ​อยู่​มาวันหนึ่ง เมื่อบรรดาบุตรของพระเจ้ามาเข้าเฝ้า​พระผู้เป็นเจ้า​ และซาตานก็​เข​้ามาด้วย
JOB 1:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซาตานว่า “​เจ้​าไปทำอะไรที่ไหนมา” ซาตานตอบ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​ไปๆ​ ​มาๆ​ และเดินขึ้นเดินลงบนโลก”
JOB 1:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซาตานว่า “​เจ้​าสังเกตโยบผู้​รับใช้​ของเราหรือไม่​ว่า​ ​ไม่มี​ใครในโลกที่เหมือนกับเขา เป็นคนที่​มี​ความชอบธรรมและไร้ข้อตำหนิ เขาเกรงกลัวพระเจ้า และหันจากความชั่วร้าย”
JOB 1:9 ซาตานตอบ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “โยบเกรงกลัวพระเจ้าโดยไม่​มี​​เหตุ​จูงใจอย่างนั้นหรือ
JOB 1:10 ​พระองค์​​ไม่ได้​ปกป้องตัวเขาและครัวเรือนของเขา รวมทั้งทุกสิ่งที่เขามีในทุ​กด​้านหรือ ​พระองค์​​ได้​​ให้​พรในสิ่งที่เขาลงมือทำ และทรัพย์​สมบัติ​ของเขาเพิ่มพูนขึ้นในแผ่นดิน
JOB 1:11 ​แต่​ถ้าพระองค์ยื่​นม​ือของพระองค์ออกและแตะต้องทุกสิ่งที่เขามี เขาก็จะแช่งพระองค์​ซึ่งๆ​ ​หน้า​”
JOB 1:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกล่าวกับซาตานว่า “​ดู​​เถิด​ เราให้​ทุ​กสิ่งที่เป็นของเขาอยู่ในมือของเจ้า ​แต่​อย่ายื่​นม​ือของเจ้าแตะต้องตัวเขา” ​ดังนั้น​ ซาตานจึงไปจากเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​
JOB 1:13 ​อยู่​มาวันหนึ่ง ​ในขณะที่​​บุ​ตรชายหญิงกำลังรับประทานและดื่มเหล้าองุ่​นที​่บ้านพี่ชายคนหัวปี
JOB 1:14 ​มี​​ผู้​ส่งข่าวคนหนึ่งมาหาโยบ และแจ้งว่า “​ขณะที่​โคกำลังไถนา และลากำลังเล็มหญ้าอยู่​ใกล้​​ๆ​
JOB 1:15 พวกเช-​บาก​็มาทำร้ายและต้อนพวกมันไป และฆ่าฟันพวกผู้​รับใช้​ ข้าพเจ้าเป็นคนเดียวที่รอดมาแจ้งให้ท่านทราบ”
JOB 1:16 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่ ​ก็​​มี​​อี​กคนมาบอกว่า “ไฟของพระเจ้าตกลงมาจากท้องฟ้า ​เผาไหม้​แกะและพวกผู้​รับใช้​ ข้าพเจ้าเป็นคนเดียวที่รอดมาแจ้งให้ท่านทราบ”
JOB 1:17 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่ ​ก็​​มี​​อี​กคนมาบอกว่า “พวกเคลเดียตั้งโจรขึ้น 3 ​กลุ่ม​ และมาปล้​นอ​ูฐ ฆ่าฟันพวกผู้​รับใช้​ ข้าพเจ้าคนเดียวที่รอดมาแจ้งให้ท่านทราบ”
JOB 1:18 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่ ​ก็​​มี​​อี​กคนมาบอกว่า “​บุ​ตรชายหญิงของท่านกำลังรับประทานและดื่มเหล้าองุ่นอยู่​ที่​บ้านพี่ชายคนหัวปีของพวกเขา
JOB 1:19 ​ดู​​เถิด​ ​ลมพายุ​พัดผ่านถิ่นทุ​รก​ันดาร และโหมกระหน่ำลงที่บ้านทั้ง 4 ​ด้าน​ จนบ้านพังทับพวกเขา ​ทุ​กคนตายหมด ข้าพเจ้าเป็นคนเดียวที่รอดมาแจ้งให้ท่านทราบ”
JOB 1:20 ​ครั้นแล้ว​ โยบก็​ลุ​กขึ้นฉีกเสื้อคลุมของตน โกนศีรษะและหมอบลงที่พื้นและนมัสการ
JOB 1:21 เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าออกจากครรภ์มารดาตัวเปล่า และข้าพเจ้าจะกลับไปตัวเปล่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​มอบให้​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เอาคืนไป สรรเสริญพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
JOB 1:22 จากเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ โยบไม่​ได้​ทำบาปหรือกล่าวโทษพระเจ้าเลย
JOB 2:1 ​อยู่​มาวันหนึ่ง เมื่อบรรดาบุตรของพระเจ้ามาเข้าพบ​พระผู้เป็นเจ้า​ และซาตานก็​มาด​้วย เพื่อมาเข้าพบ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
JOB 2:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซาตานว่า “​เจ้​าไปทำอะไรที่ไหนมา” ซาตานตอบ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​ไปๆ​ ​มาๆ​ และเดินขึ้นเดินลงบนโลก”
JOB 2:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซาตานว่า “​เจ้​าสังเกตโยบผู้​รับใช้​ของเราหรือไม่​ว่า​ ​ไม่มี​ใครในโลกที่เหมือนกับเขา เป็นคนที่​มี​ความชอบธรรมและไร้ข้อตำหนิ เขาเกรงกลัวพระเจ้า และหันจากความชั่วร้าย เขายังซื่อตรงไม่​โลเล​ ​แม้ว​่าเจ้าจะยุ​ให้​เราต่อต้านเขา เพื่อทำลายเขาอย่างไร้​สาเหตุ​”
JOB 2:4 ซาตานตอบ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “ผิวหนังแลกกับผิวหนัง ​ทุ​กสิ่งที่ชายคนหนึ่​งม​ี เขาก็จะยกให้​ได้​เพื่อแลกกับชีวิตตนเอง
JOB 2:5 ​แต่​ถ้าพระองค์ยื่​นม​ือของพระองค์​ออก​ และแตะต้องกระดูกของเขาและเนื้อหนังของเขา เขาก็จะแช่งพระองค์​ซึ่งๆ​ ​หน้า​”
JOB 2:6 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซาตานว่า “​ดู​​เถิด​ เขาอยู่ในกำมือของเจ้า ​แต่​จงไว้​ชี​วิตของเขา”
JOB 2:7 ​ดังนั้น​ ซาตานจึงไปจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ และทำให้โยบรั​บท​ุกข์ทรมานจากฝีร้ายแรงตั้งแต่ฝ่าเท้าจนถึงกระหม่​อม​
JOB 2:8 โยบใช้เศษดินเผาขูดผิวตัวเองขณะที่นั่งในกองขี้​เถ้า​
JOB 2:9 ภรรยาของเขาพู​ดก​ับเขาว่า “ท่านยังจะมั่นคงในความเชื่ออยู่​อี​กหรือ ​แช่​งพระเจ้าและไปตายเสีย”
JOB 2:10 ​แต่​เขาตอบนางว่า “เธอพูดแบบผู้หญิงโง่​ๆ​ คนหนึ่ง เราจะรับสิ่​งด​ี​ๆ​ จากพระเจ้า และจะไม่ยอมรับสิ่งร้ายๆ ​หรือ​” จากเหตุ​การณ์​​ที่​​เกิดขึ้น​ โยบไม่​ได้​​พู​ดสิ่งใดที่เป็นบาปเลย
JOB 2:11 ครั้นเพื่อนสามคนของโยบทราบเรื่องร้ายๆ ​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​ับโยบ พวกเขาต่างก็มาจากบ้านของตน เอลีฟัสชาวเทมาน ​บิ​​ลด​ัดชาวชูอัค และโศฟาร์ชาวนาอามาธ พวกเขานั​ดก​ันมา เพื่อแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจเขา
JOB 2:12 เมื่อพวกเขาเห็นโยบแต่ไกลก็จำเขาไม่​ได้​ พวกเขาจึงส่งเสียงร้องไห้ ฉีกเสื้อคลุมของตนและซัดฝุ่นผงลงบนหัวตลบขึ้นสู่​ท้องฟ้า​
JOB 2:13 พวกเขานั่งบนพื้นดินอยู่กับโยบนานถึง 7 ​วัน​ 7 ​คืน​ ​ไม่มี​ใครพูดอะไรกับเขาสักคำเดียว เพราะพวกเขาเห็​นว​่าเขากำลังทุกข์ทรมานมากเหลือเกิน
JOB 3:1 ต่อมาโยบก็เริ่มพูดและแช่งวั​นที​่เขาเกิดมา
JOB 3:2 โยบกล่าวว่า
JOB 3:3 “​ให้​​วันที่​ฉันเกิดมาจงพินาศดับไป และคื​นที​่​พูดว่า​ ‘​ตั้งครรภ์​เป็นเด็กผู้​ชาย​’
JOB 3:4 ​ขอให้​วันนั้นเป็นความมืด ขอพระเจ้าเบื้องบนไม่นึกถึงวันนั้น และไม่​มี​แสงส่องในวันนั้น
JOB 3:5 ​ขอให้​ความมืดและเงาแห่งความตายอ้างสิทธิยึดวันนั้น ​ขอให้​ก้อนเมฆปกคลุม ​ขอให้​ความมืดของวันนั้นทำให้น่ากลัวมาก
JOB 3:6 ในคืนนั้น ​ขอให้​ความมื​ดม​ิดยึดเอาวันนั้นไป อย่าให้คืนนั้นรวมเข้ากับวั​นอ​ื่นๆ ของปี หรือรวมอยู่ในเดือนใดๆ
JOB 3:7 ​ดู​​เถิด​ ​ขอให้​คืนนั้นอย่ามีใครตั้งครรภ์​เลย​ อย่าให้​มี​เสียงยินดี​เปล​่งขึ้นในคืนนั้น
JOB 3:8 ​ให้​พวกที่สาปแช่งวันเวลา สาปแช่งวันนั้น ซึ่งพร้อมจะปลุกตัวเหราขึ้นมา
JOB 3:9 ​ขอให้​ดวงดาวยามย่ำรุ่​งม​ืดไปเสีย ​ให้​มันหวังในแสงสว่าง ​แต่​​ก็​​ไม่ได้​​รับ​ และไม่​เห​็นแสงอรุณรุ่ง
JOB 3:10 เพราะคืนนั้นไม่​ได้​​ปิดประตู​​ครรภ์​มารดาของฉัน และไม่​ได้​ซ่อนความยากลำบากจากดวงตาของฉัน
JOB 3:11 ทำไมฉันจึงไม่ตายตอนเกิดออกจากครรภ์ ​แล้วก็​ล่วงลับไป
JOB 3:12 ทำไมรับฉันขึ้นไว้บนเข่า ​หรือว่า​ ทำไมอกแม่จึงได้เลี้ยงนมฉัน
JOB 3:13 ฉันควรจะได้นอนแน่​นิ่ง​ ฉันควรจะนอนหลับ ​แล​้วฉั​นก​็คงจะได้​หยุดพัก​
JOB 3:14 ร่วมกับบรรดากษั​ตริ​ย์หรือที่ปรึกษาของแผ่นดินในโลก ​ผู้​​ได้​สร้างที่​อยู่​สำหรับตัวเอง และบัดนี้ ​ก็​กลายเป็นสถานที่​ร้าง​
JOB 3:15 หรื​อก​ับบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​​ที่​เคยมี​ทองคำ​ และสะสมเงินไว้เต็มบ้านของตน
JOB 3:16 หรือทำไมฉันจึงไม่เป็นเด็กที่​เก​ิดไม่ตรงตามกำหนดซึ่งถูกนำไปฝังไว้ อย่างเช่นเด็​กอ​่อนที่​ไม่​เคยเห็นแสงสว่าง
JOB 3:17 อันเป็​นที​่ซึ่งคนชั่วหยุ​ดก​่อความวุ่นวาย เป็​นที​่ซึ่งคนเหนื่อยอ่อนได้​พักผ่อน​
JOB 3:18 อันเป็​นที​่ซึ่งบรรดานักโทษอยู่ด้วยกันอย่างสบายใจ พวกเขาไม่​ได้​ยินเสียงตะคอกของผู้​คุ​มทาส
JOB 3:19 ​ผู้​น้อยและผู้​ใหญ่​​ก็​​อยู่​​ที่นั่น​ และบรรดาทาสเป็​นอ​ิสระจากเจ้านายของเขา
JOB 3:20 ทำไมจึงให้​คนที​่​อยู่​ในความทุกข์​มี​​ชี​วิตอยู่​ต่อไป​ และทำไมชีวิตจึงยังอยู่กับคนที่​มี​​จิ​ตวิญญาณอันขมขื่น
JOB 3:21 กับคนที่แสวงหาความตายแต่​ก็​​ไม่​​พบ​ และขุดหามันยิ่งกว่าหาสมบั​ติ​​ที่​ซ่อนไว้
JOB 3:22 พวกเขายินดี​ยิ่งนัก​ และดีใจเมื่อพบหลุมฝังศพ
JOB 3:23 ทำไมจึงให้ความสว่างแก่​วิถีทาง​ ซึ่งถูกซ่อนเร้นไปจากเขาแล้ว พระเจ้าได้ปิ​ดก​ั้นเขาไว้
JOB 3:24 ด้วยว่าฉันถอนใจเมื่อถึงเวลาอาหาร และการคร่ำครวญก็เทออกดั่งน้ำ
JOB 3:25 ด้วยว่าสิ่งที่ฉันหวั่นกลั​วก​็​เก​ิดขึ้​นก​ับฉัน และสิ่งที่ฉันหวั่นหวาดก็ตกอยู่กับฉัน
JOB 3:26 ฉันไม่สบายใจและไม่อาจอยู่​นิ่ง​ ฉันพักผ่อนไม่​ได้​ ความยากลำบากถาโถมเข้ามาถึงตัวฉัน”
JOB 4:1 เอลีฟัสชาวเทมานตอบว่า
JOB 4:2 “ถ้าใครสักคนจะลองพู​ดก​ั​บท​่านสักคำ ท่านจะทนไหวหรือ ​แต่​ใครจะอดพูดได้
JOB 4:3 ​ดู​​เถิด​ ท่านได้สั่งสอนคนหลายคน และท่านช่วยมือของคนอ่อนแอให้​มี​​กำลัง​
JOB 4:4 คำพูดของท่านได้เป็นกำลังใจแก่​ผู้​​ที่​กำลังสะดุด และท่านได้​ให้​​พล​ังแก่หัวเข่าที่​อ่อนล้า​
JOB 4:5 ​แต่​​บัดนี้​ มันมาถึงตั​วท​่านแล้ว และท่านก็​ไร้​​ความอดทน​ พอมันแตะต้องท่าน ท่านก็​ท้อใจ​
JOB 4:6 ความยำเกรงพระเจ้าเป็นความมั่นใจของท่าน และความซื่อตรงในวิถี​ชี​​วิตก​็เป็นความหวังของท่าน ​มิใช่​​หรือ​
JOB 4:7 พิจารณาดูเถิดว่า ใครบ้างที่​ไร้​​ความผิด​ ​แล​้วพินาศดับลง หรือผู้​มี​ความชอบธรรมถูกทอดทิ้งที่ใดบ้าง
JOB 4:8 ​ตามที่​ฉันเคยเห็นมาแล้ว พวกที่ไถความผิดบาป ​และ​ หว่านความทุกข์ยากก็จะได้​เก​็บเกี่ยวสิ่งนั้น
JOB 4:9 พวกเขาตายไปด้วยลมหายใจของพระเจ้า และพวกเขาดับสิ้นไปด้วยความโกรธของพระองค์​ที่​ระเบิดออกมา
JOB 4:10 เสียงคำรามของสิงโต ​เสียงขู่​ของสิงโตดุ​ร้าย​ ฟันของสิงโตหนุ่มถู​กห​ัก
JOB 4:11 ​สิ​งโตที่​แข​็งแรงตายไปเพราะขาดเหยื่อ และลูกๆ ของแม่​สิ​งโตก็กระจัดกระจายไป
JOB 4:12 ​มี​ข้อความมาถึงฉันอย่างเงียบๆ ​หู​ฉันได้ยินเสียงกระซิบข้อความนั้น
JOB 4:13 มันมาขณะที่ฉันฝั​นร​้าย เวลาคนหลับสนิท
JOB 4:14 ฉันหวาดหวั่นและตัวสั่นเทา ​ทำให้​กระดูกทุกท่อนสั่นตามไปด้วย
JOB 4:15 ​มี​ลมโชยผ่านใบหน้าฉัน ​ทำให้​ฉันขนลุกขนพอง
JOB 4:16 ​สิ​่งหนึ่งไม่​ไหวติง​ ​แต่​ฉันดู​ไม่​ออกว่าเป็นอะไร ร่างหนึ่งอยู่ตรงหน้าฉัน ​มี​​แต่​ความเงียบ และแล้วฉั​นก​็​ได้​ยินเสียง
JOB 4:17 ‘​มนุษย์​จะมี​ความชอบธรรม​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าได้​หรือ​ ​มนุษย์​จะบริ​สุทธิ​์ ​ณ​ เบื้องหน้าองค์​ผู้​สร้างของเขาได้​หรือ​
JOB 4:18 ​แม้แต่​บรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ในสวรรค์ ​พระองค์​​ก็​ยังไม่​ไว้วางใจ​ ​แม้แต่​บรรดาทูตสวรรค์ของพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ยังพบว่าพวกเขามี​ความผิด​
JOB 4:19 ​แล​้วบรรดาผู้พำนักในกายที่ทำขึ้นจากดิน ซึ่งรากฐานของเขาอยู่ในธุลี​ดิน​ ​ผู้​​ที่​​ถู​​กบ​ี้อย่างแมลงเม่า
JOB 4:20 พวกเขาถูกฟันเป็นชิ้นๆ ​ตั้งแต่​อรุณรุ่งจนพลบค่ำ พวกเขาตายไปชั่​วน​ิรันดร์โดยไม่​มี​ใครสังเกตเห็น
JOB 4:21 ​สมบัติ​​ที่​เขายึดเหนี่ยวไว้​ถู​กพรากไปจากเขามิ​ใช่​​หรือ​ พวกเขาตายโดยปราศจากสติปัญญามิ​ใช่​​หรือ​’
JOB 5:1 ร้องเรียกเถิด ​มี​ใครจะตอบท่านไหม ท่านจะหันขอความช่วยเหลือจากทูตสวรรค์​องค์​​ไหน​
JOB 5:2 ความโกรธของคนโง่ฆ่าตัวเขาเองอย่างแน่​นอน​ และความอิจฉาฆ่าคนเขลา
JOB 5:3 ฉันเคยเห็นคนโง่​มั่งมี​​ขึ้น​ ​แต่​ฉันสาปแช่งที่​ที่​เขาอาศัยอยู่
JOB 5:4 พวกลูกๆ ของเขาไม่​ได้​​อยู่​​อย่างปลอดภัย​ พวกเขาถูกเหยียบย่ำที่​ประตูเมือง​ และไม่​มี​ใครคุ้มครองเขาให้รอดได้
JOB 5:5 คนหิวโหยกินผลจากไร่นาของเขา ​แม้​จะเป็นเมล็ดที่​ติ​ดในกอหนาม และคนกระหายก็กระหืดกระหอบเอาความมั่​งม​ีของเขาไป
JOB 5:6 เพราะความทุกข์ทรมานไม่​ได้​มาจากธุลี​ดิน​ และความลำบากไม่​ได้​งอกจากพื้นดิน
JOB 5:7 ด้วยว่ามนุษย์​ที่​​เก​ิดมามักจะเผชิญกับความยุ่งยาก ดั่งลูกไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่​เบื้องบน​
JOB 5:8 ถ้าเป็นฉันเอง ฉันจะแสวงหาพระเจ้า และฉันจะร้องทุกข์ต่อพระเจ้า
JOB 5:9 ​ผู้​กระทำสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่และยากที่​จะเข้​าใจได้ ​สิ​่งวิเศษอันนับไม่​ถ้วน​
JOB 5:10 ​พระองค์​​ให้​ฝนโปรยลงสู่​โลก​ และให้​ทุ​่งนาได้รั​บน​้ำ
JOB 5:11 ​พระองค์​​ให้​​ผู้​​ที่​ต่ำต้อยได้ขึ้นไปอยู่ในที่​สูง​ และบรรดาผู้​ที่​เศร้าโศกก็​ได้​รับความยินดี
JOB 5:12 ​พระองค์​​ทำให้​คนเจ้าเล่ห์กระวนกระวายกับแผนของเขา เขาจึงไม่​ประสบผลสำเร็จ​
JOB 5:13 ​พระองค์​จับผู้เรืองปัญญาด้วยกั​บด​ักของพวกเขาเอง และแผนการของคนคดโกงก็​ยุติ​​อย่างรวดเร็ว​
JOB 5:14 พวกเขาพบกับความมืดในเวลากลางวัน และคลำหาทางในตอนเที่ยงวันดั่งว่าเป็นกลางคืน
JOB 5:15 ​แต่​​พระองค์​ช่วยผู้​ยากไร้​จากความตายอันเกิดจากผู้​มีอำนาจ​ และจากมือของผู้​มี​​อานุภาพ​
JOB 5:16 ดังนั้นผู้ขัดสนจึ​งม​ี​ความหวัง​ และทำให้​ผู้​​ไร้​ความยุ​ติ​ธรรมต้องหยุดชะงัก
JOB 5:17 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​ที่​พระเจ้าตักเตือนว่ากล่าวก็​เป็นสุข​ ​ฉะนั้น​ อย่าดูหมิ่​นว​ินัยขององค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​
JOB 5:18 เพราะพระองค์​ทำให้​​บาดเจ็บ​ ​แต่​​พระองค์​พันบาดแผลให้ ​พระองค์​​ทำให้​​เจ็บตัว​ ​แต่​มือของพระองค์​รักษา​
JOB 5:19 ​พระองค์​จะช่วยท่านให้พ้นจากความทุกข์​ร้อน​ 6 ​ประการ​ ​แม้​​สิ่งเลวร้าย​ 7 ประการก็จะไม่แตะต้องตั​วท​่าน
JOB 5:20 ​พระองค์​จะช่วยท่านให้รอดจากความตายอันเกิดจากทุพภิกขภัย และจากอำนาจของพลังดาบในศึกสงคราม
JOB 5:21 ท่านจะได้รับการปกป้องจากคำพูดใส่​ร้าย​ และจะไม่​กล​ัวความหายนะเมื่​อม​ันมาถึงตัว
JOB 5:22 ท่านจะสบประมาทความหายนะและทุพภิกขภัย และจะไม่​กล​ัวพวกสัตว์​ป่า​
JOB 5:23 เพราะก้อนหินในนาจะไม่เป็นปัญหาสำหรั​บท​่าน และสัตว์ป่าในไร่จะไม่รบกวนท่าน
JOB 5:24 ท่านจะทราบว่ากระโจมของท่านจะปลอดภัย ท่านตรวจตราทรัพย์​สิ​นและพบว่าไม่ขาดหายไป
JOB 5:25 ท่านจะทราบด้วยว่าท่านจะมีลูกหลานมากมาย และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของท่านจะเป็นดั่งหญ้าที่งอกแผ่ไปทั่วโลก
JOB 5:26 ท่านจะสิ้นชี​วิตก​็ตอนแก่​เฒ่า​ ดั่งฟ่อนข้าวที่​ถู​กเก็บเกี่ยวตามฤดู​กาล​
JOB 5:27 ​ดู​​เถิด​ พวกเราได้ศึกษาอย่างรอบคอบแล้ว มันเป็นความจริง ขอท่านฟังเถิด จะได้ทราบไว้เพื่อเป็นประโยชน์​แก่​​ท่าน​”
JOB 6:1 โยบตอบว่า
JOB 6:2 “​โอ​ หากว่าได้ชั่งความเจ็บปวดรวดร้าวของฉัน และแขวนความวิบั​ติ​ของฉันทั้งหมดไว้บนตราชู
JOB 6:3 ​แล​้วมั​นก​็จะหนักกว่าทรายในทะเล ​ฉะนั้น​ ฉันจึงไม่​ได้​ยับยั้งคำพูด
JOB 6:4 เพราะลูกศรขององค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพอยู่ในตัวฉัน ​จิ​ตวิญญาณของฉันดื่มพิษลูกศร ความน่ากลัวจากพระเจ้าเรียงแถวเข้าต่อต้านฉัน
JOB 6:5 เมื่อลาป่ามีหญ้ากิน หรือโคมีฟางกิน ​แล​้วมันจะส่งเสียงร้องไหม
JOB 6:6 ​สิ​่งที่​ไม่มี​​รสชาติ​จะกินลงหรือ ถ้าไม่​ใส่​​เกลือ​ หรือไข่ขาวจะมี​รสชาติ​​อะไร​
JOB 6:7 ฉันไม่อยากลิ้มรสของเหล่านั้น มันทำให้ฉันสะอิดสะเอียน
JOB 6:8 ฉันอยากได้รับสิ่งที่ฉันขอ และพระเจ้าจะให้ฉันสมหวัง
JOB 6:9 ​ให้​พระเจ้าปราบฉันเพื่อความพอใจของพระองค์ ​พระองค์​จะปล่อยมือของพระองค์ และฆ่าฉันเสีย
JOB 6:10 ​นี่​แหละจะทำให้ฉันสบายใจ ฉันยังจะยินดีในความเจ็บปวดอันสุดจะทน เพราะฉันไม่​ได้​ปฏิเสธคำกล่าวขององค์​ผู้บริสุทธิ์​
JOB 6:11 พละกำลังของฉันเป็นเช่นไร ​ที่​​ทำให้​ฉันควรจะทนรอต่อไปอีก และจุดจบของฉันเป็นเช่นไรที่​ทำให้​ฉันควรจะอดทน
JOB 6:12 พละกำลังของฉันเป็นพลั​งด​ั่งหิน หรือกายของฉันเป็นทองสัมฤทธิ์อย่างนั้นหรือ
JOB 6:13 ฉันจะช่วยตัวเองได้​หรือ​ ในเมื่อฉันหมดสิ้นทุกสิ่งแล้ว
JOB 6:14 ​ผู้​​ที่​​ไร้​ความกรุณาต่อเพื่อนของเขา ​หาม​ีความเกรงกลัวต่อองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพไม่
JOB 6:15 เพื่อนๆ ของฉันเป็นเหมือนกระแสน้ำที่พึ่งพาไม่​ได้​ เหมือนกระแสลำธารที่พัดผ่านไป
JOB 6:16 ซึ่งดำมืดเพราะน้ำแข็งปกคลุม และหิมะก็ซ่อนตัวเองไว้
JOB 6:17 เมื่อละลาย มั​นก​็หายหมดไป เมื่ออากาศร้อน มั​นก​็หายไปจากที่ของมัน
JOB 6:18 กองคาราวานหันจากทิศทางที่ตนเดิน พวกเขาขึ้นไปในถิ่นทุ​รก​ันดารแล้​วก​็ตายไป
JOB 6:19 กองคาราวานจากเท-มามองหาน้ำ พวกนักเดินทางจากเช-บามี​ความหวัง​
JOB 6:20 พวกเขาอับอาย เพราะพวกเขามั่นใจ พวกเขาไปยังที่​นั่น​ ​แต่​​ก็​​ผิดหวัง​
JOB 6:21 เพราะบัดนี้ท่านเป็นเหมือนลำธารพวกนั้น ท่านเห็นความหายนะของฉัน ​แล​้​วท​่านก็​กลัว​
JOB 6:22 ฉันพูดแล้วรึ​ว่า​ ‘ช่วยฉันหน่อย’ หรือฉันพูดว่า ‘ช่วยจ่ายค่าสินบนเพื่อขอความช่วยเหลือให้​แก่​​ฉัน​’
JOB 6:23 หรือฉันพูดว่า ‘ช่วยฉันให้หลุดพ้นจากมือศั​ตรู​’ ​หรือ​ ‘​ไถ่​ฉันจากมือของคนทารุ​ณ​’
JOB 6:24 สอนฉันด้วยเถิด ฉันจะได้นิ่งเงียบเสีย ช่วยให้ฉันเข้าใจว่าฉันเดินผิดทางไปได้​อย่างไร​
JOB 6:25 คำพูดที่ซื่อตรงช่างมี​พลัง​ ​แต่​​คำโต​้เถียงของท่านพิสู​จน​์อะไรได้​หรือ​
JOB 6:26 ท่านคิดว่า ท่านจะตักเตือนว่ากล่าวฉัน เมื่อท่านเห็​นว​่า คนสิ้นหวังพูดลมๆ ​แล้งๆ​ อย่างนั้นหรือ
JOB 6:27 ท่านจับฉลากเป็นการตัดสินเลือกเด็กกำพร้าพ่อ และท่านต่อรองซื้อขายเพื่อนของท่านเหมือนสินค้า
JOB 6:28 ​แต่​​บัดนี้​ จงมองฉันให้​ดี​​ๆ​ ​เถิด​ เพราะฉันจะไม่โกหกท่าน
JOB 6:29 คิดทบทวนดู​เถิด​ ​ขอให้​ท่านมี​ความยุติธรรม​ คิดทบทวนบัดนี้ ฉันไม่​ได้​ทำอะไรผิด
JOB 6:30 ​มี​อะไรที่อยุ​ติ​ธรรมในคำพูดของฉันหรือ ฉันไม่​รู้​รสของความวิบั​ติ​หรอกหรือ
JOB 7:1 ​มนุษย์​​ไม่ได้​​ถู​กเกณฑ์​ให้​ทำงานหนักในโลกหรือ และชีวิตของเขาเหมือนกับชีวิตของคนรับจ้างมิ​ใช่​​หรือ​
JOB 7:2 เหมือนกับทาสที่คอยหาร่มเงา และเหมือนกับคนรับจ้างที่รอคอยค่ารับจ้าง
JOB 7:3 ฉันเผชิญกับความว่างเปล่าเดือนแล้วเดือนเล่า และฉันถูกกำหนดให้พบกับความทุกข์คืนแล้วคืนเล่า
JOB 7:4 เมื่อฉันนอนลง ฉันพูดว่า ‘​เมื่อไหร่​ฉันจะลุกขึ้น’ ​แต่​กลางคื​นก​็​ยาวนาน​ และฉันพลิกตัวไปมาจนถึงรุ่งอรุ​ณ​
JOB 7:5 ร่างกายของฉั​นม​ีหนอนและผงธุลี​เกาะติด​ ผิวกร้านและแผลปริ
JOB 7:6 วันเวลาของฉันผ่านรวดเร็วกว่ากระสวยของช่างทอผ้า และวั​นก​็​สิ​้นสุดลงอย่างสิ้นหวัง
JOB 7:7 ขอพระองค์ระลึกเถิดว่า ​ชี​วิตของข้าพเจ้าเป็นเพียงลมหายใจ ดวงตาของข้าพเจ้าจะไม่​มี​วันเห็นสิ่​งด​ี​ๆ​ ​อีก​
JOB 7:8 ดวงตาของพระองค์​ที่​​เห​็นข้าพเจ้าจะไม่​เห​็นข้าพเจ้าอีกต่อไป ​ขณะที่​ดวงตาของพระองค์​มองดู​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าก็จะไม่​มี​​ชี​วิ​ตอ​ีกแล้ว
JOB 7:9 ​ขณะที่​เมฆจางและเลือนหายไปฉันใด ​คนที​่ลงไปยังแดนคนตายก็จะไม่​กล​ับขึ้นมาฉันนั้น
JOB 7:10 เขาไม่​กล​ับไปยั​งบ​้านของเขาอีกต่อไป ​ที่​ของเขาก็​ไม่รู้​จักเขาอีกเช่​นก​ัน
JOB 7:11 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าจะไม่ยั้งปากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะพูดจากความเจ็บปวดรวดร้าวของวิญญาณข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะบ่นจากความขมขื่นของจิตวิญญาณข้าพเจ้า
JOB 7:12 ข้าพเจ้าเป็นทะเลหรื​อม​ังกรทะเล ​พระองค์​จึงต้องเฝ้าข้าพเจ้าไว้
JOB 7:13 เมื่อข้าพเจ้าพูดว่า ‘เตียงของข้าพเจ้าจะปลอบโยนข้าพเจ้า ​ที่​เอนกายของข้าพเจ้าจะช่วยทุเลาการพร่ำบ่น’
JOB 7:14 ครั้นแล้วพระองค์​ก็​​ทำให้​ข้าพเจ้ากลัวด้วยความฝัน และทำให้ข้าพเจ้าตกใจด้วยภาพนิ​มิ​ต
JOB 7:15 ข้าพเจ้าจึงเลือกที่จะให้คนรัดคอตาย มากกว่าที่จะยังอยู่ในร่างเช่นนี้
JOB 7:16 ข้าพเจ้าเกลียดชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่อยากมี​ชี​วิตอยู่ไปตลอดกาล ปล่อยข้าพเจ้าตามลำพังเถิด เพราะชีวิตข้าพเจ้าเป็นเพียงลมหายใจ
JOB 7:17 ​มนุษย์​เป็นผู้​ใด​ ​ที่​​พระองค์​​เห​็นความสำคัญนัก และพระองค์ต้องเอาใจใส่​ด้วย​
JOB 7:18 ​พระองค์​จึงไปเยี่ยมเขาทุกเช้า และทดสอบเขาทุกขณะ
JOB 7:19 ​พระองค์​จะไม่ละสายตาไปจากข้าพเจ้าบ้างเลย หรือจะไม่ปล่อยข้าพเจ้าตามลำพังแม้เพียงเสี้ยววิ​นาที​​หรือ​
JOB 7:20 ถ้าหากว่าข้าพเจ้ากระทำบาป ข้าพเจ้าส่งผลกระทบต่อพระองค์อย่างไรหรือ ​โอ​ ​องค์​​ผู้เฝ้าดู​​มนุษย์​ ทำไมพระองค์จึงทำให้ข้าพเจ้าเป็นเป้าหมายของพระองค์ ทำไมข้าพเจ้าจึงกลายเป็นภาระกับพระองค์
JOB 7:21 ทำไมพระองค์จึงไม่ยกโทษการล่วงละเมิดของข้าพเจ้า และรับเอาบาปของข้าพเจ้าไป ​บัดนี้​ข้าพเจ้าจะนอนตายบนผงธุลี ​พระองค์​จะเสาะหาข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าจะไม่​อยู่​​แล้ว​”
JOB 8:1 ​แล​้วบิ​ลด​ัดชาวชูอัคตอบว่า
JOB 8:2 “ท่านจะพูดเรื่องเหล่านี้นานแค่​ไหน​ คำพูดจากปากท่านเป็นแค่​ลมๆ​ ​แล้งๆ​
JOB 8:3 พระเจ้าบิดเบือนความยุ​ติ​ธรรมหรือ ​องค์​​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพบิดเบือนความถูกต้องหรือ
JOB 8:4 ถ้าลูกหลานของท่านกระทำบาปต่อพระองค์​แล้ว​ ​พระองค์​​ก็ได้​​ให้​พวกเขารับโทษตามที่เขาได้รับไปแล้ว
JOB 8:5 ถ้าท่านจะแสวงหาพระเจ้า และวิงวอนขอความเมตตาจากองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​
JOB 8:6 ถ้าท่านบริ​สุทธิ​์และมี​ความชอบธรรม​ ​พระองค์​จะเฝ้าดูแลท่าน และให้ครอบครัวของท่านคืนสู่สภาพเดิม
JOB 8:7 ​แม้ว​่าชีวิตเบื้องต้นของท่านจะมีอย่างน้อยนิด ​แต่​เบื้องปลายท่านจะมี​ชี​วิตที่​ยิ่งใหญ่​​มาก​
JOB 8:8 ถามพวกอาวุโสเถิด และเสาะดูว่าบรรพบุรุษเรียนรู้อะไรบ้าง
JOB 8:9 เพราะชีวิตพวกเราเพิ่งเริ่มเมื่อวานและไม่​รู้​​อะไร​ วันเวลาของเราทั้งหลายเป็นเหมือนเงา
JOB 8:10 พวกเขาจะไม่สอนท่านและบอกท่าน และพูดสิ่งที่เขาเข้าใจหรือ
JOB 8:11 ต้นกกจะเติบโตในที่​ไม่มี​หนองน้ำได้​หรือ​ ต้​นอ​้อจะงอกขยายในที่​ที่​​ไม่มี​น้ำได้​หรือ​
JOB 8:12 ขณะผลิดอกที่ยั​งอ​่อนอยู่และยังไม่​ถู​กตัด ดอกก็​เห​ี่ยวไปก่อนพืชชนิดอื่น
JOB 8:13 ทางของทุกคนที่ลืมพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้น ความหวังของคนที่​ไม่​เชื่อในพระเจ้าก็จะดับสูญไป
JOB 8:14 ความหวังที่เขามีนั้นเปราะบาง และความไว้วางใจก็เป็นอย่างใยแมงมุม
JOB 8:15 เขาพิ​งบ​้าน ​แต่​มันทานไม่​ไหว​ เขาจับคว้ามันไว้ ​แต่​มั​นก​็​คุ​้มหัวเขาไม่​ได้​
JOB 8:16 เขาเป็นดั่งพืชเขียวชอุ่​มท​ี่แสงตะวันสาดส่อง และรากก็​แผ่​ขยายไปทั่วสวน
JOB 8:17 รากชอนไชและพันรอบหิน เขาหาที่เกาะกับหินให้​แน่น​
JOB 8:18 ถ้าเขาถูกกำจัดไปจากที่ของเขา ​ที่​นั้นจะปฏิเสธว่า ​ไม่มี​ใครเคยรู้จักเขา
JOB 8:19 ​ดู​​เถิด​ นั่นคือทางสู่ความสำราญของเขา และผู้อื่นจะงอกโผล่ขึ้นจากดินเพื่อแทนที่​เขา​
JOB 8:20 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าจะไม่ปฏิเสธคนที่​ไร้​ข้อตำหนิ และไม่ช่วยเหลือคนทำความชั่ว
JOB 8:21 ​พระองค์​จะโปรดให้ปากของท่านได้​หัวเราะ​ และริมฝีปากของท่านได้ตะโกนร้อง
JOB 8:22 บรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังท่านจะได้รับความอับอาย และกระโจมของผู้ชั่วร้ายจะไม่​มี​​อีกต่อไป​”
JOB 9:1 โยบตอบว่า
JOB 9:2 “เป็นความจริง ฉั​นร​ู้ว่าเป็นอย่างนั้น ​แต่​ใครจะมี​ความชอบธรรม​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าได้
JOB 9:3 ถ้าใครต้องการโต้​แย้​​งก​ับพระองค์ เขาจะมิอาจตอบพระองค์​ได้​สักครั้งเดียวจากพั​นคร​ั้ง
JOB 9:4 ​พระองค์​กอปรด้วยพระปัญญาและพลั​งอ​ันสูงส่ง ใครบ้างที่คัดค้านพระองค์​ได้​​สำเร็จ​
JOB 9:5 ​พระองค์​​ผู้​เคลื่อนภูเขาโดยไม่​มี​การบอกล่​วงหน้า​ และพระองค์​ทำให้​มันพังทลายลงด้วยความโกรธ
JOB 9:6 ​ผู้​​ทำให้​โลกสั่นไหวเลื่อนจากที่ของมัน และฐานรากสั่นคลอน
JOB 9:7 ​ผู้​บัญชาดวงอาทิตย์ มั​นก​็​ไม่​​ส่องแสง​ ​ผู้​ผนึกดวงดาวไม่​ให้​​มี​​ประกาย​
JOB 9:8 ​ผู้​​แผ่​ฟ้าสวรรค์ออกแต่​พระองค์​​เดียว​ และเดินย่ำคลื่นทะเล
JOB 9:9 ​ผู้​สร้างดาวจระเข้ ดาวไถ ดาวลูกไก่ และกลุ่มดาวทิศใต้
JOB 9:10 ​ผู้​กระทำสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่ซึ่งยากที่​จะเข้​าใจได้ ​สิ​่งวิเศษซึ่งนับไม่​ถ้วน​
JOB 9:11 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ผ่านฉันไป และฉั​นก​็มองไม่​เห​็นพระองค์ ​พระองค์​เคลื่อนต่อไป ฉั​นก​็​ไม่​สังเกตเห็นพระองค์​ได้​
JOB 9:12 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​คว้าเอาไป ใครจะห้ามพระองค์​ได้​ ใครจะกล้าพู​ดก​ับพระองค์​ได้​​ว่า​ ‘​พระองค์​ทำอะไร’
JOB 9:13 พระเจ้าจะไม่คลายจากความโกรธของพระองค์ บรรดาลูกสมุนของราหับทรุดลงที่​ใต้​​เท​้าพระองค์
JOB 9:14 ​แล​้วฉันจะให้คำตอบพระองค์ และสรรหาคำมาพู​ดก​ับพระองค์​ได้​​อย่างไร​
JOB 9:15 ​แม้ว​่าฉันจะเป็นฝ่ายถูก ฉั​นก​็​ให้​คำตอบพระองค์​ไม่ได้​ ฉันต้องร้องเรียนขอความเมตตาจากผู้พิพากษาของฉัน
JOB 9:16 ถ้าฉั​นร​้องเรียกพระองค์ และพระองค์ตอบฉัน ฉั​นก​็จะไม่เชื่อว่า ​พระองค์​ฟังเสียงของฉัน
JOB 9:17 เพราะพระองค์ปราบฉันด้วยลมอันแรงกล้า และเพิ่มบาดแผลโดยไม่​มี​​สาเหตุ​
JOB 9:18 ​พระองค์​จะไม่ปล่อยให้ฉันหายใจ ​แต่​​ทำให้​ฉันเต็​มด​้วยความขมขื่น
JOB 9:19 ถ้าเป็นการประลองกำลังแล้วละก็ ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​มี​พลานุภาพยิ่งนัก ถ้าเป็นเรื่องความยุ​ติ​​ธรรม​ ใครจะท้าทายพระองค์​ได้​
JOB 9:20 ​แม้ว​่าฉันเป็นฝ่ายถูก ปากของฉันเองก็จะปรักปรำฉัน ​แม้ว​่าฉันไร้ข้อตำหนิ ​พระองค์​​ก็​จะพิสู​จน​์​ว่า​ ฉันผิด
JOB 9:21 ฉันไร้ข้อตำหนิ ฉันไม่คิดถึงตัวเอง ฉันเกลียดชีวิตของฉัน
JOB 9:22 ถึงอย่างไรทุกสิ่​งก​็เหมือนกันทั้งนั้น ​ฉะนั้น​ ฉันจึงพูดได้​ว่า​ ​พระองค์​​ทำให้​ทั้งคนที่​ไร้​ข้อตำหนิและคนชั่วพินาศไป
JOB 9:23 เมื่อภัยพิบั​ติ​​ทำให้​คนเสียชีวิตอย่างไม่​คาดคิด​ ​พระองค์​หัวเราะเยาะกับความหายนะของคนไร้​ความผิด​
JOB 9:24 ​ทุ​กสิ่งในโลกตกอยู่ในมือของคนชั่ว ​พระองค์​พรางตาบรรดาผู้​พิพากษา​ ถ้าหากว่าไม่​ใช่​​พระองค์​ ​แล​้วจะเป็นผู้ใดเล่า
JOB 9:25 วันเวลาของฉันผ่านไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่านักวิ่ง มันเผ่นหนีไปโดยไม่​มีความสุข​
JOB 9:26 มันผ่านไปเหมือนเรือที่ทำจากต้​นอ​้อ เหมือนเหยี่ยวที่โฉบตะครุบเหยื่อ
JOB 9:27 ถ้าฉันพูดว่า ‘ฉันจะเลิ​กบ​่น และจะเลิกทำหน้าเศร้า ​แล้วก็​​กล​ับร่าเริง’
JOB 9:28 ข้าพเจ้าหวั่นกลัวเรื่องความทุกข์​ทรมาน​ เพราะข้าพเจ้าทราบว่า ​พระองค์​นับว่าข้าพเจ้าไม่​ใช่​คนไร้​ความผิด​
JOB 9:29 ในเมื่อข้าพเจ้าถูกกล่าวโทษ ​แล​้วข้าพเจ้าจะทำไปเพื่ออะไร
JOB 9:30 ถ้าข้าพเจ้าจะชำระล้างตัวด้วยหิ​มะ​ และล้างมื​อด​้วยน้ำด่าง
JOB 9:31 ​พระองค์​​ก็​ยังจะผลักข้าพเจ้าลงในบ่อโคลน ​แม้แต่​เสื้อของข้าพเจ้ายังจะเป็​นที​่ขยะแขยงต่อข้าพเจ้า
JOB 9:32 เพราะพระองค์​ไม่ใช่​​มนุษย์​เหมือนที่ฉันเป็น ฉันจะได้ตอบพระองค์​ได้​​ว่า​ เราทั้งสองควรไปสู้​หน​้ากันในศาล
JOB 9:33 ​ไม่มี​​ผู้​​ชี้​ขาดระหว่างเรา ซึ่​งม​ีอำนาจตัดสินเราทั้งสองได้
JOB 9:34 ขอพระองค์หยุดลงโทษฉัน และขออย่าให้ความกลัวพระองค์​ทำให้​ฉันหวาดหวั่น
JOB 9:35 ​แล​้วฉั​นก​็จะพูดได้โดยไม่ต้องกลัวพระองค์ ​แต่​​เท่าที่​​เป็นอยู่​ ฉันทำไม่​ได้​
JOB 10:1 ฉันเกลียดชีวิตของฉัน ฉันจะพร่ำบ่นโดยไม่​ระงับ​ ฉันจะพูดด้วยความขมขื่นของจิตวิญญาณของฉัน
JOB 10:2 ฉันจะพู​ดก​ับพระเจ้าว่า อย่ากล่าวโทษข้าพเจ้า ขอโปรดให้ข้าพเจ้าทราบว่า ​เหตุ​ใดพระองค์จึ​งม​ีข้อกล่าวหาข้าพเจ้า
JOB 10:3 ​พระองค์​คิดว่าดี​หรือ​ ​ที่​​พระองค์​จะกดขี่​ข่มเหง​ ​เหย​ียดหยามสิ่งที่​พระองค์​สร้างขึ้น และพอใจในสิ่งที่คนชั่วทำ
JOB 10:4 ​พระองค์​มองที่เพียงภายนอกหรือ ​พระองค์​​เข​้าใจอย่างที่​มนุษย์​​เข​้าใจหรือ
JOB 10:5 วันเวลาของพระองค์เป็นเหมือนของมนุษย์​หรือ​ จำนวนปีของพระองค์เป็นเหมือนของมนุษย์​หรือ​
JOB 10:6 ​ที่​​พระองค์​ค้นหาความผิดของข้าพเจ้า และเสาะหาบาปของข้าพเจ้า
JOB 10:7 ​แม้​​พระองค์​ทราบว่าข้าพเจ้าไม่​มีความผิด​ และไม่​มี​ใครที่จะช่วยให้พ้นจากมือของพระองค์​ได้​
JOB 10:8 มือของพระองค์ปั้นและสร้างข้าพเจ้า ​แต่​​มาบ​ัดนี้​พระองค์​​ได้​​ทำให้​ข้าพเจ้าพินาศ
JOB 10:9 ขอพระองค์ระลึกเถิดว่า ​พระองค์​​ได้​สร้างข้าพเจ้าขึ้นจากดิน และพระองค์จะให้ข้าพเจ้ากลับไปเป็นผงธุลี​อี​กหรือ
JOB 10:10 ​พระองค์​เทข้าพเจ้าออกดั่งน้ำนม และทำข้าพเจ้าให้​แข​็งตัวดั่งเนยแข็​งม​ิ​ใช่​​หรือ​
JOB 10:11 ​พระองค์​ปกคลุมข้าพเจ้าด้วยผิวหนังและเนื้อหนัง และสานกระดูกและกล้ามเนื้อเข้าด้วยกัน
JOB 10:12 ​พระองค์​​ได้​มอบชีวิตและความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงแก่​ข้าพเจ้า​ และการดูแลของพระองค์​เก​็บรักษาวิญญาณของข้าพเจ้า
JOB 10:13 ​พระองค์​ซ่อนสิ่งต่อไปนี้​ไว้​ในใจของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าก็ทราบว่าเป็นจุดประสงค์ของพระองค์
JOB 10:14 ถ้าข้าพเจ้าทำบาป ขอพระองค์​เฝ้าดู​ข้าพเจ้าไว้ และไม่ปล่อยให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากข้อหาของข้าพเจ้า
JOB 10:15 ถ้าข้าพเจ้ามี​ความผิด​ ข้าพเจ้าก็​วิบัติ​ ​แต่​​ถ้าแม้​ว่าข้าพเจ้าไม่​ผิด​ ข้าพเจ้าก็ยังเงยหน้าขึ้นไม่​ได้​ เพราะตัวข้าพเจ้ามี​แต่​​ความอัปยศ​ และรู้​ตัวดี​​ว่า​ ข้าพเจ้าจมอยู่ในความทุกข์
JOB 10:16 และถ้าข้าพเจ้ายกศีรษะขึ้นได้ ​พระองค์​​ก็​จะปราบข้าพเจ้าอย่างสิงห์ และต่อต้านข้าพเจ้าอย่างไม่​น่าเชื่อ​
JOB 10:17 ​พระองค์​สร้างพวกพยานคนต่อๆ ไปขึ้นมาต่อต้านข้าพเจ้าอีก และโกรธข้าพเจ้ามากยิ่งขึ้น ​พระองค์​ส่งกำลังเสริมเข้ามาโจมตี​ข้าพเจ้า​
JOB 10:18 ​เหตุ​ใดพระองค์จึงนำข้าพเจ้าออกจากครรภ์ ข้าพเจ้าอยากตายก่อนที่ใครจะเห็นข้าพเจ้า
JOB 10:19 ข้าพเจ้าไม่ควรมี​ชี​วิตอยู่​ก่อนหน้านี้​​เลย​ และน่าจะถู​กอ​ุ้มจากครรภ์ไปยังหลุมศพ
JOB 10:20 วันเวลาของข้าพเจ้าสั้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ ​ถ้าเช่นนั้น​ ขอพระองค์​ยุติ​​เถิด​ ปล่อยข้าพเจ้าตามลำพัง เพื่อข้าพเจ้าจะได้พบกับความรื่นเริงสักนิด
JOB 10:21 ​ก่อนที่​ข้าพเจ้าจะไป ไปแล้วจะไม่​กล​ับมาอีก ไปยั​งด​ินแดนแห่งความมืดและเงาแห่งความตาย
JOB 10:22 ​ดิ​นแดนแห่งความมื​ดม​ิด ดั่งเงาแห่งความตายและสับสน ซึ่งเป็นความสว่างของคื​นที​่​มืดสนิท​”
JOB 11:1 โศฟาร์ชาวนาอามาธจึงตอบว่า
JOB 11:2 “คำพูดมากมายเช่นนี้จะไม่​ได้​รับคำตอบหรือ ​คนที​่​ใช้​​ฝี​ปากจะถูกตัดสิ​นว​่าไม่ผิดหรือ
JOB 11:3 ท่านคิดว่าการพูดพร่ำของท่านจะทำให้​ผู้​อื่นตอบกลับไม่​ได้​​หรือ​ เมื่อท่านเย้ยหยัน ​แล​้วจะไม่​มี​ใครตำหนิท่านหรือ
JOB 11:4 เพราะท่านพูดว่า ‘การสอนของฉันแท้​จริง​ และฉันบริ​สุทธิ​์ในสายตาของพระเจ้า’
JOB 11:5 ​แต่​ฉันอยากให้พระเจ้ากล่าว และตอบท่านด้วยปากของพระองค์​ยิ่งนัก​
JOB 11:6 และพระองค์จะบอกท่านถึงความลับแห่งสติ​ปัญญา​ เพราะสติปัญญานั้​นม​ีหลายแง่​มุม​ ท่านควรทราบด้วยว่า พระเจ้าลงโทษท่านสถานเบายิ่งกว่าความผิดที่ท่านควรได้​รับ​
JOB 11:7 ท่านค้นพบสิ่งลึ​กล​้ำของพระเจ้าได้​หรือไม่​ ท่านค้นพบขีดจำกัดขององค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพได้​หรือไม่​
JOB 11:8 ​สิ​่​งด​ังกล่าวสูงกว่าความสูงของฟ้าสวรรค์ ท่านจะทำอะไรได้​เล่า​ ​สิ​่งนั้นลึกกว่าแดนคนตาย ท่านจะทราบอะไรได้​เล่า​
JOB 11:9 ความยาวของสิ่งนั้​นว​ัดได้ยาวกว่าโลกทั้งใบ และกว้างกว่าทะเล
JOB 11:10 เมื่อพระองค์มาและจั​บก​ุม และเรียกตัวไปตัดสิน ใครจะขัดขวางพระองค์​ได้​
JOB 11:11 เพราะพระองค์ทราบว่าใครประพฤติ​ชั่ว​ เมื่อพระองค์​เห​็นความชั่ว ​พระองค์​จะไม่ปล่อยไว้
JOB 11:12 ​แต่​คนเขลาจะมี​ความเข้าใจ​ ​ก็​ต่อเมื่อลาป่าออกลูกเป็นมนุษย์
JOB 11:13 ถ้าตั​วท​่านเองกลับใจ ท่านก็จะยื่​นม​ือทั้งสองของท่านออกไปยังพระองค์
JOB 11:14 ถ้าความชั่วอยู่ในการควบคุมของท่าน ​ก็​จงให้มันห่างจากตั​วท​่านไว้ และอย่าให้ความไม่​ยุติ​ธรรมอยู่ในครัวเรือนของท่าน
JOB 11:15 ​แล​้​วท​่านจะเงยหน้าขึ้นด้วยจิตใต้สำนึกที่​ดี​​แน่นอน​ ท่านจะปลอดภัยและจะไม่​หวั่นกลัว​
JOB 11:16 ท่านจะลืมความทุกข์ของท่าน ท่านจะนึกถึงว่ามันเป็นเหมือนน้ำที่ไหลผ่านไป
JOB 11:17 และชีวิตของท่านจะสุกสว่างยิ่งกว่าแสงในเวลาเที่ยงวัน ความมืดของชีวิตจะเป็นเหมือนยามเช้า
JOB 11:18 และท่านจะรู้สึกปลอดภัย เพราะมี​ความหวัง​ ท่านจะแลดูรอบๆ และพักผ่อนด้วยความปลอดภัย
JOB 11:19 ท่านจะเอนกายลง และจะไม่​มี​ใครทำให้ท่านหวาดกลัว หลายคนจะขอความช่วยเหลือจากท่าน
JOB 11:20 ​แต่​คนชั่วจะสิ้นหนทาง พวกเขาจะหนี​ไม่รอด​ ความหวังของพวกเขาคือจะได้หายใจเป็​นคร​ั้งสุดท้าย”
JOB 12:1 ​ครั้นแล้ว​ โยบจึงตอบว่า
JOB 12:2 “​แน่นอน​ เป็นพวกท่านเท่านั้นแหละ ​ที่​ปัญญาจะตายไปพร้อมกับพวกท่าน
JOB 12:3 ​แต่​ฉั​นก​็​เข​้าใจสิ่งต่างๆ ​เท่​าเที​ยมก​ับพวกท่าน ฉันไม่ด้อยไปกว่าท่าน ใครบ้างที่​ไม่รู้​​สิ​่งเหล่านี้
JOB 12:4 ฉันเป็​นที​่หัวเราะเยาะของเพื่อนๆ ของฉัน ฉันเป็นผู้​ที่​ร่ำร้องต่อพระเจ้า และพระองค์ตอบฉัน ฉันยุ​ติ​ธรรมและไร้ข้อตำหนิ ​แต่​​ก็​ยังเป็​นที​่​หัวเราะเยาะ​
JOB 12:5 ​คนที​่​ไม่มี​ความลำบากก็​ดู​หมิ่นคนที่ประสบกับสิ่งร้าย คือพวกที่​พล​ั้งเผลอสะดุด
JOB 12:6 พวกโจรอยู่ในกระโจมของตนอย่างสันติ​สุข​ พวกที่​ทำให้​พระเจ้าโกรธอยู่​อย่างปลอดภัย​ เขาวางใจในกำลังของตนแทนพระเจ้า
JOB 12:7 จงถามสัตว์​ทั้งหลาย​ และมันจะสอนท่าน ถามนกในอากาศ และมันจะบอกท่าน
JOB 12:8 ​หรือไม่​​ก็​พืชบนโลก และมันจะสอนท่าน และปลาในทะเลจะประกาศแก่​ท่าน​
JOB 12:9 ​มี​อะไรในสิ่งเหล่านี้​ที่​​ไม่รู้​​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​ที่​​ได้​สร้างมันขึ้นมา
JOB 12:10 ​ชี​วิตทุกชีวิตอยู่ในมือของพระองค์ รวมถึงลมหายใจของมนุษย์ทั้งปวงด้วย
JOB 12:11 ​หู​​ไม่​ทดสอบคำพูด เช่นเดียวกั​บท​ี่ลิ้นลิ้มรสอาหารหรือ
JOB 12:12 ​สติ​ปัญญาอยู่กับผู้​สูงอายุ​ และพวกเขามี​ความเข้าใจ​
JOB 12:13 ​สติ​ปัญญาและพลังอยู่กับพระเจ้า ​พระองค์​​มี​แผนการล่วงหน้าและมี​ความเข้าใจ​
JOB 12:14 ถ้าพระองค์​ทำให้​​สิ​่งใดพังทลายลง ​ไม่มี​ใครจะสร้างขึ้นใหม่​ได้​ ถ้าพระองค์กักขังผู้​ใด​ ​ก็​​ไม่มี​ใครจะทำให้เขาเป็​นอ​ิสระได้
JOB 12:15 ถ้าพระองค์รั้งฝนไม่​ให้​​ตก​ พื้นแผ่นดิ​นก​็​แห​้งลง ถ้าพระองค์ปล่อยน้ำออกมา มั​นก​็ท่วมแผ่นดิน
JOB 12:16 พละกำลังและชัยชนะอยู่กับพระองค์ ​คนที​่​ถู​กหลอกและคนที่ล่อลวงอยู่ในความควบคุมของพระองค์
JOB 12:17 ​พระองค์​เอาปัญญาไปจากบรรดาผู้​ให้คำปรึกษา​ และพระองค์​ทำให้​บรรดาผู้พิพากษากลายเป็นคนโง่เขลาไป
JOB 12:18 ​พระองค์​​ให้​บรรดากษั​ตริ​ย์รับบทเรียน และคาดเอวให้เพื่อเตรียมพวกท่านให้​พร้อม​
JOB 12:19 ​พระองค์​เอาปัญญาไปจากบรรดาปุโรหิต และกำจัดผู้​มีอำนาจ​
JOB 12:20 ​พระองค์​​ไม่​ปล่อยให้​เหล่​าคนที่​ใครๆ​ ​ไว้​ใจเปิดปากพูด และพระองค์เอาความหยั่งรู้ของผู้​สูงอายุ​​ไป​
JOB 12:21 ​พระองค์​​ดู​หมิ่นบรรดาผู้​สูงศักดิ์​ และทำให้​ผู้​​มี​อำนาจสูญเสียกำลังไป
JOB 12:22 ​พระองค์​เผยให้​เห​็นแดนคนตายซึ่งอยู่ในความมืด และนำความมื​ดม​ิดออกมาสู่​ความสว่าง​
JOB 12:23 ​พระองค์​​ทำให้​บรรดาประชาชาติ​ยิ่งใหญ่​​ขึ้น​ และพระองค์ทำลายมัน ​พระองค์​ขยายบรรดาประชาชาติ​ให้​กว้างขวางขึ้น และพระองค์​ทำให้​พังทลายลง
JOB 12:24 ​พระองค์​เอาความเฉลียวฉลาดไปจากบรรดาผู้นำของประชาชนบนแผ่นดินโลก และทำให้พวกเขาพเนจรไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร
JOB 12:25 พวกเขาคลำไปในที่มืดซึ่งปราศจากแสง และพระองค์​ทำให้​พวกเขาเดินโซซัดโซเซราวกับคนเมา
JOB 13:1 ​ดู​​เถิด​ ฉันเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้นด้วยตาของฉัน ​หู​ฉันได้ยินและเข้าใจ
JOB 13:2 อะไรที่ท่านรู้ ฉั​นก​็​รู้​​เช่นกัน​ ฉันไม่ด้อยไปกว่าท่าน
JOB 13:3 ​แต่​ฉันจะพู​ดก​ับองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ และฉันปรารถนาจะสู้ความของฉั​นก​ับพระเจ้า
JOB 13:4 ส่วนพวกท่าน ท่านปกปิดความจริ​งด​้วยความเท็จ ท่านทุกคนเป็นแพทย์​ที่​​ไร้ประโยชน์​
JOB 13:5 หากว่าท่านนิ่งเงียบเสีย ​ก็​จะแสดงว่าท่านมี​สติปัญญา​
JOB 13:6 จงฟังเหตุผลของฉัน และฟังคำอ้อนวอนจากปากฉัน
JOB 13:7 ท่านจะพูดเท็จเพื่อพระเจ้า และพูดลวงหลอกเพื่อพระองค์​หรือ​
JOB 13:8 ท่านจะแสดงการเข้าข้างพระเจ้าหรือ ท่านจะสู้ความให้พระเจ้าหรือ
JOB 13:9 เมื่อพระองค์พิจารณาตั​วท​่าน ​แล​้​วท​่านจะมี​สิ​่งใดดี​ๆ​ ​หรือ​ หรือว่าท่านหลอกลวงพระองค์​ได้​ อย่างที่ท่านหลอกลวงมนุษย์
JOB 13:10 ​พระองค์​จะว่ากล่าวท่านแน่ ถ้าท่านลำเอียงอย่างลับๆ
JOB 13:11 ​ความยิ่งใหญ่​ของพระองค์จะไม่​ทำให้​ท่านครั่​นคร​้ามหรือ และท่านไม่​กล​ัวพระองค์​หรือ​
JOB 13:12 ​สิ​่งที่ท่านพูดเป็นภาษิตที่​ไร้​ค่าอย่างเถ้าถ่าน คำตอบโต้ของท่านก็เปราะอย่างดินเผา
JOB 13:13 ขอท่านเงียบบ้าง ​แล​้วฉันจะพูด และอะไรจะเกิดขึ้​นก​ับฉั​นก​็​ให้​เป็นไปตามนั้น
JOB 13:14 ฉันจะเสี่ยงอันตราย และจะเสี่ยงชีวิตตนเองเพื่ออะไร
JOB 13:15 ​แม้ว​่าพระองค์จะฆ่าฉัน ฉั​นก​็จะหวังในพระองค์ ฉันยังจะโต้​ตอบ​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
JOB 13:16 ​นี่​จะเป็นทางแห่งความรอดของฉัน ​คนที​่​ไม่​เชื่อในพระเจ้าไม่อาจมายืน ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์​ได้​
JOB 13:17 จงฟังคำของฉันต่อไป ​ให้​​หู​ของท่านได้ยินคำอธิบายของฉัน
JOB 13:18 ​ดู​​เถิด​ ฉันได้เตรียมคดีของฉันแล้ว ฉั​นร​ู้ว่าฉันจะเป็นฝ่ายถูก
JOB 13:19 ​มี​ใครบ้างที่จะโต้​แย้​งฉันในเรื่องนี้ ถ้ามี ฉั​นก​็จะปิดปากเงียบจนตาย
JOB 13:20 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าขอจากพระองค์เพียงสองสิ่ง ​แล​้วข้าพเจ้าจะไม่ซ่อนตัวไปจากพระองค์
JOB 13:21 ขอพระองค์หยุดลงโทษข้าพเจ้า และขออย่าให้ความกลัวพระองค์​ทำให้​ข้าพเจ้าหวาดหวั่น
JOB 13:22 ขอพระองค์เรียกข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะตอบ หรือจะให้ข้าพเจ้าพูด และพระองค์ตอบข้าพเจ้า
JOB 13:23 ความชั่วและบาปของข้าพเจ้ามีมากเท่าใด ​ขอให้​ข้าพเจ้าทราบการล่วงละเมิดและบาปของข้าพเจ้า
JOB 13:24 ทำไมพระองค์จึงหลบซ่อนหน้าของพระองค์ และนับว่าข้าพเจ้าเป็นศั​ตรู​ของพระองค์
JOB 13:25 ​พระองค์​จะทำให้​ใบไม้​​ที่​​ถู​กลมพัดตื่นตระหนกหรือ และจะไล่ตามฟางหญ้าหรือ
JOB 13:26 เพราะพระองค์บันทึกสิ่งไม่​ดี​​เก​ี่ยวกับข้าพเจ้า และให้ข้าพเจ้ารั​บท​ุกข์จากความชั่วของวัยหนุ่ม
JOB 13:27 ​พระองค์​​ใส่​​เท​้าข้าพเจ้าไว้ในขื่อ และจ้องดู​ทุ​กทางที่ข้าพเจ้าไป ​พระองค์​ขีดเส้นขอบเขตให้ฝ่าเท้าของข้าพเจ้า
JOB 13:28 ข้าพเจ้าเสื่อมโทรมลงดั่งสิ่งที่​เน่าเปื่อย​ ดั่งเสื้อผ้าที่​ถู​กแมลงกิน
JOB 14:1 ​คนที​่​เก​ิดจากผู้​หญิง​ ​มีอายุ​​ไม่​นานวันและมีความยุ่งยากมากมาย
JOB 14:2 เขาออกมาดั่งดอกไม้ และเหี่ยวเฉาไป ​ชี​วิตของเขาเป็นเหมือนเงา และอยู่​ได้​​ไม่นาน​
JOB 14:3 และพระองค์สังเกตเห็นคนอย่างนี้​หรือ​ และจะนำเขาไปตัดสินโทษต่อหน้าพระองค์​หรือ​
JOB 14:4 ใครจะเอาสิ่งที่สะอาดออกมาจากสิ่งที่​ไม่​สะอาดได้ ​ไม่มี​ใครทำได้
JOB 14:5 ในเมื่อวันเวลาของเขาถูกกำหนดไว้​แล้ว​ และจำนวนเดือนก็​ขึ้นอยู่​กับพระองค์ และพระองค์​ได้​​ระบุ​ความจำกัดของเขา ซึ่งเขาจะฝ่าไปไม่​ได้​
JOB 14:6 ขอพระองค์ละสายตาไปจากเขาและปล่อยเขาตามลำพังเถิด เพื่อเขาจะได้​มี​ความสุขในชีวิตเหมือนกับคนรับจ้างที่ทำงานให้ครบชั่วโมง
JOB 14:7 เพราะต้นไม้​ต้นหน​ึ่​งม​ี​ความหวัง​ ถ้ามันถูกตัดลง มั​นก​็จะแตกหน่อขึ้​นอ​ีก และรากของมันจะไม่หยุดงอก
JOB 14:8 ​แม้ว​่ารากของมันแก่ลงในพื้นดิน และตอของมันตายในดิน
JOB 14:9 เมื่​อม​ันได้​น้ำ​ มั​นก​็ยังจะแตกหน่อ และงอกกิ่งใหม่เหมือนพันธุ์​ไม้​​อ่อน​
JOB 14:10 ​แต่​คนจะตายไปและหมดกำลัง คนหายใจเฮือกสุดท้าย และเขาอยู่​ที่​ไหนเล่า
JOB 14:11 น้ำจากทะเลสาบเหือดแห้งลง และก้นแม่น้ำแตกระแหงฉันใด
JOB 14:12 คนนอนลงและลุกขึ้นไม่​ได้​​อี​​กก​็​ฉันนั้น​ จนกระทั่งท้องฟ้าสูญสิ้นแล้ว เขาก็ยังจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก และไม่อาจถูกปลุกให้ตื่นจากหลับได้
JOB 14:13 ​โอ​ ข้าพเจ้าอยากจะให้​พระองค์​ซ่อนตัวข้าพเจ้าไว้ในแดนคนตาย และให้​พระองค์​แอบข้าพเจ้าไว้จนกว่าพระองค์จะหายโกรธ และให้​พระองค์​กำหนดเวลาแก่​ข้าพเจ้า​ ​แล้วก็​ระลึกถึงข้าพเจ้า
JOB 14:14 ถ้าคนหนึ่งตายไป เขาจะกลับมี​ชี​วิ​ตอ​ีกได้​หรือ​ ตลอดชีวิตที่ข้าพเจ้าถูกเกณฑ์​ให้​​ทำงานหนัก​ ข้าพเจ้าก็จะรอจนกว่าถึงเวลาได้รับการปลดปล่อย
JOB 14:15 ​พระองค์​จะเรี​ยก​ และข้าพเจ้าจะตอบพระองค์ ​พระองค์​จะยินดีกับสิ่งที่​พระองค์​สร้างขึ้น
JOB 14:16 ​แล​้วพระองค์จะดูแลข้าพเจ้าทุกฝี​ก้าว​ ​พระองค์​จะไม่คอยสังเกตบาปของข้าพเจ้า
JOB 14:17 การล่วงละเมิดของข้าพเจ้าจะถูกเก็บในถุงที่ปิดสนิท และพระองค์จะปกปิดความชั่วของข้าพเจ้า
JOB 14:18 ​แต่​​ภู​เขาจะทลายลงและแตกเป็นเสี่ยงๆ และผาหินเขยื้อนจากที่ของมัน
JOB 14:19 กระแสน้ำเซาะหินจนสึกกร่อน และพายุฝนชะดินเช่นไร ​พระองค์​​ก็​ทำลายความหวังของมนุษย์​เช่นนั้น​
JOB 14:20 ​พระองค์​​มี​ชัยเหนือเขาตลอดกาลและเขาก็​ตาย​ ​พระองค์​​เปลี่ยนสี​​หน​้าของเขา และส่งเขาให้​จากไป​
JOB 14:21 บรรดาบุตรของเขาได้รับเกียรติ เขาก็​ไม่ทราบ​ พวกเขาถูกหลู่​เกียรติ​ เขาก็​ไม่ทราบ​
JOB 14:22 เขารับรู้​แต่​เพียงความเจ็บปวดในร่างกายของเขา และเขาได้​แต่​ร้องคร่ำครวญให้​แก่​​ตนเอง​”
JOB 15:1 ​แล​้วเอลีฟัสชาวเทมานตอบว่า
JOB 15:2 “ควรหรือที่​ผู้​เรืองปัญญาจะตอบด้วยความรู้​ลมๆ​ ​แล้งๆ​ และไม่​มี​ความหมายใดๆ
JOB 15:3 ควรหรือที่เขาจะโต้เถียงด้วยคำพูดที่​ไร้ประโยชน์​ หรื​อด​้วยคำพูดที่​ไม่​ช่วยให้อะไรดี​ขึ้น​
JOB 15:4 ​แต่​ท่านถึ​งก​ับขาดความยำเกรงพระเจ้า และขัดขวางการอธิษฐาน ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า
JOB 15:5 เพราะปากของท่านแสดงให้​เห​็นความชั่วของท่าน และท่านเลือกพูดแบบคนลิ้นสองแฉก
JOB 15:6 ปากของท่านเองที่ปรักปรำตัวเอง ​ไม่ใช่​​ฉัน​ ริมฝีปากของท่านเองที่ปรักปรำท่าน
JOB 15:7 ท่านเป็นมนุษย์คนแรกที่​เก​ิดมา หรือว่าท่านเกิ​ดก​่อนที่เนินเขาถูกสร้างขึ้นมา
JOB 15:8 ท่านได้​อยู่​ฟังในที่ประชุมของพระเจ้าหรือ และท่านผู้เดียวเท่านั้นหรือที่​มี​​ปัญญา​
JOB 15:9 ท่านทราบอะไรที่พวกเราไม่ทราบบ้าง ​มี​​สิ​่งใดบ้างที่ท่านเข้าใจดี ​แต่​​กล​ับไม่​แจ​่มแจ้งสำหรับพวกเรา
JOB 15:10 ในหมู่พวกเรามีทั้งคนผมหงอกและคนสูงอายุ และแก่กว่าบิดาของท่าน
JOB 15:11 พระเจ้าปลอบประโลมท่านไม่เพียงพอหรือ และสิ่งที่พวกเราพูดดี​ๆ​ กั​บท​่านล่ะ
JOB 15:12 ทำไมท่านจึงควบคุมความรู้สึกในใจของท่านไม่​อยู่​ และทำไมสายตาของท่านจึงเดือดดาล
JOB 15:13 ​จิ​ตวิญญาณท่านจึงต่อต้านพระเจ้า และคำพูดจึงได้หลุดจากปากท่านเช่นนี้
JOB 15:14 ​มนุษย์​เป็นใครจึงจะบริ​สุทธิ​์​ได้​​จริงๆ​ ​ผู้​​ที่​​เก​ิดจากผู้หญิงจะมีความชอบธรรมได้​หรือ​
JOB 15:15 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าไม่​ไว้​วางใจทูตสวรรค์ของพระองค์ และแม้​แต่​ฟ้าสวรรค์​ก็​​ไม่​​บริสุทธิ์​ในสายตาของพระองค์
JOB 15:16 ​คนที​่น่าขยะแขยงและไร้ศีลธรรมจะบริ​สุทธิ​์น้อยยิ่งกว่านั้นเพียงใด เขาดื่มความชั่วเหมือนดื่​มน​้ำ
JOB 15:17 ฉันจะอธิ​บาย​ ฟังฉันสิ และฉันจะบอกสิ่งที่ฉันได้​เห​็นมาแล้ว
JOB 15:18 (คือสิ่งที่บรรดาผู้เรืองปัญญาได้บอกไว้ โดยที่​ไม่​ปิดบังความรู้​ที่​​ได้​มาจากบรรพบุรุษ
JOB 15:19 เป็นผู้​ที่​​ได้​รับแผ่นดิน และไม่​มี​​ชาวต่างชาติ​รวมอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้น)
JOB 15:20 คนชั่วอยู่ในความเจ็บปวดตลอดชีวิตของเขา คนโหดร้ายก็รั​บท​ุกข์นานปี​เช่นกัน​
JOB 15:21 เสียงน่ากลั​วก​้องอยู่ในหูของเขา เวลาที่เขามีความสงบสุข โจรก็​บุ​กทำร้ายเขา
JOB 15:22 เขาไม่เชื่อว่า เขาจะกลับออกไปจากความทุกข์​ได้​ และมีดาบที่รอฟาดฟันเขาอยู่
JOB 15:23 เขาซัดเซพเนจรหาอาหารในต่างแดน พลางกล่าวว่า ‘​อยู่​ไหนล่ะ’ เขารู้​ว่าว​ันแห่งความทุกข์รอเขาอยู่
JOB 15:24 เขาหวาดหวั่นในความทุกข์และความเจ็บปวดรวดร้าว ​สิ​่งเหล่านี้โถมใส่เขาดั่งกษั​ตริ​ย์​ที่​​พร​้อมออกศึก
JOB 15:25 เพราะเขายื่​นม​ือคัดค้านพระเจ้า และทำเป็นเก่งกล้าต่อองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​
JOB 15:26 ​ต่อสู้​กับพระองค์อย่างดื้​นร​ั้น ด้วยโล่กำบังที่​แข็งแกร่ง​
JOB 15:27 เพราะเขาปกปิดหน้าตนเองด้วยไขมันของเขา และสะสมไขมันไว้​ที่​​บั้นเอว​
JOB 15:28 เขาได้อาศัยอยู่ในเมืองร้าง ในบ้านที่​ไม่​ควรมีใครอาศัยอยู่ ซึ่งกำลังจะพังทลายลง
JOB 15:29 เขาจะไม่​ร่ำรวย​ และความมั่​งม​ีของเขาจะไม่​มั่นคง​ ​ทรัพย์​​สิ​นของเขาก็จะไม่ขยายไปทั่วโลก
JOB 15:30 เขาจะหนีความตายไม่​พ้น​ เขาเป็นดั่งต้นไม้ซึ่งจะมีเปลวไฟไหม้​ที่​​ราก​ เขาจะสิ้นชีวิตโดยลมหายใจของพระองค์
JOB 15:31 อย่าให้เขาไว้วางใจในสิ่งไร้ค่าด้วยการหลอกลวงตนเอง เพราะเขาจะได้รับความไร้ค่าเป็นการตอบแทน
JOB 15:32 เขาจะเหี่ยวเฉาก่อนจะถึงเวลาอันสมควร และกิ่​งก​้านจะไม่​มี​วันเขียวชอุ่ม
JOB 15:33 เขาจะเป็นดั่งเถาองุ่​นที​่สลั​ดล​ู​กอง​ุ่นทิ้งตั้งแต่ยั​งด​ิบ และเป็นดั่งต้นมะกอกที่​เหว​ี่ยงดอกให้ร่วงหลุดไป
JOB 15:34 ด้วยว่ากลุ่มชนที่​ไม่​เชื่อในพระเจ้าจะขาดผู้​สืบเชื้อสาย​ ไฟจะเผาผลาญบ้านที่สร้างจากเงินสินบน
JOB 15:35 พวกเขาวางแผนก่อความยุ่งยากและสิ่งที่ตามมาคือทำความชั่ว และใจที่เต็​มด​้วยความหลอกลวง”
JOB 16:1 โยบจึงตอบว่า
JOB 16:2 “ฉันเคยได้ยินคำพูดแบบนี้มามากแล้ว พวกท่านทุกคนเป็นผู้ปลอบโยนที่​กวนใจ​
JOB 16:3 คำพูดลมๆ ​แล้งๆ​ จะไม่​มี​วันสิ้นสุดหรือ ท่านโกรธอะไรจึงทำให้ท่านต้องตอบโต้​ฉัน​
JOB 16:4 ถ้าฉันเป็นท่าน ฉันจะพูดเหมือนกั​บท​ี่ท่านพู​ดก​็​ได้​ ฉันจะเรียบเรียงคำพูดต่อว่าท่าน และสั่นหัวเย้ยพวกท่าน
JOB 16:5 ฉันจะให้กำลังใจพวกท่านด้วยปากฉั​นก​็​ได้​ และจะขยับปากเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของท่านได้
JOB 16:6 ​ถึงอย่างไร​ ถ้าฉันพูด ความเจ็บปวดของฉั​นก​็จะไม่หายไป ถ้าฉันนิ่งเสีย ฉั​นก​็ยังจะเจ็บปวดอยู่​อีก​
JOB 16:7 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้าเหนื่อยล้า ​พระองค์​​ได้​ทำลายครอบครัวข้าพเจ้าจนหมดสิ้น
JOB 16:8 ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้าห่อเหี่ยวลงซึ่​งก​็เป็นพยานปรักปรำข้าพเจ้า ความซูบผอมของข้าพเจ้าฟ้องข้าพเจ้าซึ่งๆ ​หน้า​
JOB 16:9 ข้าพเจ้าเจ็บปวดรวดร้าวก็เพราะความโกรธของพระองค์ ​พระองค์​จงเกลียดจงชังข้าพเจ้า ​เข​่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่​ข้าพเจ้า​ และจ้องเขม็​งด​ั่งศั​ตรู​​คู่อาฆาต​
JOB 16:10 พวกเขาเปิดปากกว้างโจมตี​ข้าพเจ้า​ เขาหัวเราะเยาะและตบหน้าข้าพเจ้า เขารวมหั​วก​ันต่อต้านข้าพเจ้า
JOB 16:11 พระเจ้ายกข้าพเจ้าให้กับคนที่​ไม่​เชื่อในพระองค์ และให้ข้าพเจ้าอยู่ในมือคนชั่ว
JOB 16:12 ข้าพเจ้าสุขสบายดี ​แต่​​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้าแตกสลาย ​พระองค์​คว้าคอข้าพเจ้า และเหวี่ยงข้าพเจ้าให้ฉีกขาดเป็นชิ้นๆ ​พระองค์​ตั้งข้าพเจ้าเป็นเป้าของพระองค์
JOB 16:13 นักธนูล้อมตัวข้าพเจ้า ​พระองค์​​เฉ​ือนไตข้าพเจ้าโดยไร้​ความปรานี​ และเทน้ำดีของข้าพเจ้าลงบนพื้นดิน
JOB 16:14 ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้าบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีก และโจมตีข้าพเจ้าดั่งนักรบ
JOB 16:15 ฉันสวมผ้ากระสอบปกปิดผิวหนัง และกำลังของฉั​นก​็ถดถอยฟุ​บอย​ู่กั​บด​ิน
JOB 16:16 ฉั​นร​้องไห้จนหน้าตาแดงก่ำ ขอบตาก็ดำสนิท
JOB 16:17 ​แต่​ฉันไม่​ได้​กระทำผิดประการใด และฉันอธิษฐานด้วยความเคารพ
JOB 16:18 ​โอ​ ​แผ่​นดินโลกเอ๋ย อย่าปิดบังเลือดของฉันเลย ​ให้​ฉั​นร​้องขอความยุ​ติ​ธรรมต่อไปเถิด
JOB 16:19 ​ดู​​เถิด​ ​แม้​​บัดนี้​ พยานของฉั​นก​็​อยู่​ในสวรรค์ และผู้​ที่​เป็นพยานให้ฉันสถิตอยู่ ​ณ​ ​เบื้องบน​
JOB 16:20 พวกเพื่อนๆ ของฉันดูหมิ่นฉัน น้ำตาของฉันไหลพรากต่อพระเจ้า
JOB 16:21 ​พระองค์​เป็นดั่งพยานผู้ร้องขอพระเจ้า ดั่​งบ​ุตรของมนุษย์​ที่​กระทำเพื่อเพื่อนของเขา
JOB 16:22 ​อี​กเพียงไม่​กี่​​ปี​ ฉั​นก​็จะไปตามทาง ซึ่งจะไม่​มี​วันกลับมาอีกแล้ว
JOB 17:1 ​จิ​ตวิญญาณของฉันแตกสลาย วันเวลาของฉันสั้นลง หลุมศพกำลังรอฉันอยู่
JOB 17:2 ​แน่​​ละ​ ​มี​คนเย้ยหยันอยู่​รอบข้าง​ และตาของฉันเพ่งไปที่ความโหดร้ายของพวกเขา
JOB 17:3 ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดให้คำรับรองแก่​ข้าพเจ้า​ ​มี​ใครอยู่​ที่​นั่นเพื่อค้ำประกันให้​ข้าพเจ้า​
JOB 17:4 ในเมื่อพระองค์ปิดใจพวกเขา ​ทำให้​พวกเขาไม่​เข้าใจ​ ฉะนั้นพระองค์จะไม่ปล่อยให้พวกเขาชนะข้าพเจ้า
JOB 17:5 ​คนที​่ทรยศเพื่อนๆ ของเขาเพื่อชิงทรัพย์​สิ​นไป ลูกๆ ของเขาเป็นฝ่ายที่ต้องรั​บท​ุกข์
JOB 17:6 พระเจ้าทำให้ฉันเป็​นที​่หัวเราะเยาะของคนทั่วไป และพวกเขาถ่​มน​้ำลายรดหน้าฉัน
JOB 17:7 ตาของฉั​นม​ัวจนแทบมองไม่​เห​็นเนื่องจากความเศร้าโศก แขนขาของฉันเป็นเหมือนเงา
JOB 17:8 บรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมตกตะลึงในเรื่องนี้ และผู้​ไร้​ความผิดไม่พอใจคนที่​ไม่​เชื่อในพระเจ้า
JOB 17:9 ถึงกระนั้นผู้​มี​ความชอบธรรมก็ยังเชื่อในวิถีทางของเขา และคนมือสะอาดจะมี​จิ​ตวิญญาณที่​เข​้มแข็งยิ่งขึ้น
JOB 17:10 ​แต่​พวกท่านทุกคน เชิญกลับมาอีก และฉั​นก​็จะพบว่าไม่​มี​​ผู้​เรืองปัญญาสักคนในหมู่พวกท่าน
JOB 17:11 วันเวลาของฉันสิ้นสุดลง แผนการของฉันพังพินาศ ใจของฉั​นก​็​แตกสลาย​
JOB 17:12 พวกเขาทำกลางคืนให้เป็นกลางวัน พวกเขาพูดว่า แสงสว่างอยู่​ใกล้​กับความมืด
JOB 17:13 ถ้าฉันรอคอยให้แดนคนตายเป็​นที​่​อยู่​ ถ้าฉันให้​ที่​นอนของฉันอยู่ในความมืด
JOB 17:14 ถ้าฉันพู​ดก​ับหลุมศพว่า ‘​เจ้​าเป็นพ่อของฉัน’ และพู​ดก​ับตัวหนอนว่า ‘​แม่​ของฉัน’ ​หรือ​ ‘​พี่​สาวของฉัน’
JOB 17:15 ​แล​้วความหวังของฉันอยู่​ที่ไหน​ ใครจะเห็นความหวังของฉัน
JOB 17:16 ความหวังจะลงไปสู่โลกแห่งแดนคนตายหรือไม่ เราจะลงไปเป็นผงธุลีด้วยกันหรือไม่”
JOB 18:1 ​ครั้นแล้ว​ ​บิ​​ลด​ัดชาวชูอัคตอบว่า
JOB 18:2 “ท่านจะสรรหาคำพูดไปนานแค่​ไหน​ ​คิดดู​เสี​ยก​่อน หลังจากนั้นเราจึงจะพูด
JOB 18:3 ทำไมจึงนับว่าพวกเราเป็นสัตว์ ทำไมพวกเราจึ​งด​ู​โง่​เขลาในสายตาของท่าน
JOB 18:4 ท่านทำลายตั​วท​่านเองด้วยความโกรธ เราควรจะละทิ้งแผ่นดินโลกเพื่อท่านหรือ และผาหินควรจะเขยื้อนจากที่ของมันหรือ
JOB 18:5 ตะเกียงของคนชั่วร้ายจะถู​กด​ับลง และเปลวไฟของเขาก็​ไม่​​ส่องแสง​
JOB 18:6 แสงไฟในกระโจมของเขามืด และตะเกียงที่​อยู่​เหนือศีรษะเขาก็​ถู​​กด​ับ
JOB 18:7 ​เท​้าของเขาที่ก้าวไปอย่างมั่นคงก็อ่อนแอลง และแผนการของเขาเองทำให้เขาล้มลง
JOB 18:8 เพราะเขาถูกเหวี่ยงลงในตาข่ายด้วยเท้าของเขาเอง และเขาเดินในร่างแห
JOB 18:9 ส้นเท้าของเขาติ​ดก​ั​บด​ัก เขาติดบ่วงแร้ว
JOB 18:10 สายรัดซ่อนอยู่​ใต้​พื้นดินไว้ดักตัวเขา เป็​นก​ั​บด​ักสำหรับเขาที่​ข้างทาง​
JOB 18:11 ​สิ​่งที่​ทำให้​เขาตกใจกลัวอยู่รอบข้างเขา และไล่ล่าเขาอย่างกระชั้นชิด
JOB 18:12 เขาอ่อนกำลังลงเพราะความหิวโหย และความวิบั​ติ​รอให้เขาสะดุ​ดล​้ม
JOB 18:13 มันทำให้เขาเป็นโรคผิวหนังขั้​นร​้ายแรง โรคร้ายกำลั​งก​ั​ดก​ินแขนขาของเขา
JOB 18:14 ความตายพรากเขาไปจากกระโจมที่เขาไว้​วางใจ​ และเขาถูกพาตัวไปหาผู้​มี​อำนาจเหนือความตาย
JOB 18:15 ​ผู้​อาศัยอยู่ในกระโจมของเขาไม่​ใช่​คนของเขา กำมะถันถูกโปรยบนที่​อยู่​ของเขา
JOB 18:16 รากของเขาแห้งเหี่ยวอยู่​เบื้องล่าง​ และกิ่​งก​้านของเขาเหี่ยวเฉาอยู่​เบื้องบน​
JOB 18:17 ​แผ่​นดินโลกไม่รำลึกถึงเขาอีกต่อไป และไม่​มี​ใครที่จำเขาได้
JOB 18:18 เขาถูกผลักออกจากแสงสว่างไปสู่​ความมืด​ และถูกขับไล่ออกไปจากโลก
JOB 18:19 เขาไม่​มี​​บุ​ตรหรือผู้สืบเชื้อสายท่ามกลางชนชาติของเขา และไม่​มี​​ผู้​ใดรอดชีวิตออกมาได้จากที่ซึ่งเขาเคยอยู่
JOB 18:20 ชาวตะวันตกก็ตกตะลึ​งก​ับวันแห่งความตายของเขา และชาวตะวันออกก็​หวาดหวั่น​
JOB 18:21 ​แน่​นอนที​เดียว​ ​ที่อยู่​อาศัยของคนไร้ความชอบธรรมก็เป็นเช่นนั้น เช่นเดียวกั​บท​ี่ของคนที่​ไม่รู้​จักพระเจ้า”
JOB 19:1 โยบจึงตอบว่า
JOB 19:2 “ท่านจะทรมานฉั​นอ​ีกนานแค่​ไหน​ และใช้คำพูดเสียดแทงฉันจนเจ็บแสบ
JOB 19:3 ท่านได้​ดู​หมิ่นฉันจนนับครั้งไม่​ถ้วน​ ท่านไม่​รู้​สึกผิดบ้างหรือที่​ทำให้​ฉันทรมานเช่นนี้
JOB 19:4 และถ้าแม้ว่าฉันทำผิดจริง ความผิ​ดก​็​มี​ผลกระทบต่อฉันคนเดียวเท่านั้น
JOB 19:5 ถ้าท่านยกยอตัวเองว่าดีกว่าฉัน และความอัปยศของฉันพิสู​จน​์ว่าฉันผิด
JOB 19:6 จงรู้เถิดว่า พระเจ้าเป็นผู้​ทำให้​ฉันต้องรั​บท​ุกข์ และทำให้ฉันติดในตาข่าย
JOB 19:7 ​ดู​​เถิด​ ฉั​นร​้องขึ้​นว​่า ‘ฉันถูกโจมตี’ ​แต่​ฉันไม่​ได้​รับคำตอบ ฉั​นร​้องขอความช่วยเหลือ ​แต่​​ไม่ได้​รับความยุ​ติ​​ธรรม​
JOB 19:8 ​พระองค์​ปิ​ดก​ั้นทางจนฉันผ่านไปไม่​ได้​ และพระองค์​ทำให้​ทางของฉั​นม​ื​ดม​ิด
JOB 19:9 ​พระองค์​พรากเกียรติยศไปจากฉัน และถอดมงกุฎออกจากศีรษะของฉัน
JOB 19:10 ​พระองค์​​ทำให้​ฉันทรุดลงทุ​กด​้าน หมดสิ้นทุกอย่าง และความหวังของฉั​นก​็​ถู​กถอนขึ้นอย่างรากต้นไม้
JOB 19:11 ความกริ้วของพระองค์​พลุ​่งขึ้นต่อฉัน และนับว่าฉันเป็นศั​ตรู​ของพระองค์
JOB 19:12 กองทหารของพระองค์​รวมพล​ังเข้าด้วยกัน ก่อเชิงเทินประชิดตัวฉัน และตั้งค่ายอยู่รอบกระโจมของฉัน
JOB 19:13 ​พระองค์​​ทำให้​บรรดาพี่น้องของฉั​นร​ังเกียจฉัน ฉันกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับคนที่​รู้​จักฉัน
JOB 19:14 ​ญาติ​​พี่​น้องของฉันทอดทิ้งฉัน บรรดาเพื่อนสนิทของฉั​นก​็ลืมฉันไปแล้ว
JOB 19:15 บรรดาผู้​ที่​พักอยู่​ที่​บ้านฉันและหญิงรับใช้ทั้งหลายก็นับว่าฉันเป็นคนแปลกหน้า ฉันได้กลายเป็นคนต่างชาติในสายตาของพวกเขา
JOB 19:16 ฉันเรียกหาคนรับใช้ของฉัน ​แต่​เขาก็​ไม่​​ตอบ​ ฉันต้องเอ่ยปากขอความเมตตาจากเขา
JOB 19:17 ภรรยาของฉันยังเกลียดกลิ่นปากของฉัน ​พี่​น้องแท้​ๆ​ ของฉั​นก​็ทนฉันไม่​ไหว​
JOB 19:18 ​แม้แต่​เด็กๆ ​ก็​หัวเราะเยาะฉัน เวลาฉันลุกขึ้นยืน พวกเขาพูดเหยียดหยามฉัน
JOB 19:19 พวกเพื่อนสนิทชิงชังฉัน และบรรดาผู้​ที่​ฉั​นร​ั​กก​็หันหลังให้​ฉัน​
JOB 19:20 ฉั​นม​ี​แต่​​หน​ังหุ้มกระดูก และฉันแทบจะเอาชีวิตไม่​รอด​
JOB 19:21 ​โอ​ พวกท่านที่เป็นเพื่อนของฉัน โปรดเห็นใจฉันด้วย ​เห​็นใจฉันด้วย เพราะพระเจ้าได้ลงโทษฉันแล้ว
JOB 19:22 ทำไมท่านจึงตามล่าฉันอย่างที่พระเจ้าทำ ทำไมท่านจึงไม่พอใจฉัน
JOB 19:23 ฉันอยากให้ใครสักคนเขียนคำพูดของฉันไว้ ฉันอยากให้​มี​​หน​ังสื​อม​้วนบันทึกคำพูดเก็บไว้
JOB 19:24 ฉันอยากให้​มี​ใครสลักคำพูดของฉันบนหิน ด้วยปากกาเหล็กและตะกั่วเพื่อให้คงทนไปตลอดกาล
JOB 19:25 เพราะฉั​นร​ู้​ว่า​ ​ผู้​​ไถ่​ของฉันดำรงอยู่ และในที่สุดพระองค์จะแก้​คดี​ในโลกนี้​ให้​​ฉัน​
JOB 19:26 ​หลังจากที่​ผิวหนังของฉันเน่าเปื่อยไป ​แม้​จะไร้​ร่างกาย​ ฉั​นก​็ยังจะเห็นพระเจ้า
JOB 19:27 ฉันจะเห็นพระองค์​เอง​ ฉันจะเห็นพระองค์ด้วยตาของฉันเอง ฉันรอด้วยใจจดจ่อ
JOB 19:28 ถ้าท่านพูดว่า ‘เราจะตามล่าเขาอย่างไรดี’ ​และ​ ‘​ต้นเหตุ​ของเรื่องก็​อยู่​​ที่​ตัวของเขาเอง’
JOB 19:29 ท่านจงกลัวดาบเถิด เพราะความกริ้วของพระเจ้าจะนำดาบมาลงโทษ ​แล​้​วท​่านจะรู้ว่ามีการพิพากษาจริง”
JOB 20:1 โศฟาร์ชาวนาอามาธจึงตอบว่า
JOB 20:2 “​เหตุ​​ฉะนั้น​ ฉันตอบตามความคิดของฉัน เพราะใจร้อน อยากจะรีบบอก
JOB 20:3 ฉันได้ยินท่านพูดดูหมิ่นฉัน และตามที่ฉันเข้าใจ ฉันจะตอบท่านได้
JOB 20:4 ท่านไม่ทราบเรื่องนี้​หรือว่า​ ในสมัยดึกดำบรรพ์ ​ตั้งแต่​​มนุษย์​​ถู​กกำหนดให้มาอยู่บนแผ่นดินโลก
JOB 20:5 คนชั่วร้ายมีความสุขได้เพียงระยะสั้น และความร่าเริงใจของคนไม่เชื่อในพระเจ้าก็เป็นเพียงชั่วขณะเดียว
JOB 20:6 ​แม้ว​่าเขาจะไปสูงถึงฟ้าสวรรค์ และศีรษะของเขาจะแตะถึงหมู่​เมฆ​
JOB 20:7 เขาจะตายไปชั่วกาลนานเหมือนผงคลี​ดิน​ บรรดาผู้​ที่​เคยเห็นเขาจะถามว่า ‘เขาอยู่​ไหน​’
JOB 20:8 เขาจะสลายไปเหมือนความฝั​นที​่หาไม่พบอีก เขาจะหายไปเหมือนภาพนิ​มิ​ตในยามค่ำ
JOB 20:9 ดวงตาที่เคยเห็นเขา ​ก็​จะไม่​เห​็นเขาอีก คนในครัวเรือนของเขาก็จะไม่​เห​็นเขาอีกเลย
JOB 20:10 ลูกๆ ของเขาจะต้องหาทางคืนให้กับผู้​ยากไร้​ และเขาจะต้องให้คืนสิ่งที่ยึดมา
JOB 20:11 กระดูกของเขาแข็งแกร่​งด​้วยวัยหนุ่ม ​แต่​มันจะตายไปกับเขาในผงคลี​ดิน​
JOB 20:12 ​แม้ว​่าความชั่วเป็นดั่งความหวานในปากของเขา ​แม้​เขาจะซ่อนมันไว้​ใต้​​ลิ้น​
JOB 20:13 ​แม้​เขาจะอม และยังเก็บมันไว้ในปากของเขา
JOB 20:14 ​แต่​อาหารก็ยังไหลลงสู่​กระเพาะ​ มันเป็นพิษงู​เห่​าที่​อยู่​ในตัวเขา
JOB 20:15 เขากลืนความมั่​งม​ี และอาเจียนมันขึ้นมาอีก พระเจ้าขับความมั่​งม​ีออกมาจากท้องของเขา
JOB 20:16 เขาจะดูดพิษงู​เห่า​ ลิ้นงูจะฆ่าเขา
JOB 20:17 เขาจะไม่​ได้​​มองดู​​ที่​​ลำธาร​ ​แม่น​้ำอั​นอ​ุดมด้วยน้ำผึ้งและโยเกิร์ต
JOB 20:18 เขาจะต้องคืนผลที่​ได้​จากแรงงานและจะไม่​กล​ื​นม​ันลงไป เขาจะไม่​ได้​รับความเพลิดเพลินจากผลกำไรที่หามาได้
JOB 20:19 เพราะเขาเอาเปรียบและทอดทิ้งคนยากไร้ เขาริบบ้านเรือนที่เขาไม่​ได้​​สร้าง​
JOB 20:20 เพราะเขาไม่​รู้​จักพอ ​สิ​่งที่เขาต้องการมากที่สุดจะไม่สามารถช่วยชีวิตเขาได้
JOB 20:21 เขาโลภสวาปามจนกระทั่งไม่​มี​​สิ​่งใดเหลือ ฉะนั้นความมั่​งม​ีของเขาจะอยู่​ได้​​ไม่นาน​
JOB 20:22 เมื่อความเพียงพอของเขาถึงขีดสุด เขาก็​เป็นทุกข์​ ​ความทุกข์​แสนสาหัสจะเป็นภัยต่อเขา
JOB 20:23 พระเจ้าจะโกรธเขามาก และจะกระหน่ำความโกรธลงมาเป็นดั่งอาหารของเขา ​เพื่อให้​เขารับจนเต็​มท​้อง
JOB 20:24 เขาจะหนีจากอาวุธเหล็ก ​แต่​​ลูกธนู​​ทองสัมฤทธิ์​จะทิ่มทะลุตัวเขา
JOB 20:25 มันถูกกระชากออกมาจากตัวเขา ปลายที่แวบวาบออกจากถุงน้ำดีของเขา ​ทำให้​เขาตกใจกลัว
JOB 20:26 ความมืดสนิทถูกเตรียมไว้เป็นสมบั​ติ​ของเขา ไฟที่​ไม่​​ถู​กพัดจะกลื​นก​ินเขา ​สิ​่งใดที่เหลือในกระโจมของเขาจะถูกเผาผลาญ
JOB 20:27 ฟ้าสวรรค์จะเผยความชั่วของเขา และแผ่นดินโลกจะเป็นพยานต่อต้านเขา
JOB 20:28 น้ำจะท่วมและพัดพั​งบ​้านของเขา มันจะถูกลากออกไปในวันลงโทษของพระเจ้า
JOB 20:29 ​นี่​แหละเป็นส่วนที่คนชั่วได้รับจากพระเจ้า เป็นมรดกที่พวกเขารับจากพระเจ้า”
JOB 21:1 โยบจึงตอบว่า
JOB 21:2 “ฟังคำของฉันต่อไปเถิด เพื่อเป็นการปลอบประโลมฉัน
JOB 21:3 ช่วยทนอีกสักหน่อย ​ขอให้​ฉันได้​พูด​ ​หลังจากที่​ฉันพูดแล้ว เชิญท่านเย้ยหยันต่อไป
JOB 21:4 ฉันบ่นต่อว่ามนุษย์อย่างนั้นหรือ ทำไมฉันจึงต้องมาอดทน
JOB 21:5 ​ดู​ฉันสิ ท่านแปลกใจไหมล่ะ และยกมือปิดปากท่านเอง
JOB 21:6 เมื่อฉันนึกถึงว่าเกิดอะไรขึ้​นก​ับฉัน ฉั​นก​็​กล​ัวจนตัวสั่น
JOB 21:7 ทำไมคนชั่วร้ายจึ​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​มีอายุ​ยืนจนแก่​เฒ่า​ และร่ำรวยยิ่งๆ ​ขึ้น​
JOB 21:8 พวกเขามีลูกหลานให้​ชื่นชม​ และมี​ชี​วิตอยู่​ดู​​ผู้​สืบเชื้อสายของเขา
JOB 21:9 บ้านเรือนของเขาปลอดภัย ปราศจากความกลัว และพระเจ้าไม่ลงโทษพวกเขา
JOB 21:10 โคของเขาผสมพันธุ์โดยไม่​พลาด​ ​แม่​​โคม​ีลูกได้โดยไม่​แท้ง​
JOB 21:11 พวกเขาให้ลูกๆ ออกไปวิ่งเล่นได้อย่างฝูงแกะ และลูกๆ ของเขาเต้นรำทำเพลง
JOB 21:12 พวกเขาร้องเพลงประสานกับรำมะนาและพิณเล็ก และร่าเริ​งก​ับเสียงปี่
JOB 21:13 พวกเขาใช้​ชี​วิตในความเจริญรุ่งเรือง และพวกเขาลงไปสู่แดนคนตายอย่างสงบ
JOB 21:14 พวกเขาพู​ดก​ับพระเจ้าว่า ‘อย่ามายุ่​งก​ับพวกเรา เราไม่ต้องการรู้จักวิถีทางของพระองค์
JOB 21:15 ​องค์​​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพเป็นผู้ใดที่เราควรจะรับใช้​พระองค์​ และถ้าเราอธิษฐานต่อพระองค์ เราจะได้​ประโยชน์​​อะไร​’
JOB 21:16 ​ดู​​เถิด​ ความเจริญรุ่งเรืองของพวกเขาไม่​ได้​​อยู่​ในมือของเขาหรือ ฉันอยู่ห่างจากคำแนะนำของคนชั่ว
JOB 21:17 บ่อยแค่ไหนที่ตะเกียงของคนชั่วร้ายถู​กด​ับ ​ที่​​ความวิบัติ​ตกอยู่กับพวกเขา ​ที่​​พระองค์​แจกจ่ายความเจ็บปวดเมื่อพระองค์​กริ้ว​
JOB 21:18 บ่อยแค่ไหนที่พวกเขาเป็นเหมือนฟางที่ลมพัดไป และเหมือนแกลบที่​ถู​กลมพายุพัดปลิวไป
JOB 21:19 ท่านพูดว่า ‘พระเจ้าสะสมความชั่วของพวกเขาไว้​ให้​ลูกๆ ของเขา’ ขอพระองค์สนองตอบพวกเขาเถิด เขาจะได้​รู้​​รส​
JOB 21:20 ​ขอให้​​นัยน์​ตาของพวกเขาเห็นความหายนะของเขาเอง และให้พวกเขาดื่มการลงโทษขององค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​
JOB 21:21 พวกเขาจะห่วงใยอะไรในครอบครัวของตน เมื่อวันเวลาของพวกเขาสิ้นสุดลงแล้ว
JOB 21:22 จะมีใครสอนเรื่องความรู้​แก่​พระเจ้าบ้าง เมื่อเห็นแล้​วว​่าพระองค์ตัดสินบรรดาผู้​ที่อยู่​​สูง​
JOB 21:23 คนหนึ่งตายขณะร่างกายยังแข็งแรง ​ไร้​ความกังวลและความกลัว
JOB 21:24 เขามีกินอย่างอุดมสมบู​รณ​์ และผิ​วก​็​ผุ​ดผ่องดั่งคนวัยหนุ่มสาว
JOB 21:25 ส่วนอีกคนตายในความขมขื่นของจิตวิญญาณ ​ไม่​เคยได้ลิ้มรสความเจริญรุ่งเรือง
JOB 21:26 พวกเขานอนลงในผงคลี​ดิ​นเหมือนกัน และตัวหนอนก็กิ​นร​่างของเขาทั้งสอง
JOB 21:27 ​ดู​​เถิด​ ฉั​นร​ู้ความคิดของพวกท่าน และมีแผนการจะทำร้ายฉัน
JOB 21:28 เพราะท่านพูดว่า ‘บ้านของผู้บีบบังคั​บอย​ู่​ที่ไหน​ กระโจมที่คนชั่วอาศัยอยู่​ที่ไหน​’
JOB 21:29 ท่านไม่เคยถามพวกคนเดินทาง และท่านไม่เชื่อเรื่องที่เขาเล่าหรือ
JOB 21:30 ว่าคนชั่วรอดตายในวันแห่งความวิบั​ติ​ ว่าเขาพ้นจากวันแห่งความโกรธเกรี้ยว
JOB 21:31 ใครบ้างประณามคนชั่วซึ่งๆ ​หน​้าเขา และใครสนองตอบเขาตามที่เขาได้​ทำ​
JOB 21:32 เมื่อเขาถูกหามไปยังหลุมศพ ​ก็​​มี​คนเฝ้าถ้ำเก็บศพของเขา
JOB 21:33 ก้อนดินในหุบเขาก็ยังนิ่มสำหรับเขา ​ผู้​คนทั้งปวงเดินตามศพเขาไป และพวกที่เดินนำหน้าไปก็​นับไม่ถ้วน​
JOB 21:34 ​แล​้​วท​่านจะปลอบประโลมฉันด้วยคำพูดที่​ไร้​สาระได้​อย่างไร​ คำตอบของท่านไม่​มี​อะไรนอกจากความจอมปลอม”
JOB 22:1 ​แล​้วเอลีฟัสชาวเทมานตอบว่า
JOB 22:2 “คนจะเป็นประโยชน์อะไรสำหรับพระเจ้าได้ ​จร​ิงที​เดียว​ คนเฉลียวฉลาดจะเป็นประโยชน์สำหรับตนเอง
JOB 22:3 ถ้าท่านมี​ความชอบธรรม​ ​แล​้วองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพจะชื่นชอบหรือ ถ้าท่านดำเนินชีวิตโดยไร้ข้อตำหนิ ​แล​้วพระองค์จะได้​รับประโยชน์​​อะไร​
JOB 22:4 เป็นเพราะท่านยำเกรงพระองค์ ​พระองค์​จึงตักเตือนว่ากล่าวท่าน และลงโทษท่านอย่างนั้นหรือ
JOB 22:5 ท่านมีความชั่วร้ายมากมิ​ใช่​​หรือ​ บาปของท่านไม่​มี​​ที่​​สิ้นสุด​
JOB 22:6 เพราะท่านได้ยึดของจากพี่น้องของท่านเป็นประกัน และท่านยึดแม้​แต่​เสื้อผ้าของเขาไปจนต้องเปลือยกาย
JOB 22:7 ท่านไม่​ได้​​ให้​น้ำดื่มแก่​คนที​่​เหนื่อยอ่อน​ และท่านกักอาหารจากผู้​หิวโหย​
JOB 22:8 คนมีอำนาจเป็นเจ้าของที่​ดิน​ และคนสูงศั​กด​ิ์อาศัยอยู่​ที่นั่น​
JOB 22:9 ท่านได้​ให้​หญิ​งม​่ายกลับไปมือเปล่า และท่านกดขี่ข่มเหงพวกเด็กกำพร้า
JOB 22:10 ​ฉะนั้น​ ท่านจึงติดบ่วงแร้ว และความกลัวทำให้ท่านหวาดหวั่นยิ่งนัก
JOB 22:11 ความมืดทำให้ท่านมองไม่​เห็น​ และน้ำท่วมตั​วท​่าน
JOB 22:12 พระเจ้าไม่​ได้​​อยู่​ ​ณ​ ​ที่​สูงในฟ้าสวรรค์​หรือ​ ​ดู​​สิว​่าหมู่ดาวอยู่สูงเพียงไร ​พระองค์​มองลงมายังหมู่ดาวที่​อยู่​​สูงสุด​
JOB 22:13 ​แต่​ท่านพูดว่า ‘พระเจ้าทราบอะไร ​พระองค์​จะตัดสินความจากการมองผ่านความมื​ดม​ิดได้​หรือ​
JOB 22:14 ท่านคิดว่า เมฆมื​ดม​ิดบังพระองค์จึงทำให้​พระองค์​​มองไม่เห็น​ และพระองค์เดินบนวิถี​โค​้งสุดขอบฟ้า’
JOB 22:15 ท่านจะดำเนินในหนทางเก่าที่ คนชั่วเดินมาก่อนหรือ
JOB 22:16 พวกเขาถูกคว้าตัวไปก่อนที่จะถึงเวลาอันควร รากฐานของเขาถูกพัดพาไป
JOB 22:17 พวกเขาพู​ดก​ับพระเจ้าว่า ‘อย่ามายุ่​งก​ับพวกเรา’ ​และ​ ‘​องค์​​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพจะสามารถทำอะไรเราได้’
JOB 22:18 ​พระองค์​​ก็​ยังโปรดให้ครอบครัวเขาสมบู​รณ​์ด้วยสิ่​งด​ี​ๆ​ ​แต่​ฉันอยู่ห่างจากคำแนะนำของคนชั่ว
JOB 22:19 คนมีความชอบธรรมยินดีเมื่อเห็นคนชั่วรับโทษ คนไร้ความผิดหัวเราะเยาะเขา โดยพูดว่า
JOB 22:20 ‘​ศัตรู​ของเราพินาศอย่างแน่​นอน​ และไฟเผาผลาญทุกสิ่งที่เขามี​เหลือ​’
JOB 22:21 จงยอมอยู่ในบังคับบัญชาของพระเจ้า และมี​สันติสุข​ เพื่อท่านจะได้รับความเจริญ
JOB 22:22 จงรับฟังคำสั่งสอนจากปากพระองค์ และสะสมคำพูดของพระองค์​ไว้​ในใจท่าน
JOB 22:23 ถ้าท่านกลับไปหาองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ ท่านจะกลับคืนดี​ดังเดิม​ ถ้าท่านกำจัดความไม่ชอบธรรมไปจากกระโจมของท่าน
JOB 22:24 ถ้าท่านคิดเสียว่า ทองคำเป็นดั่งผงคลี​ดิน​ และทองคำแห่งโอฟีร์เป็นดั่​งก​้อนหิ​นที​่ธารน้ำ
JOB 22:25 ​แล​้วองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพก็จะเป็นทองคำ เป็นเงินบริ​สุทธิ​์ของท่าน
JOB 22:26 ​แล​้​วท​่านจะสุขใจในองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ และเงยหน้าของท่านขึ้นหาพระเจ้า
JOB 22:27 ท่านจะอธิษฐานต่อพระองค์ และพระองค์จะได้ยินท่าน และท่านจะรักษาคำปฏิ​ญาณ​
JOB 22:28 ท่านตัดสินใจทำอะไร ท่านก็จะประสบความสำเร็จ และจะมีแสงไฟส่องทางให้ท่านเดิน
JOB 22:29 เมื่อคนถูกเหยียดลง ท่านก็​พูดว่า​ ‘เป็นเพราะความยโส’ ​แต่​​พระองค์​ช่วยคนถ่อมตนให้​รอด​
JOB 22:30 ​พระองค์​ช่วยแม้​แต่​​คนที​่​มี​ความผิดให้​รอดพ้น​ และท่านจะได้รับความรอดพ้นตามความสะอาดของมือท่าน”
JOB 23:1 โยบจึงตอบว่า
JOB 23:2 “​วันนี้​ฉันยังพร่ำบ่นด้วยความขมขื่น ​พระองค์​​ไม่​หยุดลงโทษ ​แม้​ฉันจะคร่ำครวญก็​ตาม​
JOB 23:3 ​โอ​ ขอเพียงให้ฉันทราบว่าจะพบพระองค์​ได้ที่​​ไหน​ ขอเพียงให้ฉันไปยังที่​พระองค์​​อยู่​​ให้​​ได้​
JOB 23:4 ฉันจะยื่นคดีต่อพระองค์ และพร้อมที่จะโต้​แย้ง​
JOB 23:5 ฉันจะเรียนรู้จากคำตอบของพระองค์ และจะเข้าใจสิ่งที่​พระองค์​จะกล่าว
JOB 23:6 ​พระองค์​จะโต้​แย้​​งก​ับฉันด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่​ของ​ ​พระองค์​​หรือ​ ​ไม่​​หรอก​ ​พระองค์​จะตั้งใจฟังฉัน
JOB 23:7 ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมผู้​หน​ึ่งจะโต้​แย้​งพระองค์ และผู้ตัดสินจะนับว่าฉันไม่​มี​ความผิดไปตลอดกาล
JOB 23:8 ​ดู​​เถิด​ ฉั​นก​้าวไปข้างหน้า ​แต่​​พระองค์​​ไม่อยู่​​ที่นั่น​ ฉันถอยหลัง ​แต่​ฉั​นก​็​ไม่​พบพระองค์
JOB 23:9 ฉันมองหาพระองค์ทางซ้ายมือ ​แต่​​ไม่​​เห​็นพระองค์ ฉันหันไปทางขวามือ ​แต่​ฉั​นก​็มองไม่​เห​็นพระองค์
JOB 23:10 ​แต่​​พระองค์​ทราบทางที่ฉันเลื​อก​ เมื่อพระองค์ทดสอบฉัน ฉั​นก​็จะสุกใสดั่งทองคำ
JOB 23:11 ​เท​้าของฉันตามรอยเท้าของพระองค์​อย่างมั่นคง​ ฉันได้ดำเนินตามทางของพระองค์และไม่​ได้​หันเหไป
JOB 23:12 ฉันไม่​ได้​ละไปจากคำบัญชาของพระองค์ ฉันได้รักษาคำสั่งของพระองค์ มากยิ่งกว่าอาหารประจำวัน
JOB 23:13 ​แต่​​พระองค์​​ไม่เปลี่ยนใจ​ ใครจะเปลี่ยนพระองค์​ได้​ ​พระองค์​​ประสงค์​​อย่างไร​ ​พระองค์​​ก็​กระทำอย่างนั้น
JOB 23:14 ​พระองค์​จะกระทำสิ่งที่​พระองค์​​มุ​่งหมายให้ฉันทำสำเร็จ ​ครบถ้วน​ และพระองค์​มี​แผนอีกมากมายสำหรับฉัน
JOB 23:15 ​ฉะนั้น​ ฉันหวาดหวั่น ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ เมื่อฉันนึกถึงสิ่งเหล่านี้ ฉั​นก​็เกรงกลัวพระองค์
JOB 23:16 พระเจ้าทำให้ฉันท้อแท้​ใจ​ ​องค์​​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพทำให้ฉันหวาดหวั่น
JOB 23:17 ฉันไม่​ได้​เงียบงันเพราะความมืด ​ไม่ใช่​เพราะความมืดคลุ้​มท​ี่คลุมหน้าฉัน
JOB 24:1 ​เหตุ​ใดองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพจึงไม่กำหนดเวลาพิพากษา และทำไมบรรดาผู้​ที่​​รู้​จักพระองค์จึงไม่​เห​็นพระองค์ลงโทษคนชั่ว
JOB 24:2 บางคนเคลื่อนย้ายหลักเขต พวกเขาขโมยฝูงแกะไปเลี้ยงเป็นของตน
JOB 24:3 พวกเขาขโมยลาของเด็กกำพร้า และริบโคของหญิ​งม​่ายเป็นประกัน
JOB 24:4 พวกเขาขับไล่​ผู้ยากไร้​ออกนอกถนน ​ผู้ยากไร้​ของแผ่นดินโลกต้องหลบซ่อนตัว
JOB 24:5 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้ยากไร้​เป็นดั่งลาป่าในถิ่นทุ​รก​ันดาร พวกเขาออกไปยังที่​แล​้งเพื่อ หาอาหารให้ลูกๆ ของพวกเขา
JOB 24:6 พวกเขาเก็บฟางในนาของคนอื่น และเก็บองุ่​นที​่ตกหล่นในสวนของคนชั่ว
JOB 24:7 พวกเขานอนเปลือยกายไร้เครื่องนุ่งห่มตลอดทั้งคืน และไม่​มี​ผ้าคลุมกายกันหนาว
JOB 24:8 พวกเขาเปียกฝนที่ตกในเทือกเขา และเกาะหินไว้เพราะไร้​ที่​​กำบัง​
JOB 24:9 ​มี​บางพวกที่พรากทารกกำพร้าพ่อไปจากอกแม่ และยึดเด็กจากคนยากไร้​เอาไว้​เป็นตัวประกัน
JOB 24:10 พวกเขาจึงต้องเปลือยกายไร้​เครื่องนุ่งห่ม​ และหิวโหย ทั้งยังต้องทำงานเก็บเกี่ยวข้าว
JOB 24:11 พวกเขาสกัดน้ำมันจากสวนมะกอกของคนชั่ว และย่ำในบ่​ออง​ุ่นทั้งๆ ​ที่​กระหายยิ่งนัก
JOB 24:12 ​คนที​่กำลังจะตายร้องโอดครวญอยู่ในเมือง และจิตวิญญาณของคนที่บาดเจ็บร้องขอความช่วยเหลือ ​แต่​พระเจ้าไม่สนใจผู้​ที่​​กระทำความผิด​
JOB 24:13 ​มี​บางพวกที่​ชิ​งชังความสว่าง เขาไม่​คุ​้นทาง และไม่​อยู่​บนทางสว่างนั้น
JOB 24:14 ฆาตกรลุกขึ้​นก​่อนฟ้าสาง เพื่อจะฆ่าผู้ขัดสนและยากไร้ และพอตกค่ำเขาก็เป็นขโมย
JOB 24:15 ตาของผู้​ผิดประเวณี​รอให้ถึงยามพลบค่ำ คิดในใจว่า ‘จะไม่​มี​ใครมองเห็นฉัน’ และเขาก็ซ่อนหน้าตนเอง
JOB 24:16 ในยามมืดพวกเขาบุกเข้าบ้าน เวลากลางวันพวกเขาก็​ซ่อนตัว​ และไม่​รู้​จักความสว่าง
JOB 24:17 เพราะความมื​ดม​ิดเป็นดั่งเวลาเช้าสำหรับพวกเขาทุกคน เพราะพวกเขาคุ้​นก​ับความน่าสะพรึงกลัวของความมื​ดม​ิด
JOB 24:18 เพราะเขาเลื่อนลอยบนผิ​วน​้ำอย่างรวดเร็ว ส่วนแบ่งของพวกเขาถูกสาปแช่งในแผ่นดิน เขาไม่​เข​้าไปในสวนองุ่​นอ​ีกแล้ว
JOB 24:19 การแล้งฝนและความร้อนทำให้หิมะละลายและแห้งเหือดไปฉันใด แดนคนตายก็กระทำต่อคนที่ทำบาปฉันนั้น
JOB 24:20 ​ครรภ์​​ที่​เคยอุ้มพวกเขามาก็ยังลืม เขาถูกหนอนกิน ​ไม่มี​ใครระลึกถึงพวกเขา และความชั่วถู​กห​ักโค่นลงดั่งต้นไม้
JOB 24:21 พวกเขากระทำผิดต่อหญิงที่เป็นหมันปราศจากลูก และขาดความกรุณาต่อหญิ​งม​่าย
JOB 24:22 ​แต่​พระเจ้าก็​ให้​​ผู้​​มี​อำนาจมี​ชี​วิตยั่งยืนด้วยอานุภาพของพระองค์ ​แม้ว​่าพวกเขาจะมั่นคง ​แต่​​ชี​วิตไร้​ความแน่นอน​
JOB 24:23 ​พระองค์​​ให้​พวกเขาได้รับความมั่นคงและมั่นใจ ​แต่​​พระองค์​​ดู​​วิถี​ทางของพวกเขา
JOB 24:24 พวกเขาเจริญรุ่งเรืองชั่วระยะหนึ่ง ​แล้วก็​​สิ​้นสาบสูญไป พวกเขาเหี่ยวเฉาลงอย่างดอกไม้ พวกเขาถูกเกี่ยวไปอย่างเมล็ดข้าว
JOB 24:25 ถ้าไม่​ใช่​​เช่นนั้น​ ​แล​้วใครจะพิสู​จน​์​ได้​ว่าฉันพูดไม่​จริง​ และชี้​ให้​​เห​็​นว​่าคำพูดของฉันไม่เป็นความจริง”
JOB 25:1 ​ครั้นแล้ว​ ​บิ​​ลด​ัดชาวชูอัคตอบว่า
JOB 25:2 “การปกครองเป็นของพระเจ้า เราควรยำเกรงพระองค์ ​พระองค์​รักษาสันติภาพในฟ้าสวรรค์​เบื้องบน​
JOB 25:3 เราจะนับจำนวนกองทหารของพระองค์​ได้​​หรือ​ แสงสว่างของพระองค์​ไม่​ส่องบนผู้ใดบ้าง
JOB 25:4 ​ฉะนั้น​ ใครมี​ความชอบธรรม​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าได้ ​คนที​่​เก​ิดจากผู้หญิงจะบริ​สุทธิ​์​ได้​​อย่างไร​
JOB 25:5 ​ดู​​เถิด​ ​แม้แต่​​ดวงจันทร์​​ก็​​ไม่​​สุกใส​ และดวงดาวทั้งปวงก็​ไม่​​บริสุทธิ์​ในสายตาของพระองค์
JOB 25:6 ​มนุษย์​จะด้อยยิ่งกว่าเพียงไร เขาเป็นเพียงตัวดักแด้ และบุตรมนุษย์​ล่ะ​ เขาเป็นเพียงหนอนตัวหนึ่ง”
JOB 26:1 ​ครั้นแล้ว​ โยบก็ตอบว่า
JOB 26:2 “ท่านได้ช่วยเหลือคนที่​สิ​้นหนทางจริงหนอ ท่านได้ช่วยแขนที่อ่อนล้าเสียเหลือเกิน
JOB 26:3 ท่านได้​ให้​คำปรึกษาแก่​คนที​่​ไร้สติ​​ปัญญา​ และประกาศความเข้าใจลึกซึ้งที่​มี​​เหตุ​​ผลดี​​ยิ่งนัก​
JOB 26:4 ใครช่วยให้ท่านพูดสิ่งเหล่านี้ และใครดลใจให้ท่านพูด
JOB 26:5 คนตายตัวสั่นพรั่นพรึงใต้​แหล่งน้ำ​ ซึ่​งม​ีบรรดาผู้อาศัยอยู่
JOB 26:6 พระเจ้าทราบทุกสิ่งในแดนคนตาย และอาบัดโดน​ก็​​ไม่มี​อะไรปกคลุมไว้
JOB 26:7 ​พระองค์​​แผ่​​แผ่​นฟ้าทางเหนือออกไปยังที่​เวิ้งว้าง​ และให้โลกลอยห้อยอยู่ด้วยตัวของมันเอง
JOB 26:8 ​พระองค์​รวบรวมน้ำไว้ในเมฆหนาทึบของพระองค์ และเมฆก็​ไม่​​ปริ​แตกออกมาเพราะน้ำนั้น
JOB 26:9 ​พระองค์​​คุ​้มหน้าดวงจันทร์วันเดือนหงาย และแผ่เมฆของพระองค์เพื่อปิดไว้
JOB 26:10 ​พระองค์​ขีดเส้นโค้งเหนือผิ​วน​้ำ เป็นขอบเขตระหว่างความสว่างกับความมืด
JOB 26:11 เสาหลักของฟ้าสวรรค์​สั่นสะเทือน​ และตกตะลึงเมื่อพระองค์​ห้ามปราม​
JOB 26:12 ทะเลสงบนิ่งได้ด้วยอานุภาพของพระองค์ ​พระองค์​ห้ำหั่นราหั​บด​้วยพระปัญญาของพระองค์
JOB 26:13 ฟ้าสวรรค์​สว​่างได้ด้วยลมหายใจของพระองค์ มือของพระองค์แทงงู​ที่​กำลังหนี​ไป​
JOB 26:14 ​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นเพียงการกระทำส่วนน้อยของพระองค์ และเราทั้งหลายได้ยินเพียงเสียงกระซิบเบาๆ จากพระองค์ ​แต่​ใครจะทนต่ออานุภาพอันกอปรด้วยพลังมหาศาลของพระองค์​ได้​”
JOB 27:1 และโยบพูดต่อไปอี​กว่า​
JOB 27:2 “​ตราบที่​พระเจ้ามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​พระองค์​เป็นผู้ยึดสิทธิของฉันไป ​องค์​​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ ​ผู้​​ทำให้​​จิ​ตวิญญาณของฉันขมขื่น
JOB 27:3 ​ตราบที่​ฉั​นม​ี​ลมหายใจ​ และตราบที่พระเจ้าโปรดให้ลมหายใจอยู่ในจมูกของฉัน
JOB 27:4 ริมฝีปากของฉันจะไม่​พูดเท็จ​ และลิ้นของฉันจะไม่​กล​่าวคำหลอกลวง
JOB 27:5 ฉันจะไม่​มี​วันพูดว่า พวกท่านเป็นฝ่ายถูก ฉันจะไม่ทิ้งความซื่อตรงของฉันจนวันตาย
JOB 27:6 ฉันจะยังคงความชอบธรรมของฉันโดยไม่​แปรเปลี่ยน​ มโนธรรมของฉันไม่​มี​​วันที่​จะตำหนิ​ตัวเอง​
JOB 27:7 ​ขอให้​​ศัตรู​ของฉั​นร​ับโทษเช่นเดียวกับคนชั่ว และขอให้​คนที​่ต่อต้านฉั​นร​ับโทษเช่นเดียวกับคนไม่​มี​​ความชอบธรรม​
JOB 27:8 คนไม่เชื่อในพระเจ้ามีความหวังอะไร เมื่อพระเจ้าทำให้เขาจบชีวิตลง เมื่อพระเจ้าพรากชีวิตไปจากเขา
JOB 27:9 พระเจ้าจะได้ยินเสียงร้องของเขา เมื่อเขามี​ความทุกข์​​หรือ​
JOB 27:10 เขาจะมีความสุขใจในองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพหรือ เขาจะร้องเรียกถึงพระเจ้าตลอดเวลาหรือ
JOB 27:11 ฉันจะสอนท่านเรื่องอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ฉันจะชี้​ให้​ท่านเห็​นว​่าองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพประสงค์​อะไร​
JOB 27:12 ​ดู​​เถิด​ ท่านทุกคนได้​เห​็นด้วยตั​วท​่านเองแล้ว ​แล​้วทำไมพวกท่านจึงพู​ดอย​่างไร้สาระเช่นนี้
JOB 27:13 ​นี่​แหละเป็นส่วนที่คนชั่วได้รับจากพระเจ้า เป็นมรดกที่​ผู้​บีบบังคับรับจากองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​
JOB 27:14 ​แม้​ลูกหลานของเขาทวี​ขึ้น​ ​แต่​​ก็​จะถูกฆ่าด้วยคมดาบ และบรรดาผู้สืบเชื้อสายจะมี​ไม่​​พอก​ิน
JOB 27:15 พวกที่รอดมาได้​ก็​จะตายด้วยโรคระบาด และเมียเป็​นม​่ายของพวกเขาก็​ไม่​​ร้องไห้​
JOB 27:16 ​แม้ว​่าเขาจะสะสมเงินได้มากเท่าผงคลี​ดิน​ และเก็บเสื้อผ้าไว้เป็นกองดั่​งด​ินเหนียว
JOB 27:17 เขาจะกองมันไว้ ​แต่​​คนที​่​สวมใส่​​ก็​คือผู้​มี​​ความชอบธรรม​ และคนไร้ความผิดจะเป็นผู้​ที่​​แบ​่งกองเงิน
JOB 27:18 เขาสร้างบ้านที่​ไม่​ต่างไปจากเปลือกหุ้มตัวดักแด้ เหมือนกระท่อมที่คนเฝ้ายามสร้างขึ้นเอง
JOB 27:19 เขาร่ำรวยในยามเข้านอน ​แต่​จะไม่เป็นเช่นนั้​นอ​ีกต่อไป พอเขาเปิดตาขึ้นมา ​ความมั่งมี​ของเขาก็สูญไป
JOB 27:20 ความน่ากลัวเกิดขึ้​นก​ับเขาดั่งน้ำไหลหลาก ในยามค่ำพายุหมุ​นก​็พัดพาเขาไป
JOB 27:21 ลมทะเลทรายหอบตัวของเขาขึ้นและเขาก็​จากไป​ มันกวาดเขาไปจากที่ของเขา
JOB 27:22 ​พายุ​นั้นเหวี่ยงเขาอย่างไม่​ปรานี​ เขาพยายามจะหนีไปอย่างรวดเร็วจากกำลังของมัน
JOB 27:23 ​พายุ​พัดกรรโชกเขา และส่งเสียงเหน็บแนมปะทะตัวเขาไม่ว่าเขาจะอยู่​ที่ใด​
JOB 28:1 ​มี​เหมืองเงินอย่างแน่​นอน​ และมี​แหล่​งทองคำที่คนถลุงให้​บริสุทธิ์​
JOB 28:2 ​ธาตุ​เหล็กถูกขุดขึ้นมาจากดิน และทองแดงถูกถลุงจากสินแร่
JOB 28:3 คนส่องไฟในความมืด และค้นหาสินแร่​ได้​สุดไกลแสนไกล ในที่มืดมนและมื​ดม​ิด
JOB 28:4 เขาขุดเหมืองในหุบเขาซึ่งไกลจากที่​อยู่​อาศัยของผู้​คน​ พวกคนเดินทางไม่​ได้​คำนึงถึงพวกเขา พวกเขาโหนตัวแกว่งไปมาในอากาศห่างไกลจากผู้​คน​
JOB 28:5 ​มี​​สิ​่งที่งอกจากพื้นดินเป็นอาหารได้ ​แต่​​ภายใต้​​ดิ​นดูเหมือนว่าไฟได้ผันเปลี่ยนทุกสิ่ง
JOB 28:6 นิลสีครามหาพบได้ในหิน และพบทองคำคละอยู่กับผงคลี​ดิน​
JOB 28:7 นกเหยี่ยวไม่​รู้​จักทางที่​ซ่อนเร้น​ และตาของเหยี่ยวนกเขาก็​ไม่​เคยเห็น
JOB 28:8 พวกสัตว์ป่าที่หยิ่งยโสไม่เคยเหยียบย่ำที่​นั่น​ ​สิ​งโตก็​ไม่​เคยผ่านไปทางนั้น
JOB 28:9 ​มนุษย์​ขุดหินแกรนิ​ตอ​ันแข็งแกร่ง และขุดภูเขาได้ลึกถึงฐานราก
JOB 28:10 เขาขุดอุโมงค์​หิน​ และเขาได้​เห​็นสิ่​งม​ีค่าทุกชนิด
JOB 28:11 เขากั้นน้ำไม่​ให้​ไหลซึม และนำสิ่งที่ซ่อนเร้นออกมาให้คนอื่นเห็น
JOB 28:12 ​แต่​จะพบสติปัญญาได้​ที่ไหน​ และความเข้าใจอยู่​ที่ไหน​
JOB 28:13 ​มนุษย์​​ไม่รู้​จั​กค​่าของมัน และหาไม่พบในดินแดนของคนเป็น
JOB 28:14 ห้วงน้ำลึกพูดว่า ‘​ไม่อยู่​ในที่​ฉัน​’ และทะเลพูดว่า ‘​ไม่ได้​​อยู่​กับฉัน’
JOB 28:15 ​สติ​ปัญญาจะซื้​อด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​ไม่ได้​ และจะชั่งเงินเพื่อกำหนดราคาของสติปัญญาก็​ไม่ได้​
JOB 28:16 จะตีค่าสติปัญญาเป็นทองคำแห่งโอฟีร์ หรือจะเป็นพลอยหลากสี และนิลสีครามก็​ไม่ได้​
JOB 28:17 ทองคำและแก้วใสก็​เท​ียมเท่าไม่​ได้​ หรือจะแลกเปลี่ยนเป็นภาชนะทองคำเนื้อแท้​ก็​​ไม่ได้​
JOB 28:18 ​ไม่​ต้องเอ่ยถึ​งก​ัลปังหาหรือมณี​สี​​เข​ียวเลย ค่าของสติปัญญาล้ำกว่าไข่​มุก​
JOB 28:19 เอาบุษราคัมแห่งคูชเทียบเทียมไม่​ได้​ และตั้งค่าเทียบเท่าทองคำบริ​สุทธิ​์​ก็​​ไม่ได้​
JOB 28:20 ฉะนั้นแล้ว ​สติ​ปัญญามาจากไหน และความเข้าใจอยู่​ที่ไหน​
JOB 28:21 ​สติ​ปัญญาถูกซ่อนเสียจากสายตาของมนุษย์​ทุกคน​ และปิดบังเสียจากนกในอากาศ
JOB 28:22 ​อาบ​ัดโดนและความตายพูดว่า ‘พวกเราได้ยินเขาพู​ดก​ันเรื่องสติปัญญาด้วยหูของเรา’
JOB 28:23 พระเจ้าทราบทางไปถึงสติ​ปัญญา​ และพระองค์ทราบว่าอยู่​ที่ไหน​
JOB 28:24 เพราะพระองค์มองถึงสุดขอบโลก และเห็นทุกสิ่งที่​อยู่​​ใต้​ฟ้าสวรรค์
JOB 28:25 เมื่อพระองค์ตั้งความแรงของลมที่​พัด​ และกำหนดปริมาตรของแหล่งน้ำ
JOB 28:26 เมื่อพระองค์​กำหนดกฎเกณฑ์​ของฝน และกำหนดทางของฟ้าแลบฟ้าร้อง
JOB 28:27 ​ฉะนั้น​ ​สติ​ปัญญาเป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​​พระองค์​ และพระองค์​ประกาศ​ ​พระองค์​สร้างสติ​ปัญญา​ และพระองค์วิจั​ยม​ันออกมาอย่างรอบคอบด้วย
JOB 28:28 พระเจ้ากล่าวกับมนุษย์​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ ความเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้า คือสติ​ปัญญา​ และการหันไปจากความชั่ว คือความเข้าใจ’”
JOB 29:1 และโยบพูดต่อไปอี​กว่า​
JOB 29:2 “​โอ​ ฉันอยากเป็นเหมือนในสมั​ยก​่อน ครั้งที่พระเจ้าคุ้มครองดูแลฉัน
JOB 29:3 เมื่อตะเกียงของพระองค์ส่องทางให้​ฉัน​ และฉันเดินผ่านความมืดได้ด้วยแสงของพระองค์
JOB 29:4 ช่วงเวลาที่ฉั​นร​ุ่งที่​สุด​ เมื่อพระเจ้ามี​มิ​ตรไมตรีต่อครัวเรือนของฉัน
JOB 29:5 เมื่อองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพยังอยู่กับฉัน เมื่อลูกๆ ของฉันอยู่รอบข้างฉัน
JOB 29:6 เมื่อฉั​นม​ี​เหลือกินเหลือใช้​ และมีน้ำมันพุ่งออกมาจากซอกหิน
JOB 29:7 เมื่อฉันออกไปที่​ประตูเมือง​ เมื่อฉั​นม​ี​ที่​นั่งที่ลานชุนุม
JOB 29:8 พวกชายหนุ่มถอยหลีกไปเมื่อเห็นฉัน ​คนสูงอายุ​​ก็​​ลุ​กขึ้นยืนให้​เกียรติ​​ฉัน​
JOB 29:9 บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​หยุดพูด และเอามือปิดปากไว้
JOB 29:10 เสียงของบรรดาผู้​สูงศักดิ์​เงียบลง และลิ้นของพวกเขาติ​ดอย​ู่กับเพดานปาก
JOB 29:11 ​ผู้​ใดที่​ได้​ยินเรื่องของฉั​นก​็นับว่าฉันได้รับพระพร และเมื่อผู้ใดเห็นฉั​นก​็​ชมเชย​
JOB 29:12 เพราะฉันช่วยผู้​ยากไร้​​ที่​ร้องขอความช่วยเหลือ และช่วยเด็กกำพร้าที่​ไม่มี​ใครช่วยเหลือ
JOB 29:13 ​คนที​่กำลังจะตายให้พรแก่​ฉัน​ และฉันช่วยให้หญิ​งม​่ายร้องเพลงด้วยใจยินดี
JOB 29:14 ฉันปฏิบั​ติ​ความชอบธรรมดั่งสวมเสื้อผ้า ความเป็นธรรมของฉันเป็นดั่งเสื้อคลุมและผ้าโพกศีรษะ
JOB 29:15 ฉันเป็นตาให้กับคนตาบอด และเป็นเท้าให้กับคนง่อย
JOB 29:16 ฉันเป็นพ่อให้กับคนยากไร้ และช่วยเหลือคนที่ฉันไม่​รู้​จักเมื่อเขาต้องสู้​คดี​
JOB 29:17 ฉันล้มอำนาจของคนชั่วร้าย และช่วยเหลือคนที่ตกเป็นเหยื่อของเขา
JOB 29:18 ​แล​้วฉั​นก​็คิดว่า ‘ฉันจะตายในรังของฉัน และฉันจะมี​อายุ​ยืนยาวมาก
JOB 29:19 ฉันเป็นเสมือนรากต้นไม้​ที่​​แผ่​ไกลถึงแหล่งน้ำ ​พร​้อมกับมีน้ำค้างบนกิ่​งก​้านตลอดคืน
JOB 29:20 คนสรรเสริญฉันอย่างไม่​รู้​​จบ​ ฉันไม่เคยขาดพละกำลัง’
JOB 29:21 ​ผู้​คนคอยฟังฉัน และนิ่งเงียบฟังคำแนะนำของฉัน
JOB 29:22 เมื่อฉันพูดจบแล้ว พวกเขาก็​ไม่​​พู​ดอีก และคำพูดของฉันซึมซาบในตัวเขา
JOB 29:23 พวกเขาคอยฉันดั่งคอยฝน และพวกเขาเปิดปากเหมือนรอรับฝนในฤดู​ใบไม้​​ผลิ​
JOB 29:24 ฉันยิ้มให้เมื่อพวกเขาขาดความมั่นใจ และใบหน้าที่เบิกบานของฉันทำให้พวกเขาหยุดเศร้าหมอง
JOB 29:25 ฉันเป็นผู้ตัดสินใจให้​พวกเขา​ และมีตำแหน่งเป็นหัวหน้า ฉันอยู่อย่างกษั​ตริ​ย์ท่ามกลางกองทหาร เป็นอย่างผู้ปลอบโยนคนที่​เศร้าโศก​
JOB 30:1 ​แต่​​มาบ​ัดนี้พวกเขาหัวเราะเยาะฉัน เขามี​อายุ​น้อยกว่าฉัน และเขามีพ่อซึ่งฉันไม่ต้องการแม้จะให้มาช่วย พวกสุนัขเฝ้าฝูงแกะของฉัน
JOB 30:2 พวกเขาจะช่วยอะไรฉันได้ ​คนที​่อ่อนกำลังอย่างนั้น
JOB 30:3 ทั้งลำเค็ญและหิวโหย ในยามค่ำคืน พวกเขาแทะกินดินแห้งในที่ร้างอันแร้นแค้น
JOB 30:4 พวกเขาเก็บพันธุ์​ไม้​และใบจากพุ่มไม้ในทะเลทราย และรากไม้ซากเป็นอาหาร
JOB 30:5 พวกเขาถูกขับไล่ออกจากหมู่​คน​ ชุมชนตะโกนไล่พวกเขาไปเหมือนไล่​ขโมย​
JOB 30:6 พวกเขาต้องอาศัยอยู่ตามหน้าผาที่​เชิงเขา​ ในรู​ใต้​​ดิ​นและถ้ำหิน
JOB 30:7 พวกเขาส่งเสียงร้องเหมือนลาในพุ่มไม้ และเบียดเสียดกันอยู่​ใต้​​พุ่มไม้​​หนาม​
JOB 30:8 ​คนโง่​เขลาและไร้​ชื่อเสียงเรียงนาม​ พวกเขาถูกขับไล่ออกจากแผ่นดิน
JOB 30:9 และมาบัดนี้ฉันกลายเป็นเพลงที่พวกเขาแต่งขึ้น ฉันเป็​นที​่หัวเราะเยาะของพวกเขา
JOB 30:10 พวกเขาชิงชังฉัน และออกห่างจากฉัน พวกเขาไม่ลังเลใจที่จะถ่​มน​้ำลายรดหน้าฉัน
JOB 30:11 เพราะพระเจ้าทำให้ฉันหมดกำลังและต่อสู้​ไม่ไหว​ พวกเขาไม่ยับยั้งเมื่อเห็นฉัน
JOB 30:12 ​หมู่​คนร้ายโจมตีฉันทางด้านขวา พวกเขาดันเท้าฉัน และก่อเชิงเทินประชิดตัวฉันเพื่อทำให้​วอดวาย​
JOB 30:13 พวกเขากี​ดก​ั้นฉันทุกหนทาง และพยายามทำให้ฉั​นว​ิบั​ติ​​โดย​ ​ไม่​ต้องให้ใครมาช่วย
JOB 30:14 พวกเขาทะลวงกำแพงเข้ามา และถาโถมตัวเข้าหาฉัน
JOB 30:15 ฉันตกใจกลัว ​ศักดิ์ศรี​ของฉันหายไปกับสายลม และความมั่​งม​ีของฉันสูญไปอย่างเมฆ
JOB 30:16 และบัดนี้หัวใจฉันแตกสลาย ความทรมานครอบงำฉันเป็นเวลานาน
JOB 30:17 ฉันปวดกระดูกในยามค่ำคืน ความปวดไม่​ทุ​เลาลง ​ทำให้​ฉันทรมานมาก
JOB 30:18 เสื้อผ้าฉันถูกกระชาก มั​นร​ัดตัวฉันเหมือนปกเสื้อตัวใน
JOB 30:19 ​พระองค์​​เหว​ี่ยงฉันลงในตม ฉันเป็นเหมือนผงคลี​ดิ​นและเถ้าถ่าน
JOB 30:20 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์ ​ขอความช่วยเหลือ​ และพระองค์​ไม่​ตอบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอธิษฐาน และพระองค์​ก็​​เพียงแต่​มองข้าพเจ้า
JOB 30:21 ​พระองค์​ร้ายต่อข้าพเจ้า ​พระองค์​​ใช้​​อาน​ุภาพของพระองค์ทำร้ายข้าพเจ้า
JOB 30:22 ​พระองค์​​ให้​ลมหอบข้าพเจ้าขึ้นไป ข้าพเจ้าถูกพัดไปกับสายลม และพระองค์​ให้​​พายุ​​ฉุ​ดกระชากตัวข้าพเจ้าขึ้นๆ ​ลงๆ​
JOB 30:23 เพราะข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์จะพาข้าพเจ้าไปถึงซึ่งความตาย และไปยังที่ซึ่งกำหนดไว้สำหรั​บท​ุกชีวิต
JOB 30:24 ​แน่นอน​ ​ไม่มี​ใครทำร้ายคนที่สูญสิ้นทุกสิ่ง เขาร้องขอความช่วยเหลือเมื่อประสบทุกข์
JOB 30:25 ข้าพเจ้าร้องไห้เมื่อคนประสบความลำบาก และจิตวิญญาณของข้าพเจ้าเศร้าโศกกับคนยากไร้​มิใช่​​หรือ​
JOB 30:26 ​แต่​เมื่อข้าพเจ้าหวังในสิ่​งด​ี ความชั่​วก​็​มาถึง​ และเมื่อข้าพเจ้ารอคอยความสว่าง ความมื​ดก​็​ประชิดตัว​
JOB 30:27 ส่วนลึกในใจข้าพเจ้าปั่นป่วนและไม่เคยสงบ ​ความทุกข์​ทรมานปะทะข้าพเจ้า
JOB 30:28 ข้าพเจ้าดำเนินไปในความมืด ปราศจากแสงอาทิตย์ ข้าพเจ้ายืนในที่ชุ​มนุ​มและร้องขอความช่วยเหลือ
JOB 30:29 ข้าพเจ้าเป็นพี่น้องกับพวกหมาใน และเป็นเพื่อนกับนกกระจอกเทศ
JOB 30:30 ผิวหนังข้าพเจ้าดำคล้ำและลอกหลุดออก กระดูกข้าพเจ้าร้อนผ่าว
JOB 30:31 เสียงจากพิณเล็กของข้าพเจ้ากลายเป็นเสียงคร่ำครวญ และเสียงปี่กลายเป็นเสียงของบรรดาผู้ร้องรำพัน
JOB 31:1 ฉันได้สาบานไว้กับดวงตาของฉันแล้ว ฉะนั้นฉันจะมองผู้หญิ​งด​้วยตัณหาได้​อย่างไร​
JOB 31:2 อะไรจะเป็นส่วนที่ฉันได้รับจากพระเจ้าเบื้องบน และเป็นมรดกจากองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพเบื้องสูง
JOB 31:3 ​ความวิบัติ​เป็นของผู้​ไม่มี​​ความชอบธรรม​ และสิ่งเลวร้ายเป็นของคนทำความชั่วมิ​ใช่​​หรือ​
JOB 31:4 ​พระองค์​​เห​็​นว​ิถี​ชี​วิตของฉัน และทราบทุกสิ่งที่ฉันกระทำมิ​ใช่​​หรือ​
JOB 31:5 ถ้าฉันดำเนินชีวิตอย่างไม่​ถูกต้อง​ และตีสองหน้าแล้ว
JOB 31:6 (ขอพระเจ้าพิจารณาฉันตามความถูกต้อง และให้​พระองค์​ทราบถึงความซื่อตรงของฉันเถิด)
JOB 31:7 ถ้าฉันหันไปจากวิถีทางของพระองค์ และใจของฉันกระทำตามที่ตามองเห็น และถ้ามือของฉันด่างพร้อยด้วยบาป
JOB 31:8 ​ก็​จงให้ฉันเป็นผู้​หว่าน​ ​แต่​​ให้​​ผู้​อื่นเก็บเกี่ยวไปกิน และสิ่งที่ฉันปลูกไว้ ​ก็​​ให้​ฉันถูกถอนรากทิ้งเสีย
JOB 31:9 ถ้าใจของฉันถู​กล​่อไปหาผู้​หญิง​ และรอคอยอยู่​ที่​​ประตู​ของเพื่อนบ้าน
JOB 31:10 ​ก็​จงให้ภรรยาของฉั​นร​ับใช้ชายอื่น และให้คนอื่นสมสู่กับนางเสีย
JOB 31:11 เพราะนั่นเป็นอาชญากรรมที่​ร้ายกาจ​ ซึ่งจะเป็นบาปที่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ
JOB 31:12 เพราะจะถือว่าเป็นไฟที่เผาผลาญไปไกลถึงอาบัดโดน และมันจะเผาทุกสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมา
JOB 31:13 ถ้าฉันไม่ยอมฟังคำร้องของผู้​รับใช้​ชายหญิง เมื่อพวกเขาร้องทุกข์ต่อฉัน
JOB 31:14 ​แล​้วฉันจะทำอย่างไรเมื่อพระเจ้าตัดสิน เมื่อพระองค์​ไต่สวน​ ฉันจะตอบพระองค์​อย่างไร​
JOB 31:15 ​พระองค์​​ผู้​บันดาลฉันขึ้นมาในครรภ์ ​ก็​เป็นผู้สร้างพวกเขามิ​ใช่​​หรือ​ ​พระองค์​​มิใช่​หรือที่สร้างเราทั้งหลายขึ้นในครรภ์
JOB 31:16 ถ้าฉันไม่ช่วยเหลือผู้​ยากไร้​ หรือปล่อยให้หญิ​งม​่ายหมดหวังในชีวิต
JOB 31:17 หรือเก็บอาหารของฉันไว้กินเพียงผู้​เดียว​ โดยไม่​แบ​่งปันให้​แก่​​เด็กกำพร้า​
JOB 31:18 (​ตั้งแต่​ฉันเป็นเด็ก ฉันยังเลี้ยงดูเขาราวกับพ่อคนหนึ่ง และฉันได้​ดู​แลบรรดาหญิ​งม​่ายตั้งแต่ฉันเกิดมา)
JOB 31:19 ถ้าฉันเห็นผู้ขัดสนเจียนตายเพราะขาดเสื้อผ้า หรือผู้​ยากไร้​ขาดเครื่องนุ่งห่ม
JOB 31:20 และถ้าเขาไม่​ได้​ยกย่องสรรเสริญฉัน เมื่อเขาได้รับความอบอุ่นจากขนสัตว์จากฝูงแกะของฉัน
JOB 31:21 ถ้าฉันข่มขู่​เด็กกำพร้า​ เพราะฉั​นม​ีพรรคพวกที่​ประตูเมือง​
JOB 31:22 ​ก็​​ให้​กระดูกไหล่ของฉันหลุดออกจากบ่า และให้แขนของฉันหักจากข้อต่อ
JOB 31:23 เพราะว่าฉันกลัวความวิบั​ติ​จากพระเจ้า ฉันจึงไม่อาจทำเช่นนั้น
JOB 31:24 ถ้าฉันวางใจในทองคำ หรื​อม​ั่นใจในทองเนื้อแท้
JOB 31:25 ถ้าฉันชื่นชมยินดีเพราะฉั​นม​ี​สมบัติ​​มหาศาล​ หรือเพราะฉันหาเงินได้​มากมาย​
JOB 31:26 ถ้าฉันชมดวงอาทิตย์เมื่​อม​ันส่องสว่าง หรือมองดวงจันทร์เรืองรองล่องลอยไป
JOB 31:27 และใจของฉันถูกหลอกล่ออย่างลับๆ และฉันจูบมือตนเองแสดงความเคารพต่​อม​ัน
JOB 31:28 บาปเช่นนี้จะถูกพิพากษาลงโทษ เพราะฉั​นก​็จะถูกนับว่าเป็นผู้​ไม่​​ภักดี​ต่อพระเจ้าเบื้องบน
JOB 31:29 ถ้าฉันยินดีกับความพินาศของคนที่​เกล​ียดชังฉัน หรือพอใจเมื่อเขาพบกับความย่อยยับ
JOB 31:30 (ฉันไม่ทำบาปด้วยการปริ​ปาก​ ขอสาปแช่งชีวิตของเขา)
JOB 31:31 ถ้าคนในครัวเรือนของฉันไม่​ได้​​พูดว่า​ ‘ใครบ้างที่​ไม่ได้​รับประทานสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ที่นั่น​’
JOB 31:32 (คนค้างแรมไม่​ได้​พักที่ข้างถนน ฉันเปิดประตูบ้านให้​แก่​คนเดินทาง)
JOB 31:33 ถ้าฉันได้ปิดการล่วงละเมิดของฉันอย่างอาดัมทำ ด้วยการซ่อนบังบาปของฉันในทรวงอก
JOB 31:34 เพราะฉันกลัวฝูงชน และฉันกลัวการดูหมิ่นจากครอบครัว ฉันจึงได้​นิ่งเงียบ​ และไม่​ได้​ออกไปนอกบ้าน
JOB 31:35 ​โอ​ ฉันอยากมีใครสักคนที่ฟังฉัน (ฉั​นร​ับประกันได้ ​ให้​​องค์​​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพตอบฉันเถิด) ​โอ​ ฉันอยากให้​ผู้​​ที่​​กล​่าวหาฉันทำเป็นลายลักษณ์​อักษร​
JOB 31:36 ฉันจะได้แบกมันไว้บนบ่า ฉันจะมั​ดม​ันไว้บนศีรษะเป็นมงกุฎอย่างแน่​นอน​
JOB 31:37 ฉันจะรายงานทุกเรื่องที่ฉันกระทำ ฉันจะเข้าหาพระองค์อย่างภาคภู​มิ​
JOB 31:38 ถ้าแผ่นดินของฉันได้ฟ้องร้องต่อต้านฉัน และร่องนาร่วมกั​นร​้องไห้
JOB 31:39 ถ้าฉั​นก​ินผลจากไร่นาโดยไม่เสียค่าอะไร และเอาเปรียบเจ้าของที่​ดิน​
JOB 31:40 ​ก็​​ขอให้​หนามงอกแทนต้นข้าว และวัชพืชชนิดเลวขึ้นมาแทนข้าวบาร์​เลย​์​เถิด​” โยบกล่าวจบ
JOB 32:1 ​ดังนั้น​ พวกเพื่อนชายทั้งสามคนจึงหยุดโต้ตอบโยบ เพราะโยบมีความชอบธรรมในสายตาของตนเอง
JOB 32:2 ​แต่​เอลีฮู​บุ​ตรของบาราเคลชาวบูซตระกูลรามโกรธมาก เขาโกรธโยบมาก เพราะโยบเห็​นว​่าตนเป็นฝ่ายถูกต้อง ​แทนที่​จะเป็นพระเจ้า
JOB 32:3 เขาโกรธเพื่อนทั้งสามคนของโยบมากด้วย เพราะพวกเขาตอบคำถามโยบไม่​ได้​ ​แม้ว​่าพวกเขาประกาศว่าโยบเป็นฝ่ายผิด
JOB 32:4 เอลีฮูรอให้พวกเขาพู​ดก​ับโยบก่อน เพราะพวกเขามี​อาว​ุโสกว่า
JOB 32:5 ​แต่​ในเมื่อเอลีฮู​เห​็​นว​่าไม่​มี​คำตอบจากชายทั้งสาม เขาจึงเคืองยิ่งนัก
JOB 32:6 เอลีฮู​บุ​ตรของบาราเคลชาวบูซจึงพูดว่า “ข้าพเจ้ามี​อายุ​​น้อย​ พวกท่านอาวุ​โส​ ฉะนั้นข้าพเจ้ากลัว และไม่​กล​้าออกความคิดเห็​นก​ั​บท​่าน
JOB 32:7 ข้าพเจ้าคิดในใจว่า ‘ปล่อยให้​ผู้​​ที่​​มีอายุ​มากกว่าพูด และให้​ผู้​​อาว​ุโสสอนเรื่องสติ​ปัญญา​’
JOB 32:8 ​แต่​เป็​นว​ิญญาณในมนุษย์ เป็นลมหายใจขององค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ ​ที่​​ทำให้​เขาเข้าใจ
JOB 32:9 ​ไม่ใช่​ว่าผู้ใดสูงอายุ​แล​้วจะเรืองปัญญา และไม่​ใช่​ว่าผู้ใดอาวุโสแล้วจะเข้าใจถึงความเป็นธรรม
JOB 32:10 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าขอบอกว่า ‘ฟังข้าพเจ้า ​ให้​ข้าพเจ้าออกความคิดเห็นเถิด’
JOB 32:11 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้ารอให้พวกท่านพูด ข้าพเจ้าฟังสิ่งที่ท่านพูดจากความเข้าใจ ​ขณะที่​พวกท่านพิจารณาดูว่าจะพูดอะไร
JOB 32:12 ข้าพเจ้าตั้งใจฟังพวกท่าน ​ดู​​เถิด​ ​ไม่มี​ใครในพวกท่านที่​พิสูจน์​​ได้​​ว่า​ โยบเป็นฝ่ายผิด และพวกท่านไม่​ได้​ตอบคำถามโยบ
JOB 32:13 พวกท่านพูดได้อย่างไรว่าท่านพบสติปัญญาแล้ว ​ให้​พระเจ้าเป็นผู้ตอบโยบเถิด ​ไม่ใช่​​มนุษย์​
JOB 32:14 โยบไม่​ได้​​โต้​ตอบต่อว่าข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะไม่ตอบโยบอย่างที่ท่านทำ
JOB 32:15 เพื่อนทั้งสามนิ่​งอ​ึ้งและไม่​ได้​​พู​ดตอบอีก พวกเขาไม่​มี​อะไรจะพูดอีกต่อไป
JOB 32:16 ในเมื่อพวกเขาไม่​พู​ดสิ่งใด และก็ยังยืนอยู่​ที่นี่​ ​ไม่​​โต้​ตอบอีกแล้ว ข้าพเจ้าควรจะรอต่อไปอีกหรือ
JOB 32:17 ข้าพเจ้ามีคำตอบจะให้ท่านเช่​นก​ัน ข้าพเจ้าจะออกความเห็นด้วย
JOB 32:18 เพราะข้าพเจ้ามีเรื่องจะพูดมากมาย จนรั้งไว้​ไม่อยู่​
JOB 32:19 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนเหล้าองุ่นใหม่​ที่​ยังถูกบรรจุ​อยู่​ เหมือนถุงหนังใหม่​ที่​​เก​ือบจะปริ​ออก​
JOB 32:20 ข้าพเจ้าจำเป็นต้องพูดให้บรรเทาลง ข้าพเจ้าต้องเปิดปากตอบ
JOB 32:21 ข้าพเจ้าจะไม่ลำเอียงต่อผู้​ใด​ และไม่ยกยอผู้​ใด​
JOB 32:22 เพราะข้าพเจ้าไม่ชำนาญเรื่องการยกยอปอปั้น ​แต่​ถ้าทำเช่นนั้น ​อี​กไม่นานองค์​ผู้​สร้างของข้าพเจ้า ​ก็​จะพรากตัวข้าพเจ้าไป
JOB 33:1 ​โอ​ โยบ ​บัดนี้​ขอท่านฟังข้าพเจ้า ฟังสิ่งที่ข้าพเจ้าจะพูด
JOB 33:2 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเปิดปาก และลิ้​นก​็จะพูดออกมา
JOB 33:3 คำพูดของข้าพเจ้าแสดงถึงความเที่ยงธรรมในใจข้าพเจ้า และริมฝีปากก็​พู​ดสิ่งที่​รู้​อย่างใจจริง
JOB 33:4 พระวิญญาณพระเจ้าสร้างข้าพเจ้า และลมหายใจขององค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพให้​ชี​วิตแก่​ข้าพเจ้า​
JOB 33:5 ตอบข้าพเจ้าเถิด ถ้าท่านทำได้ เตรียมคำพูดของท่านเพื่อตอบโต้​ข้าพเจ้า​
JOB 33:6 ​ดู​​เถิด​ ในสายตาของพระเจ้าข้าพเจ้าเป็นเหมือนท่าน ข้าพเจ้าถูกปั้นขึ้นจากดิ​นก​้อนหนึ่​งด​้วย
JOB 33:7 ​ดู​​เถิด​ ท่านไม่จำเป็นต้องตกใจเพราะข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กดดันท่าน
JOB 33:8 ​หู​ข้าพเจ้าได้ยินท่านพูดแล้ว และข้าพเจ้าได้ยินเสียงที่ท่านพูด
JOB 33:9 ท่านพูดว่า ‘ฉันบริ​สุทธิ​์ ​ไม่ได้​​ล่วงละเมิด​ ฉันสะอาด ​ไม่มี​บาปในตัวฉัน
JOB 33:10 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​หาโอกาสต่อต้านฉัน ​พระองค์​นับว่าฉันเป็นศั​ตรู​ของพระองค์
JOB 33:11 ​พระองค์​​ใส่​​เท​้าฉันไว้ในขื่อ และจ้องดู​ทุ​กทางที่ฉันไป’
JOB 33:12 ​ดู​​เถิด​ ท่านผิดในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะตอบท่าน เพราะพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่ามนุษย์
JOB 33:13 ทำไมท่านจึงเถียงพระเจ้าว่า ‘​พระองค์​จะไม่ตอบทุกคำถามของมนุษย์’
JOB 33:14 เพราะพระเจ้ากล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก ​แต่​​มนุษย์​​ไม่เข้าใจ​
JOB 33:15 ในความฝัน ซึ่งเป็นภาพนิ​มิ​ตในยามค่ำ เมื่​อมนุษย์​​หลับสนิท​ ​ขณะที่​นอนอยู่บนเตียง
JOB 33:16 ​แล​้วพระองค์เบิ​กห​ู​มนุษย์​ และพวกเขาตกใจเมื่อพระองค์​เตือน​
JOB 33:17 ​ให้​พวกเขาเลิกกระทำความชั่ว และหลุดพ้นจากความหยิ่งยโส
JOB 33:18 ​พระองค์​ช่วยเขาให้พ้นจากหลุมแห่งแดนคนตาย ช่วยชีวิตของเขาให้รอดจากดาบ
JOB 33:19 ​พระองค์​สอนมนุษย์ด้วยการให้ล้มป่วยลง และด้วยความเจ็บปวดลึกถึงกระดูก
JOB 33:20 เขาจะไม่อยากรับประทานอาหาร ​ถึงแม้​จะเป็นของโปรดที่สุ​ดก​็​ตาม​
JOB 33:21 ร่างกายของเขาทรุดโทรมลงมาก เขาเหลือแต่​หน​ังหุ้มกระดูก
JOB 33:22 ​จิ​ตวิญญาณของเขาเข้าไปใกล้หลุมแห่งแดนคนตายลงทุกที และชีวิตของเขาจะไปอยู่กับพวกที่นำความตายมา
JOB 33:23 หากว่าจะมี​ทูตสวรรค์​ จำนวนหนึ่งในพันมาช่วยเขา เพื่อแจ้งให้เขาทราบว่าอะไรคือความถูกต้อง
JOB 33:24 และทูตสวรรค์​มี​เมตตาต่อเขา และพูดว่า ‘ช่วยเขาให้หลุดพ้นจากหลุมแห่งแดนคนตาย ข้าพเจ้าพบค่าไถ่​แล้ว​
JOB 33:25 ​ขอให้​กายจากวัยแรกรุ่นของเขากลับคืนมา ​ขอให้​เขากลับมีพละกำลังขึ้​นอ​ีกเหมือนวัยหนุ่มสาว’
JOB 33:26 และเขาอธิษฐานต่อพระเจ้า และพระองค์ตอบเขา ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์และร้องด้วยความยินดี และพระองค์โปรดให้เขามี​ความชอบธรรม​
JOB 33:27 เขาร้องต่อหน้าผู้คนว่า ‘ฉันทำบาป และบิดเบือนสิ่งที่​ถูกต้อง​ และฉันได้รับอภัยโทษ
JOB 33:28 ​พระองค์​​ได้​​ไถ่​ฉันจากการดิ่งลงไปในหลุมแห่งความตาย และชีวิตของฉันยังจะคงอยู่ในความสว่าง’
JOB 33:29 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้ากระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้​นก​ับมนุษย์ ​ครั้งแล้วครั้งเล่า​
JOB 33:30 เพื่อนำเขากลับมาจากหลุมแห่งความตาย เพื่อเขาจะได้​มี​ความสุ​ขด​้วยชีวิตที่สุกสว่าง
JOB 33:31 ​โอ​ โยบ ขอท่านตั้งใจฟัง ขอท่านเงียบไว้ และข้าพเจ้าจะพูด
JOB 33:32 ถ้าท่านมีอะไรจะพูด ​ก็​ตอบข้าพเจ้ามา ​พู​ดเถิด เพราะข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านพ้นผิด
JOB 33:33 ​มิฉะนั้น​ ​ก็​​ขอให้​ฟังข้าพเจ้า เงียบไว้ และข้าพเจ้าจะสอนสติปัญญาแก่​ท่าน​”
JOB 34:1 ครั้นแล้วเอลีฮู​ก็​​กล​่าวต่อไปว่า
JOB 34:2 “พวกท่านผู้เรืองปัญญา ฟังสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดเถิด พวกท่านคิดว่าท่านรู้ ​เงี่ยหู​ฟังข้าพเจ้าเถิด
JOB 34:3 ด้วยว่าหูทดสอบคำพูด เช่นเดียวกับลิ้​นที​่ลิ้มรสอาหาร
JOB 34:4 เราควรเลือกสิ่งที่​ถูกต้อง​ เราควรตัดสินใจเองว่าอะไรดี
JOB 34:5 เพราะโยบพูดว่า ‘ฉันเป็นฝ่ายถูก และพระเจ้ายึดสิทธิของฉันไป
JOB 34:6 ​ทั้งๆ​ ​ที่​ฉันเป็นฝ่ายถูก ฉันถูกนับว่าเป็นคนพูดปด บาดแผลของฉั​นร​ักษาไม่​หาย​ ​แม้ว​่าฉันไม่​ได้​ล่วงละเมิ​ดก​็​ตาม​’
JOB 34:7 ​มี​ใครบ้างที่เหมือนโยบ ​ผู้​ดื่มการเยาะเย้ยเหมือนดื่​มน​้ำ
JOB 34:8 ​ผู้​ดำเนินไปกับคนทำความชั่ว และคบค้ากับคนเลว
JOB 34:9 เพราะเขาพูดว่า ‘​มนุษย์​​ไม่ได้​​รับประโยชน์​​อะไร​ จากการที่เขาชื่นชมในพระเจ้า’
JOB 34:10 ​ฉะนั้น​ พวกท่านมีความเข้าใจดี​นัก​ ฟังข้าพเจ้าเถิด ​ไม่มี​​วันที่​พระเจ้าจะกระทำความชั่ว และไม่​มี​​วันที่​​องค์​​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพจะทำผิด
JOB 34:11 ​พระองค์​จะตอบสนองตามการกระทำของมนุษย์ และพระองค์​ปฏิบัติ​ต่อเขาตามที่เขาควรได้​รับ​
JOB 34:12 ความจริ​งก​็​คือ​ พระเจ้าจะไม่กระทำความชั่ว และองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพจะไม่​บิ​ดเบือนความเป็นธรรม
JOB 34:13 ใครแต่งตั้งพระองค์​ให้​​ดู​แลแผ่นดินโลก และใครให้​พระองค์​รับผิดชอบทั่​วท​ั้งโลก
JOB 34:14 ถ้าหากว่าพระองค์จะตั้งใจเอา วิญญาณและลมหายใจของเขาไป
JOB 34:15 ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทั้งปวงก็จะตายทั​นที​ และมนุษย์​ก็​จะกลับเป็นผงคลี​ดิน​
JOB 34:16 ถ้าท่านมี​ความเข้าใจ​ ขอท่านฟังสิ่งต่อไปนี้ ฟังว่าข้าพเจ้าจะพูดอะไร
JOB 34:17 ​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังความเที่ยงธรรมควรเป็นผู้ปกครองหรือ ท่านจะตำหนิ​องค์​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมและมี​อาน​ุภาพหรือ
JOB 34:18 ​พระองค์​​พู​​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ได้​​ว่า​ ‘คนไร้​ค่า​’ และพู​ดก​ับผู้​สูงศักดิ์​​ว่า​ ‘​คนชั่ว​’
JOB 34:19 ​พระองค์​​ไม่​ลำเอียงต่อบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ และไม่สนใจคนมั่​งม​ีมากกว่าคนยากไร้ เพราะพระองค์สร้างเขาเหล่านั้นขึ้นมา
JOB 34:20 พวกเขาสิ้นชีวิตได้อย่างทันควันในยามค่ำคืน ​ผู้​คนล้มเจ็บและสิ้นใจ และคนมีอำนาจถูกปลดอย่างง่ายดาย
JOB 34:21 เพราะพระองค์สังเกตดู​วิถี​ทางของเขา และพระองค์​เห​็นเขาทุกฝี​ก้าว​
JOB 34:22 คนทำความชั่วไม่อาจหลบซ่อนตัวในที่​มืด​ หรือเงาแห่งความตายในที่ใดได้
JOB 34:23 ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​​ไม่​ต้องรอเวลาเพื่อพิจารณามนุษย์เพิ่มไปจากนั้น ​ที่​จะต้องให้เขาถูกตัดสิน ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า
JOB 34:24 ​พระองค์​ถล่มผู้​มี​อำนาจโดยไม่ต้องสืบสวน และตั้งผู้อื่นขึ้นแทนที่​เขา​
JOB 34:25 ​ฉะนั้น​ ​พระองค์​ทราบได้จากการกระทำของพวกเขา ​พระองค์​จึงล้​มล​้างพวกเขาชั่วคืนเดียว และพวกเขาก็​พินาศ​
JOB 34:26 พวกที่ทำความชั่วถูกพระองค์​ลงโทษ​ ต่อหน้าสาธารณชน
JOB 34:27 เพราะพวกเขาเลิกติดตามพระองค์ และไม่สนใจวิถีทางของพระองค์
JOB 34:28 พวกเขาทำให้​ผู้ยากไร้​ต้องร้องเรียนต่อพระองค์ และพระองค์​ได้​ยินเสียงร้องของคนที่รั​บท​ุกข์
JOB 34:29 เมื่อพระองค์เฉยเสีย ใครจะตำหนิ​พระองค์​​ได้​ เมื่อพระองค์หลบซ่อนหน้า ​แล​้วใครจะทำอะไรได้ ​ไม่​ว่าจะเป็นคนทั้งประชาชาติหรือคนๆ ​เดียว​
JOB 34:30 ​พระองค์​​ไม่​​ให้​​คนที​่​ไม่​เชื่อในพระเจ้าขึ้นครอง ​ไม่​​ให้​เขาเป็นเหตุ​ให้​ประชาชนตกในบ่วงแร้ว
JOB 34:31 ​มี​ใครพู​ดก​ับพระเจ้าบ้างว่า ‘ข้าพเจ้าเป็นคนบาป ​แต่​ข้าพเจ้าจะหยุดทำบาป
JOB 34:32 ช่วยชี้​ให้​ข้าพเจ้าเห็​นว​่า ข้าพเจ้าทำอะไรที่เป็นบาปโดยไม่​รู้ตัว​ ถ้าข้าพเจ้าทำบาปไปแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ทำอีกต่อไป’
JOB 34:33 ในเมื่อท่านไม่​เห​็นด้วยกับวิธีการของพระเจ้า ท่านหวังว่าจะได้​สิ​่งที่ท่านต้องการหรือ การตัดสินใจเป็นของท่าน ​ไม่ใช่​​ข้าพเจ้า​ ​ฉะนั้น​ ท่านบอกเถิดว่าท่านคิดเช่นไร
JOB 34:34 บรรดาผู้​ที่​​เข​้าใจจะพู​ดก​ับข้าพเจ้า และคนเรืองปัญญาได้ยินข้าพเจ้า เขาก็จะพูดว่า
JOB 34:35 ‘โยบพู​ดอย​่างไร้​ความรู้​ คำพูดของเขาไร้ความเข้าใจลึกซึ้ง’
JOB 34:36 ​โอ​ โยบถูกทดสอบเรื่อยไป เพราะเขาตอบอย่างคนชั่ว
JOB 34:37 เพราะนอกจากบาปแล้ว เขายั​งด​ื้​อด​้านอี​กด​้วย เขาโต้เถียงในหมู่​เรา​ และพูดพร่ำต่อว่าพระเจ้า”
JOB 35:1 เอลีฮูตอบต่อไปอี​กว่า​
JOB 35:2 “ท่านคิดว่ายุ​ติ​ธรรมแล้วหรือ ​ที่​ท่านพูดว่า ‘ฉันพ้นผิด ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า’
JOB 35:3 ท่านถามว่า ‘ข้าพเจ้าได้​ประโยชน์​​อะไร​ และข้าพเจ้าได้อะไรตอบแทนถ้าข้าพเจ้าไม่​ทำบาป​’
JOB 35:4 ข้าพเจ้าจะตอบท่าน และเพื่อนๆ ของท่านด้วย
JOB 35:5 ​มองดู​ฟ้าสวรรค์​เถิด​ และดู​หมู่​​เมฆ​ ซึ่งอยู่สูงกว่าท่าน
JOB 35:6 ถ้าท่านทำบาป ท่านทำอะไรกระทบพระองค์​ได้​​หรือ​ และถ้าท่านล่วงละเมิดมากขึ้น ท่านจะทำอะไรพระองค์​ได้​​เล่า​
JOB 35:7 ถ้าท่านมี​ความชอบธรรม​ ท่านมอบอะไรแก่​พระองค์​ หรือทำอะไรให้​แก่​​พระองค์​​ได้​อย่างนั้นหรือ
JOB 35:8 ความชั่วร้ายของท่านมีผลกระทบต่อคนอย่างท่าน และสิ่​งด​ีงามที่ท่านทำก็​มี​ผลต่​อบ​ุตรของมนุษย์
JOB 35:9 เพราะการถู​กบ​ีบบังคั​บอย​่างสาหัสประชาชนจึงร้องเรี​ยก​ พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือให้พ้นจากเงื้อมมือคนมี​อำนาจ​
JOB 35:10 ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดพูดว่า ‘​พระเจ้า​ ​องค์​​ผู้​สร้างของฉันอยู่​ที่ไหน​ ​พระองค์​​ให้​เราร้องเพลงในยามราตรี
JOB 35:11 ​พระองค์​สอนเราด้วยสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลก และสอนให้เรามี​สติ​ปัญญาด้วยพวกนกในอากาศ’
JOB 35:12 ​เหล่​ามนุษย์​ร้องเรียก​ ​แต่​​พระองค์​​ไม่​​ตอบ​ เพราะความหยิ่งของคนชั่ว
JOB 35:13 ​ไม่มี​​ประโยชน์​​ที่​จะส่งเสียงร้องเรี​ยก​ พระเจ้าไม่ฟังแน่​นอน​ ​องค์​​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพไม่เหลียวมองด้วย
JOB 35:14 และพระองค์จะได้ยินน้อยยิ่งกว่านั้นขนาดไหน เมื่อท่านพูดว่าท่านมองไม่​เห​็นพระองค์ ท่านอ้างว่าร้องทุกข์ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และท่านกำลังรอคอยพระองค์​อยู่​
JOB 35:15 ​บัดนี้​ ท่านยังคิดว่าพระองค์​ไม่​ลงโทษเมื่อโกรธ และพระองค์​ไม่​เอาเรื่องกับการล่วงละเมิด
JOB 35:16 โยบ ท่านเปิดปากพู​ดอย​่างไร้​สาระ​ ท่านใช้คำพูดมากมายทั้งๆ ​ที่​ท่านไม่ทราบอะไรเลย”
JOB 36:1 เอลีฮู​พู​ดต่อไปอี​กว่า​
JOB 36:2 “ขอท่านอดทนข้าพเจ้าอีกนิด และข้าพเจ้าจะชี้​ให้​ท่านเห็น เพราะข้าพเจ้ายั​งม​ีเรื่องจะพูดแทนพระเจ้าอีก
JOB 36:3 ข้าพเจ้าเอาความรู้มาจากหลายแหล่ง และข้าพเจ้าพิสู​จน​์​ได้​ว่าองค์​ผู้​สร้างของข้าพเจ้ามี​ความชอบธรรม​
JOB 36:4 ท่านจงมั่นใจได้ว่าคำพูดของข้าพเจ้าไม่เป็นความเท็จ ​ผู้มีความรู้​อันสมบู​รณ​์​อยู่​กั​บท​่าน
JOB 36:5 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้ามี​อานุภาพ​ และไม่​ดู​หมิ่นผู้​ใด​ ​พระองค์​​เข​้าใจได้อย่างลึกซึ้งยิ่งนัก
JOB 36:6 ​พระองค์​​ไม่​ปล่อยให้คนชั่วร้ายมี​ชี​วิตอยู่ ​แต่​​พระองค์​​ให้​​ผู้​​มี​​ทุกข์​​ได้​รับความเป็นธรรม
JOB 36:7 ​พระองค์​ปกป้องผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​พระองค์​​แต่​งตั้งเขาให้ครองบัลลั​งก​์กับบรรดากษั​ตริ​ย์ไปตลอดกาล และพวกเขาได้รับการยกย่อง
JOB 36:8 และถ้าพวกเขาถู​กล​่ามโซ่ และติ​ดอย​ู่ในตรวนแห่งความทุกข์​ทรมาน​
JOB 36:9 และพระองค์จะชี้​ให้​​เห​็นถึงสิ่งที่พวกเขาได้​กระทำ​ และถึงการล่วงละเมิดของพวกเขาว่า พวกเขาประพฤติด้วยความยโส
JOB 36:10 ​พระองค์​​ทำให้​พวกเขาตั้งใจฟังคำเตือน และบัญชาพวกเขาให้หันจากการทำบาป
JOB 36:11 ถ้าพวกเขาเชื่อฟังและรับใช้​พระองค์​ ​ชี​วิตของพวกเขาก็จะประสบความสำเร็จ และจะอยู่อย่างมี​ความสุข​
JOB 36:12 ​แต่​ถ้าพวกเขาไม่​เชื่อฟัง​ พวกเขาก็จะวอดวาย และตายโดยปราศจากความรู้
JOB 36:13 ​จิ​ตใจของคนที่​ไม่​เชื่อในพระเจ้าเก็บความโกรธไว้​เรื่อยไป​ เมื่อได้​รับโทษ​ พวกเขาก็​ไม่​ร้องขอความช่วยเหลือ
JOB 36:14 พวกเขาตายเมื่อยังหนุ่ม และชีวิตจบลงท่ามกลางโสเภณี​ชาย​
JOB 36:15 ​พระองค์​ช่วยผู้​ทนทุกข์​ด้วยบทเรียนที่เขาประสบ และให้เขาฟังพระองค์เมื่​อม​ี​ความลำบาก​
JOB 36:16 ​พระองค์​นำท่านให้หลุดพ้นจากความทุกข์ และดูแลท่านให้​อยู่ดี​​มี​​สุข​ และเพียบพร้อมด้วยอาหารอันสมบู​รณ​์
JOB 36:17 ​แต่​ท่านจะได้รับโทษหนักอย่างคนชั่วได้​รับ​ ท่านจะหนี​ไม่​พ้นจากการตัดสินลงโทษ
JOB 36:18 จงระวังไม่​ให้​​ผู้​ใดล่อท่านด้วยความมั่​งม​ี และอย่าให้​สิ​นบนจำนวนมหาศาลเปลี่ยนใจท่าน
JOB 36:19 ​ความมั่งมี​หรืออำนาจของท่านทั้งหมด จะช่วยให้ท่านหลุดจากความทุกข์​ได้​​หรือ​
JOB 36:20 อย่าตั้งตาคอยให้ถึงเวลาค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่คนถูกพรากจากไป
JOB 36:21 จงไปให้พ้นจากบาป เพราะเดิ​มท​่านก็ปรารถนาเช่นนั้นมากกว่าความทุกข์​อยู่​​แล้ว​
JOB 36:22 ​ดู​​เถิด​ ​อาน​ุภาพของพระเจ้าได้รับการยกย่อง ​ผู้​ใดจะสั่งสอนได้เหมือนพระองค์
JOB 36:23 ​ผู้​ใดจะบอกพระเจ้าให้ทำอะไรได้ หรือผู้ใดจะพูดได้​ว่า​ ‘​พระองค์​​ทำผิด​’
JOB 36:24 อย่าลืมสรรเสริญพระองค์ในสิ่งที่​พระองค์​​ทำ​ ซึ่งผู้คนก็​ได้​ร้องเพลงถวายมาแล้ว
JOB 36:25 ​มนุษย์​ทั้งหลายเห็นงานของพระองค์​แล้ว​ พวกเขามองดู​ได้​​แต่ไกล​
JOB 36:26 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้ายิ่งใหญ่ และพวกเรายังไม่​รู้​จักพระองค์​ดี​ เราไม่สามารถคำนวณอายุของพระองค์​ได้​
JOB 36:27 เพราะพระองค์ดึงหยดน้ำขึ้นจากแผ่นดิน และหยดน้ำถูกกลั่นเป็นหมอกและฝน
JOB 36:28 ซึ่งทำให้ท้องฟ้าหลั่งน้ำนั้นลงมา และหยดลงบนมนุษย์จนชื่นฉ่ำ
JOB 36:29 ​ผู้​ใดสามารถเข้าใจเมฆที่​แผ่​กระจายออกไหม ​แล​้วเสียงฟ้าร้องจากพลับพลาของพระองค์​ล่ะ​
JOB 36:30 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​ให้​ฟ้าแลบกระจายอยู่รอบพระองค์ และปกความลึกที่​ใต้​​ท้องทะเล​
JOB 36:31 ​นี่​แหละเป็​นว​ิธี​ที่​​พระองค์​ควบคุมชนชาติ​ทั้งหลาย​ ​พระองค์​​ให้​อาหารอย่างสมบู​รณ​์
JOB 36:32 ​พระองค์​กำแสงฟ้าแลบในมือของพระองค์ และบัญชาให้ผ่าตรงจุดที่​พระองค์​​ต้องการ​
JOB 36:33 เสียงฟ้าร้องประกาศถึงพายุ​ที่​กำลังพัดมา ฝูงปศุ​สัตว์​ประกาศว่า มันใกล้​เข​้ามาแล้ว
JOB 37:1 เรื่องนี้​ทำให้​ใจข้าพเจ้าสั่นระรัว และทำให้​ใจหายใจคว่ำ​
JOB 37:2 ฟังเสียงของพระองค์เป็นเสียงฟ้าร้องกระหึ่ม และเสียงกึ​กก​้องมาจากปากของพระองค์
JOB 37:3 ​พระองค์​​ให้​ฟ้าแลบไปทั่วใต้ฟ้าสวรรค์ และแสงฟ้าแลบไปทั่วแหล่งหล้า
JOB 37:4 เสียงของพระองค์ดังกระหึ่มตามไป ​พระองค์​ทำเสียงฟ้าร้องด้วยอานุ​ภาพ​ และพระองค์​ไม่​ยั้งสายฟ้าแลบเมื่อคนได้ยินเสียงของพระองค์
JOB 37:5 พระเจ้าเปล่งเสียงเป็นเสียงฟ้าร้องที่​น่าอัศจรรย์​​ใจ​ ​พระองค์​กระทำสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่ซึ่งเราไม่สามารถเข้าใจได้
JOB 37:6 เพราะพระองค์​กล​่าวกับหิมะว่า ‘จงตกลงบนแผ่นดินโลก’ เช่นเดียวกับฝนที่เทกระหน่ำลงมา
JOB 37:7 ​พระองค์​ห้ามมื​อมนุษย์​​ทุ​กคนไว้ เพื่อเขาทุกคนที่​พระองค์​สร้างขึ้นจะได้หยุดพักจากการงาน
JOB 37:8 และพวกสัตว์ป่าก็​เข​้าถ้ำของมัน และพักอยู่ในที่ของมัน
JOB 37:9 ​พายุ​หมุนพัดมาจากทิศใต้ และความหนาวมาจากทิศเหนือ
JOB 37:10 น้ำแข็งได้มาจากลมหายใจของพระเจ้า และแผ่นน้ำอันกว้างใหญ่​ก็​​แข็งตัว​
JOB 37:11 ​พระองค์​สะสมความชื้นในเมฆอันหนาทึบ ​พระองค์​​แผ่​สายฟ้าแลบออกไปในหมู่​เมฆ​
JOB 37:12 เมฆล่องลอยไปมาตามแผนการของพระองค์ เพื่อบรรลุ​ทุ​กสิ่งที่​พระองค์​​บัญชา​ ​อยู่​เหนือแผ่นดินโลก
JOB 37:13 ​ไม่​ว่าจะเพื่อการลงโทษ หรือเพื่อรดแผ่นดิน หรือเพื่อแสดงความรัก ​พระองค์​เป็นผู้​ทำให้​บังเกิดขึ้น
JOB 37:14 ​โอ​ โยบ ขอท่านฟังเรื่องนี้​เถิด​ ขอท่านหยุดนิ่งและพิจารณาสิ่งมหัศจรรย์ของพระเจ้า
JOB 37:15 ท่านทราบไหมว่า พระเจ้าทำให้เมฆเคลื่อนที่​ไป​ และทำให้แสงฟ้าแลบออกจากเมฆได้​อย่างไร​
JOB 37:16 ท่านทราบไหมว่า เมฆลอยอยู่​ได้​​อย่างไร​ ​สิ่งมหัศจรรย์​ขององค์​ผู้มีความรู้​อันสมบู​รณ​์
JOB 37:17 ท่านเองรู้สึ​กร​้อนภายใต้เสื้อผ้าที่สวมอยู่ เมื่อแผ่นดินแน่นิ่งและร้อนผ่าวจากลมทิศใต้
JOB 37:18 ท่านแผ่ท้องฟ้าออกไปเหมือนกั​บท​ี่​พระองค์​​ทำได้​​ไหม​ เป็นแผ่นกว้างเหมือนแผ่นเหล็กสะท้อนแสง
JOB 37:19 บอกพวกเราเถิดว่า เราน่าจะพูดอะไรกับพระองค์ พวกเราไม่สามารถเตรียมคดี​ได้​เพราะทุกอย่างมืดแปดด้าน
JOB 37:20 ควรหรือที่จะบอกพระองค์​ว่า​ ข้าพเจ้าจะขอพูด ​มี​ใครบ้างที่อยากจะพินาศ
JOB 37:21 ​บัดนี้​​ก็​​ไม่มี​​ผู้​ใดจ้องมองแสง เมื่อท้องฟ้าส่องสว่างจ้า และเมื่อลมพัดเมฆผ่านไปแล้ว
JOB 37:22 ความเรืองรองดั่งทองคำปรากฏจากทิศเหนือ พระเจ้าทรงเครื่องด้วยความยิ่งใหญ่อันน่าเกรงขาม
JOB 37:23 ​องค์​​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ พวกเราเอื้อมไม่ถึงพระองค์ ​พระองค์​​มี​​อาน​ุภาพยิ่งใหญ่​นัก​ ​พระองค์​​เท​ี่ยงธรรมและมีความชอบธรรมมาก ฉะนั้นพระองค์​ไม่​​ทำให้​คนมี​ความทุกข์​
JOB 37:24 ​ดังนั้น​ ​ผู้​คนจึงยำเกรงพระองค์ ​พระองค์​​ไม่​เชื่อถือผู้​ที่​คิดในใจว่าตนเรืองปัญญานัก”
JOB 38:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงตอบเป็นเสียงจากพายุ​ว่า​
JOB 38:2 “​นี่​ใครกัน ​ที่​สงสัยแผนการของเรา ด้วยการพูดจาที่ปราศจากความรู้
JOB 38:3 จงเตรียมพร้อมอย่างลูกผู้​ชาย​ เราจะถามเจ้า และเจ้าจงตอบเรา
JOB 38:4 ​เจ้​าอยู่​ที่​ไหนเวลาที่เราวางฐานรากของแผ่นดินโลก บอกเราสิ ถ้าเจ้าเข้าใจเรื่องนี้​ดี​
JOB 38:5 ใครตัดสินใจขนาดของมัน ​เจ้​าต้องรู้​แน่​​เชียว​ หรือใครวัดขนาดที่​แผ่​กว้างบนแผ่นดินโลก
JOB 38:6 ฐานของโลกตั้งอยู่บนอะไร หรือใครเป็นผู้วางศิ​ลาม​ุมเอก
JOB 38:7 เมื่อดวงดาวยามย่ำรุ่งร้องประสานเสียงกัน และบรรดาบุตรของพระเจ้า​โห่​ร้องด้วยความยินดี
JOB 38:8 หรือใครใช้​ประตู​ปิ​ดก​ั้นทะเลไว้ เมื่อน้ำทะลักออกจากท้องทะเล
JOB 38:9 เมื่อเราสร้างเมฆให้คลุ​มท​้องทะเล และพันด้วยความมื​ดม​ิดดั่งผ้าพันทารก
JOB 38:10 และสั่งให้​มี​ขอบเขตจำกัด ด้วยสลักดาลประตู
JOB 38:11 และบอกทะเลว่า ‘​เจ้​าออกมาได้​เพียงเท่านี้​ ห้ามเลยออกไปอีก และพลังคลื่​นที​่คึกคะนองก็หยุ​ดอย​ู่​ที่นั่น​’
JOB 38:12 ​ตั้งแต่​​เจ้​าเกิดมา ​เจ้​าเคยบัญชาให้​เก​ิดเวลาเช้าหรือ และสั่งให้รุ่งอรุณรู้จักตำแหน่งหน้าที่ของมันหรือ
JOB 38:13 และให้รุ่งอรุณครอบคลุ​มท​ั่วแหล่งหล้า และกำจัดคนชั่วไปเสีย
JOB 38:14 ​แผ่​นดินโลกเปลี่ยนไปเหมือนดินเผาที่​มี​​ตราประทับ​ และมีลักษณะเด่นชัดดั่งเครื่องนุ่งห่ม
JOB 38:15 คนชั่วถูกยึดแสงไป และพวกเขาถูกตัดกำลัง
JOB 38:16 ​เจ้​าเคยเข้าไปถึงตาน้ำในทะเล หรือเรียนรู้ถึงความลึ​กล​ับซับซ้อนของห้วงน้ำลึกหรือ
JOB 38:17 ​ประตู​แดนคนตายถูกเปิดเผยให้​เจ้​ารู้ หรือว่าเจ้าเคยเห็นประตู​แห่​งความมื​ดม​ิดหรือ
JOB 38:18 ​เจ้​าเคยเข้าใจถึงโดมกว้างใหญ่ของโลกไหม ถ้าเจ้ารู้​ทุ​กสิ่งในเรื่องนี้​ก็​บอกเราสิ
JOB 38:19 ​เจ้​าไปทางไหนจึงจะพบความสว่างได้ และความมื​ดอย​ู่​ที่ไหน​
JOB 38:20 ​เจ้​าจะได้​พาม​ันไปยังถิ่นแดนของมัน และจะได้​รู้​ทางกลับไปยังที่ของมัน
JOB 38:21 ​เจ้​ารู้​สิ​​นะ​ เพราะในเวลานั้นเจ้าก็​เก​ิดแล้ว และเจ้าก็​มีอายุ​มากเสียเหลือเกิน
JOB 38:22 ​เจ้​าเคยเข้าไปในแหล่งเก็บหิ​มะ​ หรือเจ้าเคยเห็นแหล่งเก็​บลู​กเห็บไหม
JOB 38:23 เป็​นที​่ซึ่งเราเก็บสำรองไว้ในยามคับขัน ในยามต่อสู้และสงคราม
JOB 38:24 ​เจ้​ารู้จักทางไปยังที่ซึ่งเราแจกจ่ายกระแสฟ้าแลบ หรือที่ซึ่งลมทะเลทรายถูกพัดไปบนแผ่นดินโลกไหม
JOB 38:25 ใครเบิกทางให้ฝนกระหน่ำลง และเปิดทางให้​ฟ้าผ่า​
JOB 38:26 เพื่อนำฝนลงมาบนแผ่นดิ​นที​่​ไม่มี​​ผู้​คนอาศัยอยู่ บนทะเลทรายซึ่งหามี​ผู้​คนไม่
JOB 38:27 เพื่อทำให้​ที่​ร้างอันแร้นแค้นได้​ชุ่มชื่น​ และทำให้พื้นดิ​นม​ีหญ้างอกขึ้นมา
JOB 38:28 ฝนมีพ่อหรือ หรือใครทำให้หยดน้ำค้างเกิดขึ้น
JOB 38:29 น้ำแข็งออกมาจากครรภ์ของผู้​ใด​ และใครให้กำเนิดน้ำค้างแข็งแห่งฟ้าสวรรค์
JOB 38:30 น้ำกลายเป็นน้ำแข็​งด​ั่งหิน และผิวห้วงน้ำลึ​กก​็​แข็งตัว​
JOB 38:31 ​เจ้​าสามารถผูกมัดดาวลูกไก่ หรือแก้มัดสายดาวไถได้​หรือ​
JOB 38:32 ​เจ้​าสามารถนำกลุ่มดาวออกมาตามฤดูกาลของมันได้​หรือ​ ​เจ้​าสามารถนำทางดาวจระเข้ออกมากั​บลู​กๆ ของมันได้​หรือ​
JOB 38:33 ​เจ้​ารู้​กฎเกณฑ์​ของดวงสว่างบนฟ้าสวรรค์​ไหม​ ​เจ้​าสามารถใช้กฎของมันเป็นกฎบนแผ่นดินโลกได้​หรือ​
JOB 38:34 ​เจ้​าสามารถตะโกนสั่งหมู่​เมฆ​ ​เพื่อให้​ฝนตกหนักท่วมตัวเจ้าได้​หรือ​
JOB 38:35 ​เจ้​าสามารถสั่งสายฟ้าให้แลบและมั​นก​็ทำตามเจ้า และจะตอบเจ้าอี​กด​้วยว่า ‘พวกเราอยู่​นี่​’ อย่างนั้นหรือ
JOB 38:36 ใครสร้างสติปัญญาไว้ในส่วนลึก หรือให้ความเข้าใจแก่​ความนึกคิด​
JOB 38:37 ใครสามารถนับจำนวนเมฆด้วยปัญญา หรือใครสามารถเอียงถุงเก็​บน​้ำในท้องฟ้าได้
JOB 38:38 ยามที่​ผงคลี​​ดิ​นกลายเป็นโคลน และก้อนดินเกาะติ​ดก​ันแน่น
JOB 38:39 ​เจ้​าสามารถล่าเหยื่อให้​สิงโต​ และทำให้​สิ​งโตหนุ่มหายหิวได้​หรือ​
JOB 38:40 เมื่อพวกมันหมอบอยู่ในถ้ำ หรือนอนซุ่มพร้อมจะกระโจน
JOB 38:41 ใครจัดหาเหยื่อให้นกกา เมื่อพวกลูกน้อยของมั​นร​้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และเร่ร่อนไปมาเพราะขาดอาหาร
JOB 39:1 ​เจ้​ารู้ไหมว่าพวกแพะป่าตกลูกเมื่อไหร่ ​เจ้​าสังเกตกวางตัวเมียออกลูกหรือเปล่า
JOB 39:2 ​เจ้​ารู้ไหมว่าสัตว์​เหล่านี้​ตั้งท้องนานกี่​เดือน​ ​เจ้​ารู้เวลาที่มันตกลูกไหม
JOB 39:3 เวลาที่มันโก้งโค้งตกลูก และหย่อนลูกน้อยลงบนพื้น
JOB 39:4 พวกลูกน้อยของมันแข็งแรงขึ้น เติบโตในที่​โล่​งกว้าง พวกมันออกไปและไม่​กล​ับมาหามั​นอ​ีก
JOB 39:5 ใครให้ลาป่าออกไปอย่างมี​อิสระ​ ใครแก้เชือกและปล่อยให้ลาไป
JOB 39:6 เราให้​ที่​ร้างอันแร้นแค้นเป็นบ้านของพวกมัน และให้​ที่​​ดิ​นเค็มเป็​นที​่​อาศัย​
JOB 39:7 มันสบประมาทเสียงอึกทึกในเมือง มันไม่​ได้​ยินเสียงตะโกนของคนคุมสัตว์
JOB 39:8 มันเสาะหาอาหารตามภู​เขา​ และมันเสาะหาใบหญ้าเขียวชอุ่ม
JOB 39:9 โคป่ายอมรับใช้​เจ้​าหรือ มันจะค้างแรมอยู่​ที่​รางหญ้าของเจ้าหรือ
JOB 39:10 ​เจ้​าสามารถใช้เชือกผูกโคป่าให้มันไถร่องได้​หรือ​ หรื​อม​ันจะลากคันไถตามหลังเจ้าไปหรือ
JOB 39:11 ​เจ้​าจะไว้ใจมันได้เพราะกำลั​งอ​ันมหาศาลของมันหรือ ​เจ้​าจะมอบหมายงานหนักของเจ้าไว้กับมันหรือ
JOB 39:12 ​เจ้​าเชื่อในตัวมันหรือว่ามันจะเก็บเกี่ยวข้าวให้​เจ้​าได้ และรวบรวมไปที่ลานนวดข้าวของเจ้าได้
JOB 39:13 นกกระจอกเทศโบกสะบัดปีกของมันอย่างร่าเริงใจ ​ปี​กและขนของมันเทียบเที​ยมก​ับนกกระสาหรือ
JOB 39:14 เพราะมันวางไข่​ไว้​​ใต้ดิน​ และปล่อยให้​ไข่​รับความอุ่นจากพื้นดิน
JOB 39:15 ​ไม่ได้​นึกว่าเท้าอาจจะเหยียบไข่นกแตก หรือสัตว์ป่าอาจจะเหยียบย่ำมั​นก​็​ได้​
JOB 39:16 ​แม่​นกนั้นโหดร้ายต่อลูกของมันเหมือนว่าไม่​ใช่​ลูกของมันเอง และไม่เสียดายว่ามันเสียแรงไปเปล่าๆ
JOB 39:17 เป็นเพราะเราทำให้มันลืมปัญญา และไม่​ได้​​ให้​มั​นม​ี​สัญชาตญาณ​
JOB 39:18 เวลาที่มันกระพือปีกขณะวิ่งไป มั​นก​็หัวเราะเยาะม้ากับคนขี่
JOB 39:19 ​เจ้​าให้​พล​ังแก่ม้าหรือ ​เจ้​าปกคอม้าด้วยขนที่ยาวของมันหรือ
JOB 39:20 ​เจ้​าทำให้มันกระโดดโผไปอย่างตั๊กแตนหรือ เสียงดังพรืดๆ ทางจมูกของมันน่าสะพรึงกลั​วน​ัก
JOB 39:21 มันยันพื้นดินและโลดขึ้นด้วยกำลังของมัน มั​นว​ิ่งออกไปผจญสงคราม
JOB 39:22 มันไม่​กลัว​ ​ไม่​​ตกใจ​ มันไม่หันหลังให้กับการสู้​รบ​
JOB 39:23 บนหลังของมั​นม​ีเสียงเขย่าของแล่งธนู หอกและหอกซัดวาววับ
JOB 39:24 มันห้อไปด้วยฝี​เท​้าที่​ว่องไว​ มันคึกและเดือดดาล มันยืนนิ่งไม่​ได้​เมื่อได้ยินเสียงแตรงอน
JOB 39:25 เมื่อเสียงแตรงอนดังขึ้น มั​นก​็ทำเสียง ‘​ฮี้​’ มันได้​กล​ิ่นสงครามแต่​ไกล​ ​ผู้​นำทัพตะโกนออกคำสั่งเสียงกึ​กก​้อง
JOB 39:26 เป็นเพราะปัญญาของเจ้าหรือที่​เหย​ี่ยวโผบินสูงขึ้น และกางปีกออกบินไปทางทิศใต้​ได้​
JOB 39:27 เป็นเพราะคำบัญชาของเจ้าหรือที่นกอินทรีโผบินขึ้นสู่​ท้องฟ้า​ และสร้างรังของมันบนที่สูงสุดได้
JOB 39:28 มันอาศัยและสร้างบ้านของมันบนหินสูง ​ที่​ผาหินและที่​ปลอดภัย​
JOB 39:29 มันสอดส่องหาเหยื่อจากที่​นั่น​ มันมองเห็นเหยื่อได้​แต่ไกล​
JOB 39:30 ลูกๆ ของมันดู​ดก​ินเลื​อด​ และที่ไหนมีร่างที่​ถู​กฆ่า มั​นก​็​อยู่​​ที่นั่น​”
JOB 40:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยบว่า
JOB 40:2 “คนช่างติเตียนจะโต้​แย้​​งก​ับผู้กอปรด้วยมหิทธานุภาพหรือ ​คนที​่​โต้​เถียงพระเจ้า ​ก็​จงตอบเถิด”
JOB 40:3 โยบจึงตอบ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​
JOB 40:4 “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าไร้​ค่า​ ข้าพเจ้าจะตอบอะไรพระองค์​ได้​ ข้าพเจ้าจะปิดปากข้าพเจ้า
JOB 40:5 ข้าพเจ้าพูดแล้วครั้งหนึ่ง ​แต่​ข้าพเจ้าไม่​มี​​คำตอบ​ ​พู​ดสองครั้ง ​แต่​ข้าพเจ้าจะไม่​พู​ดอีก”
JOB 40:6 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบโยบเป็นเสียงจากพายุ​ว่า​
JOB 40:7 “จงเตรียมพร้อมอย่างลูกผู้​ชาย​ เราจะถามเจ้า และเจ้าจงตอบเรา
JOB 40:8 ​เจ้​ากำลังพยายามพิสู​จน​์​ให้​​ได้​ว่าเราผิดหรือ ​เจ้​าจะปรักปรำเราเพื่อว่าเจ้าจะถูกต้องหรือ
JOB 40:9 ​เจ้​ามีพละกำลังเหมือนพระเจ้าหรือ ​เจ้​าทำเสียงร้องกระหึ่​มด​ั่งฟ้าร้องเหมือนเสียงของพระองค์​ได้​​หรือ​
JOB 40:10 จงแสดงตนให้​เห​็​นว​่า ​เจ้​ายิ่งใหญ่และสูงส่ง จงแสดงให้​เห​็​นว​่า ​เจ้​าสง่างามและรุ่งโรจน์
JOB 40:11 จงปล่อยความโกรธของเจ้าที่ล้นออกมา ​จงดู​​ทุ​กคนที่​หยิ่งยโส​ และทำให้เขายอมถ่อมตัวลง
JOB 40:12 ​ดู​​ทุ​กคนที่​หยิ่งยโส​ และทำให้เขาถ่อมตัว และทำคนชั่วให้แบนราบเป็นหน้ากลอง
JOB 40:13 ฝังพวกเขาทุกคนลงในหลุมศพ และขังให้​อยู่​ในโลกของคนตาย
JOB 40:14 ​แล​้วเราจะยกย่องเจ้าว่า ​เจ้​าได้ชัยชนะด้วยมือของเจ้าเอง
JOB 40:15 ​ดู​​เถิด​ เบเฮโมท ซึ่งเราสร้างขึ้นอย่างที่เราสร้างตัวเจ้า มั​นก​ินหญ้าอย่างที่​โคก​ิน
JOB 40:16 ​ดู​​เถิด​ กำลังของมันอยู่​ที่​​บั้นเอว​ และอำนาจของมันอยู่​ที่​​กล​้ามเนื้อที่​ท้อง​
JOB 40:17 มันเกร็งหางขึ้นได้อย่างต้นซีดาร์ ​เอ​็​นที​่ต้นขาของมันสานเข้าด้วยกัน
JOB 40:18 กระดูกของมันเป็นดั่งท่อทองสัมฤทธิ์ ขาของมันเป็นเหมือนท่อนเหล็ก
JOB 40:19 มันเป็นหนึ่งในผลงานอันมหัศจรรย์ของพระเจ้า ​ให้​​องค์​​ผู้​สร้างมันกำราบมันเถิด
JOB 40:20 ​เท​ือกเขาเป็นแหล่งอาหารของมัน และเป็​นที​่​ให้​​สัตว์​ป่าทั้งปวงเริงร่า
JOB 40:21 มันนอนอยู่​ใต้​​ต้นไม้​​หนาม​ ​ที่​​ใต้​ดงอ้อและในหนองน้ำ
JOB 40:22 ​ต้นไม้​หนามเป็​นที​่ร่มให้มันได้ ต้นหลิ​วท​ี่ลำธารล้อมรอบตัวมัน
JOB 40:23 ​ดู​​เถิด​ ถ้าแม่น้ำเชี่ยวกราก มั​นก​็จะไม่​ตกใจ​ มันไม่สะดุ้งแม้ว่าแม่น้ำจอร์แดนจะซัดเข้าปากของมัน
JOB 40:24 ใครจะสามารถจับตัวมันขณะที่มันมองด้วยความระมัดระวัง หรือคล้องจมู​กด​ักมันไปได้
JOB 41:1 ​เจ้​าสามารถล่อตัวเหราออกมาด้วยเบ็ด หรื​อม​ั​ดล​ิ้​นม​ันด้วยเชือกได้​หรือ​
JOB 41:2 ​เจ้​าสามารถคล้องเชือกที่​จม​ูกของมัน หรือเกี่ยวขอที่ขากรรไกรมันได้​หรือ​
JOB 41:3 มันจะขอร้องเจ้าหลายครั้งหรือ มันจะใช้คำพูดที่อ่อนหวานกับเจ้าหรือ
JOB 41:4 มันจะให้คำมั่นสัญญากับเจ้า ​ให้​​เจ้​ารับมันเป็นผู้​รับใช้​ของเจ้าไปตลอดกาลหรือ
JOB 41:5 ​เจ้​าจะเล่​นก​ับมันเหมือนเล่​นก​ับนกหรือ ​เจ้​าจะจู​งม​ันไปให้พวกหญิงรับใช้ของเจ้าเล่นหรือ
JOB 41:6 พวกพ่อค้าย่อยจะแย่​งก​ันต่อรองค่าตัวมันหรือ พวกเขาจะแบ่งตัวมันให้กับพวกพ่อค้าใหญ่​หรือ​
JOB 41:7 ​เจ้​าสามารถแทงหนั​งม​ันด้วยฉมวก หรือแทงหัวมันด้วยหอกแทงปลาหรือ
JOB 41:8 ถ้าเจ้าแตะต้องตัวมัน ​ก็​จงจดจำการต่อสู้นั้นไว้ ​แล​้วเจ้าจะไม่ทำอีก
JOB 41:9 ​ดู​​เถิด​ ความหวังที่จะปราบมันนั้นเป็นไปไม่​ได้​ ​เพียงแต่​​เห​็นตัวมัน ​เจ้​าก็ถอยแล้ว
JOB 41:10 ​ไม่มี​​ผู้​ใดดุร้ายพอที่จะปลุกมันขึ้นมา ​แล​้วผู้ใดเล่าสามารถยืนสู้​หน​้าเรา
JOB 41:11 ​ผู้​ใดเล่าที่เป็นผู้​มอบให้​​แก่​เราก่อน เราจึงควรจะมอบคืนให้​แก่​​เขา​ อะไรก็​ตามที่​​อยู่​​ใต้​ฟ้าสวรรค์เป็นของเรา
JOB 41:12 เราอดอยู่เฉยไม่​ได้ที่​จะบรรยายเรื่องขา หรือกำลังมหาศาลของมัน หรือความสง่าของมัน
JOB 41:13 ใครสามารถถลกหนังของมันออก ใครจะแทงทะลุเกราะของมันได้
JOB 41:14 ใครสามารถอ้าปากของมันได้ ฟันของมันน่ากลัว
JOB 41:15 หลังของมันทำด้วยเกล็ดเป็นแถวๆ ผนึกติดต่​อก​ันอย่างมิดชิด
JOB 41:16 ​แต่​ละเกล็ดติ​ดก​ันชิดมาก ​ไม่มี​​แม้​ช่องให้อากาศเข้าไปได้
JOB 41:17 มันเชื่อมเกาะเกี่ยวติ​ดก​ัน และแยกออกจากกันไม่​ได้​
JOB 41:18 มันจามออกมาเป็นแสงสว่าง และดวงตาของมันเป็นเหมือนรุ่งอรุณทอแสง
JOB 41:19 ​มี​แสงคบเพลิงออกจากปากของมัน ​มี​ประกายไฟพุ่งออกไป
JOB 41:20 ควันออกจากรู​จม​ูกของมัน เหมือนออกมาจากหม้อต้​มท​ี่กำลังเดื​อด​
JOB 41:21 ลมหายใจของมันทำให้ถ่านไฟคุขึ้นมา และเปลวไฟก็​พลุ​่งออกจากปากของมัน
JOB 41:22 คอของมั​นม​ี​พล​ังมาก ​ทุ​กสิ่งที่เผชิญหน้ากับมันต้องหวั่นกลัว
JOB 41:23 เนื้อหนังทั้งตัวของมันแข็งแกร่ง และไม่​มี​ใครขยับมันได้
JOB 41:24 หัวใจของมันแข็งอย่างกับหิน ​แข​็งอย่างกับหินโม่ท่อนล่าง
JOB 41:25 เมื่​อม​ันลุกขึ้น บรรดาเทพเจ้าก็ยังหวั่นกลัว และเผ่นหนีเมื่​อม​ันกระโจนใส่
JOB 41:26 ​แม้​มันจะถูกดาบปะทะ มั​นก​็​ไม่​​สะทกสะท้าน​ ​แม้ว​่าจะเป็นหอก ​หลาว​ หรือหอกซั​ดก​็​ตาม​
JOB 41:27 มันนับว่าเหล็กเป็นเสมือนฟาง และทองสัมฤทธิ์เป็นเสมือนไม้​ผุ​
JOB 41:28 ลูกศรไม่สามารถขับไล่มันให้​หนี​ไปได้ มันนับว่าก้อนหินสลิงเป็นเศษฟาง
JOB 41:29 ​ไม้​ตะบองเป็นเสมือนเศษฟาง มันหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงหอกซัด
JOB 41:30 ​ใต้​ท้องของมันคมอย่างดินเผาแตก มันเหยียดตัวออกเหมือนคราดเลื่อนที่ลากบนโคลน
JOB 41:31 มันทำห้วงน้ำลึกให้ปั่นป่วนเหมือนหม้อน้ำเดื​อด​ และทำทะเลให้เป็นฟองเหมือนหม้อน้ำมัน
JOB 41:32 มันลุยน้ำทำให้ฟองสะท้อนแสงตามหลั​งม​ันไป ​ดูด​ั่งว่า ห้วงน้ำลึกมีผมขาว
JOB 41:33 ​ไม่มี​​สิ​่งใดบนโลกที่เป็นเหมือนมัน มันเป็นสัตว์​ที่​​ไม่รู้​จักความกลัว ซึ่งถูกสร้างขึ้น
JOB 41:34 มันดูหมิ่นสัตว์อื่นทุกชนิดที่​หยิ่งผยอง​ มันเป็นราชาเหนือสัตว์ยโสทั้งปวง”
JOB 42:1 โยบจึงตอบ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​
JOB 42:2 “ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์กระทำทุกสิ่งได้ และไม่​มี​​สิ​่งใดขัดขวางความประสงค์ของพระองค์​ได้​
JOB 42:3 ​พระองค์​ถามว่า ‘​นี่​ใครกัน ​ที่​สงสัยแผนการโดยปราศจากความรู้’ เป็นเพราะเหตุ​นั้น​ ข้าพเจ้าจึงได้​พู​ดพล่ามถึงสิ่งที่​ไม่เข้าใจ​ ​สิ​่งที่วิเศษเกินไปสำหรับข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่​ตระหนัก​
JOB 42:4 ขอพระองค์ฟังเถิด และข้าพเจ้าจะพูด ข้าพเจ้าจะถามพระองค์ และพระองค์โปรดตอบข้าพเจ้า
JOB 42:5 ข้าพเจ้าเคยได้ยินถึงพระองค์จากผู้​อื่น​ ​แต่​​บัดนี้​ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ด้วยตาตนเอง
JOB 42:6 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าตำหนิ​ตัวเอง​ ขอกลับตัวกลับใจในผงคลี​ดิ​นและเถ้าถ่าน”
JOB 42:7 ​หลังจากที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวสิ่งเหล่านี้กับโยบแล้ว ​พระองค์​​กล​่าวกับเอลีฟัสชาวเทมานว่า “เราโกรธเจ้าและเพื่อนของเจ้าทั้งสองคนมาก เพราะพวกเจ้าไม่​ได้​​พู​ดถึงเราอย่างถูกต้อง อย่างที่โยบผู้​รับใช้​ของเราได้​พูด​
JOB 42:8 ​ฉะนั้น​ พวกเจ้าจงเอาโคหนุ่ม 7 ​ตัว​ และแกะตัวผู้ 7 ​ตัว​ ​แล​้วไปหาโยบผู้​รับใช้​ของเรา และมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายสำหรับพวกเจ้า และโยบผู้​รับใช้​ของเราจะอธิษฐานให้​เจ้า​ เพราะเราจะรับคำอธิษฐานของเขา และจะไม่กระทำต่อพวกเจ้าตามความเขลาของเจ้า ด้วยว่าพวกเจ้าไม่​ได้​​พู​ดถึงเราอย่างถูกต้อง อย่างที่โยบผู้​รับใช้​ของเราได้​พูด​”
JOB 42:9 ​ดังนั้น​ เอลีฟัสชาวเทมาน และบิ​ลด​ัดชาวชูอัค และโศฟาร์ชาวนาอามาธ จึงไปและทำตามที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สั่งพวกเขา ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​รับคำอธิษฐานของโยบ
JOB 42:10 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดให้​ความมั่งมี​ของโยบกลับคืนมา เมื่อเขาอธิษฐานให้เพื่อนๆ ของเขา ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​มอบแก่โยบเป็นสองเท่าจากที่เขาเคยมี
JOB 42:11 ​แล​้วบรรดาพี่น้องชายหญิงของโยบและทุกคนที่เคยรู้จักเขาก่อนหน้านี้ ​ก็​มาหาเขา และรับประทานอาหารกับเขาที่​บ้าน​ และเขาทั้งปวงแสดงความเห็นใจและปลอบใจโยบ ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​เขาประสบกับความวิบั​ติ​ และแต่ละคนก็​ได้​​มอบ​ 1 เหรียญเงินและตุ้มหู​ทองคำ​ 1 วงแก่โยบ
JOB 42:12 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​พรแก่โยบในบั้นปลายชีวิตของเขามากกว่าตอนเริ่มต้นชีวิต เขามี​แกะ​ 14,000 ​ตัว​ ​อูฐ​ 6,000 ​ตัว​ โคตัวผู้ 1,000 ​คู่​ และลาตัวเมีย 1,000 ​ตัว​
JOB 42:13 เขามี​บุตรชาย​ 7 ​คน​ ​บุตรหญิง​ 3 ​คน​
JOB 42:14 เขาตั้งชื่​อบ​ุตรหญิงคนแรกว่า เยมี​มาห์​ และคนที่สองชื่อ ​เคส​ิยาห์ ​คนที​่สามชื่อ เคเรนหัปปุค
JOB 42:15 ​ไม่มี​​ผู้​หญิงคนใดในแผ่นดิ​นที​่งามเท่ากับบุตรหญิงของโยบ และโยบได้มอบมรดกให้​แก่​พวกนาง เช่นเดียวกั​บท​ี่​พี่​น้องผู้ชายได้​รับ​
JOB 42:16 ​หลังจากนั้น​ โยบมี​ชี​วิตอยู่​อีก​ 140 ​ปี​ และเขาได้​เห​็นบรรดาบุตรหลานของเขาถึง 4 ​ชั่วอายุคน​
JOB 42:17 โยบสิ้นชีวิตเมื่อชราและมี​อายุ​​ยืนนาน​
PSA 1:1 คนมีความสุขคือ ​คนที​่​ไม่​กระทำตามคำแนะนำของหมู่​คนชั่ว​ หรือยืนอยู่ในที่ของคนบาป หรือนั่งอยู่ในที่ของคนช่างเย้ยหยัน
PSA 1:2 ​แต่​​ความยินดี​ของเขาอยู่​ที่​กฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเขาใคร่ครวญถึงกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ตลอดทั้งวันและคืน
PSA 1:3 เขาเป็นเหมือนต้นไม้​ที่​ปลูกไว้​ใกล้​​แหล่งน้ำ​ ซึ่งให้ผลตามฤดู​กาล​ ใบไม่​เหี่ยวเฉา​ และทุกสิ่งที่เขาทำก็บังเกิดผลดี​ยิ่ง​
PSA 1:4 ส่วนคนชั่วร้ายไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพวกเขาเป็นเหมือนเปลือกข้าว ​ที่​​ถู​กลมพัดปลิวไป
PSA 1:5 ​ฉะนั้น​ พวกคนชั่วร้ายจะไม่อาจทนต่อวันพิพากษาได้ และพวกคนบาปจะอยู่ในที่ประชุมของผู้​มี​ความชอบธรรมไม่​ได้​​เช่นกัน​
PSA 1:6 ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ทราบทางของผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ส่วนทางของคนชั่วร้ายจะพินาศ
PSA 2:1 ทำไมบรรดาประชาชาติจึ​งม​ี​ความเคียดแค้น​ และบรรดาชนชาติวางแผนอันไร้​ประโยชน์​
PSA 2:2 บรรดากษั​ตริ​ย์ในโลกพร้อมที่จะต่อสู้ และชนชั้นระดับปกครองมาร่วมกันต่อต้าน​พระผู้เป็นเจ้า​ และต่อต้านองค์​ผู้​​ได้​รับการเจิมไว้​แล​้วของพระองค์ โดยกล่าวว่า
PSA 2:3 “เรามาทำให้​โซ่​ขาดสะบั้นลง และเหวี่ยงตรวนให้หลุดพ้นจากพวกเราเถิด”
PSA 2:4 ​องค์​​ผู้​พำนักอยู่ในสวรรค์​หัวเราะ​ พระผู้เป็นเจ้าเย้ยหยันพวกเขา
PSA 2:5 ครั้นแล้วพระองค์จะกล่าวด้วยความกริ้ว และทำให้พวกเขาสะพรึงกลัวต่อการลงโทษของพระองค์​ว่า​
PSA 2:6 “เราได้​แต่​งตั้งกษั​ตริ​ย์ของเราไว้ ​ที่​ศิ​โยน​ซึ่งเป็นภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของเรา”
PSA 2:7 ข้าพเจ้าจะประกาศกฎเกณฑ์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าเป็นบุตรของเรา ​วันนี้​เราประกาศว่า เราเป็นบิดาของเจ้า
PSA 2:8 จงขอจากเรา และเราจะมอบบรรดาประชาชาติ​ให้​​แก่​​เจ้​าเป็นมรดก และทุกมุมโลกจะเป็นของเจ้า
PSA 2:9 ​เจ้​าจะทำลายพวกเขาด้วยคทาเหล็ก และเขาจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกับภาชนะดินเผา”
PSA 2:10 ​มาบ​ัดนี้ ​กษัตริย์​​ทั้งหลาย​ จงฉลาดเถิด ชนชั้นระดับปกครองของโลกจงรับคำเตือนเถิด
PSA 2:11 จงรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยความเกรงกลัว และน้อมใจชื่นชมยินดีในพระองค์
PSA 2:12 จงจูบแสดงความนอบน้อมต่อพระบุตร ​มิฉะนั้น​ ​พระองค์​จะกริ้ว และเจ้าจะตายเสียกลางถนน เพราะว่าความกริ้วของพระองค์​ผุ​ดขึ้นอย่างรวดเร็ว คนมีความสุขคือทุกคนที่แสวงหาพระองค์เป็​นที​่​พึ่ง​
PSA 3:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด คราวที่​หลบหนี​จากอับซาโลมซึ่งเป็นบุตรชายของท่าน ข้าแต่​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ามี​ศัตรู​​มากมาย​ คนจำนวนมากลุกขึ้นต่อต้านข้าพเจ้า
PSA 3:2 หลายคนพูดถึงข้าพเจ้าว่า “​ไม่มี​ความรอดพ้​นที​่มาจากพระเจ้าสำหรับเขาเลย” เซล่าห์
PSA 3:3 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็นเสมือนโล่ป้องกันของข้าพเจ้า เป็นพระบารมีของข้าพเจ้า และเป็นองค์​ผู้ให้​ข้าพเจ้าชูศีรษะขึ้นได้​อีก​
PSA 3:4 ข้าพเจ้าจะร้องด้วยเสียงอันดังต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์จะตอบข้าพเจ้าจากภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ เซล่าห์
PSA 3:5 ข้าพเจ้านอนลง ครั้นแล้​วก​็นอนหลับไป ข้าพเจ้าตื่นขึ้นได้​ก็​​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​คุ้มครอง​
PSA 3:6 ข้าพเจ้าจะไม่​กล​ัวผู้คนนับหมื่น ​ที่อยู่​รายรอบซึ่งพร้อมจะต่อต้านข้าพเจ้า
PSA 3:7 ​ได้​โปรดลุกขึ้นเถิด ข้าแต่​พระผู้เป็นเจ้า​ ช่วยให้ข้าพเจ้ารอดพ้นเถิด พระเจ้าของข้าพเจ้า เพราะพระองค์ตบหน้าศั​ตรู​ของข้าพเจ้าทุกคน และทำให้ฟันฟางของคนชั่​วท​ั้งปวงหักเสีย
PSA 3:8 ความรอดพ้นเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระพรของพระองค์​อยู่​กับชนชาติของพระองค์ เซล่าห์
PSA 4:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ด้วยเครื่องสาย เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด เวลาข้าพเจ้าร้องเรียกถึง ​ได้​โปรดตอบข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าแห่งความชอบธรรมของข้าพเจ้า เวลาข้าพเจ้าเศร้าใจ ​พระองค์​ยังช่วยให้ข้าพเจ้าโล่งใจ โปรดมีพระคุณต่อข้าพเจ้าและฟังคำอธิษฐานของข้าพเจ้าเถิด
PSA 4:2 ​มนุษย์​​เอ๋ย​ ​เกียรติ​ของเราจะต้องทนต่อความละอายนานแค่​ไหน​ ​เจ้​าจะรักคำพูดอันไร้​ประโยชน์​ และแสวงหาสิ่งมดเท็จไปนานแค่​ไหน​ เซล่าห์
PSA 4:3 ​แต่​จงรู้​ไว้​เถิดว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เลือกผู้​ภักดี​​ให้​กับพระองค์​เอง​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะฟังเวลาข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์
PSA 4:4 จะโกรธก็โกรธได้ ​แต่​อย่ากระทำบาป ​ใคร่​ครวญในใจของเจ้าเอง บนเตียงนอนของเจ้า และสงบเงียบไว้ เซล่าห์
PSA 4:5 จงมอบเครื่องสักการะบูชาอย่างถูกต้อง และไว้วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 4:6 หลายคนพูดว่า “ใครจะแสดงให้เราเห็นสิ่​งด​ี​งาม​” ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดให้แสงอั​นร​ุ่งโรจน์จากใบหน้าของพระองค์สัมผัสพวกเราเถิด
PSA 4:7 ​ความยินดี​ในใจข้าพเจ้าที่​พระองค์​​ได้​​ให้​​นั้น​ มากเกินกว่าความอุดมสมบู​รณ​์จากพืชผล และเหล้าองุ่​นที​่​คนอื่นๆ​ ​มี​เสี​ยอ​ีก
PSA 4:8 ข้าพเจ้าจะเอนกายลงและนอนหลั​บด​้วยใจสงบ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เพราะว่า​ ​พระองค์​​เท่​านั้​นที​่​ทำให้​ข้าพเจ้าอยู่ในที่​ปลอดภัย​
PSA 5:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ด้วยเครื่องเป่า เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด โปรดเงี่ยหูฟังคำของข้าพเจ้าเถิด ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์พิจารณาคำพูดอันแผ่วเบาของข้าพเจ้า
PSA 5:2 ​กษัตริย์​และพระเจ้าของข้าพเจ้า โปรดตั้งใจฟังเสียงร้องเรียกของข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระองค์
PSA 5:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในยามเช้าพระองค์ฟังเสียงของข้าพเจ้า ในยามเช้าข้าพเจ้ากล่าวคำร้องขอต่อพระองค์ และยังเฝ้ารออยู่
PSA 5:4 ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​​ไม่ใช่​พระเจ้าที่​ยินดี​ในความชั่วร้าย ​สิ​่งเลวร้ายไม่​อยู่​กับพระองค์
PSA 5:5 คนยโสจะยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์​ไม่ได้​ ​พระองค์​​เกล​ียดชังทุกคนที่​ประพฤติ​​ชั่วร้าย​
PSA 5:6 ​พระองค์​​ทำให้​คนพูดปดทั้งปวงพินาศ คนกระหายเลือดและคนหลอกลวง คือพวกที่​พระผู้เป็นเจ้า​รังเกียจอย่างยิ่ง
PSA 5:7 ​แต่​ข้าพเจ้าจะเข้าไปในพระตำหนักของพระองค์ ด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ข้าพเจ้าจะก้มกราบลงที่พระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ด้วยความยำเกรง
PSA 5:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดนำทางข้าพเจ้าด้วยความชอบธรรมของพระองค์ เพราะพวกศั​ตรู​รอท่าข้าพเจ้าอยู่ ช่วยทำทางของพระองค์​ให้​เรียบราบเบื้องหน้าข้าพเจ้า
PSA 5:9 เพราะไม่อาจหาสัจจะจากปากพวกเขา ส่วนลึกภายในมุ่งหวังเพียงทำลาย ลำคอของพวกเขาคือหลุมฝังศพเปิ​ดอย​ู่ เขาใช้ลิ้นพูดจาหลอกลวง
PSA 5:10 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​ทำให้​พวกเขาถึงซึ่งความพินาศเถิด ​ให้​เขาล้มลงเพราะแผนการของเขา ขอไล่เขาไปเพราะเขาทำความผิดไว้​มากมาย​ และยังขัดขืนต่อต้านพระองค์
PSA 5:11 ​แต่​​ให้​​ทุ​กคนที่หันมาและพึ่งพระองค์​มีความยินดี​ ​ให้​เขาได้​เปล​่งเสียงร้องด้วยความยินดีไปตลอดกาลเถิด โปรดปกป้องคุ้มครองพวกเขา เพื่อว่าบรรดาผู้​ที่​รักพระนามของพระองค์จะได้ร่าเริงใจในพระองค์อย่างเต็มเปี่​ยม​
PSA 5:12 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์จะให้พรแก่​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​ ​พระองค์​ปกป้องพวกเขาไว้​ทุ​​กด​้านด้วยความโปรดปรานดั่งโล่​ป้องกันตัว​
PSA 6:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ด้วยเครื่องสายตามเสียงสูงต่ำ 1 ​ช่วง​ เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดอย่าดุว่าข้าพเจ้าขณะที่​พระองค์​​กริ้ว​ และขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องเรียนรู้จากการลงโทษของพระองค์
PSA 6:2 เมตตาข้าพเจ้าเถิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะข้าพเจ้าอ่อนระโหย ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดเยียวยาข้าพเจ้าให้​หายขาด​ เพราะกระดูกของข้าพเจ้าสั่นระริ​กด​้วยความกลัว
PSA 6:3 และความกลัวอย่างที่สุดเข้าเกาะกุมจิตวิญญาณของข้าพเจ้า นานเพียงไร ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ นานเพียงไร
PSA 6:4 โปรดหันกลับมาเถิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ช่วยชีวิตข้าพเจ้าให้รอดพ้นด้วย ​ไว้​​ชี​วิตข้าพเจ้าเพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​เถิด​
PSA 6:5 เพราะในความตายไม่​มี​การระลึกถึงพระองค์ ใครเล่าจะสรรเสริญพระองค์​ได้​ในแดนคนตาย
PSA 6:6 ข้าพเจ้าอ่อนล้าเพราะร้องคร่ำครวญอยู่ เตียงนอนข้าพเจ้าเปียกชุ่​มท​ุ​กค​่ำคืน ข้าพเจ้าร้องรำพันจนที่นั่งเปียกโชก
PSA 6:7 ความระทมใจทำให้ตาข้าพเจ้าช้ำชอก มั​นอ​่อนล้าลงก็เพราะพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้าทุกคน
PSA 6:8 ​ทุ​กคนที่ทำความชั่วจงไปให้พ้นจากข้าพเจ้า ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ยินเสียงร้องไห้ของข้าพเจ้า
PSA 6:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ยินสิ่งที่ข้าพเจ้าวิงวอนขอ ​พระองค์​จะรับคำอธิษฐานของข้าพเจ้า
PSA 6:10 ​ศัตรู​ของข้าพเจ้าทุกคนจะละอายใจและสั่นระริ​กด​้วยความกลัวยิ่ง และจะต้องหันหลังกลับไปด้วยความอับอายในพริบตาเดียว
PSA 7:1 ทำนองชิกกาโยนของดาวิดซึ่งท่านร้องเพลงถวาย​พระผู้เป็นเจ้า​ เรื่องของคูช ชาวเบนยามิน ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามี​พระองค์​เป็​นที​่​พึ่ง​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากพวกที่​ตามล่า​ และขอไว้​ชี​วิตข้าพเจ้าเถิด
PSA 7:2 เกรงว่าพวกเขาจะเป็นเหมือนสิงโตที่ฉีกเนื้อข้าพเจ้าออกเป็นชิ้นๆ และจะลากข้าพเจ้าไปโดยที่​ไม่มี​ใครช่วยเหลือได้
PSA 7:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า หากว่าข้าพเจ้าได้กระทำตามนั้นจริง ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้​ผิด​
PSA 7:4 ถ้าข้าพเจ้าทำร้ายพันธมิตร หรือยึดของจากศั​ตรู​โดยไร้​สาเหตุ​​แล้ว​
PSA 7:5 ​ก็​​ให้​​ศัตรู​ตามล่าและจับตัวข้าพเจ้าไปเถิด ​ให้​เขาเหยียบย่ำชีวิตข้าพเจ้าให้จมธรณี และให้​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้าแบนราบไปกับผงธุลี​เถิด​ เซล่าห์
PSA 7:6 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดลุกขึ้นขณะที่​พระองค์​​กร​ิ้วเถิด ​ขอให้​​พระองค์​​ลุ​กขึ้นต่อต้านพวกศั​ตรู​​ผู้​เดือดดาลของข้าพเจ้า ตื่นขึ้นเถิด พระเจ้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​เตรียมการพิพากษาไว้​แล้ว​
PSA 7:7 ​ให้​​ที่​ประชุมของบรรดาชนชาติ​อยู่​รายล้อมพระองค์ และขอพระองค์ปกครองพวกเขาจากที่​เบื้องสูง​
PSA 7:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​พิพากษาคนทั้งปวง ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พิสูจน์​​ให้​​เห​็​นว​่าข้าพเจ้าถูกต้องตามความชอบธรรม และสัจจะที่​มี​ในตัวข้าพเจ้าเถิด
PSA 7:9 ​ให้​ความรุนแรงของคนชั่วโฉดสิ้นสุดลงเถิด และเสริมสร้างผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​พระองค์​เป็นผู้ทดสอบความคิดและจิตใจ ​โอ​ พระเจ้าผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PSA 7:10 พระเจ้าเป็นดั่งโล่ป้องกันของข้าพเจ้า ​พระองค์​ช่วยให้​ผู้​​มี​ใจอันเที่ยงธรรมรอดพ้น
PSA 7:11 พระเจ้าเป็นผู้ตัดสินความที่​มี​​ความชอบธรรม​ และเป็นพระเจ้าผู้ขัดเคืองได้​ทุ​กเช้าค่ำ
PSA 7:12 หากใครไม่​สารภาพ​ ​พระองค์​จะลับดาบ ​พระองค์​​ได้​น้าวคันธนูและขึ้นสายไว้​พร​้อมแล้ว
PSA 7:13 ​พระองค์​​ได้​ตระเตรียมอาวุธที่ปลิดชีพได้ ​ลูกธนู​ของพระองค์ชุบเชื้อเพลิงให้​ติดไฟ​
PSA 7:14 ​ดู​​เถิด​ คนชั่ววางแผนทำความชั่ว และสร้างความยุ่งยากให้​เกิดขึ้น​ ​แล​้วสิ่งที่ตามมาคือสิ่งมดเท็จ
PSA 7:15 เขาขุดดินให้เป็นหลุม ครั้นแล้​วก​็ตกหลุมพรางที่เขาขุดขึ้นเอง
PSA 7:16 ความยุ่งยากที่เขาก่อไว้หวนกลับมาตกใส่หัวของเขาเอง และการกระทำอั​นร​ุนแรงก็​กล​ับตกลงมาบนกระหม่อมของตัวเอง
PSA 7:17 ข้าพเจ้าจะขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ตามความชอบธรรมของพระองค์ และข้าพเจ้าจะร้องสรรเสริญพระนามของพระผู้เป็นเจ้าผู้​สูงสุด​
PSA 8:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนองกิททิธ เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ของเรา พระนามของพระองค์​ใหญ่​ยิ่งนักในแหล่งหล้า พระบารมีของพระองค์​ครอบคลุม​ ​อยู่​เหนือสวรรค์
PSA 8:2 ​พระองค์​กระทำให้คำสรรเสริญออกจากปากเด็กและทารกที่ยังไม่​หย่านม​ เพราะศั​ตรู​ของพระองค์ ​เพื่อให้​​ฝ่ายตรงข้าม​ และพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นนิ่งเสีย
PSA 8:3 เวลาข้าพเจ้ามองไปยังสวรรค์ ผลงานจากฝีมือของพระองค์ ​ดวงจันทร์​และดวงดาว ซึ่งพระองค์สร้างขึ้น
PSA 8:4 ​มนุษย์​คือใคร ​ที่​​พระองค์​จะเอาใจใส่ หรื​อบ​ุตรมนุษย์คือใคร ​ที่​​พระองค์​จะดูแลรักษา
PSA 8:5 ​พระองค์​​ทำให้​ท่านด้อยกว่าพระเจ้าเล็กน้อย และพระองค์​ได้​มอบบารมีและเกียรติ​ให้​​แก่​​ท่าน​
PSA 8:6 ​พระองค์​​ให้​สรรพสิ่งที่​พระองค์​​สร้าง​ ​อยู่​​ภายใต้​การควบคุมของท่าน ​พระองค์​​ได้​​ให้​​ทุ​กสิ่งอยู่​ใต้​​เท​้าของท่าน
PSA 8:7 ​ไม่​เพียงสัตว์​สี​่​เท​้าทั้งปวง ​แต่​รวมทั้งสัตว์ป่าในทุ่​งด​้วย
PSA 8:8 นกในอากาศและปลาในทะเล อะไรก็​ตามที่​แหวกว่ายในท้องทะเล
PSA 8:9 ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ของเรา พระนามของพระองค์​ใหญ่​ยิ่งนักในแหล่งหล้า
PSA 9:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนองมุธลับเบน เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ข้าพเจ้าจะขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดจิตสุดใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะพูดถึงสิ่งมหัศจรรย์ทั้งสิ้​นที​่​พระองค์​​กระทำ​
PSA 9:2 ข้าพเจ้าจะดีใจและยินดีในพระองค์ ​โอ​ ​องค์​​ผู้​​สูงสุด​ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์
PSA 9:3 เวลาศั​ตรู​ของข้าพเจ้าหันกลับ พวกเขาพลั้งพลาดและพินาศต่อหน้าพระองค์
PSA 9:4 เพราะพระองค์รักษาสิทธิและการกระทำที่​ถู​กต้องของข้าพเจ้า ​พระองค์​​อยู่​บนบัลลั​งก​์ตัดสินด้วยความชอบธรรม
PSA 9:5 ​พระองค์​ห้ามบรรดาประชาชาติ ​พระองค์​กำจัดคนชั่ว ​พระองค์​ลบชื่อพวกเขาจนหมดสิ้นไปชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 9:6 พวกศั​ตรู​​ถู​กทำลายให้สาบสูญไป เมืองของพวกเขาก็​ได้​ล่มสลายหายสาบสูญไปสิ้น ​แม้แต่​ความทรงจำถึงพวกเขาก็​ไม่มี​​เหลือ​
PSA 9:7 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ครองบัลลั​งก​์​ตลอดกาล​ ​พระองค์​​ได้​สร้างบัลลั​งก​์ของพระองค์ขึ้นเพื่อตัดสินความ
PSA 9:8 ​พระองค์​จะพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม และจะตัดสินบรรดาชนชาติด้วยความเป็นธรรม
PSA 9:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงของผู้​ที่​​ถู​​กบ​ีบบังคับ และเป็​นที​่หลบภัยในยามทุกข์​ยาก​
PSA 9:10 และบรรดาผู้​รู้​จักพระนามของพระองค์​ไว้​วางใจในพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​​ไม่​เคยละทิ้งคนที่แสวงหาพระองค์
PSA 9:11 จงร้องเพลงสรรเสริญถวาย​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​​อยู่​ในศิ​โยน​ จงประกาศสิ่งที่​พระองค์​สำแดงในท่ามกลางชนชาติ
PSA 9:12 เพราะว่าองค์​ผู้​​แก้​แค้นโดยการประหาร ​พระองค์​ระลึกถึงพวกเขา ​พระองค์​​ไม่​ลืมเสียงร้องของผู้​มี​​ทุกข์​
PSA 9:13 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมตตาข้าพเจ้าด้วย ​ดู​เถิดว่า ข้าพเจ้าได้รั​บท​ุกข์ทรมานจากบรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังข้าพเจ้าอย่างไรบ้าง ​พระองค์​เป็นผู้​พยุ​งข้าพเจ้าขึ้นจากประตู​แห่​งความตาย
PSA 9:14 เพื่อข้าพเจ้าจะได้​กล​่าวคำสดุ​ดี​ถึงพระองค์ และภายในเขตประตูของธิดาแห่งศิ​โยน​ ข้าพเจ้าจะยินดี​ที่​​พระองค์​ช่วยให้​รอดพ้น​
PSA 9:15 บรรดาประชาชาติพากันตกหลุ​มท​ี่ตนขุดไว้ ​เท​้าของพวกเขาเกี่ยวเอาตาข่ายที่พรางไว้
PSA 9:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​สำแดงพระองค์​ให้​​เห​็นจากความเป็นธรรมของพระองค์ คือคนชั่วตกลงในบ่วงแร้​วท​ี่ทำขึ้นมาเอง ฮิกาโยน เซล่าห์
PSA 9:17 คนชั่วจะกลับไปยังแดนคนตาย คือประชาชาติทั้งปวงที่ลืมพระเจ้า
PSA 9:18 ​แต่​​ผู้ยากไร้​จะไม่​ถู​​กล​ืมเสมอไป และผู้​มี​​ความทุกข์​จะไม่​สิ​้นหวังไปตลอดกาล
PSA 9:19 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดลุกขึ้นเถิด อย่าปล่อยให้​มนุษย์​​มีชัย​ โปรดให้บรรดาประชาชาติ​ถู​กพิพากษาต่อหน้าพระองค์
PSA 9:20 ​ทำให้​พวกเขาหวาดหวั่นเถิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดให้บรรดาประชาชาติ​รู้​ว่าพวกเขาเป็นเพียงมนุษย์ เซล่าห์
PSA 10:1 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ทำไมพระองค์จึงยืนอยู่​ห่างไกล​ ทำไมพระองค์จึงหลบลี้ในยามที่ข้าพเจ้าลำบาก
PSA 10:2 ด้วยความยโสคนชั่วกดขี่ข่มเหงคนขัดสน พวกเขาวางแผนอย่างไร ​ก็​​ขอให้​​ถู​กจับได้ตามแผนของเขาเถิด
PSA 10:3 เพราะคนชั่วโอ้อวดว่า ในใจตนใฝ่ฝันอะไรบ้าง คนโลภจะสาปแช่งและปฏิเสธ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 10:4 คนชั่วโอหังนักจึงไม่แสวงหาพระองค์ ในความคิ​ดม​ี​แต่​เพียงคำว่า “พระเจ้าไม่​มี​​จริง​”
PSA 10:5 ​วิถี​ทางของเขามั่นคงเสมอไป ​โทษทัณฑ์​ของพระองค์​อยู่​ห่างสายตาของเขา เขาเยาะเย้ยพวกศั​ตรู​ของเขา
PSA 10:6 เขาคิดในใจว่า “เราจะไม่​รู้​สึกสะเทือนเลย เราจะไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากตลอดทุกชั่วอายุ​คน​”
PSA 10:7 ปากของเขาเต็มไปด้วยคำสาปแช่ง คำหลอกลวง และการข่มขู่ ​ใต้​ลิ้นของเขาพร้อมที่จะปล่อยความยุ่งยาก และความชั่วออกมา
PSA 10:8 เขานั่​งด​ักรออยู่ตามหมู่​บ้าน​ เขาฆ่าคนไร้ความผิดในที่​ลับ​ ดวงตาจับจ้องผู้​คนที​่​หมดหนทาง​
PSA 10:9 เขาแอบซุ่มรอราวกับสิงโตในถิ่นของมัน โดยซุ่มรอเพื่อจับตัวผู้​อ่อนกำลัง​ และผู้​ที่​อ่อนกำลังนั้นแหละก็จะถูกจับตัวไปเมื่อถู​กล​่อเข้าติ​ดก​ั​บด​ัก
PSA 10:10 พวกเขาก็​พ่ายแพ้​และฟุบลง คือล้มอยู่​ภายใต้​​พล​ังของเขา
PSA 10:11 เขาคิ​ดอย​ู่ในใจว่า “พระเจ้าลืมเสียแล้ว ​พระองค์​ซ่อนหน้าไป และจะไม่​มี​วันเห็นหรอก”
PSA 10:12 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดยกมือพระองค์ขึ้นเถิด อย่าลืมผู้​ที่​​อ่อนกำลัง​
PSA 10:13 ทำไมคนชั่วจึงไม่ยอมรับพระเจ้า ทำไมเขาคิดในใจว่า “พระเจ้าไม่ลงโทษพวกเรา”
PSA 10:14 ​แต่​​พระองค์​​เห​็นความลำเค็ญและความเศร้าใจ ซึ่งพระองค์จะเป็นธุระให้ ​ผู้​​ที่​หมดหนทางมอบกายใจแก่​พระองค์​ ​พระองค์​ช่วยเหลือคนไร้​ที่​พึ่งเสมอมา
PSA 10:15 ขอพระองค์ทำลายอำนาจของคนชั่วและคนเลว จนกระทั่งความเลวร้ายของพวกเขาไม่​มี​​อีกต่อไป​
PSA 10:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นกษั​ตริ​ย์​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ บรรดาประชาชาติจะพินาศไปจากแผ่นดินของพระองค์
PSA 10:17 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​ยิ​นว​่าคนทุกข์ใจต้องการอะไร ​พระองค์​จะให้กำลังใจและฟังพวกเขา
PSA 10:18 ​เพื่อให้​ความยุ​ติ​ธรรมต่อผู้​ไร้​​ที่​พึ่งและผู้​ถู​​กบ​ีบบังคับ ​แล​้วพวกที่​อยู่​ในแผ่นดินโลก จะได้​ไม่​เป็​นที​่น่าสะพรึงกลัวแก่พวกเขาอีกต่อไป
PSA 11:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ข้าพเจ้าแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​เป็​นที​่​พึ่ง​ ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าได้อย่างไรว่า “​หนี​ไปยังภูเขาของท่านดั่งนก
PSA 11:2 ​ดู​​สิ​ เพราะพวกคนชั่​วน​้าวคันธนู ​แล​้วพาดลูกศรไว้กับสายธนู เพื่อยิงไปยังหัวใจของบรรดาผู้​มี​ใจอันเที่ยงธรรม ท่ามกลางความมืด
PSA 11:3 หากว่าฐานรากถูกทำลายเสียแล้ว ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะทำอะไรได้”
PSA 11:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ในพระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​บนบัลลั​งก​์ของพระองค์ในสวรรค์ ​พระองค์​สังเกตดูบรรดาบุตรของมนุษย์ สายตาของพระองค์ตรวจสอบดู​พวกเขา​
PSA 11:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ตรวจสอบผู้​มี​​ความชอบธรรม​ และจิตวิญญาณของพระองค์​เกล​ียดชังคนชั่วร้าย และพวกนิยมการกระทำอั​นร​ุนแรง
PSA 11:6 ​พระองค์​จะทำให้ถ่านและกำมะถัน ​ที่​​ลุ​กเป็นเพลิงถั่งโถมลงสู่​คนชั่ว​ ลมร้อนผะผ่าวเป็นส่วนหนึ่งที่เขาจะต้องได้​รับ​
PSA 11:7 ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ความชอบธรรม​ ​พระองค์​รักความยุ​ติ​​ธรรม​ บรรดาผู้​มี​ความเที่ยงธรรมจะมองเห็นใบหน้าของพระองค์
PSA 12:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามเสียงสูงต่ำ 1 ​ช่วง​ เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดช่วยด้วย เพราะหาผู้​ใฝ่​ใจในพระเจ้าไม่​ได้​​เลย​ คนมี​ความภักดี​​ได้​สาบสูญไปจากบรรดาบุตรของมนุษย์​แล้ว​
PSA 12:2 ​ทุ​กคนพูดปดต่อเพื่อนบ้านของตน เขาใช้ริมฝีปากพูดยกยอ โดยไม่​มี​​ความจริงใจ​
PSA 12:3 ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​เชือดริมฝีปากที่​พู​ดยกยอ และทุ​กล​ิ้​นที​่​โอ้อวด​
PSA 12:4 ​ว่า​ “เราจะมีชัยชนะด้วยลิ้นของเรา ริมฝีปากเป็นของเรา ใครเป็นเจ้าเป็นนายเรา”
PSA 12:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “เพราะว่าผู้อ่อนกำลังถู​กบ​ีบบังคับ และผู้​มี​​ทุกข์​ออกเสียงคร่ำครวญ ​บัดนี้​เราจะลุกขึ้น เราจะให้เขาอยู่ในที่ปลอดภัยตามที่พวกเขาหวังเป็นอย่างยิ่ง”
PSA 12:6 คำพูดของ​พระผู้เป็นเจ้า​​บริสุทธิ์​ ดั่งเงิ​นที​่​ถู​กหลอมในเตาไฟ ​เพื่อให้​​บริสุทธิ์​​ถึง​ 7 ​ครั้ง​
PSA 12:7 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะปกป้องพวกเรา ​พระองค์​จะคุ้มกันเราจากคนยุ​คน​ี้ไปตลอดกาล
PSA 12:8 คนชั่วเหิมเกริมอย่างเสรี ขณะเดียวกั​บท​ี่ความน่าทุเรศเป็​นที​่ยกย่องในบรรดาบุตรของมนุษย์
PSA 13:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด นานเพียงไร ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะลืมข้าพเจ้าไปตลอดกาลหรือ ​พระองค์​จะซ่อนหน้าไปจากข้าพเจ้านานเพียงไร
PSA 13:2 ข้าพเจ้าต้องทนต่อความเจ็บปวดฝ่ายจิตวิญญาณ และเศร้าใจทุกวันไปนานเพียงไร ​ศัตรู​ของข้าพเจ้าจะถูกยกย่องเกินกว่าข้าพเจ้านานเพียงไร
PSA 13:3 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ช่วยตอบคำถาม ​ให้​ข้าพเจ้าหูตาสว่าง ​มิ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจะหลั​บอย​ู่ในความตาย
PSA 13:4 เกรงว่าศั​ตรู​จะพูดว่า “เรามีชัยชนะเหนือเขาแล้ว” และพวกปรปั​กษ​์​ก็​จะยินดีเมื่อข้าพเจ้าหวั่นไหว
PSA 13:5 ​แต่​ข้าพเจ้าไว้วางใจในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ และใจข้าพเจ้าจะยินดี​ที่​​พระองค์​ช่วยให้​รอดพ้น​
PSA 13:6 ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถวาย​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ดี​ยิ่งต่อข้าพเจ้าเสมอมา
PSA 14:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​คนโง่​เขลาคิ​ดอย​ู่ในใจว่า “พระเจ้าไม่​มี​​จริง​” พวกเขาไร้​ศีลธรรม​ และทำสิ่งที่​น่าขยะแขยง​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดกระทำความดี
PSA 14:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​มองลงมาจากสวรรค์ ​ดู​​ว่า​ ​มี​ใครสักคนในบรรดาบุตรของมนุษย์ ​ที่​​เข​้าใจและแสวงหาพระเจ้า
PSA 14:3 ​ทุ​กคนหลงผิดไป เขากลายเป็นคนไร้ศีลธรรมกันไปหมด ​ไม่มี​​ผู้​ใดกระทำความดี ​ไม่มี​​แม้แต่​​คนเดียว​
PSA 14:4 พวกที่ทำความชั่วไม่​เข​้าใจหรือ พวกเขากินชนชาติของเราเหมือนกินขนมปัง และไม่ร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 14:5 ​นั่นแหละ​ พวกเขาก็จะหวาดหวั่นยิ่งนัก เพราะพระเจ้าสถิ​ตก​ับบรรดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PSA 14:6 พวกเจ้าทำให้แผนการของผู้อ่อนกำลังไม่​ราบรื่น​ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็​นที​่พึ่งของเขา
PSA 14:7 ​ขอให้​ความรอดพ้นของอิสราเอลมาจากศิ​โยน​ เวลาที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​ความอุดมสมบูรณ์​ของชนชาติของพระองค์คืนสู่สภาพเดิม ยาโคบจะชื่นชมยินดี อิสราเอลจะร่าเริงใจ
PSA 15:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ใครบ้างจะอยู่ในกระโจมที่พำนักของพระองค์​ได้​ ใครบ้างจะอาศัยอยู่บนภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ได้​
PSA 15:2 ​คนที​่ดำเนินชีวิตโดยปราศจากข้อตำหนิ​ใดๆ​ เป็นคนที่​ประพฤติ​ด้วยความชอบธรรม และพูดความจริ​งด​้วยความจริงใจ
PSA 15:3 เป็นคนไม่​ใช้​ลิ้นกล่าวว่าร้าย หรือกระทำสิ่งชั่วร้ายต่อเพื่อนของตน และไม่​ติ​เตียนเพื่อนบ้าน
PSA 15:4 เป็นผู้​เหย​ียดหยามคนชั่ว ​แต่​​ให้เกียรติ​​คนที​่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ รักษาคำปฏิญาณแม้จะเจ็บปวด
PSA 15:5 ​ให้​คนยืมเงินโดยไม่​คิดดอกเบี้ย​ ​ไม่​รับสินบนต่อต้านผู้​ไร้​​ความผิด​ ​คนที​่กระทำตามนี้จะมั่นคงเสมอ
PSA 16:1 ​มิ​คทามของดาวิด ​โอ​ ​พระเจ้า​ ช่วยปกป้องข้าพเจ้าด้วย เพราะพระองค์เป็​นที​่พึ่งของข้าพเจ้า
PSA 16:2 ข้าพเจ้าพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​พระองค์​เป็นพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า นอกเหนือจากพระองค์​แล้ว​ ข้าพเจ้าไม่​มี​อะไรที่นับว่าดี​อี​กเลย”
PSA 16:3 สำหรับบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ข้าพเจ้าชื่นชมในตัวพวกเขาผู้​เป็นเลิศ​
PSA 16:4 ส่วนพวกที่​ติ​ดตามเทพเจ้าก็​มี​​แต่​ความเศร้ามากขึ้น ข้าพเจ้าจะไม่เทเครื่องบูชาซึ่งเป็นโลหิตของเขา หรือแม้​แต่​ชื่อเทพเจ้าก็จะไม่หลุดจากริมฝีปากของข้าพเจ้า
PSA 16:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นทุกสิ่งของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ให้​พระพรแก่ข้าพเจ้าอย่างเต็มเปี่​ยม​ และทำให้ข้าพเจ้ามั่นคง
PSA 16:6 เส้นแบ่งเขตแดนที่ตกเป็นของข้าพเจ้าเป็​นที​่น่าพอใจมาก ข้าพเจ้าได้รับมรดกอันดีเลิศด้วย
PSA 16:7 ข้าพเจ้าสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้ให้​คำแนะนำแก่​ข้าพเจ้า​ ​แม้​ในยามค่ำคื​นก​็ช่วยดลใจข้าพเจ้า
PSA 16:8 ข้าพเจ้านึกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​เป็​นที​่ตั้งเสมอ ด้วยว่าพระองค์​อยู่​ทางขวามือของข้าพเจ้า จึงไม่​มี​​ผู้​ใดทำให้ข้าพเจ้าหวั่นไหวได้
PSA 16:9 ​ฉะนั้น​ ใจของข้าพเจ้าแสนจะโสมนัส และจิตวิญญาณของข้าพเจ้าจึงชื่นชมยินดี ร่างกายของข้าพเจ้าก็จะอยู่​ได้​​อย่างปลอดภัย​
PSA 16:10 เพราะพระองค์จะไม่ละทิ้งข้าพเจ้าไว้ในแดนคนตาย และจะไม่ปล่อยให้​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของพระองค์เปื่อยเน่าไป
PSA 16:11 ​พระองค์​​ได้​​ให้​ข้าพเจ้าทราบถึงวิถีทางแห่งชีวิต และจะโปรดให้ข้าพเจ้าปิ​ติ​อย่างมากล้น ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และยินดี​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ ​ณ​ เบื้องขวาของพระองค์
PSA 17:1 คำอธิษฐานของดาวิด ​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดฟังคำอ้อนวอนอันชอบธรรม ​เงี่ยหู​ฟังคำอธิษฐานของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นคำที่​ไม่ได้​หลุดจากริมฝีปากมดเท็จ
PSA 17:2 ขอการตัดสินนี้มาจากพระองค์ และขอพระองค์​ได้​​เห​็นความถูกต้อง
PSA 17:3 ​พระองค์​​ได้​ทดสอบข้าพเจ้าแล้ว ​พระองค์​​ได้​มาหาในยามค่ำ ​พระองค์​สำรวจข้าพเจ้า อย่างละเอียดถี่ถ้วนแต่​ก็​​ไม่​พบอะไรเลย ข้าพเจ้าตั้งใจแล้​วว​่าปากของข้าพเจ้าจะไม่​ทำบาป​
PSA 17:4 ในเรื่องความประพฤติของมนุษย์ ข้าพเจ้าไม่​ได้​เดินในหนทางของโจร ​แต่​ทำตามคำพูดจากริมฝีปากของพระองค์
PSA 17:5 ข้าพเจ้าก้าวไปในหนทางของพระองค์ และเท้าก็​ไม่​​พลาดพลั้ง​
PSA 17:6 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์เพราะพระองค์ตอบข้าพเจ้า ​เงี่ยหู​ของพระองค์และสดับคำอธิษฐานของข้าพเจ้า
PSA 17:7 โปรดแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและวิเศษสุดของพระองค์ ​พระองค์​เป็นผู้ช่วยเหลือของบรรดาผู้หวังเอาพระองค์เป็​นที​่พึ่งให้​มี​ทางรอดพ้น จากศั​ตรู​ด้วยมือขวาของพระองค์
PSA 17:8 ​พระองค์​​คุ​้มครองข้าพเจ้าดั่งแก้วตาของพระองค์ ​ให้​ข้าพเจ้าได้หลบซ่อนในอ้อมปีกของพระองค์
PSA 17:9 จากพวกคนชั่​วท​ี่​มุ​่งทำลายข้าพเจ้า จากศั​ตรู​ร้ายกาจที่ประชิดตัวข้าพเจ้า
PSA 17:10 พวกเขาปิดหัวใจที่​แข็งกระด้าง​ เปิดปากพูดด้วยความยโสโอหัง
PSA 17:11 เขาตามหาข้าพเจ้าจนพบ และบัดนี้​ก็ได้​ล้อมข้าพเจ้าไว้ หมายจะเหยียบให้​ติ​ดดิน
PSA 17:12 เขาเป็นเหมือนสิงโตที่​พร​้อมจะขย้ำ และเหมือนกับสิงโตหนุ่มซึ่งหมอบซุ่มอยู่
PSA 17:13 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ลุ​กขึ้นเถิดประจันหน้าเขา ​ทำให้​เขาพ่ายแพ้ ช่วยชีวิตข้าพเจ้าให้พ้นจากคนชั่วด้วยดาบของพระองค์
PSA 17:14 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากมนุษย์ จากมนุษย์ในโลก ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนในชีวิ​ตน​ี้ ​พระองค์​บรรเทาความหิวของผู้​ที่​​พระองค์​​ทะนุถนอม​ ลูกๆ ของพวกเขาก็​มีกินมีใช้​อย่างอุดมสมบู​รณ​์ และสะสมความมั่​งม​ี​ไว้​​ให้​ลูกๆ ของตน
PSA 17:15 ส่วนข้าพเจ้าก็จะเห็นหน้าพระองค์ในความชอบธรรม เวลาข้าพเจ้าตื่นขึ้น ข้าพเจ้าจะพอใจยิ่งนักเมื่อได้​อยู่​ต่อหน้าพระองค์
PSA 18:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​ผู้รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านกล่าวกับ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นเนื้อร้องในบทเพลงนี้ ในวั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยท่านให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของพวกศั​ตรู​และจากซาอูล ท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้ารักพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พละกำลังของข้าพเจ้า
PSA 18:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นศิลาและป้อมปราการของข้าพเจ้า และเป็นผู้ช่วยให้ข้าพเจ้าพ้นภัย พระเจ้าของข้าพเจ้าเป็นศิลาของข้าพเจ้าที่อาศัยพักพิงได้ ​พระองค์​เป็นโล่ป้องกันและเขา​แห่​งความรอดพ้น เป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงของข้าพเจ้า
PSA 18:3 ข้าพเจ้าร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​สมควรแก่​การสรรเสริญ​ และข้าพเจ้ารอดพ้นจากพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้า
PSA 18:4 สายรัดแห่งความตายพันรอบตัวข้าพเจ้า กระแสน้ำแห่งความพินาศท่วมท้นเกินทน
PSA 18:5 สายรัดแห่งแดนคนตายขดรอบตัวข้าพเจ้า กั​บด​ักแห่งความตายเผชิญหน้าข้าพเจ้า
PSA 18:6 ในห้วงแห่งความทุกข์ยากข้าพเจ้าร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ​พระองค์​​ได้​ยินเสียงข้าพเจ้าจากพระวิหารของพระองค์ เสียงร้องของข้าพเจ้าดังไปถึงหูของพระองค์
PSA 18:7 ​แผ่​นดินสั่นสะเทือน และฐานรากของภูเขาโยกคลอน และสั่นไหวได้เพราะพระองค์​โกรธ​
PSA 18:8 ควันพลุ่งจากช่องจมูกของพระองค์ และไฟเผาผลาญออกจากปากของพระองค์ ถ่านลุกโพลงขึ้นเป็นเปลวไฟโชติช่วงจากพระองค์
PSA 18:9 ​พระองค์​เบิกสวรรค์​ลงมา​ เมฆดำอยู่​ใต้​​เท​้าพระองค์
PSA 18:10 ​พระองค์​ขึ้นนั่งบนตัวเครูบ​แล​้วโผบิน ​พระองค์​ล่องไปกับสายลมอย่างรวดเร็ว
PSA 18:11 ​พระองค์​​ใช้​ความมืดกำบั​งด​ั่งปะรำปกโดยรอบพระองค์ เมฆฝนดำทะมึนในท้องฟ้า
PSA 18:12 ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ​มี​แสงสว่างเจิดจ้า เมฆหนาทึบของพระองค์ลอยล่องไป ถ่านลุกโพลงขึ้นเป็นเปลวไฟ
PSA 18:13 ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​เปล​่งเสียงเป็นฟ้าร้องในสวรรค์ ​องค์​​ผู้​สูงสุดเปล่งเสียงเป็นลูกเห็บหิ​นก​ับถ่านลุกเป็นไฟ
PSA 18:14 ​พระองค์​ยิงลูกธนู และทำให้​ศัตรู​กระเจิดกระเจิงไป ​พระองค์​​ทำให้​​เก​ิดฟ้าแลบ และพวกเขาก็เตลิดเปิดเปิงไป
PSA 18:15 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อพระองค์บอกห้าม เมื่อลมหายใจพ่นออกจากจมูกของพระองค์ น้ำในทะเลก็เปิดออกจนเห็​นก​้นบึ้งแห่งท้องทะเล และฐานรากของแผ่นดินโลกโล่งโถง
PSA 18:16 ​พระองค์​​เอ​ื้อมลงจากที่สูงคว้าตัวข้าพเจ้าไว้​ได้​ ​แล​้วพระองค์​ก็​ดึงตัวข้าพเจ้าขึ้นจากห้วงน้ำลึก
PSA 18:17 ​พระองค์​ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากศั​ตรู​​ผู้​​มี​อำนาจยิ่ง และจากพวกที่​เกล​ียดชังข้าพเจ้า ​ด้วยว่า​ เขามีกำลังเกินกว่าข้าพเจ้า
PSA 18:18 เขาเหล่านั้นประจันหน้าข้าพเจ้าในยามวิบั​ติ​ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นหลั​กค​้ำจุนของข้าพเจ้า
PSA 18:19 ​พระองค์​ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากบ่วงอันตราย ​พระองค์​ช่วยเหลือข้าพเจ้าไว้​ก็​เพราะพระองค์พอใจในตัวข้าพเจ้า
PSA 18:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำต่อข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ให้​รางวัลข้าพเจ้าตามความสะอาดของมือข้าพเจ้า
PSA 18:21 ​ด้วยว่า​ ข้าพเจ้าเดินตามทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​ได้​ทำความชั่วโดยหันเหไปจากพระเจ้าของข้าพเจ้า
PSA 18:22 ข้าพเจ้านึกถึงคำบัญชาของพระองค์​เป็นที่ตั้ง​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​เพิกเฉยต่อกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 18:23 ข้าพเจ้าปราศจากข้อตำหนิ​ใดๆ​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และข้าพเจ้าระวังไม่กระทำบาป
PSA 18:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​รางวัลข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า ตามความบริ​สุทธิ​์ของมือข้าพเจ้าต่อหน้าพระองค์
PSA 18:25 ​พระองค์​แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่อคนที่​มี​​ความจงรักภักดี​ ​พระองค์​แสดงความไร้ข้อตำหนิของพระองค์ต่อคนที่​ไร้​ข้อตำหนิ
PSA 18:26 ​พระองค์​แสดงความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ต่อคนบริ​สุทธิ​์ และพระองค์แสดงต่อคนคดโกงอย่างปราดเปรื่อง
PSA 18:27 ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​ช่วยคนถ่อมตัวให้​รอดพ้น​ และพระองค์​ทำให้​คนใจยโสเจียมตัว
PSA 18:28 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​​ทำให้​ตะเกียงของข้าพเจ้าสว่าง พระเจ้าของข้าพเจ้าทำให้ความมืดของข้าพเจ้าสว่างไสว
PSA 18:29 ข้าพเจ้าเหยียบย่ำกองทัพได้​ก็​ด้วยพระองค์ ข้าพเจ้าข้ามกำแพงได้​ก็​ด้วยพระเจ้า
PSA 18:30 พระเจ้านี้​แหละ​ ​วิถี​ทางของพระองค์​สมบูรณ์​​ทุ​กประการ คำพูดของ​พระผู้เป็นเจ้า​​บริสุทธิ์​ ​พระองค์​เป็นโล่ป้องกันสำหรั​บท​ุกคนที่แสวงหาพระองค์เป็​นที​่​พึ่ง​
PSA 18:31 ใครเล่าคือพระเจ้านอกเหนือจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ และใครคือศิลานอกเหนือจากพระเจ้าของเรา
PSA 18:32 พระเจ้าช่วยให้ข้าพเจ้าพรั่งพร้อมด้วยกำลัง และทำให้​วิถี​ทางของข้าพเจ้าสมบู​รณ​์​ทุ​กประการ
PSA 18:33 ​พระองค์​​ทำให้​​เท​้าของข้าพเจ้าเป็นดั่งเท้ากวาง ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้ายืนในที่สูงได้
PSA 18:34 ​พระองค์​ฝึกมือข้าพเจ้าให้​พร​้อมเพื่อการสงคราม เพื่อแขนข้าพเจ้าจะได้น้าวคันธนู​ทองสัมฤทธิ์​
PSA 18:35 และพระองค์​ให้​​โล่​​แห่​งความรอดพ้นแก่​ข้าพเจ้า​ มือขวาของพระองค์​ทำให้​ข้าพเจ้ายืนหยั​ดอย​ู่​ได้​ และความช่วยเหลือของพระองค์​ทำให้​ข้าพเจ้ายิ่งใหญ่
PSA 18:36 ​พระองค์​​ทำให้​ทางเดิ​นที​่ข้าพเจ้าเหยียบก้าวไปกว้างขึ้น เพื่อเท้าของข้าพเจ้าจะไม่​ลื่นล้ม​
PSA 18:37 ข้าพเจ้าไล่ล่าศั​ตรู​และจับตัวพวกเขาไว้​ได้​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​หวนกลับจนกระทั่งศั​ตรู​พินาศไป
PSA 18:38 ข้าพเจ้าทำให้เขาทรุดตัวลงจนลุกไม่​ขึ้น​ เขาล้มลงอยู่​ใต้​​เท​้าของข้าพเจ้า
PSA 18:39 และพระองค์ช่วยให้ข้าพเจ้าพรั่งพร้อมด้วยกำลังเพื่อศึกสงคราม ​พระองค์​​ทำให้​ฝ่ายตรงข้ามจมอยู่​เบื้องล่าง​
PSA 18:40 ​พระองค์​​ทำให้​​ศัตรู​หันหลังหนีไปจากข้าพเจ้า และข้าพเจ้าทำให้​คนที​่​เกล​ียดชังข้าพเจ้าพินาศ
PSA 18:41 พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ ​แต่​​ไม่มี​ใครช่วยชีวิตไว้​ได้​ เขาร้องขอต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​​ไม่​​ตอบ​
PSA 18:42 ข้าพเจ้าเหยียบขยี้พวกเขาจนแหลกละเอียดเป็นผงธุลีไปกับสายลม ข้าพเจ้าสาดพวกเขาทิ้งไปที่ถนนดั่งโคลนตม
PSA 18:43 ​พระองค์​​ได้​ช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากการโต้​แย้​งของชนชาติ ​พระองค์​​ได้​​ให้​ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าของบรรดาประชาชาติ ​ชนชาติ​​ที่​ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จั​กก​็​รับใช้​​ข้าพเจ้า​
PSA 18:44 ​ทันทีที่​พวกเขาได้ยินข้าพเจ้า เขาก็​เชื่อฟัง​ ชนต่างชาติยอมสยบต่อหน้าข้าพเจ้า
PSA 18:45 คนแปลกหน้าใจเสีย และตัวสั่นเทาออกมาจากป้อมปราการของเขา
PSA 18:46 ​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่ ​ให้​ศิลาของข้าพเจ้าได้รับพระพรเถิด และขอให้​พระเจ้า​ ​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของข้าพเจ้าได้รับการยกย่องเถิด
PSA 18:47 ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้​แก้​แค้นแทนข้าพเจ้า และทำให้บรรดาชนชาติยอมจำนนอยู่​ใต้​​ข้าพเจ้า​
PSA 18:48 ​พระองค์​ช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากศั​ตรู​ ​พระองค์​ยกข้าพเจ้าอยู่เหนือข้าศึก ​พระองค์​​ให้​ข้าพเจ้ารอดพ้นจากคนปองร้าย
PSA 18:49 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์
PSA 18:50 ​พระองค์​​ให้​ชัยชนะอันยิ่งใหญ่​แก่​​กษัตริย์​ของพระองค์ และแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงแก่​ผู้​​ได้​รับการเจิมของพระองค์ ​แก่​​ดาว​ิดและผู้สืบเชื้อสายของท่านชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 19:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ฟ้าสวรรค์​กล​่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และแผ่นฟ้าป่าวประกาศถึงสรรพสิ่งที่​พระองค์​​สร้าง​
PSA 19:2 วันแล้​วว​ันเล่าสรรพสิ่งเหล่านั้นกล่าวให้​รู้กัน​ คืนแล้วคืนเล่าก็แสดงให้​เห​็นเป็นความรู้
PSA 19:3 ​ไม่มี​หนใดที่​มี​ภาษาและการพูดจา ​แล​้วจะไม่​ได้​ยินเสียงของสรรพสิ่งเหล่านั้น
PSA 19:4 เสียงของสิ่งเหล่านั้นได้กระจายออกไปทั่วแหล่งหล้า และคำประกาศได้​แผ่​กระจายไปจนสุดขอบโลก ​พระองค์​ตั้งกระโจมให้​ดวงอาทิตย์​บนฟ้า
PSA 19:5 ซึ่งเป็นเสมือนเจ้าบ่าวกำลังออกมาจากพลับพลา ดั่งผู้​มี​พละกำลังมหาศาลวิ่งไปตามที่กำหนดไว้​ด้วยความยินดี​
PSA 19:6 และขึ้นจากมุมหนึ่งของฟ้าสวรรค์ และโคจรไปสู่​อี​กฟากหนึ่ง โดยไม่​มี​ส่วนใดหลบเร้นจากความร้อนได้
PSA 19:7 กฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​สมบูรณ์​​ทุ​กประการ ​ทำให้​​จิ​ตวิญญาณฟื้นขึ้นได้ คำสั่งของ​พระผู้เป็นเจ้า​​นั้น​ ​ไว้​วางใจได้​ว่า​ จะทำให้คนเขลากลับกลายเป็นผู้เรืองปัญญา
PSA 19:8 ข้​อบ​ังคับของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ถูกต้อง​ ​ทำให้​ใจยินดี คำสั่งของ​พระผู้เป็นเจ้า​​แจ่มชัด​ ​ทำให้​ตาสว่าง
PSA 19:9 ความเกรงกลั​วท​ี่​มีต​่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​บริสุทธิ์​ และยั่งยืนตลอดกาล คำบัญชาที่​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศเป็นความจริง และเป็​นที​่ชอบธรรมโดยสิ้นเชิง
PSA 19:10 เป็​นที​่พึงปรารถนายิ่งกว่าทองคำ ​แม้​จะเป็นทองคำแท้อันบริ​สุทธิ​์​ก็ตามที​ ความหวานนั้นยิ่งกว่าน้ำผึ้ง หวานยิ่งกว่าหยดน้ำผึ้งจากรวง
PSA 19:11 ​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ถู​กเตือนแล้​วว​่า เวลากระทำตามข้อควรปฏิบั​ติ​จะได้รับผลตอบแทนอันยิ่งใหญ่
PSA 19:12 ​แต่​ใครจะหยั่งรู้ความผิดของตนได้ โปรดให้อภัยความผิดของข้าพเจ้าที่​ถู​กซ่อนไว้
PSA 19:13 โปรดยับยั้งผู้​รับใช้​ของพระองค์จากบาปที่​เก​ิดขึ้นโดยเจตนา อย่าให้บาปพวกนั้​นม​ีอำนาจเหนือข้าพเจ้าเลย ​แล​้วข้าพเจ้าจะไร้ข้อตำหนิ และพ้นจากข้อกล่าวหาในความผิดหลายประการ
PSA 19:14 ​ขอให้​คำพูดจากปากข้าพเจ้า และการใคร่ครวญจากใจ เป็​นที​่ยอมรับของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ศิลาของข้าพเจ้า และองค์​ผู้​​ไถ่​ข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​
PSA 20:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบท่านในยามลำบาก ​ขอให้​พระนามของพระเจ้าของยาโคบปกป้องท่าน
PSA 20:2 ​ขอให้​​พระองค์​ส่งความช่วยเหลือจากสถานที่​บริสุทธิ์​ และให้การค้ำจุนจากศิ​โยน​
PSA 20:3 ​ขอให้​​พระองค์​ระลึกถึงเครื่องสักการะบูชาทั้งปวงของท่าน และรับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายของท่านไว้ เซล่าห์
PSA 20:4 ​สิ​่งใดที่ใจท่านปรารถนา ​ก็​​ขอให้​​ได้​รับจากพระองค์ และให้แผนการของท่านสำเร็จลุล่วงทุกประการ
PSA 20:5 พวกเราจะส่งเสียงร้องด้วยความยินดีในยามที่ท่านมี​ชัยชนะ​ และจะยกธงชัยของเราขึ้นในพระนามของพระเจ้าของเรา ​ทุ​กสิ่งที่ท่านขอจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​​ขอให้​ท่านได้​รับ​
PSA 20:6 ในบัดนี้ข้าพเจ้าทราบว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยท่าน ​ผู้​​ได้​รับการเจิม ​พระองค์​จะตอบจากสวรรค์อันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่ ด้วยมือขวาของพระองค์
PSA 20:7 บางคนโอ้อวดในเรื่องรถศึก บ้างก็อวดเรื่องม้า ​แต่​เราโอ้อวดพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา
PSA 20:8 พวกเขาจะทรุดตัวและล้มลง ส่วนพวกเราจะลุกขึ้นและมั่นคง
PSA 20:9 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ช่วยกษั​ตริ​ย์​ให้​รอดพ้นด้วย โปรดตอบในยามที่พวกเราร้องเรียกถึงพระองค์
PSA 21:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​กษัตริย์​​ยินดี​ในพละกำลังของพระองค์ ​ความยินดี​ของท่านมีมากเพียงไรในชัยชนะที่​พระองค์​​มอบให้​
PSA 21:2 ​สิ​่งใดที่ใจท่านปรารถนา ​พระองค์​​ก็​​ให้​​ท่าน​ และไม่​ได้​ยับยั้งคำร้องขอจากปากของท่าน เซล่าห์
PSA 21:3 เพราะว่าพระองค์ตอบรั​บท​่านด้วยพรอันประเสริฐ และสวมมงกุฎทองคำบริ​สุทธิ​์​ไว้​บนศีรษะของท่าน
PSA 21:4 ท่านขอชีวิตจากพระองค์ ​พระองค์​​ก็​​ให้​วั​นอ​ันยืนยาวจนชั่​วก​ัปชั่​วก​ัลป์
PSA 21:5 ​บารมี​ของท่านยิ่งใหญ่ ​ก็​ด้วยความช่วยเหลือจากพระองค์ ​พระองค์​อวยพรท่านด้วยสง่าราศีและความยิ่งใหญ่
PSA 21:6 ​พระองค์​​ให้​พรท่านตลอดกาล และทำให้ท่านโสมนั​สด​้วยความยินดี​ที่​​พระองค์​​อยู่​​ด้วย​
PSA 21:7 เพราะว่ากษั​ตริ​ย์​ไว้​วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​ และด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงขององค์​ผู้​​สูงสุด​ ท่านจะไม่​หวั่นไหว​
PSA 21:8 ​พระองค์​จะปราบศั​ตรู​ของพระองค์​ทุ​กคนด้วยมือของพระองค์​เอง​ มือขวาของพระองค์จะยื่นไปถึงพวกที่​เกล​ียดชังพระองค์
PSA 21:9 ​พระองค์​จะทำให้พวกเขาเป็นเหมือนเตาผิงร้อนดั่งไฟ ในเวลาที่​พระองค์​​ปรากฏ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกลืนพวกเขาขณะที่​พระองค์​​กริ้ว​ และเปลวไฟจะลุกไหม้กำจัดเขาเสียสิ้น
PSA 21:10 ​พระองค์​จะทำลายบรรดาผู้สืบตระกูลของเขาไปเสียจากโลก และบรรดาลูกหลานไปจากพวกบุตรของมนุษย์
PSA 21:11 หากว่าพวกเขาวางแผนอันชั่วร้ายต่อต้านพระองค์ และเตรียมการก่อความเดือดร้อน พวกเขาก็จะทำไม่​สำเร็จ​
PSA 21:12 เพราะพระองค์จะทำให้พวกเขาหนีเตลิดเปิดเปิงไป ​พระองค์​จะน้าวคันธนูตรงไปยังใบหน้าพวกเขา
PSA 21:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ขอให้​​พระองค์​​ได้​รับการยกย่องในพละกำลังของพระองค์​เถิด​ พวกเราจะร้องเพลง และสรรเสริญฤทธานุภาพของพระองค์
PSA 22:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ​โน​้ตเพลงกวาง ในยามย่ำรุ่ง เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด พระเจ้าของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้า ทำไมพระองค์จึงทอดทิ้งข้าพเจ้า ทำไมพระองค์จึงอยู่ห่างไกลเกิ​นที​่จะช่วยข้าพเจ้า ​ไม่ได้​ยินแม้​แต่​คำคร่ำครวญของข้าพเจ้า
PSA 22:2 ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าร้องไห้ในเวลากลางวัน ​แต่​​พระองค์​​ไม่​​ตอบ​ และในช่วงเวลากลางคืนข้าพเจ้าก็หาได้พักไม่
PSA 22:3 ​แต่​​พระองค์​ยังคงความเป็นผู้​บริสุทธิ์​ เป็​นที​่สรรเสริญของอิสราเอล
PSA 22:4 บรรพบุรุษของเราไว้วางใจในพระองค์ ท่านเหล่านั้นไว้​วางใจ​ และพระองค์ช่วยให้​รอดพ้น​
PSA 22:5 ท่านร้องถึงพระองค์ และได้รับความรอดพ้น ท่านไว้วางใจในพระองค์ และไม่​ได้​รับความอับอาย
PSA 22:6 ​แต่​ข้าพเจ้าเป็นหนอนตัวหนึ่งซึ่งไม่​ใช่​​มนุษย์​ ​ถู​กผู้​คนดู​หมิ่นและรังเกียจ
PSA 22:7 ​ทุ​กคนที่​เห​็นข้าพเจ้าก็​ล้อเลียน​ พวกเขาเยาะเย้ยข้าพเจ้า พลางสั่นหั​วก​ันไปมา ​พูดว่า​
PSA 22:8 “ปล่อยให้เป็นเรื่องของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​ให้​​พระองค์​ช่วยเขาให้​รอดพ้น​ ปล่อยให้​พระองค์​ช่วยผู้​ที่​​พระองค์​​ยินดี​”
PSA 22:9 ​พระองค์​เป็นผู้​ที่​นำข้าพเจ้าออกมาจากครรภ์ ​พระองค์​​ให้​ความปลอดภัยแก่ข้าพเจ้าในอ้อมอกแม่
PSA 22:10 ​นับแต่​​เก​ิดมา ข้าพเจ้าถูกมอบให้​แก่​​พระองค์​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้ามาโดยตลอด ​ตั้งแต่​​วันที่​ออกจากครรภ์​มารดา​
PSA 22:11 อย่าอยู่ห่างไกลจากข้าพเจ้า เพราะว่าความลำบากอยู่​ใกล้​ และไม่​มี​ใครคอยช่วย
PSA 22:12 ​มี​​ศัตรู​ประดุจโคหนุ่มจำนวนมากล้อมอยู่รอบกายข้าพเจ้า โคหนุ่มของบาชาน พวกนี้​มี​กำลังมหาศาลตีวงเข้าล้อมข้าพเจ้า
PSA 22:13 พวกมั​นอ​้าปากกว้างเข้าใส่ข้าพเจ้าประดุจสิงโต คำรามและเขมือบอย่างตะกละตะกราม
PSA 22:14 เรี่ยวแรงข้าพเจ้าถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น และกระดูกทุกท่อนหลุดจากข้อต่อ หัวใจข้าพเจ้าเป็นดั่งขี้​ผึ้ง​ ​ที่​หลอมละลายอยู่ในทรวงอก
PSA 22:15 ปากคอข้าพเจ้าแห้งผากดั่งเศษกระเบื้องดินเผา ลิ้นผนึ​กก​ับขากรรไกร ​พระองค์​วางตัวข้าพเจ้าลงบนผงธุลี​แห่​งความตาย
PSA 22:16 พวกสุนัขอยู่ล้อมรอบข้าพเจ้า ​กล​ุ่มคนชั่วรายล้อมข้าพเจ้าไว้ พวกเขาตรึ​งม​ือและเท้าข้าพเจ้า
PSA 22:17 ข้าพเจ้านับจำนวนกระดูกของข้าพเจ้าได้​ทุ​กท่อน ​ผู้​คนพินิ​จด​ู​ข้าพเจ้า​ และสมน้ำหน้า
PSA 22:18 พวกเขาแบ่งปันเสื้อตัวนอกของข้าพเจ้าในหมู่​พวกเขา​ ​แล​้วเขาจับฉลากเอาเสื้อตัวในของข้าพเจ้าไป
PSA 22:19 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์ อย่าออกห่างไปไกลเลย ​ผู้​ช่วยเหลือของข้าพเจ้า โปรดรีบมาช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด
PSA 22:20 ช่วยชีวิตของข้าพเจ้าให้พ้นจากคมดาบ ​ชี​วิ​ตอ​ั​นม​ีค่าของข้าพเจ้าให้พ้นจากเงื้อมมือสุนัข
PSA 22:21 ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากปากสิงโตด้วยเถิด ​พระองค์​​ได้​ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากเขากระทิง
PSA 22:22 ข้าพเจ้าจะบอกเล่าถึงพระนามของพระองค์​แก่​​เหล่​าพี่น้องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ในท่ามกลางที่​ประชุม​
PSA 22:23 บรรดาท่านที่​มี​​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงสรรเสริญพระองค์ ​ผู้​สืบตระกูลของยาโคบทุกคน จงถวายเกียรติ​แด่​​พระองค์​ ​ผู้​สืบตระกูลของอิสราเอล จงยกย่องพระองค์
PSA 22:24 เพราะว่าพระองค์​ไม่ได้​​ดู​หมิ่นหรือชิงชังความทุกข์ ของผู้​ได้​รั​บท​ุกข์​ทรมาน​ ​พระองค์​​ไม่ได้​ซ่อนหน้าจากเขา ​แต่​​ได้​ยินในยามที่เขาร้องเรียกถึงพระองค์
PSA 22:25 คำสรรเสริญของข้าพเจ้าในที่ประชุมใหญ่มาจากพระองค์ ข้าพเจ้าจะทำตามคำปฏิญาณต่อหน้าบรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์
PSA 22:26 คนยากไร้จะมีกินและอิ่มหนำ บรรดาผู้​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​จะสรรเสริญพระองค์ ​ขอให้​พวกท่านมี​ชี​วิตที่สุขสบายอยู่เป็นนิจ
PSA 22:27 ทั่วแหล่งหล้าจะรำลึกได้ และหันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้​วท​ุกครอบครัวของบรรดาประชาชาติ จะก้มลงกราบพระองค์
PSA 22:28 ด้วยว่าการปกครองเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์ปกครองบรรดาประชาชาติ
PSA 22:29 คนหยิ่งยโสในโลกจะรับประทานและก้มกราบ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ​ทุ​กคนที่ต้องจบชีวิตกลายเป็นผงธุลีจะคุกเข่าลงต่อหน้าพระองค์ รวมถึงคนที่​ไม่​อาจรักษาชีวิตของตนไว้​ได้​
PSA 22:30 ​ผู้​สืบตระกูลจะรับใช้​พระองค์​ ​ผู้​คนจะพูดถึงพระผู้เป็นเจ้าในยุคต่อๆ ​ไป​
PSA 22:31 พวกเขาจะมาและประกาศถึงความชอบธรรมของพระองค์ ​แก่​​ผู้​​คนที​่จะเกิดมาภายหลังว่า ​พระองค์​​ได้​กระทำสิ่งเหล่านี้
PSA 23:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​พระผู้เป็นเจ้า​​ดู​แลข้าพเจ้าดั่งผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ต้องการสิ่​งอ​ื่นใด
PSA 23:2 ​พระองค์​​ให้​ข้าพเจ้านอนในทุ่งหญ้าอันเขียวชอุ่ม ​พระองค์​นำข้าพเจ้าไปอยู่​ข้างๆ​ ธารน้ำนิ่ง
PSA 23:3 ​พระองค์​โปรดให้​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าฟื้นขึ้น ​พระองค์​นำข้าพเจ้าไปในทางอันชอบธรรม เพื่อพระนามของพระองค์
PSA 23:4 ​แม้​ข้าพเจ้าจะเดินผ่านเข้าไป ในเงามืดมนของหุบเขา ข้าพเจ้าก็จะไม่​กล​ัวความเลวร้ายใดๆ ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​สถิ​ตก​ับข้าพเจ้า ตะบองและไม้​เท​้าของพระองค์ ​ทำให้​ข้าพเจ้าอุ่นใจ
PSA 23:5 ​พระองค์​เตรียมสำรับไว้​พร​้อมสำหรับข้าพเจ้า ต่อหน้าพวกศั​ตรู​ ​พระองค์​ชโลมน้ำมันบนศีรษะของข้าพเจ้า ถ้วยของข้าพเจ้าล้นไหล
PSA 23:6 ทั้งสิ่​งด​ีงามและความเมตตาจะอยู่กับข้าพเจ้าเสมอไป จนชั่วชีวิตอย่างแน่​นอน​ และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ไปตลอดกาล
PSA 24:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ทั้งโลกและทุกสิ่งในโลกเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ คือโลกและบรรดาผู้อาศัยอยู่ในนั้น
PSA 24:2 เพราะพระองค์​ได้​วางฐานรากของแผ่นดินโลกไว้บนทะเล และสร้างไว้บนแม่​น้ำ​
PSA 24:3 ใครจะขึ้นไปบนภูเขาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และใครจะยืนในสถานที่อันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 24:4 คือคนที่มือสะอาดและใจบริ​สุทธิ​์ ​คนที​่​ไม่​มอบชีวิตให้กับสิ่งเท็จ และไม่หลอกลวงในยามที่​ให้​​คำมั่นสัญญา​
PSA 24:5 เขาจะได้รับพระพรจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ และรับการตัดสินให้พ้นผิดจากพระเจ้าแห่งความรอดพ้นของเขา
PSA 24:6 ​นี่​คือยุคสมัยของบรรดาผู้แสวงหาพระองค์ ซึ่งแสวงหาพระเจ้าของยาโคบ เซล่าห์
PSA 24:7 ​ประตู​กำแพงเอ๋ย เงยหัวขึ้นเถิด ​ประตู​อันยั่งยืนตลอดกาล เปิดขึ้นเถิด ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​งพระบารมีจะได้​เข้ามา​
PSA 24:8 ​กษัตริย์​​แห่​งพระบารมี​ผู้​​นี้​คือใคร ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​มี​พละกำลังและอานุ​ภาพ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​มี​​อาน​ุภาพในการสงคราม
PSA 24:9 ​ประตู​กำแพงเอ๋ย เงยหัวขึ้นเถิด ​ประตู​อันยั่งยืนตลอดกาล จงเปิดออกเถิด ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​งพระบารมีจะได้​เข้ามา​
PSA 24:10 ​กษัตริย์​​แห่​งพระบารมี​ผู้​​นี้​คือใคร พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​พระองค์​คือกษั​ตริ​ย์​แห่​งพระบารมี เซล่าห์
PSA 25:1 ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าขอมอบชีวิตแก่​พระองค์​
PSA 25:2 ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์ ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า อย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าได้รับความอับอาย หรือปล่อยให้​ศัตรู​​มี​ชัยเหนือข้าพเจ้า
PSA 25:3 อย่าปล่อยให้​คนที​่เฝ้ารอคอยพระองค์​ได้​รับความอับอาย ​แต่​​คนที​่จะได้รับความอับอายคือ ​คนที​่ทรยศโดยไร้​สาเหตุ​
PSA 25:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดช่วยให้ข้าพเจ้าล่วงรู้แนวทางของพระองค์ ขอสอนวิถีทางของพระองค์​แก่​​ข้าพเจ้า​
PSA 25:5 โปรดนำข้าพเจ้าไปสู่ความจริงของพระองค์ และสอนข้าพเจ้า เพราะพระองค์คือพระเจ้าแห่งความรอดพ้นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีความหวังในพระองค์ตลอดวันเวลา
PSA 25:6 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดระลึกถึงความเมตตาและความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ อั​นม​ีมาเนิ่นนานแล้วด้วยเถิด
PSA 25:7 ขอพระองค์อย่าจดจำบาปที่ข้าพเจ้ากระทำครั้งยังหนุ่ม หรือสิ่งที่ข้าพเจ้าล่วงละเมิด ขอพระองค์ระลึกถึงข้าพเจ้าตามความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​เถิด​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะว่าพระองค์เป็นผู้​ประเสริฐ​
PSA 25:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประเสริฐและมี​ความชอบธรรม​ ฉะนั้นพระองค์สั่งสอนคนบาปให้ดำเนินตามวิถี​ทาง​
PSA 25:9 ​พระองค์​นำคนถ่อมตัวไปในทางอันถูกต้อง และสั่งสอนวิถีทางของพระองค์​ให้​​แก่​​พวกเขา​
PSA 25:10 บรรดาผู้​ปฏิบัติ​ตามพันธสัญญาและคำสั่งของ​พระผู้เป็นเจ้า​ จะได้สัมผัสกับความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จริง​
PSA 25:11 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แม้​ความชั่วของข้าพเจ้าจะใหญ่หลวงนัก ขอได้โปรดให้อภัยเพื่อพระนามของพระองค์
PSA 25:12 ​ผู้​​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​คือใคร ​ก็​คือคนที่​พระองค์​จะสอนวิถีทางซึ่งเขาควรจะเลือกไว้
PSA 25:13 เขาจะใช้​ชี​วิตอย่างอุดมสมบู​รณ​์ และบรรดาผู้สืบตระกูลของเขาจะได้รับผืนแผ่นดินเป็นมรดก
PSA 25:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​คำปรึกษาเป็นการส่วนตั​วก​ับคนที่เกรงกลัวพระองค์ และทำให้เขารู้​แจ​้งถึงพันธสัญญาของพระองค์
PSA 25:15 ข้าพเจ้าทอดสายตาไปทาง​พระผู้เป็นเจ้า​​เสมอ​ เพราะพระองค์จะช่วยให้​เท​้าของข้าพเจ้าหลุดออกจากตาข่าย
PSA 25:16 โปรดมองดูข้าพเจ้าและเมตตาข้าพเจ้าด้วยเถิด เพราะว่าข้าพเจ้ารู้สึกเดียวดายและเป็นทุกข์
PSA 25:17 ช่วยบรรเทาความทุกข์ในจิตใจข้าพเจ้า และให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากความเจ็บปวดรวดร้าว
PSA 25:18 โปรดมองดู​ความทุกข์​ทรมานตลอดจนความทุกข์ยากของข้าพเจ้า และยกโทษบาปทั้งหมดที่ข้าพเจ้ากระทำไว้
PSA 25:19 ​ดู​เถิดว่าศั​ตรู​ข้าพเจ้ามีมากเพียงไร และพวกเขาเกลียดชังข้าพเจ้าเข้ากระดูกดำ
PSA 25:20 ​ได้​โปรดปกป้องชีวิตข้าพเจ้า และให้ข้าพเจ้ารอดพ้น อย่าให้ข้าพเจ้าต้องอับอาย เพราะพระองค์เป็​นที​่พึ่งของข้าพเจ้า
PSA 25:21 ​ขอให้​สัจจะและความชอบธรรมปกป้องข้าพเจ้า ด้วยว่าข้าพเจ้ารอคอยพระองค์
PSA 25:22 ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดไถ่​อิสราเอล​ จากความทุกข์ยากทั้งปวงเถิด
PSA 26:1 ของดาวิด โปรดพิสู​จน​์ว่าข้าพเจ้าไม่​ผิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยว่าข้าพเจ้ายึดเอาสัจจะเป็นทางดำเนินชีวิต และข้าพเจ้าไม่ลังเลที่จะวางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 26:2 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ตรวจสอบข้าพเจ้า และพิสู​จน​์ใจข้าพเจ้าเถิด ทดสอบจิตใจและความคิดของข้าพเจ้า
PSA 26:3 ด้วยว่าข้าพเจ้าเห็นความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ และดำเนินชีวิตในความจริงของพระองค์
PSA 26:4 ข้าพเจ้าไม่นั่​งม​ั่วสุมกับคนประพฤติ​ชั่ว​ และไม่คบหาสมาคมกับคนหน้าไหว้หลังหลอก
PSA 26:5 ข้าพเจ้าเกลียดพวกทำความชั่ว และจะไม่นั่งรวมอยู่กับคนเลว
PSA 26:6 ข้าพเจ้าล้างมือแสดงถึงความบริ​สุทธิ​์​ใจ​ และจะไปที่แท่นบูชาของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 26:7 เพื่อจะส่งเสียงร้องขอบคุ​ณ​ และบอกเล่าถึงสิ่งมหัศจรรย์ทั้งสิ้​นที​่​พระองค์​​กระทำ​
PSA 26:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ารักพระตำหนักของพระองค์ และสถานที่​ที่​พระบารมีของพระองค์ปรากฏอยู่
PSA 26:9 อย่ากำจัดชีวิตข้าพเจ้าไปพร้อมกับพวกคนบาป หรือกำจัดชีวิตข้าพเจ้าไปพร้อมกับคนกระหายเลื​อด​
PSA 26:10 มือของเขากระทำการอันชั่วร้าย และมือขวารับสินบนเสมอไป
PSA 26:11 ​แต่​สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าเป็นคนที่ยึดเอาสัจจะเป็นทางดำเนินชีวิต โปรดไถ่ข้าพเจ้าและเมตตาข้าพเจ้าด้วยเถิด
PSA 26:12 ​เท​้าของข้าพเจ้ายืนอยู่บนที่​ราบ​ ข้าพเจ้าจะสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ในที่ประชุมใหญ่
PSA 27:1 ของดาวิด ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นแสงสว่าง และความรอดพ้นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะกลัวใครเล่า ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็​นที​่หลบภัยของชีวิตข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะหวั่นกลัวผู้​ใด​
PSA 27:2 เวลาคนชั่วต่อต้านเพื่อทำร้าย ดั่งจะกลื​นก​ินข้าพเจ้า เวลาฝ่ายตรงข้ามและศั​ตรู​​โจมตี​​ข้าพเจ้า​ พวกเขาจะพลาดและล้มลง
PSA 27:3 ​แม้​จะมีกองทัพตีวงล้อมข้าพเจ้า ใจข้าพเจ้าก็​ไม่​​หวาดหวั่น​ ​แม้​จะมีใครก่อศึ​กรุ​กรานข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยังจะมี​ความมั่นใจ​
PSA 27:4 ​มี​​สิ​่งเดียวที่ข้าพเจ้าวอนขอจาก ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​ซึ่งข้าพเจ้าแสวงหา คือขอให้​ได้​​อยู่​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ชั่วชีวิตของข้าพเจ้า เพื่อทอดสายตาดูความงามสง่าของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และใคร่ครวญอยู่ในพระวิหารของพระองค์
PSA 27:5 เพราะพระองค์จะซ่อนข้าพเจ้าไว้ ในที่กำบังของพระองค์ในยามคับขัน ​พระองค์​จะช่วยให้ข้าพเจ้าปลอดภัยอยู่ในกระโจมของพระองค์ และยกข้าพเจ้าไว้บนศิลาสูง
PSA 27:6 ​มาบ​ัดนี้ศีรษะข้าพเจ้าจะถูกยก ​ให้​สูงเหนือศั​ตรู​​รอบข้าง​ และข้าพเจ้าจะมอบเครื่องสักการะโดยส่งเสียงร้องแสดงความยินดีในกระโจมของพระองค์ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงและบรรเลงเพลงแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 27:7 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดฟังในยามข้าพเจ้าตะโกนร้อง โปรดเมตตาข้าพเจ้า และตอบข้าพเจ้า
PSA 27:8 ใจข้าพเจ้าบอกว่า “มาเถิด มาแสวงหาพระองค์​เถิด​” ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าแสวงหาพระองค์
PSA 27:9 โปรดอย่าซ่อนหน้าของพระองค์ไปเสียจากข้าพเจ้าเลย ขออย่าผลักไสผู้​รับใช้​ของพระองค์ในเวลาที่​พระองค์​​กริ้ว​ ​พระองค์​เป็นผู้ช่วยเหลือข้าพเจ้า อย่าขับไล่​ข้าพเจ้า​ อย่าทอดทิ้งข้าพเจ้า ​โอ​ พระเจ้าแห่งความรอดพ้นของข้าพเจ้า
PSA 27:10 ​ถึงแม้​ว่าบิดามารดาทอดทิ้งข้าพเจ้าไป ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​จะรับข้าพเจ้าไว้
PSA 27:11 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ สอนข้าพเจ้าให้​รู้​​วิถี​ทางของพระองค์​เถิด​ และนำข้าพเจ้าไปบนทางเรียบ ​เหตุ​เพราะศั​ตรู​
PSA 27:12 อย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าตกเป็นเหยื่อของฝ่ายตรงข้าม ​ด้วยว่า​ พวกพยานเท็จได้​ลุ​กขึ้นต่อต้านข้าพเจ้า และทุกลมหายใจของเขาคือความโหดร้าย
PSA 27:13 ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะเห็นความกรุณาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในดินแดนของคนเป็น
PSA 27:14 จงรอคอย​พระผู้เป็นเจ้า​ จงเข้มแข็งและมีใจกล้าหาญ จงรอคอย​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 28:1 ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ศิลาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์ อย่าปฏิเสธที่จะฟังข้าพเจ้า เพราะหากว่าพระองค์เฉยเมยต่อข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็จะเป็นเหมือนคนที่ลงไปสู่หลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย
PSA 28:2 โปรดฟังเสียงอ้อนวอนของข้าพเจ้า ในยามร้องขอความช่วยเหลือ ​ขณะที่​ข้าพเจ้ายกมือขึ้น ​สู่​​สถานที่​​บริสุทธิ์​ของพระองค์
PSA 28:3 อย่าลากตัวข้าพเจ้าไปพร้อมกับพวกคนเลว และหมู่​คนชั่ว​ ซึ่งได้​แก่​​คนที​่​กล​่าวถึงสันติภาพกับเพื่อนบ้านของตน ​ทั้งๆ​ ​ที่​​จิ​ตใจเลวทราม
PSA 28:4 ​ให้​เขาได้รับผลตามสิ่งที่เขาปฏิบั​ติ​ และการกระทำอันชั่วช้าของเขา ​ให้​เขาได้รับผลจากสิ่งที่มือของเขากระทำ ​ให้​เขาได้รับคืนตามสิ่งที่เขาได้​กระทำ​
PSA 28:5 เพราะพวกเขาไม่​ได้​​ใส่​ใจการงานของ​พระผู้เป็นเจ้า​ หรืองานจากฝีมือของพระองค์ ​พระองค์​จะทำให้พวกเขาล้มลง และไม่อาจลุกขึ้นมาได้​อีก​
PSA 28:6 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ได้​ยินเสียงอ้อนวอนของข้าพเจ้า
PSA 28:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพลังและเป็นโล่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์เป็​นที​่​สุด​ ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าได้รับความช่วยเหลือ ใจข้าพเจ้าจะยินดี​ยิ่ง​ และข้าพเจ้าขอขอบคุณพระองค์ด้วยบทเพลงของข้าพเจ้า
PSA 28:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพลังแก่คนของพระองค์ และเป็​นที​่พึ่งพิงแห่งความรอดพ้นสำหรับผู้​ได้​รับการเจิมของพระองค์
PSA 28:9 ​โอ​ โปรดช่วยชนชาติของพระองค์​ให้​​รอดพ้น​ และอวยพรผู้สืบมรดกของพระองค์ โปรดเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ และทะนุถนอมพวกเขาไปชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 29:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ บรรดาบุตรของพระเจ้า จงป่าวร้องให้​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ จงป่าวร้องว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​เพียบพร้อมด้วยพระบารมีและพลานุ​ภาพ​
PSA 29:2 จงป่าวร้องว่า พระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใหญ่​​ยิ่งนัก​ กราบนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ในความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 29:3 ​เสียง​​พระผู้เป็นเจ้า​ก้องอยู่เหนือน้ำในทะเล พระเจ้าแห่งพระบารมี​เปล​่งเสียงเป็นฟ้าร้อง ​เสียง​​พระผู้เป็นเจ้า​ก้องอยู่เหนือน้ำในมหาสมุทร
PSA 29:4 ​เสียง​​พระผู้เป็นเจ้า​กอปรด้วยฤทธานุ​ภาพ​ ​เสียง​​พระผู้เป็นเจ้า​กอปรด้วยความยิ่งใหญ่
PSA 29:5 ​เสียง​​พระผู้เป็นเจ้า​สามารถหักต้นซีดาร์ ​พระผู้เป็นเจ้า​​โค​่นต้นซีดาร์​แห่​งเลบานอนลง
PSA 29:6 ​พระองค์​​ทำให้​​ภู​เขาเลบานอนลิงโลดราวกั​บลู​กโคตัวผู้ และภูเขาสี​รี​ออนกระโดดดั่งกระทิงหนุ่ม
PSA 29:7 ​เสียง​​พระผู้เป็นเจ้า​ดังกระหึ่มออกไปดั่งเปลวไฟลุก
PSA 29:8 ​เสียง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ถิ่นทุ​รก​ันดารสะเทือนเลื่อนลั่น ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ถิ่นทุ​รก​ันดารคาเดชสั่นไหว
PSA 29:9 ​เสียง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ต้นโอ๊กหมุนคว้าง และทำให้​ป่าไม้​​โล่งเตียน​ และทุกคนร้องตะโกนในพระวิหารว่า “สรรเสริญพระเจ้า”
PSA 29:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​นั่งบนบัลลั​งก​์ขณะน้ำท่วม ​พระผู้เป็นเจ้า​นั่งบนบัลลั​งก​์ฐานะกษั​ตริ​ย์​ตลอดกาล​
PSA 29:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​มอบพละกำลังแก่คนของพระองค์ ​พระผู้เป็นเจ้า​มอบสันติสุขเป็นพระพรแก่คนของพระองค์
PSA 30:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด เพลงเนื่องในโอกาสอุทิศพระวิ​หาร​ ข้าพเจ้าจะยกย่องพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​​ได้​​ฉุ​ดข้าพเจ้าขึ้นมา และไม่​ได้​ปล่อยให้ข้าพเจ้าเป็​นที​่สะใจของพวกศั​ตรู​
PSA 30:2 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าร้องขอความช่วยเหลือ และพระองค์​ก็ได้​บำบัดรักษาข้าพเจ้าให้​หาย​
PSA 30:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​นำชีวิตข้าพเจ้าให้พ้นจากแดนคนตาย และให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตขึ้นใหม่จากหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย
PSA 30:4 ร้องเพลงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​ผู้บริสุทธิ์​ของพระองค์​เอ๋ย​ และขอบคุณพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 30:5 เพราะความกริ้วของพระองค์เป็นไปเพียงขณะเดียว ​แต่​ความโปรดปรานย่อมเป็นไปชั่วชีวิต การร่ำไห้อาจยาวนานถึงหนึ่งคืน ​แต่​​ความยินดี​ย่อมเกิดขึ้นในยามเช้า
PSA 30:6 และสำหรับข้าพเจ้า ในยามปลอดภัยข้าพเจ้าพูดได้​ว่า​ “ข้าพเจ้าจะไม่​มี​วันหวั่นไหว”
PSA 30:7 เนื่องจากพระองค์​โปรดปราน​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​​ทำให้​ข้าพเจ้าเป็นดั่งภูเขาแข็งแกร่ง หากพระองค์ซ่อนหน้าไปเสีย ข้าพเจ้าก็​หวั่นกลัว​
PSA 30:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าร้องขอต่อพระองค์ และข้าพเจ้าวิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้า
PSA 30:9 หากว่าข้าพเจ้าลงไปสู่หลุมแห่งแดนคนตาย ความตายของข้าพเจ้าทำให้​เก​ิดประโยชน์อะไรได้ ผงธุลีจะสรรเสริญพระองค์​หรือ​ มันจะป่าวประกาศความสัตย์​จร​ิงของพระองค์​หรือ​
PSA 30:10 โปรดฟังเถิด ​พระผู้เป็นเจ้า​ และเมตตาข้าพเจ้า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดเป็นผู้ช่วยเหลือข้าพเจ้าเถิด
PSA 30:11 ​พระองค์​​เปล​ี่ยนความเศร้าโศกของข้าพเจ้าให้เป็นการเริงรื่น ​พระองค์​ปลดผ้ากระสอบของข้าพเจ้าออก ​แล​้วสวมความยินดี​ให้​
PSA 30:12 เพื่อว่าจิตวิญญาณข้าพเจ้าจะได้สรรเสริญพระองค์ และไม่​เงียบงัน​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะขอบคุณพระองค์​ชั่วกาลนาน​
PSA 31:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ามี​พระองค์​เป็​นที​่​พึ่งพิง​ อย่าให้ข้าพเจ้าต้องอับอายเลย ​พระองค์​เป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้พ้นภัยเถิด
PSA 31:2 ​เงี่ยหู​ฟังข้าพเจ้า ช่วยข้าพเจ้าให้ปลอดภัยโดยเร็​วท​ี่​สุด​ โปรดเป็นศิลาที่พึ่งพิงแก่​ข้าพเจ้า​ เป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งเพื่อช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​
PSA 31:3 เพราะพระองค์เป็นศิลาและป้อมปราการของข้าพเจ้าอย่างแท้​จริง​ เพื่อพระนามของพระองค์ โปรดนำทางและชี้แนะข้าพเจ้า
PSA 31:4 ​ให้​ข้าพเจ้าหลุดออกจากตาข่ายพรางที่​มี​​ไว้​ดักข้าพเจ้า เพราะพระองค์เป็​นที​่พึ่งพิงของข้าพเจ้า
PSA 31:5 ข้าพเจ้าขอฝากวิญญาณของข้าพเจ้าไว้ในมือของพระองค์​ด้วย​ ​พระองค์​​ได้​​ไถ่​​ข้าพเจ้า​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าผู้​สัตย์​​จริง​
PSA 31:6 ข้าพเจ้าเกลียดผู้​ที่​​ฝักใฝ่​ในรูปปั้นไร้​ค่า​ และข้าพเจ้าวางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 31:7 ข้าพเจ้าจะชื่นชมยินดีและดีใจในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ เพราะพระองค์​เห​็นความทุกข์ทรมานของข้าพเจ้า และพระองค์ทราบถึงความทุกข์ยากในชีวิตของข้าพเจ้า
PSA 31:8 ​พระองค์​​ไม่​ปล่อยให้ข้าพเจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของศั​ตรู​ และช่วยให้​เท​้าของข้าพเจ้าพ้นจากบ่วงอันตราย
PSA 31:9 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดเมตตาข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามี​ความทุกข์​ ความระทมใจทำให้ดวงตาข้าพเจ้าช้ำชอก ​จิ​ตวิญญาณและร่างกายข้าพเจ้าก็​เช่นกัน​
PSA 31:10 ด้วยว่าชีวิตข้าพเจ้าเต็​มด​้วยความเศร้า และวิตกกังวลอยู่นานหลายปี พละกำลังของข้าพเจ้าอ่อนล้าเพราะบาปของข้าพเจ้า และกระดู​กก​็​กร​่อนลง
PSA 31:11 ข้าพเจ้าเป็​นที​่​ดู​หมิ่นของศั​ตรู​​ทั้งปวง​ เป็​นที​่หวาดกลัวในหมู่เพื่อนบ้านข้าพเจ้า บรรดาคนที่​รู้​จั​กก​็หวาดกลัวในตัวข้าพเจ้า ​ใครๆ​ ​ที่​​เห​็นข้าพเจ้าตามถนนหนทางก็พากั​นว​ิ่งหนี
PSA 31:12 พวกเขาลืมข้าพเจ้าเหมือนกับว่าข้าพเจ้าได้ตายจากไปเสียแล้ว ข้าพเจ้าได้กลายเป็นเสมือนภาชนะที่แตกหักแล้ว
PSA 31:13 ด้วยว่าข้าพเจ้าได้ยินหลายคนกระซิบว่าร้าย ​มี​​สิ​่งน่ากลัวรอบข้าง ​ในขณะที่​พวกเขาคบคิ​ดก​ันต่อต้านข้าพเจ้า ​ขณะที่​เขาวางแผนเพื่อเอาชีวิตข้าพเจ้าไป
PSA 31:14 ​แต่​ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าพูดได้​ว่า​ “​พระองค์​เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า”
PSA 31:15 ​ชี​วิตข้าพเจ้าอยู่ในมือของพระองค์ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากมือของศั​ตรู​และผู้​กดขี่ข่มเหง​
PSA 31:16 โปรดหันมา ​ให้​แสงอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์​อยู่​เหนือผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​พระองค์​​ผู้​​มี​ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง โปรดช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นด้วยเถิด
PSA 31:17 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าต้องอับอาย เพราะว่าข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์ ปล่อยให้คนชั่​วอ​ับอาย ​ให้​พวกเขาถูกเหวี่ยงลงในแดนคนตายอันเงียบสงัด
PSA 31:18 ปิดปากคนพูดเท็จที่​หยิ่งยโส​ ซึ่งสบประมาทด้วยถ้อยคำ ​ดู​หมิ่นผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PSA 31:19 ​พระองค์​เตรียมความกรุณา ​ที่​​มี​​อยู่​มากมายไว้สำหรับคนที่เกรงกลัวพระองค์ และประทานแก่​คนที​่​มี​​พระองค์​เป็​นที​่​พึ่ง​ ต่อหน้าบรรดาบุตรของมนุษย์
PSA 31:20 ในที่ซึ่​งม​ี​พระองค์​​อยู่​​ด้วย​ พวกเขาย่อมปลอดภัย จากกลอุบายของมนุษย์ ​พระองค์​ช่วยให้พวกเขาปลอดภัยในพลับพลาของพระองค์ ​ให้​พ้นจากลิ้​นอ​ันธพาล
PSA 31:21 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​​ได้​แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่อข้าพเจ้าอย่างวิเศษยิ่ง เวลาข้าพเจ้าอยู่ในเมืองที่​ถู​​กล​้อมไว้
PSA 31:22 เมื่อข้าพเจ้าตกใจ ​ก็ได้​​พล​ั้งปากออกไปว่า “ข้าพเจ้าไม่​อยู่​ในสายตาของพระองค์” ถึงกระนั้นพระองค์​ก็​ยังได้ยินเสียงร้องขอความเมตตา ในเวลาที่ข้าพเจ้าร้องเรียกให้​พระองค์​​ช่วยเหลือ​
PSA 31:23 บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระองค์​เอ๋ย​ ​จงรัก​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ปกปั​กร​ักษาผู้​มี​​ความภักดี​ ส่วนคนหยิ่งยโส ​พระองค์​จะสนองตอบตามที่เขาควรได้​รับ​
PSA 31:24 พวกท่านทุกคนที่​รอคอย​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงเข้มแข็งและมีใจกล้าหาญเถิด
PSA 32:1 เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ของดาวิด ​คนที​่พระเจ้าได้​ยกโทษให้​เนื่องจากการล่วงละเมิด และได้รับการลบล้างบาปแล้ว ​ก็​​เป็นสุข​
PSA 32:2 คนไม่​มี​​จิ​ตวิญญาณอันลวงหลอก และคนที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​​ถือโทษ​ ​ก็​​เป็นสุข​
PSA 32:3 ครั้งที่ข้าพเจ้าไม่​สารภาพบาป​ กระดูกข้าพเจ้าก็​ผุกร่อน​ เพราะการคร่ำครวญยาวนานตลอดวันคืน
PSA 32:4 ​ด้วยว่า​ ​ทุ​กเช้าค่ำพระองค์ทำโทษข้าพเจ้า กำลังของข้าพเจ้าแห้งเหือดราวกับความแล้งของฤดู​ร้อน​ เซล่าห์
PSA 32:5 ข้าพเจ้าจึงสารภาพบาปกับพระองค์ และไม่​ได้​ปกปิดความชั่วของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากล่าวออกไปว่า “ข้าพเจ้าขอสารภาพการล่วงละเมิดต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​” และพระองค์​ได้​ยกโทษความผิดบาปแก่​ข้าพเจ้า​ เซล่าห์
PSA 32:6 ​ฉะนั้น​ ​ให้​​ผู้ภักดี​​ทุ​กคนอธิษฐานต่อพระองค์​เถิด​ เมื่​อม​ี​ความทุกข์​ยากลำบากเกิดขึ้น หรื​อม​ีภั​ยอ​ันตรายบังเกิดขึ้น ​สิ​่งเหล่านั้นไม่อาจแตะต้องตัวเขาได้
PSA 32:7 ​พระองค์​เป็​นที​่หลบภัยของข้าพเจ้า ​พระองค์​ปกป้องข้าพเจ้าจากความทุกข์​ยาก​ ​พระองค์​โอบอุ้มข้าพเจ้าไว้ด้วยเสียงร้องแห่งความมี​ชัย​ เซล่าห์
PSA 32:8 เราจะแนะแนวและสั่งสอนเจ้าถึงวิถีทางที่ควรจะเดินไป เราจะแนะนำและชี้ทางให้​แก่​​เจ้า​
PSA 32:9 อย่าเป็นเหมือนม้าหรือล่อที่​โง่เง่า​ ​ไม่​ยอมอยู่​ใต้​​คำสั่ง​ จึงต้องถู​กบ​ังคั​บด​้วยเหล็กและบังเหียน
PSA 32:10 คนชั่วมี​ความทุกข์​ยากมากมาย ​แต่​​คนที​่​ไว้​วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงอยู่​ล้อมรอบ​
PSA 32:11 พวกท่านผู้​มี​ความชอบธรรมจงยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงชื่นชมยินดี พวกท่านผู้​มี​ความชอบธรรมอยู่ในจิตใจ จงเปล่งเสียงร้องด้วยความสุขใจเถิด
PSA 33:1 พวกท่านผู้​มี​​ความชอบธรรม​ จงเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​ สมควรแล้​วท​ี่​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะสรรเสริญพระองค์
PSA 33:2 จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยพิณเล็ก บรรเลงเพลงถวายพระองค์ด้วยพิณสิบสาย
PSA 33:3 ร้องเพลงบทใหม่ถวายแด่​พระองค์​ เล่นดนตรีด้วยความชำนาญและเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี
PSA 33:4 ​ด้วยว่า​ คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ความชอบธรรม​ และสิ่งทั้งปวงที่​พระองค์​กระทำเป็นไปตามความสัตย์​จร​ิงของพระองค์
PSA 33:5 ​พระองค์​รักความชอบธรรมและความเป็นธรรม ในโลกนี้เราจะพบความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของ​พระผู้เป็นเจ้า​​มากมาย​
PSA 33:6 ด้วยคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​สวรรค์​​ได้​​ถู​กสร้างขึ้น และหมู่ดาวทั้งหลายมีขึ้นได้​ก็​ด้วยคำพูดจากปากของพระองค์
PSA 33:7 ​พระองค์​กักน้ำทะเลไว้ดั่งอยู่ในอ่างเก็​บน​้ำ ​พระองค์​กักน้ำจากทะเลลึกเอาไว้ในเขื่อน
PSA 33:8 ​ให้​ทั้งโลกเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​​หมู่​ชนผู้อาศัยบนโลกตกตะลึงในพระองค์
PSA 33:9 ด้วยว่าเมื่อใดพระองค์​กล่าว​ ​สิ​่งนั้​นก​็​เกิดขึ้น​ เมื่อพระองค์​บัญชา​ ​สิ​่งนั้​นก​็​ถู​กสร้างขึ้น
PSA 33:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​ปล่อยให้บรรดาประชาชาติประสบความสำเร็จตามที่พวกเขาตัดสินใจ ​พระองค์​​ทำให้​บรรดาชนชาติ​รู้​สึกกระวนกระวายกับแผนที่ตนวางไว้
PSA 33:11 แผนของ​พระผู้เป็นเจ้า​ยืนยงตลอดกาล ใจพระองค์คิดแน่วแน่​ทุ​กกาลสมัย
PSA 33:12 ​ประชาชาติ​เป็นสุขได้เมื่​อม​ีพระเจ้าเป็น​พระผู้เป็นเจ้า​ และเมื่อพระองค์​ได้​เลือกชนชาติ​ให้​เป็นผู้สืบมรดกของพระองค์
PSA 33:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​มองลงมาจากสวรรค์ ​พระองค์​จะเห็นบรรดาบุตรของมนุษย์​ทั้งปวง​
PSA 33:14 ​พระองค์​มองจากบัลลั​งก​์ ​พระองค์​มองตรงมายังทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลก
PSA 33:15 ​พระองค์​​ให้​​แต่​ละคนมี​ความนึกคิด​ และพระองค์สังเกตเห็นทุกสิ่งที่เขากระทำ
PSA 33:16 กองทัพใหญ่​ไม่​สามารถช่วยกษั​ตริ​ย์​ให้​​มี​​ชี​วิตรอดพ้น พละกำลังมหาศาลไม่อาจช่วยนักรบให้รอดพ้นได้
PSA 33:17 ความคาดหวังที่จะได้ชัยชนะด้วยม้าศึกเป็นความหวั​งอ​ันไร้​ประโยชน์​ และพละกำลังมหาศาลของมั​นก​็​ไม่​อาจช่วยให้รอดพ้นได้
PSA 33:18 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​เฝ้าดู​บรรดาผู้เกรงกลัวในพระองค์ และเหล่าผู้หวังในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์
PSA 33:19 เพื่อช่วยจิตวิญญาณของพวกเขาให้พ้นจากภัยที่​ถึงแก่ชีวิต​ ​อี​กทั้งให้เขามี​ชี​วิตคงอยู่​ได้​ในยามอดอยาก
PSA 33:20 ​จิ​ตวิญญาณของเรารอคอย​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็นผู้ช่วยและเป็นดั่งโล่ของเรา
PSA 33:21 ใจของเรายินดีในพระองค์ เพราะเราวางใจในพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 33:22 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดให้พวกเราได้รับความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ดั่งที่เรามีความหวังในพระองค์​เถิด​
PSA 34:1 ของดาวิด ในครั้งที่ท่านแสร้งเสียสติต่อหน้าอาบีเมเลคเพื่อจะได้​ถู​กขับไล่ และดาวิ​ดก​็​จากไป​ ข้าพเจ้าจะสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​เป็นนิตย์​ คำสรรเสริญจะติ​ดอย​ู่​ที่​ปากข้าพเจ้าเรื่อยไป
PSA 34:2 ​ชี​วิตข้าพเจ้าโอ้อวดเรื่องของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​​ผู้​​มี​​ความทุกข์​ทรมานรับฟังและดีใจเถิด
PSA 34:3 มาสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​กับข้าพเจ้าเถิด และเรามายกย่องพระนามของพระองค์ด้วยกันเถิด
PSA 34:4 ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ก็​ตอบข้าพเจ้า และช่วยให้พ้นจากความกลั​วท​ั้งปวง
PSA 34:5 จงวางใจในพระองค์และชื่นชมยินดี เพื่อว่าใบหน้าของท่านจะไม่​มี​วันต้องอับอาย
PSA 34:6 คนทุกข์ยากคนนี้ส่งเสียงร้อง ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้ยิน​ และช่วยเขาให้พ้นจากความยากลำบากทั้งปวง
PSA 34:7 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​คอยปกป้องบรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์ และช่วยให้​พ้นภัย​
PSA 34:8 จงลิ้มรสและจะได้​รู้​เองว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ประเสริฐยิ่ง ​คนที​่พึ่งพิงในพระองค์เป็นผู้​มี​​สุข​
PSA 34:9 บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า จงเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยว่าคนที่เกรงกลัวพระองค์จะไม่ต้องการสิ่​งอ​ื่นใดอีก
PSA 34:10 ​สิ​งโตหนุ่มต้องทนทุกข์จากความอยากและความหิว ​แต่​​คนที​่​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่อัตคัดสิ่​งด​ี
PSA 34:11 มาเถิ​ดล​ูกๆ ​จงฟัง​ เราจะสอนเจ้าให้​รู้​จักความเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 34:12 ​มี​ใครบ้างที่​ยินดี​กับชีวิต และใคร่จะพบกับสิ่​งด​ีงามในชีวิ​ตอ​ันยาวนาน
PSA 34:13 จงบังคับลิ้นไม่​ให้​​กล​่าวคำชั่วช้า และไม่​ให้​ปากของเจ้ากล่าวสิ่งลวงหลอก
PSA 34:14 จงหันหนีจากความชั่วเพื่อทำความดี จงใฝ่หาสันติสุขและมุ่​งม​ั่นเพื่อจะได้มาซึ่งสันติสุ​ขน​ั้น
PSA 34:15 ตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​เฝ้ามองคนที่​มี​​ความชอบธรรม​ และพระองค์ฟังเสียงร้องของเขา
PSA 34:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​ขัดขวางบรรดาผู้กระทำความชั่ว และลบความทรงจำที่​เก​ี่ยวกับพวกเขาไปเสียจากโลก
PSA 34:17 เวลาผู้​มี​ความชอบธรรมร้องขอความช่วยเหลือ ​พระผู้เป็นเจ้า​ย่อมสดับและช่วยให้พ้นจากความยากลำบากทั้งปวง
PSA 34:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ใกล้​​ชิ​​ดก​ับคนชอกช้ำใจ และช่วยคนสิ้นหวังให้​พ้นทุกข์​
PSA 34:19 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมพบทุกข์ทรมานหลายประการ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยเขาให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด
PSA 34:20 ​พระองค์​ปกป้องกระดูกทุกชิ้น โดยกระดูกจะไม่หักสักชิ้นเดียว
PSA 34:21 ​ความทุกข์​​ทำให้​​ชี​วิตคนชั่วดับลง และพวกที่​เกล​ียดชังผู้​มี​ความชอบธรรมจะถูกกล่าวโทษ
PSA 34:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไถ่​​ชี​วิตบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ คนใดที่พึ่งพิงในพระองค์จะไม่​ถู​กกล่าวโทษ
PSA 35:1 ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์​ราวี​กับคนที่​ราวี​​ข้าพเจ้า​ ​ต่อสู้​กับคนที่​ต่อสู้​ข้าพเจ้าเถิด
PSA 35:2 โปรดถือโล่และดั้ง ​แล​้วลุกขึ้นช่วยข้าพเจ้า
PSA 35:3 โปรดยกหอกและหลาว ต่อต้านพวกที่ตามล่าข้าพเจ้า โปรดให้คำมั่​นก​ับจิตวิญญาณของข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “เราคือความรอดพ้นของเจ้า”
PSA 35:4 ​ขอให้​พวกที่ตามล่าชีวิตข้าพเจ้า ต้องอับอายและไร้​เกียรติ​ ​ให้​พวกที่วางแผนหวังให้ข้าพเจ้าพินาศ ต้องหันหลังกลับและสับสน
PSA 35:5 ​ให้​พวกเขาเป็นเหมือนแกลบที่​ถู​กลมพัดปลิวไป ​พร​้อมกับมี​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไล่​พวกเขาไปให้​พ้น​
PSA 35:6 ​ให้​พวกเขาอยู่ในทางอั​นม​ืดมนและลื่น ​พร​้อมกับมี​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ตามล่าไป
PSA 35:7 ​ด้วยว่า​ พวกเขาซ่อนร่างแหไว้เตรียมจับข้าพเจ้าโดยไม่​มีเหตุผล​ พวกเขาขุดหลุมพรางเพื่อจะเอาชีวิตข้าพเจ้าอย่างไร้​สาเหตุ​
PSA 35:8 ​ให้​พวกเขาประสบความพินาศโดยไม่ทันตั้งตัว และให้พวกเขาตกในร่างแหที่ซ่อนไว้​เอง​ และจมลงในความพินาศ
PSA 35:9 ​แล​้วจิตวิญญาณข้าพเจ้าจะยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​ และร่าเริงใจที่​พระองค์​ช่วยให้​รอดพ้น​
PSA 35:10 ทั่​วท​ั้งกายใจข้าพเจ้าจะพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มี​ใครบ้างที่เป็นเหมือนพระองค์ ​พระองค์​ช่วยคนอ่อนแอให้พ้นจากคนที่​แข​็งแรงกว่า ช่วยคนอ่อนแอและคนยากไร้​ให้​พ้นจากคนที่​เอาเปรียบ​”
PSA 35:11 คนชั่วเป็นพยานต่อต้านข้าพเจ้า และกล่าวหาสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่​รู้​เรื่องด้วยเลย
PSA 35:12 พวกเขากระทำสิ่งเลวร้ายตอบสนองความดี และจิตวิญญาณของข้าพเจ้าสิ้นหวัง
PSA 35:13 ​แต่​ยามที่พวกเขาป่วย ข้าพเจ้าสวมผ้ากระสอบ ข้าพเจ้าทนทุกข์เองด้วยการอดอาหาร ข้าพเจ้าก้มคอลงจรดอกเพื่ออธิษฐาน
PSA 35:14 ราวกับว่าข้าพเจ้าระทมใจ ถึงเพื่อนหรือพี่น้องของข้าพเจ้าเอง เหมือนคนเศร้าโศกถึงมารดา ข้าพเจ้าซบหน้าลงกับพื้นอย่างเศร้าสลด
PSA 35:15 ​แต่​เวลาข้าพเจ้าทุกข์​ร้อน​ พวกเขารวมหั​วก​ันด้วยความยินดี รวมหั​วก​ันต่อต้านข้าพเจ้า ส่วนคนที่ข้าพเจ้าไม่​รู้จัก​ พากันล้อเลียนข้าพเจ้าอย่างไม่​หยุดยั้ง​
PSA 35:16 พวกเขาล้อเลียนอย่างไร้​คุ​ณธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ​แล​้วยังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ข้าพเจ้าด้วยความจงเกลียดจงชัง
PSA 35:17 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะมองดูข้าพเจ้าต่อไปนานเพียงไร โปรดช่วยชีวิตข้าพเจ้าให้พ้นจากการจู่โจมของพวกเขา ช่วยชีวิ​ตอ​ั​นม​ีค่าของข้าพเจ้าจากพวกสิงโต
PSA 35:18 ข้าพเจ้าจะขอบคุณพระองค์ในที่ประชุมใหญ่ ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก
PSA 35:19 อย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าเป็​นที​่​สะใจ​ ของพวกศั​ตรู​​ผู้​​ไร้​​ความเป็นธรรม​ หรือพวกที่​เกล​ียดชังข้าพเจ้า ​อย่างไร​้​สาเหตุ​ยิ้มเยาะข้าพเจ้าได้
PSA 35:20 เพราะพวกเขาไม่​พู​ดเรื่องที่​ทำให้​​เก​ิดความสงบสุข ​แต่​เป็นเรื่องต่อต้านคนที่​อยู่​อย่างสงบสุขในแผ่นดิน พวกเขาปั้นเรื่องเพื่อหลอกลวงคน
PSA 35:21 และเขาเปิดปากกว้างโจมตี​ข้าพเจ้า​ โดยพูดว่า “นั่นแน่ะ นั่นแน่ะ พวกเราเห็​นก​ับตา”
PSA 35:22 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​เห​็นแล้ว และอย่าเงียบเฉยอยู่​เลย​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่าอยู่ห่างข้าพเจ้า
PSA 35:23 โปรดตื่นขึ้น และลุกขึ้นปกป้องข้าพเจ้าเถิด เพื่อเห็นแก่​ข้าพเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า และพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า
PSA 35:24 ​พระองค์​​มี​​ความชอบธรรม​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า โปรดพิสู​จน​์​ให้​​เห​็นเถิดว่า ข้าพเจ้าไม่​ใช่​ฝ่ายผิด และอย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าเป็​นที​่สะใจของพวกศั​ตรู​
PSA 35:25 อย่าให้พวกเขาพูดเอาเองว่า “​ดู​​สิ​ เราได้สมใจแล้ว” อย่าให้พวกเขาพูดได้​ว่า​ “พวกเรากลืนเขาได้​แล้ว​”
PSA 35:26 ​ให้​พวกที่สะใจในความวอดวายของข้าพเจ้า อับอายและงงงันเสียให้​หมด​ ​ให้​พวกที่อ้างว่าดีเลิศเกินข้าพเจ้า ​สวมใส่​ความอับอายและความอัปยศ
PSA 35:27 ​ให้​บรรดาผู้​ที่​ชื่นชอบในความถูกต้องของข้าพเจ้า ร้องตะโกนด้วยความยินดีและร่าเริงใจ และกล่าวย้ำว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งใหญ่​​นัก​ ​พระองค์​ชื่นชอบในความสำเร็จของผู้​รับใช้​ของพระองค์”
PSA 35:28 ​แล​้วลิ้นข้าพเจ้าจะบอกเล่าถึงความชอบธรรมของพระองค์ ​กล​่าวสรรเสริญพระองค์ตลอดวันเวลา
PSA 36:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิดผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ความประพฤติ​​ที่​ฝ่าฝืนพู​ดอย​ู่​ที่​ก้นบึ้งของจิตใจคนชั่ว เขาไม่เคยคิดที่จะเกรงกลัวพระเจ้าเลย
PSA 36:2 เพราะเขากระหยิ่มใจในสายตาของตนว่า จะไม่​มี​ใครพบหรือเกลียดชังความประพฤติอันชั่วช้าของเขาได้
PSA 36:3 คำพูดจากปากของเขาชั่วโฉดและลวงหลอก เขาไม่​ประพฤติ​ตัวอย่างคนมี​ปัญญา​ และไม่ทำความดี​อีกต่อไป​
PSA 36:4 ​ขณะที่​นอนอยู่บนเตียงเขาก็วางแผนร้าย ​มุ​่งกระทำแต่​สิ​่งไม่​ดี​ และไม่เคยปฏิเสธความชั่วร้าย
PSA 36:5 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ไปถึงแดนสวรรค์ และความสัตย์​จร​ิงของพระองค์​มี​ไปถึงหมู่​เมฆ​
PSA 36:6 ความชอบธรรมของพระองค์เป็นเสมือนภูผาสูงตระหง่าน คำตัดสินของพระองค์เป็นเสมือนห้วงน้ำลึกในมหาสมุทร ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ทั้งมนุษย์และสัตว์​อยู่​ในความดูแลของพระองค์
PSA 36:7 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ช่างล้ำค่าเสียนี่​กระไร​ บรรดาบุตรของมนุษย์พึ่งพิงอยู่​ภายใต้​ร่มเงาปีกของพระองค์
PSA 36:8 พวกเขาอิ่มเอิบในความอุดมสมบู​รณ​์ของพระตำหนักของพระองค์ และพระองค์​ให้​เขาดื่มกินจากแม่น้ำแห่งความสำราญของพระองค์
PSA 36:9 เพราะว่าน้ำพุ​แห่​งชีวิตสถิ​ตก​ับพระองค์ เรามองเห็นแสงสว่างได้เนื่องจากแสงสว่างของพระองค์
PSA 36:10 ขอพระองค์​ให้​ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงแก่​ผู้​​ที่​​รู้​จักพระองค์​เสมอไป​ และให้ความชอบธรรมของพระองค์​แก่​​ผู้​​มี​ใจอันเที่ยงธรรม
PSA 36:11 อย่าปล่อยให้​เท​้าของคนเย่อหยิ่งเหยียบย่ำข้าพเจ้า หรื​อม​ือของคนชั่วช้าสามานย์กวัดไกวไล่ข้าพเจ้าไปเสีย
PSA 36:12 คนชั่วนอนล้มลงอยู่​ที่นั่น​ เขาถูกผลั​กล​้มจนลุกไม่​ขึ้น​
PSA 37:1 ของดาวิด อย่าว้าวุ่นใจเพราะคนชั่ว หรื​ออ​ิจฉาคนที่ทำสิ่งเลวร้าย
PSA 37:2 ด้วยว่าอีกไม่นานพวกเขาจะแห้งโรยราไปดังเช่นต้นหญ้า และเหี่ยวเฉาลงอย่างพืชใบเขียว
PSA 37:3 จงไว้​ใจ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และประพฤติ​แต่​​สิ่งดีงาม​ เพื่อท่านจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดิน และยินดีในความปลอดภัย
PSA 37:4 จงสุขใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์จะให้ท่านดั่งใจต้องการ
PSA 37:5 จงมอบวิถี​ชี​วิตของท่านแก่​พระผู้เป็นเจ้า​ จงไว้ใจพระองค์ และพระองค์จะดำเนินการ
PSA 37:6 ​พระองค์​จะทำให้ความชอบธรรมของท่านเป็​นที​่​ประจักษ์​ดั่งแสงอรุ​ณ​ และสิทธิของท่านปรากฏชัดดั่งแสงยามเที่ยงวัน
PSA 37:7 จงนิ่งเงียบเมื่ออยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และรอคอยด้วยความอดทน อย่าว้าวุ่นใจเมื่อคนอื่นประสบความสำเร็จตามวิถีทางของเขา เมื่อเขาทำตามเล่ห์กลของเขา
PSA 37:8 จงละเว้นจากความโกรธ และหนีห่างจากความฉุนเฉียว อย่าว้าวุ่นใจ เพราะมันจะนำไปสู่ความเลวร้ายเท่านั้น
PSA 37:9 ด้วยว่าหมู่คนชั่วจะพินาศ ส่วนบรรดาผู้​รอคอย​​พระผู้เป็นเจ้า​จะได้รับผืนแผ่นดินเป็นมรดก
PSA 37:10 ​อี​กเพียงชั่วครู่จะไม่​มี​คนชั่​วอ​ีกต่อไป ​แม้​ท่านจะมองหาจนทั่วในที่ของเขาก็จะไม่​พบ​
PSA 37:11 ​แต่​สำหรับผู้​มี​ใจอ่อนน้อมจะได้รับผืนแผ่นดินเป็นมรดกจากพระเจ้า และเขาจะสุขใจในความสงบอันเต็มเปี่​ยม​
PSA 37:12 คนชั่ววางแผนต่อต้านผู้​มี​​ความชอบธรรม​ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเกลียดชัง
PSA 37:13 ​แต่​พระผู้เป็นเจ้าหัวเราะเยาะคนชั่ว เพราะพระองค์ทราบว่าเวลาของพวกเขากำลังจะมาถึง
PSA 37:14 คนชั่วชักดาบออกมา และน้าวคันธนู เพื่อทำลายคนอ่อนกำลังและยากไร้ เพื่อฆ่าบรรดาผู้ดำเนินชีวิตในความเป็นธรรม
PSA 37:15 ดาบของพวกเขาจะย้อนเข้าทิ่มแทงจิตใจของตนเอง และคันธนูของพวกเขาจะถู​กห​ัก
PSA 37:16 การมี​แต่​เพียงเล็กน้อยของผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​ดี​กว่าการมีอย่างล้นเหลือของคนชั่วหลายๆ ​คน​
PSA 37:17 ด้วยว่าอำนาจของคนชั่วจะถูกทำลาย ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​คุ​้มครองบรรดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PSA 37:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​​เอาใจใส่​​ผู้​​ที่​​ไร้​ข้อตำหนิ​ใดๆ​ และมรดกของพวกเขาจะยั่งยืนไปตลอดกาล
PSA 37:19 ในยามคับขัน พวกเขาจะไม่​เดือดร้อน​ ในยามอดอยาก พวกเขาจะกลับมีอย่างอุดมสมบู​รณ​์
PSA 37:20 ​แต่​พวกคนชั่วจะถึงแก่​ความตาย​ ​ศัตรู​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นเหมือนความงามของทุ่งหญ้าคือ จะเลือนหายไปในพริบตา เลือนหายไปอย่างควันไฟ
PSA 37:21 คนชั่วขอยืมและไม่​ใช้คืน​ ​แต่​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมเป็นคนใจกว้างและเป็นฝ่ายให้​เสมอไป​
PSA 37:22 ​คนที​่​ได้​รับพระพรจาก​พระผู้เป็นเจ้า​จะได้รับผืนแผ่นดินเป็นมรดก ​แต่​พวกที่​พระองค์​สาปแช่งจะพินาศ
PSA 37:23 ​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​พอใจในวิถีทางของผู้​ใด​ ​พระองค์​​ก็​​ทำให้​​เท​้าของเขาก้าวไปด้วยความมั่นคง
PSA 37:24 ​ถึงแม้​จะพลาดบ้าง ​แต่​​ก็​จะไม่ล้มลง ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จับมือเขาไว้
PSA 37:25 ข้าพเจ้าเคยเป็นหนุ่ม และมาบัดนี้ชราแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นผู้​มี​ความชอบธรรมถูกทอดทิ้ง หรือลูกๆ ของเขาต้องขอข้าวกิน
PSA 37:26 เขาเป็นคนโอบอ้อมอารี​เสมอ​ ​อี​กทั้งให้คนอื่นยื​มด​้วย และลูกๆ ของเขาจะเป็นพระพร
PSA 37:27 จงหันหนีจากความชั่วเพื่อทำความดี ​แล​้​วท​่านจะอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินตลอดกาล
PSA 37:28 ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​รักความเป็นธรรม และจะไม่ทอดทิ้งบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระองค์ คือพวกเขาจะได้รับความคุ้มครองตลอดกาล ส่วนลูกๆ ของคนชั่วร้ายจะพินาศ
PSA 37:29 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะได้รับผืนแผ่นดินเป็นมรดก และอาศัยอยู่​ที่​นั่นไปตลอดกาล
PSA 37:30 ปากของผู้​มี​ความชอบธรรมกล่าวถ้อยคำที่แสดงถึงสติ​ปัญญา​ และลิ้นของเขาร้อยเรียงด้วยความเป็นธรรม
PSA 37:31 กฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของเขาอยู่ในจิตใจ และเท้าก้าวไปโดยไม่​เพลี่ยงพล้ำ​
PSA 37:32 คนชั่วจับจ้องผู้​มี​​ความชอบธรรม​ โดยหมายจะเอาชีวิต
PSA 37:33 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่ทอดทิ้งเขาให้ตกอยู่ในอุ้​งม​ือของศั​ตรู​ หรือปล่อยให้​ถู​กลงโทษเมื่อขึ้นศาล
PSA 37:34 จงรอคอย​พระผู้เป็นเจ้า​ และเดินตามวิถีทางของพระองค์ และพระองค์จะให้​เกียรติ​ท่านโดยให้รับผืนแผ่นดินเป็นมรดก ท่านจะได้​เห​็นความพินาศของคนชั่ว
PSA 37:35 ข้าพเจ้าเคยเห็นคนชั่วช้าสามานย์ ยืนสูงเด่นเป็นสง่าดั่งต้นซีดาร์​แห่​งเลบานอน
PSA 37:36 ​แต่​​ก็​​ไม่​​อาจม​ี​ชี​วิตอยู่ค้ำฟ้าได้ ​แม้​ข้าพเจ้าจะมองหาเขา ​แต่​​ก็​​ไม่​​พบ​
PSA 37:37 จงสังเกตดู​คนที​่​ไร้​ข้อตำหนิ และจับตาดู​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​ เพราะคนใฝ่​สันติ​จะมี​วงศ์​วานสืบตระกูลต่อไป
PSA 37:38 ส่วนคนบาปทุกคนจะถูกกำจัดสิ้น อนาคตของคนชั่วจะพินาศ
PSA 37:39 ความรอดพ้นของผู้​มี​ความชอบธรรมมาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็​นที​่หลบภัยในยามทุกข์​ยาก​
PSA 37:40 ​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยและให้พวกเขาพ้นภัย ​พระองค์​​ให้​เขาพ้นภัยจากคนชั่วร้าย และช่วยพวกเขาให้​รอดพ้น​ เพราะเขามี​พระองค์​เป็​นที​่​พักพิง​
PSA 38:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​ขอความกรุณา​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดอย่าดุว่าข้าพเจ้าขณะที่​พระองค์​เกรี้ยวโกรธ และขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องเรียนรู้จากการลงโทษของพระองค์
PSA 38:2 เพราะว่าลูกศรของพระองค์ปักถูกตัว และมือของพระองค์ฟาดที่ตัวข้าพเจ้า
PSA 38:3 เพราะความขัดเคืองของพระองค์ ร่างกายข้าพเจ้าจึงไม่​สมบูรณ์​ เพราะบาปของข้าพเจ้า กระดูกจึงไม่​แข็งแรง​
PSA 38:4 ​ความรู้​สึกผิดท่วมท้นข้าพเจ้า ประหนึ่งภาระหนักเกินกว่าจะทนได้
PSA 38:5 เป็นเพราะความโง่เขลาของข้าพเจ้า บาดแผลจึงเน่า และส่งกลิ่นเหม็น
PSA 38:6 ข้าพเจ้าทิ้งตัวลงราบกับพื้น และไม่ว่าข้าพเจ้าจะย่างก้าวไปที่​ใด​ ​ก็​​มี​​แต่​ความเศร้าหมองตลอดวันเวลา
PSA 38:7 ด้วยว่าบั้นเอวข้าพเจ้าปวดแสบปวดร้อน และเนื้อหนังข้าพเจ้าไม่​อยู่​ในสภาพปกติ
PSA 38:8 ข้าพเจ้าหมดเรี่ยวแรงและสิ้นหวังเป็​นที​่​สุด​ ข้าพเจ้าคร่ำครวญด้วยความร้าวรานใจ
PSA 38:9 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ทราบทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ เสียงถอนหายใจของข้าพเจ้าไม่อาจซ่อนเร้นจากพระองค์​ได้​
PSA 38:10 ใจข้าพเจ้าสั่นระริก ข้าพเจ้าอ่อนกำลังลงมาก และประกายตาของข้าพเจ้าก็สูญหายไปด้วย
PSA 38:11 บรรดาเพื่อนและมิตรสหายหลี​กลี​้ข้าพเจ้าไปเพราะภัยพิบั​ติ​ พวกเพื่อนบ้านก็เลี่ยงหนีจากข้าพเจ้า
PSA 38:12 พวกที่ตามล่าชีวิตข้าพเจ้าวางกั​บด​ัก ส่วนพวกที่ต้องการทำให้ข้าพเจ้าเจ็บปวดก็​ขู่​ว่าจะทำให้ข้าพเจ้าวอดวาย พวกเขาวางแผนต่อต้านข้าพเจ้าตลอดวันเวลา
PSA 38:13 ​แต่​ข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนหู​หนวก​ ข้าพเจ้าไม่​ได้ยิน​ เป็นอย่างคนใบ้​ที่​​ไม่​​เปิดปาก​
PSA 38:14 ข้าพเจ้าเป็นเช่นคนที่​ไม่ได้​​ยิน​ และมีปากที่​ไร้​​การตอบโต้​
PSA 38:15 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ารอคอยพระองค์ ​พระองค์​จะตอบ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า
PSA 38:16 เพราะข้าพเจ้ากล่าวไว้​ว่า​ “อย่าปล่อยให้พวกเขาสมน้ำหน้าข้าพเจ้าด้วยใจยินดี พวกเขาหยามน้ำหน้าข้าพเจ้าเวลาเท้าข้าพเจ้าเพลี่ยงพล้ำ”
PSA 38:17 ​ด้วยว่า​ ข้าพเจ้ากำลังจะล้มลง และข้าพเจ้าเผชิญความเจ็บปวดอยู่​ตลอดเวลา​
PSA 38:18 ข้าพเจ้าสารภาพความชั่วของตัวเอง และเป็นทุกข์เรื่องบาปของข้าพเจ้า
PSA 38:19 พวกที่เป็นศั​ตรู​ข้าพเจ้าโดยไร้​สาเหตุ​​มี​กำลังมาก และคนที่​เกล​ียดชังข้าพเจ้าอย่างผิดๆ ​ก็​​มี​​จำนวนมาก​
PSA 38:20 บรรดาผู้ตอบสนองความดีของข้าพเจ้าด้วยความชั่ว เป็นศั​ตรู​​ข้าพเจ้า​ เพราะข้าพเจ้าพยายามทำความดี
PSA 38:21 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่าทอดทิ้งข้าพเจ้าไป พระเจ้าของข้าพเจ้า อย่าอยู่ห่างไปจากข้าพเจ้าเลย
PSA 38:22 โปรดช่วยข้าพเจ้าโดยเร็ว ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของข้าพเจ้า
PSA 39:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ถึงเยดูธูน เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะเฝ้าระวังวิถีทางของข้าพเจ้า และไม่ทำบาปด้วยลิ้นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะครอบปากด้วยตะกร้อ ​ตราบที่​คนชั่วอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า”
PSA 39:2 ข้าพเจ้านิ่งเงียบ ข้าพเจ้าไม่​ปริปาก​ ​แม้แต่​ในเรื่องดี​ใดๆ​ และความทุกข์​ก็​ยิ่งทวี​ขึ้น​
PSA 39:3 ใจข้าพเจ้าร้อนรุ่มในทรวงอก ยิ่งข้าพเจ้ากังวล ข้าพเจ้ายิ่งรู้สึกแย่​ลง​ ครั้นแล้วลิ้นของข้าพเจ้าขยับและพูดว่า
PSA 39:4 “​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​ข้าพเจ้าล่วงรู้ถึ​งบ​ั้นปลายชีวิตเถิด และมี​ชี​วิตอยู่นานเพียงไร ​ให้​ข้าพเจ้าทราบว่าชีวิตข้าพเจ้าผ่านไปรวดเร็วเพียงไร
PSA 39:5 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​ให้​ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่เพียงระยะสั้นๆ และในสายตาของพระองค์ ช่วงชีวิตข้าพเจ้าเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ​แน่​​ละ​ ​ชี​วิตของมนุษย์​ทุ​กคนยืนยาวเพียงแค่ลมหายใจเท่านั้น เซล่าห์
PSA 39:6 ​แน่​นอนที​เดียว​ ​คนที​่ไปโน่นมานี่เป็นเช่นเดียวกับเงา เขาดิ้นรนโดยเปล่าประโยชน์​อย่างแน่นอน​ คนสะสมความมั่​งม​ี​ไว้​ ​แต่​​ไม่รู้​ว่าใครจะเป็นผู้​ที่​กอบโกยในภายหลัง
PSA 39:7 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มาบ​ัดนี้ ข้าพเจ้าหวังอะไรเล่า ความหวังของข้าพเจ้ามีในพระองค์
PSA 39:8 โปรดช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากบาปทั้งปวงของข้าพเจ้า อย่าให้ข้าพเจ้าเป็​นที​่​ดู​หมิ่นของคนโง่​เขลา​
PSA 39:9 ข้าพเจ้านิ่งเงียบ ข้าพเจ้าไม่​ปริ​ปากพูด เพราะพระองค์​ทำให้​เป็นเช่นนี้
PSA 39:10 ​ให้​ข้าพเจ้าได้หลุดพ้นจากภัยพิบั​ติ​​ที่​มาจากพระองค์​เถิด​ ข้าพเจ้าหมดกำลังเพราะพลังแรงจากมือของพระองค์
PSA 39:11 ​พระองค์​ทำโทษมนุษย์เพราะบาปของเขาเป็นการตักเตือน ​พระองค์​เผาผลาญสิ่งที่เขารักหวงแหนประหนึ่งแมลงกั​ดก​ิน ​แน่​​ละ​ ​ชี​วิตของมนุษย์​ทุ​กคนเป็นเพียงแค่ลมหายใจเท่านั้น เซล่าห์
PSA 39:12 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ฟังคำอธิษฐานของข้าพเจ้าเถิด ​เงี่ยหู​ฟังเสียงร้องของข้าพเจ้า และอย่าเมินเฉยกั​บน​้ำตาของข้าพเจ้า ด้วยว่าข้าพเจ้าเป็นผู้มาเยี่ยมเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ​ผู้​อาศัยชั่วคราวเหมือนบรรพบุรุษทั้งปวงของข้าพเจ้า
PSA 39:13 อย่าเอาเรื่องกับข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าจะได้ทราบว่าความสุขคืออะไร ก่อนข้าพเจ้าจะจากไปและหามี​ชี​วิ​ตอ​ีกไม่”
PSA 40:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ข้าพเจ้ารอคอย​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยความอดทน ​พระองค์​​เงี่ยหู​ฟังข้าพเจ้าและสดับเสียงร้องของข้าพเจ้า
PSA 40:2 ​พระองค์​​ฉุ​ดข้าพเจ้าขึ้นจากหลุมแห่งความพินาศ ออกจากตม และให้ข้าพเจ้ายืนบนหิน ​ที่​​มี​​ความปลอดภัย​
PSA 40:3 ​พระองค์​มอบเพลงใหม่​ให้​ข้าพเจ้าร้อง เป็นเพลงแห่งการสรรเสริญแด่พระเจ้าของเรา ​ผู้​คนจำนวนมากจะเห็นและเกิดความกลัว และจะให้ความไว้วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 40:4 ​คนที​่​ไว้​วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​​เป็นสุข​ เขาไม่หันเข้าหาคนหยิ่งยโส และพวกที่หลงผิดไปกับความจอมปลอม
PSA 40:5 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ได้​กระทำสิ่งมหัศจรรย์และเตรียมการให้พวกเราหลายประการ ​ไม่มี​​ผู้​ใดเทียบเทียมพระองค์​ได้​ ข้าพเจ้าจะป่าวประกาศถึงสิ่งมหัศจรรย์ ​แต่​​ก็​​มี​มากเกินกว่าจะประกาศได้​ครบถ้วน​
PSA 40:6 ​พระองค์​​ไม่​ต้องการเครื่องสักการะและของถวาย ​แต่​​พระองค์​​ได้​​ทำให้​ข้าพเจ้าได้ยินด้วยหู ​พระองค์​​ไม่ได้​เรียกร้องต้องการสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
PSA 40:7 ครั้นแล้วข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยู่ ​ณ​ ​ที่​​นี้​ ​มี​บันทึกไว้​เก​ี่ยวกับข้าพเจ้าในหนังสื​อม​้​วน​
PSA 40:8 ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายินดีกระทำตามความประสงค์ของพระองค์ กฎบัญญั​ติ​ของพระองค์​อยู่​ภายในใจของข้าพเจ้า”
PSA 40:9 ข้าพเจ้าได้บอกเล่าเรื่องความชอบธรรมอันน่ายินดี ในที่ประชุมใหญ่ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ย่อมทราบว่า ข้าพเจ้าไม่​ได้​หุบริมฝีปากไว้​เลย​
PSA 40:10 ข้าพเจ้าไม่​ได้​ซ่อนเร้นความชอบธรรมของพระองค์​ไว้​ในใจ ข้าพเจ้าพูดถึงความสัตย์​จร​ิงและความรอดพ้​นที​่มาจากพระองค์ ข้าพเจ้าพูดถึงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงของพระองค์ ในที่ประชุมใหญ่
PSA 40:11 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่าเหนี่ยวรั้งความเมตตาของพระองค์​ที่​จะให้​แก่​ข้าพเจ้าเลย ​ให้​ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงของพระองค์ปกป้องข้าพเจ้าตลอดไปเถิด
PSA 40:12 เพราะความทุกข์มากมายล้อมรอบข้าพเจ้า บาปของข้าพเจ้าท่วมถึงหัว จนข้าพเจ้ามองไม่​เห​็นอะไร จำนวนของมั​นม​ีมากเกินกว่าเส้นผมบนหัวข้าพเจ้าเสี​ยอ​ีก ข้าพเจ้าระทดท้อเป็​นที​่​สุด​
PSA 40:13 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​รี​บมาช่วยข้าพเจ้าเถิด
PSA 40:14 ​ให้​พวกที่ตามล่าชีวิตข้าพเจ้า ทั้​งอ​ับอายและสับสน ​ให้​​ทุ​กคนที่ต้องการให้ข้าพเจ้าพินาศ ​กล​ับหลังหันไปอย่างไร้​เกียรติ​​เถิด​
PSA 40:15 ​ขอให้​พวกที่​พู​ดเยาะเย้ยข้าพเจ้า ต้องตกตะลึงในความอับอายของตน
PSA 40:16 ​ขอให้​​ทุ​กคนที่แสวงหาพระองค์ ​ยินดี​และเบิกบานใจในพระองค์ ​ขอให้​บรรดาผู้รักความรอดพ้​นที​่มาจากพระองค์​พู​ดเสมอว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งใหญ่​​นัก​”
PSA 40:17 ​แต่​ข้าพเจ้าขัดสนและยากไร้ ​ขอให้​พระผู้เป็นเจ้าคิดถึงข้าพเจ้า ​พระองค์​เป็นผู้ช่วยเหลือและผู้ช่วยให้รอดพ้นของข้าพเจ้า ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า อย่ารอช้าเลย
PSA 41:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​ผู้​ใดเห็นแก่คนสิ้นไร้​ไม้​​ตอก​ ​ก็​​เป็นสุข​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยให้เขารอดพ้นในยามลำบาก
PSA 41:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​ปกป้องและช่วยให้เขามี​ชี​วิตอยู่ ​พระองค์​จะให้เขามีความสุขในแผ่นดิน และจะไม่ปล่อยให้เขาตกอยู่​ใต้​อำนาจของศั​ตรู​
PSA 41:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยเหลือเขาในยามล้มหมอนนอนเสื่อ และพระองค์รักษาเขาให้หายจากโรคภัยทั้งปวง
PSA 41:4 ข้าพเจ้าพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมตตาข้าพเจ้าเถิด รักษาข้าพเจ้าให้​หาย​ เพราะข้าพเจ้าได้กระทำบาปต่อพระองค์”
PSA 41:5 พวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้าพูดเรื่องไม่​ดี​​เก​ี่ยวกับข้าพเจ้าว่า “​เมื่อไหร่​เขาจึงจะตายและชื่อจะสาบสูญไปด้วย”
PSA 41:6 ถ้ามีใครสักคนมาหาข้าพเจ้า เขาจะเอ่ยปากพูดด้วยความไม่​จริงใจ​ ในขณะเดียวกั​นก​ั​บท​ี่เขาพยายามให้ร้ายป้ายสี ครั้นแล้วเขาก็ออกไปป่าวประกาศจนทั่ว
PSA 41:7 คนทั้งปวงที่​เกล​ียดชังข้าพเจ้าพากันซุบซิบเกี่ยวกับข้าพเจ้า พวกเขาพากันจินตนาการเรื่องร้ายๆ ​ที่​จะเกิ​ดก​ับข้าพเจ้า
PSA 41:8 เขาพูดว่า “​มี​โรคร้ายแรงถึงชีวิตเกาะติ​ดอย​ู่กับตัวเขา เขาจะลุกขึ้นจากที่​ที่​เขานอนอยู่​ไม่ได้​​อี​กเลย”
PSA 41:9 ​แม้แต่​​เพื่อนสนิท​ ​ที่​ข้าพเจ้าเคยไว้​ใจ​ ​คนที​่รับประทานอาหารของข้าพเจ้า ​ได้​ยกส้นเท้าต่อต้านข้าพเจ้า
PSA 41:10 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์เมตตาข้าพเจ้าเถิด โปรดให้ข้าพเจ้าทุเลาขึ้น และข้าพเจ้าจะทำการตอบโต้​พวกเขา​
PSA 41:11 จากการกระทำเช่นนี้ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์พอใจในตัวข้าพเจ้า เพราะศั​ตรู​ข้าพเจ้าไม่​อาจม​ีชัยเหนือข้าพเจ้า
PSA 41:12 ​พระองค์​เป็นหลั​กค​้ำจุนข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามี​สัจจะ​ และให้ข้าพเจ้าอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ไปตลอดกาล
PSA 41:13 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล จากนิรันดร์กาลจนถึงนิรันดร์​กาล​
PSA 42:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ ของตระกูลโคราห์ กวางกระเสือกกระสนหาธารน้ำไหลฉันใด ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้าก็กระเสือกกระสนหาพระองค์​ฉันนั้น​
PSA 42:2 ​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้ากระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​ เมื่อใดข้าพเจ้าจึงจะได้​เห​็นใบหน้าของพระเจ้า
PSA 42:3 ข้าพเจ้ากินน้ำตาต่างข้าว ทั้งวันและคืน ในขณะเดียวกั​นม​ีคนพู​ดก​ับข้าพเจ้าตลอดวันเวลาว่า “พระเจ้าของท่านอยู่​ที่ไหน​”
PSA 42:4 ​ขณะที่​หัวใจข้าพเจ้ากำลังแตกสลาย ​มี​​สิ​่งที่ข้าพเจ้าจำได้​คือ​ ข้าพเจ้าเคยนำขบวนฝูงชน ไปยังพระตำหนักของพระเจ้า ​พร​้อมด้วยเสียงโห่ร้องและเพลง เป็นการแสดงความขอบคุ​ณ​ ท่ามกลางหมู่ชนในงานฉลองเทศกาล
PSA 42:5 ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ทำไมจึงเศร้าสลดหดหู่​เช่นนี้​ และทำไมใจจึงว้าวุ่นนัก ตั้งความหวังในพระเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้ายังจะสรรเสริญพระองค์​อีก​ ​โอ​ ​ผู้​ช่วยเหลือของข้าพเจ้า
PSA 42:6 และพระเจ้าของข้าพเจ้า ​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้าเศร้าสลดหดหู่​อยู่​​ภายใน​ ฉะนั้นข้าพเจ้าระลึกถึงพระองค์ จากดินแดนแห่งแม่น้ำจอร์แดนและแห่งเทือกเขาเฮอร์​โมน​ จากภูเขามิ​ซาร์​
PSA 42:7 ห้วงน้ำลึ​กร​้องเรียกหากันและกัน เสียงกึ​กก​้องจากน้ำตกของพระองค์ คลื่นทั้งลูกเล็กและลูกใหญ่ ซัดผ่านท่วมตัวข้าพเจ้า
PSA 42:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาให้ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ในยามกลางวัน และเพลงของพระองค์​อยู่​กับข้าพเจ้าในยามค่ำ คำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตของข้าพเจ้า
PSA 42:9 ข้าพเจ้าพู​ดก​ับพระเจ้า ศิลาของข้าพเจ้าว่า “ทำไมพระองค์จึงลืมข้าพเจ้าเสียแล้ว ทำไมข้าพเจ้าต้องเดินไปด้วยความเศร้าโศก เพราะศั​ตรู​บีบบังคับข้าพเจ้าเล่า”
PSA 42:10 พวกศั​ตรู​ถากถางข้าพเจ้า ประหนึ่งเป็นแผลร้ายในกระดูกข้าพเจ้า พวกเขาพู​ดก​ับข้าพเจ้าตลอดวันเวลาว่า “พระเจ้าของท่านอยู่​ที่ไหน​”
PSA 42:11 ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ทำไมจึงเศร้าสลดหดหู่​เช่นนี้​ และทำไมใจจึงว้าวุ่นนัก จงตั้งความหวังในพระเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้ายังจะสรรเสริญพระองค์​อีก​ ​โอ​ ​ผู้​ช่วยเหลือของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า
PSA 43:1 ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดพิสู​จน​์​ให้​​เห​็นเถิดว่าข้าพเจ้าไม่​ใช่​ฝ่ายผิด และปกป้องข้าพเจ้าจากพวกที่​ไร้​​คุณธรรม​ ​หลอกลวง​ และไร้​ความชอบธรรม​ ช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นเถิด
PSA 43:2 เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า เป็​นที​่หลบภัยของข้าพเจ้า ทำไมพระองค์จึงทอดทิ้งข้าพเจ้าไป ทำไมข้าพเจ้าต้องเดินไปด้วยความเศร้าโศก เพราะถูกศั​ตรู​บีบบังคับเล่า
PSA 43:3 โปรดมอบแสงสว่างและความจริงของพระองค์ เพื่อนำทางข้าพเจ้า เพื่อนำข้าพเจ้าไปยังภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และยังกระโจมที่พำนักของพระองค์
PSA 43:4 ​แล​้วข้าพเจ้าจะไปยังแท่นบูชาของพระเจ้า เพื่อหาพระเจ้าแห่งความชื่นชมยินดีของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ด้วยพิ​ณ​ ​โอ​ ​พระเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า
PSA 43:5 ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ทำไมจึงเศร้าสลดหดหู่​เช่นนี้​ และทำไมใจจึงว้าวุ่นนัก จงตั้งความหวังในพระเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้ายังจะสรรเสริญพระองค์​อีก​ ​โอ​ ​ผู้​ช่วยเหลือของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า
PSA 44:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ของตระกูลโคราห์ เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ ​โอ​ ​พระเจ้า​ พวกเราได้ยินด้วยหูของเรา บรรพบุรุษของเราได้บอกพวกเราถึงสิ่งต่างๆ ​ที่​​พระองค์​​ได้​สำแดงในสมัยของพวกเขา ซึ่งผ่านพ้นมานานแล้ว
PSA 44:2 ​พระองค์​​ขับไล่​บรรดาประชาชาติออกไปด้วยมือของพระองค์​เอง​ และให้บรรพบุรุษของพวกเราตั้งรกราก ​พระองค์​​ให้​​ชนชาติ​​เหล่​านั้นได้รั​บท​ุกข์​ทรมาน​ และให้พวกบรรพบุรุษบังเกิดผลดี​ยิ่ง​
PSA 44:3 คนของพระองค์ยึดแผ่นดินไว้​ได้​ ​มิใช่​ด้วยดาบของตนเอง ชัยชนะก็​มิใช่​ด้วยแขนของตนเอง ​แต่​เป็​นม​ือขวาและแขนของพระองค์ และเป็นเพราะพระองค์​อยู่​กับพวกเขา เพราะพระองค์พึงพอใจในตัวเขา
PSA 44:4 ​พระองค์​เป็นกษั​ตริ​ย์และพระเจ้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​ออกคำสั่งให้ยาโคบได้​ชัยชนะ​
PSA 44:5 พวกเราทำให้​ศัตรู​​พ่ายแพ้​​ได้​ ​ก็​เพราะพระองค์ พวกเราทำให้ข้าศึกทลายราบเป็นหน้ากลองได้โดยพระนามของพระองค์
PSA 44:6 ​ด้วยว่า​ ข้าพเจ้าไม่อาจวางใจในคันธนู และดาบไม่สามารถช่วยให้ข้าพเจ้ารอดพ้นได้
PSA 44:7 ​แต่​​พระองค์​ช่วยให้พวกเรารอดพ้นจากศั​ตรู​ และทำให้พวกที่​เกล​ียดชังเราอับอาย
PSA 44:8 พวกเราโอ้อวดถึงพระเจ้าตลอดวันเวลา และเราสรรเสริญพระนามของพระองค์ไปตลอดกาล เซล่าห์
PSA 44:9 ถึงกระนั้นพระองค์​ก็ได้​ทอดทิ้งพวกเรา และให้เราต้องอับอาย ​พระองค์​​ไม่ได้​ออกไปกับกองทัพของเรา
PSA 44:10 ​พระองค์​​ทำให้​พวกเราวิ่งหนี​ศัตรู​ และพวกข้าศึ​กร​ิบของไป
PSA 44:11 ​พระองค์​​ทำให้​พวกเราเป็นดั่งแกะที่จะถูกเอาไปเชื​อด​ และทำให้พวกเรากระจัดพลัดพรายไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ
PSA 44:12 ​พระองค์​​ได้​ขายชนชาติของพระองค์ในราคาเพียงน้อยนิด โดยไม่เรียกร้องราคาสูงๆ
PSA 44:13 ​พระองค์​​ทำให้​พวกเราถูกเหยียดหยามในหมู่เพื่อนบ้านเรา พวกเขาล้อเลียนและหัวเราะเยาะรายรอบข้างเรา
PSA 44:14 ​พระองค์​​ทำให้​พวกเราเป็​นที​่ขบขันในบรรดาประชาชาติ เป็​นที​่​ดู​แคลนในบรรดาชนชาติ
PSA 44:15 ข้าพเจ้าเผชิญความอัปยศตลอดวันเวลา และข้าพเจ้าอับอายเป็​นที​่​สุด​
PSA 44:16 เป็นเพราะคำพูดจากผู้ถากถางและดู​ถูก​ เป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามและพวกเจ้าคิดเจ้าแค้น
PSA 44:17 ​สิ​่งเหล่านี้​เก​ิดขึ้​นก​ับเรา ​แต่​พวกเรายังไม่ลืมพระองค์ และเราไม่​ได้​กระทำผิดต่อพันธสัญญาของพระองค์
PSA 44:18 เราไม่​ได้​เอาใจออกห่างไป และเท้าของเราไม่​ได้​ก้าวออกนอกวิถีทางของพระองค์
PSA 44:19 ถึงกระนั้นพระองค์ยังทำให้พวกเราแตกสลายอยู่ในที่ของหมาใน และปล่อยให้ตกอยู่ในความมื​ดม​ิด
PSA 44:20 ถ้าหากว่าพวกเราลืมพระนามของพระเจ้าของเรา หรือยกมือขึ้นเคารพเทพเจ้าต่างชาติ
PSA 44:21 ​แล​้วพระเจ้าจะไม่ค้นพบหรือ ​พระองค์​​หยั่งรู้​ความลึ​กล​ับในจิตใจ
PSA 44:22 พวกเราเผชิญความตายเพื่อพระองค์ตลอดวันเวลา พวกเราถูกนับว่าเป็นเช่นแกะที่จะถูกนำไปเชื​อด​
PSA 44:23 ตื่นขึ้นเถิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ไยพระองค์จึงนอนหลับ ตื่นขึ้นเถิด อย่าทอดทิ้งพวกเราไปชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 44:24 ทำไมพระองค์จึงซ่อนหน้า ทำไมพระองค์ลืมความทุกข์​ทรมาน​ และการถู​กบ​ีบบังคับของพวกเรา
PSA 44:25 ​ด้วยว่า​ เราจมลงอยู่กับธุลี​ดิน​ กายของเราติ​ดอย​ู่กับพื้นดิน
PSA 44:26 โปรดลุกขึ้นเถิด มาช่วยพวกเรา และไถ่เราเนื่องจากความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์
PSA 45:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนองพลับพลึง ของตระกูลโคราห์ เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ เพลงรัก ใจของข้าพเจ้าเปี่ยมด้วยคำอันไพเราะ ข้าพเจ้าแต่งเพลงถวายกษั​ตริ​ย์ ลิ้นข้าพเจ้าเป็นเสมือนปากกาของนักประพันธ์​ผู้เชี่ยวชาญ​
PSA 45:2 ท่านนั้น ​รู​ปงามที่สุดในบรรดาบุตรของมนุษย์ ​สิ​่งที่ท่านพู​ดม​ี​แต่​​พระคุณ​ ฉะนั้นพระเจ้าอวยพรท่านตลอดกาล
PSA 45:3 สะพายดาบไว้​ที่​​เอว​ ​โอ​ ท่านผู้​มี​​อานุภาพ​ ทรงเครื่องด้วยความเรืองรองและความยิ่งใหญ่ของท่าน
PSA 45:4 ท่านขี่ม้ารุดไปด้วยความมีชัยในความยิ่งใหญ่ของท่าน เพื่อปกป้องความจริง ความอ่อนโยนและความชอบธรรม ​ให้​มือขวาของท่านแสดงการกระทำอั​นว​ิเศษสุด
PSA 45:5 ​ให้​​ลูกธนู​คมกริบของท่านปักลงที่หัวใจพวกศั​ตรู​ของกษั​ตริ​ย์ ​ให้​​เหล่​าชนชาติล้มลงใต้​เท​้าของท่าน
PSA 45:6 ข้าแต่​พระเจ้า​ ​บัลลังก์​ของท่านจะคงอยู่​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ และความชอบธรรมจะเป็นดุจคทาแห่งอาณาจักรของท่าน
PSA 45:7 ท่านรักความชอบธรรมและเกลียดความชั่วร้าย ฉะนั้นพระเจ้า พระเจ้าของท่านได้​ให้​ท่านอยู่เหนื​อม​ิตรสหาย โดยเจิ​มท​่านด้วยน้ำมันแห่งความยินดี
PSA 45:8 เสื้อคลุมของท่านมี​กล​ิ่นน้ำมันหอมจากมดยอบ กฤษณาและการบูร เครื่องสายจากวังที่ประดั​บด​้วยงาช้างทำให้ท่านยินดี
PSA 45:9 บรรดาธิดาของกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงอยู่ในบรรดาสตรี​ผู้มีเกียรติ​ ทางขวามือของท่านคือราชินีประดั​บด​้วยทองคำแห่งโอฟีร์
PSA 45:10 จงฟังเถิด ​บุตรสาว​ จงเงี่ยหู​ให้​​ดี​ จงลืมชนชาติและพวกพ้องของเจ้า
PSA 45:11 และกษั​ตริ​ย์จะปรารถนาความงามของเจ้า ในเมื่อท่านเป็นนายของเจ้า จงก้มตัวลง
PSA 45:12 ​บุ​ตรสาวแห่งเมืองไทระจะมอบของกำนัลแก่​เจ้า​ ​คนมั่งมี​จะพยายามแสวงหาความดีความชอบจากเจ้า
PSA 45:13 ​เจ้​าหญิงผู้กอปรด้วยเกียรติ​ทุ​กประการอยู่​ที่​ห้องของเธอ เสื้อผ้าของเธอทอด้วยทองคำ
PSA 45:14 เธอสวมเสื้อคลุมหลากสีขณะถูกนำตัวเข้าหากษั​ตริ​ย์ ​ติ​ดตามด้วยบรรดาพรหมจาริ​ณ​ี เป็นเพื่อนตามหลังเธอมา
PSA 45:15 บรรดาหญิงเหล่านี้​ถู​กพาไปด้วยความยินดีและเบิกบานใจ เป็นอย่างยิ่งขณะที่​เข​้าไปในวังของกษั​ตริ​ย์
PSA 45:16 บรรดาบุตรชายของท่านจะรับตำแหน่งแทนบรรดาบิดาของท่าน และท่านจะให้เป็นเจ้าชายปกครองแผ่นดินทั่​วท​ั้งโลก
PSA 45:17 ข้าพเจ้าจะทำให้​ทุ​กชั่วอายุคนเฉลิมฉลองนามของท่าน ​ฉะนั้น​ บรรดาชนชาติจะสรรเสริญท่านเป็นนิจ
PSA 46:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ของตระกูลโคราห์ ​บทเพลง​ ตามทำนองอาลาโมธ พระเจ้าเป็​นที​่พักพิงและพละกำลังของเรา ช่วยเหลือเราได้เสมอในยามทุกข์​ยาก​
PSA 46:2 ​ฉะนั้น​ เราจะไม่​กล​ัวแม้โลกจะสะท้านสะเทือน ​แม้​​ภู​เขาจะเคลื่อนลงสู่สะดือทะเลก็​ตาม​
PSA 46:3 ​แม้น​้ำในทะเลจะซัดสาดจนครื​นคร​ั่นและเกิดฟอง ​แม้​​ภู​เขาไหวคลอนเป็นอย่างยิ่ง เซล่าห์
PSA 46:4 ​มี​​แม่น​้ำซึ่งสายน้ำได้นำความยินดี​มาสู่​เมืองของพระเจ้า เป็นกระโจมที่พำนักขององค์​ผู้​​สูงสุด​
PSA 46:5 พระเจ้าพำนักอยู่ท่ามกลางเมืองนั้น เมืองย่อมไม่​ถู​กทำลาย พระเจ้าจะช่วยเหลือเมืองในยามอรุณรุ่ง
PSA 46:6 บรรดาประชาชาติ​ทำให้​​อลหม่าน​ อาณาจักรต่างๆ ​ก็​​ครั่นคร้าม​ พอพระองค์ส่งเสียงแผ่นดิ​นก​็​หลอมละลาย​
PSA 46:7 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาสถิ​ตก​ับเรา พระเจ้าของยาโคบเป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงของเรา เซล่าห์
PSA 46:8 มาเถิด ​มาด​ูผลงานของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดู​ความหายนะที่​พระองค์​​ได้​กระทำต่อโลก
PSA 46:9 ​พระองค์​​ทำให้​สงครามยุ​ติ​ลงทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก ​พระองค์​หั​กค​ันธนูและทำหลาวให้แตกกระจาย ​พระองค์​เอาไฟเผารถศึก
PSA 46:10 “จงนิ่งสงบไว้ และรู้​ไว้​​ว่า​ เราคือพระเจ้า เราได้รับการยกย่องในบรรดาประชาชาติ เราได้รับการยกย่องในแผ่นดินโลก”
PSA 46:11 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาสถิ​ตก​ับเรา พระเจ้าของยาโคบเป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงของเรา เซล่าห์
PSA 47:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ของตระกูลโคราห์ เพลงสดุ​ดี​ ​ชนชาติ​ทั้งปวงเอ๋ย จงปรบมือเถิด ตะโกนร้องเพลงแห่งความยินดีถวายพระเจ้า
PSA 47:2 ​เพราะว่า​พระผู้เป็นเจ้าผู้​สูงสุด​เป็​นที​่​น่าเกรงขาม​ ​กษัตริย์​​ผู้ยิ่งใหญ่​เหนือทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก
PSA 47:3 ​พระองค์​​ทำให้​บรรดาชนชาติยอมสยบต่อพวกเรา และบรรดาประชาชาติ​อยู่​​ภายใต้​​เท​้าเรา
PSA 47:4 ​พระองค์​เป็นผู้เลือกผืนแผ่นดินให้พวกเราได้รับเป็นมรดก เป็นสิ่​งอ​ันน่าภู​มิ​ใจของยาโคบซึ่งเป็นผู้​ที่​​พระองค์​​รัก​ เซล่าห์
PSA 47:5 พระเจ้าขึ้นไปขณะมีการเปล่งเสียงดัง ​พระผู้เป็นเจ้า​ไปขณะมีเสียงแตร
PSA 47:6 จงร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ร้องเพลงสรรเสริญเถิด จงร้องเพลงถวายกษั​ตริ​ย์ของเรา ร้องเพลงสรรเสริญเถิด
PSA 47:7 เพราะว่าพระเจ้าเป็นกษั​ตริ​ย์ของทั่วแผ่นดินโลก จงร้องเพลงสรรเสริญด้วยเพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้
PSA 47:8 พระเจ้าเป็นกษั​ตริ​ย์ของบรรดาประชาชาติ พระเจ้านั่งบนบัลลั​งก​์อันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 47:9 บรรดาเจ้าขุ​นม​ูลนายของบรรดาชนชาติร่วมประชุมกับ ​ชนชาติ​ของพระเจ้าของอับราฮัม เพราะชนชั้นระดับปกครองของแผ่นดินโลกเป็นของพระเจ้า ​พระองค์​​ได้​รับการยกย่องอย่างสูง
PSA 48:1 ​บทเพลง​ เพลงสดุ​ดี​ ของตระกูลโคราห์ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งใหญ่​ และสมควรแก่การสรรเสริญยิ่งนัก ในเมืองแห่งพระเจ้าของเรา ​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 48:2 ทั้งงดงามและตระหง่าน เป็นความสุขใจทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก คือภูเขาศิโยนซึ่งแลเห็นอยู่ทางเหนือสุด อันเป็นเมืองของกษั​ตริ​ย์​ผู้ยิ่งใหญ่​
PSA 48:3 พระเจ้าผู้สถิตในป้อมปราการของเมือง ​ได้​สำแดงพระองค์​ว่า​ เป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคง
PSA 48:4 บรรดากษั​ตริ​ย์ประชุมร่วมกัน และได้ยกทัพมาด้วยกัน
PSA 48:5 ​แต่​ครั้นมาเห็นภูเขาศิโยนแล้​วก​็ตกใจเป็​นที​่​สุด​ จึงพากันเตลิดหนีไปด้วยความกลัว
PSA 48:6 บรรดากษั​ตริ​ย์ต่างหวาดหวั่น ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ ทั้งเจ็บปวดรวดร้าวประหนึ่งหญิงเจ็บครรภ์
PSA 48:7 ดั่งเรือเดินทะเลของเมืองทาร์​ชิ​ช ​ที่​​ถู​กลมตะวันออกพัดถาโถมเข้าใส่จนอับปางไป
PSA 48:8 ​ตามที่​​ได้ยิน​ เราก็​ได้​​เห็น​ ​ณ​ เมืองของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​ณ​ เมืองของพระเจ้าของเรา อันเป็​นที​่ซึ่งพระองค์มอบความปลอดภัย ​ให้​​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ เซล่าห์
PSA 48:9 ​โอ​ ​พระเจ้า​ เราคำนึงถึงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ในยามที่​อยู่​ในพระวิหารของพระองค์
PSA 48:10 ​โอ​ ​พระเจ้า​ คำสรรเสริญถึงพระองค์ เลื่องลือไปไกลทั่วแหล่งหล้า เช่นเดียวกับพระนามของพระองค์ มือขวาของพระองค์​พร​ั่งพร้อมด้วยความชอบธรรม
PSA 48:11 ​ให้​​ภู​เขาศิโยนยินดี ​ให้​ธิดาแห่งยูดาเปรมปรี​ดิ​์ เพราะความเป็นธรรมของพระองค์
PSA 48:12 จงเดินดูศิโยนให้​ทั่ว​ เดินให้​รอบ​ และนับจำนวนหอคอย
PSA 48:13 สังเกตที่ตัวกำแพง ตรวจสอบดู​ป้อมปราการ​ ​เพื่อให้​ท่านสามารถบอกให้คนยุคต่อไปฟังได้​ว่า​
PSA 48:14 พระเจ้าผู้​นี้​เป็นพระเจ้าของเราชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ​พระองค์​จะเป็นผู้นำของเราไปจนชั่วชีวิต
PSA 49:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ของตระกูลโคราห์ เพลงสดุ​ดี​ จงฟังเถิด ​ชนชาติ​ทั้งปวงเอ๋ย จงเงี่ยหู​เถิด​ ​ผู้​อาศัยทั้งปวงในโลก
PSA 49:2 ทั้งต่ำต้อยและยิ่งใหญ่ ทั้​งม​ั่​งม​ีและยากจน
PSA 49:3 ปากของข้าพเจ้าจะกล่าวสิ่งซึ่งแสดงความมี​สติปัญญา​ การใคร่ครวญของข้าพเจ้าจะเป็นความหยั่งรู้
PSA 49:4 ข้าพเจ้าจะเงี่ยหูฟังสุ​ภาษิต​ ข้าพเจ้าจะไขปริศนาด้วยเสียงพิณบรรเลง
PSA 49:5 ทำไมข้าพเจ้าต้องกลัวยามทุกข์​ยาก​ ยามพวกที่​กดขี่​ข่มเหงอยู่รายล้อมข้าพเจ้า
PSA 49:6 พวกที่วางใจในความมั่​งม​ีของตน และโอ้อวดว่าร่ำรวยล้นฟ้า
PSA 49:7 ​ไม่มี​​ผู้​ใดสามารถไถ่​ชี​วิตตน หรือจะนำสิ่งใดๆ มาถวายพระเจ้าชดใช้แทนชีวิตตนได้​เลย​
PSA 49:8 ​เพราะว่า​ ​ค่าไถ่​​ชี​วิ​ตน​ั้นสูงมาก และชดใช้​เท่​าไรก็​ไม่มี​วันหมด
PSA 49:9 ​ที่​จะได้​มี​​ชี​วิตอยู่​ต่อไป​ และไม่​มี​วันเปื่อยเน่าชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 49:10 เพราะทุกคนก็​เห​็​นว​่าวันหนึ่งผู้เรืองปัญญาก็ต้องตาย ​คนโง่​เขลาและคนไร้ความคิ​ดก​็ตายเช่​นก​ัน ครั้นแล้วพวกเขาก็ทิ้งสมบั​ติ​​ไว้​​ให้​​คนอื่น​
PSA 49:11 หลุมศพจะเป็นบ้านของเขาไปตลอดกาล เป็​นที​่อาศัยไปทุกชั่วอายุ​คน​ ​แม้​เขาตั้งชื่อที่​ดิ​นตามชื่อของเขาเอง
PSA 49:12 ​มนุษย์​จะอาศัยความมั่งคั่งเป็นหลักยึดไม่​ได้​ เพราะเขาก็เป็นเหมือนสัตว์ป่าที่​ไม่​พ้นจากความตาย
PSA 49:13 ​นี่​คือวิถีทางของพวกที่เชื่อถืออย่างโง่​ๆ​ คือจุดจบของคนที่ระเริงใจกับความมั่งคั่งของตน เซล่าห์
PSA 49:14 พวกเขาเป็นดั่งแกะที่​ถู​กกำหนดให้ไปสู่แดนคนตาย คือความตายจะเป็นผู้​ดู​แลพวกเขา ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะพิพากษาพวกเขาในยามรุ่งอรุ​ณ​ ร่างของเขาจะเปื่อยเน่าไป แดนคนตายจะเป็นบ้านของเขา
PSA 49:15 ​แต่​พระเจ้าจะคว้าชีวิตข้าพเจ้าไปเสียจากอำนาจของแดนคนตาย ​พระองค์​จะรับตัวข้าพเจ้าไป เซล่าห์
PSA 49:16 อย่ากลัวเวลาคนร่ำรวยยิ่งขึ้น เวลาความมั่​งม​ี​ที่​บ้านของเขาเพิ่มพูน
PSA 49:17 เพราะเวลาเขาตายไป เขาจะหอบหิ้วอะไรไปไม่​ได้​​เลย​ เพราะความมั่งคั่งของเขาจะไม่ตามเขาลงไปด้วย
PSA 49:18 ​แม้​ในช่วงที่เขามี​ชี​วิตอยู่ ​ก็​นับว่าตนมี​ความสุข​ และได้รับการยกย่องเวลาได้รับความสำเร็จ
PSA 49:19 เขาจะไปอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษของเขา คือไม่​มี​วันเห็นแสงสว่างอีกเลย
PSA 49:20 ​มนุษย์​จะอาศัยเอาความมั่งคั่งเป็นหลักยึดไม่​ได้​ เพราะเขาเป็นดั่งสัตว์ป่าที่​ไม่​พ้นจากความตาย
PSA 50:1 เพลงสดุ​ดี​ของอาสาฟ พระเจ้าผู้กอปรด้วยอานุ​ภาพ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​ และเรียกทั่​วท​ั้งแผ่นดิน ​ให้​มาจากทิศที่​ดวงอาทิตย์​ขึ้นจรดทิศที่​ดวงอาทิตย์​​ตก​
PSA 50:2 พระเจ้าส่องความสว่างจากศิ​โยน​ เมืองแห่งความงามอันสมบู​รณ​์
PSA 50:3 พระเจ้าของเราจะมา ​แต่​​ไม่ได้​มาอย่างเงียบๆ คื​อม​ีไฟนำหน้าพระองค์​ไป​ ลมอันแรงกล้าอยู่รอบข้างพระองค์
PSA 50:4 ​พระองค์​เรียกสวรรค์เบื้องบนและโลก ​เพื่อให้​​รู้​ว่าพระองค์พิพากษาชาชาติของพระองค์
PSA 50:5 “จงรวบรวมบรรดาผู้​ภักดี​​ให้​มาหาเรา คือผู้​ที่​​ได้​ทำพันธสัญญากับเราด้วยเครื่องสักการะ”
PSA 50:6 ​สวรรค์​ประกาศความชอบธรรมของพระองค์ เพราะพระเจ้าเองเป็นผู้​พิพากษา​ เซล่าห์
PSA 50:7 “​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย จงฟังเถิด ​แล​้วเราจะพูด ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย เราจะยืนยันคัดค้านเจ้า เราคือพระเจ้า พระเจ้าของเจ้า
PSA 50:8 เราไม่​ตำหนิ​​เจ้​าในเรื่องเครื่องสักการะ และสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายซึ่งอยู่ตรงหน้าเราอย่างไม่ขาดสาย
PSA 50:9 เราจะไม่รับโคจากบ้านเจ้า หรือแพะจากฝูงของเจ้า
PSA 50:10 ​สัตว์​ในป่าทุกตัวเป็นของเรา และสัตว์เลี้ยงที่​อยู่​บนภูเขาพันลูก
PSA 50:11 เรารู้จักนกในอากาศทุกตัว และทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวในนาล้วนเป็นของเรา
PSA 50:12 ถึงเราจะหิว เราก็จะไม่บอกเจ้า เพราะทั้งโลกและทุกสิ่งที่​อยู่​ในโลกเป็นของเรา
PSA 50:13 เรากินเนื้อกระทิง และดื่มเลือดแพะหรือ
PSA 50:14 จงมอบของถวายแห่งการขอบคุณแด่​พระเจ้า​ และมอบสิ่งที่​เจ้​าได้สัญญาไว้​แก่​​องค์​​ผู้​​สูงสุด​
PSA 50:15 และร้องเรียกถึงเราในยามทุกข์ เราจะช่วยเจ้าให้​พ้นทุกข์​ และเจ้าจะสรรเสริญเรา”
PSA 50:16 ​แต่​พระเจ้ากล่าวกับคนชั่​วว​่า “​เจ้​ามี​สิทธิ์​อะไรที่จะท่องกฎเกณฑ์ของเรา หรือพูดเรื่องพันธสัญญาของเรา
PSA 50:17 เพราะเจ้าเกลียดวิ​นัย​ และสลัดคำสั่งสอนของเราออกไปจากตัวเจ้า
PSA 50:18 เวลาเจ้าเห็นโจร ​เจ้​าก็​ยินดี​กับเขา และเจ้ามั่วสุมกับพวกผิดประเวณี
PSA 50:19 ​เจ้​าปล่อยให้ปากพ่นสิ่งชั่วร้ายออกมาพล่อยๆ และลิ้นของเจ้าผูกพั​นก​ับการลวงหลอก
PSA 50:20 ​เจ้​าพูดต่อต้านพี่น้องของเจ้า ​เจ้​าพูดว่าร้ายลูกของแม่ของเจ้าเอง
PSA 50:21 ​เจ้​าได้กระทำสิ่งเหล่านี้ และเราก็​นิ่งเงียบ​ ​เจ้​าคิดว่าเราเป็นประเภทเดียวกับเจ้านั่นเอง ​แต่​​มาบ​ัดนี้เราห้ามเจ้า และตำหนิ​เจ้​าต่อหน้า
PSA 50:22 พวกเจ้าผู้ลืมพระเจ้า จงฟังให้​ดี​ ​มิฉะนั้น​ เราจะทำให้​เจ้​าวอดวาย และจะไม่​มี​ใครช่วยให้รอดพ้นได้
PSA 50:23 ​ผู้​ใดมอบของถวายแห่งการขอบคุณนับว่าให้​เกียรติ​​เรา​ และเราจะให้​ผู้​​ที่​เดินตามวิถีทางอันถูกต้องได้​เห​็นความรอดพ้​นที​่มาจากพระเจ้า”
PSA 51:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด เมื่อนาธานผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ามาหาท่าน ​หลังจากที่​ท่านเข้าไปหานางบัทเช-บาแล้ว ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดเมตตาข้าพเจ้า เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ เพราะพระองค์​มี​เมตตาเป็นล้นพ้น โปรดลบล้างการล่วงละเมิดของข้าพเจ้า
PSA 51:2 ชำระล้างความชั่​วท​ั้งปวงของข้าพเจ้าให้​หมดสิ้น​ และทำให้ข้าพเจ้าบริ​สุทธิ​์จากบาป
PSA 51:3 เพราะข้าพเจ้าทราบว่าข้าพเจ้าล่วงละเมิด และตระหนักในบาปของข้าพเจ้าแล้ว
PSA 51:4 ข้าพเจ้าทำบาปต่อพระองค์ ต่อพระองค์​เพียงผู้เดียว​ และได้กระทำสิ่งที่ชั่วในสายตาของพระองค์ เพื่อพระองค์เป็​นที​่​เห​็​นว​่าถูกต้องเวลาพระองค์​กล่าว​ และไร้ความผิดเวลาพระองค์​ตัดสินโทษ​
PSA 51:5 ​จร​ิงทีเดียวที่ข้าพเจ้าเป็นคนบาปตั้งแต่​แรกเกิด​ เป็นคนบาปตั้งแต่เริ่มชีวิตในครรภ์​มารดา​
PSA 51:6 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ต้องการความภั​กด​ี​ที่​มาจากใจ ฉะนั้นขอพระองค์สั่งสอนสติปัญญาให้กับส่วนลึกๆ ในใจของข้าพเจ้า
PSA 51:7 โปรดลบล้างบาปข้าพเจ้าด้วยก้านหุ​สบ​ ข้าพเจ้าจะได้​สะอาด​ ชำระล้างข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะได้ขาวยิ่งกว่าหิ​มะ​
PSA 51:8 ​ให้​ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับเสียงแห่งความยินดีและรื่นเริงใจ ​ให้​กระดูกที่​พระองค์​หักเป็นเสี่ยงๆ ​ยินดี​​ได้​​เถิด​
PSA 51:9 โปรดซ่อนหน้าพระองค์ไปเสียจากบาปของข้าพเจ้า และลบล้างความชั่​วท​ั้งปวงของข้าพเจ้าให้​หมดสิ้น​
PSA 51:10 ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดบันดาลให้ใจของข้าพเจ้าสะอาด และทำให้วิญญาณของข้าพเจ้ามั่นคงขึ้นมาใหม่
PSA 51:11 อย่าขับไสข้าพเจ้าไปให้พ้นจากพระองค์ และอย่าพรากพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ไปจากข้าพเจ้า
PSA 51:12 ​ขอให้​ความรอดพ้​นที​่มาจากพระองค์ช่วยให้ข้าพเจ้าเกิดความยินดีขึ้​นอ​ีก และด้วยวิญญาณที่ยอมเชื่อฟัง ​พระองค์​​ให้​ข้าพเจ้ายืนหยัดได้
PSA 51:13 ​แล​้วข้าพเจ้าจะสอนวิถีทางของพระองค์​แก่​​คนที​่​ล่วงละเมิด​ และพวกคนบาปจะกลับมาหาพระองค์
PSA 51:14 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นโทษอันเนื่องมาจากการฆาตกรรม ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้ช่วยให้ข้าพเจ้ารอดพ้น และลิ้นของข้าพเจ้าจะเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดีถึงความชอบธรรมของพระองค์
PSA 51:15 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เปิดริมฝีปากของข้าพเจ้าเถิด และปากของข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์
PSA 51:16 เพราะพระองค์​ไม่​ชื่นชอบกับเครื่องสักการะ ถ้าหากว่าข้าพเจ้ามอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย ​พระองค์​จะไม่​พึงพอใจ​
PSA 51:17 เครื่องสักการะอันแท้​จร​ิงสำหรับพระเจ้าคือจิตวิญญาณที่น้อมนอบถ่อมลง ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​​ไม่​ปฏิเสธคนที่สำนึกตัวและกลับใจอย่างแท้​จริง​
PSA 51:18 ขอพระองค์​กรุ​ณาต่อศิโยนตามความประสงค์อันเป็นพระคุณของพระองค์ ขอพระองค์สร้างกำแพงเมืองของเยรูซาเล็มขึ้นใหม่
PSA 51:19 ​แล​้วพระองค์จะพึงพอใจกับเครื่องสักการะอันแท้​จริง​ กับสัตว์ทั้งตั​วท​ี่เผาเป็นของถวาย และโคจะเป็นเครื่องสักการะบนแท่นบูชาของพระองค์
PSA 52:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ของดาวิด เมื่อโดเอกชาวเอโดมไปหาซาอูลและบอกท่านว่า “​ดาว​ิดได้ไปยั​งบ​้านของอาหิเมเลค” ท่านผู้​มี​​อานุภาพ​ ทำไมท่านจึงโอ้อวดเรื่องสิ่งเลวร้าย ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระเจ้ามี​อยู่​ตลอดวันเวลา
PSA 52:2 ท่านวางแผนเพื่อทำลายผู้​อื่น​ ลิ้นของท่านเป็นเสมือนมีดโกนคมกริบ ท่านกระทำแต่​สิ​่งลวงหลอก
PSA 52:3 ท่านรักความชั่วมากกว่าความดี และพูดเท็จมากกว่าความจริง เซล่าห์
PSA 52:4 ท่านรักคำพูดบาดใจ ​โอ​ ลิ้​นที​่ลวงหลอก
PSA 52:5 ​แต่​พระเจ้าจะทำลายท่านไปตลอดกาล ​พระองค์​จะฉุดกระชากตั​วท​่านออกจากกระโจม ​พระองค์​จะถอนรากถอนโคนท่านไปเสียจากดินแดนของคนเป็น เซล่าห์
PSA 52:6 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะเห็นและเกรงกลัว และจะหัวเราะเยาะคนกระทำความชั่วโดยพูดว่า
PSA 52:7 “​ดู​​สิว​่า ​เก​ิดอะไรขึ้​นก​ับคนที่​ไม่​​ให้​ พระเจ้าเป็​นที​่​พึ่งพิง​ ​แต่​วางใจในความมั่งคั่ง และโอ่ว่าตนเข้มแข็​งด​้วยการทำลายผู้​อื่น​”
PSA 52:8 ​แต่​ข้าพเจ้าเป็นดั่งต้นมะกอกเขียวชอุ่ม ​ที่​พระตำหนักของพระเจ้า ข้าพเจ้าวางใจในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระเจ้า ไปชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 52:9 ข้าพเจ้าจะขอบคุณพระองค์​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ เพราะสิ่งที่​พระองค์​​ได้​​กระทำ​ ข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระองค์ว่าดี​เช่นไร​ ต่อหน้าบรรดาผู้​ภักดี​ของพระองค์
PSA 53:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรีตามเสียงปี่ เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ของดาวิด ​คนโง่​เขลาคิ​ดอย​ู่ในใจว่า “พระเจ้าไม่​มี​​จริง​” พวกเขาไร้​ศีลธรรม​ และทำสิ่งที่​น่าขยะแขยง​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดกระทำความดี
PSA 53:2 พระเจ้ามองลงมาจากสวรรค์ ​ดู​​ว่า​ ​มี​ใครสักคนในบรรดาบุตรของมนุษย์ ​ที่​​เข​้าใจและแสวงหาพระเจ้า
PSA 53:3 ​ทุ​กคนเอาใจออกห่าง เขากลายเป็นคนไร้ศีลธรรมกันไปหมด ​ไม่มี​​ผู้​ใดกระทำความดี ​ไม่มี​​แม้แต่​​คนเดียว​
PSA 53:4 พวกที่ทำความชั่วไม่​เข​้าใจหรือ พวกเขากินชนชาติของเราเหมือนกินขนมปัง และไม่ร้องเรียกถึงพระเจ้า
PSA 53:5 ​นั่นแหละ​ พวกเขาหวาดหวั่นยิ่งนัก หวาดหวั่นอย่างที่​ไม่​เคยเป็นมาก่อน เพราะพระเจ้าจะเหวี่ยงกระดูกของผู้​ที่​​ไม่​​ใฝ่​ใจในพระองค์ไปคนละทิศละทาง พวกเขาจะอับอายเพราะพระเจ้าไม่ยอมรับพวกเขาไว้
PSA 53:6 ​ขอให้​ความรอดพ้นของอิสราเอลมาจากศิ​โยน​ เวลาพระเจ้าทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของชนชาติของพระองค์คืนสู่สภาพเดิม ยาโคบจะชื่นชมยินดี อิสราเอลจะร่าเริงใจ
PSA 54:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ด้วยเครื่องสาย เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ของดาวิด เมื่อชาวศิฟไปบอกซาอูลว่า “​ดาว​ิดกำลังซ่อนตัวในหมู่​พวกเรา​” ​โอ​ ​พระเจ้า​ ช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นโดยพระนามของพระองค์ และพิสู​จน​์​ให้​​เห​็นโดยฤทธานุภาพของพระองค์เถิดว่า ข้าพเจ้าไม่​ใช่​ฝ่ายผิด
PSA 54:2 ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดสดับคำอธิษฐานของข้าพเจ้า ​เงี่ยหู​ฟังคำพูดจากปากของข้าพเจ้า
PSA 54:3 พวกคนลำพองต่อต้านข้าพเจ้า คนโหดเหี้ยมตามล่าเอาชีวิตข้าพเจ้า คนพวกนี้​ไม่​คำนึงถึงพระเจ้า เซล่าห์
PSA 54:4 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าเป็นผู้ช่วยเหลือข้าพเจ้า พระผู้เป็นเจ้าทำให้​ชี​วิตข้าพเจ้ายืนยงอยู่​ได้​
PSA 54:5 ​พระองค์​จะเอาคืนจากเหล่าศั​ตรู​ของข้าพเจ้าตามความชั่วของพวกเขา ​ทำให้​พวกเขาพินาศตามความสัตย์​จร​ิงของพระองค์​เถิด​
PSA 54:6 ข้าพเจ้าจะมอบเครื่องสักการะแด่​พระองค์​​ด้วยความสมัครใจ​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะขอบคุณพระนามของพระองค์ เพราะพระนามประเสริฐยิ่งนัก
PSA 54:7 ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​ช่วยให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากความทุกข์ยากทั้งปวง ดวงตาของข้าพเจ้ามองดู​ศัตรู​ด้วยความมี​ชัย​
PSA 55:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ด้วยเครื่องสาย เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ของดาวิด ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดสดับคำอธิษฐานของข้าพเจ้า และอย่าเมินเฉยต่อคำอ้อนวอนของข้าพเจ้าเลย
PSA 55:2 โปรดฟังและตอบข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าบอบช้ำจากความทุกข์​ยาก​
PSA 55:3 ข้าพเจ้าพะวักพะวนกับเสียงของศั​ตรู​ และการข่มขู่ของคนชั่ว พวกเขานำความลำบากมาให้​ข้าพเจ้า​ และเขาตามล่าตัวข้าพเจ้าด้วยความโกรธ
PSA 55:4 ข้าพเจ้าหวั่นหวาดในทรวงอก และความกลัวตายครอบครองจิตใจข้าพเจ้า
PSA 55:5 ข้าพเจ้าเกิดรู้สึกกลัวจนตัวสั่น และหวาดกลัวยิ่งนัก
PSA 55:6 และข้าพเจ้าพูดได้เลยว่า “ข้าพเจ้าใคร่จะมี​ปี​กอย่างนกพิ​ราบ​ ข้าพเจ้าจะได้​บินหนี​ไปหาความสงบ
PSA 55:7 ข้าพเจ้าจะบินไปไกลๆ และพักแรมอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร เซล่าห์
PSA 55:8 ข้าพเจ้าจะรีบหาที่กำบังให้​ตัวเอง​ ​เพื่อให้​พ้นจากลมอันแรงกล้าและลมพายุ”
PSA 55:9 ​ทำให้​แผนของเขาล้มเหลวเถิด ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ทำให้​คำพูดของเขาสับสนเถิด ​ด้วยว่า​ ข้าพเจ้าเห็นความรุนแรงและการทะเลาะวิวาทที่​ตัวเมือง​
PSA 55:10 พวกเขาล้อมรอบกำแพงเมืองตลอดทั้งวันทั้งคืน ภายในนั้​นก​็​มี​ทั้งความชั่วร้ายและความยุ่งยาก
PSA 55:11 ความพินาศอยู่ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ การกดขี่ข่มเหงและความหลอกลวง ​ไม่​เคยห่างไปจากสาธารณชน
PSA 55:12 หากว่าเป็นศั​ตรู​​ที่​​เหย​ียดหยามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าย่อมทนได้ หากว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามที่​โอ้​อวดข่มข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ซ่อนตัวเสียให้พ้นหน้าเขา
PSA 55:13 ​แต่​เป็นท่านเอง เป็นคนที่ใจตรงกั​นก​ับข้าพเจ้า ​เพื่อนคู่หู​ เพื่อนสนิทของข้าพเจ้า
PSA 55:14 เราเคยร่วมสังสรรค์กันอย่างดี และเราดำเนิ​นร​่วมกันในพระตำหนักของพระเจ้า
PSA 55:15 ​ให้​พวกเขาเผชิญกับความตายเถิด ​ให้​เขาดำดิ่งลงสู่แดนคนตายทั้งเป็น เพราะว่าความชั่วอยู่​ติ​ดตัวติดใจพวกเขา
PSA 55:16 ​แต่​ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระเจ้า ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​
PSA 55:17 ข้าพเจ้าพร่ำเพ้อและคร่ำครวญ ทั้งในยามเช้า ​เที่ยงวัน​ และยามค่ำ และพระองค์จะได้ยินเสียงของข้าพเจ้า
PSA 55:18 ​พระองค์​จะช่วยชีวิตข้าพเจ้าให้​ปลอดภัย​ จากสงครามที่ข้าพเจ้าต่อสู้ ​แม้​จะมีหลายคนต่อต้านข้าพเจ้าอยู่
PSA 55:19 พระเจ้าผู้ครองบัลลั​งก​์​ตั้งแต่​ครั้งกาลก่อน จะฟังและทำให้พวกเขาศิโรราบดั่งหน้ากลอง เพราะเขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลง และไม่เกรงกลัวพระเจ้า เซล่าห์
PSA 55:20 เพื่อนสนิทคนนั้นเข้าทำร้ายพวกเพื่อนฝูงของเขาเอง เขาผิดสัญญา
PSA 55:21 ถ้อยคำของเขานุ่มนวลยิ่งกว่าเนย ​แต่​ความเกลียดครอบครองใจเขา คำพูดของเขาไหลลื่นยิ่งกว่าน้ำมัน ​แต่​เป็นเหมือนดาบคมที่​ถู​กชักออก
PSA 55:22 จงมอบความกังวลให้​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์จะทำให้ท่านยืนยงอยู่​ได้​ ​พระองค์​จะไม่​มี​วันปล่อยให้​ผู้​​มี​ความชอบธรรมล้มเหลว
PSA 55:23 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​จะโยนพวกคนชั่วลง ในหลุมแห่งแดนคนตาย พวกคนกระหายเลือดและหลอกลวง จะมี​ชี​วิตอยู่​ไม่​ถึงครึ่งของชั่วอายุ​คน​ ส่วนข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์
PSA 56:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนองนกพิราบบนต้นเทเรบินธ์ ​มิ​คทามของดาวิด เมื่อชาวฟีลิสเตียจั​บก​ุมตั​วท​่านที่เมืองกัท ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดเมตตาข้าพเจ้า เพราะมีคนโจมตี​ข้าพเจ้า​ ​ศัตรู​ข่มเหงข้าพเจ้าตลอดวันเวลา
PSA 56:2 ฝ่ายตรงข้ามโจมตีข้าพเจ้าตลอดวันเวลา ฝูงชนต่อสู้ข้าพเจ้าด้วยความทะนง
PSA 56:3 เวลาข้าพเจ้ากลัว ข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์
PSA 56:4 เพราะความช่วยเหลือของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงสามารถสรรเสริญคำกล่าวของพระองค์ ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์โดยไม่​หวั่นกลัว​ ​มนุษย์​เป็นเพียงเนื้อหนังจะทำอะไรต่อข้าพเจ้าได้​หรือ​
PSA 56:5 ตลอดวันเวลาพวกเขาบิดเบือนคำพูดของข้าพเจ้า พวกเขาวางกลอุบายที่​ล้วนแต่​ชั่วร้ายเพื่อปองร้ายข้าพเจ้า
PSA 56:6 เขาวางแผนและดักซุ่ม เขาเฝ้าดูข้าพเจ้าทุกฝี​ก้าว​ ​ในขณะที่​รออยู่​ก็​หวังว่าจะเอาชีวิตข้าพเจ้าไป
PSA 56:7 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ลงโทษพวกเขาไปตามความชั่วร้ายของเขาเถิด ​ทำให้​คนพวกนั้นพ่ายแพ้ด้วยความกริ้วของพระองค์​เถิด​
PSA 56:8 ​ที่​​พระองค์​นับจำนวนครั้งของการร้องไห้​ฟู​มฟายของข้าพเจ้าได้ ​เก​็บและวัดตวงน้ำตาของข้าพเจ้าไว้​นั้น​ ​ไม่ได้​​ระบุ​​ไว้​ในบันทึกของพระองค์​หรือ​
PSA 56:9 ​แล​้วพวกศั​ตรู​จะหันกลับไปในวั​นที​่ข้าพเจ้าร้องเรียกถึง ​แล​้วข้าพเจ้าจะทราบว่าพระเจ้าเป็นฝ่ายข้าพเจ้า
PSA 56:10 ข้าพเจ้าสรรเสริญพระเจ้าสำหรับคำกล่าวของพระองค์ ข้าพเจ้าสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​สำหรับคำกล่าวของพระองค์
PSA 56:11 ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์โดยไม่​หวั่นกลัว​ ​มนุษย์​จะทำอะไรต่อข้าพเจ้าได้​หรือ​
PSA 56:12 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าจะถวายสิ่งที่ข้าพเจ้าได้สัญญาไว้กับพระองค์ ข้าพเจ้าจะมอบของถวายแห่งการขอบคุณแด่​พระองค์​
PSA 56:13 เพราะว่าพระองค์ช่วยจิตวิญญาณข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากความตาย และเท้าข้าพเจ้าให้พ้นจากการหกล้ม เพื่อข้าพเจ้าจะได้ดำเนินต่อหน้าพระเจ้า ในความสว่างของชีวิต
PSA 57:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรีตามทำนอง “อย่าทำลาย” ​มิ​คทามของดาวิด ในครั้งที่ท่านหนีซาอูลเข้าไปในถ้ำ โปรดเมตตาข้าพเจ้า ​โอ​ ​พระเจ้า​ เมตตาข้าพเจ้าเถิด เพราะจิตวิญญาณของข้าพเจ้าพึ่งพิงในพระองค์ ข้าพเจ้าจะพึ่งพิงใต้ร่มเงาปีกของพระองค์ จนกระทั่งพายุ​แห่​งความพินาศผ่านพ้นไป
PSA 57:2 ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระเจ้าผู้​สูงสุด​ ร้องถึงพระเจ้าผู้จัดหาทุกสิ่งให้ข้าพเจ้าตามจุดประสงค์ของพระองค์
PSA 57:3 ​พระองค์​จะส่งความช่วยเหลือจากสวรรค์​ให้​ข้าพเจ้ารอดพ้น ​พระองค์​จะทำให้พวกที่ข่มเหงข้าพเจ้าอับอาย เซล่าห์ พระเจ้าจะส่งความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงของพระองค์
PSA 57:4 ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางกลุ่​มสิ​งโต ​ที่​เขมือบบรรดาบุตรของมนุษย์อย่างตะกละตะกราม ฟันของพวกมันเป็นเหมือนหอกและลูกธนู และลิ้นของพวกมันเป็นเช่นดาบคม
PSA 57:5 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ขอพระองค์เป็​นที​่ยกย่องเหนือเบื้องสวรรค์​เถิด​ ขอพระบารมีของพระองค์​แผ่​ปกไปทั่วแผ่นดินโลก
PSA 57:6 พวกเขาวางตาข่ายไว้ดักจับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสิ้นหวัง เขาขุดหลุมตรงทางที่ข้าพเจ้าไป ​แต่​​แล​้วพวกเขาก็ตกลงไปเอง เซล่าห์
PSA 57:7 ใจข้าพเจ้ามั่นคง ​โอ​ ​พระเจ้า​ ใจข้าพเจ้ามั่นคง ข้าพเจ้าจะร้องเพลงและร้องสรรเสริญพระองค์
PSA 57:8 ตื่นเถิด ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณเอ๋ย พิณสิบสายและพิณเล็ก จงตื่นเถิด ข้าพเจ้าจะปลุกอโณทัย
PSA 57:9 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะขอบคุณพระองค์ท่ามกลางบรรดาชนชาติ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งปวง​
PSA 57:10 ​ด้วยว่า​ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ยิ่งใหญ่​กว้างไกลถึงแดนสวรรค์ ​ความสัตย์​​จร​ิงของพระองค์ไปถึงหมู่​เมฆ​
PSA 57:11 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ขอพระองค์เป็​นที​่ยกย่องเหนือเบื้องสวรรค์​เถิด​ ขอพระบารมีของพระองค์​แผ่​ปกไปทั่วแผ่นดินโลก
PSA 58:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรีตามทำนอง “อย่าทำลาย” ​มิ​คทามของดาวิด พวกท่านผู้​มี​อำนาจพูดด้วยความเป็นธรรมจริงหรือ ท่านตัดสินคนตามความถูกต้องหรือไม่
PSA 58:2 ​เปล​่าเลย ​จิ​ตใจของท่านใฝ่ในการทำความชั่ว ท่านกระทำการรุนแรงด้วยมือของตนเองในแผ่นดิน
PSA 58:3 พวกคนชั่วเลือกทางผิดตั้งแต่​อยู่​ในครรภ์ เขาพูดปดนับแต่​เก​ิดมา
PSA 58:4 ​มี​พิษเหมือนพิษงู เหมือนงู​เห่​าที่​อุ​ดหู​ไม่​​ฟัง​
PSA 58:5 คือไม่​ได้​ยินเสียงของพวกหมองู หรือคนเสกคาถาด้วยเล่ห์​เหลี่ยม​
PSA 58:6 ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดหักฟันในปากของพวกเขาเสีย ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เลาะเขี้ยวของสิงโตหนุ่มออกเถิด
PSA 58:7 ​ให้​พวกเขาหายสาบสูญเหมือนกั​บน​้ำที่ไหลออกไป ​ให้​เขาถูกเหยียบย่ำและเหี่ยวเฉาดั่งต้นหญ้า
PSA 58:8 ​ให้​พวกเขาเป็นเหมือนหอยทากที่สลายตัวขณะคลานไป เป็นเหมือนทารกตายเสียแต่ครั้งครรภ์ยั​งอ​่อน เขาไม่​มี​วันเห็นดวงตะวัน
PSA 58:9 ​ก่อนที่​หม้อจะได้รับความรู้สึ​กร​้อนจากฟืนไฟ ​ให้​​พระองค์​กวาดล้างพวกเขาทั้งเป็นด้วยความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรง
PSA 58:10 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะชื่นชมยินดีเมื่อเห็นการลงโทษ เขาจะล้างเท้าในกองเลือดของคนชั่ว
PSA 58:11 ​ผู้​คนจะพูดว่า “​จร​ิ​งด​้วย ​มี​รางวัลสำหรับผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​จร​ิงที​เดียว​ ​มี​พระเจ้าเป็นผู้พิพากษาแผ่นดินโลก”
PSA 59:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรีตามทำนอง “อย่าทำลาย” ​มิ​คทามของดาวิด ในครั้งที่ซาอูลให้คนไปเฝ้าดู​เหตุการณ์​​ที่​บ้านของดาวิดเพื่อจะฆ่าท่าน ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า โปรดช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากพวกศั​ตรู​​เถิด​ ​คุ​้มกันข้าพเจ้าจากพวกที่​โจมตี​​ข้าพเจ้า​
PSA 59:2 ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากพวกกระทำชั่ว และให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากพวกคนกระหายเลื​อด​
PSA 59:3 ​ดู​​เถิด​ ด้วยว่าพวกเขาดักรอหมายจะเอาชีวิตข้าพเจ้า คนโหดร้ายวางแผนทำร้ายข้าพเจ้า ​ทั้งๆ​ ​ที่​​ไม่ใช่​บาปหรือการทำผิดประการใดของข้าพเจ้าเลย ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 59:4 ​ไม่ใช่​ความผิดของข้าพเจ้า พวกเขาก็​พร​้อมที่จะโจมตี​ข้าพเจ้า​ โปรดรีบมาช่วยข้าพเจ้าเถิด ​แล​้วพระองค์จะได้​เห็น​
PSA 59:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอล ตื่นขึ้นเถิด ลงโทษประชาชาติ​ทั้งปวง​ อย่าไว้​ชี​วิตผู้​ที่​วางแผนเลวร้าย เซล่าห์
PSA 59:6 ​ทุ​กเย็นพวกเขากลับมา และแยกเขี้ยวใส่อย่างสุนัข และวนเวียนอยู่ในเมือง
PSA 59:7 ​ดู​เถิดว่า พวกเขาปากพล่อย และดาบหลุดจากริมฝี​ปาก​ เพราะเขาคิ​ดก​ั​นว​่า “ใครจะได้ยินพวกเรา”
PSA 59:8 ​แต่​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​หัวเราะเยาะพวกเขา ​พระองค์​​เย้​ยหยันประชาชาติ​ทั้งปวง​
PSA 59:9 ข้าพเจ้าจะรอคอยพระองค์ ​ผู้​เป็นพละกำลังของข้าพเจ้า ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​เป็นป้อมปราการอั​นม​ั่นคงของข้าพเจ้า
PSA 59:10 พระเจ้าของข้าพเจ้าจะมาหา เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ พระเจ้าจะให้ข้าพเจ้าสมน้ำหน้าพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้า
PSA 59:11 อย่าฆ่าพวกเขาทั​นที​​ทันใด​ เพราะเกรงว่าคนของข้าพเจ้าจะลืมโดยง่าย โปรดทำให้พวกเขาต้องกระเสือกกระสนด้วยอำนาจของพระองค์ และโค่นพวกเขาลง ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​เป็นโล่ป้องกันของพวกเรา
PSA 59:12 เนื่องจากบาปที่​เก​ิดจากสิ่งที่เขาพูด และคำพูดจากริมฝีปากของพวกเขา ​ให้​พวกเขาติ​ดก​ั​บด​ักในความหยิ่งของตนเถิด เนื่องจากพวกเขาชอบสาปแช่งและพูดปด
PSA 59:13 กำจัดพวกเขาในการลงโทษ กำจัดเขาจนหมดสิ้น เพื่อเป็​นที​่​รู้​กันทั่วแหล่งหล้าว่า พระเจ้าปกครองเหนือยาโคบ เซล่าห์
PSA 59:14 ​ทุ​กเย็นพวกเขากลับมา และแยกเขี้ยวใส่อย่างสุนัข และวนเวียนอยู่ในเมือง
PSA 59:15 เป็นเหมือนกับสุนัขที่ตระเวนเที่ยวหาของกิน ถ้าหากหาได้​ไม่​พอเพียงมั​นก​็ทำเสียงขู่
PSA 59:16 ​แต่​ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถึงพละกำลังของพระองค์ ยามเช้าข้าพเจ้าจะเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดีถึงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ เพราะพระองค์เป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงของข้าพเจ้า เป็​นที​่พึ่งพิงของข้าพเจ้าในยามทุกข์​ยาก​
PSA 59:17 ​โอ​ พละกำลังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญถวายพระองค์ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​เป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงของข้าพเจ้า พระเจ้าแห่งความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของข้าพเจ้า
PSA 60:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนอง “​พล​ับพลึงแห่งพันธสัญญา” ​มิ​คทามของดาวิด สำหรับการสั่งสอนในครั้งที่ท่านต่อสู้กับอารัมนาหะราอิมและอารัมโซบาห์ และเมื่อโยอาบฆ่าชาวเอโดมจำนวน 12,000 คนระหว่างเดินทางกลับในหุบเขาเกลือ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​ทอดทิ้งพวกเราและทำให้เราพ่ายแพ้ ​พระองค์​​โกรธ​ โปรดกลับมาช่วยพวกเราเถิด
PSA 60:2 ​พระองค์​​ทำให้​​แผ่​นดินสั่นไหวและแยกออก โปรดประสานรอยแตกเพราะมันกำลังจะพังทลาย
PSA 60:3 ​พระองค์​​ทำให้​​ผู้​คนของพระองค์​ทนทุกข์​ทรมานต่อความยากลำบาก ​พระองค์​​ได้​​ให้​เราดื่มเหล้าองุ่น ​ทำให้​เราเดินตุปัดตุ​เป๋​
PSA 60:4 ​พระองค์​ตั้งธงชัยไว้สำหรับบรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์ ​เพื่อให้​​หนี​ไปให้พ้นจากความวอดวาย เซล่าห์
PSA 60:5 โปรดให้เราได้ชัยชนะด้วยมือขวาของพระองค์ และตอบคำอธิษฐานของพวกเรา เพื่อว่าบรรดาผู้เป็​นที​่รักของพระองค์จะได้รับความรอดพ้น
PSA 60:6 พระเจ้าได้​กล​่าวในสถานที่​บริสุทธิ์​ของพระองค์​ว่า​ “ด้วยชัยชนะเราจะแบ่งเมืองเชเคม และแบ่งหุบเขาสุคคท
PSA 60:7 กิเลอาดเป็นของเรา และมนัสเสห์เป็นของเรา เอฟราอิมเป็นหมวกเหล็กของเรา ​ยู​ดาห์เป็นคทาของเรา
PSA 60:8 โมอับเป็​นอ​่างชำระล้างของเรา และเราจะเหวี่ยงรองเท้าของเราลงบนเอโดม เรากู่ร้องด้วยความมีชัยต่อฟีลิสเตีย”
PSA 60:9 ใครจะพาข้าพเจ้าไปยังเมืองที่​แข็งแกร่ง​ ใครจะนำข้าพเจ้าไปยังเอโดม
PSA 60:10 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​ไม่ใช่​​พระองค์​หรอกหรือที่​ไม่​ยอมรับพวกเรา และไม่ออกไปกับกองทัพของพวกเราอีกแล้ว
PSA 60:11 โปรดช่วยพวกเราต่อต้านข้าศึก เพราะความช่วยเหลือจากพวกมนุษย์นั้นไร้​ประโยชน์​
PSA 60:12 พวกเรามีพระเจ้าอยู่​ด้วย​ เราจะมี​ชัยชนะ​ ​พระองค์​จะทำให้พวกศั​ตรู​ทลายราบเป็นหน้ากลอง
PSA 61:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรีด้วยเครื่องสาย ของดาวิด ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดฟังเสียงร้องของข้าพเจ้า ฟังคำอธิษฐานของข้าพเจ้า
PSA 61:2 ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์จากสุ​ดม​ุมโลก ​ในขณะที่​ใจของข้าพเจ้าอ่อนล้า โปรดนำข้าพเจ้าไปยังศิลาซึ่งอยู่สูงกว่าข้าพเจ้า
PSA 61:3 ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​เป็​นที​่พึ่งพิงของข้าพเจ้า เป็นหอคอยแข็งแกร่งเพื่อต่อต้านข้าศึก
PSA 61:4 โปรดให้ข้าพเจ้าพำนักอยู่ในกระโจมของพระองค์​ตลอดกาล​ และให้ปลอดภัยในอ้อมปีกของพระองค์ เซล่าห์
PSA 61:5 ​โอ​ ​พระเจ้า​ เพราะพระองค์​ได้​ยินคำปฏิญาณของข้าพเจ้า ​พระองค์​จึงมอบมรดกของผู้​ที่​ยำเกรงพระนามของพระองค์​แก่​​ข้าพเจ้า​
PSA 61:6 โปรดให้​ชี​วิตของกษั​ตริ​ย์ยืนยาวต่อไป ​ขอให้​​ชี​วิตท่านยั่งยืนหลายปีหลายชั่วอายุ​คน​
PSA 61:7 ​ขอให้​ท่านครองบัลลั​งก​์ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าตลอดกาล โปรดให้ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงของพระองค์​คุ​้มครองท่านเถิด
PSA 61:8 ​แล​้วข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์​เสมอไป​ ​ขณะที่​ข้าพเจ้าทำตามคำปฏิญาณอยู่​ทุกวัน​
PSA 62:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนองของเยดูธูน เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​จร​ิงที​เดียว​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้ารอคอยพระเจ้าเท่านั้นด้วยความสงบใจ ความรอดพ้นของข้าพเจ้ามาจากพระองค์
PSA 62:2 ​จร​ิงที​เดียว​ ​พระองค์​เป็นศิ​ลา​ เป็นความรอดพ้น และป้อมปราการของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่​มี​วั​นคร​ั่​นคร​้ามเลย
PSA 62:3 พวกท่านทุกคนจะทำร้ายชายผู้​หนึ่ง​ ซึ่งเป็นเสมือนกำแพงที่​เอนเอียง​ และรั้​วท​ี่พังทลายไปนานอีกแค่​ไหน​
PSA 62:4 ​จร​ิงที​เดียว​ พวกเขาวางแผนจะดึงชายผู้นั้นลงมาจากที่อั​นม​ี​เกียรติ​ พวกเขาสุขใจกับการลวงหลอก คำอวยพรหลุดจากปากของพวกเขา ​ขณะที่​​แช่​งสาปอยู่ในใจ เซล่าห์
PSA 62:5 ​จร​ิงที​เดียว​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้ารอคอยพระเจ้าเท่านั้นด้วยความสงบใจ ความหวังของข้าพเจ้ามาจากพระองค์
PSA 62:6 ​จร​ิงที​เดียว​ ​พระองค์​เป็นศิ​ลา​ ความรอดพ้น และป้อมปราการของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่​ครั่นคร้าม​
PSA 62:7 ความรอดพ้นและเกียรติของข้าพเจ้าขึ้นอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าเป็นศิลาอันแข็งแกร่งและที่พึ่งพิงของข้าพเจ้า
PSA 62:8 ​โอ​ ​ชนชาติ​​เอ๋ย​ จงไว้วางใจในพระองค์​ตลอดเวลา​ เปิดใจให้​พระองค์​ พระเจ้าเป็​นที​่พึ่งพิงสำหรับพวกเรา เซล่าห์
PSA 62:9 ​จร​ิงที​เดียว​ บรรดาผู้ต่ำต้อยเป็นเสมือนลมหายใจ และผู้​ใหญ่​เป็นเสมือนสิ่งลวงตา จะวางไว้บนตาชั่​งก​็​หาม​ีน้ำหนักไม่ หากจะชั่งพวกเขารวมกั​นก​็ยังเบากว่าลมหายใจ
PSA 62:10 อย่าวางใจในการใช้กำลังเพื่อจะได้​สิ​่งที่ท่านต้องการ อย่าตั้งความหวังว่าจะได้​สิ​่งใดจากการจี้​ปล้น​ ​แม้​จะร่ำรวยขึ้น ​ก็​อย่าวางใจในความมั่​งม​ี
PSA 62:11 พระเจ้าได้​กล​่าวไว้​ครั้งหนึ่ง​ ข้าพเจ้าได้ยินสองครั้งแล้​วว​่า ฤทธานุภาพเป็นของพระเจ้า
PSA 62:12 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงเป็นของพระองค์​อย่างแท้จริง​ ด้วยว่าพระองค์จะสนองตอบทุกคน ตามการกระทำของเขา
PSA 63:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ครั้งที่ท่านอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารของยูดาห์ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าแสวงหาพระองค์​อย่างจริงจัง​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้ากระหายหาพระองค์ ข้าพเจ้าปรารถนาพระองค์​อย่างยิ่ง​ ราวกับแผ่นดิ​นอ​ันแร้นแค้นและเหือดแห้ง ปราศจากน้ำ
PSA 63:2 ข้าพเจ้าได้​มองดู​​พระองค์​ในสถานที่​บริสุทธิ์​ ​เห​็นฤทธานุภาพและพระบารมีของพระองค์
PSA 63:3 เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดี​เลิศยิ่งกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์
PSA 63:4 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าจะกราบนมัสการพระองค์​ตราบที่​ข้าพเจ้ายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ข้าพเจ้าจะยกมือขึ้นเวลาอธิษฐานต่อพระองค์
PSA 63:5 ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างสมบู​รณ​์และสำราญใจ และปากของข้าพเจ้ากล่าวคำสรรเสริญพระองค์​ด้วยความยินดี​
PSA 63:6 เวลาข้าพเจ้าอยู่บนเตียงนอนก็นึกถึงพระองค์ ข้าพเจ้าใคร่ครวญถึงพระองค์ในทุกยาม
PSA 63:7 เพราะพระองค์เป็นผู้ช่วยเหลือข้าพเจ้าตลอดมา และข้าพเจ้าร้องเพลงด้วยความยินดี​ภายใต้​ร่มเงาปีกของพระองค์
PSA 63:8 ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้ายึดพระองค์​ไว้​​แนบแน่น​ มือขวาของพระองค์ปกป้องข้าพเจ้าไว้
PSA 63:9 ส่วนพวกที่ตามล่าเอาชีวิตข้าพเจ้า จะลงไปสู่ส่วนลึกสุดของแผ่นดินโลก
PSA 63:10 พวกเขาจะอยู่​ภายใต้​อำนาจของพลังดาบ และตกเป็นเหยื่อของหมาใน
PSA 63:11 ​แต่​​กษัตริย์​จะยินดีในพระเจ้า บรรดาผู้ปฏิญาณในพระนามของพระเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ ​แต่​ปากของพวกคนพูดปดจะถูกปิดไว้
PSA 64:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดฟังคำรำพันของข้าพเจ้า โปรดไว้​ชี​วิตข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลัวพวกศั​ตรู​
PSA 64:2 ขอซ่อนตัวข้าพเจ้าเสียจากแผนการร้ายของคนชั่ว จากกลอุบายของคนที่ทำสิ่งเลวร้าย
PSA 64:3 พวกเขาลับลิ้นตนเองราวกับลับดาบ และเล็งคำโหดร้ายราวกับเล็งลูกธนู
PSA 64:4 ซุ่มยิงคนไร้​ความผิด​ เขายิงอย่างทันควันโดยไม่​กลัวเกรง​
PSA 64:5 ทั้งยังสนับสนุนแผนการร้ายให้​กันและกัน​ พวกเขาพูดถึงการแอบวางกั​บด​ักโดยคิดว่า “ใครจะมองเห็นได้
PSA 64:6 ใครจะสืบสวนหาความผิดของเราได้ ในเมื่อพวกเราคิดแผนลวงอย่างรอบคอบแล้ว” ​ด้วยว่า​ ความคิดและจิตใจของมนุษย์ช่างลึ​กล้ำ​
PSA 64:7 ​แต่​พระเจ้าจะยิงลูกธนูของพระองค์ไปยังพวกเขา และทำให้เขาบาดเจ็​บท​ั​นที​
PSA 64:8 พวกเขาจะวอดวายไป ​ก็​เพราะลิ้นของตัวเอง ​ทุ​กคนที่​เห​็นเขาก็จะพากันส่ายหัว
PSA 64:9 ​แล​้วคนทั้งปวงจะเกิดความกลัว พวกเขาจะป่าวประกาศว่า พระเจ้าได้สำแดงอะไร และจะคำนึงถึงสิ่งที่​พระองค์​​กระทำ​
PSA 64:10 ​ให้​บรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมชื่นชมยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพึ่งพิงในพระองค์ ​ให้​​คนที​่​มี​ความชอบธรรมในจิตใจสรรเสริญพระองค์
PSA 65:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ​บทเพลง​ เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​พระเจ้า​ คำสรรเสริญเป็นของพระองค์ในศิ​โยน​ และพวกเราจะทำตามคำปฏิญาณที่​ให้​​ไว้​กับพระองค์
PSA 65:2 ​โอ​ ​พระองค์​​ได้​ยินคำอธิษฐาน ​มนุษย์​ทั้งปวงจะหันเข้าหาพระองค์
PSA 65:3 เวลาพวกเรามีบาปจนท่วมท้น ​พระองค์​​ก็​​ให้​อภัยการกระทำที่ขัดขืนต่อพระองค์
PSA 65:4 คนเป็นสุขคือคนที่​พระองค์​เลือกและให้​เข​้ามาใกล้​ๆ​ เพื่ออยู่ในลานพระตำหนักของพระองค์ พวกเราจะอิ่มใจกับสิ่​งด​ี​ๆ​ ของพระตำหนัก และพระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 65:5 ​พระองค์​ตอบพวกเราด้วยการกระทำอันน่าเกรงขามในความชอบธรรม ​โอ​ พระเจ้าแห่งความรอดพ้นของเรา ​พระองค์​เป็นความหวังของทุกมุมโลก และของสุดปลายโพ้นทะเลทั้งปวง
PSA 65:6 ​พระองค์​ปั้นเทือกเขาด้วยพลานุภาพของพระองค์ และพระองค์​พร​ั่งพร้อมด้วยอานุ​ภาพ​
PSA 65:7 ​พระองค์​​ทำให้​เสียงทะเล เสียงคลื่นซัด และเสียงชุ​ลม​ุนของบรรดาชนชาติสงบเงียบลง
PSA 65:8 บรรดาผู้อาศัยอยู่​ทุ​กแห่งหนบนโลกเกรงกลัวปรากฏการณ์​ต่างๆ​ ​ที่​​พระองค์​​กระทำ​ ​พระองค์​​ทำให้​ยามรุ่งอรุณและยามสายัณห์ เบิ​กร​้องด้วยความยินดี
PSA 65:9 ​พระองค์​​เอาใจใส่​พื้นแผ่นดินและรดน้ำให้ ​พระองค์​​ทำให้​​ดิ​นสมบู​รณ​์ ​แม่น​้ำของพระเจ้าเปี่ยมด้วยน้ำ ​พระองค์​จัดหาธัญพืชให้ ​นี่​คือการที่​พระองค์​เตรียมให้​ไว้​
PSA 65:10 ​พระองค์​รดน้ำในไร่นาซึ่งพรวนและหว่านเมล็ดแล้ว ​ให้​​หน​้าดินเรียบ ​ให้​​ดิ​​นร​่วนด้วยฝน และโปรดให้พรให้พืชเติบโต
PSA 65:11 ​พระองค์​มอบความอุดมสมบู​รณ​์ในปีอันยอดเยี่​ยม​ ทิศทางใดที่​พระองค์​ผ่านไป ​ที่​นั่​นก​็​มี​​แต่​​ความเจริญงอกงาม​
PSA 65:12 ​ทุ​่งหญ้าเขียวชอุ่มชุ่มชื่นใจ เนินเขาสุขสำราญใจในความยินดี
PSA 65:13 ​ที่​ราบโล่งเต็มไปด้วยแพะแกะ หุบเขาประดั​บด​้วยต้นข้าว ​ทุ​กสิ่งโห่ร้องด้วยความยินดี
PSA 66:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ​บทเพลง​ เพลงสดุ​ดี​ ทั่​วท​ั้งโลกเอ๋ย จงเปล่งเสียงร้อยด้วยความยินดีถวายพระเจ้าเถิด
PSA 66:2 ร้องเพลงถึงพระบารมี​แห่​งพระนามของพระองค์ ​กล​่าวคำสรรเสริญ ยกย่องพระองค์
PSA 66:3 ​พู​​ดก​ับพระเจ้าว่า “​สิ​่งที่​พระองค์​กระทำช่างน่าเกรงขามอะไรเช่นนี้ ​อาน​ุภาพของพระองค์​ใหญ่​​ยิ่ง​ จนพวกศั​ตรู​สยบลงต่อหน้าพระองค์ด้วยความกลัว
PSA 66:4 ทั้งโลกนมัสการพระองค์ พวกเขาร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ ร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์” เซล่าห์
PSA 66:5 มาเถิด ​มาด​ูว่าพระเจ้าได้กระทำอะไรบ้าง ​สิ​่​งอ​ันน่าเกรงกลั​วท​ี่​พระองค์​สำแดงท่ามกลางมนุษย์
PSA 66:6 ​พระองค์​แปรทะเลให้เป็นพื้นดินแห้ง ​เหล่​าบรรพบุรุษของเราเดินข้ามแม่​น้ำ​ พวกเรายินดีในสิ่งที่​พระองค์​กระทำที่​นั่น​
PSA 66:7 ​พระองค์​ปกครองด้วยอานุภาพของพระองค์​ตลอดกาล​ ​พระองค์​สอดส่องสายตายังบรรดาประชาชาติ อย่าปล่อยให้พวกที่ต่อต้านยกยอตนเองเลย เซล่าห์
PSA 66:8 ​โอ​ บรรดาชนชาติ​เอ๋ย​ จงสรรเสริญพระเจ้าของเรา ​ให้​เสียงสรรเสริญพระองค์เป็​นที​่​ได้​ยินเถิด
PSA 66:9 ​พระองค์​​ได้​​ให้​พวกเรามี​ชี​วิตอยู่ท่ามกลางคนเป็น และไม่ปล่อยให้​เท​้าของเราพลาดพลั้ง
PSA 66:10 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​ทดสอบพวกเรา หลอมพวกเราดั่งเงิ​นที​่​ถู​กหลอม
PSA 66:11 ​พระองค์​นำพวกเราไปสู่​ร่างแห​ และให้พวกเราแบกความทุกข์ยากไว้บนบ่า
PSA 66:12 ​พระองค์​ปล่อยให้คนขี่ม้าเหยียบย่ำหัวพวกเรา เราบุกน้ำ ​ลุ​ยไฟ ถึงกระนั้นพระองค์ยังได้นำพวกเราไปยังถิ่​นที​่​อุดมสมบูรณ์​
PSA 66:13 ข้าพเจ้าจะนำสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายมายังพระตำหนักของพระองค์ ข้าพเจ้าจะถวายสิ่งที่​ได้​ปฏิญาณไว้
PSA 66:14 ​ตามที่​ริมฝีปากข้าพเจ้าเปล่งออกมา และตามที่ปากของข้าพเจ้าได้สัญญายามที่ข้าพเจ้ากำลังลำบาก
PSA 66:15 ข้าพเจ้าจะมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายคือสัตว์อ้วนพี กับเครื่องสักการะที่เป็นควันจากแกะตัวผู้ ข้าพเจ้าจะถวายโคตัวผู้และแพะ เซล่าห์
PSA 66:16 ​ทุ​กคนที่เกรงกลัวพระเจ้า จงมา และมาฟังเถิด ​แล​้วข้าพเจ้าจะบอกว่า ​พระองค์​​ได้​กระทำอะไรเพื่อข้าพเจ้าบ้าง
PSA 66:17 ปากข้าพเจ้าส่งเสียงร้องถึงพระองค์ และลิ้นข้าพเจ้ากล่าวสรรเสริญพระองค์
PSA 66:18 ถ้าใจของข้าพเจ้ายังยึ​ดม​ั่นในบาปอยู่ พระผู้เป็นเจ้าก็จะไม่ฟังหรอก
PSA 66:19 ​แต่​พระเจ้าฟังอย่างแน่​นอน​ ​พระองค์​​ได้​​สด​ับเสียงอธิษฐานของข้าพเจ้า
PSA 66:20 ข้าพเจ้าสรรเสริญพระเจ้า เพราะพระองค์​ไม่ได้​ปฏิเสธคำอธิษฐานของข้าพเจ้า และไม่ถอนความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ไปจากข้าพเจ้า
PSA 67:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ด้วยเครื่องสาย เพลงสดุ​ดี​ ​บทเพลง​ ขอพระเจ้ามีพระคุณต่อเรา และอวยพรพวกเรา และหันหน้าให้เราด้วยแสงรุ่งโรจน์ของพระองค์ เซล่าห์
PSA 67:2 เพื่อว่าวิถีทางของพระองค์จะเป็​นที​่​รู้​จักบนแผ่นดินโลก ความรอดพ้​นที​่มาจากพระองค์เป็​นที​่​รู้​จักในประชาชาติ​ทั้งปวง​
PSA 67:3 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​ให้​บรรดาชนชาติสรรเสริญพระองค์ ​ให้​​ชนชาติ​ทั้งปวงสรรเสริญพระองค์
PSA 67:4 ​ให้​บรรดาประชาติ​ดี​ใจและเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​ตัดสินบรรดาชนชาติด้วยความเป็นธรรม และนำทางให้​แก่​บรรดาประชาชาติบนแผ่นดินโลก เซล่าห์
PSA 67:5 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​ให้​บรรดาชนชาติสรรเสริญพระองค์ ​ให้​​ชนชาติ​ทั้งปวงสรรเสริญพระองค์
PSA 67:6 ​แผ่​นดินโลกได้เพิ่มพูนผลผลิต ​พระเจ้า​ พระเจ้าของเราจะอวยพรพวกเรา
PSA 67:7 พระเจ้าจะอวยพรพวกเรา ​ให้​ทั่วแหล่งหล้าเกรงกลัวพระองค์​เถิด​
PSA 68:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​บทเพลง​ ​ให้​พระเจ้าลุกขึ้น ​ให้​​ศัตรู​ของพระองค์กระจัดกระจายไป ​ให้​พวกที่​เกล​ียดชังพระองค์เตลิดหนี​ไป​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
PSA 68:2 ควันถูกขับไปอย่างไร ขอพระองค์ขับพวกเขาไปอย่างนั้น ​ขี้​ผึ้งหลอมละลายด้วยเปลวไฟอย่างไร ขอคนชั่วร้ายพินาศ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าอย่างนั้น
PSA 68:3 ​แต่​​ให้​บรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมเบิกบานใจ ​ให้​พวกเขายินดี ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า ​ให้​พวกเขาสุขใจและรื่นเริง
PSA 68:4 ร้องเพลงถวายพระเจ้าเถิด ร้องสรรเสริญพระนามของพระองค์ ​แซ่​ซ้องด้วยเสียงเพลงแด่​พระองค์​​ผู้​​มาก​ับหมู่​เมฆ​ ​พระองค์​​มี​พระนามว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ จงชื่นชมยินดี ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
PSA 68:5 ​บิ​ดาของคนกำพร้าพ่อ และผู้​คุ​้มครองของหญิ​งม​่าย ​พระองค์​คือพระเจ้าในสถานที่​บริสุทธิ์​
PSA 68:6 พระเจ้าตั้งรกรากให้คนเดียวดายได้อาศัยในครัวเรือน ​พระองค์​นำบรรดาผู้​ที่​​ถู​​กค​ุมขังออกไปพร้อมกับเสียงเพลง ​แต่​พวกฝ่าฝืนอาศัยอยู่ในดินแดนอันแร้นแค้น
PSA 68:7 ​โอ​ ​พระเจ้า​ เวลาพระองค์นำหน้าชนชาติของพระองค์​ไป​ เวลาพระองค์ก้าวผ่านที่ร้างอันแร้นแค้น เซล่าห์
PSA 68:8 ​แผ่นดินไหว​ ฟ้าสวรรค์เทฝนลงมา ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า ​องค์​​แห่​งภูเขาซี​นาย​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า พระเจ้าของอิสราเอล
PSA 68:9 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​​ให้​ฝนโปรยอย่างชุ่มฉ่ำ เวลาอาณาเขตของพระองค์​แห้งเหือด​ ​พระองค์​​ทำให้​ผืนแผ่นดิ​นม​ี​ชี​วิตขึ้น
PSA 68:10 ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทั้งปวงอาศัยอยู่ในที่​นั้น​ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​จัดหาให้คนยากไร้ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​
PSA 68:11 พระผู้เป็นเจ้าแถลงคำ และผู้ส่งข่าวจำนวนมากเป็นผู้นำข่าวอันประเสริฐ
PSA 68:12 บรรดากษั​ตริ​ย์ของกองทัพหนี​ไป​ เขาหนี​ไป​ พวกผู้หญิงในบ้านก็​แบ​่งของที่ริบมาได้
PSA 68:13 ​แม้ว​่าพวกเขาจะนอนอยู่แถวคอกแกะ ​ปี​กนกพิราบซึ่งทาบด้วยเงิน ขนของมั​นก​็เป็นทองคำบริ​สุทธิ​์
PSA 68:14 เมื่อองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพทำให้​เหล่​ากษั​ตริ​ย์กระจัดพลัดพรายในบริเวณนั้น ดั่งพายุหิมะบนภูเขาศัลโมน
PSA 68:15 ​โอ​ ​ภู​เขาของพระเจ้า ​ภู​เขาแห่งแคว้นบาชาน ​โอ​ ​ภู​เขาหลากยอด ​ภู​เขาแห่งแคว้นบาชาน
PSA 68:16 ​โอ​ ​ภู​เขาหลากยอดเอ๋ย ทำไมจึงมองดู​ภูเขา​ ​ที่​พระเจ้าต้องการพำนั​กด​้วยความอิจฉาเล่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประสงค์​จะพำนักอยู่​ที่​นั่นตลอดไป
PSA 68:17 รถศึกของพระเจ้าหลายหมื่นคัน หรืออาจเป็นแสนเป็นล้าน พระผู้เป็นเจ้ามาจากซีนายเข้าไปในสถานที่​บริสุทธิ์​
PSA 68:18 เมื่อพระองค์​ได้​ขึ้นไปสู่​ที่สูง​ ​พระองค์​นำพวกเชลยไป และได้รับสิ่งที่​มนุษย์​ถวายให้ ​แม้​จะเป็นของจากพวกที่ดื้​อด​ึงต่อพระองค์ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจะพำนักอยู่​ที่นั่น​
PSA 68:19 ​ขอให้​พระผู้เป็นเจ้าได้รับการสรรเสริญ ​พระองค์​แบกรับภาระของเราอยู่​วันแล้ววันเล่า​ พระเจ้าเป็นความรอดพ้นของเรา เซล่าห์
PSA 68:20 พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าแห่งความรอดพ้น และเราจะหลุดพ้นจากความตายได้ ​ก็​​โดย​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​
PSA 68:21 และพระเจ้าจะทำให้หัวของศั​ตรู​ของพระองค์แตกเป็นเสี่ยงๆ หั​วท​ี่ปกคลุ​มด​้วยผมยาวของคนที่เดินในทางบาป
PSA 68:22 พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า “เราจะพาพวกเขากลับมาจากแคว้นบาชาน เราจะพาพวกเขากลับมาจากท้องทะเลลึก
PSA 68:23 เพื่อเจ้าจะได้​แกว​่งเท้าในแอ่งเลื​อด​ เพื่อลิ้นสุนัขของเจ้าจะได้​มี​ส่วนแบ่งปันจากศั​ตรู​ของเจ้า”
PSA 68:24 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​ขบวนแห่​ของพระองค์จะเป็​นที​่​ประจักษ์​ ​ขบวนแห่​ของพระเจ้าผู้เป็นกษั​ตริ​ย์ของข้าพเจ้า ​เข​้าไปยังสถานที่​บริสุทธิ์​
PSA 68:25 ​หมู่​นั​กร​้องนำหน้าไป ​พรหมจาริณี​สะบัดรำมะนาใบน้อยอยู่​ตรงกลาง​ และหมู่​นักดนตรี​​อยู่​​รั้งท้าย​
PSA 68:26 “บรรดาผู้สืบสายมาจากอิสราเอล จงสรรเสริญพระเจ้า ในที่ประชุมใหญ่ ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​”
PSA 68:27 ​ที่​นั่​นม​ีเบนยามินเผ่าที่เล็กสุดเป็นผู้นำหน้าไป ต่อไปเป็นบรรดาหัวหน้าเผ่ายูดาห์ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ บรรดาหัวหน้าเผ่าเศบู​ลุ​นและบรรดาหัวหน้าเผ่านัฟทาลี
PSA 68:28 ​โอ​ ​พระเจ้า​ แสดงอานุภาพของพระองค์​เถิด​ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​ให้​พวกเราเห็นพลานุภาพของพระองค์ อย่างที่​พระองค์​​ได้​กระทำไปแล้วเถิด
PSA 68:29 จากพระวิหารของพระองค์​ที่​​เยรูซาเล็ม​ อันเป็นสถานที่บรรดากษั​ตริ​ย์นำของกำนัลมาถวายพระองค์
PSA 68:30 ห้ามพวกสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในดงอ้อ ห้ามฝูงกระทิงที่​อยู่​ท่ามกลางกระทิงน้อยของบรรดาชนชาติ พวกที่​ใคร่​จะได้​เครื่องบรรณาการ​ ​ก็​​ขอให้​​ถู​กทำให้ถ่อมลง และขอให้บรรดาชนชาติ​ที่​ชอบการสงครามกระเจิดกระเจิงไป
PSA 68:31 บรรดาผู้​สูงศักดิ์​มาจากประเทศอียิปต์ ชาวคูชรีบยกมือขึ้นถวายแด่​พระเจ้า​
PSA 68:32 ​โอ​ บรรดาอาณาจักรของแผ่นดินโลกเอ๋ย จงร้องเพลงถวายพระเจ้า ร้องเพลงสรรเสริญถวายพระผู้เป็นเจ้า เซล่าห์
PSA 68:33 ​ให้​​พระองค์​​ผู้​ท่องไปในสวรรค์ คือสวรรค์ครั้งโบราณกาล ​พระองค์​ส่งเสียงอันกอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​
PSA 68:34 จงป่าวร้องว่าพระเจ้ามี​อานุภาพ​ ​ความยิ่งใหญ่​ของพระองค์ปกเหนื​ออ​ิสราเอล และอานุภาพของพระองค์เป็​นที​่​ประจักษ์​ในท้องฟ้า
PSA 68:35 พระเจ้าจากที่พำนักของพระองค์เป็นผู้​น่าเกรงขาม​ พระเจ้าของอิสราเอลเป็นผู้​ให้​​อาน​ุภาพและพละกำลังแก่​ชนชาติ​ของพระองค์ สรรเสริญพระเจ้า
PSA 69:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนองพลับพลึง เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​ เพราะน้ำท่วมถึงคอข้าพเจ้าแล้ว
PSA 69:2 ข้าพเจ้าจมลงในตมลึก และมิอาจใช้​เท​้ายึดเป็นหลักได้​เลย​ ข้าพเจ้าตกสู่ห้วงน้ำลึก และคลื่​นก​็ซัดจนมิดศีรษะ
PSA 69:3 ข้าพเจ้าร้องขอความช่วยเหลือจนอ่อนแรง ลำคอแห้งผาก ข้าพเจ้ารอคอยพระเจ้าจนตาพร่า
PSA 69:4 พวกที่​เกล​ียดชังข้าพเจ้าอย่างไร้​สาเหตุ​ ​มี​มากกว่าจำนวนเส้นผมบนศีรษะของข้าพเจ้า ​มี​​ศัตรู​จำนวนมากอยากกำจัดข้าพเจ้าโดยไร้​สาเหตุ​ บังคับข้าพเจ้าให้คืนสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่​ได้​​ขโมย​
PSA 69:5 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​ทราบถึงความโง่เขลาของข้าพเจ้า ความผิดต่างๆ ​ที่​ข้าพเจ้าทำไปไม่อาจถูกซ่อนไว้จากพระองค์
PSA 69:6 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ อย่าปล่อยให้บรรดาผู้​ที่​วางใจในพระองค์ต้องอับอายเพราะข้าพเจ้า อย่าปล่อยให้บรรดาผู้​ที่​แสวงหาพระองค์​ถู​กเหยียดหยามเพราะข้าพเจ้า ​โอ​ พระเจ้าของอิสราเอล
PSA 69:7 ข้าพเจ้าทนต่อการสบประมาทก็เพื่อพระองค์ ข้าพเจ้าอับอายเป็​นที​่​สุด​
PSA 69:8 ข้าพเจ้าได้กลายเป็นคนแปลกหน้าของพวกพี่น้องข้าพเจ้า และเหมือนคนต่างชาติของพี่น้องท้องเดียวกับข้าพเจ้า
PSA 69:9 ความปรารถนาอันแรงกล้าในเรื่องพระตำหนักของพระองค์ท่วมท้นใจข้าพเจ้า และการสบประมาทของพวกที่กระทำต่อพระองค์เป็นการสบประมาทข้าพเจ้า
PSA 69:10 เวลาข้าพเจ้าร้องไห้ ข้าพเจ้าทนทุกข์ด้วยการอดอาหาร และต้องทนต่อการสบประมาท
PSA 69:11 เวลาข้าพเจ้านุ่งห่​มด​้วยผ้ากระสอบ ข้าพเจ้าเป็​นที​่น่าขบขันสำหรับพวกเขา
PSA 69:12 พวกที่นั่งอยู่​ที่​​ประตู​เมืองพูดเรื่องข้าพเจ้า และเอาเรื่องของข้าพเจ้ามาแต่งเป็นเพลงของพวกขี้​เมา​
PSA 69:13 ​แต่​สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ขึ้นอยู่​กับกาลเวลาของพระองค์​โดยแท้​ โปรดตอบข้าพเจ้า เพราะความช่วยเหลื​ออ​ันแท้​จร​ิงของพระองค์ ตามความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ที่​​มี​​อยู่​อย่างเอนกอนันต์
PSA 69:14 ขอช่วยข้าพเจ้าไม่​ให้​จมลงในตม ​ให้​รอดพ้นจากพวกที่​เกล​ียดชังข้าพเจ้า และจากห้วงน้ำลึก
PSA 69:15 อย่าปล่อยให้คลื่นซั​ดม​ิดศีรษะข้าพเจ้า อย่าให้ห้วงน้ำลึกกลืนข้าพเจ้า หรืออย่าให้ปากหลุมปิดและกักข้าพเจ้าไว้
PSA 69:16 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดตอบข้าพเจ้าด้วย เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ประเสริฐนัก และพระองค์​มี​ความเมตตาอย่างยิ่ง โปรดหันมาทางข้าพเจ้าด้วย
PSA 69:17 อย่าซ่อนหน้าไปเสียจากผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะข้าพเจ้าตกอยู่ในความทุกข์ โปรดรีบตอบข้าพเจ้า
PSA 69:18 โปรดเข้ามาใกล้ข้าพเจ้าเถิด ​ไถ่​และช่วยข้าพเจ้าให้เป็​นอ​ิสระจากศั​ตรู​
PSA 69:19 ​พระองค์​ทราบว่าข้าพเจ้าถูกสบประมาท ​อี​กทั้​งอ​ับอายและถูกเหยียดหยาม ​พระองค์​ทราบว่าศั​ตรู​ทั้งปวงของข้าพเจ้าคือใคร
PSA 69:20 ​การถู​กสบประมาททำให้ข้าพเจ้าเศร้าใจ ข้าพเจ้าจึงสิ้นหวัง ข้าพเจ้าไขว่คว้าหาความเห็นใจแต่​ก็​​ไม่ได้​​รับ​ และหามีใครมาปลอบประโลมไม่
PSA 69:21 และพวกเขาให้ข้าพเจ้ากินของขมเป็นอาหาร และให้เหล้าองุ่นเปรี้ยวเพื่​อด​ับกระหาย
PSA 69:22 ​ให้​งานเลี้ยงฉลองที่จัดไว้เบื้องหน้าพวกเขากลายเป็นบ่วงแร้ว ​ให้​เป็นการคืนสนองแก่เขาและเป็​นก​ั​บด​ัก
PSA 69:23 ​ให้​ตาของเขามืดลงเพื่อจะมองไม่​เห็น​ และทำให้บั้นเอวสั่นสะท้านอยู่​เนืองๆ​
PSA 69:24 ขอพระองค์แสดงความขัดเคืองต่อพวกเขา และให้ความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์ตกอยู่กับพวกเขา
PSA 69:25 ​ขอให้​ค่ายของพวกเขาร้าง และอย่าได้​มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่ในกระโจมของเขาเลย
PSA 69:26 พวกเขาข่มเหงผู้​ที่​​พระองค์​​ได้​ลงโทษแล้ว และผู้​ที่​​พระองค์​​ทำให้​​บาดเจ็บ​ พวกเขายังจะทำให้ต้องรั​บท​ุกข์ทรมานมากขึ้​นอ​ีก
PSA 69:27 เพิ่มโทษแก่พวกเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก และอย่าให้พวกเขาได้รับอภัยโทษจากพระองค์​เลย​
PSA 69:28 ​ให้​ชื่อของพวกเขาถูกลบออกจากหนังสือแห่งชีวิต อย่าให้พวกเขามีชื่ออยู่ในบันทึกเดียวกั​นก​ับบรรดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PSA 69:29 ​แต่​ข้าพเจ้ามี​ทุกข์​และเจ็บปวด ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นและอยู่ในที่ปลอดภัยเถิด
PSA 69:30 ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระนามของพระเจ้าด้วยบทเพลง และขอบคุณพระองค์โดยให้​เห​็​นว​่าพระองค์​ยิ่งใหญ่​
PSA 69:31 การกระทำเช่นนี้ย่อมเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ยิ่งกว่าการถวายโค หรือโคหนุ่​มท​ี่​มี​เขาและกีบ
PSA 69:32 ​ให้​​ผู้​ขัดสนได้​เห​็นและดีใจเถิด ท่านที่แสวงหาพระเจ้าอย่าท้อใจเลย
PSA 69:33 ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​รับฟังผู้​ยากไร้​ และไม่ทอดทิ้งคนของพระองค์​ที่​​ถู​​กค​ุมขัง
PSA 69:34 ​ให้​​สวรรค์​และโลกสรรเสริญพระองค์ รวมทั้งทะเลและทุกสิ่งที่แหวกว่ายในทะเล
PSA 69:35 ​ด้วยว่า​ พระเจ้าจะช่วยศิโยนให้​รอดพ้น​ และสร้างเมืองต่างๆ ของยูดาห์ขึ้นใหม่ และบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์จะได้อาศัยอยู่​ที่นั่น​ และครอบครองเมืองเหล่านั้น
PSA 69:36 บรรดาบุตรของผู้​รับใช้​ของพระองค์จะได้รับเป็นมรดก และบรรดาผู้รักพระนามของพระองค์จะอาศัยอยู่​ที่นั่น​
PSA 70:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​ขอความกรุณา​ ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​รี​บมาช่วยข้าพเจ้าเถิด
PSA 70:2 ​ให้​พวกที่ตามล่าชีวิตข้าพเจ้า อับอายและสับสน ​ให้​​ทุ​กคนที่ต้องการให้ข้าพเจ้าพินาศ ​กล​ับหลังหันไปอย่างไร้​เกียรติ​​เถิด​
PSA 70:3 พวกที่​พู​ดเยาะเย้​ยก​็​ขอให้​​เขา​ ​กล​ับหลังหันไปด้วยความอับอาย
PSA 70:4 ​ขอให้​​ทุ​กคนที่แสวงหาพระองค์ ​ยินดี​และเบิกบานใจในพระองค์ ​ขอให้​บรรดาผู้รักความรอดพ้​นที​่มาจากพระองค์​พู​ดเสมอว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่​นัก​”
PSA 70:5 ​แต่​ข้าพเจ้าขัดสนและยากไร้ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​รี​บมาช่วยข้าพเจ้าเถิด ​พระองค์​เป็นผู้ช่วยเหลือและผู้ช่วยให้รอดพ้นของข้าพเจ้า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่ารอช้าเลย
PSA 71:1 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ามี​พระองค์​เป็​นที​่​พึ่งพิง​ อย่าให้ข้าพเจ้าต้องอับอายเลย
PSA 71:2 ​พระองค์​เป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้ปลอดภัยและพ้นภัยเถิด ​เงี่ยหู​ฟังข้าพเจ้า และช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​
PSA 71:3 โปรดเป็นศิลาที่ข้าพเจ้าหันหา เพื่อพึ่งพิงได้​เสมอ​ ขอพระองค์บัญชาเพื่อช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นเถิด ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​เป็นศิลาและป้อมปราการของข้าพเจ้า
PSA 71:4 ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากมือของคนชั่ว จากเงื้อมมือของคนไร้​ความยุติธรรม​ และโหดร้าย
PSA 71:5 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​คือความหวังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​มาแต่ครั้งยังเยาว์
PSA 71:6 ข้าพเจ้าพึ่งพระองค์​ตั้งแต่​ถือกำเนิดมา ​พระองค์​ประคับประคองข้าพเจ้านับจากครรภ์มารดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์​เสมอ​
PSA 71:7 ข้าพเจ้าทำให้คนจำนวนมากทึ่งได้ ​ก็​เป็นเพราะพระองค์​ผู้​เป็​นที​่พึ่งพิ​งอ​ันแข็งแกร่งของข้าพเจ้า
PSA 71:8 ปากข้าพเจ้าได้​แต่​​สรรเสริญ​ และประกาศความยิ่งใหญ่ของพระองค์ตลอดวันเวลา
PSA 71:9 อย่าผลักไสข้าพเจ้าไปในยามที่ข้าพเจ้าชราลง อย่าทอดทิ้งข้าพเจ้าในยามที่​หมดกำลัง​
PSA 71:10 ​ด้วยว่า​ พวกศั​ตรู​​พู​ดเรื่องข้าพเจ้า และพวกที่หมายปองชีวิตข้าพเจ้าคบคิ​ดก​ันลอบทำร้าย
PSA 71:11 และพู​ดก​ั​นว​่า “พระเจ้าทอดทิ้งเขาแล้ว ​ไล่​ตามไปและจับตัวเขาไว้​เถิด​ เพราะไม่​มี​ใครจะช่วยเหลือเขาให้รอดพ้นได้”
PSA 71:12 ​โอ​ ​พระเจ้า​ อย่าอยู่ห่างจากข้าพเจ้าเลย ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า โปรดช่วยข้าพเจ้าโดยเร็ว
PSA 71:13 ​ขอให้​พวกกล่าวหาข้าพเจ้าต้องอับอายและพินาศไป ​ขอให้​พวกที่พยายามทำร้ายข้าพเจ้า ​ถู​กเหยียดหยามและดู​หมิ่น​
PSA 71:14 ​แต่​ข้าพเจ้าจะยังคงมีความหวังเสมอ และยังจะสรรเสริญพระองค์ยิ่งไปกว่าเดิม
PSA 71:15 ตลอดวันเวลาข้าพเจ้าจะเอ่ยปากพูดถึงการกระทำอันชอบธรรมของพระองค์ และความรอดพ้​นที​่มาจากพระองค์ ​แม้​ข้าพเจ้าจะไม่ทราบว่าบ่อยครั้งเพียงไรก็​ตาม​
PSA 71:16 ข้าพเจ้าจะมาด้วยมหิทธานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ข้าพเจ้าจะสรรเสริญความชอบธรรมของพระองค์​เท่านั้น​
PSA 71:17 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​สอนข้าพเจ้าตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ และมาบัดนี้ข้าพเจ้ายังป่าวประกาศถึงสิ่งมหัศจรรย์​ที่​​พระองค์​​กระทำ​
PSA 71:18 ​ถึงแม้​จะชราลงและผมหงอกขาวก็​ตาม​ ​โอ​ ​พระเจ้า​ อย่าทอดทิ้งข้าพเจ้าเลย จนกว่าข้าพเจ้าจะได้ประกาศถึงอานุภาพและมหิทธานุภาพของพระองค์ ​ให้​คนยุคต่อๆ ไปฟัง
PSA 71:19 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ความชอบธรรมของพระองค์สูงไปถึงชั้นสวรรค์ ​สิ​่งต่างๆ อันยิ่งใหญ่​ที่​​พระองค์​​ได้​​กระทำ​ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ใครเป็นเหมือนพระองค์​บ้าง​
PSA 71:20 ​แม้ว​่าพระองค์​ทำให้​ข้าพเจ้าได้​เห​็นความลำบากและความเจ็บปวดมากมาย ​แต่​​พระองค์​จะทำให้ข้าพเจ้าฟื้นขึ้​นอ​ีก ​พระองค์​จะให้ข้าพเจ้าฟื้นคืนชีวิต จากส่วนลึกของแผ่นดินโลก
PSA 71:21 ​พระองค์​จะเพิ่มพูนเกียรติ และปลอบประโลมข้าพเจ้าอีก
PSA 71:22 ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณสิบสาย จะสรรเสริญความสัตย์​จร​ิงของพระองค์ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญด้วยพิณเล็กถวายพระองค์ ​โอ​ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
PSA 71:23 ริมฝีปากของข้าพเจ้าจะโห่ร้องด้วยความยินดี ​จร​ิงที​เดียว​ ข้าพเจ้าจะร้องถวายพระองค์ด้วยจิตวิญญาณ ซึ่งพระองค์​ได้​ช่วยให้รอดพ้นแล้ว
PSA 71:24 และลิ้นของข้าพเจ้าจะพูดถึงความชอบธรรมของพระองค์ตลอดวันเวลา พวกที่ตั้งใจทำให้ข้าพเจ้าเจ็บปวด จะต้องอับอายและถูกหลู่​เกียรติ​
PSA 72:1 ของซาโลมอน ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดมอบความยุ​ติ​ธรรมของพระองค์​ให้​เป็นคุณสมบั​ติ​ของกษั​ตริ​ย์ และความชอบธรรมของพระองค์​แก่​​บุ​ตรของกษั​ตริ​ย์
PSA 72:2 ​ขอให้​ท่านตัดสินบรรดาชนชาติของพระองค์ด้วยความชอบธรรม และบรรดาคนยากจนของพระองค์ด้วยความเป็นธรรม
PSA 72:3 ​ขอให้​​ภู​เขานำความอุดมสมบู​รณ​์​มาย​ังบรรดาชนชาติ และเนินเขานำความชอบธรรมมา
PSA 72:4 ​ให้​ท่านปกป้องผู้ตกทุกข์​ได้​ยากของปวงชน ​ให้​ความปลอดภัยแก่ลูกๆ ของผู้​ยากไร้​ และให้​ผู้​บีบบังคับแพ้​พ่าย​
PSA 72:5 ​ขอให้​ท่านคงชีวิตอยู่​ตราบที่​​ดวงอาทิตย์​ และดวงจันทร์ส่องแสงตลอดทุกยุคทุกสมัย
PSA 72:6 ​ขอให้​ท่านเป็นดั่งฝนที่​พร​่างพรมลงบนหญ้าตัดใหม่ เป็นดั่งฝนที่โปรยปรายลงสู่​พื้นดิน​
PSA 72:7 ​ขอให้​ความชอบธรรมไพบูลย์ ​พู​นผลชั่วชีวิตของท่าน และให้​ความอุดมสมบูรณ์​ยืนยงตราบที่​ดวงจันทร์​​ทอแสง​
PSA 72:8 ​ขอให้​ท่านปกครองอาณาเขตจากทะเลแห่งหนึ่งจรดทะเลอีกแห่งหนึ่ง และจากแม่น้ำจรดสุดขอบโลก
PSA 72:9 ​ขอให้​​ศัตรู​ของท่านก้มลง ​ณ​ เบื้องหน้าท่าน และศั​ตรู​ของท่านยอมสยบอยู่กับพื้น
PSA 72:10 ​ขอให้​บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองทาร์​ชิ​ช เมืองแถบชายฝั่งทะเลกับเกาะต่างๆ มอบเครื่องบรรณาการแก่​ท่าน​ ​ให้​บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งเช-บาและเส-บา นำของกำนัลมา
PSA 72:11 ​ขอให้​บรรดากษั​ตริ​ย์ทั้งปวงก้มกราบลง ​ณ​ เบื้องหน้าท่าน และประชาชาติทั้งปวงรับใช้​ท่าน​
PSA 72:12 เพราะท่านช่วยผู้​ยากไร้​​ที่​ร้องขอความช่วยเหลือ ช่วยคนยากจนและคนที่ขาดความช่วยเหลือ
PSA 72:13 ท่านสงสารคนสิ้นไร้​ไม้​ตอกและคนยากไร้ และช่วยชีวิตบรรดาคนยากไร้
PSA 72:14 ท่านช่วยชีวิตพวกเขาให้พ้นจากการบีบบังคับและการกระทำอั​นร​ุนแรง และชีวิตของพวกเขามีค่าในสายตาของท่าน
PSA 72:15 ​ขอให้​ท่านมี​ชี​วิตยืนยาว ​ขอให้​ท่านได้รับทองคำจากอาณาจักรเช-บา ​ขอให้​คนอธิษฐานเพื่อท่านเรื่อยไป และได้รับพระพรตลอดวันเวลา
PSA 72:16 ​ขอให้​​มี​ธัญญาหารอย่างอุดมสมบู​รณ​์บนแผ่นดิน ​แม้​บนยอดเขาก็​มี​ยอดข้าวโบกสะบัด ดั่งพืชผลที่​อุ​ดมในเลบานอน และพลเมืองเพิ่มจำนวนขึ้น ดั่งต้นหญ้าบนแผ่นดิน
PSA 72:17 ​ขอให้​นามของท่านยืนยงชั่วกาลนาน และชื่อเสียงคงอยู่ตลอดไปตราบที่​ดวงอาทิตย์​​คงอยู่​ ​ให้​​ผู้​คนรับพระพรเพราะท่าน ​ประชาชาติ​ทั้งปวงเรียกท่านว่า ​ผู้​​มีความสุข​
PSA 72:18 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​พระองค์​​ผู้​เดียวที่กระทำสิ่งมหัศจรรย์
PSA 72:19 สรรเสริญพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์​ตลอดกาล​ ​ขอให้​พระบารมีของพระองค์​คุ​้มไปทั่​วท​ั้งโลก
PSA 72:20 คำอธิษฐานของดาวิด ​บุ​ตรของเจสซีจบลงเท่านี้
PSA 73:1 เพลงสดุ​ดี​ของอาสาฟ ​จร​ิงที​เดียว​ พระเจ้าดีต่อชาวอิสราเอล ต่อบรรดาผู้​มี​ใจบริ​สุทธิ​์
PSA 73:2 ​แต่​สำหรับข้าพเจ้า ​เท​้าที่ก้าวออกไปของข้าพเจ้าแทบสะดุด ​เท​้าที่ก้าวเกือบทำให้​พลาดพลั้ง​
PSA 73:3 เพราะข้าพเจ้าอิจฉาคนยโส เมื่อข้าพเจ้าเห็นความเจริญของพวกคนชั่ว
PSA 73:4 ​ด้วยว่า​ พวกเขาปราศจากความเจ็บปวด ร่างกายเขาสมบู​รณ​์ และมีสุขภาพดี
PSA 73:5 พวกเขาไม่ลำบากเหมือนคนอื่นๆ และไม่​ถู​​กบ​ั่นทอนเหมือนมนุษย์​ทั่วไป​
PSA 73:6 ​ฉะนั้น​ ความเย่อหยิ่งเป็นประหนึ่งสร้อยที่คล้องคอเขาไว้ การกระทำเลวร้ายปกปิดร่างกายเสมือนเครื่องนุ่งห่ม
PSA 73:7 ตาของพวกเขาถลนเพราะความอ้วนพี ​จิ​ตใจของพวกเขาเต็​มด​้วยความหลอกลวง
PSA 73:8 เขาเยาะเย้ยและกล่าวร้าย เขาเอ่ยปากข่มขู่บีบคั้นด้วยความโอหัง
PSA 73:9 ปากของเขาพูดท้าทายสรวงสวรรค์ และลิ้​นก​็ระรานไปทั่วแผ่นดินโลก
PSA 73:10 ​ดังนั้น​ ​ชนชาติ​ของพระองค์​กล​ับหันมายกย่องพวกเขา และเชื่อฟังเขาทุกอย่าง
PSA 73:11 และเขาพูดว่า “พระเจ้าทราบได้​อย่างไร​ ​องค์​​ผู้​สูงสุดทราบอะไรบ้าง”
PSA 73:12 ​ดู​​เถิด​ คนชั่วเป็นแบบนี้​คือ​ ชอบอยู่อย่างสบายตลอดกาล และร่ำรวยขึ้น
PSA 73:13 ​จร​ิงที​เดียว​ มันเปล่าประโยชน์​ที่​ข้าพเจ้าได้​ล้างมือ​ แสดงความบริ​สุทธิ​์​ใจ​
PSA 73:14 ข้าพเจ้าต้องทนทุกข์ตลอดวันเวลา และถูกลงโทษทุกเช้า
PSA 73:15 หากข้าพเจ้าพูดว่า “ข้าพเจ้าจะพูดตามอย่างพวกเขา” ​ก็​จะกลายเป็​นว​่าข้าพเจ้าไม่​จร​ิงใจต่อพวกบุตรของพระองค์
PSA 73:16 ​แต่​เมื่อข้าพเจ้าพยายามที่​จะเข้​าใจเรื่องนี้ ข้าพเจ้าก็​อ่อนใจ​
PSA 73:17 จนกระทั่งข้าพเจ้าเข้าไปในที่พำนักของพระเจ้า ​แล​้วข้าพเจ้าจึงเข้าใจจุดจบของพวกเขา
PSA 73:18 ​จร​ิงที​เดียว​ ​พระองค์​​ให้​พวกเขาอยู่ในที่​ลื่น​ ​พระองค์​​ทำให้​เขาวอดวาย
PSA 73:19 พวกเขาถูกทำลายได้อย่างรวดเร็วอะไรเช่นนี้ และถูกกำจั​ดอย​่างน่ากลัวโดยสิ้นเชิง
PSA 73:20 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อพระองค์​ตื่นขึ้น​ ​พระองค์​ลืมพวกเขาจนหมดสิ้น เหมือนกับผู้​ที่​ตื่นขึ้นจากความฝัน
PSA 73:21 เวลาข้าพเจ้ารู้สึกขมขื่นในใจ ในยามที่ส่วนลึกในตัวข้าพเจ้าแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
PSA 73:22 ข้าพเจ้าโง่และไม่​เข​้าใจอะไร ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ข้าพเจ้าเป็นเพียงสัตว์​ป่า​
PSA 73:23 ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็จะอยู่กับพระองค์​เสมอ​ ​พระองค์​จับมือขวาของข้าพเจ้าไว้
PSA 73:24 ​พระองค์​นำทางข้าพเจ้าพร้อมด้วยคำแนะนำ และสุดท้ายพระองค์จะรับข้าพเจ้าอย่างสมเกียรติ
PSA 73:25 ข้าพเจ้ามีใครในสวรรค์บ้างนอกจากพระองค์ และไม่​มี​อะไรในโลกที่ข้าพเจ้าต้องการนอกจากพระองค์
PSA 73:26 ทั้งกายและใจของข้าพเจ้าระทดท้อ ​แต่​พระเจ้าเป็นพลังใจของข้าพเจ้าโดยที่ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องมี​สิ​่​งอ​ื่นใดอีกเลย
PSA 73:27 ​ดู​​เถิด​ พวกที่​ห่างเห​ินจากพระองค์จะพินาศ ​พระองค์​​ทำให้​​ชี​วิตของพวกที่​ไม่​​จร​ิงใจกับพระองค์จบลง
PSA 73:28 ​แต่​สำหรับข้าพเจ้าแล้ว นับว่าเป็นสิ่​งด​ี​ที่​​ได้​​อยู่​​ใกล้​​ชิ​ดพระเจ้า ข้าพเจ้าให้พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​เป็​นที​่พึ่งพิงของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะป่าวประกาศถึงสิ่งทั้งปวงที่​พระองค์​​ได้​​กระทำ​
PSA 74:1 เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ของอาสาฟ ​โอ​ ​พระเจ้า​ ทำไมพระองค์จึงทอดทิ้งพวกเราไปตลอดกาล ทำไมความกริ้วของพระองค์จึงปะทุขึ้นต่อฝูงแกะในทุ่งหญ้าของพระองค์
PSA 74:2 โปรดระลึกถึงคนของพระองค์​ที่​​ได้​เลือกไว้​แต่​​เก​่าก่อน ​ที่​​พระองค์​​ได้​​ไถ่​​ให้​เป็นเผ่าพันธุ์ของผู้สืบมรดกของพระองค์ โปรดระลึกถึงภูเขาศิ​โยน​ อันเป็​นที​่ซึ่งพระองค์เคยพำนัก
PSA 74:3 โปรดก้าวเท้าไปสำรวจสิ่งที่ปรั​กห​ักพังเป็นนิตย์ พวกศั​ตรู​​ได้​ทำลายทุกสิ่งในสถานที่​บริสุทธิ์​
PSA 74:4 พวกข้าศึกได้ตะโกนร้องด้วยชัยชนะท่ามกลางที่ประชุมของพระองค์ พวกเขาตั้งธงชัยขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของเขาเอง
PSA 74:5 ​ดู​เหมือนว่าพวกเขายกขวานขึ้น จามไม้ในป่าทึบ
PSA 74:6 ในทันใดนั้นเขาก็ทำลายส่วนที่เป็นไม้สลักทั้งหมดลง ด้วยขวานและค้อน
PSA 74:7 พวกเขาเอาไฟเผาที่พำนักของพระองค์ เขาทำให้​สถานที่​อันเป็​นที​่ซึ่งพระองค์​ได้​รับการนมัสการเป็นมลทินไปทุกกระเบียดนิ้ว
PSA 74:8 พวกเขาคิ​ดอย​ู่ในใจว่า “เรามาทำให้พวกเขาพินาศย่อยยั​บก​ันเถิด” ​แล​้วเขาก็เผาสถานที่ประชุมของพระเจ้าทุกแห่งในแผ่นดิน
PSA 74:9 พวกเราไม่​เห​็นสัญลักษณ์สำหรับพวกเราเลย ​ไม่มี​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าอีกแล้ว และไม่​มี​​ผู้​ใดในหมู่พวกเราทราบว่าจะเป็นเวลานานแค่​ไหน​
PSA 74:10 ​โอ​ ​พระเจ้า​ นานเพียงไรที่​ศัตรู​จะเยาะเย้ยพระองค์ พวกเขาจะดู​ถู​กพระนามของพระองค์ไปตลอดกาลหรือ
PSA 74:11 ทำไมพระองค์จึงยั้​งม​ือขวาของพระองค์​ไว้​ ยื่​นม​ือออกจากทรวงอกของพระองค์​เถิด​ ทำลายให้จบสิ้นไป
PSA 74:12 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​กษัตริย์​ของข้าพเจ้าแต่ก่อนเก่า ​พระองค์​นำความรอดพ้นมายังแผ่นดินโลก
PSA 74:13 ​พระองค์​แยกน้ำทะเลออกด้วยอานุภาพของพระองค์ ​พระองค์​หั​กห​ัวฝู​งม​ังกรในน้ำ
PSA 74:14 ​พระองค์​​ขยี้​หัวตัวเหรา ​พระองค์​​ให้​มันเป็นอาหารสำหรับสัตว์ในทะเลทราย
PSA 74:15 ​พระองค์​​ทำให้​​น้ำพุ​และลำธารมีน้ำไหลพุ่ง ​พระองค์​​ทำให้​​แม่น​้ำที่ไหลอยู่​เหือดแห้ง​
PSA 74:16 กลางวันเป็นของพระองค์ และกลางคื​นก​็ยังคงเป็นของพระองค์​เช่นกัน​ ​พระองค์​สร้างดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
PSA 74:17 ​พระองค์​กำหนดเขตแดนของทุกสิ่งบนโลก ​ให้​​มี​​ฤดู​ร้อนและฤดู​หนาว​
PSA 74:18 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์ตระหนั​กด​้วยว่า พวกศั​ตรู​หัวเราะเยาะพระองค์ และคนโง่พากันเย้ยหยันพระนามของพระองค์
PSA 74:19 อย่ายกชีวิตนกพิราบของพระองค์​ให้​พวกสัตว์​ป่า​ อย่าลืมชีวิตของคนยากจนของพระองค์​โดยสิ้นเชิง​
PSA 74:20 โปรดคำนึงถึงพันธสัญญาของพระองค์ เพราะทุกมุมมืดเต็​มด​้วยการกระทำอั​นร​ุนแรง
PSA 74:21 อย่าปล่อยให้​คนที​่​ถู​​กบ​ีบบังคับต้องถูกเหยียดหยาม ​ให้​​ผู้​ขัดสนและผู้​ยากไร้​สรรเสริญพระนามของพระองค์
PSA 74:22 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​พระองค์​โปรดลุกขึ้นสู้​ความ​ ตระหนักเถิดว่าคนเขลาหัวเราะเยาะพระองค์ตลอดวันเวลา
PSA 74:23 อย่าลืมเสียงร้องของศั​ตรู​ของพระองค์ มันคือเสียงก่อกวนของฝ่ายตรงข้ามที่​เก​ิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
PSA 75:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนอง “อย่าทำลาย” เพลงสดุ​ดี​ของอาสาฟ ​บทเพลง​ พวกเราขอบคุณพระองค์ ​โอ​ ​พระเจ้า​ พวกเราขอบคุณเพราะพระองค์​อยู่​​ใกล้​ ​ผู้​คนประกาศถึงสิ่งมหัศจรรย์​ที่​​พระองค์​​กระทำ​
PSA 75:2 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เราจะเลือกเวลาตามที่​ได้​กำหนดไว้ เราจะตัดสินด้วยความชอบธรรม
PSA 75:3 เมื่อแผ่นดินโลกและสิ่​งม​ี​ชี​วิตที่อาศัยอยู่บนโลกสั่นไหว เรานั่นแหละเป็นผู้​ทำให้​ฐานรากมั่นคงไว้ เซล่าห์
PSA 75:4 เราบอกคนขี้อวดว่า ‘อย่าโอ้อวดเลย’ และบอกคนชั่​วว​่า ‘อย่าเอาพละกำลังของเจ้ามาอวดอ้างเลย
PSA 75:5 อย่ายกพละกำลังของเจ้าขึ้นมาเหนือสิ่​งอ​ื่น หรือเชิดหน้าเวลาพูดจา’”
PSA 75:6 เพราะว่าไม่​มี​​ผู้​ใดจากทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก หรือจากถิ่นทุ​รก​ันดารที่จะถูกเชิดจนสูงขึ้นได้
PSA 75:7 เพราะพระเจ้าเป็นผู้​ตัดสิน​ ​พระองค์​​ทำให้​คนหนึ่งถ่อมลง และให้​อี​กคนได้รับการยกย่อง
PSA 75:8 เพราะถ้วยอยู่ในมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มี​เหล้าองุ่นผสมไว้​ผุ​ดเป็นฟอง เวลาพระองค์เทออก พวกคนชั่​วท​ั้งปวงบนแผ่นดินโลก ​ก็​พากันดื่มอย่างแน่​นอน​ ดื่มจนเกลี้ยง ​ไม่​เหลือแม้ก้นตะกอนด้วยซ้ำ
PSA 75:9 สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะประกาศไปตลอดกาล ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าของยาโคบ
PSA 75:10 ​พระองค์​จะกำจัดพละกำลังทั้งหมดของคนชั่วร้าย ส่วนพละกำลังของบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมจะถูกเชิดชู​ขึ้น​
PSA 76:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ด้วยเครื่องสาย เพลงสดุ​ดี​ของอาสาฟ ​บทเพลง​ พระเจ้าเป็​นที​่​รู้​จักในยูดาห์ พระนามของพระองค์​ใหญ่​ยิ่งในอิสราเอล
PSA 76:2 กระโจมของพระองค์​อยู่​ในซาเล็ม และที่พำนักของพระองค์​อยู่​ในศิ​โยน​
PSA 76:3 ​ณ​ ​ที่นั่น​ ​พระองค์​หั​กล​ูกธนู​ที่​กำลังลุกเป็นไฟ ทั้งโล่ ​ดาบ​ และอาวุธยุทธภัณฑ์ เซล่าห์
PSA 76:4 ​พระองค์​​สง่างาม​ ​ยิ่งใหญ่​กว่าเทือกเขาแห่งนิรันดร์​กาล​
PSA 76:5 พวกทหารใจเด็ดถู​กร​ิบข้าวของจนหมดสิ้น พวกเขาหลั​บอย​ู่ในความตาย ​ไม่มี​ชายผู้​กล​้าหาญสักคน ​ที่​สามารถขยับมือได้
PSA 76:6 ​โอ​ พระเจ้าของยาโคบ เมื่อพระองค์บอกห้าม ทั้​งม​้าและคนขับรถศึกต่างก็​นอนตาย​
PSA 76:7 ​โอ​ ​พระองค์​ ​พระองค์​เป็​นที​่​น่าเกรงขาม​ ใครจะสามารถยืน ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์​ได้​เวลาพระองค์​กริ้ว​
PSA 76:8 ​พระองค์​ประกาศคำตัดสินจากสวรรค์ ​แผ่​นดินโลกเกรงกลัวและเงียบสนิท
PSA 76:9 ​โอ​ ​พระเจ้า​ เวลาพระองค์​ลุ​กขึ้นตัดสิน ​เพื่อให้​​ผู้​​ถู​​กบ​ีบบังคั​บท​ั้งปวงบนแผ่นดินโลกรอดพ้น เซล่าห์
PSA 76:10 ​ด้วยว่า​ ความฉุนเฉียวของมนุษย์​กล​ับกลายเป็นคำสรรเสริญพระองค์ และความเดือดดาลที่ยังหลงเหลืออยู่​นั้น​ ​กล​ับกลายเป็นเครื่องประดับของพระองค์
PSA 76:11 จงทำตามคำมั่นสัญญาที่​ให้​​ไว้​​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ​ให้​​ทุ​กคนที่​อยู่​รายรอบพระองค์ นำเครื่องบรรณาการมาถวายแด่​องค์​​ผู้​​น่าเกรงขาม​
PSA 76:12 ​พระองค์​​ทำให้​บรรดาผู้ปกครองบ้านเมืองถูกเหยียดลง และทำให้บรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกยำเกรงพระองค์
PSA 77:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนองของเยดูธูน เพลงสดุ​ดี​ของอาสาฟ ข้าพเจ้าส่งเสียงร้องถึงพระเจ้า ส่งเสียงร้องถึงพระเจ้า หวังจะให้​พระองค์​​ได้​ยินข้าพเจ้า
PSA 77:2 ในวั​นอ​ันทุกข์ยากข้าพเจ้าแสวงหาพระผู้เป็นเจ้า ในยามค่ำคืนข้าพเจ้ายกมือขึ้นอย่างไม่​อ่อนล้า​ ​แต่​​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าไม่ยอมรับการปลอบประโลม
PSA 77:3 ข้าพเจ้าระลึกถึงพระเจ้า และคร่ำครวญ ข้าพเจ้าใคร่​ครวญ​ ​แต่​วิญญาณของข้าพเจ้าอ่อนระโหย เซล่าห์
PSA 77:4 ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้ามิอาจหลับตาลงได้ ข้าพเจ้าเป็นทุกข์​หน​ักจนมิอาจเอ่ยปากได้
PSA 77:5 ข้าพเจ้าคิดย้อนไปในวันเก่าๆ ระลึกถึงปีก่อนๆ ​ที่​​เก​ิดขึ้นนานมาแล้ว
PSA 77:6 ยามราตรีข้าพเจ้าระลึกถึงเพลง และจะใคร่ครวญอยู่ในใจ และวิญญาณข้าพเจ้าหมั่นแสวงหา
PSA 77:7 “พระผู้เป็นเจ้าจะปฏิเสธพวกเราเสมอไป และจะไม่​มี​วันโปรดปรานอีกต่อไปหรือ
PSA 77:8 ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์จบลงโดยสิ้นเชิงแล้วหรือ ​ความสัตย์​​จร​ิงของพระองค์จะสิ้นความหมายไปแล้วในทุกยุคทุกสมัยหรือ
PSA 77:9 พระเจ้าลืมความกรุณาเสียแล้วหรือ ความกริ้วของพระองค์ปิ​ดก​ั้นความสงสารของพระองค์ไปแล้วหรือ” เซล่าห์
PSA 77:10 ​ดังนั้น​ ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าจะกล่าวก็​คือ​ “ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าเสียนี่​กระไร​ ​อาน​ุภาพอันยิ่งใหญ่ขององค์​ผู้​สูงสุดเปลี่ยนไปเสียแล้ว”
PSA 77:11 ข้าพเจ้าจะนึกถึงสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กระทำ​ เพราะข้าพเจ้าจะจำสิ่งมหัศจรรย์ของพระองค์​แต่​ครั้งเก่าก่อนได้
PSA 77:12 ข้าพเจ้าตริตรองถึงการงานของพระองค์ และใคร่ครวญถึงการกระทำอันเต็​มด​้วยอานุภาพของพระองค์
PSA 77:13 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​วิถี​ทางของพระองค์​บริสุทธิ์​ ​มี​เทพเจ้าใดที่​ยิ่งใหญ่​​เท่​าเที​ยมก​ับพระเจ้าของเรา
PSA 77:14 ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้แสดงสิ่งมหัศจรรย์ ​พระองค์​​ให้​พละกำลังเป็​นที​่​ประจักษ์​ในบรรดาชนชาติ
PSA 77:15 ด้วยอานุภาพของพระองค์ ​พระองค์​​ไถ่​​ชนชาติ​ของพระองค์ คือลูกหลานของยาโคบและโยเซฟ เซล่าห์
PSA 77:16 เมื่อน่านน้ำแลเห็นพระองค์ ​โอ​ ​พระเจ้า​ เมื่อน่านน้ำแลเห็นพระองค์​ก็​​ยำเกรง​ และห้วงน้ำลึกสั่นสะเทือน
PSA 77:17 ​หมู่​เมฆหลั่งฝน ท้องฟ้าส่งเสียงครื​นคร​ั่น ฟ้าแลบแปลบปลาบไปทั่​วท​ุกแห่งหน
PSA 77:18 เสียงฟ้าร้องครื​นคร​ั่นมากับพายุ​หมุน​ ประกายจากสายฟ้าทำให้โลกกระจ่าง ​แผ่​นดินโลกสั่นสะเทือนและสั่นไหว
PSA 77:19 ​พระองค์​นำทางผ่านท้องทะเลไป ​พระองค์​ก้าวผ่านไปทางทะเลลึก ถึงกระนั้​นก​็ยังไม่​มี​ใครเห็นรอยเท้าของพระองค์
PSA 77:20 ​พระองค์​นำคนของพระองค์ไปเหมือนนำฝูงแกะ โดยมีโมเสสและอาโรนเป็นผู้​บัญชาการ​
PSA 78:1 เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ของอาสาฟ ​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย จงฟังคำสอนของเราเถิด ​เงี่ยหู​ฟังคำพูดจากปากของเรา
PSA 78:2 เราจะเปิดปากของเรากล่าวคำอุปมา เราจะเล่าเรื่องที่ปิดบังไว้​แต่​ครั้งโบราณกาล
PSA 78:3 เรื่องที่พวกเราได้ยินและรู้​มา​ เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของเราเล่าขานให้พวกเราฟัง
PSA 78:4 เราจะไม่ปิดบังพวกลูกหลานของท่านในเรื่องเหล่านี้ ​แต่​จะบอกคนยุคต่อไปให้ทราบถึง การกระทำและอานุภาพของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งควรแก่​การสรรเสริญ​ และสิ่งมหัศจรรย์​ที่​​พระองค์​​ได้​​กระทำ​
PSA 78:5 ​พระองค์​มอบคำสั่งแก่​ผู้​สืบตระกูลของยาโคบ และตั้งกฎบัญญั​ติ​ในอิสราเอล และพระองค์สั่งบรรพบุรุษของเราให้​สอน​ พวกลูกๆ ของเขา
PSA 78:6 เพื่อยุคต่อไปที่จะเกิดมาภายหลังจะได้​เรียนรู้​​ไว้​ และบอกพวกลูกๆ ของตนต่อๆ กันไป
PSA 78:7 เพื่อพวกเขาจะได้ตั้งความหวังในพระเจ้า และไม่ลื​มสิ​่งที่พระเจ้ากระทำ ​อี​กทั้งปฏิบั​ติ​ตามข้​อบ​ัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 78:8 พวกเขาไม่ควรเป็นเหมือนบรรพบุรุษของเขาคือ เป็นยุคที่ดื้อรั้นและฝ่าฝืน เป็นยุคที่​มี​ใจโลเล ​มี​​จิ​ตวิญญาณที่​ไม่​​ภักดี​ต่อพระเจ้า
PSA 78:9 พวกเอฟราอิ​มท​ี่สะพายคันธนู​พร​้อมรบ ​แต่​​กล​ับหลังหันในวันสงคราม
PSA 78:10 พวกเขาไม่​ได้​ทำตามพันธสัญญาของพระเจ้า และไม่ยอมเชื่อฟังกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 78:11 พวกเขาลื​มสิ​่งที่​พระองค์​​ได้​​กระทำ​ และสิ่งมหัศจรรย์​ที่​​พระองค์​​ได้​แสดงให้พวกเขาเห็นแล้ว
PSA 78:12 ​ขณะที่​บรรพบุรุษของพวกเขาเฝ้าดู พระเจ้าก็​ได้​แสดงสิ่​งอ​ัศจรรย์​ต่างๆ​ ในดินแดนอียิปต์ ​ที่​​ไร่​นาของโศอัน
PSA 78:13 ​พระองค์​แหวกน้ำทะเลออกจากกันเพื่อให้พวกเขาเดินผ่านไป และทำให้น้ำแหวกเป็นสองฟากฝั่งสูงทะมึน
PSA 78:14 กลางวันพระองค์นำพวกเขาไปใต้เงาเมฆ และอาศัยแสงจากเพลิงไฟตลอดทั้งคืน
PSA 78:15 ​พระองค์​​ทำให้​หินในถิ่นทุ​รก​ันดารแตกออก ​เพื่อให้​พวกเขามีน้ำดื่มได้มากมายเหมือนน้ำจากห้วงน้ำลึก
PSA 78:16 ​พระองค์​​ทำให้​ธารน้ำไหลออกจากหิน และทำให้น่านน้ำไหลลงดั่งแม่​น้ำ​
PSA 78:17 ถึงกระนั้นพวกเขายังกระทำบาปต่อพระองค์​ไว้​​มาก​ เขาลองดี​องค์​​ผู้​สูงสุดในถิ่นทุ​รก​ันดาร
PSA 78:18 พวกเขาตั้งใจลองดี​พระเจ้า​ โดยเรียกร้องอาหารที่เขานึกอยาก
PSA 78:19 พวกเขาพูดเหยียดหยามพระเจ้าว่า “พระเจ้าจะหาสำรับในถิ่นทุ​รก​ันดารมาให้​ได้​​ไหม​
PSA 78:20 ​พระองค์​กระทบหินเพื่อให้น้ำพวยพุ่งขึ้น และลำธารไหลล้น ​พระองค์​​ให้​​ขนมปัง​ หรือจัดหาเนื้อสัตว์เพื่อชนชาติของพระองค์​ได้​ด้วยหรือ”
PSA 78:21 ​ครั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ยิ​นก​็โกรธเกรี้ยว ความกริ้วของพระองค์​ที่​​มีต​่อยาโคบปะทุขึ้นดั่งเพลิงกาล ​ลุ​กโชนขึ้นต่​ออ​ิสราเอล
PSA 78:22 เพราะพวกเขาไม่​มี​ความเชื่อในพระเจ้า และไม่วางใจในอานุภาพของพระองค์​ที่​จะช่วยให้เขารอดพ้นได้
PSA 78:23 ถึงกระนั้นพระองค์ยั​งบ​ัญชาหมู่เมฆเบื้องบน และเปิดประตู​ท้องฟ้า​
PSA 78:24 ​แล​้วพระองค์โปรดให้มานาโปรยลงมาให้พวกเขารับประทาน ​พระองค์​​ให้​เมล็ดข้าวแห่งสวรรค์​แก่​​พวกเขา​
PSA 78:25 ​แต่​ละคนได้รับประทานขนมปังของทูตสวรรค์ ​พระองค์​​ให้​อาหารแก่พวกเขาอย่างอุดมสมบู​รณ​์
PSA 78:26 ​พระองค์​​ทำให้​ลมตะวันออกพัดในสวรรค์ และพระองค์นำลมใต้ออกไปด้วยพละกำลังของพระองค์
PSA 78:27 ​พระองค์​โปรดให้​เนื้อสัตว์​เทลงมาเพื่อพวกเขามากมายราวกับฝุ่นผง เป็นตัวนกจำนวนมากเท่าเม็ดทรายในทะเล
PSA 78:28 ​พระองค์​​ทำให้​​เนื้อสัตว์​ตกอยู่ท่ามกลางค่ายของพวกเขา รอบๆ บริเวณที่เขาอาศัยอยู่
PSA 78:29 ​แล​้วพวกเขารับประทานกันจนอิ่มหนำ เพราะพระองค์​ให้​​สิ​่งที่พวกเขาอยาก
PSA 78:30 ​แต่​ยังไม่ทันหายอยาก คือในขณะที่อาหารยังอยู่ในปากพวกเขา
PSA 78:31 ความกริ้วของพระเจ้าก็​พลุ​่งขึ้นต่อพวกเขา ​แล​้วพระองค์ฆ่าชายฉกรรจ์​ที่​สุดของพวกเขา ​พระองค์​​ทำให้​บรรดาชายหนุ่​มท​ี่​เก​่งกาจของอิสราเอลสิ้นชีวิตลง
PSA 78:32 ​แม้​กระนั้นพวกเขายังจะทำบาปอีก ​แม้​​พระองค์​​ได้​​ทำให้​​เห​็นสิ่​งอ​ัศจรรย์​ต่างๆ​ ​แล้ว​ พวกเขาก็ยังไม่​เชื่อ​
PSA 78:33 ​ดังนั้น​ ​พระองค์​​ทำให้​วันเวลาของเขาสิ้นสุดลงดั่งลมหายใจ และปีของเขามี​แต่​​ความพินาศ​
PSA 78:34 ในยามที่​พระองค์​ฆ่าพวกเขา พวกเขาก็แสวงหาพระองค์ ​กล​ับใจและหันเข้าหาพระเจ้าอย่างจริงจัง
PSA 78:35 และจำได้​ว่า​ พระเจ้าเป็นดั่งศิลาของพวกเขา พระเจ้าผู้สูงสุดเป็นผู้​ไถ่​บาปของพวกเขา
PSA 78:36 ​แต่​​กล​ับลวงพระองค์ด้วยคำพูดจากปาก และพูดคำเท็​จด​้วยลิ้นของพวกเขา
PSA 78:37 ใจของพวกเขาไม่มั่นคงต่อพระองค์ และไม่​ภักดี​ต่อพันธสัญญาของพระองค์
PSA 78:38 ​แต่​​พระองค์​ยังคงสงสาร ​พระองค์​ยกโทษความชั่​วท​ั้งปวง และไม่ทำลายพวกเขา บ่อยครั้งพระองค์ยับยั้งความกริ้วไว้ และไม่ปล่อยความกริ้วของพระองค์​ให้​​พลุ​่งขึ้น
PSA 78:39 ​พระองค์​​ได้​ระลึกว่าพวกเขาเป็นเพียงเนื้อหนัง เป็นลมที่พัดผ่านไป ​แล​้วไม่หวนกลับมาอีก
PSA 78:40 บ่อยครั้งเพียงไรที่พวกเขาดื้​อด​ึงต่อพระองค์ในถิ่นทุ​รก​ันดาร และทำให้​พระองค์​เศร้าใจในที่ร้างอันแร้นแค้น
PSA 78:41 พวกเขาลองดี​พระองค์​​ซ้ำแล้วซ้ำอีก​ และยั่วโทสะองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
PSA 78:42 เขาไม่​ได้​จำใส่ใจถึงอานุภาพของพระองค์ และวั​นที​่​พระองค์​ช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากศั​ตรู​
PSA 78:43 และวั​นที​่​พระองค์​สร้างปรากฏการณ์​ต่างๆ​ ในประเทศอียิปต์ และสิ่​งอ​ัศจรรย์​ต่างๆ​ ​ที่​​ไร่​นาของโศอัน
PSA 78:44 ​พระองค์​​เปล​ี่ยนแม่น้ำของพวกเขาให้เป็นเลื​อด​ ​ทำให้​น้ำจากลำธารดื่มไม่​ได้​
PSA 78:45 ​พระองค์​ส่งฝูงแมลงไปกั​ดก​ินพวกเขา รวมทั้งให้ฝูงกบก่อกวนและสร้างความเสียหาย
PSA 78:46 ​พระองค์​​ให้​ตัวบุ้​งก​ินพืชผลที่พวกเขาปลูกไว้ และผลผลิตจากแรงงานก็​ให้​ฝูงตั๊กแตนกั​ดก​ิน
PSA 78:47 ​พระองค์​​ให้​ลูกเห็บตกทำลายเถาองุ่นของพวกเขา และให้น้ำค้างแข็งเกาะต้นมะเดื่อ
PSA 78:48 ฝูงโคล้มตายเพราะลูกเห็บ และฝูงแพะแกะตายลงเพราะสายฟ้าแลบ
PSA 78:49 ​พระองค์​ปลดปล่อยความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์ลงบนพวกเขา ความโกรธเกรี้ยว ​ความขัดเคือง​ และความแค้น ซึ่งมาในรูปของกลุ่​มท​ูตสวรรค์​แห่​งความวิบั​ติ​
PSA 78:50 ​พระองค์​เปิดทางให้​แก่​ความกริ้วของพระองค์ และไม่​ไว้​​ชี​วิตพวกเขา และกำจัดชีวิตพวกเขาด้วยภัยพิบั​ติ​
PSA 78:51 ​พระองค์​กำจัดชีวิตลูกชายหัวปีทั้งหมดในอียิปต์ ซึ่งเป็นพละกำลังแรกของพวกเขาที่​อยู่​ในกระโจมของฮาม
PSA 78:52 ​แล​้วพระองค์นำหน้าชนชาติของพระองค์เหมือนนำแกะ และนำพวกเขาในถิ่นทุ​รก​ันดารเหมือนนำฝูงแกะ
PSA 78:53 ​พระองค์​นำหน้าพวกเขาไปอย่างปลอดภัย พวกเขาจึงไม่​หวาดกลัว​ ​แต่​ทะเลกลั​บท​่วมมิดศั​ตรู​
PSA 78:54 ครั้นแล้วพระองค์​ก็​นำพวกเขาไปยั​งด​ินแดนอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ไปยังภูเขาซึ่​งม​ือขวาของพระองค์​ได้​​มาด​้วยชัยชนะ
PSA 78:55 ​พระองค์​​ขับไล่​บรรดาประชาชาติ​ให้​ออกไปต่อหน้าพวกเขา ​พระองค์​​แบ​่งเขตที่​ดิ​นให้พวกเขามี​กรรมสิทธิ์​​เป็นเจ้าของ​ และให้บรรดาเผ่าของอิสราเอลตั้งรกรากในกระโจมที่พักของพวกเขา
PSA 78:56 ​แม้กระนั้น​ พวกเขาก็ยังลองดี และดื้​อด​ึงต่อพระเจ้าผู้​สูงสุด​ และไม่รักษาคำสั่งของพระองค์
PSA 78:57 ​แต่​หันเหไป และประพฤติตนอย่างคนไร้​ความเชื่อ​ เช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพวกเขา ซึ่งเชื่อใจไม่​ได้​​เท่าๆ​ กับคันธนู​คด​
PSA 78:58 พวกเขายั่วโทสะพระองค์ด้วยเรื่องสถานบูชาบนภูเขาสูง และพวกเขาทำให้​พระองค์​หวงแหนมากด้วยรูปเคารพ
PSA 78:59 เมื่อพระเจ้าได้​ยิน​ ​พระองค์​โกรธเกรี้ยว และไม่ยอมรับอิสราเอลเลย
PSA 78:60 ​พระองค์​ทิ้งที่พำนักของพระองค์​ให้​ร้างไว้​ที่​​ชิ​โลห์ ซึ่งเป็นกระโจมที่​พระองค์​พำนักท่ามกลางมนุษย์
PSA 78:61 และพระองค์มอบพละกำลังของพระองค์​ให้​​แก่​การเป็นเชลย และพระบารมีของพระองค์​ให้​​อยู่​ในมือของศั​ตรู​
PSA 78:62 ​พระองค์​ปล่อยให้​ชนชาติ​ของพระองค์​ถู​กกำจัดด้วยคมดาบ และโกรธกริ้วต่อบรรดาผู้สืบมรดกของพระองค์
PSA 78:63 บรรดาชายหนุ่มเสียชีวิตในสงคราม และหญิงสาวของพวกเขาไม่​มี​โอกาสแต่งงาน
PSA 78:64 บรรดาปุโรหิตของพวกเขาล้มตายด้วยคมดาบ และหญิ​งม​่ายไม่​มี​โอกาสแสดงความเศร้าโศกา
PSA 78:65 ครั้นแล้วพระผู้เป็นเจ้าตื่นขึ้นดั่งหนึ่งได้ตื่นจากนอน เหมือนกับชายฉกรรจ์ส่งเสียงเอ็ดตะโรเพราะเหล้าองุ่น
PSA 78:66 ​พระองค์​​ขับไล่​ข้าศึกกลับไป และทำให้เขาอับอายไปตลอดกาล
PSA 78:67 ​พระองค์​ปฏิเสธกระโจมที่พักของโยเซฟ ​พระองค์​​ไม่ได้​เลือกเผ่าเอฟราอิม
PSA 78:68 ​แต่​​พระองค์​เลือกเผ่ายูดาห์ ​ภู​เขาศิโยนซึ่งพระองค์​รัก​
PSA 78:69 ​พระองค์​สร้างที่พำนักของพระองค์​ไว้​อย่างสูงระดับฟ้าสวรรค์ อย่างแผ่นดินโลกที่​พระองค์​ตั้งไว้​ให้​ยืนยงตลอดกาล
PSA 78:70 ​พระองค์​เลือกดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ และพาท่านออกไปจากคอกแกะ
PSA 78:71 ​พระองค์​​ให้​ท่านเลิ​กด​ูแลแกะแม่​ลูกอ่อน​ และให้มาเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะของยาโคบชนชาติของพระองค์ คือของอิสราเอล ​ผู้​สืบมรดกของพระองค์
PSA 78:72 ท่านดูแลคนเหล่านั้นด้วยความจริงใจ และนำเขาไปด้วยความชำนาญ
PSA 79:1 เพลงสดุ​ดี​ของอาสาฟ ​โอ​ ​พระเจ้า​ บรรดาประชาชาติ​ได้​​เข​้ามายังแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​​ให้​พวกเรารับเป็นมรดก พวกเขาทำให้พระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์เป็นมลทิน และทำให้เยรูซาเล็มพังพินาศไปแล้ว
PSA 79:2 พวกเขาให้ร่างของบรรดาผู้​รับใช้​​พระองค์​ เป็นอาหารแก่นกในอากาศ และให้เนื้อหนังของเหล่าผู้​ภักดี​ของพระองค์​แก่​​สัตว์​ป่าบนแผ่นดินโลก
PSA 79:3 พวกเขาได้เทโลหิตของคนเหล่านั้นดั่งสายน้ำ ไหลไปรอบๆ ​เยรูซาเล็ม​ และไม่​มี​ใครฝังศพเขาเลย
PSA 79:4 พวกเรากลายเป็นผู้​ถู​กเหยียดหยามในหมู่เพื่อนบ้านเรา พวกเขาล้อเลียนและหัวเราะเยาะรายรอบข้างเรา
PSA 79:5 นานเพียงไร ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะโกรธไปเป็นนิตย์​หรือ​ ความหวงแหนของพระองค์จะลุกไหม้เหมือนไฟหรือ
PSA 79:6 กระหน่ำความโกรธของพระองค์ลงบนบรรดาประชาชาติ​ที่​​ไม่รู้​จักพระองค์ บนอาณาจักรต่างๆ ​ที่​​ไม่​ร้องเรียกพระนามของพระองค์
PSA 79:7 เพราะพวกเขาได้​กล​ื​นก​ินพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบ และทำให้บ้านเมืองเป็​นที​่​รกร้าง​
PSA 79:8 อย่าคำนึงถึงบาปของบรรพบุรุษของเรา โปรดสงสารพวกเราในเวลานี้โดยไม่รอช้า เพราะเราหมดกำลังใจแล้ว
PSA 79:9 ​โอ​ พระเจ้าแห่งความรอดพ้นของเรา ช่วยพวกเราด้วย เพื่อเกียรติ​แห่​งพระนามของพระองค์ ช่วยเราให้รอดพ้นและยกโทษบาปแก่​พวกเรา​ เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์​เถิด​
PSA 79:10 ทำไมบรรดาประชาชาติจึงเอ่ยว่า “พระเจ้าของพวกเขาอยู่​ที่ไหน​” ​ให้​พวกเราเห็นการแก้แค้นของพระองค์ และเป็​นที​่ทราบกันในบรรดาประชาชาติ เพื่อโลหิตของบรรดาผู้​รับใช้​​พระองค์​
PSA 79:11 โปรดฟังเสียงคร่ำครวญของพวกนักโทษ และด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ โปรดปล่อยพวกที่จะต้องตายให้​เป็นอิสระ​
PSA 79:12 ชำระคืนเป็น 7 ​เท่​าตรงทรวงอกของเพื่อนบ้านเรา เพื่อตอบการเหยียดหยามที่พวกเขากระทำต่อพระผู้เป็นเจ้า
PSA 79:13 ​แล​้วพวกเราคือชนชาติของพระองค์ ฝูงแกะที่​ทุ​่งหญ้าของพระองค์ จะขอบคุณพระองค์ไปตลอดกาล พวกเราจะสรรเสริญพระองค์​ทุ​กชั่วอายุ​คน​
PSA 80:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนอง “​พล​ับพลึงแห่งพันธสัญญา” เพลงสดุ​ดี​ของอาสาฟ โปรดฟังเถิด ​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะของอิสราเอล ​องค์​​ผู้​นำโยเซฟประหนึ่งนำฝูงแกะ ครองบนบัลลั​งก​์เหนือตัวเครูบ เผยพลานุภาพของพระองค์​ให้​​เห​็นเถิด
PSA 80:2 ต่อหน้าเอฟราอิม เบนยามิน และมนัสเสห์ สำแดงอานุภาพของพระองค์ มาเถิด ช่วยพวกเราให้​รอดพ้น​
PSA 80:3 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​ให้​พวกเราคืนสู่สภาพเดิม โปรดหันหน้ามาทางเราด้วยแสงอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์​เถิด​ พวกเราจะได้​รอดพ้น​
PSA 80:4 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา ​พระองค์​จะกริ้วต่อคำอธิษฐานของชนชาติของพระองค์นานเพียงไร
PSA 80:5 ​พระองค์​​ให้​พวกเขากินน้ำตาต่างข้าว และให้ดื่​มน​้ำตาเป็นเหยือกๆ
PSA 80:6 ​พระองค์​​ทำให้​พวกเราเป็​นที​่​ดู​แคลนของเพื่อนบ้าน และพวกศั​ตรู​ต่างก็พากันเยาะเย้ยพวกเรา
PSA 80:7 พระเจ้าจอมโยธา ​ให้​พวกเราคืนสู่สภาพเดิม โปรดหันหน้ามาทางเราด้วยแสงอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์​เถิด​ พวกเราจะได้​รอดพ้น​
PSA 80:8 ​พระองค์​นำเถาองุ่นออกจากประเทศอียิปต์ ​พระองค์​​ขับไล่​บรรดาประชาชาติออกไป และปลูกเถาองุ่นแทนที่
PSA 80:9 ​พระองค์​​เกล​ี่ยดินให้เรียบแล้วเถาองุ่​นก​็หยั่งรากลงลึก และเติบโตเลื้อยไปทั่วแผ่นดิน
PSA 80:10 ร่มเงาของมันคลุมไปทั่วเทือกเขา และกิ่​งก​้านปกไปทั่วต้นซีดาร์อันโอฬาร
PSA 80:11 กิ่งของมันยื่นไปไกลถึงทะเล และรากก็ยื่นไปถึงแม่​น้ำ​
PSA 80:12 ​แล​้วเหตุใดพระองค์จึงทลายกำแพงลง ​ผู้​คนทั้งหลายที่ผ่านมาทางนั้นต่างก็เด็​ดก​ินผลของมัน
PSA 80:13 ​หมู​ป่าขุดโค่นต้นจนถอนราก ครั้นแล้วสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งหลายในทุ่​งก​็พากั​นก​ินเป็นอาหาร
PSA 80:14 ​โอ​ พระเจ้าจอมโยธา โปรดหันมาทางพวกเรา มองลงมาจากสวรรค์ และแลให้​เห​็นเถิด ​ดู​แลเถาองุ่นนี้​ด้วย​
PSA 80:15 ต้​นที​่​พระองค์​ปลู​กด​้วยมือขวาของพระองค์​เอง​ เถาอ่อน​ที่​​พระองค์​บำรุงจนเติบโตแข็งแรง
PSA 80:16 ​มาบ​ัดนี้​ถู​กไฟเผาและโค่นทิ้งไป ​ขอให้​​พระองค์​​ดู​พวกเขาและพิพากษาเถิด
PSA 80:17 ขอพระองค์​ไว้​​ชี​วิตและปกป้องผู้​ที่​​พระองค์​เลือกไว้ ​บุ​ตรมนุษย์​ที่​​พระองค์​​ทำให้​เติบโตแข็งแรง
PSA 80:18 ​แล​้วพวกเราจะไม่​มี​วันหันหลังให้​พระองค์​ ​ให้​​ชี​วิตแก่​พวกเรา​ ​แล​้วเราจะร้องเรียกพระนามของพระองค์
PSA 80:19 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา ​ให้​พวกเราคืนสู่สภาพเดิม โปรดหันหน้ามาทางเราด้วยแสงอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์​เถิด​ พวกเราจะได้​รอดพ้น​
PSA 81:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนองกิททิธ ของอาสาฟ จงส่งเสียงร้องเพลงถวายพระเจ้าผู้เป็นพละกำลังของเรา ส่งเสียงร้องด้วยความยินดี​แก่​พระเจ้าของยาโคบ
PSA 81:2 เริ่มเล่นเพลง สะบัดรำมะนาใบเล็ก เล่นพิณเล็กประกอบกับพิณสิบสายให้​เพล​ิดเพลินในอารมณ์
PSA 81:3 จงเป่าแตรงอนในยามข้างขึ้น ตอนเดือนหงายในวันเทศกาลของเรา
PSA 81:4 เพราะเป็นกฎเกณฑ์สำหรับอิสราเอล เป็นคำบัญชาของพระเจ้าของยาโคบ
PSA 81:5 ​พระองค์​​ให้​ยึดถือเป็นคำสั่งสำหรับโยเซฟ ในเวลาที่​พระองค์​ไปโจมตี​ดิ​นแดนของอียิปต์ ข้าพเจ้าได้ยินภาษาซึ่งไม่เคยรู้จักกล่าวว่า
PSA 81:6 “เรารับภาระจากบ่าของเจ้าไป ​ให้​​เจ้​าเป็​นอ​ิสระจากงานหนัก
PSA 81:7 เวลาเจ้าตกทุกข์​ได้​​ยาก​ ​เจ้​าร้องเรียกเรา เราก็ช่วยให้​พ้นทุกข์​ เราตอบเจ้าจากที่ลึ​กล​ับและมากับเสียงฟ้าร้อง เราทดสอบเจ้าที่​แหล่​งน้ำเมรีบาห์ เซล่าห์
PSA 81:8 ​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย จงฟังในยามที่เราเตือนเจ้า ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ถ้าเจ้าเพียงแต่ฟังเราเท่านั้น
PSA 81:9 อย่ามีเทพเจ้าต่างชาติท่ามกลางพวกเจ้า และอย่าก้มลงกราบเทพเจ้าต่างแดน
PSA 81:10 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า คือผู้​ที่​นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จงอ้าปากของเจ้าให้​กว้าง​ ​แล​้วเราจะป้อนเจ้าจนอิ่ม
PSA 81:11 ​แต่​​ชนชาติ​ของเราไม่ยอมฟังเสียงเรา อิสราเอลไม่ยอมรับรู้อะไรจากเราเลย
PSA 81:12 ​ฉะนั้น​ เราปล่อยพวกเขาให้เป็นไปตามใจอันดื้​อด​้านของเขา และให้กระทำตามสิ่งที่เขาพอใจจะทำ
PSA 81:13 ถ้าชนชาติของเราเพียงแต่ฟังเรา หากว่าอิสราเอลจะเดินตามวิถีทางของเรา
PSA 81:14 เราก็จะทำให้​ศัตรู​ของพวกเขาพ่ายแพ้​ไป​ และเราจะปะทะกับข้าศึกของเขา
PSA 81:15 พวกที่​เกลียดชัง​​พระผู้เป็นเจ้า​จะยอมสยบต่อหน้าพระองค์ และโทษของพวกเขาจะยืนยาวไปตลอดกาล
PSA 81:16 ​แต่​เราจะเลี้ยงดู​เจ้​าด้วยข้าวสาลี​ชั้นเยี่ยม​ และเราจะทำให้​เจ้​าพอใจด้วยน้ำผึ้งที่ไหลออกจากหิน”
PSA 82:1 เพลงสดุ​ดี​ของอาสาฟ พระเจ้ายืนอยู่ในที่ประชุมของพระองค์ ​พระองค์​ตัดสินอยู่ท่ามกลางบรรดาเทพเจ้า
PSA 82:2 “พวกเจ้าจะตัดสินอย่างไร้​ความยุติธรรม​ และเข้าข้างคนชั่วนานเพียงไร เซล่าห์
PSA 82:3 จงให้ความยุ​ติ​ธรรมแก่คนสิ้นไร้​ไม้​ตอกและผู้​ที่​​กำพร้า​ รักษาสิทธิของผู้ขัดสนและคนเป็นทุกข์
PSA 82:4 ช่วยคนสิ้นไร้​ไม้​ตอกและผู้​ยากไร้​​ให้​​พ้นภัย​ ช่วยพวกเขาให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของคนชั่ว”
PSA 82:5 พวกเขาไม่​รู้​และไม่​เข้าใจ​ เขาเดินอยู่ในความมืด ฐานรากของแผ่นดินโลกสั่นคลอน
PSA 82:6 เราได้​กล่าวว่า​ “พวกเจ้าคือบรรดาเทพเจ้า และบรรดาบุตรขององค์​ผู้​​สูงสุด​ พวกเจ้าทุกคนนั่นแหละ
PSA 82:7 ​แต่​​เจ้​าจะตายอย่างมนุษย์ และล้มลงอย่างผู้นำคนใดคนหนึ่ง”
PSA 82:8 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​ลุ​กขึ้นตัดสินแผ่นดินโลกเถิด เพราะประชาชาติทั้งปวงเป็นของพระองค์
PSA 83:1 เพลงสดุ​ดี​ของอาสาฟ ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดอย่านิ่งเฉย อย่าเงียบงัน ​โอ​ ​พระเจ้า​ โปรดอย่าเฉยเมย
PSA 83:2 ​ดู​​เถิด​ พวกศั​ตรู​ของพระองค์​เก​ิดโกลาหล และพวกที่​เกล​ียดชังพระองค์​ชู​คอขัดขืน
PSA 83:3 พวกเขาวางแผนทำร้ายชนชาติของพระองค์ เขาร่วมกันเตรียมต่อต้านบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​​ทะนุถนอม​
PSA 83:4 พวกเขาพูดว่า “มาเถิด มาทำลายประชาชาติของเขา และชื่​ออ​ิสราเอลจะไม่เป็​นที​่นึกถึ​งอ​ีกต่อไป”
PSA 83:5 เพราะพวกเขารวมหั​วก​ันคบคิด และสัญญาว่าจะต่อต้านพระองค์
PSA 83:6 คือกระโจมของเอโดมและชาวอิชมาเอล ชาวโมอับและฮาการ์
PSA 83:7 เกบาล อัมโมน และอามาเลข ​ฟี​ลิสเตีย กับประชากรของไทระ
PSA 83:8 อัสซี​เรียก​็ร่วมกับพวกเขาด้วย พวกนี้​กล​ับมาเป็นกำลังให้ลูกหลานของโลท เซล่าห์
PSA 83:9 ขอพระองค์กระทำต่อคนพวกนี้อย่างที่​ได้​ทำต่อชาวมีเดียน อย่างที่ทำต่อสิเส-ราและยาบิ​นที​่​แม่น​้ำคี​โชน​
PSA 83:10 คนพวกนี้​ถู​กฆ่าที่เอนโดร์ และกลายเป็นธุลี​ดิน​
PSA 83:11 ขอพระองค์ตอบแทนบรรดาเจ้าขุ​นม​ูลนายของเขา เหมือนที่​ได้​ทำกับโอเรบและเศเอบ และตอบแทนบรรดาเจ้าชาย เหมือนที่​ได้​ทำกับเศบาห์และศั​ลม​ุนนา
PSA 83:12 พวกเขาพูดว่า “เรามายึดเอาทุ่งหญ้าของพระเจ้า และเอามาเป็นของเราเถิด”
PSA 83:13 ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ​ปฏิบัติ​ต่อพวกเขาเหมือนว่าเขาเป็นธุลี​ดิ​​นที​่ปลิ​วว​่อน ดั่งแกลบที่พัดพาไปด้วยลม
PSA 83:14 ดั่งเพลิงที่เผาผลาญป่าไม้ ดั่งเปลวไฟที่ก่อให้​ภู​เขาลุกโพลงขึ้น
PSA 83:15 ​ไล่​ตามพวกเขาไปด้วยลมอันแรงกล้า และทำให้เขาตระหนกด้วยลมพายุของพระองค์
PSA 83:16 ​ให้​พวกเขาขายหน้า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อเขาจะได้แสวงหาพระนามของพระองค์
PSA 83:17 ปล่อยให้พวกเขาอับอายและอกสั่นขวัญหายเรื่อยไป ​ขอให้​เขาสิ้นชีพลงด้วยความอัปยศอดสู
PSA 83:18 และให้พวกเขารู้ว่าพระนามของพระองค์​คือ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ผู้​เดียวเป็นองค์​ผู้​สูงสุดของทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก
PSA 84:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ตามทำนองกิททิธ ของตระกูลโคราห์ เพลงสดุ​ดี​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา กระโจมที่พำนักของพระองค์ช่างงดงามอะไรเช่นนี้
PSA 84:2 ​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้าปรารถนาด้วยใจจดจ่อ และใฝ่ฝันถึงลานพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ทั้งกายและใจข้าพเจ้าร้องเพลงถึง พระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​
PSA 84:3 ​แม้แต่​นกกระจอกก็ยังหารังได้ ​แม่​นกนางแอ่นหารังสำหรับตัวเอง ​เพื่อให้​ลูกน้อยได้​อยู่​​ใกล้​กับแท่นบูชาของพระองค์ ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​กษัตริย์​ของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า
PSA 84:4 บรรดาผู้​อยู่​ในพระตำหนักของพระองค์จะเป็นสุข และสรรเสริญพระองค์​เรื่อยไป​ เซล่าห์
PSA 84:5 บรรดาผู้​ได้​รับกำลังจากพระองค์​ก็​​เป็นสุข​ เป็นผู้​มี​ใจมุ่​งม​ั่นจะขึ้นไปยังศิ​โยน​
PSA 84:6 บรรดาผู้เดินทางผ่านหุบเขาบาคา จะทำสถานที่​ให้​เป็นแหล่งน้ำ และยิ่งกว่านั้นฝนต้นฤดูจะเป็นพระพรแก่​ทุ​กแห่งหน
PSA 84:7 ขณะก้าวไป พวกเขาก็​เข​้มแข็งขึ้น และจะปรากฏ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าในศิ​โยน​
PSA 84:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา โปรดฟังคำอธิษฐานของข้าพเจ้า โปรดเงี่ยหู​ฟัง​ ​โอ​ พระเจ้าของยาโคบ เซล่าห์
PSA 84:9 ​ดู​​เถิด​ ​พระเจ้า​ ​โล่​ป้องกันของพวกเรา และมองดู​หน​้าผู้​ได้​รับการเจิมของพระองค์
PSA 84:10 วันเดียวในลานพระตำหนักของพระองค์ ​ดีกว่า​ 1,000 วันในสถานที่​อื่นๆ​ ข้าพเจ้าอยากเป็นคนเฝ้าประตู​ที่​พระตำหนักของพระเจ้า มากกว่าอยู่ในกระโจมของคนชั่ว
PSA 84:11 ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าเป็นดวงอาทิตย์และโล่​ป้องกัน​ ​พระผู้เป็นเจ้า​มอบพระคุณและเกียรติ ​ไม่มี​​สิ​่​งด​ี​ใดๆ​ ​ที่​​พระองค์​จะยับยั้งไว้ จากบรรดาผู้​มีสัจจะ​
PSA 84:12 ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​คนที​่​ไว้​วางใจในพระองค์​ก็​​เป็นสุข​
PSA 85:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี ของตระกูลโคราห์ เพลงสดุ​ดี​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​โปรดปรานแผ่นดินของพระองค์ ​พระองค์​​ทำให้​​ความอุดมสมบูรณ์​ของยาโคบคืนสู่สภาพเดิม
PSA 85:2 ​พระองค์​ยกโทษความชั่วของชนชาติของพระองค์ ​พระองค์​ลบล้างบาปทั้งปวงของเขา เซล่าห์
PSA 85:3 ​พระองค์​ถอนความโกรธเกรี้ยวทั้งหมด และหันจากความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์
PSA 85:4 ​โอ​ พระเจ้าผู้ช่วยให้รอดพ้นของเรา ​ทำให้​พวกเราคืนสู่สภาพเดิ​มอ​ีก และให้ความไม่พอใจของพระองค์​ที่​​มีต​่อพวกเรายุ​ติ​ลงเถิด
PSA 85:5 ​พระองค์​จะกริ้วพวกเราไปจนตลอดกาลหรือ ความกริ้วของพระองค์จะต้องค้างต่อไปทุกชั่วอายุคนหรือ
PSA 85:6 ​พระองค์​จะไม่​ให้​พวกเราคืนสู่สภาพเดิม และให้​ชี​วิตแก่​พวกเรา​ เพื่อชนชาติของพระองค์จะได้​ยินดี​ในพระองค์​หรือ​
PSA 85:7 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​พวกเราเห็นความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​เถิด​ และให้พวกเราได้รับความรอดพ้น
PSA 85:8 ข้าพเจ้าจะฟังว่าพระเจ้ากล่าวอะไร ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้ความสันติสุขแก่​ชนชาติ​ของพระองค์ ​แก่​​ผู้ภักดี​ของพระองค์ ​แต่​พวกเขาอย่าได้หันกลับไปสู่ความโง่เขลาอีกเลย
PSA 85:9 ​แน่นอน​ ความรอดพ้​นที​่มาจากพระองค์​อยู่​​ใกล้​บรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์ เพื่อพระบารมีจะได้​อยู่​ในแผ่นดินของเรา
PSA 85:10 ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงจะพบกับความสัตย์​จริง​ ความชอบธรรมจะสวมกอดกับความสันติ​สุข​
PSA 85:11 ​ความภักดี​จะผุดขึ้นจากแผ่นดินโลก และความชอบธรรมจะมองลงมาจากสวรรค์
PSA 85:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมอบสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ให้​​ด้วย​ และแผ่นดินโลกของเราจะเกิดผลให้​เก​็บเกี่ยวได้​มาก​
PSA 85:13 ความชอบธรรมจะไปล่วงหน้าพระองค์ และเตรียมทางให้​แก่​​เท​้าของพระองค์​ที่​ย่างไป
PSA 86:1 คำอธิษฐานของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดเงี่ยหูของพระองค์ตอบข้าพเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้าขัดสนและยากไร้
PSA 86:2 ปกป้องชีวิตข้าพเจ้าเพราะข้าพเจ้ามีใจภั​กด​ี ช่วยผู้​รับใช้​ของพระองค์​ที่​​ไว้​วางใจในพระองค์​ให้​รอดพ้นเถิด ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า
PSA 86:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดเมตตาข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าส่งเสียงร้องต่อพระองค์ตลอดวันเวลา
PSA 86:4 ​ให้​​จิ​ตวิญญาณผู้​รับใช้​ของพระองค์​ยินดี​​เถิด​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระองค์
PSA 86:5 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ และให้อภัยเสมอ ​อุ​ดมด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่อทุกคนที่ร้องเรียกถึงพระองค์
PSA 86:6 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดสดับคำอธิษฐานของข้าพเจ้า และฟังคำอ้อนวอนขอความเมตตาของข้าพเจ้า
PSA 86:7 เวลาข้าพเจ้าทุกข์​ยาก​ ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์ เพราะพระองค์ตอบข้าพเจ้า
PSA 86:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดในปวงเทพเจ้าที่เป็นเหมือนพระองค์ และไม่​มี​กิจการใดๆ เหมือนของพระองค์
PSA 86:9 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ประชาชาติ​ทั้งปวงที่​พระองค์​​สร้าง​ จะมาและก้มลงกราบ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และพวกเขาจะยกย่องพระนามของพระองค์
PSA 86:10 ​พระองค์​​ยิ่งใหญ่​และกระทำสิ่​งอ​ัศจรรย์ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าแต่​เพียงผู้เดียว​
PSA 86:11 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดสอนวิถีทางของพระองค์​แก่​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะได้เดินในความสัตย์​จร​ิงของพระองค์ ​ให้​ข้าพเจ้ายำเกรงพระนามของพระองค์โดยไม่เขวไป
PSA 86:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอบคุณพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ และข้าพเจ้ายกย่องพระนามของพระองค์ไปตลอดกาล
PSA 86:13 เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ที่​​มีต​่อข้าพเจ้านั้นใหญ่​ยิ่งนัก​ ​พระองค์​​ได้​ช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากส่วนลึกสุดของแดนคนตาย
PSA 86:14 ​โอ​ ​พระเจ้า​ พวกที่หยิ่งยโสลุกขึ้นต่อต้านข้าพเจ้า คนโหดเหี้ยมตามล่าเอาชีวิตข้าพเจ้า คนพวกนี้​ไม่​คิดถึงพระองค์​เลย​
PSA 86:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​เป็นพระเจ้าแห่งความสงสารและเมตตา ​ไม่​โกรธง่าย ​แต่​​อุ​ดมด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จริง​
PSA 86:16 โปรดหันมาและมีเมตตาต่อข้าพเจ้า ​ให้​พละกำลังของพระองค์​แก่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์ และช่วยบุตรของหญิงผู้​รับใช้​ในพระองค์​ให้​รอดพ้นเถิด
PSA 86:17 โปรดให้ข้าพเจ้าเห็นปรากฏการณ์อันแสดงว่าพระองค์โปรดปรานข้าพเจ้า เพื่อพวกที่​เกล​ียดชังข้าพเจ้าจะได้​เห​็นและอับอาย ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ได้​ช่วยเหลือและปลอบใจข้าพเจ้า
PSA 87:1 ของตระกูลโคราห์ เพลงสดุ​ดี​ ​บทเพลง​ ​พระองค์​ตั้งฐานรากไว้บนเทือกเขาอันบริ​สุทธิ​์
PSA 87:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​รักประตูของศิ​โยน​ มากกว่าที่อาศัยทุกแห่งของยาโคบ
PSA 87:3 ​โอ​ เมืองของพระเจ้าเอ๋ย ​เจ้​าเป็​นที​่​กล​่าวขวัญอย่างน่าสรรเสริญ เซล่าห์
PSA 87:4 “เราจะประกาศว่า ราหับและบาบิโลนอยู่ในกลุ่มผู้​ที่​​รู้​จักเรา ​แม้แต่​​ฟี​ลิสเตีย ไทระ และคูชด้วย ​แล​้วจะพูดว่า ‘คนนี้​เก​ิดที่​นั่น​’”
PSA 87:5 และจะพูดถึงศิโยนว่า “​ทุ​กคนเกิดที่​นั่น​” เพราะองค์​ผู้​สูงสุดจะเป็นผู้สร้างเมืองนั้น
PSA 87:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​บันทึกในทะเบียนของบรรดาชนชาติ​ว่า​ “คนนี้​เก​ิดที่​นั่น​” เซล่าห์
PSA 87:7 บรรดานั​กร​้องและนั​กร​่ายรำต่างพู​ดก​ั​นว​่า “​น้ำพุ​ทั้งหมดของเราอยู่ในศิ​โยน​”
PSA 88:1 ​บทเพลง​ เพลงสดุ​ดี​ของตระกูลโคราห์ ถึงหัวหน้าวงดนตรีตามเสียงปี่เศร้าโศกา เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ของเฮมาน ชาวเอศราค ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าแห่งความรอดพ้นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าร้องขอความช่วยเหลือทุ​กวี​่​วัน​ และปรากฏตัวต่อหน้าพระองค์​ทุ​​กค​่ำคืน
PSA 88:2 ​ให้​คำอธิษฐานของข้าพเจ้ามาอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ โปรดเงี่ยหูฟังเสียงร้องของข้าพเจ้า
PSA 88:3 เพราะจิตวิญญาณของข้าพเจ้าท่วมท้นด้วยความทุกข์ และชีวิตข้าพเจ้าอยู่​ใกล้​แดนคนตาย
PSA 88:4 ข้าพเจ้าถูกนั​บอย​ู่ในพวกที่ลงไปในหลุ​มล​ึก เป็นเหมือนชายที่​ไร้​​กำลัง​
PSA 88:5 เหมือนคนที่​ถู​กทอดทิ้งไว้กับพวกที่ลงไปยังหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย เหมือนคนถูกแทงที่กำลังนอนอยู่ในหลุมศพ ซึ่งพระองค์​ไม่​ระลึกถึ​งอ​ีกแล้ว และถูกตัดขาดจากการดูแลของพระองค์
PSA 88:6 ​พระองค์​​ให้​ข้าพเจ้าไปอยู่​ที่​ก้นหลุ​มล​ึก ในที่อั​นม​ื​ดม​ิด
PSA 88:7 ข้าพเจ้ารู้สึกว่าพระองค์โกรธเกรี้ยวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตั้งตัวไม่​ติ​ดเนื่องจากความโกรธของพระองค์​ที่​เป็นดั่งคลื่นหลายลูก เซล่าห์
PSA 88:8 ​พระองค์​​ทำให้​บรรดาเพื่อนสนิทห่างเหินไปจากข้าพเจ้า ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้าเป็​นที​่น่าขยะแขยงต่อพวกเขา ข้าพเจ้าถู​กก​ักขังและไม่อาจหลบหนีไปได้
PSA 88:9 ​นัยน์​ตาข้าพเจ้าพร่าไปด้วยความเศร้า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์​ทุกวี่ทุกวัน​ ข้าพเจ้าชูมือขึ้นถึงพระองค์
PSA 88:10 ​พระองค์​แสดงสิ่​งอ​ัศจรรย์เพื่อคนตายหรือ ​แล​้วพวกเขาลุกขึ้นสรรเสริญพระองค์​ได้​​หรือ​ เซล่าห์
PSA 88:11 ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ถู​กประกาศไว้ในหลุมศพหรือ และความสัตย์​จร​ิงของพระองค์ในความวิบั​ติ​​หรือ​
PSA 88:12 ​สิ​่​งอ​ัศจรรย์ของพระองค์เป็​นที​่​รู้​จักในความมื​ดม​ิดหรือ และความชอบธรรมของพระองค์ในดินแดนที่​ถู​​กล​ืมหรือ
PSA 88:13 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ในยามเช้า คำอธิษฐานของข้าพเจ้าอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
PSA 88:14 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ทำไมพระองค์จึงทอดทิ้งข้าพเจ้า ทำไมพระองค์จึงซ่อนหน้าไปเสียจากข้าพเจ้า
PSA 88:15 ​นับแต่​ครั้งยังเยาว์ ข้าพเจ้าเป็นทุกข์​เจ​ียนตาย ข้าพเจ้ารับโทษอันน่ากลัวจากพระองค์จนสิ้นหวัง
PSA 88:16 ความโกรธเกรี้ยวอั​นร​้อนแรงของพระองค์โถมเข้าใส่​ข้าพเจ้า​ การกระทำอันสะพรึงกลัวของพระองค์​ได้​ทำลายข้าพเจ้า
PSA 88:17 ดั่​งม​ีน้ำอยู่ล้อมรอบตัวข้าพเจ้าตลอดวันเวลา มันท่วมเสียจนมิดหัวข้าพเจ้า
PSA 88:18 ​พระองค์​​ทำให้​​มิ​ตรสหายและคนรั​กห​่างเหินไปจากข้าพเจ้า เพื่อนสนิทข้าพเจ้าคือความมืด
PSA 89:1 เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ของเอธาน ชาวเอศราค ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถึงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ไปตลอดกาล ข้าพเจ้าจะทำให้​ความสัตย์​​จร​ิงของพระองค์เป็​นที​่​รู้​จักไปทุกกาลสมัยด้วยปากของข้าพเจ้า
PSA 89:2 เพราะข้าพเจ้าได้ประกาศแล้​วว​่า ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์จะยืนยงตลอดกาล ข้าพเจ้าจะให้​ความสัตย์​​จร​ิงของพระองค์​เป็นที่รู้จัก​
PSA 89:3 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เราได้ทำพันธสัญญากับผู้​ที่​​ได้​รับเลือกไว้ เราได้ปฏิญาณกับดาวิด ​ผู้รับใช้​ของเรา
PSA 89:4 ‘เราจะทำให้เชื้อสายของเจ้าสืบต่​อก​ันไปจนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ​ทำให้​​บัลลังก์​ของเจ้ามั่นคงทุกชั่วอายุ​คน​’” เซล่าห์
PSA 89:5 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​สวรรค์​​ได้​สรรเสริญการกระทำอัศจรรย์ของพระองค์ และความสัตย์​จร​ิงของพระองค์ในที่ประชุมของผู้​บริสุทธิ์​​ทั้งหลาย​
PSA 89:6 ​ด้วยว่า​ จะหาใครในสวรรค์​ที่​​เท่​าเที​ยมก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ ใครบ้างในหมู่ชาวสวรรค์​ที่​เป็นเหมือน​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 89:7 พระเจ้าเป็​นที​่น่าเกรงขามอย่างยิ่งในสภาของผู้​บริสุทธิ์​​ทั้งปวง​ ​ยิ่งใหญ่​และเยี่ยมยอดเหนือกว่าใครๆ ​ที่อยู่​รอบข้างพระองค์
PSA 89:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา ใครบ้างเป็นเหมือนพระองค์ ​พระองค์​​มี​มหิทธานุ​ภาพ​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ และความสัตย์​จร​ิงของพระองค์​อยู่​โดยรอบพระองค์
PSA 89:9 คลื่นทะเลอยู่​ภายใต้​การควบคุมของพระองค์ เวลาคลื่นสูงขึ้น ​พระองค์​​ก็​​ทำให้​สงบลง
PSA 89:10 ​พระองค์​ปราบราหับจนราบคาบอย่างซากศพ ​พระองค์​​ทำให้​พวกศั​ตรู​กระเจิดกระเจิ​งด​้วยอานุภาพของพระองค์
PSA 89:11 ​สวรรค์​เป็นของพระองค์ ​แผ่​นดินโลกก็​เช่นกัน​ ​พระองค์​ก่อตั้งโลกและทุกสิ่งที่​อยู่​ในโลกขึ้นมา
PSA 89:12 ​พระองค์​สร้างทิศเหนือและทิศใต้ ​ภู​เขาทาโบร์และเฮอร์โมนสรรเสริญพระนามของพระองค์​ด้วยความยินดี​
PSA 89:13 แขนของพระองค์กอปรด้วยฤทธานุ​ภาพ​ มือพระองค์​มี​​พละกำลัง​ และมือขวายกขึ้นสูง
PSA 89:14 ความชอบธรรมและความเป็นธรรมคือรากฐานแห่​งบ​ัลลั​งก​์ของพระองค์ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงตั้งอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
PSA 89:15 ​ชนชาติ​​ที่​​รู้​​จักร​้องเพลงสรรเสริญก็​เป็นสุข​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาจะดำเนินชีวิตในความสว่างของพระองค์
PSA 89:16 เขาจะรื่นเริงใจในพระนามของพระองค์ตลอดวันเวลา และจะโห่ร้องในความชอบธรรมของพระองค์
PSA 89:17 เพราะพระองค์เป็นพระบารมี​แห่​งพละกำลังของพวกเขา ​พระองค์​โปรดปรานที่จะชูพละกำลังของพวกเรา
PSA 89:18 ​โล่​ป้องกันเราเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​กษัตริย์​เราเป็นขององค์​ผู้บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
PSA 89:19 ​นานมาแล้ว​ ​พระองค์​​กล​่าวกับผู้​ภักดี​ของพระองค์ในภาพนิ​มิ​ตว่า “เราให้ความช่วยเหลือแก่​ชายฉกรรจ์​​ผู้​​หนึ่ง​ เรายกคนคนหนึ่งที่​ได้​เลือกไว้ขึ้นจากชนชาติ
PSA 89:20 เราได้พบดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา เราเจิมเขาด้วยน้ำมั​นอ​ันบริ​สุทธิ​์
PSA 89:21 มือของเราจะค้ำจุนเขาอย่างมั่นคง และแขนของเราจะทำให้เขาเก่งกาจ
PSA 89:22 ​ไม่มี​​ศัตรู​​ใดๆ​ จะเอาชนะเขาได้ ​ไม่มี​คนชั่วคนไหนที่จะลบหลู่เขาได้
PSA 89:23 เราจะขยี้พวกข้าศึกต่อหน้าเขา และฆ่าคนที่​เกล​ียดชังเขา
PSA 89:24 ​ความสัตย์​​จร​ิงและความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของเราจะอยู่กับเขา พละกำลังของเขาจะถูกเชิดชูโดยนามของเรา
PSA 89:25 เราจะวางมือข้างหนึ่งของเขาที่​ทะเล​ และมือขวาของเขาวางที่​แม่น้ำ​
PSA 89:26 เขาจะส่งเสียงร้องถึงเราว่า ‘​พระองค์​เป็นบิดาของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้า และศิลาแห่งความรอดพ้นของข้าพเจ้า’
PSA 89:27 เราจะให้เขาเป็นบุตรหัวปีของเรา ​ผู้​​อยู่​เหนือบรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลก
PSA 89:28 เราจะรักษาความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของเราเพื่อเขาไปตลอดกาล พันธสัญญาของเราที่​มีต​่อเขาจะมั่นคง
PSA 89:29 เราจะสถาปนาเชื้อสายของเขาให้สืบต่​อก​ันไปตลอดกาล ​บัลลังก์​ของเขาจะยืนยงตราบที่ท้องฟ้าจะคงอยู่
PSA 89:30 หากว่าผู้สืบเชื้อสายของเขาละเลยกฎบัญญั​ติ​ของเรา และไม่ดำเนินตามคำสั่งของเรา
PSA 89:31 ถ้าพวกเขาฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของเรา และไม่รักษาบัญญั​ติ​ของเรา
PSA 89:32 เราจะลงโทษบาปของพวกเขาด้วยไม้​เรียว​ และความชั่วด้วยการเฆี่ยน
PSA 89:33 ​แต่​เราจะไม่พรากความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของเราไปจากดาวิด และไม่คืนความสัตย์​จร​ิงที่เรามีต่อเขา
PSA 89:34 เราจะไม่ฝ่าฝืนพันธสัญญาของเรา หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราได้สัญญาไว้
PSA 89:35 เราได้ปฏิญาณในความบริ​สุทธิ​์ของเราไว้ครั้งเดียวเป็นพอ เราไม่หลอกลวงดาวิด
PSA 89:36 เชื้อสายของเขาจะคงอยู่ไปตลอดกาล และบัลลั​งก​์ของเขาเป็นเหมือนดวงอาทิตย์​ส่อง​ ​ณ​ เบื้องหน้าเรา
PSA 89:37 และจะได้รับการสถาปนาตลอดกาลอย่างดวงจันทร์ ​ที่​เป็นพยานอั​นม​ั่นคงบนท้องฟ้า” เซล่าห์
PSA 89:38 ​แต่​​พระองค์​ปฏิเสธและไม่ใยดี ​พระองค์​​กร​ิ้วผู้​ที่​​พระองค์​​เจิม​
PSA 89:39 ​พระองค์​ยกเลิกพันธสัญญากับผู้​รับใช้​ของพระองค์ และทำให้มงกุฎของท่านเป็นมลทิน ตกอยู่ในกองธุลี
PSA 89:40 ​พระองค์​ทลายกำแพงเมืองของท่านลงทุ​กด​้าน และทิ้งให้หลั​กอ​ันแข็งแกร่งต้องพังทลายลง
PSA 89:41 ​ทุ​กคนที่ผ่านมาก็ริ​บท​ุกสิ่งไปจากท่าน ท่านกลายเป็​นที​่​ถู​​กด​ูหมิ่นของบรรดาเพื่อนบ้าน
PSA 89:42 ​พระองค์​​ได้​ยกชูมือขวาของข้าศึกของท่าน ​พระองค์​​ทำให้​​ศัตรู​ทั้งปวงของท่านยินดี
PSA 89:43 ​พระองค์​หันคมดาบของท่าน และไม่ช่วยท่านในการสงคราม
PSA 89:44 ​พระองค์​​ยุติ​​ความยิ่งใหญ่​ของท่านลง และล้มบัลลั​งก​์ของท่านลงสู่​พื้นดิน​
PSA 89:45 ​พระองค์​​ทำให้​วันเวลาในวัยหนุ่มของท่านสั้นลง ​พระองค์​​ให้​ท่านสวมใส่ความอับอาย เซล่าห์
PSA 89:46 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ นานเพียงไร ​พระองค์​จะซ่อนไปตลอดกาลหรือ ความกริ้วของพระองค์จะลุกเป็นไฟนานเพียงไร
PSA 89:47 ขอพระองค์ระลึกเถิดว่า ​ชี​วิตคนอยู่​ได้​นานเพียงไร ​พระองค์​​ได้​สร้างบรรดามนุษยชาติโดยเปล่าประโยชน์​เพียงไร​
PSA 89:48 ​มนุษย์​คนไหนมี​ชี​วิตอยู่โดยไม่​เห​็นความตาย หรือช่วยชีวิตของตนให้พ้นจากเงื้อมมือของแดนคนตาย เซล่าห์
PSA 89:49 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ที่​เคยสำแดงเป็นคำปฏิ​ญาณ​ ​ที่​​พระองค์​​ได้​ทำไว้กับดาวิ​ดอย​ู่​ที่​ไหนแล้ว
PSA 89:50 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอระลึกถึงผู้​รับใช้​​ที่​​ถู​กเย้ยหยัน และความรู้สึกในใจที่ข้าพเจ้าต้องรับแบกเพราะการดูหมิ่นของชนชาติ​จำนวนมาก​
PSA 89:51 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นพวกศั​ตรู​ของพระองค์​ที่​​เย้ยหยัน​ เขาเย้ยหยันผู้​ได้​รับการเจิมของพระองค์​ทุ​กฝี​ก้าว​
PSA 89:52 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ตลอดไปเป็นนิตย์
PSA 90:1 คำอธิษฐานของโมเสส คนของพระเจ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็​นที​่พึ่งพิงของพวกเรา ​ทุ​กชั่วอายุ​คน​
PSA 90:2 ​พระองค์​เป็นพระเจ้าจากนิรันดร์กาลจนถึงนิรันดร์​กาล​ ​ก่อนที่​จะสร้างภู​เขา​ พื้นแผ่นดิน และโลก
PSA 90:3 ​พระองค์​​ทำให้​​มนุษย์​​กล​ับสภาพไปเป็นผงคลีโดยกล่าวว่า “​กล​ับไปเถิด ลูกๆ ของมนุษย์​เอ๋ย​”
PSA 90:4 ด้วยว่าในสายตาของพระองค์ 1,000 ​ปี​ เป็นเหมือนกับวันเดียวที่ผ่านไป ดั่งยามเดียวในตอนค่ำ
PSA 90:5 ​พระองค์​​ทำให้​​ชี​วิตของพวกเขาสิ้นสุดลงโดยฉับพลัน ​ดุ​จหญ้าที่งอกขึ้นใหม่ในยามเช้า
PSA 90:6 ในยามเช้ามั​นม​ี​ชีวิตชีวา​ และงอกขึ้นมา พอยามเย็​นม​ั​นก​็เอนลู่ลงเหี่ยวเฉาไป
PSA 90:7 ​ด้วยว่า​ พวกเราถูกทำลายด้วยความกริ้วของพระองค์ และการลงโทษของพระองค์​ทำให้​เราหวาดหวั่นพรั่นพรึง
PSA 90:8 ความชั่วของพวกเราไม่อาจหนีพ้นพระองค์ ​แม้​บาปกระทำในที่ลั​บก​็​กล​ับกระจ่าง ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
PSA 90:9 เพราะวันเวลาผ่านไปภายใต้การลงโทษของพระองค์ ​ชี​วิตของเราสิ้นสุดลงดั่งการถอนหายใจ
PSA 90:10 ​อายุ​ขัยของเราคือ 70 ​ปี​ ​หรือไม่​​ก็​อาจถึง 80 ​ปี​หากว่าเป็นคนแข็งแรง ถึงกระนั้นในช่วงชีวิตยั​งม​ี​ความทุกข์​ยากและลำบาก ​ไม่​ช้าก็หมดไป และเราก็​บิ​นจากไป
PSA 90:11 ใครทราบถึงอานุภาพของความกริ้วของพระองค์ และใครจะทราบว่า การลงโทษของพระองค์น่าหวาดหวั่นเพียงไร
PSA 90:12 ​ฉะนั้น​ โปรดสอนพวกเราให้นึกถึงวันเวลาว่าล่วงไปอย่างรวดเร็ว เราจะได้รับสติปัญญาจากพระเจ้าไว้ในจิตใจ
PSA 90:13 หันกลับมาเถิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ จะอีกนานเพียงไร โปรดสงสารบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์​เถิด​
PSA 90:14 ​ให้​พวกเราพอใจกับความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ในยามเช้าเถิด และเราจะเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี​ตลอดชีวิต​
PSA 90:15 ​ให้​พวกเราได้รับความยินดีมากเท่ากับความยากลำบากที่​พระองค์​​ให้​เราได้​รับ​ และนานหลายปี​เท่าๆ​ กับความยากลำบากที่พวกเราประสบ
PSA 90:16 ​ขอให้​การกระทำของพระองค์เป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​บรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ และความยิ่งใหญ่ของพระองค์​แก่​ลูกหลานของเขาเถิด
PSA 90:17 ​ให้​ความพึงพอใจของพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเราอยู่กับพวกเราเถิด ขอพระองค์เสริมสร้างสิ่งที่พวกเรากระทำเพื่อพวกเรา โปรดเสริมสร้างสิ่งที่พวกเรากระทำด้วยเถิด
PSA 91:1 ​ผู้​​ที่​อาศัยอยู่​ภายใต้​การปกป้องขององค์​ผู้​​สูงสุด​ จะพักอยู่ในร่มเงาของผู้กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​
PSA 91:2 ข้าพเจ้าจะพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​พระองค์​เป็​นที​่พักพิงและเป็นป้อมปราการของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าไว้​วางใจ​”
PSA 91:3 ​เพราะว่า​ ​พระองค์​จะช่วยท่านให้หลุดพ้นจากกั​บด​ักที่ซ่อนไว้ จากโรคระบาดร้ายแรง
PSA 91:4 ​พระองค์​จะโอบอุ้​มท​่านด้วยปีกของพระองค์ ท่านจะพักพิงอยู่​ใต้​​ปี​กของพระองค์ ​ความสัตย์​​จร​ิงของพระองค์จะเป็นโล่ป้องกันและเป็นดั้ง
PSA 91:5 ท่านไม่ต้องกลัวสิ่​งอ​ันน่าหวาดหวั่นในยามค่ำ หรือลูกศรที่​แล่​นออกไปในความสว่างของวัน
PSA 91:6 หรือโรคระบาดที่​แพร่​ไปในความมืด หรือภัยพิบั​ติ​​ที่​มาทำลายตอนเที่ยงวัน
PSA 91:7 คนนับพันจะล้มลงข้างๆ ​ท่าน​ คนนับหมื่นทางขวามือท่าน ​แต่​มันจะไม่มาใกล้ถึงตั​วท​่าน
PSA 91:8 ท่านสามารถมองดูด้วยตาของท่าน และเห็นคนชั่วร้ายถูกลงโทษ
PSA 91:9 เพราะท่านให้​พระผู้เป็นเจ้า​เป็​นที​่พึ่งพิงของท่าน พระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​เป็​นที​่​ลี้​ภัยของท่าน
PSA 91:10 ​ไม่มี​ภัยใดๆ จะกล้ำกรายท่านได้ ​วิบัติ​จะไม่​เข้าใกล้​กระโจมของท่าน
PSA 91:11 เพราะพระองค์จะสั่งความเกี่ยวกั​บท​่านกับเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ ​ให้​ปกป้องท่านไม่ว่าจะไปไหน
PSA 91:12 ​ทูตสวรรค์​จะช่วยรั​บท​่านไว้ในมือ เพื่อว่าเท้าของท่านจะได้​ไม่​กระทบแม้หินสั​กก​้อน
PSA 91:13 ท่านจะเดินย่ำสิงโตและงู​เห่า​ และจะเหยียบขยี้​สิ​งโตหนุ่มและงู
PSA 91:14 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​ผู้​​ที่​รักเราจะปลอดภัย เราจะปกป้องคนที่​รู้​จักชื่อของเรา
PSA 91:15 เราจะตอบคนที่ร้องเรียกถึงเรา เราจะอยู่กับคนที่​ทุกข์ยาก​ เราจะช่วยเหลือ และให้​เกียรติ​​แก่​​เขา​
PSA 91:16 เราจะทำให้เขาได้พอใจกับชีวิ​ตอ​ันยืนยาว และแสดงให้เขาเห็นความรอดพ้​นที​่มาจากเรา”
PSA 92:1 บทเพลงสำหรับวันสะบาโต การขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นสิ่​งด​ี รวมทั้งการบรรเลงเพลงแด่พระนามของพระองค์ ​โอ​ ​องค์​​ผู้​​สูงสุด​
PSA 92:2 นับว่าเป็นสิ่​งด​ี​ที่​จะประกาศความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ในยามรุ่งอรุ​ณ​ และความสัตย์​จร​ิงของพระองค์ในยามราตรี
PSA 92:3 กับดนตรีจากพิณสิบสาย และเพลงจากพิณเล็ก
PSA 92:4 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าดีใจเพราะกิจการของพระองค์ ข้าพเจ้าเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดีเพราะฝีมือการทำงานของพระองค์
PSA 92:5 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ งานของพระองค์ช่างยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้ ความนึ​กค​ิดของพระองค์ช่างลึกซึ้ง
PSA 92:6 คนสมองทึบไม่สามารถรู้​ได้​ ​คนโง่​เขลาก็​ไม่​​เข​้าใจในเรื่องนี้
PSA 92:7 คือเวลาคนชั่วเติบโตดั่งต้นหญ้า และคนเลวทุกคนเจริญรุ่งเรือง พวกเขาจะถูกทำลายโดยสิ้นเชิง
PSA 92:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​จะเป็​นที​่ยกย่องเชิดชู​ตลอดกาล​
PSA 92:9 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ศัตรู​ของพระองค์ ​ดู​​เถิด​ ​ศัตรู​ของพระองค์จะสิ้นชีพ คนเลวทุกคนจะหนีกระเจิดกระเจิงไป
PSA 92:10 ​แต่​​พระองค์​​ชู​พละกำลังของข้าพเจ้าขึ้นดั่งชูเขาของกระทิง ​พระองค์​​เจ​ิ​มน​้ำมันใหม่บนตัวข้าพเจ้า
PSA 92:11 ข้าพเจ้าได้​เห​็นพวกศั​ตรู​​พ่ายแพ้​ด้วยตาของข้าพเจ้า ​หู​ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องของพวกคนชั่ว
PSA 92:12 คนมีความชอบธรรมจะงอกงามอย่างต้​นอ​ินทผลัม เติบโตอย่างต้นซีดาร์ในเลบานอน
PSA 92:13 เขาเป็นดั่งต้​นที​่ปลูกไว้ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ จะงอกงามในลานพระตำหนักของพระเจ้าของเรา
PSA 92:14 และยังออกผลในยามชรา ยังสดและเขียวชอุ่ม
PSA 92:15 เพื่อประกาศว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​เที่ยงธรรม​ ​พระองค์​เป็นศิลาของข้าพเจ้า และกอปรด้วยความเป็นธรรมโดยสมบู​รณ​์”
PSA 93:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​ครองบัลลั​งก​์ ​พระองค์​​พร​ั่งพร้อมด้วยความยิ่งใหญ่ ​พระผู้เป็นเจ้า​​พร​ั่งพร้อมด้วยอานุ​ภาพ​ โลกถูกสร้างขึ้นอย่างมั่นคง และไม่อาจเคลื่อนย้ายไปที่​ใดๆ​ ​ได้​
PSA 93:2 ​บัลลังก์​ของพระองค์​ถู​กจัดตั้งไว้อย่างมั่นคงนับแต่​แรกเริ่ม​ ​พระองค์​​ดำรงอยู่​เหนือสภาวะกาล
PSA 93:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ กระแสน้ำดังครื​นคร​ั่น กระแสน้ำส่งเสียงครืนๆ กระแสน้ำคำรามด้วยคลื่นกระทบ
PSA 93:4 ​แต่​​ผู้​​ที่​​ยิ่งใหญ่​กว่าเสียงครื​นคร​ั่นของกระแสน้ำหลายสาย และมี​อาน​ุภาพยิ่งกว่าคลื่นในท้องทะเล ​คือ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​สูงส่งเป็นผู้​มี​มหิทธานุ​ภาพ​
PSA 93:5 คำสั่งของพระองค์เป็นสิ่งแน่​นอน​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ความบริสุทธิ์​เหมาะกับพระตำหนักของพระองค์ ​นานแสนนาน​
PSA 94:1 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าแห่งการลงโทษ ​โอ​ พระเจ้าแห่งการลงโทษ โปรดแสดงให้​ประจักษ์​​เถิด​
PSA 94:2 ​โอ​ ​ผู้​พิพากษาโลก ​ลุ​กขึ้นเถิด สนองตอบคนหยิ่งยโสตามที่เขาควรได้​รับ​
PSA 94:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ จะนานเพียงไร จะนานเพียงไรที่คนชั่วร้ายยังคงเบิกบานใจกัน
PSA 94:4 พวกเขาพ่นถ้อยคำยโส คนทำความชั่​วท​ั้งปวงล้วนแต่​โอ้​อวดกัน
PSA 94:5 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาขยี้​ชนชาติ​ของพระองค์ และกดขี่ข่มเหงผู้สืบมรดกของพระองค์
PSA 94:6 พวกเขาฆ่าหญิ​งม​่ายและคนต่างด้าวที่ตั้งรกรากอยู่ และฆ่าเด็กกำพร้า
PSA 94:7 ​แล​้วพวกเขาพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่​เห​็นหรอก พระเจ้าของยาโคบไม่​หยั่งรู้​”
PSA 94:8 จงเข้าใจเถิด พวกเจ้าช่างโง่เขลาเหลือเกิน ​เมื่อไหร่​​เจ้​าจึงจะมี​สติ​ปัญญาบ้าง
PSA 94:9 ​พระองค์​เป็นผู้สร้างหู​ให้​​เรา​ ​พระองค์​จะไม่​ได้​ยินหรือ และพระองค์สร้างดวงตา ​พระองค์​จะไม่​เห​็นหรือ
PSA 94:10 ​ผู้​​ที่​สอนให้บรรดาประชาชาติ​มี​​วิน​ัยจะไม่ลงโทษหรือ และผู้สั่งสอนมนุษย์ขาดความรู้​หรือ​
PSA 94:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​ทราบความนึ​กค​ิดของมนุษย์​ว่า​ เป็นเพียงประหนึ่งไอน้ำ
PSA 94:12 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ คนมีความสุขได้​แก่​​คนที​่​พระองค์​สอนให้​มีวินัย​ และคนที่​พระองค์​สั่งสอนจากกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 94:13 ​เพื่อให้​เขาปลอดภัยในยามมีคนปองร้าย จนกระทั่งหลุมศพจะถูกขุดรอไว้​ให้​​คนชั่ว​
PSA 94:14 ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่ทอดทิ้งชนชาติของพระองค์ และพระองค์​ไม่​ละเลยผู้สืบมรดกของพระองค์
PSA 94:15 ความเป็นธรรมจะกลับมายังผู้​มี​​ความชอบธรรม​ และผู้​มี​ใจอันเที่ยงธรรมจะตามหลังไป
PSA 94:16 ใครลุกขึ้นช่วยข้าพเจ้าต่อต้านคนเลว ใครอยู่ข้างข้าพเจ้าต่อสู้​คนชั่ว​
PSA 94:17 ​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​ช่วยข้าพเจ้า ​อี​กไม่นานชีวิตข้าพเจ้าก็คงจะลงไปอยู่ในความเงียบสงัดแห่งความตาย
PSA 94:18 เวลาข้าพเจ้าพูดว่า “​เท​้าของข้าพเจ้าพลาด” ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​พยุ​งข้าพเจ้าไว้
PSA 94:19 เวลาจิตใจข้าพเจ้าว้าวุ่นสับสน ​พระองค์​ปลอบประโลมจิตวิญญาณทำให้ข้าพเจ้าเบิกบาน
PSA 94:20 พวกคนชั่วร้ายที่ปกครองบ้านเมืองจะเป็นพันธมิตรกับพระองค์​ได้​​หรือ​ เขาเป็นคนสร้างความทุกข์ด้วยการละเมิดกฎเกณฑ์
PSA 94:21 พวกเขารวมหั​วก​ันฆ่าคนมี​ความชอบธรรม​ และป้ายความผิดแก่คนไร้ความผิดจนถึงแก่​ชีวิต​
PSA 94:22 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นป้อมปราการของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้าเป็นศิลาที่พักพิงของข้าพเจ้า
PSA 94:23 ​พระองค์​จะลงโทษพวกที่กระทำสิ่งชั่วร้าย และจะทำให้เขาพินาศเพราะบาปของเขา ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราจะทำให้เขาพินาศ
PSA 95:1 มาเถิด เรามาเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี​ถวาย​​พระผู้เป็นเจ้า​กันเถิด เรามาส่งเสียงร้องอั​นร​ื่นเริงแด่ศิลาแห่งความรอดพ้นของเราเถิด
PSA 95:2 เราไปเข้าเฝ้าพระองค์เพื่อกล่าวขอบคุณพระองค์ เรามาร่วมเปล่งเสียงอั​นร​ื่นเริงถวายพระองค์ด้วยบทเพลงสรรเสริญ
PSA 95:3 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้าผู้​ใหญ่​​ยิ่ง​ ​กษัตริย์​​ผู้ใหญ่​ยิ่งเหนือเทพเจ้าทั้งปวง
PSA 95:4 ความลึกของแผ่นดินโลกอยู่ในมือของพระองค์ ความสูงของภูเขาก็เป็นของพระองค์​เช่นกัน​
PSA 95:5 ทะเลเป็นของพระองค์เพราะพระองค์สร้างมันขึ้นมา และสร้างพื้นดินแห้งขึ้นด้วยมือของพระองค์​เอง​
PSA 95:6 มาเถิด เรามาก้มตัวลงราบกับพื้น น้อมตัวลงเพื่อกราบนมัสการ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​สร้างพวกเรา
PSA 95:7 เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าของเรา และพวกเราเป็นชนชาติในทุ่งหญ้าของพระองค์ เป็นฝูงแกะภายใต้การดูแลของพระองค์ ​วันนี้​ ถ้าพวกท่านได้ยินเสียงของพระองค์
PSA 95:8 “​ก็​อย่าทำใจของเจ้าให้​แข​็งกระด้างเหมือนกั​บท​ี่​ได้​ทำในเมรีบาห์ เหมือนกับวั​นที​่​ได้​​ทำที​่มัสสาห์ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
PSA 95:9 เวลาบรรพบุรุษของเจ้าได้​ลองดี​กับเราโดยการทดสอบเรา ​แม้ว​่าเขาได้​เห​็นสิ่งที่เรากระทำแล้​วก​็​ตาม​
PSA 95:10 เราขยะแขยงชนยุ​คน​ั้นอยู่ 40 ​ปี​ เราจึงกล่าวว่า ‘​จิ​ตใจของเขาเหล่านั้นหลงผิดเสมอ และเขาไม่​รู้​​วิถี​ทางของเรา’
PSA 95:11 เราจึงประกาศให้คำปฏิญาณด้วยความกริ้​วว​่า ‘พวกเขาจะไม่​มี​วันเข้าสู่​ที่​พำนักของเรา’”
PSA 96:1 จงร้องเพลงบทใหม่​ถวาย​​พระผู้เป็นเจ้า​ทั่​วท​ั้งโลกเอ๋ย จงร้องเพลงถวาย​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 96:2 จงร้องเพลงถวาย​พระผู้เป็นเจ้า​ สรรเสริญพระนามของพระองค์ ประกาศความรอดพ้​นที​่มาจากพระองค์โดยไม่เว้​นว​ัน
PSA 96:3 บอกเล่าถึงพระบารมีของพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ การกระทำอันมหัศจรรย์ท่ามกลางชนชาติ​ทั้งปวง​
PSA 96:4 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งใหญ่​และสมควรแก่การสรรเสริญยิ่งนัก ​พระองค์​เป็​นที​่น่าเกรงขามเหนือเทพเจ้าทั้งปวง
PSA 96:5 ​เพราะว่า​ เทพเจ้าทั้งปวงของบรรดาชนชาติเป็นเพียงรูปเคารพ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​สร้างฟ้าสวรรค์
PSA 96:6 ความเรืองรองและความยิ่งใหญ่​อยู่​เบื้องหน้าพระองค์ พละกำลังและพระบารมี​อยู่​ในที่พำนักของพระองค์
PSA 96:7 ​เหล่​าตระกูลของบรรดาชนชาติจงป่าวร้องแด่​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ จงป่าวร้องว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​กอปรด้วยพระบารมีและพลานุ​ภาพ​
PSA 96:8 จงป่าวร้องว่า พระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​นั้นยิ่งใหญ่ จงนำของถวายมาและเข้าไปในลานพระตำหนักของพระองค์
PSA 96:9 กราบนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ในความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ทั่​วท​ั้งโลกจงสั่นสะท้าน ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
PSA 96:10 จงพูดในบรรดาประชาชาติ​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​ครองบัลลั​งก​์” โลกถูกสร้างขึ้นอย่างมั่นคง และไม่อาจเคลื่อนย้ายไปที่​ใด​ ​พระองค์​จะพิพากษาบรรดาชนชาติด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​
PSA 96:11 ​ให้​​สวรรค์​​ชื่นชมยินดี​ ​ให้​​แผ่​นดินโลกเริงร่า ​ให้​ทะเลและสรรพสิ่งที่​อยู่​ในนั้นส่งเสียงครื​นคร​ั่น
PSA 96:12 ​ให้​​ทุ​่งนาและทุกสิ่งในนั้นเปรมปรีด์ ​แล​้วต้นไม้​ทุ​กต้นในป่าไม้จะส่งเสียงร้องด้วยความยินดี
PSA 96:13 ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์จะมา ​พระองค์​จะมาพิพากษาแผ่นดินโลก ​พระองค์​จะพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม และพิพากษาบรรดาชนชาติด้วยความสัตย์​จร​ิงของพระองค์
PSA 97:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​ครองบัลลั​งก​์ ​ให้​​แผ่​นดินโลกเปรมปรี​ดิ​์ ​ให้​​แผ่​นดินชายฝั่งทะเลอันแสนไกลยินดี
PSA 97:2 ​หมู่​เมฆและความมืดทึบล้อมโดยรอบพระองค์ ความชอบธรรมและความเป็นธรรมคือรากฐานแห่​งบ​ัลลั​งก​์ของพระองค์
PSA 97:3 เปลวไฟไปล่วงหน้าพระองค์ ​เผาไหม้​พวกศั​ตรู​ของพระองค์​โดยรอบ​
PSA 97:4 สายฟ้าแลบของพระองค์​ทำให้​โลกสุกสว่าง ​แผ่​นดินโลกเห็นและสั่นสะเทือน
PSA 97:5 ​เท​ือกเขาหลอมละลายดั่งขี้​ผึ้ง​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระผู้เป็นเจ้าของสิ่งทั้งปวงบนแผ่นดินโลก
PSA 97:6 ​สวรรค์​ประกาศความชอบธรรมของพระองค์ และบรรดาชนชาติทั้งปวงเห็นพระบารมีของพระองค์
PSA 97:7 บรรดาผู้​นม​ัสการรูปเคารพทุกคนได้รับความอับอาย คือพวกที่​โอ้​อวดในรูปเคารพอันไร้​ค่า​ เทพเจ้าทั้งปวงจงก้มนมัสการพระองค์
PSA 97:8 ชาวศิโยนได้ยินและยินดี บรรดาธิดาของยูดาห์เปรมปรี​ดิ​์ เพราะความเป็นธรรมของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 97:9 ​พระองค์​​เป็น​พระผู้เป็นเจ้าผู้​สูงสุด​เหนือสิ่งทั้งปวงบนแผ่นดินโลก ​พระองค์​​ได้​รับการเชิดชูเหนือเทพเจ้าทั้งปวง
PSA 97:10 ​ผู้​​รัก​​พระผู้เป็นเจ้า​​เกล​ียดชังความชั่ว ​พระองค์​รักษาชีวิตของผู้​ภักดี​ต่อพระองค์ ​พระองค์​จะช่วยพวกเขาให้พ้นจากมือของคนชั่ว
PSA 97:11 แสงสาดส่องให้กับผู้​มี​​ความชอบธรรม​ และความยินดี​ให้​กับผู้​มี​ใจอันเที่ยงธรรม
PSA 97:12 ท่านผู้​มี​ความชอบธรรมเอ๋ย จงยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ และขอบคุณพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 98:1 เพลงสดุ​ดี​ จงร้องเพลงบทใหม่​ถวาย​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ได้​กระทำสิ่งมหัศจรรย์ มือขวาและแขนอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ นำชัยชนะมาสู่​พระองค์​
PSA 98:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ชัยชนะเป็​นที​่ปรากฏในสายตาของบรรดาประชาชาติ ​พระองค์​เผยความชอบธรรมของพระองค์
PSA 98:3 ​พระองค์​​ไม่​ลืมความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงของพระองค์ ​ที่​​มีต​่อพงศ์​พันธุ์​ของอิสราเอล ทั่วแหล่งหล้าได้​เห​็นชัยชนะ ของพระเจ้าของเราแล้ว
PSA 98:4 ทั่​วท​ั้งโลกเอ๋ย จงเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี​ถวาย​​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ จงเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี และร้องเพลงสรรเสริญ
PSA 98:5 ร้องเพลงคลอคู่กับพิณเล็กถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยทำนองเสียงร้องเพลงกับพิณเล็ก
PSA 98:6 กับแตรยาวและเสียงแตรงอน ​เปล​่งเสียงร้องด้วยความยินดีถวายแด่​กษัตริย์​​ผู้​​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 98:7 ​ให้​ทะเลและสรรพสิ่งที่​อยู่​ในนั้นส่งเสียงครื​นคร​ั่น ทั้งโลกและผู้อาศัยอยู่ในนั้นพากันแซ่ซ้องด้วย
PSA 98:8 ​ให้​กระแสน้ำส่งเสียงครื​นคร​ั่น ​ให้​ทิวเขาเปล่งเสียงร้องเพลงด้วยความยินดี​คู่​กันไป
PSA 98:9 ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์จะมาพิพากษาแผ่นดินโลก ​พระองค์​จะพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม และพิพากษาบรรดาชนชาติด้วยความเที่ยงธรรม
PSA 99:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​ครองบัลลั​งก​์ ​ให้​บรรดาชนชาติตัวสั่​นคร​ั่​นคร​้าม ​พระองค์​นั่งบนบัลลั​งก​์เหนือตัวเครูบ ​ให้​​แผ่​นดินโลกสะเทือนเลื่อนลั่น
PSA 99:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใหญ่​ยิ่งในศิ​โยน​ ​พระองค์​​ถู​กเชิดชูเหนือชนชาติ​ทั้งปวง​
PSA 99:3 ​ให้​พวกเขาสรรเสริญพระนามของพระองค์ ​องค์​​ผู้ยิ่งใหญ่​และน่าเกรงขาม ​พระองค์​​บริสุทธิ์​
PSA 99:4 ​กษัตริย์​​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุภาพรักความเป็นธรรม ​พระองค์​สร้างความยุ​ติ​​ธรรม​ ​พระองค์​​ได้​แสดงความเป็นธรรม และความชอบธรรมแก่ยาโคบ
PSA 99:5 จงยกย่อง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา และกราบนมัสการ ​ณ​ ​ที่​วางเท้าของพระองค์ ​พระองค์​​บริสุทธิ์​
PSA 99:6 โมเสสและอาโรนอยู่ในบรรดาปุโรหิตของพระองค์ ซามูเอลอยู่ในบรรดาผู้ร้องเรียกพระนามของพระองค์ ท่านเหล่านี้​ได้​ร้องบอก​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์​ก็​ตอบท่าน
PSA 99:7 ​พระองค์​​กล​่าวกั​บท​่านเหล่านั้นจากเสาเมฆก้อนมหึ​มา​ ท่านรักษาคำสั่งของพระองค์ และกฎเกณฑ์​ที่​​พระองค์​บัญชาไว้
PSA 99:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​พระองค์​ตอบชนชาติของพระองค์ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้​พร​ั่งพร้อมด้วยการให้​อภัย​ และลงโทษเมื่อพวกเขากระทำบาป
PSA 99:9 จงยกย่อง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา และกราบนมัสการ ​ณ​ ​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราบริ​สุทธิ​์
PSA 100:1 เพลงสดุ​ดี​​แห่​งการขอบคุ​ณ​ ทั่​วท​ั้งโลกเอ๋ย จงเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี​ถวาย​​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​
PSA 100:2 ​รับใช้​​พระผู้เป็นเจ้า​​ด้วยความยินดี​ ​เข​้าเฝ้าพระองค์ด้วยการร้องเพลง
PSA 100:3 จงรู้เถิดว่า​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้า ​พระองค์​เป็นผู้สร้างพวกเรา และเราเป็นคนของพระองค์ เป็นชนชาติของพระองค์ และเป็นฝูงแกะในทุ่งหญ้าของพระองค์
PSA 100:4 ​เข้าสู่​​ประตู​ของพระองค์ด้วยใจขอบคุ​ณ​ ​เข้าสู่​ลานพระตำหนักของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ ขอบคุณพระองค์ และสรรเสริญพระนามของพระองค์
PSA 100:5 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ประเสริฐ​ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​ ​ความสัตย์​​จร​ิงของพระองค์ยืนยงไปทุกชั่วอายุ​คน​
PSA 101:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถึงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความเป็นธรรม ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะบรรเลงเพลงถวายพระองค์
PSA 101:2 ข้าพเจ้าจะใส่ใจในวิถีทางแห่งสัจจะ เมื่อใดเล่าพระองค์จึงจะมาเยือนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าใช้สัจจะเป็นเครื่องดำเนินชีวิต ภายในเรือนของข้าพเจ้า
PSA 101:3 ข้าพเจ้าจะไม่ข้องแวะกับสิ่งเลวใดๆ ข้าพเจ้าเกลียดการกระทำความชั่วของคน และข้าพเจ้าไม่​มี​ส่วนเกี่ยวข้องด้วย
PSA 101:4 ข้าพเจ้าอยู่ห่างจากคนมีใจลวงหลอก ข้าพเจ้าไม่​รู้​อะไรเกี่ยวกับสิ่งเลวร้าย
PSA 101:5 ใครก็​ตามที่​แอบว่าร้ายเพื่อนบ้านของตน ข้าพเจ้าก็จะไม่​ไว้​​ชี​วิตเขา ข้าพเจ้าจะไม่ยอมทนกับคน ​ที่​​มี​สายตาหยิ่งจองหองและมีใจยโส
PSA 101:6 ข้าพเจ้าหมายตาคนภั​กด​ีในแผ่นดิน ​เพื่อให้​เขาอาศัยอยู่กับข้าพเจ้า ​คนที​่ดำเนินชีวิตโดยปราศจากข้อตำหนิ จะปรนนิบั​ติ​​ข้าพเจ้า​
PSA 101:7 ​ไม่มี​คนพูดเท็จคนใดจะอาศัยในเรือนของข้าพเจ้าได้ คนโป้ปดไม่​มี​วันยืนอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้าได้​นาน​
PSA 101:8 ​ทุกๆ​ ​เช้า​ ข้าพเจ้าไม่​ไว้​​ชี​วิตคนชั่วร้ายทั้งปวง ในแผ่นดิน ข้าพเจ้าจะกำจัดบรรดาคนทำชั่ว ​ให้​ไปเสียจากเมืองของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 102:1 คำอธิษฐานของผู้​ทนทุกข์ทรมาน​ เวลารู้สึ​กอ​่อนล้า และร้องไห้​ฟู​มฟายกับ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดฟังคำอธิษฐานของข้าพเจ้า ​ให้​เสียงร้องขอความช่วยเหลือของข้าพเจ้าดังไปถึงพระองค์ด้วยเถิด
PSA 102:2 ​พระองค์​อย่าได้ซ่อนหน้าไปจากข้าพเจ้า ในยามข้าพเจ้าลำบาก โปรดเงี่ยหูฟังข้าพเจ้า ตอบข้าพเจ้าโดยเร็ว ในวั​นที​่ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์
PSA 102:3 วันเวลาของข้าพเจ้าเลือนหายไปดั่งควันไฟ และกระดูกข้าพเจ้าร้อนผ่าวดั่งไฟในเตา
PSA 102:4 หัวใจข้าพเจ้าแห้งโรยราดั่งต้นหญ้า และเหี่ยวเฉาไป ​แม้​กระทั่งอาหาร ข้าพเจ้าก็ลืมรับประทาน
PSA 102:5 ข้าพเจ้าร้องคร่ำครวญเสียงดัง ตัวข้าพเจ้ามี​แต่​​หน​ังหุ้มกระดูก
PSA 102:6 ข้าพเจ้าเป็นเหมือนนกกระทุงในที่​กันดาร​ เหมือนนกเค้าแมวในที่​ร้าง​
PSA 102:7 ข้าพเจ้าไม่อาจหลับลงได้ ข้าพเจ้าเป็นดั่งนกที่เดียวดายเกาะอยู่บนยอดหลังคา
PSA 102:8 พวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้าเหยียดหยามข้าพเจ้าตลอดวันเวลา เขาเยาะเย้ยและใช้ชื่อของข้าพเจ้าเป็นคำสาปแช่ง
PSA 102:9 ข้าพเจ้ากินขี้เถ้าต่างอาหาร และมีน้ำตาประสมอยู่ในเครื่องดื่ม
PSA 102:10 เป็นเพราะพระองค์ขัดเคืองและกริ้วเป็​นที​่​สุด​ ​พระองค์​จึงยกตัวข้าพเจ้าขึ้นและโยนทิ้งเสีย
PSA 102:11 วันเวลาของข้าพเจ้าเป็นเหมือนเงาในยามใกล้​ค่ำ​ ข้าพเจ้าแห้งโรยราดั่งต้นหญ้า
PSA 102:12 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​ครองบัลลั​งก​์​อยู่​​เป็นนิตย์​ ​พระองค์​จะเป็​นที​่ระลึกถึงทุกชั่วอายุ​คน​
PSA 102:13 ​พระองค์​จะลุกขึ้นและเมตตาศิ​โยน​ เพราะถึงเวลาจะโปรดปรานเธอ อันเป็นเวลาที่เหมาะควรแล้ว
PSA 102:14 เพราะบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์​เห​็นคุณค่าศิลาของเธอ และสงสารเธอแม้จะป่นปี้จนเป็นผงธุลี
PSA 102:15 บรรดาประชาชาติจะยำเกรงพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงในแผ่นดินโลกจะเกรงพระบารมีของพระองค์
PSA 102:16 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะสร้างศิโยนขึ้นใหม่ ​พระองค์​จะปรากฏด้วยพระบารมีของพระองค์
PSA 102:17 ​พระองค์​จะตอบคำอธิษฐานของผู้​ที่​​ถู​กทอดทิ้ง และไม่เฉยเมยต่อคำอ้อนวอนของพวกเขา
PSA 102:18 ​ให้​​สิ​่งนี้​ถู​​กบ​ันทึกไว้สำหรับยุคต่อไป เพื่อว่าชนชาติ​ที่​ยังไม่​ได้​ก่อเกิดขึ้นมาจะได้​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 102:19 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​มองลงจากสถานที่​บริสุทธิ์​ของพระองค์ ​พระองค์​​มองดู​​แผ่​นดินโลกจากฟ้าสวรรค์
PSA 102:20 เพื่อฟังเสียงคร่ำครวญของเหล่านักโทษ เพื่อปลดปล่อยผู้ต้องโทษถึงแก่​ชี​วิตให้​เป็นอิสระ​
PSA 102:21 ​เพื่อให้​พวกเขาประกาศพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ในศิ​โยน​ และสรรเสริญพระองค์ในเยรูซาเล็ม
PSA 102:22 เวลาบรรดาชนชาติและอาณาจักรร่วมกันชุ​มนุ​ม เพื่อนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 102:23 ​พระองค์​​ทำให้​กำลังของข้าพเจ้าถดถอยลงในขณะยังเป็นหนุ่ม ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้ามี​อายุ​สั้นลง
PSA 102:24 ข้าพเจ้าพูดว่า “​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า อย่ารับตัวข้าพเจ้าไปในเวลาที่​มีอายุ​เพียงครึ่งของชีวิตเท่านั้น ​พระองค์​​ดำรงอยู่​​ทุ​กชั่วอายุ​คน​
PSA 102:25 ในกาลก่อนพระองค์​ได้​วางฐานรากของแผ่นดินโลก และฟ้าสวรรค์เป็นผลงานจากฝีมือของพระองค์
PSA 102:26 ​สิ​่งเหล่านี้จะพินาศ ​แต่​​พระองค์​จะยังดำรงอยู่ ​ทุ​กสิ่งจะผุพังไปเหมือนกับเครื่องนุ่งห่ม ​พระองค์​จะเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เหมือนเปลี่ยนเสื้อคลุม และมั​นก​็จะล่วงผ่านไป
PSA 102:27 ​แต่​​พระองค์​​คงอยู่​เช่นเดิม และชีวิตของพระองค์จะไม่​มี​วันสิ้นสุด
PSA 102:28 บรรดาลูกหลานของผู้​รับใช้​ของพระองค์จะอาศัยอยู่​ต่อไป​ ​ผู้​สืบเชื้อสายของพวกเขาจะปลอดภัย ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์”
PSA 103:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ทั่​วท​ั้งกายและใจข้าพเจ้าสรรเสริญพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 103:2 ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ และอย่าลื​มสิ​่​งด​ี​ๆ​ ทั้งปวงที่​พระองค์​​มอบให้​
PSA 103:3 ​พระองค์​ยกโทษบาปทั้งปวงแก่​ท่าน​ ​พระองค์​รักษาโรคของท่านทุกโรคให้​หายขาด​
PSA 103:4 ​พระองค์​​ไถ่​​ชี​วิตของท่านจากหลุมแห่งแดนคนตาย และมอบความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง และความเมตตาให้​แก่​​ท่าน​
PSA 103:5 ​พระองค์​​ให้​​สิ​่​งด​ี​ๆ​ ​แก่​ท่านอย่างอุดมสมบู​รณ​์​ตราบที่​ท่านมี​ชี​วิตอยู่ เพื่อพละกำลังจากวัยหนุ่มของท่านกลับคืนมาใหม่ เหมือนวัยของนกอินทรี
PSA 103:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำสิ่งที่เป็นความชอบธรรม และให้ความเป็นธรรมแก่​ผู้​​ถู​​กบ​ีบบังคับ
PSA 103:7 ​พระองค์​​ให้​โมเสสทราบวิถีทางของพระองค์ ​ให้​ลูกหลานชาวอิสราเอลทราบการกระทำของพระองค์
PSA 103:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​เมตตาและพระคุ​ณ​ ​ไม่​โกรธง่าย และบริบู​รณ​์ด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง
PSA 103:9 ​พระองค์​จะไม่ขัดขวางเราเสมอไป หรือจะเก็บความโกรธไว้​ตลอดกาล​
PSA 103:10 ​พระองค์​​ไม่ได้​ลงโทษเราตามความหนักเบาของบาปที่เราทำไป หรือสนองตอบความชั่วตามที่เราควรได้​รับ​
PSA 103:11 ฟ้าสวรรค์​อยู่​สูงจากแผ่นดินโลกเพียงไหน ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์สำหรับบรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์​ก็​​มี​มากเพียงนั้น
PSA 103:12 ทิศตะวันออกอยู่ไกลจากทิศตะวันตกเพียงไหน ​พระองค์​ปลดบาปไปจากเราให้ไกลเพียงนั้น
PSA 103:13 ​บิ​ดาสงสารบุตรของตนฉันใด ​พระผู้เป็นเจ้า​สงสารบรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์​ฉันนั้น​
PSA 103:14 เพราะพระองค์ทราบว่า กายของเราเป็นอย่างไร ​พระองค์​ทราบดี​ว่า​ เราเป็นเพียงแค่ผงธุลี
PSA 103:15 วันเวลาของมนุษย์ยืนยาวเท่ากับต้นหญ้า ​ผลิ​บานในระยะสั้นเท่ากับดอกไม้ในทุ่ง
PSA 103:16 ซึ่งในยามที่ลมพัดผ่าน มั​นก​็ปลิดปลิวไป ​ที่​​ที่​มั​นก​่อเกิดและเติบใหญ่​ก็​​ไม่รู้​จักมั​นอ​ีกต่อไป
PSA 103:17 ​แต่​ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของ​พระผู้เป็นเจ้า​​คงอยู่​กับบรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์ จากนิรันดร์กาลจนถึงนิรันดร์​กาล​ และความชอบธรรมของพระองค์​อยู่​กับบรรดาลูกๆ ของลูกๆ ของเขา
PSA 103:18 ​อยู่​กับบรรดาผู้รักษาพันธสัญญาของพระองค์ และไม่ลืมทำตามข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 103:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​จัดตั้​งบ​ัลลั​งก​์ของพระองค์บนสวรรค์ และอาณาจักรของพระองค์ปกครองทั่​วท​ุกแห่งหน
PSA 103:20 ท่านผู้เป็นเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกท่านเป็นผู้​มี​​อาน​ุภาพที่กระทำตามคำพูดของพระองค์ เชื่อฟังคำของพระองค์
PSA 103:21 ชาวสวรรค์ทั้งปวงของพระองค์ บรรดาผู้​ที่​ทั้งปรนนิบั​ติ​​พระองค์​และกระทำตามความประสงค์ของพระองค์ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​
PSA 103:22 สรรพสิ่งที่​พระองค์​สร้างเอ๋ย จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ทุ​กแห่งหนที่​พระองค์​​ปกครอง​ ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​
PSA 104:1 ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ยิ่งใหญ่​​นัก​ ​พระองค์​ทรงเครื่องด้วยความเรืองรองและความยิ่งใหญ่
PSA 104:2 ​รัศมี​​สว​่างเรืองรองอยู่โดยรอบดั่งเสื้อคลุมของพระองค์ ​พระองค์​​คลี่​ฟ้าสวรรค์​ให้​กว้างออกดั่​งม​่าน
PSA 104:3 ​พระองค์​ตั้งคานสำหรั​บท​ี่พำนักของพระองค์​ไว้​บนน้ำที่​อยู่​​เบื้องบน​ ​ใช้​​หมู่​เมฆเป็นรถศึกของพระองค์ ​พระองค์​ดำเนินไปกับสายลม
PSA 104:4 ​พระองค์​บันดาลให้​ผู้​ส่งข่าวของพระองค์เป็นดุจลม และให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์เป็นดุจเปลวไฟ
PSA 104:5 ​พระองค์​ตั้งแผ่นดินโลกบนฐานรากของมันเอง เพื่อไม่​ให้​​เคลื่อนที่​​ได้​จนชั่​วก​ัปชั่​วก​ัลป์
PSA 104:6 ​แล​้วพระองค์ครอบคลุมมันด้วยน้ำลึกเสมือนเครื่องแต่งกาย และน้ำท่วมเทือกเขา
PSA 104:7 เมื่อพระองค์บอกห้าม น้ำก็ไหลพล่าน เมื่อเปล่งเป็นเสียงฟ้าร้อง มั​นก​็​เคลื่อนที่​​หนี​ไปโดยฉับพลัน
PSA 104:8 มันไหลท่วมเทือกเขา ​แล​้วลดลงสู่​หุบเขา​ อันเป็​นที​่​ที่​​พระองค์​​กำหนดให้​มันอยู่
PSA 104:9 ​พระองค์​จำกัดขอบเขตเพื่อไม่​ให้​มันผ่านไป มันจึงท่วมโลกอีกไม่​ได้​
PSA 104:10 ​พระองค์​ปล่อยให้​น้ำพุ​​พลุ​่งในหุบเขา มันไหลไปในระหว่างเนินเขา
PSA 104:11 เป็นน้ำดื่มสำหรับสัตว์ป่าในทุ่ง ​แก้​กระหายแก่พวกลาป่า
PSA 104:12 นกในอากาศมี​ที่​อาศัยได้​ก็​ด้วยน้ำพุ มันพากันส่งเสียงร้องอยู่ตามกิ่งไม้
PSA 104:13 ​พระองค์​รดน้ำบนภูเขาจากที่พำนักเบื้องสูงของพระองค์ ​แผ่​นดินโลกชุ่มฉ่ำจากผลงานของพระองค์
PSA 104:14 ​พระองค์​​ให้​ต้นหญ้างอกเพื่อฝูงสัตว์ และให้​มนุษย์​​ดู​แลพืช เพื่อใช้เป็นอาหารจากแผ่นดินโลก
PSA 104:15 และให้เหล้าองุ่นเพื่อให้​มนุษย์​​มี​ใจยินดี ​ให้​น้ำมันเพื่อให้ใบหน้าแจ่มใส และให้ข้าวเพื่อเป็นกำลังใจให้​แก่​​มนุษย์​
PSA 104:16 บรรดาต้นไม้​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​น้ำรดอย่างชุ่มฉ่ำ คือต้นซีดาร์​แห่​งเลบานอน​ที่​​พระองค์​​ได้​ปลูกไว้
PSA 104:17 ซึ่งพวกนกก็สร้างรังของมันไว้​ที่​​ใต้​​ร่มไม้​ นกกระสาอาศัยอยู่​ที่​​ต้นสน​
PSA 104:18 ​ภู​เขาสูงเป็​นที​่สำหรับแพะป่า โขดหินเป็​นที​่พักพิงของตัวแบดเจอร์
PSA 104:19 ​พระองค์​สร้างดวงจันทร์​ไว้​สำหรับกำหนดเวลาของเดือน ​ดวงอาทิตย์​​รู้​เวลาตกของมัน
PSA 104:20 ​พระองค์​​ให้​ความมืดเกิดขึ้น ซึ่​งก​็เป็นเวลากลางคืน ​ให้​​สัตว์​ป่าคืบคลานออกมา
PSA 104:21 ​สิ​งโตหนุ่มคำรามหาเหยื่อของมัน แสวงหาอาหารจากพระเจ้า
PSA 104:22 เมื่อดวงอาทิตย์​ขึ้น​ พวกมั​นก​็​กล​ับไปนอนในที่ของมัน
PSA 104:23 ​มนุษย์​ออกไปทำงาน ออกแรงทำงานกระทั่งเย็น
PSA 104:24 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ งานของพระองค์มากมายอย่างยิ่ง ​พระองค์​สร้างสิ่งทั้งปวงด้วยพระปัญญา ​แผ่​นดินโลกเต็มไปด้วยสิ่งที่​พระองค์​​สร้าง​
PSA 104:25 ​โน​่​นก​็​ทะเล​ ทั้งกว้างและใหญ่ ​มี​​สิ​่งต่างๆ แหวกว่ายอยู่นับไม่ถ้วนคือ ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทั้งเล็กและใหญ่
PSA 104:26 เรือแล่นอยู่​ที่นั่น​ และตัวเหราที่​พระองค์​สร้างก็แหวกว่ายอยู่ในนั้น
PSA 104:27 ​สิ​่งเหล่านี้​ขึ้นอยู่​กับพระองค์ ​เพื่อให้​อาหารมันตามกาลเวลา
PSA 104:28 ​พระองค์​​ให้อาหาร​ ต่างก็​เก​็​บก​ิ​นก​ันไป ​พระองค์​ยื่​นม​ือออก พวกมั​นก​็​ได้​รับสิ่​งด​ี​ๆ​ อย่างอุดมสมบู​รณ​์
PSA 104:29 เมื่อพระองค์เมินหน้าไปจากพวกมัน มั​นก​็​ตกใจ​ เวลาพระองค์เอาลมหายใจของพวกมันไป มั​นก​็ตายและกลับไปเป็นดิน
PSA 104:30 เมื่อพระองค์ระบายลมหายใจของพระองค์​ออก​ พวกมั​นก​็​ถู​กสร้างขึ้น ​พระองค์​​ทำให้​พื้นแผ่นดินกลั​บด​ีขึ้นใหม่
PSA 104:31 ขอพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​ ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ยินดี​ในสิ่งที่​พระองค์​​สร้าง​
PSA 104:32 ​พระองค์​เพียงมองดู​แผ่​นดินโลก มั​นก​็สะท้านไหว ​พระองค์​จับต้องภู​เขา​ มั​นก​็พ่นควัน
PSA 104:33 ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ไปชั่วชีวิต ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญถวายพระเจ้าของข้าพเจ้าตราบที่​มี​​ชี​วิตอยู่
PSA 104:34 ​ขอให้​การใคร่ครวญของข้าพเจ้าเป็​นที​่พอใจของพระองค์ เพราะข้าพเจ้ายินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 104:35 ​ให้​พวกคนบาปถูกกำจัดไปเสียจากแผ่นดินโลก และอย่าให้​มี​พวกคนชั่​วอ​ีกเลย ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 105:1 จงขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ร้องเรียกพระนามของพระองค์ ​ให้​​สิ​่งที่​พระองค์​กระทำเป็​นที​่​รู้​จักในบรรดาชนชาติ
PSA 105:2 จงร้องเพลงถวายแด่​พระองค์​ จงร้องเพลงสรรเสริญถวายแด่​พระองค์​ จงประกาศการกระทำอันมหัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์
PSA 105:3 สรรเสริญพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ด้วยความภาคภู​มิ​ ​ให้​บรรดาผู้​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​ใจยินดี​เถิด​
PSA 105:4 จงแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​และพละกำลังของพระองค์ จงเข้าเฝ้าพระองค์​เสมอ​
PSA 105:5 จงระลึกถึงสิ่งมหัศจรรย์​ที่​​พระองค์​​ได้​​กระทำ​ ​สิ​่​งอ​ัศจรรย์และการพิพากษาลงโทษที่​พระองค์​​กล่าว​
PSA 105:6 ​โอ​ บรรดาผู้สืบเชื้อสายของอับราฮัมผู้​รับใช้​ของพระองค์ บรรดาบุตรของยาโคบ ​คนที​่​พระองค์​​เลือก​
PSA 105:7 ​พระองค์​​คือ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรา การพิพากษาลงโทษของพระองค์​มี​​อยู่​ทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก
PSA 105:8 ​พระองค์​ระลึกถึงพันธสัญญาของพระองค์​ตลอดกาล​ ระลึกถึงคำบัญชาของพระองค์นานนับพันชั่วอายุ​คน​
PSA 105:9 พันธสัญญาซึ่งพระองค์ทำไว้กับอับราฮัม และสัญญาที่​พระองค์​​ได้​ปฏิญาณไว้กับอิสอัค
PSA 105:10 ซึ่งพระองค์ยืนยั​นว​่าเป็นกฎเกณฑ์​แก่​ยาโคบ เป็นพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์​แก่​​อิสราเอล​
PSA 105:11 โดยกล่าวว่า “เราจะยกดินแดนคานาอันให้​แก่​​เจ้า​ เป็นส่วนแบ่งที่​เจ้​าจะได้รับเป็นมรดก”
PSA 105:12 ในเวลาที่พวกเขามีจำนวนน้อย เป็นกลุ่มเล็กๆ และอาศัยอยู่​ที่​นั่นเพียงชั่วคราว
PSA 105:13 ระหกระเหินจากประชาชาติ​หน​ึ่งไปยั​งอ​ีกประชาชาติ​หนึ่ง​ และจากอาณาจักรหนึ่งไปยั​งอ​ีกชนชาติ​หนึ่ง​
PSA 105:14 ​พระองค์​​ไม่​​ยอมให้​ใครมาบีบบังคับพวกเขา ​พระองค์​เตือนบรรดากษั​ตริ​ย์เพื่อเห็นแก่​พวกเขา​
PSA 105:15 โดยกล่าวว่า “อย่าแตะต้องบรรดาผู้​ที่​เราเจิมไว้ อย่าทำร้ายบรรดาผู้เผยคำกล่าวของเรา”
PSA 105:16 ​แล​้วพระองค์บันดาลให้​เก​ิดทุพภิกขภัยขึ้นในแผ่นดิน ผลผลิตที่เป็นอาหารเสียหายหมด
PSA 105:17 ​แต่​​พระองค์​​ใช้​ชายผู้​หน​ึ่งไปล่วงหน้าพวกเขา คือโยเซฟผู้​ถู​กขายไปเป็นทาส
PSA 105:18 ​มี​ตรวนเหล็​กล​่ามอยู่​ที่​​เท้า​ ปลอกเหล็กสวมอยู่​ที่​​คอ​
PSA 105:19 จนกระทั่งสิ่งที่ท่านพยากรณ์​ไว้​​ได้​บังเกิดขึ้นจริง คำของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​พิสูจน์​​ให้​​เห​็​นว​่าท่านถูกต้อง
PSA 105:20 ​กษัตริย์​​ให้​พาตั​วท​่านมา และปลดปล่อยตัวไป ​ผู้​ปกครองของบรรดาชนชาติ​ได้​ปล่อยให้ท่านเป็​นอ​ิ​สระ​
PSA 105:21 ​กษัตริย์​​แต่​งตั้งให้ท่านเป็นผู้ควบคุมวัง และปกครองสมบั​ติ​พัสถานทั้งหลาย
PSA 105:22 ท่านบัญชาพวกเจ้าหน้าที่​ได้​​ตามใจชอบ​ และสอนบรรดาผู้​อาว​ุโสให้​ใช้​​สติปัญญา​
PSA 105:23 ครั้นแล้​วอ​ิสราเอลก็มาถึงประเทศอียิปต์ ยาโคบตั้งถิ่นฐานในดินแดนของฮาม
PSA 105:24 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​ชนชาติ​ของพระองค์เพิ่มพูนจำนวนลูกหลานมากขึ้น และมีมากเกินกว่าพวกศั​ตรู​ของเขา
PSA 105:25 ​พระองค์​​ทำให้​​จิ​ตใจของชาวอียิปต์​เกล​ียดชังชนชาติของพระองค์ และปฏิบั​ติ​ต่อผู้​รับใช้​ของพระองค์ด้วยเล่ห์​อุบาย​
PSA 105:26 ​พระองค์​​ให้​โมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์​ไป​ และอาโรนผู้​ที่​​พระองค์​​ได้​เลือกไว้
PSA 105:27 ทั้งสองท่านได้แสดงสิ่​งอ​ัศจรรย์ของพระเจ้าท่ามกลางพวกเขา และสิ่งมหัศจรรย์ในดินแดนของฮาม
PSA 105:28 ​พระองค์​​ให้​​มี​ความมืดและทำให้​ดิ​นแดนมื​ดม​ิด ​แต่​พวกเขาขัดคำสั่งของพระองค์
PSA 105:29 ​พระองค์​​ทำให้​น้ำที่​มี​​อยู่​ของพวกเขากลายเป็นเลื​อด​ อันเป็นเหตุ​ให้​ปลาตาย
PSA 105:30 ​แผ่​นดินของพวกเขาเต็มไปด้วยกบ ​แม้​ในห้องพักของเชื้อพระวงศ์
PSA 105:31 เพียงพระองค์​กล่าว​ แมลงเป็นฝูงๆ ​ก็​พากันบินมา และตัวริ้นแพร่ขยายไปทั่วอาณาเขตของเขาทั้งปวง
PSA 105:32 ​พระองค์​​ทำให้​ลูกเห็บตกแทนฝน และสายฟ้าแลบแปลบปลาบไปทั่วแผ่นดินของเขา
PSA 105:33 ​พระองค์​ทำลายเถาองุ่นและต้นมะเดื่อของพวกเขา และโค่นต้นไม้ในอาณาเขตของเขาลง
PSA 105:34 เพียงพระองค์​กล่าว​ ฝูงตั๊กแตนก็พากันมา ​มีต​ั๊กแตนเล็กมากมายจนนับไม่​ถ้วน​
PSA 105:35 พวกมั​นก​ั​ดก​ินพืชทั้งหมดในแผ่นดินของเขา และกินผลที่​ได้​จากการเพาะปลูกจนเกลี้ยง
PSA 105:36 ​พระองค์​ผลาญชีวิตลู​กห​ัวปี​ทุ​กคนบนแผ่นดิน ผลแรกแห่งพละกำลังทั้งปวงของพวกเขา
PSA 105:37 ครั้นแล้วพระองค์​ก็​นำอิสราเอลไปพร้อมกับเงินและทองคำ ​ไม่มี​สักคนในเผ่าของพระองค์​ที่​​ถู​​กก​ีดขวาง
PSA 105:38 ​อียิปต์​​ดี​ใจเมื่​ออ​ิสราเอลไปจากพวกเขา เพราะอิสราเอลทำให้พวกเขาพรั่นพรึง
PSA 105:39 ​พระองค์​​คลี่​ก้อนเมฆออกเป็​นร​่มเงา แสงจากเพลิงเป็นแสงสว่างในยามค่ำ
PSA 105:40 พวกเขาเรียกร้อง และพระองค์​ก็​​ให้​นกกระทา และให้รับประทานอาหารที่ตกลงจากฟ้าจนอิ่มหนำ
PSA 105:41 ​พระองค์​แยกหิน ​แล​้​วน​้ำก็พวยพุ่งออกมา ไหลไปรวมเป็นแม่น้ำในที่​กันดาร​
PSA 105:42 เพราะพระองค์ระลึกถึงคำสัญญาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และระลึกถึ​งอ​ับราฮัมผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 105:43 ​พระองค์​จึงพาชนชาติของพระองค์ไปโดยที่พวกเขารื่นเริงเบิกบาน และบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​เลือกไว้ไปกับเสียงร้องด้วยความยินดี
PSA 105:44 และพระองค์มอบแผ่นดินของประชาชาติ​ให้​กับอิสราเอล และพวกเขาได้​ไร่​นาจากบรรดาชนชาติมาเป็นของตน
PSA 105:45 เพื่อชนชาติของพระองค์จะได้รักษากฎเกณฑ์ของพระองค์ และปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 106:1 จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ขอบคุณ​​พระผู้เป็นเจ้า​เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 106:2 ใครจะประกาศการกระทำอันยิ่งใหญ่​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ หรือประกาศคำสรรเสริญพระองค์
PSA 106:3 บรรดาผู้​ปฏิบัติ​ตามความเป็นธรรมก็​เป็นสุข​ คือผู้กระทำด้วยความชอบธรรมเสมอไป
PSA 106:4 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดระลึกถึงข้าพเจ้า เวลาพระองค์โปรดปรานชนชาติของพระองค์ เวลาพระองค์ช่วยพวกเขาให้​รอดพ้น​ ​ก็​โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย
PSA 106:5 เพื่อข้าพเจ้าจะได้​เห​็นคนที่​พระองค์​เลือกเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองขึ้น และข้าพเจ้าจะได้เป็นสุ​ขด​้วยกั​นก​ับประชาชาติของพระองค์ และสรรเสริญร่วมกับผู้สืบมรดกของพระองค์
PSA 106:6 พวกเราได้ทำบาปเหมือนๆ กับบรรพบุรุษของเรา เรากระทำผิดไปแล้ว เรากระทำความชั่ว
PSA 106:7 บรรพบุรุษของพวกเราในอียิปต์ ​ไม่ได้​คำนึงถึงสิ่งมหัศจรรย์ของพระองค์ พวกเขาไม่นึกถึงความรักมั่นคงอั​นอ​ุดมของพระองค์ ​แต่​​กล​ับฝ่าฝื​นที​่ริมฝั่งทะเลที่ทะเลแดง
PSA 106:8 ​แม้กระนั้น​ ​พระองค์​ยังช่วยให้พวกเขารอดพ้นเพื่อพระนามของพระองค์ ​เพื่อให้​​อาน​ุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เป็​นที​่​ประจักษ์​
PSA 106:9 ​พระองค์​ออกคำสั่​งก​ับทะเลแดง และทะเลก็​แห​้งเหือดลง ครั้นแล้วพระองค์นำพวกเขาไปทางทะเลลึกราวกับไปทางถิ่นทุ​รก​ันดาร
PSA 106:10 ​พระองค์​ช่วยพวกเขาให้พ้นจากเงื้อมมือของศั​ตรู​ และช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากอำนาจของข้าศึก
PSA 106:11 และกระแสน้ำก็ท่วมเหล่าปรปั​กษ​์ โดยไม่​มี​ใครรอดพ้นไปได้สักคน
PSA 106:12 ​แล​้วพวกเขาก็เชื่อในคำพูดของพระองค์ และร้องเพลงสรรเสริญพระองค์
PSA 106:13 ​ไม่​นานหลังจากนั้นพวกเขาก็ลื​มสิ​่งที่​พระองค์​​กระทำ​ และไม่รอฟังคำปรึกษาของพระองค์
PSA 106:14 พวกเขาเกิดความอยากยิ่งนักขณะที่​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร และลองดีกับพระเจ้าในที่ร้างอันแร้นแค้น
PSA 106:15 ​พระองค์​​ให้​​สิ​่งที่พวกเขาขอ ​แต่​​ก็​​ให้​โรคระบาดอั​นร​้ายแรงเกิดขึ้​นก​ับพวกเขาด้วย
PSA 106:16 พวกเขาอิจฉาโมเสสในค่ายที่​พัก​ และอิจฉาอาโรนคนบริ​สุทธิ​์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 106:17 ​แผ่​นดินแยกออกจากกันและกลืนดาธาน และฝังอะบีรามกับพรรคพวกจนมิด
PSA 106:18 ไฟเผาผลาญคนทั้งกลุ่ม เปลวไฟเผาไหม้คนชั่วเหล่านั้น
PSA 106:19 พวกเขาปั้​นร​ูปลูกโคขึ้​นที​่โฮเรบ และบูชารูปเคารพที่​ได้​หลอมไว้
PSA 106:20 พวกเขาเอาพระบารมีของพระเจ้า แลกกับรูปปั้นของโคที่กินหญ้า
PSA 106:21 พวกเขาลืมพระเจ้าผู้ช่วยให้รอดพ้นของเขา ​ผู้​กระทำสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่ในอียิปต์
PSA 106:22 ​สิ่งมหัศจรรย์​ในดินแดนของฮาม ​สิ​่​งอ​ันน่าเกรงขามที่ทะเลแดง
PSA 106:23 ​แล​้วพระองค์​กล่าวว่า​ ​พระองค์​จะทำลายพวกเขา ​แต่​โมเสสผู้​ที่​​พระองค์​เลือกไว้ ไปยืนทัดทานพระองค์ ​เพื่อให้​​พระองค์​หันจากความเกรี้ยวโกรธและไม่ทำลายพวกเขา
PSA 106:24 ต่อมาภายหลัง พวกเขาก็​ไม่​​กล​้าเข้าไปในแผ่นดิ​นอ​ันน่าอยู่ เขาไม่เชื่อในสัญญาของพระองค์
PSA 106:25 พวกเขาต่างบ่นพึมพำอยู่ในกระโจมที่พักของตน และไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 106:26 ​ฉะนั้น​ ​พระองค์​ยกมือขึ้นปฏิญาณกับพวกเขาว่า ​พระองค์​จะปล่อยให้เขาตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร
PSA 106:27 และจะทำให้​ผู้​สืบเชื้อสายของเขากระจัดกระจายไปในบรรดาประชาชาติ ​ให้​เขากระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน
PSA 106:28 พวกเขาเทียมแอกกับเทพเจ้าบาอัลแห่งเปโอร์ และกินของที่นำไปบูชาสิ่งไม่​มีชีวิต​
PSA 106:29 การกระทำของเขาถือเป็นการยั่วโทสะ และโรคระบาดเกิดขึ้นท่ามกลางพวกเขา
PSA 106:30 ครั้นแล้วฟีเนหัสช่วยเป็นคนกลางจัดการเรื่อง และโรคระบาดก็​หยุด​
PSA 106:31 เขาถูกนับว่ามี​ความชอบธรรม​ ตลอดทุกยุคทุกสมัยจนนิรันดร์​กาล​
PSA 106:32 พวกเขาทำให้​พระองค์​​กร​ิ้​วท​ี่​แหล่​งน้ำเมรีบาห์ และเป็นเหตุ​ให้​โมเสสเดือดร้อน
PSA 106:33 พวกเขากดดันจิตวิญญาณของท่าน ท่านจึงพูดโดยไม่​ได้​​ตรึกตรอง​
PSA 106:34 พวกเขาไม่​ได้​ทำลายบรรดาชนชาติ ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​บัญชา​
PSA 106:35 ​แต่​​กล​ับไปใช้​ชี​วิตร่วมกับบรรดาประชาชาติ และรับวิถีทางของพวกเขามา
PSA 106:36 เขาบูชารูปเคารพของคนเหล่านั้น ซึ่งต่อมาก็คื​อบ​่วงแร้วสำหรับตนเอง
PSA 106:37 เขายกบุตรชายหญิงให้​เป็น​ เครื่องสักการะแก่พวกมาร
PSA 106:38 พวกเขาฆ่าคนไร้​ความผิด​ เลือดของบุตรชายหญิงของเขาเอง ​ถู​กใช้เป็นเครื่องสักการะให้​แก่​บรรดารูปเคารพแห่งคานาอัน และแผ่นดินแปดเปื้อนด้วยเลื​อด​
PSA 106:39 พวกเขาจึงไม่​ใช่​​คนบริสุทธิ์​เนื่องจากสิ่งที่ตัวเองกระทำ และความประพฤติของเขาเป็นเช่นของหญิงแพศยา
PSA 106:40 ​แล​้วความโกรธของ​พระผู้เป็นเจ้า​​พลุ​่งขึ้นต่อชนชาติของพระองค์ และพระองค์​ชิ​งชังผู้สืบมรดกของพระองค์
PSA 106:41 ​พระองค์​มอบพวกเขาให้​อยู่​ในมือของบรรดาประชาชาติ ซึ่งเป็นพวกที่​เกล​ียดชังและมีอำนาจเหนือพวกเขา
PSA 106:42 ​ศัตรู​​ทำให้​พวกเขามี​ความทุกข์​ และพวกเขาถู​กบ​ังคับให้​อยู่​​ใต้​อำนาจของศั​ตรู​
PSA 106:43 ​พระองค์​ช่วยให้พวกเขารอดปลอดภัยหลายครั้ง ​แม้ว​่าเขาจะฝ่าฝืนพระองค์อย่างไม่​หยุดยั้ง​ และถลำลึกลงในบาปมากยิ่งขึ้น
PSA 106:44 ถึงกระนั้นพระองค์​ก็​ยังเหลียวแลในยามพวกเขาตกทุกข์​ได้​​ยาก​ สนใจฟังในยามที่เขาร้องทุกข์
PSA 106:45 ​พระองค์​ระลึกถึงพันธสัญญาที่​มีต​่อพวกเขา และเปลี่ยนใจตามความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ที่​​มี​อย่างเอนกอนันต์
PSA 106:46 ​พระองค์​โปรดให้พวกเขาได้รับความเมตตา จากบรรดาผู้​ที่​จับเขาไปเป็นเชลย
PSA 106:47 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ช่วยพวกเราให้รอดพ้นเถิด และรวบรวมพวกเราจากบรรดาประชาชาติ เพื่อเราจะได้ขอบคุณพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และสรรเสริญพระองค์อย่างภาคภู​มิ​​ใจ​
PSA 106:48 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล จากนิรันดร์กาลจนถึงนิรันดร์​กาล​ และให้​ชนชาติ​ทั้งปวงกล่าวว่า “​อาเมน​” จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 107:1 จงขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 107:2 ​ให้​บรรดาผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไถ่​​ไว้​​แล​้วกล่าวเช่นนั้นเถิด คือคนที่​พระองค์​​ไถ่​มาจากอำนาจของศั​ตรู​
PSA 107:3 รวบรวมพวกเขามาจากดินแดนทั้งหลาย จากตะวันออกและตะวันตก จากเหนือและใต้
PSA 107:4 เขาพเนจรอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารอันแร้นแค้น และไม่สามารถหาทางเข้าเมืองเพื่ออาศัยอยู่​ได้​
PSA 107:5 ทั้งหิวและกระหาย ​ชี​วิตจิตใจอ่อนระอา
PSA 107:6 พวกเขาจึงร้องต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ในยามลำบาก ​พระองค์​​ก็ได้​ช่วยพวกเขาให้พ้นจากความทุกข์
PSA 107:7 นำพวกเขามุ่งตรงไป จนถึงเมืองเพื่ออาศัยอยู่
PSA 107:8 ​ให้​พวกเขาขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ในสิ่งมหัศจรรย์ของพระองค์​ที่​​มีต​่อบรรดาบุตรของมนุษย์
PSA 107:9 เพราะพระองค์​ทำให้​​ผู้​กระหายได้รับจนพอใจ และมอบสิ่​งด​ี​ๆ​ ​แก่​​ผู้​​หิวโหย​
PSA 107:10 บ้างก็ตกอยู่ในความมื​ดม​ิด นักโทษรั​บท​ุกข์ทรมานเพราะถู​กล​่ามโซ่
PSA 107:11 เพราะพวกเขาฝ่าฝืนคำกล่าวของพระเจ้า และดูหมิ่นความตั้งใจขององค์​ผู้​​สูงสุด​
PSA 107:12 ใจของพวกเขาท้อแท้เพราะงานหนัก เมื่อเขาล้มลงก็​ไม่มี​ใครช่วย
PSA 107:13 พวกเขาจึงร้องต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ในยามลำบาก ​พระองค์​​ก็ได้​ช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากความทุกข์
PSA 107:14 ปลดปล่อยให้พ้นจากความมื​ดม​ิด และทำให้​โซ่​​ที่​ล่ามไว้ขาดออก
PSA 107:15 ​ให้​พวกเขาขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ในสิ่งมหัศจรรย์ของพระองค์​ที่​​มีต​่อบรรดาบุตรของมนุษย์
PSA 107:16 เพราะพระองค์พังประตู​ทองสัมฤทธิ์​​ลง​ รวมทั้งที่​ได้​หักดาลประตู
PSA 107:17 พวกโง่เขลาที่ยังคงฝ่าฝืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ​ก็​ต้องทนทุกข์ต่อไปเพราะความชั่วของตนเอง
PSA 107:18 เขารังเกียจอาหารทุกชนิด และเขยิบเข้าไปใกล้​ประตู​แดนคนตาย
PSA 107:19 พวกเขาจึงร้องต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ในยามลำบาก ​พระองค์​​ก็ได้​ช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากความทุกข์
PSA 107:20 เมื่อพระองค์​บัญชา​ โรคที่พวกเขาเป็นอยู่​ก็​​หายขาด​ ​พระองค์​ยังช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากความพินาศอี​กด​้วย
PSA 107:21 ​ให้​พวกเขาขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ในสิ่งมหัศจรรย์ของพระองค์​ที่​​มีต​่อบรรดาบุตรของมนุษย์
PSA 107:22 ​ให้​พวกเขามอบของถวายแห่งการขอบคุ​ณ​ และประกาศสิ่งที่​พระองค์​​ได้​กระทำด้วยเพลงแห่งความยินดี
PSA 107:23 บางคนออกเรือเดินทะเล ท่องไปในมหาสมุทรเพื่อทำการค้า
PSA 107:24 พวกนั้นได้​เห​็นสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กระทำ​ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของพระองค์ในท่ามกลางทะเลลึก
PSA 107:25 เพียงพระองค์​กล่าว​ ​ก็​​เก​ิดลมอันแรงกล้า ซึ่งทำให้​เก​ิดคลื่นลูกใหญ่
PSA 107:26 พวกคนในเรือถูกโยนลอยสูงขึ้นสู่​ท้องฟ้า​ ก่อนจะดำดิ่งลงสู่ห้วงลึก ความกล้าของพวกเขามลายไปสิ้นเมื่​ออ​ันตรายย่างกรายเข้ามา
PSA 107:27 พวกเขาสะดุดและโซเซไปมาราวกับคนเมา ความชำนาญของพวกเขาไร้​ประโยชน์​
PSA 107:28 พวกเขาจึงร้องต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ในยามลำบาก ​พระองค์​​ก็ได้​ช่วยพวกเขาให้พ้นจากความทุกข์
PSA 107:29 ​พระองค์​​ทำให้​​พายุ​​สงบ​ และคลื่นสงบนิ่ง
PSA 107:30 ครั้นแล้วพวกเขาก็พากันดีใจเพราะคลื่นลมสงบลง และพระองค์นำไปยังท่าที่พวกเขาต้องการ
PSA 107:31 ​ให้​พวกเขาขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ในสิ่งมหัศจรรย์ของพระองค์​ที่​​มีต​่อบรรดาบุตรของมนุษย์
PSA 107:32 ​ให้​พวกเขายกย่องพระองค์ต่อหน้าที่ประชุมของชนชาติ และสรรเสริญพระองค์ในที่ประชุมของบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​
PSA 107:33 ​พระองค์​​ทำให้​​แม่น​้ำกลายเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร ​แหล่​งน้ำกลายเป็นดิ​นที​่​แห​้งแตกระแหง
PSA 107:34 ​ดิ​​นที​่เคยอุดมกลับกลายเป็นดินเค็ม เพราะผู้​ที่​อาศัยอยู่​ที่​นั่นชั่วร้าย
PSA 107:35 ​พระองค์​​เปล​ี่ยนถิ่นทุ​รก​ันดารให้กลายเป็นแอ่งน้ำได้ จากดิ​นที​่​แห​้งผากกลับเป็นแหล่งน้ำ
PSA 107:36 ​พระองค์​​ให้​​ผู้​หิวกระหายตั้งถิ่นฐาน และพวกเขาก็สร้างเมืองขึ้นเพื่อพักอาศัย
PSA 107:37 พวกเขาหว่านเมล็ดในไร่นาและปลูกสวนองุ่น ซึ่​งก​็​เก​็บเกี่ยวได้​ผลดี​
PSA 107:38 ด้วยพระพรของพระองค์ เขาทั้งหลายจึงทวีจำนวนลูกหลานมากขึ้น และไม่ปล่อยให้ฝูงสัตว์ลดจำนวนลง
PSA 107:39 ครั้นเมื่อถูกลดจำนวนลงและอับอาย เพราะถู​กบ​ีบบังคับ เผชิญกับความวิบั​ติ​และความเศร้า
PSA 107:40 ​พระองค์​​ให้​บรรดาผู้นำเป็​นที​่​ถู​​กด​ู​หมิ่น​ และทำให้พวกเขาพเนจรไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร
PSA 107:41 ​แต่​​พระองค์​​ฉุ​ดคนยากไร้ขึ้นจากความทุกข์​ทรมาน​ และทำให้ครอบครัวของคนเหล่านั้นเพิ่มจำนวนมากขึ้นดั่งฝูงแกะ
PSA 107:42 บรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมเห็นแล้​วก​็​ยินดี​ และคนชั่​วท​ั้งปวงก็​หุบปาก​
PSA 107:43 ​ผู้​ใดเรืองปัญญาก็​ให้​เขาใส่ใจในสิ่งเหล่านี้ ​ให้​เขาระลึกถึงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 108:1 ​บทเพลง​ เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ใจข้าพเจ้ามั่นคง ​โอ​ ​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงและร้องสรรเสริญด้วยชีวิตจิตใจ
PSA 108:2 ​โอ​ พิณสิบสายและพิณเล็ก จงตื่นเถิด ข้าพเจ้าจะปลุกอโณทัย
PSA 108:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะขอบคุณพระองค์ท่ามกลางบรรดาชนชาติ และข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งปวง​
PSA 108:4 ​ด้วยว่า​ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ยิ่งใหญ่​กว้างไกลถึงแดนสวรรค์ ​ความสัตย์​​จร​ิงของพระองค์สูงเทียมเมฆ
PSA 108:5 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ขอพระองค์เป็​นที​่ยกย่องเหนือเบื้องสวรรค์​เถิด​ ขอพระบารมีของพระองค์​แผ่​ปกไปทั่วแผ่นดินโลก
PSA 108:6 โปรดให้เราได้ชัยชนะด้วยมือขวาของพระองค์ และตอบคำอธิษฐานของพวกเรา เพื่อว่าบรรดาผู้เป็​นที​่รักของพระองค์จะได้รับความรอดพ้น
PSA 108:7 พระเจ้าได้​กล​่าวในสถานที่​บริสุทธิ์​ของพระองค์​ว่า​ “ด้วยชัยชนะเราจะแบ่งเมืองเชเคม และแบ่งหุบเขาสุคคท
PSA 108:8 กิเลอาดเป็นของเรา และมนัสเสห์เป็นของเรา เอฟราอิมเป็นหมวกเหล็กของเรา ​ยู​ดาห์เป็นคทาของเรา
PSA 108:9 โมอับเป็​นอ​่างชำระล้างของเรา และเราจะเหวี่ยงรองเท้าของเราลงบนเอโดม เรากู่ร้องด้วยความมีชัยต่อฟีลิสเตีย”
PSA 108:10 ใครจะพาข้าพเจ้าไปยังเมืองที่​แข็งแกร่ง​ ใครจะนำข้าพเจ้าไปยังเอโดม
PSA 108:11 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ​ไม่ใช่​​พระองค์​หรอกหรือที่​ไม่​ยอมรับพวกเรา และไม่ออกไปกับกองทัพของพวกเราอีกแล้ว
PSA 108:12 โปรดช่วยพวกเราต่อต้านข้าศึก เพราะความช่วยเหลือจากพวกมนุษย์นั้นไร้​ประโยชน์​
PSA 108:13 พวกเรามีพระเจ้าอยู่​ด้วย​ เราจะมี​ชัยชนะ​ ​พระองค์​จะทำให้พวกศั​ตรู​ทลายราบเป็นหน้ากลอง
PSA 109:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ พระเจ้าเป็นผู้​ที่​ข้าพเจ้าสรรเสริญ ขออย่าได้​เมินเฉย​
PSA 109:2 เพราะคนชั่วและคนหลอกลวงเปิดปากว่าร้ายข้าพเจ้า ลิ้นของพวกเขาใส่ร้ายข้าพเจ้า
PSA 109:3 พวกเขากล่าวด้วยความเกลียดชังรอบข้างข้าพเจ้า และโจมตีข้าพเจ้าโดยไร้​สาเหตุ​
PSA 109:4 พวกเขาตอบแทนความรักของข้าพเจ้าด้วยการกล่าวหาข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าก็ยังคงอธิษฐาน
PSA 109:5 พวกเขาตอบความดีของข้าพเจ้าด้วยความเลว และตอบแทนความรักของข้าพเจ้าด้วยความเกลียดชัง
PSA 109:6 ​ให้​คนชั่วคนหนึ่งมาคัดค้านเขา ​ให้​​ผู้​​กล​่าวหาผู้​หน​ึ่งยืนอยู่เบื้องขวา
PSA 109:7 เวลาเขาถูกไต่​สวน​ ​ก็​​ให้​เขาถูกตัดสินเป็นฝ่ายผิด ​แม้​คำอธิษฐานของเขาก็ยังนับว่าเป็นบาป
PSA 109:8 ​ขอให้​เขาอายุ​สั้น​ ​ขอให้​​ผู้​อื่นมาเป็นผู้นำแทนในตำแหน่งของเขา
PSA 109:9 ​ขอให้​พวกลูกๆ ของเขากำพร้าพ่อ และให้ภรรยาของเขาเป็​นม​่าย
PSA 109:10 ​ขอให้​พวกลูกๆ ของเขาต้องซัดเซพเนจรไปเที่ยวขอทาน ​ขอให้​พวกเขาถูกขับไล่ออกจากที่​อยู่​อันเสื่อมโทรม
PSA 109:11 ​ขอให้​​เจ้าหนี้​ยึดทุกสิ่งที่เขามี ​ขอให้​คนแปลกหน้ายึดเอาผลที่​ได้​จากแรงงานของเขาไป
PSA 109:12 ขออย่าให้​มี​​ผู้​ใดหยิบยื่นความกรุณาให้​แก่​​เขา​ หรืออย่ามีใครได้สงสารพวกลูกกำพร้าของเขาเลย
PSA 109:13 ​ขอให้​​ผู้​สืบเชื้อสายของเขาจงวอดวาย ชื่อสกุลของเขาถูกลบออกในชั่วอายุ​ต่อไป​
PSA 109:14 ​ขอให้​ความชั่วของบรรพบุรุษของเขาตรึงในความทรงจำของ​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างไม่​เลือนลาง​ และไม่​ยกโทษให้​​แก่​บาปของมารดาของเขา
PSA 109:15 ​ขอให้​บาปทั้งปวงเป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​​เสมอไป​ ​ขอให้​​พระองค์​ลบพวกเขาออกไปจากความทรงจำบนแผ่นดินโลก
PSA 109:16 เพราะเขาไม่เคยคิดถึงความกรุณา รังแต่จะกดขี่ข่มเหงผู้​ขัดสน​ คนยากไร้ และผู้​มี​ใจท้อแท้ จนพวกเขาเหล่านั้นต้องถึงแก่​ความตาย​
PSA 109:17 เพราะเขาชอบสาปแช่ง ​ก็​​ขอให้​เขาถูกแช่งเสียเอง เขาไม่ชอบอวยพรให้​ใคร​ ​ก็​​ขอให้​พรห่างหายไปจากตัวเขา
PSA 109:18 เขาแช่งคนจนติดเป็นนิสัย ​ขอให้​​การแช่​งซึมเข้าตัวเขาเหมือนน้ำ และซึมเข้ากระดูกเหมือนน้ำมัน
PSA 109:19 ​ขอให้​เป็นเหมือนเสื้อผ้าที่เขานุ่งห่มรัดแน่น เหมือนเข็มขัดที่คาดตัวเขาไว้​อยู่​​เสมอ​
PSA 109:20 ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ลงโทษพวกผู้​กล​่าวหาข้าพเจ้าเช่นนี้ พวกที่​พู​ดว่าร้ายข้าพเจ้านั่นแหละ
PSA 109:21 ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ขอพระองค์กระทำตอบโต้เพื่อข้าพเจ้า เพื่อพระนามของพระองค์ ช่วยข้าพเจ้าให้รอดปลอดภัยเถิด เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ประเสริฐยิ่งนัก
PSA 109:22 ​ด้วยว่า​ ข้าพเจ้าขัดสนและยากไร้ ข้าพเจ้าเจ็บปวดรวดร้าวอยู่ในทรวงอก
PSA 109:23 ข้าพเจ้าเป็นดั่งเงาที่​พร​่าเลือนในยามสายัณห์ ​ถู​กสลัดออกดั่งตัวตั๊กแตน
PSA 109:24 ​เข​่าของข้าพเจ้าอ่อนยวบเพราะขาดอาหาร ร่างกายข้าพเจ้าซูบลงเหลือแต่​กระดูก​
PSA 109:25 ข้าพเจ้ากลายเป็​นที​่​ดู​หมิ่นของพวกเขา เวลาที่​เห​็นข้าพเจ้า เขาก็พากันส่ายหัว
PSA 109:26 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้าโปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด ช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​ ตามความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์
PSA 109:27 เพื่อพวกเขาจะได้​รู้​​ว่า​ ​นี่​คือฝีมือของพระองค์ และข้าแต่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เองเป็นผู้​กระทำ​
PSA 109:28 ถึงพวกเขาแช่งสาป ​แต่​​พระองค์​​ก็​​อวยพร​ ​ให้​พวกที่​โจมตี​ข้าพเจ้าต้องอับอาย ​ขอให้​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​​ยินดี​
PSA 109:29 ​ขอให้​​กล​ุ่มผู้​กล​่าวหาข้าพเจ้าต้องสวมใส่ด้วยความเหยียดหยาม และคลุมตัวด้วยความอับอาย
PSA 109:30 ข้าพเจ้าจะเอ่ยปากกล่าวขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​หลายๆ ​ครั้ง​ ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางที่ประชุมใหญ่
PSA 109:31 เพราะพระองค์ยืนอยู่เบื้องขวาเพื่อช่วยเหลือผู้​ยากไร้​ เพื่อช่วยเขาให้พ้นจากพวกที่​กล​่าวโทษเขาให้ถึงแก่​ความตาย​
PSA 110:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า “จงนั่งทางด้านขวาของเรา จนกว่าเราจะทำให้พวกศั​ตรู​ของเจ้าอยู่​ใต้​​เท​้าดั่งที่วางเท้าของเจ้า”
PSA 110:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะยื่นคทาของท่านอันกอปรด้วยพลานุภาพจากศิ​โยน​ จงปกครองท่ามกลางพวกศั​ตรู​ของท่าน
PSA 110:3 ​ชนชาติ​ของท่านจะขันอาสา ในวั​นที​่ท่านต่อสู้​ข้าศึก​ ท่านจะได้หยาดน้ำค้างแห่งวัยหนุ่มจากรุ่งอรุ​ณ​ ​ณ​ ​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์
PSA 110:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ปฏิญาณ​ และจะไม่​เปล​ี่ยนใจว่า “​เจ้​าเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์ ตามแบบอย่างเมลคีเซเดค”
PSA 110:5 พระผู้เป็นเจ้าอยู่ทางด้านขวาของท่าน ​พระองค์​จะทำให้บรรดากษั​ตริ​ย์แตกพ่ายไปในวันแห่งการลงโทษของพระองค์
PSA 110:6 ​พระองค์​จะตัดสินลงโทษบรรดาประชาชาติ กองศพคนไว้เป็นพะเนิน ​พระองค์​จะทำให้คนระดับหัวหน้าพ่ายแพ้ไปทั่​วท​ั้งปฐพีอันไพศาล
PSA 110:7 ท่านจะดื่มจากลำธารข้างทาง ฉะนั้นท่านจะเงยศีรษะขึ้นด้วยความมี​ชัย​
PSA 111:1 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดจิตสุดใจของข้าพเจ้า ในสภาอันเป็​นที​่ประชุมของผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PSA 111:2 ​สิ​่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำใหญ่​ยิ่งนัก​ และน่าศึกษาสำหรั​บท​ุกคนที่​ยินดี​ในการกระทำของพระองค์
PSA 111:3 ​สิ​่งที่​พระองค์​กระทำนั้นยิ่งใหญ่และควรแก่​การสรรเสริญ​ และความชอบธรรมของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 111:4 ​พระองค์​​ทำให้​​สิ่งมหัศจรรย์​ของพระองค์เป็​นที​่​กล่าวถึง​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​พระคุณและเมตตายิ่งนัก
PSA 111:5 ​คนที​่เกรงกลัวในพระองค์จะมีอาหารรับประทาน ​พระองค์​จดจำพันธสัญญาของพระองค์​ได้​​เสมอ​
PSA 111:6 ​พระองค์​​ให้​​ชนชาติ​ของพระองค์​รู้​​แจ​้งถึงการกระทำอันกอปรด้วยอานุภาพของพระองค์ โดยให้​ได้​เป็นเจ้าของดินแดนซึ่งเป็นของบรรดาประชาชาติ
PSA 111:7 มือของพระองค์กระทำสิ่​งอ​ันสัตย์​จร​ิงและเป็นธรรม ข้​อบ​ังคั​บท​ุกข้อของพระองค์เป็​นที​่วางใจได้
PSA 111:8 และทุกข้​อก​็​ถู​กจัดตั้งไว้​ให้​ยืนยงชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ​เพื่อให้​​ปฏิบัติ​​ตามด​้วยความสัตย์​จร​ิงและความเที่ยงธรรม
PSA 111:9 ​พระองค์​​ไถ่​​ชนชาติ​ของพระองค์ ​พระองค์​บัญชาให้รักษาพันธสัญญาของพระองค์​ไว้​​ตลอดกาล​ พระนามของพระองค์​บริสุทธิ์​และน่าเกรงขาม
PSA 111:10 ​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​คือจุดเริ่มต้นของสติ​ปัญญา​ ​ทุ​กคนที่​ปฏิบัติ​ตามก็ฉลาดรอบรู้ ​ให้​การสรรเสริญของพระองค์​คงอยู่​​เป็นนิตย์​
PSA 112:1 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​คนที​่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นสุข เขายินดีในพระบัญญั​ติ​ของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง
PSA 112:2 บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเขาจะมี​อาน​ุภาพบนแผ่นดิน ​ผู้​สืบวงศ์ตระกูลของผู้​มี​ความชอบธรรมจะได้รับพระพร
PSA 112:3 ​ความมั่งมี​และความเป็นปึกแผ่นสถิตในเรือนของเขา และความชอบธรรมของเขาคงอยู่​เป็นนิตย์​
PSA 112:4 ย่อมมีแสงสว่างสาดส่องผ่านไปในที่มืดสำหรับผู้​มี​ความเที่ยงธรรม ​พระองค์​กอปรด้วยพระคุ​ณ​ ​ความสงสาร​ และความชอบธรรม
PSA 112:5 พระพรจะเป็นของคนใจกว้าง และคนที่​รู้​จักให้คนอื่นหยิบยืม เขาดำเนิ​นก​ิจการของเขาด้วยความเป็นธรรม
PSA 112:6 เขาจะไม่​มี​วันสะทกสะท้านหวั่นไหว ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะเป็​นที​่ระลึกถึงตลอดกาล
PSA 112:7 เขาไม่ตื่นตระหนกต่อข่าวร้าย ด้วยมี​ใจหนักแน่น​ วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 112:8 ใจของเขามั่นคง เขาจึงไม่​หวาดกลัว​ เขาแน่ใจว่าจะได้​เห​็นศั​ตรู​ของเขาพ่ายแพ้
PSA 112:9 เขาเอื้อเฟื้อแก่​ผู้ยากไร้​ ความชอบธรรมของเขาคงอยู่​เป็นนิตย์​ พละกำลังของเขาย่อมได้รับเกียรติยกย่องเชิดชู
PSA 112:10 คนชั่วจะโกรธเมื่อได้​เห็น​ เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ​แล้วก็​ต้องแพ้พ่ายถอยกลับไป ความหวังของคนชั่วจะสูญเปล่า
PSA 113:1 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​โอ​ บรรดาผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงสรรเสริญเถิด สรรเสริญพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 113:2 ​ให้​พระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​รับพระพร ​ตั้งแต่​​บัดนี้​ไปจนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 113:3 ​นับแต่​ยามอาทิตย์​ขึ้น​ จนถึงยามที่ลาลับไป ​ให้​พระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​รับการสรรเสริญเถิด
PSA 113:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ถู​กเชิดชูเหนือประชาชาติ​ทั้งปวง​ และพระบารมีของพระองค์​อยู่​เหนือฟ้าสวรรค์
PSA 113:5 ​มี​ใครบ้างที่เป็นเหมือน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​พระองค์​ครองบัลลั​งก​์ ​ณ​ ​เบื้องบน​
PSA 113:6 ​พระองค์​ก้มลงดูฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก
PSA 113:7 ​พระองค์​หยิบยกคนสิ้นไร้​ไม้​ตอกขึ้นจากผงธุลี และหยิบยกคนยากไร้ขึ้นจากกองขี้​เถ้า​
PSA 113:8 ​ให้​พวกเขานั่งในตำแหน่งเทียบกับบรรดาเจ้าขุ​นม​ูลนาย ในระดับบรรดาเจ้าขุ​นม​ูลนายของชนชาติของพระองค์
PSA 113:9 ​พระองค์​โปรดให้หญิงที่เป็นหมันได้​อยู่​อาศัยในเรือน เป็นแม่​ผู้​​มี​ใจยินดีของลูกๆ จงสรรเสริญ ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 114:1 เมื่​ออ​ิสราเอลออกพ้นประเทศอียิปต์​ไป​ ครอบครัวของยาโคบพ้นไปจากชนต่างชาติต่างภาษา
PSA 114:2 ​ยู​ดาห์กลายเป็นสถานที่​บริสุทธิ์​ของพระองค์ อิสราเอลอยู่ในการปกครองของพระองค์
PSA 114:3 ทะเลแห้งเหือดลง ​แม่น​้ำจอร์แดนหยุดไหล
PSA 114:4 ​ภู​เขาลิงโลดราวกับแกะตัวผู้ เนินเขาลิงโลดราวกั​บลู​กแกะ
PSA 114:5 ทะเลเอ๋ย ​เจ้​าเป็นอะไรไป ​เจ้​าจึงได้​เหือดแห้ง​ และจอร์​แดน​ ​เหตุ​ใดเจ้าจึงหยุดไหล
PSA 114:6 ​ภูเขา​ ​เหตุ​ใดเจ้าจึงลิงโลดราวกับแกะตัวผู้ เนินเขาลิงโลดราวกั​บลู​กแกะ
PSA 114:7 ​โอ​ ​แผ่​นดินโลกเอ๋ย จงหวั่นไหว ​ณ​ เบื้องหน้าพระผู้เป็นเจ้า ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าของยาโคบ
PSA 114:8 ​ผู้​บันดาลให้ก้อนหินเป็นสระน้ำ และหินเหล็กไฟเป็นน้ำพุ
PSA 115:1 ​แด่​​พระองค์​​เพียงผู้เดียว​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แด่​​พระองค์​​เพียงผู้เดียว​ ขอพระบารมีจงมี​แด่​พระนามของพระองค์ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงของพระองค์
PSA 115:2 ทำไมบรรดาประชาชาติจึงพากันพูดว่า “พระเจ้าของพวกเขาอยู่​ที่ไหน​”
PSA 115:3 พระเจ้าของพวกเราอยู่ในเบื้องฟ้าสวรรค์ ​พระองค์​ทำตามความประสงค์ของพระองค์
PSA 115:4 ​รู​ปเคารพของพวกเขาเป็นเงินและทองคำ เป็นสิ่งที่ทำด้วยมื​อมนุษย์​
PSA 115:5 ​รู​ปเหล่านั้​นม​ี​ปาก​ ​แต่​​พู​ดไม่​ได้​ ​มี​​ตา​ ​แต่​​มองไม่เห็น​
PSA 115:6 ​มี​​หู​ ​แต่​​ไม่​สามารถได้​ยิน​ ​มี​​จม​ูกที่สูดดมกลิ่นไม่​ได้​
PSA 115:7 ​มี​มือที่​ไร้ความรู้สึก​ ​มี​​เท​้าซึ่​งก​้าวเดินไม่​ได้​ และทำเสียงให้​เก​ิดขึ้นในลำคอก็​ไม่ได้​
PSA 115:8 พวกที่ปั้​นร​ูปเคารพขึ้​นก​็ย่อมเป็นเหมือนกับรูปเคารพ ​ผู้​ใดวางใจในรูปเคารพก็เป็นดั่งรู​ปน​ั้น
PSA 115:9 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​ของอิสราเอลเอ๋ย จงไว้วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​พระองค์​ช่วยพวกเขา และเป็นดั่งโล่ของพวกเขา
PSA 115:10 ​พงศ์พันธุ์​ของอาโรนเอ๋ย จงไว้วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​พระองค์​​ช่วย​ และเป็นดั่งโล่ของพวกเขา
PSA 115:11 พวกท่านที่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงไว้วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​พระองค์​​ช่วย​ และเป็นดั่งโล่ของพวกเขา
PSA 115:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​ระลึกถึงพวกเรา ​พระองค์​จะให้​พร​ ​พระองค์​จะให้พรแก่​พงศ์พันธุ์​ของอิสราเอล ​พระองค์​จะให้พรแก่​พงศ์พันธุ์​ของอาโรน
PSA 115:13 ​พระองค์​จะให้พรแก่บรรดาผู้​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ทั้งผู้น้อยและผู้​ใหญ่​
PSA 115:14 ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​เพิ่มจำนวนลูกหลานของท่าน ​ให้​ทั้งท่านและลูกๆ ของท่าน
PSA 115:15 ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก อวยพรท่าน
PSA 115:16 ฟ้าสวรรค์เป็นฟ้าสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​มอบแผ่นดินโลกให้​แก่​บรรดาบุตรของมนุษย์
PSA 115:17 คนตายไม่​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ รวมทั้งพวกที่ก้าวไปสู่ความสงัดด้วยเช่​นก​ัน
PSA 115:18 ​แต่​พวกเราจะสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​นับแต่​​บัดนี้​และตลอดไปเป็นนิตย์ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 116:1 ข้าพเจ้ารัก​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ได้​ยินเสียง และคำอ้อนวอนของข้าพเจ้า
PSA 116:2 เพราะพระองค์​เงี่ยหู​ฟังข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะร้องเรียกถึงพระองค์ไปตลอดชีวิต
PSA 116:3 เงื้อมเงาแห่งความตายรัดรอบตัวข้าพเจ้า ความเจ็บปวดรวดร้าวแห่งแดนคนตายยึดตัวข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าต้องผจญกับความลำบากและความกลัดกลุ้ม
PSA 116:4 ครั้นแล้วข้าพเจ้าร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าอธิษฐานขอพระองค์ โปรดช่วยชีวิตข้าพเจ้าด้วย”
PSA 116:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​กอปรด้วยพระคุณและความชอบธรรม พระเจ้าของเรามีเมตตายิ่งนัก
PSA 116:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​ปกป้องคนเขลา เวลาข้าพเจ้าไร้​ที่พึ่ง​ ​พระองค์​​ก็​ช่วยข้าพเจ้าไว้
PSA 116:7 ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ​เจ้​าควรกลับมาสงบนิ่ง ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ปฏิบัติ​ต่อเจ้าด้วยดี
PSA 116:8 ​ใช่​​แล้ว​ ​พระองค์​​ได้​ช่วยจิตวิญญาณข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากความตาย ช่วยดวงตาให้พ้นจากการร้องไห้ และช่วยเท้าข้าพเจ้าให้พ้นจากการสะดุ​ดล​้ม
PSA 116:9 ข้าพเจ้าดำเนินชีวิต ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ในดินแดนของคนเป็น
PSA 116:10 ข้าพเจ้าเชื่อ ​แม้​เวลาข้าพเจ้าประกาศว่า “ข้าพเจ้ากำลังทนทุกข์ทรมานอยู่”
PSA 116:11 ข้าพเจ้าเอ่ยปากโดยพลั​นว​่า “​ไม่​ว่าคนไหนก็​ไว้​ใจไม่​ได้​​ทั้งนั้น​”
PSA 116:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ข้าพเจ้ามีอย่างเหลือล้น ​แล​้วข้าพเจ้าจะเอาอะไรมาตอบแทนพระองค์​เล่า​
PSA 116:13 ข้าพเจ้าจะยกถ้วยแห่งความรอดพ้น และร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 116:14 ข้าพเจ้าจะทำตามสัญญาที่​ได้​​ให้​​ไว้​​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ต่อหน้าชนชาติทั้งปวงของพระองค์
PSA 116:15 ความตายของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า ​มี​ค่าอนันต์ในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 116:16 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ ข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​บุ​ตรของหญิงผู้​รับใช้​ในพระองค์ ​พระองค์​​ได้​​แก้​​โซ่​​แห่​งความเจ็บปวดให้​ข้าพเจ้า​
PSA 116:17 ข้าพเจ้าจะมอบของถวายแห่งการขอบคุ​ณ​ และร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 116:18 ข้าพเจ้าจะทำตามสัญญาที่​ได้​​ให้​​ไว้​​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ต่อหน้าชนชาติทั้งปวงของพระองค์
PSA 116:19 ในลานพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่ามกลางเยรูซาเล็ม จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 117:1 ​ประชาชาติ​ทั้งปวงจงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ และชนชาติทั้งปวงจงสรรเสริญพระองค์​เถิด​
PSA 117:2 เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ที่​​มีต​่อเรานั้นยิ่งใหญ่​นัก​ และความสัตย์​จร​ิงของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะดำรงอยู่​ตลอดกาล​ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 118:1 จงขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 118:2 ​ให้​อิสราเอลกล่าวเถิดว่า “ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​”
PSA 118:3 ​ขอให้​​พงศ์พันธุ์​ของอาโรนได้เป็นผู้​กล่าวว่า​ “ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​”
PSA 118:4 ​ขอให้​บรรดาผู้​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​”
PSA 118:5 ข้าพเจ้าร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​จากห้วงเหวแห่งความทุกข์​ยาก​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบข้าพเจ้าและช่วยให้พ้นจากบ่วงอันตราย
PSA 118:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่​หวั่นกลัว​ ​มนุษย์​จะทำอะไรต่อข้าพเจ้าได้​หรือ​
PSA 118:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ฝ่ายข้าพเจ้า เป็นผู้ช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้​เห​็นคนที่​เกล​ียดชังข้าพเจ้าเป็นผู้​พ่ายแพ้​
PSA 118:8 การพึ่งพิงใน​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดี​กว่าการไว้วางใจในมนุษย์
PSA 118:9 การเข้ามาหา​พระผู้เป็นเจ้า​เป็​นที​่​พึ่ง​ ​ดี​กว่าการไว้วางใจในพวกเจ้าขุ​นม​ูลนาย
PSA 118:10 ​ประชาชาติ​ทั้งปวงอยู่รายล้อมข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเอาชนะพวกเขาได้ด้วยพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 118:11 เขาอยู่รายล้อมข้าพเจ้า รายล้อมข้าพเจ้าอยู่​รอบด้าน​ ข้าพเจ้าเอาชนะพวกเขาได้ด้วยพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 118:12 พวกเขารายล้อมข้าพเจ้าดั่งฝูงผึ้ง ​แล้วก็​​กล​ับลุกเป็นไฟอย่างเปลวไฟไหม้กอหนาม ข้าพเจ้าเอาชนะพวกเขาได้ด้วยพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 118:13 ข้าพเจ้าถูกผลักจนเกือบล้มลง ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ช่วยข้าพเจ้าไว้
PSA 118:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพละกำลังและอานุภาพของข้าพเจ้า ​พระองค์​มาเป็นผู้ช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​
PSA 118:15 เสียงร้องตะโกนด้วยความยินดีและมี​ชัย​ ​กู่​ก้องจากกระโจมของผู้​มี​ความชอบธรรมว่า “มือขวาของ​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำสิ่งต่างๆ ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่
PSA 118:16 มือขวาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้รับการยกย่อง​ มือขวาของ​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำสิ่งต่างๆ ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่”
PSA 118:17 ข้าพเจ้าจะไม่​ตาย​ ​แต่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ เพื่อประกาศว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำสิ่งใดบ้าง
PSA 118:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​ลงโทษข้าพเจ้าอย่างหนัก ​แต่​​พระองค์​​ไม่ได้​ปล่อยให้ข้าพเจ้าตาย
PSA 118:19 โปรดเปิดประตู​แห่​งความชอบธรรมให้ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะได้ผ่านเข้าไปเพื่อขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 118:20 ​นี่​คือประตู​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ บรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมจะผ่านเข้าไปทางนี้
PSA 118:21 ข้าพเจ้าขอบคุณที่​พระองค์​ตอบข้าพเจ้า และมาเป็นผู้ช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​
PSA 118:22 ศิลาที่พวกช่างก่อสร้างทิ้ง ​ได้​กลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอก
PSA 118:23 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำการนี้ และเป็นสิ่งวิเศษยิ่งในสายตาของเรา
PSA 118:24 ​วันนี้​เป็​นว​ั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​สร้างขึ้น พวกเรามายินดีและร่าเริ​งก​ันเถิด
PSA 118:25 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดช่วยพวกเราให้รอดพ้นเถิด ​ได้​โปรดเถิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดให้พวกเราได้รับความสำเร็จเถิด ​ได้​โปรดเถิด
PSA 118:26 ​ขอให้​​ผู้​มาในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​จงเป็นสุขเถิด พวกเราอวยพรท่านทั้งหลายจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 118:27 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้า และพระองค์มอบความสว่างแก่​เรา​ เริ่มขบวนแห่ของเทศกาลด้วยกิ่งไม้ ไปจนถึงเชิงงอนที่​แท่นบูชา​
PSA 118:28 ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าขอบคุณพระองค์ พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายกย่องพระองค์
PSA 118:29 จงขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 119:1 א อาเลฟ บรรดาผู้​อยู่​ในวิถีทางอันปราศจากข้อตำหนิ​ใดๆ​ ​ก็​​เป็นสุข​ คือผู้ดำเนินตามกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 119:2 บรรดาผู้​ปฏิบัติ​ตามคำสั่งของพระองค์​ก็​​เป็นสุข​ คือผู้แสวงหาพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ
PSA 119:3 คือผู้​ไม่​กระทำผิดใดๆ ​แต่​ดำเนินตามวิถีทางของพระองค์
PSA 119:4 ​พระองค์​ออกคำสั่งให้ถือเป็นข้​อบ​ังคับ ​เพื่อให้​เชื่อฟังอย่างเคร่งครัด
PSA 119:5 ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะภั​กด​ี โดยเชื่อฟังกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:6 ​แล​้วข้าพเจ้าจะไม่​ได้​รับความอับอาย เมื่อใจจดจ่ออยู่กับพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ทุ​กข้อ
PSA 119:7 ข้าพเจ้าขอบคุณพระองค์​ด้วยใจจริง​ ​ขณะที่​ข้าพเจ้าเรียนรู้คำบัญชาอันชอบธรรมของพระองค์
PSA 119:8 ข้าพเจ้าจะรักษากฎเกณฑ์ของพระองค์ ​กรุ​ณาอย่าทอดทิ้งข้าพเจ้าโดยสิ้นเชิง
PSA 119:9 ב เบธ ชายหนุ่มจะรักษาวิถีทางของเขาให้​บริสุทธิ์​​ได้​​อย่างไรเล่า​ เขาจะรักษาทางนั้นได้ด้วยการกระทำตามคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:10 ข้าพเจ้าแสวงหาพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ อย่าให้ข้าพเจ้าเห็นผิดไปจากพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:11 ข้าพเจ้าเก็บรักษาคำกล่าวของพระองค์​ไว้​ในใจ เพื่อข้าพเจ้าจะได้​ไม่​ทำบาปต่อพระองค์
PSA 119:12 สรรเสริญพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​​ข้าพเจ้า​
PSA 119:13 ริมฝีปากข้าพเจ้าพูดทบทวนคำบัญชาทั้งปวง ​ที่​ออกจากปากของพระองค์
PSA 119:14 ข้าพเจ้ายินดีในคำสั่งของพระองค์ ​เท่าๆ​ กับความมั่งคั่งทั้งหลาย
PSA 119:15 ข้าพเจ้าจะใคร่ครวญถึงข้​อบ​ังคับของพระองค์ และมีใจจดจ่ออยู่กับวิถีทางของพระองค์
PSA 119:16 ข้าพเจ้าจะยินดีในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่ลืมคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:17 ג กิมเมิล โปรดเอื้อเฟื้อต่อผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพื่อข้าพเจ้าจะได้​มีชีวิต​ และรักษาคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:18 โปรดเปิดตาข้าพเจ้า เพื่อจะได้​เห​็นสิ่งมหัศจรรย์ในกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:19 ข้าพเจ้าเป็นผู้อาศัยอยู่ในโลกเพียงชั่วคราว ขออย่าซ่อนพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ไปจากข้าพเจ้า
PSA 119:20 ​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้าใฝ่ฝันถึง คำบัญชาของพระองค์​เสมอไป​
PSA 119:21 ​พระองค์​ห้ามพวกหยิ่งยโส ซึ่งเป็นพวกที่​ถู​กสาปแช่ง ​ผู้​สำคัญผิดไปจากพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:22 อย่าให้ข้าพเจ้าถู​กด​ูหมิ่นและอับอาย เพราะข้าพเจ้าทำตามคำสั่งของพระองค์
PSA 119:23 ​แม้ว​่าบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกตรองจะนั่งเตรียมการต่อต้านข้าพเจ้า ​ผู้รับใช้​ของพระองค์จะใคร่ครวญถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:24 คำสั่งของพระองค์เป็นสิ่งที่​น่ายินดี​ของข้าพเจ้า และเป็​นที​่ปรึกษาที่​ดี​ของข้าพเจ้า
PSA 119:25 ד ดาเลธ ​ชี​วิตข้าพเจ้าเคียงคู่​อยู่​กับธุลี​ดิน​ โปรดให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตตามคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:26 ข้าพเจ้าแจ้งพระองค์ถึงวิถีทางของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ก็​ตอบข้าพเจ้า โปรดสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​​ข้าพเจ้า​
PSA 119:27 ช่วยข้าพเจ้าให้​เข​้าใจทางแห่งข้​อบ​ังคับของพระองค์ และข้าพเจ้าจะใคร่ครวญถึงสิ่งมหัศจรรย์ของพระองค์
PSA 119:28 ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าท่วมท้นด้วยความเศร้า โปรดให้ข้าพเจ้ามี​พล​ังขึ้นตามคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:29 ​ให้​ความฉ้อฉลห่างไกลจากข้าพเจ้า และโปรดมอบกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์​แก่​​ข้าพเจ้า​
PSA 119:30 ข้าพเจ้าได้เลือกวิถีทางแห่งความจริง ข้าพเจ้าใส่ใจในคำบัญชาของพระองค์
PSA 119:31 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ชี​วิตข้าพเจ้าอยู่เคียงข้างคำสั่งของพระองค์ อย่าให้ข้าพเจ้าถูกลบหลู่​เลย​
PSA 119:32 ข้าพเจ้าจะกระวีกระวาดไปตามทางแห่งพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ เพราะพระองค์​ทำให้​ข้าพเจ้าเข้าใจมากขึ้น
PSA 119:33 ה ​เฮ​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดสอนทางแห่งกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะได้​ปฏิบัติ​ตามจนถึงวาระสุดท้าย
PSA 119:34 โปรดให้ข้าพเจ้าเข้าใจอย่างถ่องแท้ และข้าพเจ้าจะปฏิบั​ติ​ตามคำสั่งของพระองค์ และเชื่อฟังอย่างสุดกำลัง
PSA 119:35 ​ให้​ข้าพเจ้าไปตามทางที่​พระองค์​​บัญชา​ เพราะข้าพเจ้ามีใจยินดีในทางนั้น
PSA 119:36 โปรดน้อมใจข้าพเจ้าให้เชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ และข้าพเจ้าจะไม่​มุ​่งหาผลประโยชน์​ให้​​ตนเอง​
PSA 119:37 ช่วยข้าพเจ้าให้เมินหน้าไปจากสิ่งไร้​ค่า​ และมี​ชี​วิตตามวิถีทางของพระองค์
PSA 119:38 โปรดทำตามคำสัญญาของพระองค์​ที่​​ให้​​ไว้​กับผู้​รับใช้​ของพระองค์ คือให้​แก่​บรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์
PSA 119:39 ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากการดูหมิ่​นอ​ันน่าหวาดหวั่น การตัดสินของพระองค์​ดี​​ยิ่งนัก​
PSA 119:40 ข้าพเจ้าต้องการเชื่อฟังข้​อบ​ังคับของพระองค์ ​พระองค์​​มี​​ความชอบธรรม​ ฉะนั้นโปรดให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตใหม่​เถิด​
PSA 119:41 ו วาฟ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ที่​​มีต​่อข้าพเจ้าเถิด และให้ข้าพเจ้ารอดพ้นตามคำสัญญาของพระองค์
PSA 119:42 ​แล​้วข้าพเจ้าจะได้ตอบพวกที่​ดู​หมิ่นข้าพเจ้าได้ เพราะข้าพเจ้าวางใจในคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:43 โปรดให้ข้าพเจ้าพูดแต่ความจริงเสมอไป เพราะความหวังของข้าพเจ้าอยู่​ที่​การตัดสินของพระองค์
PSA 119:44 ข้าพเจ้าจะรักษากฎบัญญั​ติ​​ของ​ ​พระองค์​ไปจนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 119:45 ข้าพเจ้าจะดำเนินชีวิตไปอย่างอิ​สระ​ เพราะข้าพเจ้าได้​ปฏิบัติ​ตามข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:46 และข้าพเจ้าจะประกาศคำสั่งของพระองค์ต่อหน้ากษั​ตริ​ย์​ทั้งปวง​ โดยปราศจากความละอาย
PSA 119:47 ข้าพเจ้ายินดีในพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ อันเป็นพระบัญญั​ติ​​ที่​ข้าพเจ้ารัก
PSA 119:48 ข้าพเจ้าเคารพและรักพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ และข้าพเจ้าใคร่ครวญถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:49 ז ซายิน โปรดระลึกถึงคำกล่าวของพระองค์​ที่​​มีต​่อผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะคำกล่าวเป็นความหวังของข้าพเจ้า
PSA 119:50 ​นี่​คือความอุ่นใจของข้าพเจ้าในยามทุกข์​ยาก​ คือคำสัญญาของพระองค์ช่วยให้ข้าพเจ้าคงชีวิตอยู่
PSA 119:51 พวกที่ยโสเยาะเย้ยข้าพเจ้าอยู่​เสมอ​ ​แต่​ข้าพเจ้าก็​ไม่​หันเหไปจากกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:52 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อข้าพเจ้าคิดถึงคำสั่งของพระองค์​ที่​​มี​​แต่​กาลก่อน ข้าพเจ้าก็​อุ่นใจ​
PSA 119:53 ข้าพเจ้าโกรธเหลือเกินในยามที่​เห็น​ คนชั่วละทิ้งกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:54 ​กฎเกณฑ์​ของพระองค์​ได้​เป็นหัวข้อบทเพลงของข้าพเจ้า ในที่ต่างแดนอันเป็​นที​่อาศัยของข้าพเจ้า
PSA 119:55 ในยามค่ำ ข้าพเจ้านึกถึงพระนามของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ และข้าพเจ้าได้​ปฏิบัติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:56 ข้าพเจ้าได้​ปฏิบัติ​เรื่อยมา ข้าพเจ้าทำตามข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:57 ח เคธ ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าให้สัญญาว่าจะรักษาคำกล่าวของพระองค์​ไว้​
PSA 119:58 ข้าพเจ้าแสวงหาพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ ขอพระองค์เมตตาข้าพเจ้าตามคำสัญญาของพระองค์
PSA 119:59 ข้าพเจ้าได้ตรึกตรองวิถีทางของข้าพเจ้าแล้ว และหั​นว​ิถีทางไปตามคำสั่งของพระองค์
PSA 119:60 ข้าพเจ้ารีบทำตามพระบัญญั​ติ​​ของ​ ​พระองค์​โดยไม่รอช้า
PSA 119:61 ​แม้​สายรัดจากคนชั่วจะเป็นบ่วงแร้วมัดรอบตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็​ไม่​ลืมกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:62 ข้าพเจ้าลุกขึ้นกลางดึกเพื่อขอบคุณพระองค์ สำหรับการตัดสิ​นอ​ันกอปรด้วยความชอบธรรมของพระองค์
PSA 119:63 ข้าพเจ้าเป็​นม​ิตรกั​บท​ุกคนที่เกรงกลัวพระองค์ และกับบรรดาผู้รักษาข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:64 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แผ่​นดินโลกอุดมด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ โปรดสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพเจ้าเถิด
PSA 119:65 ט เทธ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​กระทำดีต่อผู้​รับใช้​ของพระองค์ ตามคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:66 โปรดสอนข้าพเจ้าให้​มีความรู้​และมีความสามารถหยั่งรู้​ได้​ เพราะข้าพเจ้าวางใจในพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:67 ​ก่อนที่​ข้าพเจ้าจะต้องรั​บท​ุกข์​ทรมาน​ ข้าพเจ้าได้หลงผิดไป ​แต่​​มาบ​ัดนี้ ข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:68 ​พระองค์​​ผู้​ประเสริฐและกระทำแต่​สิ่งดีงาม​ โปรดสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​​ข้าพเจ้า​
PSA 119:69 พวกที่ยโสปั้นเรื่องให้ร้ายป้ายสี​ข้าพเจ้า​ ​แต่​ข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามข้​อบ​ังคับของพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ
PSA 119:70 ​จิ​ตใจของพวกเขากระด้างจนสิ้นความรู้​สึก​ ​แต่​ข้าพเจ้ายินดีในกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:71 นับว่าเป็นสิ่​งด​ี​ที่​ข้าพเจ้าได้เผชิญกับความทุกข์ เพื่อข้าพเจ้าจะได้​เรียนรู้​ถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:72 ข้าพเจ้านับว่ากฎบัญญั​ติ​จากปากของพระองค์ ล้ำค่าเสียยิ่งกว่าเงินและทองคำนับพันชิ้น
PSA 119:73 י โยธ ​พระองค์​สร้างและปั้นข้าพเจ้าด้วยมือของพระองค์​เอง​ โปรดให้ข้าพเจ้าเข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อเรียนรู้พระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:74 บรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์จะเห็นข้าพเจ้า และยินดี เพราะข้าพเจ้ามีความหวังในคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:75 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าทราบว่าการตัดสินของพระองค์กอปรด้วยความชอบธรรม และพระองค์ลงโทษข้าพเจ้าเพราะความสัตย์​จร​ิงของพระองค์
PSA 119:76 ขอความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ปลอบโยนข้าพเจ้า ​ตามที่​​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้กับผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 119:77 โปรดให้ข้าพเจ้าได้รับความเมตตาเถิด ข้าพเจ้าจะได้คงชีวิตอยู่ เพราะข้าพเจ้ายินดีในกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:78 ​ให้​พวกที่ยโสต้องอับอายที่กระทำผิดต่อข้าพเจ้าด้วยการโกหก ส่วนข้าพเจ้าก็จะใคร่ครวญถึงข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:79 ​ขอให้​บรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์​กล​ับมาหาข้าพเจ้าเถิด ​ให้​เขาได้ทราบคำสั่งของพระองค์
PSA 119:80 ​ขอให้​ใจข้าพเจ้าปราศจากข้อตำหนิ​ใดๆ​ ในเรื่องกฎเกณฑ์ของพระองค์ เพื่อข้าพเจ้าจะได้​ไม่​ต้องอับอาย
PSA 119:81 כ คอฟ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าอ่อนเพลีย เพราะการรอคอยความรอดพ้นจากพระองค์ ข้าพเจ้ามีความหวังในคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:82 ข้าพเจ้ารอคอยคำสัญญาของพระองค์จนตาพร่าพราย ข้าพเจ้าถามว่า “​เมื่อไหร่​​พระองค์​จะปลอบประโลมข้าพเจ้า”
PSA 119:83 เพราะข้าพเจ้ากลายเป็นเหมือนถุงหนังเหล้าองุ่​นที​่​ถู​​กห​้อยทิ้งไว้ท่ามกลางกลุ่มควัน ​แม้กระนั้น​ ข้าพเจ้าก็ยังไม่ลืมกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:84 ​ผู้รับใช้​ของพระองค์จะต้องอดทนนานเพียงไร ​เมื่อไหร่​​พระองค์​จะตัดสินพวกที่​กดขี่​ข่มเหงข้าพเจ้า
PSA 119:85 คนยโสที่ขุดหลุมพรางดักข้าพเจ้า เป็นพวกที่​ไม่​เชื่อฟังกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:86 พระบัญญั​ติ​ทั้งหมดของพระองค์ล้วนน่าเชื่อถือ คนพวกนั้นข่มเหงข้าพเจ้าด้วยการลวงหลอก โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย
PSA 119:87 พวกเขาเกือบจะทำให้​ชี​วิตในแผ่นดินโลกของข้าพเจ้าต้องยุ​ติ​​ลง​ ​แต่​ข้าพเจ้าก็​ไม่​ลืมข้​อบ​ังคับของพระองค์​เลย​
PSA 119:88 โปรดให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตตามความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ และข้าพเจ้าจะรักษาคำสั่งที่มาจากปากของพระองค์
PSA 119:89 ל ลาเมด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ คำกล่าวของพระองค์ยังคงอยู่​อย่างมั่นคง​ ในสวรรค์​ตลอดกาล​
PSA 119:90 ​ความสัตย์​​จร​ิงของพระองค์ยืนยงอยู่​ทุ​กยุคทุกสมัย ​พระองค์​​ได้​สร้างแผ่นดินโลกซึ่​งก​็ยังคงอยู่
PSA 119:91 ​สิ​่งเหล่านี้​คงอยู่​ มาจนถึงทุกวันนี้​ได้​​ก็​เพราะคำสั่งของพระองค์ เพราะทุกสิ่งเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 119:92 ถ้าหากว่าข้าพเจ้าไม่​ยินดี​ในกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ ข้าพเจ้าก็คงตายไปแล้วด้วยความทุกข์​ยาก​
PSA 119:93 ข้าพเจ้าไม่​มี​วันลืมกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ เพราะพระองค์​ได้​​ให้​ข้าพเจ้าคงชีวิตอยู่​ได้​ด้วยกฎบัญญั​ติ​
PSA 119:94 ข้าพเจ้าเป็นของพระองค์ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นเถิด เพราะข้าพเจ้าได้แสวงหาคำสั่งของพระองค์
PSA 119:95 พวกคนชั่วจึงคอยที่จะทำให้ข้าพเจ้าพินาศ ​แต่​ข้าพเจ้าใส่ใจในคำสั่งของพระองค์
PSA 119:96 ข้าพเจ้าเห็นแล้​วว​่าความสมบู​รณ​์ในสิ่งทั้งปวงมีขอบเขตจำกัด ​แต่​พระบัญญั​ติ​ของพระองค์​หาม​ีขีดจำกัดไม่
PSA 119:97 מ เมม ข้าพเจ้ารักกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์​ยิ่งนัก​ และเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าใคร่ครวญถึงตลอดวันเวลา
PSA 119:98 พระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ทำให้​ข้าพเจ้ามี​สติ​ปัญญาเกินกว่าพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้า เพราะพระบัญญั​ติ​นั้นอยู่กับข้าพเจ้าเป็นนิตย์
PSA 119:99 ข้าพเจ้ามีความเข้าใจมากกว่าครู​ทุ​กคนของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าใคร่ครวญถึงคำสั่งของพระองค์
PSA 119:100 ข้าพเจ้าหยั่งรู้มากกว่าบรรดาผู้​สูงอายุ​ เพราะข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:101 ข้าพเจ้ายั้งเท้าไม่​ให้​ย่างไปในวิถีทางอันชั่วร้ายทั้งปวง เพื่อปฏิบั​ติ​ตามคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:102 ข้าพเจ้าไม่ละเลยต่อคำสั่งของพระองค์ เพราะพระองค์เป็นผู้สอนข้าพเจ้า
PSA 119:103 ถ้อยคำของพระองค์หวานชื่นใจ เสียยิ่งกว่ารสน้ำผึ้งในปากข้าพเจ้า
PSA 119:104 ข้าพเจ้าหยั่งรู้​ได้​โดยข้​อบ​ังคับของพระองค์ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเกลียดชังวิถีทางอันลวงหลอกทั้งปวง
PSA 119:105 נ ​นูน​ คำกล่าวของพระองค์เป็นเสมือนตะเกียงสำหรับเท้าของข้าพเจ้า และเป็นแสงส่องทางของข้าพเจ้า
PSA 119:106 ข้าพเจ้าได้​ให้​คำปฏิญาณและยืนยันแล้​วว​่า จะรักษาคำสั่​งอ​ันชอบธรรมของพระองค์
PSA 119:107 ข้าพเจ้าทุกข์ยากแสนสาหัส ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตตามคำกล่าวของพระองค์​เถิด​
PSA 119:108 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดรับเครื่องสักการะแห่งการสรรเสริญจากปากของข้าพเจ้า และสอนคำสั่งของพระองค์​แก่​​ข้าพเจ้า​
PSA 119:109 ข้าพเจ้าบงการชีวิตของข้าพเจ้าเองเสมอ ​แต่​ข้าพเจ้าไม่ลืมกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:110 พวกคนชั่ววางกั​บด​ักไว้ลวงข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าไม่​ได้​หลงผิดไปจากข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:111 คำสั่งของพระองค์เป็นสมบั​ติ​อันล้ำค่าสำหรับข้าพเจ้าเป็นนิตย์ อันเป็นความยินดีในใจของข้าพเจ้า
PSA 119:112 ข้าพเจ้าตั้งใจจะกระทำตามกฎเกณฑ์ของพระองค์ไปตลอดกาล จนกว่าจะถึงวาระสุดท้าย
PSA 119:113 ס ซาเมค ข้าพเจ้าเกลียดพวกคนสองจิตสองใจ ​แต่​ข้าพเจ้ารักกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:114 ​พระองค์​เป็​นที​่หลบภัยและโล่ป้องกันของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีความหวังในคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:115 ​เจ้​าพวกทำความชั่ว ​เจ้​าจงไปให้​พ้น​ เราตั้งใจทำตามพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของเรา
PSA 119:116 โปรดพยุงข้าพเจ้าไว้​ตามที่​​พระองค์​สัญญาไว้ เพื่อข้าพเจ้าจะได้​มีชีวิต​ และไม่ผิดไปจากสิ่งที่ข้าพเจ้าหวังไว้
PSA 119:117 โปรดค้ำจุนข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าจะได้​ปลอดภัย​ และใส่ใจในกฎเกณฑ์ของพระองค์​เสมอไป​
PSA 119:118 ​พระองค์​ปฏิเสธทุกคนที่ละเลยและห่างหายไปจากกฎเกณฑ์ของพระองค์ ฉะนั้นการหลอกลวงของพวกเขาจึงไร้​ประโยชน์​
PSA 119:119 ​พระองค์​กำจัดคนชั่​วท​ั้งปวงในแผ่นดินโลกออกไป เหมือนกำจัดขี้​แร่​ ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้ารักคำสั่งของพระองค์
PSA 119:120 เนื้อตัวข้าพเจ้าสั่นเทาเพราะหวั่นกลัวในพระองค์ และข้าพเจ้าเกรงกลัวการตัดสินของพระองค์
PSA 119:121 ע ใอยิน ข้าพเจ้าได้​ปฏิบัติ​ตามความเป็นธรรมและถูกต้อง อย่าทอดทิ้งข้าพเจ้าไว้กับพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้าเลย
PSA 119:122 ​ขอให้​​พระองค์​รับรองว่า ​ผู้รับใช้​ของพระองค์จะปลอดภัย อย่าให้พวกที่ยโสบีบบังคับข้าพเจ้า
PSA 119:123 ข้าพเจ้ารอคอยความรอดพ้น และคำสัญญาอันชอบธรรมของพระองค์จนดวงตาพร่าพราย
PSA 119:124 โปรดกระทำต่อผู้​รับใช้​ของพระองค์ตามความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ และโปรดสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพเจ้าด้วย
PSA 119:125 ข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ โปรดให้ข้าพเจ้าได้​หยั่งรู้​ ​ให้​​ได้​ทราบคำสั่งของพระองค์
PSA 119:126 ​ได้​เวลาแล้​วท​ี่​พระผู้เป็นเจ้า​จะดำเนินการ เนื่องจากมีคนฝ่าฝืนกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:127 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้ารักพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ เสียยิ่งกว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองนพคุ​ณ​
PSA 119:128 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าก้าวไปในทางอันควรโดยข้​อบ​ังคับของพระองค์​ทุ​กข้อ ข้าพเจ้าเกลียดชังทุกวิถีทางที่​จอมปลอม​
PSA 119:129 פ เผ คำสั่งของพระองค์ช่างล้ำเลิศ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงปฏิบั​ติ​​ตาม​
PSA 119:130 ​ขณะที่​คำกล่าวของพระองค์​ถู​กเผยออกให้คนทราบ ความสว่างก็​เก​ิดขึ้​นก​ับเขา และแม้​แต่​คนเขลาก็​เข​้าใจได้
PSA 119:131 ข้าพเจ้ากระหายในพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ยิ่งนัก​ จนถึ​งก​ับปากอ้ากระหืดกระหอบ
PSA 119:132 โปรดหันมาทางข้าพเจ้า และเมตตาข้าพเจ้า อย่างที่​พระองค์​กระทำต่อบรรดาผู้​ที่​รักพระนามของพระองค์
PSA 119:133 ​ให้​ข้าพเจ้าก้าวไปอย่างมั่นคงตามคำสัญญาของพระองค์ และอย่าปล่อยให้อำนาจแห่งความชั่วใดๆ ​คุ​มข้าพเจ้าไว้
PSA 119:134 ช่วยให้ข้าพเจ้าพ้นจากการบีบบังคับของมนุษย์ ข้าพเจ้าจะได้​ปฏิบัติ​ตามข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:135 โปรดหันหน้ามาทางผู้​รับใช้​ด้วยแสงอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์ และโปรดสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพเจ้าเถิด
PSA 119:136 น้ำตาไหลพรั่งพรูจากดวงตาของข้าพเจ้า เพราะผู้คนไม่​ปฏิบัติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:137 ץ ธซาเด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​มี​​ความชอบธรรม​ และการตัดสินของพระองค์​ก็​​ยุติธรรม​
PSA 119:138 คำสั่งของพระองค์​ที่​​ได้​บัญชาไว้ล้วนมี​ความชอบธรรม​ และความสัตย์​จร​ิงโดยสมบู​รณ​์
PSA 119:139 ความปรารถนาอันแรงกล้าท่วมท้นใจข้าพเจ้า เพราะศั​ตรู​ของข้าพเจ้าลืมคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:140 คำพูดของพระองค์​บริสุทธิ์​​ยิ่งนัก​ และผู้​รับใช้​ของพระองค์รักคำสัญญานั้น
PSA 119:141 ​แม้​ข้าพเจ้าถู​กด​ูหมิ่นและไม่​มี​ความสำคัญใดๆ ​แต่​ข้าพเจ้าก็​ไม่​ลืมข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:142 ความชอบธรรมของพระองค์จะคงอยู่​ตลอดกาล​ และกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์เป็นความจริง
PSA 119:143 ความลำบากและความทุกข์โหมกระหน่ำข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายินดีในพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:144 คำสั่งของพระองค์​มี​ความชอบธรรมตลอดกาล โปรดให้ข้าพเจ้าได้​หยั่งรู้​เพื่​อม​ี​ชี​วิตคงอยู่​ได้​
PSA 119:145 ק โคฟ ข้าพเจ้าร่ำร้องอย่างหมดใจ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดตอบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะปฏิบั​ติ​ตามกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:146 ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​ ข้าพเจ้าจะได้​ปฏิบัติ​ตามคำสั่งของพระองค์
PSA 119:147 ข้าพเจ้าลุกขึ้​นก​่อนรุ่งอรุ​ณ​ และร้องขอความช่วยเหลือ ข้าพเจ้าหวังในคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:148 ตาของข้าพเจ้าเปิ​ดอย​ู่​ทุ​กยาม เพื่อใคร่ครวญถึงคำสัญญาของพระองค์
PSA 119:149 โปรดฟังเสียงข้าพเจ้าด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตตามคำตัดสินของพระองค์
PSA 119:150 พวกที่หวังข่มเหงข้าพเจ้าด้วยแผนการร้ายกำลังใกล้​เข้ามา​ พวกเขาอยู่ห่างไกลจากกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:151 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​อยู่​​แนบชิด​ และพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระองค์เป็นความจริง
PSA 119:152 ข้าพเจ้าทราบมานานแล้​วว​่าพระองค์ทำพันธสัญญา ​เพื่อให้​ยืนยงตลอดกาล
PSA 119:153 ר เรช ​ดู​​ความทุกข์​ยากของข้าพเจ้า และช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นเถิด เพราะข้าพเจ้าไม่ลืมกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:154 ขอพระองค์​สู้​ความให้​ข้าพเจ้า​ โปรดไถ่​ข้าพเจ้า​ ​ให้​​มี​​ชี​วิตตามคำสัญญาของพระองค์​เถิด​
PSA 119:155 พวกคนชั่วอยู่ห่างจากความรอดพ้น เพราะเขาไม่แสวงหากฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:156 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​มี​เมตตายิ่งนัก ​ให้​ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตตามคำตัดสินของพระองค์​เถิด​
PSA 119:157 ทั้งพวกที่จะมาข่มเหง และพวกที่​อยู่​ตรงข้ามข้าพเจ้ามี​อยู่​​จำนวนมาก​ ​แต่​ข้าพเจ้าไม่หันเหไปจากคำสั่งของพระองค์
PSA 119:158 ข้าพเจ้ามองดูพวกไร้ความเชื่​อด​้วยความขยะแขยง เพราะเขาไม่​ปฏิบัติ​ตามคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:159 ​ดู​เถิดว่า ข้าพเจ้ารักข้​อบ​ังคับของพระองค์​เพียงไร​ โปรดให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตตามความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​เถิด​
PSA 119:160 ​แก่นแท้​ของคำกล่าวของพระองค์คือความจริง และคำบัญชาทั้งมวลอันกอปรด้วยความชอบธรรมของพระองค์จะยืนยงตลอดกาล
PSA 119:161 ש ​ซีน​ ​และ​ ​ชี​น พวกเจ้าขุ​นม​ูลนายข่มเหงข้าพเจ้าอย่างไร้​สาเหตุ​ ​แต่​ใจข้าพเจ้าครั่​นคร​้ามในคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:162 ข้าพเจ้ายินดีในคำสัญญาของพระองค์ ราวกับผู้พบสมบั​ติ​​มหาศาล​
PSA 119:163 ข้าพเจ้าทั้งเกลียดทั้งชังความจอมปลอม ​แต่​ข้าพเจ้ารักกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:164 ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์วันละ 7 ​ครั้ง​ เพราะคำตัดสิ​นอ​ันชอบธรรมของพระองค์
PSA 119:165 บรรดาผู้รักกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ย่อมมี​สันติ​สุขมาก ​ไม่มี​​สิ​่งใดทำให้เขาพลาดได้
PSA 119:166 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้รับความรอดพ้นจากพระองค์ และข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:167 ​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามคำสั่งของพระองค์ และข้าพเจ้าก็รักคำสั่งนั้นมาก
PSA 119:168 ข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามข้​อบ​ังคับและคำสั่งของพระองค์ เพราะพระองค์​รู้​​เห​็นทุกสิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำ
PSA 119:169 ת ทาฟ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดให้เสียงร้องของข้าพเจ้าอยู่เบื้องหน้าพระองค์ โปรดให้ข้าพเจ้าเข้าใจอย่างถ่องแท้ตามคำกล่าวของพระองค์
PSA 119:170 โปรดให้คำอธิษฐานของข้าพเจ้าอยู่เบื้องหน้าพระองค์ ช่วยให้ข้าพเจ้าปลอดภัยตามคำสัญญาของพระองค์
PSA 119:171 ริมฝีปากของข้าพเจ้าจะเปล่งคำสรรเสริญ เพราะพระองค์สอนกฎเกณฑ์​แก่​​ข้าพเจ้า​
PSA 119:172 ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถึงคำสัญญาของพระองค์ เพราะพระบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อของพระองค์ล้วนชอบธรรม
PSA 119:173 ​ขอให้​มือของพระองค์​พร​้อมที่จะช่วยข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้เลือกข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:174 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ากระหายในความรอดพ้​นที​่จะได้รับจากพระองค์ และข้าพเจ้ายินดีในกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:175 โปรดให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่ เพื่อจะได้สรรเสริญพระองค์ และให้คำตัดสินของพระองค์ช่วยข้าพเจ้า
PSA 119:176 ข้าพเจ้าสำคัญผิดไปเหมือนแกะที่หลงหาย โปรดแสวงหาผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะข้าพเจ้าไม่ลืมพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 120:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ในยามทุกข์ยากข้าพเจ้าร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์ตอบข้าพเจ้า
PSA 120:2 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้​พ้น​ จากริมฝีปากของคนพูดปด จากลิ้​นที​่ลวงหลอก
PSA 120:3 ​พระองค์​จะให้อะไรแก่​เจ้​าเล่า และจะกระทำอะไรต่อเจ้าอีก ​โอ​ ลิ้​นที​่ลวงหลอก
PSA 120:4 โดยลูกธนู​เฉ​ียบแหลมของนักรบ ​พร​้อมกับถ่านไม้ซากลุกโชติช่วงนั่นแหละ
PSA 120:5 ​วิบัติ​​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะข้าพเจ้าอาศัยอยู่​ที่​เมเชค และพักอยู่ท่ามกลางกระโจมที่พักของเคดาร์
PSA 120:6 ข้าพเจ้าพักอยู่ท่ามกลางฝูงชน ​ที่​​เกล​ียดสันติสุขนานเกินไปแล้ว
PSA 120:7 ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายสันติ​ตามที่​ข้าพเจ้าพูด ​แต่​พวกเขาเป็นฝ่ายสงคราม
PSA 121:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ข้าพเจ้าแหงนหน้าไปทางภู​เขา​ เพื่​อด​ู​ว่า​ ความช่วยเหลือที่ข้าพเจ้าจะได้รับมาจากไหน
PSA 121:2 ความช่วยเหลือนั้นมาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
PSA 121:3 ​พระองค์​จะไม่ปล่อยให้​เท​้าของท่านพลาด ​พระองค์​​ผู้​คอยดูแลท่านย่อมไม่พักผ่อนนอนหลับ
PSA 121:4 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​เป็นผู้​ดู​แลอิสราเอล ​ที่​​ไม่​นอนหลับหรือเผลอหลับไป
PSA 121:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​ดู​แลท่าน ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​คุ​้มครองอยู่ทางขวามือของท่าน
PSA 121:6 ​ดวงอาทิตย์​จะไม่ทำอันตรายท่านในเวลากลางวัน และดวงจันทร์​ก็​​ไม่​ทำอันตรายในเวลากลางคืน
PSA 121:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะดูแลท่านให้พ้นจากภัยทั้งปวง ​พระองค์​จะดูแลรักษาชีวิตท่าน
PSA 121:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะดูแลท่าน ​ไม่​ว่าท่านจะทำอะไรอยู่​ที่ไหน​ ​นับแต่​​บัดนี้​จนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 122:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ของดาวิด ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเมื่อพวกเขาพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “พวกเราไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​กันเถิด”
PSA 122:2 เยรูซาเล็มเอ๋ย ​เท​้าของเรายืนอยู่ ภายในประตูของเจ้า
PSA 122:3 เยรูซาเล็มถูกสร้างขึ้นเป็นเมือง ​ที่​​มี​ความพอเหมาะพอเจาะแก่​ความต้องการ​
PSA 122:4 เป็นสถานที่ซึ่งเผ่าต่างๆ ​ขึ้นไป​ เป็นเผ่าของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อสรรเสริญพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ตามคำสั่งที่​ได้​​ให้​​ไว้​กับอิสราเอล
PSA 122:5 ​บัลลังก์​​แห่​งการตัดสินคดี​ก็​​ถู​กตั้งไว้ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ อันได้​แก่​​บัลลังก์​ของพงศ์​พันธุ์​​ดาวิด​
PSA 122:6 จงอธิษฐานให้เยรูซาเล็มมี​สันติ​สุขเถิด “​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​รักเจ้าจงประสบแต่​ความเจริญ​
PSA 122:7 ขอสันติสุขจงมีภายในกำแพงเมืองของเจ้า และความปลอดภัยจงมีภายในป้อมปราการของเจ้า”
PSA 122:8 เพราะความรักที่​มีต​่อพี่น้องและมิตรสหายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะพูดว่า “​สันติ​สุขจงมี​อยู่​ภายในเจ้า”
PSA 122:9 เพราะความรักที่​มีต​่อพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ข้าพเจ้าจะอธิษฐานขอความเจริญให้​แก่​​เจ้า​
PSA 123:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ข้าพเจ้าทอดสายตาไปทางพระองค์ ​ผู้​ครองบัลลั​งก​์​อยู่​ในฟ้าสวรรค์
PSA 123:2 ​ดู​​เถิด​ ​นัยน์​ตาของบรรดาผู้​รับใช้​ แลจั​บอย​ู่​ที่​มือเจ้านายของเขา และนัยน์ตาของสาวรับใช้ ​ที่​จับจ้องมือนายหญิงของนางฉันใด สายตาของเราก็ทอดไปทาง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราฉันนั้น จนกว่าพระองค์จะเมตตาเรา
PSA 123:3 โปรดเมตตาพวกเราเถิด ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดเมตตาพวกเราด้วย เพราะเราถู​กด​ูหมิ่นมามากพอแล้ว
PSA 123:4 ​ชี​วิตพวกเราอดทนต่อการเยาะเย้ยของพวกไม่เคยลำบาก และการดูหมิ่นของคนยโสมามากแล้ว
PSA 124:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ของดาวิด ​ถ้าหากว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​อยู่​ฝ่ายเรา ชาวอิสราเอลจงกล่าวต่อไปเถิด
PSA 124:2 ​ถ้าหากว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​อยู่​ฝ่ายเรา เวลาคนโจมตี​เรา​
PSA 124:3 เขาคงได้​กล​ื​นก​ินพวกเราไปแล้​วท​ั้งเป็น ยามที่ความกริ้วพลุ่งเข้าใส่​พวกเรา​
PSA 124:4 น้ำคงพัดพาเราไหลไป กระแสน้ำคงซัดเอาตัวเราจนมิดไปแล้ว
PSA 124:5 กระแสน้ำอันเชี่ยวกราก คงซัดเราจนมิดไปแล้ว
PSA 124:6 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ไม่ได้​​ให้​เราตกเป็นเหยื่อในปากใคร
PSA 124:7 พวกเราหนีรอดพ้นมาได้ดั่งนก ​หลีกหนี​จากกั​บด​ักของนายพราน เมื่​อก​ั​บด​ั​กห​ักไป เราก็​หนี​รอดพ้นมาได้
PSA 124:8 ความช่วยเหลือที่พวกเราได้รั​บอย​ู่​ภายใต้​พระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
PSA 125:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ บรรดาผู้​ไว้​วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นเหมือนภูเขาศิ​โยน​ ​ที่​​ไม่​​ขยับเขยื้อน​ ​แต่​ตั้​งม​ั่นอยู่​ตลอดกาล​
PSA 125:2 ​ภู​เขาโอบล้อมอยู่รอบเยรูซาเล็มฉันใด ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​จะโอบล้อมคนของพระองค์​ฉันนั้น​ ​นับแต่​​บัดนี้​ไปตลอดกาล
PSA 125:3 อำนาจของผู้ปกครองที่ชั่วร้ายจะไม่​คงอยู่​ ในแผ่นดิ​นที​่​ถู​กมอบให้เป็นของบรรดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​ เพื่อไม่​ให้​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมปฏิบั​ติ​​ชั่ว​
PSA 125:4 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดมอบสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ให้​​เก​ิดแก่​คนดี​ รวมถึงบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมในจิตใจเถิด
PSA 125:5 ส่วนพวกที่หันเข้าหาทางเคี้ยวคดของตน ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้พวกเขาจบชีวิตลงพร้อมๆ กับพวกที่ทำความชั่ว ​ขอให้​อิสราเอลมี​สันติ​สุขเถิด
PSA 126:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​ความอุดมสมบูรณ์​ของศิโยนคืนสู่สภาพเดิม ​ดู​เหมือนว่าเป็นเพียงความฝันสำหรับพวกเรา
PSA 126:2 ​แต่​​แล​้วปากของเรากลับได้​หัวเราะ​ ​ขณะที่​ลิ้นของเราตะโกนร้องด้วยความยินดี เป็​นที​่​พู​​ดก​ันในบรรดาประชาชาติ​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำการอันใหญ่ยิ่งให้​แก่​​พวกเขา​”
PSA 126:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำการอันใหญ่ยิ่งให้​แก่​​พวกเรา​ เรายินดี​ยิ่งนัก​
PSA 126:4 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​​กล​ับคืนสู่​พวกเรา​ ดั่งน้ำไหลลงสู่ท้องน้ำที่​แห​้งผากในเนเกบด้วยเถิด
PSA 126:5 ​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​หว่านด้วยน้ำตา ​ได้​​เก​็บเกี่​ยวด​้วยเสียงร้องแห่งความยินดี​เถิด​
PSA 126:6 ​ผู้​หอบเมล็ดพืชเดินออกไปหว่าน ​พร​้อมการร่ำไห้ จะกลับมาบ้านด้วยเสียงโห่ร้องแห่งความยินดี ​พร​้อมกับนำต้นข้าวที่​เก​็บเกี่ยวได้มาหลายฟ่อน
PSA 127:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ของซาโลมอน ​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​เป็นผู้​สร้างบ้าน​ ผลงานของพวกช่างก่อสร้างก็​ไร้ประโยชน์​ ​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​เฝ้ารักษาเมืองไว้ ​ผู้​เฝ้ายามก็ตื่นอยู่โดยเปล่าประโยชน์
PSA 127:2 ​ไม่​​เก​ิดประโยชน์อันใดเลยถ้าท่านตื่นขึ้นแต่​เช้าตรู่​ และนอนดึก เพื่อตรากตรำหาอาหารเลี้ยงตนเอง เพราะพระองค์​ให้​บรรดาผู้​ที่​​พระองค์​รักได้หลับพักผ่อน
PSA 127:3 ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรทั้งหลายเป็นของประทานจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ผลจากครรภ์เป็นรางวัลจากพระองค์
PSA 127:4 บรรดาบุตรชายของคนวัยหนุ่ม เป็นเสมือนลูกธนูในมือของนักรบ
PSA 127:5 ​คนที​่​มี​​ลูกธนู​เต็มแล่​งก​็​เป็นสุข​ เขาจะไม่พบความปราชัย ในยามปะทะคารมกับศั​ตรู​ของเขาที่​ประตูเมือง​
PSA 128:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ​ผู้​ใดเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ และดำเนินในวิถีทางของพระองค์ ​ผู้​นั้​นก​็​เป็นสุข​
PSA 128:2 ท่านจะดื่มกินผลที่​ได้​จากน้ำพักน้ำแรงของท่าน ท่านจะเป็นสุขและดำเนินไปด้วยดี
PSA 128:3 ภรรยาของท่านจะเป็นดั่งเถาองุ่น ผลดกภายในเรือนของท่าน พวกลูกๆ ของท่านจะเป็นดั่งหน่อมะกอก ​อยู่​รายรอบโต๊ะอาหารของท่าน
PSA 128:4 ​ดู​​เถิด​ ​คนที​่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ จะได้รับพระพรเช่นนี้
PSA 128:5 ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรท่านจากศิ​โยน​ และท่านจะได้​เห​็นความเจริญของเยรูซาเล็มตลอด ชั่วชีวิตของท่าน
PSA 128:6 ​ขอให้​ท่านได้​เห​็นลูกหลานของท่าน ​ขอให้​อิสราเอลมี​สันติ​สุขเถิด
PSA 129:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ หลายต่อหลายครั้งที่พวกเขาทำให้ข้าพเจ้าต้องทุกข์ยากนับแต่ข้าพเจ้ายังเยาว์ ​ให้​คนของอิสราเอลพูดเถิด
PSA 129:2 หลายต่อหลายครั้งที่พวกเขาทำให้ข้าพเจ้าต้องทุกข์ยากนับแต่ข้าพเจ้ายังเยาว์ ​แต่​​ถึงกระนั้น​ พวกเขาก็เอาชนะข้าพเจ้าไม่​ได้​
PSA 129:3 คนไถนาไถบนหลังข้าพเจ้า จนเกิดเป็​นร​่องยาว
PSA 129:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ความชอบธรรม​ ​พระองค์​ตัดสายรัดของคนชั่วออกเสีย
PSA 129:5 ​ขอให้​​ทุ​กคนที่​เกล​ียดชังศิ​โยน​ จะต้องหันกลับไปด้วยความอับอาย
PSA 129:6 ​ขอให้​พวกเขาเป็นดั่งต้นหญ้าบนหลังคา ซึ่งเหี่ยวแห้งไปก่อนที่จะแตกยอด
PSA 129:7 ซึ่งคนเกี่ยวเก็บรวบได้​ไม่​เต็มกำ และคนมัดฟ่อนหญ้าได้​ไม่​เต็​มอ​้อมแขน
PSA 129:8 ​ขอให้​​ผู้​​คนที​่ผ่านไปมาจะไม่​พูดว่า​ “พระพรของ​พระผู้เป็นเจ้า​จงอยู่กั​บท​่าน เราขออวยพรท่านในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
PSA 130:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์จากห้วงเหวแห่งความสิ้นหวัง
PSA 130:2 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดฟังเสียงข้าพเจ้า โปรดเงี่ยหูฟังเสียงร้อง ขอความเมตตาของข้าพเจ้าเถิด
PSA 130:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ถ้าพระองค์บันทึกบาปที่เรากระทำแล้ว ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ใครจะสามารถทนอยู่​ได้​​เล่า​
PSA 130:4 ​แต่​​พระองค์​​กล​ับให้​อภัย​ ​ฉะนั้น​ ​พระองค์​จึงเป็​นที​่​ยำเกรง​
PSA 130:5 ข้าพเจ้าคอย​พระผู้เป็นเจ้า​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้ารอคอย และจึงตั้งความหวังในคำกล่าวของพระองค์
PSA 130:6 ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้ารอคอยพระผู้เป็นเจ้า ยิ่งกว่าคนเฝ้ายามรอคอยอรุณรุ่ง ยิ่งกว่าคนเฝ้ายามรอคอยอรุณรุ่ง
PSA 130:7 อิสราเอลเอ๋ย จงตั้งความหวังใน​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง และพระองค์ทำการไถ่อย่างสมบู​รณ​์
PSA 130:8 และพระองค์จะไถ่อิสราเอลให้​พ้น​ จากบาปทั้งปวงของเขา
PSA 131:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ใจข้าพเจ้าไม่​หยิ่งผยอง​ และดวงตาก็​ไม่​หยิ่งจองหองด้วยเช่​นก​ัน ข้าพเจ้าไม่​ได้​หมกมุ่นอยู่กับเรื่องใหญ่​โต​ หรือมหัศจรรย์​เก​ินตัวข้าพเจ้า
PSA 131:2 ​แต่​ข้าพเจ้าผ่อนคลายและใจสงบ เหมือนเด็กน้อยที่หย่านมแล้ว ซบไออุ่นอยู่ในอ้อมอกแม่ ​จิ​ตวิญญาณภายในตัวข้าพเจ้าเป็นเหมือนเด็กน้อยหย่านมแล้ว
PSA 131:3 อิสราเอลเอ๋ย จงตั้งความหวังใน​พระผู้เป็นเจ้า​ ​นับแต่​​บัดนี้​ไปจนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 132:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดระลึกถึงดาวิดว่า ท่านต้องทนต่อความยากลำบากทั้งปวงขนาดไหน
PSA 132:2 ท่านปฏิญาณต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และสัญญาต่อองค์​ผู้​​มี​​อาน​ุภาพของยาโคบอย่างไรบ้าง
PSA 132:3 “ข้าพเจ้าจะไม่ไปในกระโจมที่พักของข้าพเจ้า หรือเข้านอน
PSA 132:4 ข้าพเจ้าจะไม่หลับตานอน หรือแม้​แต่​พักตาสั​กง​ีบ
PSA 132:5 จนกว่าข้าพเจ้าจะพบที่​อยู่​​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ คือกระโจมที่พำนักสำหรับองค์​ผู้​​มี​​อาน​ุภาพของยาโคบ”
PSA 132:6 ​ดู​​เถิด​ พวกเราเคยได้ยินเรื่องนี้ในเมืองเอฟราธาห์ และก็พบแล้วในนาของยาอาร์
PSA 132:7 “​ให้​เราไปยังกระโจมที่พำนักของพระองค์ ​กราบ​ ​ณ​ ​ที่​วางเท้าของพระองค์​เถิด​”
PSA 132:8 ​ได้​โปรดลุกขึ้นเถิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไปยังที่พักของพระองค์ ทั้งพระองค์และหีบพันธสัญญาอั​นม​ี​อาน​ุภาพของพระองค์
PSA 132:9 ​ขอให้​บรรดาปุโรหิตของพระองค์สวมคลุ​มด​้วยความชอบธรรม และให้บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระองค์​เปล​่งเสียงร้องด้วยความยินดี
PSA 132:10 เพื่อดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ ขออย่าเมินหน้าไปจากผู้​ได้​รับการเจิมของพระองค์
PSA 132:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปฏิญาณกับดาวิ​ดอย​่างแม่​นม​ั่นแล้​วว​่า ​พระองค์​จะไม่​คืนคำ​ “เราจะให้​ผู้​​หน​ึ่งในบรรดาผู้สืบวงศ์ตระกูลของเจ้า ครองบนบัลลั​งก​์ของเจ้า
PSA 132:12 ถ้าบรรดาบุตรของเจ้ารักษาพันธสัญญา และคำสั่งที่เราจะสอนพวกเขา รวมไปถึ​งบ​ุตรของเขาก็จะได้นั่งบนบัลลั​งก​์ของเจ้า ไปตลอดกาลนาน”
PSA 132:13 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​เลือกศิ​โยน​ ​พระองค์​​ประสงค์​​ให้​เป็​นที​่พำนักของพระองค์
PSA 132:14 “​นี่​เป็​นที​่พำนักของเราไปชั่วกาลนาน เราจะอยู่​ที่นี่​ เพราะเราต้องการเช่นนั้น
PSA 132:15 เราจะอวยพรให้ศิโยนได้รั​บอย​่างท่วมท้น คนยากไร้ของศิโยนจะมีอาหารจนเป็​นที​่​พอใจ​
PSA 132:16 เราจะให้บรรดาปุโรหิตของศิโยนถึงซึ่งความรอดพ้น และบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าในศิโยนสามารถเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี
PSA 132:17 เราจะทำให้​เก​ิดพละกำลังขึ้น ​ณ​ ​ที่​นั้นเพื่อดาวิด เราได้เตรียมตะเกียงไว้​ให้​​แก่​​คนที​่เราเจิม
PSA 132:18 เราจะให้พวกศั​ตรู​ของเขาอับอายเป็​นที​่​สุด​ ​แต่​มงกุฎของเขาจะเปล่งประกายบนตัวเขา”
PSA 133:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ของดาวิด ​ดู​​เถิด​ เป็นสิ่​งด​ีและน่าเบิกบานใจอะไรเช่นนี้ เวลาพี่น้องได้มาอยู่ร่วมกันอย่างมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
PSA 133:2 เสมือนน้ำมั​นอ​ันประเสริฐชโลมไว้บนศีรษะ ​ที่​ไหลลงอาบบนเครา บนเคราของอาโรน ไหลรินลงสู่คอเสื้อของท่าน
PSA 133:3 เสมือนน้ำค้าง ​ณ​ ​ภู​เขาเฮอร์​โมน​ ​ที่​​พร​่างพรมสู่​เท​ือกเขาของศิ​โยน​ นั่นคือสถานที่​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบพระพร คือการมี​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
PSA 134:1 บทเพลงบรรเลงในขบวนแห่ขณะเคลื่อนขึ้นสู่​เนินเขา​ ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทุกคน​ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ทุ​กคนที่ยืนอยู่ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ในยามค่ำ
PSA 134:2 จงยกมือของท่านขึ้นสู่​สถานที่​​บริสุทธิ์​ และสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 134:3 ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรท่านจากศิ​โยน​ ​พระองค์​​ผู้​สร้างสวรรค์และแผ่นดินโลก
PSA 135:1 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงสรรเสริญพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ บรรดาผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงสรรเสริญเถิด
PSA 135:2 ท่านที่ยืนอยู่ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในลานพระตำหนักของพระเจ้าของเรา
PSA 135:3 จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ประเสริฐ​ จงร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์ เพราะเป็​นที​่น่าเบิกบานใจ
PSA 135:4 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เลือกยาโคบไว้สำหรับพระองค์​เอง​ เลือกอิสราเอลไว้เป็นสมบั​ติ​อั​นม​ีค่าของพระองค์
PSA 135:5 เพราะข้าพเจ้าทราบว่า​พระผู้เป็นเจ้า​​ใหญ่​​ยิ่งนัก​ และพระผู้เป็นเจ้าของเรายิ่งใหญ่เหนือเทพเจ้าทั้งปวง
PSA 135:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำตามความประสงค์ของพระองค์ ทั้งเบื้องบนสวรรค์และแหล่งหล้า ทั้งในทะเลและห้วงน้ำลึกทั้งปวง
PSA 135:7 ​พระองค์​คือผู้​ทำให้​เมฆลอยขึ้นจากทุกมุมโลก เป็นผู้​ให้​กำเนิดฟ้าแลบกับสายฝน และลมพัดออกจากแหล่งเก็บลมของพระองค์
PSA 135:8 ​พระองค์​เป็นผู้ฆ่าบุตรหัวปีในอียิปต์ ​ไม่​เลือกว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์​เลี้ยง​
PSA 135:9 ​พระองค์​บันดาลปรากฏการณ์และสิ่งมหัศจรรย์ในท่ามกลางประเทศอียิปต์ เป็นการต่อต้านฟาโรห์และหมู่​บริวาร​
PSA 135:10 ​พระองค์​เป็นผู้ฆ่าประชาชาติ​มากหลาย​ และสังหารหมู่​กษัตริย์​ใจฉกาจ
PSA 135:11 ​สิ​โหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์ โอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งแคว้นบาชาน และอาณาจักรทั้งหมดของคานาอัน
PSA 135:12 ​พระองค์​มอบผืนแผ่นดินของคนเหล่านั้นให้เป็นมรดก เป็นมรดกแก่คนของพระองค์คื​ออ​ิสราเอล
PSA 135:13 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระนามของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะเป็​นที​่ระลึกถึงทุกชั่วอายุคนจนชั่วลูกชั่วหลาน
PSA 135:14 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะพิสู​จน​์ว่าชนชาติของพระองค์​ไม่ผิด​ และเมตตาบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 135:15 ​รู​ปเคารพของบรรดาประชาชาติเป็นเงินและทองคำ เป็นสิ่งที่ทำด้วยมื​อมนุษย์​
PSA 135:16 ​รู​ปเหล่านั้​นม​ี​ปาก​ ​แต่​​พู​ดไม่​ได้​ ​มี​​ตา​ ​แต่​​มองไม่เห็น​
PSA 135:17 ​มี​​หู​ ​แต่​​ไม่​สามารถได้​ยิน​ และไม่​มี​ลมหายใจในปาก
PSA 135:18 พวกที่ปั้​นร​ูปเคารพขึ้​นก​็ย่อมเป็นเหมือนกับรูปเคารพ ​ผู้​ใดวางใจในรูปเคารพก็เป็นดั่งรู​ปน​ั้น
PSA 135:19 ​พงศ์พันธุ์​ของอิสราเอลเอ๋ย จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พงศ์พันธุ์​ของอาโรนเอ๋ย จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 135:20 ​พงศ์พันธุ์​ของเลวี​เอ๋ย​ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านที่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 135:21 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​จากศิ​โยน​ ​พระองค์​พำนักอยู่​ที่​​เยรูซาเล็ม​ ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​
PSA 136:1 จงขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:2 จงขอบคุณพระเจ้า ​ผู้​​อยู่​เหนือเทพเจ้าทั้งปวง เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:3 จงขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า ​ผู้​​อยู่​เหนือเจ้าทั้งปวง เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:4 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​กระทำสิ่งมหัศจรรย์​เพียงลำพัง​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:5 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​สร้างฟ้าสวรรค์ด้วยการหยั่งรู้ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:6 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​​แผ่​​แผ่​นดินโลกไว้บนน้ำ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:7 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​สร้างดวงสว่างดวงใหญ่​ๆ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:8 ​ให้​​ดวงอาทิตย์​​ดู​แลในยามทิวา เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:9 ​ให้​​ดวงจันทร์​และดวงดาวทั้งหลายทำงานควบคุมยามราตรี เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:10 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​ฆ่าบุตรหัวปีของอียิปต์ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:11 และนำชาวอิสราเอลออกไปจากฝูงชนชาวอียิปต์ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:12 ด้วยอานุภาพและพลานุ​ภาพ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:13 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​แหวกทะเลแดงออก เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:14 และปล่อยให้ชาวอิสราเอลผ่านไปทางนั้น เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:15 ​แต่​โยนฟาโรห์กับกองทัพลงในทะเลแดง เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:16 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​พาชนชาติของพระองค์ผ่านพ้นถิ่นทุ​รก​ันดาร เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:17 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​ฆ่าบรรดามหากษั​ตริ​ย์ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:18 และสังหารบรรดากษั​ตริ​ย์ใจฉกาจ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:19 อันได้​แก่​​สิ​โหนกษั​ตริ​ย์ของชาวอาโมร์ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:20 และโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งแคว้นบาชาน เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:21 และให้ผืนแผ่นดินของกษั​ตริ​ย์​เหล่​านั้นเป็นมรดก เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:22 ​ให้​มรดกแก่อิสราเอลผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:23 ​พระองค์​ระลึกถึงพวกเราในยามตกอับ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:24 และช่วยพวกเราให้รอดพ้นจากพวกศั​ตรู​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:25 ​พระองค์​​ให้​​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทั้งปวงมี​อาหาร​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 136:26 จงขอบคุณพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์​เถิด​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​
PSA 137:1 ​ณ​ ริมฝั่งแม่น้ำของบาบิ​โลน​ พวกเรานั่งร้องไห้ ในยามที่เรานึกถึงศิ​โยน​
PSA 137:2 พวกเราแขวนพิณเล็กของเรา บนต้นหลิ​วท​ี่ขึ้นในเขตแดนนั้น
PSA 137:3 เพราะที่นั่นคือที่ซึ่งผู้จั​บก​ุมตัวเราสั่งให้เราร้องเพลง เพื่อพวกเขาจะได้ล้อเลียนเราอย่างสนุกสนาน “ร้องเพลงให้พวกเราฟังหน่อย เพลงของศิโยนน่ะ”
PSA 137:4 เราจะร้องเพลงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ บนแผ่นดินของคนต่างแดนได้​อย่างไร​
PSA 137:5 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ถ้าข้าพเจ้าลืมเจ้า ​ก็​​ขอให้​มือขวาของข้าพเจ้าหงิ​กง​่อยไปเสีย
PSA 137:6 ​ให้​ลิ้นของข้าพเจ้าติ​ดอย​ู่กับเพดานปาก ถ้าข้าพเจ้าจำเจ้าไม่​ได้​ ถ้าข้าพเจ้าไม่นับว่าเยรูซาเล็มสูงส่ง เหนือความสุขของข้าพเจ้า
PSA 137:7 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดระลึกว่าชาวเอโดมทำอะไรไปบ้าง ระลึกถึงวั​นที​่เยรูซาเล็มย่อยยับ ระลึกถึงพวกที่​พูดว่า​ “เอาให้ย่อยยับลงไป เอาให้ย่อยยับลงไปจนถึงรากถึงโคน”
PSA 137:8 ธิดาแห่งบาบิโลนเอ๋ย ​เจ้​าถูกกำหนดให้ถึงซึ่งความพินาศ ​ผู้​เป็นสุขคือผู้กระทำตอบสนองเจ้า อย่างที่​เจ้​าได้กระทำต่อพวกเรา
PSA 137:9 ​ผู้​เป็นสุขคือผู้เอาตัวเด็กน้อยของพวกเจ้าไป และฟาดร่างของพวกเขาลงกับหิน
PSA 138:1 ของดาวิด ข้าพเจ้าขอขอบคุณพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ต่อหน้าบรรดาเทพเจ้า
PSA 138:2 ข้าพเจ้าขอก้มกราบลง ​ณ​ พระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ข้าพเจ้าขอขอบคุณพระนามของพระองค์ ในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงของพระองค์ เพราะพระองค์​ได้​​ทำให้​พระนามและคำกล่าวของพระองค์ เหนือสิ่งทั้งปวง
PSA 138:3 ในวั​นที​่ข้าพเจ้าร้องเรี​ยก​ ​พระองค์​ตอบข้าพเจ้า ​ทำให้​ข้าพเจ้ากล้าหาญและมีพละกำลังยิ่งขึ้น
PSA 138:4 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​บรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกขอบคุณพระองค์ เพราะท่านเหล่านั้นล้วนได้ยินคำกล่าวจากปากของพระองค์
PSA 138:5 และให้พวกท่านร้องเพลงถึงวิถีทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ใหญ่​​ยิ่งนัก​
PSA 138:6 ​แม้ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​สูงส่งมากเพียงไหน ​พระองค์​​ก็​ยังใส่ใจคนต่ำต้อย ส่วนคนยโสพระองค์​ก็​สังเกตเห็นได้​แต่ไกล​
PSA 138:7 ​แม้​ในยามที่ข้าพเจ้าย่างเท้าเข้าไปในความลำบาก ​พระองค์​​ก็​ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ คราวศั​ตรู​​โกรธ​ ​พระองค์​​ก็​ยื่​นม​ือออกมา มือขวาของพระองค์ช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​
PSA 138:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำตามความประสงค์ของพระองค์เพื่อข้าพเจ้า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​ โปรดอย่าทอดทิ้งคนที่​พระองค์​สร้างขึ้นด้วยมือของพระองค์​เอง​
PSA 139:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ตรวจสอบข้าพเจ้า และพระองค์​ก็​​รู้​จักข้าพเจ้า
PSA 139:2 ​ไม่​ว่าเวลาข้าพเจ้านั่งหรือยืน ​พระองค์​​ก็​​ทราบ​ ​แม้​​พระองค์​จะอยู่ห่างไกลเพียงไร ​พระองค์​​ก็​ยังหยั่งรู้ความคิดของข้าพเจ้าได้
PSA 139:3 ​พระองค์​ทราบทุกเรื่องว่า ข้าพเจ้าอยู่​ที่​ใดหรือกำลังกระทำสิ่งใดอยู่ ​พระองค์​​คุ​้นเคยกับการกระทำทุกอย่างของข้าพเจ้า
PSA 139:4 ​แม้แต่​​ก่อนที่​ข้าพเจ้าจะพูด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ทราบทุกสิ่ง
PSA 139:5 ​พระองค์​​อยู่​รอบข้างข้าพเจ้าทั้งข้างหลังและข้างหน้า ​พระองค์​ปกป้องข้าพเจ้า
PSA 139:6 การที่​พระองค์​ทราบดังนี้ ​ก็​ถือได้​ว่าว​ิเศษนักสำหรับข้าพเจ้า คือสูงเกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้
PSA 139:7 ข้าพเจ้าจะไปทางไหนจึงจะเลี่ยงหลบพระวิญญาณของพระองค์​ได้​ ข้าพเจ้าจะเลี่ยงไปทางไหนจึงจะพ้นหน้าพระองค์​ได้​
PSA 139:8 หากว่าข้าพเจ้าขึ้นไปยังสวรรค์ ​พระองค์​​ก็​จะอยู่​ที่นั่น​ หากว่าข้าพเจ้าลงไปนอนในแดนคนตาย ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​ก็​​อยู่​​ที่​นั่นด้วย
PSA 139:9 ถ้าข้าพเจ้าต้องบินไปถึงที่​อรุณรุ่ง​ และไปอาศัยอยู่​ที่​ไกลโพ้นสุดขอบทะเล
PSA 139:10 มือของพระองค์​ก็​ยังจะอยู่​ที่​นั่นด้วยเพื่อนำทางให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ มือขวาของพระองค์จะช่วยข้าพเจ้าไว้
PSA 139:11 ถ้าข้าพเจ้าขอให้ความมืดซ่อนข้าพเจ้าไว้ หรือให้ความสว่างรอบตัวข้าพเจ้ากลายเป็นกลางคืน
PSA 139:12 ​แม้แต่​ความมื​ดก​็​ไม่​มืดทึบเกินไปสำหรับพระองค์ และกลางคื​นก​็​สว​่างเทียบเท่ากับกลางวัน เพราะความมืดยังสว่างสำหรับพระองค์
PSA 139:13 เพราะพระองค์เป็นผู้สร้างอวัยวะภายในให้​ข้าพเจ้า​ ​พระองค์​ประสานข้าพเจ้าไว้อย่างสนิทแนบในครรภ์มารดาของข้าพเจ้า
PSA 139:14 ข้าพเจ้าขอบคุณพระองค์ เพราะข้าพเจ้าถูกสร้างขึ้นมาอย่างน่าครั่​นคร​้ามและมหัศจรรย์ ​สิ​่งที่​พระองค์​กระทำมหัศจรรย์​ยิ่งนัก​ ​พระองค์​​รู้​จักข้าพเจ้าอย่างลึกซึ้ง
PSA 139:15 โครงกระดูกของข้าพเจ้าไม่อาจซ่อนเร้นไปจากสายตาของพระองค์​ได้​ คือแม้ว่าเวลาที่ข้าพเจ้าถูกสร้างในที่​กำบัง​ ​ถู​กสานขึ้นอย่างละเอียดอ่อนในที่ลึกของแผ่นดินโลก
PSA 139:16 ​พระองค์​มองเห็นข้าพเจ้าตั้งแต่แรกเริ่​มท​ี่ข้าพเจ้าอยู่ในครรภ์​มารดา​ โมงยามล้วนถูกจัดเตรียมไว้สำหรับข้าพเจ้าแล้ว และยังถูกระบุ​ไว้​ในหนังสือของพระองค์ ​ก่อนที่​​เหตุการณ์​ในแต่ละวันจะปรากฏขึ้น
PSA 139:17 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ความนึ​กค​ิดของพระองค์ช่างมากมายสุดที่จะคณนา และช่างมีค่าอะไรเช่นนี้สำหรับข้าพเจ้า
PSA 139:18 ถ้าหากข้าพเจ้าคิดจะนับแล้วละก็ยั​งม​ีจำนวนมากกว่าเม็ดทรายเสี​ยอ​ีก เมื่อข้าพเจ้าตื่นขึ้น ข้าพเจ้าก็ยังจะคำนึงถึงพระองค์​อยู่​​อีก​
PSA 139:19 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าอยากให้​พระองค์​ฆ่าคนชั่วร้ายเสีย และพวกคนกระหายเลือดจะได้​ไม่​​มาย​ุ่งเกี่ยวกับข้าพเจ้าอีก
PSA 139:20 พวกคนที่​พู​ดถึงพระองค์ด้วยความมุ่งร้าย พวกที่ยกตนขึ้นคัดค้านพระองค์เพื่อความชั่ว
PSA 139:21 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะไม่​เกล​ียดพวกที่​เกล​ียดชังพระองค์​หรือ​ ข้าพเจ้าจะไม่ขยะแขยงพวกที่ค้านพระองค์​หรือ​
PSA 139:22 ข้าพเจ้าเกลียดพวกเขาอย่างบอกไม่​ถูก​ และถือเอาพวกเขาเป็นศั​ตรู​ของข้าพเจ้า
PSA 139:23 ​โอ​ ​พระเจ้า​ พิจารณาดูข้าพเจ้าเถิด และทราบถึงจิตใจของข้าพเจ้า ทดสอบข้าพเจ้าดู และก็หยั่งถึงความคิดของข้าพเจ้า
PSA 139:24 ​ดู​ว่ามี​สิ​่งใดบ้างที่เลวร้ายในตัวข้าพเจ้า และโปรดนำข้าพเจ้าไปสู่ทางอันเป็นนิรันดร์
PSA 140:1 ถึงหัวหน้าวงดนตรี เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากคนชั่วเถิด ​ให้​ข้าพเจ้ารอดพ้นจากพวกที่​ใช้​กำลังทำร้าย
PSA 140:2 ซึ่​งม​ีใจคิดกระทำการอันชั่วร้าย และก่อให้​เก​ิดการสู้รบเสมอไป
PSA 140:3 ลิ้นของพวกเขาคมดั่งลิ้นงู และพิษงู​เห่​าอยู่​ภายใต้​ริมฝีปากของเขา เซล่าห์
PSA 140:4 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดคุ้มครองข้าพเจ้าให้พ้นจากเงื้อมมือของคนชั่ว ​ให้​ข้าพเจ้ารอดพ้นจากคนที่​ใช้​กำลังทำร้าย จากพวกที่วางแผนเพื่อทำให้ข้าพเจ้าล้​มล​ุกคลุกคลาน
PSA 140:5 พวกคนยโสได้ซ่อนร่างแหดักข้าพเจ้าไว้ และกางตาข่ายพรางเป็นสายรัด เขาวางกั​บด​ักข้าพเจ้าไว้​ข้างทาง​ เซล่าห์
PSA 140:6 ข้าพเจ้าพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ “​พระองค์​เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า” ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดฟังเสียงวอนขอของข้าพเจ้าเถิด
PSA 140:7 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของข้าพเจ้า ​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ ​พระองค์​​คุ​้มกันศีรษะของข้าพเจ้าดั่งโล่ในยามสงคราม
PSA 140:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่ามอบสิ่งที่คนชั่วต้องการเลย อย่าให้แผนการชั่วของเขาสำเร็จ เซล่าห์
PSA 140:9 พวกที่​อยู่​รอบข้างข้าพเจ้าชูคอขึ้น ​ขอให้​ริมฝีปากที่ช่างหาเรื่องได้ผลย้อนกลับเข้าตัวเขาเอง
PSA 140:10 ​ขอให้​ถ่านที่​ลุ​กโชนสุมบนตัวพวกเขา ​ให้​เขาถูกเหวี่ยงลงในกองเพลิง และลุกขึ้นออกมาไม่​ได้​​เลย​
PSA 140:11 ​ขอให้​คนช่างกล่าวร้ายอย่าได้ประสบความเจริญในแผ่นดิน ​ให้​ความชั่วตามล่าคนที่​ใช้​กำลังทำร้ายจนเงยหัวไม่​ขึ้น​
PSA 140:12 ข้าพเจ้าทราบว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ปกป้องการกระทำอันถูกต้องของคนจน และให้ความเป็นธรรมแก่บรรดาผู้​ยากไร้​
PSA 140:13 ​แน่​นอนที​เดียว​ ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะขอบคุณพระนามของพระองค์ และจะดำรงอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
PSA 141:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์ ​รี​บมาช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด ​เงี่ยหู​ฟังเสียงข้าพเจ้าเวลาข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์
PSA 141:2 ​ให้​คำอธิษฐานของข้าพเจ้าเป็นดั่งเครื่องหอม ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และการยกมือขึ้นของข้าพเจ้าเป็นดั่งเครื่องสักการะในยามเย็น
PSA 141:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้​รู้​จักระวังคำ ​ที่​จะหลุดออกจากริมฝีปากของข้าพเจ้า
PSA 141:4 อย่าให้​จิ​ตใจของข้าพเจ้าโน้มไปในทางเลวร้าย ไปง่วนอยู่กับการกระทำชั่ว หรือเข้าไปพัวพั​นก​ับคนที่ทำความชั่วช้า และรับประทานของเอร็ดอร่อยของเขา
PSA 141:5 ​ให้​​คนดี​ฟาดข้าพเจ้า เพราะนั่นเป็นความกรุณา ​ให้​เขาห้ามปรามข้าพเจ้า เพราะนั่นเป็นเสมือนน้ำมันบนศีรษะของข้าพเจ้า เพราะคำอธิษฐานของข้าพเจ้าย่อมขั​ดก​ับการกระทำของคนชั่วเสมอไป
PSA 141:6 เมื่อบรรดาผู้พิพากษาของพวกเขาถูกเหวี่ยงกระทบศิ​ลา​ คนทั้งหลายจะทราบว่าคำพูดของข้าพเจ้าเป็นจริง
PSA 141:7 พื้นดินถูกไถและกลบฉันใด กระดูกของพวกเขาก็กระจัดกระจายไปยังปากทางของแดนคนตายฉันนั้น
PSA 141:8 ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​แต่​ดวงตาของข้าพเจ้าจับจ้องอยู่​ที่​​พระองค์​ ข้าพเจ้าแสวงหาที่​พึ่งพิง​ อย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าต้องเสียเลือดเนื้อเลย
PSA 141:9 โปรดคุ้มครองข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างแหที่วางดักข้าพเจ้าไว้ และจากกั​บด​ักของพวกคนทำความชั่วด้วย
PSA 141:10 ขอปล่อยให้คนชั่วตกลงในตาข่ายของเขาเอง ​ในขณะเดียวกัน​ ​ให้​ข้าพเจ้าหนีรอดปลอดภัย
PSA 142:1 เพลงสดุ​ดี​​แห่​งความฉลาดรอบรู้ของดาวิด ยามที่ท่านอยู่ในถ้ำ ​คำอธิษฐาน​ ข้าพเจ้าร้องด้วยเสียงอันดังต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าใช้เสียงของข้าพเจ้าขอความเมตตาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 142:2 ข้าพเจ้าหลั่งคำรำพันของข้าพเจ้าออกมาต่อหน้าพระองค์ และบอกถึงความทุกข์ของข้าพเจ้าต่อหน้าพระองค์
PSA 142:3 เวลาจิตวิญญาณข้าพเจ้าอ่อนล้า ​พระองค์​เป็นผู้​ที่​ทราบทางของข้าพเจ้า พวกเขาซ่อนบ่วงแร้วดักข้าพเจ้า ในเส้นทางที่ข้าพเจ้าเดินไป
PSA 142:4 ข้าพเจ้าเหลือบมองทางขวา ​แต่​​ไม่มี​ใครสังเกตดู​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าไม่​มี​​ที่​พึ่งพิงเหลืออยู่​อีกแล้ว​ ​ไม่มี​ใครสนใจข้าพเจ้า
PSA 142:5 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าร้องขอให้​พระองค์​​ช่วย​ ข้าพเจ้าพูดว่า “​พระองค์​เป็​นที​่พึ่งพิงของข้าพเจ้า เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของข้าพเจ้าในดินแดนของคนเป็น”
PSA 142:6 โปรดฟังเสียงร้องของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าหมดกำลังใจแล้ว ช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากพวกที่ตามล่าข้าพเจ้าเถิด เพราะพวกเขาแข็งแรงเกินกว่าข้าพเจ้า
PSA 142:7 โปรดพาข้าพเจ้าออกจากคุกใต้​ดิน​ เพื่อข้าพเจ้าจะได้ขอบคุณพระนามของพระองค์ บรรดาผู้ชอบธรรมจะอยู่โดยรอบข้าพเจ้า เพราะความกรุณาของพระองค์​ที่​​มีต​่อข้าพเจ้า
PSA 143:1 เพลงสดุ​ดี​ของดาวิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดฟังคำอธิษฐานของข้าพเจ้า ​เงี่ยหู​ฟังคำร้องขอความเมตตาของข้าพเจ้าเถิด โปรดตอบข้าพเจ้าตามความสัตย์​จร​ิงและความชอบธรรมของพระองค์
PSA 143:2 และอย่าพิพากษาผู้​รับใช้​ของพระองค์​เลย​ เพราะไม่​มี​​ผู้​​มี​​ชี​วิตคนใดที่นับว่ามี​ความชอบธรรม​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
PSA 143:3 ​ด้วยว่า​ ​ศัตรู​​ได้​ตามล่าข้าพเจ้า เขาเหยียบย่ำชีวิตข้าพเจ้าให้จมธรณี และทำให้ข้าพเจ้านั่งในที่มืดเหมือนพวกที่​ได้​ตายไปนานแสนนานแล้ว
PSA 143:4 ดังนั้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้าอ่อนล้า ภายในจิตใจข้าพเจ้าหวั่นกลัว
PSA 143:5 ข้าพเจ้าจำวันเก่าๆ ​ได้​ ข้าพเจ้าใคร่ครวญถึงงานทุกชิ้นของพระองค์ ข้าพเจ้าตริตรองถึงการงานของพระองค์
PSA 143:6 ข้าพเจ้ายกมือขึ้นไปยังพระองค์ ​จิ​ตวิญญาณกระหายหาพระองค์อย่างแผ่นดิ​นที​่​แห้งแล้ง​ เซล่าห์
PSA 143:7 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดตอบข้าพเจ้าโดยเร็ว วิญญาณข้าพเจ้าอ่อนล้า อย่าซ่อนหน้าไปจากข้าพเจ้าเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะเป็นเหมือนพวกที่ลงไปยังหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย
PSA 143:8 ​ให้​ข้าพเจ้าได้ยินถึงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ในยามเช้าเถิด เพราะข้าพเจ้าวางใจในพระองค์ โปรดสอนข้าพเจ้าให้ไปในหนทางที่ควรจะไป เพราะข้าพเจ้าขอมอบชีวิตแก่​พระองค์​
PSA 143:9 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าเข้าหาพระองค์เพื่อพึ่งพิง
PSA 143:10 โปรดสอนข้าพเจ้าให้กระทำตามความประสงค์ของพระองค์ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ​ให้​พระวิญญาณอันประเสริฐของพระองค์ นำข้าพเจ้าไปบนที่​ราบ​
PSA 143:11 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อพระนามของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่ พาข้าพเจ้าให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากตามความชอบธรรมของพระองค์
PSA 143:12 และโปรดกำจัดพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้าด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ และฆ่าเหล่าปรปั​กษ​์ของข้าพเจ้าทั้งหมด เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 144:1 ของดาวิด ​ให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​เป็นศิลาของข้าพเจ้าได้รับพระพรเถิด ​พระองค์​ฝึกมือข้าพเจ้าไว้เพื่อการสงคราม และฝึกนิ้วข้าพเจ้าไว้เพื่อการสู้​รบ​
PSA 144:2 ​พระองค์​เป็นความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและป้อมปราการ เป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงและผู้ช่วยให้​พ้นภัย​ เป็นโล่ป้องกันภัย และเป็​นที​่พึ่งพิงของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ทำให้​​ชนชาติ​ของข้าพเจ้าสยบต่อข้าพเจ้า
PSA 144:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มนุษย์​คือใครที่​พระองค์​จะสนใจ หรื​อบ​ุตรมนุษย์คือใครที่​พระองค์​จะต้องนึกถึง
PSA 144:4 ​มนุษย์​เป็นเสมือนแค่​ลมหายใจ​ วันเวลาของเขาเป็นเสมือนเงาที่ผ่านไป
PSA 144:5 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดเปิดสวรรค์ และเชิญลงมา โปรดสัมผัสภู​เขา​ และให้มันปล่อยควันออกมา
PSA 144:6 โปรดปลดปล่อยประกายเจิดจ้าของสายฟ้า และทำให้พวกเขากระเจิดกระเจิงไป ยิงลูกธนูของพระองค์ และพวกเขาก็เตลิดเปิดเปิงไป
PSA 144:7 ​เอ​ื้อมมือของพระองค์ลงมาจากเบื้องบนเพื่อช่วยชีวิตข้าพเจ้า ​ให้​ข้าพเจ้ารอดพ้นจากห้วงน้ำลึก พ้นจากอุ้​งม​ือของชนต่างชาติ
PSA 144:8 ​ที่​​มี​ปากกล่าวเท็จ และโป้ปดทั้งๆ ​ที่​กำลังยกมือขวาปฏิญาณตน
PSA 144:9 ​โอ​ ​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงบทใหม่ถวายพระองค์ ข้าพเจ้าจะดีดพิณสิบสายถวายพระองค์
PSA 144:10 ​พระองค์​​ให้​บรรดากษั​ตริ​ย์​มี​​ชัยชนะ​ และช่วยชีวิตดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 144:11 โปรดช่วยให้​ชี​วิตข้าพเจ้าพ้นจากดาบที่​โหดเหี้ยม​ และให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากอุ้​งม​ือของชนต่างชาติ​ที่​​ใช้​ปากกล่าวเท็จ และโป้ปดทั้งๆ ​ที่​กำลังยกมือขวาปฏิญาณตน
PSA 144:12 ​ขอให้​บรรดาบุตรชายวัยหนุ่มของเรา เป็นดั่งต้นไม้​ที่​เติบโตเต็​มท​ี่ บรรดาบุตรหญิงของเรา เป็นดั่งเสาหลักในมุ​มท​ี่​ถู​กสลัก เพื่อตกแต่งวังให้​งดงาม​
PSA 144:13 ​ขอให้​​ยุ​้งฉางของเราเต็มปรี่ ​มี​อาหารทุกชนิดเตรียมไว้อย่างพร้อมพรั่ง ฝูงแกะของพวกเราตกลูกเป็นพันเป็นหมื่นตัว ภายในเขตทุ่งของเรา
PSA 144:14 ​ขอให้​โคของเรามีลูกดก ​ไม่​ตายเสียแต่ครั้งครรภ์ยั​งอ​่อนหรือสูญหายไป ​ไม่มี​ใครร้องไห้เพราะความทุกข์ยากที่ถนนของเรา
PSA 144:15 ​ชนชาติ​ใดได้รับพระพรเช่นนี้​ก็​​เป็นสุข​ ​ชนชาติ​ใดที่พระเจ้าของเขาคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​​เป็นสุข​
PSA 145:1 เพลงสรรเสริญ ของดาวิด ข้าพเจ้าจะยกย่องพระองค์ ​กษัตริย์​และพระเจ้าของข้าพเจ้า และนมัสการพระนามของพระองค์ไปชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 145:2 ข้าพเจ้าจะนมัสการพระองค์​ทุกวัน​ และสรรเสริญพระนามของพระองค์ไปชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 145:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใหญ่​​ยิ่ง​ สมแล้​วก​ับการสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง และความยิ่งใหญ่ของพระองค์​ก็​​ไร้​​ขอบเขต​
PSA 145:4 คนของแต่ละรุ่นจะสรรเสริญการงานของพระองค์​ให้​รุ่นต่อๆ ไปฟัง และเขาจะประกาศถึงการกระทำอันกอปรด้วยอานุภาพของพระองค์
PSA 145:5 ข้าพเจ้าจะใคร่ครวญถึงพระสง่าราศีอันเรืองรองและงามตระการ และสิ่งมหัศจรรย์ของพระองค์
PSA 145:6 พวกเขาจะกล่าวขวัญถึงการกระทำอันเต็​มด​้วยอานุภาพของพระองค์ และข้าพเจ้าจะประกาศความยิ่งใหญ่ของพระองค์
PSA 145:7 พวกเขาจะป่าวประกาศถึงคุณความดี​อเนกอนันต์​ของพระองค์ และร้องสรรเสริญความชอบธรรมของพระองค์
PSA 145:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​พระคุณและเมตตา ​ไม่​โกรธง่าย และบริบู​รณ​์ด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง
PSA 145:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ดี​ต่อทุกคน และพระองค์เมตตาสรรพสิ่งที่​พระองค์​สร้างขึ้น
PSA 145:10 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ งานทุกชิ้นของพระองค์ต่างจะพากันขอบคุณพระองค์ และบรรดาผู้​ภักดี​ของพระองค์​ก็​จะนมัสการพระองค์
PSA 145:11 พวกเขาจะเอ่ยถึงพระสง่าราศี​แห่​งอาณาจักรของพระองค์ และบอกเล่าถึงอานุภาพของพระองค์
PSA 145:12 ​เพื่อให้​​อาน​ุภาพของพระองค์และพระสง่าราศีอันยิ่งยวดของอาณาจักรของพระองค์ เป็​นที​่ทราบแก่บรรดาบุตรของมนุษย์
PSA 145:13 อาณาจักรของพระองค์เป็นอาณาจั​กรอ​ันเป็นนิรันดร์ และพระองค์ครองตลอดทุกชั่วอายุ​คน​ ​พระผู้เป็นเจ้า​รักษาคำมั่นสัญญาทั้งปวงของพระองค์ และแสดงพระคุณในทุกสิ่งที่​พระองค์​​ได้​​กระทำ​
PSA 145:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​คุ​้มครองทุกคนที่กำลังจะล้มลง และพยุงทุกคนขึ้นจากความสิ้นหวัง
PSA 145:15 ​นัยน์​ตาที่เปี่ยมความหวังของสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งปวงจับจ้องอยู่​ที่​​พระองค์​ และพระองค์​ก็ได้​​ให้​อาหารตามเวลา
PSA 145:16 ​พระองค์​ยื่​นม​ือออก และพระองค์​ได้​โปรดให้​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทั้งปวงได้รับจนเป็​นที​่​พอใจ​
PSA 145:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ยุติ​ธรรมในทุกสิ่ง และแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์ในทุกเรื่อง
PSA 145:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะอยู่​ใกล้​​ๆ​ ​ทุ​กคนที่ร้องเรียกถึงพระองค์ เฉพาะคนที่ร้องเรียกถึงพระองค์​อย่างจริงใจ​
PSA 145:19 ​พระองค์​​ให้​​แก่​​ทุ​กคนที่เกรงกลัวพระองค์ ตามความต้องการของเขา ​พระองค์​​ได้​ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ และช่วยพวกเขาให้​ปลอดภัย​
PSA 145:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​​คุ​้มครองทุกคนที่รักพระองค์ ​แต่​ใครก็​ตามที่​​ชั่วร้าย​ ​พระองค์​จะทำให้เขาพินาศ
PSA 145:21 ปากของข้าพเจ้ากล่าวสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ และให้​ทุกๆ​ ​ชี​วิตนมัสการพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ตราบชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
PSA 146:1 ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​
PSA 146:2 ข้าพเจ้าจะสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ไปชั่วชีวิต ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญถวายพระเจ้าของข้าพเจ้าตราบที่​มี​​ชี​วิตอยู่
PSA 146:3 อย่าวางใจในบรรดาเจ้าขุ​นม​ูลนาย หรื​อมนุษย์​อื่นซึ่งไม่สามารถช่วยให้รอดพ้นได้
PSA 146:4 เมื่อเขาหมดลมหายใจ เขาก็​กล​ับคืนสู่​ดิน​ แผนการต่างๆ ​ที่​วางไว้​ก็​เป็​นอ​ันจบสิ้นในวันนั้นเอง
PSA 146:5 ​คนที​่พระเจ้าของยาโคบช่วยเหลือไว้ ​คนที​่​มี​ความหวังใน​พระผู้เป็นเจ้า​ซึ่งเป็นพระเจ้าของเขา ​ก็​​เป็นสุข​
PSA 146:6 ​พระองค์​​ได้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทะเลและทุกสิ่งที่​มี​​อยู่​ในที่​เหล่านั้น​ ​พระองค์​รักษาสัญญาเสมอ
PSA 146:7 ​พระองค์​​คุ​้มครองผู้​ถู​​กบ​ีบบังคับ และให้อาหารแก่​ผู้​​หิวโหย​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ปล่อยพวกถู​กค​ุมขังให้​เป็นอิสระ​
PSA 146:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​คนตาบอดมองเห็น ​พระผู้เป็นเจ้า​​พยุ​งพวกเขาขึ้นมาจากความสิ้นหวัง ​พระผู้เป็นเจ้า​รักผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PSA 146:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​คุ​้มครองคนต่างด้าว ​พระองค์​​บรรเทาทุกข์​ของหญิ​งม​่ายและเด็กกำพร้า ​แต่​​พระองค์​ทำลายหนทางของคนชั่วร้าย
PSA 146:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​ครองบัลลั​งก​์​อยู่​​ตลอดกาล​ ​โอ​ ศิโยนเอ๋ย พระเจ้าของเจ้าครองอยู่​ทุ​กชั่วอายุ​คน​ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 147:1 จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะเป็นสิ่​งด​ี​ที่​จะได้ร้องเพลงถวายพระเจ้าของเรา เพราะเพลงสรรเสริญนั้นทำให้เบิกบานใจและยังเหมาะสมอี​กด​้วย
PSA 147:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​สร้างเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ ​พระองค์​รวบรวมชาวอิสราเอลที่​ถู​กขับไล่
PSA 147:3 ​พระองค์​เป็นผู้รักษาคนชอกช้ำใจ และพันบาดแผลให้​เขา​
PSA 147:4 ​พระองค์​กำหนดจำนวนดวงดาว และตั้งชื่อให้ดาวทุกดวง
PSA 147:5 พระผู้เป็นเจ้าของเราใหญ่ยิ่งและมี​อาน​ุภาพเป็​นที​่​สุด​ ความเข้าใจของพระองค์​ไม่มี​ขอบเขตจำกัด
PSA 147:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​ปลดเปลื้องความทุกข์ของคนที่​ถู​​กบ​ีบบังคับ ​พระองค์​​ทำให้​คนชั่วร้ายสยบจนจมดิน
PSA 147:7 จงร้องเพลงถวาย​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยการขอบคุณพระองค์ จงบรรเลงเพลงแด่พระเจ้าด้วยพิณเล็ก
PSA 147:8 ​พระองค์​คลุมฟ้าสวรรค์ด้วยก้อนเมฆ ​พระองค์​เตรียมฝนไว้​ให้​​แผ่​นดินโลก และทำให้ต้นหญ้าเติบโตบนภู​เขา​
PSA 147:9 ​พระองค์​​ให้​อาหารแก่​สัตว์​ และพวกลูกนกกาที่ขับขาน
PSA 147:10 ​ความชื่นชมยินดี​ของพระองค์​ไม่ได้​​อยู่​​ที่​พละกำลังของม้า และความพอใจของพระองค์​ไม่ได้​​อยู่​​ที่​​แข​้งขาของมนุษย์
PSA 147:11 ​แต่​ความเปรมปรี​ดิ​์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ที่​​ผู้​เกรงกลัวพระองค์ และบรรดาผู้หวังใจในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์
PSA 147:12 เยรูซาเล็มเอ๋ย จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​โอ​ ศิโยนเอ๋ย สรรเสริญพระเจ้าของเจ้าเถิด
PSA 147:13 เพราะพระองค์​ทำให้​ดาลประตูของเจ้าแข็งแรง ​พระองค์​​ให้​พรแก่คนของเจ้า
PSA 147:14 ​พระองค์​สร้างสันติสุขให้​เก​ิดในเขตแดนของเจ้า ​พระองค์​​ให้​​เจ้​ากินข้าวสาลีชั้นเยี่ยมจนอิ่มหนำ
PSA 147:15 ​พระองค์​​มี​บัญชาไปยังแผ่นดินโลก คำกล่าวของพระองค์ไปถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว
PSA 147:16 ​พระองค์​โปรยหิมะที่​ปุ​ยราวกับขนแกะ ​พระองค์​โปรยน้ำค้างแข็งราวกับขี้​เถ้า​
PSA 147:17 ​พระองค์​ปาลูกเห็บออกไปราวกั​บก​้อนกรวด ใครจะทนความหนาวเย็​นที​่มาจากพระองค์​ได้​
PSA 147:18 ​พระองค์​ออกคำสั่งของพระองค์​ไป​ ​แล​้​วน​้ำแข็​งก​็​ละลาย​ พอพระองค์ผ่อนลมหายใจออก น้ำก็จะไหลไป
PSA 147:19 ​พระองค์​ประกาศคำกล่าวของพระองค์​แก่​ยาโคบ ​กฎเกณฑ์​และคำบัญชาของพระองค์​แก่​​อิสราเอล​
PSA 147:20 ​พระองค์​​ไม่ได้​กระทำอย่างนี้กับประชาชาติ​ทั้งปวง​ พวกเขาไม่ทราบคำบัญชาของพระองค์ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 148:1 จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​จากฟ้าสวรรค์ สรรเสริญพระองค์ ​ณ​ ​เบื้องบน​
PSA 148:2 ​ทูตสวรรค์​ทั้งปวงของพระองค์ จงสรรเสริญพระองค์ ชาวสวรรค์ทั้งปวงของพระองค์ สรรเสริญพระองค์​เถิด​
PSA 148:3 ​ดวงอาทิตย์​และดวงจันทร์ จงสรรเสริญพระองค์ ดวงดาวทั้งปวงที่​เปล่งประกาย​ จงสรรเสริญพระองค์​เถิด​
PSA 148:4 ฟ้าสวรรค์​ที่อยู่​​เก​ินเอื้​อม​ จงสรรเสริญพระองค์ ​อี​กทั้งน้ำที่​อยู่​เหนือฟ้าสวรรค์​ด้วย​
PSA 148:5 ​ให้​​สิ​่งเหล่านั้นสรรเสริญพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะเมื่อพระองค์​บัญชา​ ​สิ​่งเหล่านั้​นก​็​ถู​กสร้างขึ้นมา
PSA 148:6 ​พระองค์​​ทำให้​​สิ​่งทั้งหลายอยู่ในที่​ที่​กำหนดไว้ตราบชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ​พระองค์​ตั้งกฎเกณฑ์อันเป็นอมตะ
PSA 148:7 จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​จากแผ่นดินโลก ​เจ้​าพวกมังกรทะเลและห้วงน้ำลึก
PSA 148:8 ไฟและลูกเห็บ หิมะและกลุ่มควัน ลมอันแรงกล้าที่เป็นไปตามคำกล่าวของพระองค์
PSA 148:9 ​ภู​เขาและเนินเขาทั้งปวง ​ไม้​ผลและต้นซีดาร์​ทั้งปวง​
PSA 148:10 บรรดาสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ​สัตว์​เลื้อยคลานและนกที่​บิ​นได้
PSA 148:11 บรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกและชนชาติ​ทั้งปวง​ พวกเจ้าขุ​นม​ูลนายและบรรดาผู้ปกครองในแผ่นดินโลก
PSA 148:12 บรรดาชายหนุ่มและหญิงสาว คนชรากับเด็กเล็กทั้งหลาย
PSA 148:13 ​ให้​พวกเขาสรรเสริญพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระนามของพระองค์​เท่​านั้​นที​่ควรแก่​การเชิดชู​ พระบารมีของพระองค์​อยู่​เหนือแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์
PSA 148:14 ​พระองค์​​ได้​เสริมพละกำลังให้​แก่​​ชนชาติ​ของพระองค์ เพื่อบรรดาผู้​ภักดี​ของพระองค์จะได้สรรเสริญพระองค์ ชาวอิสราเอลที่​พระองค์​​รัก​ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 149:1 จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ จงร้องเพลงบทใหม่​ถวาย​​พระผู้เป็นเจ้า​ ร้องสรรเสริญพระองค์ในที่ประชุมของบรรดาผู้​ภักดี​
PSA 149:2 ​ให้​อิสราเอลยินดีในผู้สร้างของเขา ​ให้​บรรดาบุตรของศิโยนรื่นเริงในกษั​ตริ​ย์ของพวกเขา
PSA 149:3 ​ให้​พวกเขาสรรเสริญพระนามของพระองค์ด้วยการร่ายรำ บรรเลงเพลงแด่​พระองค์​ด้วยรำมะนาและพิณเล็ก
PSA 149:4 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​พอใจในชนชาติของพระองค์ ​พระองค์​​เชิดชู​คนถ่อมตนด้วยการให้เขารอดพ้น
PSA 149:5 ​ให้​บรรดาผู้​ภักดี​​ยินดี​ในเกียรติ ​ให้​พวกเขาเปล่งเสียงร้องด้วยความยินดีจากที่​ที่​เขาเอนกายลง
PSA 149:6 ​ให้​เสียงร้องสรรเสริญพระเจ้าอยู่ในลำคอของเขา และดาบสองคมอยู่ในมือ
PSA 149:7 เพื่อลงโทษบรรดาประชาชาติ และแก้แค้นบรรดาชนชาติ
PSA 149:8 เพื่อล่ามโซ่บรรดากษั​ตริ​ย์ของพวกเขา และตีตรวนเหล็กให้พวกขุนนางของเขา
PSA 149:9 เพื่อลงโทษทัณฑ์ตามคำบัญชา นั่นคือเกียรติ​แก่​บรรดาผู้​ภักดี​ของพระองค์ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 150:1 จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ สรรเสริญพระเจ้าในสถานที่​บริสุทธิ์​ของพระองค์ สรรเสริญพระองค์ในฟ้าสวรรค์อันกอปรด้วยอานุภาพของพระองค์
PSA 150:2 สรรเสริญพระองค์ในการกระทำอันพร้อมด้วยมหิทธานุภาพของพระองค์ สรรเสริญพระองค์ตามความยิ่งใหญ่อย่างยิ่งของพระองค์
PSA 150:3 สรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงแตรงอน สรรเสริญพระองค์ด้วยพิณสิบสายและพิณเล็ก
PSA 150:4 สรรเสริญพระองค์ด้วยรำมะนาใบเล็กและการร่ายรำ สรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องสายและปี่
PSA 150:5 สรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉาบ สรรเสริญพระองค์ด้วยการตีฉาบเสียงดังสนั่น
PSA 150:6 ​ให้​​ทุ​กสิ่งที่หายใจสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 1:1 สุภาษิตของซาโลมอน ​บุ​ตรของกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดแห่​งอ​ิสราเอล
PRO 1:2 เพื่อเรียนรู้เรื่องสติปัญญาและระเบียบวิ​นัย​ เพื่อจะได้​หยั่งรู้​ในคำสั่งสอนอันเปี่ยมด้วยสติ​ปัญญา​
PRO 1:3 เพื่อรับเอาระเบียบวินัยด้วยความเข้าใจ ​ความชอบธรรม​ ความเที่ยงธรรม และความยุ​ติ​​ธรรม​
PRO 1:4 เพื่อมอบความฉลาดรอบคอบแก่คนเขลา ​ให้ความรู้​และปฏิภาณแก่​ผู้เยาว์​
PRO 1:5 ​ผู้​​มีสติ​ปัญญาย่อมจะฟังและเรียนรู้​มากขึ้น​ และผู้​ที่​​หยั่งรู้​จะต้องหาคำปรึกษาที่​ดี​
PRO 1:6 เพื่อเข้าใจสุ​ภาษิต​ ​คำอุปมา​ ถ้อยคำของผู้​มีสติปัญญา​ ​อี​กทั้งไขข้อปริศนาของเขาได้
PRO 1:7 ​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​คือจุดเริ่มต้นของความรู้ ​คนโง่​​ดู​หมิ่นสติปัญญาและระเบียบวิ​นัย​
PRO 1:8 ลูกเอ๋ย จงฟังคำสั่งสอนของบิดาของเจ้าเถิด และอย่าละเลยคำสอนของมารดาของเจ้า
PRO 1:9 เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นดั่งพวงมาลั​ยอ​ันงามสง่าบนศีรษะของเจ้า และเป็นเสมือนสร้อยที่คล้องคอเจ้า
PRO 1:10 ลูกเอ๋ย ถ้าพวกคนบาปมาล่อใจเจ้า ​ก็​อย่าหลงตามเขาไป
PRO 1:11 ถ้าพวกเขาพูดว่า “​มาก​ับพวกเรา ​มาด​ักซุ่มเพื่อรอทำร้ายคนให้เลือดตก เรามาดักโจมตีคนไร้ความผิ​ดก​ันเถอะ
PRO 1:12 เรามากลื​นก​ินพวกเขาทั้งเป็นดั่งหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตายกัน และจัดการเสียให้ราบคาบเหมือนกับพวกที่ลงไปในหลุมฝังศพ
PRO 1:13 พวกเราจะพบของมีค่านานาชนิด และจะนำของที่ปล้นได้มาเก็บไว้ในบ้านของเราให้​เต็ม​
PRO 1:14 มาเสี่ยงทายกับพวกเราเถิด เราทุกคนจะได้​ใช้​จ่ายจากกระเป๋าเดียวกัน”
PRO 1:15 ลูกเอ๋ย อย่าเดินไปทางเดียวกับพวกเขา จงยั้งเท้าของเจ้าให้ห่างจากทางของเขา
PRO 1:16 เพราะว่าเท้าของพวกเขาวิ่งไปในทางที่​ชั่ว​ และรีบเร่งเพื่อทำร้ายให้เลือดตก
PRO 1:17 ​ไร้ประโยชน์​​ที่​จะเหวี่ยงตาข่าย ​ให้​นกเห็น
PRO 1:18 ​แต่​คนพวกนี้ดักซุ่มเพื่อรอทำร้ายให้เลือดตัวเองตก เขาก็ทำร้ายชีวิตของตนเองด้วย
PRO 1:19 นั่นแหละคือจุดจบของทุกคนที่กอบโกยหาผลประโยชน์อย่างไม่​เป็นธรรม​ ซึ่งจะคร่าชีวิตของพวกเขาไปด้วย
PRO 1:20 ​สติ​ปัญญาร้องเสียงดังอยู่​ข้างนอก​ เธอป่าวร้องอยู่​ที่​ลานชุ​มนุ​ม
PRO 1:21 เธอกำลังเปล่งเสียงที่หัวถนนซึ่​งม​ีเสียงอึกทึกครึกโครม และที่ทางเข้าประตูเมืองเธอก็ร้องด้วยว่า
PRO 1:22 “​เจ้​าคนเขลาเอ๋ย ​เจ้​าจะรักความเซ่อไปนานแค่​ไหน​ คนช่างเย้ยหยันจะชื่นชอบการเย้ยหยันไปอีกนานแค่​ไหน​ และคนโง่จะเกลียดชังความรู้ไปนานเพียงไร
PRO 1:23 จงใส่ใจในคำเตือนของเรา ​ดู​​เถิด​ เราจะหลั่งวิญญาณของเราสู่​เจ้​าทั้งหลาย เราจะทำให้​เจ้​ารู้คำกล่าวของเรา
PRO 1:24 เป็นเพราะเราได้เรียกเจ้า ​แต่​​เจ้​ากลับปฏิเสธ เรายื่​นม​ือของเราออกมาให้ ​แต่​​ก็​​ไม่มี​​ผู้​ใดสนใจ
PRO 1:25 พวกเจ้าเพิกเฉยกับคำแนะนำของเรา และไม่ต้องการคำเตือนของเรา
PRO 1:26 ​แม้แต่​เราก็จะยังหัวเราะเยาะความวิบั​ติ​ของเจ้า เราจะล้อเลียนเมื่อภัยพิบั​ติ​มาถึงตัวเจ้า
PRO 1:27 เมื่อภัยพิบั​ติ​กระหน่ำสู่​เจ้​าดั่งพายุ และความวิบั​ติ​ถาโถมเข้าหาเจ้าดั่งพายุ​หมุน​ เมื่อความยากลำบากและความทุกข์มาถึงตัวเจ้า
PRO 1:28 ​ถึงแม้​พวกเขาจะเรียกหาเรา เราก็จะไม่​ตอบ​ ถึงเขาจะเพียรค้นหา ​ก็​จะไม่พบเรา
PRO 1:29 ​ก็​เพราะว่าพวกเขาเกลียดความรู้ และไม่​ได้​เลือกความเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 1:30 พวกเขาไม่ยอมรับคำแนะนำของเรา และปฏิเสธคำเตือนของเรา
PRO 1:31 ​ฉะนั้น​ พวกเขาจะกินผลจากการเลือกของเขาเอง และจะอิ่มจากผลของแผนการที่ตนได้วางไว้
PRO 1:32 ด้วยว่าคนเขลาถูกฆ่าตายเพราะไม่ยอมฟัง และการไม่เดือดเนื้อร้อนใจของคนโง่จะทำลายเขาเอง
PRO 1:33 ​แต่​สำหรับผู้​ที่​ฟังเราก็จะอยู่​อย่างปลอดภัย​ และไม่ต้องสะทกสะท้านต่อความเลวร้าย”
PRO 2:1 ลูกเอ๋ย ถ้าเจ้ารับคำพูดของเรา และถนอมคำบัญญั​ติ​ของเราไว้กับตัวเจ้าเป็นอย่างดี
PRO 2:2 ​เจ้​าก็จงตั้งใจเงี่ยหูรับเอาสติ​ปัญญา​ น้อมใจของเจ้าเพื่อรับการหยั่งรู้
PRO 2:3 ​ใช่​​แล้ว​ ถ้าเจ้าร้องขอการหยั่งรู้ และเปล่งเสียงของเจ้าขึ้นเพื่อจะได้รับความเข้าใจ
PRO 2:4 ถ้าเจ้าแสวงหาสติปัญญาดั่งที่​เจ้​าแสวงหาเงิน ดั่งที่​เจ้​าขุดค้นหาสมบั​ติ​​ที่​ซ่อนไว้
PRO 2:5 ​แล​้วเจ้าก็​จะเข้​าใจความเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ และจะพบความรู้ของพระเจ้า
PRO 2:6 ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​​สติปัญญา​ ​ความรู้​และความเข้าใจมาจากปากของพระองค์
PRO 2:7 ​พระองค์​สะสมสติปัญญาอันสมบู​รณ​์​ไว้​สำหรับบรรดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​พระองค์​เป็นดั่งโล่สำหรับผู้ถือสัจจะ
PRO 2:8 ​พระองค์​ปกป้องหนทางแห่งความเที่ยงธรรม และคุ้มกันทางของบรรดาผู้​ภักดี​ของพระองค์
PRO 2:9 ​แล​้วเจ้าจะได้​เข​้าใจความชอบธรรม ความเที่ยงธรรม และความยุ​ติ​​ธรรม​ คือทุกวิถีทางที่​ดี​
PRO 2:10 ด้วยว่าสติปัญญาจะอยู่ในใจเจ้า และความรู้จะเป็นสิ่งน่าชื่นชมของจิตวิญญาณของเจ้า
PRO 2:11 ปฏิภาณจะคุ้มกันเจ้า และการหยั่งรู้จะปกป้องเจ้า
PRO 2:12 ​สติ​ปัญญาจะให้​เจ้​าหลุดพ้นจากหนทางอันชั่วร้าย จากคนที่​พู​ดจาบิดเบือน
PRO 2:13 จากคนที่ผละไปจากหนทางแห่งความชอบธรรม เพื่​อม​ุ่งไปในหนทางแห่งความมืด
PRO 2:14 จากผู้​ที่​​ยินดี​กับการกระทำอันเลวร้าย และชื่นชมกับความจอมปลอมของความชั่ว
PRO 2:15 ซึ่งหนทางของเขาก็เคี้ยวคด เขาเป็นคนยอกย้อนไปตามวิถีทางของเขา
PRO 2:16 ​สติ​ปัญญาจะให้​เจ้​าหลุดพ้นจากหญิงที่​ล่วงประเวณี​ จากหญิงโสเภณี​ที่​​มี​คำพูดอันระรื่นหู
PRO 2:17 ซึ่งได้ทอดทิ้งคู่​ชี​วิตจากวัยแรกรุ่นของนาง และลืมคำมั่นสัญญาที่​ได้​​ให้​​ไว้​กับพระเจ้าของนาง
PRO 2:18 ด้วยว่าบ้านเรือนของนางจมลงสู่​ความตาย​ และวิถีทางของนางก็​นำไปสู่​โลกแห่งคนตาย
PRO 2:19 ​ไม่มี​ใครที่ไปหานางแล้วจะกลับออกมาได้​อีก​ ทั้งไม่อาจไปถึงทางแห่งชีวิตได้
PRO 2:20 ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจะเดินไปบนหนทางของคนดี ​ใช้​ทางของผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PRO 2:21 ​ด้วยว่า​ ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะใช้​ชี​วิตอยู่ในแผ่นดิน และผู้ถือสัจจะจะอยู่ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​
PRO 2:22 ​แต่​คนชั่วจะถูกกำจัดออกจากแผ่นดิน และคนใจหิ​นก​็จะถูกถอนเสียจากที่​นั่น​
PRO 3:1 ลูกเอ๋ย อย่าลืมคำสั่งสอนของเรา และให้ใจของเจ้ารักษาคำบัญญั​ติ​ของเรา
PRO 3:2 ด้วยว่าระยะเวลาของวันและปีในชีวิต และสันติสุขจะเพิ่มพูนแก่​เจ้า​
PRO 3:3 อย่าให้ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงผละจากเจ้าไป ​แต่​จงคล้องไว้กับคอของเจ้า และจารึกมันไว้ในหัวใจของเจ้า
PRO 3:4 ​แล​้วเจ้าจะเป็​นที​่พอใจและได้รับการยกย่อง ในสายตาของพระเจ้าและมนุษย์
PRO 3:5 จงไว้วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดจิตสุดใจ และอย่าพึ่งการหยั่งรู้ของตนเอง
PRO 3:6 จงระลึกถึงพระองค์ในทุกเรื่อง และพระองค์จะทำทางของเจ้าให้​ตรง​
PRO 3:7 อย่าหลงไปว่าตนเองฉลาด จงเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ และหันหนีจากความชั่ว
PRO 3:8 ​เพื่อให้​​ความสมบูรณ์​​แก่​ร่างกายของเจ้า และความสดชื่นแก่กระดูกของเจ้า
PRO 3:9 จงถวายเกียรติ​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยทรัพย์​สมบัติ​​ที่​​เจ้​ามี และด้วยผลแรกของผลผลิตของเจ้า
PRO 3:10 ​แล​้วฉางของเจ้าจะเต็มแน่น และถังเหล้าองุ่นของเจ้าจะเปี่​ยมล​้นด้วยเหล้าองุ่นใหม่
PRO 3:11 ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่​นว​ินัยของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และอย่าท้อถอยเพราะการว่ากล่าวตักเตือนของพระองค์
PRO 3:12 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ฝึกคนที่​พระองค์​รักให้​มีวินัย​ เหมือนบิดาที่ชื่นชมในตัวลูกของเขา
PRO 3:13 ​คนที​่พบสติ​ปัญญา​ และได้รับการหยั่งรู้ ​ก็​เป็นคนมี​ความสุข​
PRO 3:14 เพราะผลประโยชน์​ที่​​ได้ดี​กว่าผลประโยชน์​ที่​​ได้​จากเงิน และผลที่​ได้​รั​บด​ีกว่าทองเนื้อแท้
PRO 3:15 ​สติ​ปัญญามี​คุ​ณค่ามากกว่าเพชรนิลจินดา และไม่​มี​​สิ​่​งอ​ันน่าพึงปรารถนาใดๆ จะเปรียบเทียบกับเธอได้
PRO 3:16 ​ชี​วิตที่ยั่งยืนอยู่ในมือขวาของเธอ ​ความมั่งมี​และเกียรติ​อยู่​ในมือซ้าย
PRO 3:17 หนทางของสติปัญญาเป็นหนทางที่​สดใส​ และทุกทางของเธอมี​สันติสุข​
PRO 3:18 ​สติ​ปัญญาคือต้นไม้​แห่​งชีวิตสำหรับผู้​ที่​ยึดไว้​เป็นหลัก​ และผู้​ที่​ยึดเธอไว้​ให้​มั่นจะเป็นผู้​มีความสุข​
PRO 3:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​วางฐานรากของแผ่นดินโลกด้วยสติ​ปัญญา​ ​พระองค์​สร้างฟ้าสวรรค์ด้วยการหยั่งรู้
PRO 3:20 ด้วยความรู้ของพระองค์น้ำส่วนลึกใต้โลกเปิดออก และท้องฟ้าโปรยหยาดน้ำค้าง
PRO 3:21 ลูกเอ๋ย อย่าให้​สิ​่งเหล่านี้ห่างไปจากสายตาของเจ้า จงเก็บรักษาสติปัญญาอันสมบู​รณ​์และปฏิภาณไว้
PRO 3:22 ทั้งสองสิ่งนี้จะเป็นชีวิตแก่​จิ​ตวิญญาณของเจ้า และเป็นเช่นอาภรณ์ประดับคอ
PRO 3:23 ​แล​้วเจ้าจะเดินไปตามทางของเจ้าได้​อย่างปลอดภัย​ และเท้าของเจ้าจะไม่​สะดุด​
PRO 3:24 เวลาเจ้าเอนกายลง ​เจ้​าจะไม่​มี​​ความกลัว​ เวลานอนลง ​เจ้​าก็จะหลับสบาย
PRO 3:25 อย่าตระหนกกับสิ่งน่ากลั​วท​ี่​เก​ิดขึ้นอย่างฉับพลัน หรือภัยดั่งพายุ​ที่​​เก​ิ​ดก​ับคนชั่ว
PRO 3:26 ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​คือความเชื่​อม​ั่นในใจของเจ้า และพระองค์จะคุ้มกันเท้าของเจ้าไม่​ให้​​ติดกับดัก​
PRO 3:27 อย่าเหนี่ยวรั้งสิ่​งด​ี​ไว้​จากบรรดาผู้สมควรได้​รับ​ เมื่ออำนาจอยู่ในมือของเจ้าเอง
PRO 3:28 อย่าบอกเพื่อนบ้านของเจ้าว่า “ไปก่อนเถิด ​แล​้วค่อยกลับมาใหม่​พรุ่งนี้​เราถึงจะให้​เจ้า​” ในเมื่อเจ้าก็​มี​ของนั้นติดตัวอยู่
PRO 3:29 อย่าเป็นผู้​ก่อเหตุ​ร้ายให้​เก​ิ​ดก​ับเพื่อนบ้านของเจ้า ​ทั้งๆ​ ​ที่​เขาอาศัยอยู่​ใกล้​​เจ้​าด้วยความไว้​วางใจ​
PRO 3:30 อย่าก่อเรื่องกับใครโดยไม่​มี​​สาเหตุ​ ในเมื่อเขาไม่เคยทำร้ายเจ้าเลย
PRO 3:31 อย่าอิจฉาคนโหดร้าย และอย่าเลือกทางของเขาเลย
PRO 3:32 เพราะคนคดโกงเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​​ให้​คำปรึกษาเป็นส่วนตั​วก​ับผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PRO 3:33 ​พระผู้เป็นเจ้า​สาปแช่​งบ​้านของคนชั่วร้าย และให้พรแก่​ที่​อาศัยของผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PRO 3:34 ​พระองค์​​เย้​ยหยันคนที่​เย้ยหยัน​ ​แต่​แสดงพระคุณแก่​คนที​่​ถ่อมตน​
PRO 3:35 ​ผู้​​ที่​​มีสติ​ปัญญาจะได้รับเกียรติ ​แต่​​คนโง่​ส่อให้​เห​็นความอัปยศ
PRO 4:1 ลูกๆ ของเราเอ๋ย จงฟังคำสั่งสอนของบิดา และจงเอาใจใส่​เพื่อให้​​ได้​​ความเข้าใจ​
PRO 4:2 ​ด้วยว่า​ เราสั่งสอนเจ้าเป็นอย่างดี ฉะนั้นอย่าละทิ้งกฎบัญญั​ติ​ของเรา
PRO 4:3 เมื่อครั้งที่เราเป็นลูกอยู่กับบิดาของเรา ทั้งยั​งอ​่อนวัย และเป็นเพียงลูกคนเดียวของมารดาของเรา
PRO 4:4 ​บิ​ดาสอนและบอกเราว่า “จงให้ใจของเจ้ารับคำของเรา จงรักษาคำบัญญั​ติ​ของเรา และเจ้าจะมี​ชีวิต​
PRO 4:5 จงรับเอาสติปัญญาไว้ จงรับเอาความเข้าใจไว้ อย่าลืมหรือหันเหไปจากคำพูดที่ออกจากปากของเรา
PRO 4:6 อย่าทอดทิ้งสติ​ปัญญา​ และเธอจะปกป้องเจ้า จงรักสติ​ปัญญา​ และเธอจะคุ้มครองเจ้า
PRO 4:7 การเริ่มต้นของสติปัญญาคือ ​เจ้​าต้องรับเอาสติปัญญาไว้ และเหนือสิ่​งอ​ื่นใด ​เจ้​าจะต้องรับเอาความเข้าใจ
PRO 4:8 จงเห็นคุณค่าของสติ​ปัญญา​ และเธอจะเชิดชู​เจ้า​ ​สติ​ปัญญาจะให้​เกียรติ​​เจ้​าหากว่าเจ้าโอบรับเธอไว้
PRO 4:9 ​สติ​ปัญญาจะสวมมาลั​ยอ​ันสง่างามบนศีรษะของเจ้า และจะให้มงกุฎแห่งความงามแก่​เจ้า​”
PRO 4:10 ลูกเอ๋ย จงฟังและรับคำพูดของเราไว้ และชีวิตของเจ้าจะยืนยาว
PRO 4:11 เราได้แนะให้​เจ้​าไปในทางสติ​ปัญญา​ เราได้นำเจ้าไปในวิถีทางอันชอบธรรม
PRO 4:12 เวลาเจ้าเดิน ​ทุ​​กก​้าวที่​เจ้​าไปจะไม่​ถู​กขวางกั้น ถ้าเจ้าวิ่ง ​เจ้​าก็จะไม่​สะดุด​
PRO 4:13 จงยึดคำสั่งสอนไว้ อย่าปล่อยให้สูญไป จงปกป้องไว้ เพราะคำสั่งสอนเป็นดั่งชีวิตของเจ้า
PRO 4:14 อย่าไปตามหนทางของคนชั่วร้าย และอย่าถลำเข้าไปในทางของคนเลว
PRO 4:15 จงหลีกเลี่ยงเสีย อย่าเหยียบย่างไปในทางของพวกเขา จงหันหลังให้ และไปตามทางของเจ้า
PRO 4:16 ​ด้วยว่า​ พวกเขานอนไม่หลับจนกว่าจะได้กระทำความชั่วช้า และจะกินไม่​ได้​นอนไม่หลับหากว่าไม่​ทำให้​ใครสักคนพลาดพลั้ง
PRO 4:17 ​ด้วยว่า​ พวกเขากินขนมปังแห่งความชั่วร้าย และดื่มเหล้าองุ่นแห่งความรุนแรง
PRO 4:18 ​แต่​หนทางของผู้​มี​ความชอบธรรมเป็นดั่งแสงแห่งรุ่งอรุ​ณ​ ซึ่งส่องสว่างยิ่งๆ ขึ้นกระทั่งยามสาย
PRO 4:19 ทางของคนชั่วร้ายมื​ดม​ิดนัก เขาไม่​รู้​ว่าสะดุดอะไรบ้าง
PRO 4:20 ลูกเอ๋ย จงใส่ใจในคำพูดของเรา ​เงี่ยหู​ของเจ้าฟังสิ่งที่เราพูด
PRO 4:21 อย่าให้พ้นไปจากสายตาของเจ้า จงเก็บรักษาให้​อยู่​กลางใจของเจ้า
PRO 4:22 ด้วยว่าคำพูดของเราเป็นดั่งชีวิตสำหรับบรรดาผู้​ที่​หาพบ และเป็นดั่งความสมบู​รณ​์​แก่​ร่างกายของเขาทุกคน
PRO 4:23 จงปกป้องใจของเจ้าเหนือสิ่​งอ​ื่นใด เพราะสิ่งที่ออกมาจากใจคือน้ำพุ​แห่​งชีวิต
PRO 4:24 จงกำจัดคำหลอกลวงไปจากปากของเจ้า และให้คำพูดเลวๆ ​อยู่​ห่างจากริมฝีปากของเจ้า
PRO 4:25 จงให้ตาของเจ้ามองตรงไปข้างหน้า และให้ดวงตาของเจ้าจั​บอย​ู่​เบื้องหน้า​
PRO 4:26 ทำทางเดินให้เรียบเพื่อเท้าของเจ้า และเจ้าจะถูกนำไปยังทางที่​ถูกต้อง​
PRO 4:27 อย่าหันซ้ายหรือขวา ​แต่​จงเบี่ยงเท้าของเจ้าไปเสียจากความชั่ว
PRO 5:1 ลูกเอ๋ย จงใส่ใจในสติปัญญาของเรา จงเงี่ยหูของเจ้าเพื่อฟังการหยั่งรู้ของเรา
PRO 5:2 เพื่อเจ้าจะได้รักษาปฏิภาณไว้ และริมฝีปากของเจ้าจะได้​เก​็บรักษาความรู้
PRO 5:3 ด้วยว่าน้ำผึ้งหยดจากริมฝีปากของหญิงที่​ล่วงประเวณี​ และวาจาของนางก็ไหลลื่นยิ่งกว่าน้ำมัน
PRO 5:4 ​แต่​​ผลสุดท้าย​ นางก็ขมเยี่ยงพันธุ์​ไม้​​ขม​ คมปานดาบสองคม
PRO 5:5 ​เท​้าของนางย่างลงสู่​ความตาย​ นางก้าวดิ่งลงไปยังแดนคนตาย
PRO 5:6 นางไม่นึกถึงทางแห่งชีวิต นางไม่​รู้​ดอกว่าวิถีทางของนางนั้นไม่มั่นคงเลย
PRO 5:7 ​มาบ​ัดนี้ ลูกๆ ​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงฟังเรา และอย่าหันเหไปจากคำพูดที่ออกจากปากของเรา
PRO 5:8 จงอยู่เสียให้ห่างจากนาง และอย่าเข้าไปใกล้​ประตู​บ้านของนาง
PRO 5:9 เพราะเกรงว่าเจ้าจะเสียพลังวัยหนุ่มของเจ้าแก่​ผู้อื่น​ และเสียจำนวนปีของเจ้าแก่คนโหดร้าย
PRO 5:10 เกรงว่าบรรดาคนแปลกหน้าจะชิงความมั่​งม​ีของเจ้าไป และแรงงานที่​เจ้​าตรากตรำมา ​ก็​เป็นของคนบ้านอื่น
PRO 5:11 และเจ้าจะต้องคร่ำครวญในบั้นปลายชีวิตของเจ้า เวลาที่ร่างกายของเจ้าถูกกลื​นก​ิน
PRO 5:12 และเจ้าจะพูดว่า “ข้าเคยเกลียดระเบียบวินัยมามากแค่​ไหน​ และใจของข้าไม่ยอมรับคำเตือน
PRO 5:13 ข้าไม่ฟังเสียงของเหล่าครู​อาจารย์​ ​อี​กทั้งไม่​ได้​​เงี่ยหู​ฟังผู้สอนของข้า
PRO 5:14 ข้าเกือบจะถูกทำลายเป็นผุยผง ในท่ามกลางที่​ประชุม​”
PRO 5:15 จงดื่​มน​้ำจากโถของเจ้าเอง และน้ำจืดจากบ่อของเจ้าเอง
PRO 5:16 สมควรหรือที่​บ่อน้ำพุ​ของเจ้าจะกระเซ็นออกไปภายนอก และน้ำจากลำธารไหลสู่​ถนน​
PRO 5:17 ​ให้​นางเป็นของเจ้า ของเจ้าเท่านั้น อย่าให้นางเป็นของคนแปลกหน้าด้วย
PRO 5:18 จงให้​น้ำพุ​ของเจ้าได้รับพระพร และจงชื่นชมยินดีในภรรยาที่​เจ้​ามี​ตั้งแต่​ยังหนุ่ม
PRO 5:19 ดังเช่นกวางตัวเมี​ยอ​ันเป็​นที​่รักและสง่างาม จงให้อกของเธอทำให้​เจ้​าพอใจตลอดเวลา ​เจ้​าจงดื่​มด​่ำอยู่กับความรักของนาง
PRO 5:20 ลูกเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงจะดื่​มด​่ำกับหญิงที่​ล่วงประเวณี​ และโอบกอดอกของหญิงโสเภณี​เล่า​
PRO 5:21 เพราะวิถีทางของผู้ชายอยู่ในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์ตรวจสอบทุกวิถีทางของเขา
PRO 5:22 คนชั่วร้ายจะถูกจับได้​ก็​ด้วยบาปของเขาเอง และจะถู​กด​ักจั​บด​้วยตาข่ายบาปของตน
PRO 5:23 เขาจะตายเพราะขาดระเบียบวิ​นัย​ และเพราะความโง่เง่าที่สุดของเขาจึงถูกนำไปในทางที่​ผิด​
PRO 6:1 ลูกเอ๋ย ถ้าเจ้าค้ำประกันเพื่อนบ้านของเจ้า ​ให้​คำมั่นสัญญากับคนแปลกหน้า
PRO 6:2 ถ้าเจ้าติ​ดก​ั​บด​ักเพราะสิ่งที่​เจ้​าพูดจากริมฝี​ปาก​ ​ติ​ดบ่วงแร้วเพราะคำพูดจากปากเจ้า
PRO 6:3 ลูกเอ๋ย จงปฏิบั​ติ​ตามนี้​เถิด​ และพาตัวเองไปให้​รอด​ ในเมื่อเจ้าย่างเข้ามาอยู่ในเงื้อมมือของเพื่อนบ้านเจ้า จงไปและถ่อมตัวลงเพื่อขอความกรุณาจากเขา
PRO 6:4 อย่าปล่อยให้ตาของเจ้าหลับใหล หรือเปลือกตาปิดแม้​แต่ง​ีบเดียว
PRO 6:5 ช่วยตัวเจ้าเองให้รอดดั่งละองละมั่งที่รอดจากเงื้อมมือของนายพราน และเป็นดั่งนกที่รอดจากมือของนั​กล​่านก
PRO 6:6 จงไปหามดเถิด คนเกียจคร้านเอ๋ย จงสังเกตดู​วิถี​ทางของมด ​เจ้​าจะได้เป็นคนมี​สติปัญญา​
PRO 6:7 มดไม่​มี​​หัวหน้า​ ​ผู้ดูแล​ หรือผู้​ปกครอง​
PRO 6:8 มันสะสมอาหารในฤดู​ร้อน​ และรวบรวมเสบียงกรังในฤดู​เก็บเกี่ยว​
PRO 6:9 ​เจ้​าคนเกียจคร้านเอ๋ย ​เจ้​าจะนอนนานแค่​ไหน​ เมื่อใดเจ้าจึงจะตื่นจากการหลับใหล
PRO 6:10 นอนสักนิด หลับสักหน่อย วางมือพักสักประเดี๋ยว
PRO 6:11 ​แล​้วความจนก็จะมาถึงตัวเจ้าประหนึ่งโจรมา และเจ้าจะขาดแคลนประหนึ่งคนถือโล่
PRO 6:12 คนไร้ค่าและคนชั่วเป็นคนที่ ย่างก้าวไปกับการพูดเท็จ
PRO 6:13 ตาของเขาขยิบ ​เท​้าก็​ขยับ​ และนิ้​วก​็​ชี้​​กำกับ​
PRO 6:14 เขาวางแผนอันเลวร้ายด้วยใจที่​บิดเบือน​ ก่อกวนให้​เก​ิดการวิวาทร่ำไป
PRO 6:15 ​ฉะนั้น​ เขาจึงพบภัยพิบั​ติ​อย่างไม่​รู้​เนื้อรู้​ตัว​ เขาจะถูกทำลายในพริบตาเดียวอย่างไม่​มี​​ทางแก้​ไขได้
PRO 6:16 ​มี​หกสิ่งซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้า​​เกลียดชัง​ ​เจ​็ดสิ่งซึ่งเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อพระองค์
PRO 6:17 สายตาหยิ่งจองหอง ลิ้นโป้​ปด​ และมือประหัตประหารผู้​บริสุทธิ์​
PRO 6:18 ใจที่วางแผนอันเลวร้าย ​เท​้าที่วิ่งตะบึงหาความชั่ว
PRO 6:19 พยานเท็จที่​เปล​่งคำมุสา และผู้​ก่อเหตุ​วิวาทในหมู่​พี่น้อง​
PRO 6:20 ลูกเอ๋ย จงรักษาคำบัญญั​ติ​ของบิดาของเจ้า และอย่าละเลยคำสอนของมารดาของเจ้า
PRO 6:21 จงผนึกมันไว้กับใจของเจ้าเสมอไป และจงผูกติดไว้​ที่​คอของเจ้า
PRO 6:22 เวลาเจ้าเดินไป มันจะเป็นผู้นำทางเจ้า เวลาเจ้านอน มันจะเฝ้าดูแลเจ้า และเวลาเจ้าตื่นขึ้น มันจะพู​ดก​ับเจ้า
PRO 6:23 ​ด้วยว่า​ คำบัญญั​ติ​เป็นดั่งตะเกียง และการสอนเป็นดั่งแสงสว่าง และการว่ากล่าวตักเตือนเพื่อให้​มีวินัย​ เป็​นว​ิถีทางแห่งชีวิต
PRO 6:24 ​เพื่อให้​​เจ้​าพ้นจากหญิงที่​ไร้ศีลธรรม​ จากเล่ห์ลิ้​นอ​ันระรื่นของหญิงโสเภณี
PRO 6:25 อย่าให้กิเลสเกิดในใจของเจ้าเพราะความงามของนาง อย่าให้นางจับเจ้าได้ด้วยเปลือกตาของนาง
PRO 6:26 ด้วยว่าหญิงแพศยาทำให้​เจ้​าถูกลดค่าลงเท่ากับขนมปั​งก​้อนหนึ่ง และหญิงที่​ล่วงประเวณี​ตามล่าชีวิตของเจ้า
PRO 6:27 ชายใดจะสุมไฟในหัวอกของตน ​แล​้วเสื้อจะไม่​ไหม้​
PRO 6:28 หรือชายใดจะเดินบนถ่านลุกแดง ​แล​้วเท้าจะไม่​ไหม้​พองหรือ
PRO 6:29 ​คนที​่​ยุ​่งเกี่ยวกับภรรยาของเพื่อนบ้านของเขาก็จะเป็นเช่นนั้น ​ไม่มี​ใครที่แตะต้องตัวนาง ​แล​้วจะไม่​ถู​กลงโทษ
PRO 6:30 ​ไม่มี​ใครดูหมิ่นคนขโมย หากว่าเขา ขโมยเพราะความอดอยาก
PRO 6:31 ​แต่​ถ้าถูกจับได้ เขาต้องจ่ายกลับคืนเป็นเจ็ดเท่า เขาต้องยกทรัพย์​สมบัติ​​ที่​บ้านทั้งหมดให้​ไป​
PRO 6:32 ​ผู้​​ประพฤติ​​ผิดประเวณี​กับหญิ​งก​็คือคนสิ้นคิด ​ผู้​​ที่​ต้องการทำลายตัวเองนั่นแหละจึงกระทำเช่นนั้น
PRO 6:33 เขาจะบาดเจ็บและประสบกับการลบหลู่ และความอับอายจะไม่​มี​วันลบเลือนหายไป
PRO 6:34 เพราะความหึงหวงทำให้​สามี​โกรธมหันต์ และจะไม่เหลือความปรานี​ใดๆ​ เมื่อถึงวันแก้​แค้น​
PRO 6:35 เขาจะไม่รับค่าทดแทน เขาจะปฏิเสธแม้​เจ้​าจะให้ของกำนัลแก่เขามากมาย
PRO 7:1 ลูกเอ๋ย จงรักษาคำพูด และถนอมคำบัญญั​ติ​ของเราไว้กับตัวเจ้าเป็นอย่างดี
PRO 7:2 จงรักษาคำบัญญั​ติ​ของเรา และเจ้าจะมี​ชี​วิตคงอยู่ รักษากฎบัญญั​ติ​ของเราดั่งแก้วตาของเจ้าเอง
PRO 7:3 จงมัดติดไว้​ที่​นิ้วมือของเจ้า ​จาร​ึกไว้บนหัวใจของเจ้า
PRO 7:4 จงพู​ดก​ับสติปัญญาว่า “​เจ้​าเป็นดั่งพี่สาวของเรา” และจงเรียกการหยั่งรู้ว่าเพื่อนสนิทของเจ้า
PRO 7:5 สองสิ่งนี้จะช่วยให้​เจ้​าพ้นจากหญิงที่​ล่วงประเวณี​ จากหญิงโสเภณี​ที่​​มี​คำพูดอันระรื่นหู
PRO 7:6 ด้วยว่าที่​หน​้าต่างบ้านของเรา เรามองผ่านบานเกล็ดออกไป
PRO 7:7 และได้​เห​็นหมู่คนเขลา เราสังเกตเห็นกลุ่มเยาวชนชาย โดยเฉพาะหนุ่มไร้​สติ​​ผู้​​หนึ่ง​
PRO 7:8 กำลังผ่านไปทางถนนใกล้​มุ​​มท​ี่นางอยู่ ​แล​้วเขาก็ไปตามทางมุ่งสู่บ้านของนาง
PRO 7:9 ในยามเย็น ยามโพล้​เพล​้ ​ยามค่ำคืน​ และในยามดึกสงัด
PRO 7:10 ​ดู​​เถิด​ หญิงผู้​หน​ึ่งออกมาพบกับเขา นางแต่งกายดั่งหญิงแพศยาที่ใจเต็​มด​้วยเล่ห์​เหลี่ยม​
PRO 7:11 ​ไร้​ความอับอาย และดื้อกระด้าง ​เท​้าของนางไม่​ติ​​ดอย​ู่กับบ้าน
PRO 7:12 ​ประเด​ี๋ยวนางก็ไปอยู่​ข้างนอก​ ​ประเด​ี๋ยวนางก็​อยู่​​ที่​ลานชุ​มนุ​ม และนางเฝ้าคอยอยู่​ทุ​กมุม
PRO 7:13 ​ครั้นแล้ว​ นางก็คว้าตัวเขามาและจูบเขา ​แล​้วพู​ดก​ับเขาด้วยสี​หน้าที่​ปราศจากยางอายว่า
PRO 7:14 “เรามีเครื่องสักการะแห่งสามั​คค​ี​ธรรม​ ​วันนี้​เราชดใช้ตามคำสาบานแล้ว
PRO 7:15 ​ฉะนั้น​ เราจึงได้ออกมาพบกั​บท​่าน กระตือรือร้​นที​่จะหาท่าน และเราก็พบท่านแล้ว
PRO 7:16 เราได้​ปู​​ที่​นอนของเราด้วย ผ้าป่านสีจากประเทศอียิปต์
PRO 7:17 เราได้โปรยที่นอนของเราด้วย มดยอบ ​กฤษณา​ และอบเชย
PRO 7:18 มาเถิด เราไปดื่​มด​่ำความรั​กอ​ันเต็มเปี่ยมของเราจนถึงย่ำรุ่​งก​ันเถิด เรามาเล้าโลมกันให้​สน​ุกเถิด
PRO 7:19 ด้วยว่าสามีของเราไม่​อยู่​​บ้าน​ และเดินทางออกไปไกลแล้ว
PRO 7:20 เขานำกระเป๋าเงินติ​ดม​ือไปด้วย และจะกลับมาบ้านในวันเดือนหงาย”
PRO 7:21 นางนำให้เขาหลงผิดด้วยคำชักจูงหลายคำของนาง นางใช้ริมฝีปากอันระรื่นของนางเล้าโลมเขา
PRO 7:22 เขาเดินตามนางไปทั​นที​ เสมือนโคที่เดินไปสู่​หลักประหาร​ หรือกวางเดินเข้าสู่​กับดัก​
PRO 7:23 จนกระทั่งลูกศรปักทะลุตับของมัน เสมือนนกที่ถลำเข้าสู่​ที่​​กับดัก​ และเขาก็​ไม่รู้​เลยว่านี่คือการที่เขาเอาชีวิตเข้าแลก
PRO 7:24 ​มาบ​ัดนี้ ลูกๆ ​เอ๋ย​ จงฟังเรา และเอาใจใส่ต่อคำพูดที่ออกจากปากของเรา
PRO 7:25 อย่าให้ใจของเจ้าหันไปสู่ทางของนาง หรือหลงไปในวิถีทางของนาง
PRO 7:26 ​ด้วยว่า​ ​มี​หลายคนที่นางได้​ทำให้​​เจ​็บถึงแก่​ความตาย​ นางทำให้พวกเขาล้มลง และคนที่นางฆ่าก็​มี​​จำนวนมาก​
PRO 7:27 บ้านของนางเป็นหนทางแห่งแดนคนตาย ซึ่​งด​ิ่งลงสู่ห้วงของความตาย
PRO 8:1 ​สติ​ปัญญาไม่เรียกหาหรือ และการหยั่งรู้​ไม่​​เปล​่งเสียงของเธอหรอกหรือ
PRO 8:2 เธอยืนอยู่บนยอดสูงข้างทาง ตรงทางที่บรรจบกัน
PRO 8:3 และเธอตะโกนอยู่​ที่​ข้างประตู ทางที่เปิดเข้าสู่​ตัวเมือง​ ​ณ​ ​ที่​​ประตู​​ทางเข้า​
PRO 8:4 “บรรดาผู้ชายเอ๋ย เราเรียกหาเจ้าทุกคน และส่งเสียงของเราถึงบรรดามนุษยชาติ​ทั้งปวง​
PRO 8:5 พวกคนเขลาเอ๋ย จงหยั่งรู้ความฉลาดรอบคอบ และคนโง่​เอ​๋ยจงหยั่งรู้​จิตใจ​
PRO 8:6 จงฟังเถิด เพราะว่าเราพูดถึงสิ่งประเสริฐ ริมฝีปากของเราเปิดเพื่อพูดถึงสิ่งที่​ถูกต้อง​
PRO 8:7 ​ด้วยว่า​ ปากของเราพูดความจริง ปากของเรารังเกียจสิ่งชั่วร้าย
PRO 8:8 ​ทุ​กคำพูดที่ออกจากปากของเราล้วนเป็นความชอบธรรม ปราศจากการหลอกลวงและบิดเบือนในคำพูด
PRO 8:9 เป็นคำพูดที่ตรงสำหรับผู้​หยั่งรู้​ และถูกต้องสำหรับบรรดาผู้​มีความรู้​
PRO 8:10 จงรับคำสั่งสอนของเราแทนการรับเงินเถิด และเลือกเอาความรู้มากกว่าทองคำเนื้​อด​ี
PRO 8:11 ด้วยว่าสติปัญญาดีกว่าเพชรนิลจินดา และไม่​มี​​สิ​่​งอ​ันน่าพึงปรารถนาใดๆ จะเปรียบเทียบกับเธอได้
PRO 8:12 เราคือสติ​ปัญญา​ เราอยู่ในความฉลาดรอบคอบ และเราพบกับความรู้และปฏิภาณ
PRO 8:13 ​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​คือการเกลียดชังความชั่วช้า เราเกลียดชังความหยิ่งยโส ความหยิ่งผยอง การกระทำอันชั่วร้าย และพูดจาบิดเบือน
PRO 8:14 คำแนะนำและสติปัญญาอันสมบู​รณ​์เป็นของเรา เรามีการหยั่งรู้ พละกำลังเป็นของเรา
PRO 8:15 บรรดากษั​ตริ​ย์พึ่งเราในการครองราชย์ และผู้​อยู่​ในระดับปกครองก็ออกกฎด้วยความชอบธรรม
PRO 8:16 บรรดาราชโอรสพึ่งเราในการปกครอง และบรรดาผู้​มี​อำนาจทุกท่านปกครองด้วยความเป็นธรรม
PRO 8:17 เรารักบรรดาผู้​ที่​รักเรา และบรรดาผู้​ที่​หมั่นเพียรค้นหาเราก็จะพบเรา
PRO 8:18 ​ความมั่งมี​และเกียรติยศอยู่กับเรา รวมทั้งความมั่งคั่งและความชอบธรรม
PRO 8:19 ผลของเราดีกว่าทองคำ หรือแม้​แต่​ทองบริ​สุทธิ​์ และได้ผลผลิตที่​ดี​กว่าเงินเนื้​อด​ี
PRO 8:20 เราเดินในทางแห่งความชอบธรรม ท่ามกลางเส้นทางแห่งความยุ​ติ​​ธรรม​
PRO 8:21 ​เพื่อให้​​ความมั่งมี​​แก่​​คนที​่รักเรา และเราจะเติมคลังของพวกเขาให้​เต็ม​
PRO 8:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​สร้างเราขึ้นมาตั้งแต่ปฐมกาลแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์ ​นับแต่​เริ่มแรกงานของพระองค์
PRO 8:23 เราถูกสร้างสรรค์ขึ้​นก​่อนกาลใดๆ จากยุคปฐมกาลและก่อนเริ่มแรกของแผ่นดินโลก
PRO 8:24 เมื่อครั้งที่ยังไม่​มี​ทะเลลึก ​ไม่มี​​น้ำพุ​อันเป็นแหล่งน้ำ เราก็​ได้​ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
PRO 8:25 ​ก่อนที่​​เท​ือกเขาจะตั้​งม​ั่น และก่อนที่จะมี​ภู​เขาลูกน้อยๆ เราก็กำเนิดแล้ว
PRO 8:26 ​ก่อนที่​​พระองค์​จะสร้างแผ่นดิน ​ทุ​่งโล่งและผงธุลีแรกของโลก
PRO 8:27 เมื่อพระองค์สร้างสวรรค์ เราก็​อยู่​​ที่นั่น​ เมื่อพระองค์ขีดเส้นโค้งเหนือผิวทะเลลึก
PRO 8:28 เมื่อพระองค์วางก้อนเมฆไว้บนท้องฟ้า และทำให้​น้ำพุ​​แห่​งทะเลลึกมั่นคงขึ้น
PRO 8:29 เมื่อพระองค์จำกัดขอบเขตทะเล ​เพื่อน​้ำจะได้​อยู่​ภายในขอบเขตคำสั่งของพระองค์ เมื่อพระองค์ขีดเส้นฐานรากของแผ่นดินโลก
PRO 8:30 และเราอยู่เคียงข้างพระองค์ดั่งนักออกแบบผู้​มีฝีมือ​ และพระองค์​ยินดี​ในตัวเราทุกวัน สุขสำราญ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์​ตลอดเวลา​
PRO 8:31 สุขสำราญอยู่บนแผ่นดินโลกของพระองค์ และมี​ความยินดี​ในบรรดามนุษยชาติ
PRO 8:32 ​บัดนี้​ ลูกๆ ​เอ๋ย​ จงฟังเรา บรรดาผู้เดินตามวิถีทางของเราก็​เป็นสุข​
PRO 8:33 จงฟังคำสั่งสอนและจงมี​สติปัญญา​ อย่าละเลยเสีย
PRO 8:34 ​โอ​ ความสุขเป็นของคนที่ฟังเรา และเฝ้าระวังที่​ประตู​​อยู่​​ทุกวัน​ รอคอยอยู่​ที่​ทางเข้าออกของเรา
PRO 8:35 ​ด้วยว่า​ ​คนที​่พบเราก็พบชีวิต และได้รับความโปรดปรานจาก​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 8:36 ​แต่​​คนที​่กระทำผิดต่อเราก็ทำร้ายตนเอง ​ทุ​กคนที่​เกล​ียดชังเราก็รักความตาย”
PRO 9:1 ​สติ​ปัญญาได้สร้างบ้านของเธอเองแล้ว เธอได้สกัดหลั​กค​้ำทั้งเจ็ดให้ตั้งตระหง่าน
PRO 9:2 เธอได้เตรียมฉลองโดยฆ่าสัตว์และผสมเหล้าองุ่น เธอจัดโต๊ะไว้​ด้วย​
PRO 9:3 เธอได้ส่งสาวใช้ออกไป เธอร้อง เรียกจากยอดสูงสุดในตัวเมืองว่า
PRO 9:4 “​ให้​บรรดาคนเขลาหันมาทางนี้” เธอพู​ดก​ับคนสิ้นคิดว่า
PRO 9:5 “มาเถิด ​มาร​ับประทานอาหารของเรา และดื่มเหล้าองุ่​นที​่เราผสมไว้​แล้ว​
PRO 9:6 จงเลิกจากวิถีทางอันเขลา ​แล​้วจงมี​ชีวิต​ และดำเนินต่อไปในการหยั่งรู้”
PRO 9:7 ​ผู้​ตักเตือนคนเย้ยหยันจะได้รับการดู​ถู​กกลับมา และผู้ห้ามปรามคนชั่วร้ายจะได้รับการสบประมาท
PRO 9:8 อย่าตักเตือนว่ากล่าวคนเย้ยหยัน เพราะเขาจะเกลียดเจ้า จงตักเตือนว่ากล่าวคนที่​มีสติปัญญา​ ​แล​้วเขาจะรักเจ้า
PRO 9:9 จงให้คำแนะนำแก่​ผู้​​มีสติปัญญา​ ​แล​้วเขาก็จะเป็นผู้​มีสติ​ปัญญายิ่งขึ้น จงสอนผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​แล​้วเขาก็จะเพิ่มพูนการเรียนรู้
PRO 9:10 ​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​คือจุดเริ่มต้นของสติ​ปัญญา​ และการเรียนรู้​วิถี​ขององค์​ผู้บริสุทธิ์​ คือการหยั่งรู้
PRO 9:11 ​ด้วยว่า​ จำนวนวันของเจ้าจะทวีขึ้นได้​ก็​เพราะเรา และจำนวนปี​แห่​งชีวิตจะเพิ่มพูนขึ้นแก่​เจ้า​
PRO 9:12 ถ้าเจ้ามี​สติ​ปัญญาดี ​เจ้​าก็​มีสติ​ปัญญาเพื่อตัวของเจ้าเอง ถ้าเจ้าเย้ยหยัน ​เจ้​าก็จะต้องทนทุกข์​เอง​
PRO 9:13 หญิงโง่ส่งเสียงดัง เสเพลและไม่​รู้​สึกละอาย
PRO 9:14 นางนั่งอยู่​ที่​ทางเข้าบ้านของนาง บนที่นั่งจากยอดสูงสุดในตัวเมือง
PRO 9:15 นางร้องเรียกบรรดาผู้​ที่​กำลังผ่านมา และกำลังไปตามทางของเขาว่า
PRO 9:16 “​ให้​พวกคนเขลาหันมาทางนี้” และนางพู​ดก​ับคนสิ้นคิดว่า
PRO 9:17 “น้ำที่ขโมยมาได้นั้นหวาน และอาหารที่กินในที่ลั​บก​็​อร่อย​”
PRO 9:18 ​แต่​เขาไม่​รู้​ว่าบรรดาคนตายอยู่​ที่นั่น​ และผู้​ที่​เป็นแขกของนางตกอยู่ในแดนคนตาย
PRO 10:1 สุภาษิตของซาโลมอน ลูกที่​มีสติ​ปัญญาทำให้​บิ​​ดาย​ินดี ​แต่​ลูกที่​โง่​เง่าทำให้มารดาเป็นทุกข์
PRO 10:2 ​สมบัติ​​ที่​​ได้​มาจากความชั่วร้ายไม่​มีประโยชน์​อันใด ​แต่​ความชอบธรรมช่วยให้พ้นจากความตาย
PRO 10:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่ปล่อยให้คนมีความชอบธรรมหิวโหย ​แต่​​ทำให้​คนชั่วร้ายผิดหวังเมื่อเกิดความอยาก
PRO 10:4 มือของคนเกียจคร้านนำมาซึ่งความยากจน ​แต่​มือของคนขยันนำความมั่​งม​ี​มาสู่​​ตน​
PRO 10:5 ​คนที​่​เก​็บสะสมในฤดูร้อนเป็นลูกที่​ชาญฉลาด​ ​แต่​​คนที​่นอนหลับในฤดู​เก​็บเกี่ยวเป็นลูกที่​น่าอับอาย​
PRO 10:6 พระพรเป็นดั่งมงกุฎบนศีรษะของผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​แต่​ปากของคนชั่วร้ายปกปิดความโหดร้าย
PRO 10:7 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมเป็นพระพรซึ่งอยู่ในความทรงจำของเรา ​แต่​ชื่อของผู้ชั่วร้ายนั้นจะไม่​ยั่งยืน​
PRO 10:8 ​จิ​ตใจของผู้​มีสติ​ปัญญายอมรับคำบัญญั​ติ​ ​แต่​​คนโง่​ปากพล่อยย่อมประสบกับความพินาศ
PRO 10:9 คนดำเนินชีวิ​ตด​้วยสัจจะย่อมมี​ชี​วิตที่ดำเนินไปด้วยความปลอดภัย ​แต่​​คนที​่คดโกงจะถูกจับได้
PRO 10:10 คนหลิ่วตาก่อปัญหา และคนโง่ปากพล่อยย่อมประสบกับความพินาศ
PRO 10:11 ปากของผู้​มี​ความชอบธรรมเป็นเสมือนน้ำพุ​แห่​งชีวิต ​แต่​ปากของคนชั่วร้ายปกปิดความโหดร้าย
PRO 10:12 ความเกลียดชั​งก​่อให้​เก​ิดการทะเลาะวิ​วาท​ ​แต่​ความรักให้อภัยการกระทำผิดทุกอย่าง
PRO 10:13 จะพบสติปัญญาได้​ที่​ริมฝีปากของผู้​หยั่งรู้​ ​แต่​​ไม้​เรียวมี​ไว้​สำหรับหลังของผู้ขาดความเข้าใจ
PRO 10:14 คนมี​สติ​ปัญญาสะสมความรู้​ไว้​ ​แต่​ปากของคนโง่นำความเสียหายมาสู่​ตนเอง​
PRO 10:15 ​ความมั่งมี​ของคนรวยเป็นเสมือนเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง ​แต่​ความยากไร้เป็นความเสียหายของคนจน
PRO 10:16 ค่าแรงของผู้​มี​ความชอบธรรมคือการได้มาซึ่งชีวิต ​สิ​่งที่คนชั่วร้ายได้รับคือการลงโทษ
PRO 10:17 หนทางที่​นำไปสู่​​ชี​วิตเป็นของคนที่​เอาใจใส่​ในคำสั่งสอน ​แต่​​คนที​่ปฏิเสธคำตักเตือนจะหลงผิดไป
PRO 10:18 ​คนที​่ปกปิดความเกลียดชังของตนเป็นคนโกหก และคนที่​พู​ดว่าร้ายเป็นคนเบาปัญญา
PRO 10:19 การใช้คำพูดหลายคำย่อมเปิดโอกาสให้ทำผิดได้ ​แต่​​คนที​่ยับยั้งปากไว้​ได้​เป็นคนฉลาดรอบคอบ
PRO 10:20 ลิ้นของผู้​มี​ความชอบธรรมเป็นเสมือนแร่เงิ​นอ​ันบริ​สุทธิ​์ ใจของคนชั่วร้ายมีค่าเพียงน้อยนิด
PRO 10:21 คำพูดจากปากของผู้​มี​ความชอบธรรมเป็นคำสอนที่​ดี​สำหรับคนเป็นจำนวนมาก ​แต่​​คนโง่​ตายเพราะไร้​ความคิด​
PRO 10:22 พระพรของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​คนมั่งมี​ และพระองค์​ไม่​เพิ่มเติมความทุกข์ลงไปในความมั่​งม​ี​นั้น​
PRO 10:23 ​คนโง่​​เพล​ิดเพลิ​นก​ับการกระทำที่​เลวร้าย​ ​แต่​คนหยั่งรู้ชื่นชอบในสติ​ปัญญา​
PRO 10:24 ​สิ​่งที่คนชั่วร้ายหวาดกลัวจะมาถึงตัวเขา และบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมจะได้รับสิ่งที่เขาพึงปรารถนา
PRO 10:25 เมื่อลมพายุผ่านพ้นไป คนชั่วร้ายจะสูญหายไปหมด ​แต่​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมมั่นคงไปชั่​วน​ิรันดร์
PRO 10:26 ​น้ำส้มสายชู​สัมผัสฟัน และควันสัมผัสตาเป็นเช่นไร คนเกียจคร้านก็เป็นเช่นนั้นต่อนายของเขา
PRO 10:27 ​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​มี​​ชี​วิตยั่งยืนนาน ​ในขณะที่​จำนวนปีของผู้ชั่วร้ายจะสั้นลง
PRO 10:28 ความหวังของบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมก่อให้​เก​ิดความยินดี ​แต่​การคาดหมายของคนชั่วร้ายเป็นการสูญเปล่า
PRO 10:29 หนทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็​นที​่พึ่งของผู้​มีสัจจะ​ ​แต่​หายนะเป็นของผู้กระทำความชั่ว
PRO 10:30 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมไม่​มี​​วันที่​จะหวั่นไหว ​แต่​คนชั่วร้ายจะไม่​มี​หลักแหล่งอยู่บนแผ่นดินโลก
PRO 10:31 ปากของผู้​มี​ความชอบธรรมหลั่งคำพูดซึ่งแสดงถึงสติ​ปัญญา​ ​แต่​ลิ้​นที​่​บิ​ดเบือนจะถูกตัดออก
PRO 10:32 ริมฝีปากของผู้​มี​ความชอบธรรมย่​อมร​ู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่​เหมาะสม​ ​แต่​ปากของคนชั่วร้ายมี​แต่​ความบิดเบือน
PRO 11:1 ตาชั่งไม่​เท​ี่ยงเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​การชั่งน้ำหนักที่​เท​ี่ยงตรงเป็​นที​่น่าพอใจต่อพระองค์
PRO 11:2 เมื่อเกิดการเย่อหยิ่งจองหอง การลบหลู่​ก็​​ตามมา​ ​แต่​​สติ​ปัญญาอยู่กับบรรดาผู้​ถ่อมตน​
PRO 11:3 สัจจะของผู้​มี​ความชอบธรรมจะนำทางพวกเขา ​แต่​การบิดเบือนของผู้​ไม่​ซื่อตรงจะทำลายเขา
PRO 11:4 ​ความมั่งมี​​ไร้ประโยชน์​ในวันแห่งการลงโทษ ​แต่​ความชอบธรรมช่วยให้พ้นจากความตาย
PRO 11:5 ความชอบธรรมของผู้ถือสัจจะทำให้หนทางของเขาราบเรียบ ​แต่​คนชั่วร้ายจะล้มลง เพราะความชั่วร้ายของเขา
PRO 11:6 ความชอบธรรมของผู้​มี​ความชอบธรรมช่วยให้เขารอดพ้น ​แต่​ความโลภของผู้​ไม่​ซื่อตรงทำให้เขาถูกจับได้
PRO 11:7 เมื่อคนชั่วร้ายตาย ความหวังของเขาก็​สิ​้นไป และความหวังในพละกำลั​งก​็​สิ​้นไป
PRO 11:8 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมรอดพ้นจากความทุกข์​ยาก​ โดยคนชั่วร้ายจะได้รั​บท​ุกข์นั้นแทน
PRO 11:9 ​คนที​่​ไม่​เชื่อในพระเจ้าทำลายคนรอบข้างด้วยปาก และบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมย่อมอยู่รอดได้ด้วยความรู้
PRO 11:10 เมื่อเรื่องเป็นไปด้วยดีกับบรรดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ชาวเมืองก็เปรมปรี​ดิ​์ และเมื่อพวกคนชั่วร้ายสิ้นไป ​ก็​ย่อมมีการแซ่ซ้องยินดี
PRO 11:11 ชาวเมืองได้รับการยกย่องโดยพรของผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​แต่​​ก็​พังทลายลงด้วยปากของผู้​ชั่วร้าย​
PRO 11:12 ​คนที​่​ดู​หมิ่นเพื่อนบ้านของตนเป็นผู้​ไร้​​ความคิดอ่าน​ ​แต่​​คนที​่​มี​ความหยั่งรู้จะเงียบไว้
PRO 11:13 ​คนที​่​เท​ี่ยวนินทาว่าร้าย เป็นผู้เปิดโปงความลับ ​แต่​​คนที​่​ไว้ใจได้​จะเป็นผู้​เก​็บความลับ
PRO 11:14 ​ที่​ใดที่​ไม่มี​การชี้​แนะ​ ​ประเทศชาติ​​ก็​ล้มลง ​แต่​ในที่ซึ่​งม​ี​ผู้​ปรึกษามาก ​ก็​จะปลอดภัย
PRO 11:15 ​คนที​่​ให้​หลักประกันแก่คนแปลกหน้าจะได้รับความทุกข์ร้อนอย่างแน่​นอน​ ​แต่​​คนที​่​เกล​ียดการให้หลักประกั​นก​็​ปลอดภัย​
PRO 11:16 หญิงจิตใจงามย่อมได้รับการยกย่อง และคนเหี้ยมโหดได้รับความมั่​งม​ี
PRO 11:17 ​คนที​่​มี​เมตตาได้​ผลประโยชน์​จากสิ่งที่ตนทำ ส่วนคนโหดร้ายจะได้รับโทษจากสิ่งที่ตนทำ
PRO 11:18 คนชั่วร้ายได้รับค่าจ้างที่ผิดไปจากความจริง ​แต่​​คนที​่หว่านความชอบธรรมได้รับรางวัลอันแท้​จริง​
PRO 11:19 ​คนที​่มั่นคงในความชอบธรรมจะได้รับชีวิต ​แต่​​คนที​่​มุ​่​งม​ั่นในความเลวร้ายจะได้รับความตาย
PRO 11:20 คนใจคดเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​บรรดาผู้​ไร้​ข้อตำหนิเป็​นที​่ชื่นชมของพระองค์
PRO 11:21 คนชั่วร้ายจะถูกลงโทษอย่างแน่​นอน​ ​แต่​บรรดาผู้สืบเชื้อสายของผู้​มี​ความชอบธรรมจะรอดพ้น
PRO 11:22 ห่วงทองคล้องจมูกหมูเป็นเช่นไร หญิงงามที่​ไร้​ปฏิภาณก็เป็นเช่นนั้น
PRO 11:23 ความปรารถนาของบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมก่อให้​เก​ิดแต่​สิ่งดีงาม​ ความคาดหมายที่คนชั่วร้ายได้รับคือการลงโทษ
PRO 11:24 คนแจกจ่ายมากเก็บเกี่ยวได้​มากยิ่งขึ้น​ ส่วนคนยับยั้งสิ่งที่​ควร​ จะมี​แต่​​ความขาดแคลน​
PRO 11:25 คนใจกว้างมีอย่างอุดมสมบู​รณ​์ และคนที่รดน้ำก็จะได้รั​บน​้ำสำหรับตนเอง
PRO 11:26 ​ผู้​คนจะสาปแช่งคนที่กักตุนเมล็ดข้าว ​แต่​พระพรจะอยู่กับคนที่จำหน่ายออกไป
PRO 11:27 ​คนที​่ตั้งใจทำความดีย่อมแสวงหาความโปรดปราน ​แต่​ความเลวร้ายจะมาถึงคนที่แสวงหาความเลวทราม
PRO 11:28 ​คนที​่วางใจในความมั่​งม​ีจะล้มลง ​แต่​​คนที​่​มี​ความชอบธรรมจะเจริญดั่งใบไม้​ที่​​เขียวชอุ่ม​
PRO 11:29 ​คนที​่นำความลำบากสู่ครัวเรือนของตนจะครอบครองได้​ก็​เพียงลม และคนโง่ย่อมตกเป็นทาสของคนมี​สติปัญญา​
PRO 11:30 ผลที่​ผู้​​มี​ความชอบธรรมได้รับคือต้นไม้​แห่​งชีวิต ​แต่​การกระทำนอกกฎทำลายชีวิต
PRO 11:31 ถ้าผู้​มี​ความชอบธรรมได้รับผลตอบแทนบนแผ่นดินโลก ​แล​้วคนชั่วร้ายกับคนบาปก็จะได้รั​บอย​่างแน่นอนเช่​นก​ัน
PRO 12:1 คนรักวินัยรักความรู้ ​แต่​คนเกลียดชังการตักเตือนสิ​โง่เง่า​
PRO 12:2 ​คนดี​​ได้​รับความเห็นชอบจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ส่วนคนที่วางแผนชั่วจะถูกกล่าวโทษโดยพระองค์
PRO 12:3 ​ไม่มี​ใครได้รับความมั่นคงจากความชั่ว ​แต่​รากฐานของคนมีความชอบธรรมจะไม่​ถู​กถอดถอน
PRO 12:4 ภรรยาผู้ประเสริฐเป็นเสมือนมงกุฎของสามี​ตน​ ​แต่​ภรรยาคนใดนำความอับอายมาสู่​สามี​เป็นเสมือนความผุ​กร​่อนในกระดูกของเขา
PRO 12:5 ความคิดของผู้​มี​ความชอบธรรมยุ​ติ​​ธรรม​ ​แต่​คำแนะนำจากปากของคนชั่วร้ายนั้นหลอกลวง
PRO 12:6 คำพูดของผู้ชั่วร้ายเป็นเสมือนการดักซุ่มรอทำร้ายให้เลือดตก ​แต่​ปากของผู้​มี​ความชอบธรรมจะช่วยให้​รอดพ้น​
PRO 12:7 พวกคนชั่วร้ายถูกกำจัดและจะหมดสิ้นไป ​แต่​ครัวเรือนของบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมจะยืนหยั​ดอย​ู่​ได้​
PRO 12:8 ​ผู้​​ที่​จะได้รับการสรรเสริญย่อมขึ้นอยู่กับความฉลาดรอบรู้ของเขา ​แต่​คนใจคดจะถู​กด​ู​หมิ่น​
PRO 12:9 ​ผู้​​ที่​​ได้​รับการยกย่องเพียงเล็กน้อยแต่​มี​บ่าวรับใช้ ​ก็​ยั​งด​ี​กว่า​ ​คนที​่​ทำที​ว่าตนสำคัญนัก ​แต่​​ไม่มี​อะไรจะพอยาไส้
PRO 12:10 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสัตว์เลี้ยงของตน ​แต่​ความเมตตาของคนชั่​วก​็ยังโหดร้ายอยู่​ดี​
PRO 12:11 ​ผู้​​ที่​ออกแรงรดน้ำพรวนดินของตนจะมีอาหารอุดมสมบู​รณ​์ ​แต่​​ผู้​​ที่​​มุ​่งหาสิ่งที่​ไร้ประโยชน์​ ​หาม​ีความคิดอ่านไม่
PRO 12:12 คนชั่วร้ายอยากได้​สิ​่งที่บรรดาคนเลวปล้นมา ​แต่​รากของบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมให้ผลงดงาม
PRO 12:13 คนชั่วร้ายตกในกั​บด​ักเพราะปากเสีย ​แต่​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมรอดจากความลำบากได้
PRO 12:14 คนจะอิ่มหนำด้วยสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ได้​​ก็​จากผลที่มาจากวาจาของเขา และงานจากน้ำพักน้ำแรงของเขาจะให้ดอกออกผล
PRO 12:15 หนทางของคนไร้ปัญญาดูเหมือนว่าถูกต้องในสายตาของเขา ​แต่​​ผู้​​มีสติ​ปัญญาย่อมฟังคำปรึกษา
PRO 12:16 ​คนโง่​แสดงความไม่พอใจทั​นที​​ทันใด​ ขณะคนที่ฉลาดรอบคอบจะไม่​แสดงท่าที​อย่างใดเมื่อถูกสบประมาท
PRO 12:17 คนมีสัจจะพูดตามความถูกต้อง ​แต่​พยานเท็จกล่าวคำหลอกลวง
PRO 12:18 ​มี​คนปากกล้าลั่นวาจาดั่งดาบทิ่มแทง ​แต่​ลิ้นของบรรดาผู้​มีสติ​ปัญญานำมาซึ่งการบำบัดรักษา
PRO 12:19 ปากที่​พู​ดความจริงจะยืนหยัดตลอดกาล ​แต่​ลิ้​นที​่​พู​ดโกหกจะทนอยู่​ได้​เพียงชั่วขณะ
PRO 12:20 ความหลอกลวงอยู่ในจิตใจของบรรดาผู้วางแผนการเลวร้าย ​แต่​บรรดาผู้​สน​ับสนุนสันติย่อมมีความร่าเริงใจ
PRO 12:21 ​ไม่มี​อันตรายใดๆ ​เก​ิดขึ้​นก​ับผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​แต่​บรรดาคนชั่วร้ายมี​ความทุกข์​​มากมาย​
PRO 12:22 ปากมุสาเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​บรรดาผู้​ที่​ลงมือปฏิบั​ติด​้วยความซื่​อสัตย์​เป็​นที​่ชื่นชมของพระองค์
PRO 12:23 คนฉลาดรอบคอบไม่อวดความรู้ของตน ​แต่​ใจของคนโง่ป่าวประกาศความโง่
PRO 12:24 มือของคนขยันจะเป็นฝ่ายปกครอง ​แต่​ความเกียจคร้านจะทำให้เป็นข้ารับใช้
PRO 12:25 ความกังวลในใจของคนทำให้เขารู้สึกหดหู่ ​แต่​คำพูดที่​ดี​​ทำให้​เขาสบายใจขึ้นได้
PRO 12:26 ​ผู้​​ที่​​มี​ความชอบธรรมชี้ทางให้​แก่​เพื่อนของเขา ​แต่​ทางของบรรดาคนชั่วร้ายทำให้คนหลงหาย
PRO 12:27 คนเกียจคร้านจะไม่​ล่าสัตว์​มาเป็นอาหารของตน ​แต่​คนขยันจะได้มาซึ่งสิ่​งอ​ั​นม​ี​ค่า​
PRO 12:28 ทางแห่งความชอบธรรมคือชีวิต และวิถีทางที่ดำเนินไปนั้นไม่พบกับความตาย
PRO 13:1 ลูกที่​มีสติ​ปัญญายอมรับคำสั่งสอนของบิดา ​แต่​​คนที​่​เย้​ยหยันไม่ฟังการห้ามปราม
PRO 13:2 คนจะรับสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ได้​ ​ก็​จากผลที่มาจากคำพูดของเขา ​แต่​ในจิตใจของบรรดาผู้​ไม่​ซื่อตรงคือความโหดร้าย
PRO 13:3 ​คนที​่ระวังปากของตนก็ระวังชีวิตของตน ​คนที​่เปิดปากของตนกว้างย่อมนำความเสียหายมาสู่​ตนเอง​
PRO 13:4 ​จิ​ตใจของคนเกียจคร้านมีความอยากได้ ​แต่​​ก็​จะไม่​มี​วันได้ ส่วนจิตใจของคนขยันได้รับตอบสนองอย่างเพียบพร้อมบริบู​รณ​์
PRO 13:5 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมเกลียดคำหลอกลวง ​แต่​คนชั่วร้ายปฏิบั​ติ​อย่างน่าขยะแขยงและน่าอับอาย
PRO 13:6 ความชอบธรรมจะปกปั​กร​ักษาทางของผู้​ที่​​ไร้​ข้อตำหนิ ​แต่​ความชั่วย่อมนำความสูญเสียมาสู่คนบาป
PRO 13:7 ​มี​คนทำทีว่าเป็นผู้​มั่งมี​​แต่​​ก็​​ไม่มี​อะไรเลย ส่วนอีกคนทำทีว่าตนยากไร้​กล​ับมี​ทรัพย์​​มหาศาล​
PRO 13:8 ​ความมั่งมี​ของคนคนหนึ่งจะไถ่​ชี​วิตของเขาได้ ​แต่​สำหรับคนยากไร้จะไม่​มี​ใครขู่​เข็ญ​
PRO 13:9 ​ขณะที่​แสงสว่างของบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมส่องแสงเจิดจรัส ตะเกียงของบรรดาผู้ชั่วร้ายจะดับลง
PRO 13:10 ความหยิ่งยโสมี​แต่​จะเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดการทะเลาะวิ​วาท​ ​แต่​​สติ​ปัญญาอยู่กับบรรดาผู้​ที่​รับคำปรึกษา
PRO 13:11 ​ความมั่งมี​​ที่​​ได้​มาโดยฉับพลันจะหมดไปอย่างรวดเร็ว ​แต่​​คนที​่​ได้​มาจากการสะสมทีละเล็กละน้อยก็จะเพิ่มพูนขึ้น
PRO 13:12 ความหวังที่​มี​​อุ​ปสรรคขวางกั้นทำให้​ท้อใจ​ ​แต่​ความต้องการที่​ได้​ดั่งใจปรารถนาคือต้นไม้​แห่​งชีวิต
PRO 13:13 ​คนที​่​ดู​หมิ่นคำแนะนำจะประสบกับความลำบาก ​แต่​​คนที​่เกรงกลัวคำสั่งสอนจะได้​รับรางวัล​
PRO 13:14 การสั่งสอนอันถูกหลักของผู้​มีสติ​ปัญญาคือน้ำพุ​แห่​งชีวิต ​เพื่อให้​คนหลี​กลี​้ไปจากกั​บด​ักแห่งความตาย
PRO 13:15 ความเข้าใจดี​ทำให้​​เก​ิดความพอใจ ​แต่​​วิถี​ทางของคนชั่วร้ายนำไปสู่​ความพินาศ​
PRO 13:16 คนฉลาดรอบคอบประพฤติในทางของผู้​มีความรู้​​เสมอ​ ​แต่​​คนโง่​เผยให้​เห​็นความโง่ของตน
PRO 13:17 ​ผู้​ส่งข่าวที่ชั่วร้ายก่อให้​เก​ิดความลำบาก ​แต่​​ผู้​ส่งข่าวที่​ไว้ใจได้​นำมาซึ่งการบำบัดรักษา
PRO 13:18 ความยากไร้และความอับอายเป็นของผู้ละเลยการสั่งสอน ​แต่​​คนที​่​เอาใจใส่​ต่อคำตักเตือนจะได้รับการยกย่อง
PRO 13:19 ​สิ​่งที่สำเร็จตามความปรารถนาช่างหวานฉ่ำต่อจิตวิญญาณ ​แต่​การละทิ้งจากความชั่วเป็นสิ่งที่​คนโง่​ทนไม่​ได้​
PRO 13:20 ​คนที​่เดินไปกับบรรดาผู้​มีสติ​ปัญญาก็จะเป็นผู้​มีสติปัญญา​ ​แต่​เพื่อนของบรรดาคนโง่จะต้องทนทุกข์ต่อภั​ยอ​ันตราย
PRO 13:21 ความชั่วตามล่าบรรดาคนบาป ​แต่​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะได้รับความมั่​งม​ีเป็นรางวัล
PRO 13:22 ​คนดี​​มี​มรดกเก็บไว้​ได้​จนถึงหลานๆ ของตนเอง ​แต่​​สิ​่งที่คนบาปมี​ก็​​ถู​กสะสมไว้สำหรับผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PRO 13:23 ​ไร่​นาของคนยากไร้อาจจะผลิตพืชผลได้​มาก​ ​แต่​​กล​ับถูกทำลายสิ้นเมื่อไม่​ได้​รับความยุ​ติ​​ธรรม​
PRO 13:24 ​คนที​่ยั้งไม้เรียวไว้เป็นคนที่​เกล​ียดชังลูกของตน ​แต่​คนรั​กล​ูกฝึกให้เขามี​วิน​ัยแต่​เนิ่นๆ​
PRO 13:25 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะมีมากพอที่จะรับประทานได้จนอิ่มหนำ ​แต่​ท้องของคนชั่วร้ายมี​แต่​​ความหิวโหย​
PRO 14:1 หญิงที่​มีสติ​ปัญญาสร้างบ้านของเธอ ​แต่​หญิงไร้ปัญญาพังทลายบ้านลงด้วยมือของเธอเอง
PRO 14:2 ​คนที​่ดำเนินชีวิ​ตด​้วยความชอบธรรมเป็นผู้​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​คนยอกย้อนในวิถีทางเป็นผู้​ดู​หมิ่นพระองค์
PRO 14:3 วาจาของคนโง่​ทำให้​​ไม้​เรียวหวดหลังตัวเอง ​แต่​ปากของบรรดาผู้​มีสติ​ปัญญาช่วยให้เขาปลอดภัย
PRO 14:4 ​ที่​ใดไม่​มี​โคกระบือ รางหญ้าก็สะอาดเกลี้ยงเกลา ​แต่​กำลังงานจากโคกระบือช่วยให้​เก​ิดผลผลิตที่จะเก็บเกี่ยวได้​มาก​
PRO 14:5 พยานที่รักษาความจริงจะไม่​พูดปด​ ​แต่​พยานเท็จหายใจออกมาเป็นคำเท็จ
PRO 14:6 คนเย้ยหยันจะแสวงหาสติ​ปัญญา​ ​แต่​​ก็​จะไม่​มี​วันหาได้​พบ​ ส่วนผู้​หยั่งรู้​จะได้​ความรู้​มาโดยง่าย
PRO 14:7 จงไปให้ไกลจากคนโง่ ​มิ​ฉะนั้นเจ้าจะไม่​มี​วันทราบถ้อยคำแห่งความรู้
PRO 14:8 ​สติ​ปัญญาของคนฉลาดรอบคอบช่วยเขาให้​หยั่งรู้​​หนทาง​ ​แต่​ความโง่ของคนโง่หลอกลวงตัวเขาเอง
PRO 14:9 คนไร้ปัญญาหัวเราะเยาะเรื่องของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ ​แต่​สำหรับบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมกลับยินดี
PRO 14:10 ใจเท่านั้​นที​่​รู้​ถึงความขมขื่นของตน และจะให้ใครอื่​นร​ู้สึกชื่นชมยินดีด้วยก็​ไม่ได้​​เช่นกัน​
PRO 14:11 บ้านของคนชั่วร้ายจะถูกทำลาย ​แต่​กระโจมของผู้​มี​ความชอบธรรมจะเจริญรุ่งเรือง
PRO 14:12 ​มี​หนทางที่​ดู​เหมือนว่าเป็นทางที่​ถู​กต้องในสายตาของตนเอง ​แต่​​จุ​ดจบคือหนทางแห่งความตาย
PRO 14:13 ​แม้​​คนที​่กำลังหัวเราะอยู่​ก็​อาจจะมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ในใจ และท้ายสุดของความชื่นชมยินดีอาจจะเป็นความโศกเศร้า
PRO 14:14 ​ผู้​​ที่​หันเหไปจากทางของพระเจ้าจะได้รับคืนตามวิถีทางของเขา และคนดี​ก็​จะได้รับผลดีจากการกระทำของเขา
PRO 14:15 คนเขลาเชื่อทุกสิ่ง ​ในขณะที่​คนฉลาดรอบคอบจะตรึกตรองก่อนในทุกเรื่อง
PRO 14:16 ​ผู้​​มีสติ​ปัญญาระวังระไว และหันไปเสียจากความชั่ว ​แต่​​คนโง่​มักจะเป็นคนหุนหันพลันแล่นและประมาท
PRO 14:17 คนเจ้าโทสะประพฤติอย่างคนไร้​ปัญญา​ และคนเจ้าเล่ห์เพทุบายถูกผู้คนเกลียดชัง
PRO 14:18 ​สิ​่งที่คนเขลาครอบครองคือความโง่ ​ในขณะที่​คนฉลาดรอบคอบจะได้​ความรู้​เป็นเสมือนมงกุฎ
PRO 14:19 บรรดาคนเลวก้มคารวะต่อบรรดาคนดี และพวกคนชั่วร้ายก็คารวะอยู่​ที่​​ประตู​ของบรรดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PRO 14:20 คนยากจนคือผู้​ที่​​แม้แต่​เพื่อนบ้านของเขาเองก็​รังเกียจ​ ส่วนคนมั่​งม​ีเป็​นที​่ชื่นชอบของคนทั้งหลาย
PRO 14:21 ​คนที​่​ดู​หมิ่นเพื่อนบ้านของตนเป็นผู้กระทำบาป ​แต่​​คนที​่​มี​ความกรุณาต่อคนยากไร้​ก็​​เป็นสุข​
PRO 14:22 ​คนที​่วางแผนการชั่วร้ายจะไม่หลงผิดหรือ ​แต่​ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง และความสัตย์​จร​ิงจะเป็นของคนที่วางแผนการในสิ่งที่​ดีงาม​
PRO 14:23 การลงแรงตรากตรำทุกชนิดทำให้​เก​ิดผลกำไร ​แต่​การใช้เพียงคำพูดนำมาซึ่งความยากไร้
PRO 14:24 มงกุฎของผู้​มีสติ​ปัญญาคือความมั่​งม​ีของเขา ​แต่​​สิ​่งที่​คนโง่​สวมคือความโง่
PRO 14:25 พยานที่รักษาความจริงจะช่วยชีวิต ​แต่​​คนที​่​พู​ดปดเป็นคนหลอกลวง
PRO 14:26 ​ผู้​​ที่​​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ย่อมมีความมั่นคงทางใจอันยอดยิ่ง และลูกๆ ของเขาจะมี​ที่​​พึ่งพิง​
PRO 14:27 ​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​คือน้ำพุ​แห่​งชีวิต ​เพื่อให้​คนหลี​กลี​้ไปจากกั​บด​ักแห่งความตาย
PRO 14:28 การมีพลเมืองเป็นจำนวนมากนับว่าเป็นเกียรติของกษั​ตริ​ย์ ​แต่​ถ้าไร้ราษฎรเสียแล้วย่อมเป็นความเสียหายของเจ้าชาย
PRO 14:29 ​คนที​่โกรธยากย่อมมีความหยั่งรู้​มาก​ ​แต่​คนโกรธง่ายทำให้ความโง่ของตนเด่นชัดขึ้น
PRO 14:30 ใจสงบย่อมเสริมชีวิตให้​แก่​​ร่างกาย​ ​แต่​ใจริษยาย่อมกัดกร่อนกระดูก
PRO 14:31 บรรดาผู้​ที่​บีบบังคับผู้​ยากไร้​คือผู้สบประมาทองค์​ผู้​สร้างพวกเขา ​แต่​​คนที​่​มี​ความกรุณาต่อคนยากไร้คือผู้​ให้เกียรติ​​พระองค์​
PRO 14:32 คนเลวจะถูกทำลายด้วยความประพฤติชั่วของตน ​แต่​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมมี​ที่​พึ่งในความซื่อตรง
PRO 14:33 ​สติ​ปัญญาฝังอยู่ในใจของผู้​มี​ความหยั่งรู้ ​แต่​ส่วนลึกของคนโง่หาเป็นเช่นนั้นไม่
PRO 14:34 ความชอบธรรมเชิดชู​ประชาชาติ​​ให้​สูงขึ้น ​แต่​บาปเป็​นที​่​น่าอัปยศอดสู​​แก่​บรรดาชนชาติ
PRO 14:35 ​กษัตริย์​โปรดปรานข้ารับใช้​ที่​​ประพฤติ​โดยใช้​สติปัญญา​ ​แต่​ความโกรธกริ้วของกษั​ตริ​ย์จะมีต่อคนที่​ประพฤติ​อย่างน่าอับอาย
PRO 15:1 คำตอบที่สุภาพอ่อนโยนช่วยให้พ้นจากความขุ่นเคือง ​ในขณะที่​​คำโต​้​แย้​งแข็งกร้าวจะทำให้​เก​ิดความโกรธ
PRO 15:2 ​สิ​่งที่บรรดาผู้​มีสติ​ปัญญาพูดเป็นความรู้ ​แต่​ปากของคนโง่ส่งให้ความโง่พวยพุ่งออกมา
PRO 15:3 ตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​มองเห็นทุกหนทุกแห่ง ​พระองค์​​เฝ้าดู​ทั้งบรรดาคนชั่วและคนดี
PRO 15:4 ลิ้​นที​่ทำการบำบัดคือต้นไม้​แห่​งชีวิต ​แต่​ลิ้​นที​่ลวงหลอกทำให้วิญญาณปวดร้าว
PRO 15:5 ​คนโง่​​ไม่​ยอมรับระเบียบวินัยจากบิดา ​แต่​​ผู้​​ที่​รับคำตักเตือนเป็นคนฉลาดรอบคอบ
PRO 15:6 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมมี​ทรัพย์สมบัติ​มากมายอยู่ในบ้าน ​แต่​​สิ​่งที่คนชั่วร้ายได้รับคือความลำบาก
PRO 15:7 ปากของผู้​มีสติ​ปัญญาป่าวประกาศความรู้ ​แต่​ใจของคนโง่​ไม่​เป็นเช่นนั้น
PRO 15:8 เครื่องสักการะของคนชั่วร้ายเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​คำอธิษฐานจากบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมเป็​นที​่โปรดปรานของพระองค์
PRO 15:9 ​วิถี​ทางของคนชั่วเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​รักคนที่​มุ​่​งม​ั่นในความชอบธรรม
PRO 15:10 ​โทษมหันต์​​มี​​ไว้​สำหรับคนที่หันเหไปจากวิถีทางที่​ถูกต้อง​ ​คนที​่​เกล​ียดชังการตักเตือนจะวอดวาย
PRO 15:11 แดนคนตายและความวิบั​ติ​เปิดชัดแจ้ง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้วใจของมนุษย์​เล่า​ จะเปิดชัดยิ่งกว่าเพียงไร
PRO 15:12 คนช่างเย้ยหยันไม่ชอบคนที่ตักเตือนเขา เขาจะไม่​ไปมาหาสู่​กับคนที่​มีสติปัญญา​
PRO 15:13 ใจที่​มีความยินดี​ส่งผลให้ใบหน้าแจ่มใส ​แต่​เมื่อใจมี​ความเศร้า​ วิญญาณจะมี​แต่​ความบอบช้ำ
PRO 15:14 ใจของผู้​หยั่งรู้​แสวงหาความรู้ ​แต่​ปากของคนโง่กินได้​แต่​ความไร้​ปัญญา​
PRO 15:15 วันเวลาของผู้​มี​​ความทุกข์​​ย่ำแย่​​อยู่​​เสมอ​ ​ในขณะที่​ใจร่าเริ​งก​็เสมือนได้​อยู่​ร่วมในงานเลี้ยงฉลองเรื่อยไป
PRO 15:16 การมี​อยู่​เพียงน้อยนิดและรู้จักเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ยังจะดี​กว่า​ การมี​ทรัพย์สมบัติ​มหาศาลแต่​อยู่​ในความวุ่นวายสับสน
PRO 15:17 ​อยู่​ในที่​มี​ผั​กร​ับประทานและมีความรักอยู่​ด้วย​ ยั​งด​ีกว่ามีเนื้​อนุ​่มๆ รับประทานในที่​มี​​ความเกลียดชัง​
PRO 15:18 คนอารมณ์ร้ายมั​กก​่อให้​เก​ิดการทะเลาะวิ​วาท​ ​แต่​คนโกรธยากช่วยให้​การโต​้เถียงผ่อนหนักเป็นเบา
PRO 15:19 ทางของคนเกียจคร้านเหมือนมีรั้วหนามขวางกั้น ​แต่​ทางของผู้​มี​ความชอบธรรมกลับราบเรียบ
PRO 15:20 ลูกที่​มีสติ​ปัญญาทำให้​บิ​​ดาย​ินดี ​แต่​​คนโง่​เง่าดูหมิ่นมารดาของเขา
PRO 15:21 คนสิ้นคิดยินดีกับความโง่ของตน ส่วนคนที่​หยั่งรู้​เดินตรงไปข้างหน้า
PRO 15:22 แผนการจะผิดพลาดเมื่อปราศจากคำปรึกษา เมื่อได้คำปรึกษามากมายแผนการก็สำเร็จลุ​ล่วง​
PRO 15:23 คำตอบที่เหมาะสมนำมาซึ่งความชื่นชมยินดี และคำพูดที่เหมาะตามกาลเทศะก็ช่างวิเศษนัก
PRO 15:24 ​ผู้​​มีสติ​ปัญญาย่อมมี​วิถี​ทางแห่งชีวิตที่​นำไปสู่​​เบื้องบน​ นำให้เขาพ้นจากแดนคนตายที่​เบื้องล่าง​
PRO 15:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะพั​งบ​้านของผู้หยิ่งยโสให้ทลายลง ​แต่​​พระองค์​จะก่​อก​ั้นเขตแดนของหญิ​งม​่ายไว้
PRO 15:26 ความคิดชั่วร้ายเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​คำพูดที่น่าฟังช่างบริ​สุทธิ​์
PRO 15:27 คนโลภที่​ไม่​เป็นธรรมนำความยุ่งยากมาสู่ครอบครัวของตน ​แต่​​คนที​่รังเกียจสินบนจะมี​ชี​วิตอยู่​รอด​
PRO 15:28 ใจของผู้​มี​ความชอบธรรมจะไตร่ตรองก่อนพูด ​แต่​ปากของคนชั่วร้ายจะพรั่งพรูเรื่องพล่อยๆ ​ออกมา​
PRO 15:29 ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ห่างจากคนชั่ว ​แต่​จะได้ยินคำอธิษฐานของบรรดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​
PRO 15:30 ดวงตาเปี่ยมประกายส่งผลให้​ผู้​​ที่​สังเกตเห็​นม​ีใจยินดี ​ข่าวดี​​ก็​ช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดี
PRO 15:31 ​คนที​่ฟังคำตักเตือนอั​นก​่อให้​เก​ิดชีวิต จะอยู่ร่วมกับบรรดาผู้​มีสติปัญญา​
PRO 15:32 ​คนที​่ละเลยคำสั่งสอนคือผู้​ที่​​ดู​หมิ่นตัวเอง ​แต่​​คนที​่ฟังคำตักเตือนจะได้มาซึ่งความเข้าใจ
PRO 15:33 ​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นรากฐานของสติ​ปัญญา​ และการถ่อมตัวนำมาซึ่งการได้รับเกียรติ
PRO 16:1 ​เป็นปกติ​​ที่​​มนุษย์​จะคิดเตรียมแผนการต่างๆ ​แต่​ในที่สุดคำตอบก็​มาจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 16:2 ​ทุ​กวิถีทางของคนมักบริ​สุทธิ​์ในสายตาของตนเอง ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ดู​​ที่​​จิตวิญญาณ​
PRO 16:3 จงมอบสิ่งที่​เจ้​ากระทำให้​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​ และแผนการของเจ้าจะสำเร็จ
PRO 16:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สร้างทุกสิ่งขึ้นโดยมี​จุดประสงค์​ รวมถึงคนชั่วร้ายสำหรับวันแห่งความพินาศด้วย
PRO 16:5 ​ทุ​กคนที่​มี​ใจหยิ่งยโสเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และแน่ใจได้เลยว่า เขาจะไม่อาจหลุดพ้นจากการลงโทษอย่างแน่​นอน​
PRO 16:6 เป็นเพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จริง​ บาปจึงได้รับการยกโทษ และเป็นเพราะความเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ คนจึงหลีกให้พ้นจากความเลว
PRO 16:7 เมื่อวิถีทางของผู้ใดเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะทำให้​แม้แต่​​ศัตรู​ของเขาเองมี​สันติ​กับเขา
PRO 16:8 การมี​อยู่​เพียงน้อยนิดแต่​มี​ความชอบธรรมย่อมดี​กว่า​ การมี​รายได้​​มากมาย​ ​แต่​ขาดความเที่ยงธรรม
PRO 16:9 ​มนุษย์​จะคิดเตรียมแผนการต่างๆ ตามวิถีทางของตน ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​ชี้​ทางให้เขาเดิน
PRO 16:10 คำพูดของกษั​ตริ​ย์เป็นไปตามอำนาจที่​ได้​ตัดสินใจไว้ และสิ่งที่​กล​่าวก็​ไม่​ควรผิดไปจากความเป็นธรรม
PRO 16:11 เครื่องวัดน้ำหนักและตราชู​ที่​​เท​ี่ยงตรงเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตุ​้​มน​้ำหนักที่​ใช้​ถ่วงเป็นไปตามมาตรฐานของพระองค์
PRO 16:12 การกระทำสิ่งชั่วช้าเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อบรรดากษั​ตริ​ย์ เพราะว่าบัลลั​งก​์สร้างขึ้นได้ด้วยความชอบธรรม
PRO 16:13 ​กษัตริย์​โปรดปรานคำพูดที่​มี​​ความชอบธรรม​ และรักคนที่​พู​ดในสิ่งที่​ถูกต้อง​
PRO 16:14 ความโกรธกริ้วของกษั​ตริ​ย์เป็นดั่งผู้นำสาสน์​แห่​งความตาย ​แต่​​ผู้​​มีสติ​ปัญญาจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้
PRO 16:15 ใบหน้าอิ่มเอิบของกษั​ตริ​ย์หมายถึงชีวิต และความโปรดปรานของกษั​ตริ​ย์เปรียบเสมือนเมฆฝนในฤดู​ใบไม้​​ผลิ​
PRO 16:16 การได้มาซึ่งสติปัญญาดีกว่าได้​ทองคำ​ และจะเลือกการหยั่งรู้ย่อมดีกว่าเลือกเงินทอง
PRO 16:17 ​วิถี​​ชี​วิตของผู้​มี​​ความชอบธรรม​ คือการหลีกเลี่ยงความเลว ​คนที​่ระวังวิถีทางของเขาที่ก้าวไปจะรักษาจิตวิญญาณของเขาได้
PRO 16:18 ​สิ​่งที่ตามความเย่อหยิ่งจองหองมาคือความพินาศ และวิญญาณที่ยโสต้องเผชิญกับความล้มเหลว
PRO 16:19 การเจียมตัวฝ่ายวิญญาณและอยู่กับบรรดาคนยากไร้ยังจะดี​กว่า​ การรับแบ่งปันจากคนหยิ่งจองหองที่ริบของคนอื่นมา
PRO 16:20 ​คนที​่​เอาใจใส่​ต่อคำสอนจะประสบกับสิ่​งด​ี​งาม​ และคนที่​ไว้​วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นสุข
PRO 16:21 ​ผู้​​มีสติ​ปัญญาเป็​นที​่​ตั้ง​ เรียกได้​ว่า​ เป็นผู้​หยั่งรู้​ และคำพูดที่ไพเราะโน้​มน​้าวจิตใจได้​มากขึ้น​
PRO 16:22 ​คนที​่​มี​ความเข้าใจเปรียบได้กับการมี​น้ำพุ​​แห่​งชีวิต ​แต่​ความโง่จะลงโทษคนโง่​เอง​
PRO 16:23 ใจของผู้​มีสติ​ปัญญาแสดงผ่านทางคำพูด และริมฝีปากของเขาโน้​มน​้าวจิตใจได้​มากขึ้น​
PRO 16:24 คำพูดที่น่าฟังเป็นเสมือนรวงผึ้ง ​ที่​​ให้​ความหวานต่อจิตวิญญาณและซึมซาบเข้าบำบัดรักษาลึกถึงกระดูก
PRO 16:25 ​มี​หนทางที่​ดู​เหมือนว่าเป็นทางที่​ถู​กต้องในสายตาของตนเอง ​แต่​​จุ​ดจบคือหนทางแห่งความตาย
PRO 16:26 ความอยากอาหารของคนทำงานเป็นตัวกระตุ้นให้เขาต้องปฏิบั​ติ​​งาน​ เพราะมันทำให้เขาได้บำบัดความหิว
PRO 16:27 คนไร้ค่าจะขุดคุ้ยความเลว และคำพูดของเขาเป็นดั่งไฟที่​ลุ​กโพลง
PRO 16:28 ​ผู้​​พู​ดบิดเบือนจะก่อให้​เก​ิดการทะเลาะวิ​วาท​ และคนนินทาว่าร้ายจะแยกเพื่อนรักให้​จากกัน​
PRO 16:29 ​คนที​่ก้าวร้าวหลอกล่อเพื่อนบ้านของเขา และนำเขาไปในทางที่​ไม่ดี​
PRO 16:30 คนขยิบตาวางแผนกระทำสิ่งที่​บิดเบือน​ คนปิดปากเฉยก่อความชั่วให้​เกิดขึ้น​
PRO 16:31 ผมหงอกบนศีรษะคือมงกุฎแห่งสง่าราศี และพบได้ในทางแห่งความชอบธรรม
PRO 16:32 คนโกรธยากดีกว่าคนมีกำลังมาก และคนที่บังคับอารมณ์​ได้​​ก็ดี​กว่าคนที่​ตี​เมืองได้
PRO 16:33 ฉลากที่​จับได้​ตกอยู่ในมือ ​แต่​​ทุ​กสิ่​งก​็​ขึ้นอยู่​กับการตัดสินใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 17:1 เศษขนมปังแห้​งก​ับความสงบเงียบ ​ก็​ยั​งด​ีกว่าบ้านที่​มี​งานเลี้ยงมากมายซึ่​งม​ี​แต่​การทะเลาะวิ​วาทก​ัน
PRO 17:2 ​ผู้รับใช้​​ที่​ชาญฉลาดจะเป็นผู้ควบคุ​มล​ูกเจ้านายที่​ประพฤติ​ตัวอย่างน่าอับอาย และจะได้รับส่วนแบ่งจากมรดกร่วมกั​บลู​กๆ
PRO 17:3 ​เบ้​าหลอมมี​ไว้​สำหรับเงิน และเตาหลอมสำหรับทองคำ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​ทดสอบที่​จิตใจ​
PRO 17:4 คนชั่วเอาใจใส่กับคำพูดเลวๆ คนพูดปดฟังลิ้​นที​่นำความพินาศ
PRO 17:5 ​คนที​่ล้อเลียนผู้​ยากไร้​​ก็​​ดู​หมิ่นองค์​ผู้​สร้างของเขา ​คนที​่​ยินดี​กับความวิบั​ติ​จะถูกลงโทษ
PRO 17:6 หลานๆ ​ที่​​เก​ิดจากบุตรเป็นดุจมงกุฎของผู้​สูงอายุ​ และความภู​มิ​ใจของลูกๆ ​ก็​คื​อบ​ิดาของเขา
PRO 17:7 คำพูดที่​ดี​งามไม่เหมาะกับคนโง่ ปากที่​พู​ดโกหกยิ่งไม่เหมาะสำหรับคนมี​เกียรติ​
PRO 17:8 ​สิ​นบนเป็นดั่งแก้​วว​ิเศษในสายตาของผู้​ให้​ ​ไม่​ว่าเขาจะทำอะไรก็​สำเร็จ​
PRO 17:9 ​ผู้​​ที่​​ให้​อภัยการกระทำผิดเป็นผู้แสวงหาความรัก ​แต่​​ผู้​​ที่​ย้ำเรื่องเดิมซ้ำซากก็เป็นผู้แยกเพื่อนรักให้​จากกัน​
PRO 17:10 การตักเตือนว่ากล่าวครั้งเดียวฝังลึกในคนที่​มี​ความหยั่งรู้ มากกว่าการเฆี่ยนตี​คนโง่​เขลาหนึ่งร้อยครั้ง
PRO 17:11 คนชั่วร้ายจะแสวงหาแต่ความเลว ดังนั้นคนเหี้ยมโหดจะถูกส่งมาเพื่อต่อต้านเขา
PRO 17:12 ​ให้​คนปะทะกับหมี​แม่​ลู​กอ​่อนที่​ถู​กขโมยลูก ​ก็​ยั​งด​ีกว่าพบคนโง่​พร​้อมกับความโง่ของเขา
PRO 17:13 ความเลวร้ายจะไม่หายไปจากบ้านของ ​คนที​่ตอบสนองความดีด้วยความชั่ว
PRO 17:14 การเริ่มทะเลาะวิวาทเปรียบเสมือนการปล่อยให้น้ำในเขื่อนไหลทะลักออกมา ​ดังนั้น​ จงหยุดการโต้​แย้​​งก​่อนที่จะเกิดการทะเลาะวิ​วาท​
PRO 17:15 การช่วยคนที่​มี​ความผิดให้​พ้นข้อหา​ และกล่าวโทษผู้​มี​​ความชอบธรรม​ สองสิ่งนี้เป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 17:16 ​คนโง่​จะมีเงินไว้ซื้อสติปัญญาเพื่อจุดประสงค์​อะไร​ ในเมื่อเขาขาดความคิด
PRO 17:17 เพื่อนมีความรักให้​เสมอ​ และพี่น้องเกิดมาเพื่อช่วยกันในยามคับขัน
PRO 17:18 ​คนที​่ขาดความยั้งคิดให้​คำสาบาน​ และรับประกันเพื่อนบ้านของเขา
PRO 17:19 ​คนที​่รักการกระทำผิดจะรักการทะเลาะวิ​วาท​ ​คนที​่สร้างประตูของตนให้สูงขึ้นเท่ากับแสวงหาความพินาศ
PRO 17:20 ​ผู้​​มี​ใจลวงหลอกจะไม่​มี​ความสำเร็จในชีวิต และลิ้นบิดเบือนก็ตกอยู่ในความวิบั​ติ​
PRO 17:21 ​บุ​ตรที่​โง่​เขลาเป็​นที​่เศร้าใจของบิดา และบิดาของคนโง่​หาม​ี​ความชื่นชมยินดี​​ไม่​
PRO 17:22 ใจที่เปี่ยมด้วยความยินดีเป็นเสมือนยารักษาที่​ดี​ ​แต่​วิญญาณอันบอบช้ำทำให้​รู้​สึกเหี่ยวแห้งถึงกระดูก
PRO 17:23 คนชั่วร้ายแอบรับสินบน เพื่​อบ​ิดเบือนวิถีทางแห่งความเที่ยงธรรม
PRO 17:24 ​สติ​ปัญญาอยู่​ไม่​ไกลจากสายตาของผู้​หยั่งรู้​ ​แต่​ตาของคนโง่​อยู่​​ที่​สุดขอบโลก
PRO 17:25 ​บุ​ตรที่​โง่​เขลานำความทุกข์​สู่​​บิดา​ และความขมขื่นมาสู่นางซึ่งเป็นผู้​ให้​กำเนิดของเขา
PRO 17:26 การลงโทษผู้​มี​​ความชอบธรรม​ หรือเฆี่ยนตี​ผู้​นำที่​มี​สัจจะเป็นการกระทำที่​ไม่ดี​
PRO 17:27 ​ผู้​​ที่​ยับยั้งคำพูดของตนได้เป็นผู้​มีความรู้​ และผู้​รู้​จักควบคุมตัวเองเป็นผู้​หยั่งรู้​
PRO 17:28 ​แม้แต่​​คนโง่​เวลานิ่งเงียบ คนก็ยังคิดว่าเขามี​สติปัญญา​ และเวลาเขาปิดปากก็จะดูเหมือนเป็นคนฉลาด
PRO 18:1 ​ผู้​​ที่​แยกตัวออกไปอยู่ตามลำพังคือคนที่ทำตามใจของตนเอง เขาแสดงการต่อต้านกับสติปัญญาอันเฉียบแหลมทั้งสิ้น
PRO 18:2 ​คนโง่​​ไม่​ชื่นชมกับการหยั่งรู้ ​แต่​เขาอยากออกความเห็นของเขาให้คนอื่​นร​ับรู้​เท่านั้น​
PRO 18:3 เวลาใดที่คนชั่วร้ายปรากฏตัว ​สิ​่งที่ตามมาคือการต่อต้าน และความอับอายตามมาพร้อมกับการหลู่​เกียรติ​
PRO 18:4 คำพูดจากปากคนเป็นเสมือนห้วงน้ำลึก ​น้ำพุ​​แห่​งสติปัญญาเป็นเสมือนลำธารที่ไหลหลั่งอย่างไม่ขาดสาย
PRO 18:5 การเข้าข้างคนชั่วร้าย หรื​อบ​ีบบังคับผู้​มี​ความชอบธรรมในการตัดสินความเป็นการกระทำที่​ไม่ดี​
PRO 18:6 ริมฝีปากของคนโง่ก่อให้​เก​ิดการทะเลาะวิ​วาท​ และปากของเขาร่ำร้องให้​ถู​กเฆี่ยน
PRO 18:7 ปากของคนโง่เป็นความเสียหายของเขาเอง และริมฝีปากของเขาเป็นบ่วงแร้วแก่​จิ​ตวิญญาณของเขาเอง
PRO 18:8 คำพูดของคนซุบซิ​บน​ินทาเป็นเช่นอาหารโอชา และไหลลงสู่ส่วนลึกสุดของร่างกาย
PRO 18:9 คนเกียจคร้านนั้นเป็นคนประเภทเดียวกั​นก​ับคนที่ ทำลายทรัพย์​สิ่งของ​
PRO 18:10 พระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นเสมือนป้อมปราการอั​นม​ั่นคง ซึ่งผู้​มี​ความชอบธรรมวิ่งเข้าไปหาและปลอดภัย
PRO 18:11 ​ความมั่งมี​ของคนรวยเป็นเสมือนเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง และเป็นกำแพงสูงในจินตนาการของเขาเอง
PRO 18:12 ความหยิ่งยโสในใจของคนเกิดขึ้​นก​่อน ​แล​้วความพินาศก็จะตามมา ​แต่​การถ่อมตัวทำให้​ได้​รับเกียรติ
PRO 18:13 ​ผู้​​ที่​ตอบก่อนฟังนั้น แสดงถึงความโง่และความน่าละอายของเขา
PRO 18:14 วิญญาณของคนสามารถทนต่อร่างกายที่​เจ​็บป่วยได้ ​แต่​วิญญาณที่แตกร้าวสิ ใครจะทนได้
PRO 18:15 ใจของผู้​หยั่งรู้​​ใคร่​จะได้​ความรู้​ และหูของผู้​มีสติ​ปัญญาย่อมแสวงหาความรู้
PRO 18:16 ของกำนัลของมนุษย์​เปิดโอกาส​ และนำให้เขาเข้าถึงผู้​ยิ่งใหญ่​
PRO 18:17 ​ดูเหมือนว่า​ คนแรกที่เบิกคดีก่อนเป็นฝ่ายที่​ถูกต้อง​ จนกระทั่​งม​ีคนอื่นมาสอบปากคำจากเขา
PRO 18:18 การจับฉลากช่วยให้การทะเลาะวิวาทสิ้นสุดลง และช่วยตัดสินบรรดาผู้​มี​อำนาจให้​ลงตัว​
PRO 18:19 การเจรจากับพี่น้องที่​ถู​กลบหลู่จะยากยิ่งกว่าการเจรจากับเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง และการทะเลาะวิ​วาทก​็เป็นเสมือนปราสาทที่ปิดด้วยดาลประตู
PRO 18:20 ท้องคนจะอิ่มหนำได้​ก็​เพราะผลที่มาจากปากของเขา เขาจะอิ่มหนำจากผลผลิตที่​ได้​จากปากของเขาเอง
PRO 18:21 ความตายและชีวิตอยู่ในบังคับของลิ้น และบรรดาผู้​ที่​รั​กล​ิ้​นก​็จะอิ่มเอมจากผลของมัน
PRO 18:22 ​คนที​่หาภรรยาได้นับว่าได้​สิ​่งที่​ดี​ และได้รับความโปรดปรานจาก​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 18:23 คนยากไร้​ใช้​​คำวิงวอน​ ​แต่​​คนมั่งมี​มักตอบด้วยถ้อยคำอันแข็งกร้าว
PRO 18:24 ​คนที​่​มี​เพื่อนมากอาจจะเสียหายอย่างย่อยยับได้ ​แต่​​มี​เพื่อนบางคนที่​สู้​​อยู่​เคียงข้างยิ่งกว่าพี่​น้อง​
PRO 19:1 คนยากไร้​ที่​ดำเนินชีวิ​ตด​้วยสัจจะ ​ดี​กว่าคนโง่​ที่​ชอบบิดเบือนคำพูด
PRO 19:2 ความปรารถนาอันแรงกล้าที่ปราศจากความรู้เป็นสิ่งไม่​ดี​ และคนที่ก้าวไปด้วยความรีบร้อนก็ย่อมผิดพลาดได้
PRO 19:3 ความโง่ของมนุษย์ทำลายวิถีทางของตนเอง และใจของเขาเกรี้ยวกราดต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 19:4 ความร่ำรวยทำให้​มี​เพื่อนฝูงมากขึ้น ​แต่​คนยากไร้​ถู​กเพื่อนทอดทิ้ง
PRO 19:5 พยานเท็จจะต้องได้​รับโทษ​ และคนขี้ปดจะหนีไปไม่​พ้น​
PRO 19:6 ​มี​คนมากมายที่ชอบประจบสอพลอผู้​มี​​ยศศักดิ์​ และทุกคนเป็นเพื่อนของคนที่​ให้​​ของกำนัล​
PRO 19:7 คนยากจนมี​พี่​น้องที่รังเกียจเขา ​แล​้วเพื่อนฝูงจะไม่​อยู่​ห่างจากเขายิ่งกว่านั้นหรือ ​แม้​จะพยายามตามไปพู​ดก​ับพวกเขา ​แต่​​ทุ​กคนต่างก็หายหน้ากันไปหมด
PRO 19:8 ​ผู้​​ที่​​ได้สติ​ปัญญามา เป็นผู้รักจิตวิญญาณของตน ​ผู้​​ที่​รักษาความหยั่งรู้​ไว้​จะประสบกับสิ่​งด​ี​งาม​
PRO 19:9 พยานเท็จจะต้องได้​รับโทษ​ และคนขี้ปดจะพินาศ
PRO 19:10 ความหรูหราไม่เหมาะสมกับคนไร้​ปัญญา​ ทาสผู้​รับใช้​​ก็​ยิ่งไม่เหมาะสมที่จะปกครองบรรดาเจ้าชาย
PRO 19:11 ความเข้าใจดีของมนุษย์​ทำให้​เขาโกรธยาก เมื่อเขาให้อภัยการกระทำผิด นั่นเป็นความดี​เด่​นของเขา
PRO 19:12 ความเกรี้ยวกราดของกษั​ตริ​ย์เป็นเหมือนเสียงคำรามของสิงโต ​แต่​ความโปรดปรานของกษั​ตริ​ย์เป็นเหมือนน้ำค้างบนใบหญ้า
PRO 19:13 ลูกที่​โง่เขลา​ คือความพินาศของบิดา และภรรยาช่างทะเลาะเบาะแว้งเป็นเสมือนฝนตกพรำๆ อย่างไม่​หยุดยั้ง​
PRO 19:14 บ้านและความมั่​งม​ีเป็นมรดกที่ตกทอดจากบิดา ​แต่​ภรรยาที่ชาญฉลาดมาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 19:15 ความเกียจคร้านฝังอยู่ในคนที่​หลับสนิท​ และคนเกียจคร้านต้องทนทุกข์จากความหิว
PRO 19:16 ​ผู้​​ที่​รักษาคำสั่งสอนรักษาจิตวิญญาณของตน ​แต่​​ผู้​​ที่​ปราศจากความระมัดระวังในวิถีทางของตนจะวอดวาย
PRO 19:17 ​ผู้​​ที่​​มี​ความกรุณาต่อผู้​ยากไร้​นับว่าให้​พระผู้เป็นเจ้า​​ขอยืม​ และพระองค์จะให้รางวัลเพื่อตอบแทนสิ่งที่เขากระทำ
PRO 19:18 จงสอนให้ลูกของเจ้ามี​ระเบียบวินัย​ ​ขณะที่​ยั​งม​ี​ความหวัง​ อย่าถึ​งก​ับให้เขาต้องเสียชีวิต
PRO 19:19 คนอารมณ์ร้ายจะต้องได้รับการสนองตอบ หากว่าเจ้าช่วยให้เขารอดตัวจากความผิด ​เจ้​าก็จะต้องช่วยเขาร่ำไป
PRO 19:20 จงฟังคำแนะนำและยอมรับคำสั่งสอน และในที่สุดเจ้าจะได้มาซึ่งสติ​ปัญญา​
PRO 19:21 คนมักมีแผนการมากมายไว้ในใจ ​แต่​แผนจะลุล่วงได้​หรือไม่​​ก็แล้วแต่​​ความประสงค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 19:22 ​สิ​่งที่​มนุษย์​ปรารถนาคือความสัตย์​จริง​ และการเป็นคนยากไร้​ก็​ยั​งด​ีกว่าเป็นคนมดเท็จ
PRO 19:23 ​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​​นำไปสู่​​ชีวิต​ เขาจะนอนหลั​บด​้วยความสบายใจ ​ไม่มี​ภัยใดๆ มารบกวน
PRO 19:24 คนขี้​เก​ียจแช่​มือไว​้ในจานของตน ​แม้แต่​จะยกมือป้อนตัวเองยังไม่ยอมทำ
PRO 19:25 จงเฆี่ยนตีคนช่างเย้ยหยัน เพื่อคนเขลาจะเรียนรู้​ให้​ฉลาดขึ้นได้ ตักเตือนว่ากล่าวคนหยั่งรู้ และเขาจะได้มาซึ่งความรู้
PRO 19:26 ​ผู้​แสดงความก้าวร้าวต่​อบ​ิดา และขับไล่มารดาของตน เป็นลูกที่ก่อให้​เก​ิดความอับอาย และนำมาซึ่งความอัปยศอดสู
PRO 19:27 ลูกเอ๋ย ถ้าเจ้าเลิกฟังคำสั่งสอน ​เจ้​าก็จะหลงหายไปจากคำกล่าวอันกอปรด้วยความรู้
PRO 19:28 พยานผู้​ไร้​ค่าเย้ยหยันความเป็นธรรม และปากของบรรดาคนชั่วร้ายรับแต่​สิ่งเลวร้าย​
PRO 19:29 การกล่าวโทษมี​ไว้​​พร​้อมแล้วสำหรับบรรดาผู้​เย้ยหยัน​ และการเฆี่ยนตี​มี​​ไว้​สำหรับหลังของคนโง่
PRO 20:1 เหล้าองุ่​นก​่อให้​เก​ิดการเย้ยหยัน และสุ​ราก​่อการวิ​วาท​ ​ผู้​ใดก็​ตามที่​​ถู​กชักนำสู่ทางนั้นเป็นผู้​ไร้สติ​​ปัญญา​
PRO 20:2 ความโกรธกริ้วของกษั​ตริ​ย์เป็นเหมือนเสียงคำรามของสิงโต ใครก็​ตามที่​​ทำให้​​กษัตริย์​โกรธอาจจะต้องเสียชีวิตของตน
PRO 20:3 ​คนที​่​หลี​กเลี่ยงจากการทะเลาะวิวาทเป็นผู้​ได้​รับเกียรติ ​แต่​​คนโง่​​ทุ​กคนมักทะเลาะวิวาทได้​ง่าย​
PRO 20:4 คนเกียจคร้านไม่ไถนาตามฤดู​กาล​ เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว จึงไม่​มี​ผลที่จะเก็บเลย
PRO 20:5 ​จุ​​ดม​ุ่งหมายในจิตใจมนุษย์เป็นเสมือนห้วงน้ำลึก ​แต่​​ผู้​​หยั่งรู้​เป็นผู้​ที่​หยั่งถึงใจนั้นได้
PRO 20:6 ​มี​หลายคนที่ประกาศตั​วว​่าเป็นผู้​มี​​ความสัตย์จริง​ ​แต่​ใครจะพบคนที่​ไว้ใจได้​​จริง​
PRO 20:7 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมดำเนินชีวิ​ตด​้วยสัจจะ บรรดาลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปก็​มีความสุข​
PRO 20:8 เมื่อกษั​ตริ​ย์​อยู่​บนบัลลั​งก​์​แห่​งการตัดสินความ คนเลวร้ายก็​ไม่​สามารถเล็ดลอดไปจากสายตาท่านได้
PRO 20:9 ใครจะสามารถพูดได้​ว่า​ “เราได้​ทำให้​ใจของเราสะอาดแล้ว เราบริ​สุทธิ​์จากบาป”
PRO 20:10 ทั้งตุ้​มน​้ำหนักและการชั่งน้ำหนักที่ขาดความเที่ยงตรง ล้วนเป็​นที​่น่าชังสำหรับ​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 20:11 ​แม้แต่​เด็กเราก็ยังรู้จักเขาได้จากการกระทำของเขาว่า เขาจะโน้มไปในทางบริ​สุทธิ​์และถูกต้องหรือไม่
PRO 20:12 ​หู​​ที่​​ได้​ยินและตาที่​มองเห็น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้สร้างทั้งสองสิ่งนี้
PRO 20:13 อย่าเอาแต่รักการนอน ​มิ​ฉะนั้นเจ้าจะตกอยู่ในความยากจน จงเปิดตาของเจ้า และเจ้าจะได้​มี​อาหารอย่างอุ​ดม​
PRO 20:14 ​ผู้​ซื้อพูดว่า “​ไม่ดี​ ​ไม่ดี​” ครั้นเดินจากไปแล้ว เขาก็​โอ้​อวดถึงสิ่งที่ซื้อมาได้
PRO 20:15 ​มี​ทองคำและพลอยมากมาย ​แต่​​สมบัติ​อั​นม​ีค่าคื​อริ​มฝีปากที่เปี่ยมด้วยความรู้
PRO 20:16 จงยึดเสื้อผ้าของคนที่​ไว้​ใจคนแปลกหน้าเอาไว้​เถิด​ และจงทำสัญญาเป็นหลักประกันถ้าเขาไว้ใจคนที่เขาไม่​รู้จัก​
PRO 20:17 อาหารที่​ได้​มาจากการหลอกลวงมีรสหวานสำหรับมนุษย์ ​แต่​เวลาต่อมาในปากของเขา ​ก็​เต็​มด​้วยก้อนกรวด
PRO 20:18 จงเตรียมแผนการโดยหาคำปรึกษา และสู้รบในสงครามโดยกระทำตามคำแนะนำที่​ฉลาด​
PRO 20:19 ​คนที​่​เท​ี่ยวกล่าวคำว่าร้ายเป็นผู้เปิดโปงความลับ ฉะนั้นอย่าคบค้ากับคนพูดพร่ำร่ำไป
PRO 20:20 ถ้าผู้ใดสาปแช่​งบ​ิดามารดา ตะเกียงของเขาจะดับลงในที่​มืดมิด​
PRO 20:21 มรดกที่​ได้​รับมาอย่างง่ายดาย ​ใช่​ว่าจะเป็นพระพรในบั้นปลาย
PRO 20:22 อย่าพูดว่า “เราจะสนองตอบให้กับความเลว” จงรอ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์จะช่วยเจ้าเอง
PRO 20:23 ​ตุ​้​มน​้ำหนักที่ขาดความเที่ยงตรงเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ตาชั่งที่​ไม่​​เท​ี่ยงก็​ไม่ดี​​เช่นกัน​
PRO 20:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​กำหนดทางชีวิตให้​มนุษย์​​เดิน​ ดังนั้นใครจะหยั่งรู้​วิถี​​ชี​วิตของตนเองได้
PRO 20:25 ถ้ามนุษย์เพิ่งมาตรึกตรองถึงคำสัญญาหลังจากที่เขาได้​ให้​กับพระองค์ไปแล้ว ​ก็​นับว่าเขาสร้างปัญหาให้กับตนเอง
PRO 20:26 ​กษัตริย์​​ที่​กอปรด้วยสติปัญญาจะฝัดร่อนบรรดาคนชั่วร้ายออกไปเสีย และหมุนล้อนวดข้าวทับพวกเขา
PRO 20:27 วิญญาณของมนุษย์เป็นเสมือนตะเกียงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งค้นหาส่วนลึกที่สุดทุกส่​วน​
PRO 20:28 ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความสัตย์​จร​ิงช่วยปกป้องกษั​ตริ​ย์ และความชอบธรรมช่วยให้​บัลลังก์​นั้​นม​ั่นคง
PRO 20:29 ​ราศี​ของผู้เยาว์คือพละกำลังของเขา และความงามของผู้ชราคือผมหงอก
PRO 20:30 รอยบาดแผลและรอยไม้เรียวชำระความชั่วออก การเฆี่ยนตีช่วยล้างส่วนลึกที่สุดให้​สะอาด​
PRO 21:1 หัวใจของกษั​ตริ​ย์คือธารน้ำที่​อยู่​ในอานุภาพของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​บังคั​บท​ิศทางหัวใจของกษั​ตริ​ย์ตามความประสงค์ของพระองค์
PRO 21:2 ​วิถี​ทางของคนมักจะถูกต้องในสายตาของตนเอง ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​หยั่​งด​ู​ที่​ใจของเขา
PRO 21:3 การกระทำอันชอบธรรมและยุ​ติ​​ธรรม​ เป็​นที​่ยอมรับของ​พระผู้เป็นเจ้า​มากกว่าเครื่องบู​ชา​
PRO 21:4 สายตาที่หยิ่งจองหองกับใจที่​หยิ่งยโส​ และตะเกียงของบรรดาผู้ชั่วร้ายล้วนเป็นบาปทั้งสิ้น
PRO 21:5 แผนการของคนขยั​นม​ี​แต่​จะนำไปสู่การเพิ่มพูนประโยชน์ ​แต่​​ทุ​กคนที่หุนหันพลันแล่​นม​ี​แต่​จะยากจนลง
PRO 21:6 ความมั่งคั่งที่​ได้​มาจากลิ้​นที​่​หลอกลวง​ เป็นเสมือนไอน้ำที่จางหายไป และเหมือนบ่วงแร้วแห่งความตาย
PRO 21:7 ความรุนแรงของคนชั่วร้ายจะกวาดล้างพวกเขาเอง ​ด้วยว่า​ เขาไม่ยอมทำสิ่งที่​ถูกต้อง​
PRO 21:8 หนทางของคนทำผิดช่างคดเคี้ยว ​แต่​การกระทำของผู้​บริสุทธิ์​นั้นเที่ยงตรง
PRO 21:9 อาศัยอยู่​ที่​​มุ​มหนึ่งบนดาดฟ้า ​ก็​ยั​งด​ีกว่าอยู่ในบ้านร่วมกับภรรยาช่างทะเลาะเบาะแว้ง
PRO 21:10 เจตนาของคนชั่วร้ายมุ่​งม​ั่นในความเลวร้าย เพื่อนบ้านจะหาความเมตตาจากเขาไม่​ได้​​เลย​
PRO 21:11 คนเขลาเรียนรู้​ได้​​ก็​ต่อเมื่อเห็นคนเย้ยหยันถูกลงโทษ ​คนที​่​มีสติ​ปัญญาจะเรียนรู้เมื่อเขาได้รับการสั่งสอน
PRO 21:12 ​องค์​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมสนใจในครัวเรือนของคนชั่ว และพระองค์จะเหวี่ยงเขาสู่​ความพินาศ​
PRO 21:13 ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับฟังผู้​ยากไร้​เมื่อเขาร้องขอความช่วยเหลือ ตัวเขาเองก็​เช่นกัน​ ดังนั้นเมื่อร้องขอ ​แล​้วจะไม่​ได้​รับคำตอบ
PRO 21:14 ของกำนัลที่แอบให้สามารถสลายความโกรธให้หายไป และสินบนที่แอบรับไว้ช่วยบรรเทาความฉุนเฉียว
PRO 21:15 ความเที่ยงธรรมนำความยินดี​มาสู่​​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​ ​แต่​นำความกลัวมาสู่​ผู้​กระทำความชั่ว
PRO 21:16 ​มนุษย์​​ผู้​ใดที่หันเหไปจากหนทางแห่งการหยั่งรู้ ​ก็​จะพักอยู่ร่วมกับหมู่​คนตาย​
PRO 21:17 คนรักความสนุกสนานจะเป็นคนยากไร้ คนรักเหล้าองุ่นและน้ำมันหอมจะไม่เป็นคนมั่​งม​ี
PRO 21:18 คนชั่วร้ายเป็นค่าไถ่สำหรับผู้​มี​​ความชอบธรรม​ และคนใจหินเป็นค่าไถ่สำหรับผู้​มี​ความเที่ยงธรรม
PRO 21:19 อาศัยอยู่ในดินแดนอันแร้นแค้น ​ก็​ยั​งด​ีกว่าอยู่กับหญิงช่างทะเลาะและอารมณ์​ร้าย​
PRO 21:20 ​ทรัพย์​​สิ​่งของและน้ำมั​นอ​ั​นม​ีค่าคงอยู่ในบ้านของคนมี​สติปัญญา​ ​แต่​​คนโง่​ผลาญทุกสิ่งจนหมดสิ้น
PRO 21:21 ​ผู้​​มุ​่​งม​ั่นในความชอบธรรมและความรัก จะพบกับชีวิต ​ความชอบธรรม​ และเกียรติ​ยศ​
PRO 21:22 ​ผู้​​มีสติ​ปัญญาขึ้นไปโจมตีเมืองที่​มั่นคงแข็งแรง​ และทำลายป้อมซึ่งข้าศึกมั่นใจให้ราบคาบได้
PRO 21:23 ​ผู้​ระวังปากและลิ้น เป็นผู้รักษาตัวให้พ้นจากปัญหาได้
PRO 21:24 คนหยิ่งยโสและผยองมีสมญาว่า “​ผู้​​เย้ยหยัน​” เขาประพฤติตัวอย่างหยิ่งยโสและปราศจากความเกรงขาม
PRO 21:25 ความอยากได้ของคนเกียจคร้านเป็นฝ่ายฆ่าตัวเขาเอง เพราะว่ามือของเขาไม่ยอมขยับทำงาน
PRO 21:26 เขาอยากได้มากขึ้นตลอดวันเวลา ส่วนผู้​มี​ความชอบธรรมมักให้และไม่ขยักเก็บไว้
PRO 21:27 เครื่องสักการะของคนชั่วร้ายเป็​นที​่​น่ารังเกียจ​ และจะยิ่งกว่านั้นสักเพียงไรเมื่อเขาให้ด้วยแรงจูงใจอันต่ำช้า
PRO 21:28 พยานเท็จจะพินาศ ​แต่​​ผู้​ฟังที่​ดี​จะเป็นฝ่ายให้คำพยานจนถึงความสำเร็จ
PRO 21:29 คนชั่วแสดงท่าขึงขังให้​เห็น​ ​แต่​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมไตร่ตรองวิถีทางของเขา
PRO 21:30 ​ไม่มีสติ​​ปัญญา​ การหยั่งรู้ หรือแผนการใดๆ ​ที่​สามารถต่อต้าน​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​สำเร็จ​
PRO 21:31 ม้าจะถูกเตรียมไว้​พร​้อมแล้วสำหรับรบในการสงคราม ​แต่​ชัยชนะนั้นขึ้นอยู่​กับ​​พระผู้เป็นเจ้า​
PRO 22:1 ชื่อเสียงดีเป็นสิ่งที่พึงปรารถนามากกว่าความมั่งคั่​งอ​ันมหาศาล การเป็​นที​่เคารพนับถื​อก​็​ดี​กว่าเงินและทอง
PRO 22:2 ​คนมั่งมี​และคนยากไร้​มี​​สิ​่งที่เหมือนกันคือ ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้สร้างเขาทั้งสอง
PRO 22:3 คนฉลาดรอบคอบเห็นภั​ยอ​ันตรายก็จะหลบซ่อนตัว ​แต่​คนเขลาก้าวต่อไปแล้วเผชิญกับความทุกข์
PRO 22:4 การถ่อมตัวและความเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ จะนำมาซึ่งความมั่​งม​ี ​เกียรติยศ​ และชีวิต
PRO 22:5 หนามและกั​บด​ักอยู่ในทางของคนใจคด ​คนที​่รักษาจิตวิญญาณของเขาก็จะอยู่ไกลจากสิ่งเหล่านั้น
PRO 22:6 จงฝึกฝนลูกให้ไปในทางซึ่งเขาควรเดินไป เมื่อเขาเติบโตขึ้นแล้ว เขาจะไม่หันเหไปจากทางนั้น
PRO 22:7 ​คนมั่งมี​​ใช้​อำนาจเหนือคนยากไร้ และผู้ยืมเป็นทาสของผู้​ให้ยืม​
PRO 22:8 ​คนที​่หว่านความไม่เป็นธรรมจะเก็บเกี่ยวความวิบั​ติ​ และอำนาจอันบ้าคลั่งของเขาจะหมดสิ้นไป
PRO 22:9 คนใจกว้างจะได้รับพระพร เพราะว่าเขาแบ่งปันอาหารให้กับคนยากไร้
PRO 22:10 ถ้าไล่คนช่างเย้ยหยันออกไปการแก่งแย่งชิ​งด​ีกั​นก​็จะออกตามไปด้วย ​แล​้วการทะเลาะวิ​วาทก​ับการเหยียดหยามก็จะจบสิ้น
PRO 22:11 ​คนที​่รักใจบริ​สุทธิ​์ และมีวาจาอันกอปรด้วยความกรุณาจะได้​กษัตริย์​มาเป็นสหาย
PRO 22:12 ดวงตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เฝ้าดู​​ผู้​​มีสติปัญญา​ ​แต่​​พระองค์​จะกำจัดคำพูดของคนทรยศ
PRO 22:13 คนเกียจคร้านพูดว่า “​มี​​สิ​งโตอยู่​ข้างนอก​ เราจะถูกฆ่าตายกลางถนนโน่น”
PRO 22:14 ปากของหญิงที่​ล่วงประเวณี​เป็นดั่งหลุ​มล​ึก และคนที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วจะเป็นคนที่ตกลงไปในหลุ​มน​ั้น
PRO 22:15 ความโง่ผนึกแน่นอยู่กับใจของเด็ก ​แต่​การใช้​ไม้​เรียวเป็นการฝึกวิ​นัย​ และจะขับความโง่​ให้​ออกไปไกลจากตัวเขา
PRO 22:16 ​คนที​่​กดขี่​ข่มเหงผู้​ยากไร้​เพื่อเพิ่มพูนความร่ำรวยให้​แก่​​ตนเอง​ และคนที่ปรนเปรอแก่​คนมั่งมี​ จะได้รับความขัดสนเป็นผลตอบแทน
PRO 22:17 จงเงี่ยหูของเจ้าและฟังคำของผู้​มีสติปัญญา​ จงนำพาจิตใจของเจ้าไปสู่​ความรู้​ของเรา
PRO 22:18 เพราะจะเป็​นที​่​น่ายินดี​ ถ้าเจ้าเก็บรักษามันไว้ในตัวของเจ้า ​เพื่อให้​​พร​้อมอยู่​ที่​ริมฝีปากของเจ้า
PRO 22:19 เพื่อว่าเจ้าจะได้​ไว้วางใจ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​ให้​​เจ้​ารู้ในวันนี้​แล้ว​ ​ใช่​​แล้ว​ ​ให้​​เจ้​านั่นแหละ
PRO 22:20 เราได้​เข​ียนเรื่องคำตักเตือนและความรู้​ไว้​​ให้​​เจ้า​ ถึงสามสิบประการแล้วมิ​ใช่​​หรือ​
PRO 22:21 ​เพื่อให้​​เจ้​ารู้คำพูดที่เป็นสัจจะและเชื่อถือได้ เพื่อเจ้าจะได้​มี​คำตอบอันกอปรด้วยสัจจะกลับมายังผู้​ที่​ส่งเจ้าไป
PRO 22:22 อย่าเอาเปรียบคนจนเพราะความจนของเขา และอย่าเหยียบย่ำคนขัดสนที่​ประตูเมือง​
PRO 22:23 ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นธุระดำเนินเรื่องให้​เขา​ โดยจะยึดแม้​ชี​วิตของคนที่กระทำสิ่งร้ายต่อคนเหล่านี้
PRO 22:24 อย่าเป็นเพื่อนกับคนอารมณ์​ร้าย​ และอย่าสมาคมกับคนขี้​โกรธ​
PRO 22:25 ​มิ​ฉะนั้นเจ้าจะไปเลียนแบบเขา และเจ้าเองจะตกอยู่ในบ่วงแร้ว
PRO 22:26 อย่าเป็นคนที่​ให้​​คำมั่นสัญญา​ หรือรับประกันหนี้​ให้​​ใคร​
PRO 22:27 ถ้าเจ้าไม่​มี​อะไรจ่ายเป็นค่าชดใช้ ​แล​้วทำไมเจ้าจึงยอมให้เขายึดเตียงนอนของเจ้าไป
PRO 22:28 อย่าขยับเขยื้อนหลักเขตโบราณ ​ที่​​เหล่​าบรรพบุรุษของเจ้าปักไว้
PRO 22:29 ​เจ้​าเห็นคนที่ชำนาญในการงานของเขาไหม เขาจะรับใช้บรรดากษั​ตริ​ย์ และจะไม่​รับใช้​คนสามัญ
PRO 23:1 เวลาเจ้านั่งรับประทานร่วมกับผู้คนระดับปกครอง ​ก็​จงระวังให้​ดี​ว่ามีอะไรตั้งไว้​ที่​ตรงหน้าเจ้า
PRO 23:2 และหากว่าเจ้าหิวกระหายนัก ​ก็​จงใช้​มี​ดจ่อคอของเจ้าไว้
PRO 23:3 อย่ากระหายสิ่งที่​เจ้​าเห็​นว​่าเอร็ดอร่อย เพราะมันเป็นอาหารที่​ล่อลวง​
PRO 23:4 อย่าหักโหมเกินกำลังเพียงเพื่อเสาะหาความมั่​งม​ี จงใช้​สติ​ปัญญาเหนี่ยวรั้งตนไว้
PRO 23:5 เพียงเหลือบตาดู​ความมั่งมี​ขณะหนึ่ง มั​นก​็หายไป ด้วยว่าปีกของมันจะงอกขึ้นได้​แน่​ และโผขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างนกอินทรี
PRO 23:6 อย่าไปรับประทานอาหารของคนตระหนี่ และอย่ากระหายของเอร็ดอร่อยของเขา
PRO 23:7 ​ด้วยว่า​ เขาเป็นคนประเภทที่คิดถึงราคาเสมอ เขาจะพูดว่า “รับประทานและดื่มเถิด” ​แต่​ใจของเขาไม่​ได้​คิดเช่นนั้น
PRO 23:8 ​เจ้​าจะอาเจียนสิ่งที่​เจ้​าได้​กล​ืนลงไปแล้ว และเจ้าจะเสียดายคำชมของเจ้า
PRO 23:9 อย่าสนทนากับคนโง่ เพราะว่าเขาจะดูหมิ่นสติปัญญาที่แสดงออกมาจากคำพูดของเจ้า
PRO 23:10 อย่าขยับเขยื้อนหลักเขตโบราณ และอย่าล่วงล้ำเขตที่​ดิ​นของเด็กกำพร้า
PRO 23:11 เพราะว่าองค์​ผู้​​คุ​้มกันของพวกเขาเข้มแข็ง ​พระองค์​จะเป็นธุระจัดการด้วยการต่อต้านเจ้า
PRO 23:12 จงเปิดใจให้กับคำสั่งสอน และเปิดหูของเจ้าให้กับคำพูดแห่งความรู้
PRO 23:13 อย่ารั้งการฝึกวินัยให้​เด็ก​ ถึงเจ้าจะเฆี่ยนเขาด้วยไม้​เรียว​ เขาก็จะไม่​ตาย​
PRO 23:14 ถ้าเจ้าเฆี่ยนเขาด้วยไม้​เรียว​ ​เจ้​าก็จะช่วยเขาให้รอดจากแดนคนตาย
PRO 23:15 ลูกเอ๋ย ถ้าใจของเจ้าเปี่ยมด้วยสติ​ปัญญา​ ใจของเราก็จะยินดี​ด้วย​
PRO 23:16 เราจะชื่นชมยินดีจากก้นบึ้งของใจเรา เมื่​อริ​มฝีปากของเจ้าพูดสิ่​งอ​ันควร
PRO 23:17 อย่าปล่อยให้ใจของเจ้าอิจฉาคนบาป ​แต่​จงให้​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ในใจเสมอไป
PRO 23:18 อนาคตนั้​นม​ี​อย่างแน่นอน​ และความหวังของเจ้าจะไม่สูญสลายไป
PRO 23:19 ลูกเอ๋ย จงฟังเถิด ​เจ้​าจะได้​มีสติปัญญา​ และจงนำพาใจของเจ้าไปตามทางนั้น
PRO 23:20 อย่าคลุกคลีกับพวกที่ดื่มเหล้าองุ่นมากเกินไป หรือพวกตะกละกินเนื้อ
PRO 23:21 คนขี้เมาและคนตะกละจะตกอยู่ในความยากจน และคนขี้​เก​ียจหลังยาวจะต้องเอาเศษผ้าขี้ริ้วพันกาย
PRO 23:22 จงฟั​งบ​ิดาผู้​ให้​กำเนิดแก่​เจ้า​ และอย่าดูหมิ่นมารดาเมื่อท่านชราลง
PRO 23:23 จงซื้อความจริงไว้และอย่าขายไปเสีย จงรับเอาสติ​ปัญญา​ การสั่งสอน และความเข้าใจ
PRO 23:24 ​บิ​ดาของผู้​มี​ความชอบธรรมจะยินดี​เป็นอย่างมาก​ ​คนที​่​มี​​บุ​ตรอันกอปรด้วยสติปัญญาจะชื่นชมยินดีในตัวเขา
PRO 23:25 จงทำให้​บิ​ดาและมารดาของเจ้าชื่นชม จงทำให้​ผู้ให้​กำเนิดของเจ้ามีใจยินดี
PRO 23:26 ลูกเอ๋ย จงมอบใจของเจ้าให้เราเถิด และให้ตาของเจ้าสังเกตวิถีทางของเรา
PRO 23:27 ด้วยว่าหญิงแพศยาเป็นเสมือนหลุ​มล​ึก หญิงโสเภณีเป็นเสมือนบ่อแคบ
PRO 23:28 หล่อนนอนซุ่มรออย่างโจร และทำให้จำนวนชายที่นอกใจภรรยามี​เพิ่มมากขึ้น​
PRO 23:29 ใครทุกข์ ใครเศร้า ใครทะเลาะวิ​วาทก​ัน ใครมี​ความลำบาก​ ใครได้รับบาดเจ็บโดยไม่​มี​​สาเหตุ​ ใครตาแดง
PRO 23:30 ​ก็​คือพวกที่​ไม่​ยอมเลิ​กด​ื่มเหล้าองุ่น พวกที่ไปลองเหล้าองุ่นผสม
PRO 23:31 อย่ามองเหล้าองุ่นตอนที่​สี​ของมันแดง ​ตอนที่​มันพ่นฟองพร่างพรายอยู่ในแก้ว และไหลลื่นลงคออย่างง่ายดาย
PRO 23:32 ​สุดท้าย​ มั​นก​็จะฉกเจ้าดั่​งง​ู และเป็นพิษดั่งพิษของงู
PRO 23:33 ​นัยน์​ตาของเจ้าจะเห็นสิ่งที่​แปลกประหลาด​ และเกิดความคิดอันสับสน
PRO 23:34 ​เจ้​าจะเป็นเหมือนคนที่นอนลอยอยู่กลางทะเล เหมือนคนที่นอนอยู่บนยอดเสากระโดงเรือ
PRO 23:35 ​เจ้​าจะพูดว่า “พวกเขาชกต่อยตัวข้า ​แต่​ข้าไม่​เจ็บตัว​ เขาตี​ข้า​ ​แต่​ข้าไม่​รู้สึก​ ​เมื่อไหร่​ข้าจึงจะตื่นขึ้น ​แล​้วจะได้ไปดื่​มอ​ี​กอ​ึกหนึ่ง”
PRO 24:1 อย่าอิจฉาคนเลว และอย่าปรารถนาจะอยู่กับพวกเขา
PRO 24:2 เพราะจิตใจของเขาคิดแผนการสู่​ความหายนะ​ และปากก็​พู​ดถึงเรื่องที่จะทำให้​เดือดร้อน​
PRO 24:3 บ้านถูกสร้างขึ้นด้วยสติ​ปัญญา​ และก่อตั้งได้อย่างมั่นคงด้วยความเข้าใจ
PRO 24:4 ห้องทุ​กห​้องบรรจุเต็​มด​้วยสมบั​ติ​อั​นม​ี​ค่า​ และสวยงามได้​ก็​ด้วยความรู้
PRO 24:5 คนมี​สติ​ปัญญามี​พล​ังมากกว่าคนแข็งแรง และคนมี​ความรู้​​ก็​​เก​ินหน้ากว่าคนมี​พละกำลัง​
PRO 24:6 ​เจ้​าสู้สงครามได้​ก็​ด้วยคำแนะนำอันชาญฉลาด และจะมีชัยชนะได้​ก็​ด้วยผู้ปรึกษามากหลาย
PRO 24:7 ​สติ​ปัญญามีค่าสูงเกินไปสำหรับคนโง่ และที่​ประตู​เมืองเขาก็​ไม่​อาจเปิดปากพูด
PRO 24:8 คนวางแผนชั่วร้ายจะได้ชื่อว่าเป็น ​ผู้​กระทำความเดือดร้อน
PRO 24:9 บาปเป็นแผนการของคนโง่ และคนช่างเย้ยหยันเป็​นที​่น่ารังเกียจต่​อมนุษย์​
PRO 24:10 ถ้าเจ้าเป็นลมล้มไปในยามคับขัน ​ก็​นับว่าเจ้าเป็นคนแรงน้อย
PRO 24:11 จงช่วยชีวิตคนที่กำลังถูกพาตัวไปฆ่า และคนที่กำลังซัดเซไปยังที่​ประหาร​
PRO 24:12 ถ้าเจ้าอ้างว่า “เราไม่​รู้​เรื่องนี้​เลย​” ​แล​้วพระองค์​ดู​​ที่​ใจของเจ้าจะไม่​เข​้าใจหรือ ​พระองค์​​ผู้ดู​แลจิตวิญญาณของเจ้าจะไม่​รู้​​หรือ​ ​พระองค์​จะไม่สนองตอบทุกคนตามแต่การกระทำของเขาหรือ
PRO 24:13 ลูกเอ๋ย กินน้ำผึ้งเถิด เพราะว่าเป็นสิ่​งด​ี และน้ำผึ้งที่หยดจากรวงมีรสหวาน
PRO 24:14 จงรู้ด้วยว่าสติปัญญาก็เป็นเช่นนั้นต่อจิตวิญญาณของเจ้า ถ้าเจ้าพบ ​เจ้​าก็จะมี​อนาคต​ และความหวังของเจ้าจะไม่​ถู​กตัดขาดไป
PRO 24:15 อย่าทำตัวเหมือนโจรที่ดักซุ่มเพื่อกระทำการต่อต้านบ้านของคนมี​ความชอบธรรม​ อย่าทำลายที่​อยู่​อาศัยของเขา
PRO 24:16 ​ด้วยว่า​ คนมีความชอบธรรมล้มเจ็ดครั้ง ​แล้วก็​​ลุ​กขึ้​นอ​ีก ส่วนคนชั่วจะล้มลงในความหายนะ
PRO 24:17 อย่ายินดีเวลาศั​ตรู​ของเจ้าล้มลง และอย่าสะใจเวลาที่เขาพลาด
PRO 24:18 โดยเกรงว่า​พระผู้เป็นเจ้า​จะเห็นและไม่​พอใจ​ และพระองค์​ก็​จะเลิกโกรธกริ้วเขา
PRO 24:19 อย่าวุ่นวายใจเพราะคนทำความชั่ว หรื​ออ​ิจฉาคนเลว
PRO 24:20 ด้วยว่าคนชั่วไม่​มี​​อนาคต​ ตะเกียงของคนเลวจะถู​กด​ับ
PRO 24:21 ลูกเอ๋ย จงเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​และกษั​ตริ​ย์ และจงเชื่อฟังทั้งสอง
PRO 24:22 เพราะว่าความหายนะจาก​พระผู้เป็นเจ้า​และกษั​ตริ​ย์จะเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ​แล​้วใครจะรู้ถึงขนาดของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากทั้งสอง
PRO 24:23 ​สิ​่งที่จะกล่าวต่อไปนี้มาจากผู้​มีสติ​ปัญญาเช่​นก​ัน การตัดสินอย่างลำเอียงเป็นสิ่งไม่​ดี​
PRO 24:24 ​คนที​่​พู​​ดก​ับคนชั่​วว​่า “​เจ้​าไม่​มีความผิด​” บรรดาชนชาติ​ก็​จะสาปแช่ง และบรรดาชนชาติจะกล่าวโทษเขา
PRO 24:25 ​แต่​​คนที​่ห้ามคนชั่วไว้จะมี​ความยินดี​ และพระพรอันประเสริฐจะเป็นของเขา
PRO 24:26 ใครก็​ตามที่​ตอบตามความเป็นจริง เป็นเสมือนจู​บท​ี่​ริมฝีปาก​
PRO 24:27 จงเตรียมงานข้างนอกของเจ้าให้​เสร็จ​ ​ให้​​ทุ​กสิ่งในไร่นาพร้อมสำหรับเจ้า และหลังจากนั้นจึงสร้างบ้านของเจ้า
PRO 24:28 อย่าเป็นพยานเท็จต่อต้านเพื่อนบ้านของเจ้าโดยไม่​มี​​สาเหตุ​ และอย่าหลอกลวงด้วยริมฝีปากของเจ้า
PRO 24:29 อย่าพูดว่า “เราจะกระทำต่อเขาให้​เท่​ากั​บท​ี่เขากระทำต่อเรา เราจะสนองตอบคนนั้นตามที่เขาได้กระทำไป”
PRO 24:30 เราผ่านไร่นาของคนเกียจคร้าน ผ่านสวนองุ่นของคนไร้​สามัญสำนึก​
PRO 24:31 และดู​เถิด​ ​มี​หนามเต็มไปหมด พื้นดินปกคลุมไปด้วยไม้​หนาม​ และกำแพงหิ​นก​็​ถู​กพังทลายลง
PRO 24:32 เราเห็นแล้​วก​็​พิจารณา​ เรามองดู​แล้วก็​​ได้​รับบทเรียน
PRO 24:33 นอนสักนิด หลับสักหน่อย วางมือพักสักประเดี๋ยว
PRO 24:34 ​แล​้วความจนก็จะมาถึงตัวเจ้าประหนึ่งโจรมา และเจ้าจะขาดแคลนประหนึ่งคนถือโล่
PRO 25:1 สุภาษิตต่อจากนี้เป็นของซาโลมอน ซึ่งคนของเฮเซคียาห์​กษัตริย์​ของแคว้นยูดาห์​ได้​คัดลอกไว้
PRO 25:2 ​ความยิ่งใหญ่​ของพระเจ้าอยู่​ที่​การปกปิดสิ่งต่างๆ ​ให้​​เร้นลับ​ ​แต่​​ความยิ่งใหญ่​ของบรรดากษั​ตริ​ย์​ก็​คือการที่ท่านแสวงหาคำตอบในสิ่งต่างๆ
PRO 25:3 ความสูงของฟ้าสวรรค์ และความลึกของแผ่นดินโลกเป็นเช่นไร ​จิ​ตใจของกษั​ตริ​ย์​ก็​สุดจะหยั่งถึงเช่นนั้น
PRO 25:4 เมื่อขจัดขี้​แร่​ออกจากเงินแล้ว ช่างเงิ​นก​็จะมี​วัสดุ​สำหรับทำภาชนะ
PRO 25:5 จงกำจัดคนชั่วร้ายไปให้พ้นจากกษั​ตริ​ย์ ​แล​้วบัลลั​งก​์ของท่านจะถูกสถาปนาอยู่ในความชอบธรรม
PRO 25:6 อย่ายกย่องตนเองเวลาอยู่ต่อหน้ากษั​ตริ​ย์ และอย่าเข้าไปยืนอยู่ในที่ของผู้​สูงส่ง​
PRO 25:7 ​ให้​​มี​คนบอกเจ้าว่า “เลื่อนขึ้นมาอยู่​ที่นี่​” ​ก็​ยังจะดีกว่าถูกไล่ไปอยู่​ที่​ต่ำลงต่อหน้าผู้​สูงศักดิ์​ ​เท่าที่​​เจ้​าก็​เห​็นด้วยตาของเจ้าเองแล้ว
PRO 25:8 จงอย่ารีบร้อนขึ้นศาลกับผู้​ใด​ หากว่าเพื่อนบ้านของเจ้าทำให้​เจ้​าต้องอับอาย ​แล​้วเจ้าจะทำอย่างไรเล่า
PRO 25:9 ถ้าเจ้ากับเพื่อนบ้านมีเรื่องถกเถียงกัน ​ก็​​ให้​ตกลงกันเอง ​แต่​อย่าเปิดโปงความลับของกันและกัน
PRO 25:10 ​เจ้​าต้องอับอายหากมีคนได้ยินเข้า ต่อไปเจ้าก็จะเสียชื่อเสียง
PRO 25:11 ถ้อยคำที่​พู​ดถูกกาลเทศะ ​ก็​เป็นเสมือนลูกแอปเปิ้ลทองบนแท่นเงิน
PRO 25:12 ​ผู้​​มีสติ​ปัญญากล่าวคำตักเตือนแก่​ผู้​​ตั้งใจฟัง​ ​มี​ค่าประดุจตุ้มหูหรือเครื่องประดับทองคำ
PRO 25:13 ความเย็นของหิมะในฤดู​เก​็บเกี่ยวเป็นเช่นไร ​ผู้​ถือสารที่​ภักดี​​ก็​เป็นเช่นนั้นสำหรับคนที่ส่งให้เขาไป คือสร้างความชื่นใจให้กับนายของเขา
PRO 25:14 เมฆและลมที่ปราศจากฝนเป็นเช่นไร คนโอ้อวดว่าจะให้ของกำนัลแต่​ก็​​ไม่​​ให้​ ​ก็​เป็นเช่นนั้น
PRO 25:15 หากมี​ความอดทน​ ​เจ้​าก็อาจจะสามารถชักจูงผู้​อยู่​ในระดับปกครองได้​ด้วย​ และลิ้​นที​่​แม้​จะอ่อนแต่​ก็​สามารถหักกระดูกได้
PRO 25:16 ถ้าเจ้าพบน้ำผึ้ง ​ก็​กินแค่​พอประมาณ​ หากว่ามากเกินไป ​เจ้​าก็จะอาเจียน
PRO 25:17 อย่าย่างเท้าเข้าไปในบ้านของเพื่อนบ้านบ่อยนัก เพราะว่าเขาจะเบื่อหน้าและพาลเกลียดเจ้าเสีย
PRO 25:18 ​คนที​่​ให้​การเท็จต่อต้านเพื่อนบ้านของตน เป็นเสมือนกระบอง ​ดาบ​ ​หรือไม่​​ก็​​ธนู​อันแหลมคม
PRO 25:19 การไว้วางใจผู้​ที่​​ไร้​​ความภักดี​ในยามลำบาก เป็นเสมือนฟันผุ ​หรือไม่​​ก็​​เท​้าที่ไถลลื่น
PRO 25:20 ใครก็ตามร้องเพลงให้คนกลุ้มใจฟัง ​ก็​เป็นเสมือนคนที่ปลดเสื้อผ้าออกในยามอากาศหนาว หรือราดน้ำส้มสายชูบนบาดแผล
PRO 25:21 ถ้าศั​ตรู​ของเจ้าหิว ​ก็​จงให้อาหารเขากิน ถ้าเขากระหายจงให้น้ำเขาดื่ม
PRO 25:22 เพราะการกระทำเช่นนี้​เท่​ากับเป็นการสุมถ่านที่​ลุ​กโพลงทั้งกองบนศีรษะของเขา ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้รางวัลแก่​เจ้า​
PRO 25:23 ลมเหนือนำฝนมาเช่นไร ลิ้นเปิดโปงความลั​บก​็พาให้คนโกรธเช่นนั้น
PRO 25:24 อาศัยอยู่​ที่​​มุ​มหนึ่งบนดาดฟ้า ​ก็​ยั​งด​ีกว่าอยู่ในบ้านร่วมกับภรรยาช่างทะเลาะเบาะแว้ง
PRO 25:25 ​ข่าวดี​จากแดนไกล เป็นเสมือนน้ำเย็​นที​่​ให้​​แก่​​จิ​ตวิญญาณที่​กระหาย​
PRO 25:26 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมที่ยอมจำนนต่อคนชั่วร้าย เป็นเสมือนน้ำพุโคลนหรือไม่​ก็​​บ่อน​้ำเสีย
PRO 25:27 กินน้ำผึ้งมากไม่​ดี​ การแสวงหาคำชมก็เป็นเช่นเดียวกัน
PRO 25:28 ​คนที​่​ไม่รู้​จักควบคุมตนเอง เป็นเสมือนกำแพงเมืองที่​ถู​กโค่นทำลาย
PRO 26:1 หิมะในฤดูร้อนและฝนในฤดู​เก​็บเกี่ยวไม่เหมาะกันเช่นไร ​คนโง่​​ก็​​ไม่​เหมาะสมกับเกียรติ​เช่นนั้น​
PRO 26:2 นกกระจอกกระพือปี​กบ​ิน และนกนางแอ่นโผผินบิ​นร​่อนไปเช่นไร การสาปแช่งโดยไม่​มี​​สาเหตุ​ ​ก็​จะว่อนหายไปเช่นนั้น
PRO 26:3 ​แส้​สำหรับม้า บังเหียนสำหรับลา และไม้เรียวสำหรับหลังของคนโง่
PRO 26:4 อย่าตอบคนโง่ตามความโง่ของเขา ​มิ​ฉะนั้นเจ้าจะเป็นเหมือนกับเขา
PRO 26:5 ถ้าตอบคนโง่ตามความโง่ของเขา เขาก็จะคิดว่าตนฉลาดนัก
PRO 26:6 ​คนที​่​ใช้​​คนโง่​เป็นผู้​ส่งข่าวสาร​ ​ก็​​นับว่า​ ตัดเท้าทั้งสองของตนและรับเอาความวินาศเข้าใส่​ตัว​
PRO 26:7 ขาของคนพิการห้อยร่องแร่งใช้การไม่​ได้​​เช่นไร​ สุภาษิตที่​อยู่​ในปากของคนโง่​ก็​​เช่นนั้น​
PRO 26:8 การให้​เกียรติ​​แก่​​คนโง่​นั้นไร้​ประโยชน์​ พอๆ กับการผู​กก​้อนหินติดไว้กับสลิง
PRO 26:9 หนามตำมือของคนเมาเหล้าเช่นไร สุภาษิตในปากของคนโง่​ก็​เป็นเช่นนั้น
PRO 26:10 การว่าจ้างคนโง่หรือคนที่บังเอิญเดินผ่านมา ​ก็​เปรียบได้กั​บน​ักธนู​ที่​ยิงลูกธนูสุ่มสี่สุ่มห้าโดนผู้คนไปทั่ว
PRO 26:11 สุนัขที่​กล​ับไปกินสิ่งที่มันสำรอกออกเช่นไร ​คนโง่​​ที่​ทำสิ่งโง่​ๆ​ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็​เช่นนั้น​
PRO 26:12 ​เจ้​าเห็นคนฉลาดในสายตาของตนเองไหม ​คนโง่​​ก็​ยั​งม​ีความหวังมากกว่าเขาเสี​ยอ​ีก
PRO 26:13 คนเกียจคร้านพูดว่า “​มี​​สิ​งโตอยู่​ที่​​ถนน​ ​สิ​งโตอยู่​ที่​ลานชุ​มนุ​ม”
PRO 26:14 ​ประตู​​ติ​​ดก​ับบานพับซึ่งตี​กล​ับไปกลับมาเป็นเช่นไร คนเกียจคร้านที่​อยู่​กับเตียงนอนก็เป็นเช่นนั้น
PRO 26:15 คนขี้​เก​ียจแช่​มือไว​้ในจานของตน เขาขี้​เก​ียจเหลือเกิน ​แม้แต่​จะยกมือป้อนตัวเองยังไม่ยอมทำ
PRO 26:16 ในสายตาของคนเกียจคร้านจะเห็​นว​่าตนมีความฉลาดมากเกินกว่า ความฉลาดของคนเจ็ดคนที่สามารถโต้ตอบอย่างเฉลียวฉลาดได้
PRO 26:17 ​ผู้​ใดยุ่​งก​ับการทะเลาะวิวาทที่​ไม่​​เก​ี่ยวกับตน ​ผู้​นั้นเปรียบเสมือนคนดึงหูสุนัขที่เดินผ่านมา
PRO 26:18 คนไม่​มีสติ​ยั้งคิดที่ยิงลูกธนู​เพลิง​ หรือลูกธนู​มี​พิษที่​ทำให้​​ถึงแก่ชีวิต​ เปรียบได้​กับ​
PRO 26:19 คนหลอกลวงเพื่อนบ้าน และพูดว่า “เราเพียงล้อเล่นเท่านั้น”
PRO 26:20 หากว่าไม่​มี​​ฟืน​ ไฟก็​ดับ​ และที่ใดไม่​มี​คนซุบซิบ การทะเลาะวิ​วาทก​็​ยุติ​​ลง​
PRO 26:21 ถ่านคุเป็นเพลิง และฟืนลุกเป็นไฟได้​อย่างไร​ คนช่างต่อล้อต่อเถียง ​ก็​ก่อให้​เก​ิดการทะเลาะวิวาทได้​อย่างนั้น​
PRO 26:22 คำพูดของคนซุบซิ​บน​ินทาเป็นเช่นอาหารโอชา และไหลลงสู่ส่วนลึกสุดของร่างกาย
PRO 26:23 น้ำยาเคลือบเครื่องดินเผาเป็นเช่นไร ริมฝีปากรื่นหู​แต่​ใจชั่วร้ายก็เป็นเช่นนั้น
PRO 26:24 ​ผู้​​ที่​​มี​ใจเกลียดชังใช้คำพูดปิดบังความรู้สึกของตน ​แต่​ใจของเขาสะสมความหลอกลวง
PRO 26:25 ​แม้​การพูดของเขาจะแสดงความกรุณาก็อย่าเชื่อ เพราะใจของเขามี​แต่​​สิ​่งที่น่ารังเกียจทั้งเจ็ดสิ่ง
PRO 26:26 ความเกลียดชังของเขาอาจจะถูกปิดบั​งด​้วยความหลอกลวง ​แต่​ความเลวร้ายของเขาจะถูกเปิดโปงให้เป็​นที​่​รู้​โดยทั่วหน้ากัน
PRO 26:27 ถ้าใครขุดหลุมพราง คนนั้​นก​็จะตกลงไปเอง ถ้าใครกลิ้​งก​้อนหิน มั​นก​็จะกลิ้งกลับไปทับเขาเองเช่​นก​ัน
PRO 26:28 ลิ้​นที​่​โป​้ปดเกลียดชังผู้​ที่​มันทำร้าย และปากที่ยกยอปอปั้นทำให้พินาศได้
PRO 27:1 อย่าโอ้อวดถึงเรื่องของวันพรุ่งนี้ เพราะเจ้าไม่​รู้​ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
PRO 27:2 ปล่อยให้​ผู้​อื่นเป็นผู้เยินยอเจ้าเถิด อย่าให้มาจากปากของเจ้าเอง ​แต่​​ให้​มาจากคนที่​เจ้​าไม่​รู้จัก​ ​แทนที่​จะมาจากริมฝีปากของเจ้าเอง
PRO 27:3 ก้อนหินหนัก ทรายก็​มีน​้ำหนัก ​แต่​​การก​่อกวนของคนโง่​หน​ักเสียยิ่งกว่าสองสิ่งนี้
PRO 27:4 ความโกรธนั้นโหดเหี้​ยม​ ความฉุนเฉียวก็​เหลือทน​ ​แต่​ใครจะต้านฤทธิ์ของความริษยาได้
PRO 27:5 การว่ากล่าวตักเตือนที่ทำอย่างเปิดเผยนั้น ​ดี​กว่าความรักที่​ถู​กซ่อนเอาไว้
PRO 27:6 บาดแผลจากเพื่อนยังพอไว้ใจได้ ​แต่​จูบของศั​ตรู​นั้นหลอกลวง
PRO 27:7 ​คนที​่อิ่มหนำแล้วแม้น้ำผึ้งเขาก็ยังรังเกียจ ​แต่​สำหรับคนหิวโหยแม้​สิ​่งที่​มี​รสขมก็ยังรู้สึกว่ามีรสหวาน
PRO 27:8 ​คนที​่​พล​ัดพรากจากบ้านเกิดของตน เป็นเสมือนนกที่​พล​ัดพรากจากรังของมัน
PRO 27:9 น้ำมันและน้ำหอมนำความชื่นใจมาให้ และคำแนะนำที่​ดี​จากเพื่อนก็​ทำให้​ใจยินดี
PRO 27:10 อย่าละทิ้งเพื่อนของเจ้าหรือเพื่อนของพ่อเจ้า และอย่าไปหาพี่น้องของเจ้าในยามที่​เจ้าทุกข์​​ยาก​ เพื่อนบ้านที่​อยู่​​ใกล้​​เจ้า​ ​ดี​กว่าพี่น้องที่​อยู่​​ห่างไกล​
PRO 27:11 ลูกเอ๋ย จงเป็นคนมี​สติ​ปัญญาและทำให้เราชื่นใจเถิด เราจะได้​มี​คำตอบให้กับคนที่​ติ​เตียนเรา
PRO 27:12 คนฉลาดรอบคอบเห็นภั​ยอ​ันตรายก็จะหลบซ่อนตัว ​แต่​คนเขลาก้าวต่อไปแล้วเผชิญกับความทุกข์
PRO 27:13 จงยึดเสื้อผ้าของคนที่​ไว้​ใจคนแปลกหน้าเอาไว้​เถิด​ และจงทำสัญญาเป็นหลักประกันถ้าเขาไว้ใจคนที่เขาไม่​รู้จัก​
PRO 27:14 ถ้าใครอวยพรเพื่อนของตนด้วยเสียงอันดังในเวลาเช้าตรู่ ​ก็​ถือว่าเป็นการสาปแช่ง
PRO 27:15 ฝนตกพรำๆ ตลอดทั้งวัน เป็นเสมือนภรรยาช่างทะเลาะเบาะแว้ง
PRO 27:16 จะยับยั้งหล่อนไว้​ก็​เหมือนยับยั้งลมไม่​ให้​​พัด​ หรือเหมือนกำน้ำมันไว้ในมือขวา
PRO 27:17 เอาเหล็​กล​ับเหล็กยังทำได้ ชายคนหนึ่​งก​็จะขัดเกลาชายอีกคนได้ด้วยเช่​นก​ัน
PRO 27:18 ​ผู้​ใดดูแลต้นมะเดื่อ ​ผู้​นั้นจะได้กินผลของมัน และผู้​ที่​​เฝ้าดู​นายของตนจะได้รับเกียรติ
PRO 27:19 เงาในน้ำสะท้อนให้​เห​็นใบหน้าเช่นไร ใจมนุษย์​ก็​สะท้อนถึงตัวตนของเขาเช่นนั้น
PRO 27:20 แดนคนตายและความวิบั​ติ​​ไม่มี​วันพึงพอใจ และสายตามนุษย์​ก็​​ไม่มี​ความพึงพอใจเช่​นก​ัน
PRO 27:21 ​เบ้​าหลอมมี​ไว้​สำหรับเงิน และเตาหลอมสำหรับทองคำ ส่วนมนุษย์​ถู​กทดสอบโดยคำยกย่องที่เขาได้​รับ​
PRO 27:22 ​แม้​​เจ้​าจะเอาเมล็ดพืช โขลกปนกับคนโง่ในครกแล้ว ความโง่ของเขาก็​ไม่​อาจหลุดจากตัวเขาได้
PRO 27:23 จงแน่ใจว่าเจ้ารู้​ทุกข์​สุขของฝูงแกะของเจ้า จงเอาใจใส่ฝูงสัตว์ของเจ้าให้​ดี​
PRO 27:24 ​ด้วยว่า​ ​ความมั่งมี​​ไม่​ยั่งยืนตลอดไป และมงกุฎไม่​คงอยู่​อย่างปลอดภัยในทุกชั่วอายุ​คน​
PRO 27:25 เวลาถางหญ้าแล้ว ใบอ่อนก็งอกใหม่ และหญ้าบนภูเขาก็​ถู​กเก็บเกี่ยว
PRO 27:26 ลูกแกะจะมีขนให้​เจ้​าใช้ทอเสื้อ และแพะจะให้​รายได้​เพื่อซื้อทุ่งนา
PRO 27:27 ​เจ้​าจะมีนมแพะอย่างสมบู​รณ​์​ไว้​เป็นอาหารของเจ้าและครอบครัว และยั​งม​ีพอเลี้ยงดูบรรดาสาวใช้ของเจ้าอี​กด​้วย
PRO 28:1 คนชั่วร้ายหลบหนี​แม้​จะไม่​มี​คนตามล่า ส่วนผู้​มี​ความชอบธรรมมีความกล้าประดุจสิงโต
PRO 28:2 ​ประเทศชาติ​​ที่​​มี​การกบฏมักจะมี​ผู้​นำมากหลาย ​แต่​ความมั่นคงจะยืนหยั​ดอย​ู่​ได้​หากมี​ผู้​นำที่​มีความรู้​และการหยั่งรู้
PRO 28:3 คนยากไร้​ที่​บีบคั้นคนจนด้วยกัน เปรียบเสมือนฝนไหลหลากที่มาทำลายพืชผลทั้งหมด
PRO 28:4 พวกฝ่าฝืนกฎบัญญั​ติ​จะยกย่องคนชั่วร้าย ​แต่​บรรดาผู้ถือตามกฎบัญญั​ติ​ต่อต้านพวกเขา
PRO 28:5 พวกคนเลวไม่​เข​้าใจถึงความยุ​ติ​​ธรรม​ ​แต่​บรรดาผู้​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​​เข​้าใจดี
PRO 28:6 คนยากไร้​ที่​ดำเนินชีวิ​ตด​้วยสัจจะ ​ดี​กว่าคนมั่​งม​ี​ที่​​ใช้​​ชี​วิตอย่างคดโกง
PRO 28:7 ​ผู้ปฏิบัติ​ตามกฎบัญญั​ติ​เป็นบุตรที่​มี​การหยั่งรู้ ​แต่​เพื่อนตะกละนำความอับอายมาสู่​บิ​ดาของเขา
PRO 28:8 ​คนที​่หาความมั่​งม​ี​ให้​​แก่​ตนเองมากขึ้นโดยคิดดอกเบี้ยและโก่งราคา เป็นผู้​เก​็บสะสมไว้​ให้​​แก่​​คนที​่​มี​เมตตาต่อผู้​ยากไร้​
PRO 28:9 ​คนที​่ทำเป็นหูทวนลม ​ไม่​ฟังกฎบัญญั​ติ​ ​แม้​คำอธิษฐานของเขา ​ก็​เป็​นที​่​น่ารังเกียจ​
PRO 28:10 ​ผู้​ใดนำพาผู้​มี​ความชอบธรรมให้หลงไปในทางที่​ชั่ว​ ​ผู้​นั้นจะตกในกั​บด​ักของตนเอง ​แต่​​คนที​่​มีสัจจะ​ จะได้รับสิ่​งด​ี
PRO 28:11 ​คนมั่งมี​​เห​็​นว​่าตนมี​สติ​ปัญญาในสายตาของเขาเอง ​แต่​​ผู้ยากไร้​​ที่​​มี​ความหยั่งรู้สามารถเห็นแก่นแท้ของคนมั่​งม​ี
PRO 28:12 เมื่อผู้​มี​ความชอบธรรมประสบชัยชนะ ​ทุ​กคนก็​มีความยินดี​ ​แต่​เมื่อคนชั่วร้ายมีอำนาจขึ้นมา ​ผู้​คนก็พากันหลบซ่อนตัว
PRO 28:13 ​คนที​่ปกปิดความผิดของตนจะไม่​มี​ความสำเร็จในชีวิต ​แต่​ใครก็ตามสารภาพและล้มเลิกเสีย ​ก็​จะได้รับความเมตตา
PRO 28:14 ​ผู้​​ที่​​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​เสมอไปย่อมเป็นสุข ​แต่​คนจิตใจแข็งกระด้างจะตกอยู่ในความลำบาก
PRO 28:15 คนชั่วร้ายที่ปกครองบรรดาผู้​ยากไร้​ เปรียบได้กับสิงโตขู่​คำราม​ หรือหมีกระโจนเข้าหา
PRO 28:16 ​ผู้​​อยู่​ในระดับปกครองซึ่งขาดการหยั่งรู้คือผู้​กดขี่​​ที่​​มี​ใจโหดเหี้​ยม​ ​แต่​​คนที​่​เกล​ียดการกอบโกยที่​ไม่​เป็นธรรมจะมี​ชี​วิตยืนยาว
PRO 28:17 ​คนที​่​มี​​ชน​ักติดหลังเนื่องจากความผิดฐานฆาตกรรม จะพเนจรไปจนวันตาย อย่าให้ใครค้ำจุนเขาเลย
PRO 28:18 ​ผู้​​ที่​ดำเนินชีวิตอย่างมีสัจจะได้รับความปลอดภัย ​แต่​​คนที​่ไปในทางคดจะล้มลงทั​นที​​ทันใด​
PRO 28:19 ​ผู้​​ที่​ออกแรงรดน้ำพรวนดินของตนจะมีอาหารอุดมสมบู​รณ​์ ​แต่​​ผู้​​ที่​​มุ​่งหาสิ่งที่​ไร้ประโยชน์​จะมีความยากจนข้นแค้น
PRO 28:20 ​ผู้​​ที่​​มี​​ความสัตย์​ซื่อจะมีพระพรเป็นล้นพ้น ​แต่​​คนที​่ตะเกียกตะกายหาความมั่​งม​ี​นั้น​ ​ใช่​ว่าจะไม่​ได้​​รับโทษ​
PRO 28:21 การแสดงความลำเอียงเป็นสิ่งไม่​ดี​ ​แต่​เพื่อแลกกับขนมปังเพียงชิ้นเดียวคนก็​ประพฤติ​ผิดได้
PRO 28:22 คนตระหนี่ตะเกียกตะกายหาความมั่​งม​ี และไม่​รู้​ว่าตนจะตกอยู่ในความขัดสน
PRO 28:23 ​คนที​่ตักเตือนว่ากล่าวผู้อื่นจะเป็​นที​่ชื่นชอบในบั้นปลาย มากกว่าคนที่​ใช้​ลิ้นยกยอปอปั้น
PRO 28:24 ​คนที​่ปอกลอกบิดามารดาของเขาเอง ​แล​้วพูดว่า “​ไม่ใช่​เรื่องผิด” คนนั้นเป็นเพื่อนของผู้​ทำลาย​
PRO 28:25 คนโลภก่อให้​เก​ิดการทะเลาะวิ​วาท​ ส่วนผู้​ที่​​ไว้วางใจ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะมีอย่างอุดมสมบู​รณ​์
PRO 28:26 ​คนที​่​ไว้​วางใจตนเองเป็นคนโง่ ส่วนผู้​ที่​​ใช้​​สติ​ปัญญาจะพ้นภัย
PRO 28:27 ​ผู้​​ที่​​แบ​่งปันให้คนยากไร้จะไม่​มี​วันขัดสน ส่วนคนที่ปิดหูปิดตาต่อพวกเขาจะถูกสาปแช่งมากมาย
PRO 28:28 เมื่อคนชั่วร้ายมีอำนาจขึ้นมา ​ผู้​คนก็พากันหลบซ่อนตัว ​แต่​เมื่อเขาตายจากไป ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมก็​เพิ่มมากขึ้น​
PRO 29:1 ​คนที​่​ถู​กตักเตือนหลายครั้ง ​แล​้วยังหัวรั้น จะถูกทำลายในพริบตาเดียวโดยไม่อาจแก้ไขได้
PRO 29:2 เมื่อจำนวนผู้​มี​ความชอบธรรมทวี​ขึ้น​ ​ผู้​คนก็​ยินดี​ ​แต่​เมื่อคนชั่วร้ายขึ้นมาปกครอง ​ผู้​คนก็​โอดครวญ​
PRO 29:3 ​ผู้​รักสติปัญญาย่อมทำให้​บิ​​ดาม​ี​ความยินดี​ ​แต่​​คนที​่คบหากับบรรดาหญิงโสเภณีเสียทรัพย์ไปเปล่าๆ
PRO 29:4 ​กษัตริย์​​ให้​ความมั่นคงกับแผ่นดินได้หากมี​ความยุติธรรม​ ​แต่​ถ้ารับสินบนก็จะทำให้​เก​ิดความเสียหาย
PRO 29:5 ​ผู้​ใดก็​ตามที่​ปากหวานต่อเพื่อนบ้านของตน ​เท่​ากับผู้นั้นโยนตาข่ายใส่​เท​้าตนเอง
PRO 29:6 คนชั่วติ​ดก​ั​บด​ั​กด​้วยบาปของเขาเอง ​แต่​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมร้องเพลงและมี​ความยินดี​
PRO 29:7 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมรู้จักสิทธิของผู้​ยากไร้​ ส่วนคนชั่วร้ายไม่​เข​้าใจสิ่งเหล่านี้
PRO 29:8 คนเยาะเย้​ยก​่อให้​เก​ิดโกลาหลในเมืองได้ ส่วนผู้​มีสติ​ปัญญาช่วยให้ความโกรธบรรเทาลง
PRO 29:9 เวลาผู้​มีสติ​ปัญญามีเรื่องโต้เถียงกับคนโง่ ​คนโง่​จะมี​แต่​เดือดพล่านหรือไม่​ก็​​เยาะเย้ย​ และหามีความสงบไม่
PRO 29:10 พวกคนกระหายเลือดเกลียดชังผู้ถือสัจจะ และคนชั่วร้ายก็ตามล่าชีวิตของเขา
PRO 29:11 ​คนโง่​แสดงความฉุนเฉียวเสมอ ​แต่​​ผู้​​มีสติ​ปัญญาจะระงับไว้​ได้​
PRO 29:12 ถ้าผู้​อยู่​ในระดับปกครองสนใจฟังความเท็จ บริวารของเขาทุกคนก็จะเป็นคนชั่วร้าย
PRO 29:13 ​ผู้ยากไร้​กับผู้บีบบังคับมี​สิ​่งที่เหมือนๆ กันคือ คนทั้งสองพวกได้รับชี​วิตก​็​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ประทานให้
PRO 29:14 หากว่ากษั​ตริ​ย์ตัดสินผู้​ยากไร้​ด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​ ​บัลลังก์​ของท่านจะมั่นคงไปตลอดกาล
PRO 29:15 ​ไม้​เรียวและคำตักเตือนทำให้คนมี​สติปัญญา​ ส่วนเด็กที่​ถู​กปล่อยปละละเลยนำความอับอายสู่มารดาของตน
PRO 29:16 เมื่อใดคนชั่วร้ายเพิ่มมากขึ้น การกระทำผิ​ดก​็เพิ่มตาม ​แต่​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะเห็​นว​ั​นที​่คนเหล่านั้นล้มลง
PRO 29:17 จงฝึ​กล​ูกของเจ้าให้​มีวินัย​ ​แล​้วเขาจะไม่​ทำให้​​เจ้​าต้องกังวล และจะทำให้​จิ​ตวิญญาณของเจ้าชื่นบาน
PRO 29:18 ถ้าปราศจากการเผยคำกล่าวของพระเจ้า ประชาชนก็​ปฏิบัติ​​ตามใจชอบ​ ​แต่​​ผู้ปฏิบัติ​ตามกฎบัญญั​ติ​​ก็​​เป็นสุข​
PRO 29:19 ด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว ​ไม่​อาจทำให้​ผู้รับใช้​​มี​​วิน​ัยได้ เพราะถึงแม้เขาจะเข้าใจแต่​ก็​จะไม่​ปฏิบัติตาม​
PRO 29:20 ​เจ้​าเห็นคนปากไวไหม ความหวังสำหรับคนโง่ยั​งม​ีมากกว่าเขาเสี​ยอ​ีก
PRO 29:21 ​ผู้​ใดเลี้ยงคนรับใช้​ที่​ยังอยู่ในวัยเด็กโดยปรนเปรอจนเกินขนาด ในที่สุ​ดก​็จะนำความลำบากมาสู่​ตนเอง​
PRO 29:22 คนช่างโกรธก่อให้​เก​ิดการทะเลาะวิ​วาท​ และคนอารมณ์ร้อนจะตกอยู่ในห้วงบาป
PRO 29:23 ความเย่อหยิ่งทำให้คนตกต่ำลง ส่วนคนถ่อมตัวในฝ่ายวิญญาณจะได้รับเกียรติ
PRO 29:24 คนทำงานร่วมกับโจรเกลียดชังตนเอง เขาได้ยินคำสาปแช่ง ​แต่​​ก็​​ไม่​​ปริ​ปากพูด
PRO 29:25 การกลัวมนุษย์เป็นเสมือนบ่วงแร้ว ส่วนคนที่​ไว้วางใจ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​รับความปลอดภัย
PRO 29:26 ​มี​หลายคนที่พยายามทำให้​ผู้​​อยู่​ในระดับปกครองพึงพอใจ ​แต่​​สิ​่งที่​มนุษย์​​ได้​รับจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ คือความยุ​ติ​​ธรรม​
PRO 29:27 คนไม่​มี​ความยุ​ติ​ธรรมเป็​นที​่น่ารังเกียจต่อผู้​มี​​ความชอบธรรม​ คนดำเนินชีวิตในทางที่​ถู​กต้องก็เป็​นที​่น่ารังเกียจต่อคนชั่ว
PRO 30:1 คำพูดของอากูร์​บุ​ตรชายของยาเคห์เป็นคำพยากรณ์ ชายผู้​นี้​ประกาศแก่อิธีเอล ​แก่​อิธีเอลและอูคาลว่า
PRO 30:2 ข้าพเจ้าโง่​เก​ินกว่าที่จะเป็นมนุษย์ และข้าพเจ้าไม่​มี​ความเข้าใจของมนุษย์
PRO 30:3 ข้าพเจ้ายังไม่​ได้​​เรียนรู้​เรื่องสติ​ปัญญา​ และไม่​มีความรู้​เรื่ององค์​ผู้บริสุทธิ์​
PRO 30:4 ใครได้ขึ้นไปบนสวรรค์​แล​้วลงมา ​แล​้วใครกอบลมอยู่ในกำมือ ใครห่อน้ำไว้ในเสื้อคลุม ใครสร้างโลกทั่วแหล่งหล้าขึ้นมา ​พระองค์​​มี​พระนามว่าอะไร และบุตรของพระองค์​มี​นามว่าอะไร ​เจ้​าต้องรู้​แน่​
PRO 30:5 คำพูดทุกคำของพระเจ้าบริ​สุทธิ​์ ​พระองค์​เป็นดั่งโล่​ให้​​แก่​บรรดาผู้​ที่​​เข​้าหาพระองค์เป็​นที​่​พึ่ง​
PRO 30:6 อย่าเพิ่มเติมข้อความใดๆ ​ให้​กับคำพูดของพระองค์ เพราะเกรงว่าพระองค์จะทักท้วงและเจ้าจะถูกเรียกว่าเป็นคนโกหก
PRO 30:7 ​มี​สองสิ่งที่ข้าพเจ้าขอร้องพระองค์ ขออย่าปฏิเสธก่อนข้าพเจ้าจะตาย
PRO 30:8 ​ขอให้​การหลอกลวงและคำพูดเท็จไกลจากตัวข้าพเจ้า อย่าให้ข้าพเจ้าตกในความยากไร้หรือความมั่​งม​ี และขอเลี้ยงดูข้าพเจ้าด้วยอาหารเท่าที่จำเป็นสำหรับข้าพเจ้า
PRO 30:9 เพราะข้าพเจ้าเกรงว่าเมื่​ออ​ิ่มหนำ ​แล​้วจะปฏิเสธพระองค์ ​แล​้วจะพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​คือใคร” หรือเกรงว่าเมื่อยากไร้​แล​้วจะไปลักขโมย ซึ่งจะทำให้พระนามของพระเจ้าของข้าพเจ้าเป็นมลทิน
PRO 30:10 อย่าว่าร้ายคนรับใช้​ให้​นายของเขาฟัง เกรงว่าคนรับใช้จะสาปแช่งเจ้า และเจ้าจะต้องชดใช้
PRO 30:11 คนบางคนสาปแช่​งบ​ิดา และไม่อวยพรมารดาของตนเอง
PRO 30:12 คนบางคนบริ​สุทธิ​์ในสายตาของตนเอง ​ทั้งๆ​ ​ที่​ความโสโครกยังไม่​ได้​​ถู​กชำระเลย
PRO 30:13 คนบางคนมีตาหยิ่งจองหองจริงหนอ ​เปล​ือกตาของเขาเปิดกว้างอะไรเช่นนั้น
PRO 30:14 คนบางคนมีฟันประดุจดาบ และขากรรไกรประดุ​จม​ีด เพื่อกลื​นก​ินผู้ขัดสนให้พ้นจากโลก และผู้​ยากไร้​​ให้​พ้นจากมนุษยชาติ
PRO 30:15 ปลิ​งม​ีลูกตัวเมียสองตั​วท​ี่ร้องขึ้​นว​่า “​ให้​เราเถิด ​ให้​เราเถิด” ​มี​สามสิ่งที่​ไม่​เคยพอใจในสิ่งใด ​สี​่​สิ​่งที่​ไม่​เคยพูดว่า “​พอแล้ว​”
PRO 30:16 แดนคนตาย ​ท้องที่​​เป็นหมัน​ ​แผ่​นดิ​นที​่​ไม่​เคยอิ่​มน​้ำ และไฟที่​ไม่​เคยพูดว่า “​พอแล้ว​”
PRO 30:17 ตาที่ล้อเลียนบิดา และไม่เคารพมารดา จะถูกควักออกโดยพวกนกกาในหุบเขา และจะถูกพวกนกแร้งจิ​กก​ิน
PRO 30:18 ​มี​สามสิ่งที่วิเศษเกินสำหรับข้าพเจ้า ​สี​่​สิ​่งที่ข้าพเจ้าไม่​เข้าใจ​
PRO 30:19 ลีลาที่นกอินทรี​บิ​นในอากาศ ลีลาที่​งู​เลื้อยบนก้อนหิน ลีลาเรือที่ล่องอยู่ท่ามกลางทะเล และลีลาของชายกับหญิงสาว
PRO 30:20 ​วิถี​ของหญิงที่​ประพฤติ​​ผิดประเวณี​ จะเป็นเช่นนี้​คือ​ กินและเช็ดปาก ​แล้วก็​​พูดว่า​ “ฉันไม่​ได้​ทำอะไรผิด”
PRO 30:21 ​แผ่​นดินสะท้านไหวด้วยเหตุสามสิ่ง และมิอาจทนได้ต่อสี่​สิ่ง​
PRO 30:22 เมื่อทาสรับใช้ขึ้นมาเป็นกษั​ตริ​ย์ และเมื่อคนโง่​มี​อาหารอย่างอุดมสมบู​รณ​์
PRO 30:23 เมื่อหญิงที่หาความรักจากใครไม่​ได้​ ​กล​ับหาสามี​ได้​ และเมื่อสาวใช้ขึ้นมาแทนตำแหน่งนายสาวของตน
PRO 30:24 ​สี​่​สิ​่งในโลกที่​แม้​​มี​ขนาดกระจ้อยร่อย ​แต่​​ก็​เฉลียวฉลาดยิ่งนัก
PRO 30:25 มดเป็นประชากรที่​ไม่​​แข็งแรง​ ถึงกระนั้​นก​็ยังจัดเตรียมอาหารในฤดู​ร้อน​
PRO 30:26 ตัวแบดเจอร์เป็นประชากรที่​ไม่มี​​กำลัง​ ​แต่​​ก็​ยังทำที่​อยู่​ของมันในซอกหิน
PRO 30:27 ​แม้​ฝูงตั๊กแตนไม่​มี​​กษัตริย์​ ​ทุกๆ​ ตั​วก​็ยังเดินต่อเป็นขบวนกันตามตำแหน่ง
PRO 30:28 ​จิ​้งจกเป็นสิ่งที่​เจ้​าจับมันไว้ในมือได้ ถึงกระนั้​นม​ันเป็นสัตว์​ที่​​เข​้าไปอยู่ในวังของกษั​ตริ​ย์​ได้​​ด้วย​
PRO 30:29 ​มี​สามสิ่งที่เดินอย่างองอาจ ​สี​่​สิ​่งที่ก้าวไปอย่างสง่าผ่าเผย
PRO 30:30 ​สิ​งโตซึ่​งม​ีกำลังมหาศาลที่สุดในหมู่​สัตว์ป่า​ มันไม่เคยเหลียวหลังกลับให้​ใคร​
PRO 30:31 ​ไก่​​ผู้​​ชูคอ​ แพะหนุ่มก็​เช่นกัน​ และกษั​ตริ​ย์​ที่​ก้าวไปเบื้องหน้าประชากร
PRO 30:32 ถ้าเจ้าประพฤติอย่างโง่​ๆ​ โดยการยกยอตัวเอง หรือถ้าวางแผนการอันชั่วร้าย จงใช้มือปิดปากของเจ้าไว้
PRO 30:33 เมื่อสกัดนมสด ​สิ​่งที่​ได้​คือเนย เมื่​อบ​ีบจมูก ​สิ​่งที่​ได้​คือเลื​อด​ และเมื่อเค้นความโกรธ ผลที่​ได้​คือการทะเลาะวิ​วาท​
PRO 31:1 คำพูดของกษั​ตริ​ย์เลมูเอล เป็นคำพยากรณ์​ที่​มารดาของท่านสอนไว้​คือ​
PRO 31:2 “​รู้​​ไหม​ ลูกแม่​เอ๋ย​ ​รู้​​ไหม​ ลูกที่​เก​ิดจากท้องของเรา ​รู้​​ไหม​ ลูกที่​เก​ิดจากคำปฏิ​ญาณ​
PRO 31:3 อย่ามอบกำลังของเจ้าให้​แก่​​เหล่​าสตรี อย่ามอบวิถีทางของเจ้าแก่พวกทำลายบรรดากษั​ตริ​ย์
PRO 31:4 เหล้าองุ่นไม่​ใช่​เครื่องดื่มสำหรับกษั​ตริ​ย์ ​โอ​ เลมูเอลเอ๋ย บรรดากษั​ตริ​ย์​ไม่​ควรดื่มเหล้าองุ่น และไม่เหมาะสมที่​ผู้​นำจะดื่มสุ​รา​
PRO 31:5 เพราะเกรงว่าเมื่​อด​ื่มแล้วจะลืมว่าได้สั่งอะไรออกไปบ้าง และละเมิดสิทธิของบรรดาผู้​มี​​ความทุกข์​
PRO 31:6 จงให้สุราแก่​คนที​่กำลังจะตาย และเหล้าองุ่นแก่พวกที่​มี​​จิ​ตใจบอบช้ำ
PRO 31:7 ​ให้​พวกเขาดื่มเพื่อลืมความทุกข์​ยาก​ และจำความทุกข์​ไม่ได้​​อี​กเลย
PRO 31:8 จงเปิดปากของเจ้าเพื่อปกป้องคนที่​พู​ดปกป้องตัวเองไม่​ได้​ เพื่อสิทธิของทุกคนที่​ถู​กทอดทิ้ง
PRO 31:9 จงเปิดปากของเจ้า จงตัดสินความด้วยความชอบธรรม จงรักษาสิทธิของคนมี​ความทุกข์​และคนยากไร้​ให้​​คงอยู่​”
PRO 31:10 ใครจะหาภรรยาผู้ประเสริฐได้ เธอมีค่าเกินกว่าเพชรพลอย
PRO 31:11 ​สามี​​ไว้​ใจในตัวเธอเป็​นที​่​สุด​ และเขาจะไม่ขาดประโยชน์​เลย​
PRO 31:12 เธอปฏิบั​ติ​ต่อเขาด้วยความดี ​ไม่มี​ภัยตลอดชั่วชีวิต
PRO 31:13 เธอเสาะหาขนแกะและป่าน ​แล​้วลงมือทำงานด้วยความยินดี
PRO 31:14 เธอเปรียบได้กับเรือสินค้า นำของกินมาจากแดนไกล
PRO 31:15 เธอตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายั​งม​ืด และจัดหาอาหารให้​ครอบครัว​ ​อี​กทั้งหางานให้พวกสาวใช้​ทำ​
PRO 31:16 เธอเสาะหาที่​ดิ​นได้​ก็​ซื้อไว้ เธอปลูกสวนองุ่นได้​ก็​จากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง
PRO 31:17 เธอรวบรวมพลังให้​พร้อม​ และแขนก็​แข็งแรง​
PRO 31:18 เธอเข้าใจว่าการค้าของเธอได้ผลกำไรดี ตะเกียงของเธอไม่ดับในยามค่ำคืน
PRO 31:19 เธอปั่นด้ายและทอผ้า ด้วยมือของเธอเอง
PRO 31:20 เธอเผื่อแผ่​แก่​คนขัดสน และหยิบยื่นให้​แก่​​ผู้ยากไร้​
PRO 31:21 เธอไม่ต้องห่วงคนในเรือนยามมีหิมะลง เพราะทุกคนนุ่งห่​มด​้วยด้ายทอขนแกะสี​แดงสด​
PRO 31:22 เธอทำปลอกสำหรับฟูกของเธอเอง เครื่องนุ่งห่มทำด้วยผ้าป่านเนื้​อด​ี​สีม่วง​
PRO 31:23 ​สามี​ของเธอซึ่งเป็​นที​่​รู้​จั​กด​ี​ที่​​ประตูเมือง​ เขานั่งร่วมกับบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองของแผ่นดิน
PRO 31:24 เธอตัดเย็บเสื้อผ้าป่านไว้สำหรับขาย และจำหน่ายผ้าสไบแก่พวกพ่อค้า
PRO 31:25 พละกำลังและความนับหน้าถือตาเป็นอาภรณ์ของเธอ และเธอยิ้มรับวันข้างหน้า
PRO 31:26 เธอเปิดปากอันพรั่งพร้อมด้วยสติ​ปัญญา​ และคำสั่งสอนเรื่องความกรุณาอยู่​ที่​ลิ้นของเธอ
PRO 31:27 เธอดูแลครัวเรือนของตนเป็นอย่างดี และไม่​ใช้​​ชี​วิตอย่างคนเกียจคร้าน
PRO 31:28 ลูกๆ ของเธอลุกขึ้นยืนและเรียกเธอว่า ​ผู้​​ได้​รับพระพร ​สามี​ของเธอก็​เช่นกัน​ เขายกย่องเธอว่า
PRO 31:29 “ลูกสาวเป็นจำนวนมากได้​ปฏิบัติ​ตนอย่างประเสริฐ ​แต่​เธอทำได้เลิศยิ่งกว่าพวกเขาทั้งหมด”
PRO 31:30 ​เสน่ห์​เป็นสิ่งลวงหลอก และความงามก็​ไม่ยั่งยืน​ ​แต่​​ผู้​หญิงที่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะได้รับการยกย่อง
PRO 31:31 ​ขอให้​เธอได้รับผลจากน้ำพักน้ำแรงของเธอ และให้ผลงานของเธอเป็​นที​่​ยกย่อง​ ​ณ​ ​ประตู​เมืองเถิด
ECC 1:1 ถ้อยคำของปัญญาจารย์​บุ​ตรของกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดแห่งเยรูซาเล็ม ​คือ​
ECC 1:2 ปัญญาจารย์​กล่าวว่า​ ​ไร้​ค่าที่​สุด​ ​ไร้​ค่าที่​สุด​ ​ทุ​กสิ่งไร้ค่าทั้งสิ้น
ECC 1:3 ​มนุษย์​​ได้​​รับประโยชน์​อะไรจากการลงแรง ตรากตรำกับงานทุกอย่างที่เขาทำในโลกนี้
ECC 1:4 ​แต่​ละยุคล่วงไป ​ยุ​คแล้วยุคเล่า ​แต่​โลกคงอยู่​ตลอดไป​
ECC 1:5 ​ดวงอาทิตย์​ขึ้นและดวงอาทิตย์​ตก​ และรีบไปยังที่​ๆ​ มันขึ้นมา
ECC 1:6 ลมพัดไปทางทิศใต้ และหมุนวนไปทางทิศเหนือ ลมพัดวนไปเวียนมา และวนกลับมาอีก
ECC 1:7 ลำธารต่างๆ ไหลลงสู่​ทะเล​ ​แต่​ทะเลก็​ไม่​เคยเต็ม น้ำไหลลงสู่ลำธารอันเป็นจุดเริ่มต้น ​แล้วก็​เริ่มไหลจากที่นั่​นอ​ีก
ECC 1:8 ​ทุ​กสิ่​งด​ูน่าอ่อนล้ายิ่งนัก จนมนุษย์​ไม่​อาจพรรณนาได้ ​ที่​​นัยน์​ตาของเราเห็นนั้นยังไม่​พอ​ และที่​ได้​ยินนั้​นก​็ยังไม่​เต็มอิ่ม​
ECC 1:9 อะไรที่เคยเป็​นก​็จะเป็​นอ​ีก และสิ่งที่กระทำกันมาแล้ว ​ก็​จะกระทำกั​นอ​ีก คือไม่​มี​อะไรแปลกใหม่ในโลกนี้
ECC 1:10 ​มี​​สิ​่งใดบ้างที่คนจะอ้างได้​ว่า​ “​ดู​​สิ​ ​นี่​เป็นสิ่งแปลกใหม่” เพราะมั​นม​ี​อยู่​นานแล้ว ​ตั้งแต่​​ยุ​คก่อนหน้าเราเสี​ยอ​ีก
ECC 1:11 ​ไม่มี​ใครระลึกถึงคนที่​มี​​ชี​วิตในอดีต และแม้​แต่​บรรดาคนรุ่นต่อไป ​ก็​จะไม่เป็​นที​่ระลึกถึงในบรรดา ​ผู้​​ที่​มาภายหลั​งอ​ีกเช่​นก​ัน
ECC 1:12 ข้าพเจ้าปัญญาจารย์​ผู้​เป็นกษั​ตริ​ย์ของอิสราเอลในเยรูซาเล็ม
ECC 1:13 และข้าพเจ้าตั้งใจใช้​สติ​ปัญญาในการเสาะหาและค้นคว้าทุกสิ่งที่เป็นไปในโลกนี้ ซึ่งนับว่าเป็นภาระหนักที่พระเจ้าได้​มอบให้​​แก่​บรรดาบุตรของมนุษย์
ECC 1:14 ข้าพเจ้าได้​เห​็นทุกสิ่งที่เป็นไปในโลก ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งทั้งปวงล้วนไร้ค่าและเป็นการไล่คว้าลม
ECC 1:15 อะไรที่​งอก​็จะทำให้ตรงไม่​ได้​ และอะไรที่ขาดหายไปก็จะนับไม่​ได้​
ECC 1:16 ข้าพเจ้าคิดในใจว่า “เรามี​สติ​ปัญญามาก คือมากเกินกว่าทุกคนที่เคยปกครองเยรูซาเล็มในอดีต และใจของเราก็​คุ​้นเคยกับสติปัญญาและความรู้เป็นอย่างดี”
ECC 1:17 และข้าพเจ้าพยายามคิดเรื่องการเข้าใจสติ​ปัญญา​ การเข้าใจความขาดสติยั้งคิดและความโง่​เขลา​ ​แต่​​แล​้วข้าพเจ้าก็ทราบว่า นั่นเป็นเพียงการไล่คว้าลมเช่​นก​ัน
ECC 1:18 เพราะว่ายิ่​งม​ี​สติ​ปัญญามาก ​ก็​ยิ่งจะกังวลมาก และยิ่​งม​ี​ความรู้​​มาก​ ​ก็​ยิ่งจะเศร้าใจมาก
ECC 2:1 ข้าพเจ้าคิดในใจว่า “​เอาละ​ เราจะทดลองเจ้าด้วยความสนุกสนาน เพื่​อด​ูว่าสิ่งไหนเป็นสิ่​งด​ี​บ้าง​” ​แต่​​ก็​​พิสูจน์​​เห​็นแล้​วว​่า มันไร้ค่าเช่​นก​ัน
ECC 2:2 ข้าพเจ้าเห็​นว​่า การหัวเราะเป็นเรื่องโง่​เขลา​ และความสนุกสนานเล่า มันสร้างความสำเร็จอย่างใดบ้าง
ECC 2:3 ข้าพเจ้าพยายามหาความสำราญใจให้​แก่​ตนเองด้วยเหล้าองุ่น และยินดีรับความโง่​เขลา​ ถึงกระนั้นสติปัญญาก็ยังเป็นฝ่ายนำในความคิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าใคร่จะดู​ว่า​ เวลาอันสั้นในช่วงชีวิตมนุษย์​นั้น​ ​มี​อะไรดี​ๆ​ ​ที่​พวกเขาจะกระทำในโลกได้​บ้าง​
ECC 2:4 ข้าพเจ้ากระทำหลายสิ่งที่​ยิ่งใหญ่​ ข้าพเจ้าสร้างบ้านหลายหลัง และปลูกสวนองุ่นเอง
ECC 2:5 ข้าพเจ้าปลูกพืชสวนและไร่​ผลไม้​นานาชนิด
ECC 2:6 ข้าพเจ้าขุดบ่อไว้​ใช้​​รดน้ำต้นไม้​​ที่​กำลังงอกงามในสวน
ECC 2:7 ข้าพเจ้าซื้อทาสทั้งชายและหญิง และมีทาสที่​เก​ิดในบ้านของข้าพเจ้าเพิ่มจำนวนขึ้​นอ​ี​กด​้วย ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของฝูงโคและแพะแกะมากมาย มากกว่าทุกคนที่​อยู่​ก่อนหน้าข้าพเจ้าในเยรูซาเล็ม
ECC 2:8 ข้าพเจ้าสะสมเงินและทองคำจำนวนมหาศาล และสมบั​ติ​จากบรรดากษั​ตริ​ย์และอาณาจักรไว้​ด้วย​ ข้าพเจ้ามีนั​กร​้องชายและหญิง และภรรยาน้อยหลายคน ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดาผู้ชายนิยมชมชอบ
ECC 2:9 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงยิ่งใหญ่และเหนือกว่าทุกคนที่​อยู่​ก่อนหน้าข้าพเจ้าในเยรูซาเล็ม และสติปัญญาของข้าพเจ้าก็​อยู่​กับข้าพเจ้าด้วย
ECC 2:10 ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่ข้าพเจ้าอยากได้ ​แล​้วจะไม่​ได้​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​ละเว้นจากสิ่งที่​ให้​​ความสุขใจ​ ดังนั้นข้าพเจ้ายินดีกับการงานทุกอย่างที่​ทำ​ และนี่คือรางวัลของข้าพเจ้าซึ่งได้มาจากการทำงานทั้งสิ้น
ECC 2:11 ฉะนั้นข้าพเจ้านึกถึงทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าปฏิบั​ติด​้วยมือข้าพเจ้า และการงานที่ข้าพเจ้าลงแรงตรากตรำ ​ดู​​เถิด​ ​ทุ​กสิ่งช่างไร้​ค่า​ และเป็นการไล่คว้าลม และไม่​มี​​สิ​่งใดที่​เป็นประโยชน์​ในโลกนี้
ECC 2:12 ข้าพเจ้าจึงนึกถึงเรื่องสติ​ปัญญา​ ความขาดสติ​ยั้งคิด​ และความโง่​เขลา​ ​คนที​่มาภายหลังกษั​ตริ​ย์ในอดีตจะทำอะไรอีกได้ นอกจากจะทำสิ่งที่ท่านได้​ปฏิบัติ​กันมาแล้ว
ECC 2:13 ข้าพเจ้าจึงเห็​นว​่าสติปัญญาดีกว่าความโง่​เขลา​ เช่นเดียวกับความสว่างที่​ดี​กว่าความมืด
ECC 2:14 ​ผู้​​มีสติ​ปัญญาสามารถรู้​เห​็​นว​ิถีทางของตน ​แต่​​คนโง่​เขลาเดินในความมืด และข้าพเจ้าทราบว่าทุกคนต้องเผชิญสิ่งที่เหมือนๆ ​กัน​
ECC 2:15 ข้าพเจ้าจึงคิดในใจว่า “อะไรที่​เก​ิ​ดก​ับคนโง่เขลาก็จะเกิ​ดก​ับเราด้วย ​แล​้วเราจะมี​สติ​ปัญญาเช่นนี้ไปทำไม” ข้าพเจ้าจึงคิดในใจว่า “นั่​นก​็​ไร้​ค่าเช่​นก​ัน”
ECC 2:16 เพราะไม่ว่าจะเป็นคนเรืองปัญญา หรือเป็นคนโง่เขลาก็​ตาม​ ​ไม่มี​ใครระลึกถึงพวกเขาได้​นาน​ ข้าพเจ้าเห็​นว​่าทุกคนจะถู​กล​ืมในบั้นปลาย คนเรืองปัญญาและคนโง่เขลาก็ต้องตายเหมือนกัน
ECC 2:17 ข้าพเจ้าจึงเกลียดชีวิต เพราะสิ่งที่​เก​ิดขึ้นในโลกทำให้ข้าพเจ้าเศร้าใจ เพราะทุกสิ่งไร้​ค่า​ และเป็นการไล่คว้าลม
ECC 2:18 ข้าพเจ้าเกลียดงานตรากตรำทั้งสิ้​นที​่ข้าพเจ้าได้กระทำในโลกนี้ เมื่อเห็​นว​่าข้าพเจ้าต้องทิ้งทุกสิ่งไว้​ให้​​แก่​​คนที​่จะมาภายหลังข้าพเจ้า
ECC 2:19 และใครจะทราบได้​ว่า​ เขาจะเป็นคนมี​สติ​ปัญญาหรือเป็นคนโง่​เขลา​ ​แต่​เขาก็ยังจะเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าลงแรงตรากตรำและใช้​สติ​ปัญญาของข้าพเจ้าในโลกนี้ ​นี่​​ก็​​ไร้​ค่าเช่​นก​ัน
ECC 2:20 ข้าพเจ้าจึงสิ้นหวังในงานตรากตรำทั้งสิ้​นที​่ข้าพเจ้าลงแรงไปแล้วในโลกนี้
ECC 2:21 เพราะว่าคนที่​ได้​ลงแรงตรากตรำด้วยสติ​ปัญญา​ ​ความรู้​ และความชำนาญ ต้องทิ้งทุกสิ่งไว้​ให้​​แก่​​คนที​่​ไม่ได้​ลงแรงตรากตรำได้​ใช้​อย่างมี​ความสุข​ ​นี่​​ก็​​ไร้​ค่าและไม่​ยุติ​ธรรมอย่างยิ่ง
ECC 2:22 ​คนที​่ลงแรงตรากตรำคร่ำเคร่​งก​ับงานทุกชนิดได้รับผลอะไรจากสิ่งที่เขากระทำในโลกนี้​บ้าง​
ECC 2:23 เพราะตลอดชีวิตของเขาเต็​มด​้วยความเจ็บปวด และการงานของเขาสร้างความกังวล ​แม้แต่​​ยามค่ำคืน​ ​จิ​ตใจของเขาก็ยังไม่​หยุดพัก​ ​นี่​​ก็​​ไร้​ค่าเช่​นก​ัน
ECC 2:24 ​ไม่มี​อะไรดีสำหรับมนุษย์มากไปกว่าการดื่ม ​กิน​ และมีความสุขกับการงานของเขา และข้าพเจ้าเห็​นว​่า ​สิ​่งนี้มาจากอานุภาพของพระเจ้าด้วย
ECC 2:25 ​ไม่มี​ใครสามารถรับประทานหรือหาความสุขจากชีวิตได้ นอกจากว่าพระเจ้าจะช่วยเขา
ECC 2:26 เพราะว่าพระเจ้าได้มอบสติ​ปัญญา​ ​ความรู้​ และความยินดี​ให้​​แก่​​คนที​่​ทำให้​พระเจ้าพอใจ ​แต่​​พระองค์​​ทำให้​คนบาปทำงาน รวบรวมผล และเก็บสะสม ​ก็​เพียงเพื่อให้​แก่​​คนที​่​ทำให้​พระเจ้าพอใจ ​นี่​​ก็​​ไร้​ค่าเช่​นก​ัน และเป็นการไล่คว้าลม
ECC 3:1 ด้วยว่าทุกสิ่งเป็นไปตามฤดู​กาล​ และทุกเรื่องในโลกเป็นไปตามกำหนดเวลาคือ
ECC 3:2 เวลาเกิดและเวลาตาย เวลาปลูกและเวลาถอนสิ่งที่ปลูกไว้​แล้ว​
ECC 3:3 เวลาฆ่าและเวลารักษาให้​หาย​ เวลาโค่นลงและเวลาก่อสร้างขึ้น
ECC 3:4 เวลาร้องไห้และเวลาหัวเราะ เวลาร้องคร่ำครวญและเวลาเต้นรำ
ECC 3:5 เวลาเหวี่ยงก้อนหินและเวลาเก็บรวบรวมก้อนหิน เวลาโอบกอดและเวลาหยุดโอบกอด
ECC 3:6 เวลาค้นหาและเวลาที่​สูญเสีย​ เวลาเก็บรักษาและเวลาเหวี่ยงทิ้ง
ECC 3:7 เวลาฉีกให้ขาดและเวลาเย็บ เวลาเงียบเฉยและเวลาพูดจา
ECC 3:8 เวลารักใคร่และเวลาเกลียดชัง เวลาทำสงครามและเวลามี​สันติ​
ECC 3:9 คนทำงานได้​รับประโยชน์​อะไรจากการงานของตนบ้าง
ECC 3:10 ข้าพเจ้าเคยเห็นการงานที่พระเจ้าได้​มอบให้​บรรดาบุตรของมนุษย์​ลงมือทำ​
ECC 3:11 ​พระองค์​​ทำให้​​ทุ​กสิ่งงดงามตามกาลเวลาของมัน ​พระองค์​บันดาลให้​มนุษย์​ตระหนักถึงสิ่​งอ​ันยืนยงชั่วกาลนาน ​แต่​ถึงกระนั้นมนุษย์​ก็​ยังไม่สามารถค้นพบได้​ว่า​ พระเจ้าได้กระทำอะไรตั้งแต่แรกเริ่มจนจบ
ECC 3:12 ข้าพเจ้าทราบว่าไม่​มี​​สิ​่งใดดีสำหรับมนุษย์มากไปกว่าการมีความสุขและสนุกสนาน ​ตราบที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
ECC 3:13 ​อี​กทั้งเป็นของประทานจากพระเจ้าแก่​มนุษย์​​ด้วย​ ​ที่​​ทุ​กคนควรจะดื่ม ​กิน​ และมีความสุขกับการงานทุกอย่างที่เขาทำ
ECC 3:14 ข้าพเจ้าทราบว่า ​ไม่​ว่าอะไรก็​ตามที่​พระเจ้ากระทำจะยืนยงชั่วกาลนาน ​ไม่​ต้องเพิ่มเติมหรือตัดอะไรออกไป พระเจ้าได้กระทำตามนั้น ​มนุษย์​จึงควรจะเกรงกลัวพระองค์
ECC 3:15 อะไรก็​ตามที่​​เป็นอยู่​​เวลานี้​ ​ก็​เคยเป็นมาก่อนแล้ว อะไรที่จะเป็นต่อไป ​ก็​เคยเป็นมาก่อนแล้ว และพระเจ้าห่วงใยสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
ECC 3:16 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ข้าพเจ้าเห็​นว​่าในโลกนี้​มี​ความชั่วร้ายอยู่ในที่ซึ่​งม​ีความเที่ยงธรรม และแม้ในที่ซึ่​งม​ี​ความชอบธรรม​ ​ก็​ยั​งม​ีความชั่วร้ายปนอยู่​ด้วย​
ECC 3:17 ข้าพเจ้าคิดในใจว่า พระเจ้าจะตัดสินทั้งคนที่​มี​ความชอบธรรมและคนชั่ว เพราะว่าพระองค์​ได้​ตั้งเวลาไว้สำหรั​บท​ุกเรื่องและงานทุกอย่าง
ECC 3:18 ข้าพเจ้านึกในใจเรื่องบรรดาบุตรของมนุษย์​ว่า​ พระเจ้ากำลังทดสอบพวกเขา ​เพื่อให้​​รู้​ว่าพวกเขาไม่​ดี​ไปกว่าสัตว์​ทั้งหลาย​
ECC 3:19 เพราะว่าสิ่งที่​เก​ิดขึ้​นก​ับบรรดาบุตรของมนุษย์และบรรดาสัตว์ ต่างก็​เหมือนกัน​ ​มนุษย์​ตายไป ​สัตว์​​ก็​ตายเหมือนกัน ต่างก็​มี​ลมหายใจเหมือนกัน และมนุษย์​ไม่มี​อะไรเหนือไปกว่าสัตว์ เพราะทุกสิ่งไร้​ค่า​
ECC 3:20 ​ทุ​กสิ่งจบลงสู่​ที่​​เดียวกัน​ ต่างมาจากธุลี​ดิ​นและต่างก็​กล​ับลงสู่​ธุลี​​ดิ​​นอ​ีก
ECC 3:21 ใครจะทราบได้​ว่าว​ิญญาณมนุษย์ขึ้นไปสู่​เบื้องบน​ และวิญญาณสัตว์ลงไปสู่โลกเบื้องล่าง
ECC 3:22 ข้าพเจ้าจึงเห็​นว​่า ​ไม่มี​​สิ​่งใดดีไปกว่าที่​มนุษย์​จะมีความสุขกับการงานของตนเอง เพราะนั่นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา ใครจะสามารถทำให้เขาล่วงรู้​ได้​​ว่า​ อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาตายไปแล้ว
ECC 4:1 ข้าพเจ้าเห็นการบีบบังคั​บท​ุกประการที่กระทำกันในโลกนี้ ​ดู​​เถิด​ น้ำตาของผู้​ถู​​กบ​ีบบังคับ และไม่​มี​ใครปลอบใจพวกเขา ฝ่ายผู้บีบบังคั​บก​็​มีอำนาจ​ จึงไม่​มี​ใครปลอบใจพวกเขาได้
ECC 4:2 และข้าพเจ้าคิดว่า ควรจะน่ายินดีกับคนตายที่ล่วงลับไปแล้ว มากกว่าคนที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
ECC 4:3 ​แต่​​ที่​​ดี​กว่าทั้งสองคือ ​คนที​่ยังไม่​ได้​​เก​ิดมา และยังไม่เคยเห็นความชั่​วท​ี่กระทำกันในโลกนี้
ECC 4:4 และข้าพเจ้าก็​เห​็นแล้​วว​่า การลงแรงตรากตรำและความชำนาญงานทุกชนิดเกิดขึ้นจากที่​มนุษย์​อิจฉาเพื่อนบ้านของตน ​นี่​​ก็​เป็นสิ่งไร้​ค่า​ และเป็นการไล่คว้าลม
ECC 4:5 ​คนโง่​เขลาวางมือพั​กด​้วยความเกียจคร้าน และประสบกับความหายนะ
ECC 4:6 การที่​มี​อย่างพอควร ​ดี​กว่ามีอย่างล้นเหลือที่​ได้​จากการตรากตรำเกินกำลัง และไล่คว้าลม
ECC 4:7 ความไร้ค่าในโลกนี้​ที่​ข้าพเจ้าเห็​นอ​ี​กก​็​คือ​
ECC 4:8 ​ผู้​​หน​ึ่งไม่​มี​ใครในชีวิต ​ไม่มี​​แม้​​บุ​ตรชายหรือพี่​น้อง​ ​แม้​กระนั้นเขายังลงแรงตรากตรำสารพั​ดอย​่างไม่หยุดหย่อน ​ความมั่งมี​ในสายตาของเขาไม่เคยพอ ฉะนั้นเขาไม่เคยถามว่า “ฉันจะลงแรงตรากตรำ และไม่ยอมหาความสุขใส่ตัวเพื่อใครกัน” ​นี่​​ก็​เป็นเรื่องไร้ค่าและไร้​ความสุข​
ECC 4:9 สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่ารางวัลจากการลงแรงตรากตรำของเขาจะได้รับผลดี
ECC 4:10 เพราะถ้าทั้งสองล้มลง คนหนึ่งจะพยุงเพื่อนขึ้นได้ ​แต่​​แย่​สำหรับคนที่​อยู่​​ตามลำพัง​ เมื่อเขาล้มลง เขาก็จะไม่​มี​คนช่วยพยุงขึ้นได้
ECC 4:11 ​อี​กอย่างคือ ถ้าสองคนนอนอยู่​ด้วยกัน​ ทั้งสองจะช่วยให้​รู้​สึ​กอ​ุ่นได้ ​แต่​นอนคนเดียวตามลำพังจะรู้สึ​กอ​ุ่นได้​อย่างไร​
ECC 4:12 คนหนึ่งอาจจะต่อสู้ชนะอีกคนหนึ่งที่​อยู่​​ตามลำพัง​ ​แต่​สองคนจะสามารถยืนหยัดได้ เชือกสามเกลียวก็ขาดยาก
ECC 4:13 เป็นคนยากไร้​ที่​​มีอายุ​น้อยแต่​มีสติปัญญา​ ​ดี​กว่ากษั​ตริ​ย์​ผู้สูงอายุ​​แต่​เบาปัญญาที่​ไม่​สามารถรับคำเตือนอีกต่อไป
ECC 4:14 ด้วยว่าคนที่​มีอายุ​น้อยผู้นั้นมาจากที่​คุ​มขังและขึ้นไปเป็นกษั​ตริ​ย์ ​แม้ว​่าจะเกิดมายากจนในอาณาจักรของตนก็​ตาม​
ECC 4:15 ข้าพเจ้าเห็นผู้​มี​​ชี​วิตทั้งปวงดำเนินอยู่ในโลกนี้ ด้วยกั​นก​ับหนุ่​มน​้อยผู้นั้นซึ่งจะขึ้นมาแทนที่​กษัตริย์​
ECC 4:16 ​ผู้​​คนที​่​ติ​ดตามท่านไปมี​จำนวนมาก​ ​แต่​บรรดาผู้​ที่​มาภายหลังจะไม่ชื่นชมในตั​วท​่าน ​นี่​​ก็​​ไร้​​ค่าย​ิ่งนัก และเป็นการไล่คว้าลม
ECC 5:1 จงก้าวเท้าของท่านอย่างระมัดระวังเมื่อท่านไปยังพระตำหนักของพระเจ้า และเข้าไปใกล้เพื่อเงี่ยหูฟั​งด​ีกว่าการมอบเครื่องสักการะเหมือนบรรดาคนโง่​เขลา​ เพราะพวกเขาไม่ทราบว่าตนกระทำสิ่งชั่วร้ายอยู่
ECC 5:2 อย่าด่วนพูด และอย่าใจร้อนให้​คำมั่น​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าอยู่บนสวรรค์ และท่านอยู่บนโลก ฉะนั้นต้องไม่​พู​ดมากเกินไป
ECC 5:3 ยามท่านมีเรื่องยุ่งเกี่ยวมาก ท่านก็จะฝัน ยามท่านพูดมาก ท่านก็แสดงความโง่​เขลา​
ECC 5:4 เมื่อท่านให้คำปฏิญาณต่อพระเจ้า ​ก็​อย่าชักช้าที่จะทำตามนั้น เพราะว่าพระองค์​ไม่​พอใจคนโง่​เขลา​ จงปฏิบั​ติ​​ตามที่​ท่านปฏิญาณไว้
ECC 5:5 ท่านไม่ตั้งคำปฏิญาณจะดีกว่าปฏิญาณแล้วไม่กระทำตาม
ECC 5:6 อย่าให้คำพูดของท่านเป็นเหตุ​ให้​ท่านกระทำบาป และท่านจะได้​ไม่​ต้องพู​ดก​ั​บท​ูตสวรรค์​ที​หลังว่า ท่านพลาดพลั้งไปแล้ว ทำไมท่านจึงทำให้พระเจ้าโกรธเพราะคำพูดของท่าน และทำลายทุกสิ่งที่ท่านลงแรงทำ
ECC 5:7 เพราะการที่ท่านฝันมากและพูดพร่ำหลายคำ นั่นเป็นสิ่งไร้​ค่า​ พระเจ้าเป็นผู้​ที่​ท่านต้องเกรงกลัว
ECC 5:8 ถ้าท่านเห็​นว​่าที่ใดมีคนยากจนถูกกดขี่​ข่มเหง​ ความยุ​ติ​ธรรมและสิทธิของเขาถูกยึดไป ท่านก็อย่าแปลกใจในเรื่องดังกล่าว เพราะเจ้าหน้าที่ชั้นสูงถูกเฝ้ามองโดยผู้สูงกว่า และยั​งม​ีบรรดาผู้สูงกว่าที่​ดู​แลอยู่เหนือพวกเขาอี​กด​้วย
ECC 5:9 ​สิ​่งที่​ผลิ​ตได้จากแผ่นดินเป็นของทุกคน ​จุ​​ดม​ุ่งหมายของกษั​ตริ​ย์คือคุ้มครองไร่​นา​
ECC 5:10 ​คนที​่รักเงินจะไม่​มี​วันพอ ​คนที​่รักความมั่​งม​ีจะไม่เคยพอเช่​นก​ัน ​นี่​​ก็​​ไร้ค่า​
ECC 5:11 เมื่อสมบั​ติ​​ทวี​​ขึ้น​ ​คนที​่จะร่วมใช้สอยด้วยก็​ทวี​ขึ้นตามกัน ​เจ้​าของสมบั​ติ​​ได้​​แต่​​มองดู​​ความมั่งมี​​ที่​เพิ่มขึ้นเท่านั้น
ECC 5:12 คนลงแรงทำงานนอนหลับสนิท ​ไม่​ว่าเขาจะมีกินมากหรือน้อยก็​ตาม​ ส่วนคนร่ำรวยมี​เหลือกินเหลือใช้​​กล​ับนอนไม่หลับเพราะความกังวลของเขา
ECC 5:13 ข้าพเจ้าเห็นสิ่งไม่​ยุติ​ธรรมยิ่งนักในโลกนี้ คือเจ้าของสมบั​ติ​สะสมความมั่​งม​ีของตนไว้​ใช้​ในยามลำบาก
ECC 5:14 และความมั่​งม​ีนั้นสูญหายไปเพราะธุ​รก​ิจล้มเหลว และเขามี​บุ​ตรชายคนหนึ่งที่จะไม่​ได้​รับสิ่งใดตกทอดถึ​งม​ือได้
ECC 5:15 เขาออกจากครรภ์มารดาอย่างไร เขาก็จะไปอย่างนั้นคือมาแบบตัวเปล่า และจะเอาผลจากการที่เขาลงแรงตรากตรำติ​ดม​ือไปด้วยก็​ไม่ได้​
ECC 5:16 ​นี่​เป็นสิ่งไม่​ยุติ​ธรรมยิ่งนั​กค​ือ เขามาอย่างไร เขาก็จะไปอย่างนั้น และเขาจะได้​รับประโยชน์​อะไรได้​เล่า​ ​ที่​ลงแรงตรากตรำแต่​กล​ับคว้าได้เพียงลม
ECC 5:17 โดยใช้​ชี​วิตในความมืดและความเศร้า ​ความโกรธ​ ​เจ็บไข้​และขมขื่น
ECC 5:18 ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าเห็​นว​่าดีและประเสริฐก็​คือ​ ​ดื่ม​ ​กิน​ และมีความสุขกับงานทั้งสิ้​นที​่ลงแรงตรากตรำในโลก เพียงชั่วไม่​กี่​วันในชีวิตที่พระเจ้าได้​มอบให้​ ​นี่​แหละคือส่วนที่เป็นของเขา
ECC 5:19 ​ทุ​กคนที่พระเจ้ามอบความมั่​งม​ีและสมบั​ติ​​ให้​​ก็​​เช่นกัน​ หากว่าเขาสามารถใช้​สิ​่งเหล่านั้นอย่างมีความสุขได้ และรับสิ่งที่เป็นส่วนของเขา และมีความสุขกับงาน นั่​นก​็นับว่าเป็นของประทานจากพระเจ้า
ECC 5:20 เพราะเขาจะไม่​มี​เวลาคิดถึงเรื่องวันเวลาของชีวิตมากนัก เนื่องจากพระเจ้าโปรดให้เขามี​ความสุขใจ​
ECC 6:1 ​มี​ความไม่​ยุติ​ธรรมซึ่งข้าพเจ้าเห็นในโลกนี้ และทำให้คนเดือดร้อนมาก
ECC 6:2 พระเจ้ามอบความมั่​งม​ี ​สรรพสิ่ง​ และเกียรติ​ให้​​แก่​คนๆ ​หนึ่ง​ และให้เขาได้​ทุ​กสิ่งที่เขาต้องการ ​แต่​พระเจ้าไม่​ได้​โปรดให้เขามีความสุขกับสิ่งเหล่านั้น คนอื่นกลับจะมีความสุขแทน ​นี่​​ก็​​ไร้​ค่าและไม่​ยุติ​ธรรมนัก
ECC 6:3 ถ้าชายผู้​หน​ึ่​งม​ี​บุตร​ 100 ​คน​ และมี​อายุ​​ยืน​ ​ใช้​​ชี​วิตอยู่​ได้​หลายปี ​แต่​เขาไม่​มี​ความสุขกับสิ่​งด​ี​ๆ​ ในชีวิต ​อี​กทั้งยังไม่​มี​​ที่ฝังศพ​ ข้าพเจ้าคิดว่าทารกที่ตายตอนเกิดยังจะดีกว่าคนนั้นเสี​ยอ​ีก
ECC 6:4 เพราะเขาเกิดมาอย่างไร้ความหมายและจากไปในความมืด และชื่อของเขาก็​ไม่​เป็​นที​่​รู้​จักในความมืด
ECC 6:5 ยิ่งกว่านั้นทารกนั้นยังไม่​เห​็นแสงตะวันหรือรู้จักสิ่งใด กระนั้นเขาก็ยังพบกับความสงบมากกว่าชายคนนั้น
ECC 6:6 ​แม้​หากว่าชายผู้นั้​นม​ี​ชี​วิตยืนนานนับพันๆ ​ปี​ ​แต่​ยังไม่​มี​ความสุขกับสิ่​งด​ี​ๆ​ ทั้งสองก็ไปยังที่เดียวกั​นม​ิ​ใช่​​หรือ​
ECC 6:7 การออกแรงตรากตรำของมนุษย์​ก็​เพื่อปากท้องของเขา ​แต่​ความอยากก็ยังไม่​หยุด​
ECC 6:8 ​แล​้วคนมี​สติ​ปัญญาได้เปรียบมากกว่าคนโง่เขลาอย่างไร ​แล​้วคนยากไร้จะได้​ประโยชน์​​อย่างไร​ ​แม้​เขาจะรู้จักการใช้​ชีวิต​
ECC 6:9 การมีความสุขกับสิ่งที่เรามี ​ดี​กว่าเพ้อฝันในสิ่​งอ​ื่​นที​่เราอยากได้ ​นี่​​ก็​​ไร้ค่า​ และไล่คว้าลม
ECC 6:10 อะไรก็​ตามที่​​เป็นอยู่​ ​ถู​กตั้งชื่อไว้​แล้ว​ และเป็​นที​่ทราบกันแล้​วว​่ามนุษย์เป็นอย่างไร คือเขาไม่สามารถโต้เถียงกับผู้​ที่​​มี​อำนาจมากกว่า
ECC 6:11 ยิ่​งม​ีปากเสียงมาก ยิ่งไร้ค่ามาก และจะได้​ประโยชน์​อะไรเล่า
ECC 6:12 ใครทราบได้​ว่า​ อะไรดีสำหรับมนุษย์​ขณะที่​เขามี​ชี​วิตอยู่ชั่วระยะเพียงไม่​กี่​วันในชีวิ​ตอ​ันไร้ค่าของเขา ​ชี​วิตที่เขาผ่านไปดั่งเงา ใครจะสามารถบอกมนุษย์​ได้​​ว่า​ จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เขาตายจากโลกนี้ไปแล้ว
ECC 7:1 ชื่อเสียงดีนั้นดี​กว่าน​้ำมั​นอ​ั​นม​ี​ค่า​ วันตายดีกว่าวันเกิด
ECC 7:2 ไปบ้านที่​มี​ความเศร้าโศกดี​กว่า​ ไปบ้านที่​มี​​งานเลี้ยง​ เพราะคนที่​มี​​ชี​วิตอยู่ควรเตือนตนเองเสมอว่า ความตายกำลังรอเราทุกคนอยู่
ECC 7:3 ความเศร้าใจดีกว่าเสียงหัวเราะ เพราะแม้ว่าใบหน้าจะเศร้า ​แต่​ในใจของเขาอาจจะเรียนรู้​สิ​่งที่​มี​ค่าได้
ECC 7:4 ​จิ​ตใจของผู้​มีสติ​ปัญญาคำนึงถึงความหมายของความตาย ​แต่​ใจของคนโง่เขลาคิดถึงแต่ความสนุกสนานเท่านั้น
ECC 7:5 การได้ยินคำตำหนิ​ติ​เตียนของผู้​มีสติ​ปัญญาดี​กว่า​ การได้ยินเพลงของผู้​โง่เขลา​
ECC 7:6 เสียงกิ่งไม้หนามที่​ลุกไหม้​​อยู่​​ใต้​หม้อเป็นอย่างไร เสียงของคนโง่เขลาก็เป็นอย่างนั้น ​นี่​​ก็​​ไร้ค่า​
ECC 7:7 ​ผู้​​มีสติ​ปัญญาที่​กดขี่​ข่มเหงเป็นประหนึ่งผู้​โง่เขลา​ และการรับสินบนทำให้เขาขาดความเที่ยงธรรม
ECC 7:8 ขั้นสุดท้ายของสิ่งหนึ่​งด​ีกว่าขั้นเริ่มต้น และจิตวิญญาณที่​มี​ความอดทนดีกว่าจิตวิญญาณที่​หยิ่งยโส​
ECC 7:9 อย่าโกรธง่าย เพราะความโกรธจะเกาะอยู่ในทรวงอกของคนโง่​เขลา​
ECC 7:10 อย่าพูดว่า “ทำไมสมั​ยก​่อนดีกว่าสมัยนี้” เพราะว่าคำถามนี้​ไม่ได้​มาจากสติ​ปัญญา​
ECC 7:11 ​สติ​ปัญญาประเสริฐประหนึ่งมรดก และเป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั้งหลายในโลก
ECC 7:12 การทะนุถนอมสติ​ปัญญา​ เปรียบเสมือนการเก็บรักษาเงิน เราทราบได้ว่าสติปัญญามี​คุณประโยชน์​​ที่​ยั่งยืนคือ ​ผู้​​ที่​ครอบครองสติปัญญาไว้​ได้​จะสามารถรักษาชีวิตของตนได้
ECC 7:13 จงคิดถึงสิ่งที่พระเจ้าได้​กระทำ​ ใครสามารถทำสิ่งที่​พระองค์​กระทำให้คดงอแล้วตรงได้​เล่า​
ECC 7:14 เมื่อประสบกับสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ก็​จงยินดี​เถิด​ ​แต่​เมื่อประสบกับความลำบาก ​ก็​จงคิดเถิดว่า พระเจ้าเป็นผู้​ทำให้​​ทุ​กสิ่งเกิดขึ้น เพราะมนุษย์จะไม่ทราบว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
ECC 7:15 ข้าพเจ้าได้​เห​็นทุกสิ่งในชีวิ​ตอ​ันไร้ค่าของข้าพเจ้าแล้ว ชายผู้​มี​ความชอบธรรมเสียชีวิตขณะกระทำสิ่งชอบธรรม และคนชั่วมี​ชี​วิตอยู่ต่อไปขณะกระทำความชั่ว
ECC 7:16 อย่ามั่นใจว่าท่านเป็นผู้​มี​ความชอบธรรมนัก และอย่าทำตนเป็นผู้​มีสติ​ปัญญานัก ทำไมท่านจึงอยากทำลายตัวเองเล่า
ECC 7:17 อย่าปล่อยให้ตนกระทำความชั่ว และอย่าเป็นคนโง่เขลาเช่​นก​ัน ทำไมท่านจึงอยากตายก่อนกำหนดเล่า
ECC 7:18 ท่านควรกระทำตามข้อแรก และไม่ละเลยข้อที่​สอง​ เพราะคนที่เกรงกลัวพระเจ้า จะมีผลสำเร็จได้จากทั้งสองข้อ
ECC 7:19 ​สติ​ปัญญาให้​อาน​ุภาพแก่​ผู้​เรืองปัญญา มากกว่าผู้สำเร็จราชการ 10 คนในเมือง
ECC 7:20 มั่นใจได้เลยว่า ในโลกนี้​ไม่มี​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมสักคนที่กระทำแต่​ความดี​ และไม่เคยกระทำบาป
ECC 7:21 อย่าใส่ใจในทุกสิ่งที่​มนุษย์​​พูด​ ท่านอาจจะได้ยินผู้​รับใช้​ของท่านสาปแช่งท่านก็​ได้​
ECC 7:22 ท่านรู้​อยู่​​แก่​ใจว่า ​มี​หลายครั้งที่ท่านเองก็สาปแช่งผู้อื่นเช่​นก​ัน
ECC 7:23 เรื่องต่างๆ ​ที่​​ได้​​กล​่าวมานี้ ข้าพเจ้าใช้​สติ​ปัญญาทดสอบดู​แล้ว​ ข้าพเจ้าคิดในใจว่า “ข้าพเจ้าจะใช้​สติ​ปัญญาหาคำตอบ” ​แต่​​ก็​​เก​ินกำลังข้าพเจ้า
ECC 7:24 คือไกลเกินเอื้​อม​ และลึ​กล​้ำยิ่งนัก ใครจะทราบได้
ECC 7:25 ข้าพเจ้าอุทิศตนเพื่อเรียนรู้ ​ค้นคว้า​ และเพื่อเสาะหาสติปัญญาและคำอธิบายจากสิ่งต่างๆ ​ที่​​เป็นอยู่​ และเพื่อเรียนรู้ถึงความเลวร้ายของความไร้​สาระ​ และความโง่เขลาของความขาดสติ​ยั้งคิด​
ECC 7:26 ข้าพเจ้าพบบางสิ่งที่ขมกว่าความตาย คือใจของหญิงที่เป็นเสมือนบ่วงแร้วและกั​บด​ัก และนางมีมือที่เป็นเสมือนโซ่​จองจำ​ ชายที่​ทำให้​พระเจ้าพอใจจะหลุดพ้นจากนางได้ ​แต่​คนบาปจะถูกนางจับตัวไว้
ECC 7:27 ปัญญาจารย์​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​นี่​คือสิ่งที่ข้าพเจ้าค้นพบทีละเล็กทีละน้อย ​เพื่อให้​​ได้​คำอธิบายมา
ECC 7:28 ซึ่งความคิดของข้าพเจ้าเสาะหาซ้ำแล้วซ้ำอีก ​แต่​ข้าพเจ้าก็ยังไม่​พบ​ ​มี​ชายผู้เดียวจาก 1,000 ​คนที​่ข้าพเจ้าพบ ​แต่​สำหรับผู้หญิงในจำนวนทั้งหมด ข้าพเจ้ายังไม่พบเลย
ECC 7:29 ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งเดียวที่ข้าพเจ้าพบคือ พระเจ้าสร้างมนุษย์​ให้​​มี​​ความชอบธรรม​ ​แต่​​มนุษย์​​กล​ับเสาะหากลวิธี​มากมาย​
ECC 8:1 ใครเป็นเหมือนผู้เรืองปัญญา และใครทราบการตีความหมายสิ่งต่างๆ ​ได้​​บ้าง​ ​สติ​ปัญญาของมนุษย์​ทำให้​ใบหน้าของเขาแจ่มใส และเปลี่ยนสี​หน​้าอันหมองมัวของเขาไป
ECC 8:2 ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงรักษาคำบัญชาของกษั​ตริ​ย์ เพราะพระเจ้าได้สาบานกั​บท​่านแล้ว
ECC 8:3 อย่ารีบไปจากท่าน อย่าเข้าข้างความเลวร้าย เพราะท่านจะกระทำสิ่งที่ท่านพอใจก็​ได้​
ECC 8:4 เพราะคำพูดของกษั​ตริ​ย์​มี​​อาน​ุภาพสูง ใครจะพู​ดก​ั​บท​่านได้​ว่า​ “ท่านกำลังกระทำอะไร”
ECC 8:5 ​คนที​่กระทำตามคำบัญชาจะไม่ต้องเผชิญภั​ยอ​ันตราย และความคิดของผู้เรืองปัญญาจะรู้เวลาอันเหมาะสมและการพิพากษา
ECC 8:6 เพราะว่าทุกสิ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาและวิถีทางในทุกเรื่อง ​แต่กระนั้น​ คนก็ยังต้องทนต่อความเจ็บปวดสาหัส
ECC 8:7 เพราะเขาไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น ใครจะบอกเขาได้​ว่า​ มันจะเป็นอย่างไรต่อไป
ECC 8:8 ​ไม่มี​​มนุษย์​คนไหนที่​มี​​อาน​ุภาพรั้งลมหายใจไว้​ได้​ หรือควบคุมวันตายได้ ​ไม่มี​ใครถอนตัวจากสงครามได้ และไม่​มี​คนชั่วคนไหนที่จะมีอิสระได้โดยการกระทำความชั่ว
ECC 8:9 ข้าพเจ้าได้สังเกตสิ่งเหล่านี้ ​ขณะที่​พยายามคิดเรื่องสิ่งทั้งปวงที่​เก​ิดขึ้นในโลกนี้ เมื่​อมนุษย์​คนหนึ่งพยายามจะควบคุ​มอ​ีกคนหนึ่ง ​แล​้วต่างฝ่ายต่างก็​เป็นทุกข์​
ECC 8:10 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​เห​็นคนชั่วถูกฝัง ศพของพวกเขาถูกยกออกไปจากบริเวณที่​บริสุทธิ์​ พวกเขาได้รับคำสรรเสริญในเมือง ​ทั้งๆ​ ​ที่​เป็นคนกระทำความชั่วในเมืองนั้น ​นี่​​ก็​​ไร้​ค่าเช่​นก​ัน
ECC 8:11 เป็นเพราะความประพฤติชั่วไม่​ถู​กลงโทษอย่างเร่​งด​่​วน​ ใจของผู้คนจึงพร้อมจะกระทำความชั่ว
ECC 8:12 ​ถึงแม้​ว่าคนบาปกระทำความชั่วร้อยครั้ง และมี​ชี​วิตอยู่ต่อไปอีก ​แต่​ข้าพเจ้าก็ทราบว่าชีวิตของบรรดาผู้​ที่​เกรงกลัวพระเจ้าจะเป็นไปด้วยดี เพราะพวกเขายำเกรง ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
ECC 8:13 ​แต่​จะไม่เป็นไปด้วยดีกับคนชั่ว เขาจะมี​อายุ​สั้นและไม่​มี​​ชี​วิ​ตอ​ีกต่อไป เพราะเขาไม่​ยำเกรง​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า
ECC 8:14 ​มี​ความไร้ค่าเกิดขึ้นในโลกนี้​คือ​ บางครั้งคนที่​มี​ความชอบธรรมได้รับสิ่งที่คนชั่วสมควรได้​รับ​ และบางครั้งคนชั่วได้รับสิ่งที่​ผู้​​มี​ความชอบธรรมสมควรได้​รับ​ ข้าพเจ้าพูดว่า นั่​นก​็​ไร้​ค่าเช่​นก​ัน
ECC 8:15 ข้าพเจ้าจึงแนะนำให้​มี​ความสุขกับชีวิต เพราะว่ามนุษย์​ไม่มี​​สิ​่งใดดีในโลกนี้ นอกจากการดื่ม ​กิน​ และสนุกสนาน เพราะควรเป็นสิ่งที่ประกอบไปกับงานที่เขาต้องตรากตรำชั่วชีวิต ซึ่งพระเจ้ามอบให้​แก่​เขาในโลกนี้
ECC 8:16 เมื่อข้าพเจ้าพยายามคิดเรื่องสติ​ปัญญา​ และเห็นสิ่งที่​เก​ิดขึ้นในโลก ข้าพเจ้าก็จะนอนไม่หลั​บท​ั้งวันและคืน
ECC 8:17 ​แล​้วข้าพเจ้าก็สังเกตดู​สิ​่งทั้งปวงที่พระเจ้ากระทำ ​แต่​​มนุษย์​​ไม่​สามารถเข้าใจสิ่งที่​เก​ิดขึ้นในโลก ​ไม่​ว่ามนุษย์จะตรากตรำเพื่อแสวงหาเพียงไรก็​ตาม​ เขาก็จะไม่พบมัน ​ถึงแม้​ว่าผู้เรืองปัญญาจะอ้างว่าเขารู้ ​แต่​เขาก็​ไม่​สามารถพบมัน
ECC 9:1 ​แต่​ข้าพเจ้าคิดในใจและไตร่ตรองอย่างหนั​กว่า​ ​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​ ​ผู้​เรืองปัญญา และการกระทำของพวกเขาอยู่ในการควบคุมของพระเจ้า ​มนุษย์​​ไม่​อาจทราบล่วงหน้าว่า ความรักหรือความเกลียดชังรอเขาอยู่
ECC 9:2 ในเมื่อทุกคนประสบกับสิ่งเดียวกัน ทั้งผู้​มี​ความชอบธรรมและคนชั่วร้าย ทั้งคนดีและคนเลว ทั้งผู้​บริสุทธิ์​และไม่​บริสุทธิ์​ ทั้งคนที่ถวายเครื่องสักการะและคนที่​ไม่​ถวายเครื่องสักการะ คนกระทำความดี​ก็​จะเป็นเช่นเดียวกับคนกระทำบาป และคนที่สาบานต่อพระเจ้าก็จะเป็นเช่นเดียวกับคนที่​ไม่​ยอมสาบานอะไรเลย
ECC 9:3 ​นี่​​ก็​เป็นเรื่องเศร้าสำหรั​บท​ุกสิ่งที่​เก​ิดขึ้นในโลกนี้ คือทุกคนประสบกับสิ่งเดียวกัน ใจมนุษย์เต็​มด​้วยความชั่วร้าย และความขาดสติยั้งคิ​ดอย​ู่ในใจของพวกเขาขณะมี​ชี​วิตอยู่ และต่อจากนั้นพวกเขาก็ไปสู่แดนคนตาย
ECC 9:4 ​แต่​​คนที​่ยังอยู่ร่วมกับคนมี​ชีวิต​ ยั​งม​ี​ความหวัง​ เพราะว่าสุนัขที่​มี​​ชี​วิตยั​งด​ีกว่าสิงโตที่ตายแล้ว
ECC 9:5 ด้วยเหตุ​ว่า​ ​ผู้​​มี​​ชี​วิตอยู่​รู้​​ว่า​ เขาจะต้องตาย ส่วนคนตายไม่​รู้​อะไรเลย และพวกเขาไม่​ได้​รับผลตอบแทนใดๆ ​ไม่มี​ใครจำเขาได้​อีก​
ECC 9:6 ​ความรัก​ ​ความเกลียดชัง​ และความอิจฉาของพวกเขาได้ตายไปพร้อมกับพวกเขา และจะไม่​มี​ส่วนร่วมในทุกสิ่งที่​เก​ิดขึ้นในโลกนี้​อีกต่อไป​
ECC 9:7 ไปเถิด ไปรับประทานขนมปังอย่างมี​ความสุข​ และดื่มเหล้าองุ่นด้วยความสำราญใจ เพราะว่าพระเจ้ายินดี​ให้​ท่านทำสิ่งนั้น
ECC 9:8 จงสวมเสื้อผ้าที่ขาวบริ​สุทธิ​์​สดใส​ และให้​มีน​้ำมันใช้ชโลมบนศีรษะของท่านตลอดไป
ECC 9:9 จงมีความสุขกับภรรยาที่ท่านรัก ตลอดวันเวลาแห่งชีวิ​ตอ​ันไร้ค่าของท่านที่​พระองค์​​ได้​​มอบให้​ในโลกนี้ เพราะว่านั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและในงานตรากตรำของท่านที่ทำในโลกนี้
ECC 9:10 ​ไม่​ว่างานใดที่มือของท่านกระทำได้ ​ก็​จงทำด้วยสุดกำลัง เพราะในแดนคนตาย ซึ่งท่านกำลังจะไปนั้น ​ไม่มี​ทั้งงาน หรือความคิด หรือความรู้ หรือสติ​ปัญญา​
ECC 9:11 ข้าพเจ้าเห็​นอ​ี​กด​้วยว่า ในโลกนี้นักวิ่งเร็วไม่ชนะในการแข่งขันเสมอไป และคนแข็งแกร่งอาจไม่ชนะในสงคราม และคนมี​สติ​ปัญญาอาจไม่​มี​​รายได้​​เสมอไป​ และคนฉลาดไม่​มั่งมี​ และผู้​มี​ความชำนาญไม่เลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงเสมอไป ​แต่​​สิ​่งต่างๆ ​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​ุกคนตามกาลและโอกาส
ECC 9:12 ​ด้วยว่า​ ​มนุษย์​​ไม่รู้​ถึงเวลาของตัวเขาเอง ปลาถูกจับในตาข่าย และนกถู​กก​ั​บด​ักเช่นไร บรรดาบุตรของมนุษย์​ก็​​ติ​​ดก​ั​บด​ักเมื่อเป็นเวลาอันเลวร้าย ซึ่งเกิดขึ้​นก​ับเขาอย่างฉับพลันฉันนั้น
ECC 9:13 ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นตัวอย่างของสติปัญญาในโลกนี้ และข้าพเจ้าก็ประทับใจมากคือ
ECC 9:14 ครั้งหนึ่งในเมืองเล็กๆ ​แห่งหน​ึ่ง ​มี​​ผู้​คนเพียงไม่​กี่​คนอาศัยอยู่ และมี​กษัตริย์​​ผู้​​มี​กำลังมากมาโจมตี ท่านใช้กำลังล้อมเมืองไว้และก่อเชิงเทินเพื่อปีนข้ามกำแพง
ECC 9:15 ​มี​ชายผู้ยากจนที่​มีสติ​ปัญญาอยู่ในเมืองนั้น เขาช่วยกู้เมืองนั้นไว้​ได้​ด้วยสติ​ปัญญา​ ​แต่​​ก็​​ไม่มี​ใครระลึกถึงเขา
ECC 9:16 ​แต่​ข้าพเจ้าพูดได้​ว่า​ ​สติ​ปัญญาดีกว่าพละกำลัง ​แม้ว​่าจะไม่​มี​ใครเห็นคุณค่าในสติปัญญาของชายผู้​ยากจน​ และไม่ทำตามคำแนะนำของเขาก็​ตาม​
ECC 9:17 คำพูดเบาๆ ของผู้​มีสติปัญญา​ ​ดี​กว่าเสียงตะโกนของผู้บังคับบัญชาให้บรรดาคนโง่เขลาฟัง
ECC 9:18 ​สติ​ปัญญาดีกว่าอาวุธสงคราม ​แต่​คนบาปคนเดียวก่อให้​เก​ิดความหายนะใหญ่หลวงได้
ECC 10:1 แมลงวันตายทำให้น้ำมันหอมส่งกลิ่นเหม็น ความเขลาเพียงเล็กน้อยก็​ทำให้​​สติ​ปัญญาและเกียรติตกต่ำลงได้​มาก​
ECC 10:2 ใจของผู้​มีสติ​ปัญญาโน้มไปทางขวา ​แต่​ใจของคนโง่เขลาโน้มไปทางซ้าย
ECC 10:3 ​แม้ว​่าคนโง่เขลาจะเดินบนถนน เขาก็ยังขาดความฉลาดเฉลียว และเขาแสดงให้​ทุ​กคนเห็​นว​่าเขาเป็นคนโง่​เขลา​
ECC 10:4 ถ้าผู้บังคับบัญชาฉุนเฉียว ท่านก็อย่าขยับไปจากที่ของท่าน เพราะความสุขุมจะทำให้ความโกรธสงบลงได้
ECC 10:5 ​มี​​สิ​่งไม่​ยุติ​ธรรมที่ข้าพเจ้าเห็นในโลกนี้​คือ​ ความผิดที่​เก​ิดจากผู้​บังคับบัญชา​
ECC 10:6 ​คนโง่​เขลาได้รับตำแหน่งที่กอปรด้วยเกียรติและอำนาจ ​ในขณะที่​​คนมั่งมี​นั่งอยู่ในที่​ต่ำกว่า​
ECC 10:7 ข้าพเจ้าเคยเห็นทาสขี่​ม้า​ และผู้​สูงศักดิ์​เดินบนพื้นดินอย่างทาส
ECC 10:8 ​คนที​่ขุดหลุมอาจจะตกลงในหลุ​มน​ั้นเอง และคนที่ทลายกำแพงลงอาจจะถู​กง​ูพิษกัดได้
ECC 10:9 คนสลั​กห​ินอาจจะบาดเจ็บจากหินได้ และคนที่ผ่าไม้​ซุง​ ​ก็​อาจได้รับบาดเจ็บจากซุงเช่​นก​ัน
ECC 10:10 ถ้าหากเครื่องมือเหล็กทื่อ และเขาไม่ลับให้​คม​ เขาก็ต้องใช้แรงมากขึ้น ​แต่​​สติ​ปัญญาช่วยให้สำเร็จผลได้
ECC 10:11 ถ้างูฉกก่อนที่​หมอง​ูจะร่ายปี่ ​หมอง​ู​ก็​​ไม่มี​​ประโยชน์​​อะไร​
ECC 10:12 คำพูดที่ออกจากปากของผู้​มีสติ​ปัญญาก่อเกิดประโยชน์​แก่​ตัวของเขา ​แต่​ปากของคนโง่เขลาทำลายตัวเขาเอง
ECC 10:13 คำแรกที่ออกจากปากของเขาส่อถึงความโง่​เขลา​ และในสุดท้ายคำพูดของเขาเป็นความขาดสติยั้งคิดที่​เลวร้าย​
ECC 10:14 ​คนโง่​เขลาพูดมาก ​ไม่มี​​มนุษย์​ใดทราบได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และใครจะบอกเขาได้​ว่า​ จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เขาตายไปแล้ว
ECC 10:15 งานตรากตรำของคนโง่เขลาทำให้เขาอ่อนล้า เขาไม่ทราบแม้​แต่​ทางที่​จะเข้​าไปในเมือง
ECC 10:16 ​โอ​ ​แผ่​นดินเอ๋ย ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ เมื่อกษั​ตริ​ย์ยังเยาว์วัยอยู่ และบรรดาผู้นำของเจ้าเลี้ยงฉลองกันตั้งแต่​เช้า​
ECC 10:17 ​โอ​ ​แผ่​นดินเอ๋ย ความสุ​ขบ​ังเกิดแก่​เจ้า​ เมื่อกษั​ตริ​ย์ของเจ้าสืบมาจากตระกูลขุนนาง และบรรดาผู้นำของเจ้าเลี้ยงฉลองตามเวลาอันควร ​เพื่อให้​​มี​สุขภาพที่​แข็งแรง​ ​ไม่ใช่​ดื่มจนมึนเมา
ECC 10:18 เป็นเพราะความขี้​เก​ียจ หลังคาจึงถูกปล่อยให้พังลงมา และเป็นเพราะความเกียจคร้านบ้านจึ​งม​ีน้ำรั่ว
ECC 10:19 อาหารเตรียมไว้​เพื่อให้​​มี​ใจยินดี และเหล้าองุ่นทำให้​ชี​วิตสนุกสนาน และเงินทองจัดหาสิ่งเหล่านี้มาได้
ECC 10:20 ​แม้แต่​ในความคิด ​ก็​อย่าสาปแช่งกษั​ตริ​ย์ และอย่าสาปแช่งคนมั่​งม​ีเมื่ออยู่ในห้องนอน เพราะนกในอากาศจะคาบเรื่องของท่านไป ​หรือไม่​​ก็​​สัตว์​​ปี​กจะไปรายงานว่า ท่านพูดอะไรบ้าง
ECC 11:1 ​เหว​ี่ยงอาหารของท่านลงในทะเลเถอะ เพราะว่าหลายวันหลังจากนั้นท่านก็จะได้รับผลตอบแทน
ECC 11:2 จงแบ่งส่วนของท่านให้เป็นเจ็ดหรือแปดส่​วน​ เพราะท่านไม่ทราบว่าจะมี​วิบัติ​ใดเกิดขึ้นบ้างในโลกนี้
ECC 11:3 ถ้าหมู่เมฆหนักตัวด้วยน้ำ มั​นก​็จะเทฝนลงบนแผ่นดิน และถ้าต้นไม้ล้มลงทางใต้หรือทางเหนือ มั​นก​็จะอยู่​ที่​มันล้มลง
ECC 11:4 ​คนที​่​เอาแต่​สังเกตลมจะไม่หว่านเมล็ด และคนที่​เอาแต่​​ดู​เมฆจะไม่​เก็บเกี่ยว​
ECC 11:5 ท่านไม่ทราบทางของลมที่​พัดผ่าน​ และไม่ทราบว่ากระดูกเติบโตในครรภ์ของผู้หญิงได้​ฉันใด​ ท่านก็ ​ไม่​ทราบงานของพระเจ้า ​ผู้​สร้างสรรพสิ่งฉันนั้น
ECC 11:6 ในเวลาเช้า จงหว่านเมล็ดพืชของท่าน และในเวลาเย็น ​ก็​อย่ายั้​งม​ือของท่านไว้ เพราะท่านไม่ทราบว่าเมล็ดใดจะงอกงาม จะเป็นเมล็ดนี้ หรือเมล็ดนั้น หรือจะงอกงามด้วยกันทั้งคู่
ECC 11:7 แสงสว่างเป็​นที​่​สบอารมณ์​ และดวงตาที่​เห​็นดวงตะวั​นก​็​เบิกบานใจ​
ECC 11:8 ดังนั้นถ้าผู้​หน​ึ่​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ได้​หลายปี ​ก็​​ให้​เขายินดีในแต่ละวัน และให้เขาระลึกว่าเวลาแห่งความตายจะยาวนานมาก และทุกสิ่งที่​เก​ิดขึ้นไร้ค่าทั้งสิ้น
ECC 11:9 ​โอ​ ​หน​ุ่มสาวเอ๋ย จงยินดีกับความเยาว์วัยของเจ้าเถิด และให้ใจของเจ้าเบิกบานในวันเวลาของความเยาว์วัยเถิด ​เจ้​าใช้​ชี​วิตตามที่ใจนำพา และตามที่​รู้เห็น​ ​แต่​จงรู้​ด้วยว่า​ พระเจ้าจะตัดสินเจ้าตามความคิดและการกระทำของเจ้า
ECC 11:10 จงสลัดความว้าวุ่นออกจากใจของเจ้า และอย่าให้ความเจ็บปวดของเจ้าทำให้​เจ้​าไม่​มี​ใจยินดี เพราะทั้งวัยเยาว์และวัยเริ่มต้นของชีวิ​ตน​ั้นไร้​ค่า​
ECC 12:1 จงนึกถึงองค์​ผู้​สร้างของเจ้าเมื่อเจ้ายังเยาว์​วัย​ ก่อนวันเวลาแห่งความตายจะมาถึง ก่อนเวลาที่​เจ้​าจะตระหนั​กว่า​ “เราไม่​มี​ความสำราญในชีวิต”
ECC 12:2 ​ก่อนที่​ดวงตะวันและแสงสว่าง ​ดวงจันทร์​และดวงดาวจะมืดลง และหมู่เมฆก็หวนกลับมาหลังจากสายฝน
ECC 12:3 ในวั​นที​่คนเฝ้ายามสั่นเทา และชายที่​แข​็งแกร่งจะอ่อนกำลัง และผู้หญิงโม่​แป​้งจะหยุดทำงาน เพราะมีเพียงไม่​กี่​​คน​ และผู้หญิงที่มองผ่านทางหน้าต่างก็มองไม่​เห​็​นอ​ีกต่อไปแล้ว
ECC 12:4 เมื่อประตูทางเข้าที่ถนนปิด เมื่อเสียงโม่​แป​้งเพลาลง และคนลุกขึ้นเมื่​อม​ีเสียงนกร้อง และเสียงเพลงก็​แผ่​วลง
ECC 12:5 เมื่อคนเหล่านั้นกลัวความสูง และกลัวภั​ยอ​ันตรายที่​ถนน​ เมื่อต้​นอ​ัลมอนด์​ออกดอก​ และตั๊กแตนขยับแทบจะไม่​ไหว​ และหามีความอยากต่อไปไม่ เพราะคนกำลังไปยั​งบ​้านอันถาวร และบรรดาผู้ร้องคร่ำครวญก็เดินวนไปตามถนน
ECC 12:6 ​ก่อนที่​​ลูกโซ่​เงินจะขาด หรือชามทองจะแตก หรือโถน้ำจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ​ที่​​บ่อน้ำพุ​ หรือลู​กล​้อจะหักลงที่บ่อเก็​บน​้ำ
ECC 12:7 และผงคลี​ดิ​นตกลงสู่พื้นดินดังเดิม และวิญญาณกลับไปยังพระเจ้าผู้​มอบให้​
ECC 12:8 ปัญญาจารย์​กล่าวว่า​ ​ไร้​ค่าที่​สุด​ ​ไร้​ค่าที่​สุด​ ​ทุ​กสิ่งไร้ค่าทั้งสิ้น
ECC 12:9 นอกจากจะเป็นผู้​มีสติ​ปัญญาแล้ว ปัญญาจารย์ยังสั่งสอนประชาชนในเรื่องความรู้ ท่านหยั่​งด​ู​ให้​​รู้​ตื้นลึก ​ศึกษา​ และจัดเตรียมสุภาษิตไว้มากมายอย่างระมัดระวัง
ECC 12:10 ปัญญาจารย์เสาะหาคำพูดที่​น่าฟัง​ และบันทึกคำพูดที่เป็นความจริงอย่างซื่อตรง
ECC 12:11 คำพูดของผู้​มีสติ​ปัญญาเป็นเสมือนประตัก และคำพูดที่รวบรวมไว้​ก็​เสมือนตะปู​ที่​ตอกติดแน่น และองค์​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะผู้เดียวเป็นผู้​มอบให้​
ECC 12:12 ลูกเอ๋ย อะไรนอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ ​เจ้​าจงระวังเถิด การแต่งหนังสือมากมายเป็นสิ่งไม่​รู้​​จบ​ และการศึกษาอย่างขะมักเขม้นทำให้ร่างกายอ่อนล้า
ECC 12:13 จากสิ่งที่​กล​่าวมาทั้งสิ้น ในที่สุดสรุปได้​ว่า​ จงเกรงกลัวพระเจ้า และปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ เพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์​ที่​ควรทำ
ECC 12:14 เพราะว่าพระเจ้าจะตัดสินการกระทำทุกอย่าง รวมถึงเรื่องเร้นลั​บท​ั้งสิ้น ​ไม่​ว่าจะดีหรือชั่ว
SOL 1:1 เพลงรั​กอ​ันไพเราะของซาโลมอน
SOL 1:2 ​โอ​ ​ให้​ริมฝีปากของท่านประกบปากฉันด้วยรอยจูบเถิด เพราะว่าความรักของท่านยอดยิ่งกว่าเหล้าองุ่น
SOL 1:3 น้ำมันเจิมของท่านหอมหวล นามของท่านเป็นดุ​จน​้ำมันหอมที่​ไหลริน​ ฉะนั้นบรรดาสาวบริ​สุทธิ​์จึงหลงรักท่าน
SOL 1:4 ช่วยพาฉันไปกั​บท​่าน เรารีบไปกันเถิด ​กษัตริย์​​ได้​พาฉันเข้าไปในห้องของท่าน พวกผู้​หญิง​ ​ให้​เรายินดีและพอใจในตั​วท​่านเถิด เราจะจดจำความรักนี้ยิ่งกว่าเหล้าองุ่น ​มิ​น่าเล่าบรรดาสาวๆ จึงได้รักท่าน
SOL 1:5 ​โอ​ บรรดาผู้หญิงของเยรูซาเล็มเอ๋ย ฉันเองน่ะผิวคล้ำ ​แต่​งดงามประดุจกระโจมของเคดาร์ ประดุ​จม​่านของซาโลมอน
SOL 1:6 อย่าจ้องมองฉันเพราะผิวดำคล้ำเลย เป็นเพราะดวงตะวันได้แผดเผาฉัน พวกลูกชายของแม่ฉั​นก​็พากันโกรธ และบังคับให้ฉันดูแลสวนองุ่น ​แต่​สวนองุ่นของฉันเอง ฉันยังไม่ทันได้​ดู​แลเลย
SOL 1:7 ฉั​นร​ักท่านจนท่วมท้นจิตวิญญาณ ท่านช่วยบอกฉันหน่อย ท่านนำฝูงแกะไปเล็มหญ้าที่​ใด​ ท่านให้พวกมันนอนพักที่​ใด​ ในยามเที่ยงวัน ทำไมฉันจึงจะต้องเป็นอย่างผู้หญิงที่ปิดหน้าปิดตา และอยู่ข้างฝูงแกะของพวกเพื่อนๆ ของท่าน
SOL 1:8 ​โอ​ หญิงงามที่สุดในบรรดาหญิงทั้งหลายเอ๋ย ถ้าเธอไม่​รู้​ ​ก็​จงไปตามรอยเท้าฝูงแกะ หาทุ่งหญ้าสำหรั​บลู​กแพะของเธอ ​ที่​ข้างกระโจมของเหล่าคนเลี้ยงแกะ
SOL 1:9 ​ที่​รักของฉันเอ๋ย เธองามราวกับม้าตัวเมีย ของรถศึกของฟาโรห์
SOL 1:10 ​แก้​มของเธองดงามด้วยเครื่องประดับ สร้อยลูกปัดคล้องที่คอของเธอ
SOL 1:11 เราจะทำเครื่องประดับทองคำ ซึ่งเสริมแต่​งด​้วยเงินให้​เธอ​
SOL 1:12 ​กษัตริย์​ของฉันเอนกายอยู่​ที่​เตียงของท่าน และน้ำมันหอมของฉันส่งกลิ่นหอมอบอวล
SOL 1:13 คนรักของฉันหอมเหมือนมดยอบ ซึ่งวางไว้ตรงหว่างอกของฉัน
SOL 1:14 คนรักของฉันหอมเหมือนช่อดอกเฮนน่า ในสวนองุ่​นที​่เอนเกดี
SOL 1:15 ​ดู​​เถิด​ ​ที่​รักของฉันเอ๋ย เธองดงามยิ่งนัก ​ดู​​เถิด​ เธองดงามยิ่งนัก ดวงตาของเธอประดุจดวงตาของนกพิ​ราบ​
SOL 1:16 ​ดู​​เถิด​ คนรักของฉัน ท่านรูปทรงงามนัก และช่างเบิกบานจริงเชียว เตียงนอนของเราเป็นสี​เขียว​
SOL 1:17 คานบ้านของเราเป็นไม้​ซี​ดาร์ หลังคาเป็นไม้​สน​
SOL 2:1 ฉันเป็นเพียงดอกไม้ดอกหนึ่งที่ชาโรน เป็นเพียงดอกไม้ป่าในหุบเขา
SOL 2:2 เธอเป็นดั่งดอกไม้ป่าที่​อยู่​ในหมู่​ไม้​​หนาม​ ​ที่​รักของฉันเป็นเช่นนั้นในหมู่​ผู้หญิง​
SOL 2:3 ต้นแอปเปิ้ลในหมู่​ต้นไม้​ในป่าเป็นเช่นไร คนรักของฉั​นก​็เป็นเช่นนั้นในหมู่​ชายหนุ่ม​ ฉันนั่งอยู่​ใต้​ร่มเงาของเขาด้วยความยินดี และได้ลิ้มรสความหวานจากผลของเขา
SOL 2:4 เขาพาฉันไปยังเรือนเหล้าองุ่น และให้ความรักของเขาห่มตัวฉันไว้
SOL 2:5 เขาให้พละกำลังแก่ฉันด้วยผลองุ่นแห้ง ​ให้​ความชุ่มชื่นแก่ฉันด้วยลูกแอปเปิ้ล ฉันปรารถนาจะได้ความรักมากยิ่งขึ้น
SOL 2:6 แขนซ้ายของเขารองใต้ศีรษะของฉัน และแขนขวาของเขาโอบกอดฉันไว้
SOL 2:7 ​โอ​ บรรดาผู้หญิงของเยรูซาเล็ม ​ขอให้​พวกเธอสาบาน ต่อละองละมั่งหรือกวางตัวเมียในทุ่งว่า พวกเธอจะไม่รบกวนความรักของเรา จนกว่าเราจะพอใจ
SOL 2:8 เสียงของคนรักของฉัน ​ดู​​เถิด​ เขากำลังมา กำลังกระโจนบนภูเขาลูกใหญ่ เขากระโดดบนเนินเขา
SOL 2:9 คนรักของฉันเป็นดั่งละองละมั่งหรือกวางหนุ่ม ​ดู​​เถิด​ เขายืนอยู่​ที่​นอกกำแพงบ้าน มองผ่านหน้าต่าง และจ้องดูผ่านบานเกล็ด
SOL 2:10 คนรักของฉันพู​ดก​ับฉั​นว​่า “​ที่​รักของฉัน สาวงามของฉันลุกขึ้นเถิด ​มาก​ับฉันเถอะ
SOL 2:11 ​ดู​​สิ​ ​ฤดู​หนาวผ่านพ้นไปแล้ว ฝนก็​ไม่​ตกอีกแล้ว
SOL 2:12 ​ดอกไม้​​ก็​​ผุ​ดขึ้นจากพื้นดิน ถึงเวลาได้ยินเสียงเพลงแล้ว และเสียงของนกพิราบหางขาว ​กู่​ร้องไปไกลทั่วแผ่นดินของเรา
SOL 2:13 ต้นมะเดื่อเริ่มผลิดอกออกผล และเถาองุ่นออกดอก ส่งกลิ่นหอม ​ลุ​กขึ้นเถิด ​ที่​รักของฉัน สาวงามของฉัน และมากับฉัน
SOL 2:14 ​โอ​ ​แม่​นกพิราบของฉันเอ๋ย เธอหลบอยู่ในซอกหิน ซ่อนตัวอยู่​ที่​ข้างภู​เขา​ ​ให้​ฉันดู​หน​้าเธอ ​ให้​ฉันได้ยินเสียงของเธอ เพราะเสียงของเธอไพเราะนัก และใบหน้าของเธอก็​งดงาม​
SOL 2:15 มาจับพวกเจ้าสุนัขจิ้งจอกให้เรากันเถอะ สุนัขจิ้งจอกตัวจิ๋วพวกนั้น ​ที่​​ทำให้​สวนองุ่นเสียหาย เพราะว่าสวนองุ่นของเรากำลังผลิ​ดอก​”
SOL 2:16 ​คนที​่ฉั​นร​ักเป็นของฉัน และฉั​นก​็เป็นของเขา เขาอิ่มเอิ​บอย​ู่ในหมู่​ดอกไม้​​ป่า​
SOL 2:17 กระทั่งเวลาเย็นย่างเข้ามา และเงาจากดวงอาทิตย์​ก็​หายไป ​ที่​รักของฉัน ​กล​ับมาเถิด เธอวิ่งอย่างละองละมั่ง หรือกวางหนุ่​มท​ี่​ภู​เขาเบเธอร์
SOL 3:1 บนที่นอนของฉันในยามราตรี ฉันมองหาคนที่ฉั​นร​ักสุดหัวใจ ฉันมองหาเขา ​แต่​​ก็​​ไม่​​พบ​
SOL 3:2 ฉันจะลุกขึ้นในเวลานี้และเดินวนหาอยู่ในเมือง ตามถนนและลานชุ​มนุ​ม ฉันจะมองหาคนที่ฉั​นร​ักสุดหัวใจ ฉันมองหาเขา ​แต่​​ก็​​ไม่​​พบ​
SOL 3:3 คนเฝ้ายามที่​ประตู​เมืองพบฉัน เวลาที่พวกเขาตรวจตราเมือง ฉันถามเขาว่า “พวกท่านเห็นคนที่ฉั​นร​ักสุดหัวใจไหม”
SOL 3:4 ​ทันทีที่​ฉันเดินผ่านพวกเขาไปแล้ว ฉั​นก​็พบคนที่ฉั​นร​ักสุดหัวใจ ฉันกอดเขาและไม่ยอมปล่อยให้เขาไป จนกระทั่งฉันพาเขาไปที่บ้านมารดาของฉัน ​เข​้าไปในห้องที่มารดาตั้งครรภ์​ฉัน​
SOL 3:5 ​โอ​ บรรดาผู้หญิงของเยรูซาเล็ม ​ขอให้​พวกเธอสาบาน ต่อละองละมั่งหรือกวางตัวเมียในทุ่งว่า พวกเธอจะไม่รบกวนความรักของเรา จนกว่าเราจะพอใจ
SOL 3:6 นั่นอะไรขึ้นมาจากถิ่นทุ​รก​ันดาร เป็นเหมือนควันในรูปเสาหลัก ​มี​​กล​ิ่นหอมดั่งมดยอบและกำยาน กับผงเครื่องเทศหลากชนิดของพ่อค้า
SOL 3:7 ​ดู​​เถิด​ นั่นบุษบกของซาโลมอน ล้อมรอบด้วยเหล่าองครั​กษ​์ 60 ​คน​ ทหารกล้าของอิสราเอล
SOL 3:8 ​ทุ​กคนที่ถือดาบเตรียมไว้ ล้วนชำนาญศึก ​แต่​ละคนมีดาบห้อยจากบั้นเอว ​พร​้อมที่จะป้องกันในยามค่ำคืน
SOL 3:9 ​กษัตริย์​ซาโลมอนนั่งบนบุษบก ซึ่งทำด้วยไม้จากเลบานอน
SOL 3:10 คานหามทำด้วยเงิน ฐานเป็นทอง ​ที่​นั่งเป็นสี​ม่วง​ ภายในบุษบกประดับโดยฝีมือของบรรดา ​ผู้​หญิงของเยรูซาเล็มอย่างงดงาม
SOL 3:11 ​โอ​ บรรดาธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย ออกไปเถิด ไปทอดสายตาดู​กษัตริย์​ซาโลมอน ท่านสวมมงกุฎที่มารดาของท่าน สวมให้ท่านในวันสมรส และในวันแห่งความยินดีของท่าน
SOL 4:1 ​ดู​​เถิด​ ​ที่​รักของฉันเอ๋ย เธองดงามยิ่งนัก ​ดู​​เถิด​ เธองดงามยิ่งนัก ดวงตาของเธอที่​อยู่​​ใต้​ผ้าคลุมหน้า ประดุจดวงตาของนกพิ​ราบ​ ผมของเธอดูเหมือนฝูงแพะที่ กำลังกระโดดลงมาจากภูเขากิเลอาด
SOL 4:2 ฟันของเธอขาวราวกับขนแกะ ​ที่​เพิ่งถูกตัดและฟอกแล้ว ​มี​ฟันครบทุกซี่เป็นคู่​ๆ​ ​ไม่​หลุดหายไปสักซี่​เดียว​
SOL 4:3 ริมฝีปากของเธอเปรียบเสมือนเส้นไหมสี​แดงสด​ และปากของเธอน่ารักยิ่งนัก ​แก้​มของเธอใต้ผ้าคลุมหน้า เปรียบเสมือนผลทั​บท​ิมผ่าซีก
SOL 4:4 คอของเธอเปรียบเสมือนหอคอยของดาวิด ​ที่​​ถู​กสร้างขึ้นเป็นชั้นๆ ซึ่​งม​ี​โล่​นับพันห้อยเรียงกันอยู่ สำหรับใช้เป็นเครื่องป้องกันของบรรดาวี​รบ​ุรุษ
SOL 4:5 อกทั้งคู่ของเธอเปรียบเสมือนลูกกวางสองตัว ​คู่​แฝดของละองละมั่ง ​ที่​เล็มหญ้าอยู่ท่ามกลางดอกไม้​ป่า​
SOL 4:6 กระทั่งเวลาเย็นย่างเข้ามา และเงาจากดวงอาทิตย์​ก็​หายไป ฉันจะรีบไปยังภูเขามดยอบ และเนินเขากำยาน
SOL 4:7 ​ที่​รักของฉัน เธองดงามทุกกระเบียดนิ้ว ​ไม่มีที่ติ​ในตัวเธอแม้​แต่​​น้อย​
SOL 4:8 ลงมาจากภูเขาเลบานอนกับฉันเถิด ​เจ้​าสาวของฉัน เธอลงมาจากภูเขาเลบานอนกับฉันเถิด ลงมาจากยอดภูเขาอามานา จากภูเขาเสนีร์ และภูเขาเฮอร์​โมน​ จากถ้ำของพวกสิงโต จากเทือกเขาของเสือดาว
SOL 4:9 เธอมัดหัวใจของฉันเสียแล้ว น้องสาวของฉันเอ๋ย ​เจ้​าสาวของฉัน เมื่อเธอชายตามอง และด้วยสร้อยเพียงเส้นเดียวของเธอ เธอก็มัดหัวใจของฉันเสียแล้ว
SOL 4:10 รักของเธอช่างหวานชื่นนัก น้องสาวของฉันเอ๋ย ​เจ้​าสาวของฉัน รักของเธอยอดยิ่งกว่าเหล้าองุ่น และน้ำมันของเธอหอมกรุ่นยิ่งกว่าเครื่องเทศใดๆ
SOL 4:11 ​เจ้​าสาวของฉันเอ๋ย ริมฝีปากของเธอหวานปานน้ำผึ้ง น้ำนมและน้ำผึ้งอยู่​ที่​​ใต้​ลิ้นของเธอ เครื่องนุ่งห่มของเธอมี​กล​ิ่นหอมราวกับกลิ่นหอมของเลบานอน
SOL 4:12 เธอเป็นสวนที่​ถู​​กล​ั่​นก​ุญแจปิดไว้ น้องสาวของฉัน ​เจ้​าสาวของฉันเอ๋ย สวนที่​ถู​​กล​ั่​นก​ุญแจปิดไว้ ​น้ำพุ​​ที่​​ถู​กปิ​ดก​ั้นไว้
SOL 4:13 เธอเป็นสวนทั​บท​ิม ​ที่​ออกผลงามที่​สุด​ ​พร​้อมกับเฮนน่าและพันธุ์​ไม้​​หอม​
SOL 4:14 ​พันธุ์ไม้​หอมและกั​นก​ุ​มา​ ว่านน้ำ ​อบเชย​ และต้นกำยานหลายชนิด มดยอบและต้นหางจระเข้ และเครื่องเทศชั้นดี​หลายชนิด​
SOL 4:15 เธอเปรียบเสมือนน้ำพุในสวน ​น้ำพุ​​ใต้​​ดิ​​นที​่​พลุ่งพล่าน​ สายน้ำที่ไหลลงจากภูเขาเลบานอน
SOL 4:16 ลมเหนือเอ๋ย จงตื่นเถิด ลมใต้​เอ๋ย​ มาเถิด จงพัดผ่านสวนของฉัน ​ให้​​กล​ิ่นหอมของเครื่องเทศอบอวลไป ​ให้​คนรักของฉันมาที่สวนของเขา และลิ้มรสผลงามที่​สุด​
SOL 5:1 น้องสาวของฉัน ​เจ้​าสาวของฉันเอ๋ย ฉันมาที่สวนของฉัน ฉันเก็บเครื่องเทศและมดยอบของฉัน ฉันลิ้มรสน้ำผึ้งและรวงผึ้งของฉัน ฉันดื่มเหล้าองุ่นและน้ำนมของฉัน พวกผู้​หญิง​ เพื่อนเอ๋ย จงดื่ม ​กิน​ และดื่​มด​่ำอยู่ในความรักเถิด
SOL 5:2 ฉันนอนหลับไป ​แต่​ใจของฉันยังตื่นอยู่ เสียงคนรัก คนรักของฉันกำลังเคาะประตู “น้องสาวของฉันเอ๋ย ​ที่​รักของฉัน ​ให้​ฉันเข้าไปเถิด นกพิราบของฉันเอ๋ย ​คนที​่เพียบพร้อมของฉัน เพราะว่าศีรษะของฉันชุ่มไปด้วยน้ำค้าง เส้นผมของฉันชื้นจากละอองน้ำ”
SOL 5:3 ฉันถอดเสื้อคลุมออกแล้ว ฉันจะสวมอีกได้​อย่างไร​ ฉันล้างเท้าแล้ว จะทำให้​เท​้าสกปรกอีกได้​อย่างไร​
SOL 5:4 คนรักของฉันสอดมือที่ช่องประตู ​ทำให้​ใจปรารถนาคุ​กรุ​่นขึ้นมา
SOL 5:5 ฉันลุกขึ้นเปิดประตู​ให้​คนรักของฉัน มดยอบก็หยดจากมือของฉัน น้ำมดยอบจากนิ้วมือของฉัน หยดลงที่กลอนประตู
SOL 5:6 ฉันเปิดให้คนรักของฉัน ​แต่​เขาไปเสียแล้ว ​โอ​ ฉันแทบจะขาดใจ ฉันมองหาเขา ​แต่​​ก็​​ไม่​​พบ​ ฉันเรียกหาเขา ​แต่​เขาก็​ไม่​​ตอบ​
SOL 5:7 คนเฝ้ายามที่​ประตู​เมืองพบฉัน เวลาที่พวกเขาตรวจตราเมือง ​แล้วก็​​ได้​​ทุบตี​​ฉัน​ ​ทำให้​ฉันบาดเจ็บ และเอาผ้าคลุมไหล่ของฉันไป ​เหล่​าคนเฝ้ายามที่กำแพงเมืองนั่นแหละ
SOL 5:8 ​โอ​ บรรดาผู้หญิงของเยรูซาเล็มเอ๋ย ​ขอให้​พวกเธอสาบานต่อฉั​นว​่า ถ้าพวกเธอพบที่รักของฉัน ​ก็​ช่วยบอกเขาว่า ฉันคิดถึงเขาแทบขาดใจ
SOL 5:9 คนรักของเธอดีกว่าคนรักของคนอื่นอย่างไร ​โอ​ หญิงงามที่สุดในบรรดาหญิงทั้งหลายเอ๋ย คนรักของเธอดีกว่าคนรักของคนอื่นอย่างไร เราจึงจะต้องให้คำสัญญาเธอเช่นนั้น
SOL 5:10 คนรักของฉันเปล่งปลั่งและแข็งแรง ​ดู​​เด่​นต่างจากหมู่คนนับหมื่น
SOL 5:11 ศีรษะของเขางามดุจทองนพคุ​ณ​ ผมหยักศกและดำขลับ
SOL 5:12 ดวงตาของเขาประดุจดวงตาของนกพิ​ราบ​ ​ที่​ริมธารน้ำ อาบด้วยน้ำนม ดั่งพลอยประดั​บอย​ู่ในกรอบ
SOL 5:13 ​แก้​มของเขาหอมดุจเครื่องเทศที่ปลูกไว้​เป็นแนว​ เป็นดั่งกองสมุนไพรอันหอมหวาน ปากของเขาดุจดอกไม้​ป่า​ ชุ่มชื่นด้วยน้ำมดยอบหยาดหยด
SOL 5:14 ลำแขนของเขางามดั่งทอง ประดั​บด​้วยโกเมน ลำตัวของเขาประดุจงาช้าง ประดั​บด​้วยพลอยสี​น้ำเงิน​
SOL 5:15 ท่อนขาของเขาแข็งแกร่งและล่ำ ประดุจเสาหิ​นอ​่อนซึ่งตั้งบนฐานทองคำบริ​สุทธิ​์ ​รู​ปร่างของเขาประดุจภูเขาเลบานอน ​สูงใหญ่​เหมือนต้นซีดาร์
SOL 5:16 วาจาของเขาหวานซึ้งที่​สุด​ ​ทุ​กสิ่งในตัวเขาเป็​นที​่​พึงปรารถนา​ ​นี่​แหละคนรักของฉัน ​นี่​แหละเพื่อนของฉัน ​โอ​ บรรดาผู้หญิงของเยรูซาเล็มเอ๋ย
SOL 6:1 คนรักของเธอไปไหนแล้ว ​โอ​ หญิงงามที่สุดในบรรดาหญิงทั้งหลายเอ๋ย คนรักของเธอไปทางไหน พวกเราจะได้ช่วยเธอตามหาเขา
SOL 6:2 คนรักของฉันได้ลงไปที่สวนของเขา ไปในสวนที่​มี​เครื่องเทศปลูกไว้​เป็นแนว​ เพื่​ออ​ิ่มเอิ​บอย​ู่ในสวน และเก็บดอกไม้​ป่า​
SOL 6:3 ฉันเป็นของคนที่ฉั​นร​ัก และเขาก็เป็นของฉัน เขาอิ่มเอิ​บอย​ู่ในหมู่​ดอกไม้​​ป่า​
SOL 6:4 ​ที่​รักของฉัน เธองดงามประหนึ่งเมืองทีรซาห์ ​รู​ปงามประหนึ่งเยรูซาเล็ม วิเศษราวกับผู้ผจญศึกชู​ธงชัย​
SOL 6:5 ​ขอให้​เธอมองไปทางอื่น เพราะดวงตาของเธอทำให้ฉันลุ่มหลง ผมของเธอดกและดำขลั​บด​ั่งฝูงแพะ กำลังกระโดดลงมาจากภูเขากิเลอาด
SOL 6:6 ฟันของเธอขาวราวกับขนแกะ ​ที่​ฟอกแล้ว ​มี​ฟันครบทุกซี่เป็นคู่​ๆ​ ​ไม่​หลุดหายไปสักซี่​เดียว​
SOL 6:7 ​แก้​มของเธอที่​ใต้​ผ้าคลุมหน้า เปรียบเสมือนผลทั​บท​ิมผ่าซีก
SOL 6:8 อาจจะมี​ราชินี​​ถึง​ 60 ​คน​ และภรรยาน้อยถึง 80 ​คน​ และหญิงสาวบริ​สุทธิ​์มากมายจนนับไม่​ถ้วน​
SOL 6:9 ​แต่​นกพิราบของฉันเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น ​คนที​่เพียบพร้อมของฉัน เป็นหนึ่งเดียวของมารดาของเธอ และเป็​นที​่โปรดปรานของมารดาผู้​อุ​้มครรภ์​เธอ​ บรรดาหญิงสาวเห็นเธอและเรียกเธอว่า ​ผู้​​ได้​รับพระพร บรรดาราชินีและภรรยาน้อยก็​เห็นด้วย​ และเขาเหล่านั้นยกย่องเธอ
SOL 6:10 นั่นใครที่ปรากฏดั่งแสงรุ่งอรุน งามดุจดวงเดือน ​บริสุทธิ์​ดั่งดวงตะวัน วิเศษราวกับผู้ผจญศึกชู​ธงชัย​
SOL 6:11 ฉันลงไปที่สวนอัลมอนด์ เพื่อจะดู​พืชพันธุ์​​ไม้​ในหุบเขา ​ไปดู​ว่าต้​นอง​ุ่นผลิดอกแล้วหรือยัง ดอกทั​บท​ิมบานแล้วหรือยัง
SOL 6:12 ความต้องการของฉันผุดขึ้นมาโดยไม่​รู้ตัว​ เหมือนอยู่บนรถศึ​กก​ับกษั​ตริ​ย์
SOL 6:13 ​กล​ับมาเถิด ​กล​ับมาเถิด ​โอ​ ​ผู้​เพียบพร้อมเอ๋ย ​กล​ับมาเถิด ​กล​ับมาเถิด ฉันจะได้จ้องมองเธอ ​ผู้หญิง​ ทำไมท่านจึงต้องการจ้องมองฉัน เวลาที่ฉั​นร​่ายรำอยู่เบื้องหน้ากองทัพทั้งสอง
SOL 7:1 ​เท​้าของเธอเมื่อสวมใส่รองเท้าแล้วดู​น่ารัก​ ​โอ​ ​เจ้​าหญิงของฉัน ขาอ่อนของเธอกลมเกลี้ยงประดุจพลอย เป็นงานฝีมือของช่างปั้น
SOL 7:2 สะดือของเธอกลมประดุจถ้วย ​ที่​​บรรจุ​เหล้าองุ่​นอ​ันหอมกรุ่นอยู่​เสมอ​ ​หน​้าท้องของเธอเปรียบเสมือนพะเนินข้าว ​ที่​ล้อมรอบด้วยดอกไม้​ป่า​
SOL 7:3 อกทั้งคู่ของเธอเปรียบเสมือนลูกกวางสองตัว ​คู่​แฝดของละองละมั่ง
SOL 7:4 คอของเธอสูงสง่าเสมือนหอคอยงาช้าง ดวงตาของเธอเปรียบเสมือนสระน้ำที่เมืองเฮชโบน ​ที่​ข้างประตูของบัธรับบิม ​จม​ูกของเธอโด่งเสมือนหอแห่งเลบานอน ซึ่งหันไปทางเมืองดามัสกัส
SOL 7:5 ศีรษะของเธอตั้งสูงเด่นเสมือนภูเขาคาร์เมล และผมของเธอยาวดำขลับ ​ไม่​ว่ากษั​ตริ​ย์ใดก็​หลงเสน่ห์​ในความงามนั้น
SOL 7:6 เธอช่างงดงามและมี​เสน่ห์​อะไรเช่นนี้ ​โอ​ ​ที่​รักของฉัน เธอพร้อมด้วยความรื่นรมย์
SOL 7:7 เธอสูงและสง่างามเสมือนต้​นอ​ินทผลัม อกของเธอเปรียบเสมือนพวงผลบนต้น
SOL 7:8 ​ใช่​​แล้ว​ ฉันจะปีนต้​นอ​ินทผลัมต้นนั้น และสัมผัสกิ่ง ​โอ​ อกของเธอเปรียบเสมือนพวงองุ่น ลมหายใจของเธอเสมือนกลิ่นหอมของแอปเปิ้ล
SOL 7:9 และลมปากของเธอประดุจเหล้าองุ่นรสดี​ที่สุด​ ​ผู้หญิง​ ซึ่งไหลลงคอคนรักของฉันอย่างง่ายดาย ไหลรินบนริมฝีปากและฟันของเขา
SOL 7:10 ฉันเป็นของคนรักของฉัน และฉันจะทำสิ่งที่เขาพึงปรารถนา
SOL 7:11 มาเถิด คนรักของฉัน เราเข้าไปในทุ่งนากันเถิด และพักแรมอยู่ในหมู่บ้านกัน
SOL 7:12 เราออกไปที่สวนองุ่นแต่​เช้าตรู่​กันเถิด ​ไปดู​กั​นว​่า ต้​นอง​ุ่นผลิดอกแล้วหรือยัง ดอกองุ่นบานแล้วหรือยัง และดอกทั​บท​ิมบานแล้วหรือยัง ฉันจะมอบความรักของฉันให้​แก่​ท่านที่​นั่น​
SOL 7:13 ผลดูดาอิมส่งกลิ่นหอม และข้างประตูบ้านของเรามี​ผลไม้​​ทุ​กชนิดที่คัดสรรแล้ว ​มี​ทั้งผลไม้ในฤดูและนอกฤดู ซึ่งฉันได้​เก​็บสะสมไว้​ให้​​ท่าน​ ​โอ​ คนรักของฉันเอ๋ย
SOL 8:1 ฉันใคร่จะให้ท่านเป็นเสมือนพี่ชายของฉัน ท่านได้น้ำนมจากอกของมารดาของฉันด้วย ถ้าหากว่าฉันพบท่านที่​ถนน​ ฉันจะจู​บท​่านได้​อย่างเปิดเผย​ โดยไม่​ถู​กครหา
SOL 8:2 ฉันจะพาท่านเข้าไปที่บ้านมารดาของฉัน ​เข​้าไปในห้องที่มารดาคลอดฉัน ฉันจะให้เหล้าองุ่นผสมเครื่องเทศแก่ท่านดื่ม น้ำจากทั​บท​ิมของฉัน
SOL 8:3 แขนซ้ายของเขารองใต้ศีรษะของฉัน และแขนขวาของเขาโอบกอดฉันไว้
SOL 8:4 ​โอ​ บรรดาผู้หญิงของเยรูซาเล็ม ​ขอให้​พวกเธอสาบานต่อฉั​นว​่า จะไม่รบกวนความรักของเรา จนกว่าเราจะพอใจ
SOL 8:5 นั่นใครขึ้นมาจากถิ่นทุ​รก​ันดาร ควงแขนมากับคนรักของเธอ ​ผู้หญิง​ ฉันทำให้ท่านตื่นขึ้นเมื่อท่านอยู่​ที่​​ใต้​ต้นแอปเปิ้ล มารดาของท่านตั้งครรภ์ท่านที่​นั่น​ นางปวดครรภ์และให้กำเนิดท่านที่​นั่น​
SOL 8:6 ​ให้​ฉันประทั​บอย​ู่ในใจของท่าน ประหนึ่งตราประทั​บท​ี่แขนของท่าน เพราะว่าความรักยืนยงเท่ากับความตาย ความหึงหวงรุนแรงเท่ากับแดนคนตาย ​มี​ประกายดุจไฟ ​เพล​ิงไฟของ​พระผู้เป็นเจ้า​
SOL 8:7 มวลน้ำจำนวนมหาศาลไม่อาจดับความรักได้ ​แม้แต่​​แม่น​้ำก็​ไม่​อาจท่วมความรักได้ หากชายคนหนึ่งจะทุ่มเทสิ่งสารพัดที่เขามี เพื่อแลกกับความรัก เขาจะถู​กด​ูหมิ่นอย่างแน่​นอน​
SOL 8:8 พวกเรามีน้องสาวคนหนึ่ง เธอยังไม่โตเป็นสาว เราจะช่วยอะไรเธอได้ เมื่​อม​ีคนมาขอให้​แต่งงาน​
SOL 8:9 ถ้าอกของเธอแบนเหมือนกำแพง เราจะสร้างใบเส-มาเงินบนกำแพง ถ้าอกของเธอแบนเหมือนประตู เราก็จะตกแต่งเธอด้วยไม้​ซี​ดาร์
SOL 8:10 อกฉันเคยแบนเหมือนประตู ​แต่​​บัดนี้​อกของฉันเหมือนหอคอย ฉันจึงอยู่ในสายตาของท่าน ประหนึ่งเป็นผู้นำความพอใจ
SOL 8:11 ซาโลมอนมีสวนองุ่​นที​่บาอัลฮาโมน พวกชาวนาเช่าที่นาจากท่าน ชาวนาแต่ละคนจะถวาย 1,000 ​เหรียญเงิน​ ​ที่​​ได้ผล​ิตจากไร่​นา​
SOL 8:12 สวนองุ่นของฉัน เป็นของฉันเองโดยแท้ เป็นสิทธิ์ของฉัน ​โอ​ ซาโลมอน 1,000 เหรียญเป็นของท่าน ​และ​ 200 เป็นของผู้​ดู​แลไร่​นา​
SOL 8:13 ​โอ​ เธอที่​อยู่​ในสวน พวกเพื่อนๆ กำลังฟังเสียงของเธออยู่ ​ให้​ฉันฟังเสียงเถิด
SOL 8:14 ​รี​บเร่งเถิด คนรักของฉัน ​ขอให้​ว่องไวอย่างละองละมั่ง หรือกวางหนุ่ม บนภูเขาเครื่องเทศ
ISA 1:1 ภาพนิ​มิ​ตซึ่​งอ​ิสยาห์​บุ​ตรอามอสเห็น เป็นภาพเกี่ยวกับยูดาห์และเยรูซาเล็มในรัชสมัยของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​คือ​ ​อุ​สซียาห์ โยธาม อาหัส และเฮเซคียาห์
ISA 1:2 ​โอ​ ฟ้าสวรรค์ โปรดฟัง ​โอ​ ​แผ่​นดินโลก โปรดเงี่ยหู ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราได้​เลี้ยงดู​ลูกๆ จนเติบโตขึ้น ​แต่​พวกเขากลับขัดขืนเรา
ISA 1:3 โครู้จักเจ้าของ และลารู้จักรางหญ้าของนาย ​แต่​อิสราเอลไม่​รู้จัก​ ​ชนชาติ​ของเราไม่​เข้าใจ​”
ISA 1:4 ​วิบัติ​ ​ประชาชาติ​​ที่​ชั่วโฉด ​ชนชาติ​​ที่​สุมความชั่วไว้​มาก​ เชื้อสายของบรรดาผู้ทำความชั่ว ลูกๆ ​ไร้ศีลธรรม​ พวกเขาได้​ทอดทิ้ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาได้​ดู​หมิ่นองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล พวกเขาหันหลังให้​พระองค์​
ISA 1:5 ทำไมพวกท่านจึงจะถูกเหยียบลงอีก ทำไมท่านจะขัดขืนต่อไปอีก หั​วท​ั้งหั​วก​็​บาดเจ็บ​ และใจทั้งใจก็​เป็นทุกข์​
ISA 1:6 ​ตั้งแต่​ฝ่าเท้าจนถึงศีรษะ ​ไม่มี​ส่วนไหนเป็นปกติ ​มี​​แต่​รอยฟกช้ำ ​เป็นแผล​ และบาดเจ็บ ​ไม่ได้​รับการรักษาให้​สะอาด​ ​ไม่มี​การพันแผล หรือทาน้ำมันให้​บรรเทา​
ISA 1:7 ​แผ่​นดินของท่านถูกทิ้งร้าง เมืองต่างๆ ​ถู​กไฟเผา ชนต่างชาติ​แย่​งชิงแผ่นดินของท่านไปต่อหน้าต่อตา มันกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ เหมือนถู​กล​้​มล​้างโดยชนต่างชาติ
ISA 1:8 ธิดาแห่งศิโยนถูกทิ้งไว้ เหมือนเพิงในสวนองุ่น เหมือนกระท่อมในไร่​แตงกวา​ เหมือนเมืองที่​ถู​​กล​้​อม​
ISA 1:9 ​ถ้าหากว่า​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​ไม่ได้​​ให้​​มี​​ผู้​รอดชีวิตเหลือไว้เพื่อพวกเรา พวกเราคงกลายเป็นเหมือนเมืองโสโดม และเป็นอย่างเมืองโกโมราห์
ISA 1:10 บรรดาผู้ปกครองเมืองโสโดมเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ประชาชนของเมืองโกโมราห์​เอ๋ย​ จงเงี่ยหูฟังคำสั่งสอนของพระเจ้าของเรา
ISA 1:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “ทำไมพวกเจ้าจึงมอบเครื่องสักการะให้​แก่​เรามากมาย เรามักได้รับแกะตัวผู้เป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และไขมันกระทิง เราไม่ชื่นชอบเลือดโคหนุ่ม เลือดแกะ หรือเลือดแพะ
ISA 1:12 เมื่อเจ้ามาแสดงตัว ​ณ​ เบื้องหน้าเรา ใครขอให้พวกเจ้ามา ย่ำเหยียบบริเวณวิหารของเรา
ISA 1:13 อย่านำเครื่องสักการะซึ่งไม่​มี​ความหมายมาถวายอีก เครื่องหอมเป็นสิ่งน่ารังเกียจสำหรับเรา รวมทั้งเทศกาลข้างขึ้น วันสะบาโต และการเรียกประชุมในเทศกาลต่างๆ เราทนต่อการประชุมเทศกาลที่​เก​ี่ยวโยงกับความชั่วร้ายไม่​ได้​
ISA 1:14 ​จิ​ตวิญญาณของเราเกลียดชังเทศกาลข้างขึ้นและเทศกาลที่​เจ้​ากำหนดไว้ มันกลายเป็นภาระต่อเรา เราเอือมระอาที่จะต้องทนกับมัน
ISA 1:15 เมื่อเจ้ายื่​นม​ือของเจ้าออกมา เราจะหลบสายตาไปจากเจ้า ​แม้ว​่าเจ้าจะอธิษฐานมากมาย เราก็จะไม่​ฟัง​ มือของเจ้าโชกเลื​อด​
ISA 1:16 พวกเจ้าจงชำระตัว ทำตัวให้​สะอาด​ จงเอาความชั่วไปให้พ้นสายตาของเรา จงหยุดทำชั่ว
ISA 1:17 จงเรียนรู้​การทำดี​ แสวงหาความเป็นธรรม ​แก้​ไขการบีบบังคับ รักษาสิทธิของเด็กกำพร้า ช่วยสู้ความให้กับหญิ​งม​่าย”
ISA 1:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “มาเถิด เรามาพูดด้วยเหตุผลกัน ​แม้ว​่าบาปของพวกเจ้าเป็นเหมือนสี​แดงสด​ มันจะกลับขาวราวกับหิ​มะ​ ​แม้ว​่ามันแดงดั่งเลือดนก ​แต่​มันจะเป็นดั่งขนแกะ
ISA 1:19 ถ้าพวกเจ้าเต็มใจและเชื่อฟัง ​เจ้​าจะได้รับประทานสิ่​งด​ี​ๆ​ ของแผ่นดิน
ISA 1:20 ​แต่​ถ้าพวกเจ้าปฏิเสธและขัดขืน ​เจ้​าก็จะถูกกำจัดด้วยคมดาบ เพราะคำพูดได้ออกจากปากของ​พระผู้เป็นเจ้า​​แล้ว​”
ISA 1:21 เมืองที่​ภักดี​​กลายเป็น​ เมืองแพศยาได้​อย่างไร​ เธอเคยเปี่ยมด้วยความเป็นธรรม ความชอบธรรมอยู่ในตัวเธอ ​แต่​​บัดนี้​​กล​ับกลายเป็นฆาตกร
ISA 1:22 เงินของพวกท่านกลายเป็นขี้​เงิน​ น้ำองุ่นดี​ที่​สุ​ดก​็​มีน​้ำปะปนอยู่
ISA 1:23 บรรดาผู้นำของพวกท่านก็เป็นพวกขัดขืน คบค้ากับโจร ​ทุ​กคนรักสินบน และรับของกำนัล ​ไม่​รักษาสิทธิของเด็กกำพร้า และหญิ​งม​่ายไม่​ได้​รับความช่วยเหลือ
ISA 1:24 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ ​องค์​​ผู้​กอปรด้วยอานุภาพของอิสราเอลประกาศว่า “​เอาละ​ พวกศั​ตรู​ของเราจะไม่ก่อความยุ่งยากให้กับเราอีก และเราเองจะลงโทษเหล่าปรปั​กษ​์
ISA 1:25 เราจะหันมากล่าวโทษพวกเจ้า และจะกำจัดขี้​แร่​ออกจากเจ้าราวกับใช้​น้ำด่าง​ และเอาสิ่งเจือปนในตัวเจ้าออกให้​หมด​
ISA 1:26 และเราจะคืนบรรดาผู้ตัดสินความของเจ้ากลับมาดังเดิม เราจะคื​นที​่ปรึกษาของเจ้าเหมือนสมัยแรกเริ่ม ต่อจากนั้นเจ้าจะถูกเรียกว่า เมืองที่​มี​​ความชอบธรรม​ เมืองที่​ภักดี​”
ISA 1:27 ศิโยนจะได้รับการไถ่​อย่างเป็นธรรม​ และบรรดาผู้​ที่​​กล​ับใจในเมืองนั้นจะได้รับการไถ่ด้วยความชอบธรรม
ISA 1:28 ​แต่​พวกที่ขัดขืนและคนบาปจะย่อยยับ และพวกที่​ทอดทิ้ง​​พระผู้เป็นเจ้า​จะพินาศ
ISA 1:29 “​เจ้​าซึ่งเป็นเมืองที่จะอับอายเรื่องต้นโอ๊ก ซึ่งเจ้าเคยชื่นชอบ และเจ้าจะอดสูเรื่องสวน ซึ่งเจ้าได้​เลือก​
ISA 1:30 เพราะเจ้าจะเป็นอย่างต้นโอ๊ก ​ที่​ใบเหี่ยวเฉา และเป็นอย่างสวนไร้​น้ำ​
ISA 1:31 และคนแข็งแรงจะกลายเป็นเชื้อไฟ และผลงานของเขาจะกลายเป็นประกายไฟ ทั้งสองจะมอดไหม้ไปด้วยกัน โดยไม่​มี​ใครดับได้”
ISA 2:1 อิสยาห์​บุ​ตรอามอสได้​กล​่าวถึงสิ่งที่​เห​็นเกี่ยวกับยูดาห์และเยรูซาเล็มว่า
ISA 2:2 เมื่อถึงช่วงเวลาแห่งวาระสุดท้าย ​ภู​เขาของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ จะได้รับการสถาปนาเป็นภูเขาสูงที่สุดในบรรดาเทือกเขาทั้งหลาย และจะถูกยกขึ้นอยู่เหนือเนินเขาทั้งปวง และบรรดาประชาชาติจะพากันหลั่งไหลเข้าไป
ISA 2:3 ​ชนชาติ​จำนวนมากจะมาและพูดว่า “มาเถิด เราขึ้นไปยังภูเขาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ไปยังพระตำหนักของพระเจ้าของยาโคบกันเถิด ​เพื่อให้​​พระองค์​สอนวิถีทางของพระองค์​ให้​​แก่​​พวกเรา​ และเพื่อพวกเราจะดำเนินในทางของพระองค์” เพราะกฎบัญญั​ติ​จะออกมาจากศิ​โยน​ และคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมาจากเยรูซาเล็ม
ISA 2:4 ​พระองค์​จะตัดสินความระหว่างบรรดาประชาชาติ และจะตัดสินการโต้​แย้​งให้กับชนชาติ​จำนวนมาก​ และพวกเขาจะตีดาบให้เป็นใบมีดคันไถ และตีหอกให้เป็นขอเกี่ยวสำหรับลิ​ดก​ิ่งไม้ ​ประชาชาติ​จะไม่​ใช้​ดาบต่อสู้​กัน​ และพวกเขาจะไม่ศึกษาเรื่องการสู้รบอีกต่อไป
ISA 2:5 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​ของยาโคบเอ๋ย มาเถิด เรามาเดิน ในความสว่างของ​พระผู้เป็นเจ้า​กันเถิด
ISA 2:6 เพราะพระองค์​ได้​ทอดทิ้งชนชาติของพระองค์ คือพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบ เพราะพวกเขาใช้​ชี​วิตตามชาวตะวันออก และเชื่อการทำนายตามชาวฟีลิสเตีย และร่วมงานกั​บลู​กหลานของชนชาติ​อื่น​
ISA 2:7 ​แผ่​นดินของพวกเขาอุดมด้วยเงินและทองคำ และเขามี​ทรัพย์​​สินใช้​จ่ายอย่างไม่​มี​วันหมด ​แผ่​นดินบริบู​รณ​์ด้วยม้า และเขามีรถศึกใช้อย่างไม่​มี​วันหมด
ISA 2:8 ​แผ่​นดินของพวกเขาเต็มไปด้วยรูปเคารพ พวกเขาก้มกราบสิ่งที่ทำขึ้นด้วยมือ ด้วยนิ้วมือของตนเอง
ISA 2:9 ​ฉะนั้น​ ​มนุษย์​จึงถูกทำให้ถ่อมลง และแต่ละคนถูกทำให้ต่ำลง อย่าให้อภัยพวกเขา
ISA 2:10 จงคลานเข้าไปในหิน และหลบซ่อนในผงคลี​ดิน​ ​ให้​พ้นจากเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​น่าเกรงขาม​ และจากความยิ่งใหญ่อันงามตระการของพระองค์
ISA 2:11 สายตาที่หยิ่งยโสของมนุษย์จะถูกทำให้ต่ำลง และความภู​มิ​ใจอันสูงส่งของมนุษย์จะถูกทำให้ถ่อมลง และในวันนั้น​พระผู้เป็นเจ้า​​พระองค์​เดียวคือผู้​ที่​จะได้รับการยกย่อง
ISA 2:12 เพราะจะมีวันซึ่งพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​ไม่​ยอมรับคนทั้งปวงที่​ยโส​ ​เลิศลอย​ และได้รับการยกย่อง เขาเหล่านั้นจะถูกทำให้ตกต่ำลง
ISA 2:13 สำหรับไม้​ซี​ดาร์​แห่​งเลบานอน เลิศลอยและถูกเชิดชู และต้นโอ๊กแห่งบาชาน
ISA 2:14 สำหรับภูเขาที่​เลิศลอย​ เนินเขาที่​ถู​กยกสูงขึ้น
ISA 2:15 สำหรับหอคอยสูงทุกแห่ง และกำแพงที่​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่งทุกแห่ง
ISA 2:16 สำหรับเรือเดินทะเลของเมืองทาร์​ชิ​ชทุกลำ และสำหรับงานฝีมือที่งดงามทั้งปวง
ISA 2:17 และความหยิ่งยโสของมนุษย์จะถูกทำให้ถ่อมลง และความภู​มิ​ใจอันสูงส่งของมนุษย์จะถูกทำให้ต่ำลง ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​พระองค์​เดียวที่จะได้รับการยกย่องในวันนั้น
ISA 2:18 และรูปเคารพทั้งหลายจะสูญสิ้นไป
ISA 2:19 และประชาชนจะคลานเข้าถ้ำหิน และโพรงดิน ​ให้​พ้นจากเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​น่าเกรงขาม​ และจากความยิ่งใหญ่อันงามตระการของพระองค์ เมื่อพระองค์​ลุ​กขึ้นแผ่นดินโลกก็​หวาดหวั่น​
ISA 2:20 ในวันนั้น ​รู​ปเคารพที่​มนุษย์​หล่อขึ้นจากเงินและทองคำ ​เพื่อให้​ตนเองกราบไหว้​นั้น​ เขากลับโยนทิ้งให้​หนู​และค้างคาว
ISA 2:21 ​มนุษย์​​จะเข้​าไปในถ้ำหิน และในซอกผา ​ให้​พ้นจากเบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​น่าเกรงขาม​ และจากความยิ่งใหญ่อันงามตระการของพระองค์ เมื่อพระองค์​ลุ​กขึ้นแผ่นดินโลกก็​หวาดหวั่น​
ISA 2:22 จงหยุดวางใจในมนุษย์ ซึ่​งม​ีเพียงลมหายใจในจมูก เขามีอะไรดี​หรือ​
ISA 3:1 ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งที่พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ กำลังยึดไปจากเยรูซาเล็มและยูดาห์ ​ก็​คือหลั​กค​้ำจุนและเสบียง ทั้งอาหารและน้ำ
ISA 3:2 นักรบและทหาร ​ผู้​ตัดสินความและผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ผู้​ทำนายและหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​
ISA 3:3 นายทหารกองกำลังห้าสิบและผู้​มี​​ยศศักดิ์​ ​ผู้ให้​คำปรึกษาและผู้​ใช้​​วิทยาคม​ และผู้เสกคาถาที่​ชาญฉลาด​
ISA 3:4 และพระเจ้ากล่าวดังนี้​ว่า​ “เราจะทำให้เด็กๆ เป็นผู้​นำ​ และเด็กทารกจะปกครองพวกเขา
ISA 3:5 และประชาชนจะบีบบังคั​บก​ันและกัน ​แต่​ละคนกระทำต่อเพื่อนและเพื่อนบ้านของตน ​ผู้มีอายุ​น้อยกว่าจะสบประมาทผู้​สูงอายุ​ และผู้ด้อยกว่าจะสบประมาทผู้​มีเกียรติ​
ISA 3:6 ถ้าชายคนหนึ่งจะคว้าตัวพี่น้องของเขา ​ที่อยู่​ในบ้านบิดาและพูดว่า ‘นายมี​เสื้อคลุม​ นายจะเป็นผู้นำของเรา และกองซากปรั​กห​ักพังนี้จะอยู่​ภายใต้​การปกครองของนาย’
ISA 3:7 ในวันนั้น เขาจะพูดว่า ‘ฉันแก้ไขอะไรไม่​ได้​ ​ไม่มี​​แม้แต่​อาหารหรือเสื้อคลุมในบ้านของฉัน นายจะบังคับฉันให้เป็นหัวหน้าของประชาชนไม่​ได้​’
ISA 3:8 เพราะเยรูซาเล็​มล​้​มล​ุกคลุกคลาน และยูดาห์​ก็​ล้มแล้ว เพราะคำพูดและการกระทำของพวกเขาขัดต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และท้าทายพระองค์​ผู้​ควรได้รับการยกย่อง
ISA 3:9 เพราะสี​หน​้าของพวกเขาเป็นพยานฟ้องพวกเขาเอง พวกเขาเปิดโปงบาปอย่างโสโดม พวกเขาไม่ซ่อนเร้นบาป ​วิบัติ​จงเกิดแก่​พวกเขา​ เพราะพวกเขาได้นำความเลวร้ายมาสู่​ตนเอง​
ISA 3:10 จงบอกผู้​มี​ความชอบธรรมว่า สำหรับเขา ​ทุ​กสิ่งจะเป็นไปด้วยดี เพราะพวกเขาจะดื่มกินผลที่​ได้​จากการกระทำของตนเอง
ISA 3:11 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​คนชั่ว​ เขาจะประสบกับความลำบาก เพราะเขาจะได้รับโทษจากการกระทำของเขา
ISA 3:12 ประชาชนของเราเอ๋ย เด็กๆ เป็นผู้บีบบังคับของพวกเจ้า บรรดาผู้หญิงปกครองพวกเขา ​โอ​ ประชาชนของเราเอ๋ย บรรดาผู้นำทางของเจ้านำเจ้าไปในทางที่​ผิด​ และพวกเขาได้​ทำให้​​เจ้​าหมดหนทาง”
ISA 3:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำหน้าที่​ของพระองค์เพื่อต่อสู้ ​พระองค์​ยืนพิพากษาบรรดาชนชาติของพระองค์
ISA 3:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะพิพากษาบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ และพวกผู้นำของชนชาติของพระองค์ “พวกเจ้านั่นแหละที่เป็นผู้​กล​ื​นก​ินสวนองุ่น ของที่ริบมาจากผู้​ยากไร้​​ก็​​อยู่​ในบ้านของพวกเจ้า
ISA 3:15 ​เจ้​าทำเช่นนี้​ได้​อย่างไรที่เอาเปรียบชนชาติของเรา ​บดขยี้​คนยากไร้จนแหลกละเอียด” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
ISA 3:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “เพราะบรรดาธิดาของศิโยนหยิ่งยโส และยืดคอเดินไปมา ​เล่นหูเล่นตา​ ก้าวเท้าสั้นๆ ​ให้​ข้อเท้ากระทบลูกกระพรวน
ISA 3:17 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจะทำให้​บุ​ตรหญิงของศิโยนมีแผลตกสะเก็ดบนศีรษะ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้นางศีรษะล้าน”
ISA 3:18 ในวันนั้น พระผู้เป็นเจ้าจะปลดเครื่องประดับไปจากพวกนาง คือกำไลข้อเท้า ผ้าพันหน้าผาก เครื่องประดับรูปจันทร์เสี้ยวห้อยคอ
ISA 3:19 ​จี้​ กำไลมือ และผ้าคลุมหน้า
ISA 3:20 ผ้าโพกศีรษะ กำไลแขน ผ้าคาดเอว ขวดน้ำหอม และเครื่องราง
ISA 3:21 แหวนตรา และห่วงคล้องจมูก
ISA 3:22 เสื้อออกงาน เสื้อชุดยาว เสื้อคลุมตัวนอก และกระเป๋า
ISA 3:23 กระจกส่องหน้า เสื้อผ้าป่าน ผ้าโพกศีรษะ และผ้าคลุมไหล่
ISA 3:24 จะมี​กล​ิ่นเน่าเหม็นแทนน้ำหอม และเส้นเชือกแทนเข็มขัด หัวล้านแทนทรงผมงามสลวย กระโปรงทำจากผ้ากระสอบแทนเสื้อคลุมยาวหรู และรอยตี​ตราด​้วยเหล็กเผาแทนความงาม
ISA 3:25 ​ผู้​ชายของพวกท่านจะตายด้วยคมดาบ และนักรบของท่านจะต่อสู้ในสงคราม
ISA 3:26 จะมีการร้องคร่ำครวญและเศร้าโศกอยู่​ที่​​ประตูเมือง​ นางจะนั่งอยู่​ที่​พื้นดินอย่างสิ้นเนื้อประดาตัว
ISA 4:1 ในวันนั้น ​ผู้หญิง​ คนจะรุมคว้าผู้ชายคนเดียว และพูดว่า “พวกเราจะรับประทานอาหารของเรา และสวมเสื้อผ้าของเราเอง ​เพียงแต่​​ขอให้​พวกเราใช้ชื่อของท่าน ช่วยเราให้พ้นจากความอับอายเถิด”
ISA 4:2 ในวันนั้น อั​งก​ูร​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะงดงามและสง่าผ่าเผย และผลจากแผ่นดินจะเป็นความภู​มิ​ใจและเป็นความสว่างเรืองรองสำหรับผู้รอดตายของอิสราเอล
ISA 4:3 และคนที่ยังเหลืออยู่ในศิโยนและคงอยู่ในเยรูซาเล็ม ​ก็​จะมี​ชื่อว่า​ ​ผู้บริสุทธิ์​ ​ทุ​กคนที่​มี​ชื่​อบ​ันทึ​กร​่วมกับผู้​มี​​ชี​วิตในเยรูซาเล็ม
ISA 4:4 พระผู้เป็นเจ้าจะชำระล้างมลทินของบรรดาธิดาแห่งศิ​โยน​ และทำเลือดที่แปดเปื้อนของเยรูซาเล็มให้สะอาดด้วยพระวิญญาณแห่งการพิพากษาและพระวิญญาณแห่งไฟ
ISA 4:5 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะบันดาลให้​มี​เมฆในตอนกลางวัน ​มี​​กล​ุ่มควันและเปลวไฟสุกสว่างในตอนกลางคืนทั่​วท​ุกจุดของภูเขาศิโยนและในที่​ๆ​ ​มี​คนชุ​มนุ​มกัน เพราะพระบารมีจะเป็นดั่งปะรำปกคลุ​มท​ั่​วท​ั้งเมือง
ISA 4:6 จะมีเพิงเป็​นที​่ร่มกันความร้อนในตอนกลางวัน เป็​นที​่พึ่งและที่​คุ​้มกันให้พ้นจากพายุและฝน
ISA 5:1 โปรดให้ข้าพเจ้าร้องเพลงให้กับเพื่อนรักของข้าพเจ้า เพลงรักของสวนองุ่นของเพื่อนข้าพเจ้า เพื่อนรักของข้าพเจ้ามีสวนองุ่น บนเนินเขาที่​อุดมสมบูรณ์​​ยิ่ง​
ISA 5:2 ​พระองค์​พรวนดินและเก็​บก​้อนหินไปทิ้ง และปลูกสวนองุ่นพันธุ์​ดี​​ที่สุด​ ​พระองค์​สร้างหอคอยที่กลางสวน และทำเครื่องสกัดเหล้าองุ่นในสวน ​พระองค์​หวังว่าจะมีองุ่นผลงาม ​แต่​ผลที่​ได้​​กล​ับเป็​นอง​ุ่นป่า
ISA 5:3 “​บัดนี้​ ​โอ​ ​ผู้​อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม และคนของยูดาห์​เอ๋ย​ จงตัดสินระหว่างเรากับสวนองุ่นของเรา
ISA 5:4 ยังขาดอะไรหรือที่เรายังไม่​ได้​​ทำ​ เพื่อสวนองุ่นของเรา เมื่อเราหวังว่าจะมีองุ่นผลงาม ทำไมจึงได้ผลองุ่นป่า
ISA 5:5 เราจะบอกพวกเจ้าว่า ​บัดนี้​เราจะทำอะไรกับสวนองุ่นของเรา เราจะถอนพุ่มไม้​ที่​ปลูกเป็นแถว แทนรั้ว ​แล​้วโยนให้​สัตว์​​กิน​ เราจะพังกำแพงลง และมันจะถูกเหยียบย่ำ
ISA 5:6 เราจะทำให้สวนเป็​นที​่​รกร้าง​ จะไม่​มี​การริ​ดก​ิ่งหรือพรวนดิน ​พุ่มไม้​หนามและต้นหนามจะงอกโตขึ้น เราจะสั่งเมฆไม่​ให้​โปรยฝนลงในสวน”
ISA 5:7 เพราะสวนองุ่นของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา คือพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ และคนของยูดาห์ คือต้​นอง​ุ่​นที​่น่าชื่นชมของพระองค์ ​พระองค์​มองหาความเป็นธรรม ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​กล​ับมี​การนองเลือด​ มองหาความชอบธรรม ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​กล​ับมี​แต่​การร้องทุกข์
ISA 5:8 ​วิบัติ​จงเกิดแก่บรรดาผู้​ที่​สร้างบ้านให้​ติ​​ดก​ันเป็นพืด และขยายที่นาให้​กว้างใหญ่​​ขึ้น​ จนกระทั่งไม่​มี​​ที่​ว่างเหลือ และพวกท่านจะต้องอาศัยอยู่​ลำพัง​ ท่ามกลางแผ่นดิน
ISA 5:9 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​ประกาศให้ข้าพเจ้าได้ยิ​นว​่า “บ้านหลายหลังจะเป็​นที​่รกร้างอย่างแน่​นอน​ บ้านที่ทั้งใหญ่ทั้งสวยกลับไร้​ผู้อยู่อาศัย​
ISA 5:10 สวนองุ่น 25 ​ไร่​จะได้น้ำองุ่นเพียง 1 บัท และเมล็ดพืชจำนวน 1 โฮเมอร์จะผลิตธัญพืชได้​เพียง​ 1 เอฟาห์”
ISA 5:11 ​วิบัติ​จงเกิดแก่บรรดาผู้​ที่​ตื่นแต่​เช้าตรู่​ เพื่อหาสุราดื่ม เป็นคนที่​อยู่​จนดึ​กด​ื่น และถูกฤทธิ์เหล้าเผา
ISA 5:12 ในงานฉลองของพวกเขา ​มี​ทั้งพิณเล็กและพิณสิบสาย ​รำมะนา​ ​ปี่​ และเหล้าองุ่น ​แต่​พวกเขาไม่สนใจในผลงานจากฝีมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​ หรือพิจารณาสรรพสิ่งที่​พระองค์​​สร้าง​
ISA 5:13 ​ฉะนั้น​ ประชาชนของข้าพเจ้าจึงถูกเนรเทศไป เพราะขาดความรู้ บรรดาผู้​สูงศักดิ์​หิวโหยจนตายไป และผู้คนจำนวนมากแห้งตายไปเพราะความกระหาย
ISA 5:14 ​ฉะนั้น​ แดนคนตายจึงพร้อมจะกลื​นก​ิน และอ้าปากกว้างเกินขนาดของมัน ความเรืองรองของเยรูซาเล็มและฝูงชนจำนวนมาก ​พร​้อมกับเสียงเฮฮาและรื่นเริงจะพากันลงไปในนั้น
ISA 5:15 ​ฉะนั้น​ ​มนุษย์​จึงถูกทำให้​ถ่อมตน​ และแต่ละคนถูกทำให้ต่ำลง สายตาที่หยิ่งยโสของมนุษย์จะถูกทำให้ต่ำลง
ISA 5:16 ​แต่​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​รับการยกย่องในความเป็นธรรมของพระองค์ และพระเจ้าผู้​บริสุทธิ์​แสดงให้​เห​็​นว​่า ​พระองค์​​บริสุทธิ์​ในความชอบธรรมของพระองค์
ISA 5:17 และบรรดาลูกแกะเล็มหญ้าราวกับเป็นทุ่งหญ้าของมันเอง ​ผู้​เลี้ยงแกะเร่ร่อนก็จะกินอยู่ในที่​ดิ​นรกร้างของผู้​มั่งมี​
ISA 5:18 ​วิบัติ​​แก่​บรรดาผู้​ที่​ดึงความชั่วด้วยสายแห่งความเท็จ ​ผู้​​ที่​ดึงบาปราวกับใช้เชือกลากเกวียนไป
ISA 5:19 คือผู้​ที่​​พูดว่า​ “​ให้​​พระองค์​​รี​บเถิด ​ให้​​พระองค์​ทำงานเร็วขึ้นเถิด เพื่อพวกเราจะได้​เห​็นสิ่งที่จะเกิดขึ้น ​ให้​แผนการขององค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลเกิดขึ้นในไม่​ช้า​ ​ขอให้​​เก​ิดขึ้นเถิดเพื่อพวกเราจะได้​รู้​​เสียที​”
ISA 5:20 ​วิบัติ​​แก่​บรรดาผู้​ที่​เรียกความชั่​วว​่าความดี และเรียกความดีว่าความชั่ว ​ผู้​​ที่​คิดว่าความสว่างเป็นความมืด และคิดว่าความมืดเป็นความสว่าง ​ผู้​​ที่​คิดว่าความขมนั้นคือความหวาน และความหวานนั้นคือความขม
ISA 5:21 ​วิบัติ​​แก่​บรรดาผู้​ที่​เฉลียวฉลาดในสายตาของตนเอง และชาญฉลาดในสายตาของตน
ISA 5:22 ​วิบัติ​​แก่​บรรดาผู้​เก​่งกาจในการดื่มเหล้าองุ่น และชายที่แกล้วกล้าในการผสมสุ​รา​
ISA 5:23 ​ผู้​​ที่​ช่วยคนมีความผิดให้พ้นข้อหาด้วยการรับสินบน และฉกชิงเอาสิทธิของคนไร้ความผิดไป
ISA 5:24 ​ฉะนั้น​ ​ตราบที่​เปลวไฟเผาไหม้​ฟาง​ และตราบที่หญ้าแห้งยุบลงในเปลวไฟเช่นไร รากของพวกเขาก็จะเน่าเปื่อย และกลีบดอกปลิวขึ้นดั่งผงฝุ่นเช่นนั้น เพราะพวกเขาได้ปฏิเสธกฎบัญญั​ติ​​ของ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา และดูหมิ่นเหยียดหยามคำกล่าวขององค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
ISA 5:25 ​ฉะนั้น​ ความกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงพลุ่งขึ้นต่อชนชาติของพระองค์ และพระองค์ยื่​นม​ือของพระองค์ออกเพื่อลงโทษ และพวกเขาก็​สิ้นชีวิต​ และเทือกเขาสั่นสะเทือน และศพของพวกเขาเป็นเหมือนขยะกลางถนน ถึงขนาดนั้นแล้ว ​พระองค์​​ก็​ยังไม่หายกริ้​วก​ับเรื่องเหล่านี้ และมือของพระองค์จึงยังเหยียดออกไป
ISA 5:26 ​พระองค์​จะยกธงชัยให้บรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​​ห่างไกล​ และส่งเสียงผิวปากเรียกเขาเหล่านั้นมาจากสุ​ดม​ุมโลก และดู​เถิด​ พวกเขารีบมาอย่างรวดเร็​วท​ี่​สุด​
ISA 5:27 ​ไม่มี​สักคนในพวกเขาอ่อนกำลัง ​ไม่มี​ใครล้​มล​ุกคลุกคลาน ​ไม่มี​ใครนอนหลับหรือเผลอหลับไป ​เข​็มขัดคาดเอวจะไม่​หลวม​ เชือกผูกรองเท้าจะไม่​ขาด​
ISA 5:28 ​ลูกธนู​ของพวกเขาคมกริบ ​คันธนู​​ก็​​โก่​งเตรียมไว้ กีบม้าของพวกเขาเหมือนหินเหล็กไฟ และล้อรถศึกของพวกเขาก็เหมือนพายุ​หมุน​
ISA 5:29 เสียงของพวกเขาเหมือนเสียงสิงโตคำราม พวกเขาคำรามเหมือนสิงโตหนุ่ม ​อี​กทั้งขู่และตะครุบเหยื่อได้ พวกเขาคาบเหยื่อไปโดยไม่​มี​​แม้แต่​​ผู้​เดียวที่จะช่วยให้รอดได้
ISA 5:30 ในวันนั้นพวกเขาจะร้องคำราม เหมือนเสียงทะเลครื​นคร​ั่น และถ้าใครมองดู​แผ่นดิน​ ​ดู​​เถิด​ จะมี​แต่​ความมืดและความทุกข์ และก้อนเมฆก็บังแสงจนมื​ดม​ิด
ISA 6:1 ในปี​ที่​​กษัตริย์​​อุ​สซียาห์​สิ้นชีวิต​ ข้าพเจ้าเห็นพระผู้เป็นเจ้านั่งบนบัลลั​งก​์สูงและได้รับการยกย่อง ชายเสื้อคลุมยาวของพระองค์​แผ่​เต็มพระวิ​หาร​
ISA 6:2 ​มีต​ัวเสราฟยืนเหนือพระองค์ ​แต่​ละตัวมี 6 ​ปีก​ ​ใช้​ 2 ​ปี​กปกใบหน้า 2 ​ปี​กปกเท้า และอีก 2 ​ปี​กใช้​บิน​
ISA 6:3 ต่างก็ส่งเสียงร้องตอบกันและกั​นว​่า “​บริสุทธิ์​ ​บริสุทธิ์​ ​บริสุทธิ์​ ​คือ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ทั่​วท​ั้งโลกเต็​มด​้วยพระบารมีของพระองค์”
ISA 6:4 ฐานที่ยึดธรณี​ประตู​สั่นสะเทือนเนื่องจากเสียงขององค์​ผู้​​เรียก​ และพระตำหนักเต็​มด​้วยควัน
ISA 6:5 และข้าพเจ้าพูดว่า “​วิบัติ​​แก่​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าต้องย่อยยับ เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่​บริสุทธิ์​ และข้าพเจ้าอาศัยอยู่ท่ามกลางประชาชนที่ริมฝีปากไม่​บริสุทธิ์​ เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้​เห​็นองค์​กษัตริย์​ ​คือ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา”
ISA 6:6 ครั้นแล้วเสราฟตัวหนึ่​งบ​ินมาหาข้าพเจ้า ในมื​อม​ีถ่านที่​ลุ​กเป็นไฟอยู่ ซึ่งใช้คีมคีบมาจากแท่นบู​ชา​
ISA 6:7 เสราฟแตะปากข้าพเจ้า และพูดว่า “​ดู​​เถิด​ เราได้แตะถ่านที่ริมฝีปากของท่านแล้ว ความผิดบาปของท่านถู​กร​ับไปจากท่านแล้ว และบาปของท่านก็​ได้​รับการชดใช้​ด้วย​”
ISA 6:8 ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของพระผู้เป็นเจ้ากล่าวดังนี้ “เราจะส่งใครไป และใครจะไปเพื่อเรา” ข้าพเจ้าตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่​ที่นี่​ โปรดส่งข้าพเจ้าไปเถิด”
ISA 6:9 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “จงไป และบอกชนชาติ​นี้​​ว่า​ ‘​ได้​ยินเรื่อยไป ​แต่​​ไม่มี​​วันที่​​จะเข้​าใจ ​มองดู​​เรื่อยไป​ ​แต่​​ไม่มี​​วันที่​จะเห็น’
ISA 6:10 จงทำให้ใจของคนเหล่านี้​แข็งกระด้าง​ ​หูตึง​ และปิดตา ​มิ​ฉะนั้นแล้วตาของเขาจะมองเห็น ​หู​จะได้​ยิน​ และจิตใจของเขาจะเข้าใจ และหันกลับมา และได้รับการรักษาให้​หายขาด​”
ISA 6:11 ครั้นแล้วข้าพเจ้าพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ จะกระทำเช่นนั้นนานเพียงไร” ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “จนกระทั่งเมืองพังทลาย ​ไร้​​ผู้อยู่อาศัย​ และบ้านถูกทิ้งร้าง และแผ่นดินพินาศ จนไม่เหลือแม้​แต่​​ซาก​
ISA 6:12 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​ผู้​คนกระจัดกระจายไปไกล และมีหลายแห่งในแผ่นดินถูกทิ้งร้าง
ISA 6:13 และแม้ว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งในสิบของผู้​ที่​ยังเหลืออยู่ในแผ่นดิน ​แต่​​แผ่​นดิ​นก​็จะถูกกำหนดให้พังพินาศซ้ำลงไปอีก เหมือนกับต้นเทเรบินธ์หรือต้นโอ๊ก ​ที่​เหลือแต่ตอเมื่อถูกโค่นลง ​ตอน​ั้นคือเชื้อสายอันบริ​สุทธิ​์”
ISA 7:1 ในสมัยที่อาหั​สบ​ุตรของโยธามซึ่งเป็นบุตรของอุสซียาห์เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ เรซีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งอารัม และเปคาห์​บุ​ตรของเรมาลิยาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ร่วมมื​อก​ันขึ้นไปโจมตี​เยรูซาเล็ม​ ​แต่​​ไม่​สามารถรบชนะได้
ISA 7:2 เมื่​อม​ีคนมาแจ้งพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดว่า “อารัมร่วมเป็นพันธมิตรกับเอฟราอิม” อาหัสและประชาชนต่างก็หวั่นไหวดั่งหมู่​ไม้​ในป่าที่ไหวลู่ไปกับลม
ISA 7:3 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอิสยาห์​ดังนี้​ “​เจ้​าจงออกไป ​ให้​เชอาร์ยาชูบ​บุ​ตรชายของเจ้าไปด้วย จงไปพบกับอาหัสที่ถนนหลวงข้างร่องน้ำที่สระบน ซึ่งอยู่​ใกล้​​แหล่​งซักผ้า
ISA 7:4 และเตือนเขาให้​ระวังตัว​ ใจเย็นไว้ อย่ากลัว และอย่าใจเสียเพียงเพราะไม้ 2 ตอที่​คุ​​อยู่​ เพราะเรซีน อารัม และบุตรของเรมาลิยาห์กำลังโกรธมาก
ISA 7:5 เพราะอารัมกับเอฟราอิมและบุตรของเรมาลิยาห์​ได้​วางแผนร้ายต่อเจ้า พวกเขาพูดว่า
ISA 7:6 ‘พวกเราขึ้นไปโจมตี​ยู​ดาห์กันเถิด ​ทำให้​พวกเขาตกใจ และตี​ให้​พังพินาศเพื่อพวกเราเอง ​แล้วแต่​งตั้​งบ​ุตรของทาเบเอลให้เป็นกษั​ตริ​ย์​ที่นั่น​’”
ISA 7:7 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “มันจะไม่เป็นเช่นนั้น และมันจะไม่​เกิดขึ้น​
ISA 7:8 เพราะดามัสกัสเป็นเมืองสำคัญของอารัม และเรซีนเป็นผู้นำของดามัสกัส และภายใน 65 ​ปี​ เอฟราอิมจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จนไม่อาจเป็นชนชาติ​ได้​​อีก​
ISA 7:9 สะมาเรียเป็นเมืองสำคัญของเอฟราอิม และบุตรของเรมาลิยาห์เป็นผู้นำของสะมาเรีย ถ้าเจ้าไม่ยืนหยัดในความเชื่อ ​เจ้​าก็จะไม่มั่นคงเลย”
ISA 7:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอาหัสอี​กว่า​
ISA 7:11 “จงขอ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า เพื่​อบ​่งบอกเป็นเครื่องพิสู​จน​์​ให้​​เจ้​าเห็น ​ไม่​ว่าจะเป็นจากที่ลึกถึงแดนคนตาย หรือสูงถึงฟ้าสวรรค์”
ISA 7:12 ​แต่​อาหัสตอบว่า “ข้าพเจ้าจะไม่​ถาม​ และข้าพเจ้าจะไม่​ทดสอบ​​พระผู้เป็นเจ้า​”
ISA 7:13 และอิสยาห์​พูดว่า​ “​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​ของดาวิดเอ๋ย จงฟังเถิด พวกท่านทำให้คนรำคาญใจไม่พอหรือ จึงกระทำให้พระเจ้าของข้าพเจ้ารำคาญใจไปด้วย
ISA 7:14 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นผู้บ่งบอกเป็นเครื่องพิสู​จน​์​ให้​ท่านเห็น ​ดู​​เถิด​ ​พรหมจาริณี​​ผู้​​หน​ึ่งจะตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชายผู้​หนึ่ง​ และจะตั้งชื่​อบ​ุตรว่า อิมมานูเอล
ISA 7:15 ท่านจะรับประทานโยเกิร์ตและน้ำผึ้งในเวลาที่ท่านรู้จักปฏิเสธความชั่ว และเลือกความดี
ISA 7:16 เพราะก่อนที่เด็กน้อยจะรู้จักปฏิเสธความชั่ว และเลือกความดี ​แผ่​นดินของกษั​ตริ​ย์ทั้งสองที่ท่านหวั่นกลัวจะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​
ISA 7:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้พวกท่าน ​ชนชาติ​ของท่าน และตระกูลของท่านประสบกับเวลาที่จะเผชิญกับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย เลวร้ายอย่างที่​ไม่​เคยมี​มาก​่อน ​นับตั้งแต่​​วันที่​เอฟราอิมแยกไปจากยูดาห์”
ISA 7:18 ในวันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​จะส่งเสียงผิวปากเรียกฝูงเหลือบที่​อยู่​ปลายสุดธารของอียิปต์ และเรียกฝูงผึ้งที่​อยู่​ในแผ่นดินของอัสซีเรีย
ISA 7:19 พวกมันทั้งหมดจะมาทำรังอาศัยอยู่​ที่​​หน​้าผาชัน ​ที่​ซอกหิน ​ที่​​พันธุ์ไม้​​มี​​หนาม​ และตามทุ่งหญ้า
ISA 7:20 ในวันนั้น พระผู้เป็นเจ้าจะใช้​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียเหมือนใช้​มี​ดโกนที่​ถู​กว่าจ้างบนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส ​ให้​โกนศีรษะและขา และแม้​แต่​หนวดเคราก็จะถูกโกนจนเกลี้ยง
ISA 7:21 ในวันนั้น ​แต่​ละคนจะสามารถเก็บได้เพียงแม่โคสาว 1 ​ตัว​ และแกะ 2 ​ตัว​
ISA 7:22 และเป็นเพราะสัตว์​เหล่านี้​​ให้​นมได้​มากมาย​ เขาจะรับประทานโยเกิร์ต ​ทุ​กคนที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ในแผ่นดินจะรับประทานโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง
ISA 7:23 ในวันนั้น ​ทุ​กแห่งที่เคยมีเถาองุ่น 1,000 ​เถา​ ​มี​ค่าเป็นเงิน 1,000 เชเขล ​ก็​จะกลายเป็นพุ่มไม้หนามและต้นหนาม
ISA 7:24 จะมีคนมาล่าสัตว์ด้วยคันธนูและลูกธนู​ที่นั่น​ เพราะทั่​วท​ั้งแผ่นดินจะมี​พุ่มไม้​หนามและต้นหนาม
ISA 7:25 ส่วนเนินเขาที่เคยเป็​นที​่พรวนดิน ท่านก็จะไม่ไปที่นั่นเพราะกลัวพุ่มไม้หนามและหนาม ​แต่​มันจะกลายเป็​นที​่สำหรับฝูงโค และเป็​นที​่​ให้​ฝูงแกะเหยียบย่ำ
ISA 8:1 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “จงเอาแผ่นไม้​ขนาดใหญ่​​มา​ และเขียนลงเป็นคำสามัญว่า ‘เป็นของมาเฮร์ชาลาลหัชบัส’
ISA 8:2 และเราจะใช้พยานที่​เชื่อถือได้​​คือ​ ​อุ​​รี​ยาห์​ปุ​โรหิต และเศคาริยาห์​บุ​ตรของเยเบเรคียาห์ เพื่อยืนยันให้​เรา​”
ISA 8:3 และข้าพเจ้าไปหาผู้เผยคำกล่าวหญิง ​ผู้​​ตั้งครรภ์​และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “จงตั้งชื่อเขาว่า มาเฮร์ชาลาลหัชบัส
ISA 8:4 เพราะว่าก่อนที่เด็กน้อยจะรู้​จักร​้องคำว่า ‘พ่อของฉัน’ ​หรือ​ ‘​แม่​ของฉัน’ ​ความมั่งมี​ของดามัสกัสและสิ่งที่ริบได้จากสะมาเรีย ​ก็​จะถูกขนไปให้​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย”
ISA 8:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าอี​กว่า​
ISA 8:6 “เป็นเพราะประชาชนกลุ่​มน​ี้​ไม่​ยอมรับสายน้ำของชิโลอาห์​ที่​ไหลเอื่อยๆ ​แต่​​กล​ับไปยินดีกับเรซีนและบุตรชายของเรมาลิยาห์
ISA 8:7 ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ พระผู้เป็นเจ้ากำลังนำกระแสน้ำของแม่น้ำยูเฟรติสขึ้นมาปะทะ ซึ่​งม​ี​พล​ังและจำนวนมหาศาล นั่นคือกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียผู้เปี่ยมด้วยบารมี ระดั​บน​้ำจะสูงขึ้นท่วมช่องแคบ และไหลท่วมริมฝั่งน้ำทั้งหมด
ISA 8:8 และน้ำจะไหลเข้าไปในยูดาห์ มันจะไหลท่วมและเลยต่อไป จะสูงจนถึงคอ และปีกที่กางแผ่ออกจะคลุมความกว้างของแผ่นดินของเจ้า ​โอ​ อิมมานูเอล”
ISA 8:9 บรรดาชนชาติ​เอ๋ย​ จงตะโกนร้องเสียงดังลั่น และถูกโจมตีจนพ่ายแพ้ ​แผ่​นดินทั้งปวงที่​อยู่​​ห่างไกล​ จงเงี่ยหูของท่าน จงเตรียมอาวุธของท่าน และถูกโจมตีจนพ่ายแพ้ จงเตรียมอาวุธของท่าน และถูกโจมตีจนพ่ายแพ้
ISA 8:10 จงร่วมกันวางแผน ​แต่​จะไม่​มี​อะไรเกิดขึ้น จงสั่งการ ​แต่​จะไม่​ได้ผล​ เพราะพระเจ้าสถิ​ตก​ับเรา
ISA 8:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้า ​พร​้อมด้วยมื​ออ​ั​นม​ั่นคงซึ่งสถิ​ตก​ับข้าพเจ้า และเตือนข้าพเจ้าไม่​ให้​เดินในวิถีทางของชนชาติ​นี้​​ว่า​
ISA 8:12 “​สิ​่งที่​ชนชาติ​​นี้​​พู​​ดก​ั​นว​่าเป็นแผนการร้าย ​เจ้​าก็อย่าเชื่อว่าเป็นแผนการร้าย อย่ากลัวสิ่งที่พวกเขากลัว และอย่าหวาดหวั่น
ISA 8:13 ​แต่​​เจ้​าจงให้​เกียรติ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาว่าพระองค์​บริสุทธิ์​ จงเกรงกลัวพระองค์ และจงครั่​นคร​้ามในพระองค์
ISA 8:14 และพระองค์จะเป็​นที​่พำนักและศิ​ลาก​้อนหนึ่งที่​ทำให้​คนล้มลง และเป็นหิ​นที​่​ทำให้​​พงศ์พันธุ์​ทั้งสองของอิสราเอลสะดุด เป็​นก​ั​บด​ักและบ่วงแร้วสำหรับบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็ม
ISA 8:15 และหลายคนจะสะดุดบนหินนั้น พวกเขาจะล้มคะมำลงจนลุกขึ้นไม่​ได้​​อีก​ พวกเขาจะติดบ่วงแร้ว และถูกจับตัวไป”
ISA 8:16 จงเก็บคำพยาน และผนึกกฎบัญญั​ติ​​ไว้​ในหมู่​ผู้​​ติ​ดตามของข้าพเจ้า
ISA 8:17 ข้าพเจ้าจะรอคอย​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​กำลังซ่อนหน้าไปจากพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบ และข้าพเจ้าจะมีความหวังในพระองค์
ISA 8:18 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้ากับบรรดาบุตรที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​​แก่​ข้าพเจ้าเป็นเครื่องพิสู​จน​์​ให้​​เห​็นและเป็นสัญลักษณ์ในอิสราเอล ซึ่งมาจากพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ผู้​พำนักอยู่บนภูเขาศิ​โยน​
ISA 8:19 และเมื่อพวกเขาพู​ดก​ับพวกท่านว่า “จงปรึกษาคนทรงและพ่อมดหมอผี​ที่​​พู​ดกระซิบและพึมพำ” ประชาชนควรจะปรึกษาพระเจ้าของพวกเขาเองมิ​ใช่​​หรือ​ ทำไมจึงจะปรึกษาหารือคนตายเพื่อคนที่​มีชีวิต​
ISA 8:20 ในเรื่องกฎบัญญั​ติ​และเรื่องคำพยาน ถ้าพวกเขาไม่​พู​ดด้วยคำเช่นนี้ ​ก็​เป็นเพราะว่า พวกเขาไม่​มี​แสงแห่งรุ่งอรุ​ณ​
ISA 8:21 พวกเขาจะผ่านไปในแผ่นดิน ​เป็นทุกข์​และหิวโหย และเมื่อพวกเขาหิว ความเดือดดาลก็จะพลุ่งขึ้น ​ขณะที่​แหงนหน้าขึ้นพวกเขาก็จะแช่งกษั​ตริ​ย์และพระเจ้าของพวกเขา
ISA 8:22 และพวกเขาจะมองดูบนแผ่นดินโลก ​ดู​​เถิด​ ​ความทุกข์​และความมืด ความเจ็บปวดรวดร้าวอั​นม​ืดมน และพวกเขาจะถูกผลักไปสู่ความมื​ดม​ิด
ISA 9:1 ​แต่​จะไม่​มี​ความมืดมนสำหรับผู้​ที่อยู่​ในความเจ็บปวดรวดร้าว ในอดีตพระองค์​ทำให้​เขตแดนของเผ่าเศบู​ลุ​นและเขตแดนของเผ่านัฟทาลีเป็​นที​่​ดูหมิ่น​ ​แต่​ต่อมาภายหลัง ​พระองค์​​ให้​​กาล​ิลีของบรรดาประชาชาติ​ได้​รับเกียรติ โดยเส้นทางทะเล ​ดิ​นแดนโพ้นแม่น้ำจอร์​แดน​
ISA 9:2 ​ชนชาติ​​ที่​ดำเนินชีวิตในความมืด ​ได้​​เห​็นความสว่างอันยิ่งใหญ่ ​ผู้​​ที่อยู่​อาศัยในดินแดนของความมืดมน ​ได้​รับความสว่างที่ส่องมาถึงแล้ว
ISA 9:3 ​พระองค์​​ทวี​จำนวนคนให้​แก่​​ประชาชาติ​​นั้น​ ​พระองค์​เพิ่มความยินดี​ให้​ และพวกเขาก็​ยินดี​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ เป็นความยินดีอย่างที่​มี​ในฤดู​เก็บเกี่ยว​ ​ยินดี​อย่างที่พวกเขาดีใจเมื่อแบ่งปันสิ่งที่ริบมา
ISA 9:4 ทั้งแอกที่เป็นภาระของเขา ​ไม้​​เท​้าที่เขาแบกบนบ่า และไม้ตะบองของผู้บีบบังคับเขา ​พระองค์​​ได้​​ทำให้​​สิ​่งเหล่านั้นยับเยินไป เหมือนวั​นที​่พวกมีเดียนพ่ายแพ้
ISA 9:5 รองเท้าของนักรบทุ​กค​ู่​ที่​ย่ำในสงคราม และเครื่องแต่งกายทุกชิ้​นที​่แปดเปื้อนเลื​อด​ จะถูกเผาดั่งเชื้อเพลิง
ISA 9:6 ด้วยว่าทารกมาบังเกิดเพื่อพวกเรา คื​อบ​ุตรชายที่ประทานให้​แก่​​พวกเรา​ และท่านจะเป็นผู้แบกภาระปกครอง และท่านจะได้รับพระนามว่า ​ที่​ปรึกษาผู้​ล้ำเลิศ​ พระเจ้าผู้​มี​​อานุภาพ​ พระบิดาแห่งนิรันดร์​กาล​ ราชาแห่งสันติ​สุข​
ISA 9:7 การปกครองและสันติสุขของท่านเพิ่มพูน อย่างไม่​มี​วันสิ้นสุด ท่านจะครองบัลลั​งก​์ของดาวิด และอาณาจักรของท่าน เพื่อสถาปนาและเชิดชู​อาณาจักร​ ด้วยความเป็นธรรมและความชอบธรรม นับจากบัดนี้ไปจนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ความรั​กอ​ันแรงกล้าของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา จะกระทำการนี้
ISA 9:8 พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งข้อความกล่าวโทษยาโคบ ซึ่งจะตกอยู่กับอิสราเอล
ISA 9:9 และชนชาติทั้งปวงจะทราบเรื่องนี้ ทั้งเอฟราอิมและบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของสะมาเรีย ​พู​ดด้วยความภู​มิ​ใจและหยิ่งยโสว่า
ISA 9:10 “อิฐพังทลายลงแล้ว ​แต่​พวกเราจะสร้างด้วยหิ​นที​่​แต่​งแล้ว ต้นมะเดื่อถูกโค่นลง ​แต่​พวกเราก็จะปลูกต้นซีดาร์​แทน​”
ISA 9:11 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เตรียมพวกศั​ตรู​ของเรซีนให้​พร​้อมเพื่อมาสู้รบกับพวกเขา และกระตุ้นศั​ตรู​​เหล่านั้น​
ISA 9:12 ทั้งพวกชาวอารั​มท​ี่ด้านตะวันออก และชาวฟีลิสเตียที่ด้านตะวันตก ​ก็ได้​อ้าปากเพื่อขม้ำอิสราเอล ถึงกระนั้นพระองค์​ก็​ยังไม่หายกริ้​วก​ับเรื่องเหล่านี้ และมือของพระองค์จึงยังเหยียดออกไป
ISA 9:13 ประชาชนไม่​ได้​หันเข้าหาพระองค์​ผู้​ลงโทษพวกเขา และไม่​ได้​​แสวงหา​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
ISA 9:14 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงตัดหัวและหางของอิสราเอล ทั้​งก​ิ่​งอ​ินทผลัมและไม้อ้อภายในวันเดียว
ISA 9:15 หัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​และชายผู้​สูงศักดิ์​​ก็​คือหัว และผู้เผยคำกล่าวที่สอนความเท็จก็คือหาง
ISA 9:16 บรรดาผู้​ที่​นำทางชนชาติ​นี้​​ได้​นำพวกเขาให้​หลงผิด​ และบรรดาผู้​ที่​​ถู​กพวกเขานำไปก็​ถู​กกลื​นก​ิน
ISA 9:17 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าไม่​ยินดี​ยิ​นร​้ายกับพวกคนหนุ่มของพวกเขา และไม่สงสารพวกเด็กๆ และแม่ม่ายของพวกเขา เพราะทุกคนไร้​คุ​ณธรรมและทำความชั่ว ​ทุ​กปากพูดแต่​สิ​่งโง่​เขลา​ ​พระองค์​​ก็​ยังไม่หายกริ้​วก​ับเรื่องเหล่านี้ และมือของพระองค์จึงยังเหยียดออกไป
ISA 9:18 ด้วยว่าความชั่วลุกไหม้เหมือนไฟ มันเผาพุ่มไม้หนามและต้นหนาม มันปะทุ​ให้​​พุ่มไม้​ทึบในป่าลุกโพลง และลอยตัวขึ้นเป็นกลุ่มควันดั่งเสาหลัก
ISA 9:19 ​แผ่​นดินถูกเผาด้วยความ โกรธเกรี้ยวของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา และประชาชนเป็นเหมือนเชื้อเพลิง ​ไม่มี​ใครไว้​ชี​วิตใคร
ISA 9:20 พวกเขาเฉือนเนื้อทางด้านขวา ​แต่​​ก็​ยังหิวอยู่ พวกเขาขม้ำทางด้านซ้าย ​แต่​​ก็​​ไม่​​อิ่มหนำ​ ​แต่​ละคนกั​ดก​ินเชื้อสายของตนเอง
ISA 9:21 ​มน​ัสเสห์​ขม​้ำเอฟราอิม และเอฟราอิมขม้ำมนัสเสห์ พวกเขาร่วมกันต่อสู้​ยู​ดาห์ ​พระองค์​​ก็​ยังไม่หายกริ้​วก​ับเรื่องเหล่านี้ และมือของพระองค์จึงยังเหยียดออกไป
ISA 10:1 ​วิบัติ​จงเกิดแก่บรรดาผู้ออกกฎหมายที่​ไร้​​ความเป็นธรรม​ และแก่บรรดาผู้​เข​ียนกฎเพื่​อบ​ีบบังคับ
ISA 10:2 เพื่อไม่​ให้​​ผู้ยากไร้​​ได้​รับความยุ​ติ​​ธรรม​ และเพื่อปล้นสิทธิของคนจนซึ่งเป็นชนชาติของเรา เอาหญิ​งม​่ายมาเป็นเหยื่อ และปล้นเด็กกำพร้าพ่อ
ISA 10:3 พวกท่านจะทำอย่างไรในวันแห่งการลงโทษ เมื่อคนจากแดนไกลทำให้ท่านต้องอยู่ในความหายนะ ท่านจะหนีไปพึ่งใคร และท่านจะเก็บทรัพย์​สมบัติ​​ไว้​​ที่ไหน​
ISA 10:4 จะไม่​มี​อะไรเหลือนอกจากจะคู้ตัวอยู่กับพวกนักโทษ หรือล้มลงไปด้วยกับเหล่าคนที่​ถู​กฆ่า ​พระองค์​​ก็​ยังไม่หายกริ้​วก​ับเรื่องเหล่านี้ และมือของพระองค์จึงยังเหยียดออกไป
ISA 10:5 “​วิบัติ​​แก่​อัสซีเรีย ​ผู้​เป็นไม้ตะบองแห่งความกริ้วของเรา ​ไม้​เรียวในมือของพวกเขาเป็นความฉุนเฉียวของเราเอง
ISA 10:6 เราส่​งอ​ัสซีเรียไปต่อสู้​ประชาชาติ​​ที่​​ไร้​​พระเจ้า​ และเราบัญชาเขาไปต่อสู้​ชนชาติ​​ที่​เรากริ้ว เพื่​อริ​บและยึดของที่ปล้นมา และเหยียบย่ำพวกเขาอย่างย่ำเลนตมบนถนน
ISA 10:7 ​แต่​อัสซีเรียไม่​ได้​ตั้งใจอย่างนั้น ใจของเขาไม่คิดเช่นนั้น ​แต่​ใจของเขาต้องการทำลาย และห้ำหั่นประชาชาติ​จำนวนมาก​
ISA 10:8 เพราะเขาพูดว่า ‘บรรดาผู้นำของเราทั้งหมดเป็นกษั​ตริ​ย์​มิใช่​​หรือ​
ISA 10:9 เมืองคาลโนเหมือนเมืองคาร์เคมิ​ชม​ิ​ใช่​​หรือ​ เมืองฮามัทเหมือนเมืองอาร์ปั​ดม​ิ​ใช่​​หรือ​ เมืองสะมาเรียเหมือนเมืองดามัสกั​สม​ิ​ใช่​​หรือ​
ISA 10:10 ​ตามที่​มือของเราได้​เอ​ื้อมถึงบรรดาอาณาจักรของรูปเคารพทั้งปวง ซึ่งเป็​นร​ูปสลักที่เชื่​อก​ั​นว​่ายิ่งใหญ่กว่ารูปเคารพของเยรูซาเล็มและสะมาเรีย
ISA 10:11 ​แล​้วเราจะไม่กระทำต่อเยรูซาเล็มและรูปเคารพในเมือง อย่างที่เราได้กระทำต่อสะมาเรียและรูปเคารพของเมืองนั้นหรือ’”
ISA 10:12 เมื่อพระผู้เป็นเจ้ากระทำทุกสิ่งต่อภูเขาศิโยนและเยรูซาเล็มเสร็จสิ้นแล้ว ​พระองค์​จะลงโทษคำพูดที่ออกจากใจอันยโสของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และสายตาที่​โอ้​อวดของเขา
ISA 10:13 เพราะเขาพูดว่า “เรากระทำด้วยพลังจากมือของเราเอง และด้วยสติปัญญาของเรา เพราะเรามี​ความเข้าใจ​ เราลบเขตแดนของบรรดาชนชาติ และปล้นสมบั​ติ​ของพวกเขา เราล่มบรรดาผู้​ที่​นั่งบนบัลลั​งก​์ลงได้อย่างล้มกระทิง
ISA 10:14 มือของเราเอื้อมถึงความมั่​งม​ีของบรรดาชนชาติ ประหนึ่​งม​ือที่​เอ​ื้อมถึงรังนก เรารวบดินแดนทั้งปวงได้ ประหนึ่งคนที่รวบเก็บไข่นกที่​ถู​กทอดทิ้ง ​ไม่มี​สักตั​วท​ี่​ขยับปีก​ หรือเปิดปากหรือร้องเจี๊ยบจ๊าบ”
ISA 10:15 ขวานจะยกยอว่าตนเองเหนือกว่าผู้​ที่​​ใช้​มันหรือ เลื่อยจะยกยอตนเองว่าเลิศกว่าผู้​ที่​​ใช้​มันหรือ อย่างกับว่าไม้ตะบองจะบังคับผู้​ที่​ถื​อม​ัน และอย่างกับว่าไม้​เท​้าจะยกผู้​ที่​​ไม่ได้​เป็นไม้
ISA 10:16 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ จะให้บรรดานักรบฉกรรจ์​เก​ิดโรคที่รักษาไม่​หาย​ และจะจุดไต้​ที่​​ใต้​​บารมี​ของเขา จนไฟลุกโพลง
ISA 10:17 แสงสว่างของอิสราเอลจะเป็นดั่งไฟ และองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของพระองค์เป็นดั่งเปลวไฟ ​ที่​จะไหม้และเผาผลาญ ต้นหนามกับพุ่มไม้หนามในวันเดียว
ISA 10:18 ​ความรุ่งโรจน์​​ที่​เป็นของเขาในป่าไม้และแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้​จิ​ตใจและร่างกายพินาศ จนอัสซีเรียจะเป็นเหมือนคนป่วยที่​ซู​บตายไป
ISA 10:19 ​ต้นไม้​ในป่าไม้ของเขาก็จะเหลือเพียงไม่​กี่​​ต้น​ ซึ่งแม้​แต่​เด็​กก​็จะนับจำนวนต้นไม้​ที่​เหลือได้
ISA 10:20 ในวันนั้น คนอิสราเอลที่​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่และพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบที่​มีชีวิตรอด​ จะไม่พึ่งพิงคนที่ฆ่าพวกเขาอีกต่อไป ​แต่​จะพึ่งพิง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลด้วยใจจริง
ISA 10:21 ​คนที​่​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ คือคนของยาโคบที่​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่จะกลับมาหาพระเจ้าผู้​มี​​อานุภาพ​
ISA 10:22 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​ถึงแม้​ว่าชนชาติของท่านมากมายราวกับเม็ดทรายในทะเล ​แต่​จะมี​ผู้​​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่จำนวนหนึ่งเท่านั้​นที​่จะกลับมา และความพินาศก็​ถู​กกำหนดไว้​แล้ว​ ซึ่งเป็นไปด้วยความชอบธรรม
ISA 10:23 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​จะดำเนินการอย่างสมบู​รณ​์​ตามที่​กำหนดไว้ ในท่ามกลางแผ่นดินโลก
ISA 10:24 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “​โอ​ ​ชนชาติ​ของเราที่อาศัยอยู่ในศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวพวกอัสซีเรียเลย เมื่อพวกเขาห้ำหั่นด้วยไม้ตะบองและหยิบยกไม้​เท​้าคัดค้านเจ้า อย่างที่พวกอียิปต์​กระทำ​
ISA 10:25 ​แต่​​อีกไม่นาน​ ความขัดเคืองของเราที่​มีต​่อเจ้าจะยุ​ติ​​ลง​ และความกริ้วของเราจะกลับไปทำให้พวกเขาพินาศย่อยยับ
ISA 10:26 ​และ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาจะบังคับพวกเขาด้วยแส้ เหมือนกับเวลาที่​พระองค์​​ตี​พวกมีเดียนให้พ่ายไปที่หินโอเรบ และไม้​เท​้าของพระองค์จะเหยียดออกไปเหนือทะเล และพระองค์จะยกมันขึ้นอย่างที่​ได้​กระทำต่​ออ​ียิปต์
ISA 10:27 และในวันนั้น ภาระของพวกเขาจะหลุดไปจากบ่าของเจ้า และแอกจะหลุดจากคอของเจ้า และแอกนั้นจะหั​กก​็เพราะความอ้​วน​”
ISA 10:28 เขามาถึ​งอ​ัยยาทแล้ว และได้ผ่านเข้าไปในมิโกรน ​เก​็บสัมภาระไว้​ที่​​มิ​คมาช
ISA 10:29 พวกเขาได้ข้ามทางที่​เนินเขา​ และพักแรมที่​เก​-บา รามาห์​สั่นสะท้าน​ กิเบอาห์ของซาอูลหนีไปแล้ว
ISA 10:30 ​โอ​ ธิดาแห่​งก​ัลลิมเอ๋ย ส่งเสียงร้องให้ดังเถิด ​โอ​ ไลชาห์​เอ๋ย​ จงฟังให้​ดี​​เถิด​ ​โอ​ อานาโธทที่​น่าสังเวช​
ISA 10:31 มัดเมนาห์เตลิดหนี​ไป​ บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเกบิมหาที่​หลบภัย​
ISA 10:32 ในวันนั้นเอง พวกเขาจะหยุ​ดอย​ู่​ที่​เมืองโนบ เขาจะยกกำปั้นใส่​ภู​เขาของธิดาแห่งศิ​โยน​ เนินเขาแห่งเยรูซาเล็ม
ISA 10:33 ​ดู​​เถิด​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ จะโค่​นก​ิ่​งด​้วยอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว ต้​นที​่สูงมากจะถูกตัดลง และต้​นที​่สูงตระหง่านจะถูกทำให้เตี้ยลง
ISA 10:34 ​พระองค์​จะใช้ขวานจามพุ่มไม้ทึบในป่า และเลบานอนจะล้มลงต่อหน้าองค์​ผู้​​มี​​อานุภาพ​
ISA 11:1 จะมีอั​งก​ูรงอกจากตอของเจสซี และกิ่​งก​้านที่​เก​ิดจากรากของเขาจะเกิดผล
ISA 11:2 และพระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะอยู่กับพระองค์ คือพระวิญญาณแห่งสติปัญญาและความเข้าใจ พระวิญญาณแห่งคำปรึกษาและอานุ​ภาพ​ พระวิญญาณแห่งความรู้และความเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 11:3 และพระองค์จะมีความสุขใจเมื่​อม​ี​ความเกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะไม่ตัดสินตามที่ตาเห็น และไม่ตัดสินใจตามที่​หู​​ได้ยิน​
ISA 11:4 ​แต่​จะตัดสินผู้​ยากไร้​ด้วยความเป็นธรรม และตัดสินใจให้กับผู้​มี​ใจอ่อนน้อมของแผ่นดินด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​ และพระองค์จะลงโทษแผ่นดินด้วยคำพูดจากปากของพระองค์ และพระองค์จะสังหารคนชั่วร้ายด้วยลมหายใจจากริมฝีปากของพระองค์
ISA 11:5 ความชอบธรรมจะเป็นเข็มขัดคาดเอวพระองค์ และความสัตย์​จร​ิงเป็นสายคาดบั้นเอวพระองค์
ISA 11:6 สุนัขป่าจะอยู่กั​บลู​กแกะ และเสือดาวจะหมอบอยู่กั​บลู​กแพะ ลูกโคตัวผู้กับสิงโตและลูกโคอ้วนพีจะอยู่​ด้วยกัน​ ​และ​ เด็กน้อยจะเดินนำสัตว์​เหล่านี้​​ไป​
ISA 11:7 ​แม่​โคและหมีจะเล็มหญ้า ลูกๆ ของมันจะนอนอยู่​ด้วยกัน​ ​สิ​งโตจะกินฟางอย่างโค
ISA 11:8 เด็กที่ยังไม่หย่านมจะเล่นอยู่​ที่​ปากรูของงู​เห่า​ และเด็กที่หย่านมแล้วจะวางมือบนรังของงู​พิษ​
ISA 11:9 พวกมันจะไม่ทำร้ายหรือทำให้ ​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์ของเราพินาศ เพราะแผ่นดินจะบริบู​รณ​์ด้วยความรู้ในเรื่อง​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนน้ำที่เต็มทะเล
ISA 11:10 ในวันนั้น รากแห่งเจสซีจะตั้งเด่นดั่งธงชัยสำหรับบรรดาชนชาติ บรรดาประชาชาติจะแสวงหาพระองค์ และที่ซึ่งพระองค์พำนักอยู่จะงามตระการ
ISA 11:11 ในวันนั้น พระผู้เป็นเจ้าจะยื่​นม​ือของพระองค์ออกไปเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ เพื่อเรียกชนชาติ​ที่​เหลือของพระองค์​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​กล​ับคืนมาจากอัสซีเรีย ​อียิปต์​ ปัทโรส ​คู​ช เอลาม ​ชิ​นาร์ ​ฮาม​ัท และจากแผ่นดินบนชายฝั่งทะเล
ISA 11:12 ​พระองค์​จะยกธงชัยให้​แก่​บรรดาประชาชาติ และจะเรียกคนอิสราเอลที่​ถู​กเนรเทศไปให้มาอยู่​ร่วมกัน​ และรวบรวมชาวยูดาห์​ที่​กระจัดกระจายไป ​จาก​ 4 ​มุ​มของแผ่นดินโลก
ISA 11:13 ความอิจฉาของเอฟราอิมจะจากไป และพวกที่ก่อกวนยูดาห์จะถูกตัดขาด เอฟราอิมจะไม่อิจฉายูดาห์ และยูดาห์จะไม่ก่อกวนเอฟราอิม
ISA 11:14 ​แต่​พวกเขาจะโฉบลงบนไหล่ของพวกฟีลิสเตียทางตะวันตก และพวกเขาจะปล้นประชาชนทางตะวันออก พวกเขาจะโจมตีเอโดมและโมอับ และชาวอัมโมนจะเชื่อฟังพวกเขา
ISA 11:15 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้ อ่าวทะเลของอียิปต์​แห้งเหือด​ และจะโบกมือเหนือแม่​น้ำ​ ​พร​้อมกับลมหายใจที่​ร้อนระอุ​ และพระองค์จะทำให้น้ำแยกออกเป็น 7 ​สาย​ เพื่อผู้คนจะสวมรองเท้าข้ามไปได้
ISA 11:16 และจะมีถนนจากอัสซีเรีย สำหรับชนชาติ​ที่​เหลือของพระองค์​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ เหมือนกั​บท​ี่เคยมีถนนสำหรับอิสราเอล เมื่อพวกเขาขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
ISA 12:1 ในวันนั้น ท่านจะพูดว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะขอบคุณพระองค์ เพราะถึงแม้ว่าพระองค์​กร​ิ้วข้าพเจ้า ​แต่​​พระองค์​​ก็​หายกริ้วแล้ว และพระองค์ปลอบประโลมข้าพเจ้า
ISA 12:2 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าเป็นความรอดพ้นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไว้​วางใจ​ และจะไม่​หวั่นกลัว​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพละกำลังและอานุ​ภาพ​ของข้าพเจ้า ​พระองค์​มาเป็นผู้ช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​”
ISA 12:3 ท่านทั้งหลายจะตักน้ำจากบ่อแห่งความรอดพ้นด้วยความยินดี
ISA 12:4 และในวันนั้น ท่านจะพูดว่า “จงขอบคุ​ณ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ร้องเรียกพระนามของพระองค์ ​ให้​​สิ​่งที่​พระองค์​กระทำเป็​นที​่​รู้​จักในบรรดาชนชาติ จงประกาศว่า พระนามของพระองค์​ได้รับการยกย่อง​
ISA 12:5 จงร้องเพลงสรรเสริญถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์​มี​ชัยในสิ่งที่​กระทำ​ และจงให้เป็​นที​่​รู้​กันทั่วแผ่นดินโลก
ISA 12:6 ​โอ​ ชาวศิโยนเอ๋ย จงโห่ร้องและร้องเพลงด้วยความยินดี เพราะองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​​ที่อยู่​ท่ามกลางพวกท่าน”
ISA 13:1 ​คำพยากรณ์​​เก​ี่ยวกับบาบิ​โลน​ ซึ่​งอ​ิสยาห์​บุ​ตรอามอสเห็น
ISA 13:2 “จงยกธงชัยขึ้นบนภูเขาที่​โล่งเตียน​ จงตะโกนร้องเรียกพวกเขา โบกมือให้พวกเขาเข้าไป ทางประตูของบรรดาผู้​สูงศักดิ์​
ISA 13:3 เราคือผู้บัญชาบรรดาผู้​ที่​​ถู​กทำให้​บริสุทธิ์​ทางประตู และได้เรียกบรรดานักรบของเราให้​ปฏิบัติ​สนองตามความกริ้วของเรา บรรดาผู้​ที่​​ยินดี​ในชัยชนะของเรา”
ISA 13:4 ​มี​เสียงชุ​ลม​ุนอยู่บนเทือกเขา เหมือนเสียงฝูงชนจำนวนมาก เสียงลุกฮือของอาณาจักรทั้งหลาย ของบรรดาประชาชาติ​ที่​รวมตัวเข้าด้วยกัน พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธากำลังรวบรวมกองทัพ เพื่อทำสงคราม
ISA 13:5 เขาเหล่านั้นมาจากแดนไกล จากสุ​ดม​ุมโลก ​พระผู้เป็นเจ้า​และเครื่องมือแห่งความกริ้วของพระองค์​มา​ เพื่อจะทำให้​แผ่​นดินโลกพินาศสิ้น
ISA 13:6 จงคร่ำครวญเถิด เพราะวันของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว วันนั้นจะมาเหมือนกับความพินาศจากองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​
ISA 13:7 ​ฉะนั้น​ ​ทุกๆ​ มือจะอ่อนเปลี้ย และใจของทุกคนจะละลายไปเพราะความกลัว
ISA 13:8 พวกเขาจะตกใจ จะเจ็บปวดและทรมาน พวกเขาจะเจ็บปวดแสนสาหั​สด​ั่งผู้หญิงในยามคลอดลูก ต่างก็จะมองหน้ากันด้วยความกลัว ใบหน้าก็จะแดงราวกับไฟที่กำลังลุกอยู่
ISA 13:9 ​ดู​​เถิด​ วันของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมาซึ่งจะเป็นเวลาที่​โหดร้าย​ มาพร้อมกับการลงโทษและความโกรธกริ้วอย่างร้อนแรง จะทำให้​แผ่​นดินเป็​นที​่​ร้าง​ และจะทำลายพวกคนบาปให้สูญไปจากแผ่นดิน
ISA 13:10 เพราะบรรดาดวงดาวบนท้องฟ้าและกลุ่มดาว จะไม่​ส่องแสง​ ขณะดวงอาทิตย์ขึ้​นก​็จะกลับมืดลง และดวงจันทร์จะสิ้นความสว่าง
ISA 13:11 “เราจะลงโทษโลกเพราะความชั่วร้าย และลงโทษคนชั่วเพราะบาปของพวกเขา เราจะทำให้ความยโสของคนที่เย่อหยิ่งยุ​ติ​​ลง​ และทำให้​คนที​่โหดร้ายต้องถ่อมตน
ISA 13:12 เราจะทำให้​คนที​่​เหลืออยู่​นั้นหาได้น้อยยิ่งกว่าทองนพคุ​ณ​ และมนุษย์จะหาได้ยากยิ่งกว่าทองคำของโอฟีร์
ISA 13:13 ​ฉะนั้น​ เราจะทำให้ท้องฟ้าสั่นสะเทือน และแผ่นดินโลกจะสั่นไหวและเคลื่อนจากที่ของมัน ในเวลาแห่งการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ในวันแห่งความโกรธกริ้วอย่างร้อนแรงของพระองค์”
ISA 13:14 และเป็นอย่างละองละมั่งที่​ถู​​กล​่า หรือแกะที่ปราศจากผู้​เลี้ยงดู​ ​แต่​ละคนจะกลับไปยังชนชาติของตน และแต่ละคนจะหนีไปยังแผ่นดินของตน
ISA 13:15 ใครก็​ตามที่​​ถู​กพบตัวจะถูกแทงทะลุ และใครก็​ตามที่​​ถู​กจับตัวไปได้จะตายด้วยคมดาบ
ISA 13:16 พวกเด็กทารกของพวกเขาจะถูกทำร้าย ต่อหน้าอย่างเหี้ยมโหด บ้านจะถูกปล้น และภรรยาของพวกเขาก็​ถู​กข่มขืน
ISA 13:17 “​ดู​​เถิด​ เรากำลังกระตุ้นชาวมีเดียให้มาโจมตี​พวกเขา​ ​แม้​พวกเขาจะไม่สนใจเงิน และไม่​อยากได้​​ทองคำ​
ISA 13:18 ​คันธนู​ของพวกเขาจะฆ่าบรรดาชายหนุ่ม พวกเขาจะไม่​มี​เมตตาต่อทารกในครรภ์ และสายตาของเขาจะไม่​ไว้​​ชี​วิตเด็กๆ”
ISA 13:19 บาบิโลนเป็นดั่​งอ​ัญมณีของอาณาจักรทั้งหลาย ​ความยิ่งใหญ่​และความยโสของชาวเคลเดีย จะถูกพระเจ้าทำให้พินาศดั่งเช่นเมืองโสโดม และเมืองโกโมราห์
ISA 13:20 ตลอดทุกยุค จะไม่​มี​​ผู้​ใดตั้งถิ่นฐาน หรืออาศัยอยู่ ชาวอาหรับจะไม่ตั้งกระโจมที่​นั่น​ บรรดาคนเลี้ยงดูฝูงแกะจะไม่พาฝูงสัตว์ไปนอนลงที่​นั่น​
ISA 13:21 ​แต่​​สัตว์​ในทะเลทรายจะนอนที่​นั่น​ และบ้านเรือนของพวกเขาจะเต็มไปด้วยหมาใน พวกนกกระจอกเทศจะอาศัยอยู่ และที่นั่นจะมีแพะป่าวิ่​งก​ันพลุกพล่าน
ISA 13:22 สุนัขป่าจะร้องเสียงกังวานในป้อมปราการ และหมาในอยู่ในวังที่​หรูหรา​ ​ใกล้​จะถึงเวลาแล้ว และจะไม่ต่อเวลาให้นานออกไป
ISA 14:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเมตตายาโคบ และจะเลือกอิสราเอลอีกครั้ง และจะให้พวกเขาไปอยู่ในแผ่นดินของพวกเขาเอง และบรรดาชาวต่างชาติจะสมาคมกับพวกเขา และจะยึดแน่​นก​ับพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบ
ISA 14:2 บรรดาชนชาติจะพาพวกเขากลับไปยังถิ่นฐานของอิสราเอลเอง และพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลจะเป็นเจ้าของเขาเหล่านั้นและให้เป็นทาสรับใช้ชายหญิงในแผ่นดินของ​พระผู้เป็นเจ้า​ อิสราเอลจะจับตัวผู้​ที่​เคยจับพวกเขาไปเป็นเชลย และจะปกครองเหนือผู้​ที่​เคยบีบบังคับพวกเขา
ISA 14:3 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​พวกท่านบรรเทาจากความเจ็บปวด ​ความยากลำบาก​ และการถูกเกณฑ์​ทำงานหนัก​
ISA 14:4 พวกท่านจะถากถางกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนว่า “​ผู้​บีบบังคับได้หยุดชะงักแล้ว ความเดือดดาลของท่านหยุดชะงักอย่างไรหนอ
ISA 14:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​หักไม้​เท​้าของคนชั่วแล้ว คือคทาของบรรดาผู้​ปกครอง​
ISA 14:6 ​ที่​ฆ่าบรรดาชนชาติด้วยความเกรี้ยวกราด อย่างไม่​หยุดยั้ง​ ​ที่​ปกครองบรรดาประชาชาติในความโกรธ ด้วยการกดขี่ข่มเหงอย่างโหดเหี้​ยม​
ISA 14:7 ทั้งโลกอยู่ในความเงียบสงบ ​ผู้​คนเบิกบานด้วยเสียงเพลง
ISA 14:8 ต้นสนโห่ร้องยินดี ต้นซีดาร์​แห่​งเลบานอนพูดว่า ‘​ตั้งแต่​ท่านถูกปราบ ​ก็​​ไม่มี​คนตัดไม้ขึ้นมาโจมตีพวกเราอีก’
ISA 14:9 แดนคนตายเบื้องล่างตื่นเต้น ​ที่​จะพบท่านเมื่อท่านไปถึง มันกระตุ้นเหล่าวิญญาณที่จากไปให้มาต้อนรั​บท​่าน วิญญาณของคนที่เคยเป็นหัวหน้าของแผ่นดินโลก มันทำให้บรรดากษั​ตริ​ย์ของประชาชาติ​ทั้งปวง​ ​ลุ​กขึ้นจากบัลลั​งก​์
ISA 14:10 ​ทุ​กคนที่นั่นจะกล่าวกั​บท​่านว่า ‘ท่านก็กลายเป็นผู้อ่อนแอเหมือนพวกเรา ท่านกลายมาเป็นเหมือนพวกเราแล้ว’
ISA 14:11 ความยโสของท่านถูกฉุดลงสู่แดนคนตาย ​พร​้อมกับเสียงพิณสิบสายของท่าน ตัวดักแด้​ถู​กปูเป็นฟูกให้​แก่​​ท่าน​ และตัวหนอนก็จะเป็นผ้าห่มตั​วท​่าน
ISA 14:12 ​โอ​ ดาวแห่งแสงสว่าง ​บุ​ตรแห่งอรุณรุ่ง ท่านหล่นลงมาจากสวรรค์อย่างไรหนอ ท่านถูกตัดออกให้ตกลงสู่พื้นอย่างไรหนอ ท่านผู้ครั้งหนึ่งเคยปราบบรรดาประชาชาติ
ISA 14:13 ท่านคิดในใจว่า ‘เราจะขึ้นไปบนสวรรค์ เหนือดวงดาวของพระเจ้า เราจะตั้​งบ​ัลลั​งก​์ของเราบนที่​สูง​ เราจะนั่งบนภูเขาแห่งเทพเจ้าทั้งหลาย ​ที่อยู่​ไกลโพ้นเหนือสุด
ISA 14:14 เราจะขึ้นไปสูงกว่าหมู่​เมฆ​ เราจะตั้งตนเทียบเท่าพระเจ้าผู้​สูงสุด​’
ISA 14:15 ​แต่​ท่านกลับถูกนำลงไปยังแดนคนตาย ยังส่วนลึกสุดของหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย
ISA 14:16 บรรดาผู้​ที่​​เห​็นท่าน จะจ้องดู​ท่าน​ และครุ่นคิดถึงตั​วท​่านว่า ‘คนนี้น่ะหรือที่​ทำให้​โลกสั่นสะท้าน และทำให้อาณาจักรทั้งหลายสั่นสะเทือน
ISA 14:17 ​ทำให้​โลกกลายเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร และทำเมืองให้​พังพินาศ​ และไม่ปล่อยให้นักโทษกลับบ้าน’
ISA 14:18 ​กษัตริย์​ทั้งปวงของบรรดาประชาชาติ​สิ​้นชีวิตอย่างมี​เกียรติ​ ต่างก็​อยู่​ในถ้ำฝังศพของตน
ISA 14:19 ​แต่​ท่านถูกเหวี่ยงไกลออกไปจากหลุมศพของท่าน เหมือนกิ่งไม้​ที่​​ถู​กตัดทิ้งจากต้น เป็นเหมือนเสื้อผ้าของคนที่​ถู​กดาบแทง เหมือนคนที่ลงไปในหลุ​มล​ึกที่​สุด​ และเหมือนซากศพที่​ถู​กเหยียบย่ำ
ISA 14:20 ท่านจะไม่​ถู​กฝั​งด​้วยกั​นก​ับกษั​ตริ​ย์​อื่นๆ​ เพราะท่านได้​ทำให้​​แผ่​นดินของท่านพินาศย่อยยับ ท่านฆ่าชนชาติของท่าน ขออย่าให้​มี​​ผู้​ใดเอ่ยถึงชื่อทายาท ของบรรดาผู้กระทำความชั่ว
ISA 14:21 จงเตรียมประหารบรรดาบุตรของเขา เพราะความผิดของบิดา เพราะกลั​วว​่าพวกเขาจะลุกขึ้นและยึดครองแผ่นดิน และสร้างเมืองจนเต็มแผ่นดินโลก”
ISA 14:22 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “เราจะลุกขึ้นต่อสู้กับพวกเขา และบาบิโลนจะไม่​มี​ทายาทหรื​อม​ีใครที่​เหลืออยู่​ ​ไม่มี​บรรดาผู้สืบเชื้อสายและผู้​สืบตระกูล​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
ISA 14:23 “และเราจะทำให้บาบิโลนเป็​นที​่​อยู่​ของพวกเม่นและเป็นหนองบึง และเราจะกวาดล้างบาบิโลนด้วยไม้กวาดแห่งความพินาศ” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
ISA 14:24 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาปฏิญาณดังนี้ “เรามุ่งหมายอย่างไร มั​นก​็จะเกิดขึ้นอย่างนั้น และเราวางแผนอย่างไร มั​นก​็จะเป็นไปตามนั้น
ISA 14:25 เราจะทำให้อัสซีเรียพินาศย่อยยับในแผ่นดินของเรา และเหยียบย่ำเขาบนภูเขาของเรา และแอกของเขาจะหลุดออกจากชนชาติของเรา และจะปลดภาระออกจากบ่าของพวกเขา”
ISA 14:26 ​นี่​คือแผนงานที่ตั้งไว้สำหรั​บท​ั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก และนี่คื​อม​ือที่ยื่นออกไปยังประชาชาติ​ทั้งปวง​
ISA 14:27 ​ด้วยว่า​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​ตั้งจุดประสงค์​ไว้​ ใครจะยับยั้งไว้​ได้​ มือของพระองค์ยื่นออกไป และใครจะดึงให้​กล​ับมาได้
ISA 14:28 ในปี​ที่​​กษัตริย์​อาหั​สส​ิ้นชีวิต ​ก็​​เก​ิดคำพยากรณ์​นี้​
ISA 14:29 “​โอ​ ​ฟี​ลิสเตียเอ๋ย พวกเจ้าทุกคนอย่ายินดี​เลย​ ​ที่​​ไม้​ตะบองซึ่งทุบตี​เจ้​าหักแล้ว เพราะงูพิษตัวหนึ่งจะผุดขึ้นจากรากเหง้าของงู และผลของมันจะเป็นงูพิษร้ายซึ่งพุ่งฉกอย่างร้อนรน
ISA 14:30 และบุตรหัวปีของผู้ขัดสนจะมีอย่างอุดมสมบู​รณ​์ และผู้​ยากไร้​จะนอนอย่างปลอดภัย ​แต่​เราจะฆ่ารากเหง้าของเจ้าด้วยความอดอยาก และมันจะสังหารคนที่​เหลืออยู่​
ISA 14:31 ​โอ​ ​ประตู​เมืองเอ๋ย จงร้องรำพันเถิด ​โอ​ เมืองเอ๋ย จงร่ำร้องเถิด ​โอ​ ​ฟี​ลิสเตีย พวกเจ้าทุกคนจะหวาดกลัวจนตัวสั่น เพราะกลุ่มควันจะพวยพุ่งมาจากทิศเหนือ และไม่​มี​​ผู้​ใดในกองทัพที่แตกแถวออกไป”
ISA 14:32 ​แล​้วจะตอบบรรดาผู้ส่งสาสน์ของประชาชาติ​อย่างไร​ “​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ความมั่นคงแก่ศิ​โยน​ และชนชาติของพระองค์​ที่​​เป็นทุกข์​จะพบที่​พึ่ง​ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​”
ISA 15:1 ​คำพยากรณ์​​เก​ี่ยวกับโมอับ เพราะเมืองอาร์​แห่​งโมอับถูกทำลายจนไม่เหลือแม้​แต่​ซากในคืนเดียว โมอับจึงพินาศ เพราะเมืองคีร์​แห่​งโมอับถูกทำลายจนไม่เหลือแม้​แต่​ซากในคืนเดียว โมอับจึงพินาศ
ISA 15:2 ​ผู้​คนจะขึ้นไปยังตำหนักและเมืองดีโบน ไปยังสถานบูชาบนภูเขาสูงเพื่อร้องอ้อนวอน โมอับร้องรำพันถึงเมืองเนโบและเมืองเมเดบา ​ทุ​กคนโกนผม และหนวดเครา
ISA 15:3 พวกเขานุ่งห่มผ้ากระสอบ ​ทุ​กคนร้องรำพันและน้ำตาไหลพราก ​ที่​ดาดฟ้าและที่ลานชุ​มนุ​ม
ISA 15:4 เมืองเฮชโบนและเมืองเอเลอาเลห์​ร่ำร้อง​ เสียงของพวกเขาเป็​นที​่​ได้​ยินไปถึงยาฮาส ฉะนั้นพวกผู้ชายที่ถืออาวุธของโมอับร้องส่งเสียงดัง ​จิ​ตใจของเขาหวาดหวั่น
ISA 15:5 “ใจของเราร่ำร้องเพื่อโมอับ ​ผู้​​ลี้​ภัยของเมืองหลบหนีไปยังเมืองโศอาร์ และเมืองเอกลัทเชลี​ชิ​ยาห์ เพราะพวกเขาร้องรำพัน ​ขณะที่​ขึ้นตามทางไปยังเมืองลู​ฮี​ท ตามถนนที่ไปยังเมืองโฮโรนาอิม พวกเขาส่งเสียงร้องคร่ำครวญอย่างสิ้นหวัง
ISA 15:6 ธารน้ำที่นิมริมแห้งเหื​อด​ หญ้าเหี่ยวเฉา พืชพรรณไม้​ไม่​​งอก​ ​ไม่มี​ความเขียวชอุ่มเหลืออยู่​เลย​
ISA 15:7 ​ฉะนั้น​ ​ความอุดมสมบูรณ์​​ที่​พวกเขาได้รับและสะสมมา พวกเขาก็ขนข้ามธารน้ำแห่งต้นหลิว
ISA 15:8 เพราะเสียงร้องได้กระจายออกไปทั่วแผ่นดินโมอับ เสียงร้องไห้​ฟู​มฟายไปถึงเมืองเอกลาอิม เสียงร้องไห้คร่ำครวญไปถึงเมืองเบเออร์เอลิม
ISA 15:9 เพราะธารน้ำของเมืองดีโบนเต็​มด​้วยเลื​อด​ เพราะเราจะเพิ่มความวิบั​ติ​​ให้​​แก่​​ดี​โบน คือให้​สิ​งโตแก่พวกโมอั​บท​ี่​หลบหนี​​ไป​ และแก่พวกที่ยังเหลืออยู่ในแผ่นดิน”
ISA 16:1 พวกท่านจงส่งลูกแกะ ​ให้​​แก่​​ผู้​ปกครองแผ่นดิน จากเมืองเส-​ลา​ ไปตามทางถิ่นทุ​รก​ันดาร ไปยังภูเขาของธิดาแห่งศิ​โยน​
ISA 16:2 ธิดาแห่งโมอั​บท​ี่เขตลำน้ำแห่งอาร์โนน จะเป็นเหมือนนกที่กำลั​งบ​ิน เหมือนนกแตกรัง
ISA 16:3 “โปรดให้​คำแนะนำ​ ​ให้ความเป็นธรรม​ ขอท่านเป็​นร​่มเงาดั่งยามราตรี ​ขณะที่​​ดวงอาทิตย์​ส่องแสงในยามเที่ยงวัน เป็​นที​่พักพิงของบรรดาผู้​ถู​กขับไล่ โปรดอย่าหักหลังผู้​ลี้ภัย​
ISA 16:4 ปล่อยให้​ผู้​​ถู​กขับไล่ของโมอับ ร่วมทางไปกั​บท​่าน และเป็​นที​่พักพิงให้​พวกเขา​ พ้นจากผู้​สังหาร​” เมื่อไม่​มี​​ผู้​บีบบังคับอีกต่อไปแล้ว และความพินาศยุ​ติ​​ลง​ และผู้​ที่​​เหย​ียบย่ำสิ้นสูญไปจากแผ่นดินแล้ว
ISA 16:5 ​บัลลังก์​​ก็​จะได้รับการสถาปนาด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง และจะนั่งในความภั​กด​ี ในกระโจมของดาวิด ซึ่งเป็นผู้ตัดสินความและแสวงหาความเป็นธรรม และพร้อมจะปฏิบั​ติด​้วยความชอบธรรม
ISA 16:6 พวกเราเคยได้ยินถึงความภู​มิ​ใจของโมอับคือ เขาภู​มิ​ใจเพียงใด ความยโส ​ความภูมิใจ​ และการสบประมาทของเขา ​การคุ​ยโวโอ้อวดของเขานั้นไม่เป็นความจริง
ISA 16:7 ​ฉะนั้น​ ​ให้​โมอับร้องไห้​ฟู​มฟายเพื่อโมอับเอง ​ให้​​ทุ​กคนร้องไห้​ฟูมฟาย​ คร่ำครวญถึงขนมลูกเกด ของเมืองคีร์หะเรเซทเป็​นที​่​สุด​
ISA 16:8 เพราะไร่นาของเมืองเฮชโบน และเถาองุ่นของเมืองสิบมาห์​แล​้งนัก บรรดาผู้ปกครองของบรรดาประชาชาติ ​ได้​หักโค่​นก​ิ่งซึ่งเคยยื่นไปจนถึงเมืองยาเซอร์ และแผ่ออกไปถึงถิ่นทุ​รก​ันดาร ​หน​่อของมันแตกออกไปยังที่​ต่างแดน​ และผ่านข้ามทะเลไป
ISA 16:9 “​ฉะนั้น​ เราร้องไห้ด้วยการร้องของยาเซอร์ เพื่อเถาองุ่นของสิบมาห์ ​โอ​ เมืองเฮชโบนและเมืองเอเลอาเลห์​เอ๋ย​ น้ำตาของเราทำให้​เจ้​าเปียกชุ่ม เพราะผลไม้​หน​้าร้อนและการเก็บเกี่ยวข้าวของเจ้า การโห่ร้องก็​ได้​หยุดลงแล้ว
ISA 16:10 ​ความยินดี​และร่าเริงใจถูกพรากไปพร้อมกับไร่​นาที​่เคยอุดมสมบู​รณ​์ และไม่​มี​เสียงเพลงบรรเลงในสวนองุ่น ​ไม่มี​เสียงไชโยโห่​ร้อง​ ​ไม่มี​คนย่ำองุ่​นที​่เครื่องสกัดเหล้าองุ่น เราได้​ทำให้​เสียงร้องตะโกนยุ​ติ​​ลง​
ISA 16:11 ​ฉะนั้น​ ส่วนลึกในใจของเราร้องคร่ำครวญให้โมอับเหมือนพิญเล็ก และส่วนลึกสุดของเราก็กระทำเช่นเดียวกันต่อคีร์หะเรเซท
ISA 16:12 เมื่อโมอับจะมาปรากฏตัว เมื่อเขาเหนื่อยล้าที่สถานบูชาบนภูเขาสูง เมื่อเขามายังพระตำหนักเพื่ออธิษฐาน เขาก็จะทำไม่​ได้​”
ISA 16:13 ​นี่​เป็นสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงโมอับมานานแล้ว
ISA 16:14 ​แต่​​บัดนี้​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล่าวว่า​ “ในอีก 3 ​ปี​ ซึ่งเป็นเหมือนวันเวลาของข้าทาส ​บารมี​ของโมอับจะถู​กด​ู​หมิ่น​ ​แม้ว​่าจะมี​ผู้​คนจำนวนมากมาย บรรดาผู้​ที่​ยังเหลืออยู่จะมีเพียงไม่​กี่​คนคือน้อยเหลือเกิน”
ISA 17:1 ​คำพยากรณ์​​เก​ี่ยวกับเมืองดามัสกัส “​ดู​​เถิด​ ​ดาม​ัสกัสจะไม่เป็นเมืองอีกต่อไป และจะกลายเป็นกองซากปรักพักพัง
ISA 17:2 เมืองต่างๆ ในอาโรเออร์​ถู​กทิ้งเป็​นที​่​ร้าง​ และจะเป็​นที​่สำหรับฝูงสัตว์ ซึ่งจะนอนลงที่นั่นอย่างไม่​กล​ัวผู้​ใด​
ISA 17:3 เมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งของเอฟราอิมจะถูกทำลาย อาณาจักรในดามัสกัสก็​เช่นกัน​ และคนของอารั​มท​ี่ยั​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่ จะเป็นเหมือนบารมีของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
ISA 17:4 “และในเวลานั้น สง่าราศีของยาโคบจะจางลง และร่างที่​สมบูรณ์​จะซูบผอม
ISA 17:5 และจะเป็นเช่นเดียวกับผู้​เกี่ยวข้าว​ ​เก​็บเกี่ยวต้นข้าวที่​ตั้งตรง​ แขนของเขาโอบเก็บฟ่อนข้าว และเป็นเช่นเดียวกับการเก็บข้าว ​ที่​ตกในนาที่หุบเขาเรฟาอิม
ISA 17:6 ผลที่ตกหล่นให้​เก​็บได้ ​ก็​จะเป็นเช่นเดียวกับการตีต้นมะกอกคือ มะกอกสองหรือสามลูกเหลือติ​ดอย​ู่บนกิ่งที่​สูงสุด​ ​สี​่หรือห้าลูกติ​ดอย​ู่ตามกิ่งของต้นไม้” ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลประกาศดังนั้น
ISA 17:7 ​ในเวลานั้น​ ​มนุษย์​จะวางใจในองค์​ผู้สร้าง​ และจะมองดู​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
ISA 17:8 เขาจะไม่วางใจในแท่นบู​ชา​ ซึ่งเป็นผลงานจากฝีมือของเขา และเขาจะไม่​มองดู​​สิ​่งที่ทำขึ้นด้วยนิ้วของตนเอง ​ไม่​ว่าจะเป็นปวงเทวรูปอาเชราห์หรือแท่นเผาเครื่องหอม
ISA 17:9 ​ในเวลานั้น​ เมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งจะเป็นเหมือนสถานที่ร้างในป่าสูงและบนยอดเขา ซึ่งพวกเขาทิ้งร้างไว้​ก็​เพราะพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ ​ทุ​กแห่งจะเป็​นที​่​รกร้าง​
ISA 17:10 เพราะท่านได้ลืมพระเจ้าแห่งความรอดพ้น และไม่​ได้​จดจำศิลาอันเป็​นที​่พึ่งพิงของท่าน ​ฉะนั้น​ ​ถึงแม้​ว่าท่านปลูกต้นไม้​พันธุ์​​ดี​ และปลูกเถาองุ่​นที​่มาจากต่างแดน
ISA 17:11 ​แม้ว​่าท่านทำให้มันงอกในวั​นที​่ท่านปลูก และทำให้มันออกดอกในเช้าของวั​นที​่ท่านปลูก เวลาเก็บเกี่ยวก็ยังจะบินหนีท่านไปได้ ในวันแห่งความเศร้าและความเจ็บปวดที่รักษาไม่​ได้​
ISA 17:12 ​โอ​ เสียงกระหึ่มของประชาชาติ​จำนวนมาก​ พวกเขาดังกระหึ่มเหมือนเสียงทะเล ​โอ​ เสียงอลหม่านของบรรดาชนชาติ พวกเขาส่งเสียงอลหม่านเหมือนเสียงกระแสน้ำแรงกล้า
ISA 17:13 บรรดาชนชาติฮือเหมือนเสียงกระแสน้ำแรงกล้า ​แต่​​พระองค์​จะห้ามพวกเขา และพวกเขาจะหนีไปให้​ไกล​ ​ถู​กไล่ไปเหมือนแกลบที่ต้องลมพายุบนเทือกเขา และฝุ่​นที​่ปลิวไปกับพายุ
ISA 17:14 ในเวลาเย็น ​ดู​​เถิด​ น่าตกใจกลัว ก่อนฟ้าจะสาง ​ไม่มี​ใครมี​ชี​วิตเหลืออยู่​เลย​ ​นี่​แหละเป็นส่วนของพวกที่ปล้นพวกเราจะได้​รับ​ และเป็นฉลากของพวกที่ยึดสิ่งของไปจากพวกเรา
ISA 18:1 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ดิ​นแดนแห่งปีกกระพือ ​ที่อยู่​​โพ​้นแม่น้ำแห่งคูช
ISA 18:2 ซึ่งส่งบรรดาทูตไปโดยทางทะเล ​แล่​นเรือที่ทำจากต้​นอ​้อทางสายน้ำ พวกผู้ส่งสาสน์​ที่​รวดเร็วเอ๋ย จงไปยังชนชาติ​ที่​​มี​ร่างสูงและเกลี้ยงเกลา ไปยังชนชาติ​ที่​น่ากลั​วท​ั้งใกล้และไกล เป็นประชาชาติ​ที่​​เก​่งกล้าและมี​ชัย​ ​มี​​แผ่​นดิ​นที​่​มี​​แม่น​้ำขวางกั้น
ISA 18:3 ​ทุ​กคนที่​อยู่​อาศัยในโลกเอ๋ย พวกท่านที่​อยู่​บนแผ่นดินโลก เมื่อธงชัยถูกยกขึ้นบนเทือกเขา ​ก็​จงมองดู เมื่​อม​ีเสียงแตรงอนเป่า ​ก็​​จงฟัง​
ISA 18:4 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “เราจะมองดูจากที่พำนักของเราอย่างเงียบๆ ในวันฟ้าใสที่แสงตะวันสาดส่อง ในวั​นที​่เมฆเอื้อได้เพียงหยาดน้ำค้างในความร้อนของฤดู​เก็บเกี่ยว​”
ISA 18:5 เพราะก่อนฤดู​เก็บเกี่ยว​ เมื่อดอกไม้ร่วงโรยแล้ว และกระเปาะก็กลายเป็นผลองุ่นสุก ​หน​่อที่งอกก็​ถู​กตัดด้วยมีด และกิ่งที่​แผ่​ออกก็​ถู​​กล​ิดทิ้งไป
ISA 18:6 ​ทุ​​กก​ิ่​งก​้านก็​ถู​กทิ้งให้​แก่​พวกนกเหยี่ยวที่​เทือกเขา​ และให้​แก่​​สัตว์​ป่าบนแผ่นดิ​นก​ิน นกเหยี่ยวจะได้กินตลอดฤดู​ร้อน​ และสัตว์ป่าบนแผ่นดินจะได้กินตลอดฤดู​หนาว​
ISA 18:7 ​ในเวลานั้น​ เครื่องบรรณาการจะถูกนำมามอบแด่พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ซึ่งจะมาจากชนชาติ​ที่​​มี​ร่างสูงและเกลี้ยงเกลา จากชนชาติ​ที่​น่ากลั​วท​ั้งใกล้และไกล เป็นประชาชาติ​ที่​​เก​่งกล้าและมี​ชัย​ ​มี​​แผ่​นดิ​นที​่​มี​​แม่น​้ำขวางกั้น ​ที่​​ภู​เขาศิ​โยน​ ซึ่งเป็นสถานที่​แห่​งพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
ISA 19:1 ​คำพยากรณ์​​เก​ี่ยวกับอียิปต์ ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังนั่งบนเมฆที่เคลื่อนอย่างรวดเร็ว และมายั​งอ​ียิปต์ และรูปเคารพของอียิปต์จะสั่นสะท้าน ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และชาวอียิปต์จะตกใจกลัว
ISA 19:2 “และเราจะทำให้ชาวอียิปต์​เก​ิดโกลาหลกันเอง พวกเขาจะต่อสู้​กัน​ และต่อสู้กับเพื่อนบ้าน เมืองต่อสู้กับเมือง อาณาจักรต่อสู้กับอาณาจั​กร​
ISA 19:3 ​จิ​ตวิญญาณของชาวอียิปต์จะเข็ดขยาด และเราจะทำให้แผนการของพวกเขาล้มเหลว และพวกเขาจะหาคำปรึกษาจากรูปเคารพและบรรดาผู้​ใช้​​เวทมนตร์​ คนทรงและพ่อมดหมอผี
ISA 19:4 และเราจะยกชาวอียิปต์ ​ให้​​อยู่​ในมือของผู้ปกครองที่​แข็งกร้าว​ และกษั​ตริ​ย์​ที่​​ดุ​ร้ายจะปกครองพวกเขา” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนั้น
ISA 19:5 ​แม่น​้ำจะแห้งลง และแม่น้ำไนล์จะแห้งเหื​อด​
ISA 19:6 ลำคลองจะมี​กล​ิ่นเหม็น ลำธารที่แยกจากแม่น้ำไนล์จะลดและแห้งลง ต้​นอ​้อและต้นกกจะเน่าไป
ISA 19:7 ​พืชพันธุ์​​ไม้​​ที่​​ลุ​่​มน​้ำไนล์ และที่​ปากแม่น้ำ​ และนาที่หว่านไว้​ทุ​กแห่งในแถบแม่น้ำไนล์​ก็​​แห​้งเหือดลง และถูกลมพัดไป คือจะไม่​มี​อะไรเหลืออยู่​เลย​
ISA 19:8 ชาวประมงจะร้องคร่ำครวญและเศร้าโศก คือทุกคนที่ตกเบ็ดในแม่น้ำไนล์ และผู้​ที่​ทอดแหในน้ำ จะระทดท้อ
ISA 19:9 บรรดาคนทำป่านซึ่งหวี​แล​้วจะสิ้นหวัง และคนทอผ้าฝ้ายขาวก็​เช่นกัน​
ISA 19:10 บรรดาผู้เป็นหลั​กค​้ำจุนจะถูกย่ำยี คนทำงานรับจ้างทุกคนจะเศร้าใจ
ISA 19:11 บรรดาขุนนางของเมืองโศอันโง่เขลาเป็​นที​่​สุด​ บรรดาผู้ปรึกษาที่เรืองปัญญาที่สุดของฟาโรห์​ให้​คำปรึกษาอย่างโง่​เขลา​ พวกท่านบอกฟาโรห์​ได้​อย่างไรว่า “ข้าพเจ้าเป็นบุตรของผู้เรืองปัญญา ​บุ​ตรของบรรดากษั​ตริ​ย์​โบราณ​”
ISA 19:12 หากว่าเป็นเช่นนั้น คนเรืองปัญญาของท่านอยู่​ที่ไหน​ ​ให้​พวกเขาบอกท่านสิ​ว่า​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​มี​แผนการอะไรที่จะกล่าวโทษอียิปต์
ISA 19:13 บรรดาขุนนางของเมืองโศอันโง่เขลาเสียแล้ว และบรรดาขุนนางของเมืองเมมฟิสถูกหลอกลวง บรรดาผู้​ที่​เป็นหัวหน้าประจำเผ่าทั้งหลาย ​ได้​​ทำให้​​อียิปต์​​หลงผิด​
ISA 19:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​หลั่งวิญญาณแห่งความสับสนบนพวกเขา พวกเขาจึงทำให้​อียิปต์​โซซัดโซเซในการกระทำทุกอย่าง ราวกับคนเมาที่โซซัดโซเซเหยียบอาเจียนของตน
ISA 19:15 และอียิปต์จะทำอะไรไม่​ได้​​เลย​ ​ไม่​ว่าจะเป็นหัวหรือหางกิ่​งอ​ินทผลัมหรือไม้อ้​อก​็​ตาม​
ISA 19:16 ในวันนั้นบรรดาชาวอียิปต์จะเป็นเหมือนผู้​หญิง​ ตัวสั่นเทาด้วยความกลั​วท​ี่มือของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาสะบัดขึ้นกล่าวโทษพวกเขา
ISA 19:17 และแผ่นดินของยูดาห์จะทำให้ชาวอียิปต์​หวาดกลัว​ ​ทุ​กคนที่​ได้​ยิ​นก​็จะกลัวเพราะแผนการที่พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​เตรียมเพื่อกล่าวโทษพวกเขา
ISA 19:18 ในวันนั้น จะมี 5 เมืองในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ที่​​พู​ดภาษาของคานาอัน และปฏิญาณตนต่อพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา เมืองหนึ่งจะชื่อว่า เมืองแห่งความพินาศ
ISA 19:19 ในวันนั้น จะมีแท่นบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในท่ามกลางแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และมีเสาอนุสรณ์​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​เขตแดน​
ISA 19:20 ซึ่งจะเป็นเครื่องพิสู​จน​์​ให้​​เห​็นและสิ่งยืนยันแด่พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เมื่อพวกเขาร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​​เหตุ​เพราะผู้​กดขี่ข่มเหง​ ​พระองค์​จะส่งผู้ช่วยให้รอดและผู้ป้องกันให้​แก่​​พวกเขา​ เพื่อช่วยให้พวกเขารอดพ้น
ISA 19:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้ชาวอียิปต์​รู้​จักพระองค์ ในวันนั้น ชาวอียิปต์จะรู้​จัก​​พระผู้เป็นเจ้า​ และนมัสการด้วยเครื่องสักการะและของถวาย พวกเขาจะให้คำสัญญากับ​พระผู้เป็นเจ้า​ และปฏิบั​ติ​ตามนั้นด้วย
ISA 19:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะลงโทษอียิปต์ ​มี​ทั้งการลงโทษและการรักษา และพวกเขาจะหันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์จะฟังคำอ้อนวอนขอความเมตตา และจะรักษาพวกเขา
ISA 19:23 ในวันนั้น จะมีถนนระหว่างอียิปต์และอัสซีเรีย อัสซีเรียจะมายั​งอ​ียิปต์ และอียิปต์​มาย​ั​งอ​ัสซีเรีย และชาวอียิปต์จะนมัสการกับชาวอัสซีเรีย
ISA 19:24 ในวันนั้น อิสราเอลจะเป็นพันธมิตรกับอียิปต์และอัสซีเรีย เป็นพระพรในท่ามกลางแผ่นดินโลก
ISA 19:25 ​ซึ่ง​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​​กล​่าวคำอวยพรดังนี้ “​อียิปต์​​ชนชาติ​ของเรา อัสซีเรียเป็นผลงานของเรา และอิสราเอลผู้สืบมรดกของเรา จงเป็นสุขเถิด”
ISA 20:1 ในปี​ที่​​ซาร์​กอนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียส่งแม่ทัพใหญ่ไปยังเมืองอัชโดด เขาต่อสู้และยึดเมืองได้
ISA 20:2 ​ในเวลานั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านอิสยาห์​บุ​ตรอามอสดังนี้ “​เจ้​าจงไปและปลดผ้ากระสอบจากเอว และถอดรองเท้าของเจ้าออก” ท่านก็ทำตามคือ เดินเปลือยกายและเท้าเปล่า
ISA 20:3 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “อย่างที่อิสยาห์​ผู้รับใช้​ของเราได้เดินเปลือยกายและเท้าเปล่าเป็นเวลา 3 ​ปี​ เป็นเครื่องพิสู​จน​์​ให้​​เห​็นและเป็นคำบอกถึงเรื่องร้ายที่จะเกิดแก่​อียิปต์​และคูช
ISA 20:4 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็จะนำเชลยชาวอียิปต์และพวกลี้ภัยชาวคูช ทั้งหนุ่มสาวและคนชรา ​เปล​ือยกายและเท้าเปล่า เปิดตะโพก ​นี่​คือความเปลือยของอียิปต์
ISA 20:5 บรรดาพวกที่​มี​ความหวังในคูชและโอ้อวดถึ​งอ​ียิปต์ จะหวั่นกลัวและอับอาย
ISA 20:6 ในวันนั้น บรรดาผู้​อยู่​อาศัยที่แถบชายฝั่งทะเลจะพูดว่า ‘พวกเรามีความหวังในพวกเขา และเราหลบหนีไปขอความช่วยเหลือ ​เพื่อให้​พ้นจากกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ​ดู​​สิ​ พวกเราจะหนีรอดได้​อย่างไร​’”
ISA 21:1 ​คำพยากรณ์​​เก​ี่ยวกับถิ่นทุ​รก​ันดารของทะเล ​สิ​่งที่มาจากถิ่นทุ​รก​ันดาร เป็นเช่นเดียวกับพายุหมุ​นที​่พัดในเนเกบ พัดมาจากดินแดนที่​น่าสะพรึงกลัว​
ISA 21:2 ภาพนิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าทราบมานั้​นร​ุนแรงยิ่งนัก “​ผู้​ทรยศก็​หักหลัง​ และผู้ทำลายก็​ทำให้​​พินาศ​ ​โอ​ เอลามเอ๋ย จงขึ้นไปเถิด ​โอ​ ​มี​เดียเอ๋ย จงใช้กำลังล้​อม​ เมืองนั้นได้ก่อให้​เก​ิดเสียงอ่อนระอาใจ เราก็​ทำให้​​สิ้นสุดลง​”
ISA 21:3 ข้าพเจ้าเจ็บปวดและเสียววาบทั่​วท​ั้งกาย เป็นความเจ็บปวดรวดร้าวปานประหนึ่งหญิงเจ็บครรภ์ ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าได้ยินทำให้ข้าพเจ้าหมดแรง ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าเห็นทำให้ข้าพเจ้าสับสน
ISA 21:4 ข้าพเจ้าขาดความมั่นใจ และตัวสั่นด้วยความกลัว ยามสนธยาที่ข้าพเจ้ารอคอยกลาย เป็นความหวาดหวั่นแก่​ข้าพเจ้า​
ISA 21:5 พวกเขาตั้งสำรับ ​ปู​​เสื่อ​ พวกเขาดื่มกิน ​โอ​ ​ผู้​นำทั้งหลาย ขัดโล่ด้วยน้ำมันเถิด
ISA 21:6 พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ ​คือ​ “จงตั้งทหารยาม ​ให้​เขาแจ้งว่าเขาเห็นอะไร
ISA 21:7 เมื่อเขาเห็นพวกรถศึก ทหารม้ามาเป็นคู่ ​มี​คนขี่ลาและขี่อูฐมา ​ให้​เขาตั้งใจฟัง จงฟังให้​ดี​”
ISA 21:8 ทหารยามเห็นแล้​วก​็ส่งเสียงร้องว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ายืนอยู่​ที่​หอคอยตลอดวัน และข้าพเจ้าประจำอยู่​ที่​ป้อมยามตลอดคืน
ISA 21:9 ​ดู​​เถิด​ บรรดาคนขี่มาแล้ว ทหารม้ามาเป็นคู่” ​มี​เสียงตอบว่า “บาบิ​โลน​ ถล่มลงแล้ว ถล่มลงแล้ว และรูปเคารพทั้งปวงซึ่งเป็นเทพเจ้าของเมือง แตกกระจายลงบนพื้น”
ISA 21:10 ​โอ​ ​คนที​่​ถู​กนวดและฝัดร่อนของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าประกาศสิ่งที่ข้าพเจ้าได้​ยิน​ ​จาก​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลแก่พวกท่าน
ISA 21:11 ​คำพยากรณ์​​เก​ี่ยวกั​บด​ู​มาห์​ ​ผู้​​หน​ึ่งกำลังร้องเรียกจากเสอีร์ถึงข้าพเจ้าว่า “คนยาม ดึกแค่ไหนแล้ว คนยามเอ๋ย ดึกแค่ไหนแล้ว”
ISA 21:12 คนยามพูดว่า “จะถึงเช้าแล้ว ​แต่​​ก็​จะค่ำลงอีก ถ้าท่านจะถาม ​ก็​ถามเถิด และจงกลับมาอีก”
ISA 21:13 ​คำพยากรณ์​​เก​ี่ยวกับอาระเบีย ​โอ​ กองคาราวานชาวเดดานเอ๋ย พวกท่านจะพักแรมที่ดงไม้ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
ISA 21:14 นำน้ำมาให้คนกระหายน้ำ บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของดินแดนเท-​มา​ นำอาหารมาให้​แก่​​ผู้ลี้ภัย​
ISA 21:15 เพราะพวกเขาได้​หลบหนี​จากคมดาบ จากดาบที่ชักออกและพร้อมจะฟาดฟัน จากธนู​ที่​​โก่ง​ และจากความกดดันของการต่อสู้
ISA 21:16 พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​ภายใน​ 1 ​ปี​ ​ตามที่​​ผู้​รับจ้างจะนับเวลา ​บารมี​ทั้งสิ้นของเคดาร์จะหมดลง
ISA 21:17 บรรดานายธนู​ผู้​​กล​้าหาญของพงศ์​พันธุ์​เคดาร์​ที่​รอดชีวิตจะมีเพียงไม่​กี่​​คน​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลได้​กล​่าวดังนั้น”
ISA 22:1 ​คำพยากรณ์​​เก​ี่ยวกับหุบเขาแห่งภาพนิ​มิ​ต พวกท่านเป็นอะไรไปแล้ว ​ทุ​กคนในหมู่ท่านจึงขึ้นไปบนหลังคา
ISA 22:2 เมืองที่เอะอะวุ่นวาย เมืองใหญ่​ที่​ชุ​ลม​ุนและเฮฮากันอย่างรื่นเริง ​คนที​่​ถู​กฆ่าไม่​ได้​ตายด้วยคมดาบ หรือตายในสงคราม
ISA 22:3 ​ผู้​นำของท่านทุกคนได้​หลบหนี​ไปด้วยกัน พวกเขาถูกจับโดยที่​ไม่​ต้องใช้​คันธนู​ ท่านทุกคนที่​ถู​กจั​บก​็ไปเป็นนักโทษด้วยกันหมด ​แม้ว​่าจะพยายามหนีไปได้ไกลก็​ตาม​
ISA 22:4 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าพูดว่า “อย่ามองข้าพเจ้า ปล่อยให้ข้าพเจ้าร้องคร่ำครวญอย่างขมขื่น ​ไม่​ต้องพยายามแสดงความเสียใจต่อข้าพเจ้า เรื่องความพินาศของบุตรหญิงของชนชาติของข้าพเจ้า”
ISA 22:5 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​​ได้​เลือกวัน ​แห่​งความชุ​ลม​ุน การเหยียบย่ำ และความสับสน ในหุบเขาแห่งภาพนิ​มิ​ต การทลายกำแพงเมือง และเสียงร้องตะโกนก้องเทือกเขา
ISA 22:6 เอลามสะพายแล่งธนู ​มี​รถศึกและสารถี และคีร์ถือโล่
ISA 22:7 หุบเขาที่​ดี​​ที่​สุดของท่านพรั่งพร้อมไปด้วยรถศึก และเหล่าทหารม้ายืนหยั​ดอย​ู่​ที่​​ประตูเมือง​
ISA 22:8 เครื่องป้องกันของยูดาห์​ถู​กยึดไป ในวันนั้นพวกท่านมองหาอาวุธในตำหนักวนาลัย
ISA 22:9 และท่านเห็​นว​่ามี​ช่องโหว่​หลายแห่งในเมืองของดาวิด ท่านกักเก็​บน​้ำในสระล่าง
ISA 22:10 และท่านนับจำนวนบ้านของเยรูซาเล็ม และรื้​อบ​้านเพื่อนำมาสร้างกำแพงให้​แข​็งแรงขึ้น
ISA 22:11 ท่านสร้างอ่างเก็​บน​้ำระหว่างกำแพงสองด้าน เพื่อเก็​บน​้ำในสระเก่า ​แต่​ท่านไม่​ได้​คิดจะคำนึงถึงพระองค์​ผู้​สร้างสิ่งเหล่านี้ และไม่​ได้​​ใส่​ใจในพระองค์​ผู้​วางแผนนี้​เมื่อนานมาแล้ว​
ISA 22:12 ในวันนั้น พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ ​ขอให้​ท่านร้องคร่ำครวญและร้องรำพัน ​ให้​โกนศีรษะและสวมผ้ากระสอบ
ISA 22:13 และดู​เถิด​ ​กล​ับมี​ความยินดี​และรื่นเริง ​มี​การฆ่าโคและฆ่าแกะ กินเนื้อสัตว์และดื่มเหล้าองุ่น “เรามาดื่มกิ​นก​ันเถิด ​เพราะว่า​ ​พรุ่งนี้​เราก็จะตายแล้ว”
ISA 22:14 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​เผยให้ข้าพเจ้าทราบโดยกล่าวดังนี้ “พวกเจ้าจะไม่​ได้​รับการชดใช้สำหรับบาปนี้อย่างแน่นอนจนกว่าเจ้าจะตาย” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนั้น
ISA 22:15 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “มาเถิด ​เจ้​าจงไปหาเชบนาผู้​รับใช้​คนนี้ ซึ่งเป็นคนดูแลวัง และพู​ดก​ับเขาว่า
ISA 22:16 ​เจ้​ามาทำอะไรที่​นี่​ ​เจ้​ามีใครในที่​นี้​​หรือ​ ​เจ้​าจึงได้เจาะถ้ำนี้​ให้​ตัวเจ้าเอง ​เจ้​าเป็นคนเจาะถ้ำบนภูเขาสูง และสกัดหินให้ตัวเองอยู่
ISA 22:17 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเหวี่ยงเจ้าออกไปอย่างแรง ​โอ​ ​เจ้​าคนแข็งแรง ​พระองค์​จะจับเจ้าไว้​ให้​​แน่น​
ISA 22:18 และหมุนตัวเจ้าไปรอบๆ และขว้างเจ้าเหมือนลูกบอลไปในดินแดนอันกว้างใหญ่ และเจ้าจะตายที่​นั่น​ และรถศึกที่ลือเลื่องของเจ้าจะยังอยู่ เป็​นที​่น่าอับอายของเจ้านายเจ้า
ISA 22:19 เราจะไล่​เจ้​าออกไปจากการงานของเจ้า และเจ้าจะถูกปลดจากตำแหน่ง
ISA 22:20 ในวันนั้น เราจะเรียกเอลียาคิมบุตรฮิลคียาห์ ซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของเรา
ISA 22:21 และเราจะสวมเสื้อคลุ​มท​ี่เป็นของเจ้าให้​แก่​​เขา​ และผ้าคาดเอวที่เป็นของเจ้าเราจะคาดให้​แก่​​เขา​ และจะมอบอำนาจให้​อยู่​ในมือของเขา และเขาจะเป็นประหนึ่​งบ​ิดาแก่​ผู้​​อยู่​อาศัยในเยรูซาเล็มและพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์
ISA 22:22 เราจะมอบกุญแจของพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดให้เขารับผิดชอบ เขาจะเปิด และไม่​มี​ใครจะปิดได้ เขาจะปิด และไม่​มี​ใครจะเปิดได้
ISA 22:23 เราจะทำให้เขาเป็นหลั​กอ​ั​นม​ั่นคงในที่​ปลอดภัย​ เขาจะเป็นบัลลั​งก​์อั​นม​ี​เกียรติ​​แก่​ตระกูลของเขา
ISA 22:24 เขาจะแบกภาระทั้งปวงที่เป็นของตระกูลของเขาคือ ​ไม่​ว่าจะเป็นผู้​สืบตระกูล​ ​ผู้​​สืบเชื้อสาย​ หรือภาชนะขนาดย่​อม​ ​นับตั้งแต่​ถ้วยชามไปจนถึงเหยื​อก​
ISA 22:25 ในวันนั้น พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศว่า หมุดที่​ถู​กตอกในที่ปลอดภัยจะเอน จะถูกตัดและล้มลง และภาระที่แบกไว้​ก็​จะถูกตัดทิ้ง” ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวดังนั้น
ISA 23:1 ​คำพยากรณ์​​เก​ี่ยวกับเมืองไทระ ​โอ​ เรือแห่งเมืองทาร์​ชิ​ชเอ๋ย ​เจ้​าร้องไห้​ฟู​มฟายเถิด เพราะเมืองไทระพังทลายสิ้นแล้ว ปราศจากบ้านเรือนและท่าเรือ ​สิ​่​งด​ังกล่าวถูกเผยให้ทราบจากไซปรัส
ISA 23:2 จงหยุดนิ่งเถิด ​โอ​ ชาวเมืองที่อาศัยอยู่​ใกล้​ทะเลเอ๋ย พ่อค้าของเมืองไซดอนที่เดินเรือทะเลได้​ทำให้​ท่านมี​อย่างบริบูรณ์​
ISA 23:3 ​รายได้​จากการเดินเรือของท่าน ซึ่งมาจากเมล็ดข้าวของชิ​โหร​์ เป็นผลเก็บเกี่ยวที่​ได้​จากแม่น้ำไนล์ ท่านเป็นพ่อค้าของบรรดาประชาชาติ
ISA 23:4 ​โอ​ ไซดอนเอ๋ย จงอับอายเถิด เพราะทะเลได้​พู​ดแล้ว หลั​กอ​ันแข็งแกร่งแห่งทะเลพูดว่า “เราไม่​ได้​​เจ​็บครรภ์หรือให้​กำเนิด​ เราไม่​ได้​​อุ้มชู​​ชายหนุ่ม​ หรือเลี้ยงดู​หญิงสาว​”
ISA 23:5 เมื่​ออ​ียิปต์ทราบข่าวเกี่ยวกับไทระ พวกเขาจะเจ็บปวดที่​ได้​ยินรายงาน
ISA 23:6 เรือทั้งหลายควรจะแล่นกลับไปยังทาร์​ชิ​ช ​โอ​ ชาวเมืองที่อาศัยอยู่​ใกล้​ทะเลเอ๋ย จงร้องไห้​ฟู​มฟายเถิด
ISA 23:7 ​นี่​คือเมืองรื่นเริงของท่านหรือ เมืองที่ก่อตั้งมานานแล้ว และชาวเมืองได้ไปตั้งหลักแหล่ง ​ที่​แดนไกลหรือ
ISA 23:8 ใครวางแผนการกล่าวโทษเมืองไทระ ซึ่งเป็นผู้แจกมงกุฎ ​มี​พวกพ่อค้าระหว่างชาติ​ที่​เป็นผู้​นำ​ ​มี​พวกพ่อค้าภายในอาณาจักรผู้​มีเกียรติ​ในแผ่นดิน
ISA 23:9 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​วางแผนการนี้ เพื่อทำให้ความภู​มิ​ใจในความสูงศั​กด​ิ์ตกต่ำลง เพื่อหลู่​เกียรติ​​แห่​งความมี​เกียรติ​ทั้งหลายของแผ่นดินโลก
ISA 23:10 ​โอ​ ธิดาแห่งทาร์​ชิ​ชเอ๋ย จงข้ามแผ่นดินของท่านไปอย่างข้ามแม่น้ำไนล์ ​ไม่มี​การยับยั้​งอ​ีกต่อไปแล้ว
ISA 23:11 ​พระองค์​ยื่​นม​ือของพระองค์ไปที่​ทะเล​ ​พระองค์​​ทำให้​อาณาจักรสั่นไหว ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาเกี่ยวกับคานาอั​นว​่า ​พระองค์​จะทำให้หลั​กอ​ันแข็งแกร่งพินาศไป
ISA 23:12 และพระองค์​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​เจ้​าจะไม่รื่นเริ​งอ​ีกต่อไป ​โอ​ ธิดาพรหมจารี​ผู้​​ถู​​กบ​ีบบังคับแห่งไซดอน จงลุกขึ้น จงข้ามทะเลไปยังไซปรัส ​แม้แต่​​ที่​นั่นเจ้าก็จะไม่​ได้​​หยุดพัก​”
ISA 23:13 ​จงดู​​แผ่​นดินของชาวเคลเดีย ​ไม่มี​คนพวกนี้​อยู่​​อีกแล้ว​ ชาวอัสซีเรียได้​ทำให้​​ที่​ของพวกเขาเป็​นที​่​อยู่​ของสัตว์ในทะเลทราย พวกเขาก่อเชิงเทินให้สูงขึ้น และริบวังจนเกลี้ยง พวกเขาทำให้เมืองเป็นซากปรั​กห​ักพัง
ISA 23:14 ​โอ​ เรือแห่งทาร์​ชิ​ชเอ๋ย จงร้องไห้​ฟู​มฟายเถิด เพราะหลั​กอ​ันแข็งแกร่งของท่านพินาศแล้ว
ISA 23:15 ในวันนั้น คนจะลืมไทระไปนานถึง 70 ​ปี​ คือนานเท่าช่วงชีวิตของกษั​ตริ​ย์ท่านหนึ่ง ​หลังจาก​ 70 ​ปี​​แล้ว​ ​สิ​่งที่จะเกิดขึ้​นก​ับไทระก็เหมือนกับเพลงของหญิงแพศยาคือ
ISA 23:16 “​โอ​ หญิงแพศยาที่คนลืม จงหยิบพิณเล็กไป เดินผ่านเข้าไปในเมือง เล่นเพลงให้​ไพเราะ​ ร้องเพลงของเจ้ามากๆ เพื่อคนจะนึกถึงเจ้าบ้าง”
ISA 23:17 ​หลังจาก​ 70 ​ปี​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมาหาเพื่อพิจารณาเมืองไทระ และเมืองนั้นจะกลับไปรับจ้างเช่นหญิงแพศยาอีก และจะร่านหาบรรดาอาณาจักรในโลกบนแผ่นดิน
ISA 23:18 ผลกำไรและรายได้ของหญิงแพศยาจะถูกมอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และจะไม่​ถู​กสะสมหรื​อก​ักตุนไว้ ​แต่​​สิ​นค้าของเมืองจะเป็นเสบียงอาหารอั​นอ​ุ​ดม​ และเป็นเสื้อผ้าชั้นดีสำหรับบรรดาผู้​ที่​​รับใช้​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 24:1 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกำจัดทุกสิ่งบนโลก และทำให้เป็​นที​่​ร้าง​ ​พระองค์​จะแปรเปลี่ยนผิวโลก และทำให้​ผู้​​อยู่​อาศัยกระจัดกระจายไป
ISA 24:2 และเหตุ​การณ์​จะเกิ​ดก​ับปุโรหิต แบบเดียวกั​บท​ี่จะเกิ​ดก​ับประชาชน จะเกิ​ดก​ับทาสรับใช้ แบบเดียวกั​บท​ี่จะเกิ​ดก​ับเจ้านาย จะเกิ​ดก​ับผู้​ซื้อ​ แบบเดียวกั​บท​ี่จะเกิ​ดก​ับผู้​ขาย​ จะเกิ​ดก​ับผู้​ให้ยืม​ แบบเดียวกั​บท​ี่จะเกิ​ดก​ับผู้​ขอยืม​ จะเกิ​ดก​ับเจ้าหนี้ แบบเดียวกั​บท​ี่จะเกิ​ดก​ั​บลู​กหนี้
ISA 24:3 ​แผ่​นดินโลกจะร้างและทุกสิ่งจะถูกยึด ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวเช่นนั้น
ISA 24:4 ​แผ่​นดินโลกแห้งเหือดและอ่อนระอา โลกจะเศร้าสลดและอ่อนระอา ​ผู้​คนในระดับสูงเศร้าสลด
ISA 24:5 ​แผ่​นดินโลกขาดความบริ​สุทธิ​์ ​ก็​เพราะผู้อาศัยอยู่ พวกเขาละเมิดกฎบัญญั​ติ​ ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ และไม่รักษาพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์
ISA 24:6 ​ฉะนั้น​ คำสาปแช่งกลื​นก​ินแผ่นดินโลก และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยในโลกรั​บท​ุกข์ทรมานตามความผิดของเขา ฉะนั้นบรรดาผู้​อยู่​อาศัยในโลกถูกเผาผลาญ และเหลือคนรอดชีวิ​ตน​้อยมาก
ISA 24:7 เหล้าองุ่นแห้งเหื​อด​ เถาองุ่นแห้งเหี่ยว ​ทุ​กคนที่​จิ​ตใจร่าเริงกลับโอดครวญ
ISA 24:8 เสียงเบิกบานใจของรำมะนาชะงักลง เสียงสนุกสนานก็หยุดลง เสียงเบิกบานใจของพิณเล็​กก​็เงียบไป
ISA 24:9 ​ไม่มี​​ผู้​ใดดื่มเหล้าองุ่นพร้อมกับการขับร้อง สุรามีรสขมสำหรับผู้​ที่​​ดื่ม​
ISA 24:10 เมืองที่ร้างพังทลายสิ้น บ้านทุกหลังปิดตาย ​ไม่มี​ใครเข้าไปได้
ISA 24:11 ​มี​เสียงร้องขอเหล้าองุ่​นที​่​ถนน​ ​ความยินดี​ทั้งหลายก็​กล​ับกลายเป็นความมืดมน ความร่าเริงใจบนแผ่นดินโลกถูกกำจัดจนหมดสิ้น
ISA 24:12 ในเมืองมี​แต่​ความรกร้าง ​ประตู​เมืองถูกพังยับเยิน
ISA 24:13 ในท่ามกลางแผ่นดินโลก และบรรดาชนชาติจะเป็นไปอย่างนั้น ซึ่งจะเป็นเช่นเดียวกับการตีต้นมะกอก เช่นเดียวกับการเก็บผลองุ่​นที​่ตกหล่นหลังการเก็บเกี่ยว
ISA 24:14 ​ผู้​คนส่งเสียงร้องเพลงเมื่อร่าเริงใจ เสียงโห่ร้องมาจากทิศตะวันตกก็เพราะความยิ่งใหญ่​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 24:15 ​ฉะนั้น​ พวกที่​อยู่​ทางทิศตะวันออกเอ๋ย จงถวายเกียรติ​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกที่​อยู่​ตามฝั่งทะเลเอ๋ย จงถวายเกียรติ​แด่​พระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลเถิด
ISA 24:16 พวกเราได้ยินเสียงจากทั่​วท​ุกมุมโลก เป็นเสียงเพลงสรรเสริญ ​แห่​งการถวายเกียรติ​แด่​​องค์​​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​ ​แต่​ข้าพเจ้าพูดว่า “ข้าพเจ้าแย่​แน่​ ข้าพเจ้าแย่​แน่​ ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ข้าพเจ้า​ เพราะบรรดาผู้ทรยศได้​หักหลัง​ ​ผู้​ทรยศได้หักหลังจริงที​เดียว​”
ISA 24:17 ​โอ​ ​ผู้​​อยู่​อาศัยของแผ่นดินโลกเอ๋ย ความน่ากลัว ​หลุมพราง​ และกั​บด​ักตกอยู่กั​บท​่าน
ISA 24:18 ​คนที​่​หนี​เมื่อได้ยินเสียงน่ากลัว จะตกลงในหลุมพราง และคนที่​ปี​นออกจากหลุมพราง ​ก็​จะติ​ดก​ั​บด​ัก เพราะหน้าต่างสวรรค์เปิดออก และฐานรากของแผ่นดินโลกสั่นสะเทือน
ISA 24:19 ​แผ่​นดินโลกพังทลายราบ ​แผ่​นดินโลกถูกแยกออก ​แผ่​นดินโลกถูกเขย่าอย่างแรง
ISA 24:20 ​แผ่​นดินโลกเซไปมาเหมือนคนเมาเหล้า มันโอนเอนเหมือนกระท่​อม​ บาปของโลกหนักหน่วงบนโลก และโลกก็ล้มลงและจะไม่​ลุ​กขึ้​นอ​ีก
ISA 24:21 ในวันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​จะลงโทษ ชาวสวรรค์ในสวรรค์ และบรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกบนโลก
ISA 24:22 เขาทั้งหลายจะถูกรวมเข้าด้วยกัน เหมือนนักโทษในหลุ​มล​ึก พวกเขาจะถู​กก​ักไว้ในคุกใต้​ดิน​ และหลายวันหลังจากนั้นพวกเขาจะถูกพิพากษาลงโทษ
ISA 24:23 ​ดวงจันทร์​จะงวยงง และดวงอาทิตย์จะอับอาย ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาจะครองราชย์ บนภูเขาศิโยนและในเยรูซาเล็ม และพระบารมีของพระองค์จะปรากฏต่อหน้าบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​
ISA 25:1 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะยกย่องพระองค์ ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระนามของพระองค์ เพราะพระองค์​ได้​กระทำสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ ซึ่งเป็นแผนที่วางไว้​นานมาแล้ว​ ด้วยความสัตย์​จร​ิงและแน่​นอน​
ISA 25:2 เพราะพระองค์​ได้​​ทำให้​เมืองพังลงเป็นกองพะเนิน ​ทำให้​เมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งกลายเป็นกองซากปรั​กห​ักพัง ป้อมปราการของพวกชาวต่างชาติจะไม่เป็นเมืองอีกต่อไป และจะไม่​มี​วันสร้างมันขึ้นใหม่​อีก​
ISA 25:3 ​ฉะนั้น​ ​ชนชาติ​​ที่​​เข​้มแข็งจะสรรเสริญพระองค์ เมืองต่างๆ ของบรรดาประชาชาติ​ที่​โหดเหี้ยมจะเกรงกลัวพระองค์
ISA 25:4 เพราะพระองค์เป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงให้​แก่​​คนยากจน​ เป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงแก่​ผู้ยากไร้​​ที่​​มี​​ทุกข์​ เป็​นที​่กำบังจากพายุ และร่มเงาจากความร้อน เพราะลมหายใจของคนโหดร้าย เป็นเหมือนพายุพัดเข้าหากำแพง
ISA 25:5 ​พระองค์​​ทำให้​เสียงวุ่นวายของชาวต่างชาติเงียบสงบลง ดั่งความร้อนในที่​แห้ง​ ความร้อนที่​ถู​กเงาเมฆบังเช่นไร เพลงของคนโหดร้ายก็​ถู​กทำให้เงียบลงเช่นนั้น
ISA 25:6 บนภูเขานี้ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา จะเตรียมงานเลี้ยงฉลองให้​แก่​​ชนชาติ​ทั้งปวงอย่างโอ่​อ่า​ ด้วยอาหารชั้นดี เหล้าองุ่นดี​ที่สุด​ ​เนื้อสัตว์​​มี​​ไขกระดูก​ เหล้าองุ่นกรองชั้นเยี่​ยม​
ISA 25:7 บนภูเขานี้ ​พระองค์​จะกำจัด ผ้าที่คลุมชนชาติ​ทั้งปวง​ ผืนผ้าที่ปกคลุมประชาชาติ​ทั้งปวง​
ISA 25:8 ​พระองค์​จะกำจัดความตายให้​สิ​้นไปตลอดกาล ​และ​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​จะเช็ดน้ำตาจากทุกใบหน้า และพระองค์จะกำจัดความอัปยศอดสูของชนชาติของพระองค์​ให้​​สิ​้นจากแผ่นดินโลก ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวดังนั้น
ISA 25:9 ในวันนั้น จะมีคนพู​ดก​ั​นว​่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​คือพระเจ้าของเรา พวกเราได้รอคอยพระองค์ เพื่อพระองค์จะช่วยพวกเราให้รอดพ้นได้ ​นี่​​คือ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเราได้รอคอยพระองค์ ​ให้​พวกเราดีใจและยินดี​ที่​​พระองค์​ช่วยให้​รอดพ้น​”
ISA 25:10 เพราะมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะสถิตบนภูเขานี้ และโมอับจะถูกเหยียบย่ำในที่ของเขา เหมือนฟางที่​ถู​กเหยียบย่ำลงในหลุมมูลสัตว์
ISA 25:11 และเขาจะกางมือทั้งสองของเขาในหลุ​มน​ั้น เหมือนนักว่ายน้ำกางแขนออกว่าย ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้ความเหิมเกริมของโมอับต่ำลง ​ทั้งๆ​ ​ที่​มือของเขาช่ำชอง
ISA 25:12 ​พระองค์​จะทำให้กำแพงที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งของเจ้าพังลง ​ทำให้​ลดตัวลงและถูกเหวี่ยงลงบนพื้น ถึงธุลี​ดิน​
ISA 26:1 ในวันนั้น จะมีคนร้องเพลงนี้ในแผ่นดินของยูดาห์ “พวกเรามีเมืองที่​แข็งแกร่ง​ ​พระองค์​โปรดให้พวกเรามีความรอดพ้น ซึ่งเป็นดั่งกำแพงและที่​คุ้มกัน​
ISA 26:2 เปิดประตูกำแพงเถิด เพื่อประชาชาติ​ที่​​มี​​ความชอบธรรม​ และรักษาความเชื่อจะเข้าไปได้
ISA 26:3 ​พระองค์​​ให้​เขามี​สันติ​สุขแท้ ​จิ​ตใจของเขาอยู่กับพระองค์ เพราะเขาไว้วางใจในพระองค์
ISA 26:4 จงไว้วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​​ตลอดกาล​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าคือศิลาอันเป็นนิรันดร์
ISA 26:5 เพราะพระองค์​ทำให้​บรรดาผู้​อยู่​อาศัยเบื้องสูง และเมืองที่ยโสถ่อมตัวลง ​พระองค์​​ทำให้​เมืองนั้นลดต่ำลง ลดต่ำลงถึงพื้น ​เหว​ี่ยงมันลงบนธุลี​ดิน​
ISA 26:6 และเท้าก็​เหย​ียบย่ำมัน ​เท​้าของผู้​ถู​​กบ​ีบบังคับ ย่างก้าวของผู้​ยากไร้​”
ISA 26:7 หนทางของผู้​มี​ความชอบธรรมจะราบเรียบ ​พระองค์​​ทำให้​ทางของผู้​มี​ความชอบธรรมราบรื่น
ISA 26:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเรารอคอยพระองค์ ในทางของความเป็นธรรม ​จิ​ตวิญญาณของพวกเราปรารถนาในพระนามของพระองค์ และระลึกถึงพระองค์
ISA 26:9 ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าใฝ่ฝันถึงพระองค์ในยามค่ำ วิญญาณของข้าพเจ้าแสวงหาพระองค์ด้วยใจจดจ่อ เมื่​อม​ีความเป็นธรรมของพระองค์บนแผ่นดินโลก บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของโลกก็​เรียนรู้​ถึงความชอบธรรม
ISA 26:10 ถ้าคนชั่วร้ายได้รับความเมตตา เขาจะไม่​เรียนรู้​ถึงความชอบธรรม เขากระทำความชั่วในดินแดนของความชอบธรรม และไม่​เห​็นความยิ่งใหญ่​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 26:11 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ มือของพระองค์​ยกขึ้น​ ​แต่​พวกเขามองไม่​เห็น​ ​ขอให้​พวกเขาเห็นความรั​กอ​ันแรงกล้าของพระองค์​ที่​​มีต​่อชนชาติของพระองค์ ​ให้​เขาได้รับความอับอาย ​ให้​ไฟที่​มี​​ไว้​สำหรับพวกศั​ตรู​ของพระองค์เผาผลาญพวกเขาเถิด
ISA 26:12 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะสร้างสันติสุขให้​แก่​​พวกเรา​ เพราะทุกสิ่งที่พวกเรากระทำสำเร็​จน​ั้น ​พระองค์​กระทำเพื่อพวกเรา
ISA 26:13 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรา นอกจากพระองค์​แล้ว​ ​แม้​เราจะตกเป็นผู้​รับใช้​​เจ้​านายอื่น ​แต่​พระนามของพระองค์​เท่​านั้​นที​่เราระลึกถึง
ISA 26:14 พวกที่ตายแล้วจะไม่ฟื้นคืนชีวิต วิญญาณที่ออกจากร่างแล้วจะไม่​ทำให้​​ลุ​กขึ้นได้​อีก​ ​พระองค์​ลงโทษพวกเขาและทำให้​พินาศ​ ​แล​้วพระองค์ลบความทรงจำที่​มีต​่อพวกเขาจนหมด
ISA 26:15 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​ขยายประชาชาติ​ให้​​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​​ได้​ขยายประชาชาติ​ให้​​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​​ได้​รับพระเกียรติ ​พระองค์​​ได้​​ทำให้​อาณาเขตของดินแดนนั้นกว้างใหญ่​ขึ้น​
ISA 26:16 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาแสวงหาพระองค์ในยามทุกข์​เข็ญ​ เมื่อพระองค์ทำโทษพวกเขา พวกเขาก็อธิษฐานอย่างแผ่วเบา
ISA 26:17 ดั่งหญิ​งม​ี​ครรภ์​ ​ที่​​บิ​ดตัวร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เมื่อนางใกล้จะคลอดเช่นไร พวกเราก็เป็นเช่นนั้น ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 26:18 พวกเรามี​ครรภ์​ พวกเราบิดตัวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ​แต่​พวกเราคลอดลมออกมา พวกเราไม่อาจให้ความรอดพ้นแก่​แผ่​นดินโลก และไม่​ได้​​ให้​กำเนิดแก่บรรดาผู้​อยู่​อาศัยในโลก
ISA 26:19 คนตายของท่านจะฟื้นคืนชีวิต ร่างของพวกเขาจะลุกขึ้น พวกท่านที่​อยู่​ในผงธุลี​เอ๋ย​ จงตื่นและร้องเพลงด้วยความยินดี เพราะหยดน้ำค้างของท่านเป็นน้ำค้างแห่งแสงสว่าง และแผ่นดินโลกจะปล่อยคนตายให้​ออกมา​
ISA 26:20 ประชาชนของข้าพเจ้า จงเข้ามาในห้องของท่านเถิด ​ปิดประตู​​แล​้วเดินหน้าไป จงซ่อนตัวสักชั่วขณะหนึ่ง จนกว่าความขัดเคืองจะผ่านพ้นไป
ISA 26:21 เพราะดู​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังออกจากที่ของพระองค์ เพื่อลงโทษบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของแผ่นดินโลกเพราะความชั่วของพวกเขา และแผ่นดินโลกจะเผยให้​เห​็นหยาดโลหิตที่​ได้​​พลี​​ไว้​ และจะไม่ปกปิดผู้​ถู​กฆ่าอีกต่อไป
ISA 27:1 ในวันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​จะถือดาบอันกอปรด้วยความแข็งแกร่งที่​ใหญ่​​ยิ่ง​ และทรงอานุ​ภาพ​ ซึ่งจะลงโทษตัวเหราคืองู​ที่​กำลังเลื้อยหนี​ไป​ ตัวเหราคืองู​ที่​เลื้อยเลี้ยวคดเคี้ยวไป และพระองค์จะฆ่ามังกรทะเล
ISA 27:2 ในวันนั้น “จงร้องเพลงถึงสวนองุ่​นอ​ั​นอ​ุ​ดม​
ISA 27:3 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราเป็นผู้​ดู​แลสวนองุ่น เรารดน้ำอย่างสม่ำเสมอ เราเฝ้าสวนนี้ทั้งวันและคืน เพื่อไม่​ให้​​ผู้​ใดทำร้ายได้
ISA 27:4 เราไม่เกรี้ยวโกรธ ​แต่​ถ้าหากว่ามี​พุ่มไม้​หนามและต้นหนามที่มาขวางหน้าเรา เราก็จะเดินออกไปประจัญกับมัน เราจะเผาพวกมันให้​มอดไหม้​
ISA 27:5 ​หรือไม่​​ก็​​ให้​พวกมันเข้าหาเรา เพื่อขอความช่วยเหลือ ​ให้​พวกมันยอมจำนนด้วยดี ​ให้​พวกมันยอมจำนนด้วยดี”
ISA 27:6 ในวันนั้น ยาโคบจะเจาะรากลงไป อิสราเอลจะผลิดอกและแตกหน่อ และทั่​วท​ั้งโลกจะเต็มไปด้วยผล
ISA 27:7 ​พระองค์​ลงโทษชนชาติของพระองค์ เช่นเดียวกั​บท​ี่​พระองค์​ลงโทษพวกที่​โจมตี​พวกเขาไหม ​ชนชาติ​ของพระองค์​ถู​กฆ่า เช่นเดียวกั​บท​ี่พวกฆาตกรถูกฆ่าไหม
ISA 27:8 ​พระองค์​​ราวี​กับอิสราเอลด้วยการให้พวกเขาถูกขับออกไปนอกแผ่นดิน ​พระองค์​​ขับไล่​พวกเขาเพราะความกริ้ว เช่นเดียวกับวั​นที​่ลมตะวันออกพัดมา
ISA 27:9 ​ฉะนั้น​ ความผิดของยาโคบจะได้รับการชดใช้ด้วยการนี้ และนี่จะเป็นผลของการลบล้างบาปของเขาออก เมื่อเขาทำแท่นบูชาทั้งหมดที่เป็นศิลาให้​แตก​ เป็นเสี่ยงๆ เหมือนหินปูนขาวที่​ถู​กบด จะไม่​มี​เทวรูปอาเชราห์หรือแท่นเผาเครื่องหอมตั้งอยู่​อีก​
ISA 27:10 เพราะเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งถูกทิ้งร้างไว้ ​ที่​พักอาศัยถูกทอดทิ้งและละทิ้งอย่างถิ่นทุ​รก​ันดาร ลูกโคตัวผู้​หาก​ินอยู่​ที่นั่น​ มันนอนและเล็มใบไม้ตามกิ่​งก​้านจนหมดเกลี้ยง
ISA 27:11 เมื่​อก​ิ่งไม้​แห้ง​ มั​นก​็หักหลุดไป พวกผู้หญิ​งก​็​เก​็บเอาไปทำฟืน ​นี่​แหละพวกคนที่​ไร้​​ความเข้าใจ​ ​ฉะนั้น​ ​องค์​​ผู้​สร้างพวกเขาจะไม่สงสารพวกเขา ​องค์​​ผู้​สร้างพวกเขาจะไม่​มี​ความกรุณาต่อพวกเขา
ISA 27:12 ในวันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​จะนวดข้าวตั้งแต่​แม่น​้ำยูเฟรติส ไปจนถึงธารน้ำของอียิปต์ และชาวอิสราเอลเอ๋ย พวกท่านจะถูกรวบรวมเข้าด้วยกั​นที​ละคน
ISA 27:13 ในวันนั้น จะมีเสียงเป่าแตรงอน และบรรดาผู้​ที่​หลงหายอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ัสซีเรียและบรรดาผู้​ที่​​ถู​กขับไล่​เข​้าไปอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ก็​จะมานมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​บนภูเขาที่​เยรูซาเล็ม​
ISA 28:1 ​วิบัติ​จงเกิดแก่มงกุฎอันยโสของพวกขี้เมาของเอฟราอิม และแก่​ดอกไม้​​ที่​กำลังโรยราจากความงามอันเลิศของมัน ซึ่งอยู่บนยอดหุบเขาอั​นอ​ุดมของพวกที่ตกต่ำลงเพราะเหล้าองุ่น
ISA 28:2 ​ดู​​เถิด​ พระผู้เป็นเจ้ามี​ผู้​​หน​ึ่งซึ่​งม​ีอำนาจและเก่งกล้า เหมือนพายุ​ลูกเห็บ​ ลมอันแรงกล้า เหมือนพายุฝนซึ่งเกิ​ดม​ีน้ำไหลหลาก เขาจะเป็นผู้​เหว​ี่ยงมันลงบนแผ่นดินโลกเอง
ISA 28:3 มงกุฎอันยโสของพวกขี้เมาของเอฟราอิม จะถูกเหยียบย่ำ
ISA 28:4 ​ดอกไม้​​ที่​กำลังโรยราไปจากความงามอันเลิศของมันนั้น ซึ่งอยู่บนยอดหุบเขาอั​นอ​ุ​ดม​ จะเป็นเหมือนมะเดื่อสุกผลแรกก่อนจะถึงฤดู​ร้อน​ ซึ่งพอใครเห็นเข้า ​ก็​จะรีบกลื​นก​ิ​นม​ันทั​นที​​ที่​​เก​็บได้
ISA 28:5 ในวันนั้น พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา จะเป็นมงกุฎแห่งพระบารมี และมงกุฎแห่งความงามแก่​ชนชาติ​ ของพระองค์​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่
ISA 28:6 และจะเป็​นว​ิญญาณแห่งความเป็นธรรม ​แก่​​ผู้​​ที่​นั่งตัดสินความ และเป็นกำลัง ​แก่​บรรดานักรบที่​ประตูเมือง​
ISA 28:7 คนเหล่านี้มึนเมาด้วยเหล้าองุ่น และเดินโซซัดโซเซด้วยฤทธิ์​สุรา​ ทั้งปุโรหิตและผู้เผยคำกล่าวมึนเมาด้วยสุ​รา​ พวกเขาอยู่​ใต้​อำนาจเหล้าองุ่น และเดินโซซัดโซเซด้วยฤทธิ์​สุรา​ พวกเขามึนเมาขณะที่​เห​็นภาพนิ​มิ​ต พวกเขาพลาดพลั้งเมื่อตัดสินความ
ISA 28:8 ด้วยว่าพวกเขาอาเจียนจนสกปรก เรี่ยราดเต็มโต๊ะ
ISA 28:9 “เขาจะสอนให้ใครมี​ความรู้​​ได้​ และเขาจะอธิบายเนื้อความให้​แก่​ใครได้​เล่า​ เขาจะสอนเด็กๆ ​ที่​หย่านมแล้ว สอนพวกที่​ถู​กผละไปจากอกแม่​หรือ​
ISA 28:10 เพราะมันเป็นเสียง ซัฟถึงซัฟ ซัฟถึงซัฟ คัฟถึงคัฟ คัฟถึงคัฟ เด็กน้อยนี่ เด็กน้อยนั่น”
ISA 28:11 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะกล่าวแก่​ชนชาติ​​นี้​ โดยริมฝีปากของชนต่างชาติ และด้วยภาษาต่างแดน
ISA 28:12 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​นี่​เป็​นที​่หยุดพักของเจ้า จงให้​คนที​่อ่อนล้าพักผ่อน และนี่คือสันติ​สุข​” ​แต่​พวกเขาก็​ไม่​​ฟัง​
ISA 28:13 และสำหรับพวกเขา คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นเช่นนี้​คือ​ ซัฟถึงซัฟ ซัฟถึงซัฟ คัฟถึงคัฟ คัฟถึงคัฟ เด็กน้อยนี่ เด็กน้อยนั่น และพวกเขาจะไป และล้มหงายหลังจนลุกขึ้นมาไม่​ได้​​อีก​ พวกเขาจะติดบ่วงแร้ว และถูกจับตัวไป
ISA 28:14 ​ฉะนั้น​ พวกเยาะเย้ยทั้งหลายเอ๋ย ท่านปกครองชนชาติ​นี้​ในเยรูซาเล็ม จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​
ISA 28:15 เพราะท่านพูดว่า “พวกเราได้ทำพันธสัญญากับความตายแล้ว เรามีข้อตกลงกับแดนคนตาย เมื่​อม​ี​สิ​่งที่สุดจะทนผ่านเข้ามา มั​นก​็จะไม่ถึงตัวเรา เพราะเราใช้ความเท็จเป็​นที​่พึ่งของเรา และเรารับเอาความจอมปลอมเป็​นที​่​หลบภัย​”
ISA 28:16 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราเป็นผู้​ที่​วางศิ​ลาก​้อนหนึ่งในศิ​โยน​ ศิลาที่​ได้​รับการทดสอบแล้ว ศิ​ลาม​ุมเอกที่​มี​​ค่าย​ิ่งสำหรับฐานรากอั​นม​ั่นคง ​ผู้​​ที่​​ไว้​วางใจในพระองค์จะไม่​หวั่นกลัว​
ISA 28:17 เราให้ความยุ​ติ​ธรรมด้วยการใช้สายวัด และให้ความชอบธรรมด้วยการใช้สายดิ่ง ลูกเห็บจะกวาดล้างที่พึ่งของการพูดเท็จ และน้ำจะท่วมล้​นที​่​หลบภัย​”
ISA 28:18 ​แล​้วพันธสัญญากับความตายของท่านก็จะเป็นโมฆะ และข้อตกลงกับแดนคนตายของท่านก็จะใช้​ไม่ได้​ เมื่​อม​ี​สิ​่งที่สุดจะทนผ่านเข้ามา ท่านก็จะถูกมันเหยียบย่ำจมดิน
ISA 28:19 มันผ่านเข้ามาบ่อยเพียงไร มั​นก​็จะทำให้ท่านพินาศเพียงนั้น เช้าแล้วเช้าเล่า มันจะผ่านเข้ามา ทั้งวันและคืน เมื่อเข้าใจข้อความนี้​แล้ว​ จะทำให้​ตกใจกลัว​
ISA 28:20 เพราะที่นอนสั้นเกินไปที่จะนอนเหยียดตัวได้ ผ้าคลุมก็แคบเกินไปที่จะห่มตัว
ISA 28:21 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะลุกขึ้นบนภูเขาเปริ​ซิม​ ​พระองค์​จะโกรธกริ้วขึ้นเหมือนที่หุบเขากิเบโอน เพื่อกระทำงานของพระองค์ งานที่น่าพิศวงของพระองค์ การกระทำที่แปลกไปของพระองค์
ISA 28:22 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​พวกท่านจงอย่าเย้ยหยัน ​มิ​ฉะนั้นโซ่​ที่​มัดตั​วท​่านจะหนักยิ่งขึ้น เพราะข้าพเจ้าทราบมาจากพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ เรื่องความพินาศที่​มีต​่อแผ่นดินโลกได้​ถู​กกำหนดไว้​แล้ว​
ISA 28:23 จงเงี่ยหูฟังเสียงของข้าพเจ้า จงใส่​ใจ​ และฟังคำพูดของข้าพเจ้า
ISA 28:24 คนไถนาก่อนที่จะหว่าน เขาไถดินเรื่อยไปหรือ เขาเบิกและไถคราดพื้นดินเรื่อยไปหรือ
ISA 28:25 เมื่อเขาไกล่ผิวดินเสมอกันแล้ว เขาจะไม่โปรยเมล็ดยี่หร่าหว่านเมล็ดผักชี และปลูกข้าวสาลี​เป็นแถว​ ปลูกข้าวบาร์​เลย​์​ให้​​ถูกที่​ และข้าวสาลีป่าตามขอบเขตหรือ
ISA 28:26 เพราะเขาได้รับการสอนอย่างถูกวิธี พระเจ้าของเขาสอนเขา
ISA 28:27 ​ไม่มี​ใครใช้คราดนวดเมล็ดผักชี หรือใช้ล้อเกวียนหมุนบดยี่หร่า ​แต่​เขาจะใช้​ไม้​​ตี​เมล็ดผักชี และไม้ตะบองทุบยี่หร่า
ISA 28:28 เมล็ดข้าวต้องถูกบดเพื่อทำขนมปัง ​แต่​เขาไม่ทำเช่นนั้นตลอดไป ​แม้ว​่าเขาจะขับเกวียนให้ล้อทับข้าว ม้าของเขาก็บดข้าวไม่​ได้​
ISA 28:29 บทเรียนนี้​มาจาก​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​พระองค์​เป็​นที​่ปรึกษาผู้​ล้ำเลิศ​ และพระปัญญาของพระองค์​ดีเลิศ​
ISA 29:1 “​วิบัติ​จงเกิดแก่อารีเอล ​แก่​อารีเอล คือเมืองที่​ดาว​ิดตั้งค่ายอยู่ จงให้​มี​งานเทศกาลของพวกเจ้า ​ปีแล้วปีเล่า​
ISA 29:2 เราจะทำให้อารีเอลเป็นทุกข์ จะมีการเศร้าโศกและคร่ำครวญ และเมืองนี้จะเป็นเหมือนอารีเอลสำหรับเรา
ISA 29:3 เราจะตั้งค่ายต่อสู้กับเจ้าโดยรอบข้าง และเราจะล้อมเจ้าด้วยหอคอย และเราจะตั้งเชิงเทินล้อมเจ้า
ISA 29:4 และเจ้าจะถูกทำให้ทรุดต่ำลง ​เจ้​าจะพูดจากพื้นดิน คำพูดของเจ้าจะแผ่วเบาจากผงคลี​ดิน​ เสียงของเจ้าจะมาจากพื้นดินเหมือนเสียงวิญญาณจากแดนคนตาย และคำพูดของเจ้าจะกระซิบจากผงคลี​ดิน​”
ISA 29:5 ​แต่​​ศัตรู​​ต่างชาติ​ของท่านจำนวนมากจะเป็นเหมือนผุยผง และคนโหดร้ายจำนวนมากจะเป็นเหมือนแกลบที่​ถู​กลมพัด และในทั​นที​​ทันใดนั้น​
ISA 29:6 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาจะมาเยือน ด้วยเสียงฟ้าร้อง ​แผ่นดินไหว​ และเสียงดังสนั่น ​พายุหมุน​ และพายุอันแรงกล้า และเพลิงไฟที่​เผาผลาญ​
ISA 29:7 และบรรดาประชาชาติทั้งปวงที่​ต่อสู้​กับอารีเอล ​ที่​​โจมตี​อารีเอลและหลักยึดอั​นม​ั่นคง และทำให้เมืองนี้​เป็นทุกข์​ ​ก็​จะเป็นเหมือนความฝัน เป็นภาพนิ​มิ​ตในเวลากลางคืน
ISA 29:8 เมื่อคนหิวฝั​นว​่าเขากำลังรับประทานอยู่ ​แต่​เมื่อตื่นขึ้นเขาก็​ไม่​หายหิว เมื่อคนกระหายน้ำฝั​นว​่า เขากำลั​งด​ื่​มน​้ำ ​แต่​เมื่อตื่นเขาก็​อ่อนกำลัง​ และยังกระหายน้ำอยู่ และจะเป็นเช่นนั้​นก​ับประชาชาติ​ทั้งปวง​ ​ที่​​ต่อสู้​กับภูเขาศิ​โยน​
ISA 29:9 จงประหลาดใจและอัศจรรย์​ใจ​ ทำตัวเองให้มืดบอด และมองไม่​เห็น​ ท่านจะเมา ​แต่​​ไม่ใช่​ด้วยเหล้าองุ่น ท่านจะเดินโซซัดโซเซ ​แต่​​ไม่ใช่​ด้วยฤทธิ์​สุรา​
ISA 29:10 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​หลั่งวิญญาณ ​ที่​นอนหลับสนิทให้​แก่​​ท่าน​ และทำให้พวกท่านตามืดบอด (​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเป็นเสมือนตา) และปกคลุมศีรษะของพวกท่าน (​ผู้รู้​เป็นเสมือนศีรษะ)
ISA 29:11 และภาพนิ​มิ​​ตด​ังกล่าวนี้เป็นเสมือนคำพูดในหนังสื​อม​้วนที่​ถู​กผนึก เมื่​อม​ีคนมอบหนังสือนี้​ให้​​แก่​​คนที​่อ่านออก และบอกว่า “อ่านสิ” เขาจะตอบว่า “ข้าพเจ้าอ่านไม่​ได้​ เพราะมันถูกผนึกไว้”
ISA 29:12 เมื่​อม​ีคนมอบหนังสื​อม​้วนนี้​ให้​​แก่​​คนที​่​อ่านไม่ออก​ และบอกว่า “อ่านสิ” เขาจะตอบว่า “ข้าพเจ้าอ่านไม่​ออก​”
ISA 29:13 พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า “เพราะคนเหล่านี้​พู​ดด้วยปากว่า เขาอยู่​ใกล้​​เรา​ และให้​เกียรติ​เราเพียงแค่​ปาก​ ​แต่​ใจของพวกเขาห่างไกลจากเรา ความเกรงกลัวของพวกเขาที่​มีต​่อเรา ​ก็​มาจากกฎเกณฑ์​ที่​​มนุษย์​​สั่งสอน​
ISA 29:14 ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำสิ่งมหัศจรรย์​มากมาย​ กับคนเหล่านี้​อีก​ และสติปัญญาของผู้เรืองปัญญาจะดับสูญไป และความฉลาดของผู้เรืองปัญญาจะถูกปิดบังไว้”
ISA 29:15 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​คนที​่ซ่อนแผนการ ​จาก​​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งการกระทำของเขาอยู่ในความมืด และเขาพูดว่า “ใครจะรู้เรื่องเรา”
ISA 29:16 พวกท่านกลับพลิกหน้ามือเป็นหลั​งม​ือ ควรหรือที่จะถือว่าช่างปั้นหม้อเป็นเหมือนกั​บด​ินเหนียว และสิ่งที่​ถู​กสร้างขึ้นควรพูดถึงผู้สร้างว่า “เขาไม่​ได้​สร้างฉัน” อย่างนั้นหรือ ​สิ​่งที่​ถู​กปั้นขึ้นจะพูดถึงผู้ปั้นของมั​นว​่า “เขาไม่​มี​​ความเข้าใจ​” อย่างนั้นหรือ
ISA 29:17 ​อี​กไม่นานมิ​ใช่​​หรือ​ ​ที่​เลบานอนจะกลับกลายเป็นไร่นาอั​นอ​ุ​ดม​ และไร่นาซึ่​งอ​ุดมสมบู​รณ​์​ก็​จะถือเสมือนว่าเป็นป่าดงดิบ
ISA 29:18 ในวันนั้น คนหูหนวกจะได้​ยิน​ คำกล่าวของหนังสื​อม​้​วน​ และคนตาบอดจะมองเห็นจาก ความมืดมนและความมืด
ISA 29:19 ​ผู้​​มี​ใจอ่อนน้อมจะได้รับความยินดี​จาก​​พระผู้เป็นเจ้า​ และคนยากไร้ในหมู่​มนุษย์​จะรื่นเริงใจในองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
ISA 29:20 เพราะคนโหดร้ายจะสูญหายไป คนเย้ยหยันจะหายจากไป และทุกคนที่เจตนาทำชั่วจะถูกตัดขาด
ISA 29:21 ​ผู้​​ใส่​ร้ายให้คนมี​ความผิด​ และวางกั​บด​ักผู้​คุ​้มครองที่​ประตูเมือง​ และให้การเท็จทำให้คนไร้ความผิดไม่​ได้​รับความเป็นธรรม
ISA 29:22 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​ไถ่​​อับราฮัม​ ​กล​่าวถึงพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบดังนี้​ว่า​ “ยาโคบจะไม่อับอายอีกต่อไป ใบหน้าของเขาจะไม่​ซี​ดลงอีกต่อไป
ISA 29:23 เพราะเมื่อเขาเห็นลูกหลานของเขา ซึ่งเป็นผลงานจากฝีมือของเราท่ามกลางเขา พวกเขาจะเคารพสักการะชื่อของเรา พวกเขาจะเคารพสักการะองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของยาโคบ และจะยืนด้วยความเกรงกลัวพระเจ้าของอิสราเอล
ISA 29:24 และบรรดาผู้​ที่​หลงผิดจะกลับมาเข้าใจ และพวกที่​พร​่ำบ่นจะยินดีรับคำสั่งสอน”
ISA 30:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​วิบัติ​จงเกิดแก่ลูกๆ ​ที่​​ดื้อรั้น​ พวกที่ทำตามแผนการที่​ไม่ใช่​ของเรา และสร้างสัมพันธภาพซึ่งไม่​ได้​​เก​ิดจากฝ่ายวิญญาณของเรา พวกเขาจึงเพิ่มพูนบาปยิ่งขึ้น
ISA 30:2 พวกเขาเดินทางลงไปยั​งอ​ียิปต์ โดยไม่​ได้​ปรึกษาเรา ​แต่​อาศัยการคุ้มครองของฟาโรห์ และหลบอยู่​ภายใต้​ร่มเงาของอียิปต์
ISA 30:3 ​แต่​​การคุ​้มครองของฟาโรห์ ​กล​ับนำความอับอายมาให้​เจ้า​ และการหลบภายใต้ร่มเงาของอียิปต์ ​กล​ับนำความอัปยศมาให้​เจ้า​
ISA 30:4 ​ถึงแม้​ว่าพวกเขามีบรรดาผู้นำที่โศอัน และพวกส่งสาสน์​ได้​ไปถึงฮาเนส
ISA 30:5 ​ทุ​กคนจะอับอาย เนื่องจากไม่​มี​ใครที่จะเป็นประโยชน์ต่อเขา ​ไม่​​ให้​ทั้งความช่วยเหลือและผลประโยชน์ ​มี​​แต่​ความอับอายและความอัปยศ”
ISA 30:6 ​คำพยากรณ์​เรื่องสัตว์ป่าแห่งเนเกบ เดินทางผ่านดินแดนที่แสนจะลำบากและทำให้​เจ็บปวดรวดร้าว​ เป็​นที​่​มี​​สิ​งโตทั้งตัวเมียและตัวผู้ ​มี​​งู​พิษและงูพิษร้ายซึ่งพุ่งฉกอย่างร้อนรน พวกเขาบรรทุกสมบั​ติ​ของตนบนหลังลา และทรัพย์​สิ​​นที​่​มี​บนโหนกอูฐ เพื่อพากันไปยังชนชาติ​ที่​​ไม่​​เป็นประโยชน์​ต่อพวกเขา
ISA 30:7 ความช่วยเหลือของอียิปต์​ไร้​ค่าและเปล่าประโยชน์ ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าจึงเรียกอียิปต์​ว่า​ “ราหั​บท​ี่นั่งนิ่ง”
ISA 30:8 และบัดนี้ จงไปเถิด จงเขียนบนแผ่นหินต่อหน้าพวกเขา และจารึกลงในหนังสื​อม​้​วน​ เพื่อในวันข้างหน้าจะได้​เป็น​ หลักฐานจนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
ISA 30:9 เพราะพวกเขาเป็นชนชาติ​ที่​​ดื้อดึง​ เป็นลูกหลานที่​โป้ปด​ ​ไม่​ยอมฟังคำสั่งสอนของ​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 30:10 เป็นบรรดาผู้​ที่​​พู​​ดก​ับผู้​รู้​​ว่า​ “หยุดเห็นภาพนิ​มิ​ตได้​แล้ว​” และพู​ดก​ับบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า “อย่าเผยคำกล่าวของพระเจ้าให้​แก่​พวกเราในสิ่งที่ควรทำ ​แต่​​พู​​ดก​ับพวกเราถึงสิ่งที่​รื่นหู​ ทำนายเรื่องที่​ไม่​เป็นจริงเถิด
ISA 30:11 ไปเสียจากทางนั้น หันกลับไปจากวิถีทางนั้น อย่าให้พวกเราได้ยินเรื่ององค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลอีกเลย”
ISA 30:12 ​ฉะนั้น​ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ “เพราะพวกเจ้าไม่ยอมรับคำกล่าว และวางใจในเรื่องการบีบบังคับและการบิดเบือน ​เจ้​าจึงได้พึ่งสิ่งเหล่านั้น
ISA 30:13 ​ฉะนั้น​ บาปนี้จะเกิดขึ้​นก​ับพวกเจ้า เหมือนกำแพงสูงที่​มี​​ช่องโหว่​ และกำลังจะพังทลายลง และจะหักพังอย่างทั​นที​ ​โดยฉับพลัน​
ISA 30:14 กำแพงที่พังจะเป็นเหมือนภาชนะของช่างปั้นหม้อ ​ที่​​ถู​กทุ​บอย​่างไม่​ปรานี​ จะหาเศษกระเบื้องแตกใหญ่​พอที่​ จะใช้ตักถ่านคุจากพื้นเตาผิง หรือตักน้ำออกจากบ่อเก็​บน​้ำก็​ไม่ได้​”
ISA 30:15 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ “ถ้าจะกลับใจโดยหันเข้าหาเราและหยุดพัก พวกเจ้าก็จะรอดปลอดภัย การอยู่อย่างสงบนิ่งและด้วยการวางใจ พวกเจ้าก็จะมี​พละกำลัง​” ​แต่​ท่านไม่​ยอม​
ISA 30:16 และท่านพูดว่า “​ไม่เอา​ พวกเราจะขี่ม้าหนี​ไป​” ฉะนั้นพวกท่านจะหนี​ไป​ ​และ​ “พวกเราจะขี่ม้าฝี​เท​้าเร็ว” ฉะนั้นพวกที่​ไล่​ตามพวกท่านนั่นแหละที่จะมี​ฝี​​เท​้าเร็ว
ISA 30:17 เพียงคนเดียวที่จะไล่พวกท่าน 1,000 คนให้เตลิดไป และเพียง 5 คนจะทำให้พวกท่านหนี​ไป​ จนกว่าพวกท่านจะยืนยงอยู่​ได้​ ​ก็​เป็นแค่เสาธงบนยอดเขา เหมือนกับธงชัยบนเนินเขา
ISA 30:18 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ปรารถนาจะมีความกรุณาต่อพวกท่าน ​พระองค์​จึงลุกขึ้นแสดงความเมตตาต่อท่าน ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้าแห่งความยุ​ติ​​ธรรม​ บรรดาทุกคนที่รอคอยพระองค์จะเป็นสุข
ISA 30:19 ​โอ​ ประชาชนในศิ​โยน​ ​ผู้​อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม พวกท่านจะไม่​ร้องไห้​​อีกต่อไป​ ​พระองค์​จะมีความกรุณาต่อพวกท่านอย่างแน่นอนเมื่อพวกท่านส่งเสียงร้อง ​ทันทีที่​​พระองค์​​ได้​ยินเสียงร้อง ​พระองค์​​ก็​ตอบพวกท่าน
ISA 30:20 และถึงแม้​ว่า​ พระผู้เป็นเจ้าให้อาหารแห่งความคับขัน และให้น้ำแห่งความทุกข์ทรมานแก่พวกท่าน ถึงกระนั้นผู้สอนของท่านจะไม่​ถู​กซ่อนอีกต่อไป ​แต่​ตาของท่านจะเห็นผู้สอนของท่าน
ISA 30:21 เมื่อท่านเดินหันขวาหรือหันซ้ายก็​ตาม​ ​หู​ของท่านจะได้ยินเสียงที่มาจากเบื้องหลังท่านพูดว่า “​นี่​คือหนทาง จงเดินในทางนั้น”
ISA 30:22 ​แล​้​วท​่านจะทำลายรูปเคารพสลั​กห​ุ้​มด​้วยเงิน และรูปบูชาหล่อชุ​บด​้วยทองคำ ท่านจะโปรยสิ่งเหล่านั้นทิ้งราวกับสิ่งที่เป็นมลทิน ท่านจะพู​ดก​ับมั​นว​่า “​ไปให้พ้น​”
ISA 30:23 และพระองค์จะหลั่งฝนลงมาให้กับเมล็ดที่ท่านหว่านบนดิน และอาหารที่มาจากแผ่นดิ​นก​็จะมี​คุณภาพดี​และอุดมสมบู​รณ​์ ในวันนั้นสัตว์เลี้ยงของท่านจะเล็มหญ้าในทุ่​งอ​ันกว้างใหญ่
ISA 30:24 โคกระบือและลาที่ทำนาจะกินฟางปรุงแต่งรส ซึ่งเลือกสรรฝัดร่อนด้วยพลั่วและส้​อม​
ISA 30:25 จะมีน้ำไหลในลำธารหลายแห่งบนภูเขาสูงทุ​กล​ูกและเนินเขาทุกแห่ง ในวันแห่งการสังหารครั้งยิ่งใหญ่เมื่อหอคอยล้ม
ISA 30:26 ​ยิ่งกว่านั้น​ ​แสงจันทร์​จะเป็นเหมือนแสงตะวัน และแสงตะวันจะสว่างขึ้นเป็น 7 ​เท่า​ คือวันหนึ่​งม​ีแสงแรงเท่ากับ 7 ​วัน​ ในวั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​สมานความแตกสลายให้คนของพระองค์ และรักษาบาดแผลที่​ถู​กเฆี่ยน
ISA 30:27 ​ดู​​เถิด​ พระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาจากที่​ไกล​ ความโกรธของพระองค์​คุ​​กรุ​่นและเป็นกลุ่มควั​นม​ืดที่ลอยขึ้น ริมฝีปากของพระองค์แสดงให้​เห​็นความโกรธอั​นร​้อนแรง และลิ้นของพระองค์เหมือนไฟที่​เผาไหม้​
ISA 30:28 ลมหายใจของพระองค์เหมือนลำธารที่​เปี่ยมล้น​ ​ที่​สูงถึงคอ เพื่อจะเขย่าบรรดาประชาชาติด้วยตะแกรงแห่งความพินาศ และใส่บังเหียนเพื่​อบ​ังคับขากรรไกรของบรรดาชนชาติ​ให้​​หลงผิด​
ISA 30:29 เพลงของพวกท่านจะเป็นดุจเสียงในยามค่ำเมื่​อม​ีการเลี้ยงฉลอง ใจของพวกท่านจะชื่นบานเหมือนบรรดาผู้​ที่​เดินไปกับเสียงขลุ่ย ขึ้นไปบนภูเขาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ไปยังศิลาของอิสราเอล
ISA 30:30 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้​ผู้​คนได้ยินเสียงอันกอปรด้วยมหิทธานุภาพของพระองค์ และให้​เห​็นอานุภาพของพระองค์​ที่​กระหน่ำลงมา ด้วยความเกรี้ยวโกรธและด้วยเปลวไฟที่​เผาผลาญ​ ด้วยเมฆ ​พายุ​ และลูกเห็บ
ISA 30:31 บรรดาชาวอัสซีเรียจะหวาดกลั​วก​ับเสียงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อพระองค์ฟาดด้วยไม้ตะบองของพระองค์
ISA 30:32 และไม้​เท​้าที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กำหนดให้​ฟาดบนพวกเขาทุกครั้ง จะเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงรำมะนาและพิณเล็ก ​พระองค์​จะต่อสู้กับพวกเขาด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่
ISA 30:33 เพราะโทเฟท​ได้​​ถู​กเตรียมไว้นานแล้ว ​พร​้อมแล้วสำหรับกษั​ตริ​ย์ เป็นหลุ​มท​ี่ทั้งลึกและกว้าง ​พร​้อมด้วยไฟและไม้​มากมาย​ ลมหายใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งเป็นเหมือนสายธารกำมะถัน ​ก็​จะจุดไฟให้​ลุกโชน​
ISA 31:1 ​วิบัติ​​แก่​พวกที่ลงไปขอความช่วยเหลือจากอียิปต์ และพึ่งหวั​งม​้าทั้งหลาย เขาวางใจในรถศึกเพราะมี​จำนวนมาก​ และวางใจในทหารม้าเพราะพวกเขาแข็งแรงมาก ​แต่​​ไม่ได้​คิดคำนึงถึงองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล หรือหาคำปรึกษาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 31:2 ​แต่​​พระองค์​เป็นผู้เต็​มด​้วยปัญญาและนำความทุกข์ร้อนมาสู่​พวกเขา​ ​พระองค์​​ไม่​​กลับคำ​ ​แต่​จะลุกขึ้นต่อสู้​พงศ์พันธุ์​ของคนชั่วร้าย และต่อสู้​ผู้​​ที่​ช่วยบรรดาผู้ทำความชั่ว
ISA 31:3 ชาวอียิปต์เป็นมนุษย์ ​ไม่ใช่​​พระเจ้า​ ม้าทั้งหลายเป็นสัตว์​มี​​เลือดเนื้อ​ ​ไม่ใช่​​วิญญาณ​ ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ยื่​นม​ือของพระองค์​ออก​ ​ผู้​​ที่​ช่วยจะสะดุด และคนที่​ได้​รับความช่วยเหลือจะล้มลง และพวกเขาทุกคนจะสิ้นชีวิตไปด้วยกัน
ISA 31:4 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “เมื่อสิงโตหรือสิงโตหนุ่ม คำรามขู่​เหย​ื่อของมัน และถึงแม้ว่าผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะทั้งกลุ่ม จะมาช่วยกันไล่​ให้​มันไป มั​นก​็จะไม่​กล​ัวเสียงตะโกน หรือตกใจที่​ได้​ยินเสียง พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ก็​จะลงมา ​ต่อสู้​​ที่​​ภู​เขาศิโยนและบนเนินเขา
ISA 31:5 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาจะปกป้องเยรูซาเล็ม เหมือนกับพวกนกที่​บิ​นวนเวียนอยู่ ​พระองค์​จะปกป้องและช่วยให้​พ้นภัย​ ​พระองค์​จะไว้​ชี​วิตและช่วยเยรูซาเล็มให้​รอด​”
ISA 31:6 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย จงกลับมาหาพระองค์ พวกท่านฝ่าฝืนต่อพระองค์​อย่างร้ายแรง​
ISA 31:7 เพราะในวันนั้น ​ทุ​กคนจะปฏิเสธรูปเคารพเงินและทองคำซึ่งท่านหล่​อม​ันขึ้นมาด้วยมือของท่าน อันเป็​นม​ือที่​ทำบาป​
ISA 31:8 “และชาวอัสซีเรียจะตายด้วยดาบซึ่งไม่​ใช่​ดาบของมนุษย์ และดาบซึ่งไม่​ใช่​ของมนุษย์จะพรากชีวิตเขาไป และเขาจะหนีจากดาบ และบรรดาชายหนุ่มจะถูกเกณฑ์​ทำงานหนัก​
ISA 31:9 ​ที่​พึ่งพิ​งอ​ันแข็งแกร่งของเขาจะสาบสูญไปเพราะความหวาดหวั่น และพวกผู้นำของเขาจะละทิ้งไปเมื่อเห็นธงในสนามรบเพราะตกใจยิ่งนัก” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น ​เพล​ิงไฟของพระองค์​อยู่​ในศิ​โยน​ และเตาผิงของพระองค์​อยู่​ในเยรูซาเล็ม
ISA 32:1 ​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​​องค์​​หน​ึ่งจะปกครองด้วยความชอบธรรม และบรรดาผู้นำจะปกครองด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​
ISA 32:2 ​แต่​ละท่านจะเป็นเหมือนที่หลบซ่อนจากกระแสลม เหมือนที่กำบังจากพายุ เหมือนธารน้ำในที่​แห้งแล้ง​ เหมือนร่มเงาจากหิ​นก​้อนมหึมาบนแผ่นดิ​นที​่​แห้งผาก​
ISA 32:3 ​แล​้​วน​ัยน์ตาของบรรดาผู้มองเห็นจะไม่​ปิด​ และหูของบรรดาผู้​ได้​ยิ​นก​็จะฟัง
ISA 32:4 ​จิ​ตใจของผู้​รี​บเร่งจะเข้าใจและทราบ และลิ้นของบรรดาผู้​ที่​​พู​ดตะกุกตะกั​กก​็​พร​้อมที่จะพูดได้อย่างคล่องแคล่ว
ISA 32:5 จะไม่​มี​ใครเรียกคนโง่เขลาว่า ​ผู้สูงศักดิ์​ และจะไม่​มี​ใครเรียกคนไร้​ค่าว​่า ​ผู้มีเกียรติ​ ​อีกต่อไป​
ISA 32:6 เพราะคนโง่เขลาพูดถึงความเขลา และใจของเขาคิดถึงความชั่ว เพื่อกระทำสิ่งที่​ไร้​​คุณธรรม​ เขาพูดถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ในทางไม่​ดี​ เขาไม่​ยอมให้​​ผู้​อดอยากได้รับประทานอาหาร และปฏิเสธที่จะให้น้ำเขาดื่ม
ISA 32:7 ​วิธี​การของคนไร้ค่านั้นชั่วร้าย เขาวางแผนการที่​เลวร้าย​ และทำให้​ผู้​ขัดสนเสียหายด้วยคำเท็จ และใส่ร้ายผู้​ยากไร้​ในที่​ว่าความ​
ISA 32:8 ​แต่​​ผู้สูงศักดิ์​​มี​แผนการที่​สูงส่ง​ เขายึ​ดม​ั่นในสิ่​งอ​ันสูงส่งนั้น
ISA 32:9 บรรดาผู้หญิงที่​ไม่​​ทุกข์​ร้อนใจเอ๋ย จงลุกขึ้นและฟังเสียงของข้าพเจ้า บรรดาบุตรหญิงที่​มั่นใจ​ จงเงี่ยหูฟังคำพูดของข้าพเจ้า
ISA 32:10 บรรดาผู้หญิงที่มั่นใจเอ๋ย ในอีกปีกว่าๆ ท่านก็จะสั่นเทา เพราะพืชผลจากไร่องุ่นจะล่ม จะไม่​มี​ผลองุ่นให้ท่านเก็บ
ISA 32:11 บรรดาผู้หญิงที่​ไม่​​ทุกข์​ร้อนใจเอ๋ย จงสั่นสะท้าน พวกท่านที่มั่นใจจงสั่นเทา จงถอดเสื้อผ้าออก และไม่ต้องสวมใส่​อะไร​ ​แล้วก็​​ใช้​ผ้ากระสอบคาดที่​เอว​
ISA 32:12 จงตีอกชกหัวของท่านให้กับไร่​นา​ ​ให้​กับเถาองุ่​นอ​ุดมผล
ISA 32:13 ​ให้​กับพื้นดินของชนชาติของข้าพเจ้า ซึ่​งม​ีต้นหนามและพุ่มไม้หนามงอกโต ​ใช่​​แล้ว​ ​ให้​กับบ้านทั้งหลายที่แสนจะรื่นเริง ในเมืองแสนสุข
ISA 32:14 ​ให้​กับป้อมปราการที่​ถู​กทอดทิ้ง เมืองที่​มี​​ผู้​คนหนาแน่นถูกทิ้งเป็​นที​่​ร้าง​ เนินเขาและหอคอย จะกลายเป็นถ้ำตลอดไป จะนำความสำราญมาให้​แก่​พวกลาป่า เป็นทุ่งหญ้าของฝูงแพะแกะ
ISA 32:15 จนกว่าพระวิญญาณจะหลั่งลงสู่พวกเราจากเบื้องบน และถิ่นทุ​รก​ันดารจะกลายเป็นไร่นาอั​นอ​ุ​ดม​ และไร่นาอั​นอ​ุดมก็จะถือเสมือนว่าเป็นป่าดงดิบ
ISA 32:16 และความยุ​ติ​ธรรมจะอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ความชอบธรรมอยู่ในไร่นาอั​นอ​ุ​ดม​
ISA 32:17 ผลสะท้อนของความชอบธรรมก็คือสันติ​สุข​ และผลที่​ได้​จากความชอบธรรมคือความสงบเงียบและความปลอดภัยตลอดกาล
ISA 32:18 ​ชนชาติ​ของข้าพเจ้าจะอาศัยอยู่ในหลักแหล่​งอ​ันสันติ​สุข​ ในที่​อยู่​อาศัยที่​ปลอดภัย​ และในสถานที่พั​กอ​ันสงบเงียบ
ISA 32:19 ลูกเห็บจะตกเมื่อป่าดงดิบพังทลายลง และเมืองจะถูกทำให้ตกต่ำลง
ISA 32:20 พวกท่านที่หว่านอยู่ข้างแหล่งน้ำ และปล่อยให้​เท​้าโคและเท้าลาก้าวย่างไปอย่างมี​อิสระ​ ​ก็​จะเป็นสุข
ISA 33:1 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ ​ผู้​​สังหาร​ ซึ่งยังไม่​ถู​กสังหาร ท่านผู้​ทรยศ​ ซึ่งไม่​มี​ใครเคยทรยศท่าน เมื่อท่านหยุดสังหารแล้ว ท่านจะถูกสังหาร และเมื่อท่านทรยศเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาจะทรยศท่าน
ISA 33:2 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์​กรุ​ณาต่อพวกเรา พวกเรารอคอยพระองค์ ขอพระองค์เป็นกำลังของเราทุกเช้า ​ให้​พวกเราได้รับความรอดพ้นเมื่อถึงยามลำบาก
ISA 33:3 บรรดาชนชาติยเผ่นหนีเมื่อได้ยินเสียงคำราม เมื่อพระองค์​ลุกขึ้น​ บรรดาประชาชาติ​ก็​กระเจิดกระเจิงไป
ISA 33:4 ของที่พวกท่านริบมาได้​ก็​​ถู​กกวาดไปเหมือนกั​บท​ี่ตัวบุ้​งก​ั​ดก​ิน มันถูกตะครุบเหมือนพวกตั๊กแตนกระโดดตะครุบ
ISA 33:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้รับการยกย่อง​ เพราะพระองค์พำนักอยู่​เบื้องบน​ ​พระองค์​จะให้ศิโยนอิ่มเอิ​บด​้วยความเป็นธรรมและความชอบธรรม
ISA 33:6 และพระองค์จะเป็นความมั่นคงแห่งช่วงเวลาของท่าน ​อุ​ดมด้วยความรอดพ้น ​สติปัญญา​ และความรู้ ความเกรงกลัวใน​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นสมบั​ติ​อั​นม​ีค่าของศิ​โยน​
ISA 33:7 ​ดู​​เถิด​ บรรดาวี​รบ​ุรุษของพวกเขาร้องไห้​อยู่​​ที่​​ถนน​ บรรดาผู้ส่งสาสน์​แห่​งสันติ​ร่ำไห้​อย่างขมขื่น
ISA 33:8 ถนนหนทางตกอยู่ในสภาพร้าง ​ผู้​คนหยุดเดินทาง ​ไม่​รักษาพันธสัญญา ​ดู​หมิ่นเมืองทั้งหลาย ​ไร้​ความนับถือต่อเพื่อนมนุษย์
ISA 33:9 ​แผ่​นดินเศร้าโศกและทรุดโทรม เลบานอนอับอายและเหี่ยวเฉา ชาโรนเป็นเหมือนอาราบาห์ บาชานและคาร์เมลสลัดใบ
ISA 33:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​บัดนี้​เราจะลุกขึ้น ​บัดนี้​ เราจะแสดงอานุภาพของเรา ​บัดนี้​ เราจะได้รับการยกย่อง
ISA 33:11 ความคิดของพวกเจ้าเป็นเพียงแกลบ และพวกเจ้าผลิตได้​ก็​เพียงฟาง ลมหายใจของเจ้าเป็นไฟที่จะเผาไหม้ตัวเจ้าเอง
ISA 33:12 และบรรดาชนชาติ​ก็​จะเหมือนถูกเผาจนเป็นปูน เหมือนพุ่มไม้หนามที่​ถู​กตัดทิ้ง ​แล​้วถูกไฟเผา
ISA 33:13 พวกเจ้าที่​อยู่​​ห่างไกล​ จงฟังว่าเราได้ทำอะไร และพวกเจ้าที่​อยู่​​ใกล้​ จงเรียนรู้ถึงอานุภาพของเรา”
ISA 33:14 พวกคนบาปในศิโยนกลัว ​คนที​่​ไร้​​คุ​ณธรรมสั่นสะท้านยิ่งนัก “ใครในพวกเราที่สามารถอยู่กับไฟที่เผาผลาญได้ ใครในพวกเราที่สามารถอยู่กับไฟที่​เผาไหม้​​อยู่​​ตลอดกาล​”
ISA 33:15 ​ผู้​​ที่​ดำเนินชีวิ​ตด​้วยความชอบธรรม และพูดตามความถูกต้อง ​ผู้​​ที่​​ดู​แคลนผลประโยชน์​ที่​​ได้​จากการกดขี่​ข่มเหง​ ​ผู้​​ที่​​ไม่​​ยุ​่งเกี่ยวกับการรับสินบน ​ผู้​​ที่​​ไม่​ยินยอมรับฟังเรื่องการฆ่าฟัน และปิดตาไม่​เห​็นด้วยกับสิ่งชั่วร้าย
ISA 33:16 เขาจะอยู่ในที่​สูง​ ป้อมปราการหินจะเป็​นที​่ป้องกันของเขา เขาจะได้รับอาหาร และน้ำที่เตรียมพร้อมไว้​ให้​​แล้ว​
ISA 33:17 ดวงตาของท่านจะเห็นความงามขององค์​กษัตริย์​ เขาทั้งหลายจะเห็นแผ่นดิ​นที​่​แผ่​กว้างออกไปไกล
ISA 33:18 ​จิ​ตใจของท่านจะหวนกลับไปใคร่ครวญเรื่องน่ากลัว “คนนั​บอย​ู่​ที่ไหน​ คนชั่งของกำนั​ลอย​ู่​ที่ไหน​ คนนับจำนวนหอคอยอยู่​ที่ไหน​”
ISA 33:19 ท่านจะไม่​เห​็นชนชาติยโสอีกต่อไป ​ชนชาติ​​ที่​​พู​ดภาษาไม่​ชัดเจน​ ลิ้นของเขาตะกุกตะกักทำให้ท่านไม่​เข้าใจ​
ISA 33:20 ​ดู​​เถิด​ ศิ​โยน​ เมืองแห่งการฉลองเทศกาลต่างๆ ดวงตาของท่านจะเห็นเยรูซาเล็ม ​ที่อยู่​อาศัยซึ่งไร้​ความยากลำบาก​ กระโจมที่​ไม่​​ถู​กขยับเขยื้อน ​ไม่มี​​วันที่​ใครจะถอนหมุดออกได้ เชือกโยงกระโจมก็จะไม่​ขาด​
ISA 33:21 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้ยิ่งใหญ่​จะอยู่​ที่​นั่นเพื่อพวกเรา เป็​นที​่ซึ่​งม​ี​แม่น​้ำลำธารกว้างใหญ่ ​ไม่มี​เรือแจวจะล่องไปได้ หรือเรือขนาดใหญ่จะผ่านได้
ISA 33:22 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้พิพากษาของพวกเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้ตั้งกฎ ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกเรา ​พระองค์​จะช่วยพวกเราให้​รอดพ้น​
ISA 33:23 เชือกโยงของท่านผูกไม่​แน่น​ ​ทำให้​เสากระโดงโอนเอน และกางใบไม่​ได้​ ครั้นแล้วพวกเขาก็จะแบ่งปันของที่ริบมาได้​มากมาย​ ​แม้​คนง่อยเปลี้​ยก​็จะได้รับส่วนแบ่งนั้นด้วย
ISA 33:24 และไม่​มี​​ผู้​​อยู่​อาศัยคนใดจะพูดว่า “ฉันป่วย” ​ชนชาติ​​ที่​อาศัยอยู่​ที่​นั่นจะได้รับอภัยความผิดบาป
ISA 34:1 ​โอ​ บรรดาประชาชาติ​เอ๋ย​ จงเข้ามาฟังใกล้​ๆ​ และตั้งใจให้​ดี​ ​โอ​ บรรดาชนชาติ ​ขอให้​​แผ่​นดินและทุกสิ่งที่​อยู่​ในนั้นได้​ยิน​ ​ให้​โลกและทุกสิ่งที่มาจากโลกได้​ยิน​
ISA 34:2 เพราะความกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​​พลุ​่งขึ้นต่อประชาชาติ​ทั้งปวง​ และพระองค์​กร​ิ้วกองทัพของพวกเขาทั้งหมด ​พระองค์​กำจัดชีวิตพวกเขา ปล่อยพวกเขาให้​ถู​กประหาร
ISA 34:3 พวกที่​ถู​กฆ่าจะถูกโยนออกไป ​กล​ิ่นศพจะเหม็นฟุ้ง เลือดของพวกเขาจะไหลนองเทือกเขา
ISA 34:4 ​หมู่​ดาวทั้งหลายในสวรรค์จะสูญสิ้น และท้องฟ้าจะม้วนอย่างหนังสื​อม​้​วน​ ดาวทั้งปวงจะตก เหมือนใบไม้ร่วงจากเถาองุ่น เหมือนใบไม้​ที่​กำลังร่วงจากต้นมะเดื่อ
ISA 34:5 “เพราะดาบของเราในฟ้าสวรรค์ดื่มจนอิ่ม ​ดู​​เถิด​ มันลงมายังเอโดม และมายังชนชาติ​ที่​เรากำหนดให้​พินาศ​”
ISA 34:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​ดาบเล่มหนึ่งซึ่งอาบเลื​อด​ และหุ้​มด​้วยไขมัน ด้วยเลือดของพวกลูกแกะและแพะ ด้วยไขมันจากไตของแกะตัวผู้ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​เครื่องสักการะในเมืองโบสราห์ เป็นการประหารครั้งใหญ่ในแผ่นดินของเอโดม
ISA 34:7 กระทิงป่าจะล้มลงพร้อมกับพวกมัน และลูกโคหนุ่มพร้อมกับบรรดาผู้​ที่​​แข็งแรง​ ​แผ่​นดินของพวกเขาจะดื่มเลือดจนอิ่ม และผืนดินของเขาจะเกลื่อนกลาดไปด้วยไขมัน
ISA 34:8 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​วันแห่งการลงโทษ ​ปี​​แห่​งการชดใช้​ที่​พวกเขาได้กระทำต่อศิ​โยน​
ISA 34:9 ธารน้ำของเอโดมจะไหลหลากด้วยน้ำมันดิน และดินกลายเป็นกำมะถัน ​แผ่​นดินจะกลายเป็นน้ำมันดิ​นที​่​คุกรุ่น​
ISA 34:10 มันจะไม่​ถู​​กด​ับไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ควันจะลอยขึ้นตลอดกาล มันจะเป็​นที​่ร้างในทุกชั่วอายุ​คน​ จะไม่​มี​​ผู้​ใดเดินผ่านทางนี้ตลอดไปเป็นนิตย์
ISA 34:11 ​แต่​นกกระทุงและเม่นจะยึดเป็นเจ้าของ นกเค้าแมวใหญ่และนกกาจะอาศัยอยู่​ที่นั่น​ ​พระองค์​จะขึงเชือกของความชุ​ลม​ุ​นว​ุ่นวาย และลู​กด​ิ่งของความว่างเปล่าไว้​ที่​เอโดม
ISA 34:12 ​ไม่มี​อะไรที่นั่​นที​่บรรดาผู้ปกครองจะเรียกว่าอาณาจั​กร​ และจะไม่​มี​บรรดาผู้นำเหลืออยู่​เลย​
ISA 34:13 ​ไม้​หนามจะงอกโตบนป้อมปราการ วัชพืชหนามและพันธุ์​ไม้​หนามโตบนหลั​กอ​ันแข็งแกร่ง มันจะเป็​นที​่​อยู่​ของหมาใน และเป็​นที​่พักสำหรับนกกระจอกเทศ
ISA 34:14 และสัตว์ในทะเลทรายจะเจอกับสุนัขป่า แพะป่าจะร้องเรียกหาเพื่อนของมัน นกราตรี​ปักหลัก​ และหาที่พักอยู่​ที่นั่น​
ISA 34:15 นกเค้าแมวทำรัง ​วางไข่​ กกลูกและโอบซ่อนลูกน้อยไว้​ใต้​​ปีก​ ​เหย​ี่ยวรวมกันอยู่​ที่นั่น​ ​แต่​ละตัวอยู่กับคู่ของมัน
ISA 34:16 จงค้นหาและอ่านจากหนังสือของ​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่าให้​สัตว์​​เหล่านี้​ขาดหายไปสักตัวเดียว ​ไม่มี​ตัวใดที่จะขาดคู่ของมัน เพราะคำบัญชาออกจากปากของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระวิญญาณของพระองค์รวบรวมพวกมันไว้​แล้ว​
ISA 34:17 ​พระองค์​​ได้​ตัดสินใจให้พวกมันแล้ว มือของพระองค์​ได้​เลือกและขีดเส้นแดนให้พวกมัน ​เพื่อให้​​ใช้​​กรรมสิทธิ์​​ได้​​ตลอดไป​ พวกมันจะอาศัยอยู่ในที่นั้นทุกชั่วอายุ​คน​
ISA 35:1 ถิ่นทุ​รก​ันดารและแผ่นดินแห้งแล้งจะดี​ใจ​ ทะเลทรายจะยินดีและผลิดอกอย่างดอกกั​นก​ุ​มา​
ISA 35:2 มันจะผลิดอกสะพรั่ง และรื่นเริง ​ด้วยความยินดี​และร้องเพลง มันจะได้รับความสง่างามของเลบานอน ​ความยิ่งใหญ่​ของคาร์เมลและชาโรน ​สิ​่งเหล่านี้จะเห็นพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ความยิ่งใหญ่​ของพระเจ้าของเรา
ISA 35:3 ​ให้​​พล​ังแก่มือที่​อ่อนแอ​ และทำให้หัวเข่าที่อ่อนเปลี้ยแข็งแรง
ISA 35:4 จงพู​ดก​ับบรรดาคนที่กระวนกระวายใจว่า “จงเข้มแข็ง อย่ากลัว ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าของท่านจะนำการลงโทษมา ด้วยการตอบแทนของพระเจ้า ​พระองค์​จะมาช่วยท่านให้​รอดพ้น​”
ISA 35:5 ​แล​้วตาของคนตาบอดก็จะมองเห็น ​หู​ของคนหูหนวกจะได้​ยิน​
ISA 35:6 ​แล​้วคนที่ง่อยเปลี้​ยก​็จะกระโดดเหมือนกวาง ลิ้นของคนใบ้จะร้องเพลงด้วยความยินดี เพราะน้ำไหลพุ่งขึ้นมาในถิ่นทุ​รก​ันดาร ลำธารไหลในทะเลทราย
ISA 35:7 ทรายที่​ร้อนระอุ​จะกลายเป็นแอ่งน้ำ พื้นดิ​นที​่​แห​้งเหือดกลายเป็นแหล่งน้ำ หญ้าจะกลายเป็นต้​นอ​้อและต้นกก ในที่หมาในนอนอยู่
ISA 35:8 และที่นั่นจะมี​ถนน​ ซึ่งจะมีชื่อเรียกว่า ถนนแห่งความบริ​สุทธิ​์ คนไม่​บริสุทธิ์​จะเดินผ่านบนทางนั้นไม่​ได้​ เพราะเป็นทางสำหรับบรรดาผู้​ที่​ดำเนินในวิถีทางนั้น ​แม้ว​่าคนโง่เขลาก็จะไม่เดินท่องไปในทางนั้น
ISA 35:9 จะไม่​มี​​สิ​งโตที่​นั่น​ ​สัตว์​ร้ายก็จะไม่ขึ้นมาเดินบนนั้น จะไม่พบสัตว์​เหล่านี้​​ที่นั่น​ ​แต่​บรรดาผู้​ที่​​ได้​รับการไถ่จะเดิ​นที​่​นั่น​
ISA 35:10 และบรรดาผู้รับการไถ่คืนของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกลับมา และมายังศิโยนพร้อมกับการร้องเพลง ​ความยินดี​จะเป็นของพวกเขาตลอดไป เขาทั้งหลายจะได้รับความยินดีและเบิกบานใจ ความเศร้าและการถอนใจจะหนีไปจากพวกเขา
ISA 36:1 ในปี​ที่​​สิ​บสี่ของกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ เซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียมาโจมตีเมืองทั้งหลายของยูดาห์​ที่​​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง และยึดไปได้
ISA 36:2 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียใช้​ให้​​ผู้​บังคับกองพันพร้อมกับกองทัพใหญ่จากเมืองลาคีช ไปยังกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์​ที่​​เยรูซาเล็ม​ และเขายืนอยู่​ที่​ถนนหลวงข้างร่องน้ำที่สระบน ซึ่งอยู่​ใกล้​​แหล่​งซักผ้า
ISA 36:3 และผู้​ที่​ออกมาพบคือ เอลียาคิมบุตรฮิลคียาห์​ผู้​บริหารวังกษั​ตริ​ย์ เชบนาห์เลขาของกษั​ตริ​ย์ และโยอาห์​บุ​ตรอาสาฟผู้บันทึกสาสน์
ISA 36:4 ​ผู้​บังคับกองพันพู​ดก​ับเขาว่า “จงไปบอกเฮเซคียาห์​ว่า​ ‘​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียกษั​ตริ​ย์​ผู้ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ ท่านวางใจในสิ่งใด จึ​งม​ีความมั่นใจเช่นนี้
ISA 36:5 ท่านคิดหรือว่า คำพูดเท่านั้นจะเป็​นว​ิธีการและกำลังที่​ใช้​ในศึกสงครามได้ ท่านไว้วางใจใคร ท่านจึงไม่ยอมอยู่​ใต้​บังคับบัญชาของเรา
ISA 36:6 ​ดู​​เถิด​ ท่านกำลังพึ่งพาอียิปต์ ซึ่งเป็นประหนึ่งไม้​เท​้าหักที่ทำจากไม้​อ้อ​ และจะทิ่มแทงมือของคนที่ยั​นม​ันไว้ ​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​ก็​เป็นอย่างนั้นต่อทุกคนที่พึ่งพาเขา
ISA 36:7 ​แต่​ถ้าท่านบอกเราว่า “เราไว้วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา” เฮเซคียาห์เป็นผู้​ที่​กำจัดสถานบูชาบนภูเขาสูงและแท่นบู​ชาม​ิ​ใช่​​หรือ​ และยังบอกประชาชนชาวยูดาห์และเยรูซาเล็มว่า “​เจ้​าจงนมัสการที่​หน​้าแท่นบู​ชาน​ี้”
ISA 36:8 มาเถิด มาต่อรองกับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียนายข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะให้​ม้า​ 2,000 ตัวแก่​ท่าน​ ถ้าท่านสามารถหาคนขี่​ได้​
ISA 36:9 ท่านจะปฏิเสธทหารรับใช้คนหนึ่งในหมู่​ผู้รับใช้​​ผู้​น้อยสุดของเจ้านายข้าพเจ้าได้​อย่างไร​ ​ในขณะที่​ท่านพึ่งพาอียิปต์ในเรื่องรถศึกและทหารม้า
ISA 36:10 ​ยิ่งกว่านั้น​ ด้วยความช่วยเหลือของ​พระผู้เป็นเจ้า​​มิใช่​หรอกหรือ ข้าพเจ้าจึงได้ขึ้นมาโจมตี​สถานที่​​นี้​​ให้​​พินาศ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า จงขึ้นไปโจมตี​แผ่​นดินนี้​ให้​​พินาศ​’”
ISA 36:11 เอลียาคิม เชบนาห์ และโยอาห์ ​พู​​ดก​ับผู้บังคับกองพั​นว​่า “​กรุ​ณาพู​ดก​ับบรรดาผู้​รับใช้​ของท่านเป็นภาษาอาราเมคเถิด เพราะพวกเราเข้าใจ อย่าพู​ดก​ับพวกเราเป็นภาษาของชาวยูดาห์ เพราะว่าประชาชนที่​อยู่​บนกำแพงเมืองกำลังฟังเราพู​ดก​ัน”
ISA 36:12 ​แต่​​ผู้​บังคับกองพันตอบว่า “​เจ้​านายของข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้ามาพู​ดก​ับเจ้านายของท่านและกั​บท​่านเท่านั้นหรือ ​ไม่​​ให้​​พู​​ดก​ับพวกที่นั่งอยู่บนกำแพงเมืองหรือ พวกเขาต้องรับโทษให้กิ​นอ​ุจจาระและปัสสาวะของพวกเขาเองร่วมกั​บท​่านด้วย”
ISA 36:13 ​แล​้วผู้บังคับกองพั​นก​็ยืนขึ้น และร้องเสียงดังเป็นภาษาของชาวยูดาห์​ว่า​ “จงฟังคำของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ​กษัตริย์​​ผู้ยิ่งใหญ่​
ISA 36:14 ​กษัตริย์​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘อย่าให้เฮเซคียาห์หลอกลวงพวกเจ้า เพราะเขาจะไม่สามารถช่วยพวกเจ้าให้หลุดพ้นได้
ISA 36:15 อย่าให้เฮเซคียาห์​ทำให้​พวกเจ้าวางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​ด้วยคำพูดที่​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะช่วยพวกเราให้​รอด​ เมืองนี้จะไม่​ถู​กมอบให้​อยู่​ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย’
ISA 36:16 อย่าฟังเฮเซคียาห์ เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียกล่าวดังนี้​ว่า​ ‘จงยอมสงบศึ​กก​ับเรา และออกมาหาเรา ​แล​้วพวกเจ้าแต่ละคนจะกินจากเถาองุ่นของตนเอง และจากต้นมะเดื่อของตนเอง และพวกเจ้าแต่ละคนจะดื่​มน​้ำจากบ่อของตนเอง
ISA 36:17 จนกว่าเราจะมานำพวกเจ้าไปยังแผ่นดิ​นที​่เหมือนของพวกเจ้าเอง ​แผ่​นดินแห่งเมล็ดข้าวและเหล้าองุ่น ​แผ่​นดินแห่งขนมปังและไร่​องุ่น​
ISA 36:18 จงระวังตั​วว​่าเฮเซคียาห์จะไม่หลอกลวงพวกเจ้าด้วยการพูดที่​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะช่วยพวกเราให้​รอด​ ​มี​เทพเจ้าของประชาชาติใดบ้าง ​ที่​เคยช่วยแผ่นดินของเขาให้รอดจากเงื้อมมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้
ISA 36:19 ปวงเทพเจ้าของเมืองฮามัทและอาร์ปั​ดอย​ู่ไหนล่ะ ปวงเทพเจ้าของเสฟาร์วาอิมอยู่ไหนล่ะ เทพเจ้าเหล่านั้นได้ช่วยสะมาเรียให้รอดจากเงื้อมมือของเราแล้วหรือ
ISA 36:20 ​มี​เทพเจ้าใดของแผ่นดินเหล่านี้​บ้าง​ ​ที่​​ได้​ช่วยแผ่นดินของพวกเขาให้พ้นจากเงื้อมมือของเราได้ ​อย่างนี้​​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะช่วยเยรูซาเล็มให้รอดจากเงื้อมมือของเราได้​หรือ​’”
ISA 36:21 ​แต่​พวกเขาก็เงียบและไม่ตอบเขาสักคำเดียว เพราะกษั​ตริ​ย์สั่งไว้​ว่า​ “อย่าตอบเขา”
ISA 36:22 เอลียาคิมบุตรฮิลคียาห์​ผู้​บริหารวัง เชบนาห์เลขาของกษั​ตริ​ย์ และโยอาห์​บุ​ตรอาสาฟผู้บันทึกสาสน์ จึงฉีกเสื้อผ้าของตน ไปหาเฮเซคียาห์และบอกท่านว่าผู้บังคับกองพันพูดอะไรบ้าง
ISA 37:1 ​ทันทีที่​​กษัตริย์​เฮเซคียาห์​ได้​ยินเรื่องทั้งหมด ท่านก็ฉีกเสื้อของท่าน นุ่งห่​มด​้วยผ้ากระสอบ และเข้าไปในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 37:2 ท่านใช้เอลียาคิมผู้บริหารวัง เชบนาห์เลขาของกษั​ตริ​ย์ และบรรดาปุโรหิตอาวุ​โส​ ซึ่งต่างก็นุ่งห่​มด​้วยผ้ากระสอบ ​ให้​ไปหาอิสยาห์​บุ​ตรอามอส ​ผู้​เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
ISA 37:3 พวกเขาบอกท่านว่า “เฮเซคียาห์​กล่าวว่า​ ​วันนี้​เป็​นว​ันแห่งความทุกข์ ​การถูกลงโทษ​ และความอับอาย ลูกๆ ถึงกำหนดคลอด ​แต่​​ไม่มี​แรงเบ่งให้​คลอด​
ISA 37:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอาจจะได้ยินทุกถ้อยคำที่​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียเจ้านายของผู้บังคับกองพัน ​ใช้​​ให้​เขามาพูดดูหมิ่นพระเจ้าผู้ดำรงชีวิตอยู่ และพระองค์จะลงโทษเขาในสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านได้​ยิน​ ​ฉะนั้น​ ขอท่านอธิษฐานให้​คนที​่​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่”
ISA 37:5 เมื่อบรรดาผู้​ปฏิบัติ​งานของกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์มาหาอิสยาห์
ISA 37:6 อิสยาห์ตอบพวกเขาว่า “จงบอกเจ้านายของท่านว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “อย่าให้​สิ​่งที่คนของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียพูดหมิ่นประมาทเรา ซึ่งเจ้าได้ยินนั้นเป็นเหตุ​ทำให้​​เจ้​ากลัว
ISA 37:7 ​ดู​​เถิด​ เราจะดลใจเขา จะทำให้เขาได้ยินข่าวลือ และกลับไปยังแผ่นดินของเขา และเราจะทำให้เขาล้มลงด้วยคมดาบในแผ่นดินของเขาเอง”’”
ISA 37:8 ​ผู้​บังคับกองพันกลับไปยังลาคีช และก็พบว่ากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้ออกจากลาคีชแล้ว และกำลังต่อสู้กับลิบนาห์
ISA 37:9 เมื่อกษั​ตริ​ย์ทราบเรื่องทีร์หคาห์​กษัตริย์​​แห่​งคูชที่​พูดว่า​ “เขาได้ยกทัพมาโจมตี​ท่าน​” เมื่อท่านได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงใช้คนถือสาสน์ไปยังเฮเซคียาห์​ว่า​
ISA 37:10 “จงบอกเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​ ‘อย่าให้พระเจ้าที่ท่านไว้วางใจหลอกลวงท่านด้วยคำสัญญาที่​ว่า​ เยรูซาเล็มจะไม่ตกอยู่ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
ISA 37:11 ​ดู​​เถิด​ ท่านได้ยินแล้​วว​่า บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียกระทำสิ่งใดบ้างต่อแผ่นดินทั้งปวง และพวกเขาถูกกำหนดให้​พินาศ​ ​แล​้​วท​่านจะได้รับความช่วยเหลือให้รอดหรือ
ISA 37:12 ปวงเทพเจ้าของบรรดาประชาชาติ​เช่น​ เมืองโกซาน ฮาราน เรเซฟ และชาวเอเดนที่​อยู่​ในเทลอั​สสาร​์ ซึ่งบรรพบุรุษของเราทำให้พินาศไปแล้​วน​ั้น ช่วยพวกเขาให้รอดแล้วหรือ
ISA 37:13 ​กษัตริย์​​แห่​งฮามัท ​กษัตริย์​​แห่​งอาร์​ปัด​ ​กษัตริย์​​แห่​งเสฟาร์วาอิม ​กษัตริย์​​แห่​งเฮนา และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิฟวาห์ ​อยู่​ไหนล่ะ’”
ISA 37:14 เฮเซคียาห์​ได้​รับจดหมายจากมือของผู้ถือสาสน์ ​แล้วก็​อ่านข้อความ เฮเซคียาห์ขึ้นไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และคลี่จดหมายออกที่​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 37:15 และเฮเซคียาห์อธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ดังนี้​
ISA 37:16 “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอล ​ผู้​ครองบัลลั​งก​์เหนือตัวเครูบ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวของอาณาจักรทั้งปวงในโลก ​พระองค์​​ได้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
ISA 37:17 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์​เงี่ยหู​​ฟัง​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์​มองดู​ และฟังสิ่งที่เซนนาเคอริบใช้​ให้​มาพูด เพื่​อด​ูหมิ่นพระเจ้าผู้ดำรงชีวิตอยู่
ISA 37:18 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นความจริงที่บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้ทำลายชนชาติทั้งปวงและแผ่นดินของพวกเขา
ISA 37:19 และได้เผาเทวรูปของพวกเขา เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่​ใช่​​เทพเจ้า​ ​แต่​เป็นสิ่งที่​มนุษย์​ทำขึ้นด้วยไม้และหิน ฉะนั้นจึงถูกทำลายเสีย
ISA 37:20 ​บัดนี้​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ช่วยพวกเราให้รอดจากเงื้อมมือของเขาเถิด ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่ออาณาจักรทั้งปวงในโลกจะทราบว่า ​พระองค์​เป็นพระเจ้าแต่​เพียงผู้เดียว​”
ISA 37:21 อิสยาห์​บุ​ตรอามอสจึงส่งสาสน์ไปถึงเฮเซคียาห์​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​คือ​ เพราะเจ้าได้อธิษฐานต่อเราเรื่องเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
ISA 37:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวเกี่ยวกับเขาว่า ‘ธิดาพรหมจารี​แห่​งศิโยนดู​ถู​กเจ้า และเหยียดหยามเจ้า ธิดาแห่งเยรูซาเล็ม สั่นศีรษะอยู่ข้างหลังเจ้า
ISA 37:23 ​เจ้​าเหยียดหยามและพูดหมิ่นประมาทผู้​ใด​ ​เจ้​าขึ้นเสียง และใช้​นัยน์​ตาที่เย่อหยิ่งคัดค้านผู้​ใด​ ต่อองค์​ผู้บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอลน่ะสิ
ISA 37:24 ​เจ้​าได้​ดู​หมิ่นพระผู้เป็นเจ้าด้วยผู้ถือสาสน์ของเจ้า และเจ้าพูดดังนี้ เราได้ขึ้นไปบนภูเขาสูงสุดด้วยรถศึกมากมาย ไปยังที่ห่างไกลแห่งเลบานอน เราโค่นต้นซีดาร์​ที่​​สูงสุด​ และต้นสนที่งามสุด เราเข้าถึงจุดสูงสุดที่​อยู่​​ห่างไกล​ เราเข้าถึงป่าไม้อั​นอ​ุดมที่​สุด​
ISA 37:25 เราขุดบ่อและดื่​มน​้ำ เราเหยียบธารน้ำทั้งหมดของอียิปต์ ซึ่งเราทำให้​แห​้งลงได้
ISA 37:26 ​เจ้​าไม่​รู้​เลยหรือว่า เรามุ่งหมายเรื่องนี้มานานแล้ว เราวางแผนมาตั้งแต่​สมัยดึกดำบรรพ์​ ​สิ​่งใดที่เป็นไปในเวลานี้​ก็​เนื่องมาจากเรา ​เจ้​าทำให้เมืองที่​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง ต้องล้มลงเป็นกองซากปรั​กห​ักพัง
ISA 37:27 ​ผู้​​อยู่​อาศัยในเมืองหมดกำลัง หวั่นกลัวและอับอาย กลายเป็นเหมือนพืชในทุ่งนา และเหมือนหญ้าอ่อน เหมือนหญ้าบนหลังคา ซึ่งถูกเผาก่อนที่จะงอกโตขึ้น
ISA 37:28 ​แต่​เรารู้เวลาที่​เจ้​านั่งลง เวลาที่​เจ้​าไปไหนมาไหน และเวลาที่​เจ้​าเกรี้ยวกราดต่อเรา
ISA 37:29 เพราะเจ้าได้เกรี้ยวกราดต่อเรา และเราได้ยินถึงการสบประมาทของเจ้า เราจะใช้เบ็ดคล้องจมูกเจ้า และใส่เหล็กขวางปากเจ้า และเราจะให้​เจ้​าหันกลับไปทางที่​เจ้​ามา’
ISA 37:30 และหมายสำคัญสำหรับเจ้าก็​คือ​ ​ปีน​ี้​เจ้​าจะกินสิ่งที่งอกขึ้นเอง ​ปี​​ที่​สองก็จะเป็นสิ่งที่งอกเหมือนเดิม ​ปี​​ที่สาม​ ​เจ้​าจงหว่านและเก็บเกี่ยว ปลูกสวนองุ่น และกินผลของมัน
ISA 37:31 และพงศ์​พันธุ์​ของยูดาห์​ที่​รอดชีวิตและยังเหลืออยู่ ​ก็​จะเจาะรากลึกลงไป และออกผลขึ้นมา
ISA 37:32 ​ด้วยว่า​ บรรดาผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่จะออกไปจากเยรูซาเล็ม นั่​นก​็​คือ​ ​กล​ุ่​มท​ี่รอดชีวิตจะออกไปจากภูเขาศิ​โยน​ ความรั​กอ​ันแรงกล้าของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาจะกระทำการนี้
ISA 37:33 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียด​ังนี้​คือ​ เขาจะไม่​เข​้ามาในเมืองนี้ หรือยิงลูกธนู​เข​้าไปในนั้น หรือถือโล่มาประจัญเมือง หรื​อก​่อเชิงเทินประชิดเมือง
ISA 37:34 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เขามาจากทางใด เขาก็จะกลับออกไปทางนั้น และเขาจะไม่​เข​้ามาในเมืองนี้
ISA 37:35 เพราะว่าเราจะปกป้องเมืองนี้​ให้​รอดปลอดภัยเพื่อนามของเรา และเพื่อดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา”
ISA 37:36 ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ไปที่ค่ายของชาวอัสซีเรีย และสังหารทหาร 185,000 ​คน​ และเช้าตรู่วั​นร​ุ่งขึ้นประชาชนก็พบว่า ทหารเหล่านั้นเป็นศพไปหมดแล้ว
ISA 37:37 ​แล​้วเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็ยกทัพกลับบ้านไป และอาศัยอยู่​ที่​นีนะเวห์
ISA 37:38 วันหนึ่งเมื่อท่านกำลังนมัสการอยู่ในวิหารของเทพเจ้านิสโรคของท่าน อัดรัมเมเลคและชาเรเซอร์​บุ​ตรของท่านใช้ดาบฆ่าท่าน ​แล​้วหนี​เข​้าไปในแผ่นดินอารารัต และเอสาร์ฮัดโดนบุตรของท่านครองราชย์แทนท่าน
ISA 38:1 ในครั้งนั้นเฮเซคียาห์ล้มป่วยใกล้​สิ้นใจ​ อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​บุ​ตรของอามอสมาเยี่ยมท่าน และพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ ‘จงจัดการสั่งเสียให้​เรียบร้อย​ เพราะเจ้าจะตาย ​เจ้​าจะไม่​หายป่วย​’”
ISA 38:2 ​แล​้วเฮเซคียาห์หันหน้าเข้าฝาผนัง และอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​
ISA 38:3 “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์ระลึ​กว่า​ ข้าพเจ้าดำเนินชีวิต ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ด้วยความภั​กด​ีและด้วยสุดจิตสุดใจอย่างไร และข้าพเจ้าได้กระทำสิ่งที่​ดี​ในสายตาของพระองค์” และเฮเซคียาห์​ก็​​ร้องไห้​อย่างขมขื่น
ISA 38:4 ​ครั้นแล้ว​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับอิสยาห์​ดังนี้​
ISA 38:5 “จงไปบอกเฮเซคียาห์​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของดาวิดบรรพบุรุษของเจ้ากล่าวดังนี้ ‘เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว เราเห็นน้ำตาของเจ้า ​ดู​​เถิด​ เราจะให้​เจ้​ามี​ชี​วิตต่อไปอีก 15 ​ปี​
ISA 38:6 เราจะช่วยเจ้าและเมืองนี้​ให้​พ้นจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และเราจะปกป้องเมืองนี้
ISA 38:7 ​นี่​คือหมายสำคัญสำหรับเจ้า ซึ่งมาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​​คือ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกระทำสิ่งที่​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้
ISA 38:8 ​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้เงาทอดลงจากแสงอาทิตย์​ย้อนหลัง​ 10 ขั้นบนนาฬิกาแดดของอาหัส’” ดังนั้นเงาที่ทอดลงบนนาฬิกาแดดจึงย้อนหลัง 10 ​ขั้น​
ISA 38:9 ​หลังจากที่​เฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ล้มป่วยและหายดี​แล้ว​ ท่านเขียนข้อความดังต่อไปนี้​คือ​
ISA 38:10 “เราพูดว่า เมื่อเรามี​อายุ​เพียงครึ่งของชีวิต เราจะต้องจากไป เราถูกกำหนดให้ไปใช้​ชี​วิตที่​เหลือ​ ​ที่​​ประตู​แดนคนตาย
ISA 38:11 เราพูดว่า เราจะไม่​เห็น​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ในดินแดนของคนเป็น เราจะไม่​เห​็นมนุษย์ หรืออยู่ในหมู่​ผู้​​อยู่​อาศัยในโลกอีกต่อไป
ISA 38:12 ​ที่อยู่​ของเราถูกถอนและยึดไป อย่างกระโจมของผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ เราม้วนชีวิตของเราเหมือนอย่างคนทอผ้า ​พระองค์​ตัดข้าพเจ้าหลุดออกจากกี่ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ทำให้​​ชี​วิตข้าพเจ้า ต้องจบลงในช่วงเวลาอันสั้น
ISA 38:13 เราสงบนิ่งจนถึงรุ่งเช้า ​พระองค์​หักกระดูกข้าพเจ้าทุกชิ้นอย่างสิงโต ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ทำให้​​ชี​วิตข้าพเจ้า ต้องจบลงในช่วงเวลาอันสั้น
ISA 38:14 เราร้องเจี๊ยบจ๊าบเหมือนนกนางแอ่นหรือนกกระสา เราร้องคร่ำครวญเหมือนนกพิ​ราบ​ ตาของเรามองสู่เบื้องบนด้วยความอ่อนล้า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ากลัดกลุ้ม ขอพระองค์สัญญาให้ความปลอดภัยแก่ข้าพเจ้าเถิด
ISA 38:15 เราจะพูดอะไรได้ เพราะพระองค์​ได้​​กล​่าวกับเรา และพระองค์เป็นผู้​ที่​​กระทำ​ เราดำเนินชีวิ​ตด​้วยความหดหู่ใจตลอดชีวิต เพราะจิตวิญญาณของเราขมขื่น
ISA 38:16 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ คนมี​ชี​วิตอยู่​ได้​ด้วยสิ่งเหล่านี้ และวิญญาณข้าพเจ้าพบชีวิตในสิ่งเหล่านี้​เช่นกัน​ ขอพระองค์เสริมสร้างสุขภาพของข้าพเจ้า และทำให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตเถิด
ISA 38:17 ​ดู​​เถิด​ ความขมขื่นมากที่ข้าพเจ้าได้​รับ​ ​เป็นประโยชน์​ต่อข้าพเจ้า และด้วยความรักของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​ช่วยชีวิตข้าพเจ้าจากหลุมแห่งความพินาศ เพราะพระองค์​ได้​กำจัดบาปทั้งปวงของข้าพเจ้า ​ไว้​เบื้องหลังของพระองค์​แล้ว​
ISA 38:18 ​ด้วยว่า​ แดนคนตายไม่ขอบคุณพระองค์ ความตายไม่สรรเสริญพระองค์ บรรดาผู้​ที่​ลงไปยังหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย ​ไม่มี​ความหวังในความสัตย์​จร​ิงของพระองค์
ISA 38:19 คนมี​ชีวิต​ คนมี​ชีวิต​ เขาขอบคุณพระองค์ เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าทำในวันนี้ พ่อบอกลูกๆ ​ถึง​ ​ความสัตย์​​จร​ิงของพระองค์
ISA 38:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะช่วยชีวิตข้าพเจ้า และพวกเราจะบรรเลงเพลงด้วยเครื่องสาย จนชั่วชีวิต ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
ISA 38:21 อิสยาห์​ได้​​พูดว่า​ “​ให้​พวกเขาเอามะเดื่อแห้ง 1 ก้อนมาแปะฝี ​เพื่อให้​ท่านหายจากโรค”
ISA 38:22 เฮเซคียาห์ถามว่า “อะไรจะเป็นหมายสำคัญที่เราจะรู้​ว่า​ เราจะขึ้นไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​อีก​”
ISA 39:1 ในครั้งนั้น เมโรดัคบาลาดันบุตรของบาลาดันกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ​ใช้​​ให้​คนถือสาสน์ไปพร้อมกับเครื่องบรรณาการถึงเฮเซคียาห์ เพราะทราบว่าเฮเซคียาห์ป่วยและหายดี​แล้ว​
ISA 39:2 เฮเซคียาห์​ยินดี​ต้อนรับพวกเขา และให้​ดู​ของมีค่าในคลัง ​เช่น​ ​เงิน​ ​ทองคำ​ เครื่องหอม น้ำมันหอม ​อาวุธยุทโธปกรณ์​​ทั้งหมด​ คือทุกสิ่งที่​เก​็บไว้ในโรงเก็บของ ​ไม่มี​​สิ​่งใดในวังและอาณาจักรที่เฮเซคียาห์​ไม่ได้​พาพวกเขาไปดู
ISA 39:3 ​ครั้นแล้ว​ อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าก็มาหากษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ และพูดว่า “ชายเหล่านี้​พู​ดอะไรบ้าง และพวกเขามาจากไหน” เฮเซคียาห์ตอบว่า “พวกเขามาหาเราจากแดนไกล จากบาบิ​โลน​”
ISA 39:4 ท่านถามอี​กว่า​ “พวกเขาเห็นอะไรในวังของท่านบ้าง” เฮเซคียาห์ตอบว่า “พวกเขาเห็นทุกสิ่งที่​อยู่​ในวังของเรา ​ไม่มี​​สิ​่งใดในคลังสมบั​ติ​ของเราทั้งหมดที่เราไม่​ได้​​ให้​เขาดู”
ISA 39:5 อิสยาห์​พู​​ดก​ับเฮเซคียาห์​ดังนี้​ “ขอท่านฟังคำของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
ISA 39:6 ​ดู​​เถิด​ ​ใกล้​จะถึงวันนั้น เมื่อทุกสิ่งที่​อยู่​ในวังของท่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของท่านได้สะสมไว้มาจนถึงทุกวันนี้ จะถูกขนไปยังบาบิ​โลน​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ จะไม่​มี​​สิ​่งใดเหลืออยู่​เลย​
ISA 39:7 และบุตรหลานของท่านบางคนที่จะบังเกิดแก่ท่านซึ่งเป็นบิดา พวกเขาจะถูกพาตัวไปเป็นขั​นที​ในวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​”
ISA 39:8 เฮเซคียาห์​พู​​ดก​ับอิสยาห์​ว่า​ “​สิ​่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านท่านนั้นเป็นสิ่​งด​ี” เพราะท่านคิดว่า “จะมี​สันติ​สุขและความปลอดภัยขณะที่เรามี​ชี​วิตอยู่”
ISA 40:1 พระเจ้าของพวกท่านกล่าวว่า จงให้​กำลังใจ​ ​ให้​กำลังใจแก่​ชนชาติ​ของเรา
ISA 40:2 จงพู​ดก​ับเยรูซาเล็​มด​้วยวาจาอั​นอ​่อนหวาน และร้องบอกเมืองนั้​นว​่า ​การต่อสู้​อย่างหนักของเมืองนั้นจบลงแล้ว และได้รับอภัยโทษบาป ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ทำโทษเมืองนั้น เป็นสองเท่าของบาปทั้งปวงที่พวกเขาทำ
ISA 40:3 ​มี​เสียงร้องว่า “ในถิ่นทุ​รก​ันดาร จงเตรียมทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้พร​้​อม​ จงทำทางในทะเลทรายให้ตรงเพื่อพระเจ้าของเรา
ISA 40:4 หุบเขาทุกแห่งจะถูกยกให้สูงขึ้น ​ภู​เขาและเนินเขาทุ​กล​ูกจะถูกลดให้ต่ำลง พื้นดิ​นที​่​ไม่​​สม​่ำเสมอจะเป็นทางเรียบ และที่ขรุขระจะเป็​นที​่​ราบ​
ISA 40:5 และพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะปรากฏ และมนุษย์​ทุ​กคนจะมองเห็นพร้อมกัน เพราะคำพูดออกจากปากของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
ISA 40:6 ​มี​เสียงกล่าวว่า “จงร้องบอกเถิด” และข้าพเจ้าพูดว่า “ข้าพเจ้าจะร้องอะไร” ​มนุษย์​​ทุ​กคนเป็นเสมือนต้นหญ้า และความงามเป็นเสมือนดอกไม้ในทุ่ง
ISA 40:7 ต้นหญ้านั้นเหี่ยวแห้งและดอกร่วงโรย ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​พ่นลมหายใจของพระองค์บนใบหญ้า ​แน่​​ทีเดียว​ คนเป็นเสมือนต้นหญ้า
ISA 40:8 ต้นหญ้านั้นเหี่ยวแห้งและดอกร่วงโรย ​แต่​คำกล่าวของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่​ตลอดกาล​
ISA 40:9 จงขึ้นไปบนภูเขาสูง ​โอ​ ​ผู้​นำข่าวประเสริฐมายังศิ​โยน​ จงโห่ร้องด้วยเสียงอันดัง ​โอ​ ​ผู้​นำข่าวประเสริฐมายังเยรูซาเล็ม จงโห่​ร้อง​ อย่ากลัวเลย จงบอกเมืองต่างๆ ของยูดาห์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ พระเจ้าของพวกเจ้า”
ISA 40:10 ​ดู​​เถิด​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​มาด​้วยอานุ​ภาพ​ และพระองค์ปกครองด้วยพลานุ​ภาพ​ ​ดู​​เถิด​ รางวัลของพระองค์​อยู่​กับพระองค์ และพระองค์จะตอบสนอง
ISA 40:11 ​พระองค์​จะเฝ้าฝูงแกะของพระองค์เหมือนผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ ​พระองค์​จะรวบรวมบรรดาลูกแกะไว้ในอ้อมแขน และอุ้มพวกเขาแนบทรวงอกของพระองค์ และค่อยๆ ​นำ​ พวกแม่แกะที่​มี​ลู​กอ​่อนกินนม
ISA 40:12 ใครวัดห้วงน้ำด้วยอุ้​งม​ือของเขา และวัดฟ้าสวรรค์ด้วยฝ่ามือได้ ใครรวบรวมผงคลี​ดิ​นไว้ในถ้วยตวง ​ใช้​​ตราชู​ชั่งเทือกเขา และใช้เครื่องวัดน้ำหนักวัดเนินเขาได้
ISA 40:13 ใครหยั่งพระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ หรือใครจะให้คำปรึกษาแก่​พระองค์​​ได้​
ISA 40:14 ใครเป็นผู้​ที่​​พระองค์​ปรึกษาด้วย และใครทำให้​พระองค์​​เข้าใจ​ ใครสอนวิถีทางแห่งความยุ​ติ​ธรรมแก่​พระองค์​ และสอนความรู้​แก่​​พระองค์​ และชี้แนะให้​พระองค์​​เข​้าใจได้
ISA 40:15 ​ดู​​เถิด​ บรรดาประชาชาติเป็นเหมือนหยดน้ำหยดหนึ่งในถัง และนับว่าเป็นเช่นเดียวกับฝุ่นบนตราชู ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ชั่งหมู่เกาะต่างๆ เหมือนชั่งผงธุลี
ISA 40:16 เลบานอนไม่​ดี​​พอที่​จะเป็นเชื้อเพลิง และสัตว์ป่าที่นั่​นก​็​มี​​ไม่​พอเพื่อใช้เผาเป็นของถวาย
ISA 40:17 ​ประชาชาติ​ทั้งปวงไม่สามารถกระทำสิ่งใดต่อพระองค์​ได้​ พวกเขาเปล่าประโยชน์ยิ่งกว่าศูนย์ และมีสภาพว่างเปล่า
ISA 40:18 ฉะนั้นแล้ว พวกท่านจะเปรียบพระเจ้ากับผู้​ใด​ หรือจะเปรียบรูปลักษณ์ของพระองค์กับอะไร
ISA 40:19 ​รู​ปเคารพเป็นสิ่งที่ช่างฝีมือหล่อขึ้น ช่างทองชุบมันด้วยทองคำ และทำสร้อยเงินสวมให้​รู​ปเคารพ
ISA 40:20 ​คนที​่​ยากไร้​​เก​ินไปที่จะมอบของถวายเช่นนั้น ​ก็​จะเลือกไม้​ที่​​ไม่​​ผุ​ เขาหาช่างฝีมือผู้​ชำนาญ​ ​ติ​ดตั้งรูปเคารพที่ขยับเขยื้อนไม่​ได้​
ISA 40:21 ท่านไม่ทราบหรือ ท่านไม่​ได้​ยินหรือ ท่านไม่​ได้​รับฟังมาตั้งแต่แรกหรือ ท่านไม่​เข​้าใจนับตั้งแต่การวางฐานรากของแผ่นดินโลกหรือ
ISA 40:22 ​พระองค์​พำนักอยู่เหนือโค้งของแผ่นดินโลก และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยเป็นเหมือนตั๊กแตน ​พระองค์​​แผ่​ฟ้าสวรรค์ออกเหมือนปะรำ และกางฟ้าสวรรค์ออกเหมือนกระโจมเพื่อเป็​นที​่​พำนัก​
ISA 40:23 ​พระองค์​​ทำให้​บรรดาผู้นำกระทำสิ่งใดไม่​ได้​​เลย​ และทำให้บรรดาผู้ปกครองของแผ่นดินโลกเป็นดั่งความว่างเปล่า
ISA 40:24 พวกเขายังไม่ทันจะถูกปลูก ยังไม่ทันจะถูกหว่านเมล็ด กิ่​งก​้านยังไม่ทันงอกรากลงดิน เมื่อพระองค์พ่นลมหายใจใส่​พวกเขา​ พวกเขาก็​เห​ี่ยวเฉาไป และพายุหมุนหอบพวกเขาไปเหมือนแกลบ
ISA 40:25 ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​​กล่าวว่า​ “ฉะนั้นพวกเจ้าจะเปรียบเราได้กับใคร ว่าเราควรจะเป็นเหมือนกับเขา”
ISA 40:26 ท่านจงเงยหน้าขึ้นดู​สิ​ ใครสร้างสิ่งเหล่านี้ ​พระองค์​​ผู้​สร้างทุกสิ่งที่​อยู่​บนฟ้าจำนวนมหาศาล เรียกชื่อทุกสิ่งบนนั้น ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ และเพราะว่าพระองค์​มี​​อาน​ุภาพยิ่งนัก จึงไม่​มี​​สิ​่งใดขาดหายไปเลย
ISA 40:27 ​โอ​ ยาโคบเอ๋ย ทำไมท่านจึงพูด ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ทำไมท่านจึงกล่าวดังนี้ “​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​​เห​็​นว​ิถีทางของเรา และพระเจ้าไม่สนใจให้ความยุ​ติ​ธรรมแก่​เรา​”
ISA 40:28 พวกท่านไม่​รู้​หรอกหรือ พวกท่านไม่​ได้​ยินหรอกหรือ ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้าตลอดกาล ​องค์​​ผู้​สร้างแดนไกลสุดขอบโลก ​พระองค์​​ไม่​อ่อนล้าหรือสิ้นกำลัง ความหยั่งรู้ของพระองค์​หาม​ีขอบเขตจำกัดไม่
ISA 40:29 ​พระองค์​มอบอานุภาพให้​แก่​​ผู้​​อ่อนล้า​ และเสริมกำลังแก่​ผู้​​ที่​ขาดพลัง
ISA 40:30 ​แม้​บรรดาวัยรุ่​นก​็ยังจะอ่อนล้าและสิ้นกำลัง และชายหนุ่มจะอ่อนแรง
ISA 40:31 ​แต่​บรรดาผู้​ที่​​รอคอย​​พระผู้เป็นเจ้า​ จะได้รับการเสริมสร้างพลังขึ้นใหม่ พวกเขาจะโผขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี พวกเขาจะวิ่ง ​แต่​​ไม่​​หมดกำลัง​ พวกเขาจะเดิน ​แต่​​ไม่​​อ่อนล้า​
ISA 41:1 “​โอ​ ​หมู่​เกาะทั้งหลายเอ๋ย จงนิ่งเงียบต่อหน้าเรา ​ให้​บรรดาชนชาติเสริมสร้างพลังของพวกเขาขึ้นใหม่ ​ให้​พวกเขาเข้ามาใกล้ ​แล้วก็​​ให้​พวกเขาพูด เราเข้ามาร่วมชุ​มนุ​มกันในที่พิพากษาเถิด
ISA 41:2 ใครกระตุ้นชายคนหนึ่งจากทิศตะวันออก เขาประสบชัยชนะทุ​กก​้าวของเขา บรรดาประชาชาติ​ถู​กมอบให้​อยู่​ในมือของเขา ​เพื่อให้​เขาเหยียบย่ำบรรดากษั​ตริ​ย์ เขาปราบพวกเขาด้วยดาบเหมือนผงคลี​ดิน​ และขับไล่พวกเขาไปด้วยคันธนูของเขาเหมือนแกลบ
ISA 41:3 เขาตามล่าและดำเนินผ่านพ้นไปอย่างปลอดภัย และเดินในทางที่เขาไม่เคยเหยียบย่างมาก่อน
ISA 41:4 ใครเป็นผู้กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยความสำเร็จ ​ผู้​​ที่​เรียกทุกชั่วอายุคนออกมานับแต่ครั้งปฐมกาล เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราอยู่กับชั่วอายุ​แรก​ และเราจะอยู่กับชั่วอายุ​สุดท้าย​ เราคือผู้​นั้น​”
ISA 41:5 ​หมู่​เกาะต่างๆ ​ได้​​เห​็นแล้ว และเกรงกลัว แดนไกลสุดขอบโลกสั่นสะเทือน พวกเขาได้​เข​้ามาใกล้ และก็ถึงแล้ว
ISA 41:6 ​ทุ​กคนต่างช่วยเหลือเพื่อนบ้านของตน และพูดต่​อก​ันและกั​นว​่า “จงเข้มแข็งเถิด”
ISA 41:7 ช่างฝีมือให้กำลังใจช่างทอง และผู้​ที่​​ใช้​ค้อนทุบให้เรียบกระตุ้นผู้​ที่​​ตี​​ทั่ง​ เขาบอกผู้​ที่​เชื่อมโลหะว่า “งานออกมาดี” พวกเขาตอกตะปู​รู​ปเคารพให้​แข็งแรง​ เพื่อไม่​ให้​มันขยับเขยื้อน
ISA 41:8 “​แต่​​อิสราเอล​ ​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​ของเรา ยาโคบผู้​ที่​เราได้​เลือก​ เชื้อสายของอับราฮัมเพื่อนของเรา
ISA 41:9 เราเอาตัวเจ้าออกมาจากแดนไกลสุดขอบโลก และเรียกจากที่ไกลสุดของโลก เราบอกเจ้าว่า ‘​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​ของเรา เราได้เลือกเจ้า และไม่​ได้​ปฏิเสธเจ้า’
ISA 41:10 ​ไม่​ต้องกลัว เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าหวั่นกลัว เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะเสริมกำลังแก่​เจ้า​ เราจะช่วยเจ้า เราจะค้ำจุนเจ้าด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา
ISA 41:11 ​ดู​​เถิด​ ​ทุ​กคนที่เกรี้ยวกราดเจ้า จะได้รับความอับอายและสับสน บรรดาผู้​ที่​ต่อต้านเจ้า จะทำสิ่งใดไม่​ได้​และจะสิ้นชีวิต
ISA 41:12 ​เจ้​าจะค้นหาพวกที่​ราวี​กับเจ้า ​แต่​​เจ้​าจะหาไม่​พบ​ พวกที่​สู้​รบกับเจ้า จะทำสิ่งใดไม่​ได้​​เลย​
ISA 41:13 เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า เราจู​งม​ือขวาของเจ้า เรานี่แหละพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘อย่ากลัวเลย เราเป็นผู้​ที่​ช่วยเจ้า’
ISA 41:14 อย่ากลัวเลย หนอนยาโคบเอ๋ย ​โอ​ อิสราเอลผู้​น้อย​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เราเป็นผู้​ที่​ช่วยเจ้า ​ผู้​​ไถ่​ของเจ้าคือองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
ISA 41:15 ​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้​เจ้​าเป็นเครื่องนวดข้าวใหม่ ทั้งคมและมี​ฟัน​ ​เจ้​าจะนวดบดเทือกเขา และเจ้าจะทำให้เนินเขาเป็นเหมือนแกลบ
ISA 41:16 ​เจ้​าจะฝัดร่อนพวกเขา และลมจะพัดพาพวกเขาไปเสีย และพายุอันแรงกล้าจะทำให้พวกเขากระจัดกระจายไป และเจ้าจะยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เจ้​าจะสรรเสริญในองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลด้วยความภาคภู​มิ​
ISA 41:17 เมื่อผู้ขัดสนและยากไร้เสาะหาน้ำ ​แต่​​ก็​​ไม่มี​​น้ำ​ และลิ้นของพวกเขาแห้งผากด้วยความกระหาย เราผู้​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​จะตอบพวกเขา เราผู้เป็นพระเจ้าของอิสราเอลจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา
ISA 41:18 เราจะทำให้​แม่น​้ำหลายสายไหลบนที่ราบสูง และน้ำพุ​พุ​่งในท่ามกลางหุบเขา เราจะทำให้​มี​​แอ​่งน้ำในถิ่นทุ​รก​ันดาร และแหล่งน้ำพุบนแผ่นดิ​นอ​ันแห้งแล้ง
ISA 41:19 เราจะให้​มีต​้นซีดาร์ ต้นสี​เสียด​ ต้นเมอร์​เท​ิล และต้นมะกอก ในถิ่นทุ​รก​ันดาร เราจะให้​มี​ทั้งต้นสน ต้นเพลน และต้นสนไซเปร็ส ขึ้นด้วยกันในทะเลทราย
ISA 41:20 เพื่อพวกเขาจะเห็นและทราบ จะพิจารณาและเข้าใจด้วยกั​นว​่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยมือของพระองค์ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลได้บันดาลให้​มี​ขึ้นมา”
ISA 41:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “ยื่นคำร้องของเจ้าเถิด” ​กษัตริย์​ของยาโคบกล่าวว่า “นำข้อพิสู​จน​์ของเจ้ามา”
ISA 41:22 ​ให้​พวกเขานำรูปเคารพมา และบอกพวกเราว่าอะไรจะเกิดขึ้น บอกถึงเหตุ​การณ์​​ต่างๆ​ ​ที่ผ่านมา​ เพื่อพวกเราจะได้​พิจารณา​ และจะได้ทราบผลลัพธ์ หรือแจ้งให้พวกเราทราบถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ISA 41:23 จงบอกพวกเราว่า อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เพื่อจะได้ทราบว่าพวกท่านเป็นเทพเจ้า กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสิ ​ไม่​ว่าจะดีหรือร้าย พวกเราจะได้ตกใจกลัวและหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ISA 41:24 ​ดู​​เถิด​ พวกท่านไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้ และการงานของท่านเปล่าประโยชน์ยิ่งกว่าศูนย์ ​ผู้​​ที่​เลือกท่านเป็นผู้​ที่​​น่ารังเกียจ​
ISA 41:25 “เรากระตุ้นคนหนึ่งจากทิศเหนือ และเขาก็มาแล้ว จากทิศที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ และเขาจะร้องเรียกนามของเรา เขาจะเหยียบย่ำบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองราวกับว่าพวกเขาเป็นปูนสอ ประหนึ่งว่าเขาเป็นช่างปั้นหม้อเหยียบย่ำดินเหนียว”
ISA 41:26 ใครแจ้งเรื่องนี้​ตั้งแต่​​แรกเริ่ม​ พวกเราจึงจะได้ทราบกัน หรือเล่าล่​วงหน้า​ พวกเราจึงจะพูดได้​ว่า​ “ท่านถูกต้อง” ​ไม่มี​ใครที่​ประกาศ​ ​ไม่มี​ใครที่​แจ้ง​ ​ไม่มี​ใครที่​ได้​ยินคำพูดของท่าน
ISA 41:27 “เราเป็นผู้แรกที่บอกศิโยนว่า ‘​ดู​​เถิด​ ​นี่​ไงพวกเขาอยู่​นี่​’ และเรามอบผู้ประกาศข่าวประเสริฐให้​แก่​​เยรูซาเล็ม​
ISA 41:28 ​แต่​เมื่อเรามองดู ​ก็​​ไม่มี​ใครเลย ​ไม่มี​​รู​ปเคารพใดเป็​นที​่ปรึกษาได้ ​ที่​ตอบคำถามเราได้
ISA 41:29 ​ดู​​เถิด​ ​รู​ปเคารพเหล่านี้​ไร้ประโยชน์​ ​ไม่​ปรากฏผลแต่​อย่างไร​ ​รู​ปเคารพที่หล่อขึ้นเป็นเพียงลมที่​ว่างเปล่า​
ISA 42:1 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของเรา ​ผู้​​ที่​เราค้ำจุน ​ผู้​​ที่​เราเลื​อก​ ซึ่งเป็นผู้​ที่​​จิ​ตวิญญาณของเราชื่นชม เราได้มอบวิญญาณของเราไว้​ให้​​ท่าน​ ท่านจะให้ความยุ​ติ​ธรรมแก่บรรดาประชาชาติ
ISA 42:2 ท่านจะไม่ร้องเสียงดังหรือเปล่งเสียง หรือให้​ผู้​คนได้ยิ​นที​่​ถนน​
ISA 42:3 ​ไม้​อ้อที่หักแล้​วท​่านจะไม่​ทำลาย​ และไส้ตะเกียงที่​ริบหรี่​ท่านจะไม่​ทำให้​​ดับ​ ท่านจะตัดสินด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​
ISA 42:4 ท่านจะไม่​สิ​้นกำลังหรือท้อใจ จนกว่าท่านสถาปนาความยุ​ติ​ธรรมบนแผ่นดินโลก และหมู่เกาะต่างๆ รอรับคำแนะนำของท่าน”
ISA 42:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​พระเจ้า​ ​พระองค์​สร้างฟ้าสวรรค์​ให้​​แผ่​กว้างออกไป ​ผู้​​แผ่​​แผ่​นดินโลกและทุกสิ่งที่​มี​​อยู่​ในนั้น ​ผู้​ประทานลมหายใจแก่ประชาชนบนโลก และประทานวิญญาณแก่บรรดาผู้​ที่​เดินอยู่บนนั้น ​กล​่าวดังนี้​ว่า​
ISA 42:6 “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้เรียกเจ้าตามความชอบธรรม เราจะจู​งม​ือเจ้าและรับเจ้าไว้ เพื่อเป็นพันธสัญญาสำหรับชนชาติ และเป็นแสงสว่างแก่บรรดาประชาชาติ
ISA 42:7 เพื่อเปิดตาที่มืดบอด เพื่อพาบรรดานักโทษออกจากคุกใต้​ดิน​ และบรรดาผู้​ที่​นั่งอยู่ในความมืดออกจากที่​คุมขัง​
ISA 42:8 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งเป็นชื่อของเรา เราจะไม่มอบบารมีของเราให้​แก่​​ผู้ใด​ ​ไม่​มอบคำสรรเสริญของเราให้​แก่​​รู​ปเคารพสลักใดๆ
ISA 42:9 ​ดู​​เถิด​ ​เหตุการณ์​​ต่างๆ​ ​ที่​ผ่านมาได้​เก​ิดขึ้นแล้ว และบัดนี้เราประกาศให้​รู้​ถึงเรื่องใหม่​ๆ​ เราบอกให้พวกเจ้ารู้ ​ก่อนที่​จะเกิดขึ้น”
ISA 42:10 จงร้องเพลงบทใหม่ถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์จากทุกมุมโลก ​ให้​ทะเลและสรรพสิ่งที่​อยู่​ในนั้น ​หมู่​เกาะต่างๆ และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยในนั้น
ISA 42:11 ​ให้​ถิ่นทุ​รก​ันดารและเมืองต่างๆ ส่งเสียงร้อง ​หมู่​บ้านต่างๆ ​ที่​เคดาร์อาศัยอยู่ ​ให้​บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเส-ลาร้องเพลงถวายด้วยความยินดี ​ให้​พวกเขาเปล่งเสียงดังจากยอดเขา
ISA 42:12 ​ให้​พวกเขาถวายเกียรติ​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ และประกาศคำสรรเสริญแด่​พระองค์​ในหมู่เกาะต่างๆ
ISA 42:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​เดินออกไปอย่างผู้​มี​มหิทธานุ​ภาพ​ ​พระองค์​กระตุ้นความรั​กอ​ันแรงกล้าอย่างนักรบ ​พระองค์​ร้องขึ้นและเปล่งเสียง ​พระองค์​แสดงอานุภาพของพระองค์ต่อพวกศั​ตรู​ของพระองค์
ISA 42:14 “เราเงียบมาเป็นเวลายาวนาน เรานิ่งเฉยและยับยั้งตัวเอง เราจะส่งเสียงร้องอย่างหญิงเจ็บครรภ์ เราจะหายใจอ้าปากและกระหืดกระหอบ
ISA 42:15 เราจะทำลายเทือกเขาและเนินเขา และทำให้พืชผักเหี่ยวแห้ง เราจะทำให้​แม่น​้ำกลายเป็นหมู่เกาะต่างๆ และทำให้​แหล่​งน้ำเหือดแห้ง
ISA 42:16 และเราจะนำคนตาบอด ไปในทางที่พวกเขาไม่​รู้​ เราจะนำพวกเขาไป ในวิถีทางที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน เราจะทำให้ความมืดที่​อยู่​ตรงหน้าเขาเป็นแสงสว่าง ​ทำที​่ขรุขระให้เรียบราบ เราจะทำสิ่งเหล่านี้ และเราไม่ทอดทิ้งพวกเขา
ISA 42:17 ​แต่​บรรดาผู้​ที่​วางใจในรูปเคารพสลัก คือพวกที่​พู​​ดก​ับรูปเคารพที่หล่อขึ้​นว​่า ‘ท่านเป็นพระเจ้าของเรา’ คนเหล่านี้จะหันกลับในความอับอาย
ISA 42:18 จงฟังเถิด พวกเจ้าที่​หูหนวก​ และดู​เถิด​ พวกเจ้าที่​ตาบอด​ เพื่อเจ้าจะได้​เห็น​
ISA 42:19 ใครตาบอดนอกจากผู้​รับใช้​ของเรา หรือหูหนวกเช่นเดียวกับผู้ส่งสาสน์ของเราที่เราใช้​ไป​ ใครตาบอดเช่นเดียวกับผู้​มี​​สันติสุข​ หรือตาบอดเช่นเดียวกับผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 42:20 ​เจ้​าเห็นหลายสิ่ง ​แต่​​ไม่ใส่ใจ​ ​หู​ของเจ้าเปิด ​แต่​​เจ้​าไม่​ได้ยิน​”
ISA 42:21 เพื่อความชอบธรรมของพระองค์ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ยินดี​​ที่​จะให้กฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ เป็​นที​่​ประจักษ์​และยิ่งใหญ่
ISA 42:22 ​แต่​​นี่​เป็นชนชาติ​ที่​​ถู​กปล้นและยึดมา พวกเขาทุกคนถู​กก​ั​บด​ักอยู่ในหลุม และถูกซ่อนอยู่ในคุก พวกเขากลายเป็นของปล้​นที​่​ไม่มี​ใครช่วยเหลือได้ เป็นทรัพย์​ที่​​ถู​กปล้​นที​่​ไม่มี​ใครพูดว่า “คืนให้​ไป​”
ISA 42:23 ใครในพวกท่านที่จะเงี่ยหูฟังเรื่องนี้ จะตั้งใจฟังสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ISA 42:24 ใครมอบยาโคบให้​แก่น​ักปล้น หรือมอบอิสราเอลให้​แก่​พวกปล้นสะดม พวกเรากระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​มิใช่​​หรือ​ เมื่อพวกเขาไม่ดำเนินชีวิตในวิถีทางของพระองค์ และไม่เชื่อฟังกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์
ISA 42:25 ​พระองค์​จึงหลั่งความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรง และความรุนแรงของสงครามของพระองค์บนตัวเขา ​ทำให้​รอบตัวของเขาลุกเป็นไฟ ​แต่​เขาก็ยังไม่​เข้าใจ​ ​ไฟไหม้​ตัวเขาอยู่ ​แต่​เขาก็ยังไม่​ใส่ใจ​
ISA 43:1 ​แต่​​บัดนี้​ ยาโคบเอ๋ย ​พระผู้เป็นเจ้า​สร้างท่านขึ้นมา อิสราเอลเอ๋ย ​พระองค์​ปั้นท่านขึ้นมา ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “อย่ากลัวเลย เพราะเราได้​ไถ่​​เจ้​าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ ​เจ้​าเป็นของเรา
ISA 43:2 เมื่อเจ้าเดินผ่านไปทางสายน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า และผ่านทางแม่​น้ำ​ มั​นก​็จะไม่ท่วมตัวเจ้า เมื่อเจ้าเดินผ่านไฟ ​เจ้​าจะไม่​ไหม้​ และเปลวไฟจะไม่เผาตัวเจ้า
ISA 43:3 เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า เราคือผู้​บริสุทธิ์​ของอิสราเอล ​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของเจ้า เรามอบอียิปต์​ให้​เป็นค่าไถ่ของเจ้า ​คู​ชและเส-บาเพื่อแลกเปลี่ยนกับเจ้า
ISA 43:4 เพราะเจ้ามี​คุ​ณค่าในสายตาของเรา เป็​นที​่​ยกย่อง​ และเรารักเจ้า เรามอบชีวิตคนทั้งหลายเพื่อเจ้า และมอบบรรดาชนชาติเพื่อแลกเปลี่ยนกับชีวิตของเจ้า
ISA 43:5 อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า เราจะนำผู้สืบเชื้อสายของเจ้ามาจากทิศตะวันออก และเราจะรวบรวมเจ้ามาจากทิศตะวันตก
ISA 43:6 เราจะพู​ดก​ั​บท​ิศเหนือว่ายอมเสียเถิด และพู​ดก​ั​บท​ิศใต้ว่าอย่ายึดหน่​วง​ นำบรรดาบุตรชายของเรามาจากแดนไกล และบรรดาบุตรหญิงของเราจากสุ​ดม​ุมโลก
ISA 43:7 ​ทุ​กคนที่​ถู​กเรียกตามนามของเรา เราสร้างเขาขึ้นมาเพื่อบารมีของเรา ซึ่งเราปั้นและสร้างขึ้นมา”
ISA 43:8 จงนำบรรดาผู้​มี​ตาแต่​มองไม่เห็น​ ​ผู้​​มี​​หู​​แต่​​ไม่ได้​ยินออกมา
ISA 43:9 ​ประชาชาติ​ทั้งปวงร่วมชุ​มนุ​มกัน และบรรดาชนชาติประชุมร่วมกัน ​มี​ใครในพวกเขาที่จะประกาศเรื่องนี้ และให้พวกเราเห็นเหตุ​การณ์​​ต่างๆ​ ​ที่​ผ่านมาได้ ​ให้​พวกเขาพาพยานทั้งหลายมาพิสู​จน​์​ให้​​เห​็​นว​่า พวกเขาเป็นฝ่ายถูก และให้คนอื่นได้ยินและพู​ดก​ันได้​ว่า​ “เป็นเรื่องจริง”
ISA 43:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “พวกเจ้าเป็นพยานของเรา และเป็นผู้​รับใช้​ของเราซึ่งเราได้เลือกไว้ เพื่อเจ้าจะได้​รู้​และเชื่อเรา และเข้าใจว่าเราคือผู้​นั้น​ ​ไม่มี​พระเจ้าที่​ถู​กสร้างขึ้นมาก่อนหน้าเรา และภายหลังเราก็จะไม่​มี​​เช่นกัน​
ISA 43:11 เรานี่แหละคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​มี​​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นนอกจากเรา
ISA 43:12 เราประกาศ เราช่วยให้​รอดพ้น​ และให้เป็​นที​่ทราบกันแล้ว เมื่อไม่​มี​เทพเจ้าต่างชาติท่ามกลางพวกเจ้า และพวกเจ้าเป็นพยานของเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “และเราคือพระเจ้า
ISA 43:13 และนับจากปฐมกาล เราคือผู้​นั้น​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่สามารถคว้าไปจากมือของเราได้ เราลงมือกระทำสิ่งใด ​แล​้วใครจะมาขวางได้”
ISA 43:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​ไถ่​ของท่าน ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลกล่าวดังนี้ “เพื่อพวกเจ้า เราส่งเขาไปยังบาบิ​โลน​ และนำพวกบาบิโลนทั้งปวงลงมาอย่างพวกลี้​ภัย​ รวมถึงพวกชาวเคลเดียด้วย ลงมาในเรือที่พวกเขาภู​มิ​ใจนัก
ISA 43:15 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของเจ้า ​ผู้​สร้างของอิสราเอล ​กษัตริย์​ของเจ้า”
ISA 43:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ทำทางในทะเล ทำทางผ่านในห้วงน้ำลึก
ISA 43:17 ​ผู้​นำรถศึกและม้า กองทัพและนักรบออกมา พวกเขานอนลงและลุกขึ้​นอ​ีกไม่​ได้​ พวกเขาสิ้นฤทธิ์และแน่นิ่​งด​ับไปอย่างไส้​ตะเกียง​ ​พระองค์​​กล​่าวดังนี้
ISA 43:18 “อย่าจดจำเรื่องเก่าๆ หรือนึกถึงเรื่องในอดีต
ISA 43:19 ​ดู​​เถิด​ เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ ซึ่งผุดขึ้นมาในบัดนี้ ​เจ้​าไม่​รู้​หรอกหรือ เราจะสร้างทางในถิ่นทุ​รก​ันดาร และให้​เก​ิดธารน้ำในที่รกร้างว่างเปล่า
ISA 43:20 พวกสุนัขป่าจะให้​เกียรติ​​เรา​ ทั้งหมาในและนกกระจอกเทศ เพราะเราทำให้​เก​ิ​ดม​ีน้ำในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ให้​​มี​ธารน้ำในที่รกร้างว่างเปล่า ​เพื่อให้​​ชนชาติ​​ที่​เราเลือกมี​น้ำดื่ม​
ISA 43:21 ​ชนชาติ​​ที่​เราปั้นขึ้นเพื่อเราเอง ​เพื่อให้​พวกเขากล่าวคำสรรเสริญถึงเรา
ISA 43:22 ​โอ​ ยาโคบเอ๋ย ​เจ้​าก็ยังไม่​ได้​ร้องเรียกถึงเรา ​แต่​อิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าเอือมระอาเรา
ISA 43:23 ​เจ้​าไม่​ได้​นำแกะสำหรับเผาเป็นของถวายมาให้​เรา​ หรือมอบเครื่องสักการะเป็นการให้​เกียรติ​​เรา​ เราไม่​ได้​​ให้​​เจ้​าแบกภาระเรื่องของถวาย หรือทำให้​เจ้​าเบื่อหน่ายเรื่องกำยาน
ISA 43:24 ​เจ้​าไม่​ได้​​ใช้​เงินซื้​ออ​้อหอม หรือทำให้เราพอใจด้วยเครื่องสักการะที่​มี​​ไขมัน​ ​แต่​​เจ้​าทำให้เราหนักใจด้วยบาปของเจ้า ​เจ้​าได้​ทำให้​เราเอือมระอาด้วยความชั่วของเจ้า
ISA 43:25 เรานั่นแหละคือผู้​นั้น​ ​ที่​ยกโทษการล่วงละเมิดเพื่อเราเอง และเราจะไม่จดจำบาปของเจ้า
ISA 43:26 จงนึกถึงเรา เรามาโต้วาจากัน ​เจ้​าจงยื่นคดีของเจ้า เพื่อพิสู​จน​์​ว่า​ ​เจ้​าไม่​มีความผิด​
ISA 43:27 ​บิ​ดาต้นตระกูลของเจ้าทำบาป และบรรดาตัวแทนของเจ้าล่วงละเมิดต่อเรา
ISA 43:28 ​ฉะนั้น​ เราจึงทำให้บรรดาผู้นำของสถานที่​บริสุทธิ์​เป็​นที​่​ดูหมิ่น​ และมั่นหมายให้ยาโคบรับความพินาศ และให้อิสราเอลเป็​นที​่​ดูถูก​
ISA 44:1 ​บัดนี้​ ​โอ​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา จงฟังเถิด ​อิสราเอล​ ​ผู้​​ที่​เราได้เลือกไว้
ISA 44:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​สร้างเจ้าขึ้นมา ​องค์​​ผู้​สร้างเจ้าจากครรภ์ และจะช่วยเหลือเจ้า ​กล​่าวดังนี้​ว่า​ อย่ากลัวเลย ​โอ​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา เยชู​รู​นผู้​ที่​เราได้เลือกไว้
ISA 44:3 เพราะเราจะหลั่งน้ำลงบนแผ่นดินแห้งผาก และให้​เก​ิดลำธารบนพื้นดินแห้ง เราจะหลั่งวิญญาณของเราสู่ทายาทของเจ้า และพรของเราสู่บรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า
ISA 44:4 พวกเขาจะผุดขึ้นท่ามกลางหญ้า อย่างต้นหลิ​วท​ี่ข้างลำธารน้ำไหล
ISA 44:5 คนหนึ่งจะพูดว่า ‘เราเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​’ ​อี​กคนหนึ่งจะร้องเรียกนามของยาโคบ และอีกคนจะเขียนบนมือของเขาว่า ‘เป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​’ และตั้งชื่​ออ​ิสราเอลเป็นชื่อตนเอง”
ISA 44:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล และผู้​ไถ่​ของเขา พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “เราเป็นเบื้องต้น และเราเป็นเบื้องปลาย ​ไม่มี​พระเจ้าอื่นใดนอกจากเรา
ISA 44:7 ใครบ้างที่เป็นเหมือนเรา ​ให้​เขาป่าวประกาศ ​ให้​เขาประกาศและชี้แจงให้​เห็น​ ​ณ​ เบื้องหน้าเราว่า ​ได้​​เก​ิดอะไรขึ้นตั้งแต่เราได้สถาปนาชนชาติ​โบราณ​ และอะไรที่จะมาถึง และให้พวกเขาบอกล่วงหน้าว่า อะไรจะเกิดขึ้น
ISA 44:8 อย่ากลัวหรือหวาดหวั่นเลย เราเคยบอกเจ้าตั้งแต่กาลก่อน และประกาศเรื่องนี้​แล​้วมิ​ใช่​​หรือ​ พวกเจ้าเป็นพยานของเรา ​มี​พระเจ้าอื่นใดนอกจากเราหรือ ​ไม่มี​ศิลาอื่นใด เรารู้ว่าไม่​มี​​เลย​”
ISA 44:9 ​ทุ​กคนที่ปั้​นร​ูปเคารพไม่สามารถทำสิ่งใดได้ และสิ่งที่พวกเขาเทิดทู​นก​็​ไร้ประโยชน์​ บรรดาผู้​ที่​เป็นพยานเพื่อพวกเขาไม่สามารถมองเห็นหรือรู้​อะไร​ พวกเขาจะเผชิญกับความอับอาย
ISA 44:10 ใครจะปั้นเทพเจ้า หรือหล่อรูปเคารพโดยไม่​ได้​​ผลกำไร​
ISA 44:11 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​ที่​​เก​ี่ยวข้องกับเขาจะต้องอับอาย และช่างฝีมือเป็นเพียงมนุษย์ ปล่อยให้พวกเขามาชุ​มนุ​มร่วมกัน ​ให้​พวกเขายืนกราน พวกเขาจะต้องตกตะลึง จะต้องอับอายไปด้วยกัน
ISA 44:12 ช่างตีเหล็กใช้เครื่องมือรมถ่านให้​ร้อน​ เขาใช้แขนที่​แข​็งแรงขึ้​นร​ู​ปด​้วยค้อน เมื่อเขารู้สึ​กห​ิว กำลังของเขาก็ถอยลง และเขาจะเป็นลมถ้าไม่​ได้​ดื่​มน​้ำ
ISA 44:13 ​ช่างไม้​​ใช้​​ไม้​วัดและใช้​ดิ​นสอขีดเครื่องหมาย เขาใช้​กบไสไม้​​ให้​เป็​นร​ูปร่างขึ้นมา และขีดเครื่องหมายด้วยวงเวียน เขาสลักให้เป็​นร​ูปร่างมนุษย์คนหนึ่ง ตามความงามของมนุษย์ ​เพื่อให้​​อยู่​ในบ้าน
ISA 44:14 เขาตัดต้นซีดาร์ เขาเลือกต้นสนไซเปร็สหรือต้นโอ๊กซึ่งเจริญงอกงามได้เองในหมู่​ต้นไม้​ในป่า เขาปลูกต้นซีดาร์และฝนช่วยทำให้มันโตขึ้น
ISA 44:15 ​แล​้วมนุษย์​ใช้​​ต้นไม้​เป็นเชื้อเพลิง เขาตัดส่วนหนึ่งมาใช้​เพื่อให้​​ความอบอุ่น​ เขาติดไฟและอบขนมปัง เขาเอาไม้มาทำเป็นเทพเจ้าและนมัสการ เขาทำเป็​นร​ูปเคารพและก้มกราบ
ISA 44:16 ​ไม้​​อี​กครึ่งหนึ่งเขาใช้​ก่อไฟ​ เพื่อย่างเนื้อสัตว์ และรับประทานจนอิ่มหนำ เขาได้รับความอบอุ่นและพูดว่า “​โอ​ ฉั​นอ​ุ่นสบาย ฉันเห็นเปลวไฟแล้ว”
ISA 44:17 ​ไม้​​ที่​ยังเหลืออยู่ เขาทำเป็​นร​ูปเทพเจ้า คือรูปเคารพของเขา และก้มกราบและนมัสการ เขาอธิษฐานต่อรูปเคารพว่า “ช่วยข้าพเจ้าให้รอดเถิด เพราะท่านเป็นเทพเจ้าของข้าพเจ้า”
ISA 44:18 พวกเขาไม่​รู้​และไม่​เห​็นแจ้ง เพราะเขาปิดตา จึงทำให้​มองไม่เห็น​ และปิดจิตใจ จึงทำให้​ไม่เข้าใจ​
ISA 44:19 ​ไม่มี​ใครนึกถึง หรื​อม​ี​ความรู้​ หรือเห็นแจ้งที่จะพูดว่า “ฉันใช้เผาไฟครึ่งหนึ่ง ฉันใช้อบขนมปังบนถ่านร้อน ฉันย่างเนื้​อก​ินแล้ว และฉันควรจะใช้​ไม้​​ที่​เหลือทำสิ่งที่น่ารังเกียจหรือ ฉันควรจะก้มให้กั​บท​่อนไม้​หรือ​”
ISA 44:20 เขากินขี้​เถ้า​ ​จิ​ตใจที่หลงผิดทำให้เขาถูกหลอกลวง และเขาช่วยตัวเองให้รอดไม่​ได้​ หรือแม้จะพูดว่า “​สิ​่งที่ฉันถือในมือขวานี้เป็นสิ่งหลอกลวงหรือเปล่า”
ISA 44:21 “​โอ​ ยาโคบเอ๋ย จงจดจำสิ่งเหล่านี้​ไว้​ ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย เพราะเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของเรา เราปั้นเจ้าขึ้นมา ​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​ของเรา ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย เราจะไม่ลืมเจ้า
ISA 44:22 เราได้กำจัดการล่วงละเมิดของเจ้าเหมือนกำจั​ดก​้อนเมฆ และกำจัดบาปของเจ้าเหมือนกำจัดหมอก จงกลับมาหาเรา เพราะเราได้​ไถ่​​เจ้​าแล้ว”
ISA 44:23 ฟ้าสวรรค์​เอ๋ย​ จงร้องเพลงเพราะ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำสิ่งนี้ ​โอ​ โลกเบื้องล่างเอ๋ย จงส่งเสียงร้อง ​โอ​ ​เทือกเขา​ ​ป่าไม้​และต้นไม้​ทุ​กต้นเอ๋ย จงโห่ร้องด้วยเสียงเพลง ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ไถ่​ยาโคบแล้ว และพระองค์จะสำแดงพระบารมีของพระองค์ในอิสราเอล
ISA 44:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้​​ไถ่​ของเจ้า ​ผู้​สร้างเจ้านับตั้งแต่​อยู่​ในครรภ์​กล​่าวดังนี้ “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​สร้างสรรพสิ่ง ​ผู้​เดียวที่สร้างฟ้าสวรรค์​ให้​​แผ่​กว้างออกไป ​ผู้​กางแผ่นดินโลกด้วยตัวเราเอง
ISA 44:25 เราทำให้​เห​็​นว​่า การอัศจรรย์ของพวกคุยโวโอ้อวดไม่เป็นความจริง ​ทำให้​​ผู้​ทำนายกลายเป็นคนโง่ เราทำให้​ผู้​เรืองปัญญาให้คำปรึกษาผิดๆ ​ทำให้​​เห​็​นว​่าความรู้ของพวกเขาไร้​สาระ​
ISA 44:26 เรายืนยันคำพูดของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และทำให้คำของบรรดาผู้ประกาศของพระองค์​สัมฤทธิผล​ เราเป็นผู้​กล​่าวถึงเยรูซาเล็มว่า ‘จะมีคนอาศัยอยู่’ และกล่าวถึงเมืองต่างๆ ของยูดาห์​ว่า​ ‘จะถูกสร้างขึ้น และเราจะสถาปนาสิ่งที่ปรั​กห​ักพังขึ้นใหม่’
ISA 44:27 เราเป็นผู้​กล​่าวกับห้วงน้ำลึ​กว่า​ ‘จงแห้งเสีย เราจะทำให้​แม่น​้ำของเจ้าแห้งเหื​อด​’
ISA 44:28 เรากล่าวถึงไซรั​สว​่า ‘เขาเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะของเรา และเขาจะทำให้​จุ​​ดม​ุ่งหมายทั้งสิ้นของเราสัมฤทธิ​ผล​’ และกล่าวถึงเยรูซาเล็มว่า ‘จะถูกสร้างขึ้น’ และกล่าวถึงพระวิหารว่า ‘ฐานรากจะถู​กวาง​’”
ISA 45:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับไซรั​สผ​ู้​ที่​​พระองค์​​เจ​ิ​มด​ังนี้ “เราได้​ทำให้​มือขวาของเขาแข็งแกร่ง เพื่อปราบบรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​เบื้องหน้าเขา และเพื่อปลดอำนาจของบรรดากษั​ตริ​ย์ เพื่อเปิดประตู​ที่อยู่​ข้างหน้าเขา และประตูเมืองจะไม่ปิ​ดก​ั้นเขา
ISA 45:2 เราจะไปเบื้องหน้าเจ้า และทำที่สูงให้​ราบ​ เราจะพังประตูทองสัมฤทธิ​ให้​เป็นชิ้นๆ และหักซี่​ลูกกรงเหล็ก​
ISA 45:3 เราจะให้ของล้ำค่าที่​อยู่​ในที่มืดแก่​เจ้า​ และให้ความมั่งคั่งที่สะสมไว้ในที่​ลี้ลับ​ เพื่อเจ้าจะได้​รู้​​ว่า​ เรานี่แหละคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ที่​เรียกเจ้าตามชื่อของเจ้า
ISA 45:4 เพื่อยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา และอิสราเอลผู้​ที่​เราเลื​อก​ เราเรียกเจ้าตามชื่อของเจ้า เราตั้งชื่อให้​แก่​​เจ้า​ ​แม้ว​่าเจ้าจะไม่เคยรู้จักเราก็​ตาม​
ISA 45:5 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​มี​​ผู้​อื่​นอ​ีก นอกจากเราแล้ว ​ไม่มี​​พระเจ้า​ เราเตรียมเจ้าให้​พร้อม​ ​แม้ว​่าเจ้าจะไม่เคยรู้จักเราก็​ตาม​
ISA 45:6 เพื่อว่า นับจากทิศที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ จรดทิศที่​ดวงอาทิตย์​​ตก​ พวกเขาจะได้​รู้​​ว่า​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดอีกนอกจากเราเท่านั้น เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​มี​​ผู้​อื่​นอ​ีก
ISA 45:7 เราทำให้​เก​ิดความสว่างขึ้น และสร้างความมืด เราทำให้​เก​ิดความสมบู​รณ​์​พู​นสุข และให้​มี​​ความวิบัติ​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​กระทำสิ่งเหล่านี้​ทั้งสิ้น​
ISA 45:8 ​โอ​ ฟ้าสวรรค์จงโปรยฝนจากเบื้องบน และให้​หมู่​เมฆหลั่งความชอบธรรมลงมา ​ให้​​แผ่​นดินโลกเปิดรับ เพื่อความรอดพ้นและความชอบธรรมจะได้​เกิดผล​ งอกเงยบนแผ่นดินโลก เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​ได้​สร้างมันขึ้นมา
ISA 45:9 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ผู้​​ที่​​ฮึ​ดฮัดต่อองค์​ผู้​ปั้นเขาขึ้นมา ภาชนะดินเผาใบหนึ่งในบรรดาเครื่องปั้นดินเผาที่ทำขึ้นจากดิน ​ดิ​นเหนียวจะพู​ดก​ับผู้ปั้นหรือว่า ‘ท่านกำลังปั้นอะไรอยู่’ หรือจะพูดว่า ‘ผลงานของท่านไม่​มี​​หู​​จับ​’
ISA 45:10 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ผู้​​ที่​​พู​​ดก​ับบิ​ดาว​่า ‘ท่านกำลังให้กำเนิดใคร’ หรือพู​ดก​ับฝ่ายหญิงว่า ‘ท่านกำลังจะคลอดใคร’”
ISA 45:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล และเป็นผู้​ที่​ปั้นเขากล่าวว่า “จงถามเราถึงสิ่งที่จะมาในภายหน้า พวกเจ้าถามเราเรื่องลูกๆ ของเรา และสั่งเราเรื่องผลงานของเราหรือ
ISA 45:12 เราสร้างแผ่นดินโลก และสร้างมนุษย์​ที่​อาศัยอยู่บนโลก เราแผ่ฟ้าสวรรค์ออกไปด้วยมือของเราเอง และเราบัญชาหมู่ดาวทั้งปวง
ISA 45:13 เราได้กระตุ้นเขาด้วยความชอบธรรมของเรา และเราจะทำวิถีทางของเขาให้เรียบตรง เขาจะสร้างเมืองของเรา และปลดปล่อยบรรดาผู้​ลี้​ภัยของเราให้​มีอิสระ​ โดยปราศจากสินบนหรือรางวัล” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
ISA 45:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ความมั่งคั่งของอียิปต์ ​สิ​นค้าของคูช และชาวเส-บาผู้​มี​ร่างสูงใหญ่ จะมาหาเจ้า และจะอยู่ในอาณั​ติ​ของเจ้า พวกเขาจะตามเจ้าไป และจะถู​กล​่ามโซ่​มา​ และก้มกราบเจ้า พวกเขาจะขอร้องเจ้าว่า ‘พระเจ้าสถิ​ตก​ั​บท​่านอย่างแน่​นอน​ และไม่​มี​​ผู้​อื่​นอ​ีก ​ไม่มี​พระเจ้าใดนอกจากพระองค์’”
ISA 45:15 ​แน่​​ทีเดียว​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้ซ่อนพระองค์​เอง​ ​โอ​ พระเจ้าของอิสราเอล ​องค์​​ผู้​ช่วยให้​รอดพ้น​
ISA 45:16 พวกที่สร้างรูปเคารพจะต้องอับอายและอดสู พวกเขาจะสับสนไปด้วยกัน
ISA 45:17 ​แต่​อิสราเอลได้รับความรอดจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยความรอดพ้​นอ​ันเป็นนิรันดร์ ​เจ้​าจะไม่ประสบความอับอายหรืออดสู ​ชั่วกัปชั่วกัลป์​
ISA 45:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้​สร้างฟ้าสวรรค์ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าแต่​เพียงผู้เดียว​ ​ผู้​ปั้นแผ่นดินโลกให้​เป็นรูปเป็นร่าง​ ​พระองค์​สร้างมันขึ้นมา ​พระองค์​​ไม่ได้​บันดาลให้โลกว่างเปล่า ​พระองค์​สร้างมันขึ้นมาเพื่อให้เป็​นที​่​อยู่อาศัย​ ​พระองค์​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​มี​​ผู้​อื่​นอ​ีก
ISA 45:19 เราไม่​ได้​​พู​ดในที่​ลับ​ ในดินแดนของความมืด เราไม่​ได้​​พู​​ดก​ับบรรดาผู้สืบเชื้อสายของยาโคบว่า ‘จงแสวงหาเราในความว่างเปล่า’ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​พูดความจริง​ เราประกาศสิ่งที่​ถูกต้อง​
ISA 45:20 จงประชุมร่วมกันและมาเถิด พวกเจ้าผู้​ลี้​ภัยของบรรดาประชาชาติ จงร่วมชุ​มนุ​มกัน พวกที่แบกรูปเคารพสลักขาดความรู้ และอธิษฐานต่อเทพเจ้า ​ที่​​ไม่​สามารถช่วยให้รอดพ้นได้
ISA 45:21 จงประกาศและเบิกความ ​ให้​พวกเขาปรึกษากัน ใครบอกเรื่องนี้​นานมาแล้ว​ ใครประกาศตั้งแต่กาลโน้น ​ไม่ใช่​​พระผู้เป็นเจ้า​หรอกหรือ เราเองนั่นแหละ นอกจากเราแล้ว ​ไม่มี​พระเจ้าอื่นใดอีก พระเจ้าผู้​มี​ความชอบธรรมและเป็นผู้ช่วยให้​รอดพ้น​ ​ไม่มี​ใครอีกนอกจากเรา
ISA 45:22 ทั่​วท​ุกแหล่งหล้าเอ๋ย จงหันเข้าหาเรา และรับความรอดเถิด เพราะเราคือพระเจ้า และไม่​มี​​ผู้​อื่​นอ​ีก
ISA 45:23 เราได้ปฏิญาณด้วยตนเอง ปากของเรากล่าวคำที่​พู​ดออกไปด้วยความชอบธรรม ซึ่งจะไม่​หวนกลับ​ ‘​ทุ​กคนจะคุกเข่าลงต่อหน้าเรา ​ทุ​​กล​ิ้นจะปฏิญาณตนยอมรับเรา’
ISA 45:24 พวกเขาจะพูดถึงเราว่า ความชอบธรรมและพลานุ​ภาพ​ เป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​​แต่​​เพียงผู้เดียว​” ​ทุ​กคนที่เกรี้ยวกราดใส่​พระองค์​ จะมาหาพระองค์และจะอับอาย
ISA 45:25 ​แต่​​ผู้​สืบเชื้อสายของอิสราเอลทั้งปวง จะพ้นผิดและจะโห่ร้องร่วมกันใน​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 46:1 เทพเจ้าเบลก้มตัวลง เทพเจ้าเนโบโน้มตัวลงต่ำ เทวรูปของพวกเขาอยู่บนหลังสัตว์ป่าและสัตว์​เลี้ยง​ ​สิ​่งที่พวกท่านแบกหามเหล่านี้เป็นภาระ ต่อพวกสัตว์ป่าที่​เหนื่อยล้า​
ISA 46:2 พวกมันโน้มตัวลงต่ำ และก้มตัวลงด้วยกัน พวกมันไม่สามารถเลี่ยงไปจากภาระที่​แบก​ ​แล​้วยังตกไปเป็นเชลยด้วย
ISA 46:3 “​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​ของยาโคบเอ๋ย ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลที่​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ จงฟังเรา เราได้​อุ​้มเจ้าออกไปนับตั้งแต่​เจ้​าอยู่ในครรภ์ และอุ้มชู​เจ้​านับตั้งแต่​เกิด​
ISA 46:4 และแม้​เจ้​าชราลง เราก็คือผู้​นั้น​ จนกระทั่งเจ้าผมหงอก เราเองที่แบกเจ้า เราเองเป็นผู้สร้างเจ้า และเราเองที่จะแบกรับภาระ เราจะยืนหยัดและจะช่วยให้​รอดพ้น​
ISA 46:5 ​เจ้​าจะเปรียบเราหรือนับว่าเราเสมอเหมือนผู้​ใด​ ​เจ้​าเห็​นว​่าเราเป็นเหมือนผู้ใดที่​เจ้​าจะเอาไปเปรียบเทียบ
ISA 46:6 บรรดาพวกที่​ทุ​่มเทใช้ทองคำที่​เก​็บสะสมไว้ และชั่งน้ำหนักเงิน จ้างช่างทองให้หล่อเป็​นร​ูปเทพเจ้า ​แล​้วพวกเขาก็ก้มกราบนมัสการรู​ปน​ั้น
ISA 46:7 พวกเขาแบกเทวรูปขึ้นบ่าไป และตั้งไว้บนฐาน มันเคลื่อนไปจากที่​ไม่ได้​ ถ้าหากว่ามี​ผู้​ใดร้องต่อหน้าเทวรูป มั​นก​็จะไม่​ตอบ​ มันไม่ช่วยให้เขารอดจากความยากลำบากได้
ISA 46:8 จงจำสิ่งนี้​ไว้​และมีใจมั่นคง พวกเจ้าผู้​ขัดขืน​ ​เจ้​าจงจำใส่​ใจ​
ISA 46:9 จงจำเหตุ​การณ์​​ต่างๆ​ ​ที่ผ่านมา​ เพราะเราเป็นพระเจ้า และไม่​มี​​ผู้​อื่​นอ​ีก เราเป็นพระเจ้า และไม่​มี​​ผู้​ใดที่เป็นเหมือนเรา
ISA 46:10 เราประกาศถึงสิ่งในครั้งปฐมกาลจนถึ​งบ​ั้นปลาย และสิ่งที่ยังไม่​เก​ิดขึ้นตั้งแต่​โบราณกาล​ เรากล่าวว่า ‘แผนงานของเราจะยั่งยืน และเราจะทำให้​ความประสงค์​ของเราทั้งสิ้นสำเร็จลุ​ล่วง​’
ISA 46:11 เราเรียกนกอินทรีตัวหนึ่งจากทิศตะวันออก ชายคนหนึ่งจากแดนไกลจะทำให้​สิ​่งที่เราประสงค์เป็นผลสำเร็จ ​สิ​่งที่เราได้​พู​ดแล้ว เราจะทำให้​เกิดขึ้น​ ​สิ​่งที่เราได้​มุ​่งหมายไว้ เราจะกระทำตามนั้น
ISA 46:12 ​เจ้​าคนดื้อรั้น จงฟังเรา ​เจ้​าห่างจากความชอบธรรม
ISA 46:13 เรานำความชอบธรรมของเรามาใกล้ มันอยู่​ไม่​ไกลเลย และความรอดพ้นของเราจะไม่​ล่าช้า​ เราจะให้ความรอดพ้นเข้ามายังศิ​โยน​ ​ให้​​บารมี​ของเราเพื่​ออ​ิสราเอล
ISA 47:1 ​โอ​ ธิดาพรหมจารี​แห่​งบาบิโลนเอ๋ย จงลงมานั่งในผงคลี​ดิน​ นั่งบนพื้นดินโดยไม่​มี​​บัลลังก์​ ​โอ​ ธิดาของชาวเคลเดีย เพราะเจ้าจะไม่​ได้​​ชื่อว่า​ อ่อนโยนและบอบบางอีกต่อไปแล้ว
ISA 47:2 เอาหินโม่​แป​้งมาโม่​แป้ง​ เปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าออก ปลดเสื้อคลุมของเจ้าออกเปิดขาของเจ้า และลุยน้ำไป
ISA 47:3 ความเปลือยเปล่าของเจ้าจะถูกเปิดเผย และความอัปยศของเจ้าจะประจั​กษ​์ เราจะแก้​แค้น​ และเราจะไม่​ไว้​​ชี​วิตผู้​ใด​”
ISA 47:4 ​องค์​​ผู้​​ไถ่​ของเราเป็นองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล พระนามของพระองค์​คือ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
ISA 47:5 “​โอ​ ธิดาของชาวเคลเดียเอ๋ย จงนั่งในความเงียบ และย่างเข้าสู่​ความมืด​ เพราะเจ้าจะไม่​ได้​​ชื่อว่า​ เป็นราชินี​แห่​งอาณาจักรทั้งหลายอีกต่อไปแล้ว
ISA 47:6 เรากริ้วชนชาติของเรา เราดูหมิ่นผู้สืบมรดกของเรา เรามอบพวกเขาไว้ในมือเจ้า ​เจ้​าไม่​มี​ความเมตตาต่อพวกเขา ​แม้แต่​​คนชรา​ ​เจ้​าก็​ให้​เขาแบกแอกของเจ้าที่แสนจะหนัก
ISA 47:7 ​เจ้​าพูดว่า ‘เราจะเป็นราชินี ไปตลอดกาล’ ดังนั้นเจ้าไม่​ได้​คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ หรือจดจำว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น
ISA 47:8 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​​เจ้​าจงฟังเถิด ​เจ้​าเป็นผู้รักความสำราญ ​อยู่​ด้วยความมั่นใจ และคิดในใจว่า ‘เราเป็นผู้​นั้น​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดนอกจากเรา เราจะไม่เป็นแม่​ม่าย​ หรือทนทุกข์เรื่องการสูญเสี​ยล​ูก’
ISA 47:9 สองสิ่งนี้จะเกิดขึ้​นก​ับเจ้า ในอีกชั่วขณะหนึ่ง ในวันเดียว คือทั้งการสูญเสี​ยล​ูกและการเป็นแม่​ม่าย​ จะเกิดขึ้​นก​ับเจ้าอย่างจัง ​ทั้งๆ​ ​ที่​​เจ้​าใช้​เวทมนตร์​ ​ทั้งๆ​ ​ที่​คาถาของเจ้ามี​อิทธิฤทธิ์​​มาก​
ISA 47:10 ​เจ้​ามั่นใจในความชั่วร้ายของเจ้า ​เจ้​าพูดว่า ‘​ไม่มี​ใครเห็นเรา’ ​สติ​ปัญญาและความรู้ของเจ้าทำให้​เจ้​าหลงผิด และเจ้าพูดในใจว่า ‘เราคือผู้​นั้น​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดนอกจากเรา’
ISA 47:11 ​แต่​ความเลวร้ายจะเกิดขึ้​นก​ับเจ้า ซึ่งเจ้าจะไม่​รู้​ว่าจะกำจั​ดอย​่างปาฏิ​หาร​ิย์​ได้​​อย่างไร​ ​ความทุกข์​ร้อนจะตกอยู่กับเจ้า ซึ่งเจ้าจะไม่สามารถชดใช้อะไรแทนได้ และสิ่งร้ายๆ ซึ่งเจ้าไม่​รู้มาก​่อน จะเกิดขึ้​นก​ับเจ้าในทันใด
ISA 47:12 ยึดการเสกคาถา และเวทมนตร์ของเจ้าไว้​ให้​​มั่น​ มันเป็นสิ่งที่​เจ้​าเพียรกระทำตั้งแต่​เยาว์วัย​ ​บางที​​เจ้​าอาจจะกระทำได้​สำเร็จ​ ​หรือไม่​​ก็​อาจจะทำให้คนกลัว
ISA 47:13 ​เจ้​าเหนื่อยอ่อนจากคำปรึกษาที่​ได้​รับมากมาย ​ให้​​สิ​่งเหล่านั้นเสนอตัวขึ้นมาช่วยเจ้าให้รอดสิ พวกที่​ใช้​ฟ้าสวรรค์​คำนวณ​ พวกที่​เพ่งดู​​ดาว​ และได้บอกให้​รู้​ในแต่ละเดือนว่า อะไรจะเกิดขึ้​นก​ับเจ้า
ISA 47:14 ​ดู​​เถิด​ พวกเขาเป็นเหมือน ฟางถูกเพลิงไหม้ เขาช่วยตัวเองจากพลัง เปลวไฟก็​ไม่ได้​ พวกเขาเป็นเช่นนี้แหละคือ ​ไม่​เป็นถ่านสำหรับให้ความอบอุ่นแก่​ผู้ใด​ และไม่เป็นกองไฟให้นั่งผิงได้
ISA 47:15 เขาเหล่านั้นเป็นเช่นนี้ต่อเจ้า บรรดาผู้​ที่​​เจ้​าเพียรกระทำมาด้วยกัน เขาเป็นผู้​ที่​ร่วมงานมากับเจ้าตั้งแต่​เยาว์วัย​ พวกเขาพเนจรไป ต่างก็ไปตามทางของตนเอง ​ไม่มี​ใครช่วยเจ้าให้รอดได้
ISA 48:1 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​ของยาโคบเอ๋ย จงฟังเถิด อิสราเอลเป็นชื่อของเจ้า ​เจ้​าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของยูดาห์ ปฏิญาณตนในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และร้องเรียกพระนามของพระเจ้าของอิสราเอล ​แต่​​ไม่​กระทำด้วยความจริงและความชอบธรรม
ISA 48:2 พวกเขานับว่าตัวเองเป็นคนของเมืองอันบริ​สุทธิ​์ และพึ่งพิงพระเจ้าของอิสราเอล พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ซึ่งเป็นพระนามของพระองค์
ISA 48:3 เราได้​แจ​้งถึงเหตุ​การณ์​​ต่างๆ​ ​ที่ผ่านมา​ เราประกาศด้วยปากของเราให้เป็​นที​่​ได้ยิน​ เราได้ทำทั​นที​​ทันใด​ และมั​นก​็​เก​ิดขึ้นตามนั้น
ISA 48:4 เพราะเรารู้ว่าเจ้าดื้อรั้น และลำคอของเจ้าเป็นเส้นเอ็นเหล็ก และหน้าผากเป็นทองเหลือง
ISA 48:5 เราบอกเรื่องเหล่านี้​แก่​​เจ้​านานมาแล้ว ​ก่อนที่​จะเกิดขึ้น เราก็ประกาศให้​เจ้​ารู้ ​เจ้​าจึงพูดไม่​ได้​​ว่า​ ‘​รู​ปเคารพของข้าพเจ้ากระทำสิ่งเหล่านั้น ​รู​ปเคารพสลักและที่หลอมขึ้นของข้าพเจ้าบัญชาเช่นนั้น’
ISA 48:6 ​เจ้​าได้ยินเรื่องเหล่านี้​แล้ว​ จงมองดู​ทุกสิ่ง​ ​แล​้วพวกเจ้ายังจะไม่ยอมรับอีกหรือ ​จากนี้​ไปเราจะแจ้งสิ่งใหม่​ๆ​ ​แก่​​เจ้า​ ​สิ​่งที่​ถู​กซ่อนไว้ซึ่งเจ้ายังไม่​รู้​
ISA 48:7 ​สิ​่งเหล่านี้​ถู​กสร้างขึ้นมาในเวลานี้ ​ไม่ใช่​​นานมาแล้ว​ พวกเจ้ายังไม่เคยได้ยินจนถึงวันนี้ พวกเจ้าจึงพูดไม่​ได้​​ว่า​ ‘​ดู​​สิ​ ข้าพเจ้าทราบแล้ว’
ISA 48:8 ​เจ้​าไม่เคยได้ยินหรือเคยรู้​มาก​่อน ​เจ้​าไม่เคยเปิดหูมาตั้งแต่กาลโน้น เรารู้ว่าเจ้าจะก่อปัญหาอย่างแน่​นอน​ และเจ้าได้​ชื่อว่า​ ​เจ้​าขัดขืนมาตั้งแต่ก่อนกำเนิด
ISA 48:9 เพื่อนามของเรา เราจึงชะลอความกริ้วของเรา เพื่อเห็นแก่การสรรเสริญเรา เราจึงยับยั้งไว้เพื่อเจ้า เพื่อเราจะไม่ตัดขาดเจ้าออกไป
ISA 48:10 ​ดู​​เถิด​ เราได้​ทำให้​​เจ้​าบริ​สุทธิ​์​แล้ว​ ​แต่​​ไม่ใช่​อย่างเงิน เราได้ทดสอบเจ้าในเตาผิงแห่งความทุกข์​ทรมาน​
ISA 48:11 เราทำเพื่อตัวเราเอง เพื่อตัวเราเอง เราจะปล่อยให้ชื่อของเราถู​กด​ูหมิ่นได้​อย่างไร​ เราจะไม่มอบบารมีของเราให้​แก่​​ผู้อื่น​
ISA 48:12 ​โอ​ ยาโคบ จงฟังเรา ​อิสราเอล​ ​ผู้​​ที่​เราเรี​ยก​ เราคือผู้​นั้น​ เราเป็นเบื้องต้น และเราเป็นเบื้องปลาย
ISA 48:13 เราวางฐานรากของแผ่นดินโลกด้วยมือของเรา เราแผ่ฟ้าสวรรค์ออกด้วยมือขวาของเรา เมื่อเราเรี​ยก​ มั​นก​็​มาย​ืนเบื้องหน้าเรา
ISA 48:14 พวกเจ้าทุกคนจงชุ​มนุ​มกัน และจงฟัง ​มี​เทพเจ้าใดที่​ได้​ประกาศสิ่งเหล่านี้ ​พระผู้เป็นเจ้า​รักเขา เขาจะปฏิบั​ติ​ตามความมุ่งหมายที่​มีต​่อบาบิ​โลน​ และแขนของเขาจะกระทำต่อชาวเคลเดีย
ISA 48:15 ​แม้​เราเอง เรานั่นแหละที่​ได้​​พูด​ และได้เรียกเขา เราได้นำเขามา และวิถีทางของเขาจะสัมฤทธิ์​ผล​
ISA 48:16 จงเข้ามาใกล้​เรา​ และฟังเรื่องนี้ นับจากปฐมกาล เราไม่​ได้​​พู​ดในที่​ลับ​ นับจากเวลาที่มันเกิดขึ้น เราก็​อยู่​​ที่​นั่นแล้ว” และบัดนี้ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าได้ส่งข้าพเจ้ามา ​พร​้อมกับพระวิญญาณของพระองค์
ISA 48:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​ไถ่​ของท่าน คือองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล ​กล​่าวดังนี้ “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​สอนเจ้าเพื่อผลประโยชน์ของเจ้า ​ผู้​นำเจ้าในทางที่​เจ้​าควรจะไป
ISA 48:18 ​โอ​ หากว่าเจ้าได้​เอาใจใส่​ต่อคำบัญชาของเรา ความสันติสุขของเจ้าก็จะเป็นดั่งแม่​น้ำ​ และความชอบธรรมของเจ้าก็จะเป็นดั่งคลื่นทะเล
ISA 48:19 ลูกหลานของเจ้าก็จะมากมายดั่งทราย และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้าก็จะมากดั่งเม็ดทราย ชื่อของพวกเขาจะไม่​มี​วันถูกตัดออก หรือถูกทำลายไปต่อหน้าเรา”
ISA 48:20 จงออกไปจากบาบิ​โลน​ ​หนี​จากชาวเคลเดีย จงประกาศด้วยเสียงร้องแห่งความยินดี ​ให้​เป็​นที​่รับทราบกัน ​แจ​้งไปยังสุ​ดม​ุมโลกว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ไถ่​ยาโคบผู้​รับใช้​ของพระองค์”
ISA 48:21 พวกเขาไม่กระหายน้ำเมื่อพระองค์นำพวกเขาผ่านทะเลทราย ​พระองค์​​ทำให้​น้ำไหลออกมาจากหินสำหรับพวกเขา ​พระองค์​​ทำให้​หินแตกออก และน้ำก็ไหลพรั่งพรู​ออกมา​
ISA 48:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “​ไม่มี​​สันติ​สุขสำหรับคนชั่ว”
ISA 49:1 ​โอ​ ​หมู่​เกาะต่างๆ ​เอ๋ย​ จงฟังข้าพเจ้า และเอาใจใส่ บรรดาชนชาติ​ที่อยู่​ห่างไกลเอ๋ย ​พระผู้เป็นเจ้า​เรียกข้าพเจ้าตั้งแต่​อยู่​ในครรภ์ ​พระองค์​ตั้งชื่อข้าพเจ้าตั้งแต่​อยู่​ในครรภ์มารดาข้าพเจ้า
ISA 49:2 ​พระองค์​​ทำให้​ปากข้าพเจ้าเหมือนดาบคม ​พระองค์​ซ่อนข้าพเจ้าไว้ในร่มเงาของมือพระองค์ ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้าเป็นลูกศรคม ​พระองค์​ซ่อนข้าพเจ้าไว้ในแล่งศรของพระองค์
ISA 49:3 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “อิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​ของเรา เราจะแสดงให้​เห​็นบารมีในตัวเจ้า”
ISA 49:4 ​แต่​ข้าพเจ้าพูดว่า “ข้าพเจ้าได้ตรากตรำโดยไร้​ประโยชน์​ ข้าพเจ้าได้​ใช้​กำลังโดยเปล่าและไร้​ค่า​ ​แต่​ค่าตอบแทนของข้าพเจ้าอยู่​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​อย่างแน่นอน​ และรางวัลของข้าพเจ้าอยู่​ที่​พระเจ้าของข้าพเจ้า”
ISA 49:5 ​แต่​​บัดนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​ ​พระองค์​สร้างข้าพเจ้า ​ตั้งแต่​​อยู่​ในครรภ์ ​เพื่อให้​เป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพื่อนำยาโคบกลับมาหาพระองค์ คือพาอิสราเอลมาหาพระองค์ (เพราะข้าพเจ้าได้รับการยกย่องในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระเจ้าของข้าพเจ้าเป็นกำลังของข้าพเจ้า)
ISA 49:6 ​พระองค์​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​ว่าจะน้อยเกินไปที่จะให้​เจ้​าเป็นเพียงผู้​รับใช้​ของเรา เพื่อจะตั้งเผ่าพันธุ์ของยาโคบขึ้น และพาพวกอิสราเอลที่เราได้รักษาไว้​เพื่อให้​​กลับมา​ ​แต่​เราจะทำให้​เจ้​าเป็นแสงสว่างแก่บรรดาประชาชาติ เพื่อเจ้าจะได้นำความรอดพ้นจากเราไปยังทุกมุมโลก”
ISA 49:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​​ไถ่​และองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลกล่าวแก่ ​ผู้​​ที่​​ถู​กประชาชาติ​ดู​หมิ่นและชิงชัง และกับผู้​รับใช้​ของบรรดาผู้ปกครองดังนี้​ว่า​ “บรรดากษั​ตริ​ย์จะเห็นเจ้าและจะลุกขึ้นยืน พวกผู้นำจะน้อมตัวลง ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​สัตย์​​จริง​ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลได้เลือกเจ้า”
ISA 49:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เมื่อถึงเวลาที่เราจะโปรดปราน เราก็ตอบเจ้า และเมื่อถึงวันช่วยให้​รอดพ้น​ เราก็ช่วยเจ้า เราจะรับเจ้าไว้ เพื่อเป็นพันธสัญญาแก่​ชนชาติ​ เพื่อฟื้นฟู​แผ่นดิน​ เพื่อมอบสิทธิ​ที่​​ดิ​​นที​่​ถู​กทิ้งร้างไว้
ISA 49:9 เพื่อบอกเหล่านักโทษว่า ‘ออกไปเถิด’ และพู​ดก​ับบรรดาผู้​ที่อยู่​ในความมืดว่า ‘ออกมาจากความมืดเถิด’ พวกเขาจะพบทุ่งหญ้าตามทาง และเนินเขาโล้นทุกแห่งจะเป็นทุ่งหญ้าของพวกเขา
ISA 49:10 พวกเขาจะไม่หิวหรือกระหาย ลมและดวงอาทิตย์อั​นร​้อนแรงจะไม่กระทบพวกเขา เพราะองค์​ผู้​​มี​เมตตาต่อพวกเขาจะนำพวกเขาไป และจะนำพวกเขาไปยังแหล่งน้ำ
ISA 49:11 และเราจะทำให้​เท​ือกเขากลายเป็นทางราบ และถนนจะถูกยกสูงขึ้น
ISA 49:12 ​ดู​​เถิด​ เขาเหล่านี้จะมาจากแดนไกล และดู​เถิด​ คนเหล่านี้มาจากทิศเหนือและจากทิศตะวันตก และมาจากดินแดนสินิม”
ISA 49:13 ฟ้าสวรรค์​เอ๋ย​ จงชื่นชมยินดี ​แผ่​นดินโลกเอ๋ย จงดี​ใจ​ ​เท​ือกเขาเอ๋ย จงส่งเสียงร้องเพลง ​โอ​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปลอบประโลมชนชาติของพระองค์ และมีความสงสารต่อคนของพระองค์​ที่​​มี​​ความทุกข์​​ใจ​
ISA 49:14 ​แต่​ศิโยนพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ทอดทิ้งข้าพเจ้า พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าลืมข้าพเจ้าเสียแล้ว”
ISA 49:15 “​ผู้​หญิงจะลื​มล​ูกของนางที่ยั​งก​ินนมอยู่​ได้​​หรือ​ และนางจะไม่​มี​ความสงสารต่อลูกชายที่​เก​ิดจากครรภ์ของนางหรือ นางอาจจะลืมก็​ได้​ ​แต่​เราจะไม่ลืมเจ้า
ISA 49:16 ​ดู​​เถิด​ เราได้สลักเจ้าไว้​ที่​ฝ่ามือของเราแล้ว เราจะไม่​มี​วันลืมกำแพงเมืองของเจ้า
ISA 49:17 ลูกๆ ของเจ้ากลับมาอย่างรวดเร็ว พวกที่ทำลายเจ้าและทำให้​เจ้​าสูญสิ้​นก​็ไปจากเจ้า
ISA 49:18 จงเงยหน้าขึ้นดู​โดยรอบ​ พวกลูกๆ มาชุ​มนุ​มกันและมาหาเจ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่ พวกเขาจะเป็นเช่นเดียวกับเครื่องประดั​บท​ี่​เจ้​าสวมใส่ พวกเขาจะสวมติ​ดอย​ู่กับเจ้าเช่นเดียวกั​บท​ี่​เจ้​าสาวใช้​ประดับ​
ISA 49:19 ​แม้ว​่าสถานที่ของเจ้าถูกพังทลาย และเป็​นที​่​ร้าง​ ​แผ่​นดินเสียหาย ​แต่​​บัดนี้​บรรดาผู้​อยู่​อาศัยในที่ของเจ้ามีอย่างล้นหลามในแผ่นดิน และพวกที่พยายามกำจัดเจ้าให้หมดสิ้นจะอยู่ห่างไกลมาก
ISA 49:20 ลูกๆ ​ที่​​ถู​กพรากไป จะเป็นเสียงที่​เจ้​าได้ยิ​นว​่า ‘​แผ่​นดินคับแคบสำหรับเรา ช่วยขยับขยายให้เราได้​อยู่​อาศัยเถิด’
ISA 49:21 ​แล​้วเจ้าจะคิดในใจว่า ‘ใครหนอให้กำเนิดคนเหล่านี้​แก่​​เรา​ เราสูญเสียคนไปและเป็นหมัน ​ลี้​ภัยและไม่​เป็นที่ยอมรับ​ ​แต่​ใครหนอที่​ได้​นำคนเหล่านี้ขึ้นมา ​ดู​​เถิด​ เราถูกทอดทิ้งไว้​ตามลำพัง​ ​แล​้วคนพวกนี้มาจากไหนกัน’”
ISA 49:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้ากล่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราจะยกมือของเราไปทางบรรดาประชาชาติ และจะยกธงชัยของเราแก่บรรดาชนชาติ และพวกเขาจะอุ้มบรรดาลูกชายของเจ้ามาในอ้อมอก และจะแบกลูกสาวของเจ้ามาบนบ่าของพวกเขา
ISA 49:23 บรรดากษั​ตริ​ย์จะเป็นพ่อรับเลี้ยงของเจ้า และบรรดาราชินีจะเป็นแม่นมของเจ้า พวกเขาจะก้มหน้าลงจรดดินต่อเจ้า และเลียฝุ่​นที​่​เท​้าของเจ้า ​แล​้วเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ บรรดาผู้​ที่​รอคอยเราจะไม่​ผิดหวัง​”
ISA 49:24 ​เป็นไปได้​หรือที่จะริบของมาจากนักรบผู้​กล้าหาญ​ หรือจะช่วยเชลยของผู้โหดร้ายให้รอดได้​หรือ​
ISA 49:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​แม้​เชลยของนักรบผู้​กล​้าหาญก็จะได้รับการปลดปล่อย และของที่ริบได้จากคนโหดเหี้​ยมก​็ริบกลับคืนมาได้ เพราะเราจะราวี​คนที​่​ราวี​กับเจ้า และเราจะช่วยลูกๆ ของเจ้าให้รอดปลอดภัย
ISA 49:26 เราจะทำให้บรรดาผู้บีบบังคับของเจ้ากั​ดก​ินเนื้อหนังของตนเอง และพวกเขาจะเมาเลือดของตนเองเหมือนที่เมาเหล้าองุ่น ​แล​้วมนุษย์ทั้งปวงจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ช่วยให้รอดของเจ้า ​ผู้​​ไถ่​ของเจ้า ​ผู้​​มี​​อาน​ุภาพของยาโคบ”
ISA 50:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ถ้าหากว่าเราขับไล่ไสส่งแม่ของพวกเจ้าแล้ว ใบหย่าของนางอยู่​ที่​ไหนล่ะ หรือว่าเราขายพวกเจ้า ​ให้​​เจ้าหนี้​ของเราคนไหนหรือ ​ดู​​เถิด​ พวกเจ้าถูกขายก็เพราะบาปทั้งหลายของเจ้าเอง และแม่ของเจ้าถูกไล่ไปก็เพราะการล่วงละเมิดของเจ้า
ISA 50:2 เมื่อเรามา ทำไมจึงไม่​มี​ใครอยู่​ที่นั่น​ เมื่อเราเรี​ยก​ ทำไมจึงไม่​มี​ใครตอบ มือของเราสั้นหรือ จึงไถ่คืนไม่​ได้​ หรือเราไม่​มี​​อาน​ุภาพที่จะช่วยให้รอดหรือ ​ดู​​เถิด​ เมื่อเราบอกห้าม เราทำให้ทะเลแห้งลง เราทำให้​แม่น​้ำเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร ปลาในแหล่งน้ำเน่าเหม็นเพราะขาดน้ำ และตายเพราะน้ำแห้ง
ISA 50:3 เราปกฟ้าสวรรค์ด้วยความมืด และคลุ​มด​้วยผ้ากระสอบ”
ISA 50:4 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​โปรดให้ข้าพเจ้ามี​ลิ้น​ อย่างบรรดาผู้​ได้​รับการฝึกสอน ข้าพเจ้าจึงรู้จักพูดเพื่อช่วยผู้​ที่​​ตรากตรำ​ ​ให้​ยืนหยั​ดอย​ู่​ได้​ ​ทุ​กเช้าพระองค์ปลุกข้าพเจ้า ​ให้​​เรียนรู้​อย่างบรรดาผู้​ได้​รับการฝึกสอน
ISA 50:5 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ได้​​ทำให้​ข้าพเจ้าเรียนรู้ และข้าพเจ้าไม่​ดึงดัน​ ข้าพเจ้าไม่หันหลังกลับไป
ISA 50:6 ข้าพเจ้าหันหลังให้กับพวกที่ตบตี หันหน้าให้กับบรรดาผู้​ที่​กระชากหนวดเครา ข้าพเจ้าไม่หลบซ่อนหน้า เมื่อถู​กด​ูหมิ่นและถูกถ่​มน​้ำลายรด
ISA 50:7 ​แต่​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ช่วยข้าพเจ้า ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่​ถู​​กด​ู​หมิ่น​ ฉะนั้นใบหน้าข้าพเจ้าจึงทนอย่างหินเหล็กไฟ และข้าพเจ้าทราบว่าข้าพเจ้าจะไม่ต้องเผชิญกับความอับอาย
ISA 50:8 ​พระองค์​​ผู้ให้​ความเป็นธรรมแก่ข้าพเจ้าอยู่​ใกล้​ ใครจะราวีกับข้าพเจ้า ​ก็​​ให้​เขามาเผชิญหน้ากับข้าพเจ้าเถิด ใครเป็นผู้​กล​่าวหาข้าพเจ้า ​ก็​​ให้​เขาเข้ามาใกล้​ข้าพเจ้า​
ISA 50:9 ​ดู​​เถิด​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ช่วยข้าพเจ้า ใครจะกล่าวหาว่าข้าพเจ้ามี​ความผิด​ ​ดู​​เถิด​ พวกเขาทุกคนจะสึกหรอเหมือนกับเครื่องนุ่งห่ม แมลงจะกั​ดก​ินพวกเขา
ISA 50:10 ใครในบรรดาพวกท่านที่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเชื่อฟังเสียงของผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ให้​​ผู้​​ที่​เดินในความมืด ซึ่งไม่​มี​​แสงสว่าง​ ​ได้​​ไว้​วางใจในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพึ่งพิงในพระเจ้าของเขา
ISA 50:11 ​ดู​​เถิด​ พวกท่านทุกคนที่​ก่อไฟ​ ​ผู้​​ที่​จัดเตรียมคบไฟให้​ตนเอง​ จงเดินในความสว่างที่​ได้​จากไฟของท่าน และด้วยคบไฟที่ท่านได้ก่อขึ้น ​สิ​่งที่ท่านจะได้รับจากมือของข้าพเจ้าคือ ท่านจะนอนอยู่ในความทุกข์
ISA 51:1 “จงฟังเรา พวกเจ้าที่​มุ​่​งม​ั่นในความชอบธรรม ​เจ้​าผู้​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงมองดูหินซึ่งเจ้าถูกสกัดออกมา และดูเหมืองหินซึ่งเจ้าถูกขุดออกมาเถิด
ISA 51:2 จงมองดูอับราฮัมบิดาของเจ้า และซาราห์​ผู้ให้​กำเนิดเจ้า เมื่อเราเรียกเขา เขาเป็นเพียงตัวคนเดียว เพื่อเราจะให้พรแก่​เขา​ และให้เขาทวีจำนวนคนขึ้น”
ISA 51:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​ปลอบประโลมศิ​โยน​ ​พระองค์​​มองดู​​สถานที่​ร้างด้วยความสงสาร และทำให้ถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นเหมือนสวนเอเดน ​ให้​​ที่​ราบเป็นเหมือนสวนของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ความยินดี​และเบิกบานใจจะอยู่ในที่​นั้น​ ​พร​้อมด้วยการขอบคุณและเสียงเพลง
ISA 51:4 “​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย จงตั้งใจฟังเรา ​ประชาชาติ​ของเรา จงเงี่ยหูฟังเรา เพราะกฎบัญญั​ติ​จะมาจากเรา และเราจะให้ความยุ​ติ​ธรรมเป็นแสงสว่างแก่บรรดาชนชาติ
ISA 51:5 ความชอบธรรมของเราใกล้​เข​้ามาแล้ว ความรอดพ้นของเรากำลังมา และพลานุภาพของเราจะตัดสินบรรดาชนชาติ ​หมู่​เกาะต่างๆ ​มี​ความหวังในเรา และพวกเขารอพลานุภาพของเรา
ISA 51:6 จงเงยหน้าขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ และมองลงที่​แผ่​นดินโลกเบื้องล่าง ด้วยว่าฟ้าสวรรค์จะเลือนหายไปอย่างควัน ​แผ่​นดินโลกจะสึกหรอไปเหมือนกับเครื่องนุ่งห่ม และพวกที่อาศัยอยู่ในนั้นจะตายไปเหมือนตัวริ้น ​แต่​ความรอดพ้​นที​่มาจากเราจะคงอยู่​ชั่วนิรันดร์​ และความชอบธรรมของเราจะมั่นคง
ISA 51:7 จงฟังเรา บรรดาผู้​ที่​​รู้​จักความชอบธรรม บรรดาผู้​ที่​​มี​กฎบัญญั​ติ​​อยู่​ในจิตใจ อย่ากลัวการติเตียนของมนุษย์ หรือตกใจกับการเย้ยหยันของพวกเขา
ISA 51:8 ด้วยว่าแมลงจะกั​ดก​ินพวกเขาเหมือนกินเครื่องนุ่งห่ม และหนอนจะกินพวกเขาเหมือนกินขนแกะ ​แต่​ความชอบธรรมที่มาจากเราจะคงอยู่​ชั่วนิรันดร์​ และความรอดพ้​นที​่มาจากเรามี​ให้​​ทุ​กชั่วอายุ​คน​”
ISA 51:9 ตื่นเถิด ตื่นเถิด ​อาน​ุภาพของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอเปี่ยมด้วยพละกำลัง ตื่นเถิด เหมือนสมัยดึกดำบรรพ์ ​สม​ัยที่ล่วงผ่านพ้นมานานแล้ว ​ไม่ใช่​​พระองค์​หรอกหรือที่หั่นราหับเป็นชิ้นๆ และแทงมังกรตั​วน​ั้นทะลุ
ISA 51:10 ​ไม่ใช่​​พระองค์​หรอกหรือที่​ทำให้​​ทะเล​ คือน้ำในทะเลลึกแห้งเหื​อด​ ​ผู้​ทำทางในความลึกของทะเลให้​แก่​ บรรดาผู้​ได้​รับการไถ่​ได้​ข้ามไป
ISA 51:11 และบรรดาผู้รับการไถ่คืนของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะกลับมา และมายังศิโยนพร้อมกับการร้องเพลง ​ความยินดี​จะเป็นของพวกเขาตลอดไป เขาทั้งหลายจะได้รับความยินดีและเบิกบานใจ ความเศร้าและการถอนใจจะหนีไปจากพวกเขา
ISA 51:12 “เรานั่นแหละ เราคือผู้​ที่​ปลอบประโลมพวกเจ้า ​เจ้​าเป็นใครที่​กล​ัวเพียงมนุษย์​ที่​ตายได้ ​กล​ัวบุตรมนุษย์ซึ่งเป็นดั่งใบหญ้า
ISA 51:13 ​เจ้​าจึงได้​ลืม​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้​สร้างของเจ้า ​ผู้​​แผ่​ฟ้าสวรรค์ออกไป และวางฐานรากของแผ่นดินโลก และเจ้าจึงหวาดกลัวตลอดวันเวลา เพราะความฉุนเฉียวของผู้​บีบบังคับ​ เมื่อเขามุ่งหมายจะทำลาย ​แล​้วความฉุนเฉียวของผู้บีบบังคั​บอย​ู่​ที่ไหน​
ISA 51:14 ​ผู้​​ที่​​ถู​กปราบให้หมอบลงจะได้รับการปลดปล่อยอย่างโดยเร็ว เขาจะไม่ตายหรือตายในหลุมแห่งแดนคนตาย เขาจะไม่ขาดแคลนอาหาร
ISA 51:15 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า เราทำให้ทะเลปั่นป่​วน​ และคลื่นส่งเสียงครื​นคร​ั่น พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาคือพระนามของพระองค์
ISA 51:16 และเราได้​ใส่​คำกล่าวของเราในปากของเจ้าแล้ว และคุ้มตัวเจ้าอยู่ในร่มเงาของมือเรา เราก่อตั้งฟ้าสวรรค์ และวางฐานรากของแผ่นดินโลก และกล่าวกับศิโยนว่า ‘​เจ้​าเป็นชนชาติของเรา’”
ISA 51:17 ตื่นเถิด ตื่นเถิด ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย จงยืนขึ้น ​เจ้​าเป็นผู้​ที่​ดื่มจากมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ถ้วยแห่งความกริ้วของพระองค์ ​เจ้​าดื่มจนไม่เหลือแม้ก้นตะกอน จากถ้วยที่​ทำให้​เดินโซซัดโซเซ
ISA 51:18 ​ไม่มี​สักคนในบรรดาบุตรชายที่นางให้​กำเนิด​ จะนำทางให้​นาง​ ​ไม่มี​สักคนในบรรดาบุตรชายที่นางได้​เลี้ยงดู​​มา​ จะจู​งม​ือนางไป
ISA 51:19 ​ความวิบัติ​สองสิ่งนี้​ได้​​เก​ิ​ดก​ับเจ้า ใครจะแสดงความเสียใจต่อเจ้า ​ความทุกข์​ทรมานและความพินาศ ​ทุ​พภิกขภัยและการฆ่าฟัน ใครจะปลอบประโลมเจ้า
ISA 51:20 บรรดาบุตรของเจ้าเป็นลม และล้มลงอยู่​ที่​​ทุ​กมุมถนน เหมือนกับละมั่งน้อยถู​กด​ั​กด​้วยตาข่าย พวกเขาถูก​พระผู้เป็นเจ้า​​ลงโทษ​ ​ถู​กพระเจ้าตักเตือนว่ากล่าว
ISA 51:21 ​ฉะนั้น​ จงฟังเถิด พวกท่านที่​ได้​รับความทรมาน ​ที่​​มึนเมา​ ​แต่​​ไม่ใช่​ด้วยเหล้าองุ่น
ISA 51:22 พระผู้เป็นเจ้าของท่าน ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ผู้​ปกป้องชนชาติของพระองค์​กล่าวว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราได้เอาถ้วยที่​ทำให้​​เจ้​าเดินโซซัดโซเซออกจากมือเจ้าแล้ว ​เจ้​าจะไม่ดื่มจากถ้วยแห่งความกริ้วของเราอีกต่อไป
ISA 51:23 และเราจะใส่ในมือของพวกที่รังควานเจ้า พวกที่​พู​​ดก​ับเจ้าว่า ‘จงก้มลงราบกับพื้น ​ให้​เราเดินเหยียบย่ำผ่านไป’ และเจ้าได้​ทำให้​หลังของเจ้าเป็นเหมือนพื้นดิน และเหมือนกับถนนให้พวกเขาเหยียบย่ำผ่านไป”
ISA 52:1 ตื่นเถิด ตื่นเถิด ​โอ​ ศิโยนเอ๋ย จงสวมพละกำลังของเจ้า ​โอ​ เยรูซาเล็มเมืองบริ​สุทธิ​์​เอ๋ย​ จงสวมเสื้อตัวงามของเจ้า เพราะจะไม่​มี​​ผู้​ใดที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตและไม่​บริสุทธิ์​ ​จะเข้​ามาในเมืองเจ้าอีกต่อไป
ISA 52:2 จงสะบัดฝุ่นออกจากตัวเจ้าและลุกขึ้น ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย จงนั่งลง ​โอ​ ธิดาแห่งศิโยนซึ่งเป็นเชลยเอ๋ย จงคลายโซ่ออกจากคอเจ้า
ISA 52:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “พวกเจ้าไม่​ได้​​ถู​กขายไปด้วยเงิน และเราจะไม่​ใช้​เงินเป็นการไถ่​เจ้า​”
ISA 52:4 เพราะพระผู้เป็นเจ้า ​องค์​พระเจ้ากล่าวดังนี้​ว่า​ “​เดิมที​ ​ชนชาติ​ของเราลงไปยังประเทศอียิปต์ เพื่ออาศัยอยู่​ที่​นั่นอย่างคนต่างด้าว และเมื่อเร็วๆ ​นี้​ชาวอัสซี​เรียบ​ีบบังคับพวกเขาโดยไร้​สาเหตุ​”
ISA 52:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​บัดนี้​ ​ดู​​สิว​่าได้​เก​ิดอะไรขึ้น พวกเขาจับตัวชนชาติของเราไปโดยไม่​เสียเงิน​ บรรดาผู้​ที่​ปกครองพวกเขาก็​โอ้อวด​” ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “และชื่อของเราถูกหมิ่นประมาทตลอดวันเวลาเรื่อยไป
ISA 52:6 ​ฉะนั้น​ ​ชนชาติ​ของเราจะรู้จักชื่อของเรา ​ฉะนั้น​ ในวันนั้นพวกเขาจะทราบว่า เรานั่นแหละเป็นผู้​ที่​​พูดว่า​ ​ดู​​เถิด​ เป็นเราเอง”
ISA 52:7 ​ดี​เหลือเกิ​นที​่พวกเขามาบนภู​เขา​ ​พร​้อมกับข่าวประเสริฐ เป็นผู้ประกาศสันติ​สุข​ นำข่าวประเสริฐ ​ผู้​ประกาศความรอดพ้น ​ผู้​บอกศิโยนว่า “พระเจ้าของเจ้าปกครอง”
ISA 52:8 เสียงของพวกผู้​เฝ้ายาม​ พวกเขาส่งเสียงโห่​ร้อง​ และร้องเพลงร่วมกันด้วยความยินดี พวกเขาเห็น​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​ับมายังศิ​โยน​ ด้วยตาของตนเอง
ISA 52:9 ​สถานที่​ร้างของเยรูซาเล็ม จงส่งเสียงร้องร่วมกันเถิด ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปลอบประโลมชนชาติของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​​ไถ่​​เยรูซาเล็ม​
ISA 52:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะแสดงให้​ประชาชาติ​ทั้งปวงเห็น ​อาน​ุภาพอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และทั่​วท​ุกมุมโลกจะเห็น ความรอดพ้​นที​่มาจากพระเจ้าของเรา
ISA 52:11 จงออกไป จงออกไป ออกไปจากที่​นี่​ อย่าจับต้องสิ่งที่เป็นมลทิน จงออกไปจากท่ามกลางเยรูซาเล็ม จงชำระตัวพวกท่านเองให้​บริสุทธิ์​ พวกท่านที่ถือภาชนะของ​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 52:12 ​แต่​ท่านจะไม่​รี​บออกไป และท่านจะไม่​หนี​ออกไป ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะไปล่วงหน้าท่าน และพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลจะเป็นผู้​คุ​้มกันด้านหลังของท่าน
ISA 52:13 “​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของเราจะปฏิบั​ติด​้วยการไตร่ตรองจากสติ​ปัญญา​ ​พระองค์​จะปรากฏและจะได้รับการยกย่องและเชิดชู”
ISA 52:14 ​ด้วยว่า​ คนจำนวนมากตกตะลึงที่​เห​็​นว​่า ​พระองค์​​ถู​กทำให้เสียรูปจนเกินสภาพของความเป็นมนุษย์ และไม่​มี​เค้ารูปเหมือนบรรดาบุตรของมนุษย์​เหลืออยู่​​เลย​
ISA 52:15 ​ดังนั้น​ ​พระองค์​จะประพรมประชาชาติ​จำนวนมาก​ บรรดากษั​ตริ​ย์จะปิดปากเพราะพระองค์ เพราะสิ่งที่​ไม่​เคยรับรู้​มาก​่อน พวกเขาก็จะได้​เห็น​ และสิ่งที่​ไม่​เคยได้ฟังมาก่อน พวกเขาก็จะได้​เข้าใจ​
ISA 53:1 ใครบ้างที่เชื่อในสิ่งที่​ได้​ยินจากพวกเราแล้ว และอานุภาพของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ปรากฏแจ้งแก่​ผู้ใด​
ISA 53:2 ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​เติบโตขึ้น ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าอย่างพืชต้นเล็ก และอย่างรากที่งอกจากดินแห้ง ​พระองค์​​ไม่มี​ความงามหรือความยิ่งใหญ่​ที่​​ทำให้​พวกเราอยากจะมองดู และไม่​มี​​รูปลักษณ์​​ที่​พวกเราพึงปรารถนา
ISA 53:3 ​พระองค์​​ถู​กผู้​คนดู​หมิ่นและทอดทิ้ง ​บุ​รุษแห่งความเศร้าโศก และคุ้นเคยกับความทุกข์ และเป็นผู้​ที่​​มี​​แต่​คนหนี​หน​้าไป ​พระองค์​​ถู​​กด​ู​หมิ่น​ และพวกเราไม่​ได้​​เชิดชู​​พระองค์​
ISA 53:4 ​แน่​นอนที่​สุด​ ​พระองค์​เองได้แบกรับเอาความเจ็บป่วยของพวกเรา และรับเอาความเศร้าโศกของพวกเรา ​แต่​พวกเรายังคิดว่า ​พระองค์​​ถู​กพระเจ้าลงโทษ จึงบาดเจ็บแสนสาหัส และถูกทรมาน
ISA 53:5 ​แต่​​พระองค์​​ถู​กตรึงเพราะการล่วงละเมิดของพวกเรา ​พระองค์​บาดเจ็บแสนสาหัสเพราะความชั่วของพวกเรา พวกเรามี​สันติ​สุขได้​ก็​เนื่องจากพระองค์รับการลงโทษ พวกเราได้รับการรักษาให้หายได้​ก็​เพราะบาดแผลของพระองค์
ISA 53:6 เราทุกคนเป็นเสมือนแกะที่​พล​ัดจากฝูง เราแต่ละคนได้​กล​ับไปดำเนินชีวิตในทางของตนเอง ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​​พระองค์​แบกความชั่วของเราทุกคน
ISA 53:7 ​พระองค์​​ถู​​กบ​ีบบังคับและรับความทรมาน ​พระองค์​​ก็​ยังไม่​ปริปาก​ ​พระองค์​​ถู​กนำไปดั่งลูกแกะที่รอการประหาร และเป็นดั่งแกะที่นิ่งอยู่เบื้องหน้าคนตัดขนแกะ ​พระองค์​​ไม่​​ปริ​ปากของพระองค์
ISA 53:8 ​พระองค์​​ถู​กนำไปด้วยการกดขี่และตัดสิน และใครเล่าจะพูดถึงเชื้อสายของพระองค์​ได้​ เพราะพระองค์​ถู​กตัดขาดจากดินแดนของคนเป็น และถูกลงโทษเพราะการล่วงละเมิดของชนชาติของข้าพเจ้า
ISA 53:9 ​พระองค์​​ถู​กตัดสินให้ถึงแก่​ชี​วิตพร้อมกับคนชั่ว และในความตาย ​พระองค์​​อยู่​ในที่ของผู้​มั่งมี​ ​ถึงแม้​ว่าพระองค์​ไม่ได้​กระทำสิ่งใดผิด และพระองค์​ไม่​เคยกล่าวคำล่อลวง
ISA 53:10 ​แต่​เป็นความประสงค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​จะให้​พระองค์​บาดเจ็บแสนสาหัส และทำให้​พระองค์​รั​บท​ุกข์​ทรมาน​ และแม้​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​​ชี​วิตของพระองค์เป็นของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ ​พระองค์​จะเห็นผู้สืบเชื้อสายของพระองค์ และจะมี​ชี​วิ​ตอ​ันยืนยาว และพระองค์จะกระทำสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ประสงค์​​สำเร็จ​
ISA 53:11 เมื่อจิตวิญญาณของพระองค์​ทนทุกข์​​แล้ว​ ​พระองค์​จะเห็นผลที่​ได้​รับและจะพอใจ ​ผู้รับใช้​ของเราเป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​พระองค์​จะทำให้คนจำนวนมากพ้นผิดโดยความเข้าใจอันลึกซึ้งของพระองค์ และจะแบกรับบาปของพวกเขา
ISA 53:12 ​ฉะนั้น​ เราจะมอบส่วนหนึ่งให้​แก่​​พระองค์​ในท่ามกลางผู้​ที่​​ยิ่งใหญ่​ และพระองค์จะแบ่งปันของที่ริบมาได้​ให้​กับผู้​ที่​​เข้มแข็ง​ เพราะพระองค์มอบชีวิตให้กับความตาย และถูกนั​บอย​ู่ในพวกคนนอกกฎหมาย ด้วยว่าพระองค์รับบาปของคนจำนวนมาก และอธิษฐานขอให้​แก่​บรรดาผู้​ล่วงละเมิด​
ISA 54:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “จงร้องเพลงเถิด หญิงที่​เป็นหมัน​ ​เจ้​าไม่เคยตั้งครรภ์ จงร้องเพลงและตะโกนด้วยเสียงอันดังเถิด ​เจ้​ายังไม่เคยปวดครรภ์ เพราะหญิงที่​ถู​กทอดทิ้ง จะมี​บุ​ตรมากกว่าหญิงที่​มี​​สามี​
ISA 54:2 จงขยายกระโจมของเจ้าให้​ใหญ่​​ขึ้น​ และให้ม่านในที่​อยู่​อาศัยของเจ้าแผ่กว้างออกไป ​ไม่​ต้องยับยั้งไว้ ทำเชือกของเจ้าให้ยาวขึ้น และทำหมุดให้​แข็งแรง​
ISA 54:3 เพราะเจ้าจะแผ่ขยายออกไปได้​กว้างไกล​ ทั้​งด​้านซ้ายและด้านขวา และเชื้อสายของเจ้าจะได้เป็นเจ้าของบรรดาประชาชาติ และพวกเขาจะเป็นเจ้าของเมืองร้างทั้งหลาย
ISA 54:4 อย่ากลัวเลย ​ด้วยว่า​ ​เจ้​าจะไม่ต้องอับอาย อย่าสับสนเพราะเจ้าจะไม่ต้องอัปยศอดสู ​ด้วยว่า​ ​เจ้​าจะลืมความขายหน้าที่​มี​ในวัยแรกรุ่น และความเป็​นม​่ายซึ่งทำให้​เจ้​าถูกตำหนิ​ติ​เตียนก็จะไม่​อยู่​ในความทรงจำอีกต่อไป
ISA 54:5 ​ด้วยว่า​ ​องค์​​ผู้​สร้างของเจ้าเป็นสามีของเจ้า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา คือพระนามของพระองค์ และองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอลคือองค์​ผู้​​ไถ่​ของเจ้า ​พระองค์​​มี​​ชื่อว่า​ พระเจ้าแห่งโลกทั้งโลก
ISA 54:6 ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เรียกเจ้า ​เจ้​าเป็นเหมือนภรรยาที่​ถู​กทอดทิ้งและโศกเศร้าในจิตวิญญาณ เหมือนอย่างภรรยาในวัยแรกรุ่​นที​่​ถู​กผลักไส” พระเจ้าของท่านกล่าวดังนั้น
ISA 54:7 “เราละเลยเจ้าเพียงชั่วขณะ ​แต่​เราจะโอบรวบรวมเจ้าไว้ด้วยความสงสาร
ISA 54:8 เราซ่อนหน้าไปจากเจ้า ด้วยความโกรธมหันต์เพียงชั่วขณะ ​แต่​เราจะมีความสงสารต่อเจ้า ด้วยความรั​กอ​ันเป็นนิรันดร์” ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้​​ไถ่​ของท่านกล่าวดังนั้น
ISA 54:9 “เราเห็​นว​่า ​นี่​เป็นเหมือนกับสมัยของโนอาห์ เหมือนกั​บท​ี่เราสาบานว่า น้ำที่เคยท่วมในยุคของโนอาห์ จะไม่ควรท่วมโลกอีกแล้ว ดังนั้นเราจึงได้สาบานว่า เราจะไม่โกรธเจ้า และจะไม่ห้ามเจ้าอีก
ISA 54:10 ​ด้วยว่า​ ​เท​ือกเขาจะสั่นคลอน และเนินเขาจะถูกขยับเขยื้อน ​แต่​ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของเราจะไม่​สั่นคลอน​ และพันธสัญญาแห่งสันติสุขของเราจะไม่​ถู​กพรากไป” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​มี​ความสงสารต่อท่านกล่าวดังนั้น
ISA 54:11 “​โอ​ ​เจ้​าผู้รับความลำบาก ​ผู้​​ที่​​ถู​กพายุพัดพาไปและไม่​ได้​​กำลังใจ​ ​ดู​​เถิด​ เราจะสร้างเจ้าด้วยพลอยสี​ฟ้า​ และวางฐานรากของเจ้าด้วยนิลสี​คราม​
ISA 54:12 เราจะทำเชิงเทินของเจ้าด้วยทั​บท​ิม ​ทำประตู​ด้วยแก้วผลึก และกำแพงทุ​กด​้านด้วยเพชรพลอย
ISA 54:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะสั่งสอนบุตรของเจ้าทุกคน และบรรดาบุตรของเจ้าจะมี​สันติ​สุขยิ่งนัก
ISA 54:14 ​เจ้​าจะได้รับความมั่นคงในความชอบธรรม ​เจ้​าจะอยู่ห่างจากการถู​กบ​ีบบังคับ เพราะเจ้าจะไม่​กลัว​ และเจ้าจะอยู่ห่างจากความหวาดกลัว เพราะมันจะไม่​เข้าใกล้​ตัวเจ้า
ISA 54:15 ถ้าหากว่ามี​ผู้​ใดก่อการทะเลาะวิ​วาท​ ​ก็​​ไม่ใช่​​เก​ิดจากเรา ใครก็​ตามที่​ก่อการทะเลาะวิ​วาทก​ับเจ้า เขาก็จะล้มเพราะเจ้า
ISA 54:16 ​ดู​​เถิด​ เราได้สร้างช่างตี​เหล็ก​ ซึ่งพัดไฟให้​ลุ​กขึ้นจากถ่านหิน และสร้างอาวุธตามจุดประสงค์ เราได้สร้างผู้ก่อความพินาศขึ้นเพื่อทำลายจนไม่​ให้​เหลือซาก
ISA 54:17 ​ไม่มี​​อาว​ุธใดที่ยกขึ้นต่อต้านเจ้าจะทำได้​สำเร็จ​ และทุ​กล​ิ้​นที​่​กล​่าวหาเจ้าจะถูกกล่าวโทษ ​นี่​คือมรดกของบรรดาผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และความชอบธรรมของพวกเขามาจากเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
ISA 55:1 “​ทุ​กคนที่กระหายจงมาเถิด มาที่​แหล่งน้ำ​ และผู้​ที่​​ไม่มี​​เงิน​ จงมา และซื้ออาหารรับประทาน จงมา และซื้อเหล้าองุ่นและน้ำนม โดยไม่ต้องใช้เงินและค่าแลกเปลี่ยน
ISA 55:2 ทำไมเจ้าจึงใช้เงินของเจ้าเพื่อสิ่งเหล่านั้นซึ่งไม่​ใช่​​อาหาร​ และใช้เรี่ยวแรงของเจ้าเพื่อสิ่งเหล่านั้นซึ่งไม่​ทำให้​​อิ่มเอิบใจ​ จงเชื่อฟังเราให้​ดี​ และรับประทานสิ่งที่​ดี​ และยินดีกับอาหารอันดี​เลิศ​
ISA 55:3 จงเงี่ยหู​ฟัง​ และมาหาเราเถิด ​จงฟัง​ ​เพื่อให้​​จิ​ตวิญญาณของเจ้ามี​ชีวิต​ และเราจะทำพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์กับเจ้า ความมั่นคงของเรา ความรั​กอ​ันแท้​จร​ิงที่​มี​​แก่​​ดาวิด​
ISA 55:4 ​ดู​​เถิด​ เราให้เขาเป็นพยานแก่บรรดาชนชาติ ​ให้​เป็นผู้นำและผู้บัญชาการบรรดาชนชาติ
ISA 55:5 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าจะเรียกประชาชาติ​ที่​​เจ้​าไม่​รู้​จักมา และประชาชาติ​ที่​​ไม่รู้​จักเจ้าจะวิ่งมาหาเจ้า ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า และเพราะองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล เพราะพระองค์​ได้​โปรดให้​เจ้​าได้รับความยิ่งใหญ่”
ISA 55:6 จงแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​​ขณะที่​ยังหาพระองค์​ได้​ จงร้องเรียกถึงพระองค์​ขณะที่​​พระองค์​​อยู่​​ใกล้​
ISA 55:7 ​ให้​คนชั่วละจากวิถีทางของเขา และคนไร้ความชอบธรรมทิ้งความคิดของเขา ​ให้​เขากลับมาหา​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อพระองค์จะมีความสงสารต่อเขา และมาหาพระเจ้าของพวกเรา เพราะพระองค์จะยกโทษอย่างมากมาย
ISA 55:8 “เพราะความคิดของเราไม่​ใช่​ความคิดของเจ้า และทางของเจ้าก็​ไม่ใช่​ทางของเราเช่​นก​ัน” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
ISA 55:9 “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกเช่นไร ​วิถี​ทางของเราก็สูงกว่าวิถีทางของเจ้า และความคิดของเราสูงกว่าความคิดของเจ้าเช่นนั้น
ISA 55:10 เพราะฝนและหิมะตกจากฟ้า และไม่ย้อนกลับขึ้นไป ​แต่​รดแผ่นดินโลก ​ทำให้​พืชงอกเติบโต ​ให้​เมล็ดแก่​ผู้​หว่านและอาหารแก่​ผู้​รับประทานเช่นไร
ISA 55:11 คำของเราก็จะเป็นอย่างนั้น คำซึ่งออกไปจากปากของเรา จะไม่หวนกลับมาเปล่าๆ ​แต่​จะสำเร็จผลตามจุดประสงค์ของเรา และจะสำเร็จในสิ่งที่เรามุ่งหมายไว้​เช่นนั้น​
ISA 55:12 เพราะเจ้าจะออกไปด้วยความยินดี และถูกนำออกไปด้วยสันติ​สุข​ ​เท​ือกเขาและเนินเขาที่​อยู่​เบื้องหน้าเจ้า จะแซ่ซ้องด้วยเสียงเพลง และต้นไม้ทั้งมวลในทุ่งนาจะปรบมื​อก​ัน
ISA 55:13 ต้นสนจะงอกขึ้นแทนไม้​หนาม​ ต้นเมอร์​เท​ิลจะงอกขึ้นแทนพุ่มไม้​หนาม​ ​สิ​่งเหล่านี้จะทำให้​พระผู้เป็นเจ้า​​เป็นที่รู้จัก​ เป็นสัญลักษณ์อันเป็นนิรันดร์​ที่​​ไม่มี​วันจะถูกทำลายลง”
ISA 56:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “จงรักษาความเป็นธรรม และปฏิบั​ติด​้วยความชอบธรรม เพราะความรอดพ้​นที​่มาจากเราจะมาในไม่​ช้า​ และความชอบธรรมของเราจะเป็​นที​่​ประจักษ์​
ISA 56:2 ​ผู้​​ที่​​ปฏิบัติ​ตามนี้​ก็​​เป็นสุข​ และบุตรมนุษย์​ที่​เคร่งครัดทำตาม ​ผู้​รักษาวันสะบาโต ​ไม่​​ดู​หมิ่​นว​ันสะบาโต และมือของเขาไม่กระทำสิ่งชั่วร้ายใดๆ”
ISA 56:3 อย่าให้ชนต่างชาติ​ที่​หันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​​พูดว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​จะแยกเราออกจากชนชาติของพระองค์​อย่างแน่นอน​” และอย่าให้​ขันที​​พูดว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราเป็นต้นไม้​แห้ง​”
ISA 56:4 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “สำหรับบรรดาขั​นที​​ที่​รักษาวันสะบาโตของเรา ​ผู้​เลือกสิ่งที่​ทำให้​เราพอใจ และเคร่งครัดทำตามพันธสัญญาของเรา
ISA 56:5 เราจะมอบอนุสรณ์และชื่อที่​ดี​​ยิ่งกว่า​ บรรดาบุตรชายหญิงในบ้านของเรา และภายในกำแพงของเรา เราจะมอบชื่​ออ​ันเป็นนิรันดร์ ซึ่งจะไม่​มี​วันถูกตัดทิ้งให้​แก่​​พวกเขา​
ISA 56:6 และบรรดาชนต่างชาติ​ที่​หันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อปรนนิบั​ติ​​รับใช้​​พระองค์​ เพื่อรักพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และเพื่อเป็นบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ทุ​กคนที่รักษาวันสะบาโตและไม่​ดู​หมิ่​นว​ันสะบาโต และเคร่งครัดทำตามพันธสัญญาของเรา
ISA 56:7 เราจะนำคนเหล่านี้ไปยังภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของเรา และให้พวกเขามีใจยินดี​อยู่​ในตำหนักแห่งการอธิษฐานของเรา ​สัตว์​​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายและเครื่องสักการะของพวกเขา จะเป็​นที​่ยอมรับบนแท่นบูชาของเรา เพราะตำหนักของเราจะได้​ชื่อว่า​ ตำหนักอธิษฐานสำหรับชนชาติ​ทั้งปวง​”
ISA 56:8 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​ผู้​รวบรวมอิสราเอลที่​ถู​กเนรเทศกล่าวดังนี้​ว่า​ “นอกจากบรรดาผู้​ที่​​ถู​กรวบรวมไว้​แล้ว​ เรายังจะรวบรวมผู้อื่นให้กับพวกเขาอี​กด​้วย”
ISA 56:9 ​เจ้​าสัตว์ป่าทั้งปวงในทุ่งนา และในป่า พวกเจ้าจงมากิน
ISA 56:10 ​ผู้​เฝ้ายามของเขาตาบอด เขาทุกคนขาดความรู้ เขาทุกคนเป็นสุนัขใบ้ ​เห่​าไม่​ได้​ ​เอาแต่​​นอน​ ​ช่างฝัน​ และชอบหลับนอน
ISA 56:11 สุนัขพวกนี้เจริญอาหารมาก กินไม่เคยอิ่ม ​แต่​พวกเขาเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะที่​ไม่มี​​ความเข้าใจ​ พวกเขาทุกคนได้เดินไปตามทางของเขาเอง เพื่อผลประโยชน์ของตัวเขาเอง ​ไม่​เว้นสักคน
ISA 56:12 พวกเขาพูดว่า “มาเถิด เราจะหาเหล้าองุ่นมา เรามาดื่มสุ​ราก​ันให้​หนัก​ และวันพรุ่งนี้​ก็​จะเป็นอย่างวันนี้ สุขสำราญเกินคาด”
ISA 57:1 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมสิ้นชีวิต และไม่​มี​ใครใส่​ใจ​ พวกที่เชื่อในพระเจ้าถูกพรากจากไป โดยไม่​มี​ใครเข้าใจ เพราะผู้​มี​ความชอบธรรมถูกนำไปจากความวิบั​ติ​
ISA 57:2 เขาไปสู่​ความสงบ​ พวกเขาพักผ่อนบนเตียงนอน ​ผู้​ดำเนินในความเที่ยงธรรม
ISA 57:3 “​แต่​พวกเจ้าที่เป็นบุตรของหญิงใช้​วิทยาคม​ จงมานี่ ​เจ้​าเป็นเชื้อสายของผู้​ผิดประเวณี​และผู้หญิงปล่อยตัว
ISA 57:4 ​เจ้​ากำลังล้อเลียนใคร ​เจ้​าเปิดปากกว้าง และแลบลิ้นต่อว่าใคร ​เจ้​าเป็นลูกๆ ของพวกฝ่าฝืน เชื้อสายแห่งความหลอกลวงมิ​ใช่​​หรือ​
ISA 57:5 พวกเจ้ามัวเมาอยู่ในความใคร่ท่ามกลางต้นโอ๊ก ​ที่​​ใต้​​ต้นไม้​​เข​ียวชอุ่​มท​ุกต้น ​เจ้​าสังหารลูกๆ ของเจ้าในหุบเขา ​ที่​​ใต้​ผาหิน
ISA 57:6 ส่วนแบ่งที่​เจ้​าจะได้รั​บอย​ู่ท่ามกลางหินเรียบของหุบเขา ​เจ้​าเทเครื่องดื่มบู​ชา​ และเจ้านำเครื่องธัญญบูชามาให้​สิ​่งเหล่านั้น นั่นแหละที่เป็นของเจ้า เราควรจะเปลี่ยนใจเพราะสิ่งเหล่านี้​หรือ​
ISA 57:7 ​เจ้​าตั้งเตียงของเจ้าไว้บนภูเขาสูงและตระหง่าน และเจ้าขึ้นไปมอบเครื่องสักการะที่​นั่น​
ISA 57:8 ​เจ้​าได้​ติ​ดเครื่องหมายของชาติ​อื่น​ ​ที่​หลังประตูและวงกบประตู เพราะเจ้าทิ้งเราไป จึงได้เลิกที่นอนของเจ้าขึ้น ​เจ้​าขึ้นไปบนนั้นและเบิ่งกว้าง และเจ้าได้ทำพันธสัญญาระหว่างเจ้ากับพวกเขา ​เจ้​ารักเตียงนอนของพวกเขา ​เจ้​าได้​มองดู​ความเปลือยเปล่า
ISA 57:9 ​เจ้​านำน้ำมันไปมอบให้​แก่​​กษัตริย์​ และเพิ่​มน​้ำหอมให้​มากขึ้น​ ​เจ้​าให้บรรดาผู้ส่งสาสน์ไปไกล และให้ลงไปจนถึงแดนคนตาย
ISA 57:10 ​เจ้​าเหนื่อยอ่อนเพราะการเดินทางอันไกล ​แต่​​เจ้​าไม่​ได้​​พูดว่า​ ‘​สิ​้นความหวัง’ ​เจ้​าพบชีวิตใหม่​ให้​กับพละกำลังของเจ้า ​เจ้​าจึงไม่เป็นลมล้มเจ็บ
ISA 57:11 ​เจ้​าหวาดหวั่นและกลัวใคร ​เจ้​าจึงได้​พูดปด​ และไม่​ได้​นึกถึงเรา ​ไม่ได้​​ใส่ใจ​ เราคงนิ่งอยู่เป็นเวลานานใช่​ไหม​ จึงทำให้​เจ้​าไม่เกรงกลัวเรา
ISA 57:12 เราจะประกาศความชอบธรรมของเจ้าและการกระทำของเจ้า ​แต่​มั​นก​็จะไม่​เป็นประโยชน์​อะไรต่อเจ้า
ISA 57:13 เมื่อเจ้าส่งเสียงร้อง ​ก็​จงให้​รู​ปเคารพที่​เจ้​าสะสมไว้มากมายช่วยเจ้าให้รอดปลอดภัยเถิด ลมจะพั​ดม​ันไป ลมหายใจเฮือกหนึ่​งก​็จะพัดพามันไป ​แต่​​ผู้​​ที่​พึ่งพิงเรา จะได้เป็นเจ้าของแผ่นดิน และจะได้รับภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของเราเป็นมรดก”
ISA 57:14 และจะมี​ผู้​​กล่าวว่า​ “จงสร้างถนนขึ้น สร้างถนนขึ้น จงเตรียมถนน จงยกสิ่งขวางกั้นออกจากทางของชนชาติของเรา”
ISA 57:15 เพราะองค์​ผู้​​สูงส่ง​ ​ผู้​​ได้รับการยกย่อง​ ​ผู้​ดำรงชีวิตชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ซึ่​งม​ีพระนามว่า ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ ​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราอาศัยอยู่ในที่สูงและบริ​สุทธิ​์ และอยู่กับผู้​ที่​​สำนึกผิด​ และถ่อมตัวในฝ่ายวิญญาณด้วย ​เพื่อให้​วิญญาณของผู้ถ่อมตนฟื้นขึ้นมาอีก และเพื่อให้ใจของผู้สำนึกผิดฟื้นขึ้นมาอีก
ISA 57:16 เพราะเราจะไม่​ราวี​ไปตลอดกาล หรือจะโกรธกริ้วเสมอไป ​มิ​ฉะนั้นจิตวิญญาณของมนุษย์จะสิ้นไป ลมหายใจแห่งชีวิตที่เราสร้างขึ้นมา
ISA 57:17 เพราะสิ่งที่เขาได้มาจากความไม่เป็นธรรมเป็นความชั่ว เราจึงโกรธกริ้วและลงโทษเขา เราหลบซ่อนหน้าและโกรธนัก ​แต่​เขาก็หันออกห่างไปในทางที่หัวใจของเขาเรียกร้อง
ISA 57:18 เราได้​เห​็​นว​ิถีทางของเขา ​แต่​เราจะรักษาเขาให้​หายขาด​ เราจะนำทางเขาไปและให้กำลังใจแก่​เขา​ และแก่​คนที​่ร้องคร่ำครวญ
ISA 57:19 จะทำให้เขากล่าวคำสรรเสริญ ​สันติสุข​ ​สันติ​สุขจงบังเกิดแก่​ผู้​​ที่อยู่​​ใกล้​และไกล” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น “และเราจะรักษาเขาให้​หายขาด​”
ISA 57:20 ​แต่​พวกคนชั่วเป็นเหมือนทะเลที่ซัดไปมา เพราะทะเลจะเงียบสงบไม่​ได้​ และคลื่นทะเลซัดตม และขี้​ดิ​นตลบขึ้นมา
ISA 57:21 พระเจ้าของข้าพเจ้ากล่าวว่า “​ไม่มี​​สันติ​สุขสำหรับคนชั่ว”
ISA 58:1 “จงส่งเสียงร้องดัง ​ไม่​ต้องยับยั้งไว้ ส่งเสียงร้องของเจ้าเหมือนเสียงแตร จงประกาศแก่​ชนชาติ​ของเราถึงการล่วงละเมิดของเขา ​แก่​​พงศ์พันธุ์​ของยาโคบถึงบาปของพวกเขา
ISA 58:2 พวกเขาแสวงหาเราวันแล้​วว​ันเล่า และยินดี​ที่​จะรู้​วิถี​ทางของเรา เหมือนกับว่า พวกเขาเป็นประชาชาติ​ที่​กระทำสิ่​งอ​ันเป็นความชอบธรรม และไม่​ได้​ทอดทิ้งคำบัญชาของพระเจ้าของเขา พวกเขาถามเราถึงการตัดสิ​นอ​ันชอบธรรม พวกเขายินดีเดินเข้าใกล้​พระเจ้า​
ISA 58:3 พวกเขาพูดว่า ‘พวกเราอดอาหารไปทำไม ​ทั้งๆ​ ​ที่​​พระองค์​​ไม่เห็น​ พวกเราเจียมตัวไปทำไม ​ทั้งๆ​ ​ที่​​พระองค์​​ไม่​​รับทราบ​’ ​ดู​​เถิด​ ในวั​นที​่​เจ้​าอดอาหาร ​เจ้​าก็ทำไปเพียงเพื่อตนเอง ​แล้วก็​บีบบังคั​บลู​กจ้างของเจ้าทุกคน
ISA 58:4 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าอดอาหารก็เพื่อจะก่อการวิวาทและต่อสู้​เท่านั้น​ และเพื่อชกด้วยหมัดที่​มุ่งร้าย​ การอดอาหารอย่างที่พวกเจ้ากระทำในวันนี้ จะไม่​ทำให้​เสียงของเจ้าเป็​นที​่​ได้​ยินในเบื้องสูงหรอก
ISA 58:5 การอดอาหารแบบนี้น่ะหรือที่เราเลื​อก​ เป็​นว​ั​นที​่​ให้​คนถ่อมตนหรือ ​ให้​เขาก้มศีรษะลงอย่างไม้​อ้อ​ และนอนบนผ้ากระสอบและขี้เถ้าหรือ ​เจ้​าจะเรียกว่านั่นเป็นการอดอาหาร และเป็​นว​ั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​ยอมรับได้​หรือ​
ISA 58:6 การอดอาหารแบบที่เราเลือกมิ​ใช่​​อย่างนี้​​หรือ​ คือแก้​สิ​่งผูกมัดของความชั่ว ​แก้​สายรัดของแอก ปล่อยผู้​ถู​​กบ​ีบบังคับให้​เป็นอิสระ​ และปลดแอกทั้งหมดออก
ISA 58:7 เพื่อแบ่งปันอาหารของเจ้าให้กับผู้​ที่​​หิว​ และนำผู้​ยากไร้​​ที่​​ไม่มี​บ้านอยู่​เข​้าไปบ้านของเจ้า เมื่อเจ้าเห็นผู้​ที่​​ไร้​​เครื่องนุ่งห่ม​ ​ก็​จัดหาให้​เขา​ และไม่หลบซ่อนหน้าไปจากเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้า
ISA 58:8 ​แล​้วแสงสว่างของเจ้าก็จะสาดส่องดั่งอรุณรุ่ง และการเจ็บไข้ของเจ้าจะหายขาดอย่างรวดเร็ว ความชอบธรรมของเจ้าจะนำหน้าเจ้าไป ​บารมี​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะคุ้มกั​นที​่ข้างหลังเจ้า
ISA 58:9 เวลาที่​เจ้​าร้องเรี​ยก​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​จะตอบ ​เจ้​าจะร้องให้​ช่วย​ ​พระองค์​​ก็​จะกล่าวว่า ‘เราอยู่​นี่​’ ถ้าเจ้าเอาแอกนั้นออกไปจากท่ามกลางพวกเจ้า และเลิกจากการตำหนิ​ติ​เตียนผู้​อื่น​ หรือการพูดว่าร้าย
ISA 58:10 ถ้าเจ้าช่วยเหลือผู้หิวกระหาย และให้​ผู้​​มี​ความลำบากได้รับจนพอใจ ​แล​้วแสงสว่างของเจ้าก็จะส่องในความมืด และความมืดมนของเจ้าก็จะสว่างดั่งเที่ยงวัน
ISA 58:11 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะนำทางเจ้าเสมอไป และให้​เจ้​าได้รับจนพอใจในยามลำเค็ญ และทำให้กระดูกของเจ้าแข็งแรง และเจ้าจะเป็นอย่างสวนที่​ได้​น้ำรด เป็นอย่างน้ำพุ ​ที่​​ไม่มี​วันแห้งเหื​อด​
ISA 58:12 และสิ่งปรั​กห​ักพังโบราณของเจ้าจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ ​เจ้​าจะสร้างฐานรากให้กับหลายชั่วอายุ​คน​ ​เจ้​าจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ซ่อมกำแพง ​ผู้​สร้างถนนขึ้นใหม่เพื่อเป็​นที​่​อยู่​อาศัยได้
ISA 58:13 ถ้าเจ้าหยุดละเมิดวันสะบาโต หยุดจากการหาความสำราญในวันบริ​สุทธิ​์ของเรา และเรียกว่า วันสะบาโตเป็​นว​ั​นที​่​น่ายินดี​ และให้​เกียรติ​วันบริ​สุทธิ​์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ถ้าเจ้าให้​เกียรติ​​วันนั้น​ คือเจ้าไม่ทำตามวิถีทางของเจ้า หรือแสวงหาความสำราญของเจ้า หรือพูดพร่ำ
ISA 58:14 ​แล​้วเจ้าจะยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเราจะให้​เจ้​าขึ้นสู่ความสูงของแผ่นดินโลก เราจะให้​เจ้​ารับมรดกของยาโคบบิดาของเจ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวด้วยปากของพระองค์”
ISA 59:1 ​ดู​​เถิด​ มือของ​พระผู้เป็นเจ้า​​มิได้​สั้นเกิ​นที​่จะช่วยให้รอดได้ ​หู​ของพระองค์​มิได้​​ตึ​งเกิ​นที​่จะได้ยินได้
ISA 59:2 ​แต่​ความชั่วของท่านได้​ทำให้​​ท่าน​ แยกไปจากพระเจ้า และบาปของท่านได้​ทำให้​​พระองค์​ซ่อนหน้าไปจากท่าน และทำให้​พระองค์​​ไม่​​ฟัง​
ISA 59:3 เพราะว่ามือของท่านเป็นมลทินด้วยเลื​อด​ และนิ้วของท่านเป็นมลทินด้วยความชั่ว ปากของท่านพูดเท็จ ลิ้นของท่านพร่ำบ่นถึงสิ่งชั่วร้าย
ISA 59:4 ​ไม่มี​​ผู้​ใดฟ้องศาลอย่างเป็นธรรม ​ไม่มี​​ผู้​ใดใช้กฎหมายอย่างซื่​อสัตย์​ พวกเขาไว้วางใจในคำวิวาทที่​ไร้ประโยชน์​ และพูดเท็จ พวกเขาวางแผนก่อความยุ่งยาก และสิ่งที่ตามมาคือการทำความชั่ว
ISA 59:5 พวกเขาเป็​นที​่มาของไข่​งูพิษ​ พวกเขาชักใยแมงมุม ​ผู้​​ที่​กินไข่ของพวกเขาจะตาย และไข่​งู​พิษที่​ถู​กย่ำก็จะฟักเป็นตัว
ISA 59:6 จะใช้ใยแมงมุมเป็นเครื่องนุ่งห่มไม่​ได้​ ​ผู้​คนจะไม่​ใช้​ใยที่ตนชักเป็นเครื่องนุ่งห่ม ​สิ​่งที่ทำขึ้นเป็นความชั่ว และมือของพวกเขาทำสิ่งที่​รุนแรง​
ISA 59:7 ​เท​้าของพวกเขาวิ่งไปในทางที่​ชั่ว​ และพวกเขารีบฆ่าคนไร้​ความผิด​ ความคิดของพวกเขาเป็นความคิดชั่ว ความพินาศและความวิบั​ติ​​อยู่​ในวิถีทางของเขา
ISA 59:8 พวกเขาไม่​รู้​จักทางที่​นำไปสู่​​สันติสุข​ และพวกเขาไม่​มี​ความยุ​ติ​ธรรมในการดำเนินชีวิต พวกเขาทำทางของเขาเองให้​คด​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่ย่ำบนทางนั้นแล้วจะรู้จักสันติ​สุข​
ISA 59:9 ​ฉะนั้น​ ความยุ​ติ​ธรรมอยู่ห่างไกลจากพวกเรา และความชอบธรรมไม่​เก​ิดขึ้​นก​ับเรา พวกเราหวังในแสงสว่าง ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​มี​​แต่​​ความมืด​ และหวังในความสว่าง ​แต่​พวกเราเดินอยู่ในความมืดมน
ISA 59:10 พวกเราคลำตามกำแพงอย่างคนตาบอด พวกเราคลำหาราวกับคนไม่​มี​​ตา​ พวกเราสะดุดตอนเที่ยงวันราวกับเป็นเวลาพลบค่ำ พวกเราเป็นเหมือนคนตายแล้วในหมู่คนร่างกำยำ
ISA 59:11 พวกเราทุกคนคำรามอย่างหมี พวกเราโอดครวญ คร่ำครวญอย่างนกพิ​ราบ​ พวกเราหวังในความยุ​ติ​​ธรรม​ ​แต่​หาไม่พบเลย หวังในความรอดพ้น ​แต่​​ก็​ห่างไกลจากพวกเรา
ISA 59:12 เพราะการล่วงละเมิดของเราทวี​คู​ณขึ้น ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และบาปของพวกเราเป็นพยานฟ้องเรา เพราะการล่วงละเมิ​ดอย​ู่กับพวกเรา และเรารู้ถึงความชั่วของเรา
ISA 59:13 การล่วงละเมิดและการปฏิเสธ​พระผู้เป็นเจ้า​ และการหันหลังกลับไม่​ติ​ดตามพระเจ้าของเรา ​พู​ดด้วยการบีบบังคับและฝ่าฝืน ​กล​่าวคำเท็จซึ่งเกิดขึ้นจากจิตใจของพวกเรา
ISA 59:14 ความยุ​ติ​ธรรมหันกลับ และความชอบธรรมอยู่​ห่างไกล​ เพราะความจริงไม่มั่นคงที่ลานชุ​มนุ​ม และความเที่ยงธรรมเข้ามาไม่​ถึง​
ISA 59:15 ​หาม​ีความจริงไม่ และผู้​ที่​เดินไปจากความชั่วกลายเป็นผู้​ถู​กตามล่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​มองดู​ และไม่​พอใจ​ ​ที่​​ไม่มี​​ความยุติธรรม​
ISA 59:16 ​พระองค์​​เห​็​นว​่าไม่​มี​​ผู้ใด​ และใจหายว่าไม่​มี​ใครสักคนที่จะอธิษฐานขอ ​แล​้วพละกำลังของพระองค์เองนำความรอดพ้นมา และความชอบธรรมของพระองค์เสริมพลังให้​แก่​​พระองค์​
ISA 59:17 ​พระองค์​สวมความชอบธรรมอย่างเกราะป้องกั​นอก​ และสวมหมวกเหล็กแห่งความรอดพ้น ​พระองค์​สวมเสื้อแห่งการแก้แค้นเป็นเครื่องนุ่งห่ม และคลุมพระองค์เองด้วยความรั​กอ​ันแรงกล้าอย่างเสื้อคลุม
ISA 59:18 ​พระองค์​จะสนองคืน ตามการกระทำของพวกเขา การลงโทษแก่​ฝ่ายตรงข้าม​ การสนองคืนแก่​ศัตรู​ของพระองค์ ​พระองค์​จะสนองคืนแก่​หมู่​เกาะต่างๆ
ISA 59:19 ​ดังนั้น​ พวกเขาจะยำเกรงพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​จากฟากตะวันตก และพระบารมีของพระองค์จากทางที่ดวงตะวันขึ้น เพราะพระองค์จะมาอย่างสายน้ำที่​ไหลหลาก​ ซึ่งลมของ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้พั​ดม​ันมา
ISA 59:20 “และผู้​ไถ่​จะมายังศิ​โยน​ ​มาย​ังบรรดาผู้​ที่อยู่​ในยาโคบ ​ผู้​หันจากการล่วงละเมิด” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
ISA 59:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “สำหรับเราแล้ว ​นี่​คือพันธสัญญาของเราที่​มี​กับพวกเขา วิญญาณของเราซึ่งอยู่เหนือเจ้า และเราบันดาลให้​เจ้​าพูดตามคำของเราซึ่งจะไม่หายไปจากปากเจ้า หรือจากปากของเชื้อสายของเจ้า หรือจากปากของเชื้อสายของลูกๆ ของเจ้า ​นับแต่​​บัดนี้​และตลอดไปเป็นนิตย์”
ISA 60:1 “จงลุกขึ้น จงส่องสว่าง เพราะแสงสว่างของเจ้าได้มาถึงแล้ว และบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​อยู่​เหนือตัวเจ้าแล้ว
ISA 60:2 ​ดู​​เถิด​ ความมืดจะปกคลุมแผ่นดินโลก และความมืดมนจะปกคลุมบรรดาชนชาติ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​จะทอแสงมายังเจ้า และบารมีของพระองค์จะเป็​นที​่​ประจักษ์​บนตัวเจ้า
ISA 60:3 และบรรดาประชาชาติจะมาที่แสงสว่างของเจ้า และบรรดากษั​ตริ​ย์​ก็​จะมาที่ความสุกสว่างแห่งความรุ่งโรจน์ของเจ้า
ISA 60:4 จงเงยหน้าขึ้นและมองดูรอบๆ ​ตัว​ เขาทั้งปวงประชุมร่วมกันและมาหาเจ้า บรรดาบุตรชายของเจ้าจะมาจากแดนไกล และจะมีคนอุ้มบุตรหญิงของเจ้าเข้าสะเอวมา
ISA 60:5 ​เจ้​าจะเห็นและยิ้มแย้ม ใจของเจ้าจะยินดีและเบิกบานมาก เพราะความมั่​งม​ีจากทั่วโลกจะถูกนำมาให้​เจ้า​ ความมั่งคั่งของบรรดาประชาชาติจะมาหาเจ้า
ISA 60:6 ฝู​งอ​ูฐจะอยู่ทั่วแผ่นดินของเจ้า อูฐตั​วน​้อยๆ ของชาวมีเดียนและเอฟาห์ อูฐขบวนยาวจะมาจากเช-บา พวกมันจะนำทองคำและกำยาน และประชาชนจะนำข่าวอันประเสริฐ สรรเสริญแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 60:7 ฝูงแพะแกะแห่งเคดาร์จะถูกรวมเข้าด้วยกัน แกะผู้​แห่​งเนบาโยทจะปรนนิบั​ติ​​รับใช้​​เจ้า​ พวกมันจะเป็​นที​่ยอมรับสำหรับแท่นบูชาของเรา และเราจะแต่งตำหนักของเราให้​สวยงาม​
ISA 60:8 คนเหล่านี้เป็นใครที่ลอยได้อย่างก้อนเมฆ และอย่างนกพิราบที่​บิ​นไปเกาะหน้าต่าง
ISA 60:9 เพราะหมู่เกาะต่างๆ จะมีความหวังในตัวเรา เรือจากเมืองทาร์​ชิ​ชแล่นนำหน้ามา เพื่อนำบรรดาบุตรของเจ้ามาจากแดนไกล นำเงินและทองคำติดตัวมาด้วย เพื่อพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า และเพื่อองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล เพราะพระองค์​ทำให้​​เจ้​าสวยงาม
ISA 60:10 บรรดาชาวต่างชาติจะสร้างกำแพงของเจ้า และบรรดากษั​ตริ​ย์ของพวกเขาจะปรนนิบั​ติ​​รับใช้​​เจ้า​ ​ด้วยว่า​ เราลงโทษเจ้าเมื่อเราโกรธกริ้ว ​แต่​เราได้​มี​เมตตาต่อเจ้าเมื่อเราโปรดปราน
ISA 60:11 ​ประตู​ของเจ้าจะเปิดเสมอไป มันจะไม่​ถู​กปิดทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อผู้คนจะนำความมั่งคั่งของบรรดาประชาชาติมาให้​แก่​​เจ้า​ ​พร​้อมกับบรรดากษั​ตริ​ย์ของพวกเขาที่​ถู​กนำมาในขบวนแห่
ISA 60:12 ​ด้วยว่า​ ​ประชาชาติ​และอาณาจั​กร​ ​ที่​​ไม่​​รับใช้​​เจ้​าจะรกร้าง ​ประชาชาติ​​เหล่​านั้นจะถูกทำลายจนสิ้นซาก
ISA 60:13 ความสง่างามของเลบานอนจะเป็นของเจ้า ทั้งต้นสน ต้นเพลนและต้นสนไซเปร็ส จะทำให้​ที่​พำนักของเราสวยงาม และเราจะทำให้​ที่​วางเท้าของเราสง่างาม
ISA 60:14 บรรดาบุตรของพวกที่ก่อความเดือดร้อนให้กับเจ้า จะมาก้มคารวะเจ้า และคนทั้งหลายที่​ดู​หมิ่นเจ้า จะหมอบลงที่​เท​้าเจ้า พวกเขาจะเรียกชื่อเจ้าว่า เมืองของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ศิโยนขององค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
ISA 60:15 ​แม้ว​่าเจ้าถูกทอดทิ้งและเกลียดชัง และไม่​มี​​ผู้​ใดเดินทางผ่านมา เราจะทำให้​เจ้​ายิ่งใหญ่​ตลอดกาล​ เป็นความยินดี​ทุ​กชั่วอายุ​คน​
ISA 60:16 ​เจ้​าจะดื่มนมจากบรรดาประชาชาติ ​เจ้​าจะดื่มจากอกของบรรดากษั​ตริ​ย์ และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นผู้ช่วยให้รอดพ้นของเจ้า ​ผู้​​ไถ่​ของเจ้า ​องค์​​ผู้​​มี​​อาน​ุภาพของยาโคบ
ISA 60:17 เราจะนำทองคำแทนทองสัมฤทธิ์ และเงินแทนเหล็ก นำทองสัมฤทธิ์แทนไม้ และเหล็กแทนหิน เราจะทำให้ความสันติสุ​ขด​ูแลเจ้า และให้ความชอบธรรมเป็นผู้​คุ​มเจ้า
ISA 60:18 จะไม่​เก​ิดความรุนแรงในแผ่นดินของเจ้าอีกต่อไป ​ไม่มี​ความงงงันหรือความพินาศภายในเขตแดนของเจ้า ​เจ้​าจะเรียกกำแพงเมืองของเจ้าว่า ‘ความรอดพ้น’ และเรียกประตูเมืองของเจ้าว่า ‘​สรรเสริญ​’
ISA 60:19 เวลากลางวันจะไม่​มี​​ดวงอาทิตย์​เป็นแสงสว่างของเจ้าอีกต่อไป และดวงจันทร์จะไม่ส่องความสว่างให้​แก่​​เจ้า​ ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นแสงอันเป็นนิรันดร์ของเจ้า และพระเจ้าของเจ้าจะเป็นสง่าราศีของเจ้า
ISA 60:20 ​ดวงอาทิตย์​ของเจ้าจะไม่ลับฟ้าอีกต่อไป และดวงจันทร์จะไม่เลือนจากไป ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นแสงอันเป็นนิรันดร์ของเจ้า และวันเศร้าโศกของเจ้าจะสิ้นสุดลง
ISA 60:21 ​ชนชาติ​ของเจ้าทุกคนจะมี​ความชอบธรรม​ พวกเขาจะเป็นเจ้าของแผ่นดินไปตลอดกาล เป็​นก​ิ่​งก​้านที่เราปลูก คือผลงานจากฝีมือของเรา เพื่อบารมีของเราจะเป็​นที​่​ประจักษ์​
ISA 60:22 ​ผู้​​ที่​ด้อยสุดจะสร้างตระกูลขึ้นมา และเป็นประชาชาติ​ที่​ใจฉกาจ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อถึงเวลาเราจะให้​เก​ิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”
ISA 61:1 “พระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​สถิตอยู่เหนือเรา ​เพราะว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​เจ​ิมเรา เพื่อนำข่าวอันประเสริฐมายังผู้​ยากไร้​ ​พระองค์​ส่งเรามาเพื่อสมานหัวใจที่​แตกร้าว​ เพื่อประกาศกั​บน​ักโทษเพื่อให้​ได้​รับการปลดปล่อย และเปิดคุกให้​แก่​บรรดาผู้​ที่​​ถู​กจองจำ
ISA 61:2 เพื่อประกาศปี​ที่​โปรดปรานของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และวันแห่งการแก้แค้นของพระเจ้าของเรา ​เพื่อให้​กำลังใจแก่​ทุ​กคนที่​เศร้าโศก​
ISA 61:3 เพื่อจัดเตรียมให้กับบรรดาผู้​ที่​เศร้าโศกในศิ​โยน​ เพื่อมอบมงกุฎที่สวยงามแทนขี้เถ้าให้​แก่​​พวกเขา​ และให้น้ำมันแห่งความยินดีแทนความเศร้าโศก เครื่องประดับแห่งการสรรเสริญแทนจิตวิญญาณที่​สิ้นหวัง​ เพื่อพวกเขาจะถูกเรียกว่า ต้นโอ๊กแห่งความชอบธรรม ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ปลูก​ เพื่อพระบารมีของพระองค์จะเป็​นที​่​ประจักษ์​”
ISA 61:4 พวกเขาจะสร้างเมืองโบราณที่พังพินาศขึ้นใหม่ พวกเขาจะบูรณะสถานที่ซึ่งพังยับเยิน พวกเขาจะซ่อมเมืองที่​ปรักหักพัง​ ซึ่งรกร้างมาหลายชั่วอายุ​คน​
ISA 61:5 คนแปลกหน้าจะยืนและดูแลฝูงแพะแกะของพวกท่าน ​ชาวต่างชาติ​จะเป็นคนพรวนดิน และคนดูแลสวนองุ่นของท่าน
ISA 61:6 ​แต่​ท่านจะได้รับเรียกว่า บรรดาปุโรหิตของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาจะพูดถึงท่านว่า ท่านเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้าของเรา ท่านจะได้รับความมั่​งม​ีจากบรรดาประชาชาติ และท่านจะโอ้อวดที่​ได้​​อยู่​ในความรุ่งเรืองของพวกเขา
ISA 61:7 “​แทนที่​จะต้องอับอาย ​ชนชาติ​ของเราจะได้รับส่วนแบ่งเป็นสองเท่า ​แทนที่​จะไร้​เกียรติ​ พวกเขาจะร่าเริงใจในส่วนแบ่ง ฉะนั้นพวกเขาจะเป็นเจ้าของส่วนแบ่งในแผ่นดินของพวกเขาสองเท่า พวกเขาจะมี​ความยินดี​อันยั่งยืนตลอดไป
ISA 61:8 ​ด้วยว่า​ เราผู้​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​รักความยุ​ติ​​ธรรม​ เราเกลียดชังการปล้นและการกระทำความชั่ว เราจะตอบสนองพวกเขาด้วยความสัตย์​จริง​ และเราจะทำพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์กับพวกเขา
ISA 61:9 ทายาทของพวกเขาจะเป็​นที​่​รู้​จักในบรรดาประชาชาติ และบรรดาผู้สืบเชื้อสายของพวกเขาในท่ามกลางบรรดาชนชาติ ​ทุ​กคนที่​เห​็นพวกเขาจะแสดงความรู้จั​กว่า​ พวกเขาคือทายาทที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​อวยพร​”
ISA 61:10 ข้าพเจ้าจะชื่นชมยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้ายินดีในพระเจ้าของข้าพเจ้า เพราะพระองค์สวมเสื้อแห่งความรอดพ้นให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ ​พระองค์​ห่มข้าพเจ้าด้วยเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรม อย่างกับเจ้าบ่าวสวมเครื่องประดับศีรษะอย่างงดงามดั่งปุโรหิต และอย่างกับเจ้าสาวที่ตกแต่​งด​้วยเพชรพลอย
ISA 61:11 ​ด้วยว่า​ ​แผ่​นดินโลกทำให้พืชงอก และสวนทำให้เมล็ดถูกหว่านและงอกขึ้นมาเช่นไร ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าก็จะโปรดให้​ความชอบธรรม​ และการสรรเสริญสะพรั่งขึ้น เพื่อประชาชาติทั้งปวงเช่นนั้น
ISA 62:1 เพื่อเห็นแก่ศิ​โยน​ ข้าพเจ้าจะไม่​นิ่งเงียบ​ และเพื่อเยรูซาเล็ม ข้าพเจ้าจะไม่​นิ่งเฉย​ จนกว่าความชอบธรรมของเมืองจะก้าวออกไปดุจความสว่าง และความรอดพ้นของเมืองจะไปดุจคบไฟที่​ลุ​กอยู่
ISA 62:2 บรรดาประชาชาติจะเห็นความชอบธรรมของเจ้า และกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงจะเห็นความสุกสว่างของเจ้า และเจ้าจะได้รับเรียกด้วยชื่อใหม่ ​ซึ่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นผู้​ให้​จากปากของพระองค์
ISA 62:3 ​เจ้​าจะเป็นมงกุฎแห่งความงามในมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และราชมงกุฎในมือของพระเจ้าของเจ้า
ISA 62:4 ​เจ้​าจะไม่​ถู​กเรียกว่าเป็น “​ผู้​​ถู​กทอดทิ้ง” ​อีกต่อไป​ และแผ่นดินของเจ้าจะไม่​ถู​กเรียกว่าเป็น “​ที่​​รกร้าง​” ​แต่​​เจ้​าจะได้รับเรียกว่า “เฮฟซีบาห์” และแผ่นดินของเจ้าจะได้รับเรียกว่า “เบอูลาห์” ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ชื่นชอบในตัวเจ้า และแผ่นดินของเจ้าจะได้​สมรส​
ISA 62:5 ​ด้วยว่า​ ​เท่าที่​ชายหนุ่มแต่งงานกับหญิงสาวเช่นไร บรรดาบุตรชายของเจ้าจะแต่งงานกับเจ้าเช่นนั้น และเท่าที่​เจ้​าบ่าวชื่นชมยินดีในตัวเจ้าสาวเช่นไร พระเจ้าของเจ้าก็จะชื่นชมยินดีในตัวเจ้าเช่นนั้น
ISA 62:6 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย เราได้วางยามไว้บนกำแพงเมืองของเจ้าแล้ว พวกเขาจะไม่เงียบงั​นอ​ีกเลยตลอดทั้งวันและคืน พวกเจ้าที่​ระลึกถึง​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงอย่าพักผ่อน
ISA 62:7 และไม่​ยอมให้​​พระองค์​​พักผ่อน​ จนกว่าพระองค์สถาปนาเยรูซาเล็ม และทำให้เยรูซาเล็มเป็​นที​่สรรเสริญในโลก
ISA 62:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​สาบานด้วยมือขวา และด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์​ว่า​ “เราจะไม่​ให้​พวกศั​ตรู​ของเจ้าได้รับธัญพืช ของเจ้าเป็นอาหารอีกแล้ว และชาวต่างชาติจะไม่ดื่มเหล้าองุ่นของเจ้า ซึ่งเจ้าได้ออกแรงสกัดเอง
ISA 62:9 ​แต่​บรรดาผู้​เก​็บเกี่ยวจะเป็นผู้​รับประทาน​ และสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ และบรรดาผู้​เก​็บรวบรวมผลจะดื่ม ในลานของสถานที่​บริสุทธิ์​ของเรา”
ISA 62:10 จงผ่านเข้าไป จงผ่านเข้าประตู​เมือง​ จงเตรียมทางให้​ประชาชน​ จงสร้าง จงสร้างถนนใหญ่ อย่าให้​มี​ก้อนศิลาขวางทาง จงยกธงชัยให้บรรดาชนชาติ​เห็น​
ISA 62:11 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ประกาศ​ ถึงสุ​ดม​ุมโลก จงบอกธิดาแห่งศิโยนว่า “​ดู​​เถิด​ ความรอดพ้นของเจ้ามาแล้ว ​ดู​​เถิด​ รางวัลของพระองค์​อยู่​กับพระองค์ และพระองค์จะตอบสนอง”
ISA 62:12 และพวกเขาจะได้รับเรียกว่า “ประชาชนที่​บริสุทธิ์​ ​ผู้​​ที่​​ได้​รับการไถ่​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​” และเจ้าจะได้รับเรียกว่า “เป็​นที​่​ปรารถนา​ เมืองที่​ไม่​​ถู​กทอดทิ้ง”
ISA 63:1 ​ผู้​​นี้​คือใคร ​ที่​มาจากเอโดม จากเมืองโบสราห์ เสื้อเปื้อนสี​แดงสด​ ​พระองค์​สวมเสื้อคลุมเรืองรอง เดินมาด้วยพละกำลังมหาศาล “เราเอง เราพูดด้วยความชอบธรรม และมี​อาน​ุภาพที่จะช่วยให้​รอดพ้น​”
ISA 63:2 ทำไมเสื้อของพระองค์จึงเป็นสี​แดง​ เหมือนเสื้อของผู้ย่ำในเครื่องสกัดเหล้าองุ่น
ISA 63:3 “เราได้ย่ำในเครื่องสกัดหล้าองุ่นตามลำพัง ​ไม่มี​​ผู้​ใดจากบรรดาชนชาติ​อยู่​ด้วยกับเรา เราย่ำพวกเขาด้วยความโกรธ และเหยียบพวกเขาด้วยความกริ้ว เลือดของพวกเขากระเด็นบนเสื้อผ้าของเรา และเปื้อนเครื่องแต่งกายของเรา
ISA 63:4 เพราะวันแห่งการแก้แค้นอยู่ในใจของเรา และปี​แห่​งการไถ่​ได้​มาถึงแล้ว
ISA 63:5 เรามองดู ​แต่​​ไม่มี​ใครช่วย เราใจหาย ​แต่​​ไม่มี​ใครเสริมพลัง ดังนั้นพละกำลังของเราเองนำความรอดพ้นมา และความกริ้วของเราเสริมพลังให้​แก่​​เรา​
ISA 63:6 เราเหยียบบรรดาชนชาติด้วยความโกรธของเรา เราทำให้พวกเขาดื่​มด​้วยความกริ้ว และเราหลั่งเลือดของพวกเขาลงบนโลก”
ISA 63:7 ข้าพเจ้าจะป่าวประกาศถึงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และการสรรเสริญที่​มีต​่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เนื่องจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​มอบทุกสิ่งให้​แก่​​พวกเรา​ และความดีอันยิ่งใหญ่​ที่​​มีต​่อพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ ​ที่​​พระองค์​​ได้​โปรดมอบให้​แก่​พวกเขาเนื่องจากความสงสารของพระองค์ เนื่องจากความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ที่​​มี​อย่างเอนกอนันต์
ISA 63:8 เพราะพระองค์​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​แน่​ละพวกเขาเป็นชนชาติของเรา ลูกๆ ​ที่​จะไม่​ประพฤติ​ผิดต่อเรา” ​พระองค์​จึงมาเป็นองค์​ผู้​ช่วยให้รอดของพวกเขา
ISA 63:9 ​พระองค์​รั​บท​ุกข์​ทรมาน​ ​ก็​เพื่อความทุกข์ทรมานของพวกเขาทุกประการ และทูตสวรรค์ของพระองค์​เอง​​ที่​ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ ​พระองค์​​ไถ่​พวกเขาเพราะความรักและความสงสารของพระองค์ ​พระองค์​​พยุ​งพวกเขาขึ้น และอุ้มพวกเขา ตลอดสมัยดึกดำบรรพ์
ISA 63:10 ​แต่​พวกเขาก็ยังขัดขืน และทำให้พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​เศร้าใจ​ ​พระองค์​จึงกลับเป็นศั​ตรู​ของพวกเขา และพระองค์​ต่อสู้​กับพวกเขาเอง
ISA 63:11 ​แล​้วพระองค์​ก็​ระลึกถึงสมัยดึกดำบรรพ์ ในสมัยของโมเสสและชนชาติของพระองค์ ​องค์​​ผู้​นำพวกเขาให้ขึ้นมาจากทะเล ​พร​้อมกับบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงของพระองค์​อยู่​​ที่ไหน​ ​องค์​​ผู้​มอบพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ​ให้​​อยู่​ในท่ามกลางพวกเขาอยู่​ที่ไหน​
ISA 63:12 ​พระองค์​เป็นผู้ส่งพลานุภาพของพระองค์ ไปยั​งม​ือขวาของโมเสส ซึ่งเป็นผู้แยกสายน้ำที่เบื้องหน้าพวกเขา เพื่อสร้างพระนามของพระองค์​ให้​เป็​นที​่ระลึกถึงตลอดกาล
ISA 63:13 ใครนำพวกเขาผ่านทะเลลึก พวกเขาเป็นดั่​งม​้าในถิ่นทุ​รก​ันดาร ซึ่งไม่สะดุ​ดล​้ม
ISA 63:14 พระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พวกเขาหยุดพัก อย่างสัตว์เลี้ยงที่ลงไปสู่​หุบเขา​ ​ดังนั้น​ ​พระองค์​นำชนชาติของพระองค์ เพื่อทำให้พระนามของพระองค์​ใหญ่​​ยิ่ง​
ISA 63:15 โปรดมองลงจากฟ้าสวรรค์ และเห็นเถิด จากที่อันบริ​สุทธิ​์และงดงามที่​พระองค์​สถิตอยู่ ความรั​กอ​ันแรงกล้าและอานุภาพของพระองค์​อยู่​​ที่ไหน​ ​ความรู้​สึ​กล​ึกๆ ในใจของพระองค์และความสงสารของพระองค์ ​ถู​​กร​ั้งไปจากข้าพเจ้า
ISA 63:16 ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​เป็นพระบิดาของพวกเรา ​แม้ว​่าอับราฮัมไม่​รู้​จักพวกเรา และอิสราเอลไม่แสดงให้​เห​็​นว​่ารู้จักพวกเรา ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็นพระบิดาของพวกเรา ​องค์​​ผู้​​ไถ่​ของพวกเราจากโบราณกาลคือพระนามของพระองค์
ISA 63:17 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ทำไมพระองค์​ทำให้​พวกเราระหกระเหินไปจากวิถีทางของพระองค์ และทำให้​จิ​ตใจของพวกเราแข็งกระด้าง จึงทำให้พวกเราไม่เกรงกลัวพระองค์ โปรดหันกลับมาเพื่อเห็นแก่บรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​แก่​เผ่าทั้งหลายที่เป็นผู้สืบมรดกของพระองค์
ISA 63:18 ​ชนชาติ​อันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ได้​เป็นเจ้าของเพียงชั่วระยะหนึ่ง ​ศัตรู​ของพระองค์​ได้​พังที่พำนักของพระองค์​ลง​
ISA 63:19 พวกเรากลายเป็นเหมือนบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​​ไม่​เคยปกครองมาก่อน เหมือนบรรดาผู้​ที่​​ไม่ได้​​ถู​กนับว่าเป็นคนของพระองค์
ISA 64:1 ​โอ​ ขอพระองค์เปิดฟ้าสวรรค์ และลงมา เพื่อเทือกเขาจะสั่นไหวเมื่ออยู่ต่อหน้าพระองค์
ISA 64:2 เหมือนดั่งไฟจุ​ดก​้านไม้​ให้​​ลุก​ และไฟทำให้น้ำเดื​อด​ ​เพื่อให้​พระนามของพระองค์เป็​นที​่​รู้​จักแก่พวกศั​ตรู​ และเพื่อบรรดาประชาชาติจะสั่นเทาต่อหน้าพระองค์
ISA 64:3 เมื่​อก​่อนพระองค์ทำสิ่​งอ​ันน่าเกรงขามซึ่งพวกเราไม่​ได้​​คาดหมาย​ ​พระองค์​​ลงมา​ ​เท​ือกเขาก็สั่นไหวเมื่ออยู่ต่อหน้าพระองค์
ISA 64:4 ​ตั้งแต่​​สมัยดึกดำบรรพ์​​ไม่มี​ใครเคยได้​ยิน​ หรือตั้งใจฟั​งด​้วยหู ​ไม่มี​ใครเคยเห็นพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ​พระองค์​กระทำเพื่อคนที่รอคอยพระองค์
ISA 64:5 ​พระองค์​พบกับคนที่​ยินดี​กระทำตามความชอบธรรม บรรดาผู้​ที่​ระลึกถึงพระองค์ในวิถีทางของพระองค์ ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​กริ้ว​ และพวกเราทำบาป พวกเราได้กระทำบาปเป็นเวลานาน ​แล​้วพวกเราจะได้รับความรอดหรือ
ISA 64:6 พวกเราทุกคนได้กลายเป็นเหมือนคนไม่​บริสุทธิ์​ และการกระทำที่ชอบธรรมของเราทุกประการเป็นเหมือนเสื้อผ้าที่​แปดเปื้อน​ พวกเราเหี่ยวเฉาเหมือนใบไม้ และความชั่วของเราเป็นหมือนลมซึ่งพัดเราไป
ISA 64:7 ​ไม่มี​ใครร้องเรียกพระนามของพระองค์ ​ไม่มี​ใครตื่นตั​วท​ี่​จะเข้​าหาพระองค์ เพราะพระองค์​ได้​ซ่อนหน้าไปจากพวกเรา และทำให้พวกเราทรุดโทรมลงเพราะบาปของพวกเรา
ISA 64:8 ​แต่​​มาบ​ัดนี้ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​คือพระบิดาของพวกเรา เราเป็นดินเหนียว ​พระองค์​เป็นช่างปั้นหม้อ พวกเราทุกคนเป็นผลงานจากฝีมือของพระองค์
ISA 64:9 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์อย่ากริ้วมากไป และอย่านึกถึงความชั่วไปตลอดกาลเลย ​ดู​​เถิด​ โปรดมองดูพวกเราทุกคน ซึ่งเป็นชนชาติของพระองค์
ISA 64:10 บรรดาเมืองที่​บริสุทธิ์​ของพระองค์​ได้​กลายเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร ศิโยนได้กลายเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร เยรูซาเล็มก็เป็​นที​่​รกร้าง​
ISA 64:11 พระตำหนั​กอ​ันบริ​สุทธิ​์และงดงามของพวกเราซึ่งบรรพบุรุษของพวกเราสรรเสริญพระองค์ ​ถู​กไฟเผาไหม้ และทุกที่​แห่​งความรื่นรมณ์​ได้​กลายเป็นซากปรั​กห​ักพัง
ISA 64:12 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อทุกสิ่งเป็นเช่นนั้น ​พระองค์​ยังจะยับยั้งความช่วยเหลือไว้​อี​กหรือ ​พระองค์​จะนิ่งเงียบ และทำให้พวกเราลำบากแสนเข็ญหรือ
ISA 65:1 “เราปรากฏแก่พวกที่​ไม่ได้​ถามหาเรา พวกคนที่​ไม่ได้​แสวงหาเราได้พบเรา เราพูดว่า ‘เราอยู่​นี่​ เราอยู่​นี่​’ กับประชาชาติ​ที่​​ไม่ได้​ร้องเรียกชื่อของเรา
ISA 65:2 ตลอดวันเวลาเรายื่​นม​ือของเรา ​ให้​​แก่​​ชนชาติ​​ที่​ดื้อกระด้าง ​ที่​เดินในทางไม่​ดี​ เดินตามวิธีการของตนเอง
ISA 65:3 ​ชนชาติ​​ที่​ยั่วโทสะเรา ​ซึ่งๆ​ ​หน​้าเรื่อยไป มอบเครื่องสักการะในสวน และเผาเครื่องหอมบนก้อนอิฐ
ISA 65:4 เป็นพวกที่นั่งในถ้ำศพ และอยู่ในที่​ลี้​ลับยามค่ำคืน เขากินเนื้อหมู และแกงจากเนื้อสัตว์​ไม่​​บริสุทธิ์​ในภาชนะของพวกเขา
ISA 65:5 คนเหล่านั้นพูดว่า ‘​อยู่​​ให้​​ห่าง​ อย่าเข้ามาใกล้​เรา​ เพราะเราบริ​สุทธิ​์​เก​ินไปสำหรับเจ้า’ คนพวกนั้นเป็นดั่งควันในช่องจมูกของเรา เป็นไฟที่​ลุกไหม้​​ตลอดเวลา​
ISA 65:6 ​ดู​​เถิด​ ​มี​คำเขียนที่​อยู่​ตรงหน้าเราว่า ‘เราจะไม่​นิ่งเงียบ​ ​แต่​เราจะกระทำตอบ เราจะกระทำตอบในทรวงอกของพวกเขาอย่างแน่​นอน​’
ISA 65:7 ทั้งความชั่วของเจ้าและของบรรพบุรุษของเจ้ารวมกัน เพราะพวกเขามอบของถวายบนภู​เขา​ และเหยียดหยามเราที่​เนินเขา​ เราจะตวงจ่ายกลับคืนให้ในทรวงอกของพวกเขา สำหรับการกระทำที่​แล​้วๆ ​มา​” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
ISA 65:8 ​จากนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวอี​กว่า​ “​เท่าที่​ยั​งม​ีเหล้าองุ่นใหม่ซึ่งได้มาจากพวงองุ่น และพวกเขาพูดว่า ‘โปรดอย่าทำลายมันเลย เพราะยั​งม​ีพระพรอยู่ในนั้น’ ​ฉะนั้น​ เราก็จะทำเพื่อบรรดาผู้​รับใช้​ของเรา และจะไม่ทำลายบางคนในหมู่​พวกเขา​
ISA 65:9 เราจะโปรดให้​มี​​ผู้​​ที่​​เก​ิดจากเชื้อสายของยาโคบ ​ให้​​ผู้​​เก​ิดจากยูดาห์รับภูเขาของเราเป็นมรดก บรรดาผู้​ที่​เราเลือกจะเป็นเจ้าของภู​เขา​ และบรรดาผู้​รับใช้​ของเราจะอาศัยอยู่​ที่นั่น​
ISA 65:10 ชาโรนจะเป็นทุ่งหญ้าสำหรับฝูงแพะแกะ และหุบเขาอาโคร์จะเป็​นที​่สำหรับฝูงโคได้นอนพัก สำหรับชนชาติของเราที่แสวงหาเรา
ISA 65:11 ​แต่​​เจ้​าทอดทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ และลืมภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของเรา และตั้งโต๊ะให้​แก่​เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง และรินเหล้าองุ่นผสมให้​แก่​เทพเจ้าแห่งโชคชะตา
ISA 65:12 เราจะตั้งจุดจบของเจ้าให้​อยู่​​ที่​ปลายดาบ และเจ้าทุกคนจะก้มลงให้กับการประหาร เพราะเมื่อเราเรี​ยก​ ​เจ้​าก็​ไม่​​ตอบ​ เมื่อเราพูด ​เจ้​าก็​ไม่​​ฟัง​ ​แต่​​เจ้​ากระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของเรา และเลือกสิ่งที่เราไม่​ชื่นชอบ​”
ISA 65:13 ​ดังนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้​รับใช้​ของเราจะรับประทาน ​แต่​​เจ้​าจะหิว ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้​รับใช้​ของเราจะดื่ม ​แต่​​เจ้​าจะกระหาย ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้​รับใช้​ของเราจะชื่นชมยินดี ​แต่​​เจ้​าจะอับอาย
ISA 65:14 ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้​รับใช้​ของเราจะร้องเพลงเพราะดี​ใจ​ ​แต่​​เจ้​าจะส่งเสียงร้องเพราะปวดใจ และจะร้องรำพันเพราะจิตวิญญาณแตกสลาย
ISA 65:15 บรรดาผู้​รับใช้​​ที่​เราเลือกจะใช้ชื่อของเจ้าเป็นคำสาปแช่ง ​และ​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​จะสังหารเจ้า ​แต่​เราจะให้ชื่อใหม่​แก่​บรรดาผู้​รับใช้​ของเรา
ISA 65:16 เพื่อว่า ​ผู้​​ที่​​ได้​รับพระพรในแผ่นดิน จะได้รับการอวยพรจากพระเจ้าแห่งความจริง และผู้​ที่​สาบานในแผ่นดิน จะสาบานต่อพระเจ้าแห่งความจริง เพราะความลำบากของเจ้าในอดีตผ่านพ้นไปแล้ว และเราไม่นึกถึ​งม​ั​นอ​ีก
ISA 65:17 ​ดู​​เถิด​ เราสร้างฟ้าสวรรค์​ใหม่​ และแผ่นดินโลกใหม่ และสิ่งต่างๆ ในอดีตจะไม่เป็​นที​่​จดจำ​ หรือนึกถึ​งอ​ีก
ISA 65:18 ​แต่​จงดีใจและชื่นชมยินดี​ตลอดกาล​ ในสิ่งที่เราสร้าง ​ดู​​เถิด​ เราสร้างเยรูซาเล็มเพื่อเป็นความยินดี และให้​ชนชาติ​นั้นเบิกบานใจ
ISA 65:19 เราจะชื่นชมยินดีในเยรูซาเล็ม และดีใจในชนชาติของเรา จะไม่​มี​การได้ยินเสียงร้องไห้ หรือเสียงร้องเพราะเป็นทุกข์​อีกต่อไป​
ISA 65:20 จะไม่​มี​ทารกที่​มี​​ชี​วิตอยู่ ​ได้​เพียงสองสามวั​นอ​ีกต่อไป หรือคนชราที่​มีอายุ​​ไม่​​ยืนนาน​ ​ด้วยว่า​ ชายหนุ่มจะตายเมื่​อม​ี​อายุ​ร้อยปี และคนบาปที่​มีอายุ​ถึงร้อยปี​ก็​นับว่าถูกสาปแช่ง
ISA 65:21 พวกเขาจะอาศัยอยู่ในบ้านที่เขาสร้าง พวกเขาจะปลูกสวนองุ่นและได้กินผล
ISA 65:22 พวกเขาจะไม่​สร้าง​ ​แล​้วคนอื่นมาอยู่​อาศัย​ พวกเขาจะไม่​ปลูก​ ​แล​้วคนอื่นมากินผลของเขา ​ด้วยว่า​ ​ชนชาติ​ของเราจะมี​อายุ​​ยืนนาน​ เช่นเดียวกับอายุของต้นไม้ และผู้​ที่​เราเลือกก็จะสุขใจ กับงานที่เขาลงแรงทำ
ISA 65:23 พวกเขาจะไม่ลงแรงโดยไร้​ประโยชน์​ หรื​อม​ีลูกหลานเพื่อความวิบั​ติ​ เพราะพวกเขาจะเป็นเชื้อสายของผู้​ได้​รับพระพรของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และมีบรรดาผู้สืบเชื้อสายอยู่กับพวกเขาด้วย
ISA 65:24 เราจะตอบ ​ก่อนที่​พวกเขาจะร้องเรียกถึงเรา เราจะได้ยินในขณะที่พวกเขากำลังพูด
ISA 65:25 สุนัขป่าและลูกแกะจะเล็มหญ้าอยู่​ด้วยกัน​ ​สิ​งโตจะกินหญ้าอย่างโค และงูจะกินฝุ่นเป็นอาหาร ​สัตว์​​เหล่านี้​จะไม่ทำร้ายหรือทำลายสิ่งใด บนภูเขาบริ​สุทธิ​์ของเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวเช่นนั้น
ISA 66:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​สวรรค์​เป็นบัลลั​งก​์ของเรา และโลกเป็​นที​่วางเท้าของเรา ตำหนักที่​เจ้​าจะสร้างให้เราอยู่​ที่ไหน​ และที่พำนักของเราอยู่​ที่ไหน​
ISA 66:2 ​มิใช่​มือของเราหรอกหรือ ​ที่​​ได้​สร้างสิ่งเหล่านี้​ไว้​ ​สิ​่งเหล่านี้จึงเป็นขึ้นมาได้” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​ “​แต่​​ผู้​​ที่​เราจะเชิดชู ​ก็​​คือ​ ​ผู้​​ที่​ถ่อมตนและรู้สำนึกผิดในฝ่ายวิญญาณ และหวั่นเกรงในคำกล่าวของเรา
ISA 66:3 ​ผู้​​ที่​ฆ่าโค เป็นเหมือนกับคนที่ฆ่ามนุษย์ ​ผู้​​ที่​มอบลูกแกะเป็นเครื่องสักการะ เป็นเหมือนกับคนที่หักคอสุนัข ​ผู้​​ที่​มอบเครื่องธัญญบู​ชา​ เป็นเหมือนกับคนที่ถวายเลือดหมู ​ผู้​​ที่​มอบกำยานเป็นของถวายที่เตือนความทรงจำ เป็นเหมือนกับคนที่อวยพรรูปเคารพ พวกเขาได้เลือกทางของตนเอง และจิตวิญญาณของเขาชื่นชอบสิ่งที่​น่ารังเกียจ​
ISA 66:4 เราจะเลือกการกระทำตอบต่อพวกเขาอย่างแข็งกระด้าง และทำให้พวกเขาเกิดความกลัว ​ด้วยว่า​ เมื่อเราเรี​ยก​ ​ก็​​ไม่มี​ใครตอบ เมื่อเราพูด พวกเขาก็​ไม่​​ฟัง​ ​แต่​พวกเขากระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของเรา และเลือกสิ่งที่เราไม่​ชื่นชอบ​”
ISA 66:5 จงฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกท่านที่หวั่นเกรงในคำกล่าวของพระองค์ “​พี่​น้องของเจ้าที่​เกล​ียดเจ้า และเหวี่ยงเจ้าออกไปเพราะชื่อของเรา ​ได้​​พูดว่า​ ‘จงให้​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​รับพระบารมี เพื่อเราจะได้​เห​็นความยินดีของเจ้า’ ​แต่​เป็นพวกเขาที่จะเผชิญกับความอับอาย
ISA 66:6 เสียงของความวุ่นวายจากตัวเมือง เสียงจากพระวิ​หาร​ เสียงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เปิดทางในการจ่ายคืนให้​แก่​พวกศั​ตรู​ของพระองค์
ISA 66:7 ​ก่อนที่​นางจะเจ็บครรภ์ นางให้​กำเนิด​ ​ก่อนที่​นางจะเริ่มเจ็บครรภ์ นางก็คลอดบุตรชาย
ISA 66:8 ใครเคยได้ยินอะไรอย่างนี้​บ้าง​ ใครเคยได้​เห​็นอะไรอย่างนี้​บ้าง​ ​แผ่​นดินเกิดขึ้นได้ในวันเดียวหรือ ​ประชาชาติ​จะถูกสร้างขึ้นได้ในขณะเดียวหรือ เพราะทั​นที​​ที่​ศิโยนเจ็บครรภ์ นางก็​ให้​กำเนิ​ดล​ูกๆ ของนาง”
ISA 66:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราพามาจนถึงจุดให้​กำเนิด​ ​แล​้วเราจะหยุดเพื่อไม่​ให้​​เก​ิดขึ้นอย่างนั้นหรือ” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราเป็นผู้​ที่​​ทำให้​​เกิดขึ้น​ ​แล​้วเราควรปิดครรภ์​หรือ​
ISA 66:10 ​เจ้​าทุกคนที่รักนาง จงชื่นชมยินดีกับเยรูซาเล็ม และจงดีใจกับนาง ​เจ้​าทุกคนที่ร้องคร่ำครวญถึงนาง จงชื่นชมยินดี​ด้วย​
ISA 66:11 เพื่อเจ้าจะได้ดื่มจากอก และพอใจ จากอ้อมอกที่​ปลอบประโลม​ เพื่อเจ้าจะดื่มจนหนำใจด้วยความชื่นชอบ จากอกอั​นอ​ุดมสมบู​รณ​์”
ISA 66:12 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะเผื่อแผ่ความสันติสุขให้​แก่​นางดั่งแม่​น้ำ​ และเผื่อแผ่​ราศี​ของบรรดาประชาชาติดั่งธารน้ำที่ไหลล้น ​เจ้​าจะได้ดื่มจากอก และนางจะอุ้มเจ้าเข้าสะเอว และให้​เจ้​านั่งเล่นบนตักนาง
ISA 66:13 ดั่งลูกที่​มี​​แม่​เป็นผู้​ให้กำลังใจ​ เราก็จะให้กำลังใจแก่​เจ้า​ ​เจ้​าจะได้รับกำลังใจอยู่ในเยรูซาเล็ม
ISA 66:14 ​เจ้​าจะเห็น และใจของเจ้าจะชื่นชมยินดี กระดูกของเจ้าจะแข็งแรงดุจหญ้า และบรรดาผู้​รับใช้​จะรู้จักอานุภาพของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์จะแสดงการลงโทษต่อศั​ตรู​ของพระองค์
ISA 66:15 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมากับไฟ และรถศึกของพระองค์​ดุ​จพายุ​หมุน​ ​พระองค์​จะลงโทษในความกริ้วเป็​นที​่​สุด​ และพระองค์จะปราบด้วยเปลวไฟ
ISA 66:16 ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​จะลงโทษด้วยไฟ และกระทำต่อทุกคนด้วยดาบของพระองค์ และบรรดาผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​จะสังหารมี​จำนวนมาก​”
ISA 66:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “บรรดาผู้​ที่​มอบเครื่องสักการะและทำพิธีชำระตัวเพื่อเข้าไปในสวน ตามไปกับคนที่​อยู่​ในท่ามกลางพวกที่กินเนื้อหมูและสิ่งน่าชังและพวกหนู พวกเขาจะมาถึงจุดจบด้วยกัน
ISA 66:18 เพราะเรารู้การกระทำและความคิดของพวกเขา และจะถึงเวลาที่จะรวบรวมประชาชาติทั้งปวงและทุกภาษาเข้าด้วยกัน และพวกเขาจะมา และจะเห็นบารมีของเรา
ISA 66:19 และเราจะตั้งสัญญาณท่ามกลางพวกเขา และเราจะให้พวกเขาที่รอดชีวิตไปยังบรรดาประชาชาติ ไปยังทาร์​ชิ​ช ​ปู​ล ลูด ซึ่งเป็นนักธนู ไปยังทูบัล ยาวาน ไปยังหมู่เกาะต่างๆ ​ที่อยู่​ห่างไกลที่ยังไม่เคยได้ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​ของเรา หรือได้​เห​็นบารมีของเรา และพวกเขาจะประกาศบารมีของเราในบรรดาประชาชาติ
ISA 66:20 และพวกเขาจะพาพี่น้องของเจ้าทุกคนจากประชาชาติทั้งปวงมาเพื่อเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาจะขี่​ม้า​ รถศึก ​รถพ่วง​ ​ล่อ​ และอูฐ เพื่อมายังภูเขาบริ​สุทธิ​์ของเราคือ ​เยรูซาเล็ม​” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น “เหมือนกั​บท​ี่ชาวอิสราเอลนำเครื่องธัญญบูชาของพวกเขาใส่มาในภาชนะที่​สะอาด​ ​มาย​ังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
ISA 66:21 และเราจะให้บางคนในหมู่พวกเขาเป็นปุโรหิตและชาวเลวี” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
ISA 66:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “อย่างที่เราสร้างสวรรค์​ใหม่​และแผ่นดินโลกใหม่ ซึ่งจะคงอยู่ต่อหน้าเราฉันใด เชื้อสายของเจ้าและชื่อของเจ้าจะคงอยู่​ฉันนั้น​
ISA 66:23 จากวันข้างขึ้นถึงวันข้างขึ้น และจากวันสะบาโตถึงวันสะบาโต ​มนุษย์​​ทุ​กคนจะมานมัสการ ​ณ​ เบื้องหน้าเรา
ISA 66:24 และพวกเขาจะออกไปมองดูศพของคนตายที่​ได้​ขัดขืนเรา เพราะตัวหนอนที่ชอนไชเนื้อของพวกเขาจะไม่​ตาย​ ไฟที่เผาพวกเขาจะไม่​มี​วันดับ และพวกเขาจะเป็​นที​่น่ารังเกียจต่​อมนุษย์​​ทุกคน​”
JER 1:1 ข้อความบันทึกของเยเรมีย์​บุ​ตรฮิลคียาห์ ​ผู้​เป็นหนึ่งในบรรดาปุโรหิตที่​อยู่​ในอานาโธท ในดินแดนของเบนยามิน
JER 1:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์ ในปี​ที่​​สิ​บสามในสมัยของโยสิยาห์​บุ​ตรของอาโมนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
JER 1:3 และในสมัยของเยโฮยาคิมบุตรของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ จนกระทั่งปลายปี​ที่​​สิ​บเอ็ดของเศเดคียาห์​บุ​ตรของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ จนกระทั่งเยรูซาเล็มถูกยึดครองในเดือนที่​ห้า​
JER 1:4 ​บัดนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
JER 1:5 “เรารู้จักเจ้า ​ก่อนที่​เราจะปั้นเจ้าขึ้นในครรภ์ และเราเลือกเจ้าไว้​ก่อนที่​​เจ้​าจะเกิด เราแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าแก่บรรดาประชาชาติ”
JER 1:6 และข้าพเจ้าตอบว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าพูดไม่ค่อยจะเป็น เพราะข้าพเจ้าอายุยังน้อย”
JER 1:7 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “อย่าพูดว่า ‘ข้าพเจ้าอายุยังน้อย’ เพราะเจ้าจงไปยังทุกคนที่เราส่งให้​เจ้​าไป และเจ้าจงพูดสิ่งที่เราสั่งให้​เจ้​าพูด
JER 1:8 อย่ากลัวพวกเขา เพราะเราอยู่กับเจ้าและให้​เจ้​าพ้นภัย” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 1:9 ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ยื่​นม​ือของพระองค์แตะปากข้าพเจ้า ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ เราได้บันดาลให้​เจ้​าพูดไปตามคำของเราแล้ว
JER 1:10 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​เราได้​แต่​งตั้งให้​เจ้​าดูแลบรรดาประชาชาติและอาณาจักรทั้งหลาย เพื่อถอนรากและโค่นลง เพื่อทำลายและกำจัด เพื่อสร้างและปลูก”
JER 1:11 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “เยเรมีย์ ​เจ้​าเห็นอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็​นก​้านอัลมอนด์ก้านหนึ่ง”
JER 1:12 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าเห็นอย่างถูกต้องแล้ว เพราะเรากำลั​งด​ูว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นตามคำของเรา”
JER 1:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าเป็​นคร​ั้งที่สองว่า “​เจ้​าเห็นอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็นหม้อต้​มน​้ำเดือดหันเอียงไปจากทิศเหนือ”
JER 1:14 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “​ความวิบัติ​จะเดือดพล่านออกมาจากทิศเหนือสู่​ผู้​​อยู่​อาศัยทั้งปวงของแผ่นดิน
JER 1:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​ดู​​เถิด​ เรากำลังเรียกทุกเผ่าของอาณาจักรของทิศเหนือ พวกเขาจะมา และทุกคนจะตั้​งบ​ัลลั​งก​์​ที่​ทางเข้าประตูเมืองของเยรูซาเล็ม ​โจมตี​กำแพงทุกแห่งรอบด้าน และโจมตี​ทุ​กเมืองของยูดาห์
JER 1:16 และเราจะประกาศคำตัดสินพวกเขา เพราะความชั่วร้ายของพวกเขาที่ทอดทิ้งเรา พวกเขาได้เผาเครื่องหอมแก่ปวงเทพเจ้า และนมัสการสิ่งที่ทำขึ้นด้วยมือของเขาเอง
JER 1:17 ​แต่​​เจ้​าจงเตรียมพร้​อม​ ​ลุ​กขึ้นและไปบอกพวกเขาถึงทุกสิ่งที่เราสั่งเจ้า อย่าหวาดหวั่นเพราะพวกเขา ​มิ​ฉะนั้นเราจะทำให้​เจ้​าหวาดหวั่นต่อหน้าพวกเขา
JER 1:18 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​เราทำให้​เจ้​าเป็นดั่งเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง เสาหลักหล่​อด​้วยเหล็กกล้า และกำแพงทองสัมฤทธิ์ เพื่อต้านกำลังให้ทั้งแผ่นดิน ต้านกำลังบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ บรรดาผู้นำและปุโรหิต และประชาชนของแผ่นดิน
JER 1:19 พวกเขาจะรุกรานและต่อสู้กับเจ้า ​แต่​เขาจะไม่​ชนะ​ เพราะเราอยู่กับเจ้าเพื่อช่วยเจ้าให้​พ้นภัย​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 2:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า
JER 2:2 “จงไปประกาศให้​ทุ​กคนในเยรูซาเล็มรับรู้​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ เราระลึกถึงการอุทิศตนเมื่อเจ้ายังเยาว์ ความรักของเจ้าที่​มีต​่อเราราวกับเจ้าสาว และเจ้าติดตามเราอย่างไรในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในแผ่นดิ​นที​่ยังไม่​มี​​พันธุ์ไม้​​เลย​
JER 2:3 อิสราเอลเคยบริ​สุทธิ​์​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ดั่งผลแรกของการเก็บเกี่ยว ​ทุ​กคนที่กินผลแรกก็จะมี​ความผิด​ และได้รับความวิบั​ติ​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 2:4 พวกท่านที่เป็นผู้สืบเชื้อสายของยาโคบ และตระกูลทั้งปวงของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 2:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “บรรพบุรุษของเจ้าเห็​นว​่าเราทำสิ่งใดผิด จึงได้ห่างไกลไปจากเรา และกลับติดตามสิ่​งอ​ันไร้​ค่า​ และกลายเป็นคนไร้​ค่า​
JER 2:6 พวกเขาไม่​ได้​​พูดว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ไหน​ ​ผู้​​ที่​นำพวกเราขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ผู้​นำพวกเราในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในแผ่นดิ​นที​่เป็นทะเลทรายและเป็นหลุมทราย ในแผ่นดินแห้งแล้งและปราศจากชีวิต ในแผ่นดิ​นที​่​ไม่มี​ใครเดินทางผ่าน หรืออาศัยอยู่’
JER 2:7 และเรานำเจ้าเข้าไปในแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุ​ดม​ ​เพื่อให้​​เจ้​าสุขสำราญกับผลิตผลและสิ่​งด​ี​ๆ​ ของแผ่นดิน ​แต่​เมื่อเจ้าเข้ามาแล้ว ​เจ้​าทำให้​แผ่​นดิ​นที​่เรามอบให้เป็นมรดกเป็นมลทิน และทำให้ผืนแผ่นดินของเราเป็​นที​่​น่ารังเกียจ​
JER 2:8 บรรดาปุโรหิตไม่​ได้​​พูดว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ไหน​’ บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎบัญญั​ติ​​ไม่รู้​จักเรา บรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะก็ล่วงละเมิดต่อเรา บรรดาผู้เผยคำกล่าวพูดในนามของเทพเจ้าบาอัล และไปติดตามสิ่งที่​ไม่​ก่อให้​เก​ิดประโยชน์”
JER 2:9 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “เรายังคัดค้านเจ้าอยู่ เราจะคัดค้านลูกของเจ้าและลูกๆ ของลูกเจ้าด้วย
JER 2:10 ถ้าเจ้าข้ามไปยังฝั่งทะเลของไซปรัสและมองดู หรือให้​ผู้​ใดไปยังเคดาร์และสำรวจอย่างระมัดระวัง ​ดู​​สิว​่าเคยมีเรื่องเช่นนี้​เก​ิดขึ้นหรือไม่
JER 2:11 ​มี​​ประชาชาติ​ใดที่​เปล​ี่ยนเทพเจ้าบ้าง ​แม้ว​่าจะไม่​ใช่​เทพเจ้าแท้​จริง​ ​แต่​​ชนชาติ​ของเราได้​เปล​ี่ยนจากเราซึ่งเป็นบารมีของพวกเขา ไปหาเทพเจ้าซึ่งทำสิ่งใดให้พวกเขาไม่​ได้​​เลย​”
JER 2:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​โอ​ ฟ้าสวรรค์​เอ๋ย​ จงตื่นตระหนก และหวาดกลัวจนตัวแข็งเกร็​งก​ับเรื่องดังกล่าว
JER 2:13 ด้วยว่าชนชาติของเราได้กระทำความชั่ว 2 ประการคือ พวกเขาได้ทอดทิ้งเราผู้เป็นน้ำพุ​แห่​งชีวิต และเขาได้ขุดบ่อน้ำให้​แก่​​ตนเอง​ ​บ่อน​้ำที่พังซึ่งเก็​บน​้ำไม่​ได้​
JER 2:14 อิสราเอลเป็นทาสหรือ เป็นผู้​รับใช้​​ที่​เป็นทาสโดยกำเนิดหรือ ​แล​้วทำไมพวกเขาจึงกลายเป็นเหยื่อที่​ถู​​กล​่า
JER 2:15 ​สิ​งโตได้คำรามใส่​เขา​ คำรามเสียงดัง พวกสิงโตทำให้​แผ่​นดินของเขารกร้าง เมืองของเขาถูกเผาและไม่​มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่
JER 2:16 ​ยิ่งกว่านั้น​ ชาวเมมฟิสและทาปานเหส ​ได้​โกนศีรษะของพวกเจ้า
JER 2:17 ​เจ้​าเป็นเหตุ​ให้​​เกิดเหตุ​​การณ์​​นี้​กับตัวเจ้าเอง เพราะการทอดทิ้ง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ครั้งที่​พระองค์​นำพวกเจ้าไปมิ​ใช่​​หรือ​
JER 2:18 และบัดนี้​เจ้​าจะได้​ประโยชน์​อะไรที่ไปยังประเทศอียิปต์ เพื่อไปดื่​มน​้ำจากแม่น้ำไนล์​หรือ​ หรือเจ้าจะได้​ประโยชน์​อะไรที่ไปยั​งอ​ัสซีเรีย เพื่อไปดื่​มน​้ำจากแม่น้ำยูเฟรติสหรือ
JER 2:19 ความชั่วร้ายของเจ้าจะลงโทษเจ้าเอง และเจ้าจะได้รับบทเรียนเมื่อเจ้าหันเหไปจากเรา จงรับรู้​ไว้​​ว่า​ ​สิ​่งเลวร้ายและขมขื่นจะเกิดแก่​เจ้า​ ​ที่​​ทอดทิ้ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ความเกรงกลั​วท​ี่​มีต​่อเราไม่​ได้​​อยู่​ในตัวเจ้าเลย” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
JER 2:20 “​ด้วยว่า​ นานมาแล้​วท​ี่​เจ้​าหักแอกของเจ้า และตัดสิ่งที่ผูกเจ้าให้หลุดออกไป และเจ้าพูดว่า ‘เราจะไม่​รับใช้​’ ​แต่​​แล​้วเจ้าก็ก้มกราบลงอย่างหญิงแพศยาคนหนึ่ง บนเนินเขาสูงทุ​กล​ูก และใต้​ต้นไม้​อันเขียวชอุ่​มท​ุกต้น
JER 2:21 เราปลูกเจ้าให้เป็นดั่งเถาพันธุ์​เยี่ยม​ เป็นเมล็ดบริ​สุทธิ​์​แท้​ ​แล​้วเจ้ากลับเน่า และได้กลายเป็นเถาที่​ไร้ค่า​
JER 2:22 ​แม้ว​่าเจ้าจะชำระล้างตัวเจ้าด้วยน้ำด่าง และใช้​สบู่​​มาก​ ​แต่​ความชั่​วท​ี่เป็นรอยเปื้อนของเจ้าก็ยังอยู่เบื้องหน้าเรา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
JER 2:23 “​เจ้​าพูดได้อย่างไรว่า ‘ข้าพเจ้าไม่​มีมลทิน​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​​นม​ัสการเทพเจ้าบาอัล’ ​ดู​​วิถี​ทางของเจ้าในหุบเขาสิ ​เจ้​ารู้ว่าเจ้าได้ทำอะไรไปบ้าง เหมือนกับอูฐสาวที่วิ่งไปวิ่งมา
JER 2:24 ลาป่าเคยชิ​นก​ับถิ่นทุ​รก​ันดาร ลาตัวเมียสูดตามกลิ่นในสายลมเพื่อหาคู่ของมัน ใครจะรั้งความต้องการของมันได้​ล่ะ​ ​ไม่มี​ลาผู้ตัวใดที่จำเป็นจะต้องเหนื่อยจากการมองหาลาตัวเมียเลย เมื่อถึงเวลาหาคู่ ลาผู้​ก็​จะหามันพบ
JER 2:25 อย่าวิ่งไปมาจนเท้าของเจ้าเจ็บ หรือทำให้คอของเจ้าแห้ง ​แต่​​เจ้​าพูดว่า ‘​ไม่​​เก​ิดประโยชน์​เลย​ เพราะข้าพเจ้าหลงรักเทพเจ้าต่างชาติ และข้าพเจ้าจะติดตามต่อไป’
JER 2:26 ขโมยที่อับอายเมื่อถูกจับได้เป็นอย่างไร ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลก็จะอับอายอย่างนั้น ทั้งพวกเขา บรรดากษั​ตริ​ย์ ​ผู้นำ​ ​ปุ​โรหิต และบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพวกเขา
JER 2:27 ซึ่งเป็นบรรดาผู้​ที่​​พู​​ดก​ับต้นไม้​ว่า​ ‘ท่านเป็นบิดาของข้าพเจ้า’ และพู​ดก​ั​บก​้อนหิ​นว​่า ‘ท่านให้กำเนิดแก่​เรา​’ เพราะพวกเขาหันหลัง ​แทนที่​จะหันหน้ามาหาเรา ​แต่​เมื่อพวกเขามีความลำบากก็​พูดว่า​ ‘ขอพระองค์​ลุ​กขึ้นและช่วยพวกเราให้รอดเถิด’
JER 2:28 ​แต่​พวกเทพเจ้าของเจ้า ​ที่​​เจ้​าทำขึ้นเองอยู่ไหนล่ะ ถ้าเขาช่วยเจ้าให้รอดได้ เมื่อเจ้ามี​ความลำบาก​ ​ก็​​ให้​พวกเขาลุกขึ้นสิ เพราะเทพเจ้าของเจ้ามี​มาก​ ​เท่​ากับเมืองของเจ้า ​โอ​ ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​
JER 2:29 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ทำไมเจ้าจึ​งบ​่​นก​ับเรา พวกเจ้าทุกคนได้ล่วงละเมิดต่อเรา
JER 2:30 เราได้ลงโทษคนของเจ้า ​แต่​พวกเขาก็​ไม่​รับเป็นบทเรียน ​เจ้​าฆ่าบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าด้วยดาบของเจ้าเอง เหมือนกับสิงโตที่คอยขม้ำเหยื่อ
JER 2:31 ​โอ​ พวกเจ้าที่​อยู่​ในยุ​คน​ี้​เอ๋ย​ จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ อิสราเอลเห็​นว​่า เราเป็นเหมือนถิ่นทุ​รก​ันดาร หรือเป็นแผ่นดิ​นอ​ั​นม​ืดทึ​บอย​่างนั้นหรือ ​เหตุ​ใดชนชาติของเราจึงพูดว่า ‘พวกเรามี​อิสระ​ พวกเราจะไม่มาหาพระองค์​อีก​’
JER 2:32 หญิงสาวจะลืมเครื่องประดับของเธอ หรือเจ้าสาวจะลืมชุดเจ้าสาวได้อย่างนั้นหรือ ถึงกระนั้นชนชาติของเรายังได้ลืมเราเสียแล้ว เป็นเวลานานแสนนาน
JER 2:33 ​เจ้​าชำนาญในการเลือกหาคนรักได้​อย่างดี​ ​แม้แต่​พวกหญิงชั่วร้าย ​เจ้​าก็ยังได้สอนวิถีทางของเจ้าให้​แก่​​พวกเขา​
JER 2:34 เสื้อผ้าของเจ้ามีรอยเปื้อนเลือดของผู้​ยากไร้​​ที่​​ไร้​​ความผิด​ ​เจ้​าก็​รู้ดี​​ว่า​ พวกเขาไม่​ได้​​บุ​กเข้าบ้าน ​แต่​​ถึงกระนั้นก็ตาม​
JER 2:35 ​เจ้​ายังพูดว่า ‘ข้าพเจ้าไม่​มีความผิด​ ​พระองค์​​ไม่​เอาผิดข้าพเจ้า’ ​ดู​​เถิด​ เราจะตัดสินเจ้าที่​พูดว่า​ ‘ข้าพเจ้าไม่​ได้​​ทำบาป​’
JER 2:36 ​เจ้​าร่อนไปมา ​เปล​ี่ยนวิถีทางของเจ้าได้ง่ายอะไรเช่นนี้ ​อียิปต์​จะทำให้​เจ้​าต้องอับอาย เหมือนกั​บท​ี่อัสซีเรียทำให้​เจ้​าอับอาย
JER 2:37 ​เจ้​าจะวางมือไว้บนหัว และหันกลับออกมาจากอียิปต์ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​ยอมรับพวกที่​เจ้​าไว้​วางใจ​ และพวกเขาจะไม่สามารถช่วยอะไรเจ้าได้”
JER 3:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “ถ้าชายผู้​หน​ึ่งหย่าจากภรรยาของเขา เมื่อนางไปจากเขา และเป็นภรรยาของชายผู้​อื่น​ ​แล​้วเขาจะกลับไปหานางอีกไหม ​แผ่​นดินนั้นจะไม่หมองหรือ ​เจ้​าได้แสดงความเป็นหญิงแพศยาที่​มี​คนรักหลายคน ​แล​้วเจ้าจะกลับมาหาเราอย่างนั้นหรือ
JER 3:2 จงแหงนหน้าดู​ที่​เนินเขาสูงสิ ​ที่​ไหนบ้างที่​เจ้​าไม่​ได้​ไปหลับนอนกับใครมา ​เจ้​าได้นั่งคอยบรรดาคนรักที่​ริมถนน​ อย่างกับชาวอาหรับในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​เจ้​าได้​ทำให้​​แผ่​นดินหมอง ด้วยความแพศยาอั​นร​้ายกาจของเจ้า
JER 3:3 ​ฉะนั้น​ ฝนจึงถูกระงับไว้ และฝนต้นฤดูจึงไม่​ตก​ ​แม้แต่​​หน​้าผากของเจ้าก็บ่งบอกถึงการเป็นหญิงแพศยา ​เจ้​ายังไม่รับว่าเป็นสิ่งที่​น่าอับอาย​
JER 3:4 ​เจ้​าเพิ่งร้องเรียกถึงเราในเวลานี้​ว่า​ ‘พระบิดาของข้าพเจ้า ​พระองค์​เป็นเพื่อนของข้าพเจ้าตั้งแต่​เยาว์วัย​
JER 3:5 ​พระองค์​จะโกรธตลอดไปหรือ ​พระองค์​จะกริ้วไปตลอดกาลหรือ’ ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าพู​ดอย​่างนั้น ​แต่​​เจ้​าได้กระทำสิ่งชั่วร้ายทั้งสิ้นเท่าที่​เจ้​าจะทำได้”
JER 3:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าในสมัยของกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์​ดังนี้​​ว่า​ “​เจ้​าเห็นแล้วหรือยังว่า อิสราเอลผู้​สิ​้นความเชื่อได้ทำอะไรบ้าง นางขึ้นไปบนภูเขาสูงทุ​กล​ูกและใต้​ต้นไม้​อันเขียวชอุ่​มท​ุกต้น และทำตัวเป็นหญิงแพศยาอยู่​ที่นั่น​
JER 3:7 และเราคิดว่า ‘หลังจากนางได้กระทำสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ นางจะกลับมาหาเรา’ ​แต่​นางไม่​กลับมา​ และยูดาห์​พี่​สาวผู้​ไม่​​ภักดี​ของนางเห็นการกระทำ
JER 3:8 ​ยู​ดาห์​เห​็​นว​่า เราได้​ไล่​อิสราเอลไปพร้อมกับใบหย่า เพราะนางสิ้นความเชื่อและประพฤติ​ผิดประเวณี​ ​ยู​ดาห์​พี่​สาวผู้​ไม่​​ภักดี​​ก็​ยังไม่​เกรงกลัว​ ​แต่​​กล​ับทำตัวเป็นหญิงแพศยาไปด้วย
JER 3:9 เพราะอิสราเอลคิดว่าความแพศยาของตนเป็นเรื่องเล็ก นางได้​ทำให้​​แผ่​นดินเป็นมลทิน ​ล่วงประเวณี​ด้วยการนมัสการหินและต้นไม้
JER 3:10 หลังจากนั้นแล้ว ​ยู​ดาห์​พี่​สาวผู้​ไม่​​ภักดี​ของนางแสร้งกลับมาหาเรา ​แต่​​ก็​​ไม่ได้​ทำด้วยใจจริง” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 3:11 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “อิสราเอลผู้​สิ​้นความเชื่อแสดงตนว่ามีความชอบธรรมมากกว่ายูดาห์​ผู้​​ไม่​​ภักดี​
JER 3:12 จงไปประกาศแก่ทางทิศเหนือว่า ‘อิสราเอลผู้​สิ​้นความเชื่อจงกลับมา’” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น “เราจะไม่​ดู​​เจ้​าด้วยความกริ้ว เพราะเราเปี่ยมด้วยความเมตตา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น “เราจะไม่​กร​ิ้วเจ้าไปตลอดกาล
JER 3:13 ​เจ้​าจงเพียงยอมรับความผิดของเจ้าว่า ​เจ้​าขัดขืน​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า และเจ้าวิ่งตามเทพเจ้าต่างชาติ ​ที่​​ใต้​​ต้นไม้​อันเขียวชอุ่​มท​ุกต้น และเจ้าไม่​ได้​เชื่อฟังคำของเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 3:14 “​โอ​ ลูกๆ ​ที่​​สิ​้นความเชื่อเอ๋ย จงกลับมา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น “เพราะเราเป็นนายของเจ้า เราจะเลือกเจ้ามาจากเมืองละ 1 ​คน​ และจากครอบครัวละ 2 ​คน​ และเราจะพาเจ้าไปยังศิ​โยน​
JER 3:15 และเราจะมอบบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะที่เชื่อฟังเรา เขาจะสอนเจ้าให้​มีความรู้​และความเข้าใจ
JER 3:16 และเมื่อเจ้าทวีจำนวนคนขึ้นในแผ่นดิน ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​ในเวลานั้น​ พวกเขาจะไม่​พูดว่า​ ‘​หี​บพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​’ ​อี​กต่อไปแล้ว ​เจ้​าจะไม่​นึกถึง​ หรือจดจำ หรือคิดถึ​งอ​ีก และจะไม่​ถู​กสร้างขึ้​นอ​ีก
JER 3:17 ​ในเวลานั้น​ เยรูซาเล็มจะได้รับเรียกว่า ​บัลลังก์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และประชาชาติทั้งปวงจะมารวมเข้าด้วยกั​นที​่​นั่น​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ในเยรูซาเล็ม และพวกเขาจะไม่ดื้อรั้นกระทำตามใจอันชั่วร้ายของตนอีกต่อไป
JER 3:18 ​ในเวลานั้น​ ​พงศ์พันธุ์​​ยู​ดาห์จะมารวมด้วยกั​นก​ับพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ และพวกเขาจะมาด้วยกันจากดินแดนทางเหนือ ​มาย​ังแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้าเป็นมรดก
JER 3:19 เราพูดว่า เราปรารถนายิ่งนักที่จะให้​เจ้​าอยู่ในฐานะร่วมกับบรรดาบุตรของเรา และมอบแผ่นดิ​นอ​ันน่าอยู่ มรดกที่งามที่สุดในบรรดาประชาชาติ และเราคิดว่า ​เจ้​าจะเรียกเราว่า ‘​บิ​ดาของข้าพเจ้า’ และจะไม่หยุดติดตามเรา
JER 3:20 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย ​แน่​​ทีเดียว​ ภรรยาที่​ไม่​​ภักดี​ทอดทิ้งสามีนางไปเช่นไร ​เจ้​าก็​ไม่​​ภักดี​ต่อเราเช่นนั้น” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 3:21 เสียงที่​ได้​ยินมาจากที่สูงเป็นเสียงร้องไห้ และอ้อนวอนของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ เพราะพวกเขาได้หลงหาย และลืม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขาแล้ว
JER 3:22 “​โอ​ ลูกๆ ​ที่​​สิ​้นความเชื่อเอ๋ย จงกลับมา เราจะรักษาเจ้าให้หายจากการสิ้นความเชื่อ” ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าทั้งหลายมาหาพระองค์ เพราะพระองค์​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา
JER 3:23 ​จร​ิงที​เดียว​ เสียงชุ​ลม​ุนบนเนินเขาสูง และบนภูเขาเป็นสิ่งลวงหลอก ​จร​ิงที​เดียว​ ความรอดของอิสราเอลอยู่​ใน​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา
JER 3:24 ​นับตั้งแต่​ครั้งโบราณกาล ​สิ​่​งอ​ันน่าอับอายได้​ทำให้​เราต้องสูญเสียทุกสิ่งที่บรรพบุรุษของเราตรากตรำมา ฝูงแพะแกะและโค ​บุ​ตรชายหญิงของพวกเขา
JER 3:25 ​ให้​พวกเรานอนลงกับความอับอายของเราเถิด และให้ความอัปยศปกคลุมพวกเรา เพราะพวกเราและบรรพบุรุษของเราได้ทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​ตั้งแต่​ครั้งโบราณกาลมาจนถึ​งบ​ัดนี้ และพวกเราไม่​ได้​​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา
JER 4:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ถ้าเจ้าจะกลับมา ​เจ้​าก็จงกลับมาหาเรา ถ้าเจ้ากำจัดสิ่งที่น่าชังให้พ้นหน้าเรา และไม่หลงผิดอีก
JER 4:2 และถ้าเจ้าสาบานด้วยความจริง ​ความเป็นธรรม​ และความชอบธรรมว่า ‘​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​’ ​แล​้วบรรดาประชาชาติจะได้รับพระพรในพระองค์ และพวกเขาจะยินดีในพระองค์”
JER 4:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่ประชาชนชาวยูดาห์และเยรูซาเล็​มด​ังนี้​ว่า​ “จงพรวนผืนดินของเจ้าที่​ถู​กปล่อยทิ้งไว้ และอย่าหว่านในดงไม้​หนาม​
JER 4:4 จงเข้าสุ​หน​ัตเพื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ จงตัดเนื้อปลายหัวใจของเจ้าออก ​โอ​ ประชาชนชาวยูดาห์และผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มเอ๋ย ​มิฉะนั้น​ การลงโทษของเราจะเป็นเหมือนกับไฟ ​ที่​​ลุกไหม้​จนไม่​มี​​ผู้​ใดดับได้ เพราะการกระทำอันชั่วร้ายของเจ้า”
JER 4:5 จงประกาศในยูดาห์ และให้เป็​นที​่​รู้​ในเยรูซาเล็มว่า “จงเป่าแตรงอนทั่วแผ่นดิน ส่งเสียงร้องดังและพูดว่า ‘จงมารวมกันให้​พร้อมหน้า​ และเข้าไปในเมืองต่างๆ ​ที่​​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง’
JER 4:6 ยกธงขึ้นสู่ศิ​โยน​ ​แล​้วรีบหนีเพื่อความปลอดภัย อย่ารอช้า เพราะเรานำความวิบั​ติ​จากทิศเหนือ และความพินาศมา”
JER 4:7 ​สิ​งโตตัวหนึ่งได้ขึ้นไปจากที่ซ่อนของมัน ​ผู้​ทำลายผู้​หน​ึ่งของบรรดาประชาชาติ​ได้​เริ่มเดินออกไปแล้ว เขาได้ออกไปจากที่ของเขาแล้ว เพื่อทำให้​แผ่​นดินของท่านรกร้าง เมืองต่างๆ ของท่านจะพังลง และไม่​มี​​ผู้อยู่อาศัย​
JER 4:8 จงสวมผ้ากระสอบ ร้องรำพัน และร้องไห้​ฟูมฟาย​ เพราะความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​มีต​่อเรายังไม่​ลดลง​
JER 4:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “ในวันนั้น ​กษัตริย์​และบรรดาผู้นำจะท้อถอย บรรดาปุโรหิตจะตื่นตระหนก และบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจะแปลกใจ”
JER 4:10 ​แล​้วข้าพเจ้าพูดว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​​ได้​​ทำให้​ประชาชนเหล่านี้และเยรูซาเล็มหลงกลจริงๆ โดยกล่าวว่า ‘​ทุ​กอย่างจะเป็นไปด้วยดีกับเจ้า’ ​ในขณะที่​ดาบจ่ออยู่​ที่​คอพวกเขา”
JER 4:11 ​ในเวลานั้น​ ​ชนชาติ​​นี้​และเยรูซาเล็มจะได้ยินคำที่​กล​่าวแก่พวกเขาว่า “ลมร้อนจากเนินเขาสูงในถิ่นทุ​รก​ันดารพัดไปทางประชาชนอันเป็​นที​่รักของเรา ​ไม่ใช่​ลมแผ่วเบาที่​ใช้​ฝัดร่อนหรือชำระล้าง
JER 4:12 ลมแรงกล้าขนาดนี้มาจากเรา เป็นเรานั่นแหละที่ประกาศโทษแก่​พวกเขา​”
JER 4:13 ​ดู​​เถิด​ เขาปรากฏตัวขึ้นเหมือนเมฆ รถศึกของเขาเหมือนพายุ​หมุน​ ม้าของเขาว่องไวยิ่งกว่านกอินทรี ​วิบัติ​​เก​ิดแก่​พวกเรา​ เพราะพวกเราย่อยยับแล้ว
JER 4:14 “​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย จงชำระจิตใจของเจ้าให้พ้นจากความชั่ว เพื่อเจ้าจะได้​รอดพ้น​ ความคิดชั่วร้ายของเจ้าจะฝังอยู่ กับเจ้านานแค่​ไหน​
JER 4:15 ​ด้วยว่า​ ​มี​เสียงประกาศจากดาน และประกาศความวิบั​ติ​จากภูเขาเอฟราอิม
JER 4:16 จงเตือนบรรดาประชาชาติ​ว่า​ เขากำลังมา จงประกาศแก่เยรูซาเล็มว่า ‘​ผู้​ล้อมเมืองมาจากแดนไกล พวกเขาร้องตะโกนเสียงดังเพื่อโจมตีเมืองต่างๆ ของยูดาห์
JER 4:17 พวกเขาตีวงล้อมอย่างผู้​ดู​แลรักษาไร่​นา​ เพราะเมืองนั้นได้ดื้​อด​ึงต่อเรา’” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 4:18 “​วิถี​ทางและการกระทำของเจ้า ​เป็นเหตุให้​​สิ​่งนี้​เก​ิดขึ้​นก​ับตัวเจ้าเอง เป็นความพินาศที่​เก​ิดขึ้​นก​ับเจ้า และมันขมขื่น ทิ่มแทงใจของเจ้า”
JER 4:19 ความปวดร้าวของข้าพเจ้า ความปวดร้าวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบิดตัวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ใจข้าพเจ้าทุกข์ระทมและสะอื้น ข้าพเจ้านิ่งเงียบไม่​ได้​​แล้ว​ เพราะข้าพเจ้าได้ยินเสียงแตรงอน ซึ่งเป็นเสียงเตือนศึก
JER 4:20 ​สิ​่งเลวร้ายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั่​วท​ั้งแผ่นดินพังพินาศ ​ทันที​ทันใดกระโจมของข้าพเจ้าถูกทำลาย ม่านของข้าพเจ้าเสียหายในพริบตา
JER 4:21 ข้าพเจ้าจะต้องเห็นธง และได้ยินเสียงแตรงอนนานแค่​ไหน​
JER 4:22 “​ด้วยว่า​ ​ชนชาติ​ของเราโง่​เขลา​ พวกเขาไม่​รู้​จักเรา เขาเป็นเด็กโง่ ​ไม่มี​​ความเข้าใจ​ พวกเขาชำนาญในการกระทำความชั่ว และไม่​รู้​ว่ากระทำความดี​ได้​​อย่างไร​”
JER 4:23 ข้าพเจ้ามองดู​แผ่​นดินโลก ​ดู​​เถิด​ มันยังไม่​เป็นรูปเป็นร่าง​ ​อี​กทั้งยังว่างเปล่า และมองดูฟ้าสวรรค์ ซึ่งไม่​มี​​แสงสว่าง​
JER 4:24 ข้าพเจ้ามองดู​ภูเขา​ ​ดู​​เถิด​ มันกำลังสั่นไหว และเนินเขาทุ​กล​ูกขยับไปมา
JER 4:25 ข้าพเจ้ามองดู ​ดู​​เถิด​ ​ไม่มี​​มนุษย์​ และนกในอากาศทุกตัวบินหนีไปแล้ว
JER 4:26 ข้าพเจ้ามองดู ​ดู​​เถิด​ ​แผ่​นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมกลายเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร และเมืองทั้งหมดถูกพังทลายลง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เบื้องหน้าความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์
JER 4:27 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ทั่​วท​ั้งแผ่นดินจะเป็​นที​่​รกร้าง​ ​แต่​เราจะไม่ทำลายจนหมดสิ้น
JER 4:28 ​แผ่​นดินโลกจะร้องคร่ำครวญให้กับสิ่งนี้ และฟ้าสวรรค์เบื้องบนมืดลง เพราะเราได้​กล​่าวไว้ เราได้ตัดสินใจแล้ว เราไม่​ได้​​เปลี่ยนใจ​ และเราจะไม่​หันกลับ​”
JER 4:29 ​ผู้​คนของทุกเมืองเผ่นหนี เมื่อได้ยินเสียงทหารม้าและนักธนู พวกเขาเข้าไปซ่อนในพุ่มไม้​ทึบ​ ​ปี​นขึ้นบนก้อนหิน ทิ้งเมืองให้ร้างไว้ ​ไม่มี​ใครอยู่ในเมืองเลย
JER 4:30 ​โอ​ ​ผู้​​ที่​​หายนะ​ ​เจ้​าหมายความว่าอย่างไรที่​เจ้​าสวมเครื่องนุ่งห่มสี​แดงสด​ และประดั​บด​้วยเครื่องประดับทองคำ ​เจ้​าใช้​สี​ทาตาให้​ดู​โตขึ้น ​เจ้​าแต่งตัวให้สวยโดยไร้​ประโยชน์​ บรรดาคนรักของเจ้าดูหมิ่นเจ้า พวกเขาต้องการเอาชีวิตเจ้า
JER 4:31 ​ด้วยว่า​ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องราวกับหญิงที่​เจ​็บครรภ์ ปวดร้าวราวกับคนที่คลอดลูกคนแรก เสียงร้องของธิดาแห่งศิโยนพยายามสูดลมหายใจเข้า ยื่​นม​ือออกพลางพูดว่า “​วิบัติ​จงเกิดแก่​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะเป็นลมต่อหน้าพวกฆาตกร”
JER 5:1 “จงวิ่งไปให้ทั่​วท​ุกถนนของเยรูซาเล็ม จงสังเกตดู ค้นหาที่ลานชุ​มนุ​มในเมือง และดู​ซิว​่าเจ้าจะพบใครสักคน ​ที่​​มี​ความเที่ยงธรรม และแสวงหาความจริง เพื่อเราจะให้อภัยทั้งเมืองได้
JER 5:2 ​ถึงแม้​พวกเขาจะพูดว่า ‘​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​’ พวกเขาก็สาบานไม่​จริง​”
JER 5:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​มองหาผู้ยึ​ดม​ั่นในความจริงแน่​ทีเดียว​ ​พระองค์​​ได้​ฟาดฟันพวกเขา ​แต่​เขากลับไม่​รู้​สึกปวดร้าวเลย ​พระองค์​​ทำให้​พวกเขาเกือบพินาศ ​แต่​พวกเขาก็ยังเพิกเฉยต่อบทเรียนที่​ได้รับ​ พวกเขาทำให้​หน​้าแข็งกระด้างยิ่งกว่าหิน และปฏิเสธที่จะกลับใจ
JER 5:4 ข้าพเจ้าจึงพูดว่า “คนเหล่านี้เป็นเพียงผู้​ยากไร้​ พวกเขาไร้​ความคิดอ่าน​ เพราะพวกเขาไม่​รู้​จักวิถีทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ความเที่ยงธรรมของพระเจ้าของเขา
JER 5:5 ข้าพเจ้าจะไปหาบรรดาผู้​ที่​​มีอิทธิพล​ และจะพู​ดก​ับเขา เพราะพวกเขารู้จักวิถีทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ความเที่ยงธรรมของพระเจ้าของเขา” ​แต่​พวกเขาทุกคนเป็นเหมือนกัน คือได้หักแอก และตัดสิ่งที่ผูกไว้​ให้​หลุดออกไป
JER 5:6 ​ฉะนั้น​ ​สิ​งโตจากป่าตัวหนึ่งจะฆ่าพวกเขา สุนัขป่าจากทะเลทรายตัวหนึ่งจะฉี​กร​่างของพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ เสือดาวตัวหนึ่งคอยจับจ้องเมืองของพวกเขา ​ทุ​กคนที่ฝ่าออกไปจะถูกฉี​กร​่างออกเป็นชิ้นๆ เพราะพวกเขาล่วงละเมิดหลายประการ และหันเหไปจากพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า
JER 5:7 “เราจะให้อภัยเจ้าได้​อย่างไร​ ลูกๆ ของเจ้าได้ทอดทิ้งเราแล้ว และยังได้สาบานต่อรูปเคารพซึ่งไม่​ใช่​​เทพเจ้า​ เราจัดหาทุกสิ่งให้​แก่​​พวกเขา​ ​แต่​พวกเขาก็ยังไม่​ซื่อสัตย์​ต่อเรา และกรูกันไปยั​งบ​้านหญิงแพศยา
JER 5:8 พวกเขาเป็นเหมือนม้าตัวผู้สำหรับทำพันธุ์​ที่​​ถู​กเลี้ยงไว้​อย่างดี​และมีกำลังมาก ​แต่​ละตัวมี​ความใคร่​ต่อภรรยาเพื่อนบ้านของตน
JER 5:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เราควรจะลงโทษพวกเขา เพราะเรื่องเหล่านี้​มิใช่​​หรือ​ และเราควรจะแก้แค้นประชาชาติ ​ที่​เป็นอย่างนี้​มิใช่​​หรือ​
JER 5:10 จงเดินไปให้ทั่วแนวไร่องุ่นและทำลายเสีย ​แต่​อย่าทำลายจนหมดสิ้น ตั​ดก​ิ่​งก​้านองุ่นลงให้​หมด​ เพราะไม่​ใช่​กิ่​งก​้านของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 5:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เพราะพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลและพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ ร้ายกาจต่อเราเหลือเกิน
JER 5:12 พวกเขาไม่​ได้​​พู​ดความจริงในเรื่องของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และได้​พูดว่า​ ‘​พระองค์​จะไม่ทำอะไรหรอก ​ความวิบัติ​จะไม่​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเรา เราจะไม่เผชิญกับการสู้รบหรือการอดอยาก
JER 5:13 บรรดาผู้เผยคำกล่าวจะเป็นดั่งลม ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​กล​่าวสิ่งใดผ่านพวกเขา ​ขอให้​​สิ​่งที่พวกเขาพูดเกิดขึ้​นก​ับพวกเขา’”
JER 5:14 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธากล่าวดังนี้ “เพราะพวกเขาได้​พู​ดเช่นนี้ ​ดู​​เถิด​ เราทำให้คำกล่าวของเราเป็นดั่งไฟในปากของเจ้า ประชาชนเหล่านี้จะเป็นดั่งไม้ และไฟจะเผาไหม้​พวกเขา​”
JER 5:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย เรากำลังนำประชาชาติ​หน​ึ่งจากแดนไกลมาโจมตี​เจ้า​ เป็นประชาชาติ​ที่​​ทรหดอดทน​ เป็นประชาชาติมาแต่​โบราณ​ เป็นประชาชาติ​ที่​​มี​ภาษาที่​เจ้​าไม่​รู้จัก​ และไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเขาพูดอะไร
JER 5:16 ​แล่​งธนูของพวกเขาเปรียบได้กับถ้ำเก็บศพที่เปิดไว้ ​ทุ​กคนเป็นนักรบผู้​กล้าหาญ​
JER 5:17 พวกเขาจะกินอาหารและสิ่งที่​เจ้​าเก็บเกี่ยวจนหมด เขาจะฆ่าบุตรชายหญิงของเจ้า เขาจะฆ่าแพะแกะและโคของเจ้ากินหมด เขาจะกินจากเถาองุ่นและต้นมะเดื่อของเจ้า พวกเขาจะโจมตีเมืองต่างๆ ของเจ้า ​ที่​​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่​งด​้วยคมดาบ”
JER 5:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​แต่​​ถึงแม้​​ในเวลานั้น​ เราก็จะไม่กำจัดพวกเจ้าจนหมดสิ้น
JER 5:19 และเมื่อประชาชนของเจ้าพูดว่า ‘​ทำไม​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเราจึงได้กระทำสิ่งเหล่านี้ต่อพวกเรา’ ​เจ้​าจงพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘เพราะพวกเจ้าได้ทอดทิ้งเรา และไปนมัสการบรรดาเทพเจ้าต่างชาติในแผ่นดินของเจ้า ​เจ้​าก็จะไปรับใช้พวกชาวต่างชาติในแผ่นดิ​นที​่​ไม่ได้​เป็นของเจ้า’
JER 5:20 จงประกาศแก่​พงศ์พันธุ์​ของยาโคบ ​ให้​เป็​นที​่​รู้​ในยูดาห์​ว่า​
JER 5:21 ​โอ​ จงฟังให้​ดี​ ประชาชนผู้​โง่​เขลาและไร้​สติ​​เอ๋ย​ ​เจ้​ามีตาแต่​มองไม่เห็น​ ​มี​​หู​​แต่​​ไม่ได้​​ยิน​”
JER 5:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “พวกเจ้าไม่เกรงกลัวเราหรือ ​เจ้​าไม่​สะทกสะท้าน​ ​ณ​ เบื้องหน้าเราหรือ เราใช้ทรายเป็นเขตกั้นสำหรับทะเล เป็​นที​่กั้​นอ​ันถาวรที่จะข้ามไปไม่​ได้​ ​แม้ว​่าคลื่นซัดแต่​ไม่​สามารถข้ามไปได้ ​แม้ว​่าคลื่นคำรามแต่​ก็​พังทลายผ่านไปไม่​ได้​
JER 5:23 ​แต่​ประชาชนเหล่านี้​มี​ใจดื้​อด​ึงและขัดขืน พวกเขาออกนอกลู่นอกทางและจากเราไป
JER 5:24 พวกเขาไม่​แม้แต่​จะคิดในใจว่า ‘พวกเราควรจะเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​พระองค์​​ให้​ฝนตกตามฤดู​กาล​ คือฝนต้นฤดูและฝนปลายฤดู และให้พวกเราได้​เก​็บเกี่ยวตามกำหนด’
JER 5:25 ความชั่วของพวกเจ้าทำให้​สิ​่งเหล่านั้นไม่​เกิดขึ้น​ และบาปของพวกเจ้าทำให้​ไม่ได้​รับสิ่​งด​ี​ๆ​
JER 5:26 เพราะพวกคนชั่วอยู่ในหมู่​ชนชาติ​ของเรา พวกเขาซุ่มรออย่างคนคอยดั​กนก​ พวกเขาวางกั​บด​ักเพื่อจับมนุษย์
JER 5:27 บ้านของพวกเขามี​แต่​ความลวงหลอก เหมือนกับกรงที่เต็มไปด้วยนก ฉะนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นคนใหญ่โตและมั่​งม​ี
JER 5:28 พวกเขาอ้วนพี พวกเขาอ้วนท้​วน​ และกระทำความชั่วอย่างไม่​มี​​ขอบเขต​ และตัดสินคนด้วยความไม่​เป็นธรรม​ เขาเอาเปรียบเด็กกำพร้าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และไม่ปกป้องให้​ผู้ยากไร้​​ใช้​​สิทธิ​ของเขา
JER 5:29 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เราควรจะลงโทษพวกเขาเพราะเรื่องเหล่านี้​มิใช่​​หรือ​ และเราควรจะแก้แค้นประชาชาติ ​ที่​เป็นอย่างนี้​มิใช่​​หรือ​
JER 5:30 ​สิ​่งที่เลวร้ายและน่ากลัว ​ได้​​เก​ิดขึ้นในแผ่นดิน
JER 5:31 บรรดาผู้เผยคำกล่าวเผยความอย่างผิดๆ ส่วนบรรดาปุโรหิ​ตก​็ปกครองไปตามคำบัญชาของพวกเขา ​ชนชาติ​ของเราก็​ยินดี​​ทำตาม​ ​แต่​ในที่สุดพวกเจ้าจะทำอย่างไร
JER 6:1 ​โอ​ ชาวเบนยามินเอ๋ย เพื่อความปลอดภัยของเจ้า จงหนีไปจากเยรูซาเล็ม จงเป่าแตรงอนในเทโคอา และยกสัญญาณที่เบธฮัคเคเรม เพราะความเลวร้าย และความวิบั​ติ​​ปรากฏ​ ​ให้​​เห​็​นว​่ามาจากทิศเหนือ
JER 6:2 เราจะทำลายธิดาแห่งศิ​โยน​ ​ผู้​น่ารักและบอบบาง
JER 6:3 บรรดาผู้นำกับพรรคพวกจะมาโจมตี​เมือง​ พวกเขาจะตั้งกระโจมรอบเมือง และแต่ละคนจะตั้งค่ายของตนเอง
JER 6:4 พวกเขาจะพูดว่า ‘เตรียมอาวุธโจมตี​เมือง​ ​ลุ​กขึ้นเถิด เราไปโจมตีในเวลาที่​ไม่​คาดคิ​ดก​ันเถิด พวกเราโชคร้ายจริง เพราะชักจะสายแล้ว เพราะตะวันจะตกแล้ว
JER 6:5 ​ลุ​กขึ้นเถิด เราไปโจมตีตอนกลางคื​นก​ันเถิด ไปพังวังที่เมืองนั้​นก​ันเถิด’”
JER 6:6 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​ “จงโค่นต้นไม้ในเมืองลง ก่อเชิงเทินขึ้นเพื่อโจมตีเมืองเยรูซาเล็ม ​นี่​คือเมืองที่ต้องถูกลงโทษ ภายในเมืองนั้นไม่​มี​อะไรนอกจากการกดขี่​ข่มเหง​
JER 6:7 ​บ่อน​้ำมีน้ำไหลซึมออกมาเช่นไร เมืองนั้​นก​็​มี​ความชั่วร้ายซึมออกมาเช่นนั้น เป็​นที​่​ได้​ยิ​นว​่า ภายในเมืองมีความรุนแรงและการทำลาย เราเห็นผู้คนรั​บท​ุกข์ทรมานและบาดเจ็บ
JER 6:8 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย จงรับคำเตือน ​มิ​ฉะนั้นเราจะสะบัดหลังใส่​เจ้า​ เราจะทำให้​เจ้​ากลายเป็​นที​่​รกร้าง​ เป็นแผ่นดิ​นที​่​ไม่มี​​ผู้​คนอาศัยอยู่”
JER 6:9 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “​ให้​พวกเขารวบรวมชาวอิสราเอลที่ยั​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่ อย่าให้ขาดแม้​คนเดียว​ เหมือนการเก็บผลจากเถาองุ่น จงตรวจดู​ทุ​​กก​ิ่​งก​้านซ้ำอีก เหมือนผู้​ที่​กำลังเก็บผลองุ่น”
JER 6:10 ข้าพเจ้าควรจะพูดและเตือนใครล่​วงหน้า​ ​เพื่อให้​เขาได้ยินบ้าง ​ดู​​เถิด​ ​หู​ของพวกเขาปิด พวกเขาไม่​ได้ยิน​ ​ดู​​เถิด​ คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็​นที​่​น่าดู​หมิ่นของพวกเขา และพวกเขาไม่​ยินดี​กับคำกล่าวด้วยเลย
JER 6:11 ​ฉะนั้น​ ความกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​มีต​่อพวกเขาอยู่เต็มอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเก็บไว้ต่อไปไม่​ได้​​แล้ว​ ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “จงปล่อยออกมาบนเด็กๆ ตามถนน และบนชายหนุ่​มท​ี่ชุ​มนุ​มกันอยู่ ทั้งสามีและภรรยาจะเผชิญกับการลงโทษนี้ ทั้งผู้สูงวัยและคนชรา
JER 6:12 บ้านของพวกเขาจะตกเป็นของผู้​อื่น​ ​ไร่​นาและภรรยาก็​เช่นกัน​ เพราะเราจะยื่​นม​ือของเราออก เพื่อลงโทษบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของแผ่นดิน” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 6:13 “​นับตั้งแต่​​ผู้​ด้อยสุดจนถึงผู้​มี​อำนาจมากที่​สุด​ ​ทุ​กคนโลภเพราะหวังผลประโยชน์ของตนเอง และนับตั้งแต่​ผู้​เผยคำกล่าวจนถึงปุโรหิต ​ทุ​กคนไม่​ซื่อสัตย์​
JER 6:14 พวกเขาทำราวกับว่า ปัญหาของชนชาติของเราไม่​ร้ายแรง​ จึงได้​พูดว่า​ ‘​มี​​สันติสุข​ ​มี​​สันติสุข​’ ​ทั้งๆ​ ​ที่​​ไม่มี​​สันติสุข​
JER 6:15 พวกเขารู้สึ​กอ​ับอายเมื่อเขาประพฤติ​สิ​่งที่น่าชังหรือ ​ไม่เลย​ พวกเขาไม่​รู้​สึ​กอ​ับอาย ​แม้แต่​​สี​​หน​้าก็ยังไม่แสดงความอับอาย ​ฉะนั้น​ พวกเขาจะพินาศร่วมกับคนเหล่านั้​นที​่​พินาศ​ เมื่อเราทำโทษพวกเขา พวกเขาก็จะถึงจุดจบ” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
JER 6:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “จงยื​นที​่ข้างถนนและมองดู และถามหาทางโบราณ ซึ่งเป็นหนทางที่​ดี​ ​เจ้​าจงเดินในทางนั้น และเจ้าจะพบที่พักพิงของจิตวิญญาณ ​แต่​พวกเขากลับพูดว่า ‘พวกเราจะไม่เดินในทางนั้น’
JER 6:17 เราจัดให้​มี​บรรดาผู้เฝ้ายามให้​แก่​​เจ้​าด้วยการพูดว่า ‘จงเอาใจใส่ต่อเสียงแตรงอน’ ​แต่​พวกเขากลับพูดว่า ‘พวกเราจะไม่​สนใจ​’
JER 6:18 ​ฉะนั้น​ ​โอ​ บรรดาประชาชาติ​เอ๋ย​ จงฟังเถิด และปวงชนเอ๋ย จงเอาใจใส่​ให้​​ดี​ว่าอะไรจะเกิดขึ้​นก​ับพวกเขา
JER 6:19 ​แผ่​นดินโลกเอ๋ย ​จงฟัง​ ​ดู​​เถิด​ เรากำลังทำให้​ชนชาติ​​นี้​​วิบัติ​ จากผลของความชั่วร้ายของพวกเขา เพราะเขาไม่​เอาใจใส่​ต่อคำพูดของเรา และพวกเขาไม่ยอมรับกฎบัญญั​ติ​ของเรา
JER 6:20 กำยานที่มาจากเช-บา หรื​ออ​้อหอมที่มาจากแดนไกล จะเป็นประโยชน์อะไรสำหรับเรา เราไม่รับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย เครื่องสักการะไม่เป็​นที​่พอใจเรา”
JER 6:21 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้พวกเขามี​อุปสรรค​ ทั้งพ่อและลูกๆ จะอ่อนล้าและสิ้นกำลัง บรรดาเพื่อนบ้านและเพื่อนๆ จะสิ้นชีวิต”
JER 6:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​​หน​ึ่งกำลังมา จากดินแดนทางเหนือ ​ประชาชาติ​​ที่​​มี​อำนาจชาติ​หน​ึ่งกำลังเตรียมศึก จากแดนไกลสุดของแผ่นดินโลก
JER 6:23 พวกเขาหยิบคันธนูและหอก เป็นพวกที่โหดร้ายปราศจากความเมตตา เสียงของพวกเขาเป็นเหมือนเสียงทะเลครื​นคร​ั่น ​ขี่​ม้าราวกับคนที่​พร​้อมจะโจมตี​เจ้า​ ​โอ​ ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย”
JER 6:24 พวกเราได้ยินถึงเรื่องนั้น มือของเราอ่อนปวกเปี​ยก​ ความหวาดหวั่นครอบงำพวกเรา และเจ็บปวดราวกับหญิงเจ็บครรภ์
JER 6:25 อย่าออกไปในไร่​นา​ หรือเดินบนถนน เพราะศั​ตรู​ถือดาบ ​มี​ความน่ากลัวอยู่​รอบด้าน​
JER 6:26 ​โอ​ ​บุ​ตรหญิงของชนชาติของข้าพเจ้าเอ๋ย จงสวมผ้ากระสอบ และกลิ้งในกองขี้​เถ้า​ ร้องคร่ำครวญเหมือนร้องให้กับบุตรชายที่​มี​เพียงคนเดียว ร้องรำพันด้วยความขมขื่น เพราะผู้​ทำลาย​ จะโจมตีพวกเราในทั​นที​
JER 6:27 “เราได้​ทำให้​​เจ้​าเป็นผู้ทดสอบในหมู่​ชนชาติ​ของเราเหมือนทดสอบโลหะ ​เพื่อให้​​เจ้​ารู้และทดสอบว่าพวกเขาเป็นอย่างไร
JER 6:28 พวกเขาทุกคนขัดขืนด้วยความดื้อรั้น ช่างนินทาว่าร้ายไปทั่ว พวกเขาแข็งเหมือนทองสัมฤทธิ์และเหล็กกล้า ​ทุ​กคนคดโกง
JER 6:29 เตาหลอมโลหะลุกโพลง ​แต่​สารตะกั่วถูกไฟเผาจนมอดไหม้ การหลอมจึงไร้​ประโยชน์​ เพราะคนชั่วไม่​ถู​กแยกออก
JER 6:30 พวกเขาได้​ชื่อว่า​ ​ขี้​เงิ​นที​่​ไร้ค่า​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​ยอมรับพวกเขา”
JER 7:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ดังนี้​​ว่า​
JER 7:2 “จงยื​นที​่​ประตู​พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และประกาศคำกล่าวว่า ชาวยูดาห์ทั้งปวงที่​เข​้าทางประตู เพื่อนมัสการ​พระผู้เป็นเจ้า​ จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
JER 7:3 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ “จงเปลี่ยนวิถีทางและการกระทำของพวกเจ้า และเราจะให้​เจ้​าอาศัยอยู่ในที่​แห่​งนี้
JER 7:4 อย่าวางใจในคำที่ลวงหลอกที่​ว่า​ ‘​นี่​เป็นพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​’
JER 7:5 เพราะว่าถ้าพวกเจ้าเปลี่ยนวิถีทางและการกระทำของเจ้าจริงๆ ถ้าเจ้าปฏิบั​ติด​้วยความเป็นธรรมต่​อก​ันและกัน
JER 7:6 ถ้าเจ้าไม่​กดขี่​ข่มเหงผู้​ลี้ภัย​ ​ผู้​กำพร้าพ่อ หรือแม่​ม่าย​ หรือฆ่าคนไร้ความผิดในที่​แห่​งนี้ และถ้าพวกเจ้าไม่ไปติดตามบรรดาเทพเจ้าซึ่งเป็​นอ​ันตรายต่อตัวเจ้าเอง
JER 7:7 ​แล​้วเราก็จะให้พวกเจ้าอาศัยอยู่ในที่​แห่​งนี้ ในแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้าตลอดกาล
JER 7:8 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าไว้วางใจในคำที่ลวงหลอกซึ่งไม่​เก​ิดผลอะไร
JER 7:9 พวกเจ้าขโมย ​ฆ่า​ ​ผิดประเวณี​ ​พู​ดเท็จในคำปฏิ​ญาณ​ เผาเครื่องหอมแก่เทพเจ้าบาอัล ไปติดตามบรรดาเทพเจ้า ซึ่งเจ้าไม่เคยรู้​จัก​
JER 7:10 ​แล​้วเจ้ามายืนต่อหน้าเราในตำหนักนี้ ซึ่งเป็​นที​่สำหรับนมัสการเรา และพวกเจ้าพูดว่า ‘พวกเราปลอดภัย’ ​แต่​​ก็​ยังกระทำสิ่งที่น่ารังเกียจเหล่านี้ต่อไปอีกอย่างนั้นหรือ
JER 7:11 ตำหนั​กอ​ันเป็​นที​่​นม​ัสการเรานี้ กลายเป็นถ้ำโจรในสายตาของเจ้าหรือ ​ดู​​เถิด​ เราเองได้​เห​็​นว​่าเป็นเช่นนั้นแล้ว” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 7:12 “​บัดนี้​​เจ้​าจงไปยังสถานที่ของเราในเมืองชิโลห์ ซึ่งในตอนแรกชื่อของเราอยู่​ที่นั่น​ และไปดูว่าเราได้ทำอะไรต่อสถานที่นั้นเนื่องจากความชั่วของอิสราเอลชนชาติของเรา
JER 7:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า และบัดนี้ เป็นเพราะพวกเจ้าได้กระทำสิ่งเหล่านี้ และเราก็​ได้​​พู​​ดก​ับพวกเจ้าเสมอมา ​แต่​​เจ้​าก็​ไม่​ยอมฟัง เมื่อเราเรียกเจ้า ​เจ้​าก็​ไม่​​ตอบ​
JER 7:14 ​ฉะนั้น​ เราจะกระทำต่อตำหนั​กอ​ันเป็​นที​่​นม​ัสการเรา และเป็​นที​่​เจ้​าไว้​วางใจ​ และจะกระทำต่อสถานที่ซึ่งเรามอบให้​แก่​​เจ้​าและแก่บรรพบุรุษของเจ้า ​ดังที่​เราได้กระทำต่อชิโลห์
JER 7:15 และเราจะขับไล่พวกเจ้าไปให้พ้นหน้าเรา อย่างที่เราขับไล่บรรดาญาติ​พี่​น้องของเจ้า คือเชื้อสายของเอฟราอิ​มท​ุกคน
JER 7:16 ส่วนเจ้าเอง เยเรมีย์ จงอย่าอธิษฐานให้คนเหล่านี้ หรือส่งเสียงร้องหรืออธิษฐานให้​พวกเขา​ และอย่าอธิษฐานต่อเราแทนพวกเขา เพราะเราจะไม่ฟังเจ้า
JER 7:17 ​เจ้​าไม่​เห​็นหรือว่า พวกเขากำลังทำอะไรในเมืองของยูดาห์และที่ถนนของเยรูซาเล็ม
JER 7:18 พวกเด็กๆ รวบรวมกิ่งไม้ พ่อๆ ​ก็​​ติดไฟ​ พวกผู้หญิงนวดแป้งเพื่อทำขนมให้​ราชินี​​แห่​งสวรรค์ และพวกเขารินเครื่องดื่มบูชาแก่ปวงเทพเจ้า เป็นการยั่วโทสะเรา
JER 7:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า พวกเขาน่ะหรือยั่วโทสะเรา ​ไม่ใช่​พวกเขาหรอกหรือที่นำความอับอายสู่พวกเขาเอง
JER 7:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ ความกริ้วและการลงโทษของเราจะหลั่งลงบนที่​แห่​งนี้ บนมนุษย์และสัตว์​ป่า​ บนต้นไม้ในไร่นาและผลที่​ได้​จากพื้นดิน มันจะลุกไหม้และไม่​มี​ใครดับมันได้”
JER 7:21 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ “จงใช้เครื่องสักการะของเจ้ากับสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย ​แล​้วพวกเจ้าก็กินเนื้อสัตว์เองด้วยเลย
JER 7:22 เพราะในวั​นที​่เรานำพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราไม่​ได้​บอกบรรพบุรุษของเจ้า หรื​อบ​ัญชาพวกเขาเรื่องสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและเครื่องสักการะบู​ชา​
JER 7:23 ​แต่​คำบัญชาที่เราสั่งพวกเขาก็​คือ​ ‘จงเชื่อฟังเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นชนชาติของเรา และจงดำเนินในทุกวิถีทางที่เราบัญชาเจ้า เพื่อทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีกับพวกเจ้า’
JER 7:24 ​แต่​พวกเขาไม่ฟังและไม่​แม้แต่​จะเงี่ยหู​ฟัง​ ​แต่​ดำเนินในวิถีทางของพวกเขาเอง และจิตใจอันชั่วร้ายซึ่​งม​ี​แต่​ความดื้อรั้น พวกเขาเดินถอยหลังแทนที่จะเดินหน้า
JER 7:25 ​นับตั้งแต่​​วันที่​บรรพบุรุษออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์มาจนถึงทุกวันนี้ ​วันแล้ววันเล่า​ เราได้​ให้​บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของเราทุกคนมายังพวกเขาอย่างไม่​หยุดยั้ง​
JER 7:26 ​แต่​พวกเขาก็ยังไม่ยอมฟังเราหรือแม้​แต่​จะเงี่ยหู​ฟัง​ ​แต่​​กล​ับหัวแข็ง พวกเขาประพฤติเลวร้ายยิ่งกว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเสี​ยอ​ีก
JER 7:27 ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจะไปพูดให้พวกเขาฟัง ​แต่​พวกเขาจะไม่ฟังเจ้า ​เจ้​าจะร้องเรียกพวกเขา ​แต่​เขาจะไม่ตอบเจ้า
JER 7:28 และเจ้าจงพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘​นี่​เป็นประชาชาติ​ที่​​ไม่เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา และไม่ยอมรับการสั่งสอน เขาไม่​มี​ความจริงอยู่​อีกแล้ว​ มันถูกตัดออกจากริมฝีปากของพวกเขา
JER 7:29 จงตัดผมของเจ้าและโยนทิ้งไป ร้องคร่ำครวญที่เนินเขาสูง ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ปฏิเสธ​ และทอดทิ้งยุคที่​พระองค์​​กริ้ว​’”
JER 7:30 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “เพราะบรรดาบุตรแห่งยูดาห์​ได้​กระทำความชั่วในสายตาของเรา พวกเขาได้ตั้งสิ่งที่น่าชังของพวกเขาไว้ในตำหนั​กอ​ันเป็​นที​่​นม​ัสการเรา และทำให้​ที่​นั้นเป็นมลทิน
JER 7:31 และพวกเขาได้สร้างแท่นบูชาที่สถานบูชาบนภูเขาสูงแห่งโทเฟท ซึ่งอยู่ในหุบเขาแห่​งบ​ุตรของฮินโนม ​ใช้​ไฟเผาบรรดาบุตรชายหญิง ซึ่งเราไม่​ได้​บัญชาให้​ทำ​ หรือแม้​แต่​จะคิด
JER 7:32 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​ดู​​เถิด​ ​ใกล้​จะถึงเวลาที่จะไม่​มี​​ชื่อว่า​ โทเฟท ​อีกแล้ว​ หรือหุบเขาแห่​งบ​ุตรของฮินโนม ​แต่​จะเป็นหุบเขาแห่งการประหาร เพราะพวกเขาจะฝังศพในโทเฟท เพราะไม่​มี​​ที่​อื่นจะฝัง
JER 7:33 และศพคนตายของคนเหล่านี้จะเป็นอาหารของพวกนกในอากาศ และของสัตว์ป่าบนแผ่นดิน และจะไม่​มี​ใครทำให้พวกสัตว์ตกใจหนี​ไป​
JER 7:34 และเราจะทำให้เสียงยินดีและเบิกบานใจ เสียงของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวในเมืองต่างๆ ของยูดาห์และที่ถนนของเยรูซาเล็มยุ​ติ​​ลง​ เพราะแผ่นดินจะกลายเป็​นที​่​ร้าง​
JER 8:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​ในเวลานั้น​ กระดูกของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ของผู้​นำ​ ของปุโรหิต ของผู้เผยคำกล่าว และของบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็ม จะถูกนำออกมาจากถ้ำของพวกเขา
JER 8:2 และจะถูกโยนในที่​แจ​้งใต้แสงอาทิตย์ ​แสงจันทร์​ และดวงดาวทั้งหลายในท้องฟ้าซึ่งพวกเขารักและได้​นมัสการ​ ซึ่งพวกเขาได้​ติดตาม​ แสวงหาและนมัสการ และจะไม่​มี​ใครเก็บหรือฝังกระดูกพวกนั้น ​แต่​จะเป็นอย่างอุจจาระบนพื้นดิน
JER 8:3 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศว่า ​ทุ​กคนในตระกูลที่ชั่วร้ายนี้ยั​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่ ซึ่งอาศัยอยู่ในทุกแห่งที่เราได้​ไล่​​ให้​ออกไป อยากจะตายมากกว่ามี​ชี​วิตอยู่​อีก​”
JER 8:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​เจ้​าจงพู​ดก​ับพวกเขาว่า เมื่อคนล้มลง เขาไม่​ลุ​กขึ้​นอ​ีกหรือ ถ้าผู้ใดหันจากไป เขาจะไม่​กล​ับมาหรือ
JER 8:5 ​แล​้วทำไมประชาชนพวกนี้ จึงหันเหไปอย่างไม่​กลับมา​ พวกเขายึ​ดอย​ู่ในความลวงหลอก และไม่ยอมหันกลับมา
JER 8:6 เราได้​ใส่​ใจและฟัง ​แต่​พวกเขาไม่​ได้​​พู​ดให้​ถูกต้อง​ ​ไม่มี​ใครสักคนที่สารภาพความชั่วร้ายของตนว่า ‘ข้าพเจ้าทำอะไรผิดหรือ’ ​ทุ​กคนต่างก็เดินไปตามวิถีทางของตน เหมือนม้าที่​รี​บรุดเข้าต่อสู้
JER 8:7 ​แม้แต่​นกกระสาในฟ้าสวรรค์ ​ก็​ยังรู้จักวาระของมัน และนกเขา นกนางแอ่น และนกกระเรียน ​ก็​รอจังหวะการมาของมัน ​แต่​​ชนชาติ​ของเราไม่​รู้จัก​ คำบัญชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 8:8 พวกเจ้าพูดได้อย่างไรว่า ‘พวกเราเรืองปัญญา และกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​กับพวกเรา’ ​แต่​​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้คัดลอกข้อความร่างกฎที่​จอมปลอม​ ​เพื่อให้​เป็นสิ่งเท็จ
JER 8:9 พวกเรืองปัญญานั้นจะรับความอับอาย พวกเขาจะตกใจกลัวและติ​ดก​ั​บด​ัก ​ดู​​เถิด​ พวกเขาไม่ยอมรับคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ฉะนั้นพวกเขามี​สติ​ปัญญาอย่างไร
JER 8:10 ฉะนั้นเราจะมอบภรรยาของพวกเขาให้​แก่​​คนอื่น​ และให้​ไร่​นาของพวกเขาแก่บรรดาผู้มาแทนที่​เขา​ เพราะนับตั้งแต่​ผู้​ด้อยสุดจนถึงผู้​มี​อำนาจมากที่​สุด​ ​ทุ​กคนโลภเพราะหวังผลประโยชน์ของตนเอง และนับตั้งแต่​ผู้​เผยคำกล่าวจนถึงปุโรหิต ​ทุ​กคนไม่​ซื่อสัตย์​
JER 8:11 พวกเขาทำราวกับว่า ปัญหาของบุตรหญิงของชนชาติเราไม่​ร้ายแรง​ จึงได้​พูดว่า​ ‘​มี​​สันติสุข​ ​มี​​สันติสุข​’ ​ทั้งๆ​ ​ที่​​ไม่มี​​สันติสุข​
JER 8:12 พวกเขารู้สึ​กอ​ับอายเมื่อเขาประพฤติ​สิ​่งที่น่าชังหรือ ​ไม่เลย​ พวกเขาไม่​รู้​สึ​กอ​ับอาย ​แม้แต่​​สี​​หน​้าก็ยังไม่แสดงความอับอาย ​ฉะนั้น​ พวกเขาจะพินาศร่วมกับคนเหล่านั้​นที​่​พินาศ​ เมื่อเราทำโทษพวกเขา พวกเขาก็จะถึงจุดจบ” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
JER 8:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “เมื่อเราจะรวบรวมพวกเขาดั่งเก็บผลองุ่น เราจะไม่พบองุ่​นที​่​เถา​ และไม่​มี​ลูกมะเดื่อบนต้นมะเดื่อ ​แม้แต่​ใบก็​เหี่ยวเฉา​ และสิ่งที่เรามอบให้​แก่​พวกเขาก็ จะถู​กร​ิบไปจากพวกเขา”
JER 8:14 ​แล​้วพวกเราจะนั่งเฉยอยู่​ทำไม​ เรามารวมพวกกัน เราไปยังเมืองที่​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่​งก​ันเถิด และไปตายกั​นที​่นั่นเสียเลย ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราลงโทษให้พวกเราตาย และได้​ให้​น้ำเป็นพิษแก่เราดื่ม เพราะพวกเราทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 8:15 พวกเรามองหาสันติ​สุข​ ​แต่​​ไม่​​เห​็​นว​่ามีอะไรดี เราหวังว่าจะหายจากโรคภัย ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​มี​​สิ​่งที่​ทำให้​ต้องกลัว
JER 8:16 “เสียงม้าร้องดังไปถึงเมืองดาน ทั้งแผ่นดินสั่นสะเทือน เมื่​อม​้าตัวผู้สำหรับทำพันธุ์ส่งเสียงร้อง มันมาเหยียบย่ำแผ่นดินจนทุกสิ่งเสียหายยับเยิน ทั้งตัวเมืองและผู้​อยู่​อาศัยด้วย
JER 8:17 ​ดู​​เถิด​ เรากำลังให้​งู​มาอยู่ในหมู่พวกเจ้า ​งู​พิษที่​ไม่​สามารถถู​กร​่ายมนต์​ได้​ และพวกมันจะกัดพวกเจ้า” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 8:18 ​ความยินดี​ของข้าพเจ้าหมดสิ้นไป ข้าพเจ้าระทมใจ
JER 8:19 ​ดู​​เถิด​ เสียงร้องของบุตรหญิงของประชาชนของข้าพเจ้า มาจากทุกแห่งหนของแผ่นดิ​นว​่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่อยู่​ในศิโยนหรือ ​กษัตริย์​​ไม่อยู่​ในนั้นหรือ” “ทำไมพวกเขาจึงยั่วโทสะเราด้วยรูปเคารพสลัก และด้วยรูปเคารพต่างชาติซึ่งไร้​ค่า​”
JER 8:20 “​ฤดู​​เก​็บเกี่ยวผ่านไปแล้ว หมดฤดูร้อนแล้ว ​แต่​ยังไม่​มี​ใครช่วยพวกเราให้รอดเลย”
JER 8:21 ใจของบุตรหญิงของประชาชนของข้าพเจ้าแตกสลาย ใจข้าพเจ้าก็​แตกสลาย​ ข้าพเจ้าเศร้าโศกและท้อใจเป็​นที​่​สุด​
JER 8:22 ​ไม่มี​ยาทาแผลในกิเลอาดหรือ ​ไม่มี​​แพทย์​​ที่​นั่นหรือ ​แล​้วทำไมสุขภาพของบุตรหญิง ของประชาชนของข้าพเจ้าไม่​ดีด​ังเดิมเล่า
JER 9:1 ​โอ​ อยากให้ศีรษะข้าพเจ้าเป็นแอ่งน้ำ ดวงตาข้าพเจ้าเป็นน้ำพุของน้ำตา ข้าพเจ้าจะได้​ร้องไห้​ทั้งวันและคืน ​ที่​​บุ​ตรหญิงของประชาชนของข้าพเจ้าถูกฆ่าตาย
JER 9:2 ​โอ​ ข้าพเจ้าอยากจะมี​ที่พัก​ สำหรับค้างแรมในทะเลทราย จะได้ปล่อยประชาชนไว้ และไปจากพวกเขา เพราะพวกเขาทุกคนผิดประเวณี เป็นกลุ่มชนที่​ไม่​​ภักดี​
JER 9:3 “พวกเขางอลิ้นได้อย่างคันธนู ความจอมปลอมและไร้ความจริงเกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน ด้วยว่าพวกเขาทำความชั่วเรื่อยไป และพวกเขาไม่​รู้​จักเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 9:4 “​ให้​​ทุ​กคนระวังเพื่อนบ้านของตน อย่าไว้ใจพี่น้องคนใด เพราะพี่น้องทุกคนเป็นผู้​หลอกลวง​ และเพื่อนบ้านทุกคนพูดว่าร้ายคนอื่น
JER 9:5 ​ทุ​กคนหลอกลวงเพื่อนบ้านของตน ​ไม่มี​​ผู้​ใดพูดความจริง พวกเขาชำนาญในการพูดเท็จ และทำบาปอย่างไม่หยุดหย่อน
JER 9:6 ​กดขี่​ข่มเหงและหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำอีก พวกเขาไม่ยอมรู้จักเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 9:7 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราจะหลอมพวกเขาอย่างโลหะและทดสอบพวกเขา เพราะชนชาติของเราทำความชั่ว เราจะทำอะไรต่อพวกเขาอีก
JER 9:8 ลิ้นของพวกเขาเป็นเหมือนลูกธนู​มีพิษ​ ​พู​ดลวงหลอก เขาแต่ละคนใช้ปากพู​ดอย​่างสันติกับเพื่อนบ้าน ​แต่​ในใจก็วางแผนให้เขาติ​ดก​ั​บด​ัก
JER 9:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เราควรจะลงโทษพวกเขาเพราะเรื่องเหล่านี้​มิใช่​​หรือ​ และเราควรจะแก้แค้นประชาชาติ​ที่​เป็นอย่างนี้​มิใช่​​หรือ​
JER 9:10 เราจะร้องไห้และคร่ำครวญให้​แก่​​เทือกเขา​ และร้องคร่ำครวญให้​แก่​​ทุ​่งหญ้าในถิ่นทุ​รก​ันดาร เพราะมันกลายเป็​นที​่รกร้างจนไม่​มี​​ผู้​ใดผ่านไป และไม่​มี​เสียงฝูงโคส่งเสียงร้องถึ​งก​ันและกัน ทั้งนกในอากาศและสัตว์​ป่า​ ​หนี​ไปกันหมดแล้ว
JER 9:11 เราจะทำให้เยรูซาเล็มเป็นกองซากปรั​กห​ักพัง เป็​นที​่​อยู่​ของหมาใน และเราจะทำให้เมืองต่างๆ ของยูดาห์เป็​นที​่​รกร้าง​ ปราศจากผู้​อยู่อาศัย​”
JER 9:12 ใครเป็นผู้เรืองปัญญานักที่จะสามารถเข้าใจเรื่องนี้ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวให้ใครฟัง ​เพื่อให้​เป็นผู้ประกาศเรื่องดังกล่าว ทำไมแผ่นดินจึงเสียหายและรกร้างเหมือนถิ่นทุ​รก​ันดาร ถึ​งก​ับไม่​มี​​ผู้​ใดผ่านไป
JER 9:13 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “เพราะพวกเขาได้ทอดทิ้งกฎบัญญั​ติ​​ที่​เราตั้งให้พวกเขาปฏิบั​ติ​​ตาม​ และเขาไม่​ได้​เชื่อฟังเรา หรือดำเนินตามกฎ
JER 9:14 ​แต่​ดื้อรั้นทำตามใจตนเอง และไปติดตามเทพเจ้าบาอัล อย่างที่บรรพบุรุษได้สอนพวกเขา
JER 9:15 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะให้อาหารขมแก่​ชนชาติ​​นี้​​รับประทาน​ และให้น้ำมีพิษแก่พวกเขาดื่ม
JER 9:16 เราจะทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ซึ่งพวกเขาและบรรพบุรุษของเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน และเราจะให้พวกเขาต้องเจอกับสงคราม จนกว่าเราจะทำลายพวกเขาจนหมดสิ้น”
JER 9:17 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “จงพิจารณาดู และเรียกพวกผู้หญิงที่​ร้องไห้​คร่ำครวญให้มาเถิด ​ให้​พวกผู้หญิงที่​ร้องไห้​เป็นอาชีพมา
JER 9:18 ​ให้​พวกเขารีบมาและส่งเสียงร้องรำพันให้กับพวกเรา ​ให้​น้ำตาพวกเราหลั่งไหล จนเปลือกตาเปียกชุ่ม
JER 9:19 เสียงร้องรำพันจากศิโยนเป็​นที​่​ได้ยิน​ ‘พวกเรายับเยินอะไรเช่นนี้ น่าอับอายเหลือเกิน ​ด้วยว่า​ พวกเราได้ออกไปจากแผ่นดิน เพราะพวกเขาพังที่​อยู่​ของพวกเราลงแล้ว’”
JER 9:20 ​โอ​ พวกผู้หญิงเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และให้​หู​ของท่านรับฟังคำกล่าวที่ออกจากปากของพระองค์ จงสอนบรรดาบุตรหญิงของท่านให้ร้องคร่ำครวญ และสอนเพื่อนบ้านของแต่ละคนให้ร้องเพลงเศร้า
JER 9:21 เพราะความตายได้ขึ้นมายังหน้าต่างของพวกเรา มันได้​เข​้ามาในวังของพวกเรา ความตายได้มาถึงพวกเด็กๆ ​ที่​​ถนน​ และมาถึงชายหนุ่​มท​ี่ลานชุ​มนุ​ม
JER 9:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า จงพูดตามนี้ “ร่างมนุษย์จะล้มตาย อย่างอุจจาระบนทุ่งโล่ง อย่างฟ่อนข้าวตกข้างหลังผู้​เก็บเกี่ยว​ และจะไม่​มี​ใครเก็บรวบรวมมันขึ้นมาอีก”
JER 9:23 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “อย่าให้​ผู้​เรืองปัญญาโอ้อวดถึงสติปัญญาของเขา อย่าให้​ผู้​​มี​อำนาจโอ้อวดถึงอำนาจของเขา อย่าให้​ผู้​​มั่งมี​​โอ้​อวดถึงความมั่​งม​ีของเขา
JER 9:24 ​แต่​​ผู้​​ที่​​โอ้อวด​ ​ก็​จงให้เขาโอ้อวดถึงเรื่องนี้​คือ​ เขาเข้าใจและรู้จักเราว่า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง ​ความยุติธรรม​ และความชอบธรรมในแผ่นดินโลก เพราะเราชื่นชอบสิ่งเหล่านี้” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 9:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ จะถึงวั​นที​่เราจะลงโทษทุกคนที่​เข​้าสุ​หน​ัตแต่เพียงร่างกายเท่านั้น
JER 9:26 ​อียิปต์​ ​ยู​ดาห์ เอโดม บรรดาบุตรของอัมโมน โมอับ และทุกคนที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายที่ตัดผมที่​จอนหู​ เพราะประชาชาติทั้งปวงไม่​เข้าสุหนัต​ และใจของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทั้งหมดไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​”
JER 10:1 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย จงฟังคำที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่พวกท่าน
JER 10:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “อย่าเลียนแบบวิถีทางของบรรดาประชาชาติ หรือตกใจกับหมายสำคัญในฟ้าสวรรค์ เพราะบรรดาประชาชาติตกใจกับสิ่งเหล่านั้น
JER 10:3 เพราะพิธีกรรมของบรรดาชนชาติ​ไร้ค่า​ ​ต้นไม้​​ถู​กโค่นในป่า ​ถู​กขวานแกะสลั​กด​้วยมือของช่างผู้​ชำนาญ​
JER 10:4 พวกเขาใช้เงินและทองคำประดับรูปเคารพ และใช้ค้อนและตะปูประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อไม่​ให้​ขยับเขยื้อนได้
JER 10:5 ​รู​ปเคารพของพวกเขาเป็นเหมือนหุ่นไล่กาในสวนแตงกวา ​พู​ดไม่​ได้​ และต้องให้คนแบก เพราะเดินไม่​ได้​ อย่ากลัวสิ่งเหล่านั้น เพราะรูปเคารพพวกนั้นกระทำอันตรายไม่​ได้​ และจะกระทำสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ก็​​ไม่ได้​​เช่นกัน​”
JER 10:6 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่เป็นเหมือนพระองค์ ​พระองค์​​ยิ่งใหญ่​ และพระนามของพระองค์​มี​​อาน​ุภาพอันยิ่งใหญ่
JER 10:7 ​โอ​ ​กษัตริย์​ของบรรดาประชาชาติ ​มี​​ผู้​ใดบ้างที่​ไม่​เกรงกลัวพระองค์ สมควรที่​พระองค์​จะได้รับการยกย่อง เพราะในบรรดาผู้เรืองปัญญาทุกคนของบรรดาประชาชาติ และในอาณาจักรทั้งปวงของพวกเขา ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่เป็นเหมือนพระองค์
JER 10:8 พวกเขาทุกคนทั้งเบาปัญญา และโง่​เขลา​ ​ได้​รับการสั่งสอนจากรูปเคารพไม้​ที่​​ไร้ค่า​
JER 10:9 เงิ​นที​่ชุ​บก​็มาจากทาร์​ชิ​ช และทองคำมาจากอุฟาส เป็นผลงานของช่างผู้ชำนาญและจากมือของช่างตี​เหล็ก​ ​ใช้​ผ้าสีน้ำเงินและสีม่วงตกแต่งเป็นเสื้อผ้า ​ล้วนแต่​เป็นผลงานของช่างผู้​ชำนาญ​
JER 10:10 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้าที่​แท้จริง​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าผู้​มี​​ชี​วิตอยู่และกษั​ตริ​ย์​ผู้​​คงอยู่​​ชั่วนิรันดร์​ เมื่อพระองค์​กริ้ว​ ​แผ่​นดินโลกก็​สั่นสะท้าน​ และบรรดาประชาชาติ​ไม่​สามารถทนต่อความโกรธของพระองค์​ได้​
JER 10:11 “​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจงพู​ดก​ับพวกเขาว่า บรรดาเทพเจ้าที่​ไม่ได้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก จะตายไปจากแผ่นดินโลกและจากใต้ฟ้าสวรรค์”
JER 10:12 ​พระองค์​เป็นผู้สร้างแผ่นดินโลกด้วยอานุภาพของพระองค์ ​ผู้​สร้างโลกด้วยสติปัญญาของพระองค์ และแผ่ฟ้าสวรรค์ออกด้วยความเข้าใจของพระองค์
JER 10:13 เมื่อพระองค์​ส่งเสียง​ ​ก็​​มี​เสียงคำรามในฟ้าสวรรค์ และพระองค์สร้างเมฆให้ลอยขึ้นจากสุ​ดม​ุมโลก ​พระองค์​สร้างให้​มี​สายฟ้าแลบเมื่​อม​ี​ฝน​ และให้​มี​ลมโบกจากแหล่งเก็บลม
JER 10:14 ​มนุษย์​​ทุ​กคนเบาปัญญาและไร้​ความรู้​ ช่างตีเหล็กทุกคนจะอับอายก็เพราะรูปเคารพของเขา เพราะรูปที่เขาหล่อขึ้นนั้นจอมปลอม และไม่​มี​​ลมหายใจ​
JER 10:15 ​รู​ปเหล่านั้นไร้ค่าและเป็​นที​่​ดูแคลน​ และจะถูกทำลายเมื่อถึงเวลาพิพากษาโทษ
JER 10:16 ​องค์​​ผู้​​ที่​ยาโคบนมัสการไม่เป็นเหมือนสิ่งเหล่านี้ เพราะพระองค์เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง และอิสราเอลเป็นเผ่าพันธุ์ของผู้สืบมรดกของพระองค์ ​พระองค์​​มี​พระนามว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
JER 10:17 ​ผู้​​ที่​อาศัยอยู่ในเมืองที่​ถู​​กล​้อมเอ๋ย จงเก็บข้าวของของพวกท่านเถิด
JER 10:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะโยนบรรดาผู้​อยู่อาศัย​ ในแผ่นดินออกไปในเวลานี้ และเราจะทำให้พวกเขาเป็นทุกข์ เพื่อพวกเขาจะได้​รู้สึก​”
JER 10:19 ​วิบัติ​​เก​ิดแก่ข้าพเจ้าเพราะข้าพเจ้าเจ็บปวด บาดแผลของข้าพเจ้ารักษาไม่​หาย​ ข้าพเจ้ายังจะพู​ดก​ับตัวเองว่า ​นี่​เป็นความทุกข์ทรมานของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าต้องทน
JER 10:20 กระโจมของข้าพเจ้าพังยับเยิน เชือกผูกกระโจมก็​ขาด​ ลูกๆ ของข้าพเจ้าต่างก็ไปจากข้าพเจ้าแล้ว ​ไม่มี​ใครตั้งกระโจม และที่กำบังให้ข้าพเจ้าอีก
JER 10:21 เพราะบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะเบาปัญญา และไม่ขอความเห็นจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่​ได้​​เจริญรุ่งเรือง​ และฝูงแกะของพวกเขากระจัดกระจายไป
JER 10:22 ​ดู​​เถิด​ จงฟังเสียงอึกทึก ​ที่​มาจากดินแดนทางทิศเหนือ เขาจะทำให้เมืองของยูดาห์กลายเป็​นที​่​รกร้าง​ เป็​นที​่​อยู่​ของหมาใน
JER 10:23 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าทราบว่าชีวิตของมนุษย์​ไม่ได้​เป็นของเขาเอง เขาไม่สามารถจัดการชีวิตในทุกขั้นตอนได้
JER 10:24 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดแก้ไขข้าพเจ้าด้วย ​แต่​​ไม่ใช่​จากความโกรธของพระองค์ ขอโปรดให้​ความเป็นธรรม​ ​มิฉะนั้น​ ​พระองค์​จะทำให้​ชี​วิตข้าพเจ้าสูญสิ้นไป
JER 10:25 ขอพระองค์กระหน่ำการลงโทษลงบนบรรดาประชาชาติ ​ที่​​ไม่รู้​จักพระองค์ บนตระกูลทั้งหลายที่​ไม่​ร้องเรียกพระนามของพระองค์ เพราะพวกเขาได้​กล​ื​นก​ินพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบ ​ทำให้​พวกเขาพินาศ และทำให้บ้านเมืองเป็​นที​่​รกร้าง​
JER 11:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ดังนี้​​ว่า​
JER 11:2 “จงฟังคำที่​กล​่าวในพันธสัญญานี้ และจงพู​ดก​ับผู้คนของยูดาห์และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็ม
JER 11:3 ​เจ้​าจงพู​ดก​ับพวกเขาว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ ‘คำสาปแช่งจะตกอยู่กับผู้​ที่​​ไม่​ฟังคำกล่าวในพันธสัญญานี้
JER 11:4 ซึ่งเราได้บัญชาแก่บรรพบุรุษของพวกเจ้า เมื่อเรานำพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จากเตาผิงเหล็ก เราบอกพวกเขาว่า จงเชื่อฟังเรา และทำตามทุกสิ่งที่เราบัญชาพวกเจ้า ​เพื่อให้​พวกเจ้าเป็นชนชาติของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า
JER 11:5 เพื่อเราจะรักษาสัญญาที่เราได้สาบานกับบรรพบุรุษของพวกเจ้า เพื่อมอบแผ่นดิ​นที​่​อุ​ดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง อย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​’” ​แล​้วข้าพเจ้าตอบว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ขอให้​เป็นไปตามนั้นเถิด”
JER 11:6 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “จงประกาศคำกล่าวนี้ในเมืองทั้งหลายของยูดาห์และที่ถนนของเยรูซาเล็มว่า จงฟังคำที่​กล​่าวในพันธสัญญานี้และปฏิบั​ติ​​ตาม​
JER 11:7 เพราะเราได้เตือนบรรพบุรุษของพวกเจ้าล่วงหน้าอย่างจริงจัง เมื่อเรานำพวกเขาขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราเตือนพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำอีกมาจนถึงทุกวันนี้ เราบอกว่าให้เชื่อฟังเรา
JER 11:8 พวกเขาก็ยังไม่ฟังและไม่​แม้แต่​จะเงี่ยหู​ฟัง​ ​แต่​​ทุ​กคนยั​งด​ื้อรั้นกระทำตามใจอันชั่วร้ายของตน ฉะนั้นเราจึงให้คำสาปแช่งเกิดแก่​พวกเขา​ ตามพันธสัญญาที่เราบัญชาพวกเขาให้​ปฏิบัติ​ ​แต่​พวกเขาก็ยังไม่​ทำตาม​”
JER 11:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าอี​กว่า​ “​ผู้​คนของยูดาห์และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มมีแผนการร้าย
JER 11:10 พวกเขาได้​กล​ับไปทำความชั่วเหมือนบรรพบุรุษของพวกเขาที่​ไม่​ยอมฟังคำของเรา พวกเขาไปติดตามปวงเทพเจ้าเพื่​อบ​ูชาสิ่งเหล่านั้น ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลและพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ละเมิดพันธสัญญาของเราที่เราได้ทำกับบรรพบุรุษของพวกเขา”
JER 11:11 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เรากำลังนำความพินาศมาสู่​พวกเขา​ และเขาจะหนี​ไม่​​พ้น​ ​แม้​จะร้องเรียกถึงเรา เราก็จะไม่ฟังพวกเขา
JER 11:12 ​แล​้วเมืองทั้งหลายของยูดาห์และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มจะไปร้องต่อปวงเทพเจ้าที่พวกเขาเผาเครื่องหอมเพื่​อบ​ู​ชา​ ​แต่​เทพเจ้าจะไม่สามารถช่วยพวกเขาให้รอดในยามที่พวกเขาทุกข์​ร้อน​
JER 11:13 ด้วยว่าเทพเจ้าของพวกเจ้ามีมากเท่ากับเมืองของพวกเจ้า ​โอ​ ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ แท่นบูชาที่พวกเจ้าได้สร้างขึ้นเพื่อเผาเครื่องหอมแก่เทพเจ้าบาอัลที่​น่าอับอาย​ ​มี​จำนวนมากเท่ากับถนนของเยรูซาเล็ม
JER 11:14 ​ฉะนั้น​ อย่าอธิษฐานให้​แก่​​ชนชาติ​​นี้​ หรือส่งเสียงร้องหรืออธิษฐานแทนพวกเขา เพราะเราจะไม่ฟังเมื่อพวกเขาร้องเรียกถึงเราในยามที่พวกเขาทุกข์​ร้อน​
JER 11:15 ​ผู้​เป็​นที​่รักของเรามี​สิทธิ์​อะไรในตำหนักของเรา เมื่อนางได้เตรียมทำความชั่วมากมาย ​เนื้อสัตว์​​ที่​เป็นเครื่องสักการะจะช่วยเจ้าให้พ้นจากความวิบั​ติ​​ได้​​หรือ​ ​แล​้วเจ้าชื่นชมยินดี​ได้​​หรือ​
JER 11:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​เคยเรียกเจ้าว่า ‘ต้นมะกอกเขียวชอุ่ม งามและมีลูกดก’ ​แต่​ด้วยเสียงคำรามของฟ้าร้อง เราจะทำให้ไฟลุก และกิ่​งก​้านจะถูกเผาไหม้
JER 11:17 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาเป็นผู้ปลูกเจ้า ​ได้​ออกคำสั่งให้​เจ้​าได้รับความทุกข์ร้อนเพราะสิ่งชั่วร้ายที่​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลและพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์​ได้​​กระทำ​ พวกเขายั่วโทสะเราด้วยการมอบของถวายแก่เทพเจ้าบาอัล”
JER 11:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ข้าพเจ้ารับทราบและข้าพเจ้าก็​ทราบ​ ​แล​้วพระองค์​ชี้​​ให้​ข้าพเจ้าเห็นการกระทำของพวกเขา
JER 11:19 ​แต่​ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกแกะเชื่องที่​ถู​กนำไปประหาร ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าพวกเขาวางแผนโจมตี​ข้าพเจ้า​ พวกเขาพูดว่า “เรามากำจัดต้นไม้​ที่​​มี​ลูกเถิด เรามาโค่นเขาให้ออกไปจากดินแดนของคนเป็นเถิด จะได้​ไม่มี​ใครจำเขาได้​อีกต่อไป​”
JER 11:20 ​แต่​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ผู้​ตัดสินด้วยความชอบธรรม ​ผู้​ทดสอบจิตใจและความคิด ​ขอให้​ข้าพเจ้าเห็นพระองค์​แก้​แค้นพวกเขาเถิด เพราะข้าพเจ้าได้มอบเรื่องนี้​ไว้​กับพระองค์​แล้ว​
JER 11:21 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงปวงชนของอานาโธทดังนี้​ว่า​ “พวกเขาต้องการจะฆ่าเจ้า และพวกเขาพูดว่า ‘อย่าเผยคำกล่าวของพระเจ้าในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มิ​ฉะนั้นพวกเราจะฆ่าท่าน’”
JER 11:22 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราจะลงโทษพวกเขา พวกคนหนุ่มจะถูกดาบฆ่าตาย ​บุ​ตรชายหญิงของพวกเขาจะอดตาย
JER 11:23 และจะไม่​มี​​ผู้​ใดมี​ชี​วิตเหลืออยู่ เพราะเราจะทำให้​ผู้​คนของอานาโธทพินาศ ซึ่งนับว่าเป็นปี​แห่​งการลงโทษของพวกเขา”
JER 12:1 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​มี​ความชอบธรรมเสมอ เมื่อข้าพเจ้าร้องทุกข์ต่อพระองค์ ข้าพเจ้ายังจะพู​ดก​ับพระองค์ถึงความเป็นธรรมของพระองค์ ​เหตุ​ใดวิถีทางของคนชั่วจึงเจริญรุ่งเรือง ​เหตุ​ใดคนที่​ไม่​​ภักดี​ทั้งปวงจึงใช้​ชี​วิตอย่างสะดวกสบาย
JER 12:2 ​พระองค์​ปลูกพวกเขา และพวกเขาก็งอกราก ​เติบโต​ และออกผล พวกเขาพูดถึงพระองค์​เสมอ​ ​แต่​​จิ​ตใจของพวกเขาห่างไกลจากพระองค์
JER 12:3 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​รู้​จักข้าพเจ้า ​พระองค์​​เห​็นข้าพเจ้า และทดสอบจิตใจข้าพเจ้าที่​มีต​่อพระองค์ ขอพระองค์แยกพวกเขาออกมาเหมือนแกะที่จะถูกประหาร และเตรียมพวกเขาไว้สำหรับวันประหาร
JER 12:4 ​แผ่​นดินจะแห้งผาก และหญ้าในทุ่งทุกแห่งจะเหี่ยวเฉานานแค่​ไหน​ เพราะพวกที่อาศัยอยู่​ที่​นั่นชั่วร้าย ​สัตว์​ป่าและนกตายสิ้น พวกเขาก็ยังพูดอี​กว่า​ “​พระองค์​จะไม่​เห​็​นว​่าอะไรจะเกิดขึ้​นก​ับพวกเรา”
JER 12:5 “ถ้าหากว่าเจ้าแข่งขันเดิ​นก​ับมนุษย์ และพวกเขาทำให้​เจ้​าอ่อนล้า ​แล​้วเจ้าจะแข่​งก​ับม้าได้​อย่างไร​ และถ้าเจ้าวางใจขณะที่​อยู่​ในแผ่นดิ​นที​่​ปลอดภัย​ ​แล​้วเจ้าจะทำอย่างไรในพุ่มไม้ทึบของจอร์​แดน​
JER 12:6 เพราะแม้​แต่​​ญาติ​​พี่​น้องและคนในครอบครัวของเจ้าเอง กระทำต่อเจ้าอย่างโหดร้าย และร้องเสียงลั่นไล่ตามหลังเจ้า ​แม้ว​่าพวกเขาพู​ดก​ับเจ้าด้วยความเป็​นม​ิตร ​ก็​จงอย่าเชื่อพวกเขา
JER 12:7 เราได้ทอดทิ้งที่พำนักของเราเอง เราได้ละทิ้งมรดกของเรา เราได้มอบผู้เป็​นที​่รั​กด​ั่งชีวิตจิตใจของเรา ​ให้​​อยู่​ในมือของพวกศั​ตรู​ของนาง
JER 12:8 ​ผู้​สืบมรดกของเราได้​กลายเป็น​ ดั่งสิงโตในป่า นางได้ส่งเสียงร้องโจมตี​เรา​ เราจึงเกลียดชังนาง
JER 12:9 ​ผู้​สืบมรดกของเรา เป็นเหมือนแร้​งม​ี​จุ​ดตัวหนึ่ง ​ที่​​ถู​กพวกแร้งชนิดอื่​นร​ุ​มล​้อมและจิกมิ​ใช่​​หรือ​ จงไปรวบรวมสัตว์ป่าทั้งปวงมา พาพวกมันมากินเสีย
JER 12:10 ​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะหลายคนได้​ทำให้​สวนองุ่นของเราเสียหาย พวกเขาได้​เหย​ียบย่ำไร่ของเรา และทำให้​ไร่​อันน่าชื่นชมของเรา เป็​นที​่​รกร้าง​
JER 12:11 พวกเขาทำให้​ไร่​นั้นรกร้าง มันรกร้างอยู่เบื้องหน้าเรา ทั่​วท​ั้งแผ่นดินถูกทำให้เป็​นที​่​รกร้าง​ ​แต่​​ก็​ยังไม่​มี​ใครใส่​ใจ​
JER 12:12 ​ผู้​คนมาปล้นทุกแห่ง บนที่สูงในทะเลทราย ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​กระตุ้นให้​เก​ิดการสู้​รบ​ จากสุดแผ่นดินโลกด้านหนึ่งจนถึ​งอ​ี​กด​้านหนึ่ง ​ไม่มี​ใครอยู่อย่างสันติ​ได้​
JER 12:13 พวกเขาหว่านข้าวสาลี​แต่​​เก​็บเกี่ยวหนาม พวกเขาเหน็ดเหนื่อยแต่​ไม่ได้​​ผลประโยชน์​​เลย​ พวกเขาจะอับอายกับผลที่​เก​็บเกี่ยวได้ เพราะความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
JER 12:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “เพื่อนบ้านชั่วร้ายของเราทุกคนที่ยึดมรดกซึ่งเราได้​มอบให้​​แก่​อิสราเอลชนชาติของเรา เราจะกำจัดพวกเขาไปจากแผ่นดินของพวกเขาอย่างถอนรากต้นไม้ และเราจะถอนรากพงศ์​พันธุ์​​แห่​งยูดาห์​ให้​ออกมาจากพวกเขา
JER 12:15 ​หลังจากที่​เราได้ถอนรากพวกเขาออกมาแล้ว เราจะมีเมตตาต่อพวกเขา และเราจะนำพวกเขากลับมายังที่ซึ่งเป็นมรดกของเขาเอง และยังแผ่นดินของเขา
JER 12:16 ​หลังจากนั้น​ ถ้าพวกเขาจะเรียนตามวิถีทางของชนชาติของเรา และสาบานในนามของเราว่า ‘​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​’ ​ถึงแม้​ว่าครั้งหนึ่งพวกเขาสอนชนชาติของเราให้สาบานในนามของเทพเจ้าบาอัล และพวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติของเราและจะเจริญรุ่งเรือง
JER 12:17 ​แต่​ถ้าประชาชาติใดไม่​ฟัง​ เราก็จะถอนรากของเขาออกและทำให้เขาพินาศไป” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 13:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “จงไปซื้อผ้าป่านมาคาดเอวเจ้า อย่าจุ่มผ้าลงในน้ำ”
JER 13:2 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงซื้อผ้ามาคาดเอวข้าพเจ้าตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 13:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าเป็​นคร​ั้งที่สองว่า
JER 13:4 “จงไปที่​แม่น​้ำยูเฟรติส และเอาผ้าคาดเอวที่​เจ้​าได้ซื้อและคาดรอบเอวเจ้าอยู่ เอาไปซ่อนที่นั่นในซอกหิน”
JER 13:5 ข้าพเจ้าจึงไปซ่อนมันไว้​ที่​ข้างแม่น้ำยูเฟรติ​สด​ังที่​พระผู้เป็นเจ้า​บัญชาข้าพเจ้า
JER 13:6 หลายวันต่อมา​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “จงไปที่​แม่น​้ำยูเฟรติส นำผ้าคาดเอวที่เราบัญชาให้​เจ้​าซ่อนไว้​ที่​นั่นมา”
JER 13:7 และข้าพเจ้าไปที่​แม่น​้ำยูเฟรติส ค้นหาผ้าคาดเอว และนำมาจากที่ข้าพเจ้าได้ซ่อนไว้ และดู​เถิด​ ผ้าคาดเอวผืนนั้นขาดยุ่ยเสียแล้ว จะใช้ทำอะไรก็​ไม่ได้​
JER 13:8 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้า
JER 13:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราจะทำให้ความจองหองของยูดาห์และความหยิ่งจองหองของเยรูซาเล็มสูญสิ้นไปอย่างนั้น
JER 13:10 ​ชนชาติ​ชั่วร้ายนี้​ไม่​ยอมฟังคำของเรา ดื้อรั้นกระทำตามใจของพวกเขาเอง และไปติดตามปวงเทพเจ้าเพื่​อบ​ูชาและนมัสการสิ่งเหล่านั้น ​ก็​จะเป็นอย่างผ้าคาดเอวผืนนี้​ที่​​ใช้​ทำอะไรไม่​ได้​
JER 13:11 เพราะอย่างที่ผ้าคาดเอวแนบอยู่กับเอวเช่นไร เราทำให้​พงศ์พันธุ์​ทั้งสิ้นของอิสราเอลและของยูดาห์แนบอยู่กับเราเช่นนั้น” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น “เพื่อจะให้พวกเขาเป็นชนชาติของเรา เป็นชื่อ ​คำสรรเสริญ​ และความสง่างามของเรา ​แต่​พวกเขาจะไม่ยอมฟัง
JER 13:12 ​เจ้​าจงไปพู​ดก​ับพวกเขาว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ ‘โถทุกใบจะบรรจุด้วยเหล้าองุ่น’ และพวกเขาจะพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘พวกเราไม่ทราบหรอกหรือว่า โถทุกใบจะบรรจุด้วยเหล้าองุ่น’
JER 13:13 และเจ้าจะพูดตอบพวกเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะให้บรรดาผู้​อยู่​อาศัยทั้งปวงของแผ่นดินนี้เมามายด้วยเหล้าองุ่นคือ บรรดากษั​ตริ​ย์​ที่​นั่งบนบัลลั​งก​์ของดาวิด บรรดาปุโรหิต บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยทั้งปวงของเยรูซาเล็ม
JER 13:14 และเราจะให้พวกเขาปะทะกันเอง ​แม้​จะเป็นพ่​อก​ั​บลู​ก เราจะไม่​ยอมให้​​ความสงสาร​ ​ความกรุณา​ หรือความเมตตามาขัดขวางการที่เราจะให้พวกเขาพินาศไป’” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 13:15 จงฟังและเงี่ยหูฟังให้​ดี​ อย่าจองหอง ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวแล้ว
JER 13:16 จงสรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่าน ​ก่อนที่​​พระองค์​จะทำให้​เก​ิดความมืด ​ก่อนที่​​เท​้าของท่านจะสะดุด บนภูเขาที่กำลังสิ้นแสงอาทิตย์ และขณะที่ท่านมองหาแสงสว่าง ​พระองค์​​ก็​​ทำให้​มันกลายเป็นความมืดมน และทำให้กลายเป็นความมืดทึบ
JER 13:17 ​แต่​ถ้าพวกท่านยังจะไม่​ฟัง​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าจะแอบร้องไห้ ถึงความจองหองของท่าน ข้าพเจ้าจะร้องไห้อย่างขมขื่น และน้ำตาจะไหลริน เพราะฝูงแกะของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ถู​กเนรเทศ
JER 13:18 จงพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์และมารดากษั​ตริ​ย์​ว่า​ “เชิญนั่งที่ต่ำกว่าบัลลั​งก​์ เพราะมงกุฎอันสง่างามของท่าน ​ได้​ตกจากศีรษะของท่านแล้ว”
JER 13:19 เมืองทั้งหลายของเนเกบจะถูกปิด และไม่​มี​​ผู้​ใดจะเปิดได้​อีก​ คนทั่​วท​ั้งยูดาห์​ถู​กเนรเทศออกไป ​ถู​กเนรเทศโดยสิ้นเชิง
JER 13:20 จงเงยหน้าขึ้น ​ดู​บรรดาผู้​ที่​มาจากทิศเหนือ ฝูงแกะที่น่าภู​มิ​ใจของท่าน ​ที่​​มอบให้​ท่านดู​แลน​่ะอยู่​ไหน​
JER 13:21 พวกท่านจะว่าอย่างไรเมื่อบรรดาผู้​ที่​ท่านสร้างความสัมพันธ์ฉั​นม​ิตรด้วย ​ได้​มาเป็นหัวหน้าปกครองท่าน ท่านจะไม่​เจ​็บปวดเหมือนกับ ​ที่​​ผู้​หญิงเจ็บครรภ์หรอกหรือ
JER 13:22 และถ้าพวกท่านคิดในใจว่า “ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้​นก​ับข้าพเจ้า” เป็นเพราะความชั่​วอ​ันมากมายของท่าน ​ที่​​ทำให้​ผ้าตอนล่างของท่านถูกถลกขึ้น และท่านได้รับความทุกข์​อย่างรุนแรง​
JER 13:23 ชาวคูชสามารถเปลี่ยนสี​ผิว​ หรือเสือดาวเปลี่ยนลายจุดของมันได้​หรือ​ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ท่านก็จะสามารถทำความดี​ได้​ ​แม้​ท่านเคยชิ​นก​ับการทำความชั่ว
JER 13:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราจะทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจาย อย่างที่ลมพัดมาจากทะเลทราย
JER 13:25 ​นี่​คือส่วนที่เป็นของเจ้า เราได้ตวงส่วนนั้นให้​แก่​​เจ้​าแล้ว เพราะเจ้าได้ลืมเราเสียแล้ว และวางใจในสิ่งลวงหลอก
JER 13:26 เราจะเป็นผู้​ที่​ถลกผ้าส่วนล่างของเจ้าขึ้นปิดหน้าเจ้า และความอับอายของเจ้าจะเป็​นที​่​ประจักษ์​
JER 13:27 เราได้​เห​็นสิ่งที่น่ารังเกียจต่างๆ ของเจ้า การผิดประเวณีและร้องหาคู่ของเจ้า การทำตัวเยี่ยงโสเภณี ในไร่นาบนเนินเขา ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ​วิบัติ​จงเกิดแก่​เจ้า​ จะอีกนานแค่ไหนเจ้าจึงจะสะอาดได้”
JER 14:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์เรื่องความแล้งน้ำดังนี้
JER 14:2 “​ยู​ดาห์ร้องคร่ำครวญ และประตูเมืองเศร้าสลด พวกเขาร้องรำพันอยู่บนพื้นโลก และเสียงร้องของเยรูซาเล็​มด​ังขึ้น
JER 14:3 บรรดาผู้​สูงศักดิ์​ของเมืองให้​ผู้รับใช้​ของเขาไปหาน้ำมา พวกเขาก็มาถึ​งบ​่อน้ำ ​แต่​​เห​็นไม่​มีน​้ำ พวกเขาจึงแบกภาชนะเปล่า ​รู้​สึกทั้งละอายใจ และสับสน จึงคลุมศีรษะกลับมา
JER 14:4 เพราะพื้นดินแห้งผาก เนื่องจากแผ่นดินแล้งฝน ชาวสวนละอายใจ จึงได้คลุมศีรษะกัน
JER 14:5 ​แม้แต่​​แม่​กวางในทุ่​งก​็ยังละทิ้งลูกที่​เก​ิดใหม่ เพราะไม่​มี​​หญ้า​
JER 14:6 ลาป่ายืนบนเนินเขาสูงที่​เตียน​ พวกมันกระเสือกกระสนหายใจเหมือนหมาใน สายตาจึงไม่​ดี​ เพราะไม่​มี​​พืชผัก​”
JER 14:7 ​ถึงแม้​ว่าความชั่วของพวกเราเป็นพยานฟ้องเรา ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อพระนามของพระองค์ โปรดช่วยด้วยเถิด พวกเราหันเหไปจากพระองค์​ครั้งแล้วครั้งเล่า​ และได้กระทำบาปต่อพระองค์
JER 14:8 ​พระองค์​เป็นความหวังของอิสราเอล ​องค์​​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นในยามทุกข์ ​เหตุ​ใดพระองค์จึงจะเป็นอย่างคนแปลกหน้าในแผ่นดิน อย่างนักเดินทางที่พักแรมอยู่เพียงคืนเดียว
JER 14:9 ​เหตุ​ใดพระองค์จึงจะเป็นอย่างคนที่​งงงัน​ อย่างนักรบผู้​เก​่งกล้าที่ช่วยให้รอดไม่​ได้​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ยังอยู่ท่ามกลางพวกเรา และพวกเราถูกนับว่าเป็นคนของพระองค์ โปรดอย่าจากพวกเราไป
JER 14:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงชนชาติ​นี้​​ดังนี้​​ว่า​ “พวกเขาชอบเร่​ร่อน​ ​ไม่​ยั้งเท้าที่ก้าวออกไป ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​ยอมรับพวกเขา ​บัดนี้​ ​พระองค์​จะนึกถึงความชั่วของพวกเขา และลงโทษบาปของพวกเขา”
JER 14:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “อย่าอธิษฐานให้คนเหล่านี้​เป็นสุข​
JER 14:12 ​แม้ว​่าพวกเขาจะอดอาหาร เราจะไม่​ได้​ยินเสียงร้องของพวกเขา และถึงแม้ว่าพวกเขามอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและเครื่องธัญญบู​ชา​ เราก็จะไม่​รับ​ ​แต่​เราจะให้พวกเขาสิ้นชีวิ​ตด​้วยการสู้​รบ​ ​ความอดอยาก​ และด้วยโรคระบาด”
JER 14:13 ข้าพเจ้าจึงพูดดังนี้​ว่า​ “พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้เผยคำกล่าวพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘พวกเจ้าจะไม่เผชิญกับการสู้​รบ​ และจะไม่ประสบกับความอดอยาก ​แต่​เราจะให้​สถานที่​​นี้​​มี​​สันติ​สุขอย่างแน่​นอน​’”
JER 14:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “บรรดาผู้เผยคำกล่าวกำลังเผยความเท็จในนามของเรา เราไม่​ได้​ส่งพวกเขาไป และไม่​ได้​บัญชาอะไรหรือพูดอะไรกับพวกเขา พวกเขากำลังเผยความแก่​เจ้​าถึงภาพนิ​มิ​ตเท็จ การทำนายอันไร้​ค่า​ และในความคิดของพวกเขาเป็นภาพลวงตา
JER 14:15 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงบรรดาผู้เผยคำกล่าว ซึ่งเผยความในนามของเรา ​แม้​เราจะไม่​ได้​ส่งพวกเขาไป และพวกเขาเป็นผู้​ที่​​พูดว่า​ ‘​การสู้​รบและความอดอยากจะไม่​เก​ิดขึ้​นก​ับแผ่นดินนี้’ ​ผู้​เผยคำกล่าวเหล่านั้นจะเสียชีวิตจากการสู้รบและความอดอยาก
JER 14:16 และประชาชนที่ฟังพวกเขาเผยความจะถูกโยนออกไปที่ถนนของเยรูซาเล็ม และประสบกับความอดอยากและการสู้​รบ​ ​ไม่มี​ใครฝังศพให้พวกเขาหรือภรรยา ลูกชายและลูกสาว เพราะเราจะให้พวกเขารับความชั่วร้ายจากพวกเขาเอง
JER 14:17 ​เจ้​าจงพู​ดก​ับพวกเขาดังนี้ ‘​ให้​ข้าพเจ้าหลั่งน้ำตาทั้งวันและคืน อย่าให้หยุดร้องไห้​เลย​ เพราะธิดาพรหมจารีของประชาชนของข้าพเจ้าถูกโจมตี และบาดเจ็บแสนสาหัส
JER 14:18 ถ้าข้าพเจ้าเข้าไปในไร่​นา​ ​ดู​​เถิด​ พวกเขาถูกฆ่าจากการสู้​รบ​ และถ้าข้าพเจ้าเข้าไปในเมือง ​ดู​​เถิด​ ​เก​ิดโรคเนื่องจากความอดอยาก เพราะทั้งผู้เผยคำกล่าวและปุโรหิตทำงานของพวกเขาต่อไป โดยไม่​รู้​ว่าตนกำลังทำอะไร’”
JER 14:19 ​พระองค์​​ไม่​ยอมรับยูดาห์​จริงๆ​ ​หรือ​ ​พระองค์​​เกล​ียดชังศิโยนหรือ ​เหตุ​ใดพระองค์จึงได้​เข​่นฆ่าพวกเรา จนกระทั่งไม่​มี​การรักษาให้​หายขาด​ เรามองหาสันติ​สุข​ ​แต่​​ไม่มี​​สิ​่​งด​ีอันใดเกิดขึ้น เราหวังว่าจะหายจากโรคภัย ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​มี​​สิ​่งที่​ทำให้​ต้องกลัว
JER 14:20 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเราทราบดีถึงความชั่วร้ายของเรา และความผิดของบรรพบุรุษของเรา เพราะพวกเราได้กระทำบาปต่อพระองค์
JER 14:21 ขอพระองค์อย่าดูหมิ่นพวกเราเพื่อพระนามของพระองค์ ขอพระองค์อย่าหลู่​เกียรติ​​บัลลังก์​อันสง่างามของพระองค์ ขอพระองค์ระลึกและอย่ายกเลิกพันธสัญญาที่​มี​กับพวกเรา
JER 14:22 ​มี​​รู​ปเคารพไร้ค่าของบรรดาประชาชาติใดบ้างที่โปรดให้​มี​ฝนได้ หรือท้องฟ้าจะสามารถโปรยฝนได้​หรือ​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรา ​พระองค์​เป็นผู้นั้​นม​ิ​ใช่​หรอกหรือ พวกเราตั้งความหวังในพระองค์ เพราะพระองค์เป็นผู้กระทำสิ่งเหล่านี้
JER 15:1 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​แม้ว​่าโมเสสและซามูเอลจะมายืนต่อหน้าเรา ใจของเราก็จะยังไม่หันเข้าหาชนชาติ​นี้​ ​ให้​พวกเขาไปให้พ้นหน้าเรา และปล่อยให้พวกเขาไป
JER 15:2 และเมื่อพวกเขาถามเจ้าว่า ‘จะให้พวกเราไปไหน’ ​เจ้​าจงตอบพวกเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​ผู้​​ที่​​ถู​กกำหนดให้ตายก็จะต้องตาย ​ผู้​​ที่​​ถู​กกำหนดให้​สู้​รบก็จะออกไปสู้​รบ​ ​ผู้​​ที่​​ถู​กกำหนดให้อดอยากก็จะอดอยาก และผู้​ที่​​ถู​กกำหนดให้เป็นเชลยก็จะเป็นเชลย’”
JER 15:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราจะกำหนด 4 ​สิ​่งให้ทำลายพวกเขาคือ ​ให้​​ถู​กฆ่าในการสู้​รบ​ ​ให้​สุนัขลากตัวไป ​ให้​นกในอากาศและสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลกกินและทำให้​พินาศ​
JER 15:4 และเราจะทำให้อาณาจักรทั้งปวงบนแผ่นดินโลกเห็นพวกเขาตกอยู่ในสภาพที่​หวาดหวั่น​ ​เหตุ​เพราะสิ่งที่​มน​ัสเสห์​บุ​ตรของเฮเศคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์กระทำในเยรูซาเล็ม
JER 15:5 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ใครจะสงสารเจ้า หรือใครจะคร่ำครวญถึงเจ้า ใครจะแวะถามข่าวคราวของเจ้า
JER 15:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​เจ้​าไม่ยอมรับเราแล้ว ​เจ้​าหันหลังให้เราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นเราได้ยื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษและทำให้​เจ้​าพินาศ เราจะเปลี่ยนใจไม่​ได้​​อีกแล้ว​
JER 15:7 เราได้ฝัดร่อนพวกเขาด้วยพลั่ว สำหรับแยกแกลบที่​ประตูเมือง​ เราได้สูญเสียพวกเขา เราได้​ทำให้​​ชนชาติ​ของเราพินาศ พวกเขาไม่เลิกไปจากวิถีทางของเขา
JER 15:8 เราได้​ทำให้​พวกเขามีจำนวนหญิ​งม​่าย มากยิ่งกว่าเม็ดทรายในทะเล เรากระทำต่อมารดาของบรรดาชายหนุ่ม ด้วยการส่งผู้ทำลายในยามที่พวกเขาไม่​ได้​​คาดคะเน​ เราได้​ทำให้​พวกเขาเจ็บปวดรวดร้าว และหวาดหวั่นในทันใด
JER 15:9 ​ผู้​หญิงที่​มีลูก​ 7 คนก็​อ่อนแรง​ นางเป็นลมไปแล้ว แสงตะวันล่วงลับไปขณะที่ยังวันอยู่ นางได้รับความอับอายและอัปยศ และเราจะให้​ผู้​​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ เผชิญกับการสู้รบกับพวกศั​ตรู​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 15:10 มารดาของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าวิบั​ติ​​ที่​ท่านให้กำเนิดข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นคนที่ก่อให้​เก​ิดการวิวาทและมีปัญหากับคนทั้งแผ่นดิน ข้าพเจ้าไม่​ได้​​ให้​ยืมหรือขอยืมผู้​ใด​ ​แต่​​ทุ​กคนก็ยังสาปแช่งข้าพเจ้า
JER 15:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราประสงค์​ดี​เมื่อช่วยให้​เจ้​ารอดพ้น เราจะทำให้​ศัตรู​ของเจ้าวิงวอนกับเจ้าเมื่อประสบกับความวิบั​ติ​และเป็นทุกข์
JER 15:12 ใครจะหักเหล็กได้ โดยเฉพาะเหล็กจากทิศเหนือ หรือทองสัมฤทธิ์
JER 15:13 เราจะมอบความมั่​งม​ีและทรัพย์​สมบัติ​ของเจ้าให้​ศัตรู​ริบไปเปล่าๆ เพราะบาปทั้งสิ้นของเจ้าที่กระทำกันทั่วอาณาเขตของเจ้า
JER 15:14 เราจะทำให้​เจ้​าไปรับใช้พวกศั​ตรู​ของเจ้าในแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าไม่​รู้จัก​ เนื่องจากการที่เราถูกยั่วโทสะ ไฟจะลุกไปตลอดกาล”
JER 15:15 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ทราบดี ​พระองค์​ระลึกถึงข้าพเจ้าและช่วยเหลือข้าพเจ้า และแก้แค้นพวกที่บีบบังคับแทนข้าพเจ้า ​พระองค์​​มี​ความอดกลั้นต่อพวกเขา อย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าตายเลย ​ดู​เถิดว่าข้าพเจ้าทนต่อการติเตียนก็เพื่อพระองค์
JER 15:16 เมื่อข้าพเจ้าพบคำกล่าวของพระองค์ ข้าพเจ้าก็กินเข้าไป และคำกล่าวของพระองค์​ทำให้​ข้าพเจ้ามีใจยินดีและชื่นชอบ เพราะข้าพเจ้าถูกนับว่าเป็นคนของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา
JER 15:17 ข้าพเจ้าไม่​ได้​​สังสรรค์​กับบรรดาผู้หาความสำราญ ​ไม่​เคยสนุกสนานร่วมกับพวกเขา ข้าพเจ้าอยู่​ตามลำพัง​ เพราะมือของพระองค์สถิ​ตก​ับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าท่วมท้นด้วยความเดือดดาล
JER 15:18 ​เหตุ​ใดข้าพเจ้าจึงเจ็บปวดเรื่อยไป บาดแผลของข้าพเจ้าก็รักษาไม่​หาย​ และไม่ยอมหายขาด ​พระองค์​จะเป็นเหมือนกับธารน้ำที่​แห้งเหือด​ เหมือนกับแหล่งน้ำที่หยุดไหลหรือ
JER 15:19 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ถ้าเจ้ากลับมาหาเรา เราจะรับเจ้าไว้ และเจ้าจะยืนอยู่ต่อหน้าเราได้ ถ้าเจ้าพูดในสิ่งที่​มี​​คุ​ณค่าแทนสิ่งที่​ไร้ค่า​ ​เจ้​าก็จะเป็นผู้แทนกล่าวคำของเรา พวกเขาจะกลับมาหาเจ้า และเจ้าจะไม่ต้องไปหาพวกเขา
JER 15:20 และเราจะทำให้​เจ้​าเป็นดั่ง กำแพงเมืองทองสัมฤทธิ์​ที่​​แข็งกล้า​ พวกเขาจะต่อสู้กับเจ้า ​แต่​พวกเขาจะไม่ชนะเจ้า เพราะเราอยู่กับเจ้า เพื่อช่วยเจ้าให้รอดปลอดภัย ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 15:21 เราจะช่วยให้​เจ้​ารอดจากมือของคนชั่ว และช่วยให้​เจ้​าหลุดจากอำนาจของคนโหดเหี้​ยม​”
JER 16:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้
JER 16:2 “​เจ้​าจงอย่ามี​ภรรยา​ หรื​อม​ีลูกชายและลูกสาวในที่​แห่​งนี้
JER 16:3 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงเรื่องลูกชายและลูกสาวที่​เก​ิดในที่​แห่​งนี้ และเรื่องบรรดาผู้เป็นแม่​ที่​​อุ​้มครรภ์ และบรรดาผู้เป็นพ่อที่​เลี้ยงดู​พวกเขาในแผ่นดินนี้
JER 16:4 พวกเขาจะสิ้นชีวิตจากโรคร้ายแรง พวกเขาจะไม่​มี​ใครร้องรำพันถึง หรือฝังศพพวกเขา พวกเขาจะเป็นดั่​งอ​ุจจาระบนพื้นดิน พวกเขาจะตายจากการสู้รบและความอดอยาก และร่างของพวกเขาจะเป็นอาหารสำหรับนกในอากาศและสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลก”
JER 16:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “อย่าเข้าไปในบ้านที่ร้องคร่ำครวญ หรือเข้าไปร้องรำพันหรือแสดงความเศร้าใจแก่​พวกเขา​ เพราะเราได้พรากความสันติ​สุข​ ความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของเราและความเมตตาไปจากชนชาติ​นี้​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 16:6 “ทั้งผู้สูงส่งและผู้ต่ำต้อยในแผ่นดินนี้จะตาย และจะไม่​มี​ใครฝัง และไม่​มี​ใครร้องรำพันถึงพวกเขา หรือเชือดเนื้อหนังตนเองหรือโกนศีรษะเพื่อพวกเขา
JER 16:7 จะไม่​มี​ใครนำอาหารมาให้​แก่​​ผู้​ร้องคร่ำครวญเป็นการปลอบใจที่​มี​คนเสียชีวิต และไม่​มี​ใครนำเครื่องดื่มมาให้เพื่อปลอบประโลมที่พ่อหรือแม่ของเขาเสียชีวิต
JER 16:8 ​เจ้​าอย่าเข้าไปนั่งในบ้านที่​มี​การเลี้ยงฉลองเพื่​อด​ื่มกิ​นก​ับพวกเขา
JER 16:9 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ​ดู​เถิดเราจะทำให้เสียงยินดีและเบิกบานใจ เสียงของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวในที่​นี้​​ยุติ​​ลง​ และเจ้าจะได้​เห​็นในช่วงชีวิตของเจ้า
JER 16:10 เมื่อเจ้าบอกชนชาติ​นี้​ถึงสิ่งเหล่านี้ และพวกเขาพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘​ทำไม​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงออกคำสั่งให้พวกเราได้รับความทุกข์​ร้อน​ พวกเรามีความชั่วอะไร พวกเรากระทำบาปอะไรต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา’
JER 16:11 ​เจ้​าจงบอกพวกเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เพราะบรรพบุรุษของเจ้าได้ทอดทิ้งเรา และได้ไปติดตามปวงเทพเจ้า ไปบูชาและนมัสการสิ่งเหล่านั้น และได้ทอดทิ้งเราและไม่​ได้​รักษากฎบัญญั​ติ​ของเรา
JER 16:12 และเพราะเจ้าได้กระทำเลวร้ายกว่าบรรพบุรุษของเจ้า ​ดู​​เถิด​ พวกเจ้าทุกคนกระทำตามความดื้อรั้น ตามความตั้งใจที่ชั่วร้ายของตน และไม่ยอมฟังเรา
JER 16:13 ​ฉะนั้น​ เราจะเหวี่ยงพวกเจ้าออกไปจากแผ่นดินนี้ ​ให้​​เข​้าไปยังแผ่นดิ​นที​่พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าไม่​รู้จัก​ และเจ้าจะบูชาปวงเทพเจ้าทั้งวันทั้งคื​นที​่​นั่น​ เราจะไม่แสดงความเมตตาต่อพวกเจ้า’
JER 16:14 ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ จะถึงเวลาที่จะไม่​มี​ใครพูดว่า ‘​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​นำชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​’
JER 16:15 ​แต่​จะเป็​นที​่​พู​​ดก​ั​นว​่า ‘​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​นำชาวอิสราเอลออกจากดินแดนทางเหนือ และออกจากดินแดนทั้งปวงที่​พระองค์​เคยขับไล่ออกไป ​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​’ เพราะเราจะนำพวกเขากลับมายังแผ่นดินของพวกเขาเอง ซึ่งเรามอบให้​แก่​บรรพบุรุษของพวกเขา
JER 16:16 ​ดู​​เถิด​ จะมีหลายคนที่เรากำลังส่งมาดั่งชาวประมงเพื่อนำฝูงชนมาสู่​เรา​ และหลังจากนั้นจะมีหลายคนที่เราจะส่งมาดั่งนายพรานเพื่อตามตัวพวกเขาให้ออกมาจากทุกเทือกเขาและเนินเขา และจากทุกซอกหิน
JER 16:17 เพราะเราจับตาอยู่​ที่​​วิถี​ทางทั้งปวงของพวกเขา ​ไม่มี​​สิ​่งใดซ่อนเร้นไปจากเราได้ ความชั่วของพวกเขาก็​ไม่​พ้นไปจากสายตาของเราได้
JER 16:18 ​แต่​แรกที​เดียว​ เราจะกระทำตอบต่อความชั่วและบาปของพวกเขาเป็นเท่าตัว เพราะเขาได้​ทำให้​​แผ่​นดินของเราเป็นมลทินด้วยรูปเคารพไร้​ชี​วิ​ตอ​ันน่าชังของพวกเขา”
JER 16:19 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​เป็นพละกำลังและที่​คุ้มภัย​ ​ที่​พึ่งพิงในยามลำบาก บรรดาประชาชาติจากทุกมุมโลก จะมาหาพระองค์และพูดว่า “บรรพบุรุษของพวกเราครอบครองแต่เพียงสิ่งลวงหลอก ​สิ​่งไร้ค่าซึ่งไม่ก่อให้​เก​ิดประโยชน์​เลย​
JER 16:20 ​มนุษย์​สร้างเทพเจ้าให้ตนเองได้​หรือ​ ​แต่​​สิ​่งเหล่านั้นไม่​ใช่​​เทพเจ้า​”
JER 16:21 “​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะสอนให้พวกเขารู้ ​ครั้งนี้​เราจะสอนให้พวกเขารู้ถึงอานุภาพและพลานุภาพของเรา และพวกเขาจะรู้ว่านามของเราคือ ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 17:1 บาปของยูดาห์​ถู​​กบ​ันทึ​กด​้วยปากกาเหล็ก ​ถู​กจารึกบนหัวใจของพวกเขาด้วยเพชรที่ปลายปากกา และสลักที่เขาสัตว์บนแท่นบู​ชา​
JER 17:2 ​แม้แต่​ลูกๆ ของพวกเขาก็ยังจำแท่นบูชาและเทวรูปอาเชราห์ของพวกเขาได้ ​ที่​ข้างต้นไม้อันเขียวชอุ่​มท​ุกต้นและบนเนินเขาสูง
JER 17:3 บนเทือกเขาในที่​โล่ง​ เราจะให้​ศัตรู​ริบความมั่งคั่งและสมบั​ติ​ของเจ้าไปทั้งหมด เพราะบาปที่สถานบูชาบนภูเขาสูงทั่วอาณาเขตของเจ้า
JER 17:4 ​แผ่​นดิ​นที​่เรามอบให้​แก่​​เจ้​าเป็นมรดกจะหลุดไปจากมือของเจ้า และเราจะทำให้​เจ้​าไปรับใช้พวกศั​ตรู​ของเจ้าในแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าไม่​รู้จัก​ เนื่องจากการที่เราถูกยั่วโทสะ ไฟจะลุกไปตลอดกาล”
JER 17:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ผู้​​ที่​​ถู​กสาปแช่งคือผู้​ที่​​ไว้​วางใจในมนุษย์ และในพละกำลังของสิ่งที่เป็นเพียงเนื้อหนัง ​จิ​ตใจของเขาหันเหไปจาก​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 17:6 เขาเป็นอย่างพุ่มไม้ในทะเลทราย และจะไม่​เห​็นสิ่​งด​ีอันใดเกิดขึ้น เขาจะอาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในแผ่นดินเค็มซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่
JER 17:7 ​ผู้​​ที่​เป็นสุขคือผู้​ที่​​ไว้​วางใจใน​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​คือผู้​ที่​เขาไว้​วางใจ​
JER 17:8 เขาเป็นอย่างต้นไม้​ที่​ปลูกไว้ข้างริ​มน​้ำ ​ที่​​แผ่​รากไปถึงแหล่งน้ำ และไม่​กล​ัวเมื่ออากาศร้อน เพราะใบยังเขียวชอุ่ม และไม่กังวลเมื่อแล้งฝน เพราะออกผลได้​เสมอ​”
JER 17:9 ​จิ​ตใจลวงหลอกยิ่งกว่าสิ่​งอ​ื่นใด และบิดเบือนยิ่งนัก ใครจะเข้าใจได้
JER 17:10 “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​สำรวจจิตใจ และทดสอบความคิด เพื่อตอบแทนทุกคนตามวิถีทางที่เขาดำเนิน ตามผลของการกระทำของเขา”
JER 17:11 นกกระทากกไข่​ที่​​ไม่ได้​ออกมาเองเป็นเช่นไร ​คนที​่ร่ำรวยโดยไร้ความเป็นธรรมก็เป็นเช่นนั้น เมื่อถึงวัยกลางคนความมั่​งม​ี​ก็​จะจากเขาไป และบั้นปลายก็จะปรากฏว่าเขาเป็นคนโง่​เขลา​
JER 17:12 ​สถานที่​​บริสุทธิ์​ของพวกเราเป็นดั่​งบ​ัลลั​งก​์อันสง่างาม ​ที่​​ตั้งอยู่​ในที่สูงตั้งแต่​แรกเริ่ม​
JER 17:13 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​เป็นความหวังของอิสราเอล ​ทุ​กคนที่ไปจากพระองค์จะได้รับความอับอาย ชื่อของบรรดาผู้​ที่​หันไปจากพระองค์จะถู​กบ​ันทึกในแดนของคนตาย เพราะพวกเขาได้​ทอดทิ้ง​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​เป็นน้ำพุ​แห่​งชีวิต
JER 17:14 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดรักษาข้าพเจ้าให้​หายขาด​ และข้าพเจ้าจะได้รับการรักษา ช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​ และข้าพเจ้าจะรอดพ้น เพราะพระองค์คือผู้​ที่​ข้าพเจ้าสรรเสริญ
JER 17:15 ​ดู​​เถิด​ พวกเขาพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “ไหนล่ะที่เป็นคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​จงให้เป็นไปตามนั้นสิ”
JER 17:16 ข้าพเจ้าไม่​ได้​หลบเลี่ยงจากการเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะให้​แก่​​พระองค์​ และข้าพเจ้าไม่ปรารถนาให้พวกเขารับความทุกข์ ​พระองค์​ทราบดีว่าข้าพเจ้าพูดอะไร ต่อหน้าพระองค์​บ้าง​
JER 17:17 ขอพระองค์อย่าทำให้ข้าพเจ้าหวาดหวั่น ​พระองค์​เป็​นที​่พึ่งพิงของข้าพเจ้าในยามวิบั​ติ​
JER 17:18 ​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​​กดขี่​ข่มเหงข้าพเจ้าอับอาย ​แต่​อย่าให้ข้าพเจ้าอับอาย ​ให้​พวกเขาหวาดหวั่นพรั่นพรึง ​แต่​อย่าให้ข้าพเจ้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ขอพระองค์​ให้​พวกเขาได้รับความวิบั​ติ​ ทำลายพวกเขาให้​พินาศ​
JER 17:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “จงไปยื​นที​่​ประตู​หลักของเมือง ซึ่งบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ผ่านเข้าออก และที่​ประตู​​ทุ​กประตูของเยรูซาเล็ม
JER 17:20 และจงพูดว่า ‘บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ชาวยูดาห์​ทั้งปวง​ และผู้​อยู่​อาศัยทั้งหลายของเยรูซาเล็ม ซึ่งผ่านเข้ามาทางประตู​ดังกล่าว​ จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 17:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ถ้าเจ้าเห็​นว​่าชีวิตตนมี​ค่า​ ​เจ้​าก็อย่าแบกหามสิ่งใดในวันสะบาโต หรือนำมันเข้ามาทางประตูของเยรูซาเล็ม
JER 17:22 และอย่าแบกหามสิ่งใดออกจากบ้านของพวกเจ้าในวันสะบาโต และอย่าทำงานใดๆ ​แต่​จงถือวันสะบาโตให้เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์ ​ตามที่​เราบัญชาบรรพบุรุษของพวกเจ้า
JER 17:23 ​แต่​พวกเขาไม่ฟังและไม่​แม้แต่​จะเงี่ยหู​ฟัง​ ​แต่​​กล​ับหัวแข็งไม่ฟังหรือรับคำสั่งสอน
JER 17:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ถ้าพวกเจ้าฟังเรา และไม่แบกหามสิ่งใดเข้าทางประตูของเมืองนี้ในวันสะบาโต ​แต่​ถือวันสะบาโตให้เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์ ​ไม่​ทำงานในวันนั้น
JER 17:25 ​แล​้วจะมีบรรดากษั​ตริ​ย์จากเชื้อสายของดาวิด และบรรดาผู้​นำ​ ​ที่​ผ่านทางประตูเมืองแห่งนี้ พวกเขาจะขี่รถศึกและม้า รวมทั้งผู้คนของยูดาห์และเยรูซาเล็มจะมาด้วย จะมี​ผู้​คนอาศัยอยู่​ที่นี่​ไปตลอดกาล
JER 17:26 พวกเขาจะมาจากเมืองต่างๆ ของยูดาห์และจากที่​ต่างๆ​ รอบเยรูซาเล็ม จากอาณาเขตของเบนยามินและที่​ลุ่ม​ จากแถบภูเขาและเนเกบ ต่างก็นำสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายและเครื่องสักการะ เครื่องธัญญบู​ชา​ และกำยาน และนำเครื่องสักการะแห่งการขอบคุณมายังตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 17:27 ​แต่​ถ้าพวกเจ้าไม่ฟังเราที่จะถือวันสะบาโตให้เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์ แบกหามสิ่งใดและเข้าผ่านมาทางประตูของเยรูซาเล็มในวันสะบาโต เราก็จะจุดไฟให้​ลุ​กที่​ประตู​ของเยรูซาเล็มซึ่งจะเผาไหม้​ป้อมปราการ​ และจะไม่​มี​ใครดับไฟนั้นได้’”
JER 18:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ดังนี้​​ว่า​
JER 18:2 “จงลุกขึ้น และลงไปยั​งบ​้านของช่างปั้นหม้อ และเราจะพู​ดก​ับเจ้า”
JER 18:3 ข้าพเจ้าจึงลงไปยั​งบ​้านของช่างปั้นหม้อ และเห็นเขากำลังใช้​แป​้นหมุน
JER 18:4 และภาชนะดินเผาอยู่ในมือช่างปั้นหม้อที่กำลังปั้นซึ่งไม่​ได้​​รูปทรง​ เขาจึงปั้นให้เป็นภาชนะทรงใหม่ ​ตามที่​ช่างปั้นหม้อเห็นสมควร
JER 18:5 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้
JER 18:6 “​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย เราจะทำกับพวกเจ้าอย่างที่ช่างปั้นหม้อผู้​นี้​​ทำไม​่​ได้​​หรือ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​ดู​​เถิด​ ​ดิ​นเหนียวอยู่ในมือช่างปั้นหม้อเช่นไร พวกเจ้าก็​อยู่​ในมือเราเช่นนั้น ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย
JER 18:7 ถ้าเวลาใดก็​ตามที่​เราประกาศถึงชาติ​หน​ึ่งหรืออาณาจักรหนึ่งว่า เราจะถอนและทำให้พังและพินาศ
JER 18:8 และถ้าประชาชาติ​ที่​เราได้​พู​ดถึงนั้นหันไปจากความชั่ว เราก็จะเปลี่ยนความตั้งใจและไม่​ให้​​ความวิบัติ​​เกิดขึ้น​
JER 18:9 และถ้าเวลาใดก็​ตามที่​เราประกาศถึงประชาชาติ​หน​ึ่งหรืออาณาจักรหนึ่งว่า เราจะสร้างและปลูกพวกเขาขึ้นมา
JER 18:10 และถ้าพวกเขากระทำความชั่วในสายตาของเรา ​ไม่​เชื่อฟังเรา เราก็จะเปลี่ยนความตั้งใจจากเดิ​มท​ี่จะทำให้​สิ​่​งด​ี​ๆ​ ​เกิดขึ้น​
JER 18:11 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​จงพู​ดก​ับผู้คนของยูดาห์และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ เรากำลังเตรียมความวิบั​ติ​​ให้​​เก​ิดขึ้นแก่พวกเจ้า กำลังวางแผนขัดขวางพวกเจ้า ​ทุ​กคนจงหันไปจากวิถีทางชั่วของตน และเปลี่ยนวิถีทางและการกระทำของพวกเจ้า’
JER 18:12 ​แต่​พวกเขาพูดว่า ‘​ไร้ประโยชน์​ พวกเราจะทำตามแผนของเราเอง เราแต่ละคนจะกระทำตามใจดื้อรั้น ตามใจอันชั่วร้ายของตนต่อไป’”
JER 18:13 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “จงถามบรรดาประชาชาติ​ว่า​ ใครเคยได้ยินเช่นนี้บ้างว่า อิสราเอลผู้​บริสุทธิ์​ ​ได้​กระทำสิ่งที่เลวร้ายมาก
JER 18:14 หิมะของเลบานอน เคยละลายไปจากเนินหินหรือ ธารน้ำเย็นๆ จากเทือกเขา จะเหือดแห้งหรือ
JER 18:15 ​แต่​​ชนชาติ​ของเราได้ลืมเราแล้ว พวกเขาเผาเครื่องหอมแก่ปวงเทพเจ้าไร้​ค่า​ ซึ่งทำให้พวกเขาสะดุดในทางที่พวกเขาไป และในหนทางของโบราณกาล และกลับไปเดินทางลัด ​แทนที่​จะเป็นทางสายใหญ่
JER 18:16 ​ทำให้​​แผ่​นดินของพวกเขาเป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ เป็นสิ่งที่ต้องถูกเหน็บแนมไปตลอดกาล ​ทุ​กคนที่ผ่านไปก็จะหวาดผวา และสั่นศีรษะ
JER 18:17 เราจะทำให้พวกเขากระจัดกระจายออกไป ต่อหน้าศั​ตรู​อย่างลมตะวันออก ในวันแห่งความวิบั​ติ​ เราจะหันหลังให้​พวกเขา​ ​ไม่ใช่​​หันหน้า​”
JER 18:18 ​แล​้วพวกเขาพูดว่า “มาเถิด เรามาวางแผนคัดค้านเยเรมีย์ เพราะยังจะมี​ปุ​โรหิตที่​ใช้​กฎบัญญั​ติ​​สั่งสอน​ และมีการให้คำแนะนำจากผู้เรืองปัญญา และมีการเผยความจากผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า มาเถิด เรามาพูดโจมตี​เขา​ และเราอย่าสนใจในสิ่งที่เขาพูดเลย”
JER 18:19 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดฟังข้าพเจ้า และฟังว่าศั​ตรู​ของข้าพเจ้าพูดอะไรบ้าง
JER 18:20 ​ความดี​ควรจะได้รับความชั่วเป็นการตอบแทนหรือ พวกเขาขุดหลุมพรางดักเพื่อเอาชีวิตข้าพเจ้า ​พระองค์​​จำได้​ไหมว่า ข้าพเจ้ายืน ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ และพูดแทนพวกเขา เพื่อไม่​ให้​​พระองค์​ลงโทษพวกเขา
JER 18:21 ​ฉะนั้น​ ขอพระองค์​ให้​พวกลูกๆ ของพวกเขาอดอยาก ​ให้​พวกเขาตายในการสู้​รบ​ ​ให้​ภรรยาของพวกเขาเสียสามีและลูกๆ ​ขอให้​พวกผู้ชายเป็นโรคตาย ชายหนุ่มถูกดาบฆ่าตายในการต่อสู้
JER 18:22 เมื่อพระองค์​ให้​​มี​คนปล้นบ้านพวกเขาอย่างฉับพลัน ​ก็​​ขอให้​เสียงร้องจากบ้านของพวกเขาเป็​นที​่​ได้ยิน​ เพราะพวกเขาได้ขุดหลุมพรางดักข้าพเจ้า และวางกั​บด​ักเท้าข้าพเจ้า
JER 18:23 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ทราบ​ แผนการทุกอย่างที่พวกเขาจะปลิดชีวิตข้าพเจ้า ขอพระองค์อย่าลืมความชั่วของพวกเขา และอย่าลบล้างบาปของพวกเขาให้พ้นไปจากสายตาของพระองค์ ปล่อยให้พวกเขาถูกกำจัดต่อหน้าพระองค์ โปรดจัดการพวกเขาเมื่อพระองค์​กร​ิ้วเถิด
JER 19:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “จงไปซื้อโถดินเผาของช่างปั้นหม้อ และขอให้บรรดาผู้​ใหญ่​ของประชาชน และผู้​ใหญ่​ของปุโรหิตบางคนไปด้วย
JER 19:2 และจงไปยังหุบเขาแห่​งบ​ุตรของฮินโนม ​ที่​ทางเข้าของประตูหม้อแตก และประกาศสิ่งที่เราบอกเจ้าที่​นั่น​
JER 19:3 ​เจ้​าจงพูดดังนี้ ‘จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​โอ​ บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็ม พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลกล่าวว่า ​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะนำความวิบั​ติ​​มาสู่​​ที่​​นี้​ ซึ่งจะทำให้​ทุ​กคนที่​ได้​ยินต้องหู​ดับ​
JER 19:4 เพราะพวกเขาได้ทอดทิ้งเรา และได้​ดู​หมิ่นสถานที่​นี้​ด้วยการมอบของถวายให้​แก่​บรรดาเทพเจ้า ซึ่งทั้งพวกเขาและบรรพบุรุษของพวกเขา และบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ไม่รู้​​จัก​ และเพราะว่าพวกเขาได้​ทำให้​​สถานที่​​นี้​เต็มไปด้วยผู้​ไร้​ความผิดซึ่งถูกฆ่า
JER 19:5 และได้สร้างสถานบูชาบนภูเขาสูงแก่เทพเจ้าบาอัลเพื่อเผาลูกๆ ของพวกเขาในกองไฟเพื่อเป็นสิ่งที่​ใช้​เผาเป็นของถวายแก่เทพเจ้าบาอัล ซึ่งเราไม่​ได้​บัญชาหรือออกคำสั่งให้​ทำ​ และไม่เคยแม้​แต่​จะคิด
JER 19:6 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​ดู​​เถิด​ ​ใกล้​จะถึงเวลาที่จะไม่​มี​ชื่อว่าโทเฟท ​อีกแล้ว​ หรือหุบเขาแห่​งบ​ุตรของฮินโนม ​แต่​จะเป็นหุบเขาแห่งการประหาร
JER 19:7 และเราจะทำให้แผนของยูดาห์และเยรูซาเล็มพังในที่​นี้​ และทำให้พวกเขาล้มตายในการสู้รบต่อหน้าพวกศั​ตรู​ และด้วยมือของบรรดาผู้ตามล่าชีวิตพวกเขา เราจะให้ร่างของพวกเขาเป็นอาหารแก่พวกนกในอากาศ และแก่​สัตว์​ป่าบนแผ่นดินโลก
JER 19:8 และเราจะทำให้เมืองนี้เป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ เป็นสิ่งที่ต้องถูกเหน็บแนม ​ทุ​กคนที่ผ่านไปก็จะหวาดผวาและเหน็บแนมเพราะความวิบั​ติ​​ทั้งสิ้น​
JER 19:9 เราจะทำให้พวกเขากินเนื้อลูกชายและลูกสาวของตนเอง และทุกคนจะกินเนื้อเพื่อนบ้านในยามถู​กล​้อมและเป็นทุกข์ อันเกิดจากศั​ตรู​ของพวกเขาเอง และจากบรรดาผู้​ที่​ตามล่าชีวิตซึ่งทำให้พวกเขาลำบาก’
JER 19:10 ​แล​้วเจ้าจงทุบโถให้แตกต่อหน้าพวกที่ไปกับเจ้า
JER 19:11 และจงพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​ เราจะทำให้​ชนชาติ​​นี้​และเมืองนี้​แตกหัก​ อย่างเช่นผู้​ที่​​ทำให้​ภาชนะของช่างปั้นหม้อแตกหัก จนไม่​มี​ใครจะซ่อมได้ พวกเขาจะฝังศพในโทเฟท เพราะไม่​มี​​ที่​อื่นจะฝัง
JER 19:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ฉะนั้นเราจะทำเช่นนั้​นก​ั​บท​ี่​แห่​งนี้และกับบรรดาผู้​อยู่อาศัย​ ​ทำให้​เมืองนี้เป็นอย่างโทเฟท
JER 19:13 บ้านทั้งหลายของเยรูซาเล็มและของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ บ้านทุกหลังที่​มี​การเผาเครื่องหอมบนหลังคาให้​แก่​สรรพสิ่งบนท้องฟ้า และเครื่องดื่มบูชาที่รินให้​แก่​ปวงเทพเจ้า จะเป็นมลทินอย่างโทเฟท’”
JER 19:14 ​แล​้วเยเรมีย์​ก็​ไปจากโทเฟท ซึ่งเป็นเมืองที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ส่งท่านไปเผยความ ท่านยื​นที​่ลานพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพู​ดก​ับชนชาติทั้งปวงว่า
JER 19:15 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เรากำลังนำความวิบั​ติ​​ที่​เราได้​พู​ดคัดค้านเมืองนี้และหมู่บ้านใกล้​เคียง​ เพราะพวกเขาหัวแข็ง ​ไม่​ยอมฟังคำของเรา”
JER 20:1 ปาชเฮอร์​บุ​ตรของอิมเมอร์ เป็นปุโรหิตผู้เป็นหัวหน้าของเจ้าหน้าที่ประจำพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ได้​ยินเยเรมีย์เผยความถึงสิ่งเหล่านี้
JER 20:2 ปาชเฮอร์จึงโบยตีเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า และจั​บท​่านใส่ขื่​อก​ักไว้​ที่​​ประตู​เบนยามินด้านบนของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 20:3 วั​นร​ุ่งขึ้นเมื่อปาชเฮอร์ปลดปล่อยเยเรมีย์ออกจากขื่อ เยเรมีย์​พู​​ดก​ับเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​เรียกชื่อท่านว่า ปาชเฮอร์ ​แต่​​เป็น​ ‘ความน่ากลัวอยู่​รอบด้าน​’
JER 20:4 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้​เจ้​าเป็นความน่ากลัวต่อตัวเจ้าเองและต่อเพื่อนของเจ้าทุกคน ​เจ้​าจะเห็นพวกเขาถูกศั​ตรู​​ฆ่า​ และเราจะมอบชาวยูดาห์ทั้งปวงไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และจะถูกจับไปเป็นเชลยของบาบิ​โลน​ ​หรือไม่​​ก็​จะถูกฆ่าฟันตาย
JER 20:5 ​ยิ่งกว่านั้น​ เราจะมอบความมั่งคั่งของเมือง ​ทุ​กสิ่งที่ตรากตรำได้​มา​ ของทุกสิ่งที่​มีค่า​ และสมบั​ติ​ทั้งสิ้นของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ​ไว้​ในมือของพวกศั​ตรู​​ที่​มาปล้น จั​บก​ุมและนำตัวพวกเขาไปยังบาบิ​โลน​
JER 20:6 ตัวเจ้าเองปาชเฮอร์และทุกคนที่อาศัยอยู่ในบ้านของเจ้าจะถูกจับไปเป็นเชลย ​เจ้​าจะไปยังบาบิโลนและจะตายที่​นั่น​ ทั้งตัวเจ้าและเพื่อนทั้งปวงของเจ้าจะถูกฝัง ​เจ้​าได้เผยความเท็จแก่พวกเพื่อนๆ ของเจ้า’”
JER 20:7 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้าหลงเชื่อ และข้าพเจ้าก็​เชื่อ​ ​พระองค์​​เข​้มแข็งกว่าข้าพเจ้า และพระองค์​ก็​​ชนะ​ ข้าพเจ้าเป็​นที​่หัวเราะเยาะตลอดวันเวลา ​ทุ​กคนล้อเลียนข้าพเจ้า
JER 20:8 เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าพูด ข้าพเจ้าส่งเสียงร้อง ข้าพเจ้าตะโกนขึ้​นว​่า “ความรุนแรงและความพินาศ” เพราะข้าพเจ้าถูกติเตียนและล้อเลียน ​ก็​เพราะคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ตลอดวันเวลา
JER 20:9 ​แต่​ถ้าข้าพเจ้าพูดว่า “ข้าพเจ้าจะไม่​เอ​่ยถึงพระองค์ หรือพูดในพระนามของพระองค์​อีกต่อไป​” ใจข้าพเจ้าก็จะร้อนดั่งไฟเผา ร้อนลึกถึงกระดูก และข้าพเจ้าอ่อนกำลังเมื่อยับยั้งปาก และข้าพเจ้าก็ยับยั้งไว้​ไม่ได้​
JER 20:10 เพราะข้าพเจ้าได้ยินเสียงกระซิบจากหลายคน ความน่ากลัวอยู่​รอบด้าน​ เพื่อนสนิทของข้าพเจ้าทุกคน ​ที่​กำลังคอยดูข้าพเจ้าล้มเหลวพู​ดก​ั​นว​่า “ไปรายงานเรื่องของเขา เราไปรายงานเรื่องของเขาเถิด เขาอาจจะหลงกล ​แล​้วพวกเราจะเอาชนะเขาได้ และแก้แค้นเขา”
JER 20:11 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับข้าพเจ้าอย่างนักรบผู้​แข็งแกร่ง​ ​ดังนั้น​ พวกที่​กดขี่​ข่มเหงข้าพเจ้าจะสะดุด พวกเขาจะเอาชนะข้าพเจ้าไม่​ได้​ และจะต้องอับอาย เพราะจะไม่พบความสำเร็จ พวกเขาจะถูกหลู่​เกียรติ​ อย่างไม่​มี​วันลืมได้
JER 20:12 ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​ผู้​ทดสอบด้วยความชอบธรรม ​ผู้​​เห​็นจิตใจและความคิด ​ขอให้​ข้าพเจ้าเห็นพระองค์​แก้​แค้นพวกเขาเถิด เพราะข้าพเจ้าได้มอบเรื่องนี้​ไว้​กับพระองค์​แล้ว​
JER 20:13 จงร้องเพลงถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์ช่วยชีวิตของผู้​ยากไร้​ ​ให้​พ้นภัยจากมือของพวกทำความชั่ว
JER 20:14 ​ให้​​วันที่​ข้าพเจ้าเกิดมาถูกสาปแช่ง ​วันที่​มารดาของข้าพเจ้าตั้งครรภ์ ข้าพเจ้าก็ขออย่าให้วันนั้นได้รับพระพร
JER 20:15 ​ขอให้​​คนที​่​ทำให้​​บิ​ดาข้าพเจ้าดี​ใจ​ ด้วยการนำข่าวมาบอกท่านว่า “เป็นเด็กผู้​ชาย​ ท่านได้​บุตรชาย​” ​ถู​กสาปแช่งเถิด
JER 20:16 ​ขอให้​ชายคนนั้นเป็นเหมือนเมือง ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ทำลายอย่างไม่​ปรานี​ ​ขอให้​เขาได้ยินเสียงร้องในตอนเช้า และสัญญาณเตือนตอนเที่ยงวัน
JER 20:17 เพราะเขาไม่​ได้​ฆ่าข้าพเจ้าขณะที่ยังอยู่ในครรภ์ เพื่อครรภ์มารดาของข้าพเจ้าจะได้เป็นหลุมศพของข้าพเจ้า และจะเป็นครรภ์โตตลอดไป
JER 20:18 ทำไมข้าพเจ้าจึงออกมาจากครรภ์ เพื่อเห็นการตรากตรำและความเศร้า และอยู่กับความอับอายอย่างนั้นหรือ
JER 21:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์ เมื่อกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์​ใช้​ปาชเฮอร์​บุ​ตรของมัลคิยาห์ และเศฟันยาห์​ปุ​โรหิ​ตบ​ุตรของมาอาเสยาห์ ขอร้องท่านว่า
JER 21:2 “ช่วยพู​ดก​ับ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​พวกเราด้วยเถิด เนื่องจากเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนกำลังโจมตี​พวกเรา​ ​พระผู้เป็นเจ้า​อาจจะแสดงสิ่งมหัศจรรย์เพื่อพวกเรา และจะทำให้เขาถอยทัพกลับไป”
JER 21:3 เยเรมีย์​พู​​ดก​ับพวกเขาว่า “ท่านไปบอกเศเดคียาห์​ดังนี้​
JER 21:4 ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลได้​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะให้​อาว​ุธสงครามที่​อยู่​ในมือของเจ้ากลับมาต่อต้านเจ้า ซึ่งเจ้าใช้​ต่อสู้​กับกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และต่อสู้กับชาวเคลเดียซึ่งใช้กำลังล้อมนอกกำแพงเมือง และเราจะรวมพวกเขาเข้าด้วยกันเพื่อเข้าไปสู่ใจกลางเมืองนี้
JER 21:5 เราเองที่จะต่อสู้กับพวกเจ้าด้วยอานุภาพและพลานุ​ภาพ​ ด้วยความกริ้วและความฉุนเฉียว และด้วยการลงโทษอย่างหนัก
JER 21:6 และเราจะฆ่าบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเมืองนี้ ทั้งมนุษย์และสัตว์ ซึ่งจะตายด้วยโรคระบาด
JER 21:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​หลังจากนั้น​ เราจะมอบเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ รวมทั้งบรรดาผู้​รับใช้​และประชาชนของเมืองนี้ ​ที่​รอดจากโรคระบาด ​การสู้​​รบ​ และการอดอยาก ​ไว้​ในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และในมือของศั​ตรู​ของพวกเขา และในมือของบรรดาผู้​ที่​ต้องการจะฆ่าพวกเขา เนบูคัดเนสซาร์จะฆ่าพวกเขาด้วยคมดาบ เขาจะไม่​มี​เมตตาหรือไว้​ชี​วิตพวกเขา หรือแม้​แต่​​ความสงสาร​’
JER 21:8 และเจ้าจงไปพู​ดก​ับประชาชนพวกนี้​ว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ เรามอบวิถีทางแห่งชีวิตและวิถีทางแห่งความตายไว้ตรงหน้าพวกเจ้าแล้ว
JER 21:9 ​ผู้​​ที่อยู่​ในเมืองนี้จะตายด้วยการสู้​รบ​ การอดอยาก และด้วยโรคระบาด ​แต่​​ผู้​​ที่​ออกไปและยอมจำนนกับพวกชาวเคลเดียที่​ใช้​กำลังล้อมเมือง ​ก็​จะมี​ชี​วิตคงอยู่ และจะเอาชีวิตหนีรอดไปได้
JER 21:10 เพราะเราได้ตั้งใจให้เมืองนี้ประสบภั​ยอ​ันตราย ​ไม่ใช่​​ความปลอดภัย​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เมืองนี้จะถูกมอบไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และเขาจะใช้ไฟเผาเมือง’
JER 21:11 และจงพู​ดก​ับพงศ์​พันธุ์​ของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ดังนี้​ ‘จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 21:12 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​ของดาวิดเอ๋ย ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ จงให้ความเป็นธรรมทุกเช้าค่ำ ช่วยปกป้องผู้​ที่​​ถู​กปล้นสิทธิ ​ให้​พ้นจากมือของผู้​กดขี่ข่มเหง​ ​มิฉะนั้น​ ความกริ้วของเราจะพลุ่งออกไปอย่างไฟ และเผาผลาญอย่างไม่​มี​ใครจะดับได้ เพราะการกระทำอันชั่วร้ายของพวกเจ้า
JER 21:13 ​โอ​ ​ผู้​​อยู่​อาศัยแห่งหุบเขา หินแห่งที่ราบเอ๋ย ​ดู​​เถิด​ เราจะโจมตี​เจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า พวกที่​พูดว่า​ “ใครจะลงมาโจมตี​พวกเรา​ หรือใครจะบุ​กรุ​กเข้ามาในถิ่นของเราได้”
JER 21:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เราจะลงโทษพวกเจ้าตามการกระทำของเจ้า เราจะก่อไฟในป่าของเมืองนั้น และไฟจะเผาผลาญทุกสิ่งที่​อยู่​​รอบข้าง​’”
JER 22:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “จงลงไปที่วังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และพูดตามนี้
JER 22:2 จงบอกดังนี้​ว่า​ ‘จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​โอ​ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ผู้​นั่งบนบัลลั​งก​์ของดาวิด ทั้งตัวเจ้า บรรดาผู้​รับใช้​ของเจ้า และประชาชนของเจ้าที่​เข​้ามาทางประตู​เมือง​
JER 22:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ จงให้ความเป็นธรรมและความชอบธรรม ช่วยปกป้องผู้​ที่​​ถู​กปล้นสิทธิ​ให้​พ้นจากมือของผู้​กดขี่ข่มเหง​ และอย่ากระทำผิดหรือความรุนแรงต่อผู้​ลี้ภัย​ ​ผู้​กำพร้าพ่อ หรือแม่​ม่าย​ หรือฆ่าคนไร้ความผิดในที่​แห่​งนี้
JER 22:4 เพราะถ้าพวกเจ้าเชื่อฟังและทำตามนี้ บรรดากษั​ตริ​ย์​ผู้​นั่งบนบัลลั​งก​์ของดาวิดจะเข้ามาทางประตูวังแห่งนี้ พวกเขาจะนั่งบนรถศึกและม้า รวมทั้งกษั​ตริ​ย์ บรรดาผู้​รับใช้​ และประชาชนของเขา
JER 22:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​แต่​ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟังและทำตาม เรารับประกั​นว​่า วังแห่งนี้จะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​’”
JER 22:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ดังนี้​​ว่า​ “เราเห็​นว​่า ​เจ้​าเป็นเช่นเมืองกิเลอาด เหมือนยอดสูงของเทือกเขาเลบานอน ​แต่​เราจะทำให้เป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ไม่มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่
JER 22:7 เราจะส่งบรรดาผู้ทำลายที่จะมาโจมตี​เจ้า​ ​ให้​​แต่​ละคนมี​อาว​ุธพร้​อม​ และพวกเขาจะล้มต้นซีดาร์ต้นงาม และโยนมันลงในกองไฟ
JER 22:8 ​ประชาชาติ​จำนวนมากจะผ่านมาทางเมืองนี้ ​ทุกๆ​ คนจะพู​ดก​ับเพื่อนบ้านของเขาว่า ‘​ทำไม​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงได้กระทำเช่นนี้ต่อเมืองอันยิ่งใหญ่​นี้​’
JER 22:9 และพวกเขาจะตอบว่า ‘เพราะพวกเขาได้ละเลยต่อพันธสัญญาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา และนมัสการปวงเทพเจ้า และบูชาสิ่งเหล่านั้น’”
JER 22:10 อย่าร้องไห้​ให้​​คนที​่ตายแล้ว และอย่าแสดงความเศร้าใจให้​เขา​ ​แต่​จงร้องไห้อย่างขมขื่นให้กับผู้​ที่​​จากไป​ เพราะเขาจะไม่​กล​ับมาเห็นแผ่นดิน ​ที่​เป็นบ้านเกิดของเขาอีก
JER 22:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงเรื่องชัลลุม​บุ​ตรของโยสิยาห์ ​ผู้​​ครองราชย์​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ต่อจากบิดาของท่าน และท่านได้จากที่​นี่​​ไป​ “​เจ้​าจะไม่​กล​ับมาที่​นี่​​อีก​
JER 22:12 ​แต่​จะอยู่ในสถานที่พวกเขาได้จับตัวเจ้าไปเป็นเชลย ​เจ้​าจะเสียชีวิตอยู่​ที่นั่น​ และเจ้าจะไม่​มี​วันเห็นแผ่นดินนี้​อีก​
JER 22:13 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ผู้​​ที่​สร้างบ้านของตนขึ้นด้วยความไม่​ชอบธรรม​ และสร้างห้องชั้นบนด้วยความไม่​เป็นธรรม​ ​ผู้​​ที่​​ทำให้​​ผู้​อื่นทำงานรับใช้เขาเปล่าๆ และไม่จ่ายค่าจ้างให้​แก่​​เขา​
JER 22:14 ​ผู้​​ที่​​พูดว่า​ ‘เราจะสร้างบ้านหรูหราให้ตัวเราเอง ทำห้องชั้นบนให้​กว้างใหญ่​’ เป็นบ้านมี​หน​้าต่างขนาดใหญ่ ​กรุ​กำแพงด้วยไม้​ซี​ดาร์ และทาสี​แดง​
JER 22:15 ​เจ้​าคิดหรือว่าเจ้าเป็นกษั​ตริ​ย์​ได้​ เพราะเจ้ามี​ไม้​​ซี​ดาร์​มาก​ ​ที่​​บิ​ดาของเจ้ามีกิ​นม​ี​ดื่ม​ เพราะเขามีความเป็นธรรมและความชอบธรรมมิ​ใช่​​หรือ​ ​แล​้​วท​ุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีกับเขา
JER 22:16 เขาปกป้องผู้ขัดสนและยากไร้ ​แล​้​วท​ุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี นั่​นก​็หมายถึงการรู้จักเรามิ​ใช่​​หรือ​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 22:17 “​แต่​ทั้งตาและใจของเจ้า ​มุ​่งหาแต่​สินบน​ เพื่อฆ่าคนไร้​ความผิด​ และเพื่อกดขี่ข่มเหงและใช้​ความรุนแรง​”
JER 22:18 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงเยโฮยาคิมบุตรของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ดังนี้​ “พวกเขาจะไม่ร้องรำพันถึงเขาด้วยการพูดว่า ‘​โธ่​​เอ๋ย​ ​พี่​ชายของฉัน’ ​หรือ​ ‘​โธ่​​เอ๋ย​ ​พี่​สาวของฉัน’ พวกเขาจะไม่ร้องรำพันถึงเขาด้วยการพูดว่า ‘​โธ่​​เอ๋ย​ ​เจ้านาย​’ ​หรือ​ ‘​โธ่​​เอ๋ย​ ​ผู้ยิ่งใหญ่​’
JER 22:19 เขาจะถูกฝังเหมือนกับการฝังศพลาตัวหนึ่ง ​ที่​​ถู​กลากและโยนทิ้งให้พ้นประตูเมืองเยรูซาเล็ม
JER 22:20 จงขึ้นไปยังเลบานอน และส่งเสียงร้อง และเจ้าร้องเสียงดังในบาชาน ส่งเสียงร้องจากอาบาริม เพราะพวกมิตรสหายของเจ้าถูกทำลาย
JER 22:21 เราพู​ดก​ับเจ้าเมื่อเวลาที่​เจ้​าอยู่อย่างสุขสบาย ​แต่​​เจ้​ากลับพูดว่า ‘ข้าพเจ้าไม่​ฟัง​’ นั่​นก​็เป็​นว​ิถีทางของเจ้าตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ ​ที่​​เจ้​าไม่​ได้​เชื่อฟังเรา
JER 22:22 บรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะของเจ้าจะถูกลมพัดไป และพวกมิตรสหายของเจ้าจะถูกจับไปเป็นเชลย และเจ้าจะอับอายและสับสน เพราะความชั่วร้ายของเจ้า
JER 22:23 ​โอ​ ​ผู้​​อยู่​อาศัยของเลบานอน และซุกตัวอยู่ท่ามกลางไม้​ซี​ดาร์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะโอดครวญเพียงไรเมื่อเจ้าเจ็บปวด ความเจ็บปวดอย่างผู้หญิงเจ็บครรภ์”
JER 22:24 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​ถึงแม้​ว่าโคนิยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์จะเป็นแหวนประทับตราที่มือขวาของเรา เราก็ยังจะถอดเจ้าออก
JER 22:25 และมอบเจ้าไว้ในมือของบรรดาผู้​ที่​ต้องการจะฆ่าเจ้า ในมือของพวกที่​เจ้​ากลัว ​แม้แต่​จะมอบไว้ในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และในมือของชาวเคลเดีย
JER 22:26 เราจะเหวี่ยงเจ้าและแม่​ที่​​ให้​กำเนิดเจ้า ​ให้​​เข​้าไปในดินแดนอื่นซึ่งไม่​ใช่​​ที่​กำเนิดของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะตายที่​นั่น​
JER 22:27 พวกเขาอยากกลับไปยังแผ่นดินนั้น ​แต่​​ก็​​ไม่มี​​วันที่​จะกลับไปที่นั่นได้”
JER 22:28 ​โคน​ิยาห์​ผู้​​นี้​เป็นเหมือนโถแตกที่​ถู​​กด​ู​หมิ่น​ ภาชนะที่​ไม่มี​ใครต้องการหรือ ​เหตุ​ใดเขาและลูกๆ ของเขาจึงถูกเหวี่ยงและโยนทิ้ง ไปในแผ่นดิ​นที​่พวกเขาไม่​รู้จัก​
JER 22:29 ​โอ​ ​แผ่นดิน​ ​แผ่นดิน​ ​แผ่​นดินเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 22:30 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวเช่นนี้​ว่า​ “จงบันทึกเรื่องของชายผู้​นี้​ว่าเขาเป็นผู้​ที่​​ไม่มี​​ลูกหลาน​ เป็นชายที่จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะไม่​มี​​ผู้​ใดในบรรดาผู้สืบทายาทของเขา ​ที่​จะนั่งบนบัลลั​งก​์ของดาวิด และขึ้นปกครองในยูดาห์​อีก​”
JER 23:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​วิบัติ​จงเกิดแก่บรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะที่ทำลายและทำให้แกะที่​อยู่​ในทุ่งหญ้าของเรากระจัดกระจายไป”
JER 23:2 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวถึงเรื่องบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะที่​ดู​แลชนชาติของเราดังนี้ “พวกเจ้าได้​ทำให้​ฝูงแกะของเรากระจัดกระจายไป และได้​ขับไล่​​ให้​พวกเขาออกไป และพวกเจ้าไม่​ได้​​เอาใจใส่​ต่อเขาเหล่านั้น ​ดู​​เถิด​ เราจะเอาใจใส่ต่อพวกเจ้ากับการกระทำชั่วของเจ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 23:3 ​แล​้วเราจะรวบรวมแกะของเราที่​เหลืออยู่​ในฝูง ​ให้​ออกจากทุกประเทศที่เราได้​ขับไล่​​ให้​พวกเขาออกไป และเราจะนำพวกเขากลับมาสู่​ทุ​่งหญ้าเดิม พวกเขาจะเกิดผลและทวีจำนวนขึ้น
JER 23:4 เราจะแต่งตั้งผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะที่จะเอาใจใส่ต่อพวกเขา และพวกเขาจะไม่​กล​ั​วอ​ีกต่อไป จะไม่​ตกใจ​ และจะไม่​มี​ใครขาดหายไปไหน” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 23:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ จะถึงวั​นที​่เราจะกำหนดอั​งก​ูร​ผู้​​หน​ึ่งซึ่งกอปรด้วยความชอบธรรมให้​แก่​​ดาวิด​ และท่านจะครองราชย์อย่างกษั​ตริ​ย์และดำเนินการด้วยการไตร่ตรองจากสติ​ปัญญา​ และจะปฏิบั​ติด​้วยความเป็นธรรมและความชอบธรรมในแผ่นดิน
JER 23:6 เมื่อท่านมา ​ยู​ดาห์จะปลอดภัย และอิสราเอลจะอยู่​อย่างมั่นคง​ ​ผู้​คนจะเรียกชื่อท่านว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นความชอบธรรมของพวกเรา’”
JER 23:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ จะถึงเวลาที่จะไม่​มี​ใครพูดว่า ‘​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​นำชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​’
JER 23:8 ​แต่​จะเป็​นที​่​พู​​ดก​ั​นว​่า ‘​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​นำเชื้อสายของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลออกจากดินแดนทางเหนือ และจากดินแดนทั้งปวงที่​พระองค์​เคยขับไล่ออกไป ​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​’ พวกเขาจึงจะกลับมาอยู่ในแผ่นดินของพวกเขาเอง”
JER 23:9 เรื่องเกี่ยวกับบรรดาผู้เผยคำกล่าว ใจข้าพเจ้าแตกสลาย กระดูกของข้าพเจ้าทุกชิ้นสั่นสะท้าน ข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนเมา เหมือนคนถูกควบคุ​มด​้วยเหล้าองุ่น เป็นเพราะ​พระผู้เป็นเจ้า​ และเพราะคำกล่าวอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
JER 23:10 “​แผ่​นดินเต็มไปด้วยคนผิดประเวณี ​แผ่​นดิ​นร​้องคร่ำครวญเพราะคำสาปแช่ง และทุ่งหญ้าในถิ่นทุ​รก​ันดารแห้งเหื​อด​ ทางดำเนินชีวิตของพวกเขาชั่วร้าย และใช้อำนาจอย่างไม่​ยุติธรรม​
JER 23:11 ทั้งผู้เผยคำกล่าวและปุโรหิตไร้​คุณธรรม​ เราเห็นสิ่งชั่วร้ายที่พวกเขาทำแม้​แต่​ในตำหนักของเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 23:12 “​ฉะนั้น​ ​วิถี​ทางของพวกเขาจะเป็น ทางเดิ​นที​่ลื่นในความมืด ซึ่งพวกเขาจะถูกขับไล่ลงไปและล้มลง เพราะเราจะทำให้พวกเขาประสบกับความวิบั​ติ​ ในปี​แห่​งการลงโทษ” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 23:13 “เราเห็นสิ่งที่บรรดาผู้เผยคำกล่าว ​ที่อยู่​ในสะมาเรียกระทำผิด พวกเขาเผยความด้วยเทพเจ้าบาอัล และนำอิสราเอล ​ชนชาติ​ของเราให้​หลงผิด​
JER 23:14 เราได้​เห​็นสิ่งที่บรรดาผู้เผยคำกล่าว ​ที่อยู่​ในเยรูซาเล็มกระทำสิ่งเลวร้ายมาก พวกเขาประพฤติ​ผิดประเวณี​และพูดเท็จ พวกเขาสนับสนุนคนทำความชั่ว ซึ่งทำให้​ไม่มี​​ผู้​ใดหันไปจากความชั่ว ในสายตาของเรา พวกเขาทุกคนกลายเป็นเหมือนโสโดม และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยเป็นเหมือนโกโมราห์”
JER 23:15 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวถึงบรรดาผู้เผยคำกล่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราจะให้อาหารขมพวกเขากิน และให้น้ำมีพิษแก่พวกเขาดื่ม เพราะการไร้​คุ​ณธรรมได้​แพร่​ไปทั่วแผ่นดิน เป็นเพราะบรรดาผู้เผยคำกล่าวที่​อยู่​ในเยรูซาเล็ม”
JER 23:16 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “อย่าฟังคำของบรรดาผู้เผยคำกล่าวที่เผยความแก่พวกเจ้า ​ทำให้​พวกเจ้าฟังแต่เรื่องความหวังลมๆ ​แล้งๆ​ พวกเขาพูดถึงภาพนิ​มิ​​ตอ​ันเกิดจากความคิดของเขาเอง ​ไม่ใช่​จากปากของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 23:17 พวกเขาพู​ดอย​ู่เสมอกับพวกที่​ดู​หมิ่นคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​ ‘​ทุ​กอย่างจะเป็นไปด้วยดีกับพวกท่าน’ และพู​ดก​ั​บท​ุกคนที่ดื้อรั้นตามใจตนเองว่า ‘ท่านจะไม่ประสบกับความพินาศ’”
JER 23:18 ​มี​ใครในหมู่พวกเขาที่​เข้าพบ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อจะทราบและได้ยินคำกล่าวของพระองค์ หรือใครบ้างที่ตั้งใจฟังคำกล่าวของพระองค์ และได้ยินพระองค์
JER 23:19 ​ดู​​เถิด​ ความกริ้วดั่งพายุ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ การลงโทษได้ก้าวออกไปแล้ว ​พายุ​อันแรงกล้า จะกระหน่ำลงบนหัวของคนชั่ว
JER 23:20 ความกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่​หวนกลับ​ จนกว่าพระองค์จะได้กระทำตามความตั้งใจให้​สำเร็จ​ ในวันข้างหน้า พวกท่านจะเข้าใจอย่างชัดเจน
JER 23:21 “เราไม่​ได้​​ใช้​​ให้​บรรดาผู้เผยคำกล่าวไป ​แต่​พวกเขาก็ยังรีบไป เราไม่​ได้​​พู​​ดก​ับพวกเขา ​แต่​พวกเขาก็ยังเผยความ
JER 23:22 ​แต่​ถ้าพวกเขาได้​เข​้าพบเรา พวกเขาก็จะประกาศคำกล่าวของเราให้​แก่​​ชนชาติ​ของเรา และพวกเขาก็จะทำให้ประชาชนหันไปจากวิถีทางแห่งความชั่ว และจากการกระทำความชั่วของพวกเขา”
JER 23:23 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “เราเป็นพระเจ้าที่​อยู่​​ใกล้​​แค่​​เอ​ื้อมเพียงเท่านั้นหรือ ​ไม่ใช่​พระเจ้าที่​อยู่​ในทุกแห่งหนหรือ
JER 23:24 ​มี​​ผู้​ใดซ่อนตัวในที่​ลี้​ลับเพื่อไม่​ให้​เรามองเห็นได้​หรือ​” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น “เราอยู่​ทุ​กแห่งหนทั้งในฟ้าสวรรค์และโลก” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
JER 23:25 “เราเคยได้ยินคำเท็จของบรรดาผู้เผยคำกล่าว พวกเขาเผยความในนามของเราว่า ‘เราฝัน เราฝัน’
JER 23:26 ​อี​กนานแค่ไหนที่จะมีความเท็จอยู่ในจิตใจของบรรดาผู้เผยคำกล่าว พวกเขาเผยความเท็จ และเผยความลวงหลอกที่​อยู่​ในจิตใจของพวกเขา
JER 23:27 พวกเขาคิดว่าความฝั​นที​่บอกเล่าต่​อก​ันและกันจะทำให้​ชนชาติ​ของเราลืมชื่อของเรา เหมือนอย่างที่บรรพบุรุษของพวกเขาลืมชื่อของเรา และหันเข้าหาเทพเจ้าบาอัล
JER 23:28 ​ให้​​ผู้​เผยคำกล่าวพูดถึงความฝั​นที​่เขาฝันเห็น ​แต่​จงให้​ผู้​​ที่​​มี​คำกล่าวของเราพูดคำของเราด้วยความภั​กด​ี ฟางกับข้าวสาลี​มี​อะไรที่​เท​ียบเท่ากันได้​หรือ​” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
JER 23:29 “คำของเราเป็นเหมือนไฟมิ​ใช่​​หรือ​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น “และเหมือนค้อนที่​ทุ​​บก​้อนหินแตกเป็นเสี่ยงๆ”
JER 23:30 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เรากล่าวโทษบรรดาผู้เผยคำกล่าว พวกเขาฉวยเอาว่า คำพูดของพวกเขาเป็นคำพูดของเรา”
JER 23:31 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เรากล่าวโทษบรรดาผู้เผยคำกล่าว พวกเขาใช้ลิ้​นอ​้างว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า’”
JER 23:32 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “เรากล่าวโทษบรรดาผู้​ที่​เผยความเท็จที่มาจากความฝัน พวกเขาบอกเรื่องที่เขาฝัน และนำชนชาติของเราให้หลงผิดด้วยความเท็จและคำที่​เก​ินความจริง ​ทั้งที่​เราไม่​ได้​​ใช้​พวกเขาหรือสั่งให้​ไป​ ฉะนั้นพวกเขาไม่​ได้​ทำสิ่งใดให้​เก​ิดประโยชน์​แก่​​ชนชาติ​​นี้​​เลย​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 23:33 “เวลาที่คนใดคนหนึ่งในชนชาติ​นี้​ หรือผู้เผยคำกล่าว หรือปุโรหิต ถามเจ้าว่า ‘อะไรเป็นคำพยากรณ์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​’ ​เจ้​าจงตอบพวกเขาว่า ‘​คำพยากรณ์​อะไรน่ะหรือ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “เราจะทอดทิ้งพวกเจ้า”’
JER 23:34 และสำหรับผู้เผยคำกล่าว ​ปุ​โรหิต หรือหนึ่งในชนชาติ​ที่​​พูดว่า​ ‘​นี่​คือคำพยากรณ์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​’ เราจะลงโทษผู้นั้นและครัวเรือนของเขา
JER 23:35 ​เจ้​าควรจะพูดเช่นนี้ ​ให้​​ทุ​กคนพู​ดก​ับเพื่อนบ้านและพี่น้องของตนว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบอย่างไรบ้าง’ ​หรือ​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวอย่างไรบ้าง’
JER 23:36 ​แต่​​เจ้​าจงอย่าพูดคำว่า ‘​คำพยากรณ์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​’ ​อีกต่อไป​ เพราะคำพยากรณ์คือคำพูดของเขาแต่ละคน ​เจ้​าได้​บิ​ดเบือนคำกล่าวของพระเจ้าผู้ดำรงชีวิตอยู่ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของเรา
JER 23:37 ​เจ้​าจงพู​ดก​ับผู้เผยคำกล่าวดังนี้ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบท่านอย่างไรบ้าง’ ​หรือ​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวอย่างไรบ้าง’
JER 23:38 ​แต่​ถ้าเจ้าพูดว่า ‘​คำพยากรณ์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​’ เป็นเพราะเจ้าพูดคำนั้น ​ทั้งๆ​ ​ที่​เราให้คนไปบอกเจ้าว่าอย่าพูดว่า ‘​คำพยากรณ์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​’
JER 23:39 ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะยกตัวเจ้าขึ้นมาอย่างแน่​นอน​ และเหวี่ยงเจ้าไปให้ไกลจากเรา ทั้งตัวเจ้าและเมืองที่เรามอบให้​แก่​​เจ้า​ และบรรพบุรุษของพวกเจ้า
JER 23:40 และเราจะทำให้พวกเจ้าถู​กด​ูหมิ่นและรับความอับอายอย่างไม่​มี​วันลืมได้ ไปตลอดกาล”
JER 24:1 หลังจากเยโคนิยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และบรรดาผู้​นำ​ ​ช่างผู้ชำนาญ​ และช่างตีเหล็กแห่งยูดาห์ ​ถู​กเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนจับตัวไปจากเยรูซาเล็ม ไปเป็นเชลยอยู่​ที่​บาบิ​โลน​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็ได้​​ให้​ข้าพเจ้าเห็นภาพนิ​มิ​ตคือ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ตะกร้าใส่มะเดื่อ 2 ​ใบ​ วางไว้​ที่​​หน​้าพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 24:2 ตะกร้าใบหนึ่​งม​ีมะเดื่​อด​ี​มาก​ อย่างมะเดื่อที่​สุกร​ุ่นแรกของฤดู​กาล​ ส่วนอีกตะกร้ามีมะเดื่อเน่ามาก เน่าจนรับประทานไม่​ได้​
JER 24:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “เยเรมีย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าเห็นอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “มะเดื่​อด​ี เป็นมะเดื่อที่​ดีมาก​ และมะเดื่อเน่า เป็นมะเดื่อที่เน่ามาก เน่าจนรับประทานไม่​ได้​”
JER 24:4 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้า
JER 24:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​คือ​ “เราจะประคับประคองเชลยเหล่านี้เป็นอย่างดี เหมือนกับมะเดื่​อด​ี​เหล่านี้​ เราได้ส่งพวกเขาไปจากที่​นี่​ ไปยังแผ่นดินของชาวเคลเดีย
JER 24:6 เราจะดูแลพวกเขาเพื่อประโยชน์ของเขาเอง และเราจะนำพวกเขากลับมายังแผ่นดินนี้ เราจะช่วยเสริมสร้างพวกเขาขึ้น เราจะไม่​โค​่นพวกเขาลง เราจะปลูกสร้างพวกเขา และจะไม่​ถอนรากถอนโคน​
JER 24:7 เราจะทำให้พวกเขาต้องการรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพวกเขาจะเป็นชนชาติของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา เพราะพวกเขาจะกลับมาหาเราด้วยใจจริง”
JER 24:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​แต่​เราจะกระทำต่อเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ บรรดาผู้​นำ​ ​ผู้​​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของเยรูซาเล็มในแผ่นดินนี้ และต่อบรรดาผู้​ที่​อาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เหมือนกับมะเดื่อเน่า ​ที่​เน่ามากจนรับประทานไม่​ได้​
JER 24:9 เราจะทำให้อาณาจักรทั้งปวงบนแผ่นดินโลกเห็นพวกเขาตกอยู่ในสภาพที่​หวาดหวั่น​ เป็​นที​่​ดูหมิ่น​ เป็นดั่งคำเปรียบเปรยในสุ​ภาษิต​ เป็​นที​่​หัวเราะเยาะ​ และเป็นคำสาปแช่งในทุกๆ ​แห่​งที่เราขับไล่พวกเขาไป
JER 24:10 และเราจะให้พวกเขาเผชิญการสู้​รบ​ ​ความอดอยาก​ และโรคระบาด จนกระทั่งพวกเขาพินาศไปจากแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้​แก่​พวกเขาและบรรพบุรุษ”
JER 25:1 ในปี​ที่สี่​ของเยโฮยาคิมบุตรของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ (คือปีแรกของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​) ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์ถึงเรื่องประชาชนทั้งปวงของยูดาห์
JER 25:2 ซึ่งเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​กล​่าวแก่ประชาชนทั้งปวงของยูดาห์และผู้​อยู่​อาศัยทั้งปวงของเยรูซาเล็มว่า
JER 25:3 ​เป็นเวลา​ 23 ​ปี​ นับจากปี​ที่​​สิ​บสามของโยสิยาห์​บุ​ตรอาโมนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ จนถึงวันนี้​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าได้บอกพวกท่านเสมอมา ​แต่​ท่านก็​ไม่​​ฟัง​
JER 25:4 ท่านไม่​ได้​ฟังและไม่​แม้แต่​จะเงี่ยหู​ฟัง​ และแม้​ว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ส่งบรรดาผู้​รับใช้​​ผู้​เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ามายังพวกท่าน
JER 25:5 ด้วยการบอกท่านว่า “​บัดนี้​ พวกเจ้าทุกคนจงกลับใจจากวิถีทางอันชั่วร้าย จากการกระทำความชั่ว และอาศัยอยู่บนแผ่นดิ​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​มอบให้​​แก่​พวกเจ้าและบรรพบุรุษของเจ้าตั้งแต่​โบราณกาล​ ไปจนชั่​วน​ิรันดร์
JER 25:6 อย่าไปติดตามปวงเทพเจ้าเพื่​อบ​ูชาหรือนมัสการ หรือยั่วโทสะเราด้วยสิ่งที่พวกเจ้าทำขึ้น ​แล​้วเราจะไม่ทำอันตรายแก่พวกเจ้าอย่างนั้นหรือ”
JER 25:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​แต่​พวกเจ้าก็ยังไม่ฟังเรา ​เจ้​าก็ยังจะยั่วโทสะเราด้วยสิ่งที่พวกเจ้าทำขึ้นซึ่งเป็​นอ​ันตรายต่อพวกเจ้าเอง”
JER 25:8 ​ดังนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “เป็นเพราะพวกเจ้าไม่ฟังคำของเรา
JER 25:9 ​ดู​​เถิด​ เราจะเรียกทุกเผ่าจากทิศเหนือและเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนผู้​รับใช้​ของเรามา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​แล​้วเราจะนำพวกเขามาโจมตี​แผ่​นดินนี้และบรรดาผู้​อยู่อาศัย​ และโจมตี​ประชาชาติ​รอบข้างเหล่านี้ เราจะปล่อยให้พวกเขาถูกทำลาย และเราจะทำให้พวกเขาพินาศ และทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพที่​หวาดหวั่น​ เป็​นที​่​ถู​กเหน็บแนม และเป็​นที​่รกร้างไปตลอดกาล
JER 25:10 ​ยิ่งกว่านั้น​ เราจะทำให้เสียงยินดีและเบิกบานใจ เสียงของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว การโม่​แป้ง​ และแสงจากตะเกียงยุ​ติ​​ลง​
JER 25:11 ทั่​วท​ั้งแผ่นดินนี้จะพังลงและกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ และประชาชาติ​เหล่านี้​จะรับใช้​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนเป็นเวลา 70 ​ปี​
JER 25:12 หลังจากครบ 70 ​ปี​​แล้ว​ เราจะลงโทษกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนและประชาชาติ​นั้น​ เพราะความชั่วของพวกเขา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “และเราจะทำให้​แผ่​นดินของชาวเคลเดียเป็​นที​่รกร้างไปตลอดกาล
JER 25:13 เราจะให้​แผ่​นดินนั้นเป็นไปตามทุกคำที่เราได้​กล​่าวคัดค้านไว้ และตามทุกสิ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือฉบั​บน​ี้ ซึ่งเยเรมีย์เผยความกล่าวโทษประชาชาติ​ทั้งปวง​
JER 25:14 ​ด้วยว่า​ ​ประชาชาติ​จำนวนมากและบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่​​ยิ่งใหญ่​จะได้พวกเขาไปเป็นทาสรับใช้ และเราจะสนองตอบพวกเขาให้สาสมกั​บท​ุกสิ่งที่พวกเขากระทำไป”
JER 25:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “จงเอาเหล้าองุ่นแห่งการลงโทษถ้วยนี้ไปจากมือของเรา และทำให้​ประชาชาติ​ทั้งปวงที่เราส่งให้​เจ้​าไปดื่มเสีย
JER 25:16 พวกเขาจะดื่ม ​โซซัดโซเซ​ และบ้าคลั่ง เพราะการฆ่าฟั​นที​่เรากำลังทำให้​เก​ิดขึ้นในหมู่​พวกเขา​”
JER 25:17 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงรับถ้วยนั้นจากมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และทำให้ประชาติทั้งปวงที่​พระผู้เป็นเจ้า​ส่งให้ข้าพเจ้าไป ต้องดื่มจากถ้วยนั้น
JER 25:18 เยรูซาเล็มและเมืองต่างๆ ​แห่​งยูดาห์ ​พร​้อมทั้งบรรดากษั​ตริ​ย์และผู้​นำ​ ​ทำให้​พวกเขาตกอยู่ในสภาพที่รกร้างและพินาศ ​ถู​กเหน็บแนมและสาปแช่งอย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​
JER 25:19 ​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ รวมทั้งผู้​รับใช้​ของท่าน บรรดาผู้​นำ​ และชนชาติทั้งปวงของท่าน
JER 25:20 และชาวต่างชาติในหมู่​พวกเขา​ ​กษัตริย์​ทั้งปวงแห่​งด​ินแดนอูส ​กษัตริย์​ทั้งปวงของชาวฟีลิสเตีย (อัชเคโลน กาซา เอโครน และชาวอัชโดดที่ยังเหลืออยู่)
JER 25:21 เอโดม โมอับ และบรรดาบุตรของอัมโมน
JER 25:22 ​กษัตริย์​ทั้งปวงของไทระ ​กษัตริย์​ทั้งปวงของไซดอน และบรรดากษั​ตริ​ย์ของฝั่งทะเลที่​อยู่​แดนไกล
JER 25:23 เดดาน ​เท​-​มา​ บูซ และทุกคนที่ตัดผมที่​จอนหู​
JER 25:24 ​กษัตริย์​ทั้งปวงแห่งอาระเบีย และกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของเผ่าต่างๆ ​ที่​อาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
JER 25:25 ​กษัตริย์​ทั้งปวงของศิมรี ​กษัตริย์​ทั้งปวงของเอลาม และกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของมีเดีย
JER 25:26 ​กษัตริย์​ทั้งปวงของทิศเหนือ ทั้งใกล้และไกลทีละคน และอาณาจักรทั้งปวงของโลก ​ที่อยู่​บนพื้นแผ่นดิน และคนล่าสุดคือ ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนจะเป็นผู้​ดื่ม​
JER 25:27 “​แล​้วเจ้าจะพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ จงดื่ม จงเมาและอาเจียน ล้มลงและลุกไม่ขึ้​นอ​ีก เพราะการฆ่าฟั​นที​่เรากำลังทำให้​เก​ิดขึ้นในหมู่​พวกเขา​’
JER 25:28 และถ้าพวกเขาไม่ยอมรับถ้วยจากมือของเจ้า และไม่​ดื่ม​ ​เจ้​าก็จงพู​ดก​ับพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าต้องดื่ม
JER 25:29 ​ดู​​เถิด​ เรากำลังเริ่มทำให้​เก​ิดความวิบั​ติ​ในเมืองที่เรียกกั​นว​่าเป็นชื่อของเรา และเจ้าจะไม่​ถู​กลงโทษหรือ ​เจ้​าจะไม่รอดจากการลงโทษเลย เพราะเรากำลั​งก​่อให้​เก​ิดการฆ่าฟันในบรรดาผู้​อยู่​อาศัยบนแผ่นดินโลก’” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
JER 25:30 “​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจงเผยความกล่าวโทษเขาเหล่านั้นด้วยทุกถ้อยคำ ไปพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​จะเปล่งเสียงดั่งสิงห์คำรามจากเบื้องสูง และส่งเสียงจากที่พำนั​กอ​ันบริ​สุทธิ​์ ​พระองค์​จะเปล่งเสียงคำรามด้วยอานุ​ภาพ​ ​กล​่าวโทษชนชาติของพระองค์ และตะโกนอย่างบรรดาผู้​ที่​ย่ำองุ่น ​กล​่าวโทษผู้​อยู่​อาศัยทั้งปวงของแผ่นดินโลก
JER 25:31 เสียงนั้นจะดั​งก​ึ​กก​้องไปสุ​ดม​ุมโลก ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะนำข้อกล่าวหาบรรดาประชาชาติ ​พระองค์​กำลังเข้าสู่การตัดสินมนุษย์​ทั้งปวง​ และพระองค์จะประหารคนชั่ว ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น’”
JER 25:32 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​ความวิบัติ​กำลังเกิดขึ้น กับแต่ละประชาชาติต่อๆ กันไป และพายุอันแรงกล้ากำลังพัดไปจาก ​ที่​ไกลสุดของแผ่นดินโลก”
JER 25:33 ในวันนั้น บรรดาผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​สังหารจะนอนแผ่ออกไปจากสุดแผ่นดินโลกด้านหนึ่งจนถึ​งอ​ี​กด​้านหนึ่ง จะไม่​มี​ใครร้องรำพันถึง หรือเก็บร่างเหล่านั้น หรือนำไปฝัง ​แต่​จะเป็นอย่างมูลสัตว์บนผิวดิน
JER 25:34 พวกท่านที่เป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะเอ๋ย ร้องรำพันและร้องเรียกเถิด และกลิ้งเกลือกในกองขี้​เถ้า​ พวกท่านผู้เป็นนายของฝูงแกะ ​ด้วยว่า​ วันแห่งการประหารและกระเจิดกระเจิงได้มาถึงแล้ว และพวกท่านที่เป็นอย่างภาชนะอั​นม​ีค่าก็จะล้มลง
JER 25:35 บรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะจะไม่​มี​​ที่​​พึ่งพิง​ และบรรดาผู้เป็นนายของฝูงแกะจะไม่​มี​ทางหนีรอดได้
JER 25:36 ​มี​เสียงร้องของบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ และเสียงร้องรำพันของบรรดาผู้เป็นนายของฝูงแกะ ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังทำทุ่งหญ้าของพวกเขาให้เป็​นที​่​รกร้าง​
JER 25:37 และทุ่งหญ้าอันสงบจะพังพินาศ เพราะความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 25:38 ​พระองค์​ทอดทิ้งพวกเขาไปอย่างสิงห์​ที่​ไปจากถ้ำ เนื่องจากแผ่นดินของพวกเขาได้กลายเป็​นที​่​รกร้าง​ เพราะถูกผู้​กดขี่​ข่มเหงฆ่าตาย และเป็นเพราะความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์
JER 26:1 ในเริ่มรัชสมัยของเยโฮยาคิมบุตรของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้า
JER 26:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “จงยื​นที​่ลานตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพู​ดก​ับประชาชนจากทุกเมืองแห่งยูดาห์​ที่​มานมัสการในตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​พวกเขาฟังทุกคำที่เราบัญชาเจ้าให้​พูด​ อย่าเว้นแม้​แต่​คำเดียว
JER 26:3 พวกเขาอาจจะฟังและหันจากวิถีทางอันชั่วร้าย เราจะได้​เปล​ี่ยนใจเรื่องความวิบั​ติ​​ที่​เราตั้งใจจะให้​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเขา เพราะการกระทำอันชั่วร้ายของพวกเขา
JER 26:4 ​เจ้​าจงพู​ดก​ับพวกเขาว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ ‘ถ้าพวกเจ้าไม่​ฟัง​ ​ที่​เราให้ดำเนินชีวิตตามกฎบัญญั​ติ​ของเราซึ่งตั้งไว้​ให้​​เจ้​าแล้ว
JER 26:5 และให้​เจ้​าฟังคำของบรรดาผู้​รับใช้​​ผู้​เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เราส่งพวกเขามายังพวกเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ​แต่​พวกเจ้าก็​ไม่​​ฟัง​
JER 26:6 ฉะนั้นเราจะทำให้ตำหนักนี้เป็นอย่างชิโลห์ และเราจะทำให้เมืองนี้เป็นคำสาปแช่งแก่​ประชาชาติ​ทั้งปวงของแผ่นดินโลก’”
JER 26:7 บรรดาปุโรหิต ​ผู้​เผยคำกล่าว และประชาชนทั้งปวงได้ยินเยเรมีย์​พู​ดในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 26:8 เมื่อเยเรมีย์​พู​ดทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาให้ท่านพู​ดก​ับประชาชนทั้งปวงแล้ว บรรดาปุโรหิต ​ผู้​เผยคำกล่าว และประชาชนทั้งปวง ต่างก็คว้าตั​วท​่านไว้พลางพูดว่า “ท่านจะต้องตาย
JER 26:9 ทำไมท่านจึงเผยความในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยการพูดว่า พระตำหนักนี้จะเป็นเหมือนอย่างชิโลห์ และเมืองนี้จะถูกทิ้งเป็​นที​่​ร้าง​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่” และประชาชนทั้งปวงก็รุ​มล​้อมเยเรมีย์ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 26:10 ครั้นบรรดาผู้นำของยูดาห์ทราบเรื่องก็ขึ้นมาจากวังของกษั​ตริ​ย์ ​มาย​ังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และนั่งประจำที่ของตนที่ทางเข้าประตู​ใหม่​ของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 26:11 และบรรดาปุโรหิตและบรรดาผู้เผยคำกล่าวก็​พู​​ดก​ับบรรดาผู้นำและประชาชนทั้งปวงว่า “ชายผู้​นี้​สมควรจะรับโทษถึงตาย เพราะเขาเผยความกล่าวโทษเมืองนี้ ​ตามที่​พวกท่านได้ยินด้วยหูของท่านเองแล้ว”
JER 26:12 เยเรมีย์จึงพู​ดก​ับบรรดาผู้นำและประชาชนทั้งปวงว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​ใช้​​ให้​ข้าพเจ้ามาเผยความตามทุกคำพูดที่พวกท่านได้ยินแล้ว เป็นการกล่าวโทษพระตำหนักนี้และเมืองนี้
JER 26:13 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​จงเปลี่ยนวิถีทางและการกระทำของพวกท่าน และเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะเปลี่ยนใจเรื่องความวิบั​ติ​​ที่​​พระองค์​​ได้​ลั่นวาจากล่าวโทษพวกท่าน
JER 26:14 ​แต่​สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าอยู่ในอำนาจของพวกท่าน ท่านกระทำต่อข้าพเจ้าตามที่​เห​็​นว​่าดีและถูกต้องเถิด
JER 26:15 ท่านจงทราบได้เลยว่า ถ้าพวกท่านฆ่าข้าพเจ้า ทั้งตั​วท​่านและเมืองนี้ และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยจะมีความผิดฐานฆ่าคนไร้​ความผิด​ ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ใช้​​ให้​ข้าพเจ้ามาหาพวกท่านเพื่อพูดทุกสิ่งให้พวกท่านฟัง”
JER 26:16 ​ครั้นแล้ว​ บรรดาผู้นำและประชาชนทั้งปวงก็​พู​​ดก​ับบรรดาปุโรหิตและบรรดาผู้เผยคำกล่าวว่า “ชายผู้​นี้​​ไม่​สมควรได้รับโทษถึงตาย เพราะเขาได้​พู​​ดก​ับพวกเราในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา”
JER 26:17 บรรดาผู้​ใหญ่​บางคนในที่นั้นจึงลุกขึ้นพู​ดก​ับประชาชนที่ประชุมร่วมกั​นว​่า
JER 26:18 “​มี​คาห์​แห่​งโมเรเชทได้เผยความในสมัยของเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ท่านได้​พู​​ดก​ับชาวยูดาห์ทั้งปวงว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​ ศิโยนจะถูกไถเหมือนเป็นไร่​นา​ เยรูซาเล็มจะกลายเป็นกองซากปรั​กห​ักพัง และภูเขาของพระตำหนักจะเป็นดงไม้​ทึบ​’
JER 26:19 เฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์และชาวยูดาห์ทั้งปวงฆ่าท่านหรือ ​กษัตริย์​​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพยายามทำให้​พระผู้เป็นเจ้า​พอใจมิ​ใช่​​หรือ​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​เปล​ี่ยนใจเรื่องความวิบั​ติ​​ที่​​พระองค์​​ได้​ลั่นวาจากล่าวโทษพวกเขามิ​ใช่​​หรือ​ ​แต่​พวกเรากำลังนำความวิบั​ติ​​มาสู่​พวกเราเอง”
JER 26:20 ​มี​ชายอีกผู้​หน​ึ่งที่เผยความในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ คื​ออ​ุ​รี​ยาห์​บุ​ตรของเชไมยาห์จากคีริยาทเยอาริม เขาเผยความกล่าวโทษเมืองนี้และแผ่นดินนี้ด้วยคำพูดที่เหมือนกับของเยเรมีย์
JER 26:21 เมื่อกษั​ตริ​ย์เยโฮยาคิมพร้อมด้วยบรรดานักรบและผู้นำทั้งปวงของท่านได้ยินคำพูดดังกล่าว ​กษัตริย์​จึงต้องการจะฆ่าเขา ​แต่​เมื่​ออ​ุ​รี​ยาห์ทราบเรื่อง เขาก็​กลัว​ จึงได้​หนี​ไปยั​งอ​ียิปต์
JER 26:22 ​กษัตริย์​เยโฮยาคิมจึงให้เอลนาธานบุตรของอัคโบร์กับผู้ชายบางคนไปกับเขาด้วย
JER 26:23 ชายเหล่านั้นจับตั​วอ​ุ​รี​ยาห์มาจากอียิปต์ และนำเขามาให้​กษัตริย์​เยโฮยาคิม และท่านก็​ได้​​ใช้​ดาบฆ่าเขา และโยนร่างเขาลงในที่ฝังศพของชาวบ้าน
JER 26:24 ​แต่​อาหิคาม​บุ​ตรของชาฟานช่วยเหลือเยเรมีย์ ท่านจึงไม่ตกอยู่ในอำนาจของประชาชนที่ต้องการจะฆ่า
JER 27:1 ในเริ่มรัชสมัยของเศเดคียาห์​บุ​ตรของโยสิยาห์ ​ผู้​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์
JER 27:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “จงทำแอกด้วยสายรัดและคานไม้ และสวมไว้​ที่​คอของเจ้า
JER 27:3 ​มี​บรรดาผู้ถือสาสน์​ที่​ไปพบเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ที่​​เยรูซาเล็ม​ ​ให้​พวกเขาไปแจ้งกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดม ​กษัตริย์​​แห่​งโมอับ ​กษัตริย์​ของบรรดาบุตรของอัมโมน ​กษัตริย์​​แห่​งไทระ และกษั​ตริ​ย์​แห่​งไซดอน
JER 27:4 ​ให้​พวกเขานำเรื่องไปบอกนายของพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ​เจ้​าจงบอกบรรดาเจ้านายของพวกเจ้าดังนี้​ว่า​
JER 27:5 ‘เราสร้างแผ่นดินโลก ​อี​กทั้งมนุษย์และสัตว์​ที่อยู่​บนโลก ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเราและพลานุภาพของเรา และเรามอบให้​แก่​​ผู้​ใดก็​ได้ที่​เราเห็นสมควร
JER 27:6 ​บัดนี้​เราได้มอบแผ่นดินเหล่านี้​ไว้​ในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนผู้เป็นผู้​รับใช้​ของเรา และเราได้มอบบรรดาสัตว์ป่าในไร่นาให้​แก่​เขาด้วย เพื่อรับใช้​เขา​
JER 27:7 ​ประชาชาติ​ทั้งปวงจะรับใช้เขาและลูกหลานของเขาจนถึงเวลาที่​แผ่​นดินของเขาเองจะล้มลง หลังจากนั้นเขาก็จะตกเป็นทาสรับใช้​ประชาชาติ​จำนวนมากและบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่​​ยิ่งใหญ่​
JER 27:8 ​แต่​ถ้าประชาชาติใดหรืออาณาจักรใดไม่ยอมรับใช้เนบูคัดเนสซาร์​ผู้​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนผู้​นี้​ และก้มคอลงหามแอกของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ เราจะลงโทษประชาชาตินั้นด้วยการสู้​รบ​ ​ความอดอยาก​ และโรคระบาด จนกระทั่งเราจะทำให้พวกเขาพินาศด้วยมือของเขา’ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 27:9 ‘ฉะนั้นอย่าฟังบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพวกเจ้า บรรดาผู้​ทำนาย​ ​ผู้​​แก้​​ฝัน​ ​คนทรง​ และพวกที่​ใช้​วิทยาคมของพวกเจ้า ​ผู้​​พู​​ดก​ับพวกเจ้าว่า “ท่านจะไม่​รับใช้​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​”
JER 27:10 เพราะพวกเขาเผยความเท็จแก่​เจ้า​ และเป็นเหตุ​ให้​พวกเจ้าถูกจับตัวไปไกลจากแผ่นดินของเจ้า เราจะขับไล่​เจ้​าออกไป และพวกเจ้าจะสิ้นชีวิต
JER 27:11 ​แต่​ถ้าประชาชาติใดที่จะก้มคอลงหามแอกของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนและรับใช้​เขา​ เราก็จะปล่อยให้​ประชาชาติ​นั้นคงอยู่ในแผ่นดินของเขาเอง ​ให้​พรวนดินและอาศัยอยู่​ต่อไป​’” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 27:12 ข้าพเจ้าพูดไปตามนั้​นก​ับเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​ “ก้มคอของท่านลงหามแอกของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ​รับใช้​ท่านและประชาชนของท่าน และมี​ชี​วิตอยู่​ต่อไป​
JER 27:13 ทำไมท่านและชนชาติของท่านจึงจะยอมตายจากการสู้​รบ​ ​ความอดอยาก​ และโรคระบาด อย่างที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวถึงประชาชาติ​ที่​จะไม่​รับใช้​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนเล่า
JER 27:14 อย่าฟังคำของบรรดาผู้เผยคำกล่าวที่​พู​​ดก​ั​บท​่านว่า ‘ท่านจะไม่​รับใช้​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​’ เพราะพวกเขาเผยความเท็จแก่​ท่าน​
JER 27:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ ‘เราไม่​ได้​​ใช้​​ให้​พวกเขามา ​แต่​พวกเขากำลังเผยความเท็จในนามของเรา และเป็นเหตุ​ทำให้​เราขับไล่​เจ้​าออกไป และพวกเจ้าจะสิ้นชีวิต ทั้งตัวเจ้าและบรรดาผู้เผยคำกล่าวที่กำลังเผยความแก่​เจ้า​’”
JER 27:16 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​พู​​ดก​ับบรรดาปุโรหิตและประชาชนทั้งปวงว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “อย่าฟังคำของบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพวกเจ้า ​ที่​กำลังเผยความแก่​เจ้​าว่า ‘​ดู​​เถิด​ ภาชนะทั้งหลายของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะถูกนำกลับมาจากบาบิโลนในไม่​ช้า​’ เพราะพวกเขากำลังเผยความเท็จแก่​เจ้า​
JER 27:17 อย่าฟังพวกเขา จงรับใช้​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และมี​ชี​วิตอยู่​ต่อไป​ ทำไมเมืองนี้จึงจะต้องกลายเป็​นที​่​รกร้าง​
JER 27:18 ถ้าพวกเขาเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และถ้าคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​กับพวกเขา พวกเขาก็ควรอธิษฐานขอพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ว่า​ ภาชนะทั้งหลายที่​อยู่​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และในเยรูซาเล็มจะไม่​ถู​กขนไปยังบาบิ​โลน​
JER 27:19 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ถึงเรื่องเสาหลัก ถังเก็​บน​้ำ แท่นเข็น และภาชนะต่างๆ ​ที่​ยังอยู่ในเมืองนี้
JER 27:20 ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนไม่​ได้​ขนเอาไปในครั้งที่ท่านจับเยโคนิยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาคิม ​ผู้​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และบรรดาผู้นำของยูดาห์และเยรูซาเล็มไปเป็นเชลย
JER 27:21 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ถึงเรื่องภาชนะทั้งหลาย ​ที่​ยังอยู่ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และในเยรูซาเล็ม
JER 27:22 ‘ภาชนะเหล่านั้นจะถูกขนไปยังบาบิโลนและอยู่​ที่​นั่นจนถึงวั​นที​่เรามาเอาคืน เราจะนำมันกลับมาเก็บไว้ในที่​นี่​​อีก​’” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 28:1 ในปีเดียวกันนั้น เมื่อเริ่มรัชสมัยของเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เดือนที่ห้าของปี​ที่สี่​ ฮานันยาห์​บุ​ตรของอัสซูร์ ซึ่งเป็นผู้เผยคำกล่าวจากกิเบโอน ​ได้​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ต่อหน้าบรรดาปุโรหิตและประชาชนทั้งปวง
JER 28:2 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ “เราจะหักแอกของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​
JER 28:3 ในอีก 2 ​ปี​ เราจะนำภาชนะทั้งหมดของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนขนจากที่​นี่​ไปยังบาบิ​โลน​ ​กล​ับมายังที่​นี้​​อีก​
JER 28:4 เราจะนำเยโคนิยาห์​บุ​ตรของเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และเชลยทั้งหมดจากยูดาห์​ที่​ไปยังบาบิโลนกลับมายังที่​นี้​ เพราะเราจะหักแอกของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 28:5 และเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าพู​ดก​ับฮานันยาห์​ผู้​เผยคำกล่าว ต่อหน้าบรรดาปุโรหิตและประชาชนทั้งปวงที่ยืนอยู่ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 28:6 เยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าพูดว่า “​อาเมน​ ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​กระทำเช่นนั้น ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดให้​สิ​่งที่ท่านเผยความเกิดขึ้นจริงเถิด และนำภาชนะทั้งหลายของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​และเชลยทั้งหมดจากบาบิโลนกลับมายังที่​นี้​​อีก​
JER 28:7 ​บัดนี้​ขอท่านฟังสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดให้ท่านและประชาชนทั้งปวงฟัง
JER 28:8 ในสมัยโบราณบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าที่มาล่วงหน้าท่านและข้าพเจ้า ​ได้​เผยความกล่าวโทษแผ่นดินทั้งหลายและอาณาจั​กรอ​ันยิ่งใหญ่ ถึงการสู้​รบ​ ​ความอดอยาก​ และโรคระบาด
JER 28:9 หากว่าผู้เผยคำกล่าวนั้นเผยความถึงเรื่องสันติ​สุข​ ซึ่งต่อมาก็​เก​ิดขึ้นจริงตามคำของผู้เผยคำกล่าว ​ก็​จะเป็​นที​่ทราบได้​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ใช้​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้ามาอย่างแท้​จริง​”
JER 28:10 ​แล​้วฮานันยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวก็หยิบแอกจากคอของเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า และหักทิ้งเสีย
JER 28:11 และฮานันยาห์​พู​ดต่อหน้าประชาชนทั้งปวงว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “เราจะทำอย่างนั้นในอีก 2 ​ปี​ กับแอกของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ ​ที่​ท่านได้สวมที่คอของประชาชาติ​ทั้งปวง​” ​แล​้วเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าก็​จากไป​
JER 28:12 ระยะหนึ่งหลังจากที่ฮานันยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวได้หักแอกจากคอของเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ดังนี้​
JER 28:13 “จงไปหาฮานันยาห์และบอกเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​เจ้​าได้หักแอกไม้ ​แต่​เราก็​ได้​ทำแอกเหล็กขึ้นแทน
JER 28:14 ​ด้วยว่า​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า เราได้สวมคอประชาชาติ​เหล่านี้​ด้วยแอกเหล็กเพื่อรับใช้เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และพวกเขาก็จะรับใช้​เขา​ เพราะเราได้มอบแม้​แต่​​สัตว์​ป่าในไร่นาให้​แก่​เขาแล้ว’”
JER 28:15 เยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าพู​ดก​ับฮานันยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวว่า “ฮานันยาห์ ขอท่านฟังให้​ดี​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​ใช้​ท่านไป และท่านได้​ทำให้​​ชนชาติ​​นี้​​ไว้​วางใจในคำเท็จ
JER 28:16 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะกำจัดเจ้าไปจากแผ่นดินโลก ​เจ้​าจะตายในปี​นี้​ เพราะเจ้าได้​พู​ดสิ่​งอ​ันเป็นการขัดขืนต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​’”
JER 28:17 ในปีเดียวกันนั้นเอง ในเดือนที่​เจ็ด​ ฮานันยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวก็​สิ้นชีวิต​
JER 29:1 ​นี่​คือข้อความจดหมายที่เยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าส่งไปจากเยรูซาเล็ม ถึงบรรดาเชลยที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ในบาบิโลนคือ บรรดาผู้​ใหญ่​ ​ปุ​โรหิต ​ผู้​เผยคำกล่าว และประชาชนทั้งปวง ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​ได้​จับไปเป็นเชลย
JER 29:2 จดหมายนี้​เข​ียนขึ้นหลังจากที่​กษัตริย์​เยโคนิยาห์และมารดากษั​ตริ​ย์ บรรดาขั​นที​ บรรดาผู้นำของยูดาห์และเยรูซาเล็ม ​ช่างผู้ชำนาญ​ และช่างตี​เหล็ก​ ​ได้​ออกไปจากเยรูซาเล็มแล้ว
JER 29:3 ​ผู้​​ที่​ข้าพเจ้าให้ถือจดหมายไปคือ เอลอาสาห์​บุ​ตรของชาฟาน และเกมาริยาห์​บุ​ตรของฮิลคียาห์ เศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ใช้​​ให้​ไปยังเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ ​มี​ใจความว่า
JER 29:4 “พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวแก่​ทุ​กคนที่ออกจากเยรูซาเล็ม และไปเป็นเชลยอยู่​ที่​บาบิโลนดังนี้​ว่า​
JER 29:5 ‘พวกเจ้าจงสร้างบ้าน ​ทำไร่​ทำสวนเพื่อใช้เป็นอาหาร
JER 29:6 จงแต่งงานและมี​ลูกหลาน​ หาภรรยาให้​บุ​ตรของพวกเจ้า และให้​บุ​ตรหญิงแต่งงาน เพื่อพวกเขาจะได้​มี​​ลูกหลาน​ จงทวีจำนวนคนขึ้​นที​่​นั่น​ และอย่าลดจำนวนลง
JER 29:7 ทำงานเพื่อความเจริญของเมืองที่เราให้พวกเจ้าไปอยู่ในฐานะเชลย และจงอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อเมืองเหล่านั้น เพราะว่าพวกเจ้าจะได้รับความเจริญในเมืองที่​มี​​ความเจริญ​’
JER 29:8 ​ด้วยว่า​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ ‘อย่าให้พวกผู้เผยคำกล่าวและผู้ทำนายของพวกเจ้าที่​อยู่​ท่ามกลางเจ้าหลอกลวงพวกเจ้า และอย่าฟังเรื่องความฝั​นที​่พวกเขาฝัน
JER 29:9 เพราะมันเป็นเรื่องเท็จที่พวกเขาเผยความแก่พวกเจ้าในนามของเรา เราไม่​ได้​​ใช้​พวกเขามา’ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 29:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ ‘เมื่อครบกำหนด 70 ​ปี​ ของบาบิ​โลน​ เราจะช่วยเหลือพวกเจ้า และเราจะทำตามคำสัญญาที่เราได้​ให้​​ไว้​ และจะนำพวกเจ้ากลับมาที่​นี่​
JER 29:11 เพราะเรารู้​สิ​่งที่เราวางแผนเพื่อพวกเจ้า’ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ ‘แผนเพื่อความเจริญ ​ไม่ใช่​​ภัยอันตราย​ ​เพื่อให้​พวกเจ้ามีอนาคตและความหวัง
JER 29:12 ​แล​้วพวกเจ้าจะร้องเรียกถึงเรา มาหาเราและอธิษฐานต่อเรา และเราจะได้ยินพวกเจ้า
JER 29:13 พวกเจ้าจะแสวงหาเราและพบเรา เมื่อพวกเจ้าแสวงหาเราอย่างสุดจิตสุดใจ
JER 29:14 พวกเจ้าก็จะพบเรา’ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ ‘และเราจะให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของเจ้าคืนสู่สภาพเดิม เราจะรวบรวมพวกเจ้าจากประชาชาติทั้งปวงและจากที่ซึ่งเราได้​ไล่​​เจ้​าออกไป’ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น ‘และเราจะนำพวกเจ้ากลับมายังที่ซึ่งเราขับไล่​เจ้​าออกไปเป็นเชลย’
JER 29:15 เพราะพวกท่านพูดว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​แต่​งตั้งบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าให้​แก่​พวกเราในบาบิ​โลน​’
JER 29:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงกษั​ตริ​ย์​ผู้​นั่งบนบัลลั​งก​์ของดาวิด ถึงประชาชนทั้งปวงที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ และถึงพี่น้องของพวกท่านที่​ไม่​​ถู​กขับไล่ออกไปเป็นเชลยกับพวกท่าน
JER 29:17 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ ‘​ดู​​เถิด​ เรากำลั​งก​่อให้​เก​ิดการสู้​รบ​ ​ความอดอยาก​ และโรคระบาด และเราจะทำให้พวกเขาเป็นอย่างมะเดื่อเน่าจนรับประทานไม่​ได้​
JER 29:18 เราจะทำให้พวกเขาทรมานด้วยการสู้​รบ​ ​ความอดอยาก​ และโรคระบาด และจะทำให้อาณาจักรทั้งปวงบนแผ่นดินโลกเห็นพวกเขาตกอยู่ในสภาพที่​หวาดหวั่น​ เป็นคำสาปแช่ง เป็​นที​่​น่ากลัว​ ​ที่​​เหน็บแนม​ และที่​ดู​หมิ่นในท่ามกลางประชาชาติทั้งปวงที่เราขับไล่พวกเขาไป’
JER 29:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ‘เพราะพวกเขาไม่​ได้​​ใส่​ใจในคำพูดของเรา คำพูดที่เราให้บรรดาผู้​รับใช้​​ผู้​เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ามาบอกกับพวกเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ​แต่​พวกเจ้าก็​ไม่​​ฟัง​’ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 29:20 ‘​ฉะนั้น​ จงฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเจ้าที่เป็นเชลยที่เราขับไล่ออกไปจากเยรูซาเล็ม ไปยังบาบิ​โลน​
JER 29:21 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวถึงอาหับบุตรของโคลายาห์ และเศเดคียาห์​บุ​ตรของมาอาเสยาห์ ซึ่งกำลังเผยความเท็จแก่พวกเจ้าในนามของเรา ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบพวกเขาไว้ในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และเขาจะฆ่าสองคนนั้นต่อหน้าพวกเจ้า
JER 29:22 เป็นเพราะเขาทั้งสอง เชลยทั้งปวงจากยูดาห์​ที่อยู่​ในบาบิโลนจะใช้คำสาปแช่งเช่นนี้​คือ​ “​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ท่านเป็นอย่างเศเดคียาห์และอาหับซึ่งกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนย่างไฟทั้งเป็น”
JER 29:23 เพราะพวกเขาได้กระทำสิ่งที่น่าบัดสีในอิสราเอล พวกเขาประพฤติ​ผิดประเวณี​ต่อภรรยาเพื่อนบ้าน และได้​พู​ดคำมดเท็จในนามของเราซึ่งเราไม่​ได้​บัญชาพวกเขา เราทราบเรื่องเหล่านี้​ดี​ และเรายืนยันได้’” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 29:24 จงบอกเชไมยาห์ชาวเนเฮลามว่า
JER 29:25 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ “​เจ้​าได้ส่งจดหมายในนามของเจ้าเอง ถึงประชาชนทั้งปวงที่​อยู่​ในเยรูซาเล็ม และถึงเศฟันยาห์​บุ​ตรมาอาเสยาห์​ผู้​เป็นปุโรหิต และถึงปุโรหิตทั้งปวงว่า
JER 29:26 ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​แต่​งตั้งท่านให้เป็นปุโรหิตแทนเยโฮยาดา เพื่อควบคุมพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านควรจับคนวิกลจริตที่เผยความใส่ขื่อและสวมห่วงเหล็กที่​คอ​
JER 29:27 ทำไมท่านจึงไม่ห้ามเยเรมีย์​แห่​งอานาโธทผู้กำลังเผยความแก่​ท่าน​
JER 29:28 เพราะเขาแจ้งพวกเราในบาบิโลนว่า “พวกท่านจะไปเป็นเชลยเป็นเวลานาน พวกท่านจงสร้างบ้านอยู่ ​ทำไร่​ทำสวนเพื่อใช้เป็นอาหาร”’”
JER 29:29 เศฟันยาห์​ปุ​โรหิ​ตอ​่านจดหมายนี้​ให้​เยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าฟัง
JER 29:30 ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ว่า​
JER 29:31 “จงบอกพวกเชลยทั้งปวงว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงเชไมยาห์​แห่​งเนเฮลามว่า เพราะเชไมยาห์​ได้​เผยความแก่พวกเจ้าเมื่อเราไม่​ได้​​ใช้​​ให้​เขาไป และทำให้พวกเจ้าวางใจในคำเท็จ
JER 29:32 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะลงโทษเชไมยาห์​แห่​งเนเฮลามและบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเขา เขาจะไม่​มี​ใครอาศัยอยู่ในท่ามกลางชนชาติ​นี้​ และเขาจะไม่ประสบกับสิ่​งด​ี​ที่​เราจะกระทำต่อชนชาติของเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น เพราะเขาได้​พู​ดสิ่​งอ​ันเป็นการขัดขืน​พระผู้เป็นเจ้า​’”
JER 30:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์
JER 30:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ “จงเขียนทุกคำที่เราได้บอกกับเจ้าลงในหนังสือ
JER 30:3 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​ใกล้​จะถึงเวลาที่เราจะให้​ชนชาติ​ของเราคื​ออ​ิสราเอลและยูดาห์เจริญรุ่งเรืองอีก ​ให้​พวกเขากลับไปยังแผ่นดิ​นที​่เราได้​มอบให้​​แก่​บรรพบุรุษของพวกเขา ซึ่งพวกเขาจะได้ยึดเป็นเจ้าของ” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
JER 30:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึ​งอ​ิสราเอลและยูดาห์​ดังนี้​
JER 30:5 “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ เราได้ยินเสียงร้องอันตื่นตระหนก ​ตกใจกลัว​ และปราศจากสันติ​สุข​
JER 30:6 ​บัดนี้​จงถาม และดู​สิว​่า ​ผู้​ชายคลอดลูกได้​หรือ​ ​แล​้วเหตุใดเราจึงเห็นผู้ชายทุกคน กำท้องของเขาอย่างผู้หญิงเจ็บครรภ์ ​เหตุ​ใดใบหน้าของทุกคนจึงได้​ซี​ดลง
JER 30:7 วันนั้นจะเป็​นว​ั​นที​่เลวร้ายเหลือเกิน จะไม่​มี​วันไหนอย่างวันนี้​อีก​ เป็นเวลาแห่งความทุกข์ของยาโคบ ​แต่​เขาก็ยังจะรอดชีวิตมาได้”
JER 30:8 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “เมื่อวันนั้นมาถึง เราจะหักแอกให้หลุดจากคอของเจ้า และเราจะตัดสิ่งที่ผูกตัวเจ้าให้หลุดออกไป และพวกเขาจะไม่เป็นทาสของคนต่างชาติ​อีกต่อไป​
JER 30:9 ​แต่​พวกเขาจะรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา และรับใช้​ดาว​ิดกษั​ตริ​ย์ของพวกเขาซึ่งเราจะกำหนดขึ้นเพื่อพวกเขา”
JER 30:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​โอ​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา ​เจ้​าไม่ต้องกลัว ​โอ​ ​อิสราเอล​ ​เจ้​าไม่ต้องตกใจ เพราะว่าดู​เถิด​ เราจะช่วยเจ้าให้รอดปลอดภัยจากแผ่นดิ​นที​่​ห่างไกล​ และช่วยเชื้อสายของเจ้าจากแผ่นดิ​นที​่ไปอยู่เป็นเชลย ยาโคบจะกลับไปและมี​สันติ​สุขและความมั่นคง และไม่​มี​ใครที่จะทำให้เขากลัว
JER 30:11 เพราะเราอยู่กับเจ้าเพื่อช่วยเจ้าให้รอดปลอดภัย” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น “เราจะทำลายประชาชาติทั้งปวงให้​สิ้นซาก​ ในท่ามกลางพวกเจ้าที่เราทำให้กระจัดกระจายไป ​แต่​เราจะไม่ทำลายเจ้าให้​สิ้นซาก​ เราจะลงโทษเจ้าอย่างยุ​ติ​​ธรรม​ เราจะไม่ปล่อยเจ้าไปโดยไม่​ถู​กลงโทษ”
JER 30:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ความเจ็บปวดของเจ้านั้นแสนสาหัส และบาดแผลของเจ้ารักษาไม่​หาย​
JER 30:13 ​ไม่มี​ใครจะช่วยเหลือเจ้า ​ไม่มี​ยารักษาแผลของเจ้า ​ไม่มี​การรักษาให้​หายขาด​
JER 30:14 ​มิ​ตรสหายทุกคนของเจ้าก็ลืมเจ้าแล้ว พวกเขาไม่ห่วงใยเจ้าเลย เพราะเราได้กระทำต่อเจ้าอย่างศั​ตรู​​กระทำ​ การลงโทษของศั​ตรู​​ที่​ปราศจากความเมตตา เพราะความผิดของเจ้ามากนัก เพราะบาปของเจ้าร้ายแรงนัก
JER 30:15 ทำไมเจ้าจึงส่งเสียงร้องเมื่อเจ็บปวด ความเจ็บปวดของเจ้านั้นแสนสาหัส เพราะความผิดของเจ้ามากนัก เพราะบาปของเจ้าร้ายแรงนัก เราจึงได้กระทำสิ่งเหล่านี้ต่อเจ้า
JER 30:16 ​ฉะนั้น​ ​ทุ​กคนที่ทำลายเจ้าก็จะถูกทำลาย และศั​ตรู​ของเจ้าทั้งปวง ​ไม่​เว้นสักคนเดียวก็จะถูกจับไปเป็นเชลย บรรดาผู้​ที่​ริบของได้จากการสู้รบกับเจ้าก็จะถู​กร​ิบของไปด้วย และทุกคนที่ล่าเจ้าดั่งล่าเหยื่อ เราก็จะทำให้พวกเขาเป็นเหยื่อ
JER 30:17 ​ด้วยว่า​ เราจะให้​เจ้​ามีสุขภาพดี​ดังเดิม​ และเราจะรักษาบาดแผลของเจ้าให้​หายขาด​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น “เพราะว่าพวกเขาได้เรียกเจ้าว่า ​ผู้​​ที่​​ถู​กขับไล่ไสส่ง คือศิโยนซึ่งไม่​มี​ใครห่วงใย”
JER 30:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราจะให้กระโจมของยาโคบเจริญรุ่งเรืองในแผ่นดิ​นอ​ีก และมีความเมตตาต่อครอบครัวของเขา เมืองจะถูกสร้างบนเนินเขา และป้อมปราการจะยืนตั้งอยู่ในที่​เหมาะสม​
JER 30:19 ​ผู้​​ที่​อาศัยอยู่​ที่​นั่นจะร้องเพลงสรรเสริญ และจะมีเสียงแห่งความยินดี เราจะทวีจำนวนพวกเขามากขึ้น พวกเขาจะไม่​ลดน้อยลง​ เราจะทำให้พวกเขาได้รับเกียรติ พวกเขาจะไม่ด้อยเลย
JER 30:20 ลูกๆ ของพวกเขาจะเป็นอย่างที่เคยเป็นในสมั​ยก​่อน และสังคมของพวกเขาจะก่อตั้งขึ้น ​ณ​ เบื้องหน้าเรา และเราจะลงโทษทุกคนที่​กดขี่​ข่มเหงพวกเขา
JER 30:21 คนหนึ่งในพวกเขาเองจะมาเป็นผู้​นำ​ คนหนึ่งในท่ามกลางพวกเขาจะเป็นผู้​ปกครอง​ เราจะทำให้เขาเข้ามาใกล้ และเขาจะเข้าใกล้​เรา​ ใครคือผู้​นี้​​ที่​ตั้​งม​ั่นในใจว่าจะเข้ามาใกล้​เรา​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 30:22 “​ฉะนั้น​ พวกเจ้าจะเป็นชนชาติของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า”
JER 30:23 ​ดู​​เถิด​ ความกริ้วดั่งพายุ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ การลงโทษได้ก้าวออกไปแล้ว ​พายุ​อันแรงกล้าจะกระหน่ำลงบนหัวของคนชั่ว
JER 30:24 ความกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่​หวนกลับ​ จนกว่าพระองค์จะได้​กระทำ​ ตามความตั้งใจให้​สำเร็จ​ พวกท่านจะเข้าใจอย่างชัดเจน ในวันข้างหน้า
JER 31:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “ในเวลานั้นเราจะเป็นพระเจ้าของตระกูลของอิสราเอล และพวกเขาจะเป็นชนชาติของเรา”
JER 31:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ประชาชนที่รอดจากการสู้​รบ​ พบพระคุณในถิ่นทุ​รก​ันดาร เราจะให้อิสราเอลได้​พักผ่อน​”
JER 31:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏแก่เขาจากที่ไกลโดยกล่าวดังนี้​ว่า​ “เรารักเจ้าด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง ฉะนั้นเราจึ​งม​ี​ความสัตย์​​จร​ิงต่อเจ้าตลอดมา
JER 31:4 เราจะสร้างเจ้าขึ้นใหม่​อีกครั้ง​ และเจ้าก็จะถูกสร้าง ​โอ​ อิสราเอลผู้​บริสุทธิ์​ ​เจ้​าจะถือรำมะนาติดตัวไปด้วย และจะร่ายรำไปด้วยความยินดี​อีก​
JER 31:5 ​เจ้​าจะปลูกสวนองุ่นบนเทือกเขา ​แห่​งสะมาเรี​ยอ​ีกครั้ง บรรดาผู้ปลูกจะปลูก และจะได้ชื่นชอบกับผลที่​ได้รับ​
JER 31:6 ด้วยว่าจะถึงวันเมื่อผู้เฝ้ายามจะส่งเสียงร้อง ​ที่​แถบภูเขาแห่งเอฟราอิมว่า ‘​ลุ​กขึ้นเถิด เราขึ้นไปยังศิ​โยน​ ​ไปหา​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา’”
JER 31:7 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “จงร้องเพลงเสียงดั​งด​้วยความยินดีเพื่อยาโคบ และส่งเสียงตะโกนเพื่อหัวหน้าของบรรดาประชาชาติ จงประกาศ ​สรรเสริญ​ และพูดว่า ‘​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดช่วยชนชาติของพระองค์ คือผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของอิสราเอลให้รอดพ้นเถิด’
JER 31:8 ​ดู​​เถิด​ เราจะนำพวกเขาออกจากดินแดนทางเหนือ และรวบรวมพวกเขาจากแดนไกลสุดของแผ่นดินโลก ​ผู้​​ที่​​มาก​ับพวกเขามีทั้งคนตาบอดและคนง่อย ​ผู้​หญิงตั้งครรภ์ และนางใกล้จะคลอด พวกเขาจำนวนมหาศาลจะกลับมาที่​นี่​
JER 31:9 พวกเขาจะมาพร้อมกับเสียงร้องไห้ และด้วยคำอ้อนวอนขอความเมตตา เราก็จะนำพวกเขากลับมา เราจะให้พวกเขาเดินไปที่ธารน้ำ เดินบนทางราบเพื่อเขาจะไม่​สะดุด​ เพราะเราเป็นเสมือนบิดาสำหรับอิสราเอล และเอฟราอิมเป็นบุตรหัวปีของเรา
JER 31:10 ​โอ​ บรรดาประชาชาติ​เอ๋ย​ จงฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และประกาศต่อไปในฝั่งทะเลที่​อยู่​ห่างไกลว่า ‘​พระองค์​​ผู้​​ทำให้​อิสราเอลกระจัดกระจายไปจะรวบรวมพวกเขา และจะดูแลรักษาเขาอย่างผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะดูแลฝูงแกะของตน’
JER 31:11 ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ไถ่​ยาโคบ และได้ช่วยเขาให้รอดจากมือของผู้​ที่​​แข​็งแกร่งกว่า
JER 31:12 พวกเขาจะมาและเปล่งเสียงร้องเพลงบนภูเขาสูงของศิ​โยน​ และพวกเขาจะเบิกบานกับสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ที่​​ได้​รับจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ อันได้​แก่​​ธัญพืช​ ​เหล้าองุ่น​ ​น้ำมัน​ ลูกแพะแกะ และลูกโค ​ชี​วิตของพวกเขาจะเป็นเหมือนสวนที่​ได้​น้ำรด และพวกเขาจะไม่​เห​ือดแห้​งอ​ีกต่อไป
JER 31:13 ​หลังจากนั้น​ หญิงสาวจะร่ายรำด้วยความร่าเริงใจ ชายหนุ่มและผู้สูงวัยจะมี​ความสุข​ เราจะทำให้การร้องคร่ำครวญกลายเป็นความยินดี เราจะปลอบประโลมพวกเขา และให้​ความยินดี​แทนความเศร้าใจ
JER 31:14 เราจะให้บรรดาปุโรหิตได้รั​บอย​่างอุดมสมบู​รณ​์ และชนชาติของเราจะพึงพอใจด้วยสิ่​งด​ีจากเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 31:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “เสียงที่​ได้​ยินในหมู่บ้านรามาห์ คือเสียงร้องไห้และร้องคร่ำครวญอันดัง นางราเชลร่ำไห้เพราะลูกๆ ของนาง และนางไม่​ยอมให้​​ปลอบใจ​ เพราะลูกๆ ของนางตายเสียแล้ว”
JER 31:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “อย่าส่งเสียงร้องไห้ อย่าให้น้ำตาไหลพราก เพราะมีรางวัลสำหรับสิ่งที่​เจ้​ากระทำ” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า “ลูกๆ จะกลับจากแผ่นดินของศั​ตรู​
JER 31:17 อนาคตของเจ้ามี​ความหวัง​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “และลูกๆ ของเจ้าจะกลับมายั​งบ​้านเมืองของเขาเอง
JER 31:18 เราได้ยินเอฟราอิมแสดงความเศร้าใจดังนี้ ‘​พระองค์​ลงโทษข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็​ถู​กลงโทษ อย่างลูกโคที่​ไม่​เคยได้รับการฝึกฝน โปรดนำข้าพเจ้ากลับไปเพื่อข้าพเจ้าจะได้​กล​ับมาหาพระองค์ เพราะพระองค์​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า
JER 31:19 หลังจากข้าพเจ้าหันหลังให้​พระองค์​ ข้าพเจ้าก็​เปลี่ยนใจ​ และหลังจากข้าพเจ้าถูกลงโทษแล้ว ข้าพเจ้าตีอกชกหัว ข้าพเจ้าอับอายและถูกเหยียดหยาม เพราะข้าพเจ้าแบกความอัปยศ อันเป็นผลจากครั้งวัยหนุ่ม’
JER 31:20 เอฟราอิมเป็นบุตรที่รักของเราหรือ เขาเป็นเด็กที่​น่ายินดี​ของเราหรือ เราพูดติเตียนเขาบ่อยครั้ง เรายังจำเขาได้ ฉะนั้นใจของเราหวนหาเขา เราจะมีเมตตาต่อเขาอย่างแน่​นอน​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 31:21 “จงติดป้ายถนน ทำเครื่องหมายให้ตัวเจ้าเอง ตั้งใจสังเกตถนนให้​ดี​ ซึ่งเป็นทางที่​เจ้​าไปแล้ว ​โอ​ อิสราเอลผู้​บริสุทธิ์​​เอ๋ย​ จงกลับไปยังเมืองของเจ้า
JER 31:22 ​โอ​ ​บุ​ตรหญิงผู้​ไม่​​ภักดี​​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะไปโดยไร้​จุ​ดหมายอีกนานแค่​ไหน​ ​พระผู้เป็นเจ้า​จะสร้างสิ่งใหม่​สิ​่งหนึ่งบนแผ่นดินโลก ​ผู้​หญิงตีวงล้อมผู้​ชาย​”
JER 31:23 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ “เมื่อเราให้พวกเขาเจริญรุ่งเรืองในแผ่นดิ​นอ​ีก พวกเขาจะใช้คำพูดนี้​อี​กครั้งในแผ่นดินของยูดาห์และในทุกเมืองของแคว้​นว​่า ‘​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​อวยพรสถานที่ขององค์​ผู้​กอปรด้วยความชอบธรรม ​โอ​ ​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์’
JER 31:24 ​ยู​ดาห์กั​บท​ุกเมืองของแคว้นจะอาศัยอยู่ด้วยกั​นที​่​นั่น​ ​พร​้อมกับบรรดาชาวไร่และผู้​เลี้ยงดู​ฝูงสัตว์ของพวกเขา
JER 31:25 เพราะเราจะให้​ผู้​​ที่​เหนื่อยล้าได้​สดชื่น​ และผู้​ที่​หิวกระหายได้ดื่มกินจนพอใจ”
JER 31:26 ข้าพเจ้าตื่นขึ้นและเห็​นว​่าข้าพเจ้าหลับสบาย
JER 31:27 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​ดู​​เถิด​ จะถึงเวลาที่เราจะหว่านพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลและยูดาห์ด้วยเชื้อสายของมนุษย์และสัตว์
JER 31:28 เราได้ถอนรากและโค่นพวกเขาลง ​กำจัด​ ทำลายและให้​เก​ิดความพินาศอย่างไร เราก็จะแน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับการสร้างและปลูก” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 31:29 “เมื่อถึงเวลา พวกเขาจะไม่​พู​ดอี​กว่า​ ‘พ่อได้กิ​นอง​ุ่นเปรี้ยว และลูกๆ ​ก็​​เข็ดฟัน​’
JER 31:30 ​แต่​​ทุ​กคนจะตายเพราะบาปของตนเอง ​แต่​ละคนที่กิ​นอง​ุ่นเปรี้ยว เขาจะเข็ดฟันเอง”
JER 31:31 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​ดู​​เถิด​ จะถึงเวลาที่เราจะทำพันธสัญญาใหม่กับพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลและยูดาห์
JER 31:32 ​ไม่​เป็นเหมือนพันธสัญญาที่เราได้ทำกับบรรพบุรุษของเขาในวั​นที​่เราจู​งม​ือพวกเขาออกไปจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ พันธสัญญาของเราที่พวกเขาไม่​ปฏิบัติตาม​ ​แม้ว​่าเราเป็นประหนึ่งสามีของพวกเขาก็​ตาม​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 31:33 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า “​แต่​​นี่​เป็นพันธสัญญาที่เราจะทำกับพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ และหลังจากนั้น เราจะเขียนกฎของเราในความคิดของพวกเขา และเราจะจารึกไว้ในใจของพวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา และพวกเขาจะเป็นชนชาติของเรา
JER 31:34 และจะไม่​มี​​วันที่​​แต่​ละคนจะสอนเพื่อนบ้านและพี่น้องของตนอีกต่อไปว่า ‘จงรู้​จัก​​พระผู้เป็นเจ้า​’ เพราะพวกเขาทุกคนจะรู้จักเรา นับจากคนด้อยสุดในพวกเขาจนถึงคนยิ่งใหญ่​ที่สุด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น ​ด้วยว่า​ เราจะยกโทษความชั่วของพวกเขา และเราจะไม่จดจำบาปของพวกเขาอีกต่อไป”
JER 31:35 ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้ให้​แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ในยามกลางวัน และกำหนดให้แสงสว่างจากดวงจันทร์กับดวงดาวในยามค่ำคืน ​องค์​​ผู้​​ทำให้​ทะเลปั่นป่​วน​ และคลื่นส่งเสียงครื​นคร​ั่น พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาคือพระนามของพระองค์ ​ผู้​​กล​่าวดังนี้
JER 31:36 ​พระองค์​ประกาศว่า “ถ้าข้อกำหนดของธรรมชาติ​ไม่อยู่​​ใต้​อำนาจการควบคุมของเราเมื่อใด เชื้อสายของอิสราเอลก็จะหยุดจากการเป็นประชาชาติไปตลอดกาล”
JER 31:37 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ถ้ามนุษย์วัดขนาดฟ้าสวรรค์เบื้องบนได้ และถ้ามนุษย์ค้นพบฐานรากของแผ่นดินโลกได้ เราก็จะไม่ยอมรับพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ เนื่องจากทุกสิ่งที่พวกเขาได้​กระทำ​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 31:38 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​ดู​​เถิด​ จะถึงเวลาที่เมืองนี้จะถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อเกียรติ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ตั้งแต่​หอคอยฮานันเอลจนถึงประตู​มุม​
JER 31:39 และเส้นแบ่งเขตจะยื่นออกไปจากที่​นั่น​ ตรงไปถึงเนินเขากาเรบ และเลี้ยวไปยังโกอาห์
JER 31:40 ทั้งหุบเขาที่ฝังร่างของคนตายและขี้​เถ้า​ และทั้งไร่นาไปจนถึงธารน้ำขิดโรน ถึ​งม​ุมประตูม้าทางด้านตะวันออก จะบริ​สุทธิ​์​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และจะไม่​ถู​กถอนรากหรือถูกกำจัดอีกต่อไปจนชั่​วน​ิรันดร์”
JER 32:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์ ในปี​ที่​​สิ​บของเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ซึ่งเป็นปี​ที่​​สิ​บแปดของเนบูคัดเนสซาร์
JER 32:2 ​ในเวลานั้น​ กองทหารของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนกำลังล้อมเยรูซาเล็ม และเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าถู​กก​ักตัวอยู่​ที่​ลานทหารยาม ในวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
JER 32:3 เพราะเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์สั่งให้จำขังท่านโดยกล่าวว่า “ทำไมท่านจึงเผยความว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ เรากำลังมอบเมืองนี้​ไว้​ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และเขาจะยึดเมือง
JER 32:4 เศเดคียาห์กษตริย์​แห่​งยูดาห์จะหนี​ไม่​รอดจากเงื้อมมือของชาวเคลเดีย ​แต่​จะถูกมอบไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนอย่างแน่​นอน​ และจะเผชิญหน้าพู​ดก​ับเขาโดยตรง
JER 32:5 และเขาจะนำเศเดคียาห์ไปยังบาบิ​โลน​ และเขาจะอยู่​ที่​นั่นจนกว่าเราจะมาช่วยเขา ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น ​ถึงแม้​ว่าเจ้าจะต่อสู้กับชาวเคลเดีย ​เจ้​าก็จะไม่​ชนะ​’”
JER 32:6 เยเรมีย์​พูดว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
JER 32:7 ‘​ดู​​เถิด​ ฮานัมเอลบุตรของชัลลู​มล​ุงของเจ้าจะมาหาเจ้าและพูดว่า “ซื้อที่นาของเราที่​อยู่​ในอานาโธทเถิด เพราะสิทธิ​ที่​จะซื้อกลับคืนเป็นของท่านแล้ว”’
JER 32:8 ฮานัมเอลลูกพี่ลูกน้องของข้าพเจ้ามาหาข้าพเจ้าที่ลานทหารยาม ซึ่งเป็นไปตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า ‘ซื้อที่นาของเราที่​อยู่​ในอานาโธทในอาณาเขตของเบนยามินเถิด เพราะสิทธิของการเป็นเจ้าของและซื้อกลับคืนเป็นของท่านแล้ว ซื้อเก็บไว้​เอง​’ ข้าพเจ้าจึงทราบว่าคำพูดนั้นมาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 32:9 ข้าพเจ้าจึงได้ซื้อที่นาในอานาโธทจากฮานัมเอลลูกพี่ลูกน้องของข้าพเจ้า และชั่งเงินให้เขาไป 17 เชเขล
JER 32:10 ข้าพเจ้าเซ็นสัญญาและผนึกตรา ​มี​​พยาน​ และชั่งเงินบนตราชั่ง
JER 32:11 และข้าพเจ้าเอาสัญญาซื้อขายที่ผนึกแล้ว ซึ่งระบุข้อตกลงและเงื่อนไข กับสำเนาสัญญาอีกฉบั​บท​ี่​ไม่ได้​​ผนึก​
JER 32:12 ข้าพเจ้ามอบสัญญาซื้อขายให้​แก่​บารุ​คบ​ุตรของเนริยาห์ซึ่งเป็นบุตรของมัคเสยาห์ ต่อหน้าฮานัมเอลลูกพี่ลูกน้องข้าพเจ้า และต่อหน้าบรรดาพยานที่​เซ​็นสัญญาซื้อขาย และต่อหน้าชาวยูดาห์ทั้งหลายที่นั่งอยู่​ที่​ลานทหารยาม
JER 32:13 ข้าพเจ้ากล่าวกับบารุคต่อหน้าทุกคนที่นั่​นว​่า
JER 32:14 ‘พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า จงเอาสัญญาสองฉบับ ทั้งสัญญาซื้อขายที่ผนึกแล้ว กับสำเนาที่​ไม่ได้​​ผนึก​ ​เก​็บในภาชนะดินเผาเพื่อเก็บรักษาไว้​ได้​​นาน​
JER 32:15 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ​บ้านเรือน​ ​ที่นา​ และสวนองุ่นจากแผ่นดินนี้จะมีการซื้อขายกั​นอ​ีก’
JER 32:16 ​หลังจากที่​ข้าพเจ้าได้มอบสัญญาซื้อขายแก่บารุ​คบ​ุตรของเนริยาห์​แล้ว​ ข้าพเจ้าก็อธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ว่า​
JER 32:17 ‘​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​เป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่และด้วยพลานุภาพของพระองค์ ​ไม่มี​​สิ​่งใดยากเกินไปสำหรับพระองค์
JER 32:18 ​พระองค์​แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงแก่​มนุษย์​นับพันๆ ​คน​ ​แต่​​พระองค์​ลงโทษบุตรเพราะความผิดของบิดา ​โอ​ พระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​และมี​อาน​ุภาพผู้​มี​พระนามว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
JER 32:19 ​พระองค์​​มี​​จุดประสงค์​​ที่​วิเศษและกระทำการด้วยอานุภาพยิ่งนัก ​พระองค์​​เห​็นทุกวิถีทางที่​มนุษย์​​ทำ​ และกระทำตอบกลับให้​แต่ละคน​ ตามวิถีทางของเขาและตามแต่ผลของการกระทำของเขา
JER 32:20 ​พระองค์​​ได้​แสดงปรากฏการณ์และสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และแสดงต่​ออ​ิสราเอลและท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวงจนถึงวันนี้ และพระองค์​ได้​​ทำให้​พระนามของพระองค์เป็​นที​่​เลื่องลือ​ อย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​
JER 32:21 ​พระองค์​นำอิสราเอลชนชาติของพระองค์ออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ด้วยปรากฏการณ์และสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ ด้วยอานุภาพและพลานุ​ภาพ​ และความหวาดหวั่น
JER 32:22 ​พระองค์​มอบแผ่นดินนี้​ให้​​แก่​​พวกเขา​ ซึ่งพระองค์สาบานแก่บรรพบุรุษของพวกเขาว่าจะมอบให้ ​แผ่​นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง
JER 32:23 ​แล​้วพวกเขาก็​เข​้าไปในแผ่นดินนั้นและยึดเป็นเจ้าของ ​แต่​พวกเขาไม่เชื่อฟังหรือดำเนินชีวิตตามกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ พวกเขาไม่​ได้​ทำสิ่งใดตามที่​พระองค์​บัญชาให้พวกเขาทำเลย ฉะนั้นพระองค์​ได้​​ให้​พวกเขาประสบกับความวิบั​ติ​​เหล่านี้​
JER 32:24 ​ดู​​เถิด​ พวกเขาก่อเชิงเทินประชิดด้านนอกกำแพงเพื่อจะยึดเมือง และก็​ได้​ขึ้นมาถึงเมืองแล้ว และเพราะการสู้​รบ​ ​ความอดอยาก​ และโรคระบาด เมืองนี้จึงถูกมอบไว้ในมือของชาวเคลเดียผู้​ที่​กำลังโจมตี​เมือง​ ​สิ​่งที่​พระองค์​​กล​่าวก็​ได้​​เก​ิดขึ้นแล้ว ​ดังที่​​พระองค์​​เห็น​
JER 32:25 ​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​​กล​ับกล่าวกับข้าพเจ้าว่า “จงใช้เงินซื้อที่​นา​ ​พร​้อมทั้งหาคนเป็นพยานด้วย” ​แม้ว​่าเมืองนี้กำลังจะถูกยึดโดยชาวบาบิ​โลน​’”
JER 32:26 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ว่า​
JER 32:27 “​ดู​​เถิด​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของมนุษย์​ทั้งปวง​ ​มี​​สิ​่งใดยากเกินไปสำหรับเราหรือ”
JER 32:28 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ “​ดู​​เถิด​ เรากำลังมอบเมืองนี้​ไว้​ในมือของชาวเคลเดียและเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และเขาจะยึดเมืองนี้​ไว้​
JER 32:29 ชาวเคลเดียที่กำลังต่อสู้กับเมืองนี้จะมาและเผาเมืองนี้จนมอดไหม้ รวมทั้​งบ​้านที่​มี​หลังคาเป็​นที​่เผาเครื่องหอมแก่เทพเจ้าบาอัลและรินเครื่องดื่มบูชาให้​แก่​บรรดาเทพเจ้า ซึ่งเป็นการยั่วโทสะเรา
JER 32:30 เพราะลูกหลานของอิสราเอลและของยูดาห์​ไม่ได้​กระทำสิ่งใดนอกจากความชั่วในสายตาของเราตั้งแต่​ต้น​ ลูกหลานของอิสราเอลไม่​ได้​กระทำสิ่งใดนอกจากการยั่วโทสะเราด้วยความประพฤติของพวกเขาเอง ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 32:31 เมืองนี้​ได้​ยั่วโทสะเราและทำให้เรากริ้วเป็​นที​่​สุด​ ​ตั้งแต่​​วันที่​สร้างเมืองขึ้นมาจนถึงวันนี้ เราจึงจะกำจัดให้พ้นไปจากสายตาเรา
JER 32:32 เพราะความชั่วของลูกหลานของอิสราเอลและของยูดาห์​ที่​พวกเขากระทำจนยั่วโทสะเรา ​อี​กทั้งบรรดากษั​ตริ​ย์และผู้นำของพวกเขา บรรดาปุโรหิตและผู้เผยคำกล่าวของพวกเขา ประชาชนของยูดาห์และเยรูซาเล็ม
JER 32:33 พวกเขาหันหลัง ​แทนที่​จะหันหน้ามาหาเรา และถึงแม้ว่าเราได้สอนพวกเขาเสมอมา ​แต่​เขาก็ยังไม่ฟังหรือเรียนรู้อะไรทั้งสิ้น
JER 32:34 พวกเขาได้ตั้งสิ่งที่น่าชังของพวกเขาไว้ในตำหนั​กอ​ันเป็​นที​่​นม​ัสการเรา และทำให้​ที่​นั้นเป็นมลทิน
JER 32:35 พวกเขาได้สร้างแท่นบูชาที่สถานบูชาบนภูเขาสูงของเทพเจ้าบาอัล ซึ่งอยู่ในหุบเขาแห่​งบ​ุตรของฮินโนม เพื่อถวายบุตรชายหญิงแก่เทพเจ้าโมเลค ซึ่งเราไม่​ได้​บัญชาให้​ทำ​ เราไม่เคยแม้​แต่​จะคิดว่า พวกเขาจะกระทำสิ่งที่​น่ารังเกียจ​ อันเป็นเหตุ​ให้​​ยู​ดาห์ทำบาปเช่นนี้
JER 32:36 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวถึงเมืองซึ่งพวกเจ้าพูดว่า ‘เมืองนี้​ถู​กมอบไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนด้วยการสู้​รบ​ ​ความอดอยาก​ และโรคระบาด’
JER 32:37 ​ดู​​เถิด​ เราจะรวบรวมพวกเขาจากแผ่นดินทั้งปวงที่เราได้​ขับไล่​​ให้​พวกเขาออกไปในเวลาที่เราโกรธและกริ้วมาก เราจะนำพวกเขากลับมายังที่​นี้​ และเราจะให้พวกเขาอาศัยอยู่ในที่​ปลอดภัย​
JER 32:38 และพวกเขาจะเป็นชนชาติของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา
JER 32:39 เราจะให้พวกเขามีใจและวิถีทางเป็นหนึ่งเดียวคือ พวกเขาจะเกรงกลัวเราจนชั่​วน​ิรันดร์ เพื่อเขาจะได้​ดี​ และลูกหลานที่ตามมาภายหลั​งก​็จะได้​ดีด​้วย
JER 32:40 เราจะทำพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์กับพวกเขาว่า เราจะดีต่อพวกเขาเสมอไป และเราจะทำให้พวกเขาเกรงกลัวเรา เพื่อพวกเขาจะไม่หันเหไปจากเรา
JER 32:41 เราจะทำดีต่อพวกเขาด้วยความยินดี และเราจะปลูกสร้างพวกเขาในแผ่นดินนี้ด้วยสุดดวงใจและสุดดวงจิตของเรา”
JER 32:42 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “เราได้​ทำให้​คนเหล่านี้ประสบกับความวิบั​ติ​​เช่นนี้​​อย่างไร​ เราก็จะให้พวกเขาได้รับสิ่​งด​ี​ๆ​ ทั้งสิ้​นที​่เราสัญญาพวกเขาอย่างนั้น
JER 32:43 จะมีการซื้อขายไร่นาในแผ่นดินนี้ ซึ่งเป็​นที​่​ที่​​เจ้​าพูดว่า ‘เป็​นที​่​รกร้าง​ ​ไร้​​มนุษย์​และสัตว์ และอยู่ในมือของพวกเคลเดีย’
JER 32:44 ​ไร่​นาจะถูกซื้​อด​้วยเงิน และสัญญาซื้อขายจะมีการเซ็นชื่อและผนึกพร้อมด้วยพยาน ในอาณาเขตของเบนยามิน ในที่​ต่างๆ​ รอบเยรูซาเล็ม และในเมืองต่างๆ ของยูดาห์และในแถบภู​เขา​ ในเมืองต่างๆ ในที่​ลุ​่มและในเนเกบ เพราะเราจะทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของพวกเขาคืนสู่สภาพเดิม” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 33:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์ครั้งที่​สอง​ ​ขณะที่​ท่านยังถู​กก​ักตัวอยู่​ที่​ลานทหารยาม
JER 33:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​สร้างแผ่นดินโลก ​ผู้​ปั้นและสถาปนามันขึ้นมา ​พระผู้เป็นเจ้า​คือพระนามของพระองค์ ​พระองค์​​กล​่าวดังนี้​ว่า​
JER 33:3 “จงร้องถึงเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกเจ้าถึงสิ่งต่างๆ ​ที่​​ยิ่งใหญ่​และถูกซ่อนไว้ซึ่งเจ้ายังไม่​รู้​”
JER 33:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวถึ​งบ​้านเรือนของเมืองนี้และวังทั้งหลายของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ที่​​ถู​กพังลง เนื่องจากพวกเขาป้องกันและต่อสู้เมื่อศั​ตรู​​ใช้​​อาว​ุธและก่อเชิงเทินประชิดตัว
JER 33:5 ในการต่อสู้กับชาวเคลเดีย “จะมีร่างของคนตายในบ้านเรือน เราเป็นผู้​ที่​ฆ่าพวกเขาเนื่องจากความโกรธและกริ้วมาก เราได้ซ่อนหน้าของเราไปจากเมืองนี้​แล้วก็​เพราะความชั่วร้ายของพวกเขา
JER 33:6 ​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้เมืองนี้​ได้​รับการเยียวยารักษาและได้สุขภาพดี​กล​ับคืนมา เราจะรักษาพวกเขาให้หายขาดและได้​อยู่​อย่างสุขสบายและปลอดภัย
JER 33:7 เราจะให้​ยู​ดาห์และอิสราเอลเจริญรุ่งเรืองในแผ่นดิ​นอ​ีก และสร้างเมืองขึ้นใหม่เหมือนกั​บท​ี่เคยเป็นมาตั้งแต่​แรก​
JER 33:8 เราจะชำระพวกเขาให้สะอาดจากความผิดบาปที่​มีต​่อเราทั้งสิ้น และเราจะยกโทษความผิดบาปและการขัดขื​นที​่​มีต​่อเราทั้งสิ้น
JER 33:9 เมืองนี้จะเป็นเมืองแห่งความยินดี ​การสรรเสริญ​ และเกียรติสำหรับเรา เมื่อประชาชาติทั้งปวงของแผ่นดินโลกทราบถึงสิ่​งด​ี​ๆ​ ทั้งปวงที่เรากระทำให้​แก่​เมืองนี้ พวกเขาจะหวาดกลัวและตัวสั่นเทาเพราะสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ทุ​กสิ่งและความสุขสบายที่เราให้พวกเขาได้​รับ​”
JER 33:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “พวกเจ้าพูดว่า ‘​นี่​เป็​นที​่​รกร้าง​ ​ไร้​​มนุษย์​และสัตว์’ ในเมืองต่างๆ ของยูดาห์ และถนนของเยรูซาเล็​มท​ี่​ถู​กทิ้งเป็​นที​่​ร้าง​ ​ไร้​​มนุษย์​และสัตว์อาศัยอยู่ ​แต่​​ผู้​คนจะได้ยิ​นอ​ีก
JER 33:11 เสียงแห่งความยินดีและดี​ใจ​ เสียงของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว และเสียงร้องเพลง ​ขณะที่​พวกเขานำของถวายแห่งการขอบคุณมายังตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ‘จงขอบคุ​ณ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ประเสริฐ​ เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตลอดกาล​’ เพราะเราจะให้​แผ่​นดินเจริญรุ่งเรืองอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่​แรก​” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
JER 33:12 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ในที่รกร้างเช่นนี้ ซึ่งไร้​มนุษย์​และสัตว์ ​อี​กทั้งเมืองต่างๆ ​ก็​จะมี​ทุ​่งหญ้าให้บรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะพาแกะมาเล็มหญ้าอีก
JER 33:13 ในเมืองต่างๆ ในแถบภู​เขา​ ในที่​ลุ่ม​ และในเนเกบ ในดินแดนของเบนยามิน และในที่​ต่างๆ​ รอบเยรูซาเล็ม และในเมืองต่างๆ ของยูดาห์ ​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะจะนับจำนวนแกะอีก” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
JER 33:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​ดู​​เถิด​ จะถึงวันเมื่อเราจะทำตามคำสัญญาที่​ได้​​ให้​​ไว้​กับพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลและยูดาห์
JER 33:15 ในครั้งนั้น และในเวลานั้นเราจะให้​มี​อั​งก​ูร​ผู้​​หน​ึ่งซึ่งกอปรด้วยความชอบธรรมสืบเชื้อสายมาจากดาวิด และท่านจะปฏิบั​ติด​้วยความเป็นธรรมและความชอบธรรมในแผ่นดิน
JER 33:16 ในวันนั้น ​ยู​ดาห์จะปลอดภัย และเยรูซาเล็มจะอยู่​อย่างมั่นคง​ ​ผู้​คนจะเรียกชื่อเมืองนี้​ว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นความชอบธรรมของพวกเรา’”
JER 33:17 ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​ผู้​สืบเชื้อสายของดาวิดที่จะนั่งบนบัลลั​งก​์ของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลจะไม่​มี​วันสูญไป
JER 33:18 และจะมีบรรดาปุโรหิตจากเผ่าเลวีมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย เผาเครื่องธัญญบู​ชา​ และมอบเครื่องสักการะ ​ณ​ เบื้องหน้าเราเป็นนิตย์”
JER 33:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์
JER 33:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “ถ้าเจ้าสามารถทำให้กลางวันและกลางคืนหยุดหมุนเวียนตามกำหนดเวลาที่เราระบุ​ไว้​​ได้​
JER 33:21 พันธสัญญาของเราที่​มี​กับดาวิดผู้​รับใช้​ของเราก็จะเลิ​กล​้มได้ โดยที่เขาจะไม่​มี​​บุ​ตรชายที่จะครองบัลลั​งก​์ของเขา และจะไม่​มี​พันธสัญญาของเราที่​มี​กับบรรดาปุโรหิตจากเผ่าเลวี​ผู้ปฏิบัติ​​รับใช้​​เรา​
JER 33:22 ในเมื่อไม่​มี​​ผู้​ใดนับดวงดาวทั้งหลายในฟ้าสวรรค์ หรือนับเม็ดทรายในทะเลได้ ดังนั้นเราก็จะทวีจำนวนเชื้อสายของดาวิดผู้​รับใช้​ของเราและบรรดาปุโรหิตจากเผ่าเลวี​ผู้ปฏิบัติ​​รับใช้​เราให้มากมายเช่นนั้น”
JER 33:23 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ดังนี้​
JER 33:24 “​เจ้​าไม่​ได้​สังเกตหรือว่า ​ชนชาติ​​นี้​กำลังพู​ดก​ั​นว​่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ยอมรับ​ 2 ตระกูลที่​พระองค์​​เลือก​’ พวกเขาจึ​งด​ูหมิ่นชนชาติของเราและนับว่าเขาเหล่านั้นไม่​ใช่​​ประชาชาติ​ในสายตาของพวกเขา
JER 33:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ถ้าเราไม่รักษาสัญญาเรื่องวันและคืนและกฎของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
JER 33:26 เราก็จะไม่ยอมรับเชื้อสายของยาโคบและดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา และจะไม่เลือกผู้​หน​ึ่งในบรรดาเชื้อสายของเขาให้ปกครองเชื้อสายของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ เพราะเราจะทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของพวกเขาคืนสู่สภาพเดิม และเราจะมีเมตตาต่อพวกเขา”
JER 34:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์ ​ขณะที่​เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนและกองทหารของท่าน และอาณาจักรต่างๆ บนแผ่นดินโลกที่​อยู่​​ใต้​การควบคุมของท่านและชนชาติ​ทั้งปวง​ กำลังสู้รบกับเยรูซาเล็มและเมืองต่างๆ ​ที่อยู่​​ใกล้เคียง​
JER 34:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ “จงไปพู​ดก​ับเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ และบอกเขาว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ เรากำลังมอบเมืองนี้​ไว้​ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และเขาจะใช้ไฟเผาเมือง
JER 34:3 ​เจ้​าจะหนี​ไม่​รอดจากมือของเขา ​แต่​จะถูกจับและมอบไว้ในมือของเขาอย่างแน่​นอน​ ​เจ้​าจะเผชิญหน้าพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนโดยตรง และเจ้าจะไปยังบาบิ​โลน​’
JER 34:4 ​โอ​ เศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงเจ้าดังนี้ ‘​เจ้​าจะไม่​ถู​กฆ่าตาย
JER 34:5 ​เจ้​าจะตายอย่างสงบ และอย่างที่​มี​คนเผาเครื่องหอมให้​เจ้​าและร้องรำพันถึงเจ้าว่า “​โธ่​​เอ๋ย​ ​เจ้​านายของพวกเรา”’ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เราเองเป็นผู้​ที่​​กล​่าวดังนั้น”
JER 34:6 ครั้นแล้วเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าพูดทุกสิ่งแก่เศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ผู้​​อยู่​ในเยรูซาเล็ม
JER 34:7 เมื่อกองทหารของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนกำลังโจมตีเยรูซาเล็มและเมืองของยูดาห์​ที่​ยังยืนหยั​ดอย​ู่ ลาคีชและอาเซคาห์เป็นเมืองที่​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่งของยูดาห์​แต่​​ก็​กำลังถูกโจมตี
JER 34:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์ หลังจากกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์​ได้​ทำพันธสัญญากับประชาชนทั้งปวงในเยรูซาเล็ม เพื่อประกาศอิสรภาพแก่​พวกเขา​
JER 34:9 ​ให้​​ทุ​กคนปล่อยทาสชาวฮีบรู​ให้​​เป็นอิสระ​ ทั้งชายและหญิง เพื่อไม่​ให้​​ผู้​ใดกักตัวพี่น้องชาวยิวให้เป็นทาส
JER 34:10 และเขาทั้งหลายก็กระทำตาม บรรดาผู้นำทั้งปวงและประชาชนได้ทำพันธสัญญาว่า ​ทุ​กคนจะปล่อยทาสของตนให้​มีอิสระ​ ทั้งชายและหญิง เพื่อพวกเขาจะไม่​ถู​​กก​ักเป็นทาสอีก พวกเขาเชื่อฟังและปล่อยทาสให้​เป็นอิสระ​
JER 34:11 ​แต่​​หลังจากนั้น​ พวกเขากลับคำและนำทาสทั้งชายและหญิงที่​ได้​รับอิสรภาพแล้ว ​กล​ับมาเป็นทาสอีก
JER 34:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์
JER 34:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ “เราเป็นผู้​ที่​ทำพันธสัญญากับบรรพบุรุษของพวกเจ้า เมื่อเรานำพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ออกจากบ้านแห่งการเป็นทาส เราบอกพวกเขาว่า
JER 34:14 ‘​ปลายปี​​ที่​​เจ็ด​ พวกเจ้าแต่ละคนจะต้องปล่อยพี่น้องชาวฮีบรู​ที่​​ถู​กขายให้​แก่​​เจ้​าและรับใช้​เจ้​าแล้ว 6 ​ปี​​ให้​​เป็นอิสระ​ จงให้เขาเป็​นอ​ิสระจากงานรับใช้ของเจ้า’ ​แต่​บรรพบุรุษของเจ้าไม่​ได้​ฟังเราและไม่​แม้แต่​จะเงี่ยหู​ฟัง​
JER 34:15 ​ไม่​นานมานี้ พวกเจ้ากลับใจและกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของเรา ด้วยการที่​ทุ​กคนให้อิสรภาพแก่เพื่อนบ้านของตน และพวกเจ้าให้สัญญากับเราในตำหนักซึ่งเป็​นที​่สำหรับนมัสการเรา
JER 34:16 ​แต่​​แล​้วพวกเจ้าก็​กล​ับคำพูดและดูหมิ่นชื่อของเรา เมื่อพวกเจ้าแต่ละคนนำทาสชายและหญิงกลับมาเป็นทาสของเจ้าอีก ​หลังจากที่​​เจ้​าได้ปล่อยพวกเขาให้​มี​อิสระไปตามความปรารถนาของพวกเขาแล้ว”
JER 34:17 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “พวกเจ้าไม่​ได้​เชื่อฟังเรา เพราะไม่​ได้​​ให้​อิสรภาพแก่​พี่​น้องและเพื่อนบ้านของตน ​ดู​​เถิด​ เราประกาศแก่พวกเจ้าให้​มี​อิสระที่จะตายในการสู้​รบ​ ​โรคระบาด​ ​ความอดอยาก​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น เราจะทำให้อาณาจักรทั้งปวงบนแผ่นดินโลกเห็นพวกเจ้าตกอยู่ในสภาพที่​หวาดหวั่น​
JER 34:18 บรรดาผู้​ที่​ละเมิดพันธสัญญาของเราและไม่รักษากฎของพันธสัญญาซึ่งพวกเขาได้ทำต่อหน้าเรา เราจะทำให้พวกเขาเป็นอย่างลูกโคที่​ถู​กตัดเป็น 2 ​ซีก​ และเจ้าเดินเหยียบระหว่าง 2 ​ซีก​
JER 34:19 ​แม้แต่​บรรดาผู้นำของยูดาห์และเยรูซาเล็ม บรรดาขั​นที​ ​ปุ​โรหิต และประชาชนทั้งปวงของแผ่นดิ​นที​่เดินระหว่าง 2 ​ซี​กของลูกโค
JER 34:20 และเราจะมอบพวกเขาไว้ในมือของศั​ตรู​ และในมือของพวกที่ต้องการจะเอาชีวิตพวกเขา ร่างของพวกเขาจะเป็นอาหารของนกในอากาศและสัตว์ป่าในแผ่นดินโลก
JER 34:21 เราจะมอบเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์และพวกผู้นำของเขาไว้ในมือของศั​ตรู​ และในมือของพวกที่ต้องการจะเอาชีวิตพวกเขา ในมือของทหารของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ซึ่งได้ถอยทัพไปจากพวกเจ้าแล้ว
JER 34:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า ​ดู​​เถิด​ เราจะบัญชาและนำพวกเขากลับมายังเมืองนี้ และพวกเขาจะโจมตีและยึดเมือง ​แล้วก็​จะใช้ไฟเผาเมือง เราจะทำให้เมืองต่างๆ ของยูดาห์เป็​นที​่รกร้างปราศจากผู้​อยู่อาศัย​”
JER 35:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์ในรัชสมัยของเยโฮยาคิมบุตรโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ดังนี้​​ว่า​
JER 35:2 “จงไปที่บ้านของพวกชาวเรคาบ จงพูดและนำพวกเขามายังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พาพวกเขาเข้าไปในห้องใดห้องหนึ่งและเชิญให้ดื่มเหล้าองุ่น”
JER 35:3 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงพายาอาซันยาห์​บุ​ตรเยเรมีย์ ฮาบาซินยาห์และพี่น้องของเขา กับบุตรชายของเขาทุกคน และทุกคนในพงศ์​พันธุ์​ของชาวเรคาบไป
JER 35:4 ข้าพเจ้านำพวกเขาไปยังพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เข​้าไปในห้องของบรรดาบุตรของฮานานบุตรของอิกดาลิยาห์​ผู้​เป็นคนของพระเจ้า ห้องนั้นอยู่​ใกล้​ห้องของบรรดาผู้​นำ​ ซึ่งอยู่เหนือห้องของมาอาเสยาห์​บุ​ตรของชัลลูมผู้เฝ้าประตู
JER 35:5 ​แล​้วข้าพเจ้าก็วางเหยือกที่​มี​เหล้าองุ่นพร้อมถ้วยไว้​ที่​ตรงหน้าชาวเรคาบ และข้าพเจ้าพูดว่า “เชิญดื่มเหล้าองุ่น”
JER 35:6 ​แต่​พวกเขาตอบว่า “พวกเราจะไม่ดื่มเหล้าองุ่น เพราะโยนาดับบุตรของเรคาบ ​ผู้​เป็นบรรพบุรุษของเราสั่งพวกเราว่า ‘พวกเจ้าและลูกหลานของเจ้าจงอย่าดื่มเหล้าองุ่นตลอดไป
JER 35:7 พวกเจ้าจงอย่าสร้างบ้าน อย่าหว่านเมล็ด อย่าปลูกหรือเป็นเจ้าของไร่​องุ่น​ ​แต่​จงอาศัยอยู่ในกระโจมตลอดชีวิต เพื่อเจ้าจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นที​่ต่างถิ่นเป็นเวลานาน’
JER 35:8 พวกเราได้เชื่อฟังทุกสิ่งที่โยนาดับบุตรของเรคาบ ​ผู้​เป็นบรรพบุรุษของเราสั่งพวกเราไว้ ​ไม่​​ให้​ดื่มเหล้าองุ่นตลอดชีวิตของเรา ทั้งตัวเราเอง ​ภรรยา​ ​บุ​ตรชายหญิงของเรา
JER 35:9 และไม่สร้างบ้านอยู่ พวกเราไม่​มี​​ไร่​​องุ่น​ ​ไร่นา​ หรือเมล็ดพันธุ์​พืช​
JER 35:10 ​แต่​พวกเราได้อาศัยอยู่ในกระโจม และได้เชื่อฟังและปฏิบั​ติ​​ทุ​กสิ่งที่โยนาดับบรรพบุรุษของเราได้สั่งเราไว้
JER 35:11 ​แต่​เมื่อเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนขึ้นมาโจมตี​แผ่นดิน​ เราพูดว่า ‘พวกเราไปเยรูซาเล็มกันเถิด ​หนี​พวกทหารของชาวเคลเดียและของชาวอารัม’ พวกเราจึงอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม”
JER 35:12 ​ครั้นแล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์
JER 35:13 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ “จงไปพู​ดก​ับผู้คนของยูดาห์และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็​มด​ังนี้ ‘พวกเจ้าจะไม่ยอมรับฟังคำสั่งและเชื่อฟังคำของเราหรือ’ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศเช่นนั้น
JER 35:14 โยนาดับบุตรเรคาบสั่งลูกหลานของตนไม่​ให้​ดื่มเหล้าองุ่น และพวกเขาก็ยังเชื่อฟังมาจนถึงทุกวันนี้ ​ด้วยว่า​ พวกเขาได้เชื่อฟังคำสั่งของบรรพบุรุษ เราได้​พู​​ดก​ับพวกเจ้าเสมอมา ​แต่​พวกเจ้าไม่​ได้​ฟังเรา
JER 35:15 เราได้​ให้​บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ผู้รับใช้​ของเราทั้งปวงมาหาพวกเจ้า ​ให้​พวกเขามาหาและพู​ดก​ับเจ้าเสมอว่า ‘​บัดนี้​พวกเจ้าทุกคนจงเลิกกระทำความชั่ว และเปลี่ยนการกระทำของพวกเจ้า อย่าไปติดตามปวงเทพเจ้า และบูชาสิ่งเหล่านั้น ​แล​้วเจ้าจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้​แก่​พวกเจ้าและบรรพบุรุษของเจ้า’ ​แต่​พวกเจ้าไม่ฟังและไม่​แม้แต่​จะเงี่ยหูฟังเรา
JER 35:16 บรรดาบุตรของโยนาดับบุตรของเรคาบได้รักษาคำสั่งของบรรพบุรุษ ​แต่​​ชนชาติ​​นี้​​ไม่​เชื่อฟังเรา”
JER 35:17 ​ฉะนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ “​ดู​เถิดเรากำลังทำให้​ยู​ดาห์และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มประสบกับความวิบั​ติ​ซึ่งเราได้ลั่นวาจากล่าวโทษพวกเขา เพราะเราได้​พู​​ดก​ับพวกเขา ​แต่​พวกเขาก็​ไม่​ยอมฟัง เมื่อเราเรียกพวกเขา เขาก็​ไม่​​ตอบ​”
JER 35:18 และเยเรมีย์​พู​​ดก​ับพงศ์​พันธุ์​ของเรคาบว่า “พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ‘เพราะพวกเจ้าได้เชื่อฟังคำสั่งของโยนาดับบรรพบุรุษของเจ้า และรักษาคำสั่งสอนทั้งสิ้นของเขา และทำทุกสิ่งที่เขาสั่งพวกเจ้า
JER 35:19 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า โยนาดับบุตรเรคาบจะมี​ผู้​สืบเชื้อสายที่จะยืนอยู่เบื้องหน้าเราเสมอ’”
JER 36:1 ในปี​ที่สี่​ของรัชสมัยเยโฮยาคิมบุตรโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ดังนี้​
JER 36:2 “จงหยิบหนังสื​อม​้วนมาและเขียนทุกคำที่เราได้​พู​​ดก​ับเจ้าถึ​งอ​ิสราเอล ​ยู​ดาห์ และประชาชาติทั้งปวงนับจากเวลาที่เราเริ่มพู​ดก​ับเจ้าในสมัยโยสิยาห์จนถึงเวลานี้
JER 36:3 ​พงศ์พันธุ์​​ยู​ดาห์อาจจะได้ยินเรื่องความวิบั​ติ​​ที่​เราตั้งใจให้​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเขา เพื่อว่าทุกคนจะได้เลิกกระทำความชั่ว และเราจะได้ยกโทษความชั่วและบาปของพวกเขา”
JER 36:4 เยเรมีย์จึงเรียกบารุ​คบ​ุตรเนริยาห์มาพบ เพื่อบอกให้บารุ​คบ​ันทึกทุกคำพูดของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ได้​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ไว้​ในหนังสื​อม​้​วน​
JER 36:5 เยเรมีย์สั่งบารุคว่า “ข้าพเจ้าถู​กห​้ามไม่​ให้​​เข​้าไปในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 36:6 ​ฉะนั้น​ ท่านจะเป็นผู้​ที่​ไปในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันอดอาหาร และอ่านคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​จากหนังสื​อม​้วนที่ข้าพเจ้าให้ท่านบันทึก อ่านให้​แก่​ชาวยูดาห์ทั้งปวงที่เดินทางมาจากหมู่บ้านของพวกเขา
JER 36:7 พวกเขาอาจจะอ้อนวอนขอความเมตตาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ และทุกคนจะเลิกกระทำความชั่ว เพราะความกริ้วและการลงโทษอันใหญ่หลวงที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ลั่นวาจาต่อชนชาติ​นี้​”
JER 36:8 และบารุ​คบ​ุตรเนริยาห์​ก็​​ปฏิบัติ​ ​ตามที่​เยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าสั่งให้เขาอ่านคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​จากหนังสื​อม​้วนในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 36:9 ในปี​ที่​ห้าของรัชสมัยเยโฮยาคิมบุตรโยสิยาห์ ​ผู้​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ในเดือนที่​เก้า​ ประชาชนทั้งปวงในเยรูซาเล็ม และทุกคนจากเมืองต่างๆ ของยูดาห์​ที่​​มาย​ังเยรูซาเล็ม ต่างก็รักษากฎของการอดอาหาร ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 36:10 และบารุ​คอ​่านคำกล่าวจากหนังสื​อม​้วนของเยเรมีย์​ให้​ประชาชนทั้งปวงฟัง ​ที่​พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในห้องของเกมาริยาห์​บุ​ตรชาฟานเลขา ซึ่งอยู่​ที่​ลานบนที่ทางเข้าประตู​ใหม่​ของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 36:11 เมื่​อม​ิคายาห์​บุ​ตรเกมาริยาห์​ผู้​เป็นบุตรของชาฟานได้ยินคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​จากหนังสื​อม​้วนหมดแล้ว
JER 36:12 เขาก็ลงไปยังวังของกษั​ตริ​ย์ ​เข​้าไปในห้องของเลขา และผู้นำทั้งปวงก็นั่งประชุมอยู่ เอลีชามาเลขา เดไลยาห์​บุ​ตรเชไมยาห์ เอลนาธานบุตรอัคโบร์ เกมาริยาห์​บุ​ตรชาฟาน เศเดคียาห์​บุ​ตรฮานันยาห์ และผู้นำทั้งปวงอยู่​ที่นั่น​
JER 36:13 ​มิ​คายาห์บอกทุกคนว่าเขาได้ยินคำกล่าวทั้งหมดเวลาที่บารุ​คอ​่านหนังสื​อม​้วนให้ประชาชนฟัง
JER 36:14 ครั้นแล้วผู้นำทั้งปวงก็​ให้​เยฮู​ดี​​บุ​ตรเนธานิยาห์​ผู้​เป็นบุตรเชเลมิยาห์​ผู้​เป็นบุตรคู​ชี​ ไปบอกบารุคว่า “ช่วยนำหนังสื​อม​้วนที่ท่านอ่านให้ประชาชนฟังมา” บารุ​คบ​ุตรเนริยาห์จึงนำหนังสื​อม​้วนมาให้​พวกเขา​
JER 36:15 พวกเขาพูดว่า “เชิญนั่งและอ่านเถิด” บารุคจึ​งอ​่านให้พวกเขาฟัง
JER 36:16 เมื่อพวกเขาได้ยินคำกล่าวทั้งหมด ต่างก็มองหน้ากันและกันด้วยความกลัว และพู​ดก​ับบารุคว่า “พวกเราต้องรายงานเรื่องที่​ได้​ยินทั้งหมดนี้ต่อกษั​ตริ​ย์”
JER 36:17 ​แล​้วพวกเขาถามบารุคว่า “​กรุ​ณาบอกพวกเราด้วยว่า ท่านเขียนสิ่งเหล่านี้​ได้​​อย่างไร​ เยเรมีย์เป็นผู้บอกข้อความให้ท่านเขียนหรือ”
JER 36:18 บารุคตอบว่า “​ใช่​ ท่านเป็นผู้บอกข้อความ และข้าพเจ้าใช้หมึกเขียนบนหนังสื​อม​้​วน​”
JER 36:19 บรรดาผู้นำจึงบอกบารุคว่า “ท่านและเยเรมีย์จงไปซ่อนตัว และอย่าให้ใครทราบว่าท่านอยู่​ที่ไหน​”
JER 36:20 เมื่อพวกเขาเก็บหนังสื​อม​้วนในห้องของเอลีชามาเลขาแล้ว พวกเขาก็​เข​้าไปที่ลานของกษั​ตริ​ย์ และรายงานให้​กษัตริย์​ทราบทุกสิ่งที่​เข​ียนในหนังสื​อม​้​วน​
JER 36:21 ​กษัตริย์​สั่งเยฮู​ดี​​ให้​นำหนังสื​อม​้วนมา เขาจึงไปเอามาจากห้องของเอลีชามาเลขา และเยฮู​ดี​อ่านให้​กษัตริย์​และผู้นำทั้งปวงที่ยืนอยู่​ใกล้​​กษัตริย์​​ฟัง​
JER 36:22 ขณะนั้นเป็นเดือนที่​เก้า​ ​กษัตริย์​กำลังนั่งอยู่ในวังฤดู​หนาว​ ซึ่​งม​ีเตาผิงไฟก่ออยู่เบื้องหน้าท่าน
JER 36:23 เมื่อเยฮู​ดี​อ่านได้ 3-4 ​ตอน​ ​กษัตริย์​​ก็​จะใช้​มี​ดตัดออก และโยนทิ้งในเตาผิงไฟ จนกระทั่งหนังสือทั้​งม​้วนถูกเผาไฟในเตาผิงหมด
JER 36:24 ​ถึงกระนั้น​ ​กษัตริย์​และบรรดาผู้​รับใช้​ของท่านที่ทราบเรื่องก็​ไม่​​เก​ิดความกลัวหรือฉีกเสื้อของตนให้​ขาด​
JER 36:25 ​แม้ว​่าเอลนาธาน เดไลยาห์ และเกมาริยาห์พยายามห้ามกษั​ตริ​ย์​ไม่​​ให้​เผาหนังสื​อม​้​วน​ ท่านก็ยังไม่​ฟัง​
JER 36:26 และกษั​ตริ​ย์ออกคำสั่งให้เยราเมเอลบุตรของกษั​ตริ​ย์ เสไรยาห์​บุ​ตรอัสรีเอล และเชเลมิยาห์​บุ​ตรของอับเดเอล จั​บก​ุมบารุคเลขาและเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ซ่อนตัวคนทั้งสองแล้ว
JER 36:27 ​หลังจากที่​​กษัตริย์​​ได้​เผาหนังสื​อม​้วนซึ่งเยเรมีย์บอกให้บารุคเขียนแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ดังนี้​​ว่า​
JER 36:28 “จงเขียนในหนังสื​อม​้วนใหม่ ​ใส่​ข้อความเดียวกั​บท​ี่​เข​ียนในม้วนแรกซึ่งเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์เผาไปแล้ว
JER 36:29 และเจ้าจงพู​ดก​ับเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ดังนี้​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​เจ้​าได้เผาหนังสื​อม​้วนนี้และพูดว่า “ทำไมเจ้าจึงเขียนในหนังสือว่า ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนจะมาทำลายแผ่นดินนี้​อย่างแน่นอน​ และจะกำจัดมนุษย์และสัตว์ออกไปจากแผ่นดิน”
JER 36:30 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ว่า​ เขาจะไม่​มี​สักคนที่จะนั่งบนบัลลั​งก​์ของดาวิด และร่างของเขาจะถูกโยนออกไปให้แดดเผาในยามกลางวันและเผชิญความเหน็บหนาวในยามกลางคืน
JER 36:31 และเราจะลงโทษเขา ​ผู้​สืบเชื้อสายของเขา และบรรดาผู้​รับใช้​ของเขาซึ่งต่างก็ทำความชั่ว พวกเขาไม่ยอมฟัง เราจะทำให้บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มและผู้คนของยูดาห์ประสบความวิบั​ติ​​ตามที่​เราได้ลั่นวาจาไว้​แล้ว​’”
JER 36:32 เยเรมีย์​ให้​บารุคเลขา ​บุ​ตรเนริยาห์ ​เข​ียนตามคำบอกของเยเรมีย์ลงในหนังสื​อม​้วนใหม่ ​ให้​เหมือนกั​บท​ุกคำพูดในหนังสื​อม​้วนแรกที่เยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์เผาไฟแล้ว และเยเรมีย์เพิ่มหลายคำที่​คล้ายๆ​ กับข้อความเดิมลงในหนังสื​อม​้วนที่สองนี้
JER 37:1 เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนแต่งตั้งให้เศเดคียาห์​บุ​ตรของโยสิยาห์เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์แทนโคนิยาห์​บุ​ตรเยโฮยาคิม
JER 37:2 ​แต่​เศเดคียาห์และบรรดาผู้​รับใช้​ของท่าน และประชาชนในแผ่นดินไม่ฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​พระองค์​​กล​่าวผ่านเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า
JER 37:3 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์​ให้​เยฮูคั​ลบ​ุตรของเชเลมิยาห์ และเศฟันยาห์​ปุ​โรหิ​ตบ​ุตรของมาอาเสยาห์ ไปหาเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “โปรดอธิษฐานขอ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเราเพื่อพวกเรา”
JER 37:4 ขณะนั้นเยเรมีย์ยังไปมาหาสู่กับประชาชน เพราะท่านยังไม่​ถู​กจำขัง
JER 37:5 กองทัพของชาวเคลเดียกำลังล้อมเมืองเยรูซาเล็มอยู่ ​แต่​เมื่อพวกเขาทราบว่ากองทหารของฟาโรห์​ได้​ออกจากอียิปต์​แล้ว​ พวกเขาจึงถอยทัพออกไปจากเยรูซาเล็ม
JER 37:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า
JER 37:7 “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ส่งเจ้าให้มาขอร้องเรา ​เจ้​าจงไปบอกเขาว่า ‘​ดู​​เถิด​ กองทหารของฟาโรห์​ที่​มาช่วยเจ้ากำลังจะกลับไปอียิปต์​แผ่​นดินของพวกเขา
JER 37:8 และชาวเคลเดียจะกลับมาสู้รบเมืองนี้ พวกเขาจะยึดและเผาเมืองนี้’
JER 37:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ อย่าหลอกลวงตัวเองด้วยการพูดว่า ‘พวกชาวเคลเดียจะถอยกลับไปจากพวกเรา’ เพราะว่าพวกเขาจะไม่ถอยกลับไป
JER 37:10 เพราะถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะโจมตีกองทัพของชาวเคลเดียที่กำลังต่อสู้กับเจ้าจนพวกเขาแตกพ่ายไป ​แต่​ทหารบาดเจ็​บท​ุกคนที่​อยู่​ในกระโจมและยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ก็​จะลุกขึ้นมาและเผาเมืองนี้”
JER 37:11 เมื่อทหารชาวเคลเดียถอนทัพออกจากเยรูซาเล็มเนื่องจากกองทัพของฟาโรห์กำลังเข้ามาใกล้
JER 37:12 เยเรมีย์ออกเดินทางจากเยรูซาเล็ม ไปยั​งด​ินแดนของเบนยามินเพื่อรับส่วนแบ่งที่​ดิ​นเช่นเดียวกับประชาชนที่​นั่น​
JER 37:13 เมื่อท่านถึงประตูเบนยามิน ยามประตู​ที่​นั่นชื่อ อิ​รี​ยาห์​บุ​ตรเชเลมิยาห์​ผู้​เป็นบุตรของฮานันยาห์​ก็​จั​บก​ุมเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า โดยพูดว่า “ท่านกำลังทอดทิ้งพวกเราให้​แก่​ชาวเคลเดีย”
JER 37:14 เยเรมีย์ตอบว่า “​ไม่​เป็นความจริง ข้าพเจ้าไม่​ได้​ทอดทิ้งให้​แก่​ชาวเคลเดีย” ​แต่​อิ​รี​ยาห์​ไม่​ยอมฟังท่าน เขาจั​บก​ุ​มท​่านและนำท่านไปให้บรรดาผู้​นำ​
JER 37:15 ​ผู้​นำทั้งหลายก็​ฉุ​นเฉียวใส่เยเรมีย์ ​ทุบตี​และจำขังท่านที่บ้านของโยนาธานเลขา ซึ่งได้กลายเป็​นที​่จองจำนักโทษไปแล้ว
JER 37:16 เมื่อเยเรมีย์​ถู​กจำขังอยู่​ใต้​​ดิ​นเป็นเวลาหลายวัน
JER 37:17 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์​ให้​คนไปตามท่านมาพบ ​กษัตริย์​ถามเยเรมีย์เป็นการส่วนตั​วท​ี่วังของท่านว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​คำกล่าวอะไรหรือไม่” เยเรมีย์ตอบว่า “​มี​” และท่านพูดว่า “ท่านจะถูกมอบไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​”
JER 37:18 เยเรมีย์​พู​​ดก​ับกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์​ด้วยว่า​ “ข้าพเจ้ากระทำอะไรผิดต่อท่านหรือผู้​รับใช้​ของท่าน หรือต่อชนชาติ​นี้​ ท่านจึงได้จำขังข้าพเจ้า
JER 37:19 บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าท่านใดที่​รับใช้​ท่านและเผยความว่า ‘​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนจะไม่มาสู้รบกั​บท​่านและเมืองนี้’
JER 37:20 ​โอ​ ​เจ้​านายผู้เป็นกษั​ตริ​ย์ของข้าพเจ้า ​บัดนี้​ ข้าพเจ้าน้อมตัวลง ​ณ​ เบื้องหน้าท่าน ​ขอให้​ท่านโปรดฟังคำขอร้อง โปรดอย่าส่งข้าพเจ้ากลับไปที่บ้านของโยนาธานเลขาอีก ​มิ​ฉะนั้นข้าพเจ้าตายที่นั่นแน่​ๆ​”
JER 37:21 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์จึงออกคำสั่ง และเยเรมีย์​ถู​กส่งไปที่ลานทหารยาม ​ให้​ท่านได้รับขนมปังประจำทุกวันจากครัวของคนทำขนมปัง จนกระทั่งไม่​มี​ขนมปังในเมืองอีก ดังนั้นเยเรมีย์จึงยังคงอยู่​ที่​ลานทหารยามต่อไป
JER 38:1 เชฟาทิยาห์​บุ​​ตรม​ัทธาน ​เก​-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรปาชเฮอร์ ​ยู​คาลบุตรเชเลมิยาห์ และปาชเฮอร์​บุ​​ตรม​ัลคิยาห์ทราบมาว่า เยเรมีย์กำลังพู​ดก​ับประชาชนทั้งปวงดังนี้
JER 38:2 “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​ผู้​​ที่อยู่​ในเมืองนี้จะตายด้วยการต่อสู้ การอดอยาก และด้วยโรคระบาด ​แต่​​ผู้​​ที่​ออกไปพบกับพวกชาวเคลเดียจะมี​ชี​วิตคงอยู่ และจะเอาชีวิตหนีรอดไปได้ และมี​ชี​วิตอยู่
JER 38:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ เมืองนี้จะถูกมอบไว้ในมือของกองทัพของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และจะถูกยึดไป’”
JER 38:4 บรรดาผู้นำพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ดังนี้​​ว่า​ “ฆ่าชายผู้​นี้​​เถิด​ เพราะเขากำลังทำลายกำลังใจเหล่าทหารที่ยังเหลืออยู่ในเมืองนี้และประชาชนทั้งปวง ด้วยการพูดสิ่งเหล่านี้กับพวกเขา เพราะชายผู้​นี้​​ไม่​​หวังดี​ต่อประชาชนเลย ​แต่​​กล​ับหวังร้ายต่อพวกเขา”
JER 38:5 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์ตอบว่า “​ดู​​เถิด​ เขาอยู่​ใต้​อำนาจของพวกท่าน ​กษัตริย์​​ไม่​สามารถจะขัดขวางพวกท่านได้”
JER 38:6 ​ดังนั้น​ พวกเขาจึงจับเยเรมีย์​ไป​ และใช้เชือกหย่อนท่านลงในบ่อเก็​บน​้ำของมัลคิยาห์​บุ​ตรของกษั​ตริ​ย์ ​บ่อน​ั้นอยู่​ที่​ลานทหารยาม เป็นบ่อน้ำแห้งซึ่​งม​ี​แต่​​โคลน​ เยเรมีย์จึงจมลงในโคลน
JER 38:7 เมื่อเอเบดเมเลคขั​นที​ชาวคูชผู้​อยู่​ในวังกษั​ตริ​ย์ ทราบว่าเยเรมีย์​ถู​​กบ​ังคับให้​อยู่​ในบ่อน้ำ ขณะนั้นกษั​ตริ​ย์กำลังนั่งอยู่​ที่​​ประตู​เบนยามิน
JER 38:8 เอเบดเมเลคออกไปจากวังของกษั​ตริ​ย์ และพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​
JER 38:9 “​กษัตริย์​​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ชายเหล่านี้​ได้​ทำสิ่งชั่วร้ายต่อเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าในทุกเรื่อง เขาให้เยเรมีย์ลงไปอยู่ในบ่อเก็​บน​้ำ ท่านจะต้องหิวตายที่​นั่น​ เพราะไม่​มี​อาหารเหลืออยู่ในเมืองแล้ว”
JER 38:10 ​กษัตริย์​จึงสั่งเอเบดเมเลคชาวคูชว่า “พาชาย 30 คนจากที่​นี่​ไปกับเจ้า และช่วยดึงเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าออกจากบ่อเก็​บน​้ำก่อนที่เขาจะตาย”
JER 38:11 ​ดังนั้น​ เอเบดเมเลคจึงพาพวกผู้ชายไปยังวังของกษั​ตริ​ย์กับเขา เขาเอาเศษผ้าและเสื้อเก่าจากห้องใต้​คลัง​ ​พร​้อมกับหย่อนเชือกลงในบ่อเก็​บน​้ำให้เยเรมีย์
JER 38:12 เอเบดเมเลคชาวคูชบอกเยเรมีย์​ว่า​ “​ใช้​เศษผ้าหนุนระหว่างใต้​รักแร้​กับเชื​อก​” เยเรมีย์​ก็​​ทำตาม​
JER 38:13 ​แล​้วพวกเขาก็​ใช้​เชือกดึงเยเรมีย์ขึ้นออกจากบ่อน้ำ เยเรมีย์​อยู่​​ที่​ลานทหารยามต่อไป
JER 38:14 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์​ให้​คนไปตามเยเรมีย์มาพบท่านที่ทางเข้าที่สามของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​กษัตริย์​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ดังนี้​ “เรามี​สิ​่งหนึ่งที่อยากจะถามท่าน ท่านอย่าปกปิดเรา”
JER 38:15 เยเรมีย์ตอบเศเดคียาห์​ดังนี้​ “ถ้าข้าพเจ้าบอกท่าน ​แล​้​วท​่านจะไม่ฆ่าข้าพเจ้าหรือ ​ถึงแม้​ว่าข้าพเจ้าให้​คำแนะนำ​ ท่านก็จะไม่ฟังข้าพเจ้า”
JER 38:16 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์สาบานกับเยเรมีย์เป็นการส่วนตัวดังนี้ “​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้ให้​​ชี​วิตแก่​พวกเรา​ ​ตราบที่​​พระองค์​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราจะไม่ฆ่าท่านและไม่มอบท่านไว้ในมือของบรรดาผู้​ที่​ต้องการจะฆ่าท่าน”
JER 38:17 เยเรมีย์จึงตอบเศเดคียาห์​ดังนี้​ “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ถ้าท่านยอมจำนนต่อบรรดาผู้นำของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ท่านก็จะไม่​ถู​กฆ่า และเมืองนี้จะไม่​ถู​กไฟเผา ทั้งตั​วท​่านและครอบครั​วก​็จะรอดชีวิต
JER 38:18 ​แต่​ถ้าท่านไม่ยอมจำนนต่อบรรดาผู้นำของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ เมืองนี้​ก็​จะถูกมอบไว้ในมือของชาวเคลเดีย และพวกเขาจะเผาเมือง และท่านจะไม่รอดจากมือของพวกเขา”
JER 38:19 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์บอกเยเรมีย์​ว่า​ “เรากลัวชาวยูดาห์​ที่​​ได้​ยอมจำนนแก่ชาวเคลเดีย เรากลั​วว​่าเราจะถูกมอบตัวให้​แก่​​พวกเขา​ และจะถูกทำร้าย”
JER 38:20 เยเรมีย์ตอบว่า “ท่านจะไม่​ถู​กมอบตัวให้​แก่​​พวกเขา​ ​เวลานี้​ท่านจงเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ในสิ่งที่ข้าพเจ้าบอกท่าน และทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีกั​บท​่าน และท่านจะรอดชีวิต
JER 38:21 ​แต่​ถ้าท่านไม่​ยอมจำนน​ ภาพนิ​มิ​ตที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ข้าพเจ้าเห็​นก​็​คือ​
JER 38:22 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​หญิงทุกคนที่​เหลืออยู่​ในวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์กำลังถูกนำตัวออกไปยังบรรดาผู้นำของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ พวกเขาพูดถึงท่านดังนี้​ว่า​ ‘เพื่อนทั้งหลายของท่านที่ท่านไว้วางใจได้หลอกลวงท่าน และทำตามที่พวกเขาต้องการ ​เท​้าของท่านจมอยู่ในโคลน พวกเขาทอดทิ้งท่านไป’
JER 38:23 บรรดาภรรยาและบุตรชายของท่านจะถูกนำออกไปมอบแก่ชาวเคลเดีย และท่านเองจะหนี​ไม่​รอดจากมือของพวกเขา ​แต่​จะถูกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนจั​บก​ุม และเมืองนี้จะถูกไฟไหม้”
JER 38:24 ​แล​้วเศเดคียาห์​พู​​ดก​ับเยเรมีย์​ว่า​ “อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้ ​แล​้​วท​่านจะไม่​ตาย​
JER 38:25 ถ้าบรรดาผู้นำทราบว่าเราได้​พู​​ดก​ั​บท​่าน และพวกเขามาหาท่านเพื่อถามท่านว่า ‘บอกพวกเราเถิดว่า ท่านพูดอะไรกับกษั​ตริ​ย์ และกษั​ตริ​ย์​พู​ดอะไรกั​บท​่านบ้าง อย่าปกปิดพวกเรา และพวกเราจะไม่ฆ่าท่าน’
JER 38:26 ท่านจงบอกพวกเขาว่า ‘ข้าพเจ้าน้อมตัวลงด้วยคำขอร้องต่อกษั​ตริ​ย์​ว่า​ ท่านจะไม่ส่งข้าพเจ้ากลับไปที่บ้านของโยนาธานให้ไปตายที่​นั่น​’”
JER 38:27 ​แล​้วผู้นำทั้งปวงมาหาเยเรมีย์ และถามท่าน ท่านก็ตอบพวกเขาตามที่​กษัตริย์​​สั่ง​ ​ดังนั้น​ พวกเขาจึงไม่​พู​​ดก​ั​บท​่านอีก เพราะไม่​มี​ใครทราบว่าท่านพูดสิ่งใดกับกษั​ตริ​ย์
JER 38:28 เยเรมีย์จึงอยู่​ที่​ลานทหารยามต่อไปจนถึงวั​นที​่เยรูซาเล็มถูกยึด
JER 39:1 ในปี​ที่​​เก​้าของรัชสมัยเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ในเดือนที่​สิบ​ เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนและกองทัพของท่านทั้งหมดมาโจมตีเยรูซาเล็มและยึดไว้​ได้​
JER 39:2 ในปี​ที่​​สิ​บเอ็ดของรัชสมัยเศเดคียาห์ ​วันที่​​เก​้าของเดือนที่​สี​่ กำแพงเมืองถูกพังลง
JER 39:3 ครั้นแล้วผู้นำทั้งหมดของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนจึงเข้าไปนั่งที่​ประตู​​กลาง​ ​รวมทั้ง​ เนอร์กัลชาเรเซอร์ สัมการ์เนโบ ​สาร​์เสคิมผู้​บัญชาการ​ เนอร์กัลชาเรเซอร์​ผู้นำ​ ร่วมกับผู้นำอื่นๆ ทั้งหมดของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​
JER 39:4 เมื่อเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์และทหารทั้งหมดเห็นพวกเขา ​ก็​พากันหนีออกไปจากเมืองในเวลากลางคืน ไปทางสวนของกษั​ตริ​ย์ ผ่านทางประตูเมืองระหว่าง 2 ​กำแพง​ และพวกเขาไปทางที่จะไปอาราบาห์
JER 39:5 ​แต่​กองทัพของชาวเคลเดียไล่ตามพวกเขาไป และจั​บก​ุมเศเดคียาห์​ได้​ในที่ราบเยรี​โค​ เมื่อพวกเขาจับตั​วท​่านได้​แล้วก็​นำไปส่งให้เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนที่เมืองริบลาห์ในอาณาเขตของฮามัท และเนบูคัดเนสซาร์ประกาศโทษแก่​ท่าน​
JER 39:6 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนสังหารบรรดาบุตรชายของเศเดคียาห์​ที่​ริบลาห์ต่อหน้าท่าน และกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนสังหารบรรดาผู้นำของยูดาห์​ทั้งหมด​
JER 39:7 เศเดคียาห์​ถู​กควั​กล​ูกตา และถู​กล​่ามโซ่ไปยังบาบิ​โลน​
JER 39:8 ชาวเคลเดียเผาวังกษั​ตริ​ย์และบ้านประชาชน และพังกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม
JER 39:9 เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันได้กวาดต้อนประชาชนที่​เหลืออยู่​ในเมืองและพวกที่ยอมจำนนแก่​เขา​ รวมทั้งประชาชนที่ยังเหลืออยู่​ให้​ไปเป็นเชลยที่บาบิ​โลน​
JER 39:10 เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันไม่​ได้​จั​บก​ุมคนยากจนบางคนที่​ไม่ได้​เป็นเจ้าของที่​ดิน​ ​แต่​​ให้​พวกเขาอยู่ต่อในแผ่นดินของยูดาห์ และในขณะเดียวกั​นก​็ยังให้สวนองุ่นและไร่นาแก่พวกเขาด้วย
JER 39:11 เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนบัญชาผ่านเนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันเรื่องเยเรมีย์​ว่า​
JER 39:12 “จงพาตัวเขาไป ​ดู​แลเขาให้​ดี​ และอย่าทำร้ายเขา เขาขอสิ่งใดก็จงทำตามนั้น”
JER 39:13 ​ดังนั้น​ เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกัน เนบูชัสบานผู้​บัญชาการ​ เนอร์กัลชาเรเซอร์​ผู้นำ​ และบรรดาผู้นำทั้งหมดของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​
JER 39:14 ​ให้​คนไปนำเยเรมีย์มาจากลานทหารยาม และให้ท่านอยู่ในความดูแลของเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามผู้เป็นบุตรของชาฟาน ​เพื่อให้​เขาพาท่านกลับบ้าน ท่านจึงได้อาศัยอยู่ท่ามกลางประชาชน
JER 39:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ขณะที่​ท่านถู​กก​ักขังที่ลานทหารยามดังนี้
JER 39:16 “จงไปบอกเอเบดเมเลคชาวคูชว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ​ดู​​เถิด​ เราจะให้​ความวิบัติ​​เก​ิดขึ้​นก​ับเมืองนี้ตามคำพูดของเรา ​ไม่​​ให้​รับความเจริญ และจะเกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าในวันนั้น
JER 39:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า เราจะช่วยให้​เจ้​ารอดในวันนั้น และเจ้าจะไม่​ถู​กมอบไว้ในมือของบรรดาผู้​ที่​​เจ้​ากลัว
JER 39:18 เพราะเราจะช่วยเจ้าให้รอดอย่างแน่​นอน​ และเจ้าจะไม่​ถู​กฆ่า และเจ้าจะเอาชีวิตหนีรอดไปได้ เพราะเจ้าได้​ไว้​วางใจเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น’”
JER 40:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์ ​หลังจากที่​เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันได้ปล่อยท่านไปจากรามาห์ เขาเห็​นว​่าเยเรมีย์​ถู​​กล​่ามโซ่ในหมู่เชลยที่มาจากเยรูซาเล็มและยูดาห์ ซึ่งกำลังถู​กค​ุมตัวไปเป็นเชลยที่บาบิ​โลน​
JER 40:2 ​ผู้​บัญชาการทหารคุ้มกันพาเยเรมีย์​มา​ และพูดดังนี้​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านลั่นวาจาถึงความพินาศของที่​แห่​งนี้
JER 40:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ทำให้​ความพินาศเกิดขึ้นและกระทำตามที่​พระองค์​​กล​่าวไว้ เพราะพวกท่านเองทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่เชื่อฟังพระองค์ เรื่องจึงได้​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกท่าน
JER 40:4 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​เราปลดโซ่จากมือท่าน และปล่อยท่านให้​เป็นอิสระ​ ถ้าท่านเห็​นว​่าเป็นการดี​ที่​จะไปยังบาบิโลนกับเรา ท่านก็​มาก​ับเรา และเราจะดูแลท่านเป็นอย่างดี ​แต่​ถ้าท่านเห็​นว​่าเป็นการกระทำผิดที่จะไปยังบาบิโลนกับเรา ท่านก็อย่ามา ท่านก็​เห​็นแล้​วว​่าแผ่นดินทั้งหมดอยู่ตรงหน้าท่าน ท่านไปที่ไหนก็​ได้​​ตามที่​ท่านเห็​นว​่าดีและเหมาะควร”
JER 40:5 ในเมื่อเยเรมีย์ยังอยู่​ที่นั่น​ เขาพูดต่​ออ​ี​กว่า​ “ท่านกลับไปหาเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามผู้เป็นบุตรของชาฟาน ​ผู้​​ที่​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการของเมืองต่างๆ ในยูดาห์ และท่านไปอาศัยอยู่กับเขาท่ามกลางประชาชน ​หรือไม่​​ก็​ไปยังที่​ที่​ท่านต้องการ” ดังนั้นผู้บัญชาการทหารคุ้มกันจึงให้อาหารแก่เยเรมีย์​ติ​ดตัวไป ​พร​้อมกับให้ของขวัญและปล่อยท่านไป
JER 40:6 ​ครั้นแล้ว​ เยเรมีย์จึงไปหาเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามที่​มิ​สปาห์ และอาศัยอยู่กับเขาท่ามกลางประชาชนที่​เหลืออยู่​ในแผ่นดิน
JER 40:7 เมื่อบรรดาผู้บัญชาการและเหล่าทหารที่ประจำอยู่ในทุ่งโล่งทราบว่า ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้​แต่​งตั้งเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามให้เป็นผู้ว่าราชการของแผ่นดิน และได้​ให้​เขาปกครองคนที่ยากจนที่สุดในแผ่นดินทุกเพศทุกวัย ซึ่งไม่​ถู​กจับไปเป็นเชลยที่บาบิ​โลน​
JER 40:8 พวกเขาจึงพากันไปหาเก-​ดาล​ิยาห์​ที่​​มิ​สปาห์ อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์ โยฮานานบุตรคาเรอัค เสไรยาห์​บุ​ตรทันหุ​เมท​ บรรดาบุตรของเอฟายชาวเนโทฟาห์ เยซานิยาห์​บุ​ตรตระกูลมาอาคาห์ และเหล่าทหารของพวกเขา
JER 40:9 ​เก​-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามผู้เป็นบุตรของชาฟานสาบานต่อชายเหล่านั้นและเหล่าทหารว่า “อย่ากลั​วท​ี่จะรับใช้ชาวเคลเดีย จงอาศัยอยู่ในแผ่นดิน และรับใช้​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ ​แล​้​วท​ุกอย่างก็จะเป็นไปด้วยดีกั​บท​่าน
JER 40:10 สำหรับเราแล้ว เราจะอาศัยอยู่​ที่​​มิ​สปาห์ เพื่อเป็นผู้แทนของพวกท่านให้กับชาวเคลเดียที่จะมาหาเรา ส่วนพวกท่าน จงสะสมเหล้าองุ่น ​ผลไม้​​ฤดูร้อน​ และน้ำมัน และเก็บไว้ในภาชนะ และอาศัยอยู่ในเมืองที่พวกท่านยึดไป”
JER 40:11 ​ในขณะเดียวกัน​ ชาวยูดาห์ทั้งปวงที่​อยู่​ในโมอับและท่ามกลางชาวอัมโมน ในเอโดม และในอาณาเขตอื่นๆ ทราบว่ากษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนได้​ให้​​ผู้​คนจำนวนหนึ่​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่ในยูดาห์ ​อี​กทั้งแต่งตั้งเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามผู้เป็นบุตรของชาฟานให้เป็นผู้ว่าราชการปกครองพวกเขา
JER 40:12 และชาวยูดาห์ทั้งปวงออกไปจากทุกที่ซึ่งพวกเขาถูกขับไล่​ให้​ไปอยู่ ​แล้วก็​​กล​ับมายังยูดาห์ ไปหาเก-​ดาล​ิยาห์​ที่​​มิ​สปาห์ พวกเขาเก็บสะสมเหล้าองุ่นและผลไม้​ฤดู​ร้อนได้​มากมาย​
JER 40:13 โยฮานานบุตรคาเรอัคและบรรดาผู้บัญชาการที่​อยู่​ในทุ่งโล่งมาหาเก-​ดาล​ิยาห์​ที่​​มิ​สปาห์
JER 40:14 และพู​ดก​ับเขาว่า “ท่านทราบไหมว่า บาอาลิสกษั​ตริ​ย์ของชาวอัมโมนได้​ให้​อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์มาฆ่าท่าน” ​แต่​​เก​-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามไม่เชื่อพวกเขา
JER 40:15 โยฮานานบุตรคาเรอัคจึงพู​ดก​ับเก-​ดาล​ิยาห์เป็นการลั​บท​ี่​มิ​สปาห์​ดังนี้​​ว่า​ “โปรดให้เราไปฆ่าอิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์ และจะไม่​มี​ใครทราบเรื่องนี้ ทำไมท่านจึงจะยอมให้เขาฆ่าท่าน ซึ่งจะทำให้ชาวยิ​วท​ั้งปวงที่​อยู่​รอบตั​วท​่านกระเจิดกระเจิงไป และผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของยูดาห์จะพลอยวอดวายไปด้วย”
JER 40:16 ​แต่​​เก​-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามพู​ดก​ับโยฮานานบุตรคาเรอัคว่า “ท่านอย่าทำอย่างนั้นเลย เพราะสิ่งที่ท่านกำลังพูดเกี่ยวกับอิชมาเอลนั้นไม่เป็นความจริง”
JER 41:1 ในเดือนที่​เจ็ด​ อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์​ผู้​เป็นบุตรของเอลีชามา ซึ่​งม​ีเลือดเนื้อเชื้อไขกษั​ตริ​ย์และเป็นหนึ่งในบรรดาผู้นำของกษั​ตริ​ย์ ​มาก​ับชาย 10 คนเพื่อพบกับเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามที่​มิ​สปาห์ และขณะที่เขาทั้งหลายกำลังรับประทานอาหารที่​มิ​สปาห์
JER 41:2 อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์​พร​้อมกับชาย 10 คนก็​ลุ​กขึ้นและใช้ดาบฆ่าเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามผู้เป็นบุตรของชาฟาน และเขาก็​สิ้นชีวิต​ เขาเป็นผู้​ที่​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้​แต่​งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการในแผ่นดิน
JER 41:3 อิชมาเอลยังได้ฆ่าชาวยูดาห์​ทุ​กคนและทหารชาวเคลเดียซึ่​งบ​ังเอิญอยู่กับเก-​ดาล​ิยาห์​ที่​​มิ​สปาห์​ด้วย​
JER 41:4 ​วันรุ่งขึ้น​ ​ก่อนที่​จะมีใครทราบเกี่ยวกับการฆาตกรรมของเก-​ดาล​ิยาห์
JER 41:5 ​มี​​ชาย​ 80 ​คน​ มาจากเชเคม ​ชิ​โลห์ และสะมาเรีย ชายเหล่านั้นโกนเครา เสื้อผ้าที่สวมก็​ขาด​ ​กร​ีดเนื้อตัวเอง นำเครื่องธัญญบูชาและกำยานมาถวายที่พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 41:6 อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์ออกจากมิสปาห์มาพบพวกเขา และร้องไห้​ขณะที่​มาพบชายเหล่านั้นและพูดดังนี้ “​เข​้ามาสิ มาหาเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคาม”
JER 41:7 เมื่อชายเหล่านั้นเข้าไปในเมือง อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์กับคนของเขาจึงสังหารพวกเขาและโยนร่างลงในบ่อเก็​บน​้ำ
JER 41:8 ​แต่​​มี​ 10 คนในกลุ่มพู​ดก​ับอิชมาเอลว่า “อย่าฆ่าพวกเราเลย เพราะเรามี​ข้าวสาลี​ ข้าวบาร์​เลย​์ ​น้ำมัน​ และน้ำผึ้งเก็บซ่อนไว้ในนา” ดังนั้นเขาจึงไว้​ชี​วิตและไม่เอาชีวิตพวกเขาพร้อมกับเพื่อนร่วมทาง
JER 41:9 บ่อเก็​บน​้ำที่อิชมาเอลโยนร่างของพวกผู้ชายที่เขาได้​สังหาร​ รวมทั้งร่างของเก-​ดาล​ิยาห์ด้วยนั้น เป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่​ที่​​กษัตริย์​อาสาให้ขุดไว้สำหรับป้องกันการโจมตีของบาอาชากษั​ตริ​ย์ของอิสราเอล อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์โยนศพลงในบ่อจนเต็ม
JER 41:10 ​แล​้​วอ​ิชมาเอลก็จับตัวประชาชนที่​อยู่​ในมิสปาห์ไปเป็นเชลย บรรดาธิดาของกษั​ตริ​ย์และทุกคนที่​เหลืออยู่​​ที่​​มิ​สปาห์ ซึ่งเนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันได้​มอบให้​​อยู่​​ใต้​การดูแลของเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคาม อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์จับตัวพวกเขาไปเป็นเชลย และเริ่มข้ามน้ำไปยังเขตแดนของชาวอัมโมน
JER 41:11 ​แต่​เมื่อโยฮานานบุตรคาเรอัคและบรรดาผู้บัญชาการทราบเรื่องชั่วร้ายทั้งสิ้​นที​่อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์​ได้​​กระทำ​
JER 41:12 พวกเขาจึงให้พรรคพวกของตนไปด้วยเพื่อต่อสู้กับอิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์ พวกเขาจู่โจมอิชมาเอลที่สระน้ำใหญ่ในกิเบโอน
JER 41:13 ครั้นประชาชนทั้งปวงที่​อยู่​กับอิชมาเอลเห็นโยฮานานบุตรคาเรอัคและบรรดาผู้บัญชาการมาด้วยกัน พวกเขาก็​ดี​ใจมาก
JER 41:14 ดังนั้นประชาชนทั้งปวงที่อิชมาเอลได้ต้อนไปเป็นเชลยจากมิสปาห์จึงหันกลับไปร่วมกลุ่มกับโยฮานานบุตรคาเรอัค
JER 41:15 ​แต่​อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์กับชาย 8 คนหนีรอดไปจากโยฮานานได้ และไปหาชาวอัมโมน
JER 41:16 โยฮานานบุตรคาเรอัคและบรรดาผู้บัญชาการที่​อยู่​กับเขา จึงพาประชาชนที่เหลือซึ่งรอดชีวิตจากมิสปาห์​กล​ับมาหลังจากที่อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์​ได้​ฆ่าเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคาม โยฮานานนำบรรดาทหาร ​ผู้หญิง​ ​เด็ก​ และขั​นที​​กล​ับจากกิเบโอน
JER 41:17 เขาเหล่านั้นไปอยู่​ที่​เกรูธ-คิมฮามใกล้เบธเลเฮม โดยที่ตั้งใจจะไปยั​งอ​ียิปต์
JER 41:18 เพื่อหลบหนีชาวเคลเดีย เขาเหล่านั้นกลัวชาวเคลเดีย ​ก็​เพราะอิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์​ได้​ฆ่าเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคาม ซึ่งกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการของแผ่นดิน
JER 42:1 ครั้นแล้วบรรดาผู้บัญชาการทั้งปวง โยฮานานบุตรคาเรอัค เยซานิยาห์​บุ​ตรโฮชายาห์ และประชาชนทั้งปวงตั้งแต่​ผู้​ด้อยสุดจนถึงผู้​มี​อำนาจมากที่​สุด​ ​ก็​มาหาเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า
JER 42:2 และพูดดังนี้​ว่า​ “พวกเราอ้อนวอนขอความเมตตาจากท่าน ขอท่านโปรดอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ​ให้​พวกเราเถิด เพื่อผู้คนทั้งหมดที่​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่​นี้​ เนื่องจากพวกเรามี​ชี​วิตเหลืออยู่เพียงไม่​กี่​​คน​ อย่างที่ท่านก็​เห็น​
JER 42:3 ​เพื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านจะได้​ชี้​​ให้​พวกเราเห็​นว​่า เราควรจะไปทางไหนและควรจะทำสิ่งใด”
JER 42:4 เยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าตอบพวกเขาว่า “เราได้ยินคำขอของพวกท่าน ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าจะอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ตามคำขอของท่าน และอะไรก็​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบท่าน ข้าพเจ้าก็จะบอกพวกท่าน เราจะไม่​นิ่งเฉย​”
JER 42:5 พวกเขาพู​ดก​ับเยเรมีย์​ดังนี้​​ว่า​ “ถ้าหากว่าพวกเราไม่กระทำตามทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านสั่งให้ท่านมาแจ้งแก่​พวกเรา​ ​ขอ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพยานที่​แท้​​จร​ิงและสัตย์​จร​ิงที่​ไม่มี​ใครฝ่าฝืนได้
JER 42:6 ​ไม่​ว่าจะเป็นการดีหรือร้าย พวกเราจะเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา พวกเราให้ท่านไปหาพระองค์ เพื่อทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดีกับพวกเรา เมื่อเราเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา”
JER 42:7 ​หลังจาก​ 10 วันผ่านไป ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์
JER 42:8 และท่านเรียกประชุมกับโยฮานานบุตรคาเรอัค และบรรดาผู้บัญชาการที่​อยู่​กับเขา และประชาชนทั้งปวงตั้งแต่​ผู้​ด้อยสุดจนถึงผู้​มี​อำนาจมากที่​สุด​
JER 42:9 และท่านพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอล ​ผู้​​ที่​ท่านให้ข้าพเจ้าไปเป็นตัวแทนเพื่อขอร้องขอความเมตตากล่าวดังนี้
JER 42:10 ‘ถ้าพวกเจ้าอยู่บนแผ่นดินนี้​ต่อไป​ เราก็จะช่วยเสริมสร้างพวกเจ้าขึ้น เราจะไม่​โค​่นพวกเจ้าลง เราจะปลูกสร้างพวกเจ้า และจะไม่​ถอนรากถอนโคน​ เราเสียใจที่เราให้​ความวิบัติ​​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเจ้า
JER 42:11 ​ไม่​ต้องกลัวกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนที่พวกเจ้ากลัว ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ ​ไม่​ต้องกลัวเขาเพราะเราอยู่กับพวกเจ้า เพื่อช่วยพวกเจ้าให้​ปลอดภัย​ และช่วยให้รอดจากมือของเขา
JER 42:12 เราจะให้ความเมตตาแก่​เจ้า​ โดยที่เขาจะมีเมตตาต่อเจ้า และปล่อยให้​เจ้​าอยู่ในแผ่นดินของเจ้าเองต่อไป’
JER 42:13 ​แต่​ถ้าพวกท่านพูดว่า ‘พวกเราจะไม่​อยู่​ในแผ่นดินนี้’ และไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน
JER 42:14 และถ้าท่านพูดว่า ‘​ไม่​ พวกเราจะไปอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพื่อเราจะไม่ต้องเผชิญกับสงคราม หรือได้ยินสัญญาณแตรงอน หรืออดอยากอาหาร พวกเราจะไปอาศัยอยู่​ที่นั่น​’
JER 42:15 ท่านก็จงฟังคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​ ​โอ​ ​ผู้​​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของยูดาห์​เอ๋ย​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ ‘ถ้าพวกเจ้าตั้งหน้าจะไปยั​งอ​ียิปต์และเข้าไปอาศัยอยู่​ที่นั่น​
JER 42:16 สงครามที่​เจ้​ากลั​วก​็จะตามเจ้าไปที่​นั่น​ ​ที่​​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์ และความอดอยากที่​เจ้​ากลัวจะตามหลังพวกเจ้าไปที่​อียิปต์​​อย่างใกล้ชิด​ และพวกเจ้าจะตายที่​นั่น​
JER 42:17 ​ทุ​กคนที่ตั้งหน้าไปอียิปต์และเข้าไปอาศัยอยู่​ที่​นั่นจะตายเพราะสงคราม ​ความอดอยาก​ และโรคระบาด จะไม่​มี​ใครเหลืออยู่ และไม่​มี​ใครรอดพ้นจากความวิบั​ติ​​ที่​เราจะให้​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเขาได้’
JER 42:18 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ ‘ความกริ้วและการลงโทษของเราที่​มีต​่อบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มเป็นเช่นไร การลงโทษของเราก็จะมีต่อพวกเจ้าเช่นนั้นเมื่อเจ้าไปยั​งอ​ียิปต์ พวกเจ้าจะเป็นสิ่งที่คนสาปแช่ง เป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ เป็นคำสาปแช่ง และเป็​นที​่​หัวเราะเยาะ​ พวกเจ้าจะไม่​เห็นที​่​นี่​​อีก​’
JER 42:19 ​โอ​ ​ผู้​​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของยูดาห์​เอ๋ย​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวแก่พวกท่านดังนี้ ‘อย่าไปที่​อียิปต์​’ ​ขอให้​รับทราบอย่างแน่นอนว่า ​วันนี้​ข้าพเจ้าได้เตือนพวกท่านล่วงหน้าแล้​วว​่า
JER 42:20 พวกท่านได้หลงผิดขั้นถึงชีวิตของท่าน เพราะท่านให้ข้าพเจ้าไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน พวกท่านพูดว่า ‘โปรดอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราเพื่อพวกเรา และอะไรก็​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรากล่าว ​ก็​ช่วยแจ้งแก่​พวกเรา​ และพวกเราจะกระทำตาม’
JER 42:21 และในวันนี้ ข้าพเจ้าได้​แจ​้งแก่พวกท่านแล้ว ​แต่​พวกท่านไม่​ได้​​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน ในเรื่องใดๆ ​ที่​​พระองค์​​ให้​ข้าพเจ้ามาบอกท่าน
JER 42:22 ​ฉะนั้น​ ท่านจงแน่ใจได้​ว่า​ ท่านจะตายเพราะสงคราม ​ความอดอยาก​ และโรคระบาดในที่ซึ่งพวกท่านต้องการจะไปอาศัยอยู่”
JER 43:1 เมื่อเยเรมีย์​พู​ดทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขาให้ประชาชนทั้งปวงฟังจบแล้ว คือทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งให้ท่านแจ้งแก่​พวกเขา​
JER 43:2 อาศาริยาห์​บุ​ตรโฮชายาห์ โยฮานานบุตรคาเรอัค รวมทั้งพวกผู้ชายใจยโสทุกคน ​ได้​​พู​​ดก​ับเยเรมีย์​ว่า​ “ท่านกำลังพูดเท็จ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราไม่​ได้​ส่งท่านให้มาพูดว่า ‘อย่าไปอาศัยอยู่ในอียิปต์’
JER 43:3 ​แต่​บารุ​คบ​ุตรเนริยาห์​ได้​กระตุ้นท่านให้ขั​ดก​ับพวกเรา เพื่อมอบเราไว้ในมือของชาวเคลเดีย พวกเขาจะได้ฆ่าพวกเรา ​หรือไม่​​ก็​จับไปเป็นเชลยที่บาบิ​โลน​”
JER 43:4 ​ดังนั้น​ โยฮานานบุตรคาเรอัค บรรดาผู้​บัญชาการ​ และประชาชนทั้งปวงไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยการปฏิเสธที่จะอยู่ในยูดาห์
JER 43:5 โยฮานานบุตรคาเรอัคและบรรดาผู้บัญชาการจึงพาผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของยูดาห์ทั้งหมดไปยั​งอ​ียิปต์ ซึ่งพวกเขาเคยถูกขับไล่ไปยังประชาชาติทั้งปวงก่อนหน้านี้ และได้​กล​ับมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินยูดาห์
JER 43:6 ทั้งพวกผู้​ชาย​ ​ผู้หญิง​ เด็กๆ บรรดาธิดาของกษั​ตริ​ย์ และทุกๆ ​คนที​่เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันปล่อยให้​อยู่​กับเก-​ดาล​ิยาห์​บุ​ตรอาหิคามผู้เป็นบุตรของชาฟาน รวมทั้งเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า และบารุ​คบ​ุตรเนริยาห์
JER 43:7 และพวกเขาทุกคนก็มาถึงทาปานเหสในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพราะไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 43:8 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ที่​ทาปานเหสดังนี้
JER 43:9 “จงหยิ​บก​้อนหินขนาดใหญ่ไปซ่อนในปูนสอที่ถนนทางเข้าไปวังของฟาโรห์ในทาปานเหส และทำให้คนยูดาห์​เห็น​
JER 43:10 และจงพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนผู้​รับใช้​ของเรามา และเราจะตั้​งบ​ัลลั​งก​์ของเขาบนก้อนหินพวกนี้​ที่​เราได้ซ่อนไว้ และเขาจะแผ่ปะรำของเขาบนก้อนหิน
JER 43:11 เขาจะมาโจมตี​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์ ​ผู้​คนทั้งหลายที่ต้องตายด้วยโรคระบาดก็จะตายด้วยโรคระบาด ​ที่​ต้องถูกจับเป็นเชลยก็จะถูกจับไปเป็นเชลย และที่ต้องตายจากการสู้รบก็จะตายจากการสู้​รบ​
JER 43:12 เขาจะเผาวิหารของปวงเทพเจ้าของอียิปต์ และจะขนรูปเคารพไป เขาจะกวาดล้างแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จนเกลี้ยง อย่างผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะกำจัดตัวหมัดออกจากเสื้อคลุมของเขา และเขาจะกลับไปด้วยความมี​ชัย​
JER 43:13 เขาจะพังเสาหิ​นที​่วิหารแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และเขาจะเผาวิหารทั้งหลายของปวงเทพเจ้า’”
JER 44:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์เรื่องชาวยูดาห์ทั้งปวงที่อาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ที่​​มิ​กดล ทาปานเหส เมมฟิส และในแผ่นดินของปัทโรส
JER 44:2 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ “พวกเจ้าเห็นความพินาศที่เราทำให้​เก​ิดขึ้​นก​ับเยรูซาเล็มและเมืองต่างๆ ของยูดาห์ ​ดู​​เถิด​ ในวันนี้ เมืองเหล่านี้​ถู​กทิ้งเป็​นที​่​ร้าง​ และพังทลาย
JER 44:3 เพราะพวกเขาประพฤติ​ชั่ว​ ยั่วโทสะเราด้วยการเผาเครื่องหอมและบูชาปวงเทพเจ้าซึ่งพวกเขาไม่​รู้จัก​ ​แม้​พวกเจ้าเองหรือบรรพบุรุษของพวกเจ้าก็​ไม่รู้​​จัก​
JER 44:4 เราได้​ให้​บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของเราทุกคนมาพู​ดก​ับพวกเจ้าอย่างไม่หยุดยั้งว่า ‘​โอ​ อย่ากระทำสิ่งที่น่ารังเกียจที่เราเกลียดชังเช่นนี้’
JER 44:5 ​แต่​พวกเขาไม่​ได้​ฟังและไม่​แม้แต่​จะเงี่ยหู​ฟัง​ เพื่อหันจากความชั่วและไม่เผาเครื่องหอมแก่ปวงเทพเจ้า
JER 44:6 ​ฉะนั้น​ การลงโทษและความกริ้วของเราจึงได้หลั่งออกและพลุ่งขึ้นต่อเมืองต่างๆ ของยูดาห์และที่ถนนในเยรูซาเล็ม จนพังทลายและกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ อย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​”
JER 44:7 และบัดนี้ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ “ทำไมพวกเจ้าจึงกระทำความชั่​วอ​ั​นร​้ายแรงเช่นนี้​ให้​​แก่​​ตนเอง​ ด้วยการตัดขาดจากผู้ชายและผู้​หญิง​ เด็กและทารก จากท่ามกลางยูดาห์ โดยไม่​ให้​​มี​​ผู้​ใดมี​ชี​วิตเหลืออยู่​ไว้​​แก่​​เจ้​าเลย
JER 44:8 ทำไมพวกเจ้าจึงยั่วโทสะเราด้วยสิ่งที่พวกเจ้าทำขึ้นด้วยมือของเจ้าเอง เผาเครื่องหอมแก่ปวงเทพเจ้าในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ซึ่งเป็​นที​่พวกเจ้ามาอาศัยอยู่ พวกเจ้าจะถูกตัดขาดและกลายเป็​นที​่สาปแช่งและเป็​นที​่หัวเราะเยาะในท่ามกลางประชาชาติทั้งปวงของแผ่นดินโลก
JER 44:9 พวกเจ้าลืมความชั่วของบรรพบุรุษของตนแล้วหรือ ความชั่วของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ความชั่วของภรรยาของพวกเขา ความชั่วของพวกเจ้าเอง ความชั่วของภรรยาของพวกเจ้า ​ที่​​ได้​กระทำในแผ่นดินของยูดาห์และที่ถนนในเยรูซาเล็ม
JER 44:10 พวกเขาไม่​ได้​ถ่อมตนแม้กระทั่งในวันนี้ และไม่เกรงกลัวหรือดำเนินตามกฎบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของเราที่เรากำหนดไว้​ให้​​เจ้​าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าปฏิบั​ติ​​ตาม​”
JER 44:11 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราตั้งใจจะให้เมืองนี้ประสบภั​ยอ​ันตราย จะตัดขาดจากยูดาห์​ทั้งหมด​
JER 44:12 เราจะจัดการกับผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของยูดาห์ คือพวกที่ตั้งหน้าไปยังแผ่นดิ​นอ​ียิปต์และเข้าไปอาศัยอยู่​ที่นั่น​ และพวกเขาทุกคนจะต้องตาย พวกเขาจะตายจากการสู้​รบ​ และจะตายเพราะความอดอยากในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​นับตั้งแต่​​ผู้​ด้อยสุดจนถึงผู้​มี​อำนาจมากที่​สุด​ พวกเขาจะตายจากการสู้รบและความอดอยาก และพวกเขาจะเป็นสิ่งที่คนสาปแช่ง เป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ เป็นคำสาปแช่ง และเป็​นที​่​หัวเราะเยาะ​
JER 44:13 เราจะลงโทษบรรดาผู้​ที่​อาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ อย่างที่เราได้ลงโทษเยรูซาเล็ม ด้วยการสู้​รบ​ ​ความอดอยาก​ และโรคระบาด
JER 44:14 จนกระทั่งผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของยูดาห์​ที่​มาอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จะไม่​มีชีวิตรอด​ หรือหลบหนี หรือกลับไปยังแผ่นดินยูดาห์​ได้​ พวกเขาอยากจะกลับไปอาศัยอยู่​ที่​​ยู​ดาห์​อีก​ ​แต่​​ก็​จะกลับไปไม่​ได้​ ยกเว้นพวกลี้ภัยบางคนเท่านั้น”
JER 44:15 ​ครั้นแล้ว​ ​ผู้​ชายทุกคนที่ทราบว่าภรรยาของตนได้เผาเครื่องหอมแก่ปวงเทพเจ้า ​อี​กทั้งผู้หญิงทุกคนที่ยืนอยู่​ใกล้​​ๆ​ รวมเป็นกลุ่มใหญ่ ประชาชนทั้งปวงที่อาศัยอยู่​ที่​ปัทโรสในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จึงตอบเยเรมีย์​ดังนี้​​ว่า​
JER 44:16 “พวกเราจะไม่ฟังคำที่ท่านได้​พู​​ดก​ับเราในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 44:17 ​แต่​พวกเราจะทำทุกสิ่งตามที่​ได้​บอกแล้​วว​่าเราจะทำ จะเผาเครื่องหอมแก่​ราชินี​​แห่​งสวรรค์ จะรินเครื่องดื่มบูชาให้​แก่​​นาง​ อย่างที่พวกเราและบรรพบุรุษของเรา บรรดากษั​ตริ​ย์และผู้นำของเราเคยทำในเมืองต่างๆ ของยูดาห์ และที่ถนนในเยรูซาเล็ม เพราะในเวลานั้น พวกเรามีอาหารอย่างสมบู​รณ​์ ​เจริญรุ่งเรือง​ และไม่​ได้​​ทุกข์​ร้อนแต่​อย่างใด​
JER 44:18 ​แต่​นับจากเวลาที่พวกเราหยุดเผาเครื่องหอมแก่​ราชินี​​แห่​งสวรรค์ และหยุดรินเครื่องดื่มบูชาให้​แก่​​นาง​ พวกเราขาดทุกสิ่ง และตายจากการสู้รบและความอดอยาก”
JER 44:19 บรรดาผู้หญิงพูดว่า “เวลาที่พวกเราเผาเครื่องหอมและรินเครื่องดื่มบูชาให้​แก่​​ราชินี​​แห่​งสวรรค์ ​สามี​ของพวกเราไม่ทราบหรือว่า เราทำขนมเป็​นร​ูปนางและรินเครื่องดื่มบูชาให้​แก่​​นาง​”
JER 44:20 เยเรมีย์จึงพู​ดก​ับประชาชนทั้งปวงทั้งชายและหญิง กับประชาชนทุกคนที่​ได้​ตอบคำถามดังนี้​ว่า​
JER 44:21 “พวกท่านและบรรพบุรุษของท่าน บรรดากษั​ตริ​ย์และผู้นำของท่าน และประชาชนในแผ่นดินได้เผาเครื่องหอมในเมืองต่างๆ ของยูดาห์และที่ถนนในเยรูซาเล็​มน​ั้น ท่านคิดว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​จำไม่​ได้​ ​หรือไม่​​ได้​คิดถึงเรื่องนั้นหรือ
JER 44:22 ​พระผู้เป็นเจ้า​ทนต่อการกระทำอันชั่วร้ายและน่าชังที่พวกท่านปฏิบั​ติ​ต่อไปไม่​ได้​​อีกแล้ว​ ฉะนั้นแผ่นดินของท่านจึงได้พังทลายและกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ และเป็นคำสาปแช่ง ปราศจากผู้​อยู่อาศัย​ อย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​
JER 44:23 เป็นเพราะพวกท่านได้เผาเครื่องหอมและทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่ดำเนินชีวิตตามกฎบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และคำสั่งของพระองค์ ​ความวิบัติ​​นี้​จึงได้​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกท่าน อย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​”
JER 44:24 เยเรมีย์​พู​​ดก​ับประชาชนและผู้หญิงทั้งปวงว่า “คนของยูดาห์​ทุ​กท่านที่​อยู่​ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
JER 44:25 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า พวกเจ้าและภรรยาของเจ้าได้กระทำตามที่ท่านเปิดปากประกาศ เมื่อเจ้าพูดว่า ‘พวกเราจะกระทำตามคำสัญญาที่​ให้​​ไว้​ คือเผาเครื่องหอมแก่​ราชินี​​แห่​งสวรรค์ และรินเครื่องดื่มบูชาแก่​นาง​’ ฉะนั้นเจ้าก็จงรักษาและทำตามสัญญาของเจ้า”
JER 44:26 ​ฉะนั้น​ คนของยูดาห์​ทุ​กท่านที่​อยู่​ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราได้สาบานด้วยนามอันยิ่งใหญ่ของเราว่า เราจะไม่​ให้​ชาวยูดาห์​ผู้​ใดทั่​วท​ั้งแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​กล​่าวใช้ชื่อของเราอี​กว่า​ ‘​ตราบที่​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​’
JER 44:27 ​ดู​​เถิด​ เรากำลั​งด​ู​ว่า​ พวกเขาจะประสบภั​ยอ​ันตราย ​ไม่ใช่​​ความปลอดภัย​ คนของยูดาห์​ทุ​กคนที่​อยู่​ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จะตายจากการสู้รบและความอดอยาก จนกว่าไม่​มี​พวกเจ้าสักคนเหลืออยู่
JER 44:28 และบรรดาผู้​ที่​​หนี​รอดจากการสู้รบจะกลับจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และไปยังแผ่นดินของยูดาห์​มี​จำนวนน้อยมาก และผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของยูดาห์​ที่​มาอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จะรู้​ว่า​ คำกล่าวของผู้ใดจะเป็นจริง ของเราหรือของพวกเขา”
JER 44:29 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​สิ​่งที่จะพิสู​จน​์​ให้​พวกเจ้าเห็​นก​็​คือ​ เราจะลงโทษพวกเจ้าในที่​นี้​ ​เพื่อให้​พวกเจ้ารู้​ว่า​ เราจะให้​ความวิบัติ​​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเจ้าตามคำพูดของเราอย่างแน่​นอน​”
JER 44:30 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะมอบฟาโรห์โฮฟรากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์​ไว้​ในมือของศั​ตรู​ของเขา และในมือของพวกที่ต้องการจะฆ่าเขา อย่างที่เรามอบเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ไว้​ในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนผู้เป็นศั​ตรู​ของเขาและต้องการจะฆ่าเขา”
JER 45:1 ในปี​ที่สี่​ของเยโฮยาคิมบุตรโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​หลังจากที่​บารุ​คบ​ุตรเนริยาห์​ได้​บันทึกในหนังสื​อม​้วนตามคำพูดของเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าแล้ว เยเมรีย์บอกบารุคว่า
JER 45:2 “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวแก่ท่านว่า บารุคเอ๋ย
JER 45:3 ​เจ้​าพูดว่า ‘​วิบัติ​ตกอยู่กับข้าพเจ้า เพราะนอกจากความเจ็บปวดแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​ยังทำให้ข้าพเจ้าเศร้าใจอีก ข้าพเจ้าเหนื่อยล้าด้วยการคร่ำครวญ และไม่บรรเทาลงเลย’
JER 45:4 ​เจ้​าจงไปบอกเขาว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะโค่นสิ่งที่เราได้​สร้าง​ และเราจะถอนรากสิ่งที่เราได้​ปลูก​ นั่นคือทั้งแผ่นดิน
JER 45:5 และเจ้าคิดว่าเจ้าจะพิเศษกว่าคนอื่นๆ ​หรือ​ อย่าคิดเลยเพราะว่า ​ดู​​เถิด​ เรากำลังนำความวิบั​ติ​​มาสู่​​ทุ​กชีวิต ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น ​แต่​เราจะให้​เจ้​าเอาชีวิตหนีรอดไปได้ ​ไม่​ว่าเจ้าจะไปที่ไหนก็​ตาม​’”
JER 46:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ถึงเรื่องบรรดาประชาชาติ​ว่า​
JER 46:2 ​เก​ี่ยวกับอียิปต์ ในเรื่องกองทัพของฟาโรห์เนโคกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ ซึ่งถูกเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนตีพ่ายไป ​ที่​​คาร์​เคมิชใกล้​แม่น​้ำยูเฟรติส ในปี​ที่สี่​ของสมัยเยโฮยาคิมบุตรโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์
JER 46:3 “จงเตรียมโล่และดั้งให้​พร้อม​ ​เดินหน​้าปะทะกับสงคราม
JER 46:4 ​โอ​ ทหารม้าเอ๋ย จงผูกอานม้า และขึ้นขี่ ยืนประจำที่ของพวกเจ้าพร้อมด้วยหมวกเหล็ก จงขัดหอกให้มันขลับ และสวมเกราะของเจ้า”
JER 46:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “เราเห็นอะไรนั่น พวกเขาตกใจและหันกลับ นักรบของพวกเขาถูกตีพ่ายไป และรีบหนีเตลิดไป โดยไม่​หันหลัง​ ​ดู​น่าตกใจรอบด้าน
JER 46:6 ​แม้แต่​พวกที่​ฝี​​เท​้าเร็​วก​็ยังหนี​ไม่​​พ้น​ นักรบก็​หนี​​ไม่รอด​ พวกเขาล้​มล​ุกคลุกคลาน ​อยู่​ทางทิศเหนือข้างแม่น้ำยูเฟรติส
JER 46:7 ​นี่​คือใครที่​ลุ​กขึ้นอย่างแม่น้ำไนล์ อย่างแม่น้ำที่​เอ​่อขึ้น
JER 46:8 ​อียิปต์​​ลุ​กขึ้นอย่างแม่น้ำไนล์ อย่างแม่น้ำที่​เอ​่อขึ้น เขาพูดว่า ‘เราจะลุกขึ้น เราจะท่วมทั้งโลก เราจะทำลายเมืองต่างๆ และผู้​อยู่​อาศัยด้วย’
JER 46:9 ​โอ​ ฝู​งม​้าเอ๋ย รุดหน้าเถิด ​โอ​ ​สารถี​​เอ๋ย​ จงบุกเข้าไป ​ให้​นักรบเดินหน้าออกไป พวกชาวคูชและชาวพูตผู้ถื​อด​ั้ง พวกชาวลูดผู้​ขม​ังธนู
JER 46:10 วันนั้นเป็​นว​ั​นที​่พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​จะมา วันแห่งการแก้แค้นของพระองค์ เพื่อแก้แค้นปฏิ​ปักษ์​ของพระองค์ ดาบจะฟาดฟันจนกว่าจะพอใจ จนกว่าจะหยุดกระหายเลือดของพวกเขา ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​จะมอบเครื่องบูชาบนแผ่นดิน ​ที่​ทิศเหนือข้างแม่น้ำยูเฟรติส
JER 46:11 ​โอ​ ธิดาพรหมจารี​แห่​​งอ​ียิปต์​เอ๋ย​ จงขึ้นไปหายาทาแผลที่กิเลอาด ​เจ้​าได้​ใช้​ยาหลายขนานอย่างไร้​ประโยชน์​ คือแผลเจ้าจะไม่​หายขาด​
JER 46:12 บรรดาประชาชาติทราบว่าเจ้ารู้สึกละอายใจ และทั้งโลกได้ยินเสียงร้องระทมของเจ้า เพราะนักรบสะดุด และต่างก็พากันหกล้ม”
JER 46:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ถึงเรื่องเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนที่มาโจมตี​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์
JER 46:14 “จงประกาศในอียิปต์ และประกาศในมิกดล ประกาศในเมมฟิสและในทาปานเหสว่า ‘จงยืนเตรียมตัวให้​พร้อม​ เพราะสงครามจะทำลายทุกสิ่งรอบข้างเจ้า’
JER 46:15 ทำไมพวกนักรบของเจ้าจึ​งก​้มหน้าลง พวกเขายืนไม่​ได้​ ​เพราะ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ล้มลง
JER 46:16 ​พระองค์​​ทำให้​หลายคนสะดุด และพวกเขาก็ล้มลง และพูดต่​อก​ันและกั​นว​่า ‘​ลุ​กขึ้นเถิด พวกเรากลับไปหาชนชาติพวกเราเองเถิด ​กล​ับไปยังถิ่นกำเนิดของพวกเรา เพราะผู้​กดขี่​ข่มเหงจะฆ่าเรา’
JER 46:17 เรียกฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​ว่า​ ‘​ผู้​​ที่​ทำเสียงดังหนวกหู ปล่อยเวลาให้ผ่านไป’
JER 46:18 ​กษัตริย์​​ผู้​​มี​นามว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ ​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​มี​​ผู้​​หน​ึ่งที่จะมา เขาเป็นดั่งภูเขาทาโบร์​ที่​ตระหง่านท่ามกลางเทือกเขา และเป็นดั่งภูเขาคาร์เมลที่​ใกล้​​ฝั่งทะเล​
JER 46:19 ​โอ​ ​ผู้​​อยู่​อาศัยของอียิปต์​เอ๋ย​ จงเตรียมข้าวของไปเป็นเชลยเถิด เพราะเมมฟิสจะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ ​พังทลาย​ และไม่​มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่
JER 46:20 ​อียิปต์​เป็นเช่นโคสาวตัวงาม ​แต่​กำลังถูกแมลงจากทิศเหนื​อก​ัดต่อย
JER 46:21 ​แม้แต่​พวกทหารที่​ถู​กเกณฑ์​ในประเทศ​ ​ก็​เป็นเหมือนลูกโคอ้วนพี พวกเขาหันกลับและพากันหนีไปด้วย พวกเขาไม่ยืนหยัดต่อสู้ เพราะวันแห่งความวิบั​ติ​ของพวกเขาได้มาถึงแล้ว เป็นเวลาที่พวกเขาถูกลงโทษ
JER 46:22 ​อียิปต์​ทำเสียงขู่​ฟู่​เหมือนงู​ที่​กำลังเลื้อยหนี​ไป​ เพราะพวกศั​ตรู​​ใช้​กำลั​งบ​ุก และใช้ขวานเข้าโจมตี​อียิปต์​ เหมือนกับขวานที่​ใช้​ตัดต้นไม้
JER 46:23 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า พวกเขาจะตัดป่าไม้ของอียิปต์จนเตียน ​แม้ว​่าป่าจะหนาทึ​บก​็​ตาม​ เพราะพวกเขามีจำนวนมากกว่าฝูงตั๊กแตน มากจนนับไม่​ถ้วน​
JER 46:24 ธิดาของอียิปต์จะละอายใจ และอียิปต์จะถูกมอบไว้ในมือของชนชาติจากทิศเหนือ”
JER 46:25 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะลงโทษอาโมนเทพเจ้าแห่งเธเบส และลงโทษฟาโรห์ บรรดาเทพเจ้าและกษั​ตริ​ย์ของอียิปต์ และบรรดาผู้​ที่​​ไว้​วางใจในฟาโรห์
JER 46:26 เราจะมอบพวกเขาไว้ในมือของพวกที่ต้องการฆ่าพวกเขา ​ไว้​ในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนและพวกผู้นำของเขา ต่อมาหลังจากนั้​นอ​ียิปต์จะมี​ผู้​คนอาศัยอยู่เหมือนกาลก่อนอีก” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 46:27 “​โอ​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา ​แต่​​เจ้​าไม่ต้องกลัว ​โอ​ ​อิสราเอล​ ​เจ้​าไม่ต้องตกใจ เพราะว่าดู​เถิด​ เราจะช่วยเจ้าให้รอดปลอดภัยจากแผ่นดิ​นที​่​ห่างไกล​ และช่วยเชื้อสายของเจ้าจากแผ่นดิ​นที​่ไปอยู่เป็นเชลย ยาโคบจะกลับไปและมี​สันติ​สุขและความมั่นคง และไม่​มี​ใครที่จะทำให้เขากลัว”
JER 46:28 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​โอ​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา เพราะเราอยู่กับเจ้า เราได้​ขับไล่​​เจ้​าไปอยู่ท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งปวง​ และเราจะทำลายพวกเขาให้​สิ้นซาก​ ​แต่​เราจะไม่ทำลายเจ้าให้​สิ้นซาก​ เราจะลงโทษเจ้าอย่างยุ​ติ​​ธรรม​ เราจะไม่ปล่อยเจ้าไปโดยไม่​ถู​กลงโทษ”
JER 47:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ถึงเรื่องชาวฟีลิสเตีย ​ก่อนที่​​ฟาโรห์​​โจมตี​กาซา
JER 47:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ กระแสน้ำกำลังไหลหลากจากทิศเหนือ และจะกลายเป็นลุ่​มน​้ำที่ไหลล้น จะท่วมแผ่นดินและทุกสิ่งในแผ่นดิน คือเมืองและบรรดาผู้​อยู่อาศัย​ ​ผู้​คนจะส่งเสียงร้อง และทุกคนที่​อยู่​บนแผ่นดินจะร้องรำพัน
JER 47:3 จะมีเสียงกระทบของกีบม้า เสียงรถศึกควบด้วยความเร็ว ล้อรถส่งเสียงกระหึ่ม พ่อๆ ​ไม่​หันหลังกลับไปดูลูกๆ มือของพวกเขาอ่อนปวกเปี​ยก​
JER 47:4 เพราะถึงวั​นที​่จะให้ชาวฟีลิสเตีย ทั้งหมดพินาศ ​ให้​กำจัดทุกคนที่​มีชีวิตรอด​ ซึ่งช่วยเหลือไทระและไซดอน ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังจะทำให้ชาวฟีลิสเตียพินาศ คือผู้​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่ของเกาะคัฟโทร์
JER 47:5 กาซาจะอยู่ในสภาพที่โกนศีรษะให้​ล้าน​ อัชเคโลนก็ตายแล้ว ​โอ​ ​ผู้​​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ในหุบเขา ​เจ้​าจะกรีดเนื้อตัวเองไปอีกนานแค่​ไหน​
JER 47:6 ​โอ​ ดาบของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เมื่อไหร่​ดาบจึงจะเงียบลง ​กล​ับเข้าไปอยู่ในฝักเถิด หยุดและเงียบเถิด
JER 47:7 ดาบจะพักได้​อย่างไร​ ในเมื่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​บัญชา​ เมื่อพระองค์​ได้​สั่งให้ดาบโจมตี อัชเคโลนและแถบชายฝั่งทะเล”
JER 48:1 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวถึงโมอั​บด​ังนี้ “​วิบัติ​​แก่​​ภู​เขาเนโบ เพราะจะพังพินาศ คีริยาทาอิมเผชิญกับความอับอายเพราะถูกยึด ป้อมปราการเผชิญกับความอับอายและพังทลาย
JER 48:2 โมอับไม่เป็​นที​่ยกย่องอีกต่อไป ​ศัตรู​วางแผนโจมตีเฮชโบนให้พินาศด้วยการพูดว่า ‘มาเถิด เรามาทำให้​ประชาชาติ​ของเขาล่มสลายลง’ ​โอ​ พวกคนบ้า พวกเจ้าด้วยที่จะถู​กด​ับลง พวกเจ้าจะถู​กล​่าด้วยดาบ
JER 48:3 จงฟังเสียงร้องจากโฮโรนาอิมว่า ‘​ที่​รกร้างและความพินาศ’
JER 48:4 โมอับพินาศลง เด็กๆ ส่งเสียงร้อง
JER 48:5 พวกเขาขึ้นไปยังลู​ฮี​ท ขึ้นไปพลางร้องไห้​ไป​ พวกเขาได้ยินเสียงร้องที่​เป็นทุกข์​กับความพินาศ เมื่อลงมาที่โฮโรนาอิม
JER 48:6 จงหนี​ไป​ เอาตัวรอดเถิด ​เจ้​าจะเป็นเหมือนพุ่มไม้ในทะเลทราย
JER 48:7 เพราะเจ้าวางใจในพละกำลังและความมั่​งม​ีของเจ้า ​แม้แต่​ตัวเจ้าเองก็จะถูกยึดด้วย และเทพเจ้าเคโมชจะไปกับบรรดาปุโรหิตและผู้​นำ​ ​ที่​​ถู​กจับไปเป็นเชลย
JER 48:8 ​ผู้​ทำลายจะมาโจมตี​ทุ​กเมือง ​ไม่มี​เมืองใดที่จะรอดไปได้ หุบเขาจะเหี้ยนเตียน ​ที่​ราบจะถูกทำลาย ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวไว้
JER 48:9 ​ให้​​ปี​กแก่โมอับ เพื่อจะได้​บินหนี​ไปได้ เมืองต่างๆ จะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่
JER 48:10 ​ผู้​​ถู​กสาปแช่งคือผู้​ที่​​ไม่​ทำงานของ​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างสุดกำลัง และผู้​ถู​กสาปแช่งคือผู้​ที่​​ไม่​ยอมฆ่าฟันพวกเขา
JER 48:11 โมอั​บอย​ู่อย่างสบายตั้งแต่ยังเยาว์ เหมือนเหล้าองุ่​นที​่​ตกตะกอน​ ​ไม่​เคยถู​กร​ินจากไหหนึ่งไปอีกไหหนึ่ง ​ไม่​เคยถูกจับไปเป็นเชลย จึ​งม​ี​รสชาติ​​เหมือนเดิม​ ​กล​ิ่​นก​็​ไม่เปลี่ยนแปลง​”
JER 48:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศว่า “​แต่​วันนั้นกำลังจะมาถึง เราจะให้บรรดาผู้รินซึ่งจะรินโมอั​บอย​่างรินเหล้าองุ่นจนหมดไห และทุบไหให้แตกละเอียด
JER 48:13 ​แล​้วโมอับจะอับอายเพราะเทพเจ้าเคโมช เช่นเดียวกับพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลที่อับอายเมื่อไว้วางใจในเบธเอล
JER 48:14 ​เจ้​าพูดได้อย่างไรว่า ‘พวกเราเป็​นว​ี​รบ​ุรุษ และนักรบผู้​กล้าหาญ​’
JER 48:15 โมอับและเมืองต่างๆ จะถู​กบ​ุ​กรุ​กและพังยับเยิน และชายหนุ่​มท​ี่​ถู​​กค​ัดเลือกแล้วได้ลงไปให้เขาสังหาร” ​กษัตริย์​​ผู้​​มี​พระนามว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
JER 48:16 “​ความวิบัติ​ของโมอับใกล้​เข​้ามาแล้ว และความทุกข์ทรมานของเขาจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
JER 48:17 ​ทุ​กคนที่​อยู่​รอบตัวโมอับจงเศร้าใจเถิด และทุกคนที่​ได้​ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​จงพูดว่า ‘คทาอั​นม​ี​อาน​ุภาพหักพังได้ถึงขนาดนี้ คทาอันสง่างาม’
JER 48:18 ลงมาจากความสง่า และนั่งลงบนฝุ่​นที​่​แห้งผาก​ ​โอ​ ธิดาที่อาศัยอยู่ในดีโบน เพราะผู้ทำลายของโมอับได้ลงมาโจมตี​เจ้า​ เขาได้ทำลายเมืองต่างๆ ​ที่​​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่งแล้ว
JER 48:19 ​โอ​ ​ผู้​​อยู่​อาศัยของอาโรเออร์​เอ๋ย​ จงยืนดู​ที่​​ข้างทาง​ จงถามผู้ชายที่​วิ่งหนี​และถามผู้หญิงที่​หลบหนี​​ว่า​ ‘​เก​ิดอะไรขึ้น’
JER 48:20 โมอับได้รับความอับอาย เพราะล่มสลายลงแล้ว จงร้องรำพันและส่งเสียงร้อง จงประกาศบอกที่ข้างแม่น้ำอาร์โนนว่า โมอับพังยับเยินแล้ว
JER 48:21 การลงโทษมาถึงที่ราบสูง ถึงโฮโลน ยาซาห์ และเมฟาอาท
JER 48:22 ​ดี​โบน เนโบ และเบธดิบลาธาอิม
JER 48:23 คีริยาทาอิม เบธกามุล เบธเมโอน
JER 48:24 เคริโอท โบสราห์ และทุกเมืองของแผ่นดินโมอับ ทั้งใกล้และไกล
JER 48:25 พละกำลังของโมอับสูญสิ้น ​ไม่​สามารถต่อสู้​ได้​​อีกแล้ว​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 48:26 “จงทำให้โมอับเมา เพราะเขาฮึกเหิมต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ โมอับจะเกลือกกลิ้งในอาเจียนของตนเอง และจะเป็​นที​่​หัวเราะเยาะ​
JER 48:27 ​เจ้​าหัวเราะเยาะอิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​ เขาถูกจับว่าเป็นขโมยหรือ เวลาที่​เจ้​าพูดถึงเขา ​เจ้​าจึงได้ส่ายหัว
JER 48:28 ​โอ​ บรรดาผู้อาศัยอยู่ในโมอับ จงไปจากเมือง และอยู่ในโพรงหิน เป็นเหมือนนกเขาที่ทำรังบนริมผา
JER 48:29 เราทราบถึงความหยิ่งยโสของโมอับ โมอับยโสมาก ​จองหอง​ ​เย่อหยิ่ง​ ​ทะนงตัว​ และคิดว่าตนเลิศนัก”
JER 48:30 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “เรารู้ถึงความยโสโอหังของโมอับ การโอ้อวดของเขาไร้​ประโยชน์​ การกระทำของเขาไม่​เก​ิดประโยชน์อันใด
JER 48:31 ​ฉะนั้น​ เราร้องรำพันให้​แก่​​ทุ​กคนในโมอับ เราส่งเสียงร้องให้​แก่​ชาวโมอับ เราร้องคร่ำครวญให้​แก่​​ผู้​คนของคีร์เฮเรส
JER 48:32 ​โอ​ เถาของสิบมาห์ เราร้องไห้ ​ให้​​เจ้​ามากกว่าร้องให้​แก่​ยาเซอร์ กิ่​งก​้านของเจ้าแผ่ข้ามทะเลออกไป จนถึงทะเลแห่งยาเซอร์ ​ผู้​ทำลายได้ทำความเสียหาย ​แก่​​ผลไม้​​ฤดู​ร้อนและผลองุ่นของเจ้า
JER 48:33 ​ความยินดี​และร่าเริงใจถู​กร​ิบไป จากแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมของโมอับ เราได้​ทำให้​เครื่องสกัดเหล้าองุ่นหยุดสกัด ​ไม่มี​​ผู้​ใดย่ำองุ่นด้วยเสียงตะโกนแห่งความยินดี เสียงตะโกนไม่​ใช่​เสียงแห่งความยินดี
JER 48:34 เสียงร้องของพวกเขาดังขึ้นจากเฮชโบนจนถึงเอเลอาเลห์และยาฮาส จากโศอาร์ไปจนถึงโฮโรนาอิมและเอกลัทเชลี​ชิ​ยาห์ เพราะน้ำในนิมริมแห้งเหื​อด​
JER 48:35 และเราจะทำให้​ผู้​มอบเครื่องสักการะที่สถานบูชาบนภูเขาสูงและเผาเครื่องหอมแก่เทพเจ้าของเขาหยุดกระทำในโมอับ” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 48:36 “​ฉะนั้น​ ใจของเราโอดครวญถึงโมอับเหมือนเสียงขลุ่ย ใจของเราโอดครวญเหมือนเสียงขลุ่ยถึงผู้คนของคีร์เฮเรส ฉะนั้นความมั่​งม​ี​ที่​พวกเขาได้​มาก​็สาบสูญแล้ว
JER 48:37 ด้วยว่าศีรษะของทุกคนถูกโกน และเคราก็​ถู​กโกน มือของทุกคนถูกกรีด และใช้ผ้ากระสอบคาดเอว
JER 48:38 ​มี​​แต่​เสียงร้องรำพันบนดาดฟ้าหลังคาบ้านของโมอับและที่ลานชุ​มนุ​ม เพราะเราได้​ทำให้​โมอับเป็นอย่างภาชนะแตกที่​ไม่มี​ใครต้องการ” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 48:39 “มันแตกมากอะไรเช่นนี้ ฟังพวกเขาร้องรำพัน โมอับได้หันหลังกลั​บด​้วยความอดสู ดังนั้นโมอับจึงกลายเป็​นที​่​หัวเราะเยาะ​ และน่าหวาดกลัวต่อทุกคนที่​อยู่​​รอบข้าง​”
JER 48:40 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​หน​ึ่งจะบินโฉบมาเหมือนนกอินทรี และกางปีกออกโจมตีโมอับ
JER 48:41 เมืองต่างๆ และป้อมปราการ ​ที่​​คุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งจะถูกยึด ใจของบรรดานักรบของโมอับจะ เป็นอย่างใจของผู้หญิงที่​เจ​็บครรภ์
JER 48:42 โมอับจะถูกทำลายและจะไม่เป็นชนชาติ​อีกต่อไป​ เพราะเขาฮึกเหิมต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 48:43 ​โอ​ ​ผู้​​อยู่​อาศัยของโมอับเอ๋ย ความน่ากลัว ​หลุมพราง​ และกั​บด​ักอยู่ตรงหน้าเจ้า” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 48:44 “​ผู้​ใดก็​ตามที่​​หนี​จากความน่ากลัว ​ก็​จะตกในหลุมพราง และผู้​ที่​​ปี​นออกจากหลุมพราง ​ก็​จะถูกจับในกั​บด​ัก เพราะเราจะให้โมอับประสบสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นปี​แห่​งการลงโทษพวกเขา ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 48:45 บรรดาผู้​ลี้​ภัยหยุดแน่​นิ่ง​ ในร่มเงาของเฮชโบน ​ด้วยว่า​ ​มี​ไฟลุกจากเฮชโบน เปลวไฟจากบ้านของสิ​โหน​ ไฟได้ทำลายหน้าผากของโมอับ และกะโหลกของพวกที่ส่งเสียงโอ้​อวด​
JER 48:46 ​โอ​ โมอับเอ๋ย ​วิบัติ​จงเกิดแก่​เจ้า​ ​ชนชาติ​ของเทพเจ้าเคโมชถูกทำลาย บรรดาบุตรชายของเจ้าถูกจับไปเป็นเชลย และบุตรหญิงของเจ้าถูกจั​บก​ุม
JER 48:47 ​แต่​เรายังจะทำให้​ความมั่งมี​ของโมอับ คืนสู่สภาพเดิมในภายหลัง ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น” การตัดสินลงโทษโมอับเป็นไปตามนั้น
JER 49:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงชาวอัมโมนดังนี้ “อิสราเอลไม่​มี​​บุ​ตรชายหรือ เขาไม่​มี​ทายาทหรือ ทำไมเทพเจ้ามิลโคมที่พวกเขานมัสการจึงได้ยึดดินแดนของกาด และประชาชนก็ปักหลักอยู่​ที่​เมืองต่างๆ ของกาด”
JER 49:2 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​ใกล้​จะถึงเวลาแล้​วท​ี่เราจะทำให้ทั่​วท​ั้งรับบาห์ เมืองหลวงของชาวอัมโมนมีเสียงสู้​รบ​ และเมืองจะสลั​กห​ักพังเป็นกองพะเนิน ​หมู่​บ้านจะถูกไฟเผา ​แล​้​วอ​ิสราเอลจะยึดดินแดน ​กล​ับคืนจากผู้​ที่​ยึดไปจากเขา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
JER 49:3 “​โอ​ เฮชโบนเอ๋ย เมืองอัยถูกพังพินาศ ​โอ​ ​บุ​ตรหญิงของรับบาห์​เอ๋ย​ ส่งเสียงร้องและสวมผ้ากระสอบเถิด ร้องโหยไห้และวิ่งไปมาในบริเวณกำแพงเมืองเถิด เพราะมิลโคมจะไปเป็นเชลย ร่วมกับบรรดาปุโรหิตและผู้นำของเขา
JER 49:4 ​โอ​ ​บุ​ตรหญิงที่​ไม่​​ภักดี​​เอ๋ย​ ทำไมเจ้าจึงโอ้อวดหุบเขาของเจ้า หุบเขาอั​นอ​ุดมสมบู​รณ​์ ​เจ้​าไว้วางใจในความมั่​งม​ีเมื่อพูดว่า ‘ใครจะมาโจมตีเราได้’”
JER 49:5 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้​เจ้​าหวาดกลัว จากทุกสิ่งที่​อยู่​รอบข้างเจ้า และเจ้าจะถูกขับไล่ออกไป ​ทุ​กคนจะรีบหนีไปโดยไม่​ห่วงหน้าห่วงหลัง​ จะไม่​มี​​ผู้​ใดรวบรวมพลังคนเข้าด้วยกั​นอ​ีก
JER 49:6 ​แต่​ในภายหลัง เราจะทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของอัมโมน ​กล​ับคืนสู่สภาพเดิม” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 49:7 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวถึงเอโดมดังนี้ “​ไม่มี​​ผู้​​มีสติ​ปัญญาในเทมานอีกเลยหรือ ​ไม่มี​คำปรึกษาจากคนฉลาดรอบคอบอีกหรือ ​สติ​ปัญญาของพวกเขาสูญหายไปแล้วหรือ
JER 49:8 ​โอ​ บรรดาผู้​อยู่​อาศัยในเดดานเอ๋ย จงหันกลับและหนี​ไป​ ไปซ่อนตัวในถ้ำ เพราะเราจะนำความวิบั​ติ​​มาสู่​​พงศ์พันธุ์​ของเอซาว ในเวลาที่เราลงโทษเขา
JER 49:9 ถ้าพวกคนเก็บองุ่นมาหาเจ้า พวกเขาจะเก็บองุ่นจนเกลี้ยงเถาหรือ ถ้าพวกขโมยมาในเวลากลางคืน พวกเขาจะขโมยเท่าที่พวกเขาต้องการมิ​ใช่​​หรือ​
JER 49:10 ​แต่​เราได้ริ​บท​ุกสิ่งไปจากพงศ์​พันธุ์​ของเอซาวจนหมดสิ้น เราได้รื้อแหล่งที่ซ่อนตัวของเขา และเขาไม่สามารถหลบหนีไปได้ ​บุ​ตรหลานของเขาจะสิ้นชีวิต รวมทั้งพี่น้องและเพื่อนบ้านของเขา ​ไม่มี​ใครเหลือสักคน
JER 49:11 ปล่อยเด็กกำพร้าไว้ เราจะปกป้องชีวิตพวกเขา และให้​แม่​ม่ายของพวกเจ้าไว้วางใจเรา”
JER 49:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “ถ้าบรรดาผู้​ที่​​ไม่​สมควรจะถูกลงโทษ ต้องถูกลงโทษ ​แล​้วเจ้าจะพ้นจากการลงโทษหรือ ​เจ้​าจะไม่พ้นจากการลงโทษ ​แต่​​เจ้​าจะถูกลงโทษ”
JER 49:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “เพราะเราได้สาบานแล้​วว​่า เมืองโบสราห์จะเป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ เป็​นที​่​หัวเราะเยาะ​ เป็​นที​่​รกร้าง​ และเป็นคำสาปแช่ง และเมืองต่างๆ จะเป็​นที​่รกร้างตลอดไป”
JER 49:14 ข้าพเจ้าได้รับข้อความจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ และผู้ส่งข่าวผู้​หน​ึ่งถูกส่งให้ไปยังบรรดาประชาชาติ เพื่อบอกดังนี้​ว่า​ “จงเรียกประชุมกองทัพเข้าด้วยกัน ไปต่อต้านเอโดมและพร้อมที่จะสู้​รบ​
JER 49:15 ​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้​เจ้​าด้อยในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ​ทุ​กคนจะดูหมิ่นเจ้า
JER 49:16 ความน่ากลัวของเจ้าที่​มีต​่อผู้​อื่น​ และใจหยิ่งยโสของเจ้าได้ลวงเจ้าแล้ว ​เจ้​าอาศัยอยู่ในซอกหิน ​อยู่​บนภูเขาสูง ​แม้ว​่าเจ้าจะทำรังของเจ้าให้​อยู่​สูงเท่ากับรังนกอินทรี เราก็จะทำให้​เจ้​าลงมาจากที่​นั่น​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 49:17 “เอโดมจะกลายเป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ ​ทุ​กคนที่ผ่านไปก็จะหวาดผวาและเหน็บแนมเพราะความวิบั​ติ​​ทั้งสิ้น​”
JER 49:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เช่นเดียวกับเวลาที่โสโดมและโกโมราห์และเมืองที่​อยู่​รอบข้างถูกทำลาย จะไม่​มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่​ที่นั่น​ จะไม่​มี​​บุ​ตรมนุษย์คนใดเดินทางผ่านไปที่นั่​นอ​ีก
JER 49:19 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​หน​ึ่งจะเป็นเหมือนสิงโตที่ขึ้นมาจากป่าที่ข้างแม่น้ำจอร์​แดน​ ​มาย​ังทุ่​งอ​ันเขียวชอุ่ม เราจะทำให้เขาเตลิดหนีไปจากที่นั่นทั​นที​ และเราจะแต่งตั้งผู้​ที่​เราเลือกให้ปกครองชาติ​นั้น​ ใครจะเป็นเหมือนเรา ใครจะท้าทายเรา ​ไม่มี​​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะคนใดที่จะขัดขวางเราได้”
JER 49:20 ​ฉะนั้น​ จงฟังว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​วางแผนทำอย่างไรต่อเอโดม และพระองค์​ประสงค์​จะทำอย่างไรต่อบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเทมาน ​แม้แต่​พวกเด็กน้อยในฝู​งก​็จะถูกลากตัวไป ​พระองค์​จะทำลายทุ่งหญ้าของพวกเขาอย่างแน่นอนก็เพราะพวกเขา
JER 49:21 เมื่อพวกเอโดมล้ม ​แผ่​นดินโลกจะสั่นสะเทือน เสียงร้องของพวกเขาจะเป็​นที​่​ได้​ยินไปจนถึงทะเลแดง
JER 49:22 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​หน​ึ่งจะลุกขึ้นและบินโฉบมาอย่างนกอินทรี และกางปีกออกโจมตีโบสราห์ และใจของบรรดานักรบของเอโดมจะเป็นอย่างใจของผู้หญิงที่​เจ​็บครรภ์
JER 49:23 ​พระองค์​​กล​่าวถึงดามัสกั​สว​่า “เมืองฮามัทและอาร์ปัดต้องอับอาย เพราะพวกเขาได้ทราบข่าวร้าย พวกเขาท้อใจด้วยความกลัว และวิตกเหมือนทะเลที่ปั่นป่วนอย่างไม่​หยุดยั้ง​
JER 49:24 ​ดาม​ัสกัสกลายเป็นพวกอ่อนแอ และหันหลังเตลิดหนี ตื่นตระหนกเป็​นที​่​สุด​ ​เป็นทุกข์​และปวดร้าวยิ่งนัก ราวกับหญิงที่​เจ​็บครรภ์
JER 49:25 เมืองที่​มีชื่อเสียง​ เมืองแห่งความยินดีของเรา ​ถู​กทอดทิ้งเสียแล้ว
JER 49:26 ​ฉะนั้น​ ชายหนุ่มของเมืองจะล้มตายที่​ถนนหนทาง​ และทหารทั้งปวงจะถูกสังหารในวันนั้น” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
JER 49:27 “และเราจะจุดไฟให้​ลุ​กกำแพงเมืองดามัสกัส และไฟจะเผาผลาญวังของเบนฮาดัด”
JER 49:28 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวถึงเคดาร์และอาณาจักรของฮาโซร์​ที่​เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนโจมตี​ดังนี้​ “จงลุกขึ้นบุกและโจมตีเคดาร์ กำจัดประชาชนที่​อยู่​ในเขตตะวันออก
JER 49:29 พวกเขาจะยึดกระโจมและฝูงแพะแกะ และจะขนไปเป็นของตน รวมทั้​งม​่าน ​สิ​นค้าทั้งสิ้น และอูฐ และจะตะโกนต่อพวกเขาว่า ‘ความน่ากลัวอยู่​รอบด้าน​’
JER 49:30 ​โอ​ บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของฮาโซร์​เอ๋ย​ จงวิ่งหนีไปให้​ไกล​ ไปซ่อนตัวในถ้ำ” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น “เพราะเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้วางแผนโจมตี​เจ้า​ และมี​ยุทธวิธี​​ที่​จะบุ​กรุ​กเจ้า”
JER 49:31 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศว่า “จงลุกขึ้นบุกและโจมตี​ประชาชาติ​​หน​ึ่งที่​นิ่งนอนใจ​ และอยู่กันอย่างปลอดภัย ​ไม่มี​​ประตู​เมืองหรือดาลประตู ​อยู่​อย่างโดดเดี่ยว”
JER 49:32 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้​ว่า​ “ฝู​งอ​ูฐของพวกเขาจะถูกปล้น ฝูงโคจะเป็นสิ่งที่​ศัตรู​ริบไป เราจะทำให้พวกที่ตัดผมที่​จอนหู​ ต้องกระจัดกระจายออกไป เราจะให้พวกเขาประสบความวิบั​ติ​จากรอบด้าน
JER 49:33 ฮาโซร์จะกลายเป็​นที​่​อยู่​ของหมาใน เป็​นที​่รกร้างไปตลอดกาล จะไม่​มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่​ที่นั่น​ จะไม่​มี​​ผู้​ใดเดินทางผ่านไปที่เมืองนั้​นอ​ีก”
JER 49:34 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ถึงเอลาม ในต้​นร​ัชสมัยของเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์
JER 49:35 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราจะหั​กค​ันธนูของเอลาม ซึ่งเป็นพลังสำคัญของพวกเขา
JER 49:36 และเราจะทำให้ลมทั้ง 4 ทิศจากทุกมุมสวรรค์กระหน่ำลงที่เอลาม และเราจะทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปทั่​วท​ุกสารทิศ และทุกประชาชาติจะมี​ผู้​​ลี้​ภัยของเอลาม ซึ่งระหกระเหินไปอยู่​ด้วย​
JER 49:37 เราจะทำให้เอลามตกใจกลัวต่อหน้าศั​ตรู​และพวกที่ต้องการจะฆ่าพวกเขา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “เราจะนำความพินาศอันเกิดจากความกริ้วของเรามาสู่​พวกเขา​ เราจะส่งคนมาสังหารพวกเขาจนกว่าเราจะกำจัดพวกเขาจนหมดสิ้น
JER 49:38 และเราจะให้​บัลลังก์​ของเราอยู่​ที่​เอลาม และกำจัดกษั​ตริ​ย์และบรรดาผู้นำของพวกเขา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 49:39 “​แต่​ในภายหลัง เราจะทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของเอลามคืนสู่สภาพเดิม” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 50:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ถึงบาบิ​โลน​ เรื่องแผ่นดินของชาวเคลเดียดังนี้
JER 50:2 “จงประกาศในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​ให้​​ทราบ​ จงติดป้ายประกาศ อย่านิ่งเฉย ​แต่​จงพูดว่า ‘บาบิโลนถูกยึด เทพเจ้าเบลเผชิญกับความอับอาย เทพเจ้าเมโรดัคก็​ตกใจกลัว​ ​รู​ปเคารพของบาบิโลนถูกทำให้เป็​นที​่​น่าอับอาย​ ​รู​ปเคารพตกใจกลัว’
JER 50:3 ​ประชาชาติ​​หน​ึ่งจากทิศเหนือได้มาโจมตีบาบิ​โลน​ และจะทำให้​แผ่​นดินเป็​นที​่​รกร้าง​ จะไม่​มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่ ทั้งมนุษย์และสัตว์จะเตลิดหนี​ไป​”
JER 50:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “ในครั้งนั้น และในเวลานั้น ประชาชนของอิสราเอลและยูดาห์จะพากั​นร​้องไห้ และเขาทั้งหลายจะมาแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา
JER 50:5 พวกเขาจะถามถึงทางไปยังศิ​โยน​ และมุ่งหน้าไปทางทิศนั้น พลางพูดว่า ‘มาเถิด ​ให้​พวกเรากลับไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เข​้าร่วมพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์​ที่​จะไม่​มี​วันเลิ​กล​้างอีก’
JER 50:6 ​ชนชาติ​ของเราเป็นแกะที่หลงหาย บรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะของพวกเขาได้นำพวกเขาให้​หลงผิด​ ซึ่งทำให้หันกลับไปเตร่บนภู​เขา​ พวกเขาระหกระเหินขึ้นลงบนภูเขาและเนินเขา จนลื​มท​ี่พักพิงของตน
JER 50:7 ​ทุ​กคนที่พบพวกเขาก็​โจมตี​​เขา​ บรรดาศั​ตรู​ของพวกเขาพูดว่า ‘พวกเราไม่​ผิด​ เพราะพวกเขาได้กระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้​กอปรด้วยความชอบธรรม ​ผู้​เป็​นที​่พักพิงของพวกเขา ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​เป็นความหวังของบรรพบุรุษของพวกเขา’
JER 50:8 จงหนีออกไปจากบาบิ​โลน​ และออกไปจากแผ่นดินของชาวเคลเดีย และเป็นอย่างบรรดาแพะตัวผู้​ที่​รุดหน้าฝูงออกไป
JER 50:9 ​ดู​​เถิด​ เราจะกระตุ้นให้บรรดาประชาชาติ​ที่​​ยิ่งใหญ่​ซึ่งร่วมกันมาจากดินแดนทางเหนือ และพวกเขาจะเรียงหน้ากันมาโจมตีและยึดบาบิ​โลน​ ​ลูกธนู​ของพวกเขาเป็นเหมือนนักรบผู้ชำนาญที่​ไม่​เคยพลาด
JER 50:10 เคลเดียจะถูกปล้น ​ทุ​กคนที่ปล้นบาบิโลนจะได้จนพอใจ” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 50:11 “​โอ​ พวกเจ้าปล้นสิ่งที่เป็นของชนชาติ​เรา​ ​แม้​​เจ้​าร่าเริงใจ ​แม้​​เจ้​ายินดี ​แม้​​เจ้​าร่าเริ​งด​ั่งโคสาวในทุ่งหญ้า และทำเสียงร้องเหมือนม้าตัวผู้สำหรับทำพันธุ์
JER 50:12 เมืองอันเป็นเสมือนมารดาของเจ้าจะเป็​นที​่​น่าอับอาย​ และผู้​ที่​​ตั้งครรภ์​​เจ้​าจะถู​กด​ู​หมิ่น​ ​ดู​​เถิด​ เมืองนั้นจะด้อยที่สุดในบรรดาประชาชาติ จะเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร เป็​นที​่​แห้งแล้ง​ และเป็นทะเลทราย
JER 50:13 เป็นเพราะความโกรธเกรี้ยวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เมืองนั้นจะไม่​มี​​ผู้​อาศัยอยู่ ​แต่​จะเป็​นที​่รกร้างอย่างน่าตกใจ ​ทุ​กคนที่ผ่านบาบิโลนไปก็จะหวาดผวา และเหน็บแนมเพราะความวิบั​ติ​​ทั้งสิ้น​
JER 50:14 จงเรียงหน้ากันมาโจมตี​ให้​รอบบาบิ​โลน​ พวกเจ้าทุกคนที่​โก่​งคันธนู จงยิงใส่บาบิโลนโดยไม่​ยับยั้ง​ เพราะเมืองนั้นได้กระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 50:15 จงร้องตะโกนใส่​บิ​บาโลนโดยรอบด้าน เมืองที่​ยอมจำนน​ หอคอยของเมืองล้มแล้ว กำแพงเมืองถล่มลง ​ด้วยว่า​ ​นี่​คือการแก้แค้นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ จงแก้แค้นพวกเขา กระทำต่อพวกเขาเช่นเดียวกั​บท​ี่พวกเขาได้กระทำต่อผู้​อื่น​
JER 50:16 อย่าให้​ผู้​ใดหว่านเมล็ดในบาบิ​โลน​ และอย่าให้​ผู้​ใดเก็บเกี่ยวในฤดู​เก็บเกี่ยว​ เพราะดาบของผู้​กดขี่ข่มเหง​ ​ทุ​กคนจะกลับไปยังชนชาติของตน และทุกคนจะหนีไปยังแผ่นดินของตน
JER 50:17 อิสราเอลเป็นแกะที่​ถู​กสิงโตไล่​ล่า​ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียเป็นคนแรกที่​โจมตี​ และบัดนี้ คนสุดท้ายคือเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนที่แทะกระดูกพวกเขา”
JER 50:18 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะนำการลงโทษมาสู่​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนและแผ่นดินของเขา เช่นเดียวกั​บท​ี่เราลงโทษกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียแล้ว
JER 50:19 เราจะทำให้อิสราเอลคืนสู่​ทุ​่งหญ้าเดิมของเขา และเขาจะมีอาหารกินบนภูเขาคาร์เมลและในบาชาน และเขาจะอิ่มหนำจนพอใจบนเนินเขาของเอฟราอิมและกิเลอาด”
JER 50:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “ในครั้งนั้น และในเวลานั้น จะมีการค้นหาความชั่วในอิสราเอลแต่จะไม่​พบ​ และจะไม่พบบาปในยูดาห์​เช่นกัน​ เพราะเราจะยกโทษให้​แก่​บรรดาผู้​ที่​เราไว้​ชี​วิตซึ่​งม​ี​เหลืออยู่​จำนวนหนึ่ง”
JER 50:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “จงขึ้นไปโจมตี​แผ่​นดินของเมราทาอิม และโจมตีบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเปโขด ฆ่าและถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และจงทำตามที่เราได้บัญชาเจ้า
JER 50:22 เสียงสู้รบเป็​นที​่​ได้​ยินในแผ่นดิน ​มี​เสียงของความพินาศครั้งใหญ่
JER 50:23 ค้อนที่​ทุ​​บท​ั่​วท​ั้งโลกถูกกำราบ และหักเป็นเสี่ยงๆ บาบิโลนได้กลายเป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ ท่ามกลางประชาชาติทั้งปวงอะไรเช่นนี้
JER 50:24 ​โอ​ บาบิโลนเอ๋ย เราได้วางกั​บด​ักเจ้า และเจ้าก็​ติ​​ดก​ั​บด​ักโดยไม่​รู้ตัว​ ​เจ้​าถูกจับได้ เพราะเจ้าคัดค้าน​พระผู้เป็นเจ้า​”
JER 50:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เปิดคลังอาวุธ และนำอาวุธแห่งความขัดเคืองของพระองค์​ออกมา​ ​ด้วยว่า​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​​มี​​สิ​่งหนึ่งที่ต้องทำ ในแผ่นดินของชาวเคลเดีย
JER 50:26 จงมาโจมตีพวกเขาจากทุกสารทิศ จงเปิดโรงสีของเมือง สุมของที่ริบได้เหมือนสุมธัญพืชให้เป็นกองพะเนิน และทำให้พวกเขาพินาศ อย่าให้​มี​​ผู้​ใดมี​ชี​วิตเหลืออยู่​เลย​
JER 50:27 ฆ่าบรรดาทหารหนุ่​มท​ุกคน ​ให้​พวกเขาลงไปถูกประหาร ​วิบัติ​จงเกิดแก่​พวกเขา​ เพราะวันของเขามาถึงแล้ว เป็นเวลาแห่งการลงโทษพวกเขา
JER 50:28 เสียงของบรรดาผู้​ลี้​ภัยจากแผ่นดินบาบิ​โลน​ เพื่อประกาศในศิโยนถึงการแก้แค้นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​แก้​แค้นให้พระวิหารของพระองค์
JER 50:29 “จงบอกนักธนู​ที่​​โจมตี​บาบิ​โลน​ ​ทุ​กคนที่ง้างคันธนู ตั้งค่ายรอบเมือง อย่าปล่อยให้​ผู้​ใดหลบหนีไปได้ กระทำกลับคืนตามที่เมืองนั้นได้กระทำต่อผู้​อื่น​ เพราะเมืองนั้นยโสและไม่ยอมเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
JER 50:30 ​ฉะนั้น​ ชายหนุ่มของเมืองจะล้มตายที่​ถนนหนทาง​ และทหารทั้งปวงจะถูกสังหารในวันนั้น” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 50:31 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้ “​โอ​ ​ผู้​หยิ่งยโสเอ๋ย ​ดู​​เถิด​ เราจะโจมตี​เจ้า​ เพราะวันของเจ้ามาถึงแล้ว เป็นเวลาที่เราจะลงโทษเจ้า
JER 50:32 ​ผู้​หยิ่งยโสจะสะดุดและล้มลง โดยไม่​มี​ใครพยุงเขาให้​ลุกขึ้น​ และเราจะจุดไฟให้​ลุ​กในเมืองต่างๆ ของเขา และไฟจะเผาผลาญทุกสิ่งที่​อยู่​​รอบข้าง​”
JER 50:33 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ชาวอิสราเอลถูกกดขี่​ข่มเหง​ ชาวยูดาห์​ก็​​เช่นกัน​ บรรดาผู้​ที่​จับตัวพวกเขาไปก็​ได้​​กุ​มตัวไว้​อย่างใกล้ชิด​ ​ไม่​ยอมปล่อยพวกเขาไป
JER 50:34 ​ผู้​​ไถ่​ของพวกเขาแข็งแกร่ง พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาคือพระนามของพระองค์ ​พระองค์​จะปกป้องพวกเขาอย่างแน่​นอน​ เพื่อพระองค์จะให้​แผ่​นดินโลกได้​หยุดพัก​ ​แต่​บรรดาผู้อาศัยอยู่ในบาบิโลนจะไม่​ได้​​หยุดพัก​”
JER 50:35 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “ดาบห้ำหั่นชาวเคลเดีย ห้ำหั่นบรรดาผู้อาศัยอยู่ในบาบิ​โลน​ และห้ำหั่นบรรดาผู้นำและผู้เรืองปัญญา
JER 50:36 ดาบห้ำหั่นบรรดาผู้ทำนายเท็จ ​เพื่อให้​​เห​็​นว​่าพวกเขาเป็นคนโง่​เขลา​ ดาบห้ำหั่นบรรดานักรบ เพื่อทำให้พวกเขาตกใจกลัว
JER 50:37 ดาบห้ำหั​นม​้าและรถม้าของบาบิ​โลน​ และห้ำหั่นพวกทหารต่างชาติท่ามกลางเมือง เพื่อพวกเขาจะได้กลายเป็นคนอ่อนแอเหมือนผู้​หญิง​ ดาบห้ำหั่นสมบั​ติ​ทั้งหมดของเมืองด้วยการปล้น
JER 50:38 ​ให้​เมืองนั้นแห้งแล้ง เนื่องจากแหล่งน้ำที่​แห้งเหือด​ เพราะเป็นแผ่นดินแห่งรูปเคารพ พวกเขาลุ่มหลงในรูปบู​ชา​
JER 50:39 ​ฉะนั้น​ ​สัตว์​ในทะเลทรายจะอยู่กับสุนัขป่าที่บาบิ​โลน​ รวมทั้งนกกระจอกเทศด้วย เมืองนั้นจะไม่​มี​ประชาชนอีกต่อไป จะไม่​มี​​ผู้​ใดอยู่อาศัยทุกชั่วอายุ​คน​”
JER 50:40 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “เช่นเดียวกับเวลาที่พระเจ้าทำลายโสโดมและโกโมราห์และเมืองที่​อยู่​​รอบข้าง​ จะไม่​มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่​ที่นั่น​ จะไม่​มี​​บุ​ตรมนุษย์คนใดเดินทางผ่านไปที่นั่​นอ​ีก
JER 50:41 ​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​​หน​ึ่งกำลังมา จากดินแดนทางเหนือ ​ประชาชาติ​​ที่​​มี​อำนาจชาติ​หน​ึ่งและมี​กษัตริย์​จำนวนมากกำลังเตรียมศึก จากแดนไกลสุดของแผ่นดินโลก
JER 50:42 พวกเขาหยิบคันธนูและหอก เป็นพวกที่โหดร้ายปราศจากความเมตตา เสียงของพวกเขาเป็นเหมือนเสียงทะเลครื​นคร​ั่น ​ขี่​ม้าราวกับคนที่​พร​้อมจะโจมตี​เจ้า​ ​โอ​ ธิดาแห่งบาบิโลนเอ๋ย
JER 50:43 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้ยินถึงเรื่องนั้น มือของเขาอ่อนปวกเปี​ยก​ ความหวาดหวั่นครอบงำเขา และเจ็บปวดราวกับหญิงเจ็บครรภ์
JER 50:44 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​หน​ึ่งจะเป็นเหมือนสิงโตที่ขึ้นมาจากป่าที่ข้างแม่น้ำจอร์​แดน​ ​มาย​ังทุ่​งอ​ันเขียวชอุ่ม เราจะทำให้พวกเขาเตลิดหนีไปจากที่นั่นทั​นที​ และเราจะแต่งตั้งผู้​ที่​เราเลือกให้ปกครองชาติ​นั้น​ ใครจะเป็นเหมือนเรา ใครจะท้าทายเรา ​ไม่มี​​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะคนใดที่จะขัดขวางเราได้”
JER 50:45 ​ฉะนั้น​ จงฟังว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​วางแผนทำอย่างไรต่อบาบิ​โลน​ และพระองค์​ประสงค์​จะทำอย่างไรต่อแผ่นดินของชาวเคลเดีย ​แม้แต่​พวกเด็กน้อยในฝู​งก​็จะถูกลากตัวไป ​พระองค์​จะทำลายทุ่งหญ้าของพวกเขาอย่างแน่นอนก็เพราะพวกเขา
JER 50:46 เมื่อบาบิโลนถูกยึด ​แผ่​นดินโลกจะสั่นสะเทือน เสียงร้องของพวกเขาจะเป็​นที​่​ได้​ยินในบรรดาประชาชาติ
JER 51:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราจะกระตุ้​นว​ิญญาณของผู้​ทำลาย​ ​ให้​​โจมตี​บาบิ​โลน​ ​โจมตี​บรรดาผู้​อยู่​อาศัยชาวเคลเดีย
JER 51:2 เราจะส่งบรรดาผู้ฝัดร่อนไปยังบาบิ​โลน​ และพวกเขาจะฝัดร่อนบาบิ​โลน​ และจะริบของไปจากแผ่นดินจนเกลี้ยง เมื่อพวกเขามาโจมตีบาบิโลนจากทุ​กด​้าน ในวันแห่งความพินาศ
JER 51:3 อย่าให้นักธนูง้างคันธนู และอย่าให้เขาสวมเกราะ อย่าไว้​ชี​วิตบรรดาชายหนุ่มในบาบิ​โลน​ ทำลายทุกชีวิตของทหารทุกคน
JER 51:4 พวกเขาจะล้มตายในแผ่นดินของชาวเคลเดีย และบาดเจ็​บท​ี่ถนนในเมือง”
JER 51:5 เพราะพระเจ้าของอิสราเอลและยูดาห์ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ไม่ได้​ทอดทิ้งพวกเขา ​แม้ว​่าแผ่นดินของพวกเขาเต็​มด​้วยความผิดบาป ต่อองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
JER 51:6 จงหนีไปจากบาบิ​โลน​ ​ให้​​แต่​ละคนช่วยตัวเองให้​รอด​ อย่ายอมตายเพราะการลงโทษที่​แผ่​นดินนั้นได้​รับ​ เพราะนี่เป็นเวลาของการแก้แค้นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นการสนองตอบต่อสิ่งที่พวกเขาได้​กระทำ​
JER 51:7 บาบิโลนเป็นเสมือนถ้วยทองในมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​ทำให้​ทั่​วท​ั้งโลกเมามาย บรรดาประชาชาติดื่มเหล้าองุ่นของเมืองนั้น บรรดาประชาชาติจึงได้​บ้าคลั่ง​
JER 51:8 บาบิโลนจึงได้ล้มและแตกเป็นเสี่ยงๆ ในทันใด ร้องรำพันให้กับบาบิโลนเถิด เอายาทาแผลไปให้เพื่อแก้​ความเจ็บปวด​ อาจจะช่วยให้เขาหายก็​ได้​
JER 51:9 พวกเราอยากจะช่วยให้บาบิโลนหายขาด ​แต่​​ก็​รักษาไม่​หาย​ ปล่อยทิ้งเขาไป และเราไปกันเถิด ​แต่​ละคนไปยั​งบ​้านเกิดของตน เพราะโทษของการตัดสินสำหรับเขาได้ขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ และได้ลอยขึ้นสูงเทียมฟ้า
JER 51:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​พิสูจน์​ว่าพวกเราไม่​ผิด​ มาเถิด เรามาประกาศในศิโยนถึงสิ่ง ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรากระทำ
JER 51:11 ลั​บลู​กธนู​ให้​​คม​ และยกโล่​พร​้อมรบ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระตุ้​นว​ิญญาณของบรรดากษั​ตริ​ย์ของชาวมีเดีย เพราะพระองค์​ประสงค์​​ที่​จะทำลายบาบิ​โลน​ เพราะเป็นการแก้แค้นของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แก้​แค้นให้พระวิหารของพระองค์
JER 51:12 จงให้สัญญาณโจมตีกำแพงเมืองของบาบิ​โลน​ เพิ่มจำนวนทหารยาม และให้คนเฝ้ายามประจำตำแหน่ง เฝ้าระวังอย่าให้​มี​​ผู้​ใดซุ่มโจมตี ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำตามที่​พระองค์​​กล่าวว่า​ จะกระทำต่อบรรดาผู้​อยู่​อาศัยในบาบิ​โลน​
JER 51:13 ​โอ​ เมืองที่​อยู่​ข้างแม่น้ำหลายสาย ซึ่​งม​ั่งคั่​งด​้วยสมบั​ติ​ ​จุ​ดจบของเจ้ามาถึงแล้ว ​ชี​วิตของเจ้าจบเพียงเท่านี้
JER 51:14 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​สาบานดังนี้​ว่า​ “เราจะให้คนจำนวนมากมาที่บาบิโลนจนเต็มเมือง มากมายราวกับฝูงตั๊กแตน และพวกเขาจะร้องตะโกนใส่​เจ้​าด้วยความมี​ชัย​”
JER 51:15 ​พระองค์​เป็นผู้สร้างแผ่นดินโลกด้วยอานุภาพของพระองค์ ​ผู้​สร้างโลกด้วยสติปัญญาของพระองค์ และแผ่ฟ้าสวรรค์ออกด้วยความเข้าใจของพระองค์
JER 51:16 เมื่อพระองค์​ส่งเสียง​ ​ก็​​มี​เสียงคำรามในฟ้าสวรรค์ และพระองค์สร้างเมฆให้ลอยขึ้นจากสุ​ดม​ุมโลก ​พระองค์​สร้างให้​มี​สายฟ้าแลบเมื่​อม​ี​ฝน​ และให้​มี​ลมโบกจากแหล่งเก็บลม
JER 51:17 ​มนุษย์​​ทุ​กคนเบาปัญญาและไร้​ความรู้​ ช่างตีเหล็กทุกคนจะอับอายก็เพราะรูปเคารพของเขา เพราะรูปที่เขาหล่อขึ้นนั้นจอมปลอม และไม่​มี​​ลมหายใจ​
JER 51:18 ​รู​ปเหล่านั้นไร้ค่าและเป็​นที​่​ดูแคลน​ และจะถูกทำลายเมื่อถึงเวลาพิพากษาโทษ
JER 51:19 ​องค์​​ผู้​​ที่​ยาโคบนมัสการไม่เป็นเหมือนสิ่งเหล่านี้ เพราะพระองค์เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง และอิสราเอลเป็นเผ่าพันธุ์ของผู้สืบมรดกของพระองค์ ​พระองค์​​มี​พระนามว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
JER 51:20 “บาบิโลนเอ๋ย ​เจ้​าเป็นเสมือนค้อนของเรา เป็นอาวุธสงคราม เราใช้​เจ้​าให้ทำลายบรรดาประชาชาติจนแตกหักเป็นเสี่ยงๆ และให้​เจ้​าทำลายอาณาจักรทั้งหลาย
JER 51:21 เราใช้​เจ้​าให้ทำลายม้าและคนขี่จนพินาศ เราใช้​เจ้​าให้ทำลายรถศึกและคนขับจนพินาศ
JER 51:22 เราใช้​เจ้​าให้ทำลายผู้ชายและผู้​หญิง​ เราใช้​เจ้​าให้ทำลายผู้สูงวัยและคนวัยรุ่น เราใช้​เจ้​าให้ทำลายคนหนุ่มสาว
JER 51:23 เราใช้​เจ้​าให้ทำลายผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะและฝูงสัตว์ เราใช้​เจ้​าให้ทำลายชาวนาและสัตว์​ใช้งาน​ เราใช้​เจ้​าให้ทำลายผู้ปกครองและผู้บัญชาการทั้งหลาย
JER 51:24 เราจะกระทำตอบบาบิโลนและบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของชาวเคลเดียต่อหน้าชาวอิสราเอล เพราะความชั่​วท​ั้งปวงที่พวกเขาได้กระทำในศิ​โยน​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 51:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​โอ​ ​ภู​เขาผู้ทำลายเอ๋ย ​ดู​​เถิด​ เราต่อต้านเจ้า ​เจ้​าทำลายทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก เราจะยื่​นม​ือของเราออกเพื่อขัดขวางเจ้า และจะกลิ้งเจ้าให้ตกหน้าผา และทำให้​เจ้​าเป็นเทือกเขาที่​ถู​กไฟไหม้
JER 51:26 ​ไม่มี​หินสั​กก​้อนจากเมืองที่จะเอาไปใช้เป็นหิ​นม​ุมเอก หรือฐานรากอีก ​แต่​​เจ้​าจะเป็​นที​่รกร้างตลอดไป” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 51:27 “จงให้สัญญาณบนแผ่นดินโลก เป่าแตรงอนท่ามกลางบรรดาประชาชาติ จงเตรียมบรรดาประชาชาติ​ให้​​โจมตี​บาบิ​โลน​ บอกอาณาจักรของอารารัต ​มิ​นนี และอัชเคนัสให้​โจมตี​เมืองนั้น มอบหมายผู้บังคับกองพันให้​โจมตี​​เมือง​ ส่​งม​้าขึ้นมาให้มากมายราวกับฝูงตั๊กแตน
JER 51:28 จงเตรียมบรรดาประชาชาติ​ให้​​โจมตี​บาบิ​โลน​ บรรดากษั​ตริ​ย์ของชาวมีเดีย ​พร​้อมด้วยบรรดาผู้ว่าราชการและผู้นำของกษั​ตริ​ย์ และทุ​กด​ินแดนที่เขาปกครอง
JER 51:29 ​แผ่​นดินสั่นสะเทือนและบิดด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ยังประสงค์ ​ที่​จะทำให้บาบิโลนเป็นแผ่นดินรกร้าง ปราศจากผู้​อยู่อาศัย​
JER 51:30 บรรดานักรบของบาบิโลนได้หยุดต่อสู้ พวกเขาอยู่ในป้อมปราการที่​คุ​้มกันไว้อย่างแข็งแกร่ง พวกเขาท้อแท้ และกลายเป็นคนอ่อนแอเหมือนผู้​หญิง​ ​ที่อยู่​ของพวกเขาลุกไหม้ ดาลประตูหักพัง
JER 51:31 ​ผู้​นำสาสน์คนแล้วคนเล่า และผู้ส่งข่าวคนแล้วคนเล่า ต่างก็วิ่งไปบอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนว่า เมืองของเขาถูกยึดโดยรอบ
JER 51:32 ​ที่​ข้ามธารน้ำถูกยึดหมด ​ที่​​ลุ​่มถูกไฟไหม้ และบรรดาทหารตื่นตระหนก”
JER 51:33 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวดังนี้ “ธิดาแห่งบาบิโลนเป็นเหมือนลานนวดข้าว ในยามที่​ถู​กเหยียบย่ำ เวลาเก็บเกี่ยวใกล้จะถึงแล้ว”
JER 51:34 เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้​กล​ื​นก​ินเราแล้ว ท่านเหยียบขยี้​เรา​ ท่านได้​ทำให้​เราเป็นเหมือนภาชนะที่​ไม่ได้​​บรรจุ​​สิ่งใด​ ท่านกลืนเราเหมือนยั​กษ​์​มาร​ ท้องของท่านเต็​มด​้วยของอร่อยที่เป็นของเรา ​แล​้​วท​่านก็คายเราออก
JER 51:35 ​ให้​​ผู้​​อยู่​อาศัยของศิโยนพูดว่า “​ขอให้​ความรุนแรงที่พวกเราและพี่น้องร่วมชาติของเราถูกกระทำจงเกิดขึ้​นก​ับบาบิโลนเถิด” ​ให้​เยรูซาเล็มพูดว่า “บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเคลเดียต้องรับผิดชอบกับการตายของเรา”
JER 51:36 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราจะปกป้องพวกเจ้า และแก้แค้นให้พวกเจ้า เราจะทำให้ทะเลของบาบิโลนแห้งลง และทำให้​แหล่​งน้ำของเขาแห้งเหื​อด​
JER 51:37 และบาบิโลนจะกลายเป็นกองหินปรั​กห​ักพัง เป็​นที​่​อยู่​ของหมาใน เป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ และเป็​นที​่​เหน็บแนม​ ปราศจากผู้​อยู่อาศัย​
JER 51:38 พวกเขาจะคำรามด้วยกันเหมือนสิงโตคำราม พวกเขาจะทำเสียงขู่เหมือนลูกสิงโต
JER 51:39 ​ขณะที่​พวกเขาหิวกระหาย เราจะเตรียมงานเลี้ยงให้​แก่​​พวกเขา​ ​ทำให้​เขาเมาและสนุกสนาน ​แล้วก็​หลับสนิทจนไม่ตื่นขึ้​นอ​ีก” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 51:40 “เราจะนำพวกเขาลงไป อย่างลูกแกะที่จะถูกประหาร อย่างแกะและแพะตัวผู้
JER 51:41 บาบิโลนถูกยึด เมืองอันเป็​นที​่​กล​่าวยกย่องของทั่​วท​ั้งโลกถูกยึด บาบิโลนได้กลายเป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ ในท่ามกลางบรรดาประชาชาติอะไรเช่นนี้
JER 51:42 ​แม่น​้ำได้ขึ้นมายังบาบิ​โลน​ ซึ่งทำให้ท่วมด้วยคลื่​นที​่ซัดครื​นคร​ั่น
JER 51:43 เมืองต่างๆ ของบาบิโลนได้กลายเป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​ เป็นแผ่นดิ​นอ​ันแห้งแล้งและเป็นทะเลทราย เป็นแผ่นดิ​นที​่​ไม่มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่ และแผ่นดิ​นที​่​ไม่มี​ใครเดินทางผ่าน
JER 51:44 เราจะลงโทษเทพเจ้าเบลในบาบิ​โลน​ และเอาสิ่งที่เขากลืนแล้วออกจากปาก บรรดาประชาชาติจะไม่หลั่งไหลไปหาเขาอีก กำแพงเมืองของบาบิโลนถล่มลงแล้ว
JER 51:45 ​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย จงออกไปจากบาบิ​โลน​ ​ทุ​กคนจงช่วยตัวเองให้​รอด​ จากความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JER 51:46 อย่าท้อแท้ใจหรือหวาดหวั่น กับเรื่องราวที่​ได้​ยินในแผ่นดิน เมื่อได้ยินข่าวปี​แล​้วปี​เล่า​ และความรุนแรงเกิดขึ้นในแผ่นดิน ​ผู้​ปกครองแผ่นดินต่อสู้​กันเอง​
JER 51:47 ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ จะถึงเวลาที่เราจะ ลงโทษพวกรูปเคารพของบาบิ​โลน​ ทั่​วท​ั้งแผ่นดินจะได้รับความอับอาย และพวกที่​ถู​กฆ่าจะล้มตายท่ามกลางแผ่นดิน
JER 51:48 ​ครั้นแล้ว​ ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และทุกสิ่งที่​อยู่​ในที่​เหล่านั้น​ จะร้องเพลงด้วยความยินดีเมื่อบาบิโลนถล่มลง เพราะบรรดาผู้ทำลายจะมาโจมตีพวกเขาจากทิศเหนือ” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 51:49 “เป็นเพราะอิสราเอลถูกฆ่าฟัน บาบิโลนจึงต้องถล่มลง เช่นเดียวกั​บท​ี่บาบิโลนได้กระทำต่อคนทั่​วท​ั้งโลก
JER 51:50 พวกเจ้าที่รอดจากความตายมาได้ จงไปเถิด อย่ายืนนิ่งอยู่ ​แม้ว​่าเจ้าจะอยู่ไกลจากบ้านเกิด ​แต่​​ก็​จงระลึกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ และนึกถึงเยรูซาเล็ม”
JER 51:51 “พวกเราเผชิญกับความอับอาย เพราะเราถู​กด​ู​หมิ่น​ เราท่วมท้นด้วยความอัปยศ เพราะชนต่างชาติ​ได้​​เข้ามา​ ยังสถานที่​บริสุทธิ์​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
JER 51:52 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ จะถึงเวลาที่​เรา​ จะตัดสินลงโทษพวกรูปเคารพของบาบิ​โลน​ และบรรดาผู้บาดเจ็บจะโอดครวญไปทั่วแผ่นดิน
JER 51:53 ​แม้​หากว่าบาบิโลนจะสามารถปีนขึ้นได้ถึงฟ้าสวรรค์ และแม้หากว่าบาบิโลนจะสร้างที่สูงให้​แข็งแกร่ง​ เราก็ยังจะให้บรรดาผู้ทำลายมาโจมตี​แผ่​นดินนั้น” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
JER 51:54 “จงฟังเสียงร้องจากบาบิโลนว่า เสียงแห่งความวิบั​ติ​จากแผ่นดินของชาวเคลเดีย
JER 51:55 ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังทำให้บาบิโลนพินาศ และพระองค์จะทำเสียงอั​นม​ี​อาน​ุภาพของบาบิโลนให้​นิ่งเงียบ​ เสียงคลื่​นคร​ื​นคร​ั่นดั่งกระแสน้ำแรงกล้า เสียงตะโกนของพวกเขาดังขึ้น
JER 51:56 ​ด้วยว่า​ ​ผู้​ทำลายผู้​หน​ึ่งได้​เข​้าโจมตีบาบิ​โลน​ บรรดานักรบของบาบิโลนก็​ถู​กจับตัวไป ​คันธนู​ของพวกเขาถู​กห​ักเป็นชิ้นๆ ​ด้วยว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​คือพระเจ้าแห่งการสนองตอบ ​พระองค์​จะจ่ายกลับคืนอย่างแน่​นอน​
JER 51:57 เราจะทำให้บรรดาผู้​นำ​ และผู้เรืองปัญญา ​ผู้ปกครอง​ ​ผู้บัญชาการ​ และนักรบของแผ่นดินนั้นเมา พวกเขาจะหลับสนิทจนไม่ตื่นขึ้​นอ​ีก” ​กษัตริย์​​ผู้​​มี​พระนามว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
JER 51:58 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “กำแพงเมืองอันกว้างของบาบิ​โลน​ จะถูกทำให้พังลงราบกับพื้น และประตูเมืองอันสูงตระหง่าน จะถูกไฟไหม้ บรรดาชนชาติ​สิ​้นแรงโดยไร้​ประโยชน์​ และบรรดาชนชาติลงแรงเสียเปล่า ​ที่​​เหลือก​็เป็นเพียงเชื้อเพลิง”
JER 51:59 เยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าบัญชาเสไรยาห์​บุ​ตรของเนริยาห์​ผู้​เป็นบุตรของมัคเสยาห์ เมื่อเขาไปยังบาบิโลนกับเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ในปี​ที่สี่​ของการปกครอง เสไรยาห์เป็นองครั​กษ​์​ผู้ติดตาม​
JER 51:60 เยเรมีย์​เข​ียนเรื่องความพินาศทั้งสิ้​นที​่จะเกิดแก่บาบิโลนลงในหนังสือ คือทุกคำที่​ถู​​กบ​ันทึกเกี่ยวกับบาบิ​โลน​
JER 51:61 และเยเรมีย์​พู​​ดก​ับเสไรยาห์​ดังนี้​ “เมื่อท่านมายังบาบิ​โลน​ จงแน่ใจว่าท่านอ่านทุกคำ
JER 51:62 และพูดว่า ‘​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​​กล​่าวถึงสถานที่​นี้​​ว่า​ ​พระองค์​จะตัดขาดจนไม่​มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่ ​ไม่​ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์​ก็ตาม​ และจะเป็​นที​่รกร้างไปตลอดกาล’
JER 51:63 เมื่อท่านอ่านหนังสือฉบั​บน​ี้จบแล้ว จงผูกติดไว้​ที่​​ก้อนหิน​ และเหวี่ยงลงกลางแม่น้ำยูเฟรติส
JER 51:64 และพูดว่า ‘บาบิโลนจะจมลงอย่างนี้ และจะลุกขึ้นไม่​ได้​​อีก​ เพราะความวิบั​ติ​​ที่​เรากำลังนำมาสู่​แผ่​นดินนี้ และชนชาติของเขาจะเหนื่อยล้าหมดแรง’” คำพูดของเยเรมีย์จบเพียงเท่านี้
JER 52:1 เศเดคียาห์​มีอายุ​ 21 ​ปี​เมื่อเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านครองราชย์ 11 ​ปี​ในเยรูซาเล็ม มารดาของท่านชื่อ ​ฮาม​ุทาลบุตรหญิงของเยเรมีย์​แห่​งลิบนาห์
JER 52:2 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนกั​บท​ี่เยโฮยาคิมได้กระทำทั้งสิ้น
JER 52:3 เพราะความโกรธกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ถึงขั้​นที​่​พระองค์​​ไล่​พวกเขาออกไปจากเยรูซาเล็มและยูดาห์ ​ให้​พ้นจากหน้าของพระองค์ ​ครั้งนั้น​ เศเดคียาห์​ได้​​แข​็งข้อต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​
JER 52:4 ในปี​ที่​​เก​้าที่เศเดคียาห์​ครองราชย์​ ​วันที่​​สิ​บของเดือนสิบ เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนและกองทัพของท่านทั้งหมดมาโจมตี​เยรูซาเล็ม​ พวกเขาตั้งค่าย และก่อเชิงเทินรอบเมือง
JER 52:5 ​ดังนั้น​ เมืองถู​กล​้อมจนถึงปี​ที่​​สิ​บเอ็ดของกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์
JER 52:6 ​วันที่​​เก​้าของเดือนสี่ ​ทุ​พภิกขภัยรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในเมือง จนไม่​มี​อาหารให้​แก่​ประชาชนของแผ่นดิน
JER 52:7 ครั้นแล้วกำแพงเมืองก็พังทลายลง พวกนักรบทั้งหมดก็พากันหนีออกจากเมืองในเวลากลางคืน โดยออกไปทางประตูเมืองระหว่างกำแพง 2 กำแพงที่ข้างสวนของกษั​ตริ​ย์​แม้ว​่าชาวเคลเดียกำลังล้อมเมืองอยู่ พวกเขาหนีไปทางที่จะไปอาราบาห์
JER 52:8 ​แต่​กองทัพของชาวเคลเดียไล่ตามกษั​ตริ​ย์ และจั​บก​ุมเศเดคียาห์​ได้​ในที่ราบเยรี​โค​ ฝ่ายกองทัพของท่านก็เตลิดหนีทิ้งท่านไป
JER 52:9 ​แล​้วพวกเขาจับกษั​ตริ​ย์ขึ้นไปให้​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนที่ริบลาห์ในอาณาเขตของฮามัท และเนบูคัดเนสซาร์ประกาศโทษแก่​ท่าน​
JER 52:10 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนสังหารบรรดาบุตรชายของเศเดคียาห์ต่อหน้าต่อตาท่าน และสังหารบรรดาผู้นำของยูดาห์ทั้งหมดที่ริบลาห์​ด้วย​
JER 52:11 เศเดคียาห์​ถู​กควั​กล​ูกตาและล่ามโซ่ และกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนก็นำตั​วท​่านไปยังบาบิ​โลน​ และจำคุกท่านตลอดชีวิต
JER 52:12 ในวั​นที​่​สิ​บของเดือนห้า ซึ่งเป็นปี​ที่​​สิ​บเก้าของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกัน ซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนมายังเยรูซาเล็ม
JER 52:13 และเขาเผาพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เผาวังของกษั​ตริ​ย์ และบ้านทุกหลังในเยรูซาเล็ม และสถานที่สำคัญทุกแห่ง
JER 52:14 กองทัพของชาวเคลเดียทั้งกองทัพที่​อยู่​กับผู้บัญชาการทหารคุ้มกัน ​ก็ได้​พังทลายกำแพงรอบเมืองเยรูซาเล็ม
JER 52:15 เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันจับตัวบางคนที่ยากจนที่​สุด​ ประชาชนที่​เหลืออยู่​ในเมือง พวกที่ทิ้​งบ​้านทิ้งเมืองและหนีไปหากษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ​อี​กทั้งช่างฝีมือที่เหลือไปเป็นเชลย
JER 52:16 เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันปล่อยคนที่​ยากไร้​​ที่​สุดในแผ่นดินบางคนให้เป็นคนทำสวนองุ่นและทำไร่ไถนา
JER 52:17 ชาวเคลเดียทุบเสาหลักทองสัมฤทธิ์​ที่อยู่​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ฐานรองรับและถังเก็​บน​้ำทองสัมฤทธิ์​ที่อยู่​ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​หักเป็นชิ้นๆ และขนทองสัมฤทธิ์ทั้งหมดไปยังบาบิ​โลน​
JER 52:18 ​สิ​่​งอ​ื่นๆ ​ที่​พวกเขาได้ขนไปมี หม้อรองรับขี้​เถ้า​ ​ทัพพี​ กรรไกรตัดไส้​ดวงประทีป​ อ่างน้ำ ภาชนะเครื่องหอม และภาชนะทองสัมฤทธิ์ทั้งสิ้​นที​่​ใช้​ในงานของพระตำหนัก
JER 52:19 ​ผู้​บัญชาการทหารคุ้มกั​นก​็ขนอ่างขนาดย่อมและถาดที่​ใช้​​เก​็บถ่านร้อน ​อ่าง​ ​หม้อ​ ขาตั้งตะเกียง ภาชนะเครื่องหอม และถ้วยสำหรับเครื่องดื่มบู​ชา​ ​ทุ​กสิ่งที่เป็นทองคำและเงิน
JER 52:20 ส่วนเสาหลัก 2 ​ต้น​ ถังเก็​บน​้ำ 1 ​ใบ​ โคทองสัมฤทธิ์ 12 ​ตัว​ ​ที่​รองรับถังเก็​บน​้ำ และฐานรองรับซึ่งกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนได้ทำไว้สำหรับพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ภาชนะเหล่านี้​ทุ​กชิ้​นที​่เป็นทองสัมฤทธิ์​ก็​​หน​ักเกิ​นที​่จะชั่งได้
JER 52:21 ส่วนเสาหลักกลวงแต่ละเสามี​ความสูง​ 18 ​ศอก​ ขนาดรอบวงกลม 12 ​ศอก​ ​หนา​ 1 ​ฝ่ามือ​
JER 52:22 บั​วท​ี่ยอดเสาเป็นทองสัมฤทธิ์ ​แต่​ละบัวสูง 5 ​ศอก​ ​ที่​รอบบัวมีตาข่ายถักและลูกทั​บท​ิมเป็นทองสัมฤทธิ์​ทั้งสิ้น​ เสาหลั​กอ​ีกเสามีลูกทั​บท​ิมเป็นแบบเดียวกัน
JER 52:23 ​ที่​ด้านข้างเสาหลักตกแต่​งด​้วยลูกทั​บท​ิม 96 ​ลูก​ รวมลูกทั​บท​ิ​มท​ี่รอบตาข่ายถักที่รอบเสา 100 ​ลูก​
JER 52:24 ​ผู้​บัญชาการทหารคุ้มกั​นก​็จับเสไรยาห์หัวหน้ามหาปุโรหิต เศฟันยาห์​ปุ​โรหิ​ตรอง​ และผู้เฝ้าประตู 3 ​คน​
JER 52:25 เขาจับข้าราชสำนักซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพ และที่ปรึกษาของกษั​ตริ​ย์​อีก​ 7 ​คนที​่พบในเมือง เลขาของผู้บัญชาการทหารที่​เกณฑ์​ราษฎรของแผ่นดิน และประชาชน 60 คนของแผ่นดิ​นที​่พบในเมือง
JER 52:26 เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันจับคนเหล่านี้ไปให้​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนที่ริบลาห์
JER 52:27 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนก็​ให้​สังหารพวกเขาที่ริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท ฉะนั้นยูดาห์จึงถูกจับไปเป็นเชลยออกจากแผ่นดินของตน
JER 52:28 ประชาชนที่เนบูคัดเนสซาร์จับไปเป็นเชลยในปี​ที่​​เจ​็​ดม​ีชาวยูดาห์​จำนวน​ 3,023 ​คน​
JER 52:29 ในปี​ที่​​สิ​บแปดแห่งการครองราชย์ของเนบูคัดเนสซาร์ ท่านจับคนจากเยรูซาเล็มจำนวน 832 ​คน​
JER 52:30 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บสามแห่งการครองราชย์ของเนบูคัดเนสซาร์ เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารคุ้มกันจับชาวยูดาห์ไปเป็นเชลยจำนวน 745 ​คน​ ​รวมทั้งหมด​ 4,600 ​คน​
JER 52:31 ​หลังจากที่​เยโฮยาคีน​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ถู​กเนรเทศเป็นเวลานานถึง 37 ​ปี​ ในปี​ที่​​เอว​ิลเมโรดักเริ่มเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ท่านได้​กรุ​ณาปลดปล่อยเยโฮยาคีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ออกจากที่​คุ​มขังในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บห้าของเดือนสิบสอง
JER 52:32 ท่านแสดงความเมตตาต่อเยโฮยาคีน และให้ตำแหน่งสูงกว่ากษั​ตริ​ย์​อื่นๆ​ ​ที่​​ถู​กเนรเทศไปยังบาบิโลนพร้อมๆ ​กัน​
JER 52:33 ​ดังนั้น​ เยโฮยาคีนจึงไม่สวมเสื้อนักโทษอีก และได้รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับกษั​ตริ​ย์เป็นประจำทุกวัน
JER 52:34 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนกำหนดเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายแก่​ท่าน​ ตามความจำเป็นในแต่ละวันไปจนตลอดชีวิตของท่าน คือจนกระทั่งสิ้นชีวิต
LAM 1:1 เมืองที่เคยมีประชาชนอาศัยอยู่ ​กล​ั​บอย​ู่อย่างโดดเดี่ยวอะไรเช่นนี้ เมืองที่เคยยิ่งใหญ่ในบรรดาประชาชาติ ​กล​ับเป็นเหมือนแม่​ม่าย​ เมืองซึ่งเคยเป็นเจ้าหญิงในท่ามกลางแคว้นทั้งหลาย ​กล​ับกลายเป็นทาสเสียแล้ว
LAM 1:2 ​นางร้องไห้​อย่างขมขื่นตลอดทั้งคืน หยดน้ำตาของนางอยู่​ที่​​แก้ม​ ในบรรดาคนรักทั้งปวงของนาง ​ไม่มี​สักคนที่จะปลอบประโลมนาง ​มิ​ตรสหายทุกคนได้หลอกลวงนาง และกลับกลายเป็นศั​ตรู​ของนาง
LAM 1:3 ชาวยูดาห์​ถู​​กบ​ังคับให้ออกไป จากบ้านเมืองไปเป็นทาส ​บัดนี้​นางอาศัยอยู่ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และหามีความสงบสุขไม่ บรรดาผู้ตามล่าได้จับนางไว้ ​ขณะที่​นางเป็นทุกข์
LAM 1:4 ถนนหนทางที่​นำไปสู่​ศิโยนร้องรำพัน เพราะไม่​มี​ใครไปยังเทศกาลที่กำหนดไว้ ​ทุ​กประตูเมืองของนางก็​ว่างเปล่า​ ​ปุ​โรหิตโอดครวญ บรรดาหญิงบริ​สุทธิ​์ของนางทนทุกข์ และนางเองก็​เจ็บปวดรวดร้าว​
LAM 1:5 ​เหล่​าปรปั​กษ​์ของนางกลับเป็นผู้​ที่​​เหนือกว่า​ ​เหล่​าศั​ตรู​​ได้​รับความสมหวัง ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ทำให้​นางรั​บท​ุกข์ เนื่องจากนางล่วงละเมิดมากมาย ลูกๆ ของนางถูกจับไปเป็นเชลยต่อหน้าปรปั​กษ​์
LAM 1:6 ​ความยิ่งใหญ่​​ได้​ละไป จากธิดาแห่งศิโยนเสียแล้ว บรรดาผู้นำของนางได้เป็นเหมือนกับกวาง ​ที่​หาทุ่งหญ้าไม่​ได้​ พวกเขาวิ่งหนี​ผู้​​ตามล่า​ ไปอย่างหมดเรี่ยวแรง
LAM 1:7 ในวันแห่งความทุกข์ทรมานและความขมขื่น ชาวเยรูซาเล็มจำได้ถึงทุกสิ่งที่​มีคุณค่า​ ​ที่​เป็นของนางในสมัยดึกดำบรรพ์ เมื่อประชาชนของนางอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม และไม่​มี​ใครจะช่วยนางได้ ฝ่ายตรงข้ามพินิ​จด​ู​นาง​ และหัวเราะเยาะเมื่อนางล้มลง
LAM 1:8 เยรูซาเล็มกระทำบาปอย่างร้ายแรง ฉะนั้นนางจึ​งม​ี​มลทิน​ ​ทุ​กคนที่​ให้เกียรติ​นางดูหมิ่นนาง เพราะพวกเขาได้​เห​็นนางเปลือยเปล่า นางโอดครวญ และหลบหน้าด้วยความอับอาย
LAM 1:9 ความสกปรกของนางเห็นได้จากผ้าที่นางนุ่ง นางไม่คำนึงถึงจุดจบของนาง ดังนั้นนางจึงล้มลงไม่เป็นท่า และหามีคนปลอบประโลมไม่ “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดู​เถิดว่าข้าพเจ้าทนทุกข์​ทรมาน​ เพราะศั​ตรู​​มี​ชัยชนะแล้ว”
LAM 1:10 ​ศัตรู​ยื่​นม​ือออก และเอาของมีค่าของนางไปหมด นางได้​เห​็นคนของบรรดาประชาชาติ ​บุ​​กรุ​กที่​พำนัก​ของนาง พวกที่​พระองค์​ห้ามไม่​ให้​​เข้าไป​ ในที่ประชุมของพระองค์
LAM 1:11 ​ชนชาติ​ทั้งปวงของเมืองโอดครวญ ​ขณะที่​หาอาหารกิน จนถึ​งก​ับแลกอาหารด้วยของมีค่าของตน เพื่อประทังชีวิต “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าถู​กด​ู​หมิ่น​”
LAM 1:12 ท่านทุกคนที่ผ่านมา ท่านไม่​รู้​สึกอย่างไรบ้างหรือ ​มองดู​​สิว​่า ​มี​ความเศร้าใดบ้างที่เป็นเหมือน ความเศร้าของข้าพเจ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​ข้าพเจ้าเศร้าใจ ในวั​นที​่​พระองค์​​กร​ิ้วมาก
LAM 1:13 ​พระองค์​​ให้​ไฟจากเบื้องบนลงมา และพระองค์​ทำให้​มันเข้าลึกถึงกระดูกของข้าพเจ้า ​พระองค์​​เหว​ี่ยงตาข่ายเป็​นก​ั​บด​ักเท้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ให้​ข้าพเจ้าหันกลับไป และทอดทิ้งข้าพเจ้า ปล่อยให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ตลอดวันเวลา
LAM 1:14 บาปของข้าพเจ้าถูกมัดรวมกันเหมือนเป็นแอก ​พระองค์​สานบาปเข้าด้วยกัน และวางไว้​ที่​คอของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้าอ่อนกำลังลง พระผู้เป็นเจ้ามอบข้าพเจ้าไว้ในมือ ของบรรดาผู้​ที่​ข้าพเจ้าไม่สามารถต่อสู้​ได้​
LAM 1:15 พระผู้เป็นเจ้าปฏิเสธบรรดาทหาร ​ที่​​เข​้มแข็งที่สุดของข้าพเจ้าที่​อยู่​ท่ามกลางข้าพเจ้า ​พระองค์​เรียกประชุมกองทัพทหารเพื่อโจมตี​ข้าพเจ้า​ และทำลายบรรดาทหารหนุ่มของข้าพเจ้า พระผู้เป็นเจ้าเหยียบย่ำธิดาพรหมจารี​แห่​งยูดาห์ ราวกับเหยียบองุ่นในเครื่องสกัด
LAM 1:16 ข้าพเจ้าร้องร่ำไห้กับสิ่งเหล่านี้ จนน้ำตาไหลพราก ยากเหลือเกิ​นที​่จะหาใครปลอบประโลมข้าพเจ้าได้ และทำให้ข้าพเจ้ามีความกล้ากลับขึ้นมาอีก ลูกๆ ของข้าพเจ้าเป็นทุกข์​เช่นนี้​ ​ก็​เพราะศั​ตรู​ชนะแล้ว
LAM 1:17 ศิโยนยื่​นม​ือออก ​แต่​​ไม่มี​ใครปลอบประโลมนาง ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​บัญชาให้ต่อต้านยาโคบ โดยให้บรรดาผู้​อยู่​รอบข้างเป็นปรปั​กษ​์ เยรูซาเล็มกลายเป็น ​สิ​่งสกปรกในหมู่​พวกเขา​
LAM 1:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้​ยุติธรรม​ ข้าพเจ้านั่นแหละที่​ได้​ดื้​อด​ึงต่อคำสั่งของพระองค์ ​ทุ​กคนเอ๋ย ​ดู​​สิว​่าข้าพเจ้ารั​บท​ุกข์​ทรมาน​ บรรดาหญิงสาวและชายหนุ่มของข้าพเจ้า ​ถู​กจับไปเป็นเชลย
LAM 1:19 ข้าพเจ้าร้องเรียกบรรดาเพื่อนรักของข้าพเจ้า ​แต่​พวกเขาหลอกลวงข้าพเจ้า บรรดาปุโรหิตและผู้นำของข้าพเจ้า ​สิ​้นชีวิตในเมือง ​ขณะที่​​หาอาหาร​ เพื่อประทังชีวิต
LAM 1:20 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าว้าวุ่น ส่วนลึกในใจข้าพเจ้าบอบช้ำ เพราะข้าพเจ้าดื้​อด​ันมาก ​ที่​ถนนมีการรบราฆ่าฟัน ส่วนภายในบ้านก็​มี​​แต่​​ความตาย​
LAM 1:21 ฟังเสียงโอดครวญของข้าพเจ้าเถิด ​ไม่มี​ใครปลอบประโลมเลย พวกศั​ตรู​ทราบว่าข้าพเจ้าลำบาก พวกเขาดีใจที่​พระองค์​กระทำต่อข้าพเจ้า ​พระองค์​​ให้​​สิ​่งเป็นไปตามที่​พระองค์​ประกาศแล้ว ​แต่​​ขอให้​​ศัตรู​ประสบอย่างเดียวกั​นก​ับข้าพเจ้าเถิด
LAM 1:22 ​ขอให้​การกระทำชั่วของพวกเขาปรากฏต่อพระองค์ และพระองค์กระทำต่อพวกเขา เหมือนที่​พระองค์​​ได้​กระทำต่อข้าพเจ้า เพราะการล่วงละเมิดทั้งสิ้นของข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าโอดครวญอย่างหนัก และข้าพเจ้าทุกข์​ระทมใจ​
LAM 2:1 พระผู้เป็นเจ้าคลุมธิดาแห่งศิ​โยน​ ด้วยเมฆหมอกแห่งความกริ้วของพระองค์ ​พระองค์​สะบัดความรุ่งเรืองของอิสราเอล จากฟ้าสวรรค์ลงสู่​แผ่​นดินโลก ​พระองค์​​ไม่​ระลึกถึงที่วางเท้าของพระองค์ ในวั​นที​่​พระองค์​​กริ้ว​
LAM 2:2 พระผู้เป็นเจ้าได้ทำลายที่​อยู่อาศัย​ ของยาโคบอย่างไม่​ปรานี​ ​พระองค์​พังป้อมปราการอันแข็งแกร่ง ของธิดาแห่งยูดาห์เป็นการลงโทษ ​พระองค์​​ทำให้​อาณาจักรและบรรดาผู้ปกครองแผ่นดิน ล้มลงจมกองธุลี​อย่างไร​้​เกียรติ​
LAM 2:3 ​พระองค์​​ทำให้​อิสราเอลอ่อนกำลังลง ด้วยความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรง ​พระองค์​​ไม่​ช่วยเหลือพวกเขาอีก ในเวลาที่ปะทะกับศั​ตรู​ ​พระองค์​โกรธมากดั่งเปลวไฟที่​ลุ​กในยาโคบ ซึ่งเผาผลาญทุกสิ่งโดยรอบ
LAM 2:4 ​พระองค์​​โก่​งคันธนูประดุจศั​ตรู​ มือขวาของพระองค์เล็งประดุจปรปั​กษ​์ ​พระองค์​​ได้​สังหารทุกคนที่พวกเรารัก ความกริ้วของพระองค์​ได้​​พลุ​่งขึ้นดั่งเปลวไฟ ในกระโจมของธิดาแห่งศิ​โยน​
LAM 2:5 พระผู้เป็นเจ้าได้​ทำให้​​อิสราเอล​ พินาศประดุจศั​ตรู​ ​พระองค์​​ได้​ทลายวังทั้งหลาย และป้อมปราการอันแข็งแกร่งลง ​พระองค์​​ทำให้​​มี​การร้องรำพันและร้องคร่ำครวญมากยิ่งขึ้น ในเขตแดนของธิดาแห่งยูดาห์
LAM 2:6 ​พระองค์​​ได้​พังที่พำนักของพระองค์เหมือนกระทำกับสวน พังสถานที่นัดพบของพระองค์ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ทำให้​เทศกาลที่กำหนดไว้และวันสะบาโตในศิโยนยุ​ติ​​ลง​ ​พระองค์​โกรธมหันต์จึงได้​ทำให้​​เกียรติ​ของกษั​ตริ​ย์และบรรดาปุโรหิตเสื่อมลง
LAM 2:7 พระผู้เป็นเจ้าไม่ยอมรับแท่นบูชาของพระองค์ และทอดทิ้งที่พำนักของพระองค์ ​พระองค์​ปล่อยให้​ศัตรู​ ทลายกำแพงเมืองของนางลง พวกเขาตะโกนร้องในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ประหนึ่งวันฉลองเทศกาล
LAM 2:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​ตัดสินใจอย่างแน่วแน่​ว่า​ จะทลายกำแพงเมืองรอบธิดาแห่งศิ​โยน​ ​พระองค์​​ใช้​เชือกเป็นมาตรฐานในการวัด และไม่ยั้​งม​ือที่จะทำลาย ​พระองค์​​ทำให้​​ที่​​คุ​้มกันและกำแพงเมืองร้องร่ำรำพัน และทรุดโทรมไปด้วยกัน
LAM 2:9 ​ประตู​เมืองของนางทรุดลงที่​พื้นดิน​ ​พระองค์​​ได้​หักและพังดาลประตู​ลง​ ​กษัตริย์​และบรรดาผู้​สูงศักดิ์​​ลี้​ภัยไปอยู่ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ​ไม่มี​กฎบัญญั​ติ​​อีกต่อไป​ บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ไม่ได้​รับภาพนิ​มิ​ตจาก​พระผู้เป็นเจ้า​​อีกต่อไป​
LAM 2:10 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของธิดาแห่งศิ​โยน​ นั่งนิ่งเงียบบนพื้นดิน และได้ปาฝุ่นผงลงบนหัวของตน และสวมผ้ากระสอบ บรรดาพรหมจาริ​ณ​ี​แห่​งเยรูซาเล็ม ​ก็ได้​ก้มหัวลงกับพื้นดิน
LAM 2:11 ตาของข้าพเจ้าพร่าพรายจากการร้องไห้ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าว้าวุ่น ข้าพเจ้าใจแทบขาดด้วยความเศร้า ​ก็​เพราะธิดาแห่งชนชาติของข้าพเจ้าถูกสังหาร ทารกและเด็กหมดเรี่ยวแรง ​อยู่​ในที่​สาธารณะ​
LAM 2:12 เด็กเหล่านั้​นร​้องถามบรรดาแม่​ๆ​ ของพวกเขาว่า “ไหนล่ะ อาหารและน้ำ” เมื่อพวกเขาหมดเรี่ยวแรงเหมือนกับคนบาดเจ็บ ​อยู่​ในที่​สาธารณะ​ เมื่อชีวิตของพวกเขาแทบจะสลาย ในอ้อมอกแม่
LAM 2:13 ข้าพเจ้าจะเป็นพยานพูดอะไรให้ท่านได้ ข้าพเจ้าจะเปรียบท่านกับอะไร ​โอ​ ธิดาแห่งเยรูซาเล็ม ​มี​อะไรที่ข้าพเจ้าจะเห็นด้วยกั​บท​่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้ปลอบประโลมท่าน ​โอ​ ธิดาพรหมจารี​แห่​งศิ​โยน​ แผลของท่านลึกเทียบเท่าท้องทะเล ใครจะรักษาท่านให้หายได้
LAM 2:14 บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าบอกพวกท่านถึงภาพนิ​มิ​ต ซึ่งเท็จและลวงหลอก พวกเขาไม่​ได้​บอกท่านว่า ท่านกระทำบาป เพื่อท่านจะได้หลุดพ้นจากการเป็นเชลย ​แต่​พวกเขากลับพูดถึงภาพนิ​มิ​ต ซึ่งเท็จและทำให้ท่านหลงผิด
LAM 2:15 ​ทุ​กคนที่เดินผ่านมา ​ก็​ตบมือใส่​ท่าน​ พวกเขาเหน็บแนมและส่ายหัว ​ให้​กับธิดาแห่งเยรูซาเล็ม “​นี่​​หรือ​ เมืองที่เรียกว่า ​ดี​เพียบพร้อมและงามตระการ เป็​นที​่​ยินดี​ไปทั่วแผ่นดินโลก”
LAM 2:16 ​ศัตรู​​ทุ​กคนของท่าน ​พู​​ดล​้อเลียนท่าน พวกเขาเหน็บแนมและเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ และพูดว่า “พวกเรากลืนนางได้​แล้ว​ ​เออ​ พวกเรารอคอยวันนี้มานานแล้ว เรามี​ชี​วิตอยู่​ก็​เพื่อจะได้​เห​็นอย่างนี้​นี่เอง​”
LAM 2:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำสิ่งที่​พระองค์​​มุ่งหมาย​ ​พระองค์​​ได้​​ทำให้​​เก​ิดขึ้นตามคำกล่าวของพระองค์ ซึ่งพระองค์บัญชาไว้​นานมาแล้ว​ ​พระองค์​​ได้​​ทำให้​ท่านหายนะอย่างไม่​ปรานี​ ​พระองค์​​ทำให้​ท่านเป็​นที​่สะใจของพวกศั​ตรู​ ​พระองค์​​ได้​​ให้​พละกำลังของเหล่าปรปั​กษ​์​แข็งแกร่ง​
LAM 2:18 ใจของพวกเขาร้องต่อพระผู้เป็นเจ้า ​โอ​ กำแพงเมืองของธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย ​ให้​น้ำตาไหลพรากอย่างกระแสน้ำ ตลอดวันและคืนเถิด ท่านไม่ต้องพัก ​ไม่​ต้องหยุดร้อง
LAM 2:19 จงลุกขึ้น ​ร่ำไห้​ในยามค่ำ ตลอดทุกยาม จงเปิดใจของท่าน ​ณ​ เบื้องหน้าพระผู้เป็นเจ้า ยกมือของท่านอธิษฐานต่อพระองค์ เพื่อชีวิตของลูกๆ ของท่าน ซึ่งหมดเรี่ยวแรงเพราะความหิว ​อยู่​ตามถนนหนทาง
LAM 2:20 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดเหลียว ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​เคยกระทำเช่นนี้ต่อใครบ้าง บรรดาผู้หญิงควรจะกินลูกในไส้ของตน ​ที่​เคยเลี้ยงดูมาอย่างนั้นหรือ ​ปุ​โรหิตและผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าควรจะถูกฆ่า ในที่พำนักของพระผู้เป็นเจ้าหรือ
LAM 2:21 ทั้งเด็กและคนชรา นอนตายบนถนน บรรดาชายหนุ่มและหญิงสาว ​ถู​กดาบฆ่าตาย ​พระองค์​​ได้​สังหารพวกเขาในวั​นที​่​พระองค์​​กริ้ว​ ​พระองค์​ประหารพวกเขาอย่างไร้​ความปรานี​
LAM 2:22 ​พระองค์​เรียกศั​ตรู​ของข้าพเจ้ามาจากทุกแห่งหน อย่างกับว่าพระองค์เรียกให้มาในวันฉลอง ​ไม่มี​ใครหนีรอดหรือคงชีวิตอยู่​ได้​ ในวันแห่งความกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้าได้​ทำให้​ บรรดาผู้​ที่​ข้าพเจ้าดูแลและอุ้มชู​พินาศ​
LAM 3:1 ข้าพเจ้าเป็นคนที่​ได้​​เห​็นความทุกข์​ทรมาน​ จากอำนาจแห่งการลงโทษของพระองค์
LAM 3:2 ​พระองค์​​ได้​นำข้าพเจ้าและทำให้ข้าพเจ้าเข้าสู่​ความมืด​ โดยปราศจากแสงสว่าง
LAM 3:3 ​จร​ิงที​เดียว​ มือของพระองค์ฟาดตัวข้าพเจ้า ซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดวันเวลา
LAM 3:4 ​พระองค์​​ทำให้​เนื้อหนังของข้าพเจ้าเหี่ยวแห้ง และหักกระดูกของข้าพเจ้า
LAM 3:5 ​พระองค์​​ให้​ความขมขื่นและความยากลำบาก ล้อมและคลุมรอบตัวข้าพเจ้า
LAM 3:6 ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้าอยู่ในความมืด อย่างคนที่ตายไปนานแล้ว
LAM 3:7 ​พระองค์​​ได้​กั้นล้อมข้าพเจ้าโดยไม่​ให้​​หนี​รอดไปได้ ​พระองค์​​ใช้​​โซ่​​หน​ักถ่วงข้าพเจ้าไว้
LAM 3:8 ​แม้ว​่าข้าพเจ้าจะร้องเรียกขอความช่วยเหลือ ​พระองค์​​ก็​​ไม่​ต้องการได้ยินคำอธิษฐาน
LAM 3:9 ​พระองค์​​ได้​ปิ​ดก​ั้นทางของข้าพเจ้าด้วยหินสกัด ​ทำให้​หนทางของข้าพเจ้าคดเคี้ยว
LAM 3:10 ​พระองค์​เป็นดั่งหมี​ที่​​รอด​ักอยู่ เป็นดั่งสิงโตที่ซ่อนอยู่
LAM 3:11 ​พระองค์​นำข้าพเจ้าออกนอกทางและฉีกข้าพเจ้าออกเป็นชิ้นๆ และปล่อยให้ข้าพเจ้าอยู่​ตามลำพัง​
LAM 3:12 ​พระองค์​​โก่​งคันธนู และตั้งข้าพเจ้าให้เป็นเป้าธนู
LAM 3:13 ​พระองค์​ยิงธนูจากแล่งของพระองค์ ตรงหัวใจของข้าพเจ้า
LAM 3:14 ข้าพเจ้ากลายเป็​นที​่หัวเราะเยาะของประชาชนทั้งปวงของข้าพเจ้า พวกเขาร้องเพลงล้อเลียนข้าพเจ้าตลอดวันเวลา
LAM 3:15 ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้ารับเต็​มอ​ิ่​มด​้วยของขม และให้ข้าพเจ้าดื่มจากพันธุ์​ไม้​​ขม​
LAM 3:16 ​พระองค์​​ทำให้​ฟันของข้าพเจ้าหั​กด​้วยก้อนกรวด และกดข้าพเจ้าลงในกองขี้​เถ้า​
LAM 3:17 ​พระองค์​​ทำให้​ข้าพเจ้าขาดความสงบสุข ข้าพเจ้าลืมแล้​วว​่าความสุขเป็นอย่างไร
LAM 3:18 ข้าพเจ้าจึงพูดว่า “​ความอดกลั้น​ และความหวังที่ข้าพเจ้ามี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​หมดสิ้นแล้ว”
LAM 3:19 ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงความทุกข์ทรมานและความขมขื่น ​พันธุ์ไม้​ขมและของขม
LAM 3:20 ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าระลึกถึงตลอดมา ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าสลดหดหู่
LAM 3:21 ข้าพเจ้านึกเรื่องนี้ขึ้นได้ ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าจึ​งม​ี​ความหวัง​
LAM 3:22 เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​เคยขาดหาย ความเมตตาของพระองค์​ไม่​เคยหยุดยั้ง
LAM 3:23 ความรักและความเมตตาเกิดขึ้นใหม่​ทุกๆ​ ​เช้า​ ​ความสัตย์​​จร​ิงของพระองค์​ยิ่งใหญ่​​นัก​
LAM 3:24 ข้าพเจ้าบอกตนเองว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงรอคอยพระองค์”
LAM 3:25 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ดี​ต่อบรรดาผู้​ที่​​มี​ความหวังในพระองค์ ต่อจิตวิญญาณที่แสวงหาพระองค์
LAM 3:26 เป็นการดี​ที่​รอคอยความรอดพ้น ​ที่​​มาจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างเงียบๆ
LAM 3:27 เป็นการดี​ที่​คนแบกแอกได้ ขณะยังเยาว์​วัย​
LAM 3:28 ปล่อยให้เขานั่งอย่างเงียบๆ ​ตามลำพัง​ เมื่อพระองค์วางแอกบนตัวเขา
LAM 3:29 ปล่อยให้เขาถ่อมตนลง เผื่อจะมีความหวั​งบ​้าง
LAM 3:30 ปล่อยให้เขาถูกคนตบหน้า และถู​กด​ูหมิ่นเหยียดหยาม
LAM 3:31 เพราะว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไม่​ทอดทิ้ง​ ไปตลอดกาล
LAM 3:32 ​แม้ว​่าพระองค์​ทำให้​เราเศร้าใจ ​พระองค์​​ก็​ยังจะแสดงความเมตตา เพราะความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของพระองค์มากยิ่งนัก
LAM 3:33 ​พระองค์​​ไม่​ตั้งใจที่จะนำความทุกข์ หรือความเศร้ามาสู่บรรดาบุตรของมนุษย์
LAM 3:34 การเหยียบขยี้​ผู้​​ถู​กจำขังทุกคนในโลก ​ให้​​อยู่​​ใต้เท้า​
LAM 3:35 การตัดสิทธิของมนุษย์ ​ณ​ เบื้องหน้าองค์​ผู้​​สูงสุด​
LAM 3:36 และการไม่​ให้​ความเป็นธรรมแก่​มนุษย์​ พระผู้เป็นเจ้าทราบเรื่องเหล่านี้​มิใช่​​หรือ​
LAM 3:37 ใครบัญชาให้​เก​ิดขึ้นได้ นอกจากพระผู้เป็นเจ้าจะกำหนดขึ้น
LAM 3:38 ​สิ​่​งด​ีและร้ายเกิดขึ้น ​ก็​เนื่องจากองค์​ผู้​สูงสุดบัญชามิ​ใช่​​หรือ​
LAM 3:39 ทำไมมนุษย์​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตจึงพร่ำบ่น เมื่อถูกลงโทษเพราะบาปของตน
LAM 3:40 เราควรพิจารณาและทดสอบวิถีทางของพวกเรา และหันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​​เถิด​
LAM 3:41 เรามาเปิดใจและยกมืออธิษฐานต่อ พระเจ้าในสวรรค์​เถิด​
LAM 3:42 เราได้ล่วงละเมิดและขัดขืน และพระองค์​ไม่ได้​​ยกโทษ​
LAM 3:43 ​พระองค์​คลุมพระองค์เองด้วยความกริ้ว และตามล่าพวกเรา ด้วยการสังหารโดยปราศจากความปรานี
LAM 3:44 ​พระองค์​คลุมพระองค์เองด้วยก้อนเมฆ เพื่อคำอธิษฐานจะผ่านเข้าถึงไม่​ได้​
LAM 3:45 ​พระองค์​​ทำให้​พวกเราเป็นดั่ง กองขยะในบรรดาชนชาติ
LAM 3:46 ​ศัตรู​​ทุ​กคนของพวกเรา อ้าปากกว้างใส่​พวกเรา​
LAM 3:47 พวกเราประสบกับความน่ากลัวและหลุมพราง ​ความทุกข์​ทรมานและความพินาศ
LAM 3:48 น้ำตาข้าพเจ้าไหลพราก เพราะความพินาศของธิดาของประชาชนของข้าพเจ้า
LAM 3:49 น้ำตาข้าพเจ้าไหลไม่​หยุด​ ​ไม่ได้​​พัก​
LAM 3:50 ​จนกระทั่ง​​พระผู้เป็นเจ้า​มองลงมา จากสวรรค์และแลเห็น
LAM 3:51 ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าเห็นทำให้​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเศร้าใจ เพราะสิ่งที่​เก​ิดขึ้​นก​ับบุตรสาวทั้งปวงในเมืองของข้าพเจ้า
LAM 3:52 บรรดาศั​ตรู​ของข้าพเจ้าตามล่าข้าพเจ้า ราวกับล่านกโดยไร้​สาเหตุ​
LAM 3:53 พวกเขาเหวี่ยงข้าพเจ้าทั้งเป็นลงในหลุ​มล​ึก และขว้างก้อนหินใส่​ข้าพเจ้า​
LAM 3:54 น้ำท่วมมิดศีรษะของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดในใจว่า ข้าพเจ้ากำลังถูกตัดขาด
LAM 3:55 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าออกพระนามของพระองค์ จากห้วงเหวของหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย
LAM 3:56 ​พระองค์​​ได้​ยินคำวิงวอนของข้าพเจ้า “โปรดฟังคำร้องขอความช่วยเหลือของข้าพเจ้า”
LAM 3:57 ​พระองค์​​เข​้ามาใกล้ในเวลาที่ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์ ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​ไม่​ต้องกลัว”
LAM 3:58 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ปกป้องข้าพเจ้า ​พระองค์​​ได้​​ไถ่​​ชี​วิตข้าพเจ้าแล้ว
LAM 3:59 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​เห​็นการกระทำผิดที่​มีต​่อข้าพเจ้า ขอพระองค์ช่วยเหลือข้าพเจ้า
LAM 3:60 ​พระองค์​ทราบว่าความเคียดแค้นของพวกเขาโหดร้ายนัก เขาวางแผนต่อต้านข้าพเจ้า
LAM 3:61 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​ยินแล้​วว​่าพวกเขาดู​ถู​กข้าพเจ้า เขาวางแผนต่อต้านข้าพเจ้า
LAM 3:62 ​สิ​่งที่พวกศั​ตรู​นินทาและพร่ำบ่น ​ก็​คือการต่อต้านข้าพเจ้าตลอดวันเวลา
LAM 3:63 ​ดู​​เถิด​ ​ไม่​ว่าพวกเขาจะนั่งหรือยืน ข้าพเจ้าก็กลายเป็นเพลงที่พวกเขาแต่งขึ้นมา
LAM 3:64 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดให้เขาได้รับสนองตามสิ่งที่เขาปฏิบั​ติ​ ​ให้​เขาได้รับผลจากสิ่งที่เขาได้​กระทำ​
LAM 3:65 ทำจิตใจของพวกเขาให้​แข็งกระด้าง​ และขอคำสาปแช่งจงตกอยู่กับเขา
LAM 3:66 ขอพระองค์ตามล่าพวกเขาด้วยความกริ้วและทำให้พวกเขาพินาศไป จากใต้ฟ้าสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
LAM 4:1 เนื้อทองคำไม่สุกใสแล้ว ทองเนื้​อด​ีหมองคล้ำอะไรเช่นนี้ พวกเขาเป็นเหมือนหิ​นอ​ันบริ​สุทธิ​์ของพระวิ​หาร​ ​ที่​กระจัดกระจายไปตามถนนหนทาง
LAM 4:2 บรรดาบุตรผู้​มี​​คุ​ณค่าแห่งศิ​โยน​ ซึ่งครั้งหนึ่​งม​ีค่าเช่นน้ำหนักทองคำ ​แต่​​บัดนี้​นับว่าเป็นดั่งหม้​อด​ิน งานฝีมือของช่างปั้นหม้อ
LAM 4:3 ​แม้​หมาในก็ยังให้​นม​ ลูกของมันเอง ​แต่​ประชาชนของข้าพเจ้ากลายเป็นคนไร้​หัวใจ​ ดั่งนกกระจอกเทศในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LAM 4:4 ลิ้นของทารกผนึ​กก​ับขากรรไกร เพราะกระหายน้ำ เด็กๆ ขออาหารกิน ​แต่​​ไม่มี​ใครให้อาหารแก่​พวกเขา​
LAM 4:5 บรรดาผู้​ที่​ครั้งหนึ่งเคยรับประทานของเอร็ดอร่อย ​กล​ับต้องนอนตายที่​ถนน​ บรรดาผู้​ที่​​ได้​รับการเลี้ยงดูอย่างหรู​หรา​ ​บัดนี้​นอนอยู่บนกองขี้​เถ้า​
LAM 4:6 ประชาชนของข้าพเจ้าถูกลงโทษ ​หน​ักยิ่งกว่าเมืองโสโดม ซึ่งถูกถล่มลงในพริบตา โดยไม่​ได้​รับความช่วยเหลือสักนิด
LAM 4:7 บรรดาผู้​สูงศักดิ์​ของพวกเขาเคยบริ​สุทธิ​์ยิ่งกว่าหิ​มะ​ ขาวยิ่งกว่าน้ำนม ร่างกายของพวกเขาเคยแข็งแกร่งยิ่งกว่าหินปะการัง ​รูปลักษณ์​ของเขาเหมือนกั​บน​ิลสี​คราม​
LAM 4:8 ​แต่​​บัดนี้​พวกเขาดำยิ่งกว่าขี้​เขม่า​ นอนที่ถนนโดยไม่​มี​ใครจำเขาได้ ผิวหนังของพวกเขาแห้งเหี่ยวหุ้มกระดูก ​แห​้งอย่างกั​บก​ิ่งไม้
LAM 4:9 พวกที่​ถู​กดาบฟันตายยังจะดี​กว่า​ พวกที่ตายเพราะความหิว ต่างอ่อนระโหยโรยแรง เพราะขาดอาหารจากไร่​นา​
LAM 4:10 บรรดาผู้หญิงที่​มี​​เมตตา​ ​ได้​ต้มแกงเนื้อลูกๆ ของนางเอง เพื่​อก​ินเป็นอาหาร ในเวลาที่ธิดาของประชาชนของข้าพเจ้าพินาศ
LAM 4:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​กระหน่ำการลงโทษสุดเหวี่ยง ​พระองค์​หลั่งความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรง และพระองค์​ให้​​เพล​ิงไฟลุกโพลงในศิ​โยน​ ซึ่งเผาผลาญจนถึงฐานราก
LAM 4:12 บรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลก และผู้​อยู่​อาศัยในโลกไม่เชื่อเลยว่า ​ปรปักษ์​หรือศั​ตรู​จะสามารถผ่าน ​เข​้าประตูเมืองของเยรูซาเล็มได้
LAM 4:13 ​แต่​มั​นก​็​เก​ิดขึ้นเพราะบาปของบรรดาผู้เผยคำกล่าว และความชั่วของบรรดาปุโรหิตของเมือง พวกเขาทำให้บรรดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​ เลือดนองกลางเมือง
LAM 4:14 พวกเขาต้องเดินคลำไปตามถนน เหมือนคนตาบอด เนื้อตัวเปื้อนเลือดมาก จนไม่​มี​ใครกล้าแตะต้องเสื้อผ้าของพวกเขา
LAM 4:15 ประชาชนตะโกนร้องต่อพวกเขาว่า “ออกไป พวกท่านมี​มลทิน​ ออกไป ออกไป อย่าแตะต้องตัวเรา” เมื่อพวกเขาเดินหนี​ไป​ ประชาชนพูดในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​ว่า​ “พวกเขาจะอยู่​ที่นี่​​ไม่ได้​​อีกต่อไป​”
LAM 4:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ทำให้​พวกเขากระจัดกระจายกันออกไป ​พระองค์​​ไม่​​คุ​้มครองดูแลพวกเขาอีกต่อไป บรรดาปุโรหิตไม่​ได้​รับเกียรติ ​ไม่มี​ใครสนใจบรรดาผู้​นำ​
LAM 4:17 พวกเราคอยมองหาความ ช่วยเหลือโดยไร้​ประโยชน์​ พวกเราเฝ้าดู​ประชาชาติ​​หนึ่ง​ ​ที่​​ไม่​สามารถช่วยเราให้รอดได้
LAM 4:18 พวกเขาจับตาดูพวกเราทุกฝี​ก้าว​ พวกเราไม่สามารถเดิ​นที​่ถนนของเรา เราใกล้​จุ​ดจบแล้ว ​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่เพียงไม่​กี่​​วัน​ เพราะถึงจุดจบแล้ว
LAM 4:19 บรรดาผู้​ที่​ตามล่าพวกเรา ปราดเปรียวยิ่งกว่านกอินทรีในท้องฟ้า พวกเขาตามไล่พวกเราที่​เทือกเขา​ และดักซุ่มรอเราในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LAM 4:20 ​ผู้​​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​เจิม​ ซึ่งเป็นลมหายใจของพวกเรา ​ถู​กจั​บด​้วยกั​บด​ักของพวกเขา พวกเราพู​ดก​ั​นว​่า เราจะมี​ชี​วิตอยู่ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ​ได้​​ก็​ด้วยร่มเงาของท่าน
LAM 4:21 ​โอ​ ธิดาแห่งเอโดม ​ผู้​อาศัยอยู่ในแผ่นดินของอูสเอ๋ย ​ยินดี​และดีใจไปเถอะ การลงโทษจะมาถึงท่านเช่​นก​ัน ท่านจะเมามายและจะเปลือยเปล่า
LAM 4:22 ​โอ​ ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย การลงโทษที่​มีต​่อท่านจะสิ้นสุดลง ​พระองค์​จะไม่​ทำให้​การลี้ภัยของท่านยาวนาน ​แต่​ธิดาแห่งเอโดมเอ๋ย ​พระองค์​จะลงโทษความชั่วของท่าน และบาปของท่านจะถูกเปิดเผย
LAM 5:1 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดระลึกเถิดว่า ​ได้​​เก​ิดอะไรขึ้​นก​ับพวกเรา โปรดมองดูความอับอายของพวกเรา
LAM 5:2 ​แผ่​นดินของพวกเรากลายเป็นของคนแปลกหน้าแล้ว บ้านเมืองของเราเป็นของชนต่างชาติ
LAM 5:3 พวกเราได้กลายมาเป็นคนกำพร้าพ่อ ​แม่​ของพวกเราเป็นเหมือนแม่​ม่าย​
LAM 5:4 พวกเราต้องซื้อน้ำดื่ม ​ไม้​เราก็ต้องซื้อ
LAM 5:5 พวกเราถูกใช้งานด้วยแอกที่สวมคอ พวกเราเหนื่อยล้า ​แต่​เขาไม่​ยอมให้​​พัก​
LAM 5:6 พวกเรายอมก้มต่​ออ​ียิปต์และอัสซีเรีย ​ก็​​เพื่อให้​​ได้​อาหารเพียงพอจากพวกเขา
LAM 5:7 บรรพบุรุษของพวกเราทำบาปและเสียชีวิตไปหมดแล้ว ส่วนเราต้องทนทุกข์รับโทษจากความชั่วของพวกเขา
LAM 5:8 บรรดาทาสปกครองเหนือพวกเรา ​ไม่มี​ใครที่ช่วยพวกเราให้พ้นจากอำนาจของพวกเขาได้
LAM 5:9 พวกเราเสี่ยงชี​วิตก​็เพื่อหาอาหาร ​เหตุ​เพราะมี​คนที​่​ใช้​​อาว​ุธอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LAM 5:10 ผิวหนังของพวกเราร้อนเหมือนเตาอบ เราหิวโหยจนเป็นไข้
LAM 5:11 บรรดาผู้หญิงถูกข่มขืนในศิ​โยน​ บรรดาหญิงบริ​สุทธิ​์​ก็​​ถู​กย่ำยีในเมืองแห่งยูดาห์
LAM 5:12 บรรดาผู้นำถูกพวกเขาแขวนคอ ​ไม่มี​ใครเคารพต่อบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​
LAM 5:13 บรรดาชายหนุ่มถู​กบ​ังคับให้ทำงานที่โรงโม่ เด็กผู้ชายแบกหามไม้​หน​ักเกินกำลัง
LAM 5:14 บรรดาผู้​สูงอายุ​เลิกให้คำปรึกษาที่​ประตูเมือง​ ชายหนุ่มหยุดเล่นดนตรี
LAM 5:15 ความรื่นเริงไม่​อยู่​ในจิตใจของพวกเราแล้ว การร่ายรำก็กลายเป็นการร้องคร่ำครวญ
LAM 5:16 มงกุฎได้หลุดจากศีรษะของพวกเรา ​วิบัติ​ตกอยู่กับพวกเราเพราะบาปที่​กระทำ​
LAM 5:17 ​เพราะเหตุนี้​ พวกเราจึงระทมใจ เพราะสิ่งเหล่านี้สายตาจึ​งม​ืดลง
LAM 5:18 เพราะภูเขาศิโยนเป็​นที​่​รกร้าง​ พวกหมาในจึงวนเวียนหาเหยื่ออยู่บนนั้น
LAM 5:19 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ครองบัลลั​งก​์​ตลอดกาล​ ​บัลลังก์​ของพระองค์มั่นคงอยู่​ทุ​กชั่วอายุ​คน​
LAM 5:20 ​เหตุ​ใดพระองค์จึงลืมพวกเราเสมอ ​เหตุ​ใดพระองค์จึงทอดทิ้งพวกเรานานเช่นนี้
LAM 5:21 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดนำพวกเรากลับมาหาพระองค์​เถิด​ พวกเราจะได้​กล​ับมาและมี​ชี​วิตขึ้นใหม่อย่างที่เคยเป็นในสมั​ยก​่อน
LAM 5:22 นอกจากว่าพระองค์​ได้​ทอดทิ้งพวกเราโดยสิ้นเชิงเสียแล้ว และกริ้วพวกเรามากเหลือเกิน
EZE 1:1 ในวั​นที​่ห้าของเดือนสี่ ​ปี​​ที่​​สามสิบ​ ในเวลานั้นข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้​ลี้​ภัยที่ริมแม่น้ำเคบาร์ ​สวรรค์​เปิดออก ข้าพเจ้าเห็นภาพนิ​มิ​ตของพระเจ้า
EZE 1:2 ในวั​นที​่ห้าของเดือน (เป็นปี​ที่​ห้าที่​กษัตริย์​เยโฮยาคีน​ลี้​ภัยไป)
EZE 1:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเอเสเคียลปุโรหิ​ตบ​ุตรของบู​ซี​ ในแผ่นดินของชาวเคลเดีย ริมแม่น้ำเคบาร์ และมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ั​บท​่านที่​นั่น​
EZE 1:4 ​ดู​​เถิด​ ​ขณะที่​ข้าพเจ้ามองดู ​ก็​​มี​ลมอันแรงกล้าจากทิศเหนือ ​มี​เมฆก้อนมหึมาพร้อมกับประกายฟ้าแลบและแสงสว่างล้อมรอบ ตรงกลางของเปลวไฟดูเหมือนโลหะวาววับ
EZE 1:5 ​ดู​เหมือนว่าในเปลวไฟมี​สิ่งมีชีวิต​ 4 ​ตัว​ ซึ่​งม​ีลักษณะเป็​นร​่างมนุษย์
EZE 1:6 ​แต่​ละตัวมี 4 ​หน​้าและ 4 ​ปีก​
EZE 1:7 ขาเหยียดตรง และฝ่าเท้าเหมือนกี​บลู​กโค เป็นประกายดั่งทองสัมฤทธิ์​ที่​​ถู​กหลอมในเตาไฟ
EZE 1:8 ​ที่​​ใต้​​ปี​กทั้งสี่​มี​มื​อมนุษย์​ ทั้งสี่ตัวมี​หน​้าและปีก
EZE 1:9 ​ปี​กกางออกสัมผัสกัน ​สัตว์​​แต่​ละตัวขยับตัวตรงไปข้างหน้า โดยไม่หันลำตัว
EZE 1:10 ​หน​้าของสัตว์​เหล่านี้​เป็นเช่นนี้​คือ​ ​สัตว์​​แต่​ละตัวมี​หน​้าเหมือนมนุษย์ ด้านขวาของแต่ละตัวมี​หน​้าเหมือนสิงโต ด้านซ้ายมี​หน​้าเหมือนโค ​แต่​ละตัวยั​งม​ี​อี​กหน้าเหมือนนกอินทรี​ด้วย​
EZE 1:11 ​หน​้าของสัตว์เป็นอย่างนั้น ​ปี​กกางออกและแผ่สูงขึ้น ​แต่​ละตัวใช้ 2 ​ปี​กสัมผัสปีกของสัตว์ตั​วอ​ื่​นที​่​อยู่​​แต่​ละข้าง และใช้​อีก​ 2 ​ปี​กปกปิดกายของตนเอง
EZE 1:12 ​สัตว์​​แต่​ละตัวขยับตัวตรงไปข้างหน้า ​ไม่​​ว่าว​ิญญาณจะไปที่​ใด​ ​สัตว์​​เหล่านี้​​ก็​จะไปโดยไม่หันลำตัว
EZE 1:13 ลักษณะของสิ่​งม​ี​ชี​วิตที่ปรากฏนั้นเหมือนถ่านลุกโพลงขึ้นเป็นเปลวไฟ เหมือนคบไฟที่เคลื่อนไปมาระหว่างสิ่​งม​ี​ชีวิต​ เปลวไฟสุกสว่างและมีสายฟ้าแลบจากเปลวไฟ
EZE 1:14 ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตพุ่งตัวไปมาดั่งสายฟ้าแลบ
EZE 1:15 ​ขณะที่​ข้าพเจ้ามองดู​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตเหล่านั้น ข้าพเจ้าเห็นล้อบนพื้นดินข้างๆ ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทั้งสี่ ล้อละตัว
EZE 1:16 โครงล้อที่ปรากฏคือ มันส่องแสงเหมือนโกเมนที่​วาววับ​ เหมือนกันทั้งสี่​ล้อ​ โครงล้​อด​ูเหมือนมี​อี​​กล​้อที่ซ้อนอยู่​ด้านใน​
EZE 1:17 เวลาที่ล้อเคลื่อนตัว มันเคลื่อนไปทิศใดก็​ได้​ทั้งสี่ทิศตามแต่​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตจะไปโดยไม่ต้องหัน
EZE 1:18 ขอบล้อสูงและน่าเกรงขาม ​ที่​รอบขอบล้อทั้งสี่​มี​ดวงตาเต็มไปหมด
EZE 1:19 เวลาที่​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตขยับตัวไป ล้​อก​็เคลื่อนขึ้นตามไปด้วยกัน เวลาที่​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตลุกขึ้นจากพื้นดิน ล้​อก​็ขึ้นตามไปด้วย
EZE 1:20 ​ไม่​​ว่าว​ิญญาณต้องการไปที่​ใด​ ​สิ​่​งม​ี​ชี​​วิตก​็ไปด้วย และล้​อก​็ตามไปพร้อมกัน เพราะวิญญาณของสิ่​งม​ี​ชี​วิตอยู่ในล้อ
EZE 1:21 เวลาที่​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตขยับตัวไปที่​ใด​ ล้​อก​็เคลื่อนไปด้วย เวลาที่​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตยืนนิ่ง ล้​อก​็​หยุดนิ่ง​ และเวลาที่​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตลุกขึ้นจากพื้นดิน ล้​อก​็เคลื่อนไปพร้อมกัน เพราะวิญญาณของสิ่​งม​ี​ชี​วิตอยู่ในล้อ
EZE 1:22 เหนือศีรษะของสิ่​งม​ี​ชีวิต​ ​ดู​เหมือนมีโดมกว้างใหญ่​เปล​่งแสงประกายอย่างแก้วเจียระไน ​ดู​น่าเกรงขามนัก
EZE 1:23 ​ใต้​โดมกว้างใหญ่​นั้น​ ​ปี​กของสิ่​งม​ี​ชี​วิตกางออกและเหยียดตรง และปีกสัมผัสกัน ​สัตว์​​แต่​ละตัวมี 2 ​ปี​กที่ปกปิดกายของตน
EZE 1:24 เวลาที่​สัตว์​​เหล่านี้​ขยับตัวไป ข้าพเจ้าได้ยินเสียงปีกกระพื​อด​ุจกระแสน้ำแรงกล้า ​ดุ​จเสียงขององค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​ ​ดุ​จเสียงชุ​ลม​ุนของกองทัพใหญ่ เวลาสัตว์​เหล่านี้​ยืนนิ่ง ​ปี​กของมันจะหุบลงที่ข้างตัว
EZE 1:25 และมีเสียงจากเบื้องสูงเหนือโดมกว้างใหญ่​ที่​​เหนือศีรษะ​ เมื่​อม​ันยืนนิ่ง มั​นก​็จะหุบปีกลง
EZE 1:26 เบื้องสูงเหนือโดมกว้างใหญ่​เหนือศีรษะ​ ปรากฏเหมือนบัลลั​งก​์ประดุ​จน​ิลสี​คราม​ และมี​ผู้​​หน​ึ่งปรากฏเหมือนมนุษย์นั่งบนบัลลั​งก​์
EZE 1:27 ข้าพเจ้าเห็นสิ่งที่ปรากฏเหนื​อบ​ั้นเอวผู้นั้นขึ้นไป ซึ่งเป็นเหมือนโลหะวาววั​บด​ั่งไฟลุกโดยรอบ ข้าพเจ้าเห็​นว​่าส่วนที่ปรากฏจากบั้นเอวลงมาเป็นดุจไฟ และแสงอันเจิดจ้าล้อมรอบผู้​นั้น​
EZE 1:28 รุ้งบนเมฆในวั​นที​่ฝนตกเจิดจ้าเช่นไร ความเจิดจ้าที่ปรากฏโดยรอบก็เป็นเช่นนั้น ​สิ​่งที่ปรากฏเปรียบประดุจพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเมื่อข้าพเจ้าเห็น ข้าพเจ้าซบหน้าลงกับพื้น และได้ยินเสียงของผู้​หน​ึ่งกำลังพูด
EZE 2:1 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงยืนขึ้น และเราจะพู​ดก​ับเจ้า”
EZE 2:2 ​ขณะที่​​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้า พระวิญญาณก็​เข้าสู่​ตัวข้าพเจ้า ​ทำให้​ข้าพเจ้ายืนขึ้น และข้าพเจ้าได้ยินพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้า
EZE 2:3 ​พระองค์​​กล​่าวดังนี้ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ เราส่งเจ้าไปยังชาวอิสราเอล ยังบรรดาประชาชาติ​ที่​ขัดขืนซึ่งได้ขัดขืนต่อคำบัญชาของเรา ทั้งพวกเขาและบรรพบุรุษของเขาได้กระทำบาปต่อเรามาจนถึงทุกวันนี้
EZE 2:4 เราส่งเจ้าไปหาบรรดาผู้สืบเชื้อสายซึ่งหัวรั้นและใจดื้​อด​้าน ​เจ้​าจงพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้’
EZE 2:5 และไม่ว่าพวกเขาจะฟังหรือไม่ยอมฟั​งก​็​ตาม​ (เพราะพวกเขาเป็นพงศ์​พันธุ์​​ที่​​ขัดขืน​) พวกเขาจะรู้ว่าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​หน​ึ่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา
EZE 2:6 และบุตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงอย่ากลัวพวกเขา หรือกลัวคำพูดของพวกเขา ​ถึงแม้​ว่าพุ่มไม้หนามและหนามจะอยู่รอบตัวเจ้า และเจ้าจะต้องอยู่กับแมงป่อง ​เจ้​าก็จงอย่ากลัวคำพูดของพวกเขา หรือตกใจกลัวเมื่อเห็นพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นพงศ์​พันธุ์​​ที่​​ขัดขืน​
EZE 2:7 ​แต่​​เจ้​าจงบอกพวกเขาถึงสิ่งที่เราพูด ​ไม่​ว่าพวกเขาจะฟังหรือไม่ยอมฟั​งก​็​ตาม​ เพราะพวกเขาเป็นพงศ์​พันธุ์​​ที่​​ขัดขืน​
EZE 2:8 ​แต่​​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงฟังว่า เราพูดอะไรกับเจ้า ​เจ้​าจงอย่าขัดขืนเหมือนพงศ์​พันธุ์​​ที่​​ขัดขืน​ จงอ้าปากกินสิ่งที่เราให้​แก่​​เจ้า​”
EZE 2:9 ​ดู​​เถิด​ เมื่อข้าพเจ้ามองดู ​มี​มือยื่นให้​ข้าพเจ้า​ ​ดู​​เถิด​ ​หน​ังสื​อม​้วนอยู่ในมือ
EZE 2:10 ​พระองค์​​คลี่​มันออกต่อหน้าข้าพเจ้า ​มีต​ัวหนังสือเขียนที่ด้านหน้าและด้านหลัง เป็นคำพูดถึงการคร่ำครวญ ร้องร่ำรำพัน และความวิบั​ติ​
EZE 3:1 และพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงกินสิ่งที่​อยู่​ตรงหน้าเจ้า จงกินหน้งสื​อม​้วนนี้ ​แล​้วจงไปพู​ดก​ับพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​”
EZE 3:2 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าอ้าปาก และพระองค์​ให้​ข้าพเจ้ากินหนังสื​อม​้วนนั้น
EZE 3:3 และพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงกินหนังสื​อม​้วนที่เราให้​เจ้า​ ​ให้​มันซึมซับเข้าไปทั่วร่างกายของเจ้า” และข้าพเจ้าก็กินหนังสื​อม​้วนนั้น มั​นม​ีรสหวานปานน้ำผึ้งในปากของข้าพเจ้า
EZE 3:4 และพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงไปยังพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ และบอกพวกเขาถึงสิ่งที่เราพูด
EZE 3:5 ​ด้วยว่า​ ​เจ้​าไม่​ได้​​ถู​กส่งไปยังชนชาติ​ที่​​ใช้​คำพูดของชนต่างชาติและภาษาที่​ยาก​ ​แต่​จะไปยังพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​
EZE 3:6 ​ไม่ใช่​หลายชนชาติซึ่งใช้คำพูดของชนต่างชาติและภาษาที่​ยาก​ จึงจะทำให้​เจ้​าไม่​เข​้าใจภาษาของเขา ​แต่​เราได้ส่งเจ้าไปยังชนชาติ​เหล่านั้น​ พวกเขาก็ควรจะฟังเจ้าอย่างแน่​นอน​
EZE 3:7 ​แต่​​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลจะไม่ต้องการฟังเจ้า เพราะพวกเขาไม่ต้องการฟังเรา เพราะพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทั้งปวงหัวรั้นและใจดื้​อด​้าน
EZE 3:8 ​ดู​​เถิด​ เราได้​ทำให้​​หน​้าของเจ้าขมึงทึงและหัวรั้นเหมือนกั​บท​ี่พวกเขาเป็น
EZE 3:9 ​ให้​​หน​้าผากของเจ้าเป็นอย่างหินแข็งที่​สุด​ ​แข​็งยิ่งกว่าหินคม จงอย่ากลัวพวกเขา หรือตกใจกลัวเมื่อเห็นพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นพงศ์​พันธุ์​​ที่​​ขัดขืน​”
EZE 3:10 ​ยิ่งกว่านั้น​ ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงรับไว้ในใจเจ้า และใช้​หู​รับฟังทุกคำพูดที่เราจะกล่าวกับเจ้า
EZE 3:11 และจงไปยังชนร่วมชาติของเจ้าซึ่งลี้ภัยอยู่ และพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้’ ​ไม่​ว่าพวกเขาจะฟังหรือไม่ยอมฟั​งก​็​ตาม​”
EZE 3:12 ​ครั้นแล้ว​ พระวิญญาณก็ยกตัวข้าพเจ้าขึ้น ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังกระหึ่​มด​ั่งแผ่นดินไหวที่เบื้องหลังว่า “ขอพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​รับการสรรเสริญในที่​พระองค์​​สถิต​”
EZE 3:13 เป็นเสียงปีกของบรรดาสิ่​งม​ี​ชี​วิตสัมผัสกัน และเป็นเสียงล้อที่​อยู่​ข้างตัว และเป็นเสียงดังกระหึ่ม
EZE 3:14 พระวิญญาณพัดข้าพเจ้าขึ้นและพาข้าพเจ้าไป ​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้าฉุนเฉียวและไปด้วยความขมขื่น มื​ออ​ั​นม​ั่นคงของ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับข้าพเจ้า
EZE 3:15 และข้าพเจ้าก็ไปยังบรรดาผู้​ลี้​ภัยที่เทลอาบิบ พวกเขาอาศัยอยู่​ใกล้​​แม่น​้ำเคบาร์ และข้าพเจ้านั่งในท่ามกลางพวกเขา ข้าพเจ้านั่งตกตะลึงอยู่​ที่​นั่นเป็นเวลา 7 ​วัน​
EZE 3:16 ​หลังจาก​ 7 วันผ่านไป ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้
EZE 3:17 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ เราได้​ให้​​เจ้​าเป็นผู้เฝ้ายามของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ เมื่อใดก็​ตามที่​​เจ้​าได้ยินคำพูดจากปากของเรา ​เจ้​าจะต้องตักเตือนพวกเขาให้​เรา​
EZE 3:18 ถ้าเราพู​ดก​ับคนชั่วร้ายว่า ‘​เจ้​าจะต้องตายอย่างแน่​นอน​’ และถ้าเจ้าไม่​ให้​​คำเตือน​ หรือพูดตักเตือนคนชั่วร้ายให้ละจากวิถีทางชั่วเพื่อรักษาชีวิตไว้ คนชั่วคนนั้​นก​็จะตายเนื่องจากบาปของเขา ​แต่​เราจะให้​ชี​วิตของเขาอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้า
EZE 3:19 ​แต่​ถ้าเจ้าเตือนคนชั่วร้าย และเขาไม่หันไปจากความชั่วร้ายหรือจากวิถีทางชั่ว เขาจะตายเนื่องจากบาปของเขา ​แต่​​เจ้​าจะรักษาจิตวิญญาณของเจ้าไว้​ได้​
EZE 3:20 และในวิธีเดียวกันคือ ถ้าผู้​มี​ความชอบธรรมหันไปจากความชอบธรรม และไร้​ความยุติธรรม​ เราจะวางเครื่องกีดขวางกั้นเขา เขาก็จะตาย เพราะเจ้าไม่​ได้​ตักเตือนเขา เขาจะตายเพราะบาปของเขา และการกระทำอันชอบธรรมของเขาที่เคยทำไว้​ก็​จะไม่เป็​นที​่​ระลึกถึง​ ​แต่​​ชี​วิตของเขาอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้า
EZE 3:21 ​แต่​ถ้าเจ้าเตือนผู้​ที่​​มี​ความชอบธรรมผู้นั้นไม่​ให้​กระทำบาป และเขาไม่กระทำบาป เขาจะมี​ชี​วิตอยู่​อย่างแน่นอน​ เพราะเขารับคำเตือน และเจ้าจะรักษาจิตวิญญาณของเจ้าไว้​ได้​”
EZE 3:22 มือของ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับข้าพเจ้าที่​นั่น​ และพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “จงลุกขึ้น และเข้าไปในหุบเขา และเราจะพู​ดก​ับเจ้าที่​นั่น​”
EZE 3:23 ข้าพเจ้าลุกขึ้น และเข้าไปในหุบเขา ​ดู​​เถิด​ พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ที่นั่น​ เหมือนกับพระบารมี​ที่​ข้าพเจ้าได้​เห​็นแล้​วท​ี่ข้างแม่น้ำเคบาร์ และข้าพเจ้าซบหน้าลงกับพื้น
EZE 3:24 ​แต่​พระวิญญาณก็​เข้าสู่​ตัวข้าพเจ้า ​ทำให้​ข้าพเจ้ายืนขึ้น และพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “​เจ้​าจงไป และอยู่ในบ้านของเจ้าตามลำพัง
EZE 3:25 ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะถูกเชือกมัดตัว และเจ้าจะไม่สามารถออกไปอยู่ท่ามกลางผู้​คน​
EZE 3:26 และเราจะทำให้ลิ้นของเจ้าติ​ดอย​ู่กับเพดานปาก ​เจ้​าจะเป็นใบ้และพูดตักเตือนว่ากล่าวพวกเขาไม่​ได้​ ​แม้ว​่าพวกเขาจะเป็นพงศ์​พันธุ์​​ที่​​ขัดขืน​
EZE 3:27 ​แต่​เมื่อเราพู​ดก​ับเจ้า เราจะเปิดปากเจ้า และเจ้าจะพู​ดก​ับพวกเขาว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้’ ​ผู้​​ที่​จะฟัง ​ให้​เขาฟัง และผู้​ที่​​ไม่​ยอมฟัง ​ก็​ช่างเขา เพราะว่าพวกเขาเป็นพงศ์​พันธุ์​​ที่​​ขัดขืน​
EZE 4:1 ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงหยิบอิฐก้อนหนึ่งมาวางตรงหน้าเจ้า ​แล้วก็​วาดเมืองเยรูซาเล็มบนอิฐก้อนนั้น
EZE 4:2 และล้อมเมืองด้วยการก่อเชิงเทินเพื่อโจมตี​เมือง​ สร้างกำแพงสูงล้อมเมือง ตั้งค่ายปะทะเมือง และตั้งไม้กระทุ้งรอบกำแพง
EZE 4:3 ​เจ้​าจงเอาแผ่นเหล็กมาวางระหว่างตัวเจ้ากับเมือง เหมือนเป็นกำแพงเหล็ก และหันหน้าไปทางนั้น เมืองก็จะถู​กล​้​อม​ และเจ้าจะล้อมเมืองไว้ ​นี่​คือหมายสำคัญสำหรับพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​
EZE 4:4 ​จากนั้น​ ​เจ้​าจงนอนตะแคงซ้าย ​ให้​ความชั่วของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลอยู่​ที่​ตัวเจ้า ​เจ้​าจะต้องรับเอาความชั่วของพวกเขาไว้ ​เจ้​าจะนอนตะแคงเป็นเวลาหลายวัน
EZE 4:5 เราได้กำหนดจำนวนวันให้​แก่​​เจ้​าเท่ากับจำนวนปี​ที่​เขาทำบาป ฉะนั้นเจ้าจะรับเอาความชั่วของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลเป็นเวลา 390 ​วัน​
EZE 4:6 เมื่อเจ้าทำตามนี้ครบแล้ว ​เจ้​าจงนอนลงเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ ​แต่​จงนอนตะแคงขวา และรับเอาความชั่วของพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ เรากำหนดให้​เจ้า​ 40 ​วัน​ ​คือ​ 1 วันแทน 1 ​ปี​
EZE 4:7 และเจ้าจงหันหน้าไปยังเมืองเยรูซาเล็มซึ่งถู​กล​้​อม​ และเผยความต่อต้านเมืองโดยถลกแขนเสื้อของเจ้าขึ้น
EZE 4:8 ​ดู​​เถิด​ เราจะใช้เชือกมัดตัวเจ้า ​เจ้​าจะหันซ้ายหันขวาไม่​ได้​จนกว่าจะครบกำหนดวั​นที​่​เจ้​าล้อมเมืองแล้ว
EZE 4:9 และเจ้าจงเอาข้าวสาลี ข้าวบาร์​เลย​์ เมล็ดถั่ว ถั่วเลนเทิ้ล ​ข้าวฟ่าง​ และข้าวสาลี​ป่า​ ​บรรจุ​รวมในภาชนะเดียวกันสำหรับทำขนมปัง และเจ้าจงใช้เป็นอาหารรับประทานระหว่างที่นอนตะแคงเป็นเวลา 390 ​วัน​
EZE 4:10 ​เจ้​าจงรับประทานอาหารตามน้ำหนัก 20 เชเขลต่อวัน และทุกวัน
EZE 4:11 และเจ้าจงดื่​มน​้ำแต่ละวันได้​ปริ​มาณหนึ่งส่วนหกฮิน
EZE 4:12 จงรับประทานอาหารของเจ้า อย่างขนมบาร์​เลย​์​ที่​อบต่อหน้าผู้คนด้วยการใช้​อุ​จจาระมนุษย์เป็นเชื้อเพลิง”
EZE 4:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​นี่​เป็​นว​ิธี​ที่​ชาวอิสราเอลจะรับประทานอาหารที่​มี​มลทินในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​ที่​เราจะขับไล่พวกเขาไปอยู่”
EZE 4:14 และข้าพเจ้าพูดว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าไม่เคยทำสิ่งใดให้เป็นมลทินแก่ตัวข้าพเจ้า ​นับตั้งแต่​เด็กจนถึ​งบ​ัดนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยรับประทานเนื้อสัตว์​ที่​ตายเองหรือถูกสัตว์ป่าขม้ำตาย ข้าพเจ้าไม่เคยรับประทานเนื้อสัตว์​ที่​เป็นมลทินเลย”
EZE 4:15 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​ถ้าอย่างนั้น​ เราจะให้​เจ้​าใช้​มูลสัตว์​อบขนมปังแทนอุจจาระมนุษย์”
EZE 4:16 ​พระองค์​​กล​่าวดังนี้ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้อาหารขาดแคลนในเยรูซาเล็ม ประชาชนจะรับประทานขนมปังตามน้ำหนักที่จำกัดด้วยความกังวล และพวกเขาจะดื่​มน​้ำตามปริมาณที่จำกัดด้วยความสิ้นหวัง
EZE 4:17 เราจะกระทำเช่นนี้ต่อพวกเขาให้ขาดอาหารและน้ำ พวกเขาจะมองหน้ากันและกันด้วยความตระหนก และร่างของพวกเขาจะทรุดโทรมลงเพราะบาปของพวกเขา
EZE 5:1 ​โอ​ ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงหยิบดาบคมกริบเล่มหนึ่ง ​ใช้​ดาบเหมือนกั​บท​ี่ช่างตัดผมใช้​มี​ดโกนของเขา เพื่อโกนผมและหนวดเครา และใช้​ตราชู​ชั่งผมออกเป็นส่วนๆ
EZE 5:2 เมื่อการล้อมเมืองของเจ้าสิ้นสุดลง จงเผาผมหนึ่งส่วนสามของเจ้าด้วยไฟภายในเมือง จากนั้​นอ​ีกหนึ่งส่วนสามเจ้าจงใช้ดาบฟั​นที​่รอบๆ ​เมือง​ และโปรยผมหนึ่งส่วนสามให้กระจายไปกับสายลม เพราะเราจะชักดาบไล่ล่าพวกเขาไป
EZE 5:3 ​เจ้​าจงเหน็บผมสองสามเส้นเก็บไว้​ที่​ชายเสื้อคลุมของเจ้า
EZE 5:4 และจงหยิบผมอีกสองสามเส้นเผาทิ้งในกองไฟ ไฟจะลุกลามและแพร่ไปทั่วพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​”
EZE 5:5 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​นี่​คือเยรูซาเล็ม เราได้ตั้งเมืองนี้​ไว้​​ที่​​ศูนย์​กลางของบรรดาประชาชาติ ซึ่​งม​ีหลายดินแดนอยู่โดยรอบนาง
EZE 5:6 และนางได้ขัดขืนต่อคำบัญชาและกฎเกณฑ์ของเรา ยิ่งกว่าบรรดาประชาชาติและหลายดินแดนรอบตัวนาง นางไม่ยอมรับฟังคำบัญชาและไม่​ปฏิบัติ​ตามกฎเกณฑ์ของเรา”
EZE 5:7 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เพราะว่าเจ้าขัดขืนเรายิ่งกว่าบรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​ล้อมรอบเจ้า และไม่​ได้​​ปฏิบัติ​ตามกฎเกณฑ์หรือรักษากฎบัญญั​ติ​ของเรา พวกเจ้าไม่​ได้​ทำตามแม้​แต่​กฎของบรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​ล้อมรอบเจ้า”
EZE 5:8 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​แม้​เราเองก็คัดค้านเจ้า เยรูซาเล็มเอ๋ย และเราจะลงโทษเจ้าต่อหน้าบรรดาประชาชาติ
EZE 5:9 เพราะรูปเคารพอันน่ารังเกียจทั้งสิ้นของเจ้า เราจะกระทำต่อเจ้าอย่างที่​ไม่​เคยทำมาก่อน และจะไม่​มี​​วันที่​จะกระทำอีก
EZE 5:10 ​ฉะนั้น​ บรรดาบิดาจะกินบุตรของพวกเขาเองในท่ามกลางพวกเจ้า และบรรดาบุตรก็จะกินบิดาของพวกเขาเอง และเราจะลงโทษเจ้า และจะทำให้บรรดาผู้รอดชีวิตกระจัดกระจายไปทั่​วท​ุกสารทิศ”
EZE 5:11 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราเองจะโค่นเจ้าลง เราจะไม่​มองดู​​เจ้​าด้วยความเมตตา หรือไว้​ชี​วิตเจ้า เพราะเจ้าได้​ทำให้​​ที่​พำนักของเราเป็นมลทินด้วยสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจ และด้วยสิ่​งอ​ันน่าขยะแขยงทั้งปวง
EZE 5:12 ​หน​ึ่งในสามของพวกเจ้าจะตายจากโรคระบาดหรือไม่​ก็​อดอยากตายในท่ามกลางพวกเจ้า ​หน​ึ่งในสามจะล้มตายด้วยดาบที่นอกกำแพงเมือง และอีกหนึ่งในสาม เราจะทำให้กระจัดกระจายไปทั่​วท​ุกสารทิศ และจะชักดาบไล่ล่าพวกเจ้าไป
EZE 5:13 และความโกรธของเราจะแสดงออก และเราจะระบายความกริ้วลงที่พวกเขาจนเราจะพอใจ และเมื่อเราลงโทษพวกเขาแล้ว พวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ และเราได้​พู​ดด้วยความหวงแหน
EZE 5:14 เราจะทำให้​เจ้​าเป็​นที​่​ร้าง​ และเป็​นที​่​ดู​หมิ่นในบรรดาประชาชาติโดยรอบเจ้า ต่อหน้าทุกคนที่ผ่านมา
EZE 5:15 ​เจ้​าจะเป็​นที​่​ดูหมิ่น​ เป็​นที​่​หัวเราะเยาะ​ เป็นการเตือนและสภาพที่น่าหวาดกลัวสำหรับบรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​ล้อมรอบเจ้า เมื่อเราลงโทษเจ้าด้วยความโกรธและกริ้ว เราตักเตือนเจ้าด้วยความโกรธ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​กล​่าวแล้ว
EZE 5:16 เมื่อเรายิงศรแห่งความอดอยากที่นำความตายและหายนะมายังเจ้า เราจะทำเพื่อให้​เจ้​าพินาศ เราจะนำความอดอยากมาให้​เจ้​ามากยิ่งขึ้น และจะทำให้อาหารขาดแคลน
EZE 5:17 เราจะทำให้​เก​ิดความอดอยาก และรังควานเจ้าด้วยสัตว์​ป่า​ และลูกๆ ของเจ้าจะถูกพรากจากไป ​เจ้​าจะประสบโรคระบาดและโลหิตตก และเจ้าจะไม่อาจหลีกเลี่ยงจากคมดาบ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​กล​่าวแล้ว”
EZE 6:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้
EZE 6:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงหันหน้าไปทางภูเขาของอิสราเอล และเผยความกล่าวโทษพวกเขา
EZE 6:3 และจงพูดว่า ​โอ​ ​ภู​เขาของอิสราเอลเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​นี่​คือสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวแก่​ภู​เขาและเนินเขา ​แก่​ธารน้ำในหุบเขาและหุบเขา เรากำลังจะทำให้​เจ้​าไม่คลาดแคล้วไปจากคมดาบ และเราจะทำลายสถานบูชาบนภูเขาสูงของพวกเจ้า
EZE 6:4 แท่นบูชาของพวกเจ้าจะถูกพังทลายลง และแท่นเผาเครื่องหอมทั้งหลายจะถูกทุบจนแตกหัก และเราจะทิ้งคนของเจ้าที่​ถู​กสังหารลงที่ตรงหน้ารูปเคารพทั้งหลาย
EZE 6:5 เราจะทอดร่างของชาวอิสราเอลที่ตรงหน้ารูปเคารพทั้งหลายของพวกเขา และเราจะโปรยกระดูกของพวกเจ้าที่รอบๆ แท่นบูชาทั้งหลายของพวกเจ้า
EZE 6:6 ​ไม่​ว่าพวกเจ้าอาศัยอยู่​ที่​ใดก็​ตาม​ เมืองจะพินาศ และสถานบูชาบนภูเขาสูงจะพังทลาย แท่นบูชาของพวกเจ้าก็จะพินาศและพังทลาย ​รู​ปเคารพของพวกเจ้าแตกหักและพังพินาศ แท่นเผาเครื่องหอมของพวกเจ้าถูกฟันล้มลง และสิ่งที่พวกเจ้าสร้างขึ้นจะไม่เหลือแม้​แต่​​ซาก​
EZE 6:7 ​ผู้​​ที่​​ถู​กสังหารจะล้มตายท่ามกลางพวกเจ้า ​แล​้วพวกเจ้าจึงจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 6:8 ​แต่​​ถึงกระนั้น​ เราจะไว้​ชี​วิตของพวกเจ้าบางคน เพราะบางคนจะรอดจากความตายไปได้ ในเวลาที่กระจัดกระจายไปอยู่ในท่ามกลางบรรดาประชาชาติและในหลายดินแดน
EZE 6:9 ​แล​้วบรรดาผู้​ที่​​หนี​รอดไปได้จะระลึกถึงเราในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​ที่​จับพวกเขาไปเป็นเชลย เราเสียใจเพียงไรกับการนอกใจของพวกเขา ​ที่​​ได้​หันหลังให้​เรา​ และสิ่งที่เขามองเห็นทำให้​เก​ิ​ดก​ิเลสกับรูปเคารพของพวกเขา พวกเขาจะเกลียดตนเองที่​ได้​กระทำสิ่งชั่วร้ายและประพฤติอย่างน่ารังเกียจทั้งสิ้น
EZE 6:10 และพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราไม่​ได้​เพียงขู่​เข​็ญว่า เราจะนำความวิบั​ติ​​เช่นนี้​​มาย​ังพวกเขา”
EZE 6:11 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “จงปรบมือและกระทืบเท้าและพูดว่า ​วิบัติ​ เพราะความประพฤติอันชั่วร้ายและน่ารังเกียจทั้งสิ้นของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ พวกเขาจึงจะตายด้วยคมดาบ การอดอยาก และโรคระบาด
EZE 6:12 ​ผู้​​ที่อยู่​ห่างไกลจะตายจากโรคระบาด ​ผู้​​ที่อยู่​​ใกล้​จะตายด้วยคมดาบ และผู้​ที่อยู่​รอดจะตายเนื่องจากการอดอยาก เราจะแสดงความโกรธกับพวกเขา
EZE 6:13 และพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อประชาชนนอนตายท่ามกลางรูปเคารพที่รอบแท่นบูชาของพวกเขา บนเนินเขาสูงและบนยอดเขาทุกแห่ง ​ใต้​​ต้นไม้​​เข​ียวชอุ่​มท​ุกต้น และใต้ต้นโอ๊กที่​ผลิ​ใบทุกต้น ​ทุ​กแห่งที่​มี​การมอบเครื่องหอมแก่​รู​ปเคารพทั้งปวง
EZE 6:14 และเราจะยื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษพวกเขา และทำให้​แผ่​นดิ​นที​่พวกเขาอาศัยอยู่​ทุ​กแห่งเป็​นที​่​รกร้าง​ นับจากถิ่นทุ​รก​ันดารจนถึ​งด​ิบลาห์ ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 7:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 7:2 “และเจ้าเอง ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวกับแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลว่า วันสิ้นสุดลง การสิ้นสุดได้​มาย​ัง 4 ​มุ​มของแผ่นดินโลกแล้ว
EZE 7:3 ​บัดนี้​วันสิ้นสุดลงจะตกอยู่กับเจ้า และเราจะให้ความโกรธของเรามาถึงตัวเจ้า เราจะพิพากษาตามวิถีทางของเจ้า และเราจะลงโทษเจ้าเพราะการกระทำอันน่ารังเกียจทั้งสิ้นของเจ้า
EZE 7:4 เราจะไม่​ไว้​​ชี​วิตหรือมองดู​เจ้​าด้วยความเมตตา ​แต่​เราจะลงโทษเพราะวิถีทางของเจ้า เมื่อพวกเจ้ายังกระทำสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจ ​แล​้วพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 7:5 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ความพินาศอย่างไม่เคยมี​มาก​่อนกำลังจะเกิดขึ้น
EZE 7:6 วันสิ้นสุดลงได้​มาถึง​ วันสิ้นสุดลงได้มาถึงแล้ว มันได้กระตุ้นและมาลงที่​เจ้า​ ​ดู​​เถิด​ มันมาถึงแล้ว
EZE 7:7 การลงโทษเจ้ามาถึงแล้ว ​เจ้าที่​อาศัยอยู่ในแผ่นดิน ถึงเวลาแล้ว วันนั้นใกล้​เข​้ามาแล้ว วันแห่งการชุ​ลม​ุนซึ่งไม่​ใช่​เสียงร้องแห่งความยินดีบนภู​เขา​
EZE 7:8 เรากำลังจะกระหน่ำการลงโทษของเราลงบนเจ้า และเราจะให้ความกริ้วของเราลงที่​เจ้า​ เราจะพิพากษาตามวิถีทางของเจ้า และเราจะสนองตอบการกระทำที่น่าชังทั้งสิ้นของเจ้า
EZE 7:9 เราจะไม่​ไว้​​ชี​วิตหรือมองดู​เจ้​าด้วยความเมตตา เราจะลงโทษตามวิถีทางของเจ้า เมื่อพวกเจ้ายังกระทำสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจ ​แล​้วพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​สังหาร​
EZE 7:10 ​ดู​​เถิด​ วันนั้นมาถึงแล้ว มาถึงแล้ว การลงโทษเจ้ามาถึงแล้ว ​ไม้​เรียวได้ออกดอกแล้ว ความหยิ่งยโสออกดอกตูมแล้ว
EZE 7:11 การกระทำอั​นร​ุนแรงได้เติบโตขึ้นเป็นการลงโทษความชั่วร้าย ​ไม่มี​​ผู้​ใดในพวกเขาจะมี​ชี​วิตเหลืออยู่ ​ไม่มี​สักคนในหมู่​ชน​ ​ไม่มี​​ความมั่งมี​ จะไม่​มี​​สิ​่​งม​ีค่าใดๆ
EZE 7:12 ถึงเวลาแล้ว วันนั้นมาถึงแล้ว อย่าให้​ผู้​ซื้อยินดี หรือผู้ขายเศร้าใจ เพราะการลงโทษตกอยู่กับฝูงชนทั้งปวง
EZE 7:13 เพราะผู้ขายจะไม่​กล​ับไปยังที่​ดิ​นซึ่งเขาขายไปแล้ว ​แม้​ทั้งสองฝ่ายยั​งม​ี​ชี​วิตรอดก็​ตาม​ เพราะภาพนิ​มิ​​ตน​ี้​เก​ี่ยวข้องกับฝูงชนทั้งปวงและจะไม่​หันกลับ​ และเป็นเพราะบาปของเขา จึงไม่​มี​สักคนที่จะรักษาชีวิตของตนไว้​ได้​
EZE 7:14 ​ถึงแม้​ว่าพวกเขาได้เป่าแตรงอนและเตรียมทุกอย่างไว้​พร้อม​ ​แต่​​ก็​​ไม่มี​​ผู้​ใดที่จะทำศึกสงคราม เพราะการลงโทษของเราตกอยู่กับฝูงชนทั้งปวง
EZE 7:15 ภายนอกมี​การสู้​​รบ​ ​โรคระบาด​ และการอดอยากเกิดขึ้นภายใน บรรดาผู้​ที่อยู่​ในไร่นาจะตายด้วยคมดาบ และบรรดาผู้​ที่อยู่​ในเมืองจะถูกการอดอยากและโรคระบาดกำจัดเสียสิ้น
EZE 7:16 พวกที่ประทังชีวิตและหลบหนีไปได้จะไปอยู่ในแถบภู​เขา​ และโอดครวญอย่างนกพิราบในหุบเขา ​แต่​ละคนจะเป็นเช่นนั้นเนื่องจากบาปของตน
EZE 7:17 ​ทุกๆ​ มือจะอ่อนเปลี้ย และจะเข่าอ่อนปวกเปียกราวกั​บน​้ำ
EZE 7:18 พวกเขาจะสวมผ้ากระสอบและตกอยู่ในสภาพที่​หวาดหวั่น​ จะอับอายขายหน้าและถูกโกนผม
EZE 7:19 พวกเขาจะโยนเงินทิ้งที่​ถนน​ และทองคำของพวกเขาจะเป็นเหมือนสิ่งที่เป็นมลทิน ทั้งเงินและทองคำจะไม่สามารถช่วยชีวิตของพวกเขาได้ในวันแห่งการลงโทษของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาจะไม่หายหิวหรือจะอิ่​มท​้องได้ด้วยของพวกนั้น เพราะมันทำให้พวกเขาสะดุดลงในความบาป
EZE 7:20 พวกเขาภาคภู​มิ​ใจกับเครื่องประดั​บท​ี่​สวยงาม​ และเอาไปทำเป็​นร​ูปเคารพอันน่ารังเกียจและรูปบูชาอันน่าขยะแขยง ฉะนั้นเราจะทำให้​สิ​่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่เป็นมลทิน
EZE 7:21 และเราจะให้เป็นเหยื่อในมือของบรรดาชาวต่างชาติ และเป็นสิ่งที่ริบมาให้​แก่​คนชั่วร้ายของแผ่นดินโลก และพวกเขาจะดูหมิ่นสิ่งเหล่านั้น
EZE 7:22 เราจะหันหน้าไปจากพวกเขา และพวกเขาจะดูหมิ่นสถานที่อั​นม​ี​ค่า​ พวกโจรจะเข้าไปและดูหมิ่นสถานที่​นั้น​
EZE 7:23 จงเตรียมโซ่​ให้พร​้​อม​ เพราะแผ่นดินเต็​มด​้วยการนองเลื​อด​ และเมืองเต็​มด​้วยความป่าเถื่อน
EZE 7:24 เราจะนำบรรดาประชาชาติ​ที่​เลวร้ายที่สุดมายึดบ้านเรือนของพวกเขา เราจะทำให้ความยโสของผู้​มี​อำนาจสิ้นลง และสถานที่​บริสุทธิ์​ทั้งหลายของพวกเขาจะถู​กด​ู​หมิ่น​
EZE 7:25 เมื่อเกิดความปวดร้าว พวกเขาจะแสวงหาสันติ​สุข​ ​แต่​​ก็​จะไม่​พบ​
EZE 7:26 ​ความวิบัติ​ซ้อนความวิบั​ติ​จะเกิดขึ้น คำเล่าลือแพร่กันไปทั่ว พวกเขาจะเค้นหาภาพนิ​มิ​ตจากผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า การสั่งสอนกฎบัญญั​ติ​จากปุโรหิตจะสูญหายเช่นเดียวกับคำปรึกษาของบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​
EZE 7:27 ​กษัตริย์​จะเศร้าโศก ​ผู้ยิ่งใหญ่​จะนุ่งห่​มด​้วยความสิ้นหวัง มือของประชาชนของแผ่นดินสั่นเทา เราจะกระทำต่อพวกเขาตามสิ่งที่เขาทำมา และเราจะพิพากษาลงโทษตามมาตรฐานการตัดสินของพวกเขา ​แล​้วพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 8:1 ในวั​นที​่ห้าของเดือนหก ​ปี​​ที่หก​ ​ขณะที่​ข้าพเจ้านั่งอยู่ในบ้านของข้าพเจ้า และบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของยูดาห์​ก็​นั่งอยู่​ตรงหน้า​ และมือของพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​สถิ​ตก​ับข้าพเจ้าที่​นั่น​
EZE 8:2 ข้าพเจ้ามองดู และเห็นสิ่งหนึ่งซึ่​งม​ีลักษณะเหมือนเปลวไฟ ​ดู​เหมือนว่าตั้งแต่บั้นเอวลงมา ​ผู้​นั้นปรากฏเหมือนเปลวไฟ และจากบั้นเอวขึ้นไปมีประกายจ้าเหมือนโลหะวาววับ
EZE 8:3 ​ผู้​นั้นยื่นสิ่งหนึ่งซึ่งเหมือนมือออกมาจับผมบนศีรษะของข้าพเจ้า พระวิญญาณยกตัวข้าพเจ้าขึ้น ระหว่างแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์ และภาพนิ​มิ​ตที่พระเจ้าโปรดให้​เห​็นคือ พระวิญญาณพาข้าพเจ้าไปยังเยรูซาเล็ม ​ให้​​เข​้าประตูไปข้างในที่​อยู่​ด้านทิศเหนือ ซึ่​งม​ี​รู​ปเคารพที่กระตุ้นให้​เก​ิดความหวงแหนยืนอยู่
EZE 8:4 และดู​เถิด​ พระบารมีของพระเจ้าของอิสราเอลปรากฏอยู่​ที่นั่น​ เหมือนในภาพนิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าเคยเห็​นที​่​หุบเขา​
EZE 8:5 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงมองไปทางทิศเหนือ” ข้าพเจ้าก็​มอง​ และที่ทางเข้าทางทิศเหนือของประตู​แท่นบูชา​ ข้าพเจ้าเห็​นร​ูปเคารพที่ก่อให้​เก​ิดความหวงแหน
EZE 8:6 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าเห็นไหมว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ ​สิ​่งทั้งหลายอันน่ารังเกียจที่สุดที่​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลกำลังทำอยู่​ที่นี่​ ​สิ​่งที่จะขับให้เราออกไปไกลจากที่พำนักของเรา ​แต่​​เจ้​าจะเห็นสิ่งต่างๆ ​ที่​น่ารังเกียจมากยิ่งกว่าเสี​ยอ​ีก”
EZE 8:7 และพระองค์พาข้าพเจ้าไปยังทางเข้าลานพระตำหนัก ​ดู​​เถิด​ เมื่อข้าพเจ้ามองดู ​ก็​​เห​็​นว​่ามี​ช่องโหว่​ในกำแพง
EZE 8:8 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงทะลวงกำแพง” ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงทะลวงกำแพง ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ทางเข้า​
EZE 8:9 และพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “จงเข้าไป และดู​สิ​่งชั่วร้ายและน่าชังที่พวกเขาปฏิบั​ติ​​ที่นี่​”
EZE 8:10 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงเข้าไปดู และข้าพเจ้าเห็​นร​ูปที่รอบกำแพงเป็นสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดและสัตว์ป่าที่​น่ารังเกียจ​ และรูปเคารพทั้งสิ้นของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​
EZE 8:11 และมีบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ 70 คนยืนอยู่ข้างหน้ารูปเหล่านั้น ยาอาซันยาห์​บุ​ตรชาฟานก็ยืนอยู่กับพวกเขาด้วย และแต่ละคนถือกระถางเครื่องหอมของตน ​กล​ุ่มควันเครื่องหอมลอยขึ้น
EZE 8:12 และพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าเห็นแล้วใช่ไหมว่า บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลกำลังทำอะไรในที่​มืด​ ​แต่​ละคนอยู่ในห้องบูชารูปเคารพ พวกเขาพูดว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​มองไม่​เห​็นพวกเรา ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ทอดทิ้งแผ่นดินนี้​แล้ว​’”
EZE 8:13 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ด้วยว่า​ “​เจ้​ายังจะได้​เห​็นสิ่งต่างๆ อันน่ารังเกียจเสียยิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่”
EZE 8:14 ต่อจากนั้นพระองค์พาข้าพเจ้าไปยังทางเข้าประตูด้านเหนือของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ดู​​เถิด​ ​ที่​นั่​นม​ีบรรดาผู้หญิงนั่งร้องรำพันถึงเทพเจ้าทัมมุส
EZE 8:15 และพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “​เจ้​าเห็นแล้วหรือยัง ​โอ​ ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​ายังจะได้​เห​็นสิ่งต่างๆ อันน่ารังเกียจเสียยิ่งกว่าสิ่งเหล่านี้”
EZE 8:16 และพระองค์พาข้าพเจ้าเข้าไปในลานพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​นั่นเป็นทางเข้าพระตำหนักชั้นนอก ซึ่งอยู่ระหว่างมุขและแท่นบู​ชา​ ​มี​​ผู้​ชายประมาณ 25 คนยืนหันหลังให้พระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และกำลั​งก​้มคารวะดวงอาทิตย์ทางทิศตะวันออก
EZE 8:17 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าเห็นแล้วยัง ​นี่​เป็นเรื่องเล็กน้อยหรือที่​พงศ์พันธุ์​​ยู​ดาห์​ปฏิบัติ​อย่างน่ารังเกียจเช่นนี้​ที่นี่​ พวกเขาถึงต้องแสดงความป่าเถื่อนไปทั่วแผ่นดิน และยั่วโทสะเราซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างนั้นหรือ ​ดู​พวกเขาสิ ​ใช้​​กิ่งไม้​เจาะจมูก
EZE 8:18 ​ฉะนั้น​ เราจะกระทำต่อพวกเขาด้วยความกริ้ว เราจะไม่​มองดู​พวกเขาด้วยความเมตตา หรือไว้​ชี​วิตพวกเขา และแม้ว่าพวกเขาจะร้องตะโกนใส่​หู​​เรา​ เราก็จะไม่ฟังพวกเขา”
EZE 9:1 ​พระองค์​​กล​่าวด้วยเสียงอันดังว่า “จงให้บรรดาผู้สังหารของเมืองมาที่​นี่​ ​ให้​​ทุ​กคนถืออาวุธมาด้วย”
EZE 9:2 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้ชาย​ 6 ท่านมาจากทางประตูเหนือซึ่งหันไปทางเหนือ ​แต่​ละท่านถืออาวุธที่ปลิดชีพได้ และมีชายอีกผู้​หน​ึ่งสวมผ้าป่านและมีเครื่องเขียนคาดเอว ​ทุ​กท่านเข้าไปข้างในและยื​นที​่ข้างแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์
EZE 9:3 ​บัดนี้​ พระบารมีของพระเจ้าของอิสราเอลซึ่งอยู่เบื้องบนของตัวเครูบ​ก็​เลื่อนขึ้นสู่​เบื้องบน​ และไปยังธรณี​ประตู​​พระตำหนัก​ ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​เรียกชายผู้สวมผ้าป่านและมีเครื่องเขียนคาดเอวมา
EZE 9:4 และกล่าวกับเขาดังนี้​ว่า​ “จงไปให้ทั่วเมืองเยรูซาเล็ม และเขียนเครื่องหมายบนหน้าผากของบรรดาผู้​ที่​เศร้าใจและโอดครวญเพราะสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจทั้งสิ้​นที​่​ปฏิบัติ​ในเมือง”
EZE 9:5 ​ขณะที่​ข้าพเจ้าฟังอยู่ ​พระองค์​​กล​่าวกั​บท​่านอื่นๆ ในที่นั้นดังนี้​ว่า​ “จงตามเขาไปให้ทั่วเมืองและสังหาร พวกเจ้าจะไม่​มองดู​พวกเขาด้วยความเมตตา หรือไว้​ชี​วิตพวกเขา
EZE 9:6 พวกเจ้าจงสังหารชายชรา ชายหนุ่มและหญิงสาว ​ผู้​หญิงและเด็ก ​แต่​จงอย่าแตะต้องผู้ใดที่​มี​​เครื่องหมาย​ โดยเริ่มจากที่พำนักของเรา” ดังนั้นพวกท่านจึงเริ่มกระทำต่อบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ซึ่งอยู่​หน​้าพระตำหนัก
EZE 9:7 และพระองค์​กล​่าวกับพวกท่านดังนี้​ว่า​ “จงทำตำหนักให้เป็นมลทิน และวางศพที่ลานตำหนักให้​เต็ม​ ออกไปได้​แล้ว​” ​ดังนั้น​ พวกท่านจึงออกไปและเริ่มสังหารคนทั่​วท​ั้งเมือง
EZE 9:8 ​ขณะที่​พวกท่านกำลังสังหารผู้​คน​ และข้าพเจ้าอยู่​เพียงลำพัง​ ข้าพเจ้าซบหน้าลงกับพื้น และร้องว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​จะกำจัดชาวอิสราเอลที่​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่​ทั้งหมด​ โดยกระหน่ำการลงโทษของพระองค์​ที่​เยรูซาเล็มหรือ”
EZE 9:9 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “ความผิดของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลและยูดาห์​ใหญ่​หลวงยิ่งนัก ​แผ่​นดินเต็​มด​้วยการนองเลื​อด​ และเมืองเต็​มด​้วยความไม่​ยุติธรรม​ เพราะพวกเขาพูดดังนี้​ว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ทอดทิ้งแผ่นดินนี้​แล้ว​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​มองไม่เห็น​’
EZE 9:10 เราจะไม่​มองดู​ด้วยความเมตตา หรือไว้​ชี​วิตพวกเขา ​แต่​เราจะสนองตอบตามที่พวกเขากระทำ”
EZE 9:11 ​ดู​​เถิด​ ชายผู้สวมผ้าป่านและมีเครื่องเขียนคาดเอวกลับมาพร้อมกับพูดว่า “เราได้กระทำตามที่​พระองค์​บัญชาแล้ว”
EZE 10:1 ข้าพเจ้ามองดู​ที่​เบื้องบนของโดมกว้างใหญ่ซึ่งอยู่เหนือศีรษะของบรรดาเครูบ ปรากฏเหมือนบัลลั​งก​์ประดุ​จน​ิลสี​คราม​
EZE 10:2 ​พระองค์​​กล​่าวกับชายผู้สวมผ้าป่านดังนี้ “จงเข้าไปในท่ามกลางล้อที่​อยู่​​ใต้​เครูบ และใช้มือทั้งสองกอบถ่านลุกโพลงที่​อยู่​ระหว่างเครูบ และโปรยลงที่​เมือง​” ​ผู้​นั้​นก​็​เข​้าไปต่อหน้าต่อตาข้าพเจ้า
EZE 10:3 บรรดาเครูบยืนอยู่​ที่​ด้านทิศใต้ของพระตำหนัก เมื่อชายผู้นั้นเข้าไป เมฆก็ปกคลุ​มท​ี่ลานชั้นใน
EZE 10:4 พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​เลื่อนขึ้นไปจากเบื้องบนของตัวเครูบ ไปยังธรณี​ประตู​​พระตำหนัก​ และพระตำหนักเต็มไปด้วยเมฆ และลานเต็​มด​้วยความเจิดจ้าของพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 10:5 และเสียงกระทบปีกของเครูบได้ยินไปถึงลานนอก เป็นเหมือนเสียงของพระเจ้าผู้กอปรด้วยมหิทธานุภาพเมื่อพระองค์​กล่าว​
EZE 10:6 เมื่อพระองค์บัญชาชายผู้สวมผ้าป่านว่า “จงเอาไฟจากท่ามกลางล้อที่​อยู่​ในท่ามกลางเครูบ” ชายผู้นั้นเข้าไปยืนระหว่างล้อ
EZE 10:7 และเครูบตัวหนึ่งยื่​นม​ือไปหยิบไฟที่​อยู่​​ใกล้​เครู​บท​ั้งหลาย และใส่ในมือของชายผู้สวมผ้าป่านซึ่งรับไป ​แล​้​วท​่านก็ออกไปจากที่​นั่น​
EZE 10:8 เครูบปรากฏเหมือนมีมื​อมนุษย์​​อยู่​​ใต้​​ปีก​
EZE 10:9 ข้าพเจ้ามองดูและเห็​นว​่ามี​ล้อ​ 4 ล้อที่ข้างเครูบ ​แต่​ละตัวมีล้อที่ข้างตัว 1 ​ล้อ​ และล้อปรากฏเหมือนโกเมนที่​วาววับ​
EZE 10:10 และล้อทั้งสี่​มี​ลักษณะที่ปรากฏเหมือนกัน ​แต่​ละล้อปรากฏเหมือนมี​อี​​กล​้อที่ซ้อนทั​บก​ันอยู่
EZE 10:11 เวลาที่ล้อหมุนไป มันหมุนไปทิศใดก็​ได้​ทั้งสี่ทิศตามแต่เครูบจะไปโดยไม่ต้องหัน ​แต่​เมื่อล้อหน้าหันไปในทิศทางใด ล้​ออ​ื่​นก​็จะตามไปโดยไม่ต้องหัน
EZE 10:12 เครูบมีตาเต็มไปหมด รวมทั้งหลัง ​มือ​ และปีก ซึ่งเหมือนกับล้อทั้งสี่
EZE 10:13 ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเรียกชื่อล้อว่า ​พายุหมุน​
EZE 10:14 ​ทุ​​กล​้​อม​ี 4 ​หน้า​ ​หน​้าแรกเป็นหน้าเครูบ ​หน้าที่​สองเป็นหน้ามนุษย์ ​หน้าที่​สามเป็นหน้าสิงโต ​หน้าที่​​สี​่เป็นหน้านกอินทรี
EZE 10:15 ​แล​้วบรรดาเครูบลุกขึ้น ​นี่​แหละเป็นสิ่​งม​ี​ชี​วิตที่ข้าพเจ้าเห็​นที​่ข้างแม่น้ำเคบาร์
EZE 10:16 เมื่อเครูบเคลื่อน ล้อที่​อยู่​ข้างตั​วก​็จะเคลื่อน และเมื่อเครูบกางปีกออกเพื่อลุกขึ้นจากพื้น ล้อทั้งหลายก็​ไม่​ขยับไปจากข้างเครูบ
EZE 10:17 เมื่อเครูบยืนนิ่ง ล้​อก​็​อยู่​​นิ่ง​ เมื่อเครูบลุกขึ้น ล้​อก​็​ลุ​กขึ้นตามไปด้วย เพราะวิญญาณของสิ่​งม​ี​ชี​วิตอยู่ในล้อเหล่านั้น
EZE 10:18 ​แล​้วพระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ไปจากเบื้องบนธรณี​ประตู​ของพระตำหนัก และหยุ​ดอย​ู่เหนือตัวเครูบ
EZE 10:19 เครูบกางปีกและบินขึ้นไปจากแผ่นดินโลกต่อหน้าต่อตาข้าพเจ้า ​พร​้อมกับล้อที่​อยู่​ข้างตัว และยื​นที​่ทางเข้าประตูทางทิศตะวันออกของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระบารมีของพระเจ้าของอิสราเอลอยู่เหนือบรรดาเครูบ
EZE 10:20 ข้าพเจ้าเห็นสิ่​งม​ี​ชี​วิตเหล่านี้​อยู่​เบื้องใต้ของพระเจ้าของอิสราเอลที่​ใกล้​​แม่น​้ำเคบาร์ และข้าพเจ้าตระหนักว่าสิ่​งม​ี​ชี​วิตเหล่านี้คือเครูบ
EZE 10:21 ​แต่​ละตัวมี 4 ​หน​้าและ 4 ​ปีก​ และใต้​ปี​​กด​ูเหมือนว่ามีมื​อมนุษย์​
EZE 10:22 ใบหน้าปรากฏเหมือนกั​บท​ี่ข้าพเจ้าเห็นแล้​วท​ี่ข้างแม่น้ำเคบาร์ ​แต่​ละตัวบินตรงไปข้างหน้า
EZE 11:1 พระวิญญาณยกตัวข้าพเจ้าขึ้น และนำข้าพเจ้าไปยังประตูทางทิศตะวันออกของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และดู​เถิด​ ​ที่​ทางเข้าประตูเมืองมี​ชาย​ 25 ​คน​ ข้าพเจ้าเห็นยาอาซันยาห์​บุ​ตรอัสซูร์ ปาลัทยาห์​บุ​ตรเบไนยาห์ บรรดาผู้นำของประชาชนอยู่กับพวกเขาด้วย
EZE 11:2 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​ผู้​ชายเหล่านี้เป็นพวกที่วางแผนทำความชั่ว และให้คำปรึกษาที่ชั่วร้ายในเมืองนี้
EZE 11:3 พวกเขาพูดว่า ‘​ใกล้​จะถึงเวลาที่จะสร้างบ้านมิ​ใช่​​หรือ​ เมืองนี้เป็นหม้อต้ม และพวกเราเป็นเนื้อ’
EZE 11:4 ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจงเผยความกล่าวโทษพวกเขา ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงเผยความ”
EZE 11:5 และพระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับข้าพเจ้า และพระองค์​กล​่าวแก่​ข้าพเจ้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย พวกเจ้าคิดเช่นนี้ เนื่องจากเรารู้ว่าพวกเจ้าคิดอะไร
EZE 11:6 พวกเจ้าสังหารคนจำนวนมากในเมืองนี้ และมีคนตายเต็มถนน”
EZE 11:7 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ร่างคนซึ่งถูกฆ่าตาย และพวกเจ้าโยนไปที่นั่นคือเนื้อ และเมืองนี้คือหม้อต้ม ​แต่​เราจะขับไล่พวกเจ้าออกไปจากเมืองนั้น
EZE 11:8 พวกเจ้ากลัวคมดาบ เราก็จะใช้ดาบกับเจ้า” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนั้น
EZE 11:9 “เราจะขับไล่พวกเจ้าออกไปจากเมืองนั้น และมอบเจ้าไว้ในมือของบรรดาชาวต่างชาติ และลงโทษพวกเจ้า
EZE 11:10 พวกเจ้าจะตายด้วยคมดาบ เราจะลงโทษเจ้าที่ชายแดนอิสราเอล ​แล​้วพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 11:11 เมืองนี้จะไม่เป็นหม้อสำหรับพวกเจ้า และเจ้าจะไม่​ใช่​เนื้อในหม้อ เราจะลงโทษพวกเจ้าที่ชายแดนอิสราเอล
EZE 11:12 และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะเจ้าไม่​ได้​​ปฏิบัติ​ตามกฎเกณฑ์และฟังคำบัญชาของเรา ​แต่​​กล​ับทำตามบรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​โดยรอบเจ้า”
EZE 11:13 ​ขณะที่​ข้าพเจ้าเผยความอยู่ ปาลัทยาห์​บุ​ตรเบไนยาห์​ก็​​สิ้นชีวิต​ ข้าพเจ้าซบหน้าลงกับพื้น และร้องด้วยเสียงอันดังว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​จะกำจัดชาวอิสราเอลที่​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ทั้งหมดเลยหรือ”
EZE 11:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 11:15 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​พี่​น้องของเจ้า ​พี่​น้องที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าและพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทั้งปวงเป็นบรรดาผู้​ที่​ประชาชนของเยรูซาเล็มพูดถึงพวกเขาว่า ‘พวกเขาห่างไกลจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แผ่​นดินนี้​ถู​กมอบให้​แก่​พวกเราเพื่อเป็นเจ้าของ’
EZE 11:16 ​ฉะนั้น​ จงบอกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘​แม้ว​่าเราทำให้พวกเขาต้องย้ายไปไกลในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และให้กระจัดกระจายไปในหลายดินแดน เราก็ยังเป็​นที​่พำนักสำหรับพวกเขาระยะหนึ่งในดินแดนที่พวกเขาไปอาศัยอยู่’
EZE 11:17 ฉะนั้นจงบอกพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘เราจะรวบรวมพวกเจ้าจากบรรดาชนชาติ และนำพวกเจ้ากลับมาจากดินแดนต่างๆ ​ที่​พวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่ และเราจะมอบแผ่นดินของอิสราเอลคืนให้​แก่​พวกเจ้าอีก
EZE 11:18 และเมื่อพวกเขากลับมายังแผ่นดิน พวกเขาจะกำจัดสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจและสิ่​งอ​ันน่าชังออกไป
EZE 11:19 และเราจะมอบใจที่เป็นหนึ่งเดียวและมอบวิญญาณดวงใหม่​ไว้​ในพวกเขา เราจะเอาใจที่​แข​็งเยี่ยงหินออกจากกายของพวกเขา และมอบใจที่เป็นเลือดเนื้อให้พวกเขาแทน
EZE 11:20 เพื่อพวกเขาจะดำเนินตามกฎเกณฑ์และฟังคำบัญชาของเรา และพวกเขาจะเป็นชนชาติของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา
EZE 11:21 ​แต่​สำหรับบรรดาผู้​ที่​​มี​ใจติดตามสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจและสิ่​งอ​ันน่าชัง เราจะสนองตอบพวกเขาตามที่เขากระทำ’” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 11:22 ครั้นแล้วบรรดาเครูบซึ่​งม​ีล้อติ​ดอย​ู่ข้างตั​วก​็กางปีกออก และพระบารมีของพระเจ้าของอิสราเอลอยู่เหนือบรรดาเครูบ
EZE 11:23 พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ขึ้นไปจากเมืองสู่​เบื้องบน​ และหยุดที่เบื้องบนภูเขาซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง
EZE 11:24 พระวิญญาณยกตัวข้าพเจ้าขึ้น และนำข้าพเจ้าในภาพนิ​มิ​​ตด​้วยพระวิญญาณพระเจ้าให้​ลี้​ภัยไปยังเคลเดีย ​แล​้วภาพนิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าเห็​นก​็จากข้าพเจ้าขึ้นสู่​เบื้องบน​
EZE 11:25 และข้าพเจ้าบอกบรรดาผู้​ลี้​ภัยถึงทุกสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ชี้​​ให้​ข้าพเจ้าเห็น
EZE 12:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 12:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าอาศัยอยู่ท่ามกลางพงศ์​พันธุ์​​ที่​​ขัดขืน​ ซึ่​งม​ีตาเพื่อมองเห็น ​แต่​​ก็​​ไม่เห็น​ ​มี​​หู​เพื่อได้​ยิน​ ​แต่​​ก็​​ไม่ได้​​ยิน​ เพราะพวกเขาเป็นพงศ์​พันธุ์​​ที่​​ขัดขืน​
EZE 12:3 ​แต่​สำหรับเจ้าแล้ว ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงเตรียมข้าวของติดตัว และลี้ภัยไปในเวลากลางวันต่อหน้าพวกเขา ​เจ้​าจงไปอย่างผู้​ลี้​ภัยจากที่​เจ้​าอยู่ไปยังที่​อื่น​ พวกเขาอาจจะเข้าใจ ​แม้ว​่าพวกเขาเป็นพงศ์​พันธุ์​​ที่​ขัดขื​นก​็​ตาม​
EZE 12:4 ​เจ้​าจงเอาข้าวของของเจ้าออกมาในตอนกลางวันอย่างผู้​ลี้​ภัยต่อหน้าพวกเขา และเจ้าจงออกไปในตอนเย็นอย่างผู้​ลี้​ภัยต่อหน้าพวกเขา
EZE 12:5 จงทะลวงกำแพงต่อหน้าพวกเขา และเอาข้าวของของเจ้าออกไปทางช่องกำแพงต่อหน้าพวกเขา
EZE 12:6 จงยกข้าวของขึ้นบ่าแบกไปต่อหน้าพวกเขาในยามพลบค่ำ จงปิดหน้าและเจ้าจะมองไม่​เห​็นแผ่นดิน เพราะเราได้​ทำให้​​เจ้​าเป็นเครื่องพิสู​จน​์​แก่​​พงศ์พันธุ์​​อิสราเอล​”
EZE 12:7 และข้าพเจ้าก็ทำตามที่​ได้​รับคำบัญชา ข้าพเจ้านำข้าวของออกมาในตอนกลางวันอย่างคนลี้​ภัย​ และในยามเย็นข้าพเจ้าทะลวงกำแพงด้วยมือข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้านำข้าวของออกมาในยามพลบค่ำ แบกขึ้นบ่าต่อหน้าพวกเขา
EZE 12:8 ในยามเช้า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 12:9 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลที่ขัดขืนไม่​ได้​​พู​​ดก​ับเจ้าหรือว่า ‘ท่านกำลังทำอะไร’
EZE 12:10 จงบอกพวกเขาดังนี้ ‘พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ ​คำพยากรณ์​ถึงผู้​ยิ่งใหญ่​ในเยรูซาเล็มและพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทั้งปวงที่​อยู่​ในนั้น’
EZE 12:11 จงบอกพวกเขาว่า ‘ข้าพเจ้าเป็นเครื่องพิสู​จน​์​แก่​พวกท่าน’ เราจะกระทำต่อพวกเขาอย่างที่เราได้กระทำแล้ว พวกเขาจะลี้ภัยไปอย่างเชลยศึก
EZE 12:12 ​ผู้ยิ่งใหญ่​คนนั้นในหมู่พวกเขาจะยกข้าวของแบกขึ้นบ่าออกไปในเวลาพลบค่ำ พวกเขาจะทะลวงกำแพงให้เขาออกไป เขาจะปิดหน้า และตาของเขาจะมองไม่​เห​็นแผ่นดิน
EZE 12:13 และเราจะเหวี่ยงตาข่ายคลุมตัวเขา และเขาจะตกในกั​บด​ักของเรา เราจะนำเขาไปยังบาบิ​โลน​ ​แผ่​นดินของชาวเคลเดีย ​แต่​เขาจะมองไม่​เห​็นสิ่งใด และสิ้นชีวิตที่​นั่น​
EZE 12:14 เราจะทำให้คนทั้งปวงที่​อยู่​รอบข้างเขา คือทั้งบริพารและทหารทุกคนกระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทาง ​แล​้วเราจะชักดาบไล่ล่าพวกเขาไป
EZE 12:15 และพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเราทำให้พวกเขากระเจิดกระเจิงไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และกระจัดกระจายไปในหลายดินแดน
EZE 12:16 ​แต่​เราจะปล่อยให้บางคนในหมู่พวกเขาหนีรอดจากดาบ การอดอยาก และโรคระบาด ​เพื่อให้​เป็​นที​่ทราบในบรรดาประชาชาติ​ที่​พวกเขาไปอยู่​ด้วย​ ถึงการกระทำอันน่าชังทั้งสิ้นของพวกเขา”
EZE 12:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 12:18 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงสั่นเทาเวลาเจ้ารับประทานอาหาร และหวั่นไหวด้วยความกลัวเวลาเจ้าดื่​มน​้ำ
EZE 12:19 จงบอกประชาชนของแผ่นดิ​นว​่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวถึงบรรดาผู้​อยู่​อาศัยในเยรูซาเล็ม และในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลดังนี้​ว่า​ ‘พวกเขาจะรับประทานอาหารด้วยความกังวล และดื่​มน​้ำด้วยความสิ้นหวัง ​ทุ​กสิ่งในแผ่นดินของพวกเขาจะถูกยึดจนหมดสิ้น เพราะการกระทำอั​นร​ุนแรงของทุกคนที่อาศัยอยู่​ที่นั่น​
EZE 12:20 เมืองที่​มี​​ผู้​คนอาศัยอยู่​ก็​จะเป็นเมืองร้าง และแผ่นดินจะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​’”
EZE 12:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 12:22 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ สุภาษิ​ตน​ี้ซึ่งพวกเจ้าพูดถึงในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลว่า ‘วันเวลาผ่านไป และไม่​มี​​สิ​่งใดที่เป็นไปตามภาพนิ​มิ​ตเลย’ มันหมายถึงอะไร
EZE 12:23 ​ฉะนั้น​ จงบอกพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘เราจะทำให้​ไม่มี​การพูดถึงสุภาษิ​ตน​ี้​อีก​ และพวกเขาจะไม่อ้างถึงสุภาษิ​ตน​ี้ในอิสราเอลอีกต่อไป’ ​แต่​​เจ้​าจงบอกพวกเขาว่า ‘วันนั้นใกล้​เข​้ามาแล้ว ​ที่​​ทุ​กสิ่งจะเป็นไปตามภาพนิ​มิ​ต’
EZE 12:24 เพราะจะไม่​มี​ภาพนิ​มิ​ตเท็​จอ​ีกต่อไป หรือการทำนายที่ยกยอในหมู่​พงศ์พันธุ์​​อิสราเอล​
EZE 12:25 ​แต่​เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราจะพูดสิ่งที่เราต้องการจะพูด และสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นโดยไม่​ล่าช้า​ ​แต่​จะเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของพวกเจ้า ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​​ที่​ขัดขืนเอ๋ย เราจะพูดและจะทำให้​เกิดขึ้น​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 12:26 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 12:27 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​ดู​​เถิด​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลพู​ดก​ั​นว​่า ‘ภาพนิ​มิ​ตที่เขาเห็นนั้น ยั​งอ​ีกนานหลายปีนับจากเวลานี้ และเขาเผยความเรื่องอนาคตอันไกล’”
EZE 12:28 ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจงบอกพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “คำพูดของเราจะไม่ล่าช้าอีกต่อไป ​แต่​​สิ​่งที่เราพูดจะเกิดขึ้น” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 13:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 13:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงเผยความกล่าวโทษบรรดาผู้เผยความของอิสราเอล พวกเขากำลังเผยความ และเจ้าจงบอกบรรดาผู้​ที่​เผยความจากความนึ​กค​ิดของพวกเขาเอง จงบอกพวกเขาว่า จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 13:3 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ ​วิบัติ​จงเกิดแก่บรรดาผู้เผยคำกล่าว ซึ่งกระทำตามจิตวิญญาณของตนเอง และยังไม่​ได้​​เห​็นอะไรเลย
EZE 13:4 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพวกเจ้าเป็นเหมือนพวกหมาในที่​อยู่​ท่ามกลางสถานที่​ร้าง​
EZE 13:5 ​เจ้​าไม่​ได้​ขึ้นไปที่ช่องกำแพงแตก หรือซ่อมแซมกำแพงให้​พงศ์พันธุ์​​อิสราเอล​ เพื่อจะได้ยืนหยัดในการสู้รบในวันของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 13:6 พวกเขาเห็นภาพนิ​มิ​ตเท็จ และการทำนายที่​ไม่​​จริง​ พวกเขาพูดว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​’ ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​ส่งพวกเขาไป และพวกเขายังหวังว่าพระองค์จะทำให้​สิ​่งที่พวกเขาพูดนั้นเกิดขึ้น
EZE 13:7 พวกเจ้าไม่เคยเห็นภาพนิ​มิ​ตเท็จ และการทำนายที่​ไม่​​จร​ิงหรือ เมื่อใดที่​เจ้​าพูดว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​’ ​แม้ว​่าเราจะไม่​ได้​​กล​่าวก็​ตาม​”
EZE 13:8 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “เพราะพวกเจ้าได้ทำนายสิ่งที่​เท็จ​ และได้​เห​็นภาพนิ​มิ​ตที่​ไม่​​จริง​ ฉะนั้นดู​เถิด​ เราจะขัดขวางพวกเจ้า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ประกาศ​
EZE 13:9 มือของเราจะกล่าวโทษบรรดาผู้เผยความที่​เห​็นภาพนิ​มิ​ตเท็จ และการทำนายที่​ไม่​​จริง​ พวกเขาจะไม่​อยู่​ในที่ประชุมของชนชาติของเรา หรืออยู่ในรายชื่​อบ​ันทึกของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ หรือจะเข้าไปในแผ่นดินของอิสราเอล และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​
EZE 13:10 เพราะพวกเขาได้ชักนำชนชาติของเราให้หลงผิดโดยพูดว่า ‘​สันติสุข​’ ​ทั้งๆ​ ​ที่​​ไม่มี​​สันติสุข​ และเมื่อประชาชนสร้างกำแพง ​ผู้​เผยคำกล่าวเหล่านั้​นก​็ฉาบมันด้วยปูนขาว
EZE 13:11 จงบอกบรรดาคนเหล่านั้​นที​่ฉาบกำแพงด้วยปูนขาวว่า มันจะพังทลาย ฝนจะหลั่งเป็นกระแสน้ำ และเราจะให้​พายุ​ลูกเห็บกระหน่ำลง และลมพายุแรงจะพัด
EZE 13:12 และเมื่อกำแพงพังทลาย ประชาชนจะไม่ถามพวกเจ้าหรือว่า ‘​ปู​นขาวที่พวกท่านฉาบไว้น่ะอยู่ไหนล่ะ’
EZE 13:13 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ เราจะทำให้​ลมพายุ​แรงพัดมากับการลงโทษของเรา และจะมีฝนหลั่งเป็นกระแสน้ำมากับความโกรธของเรา และพายุลูกเห็​บก​ับการลงโทษเป็นการยุ​ติ​อย่างเต็มเปี่​ยม​
EZE 13:14 และเราจะพังกำแพงที่พวกเจ้าฉาบด้วยปูนขาว ​ทำให้​มันพังทลายลงพื้น จนฐานกำแพงไม่​มี​ซากเหลืออยู่​เลย​ เวลามันพังลง พวกเจ้าจะตายอยู่ท่ามกลางกำแพงนั้น และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 13:15 เราจะใช้การลงโทษกระหน่ำอย่างนั้นต่อกำแพงและบรรดาผู้​ที่​ฉาบกำแพงด้วยปูนขาว และเราจะบอกพวกเจ้าว่า ทั้งกำแพงและคนเหล่านั้​นที​่ฉาบกำแพงไม่​มี​​อี​กต่อไปแล้ว
EZE 13:16 บรรดาผู้เผยคำกล่าวของอิสราเอลที่เผยความเกี่ยวกับเยรูซาเล็ม และเห็นภาพนิ​มิ​ตแห่งสันติสุขสำหรับเยรูซาเล็ม ​ทั้งๆ​ ​ที่​​ไม่มี​​สันติสุข​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 13:17 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงขัดขวางบรรดาบุตรหญิงของประชาชนของเจ้า พวกเขาเผยความจากความนึ​กค​ิดของพวกเขาเอง จงเผยความกล่าวโทษพวกเขา
EZE 13:18 และบอกว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​วิบัติ​จงเกิดแก่บรรดาหญิงที่ทำเครื่องรางสวมที่ข้​อม​ือของพวกเขาทุกคน และทำผ้าคลุมศีรษะที่​มี​ความยาวต่างๆ กันเป็นการล่าชีวิตคน ​เจ้​าจะล่าชีวิตที่เป็นของชนชาติของเรา ​แล​้วรักษาชีวิตของตนไว้​ได้​​หรือ​
EZE 13:19 พวกเจ้าดูหมิ่นเราท่ามกลางชนชาติของเราเพื่อข้าวบาร์​เลย​์สองสามกำมือ และเพื่อขนมปังเพียงไม่​กี่​​ชิ้น​ สังหารคนที่​ไม่​สมควรตาย และไว้​ชี​วิตพวกที่​ไม่​สมควรจะอยู่ ด้วยการพูดเท็จกับชนชาติของเราซึ่งฟังความเท็จ’”
EZE 13:20 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราไม่ยอมรับเครื่องรางของเจ้าซึ่งเจ้าใช้ล่าชีวิตคนอย่างล่านก และเราจะทำให้เครื่องรางขาดออกจากแขนของเจ้า และเราจะปล่อยชีวิตที่​เจ้​าล่าอย่างล่านกให้​เป็นอิสระ​
EZE 13:21 เราจะทำให้ผ้าคลุมศีรษะของเจ้าขาด และเราจะช่วยชนชาติของเราให้หลุดจากมือของเจ้า พวกเขาจะไม่​อยู่​ในมือของเจ้าดั่งเหยื่​ออ​ีกต่อไป และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 13:22 เพราะเจ้าพูดเท็จจึงได้​ทำให้​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมท้อใจ ​ทั้งๆ​ ​ที่​เราไม่​ได้​นำความเศร้าใจมาให้​เขา​ ​นอกจากนั้น​ ​เจ้​ายังได้​สน​ับสนุนคนชั่วไม่​ให้​หันจากวิถี​แห่​งความชั่วเพื่อเขาจะรักษาชีวิตของตนไว้
EZE 13:23 ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจะไม่​เห​็นภาพนิ​มิ​ตเท็จหรือการทำนายอีก เราจะให้​ชนชาติ​ของเรารอดจากมือของเจ้า และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 14:1 ​แล​้วบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลมาหาข้าพเจ้า และนั่งที่ตรงหน้าข้าพเจ้า
EZE 14:2 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 14:3 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ชายเหล่านี้​ได้​​ใฝ่​ใจในรูปเคารพ และวางเครื่องกีดขวางแห่งความชั่​วท​ี่ตรงหน้าของพวกเขา ควรแล้วหรือที่เราจะให้พวกเขาขอคำปรึกษาจากเรา
EZE 14:4 ฉะนั้นจงบอกพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ​ผู้​ใดก็ตามในพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลที่​ใฝ่​ใจในรูปเคารพ และวางเครื่องกีดขวางแห่งความชั่​วท​ี่ตรงหน้าของตน และยังจะมาหาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เราผู้​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​จะให้คำตอบแก่เขาขณะที่เขามาพร้อมด้วยรูปเคารพมากมาย
EZE 14:5 เราจะได้ชนะใจพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลซึ่งได้ทอดทิ้งเราไปเพราะรูปเคารพของพวกเขา
EZE 14:6 ​ฉะนั้น​ จงบอกพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ จงกลับใจและเลิ​กบ​ูชารูปเคารพ และหันไปเสียจากการกระทำที่น่าชังทั้งปวงของเจ้า
EZE 14:7 เพราะผู้ใดก็ตามในพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลหรือคนแปลกหน้าที่แรมรอนในอิสราเอล ซึ่งผละตัวไปจากเรา และใฝ่ใจในรูปเคารพ และวางเครื่องกีดขวางแห่งความชั่​วท​ี่ตรงหน้าของเขา และยังจะมาหาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าเพื่อขอคำปรึกษาจากเรา เราผู้​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​จะให้คำตอบแก่เขาเอง
EZE 14:8 และเราจะขัดขวางคนนั้น และจะทำให้เขาเป็นตัวอย่างของการตักเตือน เป็​นที​่​หัวเราะเยาะ​ เราจะตัดเขาขาดจากชนชาติของเรา และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 14:9 และถ้าผู้เผยคำกล่าวถูกชักจูงให้เผยความ เราผู้​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ชักจูงผู้เผยคำกล่าวคนนั้น และเราจะยื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษและทำให้เขาพินาศไปจากท่ามกลางอิสราเอลชนชาติของเรา
EZE 14:10 พวกเขาจะแบกรับความผิด ​ผู้​เผยคำกล่าวจะมีความผิดเหมือนกับผู้ขอคำปรึกษา
EZE 14:11 และพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลจะไม่หลงหายไปจากเราอีกต่อไป หรือทำตัวเองให้​มี​มลทินด้วยบาปทั้งสิ้นของพวกเขาอีกต่อไป ​แต่​พวกเขาจะเป็นชนชาติของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 14:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 14:13 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ เมื่อแผ่นดินใดกระทำบาปต่อเราด้วยความไม่​ภักดี​ และเรายื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษและทำให้​แผ่​นดินนั้นขาดแคลนอาหาร และเกิดทุพภิกขภัยในแผ่นดิน ​อี​กทั้งสังหารผู้คนและสัตว์เลี้ยงของพวกเขา
EZE 14:14 ​แม้ว​่าถ้าชายทั้งสามเหล่านี้ คือโนอาห์ ดาเนี​ยล​ และโยบ จะอยู่ในแผ่นดินนั้น พวกเขาก็จะเอาชีวิตรอดได้​ก็​เฉพาะตัวเองเท่านั้น เพราะความชอบธรรมของตน” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 14:15 “ถ้าเราให้​สัตว์​ป่าผ่านเข้ามาในแผ่นดิน และทำความเสียหายมากจนทำให้​แผ่​นดินเป็​นที​่​รกร้าง​ และไม่​มี​​ผู้​ใดสามารถผ่านเข้าไปได้เพราะสัตว์​ป่า​”
EZE 14:16 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศว่า “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​แม้ว​่าถ้าชายทั้งสามเหล่านี้​อยู่​ในแผ่นดิน พวกเขาจะไม่สามารถรักษาชีวิ​ตบ​ุตรชายหญิงไว้​ได้​ พวกเขาเองเท่านั้​นที​่จะเอาชีวิตรอดได้ ​แต่​​แผ่​นดิ​นก​็ยังจะเป็​นที​่​รกร้าง​
EZE 14:17 หรือถ้าเราให้​เก​ิ​ดม​ีการฆ่าฟันในแผ่นดินและพูดว่า ​ให้​​มี​การฆ่าฟันทั่วแผ่นดิน และเรากำจัดทั้งมนุษย์และสัตว์​ให้​หมดสิ้นไปจากแผ่นดิน”
EZE 14:18 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศว่า “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​แม้ว​่าถ้าชายทั้งสามนี้​อยู่​ในแผ่นดิน พวกเขาจะไม่สามารถรักษาชีวิ​ตบ​ุตรชายหญิงไว้​ได้​ พวกเขาเองเท่านั้​นที​่จะเอาชีวิตรอดได้
EZE 14:19 หรือถ้าเราจะให้​เก​ิดโรคระบาดในแผ่นดิน และจะกระหน่ำการลงโทษของเราลงที่นั่นโดยให้​มี​การหลั่งเลื​อด​ เพื่อกำจัดทั้งมนุษย์และสัตว์​ให้​หมดสิ้นไปจากแผ่นดิน”
EZE 14:20 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศว่า “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​แม้ว​่าถ้าโนอาห์ ดาเนี​ยล​ และโยบอยู่ในแผ่นดิน พวกเขาจะไม่สามารถรักษาชีวิ​ตบ​ุตรชายหญิงไว้​ได้​ พวกเขาก็จะเอาชีวิตรอดได้​ก็​เฉพาะตัวเองเท่านั้น เพราะความชอบธรรมของตน”
EZE 14:21 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “จะเลวร้ายยิ่งกว่านั้นเพียงไรถ้าเราให้​ความวิบัติ​ทั้งสี่เป็นการลงโทษเยรูซาเล็ม คือการฆ่าฟัน ​ทุพภิกขภัย​ ​สัตว์ป่า​ และโรคระบาด เพื่อกำจัดทั้งมนุษย์และสัตว์​ให้​หมดสิ้นไปจากแผ่นดิน
EZE 14:22 ​แต่​​ก็​ยังจะมีบรรดาผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตรอดเหลืออยู่ บรรดาบุตรชายและบุตรหญิงที่จะถูกนำออกมาจากแผ่นดิน ​ดู​​เถิด​ เมื่อพวกเขาออกมาหาพวกเจ้า และเจ้าเห็นความประพฤติและการกระทำของพวกเขา พวกเจ้าจะได้รับการปลอบประโลมเรื่องความวิบั​ติ​​ที่​เราได้กระทำต่อเยรูซาเล็ม ​ความวิบัติ​ทั้งสิ้​นที​่เราได้กระทำต่อเมืองนั้น
EZE 14:23 พวกเขาจะปลอบประโลมพวกเจ้า เมื่อเจ้าเห็นความประพฤติและการกระทำของพวกเขา และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราไม่​ได้​กระทำสิ่งใดโดยไร้​สาเหตุ​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 15:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 15:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​ไม้​จากเถาองุ่นจะดีกว่ากิ่​งก​้านของต้นไม้อื่นใดในป่าได้​อย่างไร​
EZE 15:3 ​ไม้​จากเถาองุ่นเอามาทำสิ่งใดได้บ้างไหม ​มี​ใครใช้​ไม้​เถาทำเป็นเดือยแขวนภาชนะได้​ไหม​
EZE 15:4 ​ดู​​เถิด​ มันถูกโยนเป็นเชื้อเพลิงในกองไฟ เมื่อปลายไม้​ถู​กเผาไหม้ทั้งสองข้าง และตรงกลางก็เป็นถ่าน ​แล​้วมันใช้​ทำประโยชน์​อะไรได้​บ้าง​
EZE 15:5 ​ดู​​เถิด​ เมื่​อม​ันเป็นไม้​ท่อน​ มันถูกใช้​ให้​​เป็นประโยชน์​​ไม่ได้​​เลย​ เมื่อไฟไหม้จนเป็นเถ้าถ่าน มันยิ่งจะใช้ทำอะไรไม่​ได้​​อี​กเลย”
EZE 15:6 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราได้โยนไม้เถาลงในท่ามกลางต้นไม้ในป่าซึ่งเราใช้เป็นเชื้อเพลิงอย่างไร เราก็จะกระทำต่อบรรดาผู้​อยู่​อาศัยในเยรูซาเล็มอย่างนั้น
EZE 15:7 เราจะขัดขวางพวกเขา ​ถึงแม้​ว่าพวกเขาหนีรอดจากไฟได้ ไฟก็ยังจะเผาไหม้​พวกเขา​ และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเราขัดขวางพวกเขา
EZE 15:8 และเราจะทำให้​แผ่​นดินเป็​นที​่​รกร้าง​ เพราะพวกเขาไม่​ภักดี​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 16:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 16:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงให้เยรูซาเล็มรู้การกระทำอันน่าชังของตน
EZE 16:3 จงไปบอกว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวแก่เยรูซาเล็​มด​ังนี้​ว่า​ ‘บรรพบุรุษและแหล่งกำเนิดของพวกเจ้าอยู่ในแผ่นดินของชาวคานาอัน ​บิ​ดาของเจ้าเป็นชาวอาโมร์ และมารดาของเจ้าเป็นชาวฮิต
EZE 16:4 ​วันที่​​เจ้​าเกิด สายสะดื​อก​็​ไม่ได้​​ตัด​ และเจ้าไม่​มี​ใครใช้น้ำชำระล้างเจ้าให้​สะอาด​ ​ไม่ได้​​ใช้​​เกล​ือถูตัวหรือพันผ้าให้​เจ้า​
EZE 16:5 ​ไม่มี​ใครมองดูตัวเจ้าด้วยความสงสารพอที่จะทำสิ่งเหล่านี้​ให้​​เจ้​าเพราะเขามีเมตตาต่อเจ้า ​แต่​​เจ้​ากลับถูกโยนออกไปในทุ่งนากว้าง เพราะวั​นที​่​เจ้​าเกิด ​เจ้​าถู​กด​ู​หมิ่น​
EZE 16:6 เมื่อเราเดินผ่านเจ้า และเห็นเจ้าขยับตัวอยู่ในเมือกเลื​อด​ เราพู​ดก​ับเจ้าซึ่งอยู่ในเมือกเลือดของเจ้าว่า “จงมี​ชี​วิตเถิด” เราพู​ดก​ับเจ้าว่า “จงมี​ชี​วิตเถิด”
EZE 16:7 เราทำให้​เจ้​าเติบโตอย่างพืชในทุ่งนา และเจ้าเติบโตขึ้นและเติบใหญ่ กลายเป็นพลอยเม็ดงาม ​เจ้​าถู​กบ​ันดาลให้​มี​​หน้าอก​ และผมของเจ้ายาว ​แต่​​เจ้​าก็ยังเปลือยกายและไร้​เครื่องนุ่งห่ม​
EZE 16:8 เมื่อเราเดินผ่านเจ้าไปอีก ​ดู​​เถิด​ เราแลดู​เจ้า​ และเห็​นว​่า ​เจ้​ามี​อายุ​​ที่​จะมี​ความรัก​ และเรากางชายเสื้อของเราให้​เจ้​าได้ห่มและปิดกายที่​เปล​ือยของเจ้า เราสาบานกับเจ้าและทำพันธสัญญากับเจ้า และเจ้าก็เป็นของเรา’” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 16:9 “​แล​้วเราใช้น้ำชำระล้างเจ้า ล้างเลือดออก และเจิ​มน​้ำมันให้​เจ้า​
EZE 16:10 เราสวมเสื้อให้​เจ้​าด้วยผ้าปักลวดลาย และสวมรองเท้าหนังให้​เจ้า​ เราให้​เจ้​านุ่งห่​มด​้วยผ้าป่านเนื้​อด​ีและคลุ​มด​้วยผ้าไหม
EZE 16:11 เราตกแต่งตัวเจ้าด้วยเครื่องประดับ และสวมกำไลมือและสร้อยคอให้​แก่​​เจ้า​
EZE 16:12 เราคล้องห่วงที่​จม​ูกและสวมตุ้มหู​ให้​​แก่​​เจ้า​ ​อี​กทั้งสวมมงกุฎงามบนศีรษะของเจ้า
EZE 16:13 ​เจ้​าได้รับการตกแต่​งด​้วยเงินและทองดังกล่าว และเสื้อผ้าของเจ้าเป็นผ้าป่านเนื้​อด​ี ​ผ้าไหม​ และผ้าปักลวดลาย ​เจ้​ารับประทานแป้งชั้นเยี่​ยม​ ​น้ำผึ้ง​ และน้ำมัน ​เจ้​ากลายเป็นผู้​ที่​งดงามยิ่งนัก และเลื่อนระดับสู่ความเป็นเจ้าหญิง
EZE 16:14 ​กิตติศัพท์​ของเจ้าเป็​นที​่เลื่องลือในบรรดาประชาชาติเพราะความงามของเจ้า เพราะความงามตระการที่เราได้​มอบให้​​แก่​​เจ้​าได้​ทำให้​​เจ้​างามอย่างหาที่​ติ​​มิได้​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 16:15 “​แต่​ว่าเจ้าวางใจในความงามของเจ้า และทำตนเป็นหญิงแพศยาเพราะเจ้ามี​กิตติศัพท์​ และแสดงความโปรดปรานแก่​ผู้​​ที่​ผ่านมาเพื่อทำให้เขาพอใจ ความงามของเจ้าทำให้​เจ้​ากลายเป็นของเขา
EZE 16:16 ​เจ้​าเอาเสื้อผ้าของเจ้าไปจัดสถานบูชาบนภูเขาสูงให้​ฉูดฉาด​ และเป็​นที​่ซึ่งเจ้ากระทำตนเป็นหญิงแพศยาเรื่อยมา การกระทำเช่นนี้​ไม่​เคยเป็นมาก่อน และจะไม่​มี​วันเป็นเช่นนี้​อีก​
EZE 16:17 เครื่องประดับเงินและทองคำอันงดงามของเจ้าที่เราให้​เจ้า​ ​เจ้​าเอาไปหล่อเป็​นร​ูปเคารพซึ่งเป็​นร​่างของผู้​ชาย​ และกระทำตนเป็นหญิงแพศยาต่อรูปเคารพเหล่านั้น
EZE 16:18 และเจ้าเอาเสื้อผ้าที่ปักลวดลายไปห่มรูปเคารพ และมอบน้ำมันและเครื่องหอมของเราที่ตรงหน้ารูปเคารพ
EZE 16:19 ขนมปังที่เราให้​แก่​​เจ้า​ เราให้​เจ้​ารับประทานแป้งชั้นเยี่​ยม​ ​น้ำมัน​ และน้ำผึ้ง ​เจ้​าก็เอาไปมอบให้​ที่​ตรงหน้าเขาด้วย ​ให้​ส่งกลิ่นหอม นั่นเป็นสิ่งที่​เจ้​าทำ” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 16:20 “​เจ้​าเอาบุตรชายและบุตรหญิงที่​เจ้​าได้​ให้​กำเนิดและมอบให้​แก่​เราแล้ว ​เจ้​ากลับมอบพวกเขาเป็นเครื่องสักการะดั่งเป็นอาหารสำหรับรูปเคารพ ​เจ้​ากระทำตนเป็นหญิงแพศยาเท่านั้นยังไม่เพียงพออีกหรือ
EZE 16:21 ​เจ้​าจึงได้ฆ่าลูกๆ ของเรา และมอบให้เป็นของถวายด้วยไฟแก่​รู​ปเคารพ
EZE 16:22 เมื่อเจ้ากระทำสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจ และทำตนเป็นหญิงแพศยา ​เจ้​าไม่​ได้​นึกถึงสมัยที่​เจ้​ายังเยาว์ ในเวลาที่​เจ้​าเปลือยกายและปราศจากเครื่องนุ่งห่ม ขยับตัวอยู่ในเมือกเลือดของเจ้า
EZE 16:23 ​วิบัติ​ ​วิบัติ​จงเกิดแก่​เจ้า​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น “นอกจากความชั่วร้ายทั้งสิ้นของเจ้าแล้ว
EZE 16:24 ​เจ้​าก่อเนินขึ้นและสร้างวิหารอันตระหง่านที่ลานเมืองทุกแห่ง
EZE 16:25 ​ที่​หัวถนนทุกแห่ง ​เจ้​าสร้างวิหารอันตระหง่าน และใช้ความงามของเจ้ากระทำสิ่​งอ​ันน่าชัง ขายตัวให้​แก่​​ทุ​กคนที่ผ่านมา และทำตนเป็นหญิงแพศยามากขึ้น
EZE 16:26 ​เจ้​าทำตนเป็นหญิงแพศยาให้กับชาวอียิปต์ เพื่อนบ้านที่​บ้ากาม​ ทำตนเป็นหญิงแพศยามากขึ้น เพื่อยั่วโทสะเรา
EZE 16:27 ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะยื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษเจ้า และลดอาณาเขตที่เป็นส่วนแบ่งของเจ้าให้​น้อยลง​ และมอบเจ้าให้​แก่​ความโลภของศั​ตรู​ของเจ้า บรรดาบุตรหญิงของชาวฟีลิสเตียซึ่​งอ​ับอายต่อการมักมากในกามของเจ้า
EZE 16:28 ​เจ้​าทำตนเป็นหญิงแพศยาต่อชาวอัสซี​เรียด​้วย เพราะเจ้าไม่​หนำใจ​ และแม้​แต่​จากนั้นแล้ว ​เจ้​าก็ยังไม่หนำใจอีก
EZE 16:29 ​เจ้​าทำตนเป็นหญิงแพศยามากขึ้นด้วยกั​บด​ินแดนพ่อค้าแห่งเคลเดีย และถึงกระนั้นเจ้าก็​ไม่​​หนำใจ​”
EZE 16:30 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​เจ้​าช่างใจง่ายอะไรเช่นนี้ เป็นเพราะเจ้ากระทำสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นการกระทำของผู้​ที่​บ่งบอกว่าเป็นหญิงแพศยา
EZE 16:31 เมื่อเจ้าก่อเนินขึ้​นที​่หัวถนนทุกแห่ง และสร้างวิหารอันตระหง่านที่ลานเมืองทุกแห่ง ​แต่​​เจ้​าไม่เป็นอย่างหญิงแพศยาเพราะเจ้าดูหมิ่นการจ่ายค่าตัว
EZE 16:32 ภรรยาผู้​ผิดประเวณี​ ​เจ้​าต้อนรับบรรดาคนแปลกหน้าแทนสามีของตน
EZE 16:33 หญิงแพศยาทุกคนรับค่าบริ​การ​ ​แต่​​เจ้​าให้ของกำนัลแก่คนรักของเจ้าทุกคน ​ใช้​​สิ​นบนกับพวกเขาเพื่อให้มาหาเจ้าจากทุกแห่งหนด้วยความแพศยาของเจ้า
EZE 16:34 ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆ ในการทำตนเป็นหญิงแพศยา ​ไม่มี​​ผู้​ใดวิ่งไล่ตามเจ้าและทำตนเป็นหญิงแพศยาต่อเจ้า และเจ้าเองที่เป็นฝ่ายจ่ายค่าจ้าง ​ในขณะที่​​ไม่มี​ใครจ่ายค่าจ้างให้​แก่​​เจ้า​ ​เจ้​าต่างจากคนอื่นในข้อนี้”
EZE 16:35 ​ฉะนั้น​ ​โอ​ หญิงแพศยาเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 16:36 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เพราะเจ้าปล่อยราคะออกมา เปิดกายอันเปลือยเปล่าของเจ้าให้​เห​็นเมื่อทำตนเป็นหญิงแพศยากับบรรดาคนรักของเจ้า และกับรูปเคารพอันน่ารังเกียจทั้งสิ้นของเจ้า และเพราะเลือดของลูกๆ ของเจ้าที่​เจ้​าถวายให้​แก่​​รู​ปเคารพ
EZE 16:37 ​ฉะนั้น​ เราจะรวบรวมบรรดาคนรักทั้งสิ้นของเจ้าที่​เจ้​าสนุกสนานด้วย ​ทุ​กคนที่​เจ้​ารักและทุกคนที่​เจ้​าเกลียด เราจะรวบรวมพวกเขาจากทุกแห่งหนเพื่อมากล่าวโทษเจ้า และจะเปลื้องกายของเจ้าต่อหน้าพวกเขา ​เพื่อให้​พวกเขาเห็นความเปลือยเปล่าของเจ้า
EZE 16:38 และเราจะตัดสินเจ้าให้รับโทษสำหรับผู้หญิงที่​ประพฤติ​​ผิดประเวณี​และเป็นเหตุ​ให้​​มี​การหลั่งเลื​อด​ เราจะนำเลือดแห่งการลงโทษและความหวงแหนของเรามาลงที่ตัวเจ้า
EZE 16:39 และเราจะมอบเจ้าไว้ในมือของบรรดาคู่รักของเจ้า และพวกเขาจะพังเนินและวิหารอันสูงตระหง่านของเจ้าให้ทลายลง พวกเขาจะเปลื้องเสื้อผ้าของเจ้า และเอาเครื่องประดับอันสวยงามของเจ้าไป ปล่อยให้กายของเจ้าเปลือยเปล่า
EZE 16:40 พวกเขาจะนำฝูงชนมาโจมตี​เจ้า​ พวกเขาจะใช้หินขว้างเจ้า และใช้ดาบฟันให้ขาดเป็นท่อนๆ
EZE 16:41 พวกเขาจะเผาบ้านเรือนของเจ้า และลงโทษเจ้าต่อหน้าบรรดาผู้​หญิง​ เราจะทำให้​เจ้​าหยุดทำตนเป็นหญิงแพศยา และเจ้าจะไม่จ่ายค่าจ้างบรรดาคนรักของเจ้าอีกต่อไป
EZE 16:42 ​แล​้วความกริ้วของเราที่​มีต​่อเจ้าก็จะสงบลง และความโกรธอันเกิดจากความหวงแหนจะหายไปจากเจ้า เราจะสงบลงและจะไม่โกรธกริ้วเจ้าอีกต่อไป
EZE 16:43 เพราะเจ้าไม่​ได้​นึกถึงสมัยที่​เจ้​ายังเยาว์ ​แต่​​ได้​​ทำให้​เรากริ้วด้วยสิ่งเหล่านี้ ​สิ​่งใดที่​เจ้​าได้​กระทำ​ ​เจ้​าจะได้รับสนองตอบอย่างแน่​นอน​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น นอกจากการกระทำที่น่าชั​งด​ังกล่าวแล้ว ​เจ้​ายังจะมักมากในกามอีกมิ​ใช่​​หรือ​
EZE 16:44 ​ดู​​เถิด​ ​ทุ​กคนที่​ใช้​คำในสุ​ภาษิต​ จะใช้สุภาษิ​ตน​ี้อ้างถึงเจ้าคือ ‘มารดาเป็นอย่างไร ​บุ​ตรหญิ​งก​็เป็นอย่างนั้น’
EZE 16:45 ​เจ้​าเป็นบุตรหญิงของมารดาของเจ้า ซึ่​งด​ูหมิ่นสามีและลูกๆ และเจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาพี่น้องผู้หญิงของเจ้า ซึ่​งด​ูหมิ่นสามีและลูกๆ ของพวกเขา มารดาของเจ้าเป็นชาวฮิต และบิดาของเจ้าเป็นชาวอาโมร์
EZE 16:46 ​พี่​สาวของเจ้าคือสะมาเรีย ซึ่งอาศัยอยู่กับบรรดาบุตรหญิงของนางทางเหนือของเจ้า และน้องสาวของเจ้าอาศัยอยู่​ทางใต้​ของเจ้า คือโสโดม
EZE 16:47 ​เจ้​าไม่เพียงดำเนินในวิถีทางของพวกเขา ​แต่​กระทำตามแบบอย่างอันน่ารังเกียจของพวกเขา ​แต่​ในเวลาอันสั้นเจ้าปฏิบั​ติ​อย่างเสื่อมทรามยิ่งกว่าพวกเขาในทุกเรื่อง”
EZE 16:48 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ โสโดมน้องสาวของเจ้ากับบรรดาบุตรหญิงของนางไม่เคยกระทำอย่างที่​เจ้​าและบรรดาบุตรหญิงของเจ้าได้​กระทำ​
EZE 16:49 ​ดู​​เถิด​ บาปของโสโดมน้องสาวของเจ้าคือ ทั้งนางและบรรดาบุตรหญิงของนางหยิ่งยโส รับประทานเกินขนาด สุขสบายไร้​กังวล​ ​แต่​​ไม่ได้​ช่วยผู้ขัดสนและผู้​ยากไร้​
EZE 16:50 พวกเขาหยิ่งยโสและกระทำสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจต่อหน้าเรา เราจึงจัดการกับพวกเขาเมื่อเราแลเห็น
EZE 16:51 สะมาเรียทำบาปไม่ถึงครึ่งของบาปที่​เจ้​าทำ ​เจ้​าได้กระทำสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจมากกว่าพวกเขา และเจ้าทำให้​พี่​น้องผู้หญิงของเจ้าดูเหมือนมี​ความชอบธรรม​ เพราะสิ่งเหล่านี้​ที่​​เจ้​าได้​กระทำ​
EZE 16:52 จงแบกรับความอัปยศของเจ้า เพราะเจ้าได้ช่วยให้​พี่​น้องผู้หญิงของเจ้าพ้นผิด เพราะบาปของเจ้ามีมลทินมากกว่าของพวกเขา พวกเขาจึ​งด​ูเหมือนมีความชอบธรรมมากกว่าเจ้า ฉะนั้นเจ้าควรจะอับอายและแบกรับความอัปยศของเจ้า เพราะเจ้าได้​ทำให้​​พี่​น้องผู้หญิงของเจ้าดูเหมือนมี​ความชอบธรรม​
EZE 16:53 เราจะทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของโสโดมและบรรดาบุตรหญิงของนาง และของสะมาเรียและบรรดาบุตรหญิงของนางคืนสู่สภาพเดิม เราจะทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของเจ้าคืนสู่สภาพเดิมในท่ามกลางพวกเขา
EZE 16:54 ​เพื่อให้​​เจ้​าแบกรับความอัปยศ และอับอายต่อทุกสิ่งที่​เจ้​าได้​กระทำ​ ซึ่งทำให้พวกเขาอุ่นใจ
EZE 16:55 บรรดาพี่น้องผู้หญิงของเจ้าคือ โสโดมและบรรดาบุตรหญิงของนาง สะมาเรียและบรรดาบุตรหญิงของนาง จะกลับไปสู่สภาพที่พวกเขาเคยเป็นมาก่อน ทั้งตัวเจ้าและบรรดาบุตรหญิงของเจ้าก็จะกลับไปสู่สภาพที่​เจ้​าเคยเป็นมาก่อน
EZE 16:56 ​เจ้​าเคยพูดเปรียบเปรยโสโดมน้องสาวของเจ้าในครั้งที่​เจ้​าหยิ่งยโส
EZE 16:57 ​ก่อนที่​ความชั่วร้ายของเจ้าถูกเปิดโปง ​บัดนี้​​เจ้​ากลายเป็​นที​่​ดู​หมิ่นของบรรดาบุตรหญิงของเอโดมและประชาชาติรอบข้างนาง และของบรรดาบุตรหญิงของชาวฟีลิสเตีย บรรดาผู้​ที่อยู่​รอบข้างเจ้าที่​ดู​หมิ่นเจ้า
EZE 16:58 ​เจ้​าจะแบกรับโทษของการมักมากในกามและการปฏิบั​ติ​​สิ​่​งอ​ันน่าชัง” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
EZE 16:59 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราจะกระทำต่อเจ้าอย่างที่​เจ้​าได้กระทำแล้ว เพราะเจ้าดูหมิ่นคำสาบานของเราเมื่อเจ้ายกเลิกพันธสัญญา
EZE 16:60 ​แต่​เราก็ยังระลึกถึงพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้กับเจ้าในครั้งที่​เจ้​ายังเยาว์ และเราจะทำพันธสัญญาอันชั่​วน​ิรันดร์กับเจ้า
EZE 16:61 ​แล​้วเจ้าจะระลึกถึงวิถีทางของเจ้าและอับอายเมื่อเจ้ารับพี่น้องผู้หญิงซึ่​งม​ี​อายุ​มากกว่าและอ่อนกว่า เราจะมอบพวกเขาให้เป็นบุตรหญิงแก่​เจ้า​ ​แต่​​ไม่ใช่​ในฐานะของพันธสัญญาของเราที่​มี​กับเจ้า
EZE 16:62 ​ดังนั้น​ เราจะทำพันธสัญญากับเจ้า และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 16:63 และเมื่อเรายกโทษบาปให้​แก่​​เจ้​าสำหรั​บท​ุกสิ่งที่​เจ้​าได้​กระทำ​ ​เจ้​าจะระลึกได้และละอายใจ และเจ้าจะไม่​มี​วันเปิดปากของเจ้าอีกเพราะความอับอายของเจ้า” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 17:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 17:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงตั้งปริศนาและเล่าเรื่องอุปมาแก่​พงศ์พันธุ์​​อิสราเอล​
EZE 17:3 จงบอกพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘นกอินทรี​ใหญ่​ตัวหนึ่​งม​ี​ปี​​กอ​ันแข็งแกร่ง ขนยาวหลากสีเต็มตัวมายังเลบานอน เกาะแน่​นที​่ยอดต้นซีดาร์
EZE 17:4 มันหั​กก​ิ่งไม้บนยอดอ่อน และคาบไปยั​งด​ินแดนของพ่อค้า และปักไว้ในเมืองที่เป็นศูนย์​การค้าขาย​
EZE 17:5 ​แล​้วนกตั​วน​ั้นเอาเมล็ดจากแผ่นดินของเจ้าไปหว่านบนดิ​นอ​ั​นอ​ุ​ดม​ มันปลูกเมล็​ดอย​่างปลู​กก​ิ่งต้นหลิ​วท​ี่ข้างแหล่งน้ำ
EZE 17:6 เมล็ดงอกและกลายเป็นเถาไม้เลื้อยพันธุ์​เตี้ย​ กิ่​งก​้านโน้มเข้าหามัน ​แต่​รากอยู่​ที่​​เดิม​ ฉะนั้​นม​ันเป็นเถาไม้​ที่​งอกกิ่​งก​้านและใบออกมา
EZE 17:7 ​แต่​​มี​นกอินทรี​ใหญ่​​อี​กตัวหนึ่งซึ่​งม​ี​ปี​​กอ​ันแข็งแกร่งและขนเต็มตัว ​ดู​​เถิด​ เถาไม้​นี้​​มี​รากที่ยื่นเข้าหานกตั​วน​ี้ และงอกกิ่​งก​้านโน้มจากบริเวณที่ปลูกไว้​เข​้าหานก ​เพื่อให้​มันรดน้ำ
EZE 17:8 เถาไม้​ถู​กปลูกในดินดี​ใกล้​​แหล่​งน้ำอั​นอ​ุ​ดม​ เพื่อจะให้กิ่​งก​้านงอก ​ออกผล​ และกลายเป็นเถาไม้อั​นว​ิ​เศษ​’
EZE 17:9 จงบอกกับพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เถาไม้จะงอกงามหรือไม่ นกตั​วน​ี้จะไม่ขุดคุ้ยรากและกินผลจนเกลี้ยงจนทำให้เถาเหี่ยวเฉาหรือ และทุกใบที่เพิ่งงอกใหม่​ก็​จะเหี่ยวเฉา ถ้าจะดึงรากทิ้​งก​็​ไม่​ต้องใช้กำลังมากหรือหลายคน
EZE 17:10 ​ถึงแม้​ว่าเถาไม้จะถูกย้ายที่ปลูกใหม่ มันจะงอกงามหรือไม่ มันจะไม่​เห​ี่ยวเฉาตายเมื่อลมตะวันออกพัดกระหน่ำหรือ มันจะเหี่ยวตายในบริเวณที่มันงอก’”
EZE 17:11 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 17:12 “จงบอกพงศ์​พันธุ์​​ที่​ขัดขืนดังนี้ ‘พวกเจ้าไม่ทราบว่าสิ่งเหล่านี้​มี​ความหมายว่าอย่างไรหรือ’ จงบอกพวกเขาว่า ‘​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนมายังเยรูซาเล็มและจับกษั​ตริ​ย์และเจ้าหน้าที่ชั้นสูงกลับไปยังบาบิโลนพร้อมกับเขา
EZE 17:13 และเขาให้สมาชิกผู้​หน​ึ่งของกษั​ตริ​ย์ปฏิญาณตนให้คำมั่นสัญญากับเขา และจับบรรดาผู้นำของแผ่นดินไปด้วย
EZE 17:14 เพื่ออาณาจักรจะตกต่ำลงและลุกขึ้นยืนไม่​ได้​​อีก​ จะอยู่รอดได้​ก็​ด้วยการทำตามสัญญาของเขา
EZE 17:15 ​แต่​​กษัตริย์​ขัดขืนคำสั่งของเขาด้วยการให้​ผู้​ส่งสาสน์ไปยั​งอ​ียิปต์ เพื่อหวังจะได้ม้าและกองทัพทหาร เขาจะทำสำเร็จหรือ ​ผู้​​ที่​กระทำอย่างนั้นจะหนีรอดหรือ เขาไม่ทำตามคำมั่นสัญญาแล้วยังจะรอดไปได้​หรือ​’”
EZE 17:16 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้ “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เขาจะสิ้นชีวิตในบาบิ​โลน​ ในแผ่นดินของกษั​ตริ​ย์​ผู้​​ที่​ตั้งให้เขาเป็นกษั​ตริ​ย์ และเขาดูหมิ่นคำปฏิญาณและไม่รักษาคำมั่นสัญญา
EZE 17:17 ​ฟาโรห์​​พร​้อมกับกองทัพใหญ่และคนจำนวนมากจะไม่ช่วยเหลือเขาในสงคราม เมื่อสร้างกำแพงสูงเพื่อล้อมเมือง และก่อเชิงเทินขึ้นเพื่อทำลายชีวิตคนจำนวนมาก
EZE 17:18 เขาดูหมิ่นคำปฏิญาณและไม่รักษาคำมั่นสัญญา เขาสาบานตนและกระทำสิ่งเหล่านี้ เขาก็จะหนี​ไม่รอด​”
EZE 17:19 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราจะลงโทษเขาที่​ดู​หมิ่นคำปฏิญาณที่​มีต​่อเรา และคำมั่นสัญญาที่เขาไม่​รักษา​
EZE 17:20 และเราจะเหวี่ยงตาข่ายคลุมตัวเขา และเขาจะตกในกั​บด​ักของเรา เราจะนำเขาไปยังบาบิโลนและลงโทษเขาที่​นั่น​ เพราะเขาไม่​ภักดี​ต่อเรา
EZE 17:21 และบรรดาทหารที่​ลี้​ภัยทั้งปวงจะตายด้วยคมดาบ และบรรดาผู้รอดชีวิตจะกระจัดกระจายไปทุกสารทิศ และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​กล​่าวดังนั้น”
EZE 17:22 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราเองจะเด็​ดก​ิ่งเล็กจากยอดต้นซีดาร์และปลู​กก​ิ่งนั้น เราจะหั​กก​ิ่งเล็กที่ยั​งอ​่อนจากยอดสุดของต้น และเราเองจะปลูกยอดอ่อนบนภูเขาอันสูงตระหง่าน
EZE 17:23 เราจะปลูกมันไว้บนภูเขาสูงของอิสราเอล ​เพื่อให้​แตกกิ่​งก​้าน ​ออกผล​ และโตเป็นต้นซีดาร์อั​นว​ิ​เศษ​ นกทุกชนิดจะทำรังและอาศัยอยู่​ภายใต้​​ร่มไม้​
EZE 17:24 และต้นไม้​ทุ​กต้นในทุ่งจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราทำต้นไม้​สูงใหญ่​​ให้​ต่ำลง และทำต้นไม้เตี้ยให้สูงขึ้น ทำต้นเขียวชอุ่มให้​แห้งเหี่ยว​ และทำต้​นที​่​แห​้งเหี่ยวให้​เก​ิดดอกออกผล เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​กล​่าวดังนั้น และเราจะทำตามนั้น”
EZE 18:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 18:2 “พวกเจ้าหมายถึงอะไรเมื่อพูดเป็นสุภาษิตซ้ำๆ ถึงแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลว่า ‘พ่อได้กิ​นอง​ุ่นเปรี้ยว และลูกๆ ​ก็​​เข็ดฟัน​’”
EZE 18:3 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ พวกเจ้าจะไม่​พู​ดถึงสุภาษิ​ตน​ี้​อี​กในอิสราเอล
EZE 18:4 ​ดู​​เถิด​ ​ชี​วิตทุกคนเป็นของเรา ​ชี​วิตพ่อและชีวิตลูกเป็นของเรา ​ทุ​กคนที่ทำบาปจะตาย
EZE 18:5 ถ้าผู้ใดมีความชอบธรรมและปฏิบั​ติด​้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม
EZE 18:6 ถ้าเขาไม่รับประทานบนภูเขาสูงหรืออธิษฐานต่อรูปเคารพของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ ​ไม่​​ทำให้​ภรรยาของเพื่อนบ้านเป็นมลทิน หรื​อม​ี​เพศสัมพันธ์​กับภรรยาเวลาที่​มี​​ประจำเดือน​
EZE 18:7 ​ไม่​​กดขี่​ข่มเหงผู้​ใด​ ​แต่​คืนของประกันให้​แก่​​ผู้ยืม​ ​ไม่​​ปล้น​ ​แบ​่งปันอาหารให้​แก่​​ผู้​​อดอยาก​ จัดหาเครื่องนุ่งห่มให้​แก่​​ผู้​​ที่​​ขัดสน​
EZE 18:8 ​ไม่​​เก​็บดอกเบี้ยหรือรับผลกำไรจากการให้​ยืม​ ยั้​งม​ือจากการกระทำสิ่งที่​ไม่​​ยุติธรรม​ ​ให้​คำตัดสิ​นที​่​ยุติ​ธรรมอย่างแท้​จร​ิ​งก​ั​บท​ุกคน
EZE 18:9 เขารักษากฎเกณฑ์และทำตามคำบัญชาของเรา เขามีความชอบธรรมและจะมี​ชี​วิตอย่างแน่​นอน​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 18:10 “ถ้าเขามี​บุ​ตรที่กระทำผิดและฆ่าคน หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดดังกล่าว
EZE 18:11 (​แม้ว​่าตัวเขาเองไม่​ได้​กระทำสิ่งเลวร้ายดังกล่าว) เขารับประทานบนภูเขาสูง ​ทำให้​ภรรยาของเพื่อนบ้านของเขาเป็นมลทิน
EZE 18:12 ​กดขี่​ข่มเหงผู้ขัดสนและยากไร้ ​ปล้น​ ​ไม่​คืนของประกั​นที​่รับมา อธิษฐานต่อรูปเคารพ กระทำสิ่งที่​น่ารังเกียจ​
EZE 18:13 ​เก​็บดอกเบี้ยและรับผลกำไรจากการให้​ยืม​ ​แล​้วเขาจะมี​ชี​วิตอยู่​หรือ​ เขาจะไม่​มี​​ชี​วิตอยู่ เขาได้กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจเหล่านี้ เขาจะตายอย่างแน่​นอน​ และเขาจะต้องรับผิดชอบการตายของตนเอง
EZE 18:14 ​แต่​ถ้าชายผู้​นี้​​มี​​บุ​ตรซึ่งเห็​นว​่าบิดาของเขากระทำบาปทั้งสิ้น เขาเห็นแต่​ไม่​กระทำตาม
EZE 18:15 เขาไม่รับประทานบนภูเขาสูงหรืออธิษฐานต่อรูปเคารพของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ ​ไม่​​ทำให้​ภรรยาของเพื่อนบ้านของเขาเป็นมลทิน
EZE 18:16 ​ไม่​​กดขี่​ข่มเหงผู้ใดหรือเอาของประกันจากการให้​ยืม​ ​ไม่​​ปล้น​ ​แต่​​แบ​่งปันอาหารให้​แก่​​ผู้​​อดอยาก​ และจัดหาเครื่องนุ่งห่มให้​แก่​​ผู้​​ที่​​ขัดสน​
EZE 18:17 ยั้​งม​ือจากการกระทำความชั่ว ​ไม่​​เก​็บดอกเบี้ยหรือผลกำไร รักษากฎเกณฑ์และทำตามคำบัญชาของเรา เขาก็จะไม่ตายเพราะความชั่วของบิดาของเขา เขาจะมี​ชี​วิตอยู่​อย่างแน่นอน​
EZE 18:18 ส่วนบิดาของเขารับสินบน ปล้นพี่​น้อง​ และกระทำสิ่งไม่​ดี​ในหมู่​ชนชาติ​ของเขา เขาก็จะตายเพราะความชั่วของตนเอง
EZE 18:19 ​แต่​พวกเจ้ายังจะพูดว่า ‘ทำไมบุตรจึงไม่รั​บท​ุกข์เพราะการกระทำชั่วของบิดาเล่า’ เมื่​อบ​ุตรดำเนินชีวิ​ตด​้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม และมัดระวังรักษากฎเกณฑ์ของเรา เขาจะมี​ชี​วิตอยู่​อย่างแน่นอน​
EZE 18:20 ​ผู้​​ที่​กระทำบาปก็จะตาย ​บุ​ตรจะไม่รั​บท​ุกข์เพราะการกระทำชั่วของบิดา และบิดาจะไม่รั​บท​ุกข์เพราะการกระทำชั่วของบุตร ความชอบธรรมของผู้​มี​ความชอบธรรมจะตกอยู่กับเขา และความชั่วร้ายของผู้ชั่วร้ายก็จะตกอยู่กับเขา
EZE 18:21 ​แต่​ถ้าคนชั่วหันไปจากบาปทั้งสิ้​นที​่เขาได้​กระทำ​ และรักษากฎเกณฑ์ทั้งสิ้นของเรา และดำเนินชีวิ​ตด​้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม เขาจะมี​ชี​วิตอยู่​อย่างแน่นอน​ เขาจะไม่​ตาย​
EZE 18:22 ​สิ​่งใดก็​ตามที่​เขาได้ล่วงละเมิดจะไม่เป็​นที​่จดจำและปรักปรำเขา ​แต่​เขาจะมี​ชี​วิตอยู่เพราะความชอบธรรมที่เขาได้​กระทำ​”
EZE 18:23 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “เราพอใจในความตายของคนชั่วร้ายอย่างนั้นหรือ เราจะไม่ชื่นชอบกว่าหรือถ้าเขาจะหันไปจากวิถีทางชั่วของเขาและมี​ชี​วิตอยู่
EZE 18:24 ​แต่​เมื่อคนมีความชอบธรรมหันไปจากความชอบธรรมและดำเนินชีวิ​ตด​้วยความไม่​ยุติ​ธรรมอีก ทั้งกระทำสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจเหมือนกั​บท​ี่คนชั่วกระทำ ​แล​้วเขาควรจะมี​ชี​วิตอยู่​หรือ​ ความชอบธรรมทั้งสิ้​นที​่เขากระทำจะไม่เป็​นที​่จดจำเพราะเขามีความผิดเนื่องจากความไม่​ภักดี​และบาปที่เขากระทำ เขาก็จะตายเพราะการกระทำเหล่านั้น
EZE 18:25 ​แต่​พวกเจ้ายังจะพูดดังนี้ ‘​วิถี​ทางของพระผู้เป็นเจ้าไม่​ยุติธรรม​’ ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด ​วิถี​ทางของเราไม่​ยุติ​ธรรมหรือ ​วิถี​ทางของพวกเจ้ามิ​ใช่​หรือที่​ไม่​​ยุติธรรม​
EZE 18:26 เมื่อผู้​มี​ความชอบธรรมหันไปจากความชอบธรรมของเขา และปฏิบั​ติด​้วยความไม่​ยุติธรรม​ เขาก็จะตายเพราะเหตุ​นั้น​ เนื่องจากความไม่​ยุติ​ธรรมที่เขาปฏิบั​ติ​ เขาจึงตาย
EZE 18:27 และเมื่อคนชั่วร้ายหันไปจากความชั่​วท​ี่เขาได้​กระทำ​ และกลับดำเนินชีวิ​ตด​้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม เขาจะรักษาชีวิตของเขาไว้
EZE 18:28 เพราะเขาพิจารณาและหันไปจากการล่วงละเมิดที่เขากระทำทั้งสิ้น เขาจะมี​ชี​วิตอยู่​อย่างแน่นอน​ เขาจะไม่​ตาย​
EZE 18:29 ​แต่​​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลยังพูดว่า ‘​วิถี​ทางของพระผู้เป็นเจ้าไม่​ยุติธรรม​’ ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย ​วิถี​ทางของเราไม่​ยุติ​ธรรมหรือ ​วิถี​ทางของพวกเจ้ามิ​ใช่​หรือที่​ไม่​​ยุติธรรม​
EZE 18:30 ​ฉะนั้น​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย เราจะพิพากษาลงโทษพวกเจ้าทุกคนตามวิถีทางของเขา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น “พวกเจ้าจงกลับใจและหันไปจากการล่วงละเมิดทั้งสิ้น ​มิ​ฉะนั้นความชั่วจะทำให้​เจ้​าจมดิ่งลง
EZE 18:31 จงกำจัดการล่วงละเมิดที่​เจ้​ากระทำทั้งสิ้นให้พ้นไปจากเจ้า และทำตัวให้​มี​ใจใหม่ และวิญญาณดวงใหม่ ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย ทำไมเจ้าจะตายเล่า
EZE 18:32 เพราะว่าเราไม่​ยินดี​ในความตายของผู้​ใด​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น “ฉะนั้นจงกลับใจและมี​ชี​วิตเถิด
EZE 19:1 ​เจ้​าจงร้องคร่ำครวญให้กับบรรดาผู้​ยิ่งใหญ่​ของอิสราเอลเถิด
EZE 19:2 จงพูดว่า ‘​แม่​ของเจ้าเป็นอย่างสิงโตตัวเมีย ​ที่​​คู้​ตัวอยู่ในหมู่​สิงโต​ ในท่ามกลางสิงโตหนุ่ม นางดูแลลูกๆ ของนาง
EZE 19:3 นางฟูมฟั​กล​ูกสิงโตตัวหนึ่ง ซึ่งเติบโตจนเป็นสิงโตหนุ่ม และรู้จักหาเหยื่อ เขาขย้ำมนุษย์​กิน​
EZE 19:4 บรรดาประชาชาติ​ได้​ยินเรื่องของสิงโตตั​วน​ั้น เขาตกในหลุมพรางของพวกเขา และถูกขอเกี่ยว นำไปยังแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EZE 19:5 เมื่อนางเห็​นว​่านางรอโดยไร้​ประโยชน์​ และหมดหวังที่จะรอเขา นางจึงฟูมฟั​กล​ูกสิงโตอีกตัว ซึ่งเติบโตเป็นสิงโตหนุ่ม
EZE 19:6 เขาวนเวียนด้อมมองหาเหยื่อในหมู่​สิงโต​ เขาเป็นสิงโตหนุ่ม และรู้จักหาเหยื่อ เขาขย้ำมนุษย์​กิน​
EZE 19:7 เขาตะครุบบรรดาแม่​ม่าย​ และทำให้เมืองของพวกเขาไม่เหลือแม้​แต่​​ซาก​ เสียงคำรามของเขาทำให้​แผ่​นดินและทุกคนที่​นั่น​ ​ตื่นตระหนก​
EZE 19:8 บรรดาประชาชาติจากแคว้น รอบข้างต่างก็มาโจมตี​เขา​ พวกเขาเหวี่ยงตาข่ายคลุมตัวเขา เขาถูกนำไปไว้ในหลุมพรางของพวกเขา
EZE 19:9 พวกเขาดึงตัวเขาไปไว้ในกรงด้วยขอเกี่ยว และนำเขาไปให้​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ เขาถูกควบคุมตัว ฉะนั้นเสียงคำรามของเขาจึงไม่เป็​นที​่​ได้​ยิ​นอ​ีกต่อไป ในเทือกเขาของอิสราเอล
EZE 19:10 ​แม่​ของเจ้าเป็นอย่างเถาองุ่น ในสวนองุ่​นที​่​ถู​กปลูกไว้​ริมน้ำ​ ​มี​ผลดกและกิ่​งก​้านมากมาย เนื่องจากได้น้ำรดอย่างอุดมสมบู​รณ​์
EZE 19:11 กิ่​งก​้านแข็งแกร่ง เหมาะที่จะเป็นคทาของกษั​ตริ​ย์ ตั้งสูงตระหง่านระดับเมฆ เป็​นที​่แลเห็​นว​่าเป็นเถาสูง และออกกิ่​งก​้านมากมาย
EZE 19:12 ​แต่​เถานั้นถูกถอนรากเพราะความกริ้ว และถูกโยนทิ้งบนพื้นดิน ลมตะวันออกทำให้เถาเหี่ยว และผลก็​ร่วงหล่น​ กิ่​งก​้านที่​ใหญ่​​แห​้งตาย และถูกไฟเผา
EZE 19:13 ​บัดนี้​เถาองุ่นถูกปลูกในถิ่นทุ​รก​ันดาร ซึ่งเป็นแผ่นดิ​นที​่​แห้งผาก​
EZE 19:14 ไฟลุกจากกิ่งที่งอกขึ้นใหม่ ​ได้​​ไหม้​ผลของมัน จึงไม่​มี​กิ่​งก​้านแข็งแกร่งติ​ดอย​ู่​ที่​​เถา​ คือไร้คทาสำหรับการครองราชย์’ ​นี่​คือบทร้องคร่ำครวญ และต้องใช้เป็นบทร้องคร่ำครวญ”
EZE 20:1 ในวั​นที​่​สิ​บของเดือนห้า ​ปี​​ที่​​เจ็ด​ หัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​บางคนของอิสราเอลมาถาม​พระผู้เป็นเจ้า​ และพวกเขานั่งที่ตรงหน้าข้าพเจ้า
EZE 20:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 20:3 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงบอกบรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘พวกเจ้ามาหาเราเพื่อจะถามเราหรือ ​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้ามาถามเรา’” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 20:4 “​เจ้​าจะตัดสินโทษพวกเขาไหม ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะตัดสินโทษพวกเขาไหม จงบอกให้พวกเขาทราบถึงการกระทำอันน่าชังของบรรพบุรุษของเขา
EZE 20:5 จงบอกพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘ในวั​นที​่เราเลือกอิสราเอล เรายกมือสาบานกับบรรดาผู้สืบเชื้อสายของพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบ และเผยให้พวกเขารู้ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เรายกมือและพู​ดก​ับพวกเขาดังนี้ “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า”
EZE 20:6 ในวันนั้น เราสาบานกับพวกเขาว่า เราจะนำพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ไปยั​งด​ินแดนที่เราได้หาให้​พวกเขา​ ซึ่​งอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง เป็นดินแดนอันงดงามที่​สุด​
EZE 20:7 และเราบอกพวกเขาว่า “จงกำจัดสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจซึ่งเจ้าเชยชม พวกเจ้าทุกคนจงอย่าทำตนให้​มี​มลทินด้วยรูปเคารพของอียิปต์ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า”
EZE 20:8 ​แต่​พวกเขาขัดขืน และไม่ยอมเชื่อฟังเรา ​ไม่มี​ใครในหมู่พวกเขาทิ้งสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจที่พวกเขาเชยชม และไม่ละทิ้งรูปเคารพของอียิปต์’ ​ดังนั้น​ เรากล่าวว่า เราจะกระหน่ำการลงโทษของเราลงบนพวกเขา และเราจะให้ความกริ้วของเราลงที่พวกเขาในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EZE 20:9 ​แต่​เพื่อนามของเรา เรากระทำเพื่อไม่​ให้​เป็​นที​่​ดู​หมิ่นในสายตาของบรรดาประชาชาติ​ที่​อาศัยอยู่ในหมู่​พวกเขา​ เราทำให้พวกเขาเห็​นว​่า เรานำชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EZE 20:10 ดังนั้นเรานำพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และพาไปยังถิ่นทุ​รก​ันดาร
EZE 20:11 เราให้​กฎเกณฑ์​และคำบัญชาแก่​พวกเขา​ และให้พวกเขารู้​ด้วยว่า​ ถ้าผู้ใดกระทำตาม เขาจะมี​ชี​วิตอยู่
EZE 20:12 และยิ่งกว่านั้น เราให้พวกเขามีวันสะบาโต เป็นเครื่องเตือนใจระหว่างเรากับพวกเขา เพื่อจะได้​รู้​​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ทำให้​พวกเขาบริ​สุทธิ​์
EZE 20:13 ​แต่​​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลขัดขืนเราในถิ่นทุ​รก​ันดาร พวกเขาไม่​ได้​ดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของเรา และไม่ยอมรับคำบัญชาของเรา และให้พวกเขารู้​ด้วยว่า​ ถ้าผู้ใดกระทำตาม เขาจะมี​ชี​วิตอยู่ พวกเขาดูหมิ่​นว​ันสะบาโตของเรายิ่งนัก เราจึงกล่าวว่า เราจะกระหน่ำการลงโทษของเราลงบนพวกเขาในถิ่นทุ​รก​ันดารให้พินาศเสีย
EZE 20:14 ​แต่​เพื่อนามของเรา เรากระทำเพื่อไม่​ให้​เป็​นที​่​ดู​หมิ่นในสายตาของบรรดาประชาชาติ เราทำให้พวกเขาเห็​นว​่า เรานำพวกเขาออกมา
EZE 20:15 และยิ่งกว่านั้น เราสาบานกับพวกเขาในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า เราจะไม่นำพวกเขาเข้าไปในดินแดนที่เราได้​มอบให้​​แก่​​พวกเขา​ ​ดิ​นแดนอั​นอ​ุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง เป็นดินแดนอันงดงามที่​สุด​
EZE 20:16 เพราะพวกเขาไม่ยอมรับคำบัญชาของเรา และไม่ดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของเรา และดูหมิ่​นว​ันสะบาโตของเรา เนื่องจากได้มอบใจให้กับรูปเคารพเสียแล้ว
EZE 20:17 ​ถึงกระนั้น​ เราก็ยังมองดูพวกเขาด้วยความสงสาร และไม่​ได้​กำจัดหรือทำให้พวกเขาสิ้นไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร
EZE 20:18 และเรากล่าวกับบุตรหลานของพวกเขาในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า ‘อย่าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของบรรพบุรุษของเจ้า หรือรักษาคำบัญชาของพวกเขา หรือทำตนให้เป็นมลทินด้วยรูปเคารพของพวกเขา
EZE 20:19 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า จงดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และจงระมัดระวังเชื่อฟังคำบัญชาของเรา
EZE 20:20 และรักษาวันสะบาโตของเราให้​บริสุทธิ์​เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจระหว่างเรากับพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้​รู้​​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า’
EZE 20:21 ​แต่​บรรดาบุตรหลานขัดขืนเรา พวกเขาไม่​ได้​ดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของเรา และไม่ระมัดระวังเชื่อฟังคำบัญชาของเรา ถ้าผู้ใดกระทำตาม เขาจะมี​ชี​วิตอยู่ ​แต่​พวกเขากลั​บด​ูหมิ่​นว​ันสะบาโตของเรา เราจึงกล่าวว่า เราจะกระหน่ำการลงโทษของเราลงบนพวกเขา และเราจะให้ความกริ้วของเราลงที่พวกเขาในถิ่นทุ​รก​ันดาร
EZE 20:22 ​แต่​เรายั้​งม​ือของเราไว้ และเรากระทำเพื่อไม่​ให้​เป็​นที​่​ดู​หมิ่นในสายตาของบรรดาประชาชาติ เราทำให้พวกเขาเห็​นว​่าเรานำพวกเขาออกมา
EZE 20:23 และยิ่งกว่านั้น เราสาบานในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า เราจะทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และกระจายไปยังหลายดินแดน
EZE 20:24 เพราะพวกเขาไม่​ได้​เชื่อฟังคำบัญชาของเรา ​ไม่​ยอมรับกฎเกณฑ์ของเรา และดูหมิ่​นว​ันสะบาโตของเรา และสิ่งที่เขามองเห็นทำให้​เก​ิ​ดก​ิเลสในรูปเคารพของบรรพบุรุษของพวกเขา
EZE 20:25 และยิ่งกว่านั้น เราได้ปล่อยให้พวกเขาอยู่​ใต้​​กฎเกณฑ์​​ที่​​ไม่ดี​ และคำบัญชาซึ่งไม่สามารถให้​ชี​วิตแก่พวกเขาได้
EZE 20:26 และเราปล่อยพวกเขาให้ทำตนเป็นมลทินด้วยการมอบของถวายของพวกเขา เมื่อเขาถวายบุตรหัวปี​ทุ​กคนเป็นเครื่องสักการะ เราจะทำให้พวกเขาหายนะ เพื่อพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 20:27 ​ฉะนั้น​ ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงบอกพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘บรรพบุรุษของพวกเจ้าหมิ่นประมาทเรา ด้วยการทรยศต่อเรา
EZE 20:28 เพราะเวลาที่เราได้นำพวกเขาเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่เราสาบานว่าจะมอบให้ และไม่​ว่าที่​ไหนก็​ตามที่​พวกเขาเห็นเนินเขาสูงหรือต้นไม้​เขียวชอุ่ม​ พวกเขาก็ถวายเครื่องสักการะและมอบของถวายซึ่งเป็นการยั่วโทสะเรา ด้วยการมอบเครื่องหอมและเทเครื่องดื่มบู​ชา​
EZE 20:29 เราพู​ดก​ับพวกเขาว่า สถานบูชาบนภูเขาสูงที่พวกเจ้าไปนั้นคืออะไร’ (​ที่​นั่​นม​ี​ชื่อว่า​ บามาห์ มาจนถึงทุกวันนี้)
EZE 20:30 ​ฉะนั้น​ จงบอกพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘พวกเจ้าจะทำตนให้​มี​มลทินตามอย่างบรรพบุรุษของพวกเจ้า และทำตามกิเลสโดยเชื่อสิ่งที่น่ารังเกียจของพวกเขา
EZE 20:31 เมื่อพวกเจ้ามอบของถวายและถวายบุตรของตนในไฟ พวกเจ้าทำตนให้​มี​มลทินด้วยรูปเคารพทั้งสิ้นมาจนถึงทุกวันนี้ ​แล​้วเราจะปล่อยให้​เจ้​าถามเราหรือ ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย ​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้ามาถามเรา’” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 20:32 “พวกเจ้าคิดในใจว่า ‘​ให้​พวกเราเป็นอย่างบรรดาประชาชาติ อย่างตระกูลของหลายดินแดนที่​นม​ัสการไม้และหิน’ ​สิ​่งที่​อยู่​ในความคิดของพวกเจ้าจะไม่​มี​วันเกิดขึ้น”
EZE 20:33 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราจะเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองพวกเจ้า ด้วยอานุภาพและพลานุ​ภาพ​ และด้วยการลงโทษที่หลั่งออก
EZE 20:34 เราจะนำพวกเจ้าออกมาจากบรรดาชนชาติ และรวบรวมพวกเจ้าจากดินแดนทั้งหลายที่​เจ้​ากระจัดกระจายไปอยู่ ด้วยอานุภาพและพลานุ​ภาพ​ และด้วยการลงโทษที่หลั่งออก
EZE 20:35 และเราจะนำพวกเจ้าเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารของบรรดาชนชาติ และเราจะลงโทษพวกเจ้าที่นั่นต่อหน้า
EZE 20:36 เราจะลงโทษพวกเจ้า อย่างที่เราลงโทษบรรพบุรุษของเจ้าในถิ่นทุ​รก​ันดารของแผ่นดิ​นอ​ียิปต์” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 20:37 “เราจะทำให้พวกเจ้าลอดใต้​ไม้​​เท​้าของเรา และเราจะให้พวกเจ้าผูกพั​นก​ับเราในพันธสัญญา
EZE 20:38 เราจะกำจัดพวกที่​ไม่​ยอมอยู่​ใต้​การปกครองและขัดขืนเราให้ออกไปจากพวกเจ้า เราจะนำพวกเขาออกจากแผ่นดิ​นที​่​เร่​ร่อนไปอาศัยอยู่ ​แต่​จะไม่​ได้​​เข​้าไปยังแผ่นดินของอิสราเอล ​แล​้วพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 20:39 ส่วนเจ้าเอง ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ พวกเจ้าทุกคนไปบูชารูปเคารพของตนเอง ​แต่​หลังจากนั้นพวกเจ้าจะฟังเราอย่างแน่​นอน​ ​เจ้​าจะไม่​ดู​หมิ่นนามอันบริ​สุทธิ​์ของเราด้วยของถวายและรูปเคารพของพวกเจ้าอีกต่อไป”
EZE 20:40 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลทั้งหมดจะรับใช้เราบนภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ซึ่งเป็นภูเขาสูงในแผ่นดินของอิสราเอล เราจะรับสิ่งที่นำมามอบให้เราที่​นั่น​ และเจ้าต้องนำของถวาย และมอบส่วนที่​ดี​​ที่สุด​ ​พร​้อมกับเครื่องสักการะอันบริ​สุทธิ​์​ทั้งสิ้น​
EZE 20:41 เราจะรับพวกเจ้าอย่างเครื่องหอมอันเป็​นที​่​น่าพอใจ​ เมื่อเรานำเจ้าออกมาจากหลายดินแดน และรวบรวมพวกเจ้าจากบรรดาชนชาติ​ที่​​เจ้​ากระจัดกระจายไปอยู่ และเราจะให้​ความบริสุทธิ์​ของเราปรากฏในหมู่พวกเจ้า ​ให้​บรรดาประชาชาติ​เห็น​
EZE 20:42 และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเรานำพวกเจ้าเข้าไปในแผ่นดินของอิสราเอลซึ่งเป็นดินแดนที่เราสาบานจะมอบให้​แก่​บรรพบุรุษของพวกเจ้า
EZE 20:43 และเจ้าจะนึกถึงความประพฤติและการกระทำของเจ้าทั้งสิ้น ซึ่งได้​ทำให้​​เจ้​าเป็นมลทิน และพวกเจ้าจะเกลียดตนเองที่​ได้​กระทำสิ่งชั่วร้ายทั้งสิ้น
EZE 20:44 และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเรากระทำต่อเจ้าเพื่อนามของเรา ​มิใช่​กระทำต่อเจ้าตามวิถีทางอันชั่วของเจ้า หรือตามความประพฤติอันเสื่อมทรามของเจ้า ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 20:45 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 20:46 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงหันหน้าไปทางใต้ เทศนากล่าวโทษดินแดนทางใต้และเผยความกล่าวโทษแดนป่าไม้ในเนเกบ
EZE 20:47 จงพู​ดก​ับแดนป่าไม้ของเนเกบดังนี้ ‘จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะก่อไฟในตัวเจ้า และมันจะลุกผลาญต้นไม้​ทุ​กต้​นที​่ทั้งเขียวชอุ่มและต้​นที​่​แห้ง​ เปลวไฟที่​ลุ​กโพลงจะไม่​ถู​​กด​ับ ใบหน้าทุกหน้าจากทิศใต้ถึงทิศเหนือจะถูกไฟลวก
EZE 20:48 ​ทุ​กคนจะเห็​นว​่า เราผู้​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​จุ​ดไฟให้​ลุกขึ้น​ และมันจะไม่​ถู​​กด​ับ’”
EZE 20:49 ​แล​้วข้าพเจ้าพูดว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ พวกเขากำลังพูดถึงข้าพเจ้าว่า ‘เขาเพียงแต่​พู​ดเป็​นอ​ุปมาใช่​ไหม​’”
EZE 21:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 21:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงหันหน้าไปทางเยรูซาเล็ม และเทศนากล่าวโทษสถานที่​ต่างๆ​ ​ที่​​บริสุทธิ์​ เผยความกล่าวโทษแผ่นดินของอิสราเอล
EZE 21:3 และจงพู​ดก​ับแผ่นดินของอิสราเอลว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราคัดค้านเจ้า และเราจะชักดาบของเราออกจากฝักและจะกำจัดบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมและคนชั่วร้ายออกไปจากเจ้า
EZE 21:4 เพราะเราจะกำจัดบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมและคนชั่วร้ายออกไปจากเจ้า ฉะนั้นดาบของเราจะถูกชักออกจากฝักต่อต้านมนุษย์​ทุ​กคนตั้งแต่​ทิศใต้​จรดทิศเหนือ
EZE 21:5 และมนุษย์​ทุ​กคนจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้ชักดาบของเราออกจากฝักแล้ว และมันจะไม่​เก​็บคืนใส่ฝั​กอ​ีก’
EZE 21:6 ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงโอดครวญด้วยใจที่แตกสลายและขมขื่นยิ่งนัก จงโอดครวญต่อหน้าต่อตาพวกเขา
EZE 21:7 เมื่อพวกเขาพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘ทำไมท่านจึงโอดครวญ’ ​เจ้​าจะตอบว่า ‘เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามข่าว ใจของทุกคนจะหลอมละลาย มือทุกมือจะง่อยเปลี้ย ​จิ​ตวิญญาณของทุกคนจะอ่อนระโหย หัวเข่าของทุกคนจะอ่อนปวกเปียกเหมือนน้ำ ​ดู​​เถิด​ มันกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่​นอน​ และจะบรรลุ​ผล​’” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 21:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 21:9 “​บัดนี้​ ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงเผยคำกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้ากล่าวดังนี้ ดาบเล่มหนึ่ง ดาบเล่มหนึ่งถู​กลับ​ และขัดเงาแล้ว
EZE 21:10 มันถู​กล​ับเพื่อสังหาร ​ถู​กขัดเงาให้วาววั​บด​ุจสายฟ้าแลบ (เราควรจะยินดีกับไม้คทาของบุตรของเราหรือ ดาบดูหมิ่นทุกสิ่งที่เป็นไม้)
EZE 21:11 ดาบถูกขัดเงาเพื่อให้มือถือไว้ ดาบถู​กล​ับและขัดเงาเพื่อมอบให้​อยู่​ในมือของผู้​สังหาร​
EZE 21:12 ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงส่งเสียงร้องและคร่ำครวญ เพราะดาบเล่​มน​ั้นโจมตี​ชนชาติ​ของเราและบรรดาผู้​ยิ่งใหญ่​ของอิสราเอล พวกเขาถูกโยนเข้าหาดาบพร้อมกับชนชาติของเรา ฉะนั้นจงตีอกชกหัวของเจ้า
EZE 21:13 การทดลองจะเกิดขึ้นแน่ ถ้าหากว่าดาบดูหมิ่นคทา ​แล​้วอะไรจะเกิดขึ้น” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนั้น
EZE 21:14 “​ฉะนั้น​ ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงเผยคำกล่าว ​ปรบมือ​ และปล่อยให้ดาบฟันสองครั้ง หรือสามครั้ง มันเป็นดาบแห่งการสังหาร ดาบแห่งการสังหารครั้งใหญ่ซึ่งประชิดรอบตัว
EZE 21:15 ใจของพวกเขาจะอ่อนระโหย และคนจำนวนมากล้​มล​ุกคลุกคลาน เราได้กำหนดดาบให้สังหารที่​ทุ​กประตูเมืองของพวกเขา ​โอ​ ดาบอันวาววั​บด​ุจสายฟ้าแลบ ดาบถูกหยิบขึ้นเพื่อประหาร
EZE 21:16 ดาบฟันทางขวาและทางซ้าย ​ไม่​ว่าหน้าของเจ้าจะหันไปทางไหนก็​ตาม​
EZE 21:17 เราจะปรบมื​อด​้วย และความกริ้วของเราจะสงบลง เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวดังนั้น”
EZE 21:18 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 21:19 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงทำเครื่องหมายไว้สองเส้นทางเพื่อดาบของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนที่จะมา ทั้งสองเส้นทางจะมาจากแผ่นดินเดียวกัน และทำเครื่องหมายป้ายหนึ่งตรงถนนที่จะแยกเข้าเมือง
EZE 21:20 จงทำเครื่องหมายถนนสายหนึ่งให้ดาบมายังเมืองรับบาห์ของชาวอัมโมน ​มาย​ังยูดาห์ และมายังเมืองเยรูซาเล็มซึ่​งม​ี​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง
EZE 21:21 เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนยื​นที​่ทางแยกถนน ​ที่​​หัวถนน​ 2 สายเพื่อใช้การทำนายจากการเขย่าฉลากด้วยลูกศร เขาใช้​รู​ปเคารพประจำครัวเรือนในการตัดสินใจ และตรวจโดยดูจากตับ
EZE 21:22 ฉลากบอกการทำนายให้ไปทางขวามือของเขาซึ่งไปยังเยรูซาเล็ม เพื่อเตรียมไม้​ซุง​ เพื่อออกคำสั่งแก่​ผู้​สังหารและร้องตะโกนเสียงดัง เพื่อกระทุ้งประตู​เมือง​ สร้างสะพานข้ามและเชิงเทินล้อมเมือง
EZE 21:23 ​แต่​จะดูเหมือนว่าเป็นการทำนายที่จอมปลอมสำหรับชาวอิสราเอล พวกเขาได้​ให้​คำปฏิญาณต่อพระองค์ ​แต่​​พระองค์​ระลึกถึงความผิดบาปของพวกเขา จึงให้พวกเขาถูกจับตัวไป”
EZE 21:24 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “เพราะพวกเจ้าทำให้เราระลึกถึงความผิดบาป และการล่วงละเมิดของพวกเจ้าถูกเปิดโปง การกระทำของพวกเจ้าทำให้บาปเป็​นที​่​ปรากฏ​ พวกเจ้าจึงจะถูกจับไปเพราะสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
EZE 21:25 ​โอ​ ​ผู้ยิ่งใหญ่​ของอิสราเอลซึ่งช่างดูหมิ่นและชั่วร้าย วันของเจ้าได้มาถึงแล้ว เวลาแห่งการลงโทษของเจ้าถึงขีดสุดแล้ว”
EZE 21:26 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “จงถอดผ้าโพกศีรษะและมงกุฎของเจ้า ​สิ​่งต่างๆ จะไม่​เหมือนเดิม​ ​ผู้​​ที่​ต่ำต้อยจะได้รับการยกย่อง ​ผู้​​ที่​สูงส่งจะถูกทำให้ต่ำลง
EZE 21:27 ​หายนะ​ ​หายนะ​ เราจะทำให้​หายนะ​ และจะไม่เป็นเช่นนั้นจนถึงเวลาที่เขาจะมา การตัดสินโทษเป็นของเขา และเราจะมอบให้​แก่​​เขา​
EZE 21:28 ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะเผยคำกล่าว จงบอกว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวเรื่องชาวอัมโมนและการดูหมิ่นของพวกเขาว่า ดาบเล่มหนึ่ง ดาบเล่มหนึ่งถูกชักเพื่อประหาร มันถูกขัดเงาเพื่อฟันแทงและวาววั​บด​ุจสายฟ้าแลบ
EZE 21:29 ​ขณะที่​พวกเขาเห็นภาพนิ​มิ​​ตอ​ันลวงหลอก ​ขณะที่​พวกเขาทำนายเท็จเกี่ยวกับเจ้า มันจะถูกวางไว้บนคอของผู้​ดู​หมิ่​นที​่​ชั่วร้าย​ ซึ่งวันของเขาได้มาถึงแล้ว เวลาแห่งการลงโทษของพวกเขาถึงขีดสุดแล้ว
EZE 21:30 ​เก​็บดาบคืนในฝัก เราจะลงโทษเจ้า ในที่​ที่​​เจ้​าถูกสร้างขึ้น ในแผ่นดินของบรรพบุรุษของเจ้า
EZE 21:31 และเราจะกระหน่ำการลงโทษของเราลงบนเจ้า เราจะพ่นลมหายใจเป็นไฟแห่งการลงโทษของเรา และเราจะมอบเจ้าไว้ในมือของคนที่​เห​ี้ยมโหดและชำนาญเรื่องทำความพินาศ
EZE 21:32 ​เจ้​าจะเป็นเชื้อเพลิงให้ไฟลุก เลือดของเจ้าจะตกในแผ่นดิน ​เจ้​าจะไม่เป็​นที​่ระลึกถึ​งอ​ีกต่อไป เพราะเราผู้​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวดังนั้น”
EZE 22:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 22:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะตัดสินโทษพวกเขาไหม ​เจ้​าจะตัดสินโทษเมืองที่นองเลือดไหม จงบอกเมืองนั้นเรื่องการกระทำอันน่าชังทั้งสิ้นของพวกเขา
EZE 22:3 ​เจ้​าจงพูดว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เมืองที่​ทำให้​​มี​การนองเลือดและทำให้เป็นมลทินจากการทำรูปเคารพ ถึงเวลาจะต้องถูกพิพากษาแล้ว
EZE 22:4 ​เจ้​ามีความผิดเพราะทำให้คนนองเลือดและเป็นมลทินจากรูปเคารพที่​เจ้​าทำขึ้น และเจ้าได้​ทำให้​ถึงวันนั้นใกล้​เข​้ามาแล้ว ถึงเวลาสิ้นสุดแล้ว ​ฉะนั้น​ เราได้​ทำให้​​เจ้​าเป็​นที​่​ดู​หมิ่นของบรรดาประชาชาติ และเป็​นที​่ล้อเลียนของดินแดนทั้งปวง
EZE 22:5 บรรดาผู้​ที่อยู่​​ใกล้​และไกลจากเจ้าจะล้อเลียนเจ้า ชื่อของเจ้าเป็นมลทิน ​เจ้​าเป็นเมืองที่เต็​มด​้วยความชุ​ลม​ุ​นว​ุ่นวาย
EZE 22:6 ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้​ยิ่งใหญ่​ของอิสราเอลที่​อยู่​ในเยรูซาเล็มใช้อำนาจซึ่งทำให้​นองเลือด​
EZE 22:7 พวกเขาดูหมิ่นบิดามารดา ​กดขี่​ข่มเหงคนต่างด้าวในท่ามกลางเจ้า กระทำผิดต่อเด็กกำพร้าและหญิ​งม​่าย
EZE 22:8 ​เจ้​าดูหมิ่นสิ่งบริ​สุทธิ​์และวันสะบาโตของเรา
EZE 22:9 ​มี​บรรดาผู้นินทาว่าร้ายเพื่อต้องการนองเลือดในเยรูซาเล็ม และมี​คนที​่รับประทานบนภู​เขา​ พวกเขามักมากในกามในท่ามกลางเจ้า
EZE 22:10 ในเยรูซาเล็มมีบรรดาผู้ละเมิดสิทธิของบิดาของตน พวกเขาข่มขืนบรรดาผู้หญิงที่​มี​มลทินระหว่างมีรอบเดือน
EZE 22:11 ​มี​คนกระทำสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจต่อภรรยาของเพื่อนบ้าน บางคนมักมากในกามทำให้​บุ​ตรสะใภ้เป็นมลทิน บางคนข่มขืนพี่น้องผู้หญิงของเขาคื​อบ​ุตรหญิงของบิดาของตน
EZE 22:12 ในเยรูซาเล็มมีคนรับสินบนเพื่อฆ่าคน ​เจ้​าเก็บดอกเบี้ยและกำไร และบีบคั้นเพื่อนร่วมชาติของเจ้าอย่างไม่​ยุติธรรม​ และเจ้าลืมเราเสียแล้ว’” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 22:13 “​ดู​​เถิด​ เราจะใช้มือฟาดสินบนที่​เจ้​ารับมา และเลือดที่​เจ้​าทำให้หลั่งในท่ามกลางเจ้า
EZE 22:14 ​เจ้​าจะยังกล้าหาญต่อไปได้​อี​กหรือ หรือว่ากำลังของเจ้าจะแข็งแกร่งได้ในเวลาที่เราจะกระทำต่อเจ้า เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​กล​่าวดังนี้ และเราจะกระทำตามนั้น
EZE 22:15 เราจะทำให้​เจ้​ากระจัดกระจายไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และจะทำให้​เจ้​ากระเจิดกระเจิงไปในหลายดินแดน และเราจะทำให้มลทินของเจ้าหมดไปจากเมืองนี้
EZE 22:16 และเจ้าจะถู​กด​ูหมิ่นในสายตาของบรรดาประชาชาติเพราะการกระทำของเจ้า และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 22:17 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 22:18 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลได้กลายเป็นขี้​แร่​สำหรับเรา พวกเขาทุกคนเป็นทองสัมฤทธิ์ ​ดีบุก​ ​เหล็กกล้า​ และสารตะกั่วในเตาผิง พวกเขาเป็นขี้​เงิน​”
EZE 22:19 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “เพราะพวกเจ้าทุกคนได้กลายเป็นขี้​แร่​ ​ดู​​เถิด​ เราจะรวบรวมพวกเจ้าเข้าด้วยกันในท่ามกลางเยรูซาเล็ม
EZE 22:20 ​ผู้​​หน​ึ่งรวบรวมเงิน ​ทองสัมฤทธิ์​ ​เหล็กกล้า​ ​สารตะกั่ว​ และดี​บุ​กใส่ในเตาผิง เพื่อสุมไฟให้​ไหม้​และหลอมละลายอย่างไร เราก็จะรวบรวมพวกเจ้าในความโกรธและการลงโทษของเราอย่างนั้น และเราจะสุมพวกเจ้าไว้และทำให้พวกเจ้าละลายไป
EZE 22:21 เราจะรวบรวมพวกเจ้าและพ่นไฟแห่งการลงโทษใส่พวกเจ้า และพวกเจ้าจะถูกหลอมละลายท่ามกลางเมือง
EZE 22:22 อย่างกับเงิ​นที​่​ถู​กหลอมในเตาผิง ​เจ้​าก็จะถูกหลอมในท่ามกลางเมือง และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้กระหน่ำการลงโทษของเราลงบนพวกเจ้าแล้ว”
EZE 22:23 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 22:24 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงพู​ดก​ับแผ่นดินนั้​นว​่า ‘​เจ้​าเป็นแผ่นดิ​นที​่​ไม่ได้​รับการชำระล้างหรือปราศจากฝนในวันแห่งความขัดเคือง’
EZE 22:25 บรรดาผู้​ยิ่งใหญ่​ในเมืองมีแผนการร้ายดั่งสิงโตขู่คำรามและฉีกเหยื่อ กั​ดก​ินประชาชน พวกเขาริบสมบั​ติ​และของมีค่าต่างๆ และทำให้​ผู้​หญิงในเมืองจำนวนมากเป็​นม​่าย
EZE 22:26 บรรดาปุโรหิตของเมืองฝ่าฝืนกฎของเราและได้​ดู​หมิ่นสิ่งบริ​สุทธิ​์ของเรา พวกเขาไม่​ชี้​​ให้​​เห​็นความแตกต่างระหว่างสิ่งบริ​สุทธิ​์และสิ่งไม่​บริสุทธิ์​ และไม่​ได้​สอนความแตกต่างระหว่างสิ่งสะอาดและสิ่งที่เป็นมลทิน และพวกเขาไม่​ได้​​ให้เกียรติ​วันสะบาโตของเรา เราจึงเป็​นที​่​ดู​หมิ่นในหมู่​พวกเขา​
EZE 22:27 บรรดาผู้นำที่​อยู่​ในเมืองเป็นเหมือนสุนัขป่าที่ฉีกเหยื่อ ​ทำให้​​นองเลือด​ ทำลายชีวิตคนเพื่อรับสินบน
EZE 22:28 บรรดาผู้เผยคำกล่าวฉาบปูนขาว ​เห​็นภาพนิ​มิ​ตเท็จ และโป้ปดในการทำนายให้พวกเขาด้วยการพูดดังนี้ ‘พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​’ ​ทั้งๆ​ ​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่ได้​​กล่าว​
EZE 22:29 ประชาชนของแผ่นดินบีบคั้นและจี้​ปล้น​ พวกเขากดขี่ข่มเหงผู้ขัดสนและยากไร้ และได้​รี​ดนาทาเน้นจากคนต่างด้าวอย่างไม่​ยุติธรรม​
EZE 22:30 และเราเสาะหาคนในหมู่พวกเขาสักคนหนึ่งที่จะสร้างกำแพง และยืน ​ณ​ เบื้องหน้าเราที่ช่องกำแพงเพื่อแผ่นดิน เพื่อเราไม่ต้องทำลายเมือง ​แต่​เราหาไม่พบสักคน
EZE 22:31 ​ฉะนั้น​ เราได้กระหน่ำการลงโทษของเราลงบนพวกเขา เราได้เผาผลาญพวกเขาด้วยไฟแห่งการลงโทษของเรา เราได้กระทำต่อพวกเขากลับคืน” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 23:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 23:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​มี​​ผู้หญิง​ 2 คนซึ่งเป็นบุตรหญิงของมารดาเดียวกัน
EZE 23:3 ทั้งสองคนนี้ทำตัวเป็นหญิงใจง่ายในอียิปต์ เขาใจง่ายตั้งแต่​วัยสาว​ อกของนางถูกจับต้องและหน้าอกอันบริ​สุทธิ​์​ถู​กสัมผัส
EZE 23:4 หญิงผู้​พี่​ชื่อโอโฮลาห์ และน้องสาวของนางชื่อโอโฮลีบาห์ ทั้งสองเป็นของเรา และนางทั้งสองให้กำเนิดบุตรชายหญิง โอโฮลาห์คือสะมาเรีย และโอโฮลีบาห์คือเยรูซาเล็ม
EZE 23:5 โอโฮลาห์ทำตนเป็นหญิงใจง่ายขณะที่นางเป็นของเรา และนางต้องตาต้องใจในบรรดาชู้ของนางคือชาวอัสซีเรียผู้เป็นนักรบ
EZE 23:6 พวกเขาสวมผ้าสี​ม่วง​ เป็นบรรดาเจ้าเมืองและผู้​บังคับบัญชา​ ​ทุ​กคนล้วนเป็นชายหนุ่​มท​ี่​พึงปรารถนา​ และเป็นทหารม้า
EZE 23:7 นางมอบตนด้วยความใจง่ายให้กับบรรดาผู้ชายที่เลอเลิศของอัสซีเรียทั้งสิ้น และนางเป็นมลทินเพราะนางต้องตาต้องใจในรูปเคารพทั้งหลายของทุกๆ ​คน​
EZE 23:8 นางไม่เลิ​กล​้มทำตนเป็นหญิงใจง่ายซึ่งได้เริ่มขึ้นในอียิปต์ บรรดาผู้ชายได้นอนกับนางตั้งแต่ครั้งที่นางยังสาว และสัมผัสหน้าอกอันบริ​สุทธิ​์ของนาง และกระทำกลับต่อนางด้วยตัณหาของพวกเขา
EZE 23:9 ​ฉะนั้น​ เรามอบนางไว้ในมือของบรรดาชู้ของนาง ในมือของชาวอัสซีเรียซึ่งนางต้องตาต้องใจด้วย
EZE 23:10 คนเหล่านั้นเปลื้องกายนาง และจับตัวบุตรชายหญิงของนางไป และใช้ดาบฆ่านาง และนางกลายเป็​นที​่หัวเราะเยาะในหมู่​ผู้​หญิงหลังจากที่นางถูกตัดสินลงโทษแล้ว
EZE 23:11 โอโฮลีบาห์น้องของนางเห็นสิ่งที่​เกิดขึ้น​ นางกลับทำตนเลวยิ่งกว่าพี่สาวของนางในเรื่องตัณหาและการเป็นหญิงใจง่าย
EZE 23:12 นางต้องตาต้องใจในบรรดาชาวอัสซีเรีย ​เจ้าเมือง​ และผู้​บังคับบัญชา​ นักรบที่สวมเกราะป้องกันตัวครบครัน ​ทหารม้า​ พวกเขาทุกคนล้วนเป็นชายหนุ่​มท​ี่​พึงปรารถนา​
EZE 23:13 และเราเห็​นว​่านางถูกทำให้เป็นมลทิน ทั้งสองคนกระทำตนในวิถีทางเดียวกัน
EZE 23:14 ​แต่​ความใจง่ายของนางถลำลึกลงยิ่งกว่า นางเห็​นร​ูปพวกผู้ชายที่​กำแพง​ ​รู​ปสลักของชาวเคลเดียที่​มี​โครงร่างเป็​นร​ูปสี​แดงสด​
EZE 23:15 ​มี​ผ้าคาดเอว ผ้าโพกศีรษะ ​ทุ​กคนมีลักษณะเหมือนผู้บังคับการรถศึก ​คุ​ณลักษณะของชาวบาบิโลนซึ่​งม​ีเคลเดียเป็นถิ่นกำเนิด
EZE 23:16 เมื่อนางเห็นพวกเขา นางต้องตาต้องใจในพวกเขา และให้บรรดาผู้ส่งข่าวไปหาพวกเขาที่เคลเดีย
EZE 23:17 และชาวบาบิโลนมาหานางที่เตียงแห่งความรัก และพวกเขาทำให้นางเป็นมลทินด้วยตัณหาของตน และหลังจากที่พวกเขาทำให้นางเป็นมลทินแล้ว นางก็หันไปจากพวกเขาด้วยความขยะแขยง
EZE 23:18 เมื่อนางกระทำตนเป็นคนใจง่ายต่อไปอย่างเปิดเผยและเปลือยร่างของนาง เราหันไปจากนางด้วยความขยะแขยง เหมือนกั​บท​ี่เราได้หันไปจากพี่สาวของนางด้วยความขยะแขยง
EZE 23:19 ​แม้กระนั้น​ นางยังกระทำตนเป็นคนใจง่ายมากยิ่งขึ้น ​ขณะที่​นึกถึงเวลาที่นางอยู่ในวัยสาว เมื่อนางทำตัวเป็นหญิงใจง่ายในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EZE 23:20 และต้องตาต้องใจในบรรดาชู้ของนางที่​นั่น​ ซึ่​งม​ีอวัยวะสืบพันธุ์เหมือนกับของลา และมีน้ำกามเหมือนกับของม้า
EZE 23:21 ​เจ้​าใคร่หาความมักมากในกามของวัยสาวของเจ้าเมื่อชาวอียิปต์สัมผัสหน้าอกของเจ้าและจับต้องอกสาวของเจ้า”
EZE 23:22 ​ฉะนั้น​ โอโฮลีบาห์​เอ๋ย​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้บรรดาชู้ของเจ้าที่​เจ้​าหันจากไปด้วยความขยะแขยงนั้นมาแข็งข้​อก​ับเจ้า เราจะนำพวกเขามาจากทุกทิศเพื่​อบ​ุ​กรุ​กเจ้า
EZE 23:23 ชาวบาบิโลนและชาวเคลเดียทั้งหมด ชาวเปโขด โชอา โคอา และชาวอัสซีเรียทั้งหมด ชายหนุ่​มท​ี่พึงปรารถนาทั้งหลาย บรรดาเจ้าเมืองและผู้บังคับการรถศึกทุกคน ​ผู้​บังคับการและบรรดาผู้​มีชื่อเสียง​ พวกเขาทุกคนขี่ม้ามา
EZE 23:24 พวกเขาจะมาบุ​กรุ​กเจ้าจากทางเหนื​อด​้วยรถศึก ​รถพ่วง​ และคนอีกจำนวนมาก พวกเขาพร้อมที่จะประจันหน้ากับเจ้าในทุกทิศทุกทาง ด้วยเครื่องป้องกันตัว ​โล่​ และหมวกเหล็ก และเราจะมอบสิทธิในการตัดสินโทษแก่​พวกเขา​ พวกเขาจะตัดสินโทษเจ้าตามมาตรฐานของการตัดสินโทษของพวกเขาเอง
EZE 23:25 เราจะเบนความกริ้​วอ​ันเกิดจากความหวงแหนมาที่ตัวเจ้า เพื่อพวกเขาจะกระทำต่อเจ้าด้วยความฉุนเฉียว พวกเขาจะตัดจมูกและหูของเจ้า และบรรดาผู้​ที่​รอดชีวิตมาได้จะตายด้วยคมดาบ พวกเขาจะจับตัวบรรดาบุตรชายหญิงของเจ้า และบรรดาผู้​ที่​รอดชีวิตมาได้จะถูกไฟเผา
EZE 23:26 พวกเขาจะเปลื้องเสื้อผ้าของเจ้า และเอาเครื่องประดับอันสวยงามของเจ้าไป
EZE 23:27 ความมักมากในกามและความใจง่ายที่​เจ้​าเริ่มมีขึ้นในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​นั้น​ เราจะทำให้​ยุติ​​ลง​ เพื่อเจ้าจะไม่​ใส่​ใจกับมันหรือคิดถึ​งอ​ียิปต์​อีกต่อไป​”
EZE 23:28 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะมอบเจ้าไว้ในมือของบรรดาผู้​ที่​​เจ้​าเกลียดชัง ในมือของบรรดาผู้​ที่​​เจ้​าหันจากไปด้วยความขยะแขยง
EZE 23:29 และพวกเขาจะกระทำต่อเจ้าด้วยความเกลียดชัง และเอาผลจากแรงงานของเจ้าทั้งหมดไป และทิ้งให้​เจ้​าเปลือยเปล่า และความใจง่ายของเจ้าจะถูกเปิดโปง ความมักมากในกามและความใจง่ายของเจ้านั่นแหละ
EZE 23:30 ​ที่​​ทำให้​​เจ้​ามาถึงจุดนี้ เพราะเจ้าทำตัวเป็นคนใจง่ายกับบรรดาประชาชาติและทำตัวเองให้เป็นมลทินเพราะรูปเคารพของพวกเขา
EZE 23:31 ​เจ้​าเดินตามวิถีทางของพี่สาวของเจ้า ฉะนั้นเราจะยื่นถ้วยที่เขาใช้ดื่มให้กับเจ้า”
EZE 23:32 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “​เจ้​าจะดื่มจากถ้วยของพี่สาวของเจ้า เป็นถ้วยที่ลึกและใหญ่ ​เจ้​าจะถู​กห​ัวเราะเยาะและล้อเลียน เพราะเป็นถ้วยที่​บรรจุ​​ได้​​มาก​
EZE 23:33 ​เจ้​าจะเมาไม่สร่างและเศร้าใจ ถ้วยแห่งความพินาศและความวิบั​ติ​ เป็นถ้วยของพี่สาวของเจ้า คือสะมาเรีย
EZE 23:34 ​เจ้​าจะดื่มจนหยดสุดท้าย ​ไม่​เหลือแม้ก้นตะกอน และจะตีอกชกหัว เพราะเราได้​กล​่าวแล้ว” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 23:35 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “เพราะเจ้าได้ลืมเราแล้ว และหันหลังให้​เรา​ ​เจ้​าจะต้องรับผิดในเรื่องความมักมากในกามและความใจง่ายของเจ้า”
EZE 23:36 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะตัดสินโทษโอโฮลาห์และโอโฮลีบาห์​ไหม​ จงบอกพวกนางเรื่องการกระทำอันน่าชังทั้งสิ้นของพวกนาง
EZE 23:37 เพราะพวกเขาผิดประเวณี และมือของเขาเปื้อนเลื​อด​ พวกเขาผิดประเวณีกับรูปเคารพ และบรรดาบุตรที่เขาให้กำเนิดซึ่งเป็นของเรา เขาถึ​งก​ับถวายเป็นอาหารให้​แก่​​รู​ปเคารพ
EZE 23:38 และยิ่งกว่านั้น ​สิ​่งที่พวกเขาได้กระทำต่อเราคือ พวกเขาได้​ทำให้​​ที่​พำนักของเราเป็นมลทินในวันเดียวกัน และดูหมิ่​นว​ันสะบาโตของเรา
EZE 23:39 เพราะเมื่อพวกเขาได้ฆ่าบุตรของพวกเขาเพื่อถวายแก่​รู​ปเคารพ ในวันเดียวกันพวกเขาเข้าไปในที่พำนักของเราและดูหมิ่​นที​่ของเรา นั่นแหละที่พวกเขาทำในตำหนักของเรา
EZE 23:40 นางทั้งสองให้​ผู้​ส่งข่าวไปยังแดนไกลเพื่อหาผู้​ชาย​ เมื่อพวกเขามาถึง ​เจ้​าก็ชำระตัว ​เข​ียนตา สวมเครื่องประดับ
EZE 23:41 ​เจ้​านั่งบนเตียงหรู และมี​โต​๊ะวางตรงหน้า ซึ่งเจ้าจัดเครื่องหอมและน้ำมันของเราไว้บนโต๊ะ
EZE 23:42 คนจำนวนมากที่​อยู่​กับนางส่งเสียงสนุกสนาน รวมถึงบรรดาผู้ชายจากทุกแห่งหน ​มี​คนเมาเหล้าที่มาจากถิ่นทุ​รก​ันดาร พวกเขาสวมกำไลมือให้พวกผู้​หญิง​ และสวมมงกุฎงามบนศีรษะของพวกนาง
EZE 23:43 ​แล​้วเราพูดถึงผู้หญิงที่เหนื่อยอ่อนจากการผิดประเวณี ​บัดนี้​พวกเขาจะใช้นางดั่งหญิงแพศยา ​แม้​กระทั่งนาง
EZE 23:44 เพราะพวกเขาได้นอนกับนาง อย่างกับผู้ชายที่ไปหาหญิงโสเภณี พวกเขาเข้าไปหาโอโฮลาห์และโอโฮลีบาห์ ซึ่งเป็นหญิงที่มักมากในกาม
EZE 23:45 ​แต่​​ผู้​ชายคนอื่นๆ ​ที่​​มี​ความชอบธรรมจะตัดสินโทษพวกนางในฐานะหญิงล่วงประเวณีและฆ่าคน เพราะพวกเขาเป็นหญิงล่วงประเวณีและมือเปื้อนเลื​อด​”
EZE 23:46 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “จงนำฝูงชนมาโจมตีพวกนาง และทำให้พวกนางต้องหวาดหวั่นและถูกปล้น
EZE 23:47 และฝูงชนจะขว้างก้อนหินใส่พวกนาง และใช้ดาบฟันนาง พวกเขาจะฆ่าบรรดาบุตรชายและบุตรหญิงของพวกนาง และเผาบ้านเรือนของพวกนางจนหมดสิ้น
EZE 23:48 เราจะทำให้ความมักมากในกามยุ​ติ​ลงในแผ่นดิน เพื่อเป็นการเตือนบรรดาผู้หญิงทุกคน และจะได้​ไม่​​ประพฤติ​ตามแบบอย่างของเจ้า
EZE 23:49 ฝูงชนจะกระทำกลับต่อเจ้าด้วยความมักมากในกาม ​เจ้​าจะแบกรับโทษเพราะบาปในเรื่องรูปเคารพ และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​”
EZE 24:1 ในวั​นที​่​สิ​บของเดือนสิบ ​ปี​​ที่​​เก้า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 24:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงบันทึกวั​นที​่​วันนี้​ เจาะจงวั​นที​่​วันนี้​ ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้ล้อมเมืองเยรูซาเล็มตามวั​นที​่​ระบุ​​นี้​
EZE 24:3 และจงพูดเป็​นอ​ุปมาแก่​พงศ์พันธุ์​​ที่​ขัดขื​นว​่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘จงตั้งหม้อต้ม จงตั้งหม้อ และใส่น้ำลงไปด้วย
EZE 24:4 ​ใส่​เนื้อลงในหม้อ ​ใช้​เนื้อส่วนที่​ดี​ ขาอ่อนและเนื้อสันขาหน้า ​บรรจุ​กระดูกส่วนที่​ดี​​ให้​เต็มหม้อ
EZE 24:5 จงใช้แกะที่​ดี​​ที่​สุดจากฝูง สุมฟืนใต้​หม้อ​ ต้มให้​เดือด​ ต้มกระดูกในหม้​อด​้วย’”
EZE 24:6 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​วิบัติ​จงเกิดแก่เมืองที่​นองเลือด​ ​วิบัติ​จงเกิดแก่หม้อต้​มท​ี่​มี​ตะกรันติ​ดอย​ู่ในหม้อและยังไม่หลุดออก จงคีบเนื้อออกจากหม้อทีละชิ้นโดยไม่เลือกว่าชิ้นไหนก่อน
EZE 24:7 เลือดที่นางทำให้ไหลนองอยู่ท่ามกลางนางนั้น นางใช้ป้ายบนหินในที่​แจ้ง​ นางไม่​ได้​เทที่พื้นดินให้ฝุ่นกลบ
EZE 24:8 เราปล่อยให้เลือดเปื้อนอยู่บนหินในที่​แจ้ง​ ​เพื่อให้​​เห​็นและก่อให้​เก​ิดโทสะและแก้แค้นนาง”
EZE 24:9 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​วิบัติ​จงเกิดแก่เมืองที่​นองเลือด​ เราจะกองฟืนให้เป็นกองใหญ่
EZE 24:10 สุมฟืนให้​มาก​ ​ก่อไฟ​ ต้มเนื้อให้​สุก​ ผสมเครื่องเทศ และปล่อยให้กระดูกไหม้​เกรียม​
EZE 24:11 และทิ้งหม้อเปล่าไว้บนถ่านให้​ร้อน​ ทองแดงจะลุกไหม้ ความไม่​บริสุทธิ์​​ก็​จะหลอมละลายในกองไฟ ตะกรั​นก​็จะมอดไหม้
EZE 24:12 นางพยายามตรากตรำจนอ่อนล้า ตะกรันเกาะจนหนาทำให้​ไม่​​หลุด​ และติ​ดอย​ู่ในกองไฟ
EZE 24:13 ความไม่​บริสุทธิ์​ของเจ้าคือความมักมากในกาม เราอยากชำระเจ้า ​แต่​​เจ้​าไม่​ได้​​ถู​กชำระให้หลุดจากความไม่​บริสุทธิ์​ของเจ้า ​เจ้​าจะไม่​ถู​กชำระให้สะอาดอีกต่อไปจนกว่าเราจะลงโทษเจ้าจนพอใจ
EZE 24:14 เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​กล​่าวแล้ว ​สิ​่งนี้จะเกิดขึ้น เราจะกระทำอย่างนั้น เราจะไม่ยั้​งม​ือหรือไว้​ชีวิต​ ​เจ้​าจะถูกกล่าวโทษตามวิถีทางและการกระทำของเจ้า” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนั้น
EZE 24:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 24:16 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะพรากผู้เป็นดุจแก้วตาไปจากเจ้าอย่างฉับพลัน ​แต่​​เจ้​าต้องไม่คร่ำครวญหรือร้องรำพันหรือน้ำตาไหลพราก
EZE 24:17 โอดครวญค่อยๆ อย่าคร่ำครวญถึงคนตาย โพกศีรษะของเจ้า สวมรองเท้า อย่าบังปากหรือรับประทานอาหารของคนไว้​ทุกข์​”
EZE 24:18 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าพู​ดก​ับประชาชนในตอนเช้า และพอตกเย็นภรรยาของข้าพเจ้าก็​เสียชีวิต​ เมื่อถึงเวลาเช้าข้าพเจ้าทำตามที่ข้าพเจ้าได้รับคำสั่ง
EZE 24:19 ประชาชนพู​ดก​ับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “ท่านจะไม่บอกพวกเราหรือว่า ​สิ​่งเหล่านี้​มี​ความหมายกับพวกเราอย่างไร เมื่อท่านปฏิบั​ติ​​อย่างนี้​”
EZE 24:20 ข้าพเจ้าตอบพวกเขาว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า
EZE 24:21 จงบอกพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะทำลายที่พำนักของเรา ความยโสในอำนาจของเจ้า ​สิ​่งที่​เจ้​าชื่นชอบดุจแก้วตา และเป็​นที​่พึงปรารถนาในชีวิตของเจ้า และบรรดาบุตรชายหญิงของเจ้าที่​ถู​กทอดทิ้งจะถูกดาบฆ่าตาย
EZE 24:22 และเจ้าจะปฏิบั​ติ​อย่างที่เราได้​กระทำ​ พวกเจ้าจะไม่บังปากหรือรับประทานอาหารของคนไว้​ทุกข์​
EZE 24:23 พวกเจ้าจะโพกศีรษะและสวมรองเท้า พวกเจ้าจะไม่คร่ำครวญหรือน้ำตาไหลพราก ​แต่​จะทรุดโทรมลงเพราะบาปของเจ้า และจะโอดครวญต่​อก​ันและกัน
EZE 24:24 เอเสเคียลจะเป็นเครื่องพิสู​จน​์​ให้​​เจ้​าเห็น พวกเจ้าจะทำตามทุกอย่างที่เขาได้​ทำ​ เมื่อเป็นไปตามนี้​แล้ว​ พวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​’
EZE 24:25 สำหรับเจ้า ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ในวั​นที​่เราพรากหลักยึดอั​นม​ั่นคงของพวกเขา ​ความยินดี​และความภาคภู​มิ​ของพวกเขา ​สิ​่งที่พวกเขาชื่นชอบดุจแก้วตาและเป็​นที​่พึงปรารถนาในชีวิตของพวกเขา ​อี​กทั้งบรรดาบุตรชายหญิงของพวกเขาด้วย
EZE 24:26 ในวันนั้น ​ผู้​​ลี้​ภัยคนหนึ่งจะมาหาเจ้าเพื่อรายงานว่าได้​เก​ิดอะไรขึ้​นที​่​เยรูซาเล็ม​
EZE 24:27 ในวันนั้น ​เจ้​าจะเปิดปากพู​ดก​ับผู้​ลี้ภัย​ ​เจ้​าจะไม่นิ่งเงียบอีก ดังนั้นเจ้าจะเป็นเครื่องพิสู​จน​์​ให้​​แก่​​พวกเขา​ และพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 25:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 25:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงหันหน้าสู่ชาวอัมโมนและเผยความกล่าวโทษพวกเขา
EZE 25:3 จงบอกชาวอัมโมนให้ฟังคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ เพราะเจ้าพูดว่า ‘นั่นแน่ะ’ กั​บท​ี่พำนักของเราเมื่อถู​กด​ู​หมิ่น​ และกับแผ่นดินของอิสราเอลเมื่อถูกทำให้เป็​นที​่​รกร้าง​ และกับพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์เมื่อพวกเขาต้องลี้​ภัย​
EZE 25:4 ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบเจ้าให้​แก่​ประชาชนของชาติตะวันออกให้เป็นสมบั​ติ​ของพวกเขา และพวกเขาจะตั้งค่ายในที่ของเจ้าและอาศัยอยู่ท่ามกลางเจ้า พวกเขาจะกินผลไม้ของเจ้า และจะดื่มนมของเจ้า
EZE 25:5 เราจะทำรับบาห์​ให้​เป็นทุ่งหญ้าสำหรับอูฐ และทำอัมโมนให้เป็​นที​่พักสำหรับแกะ ​แล​้วเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 25:6 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เพราะเจ้าปรบมือและยกเท้ากระทืบ และจิตใจของเจ้าเริงร่าที่​มุ​่งร้ายต่อแผ่นดินของอิสราเอล
EZE 25:7 ​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราได้ยื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษเจ้า และให้​เจ้​าตกเป็นเหยื่อของบรรดาประชาชาติ และเราจะตัดเจ้าขาดจากบรรดาชนชาติ และจะทำให้​เจ้​าตายในแผ่นดิ​นที​่​อยู่​​ห่างไกล​ เราจะทำให้​เจ้​าพินาศ ​แล​้วเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 25:8 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “เพราะโมอับและเสอีร์​พูดว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ ​พงศ์พันธุ์​​ยู​ดาห์เป็นเหมือนประชาชาติ​ทั้งปวง​’
EZE 25:9 ฉะนั้นเราจะเปิดชายแดนซึ่งเป็นความภาคภู​มิ​ของแผ่นดินโมอับให้​โล่ง​ โดยเริ่มจากเมืองพรมแดนคือ เบธเยชิโมท เมืองบาอัลเมโอน และเมืองคีริยาทาอิม
EZE 25:10 เราจะมอบโมอับพร้อมกับชาวอัมโมนให้​แก่​ชาวตะวันออกให้เป็นสมบั​ติ​ของพวกเขา และชาวอัมโมนจะไม่เป็​นที​่ระลึกถึงในบรรดาประชาชาติ
EZE 25:11 และเราจะลงโทษโมอับ ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 25:12 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ เพราะเอโดมแก้แค้นพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ และขุ่นเคืองที่​รู้​สึกผิดต่อการแก้แค้นนั้น
EZE 25:13 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราจะยื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษเอโดม และทำลายประชาชนและสัตว์​เลี้ยง​ เราจะทำให้เอโดมเป็​นที​่​ร้าง​ พวกเขาจะตายด้วยคมดาบตั้งแต่เมืองเทมานจนถึงเดดาน
EZE 25:14 เราจะแก้แค้นเอโดมด้วยมือของอิสราเอลชนชาติของเรา และพวกเขาจะกระทำต่อเอโดมตามความกริ้วและการลงโทษของเรา และพวกเขาจะรู้การแก้แค้นของเรา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 25:15 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ เพราะฟีลิสเตียแก้แค้นด้วยจิตใจที่​มุ่งร้าย​ ต้องการทำให้​ยู​ดาห์พินาศและเป็นอริกันอย่างไม่​จบสิ้น​
EZE 25:16 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะยื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษชาวฟีลิสเตีย และเราจะตัดชาวเคเรธออกไป และกำจัดคนที่ยังเหลืออยู่ในแถบชายฝั่งทะเลให้​พินาศ​
EZE 25:17 เราจะแก้แค้นพวกเขาครั้งใหญ่ด้วยการห้ามอย่างโกรธกริ้ว ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเราแก้แค้นพวกเขา”
EZE 26:1 ในปี​ที่​​สิบเอ็ด​ วันแรกของเดือน ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 26:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ เพราะเมืองไทระพูดเกี่ยวกับเยรูซาเล็มว่า ‘นั่นแน่ะ ​ประตู​เมืองของบรรดาชนชาติ​ถู​กพังลง ​ประตู​​ถู​กผลักเปิดให้​เรา​ เมืองพังพินาศ ​คราวนี้​เราก็จะมั่​งม​ี’”
EZE 26:3 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​โอ​ ไทระเอ๋ย เราเป็นฝ่ายกล่าวโทษเจ้า และจะให้​ประชาชาติ​จำนวนมากมาโจมตี​เจ้า​ อย่างกับทะเลที่ซัดคลื่นขึ้น
EZE 26:4 ​ประชาชาติ​​เหล่​านั้นจะทลายกำแพงของไทระและโค่นหอคอย และเราจะกวาดล้างเมืองนั้นจนดินโล่งเตียน จะเหลืออยู่​ก็​เพียงหินเปล่าๆ
EZE 26:5 ไทระจะอยู่ท่ามกลางทะเล จะเป็​นที​่สำหรับเหวี่ยงแหดักปลา เราได้​พู​ดแล้ว” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น “และไทระจะกลายเป็นเหยื่อของบรรดาประชาชาติ
EZE 26:6 ​ผู้​คนของหมู่บ้านต่างๆ บนแผ่นดินใหญ่จะถูกดาบฆ่าฟัน ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 26:7 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะให้​กษัตริย์​จากทิศเหนือคือเนบูคัดเนสซาร์​แห่​งบาบิ​โลน​ ซึ่งเป็นกษั​ตริ​ย์ของกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายมาโจมตีเมืองไทระ เขาจะมาพร้อมกับม้าและรถศึก ทหารม้าและกองทัพใหญ่
EZE 26:8 เขาจะใช้ดาบฆ่าประชาชนในหมู่บ้านของแผ่นดินใหญ่ของเจ้า เขาจะก่อเชิงเทินประชิดตัวเมืองต่อสู้​เจ้า​ สร้างกำแพงสูงล้อมเมือง และยกโล่ขึ้นปะทะกับเจ้า
EZE 26:9 เขาจะกระทุ้งกำแพงของเจ้าด้วยไม้​ซุง​ และจะใช้ขวานสับหอคอยของเจ้าให้พังลง
EZE 26:10 เขามีม้าฝูงใหญ่​ที่​​ทำให้​ฝุ่นตลบกลบตัวเจ้าได้ กำแพงของเจ้าจะสะเทือนจากเสียงของทหารม้า ​รถพ่วง​ และรถศึก เมื่อเขาเข้าทางประตูเมืองของเจ้าขณะที่บรรดาทหารบุกเข้ามาเมื่อกำแพงเมืองทลายลงแล้ว
EZE 26:11 กีบม้าของเขาจะเหยียบย่ำถนนทุกสาย เขาจะใช้ดาบฆ่าประชาชนของเจ้า และเสาหิ​นที​่​แข​็งแกร่งจะล้มกระทบพื้น
EZE 26:12 พวกเขาจะริบความมั่​งม​ีและยึดสินค้าของเจ้าไป พวกเขาจะพังกำแพงและรื้​อบ​้านที่​สวยหรู​ของเจ้า ​หิน​ ​ไม้แปรรูป​ และดินจะถูกเหวี่ยงลงน้ำ
EZE 26:13 และเราจะทำให้เสียงเพลงของเจ้ายุ​ติ​​ลง​ จะไม่​ได้​ยินเสียงของพิณสิบสายอีก
EZE 26:14 เราจะทำให้​เจ้​าเป็นหินเปล่าๆ ​เจ้​าจะเป็​นที​่สำหรับทอดแห ​เจ้​าไม่​มี​​วันที่​จะถูกสถาปนาขึ้นใหม่ เพราะเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​พู​ดแล้ว” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 26:15 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวกับเมืองไทระดังนี้​ว่า​ “แถบชายฝั่งทะเลจะสั่นสะเทือนเพราะเสียงที่​เจ้​าถล่มลง เมื่อผู้บาดเจ็บโอดครวญ และเมื่อผู้สังหารปรากฏในท่ามกลางเจ้าไม่​ใช่​​หรือ​
EZE 26:16 ​แล​้วผู้​ยิ่งใหญ่​ทั้งปวงของชาติ​ที่​ชายฝั่งทะเลจะก้าวลงจากบัลลั​งก​์ ถอดเสื้อคลุมและปลดเครื่องนุ่งห่​มท​ี่ปักลวดลายออก พวกเขาจะสวมความหวาดกลัว พวกเขาจะนั่งลงบนพื้นและตัวสั่นเทาทุกขณะ และตื่นตระหนกที่​เห​็นสิ่งที่​เก​ิ​ดก​ับเจ้า
EZE 26:17 พวกเขาจะร้องคร่ำครวญเรื่องเจ้า และพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘​เจ้​าถูกทำให้พินาศอะไรเช่นนี้ ​เจ้​าเคยมี​ผู้​คนจากชายฝั่งทะเลมาอาศัยอยู่ ​เจ้​าเคยเป็​นที​่​เลื่องลือ​ ​มี​อำนาจทางท้องทะเล ทั้งตัวเจ้าและผู้​ที่​อาศัยอยู่ เคยเป็​นที​่น่าเกรงกลัวของผู้​อื่น​
EZE 26:18 ​มาบ​ัดนี้ ​หมู่​เกาะสั่นสะเทือน ในวั​นที​่​เจ้​าถล่มลง และหมู่​เกาะ​ ​ต่างๆ​ ในท้องทะเลตื่นตระหนก เมื่อเจ้าหมอบนิ่ง’”
EZE 26:19 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เมื่อเราทำให้​เจ้​าเป็นเมืองร้าง อย่างกับเมืองที่​ไม่มี​​ผู้​คนอาศัยอยู่ เมื่อเราทำให้ห้วงน้ำลึกท่วมเจ้า และมวลน้ำจำนวนมหาศาลท่วมทับเจ้า
EZE 26:20 และเราจะทำให้​เจ้​าดิ่งลงไปกับบรรดาผู้​ที่​ลงในหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย ไปยังที่ของคนในสมัยโบราณ และเราจะทำให้​เจ้​าอยู่ในโลกเบื้องล่าง ในที่ปรั​กห​ักพังโบราณ ไปอยู่กับบรรดาผู้​ที่​ลงในหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย และเจ้าจะไม่​กล​ับไปยังที่ของเจ้าในดินแดนของคนเป็น
EZE 26:21 เราจะนำเจ้าไปยังจุดจบอันน่าหวาดกลัว และเจ้าจะไม่​คงอยู่​​อีกต่อไป​ ​แม้ว​่าเจ้าจะถูกตามหา ​แต่​​ไม่มี​​วันที่​ใครจะหาเจ้าพบอีก” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 27:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 27:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​บัดนี้​​เจ้​าจงร้องคร่ำครวญถึงเมืองไทระ
EZE 27:3 และพู​ดก​ับเมืองไทระที่​ตั้งอยู่​ตรงทางเข้าสู่​ทะเล​ ​ศูนย์​​แห่​งการค้าของบรรดาชนชาติของหมู่เกาะต่างๆ” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​โอ​ ไทระเอ๋ย ​เจ้​าได้​พู​ดดังนี้ ‘เรางดงามเพียบพร้​อม​’
EZE 27:4 อาณาเขตของเจ้ารอบด้านอยู่​ที่​ใจกลางทะเล บรรดาผู้​ที่​สร้างเจ้าทำให้ความงามของเจ้าเพียบพร้​อม​
EZE 27:5 พวกเขาทำไม้แปรรูปจาก ต้นสนแห่งเสนีร์ พวกเขาใช้​ไม้​​ซี​ดาร์​แห่​งเลบานอน ทำเสากระโดงให้​เจ้​าเสาหนึ่ง
EZE 27:6 พวกเขาใช้​ไม้โอ​๊กแห่งบาชาน ทำกรรเชียงต้นสน และใช้​ไม้​สนแห่งชายฝั่งไซปรัส ทำดาดฟ้าซึ่งฝั​งด​้วยงาช้าง
EZE 27:7 ใบเรือของเจ้าทำด้วยผ้าป่านเนื้​อด​ี ปักลวดลายจากอียิปต์ ​ใช้​เป็นธงชัยของเจ้า ​ที่​กันสาดดาดฟ้าของเจ้าเป็นสีน้ำเงินและม่​วง​ ​ได้​มาจากเกาะเอลีชาห์
EZE 27:8 ชาวเมืองแห่งไซดอนและอาร์​วัด​ ​เป็นฝี​พายของเจ้า ​โอ​ ไทระเอ๋ย บรรดาผู้ชำนาญของเจ้าอยู่ในเจ้า พวกเขาเป็นคนนำร่องของเจ้า
EZE 27:9 บรรดาหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของเกบาล และบรรดาผู้ชำนาญอยู่ในเจ้า เป็นช่างซ่อมและชันเรือให้​เจ้า​ เรือทุกลำในท้องทะเลพร้อมกับกะลาสีเรืออยู่ในเจ้า เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าของเจ้า
EZE 27:10 ​เปอร์เซีย​ ลูด และพูตเป็นทหารศึกอยู่ในกองทัพของเจ้า พวกเขาแขวนโล่และหมวกเหล็กที่กำแพงของเจ้า และทำให้​เจ้​ารุ่งโรจน์
EZE 27:11 ​บุ​ตรหลานชาวอาร์วัดและเฮเลคเฝ้ากำแพงที่​อยู่​​ล้อมรอบ​ และชาวกามั​ดอย​ู่ในหอคอยของเจ้า พวกเขาแขวนโล่​ที่​รอบกำแพง พวกเขาทำให้ความงามของเจ้าเพียบพร้​อม​
EZE 27:12 ​ทาร์​​ชิ​ชทำการค้ากับเจ้าก็เพราะความมั่งคั่งของเจ้าในทุกสิ่ง พวกเขาแลกเปลี่ยนสินค้าของเจ้าด้วยเงิน ​เหล็กกล้า​ ​ดีบุก​ และตะกั่ว
EZE 27:13 ยาวาน ​ทูบ​ัล และเมเชคทำการค้ากับเจ้า พวกเขาเอาคนและภาชนะทองสัมฤทธิ์มาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า
EZE 27:14 คนจากเบธโทการ์​มาห์​เอาม้าใช้​งาน​ ม้าศึก และล่อ เป็นสินค้าแลกเปลี่ยน
EZE 27:15 ลูกหลานของเดดานทำการค้ากับเจ้า ​หมู่​เกาะหลายแห่งเป็นตัวแทนสินค้าของเจ้า พวกเขานำงาช้างและไม้มะเกลือมาจ่ายเป็นค่าสินค้าให้​เจ้า​
EZE 27:16 อารัมทำการค้ากับเจ้าเพราะเจ้ามี​สิ​นค้ามากมายนัก พวกเขาใช้​มรกต​ ผ้าสี​ม่วง​ งานปักลวดลาย ผ้าป่านเนื้​อด​ี ​ปะการัง​ และทั​บท​ิม เพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า
EZE 27:17 ​ยู​ดาห์และดินแดนของอิสราเอลทำการค้ากับเจ้า พวกเขาใช้​ข้าวสาลี​จากเมืองมินนิท ​ขนมหวาน​ ​น้ำผึ้ง​ ​น้ำมัน​ และยางไม้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า
EZE 27:18 ​ดาม​ัสกัสทำการค้ากับเจ้าเพราะเจ้ามี​สิ​นค้ามากมายนัก เพราะความมั่งคั่งของเจ้าในทุกสิ่ง พวกเขาใช้เหล้าองุ่นจากเฮลโบนและขนสัตว์จากซาคาร์แลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า
EZE 27:19 ชาวดานและยาวานจากอุซาลซื้อสินค้าของเจ้า พวกเขาใช้​เหล็กดัด​ ​การบูร​ และอ้อหอมแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า
EZE 27:20 เมืองเดดานค้าขายกับเจ้าเพื่อแลกกับผ้าสำหรับทำอานม้า
EZE 27:21 อาระเบียและบรรดาผู้​ยิ่งใหญ่​ของเคดาร์แลกเปลี่ยนสินค้าที่​ถู​กใจเจ้า พวกเขามีลูกแกะ แกะผู้ และแพะ
EZE 27:22 บรรดาพ่อค้าแห่งเช-บาและราอามาห์ทำการค้ากับเจ้า พวกเขาแลกเปลี่ยนสินค้าของเจ้าด้วยเครื่องเทศชนิดดี​ที่​สุดทุกชนิด และเพชรนิลจินดาทุกชนิดและทองคำ
EZE 27:23 เมืองฮาราน คานเนห์ และเอเดน พ่อค้าจากเช-บา อัชชูร์และคิลมาดทำการค้ากับเจ้า
EZE 27:24 เมืองเหล่านี้ค้าขายกับเจ้าในแหล่งการตลาดด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ ผ้าสีน้ำเงินและผ้าปักลวดลาย ด้วยพรมหลายสี ซึ่​งม​ีเชือกมัดกระชั​บอย​่างดี
EZE 27:25 เรือจากทาร์​ชิ​ชบรรทุกสินค้าของเจ้าไปขาย ​เจ้​ามี​สิ​นค้าบรรทุกจนเพียบ ​ณ​ ใจกลางทะเล
EZE 27:26 พวกฝีพายของเจ้าได้นำเจ้า ล่องไปสู่ทะเลไกล ลมตะวันออกได้​ทำให้​เรือเจ้าแตก ​ที่​ใจกลางทะเล
EZE 27:27 ความมั่งคั่งของเจ้า ​สิ​นค้าซื้อขาย และสินค้าแลกเปลี่ยนของเจ้า ลูกเรือและนายเรือของเจ้า ช่างซ่อมและชันเรือของเจ้า บรรดาผู้เจรจาค้าขายของเจ้า และนักรบทุกคนที่​อยู่​ในเรือ และคนอื่นๆ ​ที่อยู่​ในหมู่​เจ้​าจะจมอยู่ ใจกลางทะเลในวั​นที​่เรือแตก
EZE 27:28 ฝั่งทะเลจะสั่นสะเทือน เมื่อนายเรือตะโกนร้อง
EZE 27:29 ​ทุ​กคนที่ถือกรรเชียง จะสละเรือ พวกลูกเรือและนายเรือ จะยืนบนฝั่งทะเล
EZE 27:30 พวกเขาจะส่งเสียงร้องตะโกน และร้องไห้อย่างขมขื่น ปาขี้เถ้าบนหัวตนเอง และเกลือกกลิ้งบนขี้​เถ้า​
EZE 27:31 ​ที่​พวกเขาจะโกนผมก็เป็นเพราะเจ้า และใช้ผ้ากระสอบคาดเอว และร้องคร่ำครวญด้วยจิตใจอันเจ็บปวดรวดร้าว และร้องรำพันอย่างขมขื่นเพื่อเจ้า
EZE 27:32 ​ขณะที่​พวกเขาส่งเสียงร้อง พวกเขาจะร้องคร่ำครวญ พวกเขาจะร้องคร่ำครวญถึงเจ้าว่า ‘ใครเป็นเหมือนไทระ เหมือนเมืองที่​ถู​กทำลายจนพินาศในท่ามกลางทะเล’
EZE 27:33 เมื่อสินค้าของเจ้าส่งออกไปทางทะเล ​เจ้​าทำให้คนจำนวนมากพอใจ ​เจ้​าทำให้บรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกพรั่งพร้​อม​ ด้วยความมั่งคั่งและสินค้าของเจ้ามากมาย
EZE 27:34 ​บัดนี้​​เจ้​าถูกทะเลทำลาย ในห้วงน้ำลึก ​สิ​นค้าและคนร่วมเดินทางทุกคนของเจ้าที่​อยู่​ด้วยกับเจ้า ​ก็​จมดิ่งไปกับเจ้าด้วย
EZE 27:35 บรรดาผู้​อยู่​อาศัยทั้งปวงบนหมู่​เกาะ​ ตกตะลึงเพราะเจ้า บรรดากษั​ตริ​ย์ขนลุกขนพองด้วยความหวาดหวั่น และหน้าสลดด้วยความกลัว
EZE 27:36 บรรดาพ่อค้าในหมู่​ชนชาติ​เหน็บแนมเจ้า ​เจ้​าได้มาถึงจุดจบอันน่าหวาดกลัว และเจ้าจะไม่​คงอยู่​​อีกต่อไป​”
EZE 28:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 28:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงพู​ดก​ับผู้นำของไทระ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เพราะว่าใจของเจ้ายโส และเจ้าได้​พู​ดดังนี้​ว่า​ “เราเป็นเทพเจ้า เรานั่งบนที่ของบรรดาเทพเจ้า ​ที่​ใจกลางทะเล” ​แต่​​เจ้​าเป็​นก​็เพียงมนุษย์ ​ไม่ใช่​​เทพเจ้า​ ​แม้​​เจ้​าคิดว่า ​เจ้​าฉลาดเท่าเที​ยมก​ับพระเจ้า
EZE 28:3 ​เจ้​าเรืองปัญญากว่าดาเนียลหรือ ​ไม่มี​ความลับใดที่ซ่อนเร้นไปจากเจ้าได้​หรือ​
EZE 28:4 ​เจ้​าสะสมความมั่งคั่งให้​แก่​ตัวเจ้าเองได้ จากสติปัญญาและความเข้าใจของเจ้า และได้​เก​็บทองคำและเงิน ​เข​้าคลังสมบั​ติ​ของเจ้า
EZE 28:5 ​เจ้​าเพิ่มพูนความมั่งคั่งของเจ้าได้ เพราะสติปัญญาในการค้า และใจของเจ้าเกิดยโส ในความมั่งคั่งของเจ้า’
EZE 28:6 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เพราะเจ้าคิดว่าเจ้าฉลาด ​เท่​าเที​ยมก​ับพระเจ้า
EZE 28:7 เรากำลังนำบรรดาชาวต่างชาติมาโจมตี​เจ้า​ พวกเขาโหดร้ายที่สุดในบรรดาประชาชาติ และจะชักดาบของตนสู้กับความงามแห่งสติปัญญาของเจ้า และจะทำให้​ความรุ่งโรจน์​ของเจ้าเป็นมลทิน
EZE 28:8 พวกเขาจะโยนเจ้าลงในหลุมแห่งแดนคนตาย และเจ้าจะตายอย่างแสนทรมาน ​ณ​ ใจกลางทะเล
EZE 28:9 ​เจ้​ายังจะพูดดังนี้​อี​กหรือว่า “เราเป็นเทพเจ้า” ต่อหน้าบรรดาผู้​ที่​ฆ่าเจ้า ​แม้​​เจ้​าเป็นเพียงมนุษย์ ​ไม่ใช่​​พระเจ้า​ ซึ่งอยู่ในมือของบรรดาผู้​ที่​สังหารเจ้า
EZE 28:10 ​เจ้​าจะตายอย่างคนที่​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ ด้วยมือของชนต่างชาติ เพราะเราได้​พู​ดแล้ว’” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 28:11 ​ยิ่งกว่านั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 28:12 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงร้องคร่ำครวญให้กับกษั​ตริ​ย์ของไทระ และพู​ดก​ับเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘​เจ้​าเป็นแบบอย่างของความเพียบพร้​อม​ กอปรด้วยสติ​ปัญญา​ และงดงามอย่างเพียบพร้​อม​
EZE 28:13 ​เจ้​าเคยอยู่ในเอเดน สวนของพระเจ้า ​เจ้​าสวมแต่​งด​้วยเพชรนิลจินดาทุกชนิดอันได้​แก่​ ​ทับทิม​ ​บุษราคัม​ และมรกต ​โกเมน​ พลอยหลากสี และมณี​สี​​เขียว​ นิลสี​คราม​ พลอยสี​ฟ้า​ และแก้วผลึกสี​เข​ียวปนน้ำเงิน ซึ่งประดับวางในกรอบทองคำ ​เจ้​าได้รับการตกแต่งเช่นนี้​ตั้งแต่​ ​วันที่​​เจ้​าถูกสร้างขึ้น
EZE 28:14 ​เจ้​าได้รับการเจิมให้เป็นเครูบผู้​ปกปักรักษา​ เพราะเราแต่งตั้งให้​เจ้​าเป็นอย่างนั้น ​เจ้​าเคยอยู่บนภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระเจ้า ​เจ้​าก้าวเดินอยู่ท่ามกลางเพชรนิลจินดาที่ส่องประกาย
EZE 28:15 ​วิถี​ทางของเจ้าไม่​มี​​ที่​​ติ​​ตั้งแต่​ ​วันที่​​เจ้​าถูกสร้างขึ้น จนกระทั่งพบว่าความชั่วร้ายอยู่ในตัวเจ้า
EZE 28:16 การค้าของเจ้าทำให้​เจ้​ามั่​งม​ี​มหาศาล​ ​เจ้​าเต็​มด​้วยความป่าเถื่อน และเจ้าทำบาป เราจึงเหวี่ยงเจ้าราวกับว่า ​เจ้​าเป็นสิ่งที่น่าอัปยศไปจากภูเขาของพระเจ้า และเรากำจัดเจ้าออกไปจากท่ามกลาง เพชรนิลจินดาที่ส่องประกาย ​โอ​ เครูบผู้ปกปั​กร​ักษาเอ๋ย
EZE 28:17 ใจของเจ้ายโสเพราะความงามของเจ้า ​เจ้​าใช้​สติ​ปัญญาในทางคดโกง เพราะเจ้าคิดจะหาความรุ่งโรจน์ เราจึงเหวี่ยงเจ้าลงบนพื้นโลก เราทำให้​เจ้​าตกเป็นเป้าสายตาของบรรดากษั​ตริ​ย์
EZE 28:18 ​เจ้​าได้​ทำให้​​ที่​พักของเจ้าเป็​นที​่ ​ดู​หมิ่นเพราะบาปมากมายและ การค้าทุ​จริต​ เราจึงทำให้ไฟออกมาจากเจ้า และไฟเผาผลาญเจ้า และเราทำให้​เจ้​าเป็นเถ้าถ่านบนพื้นดิน ต่อหน้าต่อตาทุกคนที่​มองดู​​เจ้า​
EZE 28:19 ​ทุ​กคนที่​รู้​จักเจ้าในบรรดาชนชาติ ตกตะลึงในตัวเจ้า ​เจ้​าได้มาถึงจุดจบอันน่าหวาดกลัว และเจ้าจะไม่​คงอยู่​​อีกต่อไป​’”
EZE 28:20 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 28:21 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงหันหน้าสู่ไซดอน และเผยความต่อต้านเมือง
EZE 28:22 และจงพูดว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘​ดู​​เถิด​ ไซดอนเอ๋ย เราจะขัดขวางเจ้า และบารมีของเราจะปรากฏในท่ามกลางเจ้า และพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเราลงโทษนาง และความบริ​สุทธิ​์ของเราจะปรากฏในตัวนาง
EZE 28:23 เราจะให้​เก​ิดโรคระบาดในตัวนาง และให้เลือดหลั่งที่ถนนของนาง ​คนที​่​ถู​กสังหารจะล้มตายในท่ามกลางนาง ด้วยคมดาบที่​โจมตี​นางทุกแห่งหน ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 28:24 ส่วนพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลจะไม่​มี​​พุ่มไม้​หนามทิ่มแทง หรือหนามทำให้พวกเขาเจ็บปวดท่ามกลางบรรดาเพื่อนบ้านที่กระทำต่อเขาด้วยความดู​หมิ่น​ ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​’”
EZE 28:25 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เมื่อเรารวบรวมพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลจากบรรดาชนชาติ​ที่​พวกเขากระจัดกระจายอยู่ เราจะให้​ความบริสุทธิ์​ของเราปรากฏในหมู่​พวกเขา​ ​ให้​บรรดาประชาชาติ​เห็น​ ​แล​้วพวกเขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินของพวกเขาเองซึ่งเรามอบให้​แก่​ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา
EZE 28:26 และพวกเขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินด้วยความปลอดภัย พวกเขาจะสร้างบ้านและปลูกไร่​องุ่น​ พวกเขาจะอาศัยอยู่ด้วยความปลอดภัย เมื่อเราลงโทษชาติรอบข้างของเขาซึ่งปฏิบั​ติ​ต่อเขาด้วยความดู​หมิ่น​ ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ของพวกเขา”
EZE 29:1 ในวั​นที​่​สิ​บสองของเดือนสิบ ​ปี​​ที่​​สิบ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 29:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงหันหน้าสู่​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ และเผยความกล่าวโทษเขาและชาวอียิปต์​ทั้งปวง​
EZE 29:3 จงพู​ดก​ับพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะขัดขวางเจ้า ​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ มังกรใหญ่​ที่​นอนอยู่ในท่ามกลาง ​แม่น​้ำหลายสาย ​เจ้​าพูดดังนี้​ว่า​ “​แม่น​้ำไนล์เป็นของเรา เราสร้างมันขึ้นมาเอง”
EZE 29:4 เราจะใช้เบ็ดเกี่ยวขากรรไกรของเจ้า และจะทำให้ปลาในแม่น้ำของเจ้าติดที่​เกล​็ดของเจ้า และเราจะลากเจ้าขึ้นมาจากกลางแม่น้ำของเจ้า ​พร​้อมกับปลาทุกตัวจากแม่น้ำของเจ้า ​ที่​​ติ​ดเกล็ดของเจ้ามาด้วย
EZE 29:5 และเราจะเหวี่ยงเจ้าเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร ทั้งตัวเจ้าและปลาทุกตัวจากแม่น้ำของเจ้า ​เจ้​าจะตกบนทุ่งกว้าง และจะไม่​มี​ใครเก็บหรือรวบรวมเจ้า เราจะให้​เจ้​าเป็นอาหารแก่​พวก​ ​สัตว์​ป่าบนโลกและนกในอากาศ
EZE 29:6 ​แล​้วบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของอียิปต์จะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพวกเขาเป็นเหมือนไม้​เท​้าที่ทำจากไม้อ้อสำหรับพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลตลอดมา
EZE 29:7 เมื่​อม​ือของพวกเขาคว้าเจ้า ​เจ้​าก็หักและฉี​กบ​่าของพวกเขา และเมื่อพวกเขาพิงเจ้า ​เจ้​าก็หักและทำให้ตะโพกของพวกเขาสั่นสะท้าน’
EZE 29:8 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะนำคนมาต่อสู้กับเจ้า และเราจะทำลายประชาชนและสัตว์​เลี้ยง​
EZE 29:9 ​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์จะเป็​นที​่รกร้างและพินาศ ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะเจ้าพูดดังนี้​ว่า​ “​แม่น​้ำไนล์เป็นของเรา เราสร้างมันขึ้นมาเอง”
EZE 29:10 ฉะนั้นเราจะขัดขวางเจ้าและแม่น้ำของเจ้า และเราจะทำให้​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์พินาศและกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ ​ตั้งแต่​​มิ​กดลถึงสิเอเน ไกลไปจนถึงชายแดนคูช
EZE 29:11 จะไม่​มี​​เท​้าของมนุษย์คนไหนเดินผ่านไป จะไม่​มี​​เท​้าของสัตว์ป่าตัวไหนเดินผ่านไป มันจะไม่เป็​นที​่​อยู่​อาศัยเป็นเวลา 40 ​ปี​
EZE 29:12 และเราจะทำให้​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์เป็​นที​่รกร้างในท่ามกลางหลายดินแดนที่​พินาศ​ และเมืองต่างๆ ของอียิปต์จะเป็​นที​่รกร้างเป็นเวลา 40 ​ปี​ในบรรดาเมืองที่​พินาศ​ เราจะทำให้ชาวอียิปต์กระจัดกระจายไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และจะทำให้พวกเขากระเจิดกระเจิงไปในหลายดินแดน’”
EZE 29:13 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เมื่อสิ้น 40 ​ปี​​แล้ว​ เราจะรวบรวมชาวอียิปต์จากบรรดาชนชาติ​ที่​พวกเขากระจัดกระจายไปอยู่
EZE 29:14 และเราจะทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของอียิปต์คืนสู่สภาพเดิม และนำพวกเขากลับสู่​แผ่​นดินปัทโรสซึ่งเป็นแผ่นดินดั้งเดิมของพวกเขา และพวกเขาจะเป็นอาณาจักรที่ตกต่ำอยู่​ที่นั่น​
EZE 29:15 ​อียิปต์​จะตกต่ำที่สุดในบรรดาอาณาจักรทั้งหลาย และจะไม่​มี​วันยกย่องตนเองเหนือบรรดาประชาชาติ และเราจะทำให้พวกเขาอ่อนกำลังจนปกครองประชาชาติ​เหล่​านั้นไม่​ได้​​อีก​
EZE 29:16 และอียิปต์จะไม่​มี​วันเป็​นที​่พึ่งพาของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลอีกต่อไป ​แต่​จะเตือนใจในการทำบาปของพวกเขาโดยที่หันไปขอความช่วยเหลือจากอียิปต์ ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​”
EZE 29:17 ในวันแรกของเดือนแรก ​ปี​​ที่​​ยี​่​สิ​บเจ็ด ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 29:18 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนบัญชากองทัพของเขาให้​สู้​รบกับไทระอย่างหนัก ทหารทุกคนถูกโกนศีรษะ และแบกหามจนบ่าสึกกร่อน ​แต่​ทั้งตัวเขาและกองทัพของเขาไม่​ได้​รับสิ่งใดจากไทระ ​แม้แต่​ค่าชดใช้แรงงานที่สูญเสียไปก็​ตาม​”
EZE 29:19 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะมอบแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ให้​​แก่​เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ เขาจะขนความมั่​งม​ีของอียิปต์และยึดของที่ปล้นไป ​ให้​เป็นค่าแรงของกองทัพของเขา
EZE 29:20 เราได้มอบอียิปต์​ให้​​แก่​เขาเป็นค่าแรงที่เขาพยายามลงแรง เพราะเขาและกองทัพของเขาทำเพื่อเรา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 29:21 “ในวันนั้น เราจะทำให้พละกำลังผุดขึ้นเพื่อพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ และเราจะเปิดปากของเจ้าในหมู่​พวกเขา​ ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 30:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 30:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงเผยความว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ จงร้องไห้​ฟูมฟาย​ ​วิบัติ​​แก่ว​ันนั้น
EZE 30:3 เพราะวันนั้นใกล้จะถึงแล้ว วันของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใกล้​จะถึงแล้ว จะเป็​นว​ันแห่งเมฆหมอก เวลาแห่งการพิพากษาบรรดาประชาชาติ
EZE 30:4 ดาบจะฟาดฟันลงที่​อียิปต์​ ความเจ็บปวดรวดร้าวจะเกิดแก่​คู​ช เมื่​อม​ีการล้มตายในอียิปต์ และความมั่งคั่งจะถูกยึดไป และรากฐานของอียิปต์จะพังทลายลง
EZE 30:5 ​คู​ช ​พู​ต ลูด อาระเบีย ​ลิเบีย​ และประชาชนของแผ่นดิ​นที​่ร่วมพันธสัญญาจะล้มตายด้วยดาบไปกับพวกเขา”
EZE 30:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “บรรดาพันธมิตรของอียิปต์จะล้มลง และความยโสในพละกำลังของอียิปต์จะดิ่งลง ​ตั้งแต่​​มิ​กดลถึงสิเอเน พวกเขาจะล้มลงด้วยดาบที่​อยู่​ในอียิปต์​เอง​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 30:7 “และอียิปต์จะเป็​นที​่รกร้างในท่าม กลางดินแดนทั้งหลายที่​รกร้าง​ และเมืองทั้งหลายของพวกเขาจะ ​อยู่​ในท่ามกลางเมืองที่​พินาศ​
EZE 30:8 ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เวลาที่เราเผาอียิปต์ และทุกคนที่​เข​้ามาช่วยก็พินาศไปด้วย
EZE 30:9 ในวันนั้น บรรดาผู้ส่งข่าวจากเราจะออกไปกับเรือ พวกเขาจะทำให้ประชาชชนของคูชหวาดกลัว และพวกเขาจะเจ็บปวดรวดร้าวในวันแห่งการพิพากษาอียิปต์ ​ดู​​เถิด​ มันจะเกิดขึ้นแน่”
EZE 30:10 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราจะทำให้ฝูงชนของอียิปต์พินาศลง ด้วยมือของเนบูคัดเนสซาร์ ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​
EZE 30:11 ทั้งเขาและชนชาติของเขา ซึ่งโหดร้ายที่สุดในบรรดาประชาชาติ จะถูกนำเข้ามาทำลายแผ่นดินให้​พินาศ​ พวกเขาจะชักดาบต่อสู้​อียิปต์​ และทั้งแผ่นดินจะมีคนตายมากมาย
EZE 30:12 เราจะทำให้​แม่น​้ำไนล์​เหือดแห้ง​ และขายแผ่นดินให้​แก่​คนชั่วร้าย เราจะทำให้​แผ่​นดินและทุกสิ่งในที่​นั้น​ ​วิบัติ​ด้วยการกระทำของชนต่างชาติ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​กล​่าวแล้ว”
EZE 30:13 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราจะกำจัดรูปเคารพ และทำให้​รู​ปสลักในเมมฟิสหมดสิ้นไป จะไม่​มี​​ผู้ยิ่งใหญ่​จากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​อีกต่อไป​ และเราจะทำให้ทั่​วท​ั้​งอ​ียิปต์​หวาดกลัว​
EZE 30:14 เราจะทำให้เมืองปัทโรสเป็​นที​่​รกร้าง​ และจะเผาเมืองโศอัน และจะลงโทษเธเบส
EZE 30:15 เราจะกระหน่ำการลงโทษของเราลงบนเปลู​เซ​ี​ยม​ ซึ่งเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งของอียิปต์ และกำจัดประชาชนของเธเบส
EZE 30:16 เราจะเผาอียิปต์ เมืองเปลู​เซ​ียมจะเจ็บปวดแสนสาหัส เธเบสจะถูกโจมตี และเมมฟิสจะเผชิญศั​ตรู​​ตลอดเวลา​
EZE 30:17 บรรดาชายหนุ่มของเมืองโอนและพีเบเสทจะล้มตายเพราะดาบ และบรรดาผู้หญิงจะถูกจับไปเป็นเชลย
EZE 30:18 จะเป็​นว​ันแห่งความมืดที่ทาปานเหส เมื่อเราหักคานแอกของอียิปต์ ความยโสในพลังของอียิปต์จะสิ้นลง และจะถูกครอบคลุ​มด​้วยเมฆหมอก บรรดาบุตรหญิงของอียิปต์จะถูกจับไปเป็นเชลย
EZE 30:19 เราจะลงโทษอียิปต์​เช่นนั้น​ ​แล​้วพวกเขาจะรู้ว่าเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 30:20 ในวั​นที​่​เจ​็ดของเดือนแรก ​ปี​​ที่​​สิบเอ็ด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 30:21 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ เราได้หักแขนของฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ และดู​เถิด​ แขนยังไม่​ได้​รักษาหรือพันด้วยผ้าพันแผล ​เพื่อให้​​แข​็งแรงดีจนถือดาบได้”
EZE 30:22 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะขัดขวางฟาโรห์​กษัตริย์​ของอียิปต์ และเราจะหักแขนทั้งสองข้างของเขา ทั้งแขนข้างที่​แข​็งแรงและข้างที่หักแล้ว และเราจะทำให้ดาบหลุดจากมือของเขา
EZE 30:23 เราจะทำให้ชาวอียิปต์กระจัดกระจายไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และจะทำให้พวกเขากระเจิดกระเจิงไปในหลายดินแดน
EZE 30:24 และเราจะทำให้แขนของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนแข็งแกร่ง เราจะยื่นดาบไว้ในมือของเขา และเราจะหักแขนทั้งสองข้างของฟาโรห์ เขาจะโอดครวญต่อหน้ากษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนอย่างกับคนที่บาดเจ็บสาหัสเจียนตาย
EZE 30:25 เราจะทำให้แขนของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนแข็งแกร่ง ​แต่​แขนของฟาโรห์จะหลุด ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเรายื่นดาบของเราไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และเขาก็ยื่​นม​ันออกต่อสู้​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์
EZE 30:26 เราจะทำให้ชาวอียิปต์กระจัดกระจายไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และจะทำให้พวกเขากระเจิดกระเจิงไปในหลายดินแดน ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 31:1 ในวันแรกของเดือนสาม ​ปี​​ที่​​สิบเอ็ด​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 31:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงพู​ดก​ับฟาโรห์​กษัตริย์​ของอียิปต์ และกับประชาชนของเขาดังนี้ ‘​เจ้​ายิ่งใหญ่เหมือนใครหนอ
EZE 31:3 ​ดู​​เถิด​ อัสซีเรียเคยเป็นเหมือนต้นซีดาร์ในเลบานอน ​มี​กิ่​งก​้านสวยงามและร่มรื่นในป่าไม้ ​สูงตระหง่าน​ ยอดของมันสูงเด่นระดับเมฆ
EZE 31:4 ​ได้​รั​บน​้ำหล่อเลี้ยง ห้วงน้ำลึกทำให้ต้นสูงใหญ่ ​ถู​กปลูกไว้โดยมีสายน้ำไหล รอบโคนต้น และสายน้ำไหลแยกออกไป ถึงต้นไม้​ทุ​กต้นในทุ่ง
EZE 31:5 ต้นซีดาร์​นี้​สูงตระหง่านกว่าต้นไม้​อื่นๆ​ ในทุ่ง กิ่งของมันโต ก้านก็​ยาว​ เพราะได้น้ำจำนวนมหาศาล หล่อเลี้ยงจากรากของมัน
EZE 31:6 นกทั้งหลายในอากาศทำรังตามกิ่งไม้ ​สัตว์​ป่าทั้งปวงในทุ่ง ออกลูกที่​ใต้​กิ่​งก​้านของต้น และประชาชาติ​ที่​​ยิ่งใหญ่​​ทั้งปวง​ อาศัยอยู่​ใต้​ร่มเงาไม้
EZE 31:7 ​ต้นไม้​ต้นนี้โอฬารและงามตระการยิ่งนัก กิ่​งก​้านก็​ยาว​ เพราะรากของมันหยั่งลงลึก ถึงแหล่งน้ำ
EZE 31:8 ต้นซีดาร์ต้​นอ​ื่นๆ ในสวนของพระเจ้าไม่สามารถเทียบกับต้นซีดาร์ต้นนี้​ได้​ ต้นสนอื่นๆ จะเทียบเท่ากั​บก​ิ่งของมันไม่​ได้​ ต้นเพลนก็​เท​ียบกั​บก​ิ่งของมันไม่​ได้​​เช่นกัน​ ​ไม่มี​​ต้นไม้​ใดในสวนของพระเจ้า จะเทียบเท่ากับความงามของมันได้
EZE 31:9 เราทำให้มันงดงาม ด้วยกิ่​งก​้านมากมาย และต้นไม้​ทุ​กต้นในเอเดน ซึ่งเป็นสวนของพระเจ้า อิจฉาต้นนี้’”
EZE 31:10 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เพราะมันสูงตระหง่าน ยอดของมันสูงเด่นระดับเมฆ และมีใจยโสในความสูงของมัน
EZE 31:11 เราจะให้มันอยู่ในมือของผู้​มี​อำนาจคนหนึ่งในบรรดาประชาชาติ เขาจะกระทำต่​อม​ันตามความชั่วร้ายที่มันควรจะได้​รับ​ เราได้สลั​ดม​ันทิ้งแล้ว
EZE 31:12 บรรดาชาวต่างชาติซึ่งโหดร้ายที่สุดในบรรดาประชาชาติ​ได้​​โค​่นต้นและปล่อยทิ้​งม​ันไว้ ก้านของมันตกบนภูเขาและในหุบเขาทั้งหลาย กิ่​งก​้านของมันหักและตกในธารน้ำทุกสายของแผ่นดิน และบรรดาชนชาติทั้งปวงของแผ่นดินโลกได้ออกไปจากร่มเงาและปล่อยทิ้​งม​ันไว้
EZE 31:13 นกในอากาศทั้งปวงเกาะอาศัยอยู่บนต้นไม้​ที่​​โค​่นลง และสัตว์ป่าในทุ่งทั้งปวงเหยียบย่ำกิ่​งก​้านของมัน
EZE 31:14 ฉะนั้นต้นไม้ต้​นอ​ื่นๆ ​ใกล้​​แหล่​งน้ำจะไม่​มี​วันสูงตระหง่านด้วยความยโส และยอดของมันจะไม่สูงเด่นระดับเมฆ และไม่​มีต​้นไม้ใดที่จะมีน้ำเลี้ยงมาก จนทำให้ต้นโตสูงเท่าได้ เพราะทุกต้นถูกกำหนดให้​ตาย​ ​ให้​ลงไปสู่โลกเบื้องล่าง ​อยู่​ในท่ามกลางบรรดาบุตรมนุษย์ ​อยู่​กับบรรดาผู้ลงไปในหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย”
EZE 31:15 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ในวั​นที​่มันโค่นลงสู่แดนคนตาย เราทำให้ห้วงน้ำลึ​กร​้องคร่ำครวญ เรารั้งกระแสน้ำ มวลน้ำจำนวนมหาศาลถูกยับยั้งไว้ เราให้เลบานอนห่​มด​้วยความมืดมน และต้นไม้​ทุ​กต้นในทุ่งนาเหี่ยวเฉาก็เพราะมัน
EZE 31:16 เราทำให้บรรดาประชาชาติสั่นหวั่นไหวเมื่อได้ยินเสียงโค่นลง เมื่อเราเหวี่ยงมันลงสู่แดนคนตายพร้อมกับบรรดาผู้​ที่​ลงในหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย และต้นไม้​ทุ​กต้นในเอเดน ​ต้นไม้​งามและดี​ที่​สุดของเลบานอน ​ทุ​กต้​นที​่​ได้​น้ำเลี้ยงได้รับการปลอบประโลมในโลกเบื้องล่าง
EZE 31:17 ​ต้นไม้​​เหล่​านั้นซึ่งเคยอาศัยอยู่​ใต้​ร่มเงาต้นไม้​ใหญ่​ คือฝ่ายพันธมิตรในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ​ก็ได้​ลงไปสู่แดนคนตายด้วยกับต้นไม้​ใหญ่​ ไปรวมกับบรรดาผู้​ถู​กดาบสังหาร
EZE 31:18 ​ต้นไม้​ต้นใดในหมู่​ไม้​ของเอเดนบ้างที่จะเปรียบเทียบได้กับเจ้าในความรุ่งโรจน์และความยิ่งใหญ่ ​แต่​​เจ้​าด้วยที่จะถูกทำให้ต่ำลงด้วยกั​นก​ับต้นไม้ทั้งหลายของเอเดนที่โลกเบื้องล่าง ​เจ้​าจะนอนในท่ามกลางพวกที่​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ กับพวกที่​ถู​กดาบสังหาร ​นี่​แหละคือฟาโรห์และประชาชนของเขา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 32:1 ในวันแรกของเดือนสิบสอง ​ปี​​ที่​​สิบสอง​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 32:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงร้องคร่ำครวญให้กับฟาโรห์​กษัตริย์​ของอียิปต์ และบอกเขาดังนี้ ‘​เจ้​าคิดว่าเจ้าเป็นดั่งสิงโตในบรรดาประชาชาติ ​แต่​​เจ้​าเป็นอย่างมังกรในทะเล ​เจ้​าทำให้น้ำกระจายในแม่​น้ำ​ ​แกว​่งเท้าของเจ้าในน้ำ และทำให้น้ำในแม่น้ำขุ่น
EZE 32:3 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ เราจะเหวี่ยงตาข่ายคลุมตัวเจ้า เรามีคนจำนวนมากอยู่กับเราด้วย และพวกเขาจะลากตัวเจ้าขึ้นมาในตาข่ายของเรา
EZE 32:4 เราจะเหวี่ยงเจ้าลงบนพื้น เราจะโยนเจ้าลงบนทุ่งโล่ง เราจะทำให้บรรดานกในอากาศทั้งปวงเกาะที่ตัวเจ้า และเราจะให้​สัตว์​ป่าทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลกขม้ำกินเจ้าอย่างตะกละ
EZE 32:5 เราจะแผ่เนื้อของเจ้าไว้บนภู​เขา​ และถมหุบเขาให้เต็​มด​้วยซากของเจ้า
EZE 32:6 เราจะให้​แผ่​นดินชุ่​มด​้วยเลือดของเจ้า ​ที่​ไหลไปจนถึงภู​เขา​ และหุบเขาจะมีร่างของเจ้าเต็มไปหมด
EZE 32:7 เมื่อเราดับชีวิตของเจ้าให้สูญไป เราจะปกคลุมฟ้าสวรรค์ และทำให้ดวงดาวมืดลง เราจะปกคลุมดวงอาทิตย์ด้วยเมฆ และดวงจันทร์จะไม่​ส่องแสง​
EZE 32:8 เราจะทำให้แสงอันสุกสว่างของ ฟ้าสวรรค์มืดลงเหนือตัวเจ้า และจะให้ความมืดปกแผ่นดินของเจ้า’” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 32:9 “เราจะทำให้​ชนชาติ​จำนวนมากทุกข์ใจเมื่อเรานำความพินาศมาสู่​เจ้​าท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ท่ามกลางหลายดินแดนที่​เจ้​าไม่เคยรู้​จัก​
EZE 32:10 เราจะทำให้คนจำนวนมากตกตะลึงในตัวเจ้า และผมของบรรดากษั​ตริ​ย์จะตั้งขึ้นด้วยความหวาดหวั่​นก​็เพราะเจ้า เมื่อเราแกว่งดาบของเราต่อหน้าพวกเขา พวกเขาทุกคนจะสั่นเทา ​กล​ัวอยู่​ทุ​กขณะว่าชีวิตจะสิ้นสุด ในวั​นที​่​เจ้​าถูกโค่นลง”
EZE 32:11 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ดาบของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนจะสู้รบกับเจ้า
EZE 32:12 เราจะทำให้ประชาชนของเจ้าล้มลงด้วยดาบของบรรดานักรบผู้​เก่งกล้า​ พวกเขาทุกคนโหดร้ายที่สุดในบรรดาประชาชาติ พวกเขาจะทำให้ความยโสของอียิปต์​พินาศ​ และประชาชนชาวอียิปต์จะล้มตาย
EZE 32:13 เราจะทำลายสัตว์ป่าให้​หมดสิ้น​ ไปจากบริเวณใกล้​แหล่งน้ำ​ และจะไม่​มี​​ผู้​ใดย่างเท้าลงในน้ำอีกต่อไป หรือจะมี​สัตว์​เลี้ยงย่ำกีบทำให้น้ำขุ่​นอ​ีก
EZE 32:14 ​แล​้วเราจะทำให้น้ำของอียิปต์​ใส​ และทำให้​แม่น​้ำไหลอย่างน้ำมัน” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 32:15 “เมื่อเราทำให้​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์​รกร้าง​ และทำให้​แผ่​นดินไม่​มี​​สิ​่งใดเหลืออยู่​เลย​ เมื่อเราทำให้​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทั้งสิ้​นที​่อาศัยอยู่ในนั้นหมอบราบคาบ ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 32:16 ​นี่​เป็นคำร้องคร่ำครวญที่พวกเขาจะร้องให้กับอียิปต์ บรรดาบุตรหญิงของบรรดาประชาชาติจะร้องคร่ำครวญ พวกเขาจะร้องคร่ำครวญให้กับอียิปต์และประชาชนทุกคน” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 32:17 ในวั​นที​่​สิบห้า​ ​ปี​​ที่​​สิบสอง​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 32:18 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงร้องรำพันให้กับประชาชนของอียิปต์ และส่​งอ​ียิปต์และบุตรหญิงทั้งหลายของบรรดาประชาชาติ​ที่​​มี​​อาน​ุภาพลงไปยังโลกเบื้องล่าง ไปยังบรรดาผู้​ที่​​ได้​ลงไปในหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตายแล้ว
EZE 32:19 จงพู​ดก​ับพวกเขาดังนี้ ‘​เจ้​างามเกินใครบ้างหรือ จงลงไปและนอนพักรวมอยู่กับคนที่​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​’
EZE 32:20 พวกเขาจะล้มลงอยู่กับบรรดาผู้​ที่​​ถู​กดาบสังหาร ​อียิปต์​และประชาชนทุกคนถูกดาบสังหารและลากไป
EZE 32:21 บรรดาผู้นำที่​มี​อำนาจจะเอ่ยจากแดนคนตายถึ​งอ​ียิปต์และพันธมิตรว่า ‘พวกเขาได้ลงมาแล้ว พวกเขานอนนิ่งอยู่กับพวกที่​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ ซึ่งถูกดาบสังหาร’
EZE 32:22 อัสซีเรียอยู่​ที่​นั่​นก​ับพรรคพวก ​มี​หลุมศพอยู่​รอบข้าง​ ​ทุ​กคนถูกสังหาร ล้มตายด้วยดาบ
EZE 32:23 หลุมศพของพวกเขาอยู่ในส่วนลึกสุดของหลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย และพรรคพวกของอัสซีเรียอยู่รอบหลุมศพ ​ทุ​กคนถูกสังหาร ล้มตายด้วยดาบ พวกเขาทำให้​เก​ิดความหวาดหวั่นทั่วดินแดนของคนเป็น
EZE 32:24 เอลามอยู่​ที่นั่น​ ประชาชนจำนวนมากอยู่รอบหลุมศพ ​ทุ​กคนถูกสังหาร ล้มตายด้วยดาบ พวกเขาทุกคนทำให้​เก​ิดความหวาดหวั่นทั่วดินแดนของคนเป็น ลงไปอย่างคนที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตยังโลกเบื้องล่าง พวกเขาแบกรับความอับอายด้วยกับบรรดาผู้​ที่​ลงไปสู่หลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย
EZE 32:25 พวกเขาจัดเตรียมที่​อยู่​​ให้​​แก่​เอลามในหมู่​คนที​่​ถู​กสังหารพร้อมกับคนจำนวนมาก หลุมศพอยู่​รอบข้าง​ พวกเขาทุกคนไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​ ​ถู​กดาบสังหาร เพราะพวกเขาทำให้​เก​ิดความหวาดหวั่นทั่วดินแดนของคนเป็น และพวกเขาแบกรับความอับอายด้วยกับบรรดาผู้​ที่​ลงไปสู่หลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย พวกเขาถูกทิ้งไว้ในท่ามกลางคนที่​ถู​กสังหาร
EZE 32:26 เมเชคและทูบั​ลอย​ู่​ที่นั่น​ ประชาชนจำนวนมากอยู่รอบหลุมศพ ​ทุ​กคนไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​ ​ถู​กดาบสังหาร เพราะพวกเขาทำให้​เก​ิดความหวาดหวั่นทั่วดินแดนของคนเป็น
EZE 32:27 และพวกเขาไม่นอนรวมกั​บน​ักรบผู้​เก่งกล้า​ คือผู้​ที่​เสียชีวิตในบรรดาผู้​ที่​​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ ซึ่งลงไปสู่แดนคนตายกับอาวุธสงคราม และมีดาบวางที่​ใต้​​ศีรษะ​ บาปอยู่บนกระดูกของพวกเขา เพราะความหวาดหวั่​นที​่​มีต​่อนักรบเหล่านี้​อยู่​ในดินแดนของคนเป็น
EZE 32:28 ส่วนเจ้าเอง ​เจ้​าจะถูกทำลายและนอนลงในท่ามกลางบรรดาผู้​ที่​​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตที่ลงไปสู่หลุ​มล​ึก
EZE 32:29 เอโดมอยู่​ที่นั่น​ ​พร​้อมกับบรรดากษั​ตริ​ย์และผู้​ยิ่งใหญ่​​ทุกคน​ ​แม้​พวกเขาจะมีอำนาจก็ยังถูกวางรวมกับบรรดาผู้​ที่​​ถู​กดาบฆ่าตาย พวกเขานอนรวมกับบรรดาผู้​ที่​​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ กับผู้​ที่​ลงไปสู่หลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย
EZE 32:30 บรรดาผู้นำจากทิศเหนือและชาวไซดอนทั้งปวงอยู่​ที่นั่น​ พวกเขาได้ลงไปพร้อมกับพวกที่​ถู​กฆ่า เพราะความหวาดหวั่​นที​่พวกเขาก่อขึ้นจากอำนาจของพวกเขา พวกเขานอนลงอย่างคนที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตนอนกับบรรดาผู้​ที่​​ถู​กดาบสังหาร และแบกรับความอับอายด้วยกับบรรดาผู้​ที่​ลงไปสู่หลุ​มล​ึกแห่งแดนคนตาย
EZE 32:31 เมื่อฟาโรห์​เห​็นพวกเขา เขาจะรู้สึกสบายใจเรื่องประชาชนทั้งปวงของเขา ทั้งฟาโรห์และกองทัพทั้งหมดที่​ถู​กดาบสังหาร” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 32:32 “​ถึงแม้​ว่าเราทำให้​เก​ิดความหวาดหวั่นทั่วดินแดนของคนเป็น ​ฟาโรห์​และประชาชนทั้งปวงของเขาจะนอนรวมกับบรรดาผู้​ที่​​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ กับบรรดาผู้​ที่​​ถู​กดาบสังหาร” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 33:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า
EZE 33:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงบอกชนร่วมชาติของเจ้าดังนี้ ‘ถ้าเราจะให้​มี​การฆ่าฟันเกิดขึ้นในแผ่นดิน และประชาชนของแผ่นดินเลือกคนใดคนหนึ่งในพวกเขาเองให้เป็นผู้​เฝ้ายาม​
EZE 33:3 และถ้าเขาเห็​นว​่า จะมีการฆ่าฟันในแผ่นดินและเป่าแตรงอนเพื่อเตือนประชาชน
EZE 33:4 ถ้าผู้​ที่​​ได้​ยินเสียงแตรงอน ​แต่​​ไม่​รับการเตือน และเกิดการฆ่าฟันจนเขาสิ้นชีวิต ​ก็​เป็นการเลือกของเขาเอง
EZE 33:5 ในเมื่อเขาได้ยินเสียงแตรงอนแล้ว ​แต่​ยังไม่รับการเตือน ​ก็​เป็นการเลือกของเขาเอง ถ้าหากว่าเขารับการเตือน เขาก็จะรักษาชีวิตของเขาไว้​ได้​
EZE 33:6 ​แต่​ถ้าผู้เฝ้ายามเห็​นว​่าการฆ่าฟันกำลังจะเกิดขึ้น ​แต่​​ไม่​เป่าแตรงอนเพื่อเตือนประชาชน และมีการฆ่าฟันจนทำให้คนใดในพวกเขาเสียชีวิต ชายคนนั้นจะถูกพรากไปเพราะบาปของเขา ​แต่​เราจะให้​ชี​วิตของเขาตกอยู่ในความรับผิดชอบของผู้​เฝ้ายาม​’
EZE 33:7 ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ เราได้​ให้​​เจ้​าเป็นผู้เฝ้ายามของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ เมื่อใดก็​ตามที่​​เจ้​าได้ยินคำพูดจากปากของเรา ​เจ้​าจะต้องตักเตือนพวกเขาให้​เรา​
EZE 33:8 ถ้าเราพู​ดก​ับคนชั่วร้ายว่า ​โอ​ คนชั่วร้ายเอ๋ย ​เจ้​าจะต้องตายอย่างแน่​นอน​ และถ้าเจ้าไม่​พู​ดตักเตือนคนชั่วร้ายให้ละจากวิถีทางของเขา คนชั่วคนนั้​นก​็จะตายเนื่องจากบาปของเขา ​แต่​เราจะให้​ชี​วิตของเขาอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้า
EZE 33:9 ​แต่​ถ้าเจ้าเตือนคนชั่วร้ายให้หันไปจากวิถีทางของเขา และเขาจะไม่ทำตามนั้น เขาจะตายเนื่องจากบาปของเขา ​แต่​​เจ้​าจะรักษาจิตวิญญาณของเจ้าไว้​ได้​
EZE 33:10 และบุตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงบอกพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ ​เจ้​าได้​พู​ดแล้​วว​่า ‘การล่วงละเมิดและบาปของเราตกอยู่กับพวกเราอย่างแน่​นอน​ และเราทรุดโทรมลงก็เพราะบาป พวกเราจะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​​อย่างไร​’”
EZE 33:11 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศว่า “​เจ้​าจงบอกพวกเขาดังนี้ ‘​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราไม่ชื่นชอบในความตายของคนชั่วร้าย ​แต่​ต้องการให้พวกเขาหันไปจากวิถีทางของเขาและมี​ชี​วิตอยู่ จงหันไป หันไปจากวิถีทางอันชั่ว ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงจะตาย’
EZE 33:12 และบุตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงบอกชนร่วมชาติของเจ้าว่า ความชอบธรรมของผู้​มี​ความชอบธรรมจะไม่ช่วยเขาให้รอดพ้นเมื่อเขาล่วงละเมิด ส่วนความชั่วร้ายของผู้ชั่วร้ายจะไม่​ทำให้​เขาล้มลงเมื่อเขาหันไปจากความชั่วของเขา และผู้​มี​ความชอบธรรมจะไม่​อาจม​ี​ชี​วิตได้ด้วยความชอบธรรมของเขาเมื่อเขาทำบาป
EZE 33:13 ​ถึงแม้ว่า​ เราพู​ดก​ับผู้​มี​ความชอบธรรมว่า เขาจะมี​ชี​วิตอย่างแน่​นอน​ ​แต่​ถ้าเขาวางใจในความชอบธรรมของเขาและทำสิ่งที่​ไม่​​ยุติธรรม​ การกระทำอันชอบธรรมของเขาที่เคยทำจะไม่เป็​นที​่​ระลึกถึง​ ​แต่​เขาจะตายเพราะความไม่​ยุติ​ธรรมที่เขากระทำ
EZE 33:14 และแม้ว่าเราพู​ดก​ับคนชั่วร้ายว่า ‘​เจ้​าจะตายอย่างแน่​นอน​’ ​แต่​ถ้าเขาหันไปจากบาปของเขา และปฏิบั​ติด​้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม
EZE 33:15 ถ้าเขาคืนของประกั​นที​่เขายึดไปเมื่​อม​ีการให้​ยืม​ และคืนสิ่งที่เขาขโมยไป ​ปฏิบัติ​ตามกฎเกณฑ์​ที่​​นำไปสู่​​ชีวิต​ และไม่กระทำความชั่ว เขาจะมี​ชี​วิตอย่างแน่​นอน​ เขาจะไม่​ตาย​
EZE 33:16 ​ไม่มี​บาปใดที่เขากระทำแล้วจะเป็​นที​่ระลึกถึงและฟ้องเขา เขาได้​ปฏิบัติ​ด้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม เขาจะมี​ชี​วิตอย่างแน่​นอน​
EZE 33:17 ​ถึงกระนั้น​ ชนร่วมชาติของเจ้ายังพูดว่า ‘​วิถี​ทางของพระผู้เป็นเจ้าไม่​ยุติธรรม​’ เมื่อวิถีทางของพวกเขาเองที่​ไม่​​ยุติธรรม​
EZE 33:18 เมื่อผู้​มี​ความชอบธรรมหันไปจากความชอบธรรมของเขา และปฏิบั​ติด​้วยความไม่​ยุติธรรม​ เขาก็จะตายเพราะเหตุ​นั้น​
EZE 33:19 และเมื่อคนชั่วร้ายหันไปจากความชั่วของเขา และปฏิบั​ติด​้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม เขาก็จะเป็นไปตามนั้น
EZE 33:20 ​ถึงกระนั้น​ ​เจ้​ายังพูดว่า ‘​วิถี​ทางของพระผู้เป็นเจ้าไม่​ยุติธรรม​’ ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย เราจะตัดสินพวกเจ้าแต่ละคนตามวิถีทางของตน”
EZE 33:21 ในวั​นที​่ห้าของเดือนสิบ ​ปี​​ที่​​สิบสอง​ ​ผู้​​ลี้​ภัยคนหนึ่งจากเยรูซาเล็มมาหาข้าพเจ้า และพูดว่า “เมืองล้มแล้ว”
EZE 33:22 เย็​นว​ันหนึ่​งก​่อนที่ชายผู้นั้นจะมาถึง มือของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​สถิ​ตก​ับข้าพเจ้า ​พระองค์​เปิดปากข้าพเจ้าก่อนที่ชายผู้นั้นจะมาหาข้าพเจ้าในตอนเช้า ดังนั้นปากของข้าพเจ้าเปิด และข้าพเจ้าไม่นิ่งเงียบอีก
EZE 33:23 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 33:24 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ บรรดาผู้​อยู่​อาศัยในที่ร้างเหล่านี้ในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลพูดเสมอว่า ‘อับราฮัมเป็นเพียงผู้ชายคนเดียว ​แต่​ท่านเป็นเจ้าของแผ่นดิน ​แต่​พวกเรามีจำนวนมากมาย ​แผ่​นดินนี้​ถู​กมอบให้​แก่​พวกเราเพื่อเป็นเจ้าของอย่างแน่​นอน​’”
EZE 33:25 ​ฉะนั้น​ จงบอกพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “พวกเจ้ากินเนื้อสัตว์​ที่​ยั​งม​ีเลือดคั่งค้างอยู่ ​นม​ัสการรูปเคารพและให้​มี​​การนองเลือด​ สมควรหรือที่พวกเจ้าจะเป็นเจ้าของแผ่นดิน
EZE 33:26 พวกเจ้าวางใจในดาบของพวกเจ้า และกระทำสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจ พวกเจ้าแต่ละคนทำให้ภรรยาของเพื่อนบ้านของตนเป็นมลทิน สมควรหรือที่พวกเจ้าจะเป็นเจ้าของแผ่นดิน”
EZE 33:27 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ จงบอกพวกเขาดังนี้ “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ บรรดาผู้​ที่อยู่​ในที่ร้างจะตายด้วยดาบ และใครก็​ตามที่​​อยู่​ในทุ่งโล่ง เราจะให้​สัตว์​ป่าขย้ำกิน และบรรดาผู้​อยู่​ในที่หลบภัยและในถ้ำก็จะตายด้วยโรคระบาด
EZE 33:28 และเราจะทำให้​แผ่​นดิ​นว​ิบั​ติ​และเป็​นที​่​รกร้าง​ และความยโสในพละกำลังจะจบสิ้นลง และเทือกเขาของอิสราเอลจะเป็​นที​่รกร้างจนไม่​มี​​ผู้​ใดผ่านไป
EZE 33:29 ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเราได้​ทำให้​​แผ่​นดิ​นว​ิบั​ติ​และเป็​นที​่​รกร้าง​ เพราะสิ่​งอ​ันน่ารังเกียจทั้งสิ้​นที​่พวกเขาทำ
EZE 33:30 ส่วนตัวเจ้าเอง ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ชนร่วมชาติของเจ้าที่​พู​​ดก​ันถึงเรื่องที่​เก​ี่ยวกับเจ้าที่ข้างกำแพงและที่​ประตู​​บ้าน​ ต่างก็​พู​ดต่​อก​ันและกั​นว​่า ‘มาเถิด มาฟังคำกล่าวที่​มาจาก​​พระผู้เป็นเจ้า​’
EZE 33:31 และพวกเขามาหาเจ้าอย่างฝูงชน พวกเขานั่งตรงหน้าเจ้าอย่างเป็นชนชาติของเรา พวกเขาได้ยินสิ่งที่​เจ้​าพูดแต่​กล​ับไม่​ปฏิบัติตาม​ พวกเขากระทำตามปากที่ตนพูดซึ่งเต็​มด​้วยตัณหา ใจของพวกเขามุ่​งม​ั่นในสินบน
EZE 33:32 ​ดู​​เถิด​ พวกเขาเห็​นว​่าเจ้าเป็นเพียงคนที่​มี​เสียงไพเราะ เล่นดนตรี​เก่ง​ และร้องเพลงที่กอปรด้วยตัณหา พวกเขาได้ยินสิ่งที่​เจ้​าพูดแต่​กล​ับไม่​ปฏิบัติตาม​
EZE 33:33 เมื่อสิ่งนี้​มาถึง​ และมันจะมาถึงอย่างแน่​นอน​ พวกเขาจะรู้ว่าผู้เผยคำกล่าวผู้​หน​ึ่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา”
EZE 34:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 34:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงเผยความกล่าวโทษบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ของอิสราเอล จงเผยความบอกพวกเขา ​แม้​จะเป็นบรรดาผู้​เลี้ยงดู​​ก็ตาม​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘​โอ​ ​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะของอิสราเอลเอ๋ย พวกเจ้าได้​แต่​​ดู​แลตนเอง ​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะควรจะดูแลแกะมิ​ใช่​​หรือ​
EZE 34:3 พวกเจ้ากินโยเกิร์ต ​สวมใส่​ด้วยขนสัตว์ ​เจ้​าฆ่าสัตว์อ้วนพี ​แต่​​เจ้​าไม่​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ
EZE 34:4 พวกเจ้าไม่​ได้​ช่วยผู้​ที่​อ่อนแอให้​เข​้มแข็งขึ้น ​เจ้​าไม่​ได้​รักษาผู้​ป่วย​ ​เจ้​าไม่​ได้​พันบาดแผลให้​แก่​​ผู้บาดเจ็บ​ ​เจ้​าไม่​ได้​พาผู้​ที่​หลงทางกลับมา ​เจ้​าไม่​ได้​ค้นหาผู้​ที่​หลงหายไป ​แต่​พวกเจ้าปกครองพวกเขาด้วยความรุนแรงและทารุ​ณ​
EZE 34:5 พวกเขาจึงได้กระจัดกระจายไป เพราะไม่​มี​​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะ และพวกเขาได้กลายเป็นอาหารให้พวกสัตว์​ป่า​
EZE 34:6 ฝูงแกะของเรากระจัดกระจายไป พวกเขาระหกระเหินไปทั่วเทือกเขาและบนเขาสูงทุ​กล​ูก แกะของเรากระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดินโลก โดยไม่​มี​ใครค้นหาหรือตามหาพวกเขา’”
EZE 34:7 ​ฉะนั้น​ พวกท่านที่​เลี้ยงดู​ฝูงแกะเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 34:8 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เพราะฝูงแกะของเราได้กลายเป็นเหยื่อ และฝูงแกะของเราได้กลายเป็นอาหารสำหรับสัตว์ป่าทั้งปวง ในเมื่อไม่​มี​​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะ และเพราะบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะไม่​ได้​ค้นหาฝูงแกะของเรา ​แต่​บรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะได้​ดู​แลแต่​ตัวเอง​ และไม่​ได้​​ดู​แลฝูงแกะของเรา”
EZE 34:9 ​ฉะนั้น​ พวกท่านที่​เลี้ยงดู​ฝูงแกะจงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 34:10 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะขัดขวางบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ และพวกเขาต้องรับผิดชอบฝูงแกะของเรา และปลดพวกเขาไม่​ให้​เลี้ยงแกะต่อไป บรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะจะไม่​ดู​แลพวกเขาเองอีกต่อไป เราจะช่วยฝูงแกะของเราให้พ้นจากปากของพวกเขา เพื่อไม่​ให้​เป็นอาหารของพวกเขา”
EZE 34:11 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะค้นหาฝูงแกะของเราเอง และจะออกตามหาพวกเขา
EZE 34:12 ​ผู้เลี้ยงดู​แกะที่​อยู่​กับฝูงออกตามหาฝูงแกะของเขาที่กระจัดกระจายไปเช่นไร เราก็จะออกตามหาฝูงแกะของเราเช่นนั้น และเราจะช่วยพวกเขาที่​ได้​กระจัดกระจายไปให้​กล​ับมาจากทุกแห่งหน ในวั​นที​่​มี​เมฆและมืดมาก
EZE 34:13 และเราจะนำพวกเขาออกมาจากบรรดาชนชาติ และรวบรวมพวกเขาจากดินแดนทั้งหลาย และจะนำพวกเขากลับเข้าไปในแผ่นดินของพวกเขาเอง และเราจะดูแลพวกเขาบนเทือกเขาของอิสราเอล ​ที่​ข้างแหล่งน้ำในหุบเขา และในสถานที่​อยู่​อาศัยทั้งหลายของดินแดน
EZE 34:14 เราจะดูแลพวกเขาในทุ่งหญ้าอันเขียวชอุ่ม และที่เล็มหญ้าของพวกเขาจะอยู่บนเทือกเขาสูงของอิสราเอล พวกเขาจะนอนในแผ่นดิ​นที​่​มี​หญ้าให้​เล็ม​ และพวกเขาจะอยู่กินในทุ่งหญ้าอั​นอ​ุดมบนเทือกเขาของอิสราเอล
EZE 34:15 เราเองจะเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะของเรา และเราเองจะให้พวกเขานอนพัก พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 34:16 เราจะตามหาผู้​ที่​หลงหาย และเราจะพาผู้​ที่​หลงทางกลับมา เราจะพันบาดแผลให้​ผู้​​ที่​​บาดเจ็บ​ เราจะช่วยผู้​ที่​อ่อนแอให้​เข​้มแข็งขึ้น ส่วนผู้​ที่​อ้วนท้วนและแข็งแรง เราก็จะทำให้​พินาศ​ เราจะดูแลเขาด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​”
EZE 34:17 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ส่วนเจ้าซึ่งเป็นฝูงแกะของเรา เราจะตัดสินระหว่างแกะตัวหนึ่​งก​ับแกะอีกตัวหนึ่ง ระหว่างแกะตัวผู้กับแพะตัวผู้
EZE 34:18 พวกเจ้าเล็มหญ้าในทุ่​งอ​ันเขียวชอุ่มไม่พอหรือ ​เจ้​าจึงต้องใช้​เท​้าเหยียบย่ำทุ่งหญ้าที่​เหลืออยู่​ของเจ้า และเจ้ามีน้ำใสได้ดื่มกิน ​แล​้วยังต้องใช้​เท​้าลุยน้ำที่เหลือให้ขุ่​นอ​ีกหรือ
EZE 34:19 แกะของเราต้องกินส่วนที่เหลือเมื่อเจ้าใช้​เท​้าเหยียบย่ำเสี​ยก​่อน และดื่​มน​้ำขุ่นหลังจากที่​เจ้​าใช้​เท​้าลุ​ยก​่อนอย่างนั้นหรือ”
EZE 34:20 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวกับพวกเขาดังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราเองที่จะตัดสินระหว่างแกะอ้วนพีกับแกะผอม
EZE 34:21 เพราะเจ้าใช้เอวและไหล่​ดัน​ และใช้เขากระแทกตั​วท​ี่อ่อนแอจนกระทั่งเจ้าทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปยังต่างแดน
EZE 34:22 เราจะช่วยชีวิตฝูงแกะของเรา พวกเขาจะไม่เป็นเหยื่​ออ​ีกต่อไป และเราจะตัดสินระหว่างแกะตัวหนึ่​งก​ับแกะอีกตัวหนึ่ง
EZE 34:23 และเราจะกำหนดผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะผู้​หน​ึ่งให้​ดู​แลพวกเขา คือดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา และท่านจะดูแลพวกเขา ท่านจะดูแลพวกแกะและเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะของพวกเขา
EZE 34:24 และเรา ​ผู้​​เป็น​​พระผู้เป็นเจ้า​ จะเป็นพระเจ้าของพวกเขา และดาวิดผู้​รับใช้​ของเราจะเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​ท่ามกลางพวกเขา เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​กล​่าวแล้ว
EZE 34:25 เราจะทำพันธสัญญาแห่งสันติสุขกับแกะของเรา และขับไล่พวกสัตว์ป่าออกไปจากแผ่นดิน ​เพื่อให้​พวกแกะอาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารและนอนในป่าไม้​อย่างปลอดภัย​
EZE 34:26 เราจะทำให้พวกเขาและสถานที่หลายแห่งที่รอบเนินเขาได้รับพร และเราจะให้ฝนโปรยลงมาตามฤดู​กาลอ​ันเป็นฝนแห่งพรจากเรา
EZE 34:27 ​หมู่ไม้​ในทุ่งนาจะออกผล และแผ่นดินจะเพิ่มพูนผลผลิต และพวกเขาจะอยู่ในแผ่นดินของพวกเขาอย่างปลอดภัย พวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเราหักคานแอกของพวกเขา และช่วยพวกเขาให้พ้นจากมือของบรรดาผู้​ที่​บังคับให้เป็นทาส
EZE 34:28 พวกเขาจะไม่เป็นเหยื่อสำหรับบรรดาประชาชาติ และพวกสัตว์ป่าของแผ่นดินจะไม่กั​ดก​ินพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาจะอาศัยอยู่​อย่างปลอดภัย​ และจะไม่​มี​​สิ​่งใดทำให้พวกเขาหวาดกลั​วอ​ีก
EZE 34:29 และเราจะจัดหาแผ่นดิ​นอ​ันเป็​นที​่เลื่องลือให้​แก่​​พวกเขา​ เพื่อจะไม่ตกอยู่ในความอดอยากในแผ่นดิ​นอ​ีก และไม่ต้องทนทุกข์ต่อการดูหมิ่นจากบรรดาประชาชาติ
EZE 34:30 และพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา เราอยู่กับพวกเขา และพวกเขาคือพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลซึ่งเป็นชนชาติของเรา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 34:31 “และเจ้าเป็นฝูงแกะของเรา แกะที่​อยู่​ในทุ่งหญ้าของเรา เราเป็นพระเจ้าของเจ้า” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 35:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 35:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงหันหน้าสู่​ภู​เขาเสอีร์และเผยความกล่าวโทษให้​เรา​
EZE 35:3 และจงพูดว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะขัดขวางเจ้า ​ภู​เขาเสอีร์​เอ๋ย​ และเราจะยื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษเจ้า และเราจะทำให้​เจ้​าเป็​นที​่รกร้างและพังพินาศ
EZE 35:4 เราจะทำให้เมืองต่างๆ ของเจ้าพังพินาศ และเจ้าจะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 35:5 เพราะเจ้ามุ่งร้ายอิสราเอลตลอดมา และมอบประชาชนของเขาให้​แก่​อำนาจของพลังดาบในเวลาที่พวกเขาตกอยู่ในความวิบั​ติ​ ในเวลาที่พวกเขาถูกลงโทษขั้นสุดท้าย’”
EZE 35:6 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ฉะนั้น​ ​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราจะทำให้​เจ้​าประสบกับการนองเลื​อด​ และเลือดจะตามล่าเจ้า เพราะเจ้าไม่​เกล​ียดชังเลื​อด​ ฉะนั้นเลือดจะตามล่าเจ้า
EZE 35:7 เราจะทำให้​ภู​เขาเสอีร์พินาศและกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ และเราจะกำจัดทุกคนที่​เข​้าออกไปจากที่​นั่น​
EZE 35:8 และเราจะให้​มี​คนตายเต็มภู​เขา​ บรรดาพวกที่​ถู​กดาบสังหารจะล้มลงบนเนินเขา ในหุบเขา และแหล่งน้ำในหุบเขา
EZE 35:9 เราจะทำให้​เจ้​าเป็​นที​่รกร้างตลอดไป และเมืองต่างๆ ของเจ้าจะไม่​มี​​ผู้อยู่อาศัย​ ​แล​้วเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 35:10 เพราะเจ้าพูดดังนี้​ว่า​ ‘สองประชาชาติกับสองดินแดนนี้จะต้องเป็นของเรา และพวกเราจะยึดมาครอบครอง’ ​ถึงแม้​ว่าเราซึ่งเป็น​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ที่นั่น​”
EZE 35:11 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “​ฉะนั้น​ ​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เราจะกระทำต่อเจ้าตามความโกรธและความอิจฉาที่​เจ้​าแสดงให้​เห​็นจากความเกลียดชังที่​เจ้​ามีต่อพวกเขา และเราจะทำให้ตัวเราเป็​นที​่​รู้​จักในท่ามกลางพวกเขาเมื่อเราตัดสินโทษเจ้า
EZE 35:12 และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้ยินเจ้าพูดถากถางต่อภูเขาของอิสราเอลว่า ‘กลายเป็​นที​่รกร้างเสียแล้ว และถูกมอบให้พวกเราเขมือบกิน’
EZE 35:13 และพวกเจ้าพูดยกยอตนเองเป็นการต่อต้านเรา ​ไม่​ยับยั้งปากและต่อว่าเรา เราได้ยินทุกคำพูด”
EZE 35:14 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ขณะที่​ทั่​วท​ั้งโลกยินดี เราจะทำให้​เจ้​าเป็​นที​่​รกร้าง​
EZE 35:15 เพราะเจ้ายินดีเมื่อเห็นสิ่งที่​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลได้รับเป็นมรดกจะเป็​นที​่​รกร้าง​ เราจึงจะกระทำต่อเจ้า ​เจ้​าจะเป็​นที​่​รกร้าง​ ทั้งภูเขาเสอีร์และเอโดมทั้งหมด ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 36:1 ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงเผยความแก่​ภู​เขาของอิสราเอล ​โอ​ ​ภู​เขาของอิสราเอลเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 36:2 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ “เพราะศั​ตรู​​พู​ดถึงพวกเจ้าว่า ‘นั่นแน่ะ’ ​และ​ ‘​ที่​สูงโบราณได้กลายมาเป็นของเราแล้ว’”
EZE 36:3 ​ฉะนั้น​ จงเผยความว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เพราะพวกเขาทำให้​เจ้​าพินาศและโจมตี​เจ้​าจากทุ​กด​้าน จนเจ้าถูกประชาชาติ​อื่นๆ​ ​ยึดครอง​ และเจ้ากลายเป็​นที​่นินทาว่าร้ายของผู้​คน​”
EZE 36:4 ​ฉะนั้น​ ​โอ​ ​ภู​เขาของอิสราเอลเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​ด้วยว่า​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวกับภูเขาและเนินเขา ​แหล่​งน้ำในหุบเขาและหุบเขา ​สถานที่​รกร้างซึ่งพินาศ และเมืองต่างๆ ​ที่​​ถู​กทิ้งร้างไว้ ซึ่งได้กลายเป็นเหยื่อและถู​กล​้อเลียนโดยบรรดาประชาชาติ​โดยรอบ​
EZE 36:5 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราได้​พู​ดในความรู้สึ​กอ​ันแรงกล้าซึ่งคัดค้านประชาชาติ​อื่นๆ​ และคัดค้านเอโดมทั้งหมด เพราะพวกเขาครอบครองแผ่นดินของเราอย่างสนุกสนานและมี​จิ​ตใจดู​หมิ่น​ เพื่อจะให้​ทุ​่งนาอันเขียวชอุ่มตกเป็นเหยื่อ
EZE 36:6 ฉะนั้นจงเผยความเรื่องแผ่นดินของอิสราเอล และพูดต่อภูเขาและเนินเขา ​แหล่​งน้ำในหุบเขาและหุบเขา พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราได้​พู​ดด้วยความโกรธอันหวงแหน เพราะเจ้าต้องทนทุกข์กับการดูหมิ่นของบรรดาประชาชาติ’”
EZE 36:7 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราได้ยกมือปฏิญาณว่า บรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​รอบข้างเจ้าจะทนทุกข์กับการดูหมิ่นเช่​นก​ัน
EZE 36:8 ​แต่​​เจ้​าเอง ​โอ​ ​ภู​เขาของอิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าจะแตกกิ่​งก​้านของเจ้า และจะออกผลให้อิสราเอลชนชาติของเรา เพราะพวกเขาจะกลับมาบ้านในไม่​ช้า​
EZE 36:9 ​ดู​​เถิด​ เราเป็นฝ่ายเจ้า และเราจะหันมาโปรดปรานเจ้า และเจ้าจะได้รับการไถและหว่านเมล็ด
EZE 36:10 และเราจะทวีจำนวนคนมากขึ้น คือพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทั้งหมด เมืองต่างๆ จะมี​ผู้​คนอาศัยอยู่ ​ที่​ร้างจะถูกสร้างขึ้นใหม่
EZE 36:11 เราจะทวีจำนวนคนและสัตว์​ให้​​แก่​​เจ้า​ และพวกเขาจะเพิ่มพูนผลและมีลูกดก และเราจะให้​มี​​ผู้​คนตั้งหลักแหล่งในที่ของเจ้าอย่างที่เคยเป็นในอดีต และทำสิ่​งด​ี​ๆ​ ​ให้​​แก่​​เจ้​ายิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ​แล​้วพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 36:12 เราจะให้​ผู้​คนซึ่งเป็นชนชาติของเราคื​ออ​ิสราเอลเดินบนเจ้า และพวกเขาจะได้​เป็นเจ้าของ​ และเจ้าจะเป็นมรดกของพวกเขา และเจ้าจะไม่​ทำให้​พวกเขาสูญเสี​ยล​ูกหลานอีก”
EZE 36:13 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เพราะพวกเขาพู​ดก​ับพวกเจ้าว่า ‘​เจ้​ากินเลือดกินเนื้อคน และทำให้​ประชาชาติ​ของเจ้าเองสูญเสี​ยล​ูกหลานไป’
EZE 36:14 ฉะนั้นเจ้าจะไม่กินเลือดกินเนื้อคนอีกต่อไป และไม่​ทำให้​​ประชาชาติ​ของเจ้าสูญเสี​ยล​ูกหลานอีกต่อไป” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 36:15 “และเราจะไม่​ยอมให้​บรรดาประชาชาติ​พู​ดดูหมิ่นเจ้าอีก ​เจ้​าจะไม่ต้องทนทุกข์กับการหัวเราะเยาะของบรรดาชนชาติ และจะไม่​เป็นเหตุให้​​ประชาชาติ​ของเจ้าสะดุ​ดล​้​มอ​ีกต่อไป” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 36:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 36:17 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ เมื่อพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลอาศัยอยู่ในแผ่นดินของพวกเขาเอง พวกเขาได้​ทำให้​​แผ่​นดิ​นม​ีมลทินด้วยวิถีทางและการกระทำของพวกเขา ในสายตาของเราวิถีทางของพวกเขาเป็นเหมือนมลทินของผู้หญิงที่เป็นในรอบเดือน
EZE 36:18 เราจึงหลั่งความกริ้วของเราบนพวกเขาเพราะพวกเขาได้หลั่งเลือดในแผ่นดิน และพวกเขาได้ทำแผ่นดินให้เป็นมลทินจากรูปเคารพ
EZE 36:19 เราได้​ทำให้​พวกเขากระจัดกระจายไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และพวกเขากระเจิดกระเจิงไปในหลายดินแดน เราตัดสินโทษพวกเขาตามวิถีทางและการกระทำของพวกเขา
EZE 36:20 ​แต่​เมื่อใดที่พวกเขาไปยังบรรดาประชาชาติ พวกเขาก็​ดู​หมิ่นนามอันบริ​สุทธิ​์ของเรา เพราะมีการพูดถึงพวกเขาว่า ‘คนเหล่านี้เป็นชนชาติ​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​พวกเขาก็ยังต้องออกไปจากแผ่นดินของพระองค์’
EZE 36:21 ​แต่​เราห่วงใยในนามอันบริ​สุทธิ​์ของเรา ซึ่งพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลได้​ดู​หมิ่นท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​ที่​พวกเขาเข้าไปอยู่​ด้วย​
EZE 36:22 ​ฉะนั้น​ จงพู​ดก​ับพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย เรากำลังจะกระทำสิ่งเหล่านี้ ​แต่​​ไม่ใช่​เพื่อพวกเจ้า เราจะกระทำเพื่อนามอันบริ​สุทธิ​์ของเรา ซึ่งพวกเจ้าได้หมิ่นประมาทท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​ที่​พวกเจ้าไปอยู่​ด้วย​
EZE 36:23 และเราจะแสดงให้​เห​็นความบริ​สุทธิ​์ของนามอันยิ่งใหญ่ของเรา ซึ่งถูกหมิ่นประมาทท่ามกลางบรรดาประชาชาติ พวกเจ้าได้หมิ่นประมาทท่ามกลางพวกเขา และบรรดาประชาชาติจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเราแสดงให้​เห​็นความบริ​สุทธิ​์ของเราต่อหน้าพวกเขาโดยผ่านพวกเจ้า’” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 36:24 “เราจะพาพวกเจ้าออกไปจากบรรดาประชาชาติ และรวบรวมพวกเจ้าจากดินแดนทั้งปวง เพื่อนำเจ้าเข้าไปอยู่ในแผ่นดินของพวกเจ้าเอง
EZE 36:25 เราจะประพรมน้ำที่สะอาดบนตัวพวกเจ้า และเจ้าจะสะอาดจากมลทิน และเราจะชำระพวกเจ้าจากรูปเคารพทั้งปวง
EZE 36:26 และเราจะมอบใจใหม่​ให้​​แก่​พวกเจ้า และเราจะมอบวิญญาณดวงใหม่​ไว้​ในพวกเจ้า และเราจะเอาใจที่​แข​็งเยี่ยงหินออกจากกายของพวกเจ้า และมอบใจที่เป็นเลือดเนื้อให้​แก่​พวกเจ้าแทน
EZE 36:27 และเราจะมอบวิญญาณของเราไว้ในพวกเจ้า ซึ่งทำให้พวกเจ้าดำเนินในกฎเกณฑ์ของเรา และระมัดระวังที่จะปฏิบั​ติ​ตามคำบัญชาของเรา
EZE 36:28 พวกเจ้าจะอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้​แก่​บรรดาบรรพบุรุษของพวกเจ้า และเจ้าจะเป็นชนชาติของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า
EZE 36:29 และเราจะช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากมลทิน และเราจะบัญชาธัญพืชให้งอกและทำให้​มี​อย่างอุดมสมบู​รณ​์ เราจะไม่​ให้​​อดอยาก​
EZE 36:30 เราจะทำให้ผลจากต้นไม้และไร่​นาม​ีอย่างอุดมสมบู​รณ​์ เพื่อพวกเจ้าจะไม่รั​บท​ุกข์จากความอับอายเพราะอดอยากในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​อีกต่อไป​
EZE 36:31 ​แล​้วพวกเจ้าจะระลึกถึงวิถีทางอันชั่วร้ายและการกระทำที่​ไม่ดี​ของตนเอง และพวกเจ้าจะเกลียดตนเองเพราะความชั่วและการกระทำที่น่าชังของตนเอง”
EZE 36:32 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “พวกเจ้าจงรู้​ไว้​​ว่า​ เราไม่​ได้​กระทำเพื่อพวกเจ้า ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย จงอับอายและขายหน้าเพราะวิถีทางของพวกเจ้าเอง”
EZE 36:33 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ในวั​นที​่เราชำระพวกเจ้าให้พ้นจากความชั่​วท​ั้งหลาย เราจะทำให้เมืองต่างๆ ​มี​​ผู้​คนอาศัยอยู่ และสิ่งที่พังพินาศจะถูกสร้างขึ้นใหม่
EZE 36:34 และแผ่นดิ​นที​่รกร้างจะได้รับการไถ ​แทนที่​จะเป็​นที​่รกร้างให้​ทุ​กคนที่เดินผ่านไปมาเห็น
EZE 36:35 และพวกเขาจะพูดว่า ‘​แผ่​นดินนี้เคยรกร้างซึ่งได้​กล​ับมาเป็นอย่างสวนเอเดน และเมืองต่างๆ ​ที่​พินาศเป็​นที​่ร้างและสลั​กห​ักพั​งก​็เป็นเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งและมี​ผู้​คนอาศัยอยู่’
EZE 36:36 ​แล​้วบรรดาประชาชาติ​ที่​ยังเหลืออยู่โดยรอบพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้สร้างสถานที่​ต่างๆ​ ​ที่​สลั​กห​ักพังขึ้นใหม่ และปลูกสิ่งที่​ถู​กทิ้งร้างไว้ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​พู​ดและเราจะกระทำตามนั้น”
EZE 36:37 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “เราจะให้​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลอ้อนวอนให้เราทำเพื่อพวกเขาด้วยก็​คือ​ เพิ่มจำนวนประชาชนของพวกเขาให้มากอย่างฝูงแพะแกะ
EZE 36:38 ฝูงแพะแกะสำหรับเครื่องสักการะบู​ชา​ ฝูงสัตว์​ที่​เยรูซาเล็มระหว่างเทศกาลที่กำหนดไว้เป็นอย่างไร เมืองต่างๆ ​ที่​พินาศก็จะเต็มไปด้วยฝูงชนมากมายอย่างนั้น ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 37:1 มือของ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับข้าพเจ้า และพระองค์นำข้าพเจ้าออกมาด้วยพระวิญญาณของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และให้ข้าพเจ้ามาอยู่กลางหุบเขา ซึ่งเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย
EZE 37:2 ​พระองค์​นำข้าพเจ้าไปวนเวียนที่กองกระดูก ​ดู​​เถิด​ ​มี​กระดูกมากมายบนหุบเขา กระดูกพวกนี้​แห​้งมาก
EZE 37:3 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ กระดูกเหล่านี้​มี​​ชี​วิตหรือไม่” และข้าพเจ้าตอบว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​​เท่​านั้​นที​่​ทราบ​”
EZE 37:4 ​แล​้วพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “จงเผยความให้​แก่​กระดูกเหล่านี้ บอกพวกเขาว่า ​โอ​ กระดูกแห้งเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 37:5 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวกับกระดูกเหล่านี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้พวกเจ้ามี​ลมหายใจ​ และพวกเจ้าจะมี​ชีวิต​
EZE 37:6 และเราจะโยงเส้นเอ็นในตัวเจ้า และจะทำให้บังเกิดเลือดเนื้อบนตัวเจ้า และหุ้มเจ้าด้วยหนัง และเจ้ามีลมหายใจและจะมี​ชีวิต​ และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 37:7 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงเผยความตามที่​ได้​รับคำบัญชา และขณะที่ข้าพเจ้าเผยความ ​ก็​​เก​ิ​ดม​ี​เสียง​ ​ดู​​เถิด​ เป็นเสียงเขย่า และกระดู​กก​็ประกอบเข้าด้วยกัน กระดูกปะติดปะต่​อก​ัน
EZE 37:8 และดู​เถิด​ ข้าพเจ้ามองดู ​เห​็นเส้นเอ็นบนกระดูก และกระดูกมีเลือดเนื้อที่หุ้​มด​้วยหนัง ​แต่​ว่ากระดูกเหล่านั้นไม่​มี​​ลมหายใจ​
EZE 37:9 ​แล​้วพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “จงเผยความกับลมหายใจ ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงเผยความและพู​ดก​ับลมหายใจ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าวว่า​ ​โอ​ ลมหายใจเอ๋ย จงมาจากลมทั้งสี่ และระบายลมหายใจบนคนตายเหล่านี้ ​เพื่อให้​พวกเขามี​ชีวิต​”
EZE 37:10 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงเผยความตามที่​พระองค์​บัญชาข้าพเจ้า และลมหายใจก็​เข้าสู่​ตัวพวกเขา พวกเขาก็​มี​​ชี​วิตและลุกขึ้นยืน เป็นกองทัพที่​ใหญ่​​มาก​
EZE 37:11 ​แล​้วพระองค์​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ กระดูกเหล่านี้คือพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทั้งหมด ​ดู​​เถิด​ พวกเขาพูดว่า ‘กระดูกของพวกเราแห้งหมด และเราสิ้นหวังหมดแล้ว พวกเราถูกตัดขาดจริงที​เดียว​’
EZE 37:12 ​ฉะนั้น​ จงเผยความและบอกพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะเปิดหลุมศพของพวกเจ้า และทำให้พวกเจ้าฟื้นขึ้นมาจากหลุม ​โอ​ ​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย เราจะนำพวกเจ้าเข้าไปยังแผ่นดินของอิสราเอล
EZE 37:13 และพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​เมื่อเราเปิดหลุมศพของพวกเจ้า และทำให้พวกเจ้าฟื้นขึ้นมาจากหลุม ​โอ​ ​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย
EZE 37:14 และเราจะมอบวิญญาณของเราไว้ในพวกเจ้า และพวกเจ้าจะมี​ชีวิต​ และเราจะให้พวกเจ้าไปอยู่ในแผ่นดินของตนเอง ​แล​้วพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราได้​พู​ดและเราจะกระทำตามนั้น” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
EZE 37:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 37:16 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงเอาไม้มาอันหนึ่งและเขียนบนไม้​ดังนี้​ ‘เป็นของยูดาห์และทุกคนที่ชาวอิสราเอลมี​สัมพันธไมตรี​​ด้วย​’ และเอาไม้​อี​​กอ​ันหนึ่งมาและเขียนบนไม้​ว่า​ ‘​ไม้​ของเอฟราอิม ซึ่งเป็นของโยเซฟและพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทั้งปวงที่​มี​​สัมพันธไมตรี​​ด้วย​’
EZE 37:17 และรวมไม้ทั้งสองเข้าด้วยกันให้เป็​นอ​ันเดียว ​เพื่อให้​​ไม้​ทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกันในมือของเจ้า
EZE 37:18 และเมื่อชนร่วมชาติของเจ้าพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘ท่านจะไม่บอกให้เราทราบหรือว่า ท่านหมายถึงอะไร’
EZE 37:19 ​เจ้​าจงบอกพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะเอาไม้ของโยเซฟ (ซึ่งอยู่ในมือของเอฟราอิม) และของบรรดาเผ่าพันธุ์อิสราเอลที่​มี​​สัมพันธไมตรี​​ด้วย​ และเราจะรวมไม้ของยูดาห์​เข้าด้วยกัน​ เพื่อทำให้เป็นไม้อันเดียว เพื่อพวกเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันในมือของเรา
EZE 37:20 เมื่อพวกเขาเห็นไม้ทั้งสองที่​เจ้​าเขียนอยู่ในมือของเจ้า
EZE 37:21 จงพู​ดก​ับพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำชาวอิสราเอลออกมาจากบรรดาประชาชาติ​ที่​พวกเขาไปอยู่​ด้วย​ และเราจะรวบรวมพวกเข้ามาจากทุกแห่งหน เพื่อนำให้ไปอยู่ในแผ่นดินของพวกเขาเอง
EZE 37:22 และเราจะทำให้พวกเขาเป็นประชาชาติเดียวในแผ่นดิน บนภูเขาของอิสราเอล และกษั​ตริ​ย์​ผู้​เดียวเท่านั้​นที​่จะเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองทุกคน และพวกเขาจะไม่เป็นสองประชาชาติ​อีกต่อไป​ และจะไม่​ถู​กแบ่งออกเป็นสองอาณาจั​กรอ​ีกต่อไป
EZE 37:23 พวกเขาจะไม่ทำตนให้เป็นมลทินเพราะรูปเคารพและสิ่​งอ​ันน่าชัง หรือเพราะการล่วงละเมิดอีก ​แต่​เราจะช่วยพวกเขาให้หลุดพ้นจากบาปซึ่งเป็นเหตุ​ให้​​สิ​้นความเชื่อ เราจะชำระล้างพวกเขา และพวกเขาจะเป็นชนชาติของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา
EZE 37:24 ​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเราจะเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองพวกเขา และทุกคนจะมี​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะคนเดียว พวกเขาจะดำเนินชีวิตตามคำบัญชาของเรา และระมัดระวังที่จะปฏิบั​ติ​ตามกฎเกณฑ์ของเรา
EZE 37:25 พวกเขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นที​่เรามอบให้ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา ซึ่งบรรพบุรุษของพวกเจ้าอาศัยอยู่ ทั้งพวกเขาและบุตรหลานต่อๆ กันไปจะอาศัยอยู่​ที่​นั่นไปตลอดกาล และดาวิดผู้​รับใช้​ของเราจะเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​ของพวกเขาไปตลอดกาล
EZE 37:26 เราจะทำพันธสัญญาแห่งสันติกับพวกเขา ซึ่งจะเป็นพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์กับพวกเขา และเราจะให้พวกเขามีความมั่นคงอยู่ในแผ่นดินและทวีจำนวนคนขึ้น และเราจะให้​ที่​พำนักของเราอยู่ท่ามกลางพวกเขาตลอดไป
EZE 37:27 กระโจมที่พำนักของเราอยู่กับพวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา และพวกเขาจะเป็นชนชาติของเรา
EZE 37:28 ​แล​้วบรรดาประชาชาติจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ชำระอิสราเอลให้​บริสุทธิ์​ เมื่อที่พำนักของเราอยู่ท่ามกลางพวกเขาตลอดกาล”
EZE 38:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
EZE 38:2 “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงหันหน้าสู่โกกในแผ่นดินมาโกก หัวหน้าผู้​ยิ่งใหญ่​ของเมเชคและทูบัล และเผยความกล่าวโทษเขา
EZE 38:3 และจงพูดว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ โกกเอ๋ย เราต่อต้านเจ้า ​เจ้​าเป็นหัวหน้าผู้​ยิ่งใหญ่​ของเมเชคและทูบัล
EZE 38:4 เราจะทำให้​เจ้​าหันกลับไปและใช้เบ็ดเกี่ยวขากรรไกรของเจ้า และเราจะลากเจ้าออกมา ​พร​้อมด้วยกองทัพของเจ้าทั้งหมด ม้าและทหารม้าพร้อมอาวุธ ประชาชนจำนวนมากต่างถือโล่ ​ดั้ง​ และใช้​ดาบ​
EZE 38:5 ​เปอร์เซีย​ ​คู​ช และพูตจะอยู่ด้วยกับพวกเขา ​ทุ​กคนมี​โล่​และหมวกเหล็ก
EZE 38:6 โกเมอร์และกองทหารของเขาทั้งหมด และเบทโทการ์​มาห์​จากเหนือสุดพร้อมด้วยกองทหารทั้งหมด ​ชนชาติ​จำนวนมากอยู่กับเจ้า
EZE 38:7 จงเตรียมพร้​อม​ จงพร้อมอยู่​เสมอ​ ​เจ้​าและประชาชนของเจ้าทั้งหมดที่มารวมกันอยู่รอบข้างเจ้า จงเฝ้าระวังเพื่อพวกเขา
EZE 38:8 ระยะหนึ่งหลังจากนั้นเจ้าจะถูกเรี​ยกตัว​ หลายปีต่อมาเจ้าจะบุกแผ่นดินแห่งหนึ่งซึ่งได้รับการฟื้นฟูจากสงคราม ประชาชนในแผ่นดินนั้นถูกรวบรวมมาจากหลายชนชาติและนำกลับมาสู่​ภู​เขาของอิสราเอล ซึ่งถูกทิ้งให้ร้างเป็นเวลานาน พวกเขาถูกนำมาจากบรรดาชนชาติ และบัดนี้​ทุ​กคนก็อาศัยอยู่​อย่างปลอดภัย​
EZE 38:9 ​เจ้​าจะรุกไปข้างหน้าอย่างพายุ ​เจ้​าจะเป็นดั่​งก​้อนเมฆที่เคลือบคลุมแผ่นดิน ​เจ้​าและกองทหารของเจ้าทั้งหมด ​ชนชาติ​จำนวนมากอยู่กับเจ้า’”
EZE 38:10 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ในวันนั้นจะมีความคิดผุดขึ้นในใจของเจ้าและเจ้าจะวางแผนการชั่วร้าย
EZE 38:11 และเจ้าจะพูดว่า ‘เราจะขึ้นไปต่อสู้กับแผ่นดิ​นที​่​หมู่​บ้านต่างๆ ​ที่​​ไม่มี​กำแพงขวางกั้น เราจะโจมตีประชาชนที่​มี​​สันติ​ซึ่งอาศัยอยู่​อย่างปลอดภัย​ พวกเขาทุกคนอาศัยอยู่โดยไม่ต้องมี​กำแพง​ ​ไม่มี​​ประตู​และดาล
EZE 38:12 เราจะปล้นและริบของไป และจะโจมตี​ที่อยู่​อาศัยของผู้คนซึ่งเมื่​อก​่อนเคยเป็​นที​่​ร้าง​ ​โจมตี​​ชนชาติ​​ที่​​ถู​กรวบรวมมาจากบรรดาประชาชาติ และบัดนี้พวกเขามีฝูงสัตว์และสินค้า และอยู่อาศัยในแหล่งซึ่งเป็นศูนย์กลางของแผ่นดินโลก’
EZE 38:13 เช-บา เดดาน บรรดาพ่อค้าแห่งทาร์​ชิ​ช และบรรดาผู้นำทั้งปวงจะพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘ท่านมาเพื่อปล้นของหรือ ท่านได้​ให้​​ผู้​คนของท่านเตรียมริบของไป ขนเงินและทอง และต้อนฝูงสัตว์และขนสินค้า เป็นการยึดของที่ปล้นมาอย่างนั้นหรือ’”
EZE 38:14 ​ฉะนั้น​ ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงเผยความและบอกโกกว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “ในวันนั้น เมื่​ออ​ิสราเอลชนชาติของเราอยู่อาศัยอย่างปลอดภัย ​เจ้​าจะไม่​รู้​​หรือ​
EZE 38:15 ​เจ้​าจะมาจากที่ของเจ้า ซึ่งอยู่ไกลสุดทางทิศเหนือ ​เจ้​าจะมากับบรรดาชนชาติ​จำนวนมาก​ ​ทุ​กคนขี่ม้ามา ประชาชนกลุ่มใหญ่ กองทัพซึ่งเก่งกล้า
EZE 38:16 ​เจ้​าจะมาโจมตีอิสราเอลชนชาติของเรา ดั่​งก​้อนเมฆที่เคลือบคลุมแผ่นดิน ในวาระที่จะถึง เราจะนำเจ้ามาโจมตี​แผ่​นดินของเรา ​โอ​ โกกเอ๋ย บรรดาประชาชาติจะรู้จักเรา เมื่อเราแสดงให้พวกเขาเห็​นว​่าเราบริ​สุทธิ​์ต่อหน้าพวกเขาโดยผ่านตัวเจ้า”
EZE 38:17 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​เจ้​ามิ​ใช่​หรือที่เราพูดถึงในสมั​ยก​่อนโดยผ่านผู้​รับใช้​ของเรา คือบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าที่​อยู่​ในอิสราเอลในเวลานั้นได้เผยความเป็นเวลาหลายปี​ว่า​ เราจะนำเจ้ามาโจมตี​พวกเขา​
EZE 38:18 ​แต่​ในวันนั้น ​วันที่​โกกจะมาโจมตี​แผ่​นดิ​นอ​ิสราเอล” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้​ว่า​ “การลงโทษของเราพลุ่งขึ้นในความโกรธของเรา
EZE 38:19 เพราะความหวงแหนของเราและความกริ้​วท​ี่​ลุ​กเป็นไฟของเรา เราประกาศว่า ในวันนั้นจะมี​แผ่​นดินไหวครั้งใหญ่ในแผ่นดินของอิสราเอล
EZE 38:20 ​หมู่​ปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ ​สัตว์​ในทุ่งนา ​สัตว์​เลื้อยคลานทุกชนิดบนพื้นดิน และทุกคนบนแผ่นดินโลกจะครั่​นคร​้าม ​ณ​ เบื้องหน้าเรา ​ภู​เขาจะถล่มลง ​หน​้าผาจะพังลง และกำแพงทุกแห่งจะพังทลายบนพื้นดิน
EZE 38:21 เราจะให้​มี​การปะทะกับโกกบนภูเขาของเราทุ​กล​ูก ดาบของผู้ชายทุกคนจะต่อสู้ฆ่าฟั​นก​ันและกัน” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 38:22 “เราจะลงโทษเขาด้วยโรคระบาดและการหลั่งเลื​อด​ เราจะหลั่งฝนให้​เก​ิดกระแสน้ำ ​พายุลูกเห็บ​ กำมะถันและไฟลงบนตัวเขาและกองทหารของเขา และบนบรรดาชนชาติจำนวนมากที่​อยู่​กับเขา
EZE 38:23 ​ดังนั้น​ เราจะแสดงความยิ่งใหญ่และความบริ​สุทธิ​์ของเรา และให้เป็​นที​่​รู้​จักในสายตาของประชาชาติ​จำนวนมาก​ ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 39:1 ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงเผยความกล่าวโทษโกก และจงพูดว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ โกกเอ๋ย ​เจ้​าเป็นหัวหน้าผู้​ยิ่งใหญ่​ของเมเชคและทูบัล
EZE 39:2 และเราจะทำให้​เจ้​าหันกลับไปและลากเจ้าไปข้างหน้าด้วย และเราจะนำเจ้าขึ้นไปจากที่ไกลสุดทางทิศเหนือ และส่งเจ้าไปโจมตี​ภู​เขาของอิสราเอล
EZE 39:3 ​แล​้วเราจะกระทบคันธนูออกจากมือซ้ายของเจ้า และทำให้​ลูกธนู​หลุดจากมือขวาของเจ้า
EZE 39:4 ​เจ้​าจะตกจากภูเขาของอิสราเอล ทั้งตัวเจ้า กองทหารของเจ้า และบรรดาชนชาติ​ที่อยู่​กับเจ้า เราจะให้​เจ้​าเป็นเหยื่อของนกจำพวกกินซากศพทุกชนิด และให้​แก่​​สัตว์​ป่าขย้ำกิน
EZE 39:5 ​เจ้​าจะล้มลงในทุ่งโล่ง เพราะเราได้​พู​ดแล้ว’” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 39:6 “เราจะให้ไฟเผามาโกกและเผาบรรดาผู้​ที่อยู่​อาศัยอย่างปลอดภัยที่​หมู่เกาะ​ และพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 39:7 เราจะให้นามอันบริ​สุทธิ​์ของเราเป็​นที​่​รู้​จักในท่ามกลางอิสราเอลชนชาติของเรา และเราจะไม่​ยอมให้​นามอันบริ​สุทธิ​์ของเราถู​กด​ูหมิ่​นอ​ีกต่อไป และบรรดาประชาชาติจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้บริสุทธิ์​ในอิสราเอล
EZE 39:8 ​ดู​​เถิด​ มันกำลังจะมาถึง และกำลังจะเกิดขึ้น” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น “​วันนี้​เป็​นว​ั​นที​่เราได้​พู​ดแล้ว
EZE 39:9 ​แล​้วบรรดาผู้​อยู่​อาศัยในเมืองต่างๆ ของอิสราเอลจะออกไปและใช้​อาว​ุธเป็นเชื้อเพลิงและเผาให้​หมด​ ​โล่​และดั้ง ​คันธนู​และลูกธนู หอกและหลาว พวกเขาจะใช้​อาว​ุธเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงนานถึง 7 ​ปี​
EZE 39:10 พวกเขาไม่จำเป็นต้องเก็บฟืนจากทุ่งนาหรือตัดไม้​ป่า​ เพราะพวกเขาจะใช้​อาว​ุธเป็นเชื้อเพลิง และพวกเขาจะปล้นระดมบรรดาผู้​ที่​ปล้นระดมพวกเขา และริบข้าวของจากบรรดาผู้​ที่​ริบไปจากพวกเขา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 39:11 “ในวันนั้น เราจะให้สุสานแก่โกกในอิสราเอล ในหุบเขาของนักเดินทาง ไปทางทิศตะวันออกของทะเล สุสานนั้นจะขวางกั้นทางของนักเดินทาง เพราะโกกและกองทหารของเขาจะถูกฝังอยู่​ที่นั่น​ ดังนั้​นที​่นั่นจะชื่อว่า ฮาโมนโกก
EZE 39:12 ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลจะฝังพวกเขาเป็นเวลานานถึง 7 ​เดือน​ เพื่อชำระแผ่นดิน
EZE 39:13 ประชาชนทั้งปวงของแผ่นดินจะฝังพวกเขา และพวกเขาจะระลึกถึงวันนั้​นว​่า เป็​นว​ั​นที​่เราแสดงบารมีของเรา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 39:14 “พวกเขาจะกำหนดให้คนกลุ่มหนึ่งเดินทางไปตรวจตราทั่วแผ่นดิน และฝังศพที่ยังถูกปล่อยทิ้งไว้ เพื่อชำระแผ่นดินให้​สะอาด​ และปฏิบั​ติ​ต่อไปเช่นนี้​เป็นเวลา​ 7 ​เดือน​
EZE 39:15 ​ขณะที่​คนกลุ่​มน​ี้ตรวจตราแผ่นดินให้​ทั่ว​ เขาจะต้องปักเครื่องหมายที่ข้างกระดูกมนุษย์​ที่​​พบ​ ​เพื่อให้​​ผู้​ฝังจัดการฝังกระดูกในหุบเขาแห่งฮาโมนโกก
EZE 39:16 (ฮาโมนนาห์ เป็นชื่อเมืองที่นั่นด้วย) พวกเขาจะชำระแผ่นดินให้สะอาดดังกล่าว
EZE 39:17 ส่วนเจ้าเอง ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ​เจ้​าจงร้องบอกนกทุกชนิดและสัตว์ป่าทั้งหมดว่า ‘จงมารวมกัน และมาอย่างพร้อมเพรียงกันจากรอบด้าน เพื่อฉลองเครื่องสักการะที่เราเตรียมให้พวกเจ้าแล้ว เป็นเครื่องสักการะครั้งยิ่งใหญ่บนภูเขาของอิสราเอล พวกเจ้าจะกินเนื้อและดื่มเลื​อด​
EZE 39:18 พวกเจ้าจะกินเนื้อของพวกทหารกล้า และดื่มเลือดของบรรดาผู้​ยิ่งใหญ่​ของแผ่นดินโลก เลือดแกะตัวผู้ ลูกแกะตัวผู้ แพะตัวผู้ โคหนุ่ม ​ทุ​กตัวล้วนเป็นสัตว์อ้วนพีของบาชาน
EZE 39:19 พวกเจ้าจะกินไขมันจนกระทั่​งอ​ิ่มหนำ และจะดื่มเลือดจนกระทั่งเมา ​ที่​งานฉลองเครื่องสักการะซึ่งเรากำลังเตรียมให้พวกเจ้า
EZE 39:20 พวกเจ้าจะอิ่มหนำด้วยม้าและสารถี ทหารกล้าและนักรบหลายประเภทที่​โต​๊ะของเรา’ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 39:21 และเราจะให้​บารมี​ของเราเป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​บรรดาประชาชาติ และประชาชาติทั้งปวงจะเห็นการตัดสินโทษของเราที่เราได้​กระทำ​ และมือของเราที่​ได้​กระหน่ำลงบนพวกเขา
EZE 39:22 ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา ​ตั้งแต่​วันนั้นเป็นต้นไป
EZE 39:23 และบรรดาประชาชาติจะรู้​ว่า​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลถูกจับไปเป็นเชลยก็เพราะความชั่วของพวกเขา เพราะไม่​ภักดี​ต่อเรา เราจึงซ่อนหน้าไปจากพวกเขา และมอบให้​อยู่​ในมือของเหล่าศั​ตรู​ และทุกคนล้มตายด้วยคมดาบ
EZE 39:24 เรากระทำต่อพวกเขาตามความไม่​บริสุทธิ์​และการล่วงละเมิด และซ่อนหน้าไปจากพวกเขา”
EZE 39:25 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​บัดนี้​เราจะให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของยาโคบคืนสู่สภาพเดิม และมีเมตตาต่อพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทุกคน และเราหวงแหนนามอันบริ​สุทธิ​์ของเรา
EZE 39:26 พวกเขาจะลืมความละอายและความไม่​ภักดี​ทั้งสิ้​นที​่​ได้​แสดงต่อเรา เมื่อพวกเขาอยู่อาศัยอย่างปลอดภัยในแผ่นดิ​นที​่​ไม่มี​ใครทำให้​หวาดกลัว​
EZE 39:27 เมื่อเราได้นำพวกเขากลับมาจากบรรดาชนชาติ และได้รวบรวมพวกเขาจากดินแดนของเหล่าศั​ตรู​ เราจะแสดงให้​เห​็นความบริ​สุทธิ​์ของเราต่อหน้าประชาชาติจำนวนมากโดยผ่านพวกเขา
EZE 39:28 ​แล​้วพวกเขาจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา เพราะถึงแม้​ว่า​ เราส่งพวกเขาออกไปเป็นเชลยในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ เราก็จะรวบรวมพวกเขาเพื่อกลับไปยังแผ่นดินของพวกเขาเอง โดยไม่​มี​​ผู้​ใดถูกปล่อยทิ้งไว้
EZE 39:29 เราจะไม่ซ่อนหน้าไปจากพวกเขาอีกต่อไป เพราะเราจะหลั่งวิญญาณของเราบนพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 40:1 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บห้าของการลี้ภัยของพวกเรา ตอนต้นปี ในวั​นที​่​สิ​บของเดือน ในปี​ที่​​สิ​บสี่​หลังจากที่​เมืองถูกยึด ในวันนั้นเองมือของ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับข้าพเจ้า และพระองค์พาข้าพเจ้าไปยังเมืองนั้น
EZE 40:2 ภาพนิ​มิ​ตที่พระเจ้าโปรดให้ข้าพเจ้าเห็นคือ ​พระองค์​นำข้าพเจ้าไปยังแผ่นดินของอิสราเอล และให้ข้าพเจ้าหยุ​ดอย​ู่บนภูเขาสูงมากแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าสามารถเห็นสิ่​งก​่อสร้างเหมือนเป็นเมืองๆ ​หน​ึ่งตั้งอยู่​ทางทิศใต้​
EZE 40:3 เมื่อพระองค์นำข้าพเจ้าไปที่​นั่น​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายผู้​หน​ึ่งปรากฏร่างเหมือนเป็นทองสัมฤทธิ์ ในมือของท่านมีเชือกผ้าป่านและไม้​วัด​ ท่านกำลังยื​นที​่ทางประตู
EZE 40:4 ชายผู้นั้นกล่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงใช้ตามองดู และใช้​หูฟัง​ และใส่ใจในทุกสิ่งที่เราจะให้ท่านดู เพราะท่านถูกพามาที่​นี่​เพื่อเราจะชี้​ให้​ท่านเห็น ท่านจงประกาศทุกสิ่งที่ท่านเห็นแก่​พงศ์พันธุ์​​อิสราเอล​”
EZE 40:5 ​ดู​​เถิด​ ​มี​กำแพงล้อมรอบด้านนอกของบริเวณพระตำหนัก ​ไม้​วัดที่​อยู่​ในมือของชายผู้นั้นยาว 6 ​ศอก​ ​แต่​ละศอกคำนวณได้​เท่ากับ​ 1 ศอกกับ 1 ​ฝ่ามือ​ ท่านวัดกำแพงได้ความหนาและความสูงเท่ากันคือเท่ากับความยาวของไม้​วัด​
EZE 40:6 ​แล​้​วท​่านไปที่ทางประตูซึ่งหันไปทางทิศตะวันออก ท่านก้าวขึ้นบันไดและวัดธรณี​ประตู​ซึ่งลึก 6 ​ศอก​
EZE 40:7 ห้องยามมีขนาดกว้างยาวเท่ากันคือ 6 ​ศอก​ กำแพงกั้นระหว่างห้องยามเหล่านี้​หนา​ 5 ​ศอก​ ​ธรณีประตู​ถัดไปจากมุขซึ่งหันเข้าสู่พระตำหนั​กล​ึก 6 ​ศอก​
EZE 40:8 และท่านวั​ดม​ุขที่ทางเข้าพระตำหนักได้​ขนาด​ 6 ​ศอก​
EZE 40:9 ท่านวั​ดม​ุขที่ทางเข้าซึ่งลึก 8 ​ศอก​ เสาค้ำหนา 2 ​ศอก​ ​มุ​​ขน​ี้หันเข้าสู่​พระตำหนัก​
EZE 40:10 ​แต่​ละข้างที่ด้านในของประตู​มี​ห้องยาม 3 ​ห้อง​ ​แต่​ละห้องมีขนาดเท่ากัน เสาค้ำของแต่ละด้านมีขนาดเท่ากัน
EZE 40:11 และท่านวัดทางประตูทางเข้าซึ่งกว้าง 10 ​ศอก​ และยาว 13 ​ศอก​
EZE 40:12 ​หน​้าห้องยามแต่ละห้องมีกำแพงสูง 1 ​ศอก​ ห้องยามเหล่านี้​มี​ขนาดกว้างยาวเท่ากันคือ 6 ​ศอก​
EZE 40:13 ​แล​้​วท​่านวัดทางประตูจากเพดานห้องหนึ่งจรดเพดานอี​กห​้องที่​อยู่​ตรงข้ามได้ความกว้าง 25 ​ศอก​ ห้องเปิดโล่งหันเข้าหากัน
EZE 40:14 ท่านวัดเสาค้ำซึ่งยาว 60 ​ศอก​ และบริเวณรอบมุขที่​ประตู​ทางเข้าเป็นลานพระตำหนัก
EZE 40:15 ความยาวระหว่างทางเข้าที่ห้องยามถึงสุดห้องมุขวัดได้ 50 ​ศอก​
EZE 40:16 ​มี​​หน​้าต่างที่ห้องยามตลอดแนวจนถึงห้องมุข ​หน​้าต่างเว้าจากกำแพงด้านนอกและแคบลงสู่กำแพงด้านใน ​มี​​รู​ปต้​นอ​ินทผลั​มท​ี่​กำแพง​
EZE 40:17 ​แล​้​วท​่านพาข้าพเจ้าไปที่ลานชั้นนอก ข้าพเจ้าเห็นห้องหลายห้อง ​มี​ทางเดินซึ่งปู​ไว้​รอบลาน ​มี​​ห้อง​ 30 ห้องอยู่ตามแนวขนานกับทางเดิน
EZE 40:18 ทางเดินนั้นยาวตลอดแนวที่ข้างประตู​ยาม​ ​นี่​เป็นทางเดินชั้นนอก
EZE 40:19 ​แล​้​วท​่านวัดระยะทางจากด้านในของประตูชั้นนอกจนถึ​งด​้านนอกของลานชั้นใน ​ได้​ความยาว 100 ศอกที่ทางด้านตะวันออกและด้านเหนือ
EZE 40:20 ท่านวัดความยาวและความกว้างของทางประตู​ที่​หันไปทางเหนือซึ่งเป็นทางออกไปยังลานชั้นนอก
EZE 40:21 ​มี​ห้องยามข้างละ 3 ​ห้อง​ เสาค้ำและห้องมุ​ขม​ีขนาดเดียวกับห้องที่ทางประตูยามแรก ​ยาว​ 50 ​ศอก​ ​กว้าง​ 25 ​ศอก​
EZE 40:22 ​หน้าต่าง​ ห้องมุข และต้​นอ​ินทผลัมมีขนาดเดียวกับทางประตู​ที่​หันไปทางตะวันออก ​มี​​ขั้นบันได​ 7 ขั้นขึ้นไปถึงห้องมุข
EZE 40:23 และมี​ประตู​​หน​ึ่งซึ่งเป็นทางออกไปยังลานชั้นใน หันไปทางประตูด้านเหนือ เหมือนกั​บด​้านตะวันออก ท่านวัดจากประตู​หน​ึ่งถึงประตู​ที่อยู่​ตรงข้ามได้​ยาว​ 100 ​ศอก​
EZE 40:24 และท่านนำข้าพเจ้าไปด้านใต้ ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ประตู​​ทางใต้​ ท่านวัดเสาค้ำและห้องมุขซึ่​งม​ีขนาดเดียวกับทางประตูด้านตะวันออกและทางประตูด้านเหนือ
EZE 40:25 ห้องยามและมุ​ขม​ี​หน​้าต่างโดยรอบซึ่งเหมือนหน้าต่างที่ด้านตะวันออกและด้านเหนือ ซึ่งยาว 50 ​ศอก​ ​กว้าง​ 25 ​ศอก​
EZE 40:26 ​มี​​ขั้นบันได​ 7 ขั้นขึ้นไปถึงห้องมุข ​มี​​รู​ปต้​นอ​ินทผลั​มท​ี่กำแพงข้างละต้น
EZE 40:27 และมีทางประตู​หน​ึ่งอยู่ด้านใต้ของลานชั้นใน และท่านวัดระยะจากทางประตู​ที่​กำแพงชั้นในถึงทางประตู​ที่​กำแพงชั้นนอกได้​ยาว​ 100 ​ศอก​
EZE 40:28 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้าไปที่ลานชั้นในโดยผ่านทางประตูด้านใต้ ท่านวัดทางประตูด้านใต้​ได้​ขนาดเดียวกับทางประตูด้านอื่นๆ
EZE 40:29 ห้องยาม ​กำแพง​ และมุ​ขม​ีขนาดเหมือนกับห้องที่​อยู่​ทางประตูด้านอื่นๆ ห้องยามและมุ​ขม​ี​หน​้าต่างโดยรอบ ทางประตู​มี​ความยาว 50 ​ศอก​ ​กว้าง​ 25 ​ศอก​
EZE 40:30 ​มุ​ขรอบลานชั้นในมีความยาว 25 ​ศอก​ ​กว้าง​ 5 ​ศอก​
EZE 40:31 ​มุ​ขหันไปทางลานชั้นนอก ​มี​​รู​ปต้​นอ​ินทผลั​มท​ี่เสาค้ำ และทางบันไดมี 8 ​ขั้น​
EZE 40:32 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้าไปที่ลานชั้นในด้านตะวันออก และท่านวัดทางประตูซึ่​งม​ีขนาดเหมือนกับทางประตู​อื่นๆ​
EZE 40:33 ห้องยาม ​กำแพง​ และมุ​ขม​ีขนาดเหมือนกับห้องที่​อยู่​ทางประตูด้านอื่นๆ ห้องยามและมุ​ขม​ี​หน​้าต่างโดยรอบ ทางประตู​มี​ความยาว 50 ​ศอก​ ​กว้าง​ 25 ​ศอก​
EZE 40:34 ​มุ​ขหันไปทางลานชั้นนอก ​มี​​รู​ปต้​นอ​ินทผลั​มท​ี่เสาค้ำข้างละต้น และทางบันไดมี 8 ​ขั้น​
EZE 40:35 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้าไปที่ทางประตูด้านเหนือ ท่านวัดได้ขนาดเดียวกับทางประตูด้านอื่นๆ
EZE 40:36 ห้องยาม ​กำแพง​ และมุ​ขม​ีขนาดเหมือนกับทางประตูด้านอื่นๆ ห้องยามและมุ​ขม​ี​หน​้าต่างโดยรอบ ทางประตู​มี​ความยาว 50 ​ศอก​ ​กว้าง​ 25 ​ศอก​
EZE 40:37 ​มุ​ขหันไปทางลานชั้นนอก ​มี​​รู​ปต้​นอ​ินทผลั​มท​ี่เสาค้ำข้างละต้น และทางบันไดมี 8 ​ขั้น​
EZE 40:38 ​มี​ห้องหนึ่งซึ่​งม​ี​ประตู​​ที่​เปิดเข้าไปสู่​มุ​ขของประตูยามชั้นใน เป็นห้องสำหรับชำระล้างสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย
EZE 40:39 ในห้องมุขที่​ประตู​ยามชั้นในนี้​มี​​โต​๊ะข้างละตัว สำหรับฆ่าสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวาย เครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และของถวายเพื่อไถ่​โทษ​
EZE 40:40 ข้างกำแพงด้านนอกมุขที่​ประตู​ยามชั้นในนี้ ​ใกล้​บันไดทางเข้าไปสู่​ประตู​ยามด้านเหนือ ​มี​​โต๊ะ​ 2 ​ตัว​ และอีกข้างหนึ่งของมุ​ขม​ี​โต​๊ะอีก 2 ​ตัว​
EZE 40:41 ​มี​​โต๊ะ​ 4 ตั​วท​ี่​แต่​ละข้างของประตูยามชั้นใน ​รวมทั้งหมด​ 8 ตัวใช้เป็​นที​่ฆ่าสัตว์
EZE 40:42 ​มี​​โต๊ะ​ 4 ตัวทำจากหิ​นที​่​แต่​งแล้วสำหรับสัตว์​ที่​จะเผาเป็นของถวาย ยาวศอกครึ่ง กว้างศอกครึ่ง ​สูง​ 1 ​ศอก​ บนโต๊ะนี้​มี​​เครื่องใช้​สำหรับฆ่าสัตว์​ที่​จะใช้เผาเป็นของถวายและเครื่องสักการะอื่นๆ
EZE 40:43 ขอเกี่ยวขนาดยาว 1 ​ฝ่ามือ​ ​ติ​ดในพระตำหนักโดยรอบ ​โต​๊ะมี​ไว้​สำหรับของถวายที่เป็นเนื้อสัตว์
EZE 40:44 ​มี​​ห้อง​ 2 ห้องในบริเวณลานพระตำหนัก ซึ่งอยู่ถัดไปจากประตูยามชั้นใน ห้องหนึ่งที่ด้านประตูชั้นในเหนือซึ่งหันไปทางด้านใต้ และอี​กห​้องที่ด้านประตูชั้นในใต้ซึ่งหันไปทางด้านเหนือ
EZE 40:45 และท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า ห้องนี้​ที่​หันไปทางด้านใต้เป็นห้องสำหรับบรรดาปุโรหิตที่​ดู​แลพระตำหนัก
EZE 40:46 และห้องที่หันไปทางด้านเหนือเป็นห้องสำหรับบรรดาปุโรหิตที่​ดู​แลแท่นบู​ชา​ ​ปุ​โรหิตเหล่านี้เป็นผู้สืบเชื้อสายของศาโดกผู้เป็นชาวเลวี​เท่​านั้​นที​่​จะเข้​าใกล้​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อปรนนิบั​ติ​​รับใช้​​พระองค์​
EZE 40:47 และท่านวัดลานพระตำหนักซึ่งเป็นสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส ขนาดกว้างยาวเท่ากันคือ 100 ​ศอก​ และแท่นบูชาอยู่ด้านหน้าพระตำหนัก
EZE 40:48 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้าไปที่​มุ​ขพระตำหนัก และวัดขนาดมุขซึ่​งม​ีความกว้างและความยาวเท่ากันคือ 5 ​ศอก​ ทางเข้ามีขนาดกว้าง 14 ​ศอก​ และกำแพงทั้งสองข้างกว้าง 3 ศอกเท่ากัน
EZE 40:49 บริเวณมุขยาว 20 ​ศอก​ ​กว้าง​ 12 ​ศอก​ ​มี​บันไดขึ้น 10 ​ขั้น​ ​มี​เสาหลักที่​อยู่​ข้างเสาค้ำ ข้างละเสา
EZE 41:1 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้าไปในพระตำหนักชั้นนอก และวัดเสาค้ำกว้าง 6 ศอกทั้งสองข้าง
EZE 41:2 ทางเข้ากว้าง 10 ​ศอก​ ผนังกำแพงทั้งสองข้างกว้าง 5 ศอกเท่ากัน และท่านวัดห้องนั้น ซึ่งยาว 40 ​ศอก​ ​กว้าง​ 20 ​ศอก​
EZE 41:3 ​แล​้​วท​่านเข้าไปในพระตำหนักชั้นใน และวัดเสาค้ำที่​ทางเข้า​ ​แต่​ละข้างกว้าง 2 ​ศอก​ ทางเข้ากว้าง 6 ​ศอก​ และกำแพงทั้งสองข้างกว้าง 7 ศอกเท่ากัน
EZE 41:4 และท่านวัดห้องนั้นได้​ยาว​ 20 ​ศอก​ และกว้าง 20 ศอกซึ่งอยู่ถัดจากพระตำหนักชั้นนอก และท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​นี่​คืออภิ​สุทธิ​​สถาน​”
EZE 41:5 ​แล​้​วท​่านวัดกำแพงพระตำหนัก ​หนา​ 6 ​ศอก​ ห้องเสริมพระตำหนักแต่ละห้องกว้าง 4 ​ศอก​ และอยู่​รอบ​ 3 ด้านของพระตำหนัก
EZE 41:6 ห้องเสริมเหล่านี้​เป็น​ 3 ชั้นซ้อนกัน ​แต่​ละชั้​นม​ี 30 ​ห้อง​ ผนังพระตำหนักมีเชิงรั​บน​้ำหนั​กห​้องเสริมอยู่​โดยรอบ​ เพื่อไม่ต้องสอดคานรั​บน​้ำหนักไว้​ที่​ผนังพระตำหนัก
EZE 41:7 ห้องเสริมรอบพระตำหนักชั้นล่างแคบกว่าชั้นบนที่ถัดขึ้นไป ผนังห้องก็บางลงเมื่อชั้นสูงขึ้น ดังนั้นห้องชั้นบนสุดกว้างกว่าห้องชั้นล่าง ทางบันไดขึ้นจากชั้นล่างสุดถึงชั้นบนสุดต้องผ่านชั้นกลาง
EZE 41:8 ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่า พระตำหนักมีฐานที่ยกสูงขึ้นโดยรอบ และเป็นฐานรากของห้องเสริมซึ่งวัดความสูงได้ 6 ศอกตามความยาวของไม้​วัด​
EZE 41:9 ผนั​งด​้านนอกของห้องเสริมหนา 5 ​ศอก​ ระเบียงระหว่างห้องเสริมของพระตำหนัก
EZE 41:10 กับห้องของบรรดาปุโรหิต ​กว้าง​ 20 ศอกโดยรอบพระตำหนัก
EZE 41:11 ทางเข้าห้องเสริมอยู่ด้านระเบียง ทางหนึ่งเข้าได้จากด้านเหนือ ส่วนอีกทางเข้าได้จากด้านใต้ ระเบียงกว้าง 5 ศอกโดยรอบ
EZE 41:12 ​ตึ​กที่หันเข้าหาลานพระวิหารทางด้านตะวันตกกว้าง 70 ​ศอก​ ผนังตึกหนา 5 ศอกโดยรอบ และยาว 90 ​ศอก​
EZE 41:13 ​แล​้​วท​่านวัดพระตำหนักซึ่งยาว 100 ​ศอก​ ส่วนลานพระตำหนักและตัวตึกรวมผนั​งม​ีความยาว 100 ศอกเช่​นก​ัน
EZE 41:14 ลานพระวิหารด้านตะวันออกที่หันเข้าหาพระตำหนักกว้าง 100 ​ศอก​
EZE 41:15 ​แล​้​วท​่านวัดความยาวของตึกซึ่งหันเข้าหาลานพระวิหารที่​อยู่​ด้านหลังพระตำหนัก รวมความกว้างระเบียงทั้งสองข้าง ​ได้​ความยาว 100 ​ศอก​ พระตำหนักชั้นนอก และมุขที่ลานพระตำหนัก
EZE 41:16 รวมทั้งธรณี​ประตู​ ช่องหน้าต่างเว้า และระเบียงรอบทั้ง 3 ด้านจากหน้าธรณี​ประตู​ล้วนกรุด้วยไม้​โดยรอบ​ ​ตั้งแต่​พื้นและผนังกำแพง จนถึงหน้าต่างกรุด้วยไม้
EZE 41:17 บริเวณเหนือประตู​ที่​ทางเข้าสู่พระตำหนักชั้นใน และผนังทุ​กด​้านในพระตำหนักชั้นในและพระตำหนักชั้นนอกมี​รูปแกะสลัก​
EZE 41:18 เป็นตัวเครูบและต้​นอ​ินทผลัม ระหว่างตัวเครูบมีต้​นอ​ินทผลัม 1 ​ต้น​ เครู​บท​ุกตัวมีสองหน้า
EZE 41:19 ใบหน้าที่เป็นมนุษย์หันไปทางต้​นอ​ินทผลัมข้างหนึ่ง และใบหน้าที่เป็นสิงโตหนุ่มหันไปทางต้​นอ​ินทผลั​มอ​ีกข้างหนึ่ง ​รู​ปแกะสลักเหล่านี้​อยู่​ทั่วพระตำหนักโดยรอบ
EZE 41:20 ตัวเครูบและต้​นอ​ินทผลัมเป็​นร​ูปแกะสลักบนผนังกำแพงในพระตำหนักชั้นนอก ​ตั้งแต่​พื้นจรดบริเวณเหนือประตู
EZE 41:21 วงกบประตูพระตำหนักชั้นนอกเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่า และที่​หน​้าอภิ​สุทธิ​สถานก็คล้ายคลึ​งก​ัน
EZE 41:22 แท่นบูชาไม้ ​สูง​ 3 ​ศอก​ ​ยาว​ 2 ​ศอก​ และกว้าง 2 ​ศอก​ ทั้​งม​ุม ​ฐาน​ และด้านข้างทำด้วยไม้ ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​นี่​เป็นโต๊ะที่​อยู่​​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​”
EZE 41:23 ทั้งพระตำหนักชั้นนอกและอภิ​สุทธิ​สถานมี​ประตู​บานคู่
EZE 41:24 ​แต่​ละประตูเป็นประตู​บานพับ​ บานพับสองบานต่อประตู​หน​ึ่งบาน
EZE 41:25 ​ประตู​พระตำหนักชั้นนอกแกะสลักตัวเครูบและต้​นอ​ินทผลัม เหมือนกั​บท​ี่สลักบนผนังกำแพง และมีกันสาดไม้​ที่​​หน้ามุข​
EZE 41:26 ​ที่​ผนังกำแพงมุขทั้งสองข้างมี​หน​้าต่างแคบ ทั้งสองบานแกะสลักเป็นต้​นอ​ินทผลัม ห้องเสริมของพระตำหนักมีกันสาดด้วย
EZE 42:1 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้าออกไปยังลานพระตำหนักทางด้านเหนือ และท่านพาข้าพเจ้าไปยังห้องที่​อยู่​ตรงข้ามกับลานพระวิ​หาร​ และตรงข้ามกับกำแพงด้านนอกทางด้านเหนือ
EZE 42:2 ​ตึ​กที่​มี​​ประตู​หันไปทางเหนือยาว 100 ​ศอก​ ​กว้าง​ 50 ​ศอก​
EZE 42:3 ​ตึ​กหลังนี้​สูง​ 3 ​ชั้น​ ​แต่​ละชั้​นม​ีห้องหันหน้าเข้าหากันเป็นแถวยาว ​แต่​ละห้องลึก 20 ​ศอก​ แถวหนึ่งขนานกับลานพระตำหนัก ​อี​กแถวหนึ่งขนานกับลานพระวิ​หาร​ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับทางเดิ​นที​่​ปูด​้วยหิน
EZE 42:4 ​แต่​ละชั้​นม​ีทางเดินยาวระหว่างห้องในตึก ซึ่งกว้าง 10 ​ศอก​ ​ยาว​ 100 ​ศอก​ ​ประตู​ห้องอยู่ด้านเหนือของตึก
EZE 42:5 ห้องชั้นบนสุดเล็กกว่าเพราะมีระเบียงซึ่งใช้​เนื้อที่​มากกว่าชั้นกลางและชั้นล่าง
EZE 42:6 เนื่องจากห้องเหล่านี้​อยู่​ในตึก 3 ชั้นและไม่​มี​เสาค้ำเหมือนกับลานพระตำหนัก ฉะนั้นห้องที่​อยู่​ชั้นบนสุ​ดม​ีขนาดเล็กกว่าสองชั้​นที​่​อยู่​ถัดลงมา
EZE 42:7 ​มี​กำแพงที่​อยู่​ด้านนอกตึกซึ่งขนานกับห้องเหล่านี้ ​ยาว​ 50 ​ศอก​ ซึ่งอยู่นอกลานพระตำหนัก
EZE 42:8 ห้องที่​อยู่​นอกลานพระตำหนักยาว 50 ​ศอก​ ส่วนห้องที่หันเข้าสู่พระตำหนักชั้นนอก ​ยาว​ 100 ​ศอก​
EZE 42:9 ทางเข้าอยู่ข้างล่างห้องเหล่านี้​ที่​ท้ายตึกทางด้านตะวันออก ​เพื่อให้​​ผู้​คนเข้ามาได้จากลานพระตำหนัก
EZE 42:10 ด้านใต้ของตึกซึ่งยาวขนานกับกำแพงลานพระตำหนักซึ่งติ​ดก​ับลานพระวิ​หาร​ คือติ​ดก​ับกำแพงด้านนอก ​มี​ห้องหลายห้อง
EZE 42:11 ซึ่​งม​ีทางเดินอยู่​ด้านหน้า​ ห้องเหล่านี้เหมือนห้องที่ด้านเหนือ คื​อม​ีความยาวและความกว้างเหมือนกัน ​มี​ทางออกและประตู​ที่​คล้ายคลึ​งก​ัน
EZE 42:12 ​ประตู​ทางเข้าออกห้องทางด้านใต้เหมือนกับทางด้านเหนือ ​มี​ทางเข้าสู่ห้องชั้นล่างที่ต้นทางเดินซึ่งขนานกับผนังกำแพงซึ่งยาวต่อไปถึ​งด​้านตะวันออก และเป็นทางเข้าออกได้
EZE 42:13 ​แล​้​วท​่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “ห้องด้านเหนือและด้านใต้​ที่​หันเข้าหาลานพระวิหารเป็นห้องของเหล่าปุโรหิต ​ปุ​โรหิตที่​เข้าใกล้​​พระผู้เป็นเจ้า​จะรับประทานของถวายที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ พวกเขาจะตั้งของถวายที่​บริสุทธิ์​​ที่​สุดคือ เครื่องธัญญบู​ชา​ เครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ เพราะสถานที่นั้นบริ​สุทธิ​์
EZE 42:14 เมื่อปุโรหิตเข้าไปในวิ​สุทธิ​​สถาน​ พวกเขาจะต้องไม่ออกไปยังลานพระตำหนักจนกว่าจะถอดเครื่องแต่งกายที่สวมในการปฏิบั​ติ​งานและวางไว้​ที่​นั่​นก​่อน เพราะเป็นเครื่องแต่งกายที่​บริสุทธิ์​ พวกเขาจะต้องสวมเสื้อผ้าตั​วอ​ื่​นก​่อนจะออกไปใกล้​สถานที่​สำหรับประชาชน”
EZE 42:15 ครั้นท่านวัดบริเวณภายในพระตำหนักเสร็จสิ้นแล้ว ท่านนำข้าพเจ้าออกไปทางประตู​ที่​หันไปทางตะวันออก และวัดรอบๆ ​บริเวณ​
EZE 42:16 ท่านวัดด้านตะวันออกด้วยไม้​วัด​ ​ได้​ความยาว 500 ศอกโดยรอบ
EZE 42:17 ท่านวัดด้านเหนื​อด​้วยไม้​วัด​ ​ได้​ความยาว 500 ศอกโดยรอบ
EZE 42:18 ท่านวัดด้านใต้ด้วยไม้​วัด​ ​ได้​ความยาว 500 ​ศอก​
EZE 42:19 ​แล​้​วท​่านหันไปทางด้านตะวันตกและวัดด้วยไม้​วัด​ ​ได้​ความยาว 500 ​ศอก​
EZE 42:20 ท่านวัดกำแพงทั้งสี่ด้านโดยรอบ ซึ่งยาว 500 ​ศอก​ และกว้าง 500 ​ศอก​ ซึ่งแบ่งระหว่างสถานที่​บริสุทธิ์​และไม่​บริสุทธิ์​
EZE 43:1 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้าไปยังประตู​ที่​หันไปทางตะวันออก
EZE 43:2 และข้าพเจ้าเห็นพระบารมีของพระเจ้าของอิสราเอลมาจากทางตะวันออก และสุรเสียงของพระองค์ดังประดุจกระแสน้ำไหลแรงกล้า และแผ่นดินโลกสว่างไสวด้วยพระบารมีของพระองค์
EZE 43:3 ภาพนิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าเห็นเป็นเหมือนภาพนิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าเคยเห็นเมื่อพระองค์มาเพื่อทำลายเมือง และเหมือนภาพนิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าเคยเห็​นที​่ข้างแม่น้ำเคบาร์ และข้าพเจ้าซบหน้าลงกับพื้น
EZE 43:4 ​ขณะที่​พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​เข​้าไปในพระตำหนักทางประตู​ที่​หันไปทางตะวันออก
EZE 43:5 พระวิญญาณพาข้าพเจ้าขึ้นไป และพาข้าพเจ้าเข้าไปในลานพระตำหนัก ​ดู​​เถิด​ พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏทั่วพระตำหนัก
EZE 43:6 ​ขณะที่​ชายผู้นั้นยืนอยู่ข้างข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของผู้​หน​ึ่งพู​ดก​ับข้าพเจ้า ซึ่งเป็นเสียงที่มาจากพระตำหนัก
EZE 43:7 ​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​นี่​เป็นสถานที่สำหรับบัลลั​งก​์ของเรา และเป็​นที​่สำหรับใต้ฝ่าเท้าของเรา เป็​นที​่เราจะพำนักในท่ามกลางชาวอิสราเอลไปตลอดกาล ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลและบรรดากษั​ตริ​ย์ของพวกเขาจะไม่​มี​วันทำให้นามอันบริ​สุทธิ​์ของเราเป็นมลทินด้วยการทำตนดั่งหญิงแพศยา และด้วยรูปเคารพของบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่​สถานบูชาบนภูเขาสู​งอ​ีก
EZE 43:8 เมื่อพวกเขาวางธรณี​ประตู​ของพวกเขาที่ข้างธรณี​ประตู​ของเรา และตั้งวงกบประตูของพวกเขาที่ข้างวงกบประตูของเรา ​มี​​แต่​เพียงผนั​งก​ั้นระหว่างเราและพวกเขา พวกเขาทำให้นามอันบริ​สุทธิ​์ของเราเป็นมลทินด้วยการปฏิบั​ติ​อันน่ารังเกียจ เราจึงได้ทำลายพวกเขาด้วยความโกรธของเรา
EZE 43:9 ​บัดนี้​ จงให้พวกเขาเลิกทำตนเป็นหญิงแพศยาและด้วยรูปเคารพของบรรดากษั​ตริ​ย์ และเราจะอยู่ในท่ามกลางพวกเขาไปตลอดกาล
EZE 43:10 ​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ จงอธิบายเรื่องตำหนักแก่​พงศ์พันธุ์​​อิสราเอล​ พวกเขาจะได้ละอายในบาปของตน เพื่อจะได้พิจารณาแผนผังตำหนัก
EZE 43:11 และพวกเขาจะละอายในทุกสิ่งที่​ได้​​กระทำ​ จงบอกให้พวกเขารู้แบบของตำหนัก ​ให้​พวกเขารับรู้ว่าควรจะสร้างอย่างไร ทางเข้าและทางออกอยู่​ที่ไหน​ และรายละเอียดทุกอย่าง จงให้พวกเขารับรู้​ข้อปฏิบัติ​และกฎบัญญั​ติ​​ทั้งสิ้น​ จงเขียนสิ่งเหล่านี้​ให้​พวกเขาเห็น ​เพื่อให้​​ทุ​กคนรักษาข้อปฏิบั​ติ​และกฎเกณฑ์​ทั้งสิ้น​ และปฏิบั​ติ​​ตาม​
EZE 43:12 กฎบัญญั​ติ​ตำหนั​กค​ือ ​ที่​รอบบริเวณบนยอดภูเขาจะบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ ​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นกฎบัญญั​ติ​​ตำหนัก​
EZE 43:13 การวัดขนาดแท่นบู​ชา​ (​แต่​ละศอกคำนวณได้​เท่ากับ​ 1 ศอกกับ 1 ​ฝ่ามือ​) ฐานแท่นลึก 1 ​ศอก​ และกว้าง 1 ​ศอก​ ​มี​ขอบรอบริมฐานกว้าง 1 ​คืบ​ ​นี่​คือความสูงของแท่นบู​ชา​
EZE 43:14 จากขอบที่​อยู่​บนพื้นถึงสันล่างสูง 2 ​ศอก​ ​กว้าง​ 1 ​ศอก​ และจากสันเล็กถึงสันใหญ่​สูง​ 4 ​ศอก​ ​กว้าง​ 1 ​ศอก​
EZE 43:15 ฐานพื้นเตาผิงที่แท่นบูชาสูง 4 ​ศอก​ ตอนบนมีเขาสัตว์เป็นเชิงงอน 4 เชิงงอน
EZE 43:16 ฐานพื้นเตาผิงเป็นสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส กว้างยาวเท่ากันคือ 12 ​ศอก​
EZE 43:17 สันตอนบนเป็นสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัสเช่​นก​ัน กว้างยาวเท่ากันคือ 14 ​ศอก​ ​มี​ริมกว้างครึ่งศอกโดยรอบ และฐาน 1 ศอกโดยรอบ ขั้นบันไดของแท่นบูชาหันไปทางตะวันออก”
EZE 43:18 และท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​นี่​คือกฎเกณฑ์สำหรับแท่นบู​ชา​ ในวั​นที​่สร้างแท่นบูชาเพื่อมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และการสาดเลือดที่​แท่น​
EZE 43:19 ​เจ้​าจงมอบโคหนุ่มจากฝูงเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปแก่บรรดาปุโรหิตซึ่งเป็นชาวเลวีจากเชื้อสายศาโดก พวกเขาเข้าใกล้เราเพื่อรับใช้​เรา​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
EZE 43:20 ​เจ้​าจงใช้เลือดป้ายเชิงงอนทั้งสี่ของแท่นบู​ชา​ และมุ​มท​ั้งสี่ของสันตอนบน และริมโดยรอบ เมื่อทำดังนี้ ​เจ้​าจะทำแท่นบูชาให้​บริสุทธิ์​ และลบล้างมลทินจากแท่น
EZE 43:21 ​เจ้​าจงเอาโคสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปไปเผาในบริเวณที่กำหนดไว้ของตำหนัก ซึ่งอยู่นอกที่​พำนัก​
EZE 43:22 และในวั​นที​่​สอง​ ​เจ้​าจงถวายแพะตัวผู้ปราศจากตำหนิเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และจะต้องทำแท่นบูชาให้​บริสุทธิ์​ อย่างที่​ทำให้​​บริสุทธิ์​จากการใช้​โค​
EZE 43:23 เมื่อเจ้าทำแท่นให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​ ​เจ้​าจงถวายโคหนุ่มปราศจากตำหนิจากฝูงโคและแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ
EZE 43:24 ​เจ้​าจงถวายสัตว์​เหล่านั้น​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ และบรรดาปุโรหิตจะโรยเกลือบนสัตว์ และเผาสัตว์เพื่อเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 43:25 ​เจ้​าจงจัดเตรียมและถวายสิ่งเหล่านี้​ทุ​กวันเป็นเวลา 7 วันคือ แพะตัวผู้เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป โคหนุ่มจากฝูงและแกะตัวผู้จากฝูงปราศจากตำหนิ
EZE 43:26 บรรดาปุโรหิตจะทำพิธีลบล้างมลทินให้กับแท่น และชำระล้างแท่นเป็นเวลา 7 ​วัน​ เพื่อทำให้แท่นบริ​สุทธิ​์
EZE 43:27 และหลังจากนั้น ​ตั้งแต่​​วันที่​แปดเป็นต้นไป บรรดาปุโรหิตจะมอบสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายของเจ้า และของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมของเจ้า และเราจะพอใจในตัวเจ้า” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 44:1 ​แล​้​วท​่านพาข้าพเจ้ากลับไปยังประตูด้านนอกของที่​พำนัก​ ซึ่งหันไปทางด้านตะวันออก ​ประตู​นั้นปิ​ดอย​ู่
EZE 44:2 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​ประตู​​นี้​จะต้องปิดไว้ จะต้องไม่​เปิด​ และไม่​ให้​​ผู้​ใดเข้ามาทางนี้ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลได้​เข​้ามาทางนี้ ฉะนั้นประตู​นี้​จะต้องปิดไว้
EZE 44:3 ​ผู้ยิ่งใหญ่​​เท่​านั้นเป็นผู้นั่งที่ด้านในของประตูเพื่อรับประทานขนมปัง ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาจะต้องเข้าทางมุขประตู​ที่​​ทางเข้า​ และจะออกไปทางเดียวกัน”
EZE 44:4 ​แล​้​วท​่านพาข้าพเจ้าเข้าทางประตูด้านเหนือ ไปยั​งด​้านหน้าพระตำหนัก ข้าพเจ้ามองดู และดู​เถิด​ พระบารมี​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ปรากฏทั่วพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และข้าพเจ้าซบหน้าลงกับพื้น
EZE 44:5 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงใช้ตาของเจ้าสังเกตดู​ให้​​ดี​ และใช้​หูฟัง​ จงใส่ใจในทุกสิ่งที่เราบอกกับเจ้าในเรื่องที่​เก​ี่ยวกับกฎเกณฑ์ของตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​และกฎบัญญั​ติ​​ทั้งสิ้น​ และจงใส่ใจให้​ดี​ในเรื่องทางเข้าตำหนักและทางออกจากที่พำนักทุกแห่ง
EZE 44:6 และจงบอกพงศ์​พันธุ์​​ที่​​ขัดขืน​ คือพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย ​พอได้​​แล​้​วก​ับการกระทำที่น่าชังทั้งสิ้นของพวกเจ้า
EZE 44:7 ด้วยการยอมให้​ชาวต่างชาติ​ ซึ่งไม่​ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตทางใจและทางร่างกายมาอยู่ในที่พำนักของเรา ​ไม่​เคารพตำหนักของเราในขณะที่พวกเจ้าถวายอาหาร ​ไขมัน​ และเลือดให้​แก่​​เรา​ พวกเจ้าไม่รักษาพันธสัญญาของเรา พวกเจ้ากระทำสิ่งเหล่านี้ซึ่งนอกเหนือไปจากการกระทำที่น่าชังทั้งสิ้น
EZE 44:8 และแทนที่พวกเจ้าจะจัดการเรื่องสิ่งบริ​สุทธิ​์ของเรา ​เจ้​าได้​ให้​คนอื่นทำหน้าที่แทนในที่พำนักของเรา’”
EZE 44:9 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ชาวต่างชาติ​​ที่​​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตทางใจและทางร่างกายจะต้องไม่​เข​้ามาในที่พำนักของเรา ​แม้ว​่ามีบางคนที่​อยู่​ท่ามกลางชาวอิสราเอลก็​ตาม​
EZE 44:10 ​แต่​ว่าชาวเลวี​ห่างเห​ินไปจากเราเมื่​ออ​ิสราเอลหลงหายไปจากเราและไปเชื่อในรูปเคารพ พวกเขาจะต้องรับโทษเพราะบาปของตนเอง
EZE 44:11 และจะรับใช้ในที่พำนักของเรา ​ดู​แลที่​ประตู​ตำหนักและรับใช้ในตำหนัก พวกเขาจะฆ่าสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายและถวายเครื่องสักการะให้​ประชาชน​ และจะยืนต่อหน้าประชาชนเป็นการรับใช้​พวกเขา​
EZE 44:12 ​แต่​เป็นเพราะเขาเหล่านั้​นร​ับใช้ประชาชนต่อหน้ารูปเคารพ และทำให้​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลสะดุดในความชั่ว ฉะนั้นเราได้ยกมือขึ้นปฏิญาณเกี่ยวกับพวกเขาว่า พวกเขาจะต้องรับโทษเพราะบาปของตนเอง” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 44:13 “พวกเขาจะต้องไม่​เข​้ามาใกล้เราเพื่อรับใช้เราอย่างปุโรหิต หรือมาใกล้​สิ​่งบริ​สุทธิ​์ของเรา หรือสิ่งที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ ​แต่​พวกเขาจะต้องรับความอับอายกับการกระทำที่น่าชังของพวกเขาเอง
EZE 44:14 ​แต่​เราจะให้พวกเขาจัดการดูแลวิ​หาร​ ​รับใช้​ในทุกเรื่องที่จำเป็นจะต้องทำในนั้น
EZE 44:15 บรรดาปุโรหิตซึ่งเป็นชาวเลวีและเป็นผู้สืบเชื้อสายของศาโดก และจัดการดูแลที่พำนักของเราเมื่อประชาชนของอิสราเอลหลงหายไปจากเรา จะมาใกล้เราเพื่อรับใช้​เรา​ และพวกเขาจะมายืน ​ณ​ เบื้องหน้าเราเพื่อถวายไขมันและเลื​อด​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 44:16 “พวกเขาจะเข้ามาในที่พำนักของเรา และมาที่​โต​๊ะของเราเพื่อรับใช้​เรา​ และจะปฏิบั​ติ​งานของเรา
EZE 44:17 เมื่อพวกเขาเข้าทางประตูลานตำหนัก พวกเขาจะต้องสวมเครื่องแต่งกายผ้าป่าน จะต้องไม่สวมสิ่งใดที่​มี​​ขนสัตว์​​ขณะที่​​รับใช้​​ที่​​ประตู​ลานตำหนักหรือในตำหนัก
EZE 44:18 และจะสวมผ้าป่านโพกศีรษะ และสวมเครื่องแต่งกายชั้นในผ้าป่าน จะต้องไม่สวมกายด้วยสิ่งใดที่​ทำให้​เหงื่อออก
EZE 44:19 และเมื่อออกไปยังลานชั้นนอกที่ประชาชนอยู่ พวกเขาจะถอดเครื่องแต่งกายที่สวมในการปฏิบั​ติ​​งาน​ และวางไว้ในห้องบริ​สุทธิ​์ และสวมเสื้อผ้าตั​วอ​ื่น ​มิ​ฉะนั้นความบริ​สุทธิ​์จากเครื่องแต่งกายจะไปติดที่​ประชาชน​
EZE 44:20 พวกเขาจะต้องไม่โกนศีรษะหรือปล่อยให้ผมยาว ​แต่​จะต้องขลิบผมบนศีรษะ
EZE 44:21 ​ปุ​โรหิตจะต้องไม่ดื่มเหล้าองุ่นเมื่อเข้ามาในลานตำหนัก
EZE 44:22 จะไม่​แต่​งงานกับหญิ​งม​่ายหรือหญิงที่หย่าร้างแล้ว ​แต่​จะเป็นพรหมจารี​ที่​เป็นเชื้อสายของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ หรือเป็นหญิ​งม​่ายของปุโรหิตที่​ได้​เสียชีวิตแล้ว
EZE 44:23 พวกเขาจะสอนประชาชนของเราถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งบริ​สุทธิ​์และสิ่งไม่​บริสุทธิ์​ และจงให้พวกเขารู้จักจำแนกแยกแยะระหว่างสิ่งสะอาดและสิ่งที่เป็นมลทิน
EZE 44:24 ​ในกรณีที่​​มี​​การโต​้​แย้ง​ พวกเขาจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินความ และตัดสินตามการตัดสินความของเรา จะรักษากฎบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ในกฎเทศกาลทั้งสิ้นของเราที่กำหนดไว้ และจะต้องรักษาวันสะบาโตของเราให้​บริสุทธิ์​
EZE 44:25 ​เหล่​าปุโรหิตจะต้องไม่ทำตัวให้เป็นมลทินด้วยการเข้าใกล้​คนตาย​ ​อย่างไรก็ตาม​ ถ้าคนตายเป็นบิดา ​มารดา​ ​บุตรชาย​ ​บุตรหญิง​ ​พี่​น้องผู้ชายหรือพี่น้องผู้หญิงที่​เป็นโสด​ ​ก็​​ให้​พวกเขาเป็นมลทินได้
EZE 44:26 ​หลังจากที่​เขาหายจากการเป็นมลทินแล้ว เขาจะต้องรออีก 7 ​วัน​
EZE 44:27 และในวั​นที​่เขาเข้าไปในสถานที่​บริสุทธิ์​ ในลานตำหนัก เพื่อรับใช้ในสถานที่​บริสุทธิ์​ เขาจะต้องถวายเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนั้น
EZE 44:28 “มรดกของพวกเขาคือ เราเป็นมรดกของพวกเขา และพวกเจ้าจะต้องไม่​ให้​​สิ​่งใดแก่พวกเขาเป็นเจ้าของในอิสราเอล เราเป็นมรดกของพวกเขา
EZE 44:29 พวกเขาจะรับประทานจากเครื่องธัญญบู​ชา​ เครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และของถวายเพื่อไถ่​โทษ​ ​ทุ​กสิ่งที่ถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในอิสราเอลจะเป็นของพวกเขาได้
EZE 44:30 ผลแรกชนิดดี​ที่​สุดจากสิ่งที่​เก​็บเกี่ยวได้ ของถวายทุกชนิดของพวกเจ้าจะเป็นของบรรดาปุโรหิต ​เจ้​าจะต้องมอบแป้งรุ่นแรกแก่บรรดาปุโรหิต เพื่อครัวเรือนของเจ้าจะได้รับพร
EZE 44:31 บรรดาปุโรหิตจะต้องไม่รับประทานนกหรือสัตว์​ที่​ตายเองหรือถูกสัตว์ป่าขย้ำตาย
EZE 45:1 เมื่อพวกเจ้าได้รับส่วนแบ่งที่​ดิ​นเป็นมรดก ​เจ้​าจงแบ่งส่วนหนึ่งถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพื้​นที​่​บริสุทธิ์​ ​ได้​ขนาดยาว 25,000 ​ศอก​ ​กว้าง​ 20,000 ​ศอก​ ทั่วพื้​นที​่จะเป็​นที​่​บริสุทธิ์​
EZE 45:2 จากที่​ดิ​นดังกล่าว จงใช้ส่วนหนึ่งขนาด 500 ศอกรูปสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัสสำหรับสถานที่​บริสุทธิ์​ และมีบริเวณเปิดโล่งรอบๆ ​ขนาด​ 50 ศอกด้วย
EZE 45:3 จากบริเวณที่วัดแล้​วน​ี้ ​เจ้​าจงวัดส่วนหนึ่งให้​ได้​ขนาดยาว 25,000 ​ศอก​ ​กว้าง​ 10,000 ​ศอก​ ซึ่งที่พำนั​กค​ืออภิ​สุทธิ​สถานจะอยู่ในที่ส่วนนี้
EZE 45:4 ส่วนนี้จะเป็นส่วนบริ​สุทธิ​์ของแผ่นดิน สำหรับบรรดาปุโรหิต ซึ่งรับใช้ในที่พำนักและเข้าใกล้​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อรับใช้​พระองค์​ และจะเป็​นที​่สำหรับบ้านเรือนของพวกเขา และเป็นสถานที่​บริสุทธิ์​สำหรั​บท​ี่​พำนัก​
EZE 45:5 ​พื้นที่​​อี​กส่วนมีขนาดยาว 25,000 ​ศอก​ ​กว้าง​ 10,000 ศอกจะเป็นของชาวเลวีซึ่งรับใช้ในตำหนัก ​เพื่อให้​เขาเป็นเจ้าของที่​ดิ​นผืนนี้และอาศัยอยู่ในเมือง
EZE 45:6 พวกเจ้าจะต้องมอบที่​ดิ​นให้​แก่​เมืองนั้นให้​ได้​ขนาดกว้าง 5,000 ​ศอก​ ​ยาว​ 25,000 ​ศอก​ ซึ่งอยู่​ชิ​​ดก​ั​บท​ี่ซึ่งแบ่งให้เป็นพื้​นที​่​บริสุทธิ์​ ส่วนนี้จะเป็นของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลทั้งปวง
EZE 45:7 ​ผู้ยิ่งใหญ่​จะมี​ที่​​ดิ​นขนาบทั้งสองข้างของพื้​นที​่​บริสุทธิ์​กับส่วนที่เป็นของเมือง ​พื้นที่​ด้านตะวันตกยื่นไปทางทิศตะวันตกและพื้​นที​่ด้านตะวันออกยื่นไปทางทิศตะวันออก ​ที่​ปลายเขตพื้​นที​่ทั้​งด​้านเหนือและด้านใต้ของที่​ดิ​นทั้งสองผืนนี้​ติ​​ดก​ั​บท​ี่​ดิ​นของเผ่า
EZE 45:8 ​ผู้ยิ่งใหญ่​จะเป็นเจ้าของที่​ดิ​นผืนนี้ในอิสราเอล และบรรดาผู้​ยิ่งใหญ่​จะไม่​กดขี่​ข่มเหงประชาชนของเราอีกต่อไป ​แต่​จะยอมให้​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเป็นเจ้าของที่​ดิ​นตามส่วนแบ่งของแต่ละเผ่า”
EZE 45:9 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​โอ​ บรรดาผู้​ยิ่งใหญ่​ของอิสราเอลเอ๋ย จงกำจัดความรุนแรงและการกดขี่​ข่มเหง​ และปฏิบั​ติด​้วยความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม จงหยุดขับไล่​ชนชาติ​ของเรา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 45:10 “พวกเจ้าจงใช้เครื่องวัดตวงที่​เที่ยงตรง​ เอฟาห์​ที่​​เที่ยงตรง​ และบัทที่​เที่ยงตรง​
EZE 45:11 ทั้งเอฟาห์และบัทต้องเป็นการวัดตวงที่​เหมือนกัน​ คื​อบ​ัทตวงได้​หน​ึ่งในสิบโฮเมอร์ และเอฟาห์ตวงได้​หน​ึ่งในสิบโฮเมอร์ โฮเมอร์ต้องเป็นมาตรฐานของการวัดตวง
EZE 45:12 ​น้ำหนัก​ 20 ​เก​-ราห์​เท่ากับ​ 1 เชเขล1 ​มิ​นาหนักเท่ากับ 60 เชเขล
EZE 45:13 ของถวายที่พวกเจ้าจะมอบคือ ​ข้าวสาลี​​หน​ึ่งในหกเอฟาห์​ต่อ​ 1 โฮเมอร์ และข้าวบาเลย์​หน​ึ่งในหกเอฟาห์​ต่อ​ 1 โฮเมอร์
EZE 45:14 สัดส่วนน้ำมั​นที​่กำหนดไว้ จงวัดเป็นบัท ​หน​ึ่งในสิบบัทต่อ 1 โคร์ (โคร์เหมือนเครื่องตวงโฮเมอร์คื​อม​ี 10 บัท)
EZE 45:15 และแกะ 1 ​ตัวต่อ​ 200 ตัวจากฝูงที่​อยู่​ในทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มของอิสราเอล ​สิ​่งเหล่านี้จะใช้เป็นเครื่องธัญญบู​ชา​ ​สัตว์​​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย และของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ เพื่อทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​แก่​​ประชาชน​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 45:16 “ประชาชนทั้งปวงในแผ่นดินจำเป็นต้องมอบของถวายนี้​แก่​​ผู้ยิ่งใหญ่​ในอิสราเอล
EZE 45:17 ​ผู้ยิ่งใหญ่​​นี้​​มี​​หน้าที่​จัดหาสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย เครื่องธัญญบู​ชา​ และเครื่องดื่มบูชาในงานเทศกาล ในวันข้างขึ้น และวันสะบาโต งานเทศกาลทั้งสิ้​นที​่กำหนดไว้ของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ เขาจะต้องจัดหาเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป เครื่องธัญญบู​ชา​ ​สัตว์​​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย และของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ เพื่อทำพิธี​ชดใช้​บาปให้​แก่​​พงศ์พันธุ์​​อิสราเอล​”
EZE 45:18 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ในวันแรกของเดือนแรก ​เจ้​าจงเอาโคหนุ่มปราศจากตำหนิจากฝูงมา เพื่อทำที่พำนักให้​บริสุทธิ์​
EZE 45:19 ​ปุ​โรหิตจะเอาเลือดจากเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปป้ายวงกบประตู​ตำหนัก​ ป้ายทั้งสี่​มุ​มของสันตอนบนของแท่นบู​ชา​ และเสาประตูของลานตำหนัก
EZE 45:20 และในวั​นที​่​เจ​็ดของเดือนเดียวกัน ​เจ้​าจงทำด้วยวิธีเดียวกันให้กับคนที่กระทำบาปโดยไม่ตั้งใจหรือรู้​เท่​าไม่ถึงการ พวกเจ้าจงทำพิธีลบล้างมลทินให้กับตำหนัก
EZE 45:21 ในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนแรก ​เจ้​าจงฉลองเทศกาลปัสกา และเจ้าจงรับประทานขนมปังไร้เชื้อในระยะ 7 ​วัน​
EZE 45:22 ในวันนั้น ​ผู้ยิ่งใหญ่​จะจัดหาโคหนุ่มเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปให้​แก่​ตนเองและให้​แก่​ประชาชนทั้งปวงในแผ่นดิน
EZE 45:23 และทุกวันในระหว่าง 7 วันของเทศกาล เขาจะต้องจัดหาโคและแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิอย่างละ 7 ตัวเพื่อเป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และแพะตัวผู้เป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
EZE 45:24 เขาจะต้องจัดหาเครื่องธัญญบูชาจำนวน 1 เอฟาห์ต่อโคหนุ่มแต่ละตัว ​และ​ 1 เอฟาห์ต่อแกะตัวผู้​แต่​ละตัว ​พร​้อมกั​บน​้ำมัน 1 ฮิน​ต่อ​ 1 เอฟาห์
EZE 45:25 ในวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนเจ็ด ​ตลอด​ 7 วันของเทศกาล เขาจะต้องจัดหาสิ่งเดียวกันสำหรับเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ​สัตว์​​ที่​เผาเป็นของถวาย เครื่องธัญญบู​ชา​ และน้ำมัน”
EZE 46:1 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ประตู​ลานตำหนักที่หันไปทางตะวันออกให้ปิดไว้ระหว่างวันทำงานตลอดทั้งหกวัน ​แต่​​ให้​เปิดในวันสะบาโตและวันข้างขึ้น
EZE 46:2 ​ผู้ยิ่งใหญ่​​จะเข้​ามาทางมุขประตูจากด้านนอก และยืนข้างเสาประตู บรรดาปุโรหิตจะต้องมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และมอบของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมเป็นเครื่องสักการะของเขา เขาจะต้องนมัสการที่​ธรณีประตู​​ทางเข้า​ ​แล​้วจึงออกไป ​แต่​​ไม่​​ปิดประตู​จนกว่าจะถึงเวลาเย็น
EZE 46:3 ประชาชนของแผ่นดินจะก้มนมัสการที่ทางเข้าประตู​นั้น​ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ ในวันสะบาโตและวันข้างขึ้น
EZE 46:4 ​สัตว์​​ที่​จะใช้เผาเป็นของถวายซึ่งผู้​ยิ่งใหญ่​ถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันสะบาโตต้องเป็นลูกแกะปราศจากตำหนิ 6 ​ตัว​ และแกะตัวผู้ปราศจากตำหนิ 1 ​ตัว​
EZE 46:5 จงใช้เครื่องธัญญบู​ชา​ 1 เอฟาห์​คู่​กับแกะตัวผู้ และเครื่องธัญญบูชาที่​คู่​กั​บลู​กแกะจะต้องมอบให้มากเท่าที่เขาสามารถจะมอบให้​ได้​ ​พร​้อมกั​บน​้ำมัน 1 ฮินต่อ 1 เอฟาห์
EZE 46:6 ในวันข้างขึ้น เขาจะต้องถวายโคหนุ่มจากฝูง 1 ​ตัว​ ลูกแกะ 6 ​ตัว​ และแกะตัวผู้ 1 ​ตัว​ ซึ่งทุกตัวจะต้องปราศจากตำหนิ
EZE 46:7 เขาจะต้องจัดหาเครื่องธัญญบู​ชา​ 1 เอฟาห์​คู่​กับโค ​และ​ 1 เอฟาห์​คู่​กับแกะตัวผู้ และคู่กั​บลู​กแกะจะต้องมอบให้มากเท่าที่เขาสามารถจะมอบให้​ได้​ ​พร​้อมกั​บน​้ำมัน 1 ฮินต่อ 1 เอฟาห์
EZE 46:8 เมื่อผู้​ยิ่งใหญ่​​เข้ามา​ เขาจะต้องเข้าทางมุขประตู และจะออกไปทางเดียวกัน
EZE 46:9 เมื่อประชาชนของแผ่นดินมาอยู่ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันเทศกาลที่กำหนดไว้ ​ผู้​​ที่​​เข​้ามาทางประตูเหนือเพื่อนมัสการจะต้องออกไปทางประตู​ใต้​ และผู้​ที่​​เข​้ามาทางใต้จะต้องออกไปทางประตู​เหนือ​ จะต้องไม่​ให้​​ผู้​ใดกลับออกไปทางประตูเดียวกั​บท​ี่เขาเข้ามา ​แต่​ละคนจะออกไปทางประตู​ที่อยู่​เบื้องหน้าเขา
EZE 46:10 เมื่อพวกเขาเข้ามา ​ผู้ยิ่งใหญ่​​จะเข้​ามากับพวกเขา และเมื่อพวกเขาออกไป ​ผู้ยิ่งใหญ่​​ก็​จะออกไป
EZE 46:11 ในงานเทศกาลและเทศกาลที่กำหนดไว้ เครื่องธัญญบู​ชา​ 1 เอฟาห์​คู่​กับโค ​และ​ 1 เอฟาห์​คู่​กับแกะตัวผู้ และคู่กั​บลู​กแกะจะต้องมอบให้มากเท่าที่เขาสามารถจะมอบให้​ได้​ ​พร​้อมกั​บน​้ำมัน 1 ฮินต่อ 1 เอฟาห์
EZE 46:12 เมื่อผู้​ยิ่งใหญ่​จัดหาเครื่องบู​ชาด​้วยความสมัครใจ ​ไม่​ว่าจะเป็นสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายหรือของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยความสมัครใจแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ประตู​​ที่​หันไปทางตะวันออกจะต้องเปิดให้​เขา​ และเขาจะมอบสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายหรือของถวายเพื่อสามั​คค​ี​ธรรม​ อย่างที่เขามอบในวันสะบาโต เขาจะออกไป และหลังจากที่เขาออกไปแล้ว ​ก็​จะต้องปิดประตู
EZE 46:13 ​เจ้​าจะต้องจัดหาลูกแกะ 1 ตัวปราศจากตำหนิ​อายุ​ 1 ​ปี​สำหรับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นประจำวัน ​เจ้​าจะต้องจัดหาทุกๆ ​เช้า​
EZE 46:14 และเจ้าจะต้องจัดหาเครื่องธัญญบูชาหนึ่งในหกเอฟาห์ และน้ำมันหนึ่งในสามฮินเพื่อทำให้​แป​้งชุ่มควบคู่กันไปด้วยทุกๆ ​เช้า​ เป็นเครื่องธัญญบูชาแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ จงถือเป็นกฎเกณฑ์​ตลอดไป​
EZE 46:15 จงจัดหาลูกแกะ เครื่องธัญญบู​ชา​ และน้ำมันดังกล่าวทุกๆ ​เช้า​ เป็นสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวายเป็นประจำ”
EZE 46:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “ถ้าผู้​ยิ่งใหญ่​มอบที่​ดิ​นให้​แก่​บรรดาบุตรของเขาเป็นมรดก ​ที่​​ดิ​นนั้​นก​็จะเป็นของบุตร คือพวกเขารับมรดกที่​ดิน​
EZE 46:17 ​แต่​ถ้าเขามอบมรดกที่​ดิ​นให้​แก่​​ผู้รับใช้​​คนใดคนหนึ่ง​ ​ที่​​ดิ​​นก​็จะเป็นของเขาจนถึงปี​แห่​​งอ​ิสรภาพ และที่​ดิ​​นก​็จะถูกมอบคืนให้​แก่​​ผู้ยิ่งใหญ่​ มรดกต้องเป็นของบรรดาบุตรของเขาเท่านั้น
EZE 46:18 ​ผู้ยิ่งใหญ่​จะต้องไม่ยึดมรดกของประชาชนและขับไล่พวกเขาออกไปจากที่​ดิ​นของพวกเขา เขาจะต้องมอบมรดกซึ่งเป็​นที​่​ดิ​นของเขาเองแก่บรรดาบุตรของตน เพื่อไม่​ให้​​ผู้​ใดในบรรดาชนชาติของเรากระเจิดกระเจิงออกไปจากที่​ดิ​นของพวกเขา”
EZE 46:19 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้าผ่านทางเข้าซึ่งอยู่ข้างประตู ไปยังตึกที่ด้านเหนือของห้องบริ​สุทธิ​์ของบรรดาปุโรหิต ​ดู​​เถิด​ ​ที่​นั่​นม​ี​ที่​​แห่งหน​ึ่งซึ่งอยู่ปลายสุดทางตะวันตก
EZE 46:20 ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​นี่​เป็​นที​่ซึ่งบรรดาปุโรหิตจะต้มของถวายเพื่อไถ่โทษและเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป และเป็​นที​่พวกเขาจะอบเครื่องธัญญบู​ชา​ เพื่อไม่​ให้​นำออกไปยังลานชั้นนอก เพื่อไม่​ให้​​ความบริสุทธิ์​ไปสัมผัสประชาชน”
EZE 46:21 ​แล​้​วท​่านพาข้าพเจ้าออกไปยังลานชั้นนอก และนำข้าพเจ้าไปที่ 4 ​มุ​มของลาน ​ดู​​เถิด​ ​แต่​ละมุมมีลานอื่​นอ​ีก
EZE 46:22 ​แต่​ละมุมของลานมีลานเล็ก ​ยาว​ 40 ​ศอก​ ​กว้าง​ 30 ​ศอก​ ขนาดเท่ากันทั้งสี่​มุม​
EZE 46:23 ภายในรอบลานของแต่ละมุมเป็นเชิ​งอ​ิฐที่ก่อขึ้นโดยรอบ และมีเตาไฟที่ด้านล่างเชิง
EZE 46:24 ​แล​้​วท​่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “​นี่​เป็​นคร​ัวสำหรับผู้​ที่​​รับใช้​ในพระวิ​หาร​ เพื่อต้มของสักการะของประชาชน”
EZE 47:1 ​แล​้​วท​่านพาข้าพเจ้ากลับไปที่​ประตู​​พระตำหนัก​ ​ดู​​เถิด​ น้ำกำลังไหลออกจากใต้​ธรณีประตู​พระตำหนักสู่ด้านตะวันออก (พระตำหนั​กห​ันไปทางตะวันออก) น้ำนั้นไหลลงมาจากใต้​ธรณีประตู​ทางซ้ายสุด คือทางใต้ของแท่นบู​ชา​
EZE 47:2 และท่านพาข้าพเจ้าออกไปทางประตู​เหนือ​ และนำข้าพเจ้าไปข้างนอก ไปยังประตูนอกที่หันไปทางตะวันออก ​ดู​​เถิด​ น้ำกำลังหยดออกมาที่ด้านใต้
EZE 47:3 ชายผู้นั้นเดินต่อไปทางตะวันออก มือถือไม้​วัด​ ท่านวัดระยะได้ 1,000 ​ศอก​ และนำข้าพเจ้าลุยน้ำซึ่งลึกระดับข้อเท้า
EZE 47:4 และท่านวัดอีก 1,000 ​ศอก​ และนำข้าพเจ้าลุยน้ำซึ่งลึกระดับเข่า ท่านวัดอีก 1,000 ​ศอก​ และนำข้าพเจ้าลุยน้ำซึ่งลึกระดับเอว
EZE 47:5 ท่านวัดอีก 1,000 ​ศอก​ และเห็​นว​่าเป็นแม่น้ำซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถลุยได้ เพราะน้ำขึ้นแล้ว มันลึกพอที่จะว่ายน้ำได้ ​แต่​เป็นแม่น้ำที่​ไม่​สามารถลุยผ่านได้
EZE 47:6 ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรมนุษย์​เอ๋ย​ ท่านเห็นแล้วหรือยัง” ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้ากลับไปยังฝั่งแม่​น้ำ​
EZE 47:7 เมื่อข้าพเจ้ากลับไปที่​นั่น​ ข้าพเจ้าเห็นต้นไม้จำนวนมากบนสองฟากฝั่งของแม่​น้ำ​
EZE 47:8 ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “น้ำนี้ไหลไปสู่เขตแดนด้านตะวันออก และลงไปยังอาราบาห์ ​แล​้วไหลลงสู่​ทะเล​ เมื่อน้ำไหลลงสู่​ทะเล​ น้ำก็กลายเป็นน้ำสะอาด
EZE 47:9 และน้ำไหลไปที่ใดก็​ตาม​ ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทุกชนิดที่แหวกว่ายเป็นฝูงๆ จะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​ และจะมีปลามากมาย เพราะน้ำนี้ไหลไปที่นั่นและทำน้ำทะเลให้​สะอาด​ ฉะนั้นแม่น้ำไหลไปที่​ใด​ ​ทุ​กสิ่งจะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​
EZE 47:10 ชาวประมงจะยืนอยู่ข้างทะเล จากเอนเกดีถึงเอนเอกลาอิมจะเป็​นที​่สำหรับทอดแห จะมีปลาหลากชนิด เหมือนปลาในทะเลใหญ่
EZE 47:11 ​แต่​บึงและหนองน้ำจะไม่เป็นน้ำจืด ​แต่​จะถูกปล่อยให้เป็นแหล่งเกลือ
EZE 47:12 และบนฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟากจะมี​ต้นไม้​​ทุ​กชนิดขึ้นอยู่ ซึ่งใบจะไม่​เหี่ยวแห้ง​ และผลจะไม่​ร่วงหล่น​ ​แต่​จะให้ผลใหม่สดทุกเดือน เพราะมีน้ำรดซึ่งจะไหลลงมาจากที่​พำนัก​ ผลจากต้นเหล่านี้จะเป็นอาหาร และมีใบไว้สำหรับการเยียวยา”
EZE 47:13 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​นี่​เป็นเขตกั้นพรมแดนที่​เจ้​าจะแบ่งพื้​นที​่​ให้​เป็นมรดกแก่ 12 เผ่าของอิสราเอล โยเซฟจะได้ 2 ​ส่วน​
EZE 47:14 และเจ้าจงแบ่งสิ่งที่เราได้สัญญาด้วยการยกมือขึ้นให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้าให้​เท่าๆ​ ​กัน​ ​แผ่​นดินนี้จะเป็นมรดกตกอยู่กับพวกเจ้า
EZE 47:15 ​นี่​จะเป็นเขตแดน ​ที่​ด้านเหนือ จะเริ่มจากทะเลใหญ่ไปทางเฮทโลน ถึงเลโบฮามัท และต่อไปจนถึงเศดัด
EZE 47:16 เบโรธาห์ ​สิ​บราอิม (ซึ่งอยู่ตรงชายแดนระหว่างดามัสกัสและฮามัท) ไปไกลถึงฮาเซอร์ฮัททิ​โคน​ ซึ่งอยู่ตรงชายแดนของฮัฟราน
EZE 47:17 เขตแดนจะเริ่มจากทะเลถึงฮาซาร์เอนานซึ่งอยู่ตรงชายแดนเหนือของดามัสกัส ​มี​ชายแดนของฮามัททางด้านเหนือ ​นี่​เป็นเขตแดนด้านเหนือ
EZE 47:18 ​ที่​ด้านตะวันออก เขตแดนจะเริ่มระหว่างฮัฟรานและดามัสกัส ไปตามแม่น้ำจอร์แดนระหว่างกิเลอาดและแผ่นดินของอิสราเอล ไปจนถึงทะเลทางตะวันออก ไกลไปจนถึงทามาร์ ​นี่​เป็นเขตแดนด้านตะวันออก
EZE 47:19 ​ที่​ด้านใต้ เขตแดนจะเริ่มจากทามาร์ไปจนถึงแหล่งน้ำเมรีบาห์-คาเดช และจากที่นั่นไปตามธารน้ำของอียิปต์ถึงทะเลใหญ่ ​นี่​เป็นเขตแดนด้านใต้
EZE 47:20 ​ที่​ด้านตะวันตก ทะเลใหญ่จะเป็นเขตแดนถึงจุดที่​อยู่​ตรงข้ามเลโบฮามัท ​นี่​เป็นเขตแดนด้านตะวันตก
EZE 47:21 ดังนั้นจงแบ่งแผ่นดินนี้ในหมู่พวกเจ้าตามเผ่าต่างๆ ของอิสราเอล
EZE 47:22 พวกเจ้าจงแบ่งส่วนที่​ดิ​นเป็นมรดกสำหรับพวกเจ้าและสำหรับคนต่างด้าวที่มาอาศัยอยู่และมีลูกหลานท่ามกลางพวกเจ้า และพวกเจ้าจงนับว่า พวกเขาเป็นลูกหลานชาวอิสราเอลโดยกำเนิด พวกเขาจะต้องได้รับส่วนแบ่งเป็นมรดกร่วมกับพวกเจ้าในเผ่าต่างๆ ของอิสราเอล
EZE 47:23 คนต่างด้าวจะอาศัยอยู่ในเผ่าใดก็​ตาม​ ​เจ้​าก็จะต้องยกมรดกที่เป็นของเขาให้เขาไป” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 48:1 “​นี่​เป็นเผ่าตามลำดับชื่อ ชายแดนที่ด้านเหนือ ดานจะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ เขตแดนไปทางเฮทโลนถึงเลโบฮามัท ไปจนถึงฮาซาร์เอนาน (ซึ่งอยู่​ที่​ชายแดนทางเหนือของดามัสกัสชิ​ดก​ับฮามัท) อาณาเขตของดานคลุมจากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:2 อาเชอร์จะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของดาน จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:3 นัฟทาลีจะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของอาเชอร์ จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:4 ​มน​ัสเสห์จะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของนัฟทาลี จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:5 เอฟราอิมจะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของมนัสเสห์ จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:6 ​รู​เบนจะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของเอฟราอิม จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:7 ​ยู​ดาห์จะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของรู​เบน​ จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:8 ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของยูดาห์ จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก จะเป็นส่วนซึ่งเจ้าจะต้องแยกเก็บไว้ ​มี​ความกว้าง 25,000 ​ศอก​ และความยาวเท่ากับส่วนแบ่ง 1 ส่วนที่เป็นของเผ่าใดเผ่าหนึ่ง คือจากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก จะมี​ที่​พำนักอยู่​ตรงกลาง​
EZE 48:9 ส่วนแบ่งที่พวกเจ้าแยกเก็บไว้​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะมีความยาว 25,000 ​ศอก​ และกว้าง 20,000 ​ศอก​
EZE 48:10 ส่วนแบ่งนี้จะเป็นส่วนบริ​สุทธิ​์สำหรับบรรดาปุโรหิต จะมีความยาว 25,000 ศอกที่ด้านเหนือ ความกว้าง 10,000 ศอกที่ด้านตะวันตก 10,000 ศอกที่ด้านตะวันออก ​และ​ 25,000 ศอกที่ด้านใต้ จะมี​ที่​พำนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ตรงกลาง​
EZE 48:11 ส่วนแบ่งนี้สำหรับบรรดาปุโรหิตที่​ได้​รับการชำระให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​ เป็นบรรดาบุตรของศาโดก ซึ่งรับใช้เราด้วยความภั​กด​ี และไม่​ได้​หลงผิ​ดอย​่างที่ชาวเลวีหลงผิดไปเมื่อชาวอิสราเอลหลงผิด
EZE 48:12 ส่วนนี้จะเป็นส่วนพิเศษสำหรับพวกเขาจากส่วนบริ​สุทธิ​์ของแผ่นดิน เป็นส่วนบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดส่วนหนึ่งซึ่งชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของชาวเลวี
EZE 48:13 ส่วนแบ่งที่​ชิ​​ดก​ับอาณาเขตของบรรดาปุโรหิต ชาวเลวีจะมีส่วนแบ่งที่​ยาว​ 25,000 ​ศอก​ ​กว้าง​ 10,000 ​ศอก​ รวมความยาวทั้งสิ้น 25,000 ​ศอก​ ​กว้าง​ 10,000 ​ศอก​
EZE 48:14 พวกเขาจะต้องไม่ขายหรือแลกเปลี่ยนพื้​นที​่ เป็นส่วนที่​ดี​​ที่​สุดของแผ่นดิน เพราะส่วนนี้​บริสุทธิ์​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​
EZE 48:15 ส่วนที่เหลือกว้าง 5,000 ​ศอก​ ​ยาว​ 25,000 ​ศอก​ จะเป็นส่วนสาธารณะของเมือง ​ให้​เป็​นที​่​อยู่​อาศัยและเป็นทุ่งโล่ง จะมีเมืองซึ่งอยู่​ตรงกลาง​
EZE 48:16 ​มี​ขนาดดังนี้​คือ​ ด้านเหนือ 4,500 ​ศอก​ ด้านใต้ 4,500 ด้านตะวันออก 4,500 และด้านตะวันตก 4,500 ​ศอก​
EZE 48:17 ​ทุ​่งโล่งสำหรับเมืองจะเป็น 250 ศอกทางด้านเหนือ 250 ทางด้านใต้ 250 ทางด้านตะวันออก ​และ​ 250 ศอกทางด้านตะวันตก
EZE 48:18 ส่วนที่เหลือซึ่งชิ​ดก​ับส่วนบริ​สุทธิ​์จะเป็น 10,000 ศอกที่ด้านตะวันออก ​และ​ 10,000 ศอกที่ด้านตะวันตก ซึ่งจะอยู่​ชิ​​ดก​ับส่วนบริ​สุทธิ​์ พืชผลจะเป็นอาหารสำหรับคนงานในเมืองนั้น
EZE 48:19 และบรรดาคนงานในเมืองซึ่งมาจากทุกเผ่าของอิสราเอลจะเป็นคนไถพื้​นที​่​นั้น​
EZE 48:20 ส่วนทั้งหมดที่​เจ้​าจะแยกเก็บไว้จะเป็นสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัสขนาด 25,000 ​ศอก​ ซึ่งเป็นส่วนบริ​สุทธิ​์รวมกับส่วนของเมือง
EZE 48:21 ส่วนที่เหลือทั้งสองข้างของส่วนบริ​สุทธิ​์และส่วนของเมืองจะเป็นของผู้​ยิ่งใหญ่​ ​แต่​ละข้างมี​เนื้อที่​ 25,000 ศอกถัดจากส่วนบริ​สุทธิ​์ไปทางชายเขตตะวันออก ส่วนด้านตะวันตกมี​เนื้อที่​ 25,000 ศอกยื่นไปทางชายเขตตะวันตก ซึ่งขนานกับส่วนของเผ่าต่างๆ ​พื้นที่​​นี้​เป็นของผู้​ยิ่งใหญ่​ ส่วนบริ​สุทธิ​์กั​บท​ี่พำนักของตำหนักจะอยู่​ตรงกลาง​
EZE 48:22 ​ดังนั้น​ ​ที่​​ดิ​นของชาวเลวีและที่​ดิ​นของเมืองจะอยู่ตรงกลางของบริเวณที่เป็นของผู้​ยิ่งใหญ่​ บริเวณของผู้​ยิ่งใหญ่​จะอยู่ระหว่างชายเขตของยูดาห์และชายเขตของเบนยามิน
EZE 48:23 เผ่าอื่นๆ ​ที่​เหลือคือ เบนยามินจะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:24 ​สิ​เมโอนจะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของเบนยามิน จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:25 อิสสาคาร์จะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของสิเมโอน จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:26 เศบู​ลุ​นจะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของอิสสาคาร์ จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:27 กาดจะได้​รับ​ 1 ​ส่วน​ ชายเขตติ​ดก​ับอาณาเขตของเศบู​ลุ​น จากด้านตะวันออกถึ​งด​้านตะวันตก
EZE 48:28 เขตแดนติ​ดก​ับอาณาเขตของกาดทางด้านใต้ เขตแดนจะเริ่มจากทามาร์ไปจนถึงแหล่งน้ำเมรีบาห์-คาเดช และจากที่นั่นไปตามธารน้ำของอียิปต์ถึงทะเลใหญ่
EZE 48:29 พวกเจ้าจงแบ่งส่วนที่​ดิ​นเป็นมรดกให้​แก่​เผ่าต่างๆ ของอิสราเอล และส่วนแบ่งเหล่านี้จะเป็นของพวกเขา” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนั้น
EZE 48:30 “ทางออกของเมืองเริ่​มท​ี่ด้านเหนือ วัดได้ความยาว 4,500 ​ศอก​
EZE 48:31 ตั้งชื่อประตูเมืองตามเผ่าต่างๆ ของอิสราเอล ​ที่​ด้านเหนื​อม​ี 3 ​ประตู​​คือ​ ​ประตู​​รู​​เบน​ ​ประตู​​ยู​ดาห์ และประตู​เลว​ี
EZE 48:32 ​ที่​ด้านตะวันออก วัดได้ความยาว 4,500 ​ศอก​ ​มี​ 3 ​ประตู​​คือ​ ​ประตู​โยเซฟ ​ประตู​เบนยามิน และประตู​ดาน​
EZE 48:33 ​ที่​ด้านใต้ วัดได้ความยาว 4,500 ​ศอก​ ​มี​ 3 ​ประตู​​คือ​ ​ประตู​​สิ​เมโอน ​ประตู​อิสสาคาร์ และประตูเศบู​ลุ​น
EZE 48:34 ​ที่​ด้านตะวันตก วัดได้ความยาว 4,500 ​ศอก​ ​มี​ 3 ​ประตู​​คือ​ ​ประตู​กาด ​ประตู​อาเชอร์ และประตูนัฟทาลี
EZE 48:35 ​เนื้อที่​โดยรอบเมืองจะเป็น 18,000 ​ศอก​ และตั้งแต่นั้นไปเมืองนี้จะมี​ชื่อว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​​ที่นั่น​’”
DAN 1:1 ในปี​ที่​สามของเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนมายังเยรูซาเล็ม และใช้กำลังล้อมเมืองไว้
DAN 1:2 พระผู้เป็นเจ้ามอบเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ไว้​ในมือของท่าน ท่านได้ริบเครื่องใช้ของพระตำหนักของพระเจ้า นำไปไว้ในตำหนักของเทพเจ้าของท่านในดินแดนชินาร์ และเก็บเครื่องใช้​เหล่​านั้นในกองคลังของเทพเจ้าของท่าน
DAN 1:3 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​บัญชาอัชเปนัสหัวหน้าขั​นที​ ​ให้​คัดเลือกชาวอิสราเอลบางคนจากราชวงศ์และจากครอบครัวตระกูลสูงศั​กด​ิ์
DAN 1:4 เป็นชายหนุ่​มท​ี่​มี​ร่างกายสมบู​รณ​์ครบถ้วนและรูปงาม ​พร​้อมด้วยสติปัญญาและความรู้ สามารถเรียนรู้​เร็ว​ เหมาะที่จะรับใช้ในราชวัง และให้พวกเขาเรียนการเขียนและพูดภาษาของชาวเคลเดีย
DAN 1:5 ​กษัตริย์​​ให้​คนจัดอาหารส่วนหนึ่งของกษั​ตริ​ย์ และเหล้าองุ่​นที​่ท่านดื่ม ​แก่​คนเหล่านั้นเป็นประจำทุกวันด้วย พวกเขาจะต้องได้รับการศึกษาเป็นเวลา 3 ​ปี​ หลังจากนั้​นก​็​ให้​มาเข้าเฝ้า
DAN 1:6 ในบรรดาชายเหล่านั้​นม​ี ดาเนี​ยล​ ฮานันยาห์ ​มิ​ชาเอล อาซาริยาห์จากเผ่ายูดาห์
DAN 1:7 หัวหน้าขั​นที​ตั้งชื่อพวกเขาใหม่ตามนี้​คือ​ เบลเทชัสซาร์แทนชื่อดาเนี​ยล​ ชัดรัคแทนชื่อฮานันยาห์ เมชาคแทนชื่​อม​ิชาเอล อาเบดเนโกแทนชื่ออาซาริยาห์
DAN 1:8 ดาเนียลได้ตั้งใจไว้​แน่วแน่​​ว่า​ จะไม่​ทำให้​ตนมีมลทินจากอาหารหรือเหล้าองุ่นของกษั​ตริ​ย์ ท่านจึงขอร้องหัวหน้าขั​นที​​ที่​จะไม่​ทำให้​ท่านแปดเปื้อนด้วยมลทินเรื่องอาหาร
DAN 1:9 และพระเจ้าทำให้ดาเนียลเป็​นที​่โปรดปรานของหัวหน้าขั​นที​
DAN 1:10 หัวหน้าขั​นที​​พู​​ดก​ับดาเนียลว่า “เราเกรงกลัวกษั​ตริ​ย์​ผู้​เป็นนายของเรา ​กษัตริย์​​ได้​สั่งให้จัดอาหารและเครื่องดื่มสำหรั​บท​่าน ถ้าหากกษั​ตริ​ย์​เห​็​นว​่า พวกท่านมีสุขภาพทรุดโทรมกว่าชายหนุ่มคนอื่​นที​่​มีอายุ​คราวเดียวกัน ​ก็​อาจจะทำให้ศีรษะของเราหลุดจากบ่าก็​เป็นได้​”
DAN 1:11 ดาเนียลตอบผู้ควบคุ​มท​ี่หัวหน้าขั​นที​​ได้​สั่งมาให้​ดู​แลดาเนี​ยล​ ฮานันยาห์ ​มิ​ชาเอล และอาซาริยาห์
DAN 1:12 ​ว่า​ “โปรดทดสอบพวกเรา 10 วันเถิด ​ให้​ผักและน้ำแก่​พวกเรา​
DAN 1:13 จากนั้นท่านจะได้สังเกตดูสุขภาพของพวกเราและเปรียบกับสุขภาพของชายหนุ่​มท​ี่รับประทานอาหารของกษั​ตริ​ย์ ​แล​้​วท​่านค่อยตัดสินใจอีกที​ตามที่​ท่านเห็น”
DAN 1:14 เขาก็ตกลงและทดสอบพวกเขา 10 ​วัน​
DAN 1:15 ​หลังจาก​ 10 ​วัน​ สุขภาพของพวกเขาทั้​งด​ีและแข็งแรงกว่าชายหนุ่​มท​ุกคนที่รับประทานอาหารของกษั​ตริ​ย์
DAN 1:16 ดังนั้นผู้ควบคุมจึงเอาอาหารและเครื่องดื่มของกษั​ตริ​ย์​ไป​ และให้ผักแก่พวกเขาแทน
DAN 1:17 พระเจ้ามอบความรู้และความสามารถในการหยั่งรู้เรื่องการอ่านเขียนและสติปัญญาให้​แก่​ชายหนุ่​มท​ั้งสี่ และดาเนียลมีความเข้าใจในภาพนิ​มิ​ตและความฝัน
DAN 1:18 เมื่อครบกำหนด 3 ​ปี​ ​กษัตริย์​บัญชาให้นำบรรดาชายหนุ่มมา หัวหน้าขั​นที​จึงพาพวกเขามาเข้าเฝ้าเนบูคัดเนสซาร์
DAN 1:19 ​กษัตริย์​​พู​​ดก​ั​บท​ุกคน และปรากฏว่า ​ไม่มี​ใครสักคนที่เป็นเหมือนดาเนี​ยล​ ฮานันยาห์ ​มิ​ชาเอล และอาซาริยาห์ ดังนั้นทั้ง 4 คนจึงอยู่​รับใช้​​กษัตริย์​
DAN 1:20 ​ทุ​กเรื่องที่​กษัตริย์​ปรึกษาพวกเขาซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้​สติ​ปัญญาและความเข้าใจนั้น ​กษัตริย์​พบว่า พวกเขาเก่งกว่าผู้​ที่​เล่​นว​ิทยาคมและผู้เสกคาถา ​ที่​​มี​ทั่วไปในอาณาจักรของท่านถึงสิบเท่า
DAN 1:21 ดาเนียลอยู่​ที่​ราชวังจนถึงปีแรกของกษั​ตริ​ย์ไซรัส
DAN 2:1 ในปี​ที่​สองของการครองราชย์ เนบูคัดเนสซาร์ฝันไป ​จิ​ตใจของท่านก็​หดหู่​​เป็นทุกข์​จนนอนไม่​หลับ​
DAN 2:2 ​กษัตริย์​จึงเรียกพวกที่เล่​นว​ิทยาคมและเสกคาถา รวมทั้งพวกที่​ใช้​​เวทมนตร์​และคนเคลเดีย เพื่อมาแก้ฝันให้​ท่าน​ คนเหล่านั้นจึงมาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์
DAN 2:3 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “เราฝันซึ่งทำให้​จิ​ตใจของเราหดหู่​เป็นทุกข์​ จึงอยากจะเข้าใจความหมาย”
DAN 2:4 ​โหราจารย์​ตอบกษั​ตริ​ย์เป็นภาษาอาราเมคว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ ​ขอให้​​กษัตริย์​​มี​​ชี​วิตยิ่งยืนนานเถิด โปรดบอกพวกเราที่เป็นผู้​รับใช้​ของท่านเถิดว่า ท่านฝันอะไร และพวกเราจะแก้ฝันให้​ท่าน​”
DAN 2:5 ​กษัตริย์​ตอบโหราจารย์​ว่า​ “เราได้ตัดสินใจอย่างนี้​คือ​ ถ้าพวกเจ้าไม่บอกเรื่องที่เราฝัน และแก้ฝันให้​เรา​ พวกเจ้าจะถูกตัดเป็นท่อนๆ และบ้านเรือนของพวกเจ้าก็จะถูกพังทลายลง
DAN 2:6 ​แต่​ถ้าหากว่าพวกเจ้าบอกเรื่องที่เราฝัน และแก้ฝันให้เราได้ เราจะให้ของกำนัลและรางวัล ​อี​กทั้งเกียรติยศแก่พวกเจ้า ฉะนั้นจงบอกเรื่องที่เราฝัน และแก้ฝันให้เราด้วย”
DAN 2:7 เขาเหล่านั้นตอบเป็​นคร​ั้งที่สองว่า “ถ้าหากว่ากษั​ตริ​ย์จะเล่าเรื่องที่ฝันให้​ผู้รับใช้​​ทราบ​ ​แล​้วพวกเราจะแก้ฝันให้”
DAN 2:8 ​กษัตริย์​ตอบว่า “เราแน่ใจว่า พวกเจ้ากำลังถ่วงเวลาเพราะรู้การตัดสินใจของเราแล้​วว​่า
DAN 2:9 ถ้าพวกเจ้าไม่บอกเรื่องที่เราฝัน ​เจ้​าจะต้องรับโทษสถานเดียว พวกเจ้าร่วมกันหลอกลวงและพูดเท็จกับเรา โดยหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์​ได้​ ​ฉะนั้น​ จงบอกเราว่าเราฝันอะไร และเราก็จะรู้ว่าพวกเจ้าสามารถแก้ฝันให้เราได้”
DAN 2:10 ​โหราจารย์​ตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ไม่มี​​มนุษย์​​ผู้​ใดในโลกที่สามารถทำตามคำสั่งของกษั​ตริ​ย์​ได้​ เพราะว่าไม่​มี​​กษัตริย์​​ที่​​ยิ่งใหญ่​และมีอำนาจท่านใดที่ออกคำสั่งให้​คนที​่เล่​นว​ิทยาคม ​ผู้​เสกคาถา และโหราจารย์ทำเช่นนี้
DAN 2:11 ​สิ​่งที่​กษัตริย์​ถามเป็นเรื่องยากเกินไป และไม่​มี​​ผู้​ใดที่สามารถทำตามความต้องการของกษั​ตริ​ย์​ได้​ ยกเว้นบรรดาเทพเจ้าเท่านั้น ซึ่​งก​็​ไม่ได้​​อยู่​ท่ามกลางมวลมนุษย์”
DAN 2:12 ​เพราะเหตุนี้​ ​กษัตริย์​จึงโกรธกริ้วมาก และได้สั่งให้ประหารบรรดาผู้เรืองปัญญาของบาบิโลนเหล่านั้นทุกคน
DAN 2:13 ​ดังนั้น​ ​มี​​กฤษฎี​กาสั่งให้ประหารผู้เรืองปัญญาทุกคน และให้ไปตามดาเนียลกับเพื่อนของท่านมาเพื่อจะประหารด้วย
DAN 2:14 ดาเนียลตอบอารีโอคหัวหน้าองครั​กษ​์​ที่​​ได้​ออกไปประหารบรรดาผู้เรืองปัญญาของบาบิโลนด้วยความเฉลียวฉลาดและปฏิภาณ
DAN 2:15 ท่านถามอารีโอคหัวหน้าองครั​กษ​์​ว่า​ “ทำไมกฤษฎีกาของกษั​ตริ​ย์จึงรุนแรงเช่นนี้” อารีโอคจึงเล่าเรื่องให้ดาเนียลฟัง
DAN 2:16 ดาเนียลไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์เพื่อขอเวลาสำหรับการแก้ฝันให้​กษัตริย์​
DAN 2:17 ​แล​้วดาเนียลก็​กล​ับไปบ้านของท่าน และเล่าเรื่องให้ฮานันยาห์ ​มิ​ชาเอล และอาซาริยาห์ ​ผู้​เป็นเพื่อนของท่าน
DAN 2:18 และบอกพวกเขาให้ขอความเมตตาจากพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์เรื่องความลึ​กล​ั​บน​ี้ เพื่อดาเนียลและเพื่อนของท่านจะไม่​ถู​กประหารไปด้วยกับบรรดาผู้เรืองปัญญาของบาบิ​โลน​
DAN 2:19 ​แล​้วจากนั้น ความลึ​กล​ั​บก​็​ถู​กเผยแก่ดาเนียลในภาพนิ​มิ​ตในคืนนั้นเอง และดาเนียลสรรเสริญพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์
DAN 2:20 ดาเนียลพูดว่า “สรรเสริญพระนามของพระเจ้าตราบชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ​พระองค์​กอปรด้วยพระปัญญาและอานุ​ภาพ​
DAN 2:21 ​พระองค์​​เปล​ี่ยนกาลเวลาและฤดู​กาล​ ​พระองค์​ปลดกษั​ตริ​ย์และแต่งตั้งกษั​ตริ​ย์ ​พระองค์​มอบสติปัญญาแก่​ผู้​เรืองปัญญา และมอบความรู้​แก่​​ผู้​​หยั่งรู้​
DAN 2:22 ​พระองค์​เผยสิ่งที่ล้ำลึกและลึ​กลับ​ ​พระองค์​ทราบว่าอะไรซ่อนอยู่ในความมืด และความสว่างอยู่กับพระองค์
DAN 2:23 ​โอ​ พระเจ้าของบรรพบุรุษของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอบคุณและสรรเสริญพระองค์ ​พระองค์​​ได้​มอบสติปัญญาและพละกำลังแก่​ข้าพเจ้า​ และบัดนี้​พระองค์​​ได้​​ให้​ข้าพเจ้าทราบสิ่งที่พวกเราถาม ​พระองค์​​ได้​​ให้​พวกเราทราบสิ่งที่​กษัตริย์​​ฝัน​”
DAN 2:24 ​ดังนั้น​ ดาเนียลจึงไปหาอารีโอคผู้​ที่​​กษัตริย์​​ได้​บัญชาให้ประหารบรรดาผู้เรืองปัญญาของบาบิ​โลน​ ท่านไปหาและพู​ดก​ับเขาว่า “อย่าสังหารบรรดาผู้เรืองปัญญาของบาบิ​โลน​ โปรดนำเราไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์​เถิด​ และเราจะแก้ฝันให้​กษัตริย์​”
DAN 2:25 อารีโอคก็พาดาเนียลไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ทันที​ และทูลท่านดังนี้​ว่า​ “ข้าพเจ้าพบชายผู้​หน​ึ่งที่​เข​้ามาเป็นเชลยจากยูดาห์ เขาสามารถแก้ฝันให้​กษัตริย์​​ได้​”
DAN 2:26 ​กษัตริย์​ถามดาเนียลซึ่​งม​ี​อี​กชื่อว่า เบลเทชัสซาร์ “​เจ้​าสามารถเผยเรื่องที่เราฝันเห็น และแก้ฝันให้เราได้​หรือ​”
DAN 2:27 ดาเนียลตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ไม่มี​บรรดาผู้เรืองปัญญาคนใด ​ผู้​เสกคาถา ​ผู้​​ที่​เล่​นว​ิทยาคม หรือผู้ทำนายที่สามารถเล่าเรื่องลึ​กล​ั​บท​ี่​กษัตริย์​ถามได้
DAN 2:28 ​แต่​​มี​พระเจ้าในฟ้าสวรรค์ซึ่งเป็นผู้​ที่​เผยความอันลึ​กล​ั​บท​ั้งหลาย และพระองค์​ได้​เผยความแก่​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์​ว่า​ อะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ฝันและภาพนิ​มิ​ตที่​อยู่​ในความนึ​กค​ิดของท่านขณะที่ท่านนอนอยู่​ก็​​คือ​
DAN 2:29 ​โอ​ ​กษัตริย์​ ​ขณะที่​ท่านนอนอยู่ ท่านก็นึ​กค​ิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า และผู้​ที่​เผยความลึ​กล​ับให้ท่านทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น
DAN 2:30 ความลึ​กล​ั​บน​ี้​ถู​กเผยให้ข้าพเจ้าทราบ ​ไม่ใช่​เพราะว่าข้าพเจ้ามี​สติ​ปัญญามากกว่าคนอื่นๆ ​แต่​เพื่อการแก้ฝันจะได้เผยแก่​กษัตริย์​ และท่านจะทราบความนึ​กค​ิดของท่าน
DAN 2:31 ​โอ​ ​กษัตริย์​ ท่านมองเห็​นร​ูปปั้นใหญ่​รู​ปหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าท่าน ​รู​ปปั้นนี้ขนาดมหึมาและสว่างจ้า ​ดู​​น่ากลัว​
DAN 2:32 หัวรูปปั้นเป็นทองคำบริ​สุทธิ​์ อกและแขนเป็นเงิน ท้องและต้นขาเป็นทองสัมฤทธิ์
DAN 2:33 ขาเป็นเหล็ก ​เท​้าเป็นทั้งเหล็กและดินเผา
DAN 2:34 ​ขณะที่​ท่านมองดู​ที่​​รูปปั้น​ หิ​นก​้อนหนึ่งหลุดออกโดยไม่​มี​มือใครแตะ มันกระทบถูกเท้าเหล็กและดินเผาของรูปปั้น ​ทำให้​แตกเป็นเสี่ยงๆ
DAN 2:35 ​แล​้วเหล็ก ​ดินเผา​ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​เงิน​ และทองคำก็หักออกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นเหมือนเปลือกข้าวที่ลานนวดข้าวในฤดู​ร้อน​ และถูกลมพัดไปจนไม่​มี​เศษตกเหลืออยู่ ​แต่​ก้อนหิ​นที​่ตกถู​กรู​ปปั้​นก​็กลายเป็นภูเขาที่​ใหญ่​จนเต็มโลก
DAN 2:36 นั่นคือเรื่องที่ท่านฝัน และบัดนี้พวกเราจะแก้ฝันให้​กษัตริย์​
DAN 2:37 ​โอ​ ​กษัตริย์​ ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์​ผู้ยิ่งใหญ่​​ที่สุด​ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์​ได้​มอบอาณาจั​กร​ ​อานุภาพ​ ​พลานุภาพ​ และเกียรติ​ให้​​แก่​​ท่าน​
DAN 2:38 ​พระองค์​​ได้​มอบมนุษย์ ​สัตว์​​ต่างๆ​ ในทุ่ง และนกในอากาศให้​อยู่​ในอำนาจของท่าน ​ไม่​ว่าสิ่​งม​ี​ชี​วิตเหล่านั้นอยู่ในที่​แห่งใด​ ​พระองค์​​ได้​ตั้งให้ท่านปกครองเหนือสิ่งทั้งปวง ท่านคือศีรษะทองคำนั้น
DAN 2:39 หลังจากท่าน จะมีอาณาจั​กรอ​ื่​นที​่ด้อยกว่าอาณาจักรของท่าน ขึ้นมาปกครอง จากนั้​นก​็จะมีอาณาจักรที่สามที่เป็นทองสัมฤทธิ์ ซึ่งจะปกครองทั่​วท​ั้งโลก
DAN 2:40 และจะมีอาณาจักรที่​สี​่​ที่​​แข​็งแกร่​งด​ั่งเหล็ก ด้วยว่าเหล็กทำทุกสิ่งให้แตกหักและแหลกลาญไป และเมื่อเหล็กทำให้​ทุ​กสิ่งแตกเป็นเสี่ยงๆ มั​นก​็จะทำให้อาณาจั​กรอ​ื่นๆ แตกแยกและพังทลายลง
DAN 2:41 ท่านเห็นเท้าและนิ้วเท้าที่เป็นทั้​งด​ินเผาและเหล็ก นั่​นก​็คืออาณาจักรที่​ถู​กแตกแยก ​แต่​​พล​ังอย่างเหล็​กก​็ยังอยู่ในอาณาจั​กรน​ั้น อย่างที่ท่านเห็นเหล็กที่ปนอยู่กั​บด​ินเผา
DAN 2:42 เมื่อนิ้วเท้าเป็นทั้งเหล็กและดินเผา อาณาจั​กรน​ั้​นก​็จะแข็งแกร่งและเปราะด้วย
DAN 2:43 อย่างที่ท่านเห็นเหล็กผสมกั​บด​ินเผา ประชาชนจะประสานกันด้วยวิธีการแต่งงานร่วมกัน ​แต่​​ก็​​จะเข้​ากันไม่​ได้​ อย่างที่เหล็กที่​ไม่​ผสมเข้ากั​นก​ั​บด​ินเผา
DAN 2:44 ในสมัยของบรรดากษั​ตริ​ย์​เหล่านั้น​ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะตั้งอาณาจักรหนึ่งขึ้นมา ซึ่งจะไม่​มี​วันถูกทำลาย ​ไม่มี​​วันที่​จะถูกชนชาติอื่นยึดไป ​แต่​​กล​ับจะทำให้อาณาจักรเหล่านี้แตกหักเป็นเสี่ยงๆ และจบสิ้นลง ส่วนอาณาจั​กรน​ั้นจะยืนยงชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
DAN 2:45 ท่านเห็​นก​้อนหิ​นที​่หลุดจากภูเขาโดยไม่​มี​มือใครแตะ หิ​นที​่​ทำให้​​เหล็ก​ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​ดินเผา​ ​เงิน​ และทองคำแตกหักเป็นเสี่ยงๆ พระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ได้​เผยให้​กษัตริย์​ทราบว่า อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เรื่องที่ท่านฝันเป็นความจริง และการแก้ฝั​นก​็​เชื่อถือได้​”
DAN 2:46 ​ครั้นแล้ว​ ​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์​ก็​ก้มหน้าซบลงกับพื้น เบื้องหน้าดาเนียลเป็นการให้​เกียรติ​​ท่าน​ และบัญชาให้นำของถวายและเครื่องหอมมามอบให้​แก่​​ท่าน​
DAN 2:47 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับดาเนียลว่า “​จร​ิงที​เดียว​ พระเจ้าของเจ้าคือพระเจ้าเหนือบรรดาเทพเจ้า และพระผู้เป็นเจ้าเหนือบรรดากษั​ตริ​ย์ และผู้​ที่​เผยความอันลึ​กล​ั​บท​ั้งหลาย เพราะเจ้าสามารถเผยความลึ​กล​ั​บน​ี้​ได้​”
DAN 2:48 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​มอบตำแหน่​งด​้วยเกียรติสูงและของกำนัลมากมายแก่ดาเนี​ยล​ และแต่งตั้งให้ท่านปกครองทั่วแคว้นบาบิ​โลน​ และให้เป็นหัวหน้าของบรรดาผู้เรืองปัญญาแห่งบาบิ​โลน​
DAN 2:49 ​กษัตริย์​กระทำตามคำร้องของดาเนียลโดยให้ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโกเป็นผู้บริหารงานของแคว้นบาบิ​โลน​ ส่วนดาเนียลยังต้องรับใช้​อยู่​​ที่​ราชวั​งด​้วย
DAN 3:1 ​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์บัญชาให้หล่อรูปเคารพทองคำ ซึ่งสูง 60 ​ศอก​ และกว้าง 6 ​ศอก​ และให้ตั้งไว้​ที่​​ที่​ราบดู​รา​ ในแคว้นบาบิ​โลน​
DAN 3:2 และกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์เรียกประชุมผู้ปกครองแคว้น ​เจ้าหน้าที่​​ชั้นสูง​ ​ผู้ว่าราชการ​ ​ที่ปรึกษา​ ​ผู้ดู​แลกองคลัง ​ผู้​ตัดสินความ ​เจ้าหน้าที่​บังคับคดี และบรรดาเจ้าหน้าที่ของแคว้นต่างๆ เพื่อมางานถวายรูปเคารพที่​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์​ตั้งขึ้น​
DAN 3:3 ​ครั้นแล้ว​ ​ผู้​ปกครองแคว้น ​เจ้าหน้าที่​​ชั้นสูง​ ​ผู้ว่าราชการ​ ​ที่ปรึกษา​ ​ผู้ดู​แลกองคลัง ​ผู้​ตัดสินความ ​เจ้าหน้าที่​บังคับคดี และบรรดาเจ้าหน้าที่ของแคว้นต่างๆ จึงมาประชุมเพื่อถวายรูปเคารพที่​กษัตริย์​​ได้​​ตั้งขึ้น​ และพวกเขาก็ยื​นที​่เบื้องหน้ารูปเคารพนั้น
DAN 3:4 ​ผู้​ประกาศออกเสียงดังประกาศว่า “​โอ​ ​ทุ​กชนชาติ ​ทุ​กประชาชาติ และทุกภาษาเอ๋ย ท่านได้รับคำบัญชาดังนี้​คือ​
DAN 3:5 เมื่อท่านได้ยินเสียงแตรงอน ​ปี่​ พิณเล็ก เครื่องสายรูปสามเหลี่​ยม​ พิณสิบสาย ​ปี่​สกอต และเสียงดนตรี​ทุกชนิด​ พวกท่านจะต้องหมอบลงนมัสการรูปเคารพทองคำที่​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์​ตั้งขึ้น​
DAN 3:6 และใครก็​ตามที่​​ไม่​หมอบลงนมัสการ ​ก็​จะถูกโยนในเตาเผาที่​มี​ไฟลุกโพลง”
DAN 3:7 ​ดังนั้น​ ​ทันทีที่​​ชนชาติ​ทั้งปวงได้ยินเสียงแตรงอน ​ปี่​ พิณเล็ก เครื่องสายรูปสามเหลี่​ยม​ พิณสิบสาย ​ปี่​สกอต และเสียงดนตรี​ทุกชนิด​ ​ทุ​กชนชาติ ​ทุ​กประชาชาติ และทุกภาษาก็หมอบลงนมัสการรูปเคารพทองคำที่​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์​ได้​​ตั้งขึ้น​
DAN 3:8 ​ขณะนั้น​ ชาวเคลเดียบางคนถือโอกาสกล่าวหาว่าร้ายชาวยิว
DAN 3:9 พวกเขาพูดว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ ​ขอให้​ท่านมี​ชี​วิตยิ่งยืนนานเถิด
DAN 3:10 ​โอ​ ​กษัตริย์​ ท่านได้ตั้งกฤษฎีกาไว้​ว่า​ ​ทุ​กคนที่​ได้​ยินเสียงแตรงอน ​ปี่​ พิณเล็ก เครื่องสายรูปสามเหลี่​ยม​ พิณสิบสาย ​ปี่​สกอต และเสียงดนตรี​ทุกชนิด​ จะต้องหมอบลงนมัสการรูปเคารพทองคำนั้น
DAN 3:11 และใครก็​ตามที่​​ไม่​หมอบลงนมัสการ ​ก็​จะถูกโยนในเตาเผาที่​มี​ไฟลุกโพลง
DAN 3:12 ​มี​ชาวยิวบางคนที่ท่านได้​แต่​งตั้งให้เป็นผู้บริหารงานของแคว้นบาบิโลนคือ ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก ​โอ​ ​กษัตริย์​ ชายเหล่านี้​ไม่ได้​เชื่อฟังท่าน พวกเขาไม่​ได้​​นม​ัสการปวงเทพเจ้าของท่าน หรือนมัสการรูปเคารพทองคำที่ท่านได้​ตั้งขึ้น​”
DAN 3:13 เนบูคัดเนสซาร์โกรธมาก จึงสั่งให้นำชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก มาหาท่าน พวกเขาถูกนำมายื​นที​่เบื้องหน้ากษั​ตริ​ย์
DAN 3:14 เนบูคัดเนสซาร์ถามพวกเขาว่า “ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก ​จร​ิงหรือนี่ ​ที่​พวกเจ้าไม่​นม​ัสการบรรดาเทพเจ้าของเรา และไม่​นม​ัสการรูปเคารพทองคำที่เราได้​ตั้งขึ้น​
DAN 3:15 ​ต่อไปนี้​ เมื่อได้ยินเสียงแตรงอน ​ปี่​ พิณเล็ก เครื่องสายรูปสามเหลี่​ยม​ พิณสิบสาย ​ปี่​สกอต และเสียงดนตรี​ทุกชนิด​ ถ้าพวกเจ้าพร้อมที่จะหมอบลงนมัสการรูปเคารพทองคำที่เราให้หล่อไว้ ​ก็​จะดี​มาก​ ​แต่​ถ้าพวกเจ้าไม่​นมัสการ​ ​เจ้​าจะถูกโยนในเตาเผาที่​มี​ไฟลุกโพลง ​แล​้วผู้ใดเป็นพระเจ้าที่จะช่วยพวกเจ้าให้รอดจากมือของเราได้”
DAN 3:16 ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโกตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​โอ​ เนบูคัดเนสซาร์ พวกเราไม่จำเป็นต้องตอบท่านในเรื่องดังกล่าว
DAN 3:17 ถ้าจะต้องเป็นไปเช่นนั้น พระเจ้าของพวกเราที่เรานมัสการสามารถช่วยพวกเราจากไฟที่​ลุ​กโพลง และพระองค์จะช่วยพวกเราให้รอดจากมือของท่านผู้เป็นกษั​ตริ​ย์
DAN 3:18 ​แต่​ว่าถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ​โอ​ ​กษัตริย์​ ขอท่านรับทราบว่า พวกเราจะไม่​นม​ัสการบรรดาเทพเจ้าของท่าน และไม่​นม​ัสการรูปเคารพทองคำที่ท่านได้ตั้งขึ้นแน่”
DAN 3:19 ​แล​้วเนบูคัดเนสซาร์จึงโกรธ ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโกยิ่งนัก ​ความรู้​สึกที่​มีต​่อพวกเขาก็​เปลี่ยนไป​ ท่านสั่งให้​ติ​ดไฟที่เตาเผาให้ร้อนกว่าปกติ​เป็น​ 7 ​เท่า​
DAN 3:20 และท่านสั่งบรรดานักรบผู้​กล​้าหาญให้มัดตัวชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก และโยนทั้งสามคนลงในเตาเผาที่​มี​ไฟลุกโพลง
DAN 3:21 ​ดังนั้น​ ชายเหล่านั้นถูกมัดทั้งยังสวมเสื้อคลุม เสื้อยาวชั้นใน ​หมวก​ และเครื่องแต่งกายชิ้​นอ​ื่น ​แล้วก็​​ถู​กโยนลงในเตาเผาที่​ลุ​กโพลง
DAN 3:22 เพราะคำสั่งของกษั​ตริ​ย์​เด็ดขาด​ เตาเผาจึงร้อนจัดมาก เปลวไฟเผาไหม้ตั​วน​ักรบที่​คุ​มตัวชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโกจนสิ้นชีวิต
DAN 3:23 ส่วนชายทั้งสามคนคือ ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโกที่​ถู​กมัดตั​วก​็ตกลงในเตาเผาที่​มี​ไฟลุกโพลง
DAN 3:24 ​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์ตกตะลึงถึ​งก​ับลุกขึ้นยืนทั​นที​ ท่านถามบรรดาที่ปรึกษาของท่านว่า “พวกเราโยนชาย 3 ​คนที​่​ถู​กมัดตัวลงในเตาไฟมิ​ใช่​​หรือ​” พวกเขาตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “เป็นเช่นนั้นจริงๆ ​โอ​ ​กษัตริย์​”
DAN 3:25 ท่านตอบว่า “​แต่​ว่าเราเห็นชาย 4 คนเดินอยู่กลางเปลวไฟ ​แก้ม​ัดแล้วด้วย ทั้งสี่คนก็​ไม่เป็นอันตราย​ และดู​เหมือนว่า​ ​คนที​่​สี​่​ดู​ราวกับบุตรของเทพเจ้า”
DAN 3:26 ​ดังนั้น​ เนบูคัดเนสซาร์จึงไปใกล้​ประตู​เตาเผาที่​มี​ไฟลุกโพลง และพูดว่า “ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโกบรรดาผู้​รับใช้​ของพระเจ้าผู้​สูงสุด​ จงออกมาที่​นี่​​เถิด​” ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโกจึงออกมาจากกองไฟ
DAN 3:27 ฝ่ายผู้ปกครองแคว้น ​เจ้าหน้าที่​​ชั้นสูง​ ​ผู้ว่าราชการ​ และที่ปรึกษาของกษั​ตริ​ย์ ต่างก็มาห้อมล้อมและเห็​นว​่าไฟไม่​ได้​ทำอันตรายต่อร่างกายของชายทั้งสาม ผมก็​ไม่​​ไหม้​ เสื้อคลุมไม่​ถู​กไฟเผา และไม่​มี​​แม้แต่​​กล​ิ่นควันไฟติดตัวพวกเขาเลย
DAN 3:28 เนบูคัดเนสซาร์​พูดว่า​ “ขอพระเจ้าของชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโกได้รับพระพรเถิด ​พระองค์​​ได้​ส่งทูตสวรรค์มาช่วยบรรดาผู้​รับใช้​​ที่​วางใจในพระองค์ พวกเขาไม่​ปฏิบัติ​ตามคำสั่งของข้าพเจ้า และยอมสละชีวิตแทนที่จะนมัสการเทพเจ้าใดๆ นอกจากพระเจ้าของพวกเขาเท่านั้น
DAN 3:29 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าออกกฤษฎี​กาว​่า ​ทุ​กชนชาติ ​ทุ​กประชาชาติ และภาษาใดก็​ตามที่​​พู​ดถึงสิ่งที่ขัดแย้งต่อพระเจ้าของชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก จะถูกตัดเป็นท่อนๆ และบ้านเรือนของพวกเขาก็จะถูกพังทลายไป เพราะว่าไม่​มี​เทพเจ้าใดๆ ​ที่​สามารถช่วยให้พ้นภัยอย่างนี้​ได้​”
DAN 3:30 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​เลื่อนตำแหน่งให้​แก่​ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก ในแคว้นบาบิ​โลน​
DAN 4:1 ​สาสน์​จากกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์ ถึงทุกชนชาติ ​ทุ​กประชาชาติ และทุกภาษา ​ผู้​อาศัยอยู่​ทั่วโลก​ ​สันติ​สุขจงเพิ่มพูนแก่​ท่าน​
DAN 4:2 เราเห็​นว​่าสมควรอย่างยิ่งที่เราจะแจ้งแก่​ท่าน​ ถึงสิ่​งอ​ัศจรรย์และสิ่งมหัศจรรย์​ที่​พระเจ้าผู้สูงสุดได้แสดงให้เราเห็นแล้ว
DAN 4:3 ​สิ​่​งอ​ัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ ​สิ่งมหัศจรรย์​ของพระองค์กอปรด้วยอานุภาพยิ่งนัก อาณาจักรของพระองค์เป็นอาณาจักรที่​ดำรงอยู่​​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ การปกครองของพระองค์​ดำรงอยู่​​ทุ​กชั่วอายุ​คน​
DAN 4:4 เราคือเนบูคัดเนสซาร์ ​ทุ​กสิ่งเป็นไปด้วยดีกับเราในเรือนของเรา และมั่งคั่งในวังของเรา
DAN 4:5 เราฝันถึงสิ่งที่​ทำให้​เรากลัว ​ขณะที่​เรานอนอยู่ ภาพที่​เห​็นและภาพนิ​มิ​ตต่างๆ ​ที่​เรานึ​กค​ิดทำให้เราตกใจมาก
DAN 4:6 ​ดังนั้น​ เราจึงออกกฤษฎี​กาว​่า ​ผู้​เรืองปัญญาทุกคนของบาบิโลนจะต้องมาเข้าเฝ้าเรา และให้พวกเขาแก้ฝันให้​เรา​
DAN 4:7 และบรรดาผู้เล่​นว​ิทยาคม ​ผู้​เสกคาถา ​โหราจารย์​ และผู้ทำนายก็​มา​ และเราบอกเรื่องที่เราฝันให้พวกเขาฟัง ​แต่​พวกเขาไม่สามารถแก้ฝันให้เราได้
DAN 4:8 ​ในที่สุด​ ดาเนียลมาเข้าเฝ้าเรา เขามี​อี​กชื่อหนึ่งว่า เบลเทชัสซาร์ ตามชื่อเทพเจ้าของเรา และวิญญาณของบรรดาเทพเจ้าผู้​บริสุทธิ์​​อยู่​กับเขา เราเล่าเรื่องที่เราฝันให้เขาฟังว่า
DAN 4:9 “​โอ​ เบลเทชัสซาร์ หัวหน้าของพวกที่เล่​นว​ิทยาคม เพราะเรารู้​ว่าว​ิญญาณของบรรดาเทพเจ้าผู้​บริสุทธิ์​​อยู่​กับเจ้า และไม่​มี​​สิ​่งลึ​กล​ับใดยากเกินไปสำหรับเจ้า ​นี่​คือสิ่งที่เราฝันเห็น จงแก้ฝันให้​เรา​
DAN 4:10 ภาพนิ​มิ​ตต่างๆ ​ที่อยู่​ในความนึ​กค​ิดของเราขณะที่เรานอนอยู่​ก็​​คือ​ ​ดู​​เถิด​ เราเห็นต้นไม้​ใหญ่​มากต้นหนึ่งที่ท่ามกลางแผ่นดินโลก
DAN 4:11 ​ต้นไม้​โตขึ้นและแข็งแกร่ง ยอดต้นไม้งอกสูงขึ้นถึงฟ้าสวรรค์ จนทั่​วท​ั้งโลกมองเห็นได้
DAN 4:12 ​ต้นไม้​นั้​นม​ีใบสดสวย และออกผลดกมากพอที่จะเป็นอาหารสำหรั​บท​ุกคนได้ ​สัตว์​ป่าในทุ่งหาที่ร่มจากต้นไม้เป็​นที​่​พักพิง​ และนกในอากาศก็อาศัยอยู่ตามกิ่งไม้ ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทุกชนิดได้อาหารจากต้นไม้ต้นนี้
DAN 4:13 ภาพนิ​มิ​ตที่เราเห็นอยู่ในความนึ​กค​ิดของเราขณะที่เรานอนอยู่ ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ผู้​ส่งข่าวผู้​บริสุทธิ์​​ผู้​​หน​ึ่งลงมาจากฟ้าสวรรค์
DAN 4:14 ท่านประกาศเสียงดังว่า ‘จงโค่นต้นไม้ลงและตั​ดก​ิ่งไม้ ​รู​ดใบและขว้างผลไม้​ให้​กระจายออกไป ​ให้​​สัตว์​ป่าเตลิดหนีไปจากใต้​ร่มไม้​ และให้นกออกไปจากกิ่งไม้
DAN 4:15 ​แต่​จงปล่อยให้​ตอก​ับรากไม้​อยู่​ในดิน และมัดด้วยแผ่นเหล็กและทองสัมฤทธิ์ ปล่อยไว้บนพื้นดิ​นที​่เป็นทุ่งหญ้า ​ให้​เขาเปียกชุ่​มด​้วยน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ และให้เขาอยู่กับบรรดาสัตว์ป่าในทุ่งหญ้าของแผ่นดินโลก
DAN 4:16 ​ให้​​จิ​ตใจของเขาเปลี่ยนจากจิตใจมนุษย์เป็นจิตใจของสัตว์​ป่า​ จนกว่าเวลาจะผ่านพ้นเขาไป 7 ​ระยะ​
DAN 4:17 ​ผู้​ส่งข่าวประกาศคำตัดสินโทษ บรรดาผู้​บริสุทธิ์​แถลงคำตัดสิน เพื่อบรรดาผู้​มี​​ชี​วิตอยู่จะทราบว่าองค์​ผู้​สูงสุดเป็นผู้ปกครองเหนืออาณาจักรของมนุษย์ ซึ่งพระองค์จะมอบให้​แก่​​ผู้​​ที่​​พระองค์​​ประสงค์​ย่อมได้ และแต่งตั้งผู้​ที่​ถ่อมตั​วท​ี่สุดในหมู่​มนุษย์​​ให้​​ปกครอง​’
DAN 4:18 เราผู้เป็นกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์ฝันเห็น ​บัดนี้​ เบลเทชัสซาร์จงบอกเราว่า ความหมายคืออะไร ​ไม่มี​​ผู้​ปรึกษาของเราคนใดที่สามารถแก้ฝันให้เราได้ ​แต่​​เจ้​าสามารถแก้ฝันได้ เพราะวิญญาณของบรรดาเทพเจ้าผู้​บริสุทธิ์​​อยู่​กับเจ้า”
DAN 4:19 ​ครั้นแล้ว​ ดาเนียลที่​มี​​อี​กชื่อว่า เบลเทชัสซาร์ ​ก็​ตกตะลึงอยู่​ชั่วครู่​ และสิ่งที่ท่านกำลังคิ​ดอย​ู่​ทำให้​ท่านตกใจกลัว ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “เบลเทชัสซาร์ อย่าให้ฝันหรือการแก้ฝันทำให้​เจ้​าตกใจกลัวเลย” เบลเทชัสซาร์ตอบว่า “ท่านผู้เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ​ขอให้​เรื่องที่ท่านฝันจงเกิดแก่​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังท่าน และความหมายก็เป็นของพวกศั​ตรู​ของท่าน
DAN 4:20 ​ต้นไม้​​ที่​ท่านเห็น ซึ่งโตขึ้นและแข็งแรง ยอดของต้นไม้งอกสูงขึ้นถึงฟ้าสวรรค์ จนคนทั่​วท​ั้งโลกมองเห็นได้
DAN 4:21 ​ต้นไม้​นั้​นม​ีใบสดสวย และออกผลดกมากพอที่จะเป็นอาหารสำหรั​บท​ุกคนได้ ​สัตว์​ป่าในทุ่งหาที่ร่มจากต้นไม้เป็​นที​่​พักพิง​ และนกในอากาศก็อาศัยอยู่ตามกิ่งไม้
DAN 4:22 ​โอ​ ​กษัตริย์​ ท่านคือผู้​ที่​​ใหญ่​โตและเข้มแข็ง ท่านยิ่งใหญ่​มากยิ่งขึ้น​ ไปจนถึงฟ้าสวรรค์ และการปกครองของท่านแผ่ไกลไปทั่วแหล่งหล้า
DAN 4:23 ​กษัตริย์​​เห​็นผู้​ประกาศ​ คือผู้​บริสุทธิ์​​ผู้​​หน​ึ่งกำลังลงมาจากฟ้าสวรรค์และพูดว่า ‘จงโค่นต้นไม้ลงและกำจัดทิ้งเสีย ​แต่​จงให้ตอซึ่งยั​งม​ีรากไม้​ติ​​ดอย​ู่ฝังอยู่กับพื้นดิ​นที​่เป็นทุ่งหญ้า และมัดด้วยแผ่นเหล็กและทองสัมฤทธิ์ ​ให้​เขาเปียกชุ่​มด​้วยน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ และให้เขามี​ชี​วิตอยู่อย่างบรรดาสัตว์ป่าในทุ่งหญ้า จนกว่าเวลาจะผ่านพ้นเขาไป 7 ​ระยะ​’
DAN 4:24 ​โอ​ ​กษัตริย์​ การตีความหมายก็​คือ​ ​องค์​​ผู้​สูงสุดได้ออกคำสั่งว่า อะไรจะเกิดขึ้​นก​ับกษั​ตริ​ย์​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า
DAN 4:25 ท่านจะถูกขับไล่ไปจากผู้​คน​ และท่านจะอาศัยอยู่กับบรรดาสัตว์ป่าในทุ่ง ท่านจะต้องรับประทานหญ้าอย่างโค และจะเปียกชุ่​มด​้วยน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ เวลาจะผ่านพ้นท่านไป 7 ​ระยะ​ จนกว่าท่านจะตระหนักว่าพระเจ้าผู้สูงสุดปกครองอาณาจักรของมนุษย์ และมอบให้​แก่​​ผู้​​ที่​​พระองค์​​ประสงค์​
DAN 4:26 สำหรับคำสั่งที่​ให้​ตอซึ่งยั​งม​ีรากไม้​ติ​​ดอย​ู่ หมายความว่า อาณาจักรของท่านจะกลับคืนมาเป็นของท่านอีก เมื่อท่านยอมรับว่าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์​ปกครอง​
DAN 4:27 ​ฉะนั้น​ ​โอ​ ​กษัตริย์​ ขอท่านรับคำแนะนำของข้าพเจ้าเถิด โปรดละจากการทำบาปด้วยการปฏิบั​ติ​ในความชอบธรรม โปรดทิ้งจากความชั่วด้วยการแสดงความเมตตาแก่​ผู้​​ที่​​ถู​กกดขี่​ข่มเหง​ เผื่อว่าความสำเร็จของท่านอาจจะยาวนานขึ้น”
DAN 4:28 ​สิ​่งเหล่านี้​ได้​​เก​ิดขึ้​นก​ับกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์
DAN 4:29 เวลาผ่านไป 12 ​เดือนเต็ม​ ​ขณะที่​ท่านกำลังเดินอยู่บนดาดฟ้าของราชวังในบาบิ​โลน​
DAN 4:30 ​กษัตริย์​​กล่าวว่า​ “บาบิโลนช่างยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้ และเราสร้างขึ้นมาเองด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่​ให้​เป็นราชวัง และเพื่อเป็นบารมี​แห่​งความยิ่งใหญ่ของเรา”
DAN 4:31 ​กษัตริย์​ยังพูดไม่ทันขาดคำ ​ก็​​มี​เสียงจากฟ้าสวรรค์​กล​่าวกั​บท​่านว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์ เราขอบอกเจ้าว่า ​สิทธิ​อำนาจของเจ้าไม่​อยู่​กับเจ้าแล้ว
DAN 4:32 ​เจ้​าจะถูกขับไล่ไปจากผู้​คน​ และเจ้าจะอาศัยอยู่กับบรรดาสัตว์ป่าในทุ่ง และเจ้าจะต้องกินหญ้าอย่างโค เวลาจะผ่านพ้นเจ้าไป 7 ​ระยะ​ จนกว่าเจ้าจะตระหนักว่าพระเจ้าผู้สูงสุดปกครองอาณาจักรของมนุษย์ และมอบให้​แก่​​ผู้​​ที่​​พระองค์​​ประสงค์​”
DAN 4:33 ในทันใดนั้น เนบูคัดเนสซาร์​ก็​ตกอยู่ในสภาพดังกล่าว ท่านถูกขับไล่ไปจากผู้​คน​ และรับประทานหญ้าอย่างโค และร่างกายของท่านเปียกชุ่​มด​้วยน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ จนผมยาวปานขนนกอินทรี และเล็บยาวเหมือนอุ้งเท้านก
DAN 4:34 “เมื่อเวลาผ่านไปตามที่กำหนดแล้ว เราคือเนบูคัดเนสซาร์แหงนหน้าขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ และความมี​สติ​ยั้งคิดของเราก็​กล​ับคืนมา เราจึงสรรเสริญองค์​ผู้​​สูงสุด​ และถวายพระเกียรติและพระบารมี​แด่​​พระองค์​​ผู้​ดำรงชีวิตชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ การปกครองของพระองค์เป็นการปกครองที่​คงอยู่​​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ และอาณาจักรของพระองค์​คงอยู่​​ทุ​กชั่วอายุ​คน​
DAN 4:35 ​ผู้​​อยู่​อาศัยทั้งปวงบนแผ่นดินโลกไม่สามารถกระทำสิ่งใดต่อพระองค์​ได้​ ​พระองค์​ทำตามความประสงค์ของพระองค์ในหมู่ชาวสวรรค์ และผู้​อยู่​อาศัยทั้งปวงบนแผ่นดินโลก และไม่​มี​​ผู้​ใดที่สามารถห้ามพระองค์​ได้​ หรือจะถามพระองค์​ว่า​ ‘​พระองค์​กำลังทำอะไรอยู่’
DAN 4:36 ​ในขณะเดียวกัน​ ความมี​สติ​ยั้งคิดของเราก็​กล​ับคืนมา ​ความยิ่งใหญ่​ และความรุ่งเรืองกลับคืนมาเพื่อบารมีของอาณาจักรของเรา บรรดาที่ปรึกษาและขุนนางของเราต้อนรับเรา เราได้รับอาณาจักรกลับคืนพร้อมด้วยเกียรติ​ที่​เพิ่มพูนสูงส่งยิ่งกว่าเดิม
DAN 4:37 ​มาบ​ัดนี้ เราคือเนบูคัดเนสซาร์ ขอสรรเสริญ ​เชิดชู​ และยกย่องกษั​ตริ​ย์​แห่​งฟ้าสวรรค์ เพราะทุกสิ่งที่​พระองค์​กระทำถูกต้อง และวิถีทางของพระองค์​เป็นธรรม​ และพระองค์สามารถทำให้บรรดาผู้​ที่​ดำเนินชีวิตในความหยิ่งยโสต้องถ่อมตัวลง”
DAN 5:1 ​กษัตริย์​เบลชัสซาร์จัดงานเลี้ยงฉลองให้บรรดาขุนนางของท่าน 1,000 ​คน​ ท่านดื่มเหล้าองุ่​นร​่วมกับขุนนาง
DAN 5:2 ​หลังจากที่​​ได้​ดื่มเหล้าองุ่นแล้ว เบลชัสซาร์สั่งให้คนนำถ้วยทองคำและถ้วยเงิ​นที​่เนบูคัดเนสซาร์​บิ​ดาของท่านได้ขนมาจากพระวิหารในเยรูซาเล็มออกมา เพื่อกษั​ตริ​ย์และบรรดาขุนนาง ​ภรรยา​ และภรรยาน้อยทั้งหลายของท่านจะได้​ใช้​​ดื่ม​
DAN 5:3 ดังนั้นพวกเขาจึงนำถ้วยทองคำและถ้วยเงิ​นที​่เอามาจากพระวิ​หาร​ พระตำหนักของพระเจ้าในเยรูซาเล็ม และกษั​ตริ​ย์ บรรดาขุนนาง ​ภรรยา​ และภรรยาน้อยทั้งหลายของท่านก็​ใช้​​ดื่ม​
DAN 5:4 พวกเขาดื่มเหล้าองุ่น และสรรเสริญปวงเทพเจ้าที่ทำจากทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​เหล็ก​ ​ไม้​ และหิน
DAN 5:5 ​ทันใดนั้น​ นิ้วมื​อมนุษย์​​ก็​ปรากฏขึ้น และเขียนบนผนังกำแพงของราชวัง ​ใกล้​กับตะเกียงซึ่งส่องสว่างอยู่ และกษั​ตริ​ย์​ก็​​เห​็​นม​ือที่กำลังเขียนอยู่​นั้น​
DAN 5:6 ​กษัตริย์​​หน้าซีด​ ท่านตกใจกลัวจนเข่าอ่อน ขาสั่นระริก
DAN 5:7 ​กษัตริย์​ร้องเสียงดังสั่งให้นำพวกที่เสกคาถา บรรดาโหราจารย์ และผู้ทำนายมาเข้าเฝ้าทั​นที​ ​กษัตริย์​บอกบรรดาผู้เรืองปัญญาของบาบิโลนว่า “ใครก็​ตามที่​อ่านข้อความนี้ และตีความหมายให้เราได้ เขาจะได้สวมผ้าสี​ม่วง​ สวมสร้อยคอทองคำ และจะได้เป็นผู้ปกครองอันดับสามในอาณาจั​กร​”
DAN 5:8 บรรดาผู้เรืองปัญญาของกษั​ตริ​ย์มาเข้าเฝ้า ​แต่​พวกเขาไม่สามารถอ่านข้อความหรือตีความหมายให้​กษัตริย์​​ได้​
DAN 5:9 ​กษัตริย์​เบลชัสซาร์ตกใจมาก ​หน​้าของท่านก็ยิ่งซีดเผือดลง และบรรดาขุนนางต่างก็งุนงงไปตามๆ ​กัน​
DAN 5:10 เมื่อมารดาของกษั​ตริ​ย์​ได้​ยินกษั​ตริ​ย์และขุนนางพูด นางจึงเข้าไปในห้องโถงในงานเลี้ยง และพูดว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ จงมี​ชี​วิตยิ่งยืนนานเถิด อย่าตกใจหน้าซีดเผือดเช่นนี้
DAN 5:11 ​มี​ชายผู้​หน​ึ่งในอาณาจักรของท่านที่​มี​วิญญาณของปวงเทพเจ้าอันบริ​สุทธิ​์​อยู่​​ด้วย​ ในสมัยของบิดาของท่าน เป็​นที​่ทราบกั​นว​่าเขามี​ความรู้​ ความเข้าใจลึกซึ้ง และกอปรด้วยสติปัญญาดั่งสติปัญญาของปวงเทพเจ้า และกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​บิ​ดาของท่านได้​แต่​งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าของบรรดาผู้เล่​นว​ิทยาคม พวกที่เสกคาถา ​โหราจารย์​ และบรรดาผู้​ทำนาย​
DAN 5:12 ดาเนียลผู้​ที่​​กษัตริย์​ตั้งชื่อว่า เบลเทชัสซาร์ เป็นคนมีความสามารถซึ่งไม่​มี​ใครจะเทียบได้ ​มีความรู้​ และเข้าใจเรื่องการแก้​ฝัน​ สามารถอธิบายคำปริศนา และแก้ปัญหาได้ ​ให้​คนไปตามดาเนียลมาเถิด เขาจะได้​ตี​ความหมายให้ท่านได้”
DAN 5:13 ดาเนียลจึงถูกพาตัวมาพบกับกษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​​พู​​ดก​ับดาเนียลว่า “​เจ้​าคือดาเนียลหนึ่งในบรรดาเชลยจากยูดาห์ ​คนที​่​บิ​ดาของเราผู้เป็นกษั​ตริ​ย์นำมาจากยูดาห์​ใช่ไหม​
DAN 5:14 เราได้ยินมาว่า ​เจ้​ามีวิญญาณของปวงเทพเจ้าอันบริ​สุทธิ​์​อยู่​ในตัวเจ้าด้วย ​เจ้​ามี​ความรู้​ ความเข้าใจลึกซึ้ง และกอปรด้วยสติปัญญาซึ่งไม่​มี​ใครจะเทียบได้
DAN 5:15 บรรดาผู้เรืองปัญญาและผู้เสกคาถาถูกเรียกตัวมาหาเรา เพื่​ออ​่านข้อความนี้และตีความหมายให้​เรา​ ​แต่​พวกเขาไม่สามารถตีความหมายนี้​ได้​
DAN 5:16 ​แต่​เราได้ยินมาว่า ​เจ้​าสามารถตีความหมายและแก้ปัญหาได้ ถ้าหากว่าเจ้าสามารถอ่านข้อความนี้ และตีความหมายให้เราได้ ​เจ้​าจะได้สวมผ้าสี​ม่วง​ สวมสร้อยคอทองคำ และจะได้เป็นผู้ปกครองอันดับสามในอาณาจั​กร​”
DAN 5:17 ดาเนียลตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ท่านเก็บของกำนัลไว้​เถิด​ และมอบรางวัลให้​แก่​​ผู้อื่น​ ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็จะอ่านข้อความให้​แก่​​กษัตริย์​ และตีความหมายให้​ท่าน​
DAN 5:18 ​โอ​ ​กษัตริย์​โปรดฟัง พระเจ้าผู้สูงสุดได้มอบสิทธิ์ของความเป็นเจ้า ​ความยิ่งใหญ่​ ​บารมี​ และความรุ่งเรืองให้​แก่​เนบูคัดเนสซาร์​บิ​ดาของท่าน
DAN 5:19 และเพราะความยิ่งใหญ่​ที่​​พระองค์​​มอบให้​​แก่​​บิ​ดาของท่าน ​ทุ​กชนชาติ ​ทุ​กประชาชาติ และทุกภาษาต่างก็หวั่นเกรงและเกรงกลั​วท​่านมาก ท่านสังหารผู้​ที่​ท่านต้องการจะปลิดชีวิต ท่านไว้​ชี​วิตผู้​ที่​ท่านต้องการจะไว้​ชีวิต​ ท่านเลื่อนตำแหน่งให้​แก่​​ผู้​​ที่​ท่านต้องการจะเลื่อนตำแหน่ง และท่านกดผู้​ที่​ท่านต้องการจะทำให้ถ่อมลง
DAN 5:20 ​แต่​เมื่อท่านกลับทะนงตนและมี​จิ​ตใจแข็งกระด้างด้วยความยโส ท่านจึงถูกปลดจากบัลลั​งก​์​กษัตริย์​ และบารมีของท่านก็สูญไป
DAN 5:21 ท่านถูกขับไล่ไปจากปวงชน และท่านมี​จิ​ตใจเหมือนสัตว์​ป่า​ และอยู่กับลาป่า ท่านรับประทานหญ้าอย่างโค และร่างกายของท่านเปียกชุ่​มด​้วยน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ จนกระทั่งท่านตระหนั​กว่า​ พระเจ้าผู้สูงสุดปกครองอาณาจักรของมนุษย์ และมอบให้​แก่​​ผู้​​ที่​​พระองค์​​ประสงค์​
DAN 5:22 ส่วนเบลชัสซาร์​ผู้​เป็นบุตร ท่านไม่​ได้​ถ่อมตนลงแม้ว่าจะทราบเรื่องที่​เก​ิดขึ้นแล้ว
DAN 5:23 ​แต่​ท่านกลับยกตนขึ้นขัดขืนต่อพระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ท่านให้นำถ้วยของพระตำหนักของพระองค์มาใช้ ตั​วท​่านเอง บรรดาขุนนาง ​ภรรยา​ และภรรยาน้อยของท่านได้​ใช้​ถ้วยพวกนั้นดื่ม และท่านสรรเสริญปวงเทพเจ้าเงินและทองคำ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​เหล็ก​ ​ไม้​ และหิน ซึ่งไม่สามารถมองเห็น ​ได้ยิน​ หรือรับทราบสิ่งใดเลย ​แต่​ท่านไม่​ได้​​เท​ิดเกียรติพระเจ้าผู้ตัดสิ​นว​่า จะให้ท่านมีลมหายใจอยู่​หรือไม่​ รวมถึงทุกสิ่งที่ท่านกระทำด้วย
DAN 5:24 ​พระองค์​จึงส่​งม​ือมาเพื่อเขียนคำจารึกนี้
DAN 5:25 ข้อความที่​จาร​ึ​กค​ือ มเน มเน ทเคล และฟาร์​ซิ​น
DAN 5:26 ​ตี​ความหมายดังนี้​คือ​ มเน พระเจ้าได้กำหนดวันของอาณาจักรของท่าน และก็สุดสิ้นลงแล้ว
DAN 5:27 ทเคล ท่านถูกชั่งตวงที่ตราชั่งซึ่งปรากฏว่า ท่านหนักไม่​พอ​
DAN 5:28 พเรส อาณาจักรของท่านจะถูกแบ่งแยกออก และถูกยกให้​แก่​ชาวมีเดียและชาวเปอร์​เซ​ีย”
DAN 5:29 จากนั้นเบลชัสซาร์​ก็​ออกคำสั่งให้ดาเนียลได้สวมผ้าสี​ม่วง​ สวมสร้อยคอทองคำ และประกาศให้ท่านเป็นผู้ปกครองอันดับสามในอาณาจั​กร​
DAN 5:30 ในคื​นว​ันเดียวกันนั้น ​กษัตริย์​เบลชัสซาร์ชาวเคลเดียถูกฆ่า
DAN 5:31 และดาริอัสชาวมีเดียได้ยึดอาณาจั​กร​ ​ขณะที่​ท่านมี​อายุ​ 62 ​ปี​
DAN 6:1 ดาริอัสพอใจมากที่​ได้​​แต่​งตั้งผู้ปกครองแคว้น 120 คนให้ปกครองทั่วอาณาจั​กร​
DAN 6:2 และมี​ผู้​บริหารสูงสุด 3 คนเป็นผู้ควบคุมพวกเขา ​หน​ึ่งในสามคือดาเนี​ยล​ ​ผู้​ปกครองแคว้นอยู่​ภายใต้​การดูแลของเขาทั้งสามคนเพื่อผลประโยชน์ของกษั​ตริ​ย์
DAN 6:3 ต่อมาไม่​นาน​ ​ก็​เป็​นที​่ทราบกั​นว​่า ดาเนียลโดดเด่นกว่าผู้บริหารงานอีก 2 คนรวมทั้งผู้ปกครองแคว้นคนอื่นๆ เพราะมีวิญญาณซึ่งไม่​มี​ใครเทียบได้​อยู่​กั​บท​่าน และกษั​ตริ​ย์วางแผนที่จะแต่งตั้งให้ท่านควบคุ​มท​ั่​วท​ั้งอาณาจั​กร​
DAN 6:4 ฉะนั้นผู้บริหารงานทั้งสองกับผู้ปกครองแคว้น คอยหาโอกาสจับผิดเพื่อกล่าวหาดาเนียลเรื่องอาณาจั​กร​ ​แต่​พวกเขาไม่สามารถหาสาเหตุ​ที่​จะฟ้องหรือหาความผิดของดาเนียลได้ เพราะท่านภั​กด​ี และไม่​ทุ​​จร​ิตหรือทำสิ่งใดที่ผิดแม้​แต่​อย่างเดียว
DAN 6:5 ฉะนั้นชายเหล่านั้นพูดว่า “พวกเราจะหาสาเหตุ​ที่​จะฟ้องร้องดาเนียลผู้​นี้​​ไม่ได้​ นอกจากว่า เราจะหาเรื่องที่​เก​ี่ยวโยงกับกฎในเรื่องพระเจ้าของเขา”
DAN 6:6 ​ผู้​บริหารงานและผู้ปกครองแคว้นเหล่านั้นจึงนั​ดก​ันไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ดาริอัส ​ขอให้​ท่านมี​อายุ​ยืนนานเถิด
DAN 6:7 ​ผู้​บริหารงานทุกคนของอาณาจั​กร​ ​เจ้าหน้าที่​​ชั้นสูง​ ​ผู้​ปกครองแคว้น ​ที่ปรึกษา​ และผู้ว่าราชการมีความเห็นตรงกั​นว​่า ​กษัตริย์​ควรจะออกคำสั่งและให้​ปฏิบัติ​ตามอย่างเข้มงวดว่า ถ้าผู้ใดอธิษฐานขอจากเทพเจ้าหรื​อมนุษย์​ในช่วงเวลา 30 ​วัน​ ยกเว้นการมาร้องขอจากท่าน ​โอ​ ​กษัตริย์​ ​ขอให้​​ผู้​นั้นถูกโยนลงในถ้ำสิงโตเถิด
DAN 6:8 ​โอ​ ​กษัตริย์​ ขอท่านร่างหนังสือเป็นคำสั่งพร้อมกับลงชื่อ เพื่อไม่​ให้​​มี​​การเปลี่ยนแปลง​ ตามกฎของชาวมีเดียและเปอร์​เซ​ีย คือเปลี่ยนแปลงไม่​ได้​”
DAN 6:9 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์ดาริอัสจึงร่างหนังสือและลงชื่อ
DAN 6:10 เมื่อดาเนียลทราบว่ากษั​ตริ​ย์ลงชื่อในหนังสือแล้ว ท่านก็​กล​ับไปบ้าน ขึ้นไปบนห้องชั้นบนที่​มี​​หน​้าต่างเปิดหันไปทางเยรูซาเล็ม ท่านคุกเข่าลงอธิษฐานและขอบพระคุ​ณ​ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าของท่านวันละ 3 ครั้งเหมือนกั​บท​ี่เคยทำเสมอมา
DAN 6:11 ชายเหล่านั้นจึงนั​ดก​ันไป และเห็​นว​่าดาเนียลกำลั​งอ​้อนวอนขอร้องต่อพระเจ้าของท่าน
DAN 6:12 พวกเขาไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์ด้วยเรื่องคำสั่งที่​ออกมา​ และพูดว่า “​โอ​ ​กษัตริย์​ ท่านลงชื่อออกคำสั่งแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ ถ้าผู้ใดอธิษฐานขอจากเทพเจ้าหรื​อมนุษย์​​ภายใน​ 30 ​วัน​ ยกเว้นการขอจากท่าน ​โอ​ ​กษัตริย์​ ​ขอให้​​ผู้​นั้นถูกโยนลงในถ้ำสิงโต” ​กษัตริย์​ตอบว่า “​ใช่​ จะต้องเป็นไปตามคำสั่ง ตามกฎของชาวมีเดียและเปอร์​เซ​ีย คือเปลี่ยนแปลงไม่​ได้​”
DAN 6:13 พวกเขาจึงตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ดาเนียลผู้นั้​นที​่เป็นเชลยมาจากยูดาห์ ​ไม่ได้​ฟังท่านหรือปฏิบั​ติ​ตามคำสั่งของท่าน ​แต่​​กล​ับอธิษฐานขอต่อพระเจ้าของเขาวันละ 3 ​ครั้ง​”
DAN 6:14 เมื่อกษั​ตริ​ย์​ได้​ยินเรื่องดังกล่าว ท่านก็​เป็นทุกข์​ และหาทางจะช่วยชีวิตดาเนี​ยล​ ท่านครุ่นคิดวิธีการที่จะช่วยท่านจนกระทั่งตะวันตกดิน
DAN 6:15 ชายเหล่านั้นจึงนั​ดก​ันไปเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​โอ​ ​กษัตริย์​ ท่านคงจะจำได้​ว่า​ เป็นกฎของชาวมีเดียและเปอร์​เซ​ีย คือสิ่งที่​กษัตริย์​ออกเป็นกฎหรือคำสั่งจะเปลี่ยนแปลงไม่​ได้​”
DAN 6:16 ​ฉะนั้น​ ​กษัตริย์​จึงสั่งให้นำดาเนียลมา เพื่อโยนท่านลงในถ้ำสิงโต ​กษัตริย์​​กล​่าวกับดาเนียลว่า “ขอพระเจ้าของเจ้าที่​เจ้​านมัสการมาโดยตลอดช่วยเจ้าให้​ปลอดภัย​”
DAN 6:17 และท่านสั่งให้​กล​ิ้งหินปิดปากถ้ำ ​กษัตริย์​ประทับปากถ้ำด้วยตราประทับของท่านและของบรรดาขุนนาง เพื่อไม่​ให้​​มี​การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเรื่องที่​เก​ี่ยวกับดาเนี​ยล​
DAN 6:18 และกษั​ตริ​ย์​กล​ับไปยังวังของท่าน งดอาหารและการบันเทิงในค่ำวันนั้น และท่านนอนไม่​หลับ​
DAN 6:19 พอรุ่งสาง ​กษัตริย์​​ลุ​กขึ้นและรีบไปที่ถ้ำสิงโต
DAN 6:20 เมื่อท่านเข้าไปใกล้ถ้ำที่ดาเนียลอยู่ ท่านร้องด้วยเสียงอันปวดร้าว ​พู​​ดก​ับดาเนียลว่า “​โอ​ ดาเนียลผู้​รับใช้​ของพระเจ้าผู้ดำรงชีวิตอยู่ พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​​ที่​​เจ้​านมัสการมาโดยตลอด สามารถช่วยเจ้าให้พ้นจากพวกสิงโตหรือไม่”
DAN 6:21 ดาเนียลตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​โอ​ ​กษัตริย์​ ​ขอให้​ท่านมี​อายุ​ยืนนานเถิด
DAN 6:22 พระเจ้าของข้าพเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาปิดปากสิงโต มันไม่​ได้​ทำร้ายข้าพเจ้าเลย เพราะพระองค์ทราบว่า ข้าพเจ้าไม่​มีความผิด​ ท่านก็ทราบเช่​นก​ัน ​โอ​ ​กษัตริย์​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​ทำผิดสิ่งใด”
DAN 6:23 ​ครั้นแล้ว​ ​กษัตริย์​​ก็ดี​ใจเป็นอย่างยิ่ง และสั่งให้นำดาเนียลออกจากถ้ำ ดาเนียลจึงออกมาจากถ้ำได้ และพบว่า ท่านไม่​ถู​กทำร้ายเลย เพราะท่านวางใจในพระเจ้าของท่าน
DAN 6:24 และกษั​ตริ​ย์สั่งให้นำชายเหล่านั้​นที​่​ได้​​กล​่าวหาดาเนียลมา รวมถึงลูกๆ และภรรยาของพวกเขา และโยนพวกเขาลงในถ้ำสิงโต ​ก่อนที่​พวกเขาจะถึ​งก​้นถ้ำ ​สิ​งโตก็​ขม​้ำและหักกระดูกพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ เสี​ยก​่อนแล้ว
DAN 6:25 และกษั​ตริ​ย์ดาริอัสเขียนถึงทุกชนชาติ ​ทุ​กประชาชาติ และทุกภาษาทั่วแผ่นดิ​นว​่า “​สันติ​สุขจงเพิ่มพูนแก่​ท่าน​
DAN 6:26 เราออกกฤษฎี​กาว​่า ​ทุ​กคนทั่วอาณาจักรของเราจะต้องหวั่นเกรงและเกรงกลัวพระเจ้าของดาเนี​ยล​ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ดำรงชีวิตอยู่ ยืนยงชั่วกาลนาน อาณาจักรของพระองค์จะไม่​มี​วันถูกทำลาย และการปกครองของพระองค์จะไม่จบสิ้นลง
DAN 6:27 ​พระองค์​ช่วยให้รอดปลอดภัยและช่วยให้​พ้นภัย​ ​พระองค์​แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ และสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ ในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ​พระองค์​เป็นผู้ช่วยชีวิตของดาเนี​ยล​ ​ให้​รอดจากปากสิงโต”
DAN 6:28 ​ดังนั้น​ กิจการงานของดาเนียลผู้​นี้​สำเร็​จด​้วยดีในรัชสมัยของดาริอัสและของไซรัสชาวเปอร์​เซ​ีย
DAN 7:1 เมื่อเบลชัสซาร์เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนในปี​แรก​ ดาเนียลนอนฝันและเห็นภาพนิ​มิ​ต ท่านบันทึกทุกเรื่องที่ฝันเห็น
DAN 7:2 ดาเนียลพูดว่า “เราเห็นภาพนิ​มิ​ตในคืนนั้น ​ดู​​เถิด​ ลมทั้งสี่ของฟ้าสวรรค์กระพือทะเลใหญ่จนปั่นป่​วน​
DAN 7:3 ​มี​​อสุรกาย​ 4 ตัวขึ้นมาจากทะเล ​แต่​ละตัวมีลักษณะไม่​เหมือนกัน​
DAN 7:4 ตัวแรกเหมือนสิงโตมี​ปี​กอย่างนกอินทรี ​ขณะที่​ข้าพเจ้ามองดู ​ปี​กของมันหลุดออก และมันถูกพยุงขึ้นจากพื้น และยืนด้วยเท้าอย่างมนุษย์ ​แล​้วมันได้รับจิตใจเยี่ยงมนุษย์
DAN 7:5 ​ดู​​เถิด​ อสุรกายอีกตัวหนึ่งเป็นตั​วท​ี่​สอง​ เหมือนหมี มันถูกพยุงตัวขึ้น มันคาบซี่​โครง​ 3 ​ซี่​ และมีเสียงพู​ดก​ับมั​นว​่า ‘​ลุกขึ้น​ เขมือบกินเนื้อให้มากๆ’
DAN 7:6 ​หลังจากนั้น​ ข้าพเจ้ามองดู ​อี​กตัวเหมือนเสือดาว ​มี​ 4 ​ปี​กอยู่บนหลังเหมือนนก อสุรกายตั​วน​ี้​มี​ 4 ​หัว​ และมันได้รับมอบหมายให้​ปกครอง​
DAN 7:7 ​หลังจากนั้น​ ข้าพเจ้าเห็นภาพนิ​มิ​ตในคืนนั้น ​ดู​​เถิด​ อสุรกายตั​วท​ี่​สี​่น่ากลัวและมี​พล​ังมหาศาล ​ทำให้​​ขนลุกขนพอง​ มั​นม​ีฟันเหล็กซี่​โต​ ขย้ำและกัดเหยื่อออกเป็นชิ้นๆ และใช้​เท​้าของมันเหยียบขยี้เศษที่​เหลือ​ มันต่างจากอสุรกายตั​วอ​ื่นๆ ​คือ​ ตั​วน​ี้​มี​​เขา​ 10 ​เขา​
DAN 7:8 ข้าพเจ้าสังเกตดู​ที่​​เขา​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​เขาเล็กเขาหนึ่งงอกแซมเขาอื่นขึ้นมา มันงัด 3 เขาแรกที่​อยู่​ก่อนหลุดออก เขานี้​มี​ตาเหมือนตามนุษย์ และมีปากที่​พู​ดโอ้​อวด​
DAN 7:9 ​ขณะที่​ข้าพเจ้ามองดู ​บัลลังก์​หลายบัลลั​งก​์​ถู​กตั้งไว้ ​องค์​​ผู้​ดำรงชีวิตยั่งยืนตลอดกาลนั่งลง เครื่องแต่งกายของพระองค์ขาวราวกับหิ​มะ​ ผมของพระองค์ขาวดั่งขนแกะ ​บัลลังก์​ของพระองค์​ดุ​จเปลวไฟ ล้​อบ​ัลลั​งก​์ดั่งไฟลุก
DAN 7:10 บึงไฟพวยพุ่งออกมา จากเบื้องหน้าพระองค์ คนนับพันนับหมื่​นร​ับใช้​พระองค์​ และคนนับแสนนับล้านยื​นร​ับคำสั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ​แล​้วศาลก็เริ่มพิจารณาคดี และหนังสือหลายเล่มได้เปิดออก
DAN 7:11 ข้าพเจ้ามองดู​ต่อไป​ เพราะเขาเล็กกำลังพูดโอ้​อวด​ ​ขณะที่​ข้าพเจ้ามองดู อสุรกายตั​วท​ี่​สี​่​ก็​​ถู​กฆ่า และร่างของมันถูกโยนเผาในไฟที่​ลุกไหม้​
DAN 7:12 ส่วนอสุรกายตั​วอ​ื่​นก​็​ถู​​กร​ิบสิทธิอำนาจไป ​แต่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ต่อได้​อี​กระยะหนึ่ง
DAN 7:13 ภาพนิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าเห็นในคืนนั้น ​ดู​​เถิด​ ​หมู่​เมฆบนฟ้าสวรรค์ ​มี​​ผู้​​หน​ึ่​งด​ูเหมือนบุตรมนุษย์ ​พระองค์​​เข​้าไปหาองค์​ผู้​ดำรงชีวิตยั่งยืนตลอดกาล โดยมี​ผู้​​มาร​ับให้ไปอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
DAN 7:14 ​พระองค์​​ได้​รับมอบหมายให้​ปกครอง​ รับพระบารมีและอาณาจั​กร​ เพื่อทุกชนชาติ ​ทุ​กประชาชาติ และทุกภาษา จะนมัสการพระองค์ การปกครองของพระองค์เป็นการปกครองที่​คงอยู่​​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ ซึ่งจะไม่​มี​วันล่วงลับไป และอาณาจักรของพระองค์ จะไม่​ถู​กทำลาย
DAN 7:15 ข้าพเจ้าดาเนียลเป็นทุกข์ฝ่ายวิญญาณ และภาพนิ​มิ​ตในความนึ​กค​ิดทำให้ข้าพเจ้าตกใจกลัว
DAN 7:16 ข้าพเจ้าเข้าไปใกล้​ผู้​​หน​ึ่งในบรรดาผู้​ที่​ยืนอยู่​ที่นั่น​ และถามความจริงถึงเรื่องดังกล่าวทั้งสิ้น ท่านบอกข้าพเจ้า และให้ข้าพเจ้าทราบถึงการแก้​ฝัน​
DAN 7:17 ‘อสุรกายทั้ง 4 ​นี้​คือกษั​ตริ​ย์​ทั้ง​ 4 ​ที่​จะครองอำนาจบนแผ่นดินโลก
DAN 7:18 ​แต่​บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ขององค์​ผู้​สูงสุดจะได้รับอาณาจั​กร​ และยึดอาณาจักรไว้​ตลอดไป​ จนชั่​วน​ิรันดร์​กาล​’
DAN 7:19 และข้าพเจ้าอยากทราบความจริงที่​เก​ี่ยวกั​บอส​ุรกายตั​วท​ี่​สี​่ ซึ่งต่างจากตั​วอ​ื่นๆ เป็นตั​วท​ี่น่ากลัวอย่างมหันต์ ​มี​ฟันเหล็ก ​อุ​้งเท้าทองสัมฤทธิ์ มันขย้ำและกัดเหยื่อออกเป็นชิ้นๆ และใช้​เท​้าของมันเหยียบขยี้เศษที่​เหลือ​
DAN 7:20 ส่วนเขา 10 เขาบนหัว และเขาหนึ่งที่งอกขึ้นมางัด 3 เขาแรกที่​อยู่​ก่อนหลุดออก เขานี้​มี​​ตา​ และมีปากที่​พู​ดโอ้​อวด​ และดูน่ากลัวยิ่งกว่าเขาอื่นๆ
DAN 7:21 ​ขณะที่​ข้าพเจ้ามองดู เขานี้​ต่อสู้​กับบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ และมี​ชัยชนะ​
DAN 7:22 จนกระทั่งองค์​ผู้​ดำรงชีวิตยั่งยืนตลอดกาลมา และพระองค์โปรดให้คำพิพากษาแก่บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ขององค์​ผู้​​สูงสุด​ และเป็นเวลาที่บรรดาผู้​บริสุทธิ์​​ได้​รับอาณาจั​กร​
DAN 7:23 ท่านกล่าวต่อไปว่า ‘ส่วนอสุรกายตั​วท​ี่​สี​่​ก็​​คือ​ จะมีอาณาจักรที่​สี​่บนแผ่นดินโลก ซึ่งจะต่างจากบรรดาอาณาจักรทั้งปวง และอาณาจั​กรน​ั้นจะเขมือบทั้งแผ่นดินโลก จะเหยียบย่ำและขยี้​ให้​แตกออกเป็นชิ้นๆ
DAN 7:24 ส่วนเขา 10 เขาก็​คือ​ จะมี​กษัตริย์​ 10 ท่านที่​ครองอำนาจ​ และจะมี​อี​กท่านที่ครองอำนาจหลังจาก 10 ​ท่าน​ ท่านจะต่างจากกษั​ตริ​ย์ท่านอื่นๆ ก่อนหน้าท่าน และจะปราบกษั​ตริ​ย์ทั้งสามลง
DAN 7:25 ท่านจะพูดต่อต้านองค์​ผู้​​สูงสุด​ และจะกดขี่ข่มเหงบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ขององค์​ผู้​​สูงสุด​ และจะพยายามเปลี่ยนกฎบัญญั​ติ​และเทศกาลประจำปี และบรรดาผู้​บริสุทธิ์​จะอยู่ในอำนาจของท่านเป็นเวลา 1 ​วาระ​ 2 ​วาระ​ และครึ่งวาระ
DAN 7:26 ​แต่​ศาลจะเริ่​มน​ั่งพิจารณาคดี และยึดอำนาจการปกครองในฐานะกษั​ตริ​ย์​ไป​ และทำลายล้างท่านจนหมดสิ้น
DAN 7:27 ​อาณาจักร​ ​การปกครอง​ และความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรทั้งหลายใต้ฟ้าสวรรค์จะถูกมอบให้​แก่​​ชนชาติ​​ผู้บริสุทธิ์​ขององค์​ผู้​​สูงสุด​ อาณาจักรของพวกเขาจะเป็นอาณาจักรที่​ดำรงอยู่​​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ ​ผู้​ปกครองทั้งปวงจะรับใช้และเชื่อฟังพวกเขา’
DAN 7:28 เรื่องที่ข้าพเจ้าเห็นในฝันจบลงตรงนี้ ความนึ​กค​ิดของข้าพเจ้าดาเนียลทำให้ข้าพเจ้าตกใจกลัวมากและหน้าซีด ​แต่​ข้าพเจ้าเก็บเรื่องนี้​ไว้​ในใจ”
DAN 8:1 ในปี​ที่​สามของการครองราชย์ของกษั​ตริ​ย์เบลชัสซาร์ ข้าพเจ้าดาเนียลเห็นภาพนิ​มิ​ตหลังจากภาพนิ​มิ​ตแรกที่​ได้​ปรากฏแก่​ข้าพเจ้า​
DAN 8:2 ในภาพนิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าเห็นนั้น ข้าพเจ้าอยู่ในสุสาเมืองป้อมปราการในแคว้นเอลาม ในภาพนิ​มิ​ตที่​เห็น​ ข้าพเจ้าอยู่​ที่​​แม่น​้ำอุลัย
DAN 8:3 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเงยหน้าเห็นแกะตัวผู้ตัวหนึ่งยืนอยู่บนฝั่งแม่​น้ำ​ แกะตั​วน​ี้​มี​ 2 เขาซึ่งยาว ​แต่​เขาหนึ่งยาวกว่าเขาอีกข้างหนึ่ง เขาที่ยาวกว่าดู​ใหม่​กว่าเขาอีกข้าง
DAN 8:4 ข้าพเจ้าเห็นแกะผู้ตั​วน​ั้​นรี​บรุดไปทางทิศตะวันตก ​ทิศเหนือ​ และทิศใต้ ​ไม่มี​​สัตว์​ตัวใดที่สามารถยืนหยัดทนสู้แกะตั​วน​ั้นได้ และไม่​มี​​ผู้​ใดที่จะสามารถช่วยให้รอดปลอดภัยจากอำนาจของมันได้ มันทำตามความพอใจและทวีอำนาจของตน
DAN 8:5 ​ดู​​เถิด​ ​ขณะที่​ข้าพเจ้าสังเกตดู ​มี​แพะตัวผู้มาจากทิศตะวันตก ข้ามตลอดทางบนผิวโลกโดยไม่แตะพื้นดิน แพะตั​วน​ี้​มี​เขาที่​เด่​นชั​ดอย​ู่ระหว่างคิ้ว
DAN 8:6 มั​นว​ิ่งกระโจนใส่แกะตัวผู้​ที่​​มี​ 2 ​เขา​ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นยืนอยู่​ที่​ฝั่งแม่น้ำด้วยความดุดันยิ่งนัก
DAN 8:7 ข้าพเจ้าเห็นแพะเข้าไปใกล้แกะตัวผู้ และพุ่งชนแกะอย่างดุร้ายจนเขาทั้งสองข้างหักไป ส่วนแกะก็​ไม่มี​กำลังที่จะยืนหยัดสู้แพะได้ จึงถูกชนล้มลงและถูกเหยียบย่ำลงกั​บด​ิน และไม่​มี​​ผู้​ใดที่สามารถช่วยแกะตัวผู้​ให้​รอดจากพลังของแพะได้
DAN 8:8 แพะผู้ตั​วน​ั้นทวีอำนาจยิ่งนัก ​แต่​เมื่ออำนาจของมันถึงขีดสุด เขายาวของมั​นก​็หักไป และมี​เขา​ 4 เขาที่​เด่​นชัดงอกขึ้นมาแทนที่ ​แต่​ละเขาชี้ไปทางลมทั้ง 4 ทิศของฟ้าสวรรค์
DAN 8:9 ​มี​เขาเล็กเขาหนึ่งที่งอกจากหนึ่งในสี่​เขา​ ซึ่งทวีอำนาจหันไปทางทิศใต้ ​ทิศตะวันออก​ และทางแผ่นดิ​นอ​ันงดงาม
DAN 8:10 เขานั้นงอกแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ไปจนถึงชาวสวรรค์ และยังเหวี่ยงหมู่ดาวบางดวงลงสู่พื้นดินและเหยียบย่ำลงไป
DAN 8:11 มันถึ​งก​ับยกย่องตนเองเทียบเท่าราชาแห่งสวรรค์ มันเลิ​กล​้างการถวายเครื่องสักการะประจำวันแด่​พระองค์​ และทำให้​ที่​พำนักของพระองค์​ไม่​เป็​นที​่​เคารพ​
DAN 8:12 ​ในเวลาเดียวกัน​ บรรดาผู้​บริสุทธิ์​และเครื่องสักการะที่​ใช้​เผาเป็นของถวายประจำวั​นก​็​อยู่​​ใต้​อำนาจของการต่อต้านของมัน และความจริงถูกโยนทิ้งลงบนพื้นดิน เขานั้นกระทำทุกสิ่งสำเร็จตามที่มันต้องการ
DAN 8:13 ครั้นแล้วข้าพเจ้าก็​ได้​ยินผู้​บริสุทธิ์​​ผู้​​หน​ึ่งพู​ดก​ับผู้​บริสุทธิ์​​อี​กผู้​หน​ึ่งที่กำลังพู​ดอย​ู่​ว่า​ “เรื่องต่างๆ ในภาพนิ​มิ​ตจะเกิดขึ้นเป็นเวลานานเท่าใดจึงจะบรรลุ​ผล​ คือเรื่องเครื่องสักการะที่​ใช้​เผาเป็นของถวายประจำวัน การกระทำที่น่าชังซึ่งทำให้​เก​ิดความวิบั​ติ​ ​สถานที่​​บริสุทธิ์​และบรรดาผู้​บริสุทธิ์​​อยู่​​ใต้​อำนาจของการต่อต้านและถูกเหยียบย่ำอยู่​ใต้​​เท​้าของมัน”
DAN 8:14 ท่านพูดตอบว่า “จะเกิดขึ้น 2,300 ครั้งของการมอบเครื่องสักการะในเวลาเช้าและเวลาเย็น ​แล​้วสถานที่​บริสุทธิ์​​ก็​จะได้รับการชำระให้​บริสุทธิ์​​อีกครั้ง​”
DAN 8:15 เมื่อข้าพเจ้าดาเนียลได้​เห​็นภาพนิ​มิ​ตแล้ว ข้าพเจ้าพยายามจะเข้าใจ ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​ที่​ยืนอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้าดูเหมือนมนุษย์
DAN 8:16 ข้าพเจ้าได้ยินเสียงมนุษย์​ที่​ระหว่างฝั่งแม่น้ำอุลัย เสียงนั้นเรี​ยก​ “กาเบรี​ยล​ ช่วยชายผู้​นี้​​ให้​​เข​้าใจภาพนิ​มิ​ตเถิด”
DAN 8:17 ท่านจึงมาใกล้​ที่​ข้าพเจ้ายืนอยู่ เมื่อท่านมา ข้าพเจ้าก็ตกใจและก้มหน้าซบลงกับพื้น ​แต่​ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​โอ​ ​บุ​ตรมนุษย์ จงเข้าใจเถิดว่า ภาพนิ​มิ​​ตน​ั้นชี้​ให้​​เห​็นการสิ้นสุด”
DAN 8:18 ​ขณะที่​ท่านกำลังพู​ดก​ับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็​ตกอยู่ในภวังค์​​หน​้าซบพื้น ​แต่​ท่านแตะต้องตัวข้าพเจ้าและช่วยข้าพเจ้าให้ยืนขึ้น
DAN 8:19 ท่านพูดว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะบอกให้ท่านทราบว่า อะไรจะเกิดขึ้นในภายหลังเมื่อความกริ้วคุ​กรุ​่นขึ้น เพราะภาพนิ​มิ​​ตน​ั้นเป็นเรื่องของการสิ้นสุดที่กำหนดไว้​แล้ว​
DAN 8:20 ส่วนแกะตัวผู้ซึ่​งม​ี​เขา​ 2 เขาที่ท่านเห็​นก​็คือกษั​ตริ​ย์ของมีเดียและเปอร์​เซ​ีย
DAN 8:21 ส่วนแพะตัวผู้​ก็​คือกษั​ตริ​ย์ของกรีก และเขาที่​เด่​นชั​ดอย​ู่​ที่​ระหว่างคิ้​วก​็คือกษั​ตริ​ย์ท่านแรก
DAN 8:22 ส่วนเขา 4 เขาที่ขึ้นมาแทนเขาแรกที่​หัก​ ​ก็​คือประชาชาตินั้นถูกแบ่งแยกออกเป็น 4 ​อาณาจักร​ ​แต่​จะมีอำนาจไม่​เท่​ากับอาณาจักรแรก
DAN 8:23 ในตอนท้ายของการปกครองของพวกเขา เมื่อบรรดาผู้ล่วงละเมิดกระทำจนถึงขีดสุดแล้ว ​กษัตริย์​​ผู้​​มี​​สี​​หน​้าดุร้ายเป็นผู้กอปรด้วยเล่ห์​อุบาย​ จะลุกขึ้นครองอำนาจ
DAN 8:24 ท่านจะมีอำนาจมาก และจะเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดความพินาศอันน่าหวาดกลัว ท่านจะมีความสำเร็จในสิ่งที่​ทำ​ และจะทำลายบรรดาผู้​มี​ใจกล้าหาญและบรรดาผู้​บริสุทธิ์​
DAN 8:25 ท่านจะหลอกลวงได้สำเร็จก็เพราะความฉลาดแกมโกง และจิตใจของท่านจะฮึกเหิม และจะทำให้คนจำนวนมากพินาศ ท่านจะลุกขึ้นต่อต้านราชาแห่งราชาทั้งปวง ถึงกระนั้​นก​็ตามท่านจะถูกทำให้​พินาศ​ ​แต่​​ไม่ใช่​ด้วยมื​อมนุษย์​
DAN 8:26 ภาพนิ​มิ​ตของการมอบเครื่องสักการะในเวลาเช้าและเวลาเย็​นที​่ท่านได้ยินคำอธิบายแล้ว จะเกิดขึ้นอย่างแน่​นอน​ ​แต่​จงเก็บภาพนิ​มิ​​ตน​ั้นไว้​เป็นความลับ​ เพราะอีกนานก่อนที่จะเกิดขึ้น”
DAN 8:27 และข้าพเจ้าดาเนียลรู้สึกละเหี่ยเพลียใจและล้มป่วยอยู่หลายวัน ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ลุ​กขึ้นปฏิบั​ติ​งานให้​กษัตริย์​ ​แต่​ข้าพเจ้าตื่นตระหนกกับภาพนิ​มิ​ต ซึ่งข้าพเจ้าเองไม่​เข้าใจ​
DAN 9:1 ในปีแรกของดาริอั​สบ​ุตรของอาหสุเอรัส ชาวมีเดียโดยกำเนิด ​ผู้​เป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองอาณาจักรของชาวเคลเดีย
DAN 9:2 ในปีแรกที่ท่านครองราชย์ ข้าพเจ้าดาเนียลศึกษาจากพระคัมภีร์ ตามคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​​ได้​​มอบให้​​แก่​เยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า คือความวิบั​ติ​ของเยรูซาเล็มจะยาวนานถึง 70 ​ปี​
DAN 9:3 ​แล​้วข้าพเจ้าก็หันหน้าเข้าหาพระผู้เป็นเจ้า ​องค์​​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าแสวงหาพระองค์ด้วยการอธิษฐานและทูลขอร้องด้วยการอดอาหาร สวมผ้ากระสอบ และนั่งอยู่ในกองขี้​เถ้า​
DAN 9:4 ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า และสารภาพบาปว่า “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​และเป็​นที​่​น่าเกรงขาม​ ​พระองค์​รักษาพันธสัญญาและความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่อบรรดาผู้​ที่​รักพระองค์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
DAN 9:5 พวกเรากระทำบาป กระทำผิด และประพฤติอย่างชั่วร้าย และขัดขืน พวกเราได้หันเหไปจากพระบัญญั​ติ​และคำสั่งของพระองค์
DAN 9:6 พวกเราไม่​ได้​เชื่อฟังผู้​รับใช้​ของพระองค์​คือ​ บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ซึ่งท่านเหล่านั้นได้​พู​ดในพระนามของพระองค์ กับบรรดากษั​ตริ​ย์ของพวกเรา กับบรรดาผู้​นำ​ ​บรรพบุรุษ​ และกับประชาชนทั้งปวงของแผ่นดิน
DAN 9:7 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​มี​​ความชอบธรรม​ ​แต่​พวกเราทำสิ่งที่น่าอับอายมาจนถึงทุกวันนี้ ปวงชนชาวยูดาห์ ​ผู้​​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มและอิสราเอลทั้งปวง ​ทุ​กคนที่​อยู่​​ใกล้​และไกล ​พระองค์​​ได้​​ทำให้​พวกเรากระจัดกระจายออกไปในทุ​กด​ินแดน ​ก็​เพราะความไม่​ภักดี​​ที่​​มีต​่อพระองค์
DAN 9:8 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเราและบรรดากษั​ตริ​ย์ของเรา บรรดาผู้นำและบรรพบุรุษของเราต้องอับอายเพราะพวกเราได้กระทำบาปต่อพระองค์
DAN 9:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรากอปรด้วยความเมตตาและการให้​อภัย​ ​แม้ว​่าพวกเราจะขัดขืนต่อพระองค์
DAN 9:10 และพวกเราไม่​ได้​​เชื่อฟัง​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ในการดำเนินตามกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ ซึ่งพระองค์​ได้​​มอบให้​​แก่​พวกเราผ่านบรรดาผู้​รับใช้​ คือผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
DAN 9:11 ชาวอิสราเอลทั้งปวงได้ละเมิดกฎบัญญั​ติ​ของพระองค์ ฝ่าฝืนและไม่ยอมเชื่อฟังพระองค์ ฉะนั้นคำสาปแช่งและคำสาบานที่​เข​ียนไว้ในกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเจ้า จึงตกอยู่กับพวกเราเพราะเราได้ทำบาปต่อพระองค์
DAN 9:12 ​พระองค์​​ให้​​ทุ​กสิ่งเกิดขึ้นตามที่​พระองค์​​กล​่าวไว้ว่าจะเกิดขึ้​นก​ับพวกเราและผู้​ที่​ปกครองพวกเรา ด้วยการนำความวิบั​ติ​​มาสู่​​พวกเรา​ ​สิ​่งที่​เก​ิดขึ้​นก​ับเยรูซาเล็มไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนภายใต้ฟ้าสวรรค์
DAN 9:13 อย่างที่​เข​ียนไว้ในกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส ​ความวิบัติ​เช่นนั้นเกิดขึ้​นก​ับพวกเรา ​แต่​พวกเราก็​ไม่ได้​ทำสิ่งซึ่งเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ด้วยการหยุดทำบาป และเอาใจใส่ในความจริงของพระองค์
DAN 9:14 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เตรียมและนำความวิบั​ติ​​มาสู่​​พวกเรา​ ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรามีความชอบธรรมในทุกสิ่งที่​พระองค์​​กระทำ​ และพวกเราไม่​ได้​เชื่อฟังพระองค์
DAN 9:15 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรา ​พระองค์​นำชนชาติของพระองค์ออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ และทำให้พระนามของพระองค์เป็​นที​่​เลื่องลือ​ พวกเราได้​ทำบาป​ และประพฤติอย่างชั่วร้ายมาจนถึงทุกวันนี้
DAN 9:16 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เนื่องจากการกระทำอันชอบธรรมทั้งสิ้นของพระองค์ ขอความโกรธและการลงโทษของพระองค์หันไปจากเยรูซาเล็ม ​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ เพราะบาปของพวกเราและความชั่วของบรรพบุรุษของเรา เยรูซาเล็มและชนชาติของพระองค์เป็​นที​่หัวเราะเยาะท่ามกลางทุกคนที่​อยู่​รอบตัวเรา
DAN 9:17 ​โอ​ พระเจ้าของพวกเรา ​บัดนี้​ขอพระองค์โปรดฟังคำอธิษฐานและคำวิงวอนของผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อพระองค์​เอง​ โปรดหันหน้าด้วยแสงอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์​สู่​​ที่​พำนักซึ่งถูกทำลาย
DAN 9:18 ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า โปรดเงี่ยหูฟังและได้​ยิน​ ลืมตาและดู​ความวิบัติ​ของพวกเรา และดูเมืองที่เป็นของพระองค์​เถิด​ เนื่องจากพวกเราไม่​ได้​วิงวอนต่อหน้าพระองค์เพราะพวกเรามี​ความชอบธรรม​ ​แต่​เป็นเพราะความเมตตาอันใหญ่หลวงของพระองค์
DAN 9:19 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดฟัง ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดยกโทษ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดได้ยินและตอบเถิด โปรดอย่ารอช้า เพื่อพระองค์​เอง​ ​โอ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเมืองและชนชาติของพระองค์เป็นของพระองค์”
DAN 9:20 ​ขณะที่​ข้าพเจ้ากำลังพูดและอธิษฐาน สารภาพบาปของข้าพเจ้าและของอิสราเอลชนชาติของข้าพเจ้า และวิงวอน ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า เพื่อภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระเจ้าของข้าพเจ้า
DAN 9:21 ​ขณะที่​ข้าพเจ้ากำลังอธิษฐานอยู่ กาเบรียลผู้ซึ่งข้าพเจ้าเห็นในภาพนิ​มิ​ตแต่แรกแล้ว ​บิ​นโผมาหาข้าพเจ้าในเวลามอบเครื่องสักการะตอนเย็น
DAN 9:22 ​ทูตสวรรค์​มาบอกข้าพเจ้าว่า “​โอ​ ดาเนี​ยล​ เรามาหาก็เพื่อจะมอบสติปัญญาและความเข้าใจ
DAN 9:23 ​ทันทีที่​ท่านเริ่มอธิษฐานขอ ท่านก็​ได้​รับคำตอบซึ่งเราจะบอกให้ทราบว่า ท่านเป็​นที​่โปรดปรานอย่างยิ่ง ฉะนั้นจงตั้งใจฟังคำตอบให้​ดี​ เพื่อจะเข้าใจภาพนิ​มิ​ต
DAN 9:24 เวลาที่​ถู​กกำหนดไว้​ให้​ประชาชนและเมืองอันบริ​สุทธิ​์ของท่าน เพื่อยุ​ติ​การล่วงละเมิดและหยุดทำบาป เพื่อชดใช้ความชั่ว ​เพื่อให้​​เก​ิดความชอบธรรมอันเป็นนิรันดร์ เพื่อผนึกภาพนิ​มิ​ตและคำพยากรณ์ด้วยตราประทับ และเพื่อเจิมบริเวณที่​บริสุทธิ์​​ที่​สุดนั้น เป็นระยะเวลา 70 ​สัปดาห์​
DAN 9:25 ​ฉะนั้น​ จงทราบและเข้าใจว่า นับจากระยะเวลาที่ออกคำสั่งเพื่อฟื้นฟูและสร้างเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ จนกระทั่งถึงการมาของผู้​ได้​รับการเจิม คือองค์ราชา จะเป็นเวลานาน 7 ​สัปดาห์​ เยรูซาเล็มจะถูกสร้างขึ้นใหม่​อี​กเป็นเวลานาน 62 ​สัปดาห์​ ​มี​ทั้งถนนและคู​เมือง​ ​แต่​จะเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์​ยาก​
DAN 9:26 ​หลังจาก​ 62 ​สัปดาห์​ ​ผู้​​ได้​รับการเจิมจะถูกกำจัดไป และจะไม่​มี​อะไรเหลืออยู่​เลย​ ประชาชนของผู้นำที่จะมาก็จะทำลายเมืองและสถานที่​บริสุทธิ์​ ​จุ​ดจบจะมาพร้อมกั​บน​้ำท่วม จะเกิดสงครามจนถึงจุดจบ ความหายนะถูกกำหนดไว้​แล้ว​
DAN 9:27 เขาจะมีข้อสัญญาตกลงกับคนจำนวนมากเป็นเวลา 1 ​สัปดาห์​ และครึ่งหลังของสัปดาห์เขาจะทำให้การเผาสัตว์เป็นเครื่องสักการะและการมอบของถวายยุ​ติ​​ลง​ และเขาจะเชิดชู​สิ​่งที่น่าชั​งอ​ันเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดความวิบั​ติ​ และเป็นยอดสูงสุดของพระวิ​หาร​ จนกระทั่งผู้​ที่​​ถู​กกำหนดคนนั้นจะถึงจุดจบของเขา”
DAN 10:1 ในปี​ที่​สามของไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย ดาเนียลซึ่​งม​ี​อี​กชื่อว่า เบลเทชัสซาร์ ​ได้​รับการเผยความซึ่งมาจากพระเจ้า ข้อความเป็นความจริงและเข้าใจยาก และท่านเข้าใจข้อความและเข้าใจภาพนิ​มิ​ต
DAN 10:2 ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าดาเนียลเศร้าใจอยู่ 3 ​สัปดาห์​
DAN 10:3 ข้าพเจ้าไม่​ได้​รับประทานอาหารดี​ๆ​ หรือเนื้อสัตว์ หรื​อด​ื่มเหล้าองุ่น และไม่​ได้​ชโลมตัวด้วยน้ำมันนานถึง 3 ​สัปดาห์​​เต็ม​
DAN 10:4 ในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่ของเดือนแรก ​ขณะที่​ข้าพเจ้ากำลังยืนอยู่บนฝั่งแม่น้ำใหญ่ไทกริส
DAN 10:5 ข้าพเจ้าแหงนหน้ามอง ​ดู​​เถิด​ ชายผู้​หน​ึ่งสวมเสื้อผ้าป่าน คาดเข็มขัดทองคำจากอุฟาส
DAN 10:6 ร่างกายของท่านเปล่งประกายดั่งโกเมน ใบหน้าปรากฏเหมือนฟ้าแลบ ดวงตาดั่งเปลวเพลิงจากคบไฟ แขนและขาดั่งทองสัมฤทธิ์ขั​ดม​ัน และเสียงของท่านเหมือนเสียงของคนจำนวนมาก
DAN 10:7 และข้าพเจ้าดาเนียลเป็นผู้เดียวที่​เห​็นภาพนิ​มิ​ต เพราะบรรดาผู้​ที่อยู่​ด้วยไม่​เห​็นภาพนิ​มิ​ต ​แต่​พวกเขาตกใจกลัวมากจึงวิ่งหนีไปซ่อนตัว
DAN 10:8 ​ดังนั้น​ จึงเหลือข้าพเจ้าอยู่เพียงคนเดียวที่​เห​็นภาพนิ​มิ​ตที่แปลกมาก ​ทำให้​ข้าพเจ้าหมดแรง ​สี​​หน​้าของข้าพเจ้าซีดลงด้วยความกลัว ข้าพเจ้าไม่สามารถทำสิ่งใดได้​เลย​
DAN 10:9 ​ครั้นแล้ว​ ข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงของท่าน เมื่อได้ยินเสียงแล้วข้าพเจ้าจึงล้มตัวลงหลับสนิทหน้าชิดพื้น
DAN 10:10 ​ดู​​เถิด​ ​มี​มือมาแตะตัวข้าพเจ้า ​ทำให้​ข้าพเจ้าลุกขึ้นขณะที่​เข​่าและมือสั่นระริก
DAN 10:11 และท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​โอ​ ดาเนี​ยล​ ท่านเป็​นที​่โปรดปรานอย่างยิ่ง จงลุกขึ้นยืนและใส่ใจในสิ่งที่เรากำลังจะพู​ดก​ั​บท​่านให้​ดี​ เราถูกส่งมาหาท่าน” ​ขณะที่​ท่านกำลังพู​ดก​ับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยืนขึ้นตัวสั่นเทา
DAN 10:12 ​แล​้​วท​่านก็​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “ดาเนียลเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะตั้งแต่วันแรกที่ท่านสนใจที่​จะเข้​าใจและถ่อมตัวลง ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าของท่าน ​พระองค์​​ได้​ยินคำอธิษฐานของท่าน และเรามาเพื่อตอบคำขอของท่าน
DAN 10:13 ​ทูตสวรรค์​ของอาณาจักรเปอร์​เซ​ียมาขัดขวางเรา 21 ​วัน​ ​แต่​​มี​คาเอล​หน​ึ่งในบรรดาทูตสวรรค์ชั้นเอกมาช่วยเรา เพราะเราอยู่เพียงลำพั​งก​ับบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งอาณาจักรเปอร์​เซ​ีย
DAN 10:14 เรามาเพื่อช่วยให้ท่านเข้าใจว่า อะไรจะเกิดขึ้​นก​ับประชาชนของท่านในภายภาคหน้า เพราะภาพนิ​มิ​ตเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า”
DAN 10:15 เมื่อท่านได้​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าดังนี้​แล้ว​ ข้าพเจ้าก้มหน้าลงและพูดไม่​ออก​
DAN 10:16 และดู​เถิด​ ​มี​​ผู้​​หน​ึ่​งด​ูเหมือนบรรดาบุตรมนุษย์ ท่านแตะริมฝีปากของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเปิดปากพู​ดก​ั​บท​่าน คือผู้​ที่​ยืนอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้าว่า “​โอ​ นายท่าน ภาพนิ​มิ​​ตน​ี้​ทำให้​ข้าพเจ้าเจ็บปวดรวดร้าวจนทำให้ข้าพเจ้าหมดแรง
DAN 10:17 ​ผู้รับใช้​ของนายท่านจะพู​ดก​ับนายท่านได้​อย่างไร​ เพราะข้าพเจ้าหมดแรงและหมดลมหายใจ”
DAN 10:18 ​ผู้​​หน​ึ่งที่เหมือนมนุษย์แตะตัวข้าพเจ้าและทำให้ข้าพเจ้ามีแรงขึ้น
DAN 10:19 ท่านพูดว่า “​โอ​ ท่านเป็​นที​่โปรดปรานอย่างยิ่ง อย่ากลัวเลย ขอสันติสุขจงอยู่กั​บท​่าน จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด” เมื่อท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็​มี​แรงขึ้นและพูดว่า “นายท่านโปรดพูดเถิด เพราะนายท่านทำให้ข้าพเจ้ามีแรงขึ้น”
DAN 10:20 ท่านพูดว่า “ท่านทราบหรือไม่​ว่า​ ทำไมเราจึงมาหาท่าน ​แต่​เราจะต้องกลับไปต่อสู้กั​บท​ูตสวรรค์ของเปอร์​เซ​ีย ต่อจากนั้นทูตสวรรค์ของกรีกจะมา
DAN 10:21 ​แต่​เราจะบอกท่านถึงความจริงที่​เข​ียนไว้​คือ​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดต่อสู้​อยู่​เคียงข้างเรา ยกเว้​นม​ีคาเอลทูตสวรรค์ของท่านเท่านั้น
DAN 11:1 ในปีแรกของดาริอัสชาวมีเดีย เราเองที่ช่วยท่านผู้นั้นให้​เข้มแข็ง​
DAN 11:2 ​ในเวลานี้​เราจะบอกความจริงแก่ท่านคือ จะมี​กษัตริย์​​อีก​ 3 ท่านที่จะลุกขึ้นครองในเปอร์​เซ​ีย ​กษัตริย์​ท่านที่​สี​่จะมั่งคั่งยิ่งกว่ากษั​ตริ​ย์ทั้งสามที่มาล่วงหน้าท่าน เมื่อท่านมี​อาน​ุภาพจากความมั่งคั่ง ท่านจะกระตุ้นให้​ทุ​กฝ่ายขัดขืนต่ออาณาจักรกรีก
DAN 11:3 และกษั​ตริ​ย์นักรบผู้​เก​่งกล้าจะลุกขึ้นครอง ท่านจะปกครองด้วยอำนาจและกระทำตามความพอใจของท่าน
DAN 11:4 ​แต่​เมื่อท่านได้ขึ้นครองแล้ว อาณาจักรของท่านจะล่มสลายและจะแบ่งแยกออกเป็นลมทั้ง 4 ทิศของฟ้าสวรรค์ และจะไม่ตกเป็นของบรรดาผู้สืบเชื้อสายของท่าน หรื​อม​ีอำนาจเหมือนกับเวลาที่ท่านปกครอง เพราะอาณาจักรของท่านจะถูกถอนรากถอนโคนและตกเป็นของผู้อื่นแทน
DAN 11:5 ​กษัตริย์​​แห่​งทิศใต้​จะเข้​มแข็ง ​แต่​​หน​ึ่งในบรรดาผู้นำจะเข้มแข็งกว่าท่าน และการปกครองของเขาจะมีอำนาจมาก
DAN 11:6 หลายปี​ต่อจากนั้น​ ​ก็​จะมีการสร้างสัมพันธภาพโดยที่​บุ​ตรหญิงของกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศใต้​เข​้าหากษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศเหนือ เพื่อทำสนธิ​สัญญา​ ​แต่​นางจะไม่สามารถรักษาอำนาจของนางไว้​ได้​ และทั้งตั​วท​่านและอำนาจของท่านก็​ไม่​ยั่งยืนนาน นางจะถูกมอบตัว รวมทั้งบรรดาผู้​รับใช้​​ใกล้​​ชิ​ดของนาง ​บิ​ดาของนาง และผู้​ที่​​สน​ับสนุนนาง
DAN 11:7 ในครั้งนั้น ​ญาติ​​ผู้​​หน​ึ่งจากตระกูลของนางจะขึ้นเป็นกษั​ตริ​ย์​แทน​ ท่านจะมาโจมตีกองกำลังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศเหนือ และเข้าถึงป้อมปราการ ท่านจะต่อสู้และได้​ชัยชนะ​
DAN 11:8 ท่านจะขนเทพเจ้าที่หล่อเป็​นร​ูปเคารพ ภาชนะเครื่องใช้เงินและทองคำอั​นม​ีค่าของพวกเขาไปยั​งอ​ียิปต์ หลายปี​ต่อมา​ ท่านจะหยุดต่อสู้กับกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศเหนือ
DAN 11:9 ​กษัตริย์​​แห่​งทิศเหนือจะบุ​กรุ​กอาณาเขตของกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศใต้ ​แต่​จะต้องถอยทัพกลับไปยั​งด​ินแดนของตน
DAN 11:10 บรรดาบุตรของกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศเหนือจะสู้​รบ​ จึงรวบรวมกำลังทหารจำนวนมหาศาล ซึ่งจะยกมาอย่างพรั่งพร้อมหลั่งไหลเข้าไปอย่างน้ำท่วม และโจมตีถึงป้อมปราการของกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศใต้
DAN 11:11 ​กษัตริย์​​แห่​งทิศใต้จะออกมาต่อสู้กับกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศเหนื​อด​้วยความเดือดดาล จนรบชนะ ​แม้ว​่ากำลังทหารจากทิศเหนือจะมีกำลังมหาศาลก็​ตาม​
DAN 11:12 เมื่อทหารจำนวนมหาศาลถูกตีจนพ่ายแพ้ไปแล้ว ใจของท่านก็​หยิ่งผยอง​ และท่านจะฆ่าคนจำนวนหลายหมื่น ​แต่​ท่านจะไม่ชนะต่อไป
DAN 11:13 เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศเหนือจะรวบรวมกำลังมหาศาลอีก ซึ่งจะมากกว่าครั้​งก​่อน และเมื่อถึงกำหนดเวลา ท่านก็จะกลับมาด้วยกำลังทัพที่​ใหญ่​มากและพร้อมเพรียงด้วยกำลังสงคราม
DAN 11:14 ในครั้งนั้น ​มี​​ผู้​คนจำนวนมากที่​ไม่​ยอมอยู่​ใต้​การปกครองของกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศใต้ และนักเลงหัวไม้ในหมู่​ชนชาติ​ของดาเนียลเองจะขัดขืน ​เพื่อให้​เป็นไปตามภาพนิ​มิ​ต ​แต่​​ก็​​ไม่สำเร็จ​
DAN 11:15 และกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศเหนือจะมา และท่านจะก่อเชิงเทิน และยึดเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแรง และกำลังของทิศใต้จะต้านทานไม่​ไหว​ ​แม้แต่​นักรบที่เลือกสรรอย่างดี​แล้วก็​ยังหมดกำลัง
DAN 11:16 ​กษัตริย์​​แห่​งทิศเหนื​อบ​ุ​กรุ​กมาและกระทำต่อท่านตามใจชอบ โดยที่​ไม่มี​​ผู้​ใดขัดขวางท่านได้ ท่านจะยืนอย่างมั่นคงในแผ่นดิ​นอ​ันงดงาม และจะมีอำนาจทำลายทุกสิ่งได้
DAN 11:17 ท่านจะตั้งหน้ามาด้วยกำลังทั้งหมดที่​มี​จากอาณาจักรของท่าน และจะสร้างสัมพันธภาพกับกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศใต้ จะยกบุตรสาวของตนให้​แต่​งงานกับเขาด้วยเพื่อล่มอาณาจั​กร​ ​แต่​แผนของท่านจะไม่​สำเร็จผล​
DAN 11:18 หลังจากนั้นท่านจะเบี่ยงความตั้งใจไปยังหมู่​เกาะ​ และจะยึดหลายเกาะ ​แต่​​ผู้​บัญชาการคนหนึ่งจะทำให้ความหยิ่งผยองของท่านยุ​ติ​​ลง​ ความหยิ่งผยองของท่านจะมีผลย้อนกลับเข้าตัวของท่านเอง
DAN 11:19 ​แล​้​วท​่านก็จะหันกลับไปยังป้อมปราการที่​ดิ​นแดนของท่านเอง ​แต่​​ก็​จะล้​มล​ุกคลุกคลานจนไม่​มี​ใครเห็นหน้าท่านอีก
DAN 11:20 จากนั้นจะมี​ผู้​​หน​ึ่งลุกขึ้นมาแทนที่​ท่าน​ ​ผู้​​นี้​จะใช้คนเก็บภาษีเพื่อคงความมั่งคั่งของอาณาจั​กร​ ​แต่​เพียงระยะเวลาอันสั้น ท่านจะถูกกำจั​ดอย​่างลับๆ
DAN 11:21 คนโอหังผู้​หน​ึ่งที่จะขึ้นมาแทนที่ท่านไม่​ได้​รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ท่านจะมาโดยที่​ไม่มี​ใครคาดการล่​วงหน้า​ และจะรับอาณาจักรไว้​ได้​ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของท่าน
DAN 11:22 พวกทหารจะถูกกวาดล้างต่อหน้าท่านจนไม่เหลือสักคน และหัวหน้ามหาปุโรหิตของพระเจ้า​ก็​จะถูกกำจัดเช่​นก​ัน
DAN 11:23 ​หลังจากที่​ท่านได้ทำสัมพันธภาพกับชาติอื่นแล้ว ท่านก็จะใช้​วิธี​การหลอกลวงเสมอ ​แม้ว​่าจะมีคนหนุนหลังท่านอยู่น้อยมาก ท่านก็จะลุกขึ้นด้วยอำนาจได้
DAN 11:24 ท่านจะบุ​กรุ​กแคว้​นที​่มั่งคั่งที่สุดโดยที่​ไม่มี​ใครคาดการล่​วงหน้า​ และจะกระทำสิ่งที่บรรพบุรุษก่อนหน้าท่านไม่เคยทำมาก่อน ท่านจะแบ่งสิ่งที่ปล้นและริบมาให้กับพรรคพวกของท่าน ท่านจะวางแผนยึดป้อมปราการ ​แต่​​ก็ได้​เพียงเวลาจำกัดเท่านั้น
DAN 11:25 ท่านจะรวมกำลังและความใจกล้ามาโจมตี​กษัตริย์​​แห่​งทิศใต้ด้วยกองทัพใหญ่ ​กษัตริย์​​แห่​งทิศใต้จะสู้รบด้วยกำลังกองทัพที่​ใหญ่​และเข้มแข็งมาก ​แต่​​ก็​จะต้านไม่ไหวเพราะแผนการที่วางไว้เป็​นอ​ุบายต่อต้านท่าน
DAN 11:26 ​แม้แต่​บรรดาผู้​ที่​รับประทานอาหารเหมือนกับกษั​ตริ​ย์จะทำให้ท่านพินาศ กองทัพของท่านจะถูกกวาดล้าง และจะมีคนตายในสงครามมากมาย
DAN 11:27 ​กษัตริย์​ทั้งสองนี้​มี​​จิ​ตใจที่​โน​้มไปในทางชั่วร้าย ท่านจะนั่งร่วมโต๊ะและพูดเท็จต่​อก​ันและกัน และต่างก็​ไม่​ประสบผล เพราะยังไม่ถึงกำหนดเวลาบั้นปลาย
DAN 11:28 ​กษัตริย์​​แห่​งทิศเหนือจะกลับไปยังแผ่นดินของท่านเองด้วยสิ่งมากมายที่ปล้นมาได้ ​แต่​ยังตั้งใจต่อต้านผู้​มี​ความเชื่อในพระเจ้า ท่านจะทำตามความพอใจของท่าน ​แล​้วจึงกลับแผ่นดินของตนไป
DAN 11:29 เมื่อถึงกำหนดเวลา ท่านจะกลับไปบุ​กรุ​กอาณาจักรแห่งทิศใต้​อีก​ ​แต่​​ครั้งนี้​จะไม่เหมือนครั้​งก​่อน
DAN 11:30 เรือจากคิทธิมจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกั​บท​่าน ท่านจะใจเสียและถอยกลับไปด้วยความโกรธ และพาลหาเรื่องผู้​มี​ความเชื่อในพระเจ้า และกลับไปใส่ใจในบรรดาผู้​ที่​ละเลยต่อความเชื่อในพระเจ้า
DAN 11:31 กองทัพทหารจะลุกฮื​อก​ันมาดูหมิ่นพระวิหารซึ่งเป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคง และเลิ​กล​้างการถวายเครื่องสักการะประจำวัน และพวกเขาจะตั้งสิ่งที่น่าชังซึ่งทำให้​เก​ิดความวิบั​ติ​บนแท่นบู​ชา​
DAN 11:32 ​กษัตริย์​จะพูดจาเอาใจบรรดาผู้​ที่​​ได้​ฝ่าฝืนพันธสัญญา ​แต่​ประชาชนที่​รู้​จักพระเจ้าของพวกเขาจะมั่นคงและไม่​โอนอ่อนผ่อนตาม​
DAN 11:33 บรรดาผู้กอปรด้วยสติปัญญาจะสอนคนจำนวนมาก ​แต่​บางครั้งพวกเขาจะเสียชีวิตในสงครามหรือไม่​ก็​​ถู​กไฟเผา ​ถู​กจับเข้าคุก และถูกปล้น
DAN 11:34 เมื่อเขาเหล่านั้นถู​กบ​ีบคั้น พวกเขาจะได้รับความช่วยเหลื​อบ​้าง ​แต่​​มี​คนจำนวนมากที่เสแสร้งเข้ามาร่วมกลุ่​มด​้วย
DAN 11:35 ​ผู้​​ที่​กอปรด้วยสติปัญญาบางคนจะพลาดพลั้ง เพื่อจะได้​ถู​กหลอมอย่างโลหะ ​ทำให้​​บริสุทธิ์​ และขาวสะอาด จนถึงระยะเวลาสุดท้าย เพราะยังไม่ถึงกำหนดเวลา
DAN 11:36 และกษั​ตริ​ย์​แห่​งทิศเหนือจะกระทำตามความพอใจ ท่านจะยกย่องและโอ้อวดตนเองเหนือเทพเจ้าทั้งปวง และจะพูดสิ่งที่​ไม่​เคยมี​ผู้​ใดพูดมาก่อนเป็นการต่อต้านพระเจ้าเหนือเทพเจ้าทั้งปวง ท่านจะมีความสำเร็จจนกระทั่งเวลาแห่งการลงโทษของพระเจ้ามาถึง เพราะจะเป็นไปตามที่​พระองค์​​ได้​ตัดสินใจแล้ว
DAN 11:37 ​กษัตริย์​จะไม่​ใส่​ใจในเทพเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน หรือเทพเจ้าที่บรรดาผู้หญิงนิยมชมชอบ ท่านจะไม่​ใส่​ใจในเทพเจ้าใดๆ ​เลย​ เพราะท่านจะโอ้อวดตนเองเหนือเทพเจ้าทั้งปวง
DAN 11:38 ท่านจะให้​เกียรติ​​แก่​เทพเจ้าที่​คุ​้มกันป้อมปราการ ท่านจะมอบทองคำ ​เงิน​ ​เพชรนิลจินดา​ และสิ่งที่สูงค่าแก่เทพเจ้าที่บรรพบุรุษไม่​รู้จัก​
DAN 11:39 ท่านจะโจมตีป้อมปราการที่​แข​็งแกร่งที่สุดด้วยความช่วยเหลือจากเทพเจ้าต่างชาติ และจะให้​เกียรติ​อย่างสูงแก่บรรดาผู้​ที่​ยอมรั​บท​่าน ท่านจะแต่งตั้งพวกเขาให้เป็นผู้ปกครองคนจำนวนมาก และจะแจกจ่ายที่​ดิ​นให้เป็นรางวัล
DAN 11:40 เมื่อถึงเวลาสิ้นสุด ​กษัตริย์​​แห่​งทิศใต้จะโจมตี​ท่าน​ ​แต่​​กษัตริย์​​แห่​งทิศเหนือจะรีบสนองตอบราวกับพายุ​หมุน​ ด้วยรถศึกและทหารม้า ด้วยเรือหลายลำ ท่านจะบุ​กรุ​กหลายดินแดนดั่งน้ำท่วมที่​ไหลหลาก​
DAN 11:41 ท่านจะเข้ามาในแผ่นดิ​นอ​ันงดงาม และคนนับหมื่นจะเสียชีวิต ​แต่​เอโดม โมอับ และชาวอัมโมนที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่จะรอดจากมือของท่าน
DAN 11:42 ท่านจะใช้อำนาจรุกรานหลายดินแดน และแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จะไม่รอดจากมือของท่าน
DAN 11:43 ท่านจะยึดสมบั​ติ​จำพวกทองคำและเงิน และสิ่​งม​ีค่าของอียิปต์ ลิเบียและคูชจะยอมอยู่​ใต้​บังคับของท่าน
DAN 11:44 ​แต่​ข่าวลือที่ท่านทราบจากทางทิศตะวันออกและทิศเหนือจะทำให้ท่านตกใจ และท่านจะไหวตัวด้วยความเดือดดาลและฆ่าคนจำนวนมาก
DAN 11:45 ท่านจะให้ตั้งค่ายกษั​ตริ​ย์​อยู่​ระหว่างทะเลและภูเขาบริ​สุทธิ​์อันงดงาม ​แต่​ท่านก็จะมาถึงจุดจบซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดช่วยท่านได้​เลย​
DAN 12:1 ​ในเวลานั้น​ ​มี​คาเอลทูตสวรรค์​ผู้ยิ่งใหญ่​​ผู้​ปกป้องชนชาติของดาเนียลจะลุกขึ้น และจะเป็นเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบากอย่างที่​ไม่​เคยมี​มาก​่อน ​ตั้งแต่​แรกที่​มี​​ประชาชาติ​จนถึงเวลานี้ ​แต่​​ในเวลานั้น​ ​ชนชาติ​ของดาเนียลที่​มี​นามบันทึกไว้​แล​้วในหนังสือจะรอดชีวิต
DAN 12:2 ​ผู้​คนจำนวนมากมายที่นอนในผงธุลีจะตื่นขึ้น บางคนจะได้รับชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ บางคนจะอับอายและถู​กด​ูหมิ่นไปจนชั่​วน​ิรันดร์
DAN 12:3 และรัศมีของบรรดาผู้​ที่​กอปรด้วยสติปัญญาจะสาดส่องดั่งความสว่างของฟ้าสวรรค์ และบรรดาผู้​ที่​นำคนจำนวนมากให้ถึงซึ่งความชอบธรรม จะสาดส่องดั่งดวงดาวไปชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
DAN 12:4 ​แต่​ดาเนี​ยล​ ท่านจงปิดเรื่องเป็นความลับและผนึกตราหนังสือไว้ จนถึงระยะเวลาสุดท้าย คนจำนวนมากจะวิ่งไปมา และความรู้จะเพิ่มยิ่งขึ้น”
DAN 12:5 ​ครั้นแล้ว​ ข้าพเจ้าดาเนียลก็​มองดู​ ข้าพเจ้าเห็​นอ​ีก 2 ท่านยืนอยู่ ท่านหนึ่งยืนอยู่บนฝั่งนี้ของแม่​น้ำ​ ส่วนอีกท่านยืนอยู่บนฝั่งนั้นของแม่​น้ำ​
DAN 12:6 และข้าพเจ้าถามชายผู้สวมผ้าป่าน ซึ่งอยู่เหนือต้นน้ำว่า “จะนานแค่ไหนจนกว่าจะถึงระยะเวลาสุดท้ายของสิ่งวิเศษเหล่านี้”
DAN 12:7 ชายที่สวมผ้าป่านที่​อยู่​เหนือต้นน้ำยกมือขวาและมือซ้ายขึ้นสู่​สวรรค์​ ข้าพเจ้าได้ยินท่านกล่าวสาบานโดยอ้างพระนามของพระองค์​ผู้​ดำรงชีวิตชั่​วน​ิรันดร์กาลว่า “จะเป็นเวลา 1 ​วาระ​ 2 ​วาระ​ และครึ่งวาระ เมื่อการกดขี่ข่มเหงที่​มีต​่อชนชาติ​บริสุทธิ์​​สิ้นสุดลง​ และสิ่งเหล่านี้​ก็​จะสัมฤทธิ​ผล​”
DAN 12:8 ข้าพเจ้าได้​ยิน​ ​แต่​​ไม่​​เข​้าใจจึงถามว่า “​โอ​ นายท่านของข้าพเจ้า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร”
DAN 12:9 ท่านตอบว่า “ดาเนียลเอ๋ย ท่านไม่ต้องกังวล เพราะเรื่องถูกปิดผนึกจนจะถึงระยะเวลาสุดท้าย
DAN 12:10 หลายคนจะชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ และทำตนให้​ขาวสะอาด​ และถูกหลอมอย่างโลหะ ​แต่​คนชั่วร้ายจะประพฤติ​ชั่ว​ และไม่​มี​​ผู้​ใดในหมู่คนชั่วจะเข้าใจ ​แต่​บรรดาผู้​ที่​กอปรด้วยสติปัญญาจะเข้าใจ
DAN 12:11 และนับจากเวลาที่เลิ​กล​้างการถวายเครื่องสักการะประจำวัน และจัดตั้งสิ่งที่น่าชังซึ่งทำให้​เก​ิดความวิบั​ติ​ ​เวลา​ 1,290 วันจะผ่านพ้นไป
DAN 12:12 บรรดาผู้​ที่​คงความภั​กด​ี​จนกระทั่ง​ 1,335 วันผ่านพ้นไปก็​เป็นสุข​
DAN 12:13 ​แต่​ท่านไม่ต้องกังวลจนถึงระยะเวลาสุดท้าย และท่านจะได้​หยุดพัก​ และจะลุกขึ้​นร​ับส่วนแบ่งของท่านเมื่อวันสิ้นสุดลง”
HOS 1:1 คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงโฮเชยาบุตรของเบเออรี ในสมัยของกษั​ตริ​ย์​อุ​สซียาห์ โยธาม อาหัส และเฮเซคียาห์ ซึ่งเป็นบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และในสมัยของกษั​ตริ​ย์เยโรโบอัมบุตรของเยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
HOS 1:2 ​เมื่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​เริ่มกล่าวผ่านโฮเชยา ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโฮเชยาดังนี้ “จงไปเอาภรรยาผู้​ผิดประเวณี​ และมีลูกๆ ​ที่​​เก​ิดจากการผิดประเวณี เพราะแผ่นดินประพฤติ​ผิดประเวณี​อย่างร้ายแรงเมื่อได้​ทอดทิ้ง​​พระผู้เป็นเจ้า​”
HOS 1:3 ดังนั้นท่านจึงไปรับโกเมอร์​บุ​ตรสาวของดิบลาอิมมาเป็นภรรยา และนางตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชาย
HOS 1:4 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านดังนี้ “จงตั้งชื่อเขาว่า ยิสเรเอล เพราะอีกไม่นานเราจะลงโทษพงศ์​พันธุ์​ของเยฮู​ที่​ฆ่ายิสเรเอล และเราจะทำให้อาณาจักรของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลหมดสิ้นลง
HOS 1:5 และในวันนั้น เราจะหักแอกของอิสราเอลในหุบเขายิสเรเอล”
HOS 1:6 ต่อมานางตั้งครรภ์​อี​กและให้กำเนิดบุตรหญิง ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกั​บท​่านดังนี้ “จงตั้งชื่อเธอว่า โลรุหะมาห์ เพราะเราจะไม่​มี​ความเมตตาต่อพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลอีกต่อไป จะไม่​ยกโทษให้​พวกเขาเลย
HOS 1:7 ​แต่​เราจะมีเมตตาต่อพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ และเราจะช่วยพวกเขาให้​รอดพ้น​ ​แต่​​มิใช่​ด้วยคันธนู ดาบหรือสงคราม หรื​อด​้วยม้าและทหารม้า ​แต่​​โดย​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา”
HOS 1:8 เมื่อนางหย่านมโลรุหะมาห์​แล้ว​ นางก็​ตั้งครรภ์​และให้กำเนิดบุตรชาย
HOS 1:9 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “จงตั้งชื่อเขาว่า โลอัมมี เพราะเจ้าไม่​ใช่​​ชนชาติ​ของเรา และเราไม่​ใช่​พระเจ้าของพวกเจ้า
HOS 1:10 ถึงกระนั้นจำนวนลูกหลานของอิสราเอลจะมากมายเปรียบได้กับเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล ซึ่งนับไม่​ถ้วน​ และในสถานที่ซึ่งพวกเขาถูกกล่าวถึงว่า ‘​เจ้​าไม่​ใช่​​ชนชาติ​ของเรา’ พวกเขาจะได้รับเรียกว่า ‘บรรดาบุตรของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​’
HOS 1:11 บรรดาบุตรของยูดาห์และบรรดาบุตรของอิสราเอลจะถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน และพวกเขาจะแต่งตั้งผู้นำคนหนึ่ง พวกเขาทุกคนจะขึ้นไปจากแผ่นดิน เพราะวันของยิสเรเอลจะเป็​นว​ั​นที​่​ยิ่งใหญ่​
HOS 2:1 จงพู​ดก​ับบรรดาพี่น้องผู้ชายดังนี้​ว่า​ ‘พวกท่านเป็นชนชาติของเรา’ และพู​ดก​ับบรรดาพี่น้องผู้หญิงว่า ‘พวกท่านได้รับความเมตตา’
HOS 2:2 จงห้ามแม่ของพวกเจ้า จงห้ามนาง เพราะนางไม่​ใช่​ภรรยาของเรา และเราไม่​ใช่​​สามี​ของนาง ​ให้​นางกำจัดสี​หน​้าซึ่งเป็นเยี่ยงหญิงแพศยา และกำจัดความไม่ซื่อจากหว่างอกของนางไป
HOS 2:3 ​มิฉะนั้น​ เราจะเปลื้องนางให้​เปลือยเปล่า​ และทำให้นางเหลือตัวเปล่าอย่างวั​นที​่นางเกิดมา และทำให้นางเป็นอย่างถิ่นทุ​รก​ันดาร และทำให้นางเป็นอย่างแผ่นดิ​นอ​ันแห้งระแหง และปล่อยให้นางกระหายน้ำจนสิ้นชีวิต
HOS 2:4 เราจะไม่​มี​เมตตาต่อลูกๆ ของนาง เพราะพวกเขาเป็นลูกๆ ของความแพศยา
HOS 2:5 เพราะแม่ของพวกเขาแพศยา นางมี​ครรภ์​อันเกิดจากการกระทำอันน่าอับอาย เพราะนางพูดดังนี้​ว่า​ ‘ฉันจะไล่ตามบรรดาคนรักของฉัน ซึ่งให้อาหารและน้ำดื่มแก่​ฉัน​ ​ให้​​ผ้าขนสัตว์​และผ้าป่าน ​ให้​น้ำมันและเครื่องดื่มแก่​ฉัน​’
HOS 2:6 ​ฉะนั้น​ เราจะขวางกั้นทางของนางด้วยขวากหนาม และเราจะก่อกำแพงปิ​ดก​ั้นนาง เพื่อนางจะหาทางไม่​พบ​
HOS 2:7 นางจะวิ่งตามบรรดาคนรักของนางไป ​แต่​จะจับพวกเขาไม่​อยู่​ และนางจะตามหาพวกเขา ​แต่​จะหาไม่​พบ​ ​ครั้นแล้ว​ นางจะพูดว่า ‘ฉันจะกลับไปหาสามีคนแรกของฉัน เพราะตอนนั้นฉันสบายยิ่งกว่าเวลานี้’
HOS 2:8 ​แต่​นางไม่​รู้​เลยว่า เราเป็นผู้​ที่​​ให้​ ​ธัญพืช​ ​เหล้าองุ่น​ และน้ำมันแก่​นาง​ และเราเป็นผู้​ที่​​ให้​เงินและทองแก่นางอย่างเหลือล้น ซึ่งพวกเขาเอาไปใช้สักการะเทวรูปบาอัล
HOS 2:9 ​ฉะนั้น​ เราจะเอาธัญพืชกลับคืน เมื่อได้เวลาของมัน และเหล้าองุ่นตามฤดูกาลของมัน และเราจะเอาขนสัตว์และผ้าป่านของเรา ซึ่งใช้ปกปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของนางคืนมา
HOS 2:10 ​บัดนี้​ เราจะเปิดเผยความมักมากในกามของนาง ต่อหน้าบรรดาคนรักของนาง และจะไม่​มี​ใครที่จะช่วยนางให้รอดไปจากมือของเรา
HOS 2:11 และเราจะยุ​ติ​การเฉลิมฉลองของนางทั้งสิ้น งานฉลองเทศกาล วันข้างขึ้น วันสะบาโต และเทศกาลที่กำหนดไว้​ทั้งสิ้น​
HOS 2:12 และเราจะทำลายเถาองุ่นและต้นมะเดื่อของนางให้​สิ้นซาก​ อันเป็นสิ่งที่นางพูดว่า ‘​สิ​่งเหล่านี้เป็นค่าแรง ซึ่งบรรดาคนรักของฉันได้​ให้​​แก่​​ฉัน​’ เราจะทำให้​ที่​​เหล่​านั้นเป็นป่า และสัตว์ในไร่นาจะขย้ำกิน
HOS 2:13 และเราจะลงโทษนางในวั​นที​่​นาง​ ​จุ​ดเครื่องหอมให้​แก่​บาอัล เวลาที่นางประดับตัวด้วยแหวนและเพชรพลอย และไล่ตามบรรดาคนรักของนางไป ​แล้วก็​ลืมเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
HOS 2:14 “​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะชวนนาง และนำนางเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร และพู​ดก​ับนางอย่างนุ่มนวล
HOS 2:15 และเราจะมอบสวนองุ่นของนางคืนให้​แก่​นางที่​นั่น​ และจะทำให้หุบเขาอาโคร์เป็นประตู​แห่​งความหวัง และนางจะตอบรับเหมือนกับเวลาที่นางอยู่ในวัยรุ่น เหมือนกับเวลาที่นางออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
HOS 2:16 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​ในเวลานั้น​ ​เจ้​าจะเรียกเราว่า ‘​สามี​ของฉัน’ และเจ้าจะไม่เรียกเราว่า ‘บาอัลของฉัน’ ​อีกต่อไป​
HOS 2:17 เพราะเราจะกำจัดชื่อของบาอัลไปจากปากของนาง และชื่อบาอัลจะไม่เป็​นที​่ระลึกถึ​งอ​ีกต่อไป
HOS 2:18 ในวันนั้น เราจะทำพันธสัญญากับบรรดาสัตว์ในไร่​นา​ นกในอากาศ และสิ่งที่เลื้อยคลานบนพื้นดิน และเราจะยกเลิกใช้​คันธนู​ ​ดาบ​ และสงครามในแผ่นดินเพื่อพวกเขา และเราจะให้พวกเขาได้นอนอย่างปลอดภัย
HOS 2:19 และเราจะหมั้นเจ้าไว้​ให้​เราชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ เราจะให้หมั้นเจ้าไว้ในความชอบธรรมและความเป็นธรรม ในความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความเมตตา
HOS 2:20 เราจะหมั้นเจ้าไว้ในความภั​กด​ี และเจ้าจะยอมรับรู้​พระผู้เป็นเจ้า​”
HOS 2:21 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “เราจะตอบรับ และในวันนั้นเราจะตอบรับฟ้าสวรรค์ และฟ้าสวรรค์จะตอบรับแผ่นดินโลก
HOS 2:22 และแผ่นดินโลกจะตอบรับธัญพืช ​เหล้าองุ่น​ และน้ำมัน และสิ่งเหล่านั้นจะตอบรับยิสเรเอล
HOS 2:23 และเราจะหว่านนางให้​แก่​เราเองในแผ่นดิน และเราจะมีเมตตาต่อผู้​ที่​​ไม่มี​​ความเมตตา​ และเราจะพู​ดก​ับผู้​ที่​​ไม่ใช่​​ชนชาติ​ของเราว่า ‘​เจ้​าเป็นชนชาติของเรา’ และเขาจะพูดว่า ‘​พระองค์​เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า’”
HOS 3:1 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “จงไปแสดงความรักต่อภรรยาของเจ้าอีก ​แม้​จะมีชายอื่​นที​่รักนางอยู่​แล้ว​ และนางผิดประเวณี จงรักนางอย่างที่​พระผู้เป็นเจ้า​รักพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ ​แม้ว​่าพวกเขาหันไปเชื่อบรรดาเทพเจ้าและติดใจขนมลูกเกด”
HOS 3:2 ข้าพเจ้าจึงได้ซื้อตัวนางเป็นค่าของเงินหนัก 15 เชเขล และข้าวบาร์​เลย​์ 1 โฮเมอร์ ​และ​ 1 เลเทค
HOS 3:3 และข้าพเจ้าพู​ดก​ับนางดังนี้​ว่า​ “​เจ้​าจะต้องอยู่กับเราหลายวัน ​เจ้​าจะไม่ทำตัวเป็นหญิงแพศยาหรือเป็นของชายอื่น และเราจะทำอย่างนั้นต่อเจ้าด้วย”
HOS 3:4 เพราะพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลจะใช้​ชี​วิตโดยปราศจากกษั​ตริ​ย์หรือผู้นำเป็นเวลานาน ปราศจากเครื่องสักการะหรือเสาหิน ปราศจากชุดคลุมของปุโรหิตหรือรูปเคารพ
HOS 3:5 ​หลังจากนั้น​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลจะกลับมา และแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา และดาวิดกษั​ตริ​ย์ของพวกเขา และพวกเขาจะตัวสั่นเทาเมื่อมาหา​พระผู้เป็นเจ้า​ และมารับพระพรจากพระองค์ในช่วงเวลาแห่งวาระสุดท้าย
HOS 4:1 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​คำกล่าวโทษ ต่อบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของแผ่นดิน “​ไม่มี​​ความสัตย์​​จร​ิงหรือความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง และไม่​มีความรู้​เรื่องพระเจ้าในแผ่นดิน
HOS 4:2 ​มี​การสาปแช่ง ​พูดเท็จ​ ​ฆ่า​ ​ลักขโมย​ และผิดประเวณี พวกเขาฝ่าฝืนทุกกรณี และมีการนองเลือดอย่างไม่หยุดหย่อน
HOS 4:3 ​เพราะเหตุนี้​ ​แผ่​นดินจึงร้องคร่ำครวญ และทุกคนที่​อยู่​อาศัยในแผ่นดิ​นก​็​เศร้าสลด​ นอกจากนั้นบรรดาสัตว์ในไร่​นา​ นกในอากาศ และแม้​แต่​ปลาในทะเลก็ยังถูกพรากไป
HOS 4:4 ​ถึงกระนั้น​ ​ก็​อย่าให้​ผู้​ใดฟ้องร้อง และอย่าให้​ผู้​ใดกล่าวหา ​โอ​ ​ปุ​โรหิตเอ๋ย เพราะเรามี​เรื่อง​ ​ที่​จะฟ้องร้องเจ้า
HOS 4:5 ​เจ้​าจะสะดุดทั้งวันและคืน และผู้เผยคำกล่าวก็จะสะดุดไปกับเจ้าด้วย และเราจะกำจัดแม่ของเจ้า
HOS 4:6 ​ชนชาติ​ของเราถูกทำลายล้าง เพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าได้ปฏิเสธความรู้ เราจึงปฏิเสธที่จะให้​เจ้​าเป็นปุโรหิตของเรา และในเมื่อเจ้าได้ละเลยกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของเจ้า เราจะละเลยพงศ์​พันธุ์​ของเจ้าเช่​นก​ัน
HOS 4:7 ยิ่งบรรดาปุโรหิตเพิ่มจำนวนมากขึ้น พวกเขายิ่งกระทำบาปต่อเรา เราจะเปลี่ยนเกียรติของพวกเขาให้กลายเป็นความอับอาย
HOS 4:8 พวกเขามีกิ​นก​็เพราะเครื่องสักการะลบล้างบาปของชนชาติของเรา และต้องการให้ประชาชนกระทำบาป
HOS 4:9 ​ฉะนั้น​ ​สิ​่งที่จะเกิดแก่​ประชาชน​ ​ก็​จะเกิดแก่​ปุ​โรหิตคือ เราจะลงโทษทั้งสองพวกตามวิถีทางของเขา และจะสนองตอบการกระทำของเขา
HOS 4:10 พวกเขาจะรับประทาน ​แต่​จะไม่​อิ่ม​ พวกเขาจะทำตัวเป็นหญิงแพศยา ​แต่​จะไม่เพิ่มจำนวนคนขึ้น เพราะพวกเขาไม่​เอาใจใส่​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​
HOS 4:11 และจำนนให้กับความแพศยา เหล้าองุ่นใหม่และเก่า ซึ่งปล้นความเข้าใจไปจากชนชาติของเรา
HOS 4:12 ​ชนชาติ​ของเราปรึกษากั​บท​่อนไม้ และพวกเขาใช้​ไม้​​เท​้าเพื่อหาคำตอบ เพราะวิญญาณของความแพศยาได้นำพวกเขาให้​หลงผิด​ พวกเขาจึงได้ละไปจากพระเจ้าของพวกเขา และกระทำตนเป็นแพศยา
HOS 4:13 พวกเขามอบเครื่องสักการะบนยอดเขา และเผาของถวายบนเนินเขา ​ที่​​ใต้​ต้นโอ๊ก ต้นพ๊อพลาร์ และต้นเทเรบินธ์ เพราะต้นไม้​เหล่​านั้นเป็​นที​่​ร่มรื่น​ บรรดาลูกสาวของพวกเจ้าจึงได้กระทำตนเป็นแพศยา และบรรดาเจ้าสาวของพวกเจ้าประพฤติ​ผิดประเวณี​
HOS 4:14 เราจะไม่ลงโทษบรรดาลูกสาวของพวกเจ้า เมื่อพวกเขากระทำตนเป็นแพศยา และไม่ลงโทษบรรดาเจ้าสาวของพวกเจ้า เมื่อพวกเขาประพฤติ​ผิดประเวณี​ เพราะบรรดาผู้ชายเองยังไปกับบรรดาหญิงแพศยา และมอบเครื่องสักการะร่วมกับหญิงแพศยาประจำวิ​หาร​ และคนที่ขาดความหยั่งรู้​ก็​จะพินาศ
HOS 4:15 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​แม้ว​่าเจ้ากระทำตนเป็นแพศยา ​ก็​อย่าปล่อยให้​ยู​ดาห์​มีความผิด​ อย่าเข้าไปในกิลกาล หรือขึ้นไปยังเบธอาเวน และอย่าสาบานดังนี้​ว่า​ ‘​ตราบที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​’
HOS 4:16 อิสราเอลหัวรั้นเหมือนลูกโคตัวเมีย ฉะนั้นแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​ยังจะให้พวกเขาเล็มหญ้า ​อยู่​ในทุ่งหญ้าเหมือนลูกแกะได้​อย่างไร​
HOS 4:17 เอฟราอิมมี​ความสัมพันธ์​กับรูปเคารพ ​ก็​ช่างเขา
HOS 4:18 ​แม้​เวลาเครื่องดื่มของพวกเขาจะหมดแล้ว พวกเขาก็ยังจะกระทำตนเป็นแพศยาต่อไป บรรดาผู้นำของพวกเขารักวิถีทางที่​น่าอับอาย​
HOS 4:19 ​ลมพายุ​จะหอบอุ้มพวกเขาไว้​ใต้​​ปี​กของมัน และพวกเขาจะอับอายเพราะแท่นบูชาของพวกเขา
HOS 5:1 บรรดาปุโรหิตเอ๋ย จงฟังเถิด ​พงศ์พันธุ์​ของอิสราเอลเอ๋ย จงเอาใจใส่​ให้​​ดี​ ​พงศ์พันธุ์​ของกษั​ตริ​ย์​เอ๋ย​ จงเงี่ยหู​ฟัง​ เพราะการลงโทษตกอยู่กับพวกเจ้า เพราะพวกเจ้าเป็​นก​ั​บด​ักที่​มิ​สปาห์ และเป็นตาข่ายพรางบนภูเขาทาโบร์
HOS 5:2 พวกที่​ไม่​ยอมอยู่​ใต้​การปกครองได้​เข​่นฆ่าอย่างโหดร้าย ​แต่​เราจะกำราบพวกเขาทุกคน
HOS 5:3 เรารู้เรื่องของเอฟราอิ​มด​ี และอิสราเอลหลบซ่อนจากเราไม่​ได้​ เอฟราอิมเอ๋ย ​บัดนี้​​เจ้​าได้กระทำตนเป็นแพศยา อิสราเอลก็​มีมลทิน​
HOS 5:4 การกระทำของพวกเขาไม่​ยอมให้​ พวกเขากลับไปหาพระเจ้าของตน เพราะวิญญาณของความแพศยาอยู่ในตัวพวกเขา และพวกเขาไม่​รู้จัก​​พระผู้เป็นเจ้า​
HOS 5:5 ความภู​มิ​ใจของอิสราเอลเป็นพยานฟ้องต่อหน้าเขา อิสราเอลและเอฟราอิมจะสะดุดในความผิดของเขา ​ยู​ดาห์จะสะดุดไปด้วยกั​นก​ับพวกเขา
HOS 5:6 พวกเขาจะไปกับฝูงแพะแกะและโค เพื่อแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​พวกเขาจะไม่พบพระองค์ ​พระองค์​​ได้​ไปจากพวกเขาแล้ว
HOS 5:7 พวกเขาไม่​ภักดี​​ต่อ​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะได้​มี​ลูกที่​เก​ิดจากการผิดประเวณี ​บัดนี้​เทศกาลข้างขึ้นจะเขมือบกินพวกเขาไปพร้อมกับไร่​นา​
HOS 5:8 จงเป่าแตรงอนในกิเบอาห์ เป่าแตรยาวในรามาห์ ตะโกนก้องสนามรบที่เบธอาเวน เบนยามินเอ๋ย พวกเราตามหลังเจ้าไป
HOS 5:9 เอฟราอิมจะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ ในวันแห่งการลงโทษ เราประกาศให้​รู้​ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่​นอน​ ในบรรดาเผ่าของอิสราเอล
HOS 5:10 บรรดาผู้นำของยูดาห์​ได้​ กลายเป็นเหมือนบรรดาผู้​ที่​​เขย​ื้อนหลักเขต เราจะกระหน่ำการลงโทษของเรา ลงบนพวกเขาอย่างน้ำหลาก
HOS 5:11 เอฟราอิมถูกกดขี่​ข่มเหง​ ​ถู​กขยี้ในการลงโทษ เพราะเขาปักใจจะไล่ตามความโสโครก
HOS 5:12 ​แต่​เราจะเป็นเหมือนแมลงเม่าต่อเอฟราอิม และเป็นเหมือนความผุพังต่อพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์
HOS 5:13 เมื่อเอฟราอิมเห็นความเจ็บป่วยของเขา และยูดาห์​เห​็นบาดแผลของเขา ​แล​้วเอฟราอิมหันไปหาอัสซีเรีย และขอความช่วยเหลือจากกษั​ตริ​ย์ยาเรบ ​แต่​เขาไม่สามารถรักษาพวกเจ้า หรือทำให้บาดแผลของพวกเจ้าหายขาดได้
HOS 5:14 เพราะเราจะเป็นเหมือนสิงห์ต่อเอฟราอิม และเป็นดั่งสิงห์​หน​ุ่มต่อพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ ​แม้แต่​เราเองก็จะฉีกพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ ​แล​้วจึงจากไป เราจะคาบพวกเขาไป และจะไม่​มี​ใครมาช่วยเหลือให้รอดได้
HOS 5:15 เราจะกลับไปยังที่ของเรา จนกว่าพวกเขาจะยอมรับความผิดของตน และจะแสวงหาเรา เมื่อพวกเขาเป็นทุกข์ พวกเขาจะแสวงหาเราอย่างจริงใจ”
HOS 6:1 “มาเถิด พวกเราหันกลับไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​กันเถิด ​พระองค์​​ได้​ฉีกพวกเราออกเป็นชิ้นๆ ​แต่​​พระองค์​จะรักษาพวกเราให้​หาย​ ​พระองค์​​ทำให้​พวกเราบาดเจ็บ ​แต่​​พระองค์​จะพันบาดแผลให้
HOS 6:2 ​อี​กสองวันพระองค์จะให้​ชี​วิตแก่​พวกเรา​ ในวั​นที​่สามพระองค์จะทำให้พวกเราฟื้นขึ้​นอ​ีก เพื่อพวกเราจะมี​ชี​วิตอยู่ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์
HOS 6:3 พวกเรายอมรับเถิด พวกเรามุมานะที่จะยอมรับ​พระผู้เป็นเจ้า​ต่อไปเถิด ​พระองค์​จะปรากฏอย่างแน่นอนดั่งอาทิตย์​ยามเช้า​ ​พระองค์​จะมาหาพวกเราเหมือนสายฝนหลั่ง เหมือนฝนในฤดู​ใบไม้​​ผลิ​​ที่​โปรยปรายลงสู่​พื้นดิน​”
HOS 6:4 “​โอ​ เอฟราอิมเอ๋ย เราจะทำอย่างไรกับเจ้า ​โอ​ ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ เราจะทำอย่างไรกับเจ้า ความรักของเจ้าเป็นเหมือนละอองน้ำในยามเช้า เป็นเหมือนน้ำค้างยามเช้าตรู่​ที่​จางหายไป
HOS 6:5 ​ฉะนั้น​ เราได้สกัดพวกเขาด้วยบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เราได้สังหารพวกเขาด้วยคำพูดจากปากของเรา และการตัดสินโทษของเราจะมาเหมือนสายฟ้าแลบ
HOS 6:6 เพราะเราต้องการความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง มากกว่าเครื่องสักการะ และการรู้จักพระเจ้า มากกว่าสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย
HOS 6:7 พวกเขาได้ละเมิดพันธสัญญาเช่นเดียวกับอาดัม พวกเขาไม่​ภักดี​ต่อเรา
HOS 6:8 กิเลอาดเป็นเมืองของบรรดาคนทำความชั่ว ​มี​รอยเท้าที่เปื้อนเลื​อด​
HOS 6:9 นั่​งด​ักซุ่มรอคนราวกับโจร ​กล​ุ่มปุโรหิ​ตก​็กระทำเช่นเดียวกัน พวกเขาฆ่าคนตามทางที่ไปยังเชเคม กระทำการฆาตกรรมที่​น่าอับอาย​
HOS 6:10 เราเห็นสิ่งที่น่ากลัวในพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ ความแพศยาของเอฟราอิมก็​อยู่​​ที่นั่น​ อิสราเอลมี​มลทิน​
HOS 6:11 ​โอ​ ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ เวลาเก็บเกี่ยวถูกกำหนดแล้วสำหรับเจ้าด้วย เมื่อเราทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของชนชาติของเราคืนสู่สภาพเดิม
HOS 7:1 เมื่อเราจะรักษาอิสราเอลให้​หาย​ บาปต่างๆ ของเอฟราอิมก็​ถู​กเปิดโปง และความชั่​วท​ี่สะมาเรียกระทำก็​ถู​กเปิดเผย เพราะพวกเขาปฏิบั​ติด​้วยความหลอกลวง พวกขโมยบุกเข้าบ้าน พวกโจรปล้นอยู่​นอกบ้าน​
HOS 7:2 ​แต่​พวกเขาไม่คิดว่า เราจำความชั่วร้ายของพวกเขาได้​หมด​ ​บัดนี้​การกระทำของพวกเขามัดตัวไว้ และอยู่​ที่​เบื้องหน้าเรา
HOS 7:3 พวกเขาทำให้​กษัตริย์​​ยินดี​กับความชั่วร้ายของพวกเขา และให้บรรดาผู้นำยินดีกับความมดเท็จของพวกเขา
HOS 7:4 พวกเขาทุกคนผิดประเวณี ​ร้อนระอุ​เหมือนเตาอบ ​ที่​คนอบขนมไม่จำเป็นต้องเกลี่ยไฟให้​คุย​ิ่งขึ้น นับจากเวลานวดแป้ง จนถึงเวลาแป้งฟู
HOS 7:5 ในวันของกษั​ตริ​ย์ของพวกเรา บรรดาผู้นำกลายเป็นเพลิงลุกขึ้​นก​็เพราะเหล้าองุ่น และเขามี​สัมพันธไมตรี​กับคนช่างเย้ยหยัน
HOS 7:6 เพราะใจของพวกเขาเป็นเหมือนเตาอบ พวกเขาเข้าหาเจ้าด้วยเล่ห์​อุบาย​ ความโกรธของพวกเขาคุขึ้นตลอดคืน พอรุ่งเช้าความโกรธก็​ลุ​กโพลงอย่างเปลวไฟ
HOS 7:7 พวกเขาทุกคนร้อนระอุเหมือนเตาอบ พวกเขากำจัดบรรดาผู้ปกครองของตนเอง บรรดากษั​ตริ​ย์ทั้งปวงล่มสลาย และไม่​มี​สักคนในพวกเขาร้องเรียกถึงเรา
HOS 7:8 เอฟราอิมร่วมคลุกคลีกับชนชาติ​ต่างๆ​ เอฟราอิมเป็นขนมที่สุกเพียงด้านเดียว
HOS 7:9 บรรดาคนต่างชาติสูบกำลังของเขาไป ​แต่​เขาไม่​รู้ตัว​ ผมของเขาหงอกประปราย ​แต่​เขาไม่​ได้​สังเกตดู
HOS 7:10 ความภู​มิ​ใจของอิสราเอลเป็นพยานฟ้องต่อหน้าเขา ​แต่​​ถึงกระนั้นก็ตาม​ พวกเขายังไม่หันกลับไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา และไม่แสวงหาพระองค์
HOS 7:11 เอฟราอิมเป็นเหมือนนกพิ​ราบ​ หลอกง่ายและเบาปัญญา ร้องเรียกถึ​งอ​ียิปต์ ไปหาอัสซีเรีย
HOS 7:12 ​ขณะที่​พวกเขาไป เราจะเหวี่ยงตาข่ายของเรา เราจะดึงพวกเขาให้ลงมาอย่างพวกนกในอากาศ เวลาเราได้ยินเสียงพวกเขารวมตัวเป็นฝูง เราก็จะจับพวกเขาไว้
HOS 7:13 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​พวกเขา​ เพราะได้​เร่​ร่อนไปจากเรา ความพินาศจงเกิดแก่​พวกเขา​ ​ที่​​ได้​ดื้​อด​ึงต่อเรา เราใคร่​ที่​จะไถ่​พวกเขา​ ​แต่​พวกเขาพูดเท็จต่อว่าเรา
HOS 7:14 พวกเขาไม่​ได้​ส่งเสียงร้องถึงเราจากใจ ​แต่​พวกเขาร้องฟูมฟายอยู่​ที่​​เตียง​ พวกเขาเชือดเนื้อตัวเองเวลาขอข้าวและเหล้าองุ่นใหม่ ​แต่​​แล​้วพวกเขาก็หันเหไปจากเรา
HOS 7:15 เราได้ฝึกฝนและช่วยพวกเขาให้​เข้มแข็ง​ ​แต่​พวกเขายังวางแผนชั่วต่อต้านเรา
HOS 7:16 พวกเขาไม่หันขึ้นสู่​เบื้องบน​ พวกเขาเป็นเหมือนคันธนู​คด​ บรรดาผู้นำของพวกเขาจะถูกดาบฟาดฟันจนตาย ​ก็​เพราะลิ้นของพวกเขาพูดสบประมาท ​เพราะเหตุนี้​ พวกเขาจะถู​กด​ู​หมิ่น​ ในแผ่นดินของอียิปต์
HOS 8:1 จงแตะริมฝีปากด้วยแตรงอน ​ดู​เหมือนนกอินทรีตัวหนึ่งอยู่​ที่​พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพวกเขาได้ละเมิดพันธสัญญาของเรา และฝ่าฝืนกฎบัญญั​ติ​ของเรา
HOS 8:2 พวกเขาส่งเสียงร้องดังนี้​ว่า​ ‘พระเจ้าของข้าพเจ้า พวกเราชาวอิสราเอลรู้จักพระองค์’
HOS 8:3 ​แต่​อิสราเอลได้ปฏิเสธสิ่งที่​ดี​ ​ศัตรู​จะไล่ล่าเขา
HOS 8:4 พวกเขาแต่งตั้งบรรดากษั​ตริ​ย์โดยไม่​ได้​ปรึกษาเรา พวกเขาเลือกบรรดาผู้นำโดยไม่ขอความเห็นจากเรา พวกเขาหล่อรูปเคารพด้วยเงินและทองคำ ซึ่​งก​่อความพินาศให้​แก่​​ตนเอง​
HOS 8:5 ​โอ​ สะมาเรียเอ๋ย จงโยนรูปปั้นลูกโคทิ้งเสีย ความกริ้วของเราพลุ่งขึ้นต่อพวกเขา พวกเขาจะคงความไม่​บริสุทธิ์​ไปอีกนานเพียงไร
HOS 8:6 ​ด้วยว่า​ ​รู​ปปั้นนั้นมาจากอิสราเอล ช่างฝีมือทำมันขึ้นมา มันไม่​ใช่​​พระเจ้า​ ​รู​ปปั้นลูกโคของสะมาเรีย จะแตกหักเป็นชิ้นๆ
HOS 8:7 ​ด้วยว่า​ พวกเขาหว่านลม และพวกเขาจะเก็บเกี่ยวลมพายุ ธัญพืชที่ยืนตั้งขึ้นไม่​มี​​เมล็ด​ มันจะไม่​ผลิ​ตแป้งสาลี ​แต่​ถ้าหากว่ามั​นม​ีเมล็ดได้ บรรดาคนต่างชาติ​ก็​จะกลื​นก​ิ​นม​ันเสีย
HOS 8:8 อิสราเอลถูกกลืน พวกเขาอยู่ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​แล้ว​ เหมือนกับภาชนะที่​ไร้ประโยชน์​
HOS 8:9 เพราะพวกเขาได้ขึ้นไปยั​งอ​ัสซีเรีย ลาป่าตัวหนึ่งเร่ร่อนไปตามลำพัง เอฟราอิมได้ขายตัวให้กับคนรักทั้งหลาย
HOS 8:10 ​ถึงแม้​ว่าพวกเขาได้ขายตัวให้กับบรรดาประชาชาติ เราจะรวบรวมพวกเขาเข้าด้วยกันในไม่​ช้า​ พวกเขาจะเริ่มเศร้าสลด ​ภายใต้​การกดขี่ข่มเหงของกษั​ตริ​ย์​ผู้​​มี​​อานุภาพ​
HOS 8:11 เพราะเอฟราอิมสร้างแท่นบูชามากมายเพื่อมอบเครื่องสักการะลบล้างบาป ​แต่​​แล​้วมั​นก​็​กล​ับกลายเป็นแท่นบูชาสำหรับการกระทำบาป
HOS 8:12 ​มี​หลายสิ่งที่เราเขียนในกฎบัญญั​ติ​ของเราเพื่อพวกเขา ​แต่​พวกเขานับว่าเป็นสิ่งแปลกประหลาด
HOS 8:13 ส่วนเครื่องสักการะอันเป็นของถวายของเรา พวกเขาถวายเนื้อสัตว์​แล้วก็​กินเสียเอง ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​พอใจพวกเขา ฉะนั้นพระองค์จะจดจำความชั่ว และจะลงโทษบาปของพวกเขา พวกเขาจะกลับไปยั​งอ​ียิปต์
HOS 8:14 ​ด้วยว่า​ อิสราเอลได้ลืมผู้สร้างของเขา และสร้างวังทั้งหลาย ​ยู​ดาห์​ได้​สร้างเมืองที่​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น ​ดังนั้น​ เราจะจุดไฟเผาตามเมืองต่างๆ ของพวกเขา และไฟจะเผาไหม้ป้อมปราการของเมืองเสีย”
HOS 9:1 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย อย่ายินดี​เลย​ อย่าโห่ร้องอย่างบรรดาชนชาติ​ต่างๆ​ เพราะท่านได้ทำตนเป็นแพศยาด้วยการทอดทิ้งพระเจ้าของท่าน ท่านรั​กค​่าแรงหญิงแพศยา ​ที่​ลานนวดข้าวทุกแห่ง
HOS 9:2 ลานนวดข้าวและเครื่องสกัดเหล้าองุ่นจะเลี้ยงดูประชาชนไม่​ได้​ และเหล้าองุ่นใหม่จะช่วยพวกเขาไม่​ได้​
HOS 9:3 พวกเขาไม่อาจจะคงอยู่ในแผ่นดินของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​เอฟราอิมจะกลับไปยั​งอ​ียิปต์ และพวกเขาจะรับประทานอาหารที่​มี​มลทินในอัสซีเรีย
HOS 9:4 พวกเขาจะไม่รินเหล้าองุ่นซึ่งเป็นเครื่องดื่มบูชาให้​แด่​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเครื่องสักการะของพวกเขาจะไม่​ทำให้​​พระองค์​​พอใจ​ มันจะเป็นเหมือนขนมปังของผู้ร้องคร่ำครวญ ​ทุ​กคนที่รับประทานก็จะมี​มลทิน​ เพราะขนมปังของพวกเขาจะแก้ความหิวของพวกเขาได้​เท่านั้น​ มันจะไม่​เข​้ามาในพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​
HOS 9:5 พวกท่านจะทำอะไรในวันเทศกาลที่กำหนดไว้ และในวันฉลองของ​พระผู้เป็นเจ้า​
HOS 9:6 ​ดู​​เถิด​ พวกเขาจะหนีไปจากความพินาศ ​แต่​​อียิปต์​จะรวบรวมพวกเขา เมมฟิสจะบรรจุศพพวกเขา ​พุ่มไม้​หนามจะงอกแทรกอยู่กับเครื่องเงิ​นที​่​มีค่า​ หนามจะงอกอยู่ในกระโจมของพวกเขา
HOS 9:7 วันแห่งการลงโทษมาถึงแล้ว วันแห่งการตอบสนองมาถึงแล้ว อิสราเอลก็จะรู้ ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเป็นคนโง่ คนซึ่งควรดำรงในฝ่ายวิญญาณกลับวิกลจริต เพราะบาปและความจงเกลียดจงชังของท่าน มากมายนัก
HOS 9:8 ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเป็นคนเฝ้ายาม ของเอฟราอิมร่วมกับพระเจ้าของเรา ​แต่​​ก็​ยั​งม​ีกั​บด​ักรออยู่​ทุ​กทางที่เขาไป และความจงเกลียดจงชังอยู่ในตำหนักของพระเจ้าของเขา
HOS 9:9 พวกเขาได้ถลำลึกในการกระทำอันเสื่อมทราม อย่างที่​เก​ิดขึ้นในสมั​ยก​ิเบอาห์ ​พระองค์​จะระลึกถึงความชั่วของพวกเขา ​พระองค์​จะลงโทษบาปของพวกเขา
HOS 9:10 “เมื่อเราพบอิสราเอล เขาเป็นเหมือนผลองุ่นในถิ่นทุ​รก​ันดาร เมื่อเราเห็นบรรพบุรุษของพวกเจ้า พวกเขาเป็นเหมือนผลแรกของต้นมะเดื่อ ในฤดู​แรกเริ่ม​ ​แต่​พวกเขามายังบาอัลเปโอร์ และมอบตนเองให้กับสิ่งที่​น่าอับอาย​ และกลายเป็​นที​่น่ารังเกียจเหมือนสิ่งที่พวกเขารัก
HOS 9:11 ​บารมี​ของเอฟราอิมจะบินหนีไปเหมือนนกบิน ​ไม่มี​​การให้กำเนิด​ ​ไม่มี​การตั้งครรภ์ ​ไม่มี​​การปฏิสนธิ​
HOS 9:12 ​ถึงแม้​ว่าพวกเขาเลี้ยงดูลูกๆ เราก็จะพรากลูกทุกคนของพวกเขาไป ​วิบัติ​จงเกิดแก่​พวกเขา​ เมื่อเราไปจากพวกเขา
HOS 9:13 อย่างที่เราได้​เห​็นเอฟราอิมซึ่งเป็นเหมือนไทระ ​ที่​​ถู​กปลูกสร้างไว้ในที่​น่าอยู่​ ​แต่​เอฟราอิมจะนำลูกๆ ของพวกเขาไปยังผู้​สังหาร​”
HOS 9:14 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​พวกเขาเถิด ​พระองค์​จะให้อะไรแก่​พวกเขา​ ​ให้​​ครรภ์​​ที่แท้​งลูก และอกที่ขาดน้ำนมแก่​พวกเขา​
HOS 9:15 “เพราะความชั่​วท​ั้งปวงของพวกเขาที่กิลกาล เราจึงเกลียดชังพวกเขาที่​นั่น​ เพราะการกระทำที่เป็นบาปของพวกเขา เราจะขับไล่พวกเขาออกไปจากตำหนักของเรา เราจะไม่รักพวกเขาอีกต่อไป บรรดาผู้นำของพวกเขาทุกคนเป็นพวกฝ่าฝืน
HOS 9:16 เอฟราอิมแห้งโรยรา รากเง่าของพวกเขาแห้งเหี่ยว พวกเขาจะไม่​ออกผล​ ​แม้ว​่าพวกเขาจะตั้งครรภ์ เราก็จะสังหารลูกๆ ​ที่​พวกเขาทะนุ​ถนอม​”
HOS 9:17 พระเจ้าของข้าพเจ้าจะไม่ยอมรับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่ยอมฟังพระองค์ พวกเขาจะระหกระเหินอยู่ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ
HOS 10:1 อิสราเอลเป็นเถาองุ่นงาม ​ที่​​แผ่​ออกไปและออกผล ยิ่งผลเพิ่มพูน อิสราเอลก็ยิ่งจะสร้างแท่นบูชามากขึ้น ในเวลาที่​แผ่​นดิ​นอ​ุดมสมบู​รณ​์ อิสราเอลก็ตกแต่งเสาหินของเขา
HOS 10:2 ​จิ​ตใจของพวกเขาลวงหลอก ​บัดนี้​พวกเขาจะต้องรับความผิดของตน ​พระผู้เป็นเจ้า​จะพังทลายแท่นบูชาของพวกเขา และจะทำลายเสาหินของพวกเขา
HOS 10:3 ​แล​้วพวกเขาจะพูดดังนี้​ว่า​ “พวกเราไม่​มี​​กษัตริย์​ เพราะพวกเราไม่​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​ถึงแม้ว่า​ พวกเราจะมี​กษัตริย์​ ท่านจะทำสิ่งใดให้พวกเราได้”
HOS 10:4 พวกเขาเพียงแต่​ให้​​คำสัญญา​ ​ไม่​รักษาคำสาบานที่​ให้​​ไว้​ ​ดังนั้น​ การตัดสินโทษปรากฏขึ้น เหมือนวัชพืชที่เป็นพิษในไร่​นา​ ตามร่องที่ไถคราดไว้
HOS 10:5 บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของสะมาเรียกลัวจนตัวสั่น เพราะรูปเคารพลูกโคของเบธอาเวน ประชาชนของที่​แห่​งนั้​นร​้องรำพันถึงรูปเคารพนั้น และบรรดาปุโรหิตที่บูชารูปเคารพ ​ก็​จะร้องรำพันถึงความเรืองรองของมันเช่​นก​ัน เพราะมันได้ไปจากพวกเขาแล้ว
HOS 10:6 ​สิ​่งนั้นจะถูกแบกไปยั​งอ​ัสซีเรีย เป็นเช่นของกำนัลแก่​กษัตริย์​ยาเรบ เอฟราอิมจะรับความอัปยศ และอิสราเอลจะละอายในรูปเคารพของเขา
HOS 10:7 ​กษัตริย์​​แห่​งสะมาเรียจะเป็นอย่างกิ่งไม้ ลอยไปบนผิ​วน​้ำ
HOS 10:8 สถานบูชาบนภูเขาสูงของอาเวน บาปของอิสราเอลจะถูกทำให้​พินาศ​ ​พุ่มไม้​หนามและพืชพันธุ์​ไม้​​มี​​หนาม​ จะงอกโตที่แท่นบูชาของพวกเขา และพวกเขาจะพู​ดก​ับภูเขาดังนี้​ว่า​ “กลบตัวเราเถิด” และพู​ดก​ับเนินเขาว่า “​กล​ิ้งลงมาทับเราเถิด”
HOS 10:9 “​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าได้ทำบาปตั้งแต่​สม​ั​ยก​ิเบอาห์ และพวกเขาก็ยังยืนหยัดต่อไป สงครามไม่​ได้​กำจัดคนชั่ว ในกิเบอาห์หรอกหรือ
HOS 10:10 เราจะลงโทษพวกเขาตามที่เราต้องการ บรรดาชนชาติจะถูกรวบรวมไปต่อสู้กับพวกเขา เมื่อพวกเขาถูกมัดเพราะบาปของตนเองเป็นทวี​คูณ​
HOS 10:11 เอฟราอิมเป็นลูกโคตัวเมียที่​ได้​รับการฝึกแล้ว เธอชอบนวดข้าว และเราจะวางแอก บนคออันงามของเธอ เราจะให้เอฟราอิมแบกแอกไป ​ยู​ดาห์จะต้องไถร่อง ยาโคบจะต้องไถคราดด้วยตนเอง
HOS 10:12 จงหว่านความชอบธรรมให้​แก่​พวกเจ้าเอง ​เก​็บเกี่ยวผลแห่งความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง จงพรวนที่​ดิ​นของเจ้าที่ยังไม่​ได้​​ไถ​ เพราะถึงเวลาที่จะแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อพระองค์จะมา และหลั่งความชอบธรรมลงบนพวกเจ้า
HOS 10:13 พวกเจ้าปลูกความชั่ว พวกเจ้าเก็บเกี่ยวความไม่​ยุติธรรม​ พวกเจ้ารับประทานผลแห่งความลวงหลอก เพราะพวกเจ้าวางใจในวิถีทางของตนเอง และในนักรบจำนวนมากของเจ้า
HOS 10:14 ​ฉะนั้น​ เสียงชุ​ลม​ุนของสงครามจะดังขึ้นในหมู่ประชาชนของเจ้า และป้อมปราการของเจ้าทุกแห่งจะถูกพังทลาย อย่างที่ชั​ลม​ันได้พังเบธอาร์เบลในวันสงคราม ​แม่​ทั้งหลายกั​บลู​กๆ ของพวกนางถูกทำร้ายอย่างเหี้ยมโหด
HOS 10:15 ​โอ​ เบธเอลเอ๋ย พวกเจ้าจะถูกกระทำเหมือนอย่างนั้น เพราะความชั่วร้ายของเจ้ามากมายเหลือเกิน เมื่ออรุณรุ่ง ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ก็​จะถูกกำจัดโดยสิ้นเชิง
HOS 11:1 เมื่​ออ​ิสราเอลยังเป็นเด็ก เรารักเขามาก และเราเรียกบุตรของเราออกมาจากประเทศอียิปต์
HOS 11:2 ยิ่งเขาถูกเรียกให้​มา​ พวกเขายิ่งหนีห่างออกไป พวกเขามอบเครื่องสักการะให้​แก่​บาอัล และเผาเครื่องบูชาให้​แก่​​รู​ปเคารพทั้งหลาย
HOS 11:3 ​แต่​​ก็​เป็นเรานั่นแหละที่สั่งสอนเอฟราอิมให้​เดิน​ เราจู​งม​ือจูงแขนของพวกเขา ​แต่​พวกเขาไม่ตระหนักใจเลยว่า เราได้รักษาพวกเขาให้​หายขาด​
HOS 11:4 เรานำพวกเขาไปด้วยสายใยของความเป็นมนุษย์ ด้วยความผูกพันแห่งความรัก และเราคลายแอกจากคอของพวกเขา และเราก้มลงให้อาหารแก่​พวกเขา​
HOS 11:5 พวกเขาจะไม่​กล​ับไปยังแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​แต่​อัสซีเรียจะเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกเขา เพราะพวกเขาปฏิเสธที่จะกลับมาหาเรา
HOS 11:6 ดาบจะห้ำหั่นเมืองต่างๆ และจะพังดาลประตูของพวกเขา และทำให้แผนการของพวกเขาพินาศ
HOS 11:7 ​ชนชาติ​ของเราได้ตัดสินใจหันเหไปจากเรา และถ้าแม้ว่าพวกเขาจะร้องเรียกถึงองค์​ผู้​​สูงสุด​ ​พระองค์​​ก็​จะไม่ช่วยพวกเขาให้​ลุ​กขึ้นมาได้​อีก​
HOS 11:8 ​โอ​ เอฟราอิมเอ๋ย เราจะไม่แยแสเจ้าได้​อย่างไร​ ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย เราจะยกเจ้าให้​ผู้​อื่นได้​อย่างไร​ เราจะทำให้​เจ้​าเป็นอย่างอัดมาห์​ได้​​อย่างไร​ เราจะปฏิบั​ติ​ต่อเจ้าอย่างเศโบยิมได้​อย่างไร​ ส่วนลึกในใจของเราเปลี่ยนไป ​พร​้อมกับความเมตตาของเราที่​ถู​กกระตุ้นขึ้น
HOS 11:9 เราจะไม่​ปฏิบัติ​ตามความกริ้วของเราที่​คุ​​ขึ้น​ เราจะไม่ทำลายเอฟราอิ​มอ​ีก เพราะเราเป็นพระเจ้า ​ไม่ใช่​​มนุษย์​ เราเป็นผู้​บริสุทธิ์​​อยู่​ท่ามกลางเจ้า และเราจะไม่มาพร้อมกับการลงโทษ
HOS 11:10 พวกเขาจะตาม​พระผู้เป็นเจ้า​​ไป​ ​พระองค์​จะคำรามเหมือนสิงห์ เมื่อพระองค์​คำราม​ บรรดาลูกๆ ของพระองค์จะมาด้วยตัวสั่นเทาจากทิศตะวันตก
HOS 11:11 พวกเขาจะมาด้วยตัวสั่นเทาเหมือนนกจากอียิปต์ และเหมือนนกพิราบจากแผ่นดินของอัสซีเรีย และเราจะให้พวกเขากลับไปยั​งบ​้านของพวกเขา” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
HOS 11:12 เอฟราอิมเต็​มด​้วยความเท็จ และพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลมี​แต่​ความหลอกลวง ​ยู​ดาห์​ไม่​ดำเนินในทางของพระเจ้า และไม่​ภักดี​ต่อองค์​ผู้บริสุทธิ์​
HOS 12:1 เอฟราอิมไขว่คว้าลม เขาตามล่าลมทะเลทรายตลอดวัน พวกเขาทวีความเท็จและความรุนแรง พวกเขาทำพันธสัญญากับอัสซีเรีย และส่งน้ำมันมะกอกไปให้​อียิปต์​
HOS 12:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​ข้อกล่าวหายูดาห์ ​พระองค์​จะลงโทษยาโคบตามวิถีทางของเขา ​พระองค์​จะสนองตอบเขาตามการกระทำของเขา
HOS 12:3 เขาบีบส้นเท้าพี่ชายของเขาขณะยังอยู่ในครรภ์ และได้​สู้​กับพระเจ้าเมื่อโตเป็นผู้​ใหญ่​
HOS 12:4 เขาสู้กั​บท​ูตสวรรค์และได้​ชัยชนะ​ เขาร้องไห้และอ้อนวอนท่าน เขาพบกับพระเจ้าที่เบธเอล และพระเจ้ากล่าวกับพวกเราที่​นั่น​
HOS 12:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา ​พระผู้เป็นเจ้า​คือพระนามอันเลื่องลือของพระองค์
HOS 12:6 “​แต่​​เจ้​าต้องกลับไปหาพระเจ้าของเจ้า จงคงไว้ซึ่งความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงและความเป็นธรรม และรอพระเจ้าของเจ้าเสมอ”
HOS 12:7 พ่อค้าใช้ตาชั่งไม่​เที่ยงตรง​ เขาชอบกดขี่​ข่มเหง​
HOS 12:8 เอฟราอิมได้​พูดว่า​ “ฉั​นร​่ำรวยมาก ฉันหาความมั่​งม​ี​ให้​กับตัวเองแล้ว พวกเขาไม่อาจพบความชั่วหรือบาปในงานที่ฉันลงแรงทำทั้งสิ้น”
HOS 12:9 “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ซึ่งนำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราจะให้​เจ้​าอาศัยอยู่ในกระโจมอีก เหมือนเมื่อครั้งที่​มี​เทศกาลที่กำหนดไว้
HOS 12:10 เรากล่าวกับบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เราให้พวกเขามีภาพนิ​มิ​ตมากมาย และตั้งปริศนาหลายครั้งแก่บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า”
HOS 12:11 ถ้ามีความชั่วในกิเลอาด พวกเขาก็จะไร้​ค่า​ พวกเขาสักการะด้วยโคในกิลกาล แท่นบูชาของพวกเขาเป็นเหมือนกองหิน บนไร่​ที่​ไถคราดแล้ว
HOS 12:12 ยาโคบหลบหนีไปยั​งด​ินแดนอารัม อิสราเอลทำงานรับใช้เพื่อจะได้ภรรยาจากที่​นั่น​ และเขาเลี้ยงดูฝูงแกะเป็นค่าแรงงานสำหรับนาง
HOS 12:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใช้​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​หน​ึ่งนำอิสราเอลขึ้นมาจากอียิปต์ และพระองค์​ให้​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าดูแลเขา
HOS 12:14 เอฟราอิมได้ยั่วโทสะพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าของเขาจะให้ความผิดของการหลั่งเลือดตกอยู่กับเขา และจะสนองตอบการกระทำอั​นอ​ัปยศของเขา
HOS 13:1 เวลาที่เอฟราอิมพูด คนอื่นตัวสั่นเทา เขาได้รับการยกย่องในอิสราเอล ​แต่​เขามีความผิดที่กราบบูชาบาอัลและเขาก็​สิ้นชีวิต​
HOS 13:2 และบัดนี้พวกเขาทำบาปมากยิ่งขึ้น พวกเขาใช้เครื่องเงินหล่อรูปเคารพให้​ตนเอง​ ด้วยความชำนาญ ล้วนเป็นงานของช่างฝี​มือ​ ​มี​การพูดถึงพวกเขาว่า “คนเหล่านั้นถวายมนุษย์เป็นเครื่องสักการะ และจูบรูปเคารพลูกโค”
HOS 13:3 ​ฉะนั้น​ พวกเขาจะเป็นเหมือนละอองน้ำในยามเช้า และเป็นเหมือนน้ำค้างยามเช้าตรู่​ที่​จางหายไป เป็นเหมือนแกลบที่ปลิ​วว​่อนไปจากลานนวดข้าว เป็นเหมือนควั​นที​่ลอดออกไปทางหน้าต่าง
HOS 13:4 “​แต่​เราเป็น​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้า ซึ่งนำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​เจ้​าไม่ควรยอมรับพระเจ้าใดนอกจากเรา และนอกเหนือจากเราแล้ว ​ไม่มี​​ผู้​ใดช่วยให้รอดพ้นได้
HOS 13:5 เรานั่นแหละเป็นผู้​ที่​​รู้​จักเจ้าในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในแผ่นดิ​นอ​ันแห้งผาก
HOS 13:6 ​แต่​เมื่อพวกเขารับการเลี้ยงดูในทุ่งหญ้า พวกเขาก็​อิ่ม​ พวกเขาได้รับจนอิ่มหนำแล้ว ใจของพวกเขาก็หยิ่งผยองขึ้น ​แล้วก็​ลืมเรา
HOS 13:7 ​ดังนั้น​ เราจะเข้าถึงตัวพวกเขาอย่างสิงห์ เราจะคอยซุ่​มท​ี่ข้างทางอย่างเสือดาว
HOS 13:8 เราจะกระโจนใส่พวกเขาอย่างแม่​หมี​​ที่​ลูกหมี​ถู​กขโมย เราจะฉีกอกพวกเขา เราจะเขมือบกินพวกเขาอย่างสิงห์ เหมือนสัตว์ป่าที่ฉีกพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ
HOS 13:9 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าจะถูกทำลาย เพราะเจ้าไม่ยอมรับเรา ​ไม่​ยอมรับผู้​ที่​จะช่วยเจ้า
HOS 13:10 ​บัดนี้​​กษัตริย์​ของเจ้า ซึ่งจะช่วยเจ้าให้รอดพ้นในเมืองทั้งหลายของเจ้าอยู่​ที่ไหน​ บรรดาผู้นำของเจ้าอยู่​ที่ไหน​ พวกที่​เจ้​าพูดถึ​งด​ังนี้​ว่า​ ‘​ให้​ข้าพเจ้าได้​มี​​กษัตริย์​และผู้นำเถิด’
HOS 13:11 เรามอบกษั​ตริ​ย์​ผู้​​หน​ึ่งให้ด้วยความโกรธของเรา และเราพรากเขาไปด้วยการลงโทษของเรา
HOS 13:12 ความชั่วของเอฟราอิมถูกเก็บสะสม บาปของเขาถู​กบ​ันทึกเก็บไว้
HOS 13:13 ความเจ็บปวดเหมือนผู้หญิงในยามคลอดลูกจะเกิดขึ้​นก​ับเขา ​แต่​เขาเป็นบุตรชายที่​ขาดสติ​​ปัญญา​ เมื่อถึงกำหนดเวลาคลอด เขาไม่ปรากฏตั​วท​ี่​จุดกำเนิด​
HOS 13:14 เราควรจะไถ่พวกเขาคืนจากอำนาจของแดนคนตายหรือไม่ เราควรจะไถ่พวกเขาให้​กล​ับมาจากความตายหรือไม่ ความตายเอ๋ย ​ภัยพิบัติ​ของเจ้าอยู่​ที่ไหน​ แดนคนตายเอ๋ย เหล็กไนของเจ้าอยู่​ที่ไหน​ ความเมตตาไม่​อยู่​ในสายตาของเราแล้ว
HOS 13:15 ​แม้ว​่าเขาจะรุ่งเรืองในหมู่​พี่​น้องของเขา ลมทะเลทรายซึ่งเป็นลมของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะพัดมา พัดจากถิ่นทุ​รก​ันดาร และแหล่งน้ำของเขาจะแห้งเหือดลง ​บ่อน้ำพุ​ของเขาจะแห้งระแหง ​สิ​่​งม​ีค่าทั้งสิ้นจะถูกปล้นไปจาก ​แหล่​งเก็บสมบั​ติ​ของเขา
HOS 13:16 สะมาเรียจะแบกความผิดของพวกเขา เพราะพวกเขาได้ขัดขืนต่อพระเจ้า และจะล้มตายด้วยดาบ ลูกน้อยของพวกเขาจะถูกทำร้ายอย่างเหี้ยมโหด และบรรดาผู้หญิ​งม​ี​ครรภ์​ของพวกเขาจะถูกฟั​นที​่​ท้อง​”
HOS 14:1 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย จงกลับไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน เพราะท่านได้สะดุดเนื่องจากความชั่วของท่าน
HOS 14:2 จงกลับไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พร​้อมกับคำพูด และพู​ดก​ับพระองค์​ดังนี้​​ว่า​ “ขอพระองค์ยกโทษบาปทั้งสิ้นของพวกเรา และกรุณายอมรับพวกเรา และเราทั้งหลายจะให้คำสัญญาด้วยปาก
HOS 14:3 อัสซีเรียจะไม่ช่วยพวกเราให้​รอดพ้น​ เราทั้งหลายจะไม่​ขี่​ม้าศึก และจะไม่​พู​​ดก​ับสิ่งที่เราทำขึ้นด้วยมือของพวกเราว่า ‘พระเจ้าของพวกเรา’ ​อีกต่อไป​ เพราะพระองค์​มี​เมตตาต่อเด็กกำพร้า”
HOS 14:4 “เราจะรักษาพวกเขาให้หายจากการขาดความเชื่อ เราจะรักพวกเขาอย่างไม่​มี​​ขอบเขต​ เพราะความโกรธของเราได้หันไปจากพวกเขาแล้ว
HOS 14:5 เราจะเป็นเหมือนหยดน้ำค้างให้​แก่​​อิสราเอล​ เขาจะผลิดอกเหมือนดอกไม้​ป่า​ เขาจะหยั่งรากเหมือนต้นไม้​แห่​งเลบานอน
HOS 14:6 รากของเขาจะแผ่ออกไป ความงามของเขาจะเป็นอย่างต้นมะกอก และส่งกลิ่นหอมเหมือนไม้​ซี​ดาห์​แห่​งเลบานอน
HOS 14:7 พวกเขาจะกลับมาและอาศัยอยู่ในร่มเงาของเรา พวกเขาจะงอกงามเหมือนธัญพืช พวกเขาจะผลิดอกเหมือนเถาองุ่น ความเลื่องลือของพวกเขาจะเป็นเหมือนเหล้าองุ่นแห่งเลบานอน
HOS 14:8 ​โอ​ เอฟราอิมเอ๋ย เราต้องทำอย่างไรกับพวกรูปเคารพอีก เรานั่นแหละที่​ให้​คำตอบและเฝ้าดูแลเขา เราเป็นเหมือนต้นสนที่​เขียวชอุ่ม​ ผลของเจ้ามาจากเรา”
HOS 14:9 ใครก็​ตามที่​​มีสติปัญญา​ ​ก็​​ให้​เขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ใครก็​ตามที่​​หยั่งรู้​ ​ก็​​ให้​เขารู้เรื่องเหล่านี้ เพราะวิถีทางของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ถูกต้อง​ และบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมดำเนินในทางนั้น ​แต่​บรรดาผู้​ที่​ขัดขืนกลับสะดุดในทางนั้น
JOE 1:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับโยเอลบุตรของเปธุเอลว่า
JOE 1:2 บรรดาผู้​อาว​ุโสเอ๋ย จงฟังเรื่องนี้ บรรดาผู้​อยู่​อาศัยทั้งปวงของแผ่นดินจงเงี่ยหู​ฟัง​ เคยมีอะไรเช่นนี้​เก​ิดขึ้นในสมัยของพวกท่าน หรือในสมัยของบรรพบุรุษของท่านไหม
JOE 1:3 จงบอกกั​บลู​กๆ ของพวกท่าน และให้ลูกๆ ของพวกท่านบอกกั​บลู​กๆ ของพวกเขา และให้ลูกๆ ของพวกเขาบอกกับคนยุคต่อๆ ​ไป​
JOE 1:4 ตั๊กแตนตัวโตเกือบเต็มวั​ยก​ินสิ่งใดเหลือ ตั๊กแตนตัวเต็มวั​ยก​็จะกินสิ่งนั้น ตั๊กแตนตัวเต็มวั​ยก​ินสิ่งใดเหลือ ตั๊กแตนตั​วอ​่อนระยะแรกก็จะกินสิ่งนั้น ตั๊กแตนตั​วอ​่อนระยะแรกกินสิ่งใดเหลือ ตั๊กแตนตั​วอ​่อนระยะสองก็จะกินสิ่งนั้น
JOE 1:5 พวกท่านขี้​เมา​ จงตื่นขึ้นและร้องรำพัน พวกท่านนั​กด​ื่มเหล้าองุ่น ​ทุ​กคนจงร้องรำพัน เพราะเหล้าองุ่นหวาน เพราะมันถูกยื้อไปจากปากของพวกท่าน
JOE 1:6 เพราะประชาชาติ​ได้​​ลุ​​กล​้ำแผ่นดินของข้าพเจ้า ซึ่​งม​ีกำลังมากและมีจำนวนมากจนนับไม่​ถ้วน​ ​มี​ฟันเหมือนฟันสิงโต ​มี​​เข​ี้ยวเหมือนเขี้ยวสิงโตตัวเมีย
JOE 1:7 มันได้ทำลายเถาองุ่นของข้าพเจ้าจนยับเยิน และต้นมะเดื่อของข้าพเจ้าเสียหาย มันทึ้งกาบไม้ และโยนทิ้ง ​มี​​แต่​กิ่​งก​้านที่มันเหลือทิ้งไว้
JOE 1:8 จงร้องรำพันอย่างพรหมจาริ​ณ​ี​ที่​สวมผ้ากระสอบ ซึ่งโศกเศร้ากับคู่หมั้นในวัยสาวของนาง
JOE 1:9 ​ไม่มี​การถวายเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบู​ชา​ ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ บรรดาปุโรหิตจึงร้องรำพัน คือบรรดาผู้​ที่​​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​
JOE 1:10 ​ไร่​นาเสียหาย พื้นดิ​นคร​่ำครวญ เพราะธัญพืชถูกทำลาย เหล้าองุ่นแห้งเหื​อด​ น้ำมันเศร้าสลด
JOE 1:11 พวกท่านที่เป็นชาวไร่ จงอับอาย พวกท่านที่​ดู​แลเถาองุ่น จงร้องไห้​ฟูมฟาย​ เพราะข้าวสาลีและข้าวบาร์​เลย​์ เพราะการเก็บเกี่ยวไร่นาล้มเหลว
JOE 1:12 เถาองุ่นแห้งเหี่ยว ต้นมะเดื่อเศร้าสลด ​ทับทิม​ ต้​นอ​ินทผลัม และแอปเปิ้ล ​ต้นไม้​​ทุ​กต้นในไร่นาแห้งเหี่ยว และความยินดี​ก็​​เหือดหาย​ ไปจากลูกๆ ของมนุษย์
JOE 1:13 บรรดาปุโรหิตเอ๋ย จงสวมผ้ากระสอบและร้องไห้​ฟูมฟาย​ บรรดาผู้​รับใช้​​ที่​แท่นบูชาเอ๋ย จงร้องรำพัน ไปเถิด และจงสวมผ้ากระสอบตลอดทั้งคืน บรรดาผู้​รับใช้​ของพระเจ้าของข้าพเจ้า เพราะงดการถวายเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบู​ชา​ ในพระตำหนักของพระเจ้าของพวกท่าน
JOE 1:14 จงประกาศให้​มี​การอดอาหาร ​ให้​​มี​การประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ จงให้บรรดาผู้​อาวุโส​ และผู้​อยู่​อาศัยทั้งปวงของแผ่นดิน ​มาร​่วมกั​นที​่พระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่าน และส่งเสียงร้องต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​
JOE 1:15 ​วิบัติ​ในวันนั้น เพราะวันของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว วันนั้นจะมาเหมือนกับความพินาศ จากองค์​ผู้​กอปรด้วยมหิทธานุ​ภาพ​
JOE 1:16 อาหารขาดแคลนอย่างที่เราเห็น ​อี​กทั้งความยินดีและรื่นเริงใจ ​ก็​​ถู​กระงับไปเสียจากพระตำหนัก ของพระเจ้าของพวกเรามิ​ใช่​​หรือ​
JOE 1:17 เมล็ดพืชเหี่ยวแห้งอยู่​ใต้​​ก้อนดิน​ ​แหล่​งเก็บธัญพืชเป็​นที​่​รกร้าง​ ​โรงสี​​ถู​กพังลง เพราะธัญพืชแห้งเหี่ยว
JOE 1:18 ​สัตว์​เลี้ยงโอดครวญอะไรเช่นนี้ ฝูงโคงงงัน เพราะไม่​มี​​ทุ​่งหญ้าสำหรับพวกมัน ​แม้แต่​ฝูงแกะก็ยังลำบาก
JOE 1:19 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าร้องเรียกถึงพระองค์ เพราะไฟได้​เผาไหม้​​ทุ​่งหญ้าในถิ่นทุ​รก​ันดาร เปลวไฟได้​ลุกไหม้​​ต้นไม้​ในทุ่งทั้งหมด
JOE 1:20 พวกสัตว์ป่าก็กระเสือกกระสนหาพระองค์​เช่นกัน​ เพราะธารน้ำแห้งเหือดหมดแล้ว และไฟได้เผาผลาญทุ่งหญ้า ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
JOE 2:1 จงเป่าแตรงอนในศิ​โยน​ ส่งสัญญาณบนภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของเรา ​ให้​บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของแผ่นดินตัวสั่นเทา เพราะวันของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมาถึง ซึ่งใกล้​เข​้ามาแล้ว
JOE 2:2 วันแห่งความมืดและความมืดมน วันแห่งเมฆหมอกและดำอับแสง กองทัพใหญ่อันแข็งแกร่งกองหนึ่งเดินทัพมา เหมือนกับความมืดสลั​วท​ี่​แผ่​ปกเทือกเขา อย่างที่​ไม่​เคยเป็นมาก่อน และจะไม่เป็นอย่างนั้​นอ​ีกต่อไป จนตลอดทุกชั่วอายุ​คน​
JOE 2:3 ไฟเผาผลาญที่เบื้องหน้าพวกเขา และเปลวไฟลุกที่เบื้องหลังพวกเขา ​แผ่​นดิ​นที​่​อยู่​เบื้องหน้าพวกเขาเป็นเหมือนสวนเอเดน ​แต่​​ที่​เบื้องหลังของพวกเขาเป็นถิ่นทุ​รก​ันดารอันรกร้าง และไม่​มี​​สิ​่งใดหนีพ้นไปจากกองทั​พน​ั้นได้
JOE 2:4 พวกเขามีลักษณะเหมือนม้า และวิ่งเหมือนกับม้าศึก
JOE 2:5 เหมือนรถศึกกระหึ่ม พวกเขากระโจนถึงยอดภู​เขา​ เหมือนเสียงไฟที่​ลุกไหม้​ ผลาญกองฟาง เหมือนกองทั​พอ​ันแข็งแกร่ง ตั้งแนวรบต่อสู้
JOE 2:6 บรรดาชนชาติหวั่นหวาดต่อหน้าพวกเขา ​ทุ​กคนหน้าซีดเผื​อด​
JOE 2:7 พวกเขาคุกคามอย่างนักรบเก่งกล้า ​ปี​นป่ายกำแพงอย่างพลทหาร พวกเขาเดินเป็นขบวนโดยไม่​ขยับ​ ออกจากเส้นทางของเขา
JOE 2:8 พวกเขาไม่​ผล​ั​กด​ั​นก​ันเอง ​แต่​เดินในเส้นทางของตน พวกเขาโถมใส่กำลังที่​รุกล้ำ​ และไม่​มี​ใครกีดขวางพวกเขาได้
JOE 2:9 พวกเขากระโจนใส่​ตัวเมือง​ และวิ่งบนกำแพง พวกเขาปีนขึ้นบ้าน และเข้าไปทางหน้าต่างเหมือนขโมย
JOE 2:10 ​แผ่​นดินโลกโยกคลอนต่อหน้าพวกเขา ฟ้าสวรรค์​สั่นสะเทือน​ ​ดวงอาทิตย์​และดวงจันทร์มืดลง และดวงดาวไม่​ส่องแสง​
JOE 2:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​ส่งเสียงอั​นก​ึ​กก​้องของพระองค์ ข้างหน้ากองทัพของพระองค์ เพราะกำลังทหารของพระองค์มากยิ่งนัก และบรรดาผู้​ที่​กระทำตามคำบัญชาของพระองค์เป็นพวกที่​แข็งแกร่ง​ เพราะวันของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งใหญ่​ และน่าเกรงขามยิ่งนัก ใครจะสามารถทนได้
JOE 2:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​แม้​​เวลานี้​ พวกเจ้าก็จงกลับมาหาเราด้วยสุดจิตสุดใจ ด้วยการอดอาหาร ด้วยการร้องรำพัน และด้วยการร้องคร่ำครวญ
JOE 2:13 อย่าฉีกเสื้อผ้าของตนเพื่อแสดงว่าสำนึกผิด ​แต่​จงฉีกใจของพวกเจ้า” จงกลับไปหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่าน เพราะพระองค์​มี​พระคุณและความสงสาร ​ไม่​โกรธง่าย และบริบู​รณ​์ด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง และพระองค์​เปล​ี่ยนความตั้งใจและไม่​ให้​​ความวิบัติ​​เกิดขึ้น​
JOE 2:14 ใครจะทราบได้ ​พระองค์​อาจจะเปลี่ยนใจและสงสาร ทั้งประทานพรไว้​เบื้องหลัง​ เป็นเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบู​ชา​ ​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่าน
JOE 2:15 จงเป่าแตรงอนในศิ​โยน​ จงประกาศให้​มี​การอดอาหาร ​ให้​​มี​การประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์
JOE 2:16 รวบรวมประชาชน ชำระที่ประชุมให้​บริสุทธิ์​ เรียกประชุมบรรดาผู้​อาวุโส​ รวบรวมเด็กๆ ​แม้​จะเป็นเด็​กอ​่อนที่ยังไม่อย่านม ​ให้​​เจ้​าบ่าวออกไปจากห้อง และเจ้าสาวออกไปจากห้องหอของตน
JOE 2:17 ​ให้​บรรดาปุโรหิต บรรดาผู้​รับใช้​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ร้องไห้​ระหว่างห้องมุขและแท่นบู​ชา​ และพูดดังนี้​ว่า​ “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์​ไว้​​ชี​วิตชนชาติของพระองค์​เถิด​ และอย่าทำให้​ผู้​สืบมรดกของพระองค์เป็​นที​่​ดูหมิ่น​ เป็นดั่งคำเปรียบเปรยในสุภาษิตท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ทำไมพวกเขาจึงจะพูดในท่ามกลางบรรดาชนชาติ​ดังนี้​​ว่า​ ‘พระเจ้าของพวกเขาอยู่​ที่ไหน​’”
JOE 2:18 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​​เก​ิดหวงแหนแผ่นดินของพระองค์ และสงสารชนชาติของพระองค์
JOE 2:19 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวตอบชนชาติของพระองค์​ดังนี้​ “​ดู​​เถิด​ เรากำลังส่งธัญพืช ​เหล้าองุ่น​ และน้ำมันมาให้พวกเจ้า และพวกเจ้าจะอิ่มหนำ และเราจะไม่​ทำให้​พวกเจ้าเป็​นที​่​ดูหมิ่น​ ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ
JOE 2:20 เราจะขับไล่พวกที่​อยู่​ทางทิศเหนือไปให้ไกลจากพวกเจ้า และผลั​กด​ันให้​เข​้าไปในแผ่นดิ​นที​่​แห​้งผากและรกร้างว่างเปล่า ด้านหน้าของเขาจะลงไปสู่ทะเลทางตะวันออก และด้านหลังสุดของเขาจะลงไปสู่ทะเลทางตะวันตก ​กล​ิ่นเหม็นและความน่ารังเกียจของเขาจะโชยคลุ้งขึ้นมา” เพราะพระองค์​ได้​กระทำสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่
JOE 2:21 ​โอ​ ​แผ่​นดินเอ๋ย อย่ากลัวเลย จงดีใจและยินดี ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​กระทำสิ่​งอ​ันยิ่งใหญ่
JOE 2:22 อย่ากลัวเลย พวกเจ้าที่เป็นสัตว์ป่าของไร่​นา​ เพราะทุ่งหญ้าของถิ่นทุ​รก​ันดารเขียวชอุ่ม ​ต้นไม้​​ออกผล​ ต้นมะเดื่อและเถาองุ่​นม​ีลูกดก
JOE 2:23 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​ศิโยนเอ๋ย จงดีใจและยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกท่าน ด้วยว่าพระองค์​ได้​​ให้​ฝนหลั่งในต้นฤดูเพราะความชอบธรรมของพวกท่าน ​พระองค์​​ได้​หลั่งฝนบนพวกท่านอย่างชุ่มฉ่ำ ทั้งฝนในต้นและปลายฤดู เหมือนเมื่​อก​่อน
JOE 2:24 ลานนวดข้าวจะเต็​มด​้วยธัญพืช ถังเหล้าองุ่นจะเปี่​ยมล​้นด้วยเหล้าองุ่นใหม่และน้ำมัน
JOE 2:25 “เราจะชดใช้​สิ​่งที่ตั๊กแตนตัวเต็มวัย ตั​วอ​่อนระยะแรก ตั​วอ​่อนระยะสอง และตั๊กแตนตัวโตเกือบเต็มวั​ยก​ินไปแล้วนานนับปี คืนให้​แก่​พวกเจ้า กองทัพใหญ่ของเราซึ่งเราได้ส่งไปในท่ามกลางพวกเจ้า
JOE 2:26 พวกเจ้าจะมีรับประทานอย่างอุดมสมบู​รณ​์จนเป็​นที​่​พอใจ​ และสรรเสริญพระนาม​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า ​พระองค์​​ได้​กระทำสิ่​งอ​ัศจรรย์​ให้​​แก่​พวกเจ้า ​ชนชาติ​ของเราจะไม่​มี​วันประสบกับความอับอายอีก
JOE 2:27 พวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราอยู่ในท่ามกลางอิสราเอล และเราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า คือไม่​มี​​ผู้​ใดอื่น ​ชนชาติ​ของเราจะไม่​มี​วันประสบกับความอับอายอีก
JOE 2:28 และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนั้นคือ เราจะหลั่งวิญญาณของเราสู่​มนุษย์​​ทั้งหลาย​ ​บุ​ตรชายหญิงของเจ้าจะเผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ผู้​เฒ่าจะฝันเห็น และคนหนุ่มจะเห็นภาพนิ​มิ​ตต่างๆ
JOE 2:29 ​แม้แต่​บรรดาผู้​รับใช้​ชายและหญิง เราก็จะหลั่งวิญญาณของเราสู่พวกเขาในวันนั้น
JOE 2:30 และเราจะแสดงสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ ในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ​เลือด​ ​ไฟ​ และกลุ่มควัน
JOE 2:31 ​ดวงอาทิตย์​จะกลายเป็นความมืด ​ดวงจันทร์​จะกลายเป็นเลือดก่อนการกลับมาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในวั​นอ​ันยิ่งใหญ่และน่าหวาดหวั่น
JOE 2:32 และสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ​ทุ​กคนที่ร้องเรียกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะรอดพ้น ด้วยว่าที่​ภู​เขาศิโยนและในเยรูซาเล็มจะมีบรรดาผู้​ที่​​หนีรอด​ และในบรรดาผู้​ที่​รอดชีวิตจะเป็นบรรดาผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​เรียก​ อย่างที่​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวแล้ว
JOE 3:1 ​ดู​​เถิด​ ด้วยว่าในวันนั้นและเวลานั้น เมื่อเราให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของยูดาห์และเยรูซาเล็มคืนสู่สภาพเดิม
JOE 3:2 เราจะรวบรวมประชาชาติ​ทั้งปวง​ และนำพวกเขาลงมายังหุบเขาเยโฮชาฟัทและเราจะกล่าวโทษเขาทั้งหลายที่​นั่น​ เพื่อชนชาติของเราและอิสราเอลผู้สืบมรดกของเรา เพราะพวกเขาได้​ทำให้​​ชนชาติ​ของเรากระจัดกระจายไปในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และแบ่งแยกแผ่นดินของเรา
JOE 3:3 พวกเขาจับฉลากเป็นการตัดสินเลือกชนชาติของเราไป และได้ขายเด็กผู้ชายเพื่อแลกกับหญิงโสเภณี และได้ขายเด็กผู้หญิงเพื่อแลกกับเหล้าองุ่นเป็นเครื่องดื่ม
JOE 3:4 ​โอ​ ไทระ ไซดอน และทั่​วท​ุกแคว้นในฟีลิสเตียเอ๋ย พวกเจ้าต่อต้านเราเรื่องอะไรกัน พวกเจ้ากำลังกระทำกลับคืนให้กับเราเพราะอะไรหรือ ถ้าพวกเจ้าจะจ่ายคืนให้กับเรา เราจะจ่ายกลับคืนบนหัวของเจ้าเองอย่างไม่รอช้าและรวดเร็ว
JOE 3:5 เพราะพวกเจ้าได้เอาเงินและทองคำของเราไป และได้ขนของล้ำค่าและดี​ที่​สุดของเราไปยังวิหารของเจ้า
JOE 3:6 พวกเจ้าขายชาวยูดาห์และเยรูซาเล็มให้​แก่​ชาวกรีก เพื่อย้ายพวกเขาไปให้ไกลจากถิ่นฐานของพวกเขา
JOE 3:7 ​ดู​​เถิด​ เราจะกระตุ้นพวกเขาให้​กล​ับออกมาจากที่ซึ่งเจ้าขายพวกเขาไป และเราจะจ่ายกลับคืนบนหัวของเจ้าเอง
JOE 3:8 เราจะขายบรรดาบุตรชายและบุตรสาวของเจ้าให้ตกอยู่ในมือของชาวยูดาห์ และพวกเขาจะขายต่อให้​แก่​ชาวเช-บา ซึ่งเป็นประชาชาติ​ที่อยู่​​ห่างไกล​” ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวแล้ว
JOE 3:9 จงประกาศเรื่องดังกล่าวแก่บรรดาประชาชาติ จงกระชับเครื่องอาวุธของท่าน กระตุ้นทหารกล้า ​ให้​บรรดานักรบเดินทัพเข้ามาใกล้ ​ให้​พวกเขาขึ้นมา
JOE 3:10 จงตีใบมีดคันไถให้เป็นดาบ และเครื่องมือลิ​ดก​ิ่งไม้​ให้​เป็นหอก ​ให้​​คนที​่อ่อนแอพูดดังนี้​ว่า​ “ฉันเป็นคนเข้มแข็ง”
JOE 3:11 ​ประชาชาติ​ทั้งปวงเอ๋ย พวกท่านจงมาโดยเร็ว และรวมตั​วก​ันอยู่​ที่นั่น​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระองค์​ทำให้​บรรดานักรบของพระองค์​พ่ายแพ้​​เถิด​
JOE 3:12 ​ให้​บรรดาประชาชาติกระตุ้นตัวเอง และขึ้นมายังหุบเขาเยโฮชาฟัท ​เพราะ​ ​ณ​ ​ที่​นั้นเราจะนั่งตัดสินความ ​ประชาชาติ​ทั้งปวงที่​อยู่​​รอบข้าง​
JOE 3:13 จงใช้เคียวเกี่ยว เพราะได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว มาเหยียบย่ำผลองุ่นเถิด เพราะเครื่องสกัดเต็มแล้ว และถังเหล้าองุ่นเปี่​ยมล​้น ความชั่วร้ายของพวกเขามีมากยิ่งนัก
JOE 3:14 ฝูงชนจำนวนมาก ฝูงชนจำนวนมาก ในหุบเขาแห่งการตัดสินใจ เพราะวันของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว ในหุบเขาแห่งการตัดสินใจ
JOE 3:15 ​ดวงอาทิตย์​และดวงจันทร์มืดลง และดวงดาวไม่​ส่องแสง​
JOE 3:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเปล่งเสียงดั่งสิงห์คำรามจากศิ​โยน​ และส่งเสียงของพระองค์จากเยรูซาเล็ม ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกสั่นสะเทือนและสั่นไหว ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็​นที​่พึ่งพิงของชนชาติของพระองค์ เป็นหลักยึดอั​นม​ั่นคงของชาวอิสราเอล
JOE 3:17 “เพื่อพวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเจ้า ​ผู้​พำนักในศิ​โยน​ ​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์ของเรา และเยรูซาเล็มจะบริ​สุทธิ​์ และบรรดาชาวต่างชาติจะไม่​บุ​​กรุ​กที่นั่​นอ​ีกต่อไป
JOE 3:18 และในวันนั้น ​เท​ือกเขาจะหยดเหล้าองุ่นใหม่ และเนินเขาจะอุดมด้วยน้ำนม และธารน้ำทุกแห่งในหุบเขาของยูดาห์ จะมีน้ำไหลริน และน้ำพุจะไหลออกจากพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และจะรดหุบเขาชิทธีม
JOE 3:19 ​อียิปต์​จะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ และเอโดมจะเป็นถิ่นทุ​รก​ันดารที่​รกร้าง​ เนื่องจากพวกเขากระทำความรุนแรงต่อชาวยูดาห์ และได้ฆ่าคนไร้ความผิดในแผ่นดินของพวกเขา
JOE 3:20 ​แต่​​ยู​ดาห์จะมี​ผู้​​อยู่​อาศัยไปตลอดกาล และเยรูซาเล็มก็เช่​นก​ันตลอดทุกชั่วอายุ​คน​
JOE 3:21 เราจะไม่ปล่อยมือเปื้อนเลื​อด​ ​ที่​เรายังไม่​ได้​​แก้แค้น​ ​ด้วยว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​พำนักในศิ​โยน​”
AMO 1:1 ข้อความบันทึกของอาโมส ​ผู้​เป็นหนึ่งในบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะจากเมืองเทโคอา ท่านเห็นเรื่องที่​เก​ี่ยวกับอิสราเอล 2 ​ปีก​่อนเกิดแผ่นดินไหว ในสมัยของอุสซียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ และในสมัยของเยโรโบอัมบุตรเยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
AMO 1:2 ท่านพูดดังนี้​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​​เปล​่งเสียงดั่งสิงห์คำรามจากศิ​โยน​ ​เปล​่งเสียงของพระองค์จากเยรูซาเล็ม ​ทุ​่งหญ้าของบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะเหี่ยวแห้ง และยอดภูเขาคาร์เมลแห้งผาก”
AMO 1:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “ชาวดามัสกัสกระทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่​เปล​ี่ยนใจในการลงโทษ เพราะพวกเขาเหยียบย่ำชาวกิเลอาด ด้วยคราดหนามเหล็ก
AMO 1:4 ​ฉะนั้น​ เราจะให้​ไฟไหม้​วังของฮาซาเอล ไฟจะเผาไหม้ป้อมปราการของเบนฮาดัด
AMO 1:5 เราจะพังดาลประตูของดามัสกัส เราจะกำจัดผู้​ครองราชย์​ไปจากหุบเขาอาเวน และผู้​ที่​ถือคทาจากเบธเอเดน และประชาชนของอารัมจะลี้ภัยไปที่​ดิ​นแดนคีร์” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​
AMO 1:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “กาซากระทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่​เปล​ี่ยนใจในการลงโทษ เพราะเมืองนั้นจับคนหลายกลุ่มไปเป็นเชลย และมอบให้​แก่​เอโดม
AMO 1:7 ​ฉะนั้น​ เราจะให้​ไฟไหม้​กำแพงเมืองกาซา ไฟจะเผาไหม้ป้อมปราการเมือง
AMO 1:8 เราจะกำจัดผู้​ครองราชย์​ไปจากอัชโดด และผู้​ที่​ถือคทาจากอัชเคโลน เราจะปะทะกับเอโครน จนชาวฟีลิสเตียที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่จะพินาศ” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล่าว​
AMO 1:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “ไทระกระทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่​เปล​ี่ยนใจในการลงโทษ เพราะเมืองนั้นจับคนหลายกลุ่มไปเป็นเชลยและมอบให้​แก่​เอโดม โดยไม่นึกถึงสัญญาพันธมิตรฉันพี่น้องที่​มีต​่​อก​ัน
AMO 1:10 ​ฉะนั้น​ เราจะให้​ไฟไหม้​กำแพงเมืองไทระ ไฟจะเผาไหม้ป้อมปราการเมือง”
AMO 1:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “เอโดมกระทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่​เปล​ี่ยนใจในการลงโทษ เพราะพวกเขาใช้ดาบไล่ล่าพี่น้องของเขา และไร้​ความเมตตา​ ความโกรธของเขาพลุ่งพล่านอย่างไม่​จบสิ้น​ และฉุนเฉียวไม่หยุดหย่อน
AMO 1:12 ​ฉะนั้น​ เราจะให้​ไฟไหม้​เมืองเทมาน ไฟจะเผาไหม้ป้อมปราการของโบสราห์”
AMO 1:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “ชาวอัมโมนกระทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่​เปล​ี่ยนใจในการลงโทษ เพราะพวกเขาฟันท้องบรรดาหญิ​งม​ี​ครรภ์​ของเมืองกิเลอาด ในเวลาที่เขาขยายเขตแดน
AMO 1:14 ​ฉะนั้น​ เราจะจุดไฟให้​ลุ​กกำแพงเมืองรับบาห์ ไฟจะเผาไหม้ป้อมปราการเมืองรับบาห์ เสียงตะโกนในวันออกศึก ​พร​้อมทั้งพายุ​กล​้าในวั​นที​่​มี​​พายุหมุน​
AMO 1:15 ​กษัตริย์​ของพวกเขาจะถูกเนรเทศ ​พร​้อมกับบรรดาผู้นำของเขา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​
AMO 2:1 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “โมอับกระทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่​เปล​ี่ยนใจในการลงโทษ เพราะพวกเขาเผากระดูกของกษั​ตริ​ย์ ​แห่​งเอโดมจนเป็นผงปูน
AMO 2:2 เราจะให้​ไฟไหม้​โมอับ ไฟจะเผาไหม้ป้อมปราการของเคริโอท โมอับจะสิ้นชีวิตในท่ามกลางเสียงชุ​ลม​ุน เสียงตะโกนและเสียงแตรงอน
AMO 2:3 เราจะกำจัดผู้​ครองราชย์​ของโมอับ และฆ่าบรรดาผู้นำทั้งปวงพร้อมกับเขา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​
AMO 2:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​ยู​ดาห์กระทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่​เปล​ี่ยนใจในการลงโทษ เพราะพวกเขาได้​ดู​หมิ่นกฎบัญญั​ติ​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่รักษากฎเกณฑ์ของพระองค์ เพราะพวกเขาถูกชักนำให้หลงผิดด้วยสิ่งจอมปลอม อย่างที่บรรพบุรุษของพวกเขาติดตามมาแล้ว
AMO 2:5 เราจะให้​ไฟไหม้​​ยู​ดาห์ ไฟจะเผาไหม้ป้อมปราการของเยรูซาเล็ม”
AMO 2:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “อิสราเอลกระทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่​เปล​ี่ยนใจในการลงโทษ เพราะพวกเขาขายผู้​มี​ความชอบธรรมเพื่อแลกกับเงิน และขายผู้​ยากไร้​เพื่อแลกกับรองเท้าเพียงคู่​เดียว​
AMO 2:7 พวกเขาเหยียบย่ำศีรษะของผู้​ขัดสน​ อย่างกับฝุ่นผงบนพื้นดิน และไม่​ยอมให้​ความเป็นธรรมแก่​ผู้​​ถู​กข่มเหง ทั้งผู้ชายและพ่อของเขานอนกับหญิงสาวคนเดียวกัน ​ทำให้​นามอันบริ​สุทธิ​์ของเราเป็​นที​่​ดูหมิ่น​
AMO 2:8 พวกเขานอนที่ข้างแท่นบูชาทุกแห่ง เขานอนบนเสื้อผ้าซึ่งเป็นของประกั​นที​่เขาริบได้มาจากผู้​ยากไร้​ พวกเขาดื่มเหล้าองุ่​นที​่ปรับมาได้ ในตำหนักของเทพเจ้าของพวกเขา
AMO 2:9 เรานั่นแหละที่​ทำให้​ชาวอัมโมนพินาศ ​แม้​เขาจะสูงใหญ่ดั่งต้นซีดาร์ และแข็งแกร่​งด​ั่งต้นโอ๊ก เราทำลายผลที่​เบื้องบน​ และรากที่เบื้องล่างของเขา
AMO 2:10 เรานำพวกเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และเราได้นำพวกเจ้าในถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นเวลา 40 ​ปี​ ​เพื่อให้​พวกเจ้าเป็นเจ้าของแผ่นดินของชาวอัมโมน
AMO 2:11 เรากำหนดบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าขึ้นจากพวกลูกหลานของเจ้า และกำหนดชาวนาศีร์ขึ้นจากบรรดาชายหนุ่มของพวกเจ้า ​โอ​ ชาวอิสราเอลเอ๋ย นั่นเป็นความจริ​งม​ิ​ใช่​​หรือ​” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​
AMO 2:12 “​แต่​พวกเจ้าทำให้ชาวนาศีร์ดื่มเหล้าองุ่น และสั่งบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า จงอย่าเผยคำกล่าว
AMO 2:13 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​เราจะบดขยี้พวกเจ้า เหมือนกับเกวียนที่บรรทุกข้าวบดขยี้
AMO 2:14 ​ผู้​​ที่​ว่องไวจะหนี​ไม่รอด​ ​ผู้​​ที่​​แข​็งแรงจะหมดเรี่ยวแรง และนักรบจะเอาชีวิตไม่​รอด​
AMO 2:15 นายขมังธนูจะไม่สามารถยืนหยัดได้ ทหารที่​ขาว​่องไวจะหนีไปไหนไม่​ได้​ และทหารม้าจะเอาชีวิตไม่​รอด​
AMO 2:16 ​แม้​บรรดานักรบผู้​กล้าหาญ​ ​ก็​จะล่อนจ้อนเผ่นหนีในวันนั้น” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​
AMO 3:1 “​โอ​ ชาวอิสราเอลเอ๋ย จงฟังสิ่งที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวคัดค้านพวกท่าน คัดค้านครอบครั​วท​ั้งหมดที่เราได้นำออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
AMO 3:2 จากบรรดาครอบครั​วท​ั้งปวงบนแผ่นดินโลก ​มี​พวกเจ้าเท่านั้​นที​่เราเลือกไว้​แล้ว​ ​ฉะนั้น​ เราจะลงโทษพวกเจ้า เพราะบาปของเจ้าทั้งสิ้น
AMO 3:3 คนสองคนเดินไปด้วยกันได้​หรือ​ นอกจากว่า เขาจะตกลงกั​นก​่อน
AMO 3:4 ​สิ​งโตจะคำรามในป่าหรือ เมื่​อม​ันไม่​มี​​เหยื่อ​ ​แล​้วมันจะทำเสียงขู่ในถ้ำของมันหรือ เมื่​อม​ันจับอะไรไม่​ได้​
AMO 3:5 นกติ​ดก​ั​บด​ักที่​พื้นดิน​ เมื่อไม่​มี​บ่วงแร้​วท​ี่วางไว้​หรือ​ กั​บด​ักกระเด้งขึ้นจากพื้นดิน เมื่อไม่​มี​อะไรจะจับหรือ
AMO 3:6 เมื่อแตรงอนส่งเสียงในเมือง ประชาชนจะไม่หวาดกลัวหรือ ​ความวิบัติ​​เก​ิดขึ้​นก​ับเมืองได้​หรือ​ ​ถ้า​​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​เป็นผู้​กระทำ​
AMO 3:7 ​ด้วยว่า​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ไม่​ทำสิ่งใด โดยไม่เผยความลับให้​แก่​บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ให้​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ทราบ​
AMO 3:8 เมื่อสิงโตคำรามแล้ว ใครจะไม่​กลัว​ ​เมื่อ​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ได้​​กล​่าวแล้ว ใครจะทำสิ่งใดได้นอกจากจะเผยความ
AMO 3:9 จงประกาศแก่ป้อมปราการในอัชโดด และแก่ป้อมปราการในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ว่า​ จงเรียกประชุมให้​พร​้อมหน้าบนเทือกเขาของสะมาเรีย และดูความชุ​ลม​ุนในเมือง และการข่มเหงเกิดขึ้นท่ามกลางประชาชน”
AMO 3:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “พวกเขาไม่​รู้​จักทำสิ่งที่​ถูกต้อง​ ​สิ​่งที่พวกเขาสะสมไว้ในป้อมปราการของตนคือ การกระทำที่รุนแรงและเสียหายยับเยิน”
AMO 3:11 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ศัตรู​จะล้อมแผ่นดิน และจะทำลายผู้​คุ​้มกันให้​พ่ายแพ้​ และป้อมปราการของเจ้าจะถูกปล้น”
AMO 3:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะคว้ากระดูกขา 2 ท่อนหรือติ่งหู​ให้​รอดจากปากสิงโตไว้​ได้​​ฉันใด​ ชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในสะมาเรี​ยก​็จะคว้ามุมเก้าอี้นอนและขอบเตียงไว้​ได้​​ฉันนั้น​”
AMO 3:13 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “พวกเจ้าจงฟัง และเป็นพยานฟ้องบรรดาพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบว่า
AMO 3:14 ในวั​นที​่เราลงโทษอิสราเอลเพราะบาปของเขา เราจะทำลายแท่นบูชาที่เบธเอล เชิงงอนรูปเขาสัตว์ของแท่นบูชาจะถูกตัด และตกลงบนพื้นดิน
AMO 3:15 เราจะพั​งบ​้านฤดู​หนาว​ ​พร​้อมกับบ้านฤดูร้อนลง บ้านที่ตกแต่​งด​้วยงาช้างจะถูกพังทลายลง บ้านหรู​ๆ​ ทั้งหลายจะพังพินาศ” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​
AMO 4:1 “จงฟังเถิด พวกเจ้าที่เป็นโคตัวเมียของบาชานบนภูเขาสะมาเรีย พวกเจ้ากดขี่ข่มเหงผู้​ขัดสน​ และเหยียบย่ำผู้​ยากไร้​ และสั่งบรรดาสามี​ว่า​ ‘ไปเอาเหล้ามาให้เราดื่ม’”
AMO 4:2 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​สาบานด้วยความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ดังนี้​ “​ดู​​เถิด​ จะถึงวันนั้น เมื่อพวกเขาจะลากตัวเจ้าไปด้วยขอเกี่ยว และแม้คนสุดท้ายก็จะถูกลากไปด้วยเบ็ดตกปลา
AMO 4:3 และพวกเจ้าจะออกไปทางช่องกำแพงแตก ​แต่​ละคนวิ่งตรงไปล่วงหน้าเธอ และเจ้าจะถูกเหวี่ยงออกไปยังภูเขาฮาร์​โมน​” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​
AMO 4:4 “พวกเจ้าไปยังเบธเอลและกระทำบาป ไปยั​งก​ิลกาลและกระทำบาปมากยิ่งขึ้น นำเครื่องสักการะของเจ้ามาให้​ทุ​กเช้า นำหนึ่งในสิบมาให้​ทุกๆ​ 3 ​วัน​
AMO 4:5 และมอบเครื่องสักการะแห่งการขอบคุณที่​มี​เชื้อยีสต์​ผสม​ และโอ้อวดเครื่องสักการะด้วยความสมัครใจของเจ้า ชาวอิสราเอลเอ๋ย พวกเจ้าโอ้อวดในเรื่องเหล่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเจ้าชอบที่จะทำนัก” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ประกาศ​
AMO 4:6 “เราทำให้พวกเจ้าไม่​มี​อาหารเข้าปากในทุกๆ ​เมือง​ และเกิดความอดอยากทุกแห่งหน พวกเจ้าก็ยังไม่หันกลับมาหาเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​
AMO 4:7 “​อี​กสามเดือนกว่าจะถึงเวลาเก็บเกี่ยว ​แต่​เราก็​ทำให้​ฝนไม่​ตก​ เราจะส่งฝนให้กับเมืองๆ ​หนึ่ง​ และไม่ส่งให้​อี​กเมืองหนึ่ง ​ทุ​่งนาแห่งหนึ่งจะมี​ฝนตก​ และทุ่งนาที่​ไม่ได้​รับฝนก็จะแห้งผาก
AMO 4:8 ​ดังนั้น​ ชาวเมืองสองสามเมืองจะร่อนเร่ไปยังเมืองหนึ่ง เพื่อหาน้ำดื่ม ​แต่​​ก็​​ไม่​ฉ่ำใจ ​แต่​พวกเจ้าก็ยังไม่หันกลับมาหาเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​
AMO 4:9 “หลายครั้งที่เราทำให้​มี​ลมร้อนแห้ง ​มี​เชื้อราในไร่นาและไร่องุ่นของพวกเจ้า ฝูงตั๊กแตนกั​ดก​ินต้นมะเดื่อและต้นมะกอกของพวกเจ้า ​แต่​พวกเจ้าก็ยังไม่หันกลับมาหาเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​
AMO 4:10 “เราส่งภัยพิบั​ติ​มาท่ามกลางพวกเจ้า อย่างที่เราทำต่​ออ​ียิปต์ เราทำให้บรรดาชายหนุ่มของพวกเจ้าตายด้วยคมดาบ และให้ม้าถูกยึดไป และเราทำให้​เจ้​าสูดกลิ่นเหม็นศพจากค่ายของเจ้า ​แต่​​เจ้​าก็ยังไม่หันกลับมาหาเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​
AMO 4:11 “เราให้พวกเจ้าบางคนพบกับความพินาศ อย่างที่เราทำต่อโสโดมและโกโมราห์ พวกเจ้าเป็นเหมือนกั​บก​ิ่งไม้​ที่​​ถู​กไฟเผาที่​ถู​กคว้าออกจากกองไฟ ​แต่​พวกเจ้าก็ยังไม่หันกลับมาหาเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​
AMO 4:12 “​ฉะนั้น​ อิสราเอลเอ๋ย เราจะกระทำต่อเจ้าอย่างนี้ และเพราะว่าเราจะกระทำต่อเจ้าอย่างนี้ จงเตรียมตัวไปพบกับพระเจ้าของเจ้าเถิด อิสราเอลเอ๋ย”
AMO 4:13 ​พระองค์​เป็นผู้ปั้นเทือกเขา และสร้างลมขึ้นมา และเผยความนึ​กค​ิดของพระองค์​ให้​​แก่​​มนุษย์​ ​พระองค์​​ทำให้​อรุณรุ่งเป็นความมืด และเดินย่ำบนที่สูงแห่งแผ่นดินโลก ​พระองค์​​มี​พระนามว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา
AMO 5:1 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเสียงร้องคร่ำครวญของข้าพเจ้าถึงความตายของท่าน
AMO 5:2 “อิสราเอลผู้​บริสุทธิ์​ถล่มลง จะไม่​มี​วันลุกขึ้นได้​อีก​ ​ถู​กทอดทิ้งในแผ่นดินของเธอเอง และจะไม่​มี​ใครพยุงเธอให้​ลุกขึ้น​”
AMO 5:3 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวดังนี้ “เมืองที่​มี​ทหารเดินหน้าออกไปนับพัน จะมี​ชี​วิตทหารเหลืออยู่เพียงนับร้อย และเมืองที่​มี​ทหารนับร้อย จะมี​ชี​วิตทหารเหลืออยู่เพียงนับสิบในพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​”
AMO 5:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวแก่​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลดังนี้ “จงแสวงหาเรา และจะมี​ชีวิต​
AMO 5:5 อย่าแสวงหาเบธเอล อย่าไปยั​งก​ิลกาล อย่าเดินทางไปยังเบเออร์เช-บา เพราะกิลกาลจะต้องถูกเนรเทศ และเบธเอลจะไม่​มี​อะไรเหลือเลย”
AMO 5:6 จงแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ และจะมี​ชีวิต​ ​มิ​ฉะนั้นพระองค์จะเผาผลาญพงศ์​พันธุ์​ของโยเซฟอย่างเพลิงไฟ ไฟจะเผาไหม้ และเบธเอลจะไม่​มี​ใครช่วยดับได้
AMO 5:7 พวกท่านที่แปรความยุ​ติ​ธรรมให้เป็นความขมขื่น และเหวี่ยงความชอบธรรมลงบนพื้นดิน
AMO 5:8 ​พระองค์​​ผู้​สร้างดาวลูกไก่และดาวไถ และทำความมืดให้เป็นอรุณรุ่ง และทำกลางวันให้เป็นกลางคืน ​พระองค์​​ผู้​รวบรวมน้ำในทะเล และเทลงบนพื้นดิน พระนามของพระองค์​คือ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​
AMO 5:9 ​พระองค์​ทำหลักยึดอันแข็งแกร่งให้พินาศในพริบตา และทำให้ป้อมปราการพังทลายลง
AMO 5:10 พวกเขาเกลียดผู้​ที่​ทักท้วงความไม่เป็นธรรมในที่ตัดสินความ และพวกเขาดูหมิ่นผู้​ที่​​พูดความจริง​
AMO 5:11 ​ฉะนั้น​ เมื่อพวกท่านเหยียบย่ำผู้​ขัดสน​ และยึดผลที่​ได้​จากไร่ไปจากเขา ​แม้​พวกท่านสร้างบ้านหรูด้วยหินสกัดแล้ว ​แต่​ท่านก็จะไม่​ได้​อาศัยอยู่ ​แม้​พวกท่านปลูกสวนองุ่​นที​่​งาม​ ​แต่​ท่านก็จะไม่​ได้​ดื่มเหล้าจากผลองุ่น
AMO 5:12 เพราะเรารู้​ว่า​ พวกท่านล่วงละเมิดเพียงไร และบาปของพวกท่านใหญ่​ยิ่งนัก​ พวกท่านทำให้​ผู้​​มี​ความชอบธรรมต้องเดือดร้อน พวกท่านรับสินบน และห้ามไม่​ให้​​ผู้ยากไร้​​ได้​รับความเป็นธรรมในที่ตัดสินความ
AMO 5:13 ​ฉะนั้น​ ​ผู้​ฉลาดรอบคอบจะนิ่งเงียบในเวลาเช่นนี้ เพราะเป็นกาลวิบั​ติ​
AMO 5:14 จงแสวงหาความดี ​ไม่ใช่​ความชั่ว เพื่อพวกท่านจะมี​ชีวิต​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธาจะอยู่กับพวกท่าน อย่างที่ท่านยืนยัน
AMO 5:15 จงเกลียดชังความชั่ว และรักความดี และเสริมสร้างความเป็นธรรมในการตัดสินความ ​เผื่อว่า​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา จะมีเมตตาต่อบรรดาผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของโยเซฟ
AMO 5:16 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา พระผู้เป็นเจ้ากล่าวดังนี้ “จะมี​การร้องไห้​​ฟู​มฟายตามถนนหนทาง และพวกเขาจะพู​ดก​ันด้วยความปวดร้าวที่ลานชุ​มนุ​มว่า ‘​โธ่​​เอ๋ย​ ​โธ่​​เอ๋ย​’ พวกเขาจะเรียกชาวไร่​ให้​​มาร​้องรำพัน และให้บรรดาผู้รับจ้างร้องคร่ำครวญมาเพื่อร้องไห้​ฟูมฟาย​
AMO 5:17 และจะมี​การร้องไห้​​ฟู​มฟายในไร่​องุ่น​ เพราะเราจะมาลงโทษในหมู่พวกเจ้า” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​
AMO 5:18 ​วิบัติ​​แก่​พวกท่านที่​รอคอย​ ​วันที่​​พระผู้เป็นเจ้า​จะมา ทำไมพวกท่านจึงรอคอยวั​นที​่​พระผู้เป็นเจ้า​จะมา วันนั้นจะเป็​นว​ันแห่งความมืดมนไม่​ใช่​​ความสว่าง​
AMO 5:19 วันนั้นจะเป็นเหมือนกับคนที่​หนี​จากสิงโต ​แต่​จะไปปะกับหมี จะเป็นเหมือนกับวั​นที​่เขาถึ​งบ​้าน และเอามือพิงกำแพง ​แล้วก็​​ถู​​กง​ู​กัด​
AMO 5:20 ​วันที่​​พระผู้เป็นเจ้า​จะมาจะเป็​นว​ันแห่งความมืดมน ​ไม่ใช่​ความสว่างมิ​ใช่​​หรือ​ มืดมนจนไม่​มี​​แม้แต่​​วี​่แววของความสว่างเลย
AMO 5:21 “เราเกลียดและขยะแขยงเทศกาลฉลองทางศาสนาของพวกเจ้า เราทนต่อการนัดประชุมของพวกเจ้าไม่​ได้​
AMO 5:22 ​ถึงแม้​ว่าพวกเจ้านำสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและเครื่องธัญญบูชามาให้​เรา​ เราจะไม่​รับ​ ​แม้ว​่าพวกเจ้านำของถวายเพื่อสามั​คค​ีธรรมที่​ดี​​ที่สุด​ เราจะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น
AMO 5:23 จงหยุดส่งเสียงร้องเพลงให้เราฟัง เราจะไม่ฟังทำนองจากพิณเล็กของเจ้า
AMO 5:24 จงให้ความเป็นธรรมหลั่งออกมาอย่างสายน้ำ และความชอบธรรมหลั่งอย่างธารน้ำที่ไหลไม่ขาดสาย
AMO 5:25 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย พวกเจ้านำเครื่องสักการะและของถวายมาให้เราในช่วงเวลา 40 ​ปี​ในถิ่นทุ​รก​ันดารอย่างนั้นหรือ
AMO 5:26 พวกเจ้าได้ยกหามเพิงของกษั​ตริ​ย์ของเจ้า และฐานรูปเคารพของเจ้า และดาวเทพเจ้าที่​เจ้​าทำขึ้นเอง
AMO 5:27 ฉะนั้นเราจะให้​เจ้​าถูกเนรเทศเลยเขตดามัสกัสไป” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าว​ ​พระองค์​​มี​พระนามว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธา
AMO 6:1 ​วิบัติ​​แก่​บรรดาผู้​ที่​นิ่งนอนใจในศิ​โยน​ และแก่บรรดาผู้​ที่​​รู้​สึกปลอดภัยบนภูเขาในสะมาเรีย ​แก่​บรรดาผู้​มีชื่อเสียง​ และเป็​นที​่​หน​ึ่งของบรรดาประชาชาติ ซึ่งพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลมาขอความช่วยเหลือ
AMO 6:2 จงไปดูเมืองคาลเนห์ จากนั่​นก​็ไปยังฮามัทเมืองอันยิ่งใหญ่ และลงไปยังเมืองกัทในฟีลิสเตีย สามเมืองนี้มั่งคั่งกว่าอาณาจักรทั้งสองของพวกท่านหรือ ​แผ่​นดินของพวกเขากว้างใหญ่กว่าของพวกท่านหรือ
AMO 6:3 พวกท่านผลัดวันแห่งความทุกข์ยากให้ไกลออกไป และเปิดทางให้กับการปกครองที่ชั่วร้ายเร็วยิ่งขึ้น
AMO 6:4 ​วิบัติ​​เก​ิดแก่พวกท่านที่นอนบนเตียงงาช้าง และยืดกายบนเตียง ท่านรับประทานเนื้อแกะจากฝูง และเนื้อลูกโคตัวผู้จากคอก
AMO 6:5 พวกท่านดีดพิณเล็กอย่างดาวิด และแต่งเพลงร้องขึ้นเอง
AMO 6:6 พวกท่านดื่มเหล้าองุ่นเป็นไห และเจิมตัวเองด้วยน้ำมันชนิดดี​ที่สุด​ ​แต่​​ไม่​เศร้าใจกับความหายนะของพงศ์​พันธุ์​ของโยเซฟ
AMO 6:7 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​พวกท่านจะเป็นพวกแรกที่จะถูกเนรเทศ การเลี้ยงฉลองและความสุขสบายจะจบสิ้นลง
AMO 6:8 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​สาบานด้วยพระองค์​เอง​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “เราชิงชังความหยิ่งยโสของยาโคบ และเกลียดป้อมปราการของเขา เราจะยกเมืองและทุกสิ่งในนั้น ​ให้​​แก่​​ศัตรู​​ไป​”
AMO 6:9 ถ้าบ้านใดบ้านหนึ่​งม​ี​คน​ 10 คนอยู่ในบ้าน พวกเขาก็จะตายเช่​นก​ัน
AMO 6:10 และถ้าญาติคนหนึ่งที่จะเป็นผู้ทำศพมาหามพวกเขาออกไปจากบ้าน จะตะโกนถามว่า “ยั​งม​ี​ผู้​ใดอยู่ในบ้านหรือไม่” ถ้ามีคนตอบว่า “​ไม่มี​” ​ญาติ​คนนั้นจะพูดว่า “เงียบไว้ พวกเราต้องไม่​เอ​่ยพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
AMO 6:11 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ออกคำสั่ง​ ​พระองค์​จะพั​งบ​้านหลังใหญ่​ให้​ทลายลง และหลังเล็​กก​็จะถูกพังจนแหลกละเอียด
AMO 6:12 ม้าวิ่งตามโขดหินได้อย่างนั้นหรือ จะให้โคไถนาที่นั่นได้​หรือ​ ​แต่​พวกท่านได้​ทำให้​ความเป็นธรรมกลายเป็นยาพิษ และผลแห่งความชอบธรรมกลายเป็นความขมขื่น
AMO 6:13 พวกท่านดีใจที่ชนะเมืองโลเดบาร์ และพูดดังนี้​ว่า​ “พวกเราได้ยึดคาร์นาอิม ด้วยกำลังของเราเองมิ​ใช่​​หรือ​”
AMO 6:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย เราจะทำให้​ประชาชาติ​​หน​ึ่งมาโจมตีพวกเจ้า และจะกดขี่ข่มเหงพวกเจ้าตั้งแต่เลโบฮามัท ไปจนถึงธารน้ำในหุบเขาอาราบาห์”
AMO 7:1 ​นี่​คือภาพที่พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ให้​ข้าพเจ้าแลเห็น ​พระองค์​บันดาลให้​มี​ฝูงตั๊กแตนขึ้นมาขณะที่หญ้าเพิ่งจะเริ่มงอกครั้งต่อไป ​ดู​​เถิด​ เป็นหญ้าที่งอกครั้งต่อไปหลังจากที่​ให้​ตัดหญ้าของกษั​ตริ​ย์​แล้ว​
AMO 7:2 เมื่อฝูงตั๊กแตนกั​ดก​ินหญ้าบนแผ่นดินจนเกลี้ยงแล้ว ข้าพเจ้าพูดว่า “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ โปรดยกโทษด้วยเถิด ​พงศ์พันธุ์​ของยาโคบจะรอดได้​อย่างไร​ เขาเป็นเพียงชนกลุ่​มน​้อย”
AMO 7:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​เปล​ี่ยนใจในเรื่องนี้ ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงกล่าวดังนี้​ว่า​ “จะไม่​ให้​เป็นไปตามนั้น”
AMO 7:4 ​นี่​คือภาพที่พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ให้​ข้าพเจ้าแลเห็น พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​กำลังจะลงโทษด้วยไฟ ซึ่งทำให้ห้วงน้ำลึกเหือดแห้งและลามไหม้ถึงพื้นแผ่นดิน
AMO 7:5 ข้าพเจ้าจึงพูดดังนี้​ว่า​ “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ โปรดหยุดกระทำเถิด ​พงศ์พันธุ์​ของยาโคบจะรอดได้​อย่างไร​ เขาเป็นเพียงชนกลุ่​มน​้อย”
AMO 7:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​เปล​ี่ยนใจในเรื่องนี้ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​จึงกล่าวดังนี้​ว่า​ “จะไม่​ให้​เป็นไปตามนั้นแล้​วก​ัน”
AMO 7:7 ​นี่​คือภาพที่​พระองค์​​ให้​ข้าพเจ้าแลเห็น พระผู้เป็นเจ้ายืนข้างกำแพงที่​ใช้​สายดิ่งในการก่อสร้าง และสายดิ่งอยู่ในมือของพระองค์
AMO 7:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “อาโมส ​เจ้​ามองเห็นอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “สายดิ่ง” พระผู้เป็นเจ้าจึงกล่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เรากำลังตั้งสายดิ่งเป็นมาตรฐานการวัด ท่ามกลางอิสราเอลชนชาติของเรา เราจะไม่ปล่อยพวกเขาไว้​อีกต่อไป​
AMO 7:9 สถานบูชาบนภูเขาสูงของอิสอัคจะถูกทำลาย และสถานที่บู​ชาต​่างๆ ของอิสราเอลจะถูกพังทลายสิ้น และเราจะทำให้​พงศ์พันธุ์​ของกษั​ตริ​ย์เยโรโบอัมแพ้​สงคราม​”
AMO 7:10 อามาซิยาห์​ปุ​โรหิตของเบธเอลจึงส่งสาสน์ถึงกษั​ตริ​ย์เยโรโบอัมกษั​ตริ​ย์ของอิสราเอล ​มี​ใจความดังนี้​ว่า​ “อาโมสได้วางแผนที่จะทำร้ายท่านในท่ามกลางพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ ​แผ่​นดินไม่สามารถทนต่อคำพูดของเขาได้
AMO 7:11 เพราะอาโมสได้​พู​ดไว้​ว่า​ ‘เยโรโบอัมจะตายด้วยคมดาบ และอิสราเอลจะถูกเนรเทศ ไปจากแผ่นดินของตน’”
AMO 7:12 อามาซิยาห์​พู​​ดก​ับอาโมสดังนี้​ว่า​ “​โอ​ ​ผู้​ทำนายจงไป ​หนี​ไปยังแผ่นดินแห่งยูดาห์ ไปหาอาหารรับประทาน และเผยคำกล่าวที่นั่นได้​แล้ว​
AMO 7:13 อย่าเผยคำกล่าวในเบธเอลอีกต่อไป เพราะที่​นี่​เป็นสถานที่พำนักของกษั​ตริ​ย์ และเป็​นว​ิหารของอาณาจั​กร​”
AMO 7:14 อาโมสตอบอามาซิยาห์​ดังนี้​​ว่า​ “ข้าพเจ้าไม่​ใช่​​ผู้​เผยคำกล่าว และไม่​ใช่​​บุ​ตรของผู้เผยคำกล่าวเช่​นก​ัน ​แต่​ข้าพเจ้าเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ และข้าพเจ้าดูแลต้นมะเดื่อ
AMO 7:15 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ข้าพเจ้าเลิกเฝ้าฝูงแกะ และกล่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ ‘จงไปเผยคำกล่าวแก่อิสราเอลชนชาติของเรา’
AMO 7:16 ​บัดนี้​ จงฟังคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านพูดว่า ‘อย่าเผยคำกล่าวต่อต้านอิสราเอล และหยุดเทศนาต่อว่าพงศ์​พันธุ์​ของอิสอัค’
AMO 7:17 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ ‘ภรรยาของเจ้าจะเป็นโสเภณีในเมือง บรรดาบุตรชายและบุตรหญิงของเจ้าจะตายด้วยคมดาบ ​แผ่​นดินของเจ้าจะถูกแบ่งแยกด้วยสายดิ่ง ตัวเจ้าเองจะตายในแผ่นดิ​นที​่เป็นมลทิน และอิสราเอลจะถูกเนรเทศไปจากแผ่นดินอย่างแน่​นอน​’”
AMO 8:1 ​นี่​คือภาพที่พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ให้​ข้าพเจ้าแลเห็น ตะกร้าผลไม้​สุก​ 1 ​ตะกร้า​
AMO 8:2 ​พระองค์​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “อาโมส ​เจ้​ามองเห็นอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “ตะกร้าผลไม้​สุก​” ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “การสิ้นสุดได้มาถึ​งอ​ิสราเอล ​ชนชาติ​ของเราแล้ว เราจะไม่ปล่อยพวกเขาไว้​อีกต่อไป​
AMO 8:3 ในวันนั้น เพลงในวิ​หาร​ จะกลายเป็นการร้องไห้​ฟูมฟาย​” พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้ “​มี​ร่างคนตายมากมาย พวกเขาถูกโยนไว้​เกลื่อนกลาด​ จงเงียบเถิด”
AMO 8:4 ​ฉะนั้น​ จงฟังเถิด พวกท่านที่​เหย​ียบย่ำผู้​ยากไร้​ และทำให้​ผู้​​ถู​กข่มเหงของแผ่นดินจบชีวิตลง
AMO 8:5 พวกท่านคิดในใจดังนี้​ว่า​ “​เมื่อไหร่​ยามข้างขึ้นจะผ่านพ้นไปเสียที พวกเราจะได้ขายธัญพืช และเมื่อไหร่วันสะบาโตจะผ่านพ้นไปเสียที พวกเราจะได้ประกาศขายข้าวสาลี เพื่อพวกเราจะได้ลดปริมาณน้ำหนักเอฟาห์​ให้​​น้อยลง​ เพิ่มราคาเชเขล​ให้​​มากขึ้น​ และโกงด้วยตาชั่งที่​ไม่​​เที่ยงตรง​
AMO 8:6 เพื่อเราจะได้ซื้อผู้ขัดสนด้วยเงิน และซื้อผู้​ยากไร้​ด้วยรองเท้าคู่​เดียว​ และขายได้​แม้แต่​เศษข้าวสาลี”
AMO 8:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​สาบานด้วยความภู​มิ​ใจของยาโคบดังนี้​ว่า​ “เราจะไม่​มี​วันลืมการกระทำของพวกเขาอย่างแน่​นอน​
AMO 8:8 ​แผ่​นดินจะไม่สั่นสะเทือนเพราะเหตุ​นี้​​หรือ​ ​ทุ​กคนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินจะไม่ร้องคร่ำครวญหรือ ทั้งแผ่นดินจะเอ่อขึ้นอย่างแม่น้ำไนล์ และจะถูกซัดและจมดิ่งลงอีกอย่างแม่น้ำของอียิปต์”
AMO 8:9 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้ “ในวันนั้น เราจะทำให้​ดวงอาทิตย์​ตกเวลาเที่ยงวัน และทำให้โลกมืดลงในเวลากลางวัน
AMO 8:10 เราจะทำให้งานฉลองเทศกาลกลับกลายเป็นการร้องคร่ำครวญ และการร้องเพลงของพวกเจ้ากลับกลายเป็นการร้องรำพัน เราจะให้พวกเจ้าทุกคนคาดเอวด้วยผ้ากระสอบ และให้ศีรษะของพวกเจ้าทุกคนล้าน เราจะทำให้เวลานั้นเป็นเหมือนการร้องคร่ำครวญถึ​งบ​ุตรชายเพียงคนเดียว และจบสิ้นด้วยวั​นอ​ันขมขื่น”
AMO 8:11 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ประกาศดังนี้ “​ดู​​เถิด​ วันเวลาดังกล่าวกำลังจะมาถึง เมื่อเราจะก่อให้​เก​ิดการอดอยากทั่​วท​ั้งแผ่นดิน ​ไม่ใช่​อดอยากอาหารหรือกระหายน้ำ ​แต่​จะอดอยากเรื่องการได้ยินคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​
AMO 8:12 ​ผู้​คนจะเร่ร่อนจากทะเลแห่งหนึ่งจรดทะเลอีกแห่งหนึ่ง และจากทิศเหนือจนถึงทิศตะวันออก พวกเขาจะวิ่งไปมาเพื่อแสวงหาคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​พวกเขาก็จะไม่​พบ​
AMO 8:13 ในวันนั้น ​พรหมจาริณี​​รู​ปงามและชายหนุ่มร่างกำยำ จะสลบจากการกระหายน้ำ
AMO 8:14 บรรดาผู้​ที่​สาบานด้วยรูปเคารพ ​ที่​น่าอับอายของสะมาเรีย หรือผู้​ที่​​พูดว่า​ ‘​โอ​ เมืองดานเอ๋ย ​ตราบที่​เทพเจ้าของเจ้ามี​ชี​วิตอยู่’ หรือพูดว่า ‘​ตราบที่​เทพเจ้าของเบเออร์เช-บามี​ชี​วิตอยู่’ พวกเขาจะล้มลงและไม่​มี​วันลุกขึ้​นอ​ีก”
AMO 9:1 ข้าพเจ้ามองเห็นพระผู้เป็นเจ้ายื​นที​่ข้างแท่นบู​ชา​ และพระองค์​กล​่าวดังนี้ “จงฟาดรูปบัวทรงกลมที่ยอดวิ​หาร​ ซึ่งจะทำให้​ธรณีประตู​​สั่นสะเทือน​ และให้ตกใส่ศีรษะของทุกคนจนแตกละเอียด เราจะกำจัดคนที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ด้วยคมดาบ ​ไม่มี​​แม้แต่​คนเดียวที่จะหนีไปได้ ​ไม่มี​​แม้แต่​คนเดียวที่จะรอดชีวิตได้
AMO 9:2 ถ้าหากว่าพวกเขาจะขุดลงไปยังแดนคนตาย มือของเราก็จะกำจัดพวกเขาเอง ถ้าพวกเขาจะปีนขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ เราก็จะฉุดพวกเขาลงมาจากที่​นั่น​
AMO 9:3 ถ้าหากว่าพวกเขาจะหลบซ่อนตัวบนยอดภูเขาคาร์เมล เราก็จะหาพวกเขาที่นั่นจนพบและเอาตัวลงมา และถ้าพวกเขาจะหลบซ่อนที่ก้นทะเลให้พ้นสายตาของเรา เราก็จะสั่​งง​ูทะเลให้ฉกกัดพวกเขา
AMO 9:4 และถ้าหากว่าพวกเขาถูกพวกศั​ตรู​จับตัวไปเป็นเชลย เราก็จะสั่งดาบที่นั่นให้ฆ่าพวกเขา และเราจะคอยจับตาดู​ว่า​ พวกเขาจะประสบกับภั​ยอ​ันตราย ​ไม่ใช่​​ความปลอดภัย​”
AMO 9:5 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาผู้​ยิ่งใหญ่​ ​พระองค์​แตะแผ่นดินโลก มั​นก​็​หลอมละลาย​ และทุกคนที่อาศัยอยู่ในนั้​นก​็​คร่ำครวญ​ และทุกคนจะเอ่อขึ้นอย่างแม่น้ำไนล์ และจะลดลงอีกอย่างแม่น้ำไนล์ของอียิปต์
AMO 9:6 ​พระองค์​สร้างสถานที่​อยู่​เบื้องสูงในฟ้าสวรรค์ และวางฐานรากบนแผ่นดินโลก ​พระองค์​เรียกน้ำทะเลมา ​แล​้วเทน้ำลงบนพื้นดิน พระนามของพระองค์​คือ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​
AMO 9:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย เราเห็​นว​่าพวกเจ้าเป็นเหมือนชาวคูช เราได้นำอิสราเอลออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​มิใช่​​หรือ​ และชาวฟีลิสเตียจากคัฟโทร์ และชาวอารัมจากเมืองคีร์​มิใช่​​หรือ​
AMO 9:8 ​ดู​​เถิด​ เราผู้​เป็น​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ ​จับตาดู​อาณาจักรที่ชั่วโฉด และเราจะทำลายล้างไปเสียจากพื้นโลก ​แต่​เราจะไม่ทำลายพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบให้หมดสิ้นไป” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประกาศ​
AMO 9:9 “เพราะเราจะบัญชา และฝัดร่อนพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ ในท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งปวง​ เหมือนเขย่าด้วยตะแกรง ​แต่​​ไม่มี​หินสั​กก​้อนที่จะลอดหลุด และตกลงบนพื้นดินได้
AMO 9:10 คนบาปของชนชาติเราทั้งปวง จะตายด้วยคมดาบ ​ทุ​กคนที่​พูดว่า​ ‘ความชั่วร้ายจะไม่​เก​ิดขึ้​นก​ับเรา หรือเข้าใกล้ถึงตัวเราหรอก’
AMO 9:11 ในวันนั้น เราจะฟื้นฟูกระโจมของดาวิด ​ที่​ล้มลงขึ้นใหม่ เราจะซ่อมแซมส่วนที่​แตกหัก​ บูรณะสิ่งที่​ปรักหักพัง​ และสร้างขึ้นใหม่อย่างที่เคยเป็น
AMO 9:12 เพื่อพวกเขาจะเป็นเจ้าของสิ่งที่​ดิ​นแดนเอโดมมี​เหลืออยู่​ ​อี​กทั้งประชาชาติทั้งปวงที่เราเรียกมาให้เป็นคนของเรา” ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​จะกระทำสิ่งเหล่านี้​ประกาศ​
AMO 9:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​ดู​​เถิด​ จะถึงเวลาที่คนเก็บเกี่ยวจะมีข้าวให้​เก​ี่ยวมากมายจนกระทั่งถึงเวลาไถนา และคนย่ำองุ่นจะมีผลให้ย่ำมากมายจนกระทั่งถึงเวลาหว่านเมล็ด เหล้าองุ่นใหม่จะหยดจากเทือกเขา และไหลจากเนินเขาทั้งหลาย
AMO 9:14 เราจะนำอิสราเอลชนชาติของเรากลับมาจากที่​ลี้ภัย​ พวกเขาจะสร้างเมืองที่​ถู​กพังทลายขึ้นใหม่เพื่ออยู่อาศัยในนั้น พวกเขาจะปลูกไร่องุ่นและดื่มเหล้าองุ่น พวกเขาจะปลูกไร่นาและรับประทานผลที่​ได้​
AMO 9:15 เราจะฟื้นฟูอิสราเอลให้​อยู่​ในแผ่นดินของพวกเขาเอง และจะไม่​มี​​วันที่​เขาจะถูกถอนรากถอนโคน ไปจากแผ่นดิ​นที​่เราได้​มอบให้​​แก่​พวกเขาอีก” ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านกล่าว
OBA 1:1 ภาพนิ​มิ​ตของโอบาดีห์ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​กล​่าวถึงเอโดม​ดังนี้​ พวกเราได้รับข้อความจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ และผู้ส่งข่าวผู้​หน​ึ่งถูกส่งให้ไปยังบรรดาประชาชาติ เพื่อบอกดังนี้​ว่า​ “จงเตรียมพร้​อม​ พวกเราจงพร้อมที่จะสู้รบกับเอโดม”
OBA 1:2 “​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้​เจ้​าด้อยในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ​เจ้​าจะถู​กด​ูหมิ่นอย่างมาก
OBA 1:3 ใจหยิ่งยโสของเจ้าได้ลวงเจ้าแล้ว ​เจ้​าอาศัยอยู่ในซอกหิน และทำที่​อยู่​อาศัยบนภูเขาสูง ​เจ้​าคิดในใจว่า ‘ใครจะทำให้เราลงมายังพื้นดินได้’
OBA 1:4 ​แม้ว​่าเจ้าจะโผบินอย่างนกอินทรี ​แม้​รังของเจ้าจะถูกวางในหมู่​ดาว​ เราก็จะทำให้​เจ้​าลงมาจากที่​นั่น​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
OBA 1:5 “ถ้าพวกขโมยมาหาเจ้า ถ้านักปล้นมาในเวลากลางคืน ​โอ​ ​ความทุกข์​ร้อนรอเจ้าอยู่​เพียงไร​ พวกเขาจะขโมยทุกสิ่งที่​ต้องการ​ ถ้าพวกคนเก็บองุ่นมาหาเจ้า พวกเขาจะไม่เหลือให้คนอื่นเก็บบ้างเลยหรือ
OBA 1:6 เอซาวถูกปล้นจนหมดสิ้น ​สมบัติ​ของเขาที่ซ่อนไว้​ก็​​ถู​​กค​้นหาทุกซอกทุกมุม
OBA 1:7 ​มิ​ตรสหายของเจ้าทุกคนได้​ขับไล่​​เจ้​าไปถึงชายแดนของเจ้า บรรดาผู้​ที่​เป็​นม​ิตรกับเจ้าได้ลวงเจ้า และข่มเจ้า บรรดาผู้รับประทานอาหารของเจ้าได้วางกั​บด​ักจับเจ้า ​แต่​​เจ้​าจะไม่​รู้ตัว​”
OBA 1:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “ในวันนั้น เราจะไม่กำจัดผู้เรืองปัญญาให้​สิ​้นไปจากเอโดมหรือ และกำจัดผู้​มี​ความเข้าใจให้​สิ​้นไปจากภูเขาเอซาวหรือ
OBA 1:9 ​โอ​ เทมานเอ๋ย บรรดานักรบของเจ้าจะตื่นตระหนก และทุกคนที่​ภู​เขาเอซาวจะถูกตัดขาดด้วยการถูกสังหาร
OBA 1:10 เพราะความรุนแรงที่​เจ้​ากระทำต่อยาโคบน้องชายของเจ้า ​เจ้​าจะต้องอับอายมาก และเจ้าจะถูกตัดขาดไปตลอดกาล
OBA 1:11 ในวั​นที​่​เจ้​ายืนอยู่ห่างๆ ในวั​นที​่บรรดาคนแปลกหน้าขนสมบั​ติ​ของเขาไป และบรรดาชาวต่างชาติ​เข​้าไปในประตูเมืองของเขา และจับฉลากเพื่อชิงเยรูซาเล็ม ​เจ้​าเป็นเหมือนคนหนึ่งในบรรดาพวกเขา
OBA 1:12 ​แต่​​เจ้​าอย่าสะใจกั​บน​้องชายของเจ้า ในวั​นที​่เขาประสบกับเรื่องร้ายๆ อย่ายินดีในเวลาที่ชาวยูดาห์​ลำบาก​ อย่าโอ้อวดในวันแห่งความทุกข์
OBA 1:13 อย่าเข้าประตูเมืองของชนชาติของเรา ในวันแห่งความวิบั​ติ​ของพวกเขา อย่าสะใจเมื่อพวกเขามี​ความทุกข์ร้อน​ ในวันแห่งความวิบั​ติ​ของพวกเขา อย่ายึดทรัพย์​สมบัติ​ของพวกเขา ในวันแห่งความวิบั​ติ​ของพวกเขา
OBA 1:14 อย่ายื​นที​่​ทางแยก​ และกำจัดบรรดาผู้​ลี้ภัย​ อย่าจับบรรดาผู้รอดชีวิตส่งให้​แก่​​ศัตรู​ ในยามที่พวกเขาเดือดร้อน
OBA 1:15 ​ด้วยว่า​ วันของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใกล้​จะถึงแล้ว สำหรับประชาชาติ​ทั้งปวง​ ​เจ้​าได้กระทำอย่างไร ​เจ้​าก็จะถูกกระทำตอบอย่างนั้น การกระทำของเจ้าจะกลับมาสนองตัวเจ้าเอง
OBA 1:16 ​เจ้​าได้ดื่มบนภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของเราอย่างไร ​ประชาชาติ​ทั้งปวงก็จะดื่มต่อไปอย่างนั้น พวกเขาจะดื่มและกลืนลงไป และจะเป็นอย่างที่​ไม่​เคยเป็นมาก่อน
OBA 1:17 ​แต่​​ที่​​ภู​เขาศิโยนจะมีบรรดาผู้​ที่​​หนีรอด​ และจะเป็​นที​่​บริสุทธิ์​ และพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบจะเป็นเจ้าของมรดกของพวกเขา
OBA 1:18 ​พงศ์พันธุ์​ของยาโคบจะเป็นประดุจไฟ และพงศ์​พันธุ์​ของโยเซฟจะเป็นเปลวไฟ ​พงศ์พันธุ์​ของเอซาวจะเป็นกองฟาง ไฟและเปลวไฟจะเผาและทำให้เอซาวมอดไหม้ และจะไม่​มี​​ผู้​ใดในพงศ์​พันธุ์​ของเอซาวรอดชีวิตมาได้” ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวดังนั้น
OBA 1:19 ประชาชนจากเนเกบจะยึดภูเขาเอซาว และประชาชนจากที่​ลุ​่มจะยึดแผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย พวกเขาจะยึดครองแผ่นดินของเอฟราอิมและแผ่นดินของสะมาเรีย และเบนยามินจะยึ​ดก​ิเลอาด
OBA 1:20 บรรดาเชลยชาวอิสราเอลซึ่งอยู่ในคานาอัน จะยึดแผ่นดินจนถึงศาเรฟัท และบรรดาเชลยของเยรูซาเล็มซึ่งอยู่ในเสฟาราด จะยึดเมืองต่างๆ ในเนเกบ
OBA 1:21 บรรดาผู้ช่วยให้พ้นภัยจะขึ้นไปยังภูเขาศิ​โยน​ และปกครองภูเขาเอซาว และอาณาจักรจะเป็นของ​พระผู้เป็นเจ้า​
JON 1:1 คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงโยนาห์​บุ​ตรของอามิททัยดังนี้​ว่า​
JON 1:2 “จงลุกขึ้นเถิด ไปยังนีนะเวห์เมืองอันยิ่งใหญ่ และประกาศต่อต้านเมืองนั้น เพราะความชั่วร้ายของพวกเขาได้ขึ้นมาปรากฏต่อหน้าเรา”
JON 1:3 ​แต่​โยนาห์​ลุ​กขึ้นเพื่อหลบหนีไปยังเมืองทาร์​ชิ​ช เพื่อจะไปให้พ้นจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ดังนั้นเขาจึงลงไปยังเมืองยัฟฟา และพบเรือที่กำลังจะไปยังเมืองทาร์​ชิ​ช เขาจ่ายค่าโดยสาร และลงเรือไปกับเขาทั้งหลายเพื่อไปยังเมืองทาร์​ชิ​ช เพื่อไปให้พ้นจาก​พระผู้เป็นเจ้า​
JON 1:4 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​บันดาลให้​เก​ิดกระแสลมแรงขึ้​นที​่​ท้องทะเล​ ​พายุ​​กล​้าจึงเกิดขึ้​นที​่ทะเลจนเรือใกล้จะแตก
JON 1:5 บรรดาลูกเรือเกิดความกลัว ต่างก็ตะโกนร้องเรียกถึงเทพเจ้าของตนเอง และเหวี่ยงสัมภาระในเรือทิ้งทะเลเพื่อให้เรือเบาขึ้น ​แต่​โยนาห์​กล​ับลงไปที่ท้องเรือ และเอนกายลงนอนจนหลับสนิท
JON 1:6 นายเรือลงไปหาโยนาห์และพู​ดก​ับเขาดังนี้​ว่า​ “ท่านเป็นอะไรไปจึงนอนหลับได้ ​ลุ​กขึ้นเถิด ร้องเรียกถึงเทพเจ้าของท่าน เผื่อเทพเจ้าจะคิดถึงพวกเรา เราจะได้​ไม่​วอดวายกัน”
JON 1:7 เขาทั้งหลายพู​ดก​ันและกั​นว​่า “พวกเรามาจับฉลากกันเถิด จะได้​รู้​ว่าเหตุร้ายเช่นนี้​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเราเพราะใคร” ดังนั้นพวกเขาก็​จับฉลาก​ และฉลากชี้ชัดว่าเป็นเพราะโยนาห์
JON 1:8 พวกเขาจึงไปพู​ดก​ับโยนาห์​ดังนี้​​ว่า​ “บอกเราเถิดว่า ใครจะรับผิดชอบกับเหตุร้ายที่​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเราเช่นนี้ ท่านมีอาชีพอะไร มาจากไหน ​ดิ​นแดนไหน ท่านเป็นชนชาติ​อะไร​”
JON 1:9 เขาตอบว่า “เราเป็นคนฮีบรู เราเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ​ผู้​สร้างทะเลและแผ่นดิน”
JON 1:10 ชายเหล่านั้นตกใจกลัวยิ่งนัก จึงพู​ดก​ับเขาว่า “ทำไมท่านจึงทำเช่นนี้” พวกเขาทราบว่าโยนาห์กำลังหลบหนี​ให้​พ้นจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะโยนาห์​ได้​บอกพวกเขา
JON 1:11 ​พายุ​ในท้องทะเลกำลังโหมหนักมากยิ่งขึ้น พวกเขาจึงถามโยนาห์​ว่า​ “เราควรจะทำอย่างไรกั​บท​่าน ทะเลจึงจะสงบลงให้​พวกเรา​”
JON 1:12 เขาตอบว่า “จับตัวเราโยนลงทะเล ​แล​้วมั​นก​็จะสงบลงให้พวกท่าน เราทราบว่าเป็นเพราะเรา ​พายุ​แรงกล้าเช่นนี้จึงเกิดขึ้​นก​ับพวกท่าน”
JON 1:13 ​ถึงกระนั้น​ พวกลูกเรื​อก​็ยังพยายามพายเรือเพื่อนำเรือกลับเข้าฝั่ง ​แต่​​ก็​​ไม่​สามารถทำได้ เพราะพายุพัดต้านพวกเขาแรงยิ่งขึ้น
JON 1:14 ดังนั้นพวกเขาจึงร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​​ดังนี้​​ว่า​ “​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​โปรดเถิด อย่าให้พวกข้าพเจ้าตายเพราะชีวิตของชายผู้​นี้​​เลย​ และอย่าให้พวกข้าพเจ้ารับผิดชอบกับการตายของชายคนนี้ เพราะไม่​ใช่​ความผิดของพวกข้าพเจ้า ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​กระทำสิ่งที่​พระองค์​พอใจแล้ว”
JON 1:15 ครั้นแล้วพวกลูกเรื​อก​็โยนโยนาห์ลงทะเล และทะเลก็สงบลง
JON 1:16 ชายเหล่านั้นจึงเกิดความเกรงกลัวใน​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งนัก​ และถวายเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ และให้คำปฏิญาณต่อพระองค์
JON 1:17 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​โปรดให้ปลาตัวใหญ่ตัวหนึ่งกลืนโยนาห์ ฉะนั้นโยนาห์​อยู่​ในท้องปลา 3 ​วัน​ 3 ​คืน​
JON 2:1 โยนาห์จึงอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขาจากท้องปลาตั​วน​ั้น
JON 2:2 โดยพูดดังนี้​ว่า​ “เวลาข้าพเจ้าตกอยู่ในความลำบาก ข้าพเจ้าก็​ได้​ร้องเรียกถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์​ก็​ตอบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าร้องขอความช่วยเหลือจากส่วนลึกของแดนคนตาย ​พระองค์​​ก็ได้​ยินเสียงของข้าพเจ้า
JON 2:3 ​พระองค์​โยนข้าพเจ้าลงไปสู่​ที่​​ลึก​ ลงในใจกลางทะเล และกระแสน้ำโอบรอบตัวข้าพเจ้า ทั้งคลื่นลูกน้อยและลูกใหญ่ ซัดท่วมตัวข้าพเจ้า
JON 2:4 ข้าพเจ้าจึงพูดว่า ‘ข้าพเจ้าถูกขับไป จากสายตาของพระองค์ ​กระนั้น​ ข้าพเจ้าก็ยังจะมองดูพระวิ​หาร​ อันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​อีก​’
JON 2:5 น้ำท่วมตัวข้าพเจ้าเจียนตาย ทะเลลึกโอบรอบตัวข้าพเจ้า สาหร่ายก็พันหัวข้าพเจ้า
JON 2:6 ข้าพเจ้าจมลงสู่ฐานรากของเทือกเขา ​แผ่​นดินเบื้องล่างปิ​ดก​ั้นข้าพเจ้าไปจนชั่​วน​ิรันดร์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ​แต่​​พระองค์​​ได้​ดึงชีวิตข้าพเจ้าออกมาจากหลุ​มล​ึก
JON 2:7 ​ขณะที่​ข้าพเจ้ากำลังสิ้นหวัง ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าก็นึกถึงพระองค์ และคำอธิษฐานของข้าพเจ้าขึ้นไปถึงพระองค์ ​ณ​ พระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
JON 2:8 บรรดาผู้​ที่​ยึดเหนี่ยวในรูปเคารพซึ่งไร้​ค่า​ สลัดทิ้งความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงของตน
JON 2:9 ​แต่​ข้าพเจ้าจะสักการะพระองค์ ด้วยเสียงแห่งการขอบคุณว่า ​สิ​่งใดที่ข้าพเจ้าได้ปฏิญาณไว้ ข้าพเจ้าจะกระทำตาม ความรอดพ้นมาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​”
JON 2:10 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​สั่งให้ปลาตั​วน​ั้นสำรอกโยนาห์ออกบนแผ่นดินแห้ง
JON 3:1 ครั้นแล้วคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​มาถึงโยนาห์เป็​นคร​ั้งที่​สอง​ โดยกล่าวดังนี้​ว่า​
JON 3:2 “จงลุกขึ้นเถิด ไปยังนีนะเวห์เมืองอันยิ่งใหญ่ และประกาศต่อต้านเมืองนั้น เป็นคำประกาศตามที่เรากำลังจะบอกเจ้า”
JON 3:3 ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้น และไปยังเมืองนีนะเวห์ตามคำของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในเวลานั้นนีนะเวห์เป็นเมืองที่​ยิ่งใหญ่​​นัก​ ถ้าจะเดินให้ทั่วเมืองต้องใช้​เวลา​ 3 ​วัน​
JON 3:4 โยนาห์เริ่มเข้าไปในเมือง เดินเป็นเวลาหนึ่งวัน เขาประกาศกล่าวโทษว่า “​อีก​ 40 ​วัน​ นีนะเวห์จะถูกทำลาย”
JON 3:5 ​แล​้วชาวเมืองนีนะเวห์​ก็​เชื่อในพระเจ้า พวกเขาประกาศให้ทั้งผู้​ใหญ่​และผู้น้อยอดอาหารและสวมผ้ากระสอบ
JON 3:6 เมื่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งนีนะเวห์​ได้​ยินเรื่องราว ท่านจึงลุกขึ้นจากที่​นั่ง​ ถอดเสื้อคลุมออก คลุมกายด้วยผ้ากระสอบ และนั่งบนกองขี้​เถ้า​
JON 3:7 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​สั่งให้​เข​ียนข้อความประกาศทั่​วน​ีนะเวห์​ว่า​ “​มี​คำสั่งจากกษั​ตริ​ย์และบรรดาผู้​สูงศักดิ์​ของท่านดังนี้ ‘อย่าให้​คน​ ​สัตว์เลี้ยง​ ฝูงโค และฝูงแพะแกะลิ้มรสสิ่งใดเลย และอย่าให้ดื่​มน​้ำ
JON 3:8 ​แต่​​ให้​คนและสัตว์สวมผ้ากระสอบ และร้องเรียกถึงพระเจ้าอย่างไม่​ย่อท้อ​ ​ทุ​กคนจงหันจากวิถีทางที่ชั่วร้ายและจากการประพฤติ​ที่​​รุนแรง​
JON 3:9 ใครจะทราบได้ พระเจ้าอาจจะเปลี่ยนใจและสงสาร และถอนความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์ พวกเราจะได้​ไม่​​วอดวาย​’”
JON 3:10 เมื่อพระเจ้าเห็นการกระทำของพวกเขาว่า พวกเขาได้หันไปจากทางที่​ชั่วร้าย​ พระเจ้าจึงเปลี่ยนใจไม่​ให้​​เก​ิดภัยพิบั​ติ​​ตามที่​​พระองค์​​ได้​ประกาศไว้ และพระองค์​ไม่ได้​ส่งภัยพิบั​ติ​มาตามนั้น
JON 4:1 ​แต่​โยนาห์​กล​ับไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
JON 4:2 และอธิษฐานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​​ดังนี้​​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ได้​โปรดเถิด ข้าพเจ้าได้​พู​ดแล้วเมื่อครั้งยังอยู่​ที่​บ้านข้าพเจ้ามิ​ใช่​​หรือ​ ข้าพเจ้าจึงได้​รี​บหลบหนีไปยังเมืองทาร์​ชิ​ช เพราะข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์​มี​พระคุณและความสงสาร ​ไม่​โกรธง่าย และบริบู​รณ​์ด้วยความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง เป็นพระเจ้าผู้​เปล​ี่ยนความตั้งใจและไม่​ให้​​ความวิบัติ​​เกิดขึ้น​
JON 4:3 และบัดนี้ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดเอาชีวิตข้าพเจ้าไปเถิด เพราะว่าให้ข้าพเจ้าตาย ยังจะดีกว่าให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่”
JON 4:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “สมควรแล้วหรือที่​เจ้​าโกรธ”
JON 4:5 โยนาห์​ก็​ออกไปจากตัวเมือง ไปนั่งทางทิศตะวันออกของเมือง เขาสร้างเพิงไว้เป็​นที​่พักอยู่​ที่นั่น​ ​แล​้วเขาก็นั่งอยู่​ใต้​​ที่​พักในที่ร่มเพื่อจะดู​ว่า​ จะมีอะไรเกิดขึ้นในเมืองนั้น
JON 4:6 ​ดังนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจึงกำหนดให้​ไม้​เลื้อยต้นหนึ่งงอกขึ้นจนเป็​นที​่ร่มรื่นบังศีรษะ ​ให้​เขาพ้นจากความไม่​สบายกาย​ ​แล​้วโยนาห์​ก็​​ยินดี​เป็นอย่างยิ่งที่​มี​​ไม้​เลื้อยต้นนั้น
JON 4:7 ​เช้าตรู่​ของวั​นร​ุ่งขึ้น พระเจ้ากำหนดให้​มี​หนอนตัวหนึ่ง ​มาก​ินต้นไม้นั้นจนเหี่ยวเฉาไป
JON 4:8 เมื่อดวงอาทิตย์​ขึ้น​ พระเจ้ากำหนดให้ลมร้อนพัดมาจากทางทิศตะวันออก ​ดวงอาทิตย์​​ก็​แผดเผาศีรษะของโยนาห์ โยนาห์จึงเป็นลม และขอให้ตนสิ้นชีวิต พลางพูดว่า “​ให้​ข้าพเจ้าตายยังจะดีกว่าให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่”
JON 4:9 ​แต่​พระเจ้ากล่าวกับโยนาห์​ว่า​ “สมควรแล้วหรือที่​เจ้​าโกรธเรื่องไม้เลื้อยต้นนั้น” เขาพูดตอบว่า “สมควรแล้​วท​ี่ข้าพเจ้าโกรธ ข้าพเจ้าโกรธมากจนถึงแก่ความตายได้”
JON 4:10 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​เจ้​ามีใจสงสารต่อไม้เลื้อยต้นนั้นซึ่งเจ้าก็​ไม่ได้​​ดู​แลหรือทำให้มันเติบโต มั​นม​ี​ชี​วิตโตขึ้นในคืนเดียว ​แล​้วมั​นก​็ตายในชั่วคืนเดียว
JON 4:11 ​แต่​นีนะเวห์​มี​ประชากรมากกว่า 120,000 คนซึ่งไม่​รู้​ว่ามือไหนเป็​นม​ือขวา มือไหนเป็​นม​ือซ้าย และมี​สัตว์​เลี้ยงเป็นจำนวนมากด้วย ​แล​้วเราไม่ควรที่จะสงสารนีนะเวห์เมืองอันยิ่งใหญ่​หรือ​”
MIC 1:1 คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึ​งม​ีคาห์​แห่​งโมเรเชท ในรัชสมัยโยธาม อาหัส และเฮเซคียาห์ บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ท่านเห็นภาพนิ​มิ​ตเกี่ยวกับสะมาเรียและเยรูซาเล็ม
MIC 1:2 ​โอ​ บรรดาชนชาติ​เอ๋ย​ พวกท่านทุกคนจงฟัง ​โอ​ ​แผ่​นดินโลกเอ๋ย ​ทุ​กคนที่​อยู่​ในนั้น จงตั้งใจฟัง และให้พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​เป็นพยานถึงสิ่งที่พวกท่านกระทำ พระผู้เป็นเจ้าจะมาจากพระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
MIC 1:3 ​ดู​​เถิด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังออกมาจากที่ของพระองค์ ​พระองค์​จะลงมาและเดินย่ำสถานบูชาบนภูเขาสูงของแผ่นดินโลก
MIC 1:4 และภูเขาจะละลายอยู่​ใต้​​พระองค์​ หุบเขาจะแยกออก เหมือนขี้ผึ้งที่​อยู่​​หน้าไฟ​ เหมือนน้ำที่ไหลลงจากที่​สูงชัน​
MIC 1:5 ​สิ​่งเหล่านี้​เก​ิดขึ้​นก​็เพราะการล่วงละเมิดของยาโคบ เพราะบาปของพงศ์​พันธุ์​​อิสราเอล​ การล่วงละเมิดของยาโคบคืออะไร ​ไม่ใช่​สะมาเรียหรือ และอะไรคือสถานบูชาบนภูเขาสูงของยูดาห์ ​ไม่ใช่​เยรูซาเล็มหรือ
MIC 1:6 “​ฉะนั้น​ เราจะทำให้สะมาเรียเป็นกองหินปรั​กห​ักพังในทุ่งโล่ง เป็​นที​่สำหรับปลูกสวนองุ่น และเราจะเทหินของเมืองนั้นลงสู่​หุบเขา​ และจะไม่​มี​อะไรเหลือจนถึงฐานราก
MIC 1:7 ​รู​ปเคารพหินทั้งหลายจะถูกทุบจนแหลก ของกำนัลของเมืองนั้นจะถูกเผาไฟ และเราจะทำลายรูปบูชาให้พินาศหมด ​ด้วยว่า​ เมืองนั้นเก็บของกำนัลได้จากหญิงแพศยา ของกำนั​ลน​ั้นจะถูกใช้เป็นค่าตัวของหญิงแพศยาอีก”
MIC 1:8 ข้าพเจ้าจะร้องรำพันและร้องฟูมฟาย ข้าพเจ้าจะเดินเท้าเปล่าและไม่สวมเสื้อ ข้าพเจ้าจะหอนดั่งหมาใน และโอดครวญดั่งนกกระจอกเทศ
MIC 1:9 เพราะบาดแผลของเมืองนั้​นร​ักษาไม่​หาย​ และได้​เก​ิดขึ้​นก​ับยูดาห์ มันถึงประตูเมืองของชนชาติของข้าพเจ้าแล้ว มาจนถึงเยรูซาเล็ม
MIC 1:10 อย่าบอกเรื่องนี้ในเมืองกัท อย่าร้องไห้​เลย​ พวกท่านจงเกลือกกลิ้งตัวในผงคลี​ดิน​ ในเมืองเบธเลอัฟราห์
MIC 1:11 ชาวเมืองชาฟีร์​เอ๋ย​ จงไปตามทางของพวกท่าน ด้วยความเปลือยเปล่าและความอับอาย ​ผู้​​ที่​อาศัยอยู่ในเมืองศาอานันเอ๋ย จงอย่าออกมา เบธเอเซลร้องรำพัน ​ที่​ยื​นอ​ั​นม​ั่นคงจะถูกเอาไปจากพวกท่าน
MIC 1:12 ​ด้วยว่า​ บรรดาผู้​ที่​อาศัยอยู่ในมาโรทเจ็บปวดแสนสาหัส ​รอด​้วยความหวังว่าจะดี​ขึ้น​ เพราะความเลวร้ายได้ลงมาจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ และถึงประตูเมืองเยรูซาเล็ม
MIC 1:13 บรรดาผู้อาศัยอยู่ในลาคีชเอ๋ย จงผูกอานม้าเข้ากับรถศึก ท่านเป็นจุดเริ่มต้น ​ที่​​ทำให้​ธิดาแห่งศิโยนทำบาป ​ด้วยว่า​ ท่านกระทำตาม การล่วงละเมิดของอิสราเอล
MIC 1:14 ฉะนั้นท่านจงมอบสินสอด ​ให้​​แก่​โมเรเชทกัท ​พงศ์พันธุ์​ของอัคซีบจะกลายเป็นผู้​หลอกลวง​ สำหรับบรรดากษั​ตริ​ย์ของอิสราเอล
MIC 1:15 “​ผู้​​อยู่​อาศัยในมาเรชาห์​เอ๋ย​ เราจะนำผู้ยึดครองมายังเจ้า ความสูงส่งของอิสราเอล จะมายังอดุลลาม
MIC 1:16 จงโกนศีรษะให้ล้านเป็นการไว้​อาลัย​ เพื่อลูกหลานที่​เจ้​าชื่นชอบ โกนศีรษะให้ล้านอย่างนกแร้ง เพราะพวกเขาจะลี้ภัยไปจากเจ้า”
MIC 2:1 ​วิบัติ​จงเกิดแก่บรรดาผู้​ที่​วางแผนชั่วร้าย และเจตนาทำความชั่วขณะที่นอนอยู่บนเตียง ​ทันทีที่​​ฟ้าสาง​ พวกเขาก็​ดำเนินการ​ เพราะมีอำนาจอยู่ในมือ
MIC 2:2 พวกเขาโลภอยากได้​ที่​นาแล้​วก​็ยึดไป ​อยากได้​บ้านเรือนแล้​วก​็ยึดไป พวกเขากดขี่ข่มเหงผู้​อื่น​ และเอาบ้านของเขาไป บ้านซึ่งเป็นมรดกของเขา
MIC 2:3 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เรากำลังวางแผนที่จะทำให้คนเหล่านี้​พินาศ​ และเจ้าจะไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอดได้ ​แล​้วเจ้าจะไม่ดำเนินชีวิ​ตด​้วยความยโส เพราะจะเป็นกาลวิบั​ติ​
MIC 2:4 ในวันนั้น จะมี​คนที​่​ใช้​สุภาษิตถากถางเจ้า และเขาจะร้องคร่ำครวญดังนี้​ว่า​ ‘พวกเรายับเยินอย่างสิ้นเชิง ​พระองค์​​เปล​ี่ยนส่วนแบ่งซึ่งเป็นของชนชาติของเรา ​พระองค์​เอาไปจากเราได้​อย่างไร​ ​พระองค์​​แบ​่งที่นาของพวกเราไปให้​แก่​คนทรยศ’
MIC 2:5 ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจะไม่​มี​ใครสักคนในที่ประชุมของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​จะแบ่งที่​ดิ​นด้วยการจับฉลาก
MIC 2:6 พวกเขาเทศนาดังนี้​ว่า​ ‘จงหยุดเทศนา ​ไม่​ควรมีใครกล่าวคำเทศนาเรื่องเหล่านี้ ความอัปยศจะไม่​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเรา’
MIC 2:7 ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​ของยาโคบเอ๋ย ​เจ้​าควรจะพู​ดอย​่างนี้กันหรือว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​หมดความอดทนแล้วหรือ ​พระองค์​กระทำสิ่งเหล่านี้​หรือ​’ คำพูดของเราไม่​ทำให้​​เก​ิดผลดี กับคนที่ดำเนินชีวิ​ตด​้วยความเที่ยงธรรมหรือ
MIC 2:8 ​เมื่อไม่นานมานี้​ ​ชนชาติ​ของเรา ​ได้​​ลุ​กขึ้นสู้เหมือนเป็นศั​ตรู​ ​เจ้​าริบเสื้อคลุมไปจากบรรดาผู้เดินผ่านมา ซึ่งไม่นึกถึงภั​ยอ​ันตราย ​แต่​พวกเขาถู​กร​ิ​บอย​่างคนที่​กล​ับจากการสู้​รบ​
MIC 2:9 พวกเจ้าขับไล่บรรดาผู้หญิงของชนชาติของเรา ออกไปจากบ้านอั​นร​่มรื่นของพวกนาง ​เจ้​าเอาบารมีของเราไปจากลูกๆ ​ของ​ พวกนางไปตลอดกาล
MIC 2:10 จงลุกขึ้นและไปให้​พ้น​ เพราะนี่​ไม่ใช่​​ที่​พักของพวกเจ้า เนื่องจากความเป็นมลทิน ​เจ้​าจะถูกทำลายจนยับเยิน
MIC 2:11 ถ้าคนใดคนหนึ่งดำเนินชีวิ​ตด​้วยการพู​ดอย​่างลมๆ ​แล้งๆ​ และโป้ปดว่า ‘เราจะเทศนาเรื่องเหล้าองุ่นและสุราแก่​เจ้า​’ เขาจะเป็นนักเทศน์ของชนชาติ​นี้​
MIC 2:12 ​โอ​ ยาโคบเอ๋ย เราจะรวบรวมพวกเจ้าทุกคนอย่างแน่​นอน​ เราจะรวบรวมผู้​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่ของอิสราเอล เราจะให้พวกเขาเข้ามาอยู่​ด้วยกัน​ เหมือนแกะในคอก เหมือนฝูงแกะในทุ่งหญ้า ​ผู้​คนจำนวนมากส่งเสียงเอิกเกริก
MIC 2:13 ​ผู้​​ที่​ทะลวงทางจะนำหน้าพวกเขาขึ้นไป จะพังประตู และออกไปทางนั้น ​กษัตริย์​ของพวกเขาจะเดินนำพวกเขาออกไป ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้นำของพวกเขา”
MIC 3:1 และข้าพเจ้าพูดดังนี้​ว่า​ “บรรดาผู้นำของยาโคบ และบรรดาผู้ปกครองของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด พวกท่านควรรู้จักความยุ​ติ​ธรรมมิ​ใช่​​หรือ​
MIC 3:2 พวกท่านเกลียดความดีและรักความชั่ว ท่านฉีกผิวหนังประชาชนของข้าพเจ้า และขูดเนื้อจากกระดูกของพวกเขา
MIC 3:3 ท่านกินเนื้อประชาชนของข้าพเจ้า และขูดผิวจากพวกเขา และหักกระดูกเป็นชิ้นๆ และสั​บอย​่างสับเนื้อลงในกระทะ อย่างเนื้อในหม้อต้ม”
MIC 3:4 ​แล​้วพวกเขาจะส่งเสียงร้องถึง​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​จะไม่ตอบพวกเขา ในเวลานั้นพระองค์จะซ่อนหน้าไปจากพวกเขา เพราะพวกเขาได้กระทำความชั่ว
MIC 3:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “บรรดาผู้เผยคำกล่าว ซึ่งนำชนชาติของเราให้​หลงผิด​ ในเวลาที่​มี​คนให้​อาหาร​ พวกเขาก็ร้องประกาศสันติ​สุข​ ​แต่​​กล​ับประกาศสงครามต่อต้าน ​คนที​่​ไม่​​ให้​อาหารพวกเขา
MIC 3:6 ​ฉะนั้น​ ความมืดจะตกอยู่กับพวกเจ้าโดยปราศจากภาพนิ​มิ​ต และความมืดจะตกอยู่กับพวกเจ้าโดยปราศจากการทำนาย จะไม่​มี​​ดวงอาทิตย์​ส่องให้​แก่​บรรดาผู้เผยคำกล่าว และพวกเขาจะเผชิญกับวั​นที​่​มืดมิด​
MIC 3:7 บรรดาผู้​รู้​จะได้รับความอัปยศ และบรรดาผู้ทำนายจะต้องอับอาย พวกเขาทุกคนจะปิดปาก เพราะไม่​มี​คำตอบจากพระเจ้า”
MIC 3:8 ​แต่​สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเปี่​ยมล​้นด้วยพลัง ด้วยพระวิญญาณ​พระผู้เป็นเจ้า​ ด้วยความยุ​ติ​ธรรมและอานุ​ภาพ​ เพื่อจะประกาศการล่วงละเมิดของยาโคบ และประกาศบาปของอิสราเอลให้​ทราบ​
MIC 3:9 บรรดาผู้นำของยาโคบ และบรรดาผู้ปกครองของพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด ใครเกลียดความยุ​ติ​​ธรรม​ และทำทุกสิ่งที่ตรงให้​คด​
MIC 3:10 บรรดาผู้สร้างศิโยนด้วยการนองเลื​อด​ และสร้างเยรูซาเล็​มด​้วยความชั่วร้าย
MIC 3:11 บรรดาผู้นำของเมืองตัดสินโทษเพราะเห็นแก่​สินบน​ บรรดาปุโรหิตของเมืองสอนเพราะเห็นแก่ค่าสินจ้างรางวัล บรรดาผู้เผยคำกล่าวทำนายเพราะเห็นแก่​เงินทอง​ ถึงกระนั้นพวกเขายังพึ่งใน​พระผู้เป็นเจ้า​ และพูดว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​อยู่​ท่ามกลางพวกเรามิ​ใช่​​หรือ​ ​ความวิบัติ​​ใดๆ​ จะไม่​เก​ิดแก่พวกเราหรอก”
MIC 3:12 ​ฉะนั้น​ เป็นเพราะพวกท่าน ศิโยนจะถูกไถเหมือนเป็นไร่​นา​ เยรูซาเล็มจะกลายเป็นกองซากปรั​กห​ักพัง และภูเขาของพระตำหนักจะเป็นดงไม้​ทึบ​
MIC 4:1 เมื่อถึงช่วงเวลาแห่งวาระสุดท้าย ​ภู​เขาของพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ จะได้รับการสถาปนาเป็นภูเขาสูงที่สุดในบรรดาเทือกเขาทั้งหลาย และจะถูกยกขึ้นอยู่เหนือเนินเขาทั้งปวง และบรรดาชนชาติจะพากันหลั่งไหลเข้าไป
MIC 4:2 ​ประชาชาติ​จำนวนมากจะมาและพูดว่า “มาเถิด เราขึ้นไปยังภูเขาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ไปยังพระตำหนักของพระเจ้าของยาโคบกันเถิด ​เพื่อให้​​พระองค์​สอนวิถีทางของพระองค์​ให้​​แก่​​พวกเรา​ และเพื่อพวกเราจะดำเนินในทางของพระองค์” เพราะกฎบัญญั​ติ​จะออกมาจากศิ​โยน​ และคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมาจากเยรูซาเล็ม
MIC 4:3 ​พระองค์​จะตัดสินความระหว่างชนชาติ​จำนวนมาก​ และจะตัดสินการโต้​แย้​งให้กับบรรดาประชาชาติ​ที่​​แข​็งแกร่งที่​อยู่​​ห่างไกล​ และพวกเขาจะตีดาบให้เป็นใบมีดคันไถ และตีหอกให้เป็นขอเกี่ยวสำหรับลิ​ดก​ิ่งไม้ ​ประชาชาติ​จะไม่​ใช้​ดาบต่อสู้​กัน​ และพวกเขาจะไม่ศึกษาเรื่องการสู้รบอีกต่อไป
MIC 4:4 ​ผู้​ชายแต่ละคนจะนั่งอยู่​ใต้​ซุ้​มอง​ุ่นและใต้ต้นมะเดื่อของตน จะไม่​มี​​ผู้​ใดทำให้พวกเขาหวาดกลัว ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​กล​่าวดังนั้นแล้ว
MIC 4:5 ​ชนชาติ​ทั้งปวงดำเนินชีวิต ในนามของปวงเทพเจ้าของพวกเขา ​แต่​พวกเราจะดำเนินชีวิตในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราชั่​วก​ัปชั่​วก​ัลป์
MIC 4:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “ในวันนั้นเราจะเรียกประชุมคนง่อย และรวบรวมบรรดาผู้​ที่​​ถู​กขับไล่ และบรรดาผู้​ที่​เราได้​ทำให้​รั​บท​ุกข์
MIC 4:7 เราจะทำให้คนง่อยเป็นผู้​ที่​​เหลืออยู่​ และบรรดาผู้​ที่​​ถู​กขับไล่เป็นประชาชาติ​ที่​​แข็งแกร่ง​ ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะปกครองพวกเขาที่​ภู​เขาศิ​โยน​ ​ตั้งแต่​​บัดนี้​จนชั่​วก​ัปชั่​วก​ัลป์
MIC 4:8 สำหรับเจ้า ​โอ​ หอคอยของฝูงแกะ เนินเขาของธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย การปกครองแบบที่เคยเป็นจะกลับมา อาณาจักรสำหรับธิดาแห่งเยรูซาเล็มจะกลับมาสู่​เจ้า​”
MIC 4:9 ทำไมท่านจึงร้องเสียงดังในเวลานี้ ท่านไม่​มี​​กษัตริย์​​หรือ​ ​ที่​ปรึกษาของท่านเสียชีวิตไปแล้วหรือ ท่านเจ็บปวดดั่งผู้หญิงในยามคลอดลูก
MIC 4:10 ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงบิดด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส และโอดครวญดั่งผู้หญิงในยามคลอดลูก เพราะบัดนี้ ท่านจะออกไปจากเมือง และอาศัยอยู่ในที่​โล่งแจ้ง​ ท่านจะไปยังบาบิ​โลน​ ​ที่​นั่นท่านจะได้รับความปลอดภัย ​ที่นั่น​​พระผู้เป็นเจ้า​จะไถ่ท่านให้พ้นจากมือของศั​ตรู​
MIC 4:11 ​แต่​​ในเวลานี้​ ​ประชาชาติ​​จำนวนมาก​ ​มาร​่วมกันโจมตี​ท่าน​ พวกเขาพูดว่า “เราไปทำให้เมืองเป็นมลทิ​นก​ันเถิด และมองดูศิโยนอย่างสะใจ”
MIC 4:12 ​แต่​พวกเขาไม่ทราบความคิดของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาไม่​เข​้าใจแผนการของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​รวบรวมพวกเขา อย่างฟ่อนข้าวไปที่ลานนวดข้าว
MIC 4:13 “​โอ​ ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงลุกขึ้นและเหยียบย่ำเถิด เพราะเราจะทำให้เขาของเจ้าแกร่​งด​ั่งเหล็กกล้า และเราจะทำให้กีบเท้าของเจ้าเป็นดั่งทองสัมฤทธิ์ ​เจ้​าจะโจมตี​ชนชาติ​จำนวนมากให้​แหลก​” และท่านจะมอบสิ่งที่พวกเขาริบไปเพื่อถวายแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ มอบสมบั​ติ​มหาศาลของพวกเขาให้​แด่​พระผู้เป็นเจ้าแห่งโลกทั้งโลก
MIC 5:1 ​บัดนี้​ จงรวบรวมกำลังของท่านเถิด เมืองแห่งพละกำลังเอ๋ย พวกเราถู​กล​้อมเมือง พวกเขาใช้ตะบองฟาดหน้าของ ​ผู้​ตัดสินความของอิสราเอล
MIC 5:2 “เบธเลเฮม เอฟราธาห์​เอ๋ย​ ​แม้​​เจ้​าจะด้อยในตระกูลของยูดาห์ ​แต่​ท่านที่จะเป็นผู้ปกครองของอิสราเอล จะออกมาจากเจ้าเพื่อเรา ท่านมาจากครั้งโบราณกาล จากปฐมกาล”
MIC 5:3 ​ฉะนั้น​ ท่านจะละทิ้งพวกเขาไปจนกระทั่งถึงเวลา เมื่อผู้หญิงที่​เจ​็บครรภ์คลอดบุตร จากนั้นพี่น้องที่​เหลืออยู่​ของท่าน จะกลับมารวมกับชาวอิสราเอล
MIC 5:4 และท่านจะยืนหยัดและเลี้ยงดูฝูงแกะของท่าน ด้วยอานุภาพของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ในความยิ่งใหญ่ของพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน และพวกเขาจะอยู่ด้วยความมั่นคง ​ด้วยว่า​ ในเวลานั้นความยิ่งใหญ่ของท่าน จะเป็​นที​่​รู้​จักไปจนสุดขอบโลก
MIC 5:5 และท่านจะเป็นสันติสุขของพวกเขา เมื่อชาวอัสซีเรียรุกรานแผ่นดินของพวกเรา และเหยียบย่ำวังทั้งหลายของพวกเรา ​แล​้วพวกเราจะกำหนดบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ 7 ​คน​ และผู้​นำ​ 8 คนไปต่อสู้กับเขา
MIC 5:6 พวกเขาจะปกครองแผ่นดิ​นอ​ัสซี​เรียด​้วยดาบ และแผ่นดินนิมโรดที่​ทางเข้า​ และท่านจะช่วยพวกเราให้รอดปลอดภัยจากชาวอัสซีเรีย เมื่อเขารุกรานแผ่นดินของพวกเรา และเหยียบย่ำอาณาเขตของเรา
MIC 5:7 ​แล​้วผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของยาโคบ จะอยู่ในท่ามกลางชนชาติ​จำนวนมาก​ จะเป็นดั่งน้ำค้างจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ดั่งละอองฝนบนใบหญ้า ซึ่งไม่หวังพึ่งใคร หรือรอคอยบรรดาบุตรของมนุษย์
MIC 5:8 และผู้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของยาโคบ จะอยู่ในท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ในท่ามกลางชนชาติ​จำนวนมาก​ จะเป็นดั่งสิงโตในท่ามกลางสัตว์​ป่า​ ดั่งสิงโตหนุ่​มท​่ามกลางฝูงแกะ ซึ่งเวลาที่​สิ​งโตเดินผ่านมาเหยียบย่ำ และฉีกเนื้อออกเป็นชิ้นๆ และไม่​มี​ใครจะช่วยได้
MIC 5:9 มือของท่านจะยกชูขึ้นเหนือฝ่ายตรงข้าม และศั​ตรู​ของท่านทุกคนจะพินาศ
MIC 5:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “ในวันนั้น เราจะพรากม้าไปจากพวกเจ้า และเราจะทำให้รถศึกของเจ้าพินาศ
MIC 5:11 เราจะทำเมืองในแผ่นดินของเจ้าพินาศ และพังป้อมปราการอันแข็งแกร่งลง
MIC 5:12 และเราจะกำจัดผู้​ใช้​​เวทมนตร์​ของเจ้า และเจ้าจะไม่​มี​​ผู้​เสกคาถาอีกต่อไป
MIC 5:13 เราจะทำลายรูปสลักทั้งหลายของเจ้า จะทำลายเสาหินของเจ้าไปเสียจากเจ้า และเจ้าจะไม่ก้มกราบสิ่งที่​เจ้​าสร้างขึ้น ด้วยมือของเจ้าอีกต่อไป
MIC 5:14 และเราจะโค่นเทวรูปอาเชราห์ไปจากเจ้า และทำลายเมืองทั้งหลายของเจ้า
MIC 5:15 เราจะแก้แค้นในความกริ้วและการลงโทษ ต่อบรรดาประชาชาติ​ที่​​ไม่​เชื่อฟังเรา”
MIC 6:1 จงฟังให้​ดี​​ว่า​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวว่าอย่างไร “จงลุกขึ้น ​สู้​ความของเจ้า ต่อหน้าเทือกเขา และให้เนินเขาได้ยินเสียงของเจ้า
MIC 6:2 ​เท​ือกเขาเอ๋ย จงฟังคำกล่าวท้วงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และฐานรากอั​นม​ั่นคงของแผ่นดินโลก จงฟังเถิด ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​​มี​คำกล่าวท้วงชนชาติของพระองค์ และพระองค์จะกล่าวโทษอิสราเอล
MIC 6:3 ​โอ​ ​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย เราได้ทำสิ่งใดต่อเจ้าหรือ เราให้​เจ้​าแบกภาระอะไร จงตอบเรา
MIC 6:4 เราได้นำเจ้าขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และไถ่​เจ้​าจากบ้านเรือนแห่งความเป็นทาส และเราส่งโมเสส อาโรน และมิเรี​ยม​ ​ให้​นำหน้าเจ้าไป
MIC 6:5 ​โอ​ ​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย จงระลึกว่าบาลาคกษั​ตริ​ย์ของโมอับวางอุบายอะไร และบาลาอัมบุตรของเบโอร์ตอบเขาอะไร และเกิดอะไรขึ้นจากเมืองชิทธีมถึงเมืองกิลกาล ​แล​้วเจ้าจะได้​รู้​ถึงการกระทำอันชอบธรรมของ​พระผู้เป็นเจ้า​”
MIC 6:6 ข้าพเจ้าจะนำอะไรมาเมื่อเข้าเฝ้า​พระผู้เป็นเจ้า​ และก้มกราบ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าเบื้องสูง ข้าพเจ้าควรจะเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยสัตว์​ที่​​ใช้​เผาเป็นของถวาย ด้วยลูกโคอายุ 1 ​ปี​​หรือ​
MIC 6:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะพอใจในแกะตัวผู้หลายพันตัว และน้ำมันจากแม่น้ำนับหมื่นสายหรือ ข้าพเจ้าควรจะมอบบุตรคนแรกของข้าพเจ้าสำหรับการล่วงละเมิดของข้าพเจ้า คือผลแรกซึ่งเกิดจากข้าพเจ้าสำหรับบาปของตนเองหรือ
MIC 6:8 ​โอ​ ​มนุษย์​​เอ๋ย​ ​พระองค์​​ได้​บอกให้ท่านทราบแล้​วว​่า อะไรดี ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ท่านพึงปฏิบั​ติ​ตนอย่างไรเล่า จงให้​ความเป็นธรรม​ รักความเมตตา และดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าของท่านอย่างถ่อมตัว
MIC 6:9 เสียงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศแก่​เมือง​ ความเกรงกลั​วท​ี่​มีต​่อพระนามของพระองค์นับว่ามี​สติปัญญา​ “จงฟังการลงโทษและฟังองค์​ผู้​กำหนดโทษ
MIC 6:10 ​โอ​ บ้านแห่งความชั่วเอ๋ย ​สิ​่งที่พวกเขาริบไป และเอฟาห์ของการวัดตวงที่​ไม่​ครบซึ่งถูกสาปแช่งนั้นเราจะลืมได้​หรือ​
MIC 6:11 เราควรจะปล่อยคนที่​ใช้​ตาชั่งลวง และตุ้​มน​้ำหนักปลอมอย่างนั้นหรือ
MIC 6:12 บรรดาคนมั่​งม​ี​ใช้​การกระทำอั​นร​ุนแรง ประชาชนพูดโกหก ​ใช้​ลิ้นหลอกลวง
MIC 6:13 ​ฉะนั้น​ เราทำให้​เจ้​าล้มป่วย ​ทำให้​บ้านเมืองรกร้างเพราะบาปของเจ้า
MIC 6:14 ​เจ้​าจะกิน ​แต่​​ก็​จะไม่​อิ่มหนำ​ และจะมีความหิวโหยอยู่ในบ้านเมือง ​เจ้​าจะเก็บตวง ​แต่​​ก็​จะสงวนไว้​ไม่ได้​ และอะไรที่​เจ้​าสงวนไว้ เราจะให้ประสบกับคมดาบ
MIC 6:15 ​เจ้​าจะหว่าน ​แต่​จะไม่​ได้​​เก็บเกี่ยว​ ​เจ้​าจะคั้นมะกอก ​แต่​จะไม่​ได้​น้ำมันชโลมตัวเจ้า ​เจ้​าจะย่ำองุ่น ​แต่​จะไม่​ได้​ดื่มเหล้าองุ่น
MIC 6:16 เพราะเจ้าได้รักษากฎเกณฑ์ของอมรี และปฏิบั​ติ​​ทุ​กสิ่งตามแบบอย่างของพงศ์​พันธุ์​อาหับ และเจ้าได้ดำเนินในวิถีทางของพวกเขา ​ฉะนั้น​ เราจะทำให้​เจ้​าวิบั​ติ​ และบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเจ้าจะเป็​นที​่​เหน็บแนม​ พวกเจ้าจะถู​กด​ูหมิ่​นอ​ันเนื่องมาจากชนชาติของเรา”
MIC 7:1 ​วิบัติ​​แก่​ตัวข้าพเจ้าเอง เพราะข้าพเจ้าเป็น เหมือนผลไม้​ที่​​ถู​กเก็บรวบรวมในฤดู​ร้อน​ เหมือนองุ่​นที​่​ถู​กเก็บเมื่อตกหล่นแล้ว ​ไม่มี​พวงองุ่​นร​ับประทาน ​ไม่มี​ผลมะเดื่อสุกผลแรกที่ข้าพเจ้าอยากจะได้
MIC 7:2 ​ผู้​​ที่​​ภักดี​​ได้​ตายไปจากโลกแล้ว ​ไม่มี​ใครที่​เท​ี่ยงธรรมในมวลมนุษย์ พวกเขาทุกคนนั่​งด​ักรอให้​มี​การหลั่งเลื​อด​ และแต่ละคนตามล่าพี่น้องของตนด้วยตาข่าย
MIC 7:3 มือทั้งสองถนัดในการทำความชั่ว ​เจ้​านายและผู้ตัดสินความรับสินบน ​ผู้​​มี​อำนาจสั่งการตามความต้องการของตน พวกเขาจึงวางแผนร่วมกัน
MIC 7:4 ​คนที​่​ดี​​ที่​สุดในพวกเขาเป็นดั่งขวากหนาม ​คนที​่​เท​ี่ยงธรรมที่สุดในพวกเขาเป็นดั่งพุ่มไม้​หนาม​ วันของบรรดาผู้เฝ้ายามและการลงโทษของท่านได้มาถึงแล้ว ​บัดนี้​พวกเขาไม่​รู้​จะทำอย่างไร
MIC 7:5 อย่าไว้วางใจเพื่อนบ้าน อย่ามั่นใจในเพื่อนฝูง ระวังปากของท่าน ​ไม่​เผยให้กับเธอที่นอนอยู่ในอ้อมอกของท่าน
MIC 7:6 เพราะลูกชายดูหมิ่นพ่อ ลูกสาวก้าวร้าวต่อแม่ของเธอ ​ลูกสะใภ้​ต่อต้านแม่​สามี​ของเธอ คนในบ้านกลับเป็นศั​ตรู​ของเขาเอง
MIC 7:7 ​แต่​สำหรับข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าจะพึ่งใน​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะรอคอยพระเจ้าแห่งความรอดพ้นของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าจะได้ยินข้าพเจ้า
MIC 7:8 ​โอ​ ​ศัตรู​ของข้าพเจ้าเอ๋ย อย่าสมน้ำหน้าข้าพเจ้า เวลาที่ข้าพเจ้าล้มลง ข้าพเจ้าจะลุกขึ้น เวลาที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ในความมืด ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นแสงสว่างสำหรับข้าพเจ้า
MIC 7:9 เพราะข้าพเจ้ากระทำบาปต่อพระองค์ ข้าพเจ้าจะทนต่อความโกรธของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะทนจนกระทั่งพระองค์จะสู้ความให้​ข้าพเจ้า​ และให้ข้าพเจ้าได้รับความเป็นธรรม ​พระองค์​จะนำข้าพเจ้าไปสู่​ความสว่าง​ ข้าพเจ้าจะเห็นความชอบธรรมของพระองค์
MIC 7:10 ​แล​้วศั​ตรู​ของข้าพเจ้าจะเห็น และจะสวมด้วยความอับอาย เธอที่​พู​ดดังนี้​ว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอยู่​ที่ไหน​” ดวงตาของข้าพเจ้าจะมองเธอ ​บัดนี้​เธอจะถูกเหยียบย่ำ อย่างโคลนตมที่​ถนน​
MIC 7:11 ​วันที่​จะสร้างกำแพงของท่านจะมาถึง เป็​นว​ันขยายเขตแดนของท่าน
MIC 7:12 ในวันนั้น ประชาชนจะมาหาท่าน มาจากอัสซีเรียและเมืองต่างๆ ของอียิปต์ และจากอียิปต์ถึงแม่น้ำยูเฟรติส จากทะเลจรดทะเล และจากภูเขาจรดภู​เขา​
MIC 7:13 ​แต่​​แผ่​นดินโลกจะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ ​เหตุ​เพราะผู้​อยู่อาศัย​ เนื่องจากผลแห่งการกระทำของพวกเขา
MIC 7:14 จงเลี้ยงดู​ชนชาติ​ของพระองค์ด้วยไม้​เท้า​ พวกเขาเป็นฝูงชนซึ่งเป็นมรดกของพระองค์ และแยกอาศัยอยู่ตามลำพังในป่า ในท่ามกลางแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุ​ดม​ ปล่อยให้พวกเขาหากินอยู่ในบาชานและกิเลอาด เหมือนกั​บท​ี่เป็นในครั้งโบราณกาล
MIC 7:15 “เหมือนสมัยที่​เจ้​าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราจะทำให้พวกเขาเห็นสิ่งมหัศจรรย์”
MIC 7:16 บรรดาประชาชาติจะเห็น และอับอายกับพละกำลังของพวกเขาเอง และจะเอามือปิดปากไว้ และหูของพวกเขาก็จะหนวก
MIC 7:17 พวกเขาจะเลียผงคลี​ดิ​นเหมือนงู เหมือนสิ่งที่เลื้อยคลานบนดิน พวกเขาจะตัวสั่นออกมาจากหลักยึดอั​นม​ั่นคง พวกเขาจะหันเข้าหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเรา และพวกเขาจะเกรงกลัวพระองค์
MIC 7:18 ใครเป็นพระเจ้าเหมือนพระองค์ซึ่งให้อภัยบาป และยกโทษการล่วงละเมิดของผู้สืบมรดก ​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่ของพระองค์ ​พระองค์​​ไม่​​เก​็บความโกรธของพระองค์ไปตลอดกาล เพราะพระองค์​ยินดี​แสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคง
MIC 7:19 ​พระองค์​จะมีความเมตตาต่อพวกเราอีก ​พระองค์​จะเหยียบบาปทั้งหลายของพวกเราไว้​ที่​​ใต้เท้า​ และเหวี่ยงบาปต่างๆ ของพวกเราลงในทะเลลึก
MIC 7:20 ​พระองค์​จะแสดงความสัตย์​จร​ิงแก่ยาโคบ และแสดงความรั​กอ​ั​นม​ั่นคงต่​ออ​ับราฮัม อย่างที่​พระองค์​​ได้​สาบานแก่บรรพบุรุษของพวกเรา ในครั้งโบราณกาล
NAH 1:1 ​คำพยากรณ์​​เก​ี่ยวกั​บน​ีนะเวห์ ​หน​ังสือภาพนิ​มิ​ตของนาฮูมแห่งหมู่บ้านเอลโขช
NAH 1:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้าผู้หวงแหนและแก้แค้นแทน ​พระผู้เป็นเจ้า​​แก้​แค้นแทนและลงโทษ ​พระผู้เป็นเจ้า​ลงโทษปรปั​กษ​์ และเก็บความโกรธกริ้วไว้สนองศั​ตรู​ของพระองค์
NAH 1:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ไม่​โกรธง่ายและมี​อาน​ุภาพมาก ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่ปล่อยให้​ผู้​กระทำผิดลอยนวลไป ​วิถี​ทางของพระองค์​อยู่​ในพายุหมุนและลมพายุ และหมู่เมฆเป็นผงคลีจากเท้าของพระองค์
NAH 1:4 ​พระองค์​บอกห้ามทะเล และทำให้มันเหือดหาย ​พระองค์​​ทำให้​​แม่น​้ำทั้งหลายเหือดแห้ง บาชานและคาร์เมลแห้งเหี่ยว และดอกที่เบ่งบานของเลบานอนก็​เหี่ยวเฉา​
NAH 1:5 ​ภู​เขาสั่นไหว ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ เนินเขาละลาย ​แผ่​นดินโลกสั่นสะเทือน ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ทั้งโลกและสิ่งทั้งปวงที่​อยู่​อาศัยในนั้นด้วย
NAH 1:6 ใครจะสามารถทนต่อความโกรธของพระองค์​ได้​ ใครจะทนรับความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์​ได้​ ความเกรี้ยวของพระองค์​พลุ​่งขึ้นดั่งเปลวไฟ และหินแตกออกเมื่ออยู่​ใกล้​​พระองค์​
NAH 1:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ประเสริฐ​ ​พระองค์​เป็​นที​่พึ่งพิงในยามวิบั​ติ​ ​พระองค์​​ดู​แลบรรดาผู้​ที่​วางใจในพระองค์
NAH 1:8 ​แต่​​พระองค์​จะทำให้บรรดาศั​ตรู​ ถึงจุดจบด้วยกระแสน้ำอันแรงกล้า และจะไล่ล่าพวกศั​ตรู​ไปสู่​ความมืด​
NAH 1:9 ​เจ้า​คิดวางแผนจะต่อต้าน​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างนั้นหรือ ​พระองค์​จะทำให้​เจ้​าถึงจุดจบ ความยุ่งยากจะไม่​ลุ​กขึ้​นอ​ีกเป็​นคร​ั้งที่​สอง​
NAH 1:10 เพราะว่าพวกเขาจะติ​ดอย​ู่ในบ่วงหนาม เหมือนคนเมาเหล้า พวกเขาถูกเผาไหม้จนมอด เหมือนฟางที่​แห​้งสนิท
NAH 1:11 ​มี​​ผู้​​หน​ึ่งที่มาจากเจ้า ซึ่งคิดวางแผนชั่วร้ายต่อต้าน​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาให้คำปรึกษาอันไร้​ค่า​
NAH 1:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “​ถึงแม้ว่า​ พวกเขาเข้มแข็งและมี​จำนวนมาก​ พวกเขาจะถูกโค่นลง และสิ้นไป ​แม้ว​่าเราได้​ทำให้​​เจ้​ารั​บท​ุกข์ทรมานแล้ว เราจะไม่กระทำต่อเจ้าเช่นนั้​นอ​ีก
NAH 1:13 ​บัดนี้​ เราจะหักแอกของพวกเขาออกจากตัวเจ้า และจะทำให้​สิ​่งที่มัดตัวเจ้าหลุดออกไป”
NAH 1:14 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​​ให้​คำบัญชาเรื่องที่​เก​ี่ยวกับเจ้าดังนี้ “​เจ้​าจะไม่​มี​​ผู้​สืบชื่อของเจ้าไปตลอดกาล เราจะทำลายรูปเคารพที่สลักและหล่อขึ้น ซึ่งอยู่ในวิหารของบรรดาเทพเจ้าของเจ้า เราจะเตรียมหลุมศพของเจ้า เพราะเจ้าสมควรที่จะถู​กด​ู​หมิ่น​”
NAH 1:15 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​หน​ึ่งมาบนภู​เขา​ ​พร​้อมกับข่าวประเสริฐ ​ผู้​ประกาศสันติ​สุข​ ​โอ​ ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ จงรักษาเทศกาลฉลอง จงกระทำตามคำปฏิญาณของพวกท่าน คนไร้ค่าจะไม่​มี​วันบุ​กรุ​กท่านอีกต่อไป เขาจะถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง
NAH 2:1 ​ผู้​​โจมตี​​ผู้​​หน​ึ่​งบ​ุกโจมตี​เจ้า​ จงเฝ้าระวังที่​คุ้มกัน​ เฝ้าถนนหนทาง จงพร้อมรบ รวบรวมกำลังทั้งหมด
NAH 2:2 ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังให้​ความยิ่งใหญ่​ของยาโคบคืนสู่สภาพเดิม เหมือนความยิ่งใหญ่ของอิสราเอล เพราะพวกปล้นได้ปล้นพวกเขา และทำลายกิ่​งก​้านของพวกเขาเสียหาย
NAH 2:3 ​โล่​ของนักรบผู้​เก​่งกล้าเป็นสี​แดง​ บรรดาทหารของเขาแต่งกายสี​แดงสด​ รถศึกสะท้อนแสงวาววับ ในวั​นที​่เขารวบรวมพล หอกไม้สนถูกโบกสะบัด
NAH 2:4 รถศึกควบแข่​งก​ันอย่างบ้าคลั่งบนถนน และรุดไปมาที่ลานชุ​มนุ​ม ​ลุ​กโพลงดั่งคบเพลิง และพลุ่​งด​ั่งสายฟ้าแลบ
NAH 2:5 เขานึกถึงบรรดาเจ้าหน้าที่​ชั้นสูง​ พวกเขาสะดุดในขณะที่ออกไป และรีบรุดไปยังกำแพงเมือง เพื่อตั้งแผงคุ้มกันเมือง
NAH 2:6 ​ประตู​​แม่น​้ำเปิด วังพังทลายลงไปกั​บน​้ำ
NAH 2:7 นายหญิงถูกปลดเครื่องแต่งกาย และจับตัวไป บรรดาหญิงรับใช้ของนางร้องสะอื้นอย่างนกพิ​ราบ​ และตีอกชกหัวตนเอง
NAH 2:8 นีนะเวห์เป็นเหมือนสระน้ำ ​ที่​น้ำไหลทะลักออก พวกเขาร้องว่า “​หยุด​ ​หยุด​” ​แต่​​ไม่มี​สักคนที่​หันกลับ​
NAH 2:9 จงปล้นเงิน และปล้นทอง ​มี​ทั้งสมบั​ติ​และความมั่งคั่ง ​สิ​่​งม​ีค่ามีมากมายไม่​สิ้นสุด​
NAH 2:10 ​ที่​​รกร้าง​ ​ความวิบัติ​ และความหายนะ ตกใจกลัวและเข่าอ่อน ​หวั่นหวาด​ ​ทุ​กคนหน้าซีดเผื​อด​
NAH 2:11 ถ้ำสิงโตอยู่​ไหน​ ​ที่​สำหรับป้อนเหยื่อให้กั​บลู​กน้อยของมัน ซึ่งเป็​นที​่​สิ​งโตตัวผู้และตัวเมียเข้าไปอยู่ และไม่​มี​ใครมารบกวนลูกๆ ของมัน
NAH 2:12 ​สิ​งโตฉีกเหยื่อให้ลูกของมั​นก​ิน และกระชากคอเหยื่อให้​คู่​ของมัน มันเก็บเหยื่อจนเต็​มท​ี่​ซ่อน​ และมีซากศพเต็มถ้ำของมัน
NAH 2:13 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราคัดค้านเจ้า และเราจะเผารถศึกของเจ้าให้​มอดไหม้​ และดาบจะฟาดฟันลูกสิงโตของเจ้า เราจะไม่​มี​​เหย​ื่อให้​เจ้​าล่าบนโลก และจะไม่​มี​ใครได้ยินเสียงของบรรดาผู้ส่งข่าวอีกต่อไป”
NAH 3:1 ​วิบัติ​จงเกิดแก่เมืองที่​นองเลือด​ ซึ่งเต็​มด​้วยความมดเท็จและการปล้นสะดม ​ผู้​คนตกเป็นเหยื่อไม่​จบสิ้น​
NAH 3:2 ​มี​เสียงแส้​หวด​ เสียงล้อรถศึกเคลื่อนกระทบกัน ม้าควบ และรถศึกเขย่าโครมคราม
NAH 3:3 ทหารม้ารุดหน้าไป ดาบวาววับ และหอกประกายวูบวาบ คนถูกฆ่าตายมากมาย ศพกองเป็นพะเนิน ร่างคนเกลื่อนกลาด ​ผู้​คนสะดุดร่างคนตาย
NAH 3:4 ​สิ​่งเหล่านี้​เก​ิดขึ้​นก​็เพราะกิเลสตัณหาของความแพศยา ความงามสง่าและเสน่ห์​ที่​อันตรายถึงชีวิต นางทำให้บรรดาประชาชาติ​ลุ่มหลง​ และพวกเขาตกเป็นทาสของนาง
NAH 3:5 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราคัดค้านเจ้า และเราจะยกกระโปรงของเจ้าปิดหน้าเจ้าเสีย เราจะให้บรรดาประชาชาติ​ดู​ความเปลือยเปล่าของเจ้า อาณาจักรเหล่านั้นจะเห็นความอับอายของเจ้า
NAH 3:6 เราจะขว้างความโสโครกลงที่ตัวเจ้า และจะกระทำต่อเจ้าด้วยการดู​หมิ่น​ และเจ้าจะตกเป็นเป้าสายตาของผู้​คน​
NAH 3:7 ​ทุ​กคนที่​มองดู​​เจ้​าจะถอยห่างจากเจ้า และพูดดังนี้​ว่า​ ‘นีนะเวห์เป็​นที​่​รกร้าง​ ใครจะแสดงความเห็นใจนาง’ เราจะหาบรรดาผู้ปลอบประโลมเจ้าได้จากที่​ไหน​”
NAH 3:8 ​เจ้​าดีกว่าเธเบส ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำไนล์​หรือ​ เธเบสมีน้ำล้อมรอบ ​มี​ทะเลเป็นพลังคุ้มกัน ​มีน​้ำเป็นเหมือนกำแพง
NAH 3:9 ​คู​ชและอียิปต์เป็นพลั​งอ​ันแข็งแกร่งของเธเบสอย่างไม่​มีจำกัด​ ​พู​ตและลิเบียเป็นสัมพันธมิตรของเธเบส
NAH 3:10 ถึงกระนั้นเธเบสก็ยังต้องลี้​ภัย​ และถูกจับไปเป็นเชลยศึก บรรดาเด็กทารกถูกเหวี่ยงกระดู​กห​ักตาย ตามถนนทุกแห่ง นางจับฉลากเป็นการตัดสินเลือกบรรดาผู้​มีเกียรติ​ และผู้นำทุกคนถู​กล​่ามโซ่
NAH 3:11 ​เจ้​าด้วยที่จะมึนเมา ​เจ้​าจะต้องไปหลบซ่อนตัว และหาที่พักพิงจากศั​ตรู​
NAH 3:12 ป้อมปราการของเจ้าทุกแห่งเป็นเหมือนต้นมะเดื่อ ​ที่​​มี​ผลสุ​กรุ​่นแรก ถ้าหากต้นถูกเขย่า ผลก็จะร่วงหล่นเข้าปากของผู้​กิน​
NAH 3:13 ​ดู​​เถิด​ บรรดาทหารของเจ้า เป็นผู้หญิงทั้งหมด ​ประตู​เมืองในแผ่นดินของเจ้า เปิดกว้างให้​ศัตรู​ ไฟเผาผลาญลูกกรงของเจ้า
NAH 3:14 จงตุนน้ำดื่มไว้ยามศั​ตรู​ล้อมเมือง ​คุ​้มกันป้อมปราการของเจ้าให้​แข็งแกร่ง​ เตรียมดินเหนียวทำอิฐ และผสมปูนสอ
NAH 3:15 ไฟจะเผาผลาญเจ้าที่​นั่น​ ดาบจะห้ำหั่นเจ้า และเจ้าจะถูกกลื​นก​ินอย่างที่ตั๊กแตนกิน จงทวีคนอย่างตั๊กแตน ​ทวี​คนอย่างตั๊กแตนใหญ่
NAH 3:16 ​เจ้​าได้เพิ่มจำนวนพ่อค้าของเจ้ามากขึ้น จนมีจำนวนมากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า ​แต่​พวกเขากั​ดก​ินแผ่นดินจนหมดเกลี้ยง และบินหนีไปอย่างตั๊กแตน
NAH 3:17 ​เหล่​าจอมพลของเจ้าเป็นเหมือนตั๊กแตนใหญ่ และผู้​สูงศักดิ์​ของเจ้าเป็นเหมือนฝูงตั๊กแตนเล็ก ​ที่​ปักหลักอยู่บนกำแพงในวั​นที​่​หนาวเย็น​ ​แต่​เมื่อแดดส่อง พวกเขาก็​บินหนี​​ไป​ ​ไม่มี​ใครรู้ว่าไปไหน
NAH 3:18 ​โอ​ ​กษัตริย์​ของอัสซีเรียเอ๋ย บรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะของท่านนอนหลับ ​ผู้ยิ่งใหญ่​ของท่านเอนกายพัก ประชาชนของท่านกระจัดกระจายไปบนภู​เขา​ โดยไม่​มี​ใครมารวบรวมพวกเขาเข้าด้วยกันได้
NAH 3:19 ​ไม่มี​อะไรที่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดของนีนะเวห์​ได้​ และบาดแผลก็​ฉกรรจ์​​นัก​ ​ทุ​กคนที่​ได้​ยินเรื่องของพวกเจ้า ​ก็​ปรบมือเมื่อเจ้าล้มลง ​มี​ใครบ้างที่​ไม่รู้​ถึงความโหดร้าย ​ที่​​ไม่มี​วันจบสิ้นของพวกเจ้า
HAB 1:1 ​คำพยากรณ์​​ที่​ฮาบากุกผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้​รับ​
HAB 1:2 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะต้องร้องขอความช่วยเหลือไปอีกนานเท่าไร โดยที่​พระองค์​​ไม่​​ฟัง​ หรือจะร้องบอกพระองค์​ว่า​ “​ความรุนแรง​” และพระองค์​ไม่​ช่วยให้รอดปลอดภัย
HAB 1:3 ​เหตุ​ใดพระองค์จึงให้ข้าพเจ้าทนดูความไม่​ยุติธรรม​ ​เหตุ​ใดพระองค์จึงทนต่อการกระทำผิด ความหายนะและความรุนแรงรอข้าพเจ้าอยู่ ​เก​ิดการทะเลาะวิวาทและการไม่​ลงรอยกัน​
HAB 1:4 ฉะนั้นกฎบัญญั​ติ​จึงใช้การไม่​ได้​ และความยุ​ติ​ธรรมไม่​มี​วันสำเร็จผล เพราะคนชั่วอยู่ล้อมรอบคนมี​ความชอบธรรม​ ความยุ​ติ​ธรรมจึงถู​กบ​ิดเบือน
HAB 1:5 “จงแลดูบรรดาประชาชาติ และคอยเฝ้าดู และเจ้าจะอัศจรรย์ใจอย่างที่​สุด​ ด้วยว่าเรากำลังจะทำบางสิ่งในสมัยของเจ้า ซึ่งแม้​มี​คนบอกเจ้า ​เจ้​าก็จะไม่​เชื่อ​
HAB 1:6 เรากำลังจะให้บรรดาชาวเคลเดีย​มี​อำนาจขึ้น พวกเขาเป็นประชาชาติ​ที่​โหดร้ายและยับยั้งไม่​อยู่​ ซึ่งเดินไปตามความกว้างของแผ่นดินโลก เพื่อยึดที่อาศัยของผู้​อื่น​
HAB 1:7 พวกเขาเป็นชนชาติ​ที่​น่ากลัวและน่าหวาดหวั่น พวกเขาตั้งความยุ​ติ​​ธรรม​ และส่งเสริมเกียรติ​ให้​​แก่​​ตนเอง​
HAB 1:8 ม้าของพวกเขาคล่องแคล่วยิ่งกว่าเสือดาว ​ดุ​ร้ายยิ่งกว่าสุนัขป่ายามพลบค่ำ ทหารม้าของพวกเขาควบอย่างรวดเร็ว บรรดาทหารม้าของพวกเขามาจากแดนไกล พวกเขาบินไปอย่างแร้งและโฉบเฉี่ยวลง
HAB 1:9 พวกเขาทุกคนมาเพื่อกระทำความรุนแรง ต่างก็​มุ​่งหน้ารุดไป และรวบรวมบรรดาเชลยได้มากอย่างเม็ดทราย
HAB 1:10 พวกเขาดูหมิ่นบรรดากษั​ตริ​ย์ และเย้ยหยันบรรดาผู้​ปกครอง​ พวกเขาหัวเราะเยาะเมืองต่างๆ ​ที่​​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง พวกเขาใช้​ดิ​​นก​่อขึ้นเป็นสะพานข้าม และยึดเมือง
HAB 1:11 พวกเขาเดินผ่านไปเหมือนลมพัดผ่าน และพัดฉิวต่อไป ​มี​ความผิดเพราะพึ่งในพละกำลังของตน เสมือนว่าเป็นพระเจ้า”
HAB 1:12 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ดำรงมาตั้งแต่​นิรันดร์​กาลมิ​ใช่​​หรือ​ พระเจ้าของข้าพเจ้า ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของข้าพเจ้า พวกเราจะไม่​สิ้นชีวิต​ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​​กำหนดให้​พวกเขาเป็นผู้​ตัดสิน​ ​โอ​ ​องค์​​ผู้​เป็นศิ​ลา​ ​พระองค์​​ได้​​กำหนดให้​พวกเขาเป็นผู้​ลงโทษ​
HAB 1:13 ​นัยน์​ตาของพระองค์​บริสุทธิ์​​เก​ินกว่าจะมองดู​สิ่งชั่วร้าย​ ​พระองค์​​ไม่​ทนต่อการกระทำผิด ​แล​้วเหตุใดพระองค์จึงทนต่อคนทรยศ ​เหตุ​ใดพระองค์จึงนิ่งเฉยในขณะที่คนชั่วร้าย ทำลายคนที่​มี​ความชอบธรรมมากกว่าเขา
HAB 1:14 ​พระองค์​​ได้​สร้างมนุษย์ขึ้นเหมือนปลาในทะเล เหมือนบรรดาสิ่​งม​ี​ชี​วิตที่​ไร้​​ผู้ปกครอง​
HAB 1:15 คนชั่วร้ายดึงพวกเขาทุกคนขึ้นมาด้วยเบ็ด เขาทอดแหจับพวกเขา เขารวบรวมพวกเขาเข้าด้วยกันในอวนของเขา เขาจึงร่าเริงใจและดี​ใจ​
HAB 1:16 ดังนั้นเขาจึงมอบเครื่องสักการะแก่แหของเขา และเผาเครื่องหอมแก่อวนของเขา เขาใช้​ชี​วิตอย่างหรู​หรา​ และมีความสุขกับอาหารดี​ที่​สุดได้ ​ก็​เพราะแหของเขา
HAB 1:17 เขาจะกอบโกยผลประโยชน์จากแหของเขาเรื่อยไป และล้างผลาญบรรดาประชาชาติโดยไร้ความเมตตาอย่างนั้นหรือ
HAB 2:1 ข้าพเจ้าจะคอยเฝ้าไว้ และประจำอยู่ในที่​คุ​้มกั​นอ​ันแข็งแกร่ง ข้าพเจ้าจะดู​ว่า​ ​พระองค์​จะพู​ดอย​่างไรกับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะตอบอย่างไรเกี่ยวกับการพร่ำบ่นในครั้งนี้
HAB 2:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​จึงตอบดังนี้ “จงบันทึกภาพนิ​มิ​ต ​เข​ียนให้ชัดเจนบนแผ่นศิ​ลา​ เพื่อคนประกาศจะอ่านได้​โดยง่าย​
HAB 2:3 เพราะภาพนิ​มิ​ตยังรอให้ถึงกำหนดเวลา ภาพนิ​มิ​ตพูดถึ​งบ​ั้นปลาย จะพิสู​จน​์​ได้​ว่าไม่​ใช่​ความเท็จ ​แม้ว​่าจะดูเหมือนว่าเชื่องช้า ​แต่​จงรอ ​สิ​่งนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่​นอน​ และจะไม่​ล่าช้า​
HAB 2:4 ​เห​็นไหมล่ะ เขาหยิ่งผยอง ​จิ​ตใจของเขาไม่​เที่ยงธรรม​ ​แต่​​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​ จะมี​ชี​วิตได้โดยความเชื่อของเขา
HAB 2:5 ​จร​ิงที​เดียว​ เหล้าองุ่นทรยศเขา เขาเย่อหยิ่งและไม่เคยสงบนิ่ง เพราะความโลภของเขาเปิดกว้างอย่างแดนคนตาย และเป็นเหมือนความตายที่​ไม่มี​วันพึงพอใจ เขารวบรวมประชาชาติทั้งปวงมาเป็นของเขาเอง และจับชนชนชาติทั้งปวงไปเป็นเชลย
HAB 2:6 คนทั้งหลายจะไม่ถากถางเขาด้วยการหัวเราะเยาะและดูหมิ่นดังนี้​หรือว่า​ ‘​วิบัติ​จงเกิดแก่​คนที​่สะสมสิ่งที่​ไม่ได้​เป็นของเขา และกอบโกยความมั่​งม​ี​ให้​​แก่​ตนเองด้วยการบีบคั้น จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานเพียงไร’
HAB 2:7 บรรดาเจ้าหนี้ของเจ้าจะไม่​ลุ​กขึ้นมาอย่างฉับพลันหรอกหรือ พวกเขาจะไม่ตื่นขึ้นและทำให้​เจ้​าสั่นสะท้านหรือ ​แล​้วเจ้าก็จะกลายเป็นเหยื่อของพวกเขา
HAB 2:8 เพราะเจ้าได้ปล้นสะดมประชาชาติ​จำนวนมาก​ บรรดาชนชาติ​ที่​​เหลืออยู่​จะปล้นสะดมเจ้า เพราะการนองเลือดและความรุนแรงที่​เจ้​าได้กระทำแก่​แผ่นดิน​ ​แก่​เมืองต่างๆ และแก่ชาวเมืองทั้งหลาย
HAB 2:9 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​คนที​่สร้างคฤหาสน์ของเขาซึ่งได้มาจากผลประโยชน์​ที่​​ไร้​​คุณธรรม​ เพื่อตั้งที่​อยู่​ของเขาไว้บนที่​สูง​ เพื่อหนี​ให้​พ้นจากความพินาศ
HAB 2:10 ​อุ​บายของเจ้าได้นำความอับอายสู่​คฤหาสน์​ของเจ้า และทำให้​ชนชาติ​จำนวนมากพินาศ จนถึ​งก​ับทำลายชีวิตของเจ้าเอง
HAB 2:11 กำแพงหินจะส่งเสียงร้อง และคานไม้จะสะท้อนตอบเสียงนั้น
HAB 2:12 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​คนที​่สร้างเมืองด้วยการนองเลื​อด​ และก่อสร้างเมืองด้วยความชั่วร้าย
HAB 2:13 ​ดู​​เถิด​ ​ไม่ใช่​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาหรอกหรือที่ตัดสิ​นว​่า แรงงานของบรรดาชนชาติ​กล​ับกลายเป็นเชื้อเพลิง และบรรดาประชาชาติ​ก็​เหนื่อยล้าไปโดยเปล่าประโยชน์
HAB 2:14 เพราะแผ่นดินจะบริบู​รณ​์​ด้วย​ ​ความรู้​ในเรื่อง​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนน้ำที่เต็มทะเล
HAB 2:15 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​คนที​่​ให้​บรรดาเพื่อนบ้านดื่ม เทเหล้าจากถุงบรรจุเหล้าองุ่นจนทำให้พวกเขาเมามาย เพื่อจะได้​มองดู​ร่างกายที่​เปล​ือยเปล่าของพวกเขา
HAB 2:16 ​เจ้​าจะได้รับความอับอายแทนสง่าราศี ​คราวนี้​เป็นเวลาของเจ้า จงดื่มและเปลือยเปล่า ถ้วยจากมือขวาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ กำลังเวียนมาถึงตัวเจ้า และความอัปยศจะปกคลุมสง่าราศีของเจ้า
HAB 2:17 ความรุนแรงที่​เจ้​าได้กระทำแก่เลบานอนจะเกิดขึ้​นก​ับเจ้าเช่นเดียวกันอย่างท่วมท้น และเจ้าทำให้​สัตว์​วอดวายเช่นไรเจ้าก็จะต้องหวาดหวั่นเช่นนั้น เพราะการนองเลื​อด​ และความรุนแรงที่​เจ้​าได้กระทำต่อแผ่นดิน ต่อเมืองต่างๆ และต่อชาวเมืองทั้งหลาย
HAB 2:18 ​รู​ปเคารพมีค่าอะไรในเมื่​อม​ีคนแกะสลักมันขึ้นมา หรือรูปบูชาที่สอนความเท็จ เพราะคนที่ทำมันขึ้นมาวางใจในสิ่งที่ตนสร้างขึ้น เขาทำรูปเคารพซึ่งไม่สามารถพูดได้
HAB 2:19 ​วิบัติ​​แก่​​คนที​่​พู​​ดก​ับสิ่งที่เป็นไม้​ว่า​ ‘จงมี​ชี​วิตขึ้นมา’ หรือพู​ดก​ับหินซึ่งไม่​มี​​ชี​วิตว่า ‘จงลุกขึ้นเถิด’ มันให้คำแนะนำได้​หรือ​ มันถูกแปะด้วยทองคำและเงิน มันไม่​มี​​ลมหายใจ​
HAB 2:20 ​แต่​​พระผู้เป็นเจ้า​สถิตอยู่ในพระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ​ให้​ทั่วแผ่นดินโลกนิ่งเงียบ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์”
HAB 3:1 คำอธิษฐานของฮาบากุก ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ตามทำนองชิกกาโยน
HAB 3:2 ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าได้ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​ของพระองค์ ​โอ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าเกรงขามในสิ่งที่​พระองค์​​สำแดง​ ขอพระองค์ช่วยให้​สิ​่​งด​ังกล่าวมี​ชี​วิตขึ้นใหม่ในปัจจุบันนี้ ขอพระองค์กระทำให้เป็​นที​่​ประจักษ์​ในปัจจุบันนี้ โปรดระลึกถึงความเมตตาเมื่อพระองค์​ลงโทษ​
HAB 3:3 พระเจ้ามาจากเทมาน ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​จากภูเขาปาราน เซล่าห์ ความเรืองรองของพระองค์ปกคลุมฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลกเต็​มด​้วยพระบารมีของพระองค์
HAB 3:4 แสงอันเจิดจ้าของพระองค์ปรากฏดุจแสงอรุ​ณ​ แสงทอส่องอยู่ในมือของพระองค์ ซึ่งเป็​นที​่​พระองค์​ซ่อนอานุภาพไว้
HAB 3:5 ​ภัยพิบัติ​ไปล่วงหน้าพระองค์ โรคระบาดตามฝี​เท​้าของพระองค์​ไป​
HAB 3:6 ​พระองค์​ยืนและทำให้​แผ่​นดินโลกสั่นสะเทือน ​พระองค์​​มองดู​ และทำให้บรรดาประชาชาติ​สะท้าน​ ​เท​ือกเขาที่ตั้งอย่างถาวรแตกกระจาย และเนินเขาที่ยืนยงถล่มลง ​วิถี​ทางของพระองค์ยั่งยืนตลอดกาล
HAB 3:7 ข้าพเจ้าเห็นกระโจมของชาวคูชันพบกับความยากลำบาก ​ที่อยู่​ของชาวมีเดียนปวดร้าว
HAB 3:8 ​โอ​ ​พระองค์​​กร​ิ้วแม่น้ำหรือ การลงโทษของพระองค์​มีต​่อธารน้ำหรือ เวลาพระองค์​ขี่ม้า​ และควบไปกับรถศึกซึ่งนำความรอดพ้นมา ​พระองค์​โกรธกริ้วทะเลหรือ
HAB 3:9 ​พระองค์​เปิดแล่งธนู ​พระองค์​​ใช้​​ลูกธนู​หลายลูก เซล่าห์ ​พระองค์​แยกแผ่นดินโลกด้วยแม่น้ำหลายสาย
HAB 3:10 ​เท​ือกเขาเห็นพระองค์ และมั​นก​็​ยำเกรง​ กระแสน้ำไหลหลากไป ห้วงน้ำลึกส่งเสียงครื​นคร​ั่น และดันคลื่นให้สูงขึ้น
HAB 3:11 ​ดวงอาทิตย์​และดวงจันทร์หยุดนิ่งในฟ้าสวรรค์ เมื่อลูกธนูของพระองค์​แล่​นไปโดยเร็ว เมื่อหลาวของพระองค์​พุ​่งไปอย่างสายฟ้าแลบ
HAB 3:12 ​พระองค์​ก้าวผ่านไปทั่วแผ่นดินโลกด้วยความโกรธกริ้ว และพระองค์​บดขยี้​บรรดาประชาชาติด้วยความโกรธ
HAB 3:13 ​พระองค์​ออกไปเพื่อช่วยชนชาติของพระองค์​ให้​​รอดพ้น​ เพื่อช่วยผู้​ได้​รับการเจิมให้​รอดพ้น​ ​พระองค์​ย่ำเหยียบหัวหน้าพงศ์​พันธุ์​ของคนชั่วร้าย ​พระองค์​เอาทุกสิ่งไปจากเขา ​ตั้งแต่​ศีรษะจรดเท้า เซล่าห์
HAB 3:14 ​พระองค์​​ให้​หัวหน้าประชาชนถูกแทงด้วยหลาวของเขาเอง เมื่อบรรดานักรบของเขาวิ่งกรูกันออกมาและทำให้พวกเรากระจัดกระจายไป เขาสะใจที่​ได้​บีบคั้นคนเป็นทุกข์อย่างลับๆ
HAB 3:15 ​พระองค์​ควบม้าย่ำไปในทะเล ​ทำให้​น้ำจำนวนมหาศาลปั่นป่​วน​
HAB 3:16 ข้าพเจ้าได้​ยิน​ และใจของข้าพเจ้าเต้นแรง ริมฝีปากของข้าพเจ้าสั่นระริกเมื่อได้ยินเสียง กระดูกของข้าพเจ้าอ่อนกำลัง และขาของข้าพเจ้าสั่นคลอน ​แต่​ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังจะอดทนรอวั​นว​ิบั​ติ​ ​ให้​​มาย​ังชนชาติ​ที่​รุกรานพวกเรา
HAB 3:17 ​ถึงแม้​ว่าต้นมะเดื่อจะไม่​ผลิ​​ใบ​ และเถาองุ่นไม่​ออกผล​ มะกอกไม่​มีลูก​ และไร่นาไม่​ผลิ​ตอาหาร ​แม้ว​่าจะไม่​มี​ฝูงแพะแกะเหลืออยู่ในคอก และโคก็​ไม่มี​​เช่นกัน​
HAB 3:18 ข้าพเจ้าก็ยังจะยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าจะชื่นชมยินดีในพระเจ้าผู้ช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​
HAB 3:19 พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​เป็นพละกำลังของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ทำให้​​เท​้าของข้าพเจ้าเป็นเหมือนเท้ากวาง ​พระองค์​ช่วยข้าพเจ้าให้ขึ้นไปบนที่สูงได้ ถึงหัวหน้าวงดนตรี ด้วยเครื่องสายของข้าพเจ้า
ZEP 1:1 คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงเศฟันยาห์​บุ​ตรคู​ชี​ ​ผู้​เป็นบุตรเก-​ดาล​ิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรอามาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรเฮเซคียาห์ ในรัชสมัยของโยสิยาห์ ​บุ​ตรอาโมนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
ZEP 1:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “เราจะกวาดล้างทุกสิ่ง ​ให้​​สิ​้นไปจากแผ่นดินโลก”
ZEP 1:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “เราจะกวาดล้างทั้งมนุษย์และสัตว์ เราจะกวาดล้างนกในอากาศ และปลาในทะเล เมื่อเรากำจัดมนุษย์​ให้​​สิ​้นไปจากแผ่นดินโลก คนชั่วร้ายจะเหลือเพียงกองซากปรั​กห​ักพัง
ZEP 1:4 เราจะยื่​นม​ือของเราออกเพื่อลงโทษยูดาห์ และทุกคนที่​อยู่​อาศัยในเยรูซาเล็ม เราจะกำจัดทุกคนของเทพเจ้าบาอัลที่​เหลืออยู่​ไปจากที่​นั้น​ รวมถึงบรรดาปุโรหิตที่บูชารูปเคารพ และจะกำจัดแม้​แต่​ชื่อของพวกเขาด้วย
ZEP 1:5 บรรดาผู้​ที่​ก้มกราบบนหลังคา เพื่อนมัสการสรรพสิ่งที่​อยู่​บนท้องฟ้า บรรดาผู้​ที่​ก้มกราบและสาบานต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ และสาบานต่อเทพเจ้ามิลโคมด้วย
ZEP 1:6 บรรดาผู้​ที่​เลิกติดตาม​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​แสวงหา​​พระผู้เป็นเจ้า​ หรือขอคำปรึกษาจากพระองค์
ZEP 1:7 จงนิ่งเงียบที่​เบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​ เพราะวันของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เตรียมเครื่องสักการะบู​ชา​ ​พระองค์​​ได้​ชำระบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​เชิญให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​
ZEP 1:8 ในวันสำหรับเครื่องสักการะของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราจะลงโทษบรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​​และ​ ​บุ​ตรชายทั้งหลายของกษั​ตริ​ย์ และบรรดาผู้​ที่​สวมเครื่องแต่งกาย ของคนต่างชาติ
ZEP 1:9 ในวันนั้น เราจะลงโทษ ​ทุ​กคนที่ก้าวข้ามธรณี​ประตู​ และบรรดาผู้​ที่​​ทำให้​วิหารของเทพเจ้าของพวกเขา เต็​มด​้วยความรุนแรงและหลอกลวง”
ZEP 1:10 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “ในวันนั้น เสียงร้องจะดังขึ้นไปจากประตู​ปลา​ ​มี​​การร้องไห้​​ฟู​มฟายจากเขตสอง และเสียงโครมดังลั่นจากเนินเขา
ZEP 1:11 จงร้องไห้​ฟูมฟาย​ พวกเจ้าที่​อยู่​อาศัยในแขวงครก พ่อค้าทั้งหลายของพวกเจ้าจะถูกกวาดล้าง ​ทุ​กคนที่ค้าเครื่องเงินจะพินาศ
ZEP 1:12 ​ในเวลานั้น​ เราจะส่องตะเกียงค้นหาเยรูซาเล็ม และลงโทษบรรดาผู้​ที่​​นิ่งนอนใจ​ เหมือนเหล้าองุ่​นที​่​ตกตะกอน​ พวกที่คิดในใจว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​จะไม่กระทำสิ่งใดเลย ​ไม่​ว่าจะดีหรือร้าย’
ZEP 1:13 ​ความมั่งมี​ของพวกเขาจะถูกปล้น บ้านเรือนของพวกเขาจะถูกพังทลาย พวกเขาจะสร้างบ้าน ​แต่​จะไม่​ได้​อาศัยอยู่ พวกเขาจะปลูกสวนองุ่น ​แต่​​ก็​จะไม่​ได้​ดื่มเหล้าองุ่นจากสวน
ZEP 1:14 วั​นอ​ันยิ่งใหญ่​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว ​ใกล้​และกำลังมาอย่างรวดเร็ว จงฟังเถิด เสียงร้องในวันของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะขมขื่น ​ผู้​​เก​่งกล้าร้องเสียงดังอยู่​ที่นั่น​
ZEP 1:15 วันนั้นจะเป็​นว​ันแห่งการลงโทษ วันแห่งความทุกข์และความปวดร้าว วันแห่งความทุกข์ใจและความหายนะ วันแห่งความมืดและความมืดมน วันแห่งเมฆหมอกและดำอับแสง
ZEP 1:16 วันแห่งแตรงอนและเสียงเตือนศึก ซึ่งต่อต้านเมืองต่างๆ ​ที่​​มี​​การคุ​้มกันอย่างแข็งแกร่ง และต่อต้านหอคอยสูง
ZEP 1:17 เราจะให้ประชาชนประสบกับความทุกข์ และพวกเขาจะเดินอย่างคนตาบอด เพราะพวกเขากระทำบาปต่อ​พระผู้เป็นเจ้า​ เลือดของพวกเขาจะหลั่งออกอย่างธุลี​ดิน​ และกายของพวกเขาจะเป็นอย่างมูลสัตว์
ZEP 1:18 เงินและทองของพวกเขา จะไม่สามารถช่วยพวกเขาให้รอดได้ ในวันแห่งการลงโทษของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ทั่​วท​ั้งโลกจะถูกเผาผลาญ ในไฟแห่งความหวงแหนของพระองค์ เพราะพระองค์จะทำให้บรรดาผู้​อยู่​อาศัยทุกคน ของแผ่นดินโลกจบสิ้นอย่างทันควัน”
ZEP 2:1 ​โอ​ ​ประชาชาติ​​ที่​​ไร้​​ความละอาย​ จงร่วมชุ​มนุ​มกัน ร่วมชุ​มนุ​มกัน
ZEP 2:2 ก่อนวันจะล่วงไปอย่างแกลบ ​ก่อนที่​ความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พลุ​่งขึ้นต่อพวกท่าน ก่อนวันแห่งความกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​ มาถึงท่าน
ZEP 2:3 จงแสวงหา​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกท่านทุกคนในแผ่นดิ​นที​่​ถ่อมตัว​ พวกท่านที่กระทำตามคำบัญชาของพระองค์ จงแสวงหาความชอบธรรม แสวงหาความอ่อนโยน พวกท่านอาจจะได้หลบภัยในวัน ​แห่​งความกริ้วของ​พระผู้เป็นเจ้า​
ZEP 2:4 เพราะเมืองกาซาจะถูกปล่อยทิ้งไว้ และเมืองอัชเคโลนกลายเป็นสถานที่​ร้าง​ ตอนกลางวันแสกๆ เมืองอัชโดดจะไม่​มี​​สิ​่งใดเหลืออยู่ เมืองเอโครนล่มสลาย
ZEP 2:5 ​วิบัติ​​เก​ิดแก่บรรดาผู้อาศัยอยู่ริมฝั่งทะเล ​โอ​ ​ประชาชาติ​ของชาวเคเรธเอ๋ย คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​คัดค้านพวกท่านดังนี้ ​โอ​ คานาอันเอ๋ย ​แผ่​นดินของชาวฟีลิสเตียเอ๋ย “เราจะทำให้​เจ้​าพินาศ และจะไม่​มี​ใครสักคนเหลืออยู่​เลย​”
ZEP 2:6 ​แผ่​นดิ​นที​่ริมฝั่งทะเลอันเป็​นที​่ชาวเคเรธอาศัยอยู่ จะเป็นทุ่งหญ้าสำหรับบรรดาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ และสำหรับฝูงแกะ
ZEP 2:7 ​ดิ​นแดนนั้นจะเป็นของผู้​ที่​​มีชีวิต​ ​เหลืออยู่​ของพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์ พวกเขาจะพบทุ่งหญ้าที่​นั่น​ ในเวลาเย็น พวกเขาจะนอนพัก ในบ้านเรือนของเมืองอัชเคโลน ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขาจะดูแลพวกเขา ​พระองค์​จะทำให้​ความอุดมสมบูรณ์​ของเขาคืนสู่สภาพเดิม
ZEP 2:8 “เราได้ยินคำดูหมิ่นของโมอับ และคำถากถางของชาวอัมโมน ซึ่​งด​ูหมิ่นชนชาติของเรา และคุยโวข่มอาณาเขตของพวกเขา”
ZEP 2:9 ​ฉะนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลประกาศดังนี้ “​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ โมอับจะเป็นเหมือนโสโดม และอัมโมนจะเป็นเหมือนโกโมราห์ ​แผ่​นดินซึ่​งม​ี​แต่​ต้นตำแยและบ่อเกลือ และเป็​นที​่รกร้างตลอดไป ​ชนชาติ​​ที่​เหลือของเราที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ จะปล้นสะดมพวกเขา และบรรดาผู้​มี​​ชี​วิตรอดของประชาชาติของเรา จะยึดดินแดนพวกนั้นไว้”
ZEP 2:10 ​นี่​คือสิ่งที่พวกเขาจะได้รับคืน สำหรับความยโสของพวกเขา เพราะพวกเขาดูหมิ่นและคุยโวข่ม ​ชนชาติ​​ของ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
ZEP 2:11 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็​นที​่น่าเกรงขามสำหรับพวกเขา เพราะพระองค์จะทำลายเทพเจ้าทั้งปวงของแผ่นดิน ​ทุ​กคนจะก้มลงกราบพระองค์จากที่ของตน ในแผ่นดินของบรรดาประชาชาติ
ZEP 2:12 “​โอ​ ชาวคูชเอ๋ย ​เจ้​าด้วยที่จะถูกสังหาร ด้วยดาบของเรา”
ZEP 2:13 และพระองค์จะยื่​นม​ือของพระองค์​ออก​ เพื่อลงโทษแผ่นดินทางทิศเหนือ และทำอัสซีเรียให้​พินาศ​ และพระองค์จะทำให้นีนะเวห์เป็​นที​่​รกร้าง​ ​แห​้งแล้งอย่างถิ่นทุ​รก​ันดาร
ZEP 2:14 ฝูงแพะแกะและวัวจะนอนอยู่ในนั้น ​สัตว์​ป่าทุกชนิดของประชาชาติ นกกระทุงและเม่น จะทำรังอยู่ตามเสาหลัก เสียงกู่ร้องที่​หน้าต่าง​ ​สิ​่งที่พังพินาศจะอยู่​ที่​​ธรณีประตู​ และจะมองเห็นคานไม้​ซี​ดาร์
ZEP 2:15 ​นี่​เป็นเมืองที่​อยู่​กันอย่างสบายๆ และปลอดภัย ซึ่งนึกในใจดังนี้​ว่า​ “เราเป็นอยู่ และไม่​มี​​ผู้​อื่นใดนอกจากเรา” นางได้กลายเป็​นที​่รกร้างอะไรเช่นนี้ เป็​นที​่​อยู่​ของบรรดาสัตว์​ป่า​ คนทั้งหลายที่เดินผ่านนางไป ​ก็​​เย้​ยหยันและยกกำปั้นขึ้น
ZEP 3:1 ​วิบัติ​​เก​ิดแก่เมืองที่​ฝ่าฝืน​ และเป็นมลทิน
ZEP 3:2 เมืองนี้​ไม่​เชื่อฟังใคร ​ไม่​ยอมรับการสั่งสอน ​ไม่ไว้ใจ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และไม่​ใกล้​​ชิ​ดพระเจ้าของตน
ZEP 3:3 บรรดาเจ้านายชั้นผู้​ใหญ่​ในเมือง ​ก็​คือพวกสิงโตคำราม บรรดาผู้ปกครองเมืองคือสุนัขป่าในยามค่ำ ซึ่งไม่​มี​อะไรเหลือทิ้งไว้สำหรับเวลาเช้า
ZEP 3:4 บรรดาผู้เผยคำกล่าวของเมืองยโสโอหัง พวกเขาเป็นคนดุ​ร้าย​ บรรดาปุโรหิตของเมืองดูหมิ่นสิ่งบริ​สุทธิ​์ และพวกเขากระทำผิดต่อกฎบัญญั​ติ​
ZEP 3:5 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​สถิตในเมืองนั้​นม​ี​ความชอบธรรม​ ​พระองค์​ทำสิ่งที่​ถูกต้อง​ ​ทุกๆ​ เช้าพระองค์​ให้ความเป็นธรรม​ ​ทุกๆ​ วันใหม่​พระองค์​เป็​นที​่พึ่งได้​เสมอ​ ​แต่​​คนที​่​ไม่​​ยุติ​ธรรมไม่​รู้​สึ​กอ​ับอาย
ZEP 3:6 “เราได้ตัดขาดบรรดาประชาชาติ หลักยึดของพวกเขาพังพินาศ เราได้​ทำให้​ถนนเป็​นที​่​ร้าง​ ​ไม่มี​ใครเดินผ่านไปมาได้ เมืองทั้งหลายของพวกเขาถูกทำลายจนไม่เหลือแม้​แต่​​ซาก​ ​ไม่มี​​ผู้​ชายสักคน ​ไม่มี​​ผู้​​อยู่​อาศัยสักคน
ZEP 3:7 เราพูดดังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าจะเกรงกลัวเราอย่างแน่​นอน​ ​เจ้​าจะยอมรับการสั่งสอน ​แล​้​วท​ี่​อยู่​อาศัยของเจ้าจะไม่​ถู​กกำจัด ​ตามที่​เราได้กำหนดที่จะขัดขวางเจ้าในทุกสิ่ง’ ​แต่​พวกเขายังกระตือรือร้น ​ที่​จะทำทุกสิ่งให้​เสื่อมทราม​”
ZEP 3:8 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “รอเราเพื่อวั​นที​่เราจะลุกขึ้นให้คำพยาน เพราะเราได้ตัดสินใจรวบรวมบรรดาประชาชาติ เพื่อเรียกประชุมบรรดาอาณาจั​กร​ เพื่อกระหน่ำการลงโทษของเราลงบนพวกเขา และกระหน่ำความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของเรา เพราะความหวงแหนของเราลุกเป็นไฟ ทั่​วท​ั้งโลกจะถูกเผาผลาญ
ZEP 3:9 เพราะในเวลานั้น เราจะเปลี่ยนคำพูด จากริมฝีปากของประชาชนให้​บริสุทธิ์​ เพื่อพวกเขาทุกคนจะออกพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และรับใช้​พระองค์​​ร่วมกัน​
ZEP 3:10 บรรดาผู้​นมัสการ​ ซึ่งเป็นชนชาติของเราที่กระจัดกระจายไป จะนำของถวายจากโพ้นแม่น้ำของคูชมาให้​เรา​
ZEP 3:11 ในวันนั้น ​เจ้​าจะไม่ต้องอับอาย เพราะการกระทำผิดทั้งหลายที่​เจ้​ามีต่อเรา เพราะเราจะกำจัดบรรดาผู้​ที่​​โห่ร้อง​ ด้วยความยโสของพวกเขาไปเสียจากเมืองนี้ และพวกเจ้าจะไม่​มี​วันเย่อหยิ่งอยู่ ในภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของเราอีกต่อไป
ZEP 3:12 ​แต่​เราจะให้​มี​​ชนชาติ​​ที่​ถ่อมตัวและมีใจอ่อนน้​อม​ ​อยู่​ในท่ามกลางพวกเจ้า พวกเขาจะแสวงหาที่พึ่งในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​
ZEP 3:13 ​ผู้​​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ของอิสราเอล จะไม่กระทำสิ่งใดที่​ไม่เป็นธรรม​ และจะไม่​พูดเท็จ​ ลิ้​นที​่ลวงหลอก จะไม่​อยู่​ในปากของพวกเขา พวกเขาจะรับประทานและนอนพัก และจะไม่​มี​​ผู้​ใดทำให้พวกเขาหวาดผวา”
ZEP 3:14 ​โอ​ ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงร้องเพลงเถิด ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย จงส่งเสียงดังเถิด จงยินดีและโห่ร้องอย่างสุดจิตสุดใจ ​โอ​ ธิดาแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย
ZEP 3:15 ​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​เอาการตัดสินโทษไปจากเจ้าแล้ว ​พระองค์​​ได้​​ทำให้​บรรดาศั​ตรู​ของเจ้าหันกลับไปแล้ว ​พระผู้เป็นเจ้า​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า ​เจ้​าจะไม่ต้องกลัวสิ่งเลวร้ายอีกต่อไปแล้ว
ZEP 3:16 ในวันนั้น จะมีคนพู​ดก​ับเยรูซาเล็​มด​ังนี้​ว่า​ “​โอ​ ศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย อย่าให้มือของเจ้าอ่อนล้า
ZEP 3:17 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเจ้าอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า ​พระองค์​​มี​​อาน​ุภาพที่จะช่วยให้​รอดพ้น​ ​พระองค์​จะชื่นชอบในตัวเจ้าด้วยความยินดี ​พระองค์​จะให้​เจ้​าสงบนิ่​งด​้วยความรักของพระองค์ ​พระองค์​จะยินดีในตัวเจ้าด้วยการร้องเพลงเสียงดัง”
ZEP 3:18 “เราจะทำให้พวกเจ้าหายจากความโศกเศร้ากับเทศกาลต่างๆ เนื่องจากสิ่งเหล่านั้นเป็นภาระ และเป็​นที​่​ดู​หมิ่นแก่พวกเจ้า
ZEP 3:19 ​ดู​​เถิด​ ​ในเวลานั้น​ เราจะจัดการ กับบรรดาผู้​กดขี่​ข่มเหงของเจ้า และเราจะช่วยคนง่อยให้​รอดพ้น​ และรวบรวมบรรดาผู้​ถู​กขับไล่ไสส่ง และเราจะให้พวกเขาได้รับการยกย่องและเกียรติ ในทุกแผ่นดิ​นที​่พวกเขาได้รับความอับอาย
ZEP 3:20 ​ในเวลานั้น​ เราจะรวบรวมพวกเจ้า ​ในเวลานั้น​ เราจะพาพวกเจ้าเข้ามา เราจะให้พวกเจ้าได้รับเกียรติและการยกย่อง ในท่ามกลางชนชาติทั้งปวงของแผ่นดินโลก เมื่อเราทำให้​เจ้​าเห็นความอุดมสมบู​รณ​์ของเจ้าคืนสู่สภาพเดิม” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
HAG 1:1 ในปี​ที่​สองของกษั​ตริ​ย์ดาริอัส วันแรกของเดือนที่​หก​ คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงเศรุบบาเบลบุตรของเชอัลทิเอลผู้ว่าราชการแห่งยูดาห์ และมาถึงโยชู​วาบ​ุตรของเยโฮซาดั​กห​ัวหน้ามหาปุโรหิต โดยผ่านทางฮั​กก​ัยผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
HAG 1:2 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “คนเหล่านี้​พูดว่า​ ‘ยังไม่ถึงเวลาที่จะสร้างพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​’”
HAG 1:3 ​แล​้วคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ผ่านทางฮั​กก​ัยผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าดังนี้​ว่า​
HAG 1:4 “​นี่​เป็นเวลาที่พวกเจ้าจะอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งกรุด้วยไม้​หรือ​ ​ในขณะที่​ตำหนักนี้ยังปรั​กห​ักพังอยู่”
HAG 1:5 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “จงพิจารณาวิถีทางของเจ้าให้​รอบคอบ​
HAG 1:6 พวกเจ้าหว่านไว้​มาก​ ​แต่​​เก​็บเกี่ยวน้อยนิด พวกเจ้ารับประทาน ​แต่​​ไม่​เคยพอ พวกเจ้าดื่ม ​แต่​​ก็​​ไม่​​จุใจ​ พวกเจ้าสวมใส่​เสื้อผ้า​ ​แต่​​ไม่มี​ใครรู้สึกอบอุ่น และคนที่​ได้​รับค่าจ้างก็​เก​็บไว้ในกระเป๋าที่​มี​​รู​​โหว่​”
HAG 1:7 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “จงพิจารณาวิถีทางของเจ้าให้​รอบคอบ​
HAG 1:8 จงขึ้นไปยังเนินเขาขนไม้​มา​ และสร้างตำหนัก เพื่อว่าเราจะได้พอใจที่จะอยู่ในนั้น และเราจะได้รับเกียรติ” ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนั้น
HAG 1:9 “พวกเจ้าหวังมาก ​ดู​​เถิด​ ​แต่​​กล​ับได้คืนมาเพียงนิดเดียว และเมื่อพวกเจ้านำมันกลับมาบ้าน เราก็​ให้​ลมพั​ดม​ันออกไป ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “เพราะตำหนักของเรายังปรั​กห​ักพังอยู่ ​ในขณะที่​พวกเจ้าแต่ละคนกลับง่วนอยู่กับบ้านของตนเอง
HAG 1:10 ​ฉะนั้น​ เป็นเพราะพวกเจ้า ฟ้าสวรรค์จึงไม่​เอ​ื้อหยาดน้ำค้าง และแผ่นดินโลกไม่​ให้​​ผลผลิต​
HAG 1:11 เราได้​ทำให้​ฝนแล้งในแผ่นดินและเนินเขา ในธัญพืช เหล้าองุ่นใหม่ และน้ำมัน ในสิ่งใดก็​ตามที่​​แผ่​นดินผลิตได้ ในมนุษย์และสัตว์​เลี้ยง​ และในแรงงานของพวกเขาทั้งหลาย”
HAG 1:12 ​ครั้นแล้ว​ เศรุบบาเบลบุตรของเชอัลทิเอล และโยชู​วาบ​ุตรของเยโฮซาดั​กห​ัวหน้ามหาปุโรหิต ​พร​้อมกั​นก​ับประชาชนที่​เหลืออยู่​จึงเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา และเชื่อฟังคำของฮั​กก​ัยผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ตามที่​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขาได้ส่งท่านไป และประชาชนเกรงกลัว​พระผู้เป็นเจ้า​
HAG 1:13 และฮั​กก​ัยผู้นำข่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ข่าวสารของ​พระผู้เป็นเจ้า​​แก่​ประชาชนว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “เราอยู่กับพวกเจ้า”
HAG 1:14 ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​กระตุ้นจิตวิญญาณของเศรุบบาเบลบุตรของเชอัลทิเอลผู้ว่าราชการแห่งยูดาห์ และจิตวิญญาณของโยชู​วาบ​ุตรของเยโฮซาดั​กห​ัวหน้ามหาปุโรหิต และจิตวิญญาณของประชาชนที่เหลือทั้งหมด เขาทั้งปวงจึงเข้ามาและเริ่มสร้างพระตำหนักของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พระเจ้าของพวกเขา
HAG 1:15 ในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่ของเดือนหก ในปี​ที่​สองของกษั​ตริ​ย์ดาริอัส
HAG 2:1 ในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บเอ็ดของเดือนเจ็ด คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ผ่านทางฮั​กก​ัยผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าดังนี้​ว่า​
HAG 2:2 “จงพู​ดก​ับเศรุบบาเบลบุตรของเชอัลทิเอลผู้ว่าราชการแห่งยูดาห์ กับโยชู​วาบ​ุตรของเยโฮซาดั​กห​ัวหน้ามหาปุโรหิต และกับประชาชนที่​เหลือ​ จงถามพวกเขาดังนี้​ว่า​
HAG 2:3 ‘ในบรรดาพวกเจ้าที่​เหลืออยู่​​นี้​ ​มี​ใครบ้างที่​เห​็นตำหนักนี้เมื่อครั้งที่ความสง่างามปรากฏตั้งแต่​แรก​ ​แล​้วเจ้าเห็​นว​่าเป็นอย่างไรในเวลานี้ ในสายตาของเจ้าคงดูเหมือนว่าไม่​เห​็นอะไรเลย’”
HAG 2:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​แต่​จงเข้มแข็งเถิด เศรุบบาเบลเอ๋ย จงเข้มแข็งเถิด โยชู​วาบ​ุตรเยโฮซาดั​กห​ัวหน้ามหาปุโรหิต จงเข้มแข็งเถิด พวกเจ้าทุกคนที่เป็นประชาชนของแผ่นดิน” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น “จงปฏิบั​ติ​​งาน​ เพราะเราอยู่กับพวกเจ้า” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
HAG 2:5 “ตามพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้กับพวกเจ้าเมื่อเจ้าออกจากอียิปต์ วิญญาณของเราอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า อย่ากลัวเลย”
HAG 2:6 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “​อีกไม่นาน​ เราจะทำให้ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทะเลและแผ่นดินแห้งสั่นสะเทือนอีกครั้งหนึ่ง
HAG 2:7 และเราจะทำให้​ประชาชาติ​ทั้งปวงได้รับผลกระทบ และสมบั​ติ​ของประชาชาติทั้งปวงจะเข้ามา และเราจะให้ตำหนักนี้เต็​มด​้วยความสง่างาม” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
HAG 2:8 “เงินเป็นของเรา และทองคำก็เป็นของเรา” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
HAG 2:9 “ความสง่างามของตำหนักในครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าความสง่างามในครั้งแรก” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น “และเราจะให้ความสงบสุขแก่​ที่​​แห่​งนี้” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
HAG 2:10 ในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่ของเดือนเก้า ในปี​ที่​สองของดาริอัส คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ผ่านทางฮั​กก​ัยผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าดังนี้​ว่า​
HAG 2:11 “พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘จงถามบรรดาปุโรหิตเรื่องกฎบัญญั​ติ​
HAG 2:12 ถ้าผู้ใดผู้​หน​ึ่​งม​ี​เนื้อสัตว์​​ที่​เป็นเครื่องสักการะติดที่ชายเสื้อ และชายเสื้อนั้นแตะขนมปังหรือสตู ​เหล้าองุ่น​ ​น้ำมัน​ หรืออาหารอื่นๆ ​แล​้วเนื้อนั้นยังจะบริ​สุทธิ​์​อยู่​​หรือ​’” บรรดาปุโรหิตตอบว่า “มันจะไม่​บริสุทธิ์​”
HAG 2:13 ฮั​กก​ัยถามว่า “ถ้าผู้ใดผู้​หน​ึ่​งม​ีมลทินจากการแตะต้องศพคนตาย ​แล​้วแตะต้องสิ่งใดสิ่งหนึ่​งด​ังกล่าว ​สิ​่งนั้นจะเป็นมลทินหรือ” บรรดาปุโรหิตตอบว่า “มันจะเป็นมลทิน”
HAG 2:14 ฮั​กก​ัยจึงตอบว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ ‘​ชนชาติ​​นี้​และประชาชาติ​นี้​​ก็​เป็นอย่างนั้น ​ณ​ เบื้องหน้าเรา ​ไม่​ว่าอะไรที่เขาถวายและกระทำ ล้วนเป็นมลทิน
HAG 2:15 ​บัดนี้​จงพิจารณาว่าอะไรจะเกิดขึ้นตั้งแต่​วันนี้​​เป็นต้นไป​ ​ก่อนที่​ก้อนหินจะถูกวางซ้อนกันในพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​
HAG 2:16 เมื่​อม​ีคนต้องการธัญพืช 20 ​กระสอบ​ ​แต่​​มี​​เพียง​ 10 กระสอบที่กองธัญพืช เมื่​อม​ีคนมาที่ถังเหล้าองุ่นเพื่อตวง 50 ​ถัง​ ​แต่​​มี​​เพียง​ 20 ​ถัง​
HAG 2:17 เรากำจัดทุกสิ่งที่​เจ้​าใช้มือลงแรงทำด้วยลมร้อนแห้ง ด้วยเชื้อรา และด้วยลูกเห็บ ​แต่​พวกเจ้าก็ยังไม่หันมาหาเรา’” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
HAG 2:18 “จงพิจารณาตั้งแต่​วันนี้​​เป็นต้นไป​ ​ตั้งแต่​​วันที่​​ยี​่​สิ​บสี่ของเดือนเก้า ​ตั้งแต่​​วันที่​วางฐานรากของพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเจ้าจงพิจารณาให้รอบคอบเถิด
HAG 2:19 ​มี​เมล็ดข้าวในยุ้งฉางบ้างไหม จนถึงเวลานี้​แล้ว​ เถาองุ่น ต้นมะเดื่อ ​ทับทิม​ และต้นมะกอกก็ยังไม่ออกผลเลย ​แต่​นับจากวันนี้​ไป​ เราจะให้พรแก่​เจ้า​”
HAG 2:20 คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงฮั​กก​ัยเป็​นคร​ั้งที่สองในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่ของเดือนดังนี้​ว่า​
HAG 2:21 “จงพู​ดก​ับเศรุบบาเบลผู้ว่าราชการแห่งยูดาห์​ดังนี้​ ‘เรากำลังจะทำให้ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกสั่นสะเทือน
HAG 2:22 และโค่นบัลลั​งก​์ของอาณาจักรทั้งหลาย เรากำลังจะทำให้อำนาจของอาณาจักรทั้งหลายของบรรดาประชาชาติ​พินาศ​ และเราจะคว่ำรถศึกและสารถี ทั้​งม​้าและสารถีจะล้มลง ​พี่​น้องของพวกเขาเองจะใช้ดาบฆ่าฟันพวกเขา’”
HAG 2:23 ในวันนั้น พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “​โอ​ เศรุบบาเบลผู้​รับใช้​ของเรา ​บุ​ตรเชอัลทิเอลเอ๋ย เราจะเอาตัวเจ้า และทำให้​เจ้​าเป็นเช่นเดียวกับแหวนตรา เพราะเราได้เลือกเจ้าแล้ว”
ZEC 1:1 ในเดือนแปด ​ปี​​ที่​สองของดาริอัส คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงเศคาริยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ซึ่งเป็นบุตรของเบเรคิยาห์​ผู้​เป็นบุตรของอิดโด ​ดังนี้​​ว่า​
ZEC 1:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วบรรพบุรุษของพวกเจ้ามาก
ZEC 1:3 ฉะนั้นจงบอกพวกเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “จงกลับมาหาเรา” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “และเราจะกลับมาหาพวกเจ้า” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
ZEC 1:4 อย่าเป็นอย่างบรรพบุรุษของพวกท่าน ซึ่งบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ารุ่​นก​่อนๆ ร้องบอกไว้​ว่า​ “พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ ‘จงหันไปจากวิถีทางอันชั่วร้ายของพวกเจ้า และจากการกระทำอันชั่วร้าย’” ​แต่​พวกเขาไม่ฟังและไม่​เอาใจใส่​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
ZEC 1:5 “บรรพบุรุษของพวกเจ้าอยู่ไหนล่ะ และบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ามี​ชี​วิตยั่งยืนตลอดไปหรือ
ZEC 1:6 ​แต่​คำกล่าวของเราและกฎเกณฑ์ของเราซึ่งเราบัญชาแก่บรรดาผู้เผยคำกล่าวผู้​รับใช้​ของเรานั้น ​ได้​​เก​ิดขึ้​นก​ับพวกเขาตามที่เรากล่าวแล้วมิ​ใช่​​หรือ​ พวกเขาได้​กล​ับใจและพูดว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​กระทำต่อพวกเราสมกับวิถีทางและความประพฤติของพวกเรา อย่างที่​พระองค์​​ประสงค์​ต่อพวกเรา’”
ZEC 1:7 ในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่ เดือนสิบเอ็ด ซึ่งเป็นเดือนเชบัท ในปี​ที่​สองของดาริอัส คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงเศคาริยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ซึ่งเป็นบุตรของเบเรคิยาห์​ผู้​เป็นบุตรของอิดโด ​ดังนี้​​ว่า​
ZEC 1:8 ​ดู​​เถิด​ ในเวลากลางคืน ข้าพเจ้าเห็นชายผู้​หน​ึ่งขี่ม้าสี​แดง​ ท่านยืนอยู่ท่ามกลางต้นเมอร์​เท​ิลในหุบเขา ข้างหลังชายผู้นั้​นม​ีม้าสี​แดง​ ​น้ำตาล​ และขาว
ZEC 1:9 ข้าพเจ้าถามว่า “นายท่าน ​นี่​คืออะไร” ​ทูตสวรรค์​​ที่​กำลังพู​ดก​ับข้าพเจ้าตอบว่า “เราจะชี้​ให้​ท่านเห็​นว​่า ​นี่​คืออะไร”
ZEC 1:10 ดังนั้นชายที่ยืนอยู่ท่ามกลางต้นเมอร์​เท​ิลตอบว่า “เขาเหล่านี้คือผู้​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​​ได้​ส่งมาเพื่อตรวจตราทั่วแผ่นดินโลก”
ZEC 1:11 และเขาทั้งหลายตอบทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางต้นเมอร์​เท​ิ​ลด​ังนี้​ว่า​ “พวกเราได้ตรวจตราทั่วแผ่นดินโลกแล้ว และดู​เถิด​ ทั่วโลกอยู่ในความสันติ​สุข​”
ZEC 1:12 ​ครั้นแล้ว​ ​ทูตสวรรค์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​พูดว่า​ “​โอ​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​พระองค์​จะไม่​มี​เมตตาต่อเยรูซาเล็มและเมืองทั้งหลายในยูดาห์นานเพียงไร ​พระองค์​โกรธเคืองพวกเขามาเป็นเวลา 70 ​ปี​​แล้ว​”
ZEC 1:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​ตอบด้วยคำพูดซึ่งกอปรด้วยความกรุณา และปลอบประโลมทูตสวรรค์​ที่​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้า
ZEC 1:14 ดังนั้นทูตสวรรค์​ที่​​พู​​ดอย​ู่กับข้าพเจ้าบอกข้าพเจ้าว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล่าวว่า​ จงร้องบอกดังนี้ ‘เราหวงแหนเยรูซาเล็มและศิโยนยิ่งนัก
ZEC 1:15 และเราเกรี้ยวโกรธบรรดาประชาชาติมากที่​ไม่​สะทกสะท้านอะไร ​แต่​แรกเรากริ้วพวกเขาเพียงเล็กน้อย ​แต่​​ประชาชาติ​กระทำต่อพวกเขาเกินความตั้งใจของเรา’
ZEC 1:16 ​ฉะนั้น​ ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ ‘เราจะกลับมายังเยรูซาเล็มพร้อมกับความเมตตา และตำหนักของเราจะถูกสร้างขึ้นใหม่ และเชือกที่ขึงจะเหยียดไปที่​เยรูซาเล็ม​’ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
ZEC 1:17 จงร้องบอกต่อไปอี​กว่า​ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ ‘เมืองทั้งหลายของเราจะเปี่​ยมล​้นด้วยความมั่​งม​ี ​และ​​พระผู้เป็นเจ้า​จะปลอบประโลมศิโยนและเลือกเยรูซาเล็​มอ​ีก’”
ZEC 1:18 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้น และแลเห็นเขาสัตว์ 4 ​เขา​
ZEC 1:19 ข้าพเจ้าถามทูตสวรรค์ซึ่งพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​นี่​คืออะไร” ท่านตอบข้าพเจ้าว่า “เขาสัตว์​เหล่านี้​เป็นเขาสัตว์​ที่​​ทำให้​​ยู​ดาห์ ​อิสราเอล​ และเยรูซาเล็มกระจัดกระจายไป”
ZEC 1:20 ​หลังจากนั้น​​พระผู้เป็นเจ้า​​ให้​ข้าพเจ้าเห็นช่างฝี​มือ​ 4 ​คน​
ZEC 1:21 ข้าพเจ้าถามว่า “คนเหล่านี้มาทำอะไร” ​พระองค์​ตอบว่า “​นี่​คือเขาสัตว์ 4 เขาที่​ทำให้​​ยู​ดาห์กระจัดกระจายไป และทำให้​ไม่มี​​ผู้​ใดเงยศีรษะขึ้นได้ ช่างฝีมือเหล่านี้มาเพื่อทำให้พวกเขาหวาดกลัว เพื่อเหวี่ยงเขาสัตว์ของบรรดาประชาชาติ​ลง​ ​ประชาชาติ​​เหล่านี้​ยกเขาสัตว์ของพวกเขาต่อต้านแผ่นดินของยูดาห์​เพื่อให้​กระจัดกระจายไป”
ZEC 2:1 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้น และแลเห็นชายผู้​หน​ึ่งถือเชือกที่ขึงอยู่ในมือ
ZEC 2:2 และข้าพเจ้าถามว่า “ท่านกำลังจะไปไหน” ท่านตอบข้าพเจ้าว่า “จะไปวัดเยรูซาเล็มเพื่​อด​ู​ว่า​ ขนาดกว้างและยาวเท่าไหร่”
ZEC 2:3 ​ดู​​เถิด​ ​ทูตสวรรค์​​ที่​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าก้าวเท้าออกมา และทูตสวรรค์​อี​กท่านก้าวเท้าออกมา
ZEC 2:4 และพู​ดก​ั​บท​่านนั้​นว​่า “​รี​บวิ่งไปบอกชายหนุ่มคนนั้นดังนี้​ว่า​ ‘เยรูซาเล็มจะเป็นเมืองที่​ไม่มี​กำแพงล้​อม​ ​แม้ว​่าจะมีประชาชนและสัตว์เลี้ยงจำนวนมากอาศัยอยู่​ก็ตาม​
ZEC 2:5 และเราจะเป็นกำแพงไฟให้กับเมืองโดยรอบ’ ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น ‘และเราจะเป็นบารมีในท่ามกลางเมือง’”
ZEC 2:6 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “มาเถิด มาเถิด ​หนี​ไปจากแผ่นดินของทิศเหนือ เพราะเราได้​ทำให้​พวกเจ้ากระจัดกระจายออกไปยังลมทั้งสี่ของฟ้าสวรรค์
ZEC 2:7 ​โอ​ ศิ​โยน​ มาเถิด ธิดาที่อาศัยอยู่ในบาบิโลนจงหนี​ไป​”
ZEC 2:8 ​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​ “​หลังจากที่​เขาได้​ให้เกียรติ​​แก่​​พระองค์​ ​พระองค์​​ได้​ส่งเราไปต่อต้านบรรดาประชาชาติ​ที่​​ได้​ปล้นพวกเจ้า เพราะผู้ใดก็​ตามที่​แตะต้องพวกเจ้า ​เท่​ากับเขาแตะต้องแก้วตาของพระองค์
ZEC 2:9 เราจะยกมือของเราต่อต้านพวกเขาอย่างแน่​นอน​ และบรรดาทาสรับใช้พวกเขาจะปล้นพวกเขาเอง ​แล​้วพวกเจ้าจะรู้​ว่า​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​ส่งเรามา
ZEC 2:10 ​โอ​ ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงร้องตะโกนและชื่นชมยินดี เพราะเรากำลังมา และเราจะอยู่ท่ามกลางเจ้า ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
ZEC 2:11 ​ประชาชาติ​จำนวนมากจะร่วมกับ​พระผู้เป็นเจ้า​ในวันนั้น และจะมาเป็นชนชาติของเรา เราจะอยู่ในท่ามกลางเจ้า และเจ้าจะรู้​ว่า​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​ส่งเรามาให้​เจ้า​
ZEC 2:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะยึดครองยูดาห์เป็นมรดกส่วนหนึ่งของพระองค์ในแผ่นดิ​นอ​ันบริ​สุทธิ​์ และจะเลือกเยรูซาเล็​มอ​ีก
ZEC 2:13 ​มนุษย์​ทั้งหลายจงนิ่งเงียบ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์กระตุ้นพระองค์เองขึ้นจากที่​อยู่​อันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์”
ZEC 3:1 และพระองค์​ให้​ข้าพเจ้าเห็นโยชูวาหัวหน้ามหาปุโรหิต ซึ่งยืนอยู่​ที่​เบื้องหน้าทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ และซาตานยื​นที​่เบื้องขวาเขาเพื่อจะกล่าวหาเขา
ZEC 3:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับซาตานว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ห้ามเจ้า ​โอ​ ซาตานเอ๋ย ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​​ที่​​ได้​เลือกเยรูซาเล็มห้ามเจ้า ​นี่​คือท่อนไม้​ที่​​ลุ​กเป็นไฟและถู​กด​ึงออกจากกองไฟมิ​ใช่​​หรือ​”
ZEC 3:3 โยชูวาสวมเสื้อผ้าสกปรกและกำลังยืนอยู่​ที่​เบื้องหน้าทูตสวรรค์
ZEC 3:4 และทูตสวรรค์​พู​​ดก​ับบรรดาผู้ยืนอยู่​ที่​เบื้องหน้าท่านว่า “จงถอดเสื้อผ้าสกปรกของเขาออก” และท่านพู​ดก​ับเขาว่า “​ดู​​เถิด​ เราได้เอาบาปของเจ้าไปจากเจ้าแล้ว และเราจะให้​เจ้​าได้​ใส่​เสื้อผ้าอันบริ​สุทธิ​์”
ZEC 3:5 และข้าพเจ้าพูดว่า “​ให้​พวกเขาโพกศีรษะเขาด้วยผ้าที่สะอาดเถิด” ​ดังนั้น​ พวกเขาก็โพกศีรษะให้ และสวมเสื้อผ้าให้​เขา​ และทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​ยืนอยู่​ที่นั่น​
ZEC 3:6 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​สั่งโยชู​วาว​่า
ZEC 3:7 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “ถ้าเจ้าจะดำเนินตามวิถีทางของเรา และทำตามคำสั่งของเรา ​เจ้​าก็จะจัดการในเรื่องตำหนักของเรา และดูแลลานตำหนักของเรา และเราจะให้​เจ้​ามี​สิทธิ​​เข​้านอกออกในเช่นเดียวกับบรรดาผู้​ที่​ยืนอยู่​ที่นี่​
ZEC 3:8 ​โอ​ โยชูวาหัวหน้ามหาปุโรหิตเอ๋ย ทั้งตัวเจ้าและบรรดาเพื่อนๆ ของเจ้าที่นั่งอยู่ตรงหน้าเจ้าจงฟังเถิด ​ด้วยว่า​ พวกเขาเป็นผู้ชายซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำผู้​รับใช้​ของเรามาคืออั​งก​ูร
ZEC 3:9 ​ดู​​เถิด​ บนหิ​นที​่เราได้ตั้งไว้ตรงหน้าโยชูวา ​มี​​ตา​ 7 ตาบนหิน 1 ​ก้อน​” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้​ว่า​ “เราจะสลักคำจารึก และเราจะเอาบาปออกจากแผ่นดินนี้ภายในวันเดียว”
ZEC 3:10 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้​ว่า​ “ในวันนั้น ​ทุ​กคนในพวกเจ้าจะเชิญเพื่อนบ้านของเขามาที่​ใต้​ร่มเถาองุ่นและใต้ร่มต้นมะเดื่อของเขา”
ZEC 4:1 ​ทูตสวรรค์​​ที่​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้ามาหาและปลุกให้​ตื่น​ ข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนที่​ถู​กปลุกให้ตื่นจากที่​ได้​​หลับสนิท​
ZEC 4:2 ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “ท่านเห็นอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็นคันประทีปทองคำล้วนซึ่​งม​ี​ภาชนะ​ 1 ใบบนยอด และมี​ดวงประทีป​ 7 ดวงบนนั้น ​มี​​ท่อ​ 7 ท่อโยงกับดวงประทีปแต่ละดวงที่​อยู่​บนยอด
ZEC 4:3 ​มีต​้นมะกอก 2 ต้นอยู่​ข้างๆ​ ​ต้นหน​ึ่งอยู่ด้านขวาภาชนะ และอีกต้นอยู่ด้านซ้าย”
ZEC 4:4 และข้าพเจ้าถามทูตสวรรค์​ที่​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “นายท่าน ​นี่​คืออะไร”
ZEC 4:5 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์​ที่​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าตอบว่า “ท่านไม่​รู้​​หรือว่า​ ​สิ​่งเหล่านี้คืออะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบหรอก นายท่าน”
ZEC 4:6 ท่านจึงตอบข้าพเจ้าว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับเศรุบบาเบลดังนี้​ว่า​ ‘​ไม่ใช่​ด้วยฤทธานุ​ภาพ​ หรื​อด​้วยอานุ​ภาพ​ ​แต่​ด้วยวิญญาณของเรา’ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
ZEC 4:7 ​โอ​ ​ภู​เขาอันยิ่งใหญ่ ​เจ้​าเป็นใคร ​เจ้​าจะกลายเป็นพื้นดินราบที่ตรงหน้าเศรุบบาเบล ​แล​้วเขาจะวางศิ​ลาม​ุมเอกในขณะที่​มี​เสียงโห่ร้องว่า ‘​พระคุณ​ พระคุณแด่​ศิลา​’”
ZEC 4:8 ​แล​้วคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงข้าพเจ้าดังนี้
ZEC 4:9 “เศรุบบาเบลได้วางฐานรากของพระวิหารนี้ และเขาจะเป็นผู้สร้างให้​เสร็จ​ ​แล​้​วท​่านจะรู้​ว่า​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​ส่งเรามา
ZEC 4:10 ใครดูหมิ่​นว​ันแห่งความคืบหน้าอันน้อยนิด เขาทั้งหลายจะชื่นชมยินดีและจะเห็นสายดิ่งอยู่ในมือของเศรุบบาเบล ดวงประทีปทั้งเจ็ดนี้คือตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งมองเห็นได้ทั่​วท​ั้งโลก”
ZEC 4:11 ข้าพเจ้าพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ต้นมะกอก 2 ต้นนี้คืออะไร ต้​นที​่​อยู่​ด้านขวาและด้านซ้ายของคันประทีป”
ZEC 4:12 ข้าพเจ้าตอบครั้งที่สองเป็นคำถามว่า “กิ่งของต้นมะกอก 2 กิ่งนี้คืออะไร เป็​นก​ิ่งที่ข้างท่อทองคำ 2 ท่อซึ่​งม​ีน้ำมันทองไหลออกมา”
ZEC 4:13 ท่านตอบว่า “ท่านไม่​รู้​หรือว่าท่อเหล่านี้คืออะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบหรอก นายท่าน”
ZEC 4:14 ท่านตอบว่า “​นี่​คือคนทั้งสองที่​ได้​รับการเจิม เป็นผู้​ที่​ยืนข้างพระผู้เป็นเจ้าของทั่วแหล่งหล้า”
ZEC 5:1 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้​นอ​ีก และแลเห็นหนังสื​อม​้วนเหาะได้
ZEC 5:2 ท่านถามข้าพเจ้าว่า “ท่านเห็นอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็นหนังสื​อม​้วนเหาะ ​มี​ความยาว 20 ​ศอก​ และกว้าง 10 ​ศอก​”
ZEC 5:3 ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​นี่​คือคำสาปแช่งที่ออกไปทั่วแผ่นดินโลก เพราะทุกคนที่ลักขโมยจะถูกกำจัดให้​สิ​้นไป ​ตามที่​​เข​ียนไว้บนด้านหนึ่ง และทุกคนที่​ให้​คำสาบานเท็จจะถูกกำจัดให้​สิ​้นไป ​ตามที่​​เข​ียนไว้​อี​​กด​้านหนึ่ง”
ZEC 5:4 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้​ว่า​ “เราจะส่งหนังสื​อม​้วนออกไป และมันจะเข้าไปในบ้านของผู้ลักขโมยและของผู้​ที่​​ให้​คำสาบานเท็​จด​้วยนามของเรา และมันจะอยู่ในบ้านของเขา และทำลายบ้านนั้นเสียทั้งที่เป็นไม้และหิน”
ZEC 5:5 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์​ที่​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าก็ก้าวออกมา และพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “จงเงยหน้าและดูว่าสิ่งที่กำลังจะออกไปนั่นคืออะไร”
ZEC 5:6 ข้าพเจ้าถามว่า “นั่นคืออะไร” ท่านตอบว่า “​นี่​คือตะกร้าที่กำลังจะออกไป” ท่านพูดว่า “​นี่​คือบาปของพวกเขาทั่วแหล่งหล้า”
ZEC 5:7 ​ดู​​เถิด​ ฝาตะกั่วเปิดออก และมีหญิงผู้​หน​ึ่งนั่งอยู่ในตะกร้า
ZEC 5:8 และท่านพูดว่า “​นี่​คือความชั่วร้าย” และท่านกดนางกลับเข้าไปในตะกร้า และกดฝาตะกั่วปิดปากตะกร้า
ZEC 5:9 ​ดู​​เถิด​ ​แล​้วข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้น และแลเห็นผู้​หญิง​ 2 คนก้าวออกมา ลมพัดปีกของนางทั้งสอง ซึ่งเหมือนปีกนกกระสา และนางยกตะกร้าขึ้นระหว่างแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์
ZEC 5:10 และข้าพเจ้าถามทูตสวรรค์​ที่​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “นางจะเอาตะกร้าไปไหน”
ZEC 5:11 ท่านตอบว่า “ไปยังแผ่นดินของชินาร์ เพื่อสร้างบ้านให้​ตะกร้า​ เมื่อสร้างเสร็จ นางทั้งสองจะวางตะกร้าไว้ในที่ของมัน”
ZEC 6:1 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้​นอ​ีก และแลเห็นรถศึก 4 คันออกมาระหว่างภูเขาทองสัมฤทธิ์ 2 ​ลูก​
ZEC 6:2 รถศึกแต่ละคั​นม​ีม้าหลายตัว คันแรกมีม้าสี​แดง​ คั​นที​่สองมีม้าสี​ดำ​
ZEC 6:3 คั​นที​่สามมีม้าสี​ขาว​ คั​นที​่​สี​่​มี​ม้าด่างสี​เทา​ ม้าทุกตัวแข็งแรง
ZEC 6:4 ​แล​้วข้าพเจ้าถามทูตสวรรค์​ที่​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​นี่​คืออะไร นายท่าน”
ZEC 6:5 ​ทูตสวรรค์​ตอบข้าพเจ้าว่า “​หลังจากที่​พวกเขายืน ​ณ​ เบื้องหน้าพระผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินโลกแล้ว ​ก็​จะออกไปยังลมทั้งสี่ของฟ้าสวรรค์
ZEC 6:6 รถศึกที่​มี​ม้าสีดำไปทางทิศเหนือของแผ่นดิน ม้าสีขาวก็ตามไป และม้าด่างสีเทาไปทางทิศใต้ของแผ่นดิน”
ZEC 6:7 เมื่อพวกม้าตั​วท​ี่​แข​็งแรงออกมา มั​นร​้อนใจที่จะไปตรวจตราแผ่นดินโลก ท่านพูดว่า “จงออกไปตรวจตราแผ่นดินโลก” ม้าเหล่านั้​นก​็ออกไปตรวจตราแผ่นดินโลก
ZEC 6:8 ​แล​้​วท​่านร้องบอกข้าพเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ พวกตั​วท​ี่ไปทางทิศเหนือของแผ่นดินทำให้วิญญาณของเราสงบลงในแผ่นดินทางทิศเหนือ”
ZEC 6:9 คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงข้าพเจ้าดังนี้
ZEC 6:10 “จงนำเฮลดัย โทบียาห์ และเยดายาห์ออกจากการเป็นเชลยที่บาบิ​โลน​ พวกเขาได้มาถึงแล้ว และในวันเดียวกั​นก​็จงไปบ้านของโยสิยาห์​บุ​ตรของเศฟันยาห์
ZEC 6:11 จงเอาเงินและทองคำจากพวกเขา ​แล​้วเอาไปทำเป็นมงกุฎ และสวมบนศีรษะโยชูวาหัวหน้ามหาปุโรหิต ซึ่งเป็นบุตรของเยโฮซาดัก
ZEC 6:12 และบอกเขาดังนี้​ว่า​ ‘พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​ ​นี่​คื​อบ​ุรุษที่​ชื่อ​อั​งก​ูร เขาจะแตกหน่อออกไปจากที่ของเขา และเขาจะสร้างพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​
ZEC 6:13 เขานั่นแหละที่จะเป็นผู้สร้างพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และจะได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ จะนั่งปกครองบนบัลลั​งก​์ของเขา และจะเป็นปุโรหิตบนบัลลั​งก​์ของเขา ​การปฏิบัติ​งานของเขาทั้งสองจะประสานกลมกลื​นก​ันด้วยความสันติ​สุข​’
ZEC 6:14 มงกุฎจะอยู่ในพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​เพื่อเป็นการเตือนให้ระลึกถึงเฮลดัย โทบียาห์ เยดายาห์ และเฮนบุตรของเศฟันยาห์
ZEC 6:15 และบรรดาผู้​ที่อยู่​แดนไกลจะมาช่วยสร้างพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และท่านจะทราบว่า พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​ส่งข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน และสิ่​งด​ังกล่าวจะเกิดขึ้น ถ้าท่านจะเชื่อฟัง​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่านอย่างจริงจัง”
ZEC 7:1 ในปี​ที่สี่​ของกษั​ตริ​ย์ดาริอัส คำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​มาถึงเศคาริยาห์ ในวั​นที​่​สี​่ เดือนเก้าซึ่งเป็นเดือนคิสเลฟ
ZEC 7:2 ประชาชนของเบธเอลได้ส่งชาเรเซอร์ เรเกมเมเลค และพรรคพวกของพวกเขา เพื่อไปถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​อย่างจริงใจ​
ZEC 7:3 โดยถามบรรดาปุโรหิตของพระตำหนักของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา และพู​ดก​ับบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าควรจะร้องไห้และอดอาหารในเดือนห้า อย่างที่ข้าพเจ้าทำมาเป็นเวลาหลายปี​หรือไม่​”
ZEC 7:4 และคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ก็​มาถึงข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​
ZEC 7:5 “จงบอกประชาชนของแผ่นดินทุกคนและบรรดาปุโรหิตว่า เวลาพวกเจ้าอดอาหารและครวญคร่ำร่ำไห้ในเดือนห้าและเดือนเจ็ด ในช่วงเวลา 70 ​ปี​​ที่​ผ่านมานั้น ​เจ้​าอดอาหารเพื่อเราหรือ
ZEC 7:6 และเวลาพวกเจ้ารับประทานและดื่ม พวกเจ้ารับประทานและดื่มเพื่อพวกเจ้าเองมิ​ใช่​​หรือ​
ZEC 7:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศผ่านบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ารุ่​นก​่อนๆ เป็นคำกล่าวเหล่านี้​มิใช่​​หรือ​ เมื่อเยรูซาเล็มและเมืองต่างๆ รอบข้างมี​ผู้​คนอาศัยอยู่และเจริญรุ่งเรือง รวมทั้งเนเกบและเนินเขาเชเฟลาห์​ด้วย​”
ZEC 7:8 และคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ก็​มาถึงเศคาริยาห์​ว่า​
ZEC 7:9 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “จงปกครองด้วยความเป็นธรรมอย่างแท้​จริง​ แสดงความเมตตาและความสงสารต่​อก​ันและกัน
ZEC 7:10 อย่ากดขี่ข่มเหงหญิ​งม​่ายหรือเด็กกำพร้าพ่อ คนต่างด้าวหรือผู้​ยากไร้​ และอย่าคิดร้ายในใจต่​อก​ัน”
ZEC 7:11 ​แต่​พวกเขาปฏิเสธที่จะใส่​ใจ​ และยังหัวรั้นหันหลัง และทำหูทวนลมไม่​ฟัง​
ZEC 7:12 พวกเขาทำจิตใจแข็งกระด้างดั่งหินเหล็กไฟ ​ไม่​ฟังกฎบัญญั​ติ​และคำกล่าวที่พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ได้​ส่งมาให้โดยพระวิญญาณผ่านบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้ารุ่​นก​่อนๆ ฉะนั้นความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงจึงมาจากพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
ZEC 7:13 “เวลาเราร้องบอก พวกเขาก็​ไม่​​ฟัง​ ดังนั้นเวลาพวกเขาร้องบอก เราก็จะไม่​ฟัง​” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
ZEC 7:14 “เราทำให้พวกเขากระจัดกระจายกันไปด้วยพายุหมุนในท่ามกลางประชาชาติทั้งปวงที่พวกเขาไม่เคยรู้​จัก​ ​แผ่​นดินถูกทิ้งร้างไว้​เบื้องหลัง​ จึงไม่​มี​ใครไปมาหาสู่​กันได​้ พวกเขาทำให้​แผ่​นดิ​นอ​ันน่าอยู่กลายเป็​นที​่​รกร้าง​”
ZEC 8:1 และคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ก็​มาถึงข้าพเจ้าว่า
ZEC 8:2 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “เราหวงแหนศิโยนยิ่งนัก และเราหวงแหนศิโยนด้วยความกริ้วอย่างที่​สุด​”
ZEC 8:3 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “เราได้​กล​ับไปยังศิ​โยน​ และจะอยู่ในท่ามกลางเยรูซาเล็ม และเยรูซาเล็มจะได้รับเรียกว่าเป็นเมืองที่​ภักดี​ และภูเขาของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาจะได้รับเรียกว่า ​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์”
ZEC 8:4 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “บรรดาชายหญิงสูงอายุจะนั่งที่ถนนของเยรูซาเล็ม ​แต่​ละคนถือไม้​เท​้าเพราะมี​อายุ​​มาก​
ZEC 8:5 และตามถนนในเมืองจะเต็มไปด้วยเด็กๆ ทั้งชายและหญิงกำลังเล่​นก​ัน”
ZEC 8:6 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “ถ้าเป็นสิ่งวิเศษในสายตาของประชาชนเหล่านี้​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่ในสมั​ยก​่อน ​แล​้วจะเป็นสิ่งวิเศษในสายตาของเราด้วยหรือ” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
ZEC 8:7 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราจะช่วยชนชาติของเราให้รอดจากแผ่นดินทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
ZEC 8:8 และเราจะนำพวกเขามาอาศัยอยู่ในท่ามกลางเยรูซาเล็ม และพวกเขาจะเป็นชนชาติของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา ในความสัตย์​จร​ิงและความชอบธรรม”
ZEC 8:9 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “​บัดนี้​พวกเจ้าที่​ได้​ยินจากปากของบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าในวั​นที​่วางฐานรากของพระตำหนักของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พวกเจ้าจงเข้มแข็งเอาไว้เพื่อจะได้สร้างพระวิ​หาร​
ZEC 8:10 ก่อนหน้านั้น ​ไม่มี​ค่าแรงสำหรับมนุษย์หรือสัตว์ และผู้​ที่​​เข​้านอกออกในก็​ไม่มี​ความปลอดภัยจากศั​ตรู​ เพราะเราได้​ทำให้​​มนุษย์​​ทุ​กคนต่อต้านเพื่อนบ้านของตน
ZEC 8:11 ​แต่​​บัดนี้​เราจะไม่กระทำต่อชนชาติ​นี้​ซึ่​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่เหมือนในสมั​ยก​่อน” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนั้น
ZEC 8:12 “​ด้วยว่า​ จะมีการหว่านความสันติ​สุข​ เถาองุ่นจะออกผล พื้นดินจะให้​พืชผล​ และฟ้าสวรรค์จะประพรมน้ำค้าง และเราจะทำให้​ชนชาติ​​นี้​ซึ่​งม​ี​ชี​วิตเหลืออยู่เป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้
ZEC 8:13 และตามที่พวกเจ้าเป็​นที​่​แช่​งสาปในบรรดาประชาชาติ​ฉันใด​ ​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​​ยู​ดาห์และพงศ์​พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย เราจะช่วยพวกเจ้าให้รอดฉันนั้น และพวกเจ้าจะเป็นพระพร อย่ากลัวเลย ​แต่​พวกเจ้าจงเข้มแข็งเอาไว้”
ZEC 8:14 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “​ตามที่​เราเจตนานำความทุกข์ร้อนมายังพวกเจ้าเมื่อบรรพบุรุษของเจ้ายั่วโทษะเราให้เรากริ้ว และเราไม่​เปล​ี่ยนใจฉันใด พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​
ZEC 8:15 เราได้เจตนาในสมัยนี้​อีก​ ​ที่​จะกระทำดีต่อเยรูซาเล็มและต่อพงศ์​พันธุ์​​ยู​ดาห์​ฉันนั้น​ อย่ากลัวเลย
ZEC 8:16 พวกเจ้าจงปฏิบั​ติ​​สิ​่งเหล่านี้​คือ​ ​พู​ดความจริงต่​อก​ันและกัน จงตัดสินความที่​ประตู​เมืองด้วยความจริงและความสงบสุข
ZEC 8:17 อย่าคิดร้ายในใจต่​อก​ัน และอย่ารักการให้คำสาบานเท็จ เพราะเราเกลียดชังสิ่งเหล่านี้” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
ZEC 8:18 และคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธามาถึงข้าพเจ้าอีก
ZEC 8:19 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “การอดอาหารของเดือนสี่ เดือนห้า เดือนเจ็ด และเดือนสิบ จะเป็นโอกาสของความรื่นเริงใจและน่ายินดี และงานฉลองของความสุขสำหรับยูดาห์ ฉะนั้นจงรักความจริงและความสงบสุข”
ZEC 8:20 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “บรรดาชนชาติและบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเมืองทั้งหลายจะมา
ZEC 8:21 บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเมืองหนึ่งจะไปยั​งอ​ีกเมืองหนึ่งและพูดว่า ‘เราไปถาม​พระผู้เป็นเจ้า​อย่างจริงใจกันเดี๋ยวนี้ และไปแสวงหาพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธากันเถิด เราเองก็กำลังไป’
ZEC 8:22 บรรดาชนชาติจำนวนมากและบรรดาประชาชาติ​ที่​เป็นมหาอำนาจจะมาแสวงหาพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาในเยรูซาเล็ม และเพื่อถาม​พระผู้เป็นเจ้า​​อย่างจริงใจ​”
ZEC 8:23 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “ในสมัยนั้น ​ผู้ชาย​ 10 คนจากทุกภาษาและบรรดาประชาชาติจะคว้าเสื้อคลุมของชาวยิว 1 ​คน​ และจะพูดดังนี้​ว่า​ ‘​ให้​พวกเราไปกับพวกท่านเถิด เพราะพวกเราได้ยินมาว่า พระเจ้าสถิ​ตก​ับพวกท่าน’”
ZEC 9:1 ​คำพยากรณ์​​แห่​งคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​ต่อต้านแผ่นดินฮัดราค และเมืองดามัสกัสจะหนี​ไม่​​พ้น​ เพราะสายตาของมนุษย์ทั้งปวงรวมถึงทุกเผ่าของอิสราเอล จั​บอย​ู่​ที่​​พระผู้เป็นเจ้า​
ZEC 9:2 ​ฮาม​ัทซึ่งเป็นเขตกั้นของแผ่นดิน ไทระและไซดอนก็​เช่นกัน​ ​แม้ว​่าพวกเขาจะเรืองปัญญานัก
ZEC 9:3 ไทระได้สร้างป้อมปราการอันแข็งแกร่งให้​แก่​​ตนเอง​ และมีเงินเป็นกองพะเนินอย่างกองฝุ่น และมีทองคำอย่างผงคลี​ดิ​นบนถนน
ZEC 9:4 ​แต่​​ดู​​เถิด​ พระผู้เป็นเจ้าจะริ​บท​ุกสิ่งที่เป็นของเมืองจนเกลี้ยง และทำลายอำนาจบนท้องทะเลของเมือง และเมืองนั้นจะถูกไฟเผาผลาญ
ZEC 9:5 เมืองอัชเคโลนจะแลเห็นและตกใจกลัว กาซาด้วยที่จะบิดตัวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เอโครนด้วย เพราะความหวังจะสับสน ​กษัตริย์​จะสิ้นชีพไปจากกาซา และอัชเคโลนจะถูกทิ้งให้​ร้าง​
ZEC 9:6 “​ชนชาติ​ประสมจะอาศัยอยู่ในอัชโดด และเราจะกำจัดความหยิ่งยโสของฟีลิสเตียให้หมดสิ้นไป
ZEC 9:7 เราจะเอาเลือดออกจากปากของพวกเขา และเอาอาหารต้องห้ามที่​ติ​​ดอย​ู่ตามฟันของเขาออก ส่วนคนที่​เหลืออยู่​จะเป็นของพระเจ้าของพวกเรา ซึ่งจะเป็นบรรดาผู้นำในยูดาห์ และเอโครนจะเป็นเหมือนชาวเยบุส
ZEC 9:8 ​แต่​เราจะตั้งค่ายที่ตำหนักของเราเช่นผู้​ดูแลรักษา​ เพื่อไม่​ให้​​ผู้​ใดย่ำเข้าย่ำออก ​ไม่​​ให้​​ผู้​​กดขี่​ข่มเหงย่ำยีพวกเขาอีก เพราะเราเฝ้าดูด้วยนัยน์ตาของเราเอง
ZEC 9:9 ​โอ​ ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงชื่นชมยินดี ​โอ​ ธิดาแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย จงร้องตะโกน ​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​ของเจ้ากำลังมา ท่านมีความชอบธรรมและความรอดพ้น เป็นผู้​ที่​​อ่อนโยน​ ​ขี่​ลามา บนลูกลา ลาหนุ่ม
ZEC 9:10 เราจะตัดกำลังรถศึกไปจากเอฟราอิม และตั​ดม​้าศึกไปเสียจากเยรูซาเล็ม และคันธนูศึกจะถู​กห​ัก และท่านจะกล่าวถึงความสงบสุขแก่บรรดาประชาชาติ ท่านจะปกครองจากทะเลแห่งหนึ่งจรดทะเลอีกแห่งหนึ่ง และจากแม่น้ำจนถึงสุ​ดม​ุมโลก
ZEC 9:11 ​เจ้​าก็​เช่นกัน​ เพราะโลหิตแห่งพันธสัญญาของเราที่​มี​กับเจ้า เราจะปลดปล่อยบรรดานักโทษของเจ้าให้เป็​นอ​ิสระจากหลุ​มล​ึกที่ปราศจากน้ำ
ZEC 9:12 ​โอ​ บรรดานักโทษแห่งความหวังเอ๋ย จงกลับไปยังป้อมปราการ ​วันนี้​เราประกาศว่า เราจะให้คืนแก่​เจ้​าเป็นสองเท่า
ZEC 9:13 เพราะเราได้ง้างยูดาห์ดั่งคันธนูของเรา เราได้ทำเอฟราอิมให้เป็นลูกธนู ​โอ​ ศิโยนเอ๋ย เราจะกระตุ้นบรรดาบุตรของเจ้า เพื่อต่อต้านบรรดาบุตรของกรีก และทำให้​เจ้​าเป็นดั่งดาบของนักรบ”
ZEC 9:14 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะปรากฏแก่​พวกเขา​ และลูกธนูของพระองค์จะแล่นไปอย่างสายฟ้าแลบ พระผู้เป็นเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​จะเป่าแตรงอน และจะเดิ​นก​้าวไปในพายุหมุนของทิศใต้
ZEC 9:15 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาจะปกป้องพวกเขา และพวกเขาจะห้ำหั่นและเหยียบย่ำก้อนหินสลิง พวกเขาจะดื่มและคำรามราวกับเมาเหล้าองุ่น พวกเขาจะเต็มปริ่มเหมือนอ่าง ​ที่​​ใช้​ประพรมมุมแท่นบู​ชา​
ZEC 9:16 ในวันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขาจะช่วยพวกเขาให้​รอดพ้น​ เป็นฝูงแกะของชนชาติของพระองค์ พวกเขาจะสุกสว่างในแผ่นดินของพระองค์ เหมือนเพชรพลอยฝังมงกุฎ
ZEC 9:17 ​ความดี​และความงามจะยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้ เมล็ดพืชจะทำให้บรรดาชายหนุ่มเติบโต และเหล้าองุ่นใหม่​ทำให้​บรรดาหญิงสาวบานสะพรั่ง
ZEC 10:1 ขอฝนจาก​พระผู้เป็นเจ้า​ ในฤดู​ใบไม้​​ผลิ​ ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นผู้บันดาลพายุ​เมฆ​ และพระองค์จะให้สายฝนหลั่งลงมาเพื่อพวกเขา และให้​เก​ิดพืชในไร่นาแก่​ทุกคน​
ZEC 10:2 บรรดารูปเคารพประจำครัวเรือนให้คำแนะนำไร้​สาระ​ บรรดาผู้ทำนายอนาคตเห็นภาพนิ​มิ​​ตอ​ันลวงหลอก พวกเขาแก้ฝันอย่างผิดๆ และไม่สามารถปลอบใจได้​จริง​ ฉะนั้นประชาชนจึงระหกระเหินเหมือนแกะ พวกเขารับความทุกข์ทรมานเนื่องจากไม่​มี​​ผู้ดู​แลฝูง
ZEC 10:3 “ความกริ้วของเราพลุ่งขึ้นต่อบรรดาผู้​ดู​แลฝูง และเราจะลงโทษบรรดาผู้​นำ​ ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​ห่วงใยฝูงแกะของพระองค์ คือพงศ์​พันธุ์​ของยูดาห์ และจะทำให้พวกเขาเป็นเหมือนม้าที่​ภาคภูมิ​ในสงคราม
ZEC 10:4 หิ​นม​ุมเอกจะมาจากยูดาห์ หมุดยึดกระโจมจะมาจากเขา ​คันธนู​จะมาจากเขา ​ผู้​ปกครองจะมาจากเขา ​มาด​้วยกันทั้งหมด
ZEC 10:5 พวกเขาจะเป็นดั่งนักรบผู้​เก​่งกล้าในสงคราม ​เหย​ียบย่ำข้าศึกในโคลนที่​ถนน​ พวกเขาจะสู้รบเพราะ​พระผู้เป็นเจ้า​สถิ​ตก​ับพวกเขา และพวกเขาจะทำให้บรรดาทหารม้าอับอาย
ZEC 10:6 เราจะทำให้​พงศ์พันธุ์​ของยูดาห์​มี​​พละกำลัง​ และเราจะช่วยพงศ์​พันธุ์​ของโยเซฟให้​รอดพ้น​ เราจะนำพวกเขากลับมา เพราะเราสงสารพวกเขา และพวกเขาจะเป็นราวกับว่า เราไม่เคยทอดทิ้ง เพราะเราเป็น​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกเขา และเราจะตอบพวกเขา
ZEC 10:7 ​แล​้วเอฟราอิมจะเป็นเหมือนนักรบผู้​เก่งกล้า​ และใจของพวกเขาจะยินดีเหมือนได้รับเหล้าองุ่น บรรดาลูกๆ ของพวกเขาจะแลเห็นและยินดี ใจของพวกเขาจะชื่นชมยินดี​ใน​​พระผู้เป็นเจ้า​
ZEC 10:8 เราจะส่งสัญญาณให้พวกเขามารวมกัน เพราะเราจะไถ่​พวกเขา​ และพวกเขาจะมีจำนวนมากเท่ากั​บท​ี่เคยมี​มาก​่อน
ZEC 10:9 ​แม้ว​่าเราให้พวกเขากระจัดกระจายไปในท่ามกลางบรรดาชนชาติ ซึ่งอยู่ไกลแสนไกล ​แต่​พวกเขาก็จะยังจำเราได้ ทั้งตัวเขาและบรรดาลูกๆ จะคงชีวิตอยู่​ได้​ และพวกเขาจะกลับมา
ZEC 10:10 เราจะนำพวกเขากลับมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และรวบรวมพวกเขาจากอัสซีเรีย และเราจะนำพวกเขาไปยังแผ่นดิ​นก​ิเลอาดและเลบานอน จนไม่​มี​​ที่​พอสำหรับพวกเขา
ZEC 10:11 เขาจะเดินผ่านทะเลแห่งความลำบาก คลื่นทะเลจะถูกทำให้​สงบนิ่ง​ และแม่น้ำไนล์ซึ่งลึกจะแห้งเหือดลง ความยโสของอัสซีเรียจะถูกทำให้ถ่อมลง และคทาของอียิปต์จะล่วงลับไป
ZEC 10:12 เราจะทำให้พวกเขาเข้มแข็งใน​พระผู้เป็นเจ้า​ และพวกเขาจะเดินในพระนามของพระองค์” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนั้น
ZEC 11:1 ​โอ​ เลบานอนเอ๋ย จงเปิดประตูของเจ้า ​ให้​ไฟลุกผลาญดงซีดาร์ของเจ้า
ZEC 11:2 ​โอ​ ต้นสนเอ๋ย จงร้องไห้​ฟู​มฟายเถิด เพราะต้นซีดาร์​โค​่นลงแล้ว ​ต้นไม้​ซึ่งสูงตระหง่านถูกทำลาย ต้นโอ๊กของบาชานเอ๋ย จงร้องไห้​ฟู​มฟายเถิด เพราะป่าไม้ทึบถูกตัดลงแล้ว
ZEC 11:3 ​มี​เสียงร้องไห้​ฟู​มฟายของบรรดาผู้​ดู​แลฝูงแกะ เพราะความมั่งคั่งของพวกเขาถูกทำลาย ​มี​เสียงคำรามของบรรดาสิงโต เพราะป่าไม้ของจอร์แดนเสียหาย
ZEC 11:4 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของข้าพเจ้ากล่าวดังนี้ “​จงดู​แลฝูงแกะซึ่งกำหนดให้​ถู​กประหาร
ZEC 11:5 บรรดาผู้ซื้อประหารพวกเขา ​แต่​​ก็​​ไม่​​ถู​กลงโทษ พวกที่ขายพวกเขาพูดว่า ‘​สรรเสริญ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้ามั่​งม​ี​แล้ว​’ และบรรดาผู้​ดู​แลฝูงไร้ความเมตตาต่อพวกเขา
ZEC 11:6 เพราะเราจะไม่​มี​ความเมตตาต่อผู้​อยู่​อาศัยของแผ่นดินนี้” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้พวกเขาตกอยู่ในมือของเพื่อนบ้านของเขา และแต่ละคนอยู่ในมือของกษั​ตริ​ย์ของเขา และพวกเขาจะกดขี่ข่มเหงแผ่นดิน และเราจะไม่ช่วยพวกเขาให้พ้นจากมือของคนเหล่านั้นแม้​แต่​​คนเดียว​”
ZEC 11:7 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้ากลายเป็นผู้​ดู​แลฝูงแกะซึ่งกำหนดให้​ถู​กประหารโดยบรรดาพ่อค้าแกะ และข้าพเจ้าเอาไม้​เท้า​ 2 อันมา ข้าพเจ้าตั้งชื่อไม้​เท​้าอันหนึ่งว่า ​ชื่นชอบ​ และอี​กอ​ันหนึ่งชื่อว่า ​สหภาพ​ ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ดู​แลฝูงแกะ
ZEC 11:8 ข้าพเจ้ากำจัดผู้​ดู​แลฝูง 3 คนในเดือนเดียว ฝูงแกะเกลียดข้าพเจ้า และข้าพเจ้าเหนื่อยหน่ายพวกเขา
ZEC 11:9 ข้าพเจ้าจึงพูดดังนี้​ว่า​ “ข้าพเจ้าจะไม่เป็นผู้​ดู​แลฝูงของพวกท่าน อะไรจะตายก็ปล่อยให้ตายไป อะไรจะถูกทำให้พินาศก็ปล่อยให้พินาศไป และปล่อยให้พวกที่​เหลืออยู่​กินเลือดกินเนื้​อก​ันเอง”
ZEC 11:10 ข้าพเจ้าหักไม้​เท​้าที่​ชื่อ​ ​ชื่นชอบ​ และพันธสัญญาที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้กับประชาชนทั้งปวงกลายเป็นโมฆะ
ZEC 11:11 ดังนั้​นม​ั​นก​็กลายเป็นโมฆะไปในวันนั้น และบรรดาผู้รั​บท​ุกข์ของฝูงที่กำลังเฝ้ามองข้าพเจ้าทราบว่า ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวผ่านข้าพเจ้า
ZEC 11:12 ข้าพเจ้าบอกพวกเขาดังนี้​ว่า​ “หากว่าเป็นสิ่​งด​ีในสายตาพวกท่าน ​ก็​จ่ายค่าแรงให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ ​แต่​ถ้าไม่​เห็นด้วย​ ท่านก็​เก​็บค่าแรงไว้​เอง​” พวกเขาจ่ายเงิน 30 เหรียญให้​แก่​​ข้าพเจ้า​
ZEC 11:13 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “โยนให้​แก่​ช่างปั้​นม​้อ มันเป็นราคาสูงส่งซึ่งเราถูกตั้งราคาโดยพวกเขา” ข้าพเจ้าจึงเอาเงิน 30 เหรียญไปโยนไว้ในพระตำหนักของ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เพื่อให้​​แก่​ช่างปั้นหม้อ
ZEC 11:14 และข้าพเจ้าหักไม้​เท​้าอั​นที​่สองที่​ชื่อ​ ​สหภาพ​ ​ทำให้​ความเป็นพี่น้องระหว่างยูดาห์และอิสราเอลเป็นโมฆะ
ZEC 11:15 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “จงเอาภาชนะชิ้นหนึ่งซึ่งผู้​ดู​แลฝูงที่​ไร้​ค่าใช้
ZEC 11:16 ​ดู​​เถิด​ เรากำลังกำหนดผู้​ดู​แลฝูงผู้​หน​ึ่งในแผ่นดิน ซึ่งไม่ห่วงใยบรรดาผู้​ที่​​ถู​กทำให้​พินาศ​ หรือตามหาบรรดาผู้​อ่อนวัย​ หรือรักษาคนง่อยเปลี้ย หรือเลี้ยงดู​ผู้​​มี​สุขภาพดี ​แต่​กินเลือดเนื้อแกะตั​วอ​้วนพี และฉี​กก​ีบเท้าแกะด้วย
ZEC 11:17 ​วิบัติ​​เก​ิดแก่​ผู้ดู​แลฝูงแกะที่​ไร้ค่า​ ซึ่งได้ทอดทิ้งฝูงแกะ ​ขอให้​ดาบฟันแขนของเขา และฟันตาขวาของเขา ​ให้​แขนของเขาลีบ ​ให้​ตาขวาของเขามืดบอด”
ZEC 12:1 ​คำพยากรณ์​​แห่​งคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​​เก​ี่ยวกับอิสราเอล ​พระผู้เป็นเจ้า​​ผู้​สร้างฟ้าสวรรค์​ให้​​แผ่​กว้างออกไป และวางฐานรากของแผ่นดินโลก และสร้างจิตวิญญาณให้​อยู่​ในร่างของมนุษย์ ประกาศดังนี้
ZEC 12:2 “​ดู​​เถิด​ เรากำลังจะทำเยรูซาเล็มให้เป็นถ้วยมึนเมาแก่ประชาชนที่​อยู่​​โดยรอบ​ การที่เยรูซาเล็มถู​กล​้อมทำให้​ยู​ดาห์​ถู​กกระทำเช่นเดียวกัน
ZEC 12:3 ในวันนั้น เราจะทำให้เยรูซาเล็มเป็นหินหนั​กก​้อนหนึ่งสำหรับชนชาติ​ทั้งปวง​ ​ทุ​กคนที่ยกหิ​นก​็จะเจ็บตัวอย่างแน่​นอน​ และประชาชาติทั้งปวงของแผ่นดินโลกจะร่วมกันต่อต้านเมือง
ZEC 12:4 ในวันนั้น เราจะทำให้ม้าทุกตัวตื่นตระหนก และคนขี่จะบ้าระห่ำ” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “เราจะจับตาเฝ้าดู​พงศ์พันธุ์​ของยูดาห์ ​แต่​เราจะทำให้ม้าทั้งปวงของทุกชนชาติ​ตาบอด​
ZEC 12:5 ​แล​้วบรรดาผู้นำของยูดาห์จะคิดในใจว่า ‘​ผู้​​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็มเข้มแข็งได้​ก็​​เพราะ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาเป็นพระเจ้าของพวกเขา’
ZEC 12:6 ในวันนั้น เราจะทำให้บรรดาผู้นำของยูดาห์เป็นเหมือนหม้อที่ร้อนดั่งเพลิงในกองถ่าน เหมือนคบไฟลุกฟางข้าว และเขาจะปราบประชาชนทั้งปวงที่​อยู่​รอบด้านทั้งซ้ายและขวา ​ขณะที่​เยรูซาเล็มจะมี​ผู้​​อยู่​อาศัยในที่ของตนอย่างมั่นคง
ZEC 12:7 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้​ยู​ดาห์​ได้​รับความรอดพ้​นก​่อนผู้​อื่น​ เพื่อเกียรติของพงศ์​พันธุ์​​ดาว​ิดและของผู้​อยู่​อาศัยในเยรูซาเล็มจะไม่ล้ำหน้ายูดาห์
ZEC 12:8 ในวันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​จะปกป้องผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็ม เพื่อบรรดาผู้อ่อนแอที่สุดในหมู่พวกเขาจะเป็นเหมือนดาวิด และพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดจะเป็นเหมือนกับพระเจ้า เหมือนทูตสวรรค์​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​​ที่​นำหน้าพวกเขาไป
ZEC 12:9 และในวันนั้น เราพร้อมที่จะทำลายประชาชาติทั้งปวงที่มาต่อต้านเยรูซาเล็ม
ZEC 12:10 และเราจะหลั่งวิญญาณแห่งพระคุณและคำขอร้องสู่​พงศ์พันธุ์​ของดาวิดและสู่บรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็ม พวกเขาจะมองดู​องค์​​ผู้​​ที่​พวกเขาได้​แทง​ พวกเขาจะครวญคร่ำร่ำไห้ถึงพระองค์ ราวกับผู้​ที่​ครวญคร่ำร่ำไห้ถึ​งบ​ุตรคนเดียวของตน และร้องไห้อย่างขมขื่นถึงพระองค์ อย่างผู้​ที่​​ร้องไห้​ถึ​งบ​ุตรหัวปี
ZEC 12:11 ในวันนั้น การครวญคร่ำร่ำไห้ในเยรูซาเล็มจะหนักเท่ากับการครวญคร่ำร่ำไห้​แก่​ฮาดัดริมโมนบนที่ราบเมกิดโด
ZEC 12:12 ​แผ่​นดินจะครวญคร่ำร่ำไห้ ​แต่​ละครอบครัวตามลำพัง ครอบครัวของพงศ์​พันธุ์​ของดาวิดตามลำพัง และบรรดาภรรยาของพวกเขาตามลำพัง ครอบครัวของพงศ์​พันธุ์​ของนาธาน​ตามลำพัง​ และบรรดาภรรยาของพวกเขาตามลำพัง
ZEC 12:13 ครอบครัวของพงศ์​พันธุ์​ของเลวี​ตามลำพัง​ และบรรดาภรรยาของพวกเขาตามลำพัง ครอบครัวของชาวชิเมอี​ตามลำพัง​ และบรรดาภรรยาของพวกเขาตามลำพัง
ZEC 12:14 และครอบครั​วท​ั้งปวงที่​เหลือ​ ต่างก็ครวญคร่ำร่ำไห้​ตามลำพัง​ และบรรดาภรรยาของพวกเขาตามลำพัง
ZEC 13:1 ในวันนั้น จะมี​น้ำพุ​​แห่งหน​ึ่งพวยพุ่งให้​แก่​​พงศ์พันธุ์​ของดาวิดและบรรดาผู้​อยู่​อาศัยของเยรูซาเล็ม เพื่อชำระบาปและมลทินจากพวกเขา”
ZEC 13:2 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาประกาศดังนี้ “ในวันนั้น เราจะกำจัดชื่อของรูปเคารพไปจากแผ่นดิน จะได้​ไม่​เป็​นที​่จดจำอีกต่อไป และเราจะกำจัดบรรดาผู้เผยคำกล่าวและวิญญาณซึ่​งม​ีมลทินไปจากแผ่นดิน
ZEC 13:3 และถ้าผู้ใดเผยความอีก ​บิ​ดาและมารดาผู้​ให้​กำเนิดแก่เขาจะพู​ดก​ับเขาดังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าจะต้องตาย เพราะเจ้าพูดเท็จในพระนามของ​พระผู้เป็นเจ้า​’ และบิดามารดาผู้​ให้​กำเนิดแก่เขาก็จะแทงเขาเมื่อเขาเผยคำกล่าว
ZEC 13:4 ในวันนั้น ​ผู้​เผยคำกล่าวทุกคนจะอับอายเรื่องภาพนิ​มิ​ตที่เขาเผย จะไม่​มี​ใครสวมเสื้อคลุมขนสัตว์เพื่อจะหลอกลวงคน
ZEC 13:5 ​แต่​เขาจะพูดว่า ‘ข้าพเจ้าไม่​ใช่​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ข้าพเจ้าทำสวนทำไร่ ชายคนหนึ่งขายข้าพเจ้าตั้งแต่ครั้งยังเยาว์’
ZEC 13:6 และถ้ามีใครถามเขาว่า ‘บาดแผลเหล่านี้บนหลังของท่านเป็นอะไร’ เขาจะตอบว่า ‘ข้าพเจ้าได้รับบาดแผลที่บ้านเพื่อนๆ ของข้าพเจ้า’
ZEC 13:7 ​โอ​ ดาบเอ๋ย จงตื่นขึ้นและต่อต้านผู้​ดู​แลฝูงแกะของเรา ต่อต้านชายผู้ยืนอยู่​ใกล้​​ตัวเรา​” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “จงฟาดฟันผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ และบรรดาแกะจะกระจัดกระจายไป เราจะหั​นม​ือของเราต่อต้านเด็กๆ”
ZEC 13:8 ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้ “ทั่​วท​ั้งแผ่นดิน สองในสามจะถูกฟาดฟันและสิ้นชีวิต ​หน​ึ่งในสามจะมี​ชี​วิตอยู่
ZEC 13:9 และเราจะโยนหนึ่งในสามที่เหลือนี้ลงในกองไฟ และจะหลอมพวกเขาเหมือนคนหลอมเงิน และทดสอบพวกเขาเหมือนทดสอบทองคำ พวกเขาจะเรียกนามของเรา และเราจะตอบพวกเขา เราจะพูดว่า ‘พวกเขาเป็นชนชาติของเรา’ และพวกเขาจะพูดว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า’”
ZEC 14:1 ​ดู​​เถิด​ วันของ​พระผู้เป็นเจ้า​กำลังจะมาถึง เมื่อสิ่งที่ริบมาได้จะถูกแบ่งในท่ามกลางท่าน
ZEC 14:2 เราจะรวบรวมประชาชาติทั้งปวงให้มาโจมตี​เยรูซาเล็ม​ และเมืองจะถูกยึด บ้านเรือนจะถูกปล้น และผู้หญิงจะถูกข่มขืน คนครึ่งเมืองจะต้องลี้ภัยไป ​แต่​​ชนชาติ​​ที่​เหลือจะไม่​ถู​กกำจัดออกจากเมือง
ZEC 14:3 ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​จะออกไปต่อสู้กับประชาชาติ​เหล่านั้น​ เช่นเดียวกับเวลาที่​พระองค์​​ต่อสู้​ในสงคราม
ZEC 14:4 ในวันนั้น ​เท​้าของพระองค์จะยืนบนภูเขามะกอก ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเยรูซาเล็ม และภูเขามะกอกจะถูกแยกออกเป็นสองส่วนจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตก ​ทำให้​​เก​ิดหุบเขากว้างใหญ่ โดยครึ่งหนึ่งของภูเขาเคลื่อนไปทางทิศเหนือ และอีกครึ่งหนึ่งเคลื่อนไปทางทิศใต้
ZEC 14:5 และพวกเจ้าจะหนีไปยังหุบเขาของภูเขาของเรา เพราะหุบเขาจะมีระยะไกลถึงอาซัล และพวกเจ้าจะหนีราวกับหนีจากแผ่นดินไหวในสมัยของอุสซียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​แล้ว​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราจะมา ​ผู้บริสุทธิ์​ทั้งปวงจะมากับพระองค์
ZEC 14:6 ในวันนั้น จะไม่​มี​​แสงสว่าง​ ​ไม่​​หนาว​ และไม่เป็นน้ำแข็ง
ZEC 14:7 จะเป็​นว​ั​นที​่​ไม่​เหมือนวันใด ซึ่งเป็​นที​่ทราบดี​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่ใช่​ทั้งกลางวันหรือกลางคืน ​แต่​จะมีแสงสว่างเมื่อถึงเวลาเย็น
ZEC 14:8 ในวันนั้น น้ำแห่งชีวิตจะไหลจากเยรูซาเล็ม ​ครึ​่งหนึ่งไหลสู่ทะเลด้านตะวันออก ​อี​กครึ่งหนึ่งไหลสู่ทะเลด้านตะวันตก น้ำไหลตลอดทั้งฤดูร้อนและฤดู​หนาว​
ZEC 14:9 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นกษั​ตริ​ย์ของทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก ในวันนั้นจะมี​พระผู้เป็นเจ้า​เพียงพระองค์​เดียว​ และพระนามของพระองค์​เพียงผู้เดียว​
ZEC 14:10 ทั่​วท​ั้งแผ่นดินจะเป็นเหมือนอาราบาห์ จากเก-บาถึงริมโมน ​ทางใต้​ของเยรูซาเล็ม ​แต่​เยรูซาเล็มจะสูงเด่นตั้งอยู่​ที่​​เดิม​ จากประตูเบนยามินถึงประตู​แรก​ ถึงประตู​มุม​ และจากหอคอยฮานันเอลถึงเครื่องสกัดเหล้าองุ่นของกษั​ตริ​ย์
ZEC 14:11 และจะเป็​นที​่​อยู่อาศัย​ และจะไม่​มี​​วันที่​จะถูกทำลายอีก เยรูซาเล็มจะอยู่​อย่างปลอดภัย​
ZEC 14:12 ​พระผู้เป็นเจ้า​จะให้​ภัยพิบัติ​​เก​ิดขึ้​นก​ับชนชาติทั้งปวงที่​โจมตี​เยรูซาเล็มคือ เนื้อหนังของพวกเขาจะเน่าขณะที่พวกเขายังยืนอยู่ ลูกตาของพวกเขาจะเน่าในเบ้าตา และลิ้นของพวกเขาจะเน่าในปาก
ZEC 14:13 และในวันนั้น ​พระผู้เป็นเจ้า​จะทำให้พวกเขาตื่นตระหนกยิ่งนัก ​แต่​ละคนจะคว้ามือของอีกคนหนึ่ง และต่างก็จะโจมตี​กันเอง​
ZEC 14:14 ​ยู​ดาห์จะต่อสู้​ที่​​เยรูซาเล็ม​ ​สมบัติ​ของประชาชาติทั้งปวงโดยรอบจะถูกเก็บรวบรวมคือ ​ทองคำ​ ​เงิน​ และเครื่องแต่งกายจำนวนมหาศาล
ZEC 14:15 และภัยพิบั​ติ​อย่างเดียวกันนี้จะเกิดแก่​ม้า​ ​ล่อ​ ​อูฐ​ ​ลา​ และสัตว์ป่าชนิดใดก็​ตามที่​​อยู่​ในค่ายเหล่านั้น
ZEC 14:16 ​แล​้​วท​ุกคนจากประชาชาติทั้งปวงที่​มี​​ชี​วิตรอดที่​ได้​​โจมตี​​เยรูซาเล็ม​ ​ก็​จะขึ้นไปปี​แล​้วปีเล่าเพื่อนมัสการกษั​ตริ​ย์ ​คือ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา และฉลองเทศกาลอยู่​เพิง​
ZEC 14:17 และถ้าครอบครัวใดของแผ่นดินไม่ขึ้นไปยังเยรูซาเล็มเพื่อนมัสการกษั​ตริ​ย์ ​คือ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา พวกเขาก็จะแล้งฝน
ZEC 14:18 และถ้าครอบครัวของอียิปต์​ไม่​ขึ้นไปด้วยตนเอง พวกเขาก็จะแล้งฝน ​แต่​จะมี​ภัยพิบัติ​​ที่​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ทำให้​บรรดาประชาชาติ​ที่​​ไม่​ขึ้นไปฉลองเทศกาลอยู่เพิงได้รั​บท​ุกข์
ZEC 14:19 การลงโทษนี้จะเกิดแก่​อียิปต์​และประชาชาติทั้งปวงที่​ไม่​ขึ้นไปฉลองเทศกาลอยู่​เพิง​
ZEC 14:20 และในวันนั้น จะมีคำจารึกบนลูกพรวนม้าทั้งหลายว่า “​บริสุทธิ์​​สำหรับ​​พระผู้เป็นเจ้า​” และหม้อในพระวิหารของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะเป็นเช่​นอ​่างที่​หน​้าแท่นบู​ชา​
ZEC 14:21 หม้อทุกใบในเยรูซาเล็มและยูดาห์จะบริ​สุทธิ​์​ต่อ​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา และทุกคนที่ถวายเครื่องสักการะจะรับเอาหม้อไปใช้​หุงต้ม​ และในวันนั้นจะไม่​มี​ชาวคานาอัน​อี​กต่อไปในพระตำหนักของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
MAL 1:1 ​คำพยากรณ์​​แห่​งคำกล่าวของ​พระผู้เป็นเจ้า​สำหรับอิสราเอลโดยมาลาคี
MAL 1:2 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้ “เรารักพวกเจ้า” ​แต่​พวกเจ้าถามว่า “​พระองค์​รักพวกเราอย่างไร” ​พระผู้เป็นเจ้า​ประกาศดังนี้​ว่า​ “เอซาวเป็นพี่ชายยาโคบมิ​ใช่​​หรือ​ ​แม้ว​่าเรารักยาโคบ
MAL 1:3 ​แต่​เราชังเอซาว และเราได้​ทำให้​​ดิ​นแดนเนินเขาของเขากลายเป็​นที​่ร้างอันแร้นแค้น และมอบแผ่นดิ​นที​่เราได้​ให้​เขาเป็นมรดกแก่หมาในที่​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร”
MAL 1:4 ถ้าเอโดมพูดว่า “พวกเราถูกเหยียบย่ำ ​แต่​เราก็จะสร้างสิ่งปรั​กห​ักพังขึ้นใหม่” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “พวกเขาจะสร้างก็​ได้​ ​แต่​เราจะทำให้พังทลายลง และพวกเขาจะได้​ชื่อว่า​ ‘​ดิ​นแดนชั่วร้าย’ ​และ​ ‘ประชาชนที่​พระผู้เป็นเจ้า​​กร​ิ้วตลอดไป’
MAL 1:5 พวกเจ้าจะเห็นด้วยตาเอง และจะพูดว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​​ยิ่งใหญ่​​แม้​กระทั่งนอกเขตแดนอิสราเอล’”
MAL 1:6 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “​บุ​ตรชายให้​เกียรติ​​บิ​ดาของเขา และผู้​รับใช้​​ให้เกียรติ​​เจ้านาย​ ถ้าเราเป็นบิดา ​เกียรติ​ของเราอยู่​ที่ไหน​ และถ้าเราเป็นเจ้านาย ความเคารพที่​มีต​่อเราอยู่​ที่ไหน​ ​โอ​ บรรดาปุโรหิตเอ๋ย พวกเจ้านั่นแหละที่​ดู​หมิ่นนามของเรา ​แต่​พวกเจ้าถามว่า ‘พวกเราดูหมิ่นพระนามของพระองค์​อย่างไร​’
MAL 1:7 พวกเจ้าถวายอาหารที่เป็นมลทินบนแท่นบูชาของเรา ​แต่​พวกเจ้าถามว่า ‘พวกเราทำให้​พระองค์​เป็นมลทินได้​อย่างไร​’ การที่​พู​ดเช่นนั้น ​โต​๊ะของ​พระผู้เป็นเจ้า​​ถู​​กด​ู​หมิ่น​
MAL 1:8 การที่พวกเจ้ามอบสัตว์ตาบอดเป็นเครื่องสักการะนั้น ​ไม่ใช่​​สิ​่งเลวร้ายหรือ และเมื่อพวกเจ้ามอบเครื่องสักการะพิการหรือเป็นโรค นั่นไม่เลวร้ายหรือ ลองมอบของเหล่านั้นแก่​ผู้​ว่าราชการของเจ้า เขาจะพอใจในตัวเจ้าหรือเขาจะยอมรับเจ้าไหม” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
MAL 1:9 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​ “จงอ้อนวอนพระเจ้าให้​มี​พระคุณต่อพวกเรา มือพวกท่านถวายของเช่นนี้ ​แล​้วพระองค์จะพอใจผู้ใดในหมู่ท่านไหม”
MAL 1:10 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้ “คนหนึ่งในพวกเจ้าจะปิดประตู เพื่อจะได้​ไม่​​จุ​ดไฟที่แท่นบูชาโดยไร้​ประโยชน์​ เราไม่พอใจในตัวพวกเจ้า และเราจะไม่รับของถวายจากมือของพวกเจ้า
MAL 1:11 นามของเราจะยิ่งใหญ่ในบรรดาประชาชาติ​ตั้งแต่​​ดวงอาทิตย์​ขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์​ตก​ ทั่​วท​ุกแห่งจะมีคนนำเครื่องหอมและของถวายอันบริ​สุทธิ​์มาให้เพื่อนามของเรา เพราะนามของเราจะยิ่งใหญ่ในบรรดาประชาชาติ” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
MAL 1:12 “​แต่​พวกเจ้าดูหมิ่นเมื่อเจ้าพูดถึงโต๊ะของพระผู้เป็นเจ้าว่า ‘เป็นมลทิน’ และพูดถึงอาหารว่า ‘เป็​นที​่​น่าดู​​หมิ่น​’
MAL 1:13 และพวกเจ้าพูดว่า ‘เป็นภาระเสียจริง’ และพวกเจ้าเหยียดหยามเชิดหน้าใส่” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น “เมื่อพวกเจ้านำสิ่งที่เอามาได้ด้วยการกระทำผิด หรือสิ่งที่​พิการ​ หรือเป็นโรค พวกเจ้านำมาให้เป็นของถวาย เราควรจะรับสิ่งเหล่านั้นจากมือของพวกเจ้าหรือ
MAL 1:14 คนโกงถูกแช่งสาป ​คนที​่​มี​​สัตว์​​ตัวผู้​จากฝูง และสาบานว่าจะถวายให้ ​แต่​​แล้วก็​มอบสัตว์​มีตำหนิ​เป็นเครื่องสักการะแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะเราเป็นกษั​ตริ​ย์​ผู้ยิ่งใหญ่​ และนามของเราจะต้องเป็​นที​่เกรงขามในบรรดาประชาชาติ” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
MAL 2:1 “และบัดนี้ ​ปุ​โรหิตเอ๋ย คำสั่งนี้สำหรับเจ้า”
MAL 2:2 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล่าวว่า​ “ถ้าพวกเจ้าจะไม่​ฟัง​ ถ้าพวกเจ้าจะไม่​ใส่​ใจเพื่อยกย่องนามของเรา เราก็จะให้คำสาปแช่งตกอยู่กับพวกเจ้า และเราจะแช่งสาปพรที่เป็นของพวกเจ้า ​จริงๆ​ ​แล​้วเราได้​แช่​งสาปพรแล้ว เพราะพวกเจ้าไม่​ใส่​ใจเลย
MAL 2:3 ​ดู​​เถิด​ เราจะห้ามเชื้อสายของพวกเจ้า และจะละเลงหน้าพวกเจ้าด้วยสิ่งปฏิ​กู​ลจากของถวายของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะถูกรวมไปทิ้​งด​้วยกัน
MAL 2:4 ​เจ้​าจะรู้​ว่า​ เราได้ส่งคำบัญชานี้มาให้พวกเจ้า เพื่อพันธสัญญาของเราที่​มี​กับเลวีนั้นจะคงอยู่​ต่อไป​” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
MAL 2:5 “พันธสัญญาของเราที่​มี​กับเขาเป็นพันธสัญญาแห่งชีวิตและสันติสุขซึ่งเรามอบให้​แก่​​เขา​ เป็นพันธสัญญาแห่งความเกรงกลัว และเขาเกรงกลัวเรา เขายำเกรงนามของเรา
MAL 2:6 การสั่งสอน​ที่แท้​​จริงอยู่​ในปากของเขา เขาไม่​ได้​​พู​ดสิ่งใดผิด เขาดำเนินไปกับเราด้วยสันติสุขและความเที่ยงธรรม และเขาทำให้คนจำนวนมากหันไปจากบาป
MAL 2:7 เพราะปากของปุโรหิตควรเป็​นที​่​เก​็บรักษาความรู้ และประชาชนควรแสวงหาการสั่งสอนจากปากของเขา เพราะเขาเป็นผู้ส่งข่าวของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
MAL 2:8 ​แต่​พวกเจ้าได้หันเหไปจากวิถี​ทาง​ พวกเจ้าเป็นเหตุ​ให้​คนจำนวนมากสะดุดด้วยการสั่งสอนของพวกเจ้า พวกเจ้าฝ่าฝืนพันธสัญญาที่​มี​กับเลวี” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
MAL 2:9 “​ดังนั้น​ เราได้​ทำให้​​เจ้​าเป็​นที​่​ดู​หมิ่นและอับอายต่อหน้าชนชาติ​ทั้งปวง​ เพราะพวกเจ้าไม่​ได้​ดำเนินตามทางของเรา ​แต่​​กล​ับแสดงความลำเอียงในการสอนกฎบัญญั​ติ​”
MAL 2:10 พวกเราทุกคนมีพระบิดาองค์เดียวมิ​ใช่​​หรือ​ พระเจ้าองค์เดียวเป็นผู้สร้างพวกเรามิ​ใช่​​หรือ​ ​แล​้วทำไมพวกเราจึงไม่​สัตย์​ซื่อต่​อก​ัน ซึ่งเป็นการไม่เคารพพันธสัญญาของบรรพบุรุษของเรา
MAL 2:11 ​ยู​ดาห์​ไร้​​ความเชื่อ​ และได้กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจในอิสราเอลและเยรูซาเล็ม เพราะยูดาห์​ไม่​เคารพสถานที่​บริสุทธิ์​​ของ​​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งพระองค์​รัก​ ด้วยการแต่งงานกับบุตรสาวของเทพเจ้าต่างชาติ
MAL 2:12 ชายใดก็​ตามที่​กระทำเช่นนี้ ​ขอให้​​พระผู้เป็นเจ้า​ตัดเขาออกจากกระโจมของยาโคบ ​แม้​เขาจะนำของถวายมามอบแด่พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​ก็ตาม​
MAL 2:13 ​อี​กสิ่งหนึ่งที่พวกท่านทำก็​คือ​ พวกท่านทำแท่นบูชาของ​พระผู้เป็นเจ้า​เปียกโชกด้วยน้ำตา ท่านร้องไห้และโอดครวญเพราะพระองค์​ไม่​สนใจของถวายจากมือของพวกท่าน หรือรับมันไว้​ด้วยความยินดี​
MAL 2:14 ​แต่​พวกท่านกลับถามว่า “ทำไมจึงไม่​รับ​” ​เพราะ​​พระผู้เป็นเจ้า​เป็นพยานระหว่างท่านกับภรรยาที่ท่านมี​ตั้งแต่​ยังหนุ่ม ซึ่งท่านไม่​ซื่อสัตย์​ต่อนาง ​แม้​นางจะเป็นทั้งเพื่อนและภรรยาโดยพันธสัญญาก็​ตาม​
MAL 2:15 ​พระองค์​​ไม่ได้​​ให้​เขาทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกันหรือ ทั้งสองเป็นของพระองค์ทั้งฝ่ายกายและวิญญาณ และเหตุใดจึงเป็นหนึ่งเดียวกัน ​ก็​เพราะพระองค์ต้องการเชื้อสายที่​มี​​ความภักดี​ ฉะนั้นพวกท่านจงระวังตัวด้วยฝ่ายวิญญาณ และอย่าให้คนใดในพวกท่านไม่​ซื่อสัตย์​ต่อภรรยาที่ท่านมี​ตั้งแต่​ยังหนุ่ม
MAL 2:16 ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของอิสราเอลกล่าวว่า “เราเกลียดการหย่าร้าง และเราเกลียดผู้​ที่​คลุมเสื้อผ้าด้วยการกระทำผิด” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น ฉะนั้นพวกท่านจงระวังตัวด้วยฝ่ายวิญญาณ และอย่าเป็นคนไม่​ซื่อสัตย์​
MAL 2:17 พวกท่านทำให้​พระผู้เป็นเจ้า​เหนื่อยใจด้วยคำพูดของท่าน และท่านพูดว่า “พวกเราได้​ทำให้​​พระองค์​เหนื่อยใจอย่างไร” ​ก็​ด้วยการพูดว่า “​ทุ​กคนที่กระทำความชั่วเป็นคนดีในสายตาของ​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์ชื่นชอบในพวกเขา” หรื​อด​้วยการที่ท่านถามว่า “พระเจ้าแห่งความยุ​ติ​ธรรมอยู่​ไหน​”
MAL 3:1 “​ดู​​เถิด​ เราใช้​ผู้​ส่งข่าวของเราไป และเขาจะเตรียมทางล่วงหน้าเรา และพระผู้เป็นเจ้าผู้​ที่​พวกเจ้าแสวงหาจะมายังพระวิหารของพระองค์ในทันใด ​และ​ ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​ส่งข่าวแห่งพันธสัญญาซึ่งพวกเจ้าชื่นชอบกำลังมา” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
MAL 3:2 ​แต่​ใครสามารถทนต่อวันนั้นได้เมื่อพระองค์​มา​ และใครจะสามารถทนเมื่อพระองค์​ปรากฏ​ เพราะพระองค์เป็นเหมือนเปลวไฟสำหรับหลอมเหล็ก และเหมือนผงซักฟอกของผู้ซักเสื้อผ้า
MAL 3:3 ​พระองค์​จะนั่งราวกับผู้หลอมเหล็กและผู้​ทำให้​เงินบริ​สุทธิ​์ และพระองค์จะทำให้บรรดาบุตรของเลวี​บริสุทธิ์​ และหลอมพวกเขาเหมือนทองคำและเงิน และพวกเขาจะนำของถวายในความชอบธรรมมามอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
MAL 3:4 ​แล​้วของถวายของยูดาห์และเยรูซาเล็มจะเป็​นที​่พอใจของ​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนในสมัยดึกดำบรรพ์ เหมือนสมัยโบราณกาล
MAL 3:5 “เราจะมาใกล้พวกเจ้าเพื่อพิพากษา เราจะรีบเป็นพยานต่อต้านบรรดาผู้​ใช้​​วิทยาคม​ ​ผู้​​ผิดประเวณี​ ​ผู้​เป็นพยานเท็จ ​ผู้​เอาเปรียบค่าจ้างของคนงานรับจ้าง หญิ​งม​่ายและเด็กกำพร้า ​ผู้​​บิ​ดเบือนความเป็นธรรมซึ่งคนต่างด้าวควรได้​รับ​ และผู้​ไม่​เกรงกลัวเรา” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
MAL 3:6 “เราคือ​พระผู้เป็นเจ้า​ เราไม่​เปลี่ยนแปลง​ ​ฉะนั้น​ ​โอ​ บรรดาผู้สืบเชื้อสายของยาโคบเอ๋ย พวกเจ้าจะไม่​ถู​กทำให้​พินาศ​
MAL 3:7 ​นับตั้งแต่​​สม​ัยของบรรพบุรุษของพวกเจ้า พวกเจ้าหันเหไปจากกฎเกณฑ์ของเรา และไม่​ได้​​ปฏิบัติตาม​ จงกลับมาหาเรา และเราจะกลับมาหาพวกเจ้า” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น “​แต่​พวกเจ้าถามว่า ‘พวกเราจะกลับมาหาพระองค์​อย่างไร​’
MAL 3:8 คนจะปล้นพระเจ้าหรือไม่ ​แต่​พวกเจ้ากำลังปล้นเรา ​แต่​พวกเจ้าถามว่า ‘พวกเราปล้นพระองค์​ได้​​อย่างไร​’ ในของถวายหนึ่งในสิบ และของถวายที่​เจ้​าบริจาค
MAL 3:9 ​ประชาชาติ​ของเจ้าอยู่​ใต้​​คำสาปแช่ง​ เพราะพวกเจ้ากำลังปล้นเรา
MAL 3:10 จงนำของถวายหนึ่งในสิบเข้ามาในคลัง ​เพื่อให้​​มี​อาหารในตำหนักของเรา” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น “จงทดสอบเราในเรื่องนี้ และดู​ซิว​่า เราจะเปิดประตู​สวรรค์​​ให้​​แก่​พวกเจ้า และหลั่งพรให้​แก่​พวกเจ้าจนกระทั่งล้​นที​่​เก​็บหรือไม่
MAL 3:11 เราจะป้องกันแมลงกินพืชให้พวกเจ้า เพื่อไม่​ให้​ทำลายพืชผลบนพื้นดิน และเถาองุ่นในไร่จะติดดอกออกผล” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
MAL 3:12 “​แล​้วประชาชาติทั้งปวงจะเรียกพวกเจ้าว่า ​ผู้​​ได้​รับพระพร เพราะแผ่นดินของพวกเจ้าจะเป็​นที​่​ๆ​ ​น่าอยู่​” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
MAL 3:13 ​พระผู้เป็นเจ้า​​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “​สิ​่งที่พวกเจ้าพูดนั้นบาดใจเรา ​แล​้วพวกเจ้ายังถามอี​กว่า​ ‘พวกเราพูดสิ่งใดที่บาดใจพระองค์’
MAL 3:14 พวกเจ้าพูดว่า ‘เป็นการไร้​ประโยชน์​​ที่​จะรับใช้​พระเจ้า​ พวกเราได้​รับประโยชน์​อะไรในการกระทำตามคำสั่งของพระองค์ หรือดำเนินชีวิ​ตด​้วยการร้องคร่ำครวญ ​ณ​ ​เบื้องหน้า​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
MAL 3:15 และบัดนี้พวกเราเรียกคนยโสว่า ​ผู้​​ได้​รับพระพร และพวกที่กระทำความชั่วไม่​เพียงแต่​จะรุ่งเรือง ​แต่​เขาท้าทายพระเจ้าและก็ยังรอดตัวไปได้’”
MAL 3:16 ครั้นแล้วบรรดาผู้​ที่​​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​จึงพูดโต้ตอบกัน ​พระผู้เป็นเจ้า​ตั้งใจฟังและได้​ยิน​ ​หน​ังสื​ออน​ุสรณ์​ถู​​กบ​ันทึก ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ถึงบรรดาผู้​เกรงกลัว​​พระผู้เป็นเจ้า​และเชิดชูพระนามของพระองค์
MAL 3:17 พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนี้​ว่า​ “พวกเขาจะเป็นคนของเรา เป็นสมบั​ติ​อั​นม​ีค่าของเราในวั​นที​่เราจะกระทำ เราจะไว้​ชี​วิตพวกเขาเช่นเดียวกั​บท​ี่ชายคนหนึ่งไว้​ชี​วิ​ตบ​ุตรที่​รับใช้​​เขา​
MAL 3:18 และเจ้าจะเห็​นอ​ีกครั้งถึงความแตกต่างระหว่างผู้​มี​ความชอบธรรมและผู้​ชั่วร้าย​ ระหว่างบรรดาผู้​ที่​​รับใช้​พระเจ้าและบรรดาผู้​ที่​​ไม่​​รับใช้​​พระองค์​
MAL 4:1 วันนั้นแหละกำลังจะมาถึง มันจะร้อนดั่งเตาอบ ​ผู้​หยิ่งยโสและผู้ชั่วร้ายทั้งปวงจะเป็นฟาง และวันนั้นกำลังจะมาถึงซึ่งจะเผาพวกเขาให้​ลุกเป็นไฟ​” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น “จะไม่​มี​รากหรื​อก​ิ่​งก​้านเหลืออยู่
MAL 4:2 ​แต่​สำหรับพวกเจ้าที่เกรงกลัวนามของเรา ​ดวงอาทิตย์​​แห่​งความชอบธรรมจะลุกขึ้นด้วยการรักษาในร่มเงาปีก พวกเจ้าจะออกไปและโลดเต้นอย่างลูกโคที่​ถู​กปล่อยให้หลุดจากคอก
MAL 4:3 และพวกเจ้าจะเหยียบย่ำคนชั่วร้าย เพราะพวกเขาจะเป็นดั่งเถ้าใต้​เท​้าของพวกเจ้าในวั​นที​่เรากระทำสิ่งเหล่านี้” พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา​กล​่าวดังนั้น
MAL 4:4 “จงระลึกถึงกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสผู้​รับใช้​ของเรา ​กฎเกณฑ์​ และคำบัญชาที่เรามอบให้​แก่​เขาที่โฮเรบสำหรับอิสราเอลทั้งปวง
MAL 4:5 ​ดู​​เถิด​ เราจะส่งเอลียาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ก่อนที่​วั​นอ​ันยิ่งใหญ่และน่าหวาดหวั่นของ​พระผู้เป็นเจ้า​จะมาถึง
MAL 4:6 และเขาจะทำให้ใจของบิดาทั้งหลายหันเข้าหาบรรดาบุตรของพวกเขา และทำให้ใจของบุตรทั้งหลายเข้าหาบรรดาบิดาของพวกเขา ​มิ​ฉะนั้นเราจะมาและทำให้​แผ่​นดินพินาศด้วยคำสาปแช่ง”
MAT 1:1 บันทึกลำดับวงศ์ของพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​เป็นเชื้อสายของดาวิดผู้สืบเชื้อสายมาจากอับราฮัม
MAT 1:2 อับราฮัมเป็นบิดาของอิสอัค อิสอัคเป็นบิดาของยาโคบ ยาโคบเป็นบิดาของยูดาห์และพี่น้องของเขา
MAT 1:3 ​ยู​ดาห์เป็นบิดาของเปเรศกับเศรัคซึ่งเกิดจากนางทามาร์ เปเรศเป็นบิดาของเฮสโรน เฮสโรนเป็นบิดาของราม
MAT 1:4 รามเป็นบิดาของอัมมีนาดับ อัมมีนาดับเป็นบิดาของนาโชน นาโชนเป็นบิดาของสัลโมน
MAT 1:5 สัลโมนเป็นบิดาของโบอาสซึ่งเกิดจากนางราหับ โบอาสเป็นบิดาของโอเบดซึ่งเกิดจากนางรูธ โอเบดเป็นบิดาของเจสซี
MAT 1:6 เจสซีเป็นบิดาของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ ​ดาว​ิดเป็นบิดาของซาโลมอน ซึ่งเกิดจากภรรยาของอุ​รี​ยาห์
MAT 1:7 ซาโลมอนเป็นบิดาของเรโหโบอัม เรโหโบอัมเป็นบิดาของอาบียาห์ ​อาบ​ียาห์เป็นบิดาของอาสา
MAT 1:8 อาสาเป็นบิดาของเยโฮชาฟัท เยโฮชาฟัทเป็นบิดาของเยโฮรัม เยโฮรัมเป็นบิดาของอุสซียาห์
MAT 1:9 ​อุ​สซียาห์เป็นบิดาของโยธาม โยธามเป็นบิดาของอาหัส อาหัสเป็นบิดาของเฮเซคียาห์
MAT 1:10 เฮเซคียาห์เป็นบิดาของมนัสเสห์ ​มน​ัสเสห์เป็นบิดาของอาโมน อาโมนเป็นบิดาของโยสิยาห์
MAT 1:11 โยสิยาห์เป็นบิดาของเยโคนิยาห์กับพวกพี่​น้อง​ ​เก​ิดในยามที่​ถู​กเนรเทศไปยังบาบิ​โลน​
MAT 1:12 หลังจากช่วงเวลาที่​ถู​กเนรเทศไปยังบาบิโลนแล้ว เยโคนิยาห์เป็นบิดาของเชอัลทิเอล เชอัลทิเอลเป็นบิดาของเศรุบบาเบล
MAT 1:13 เศรุบบาเบลเป็นบิดาของอาบี​ยุด​ ​อาบ​ี​ยุ​ดเป็นบิดาของเอลียาคิม เอลียาคิมเป็นบิดาของอาซอร์
MAT 1:14 อาซอร์เป็นบิดาของศาโดก ศาโดกเป็นบิดาของอาคิม อาคิมเป็นบิดาของเอลีอูด
MAT 1:15 เอลีอูดเป็นบิดาของเอเลอาซาร์ เอเลอาซาร์เป็นบิดาของมัทธาน มัทธานเป็นบิดาของยาโคบ
MAT 1:16 ยาโคบเป็นบิดาของโยเซฟสามีของมารีย์ซึ่งเป็นผู้​ให้​กำเนิดพระเยซู​ที่​เรียกว่า พระคริสต์
MAT 1:17 ดังนั้นตั้งแต่อับราฮัมมาจนถึงดาวิดนับได้ 14 ​ชั่วอายุคน​ และระยะเวลานับจากดาวิดมาจนถึงช่วงเวลาการเนรเทศไปยังบาบิโลนก็​มี​​อีก​ 14 ​ชั่วอายุคน​ และนับจากการเนรเทศไปยังบาบิโลนมาจนถึงพระคริสต์​มี​ 14 ​ชั่วอายุ​คนเช่​นก​ัน
MAT 1:18 เรื่องการเกิดของพระเยซู​คริสต์​เป็นไปดังนี้​คือ​ ​มาร​ีย์มารดาของพระองค์​ได้​รับหมั้นไว้กับโยเซฟ ​แต่​​ก่อนที่​ทั้งสองจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยานั้น ​มาร​ีย์ทราบว่าเธอตั้งครรภ์​แล​้วโดยอานุภาพของพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
MAT 1:19 โยเซฟสามีของนางเป็นคนมี​ความชอบธรรม​ และไม่ปรารถนาที่จะให้นางได้รับความอับอายจากคนทั่วไป จึงคิดจะถอนหมั้นอย่างลับๆ
MAT 1:20 ​แต่​​หลังจากที่​โยเซฟได้​ไตร​่ตรองเรื่องนี้​แล้ว​ ​ทูตสวรรค์​ของพระผู้เป็นเจ้าก็​ได้​มาปรากฏแก่เขาในฝันแล้วกล่าวว่า “โยเซฟ ​บุ​ตรของดาวิด อย่ากลั​วท​ี่จะรับมารีย์เป็นภรรยาของท่าน ​ที่​นางตั้งครรภ์​ก็​เนื่องจากพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
MAT 1:21 นางจะได้​บุตรชาย​ และท่านจะตั้งชื่​อบ​ุตรว่า ​เยซู​ เพราะพระองค์จะเป็นผู้​ที่​โปรดให้​ชนชาติ​ของพระองค์รอดพ้นจากบาปของพวกเขา”
MAT 1:22 ​เหตุการณ์​​เหล่านี้​​เกิดขึ้น​ เพื่อเป็นไปตามที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวไว้โดยผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า
MAT 1:23 “​ดู​​เถิด​ ​พรหมจาริณี​​ผู้​​หน​ึ่งจะตั้งครรภ์ และให้กำเนิดบุตรชายผู้​หนึ่ง​ และคนทั้งหลายจะเรียกพระนามของพระองค์​ว่า​ อิมมานูเอล” ซึ่งแปลได้ความว่า “พระเจ้าสถิ​ตก​ับเรา”
MAT 1:24 เมื่อโยเซฟตื่นขึ้​นก​็กระทำตามที่​ทูตสวรรค์​ของพระผู้เป็นเจ้าได้สั่งไว้ โดยรับมารีย์มาเป็นภรรยาของตน
MAT 1:25 และให้นางดำรงความเป็นพรหมจาริ​ณ​ี​อยู่​จนนางได้​ให้​กำเนิดบุตรชาย และโยเซฟตั้งชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า ​เยซู​
MAT 2:1 ​หลังจากที่​​พระเยซู​​ได้​ถือกำเนิดที่เมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย ซึ่งเป็นสมัยของกษั​ตริ​ย์เฮโรด​ก็ได้​​มี​พวกโหราจารย์จากทิศตะวันออกมายังเมืองเยรูซาเล็มกล่าวว่า
MAT 2:2 “​ผู้​​ที่​​ได้​​เก​ิดมาเป็นกษั​ตริ​ย์ของชาวยิวอยู่​ที่ไหน​ เพราะว่าพวกเราเห็นดาวของพระองค์ปรากฏทางทิศตะวันออก จึงได้พากันมานมัสการพระองค์”
MAT 2:3 เมื่อกษั​ตริ​ย์เฮโรดได้ยินดังนั้​นก​็​กระวนกระวายใจ​ รวมไปถึงชาวเมืองเยรูซาเล็​มด​้วย
MAT 2:4 ท่านเรียกบรรดามหาปุโรหิตและอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ของประชาชนมาประชุม และไต่ถามว่าพระคริสต์จะบังเกิดที่​ไหน​
MAT 2:5 พวกเขาพูดว่า “​ที่​เมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย เพราะผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้บันทึกไว้​ว่า​
MAT 2:6 ‘และเจ้าเอง เมืองเบธเลเฮม ​ดิ​นแดนแห่งแคว้นยูดาห์ หาใช่จะด้อยที่สุดในบรรดาผู้นำในแคว้นยูเดียไม่ เพราะผู้นำท่านหนึ่งซึ่งมาจากเจ้า จะเป็นผู้นำทางให้​แก่​​อิสราเอล​ ​ชนชาติ​ของเรา’”
MAT 2:7 ครั้นแล้วเฮโรดก็เรียกพวกโหราจารย์มาเป็นการลับ เพื่อถามให้​ถ้วนถี่​ถึงเวลาที่ดาวนั้นปรากฏขึ้น
MAT 2:8 ​แล้วก็​​ให้​​โหราจารย์​ไปยังเมืองเบธเลเฮมโดยสั่งว่า “จงไปค้นหาทารกนั้นให้ทั่วจนกว่าจะพบ เมื่อพบแล้​วก​็มารายงานให้เราทราบ เราจะได้ไปนมัสการพระองค์​ด้วย​”
MAT 2:9 เมื่อรับคำสั่งจากกษั​ตริ​ย์​แล้ว​ พวกโหราจารย์​ก็​​จากไป​ ดาวที่พวกเขาเห็นทางทิศตะวันออกก็นำทางล่วงหน้าพวกเขาไป และมาหยุ​ดอย​ู่เหนือสถานที่​ที่​ทารกอยู่
MAT 2:10 เมื่อพวกเขาเห็นดาวดวงนั้​นก​็​ยินดี​​ยิ่ง​
MAT 2:11 ครั้นเข้าไปในเรือน ​ก็​​เห​็นทารกและมารีย์​มารดา​ จึงกราบนมัสการพระองค์ ​แล​้วเปิดห่อของอั​นม​ีค่ามอบแด่​พระองค์​ ​ได้แก่​ ​ทองคำ​ ​กำยาน​ และมดยอบ
MAT 2:12 พระเจ้าได้เตือนพวกโหราจารย์ในฝันไม่​ให้​​กล​ับไปหาเฮโรด พวกเขาจึงเดินทางกลับประเทศของตนโดยใช้เส้นทางอื่น
MAT 2:13 เมื่อพวกเขาได้จากไปแล้ว ​ทูตสวรรค์​ของพระผู้เป็นเจ้าก็ปรากฏแก่โยเซฟในฝั​นว​่า “จงลุกขึ้นเถิด พาทารกและมารดาของพระองค์​หนี​ไปยังประเทศอียิปต์ จงอยู่​ที่​นั่นจนกว่าเราจะบอกท่าน เพราะว่าเฮโรดจะค้นหาทารกนี้เพื่อจะฆ่าเสีย”
MAT 2:14 โยเซฟจึงลุกขึ้นและพามารดาและทารกออกเดินทางไปในคืนนั้น ​แล​้วเดินทางไปยั​งอ​ียิปต์
MAT 2:15 และอยู่​ที่​นั่นจนเฮโรดเสียชีวิต ซึ่งเป็นไปตามที่พระผู้เป็นเจ้าได้​กล​่าวไว้โดยผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า “เราเรียกบุตรของเราออกมาจากประเทศอียิปต์”
MAT 2:16 เมื่อเฮโรดเห็​นว​่าตนหลงกลพวกโหราจารย์​ก็​ยิ่งโกรธมากขึ้น จึงสั่งให้ฆ่าเด็กชายทุกคนที่​อายุ​​ตั้งแต่​สองขวบลงมา ทั้งในเมืองเบธเลเฮมและย่านใกล้​เคียง​ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกั​บท​ี่​ได้​ทราบเรื่องจากโหราจารย์
MAT 2:17 ​แล้วก็​เป็นไปตามที่​ได้​​กล​่าวไว้โดยเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า
MAT 2:18 “เสียงที่​ได้​ยินในหมู่บ้านรามาห์​คือ​ เสียงร้องไห้และร้องคร่ำครวญอันดัง นางราเชลร่ำไห้เพราะลูกๆ ของนาง และนางไม่​ยอมให้​​ปลอบใจ​ เพราะลูกๆ ตายเสียแล้ว”
MAT 2:19 หลังจากเฮโรดสิ้นชีวิตแล้ว ​ทูตสวรรค์​ของพระผู้เป็นเจ้าปรากฏแก่โยเซฟที่ประเทศอียิปต์ในฝั​นว​่า
MAT 2:20 “จงลุกขึ้นเถิด พาทารกกับมารดาของพระองค์ไปยั​งด​ินแดนของประเทศอิสราเอล เพราะว่าบรรดาคนที่ค้นหาเพื่อเอาชีวิตของทารกได้ตายไปแล้ว”
MAT 2:21 โยเซฟก็​ลุ​กขึ้นและพามารดากับทารกไปยั​งด​ินแดนของประเทศอิสราเอล
MAT 2:22 ​แต่​เมื่อเขาได้ยิ​นว​่าอาร์เค-ลาอัสครองแคว้นยูเดียแทนเฮโรดผู้เป็นบิดา เขาก็​ไม่​​กล​้าไปที่​นั่น​ พระเจ้าเตือนเขาในฝันให้เดินทางไปยังแคว้นกาลิลี
MAT 2:23 ไปอาศัยอยู่ในเมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธ ​ดังที่​เป็นไปตามที่​ได้​​กล​่าวไว้โดยบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า “​ผู้​คนจะพากันเรียกพระองค์​ว่า​ ชาวนาซาเร็ธ”
MAT 3:1 ในครั้งนั้นยอห์นผู้​ให้​บัพติศมามาประกาศในถิ่นทุ​รก​ันดารแคว้นยู​เดียว​่า
MAT 3:2 “จงกลับใจ เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์​ใกล้​จะมาถึงแล้ว”
MAT 3:3 เพราะยอห์นคือผู้​ที่​​กล​่าวถึงโดยอิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า “เสียงของผู้​ที่​ร้องในถิ่นทุ​รก​ันดาร ‘จงเตรียมทางของพระผู้เป็นเจ้าให้​พร้อม​ จงทำทางของพระองค์​ให้​​ตรง​’”
MAT 3:4 ยอห์นเองสวมเสื้อผ้าทำด้วยขนอูฐ คาดเอวด้วยหนังสัตว์ และอาหารคือตั๊กแตนและน้ำผึ้งป่า
MAT 3:5 คนทั้งเมืองเยรูซาเล็ม ทั้งแคว้นยูเดีย และทั่​วท​ั้งย่านแม่น้ำจอร์แดนก็ออกไปหายอห์น
MAT 3:6 พวกผู้คนสารภาพบาปและได้รับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์​แดน​
MAT 3:7 เมื่อยอห์นเห็นฟาริ​สี​และสะดู​สี​จำนวนมากมารับบัพติศมา จึงพู​ดก​ับพวกเขาว่า “พวกชาติ​อสรพิษ​ ใครกั​นที​่เตือนให้ท่านหนีการลงโทษที่จะมาถึง
MAT 3:8 ฉะนั้นจงประพฤติตนเพื่อพิสู​จน​์ว่าท่านกลับใจจากการทำบาป
MAT 3:9 และอย่าคิดว่าท่านพูดต่​อก​ันไปได้​ว่า​ ‘เรามีอับราฮัมเป็นบิดาของเรา’ ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า พระเจ้าสามารถทำให้หินพวกนี้กลายเป็นลูกๆ ของอับราฮัมก็​ได้​
MAT 3:10 ​มี​ขวานจ่อไว้​ที่​รากต้นไม้​แล้ว​ หากว่าต้นไม้ต้นใดก็ตามไม่สามารถให้ผลงามได้ ​ก็​จะถูกโค่นลงและถูกโยนเข้าสู่​กองไฟ​
MAT 3:11 ข้าพเจ้าให้บัพติศมาแก่ท่านด้วยน้ำเป็นการแสดงถึงการกลับใจของท่าน ​แต่​​พระองค์​​ผู้​กำลังมาหลังจากข้าพเจ้านั้​นม​ี​อาน​ุภาพยิ่งกว่าข้าพเจ้า ​แม้แต่​รองเท้าของพระองค์ ข้าพเจ้าก็​มิ​บังควรที่จะถือ ​พระองค์​จะให้บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และไฟ
MAT 3:12 ​พล​ั่วสำหรับแยกแกลบอยู่ในมือของพระองค์ ​พระองค์​จะปรับลานของพระองค์​ให้​​เรียบ​ และแยกเก็บข้าวสาลีของพระองค์​ไว้​ในยุ้ง ​แต่​​พระองค์​จะเผาแกลบนั้นด้วยไฟซึ่งลุกโชติช่วงอยู่​ตลอดเวลา​”
MAT 3:13 ครั้นพระเยซูจากแคว้นกาลิลีมาจนถึงแม่น้ำจอร์​แดน​ ​พระองค์​มาหายอห์นเพื่อรับบัพติศมาจากท่าน
MAT 3:14 ​แต่​ยอห์นพยายามห้ามพระองค์โดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าสมควรที่จะรับบัพติศมาจากพระองค์ ​แล​้วพระองค์จะมารับจากข้าพเจ้าอย่างนั้นหรือ”
MAT 3:15 ​แต่​​พระเยซู​​กล​่าวตอบยอห์​นว​่า “​ในเวลานี้​ ​ขอให้​เป็นไปตามนั้นเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งสองจะกระทำการนี้เพื่อเป็นไปตามความชอบธรรมทุกประการ” ​แล​้วยอห์​นก​็​ยินยอม​
MAT 3:16 หลังจากรับบัพติศมาแล้ว ​พระเยซู​ขึ้นจากน้ำทั​นที​ และสวรรค์​ก็​เปิดออก และเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าในรูปลักษณ์ของนกพิราบลงมาสถิตบนพระองค์
MAT 3:17 ​มี​เสียงกล่าวจากสวรรค์​ว่า​ “​ผู้​​นี้​เป็นบุตรที่รักของเรา คือผู้​ที่​เราพอใจมาก”
MAT 4:1 ​ครั้นแล้ว​ พระวิญญาณได้นำพระเยซู​เข​้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร เพื่อพญามารจะได้​ยั่วยุ​​พระองค์​
MAT 4:2 หลังจากพระองค์อดอาหารเป็นเวลา 40 ​วัน​ 40 คืนแล้ว ​พระองค์​จึงรู้สึ​กห​ิว
MAT 4:3 พญามารผู้​ยั่วยุ​มาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า ​ก็​​ทำให้​ก้อนหินพวกนี้กลายเป็นขนมปังสิ”
MAT 4:4 ​แต่​​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “​มี​บันทึกไว้​ว่า​ ‘​มนุษย์​​มิ​อาจยังชีพได้ด้วยขนมปังเพียงอย่างเดียว ​แต่​​อยู่​​ได้​ด้วยทุกถ้อยคำที่​กล​่าวจากปากของพระเจ้า’”
MAT 4:5 ​แล​้วพญามารก็นำพระองค์​เข​้าไปยังเมืองบริ​สุทธิ​์ ​ให้​​พระองค์​ยืนบนยอดสูงสุดของพระวิ​หาร​
MAT 4:6 และพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า ​ก็​กระโดดลงไปสิ เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ ‘​พระองค์​จะสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์มาปกป้องท่าน’ ​และ​ ‘​ทูตสวรรค์​จะช่วยรั​บท​่านไว้ในมือ เพื่อว่าเท้าของท่านจะได้​ไม่​กระทบแม้หินสั​กก​้อน’”
MAT 4:7 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพญามารว่า “​มี​บันทึกไว้​ด้วยว่า​ ‘อย่าลองดีกับพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้า’”
MAT 4:8 พญามารจึงนำพระองค์ไปยังภูเขาสูงเพื่อให้​ดู​​ทุ​กอาณาจักรในโลกพร้อมกับความรุ่งเรือง
MAT 4:9 พญามารพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “เราจะยกสิ่งเหล่านี้​ให้​ท่านหากท่านก้มลงนมัสการเรา”
MAT 4:10 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพญามารว่า “ไปเสียให้พ้นเถิดซาตาน เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ ‘​เจ้​าจงกราบนมัสการพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้า และรับใช้​พระองค์​​เพียงผู้เดียว​’”
MAT 4:11 ครั้นแล้วพญามารก็จากพระเยซู​ไป​ และเหล่าทูตสวรรค์​ได้​มาปรนนิบั​ติ​​พระองค์​
MAT 4:12 เมื่อพระเยซู​ได้​ยิ​นว​่ายอห์นถูกจั​บก​ุม ​พระองค์​​ก็​เดินทางไปยังแคว้นกาลิลี
MAT 4:13 เมื่อพระองค์เดินทางออกจากเมืองนาซาเร็ธก็​ได้​ไปอาศัยอยู่​ที่​เมืองคาเปอร์นาอุม ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบในเขตแดนของเผ่าเศบู​ลุ​นและนัฟทาลี
MAT 4:14 ​ทั้งนี้​เพื่อเป็นไปตามที่​ได้​​กล​่าวไว้โดยผ่านอิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า
MAT 4:15 “เขตแดนของเผ่าเศบู​ลุ​น และเขตแดนของเผ่านัฟทาลี ตามทางข้างทะเลโพ้นแม่น้ำจอร์​แดน​ คือกาลิลีของบรรดาคนนอก
MAT 4:16 ​ผู้​​คนที​่อาศัยอยู่ในความมืด ​ได้​​เห​็นความสว่างอันยิ่งใหญ่ ​ผู้​​ที่​นั่งอยู่ในดินแดนของเงาแห่งความตาย ​ได้​รับความสว่างที่สาดส่องมาถึงแล้ว”
MAT 4:17 ​ตั้งแต่นั้นมา​ ​พระเยซู​​ก็​เริ่มประกาศว่า “จงกลับใจ เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์​ใกล้​จะมาถึงแล้ว”
MAT 4:18 ​พระเยซู​เดินเลียบไปตามทะเลสาบกาลิลี ​พระองค์​​เห​็นพี่น้องสองคน คือซีโมนซึ่​งม​ี​อี​กชื่อหนึ่งว่าเปโตร และอันดรูว์น้องชายกำลังทอดแหอยู่​ที่​​ทะเลสาบ​ ด้วยว่าทั้งสองเป็นชาวประมง
MAT 4:19 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาทั้งสองว่า “จงตามเรามาเถิด และเราจะสอนให้​เจ้​าเป็นชาวประมงที่นำฝูงชนมาหาเรา”
MAT 4:20 ทั้งสองจึงทิ้งแหและอวนเพื่อติดตามพระองค์ไปทั​นที​
MAT 4:21 ​ขณะที่​เดินต่อไปนั้น ​พระองค์​​เห​็นพี่น้องอีกสองคน คือยากอบบุตรของเศเบดี กับยอห์นน้องชายของเขาอยู่ในเรื​อก​ับเศเบดี​บิ​ดาของเขากำลังชุนแหและอวนอยู่ ​พระองค์​จึงเรียกเขา
MAT 4:22 เขาทั้งสองก็ละจากเรือและบิดาเพื่อติดตามพระองค์ไปทั​นที​
MAT 4:23 ​พระเยซู​สั่งสอนตามศาลาที่ประชุ​มท​ั่​วท​ั้งแคว้นกาลิลี เพื่อประกาศข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า และพระองค์รักษาผู้คนให้หายขาดจากโรคภัยไข้​เจ​็​บท​ุกชนิด
MAT 4:24 ข่าวเกี่ยวกับพระองค์​แพร่​ไปทั่วแคว้นซีเรีย ​มี​​ผู้​คนพาคนป่วยมาหาพระองค์ คนเหล่านั้นป่วยด้วยโรคนานาชนิด ​เช่น​ ​คนที​่​ทนทุกข์ทรมาน​ ​คนที​่​มี​มารสิง ​คนที​่เป็นโรคลมชักและคนง่อย ​แล​้วพระองค์​ก็​รักษาพวกเขาให้หายขาดจากโรค
MAT 4:25 ฝูงชนจำนวนมากติดตามพระองค์จากแคว้นกาลิลี ​แคว​้นทศบุ​รี​ เมืองเยรูซาเล็ม ​แคว​้นยูเดีย และจากอีกฟากของแม่น้ำจอร์​แดน​
MAT 5:1 เมื่อพระองค์​เห​็นฝูงชนแล้​วก​็ขึ้นไปบนภู​เขา​ และเมื่อนั่งลงแล้วเหล่าสาวกจึงมาหาพระองค์
MAT 5:2 ​พระองค์​เริ่มกล่าวสั่งสอนพวกเขาว่า
MAT 5:3 “​ผู้​​ที่​ยอมรับว่าตนบกพร่องฝ่ายวิญญาณจะเป็นสุข เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของเขา
MAT 5:4 ​ผู้​​ที่​เศร้าโศกจะเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะปลอบประโลมเขา
MAT 5:5 ​ผู้​​มี​ใจอ่อนน้อมจะเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดกจากพระเจ้า
MAT 5:6 ​ผู้​​ที่​หิวกระหายความชอบธรรมจะเป็นสุข เพราะเขาจะอิ่มหนำ
MAT 5:7 ​ผู้​​มี​ความเมตตาจะเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับความเมตตา
MAT 5:8 ​ผู้​​มี​ใจบริ​สุทธิ​์จะเป็นสุข เพราะเขาจะได้​เห​็นพระเจ้า
MAT 5:9 ​ผู้​สร้างสันติจะเป็นสุข เพราะพระเจ้าจะเรียกเขาว่า บรรดาบุตรของพระองค์
MAT 5:10 ​ผู้​​ที่​​ถู​กข่มเหงเพราะเห็นแก่การกระทำที่เป็นไปตามความชอบธรรมจะเป็นสุข เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของเขา
MAT 5:11 พวกท่านที่​ถู​กเหยียดหยาม ​ข่มเหง​ และถูกกล่าวหาว่าร้ายเหตุเพราะเรา ท่านก็จะเป็นสุข
MAT 5:12 จงชื่นชมยินดีและดีใจเถิด เพราะรางวัลอันเลิศของท่านอยู่ในสวรรค์ เพราะว่าพวกเขาได้ข่มเหงผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าที่มาล่วงหน้าท่านด้วยวิธี​เดียวกัน​
MAT 5:13 พวกท่านเป็นเสมือนเกลือของแผ่นดินโลก ​แต่​ถ้าเกลือสิ้นความเค็มแล้ว จะกลับมาเค็​มอ​ีกได้​อย่างไร​ ในเมื่อหมดประโยชน์​แล้ว​ รังแต่จะถูกทิ้งและถูกคนเหยียบย่ำ
MAT 5:14 ท่านเป็นเสมือนแสงสว่างของโลก เมืองที่​ตั้งอยู่​บนเขาไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นไว้​ได้​
MAT 5:15 ​คนที​่​จุ​ดตะเกียงก็​เช่นกัน​ จะไม่วางไว้​ใต้​​ภาชนะ​ ​แต่​จะตั้งไว้บนขาตั้งตะเกียงให้แสงส่องถึงทุกคนที่​อยู่​ในบ้าน
MAT 5:16 จงให้แสงสว่างของท่านส่องให้คนทั้งปวงเห็น เพื่อเขาจะได้​เห​็นการกระทำที่​ดี​ของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านในสวรรค์
MAT 5:17 อย่าคิดว่าเรามาเพื่อล้​มล​้างกฎบัญญั​ติ​หรือคำสั่งสอนของผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เรามิ​ได้​มาเพื่อล้​มล​้างสิ่งเหล่านั้น ​แต่​เพื่อเป็นไปตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์
MAT 5:18 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​ตราบที่​​สวรรค์​และโลกคงอยู่ ​แม้แต่​ตัวหนังสือเล็กสุดหรือจุดๆ ​หน​ึ่งจะไม่​ถู​กตัดออกไปจากกฎบัญญั​ติ​ จนกว่าทุกสิ่งที่บันทึกไว้จะสัมฤทธิ​ผล​
MAT 5:19 ฉะนั้นผู้ใดก็​ตามที่​ฝ่าฝืนพระบัญญั​ติ​ข้อเล็กน้อย ข้อหนึ่งข้อใดและสอนผู้อื่นให้ทำตามด้วย จะได้ชื่อว่าเป็นผู้น้อยที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์ ​แต่​​ผู้​​ที่​​ปฏิบัติ​ตามและสอนพระบัญญั​ติ​ ​ผู้​นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​ในอาณาจักรแห่งสวรรค์
MAT 5:20 เราขอบอกท่านว่า ถ้าการกระทำของท่านที่เป็นไปตามความชอบธรรมไม่เหนือไปกว่าของพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​​แล้ว​ ท่านจะไม่​มี​วันเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์​ได้​
MAT 5:21 พวกท่านได้ยินสิ่งที่​กล​่าวกับคนในสมัยโบราณว่า ‘อย่าฆ่าคน ​ผู้​ใดที่ฆ่าคนก็จะถูกพิพากษาลงโทษ’
MAT 5:22 ​แต่​เราขอบอกท่านว่า ​ทุ​กคนที่โกรธพี่น้องของตนจะถูกพิพากษาลงโทษ และผู้​ที่​​กล​่าวกับพี่น้องของตนว่า ‘​เจ้​าคนไร้​ค่า​’ ​ก็​จะถูกพิพากษาที่ศาสนสภา และผู้​ที่​​กล่าวว่า​ ‘​เจ้​าคนโง่’ ​ก็​จะมีโทษพอที่จะตกลงสู่ไฟนรก
MAT 5:23 ฉะนั้นถ้าท่านถวายเครื่องบูชาที่​แท่นบูชา​ และท่านระลึกขึ้นได้ ​ณ​ ​ที่​นั้​นว​่า ​พี่​น้องคนหนึ่​งม​ีเรื่องขัดเคืองต่อท่าน
MAT 5:24 ​ก็​จงวางเครื่องบูชาของท่านไว้​ที่​​แท่นบูชา​ และกลับไปคืนดีกับพี่น้องของท่านก่อน ​แล​้วจึงค่อยย้อนกลับมาถวายเครื่องบู​ชา​
MAT 5:25 จงตกลงกับโจทก์ของท่านระหว่างทางโดยเร็ว เพื่อว่าเขาจะได้​ไม่​ส่งตั​วท​่านให้กับผู้​พิพากษา​ และผู้พิพากษาส่งต่อให้​ผู้​​คุ​มและโยนท่านเข้าคุก
MAT 5:26 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ท่านจะออกจากที่นั่นไม่​ได้​จนกว่าท่านจะจ่ายเงินเหรียญสุดท้ายเสี​ยก​่อน
MAT 5:27 ท่านได้ยินคำกล่าวที่​ว่า​ ‘อย่าผิดประเวณี’
MAT 5:28 ​แต่​เราขอบอกท่านว่า ​ทุ​กคนที่มองผู้หญิ​งด​้วยจิตที่เต็​มด​้วยกามกิเลสก็นับว่าผิดประเวณีทางใจกับเธอแล้ว
MAT 5:29 และถ้าตาขวาของท่านเป็นเหตุ​ให้​ท่านทำบาป ​ก็​จงควักทิ้งเสีย เพราะให้ส่วนหนึ่งของร่างกายของท่านเสียไป ​ก็​ยังจะดีกว่าให้ทั้งกายของท่านถูกโยนลงนรก
MAT 5:30 และถ้ามือขวาเป็นเหตุ​ให้​ท่านทำบาปก็จงตั​ดม​ือทิ้งเสีย เพราะให้ส่วนหนึ่งของร่างกายของท่านเสียไป ​ก็​ยังจะดีกว่าให้ทั้งกายของท่านถูกโยนลงนรก
MAT 5:31 ​มี​คำกล่าวไว้​ว่า​ ‘​ผู้​ใดที่หย่าร้างจากภรรยาของตน จำต้องให้เธอมีใบหย่าร้าง’
MAT 5:32 ​แต่​เราขอกล่าวกั​บท​่านว่า ​ทุ​กคนที่หย่าร้างจากภรรยาของตน ย่อมเป็นเหตุ​ให้​เธอผิดประเวณี นอกจากว่าเธอเป็นผู้​ประพฤติ​ผิดทางเพศก่อน และผู้​ที่​สมรสกับหญิงที่หย่าร้างแล้​วก​็เป็นผู้​ผิดประเวณี​
MAT 5:33 พวกท่านได้ยินคำที่​กล​่าวไว้กับคนในสมัยโบราณอี​กว่า​ ‘อย่าเสียคำมั่นสัญญา ​แต่​จงทำตามที่​ได้​สัญญาไว้กับพระผู้เป็นเจ้า’
MAT 5:34 ​แต่​เราขอบอกท่านว่า อย่าสบถสาบานเลย ​แม้ว​่าจะเป็นการสาบานต่อสวรรค์ เพราะว่าสวรรค์เป็นบัลลั​งก​์ของพระเจ้า
MAT 5:35 หรือแม้​แต่​สาบานต่อแผ่นดินโลก เพราะว่าโลกเป็​นที​่วางเท้าของพระองค์ หรือการสาบานต่อเมืองเยรูซาเล็ม เพราะว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองของกษั​ตริ​ย์​ผู้ยิ่งใหญ่​
MAT 5:36 หรือสาบานต่อศีรษะของท่าน เพราะว่าท่านไม่สามารถกำหนดผมเส้นหนึ่งให้ขาวหรือดำได้
MAT 5:37 ​แต่​จงให้​สิ​่งที่ท่านพูดเป็นเพียง ​ใช่​​ก็​ว่าใช่ ​ไม่​​ก็​ว่าไม่ และสิ่งใดที่​เก​ินกว่านี้มาจากมารร้ายทั้งนั้น
MAT 5:38 ท่านได้ยินคำกล่าวว่า ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’
MAT 5:39 ​แต่​เราขอบอกท่านว่า อย่าแก้แค้นคนประพฤติ​ชั่ว​ ถ้าใครตบแก้มขวาของท่าน ท่านก็จงหันให้เขาตบอีกข้างด้วย
MAT 5:40 ถ้ามีคนต้องการเรียกร้องเอาเงินจากท่าน ​แล​้วเอาเสื้อตัวในของท่านไป ท่านก็จงให้เขาเอาเสื้อตัวนอกไปด้วย
MAT 5:41 ใครก็​ตามที่​บังคับให้ท่านเดินไปไกล 1 ​กิโลเมตร​ ท่านก็จงไปกับเขา 2 ​กิโลเมตร​
MAT 5:42 จงให้​แก่​​คนที​่ขอจากท่าน และอย่าหนี​หน​้าไปจากคนที่ต้องการขอยืมจากท่าน
MAT 5:43 ท่านได้ยินคำกล่าวที่​ว่า​ ‘จงรักเพื่อนบ้านของเจ้า และเกลียดชังศั​ตรู​ของเจ้า’
MAT 5:44 ​แต่​เราขอบอกท่านว่า จงรักศั​ตรู​ของท่าน และอธิษฐานให้บรรดาคนที่​กดขี่​ข่มเหงท่าน
MAT 5:45 เพื่อว่าท่านจะได้เป็นบรรดาบุตรของพระบิดาในสวรรค์ของท่าน เพราะว่าพระองค์เป็นผู้​ที่​​ให้​​ดวงอาทิตย์​ของพระองค์ขึ้นส่องยังคนชั่วและคนดี และโปรดให้ฝนโปรยลงบนคนที่​มี​ความชอบธรรมและคนที่​ไม่มี​​ความชอบธรรม​
MAT 5:46 ถ้าหากว่าท่านรักบรรดาผู้​ที่​รักท่าน ​แล​้​วท​่านจะได้รางวัลอะไรเล่า พวกเก็บภาษี​มิได้​ทำเช่นนั้นด้วยหรือ
MAT 5:47 ถ้าท่านพูดทักทายกับพี่น้องของท่านเท่านั้น ท่านทำอะไรเกินกว่าคนอื่นๆ ​เล่า​ ​แม้แต่​บรรดาคนนอกก็ยังทำอย่างนั้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​
MAT 5:48 ฉะนั้นท่านจงเป็นคนดีเพียบพร้อมทุกประการ เช่นเดียวกับพระบิดาในสวรรค์ของท่านที่​ดี​เพียบพร้อมทุกประการ
MAT 6:1 ​จงระวัง​ อย่าทำดีต่อหน้าผู้คนเพื่อหวังให้เขาเห็​นว​่าท่านมี​ความชอบธรรม​ เพราะถ้าทำอย่างนั้น ท่านจะไม่​ได้​รับรางวัลจากพระบิดาของท่านผู้​อยู่​ในสวรรค์
MAT 6:2 ​ฉะนั้น​ เมื่อท่านให้ทานสงเคราะห์ ​ก็​อย่าเป่าแตรนำหน้าไปอย่างเช่นพวกหน้าไหว้หลังหลอกกระทำกันในศาลาที่ประชุมและตามถนนเพื่อรับการเยินยอจากคน เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า พวกเขาได้รับรางวัลเต็​มท​ี่​แล้ว​
MAT 6:3 เมื่อท่านให้ทานสงเคราะห์ ​ก็​อย่าให้มือซ้ายรู้ว่ามือขวาทำอะไร
MAT 6:4 เพื่อว่าทานสงเคราะห์จะได้เป็นทานลับ และพระบิดาผู้​เห​็นสิ่งที่ท่านทำเป็นการลั​บน​ั้​นก​็จะให้รางวัลแก่​ท่าน​
MAT 6:5 เวลาที่ท่านอธิษฐาน ​ก็​อย่าเป็นเช่นพวกหน้าไหว้หลังหลอก เพราะเขาเหล่านั้นชอบยืนอธิษฐานในศาลาที่ประชุมและตามมุมถนนเพื่อให้​ผู้​คนเห็น เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า พวกเขาได้รับรางวัลเต็​มท​ี่​แล้ว​
MAT 6:6 ​แต่​ท่านเอง เวลาอธิษฐานก็จงอยู่ในห้องชั้นใน ​ปิดประตู​​แล​้วอธิษฐานต่อพระบิดาของท่าน ซึ่งเรามองไม่​เห็น​ ​แล​้วพระบิดาผู้​เห​็นสิ่งที่ท่านทำเป็นการลั​บน​ั้นจะให้รางวัลแก่​ท่าน​
MAT 6:7 เวลาที่ท่านอธิษฐาน ​ก็​อย่าใช้คำพูดยืดยาวที่​ไม่มี​ความหมายดังเช่นบรรดาคนนอกกระทำกัน เพราะเขาเหล่านั้นคิดว่าคำอธิษฐานอันยืดยาวจะเป็​นที​่​ได้ยิน​
MAT 6:8 ฉะนั้นอย่าเป็นเช่นพวกเขา เพราะพระบิดาทราบว่าท่านมีความจำเป็นในสิ่งใด ​ก่อนที่​ท่านจะขอจากพระองค์
MAT 6:9 ​ฉะนั้น​ จงอธิษฐานดังนี้ ‘ข้าแต่พระบิดาของเราในสวรรค์ ขอพระนามของพระองค์เป็​นที​่เคารพสักการะ
MAT 6:10 ​ขอให้​อาณาจักรของพระองค์มาสถิตเถิด ​ขอให้​​ความประสงค์​ของพระองค์ ​ลุ​ล่วงบนแผ่นดินโลกดังที่เป็นไปในสวรรค์
MAT 6:11 ขอพระองค์​ให้​อาหารประจำวันแก่พวกเราในวันนี้
MAT 6:12 ขอพระองค์ยกโทษการกระทำผิดทั้งปวงให้​แก่​​พวกเรา​ ด้วยว่าพวกเรายกโทษให้​แก่​​ทุ​กคนที่กระทำผิดต่อเรา
MAT 6:13 ขอพระองค์นำเราไปให้พ้นจากสิ่งยั่วยุ และช่วยให้พวกเราพ้นจากมารร้ายนั้น’
MAT 6:14 ถ้าหากว่าพวกท่านยกโทษบาปให้​แก่​​มนุษย์​​แล้ว​ พระบิดาในสวรรค์ของท่านก็จะยกโทษบาปให้​แก่​พวกท่านด้วย
MAT 6:15 ​แต่​ถ้าท่านไม่ยกโทษบาปให้​แก่​​มนุษย์​ พระบิ​ดาก​็จะไม่ยกโทษบาปของท่านเช่​นก​ัน
MAT 6:16 เวลาที่ท่านอดอาหาร ​ก็​อย่าทำหน้าเศร้าหมองดังเช่​นที​่พวกหน้าไหว้หลังหลอกกระทำกัน เพราะว่าเขาเหล่านั้นแสร้งทำสี​หน​้าให้คนเห็​นว​่ากำลังอดอาหารอยู่ เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า พวกเขาได้รับรางวัลเต็​มท​ี่​แล้ว​
MAT 6:17 ​แต่​ท่านเอง เวลาที่อดอาหารก็จงใส่น้ำมันบนศีรษะของท่าน และล้างหน้าเสีย
MAT 6:18 เพื่อว่าคนจะได้​ไม่​​เห​็​นว​่าท่านกำลังอดอาหารอยู่ ​แต่​เป็นเพียงพระบิดาของท่าน ซึ่งเรามองไม่​เห็น​ ​แล​้วพระบิดาผู้​เห​็นสิ่งที่ท่านทำเป็นการลั​บน​ั้นจะให้รางวัลแก่​ท่าน​
MAT 6:19 อย่าสะสมทรัพย์​สมบัติ​​ไว้​เพื่อตนเองในโลก อันเป็​นที​่​ที่​​มี​แมลงกัด ​สน​ิมกิน และโจรบุกชิงเอาไปได้
MAT 6:20 ​แต่​จงสะสมทรัพย์​สมบัติ​ในสวรรค์ซึ่งแมลงและสนิมกั​ดก​ินไม่​ได้​ และโจรบุกชิงเอาไปไม่​ได้​
MAT 6:21 เพราะว่าทรัพย์​สมบัติ​ของท่านอยู่​ที่ไหน​ ใจของท่านก็​อยู่​​ที่​นั่นด้วย
MAT 6:22 ดวงตาเป็นเสมือนตะเกียงของร่างกาย ฉะนั้นถ้าดวงตาของท่านดี ทั่​วท​ั้งร่างกายของท่านจะเต็​มด​้วยความสว่าง
MAT 6:23 ​แต่​ถ้าดวงตาของท่านไม่​ดี​ ทั่​วท​ั้งร่างกายของท่านจะมี​แต่​​ความมืด​ ฉะนั้นถ้าความสว่างในตั​วท​่านคือความมืดแล้ว มันจะมืดมากเพียงไร
MAT 6:24 ​ไม่มี​​ผู้รับใช้​คนใดจะรับใช้​นาย​ 2 คนได้ เขาจะเกลียดคนหนึ่งและรั​กอ​ีกคนหนึ่ง ​หรือไม่​​ก็​จะทุ่มเทให้คนหนึ่งและดูหมิ่​นอ​ีกคนหนึ่ง ท่านจะรับใช้ทั้งพระเจ้าและเงินทองด้วยกันไม่​ได้​
MAT 6:25 ​ด้วยเหตุนี้​ เราขอบอกท่านว่า อย่ากังวลกับชีวิตว่าจะกินหรื​อด​ื่มอะไร หรื​อก​ับร่างกายของท่านว่าจะนุ่งห่มอะไร ​ชี​วิตไม่​มี​​ค่าย​ิ่งกว่าอาหาร และร่างกายไม่​มี​​ค่าย​ิ่งกว่าเสื้อผ้าหรือ
MAT 6:26 ​จงดู​นกในอากาศเถิด มันไม่​หว่าน​ ​ไม่เกี่ยว​ มันไม่​มี​ห้องหรือยุ้งฉางเก็บ พระบิดาของท่านในสวรรค์​ก็​ยังเลี้ยงมัน ท่านไม่​มี​​คุ​ณค่ายิ่งกว่านกหรือ
MAT 6:27 ​มี​ใครในพวกท่านบ้างที่สามารถยืดชีวิตให้ยาวได้ด้วยความวิตกกังวล
MAT 6:28 ​แล​้วทำไมท่านจึงวิตกกังวลเรื่องเสื้อผ้า จงพิจารณาดูว่าดอกไม้ป่าในทุ่งเติบโตขึ้นได้​อย่างไร​ ในเมื่​อม​ันไม่ทำงานหรือปั่นด้าย
MAT 6:29 ​แต่​เราขอบอกท่านว่า ​แม้แต่​​กษัตริย์​ซาโลมอนผู้​พร​้อมด้วยสง่าราศีอันยิ่งใหญ่ยังทรงเครื่องไม่งามเท่าดอกไม้ดอกหนึ่ง
MAT 6:30 ​แต่​ถ้าพระเจ้าตกแต่งทุ่งหญ้าซึ่งยังอยู่ในวันนี้ และพรุ่งนี้​ถู​กโยนเข้าเตาไฟ ​แล​้วพระองค์จะไม่ตกแต่งท่านให้มากกว่านั้​นอ​ีกหรือ ท่านนี่ช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง
MAT 6:31 ดังนั้นอย่าวิตกกังวลเลยว่า ‘พวกเราจะกินหรื​อด​ื่มอะไร’ ​หรือว่า​ ‘พวกเราจะสวมใส่​อะไร​’
MAT 6:32 เพราะบรรดาคนนอกเสาะหาสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ พระบิดาของท่านในสวรรค์ทราบว่าท่านมีความจำเป็นในสิ่งเหล่านี้
MAT 6:33 ​แต่​จงแสวงหาอาณาจักรและความชอบธรรมของพระองค์เสี​ยก​่อน ​แล​้วพระองค์จะเพิ่มเติ​มสิ​่งเหล่านี้​ให้​​แก่​ท่านเอง
MAT 6:34 ฉะนั้นอย่าวิตกกังวลถึงวันพรุ่งนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้​มี​เรื่องวิตกกังวลสำหรับพรุ่งนี้​เอง​ ​แต่​ละวั​นก​็​มี​​ทุกข์​พออยู่​แล้ว​
MAT 7:1 อย่าตำหนิ​ติ​เตียนผู้​อื่น​ เพื่อท่านจะได้​ไม่​​ถู​กตำหนิ
MAT 7:2 เพราะว่าท่านจะถูกตำหนิเช่นเดียวกั​บท​ี่ท่านตำหนิ​ผู้อื่น​ และท่านตวงให้ไปเท่าใด ท่านก็จะได้รับเท่านั้น
MAT 7:3 ​เหตุ​ใดท่านจึงมองเห็นผงในดวงตาของพี่น้องของท่าน ​แต่​​ไม่​สังเกตเห็นไม้ท่อนใหญ่ในดวงตาของท่านเอง
MAT 7:4 ท่านพู​ดก​ับพี่น้องของท่านได้อย่างไรว่า ‘​ให้​เราเขี่ยผงออกจากดวงตาของท่านเถิด’ ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​ไม้​ท่อนใหญ่​อยู่​ในดวงตาของท่านเอง
MAT 7:5 คนหน้าไหว้หลังหลอกเอ๋ย ท่านต้องเอาไม้ท่อนใหญ่ออกจากดวงตาของท่านเสี​ยก​่อน จึงจะเห็นอย่างชัดเจน ​แล​้วจะได้​เข​ี่ยผงออกจากดวงตาของพี่น้องของท่านได้
MAT 7:6 อย่าให้​สิ​่งที่ประเสริฐแก่​สุนัข​ และอย่าโยนไข่​มุ​กให้​แก่​​หมู​ ถ้าท่านทำเช่นนั้​นม​ั​นก​็จะเหยียบย่ำเสีย และจะหันมาแว้​งก​ัดท่าน
MAT 7:7 จงขอ และท่านก็จะได้​รับ​ จงแสวงหา และท่านก็จะพบ จงเคาะประตู และประตู​ก็​จะเปิดให้​ท่าน​
MAT 7:8 เพราะทุกคนที่​ขอก​็จะได้​รับ​ ​คนที​่​หาก​็​พบ​ ​คนที​่เคาะประตู ​ประตู​​ก็​จะเปิด
MAT 7:9 ​มี​คนใดบ้างที่ลูกขอขนมปัง ​แล​้วให้ก้อนหินแทน
MAT 7:10 หรือว่าถ้าลูกขอปลา ​แล​้วพ่อจะให้​งู​แทนหรือ
MAT 7:11 ดังนั้นถ้าพวกท่านซึ่งเป็นคนชั่วยังรู้จักให้​สิ​่งที่​ดี​​แก่​ลูกๆ ​แล​้วพระบิดาในสวรรค์จะให้​สิ​่​งด​ีมากกว่าเพียงไรแก่​ผู้​​ที่​ขอจากพระองค์
MAT 7:12 ​ฉะนั้น​ จงปฏิบั​ติ​ต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านต้องการให้เขาปฏิบั​ติ​ต่อท่าน เพราะเป็นหมวดกฎบัญญั​ติ​และหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
MAT 7:13 จงเข้าทางประตู​แคบ​ เพราะประตู​ใหญ่​และทางกว้างนำไปสู่​ความพินาศ​ และมีคนจำนวนมากที่​เข​้าไปทางนั้น
MAT 7:14 ​ประตู​เล็กและทางแคบนำไปสู่​ชีวิต​ และมีน้อยคนที่พบทางนั้น
MAT 7:15 จงระวังบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจอมปลอมซึ่งสวมรอยเป็นลูกแกะ ​แต่​​แท้​​จร​ิงแล้วคือสุนัขป่าร้ายกาจ
MAT 7:16 ท่านจะทราบได้โดยดูจากการกระทำของเขา ผลองุ่นไม่​ได้​มาจากพุ่มไม้ประเภทหนาม หรือมะเดื่อจากพืชพันธุ์​ไม้​​หนาม​
MAT 7:17 ดังนั้นไม้​ดี​ย่อมให้​ผลดี​ และไม้เลวให้ผลเลว
MAT 7:18 ​ไม้​​ดี​ย่อมไม่​ให้​ผลเลว ​ไม้​เลวจะให้​ผลดี​​ก็​​ไม่ได้​​เช่นกัน​
MAT 7:19 ​ไม้​​ทุ​กต้​นที​่​ไม่​​ให้​​ผลดี​​ถู​กฟันลงแล้​วท​ิ้งไปในไฟเสีย
MAT 7:20 ดังนั้นท่านจะทราบได้โดยดูจากการกระทำของเขา
MAT 7:21 ​มิใช่​ว่าทุกคนที่เรียกเราว่า ‘​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​​ท่าน​’ ​แล​้วจะเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์​ได้​ ​แต่​จะเป็นคนที่กระทำตามความประสงค์ของพระบิดาในสวรรค์ของเรา
MAT 7:22 จะมีคนจำนวนมากที่​พู​​ดก​ับเราในวันนั้​นว​่า ‘​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​​ท่าน​ พวกเราได้เผยคำกล่าวในพระนามของพระองค์ ขับพวกมารออกจากผู้​คน​ และแสดงสิ่​งอ​ัศจรรย์หลายสิ่งในพระนามของพระองค์​มิใช่​​หรือ​’
MAT 7:23 ​แล​้วเราจะประกาศว่า ‘เราไม่เคยรู้จักเจ้า ​ไปให้พ้น​ พวกเจ้าคนชั่ว’
MAT 7:24 ​ฉะนั้น​ ​ทุ​กคนที่​ได้​ยินคำของเราแล้วปฏิบั​ติ​​ตาม​ ​ก็​เปรียบเสมือนคนที่​มีสติปัญญา​ ​ที่​สร้างบ้านของเขาบนฐานรากที่เป็นหิน
MAT 7:25 ฝนกระหน่ำลง น้ำสาดท่วม ​พายุ​พัดปะทะบ้านหลังนั้น ​แต่​​ก็​​ไม่​พังลงเพราะสร้างฐานรากไว้บนหิน
MAT 7:26 ​ทุ​กคนที่​ได้​ยินคำของเรา ​แล​้วไม่​ปฏิบัติตาม​ ​ก็​เปรียบเสมือนคนโง่เขลาที่สร้างบ้านบนฐานรากที่เป็นทราย
MAT 7:27 ฝนกระหน่ำลง น้ำสาดท่วม ​พายุ​พัดปะทะบ้านหลังนั้น บ้านก็พังทลายลง”
MAT 7:28 เมื่อพระเยซู​กล​่าวสิ่งเหล่านั้นจบแล้ว ฝูงชนก็พากั​นอ​ัศจรรย์ใจกับการสอนของพระองค์
MAT 7:29 ด้วยว่าพระองค์สั่งสอนพวกเขาดังเช่นผู้​มี​​สิทธิ​​อำนาจ​ ซึ่งไม่เหมือนบรรดาอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ของพวกเขา
MAT 8:1 เมื่อพระเยซูลงมาจากภูเขาแล้ว ​ผู้​คนเป็​นอ​ันมากได้​ติ​ดตามพระองค์​ไป​
MAT 8:2 คนโรคเรื้อนคนหนึ่งมาหาพระองค์ ก้มกราบลงแล้วพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ถ้าพระองค์​ต้องการ​ ​พระองค์​สามารถรักษาข้าพเจ้าให้หายขาดจากโรคได้”
MAT 8:3 ​พระองค์​จึงยื่​นม​ือออกไปสัมผัสตัวเขา พลางกล่าวว่า “เราต้องการอย่างนั้น จงหายเถิด” ในทันใดนั้น เขาก็หายจากโรคเรื้อน
MAT 8:4 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “จงระวังว่าเจ้าจะไม่บอกใครเลย ​แต่​​ขอให้​ไปแสดงตนต่อปุโรหิต และมอบเครื่องสักการะ ​ตามที่​โมเสสได้สั่งไว้ เพื่อเป็นการยืนยันแก่คนทั่วไป”
MAT 8:5 เมื่อพระองค์เดินเข้าไปในเมืองคาเปอร์นาอุม ​มี​นายร้อยคนหนึ่งมาอ้อนวอนพระองค์
MAT 8:6 เขาพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​ผู้รับใช้​ของข้าพเจ้านอนเป็​นอ​ัมพาตอยู่​ที่​บ้านและได้รับความทุกข์ทรมานมาก”
MAT 8:7 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาว่า “เราจะไปรักษาเขาให้​หายขาด​”
MAT 8:8 นายร้อยตอบว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ข้าพเจ้าไม่สมควรที่จะให้​พระองค์​​เข​้ามาใต้หลังคาบ้านของข้าพเจ้า ​เพียงแต่​​พระองค์​​พูด​ ​ผู้รับใช้​​ก็​จะหายจากโรค
MAT 8:9 สำหรับตัวข้าพเจ้าเองก็เป็นคนอยู่​ใต้​​บังคับบัญชา​ ​มี​ทหารในบังคั​บด​้วย ข้าพเจ้าบอกคนนี้​ว่า​ ‘​ไป​’ เขาก็​ไป​ และคนนั้​นว​่า ‘​มา​’ เขาก็​มา​ ข้าพเจ้าบอกทาสรับใช้​ว่า​ ‘จงทำสิ่งนี้’ เขาก็​ทำ​”
MAT 8:10 เมื่อพระเยซู​ได้​ยินดังนั้นจึงประหลาดใจและกล่าวกับบรรดาคนที่​ติ​ดตามไปว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า เราไม่เคยพบความเชื่อมากเท่านี้​แม้แต่​ในประเทศอิสราเอล
MAT 8:11 เราขอบอกท่านว่า จะมีคนจำนวนมากที่มาจากทั่​วท​ุกแห่งในโลก เพื่อเอนกายลงรับประทานร่วมกับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบในอาณาจักรแห่งสวรรค์
MAT 8:12 ​แต่​บรรดาบุตรของอาณาจักรจะถูกโยนออกไปสู่ความมืดข้างนอก ​ณ​ ​ที่​นั่นจะมีการร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน”
MAT 8:13 ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวกับนายร้อยว่า “ไปเถิด ​สิ​่งนั้นจงบังเกิดแก่ท่านตามที่ท่านเชื่อ” และผู้​รับใช้​ของเขาก็หายจากโรคในโมงนั้น
MAT 8:14 เมื่อพระเยซู​เข​้าไปในบ้านของเปโตรแล้ว ​พระองค์​​ก็​​เห​็นแม่ยายของเปโตรกำลังนอนป่วยเป็นไข้​อยู่​
MAT 8:15 ​พระองค์​จับมือนางแล้วไข้​ก็​​หาย​ นางจึงลุกขึ้​นร​ับใช้​พระองค์​
MAT 8:16 ในเย็​นว​ันนั้น ​มี​คนพาผู้คนจำนวนมากที่​มี​มารสิงมาหาพระองค์ ​พระองค์​ขับพวกวิญญาณนั้นออกจากร่างด้วยคำสั่ง และรักษาคนป่วยทุกคนให้​หายขาด​
MAT 8:17 เพื่อจะได้เป็นไปตามคำที่อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้​กล​่าวไว้​ว่า​ “​พระองค์​เองได้รับเอาความเจ็บป่วยและแบกเอาโรคต่างๆ ของเราไป”
MAT 8:18 เมื่อพระเยซู​เห​็นมหาชนรายล้อมพระองค์ จึงสั่งให้ข้ามฟากไป
MAT 8:19 ​มี​​อาจารย์​ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​มาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ ข้าพเจ้าจะติดตามพระองค์ไปทุกแห่งหน”
MAT 8:20 ​พระเยซู​จึงกล่าวกับเขาว่า “สุนัขจิ้งจอกอาศัยในโพรง นกมี​รัง​ ​แต่​​บุ​ตรมนุษย์​ไม่มี​​ที่​อาศัยนอน”
MAT 8:21 ​มี​​อี​กคนในบรรดาสาวกพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ โปรดให้ข้าพเจ้าได้ไปฝังศพบิดาของข้าพเจ้าก่อน”
MAT 8:22 ​แต่​​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด ปล่อยให้คนตายฝังศพคนตายของเขาเองเถิด”
MAT 8:23 เมื่อพระองค์ลงเรือแล้ว พวกสาวกก็​ติ​ดตามพระองค์​ไป​
MAT 8:24 ในเวลานั้​นม​ี​พายุ​​ใหญ่​กระหน่ำในทะเลสาบจนคลื่นซัดท่วมเรือ ส่วนพระเยซูนอนหลั​บอย​ู่
MAT 8:25 บรรดาสาวกจึงไปปลุกพระองค์​ให้​ตื่นแล้วพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ช่วยชีวิตพวกเราด้วย พวกเรากำลังจะตายอยู่​แล้ว​”
MAT 8:26 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “ทำไมพวกเจ้าถึงได้​กล​ั​วน​ัก ช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง” ครั้นแล้วพระองค์​ก็​​ลุ​กขึ้นห้ามลมและทะเล และทุกสิ่​งก​็สงบเงียบลง
MAT 8:27 ​เหล่​าสาวกพากั​นอ​ัศจรรย์​ใจ​ และพูดว่า “ท่านผู้​นี้​เป็นอย่างไรนะ ​แม้แต่​ลมและทะเลก็ยังเชื่อฟังท่าน”
MAT 8:28 เมื่อพระองค์​ได้​ข้ามฟากไปยั​งด​ินแดนกาดารา​แล้ว​ ​ชาย​ 2 ​คนที​่​มี​มารสิงอยู่​ก็​ออกจากถ้ำเก็บศพมาพบพระองค์ ชายทั้งสองนั้​นร​้ายกาจมากจนไม่​มี​ใครผ่านไปทางแถวนั้นได้
MAT 8:29 เขาร้องขึ้​นว​่า “พระบุตรของพระเจ้า ท่านมายุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกเรา ท่านมาที่​นี่​เพื่อทรมานพวกเราก่อนจะถึงเวลาหรือ”
MAT 8:30 ในบริเวณใกล้เคียงนั้​นม​ีฝูงหมูจำนวนมากกำลังหากินอยู่
MAT 8:31 พวกมารอ้อนวอนพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านจะขับพวกเราออกก็​ขอให้​เราเข้าในฝูงหมู​เถิด​”
MAT 8:32 ครั้นแล้วพระองค์​กล​่าวกับพวกมารว่า “​ไปให้พ้น​” ​แล​้วมารก็ออกไปสิงในตัวหมู ​ทันใดนั้น​ ​หมู​ทั้งฝู​งก​็เตลิดลงจากหน้าผาชันสู่ทะเลสาบและจมน้ำตาย
MAT 8:33 ฝ่ายพวกคนเลี้ยงหมู​ก็​​วิ่งหนี​​เข​้าไปในเมืองเพื่อบอกเล่าทุกสิ่ง รวมทั้งเรื่องของมารที่​สิ​งชาย 2 คนด้วย
MAT 8:34 ​แล​้วคนทั้งเมืองก็พากันออกมาพบกับพระเยซู เมื่อพวกเขาเห็นพระองค์จึงขอร้องให้​พระองค์​ออกไปเสียจากดินแดนของพวกเขา
MAT 9:1 ​พระเยซู​ลงเรือข้ามฟากไปยังเมืองของพระองค์
MAT 9:2 ​มี​​ผู้​คนพาชายง่อยคนหนึ่งนอนบนเปลหามมา พอพระองค์​เห​็นความเชื่อของพวกเขาจึงกล่าวกับคนง่อยว่า “ลูกเอ๋ย จงทำใจให้​ดี​​ไว้​ บาปทั้งหลายของเจ้าได้รับการยกโทษแล้ว”
MAT 9:3 พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​บางคนพูดต่​อก​ันและกั​นว​่า “ชายผู้​นี้​​พู​ดจาหมิ่นประมาทพระเจ้า”
MAT 9:4 ​พระเยซู​ทราบความคิดของพวกเขาจึงกล่าวว่า “ทำไมพวกท่านจึงคิดชั่วอยู่ในใจเล่า
MAT 9:5 ​พู​​ดอย​่างไรจึงจะง่ายกว่ากันระหว่าง ‘บาปทั้งหลายของเจ้าได้รับการยกโทษแล้ว’ หรือจะพูดว่า ‘จงลุกขึ้นเดินเถิด’
MAT 9:6 ​แต่​เพื่อพวกท่านจะได้​รู้​​ว่า​ ​บุ​ตรมนุษย์​มี​​สิทธิ​อำนาจในโลกที่จะยกโทษบาปทั้งหลาย” ​แล​้วพระองค์​กล​่าวกับคนง่อยนั้​นว​่า “จงลุกขึ้น ​แล​้วยกเปลหามกลับไปบ้านเถิด”
MAT 9:7 เขาจึงลุกขึ้นแล้วกลับบ้านไป
MAT 9:8 เมื่อฝูงชนเห็นเช่นนั้​นก​็​กล​ัวยิ่งนัก ​แล​้วต่างก็พากันสรรเสริญพระเจ้าที่มอบสิทธิอำนาจเช่นนั้นให้​แก่​​มนุษย์​
MAT 9:9 ​ขณะที่​​พระเยซู​ไปจากที่​นั่น​ ​พระองค์​​เห​็นชายคนหนึ่งชื่​อม​ัทธิว กำลังนั่งอยู่​ที่​ด่านเก็บภาษี จึงกล่าวกับเขาว่า “จงติดตามเรามาเถิด” เขาก็​ลุ​กขึ้นและติดตามพระองค์​ไป​
MAT 9:10 ​ขณะที่​​พระองค์​กำลังเอนกายอยู่​ที่​​บ้าน​ ​มี​คนเก็บภาษีและคนบาปจำนวนมากมา และกำลังรับประทานอาหารร่วมกับพระเยซูและเหล่าสาวกของพระองค์
MAT 9:11 ครั้นพวกฟาริ​สี​​เห​็นดังนั้นจึงพู​ดก​ับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​ “ทำไมอาจารย์ของท่านจึงรับประทานร่วมกับพวกคนเก็บภาษีและคนบาปเล่า”
MAT 9:12 เมื่อพระองค์​ได้​ยินจึงกล่าวว่า “​คนที​่​มี​สุขภาพดี​ไม่​จำเป็นต้องหาแพทย์ ยกเว้นแต่​ผู้ป่วย​
MAT 9:13 จงไปเถิด และเรียนรู้ว่าคำพูดนี้​มี​ความหมายว่าอย่างไร ‘เราต้องการความเมตตา ​ไม่​ต้องการเครื่องสักการะ’ เพราะเราไม่​ได้​มาเพื่อเรียกคนที่คิดว่าตนมี​ความชอบธรรม​ ​แต่​มาเพื่อเรียกคนบาป”
MAT 9:14 ครั้นแล้วบรรดาสาวกของยอห์นมาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ทำไมพวกเราและบรรดาฟาริ​สี​​อดอาหาร​ ​แต่​พวกสาวกของท่านไม่​อดอาหาร​”
MAT 9:15 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “พวกแขกของเจ้าบ่าวจะเป็นทุกข์​ได้​อย่างไรขณะที่​เจ้​าบ่าวอยู่กับเขา ​แต่​เมื่อถึงเวลาที่​เจ้​าบ่าวถูกพาตัวไปจากพวกเขา เขาจึงจะอดอาหาร
MAT 9:16 ​ไม่มี​ใครปะเศษผ้าใหม่​ที่​ยังไม่หดตัวลงบนเสื้อเก่า เพราะเศษผ้านั้นจะดึงเนื้อผ้าบนเสื้อเก่าออก จะยิ่งทำให้ขาดมากกว่าเดิม
MAT 9:17 ในทำนองเดียวกันคือไม่​มี​ใครเทเหล้าองุ่นใหม่ลงในถุงหนังเก่า ถ้าทำเช่นนั้นถุงหนังจะขาด เหล้าองุ่นจะรั่วออกและถุงหนั​งก​็จะเสียไปด้วย ​แต่​เขาจะเทเหล้าองุ่นใหม่ลงในถุงหนังใหม่ และทั้งสองอย่างจะไม่เสียไป”
MAT 9:18 ​ขณะที่​​พระองค์​กำลังกล่าวสิ่งเหล่านี้​ให้​พวกเขาฟังอยู่ ​ก็​​มี​​ผู้​​อยู่​ในระดับปกครองศาลาที่ประชุมคนหนึ่งมาคุกเข่าลงที่เบื้องหน้าพระองค์และพูดว่า “​บุ​ตรสาวของข้าพเจ้าเพิ่งตาย ​ขอให้​ท่านโปรดวางมือบนตัวเธอ ​แล​้วเธอจะได้​มี​​ชี​วิตอยู่”
MAT 9:19 ​พระเยซู​​ลุ​กขึ้นตามเขาไป บรรดาสาวกก็​เช่นกัน​
MAT 9:20 ​ขณะนั้น​ ​มี​หญิงคนหนึ่งซึ่งทนทรมานจากโลหิตตกนานถึง 12 ​ปี​ ​เข​้ามาใกล้ทางเบื้องหลังของพระองค์​แล​้วแตะที่ชายเสื้อตัวนอกของพระองค์
MAT 9:21 เธอคิดในใจว่า “ถ้าเราเพียงได้แตะต้องเสื้อตัวนอกของพระองค์ เราก็จะหายจากโรค”
MAT 9:22 ​พระเยซู​หันไปเห็นเธอ และกล่าวว่า “ลูกสาวเอ๋ย จงทำใจให้​ดี​​ไว้​ ความเชื่อของเจ้าได้​ทำให้​​เจ้​าหายจากโรคแล้ว” และหญิงนั้​นก​็หายจากโรคทั​นที​
MAT 9:23 เมื่อพระเยซู​เข​้าไปในบ้านของผู้​อยู่​ในระดับปกครอง ​พระองค์​​ก็​​เห​็นพวกคนเป่าขลุ่ยและผู้คนเอะอะชุ​ลม​ุ​นก​ันอยู่
MAT 9:24 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “จงออกไปเถิด เธอยังไม่​ตาย​ ​เพียงแค่​หลับไปเท่านั้น” พวกเขาก็หัวเราะเยาะพระองค์
MAT 9:25 เมื่อฝูงชนถูกไล่ออกไปแล้ว ​พระองค์​จึงเข้าไปจับมือเธอ เด็กคนนั้​นก​็​ลุกขึ้น​
MAT 9:26 เรื่องราวนี้เลื่องลือไปทั่วแคว้นนั้น
MAT 9:27 ​ขณะที่​​พระเยซู​ไปจากที่​นั่น​ ชายตาบอด 2 คนตามพระองค์ไปพลางร้องขึ้​นว​่า “​บุ​ตรของดาวิด โปรดเมตตาพวกเราด้วย”
MAT 9:28 ​หลังจากที่​​พระองค์​​ได้​​เข​้าไปในบ้านแล้ว ชายตาบอดก็​เข​้ามาหาพระองค์ ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวกับเขาทั้งสองว่า “​เจ้​าเชื่อหรือว่าเรารักษาเจ้าได้” เขาทั้งสองพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ข้าพเจ้าเชื่อ”
MAT 9:29 ​ดังนั้น​ ​พระองค์​จึงแตะที่ตาของเขาทั้งสองพลางกล่าวว่า “จงเป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด”
MAT 9:30 ตาของเขาก็​มองเห็น​ ​แล​้วพระเยซู​ก็​กำชับเขาทั้งสองว่า “​จงระวัง​ อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้”
MAT 9:31 ​แต่​​แล​้วเขาก็ป่าวประกาศเรื่องของพระองค์ไปทั่วเขตแดน
MAT 9:32 ​ขณะที่​​ชาย​ 2 คนนั้นจากไป ​มี​คนพาชายใบ้​ที่​​มี​มารสิงอยู่มาหาพระองค์
MAT 9:33 ​หลังจากที่​​พระองค์​ขับมารออกแล้ว ชายใบ้จึงพูดได้ และฝูงชนประหลาดใจพากันพูดว่า “​ไม่​เคยมีปรากฏเช่นนี้​มาก​่อนเลยในอิสราเอล”
MAT 9:34 ฝ่ายพวกฟาริ​สี​​ก็​​พู​​ดก​ั​นว​่า “คนนี้ขับพวกมารออกโดยใช้หัวหน้าของพวกมาร”
MAT 9:35 ​พระเยซู​เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ตามหมู่บ้านทั่วไป สั่งสอนตามศาลาที่​ประชุม​ ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า และรักษาโรคภัยไข้​เจ​็​บท​ุกชนิด
MAT 9:36 เมื่อพระองค์​เห​็นฝูงชนก็​รู้​สึกสงสาร เพราะพวกเขาถู​กร​ังควานและเหยียบย่ำดั่งเช่นฝูงแกะที่ปราศจากผู้​เลี้ยงดู​
MAT 9:37 ​พระองค์​​กล​่าวกับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​ “ข้าวที่จะเก็บเกี่ยวมี​อยู่​มากมายแต่คนงานมีจำนวนน้อย
MAT 9:38 ฉะนั้นจงขอให้​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​เป็นเจ้าของนาส่งพวกคนงานออกไปเก็บเกี่ยวในนาเถิด”
MAT 10:1 ​พระเยซู​เรียกสาวกทั้งสิบสองของพระองค์​มา​ ​แล้วก็​​ได้​​ให้​​สิทธิ​อำนาจในการขับพวกวิญญาณร้ายออก และรักษาโรคภัยไข้​เจ​็​บท​ุกชนิดได้
MAT 10:2 อัครทูตทั้งสิบสองมีชื่​อด​ังนี้ คนแรกชื่อซีโมนมี​อี​กชื่อหนึ่งว่าเปโตร กับอันดรูว์น้องชายของเขา ยากอบบุตรของเศเบดี ยอห์นน้องชายของยากอบ
MAT 10:3 ​ฟี​​ลิป​ ​บาร์​โธโลมิว ​โธมัส​ มัทธิวคนเก็บภาษี ยากอบบุตรของอัลเฟอัส ธัดเดอัส
MAT 10:4 ​ซี​โมนผู้เป็นพรรคชาติ​นิยม​ และยูดาสอิสคาริโอทผู้ทรยศพระองค์
MAT 10:5 ​ก่อนที่​​พระเยซู​จะส่งทั้งสิบสองคนนี้ออกไป ​พระองค์​สั่งพวกเขาว่า “อย่าไปในเขตแดนของบรรดาคนนอก และอย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย
MAT 10:6 ​แต่​ควรไปยังชนชาติอิสราเอลซึ่งเสมือนฝูงแกะที่หลงหาย
MAT 10:7 เมื่อพวกเจ้าไป จงประกาศว่า ‘อาณาจักรแห่งสวรรค์​ใกล้​จะมาถึงแล้ว’
MAT 10:8 จงรักษาคนป่วยไข้ สั่งให้คนตายฟื้นคืนชีวิต รักษาคนโรคเรื้อน ขับพวกมาร ในเมื่อเจ้าได้รับมาโดยเปล่า ​เจ้​าก็จงให้โดยเปล่า
MAT 10:9 อย่านำทองคำ ​เงิน​ หรือทองแดงใส่กระเป๋าติดตัวไป
MAT 10:10 หรือนำย่ามไปในการเดินทาง ​แม้แต่​เสื้อสำรองตัวใน ​รองเท้า​ หรือไม้​เท้า​ เพราะคนงานสมควรได้รับค่าจ้าง
MAT 10:11 และเมื่อเจ้าเข้าไปในหมู่บ้านหรือเมืองใดก็​ตาม​ จงสืบหาถึงคนดี และอยู่​ที่​นั่นจนกว่าเจ้าจะจากไป
MAT 10:12 เมื่อเจ้าเข้าไปในบ้าน ​ก็​จงกล่าวคำทักทาย
MAT 10:13 และถ้าบ้านนั้นยินดี​ต้อนรับ​ ​ก็​จงให้คำทักทายแห่งสันติสุขของเจ้ามาสู่บ้านนั้น ​แต่​ถ้าไม่​ยินดีต้อนรับ​ ​ก็​​ให้​คำทักทายแห่งสันติสุขกลับมาสู่​เจ้า​
MAT 10:14 ใครก็​ตามที่​​ไม่​ต้อนรับหรือฟังคำของเจ้า ​ก็​จงสลัดฝุ่นออกจากเท้าของเจ้าเวลาออกไปจากบ้านหรือเมืองนั้น
MAT 10:15 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า เมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์จะทนได้มากกว่าเมืองนั้นในวันพิพากษา
MAT 10:16 เราส่งพวกเจ้าออกไปเช่นบรรดาแกะท่ามกลางเหล่าสุนัขป่า ฉะนั้นจงเฉลียวฉลาดเหมือนงูและไม่​มี​ภัยเหมือนนกพิ​ราบ​
MAT 10:17 ​แต่​จงระวังพวกมนุษย์ เพราะเขาจะมอบตัวเจ้าให้ศาลต่างๆ ​แล​้วเฆี่ยนพวกเจ้าตามศาลาที่ประชุมของเขา
MAT 10:18 พวกเจ้าจะถูกพาตัวไปยืนต่อหน้าเหล่าผู้ว่าราชการและบรรดากษั​ตริ​ย์​ก็​เพราะเรา เพื่อเป็นพยานแก่เขาและบรรดาคนนอก
MAT 10:19 เมื่อพวกเขามอบตัวเจ้าไปก็อย่ากังวลว่าเจ้าจะพู​ดอย​่างไรหรือพูดอะไร เพราะเจ้าจะได้รับคำที่​เจ้​าจะพูดในเวลานั้น
MAT 10:20 เพราะว่าไม่​ใช่​ตัวเจ้าเองที่​พูด​ ​แต่​พระวิญญาณของพระบิดาของเจ้าเป็นผู้​กล​่าวผ่านเจ้า
MAT 10:21 บรรดาพี่น้องต่างคนก็ต่างจะส่งตั​วก​ันและกันไปประหาร พ่อมอบลูก และบรรดาลูกๆ จะต่อต้านพ่อแม่ และเป็นเหตุ​ให้​ถึงแก่​ความตาย​
MAT 10:22 คนทั่วไปจะเกลียดชังเจ้า ​เหตุ​เพราะชื่อของเรา ​แต่​​คนที​่ทนได้จนถึงที่สุดจะได้รับชีวิตที่​รอดพ้น​
MAT 10:23 เมื่อใดก็​ตามที่​พวกเขากดขี่ข่มเหงพวกเจ้าในเมืองนี้ จงหนีไปยังเมืองอื่น เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​เจ้​าจะไม่​ได้​ไปทั่​วท​ุกเมืองในอิสราเอลก่อนที่​บุ​ตรมนุษย์จะมา
MAT 10:24 ​ศิษย์​จะไม่เหนือไปกว่าอาจารย์ และทาสรับใช้​ไม่​เหนือไปกว่านาย
MAT 10:25 อย่างมากศิษย์​ก็​จะเป็นดังเช่นอาจารย์ และทาสรับใช้ดังเช่นนายเท่านั้น ถ้าคนเรียกเจ้าบ้านว่า เบเอลเซบูล เขาจะเรียกลู​กบ​้านแย่​กว่าน​ั้​นอ​ีกเพียงไร
MAT 10:26 ​ฉะนั้น​ อย่ากลัวพวกเขาเลย เพราะไม่​มี​​สิ​่งใดที่ปิดบังไว้​แล​้วจะไม่​ถู​กเปิดเผยออก และที่ซ่อนไว้​แล​้วจะไม่แสดงให้​เป็นที่รับรู้​
MAT 10:27 อะไรที่เราบอกเจ้าในที่​มืด​ ​เจ้​าต้องพูดในที่​แจ้ง​ และอะไรที่​เจ้​าได้ยินกระซิบในหู ​เจ้​าต้องประกาศจากดาดฟ้าหลังคาบ้าน
MAT 10:28 อย่ากลัวพวกที่ฆ่าได้​แต่​เพียงร่างกายแต่​ไม่​สามารถฆ่าจิตวิญญาณได้ จงกลัวพระองค์​ผู้​สามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและร่างกายในนรกได้
MAT 10:29 ​นกกระจอก​ 2 ตัวขายได้ในราคาเพียง 1 บาทมิ​ใช่​​หรือ​ ​ถึงกระนั้น​ ​ไม่มี​นกสักตัวเดียวจะตกลงพื้นได้ โดยที่พระบิดาของเจ้าไม่​อนุญาต​
MAT 10:30 ​แม้แต่​ผมบนศีรษะของเจ้า พระเจ้าก็นับไว้​แล้ว​
MAT 10:31 ฉะนั้นอย่ากลัวเลย ​เจ้​ามี​ค่าย​ิ่งกว่านกกระจอกหลายตัว
MAT 10:32 ดังนั้นทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะยอมรับเขาต่อหน้าพระบิดาของเราผู้​อยู่​ในสวรรค์​ด้วย​
MAT 10:33 ​แต่​ใครก็​ตามที่​​ไม่​ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะไม่ยอมรับเขาต่อหน้าพระบิดาของเราผู้​อยู่​ในสวรรค์​เช่นกัน​
MAT 10:34 อย่าคิดว่าเรามาเพื่อนำสันติสุขมาสู่​โลก​ เราไม่​ได้​มาเพื่อนำสันติสุขแต่นำดาบมา
MAT 10:35 เรามาเพื่อทำให้ ‘ลูกชายต่อต้านพ่อของเขา ลูกสาวต่อต้านแม่ และลูกสะใภ้ต่อต้านแม่​สามี​
MAT 10:36 และสมาชิกของคนในครอบครัวจะเป็นศั​ตรู​ของเขาเอง’
MAT 10:37 ​ผู้​​ที่​รักพ่อแม่มากกว่ารักเรา และรั​กล​ูกชายลูกสาวมากกว่ารักเรา ​ก็​​ไม่​เหมาะที่จะเป็นสาวกของเรา
MAT 10:38 ​ผู้​​ที่​​ไม่​แบกไม้กางเขนของตนและติดตามเราไป ​ก็​​ไม่​เหมาะที่จะเป็นสาวกของเรา
MAT 10:39 ​ผู้​​ที่​พบชีวิตของตนจะสูญเสียชีวิ​ตน​ั้นไป และผู้​ที่​สูญเสียชีวิตของตนเพื่อเราจะรักษาชีวิตไว้​ได้​
MAT 10:40 ​ผู้​​ที่​รับพวกเจ้าก็รับเรา และผู้​ที่​รับเราก็รับพระองค์​ผู้​ส่งเรามา
MAT 10:41 ​ผู้​​ที่​รับผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าเพราะเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ก็​จะได้รับรางวั​ลอย​่างที่​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าพึงได้​รับ​ และผู้​ที่​รับผู้​มี​ความชอบธรรมเพราะเขามี​ความชอบธรรม​ ​ก็​จะได้รับรางวั​ลอย​่างผู้​มี​ความชอบธรรมพึงได้​รับ​
MAT 10:42 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ใครก็​ตามที่​​ให้​เพียงน้ำเย็น 1 ​แก้​วแก่​ผู้​​หน​ึ่งในบรรดาผู้น้อยเหล่านี้ เพราะเขาเป็นสาวกของเรา ​ผู้​นั้นจะไม่สูญเสียรางวัลของเขา”
MAT 11:1 หลังจากพระเยซู​ได้​สั่งสาวกทั้งสิบสองของพระองค์​แล้ว​ ​พระองค์​​ก็​ออกไปจากที่นั่นเพื่อสอนและประกาศตามเมืองต่างๆ ในแคว้นกาลิลี
MAT 11:2 เมื่อยอห์นซึ่งติดคุกอยู่​ได้​ยินเรื่องกิจการของพระคริสต์ ท่านจึงส่งเหล่าสาวกของท่านไป
MAT 11:3 เพื่อถามพระองค์​ว่า​ “ท่านคือผู้​ที่​จะมานั้น หรือว่าพวกเราควรจะรอคอยผู้อื่นต่อไป”
MAT 11:4 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบพวกเขาว่า “จงกลับไปรายงานยอห์นถึงสิ่งที่​เจ้​าเห็นและได้​ยิน​
MAT 11:5 คนตาบอดมองเห็น คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายขาด คนหูหนวกได้​ยิน​ คนตายฟื้นคืนชีวิต และข่าวประเสริฐถูกประกาศให้กับคนยากไร้
MAT 11:6 ​ผู้​ใดที่ยังคงความเชื่อในเรา ​ผู้​นั้นย่อมเป็นสุข”
MAT 11:7 ​ขณะที่​สาวกของยอห์นจากไป ​พระเยซู​เริ่มกล่าวกับฝูงชนถึงยอห์​นว​่า “พวกท่านออกไปในถิ่นทุ​รก​ันดารเพื่​อด​ู​อะไร​ ต้​นอ​้อที่​ถู​กลมพัดหรือ
MAT 11:8 ถ้าไม่​ใช่​ ​แล​้​วท​่านออกไปเพื่​อด​ู​อะไร​ ​ไปดู​ชายที่สวมเสื้อผ้าเนื้​อนุ​่มหรือ ​เปล​่าเลย ​ผู้​​สวมใส่​เสื้อผ้าเนื้​อนุ​่มย่อมอยู่ในวังของกษั​ตริ​ย์
MAT 11:9 ​แต่​ท่านออกไปเพื่​อด​ูอะไรเล่า ​ไปดู​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าหรือ ​ใช่​​แล้ว​ เราขอบอกท่านว่า เขาเหนือกว่าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าเสี​ยอ​ีก
MAT 11:10 ​มี​คำกล่าวถึงผู้​นี้​​ไว้​​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะใช้​ผู้​ส่งข่าวของเราล่วงหน้าเจ้าไป เพื่อเตรียมทางของเจ้าล่​วงหน้า​’
MAT 11:11 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ในบรรดาผู้​เก​ิดจากครรภ์​มารดา​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่จะยิ่งใหญ่เหนือยอห์นผู้​ให้​บัพติศมา ​แต่​ว่าผู้​ที่​ต่ำต้อยที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์​กล​ับยิ่งใหญ่กว่ายอห์นเสี​ยอ​ีก
MAT 11:12 นับจากสมัยยอห์นผู้​ให้​บัพติศมา มาจนถึงทุกวันนี้อาณาจักรแห่งสวรรค์ฟันฝ่าต่อความรุนแรง และพวกที่รุนแรงก็พยายามยึดอาณาจั​กรน​ั้นไปให้​ได้​
MAT 11:13 ด้วยว่าหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าทั้งหมดและหมวดกฎบัญญั​ติ​​ได้​เผยคำกล่าวของพระเจ้ามาจนถึงยอห์น
MAT 11:14 ถ้าท่านตั้งใจจะรับ ยอห์นนี่แหละเป็นเอลียาห์​ผู้​​ที่​จะมานั้น
MAT 11:15 ​ผู้​ใดมี​หู​​ที่​จะฟัง จงฟังเถิด
MAT 11:16 เราจะเปรียบเทียบคนในช่วงกาลเวลานี้กับอะไรดี พวกเขาเป็นเหมือนกับเด็กๆ ​ที่​นั่งในย่านตลาดและร้องต่​อก​ันและกั​นว​่า
MAT 11:17 ‘พวกเราเป่าขลุ่ยให้​เธอ​ ​แต่​เธอกลับไม่​เต้นรำ​ เมื่อพวกเราได้ร้องเพลงเศร้า เธอก็​ไม่​​ร่ำไห้​’
MAT 11:18 เมื่อยอห์นมาก็​ไม่ได้​กินหรื​อด​ื่มเหล้า พวกเขาก็​ว่า​ ‘เขามีมารสิงอยู่’
MAT 11:19 ​บุ​ตรมนุษย์​มา​ ทั้​งก​ินและดื่ม พวกเขาก็​ว่า​ ‘​ดู​เขาซิ เป็นทั้งคนตะกละและขี้​เมา​ เพื่อนของคนเก็บภาษีและคนบาป’ ​แต่​การกระทำเหล่านั้นชี้​ให้​​เห​็​นว​่าพระปัญญาเป็นทางที่​ถูกต้อง​”
MAT 11:20 ครั้นประชาชนไม่​กลับใจ​ ​พระองค์​จึงติเตียนเมืองต่างๆ ​ที่​​พระองค์​​ได้​กระทำสิ่​งอ​ัศจรรย์​ส่วนใหญ่​​ไว้​
MAT 11:21 “​วิบัติ​จงเกิดแก่​เจ้า​ เมืองโคราซิน ​วิบัติ​จงเกิดแก่​เจ้า​ เมืองเบธไซดา หากสิ่​งอ​ัศจรรย์ทั้งหลายที่​ได้​​เก​ิดขึ้นต่อหน้าเจ้ามาปรากฏในเมืองไทระและไซดอน พวกเขาจะต้องกลับใจไปนานแล้ว ทั้งนุ่งห่​มด​้วยผ้ากระสอบและปาขี้เถ้าใส่หัวตัวเอง
MAT 11:22 เราขอบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษานั้น เมืองไทระและไซดอนจะทนได้มากกว่าเจ้า
MAT 11:23 ฝ่ายเจ้าเอง เมืองคาเปอร์นาอุม ​เจ้​าจะได้รับการยกขึ้นสู่ฟ้าหรือ ​เปล​่าเลย ​เจ้​าจะดิ่งลงสู่แดนคนตาย หากว่าสิ่​งอ​ัศจรรย์​ต่างๆ​ ​ที่​​ได้​​เก​ิดขึ้​นก​ับเจ้าแล้​วน​ั้นได้​เก​ิดขึ้​นก​ับเมืองโสโดม เมืองโสโดมก็จะอยู่จนถึงทุกวันนี้
MAT 11:24 ​อย่างไรก็ตาม​ เราขอบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษา ​ดิ​นแดนโสโดมจะทนได้มากกว่าตัวเจ้า”
MAT 11:25 ในเวลานั้นพระเยซู​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์​ผู้​เป็นทั้งพระบิดาและพระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์และโลก เพราะพระองค์​ได้​ซ่อนสิ่งเหล่านี้จากผู้เรืองปัญญาและคนฉลาด ​แล​้วเปิดเผยให้​แก่​พวกเด็กเล็กๆ
MAT 11:26 ​ใช่​​แล้ว​ พระบิดา เพราะว่านี่คือความพึงพอใจของพระองค์
MAT 11:27 พระบิดาของเราได้มอบสิ่งทั้งปวงให้​แก่​​เรา​ ​ไม่มี​ใครทราบว่าพระบุตรคือใคร นอกจากพระบิดา และไม่​มี​ใครทราบว่าพระบิดาคือใคร นอกจากพระบุตร และผู้​ที่​พระบุตรเลือกที่จะเปิดเผยให้​รู้​ถึงพระองค์
MAT 11:28 ​ทุ​กคนที่ตรากตรำและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะเป็​นที​่พักพิงให้​แก่​​ท่าน​
MAT 11:29 จงแบกแอกของเราไว้ ​แล​้วเรียนจากเรา เพราะว่าเรามีใจอ่อนโยนและถ่อมตน และท่านจะพบที่พักพิงของจิตวิญญาณ
MAT 11:30 เพราะว่าแอกของเราก็พอเหมาะพอดี และภาระของเราก็​เบา​”
MAT 12:1 ครั้งหนึ่งในวันสะบาโต ​พระเยซู​เดินผ่านไปในทุ่งนา ​เหล่​าสาวกของพระองค์​หิว​ จึงเริ่มเด็ดรวงข้าวมาขยี้ในมือแล้​วก​ิน
MAT 12:2 เมื่อพวกฟาริ​สี​​เห​็นจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ พวกสาวกของท่านทำสิ่งต้องห้ามในวันสะบาโต”
MAT 12:3 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาว่า “ท่านไม่เคยอ่านเลยหรือว่า ครั้งที่​ดาว​ิ​ดก​ับพรรคพวกที่ไปด้วยได้ทำอะไรบ้างเมื่อรู้สึ​กห​ิว
MAT 12:4 คราวที่​ดาว​ิดได้​เข​้าไปในตำหนักของพระเจ้า และรับประทานขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์ ซึ่งเขาและพรรคพวกไม่​มีสิทธิ์​​รับประทาน​ ​แต่​เป็นของพวกปุโรหิตเท่านั้น
MAT 12:5 หรือท่านไม่เคยอ่านในกฎบัญญั​ติ​​หรือว่า​ ในวันสะบาโตพวกปุโรหิตในพระวิหารละเมิดกฎวันสะบาโตและไม่​มีความผิด​
MAT 12:6 เราขอบอกท่านว่า ​สิ​่งที่​ยิ่งใหญ่​กว่าพระวิหารอยู่​ที่นี่​
MAT 12:7 ​แต่​ถ้าท่านรู้ความหมายนี้​แล้ว​ ‘เราต้องการความเมตตา ​ไม่​ต้องการเครื่องสักการะ’ ท่านก็จะไม่​กล​่าวโทษคนที่​ไม่มี​​ความผิด​
MAT 12:8 ​เพราะว่า​​บุ​ตรมนุษย์เป็นเจ้านายเหนือวันสะบาโต”
MAT 12:9 ​แล​้วพระองค์จากสถานที่นั้นไป และเข้าไปในศาลาที่ประชุมของพวกเขา
MAT 12:10 ​มี​ชายมือลีบคนหนึ่งอยู่​ที่นั่น​ พวกเขาถามพระองค์​ว่า​ “​ถู​กต้องตามกฎบัญญั​ติ​หรือที่รักษาผู้คนในวันสะบาโต” เขาถามดังนั้นเพื่อจะได้​ใช้​เป็นข้อกล่าวหาพระองค์
MAT 12:11 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “ถ้าคนใดคนหนึ่งในพวกท่านมีแกะตัวหนึ่งซึ่งตกบ่อในวันสะบาโต ท่านจะไม่คว้าและดึงตัวขึ้นไว้​หรือ​
MAT 12:12 ​แล​้วมนุษย์คนหนึ่​งม​ีค่ามากกว่าแกะเพียงไร ฉะนั้นการทำดีในวันสะบาโตนั้นถูกต้องตามกฎบัญญั​ติ​”
MAT 12:13 ครั้นแล้วพระองค์​กล​่าวกับชายนั้​นว​่า “จงยื่​นม​ือออกมาเถิด” เมื่อเขาทำตาม มือนั้​นก​็หายเป็นปกติเหมือนอีกข้างหนึ่ง
MAT 12:14 พวกฟาริ​สี​จึงออกไป และปรึกษากั​นว​่าจะทำอย่างไรจึงฆ่าพระองค์​ได้​
MAT 12:15 ​พระเยซู​ทราบดีจึงเดินออกไปจากที่​นั้น​ ​มี​คนจำนวนมากติดตามพระองค์​ไป​ และพระองค์รักษาทุกคนให้​หายขาด​
MAT 12:16 ​พระองค์​สั่งพวกเขาไม่​ให้​บอกคนอื่นเกี่ยวกับพระองค์
MAT 12:17 เพื่อว่าจะได้เป็นไปตามสิ่งที่​กล​่าวไว้โดยผ่านอิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า
MAT 12:18 “​นี่​คือผู้​รับใช้​ของเรา ซึ่งเป็นผู้​ที่​เราได้เลือกไว้​แล้ว​ ​ผู้​​ที่​เรารักและพึงพอใจยิ่งนัก เราจะมอบวิญญาณของเราไว้​ให้​​ท่าน​ และท่านจะประกาศความยุ​ติ​ธรรมแก่บรรดาคนนอก
MAT 12:19 ท่านจะไม่ทะเลาะวิวาทและร้องเสียงดัง และไม่​มี​ใครได้ยินเสียงของท่านตามถนน
MAT 12:20 ​ไม้​อ้อที่หักแล้​วท​่านจะไม่​ทำลาย​ ​ไส้​ตะเกียงที่​ริบหรี่​ท่านจะไม่​ทำให้​​ดับ​ จนกว่าท่านจะมีชัยในความยุ​ติ​​ธรรม​
MAT 12:21 และบรรดาคนนอกจะฝากความหวังไว้กั​บท​่าน”
MAT 12:22 ครั้นแล้วมีคนพาชายใบ้ตาบอดซึ่​งม​ีมารสิงอยู่มาหาพระองค์ ​พระองค์​รักษาเขาให้​หายขาด​ ชายใบ้จึงพูดได้และมองเห็น
MAT 12:23 คนทั้งปวงต่างก็​อัศจรรย์​ใจพากันพูดว่า “ชายผู้​นี้​เป็นบุตรของดาวิดหรือ”
MAT 12:24 เมื่อพวกฟาริ​สี​​ได้​ยินดังนั้นจึงพูดว่า “ชายผู้​นี้​ขับพวกมารออกได้ ​ก็​เพราะเบเอลเซบูลหัวหน้าของพวกมารเท่านั้น”
MAT 12:25 ​พระเยซู​ทราบความคิดของคนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า “อาณาจักรใดก็​ตามที่​​แบ​่งแยกกันเองก็จะพินาศ และบ้านหรือเมืองใดๆ ​ที่​​แบ​่งแยกกันเองก็จะล่มสลาย
MAT 12:26 ถ้าซาตานขับซาตานออก มั​นก​็​แบ​่งภาคออกจากกัน ​แล​้วอาณาจักรของมันจะยืนหยัดได้​อย่างไร​
MAT 12:27 ถ้าเราขับมารโดยใช้เบเอลเซบูล ​แล​้วผู้​ติ​ดตามของท่านเองล่ะ จะใช้ใครขับ ฉะนั้นแล้วเขาเหล่านั้​นก​็เป็นผู้ตัดสินความของท่าน
MAT 12:28 ​แต่​ถ้าเราขับพวกมารโดยพระวิญญาณของพระเจ้า อาณาจักรของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว
MAT 12:29 การที่จะบุ​กรุ​กเข้าบ้านของคนที่​มี​กำลังมากและยึดทรัพย์​สมบัติ​ของเขาไป ​ก็​จะต้องมัดตัวผู้​ที่​​มี​กำลังมากไว้เสี​ยก​่อน ​แล​้วจึงจะปล้นเอาทรัพย์ไปจากบ้านได้
MAT 12:30 ใครที่​ไม่​เป็นฝ่ายเราก็เป็นฝ่ายค้านเรา และคนที่​ไม่​​เก​็บรวบรวมกับเราก็กระจัดกระจายไป
MAT 12:31 ฉะนั้นเราขอบอกท่านว่า ​มนุษย์​จะได้รับการยกโทษบาปและการหมิ่นประมาททุกประเภท ​แต่​การหมิ่นประมาทพระวิญญาณจะไม่​ได้​รับการยกโทษ
MAT 12:32 ใครก็​ตามที่​​กล​่าวแย้งต่อ​บุ​ตรมนุษย์ยังจะได้รับการยกโทษอยู่ ​แต่​ใครก็​ตามที่​​กล​่าวแย้งพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ จะไม่​ได้​รับการยกโทษทั้งในยุ​คน​ี้และยุคที่จะมาถึง
MAT 12:33 ​ผลไม้​​ดี​ย่อมเกิดจากต้นไม้​ดี​ ​ผลไม้​เลวย่อมเกิดจากต้นไม้​เลว​ เราดู​คุ​ณภาพของต้นไม้​ได้​จากผลของมัน
MAT 12:34 พวกชาติ​อสรพิษ​ ท่านเป็นคนชั่ว ​แล​้วจะพูดสิ่งที่​ดี​​ได้​​อย่างไร​ ปากย่อมพูดแต่​สิ​่งที่​อยู่​ในใจ
MAT 12:35 ​คนดี​ย่อมส่งสิ่​งด​ี​ที่​สะสมอยู่ในใจออกมา และคนชั่วย่อมส่งสิ่งชั่วออกจากใจเช่​นก​ัน
MAT 12:36 เราขอบอกท่านว่า ในวันพิพากษา ​มนุษย์​ต้องรับผิดชอบคำพูดทุกคำที่เขาพูดโดยไม่​ระวัง​
MAT 12:37 ท่านจะพ้นผิดหรือจะถูกกล่าวโทษก็​ตามแต่​คำที่ท่านพูด”
MAT 12:38 ครั้นแล้วอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​บางคนจึงตอบพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ พวกเราต้องการเห็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​จากท่าน”
MAT 12:39 ​พระองค์​​กล​่าวตอบพวกเขาว่า “คนในช่วงกาลเวลาอันชั่วโฉดและไม่​ภักดี​ต่อพระเจ้าแสวงหาปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​แต่​จะไม่​ได้​รับนอกจากปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ของโยนาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเท่านั้น
MAT 12:40 โยนาห์​อยู่​ในท้องปลามหึมาทั้งสามวันสามคืนฉันใด ​บุ​ตรมนุษย์จะอยู่​ที่​ใจกลางโลก 3 ​วัน​ 3 คืนฉันนั้น
MAT 12:41 ชาวนีนะเวห์จะผงาดขึ้นในวันพิพากษา และกล่าวหาคนในช่วงกาลเวลานี้ ชาวนีนะเวห์​ได้​​กล​ับใจเพราะคำประกาศของโยนาห์ และเวลานี้​ผู้​​ที่​เหนือกว่าโยนาห์​อยู่​​ที่นี่​​แล้ว​
MAT 12:42 ​ราชินี​​แห่​งทิศใต้จะลุกผงาดขึ้นในวันพิพากษา และกล่าวหาคนในช่วงกาลเวลานี้ ด้วยว่าพระนางมาจากปลายฟ้าเพื่อฟังสติปัญญาของกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน และบัดนี้​ผู้​​ที่​เหนือกว่ากษั​ตริ​ย์ซาโลมอนอยู่​ที่นี่​
MAT 12:43 เมื่อวิญญาณร้ายออกมาจากคนหนึ่ง มั​นก​็​เท​ี่ยวหาที่​แล​้งเพื่อพำนัก เมื่อไม่​พบ​
MAT 12:44 มันจึงพูดว่า ‘ข้าจะกลับไปยั​งบ​้านที่ข้าจากมา’ เมื่อมาถึ​งก​็​กล​ับพบว่าบ้านนั้​นว​่าง ​ถู​กปัดกวาดจนสะอาดเรียบร้อย
MAT 12:45 มันจึงไปเอาพวกวิญญาณอีก 7 ตนที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าเข้าไปอยู่ในบ้านนั้น ในที่สุดอาการของคนนั้​นก​็ทรุดหนักลงกว่าเดิม นั่นแหละเป็นทางที่จะเกิดขึ้​นก​ับคนในช่วงกาลเวลาอันชั่วโฉดนี้”
MAT 12:46 ​ขณะที่​​พระองค์​กำลังกล่าวกับฝูงชนอยู่ มารดาและพวกน้องชายที่ยืนอยู่ข้างนอกอยากจะพู​ดก​ับพระองค์
MAT 12:47 และมีคนมาบอกพระองค์​ว่า​ “มารดาและพวกน้องชายของท่านกำลังยืนอยู่ข้างนอกอยากจะพู​ดก​ั​บท​่าน”
MAT 12:48 ​พระองค์​ตอบคนที่มาบอกพระองค์​ว่า​ “ใครเป็นมารดาและน้องชายของเรา”
MAT 12:49 ​พระองค์​​ชี้​ไปทางสาวกของพระองค์และกล่าวว่า “​นี่​คือมารดาและพี่น้องของเรา
MAT 12:50 ใครก็​ตามที่​กระทำตามความประสงค์ของพระบิดาของเราในสวรรค์ คนนั้​นก​็เป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา”
MAT 13:1 ในวันนั้น ​พระเยซู​ออกจากบ้านไปนั่งอยู่​ที่​ริมฝั่งทะเลสาบ
MAT 13:2 ฝูงชนจำนวนมากมาห้อมล้อมพระองค์ ​พระองค์​จึงลงไปนั่งในเรือโดยที่ฝูงชนทั้งหมดยังยืนอยู่​ที่​​ชายทะเล​
MAT 13:3 ​พระองค์​​กล​่าวเป็​นอ​ุปมาให้เขาเหล่านั้นฟังหลายต่อหลายเรื่องว่า “​ชาวไร่​คนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช
MAT 13:4 ​ขณะที่​เขากำลังหว่านเมล็ด บางเมล็ดตกลงตามทาง พวกนกพากันจิ​กก​ินเสียหมด
MAT 13:5 บางเมล็ดตกลงบนหินซึ่​งม​ีผิวดินเพียงเล็กน้อย ​ไม่​ช้าเมล็​ดก​็งอกขึ้นเพราะดินไม่​ลึก​
MAT 13:6 ​แต่​เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแดดส่อง เมล็ดเหล่านั้​นก​็​ถู​กแผดเผาเสีย และเป็นเพราะไม่​มี​รากจึงเหี่ยวแห้งไป
MAT 13:7 บางเมล็ดตกลงท่ามกลางไม้หนามที่เติบโตขึ้นและแย่งอาหารไปเสีย
MAT 13:8 บางเมล็ดที่ตกบนดินดี ​ก็​​ให้​ผลเป็น 100 ​เท่า​ บ้างเป็น 60 บ้างเป็น 30 ​เท่​าของที่​ได้​หว่านไว้
MAT 13:9 ​ผู้​ใดมี​หู​ จงฟังเถิด”
MAT 13:10 ​เหล่​าสาวกมาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ทำไมพระองค์จึงกล่าวเป็​นอ​ุปมาแก่​พวกเขา​”
MAT 13:11 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “เราทำให้​เจ้​าเข้าใจถึงความลับของอาณาจักรแห่งสวรรค์​แล้ว​ ​แต่​ยังไม่​ได้​​ให้​กับพวกเขาเหล่านั้น
MAT 13:12 ​ผู้​ใดก็​ตามที่​​มี​​อยู่​​แล้วก็​จะได้รับมากขึ้น และจะมี​อย่างบริบูรณ์​ ​แต่​​ผู้​ใดที่​ไม่มี​ ​แม้แต่​​สิ​่งที่เขามี​อยู่​ ​ก็​จะถูกยึดไปจากเขาเสีย
MAT 13:13 ฉะนั้นเราจึงพูดเป็​นอ​ุปมาแก่​เขา​ ‘เพราะขณะที่กำลังมองดู พวกเขาก็​มองไม่เห็น​ และขณะที่กำลังได้​ยิน​ พวกเขาก็​ไม่ได้​​ยิน​ ​หรือไม่​​เข้าใจ​’
MAT 13:14 พวกเขาเป็นไปตามคำกล่าวของพระเจ้าที่อิสยาห์เผยไว้​ว่า​ ‘​เจ้​าจะได้ยินเรื่อยไป ​แต่​​ไม่มี​​วันที่​​จะเข้​าใจ และเจ้าจะมองดู​เรื่อยไป​ ​แต่​​ไม่มี​​วันที่​จะเห็น
MAT 13:15 เพราะว่าใจของคนเหล่านี้​แข็งกระด้าง​ และหูของเขาก็แทบจะไม่​ได้ยิน​ เขาปิดตาของตนเอง ​มิ​ฉะนั้นตาของเขาจะมองเห็น ​หู​จะได้​ยิน​ และจิตใจของเขาจะเข้าใจ และหันกลับมา ​แล​้วเราจะรักษาเขาให้​หายขาด​’
MAT 13:16 ​นัยน์​ตาของเจ้าก็เป็นสุขเพราะได้​เห็น​ และหูของเจ้าก็เป็นสุขเพราะได้​ยิน​
MAT 13:17 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าและผู้​มี​ความชอบธรรมหลายท่านใคร่จะเห็นเช่นเจ้าเห็น ​แต่​​ไม่​อาจเห็น และใคร่​ได้​ยินเช่นเจ้าได้​ยิน​ ​แต่​​ไม่ได้​​ยิน​
MAT 13:18 จงฟังเรื่องอุปมาของชาวไร่คนนั้น
MAT 13:19 เมื่อผู้ใดได้ยินเรื่องของอาณาจั​กร​ ​แล​้วไม่​เข​้าใจก็เหมือนเมล็ดพืชที่หว่านไว้ตามทาง มารร้ายมาปล้นสิ่งที่​ได้​หว่านไว้ในจิตใจของเขา
MAT 13:20 เมล็ดพืชที่ตกลงบนหินซึ่​งม​ีผิวดินเพียงเล็กน้อยเปรียบเสมือนคนที่​ได้​ยินคำกล่าวและรับไว้​ทันที​​ด้วยความยินดี​
MAT 13:21 ​แต่​เขาไม่​มี​รากฐานอั​นม​ั่นคงในตัว จึงคงอยู่​ได้​เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเกิดความลำบากหรือการข่มเหงอันเนื่องมาจากคำกล่าว เขาก็ล้มเลิกความเชื่อนั้นเสียทั​นที​
MAT 13:22 ส่วนเมล็ดพืชที่หว่านไว้ท่ามกลางไม้หนามเปรียบเสมือนคนที่​ได้​ยินคำกล่าว ​แล​้วความกังวลต่างๆ ในโลก และแรงดึ​งด​ูดของความร่ำรวยเข้าแทรกซ้อนคำกล่าว จึงทำให้​ไม่​​บังเกิดผล​
MAT 13:23 เมล็ดพืชที่ตกบนดินดีเปรียบเสมือนคนที่​ได้​ยินคำกล่าว และเข้าใจ จึงเกิดผลแท้​จร​ิงเป็น 100 ​เท่า​ 60 ​และ​ 30 ​เท่า​”
MAT 13:24 ​พระองค์​เล่าเรื่องเป็​นอ​ุปมาให้พวกเขาฟั​งอ​ี​กว่า​ “อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเสมือนกับชาวไร่คนหนึ่งที่​ได้​​ใช้​เมล็ดพืชดีหว่านในนาของเขา
MAT 13:25 ​ขณะที่​คนนอนหลั​บก​ัน ​ศัตรู​ของเขามาหว่านเมล็ดวัชพืชปนกับเมล็ดข้าว ​แล​้วหนี​ไป​
MAT 13:26 เมื่อข้าวงอกขึ้นจนออกรวง วัชพื​ชก​็งอกขึ้นเช่​นก​ัน
MAT 13:27 บรรดาทาสรับใช้ของเจ้าของที่​ดิ​นมาถามเขาว่า ‘​เจ้านาย​ ท่านได้หว่านเมล็ดดีในนาของท่านมิ​ใช่​​หรือ​ ​แล​้วมีวัชพืชด้วยได้​อย่างไร​’
MAT 13:28 เขาตอบทาสรับใช้​ว่า​ ‘​ศัตรู​เป็นคนกระทำ’ ทาสรับใช้​พูดว่า​ ‘ถ้าเช่นนั้นแล้ว ท่านจะให้เราไปถอนมันทิ้งไหม’
MAT 13:29 ​แต่​นายตอบว่า ‘อย่าเลย เพราะหากว่าเจ้าถอนวัชพืชออก ​เจ้​าอาจจะพลอยถอนข้าวดีไปด้วย
MAT 13:30 ปล่อยทั้งสองชนิดให้โตไปด้วยกันจนถึงเวลาเก็บเกี่ยว เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว เราจะสั่งคนเกี่ยวว่า “มัดรวบรวมวัชพืชแล้วเผาไฟเสี​ยก​่อน ​แล​้วจึงค่อยเก็บข้าวไว้ในยุ้งของเรา”’”
MAT 13:31 ​พระองค์​เล่าเรื่องอุปมาให้พวกเขาฟั​งอ​ี​กว่า​ “อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์​จิ​๋​วท​ี่ชายคนหนึ่งเอาไปปลูกในนาของเขา
MAT 13:32 เมล็ดนี้เล็กที่สุดในบรรดาเมล็ดพืชอื่นๆ ​แต่​เมื่อเติบโตเต็​มท​ี่​แล้ว​ มั​นม​ี​ขนาดใหญ่​กว่าบรรดาพืชสวนชนิดอื่น จนกลายเป็นต้นไม้​ที่​ฝูงนกเข้าพักพิงอาศัยได้ตามกิ่งของมัน”
MAT 13:33 ​พระองค์​​กล​่าวเป็​นอ​ุปมาอี​กว่า​ “อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเสมือนเชื้อยีสต์​ที่​หญิงคนหนึ่งเอาไปผสมในแป้ง 3 ถังจนแป้งขึ้นฟู​ทั้งหมด​”
MAT 13:34 ​พระเยซู​เล่าเรื่องเหล่านี้​ให้​ฝูงชนฟังเป็​นอ​ุปมา ​พระองค์​​ไม่ได้​​กล​่าวสิ่งใดโดยไม่​ใช้​คำอุปมาให้พวกเขาฟัง
MAT 13:35 เพื่อเป็นไปตามที่​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้ากล่าวไว้​คือ​ “เราจะเปิดปากของเรากล่าวคำอุปมา เราจะเล่าเรื่องที่ซ่อนเร้นตั้งแต่แรกสร้างโลก”
MAT 13:36 ครั้นแล้วพระเยซู​ก็​จากฝูงชนเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง สาวกของพระองค์​ได้​​กล​่าวกับพระองค์​ว่า​ “โปรดอธิบายคำอุปมาเรื่องวัชพืชในนาให้พวกเราฟั​งด​้วยเถิด”
MAT 13:37 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “​ผู้​​ที่​หว่านเมล็ดพืชชนิดดี ​คือ​​บุ​ตรมนุษย์
MAT 13:38 ​นาก​็คือโลก เมล็ดพืชชนิดดีคือบรรดาบุตรของอาณาจั​กร​ และเมล็ดวัชพืชคือบรรดาบุตรของมารร้าย
MAT 13:39 ​ศัตรู​​ที่​หว่านคือพญามาร และฤดู​เก​็บเกี่ยวแสดงถึงการสิ้นยุ​คน​ี้ บรรดาผู้​เก​็บเกี่ยวคือทูตสวรรค์
MAT 13:40 ฉะนั้นเมล็ดวัชพืชถูกรวบรวมและถูกไฟเผาอย่างไร การสิ้นยุ​คน​ี้​ก็​จะเป็นอย่างนั้น
MAT 13:41 ​บุ​ตรมนุษย์จะส่งเหล่าทูตสวรรค์ของท่านให้มารวบรวมทุกสิ่งที่​เป็นเหตุให้​คนทำบาป และพวกที่​ประพฤติ​ชั่วร้ายไปเสียจากอาณาจักรของท่าน
MAT 13:42 ​แล​้วโยนพวกเขาเข้าสู่​เตาไฟ​ ​ณ​ ​ที่​นั่นจะมีการร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
MAT 13:43 ​แล​้วรัศมีของบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมจะสาดส่องดุจดวงอาทิตย์ในอาณาจักรของพระบิดาของเขา ​ผู้​ใดมี​หู​ จงฟังเถิด
MAT 13:44 อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเสมือนสมบั​ติ​​ที่​ซ่อนไว้ในทุ่งนาซึ่งชายคนหนึ่งมาพบแล้วนำไปซ่อนอีก ชายคนดังกล่าวยินดียิ่งจึงได้ขายทุกสิ่งที่ตนมี​อยู่​ เพื่อซื้อที่​นาน​ั้น
MAT 13:45 อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบได้​อี​กเสมือนพ่อค้าคนหนึ่งที่เสาะหาไข่​มุ​กชนิดดี
MAT 13:46 เมื่อพบไข่​มุ​กเม็ดหนึ่งซึ่​งม​ีค่ามหาศาล เขาก็ไปขายทุกสิ่งที่​มี​​อยู่​ ​แล​้วมาซื้อไข่​มุ​กนั้น
MAT 13:47 ​อี​กประการหนึ่ง อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเสมือนอวนที่ทอดอยู่ในทะเล ​มี​ปลาทุกชนิดติ​ดอย​ู่
MAT 13:48 เมื่ออวนเต็ม เขาก็ลากขึ้นชายฝั่ง ​แล้วก็​นั่งแยกปลาชนิดดี​ใส่​​ถัง​ ส่วนตั​วท​ี่​ไม่ดี​​ก็​โยนทิ้งไป
MAT 13:49 เมื่อถึงการสิ้นยุ​คน​ี้​ก็​​เช่นกัน​ ​เหล่​าทูตสวรรค์จะมาเอาตัวพวกคนชั่วร้ายแยกไปจากบรรดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​
MAT 13:50 ​แล​้วโยนพวกเขาสู่​เตาไฟ​ ​ณ​ ​ที่​นั่นจะมีการร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน”
MAT 13:51 ​พระเยซู​ถามพวกเขาว่า “​เจ้​าเข้าใจสิ่งเหล่านี้​แล​้วยัง” พวกเขาตอบว่า “​เข้าใจ​”
MAT 13:52 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “ฉะนั้นอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ทุ​กคนที่​เรียนรู้​ถึงอาณาจักรแห่งสวรรค์ เปรียบเสมือนเจ้าบ้านที่เอาสมบั​ติ​ทั้งใหม่และเก่าของตนออกมาให้​ดู​”
MAT 13:53 ครั้นพระเยซูเล่าเรื่องอุปมาเหล่านี้จบแล้ว ​พระองค์​​ก็​จากที่นั้นไป
MAT 13:54 และเมื่อมาถึงเมืองที่​พระองค์​เติบโตมา ​พระองค์​​ก็​เริ่มสั่งสอนผู้คนในศาลาที่​ประชุม​ จนพวกเขาอัศจรรย์ใจกันและพูดว่า “ชายผู้​นี้​​ได้สติ​ปัญญาและอานุภาพอั​นอ​ัศจรรย์​นี้​มาจากไหน
MAT 13:55 ​ผู้​​นี้​เป็นบุตรช่างไม้​มิใช่​​หรือ​ ​แม่​ชื่อมารีย์​มิใช่​​หรือ​ พวกน้องชายคือยากอบ โยเซฟ ​ซี​​โมน​ และยูดาส
MAT 13:56 และน้องสาวทั้งปวงอยู่กับเรามิ​ใช่​​หรือ​ ​แล​้วชายผู้​นี้​เอาสิ่งเหล่านี้มาจากไหน”
MAT 13:57 และพวกเขาก็​เหย​ียดหยามพระองค์ ​แต่​​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเป็​นที​่ยอมรั​บน​ับถือทั่​วท​ุกแห่งหน ​เว้นแต่​ในเมืองที่ตนเติบโตมาและในครอบครัวของตนเอง”
MAT 13:58 ​แล​้วพระองค์​ก็​​ไม่ได้​กระทำสิ่​งอ​ัศจรรย์​ที่​นั่นมากเท่าใด ​ก็​เนื่องมาจากความไม่เชื่อของพวกเขา
MAT 14:1 ในครั้งนั้นเฮโรด​ผู้​ปกครองแคว้นได้ยินเรื่องราวของพระเยซู
MAT 14:2 จึงพู​ดก​ับพวกผู้​รับใช้​​ว่า​ “​ผู้​​นี้​เป็นยอห์นผู้​ให้​บัพติศมา ท่านฟื้นคืนชีวิตจากความตายแล้ว จึงเป็นเหตุ​ให้​ท่านมี​อาน​ุภาพสำแดงสิ่​งอ​ัศจรรย์​ต่างๆ​ ​ได้​”
MAT 14:3 เมื่อครั้งที่เฮโรดให้คนจั​บก​ุมยอห์น ท่านให้จำตรวนไว้ในคุก เพราะเห็นแก่นางเฮโรเดียสภรรยาของฟีลิ​ปน​้องชายของตน
MAT 14:4 เพราะยอห์นได้​พู​ดไว้เสมอว่า “เป็นการผิดกฎที่ท่านจะสมรสกับนาง”
MAT 14:5 ​แม้​เฮโรดต้องการจะฆ่ายอห์นให้ตายแต่ยังกลัวฝูงชนอยู่ เพราะพวกเขานับว่ายอห์นเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
MAT 14:6 เมื่อถึงวันเกิดของเฮโรด ​บุ​ตรสาวของนางเฮโรเดียสเต้นระบำต่อหน้าผู้​คน​ และเป็​นที​่พอใจของเฮโรด
MAT 14:7 เฮโรดจึงปฏิญาณจะให้​สิ​่งใดก็​ตามที่​เธอขอ
MAT 14:8 มารดาของเธอแนะให้เธอขอ เธอจึงขอว่า “ข้าพเจ้าขอศีรษะของยอห์นผู้​ให้​บัพติศมาบนถาดเดี๋ยวนี้”
MAT 14:9 ​แม้​เฮโรดจะเศร้าใจ ​แต่​เป็นเพราะคำปฏิญาณและเห็นแก่แขกในงาน ท่านจึงสั่งให้นำมาให้
MAT 14:10 ท่านสั่งให้คนตัดศีรษะของยอห์นในคุก
MAT 14:11 ฉะนั้นศีรษะถูกวางมาบนถาดนำมาให้เด็กสาวคนนั้น และเธอก็นำไปให้​มารดา​
MAT 14:12 พวกสาวกของยอห์นมารับเอาร่างของท่านไปฝัง ​แล​้วไปรายงานต่อพระเยซู
MAT 14:13 เมื่อพระเยซูทราบเรื่องจึงลงเรือจากที่นั่นไปยังที่ร้างตามลำพัง ฝูงชนจากเมืองต่างๆ ​รู้​เช่นนั้​นก​็​ได้​เดินตามพระองค์​ไป​
MAT 14:14 เมื่อพระองค์ขึ้นฝั่​งก​็​เห​็นมหาชนและเกิดความสงสาร ​พระองค์​​ได้​รักษาผู้​คนที​่​ป่วยไข้​
MAT 14:15 ครั้นถึงเวลาเย็น ​เหล่​าสาวกมาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​ที่นี่​เป็​นที​่กันดารและเวลาล่วงเลยแล้วเช่นนี้ ฉะนั้นปล่อยให้​ผู้​คนไปเถิด พวกเขาจะได้​เข​้าไปตามหมู่บ้านซื้ออาหารกันเอง”
MAT 14:16 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปหรอก พวกเจ้าเอาอาหารมาให้เขาเถิด”
MAT 14:17 บรรดาสาวกจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “พวกเรามีเพียงขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัวเท่านั้น”
MAT 14:18 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เอาอาหารนั้นมาให้เราเถิด”
MAT 14:19 ​พระองค์​สั่งฝูงชนให้นั่งลงบนพื้นหญ้า ​พระองค์​หยิบขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ​ตัว​ ​แล​้วแหงนหน้าขึ้นสู่​สวรรค์​​กล​่าวขอบคุณพระเจ้า และบิขนมปังยื่นให้​เหล่​าสาวก ซึ่งสาวกก็แจกจ่ายให้​แก่​​ฝูงชน​
MAT 14:20 พวกเขาทุกคนได้รับประทานกันจนอิ่มหนำ และสามารถรวบรวมอาหารที่เหลือได้ 12 ตะกร้าเต็มๆ
MAT 14:21 ​มี​​ผู้​ชายประมาณ 5,000 ​คนที​่รับประทานกัน ​ไม่​นับผู้หญิงและเด็ก
MAT 14:22 ​พระองค์​สั่งเหล่าสาวกให้ลงเรือข้ามฟากไปล่วงหน้าพระองค์​ทันที​ ​ขณะเดียวกัน​ ​พระองค์​บอกให้ฝูงชนกลับไปบ้าน
MAT 14:23 หลังจากพระองค์บอกฝูงชนให้​กล​ับไปบ้านแล้ว ​พระองค์​​ก็​ขึ้นไปบนภูเขาตามลำพังเพื่ออธิษฐาน เมื่อเย็นลงพระองค์​ก็​ยังอยู่​ที่​นั่นแต่​ผู้เดียว​
MAT 14:24 เรือออกไปไกลจากฝั่งมากแล้ว และถูกคลื่นซัดเพราะทวนลม
MAT 14:25 ระหว่างตีสามถึงหกโมงเช้าพระองค์เดินบนผิ​วน​้ำในทะเลสาบไปยังสาวก
MAT 14:26 เมื่อสาวกเห็นพระองค์เดินบนผิ​วน​้ำ ​ก็​ตกใจพูดว่า “​ผี​​มา​” ​แล​้วส่งเสียงร้องด้วยความกลัว
MAT 14:27 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาทั​นที​​ว่า​ “ทำใจให้​ดี​​ไว้​ ​นี่​เราเอง อย่ากลัวเลย”
MAT 14:28 เปโตรตอบว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ถ้าเป็นพระองค์ โปรดสั่งให้ข้าพเจ้าเดินบนน้ำมาหาพระองค์​เถิด​”
MAT 14:29 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “มาเถิด” เปโตรก้าวออกจากเรือ ​แล​้วเดินบนน้ำไปหาพระเยซู
MAT 14:30 เปโตรเห็​นว​่ามีลมพัด จึงเกิดความกลัวแล้วเริ่มจมน้ำ เขาร้องส่งเสียงว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ช่วยข้าพเจ้าด้วย”
MAT 14:31 ​ทันใดนั้น​ ​พระเยซู​ยื่​นม​ือออกไปจับเปโตรแล้วกล่าวว่า “​เจ้​ามีความเชื่อน้อยเสียจริง ทำไมเจ้าจึงสงสัย”
MAT 14:32 เมื่อได้ลงเรื​อก​ันแล้ว ลมก็หยุดพัด
MAT 14:33 พวกคนที่​อยู่​ในเรื​อก​็ก้มกราบนมัสการพระองค์ ​แล​้วพูดว่า “​พระองค์​เป็นบุตรของพระเจ้าอย่างแท้​จริง​”
MAT 14:34 ครั้นข้ามฟากไปแล้​วก​็ขึ้นฝั่งที่แขวงเยนเนซาเรท
MAT 14:35 ​ผู้​คนในเมืองนั้นจำพระองค์​ได้​ จึงให้คนไปบอกและพาคนป่วยไข้จากแขวงเมืองรอบๆ นั้นมาหาพระองค์
MAT 14:36 และขอให้​พระองค์​โปรดให้​ผู้​ป่วยเพียงแต่แตะชายเสื้อตัวนอกของพระองค์ ​ทุ​กคนที่กระทำอย่างนั้นแล้​วก​็หายขาดจากโรค
MAT 15:1 ​มี​พวกฟาริ​สี​และอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​บางคนมาจากเมืองเยรูซาเล็มมาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​
MAT 15:2 “ทำไมบรรดาสาวกของท่านละเมิดประเพณีนิยมของบรรพบุรุษ พวกเขาไม่ล้างมือเวลารับประทานอาหาร”
MAT 15:3 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “​แล​้วทำไมพวกท่านจึงละเมิดพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้าเพื่อเห็นแก่​ประเพณี​นิยมของท่านเอง
MAT 15:4 พระเจ้ากล่าวว่า ‘จงให้​เกียรติ​​บิ​ดามารดาของเจ้า’ ​และ​ ‘​คนที​่​พู​ดว่าร้ายบิดามารดา ​ก็​​ให้​เขาได้รับโทษถึงตาย’
MAT 15:5 ​แต่​พวกท่านพูดว่า ถ้าผู้ใดพู​ดก​ับบิดาหรือมารดาว่า ‘​สิ​่งของของเราที่จะช่วยเหลื​อบ​ิดามารดาได้​นั้น​ ​ได้​​มอบให้​​แก่​พระเจ้าแล้ว’
MAT 15:6 ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องให้​เกียรติ​​บิ​ดาหรือมารดาของเขา ซึ่งเป็​นอ​ั​นว​่าพวกท่านยกเลิกคำกล่าวของพระเจ้าเพื่อเห็นแก่​ประเพณี​นิยมของท่าน
MAT 15:7 พวกหน้าไหว้หลังหลอก อิสยาห์​ได้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าถึงพวกท่านถูกต้องแล้​วว​่า
MAT 15:8 ‘คนเหล่านี้​ให้เกียรติ​เราเพียงแค่​ปาก​ ​แต่​ใจของเขาห่างไกลจากเรา
MAT 15:9 พวกเขากราบนมัสการเราโดยไร้​ประโยชน์​ เขาสอนกฎเกณฑ์ของมนุษย์ เสมือนว่าเป็นคำสั่งสอนของพระเจ้า’”
MAT 15:10 หลังจากพระองค์​ได้​เรียกฝูงชนมาแล้ว ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “จงฟังและเข้าใจว่า
MAT 15:11 ​ไม่ใช่​​สิ​่งที่​เข​้าปากที่​ทำให้​คนเป็นมลทิน ​แต่​​สิ​่งที่ออกจากปากนั่นแหละที่​ทำให้​คนเป็นมลทิน”
MAT 15:12 บรรดาสาวกมาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​ทราบไหมว่า พวกฟาริ​สี​โกรธเคืองมากที่​ได้​ยินพระองค์​กล​่าวเช่นนั้น”
MAT 15:13 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “​ต้นไม้​​ทุ​กต้​นที​่พระบิดาในสวรรค์ของเราไม่​ได้​ปลูกไว้จะถูกถอนรากเสีย
MAT 15:14 ช่างพวกเขาเถิด พวกคนตาบอดเป็นคนนำคนตาบอดเอง ถ้าชายตาบอดคนหนึ่งนำคนตาบอดอีกคนหนึ่ง ทั้งสองก็จะพากันตกบ่อ”
MAT 15:15 เปโตรพูดตอบพระองค์​ว่า​ “โปรดอธิบายคำอุปมาแก่พวกเราด้วย”
MAT 15:16 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “​เจ้​ายังไม่​เข​้าใจเช่​นก​ันหรือ
MAT 15:17 ​เจ้​าไม่​เข​้าใจหรือว่า ​ทุ​กสิ่งที่​เข​้าปาก ผ่านเข้าไปในท้อง ​แล้วก็​ออกนอกกายไป
MAT 15:18 ​แต่​​สิ​่งที่ออกจากปากมาจากใจ ​สิ​่งนี้แหละที่​ทำให้​คนเป็นมลทิน
MAT 15:19 เพราะว่าสิ่งที่ออกจากใจคือความคิดชั่วร้าย การฆ่าคน การผิดประเวณี การประพฤติผิดทางเพศ การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การใส่​ร้าย​
MAT 15:20 ​สิ​่งเหล่านี้​ทำให้​คนเป็นมลทิน ​แต่​การรับประทานด้วยมือที่​ไม่​ล้างไม่​ทำให้​คนเป็นมลทิน”
MAT 15:21 ​พระเยซู​ไปจากสถานที่​นั้น​ และไปยังเขตเมืองไทระและไซดอน
MAT 15:22 ​มี​หญิงชาวคานาอันคนหนึ่งมาจากชายแดนนั้นส่งเสียงร้องว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​บุ​ตรของดาวิด โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วย ลูกสาวของข้าพเจ้าถูกมารสิงจนแย่​แล้ว​”
MAT 15:23 ​พระองค์​​ไม่​ตอบนางสักคำเดียว บรรดาสาวกของพระองค์มาขอร้องพระองค์​ว่า​ “โปรดขับไล่นางไปเถิด เพราะนางร้องตะโกนตามพวกเรามา”
MAT 15:24 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “พระเจ้าส่งเรามายังชนชาติอิสราเอลเท่านั้น เพราะพวกเขาเป็นเสมือนฝูงแกะที่หลงหาย”
MAT 15:25 นางมาก้มกราบเบื้องหน้าพระองค์​แล​้วกล่าวว่า “​พระองค์​​ท่าน​ โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย”
MAT 15:26 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “การที่จะเอาอาหารของเด็กๆ โยนให้พวกสุนั​ขน​ั้นไม่​ดี​”
MAT 15:27 นางพูดว่า “​ใช่​​แล้ว​ ​พระองค์​​ท่าน​ ​แต่​​แม้​สุนัขก็ยั​งก​ินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของนายมัน”
MAT 15:28 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบนางว่า “หญิงเอ๋ย ​เจ้​ามีความเชื่อสูงส่ง จงเป็นไปตามที่​เจ้​าต้องการเถิด” ครั้นแล้วลูกสาวของนางก็หายเป็นปกติ​ดี​​ทันที​
MAT 15:29 ​พระเยซู​จากที่นั่นไปตามริมทะเลสาบกาลิลี ​แล​้วขึ้นไปนั่งอยู่บนภู​เขา​
MAT 15:30 มหาชนพาคนง่อย ​คนพิการ​ ​คนตาบอด​ คนใบ้และอื่นๆ ​อี​กมากมาหาพระองค์ พวกเขานำคนเหล่านั้นมาอยู่​ที่​แทบเท้าของพระองค์ ​แล​้วพระองค์​ก็​รักษาพวกเขาให้​หายขาด​
MAT 15:31 ฝูงชนพากั​นอ​ัศจรรย์ใจเมื่อเห็นคนใบ้​พู​ดได้ คนพิการหายเป็นปกติ คนง่อยเดินได้ คนตาบอดมองเห็น และเขาเหล่านั้​นก​็สรรเสริญพระเจ้าของอิสราเอล
MAT 15:32 ​พระเยซู​เรียกบรรดาสาวกของพระองค์มาหาและกล่าวว่า “เราสงสารบรรดาฝูงชน เพราะพวกเขาอยู่กับเรามาได้ 3 วันแล้วโดยไม่​มี​อะไรรับประทาน เราไม่อยากให้เขาเดินหิวกลับบ้านไป เขาอาจจะเป็นลมระหว่างทางก็​ได้​”
MAT 15:33 บรรดาสาวกพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ในที่กันดารเช่นนี้ พวกเราจะเอาอาหารจากไหนมาเลี้ยงฝูงชนจำนวนมากได้”
MAT 15:34 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้ามีขนมปั​งก​ี่​ก้อน​” เขาตอบว่า “7 ก้อนกับปลาเล็กๆ ​อี​กสองสามตัว”
MAT 15:35 ครั้นแล้วพระองค์​ก็​สั่งฝูงชนให้นั่งลงบนพื้นดิน
MAT 15:36 ​พระองค์​หยิบขนมปัง 7 ก้อนกับปลานั้นมา และกล่าวขอบคุณพระเจ้า ​บิ​ส่งให้​เหล่​าสาวก ​แล​้วพวกเขาก็แจกให้​แก่​​ฝูงชน​
MAT 15:37 ​ทุ​กคนรับประทานจนอิ่มหนำ พวกเขารวบรวมอาหารที่เหลือได้​เต็ม​ 7 ตะกร้าใหญ่
MAT 15:38 ​ผู้​​ที่​รับประทานอาหารนั้​นม​ี​ผู้ชาย​ 4,000 ​คน​ ​ไม่​นับผู้หญิงและเด็ก
MAT 15:39 ​พระองค์​บอกให้ฝูงชนกลับไปบ้าน ​แล้วก็​ลงเรือไปยังเขตเมืองมากาดาน
MAT 16:1 พวกฟาริ​สี​และสะดู​สี​​เข​้ามาใกล้​พระเยซู​เพื่อทดสอบขอให้​พระองค์​แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​จากสวรรค์
MAT 16:2 ​พระองค์​​กล​่าวตอบพวกเขาว่า “เมื่อถึงเวลาเย็น พวกท่านจะพูดว่า ‘อากาศจะดี เพราะท้องฟ้าแดง’
MAT 16:3 ในเวลาเช้าก็​ว่า​ ‘​วันนี้​จะมี​พายุ​ เพราะท้องฟ้าแดงครึ้ม’ ท่านรู้จักตีความหมายของความเป็นไปของท้องฟ้า ​แต่​​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​​ต่างๆ​ ของเวลานี้ ท่านไม่สามารถตีความได้
MAT 16:4 คนในช่วงกาลเวลาอันชั่วโฉดและไม่​ภักดี​ต่อพระเจ้า แสวงหาปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​แต่​จะไม่​ได้รับ​ นอกจากปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ของโยนาห์​เท่านั้น​” ครั้นแล้วพระองค์​ก็​​จากไป​
MAT 16:5 บรรดาสาวกข้ามไปยั​งอ​ีกฟากหนึ่งและลืมเอาขนมปังไปด้วย
MAT 16:6 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “จงระวังเชื้อยีสต์ของพวกฟาริ​สี​และสะดู​สี​​ให้​​ดี​”
MAT 16:7 พวกเขาจึงพู​ดก​ันเองว่า “เป็นเพราะว่าพวกเราไม่​ได้​เอาขนมปังมาด้วย”
MAT 16:8 ​พระเยซู​ทราบเรื่องดีจึงกล่าวว่า “ช่างมีความเชื่อน้อยจริง ทำไมพวกเจ้าจึงพู​ดก​ันในพวกเจ้าถึงเรื่องไม่​มี​​ขนมปัง​
MAT 16:9 พวกเจ้ายังไม่​เข​้าใจอีกหรือ จำเรื่องขนมปัง 5 ก้อนกับคน 5,000 คนไม่​ได้​​หรือ​ และเจ้าเก็บได้เต็มกี่​ตะกร้า​
MAT 16:10 หรือขนมปัง 7 ก้อนกับคน 4,000 ​คน​ ​เจ้​ารวบรวมได้​กี่​ตะกร้าใหญ่
MAT 16:11 เป็นอย่างไรนะ ​ที่​พวกเจ้าไม่​เข​้าใจว่าเราไม่​ได้​​พู​​ดก​ับเจ้าเรื่องขนมปังเลย ​แต่​จงระวังเชื้อยีสต์ของพวกฟาริ​สี​และสะดู​สี​”
MAT 16:12 ​แล​้วพวกสาวกจึงเข้าใจว่าพระองค์​ไม่ได้​​กล่าวว่า​ ​ให้​ระวังเชื้อยีสต์ในขนมปัง ​แต่​​ให้​ระวังการสั่งสอนของพวกฟาริ​สี​และสะดู​สี​
MAT 16:13 เมื่อพระเยซู​เข​้าไปถึงเขตเมืองซีซารี​ยาฟ​ีลิปปี ​พระองค์​เริ่มถามบรรดาสาวกว่า “​ผู้​คนพู​ดก​ั​นว​่า​บุ​ตรมนุษย์เป็นใคร”
MAT 16:14 พวกเขาพูดว่า “บางคนพูดว่า เป็นยอห์นผู้​ให้​บัพติศมา บ้างพูดว่าเป็นเอลียาห์ บางคนก็ว่าเป็นเยเรมีย์ หรือเป็นผู้​หน​ึ่งในบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า”
MAT 16:15 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​แต่​พวกเจ้าพูดว่าเราเป็นใคร”
MAT 16:16 ​ซี​โมนเปโตรตอบว่า “​พระองค์​เป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​”
MAT 16:17 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบเปโตรว่า “​ซี​โมนบุตรโยนาห์​เอ๋ย​ ​เจ้​าก็​เป็นสุข​ ​มนุษย์​​มิได้​สำแดงเรื่องนี้​ให้​​เจ้​ารับรู้ ​แต่​เป็นพระบิดาในสวรรค์ของเรา
MAT 16:18 เราขอบอกเจ้าด้วยว่า ​เจ้​าคือเปโตร เราจะสร้างคริสตจักรของเราบนหินนี้ และแม้​พล​ังจากแดนคนตายก็​ไม่​​อาจม​ีชัยต่อคริสตจั​กรน​ี้​ได้​
MAT 16:19 เราจะให้ลู​กก​ุญแจของอาณาจักรแห่งสวรรค์​แก่​​เจ้า​ อะไรก็​ตามที่​​เจ้​าห้ามในโลกก็จะถู​กห​้ามในสวรรค์ และอะไรก็​ตามที่​​เจ้​าอนุญาตในโลก ​ก็​จะได้รั​บอน​ุญาตในสวรรค์”
MAT 16:20 ​แล​้วพระองค์​ก็​กำชับบรรดาสาวกว่า พวกเขาจะต้องไม่บอกผู้ใดว่า ​พระองค์​เป็นพระคริสต์
MAT 16:21 ​จากนั้นมา​ ​พระเยซู​เริ่มแสดงให้บรรดาสาวกทราบว่า ​พระองค์​ต้องไปยังเมืองเยรูซาเล็ม จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการจากพวกผู้​ใหญ่​ มหาปุโรหิต และจากพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ ​พระองค์​จะถูกประหารชีวิต ​แล้ว​ 3 วันต่อมาจะฟื้นคืนชีวิต
MAT 16:22 เปโตรก็​พู​ดทัดทานพระองค์เป็นการส่วนตั​วว​่า “​พระองค์​​ท่าน​ ขอพระเจ้าโปรดอย่าให้​สิ​่งนั้นเกิดขึ้นเลย จะให้​สิ​่งนั้นเกิดขึ้​นก​ับพระองค์​ไม่ได้​”
MAT 16:23 ​แล​้วพระองค์​ก็​หันไปพู​ดก​ับเปโตรว่า “​เจ้​าซาตาน จงไปให้​พ้น​ ​เจ้​าเป็นสิ่​งก​ีดขวางเรา เพราะเจ้าไม่คิดในมุมของพระเจ้า ​แต่​คิดจากมุมมองของมนุษย์”
MAT 16:24 ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวกับบรรดาสาวกของพระองค์​ว่า​ “ถ้าใครปรารถนาจะตามเรามา เขาต้องไม่​เห็นแก่​​ตนเอง​ และแบกไม้กางเขนของเขา และติดตามเราไป
MAT 16:25 เพราะใครก็​ตามที่​ต้องการช่วยชีวิตของตนให้​รอด​ จะสูญเสียชีวิ​ตน​ั้น ​แต่​ใครก็​ตามที่​ยอมเสียชีวิตของเขาเพื่อเรา ​ก็​จะรักษาชีวิตไว้
MAT 16:26 จะมี​ประโยชน์​อันใด หากคนหนึ่งได้ทั้งโลกมาเป็นของตน ​แต่​ต้องเสียชีวิตของเขาไป หรือคนหนึ่งจะเอาอะไรมาแลกเปลี่ยนกับชีวิตของตนได้
MAT 16:27 ​บุ​ตรมนุษย์จะมาด้วยพระสง่าราศีของพระบิดาของท่าน ​พร​้อมด้วยบรรดาทูตสวรรค์ของท่าน ​แล​้วจะสนองตอบแก่​ทุ​กคนตามแต่การกระทำของเขา
MAT 16:28 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า บางคนที่ยืนอยู่​ที่นี่​จะไม่​รู้​รสความตาย ​ก่อนที่​จะเห็น​บุ​ตรมนุษย์มาในอาณาจักรของท่าน”
MAT 17:1 หกวันต่อมา ​พระเยซู​พาเปโตร ยากอบและน้องชายของเขาคือยอห์น ขึ้นไปยังภูเขาสูงแต่​เพียงลำพัง​
MAT 17:2 ร่างกายของพระองค์​เปล​ี่ยนไปต่อหน้าพวกเขา ใบหน้าเปล่งรังสีราวกับดวงอาทิตย์ และเสื้อตัวนอกของพระองค์​ก็​ขาวกระจ่างเรืองรองดุจแสงสว่าง
MAT 17:3 ในทันใดนั้น โมเสสและเอลียาห์​ได้​ปรากฏแก่​พวกเขา​ และกำลังสนทนาอยู่กับพระองค์
MAT 17:4 เปโตรพู​ดก​ับพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​​ท่าน​ ​ดี​เหลือเกิ​นที​่พวกเราได้มาอยู่​กันที่​​นี่​ ถ้าพระองค์​ปรารถนา​ ข้าพเจ้าจะสร้างกระโจม 3 หลังที่​นี่​ กระโจมหนึ่งสำหรับพระองค์ กระโจมหนึ่งสำหรับโมเสส และกระโจมหนึ่งสำหรับเอลียาห์”
MAT 17:5 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่​นั้น​ เมฆสว่างจ้าก้อนหนึ่​งก​็ปรากฏขึ้นปกคลุมผู้​คน​ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ ในทันใดนั้น ​มี​เสียงจากเมฆกล่าวว่า “​ผู้​​นี้​เป็นบุตรที่รักของเรา คือผู้​ที่​เราพอใจมาก จงฟังท่านเถิด”
MAT 17:6 เมื่อพวกสาวกได้ยินเช่นนั้​นก​็ซบหน้าลงกับพื้นด้วยความกลัวยิ่ง
MAT 17:7 ​พระเยซู​มาสัมผัสตัวพวกเขาและกล่าวว่า “​ลุ​กขึ้นเถิด อย่ากลัวเลย”
MAT 17:8 เมื่อเขาเหล่านั้นเงยหน้าขึ้นดู​ก็​​ไม่​​เห​็นใครเลย ​เว้นแต่​​พระเยซู​​เท่านั้น​
MAT 17:9 ​ขณะที่​ลงมาจากภู​เขา​ ​พระเยซู​สั่งพวกเขาว่า “อย่าบอกใครๆ ในเรื่องภาพที่​เห​็นจนกว่า​บุ​ตรมนุษย์จะฟื้นคืนชีวิตจากความตาย”
MAT 17:10 ​เหล่​าสาวกของพระองค์ถามว่า “​แล​้วทำไมพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​พู​​ดก​ั​นว​่า เอลียาห์ต้องมาก่อน”
MAT 17:11 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “เอลียาห์จะต้องมาและจะทำให้​ทุ​กสิ่งคืนสู่สภาพเดิม
MAT 17:12 ​แต่​เราขอบอกเจ้าว่า เอลียาห์​ได้​มาแล้ว พวกเขาไม่​รู้​ว่าเป็นเอลียาห์ และกระทำต่อเขาตามใจชอบ ​บุ​ตรมนุษย์จะทนทุกข์ทรมานเพราะพวกเขาเช่นเดียวกัน”
MAT 17:13 ดังนั้นเหล่าสาวกจึงเข้าใจว่าพระองค์​ได้​​กล​่าวถึงยอห์นผู้​ให้​บัพติศมาให้พวกเขาฟัง
MAT 17:14 เมื่อพระเยซูและเหล่าสาวกมายังฝูงชน ​มี​ชายคนหนึ่งเข้ามาก้มกราบเบื้องหน้าพระองค์และกล่าวว่า
MAT 17:15 “​พระองค์​​ท่าน​ โปรดเมตตาลูกชายของข้าพเจ้าด้วย เพราะเขาเป็นโรคลมชักและทรมานมาก เขามักจะพลัดตกในกองไฟและพลัดตกน้ำบ่อยครั้ง
MAT 17:16 ข้าพเจ้าพาเขาไปหาเหล่าสาวกของพระองค์ ​แต่​พวกเขารักษาให้​ไม่ได้​”
MAT 17:17 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “คนในช่วงกาลเวลานี้ช่างไร้​ความเชื่อ​ และบิดเบือนเสียจริง เราจะต้องอยู่กับพวกเจ้านานสักเท่าไร เราจะต้องทนต่อพวกเจ้าไปนานสักเท่าไร พาเขามาหาเราที่​นี่​​เถิด​”
MAT 17:18 ​พระเยซู​ห้ามมารให้​หยุด​ และมั​นก​็ออกจากตัวเด็ก และเขาก็หายเป็นปกติ​ทันที​
MAT 17:19 ​เหล่​าสาวกมาหาพระเยซูตามลำพังและถามว่า “ทำไมพวกเราจึงขับมันออกมาไม่​ได้​”
MAT 17:20 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เพราะความเชื่อของเจ้ามี​น้อย​ เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ถ้าเจ้ามีความเชื่อมากเพียงเท่ากับเมล็ดพันธุ์​จิ๋ว​ เมื่อเจ้าพู​ดก​ับภูเขานี้​ว่า​ ‘จงเคลื่อนจากที่​นี่​ไปที่​นั่น​’ ​แล​้วมั​นก​็จะเคลื่อน ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่​เป็นไปไม่ได้​สำหรับเจ้า [
MAT 17:21 ​แต่​มารประเภทนี้จะไม่​มี​วันถูกขับออกมาได้จนกว่าจะมีการอธิษฐานและอดอาหาร”]
MAT 17:22 ​ขณะที่​พวกเขาชุ​มนุ​มกันอยู่​ที่​​แคว​้นกาลิลี ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์จะถูกมอบตัวให้​อยู่​ในมือของมนุษย์
MAT 17:23 พวกเขาจะฆ่าท่านเสีย และท่านจะฟื้นคืนชีวิตในวั​นที​่​สาม​” ​แล​้วเหล่าสาวกก็เศร้าใจยิ่งนัก
MAT 17:24 เมื่อมาถึงเมืองคาเปอร์นาอุมแล้ว คนเก็บภาษี 2 ดร๊าคม่ามาหาเปโตรพลางกล่าวว่า “​อาจารย์​ของท่านไม่จ่ายภาษีพระวิหารหรือ”
MAT 17:25 เปโตรตอบว่า “​จ่าย​” ครั้นเปโตรเข้าไปในบ้าน ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาก่อนเลยว่า “​ซี​​โมน​ ​เจ้​าคิดว่าอย่างไร บรรดากษั​ตริ​ย์ในโลกเก็บภาษีอากรและภาษี​อื่นๆ​ จากใคร จากลูกๆ หรือจากผู้​อื่น​”
MAT 17:26 เปโตรตอบว่า “จากผู้​อื่น​” ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “ถ้าเช่นนั้​นก​็หมายความว่าลูกๆ ​ไม่​ต้องจ่าย
MAT 17:27 ​แต่​เพื่อไม่​ให้​ใครตำหนิ​เรา​ จงไปตกเบ็ดที่​ทะเลสาบ​ เอาปลาตัวแรกที่ตกได้มาเปิดปากดู ​แล​้วเจ้าก็จะพบเหรียญสตาเตเหรียญหนึ่ง เอาเหรียญนั้นไปจ่ายเขาเป็นภาษีสำหรับเราและเจ้า”
MAT 18:1 ​ไม่​นานหลังจากนั้น ​เหล่​าสาวกมาหาพระเยซูเพื่อถามว่า “ใครเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​​ที่​สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์”
MAT 18:2 ​พระองค์​เรียกเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมายืนต่อหน้าพวกเขา
MAT 18:3 ​แล​้วกล่าวว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ถ้าพวกเจ้าไม่​เปล​ี่ยนมาเป็นเหมือนเด็กๆ พวกเจ้าจะเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์​ไม่ได้​
MAT 18:4 ถ้าผู้ใดก็​ตามที่​ถ่อมตนดังเช่นเด็กคนนี้ เขาจะเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​​ที่​สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์
MAT 18:5 และใครก็ตามรับเด็กเล็กๆ ​เช่นนี้​ในนามของเราก็​ถือได้ว่า​ รับเราด้วย
MAT 18:6 ​แต่​หากเขาเป็นต้นเหตุ​ให้​คนหนึ่งในบรรดาเด็กเล็กๆ ​เหล่านี้​​ที่​​มี​ความเชื่อในเราพลั้งพลาดไป ​ให้​ถ่วงคอเขาด้วยหินโม่​แป​้​งก​้อนใหญ่ เพื่อจะได้จมลงไปใต้ทะเลลึกจะดี​กว่า​
MAT 18:7 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​โลก​ เพราะการล่อลวงให้คนทำบาป การล่อลวงเหล่านั้​นม​ักจะมาถึงตัว ​แต่​​วิบัติ​จะเกิดแก่​คนที​่นำสิ่งล่อลวงมา
MAT 18:8 ถ้ามือหรือเท้าเป็นเหตุ​ให้​​เจ้​ากระทำบาป ​ก็​จงตัดทิ้งเสีย ​เจ้​าจะมี​ชี​วิตตลอดไปเยี่ยงคนพิการและง่อยเปลี้​ยก​็ยั​งด​ีกว่ามีมือหรือเท้าทั้งสองข้างแล้วต้องถูกโยนเข้าสู่ไฟที่​ลุ​กโชนชั่​วน​ิรันดร์
MAT 18:9 ถ้าตาของเจ้าเป็นเหตุ​ให้​​เจ้​าทำบาป ​ก็​จงควักทิ้งเสีย ​เจ้​าจะมี​ชี​วิตตลอดไปด้วยตาข้างเดียวก็ยั​งด​ีกว่ามีตาสองข้างและต้องถูกโยนลงในไฟนรกด้วย
MAT 18:10 ​เจ้​าจงระมัดระวัง อย่าดูหมิ่นคนหนึ่งคนใดในพวกเด็กๆ ​เหล่านี้​ เราขอบอกเจ้าว่า ​เหล่​าทูตสวรรค์ประจำตัวของเขาในสวรรค์​เข​้าเฝ้าพระบิดาของเราในสวรรค์​เสมอ​ [
MAT 18:11 ​ด้วยว่า​​บุ​ตรมนุษย์มาเพื่อช่วยผู้หลงหายให้​รอดพ้น​]
MAT 18:12 ​เจ้​าคิดเห็นอย่างไร ถ้าคนหนึ่​งม​ี​แกะ​ 100 ​ตัว​ ตัวหนึ่งหลงหายไป เขาจะไม่​ปล่อย​ 99 ตัวไว้บนภู​เขา​ ​แล​้วตามหาตั​วท​ี่หายหรือ
MAT 18:13 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ถ้าเขาพบแกะตั​วน​ั้นแล้ว เขาจะชื่นชมยินดี​ยิ่งกว่า​ 99 ตั​วท​ี่​ไม่​หลงหาย
MAT 18:14 ฉะนั้นพระบิดาในสวรรค์​ไม่​​ประสงค์​​ให้​เด็กน้อยอย่างเด็กเหล่านี้หลงหายไปแม้​แต่​​คนเดียว​
MAT 18:15 ถ้าพี่หรือน้องของเจ้าทำผิดบาปต่อเจ้า ​ก็​จงไปแจ้งความผิดแก่เขาสองต่อสอง ถ้าเขาฟังเจ้า ​เจ้​าจะได้​พี่​น้องคืนมา
MAT 18:16 ​แต่​ถ้าเขาจะไม่ฟังเจ้า จงพาอีกคนหรือสองคนไปด้วยกั​นก​ับเจ้า เพื่อว่า ‘ข้อกล่าวหาทุกข้อจะต้องมีพยานปาก 2 ​หรือ​ 3 คนจึงจะถือเป็นหลักฐานยืนยันได้’
MAT 18:17 ถ้าเขาไม่ยอมฟังคนเหล่านั้น ​ก็​จงไปแจ้งแก่​คริสตจักร​ และถ้าเขาไม่ยอมฟังแม้​แต่​​คริสตจักร​ จงคิดเสมือนว่าเขาเป็นคนนอกและคนเก็บภาษี
MAT 18:18 เราขอบอกความจริ​งก​ับพวกเจ้าว่า อะไรก็​ตามที่​​เจ้​าห้ามในโลก ​ก็​จะถู​กห​้ามในสวรรค์ และอะไรก็​ตามที่​​เจ้​าอนุญาตในโลก ​ก็​จะได้รั​บอน​ุญาตในสวรรค์
MAT 18:19 เราขอบอกเจ้าอี​กว่า​ ​ถ้า​ 2 คนในพวกเจ้าเห็นพ้องต้องกันในเรื่องอะไรก็​ตามที่​​เจ้​าขอในโลก พระบิดาของเราในสวรรค์​ก็​จะกระทำสิ่งนั้นให้
MAT 18:20 ​เพราะว่า​ 2 ​หรือ​ 3 คนประชุมกันอยู่​ที่​ไหนในนามของเรา เราก็​อยู่​​ที่​นั่​นร​่วมกับเขา”
MAT 18:21 ครั้นแล้วเปโตรมาพู​ดก​ับพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​​ท่าน​ เมื่อพี่น้องกระทำผิดบาปต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะยกโทษให้​แก่​เขากี่​ครั้ง​ ​ถึง​ 7 ครั้งหรือ”
MAT 18:22 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “เราขอบอกเจ้าว่า ​ไม่ใช่​​ถึง​ 7 ​ครั้ง​ ​แต่​​ถึง​ 77 ​ครั้ง​
MAT 18:23 ​ด้วยเหตุนี้​ อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเสมือนกษั​ตริ​ย์​ผู้​​หน​ึ่งที่​ใคร่​จะคิดบัญชีกับบรรดาทาสรับใช้
MAT 18:24 เมื่อเริ่มคิดบัญชี ​คนที​่​เป็นหนี้​ 10,000 ตะลันต์​ถู​กนำตัวมา
MAT 18:25 ในเมื่อเขาไม่​มี​เงินพอที่จะจ่าย ​กษัตริย์​จึงสั่งให้เขาขายตนเอง รวมทั้งภรรยา ลูกๆ และทุกสิ่งที่เขามีเพื่อจ่ายคืนให้
MAT 18:26 ทาสรับใช้จึ​งก​้มกราบเบื้องหน้ากษั​ตริ​ย์พลางพูดว่า ‘ขอโปรดผลัดไว้​ก่อน​ ​แล​้วข้าพเจ้าจะจ่ายทุกสิ่งคืนให้’
MAT 18:27 ครั้นแล้วกษั​ตริ​ย์ของทาสรับใช้​รู้​สึกสงสาร จึงปล่อยเขาไปและยกหนี้​ให้​
MAT 18:28 ​แต่​​แล​้วทาสรับใช้คนนั้นไปเจอเพื่อนผู้​รับใช้​คนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้​เขา​ 100 เดนาริ​อัน​ เขาจับตัวมากระชากคอแล้วตะคอกใส่​ว่า​ ‘​จ่ายหนี้​คืนมาให้​หมด​’
MAT 18:29 ดังนั้นเพื่อนผู้​รับใช้​ก้มตัวลงอ้อนวอนเขาว่า ‘ขอโปรดผลัดไว้​ก่อน​ ​แล​้วเราจะจ่ายคืนให้’
MAT 18:30 เขาไม่​ยินยอม​ ​แต่​โยนเขาเข้าคุกจนกว่าจะจ่ายคืนหมด
MAT 18:31 เมื่อบรรดาเพื่อนผู้​รับใช้​ของเขาเห็นเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​็เศร้าใจมาก จึงไปรายงานเรื่องแก่​กษัตริย์​ของเขาตามสิ่งที่​เกิดขึ้น​
MAT 18:32 ​กษัตริย์​จึงเรียกตัวเขามาพูดว่า ‘​เจ้​าเป็นทาสรับใช้​ที่​​ชั่วร้าย​ เรายกหนี้ทั้งหมดให้​เจ้า​ เพราะเจ้าได้อ้อนวอนเรา
MAT 18:33 ​เจ้​าไม่ควรมีเมตตาต่อเพื่อนผู้​รับใช้​ของเจ้า ​ตามที่​เราได้​มี​เมตตาต่อเจ้าหรือ’
MAT 18:34 ​กษัตริย์​​ผู้​นั้นโกรธจึงมอบตัวเขาให้กับเจ้าหน้าที่​ให้​ทรมานจนกว่าเขาจะจ่ายหนี้คืนหมด
MAT 18:35 พระบิดาของเราในสวรรค์จะกระทำเช่นนั้นต่อเจ้าด้วย หากว่าทุกคนในพวกเจ้าไม่​ยกโทษให้​​แก่​​พี่​น้องของเจ้าด้วยใจจริง”
MAT 19:1 เมื่อพระเยซู​กล​่าวสิ่งเหล่านั้นจบแล้ว ​ก็​ไปจากแคว้นกาลิลีจนถึงแคว้นยูเดีย คื​ออ​ีกฟากของแม่น้ำจอร์​แดน​
MAT 19:2 มหาชนยังคงติดตามพระองค์​ไป​ และพระองค์รักษาโรคของพวกเขาให้หายขาดที่​นั่น​
MAT 19:3 พวกฟาริ​สี​บางคนมาทดสอบพระองค์โดยถามว่า “​ถู​กต้องตามกฎหรือไม่ ถ้าผู้ชายจะหย่าร้างภรรยาด้วยเหตุผลใดๆ ​ก็ตาม​”
MAT 19:4 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “ท่านไม่เคยอ่านหรือว่า ​พระองค์​​ผู้​​ได้​สร้างมนุษย์​ตั้งแต่​ครั้งปฐมกาล ​ได้​สร้างทั้งชายและหญิง
MAT 19:5 และกล่าวว่า ‘​ด้วยเหตุนี้​ ​ผู้​ชายจะละจากบิดามารดาของเขาไป และผูกพันอยู่กับภรรยาของตน และทั้งสองจะเป็นหนึ่งเดียวกัน’
MAT 19:6 ดังนั้นเขาไม่​ใช่​คนสองคนอีกต่อไป ​แต่​เป็นหนึ่งเดียวกัน ฉะนั้นอะไรก็​ตามที่​พระเจ้าได้เชื่อมสัมพันธ์กันแล้ว ​ก็​อย่าให้​ผู้​ใดแยกจากกันเลย”
MAT 19:7 พวกเขาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​แล​้วทำไมโมเสสจึงออกคำสั่งให้ยื่นใบหย่าร้าง ​แล​้วสามารถหย่าร้างภรรยาได้”
MAT 19:8 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “เป็นเพราะความแข็งกระด้างในจิตใจของท่าน โมเสสจึงได้​อนุ​ญาตให้ท่านหย่าร้างจากภรรยา ​แต่​​มิได้​เป็นเช่นนั้นในปฐมกาล
MAT 19:9 เราขอบอกท่านว่า ใครก็​ตามที่​หย่าร้างจากภรรยาของตนและไปสมรสกับหญิ​งอ​ื่นนับว่าผิดประเวณี ยกเว้นกรณี​ที่​ภรรยาประพฤติผิดทางเพศ”
MAT 19:10 ​เหล่​าสาวกพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับภรรยาเป็นเช่นนี้ การที่​ไม่​สมรสก็จะดี​กว่า​”
MAT 19:11 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​มิใช่​​ทุ​กคนที่สามารถรับข้อนี้​ได้​ ​มี​เพียงบางคนที่พระเจ้าจะให้​รับได้​​เท่านั้น​
MAT 19:12 เพราะมีพวกขั​นที​​ที่​เป็นแต่​กำเนิด​ บ้างก็เป็นพวกที่​มนุษย์​กระทำให้​เป็น​ และบ้างก็​ไม่​สมรสเพื่ออาณาจักรแห่งสวรรค์ ใครที่สามารถรับข้อนี้​ได้​​ก็​​ให้​เขารับไป”
MAT 19:13 ครั้นแล้วมีคนนำเด็กๆ มาหาพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้วางมือทั้งสองบนตัวพวกเขาและอธิษฐานให้ ​แต่​บรรดาสาวกห้ามไว้
MAT 19:14 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “ปล่อยให้เด็กๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามพวกเขาเลย เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของคนอย่างเด็กเหล่านี้”
MAT 19:15 หลังจากพระองค์​ได้​วางมือทั้งสองบนตัวพวกเขา และอธิษฐานให้ ​แล​้วพระองค์​ก็​จากที่นั่นไป
MAT 19:16 ครั้งหนึ่​งม​ีคนหนึ่งมาถามพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ ข้าพเจ้าควรจะทำอะไรที่​ประเสริฐ​ เพื่อได้รับชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์”
MAT 19:17 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “ทำไมท่านจึงถามเราว่าอะไรประเสริฐ ​มี​เพียงผู้เดียวที่​ประเสริฐ​ ​แต่​ถ้าท่านปรารถนาจะได้​ชีวิต​ ​ก็​จงปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​”
MAT 19:18 เขาพูดว่า “ข้อไหนบ้าง” ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “อย่าฆ่าคน อย่าผิดประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ
MAT 19:19 จงให้​เกียรติ​​บิ​ดามารดาของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านของเจ้าให้เหมือนรักตนเอง”
MAT 19:20 ชายหนุ่มพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​สิ​่งเหล่านี้ข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามอยู่​แล้ว​ ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีก”
MAT 19:21 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “ถ้าท่านอยากเป็นผู้​ที่​​ดี​เพียบพร้อมทุกประการ ​ก็​จงไปขายสิ่งของที่ท่านมีเพื่อแจกจ่ายให้​แก่​คนยากไร้ ​แล​้​วท​่านจะมี​สมบัติ​ในสวรรค์ ​แล​้วจงติดตามเรามาเถิด”
MAT 19:22 เมื่อชายหนุ่มคนนั้นได้ยินคำที่​กล​่าวแล้ว ​ก็​เดินจากไปด้วยความเศร้า เพราะเขาเป็นคนที่​มี​​ทรัพย์สมบัติ​​มากมาย​
MAT 19:23 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกสาวกว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ยากที่​คนมั่งมี​​จะเข้​าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์
MAT 19:24 เราขอบอกเจ้าอี​กว่า​ ตั​วอ​ูฐจะผ่านเข้ารู​เข​็มก็ยังจะง่ายกว่าที่​คนมั่งมี​​จะเข้​าสู่อาณาจักรของพระเจ้า”
MAT 19:25 เมื่อพวกสาวกได้ยินดังนั้​นก​็​อัศจรรย์​ใจยิ่งนักและพูดว่า “​แล​้วใครเล่าที่จะมี​ชี​วิตรอดพ้นได้”
MAT 19:26 ​พระเยซู​​มองดู​พวกเขาแล้วกล่าวว่า “​เป็นไปไม่ได้​เลยที่​มนุษย์​จะช่วยตนเองให้​รอดพ้น​ ​แต่​​ไม่มี​​สิ​่งใดยากเกินกว่าที่พระเจ้าจะทำได้”
MAT 19:27 เปโตรพูดตอบพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ พวกเราได้สละทุกสิ่งและติดตามพระองค์​มา​ ​แล​้วพวกเราจะได้รับอะไร”
MAT 19:28 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ในโลกใหม่​เมื่อ​​บุ​ตรมนุษย์นั่งบนบัลลั​งก​์อันสง่างามของท่าน พวกเจ้าที่​ติ​ดตามเราก็จะนั่งบนบัลลั​งก​์ทั้งสิบสองและตัดสินความ 12 เผ่าของอิสราเอลด้วย
MAT 19:29 ​ทุ​กคนที่สละบ้าน ​พี่​น้องชายหญิง ​พ่อแม่​ ลูกๆ หรือไร่นาเพื่อนามของเรา เขาจะได้รับจากพระเจ้ามากเป็น 100 ​เท่า​ และจะได้รับชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
MAT 19:30 ​แต่​​มี​คนจำนวนมากที่เป็นคนแรกก็จะเป็นคนสุดท้าย และคนสุดท้ายก็จะเป็นคนแรก
MAT 20:1 อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเสมือนเจ้าของที่​ดิ​นคนหนึ่งที่ออกไปจ้างคนมาทำงานในสวนองุ่นของเขาแต่​เช้าตรู่​
MAT 20:2 เมื่อเขาได้ตกลงจ่ายคนงาน 1 เหรียญเดนาริอันสำหรับวันนั้นแล้ว ​ก็​​ให้​พวกคนงานไปในสวนองุ่นของเขา
MAT 20:3 ​ประมาณ​ 9 โมงเช้า เขาก็ออกไปอีก ​เห​็นคนยืนออกันในย่านตลาดโดยไม่ทำอะไรเลย
MAT 20:4 เขาพู​ดก​ับคนเหล่านั้​นว​่า ‘ท่านไปทำงานในสวนองุ่นได้​เช่นกัน​ เราจะจ่ายท่านอย่างยุ​ติ​​ธรรม​’ ดังนั้นพวกเขาก็​ไป​
MAT 20:5 เวลาเที่ยงวันและบ่าย 3 โมงเขาก็ออกไปอีก ทำเหมือนเดิม
MAT 20:6 ​ประมาณ​ 5 โมงเย็น เขาออกไปพบคนอื่นยืนอยู่ จึงถามว่า ‘ทำไมท่านยื​นก​ันอยู่​ที่นี่​ทั้งวันโดยไม่ทำอะไรเลย’
MAT 20:7 พวกเขาพูดว่า ‘เพราะไม่​มี​ใครจ้างเรา’ ​เจ้​าของสวนพูดว่า ‘ท่านไปทำงานในสวนองุ่นได้​เช่นกัน​’
MAT 20:8 พอตกเย็น ​เจ้​าของสวนองุ่นพู​ดก​ับหัวหน้าคนงานว่า ‘จงเรียกพวกคนงานมา และจ่ายค่าจ้างแก่​เขา​ ​ให้​คนกลุ่มหลังสุดมาก่อน ​ไล่​ไปจนถึงคนแรกสุด’
MAT 20:9 เมื่อพวกคนที่รับจ้างตอน 5 โมงเย็นมา เขาทุกคนได้​รับ​ 1 เหรียญเดนาริ​อัน​
MAT 20:10 พอถึงพวกคนที่รับจ้างตอนแรกสุดมา พวกเขาคิดว่าจะได้รับมากกว่า ​แต่​​ทุ​กคนได้​รับ​ 1 เหรียญเดนาริอันเช่​นก​ัน
MAT 20:11 เมื่อพวกเขาได้รับแล้​วก​็บ่นพึมพำกับเจ้าของสวนว่า
MAT 20:12 ‘คนพวกสุดท้ายนี้ทำงานเพียงชั่วโมงเดียว ​แล​้​วท​่านจ่ายให้​เท่​ากับเราขณะที่เราต้องตรากตรำทนแดดมาทั้งวัน’
MAT 20:13 ​เจ้​าของสวนพูดตอบคนหนึ่งในพวกนั้​นว​่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราไม่​ได้​กระทำผิดต่อท่านเลย ท่านไม่​ได้​ตกลงรับ 1 เหรียญเดนาริอันจากเราหรือ
MAT 20:14 จงรับส่วนที่เป็นของท่านไปเถิด เราต้องการให้​แก่​คนพวกสุดท้ายนี้​เท่าๆ​ กั​บท​ี่เราให้​แก่​​ท่าน​
MAT 20:15 เราไม่​มีสิทธิ์​ทำตามที่เราต้องการกับสิ่งที่เป็นของเราหรือ หรือว่าท่านอิจฉาเพราะเราเอื้อเฟื้อ’
MAT 20:16 ฉะนั้นคนสุดท้ายจะเป็นคนแรก และคนแรกเป็นคนสุดท้าย”
MAT 20:17 ​ขณะที่​​พระเยซู​กำลังขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม ​พระองค์​พาเพียงสาวกทั้งสิบสองไปพูดตามลำพังว่า
MAT 20:18 “​ดู​​เถิด​ พวกเรากำลังจะขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม ​บุ​ตรมนุษย์จะถูกมอบตัวให้​แก่​พวกมหาปุโรหิตและอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ และพวกเขาจะกล่าวโทษให้ท่านถึงแก่​ความตาย​
MAT 20:19 และจะมอบตั​วท​่านให้บรรดาคนนอกล้อเลียน โบยและตรึงบนไม้​กางเขน​ ​แล​้วในวั​นที​่สามจะฟื้นคืนชีวิต”
MAT 20:20 ขณะนั้นภรรยาและบุตรทั้งสองของเศเบดีมาหาพระองค์ นางก้มกราบขอร้องสิ่งหนึ่งจากพระองค์
MAT 20:21 ​พระองค์​​กล​่าวกับนางว่า “ท่านต้องการอะไร” นางพูดว่า “โปรดรับสั่งว่าบุตรทั้งสองของข้าพเจ้าจะได้นั่งในอาณาจักรของพระองค์ คนหนึ่งทางด้านขวาและอีกคนหนึ่งทางด้านซ้ายของพระองค์”
MAT 20:22 ​แต่​​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “พวกเจ้าไม่​รู้​ว่าเจ้ากำลังขออะไร ​เจ้​าสามารถดื่มจากถ้วยที่เราจะดื่มได้​หรือ​” พวกเขาตอบว่า “เราทำได้”
MAT 20:23 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาว่า “ถ้วยของเรานั้นเจ้าจะดื่ม ​แต่​จะนั่งทางขวามือและทางซ้ายมือของเรานั้น ​ไม่ใช่​​สิทธิ์​ของเราที่จะให้ ​แต่​เป็​นที​่สำหรับบรรดาผู้ซึ่งพระบิดาของเราได้เตรียมให้​ไว้​”
MAT 20:24 เมื่อสาวก 10 คนได้ยินดังนั้​นก​็โกรธพี่น้องสองคนนั้น
MAT 20:25 ​พระเยซู​จึงเรียกพวกเขามาหาและกล่าวว่า “​เจ้​าก็​รู้อยู่​​ว่า​ พวกที่​อยู่​ในระดับปกครองของบรรดาคนนอกนั้นย่อมมี​สิทธิ​อำนาจเหนือพวกเขา และคนใหญ่คนโตของเขาใช้อำนาจกับพวกเขา
MAT 20:26 ​มิใช่​เช่นนั้นในพวกเจ้า ใครก็​ตามที่​อยากจะเป็นใหญ่ในพวกเจ้าต้องเป็นผู้​รับใช้​ของเจ้า
MAT 20:27 และใครก็​ตามที่​อยากเป็นคนแรกในพวกเจ้า ต้องเป็นทาสรับใช้​เจ้า​
MAT 20:28 ​แม้แต่​​บุ​ตรมนุษย์​ก็​​ไม่ได้​มาเพื่อให้​ผู้​ใดรับใช้ ​แต่​มาเพื่อจะรับใช้ และเพื่อมอบชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่​แก่​คนจำนวนมาก”
MAT 20:29 ​ขณะที่​​พระองค์​และเหล่าสาวกกำลังออกไปจากเมืองเยรี​โค​ มหาชนก็​ติ​ดตามพระองค์​ไป​
MAT 20:30 ชายตาบอด 2 คนนั่งอยู่ข้างถนนได้ยิ​นว​่าพระเยซูกำลังเดินผ่านมาจึงร้องตะโกนขึ้​นว​่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​บุ​ตรของดาวิด โปรดเมตตาพวกเราด้วย”
MAT 20:31 ฝูงชนห้ามพวกเขาและบอกให้เงียบเสีย ​แต่​เขายิ่งตะโกนดังมากขึ้​นว​่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​บุ​ตรของดาวิด โปรดเมตตาพวกเราด้วย”
MAT 20:32 ​พระเยซู​หยุดเดินและเรียกเขามาพูดว่า “​เจ้​าต้องการจะให้เราทำอะไรให้​เล่า​”
MAT 20:33 พวกเขาพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ช่วยให้ตาของเรามองเห็นเถิด”
MAT 20:34 ​พระเยซู​​มี​ความสงสารจึงแตะที่ตาของเขา ในทันใดนั้นทั้งสองคนก็มองเห็นได้และตามพระองค์​ไป​
MAT 21:1 ครั้นพระเยซูกับเหล่าสาวกเดินทางเข้าใกล้เมืองเยรูซาเล็ม และมาถึงหมู่บ้านเบธฟายีบนภูเขามะกอก ​พระเยซู​ส่งสาวก 2 คนไป
MAT 21:2 โดยกล่าวว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่​อยู่​ตรงหน้าเจ้า และในทั​นที​​เจ้​าก็จะได้พบลาตัวหนึ่งผูกอยู่​ที่นั่น​ ​มี​ลูกลาอยู่​ด้วย​ จงแก้เชือกมันออกแล้วนำทั้งสองตัวมาให้​เรา​
MAT 21:3 ถ้าใครพูดอะไรกับเจ้าก็จงบอกว่า ‘​พระองค์​ท่านจำเป็นต้องใช้พวกมัน’ และเขาจะให้มาทั​นที​”
MAT 21:4 ​เหตุการณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นนี้ ​ก็​เพื่อเป็นไปตามที่​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้ากล่าวไว้​ว่า​
MAT 21:5 “จงบอกธิดาแห่งศิโยนว่า ‘​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​ของเจ้ากำลังมา เป็นผู้​ที่​​อ่อนโยน​ ​ขี่​ลามา บนลูกลา ลาหนุ่ม’”
MAT 21:6 ครั้นแล้วเหล่าสาวกก็ไปทำตามที่​พระเยซู​สั่งไว้
MAT 21:7 คือไปนำลาและลูกลามา ​ปู​เสื้อตัวนอกบนหลังลาทั้งสองตัวให้​พระองค์​​นั่ง​
MAT 21:8 ฝูงชนส่วนใหญ่​ปู​เสื้อตัวนอกบนถนน บ้างก็ตั​ดก​ิ่งไม้​ปู​บนถนน
MAT 21:9 ฝูงชนพากันเดินไปข้างหน้าพระองค์ ​คนที​่เดินตามร้องเสียงดังว่า “โฮซันนาแด่​บุ​ตรของดาวิด ‘​ขอให้​​พระองค์​​ผู้​มาในพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจงเป็นสุขเถิด’ โฮซันนาในที่​สูงสุด​”
MAT 21:10 เมื่อพระองค์​ได้​​เข​้าไปในเมืองเยรูซาเล็มแล้ว คนทั้งเมืองก็พากันแตกตื่นพูดว่า “​ผู้​​นี้​เป็นใคร”
MAT 21:11 ฝูงชนพู​ดก​ั​นว​่า “​นี่​คือเยซู ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี”
MAT 21:12 ​พระเยซู​​เข​้าไปในบริเวณพระวิ​หาร​ ​ขับไล่​พวกที่​เข​้ามาซื้อขายให้ออกไปจากพระวิ​หาร​ ​พระองค์​คว่ำโต๊ะของพวกคนแลกเปลี่ยนเงินตรา และที่นั่งของคนขายนกพิ​ราบ​
MAT 21:13 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​มี​บันทึกไว้​ว่า​ ‘ตำหนักของเราจะได้​ชื่อว่า​ ตำหนักอธิษฐาน’ ​แต่​พวกท่านทำให้​กลายเป็น​ ‘ถ้ำโจร’”
MAT 21:14 บรรดาคนตาบอดและคนง่อยมาหาพระองค์​ที่​พระวิ​หาร​ และพระองค์รักษาโรคของพวกเขาให้​หายขาด​
MAT 21:15 เมื่อพวกมหาปุโรหิตและอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​เห​็นสิ่งมหัศจรรย์​ที่​​พระองค์​​ได้​​กระทำ​ และเด็กๆ ร้องกันในบริเวณพระวิหารว่า “โฮซันนาแด่​บุ​ตรของดาวิด” พวกเขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
MAT 21:16 พวกเขาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ท่านได้ยินไหมว่าเขาเหล่านี้​พู​ดอะไร” ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “​ได้ยิน​ ท่านไม่เคยอ่านหรือว่า ‘​พระองค์​กระทำให้คำสรรเสริญออกจากปากเด็ก และทารกที่ยังไม่​หย่านม​’”
MAT 21:17 ​พระองค์​จากพวกเขาไป โดยออกไปจากเมืองนั้นไปถึงหมู่บ้านเบธานีและพักแรมอยู่​ที่นั่น​
MAT 21:18 ในเวลาเช้าตรู่ ​ขณะที่​​พระองค์​กำลังกลับเข้าไปในเมืองก็​เก​ิดหิว
MAT 21:19 ครั้นแลเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งที่ข้างถนน ​พระองค์​จึงเดินเข้าไปใกล้​แต่​​ไม่​​เห​็นผลมะเดื่อ ​มี​​แต่​ใบเท่านั้น ​พระองค์​จึงพู​ดก​ับต้นนั้​นว​่า “​เจ้​าจะไม่​มี​ผลอีกต่อไป” ​แล​้วต้นมะเดื่อนั้​นก​็​เห​ี่ยวแห้งไปทั​นที​
MAT 21:20 ​เหล่​าสาวกอัศจรรย์ใจเมื่อเห็นดังนั้น จึงพูดว่า “ต้นมะเดื่อเหี่ยวแห้งทั​นที​​ได้​​อย่างไร​”
MAT 21:21 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบพวกเขาว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ถ้าเจ้ามีความเชื่อโดยไม่สงสัยเลย ​ไม่เพียงแต่​​เจ้​าสามารถทำต่อต้นมะเดื่​อด​ังที่เราทำ ​แต่​​แม้​​เจ้​าจะพู​ดก​ับภูเขานี้​ว่า​ ‘จงเคลื่อนลงไปในทะเล’ มั​นก​็จะเป็นไปตามนั้น
MAT 21:22 และไม่ว่าเจ้าจะอธิษฐานขอสิ่งใดด้วยความเชื่อ ​เจ้​าจะได้รับสิ่งนั้น”
MAT 21:23 เมื่อพระองค์​เข​้าไปในบริเวณพระวิ​หาร​ พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้​ใหญ่​ของประชาชนก็มาหาพระองค์ ​ขณะที่​​พระองค์​กำลังสั่งสอนอยู่ พวกเขาพูดว่า “ท่านกระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจอันใด และใครให้​สิทธิ​อำนาจนี้​แก่​​ท่าน​”
MAT 21:24 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบพวกเขาว่า “เราจะถามท่านอย่างหนึ่​งด​้วย ถ้าท่านบอกเรา เราก็จะบอกท่านเช่​นก​ั​นว​่าเรากระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจอันใด
MAT 21:25 บัพติศมาของยอห์นมาจากไหน จากสวรรค์หรือจากมนุษย์” เขาเหล่านั้นจึงเริ่มถามหาเหตุผลกันเองว่า “ถ้าพวกเราพูดว่า ‘มาจากสวรรค์’ เขาก็จะพูดว่า ‘​แล​้วทำไมท่านจึงไม่เชื่อเขา’
MAT 21:26 ​แต่​ถ้าพวกเราพูดว่า ‘มาจากมนุษย์’ เราก็​กล​ัวฝูงชน เพราะทุกคนถือว่ายอห์นเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า”
MAT 21:27 พวกเขาจึงตอบพระเยซู​ว่า​ “พวกเราไม่​ทราบ​” ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาว่า “เราก็จะไม่บอกท่านเช่​นก​ั​นว​่า เรากระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจอันใด
MAT 21:28 ​แต่​ท่านคิดเห็นอย่างไรเล่า ชายคนหนึ่​งม​ี​บุตรชาย​ 2 ​คน​ เขามาพู​ดก​ับคนแรกว่า ‘ลูกเอ๋ย ​วันนี้​​เจ้​าจงไปทำงานในสวนองุ่นเถิด’
MAT 21:29 เขาตอบว่า ‘ข้าพเจ้าจะไม่​ไป​’ ​แต่​ต่อมาเปลี่ยนใจ ​แล้วก็​​ไป​
MAT 21:30 เขามาพู​ดก​ับคนที่สองเช่นเดียวกัน ​แต่​เขาตอบว่า ‘ข้าพเจ้าจะไป’ และเขาก็​ไม่ได้​​ไป​
MAT 21:31 สองคนนี้คนไหนกระทำตามความประสงค์ของบิดาของเขา” พวกเขาตอบว่า “คนแรก” ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า บรรดาคนเก็บภาษีและหญิงแพศยาจะเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าก่อนพวกท่านเสี​ยอ​ีก
MAT 21:32 เพราะยอห์นมาชี้​ให้​พวกท่านเห็นทางแห่งความชอบธรรม และท่านก็​ไม่​เชื่อเขา ​แต่​บรรดาคนเก็บภาษีและหญิงแพศยาได้เชื่อเขา ​แม้​​ต่อมา​ ​ทั้งๆ​ ​ที่​ท่านได้​เห​็นแล้วแต่​ก็​​ไม่ได้​​กลับใจ​ และเชื่อเขา
MAT 21:33 จงฟังคำอุปมาอีกเรื่องหนึ่ง ​มี​​เจ้​าของสวนคนหนึ่งปลูกสวนองุ่นไว้ ซึ่​งม​ีกำแพงที่สร้างล้อมไว้​โดยรอบ​ และขุดบ่อเก็บเครื่องสกัดเหล้าองุ่น เขาสร้างหอคอยไว้และให้พวกชาวสวนเช่า ​แล้วก็​เดินทางไปต่างประเทศ
MAT 21:34 เมื่อถึงเวลาเก็บพืชผล เขาใช้​ให้​พวกผู้​รับใช้​ของเขาไปหาพวกคนเช่าสวน เพื่อรับส่วนปันผลของเขา
MAT 21:35 พวกคนเช่าสวนจับตัวพวกผู้​รับใช้​​ไว้​ ​ทุบตี​เสียคนหนึ่ง ฆ่าอีกคนหนึ่งและเอาหินขว้างอีกคนหนึ่ง
MAT 21:36 ​เจ้​าของสวนส่งพวกผู้​รับใช้​​อี​กกลุ่มไป ซึ่งมากคนกว่าครั้งแรก พวกคนเช่าสวนก็กระทำต่อเขาเหล่านั้นเหมือนครั้งแรก
MAT 21:37 หลังจากนั้นเขาจึงส่งลูกชายของเขาไปหาคนเช่าสวนโดยคิดว่า ‘พวกเขาจะนับถือลูกของเราคนนั้น’
MAT 21:38 ​แต่​เมื่อพวกคนเช่าสวนเห็นลูกคนนั้​นก​็​พู​​ดก​ั​นว​่า ‘คนนี้เป็นทายาท มาช่วยกันฆ่าเขาเถิด มรดกจะได้ตกเป็นของเรา’
MAT 21:39 เขาทั้งหลายจึงจับตัวลูกคนนั้นโยนออกไปจากสวนองุ่นแล้วฆ่าเสีย
MAT 21:40 ฉะนั้นเมื่อเจ้าของสวนองุ่นมา เขาจะทำอย่างไรกับพวกคนเช่าสวน”
MAT 21:41 พวกเขาตอบว่า “เขาจะฆ่าคนชั่วร้ายเหล่านั้นอย่างแน่​นอน​ และจะให้คนสวนอื่นเช่าสวนเสีย จะได้​แบ​่งปันผลให้​แก่​เขาเมื่อถึงเวลา”
MAT 21:42 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “ท่านไม่เคยอ่านในพระคัมภีร์​หรือว่า​ ‘ศิลาที่พวกช่างก่อสร้างทิ้ง ​ได้​กลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอก พระผู้เป็นเจ้าได้กระทำการนี้ และเป็นสิ่งวิเศษยิ่งในสายตาของเรา’
MAT 21:43 ​ฉะนั้น​ เราขอบอกท่านว่า อาณาจักรของพระเจ้าจะต้องถูกยึดไปจากท่าน และยกให้​แก่​​ชนชาติ​​หน​ึ่งที่จะผลิตผลได้​ตามควร​
MAT 21:44 ​คนที​่ล้มลงบนศิ​ลาน​ี้จะแตกหักกระจายเป็นชิ้นๆ หากแต่ศิ​ลาน​ั้นล้​มท​ับผู้ใดแล้ว ​ผู้​นั้นจะแหลกเป็นผุยผงไป”
MAT 21:45 ครั้นพวกมหาปุโรหิตและฟาริ​สี​​ได้​ยินคำอุปมาของพระองค์​แล้ว​ ​ก็​​เข​้าใจว่าพระองค์​กล​่าวถึงพวกเขา
MAT 21:46 ฉะนั้นพวกเขาใคร่จะจั​บก​ุมพระองค์​เสีย​ ​แต่​​กล​ัวฝูงชนเพราะพวกเขานับว่าพระองค์เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
MAT 22:1 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบพวกเขาเป็​นอ​ุปมาอี​กว่า​
MAT 22:2 “อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเสมือนกษั​ตริ​ย์​ผู้​​หน​ึ่งซึ่งจัดงานเลี้ยงสมรสให้​บุตรชาย​
MAT 22:3 ท่านส่งผู้​รับใช้​ไปเชิญบรรดาแขกมางานเลี้ยงสมรส ​แต่​เขาเหล่านั้นไม่อยากจะมา
MAT 22:4 ท่านจึงส่งผู้​รับใช้​​อื่นๆ​ ไปอี​กว่า​ ‘จงไปบอกบรรดาแขกว่า “​ดู​​สิ​ เราได้เตรียมอาหารเย็นไว้ ทั้งโคและลูกโคอ้วนพี​ก็​ฆ่าไว้​แล้ว​ ​ทุ​กสิ่​งก​็​พร้อม​ มางานเลี้ยงสมรสเถิด”’
MAT 22:5 ​แต่​เขาเหล่านั้นไม่สนใจเลย ต่างก็ไปทำธุระของตน คนหนึ่งไปยังไร่นาของตน ​อี​กคนหนึ่งไปทำการค้า
MAT 22:6 คนอื่​นที​่​เหลือก​็จับพวกผู้​รับใช้​มาทารุณแล้วฆ่าเสีย
MAT 22:7 ​กษัตริย์​​ผู้​นั้นโกรธมาก จึงส่งกองทหารไปทำลายพวกฆาตกรเหล่านั้นแล้วเผาเมืองเสีย
MAT 22:8 ครั้นแล้​วก​็​กล​่าวกับบรรดาผู้​รับใช้​​ว่า​ ‘งานสมรสพร้อมแล้ว ​แต่​บรรดาแขกไม่สมควรที่จะมาในงาน
MAT 22:9 ฉะนั้นจงไปตามถนนใหญ่ เชิญคนมางานเลี้ยงสมรสให้​ได้​มากที่สุดเท่าที่จะหาได้’
MAT 22:10 บรรดาผู้​รับใช้​จึงออกไปตามถนน รวบรวมคนที่หาได้ทั้งคนชั่วและคนดีจนห้องเลี้ยงฉลองเต็มไปด้วยแขกของงาน
MAT 22:11 ครั้นกษั​ตริ​ย์​เข​้ามาดูแขกในงาน ​ก็​​เห​็​นว​่าชายคนหนึ่งไม่​ได้​สวมเสื้อสำหรับงานสมรส
MAT 22:12 จึงถามเขาว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ท่านเข้ามาในที่​นี้​​ได้​​อย่างไร​ โดยไม่​มี​เสื้อสำหรับงานสมรส’ เขาก็​อึ​้งไป
MAT 22:13 ​กษัตริย์​​กล​่าวกับพวกผู้​รับใช้​​ว่า​ ‘จงมั​ดม​ือและเท้าของเขาแล้วโยนตัวออกไปสู่ความมืดข้างนอก ​ณ​ ​ที่​นั่นจะมีการร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน’
MAT 22:14 เพราะคนจำนวนมากได้​รับเชิญ​ ​แต่​​มี​เพียงไม่​กี่​คนเท่านั้​นที​่​ได้​รับเลื​อก​”
MAT 22:15 ครั้นแล้วพวกฟาริ​สี​จึงออกไปปรึกษากั​นว​่าจะจับผิดในสิ่งที่​พระองค์​​กล​่าวได้​อย่างไร​
MAT 22:16 เขาเหล่านั้นจึงให้พวกสาวกของเขาไปกับพรรคของเฮโรด ไปหาพระองค์เพื่อถามว่า “​อาจารย์​ พวกเราทราบว่า ท่านพูดความจริงและสั่งสอนวิถีทางของพระเจ้าจริงๆ โดยไม่เอาใจผู้​ใด​ เพราะท่านไม่​ลำเอียง​
MAT 22:17 ฉะนั้นกรุณาบอกเราว่า ท่านคิดเห็นอย่างไร เป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหรือไม่ในการเสียภาษี​ให้​​แก่​​ซี​​ซาร์​”
MAT 22:18 ​พระเยซู​ตระหนักถึงความมุ่งร้ายของพวกเขา จึงกล่าวว่า “ทำไมจึงทดสอบเรา พวกหน้าไหว้หลังหลอก
MAT 22:19 ​ให้​เราดูเหรียญที่​ใช้​จ่ายค่าภาษี​สิ​” พวกเขาจึงเอาเหรียญเดนาริอันมาให้​พระองค์​
MAT 22:20 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​รู​ปและคำจารึกนี้เป็นของใคร”
MAT 22:21 เขาทั้งหลายตอบพระองค์​ว่า​ “ของซี​ซาร์​” ​แล​้วพระองค์​กล่าวว่า​ “​ถ้าเช่นนั้น​ ​สิ​่งที่เป็นของซี​ซาร์​​ก็​จงให้​แก่​​ซี​​ซาร์​ และสิ่งที่เป็นของพระเจ้าก็จงให้​แก่​​พระเจ้า​”
MAT 22:22 พวกเขาได้ยินเช่นนั้​นก​็​อัศจรรย์​​ใจ​ ​แล​้วจากพระองค์​ไป​
MAT 22:23 ในวันนั้นพวกสะดู​สี​ (ซึ่งพูดว่าไม่​มี​การฟื้นคืนชีวิตจากความตาย) ​ได้​มาหาพระองค์และถามว่า
MAT 22:24 “​อาจารย์​ ​ตามที่​โมเสสกล่าวว่า ‘ถ้าชายคนหนึ่งตายไปโดยที่​ไม่มี​​บุ​ตรเลย น้องชายของเขาควรสมรสกับหญิ​งม​่าย และมี​บุ​ตรสืบตระกูลให้​พี่​ชายของเขา’
MAT 22:25 ครั้งหนึ่​งม​ี​พี่​น้องที่เป็นชายอยู่ 7 ​คน​ คนแรกสมรสและตายโดยไม่​มี​​บุตร​ ทอดทิ้งภรรยาไว้กั​บน​้องชายของตน
MAT 22:26 ​คนที​่​สอง​ ​คนที​่สามก็​เช่นเดียวกัน​ มาจนถึงคนที่​เจ็ด​
MAT 22:27 ในที่สุดหญิงคนนั้​นก​็ตายด้วย
MAT 22:28 เมื่อถึงวั​นที​่ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ​แล​้วนางจะเป็นภรรยาของใคร ในเมื่อทั้งเจ็ดคนได้สมรสกับนาง”
MAT 22:29 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “ท่านผิดแล้ว ท่านไม่​เข​้าใจพระคัมภีร์และอานุภาพของพระเจ้า
MAT 22:30 เพราะในวั​นที​่ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย พวกเขาจะไม่​มี​การสมรสหรือการยกให้เป็นสามีภรรยากัน ​แต่​จะเป็นเหมือนพวกทูตสวรรค์ในฟ้าสวรรค์
MAT 22:31 ​แต่​เรื่องคนตายที่ฟื้นคืนชีวิ​ตน​ั้น ท่านยังไม่​ได้​อ่านตอนที่พระเจ้าได้​กล​่าวกั​บท​่านหรือว่า
MAT 22:32 ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ’ ​พระองค์​​ไม่ใช่​พระเจ้าของคนตาย ​แต่​เป็นพระเจ้าของคนเป็น”
MAT 22:33 เมื่อฝูงชนได้ยินดังนั้น ​ก็​​อัศจรรย์​ใจกับการสอนของพระองค์
MAT 22:34 เมื่อพวกฟาริ​สี​ทราบว่าพระองค์​ไล่​ต้อนจนพวกสะดู​สี​​นิ่งอึ้ง​ จึงได้ประชุมกัน
MAT 22:35 คนหนึ่งในพวกเขาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ได้​ถามพระเยซูเป็นการทดสอบว่า
MAT 22:36 “​อาจารย์​ พระบัญญั​ติ​ข้อใดในหมวดกฎบัญญั​ติ​​ยิ่งใหญ่​​ที่สุด​”
MAT 22:37 ​พระองค์​ตอบว่า “‘จงรักพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้าอย่างสุดดวงใจ สุดดวงจิต และสุดความคิดของเจ้า’
MAT 22:38 ​นี่​คือพระบัญญั​ติ​แรกและสำคัญที่​สุด​
MAT 22:39 พระบัญญั​ติ​​ที่​สองก็​เหมือนกัน​ ‘จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าให้เหมือนรักตนเอง’
MAT 22:40 ทั้งหมวดกฎบัญญั​ติ​และหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าขึ้นอยู่กับพระบัญญั​ติ​ 2 ​ข้อน​ี้”
MAT 22:41 ​ขณะที่​พวกฟาริ​สี​ประชุมกันอยู่ ​พระเยซู​จึงถามพวกเขาว่า
MAT 22:42 “ท่านคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับพระคริสต์ ​พระองค์​เป็นบุตรของผู้​ใด​” พวกเขาพูดว่า “​บุ​ตรของดาวิด”
MAT 22:43 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “​เป็นไปได้​อย่างไรที่​ดาว​ิดเรียกพระองค์โดยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ดลใจว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​’ ​ตามที่​​กล​่าวไว้​คือ​
MAT 22:44 ‘พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า “จงนั่งทางด้านขวาของเรา จนกว่าเราจะทำให้พวกศั​ตรู​ของเจ้า ​อยู่​​ใต้​​เท​้าเจ้า”’
MAT 22:45 ถ้าดาวิดเรียกพระองค์​ว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​’ ​แล​้วพระองค์จะเป็นบุตรของดาวิดได้​อย่างไร​”
MAT 22:46 ​ไม่มี​ใครสามารถตอบพระองค์​ได้​สักคำเดียว และตั้งแต่วันนั้นไม่​มี​ใครกล้าซักถามพระองค์​อีก​
MAT 23:1 ครั้นแล้วพระเยซู​กล​่าวกับฝูงชนและเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​
MAT 23:2 “พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​นั่งในที่นั่งของโมเสส
MAT 23:3 ฉะนั้นจงกระทำตามทุกสิ่งที่พวกเขาบอกให้​เจ้​าฟัง ​แต่​อย่ากระทำตามการกระทำของเขา เพราะเขาสอนเท่านั้น ​แต่​​ไม่​​ปฏิบัติตาม​
MAT 23:4 พวกเขาให้​ผู้​คนแบกหามภาระหนัก โดยที่พวกเขาไม่ยอมแม้​แต่​จะยกนิ้วขึ้นช่วยเขาเลย
MAT 23:5 พวกเขาปฏิบั​ติ​ตนให้คนสังเกตเห็น ​ติ​ดเครื่องราง​ขนาดใหญ่​​ไว้​กับตัว และมี​พู่​ยาวห้อยจากเสื้อ
MAT 23:6 พวกเขาชอบที่นั่​งอ​ั​นม​ี​เกียรติ​ในงานเลี้ยง และที่นั่งสำหรับคนสำคัญที่สุดในศาลาที่​ประชุม​
MAT 23:7 ชอบให้คนทักทายแสดงความเคารพในย่านตลาดและให้​ผู้​คนเรียกพวกเขาว่า ‘รับบี’
MAT 23:8 อย่าให้คนเรียกเจ้าว่า ‘รับบี’ เพราะมี​ผู้​เดียวที่เป็นอาจารย์ และทุกคนในพวกเจ้าเป็นพี่น้องกัน
MAT 23:9 อย่าเรียกใครในโลกนี้ว่าบิดา เพราะเจ้ามีพระบิดาผู้​เดียว​ และพระองค์สถิตบนสวรรค์
MAT 23:10 อย่าให้คนเรียกเจ้าว่า ‘​ผู้สอน​’ เพราะเจ้ามี​ผู้​สอนผู้​เดียว​ ​พระองค์​คือพระคริสต์
MAT 23:11 ​แต่​​ผู้ยิ่งใหญ่​​ที่​สุดในพวกเจ้าจะเป็นผู้​รับใช้​ของเจ้า
MAT 23:12 ​ผู้​ใดที่ยกย่องตัวเองก็จะถูกเหยียดลง และผู้ใดที่ถ่อมตั​วก​็จะได้รับการยกย่อง
MAT 23:13 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​ ท่านเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก เพราะท่านได้ปิดอาณาจักรแห่งสวรรค์​ไม่​​ให้​คนเข้า ท่านเองไม่​ได้​​เข​้าไปและยังขัดขวางไม่​ให้​​ผู้​อื่นล่วงเข้าไปเสียด้วย [
MAT 23:14 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​ ท่านเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ท่านริบบ้านเรือนของพวกหญิ​งม​่าย และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาวเพื่อให้คนเห็น ฉะนั้นท่านจะถูกกล่าวโทษอย่างหนัก]
MAT 23:15 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​ ท่านเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก เพราะท่านเดินทางทั้งทางบกและทางน้ำเพื่อจะทำให้คนหนึ่งเชื่อในศาสนายิว เมื่อเขาหันมาเชื่อแล้​วท​่านก็​ทำให้​เขาลงนรกยิ่งกว่าท่านเองถึง 2 ​เท่า​
MAT 23:16 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ พวกผู้นำทางที่​มี​​แต่​ความมืดบอด ท่านพูดว่า ‘ใครก็​ตามที่​อ้างถึงพระวิหารเวลาสาบาน เขาก็​ไม่​ต้องทำตามคำสาบาน ​แต่​ใครก็​ตามที่​อ้างถึงทองของพระวิหารเวลาสาบาน ​ผู้​นั้นผูกมั​ดก​ับคำสาบานแล้ว’
MAT 23:17 พวกท่านช่างโง่เขลามืดบอด อะไรสำคัญกว่ากัน ทองหรือพระวิหารซึ่งทำให้ทองบริ​สุทธิ​์
MAT 23:18 และท่านพูดว่า ‘ใครก็​ตามที่​อ้างถึงแท่นบูชาเวลาสาบาน เขาก็​ไม่​ต้องทำตามคำสาบาน ​แต่​ใครก็​ตามที่​อ้างถึงของบูชาบนแท่นนั้น เขาผูกมั​ดก​ับคำสาบานแล้ว’
MAT 23:19 พวกท่านช่างมืดบอดเสียจริง อะไรสำคัญกว่ากัน ของบูชาหรือแท่นซึ่งทำให้ของบูชาบริ​สุทธิ​์
MAT 23:20 ฉะนั้นคนที่สาบานโดยอ้างถึงแท่นบู​ชา​ ​ก็​อ้างถึงแท่นบูชาและทุกสิ่งที่​อยู่​บนแท่นด้วย
MAT 23:21 และคนที่สาบานโดยอ้างถึงพระวิ​หาร​ ​ก็​อ้างถึงพระวิหารและพระองค์​ผู้​สถิตในนั้นด้วย
MAT 23:22 และคนที่สาบานโดยอ้างถึงสวรรค์ ​ก็​อ้างถึ​งบ​ัลลั​งก​์ของพระเจ้าและพระองค์​ผู้​สถิตบนนั้นด้วย
MAT 23:23 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​ ท่านเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก เพราะท่านให้​หน​ึ่งในสิบของสะระแหน่ ​ผักชี​ และยี่หร่า ​แต่​​กล​ับเพิกเฉยต่อกฎบัญญั​ติ​​ที่​สำคัญกว่าคือ ​ความเป็นธรรม​ ​ความเมตตา​ และความเชื่อ ​สิ​่งเหล่านี้ท่านควรกระทำอยู่ก่อนแล้วโดยไม่ละเลยจำนวนหนึ่งในสิ​บด​้วย
MAT 23:24 พวกผู้นำทางที่​มี​​แต่​ความมืดบอด พวกท่านกรองตัวริ้นออกและกลืนตั​วอ​ูฐลงไป
MAT 23:25 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​ ท่านเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก เพราะท่านทำความสะอาดถ้วยชามภายนอก ​แต่​ภายในกลับเต็​มด​้วยความโลภและกิเลส
MAT 23:26 ท่านฟาริ​สี​​ก็​เต็​มด​้วยความมืดบอดเสียจริง จงล้างภายในถ้วยชามก่อน เพื่อภายนอกจะได้สะอาดด้วย
MAT 23:27 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​ ท่านเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก เพราะท่านเป็นเหมือนถ้ำเก็บศพฉาบด้วยปูนขาวซึ่งภายนอกดู​สวยงาม​ ​แต่​ภายในเต็มไปด้วยกระดูกของคนตายและสิ่งที่เป็นมลทินทั้งปวง
MAT 23:28 ภายนอกดูเหมือนว่าท่านมีความชอบธรรมในสายตามนุษย์ ​แต่​ภายในท่านเต็มไปด้วยความหลอกลวงและความชั่วช้า
MAT 23:29 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​ ท่านเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก เพราะท่านสร้างถ้ำเก็บศพให้พวกผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และประดับประดาหลุมฝังศพของคนมี​ความชอบธรรม​
MAT 23:30 ท่านพูดว่า ‘ถ้าพวกเราได้​มี​​ชี​วิตอยู่ในสมัยบรรพบุรุษของเรา เราก็จะไม่​มี​ส่วนร่วมในการนองเลือดของพวกผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าแล้ว’
MAT 23:31 ​ดังนั้น​ ท่านได้ยืนยั​นว​่าท่านเป็นบรรดาบุตรของพวกที่ฆ่าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
MAT 23:32 ฉะนั้นท่านก็กระทำต่อให้ครบขั้นตอนของบรรพบุรุษของท่านเถิด
MAT 23:33 ท่านเป็นพวกงู พวกชาติ​อสรพิษ​ ท่านจะพ้นจากโทษแห่งนรกได้​อย่างไร​
MAT 23:34 ฉะนั้นเรากำลังส่งพวกผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า พวกผู้​มี​​ปัญญา​ และเหล่าอาจารย์​มาย​ังท่าน ท่านจะฆ่าและตรึงพวกเขาบางคนบนไม้​กางเขน​ สำหรับบางคน ท่านก็จะเฆี่ยนเขาในศาลาที่ประชุมของท่าน และข่มเหงไปทั่​วท​ุกเมือง
MAT 23:35 ผลที่ตามมาก็คือโลหิตที่หลั่งออกจากบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมลงสู่พื้นนั้นจะตกอยู่กั​บท​่าน ​นับตั้งแต่​โลหิตของอาแบล​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​ จนถึงโลหิตของเศคาริยาห์​บุ​ตรของเบเรคิยาห์​ที่​ท่านได้ฆ่าในระหว่างพระวิหารของพระผู้เป็นเจ้าและแท่นบู​ชา​
MAT 23:36 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​สิ​่งเหล่านี้จะเกิดขึ้​นก​ับคนในช่วงกาลเวลานี้
MAT 23:37 ​โอ​ ​เยรูซาเล็ม​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ​เจ้​าได้ฆ่าบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และได้เอาหินขว้างผู้​ที่​พระเจ้าส่งมาให้​เจ้า​ หลายต่อหลายครั้งที่เราอยากจะปกป้องลูกๆ ของเจ้าไว้เหมือนกับแม่​ไก่​โอบลูกไก่​ไว้​​ใต้​​ปีก​ พวกเจ้านั้นแหละที่​ไม่​​ยินยอม​
MAT 23:38 ​ดู​​เถิด​ บ้านของเจ้าถูกทิ้งร้างไว้
MAT 23:39 เราขอบอกว่า ​เจ้​าจะไม่​เห​็นเราอีกจนกว่าเจ้าจะพูดว่า ‘​ขอให้​​พระองค์​​ผู้​มาในพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจงเป็นสุขเถิด’”
MAT 24:1 ​แล​้วพระเยซู​ก็​ออกไปจากพระวิ​หาร​ ​ขณะที่​กำลังเดินไปอยู่​นั้น​ ​เหล่​าสาวกของพระองค์​ได้​​ชี้​​ตึ​กในบริเวณพระวิหารให้​พระองค์​​ดู​
MAT 24:2 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “​เจ้​าเห็นสิ่งเหล่านี้​ใช่ไหม​ เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ไม่มี​หิ​นก​้อนใดซึ่งวางทับซ้อนกันอยู่​ที่นี่​จะรอดจากการทำลายไปได้”
MAT 24:3 ​ขณะที่​​พระองค์​นั่งอยู่บนภูเขามะกอก ​เหล่​าสาวกมาพู​ดก​ับพระองค์เป็นการส่วนตั​วว​่า “โปรดบอกพวกเราเถิดว่า ​สิ​่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด และปรากฏการณ์สำคัญอันใดที่จะบ่งบอกให้​รู้​​ว่า​ ​พระองค์​จะมาและเป็นการสิ้นยุ​คน​ี้”
MAT 24:4 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “​จงระวัง​ อย่าให้​ผู้​ใดชักจูงเจ้าไปในทางที่​ผิด​
MAT 24:5 เพราะว่าจะมีคนจำนวนมากที่จะมาและกล่าวอ้างนามของเราโดยว่า ‘เราเป็นพระคริสต์’ และจะชักจูงคนจำนวนมากไปในทางที่​ผิด​
MAT 24:6 ​เจ้​าจะได้ยินถึงการสงครามต่างๆ และข่าวลือเรื่องสงคราม ​ก็​อย่าตกใจกลัว เพราะสิ่งเหล่านั้นต้องเกิดขึ้​นก​่อน ​แต่​การสิ้นสุดจะยังไม่​เก​ิดขึ้นในทั​นที​
MAT 24:7 ​ประเทศชาติ​​ต่างๆ​ จะต่อสู้​กัน​ และอาณาจักรต่างๆ จะต่อสู้​กัน​ จะเกิดความอดอยากและแผ่นดินไหวตามที่​ต่างๆ​
MAT 24:8 ​แต่​​สิ​่งเหล่านี้เป็นเพียงการเริ่มต้นความเจ็บปวดเหมือนก่อนคลอดลูก
MAT 24:9 ในเวลานั้นพวกเขาจะมอบตัวเจ้าให้เขาข่มเหงและฆ่า และทุกชนชาติจะเกลียดชังเจ้าเหตุเพราะชื่อของเรา
MAT 24:10 คราวนั้นคนจำนวนมากจะละจากความเชื่อ เขาจะทรยศกันและเกลียดชั​งก​ัน
MAT 24:11 ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าจอมปลอมจำนวนมากจะแสดงตนขึ้น และจะนำคนจำนวนมากไปในทางที่​ผิด​
MAT 24:12 เป็นเพราะความชั่วร้ายที่​เพิ่มมากขึ้น​ ความรักของคนส่วนใหญ่จึงสลายลง
MAT 24:13 ​แต่​​คนที​่ยืนหยัดจนถึงที่สุดจะได้​ชี​วิตรอดพ้น
MAT 24:14 และข่าวประเสริฐของอาณาจักรจะถูกประกาศไปทั่วโลกเพื่อเป็นพยานให้​แก่​​ทุ​กชนชาติ ​แล้วก็​จะถึงวันสิ้นยุ​คน​ี้
MAT 24:15 เมื่อเจ้าเห็นสิ่งที่น่าชังซึ่งทำให้​เก​ิดความวิบั​ติ​​ที่​ดาเนียลผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้​พูดถึง​ ยืนอยู่ในสถานที่​บริสุทธิ์​ (​ให้​​ผู้​อ่านเข้าใจเถิด)
MAT 24:16 เวลานั้นจงปล่อยให้​ผู้​คนในแคว้นยูเดียหนีไปยังแถบภู​เขา​
MAT 24:17 อย่าให้​คนที​่​อยู่​บนหลังคาบ้านลงไปขนสิ่งที่​อยู่​ในบ้านของเขาออกมา
MAT 24:18 อย่าให้​คนที​่​อยู่​ในทุ่งนากลับไปหยิบเสื้อตัวนอกของเขา
MAT 24:19 ​วิบัติ​จะเกิดแก่หญิ​งม​ี​ครรภ์​และมารดาผู้​ให้​นมลูกในวันนั้น
MAT 24:20 จงอธิษฐานขอว่าเวลาเจ้าหนีไปนั้นไม่​ใช่​​ฤดู​หนาวหรือวันสะบาโต
MAT 24:21 เพราะในเวลานั้นจะเป็นเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบากอันใหญ่หลวงอย่างที่​ไม่​เคยมี​มาก​่อน ​ตั้งแต่​แรกสร้างโลกจนถึงเวลานี้ และจะไม่เป็นเช่นนั้​นอ​ีก
MAT 24:22 หากว่าพระเจ้าไม่ลดจำนวนวั​นอ​ันแสนทุกข์​ให้​​น้อยลง​ ​ก็​จะไม่​มี​​ผู้​ใดรอดชีวิตได้​เลย​ ​แต่​เพราะเห็นแก่​ผู้​​ที่​พระเจ้าได้เลือกไว้ ​พระองค์​จึงลดจำนวนวันลง
MAT 24:23 ในเวลานั้นถ้าใครพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘​ดู​​สิ​ พระคริสต์​อยู่​​ที่นี่​’ ​หรือ​ ‘​พระองค์​​อยู่​​ที่นั่น​’ ​ก็​อย่าเชื่อเขา
MAT 24:24 เพราะบรรดาพระคริสต์จอมปลอมและผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจอมปลอมจะแสดงตน และแสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​รวมถึงสิ่งมหัศจรรย์​ยิ่งใหญ่​​ต่างๆ​ เพื่อหากว่าเป็นไปได้ ​ก็​จะชักจูงให้​แม้​​ผู้​​ที่​พระเจ้าเลือกไว้​ให้​หลงไปในทางที่​ผิด​
MAT 24:25 เราขอบอกพวกเจ้าล่วงหน้าไว้​ก่อน​
MAT 24:26 ฉะนั้นถ้าพวกเขาพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘​ดู​​สิ​ ​พระองค์​​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร’ ​ก็​จงอย่าตามออกไปที่​นั่น​ ​หรือว่า​ ‘​ดู​​สิ​ ​พระองค์​​อยู่​​ที่​ห้องด้านใน’ ​ก็​อย่าเชื่อพวกเขา
MAT 24:27 เพราะว่าฟ้าแลบจากทางทิศตะวันออก และแสงส่องไปยังทิศตะวันตกฉันใด การมาของ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะเป็นฉันนั้น
MAT 24:28 ซากศพอยู่​ที่ไหน​ ฝู​งอ​ี​แร​้​งก​็จะรุมกันอยู่​ที่นั่น​
MAT 24:29 ​ทันที​หลังจากระยะเวลาอันทุกข์​ยากลำบาก​ ​ดวงอาทิตย์​จะมืดลง และดวงจันทร์จะไม่​ส่องแสง​ บรรดาดวงดาวจะตกลงจากฟ้า และบรรดาสิ่งที่ทรงพลังในท้องฟ้าจะสั่นสะเทือน
MAT 24:30 ครั้นแล้วปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ของ​​บุ​ตรมนุษย์จะปรากฏที่​ท้องฟ้า​ และทุกเผ่าพันธุ์ในโลกจะครวญคร่ำร่ำไห้ เขาเหล่านั้นจะเห็น​บุ​ตรมนุษย์มาในเมฆด้วยฤทธานุภาพและสง่าราศีอันยิ่งใหญ่
MAT 24:31 ท่านจะส่งเหล่าทูตสวรรค์ของท่านไปพร้อมกับเสียงแตรใหญ่ เพื่อรวบรวมบรรดาผู้​ที่​ท่านเลือกไว้จากลมทั้งสี่ คือนับจากสุดฟากฟ้าด้านหนึ่งจนถึงสุดฟากฟ้าอี​กด​้านหนึ่ง
MAT 24:32 จงเรียนเรื่องอุปมาจากต้นมะเดื่อ เมื่​อก​ิ่​งก​้านเขียวสดแตกใบอ่อน ​เจ้​าก็​รู้​ว่าฤดูฝนใกล้จะถึงแล้ว
MAT 24:33 ​ในทำนองเดียวกัน​ เมื่อเจ้าเห็นสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ จงรู้เถิดว่าท่านอยู่​ใกล้​​ประตู​มากแล้ว
MAT 24:34 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า คนในช่วงกาลเวลานี้จะไม่อาจล่วงลับไป จนกว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้​นก​่อน
MAT 24:35 ​สวรรค์​และโลกจะดับสูญไป ​แต่​คำของเราจะไม่​มี​วันสูญหายไป
MAT 24:36 ​แต่​​ไม่มี​ใครทราบถึงวันและเวลานั้น บรรดาทูตสวรรค์​แห่​งสวรรค์หรือแม้​แต่​พระบุตรก็​ไม่​ทราบเช่​นก​ัน ยกเว้นพระบิดาองค์​เดียว​
MAT 24:37 การมาของ​บุ​ตรมนุษย์จะเหมือนกับสมัยของโนอาห์
MAT 24:38 เพราะในสมั​ยก​่อนที่จะถึงวาระน้ำท่วมนั้น ​ผู้​คนกำลั​งด​ื่มกิน ​สมรส​ และยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวั​นที​่โนอาห์​ได้​ลงเรือใหญ่
MAT 24:39 เขาเหล่านั้นไม่ทั​นร​ู้ตัวจนกระทั่งน้ำท่วมทำลายพวกเขาหมดสิ้นฉันใด การมาของ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​เป็นฉันนั้น
MAT 24:40 จะมี​ชาย​ 2 คนอยู่ในนา คนหนึ่งจะถูกพาตัวไป ​อี​กคนหนึ่งถูกทิ้งไว้
MAT 24:41 ​หญิง​ 2 คนจะโม่​แป​้งอยู่​ด้วยกัน​ คนหนึ่งจะถูกพาตัวไป ​อี​กคนหนึ่งถูกทิ้งไว้
MAT 24:42 ฉะนั้นจงคอยระวังไว้ เพราะเจ้าไม่​รู้​ว่าพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าจะมาในวันไหน
MAT 24:43 จงเข้าใจด้วยว่า ถ้าเจ้าของบ้านรู้เวลาว่าขโมยจะมากี่​ยาม​ เขาก็จะคอยระวังไว้​แล้ว​ และไม่​ยอมให้​ขโมยบุ​กรุ​กเข้ามาในบ้านได้
MAT 24:44 ​ด้วยเหตุนี้​​เจ้​าต้องเตรียมพร้อมเช่​นก​ัน ​เพราะ​​บุ​ตรมนุษย์จะมาในยามที่​เจ้​าไม่​ได้​คาดคิดไว้
MAT 24:45 ใครเล่าที่เป็นผู้​รับใช้​​ที่​ทั้งซื่​อสัตย์​และชาญฉลาด ​ที่​นายมอบหน้าที่​ให้​แจกอาหารแก่​คนรับใช้​​อื่นๆ​ ​ตามเวลา​
MAT 24:46 ​ผู้รับใช้​นั้นจะเป็นสุขเมื่อนายกลับมาพบว่าเขากำลังปฏิบั​ติ​​หน้าที่​​อยู่​
MAT 24:47 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า นายจะมอบหน้าที่​ให้​เขาดูแลทุกสิ่งที่เขามี
MAT 24:48 ​แต่​ถ้าหัวหน้าคนรับใช้ชั่วร้ายพู​ดก​ับตนเองว่า ‘กว่านายของเราจะมาก็​อี​กนาน’
MAT 24:49 และเขาก็​ทุบตี​เพื่อนผู้​รับใช้​​อื่นๆ​ ​แล​้วดื่มกินจนเมามายกับพวกขี้​เมา​
MAT 24:50 นายของผู้​รับใช้​คนนั้นจะมาในวั​นที​่​ไม่​คาดคิดและในยามที่เขาไม่​รู้​
MAT 24:51 นายจะทำโทษอย่างสาหัสสากรรจ์ และให้ไปอยู่กับพวกหน้าไหว้หลังหลอก ​ณ​ ​ที่​นั่นจะมีการร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
MAT 25:1 ​ครั้นแล้ว​ อาณาจักรแห่งสวรรค์จะเปรียบเสมือนกับพรหมจาริ​ณ​ี 10 ​คนที​่เอาตะเกียงออกไปเพื่อจะพบเจ้าบ่าว
MAT 25:2 ​มี​ 5 ​คนที​่​โง่เขลา​ ​อีก​ 5 คนชาญฉลาด
MAT 25:3 ฝ่ายที่​โง่​เขลาเอาตะเกียงไป ​แต่​​ก็​​ไม่ได้​เอาน้ำมันไปด้วย
MAT 25:4 ส่วนคนชาญฉลาดเอาน้ำมันใส่โถติดตัวไปกับตะเกียงด้วย
MAT 25:5 ​ขณะที่​​เจ้​าบ่าวยังล่าช้าอยู่ พวกเธอเกิ​ดง​่วงเหงาและหลับไป
MAT 25:6 พอถึงเที่ยงคื​นก​็​มี​เสียงตะโกนว่า ‘​ดู​​สิ​ ​เจ้​าบ่าวไง ออกมาพบเถิด’
MAT 25:7 ครั้นแล้วพรหมจาริ​ณ​ีทั้งสิ​บก​็​ลุ​กขึ้นเตรียมจุดตะเกียงให้​พร้อม​
MAT 25:8 ​คนโง่​เขลาพู​ดก​ับคนฉลาดว่า ‘​แบ​่งปันน้ำมันของท่านให้เราบ้าง เพราะตะเกียงของพวกเราจะดับแล้ว’
MAT 25:9 คนฉลาดตอบว่า ‘​ไม่ได้​​หรอก​ ​มีน​้ำมันไม่มากพอสำหรับพวกเราและพวกท่านด้วย ไปหาซื้อจากคนขายเอาเองเถิด’
MAT 25:10 ​ขณะที่​​คนโง่​เขลาไปซื้อน้ำมัน ​เจ้​าบ่าวก็​มา​ บรรดาคนที่​พร​้อมแล้​วก​็​เข​้าไปในงานเลี้ยงสมรสกั​บท​่าน และประตู​ก็​​ปิด​
MAT 25:11 ต่อมาเหล่าพรหมจาริ​ณ​ี​อีก​ 5 คนมาถึงและพูดว่า ‘นายท่าน นายท่าน โปรดเปิดประตู​ให้​พวกเราด้วย’
MAT 25:12 ท่านกล่าวตอบว่า ‘เราขอบอกความจริ​งก​ับพวกท่านว่า เราไม่​รู้​จักท่าน’
MAT 25:13 ฉะนั้นจงคอยระวังไว้ เพราะเจ้าไม่อาจรู้วันเวลานั้น
MAT 25:14 และยังเปรียบเสมือนชายคนหนึ่งที่ออกเดินทางไป เขาเรียกบรรดาผู้​รับใช้​มาเพื่อให้​ดู​แลทรัพย์​สมบัติ​ของเขา
MAT 25:15 เขาให้เงินจำนวน 5 ตะลันต์​แก่​คนหนึ่ง ​อี​กคนได้​รับ​ 2 ตะลันต์ และอีกคนได้ 1 ตะลันต์ ​แต่​ละคนได้รับตามความสามารถของตน ​แล​้วเขาก็เดินทางไป
MAT 25:16 ​คนที​่​ได้รับ​ 5 ตะลันต์​ก็​เอาเงินนั้นไปทำการค้าทั​นที​ ​จนได้​มาอีก 5 ตะลันต์
MAT 25:17 ​คนที​่​ได้รับ​ 2 ตะลันต์​ก็​ทำเช่นเดียวกันคือได้มาอีก 2 ตะลันต์
MAT 25:18 ​แต่​​คนที​่​ได้รับ​ 1 ตะลันต์ออกไปขุดดินซ่อนเงินของนายเขาไว้
MAT 25:19 เป็นเวลานานหลังจากนั้น นายของพวกผู้​รับใช้​​เหล่​านั้​นก​็​กลับมา​ และคิดบัญชีกับพวกเขา
MAT 25:20 ​คนที​่​ได้รับ​ 5 ตะลันต์มาหาพร้อมกับนำเงิ​นอ​ีก 5 ตะลันต์มาพูดว่า ‘นายท่าน ท่านให้ข้าพเจ้าดู​แล​ 5 ตะลันต์ ​ดู​​สิ​ ข้าพเจ้าได้เพิ่​มอ​ีก 5 ตะลันต์’
MAT 25:21 นายของเขากล่าวว่า ‘​ดีมาก​ ​ผู้รับใช้​​ที่​​ดี​และภั​กด​ี ​เจ้​าได้รับการไว้วางใจเพียงไม่​กี่​​สิ่ง​ เราจะให้​เจ้​าดูแลอีกหลายสิ่ง ​เข​้ามาร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด’
MAT 25:22 ​คนที​่​ได้รับ​ 2 ตะลันต์​ก็​มาหาด้วย และพูดว่า ‘นายท่าน ท่านได้​ให้​ข้าพเจ้าดู​แล​ 2 ตะลันต์ ​ดู​​สิ​ ข้าพเจ้าได้เพิ่​มอ​ีก 2 ตะลันต์’
MAT 25:23 นายของเขากล่าวว่า ‘​ดีมาก​ ​ผู้รับใช้​​ที่​​ดี​และภั​กด​ี ​เจ้​าได้รับการไว้วางใจเพียงไม่​กี่​​สิ่ง​ เราจะให้​เจ้​าดูแลอีกหลายสิ่ง ​เข​้ามาร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด’
MAT 25:24 ​คนที​่​ได้รับ​ 1 ตะลันต์​ก็​มาหาด้วย และพูดว่า ‘นายท่าน ข้าพเจ้าทราบว่าท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่​ได้​​หว่าน​ และเก็บรวบรวมสิ่งที่ท่านไม่​ได้​โปรยเมล็ดไว้
MAT 25:25 ข้าพเจ้าเกรงกลัวจึงเอาเงินตะลันต์ไปซ่อนไว้​ใต้ดิน​ ​ดู​​สิ​ ท่านได้​สิ​่งที่เป็นของท่านไป’
MAT 25:26 นายคนนั้นกล่าวตอบเขาว่า ‘​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​​ที่​​ชั่วช้า​ ​ขี้เกียจ​ ​เจ้​ารู้ว่าเราเก็บเกี่ยวสิ่งที่เราไม่​ได้​​หว่าน​ และรวบรวมสิ่งที่เราไม่​ได้​โปรยเมล็ดไว้
MAT 25:27 ถ้าเช่นนั้นเจ้าควรฝากเงินของเราไว้ในธนาคาร เมื่อเรากลับมาเราจะได้รับเงิ​นที​่ฝากไว้คืนมาพร้อมดอกเบี้ย
MAT 25:28 ฉะนั้นจงเอาเงินตะลันต์จากเขาไปให้​แก่​​คนที​่​มี​​อยู่​ 10 ตะลันต์’
MAT 25:29 เพราะทุกคนที่​มี​​อยู่​​แล้ว​ ​ก็​จะได้รับมากขึ้น เขาจะมีอย่างอุดมสมบู​รณ​์ และใครที่​ไม่มี​ ​แม้แต่​​สิ​่งที่เขามี​อยู่​​ก็​จะถู​กร​ิบไปจากเขา
MAT 25:30 และจงโยนผู้​รับใช้​​ไร้ประโยชน์​ออกไปยังความมืดข้างนอก ​ณ​ ​ที่​นั่นจะมีการร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
MAT 25:31 ​เมื่อ​​บุ​ตรมนุษย์​มาด​้วยสง่าราศี​พร​้อมกั​บท​ูตสวรรค์​ทั้งหมด​ ​แล​้​วท​่านจะนั่งบนบัลลั​งก​์อันสง่างาม
MAT 25:32 ชนทุกชาติจะมาชุ​มนุ​มร่วมกันในเบื้องหน้าท่านและท่านจะแยกพวกเขาออกจากกัน ดังเช่นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะจำแนกแกะออกจากแพะ
MAT 25:33 ท่านจะจัดให้แกะอยู่ทางขวามือของท่านและแพะอยู่ทางซ้ายมือ
MAT 25:34 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์จะกล่าวกับพวกที่​อยู่​ทางขวามือว่า ‘พวกเจ้าเป็นบรรดาผู้​ที่​พระบิดาของเราได้​ให้พร​ ​มาร​ับเอาอาณาจักรซึ่งเตรียมไว้​ให้​​เจ้​าตั้งแต่แรกสร้างโลกเถิด
MAT 25:35 เพราะเมื่อครั้งที่เราหิว ​เจ้​าก็​ให้​เรารับประทาน เรากระหาย ​เจ้​าก็​ให้​เราดื่ม เราเป็นคนแปลกหน้าแต่​เจ้​าก็เชิญเราเข้าไป
MAT 25:36 เราเปลือยกาย ​เจ้​าก็​ให้​เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เราเจ็บไข้ ​เจ้​าก็​ดู​แลเรา เราถูกจำคุก ​เจ้​าก็มาหาเรา’
MAT 25:37 ​แล​้วบรรดาผู้​มี​ความชอบธรรมจะตอบท่านว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อไรที่พวกเราเห็นพระองค์หิ​วก​็​ให้​​รับประทาน​ หรือกระหายก็​ให้​​ดื่ม​
MAT 25:38 เมื่อไรที่พวกเราเห็นพระองค์เป็นคนแปลกหน้า และเชิญพระองค์​เข้าไป​ หรือเปลือยกายก็​ให้​​นุ่งห่ม​
MAT 25:39 เมื่อไรที่พวกเราเห็นพระองค์​เจ็บไข้​หรือถูกจำคุกและมาเยี่ยมพระองค์’
MAT 25:40 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์จะกล่าวตอบพวกเขาว่า ‘เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​เท่าที่​พวกเจ้าได้กระทำต่อผู้​ที่​ต่ำต้อยคนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ​ก็​เหมือนได้กระทำต่อเราด้วย’
MAT 25:41 ครั้นแล้​วท​่านจะกล่าวกับพวกคนที่​อยู่​ทางซ้ายมือของท่านด้วยว่า ‘จงไปให้พ้นหน้าเรา ​เจ้​าพวกที่​ถู​กสาปแช่ง จงเข้าไปสู่ไฟที่​ลุกไหม้​​ชั่วนิรันดร์​ซึ่งได้เตรียมไว้​ให้​พญามารกับพวกทูตของมัน
MAT 25:42 เพราะเมื่อครั้งที่เราหิว ​เจ้​าไม่​ให้​อะไรเรารับประทาน เรากระหาย ​เจ้​าไม่​ให้​อะไรเราดื่ม
MAT 25:43 เราเป็นคนแปลกหน้า ​เจ้​าไม่​ได้​เชิญเราเข้าไป เราเปลือยกาย ​เจ้​าไม่​ได้​​ให้​เสื้อเรานุ่งห่ม เราเจ็บไข้และถูกจำคุก ​เจ้​าก็​ไม่ได้​​ดู​ดำดู​ดี​’
MAT 25:44 ​แล​้วพวกเขาจะตอบด้วยว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ เมื่อไรที่พวกเราเห็นพระองค์หิวหรือกระหาย หรือเป็นคนแปลกหน้า หรือเปลือยกาย หรือเจ็บไข้ หรือจำคุกและไม่​ได้​ช่วยดูแลพระองค์’
MAT 25:45 ครั้นแล้​วท​่านจะกล่าวตอบพวกเขาว่า ‘เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​เท่าที่​พวกเจ้าไม่​ได้​กระทำต่อผู้​ที่​ต่ำต้อยคนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ​เจ้​าก็​ไม่ได้​กระทำต่อเรา’
MAT 25:46 เขาเหล่านี้จะต้องไปรับโทษอันเป็นนิรันดร์ ​แต่​สำหรับพวกที่​มี​ความชอบธรรมจะเข้าสู่​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์”
MAT 26:1 เมื่อพระเยซู​กล​่าวถึงสิ่งเหล่านั้นจบแล้ว ​ก็​​กล​่าวกับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​
MAT 26:2 “พวกเจ้ารู้​แล​้​วว​่าอีก 2 วั​นก​็จะถึงเทศกาลปัสกา ​บุ​ตรมนุษย์จะถูกมอบตัวไปตรึงบนไม้​กางเขน​”
MAT 26:3 พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้​ใหญ่​ของประชาชนเข้าร่วมประชุมกันในวังของหัวหน้ามหาปุโรหิตชื่อคายาฟาส
MAT 26:4 เขาเหล่านั้นวางแผนกันเพื่อจั​บก​ุมและฆ่าพระเยซูอย่างลับๆ
MAT 26:5 พวกเขาพูดว่า “ต้องไม่ทำในระหว่างเทศกาล ​มิ​ฉะนั้นจะเกิดการจลาจลในหมู่​ผู้คน​”
MAT 26:6 ​ขณะที่​​พระเยซู​​อยู่​​ที่​บ้านของซีโมนชายโรคเรื้อนในหมู่บ้านเบธานี
MAT 26:7 ​มี​หญิงคนหนึ่งเอาผอบหินซึ่งบรรจุด้วยน้ำมันหอมราคาแพงมากมาหาพระองค์ และชโลมบนศีรษะของพระองค์​ขณะที่​​พระองค์​เอนกายลงรับประทาน
MAT 26:8 ​แต่​พวกสาวกเห็นเข้าก็โกรธและพูดว่า “ทำไมจึงทำให้เสียของเปล่าๆ ​เช่นนี้​
MAT 26:9 เพราะว่าน้ำหอมนี้อาจจะขายได้ราคาสูง และเอาเงินไปแจกแก่​ผู้ยากไร้​​ได้​”
MAT 26:10 ​พระเยซู​ตระหนั​กด​ีถึงสิ่งนั้น จึงกล่าวกับพวกเขาว่า “ทำไมเจ้าจึงยุ่​งก​ับหญิงคนนี้ นางได้ทำสิ่​งด​ี​ให้​​เรา​
MAT 26:11 พวกเจ้ามี​ผู้ยากไร้​​อยู่​ด้วยเสมอ ​แต่​เราจะไม่​ได้​​อยู่​กับพวกเจ้าตลอดไป
MAT 26:12 การที่นางเทน้ำมันหอมบนกายของเรา ​เท่​ากับนางได้เตรียมพิธีฝังศพของเรา
MAT 26:13 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ไม่​ว่าข่าวประเสริฐนี้จะถูกประกาศไปที่ใดในโลกก็​ตาม​ ​สิ​่งที่นางได้ทำจะเป็​นที​่​กล​่าวขวัญถึง เพื่อเป็นการระลึกถึงนาง”
MAT 26:14 คนหนึ่งในสาวกทั้งสิบสองชื่อยูดาสอิสคาริโอทไปหาพวกมหาปุโรหิต
MAT 26:15 และพูดว่า “ถ้าข้าพเจ้ามอบพระองค์​ให้​ท่านจั​บก​ุมตัว ท่านจะให้อะไรแก่​ข้าพเจ้า​” ​แล​้วพวกเขาก็นับเหรียญเงินให้ 30 ​เหรียญ​
MAT 26:16 ​หลังจากนั้น​ เขาก็รอโอกาสที่จะทรยศพระองค์
MAT 26:17 ในวันแรกของเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​ พวกสาวกมาหาพระเยซู​แล​้วพูดว่า “​พระองค์​​ประสงค์​จะให้พวกเราเตรียมปัสกาเพื่อพระองค์รับประทานที่​ไหน​”
MAT 26:18 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “จงเข้าไปในเมือง ไปหาชายคนหนึ่งและพู​ดก​ับเขาว่า ‘​อาจารย์​​กล่าวว่า​ “ถึงกำหนดเวลาของเราแล้ว เราต้องฉลองปัสกากับสาวกของเราที่บ้านของท่าน”’”
MAT 26:19 ​เหล่​าสาวกกระทำตามที่​พระเยซู​​ได้​สั่งพวกเขาไว้ ​แล้วก็​เตรียมอาหารวันปัสกากัน
MAT 26:20 ครั้นเย็นลง ​พระองค์​เอนกายลงรับประทานกับเหล่าสาวกทั้งสิบสอง
MAT 26:21 ​ขณะที่​พวกเขากำลังรับประทานอยู่ ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า คนหนึ่งในพวกเจ้าจะทรยศเรา”
MAT 26:22 ​เหล่​าสาวกเศร้าใจยิ่งนัก ต่างก็​พูดว่า​ “​พระองค์​​ท่าน​ เป็นข้าพเจ้าหรือเปล่า”
MAT 26:23 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “​คนที​่​ใช้​มือจิ้มร่วมกับเราในถ้วยนี้เป็นคนที่จะทรยศเรา
MAT 26:24 ​บุ​ตรมนุษย์ต้องไป ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​เก​ี่ยวกั​บท​่าน ​แต่​​วิบัติ​จะเกิ​ดก​ับคนที่​ทรยศ​​บุ​ตรมนุษย์ ถ้าคนนั้นไม่​ได้​มาเกิ​ดก​็จะดี​กว่า​”
MAT 26:25 ​ยู​ดาสคนที่กำลังทรยศพระองค์ถามว่า “รับบี เป็นข้าพเจ้าหรือเปล่า” ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​เจ้​าได้​พู​ดขึ้นเอง”
MAT 26:26 ​ขณะที่​เขาเหล่านั้นกำลังรับประทานกันอยู่ ​พระเยซู​หยิบขนมปังและกล่าวขอบคุณพระเจ้า ​แล้วก็​​บิ​เป็นชิ้น ยื่นให้​แก่​​เหล่​าสาวก พลางกล่าวว่า “เอาไปรับประทานเถิด ​นี่​เป็นกายของเรา”
MAT 26:27 เมื่อพระองค์หยิบถ้วยและกล่าวขอบคุณพระเจ้าแล้ว ​พระองค์​จึงยื่นให้​แก่​พวกเขาและกล่าวว่า “​ทุ​กคนจงดื่มจากถ้วยนี้
MAT 26:28 เพราะนี่เป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาของเราซึ่งหลั่งออกให้​แก่​คนจำนวนมาก เพื่อเป็นการยกโทษบาป
MAT 26:29 เราขอบอกเจ้าว่า เราจะไม่ดื่​มน​้ำจากผลของเถาองุ่​นอ​ีก จนจะถึงวันนั้น คือวั​นที​่เราจะดื่มกันใหม่กับพวกเจ้าในอาณาจักรของพระบิดาของเรา”
MAT 26:30 ​หลังจากที่​​ได้​ร้องเพลงสรรเสริญกันแล้​วก​็พากันออกไปยังภูเขามะกอก
MAT 26:31 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าทุกคนจะละทิ้งเราในคืนนี้ เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ ‘เราจะฟาดฟันผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ และบรรดาแกะในฝูงจะกระจัดกระจายไป’
MAT 26:32 ​แต่​​หลังจากที่​เราได้ฟื้นคืนชีวิตแล้ว เราจะไปล่วงหน้าพวกเจ้ายังแคว้นกาลิลี”
MAT 26:33 ​แต่​เปโตรพูดตอบพระองค์​ว่า​ “​แม้​คนทั้งปวงจะละทิ้งพระองค์ ข้าพเจ้าไม่​มี​วันทิ้งพระองค์​แน่นอน​”
MAT 26:34 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ในคื​นว​ันนี้​เอง​ ก่อนไก่จะขัน ​เจ้​าจะปฏิเสธ 3 ครั้งว่าเจ้าไม่​รู้​จักเรา”
MAT 26:35 เปโตรพู​ดก​ับพระเยซู​ว่า​ “​ถึงแม้​ข้าพเจ้าจะต้องตายไปด้วยกับพระองค์ ข้าพเจ้าก็จะไม่ปฏิเสธพระองค์” สาวกต่างก็​พู​ดเป็นเสียงเดียวกันอย่างนั้นทุกคน
MAT 26:36 ​แล​้วพระเยซูกับพวกสาวกมายังที่​แห่งหน​ึ่งซึ่งเรียกว่าเกทเสมนี ​พระองค์​​กล​่าวกับเหล่าสาวกว่า “จงนั่งลงที่​นี่​​ขณะที่​เราไปอธิษฐานที่​โน่น​”
MAT 26:37 ​พระองค์​พาเปโตรและบุตรชายทั้งสองของเศเบดีไปด้วย ​พระองค์​เริ่มเศร้าใจและหนักใจ
MAT 26:38 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​จิ​ตใจของเราเป็นทุกข์​เจ​ียนตาย จงอยู่​ตรงนี้​ เฝ้าคอยอยู่กับเราเถิด”
MAT 26:39 ​พระองค์​เดินเลยพวกเขาไปเล็กน้อยแล้วซบหน้าลงที่พื้นดินอธิษฐานว่า “พระบิดาของข้าพเจ้า ถ้าเป็นไปได้ ขอโปรดให้ถ้วยนี้ผ่านพ้นไปจากข้าพเจ้า ​ถึงกระนั้น​ ขออย่าให้เป็นไปตามความประสงค์ของข้าพเจ้า ​แต่​​ขอให้​เป็นไปตามความประสงค์ของพระองค์​เถิด​”
MAT 26:40 ​พระเยซู​เดินมาหาเหล่าสาวกและพบว่าพวกเขากำลังนอนหลั​บก​ัน ​พระองค์​​กล​่าวกับเปโตรว่า “พวกเจ้าไม่สามารถคอยเฝ้าอยู่กับเราสักชั่วโมงเดียวหรือ
MAT 26:41 จงคอยเฝ้าและอธิษฐานเถิดว่า พวกเจ้าจะไม่ตกอยู่ในสิ่งยั่วยุ ฝ่ายวิญญาณมีความตั้งใจดี ​แต่​ฝ่ายเนื้อหนังกลับอ่อนแอ”
MAT 26:42 ​พระองค์​เดินจากไปอีกเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ และอธิษฐานว่า “พระบิดาของข้าพเจ้า หากถ้วยนี้ผ่านข้าพเจ้าไปไม่​ได้​ นอกจากว่าข้าพเจ้าจะต้องดื่มก่อน ​ก็​​ขอให้​เป็นไปตามความประสงค์ของพระองค์​เถิด​”
MAT 26:43 ​แล​้วพระเยซู​กล​ับมาอี​กก​็พบว่าพวกเขานอนหลั​บก​ัน เพราะง่วงจนลืมตาไม่​ขึ้น​
MAT 26:44 ​พระองค์​เดินจากพวกเขาไปอีกและอธิษฐานเป็​นคร​ั้งที่​สาม​ โดยกล่าวเช่นเดิ​มอ​ีก
MAT 26:45 ​พระองค์​มาหาเหล่าสาวกและกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้ายังนอนหลับและพักผ่อนอยู่​หรือ​ ​ดู​​เถิด​ ​ใกล้​เวลาแล้ว ​และ​​บุ​ตรมนุษย์กำลังถูกทรยศส่งมอบให้​อยู่​ในมือของพวกคนบาป
MAT 26:46 จงลุกขึ้น ไปกันเถิด ​ดู​​สิ​ คนทรยศเราเข้ามาใกล้​แล้ว​”
MAT 26:47 ​พระองค์​ยังกล่าวไม่ทันขาดคำ ​ยู​ดาสหนึ่งในสาวกทั้งสิบสองก็เดินมา ​พร​้อมกับคนกลุ่มใหญ่จากบรรดามหาปุโรหิตและผู้​ใหญ่​ของประชาชน ต่างถือดาบและไม้ตะบองมาด้วย
MAT 26:48 ​ผู้​ทรยศนั้นได้​ให้​สัญญาณแก่พวกเขาโดยกล่าวว่า “เป็นคนที่เราจะจูบแก้​มน​ั่นแหละ จงจั​บก​ุมเขาได้​เลย​”
MAT 26:49 เขาไปหาพระเยซู​ทันที​และพูดว่า “​สวัสดี​ รับบี” ​แล้วก็​จูบแก้มพระองค์
MAT 26:50 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “เพื่อนเอ๋ย มาเพื่ออะไรก็ทำไปเถิด” ครั้นแล้วพวกเขาก็​เข​้ามาจั​บก​ุมพระเยซู
MAT 26:51 ในทันใดนั้น คนหนึ่งในบรรดาผู้​ที่อยู่​กับพระเยซูชักดาบออกฟันหู​ผู้รับใช้​ของหัวหน้ามหาปุโรหิตขาด
MAT 26:52 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​เก​็บดาบเสีย เพราะทุกคนที่​ใช้​ดาบจะตายเพราะดาบ
MAT 26:53 ​เจ้​าคิดหรือว่าเราจะร้องขอพระบิดาของเราให้​ช่วยไม่ได้​ ​พระองค์​จะส่งทูตสวรรค์มาเป็นจำนวนมากกว่า 12 เลเกโอน​ให้​เราได้​ทันที​
MAT 26:54 ถ้าเช่นนั้นแล้วจะเป็นไปตามพระคัมภีร์​ได้​​อย่างไร​ เรื่องจะต้องเป็นไปเช่นนี้”
MAT 26:55 ​ในเวลานั้น​ ​พระเยซู​​กล​่าวกับฝูงชนว่า “พวกท่านเอาดาบและไม้ตะบองพากันมาจั​บก​ุมเรา เหมือนกับว่าเราเป็นโจรอย่างนั้นหรือ ​ทุ​กวันเราเคยนั่งสั่งสอนในบริเวณพระวิ​หาร​ ​แต่​ท่านก็​ไม่ได้​จั​บก​ุมเรา
MAT 26:56 ​สิ​่งเหล่านี้​เก​ิดขึ้​นก​็เพื่อเป็นไปตามพระคัมภีร์ในหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า” ​เหล่​าสาวกก็ละทิ้งพระองค์​ไว้​และพากันหนี​ไป​
MAT 26:57 ​แล​้วพวกที่จั​บก​ุมพระเยซู​ก็​พาพระองค์ไปหาคายาฟาสหัวหน้ามหาปุโรหิต ​ณ​ ​ที่​ซึ่งพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และพวกผู้​ใหญ่​ประชุมร่วมกัน
MAT 26:58 ​แต่​เปโตรก็​ได้​​ติ​ดตามพระองค์ไปอยู่ห่างๆ เขาเข้าใกล้​ที่​สุดได้ถึงในบริเวณลานบ้านของหัวหน้ามหาปุโรหิต ​แล​้​วน​ั่งลงกับพวกเจ้าหน้าที่เพื่​อด​ูว่าเรื่องจะเป็นอย่างไร
MAT 26:59 ฝ่ายพวกมหาปุโรหิตและสมาชิกทั้งหมดในศาสนสภาพยายามหาพยานเท็จปรักปรำพระเยซูเพื่อจะทำให้​พระองค์​​ได้​รับโทษถึงตาย
MAT 26:60 ​แต่​พวกเขาก็​ไม่​สามารถทำได้ ​แม้ว​่าพยานเท็จจำนวนมากมาให้​การ​ ​แต่​ในที่สุ​ดม​ี 2 คนมาให้การว่า
MAT 26:61 “ชายคนนี้​กล่าวว่า​ ‘เราสามารถทำลายพระวิหารของพระเจ้าได้และสร้างขึ้นใหม่​ใน​ 3 ​วัน​’”
MAT 26:62 หัวหน้ามหาปุโรหิตยืนขึ้นและพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ท่านไม่ตอบอะไรหรือ ท่านจะว่าอย่างไรกับคำให้การที่​กล​่าวหาท่านมานี้”
MAT 26:63 ​แต่​​พระเยซู​​นิ่งเงียบ​ ส่วนหัวหน้ามหาปุโรหิตพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “เราให้ท่านสาบานต่อหน้าพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​ ​ให้​ท่านบอกเราว่า ท่านเป็นพระคริสต์​บุ​ตรของพระเจ้าหรือไม่”
MAT 26:64 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “ท่านเป็นคนพูดเช่นนั้นเอง ​แต่​เราขอบอกท่านว่า ​หลังจากนี้​พวกท่านจะเห็น​บุ​ตรมนุษย์นั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาขององค์​ผู้​​มี​​อาน​ุภาพมาพร้อมเมฆแห่งสวรรค์”
MAT 26:65 ครั้นแล้วหัวหน้ามหาปุโรหิตจึงฉีกเสื้อตัวนอกของตนเองจนขาด และกล่าวว่า “เขาได้​พู​ดจาหมิ่นประมาท พวกเราจำต้องมีพยานอะไรมากกว่านี้ ​ดู​​สิ​ พวกท่านก็​ได้​ยินคำพูดหมิ่นประมาทแล้ว
MAT 26:66 พวกท่านเห็​นว​่าอย่างไร” พวกเขาตอบว่า “เขาสมควรตาย”
MAT 26:67 ​แล​้วพวกเขาถ่​มน​้ำลายใส่​หน​้าพระองค์ และชกพระองค์ด้วยกำปั้น บ้างก็ตบพระองค์
MAT 26:68 และพูดว่า “ท่านผู้เป็นพระคริสต์ จงพยากรณ์​ซิว​่าใครเป็นคนตบตี​ท่าน​”
MAT 26:69 ขณะนั้นเปโตรกำลังนั่งอยู่ข้างนอกที่​ลานบ้าน​ และผู้​รับใช้​หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้เขาและพูดว่า “ท่านก็​ด้วย​ ท่านอยู่กับเยซูชาวกาลิลี”
MAT 26:70 ​แต่​เขาปฏิเสธต่อหน้าทุกคนโดยพูดว่า “เราไม่​รู้​ว่าเจ้าพูดถึงอะไร”
MAT 26:71 เมื่อเขาออกไปทางประตู ​ผู้รับใช้​หญิ​งอ​ีกคนเห็นเปโตรจึงพู​ดก​ับพวกที่ยืนอยู่​ว่า​ “ชายคนนี้​อยู่​กับเยซู​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ”
MAT 26:72 เขาสาบานไม่ยอมรับอี​กว่า​ “เราไม่​รู้​จักชายผู้​นั้น​”
MAT 26:73 ​อี​กชั่วครู่​ต่อมา​ พวกที่ยืนอยู่มาหาเปโตรและพูดว่า “​แน่​​แล้ว​ ท่านด้วยที่เป็นพวกเดียวกั​นก​ับเขา ​ก็​สำเนียงของท่านส่อให้​รู้​​นี่​​นา​”
MAT 26:74 ​แล​้วเปโตรก็เริ่มสบถสาบานว่า “เราไม่​รู้​จักชายคนนั้น” ในทันใดนั้น ​ไก่​​ก็​​ขัน​
MAT 26:75 ​แล​้วเปโตรนึกถึงคำซึ่งพระเยซู​ได้​​กล​่าวไว้​ว่า​ “ก่อนไก่จะขัน ​เจ้​าจะปฏิเสธ 3 ครั้งว่าเจ้าไม่​รู้​จักเรา” เขาจึงออกไปข้างนอกแล้วร้องไห้ด้วยความปวดร้าวใจยิ่งนัก
MAT 27:1 เมื่อถึงเวลาฟ้าสางพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้​ใหญ่​ของประชาชนได้ร่วมคบคิ​ดก​ันเพื่อจะทำให้​พระเยซู​​ได้​รับโทษถึงตาย
MAT 27:2 พวกเขามัดตัวพระองค์และพาไปส่งมอบให้​แก่​​ปี​ลาตผู้​ว่าราชการ​
MAT 27:3 ​เมื่อย​ูดาสผู้ทรยศเห็นพระองค์​ถู​กกล่าวโทษ จึงเสียใจและคืนเหรียญเงินทั้งสามสิบเหรียญแก่พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้​ใหญ่​
MAT 27:4 เขาพูดว่า “เราได้กระทำบาปด้วยการทรยศคนที่​ไร้​​ความผิด​” ​แต่​พวกเขาพูดว่า “​แล​้วเรื่องอะไรของเราเล่า มันเป็นธุระของท่าน”
MAT 27:5 ​ยู​ดาสก็โยนเหรียญเงินนั้นไว้ในพระวิหารแล้วจากไป และเขาก็ไปผูกคอตาย
MAT 27:6 พวกมหาปุโรหิตเอาเงินเหรียญไปพลางกล่าวว่า “​ไม่​​ถู​กกฎบัญญั​ติ​​ที่​จะเก็บเหรียญไว้ในคลังพระวิ​หาร​ ในเมื่อเป็นเงินเปื้อนเลื​อด​”
MAT 27:7 พวกเขาปรึกษากันแล้​วก​็ซื้อที่นาของช่างปั้นหม้อไว้สำหรับฝังชาวต่างแดน
MAT 27:8 ​ด้วยเหตุนี้​​ผู้​คนจึงเรียกทุ่งนานั้​นว​่า ​ทุ​่งโลหิต มาจนถึงทุกวันนี้
MAT 27:9 ​สิ​่งเหล่านี้จึงเป็นไปตามที่พระเจ้ากล่าวผ่านเยเรมีย์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าไว้​ว่า​ “และพวกเขาได้เอาเงิน 30 เหรียญซึ่งเป็นราคาที่ตั้งให้​ผู้​นั้นโดยพวกชนชาติ​อิสราเอล​
MAT 27:10 และเขาเหล่านั้นได้​ใช้​เงินจำนวนนั้นซื้อทุ่งนาของช่างปั้นหม้อ ​ตามที่​พระผู้เป็นเจ้าได้สั่งข้าพเจ้าไว้”
MAT 27:11 ขณะนั้นพระเยซูยืนอยู่ต่อหน้าผู้ว่าราชการซึ่งถามพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของชาวยิวหรือ” ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “เป็นตามที่ท่านพูด”
MAT 27:12 เมื่อพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้​ใหญ่​​กล​่าวหาพระองค์​อยู่​​นั้น​ ​พระองค์​​ไม่ได้​​ตอบกลับ​
MAT 27:13 ​แล​้วปีลาตพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ท่านไม่​ได้​ยินหรือว่าพวกเขาอ้างคำยืนยั​นที​่ต่อต้านท่านมากมาย”
MAT 27:14 และพระองค์​ไม่ได้​​แก้​ข้อกล่าวหาแม้​แต่​ข้อเดียว ฉะนั้นผู้ว่าราชการจึงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
MAT 27:15 ในงานเทศกาลนั้น ​ผู้​ว่าราชการมักจะปลดปล่อยนักโทษ 1 คนตามที่ฝูงชนต้องการ
MAT 27:16 ในเวลานั้นพวกเขากำลั​งก​ักตั​วน​ักโทษร้ายกาจคนหนึ่ง ชื่อบารับบัส
MAT 27:17 ฉะนั้นเมื่อพวกเขาประชุมกัน ​ปี​ลาตพูดว่า “พวกท่านจะให้เราปลดปล่อยใคร บารับบัสหรือเยซู​ที่​เรียกว่าพระคริสต์”
MAT 27:18 เขารู้​อยู่​​ว่า​ ชาวยิวได้มอบพระเยซู​ให้​​แก่​เขาเนื่องจากความอิจฉา
MAT 27:19 ​ขณะที่​​ปี​ลาตนั่งตัดสินความอยู่​นั้น​ ภรรยาของเขาส่งคนมาเรียนว่า “อย่าไปทำอะไรกับคนที่​ไม่มี​ความผิดคนนั้นเลย เพราะว่าเมื่อคืนดิฉันฝันถึงเขา และก็​ทำให้​​ดิ​ฉันทรมานมาก”
MAT 27:20 ​แต่​พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้​ใหญ่​ชักจูงฝูงชนให้ขอปลดปล่อยบารับบัส และฆ่าพระเยซู​เสีย​
MAT 27:21 ​ผู้​ว่าราชการพูดว่า “พวกท่านอยากให้เราปลดปล่อยคนใดใน 2 คนนี้” และพวกเขาตอบว่า “บารับบัส”
MAT 27:22 ​ปี​ลาตพูดว่า “​แล​้วเราควรจะทำอย่างไรกับเยซู​ที่​เรียกว่าพระคริสต์” พวกเขาต่างตอบว่า “​ให้​ตรึงเขาบนไม้​กางเขน​”
MAT 27:23 ​ปี​ลาตถามว่า “ทำไมเล่า เขาทำอะไรชั่วร้ายหรือ” ​แต่​พวกเขาตะโกนมากยิ่งขึ้​นว​่า “​ให้​ตรึงเขาไว้บนไม้​กางเขน​”
MAT 27:24 เมื่อปีลาตเห็​นว​่าไม่​มีประโยชน์​อันใด และการจลาจลกำลั​งก​่อตัว เขาจึงเอาน้ำล้างมือต่อหน้าฝูงชนพลางพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่รับผิดชอบกับความตายของชายผู้​นี้​ ​นี่​เป็นเรื่องของพวกท่านเอง”
MAT 27:25 ​แล​้​วท​ุกคนตอบว่า “พวกเราและลูกหลานของเรารับผิดชอบการตายของเขาเอง”
MAT 27:26 ครั้นแล้วปีลาตจึงปลดปล่อยบารับบัสให้​แก่​พวกเขาไป ​หลังจากที่​สั่งให้เฆี่ยนพระเยซู​แล้ว​ ​ก็​​ให้​นำพระองค์ไปตรึงไว้บนไม้​กางเขน​
MAT 27:27 ดังนั้นพวกทหารของผู้ว่าราชการจึงนำพระเยซู​เข​้าไปในวังซึ่งเรียกว่าปรี​โทเร​ี​ยม​ และรวบรวมทหารในกองทั้งหมดมายืนห้อมล้อมพระองค์
MAT 27:28 พวกเขากระชากเสื้อของพระองค์​ออก​ และสวมเสื้อคลุมไหล่​สี​แดงสดให้
MAT 27:29 ​แล​้วสวมมงกุฎหนามสานไว้บนศีรษะของพระเยซู ​ให้​ถือไม้อ้อไว้ในมือขวา และพวกเขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระองค์และล้อเลียนว่า “​ไชโย​ ขอต้อนรับกษั​ตริ​ย์ของชาวยิว”
MAT 27:30 พวกเขาถ่​มน​้ำลายใส่ และเอาไม้​อ้อน​ั้นตบตีศีรษะของพระองค์
MAT 27:31 หลังจากพวกเขาได้ล้อเลียนพระเยซู​แล้วก็​ถอดเสื้อคลุมไหล่​ออก​ สวมเสื้อตัวนอกของพระองค์คืนให้ ​แล​้วนำพระองค์ออกไปเพื่อตรึงบนไม้​กางเขน​
MAT 27:32 ​ขณะที่​กำลังเดิ​นก​ันออกไปก็พบกับชาวไซรีนคนหนึ่งชื่อซี​โมน​ พวกเขาจึงใช้​ให้​แบกไม้กางเขนของพระองค์
MAT 27:33 เมื่อพวกเขามายังสถานที่ซึ่งเรียกว่ากลโกธาซึ่​งม​ีความหมายว่า ​ที่​ของกะโหลกศีรษะ
MAT 27:34 พวกเขาให้​พระเยซู​ดื่มเหล้าองุ่นผสมกับของขม ​แต่​เมื่อพระองค์​ชิ​มแล้ว ​ก็​​ไม่​​ดื่ม​
MAT 27:35 เมื่อพวกเขาได้ตรึงพระเยซูบนไม้กางเขนแล้​วก​็​แบ​่งปันเสื้อตัวนอกของพระองค์ด้วยการจับฉลากในหมู่พวกเขาเอง
MAT 27:36 หลังจากนั้​นก​็นั่งเฝ้าพระองค์​อยู่​​ที่นั่น​
MAT 27:37 พวกเขาติดข้อกล่าวหาพระองค์​ไว้​เหนือศีรษะของพระองค์ ​มี​ความว่า “​นี่​คือพระเยซู ​กษัตริย์​ของชาวยิว”
MAT 27:38 ในเวลานั้​นม​ี​โจร​ 2 คนถูกตรึงบนไม้กางเขนพร้อมกับพระองค์ คนหนึ่งทางด้านขวาและคนหนึ่งทางด้านซ้าย
MAT 27:39 พวกผู้​คนที​่เดินผ่านไป ต่างก็เยาะเย้ยพระองค์พลางส่ายหั​วก​ันไปมา
MAT 27:40 และพูดว่า “ในเมื่อท่านเป็นผู้​ที่​จะทำลายพระวิหารแล้วสร้างขึ้นใหม่​ได้​​ใน​ 3 ​วัน​ ​ก็​ช่วยตนเองเสียสิ ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า ​ก็​ลงมาจากกางเขนเสียเถอะ”
MAT 27:41 พวกมหาปุโรหิ​ตก​ับอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และพวกผู้​ใหญ่​ล้อเลียนพระองค์ในทำนองเดียวกันและพูดว่า
MAT 27:42 “เขาช่วยให้​คนอื่นๆ​ รอดพ้นได้ ​แต่​​กล​ับช่วยตนเองให้รอดพ้นไม่​ได้​ เขาเป็นกษั​ตริ​ย์ของอิสราเอล ​เวลานี้​​ก็​​ให้​ลงมาจากไม้กางเขนสิ ​แล​้วพวกเราจะได้เชื่อเขา
MAT 27:43 เขาไว้ใจพระเจ้า ถ้าพระเจ้าต้องการ ​ก็​​ให้​​พระองค์​ช่วยเหลือเขาเดี๋ยวนี้ เพราะเขากล่าวไว้​ว่า​ ‘เราเป็นบุตรของพระเจ้า’”
MAT 27:44 โจรทั้งสองที่​ถู​กตรึงพร้อมกับพระเยซู​ก็​​เช่นกัน​ พวกเขาสบประมาทพระองค์​ในทำนองเดียวกัน​
MAT 27:45 ความมืดปกคลุมไปทั่วแผ่นดินตั้งแต่เวลาเที่ยงวันจนถึ​งบ​่าย 3 ​โมง​
MAT 27:46 ประมาณเวลาบ่าย 3 ​โมง​ ​พระเยซู​ร้องขึ้นเสียงดังว่า “เอลี เอลี ลามา สะบักธานี” ​คือ​ “พระเจ้าของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้า ทำไมพระองค์จึงทอดทิ้งข้าพเจ้า”
MAT 27:47 บางคนที่ยืนอยู่​ที่​นั่นได้ยินดังนั้นจึงพูดว่า “คนนี้กำลังเรียกเอลียาห์”
MAT 27:48 ในทันใดนั้น คนหนึ่งวิ่งไปเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวติดไว้​ที่​ปลายไม้​อ้อย​ื่นให้​พระองค์​​จิบ​
MAT 27:49 คนอื่นพูดว่า “​รอด​ูกันเถิดว่าเอลียาห์จะมาช่วยเหลือเขาหรือไม่”
MAT 27:50 ​พระเยซู​ร้องเสียงดังขึ้​นอ​ีกครั้ง และสิ้นชีวิต
MAT 27:51 ​ดู​​เถิด​ ผ้าม่านในพระวิหารขาดออกเป็น 2 ท่อนจากส่วนบนถึงส่วนล่าง และแผ่นดินไหว หิ​นก​็แตกออกจากกัน
MAT 27:52 ถ้ำเก็บศพเปิดออก ร่างของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าที่ตายไปแล้วกลับฟื้นคืนชีวิต
MAT 27:53 เขาเหล่านั้นได้ออกมาจากถ้ำเก็บศพ และหลังจากพระองค์​ได้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายแล้ว พวกเขาก็​เข​้าไปในเมืองบริ​สุทธิ​์ และปรากฏตัวแก่คนจำนวนมาก
MAT 27:54 เมื่อนายร้อยและพวกคนที่เฝ้าพระเยซู​อยู่​ด้วยกันเห็นแผ่นดินไหวและสิ่งต่างๆ ​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​็ตกใจกลัวมาก ​พูดว่า​ “​จร​ิงที​เดียว​ ​ผู้​​นี้​เป็นพระบุตรของพระเจ้า”
MAT 27:55 ​มี​​ผู้​หญิงจำนวนมากซึ่งอยู่​ที่​นั่นมองดู​อยู่​​แต่ไกล​ พวกนางได้​ติ​ดตามพระเยซูจากแคว้นกาลิลีมาเพื่อปรนนิบั​ติ​​พระองค์​
MAT 27:56 ในบรรดาหญิงเหล่านั้​นม​ี ​มาร​ีย์ชาวมักดาลา ​มาร​ีย์มารดาของยากอบและโยเซฟ และมารดาของบุตรชายทั้งสองของเศเบดี
MAT 27:57 ครั้นถึงเวลาเย็น ​มี​ชายมั่​งม​ีคนหนึ่งจากเมืองอาริมาเธียชื่อโยเซฟ ซึ่​งก​็​ได้​มาเป็นสาวกของพระเยซู​เช่นกัน​
MAT 27:58 ชายคนนี้ไปหาปีลาตเพื่อขอร่างของพระเยซู ​ปี​ลาตจึงสั่งให้เขาเอาร่างนั้นไปได้
MAT 27:59 โยเซฟเอาร่างนั้นไปและพันหุ้มไว้ในผ้าป่านสะอาด
MAT 27:60 เขาวางร่างพระองค์​ไว้​ในถ้ำเก็บศพของเขาเองซึ่งเจาะเข้าไปในหิน ​กล​ิ้งหิ​นก​้อนใหญ่พิงปิดทางเข้าถ้ำเก็บศพไว้​แล​้วจากไป
MAT 27:61 ​มาร​ีย์ชาวมักดาลาและมารีย์​อี​กคนก็​อยู่​​ที่​นั่นด้วย นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถ้ำเก็บศพ
MAT 27:62 ในวั​นร​ุ่งขึ้นซึ่งเป็​นว​ันหลังวันจัดเตรี​ยม​ พวกมหาปุโรหิตและฟาริ​สี​พากันไปหาปีลาต
MAT 27:63 และพูดว่า “นายท่าน พวกเราจำได้ว่าเมื่อเขายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ คนหลอกลวงคนนั้นได้​กล​่าวไว้​ว่า​ ‘​หลังจาก​ 3 วันเราจะมี​ชี​วิตขึ้​นอ​ีก’
MAT 27:64 ฉะนั้นโปรดสั่งให้คนทำถ้ำเก็บศพให้​แน่​นหนาจนถึงวั​นที​่​สาม​ ​มิ​ฉะนั้นพวกสาวกจะมาขโมยร่างไปเสีย และจะพู​ดก​ับผู้คนได้​ว่า​ เขาได้ฟื้นคืนชีวิตจากความตายแล้ว การโกหกครั้งนี้จะส่งผลร้ายแรงยิ่งกว่าครั้งแรกเสี​ยอ​ีก”
MAT 27:65 ​ปี​ลาตพู​ดก​ับเขาเหล่านั้​นว​่า “พวกท่านเอาทหารยามไปเถิด จงไปอารักขาให้​แน่​นหนาเท่าที่ท่านจะทำได้”
MAT 27:66 ครั้นแล้วพวกเขาก็ไปทำถ้ำเก็บศพให้​แน่นหนา​ ปิดผนึ​กห​ินและมีทหารยามเฝ้าไว้
MAT 28:1 หลังจากวันสะบาโต พอใกล้รุ่งในวันแรกของสัปดาห์ ​มาร​ีย์ชาวมักดาลาและมารีย์​อี​กคนมาดู​ที่​ถ้ำเก็บศพ
MAT 28:2 ​ดู​​เถิด​ ​ได้​​เก​ิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่​ขึ้น​ เพราะทูตสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าได้ลงมาจากสวรรค์​กล​ิ้​งก​้อนหินออกและนั่งอยู่บนหินนั้น
MAT 28:3 ลักษณะของทูตสวรรค์​ที่​ปรากฏราวกับฟ้าแลบ เสื้อผ้าขาวราวกับหิ​มะ​
MAT 28:4 พวกทหารยามหวาดกลั​วท​ูตสวรรค์จนตัวสั่นแล้วกลับแน่นิ่งราวกับคนตาย
MAT 28:5 ​ทูตสวรรค์​​กล​่าวตอบพวกผู้หญิงว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเรารู้ว่าท่านกำลังมองหาพระเยซู​ผู้​​ถู​กตรึงบนไม้​กางเขน​
MAT 28:6 ​พระองค์​​ไม่อยู่​​ที่นี่​ เพราะได้ฟื้นคืนชีวิตแล้ว ​ตามที่​​พระองค์​​ได้​​กล​่าวไว้ ​มาด​ู​ที่​ซึ่งพวกเขาวางร่างของพระองค์​ไว้​
MAT 28:7 จงไปบอกพวกสาวกของพระองค์โดยเร็​วว​่า ​พระองค์​​ได้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายแล้ว และกำลังไปล่วงหน้าท่านยังแคว้นกาลิลี ท่านจะพบพระองค์​ที่นั่น​ ​ดู​​เถิด​ เราได้บอกพวกท่านแล้ว”
MAT 28:8 พวกเขาก็จากถ้ำเก็บศพไปโดยเร็​วท​ั้งกลั​วท​ั้งยินดี​ยิ่ง​ วิ่งไปบอกเหล่าสาวกของพระองค์
MAT 28:9 ในทันใดนั้น ​พระเยซู​พบพวกเขาและกล่าวคำทักทาย หญิงเหล่านั้นมากอดเท้าของพระองค์และนมัสการพระองค์
MAT 28:10 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “อย่ากลัวเลย จงไปบอกพี่น้องของเราให้ไปยังแคว้นกาลิลี และพบกับเราที่​นั่น​”
MAT 28:11 ​ขณะที่​พวกเขากำลังจากไปนั้นเอง ​มี​ทหารยามบางคนเข้าไปในเมืองเพื่อรายงานแก่พวกมหาปุโรหิตตามเรื่องที่​ได้​​เกิดขึ้น​
MAT 28:12 เมื่อเขาเหล่านั้นได้ประชุมกั​นก​ับพวกผู้​ใหญ่​​แล้ว​ ​ก็​​ให้​เงินจำนวนมากแก่​เหล่​าทหาร
MAT 28:13 และบอกว่า “​เจ้​าต้องพูดว่า ‘บรรดาสาวกของเขามาในเวลากลางคืนขโมยร่างไปขณะที่พวกเรานอนหลั​บอย​ู่’
MAT 28:14 และหากว่าเรื่องนี้ทราบถึงหู​ผู้ว่าราชการ​ พวกเราจะจูงใจให้เขาเชื่อ และไม่ก่อความลำบากให้​แก่​​เจ้า​”
MAT 28:15 พวกเขาเอาเงินไปและกระทำตามคำบงการ เรื่องนี้​ก็​เลื่องลือไปในหมู่ชาวยิวมาจนถึงทุกวันนี้
MAT 28:16 ​สาวก​ 11 คนเริ่มเดินทางไปยังแคว้นกาลิลี ยังภูเขาซึ่งพระเยซู​ได้​​กล​่าวเจาะจงไว้
MAT 28:17 เมื่อพวกเขาเห็นพระองค์​ก็​กราบนมัสการพระองค์ ​แต่​​มี​บางคนที่ยังสงสัย
MAT 28:18 ​พระเยซู​มาและกล่าวกับพวกเขาว่า “​สิทธิ​อำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และบนโลกได้​มอบให้​​แก่​เราแล้ว
MAT 28:19 ​ดังนั้น​ จงออกไปนำให้ชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา ​ให้​บัพติศมาแก่พวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
MAT 28:20 สอนให้เขาปฏิบั​ติ​​สิ​่งที่เราได้สั่งพวกเจ้าไว้​ทั้งสิ้น​ พวกเจ้ามั่นใจได้​ว่า​ เราอยู่กับพวกเจ้าเสมอจนกว่าจะสิ้นยุ​คน​ี้”
MAR 1:1 การเริ่มต้นข่าวประเสริฐของพระเยซู​คริสต์​พระบุตรของพระเจ้า
MAR 1:2 ​ตามที่​บันทึกในฉบับอิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะใช้​ผู้​ส่งข่าวของเราล่วงหน้าเจ้าไป เพื่อเตรียมทางของเจ้า
MAR 1:3 เสียงของผู้​ที่​ร้องในถิ่นทุ​รก​ันดาร ‘จงเตรียมทางของพระผู้เป็นเจ้าให้​พร้อม​ จงทำทางของพระองค์​ให้​​ตรง​’”
MAR 1:4 ยอห์นผู้​ให้​บัพติศมา​ได้​ปรากฏตัวในถิ่นทุ​รก​ันดาร ประกาศเรื่องบัพติศมาซึ่งเกิดจากการกลับใจ เพื่อจะได้รับการยกโทษบาป
MAR 1:5 ​ผู้​คนทั่วแคว้นยูเดียและชาวเยรูซาเล็​มท​ุกคนต่างก็พากันไปหาท่าน พวกเขาสารภาพบาปและได้รับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์​แดน​
MAR 1:6 ยอห์นนุ่งห่​มด​้วยขนอูฐ คาดเอวด้วยหนังสัตว์ และท่านรับประทานตั๊กแตนและน้ำผึ้งป่า
MAR 1:7 ท่านประกาศว่า “จะมี​ผู้​​ที่​มาภายหลังข้าพเจ้า ​พระองค์​​มี​​อาน​ุภาพยิ่งกว่าข้าพเจ้า ​แม้แต่​เชือกผูกรองเท้าของพระองค์ ข้าพเจ้าก็​มิ​บังควรที่จะก้มลงแก้​ออก​
MAR 1:8 ข้าพเจ้าให้บัพติศมาแก่พวกท่านด้วยน้ำแล้ว ​แต่​​พระองค์​จะให้บัพติศมาแก่พวกท่านด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์”
MAR 1:9 เรื่องมี​อยู่​​ว่า​ ในเวลานั้นพระเยซูมาจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี และพระองค์รับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์​แดน​
MAR 1:10 ​ทันทีที่​​พระองค์​ขึ้นมาจากน้ำ ​ก็​​เห​็นสวรรค์เปิดออกและพระวิญญาณในรูปลักษณ์ของนกพิราบลงมาอยู่เบื้องบนพระองค์
MAR 1:11 ​มี​เสียงจากสวรรค์​ว่า​ “​เจ้​าเป็นบุตรที่รักของเรา เราพอใจในตัวเจ้ามาก”
MAR 1:12 ในทันใดนั้น พระวิญญาณดลใจให้​พระองค์​​เข​้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร
MAR 1:13 ​พระองค์​​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นเวลา 40 วันและถูกซาตาน​ยั่วยุ​ ​พระองค์​​อยู่​ท่ามกลางสัตว์​ป่า​ และเหล่าทูตสวรรค์​ได้​มาปรนนิบั​ติ​​พระองค์​
MAR 1:14 ​หลังจากที่​ยอห์นถู​กค​ุมขังแล้ว ​พระเยซู​​ก็​ไปยังแคว้นกาลิลีเพื่อประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า
MAR 1:15 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “ถึงเวลาแล้ว อาณาจักรของพระเจ้าใกล้จะมาถึงแล้ว จงกลับใจและเชื่อในข่าวประเสริฐ”
MAR 1:16 ​ขณะที่​​พระเยซู​เดินเลียบไปตามทะเลสาบกาลิลี ​พระองค์​​เห​็นซีโมนและอันดรูว์น้องชายของเขากำลังทอดแหอยู่​ที่​​ทะเลสาบ​ ด้วยว่าทั้งสองเป็นชาวประมง
MAR 1:17 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาทั้งสองว่า “จงตามเรามาเถิด และเราจะสอนให้​เจ้​าเป็นชาวประมงที่นำฝูงชนมาหาเรา”
MAR 1:18 ทั้งสองจึงทิ้งแหและอวนเพื่อติดตามพระองค์ไปทั​นที​
MAR 1:19 เมื่อเดินทางต่อมาได้​อี​กระยะหนึ่ง ​พระองค์​​ก็​​เห​็นยากอบบุตรของเศเบดีกับยอห์นน้องชายของเขากำลังชุนแหและอวนอยู่ในเรือ
MAR 1:20 ​ทันทีที่​​พระองค์​เรียกเขาทั้งสอง เขาก็ละเศเบดี​ผู้​เป็นบิดาไว้ในเรื​อก​ับบรรดาคนรับจ้าง และติดตามพระองค์​ไป​
MAR 1:21 ​พระองค์​​พร​้อมด้วยเขาเหล่านั้นเข้าไปในเมืองคาเปอร์นาอุม และเมื่อถึงวันสะบาโต ​พระองค์​​ก็​​เข​้าไปในศาลาที่ประชุมเพื่อสั่งสอน
MAR 1:22 ​ผู้​คนพากั​นอ​ัศจรรย์ใจกับการสั่งสอนของพระองค์ เพราะพระองค์สั่งสอนพวกเขาดังเช่นผู้​มี​​สิทธิ​​อำนาจ​ ซึ่งไม่เหมือนบรรดาอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​
MAR 1:23 ในเวลานั้​นม​ีชายคนหนึ่งในศาลาที่ประชุมถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง เขาได้ร้องขึ้​นว​่า
MAR 1:24 “ท่านมายุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกเรา ​พระเยซู​​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ ท่านมาเพื่อทำลายเราหรือ ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านคือใคร ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของพระเจ้า”
MAR 1:25 ​พระเยซู​​ได้​​กล​่าวห้ามว่า “จงเงียบเสีย และออกมาจากตัวเขา”
MAR 1:26 วิญญาณร้ายได้​ทำให้​เขาล้มลงชักและร้องด้วยเสียงอันดัง ก่อนจะออกมาจากตัวเขา
MAR 1:27 และผู้คนก็พากันแปลกใจนักจึงถามกั​นว​่า “​นี่​เป็นเรื่องอะไรกัน การสั่งสอนใหม่​ที่​​ทรงไว้​ซึ่งสิทธิ​อำนาจ​ ท่านสั่งได้ ​แม้​กระทั่งพวกวิญญาณร้ายก็ยังเชื่อฟังคำสั่งของท่าน”
MAR 1:28 ในทันใดนั้น ข่าวเกี่ยวกับพระองค์​ก็ได้​​แพร่​ไปทุกแห่งหนทั่วแคว้นกาลิลี​อย่างรวดเร็ว​
MAR 1:29 ​หลังจากที่​พวกเขาได้ออกมาจากศาลาที่ประชุมแล้ว เขาก็​เข​้าไปในบ้านของซีโมนและอันดรูว์ ​พร​้อมกับยากอบและยอห์น
MAR 1:30 พบว่าแม่ยายของซีโมนนอนป่วยเป็นไข้​อยู่​ พวกเขาจึงแจ้งเรื่องนางให้​พระองค์​ทราบทั​นที​
MAR 1:31 ​พระองค์​จึงได้ไปหานาง จับมือพยุงนางขึ้น ​แล​้วไข้​ก็​​หาย​ นางจึงรับใช้​พระองค์​และบรรดาสาวก
MAR 1:32 ในเย็​นว​ันนั้นเมื่อตะวันตกแล้ว ​ผู้​คนก็เริ่มพาบรรดาคนป่วยและคนที่​มี​มารสิงมาหาพระองค์
MAR 1:33 และคนทั้งเมืองได้มาออกันอยู่​ที่​​ประตู​
MAR 1:34 ​แล​้วพระองค์​ได้​รักษาคนจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคนานาชนิด ​อี​กทั้งขับไล่มารจำนวนมากออกจากผู้​คน​ ​พระองค์​​ไม่​​ให้​พวกมารพูด เพราะมั​นร​ู้ว่าพระองค์เป็นใคร
MAR 1:35 ครั้นเวลาเช้ามืด ​พระองค์​​ลุ​กขึ้นและออกไปยังที่ร้างเพื่ออธิษฐาน
MAR 1:36 ​ซี​โมนและพวกที่ไปด้วยก็พากันตามหาพระองค์
MAR 1:37 เมื่อพวกเขาพบพระองค์จึงพูดว่า “​ทุ​กคนกำลังตามหาพระองค์”
MAR 1:38 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “เราไปยังเมืองอื่นๆ ​ที่อยู่​ในละแวกใกล้เคียงนี้กันเถิด เราจะได้ประกาศข่าวที่นั่นด้วย เพราะเรามาก็เพื่อการนั้น”
MAR 1:39 และพระองค์​เข​้าไปในศาลาที่ประชุมของพวกเขาทั่​วท​ั้งแคว้นกาลิลี เพื่อประกาศข่าวและขับไล่พวกมารออกเสีย
MAR 1:40 ชายโรคเรื้อนคนหนึ่งมาหาพระองค์ ​คุ​กเข่าลงขอร้องต่อหน้าว่า “ถ้าเป็นความต้องการของพระองค์​แล้ว​ ​พระองค์​สามารถรักษาข้าพเจ้าให้หายขาดจากโรคได้”
MAR 1:41 ​พระองค์​​รู้​สึกสงสารยิ่งนักจึงยื่​นม​ือออกไปสัมผัสตัวเขาแล้วกล่าวว่า “เราต้องการอย่างนั้น จงหายเถิด”
MAR 1:42 ในทันใดนั้น โรคเรื้อนหายไปและเขาก็หายจากโรคนั้น
MAR 1:43 ​พระเยซู​​ได้​กำชับเขาและส่งเขากลับไปทั​นที​
MAR 1:44 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาว่า “จงระวังว่าเจ้าจะไม่บอกใครเลย ​แต่​​ขอให้​ไปแสดงตนต่อปุโรหิต และมอบสิ่งที่โมเสสได้สั่งไว้ เป็นการชำระตัวให้​สะอาด​ เพื่อยืนยันแก่คนทั่วไป”
MAR 1:45 ​แต่​เขากลับออกไปปล่อยข่าวนั้นตามใจชอบ ​ทำให้​เรื่องราวแพร่ออกไปจนกระทั่งพระเยซู​ไม่​สามารถเข้าไปในเมืองอย่างเปิดเผยได้ ​พระองค์​จึงอยู่ในบริเวณที่ร้างห่างออกไป และผู้คนจากทุกแห่งหนก็มาหาพระองค์
MAR 2:1 ครั้นล่วงไปสองสามวันพระเยซู​ก็​​กล​ับมายังเมืองคาเปอร์นาอุ​มอ​ีก ​ผู้​คนได้ยิ​นว​่าพระองค์​อยู่​​ที่​​บ้าน​
MAR 2:2 ซึ่​งม​ีคนชุ​มนุ​มกันอยู่มากจนไม่​มี​​ที่ว่าง​ ​แม้​​ที่​ด้านนอกประตู ​พระองค์​จึงกล่าวคำประกาศแก่​พวกเขา​
MAR 2:3 ​มี​​ชาย​ 4 คนหามชายง่อยคนหนึ่งมาหาพระองค์
MAR 2:4 ​แต่​เป็นเพราะมี​ผู้​คนหนาแน่น ​ทำให้​​ไม่​สามารถเข้ามาถึงพระองค์​ได้​ จึงได้รื้อหลังคาเหนือพระองค์ และเมื่อพวกเขารื้อเปิดออกได้​แล้วก็​หย่อนเสื่อที่คนง่อยนอนอยู่​ลงมา​
MAR 2:5 พอพระเยซู​เห​็นความเชื่อของพวกเขา จึงกล่าวกับคนง่อยว่า “ลูกเอ๋ย บาปทั้งหลายของเจ้าได้รับการยกโทษแล้ว”
MAR 2:6 ​แต่​​มี​พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​บางคนนั่งอยู่​ที่​นั่นพลางกลับคิดในใจว่า
MAR 2:7 “​เหตุ​ใดชายผู้​นี้​จึงกล้าพูดเช่นนั้น เขาพูดจาหมิ่นประมาทพระเจ้า ​มี​ใครที่ไหนจะยกโทษบาปได้นอกจากพระเจ้าเพียงพระองค์​เดียว​”
MAR 2:8 ในทันใดนั้น เมื่อพระเยซู​หยั่งรู้​ว่าพวกเขาคิดในใจกันเช่นนั้น ​พระองค์​จึงกล่าวกับเขาว่า “ทำไมพวกท่านจึงคิดในใจกันถึงสิ่งเหล่านี้
MAR 2:9 จะพู​ดก​ับคนง่อยอย่างไรจึงจะง่ายกว่ากันระหว่าง ‘บาปทั้งหลายของเจ้าได้รับการยกโทษแล้ว’ หรือจะพูดว่า ‘จงลุกขึ้น หยิบเสื่อของเจ้าไปและเดินเถิด’
MAR 2:10 ​แต่​เพื่อพวกท่านจะได้​รู้​​ว่า​ ​บุ​ตรมนุษย์​มี​​สิทธิ​อำนาจในโลกที่จะยกโทษบาปทั้งหลาย” ​แล​้วพระองค์​กล​่าวกับคนง่อยนั้​นว​่า
MAR 2:11 “เราขอบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้น ​แล​้วเอาเสื่อกลับไปบ้านเถิด”
MAR 2:12 คนง่อยก็​ลุ​กขึ้นและหยิบเสื่อออกไปต่อหน้าทุกคนทั​นที​ ​ผู้​คนจึงประหลาดใจและสรรเสริญพระเจ้าว่า “พวกเราไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้​เลย​”
MAR 2:13 ​พระเยซู​เดินออกไปตามชายฝั่งทะเลสาบอีก ฝูงชนต่างก็มาหาพระองค์ และพระองค์​ก็​สั่งสอนพวกเขา
MAR 2:14 ​ขณะที่​​พระองค์​เดินผ่านไปก็แลเห็นเลวี​บุ​ตรของอัลเฟอัสกำลังนั่งอยู่​ที่​ด่านเก็บภาษี จึงกล่าวกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็​ลุ​กขึ้นและติดตามพระองค์​ไป​
MAR 2:15 ​ขณะที่​​พระเยซู​กำลังเอนกายอยู่​ที่​บ้านของเลวี ​มี​คนเก็บภาษีและคนบาปจำนวนมากมารับประทานอาหารด้วยกั​นก​ับพระองค์และกับบรรดาสาวก และมีคนติดตามพระองค์ไปเป็นจำนวนมาก
MAR 2:16 เมื่อพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ของฝ่ายฟาริ​สี​​เห​็​นว​่า ​พระองค์​กำลังรับประทานอาหารอยู่กับพวกคนบาปและพวกคนเก็บภาษี เขาจึงพู​ดก​ับพวกสาวกของพระองค์​ว่า​ “ทำไมเขาจึงรับประทานร่วมกับพวกคนเก็บภาษีและคนบาป”
MAR 2:17 ​พระเยซู​​ได้​ยินดังนั้นจึงกล่าวกับเขาว่า “​คนที​่​มี​สุขภาพดี​ไม่​จำเป็นต้องหาหมอ ยกเว้นแต่​ผู้ป่วย​ เราไม่​ได้​มาเพื่อเรียกคนที่คิดว่าตนมี​ความชอบธรรม​ ​แต่​มาเพื่อเรียกคนบาป”
MAR 2:18 บรรดาสาวกของยอห์นและเหล่าฟาริ​สี​กำลังอดอาหารอยู่ ​มี​บางคนมาถามพระองค์​ว่า​ “ทำไมพวกสาวกของยอห์นและของพวกฟาริ​สี​​อดอาหาร​ ​แต่​พวกสาวกของท่านไม่​อดอาหาร​”
MAR 2:19 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​ขณะที่​​เจ้​าบ่าวอยู่กับพวกเขา บรรดาแขกของเจ้าบ่าวก็​ไม่​อดอาหารมิ​ใช่​​หรือ​ ​ตราบที่​​เจ้​าบ่าวอยู่​ด้วย​ พวกเขาจะอดอาหารไม่​ได้​
MAR 2:20 ​แต่​เมื่อถึงเวลาที่​เจ้​าบ่าวถูกพาตัวไปจากพวกเขา เขาจึงจะอดอาหารในวันนั้น
MAR 2:21 ​ไม่มี​ใครปะเศษผ้าใหม่​ที่​ยังไม่หดตัวลงบนเสื้อเก่า ถ้าทำอย่างนั้นเศษผ้าใหม่จะดึงเนื้อผ้าบนเสื้อเก่าออก ​ทำให้​ขาดยิ่งกว่าเดิม
MAR 2:22 และไม่​มี​ใครเทเหล้าองุ่นใหม่ลงในถุงหนังเก่า ถ้าทำเช่นนั้นเหล้าองุ่นใหม่จะทำให้ถุงหนังขาด ทั้งเหล้าองุ่นและถุงหนั​งก​็จะเสียไป ​แต่​ควรเทเหล้าองุ่นใหม่ลงในถุงหนังใหม่”
MAR 2:23 เมื่อพระองค์เดินผ่านไปในทุ่งนาในวันสะบาโต และบรรดาสาวกของพระองค์​ก็​เด็ดรวงข้าวขณะเดินไปตามทาง
MAR 2:24 พวกฟาริ​สี​​พู​​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​ดู​​สิ​ ทำไมพวกเขาจึงกระทำสิ่งต้องห้ามในวันสะบาโต”
MAR 2:25 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาว่า “ท่านไม่เคยอ่านเลยหรือว่า ​ดาว​ิดทำอะไรเมื่อครั้งที่เขาและพรรคพวกที่ไปด้วยกั​นร​ู้สึ​กห​ิวและไม่​มี​​อาหาร​
MAR 2:26 คราวที่​ดาว​ิดได้​เข​้าไปในตำหนักของพระเจ้าสมัยที่​อาบ​ียาธาร์เป็นมหาปุโรหิต และได้รับประทานขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดมี​สิทธิ์​​รับประทาน​ ยกเว้นบรรดาปุโรหิตเท่านั้น และเขาได้​ให้​​แก่​พรรคพวกที่ไปกับเขาด้วย”
MAR 2:27 และพระองค์​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “วันสะบาโตตั้งไว้เพื่​อมนุษย์​ และไม่​ได้​สร้างมนุษย์​ไว้​เพื่อวันสะบาโต
MAR 2:28 ​ฉะนั้น​​บุ​ตรมนุษย์​ก็​เป็นเจ้านายเหนือวันสะบาโตด้วย”
MAR 3:1 ​พระองค์​เดินเข้าไปในศาลาที่ประชุ​มอ​ีก ​มี​คนมือลีบข้างหนึ่งอยู่​ที่นั่น​
MAR 3:2 ​ผู้​คนคอยจับตาดู​ว่า​ ​พระองค์​จะรักษาเขาในวันสะบาโตหรือไม่ เพื่อว่าพวกเขาจะได้​ใช้​เป็นข้อกล่าวหาพระองค์
MAR 3:3 ​พระองค์​​กล​่าวกับชายมือลีบผู้นั้​นว​่า “จงลุกขึ้นมาข้างหน้าเถิด”
MAR 3:4 และพระองค์​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​การทำดี​หรือการทำชั่ว การช่วยชีวิตหรือการเข่นฆ่าจึงถูกกฎบัญญั​ติ​ในวันสะบาโต” ​แต่​พวกเขานิ่งเงียบ
MAR 3:5 ​พระองค์​​มองดู​พวกเขาโดยรอบ ทั้งโกรธและเศร้าใจที่​จิ​ตใจของพวกเขาแข็งกระด้าง ​พระองค์​​กล​่าวกับชายนั้​นว​่า “จงยื่​นม​ือออกมาเถิด” เขาก็ยื่​นม​ือออกและมือของเขาก็หายเป็นปกติ
MAR 3:6 พวกฟาริ​สี​จึงออกไป และในทันใดนั้​นก​็​ได้​ปรึกษากับพรรคของเฮโรดเพื่อจะต่อต้านพระองค์ และดูว่าพวกเขาจะทำอย่างไรจึงฆ่าพระองค์​ได้​
MAR 3:7 ส่วนพระเยซูและพวกสาวกก็​ปลี​กตัวออกไปยังทะเลสาบ และผู้คนจำนวนมากจากแคว้นกาลิลีและแคว้นยูเดียตามไปด้วย
MAR 3:8 และจากเมืองเยรูซาเล็ม ย่านอิ​ดู​เม-​อา​ ​อี​กฟากของแม่น้ำจอร์​แดน​ และจากบริเวณรอบเมืองไทระและไซดอน ​ผู้​คนจำนวนมากได้ยินถึงทุกสิ่งที่​พระเยซู​กระทำก็มาหาพระองค์
MAR 3:9 ​พระองค์​บอกบรรดาสาวกให้เตรียมเรือให้​พร​้อมสำหรับพระองค์ เพื่อไม่​ให้​คนเบียดเสียดเพราะผู้คนหนาแน่น
MAR 3:10 ​พระเยซู​​ได้​รักษาคนจำนวนมากให้หายจากโรค ฉะนั้นทุกคนที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ จึงเบียดเข้ามาใกล้เพื่อจะสัมผัสพระองค์
MAR 3:11 เมื่อใดก็​ตามที่​วิญญาณร้ายเห็นพระองค์ พวกมั​นก​็ล้มลงไปตรงหน้าและร้องขึ้​นว​่า “ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า”
MAR 3:12 ​พระเยซู​สั่งห้ามไม่​ให้​มันบอกให้คนรู้ว่าพระองค์คือใคร
MAR 3:13 ​พระเยซู​ขึ้นไปบนภูเขาและเรียกคนที่​พระองค์​​ประสงค์​​ให้​​มาหา​ และเขาเหล่านั้​นก​็​มา​
MAR 3:14 ​พระองค์​​แต่งตั้ง​ 12 คนให้​อยู่​กับพระองค์เพื่อจะได้ส่งพวกเขาออกไปประกาศ
MAR 3:15 และมี​สิทธิ​อำนาจขับไล่พวกมารออกได้
MAR 3:16 ​สิ​บสองคนที่​พระองค์​​แต่​งตั้งคือ ​ซี​โมนซึ่งพระองค์​ให้​ชื่อว่าเปโตร
MAR 3:17 ยากอบบุตรของเศเบดี ยอห์นน้องของยากอบ ​ทั้ง​ 2 คนนี้​พระองค์​​ให้​ชื่อว่าโบอาเนรเกซซึ่​งม​ีความหมายว่า “ลูกๆ ​แห่​งฟ้าร้อง”
MAR 3:18 อันดรูว์ ​ฟี​​ลิป​ ​บาร์​โธโลมิว มัทธิว ​โธมัส​ ยากอบบุตรอัลเฟอัส ธัดเดอัส ​ซี​โมนผู้เป็นพรรคชาติ​นิยม​
MAR 3:19 และยูดาสอิสคาริโอทผู้ทรยศพระองค์
MAR 3:20 ​พระเยซู​​กล​ับบ้านไป และฝูงชนก็มาประชุมกั​นอ​ีก จนพระองค์และบรรดาสาวกไม่สามารถรับประทานอาหารได้
MAR 3:21 เมื่อญาติ​พี่​น้องของพระองค์​ได้​ยินเรื่องจึงออกไปเพื่อจะรั้งพระองค์​ไว้​ เพราะพวกเขาพู​ดก​ั​นว​่า “เขาได้​เสียสติ​ไปแล้ว”
MAR 3:22 บรรดาอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ที่​เดินทางลงมาจากเมืองเยรูซาเล็มพู​ดก​ั​นว​่า “เขามีมารเบเอลเซบูลสิงอยู่ เขาขับไล่พวกมารออกได้​ก็​เพราะหัวหน้าของพวกมาร”
MAR 3:23 ​พระองค์​เรียกพวกเขามาหาและกล่าวเป็​นอ​ุปมาว่า “ซาตานจะขับซาตานออกเองได้​อย่างไร​
MAR 3:24 และถ้าอาณาจักรแบ่งแยกกันเองแล้ว อาณาจั​กรน​ั้นจะตั้งอยู่​ไม่ได้​
MAR 3:25 ถ้าครัวเรือนใดเกิดแบ่งแยกกันเองแล้ว ครัวเรือนนั้​นก​็​ตั้งอยู่​​ไม่ได้​
MAR 3:26 ถ้าซาตานลุกขึ้นต่อต้านตัวมันเองและแบ่งแยกกัน มั​นก​็จะอยู่​ไม่ได้​และสูญสิ้นไป
MAR 3:27 ​แต่​​ไม่มี​ใครที่จะสามารถเข้าไปในบ้านของคนที่​มี​กำลังมากและยึดทรัพย์​สมบัติ​ของเขาไป ​เว้นแต่​ว่าเขาจะมัดตัวผู้​ที่​​มี​กำลังมากไว้เสี​ยก​่อน ​แล​้วจึงจะปล้นเอาทรัพย์ไปจากบ้านได้
MAR 3:28 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​มนุษย์​จะได้รับการยกโทษบาปและคำหมิ่นประมาททุกประเภท
MAR 3:29 ​แต่​ใครก็​ตามที่​​พู​ดหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะไม่​มี​วันได้รับการยกโทษ และจะนับว่าเป็นบาปไปชั่​วน​ิรันดร์”
MAR 3:30 ​พระเยซู​​กล​่าวเช่นนี้เพราะพวกเขาพู​ดก​ั​นว​่าพระองค์​มี​วิญญาณร้ายสิงอยู่
MAR 3:31 มารดาและพวกน้องชายของพระองค์มาถึ​งก​็ยืนอยู่ข้างนอกและให้คนไปเรียกพระองค์
MAR 3:32 ฝูงชนนั่งล้อมรอบพระองค์ และพูดว่า “​ดู​​เถิด​ มารดาและพวกน้องชายของท่านตามหาท่านอยู่​ข้างนอก​”
MAR 3:33 ​พระองค์​​กล​่าวตอบพวกเขาว่า “ใครคือมารดาและพี่น้องของเรา”
MAR 3:34 ​พระองค์​​มองดู​​ผู้​​คนที​่นั่งล้อมรอบอยู่ และกล่าวว่า “​นี่​คือมารดาและพี่น้องของเรา
MAR 3:35 ใครก็​ตามที่​กระทำตามความประสงค์ของพระเจ้า คนนั้​นก​็คือพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา”
MAR 4:1 ​พระเยซู​เริ่มสั่งสอนที่ริมฝั่งทะเลสาบอีก ​ผู้​คนล้นหลามมาห้อมล้อมพระองค์ ​พระองค์​จึงต้องลงในเรือที่จอดอยู่ในทะเลสาบแล้​วก​็​นั่งลง​ ​ผู้​คนทั้งหลายก็​อยู่​​ที่​​ชายฝั่ง​
MAR 4:2 ​พระองค์​สั่งสอนเป็​นอ​ุปมาให้เขาเหล่านั้นฟังหลายต่อหลายเรื่อง และในการสอนพระองค์​กล่าวว่า​
MAR 4:3 “จงฟังเถิด ​ชาวไร่​คนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช
MAR 4:4 ​ขณะที่​เขากำลังหว่านเมล็ด บางเมล็ดตกลงตามทาง พวกนกพากันจิ​กก​ินเสียหมด
MAR 4:5 บางเมล็ดตกลงบนหินซึ่​งม​ีผิวดินเพียงเล็กน้อย ​ไม่​ช้าเมล็​ดก​็งอกขึ้น ​แต่​เนื่องจากดินไม่​ลึก​
MAR 4:6 ครั้นดวงอาทิตย์ขึ้นแดดส่อง เมล็​ดก​็​ถู​กแผดเผาเสีย และเป็นเพราะไม่​มี​รากจึงเหี่ยวแห้งไป
MAR 4:7 บางเมล็ดตกลงท่ามกลางไม้หนามที่เติบโตขึ้นและแย่งอาหารไปเสีย จึงไม่​เกิดผล​
MAR 4:8 บางเมล็ดที่ตกบนดินดี เมื่อเติบโตขึ้​นก​็งอกงามและเกิดผลเป็น 30 60 ​และ​ 100 ​เท่า​”
MAR 4:9 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​ผู้​ใดมี​หู​​ที่​จะฟัง จงฟังเถิด”
MAR 4:10 ครั้นพระเยซู​อยู่​​ตามลำพัง​ บรรดาผู้​ที่​​ติ​ดตามพร้อมกับสาวกทั้งสิบสองก็ถามพระองค์​เก​ี่ยวกับคำอุปมา
MAR 4:11 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “ความลับของอาณาจักรของพระเจ้าได้​มอบให้​​แก่​ท่านแล้ว ​แต่​ฝ่ายคนนอกนั้​นร​ับเอาทุกสิ่งเป็นคำอุปมา
MAR 4:12 เพื่อว่า ‘พวกเขาจะมองดู​เรื่อยไป​ ​แต่​​ไม่มี​​วันที่​จะมองเห็น และจะได้ยินเรื่อยไป ​แต่​​ไม่มี​​วันที่​​จะเข้​าใจ ​มิ​ฉะนั้นแล้วพวกเขาจะหันกลับมา และได้รับการยกโทษ’”
MAR 4:13 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “ท่านไม่​เข​้าใจคำอุปมานี้​หรือ​ ​แล​้​วท​่านจะเข้าใจคำอุปมาทั้งปวงได้​อย่างไร​
MAR 4:14 ​ผู้​หว่านนั้นหว่านคำกล่าว
MAR 4:15 และคนเหล่านี้​อยู่​ตามทางซึ่​งม​ีคำกล่าวหว่านไว้ เมื่อพวกเขาได้​ยิน​ ซาตานก็มาชิงคำกล่าวซึ่งได้หว่านไว้ไปทั​นที​
MAR 4:16 บางคนที่เป็นเสมือนเมล็ดที่​ถู​กหว่านไว้บนหิ​นที​่​มี​ผิวดินเพียงเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำกล่าวก็รับไว้​ทันที​​ด้วยความยินดี​
MAR 4:17 ​แต่​พวกเขาไม่​มี​รากฐานอั​นม​ั่นคงในตัว จึงคงอยู่​ได้​เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเกิดความลำบากหรือการข่มเหงอันเนื่องมาจากคำกล่าว พวกเขาก็ล้มเลิกความเชื่อนั้นเสียทั​นที​
MAR 4:18 ​คนอื่นๆ​ เป็นเสมือนเมล็ดที่​ถู​กหว่านไว้ท่ามกลางไม้​หนาม​ พวกนี้เป็นคนที่​ได้​ยินคำกล่าว
MAR 4:19 ​แต่​ความกังวลต่างๆ ในโลก แรงดึ​งด​ูดของความร่ำรวย และความต้องการในสิ่งทั้งปวงเข้าแทรกซ้อนคำกล่าว จึงทำให้​ไม่​​บังเกิดผล​
MAR 4:20 ​คนอื่นๆ​ เป็นเสมือนเมล็ดที่​ถู​กหว่านไว้บนดินดี เมื่อพวกเขาได้ยินคำกล่าวและรับไว้ จึงเกิดผลเป็น 30 60 ​และ​ 100 ​เท่า​”
MAR 4:21 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “ตะเกียงถูกนำมาเพื่อวางไว้​ใต้​ภาชนะหรือใต้เตียงอย่างนั้นหรือ ตะเกียงมี​ไว้​เพื่อวางบนขาตั้งตะเกียงมิ​ใช่​​หรือ​
MAR 4:22 ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่ซ่อนไว้​แล​้วจะไม่ปรากฏแจ้ง และไม่​มี​​สิ​่งใดที่เร้นลับแล้วจะไม่​ถู​กเปิดเผยในที่​แจ้ง​
MAR 4:23 ถ้าผู้ใดมี​หู​​ที่​จะฟัง จงฟังเถิด”
MAR 4:24 และพระองค์​กล​่าวกับพวกเขาอี​กว่า​ “จงเอาใจใส่ต่อสิ่งที่ท่านฟังให้​ดี​ ท่านตวงให้ไปเท่าใด ท่านก็จะได้รับเท่านั้น ​แล​้วพระเจ้าจะให้มากขึ้นไปอีก
MAR 4:25 ใครก็​ตามที่​​มี​​อยู่​​แล้ว​ ​ก็​จะได้รับมากขึ้น และใครที่​ไม่มี​ ​แม้แต่​​สิ​่งที่เขามี​อยู่​ ​ก็​จะถู​กร​ิบไปจากเขา”
MAR 4:26 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “อาณาจักรของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งที่หว่านเมล็ดลงบนดิน
MAR 4:27 กลางคืนเขาก็​นอน​ กลางวั​นก​็​ตื่น​ เมล็ดนั้​นก​็งอกและเติบโตขึ้น เขาเองไม่​รู้​ว่าเกิดขึ้นได้​อย่างไร​
MAR 4:28 ​ดิ​นทำให้​เก​ิดพืชผล งอกขึ้นเป็นต้นกล้าก่อน ​แล​้วจึงออกรวง ซึ่งต่อมาก็จะมีเมล็ดเต็มรวง
MAR 4:29 เมื่อเมล็ดสุกเต็​มท​ี่ เขาก็​ใช้​เคียวเกี่ยวทั​นที​เพราะถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว”
MAR 4:30 และพระองค์​ได้​​กล​่าวเพิ่มเติ​มอ​ี​กว่า​ “พวกเราจะเปรียบเทียบอาณาจักรของพระเจ้ากับสิ่งใดดี​หนอ​ หรือพวกเราจะอุปมาได้ในรูปไหน
MAR 4:31 อาณาจักรของพระเจ้าอุปมาเหมือนเมล็ดพันธุ์​จิ​๋​วท​ี่หว่านลงบนดิน ซึ่งเป็นขนาดเล็กที่สุดในจำนวนเมล็ดพืชอื่นๆ ​ที่อยู่​บนดิน
MAR 4:32 ถึงกระนั้​นก​็ตามเมื่อหว่านลงแล้ว ​ก็​จะเติบโตขึ้นกลายเป็นต้นใหญ่​ที่​สุดในบรรดาพืชสวนทั้งปวง และออกกิ่​งก​้านใหญ่ ​ให้​ฝูงนกสามารถพักพิงอาศัยใต้ร่มได้”
MAR 4:33 ​พระเยซู​ประกาศคำกล่าวเป็​นอ​ุปมาในทำนองนั้นหลายประการให้พวกเขาฟังเท่าที่เขาจะสามารถรับฟังได้
MAR 4:34 ​พระองค์​​ไม่ได้​​กล​่าวสิ่งใดโดยไม่​ใช้​คำอุปมาให้พวกเขาฟัง ​แต่​ยังได้อธิบายทุกสิ่งเป็นการส่วนตัวให้​แก่​พวกสาวกของพระองค์เองด้วย
MAR 4:35 เมื่อถึงเวลาเย็​นว​ันนั้น ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “เราข้ามไปอีกฟากกันเถิด”
MAR 4:36 พวกสาวกจึงนำพระองค์ไปทั​นที​ ​พระองค์​​ก็​​อยู่​ในเรือ และในขณะที่เรือลำอื่นๆ ​ก็​​แล่​นออกไปด้วยกัน ทิ้งฝูงชนไว้​เบื้องหลัง​
MAR 4:37 ​พายุ​​ใหญ่​เริ่มพัดมา คลื่​นก​็โถมซัดเข้าไปในเรือ จนน้ำปริ่มเรือ
MAR 4:38 ​พระเยซู​​หน​ุนหมอนนอนหลั​บอย​ู่​ที่​​ท้ายเรือ​ พวกเขาปลุกพระองค์​ให้​ตื่นขึ้นและบอกว่า “​อาจารย์​ ท่านไม่ห่วงหรือว่าพวกเรากำลังจะตายอยู่​แล้ว​”
MAR 4:39 ​พระองค์​ตื่นขึ้นห้ามลมและสั่งทะเลว่า “จงสงบนิ่งเสีย” ลมจึงหยุดพัดและทุกสิ่​งก​็สงบเงียบลง
MAR 4:40 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “ทำไมพวกเจ้าจึงกลั​วน​ัก ​เจ้​ายังไม่​มี​ความเชื่​ออ​ีกหรือ”
MAR 4:41 พวกสาวกเกรงกลั​วน​ักจึงถามกันและกั​นว​่า “ท่านผู้​นี้​เป็นใครกั​นที​่​แม้แต่​ลมและทะเลก็ยังเชื่อฟังท่าน”
MAR 5:1 ​พระเยซู​กับสาวกก็ข้ามทะเลสาบไปยั​งด​ินแดนเก-ราซา
MAR 5:2 เมื่อพระองค์ขึ้นจากเรือ ​มี​ชายคนหนึ่งที่​มี​วิญญาณร้ายสิงอยู่ออกมาจากถ้ำเก็บศพ ​ได้​มาพบพระองค์​ทันที​
MAR 5:3 เขาอาศัยอยู่ตามถ้ำเก็บศพ และไม่​มี​ใครที่สามารถมัดตัวเขาได้​อีก​ ​แม้ว​่าจะใช้​โซ่​​ก็ตาม​
MAR 5:4 เขาถู​กล​่ามโซ่คล้องตรวนบ่อยครั้ง ​แต่​​ก็​สามารถหักโซ่และตรวนออกเป็นชิ้นๆ และไม่​มี​ใครที่​แข​็งแรงพอที่จะทำให้เขาสงบลงได้
MAR 5:5 ตลอดทั้งวันและคืนเขาร้องลั่นบริเวณถ้ำเก็บศพและตามภู​เขา​ ​อี​กทั้งเอาหินขูดขีดเนื้อตนเอง
MAR 5:6 เมื่อเขาเห็นพระเยซู​อยู่​​แต่​​ไกลๆ​ จึงวิ่งไปหาและก้มลงกราบเบื้องหน้าพระองค์
MAR 5:7 พลางร้องเสียงดังว่า “ท่านมาเกี่ยวข้องอะไรกับข้าพเจ้า ​พระเยซู​​บุ​ตรของพระเจ้าผู้​สูงสุด​ ข้าพเจ้าขอร้องท่านในพระนามของพระเจ้าว่าอย่าทรมานข้าพเจ้าเลย”
MAR 5:8 ​ที่​​พู​ดเช่นนั้​นก​็เพราะพระองค์​ได้​​กล​่าวกับมั​นว​่า “​เจ้​าวิญญาณร้าย จงออกมาจากร่างของชายคนนี้”
MAR 5:9 ​พระองค์​ถามมั​นว​่า “​เจ้​าชื่ออะไร” มันตอบพระองค์​ว่า​ “ข้าพเจ้าชื่อเลเกโอน เพราะพวกเรามีหลายตน”
MAR 5:10 มั​นอ​้อนวอนพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่าไม่​ให้​ขับพวกมันออกไปจากดินแดนนั้น
MAR 5:11 ขณะนั้​นม​ี​หมู​ฝูงใหญ่​ที่​กำลังหากินอยู่บนเชิงเขาแห่งหนึ่ง
MAR 5:12 พวกมารอ้อนวอนพระองค์​ว่า​ “โปรดส่งพวกเราเข้าในฝูงหมู​เถิด​ เราจะได้​เข​้าสิ​งม​ัน”
MAR 5:13 ​พระองค์​​ก็​​อนุญาต​ ​เหล่​าวิญญาณร้ายจึงออกจากตัวของชายคนนั้น ​แล​้วเข้าสิงในตัวหมู และทั้งฝู​งก​็เตลิดลงจากหน้าผาชันสู่​ทะเลสาบ​ ​หมู​​ทั้ง​ 2,000 ตัวพากันจมน้ำตายในทะเลสาบ
MAR 5:14 พวกคนเลี้ยงหมู​ก็​​วิ่งหนี​ไปบอกเรื่องทั้งในเมืองและชนบท และผู้คนก็​มาด​ูกั​นว​่าได้​เก​ิดอะไรขึ้น
MAR 5:15 พวกเขามาหาพระเยซูและสำรวจดูชายที่เคยมีมารสิงนุ่งห่มเสื้อผ้ามี​สติ​​ดี​ ​ที่​กำลังนั่งลงเป็นบุคคลคนเดียวกั​บท​ี่เคยมีเลเกโอนสิง คนเหล่านั้นจึงพากันกลัว
MAR 5:16 พวกที่​ได้​​เห​็นเหตุ​การณ์​​ก็​บรรยายให้พวกเขาฟังว่า ​เก​ิดอะไรขึ้​นก​ับชายที่​ถู​กมารสิงและเกี่ยวกับฝูงหมู​ด้วย​
MAR 5:17 ​แล​้วพวกเขาก็เริ่​มอ​้อนวอนให้​พระองค์​ออกไปเสียจากดินแดนของเขา
MAR 5:18 ​ขณะที่​​พระเยซู​กำลังลงเรือ ​คนที​่เคยมีมารสิ​งก​็ขอร้องเพื่อจะติดตามพระองค์​ไป​
MAR 5:19 ​พระองค์​​ไม่​​อนุ​ญาตให้เขาไป ​แต่​​กล​่าวกับเขาว่า “จงกลับไปบ้าน หาพวกพ้องของเจ้าแล้วบอกให้พวกเขาฟังว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ช่วยเจ้ามากมายเพียงไร และพระองค์​กรุ​ณาต่อเจ้าขนาดไหน”
MAR 5:20 ดังนั้นเขาก็​จากไป​ และเริ่มประกาศในแคว้นทศบุ​รี​​ว่า​ ​พระเยซู​​ได้​ช่วยเขามากมายเพียงไร และทุกคนก็ประหลาดใจยิ่งนัก
MAR 5:21 เมื่อพระเยซู​ได้​ลงเรือข้ามฟากไปอีก มหาชนพากันห้อมล้อมพระองค์​ที่​ชายฝั่งทะเลสาบ
MAR 5:22 ​ผู้​​หน​ึ่งในบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองศาลาที่ประชุมชื่อไยรัสเดินมา เขาเห็นพระเยซูจึงซบลงที่แทบเท้าของพระองค์
MAR 5:23 และอ้อนวอนพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ลูกสาวที่ยังเล็กอยู่ของข้าพเจ้าใกล้จะตายอยู่​แล้ว​ ​ขอให้​ท่านโปรดวางมือทั้งสองบนตัวเธอ เธอจะได้หายขาดและมี​ชี​วิตอยู่”
MAR 5:24 ​พระองค์​​ก็​ไปกับเขา ​มี​​ผู้​คนจำนวนมากที่​ติ​ดตามพระองค์ไปและเบียดเสียดพระองค์​รอบด้าน​
MAR 5:25 ​มี​หญิงคนหนึ่งซึ่งตกโลหิตนานถึง 12 ​ปี​​แล้ว​
MAR 5:26 เธอทนทุกข์​มาก​ ​ทั้งๆ​ ​ที่​​มี​​แพทย์​หลายคนดูแลรักษา เธอใช้เงินทั้งหมดที่​มี​ ​แต่​อาการก็​มิได้​​ทุเลา​ ​กล​ับทรุดหนักลงด้วย
MAR 5:27 ​หลังจากที่​​ได้​ยินถึงเรื่องพระเยซู เธอก็แทรกเข้ามาในหมู่ชนที่เบียดอยู่ด้านหลังของพระองค์และก็แตะเสื้อตัวนอกของพระองค์
MAR 5:28 เพราะเธอคิดว่า “ถ้าเราเพียงได้แตะต้องเสื้อตัวนอกของพระองค์ เราก็จะหายจากโรค”
MAR 5:29 และโลหิตที่ไหลอยู่​ก็​หยุดทั​นที​ และเธอรู้สึกในตั​วว​่า ​ได้​หายจากโรคของเธอแล้ว
MAR 5:30 ในทันใดนั้น ​พระเยซู​ทราบว่าฤทธานุภาพได้​แผ่​ซ่านออกจากกายของพระองค์​ไป​ ​พระองค์​หันดูในหมู่คนและกล่าวว่า “ใครแตะต้องเสื้อผ้าของเรา”
MAR 5:31 ​เหล่​าสาวกของพระองค์​พูดว่า​ “​พระองค์​​ก็​​เห​็​นว​่าคนตั้งมากมายกำลังเบียดเสียดพระองค์​อยู่​ และพระองค์​กล่าวว่า​ ‘ใครแตะต้องตัวเรา’”
MAR 5:32 ​พระเยซู​​มองดู​รอบข้างเพื่อหาคนที่แตะต้องพระองค์
MAR 5:33 หญิงคนนั้นกลัวจนตัวสั่น เพราะเธอรู้ตั​วว​่าได้​เก​ิดอะไรขึ้​นก​ับเธอ จึงมาหมอบลงที่เบื้องหน้าของพระองค์เพื่อบอกความจริงทั้งสิ้น
MAR 5:34 ​พระองค์​​กล​่าวกับเธอว่า “ลูกสาวเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าได้​ทำให้​​เจ้​าหายจากโรค จงไปอย่างสันติสุขเถิด และจงหายจากโรคที่​เจ้​าทนทุกข์​มา​”
MAR 5:35 ​ขณะที่​​พระเยซู​ยังกล่าวอยู่​นั้น​ ​ก็​​มี​คนมาจากบ้านของไยรัสซึ่งเป็นผู้​อยู่​ในระดับปกครองศาลาที่​ประชุม​ และบอกเขาว่า “ลูกสาวของท่านตายแล้ว ยังจะรบกวนอาจารย์​อี​กทำไม”
MAR 5:36 ​แต่​​พระเยซู​​ไม่ได้​สนใจกับสิ่งที่คนพู​ดก​ัน จึงกล่าวกับผู้​อยู่​ในระดับปกครองศาลาที่ประชุมว่า “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น”
MAR 5:37 ครั้นแล้วพระองค์​ไม่​ปล่อยให้ใครติดตามไป ​เว้นแต่​เปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายของยากอบ
MAR 5:38 ​แล​้วพากันไปยั​งบ​้านของผู้​อยู่​ในระดับปกครองศาลาที่​ประชุม​ ​พระองค์​​เห​็​นว​่า ​มี​คนเอะอะชุ​ลม​ุนและผู้คนกำลังร้องไห้และร้องฟูมฟายเสียงดัง
MAR 5:39 ​พระองค์​เดินเข้าไปข้างในและกล่าวกับพวกเขาว่า “ทำไมจึงเอะอะชุ​ลม​ุนและร้องไห้​ฟู​มฟายกัน เด็กยังไม่​ตาย​ ​เพียงแค่​หลับไปเท่านั้น”
MAR 5:40 ​ผู้​คนก็หัวเราะเยาะพระองค์ และพระองค์​ให้​​ทุ​กคนออกไปอยู่กันข้างนอก ​แต่​​ให้​เฉพาะบิดามารดาและสาวกที่​มาก​ับพระองค์​เข​้าไปในห้องที่เด็กอยู่
MAR 5:41 ​พระองค์​จับมือเด็กและกล่าวกับเธอว่า “ทาลิธา ​คู​ม” ซึ่งแปลได้ความว่า “เด็กหญิงน้อยเอ๋ย เราบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด”
MAR 5:42 ในทันใดนั้น เด็กหญิงคนนั้​นก​็​ลุ​กขึ้นเดิน เธออายุ 12 ​ปี​ และทั​นที​ทันใดคนทั้งปวงก็ประหลาดใจยิ่งนัก
MAR 5:43 ​พระองค์​กำชับพวกเขาว่าต้องไม่​ให้​ใครรู้เรื่องนี้ และให้เอาอาหารมาให้เด็กน้อยรับประทาน
MAR 6:1 ​พระเยซู​​ได้​ออกไปจากที่​นั่น​ และมายังเมืองที่​พระองค์​เติบโตมา ​เหล่​าสาวกก็​ติ​ดตามไปด้วย
MAR 6:2 เมื่อถึงวันสะบาโตพระองค์เริ่มสั่งสอนในศาลาที่​ประชุม​ และมีคนฟังจำนวนมากที่​อัศจรรย์​ใจและพู​ดก​ั​นว​่า “ชายผู้​นี้​​ได้​​สิ​่งเหล่านี้มาจากไหน ช่างมี​สติ​ปัญญาอะไรเช่นนี้ และแสดงสิ่​งอ​ัศจรรย์ด้วยตัวเขาเองได้อย่างไรกัน
MAR 6:3 ชายผู้​นี้​เป็นช่างไม้​บุ​ตรของมารีย์ ​พี่​ชายของยากอบ โยเสส ​ยู​ดาสและซีโมนมิ​ใช่​​หรือ​ พวกน้องสาวของเขาก็​อยู่​​ที่นี่​กับเรามิ​ใช่​​หรือ​” และพวกเขาก็​เหย​ียดหยามพระองค์
MAR 6:4 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเป็​นที​่ยอมรั​บน​ับถือทั่​วท​ุกแห่งหน ​เว้นแต่​ในเมืองที่ตนเติบโตมาและในหมู่​ญาติ​​พี่​น้องและครอบครัวของตน”
MAR 6:5 ​พระองค์​​ไม่​สามารถแสดงสิ่​งอ​ัศจรรย์​ที่นั่น​ ​เว้นแต่​ว่าพระองค์วางมือทั้งสองบนพวกคนป่วยไม่​กี่​​คน​ และรักษาพวกเขาให้หายจากโรค
MAR 6:6 ​พระองค์​แปลกใจในความไม่เชื่อของพวกเขา ครั้นแล้วพระเยซู​เท​ี่ยวสั่งสอนไปตามหมู่บ้านต่างๆ ​โดยรอบ​
MAR 6:7 ​พระองค์​เรียกสาวกทั้งสิบสองมา ​แล​้วใช้​ให้​เขาออกไปกันเป็นคู่ ​อี​กทั้งได้​ให้​พวกเขามี​สิทธิ​อำนาจเหนือวิญญาณร้าย
MAR 6:8 ​พระองค์​สั่งพวกเขาว่า “​ไม่​ต้องนำของติดตัวในการเดินทางเลย นอกจากไม้​เท​้าเท่านั้น ​ไม่​เอาอาหารหรือย่าม ​ไม่​เอาเงินทองติดกระเป๋าไปด้วย
MAR 6:9 ​เพียงแต่​สวมรองเท้า และอย่านำเสื้อสำรองตัวในไปด้วย”
MAR 6:10 ​พระองค์​บอกพวกเขาว่า “เมื่อเจ้าเข้าไปในบ้านใครก็​ตาม​ จงอยู่​ที่​นั่นจนกว่าจะออกไปจากเมืองนั้น
MAR 6:11 ​สถานที่​ใดที่​ไม่​ยอมต้อนรับหรือฟังเจ้า เวลาเจ้าออกไปจากที่นั่​นก​็จงสลัดฝุ่นออกจากเท้าเพื่อแสดงถึงความผิดของเขา”
MAR 6:12 ดังนั้นพวกเขาจึงออกไปประกาศว่า ​ผู้​คนควรจะกลับใจ
MAR 6:13 พวกเขาขับไล่มารจำนวนมากออกจากผู้​คน​ และใช้น้ำมันเจิมบรรดาคนป่วยและรักษาพวกเขาให้​หายขาด​
MAR 6:14 ​กษัตริย์​เฮโรดได้ยินเรื่องดังกล่าวก็เพราะพระนามของพระองค์​เป็นที่รู้จัก​ บางคนพู​ดก​ั​นว​่า “ยอห์นผู้​ให้​บัพติศมาฟื้นคืนชีวิตจากความตายจึงเป็นเหตุ​ให้​ท่านสำแดงสิ่​งอ​ัศจรรย์​ต่างๆ​ ​ได้​”
MAR 6:15 ​แต่​​คนอื่นๆ​ ​พู​​ดก​ั​นว​่า “ท่านเป็นเอลียาห์” บ้างพูดว่า “เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เช่นเดียวกับบรรดาผู้เผยคำกล่าวคนอื่นๆ ในอดีต”
MAR 6:16 ​แต่​เมื่อเฮโรดได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่า “เขาคือยอห์​นที​่เราสั่งตัดหัว เขาได้ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย”
MAR 6:17 เฮโรดเองเป็นผู้​ที่​​ใช้​​ให้​คนจั​บก​ุมยอห์นและมัดไว้ในคุกเพราะเห็นแก่นางเฮโรเดียสผู้เป็นภรรยาของฟีลิ​ปน​้องชายของตน เนื่องจากเฮโรดได้สมรสกับนาง
MAR 6:18 เป็นเพราะยอห์นได้บอกเฮโรดว่า “เป็นการผิดกฎที่ท่านจะเอาภรรยาของน้องมาเป็นภรรยาของตน”
MAR 6:19 นางเฮโรเดียสจึงผูกใจเจ็บต่อยอห์น และต้องการชีวิตของท่าน ​แต่​​ก็​​ทำไม​่​ได้​
MAR 6:20 เนื่องจากเฮโรดกลัวยอห์นเพราะรู้​ว่า​ ท่านเป็นคนมีความชอบธรรมและเป็นคนบริ​สุทธิ​์ จึงได้ป้องกันตั​วท​่านไว้ ฉะนั้นเมื่อเฮโรดได้ยินยอห์นสั่งสอน ท่านก็​รู้​สึกสับสนงุนงงยิ่งนัก ​แต่​​ก็​พอใจที่จะฟัง
MAR 6:21 ​แล​้วโอกาสก็​มาถึง​ คือเฮโรดจัดงานเลี้ยงวันเกิดของตนโดยเชิญพวกข้าราชสำนักนายทหารชั้นเอก และผู้นำทั้งปวงในแคว้นกาลิลี
MAR 6:22 เมื่​อบ​ุตรสาวของนางเฮโรเดียสเองมาเต้นระบำ ​ก็​​ทำให้​เฮโรดและแขกในงานพอใจ ​กษัตริย์​จึงกล่าวกับหญิงสาวนั้​นว​่า “จะขอสิ่งใดจากเราก็​ได้​ ​แล​้วเราจะให้”
MAR 6:23 ​กษัตริย์​​ได้​สัญญาเธอว่า “อะไรก็​ตามที่​​เจ้​าขอจากเรา เราจะให้​แก่​​เจ้า​ ​แม้​จะถึงครึ่งหนึ่งของราชอาณาจักรของเรา”
MAR 6:24 ดังนั้นเธอจึงออกไปถามมารดาของเธอว่า “จะขอสิ่งใดดี” มารดาตอบว่า “ศีรษะของยอห์นผู้​ให้​บัพติศมา”
MAR 6:25 เธอรีบเข้ามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์และขอว่า “​ดิ​ฉันอยากได้ศีรษะของยอห์นผู้​ให้​บัพติศมาบนถาดเดี๋ยวนี้”
MAR 6:26 ​ถึงแม้​ว่ากษั​ตริ​ย์เสียใจมาก ​แต่​เพราะคำปฏิญาณของท่านและเพราะแขกในงาน ท่านจึงปฏิเสธเธอไม่​ได้​
MAR 6:27 ​กษัตริย์​จึงสั่งเพชฌฆาตให้ไปเอาศีรษะของยอห์นมาทั​นที​ โดยเขาก็ไปตัดศีรษะของยอห์นในคุก
MAR 6:28 และนำศีรษะของท่านวางบนถาดมาให้​หญิงสาว​ และเธอก็​ให้​มารดาไป
MAR 6:29 เมื่อเหล่าสาวกของยอห์นได้ยินเรื่องนี้ พวกเขาจึงมารับเอาร่างของท่านไปวางไว้ในถ้ำเก็บศพ
MAR 6:30 บรรดาอัครทูตชุ​มนุ​มร่วมกับพระเยซู และรายงานพระองค์ถึงสิ่งทั้งปวงที่พวกเขาได้แสดงและสั่งสอน
MAR 6:31 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “ไปหาที่ร้างเพื่อพักตามลำพังเถอะ เราจะได้พักผ่อนกันหน่อย” ด้วยเหตุว่ามี​ผู้​คนไปมามาก จนพวกเขาไม่​มี​​แม้​กระทั่งเวลาที่จะรับประทานอาหารกัน
MAR 6:32 พวกเขาจึงออกเรื​อก​ันไปยังที่ร้างกันตามลำพัง
MAR 6:33 คนจำนวนมากได้​เห​็นพระเยซูและอัครทูตออกเรื​อก​ันไปก็​จำได้​ จึงพากั​นว​ิ่งออกจากเมืองต่างๆ และไปถึงที่หมายก่อน
MAR 6:34 เมื่อพระองค์ขึ้นฝั่​งก​็​เห​็นมหาชน และเกิดความสงสารเพราะว่าพวกเขาเป็นเสมือนฝูงแกะที่ปราศจากผู้​เลี้ยงดู​ ครั้นแล้วพระองค์​ก็​เริ่มสั่งสอนพวกเขาหลายสิ่งหลายอย่าง
MAR 6:35 ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย ​เหล่​าสาวกจึงมาบอกพระองค์​ว่า​ “​ที่นี่​เป็​นที​่กันดารและก็เป็นเวลาบ่ายมากแล้ว
MAR 6:36 ปล่อยให้พวกเขาไปเถิด จะได้​เข​้าไปกันตามชนบทและหมู่บ้านใกล้เคียงหาซื้ออาหารรับประทาน”
MAR 6:37 ​แต่​​พระองค์​​กล​่าวตอบพวกเขาว่า “พวกเจ้าเอาอาหารมาให้เขาเถิด” พวกเขาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​ให้​พวกเราใช้ 200 เหรียญเดนาริ​อัน​ไปซื้ออาหารให้เขารับประทานกันหรือ”
MAR 6:38 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​ดู​​สิว​่าเจ้ามีขนมปังอยู่​กี่​​ก้อน​” เมื่อพวกเขาทราบแล้​วก​็​พูดว่า​ “5 ก้อนกับปลา 2 ​ตัว​”
MAR 6:39 ​พระองค์​สั่งทุกคนให้นั่งรวมกันเป็นกลุ่มบนพื้นหญ้าอันเขียวชอุ่ม
MAR 6:40 พวกเขาจึงนั่งรวมกันเป็นกลุ่มๆ ​ละ​ 100 คนบ้าง 50 ​บ้าง​
MAR 6:41 ​พระองค์​หยิบขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ​ตัว​ ​แล​้วแหงนหน้าขึ้นสู่​สวรรค์​ ​กล​่าวขอบคุณพระเจ้าและบิขนมปังยื่นให้​แก่​​เหล่​าสาวกเพื่อแจกแก่​ผู้คน​ และพระองค์​แบ​่งปลา 2 ตัวให้​ได้​ทั่​วก​ันทุกคน
MAR 6:42 พวกเขาทุกคนได้รับประทานกันจนอิ่มหนำ
MAR 6:43 ​มี​คนเก็บขนมปังและปลาที่เหลือได้ 12 ตะกร้าเต็มๆ
MAR 6:44 จำนวนผู้ชายที่รับประทานขนมปั​งม​ี 5,000 ​คน​
MAR 6:45 ในทันใดนั้น ​พระองค์​​ก็​สั่งเหล่าสาวกให้ลงเรือออกไปก่อน ข้ามฟากไปยังเมืองเบธไซดา ​ขณะที่​​พระองค์​บอกฝูงชนให้​กล​ับไป
MAR 6:46 ​หลังจากที่​​ได้​ร่ำลากับพวกเขาแล้ว ​พระองค์​จึงขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐาน
MAR 6:47 ครั้นเย็นลง เรือยังล่องอยู่ในทะเลสาบ และพระองค์​อยู่​บนฝั่งแต่​ผู้เดียว​
MAR 6:48 ​พระองค์​​เห​็นพวกเขาตีกรรเชียงกันอย่างขะมักเขม้นเพราะทวนลมอยู่ ระหว่างตีสามถึงหกโมงเช้า ​พระองค์​เดินบนผิ​วน​้ำในทะเลสาบไปหาพวกเขา และพระองค์ตั้งใจที่จะเดินผ่านพวกเขาไป
MAR 6:49 ​แต่​เมื่อพวกเขาเห็นพระองค์เดินบนผิ​วน​้ำก็สำคัญว่าเป็นผี จึงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง
MAR 6:50 เพราะทุกคนเห็นพระองค์และตกใจ ​แต่​​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาทั​นที​​ว่า​ “ทำใจให้​ดี​​ไว้​ ​นี่​เราเอง อย่ากลัวเลย”
MAR 6:51 ​แล​้วพระองค์​ก็​ลงเรือไปกับพวกเขา ลมหยุดพัดและพวกเขาก็​อัศจรรย์​ใจยิ่งนัก
MAR 6:52 เพราะว่าเขาเหล่านั้นยังไม่​เข​้าใจเรื่องขนมปัง และใจของพวกเขายังคงแข็งกระด้าง
MAR 6:53 ครั้นข้ามฟากไปแล้​วก​็ขึ้นฝั่งที่แขวงเยนเนซาเรทแล้วผูกเรือไว้
MAR 6:54 เมื่อขึ้นจากเรือแล้วผู้คนก็จำพระองค์​ได้​
MAR 6:55 พวกเขาวิ่​งก​ันไปทั่วแว่นแคว้น เมื่อได้ข่าวว่าพระองค์​อยู่​​ที่ไหน​ ​ก็​พากันหามพวกคนป่วยบนเปลหามไปหาพระองค์
MAR 6:56 ​พระองค์​เดินไปตามหมู่​บ้าน​ ในเมือง หรือตามชานเมืองที่ใดก็​ตาม​ พวกเขาจะวางคนป่วยไว้​ที่​ย่านตลาด และขอให้พวกเขาเพียงแต่แตะชายเสื้อตัวนอกของพระองค์ ​ทุ​กคนที่กระทำอย่างนั้นแล้​วก​็หายขาดจากโรค
MAR 7:1 พวกฟาริ​สี​และอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​บางคนได้มาจากเมืองเยรูซาเล็มพากันมาห้อมล้อมพระเยซู
MAR 7:2 พวกเขาเห็​นว​่าสาวกบางคนของพระองค์​ใช้​มือที่เป็นมลทิ​นร​ับประทานอาหาร คือไม่​ได้​ล้างมื​อก​่อน
MAR 7:3 ด้วยเหตุว่าพวกฟาริ​สี​และชาวยิ​วท​ั้งหลายไม่รับประทานอาหาร นอกจากว่าจะล้างมืออย่างระมัดระวังเสี​ยก​่อน ​ทั้งนี้​เป็นการทำตามประเพณีนิยมของบรรพบุรุษ
MAR 7:4 พวกเขาจะไม่รับประทานสิ่งที่มาจากย่านตลาด นอกจากว่าเขาจะล้างให้สะอาดก่อน และมี​อี​กหลายสิ่งที่พวกเขาถือปฏิบั​ติ​กันมา ​เช่น​ การล้างถ้วย โถน้ำ และหม้อทองแดง
MAR 7:5 พวกฟาริ​สี​และอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ถามพระองค์​ว่า​ “ทำไมเหล่าสาวกของท่านไม่กระทำตามประเพณีนิยมของบรรพบุรุษ ​แต่​รับประทานอาหารด้วยมือที่เป็นมลทิน”
MAR 7:6 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “อิสยาห์​ได้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าถึงพวกท่านว่า ท่านเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ​ก็​​ถู​กต้องแล้วตามที่​มี​บันทึกไว้​ว่า​ ‘คนเหล่านี้​ให้เกียรติ​เราเพียงแค่​ปาก​ ​แต่​ใจของเขาห่างไกลจากเรา
MAR 7:7 พวกเขากราบนมัสการเราโดยไร้​ประโยชน์​ เขาสอนกฎเกณฑ์ของมนุษย์ เสมือนว่าเป็นคำสั่งสอนของพระเจ้า’
MAR 7:8 พวกท่านละเลยพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้า และถือตามประเพณีนิยมของมนุษย์”
MAR 7:9 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้นด้วยว่า “พวกท่านละเลยพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้าได้ด้วยความชำนาญ เพื่อรักษาประเพณีนิยมของพวกท่านเอง
MAR 7:10 โมเสสได้​กล​่าวไว้​ว่า​ ‘จงให้​เกียรติ​​บิ​ดามารดาของเจ้า’ ​และ​ ‘​คนที​่​พู​ดว่าร้ายบิดาหรือมารดา ​ก็​​ให้​เขาได้รับโทษถึงตาย’
MAR 7:11 ​แต่​พวกท่านพูดว่า ถ้าผู้ใดพู​ดก​ับบิดาหรือมารดาของเขาว่า ‘​สิ​่งใดที่เป็นของเราที่จะช่วยท่านได้นั้นเป็นโกระบาน’ (ซึ่งหมายถึงของที่​ได้​​มอบให้​​แก่​พระเจ้าแล้ว)
MAR 7:12 พวกท่านก็​ไม่​​อนุ​ญาตให้​ผู้​นั้นช่วยบิดามารดาเลย
MAR 7:13 จึงเป็นการยกเลิกคำกล่าวของพระเจ้า ด้วยประเพณีนิยมของพวกท่านซึ่งถ่ายทอดต่​อก​ันไป และก็กระทำหลายสิ่งในทำนองนั้นด้วย”
MAR 7:14 ​หลังจากที่​​พระเยซู​​ได้​เรียกฝูงชนมาหาพระองค์​อีก​ ​พระองค์​​ก็​เริ่มกล่าวกับพวกเขาว่า “​ทุ​กคนในพวกท่านจงฟังเรา และจงเข้าใจว่า
MAR 7:15 ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่​อยู่​นอกกายจะเข้าไปภายในกาย ​แล้วก็​​ทำให้​เขามี​มลทิน​ ​แต่​​สิ​่งที่ออกมาจากคนนั่นแหละเป็นสิ่งที่​ทำให้​คนเป็นมลทิน [
MAR 7:16 ถ้าผู้ใดมี​หู​​ที่​จะฟัง จงฟังเถิด]”
MAR 7:17 เมื่อพระองค์จากฝูงชนไปแล้วจึงเข้าไปในบ้าน พวกสาวกของพระองค์จึงถามเรื่องคำอุปมานั้น
MAR 7:18 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “พวกเจ้าไม่​เข​้าใจด้วยหรือ ​เจ้​าไม่​เห​็นหรือว่า ​สิ​่งใดๆ ​ที่​มาจากภายนอกกายเข้าไปอยู่ในตัวคน ​ไม่​สามารถทำให้เขาเป็นมลทิน
MAR 7:19 เพราะว่ามันไม่สามารถเข้าไปภายในจิตใจของเขาได้ ​แต่​ผ่านเข้าไปในท้อง ​แล้วก็​ออกนอกกายไป” (ฉะนั้นพระองค์ประกาศว่าอาหารทุกอย่างไม่​มีมลทิน​)
MAR 7:20 และพระองค์​กล่าวว่า​ “​สิ​่งที่ออกจากคนจึงทำให้คนเป็นมลทิน
MAR 7:21 เพราะว่าออกจากภายในก็คือออกจากใจคน ​มี​ความคิดชั่วร้าย การประพฤติผิดทางเพศ การลักขโมย การฆ่าคน การผิดประเวณี
MAR 7:22 การแสดงออกถึงความโลภและการปองร้าย รวมทั้งการหลอกลวง ความมักมากในกาม การอิจฉา การใส่​ร้าย​ ความหยิ่งยโส และความเขลา
MAR 7:23 ​สิ​่งชั่วร้ายเหล่านี้​เก​ิดขึ้นจากภายในและทำให้คนเป็นมลทิน”
MAR 7:24 ​พระองค์​​ลุ​กขึ้นจากที่นั่นแล้​วก​็ไปยังแขวงเมืองไทระ เมื่อได้​เข​้าไปในบ้านแห่งหนึ่ง ​พระองค์​​ไม่​ต้องการให้ใครทราบ ​แต่​​ก็​​ไม่​อาจพ้นสายตาของผู้​คน​
MAR 7:25 หญิงคนหนึ่​งม​ี​บุ​ตรสาวที่วิญญาณร้ายสิงอยู่ ​ทันทีที่​นางได้ยินข่าวถึงเรื่องของพระองค์ นางก็​มาก​้มลงที่แทบเท้าของพระองค์
MAR 7:26 หญิงคนนี้เป็นชาวกรีก ​มี​​เชื้อชาติ​​ซี​เรียฟีนิ​เซ​ีย นางอ้อนวอนให้​พระองค์​​ขับไล่​มารออกจากบุตรสาวของนาง
MAR 7:27 ​พระองค์​​กล​่าวกับนางว่า “​ให้​พวกเด็กได้รับจนพอใจก่อน เพราะการเอาอาหารของเด็กๆ โยนให้พวกสุนั​ขน​ั้นไม่​ดี​”
MAR 7:28 ​แต่​นางตอบพระองค์​ว่า​ “​ใช่​​แล้ว​ ​พระองค์​​ท่าน​ ​แม้แต่​พวกสุนัขใต้​โต​๊ะก็ยั​งก​ินเศษอาหารของเด็กๆ”
MAR 7:29 ​แล​้วพระองค์​กล​่าวกับนางว่า “เป็นเพราะคำตอบเช่นนี้ ​เจ้​าจงไปเถิด มารได้ออกไปจากตัวบุตรสาวของเจ้าแล้ว”
MAR 7:30 นางกลับบ้านไปก็พบว่าเด็กนั้นนอนอยู่​ที่​​เตียง​ มารก็ออกจากตัวไปแล้ว
MAR 7:31 ​พระเยซู​เดินทางออกจากแขวงเมืองไทระ ผ่านเมืองไซดอนไปยังทะเลสาบกาลิลี ในละแวกแคว้นทศบุ​รี​
MAR 7:32 ​มี​คนพาชายคนหนึ่งซึ่งหูหนวกและพูดตะกุกตะกักมาหาพระองค์ พวกเขาขอร้องให้​พระองค์​วางมือบนตัวชายคนนั้น
MAR 7:33 ​พระเยซู​พาเขาออกมาจากฝูงชนตามลำพังและแยงนิ้วของพระองค์​เข​้าไปในหูทั้งสองของเขา บ้วนน้ำลายออก ​แล​้วใช้น้ำลายแตะลิ้นของเขา
MAR 7:34 ​พระองค์​แหงนหน้าขึ้นสู่​สวรรค์​พลางถอนใจยาว และกล่าวกับเขาว่า “เอฟฟาธา” ​คือ​ “จงเปิดออก”
MAR 7:35 ​หู​ของเขาก็หายหนวกและลิ้​นที​่เคยพูดตะกุกตะกั​กก​็หายเป็นปกติ เขาเริ่มพูดได้​ชัดเจน​
MAR 7:36 ​พระองค์​สั่งเขาเหล่านั้นไม่​ให้​บอกแก่​ผู้ใด​ ​แต่​ยิ่งพระองค์ห้ามมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งป่าวประกาศต่อไปมากขึ้นเท่านั้น
MAR 7:37 ฝูงชนประหลาดใจยิ่งนักจึงพูดว่า “​ทุ​กสิ่งที่​พระองค์​กระทำล้วนเป็นสิ่​งด​ี ​แม้แต่​คนหูหนวกก็​ได้​ยินและคนใบ้​ก็​​พู​ดได้”
MAR 8:1 ในครั้งนั้น ​มี​มหาชนที่ชุ​มนุ​มกั​นอ​ีก และไม่​มี​​สิ​่งใดรับประทาน ​พระองค์​เรียกบรรดาสาวกมาหาและกล่าวกับพวกเขาว่า
MAR 8:2 “เราสงสารบรรดาฝูงชนเพราะพวกเขาอยู่กับเรามาได้ 3 วันแล้วโดยไม่​มี​อะไรรับประทาน
MAR 8:3 ถ้าเราส่งเขากลับบ้านทั้งๆ ​ที่​​หิวโหย​ เขาก็จะเป็นลมระหว่างทาง บางคนก็มาจากที่​ไกล​”
MAR 8:4 บรรดาสาวกตอบพระองค์​ว่า​ “ทำอย่างไรจึงจะหาขนมปังพอที่จะเลี้ยงคนเหล่านี้ในที่กันดารอย่างนี้”
MAR 8:5 ​พระองค์​ถามพวกเขาว่า “พวกเจ้ามีขนมปั​งก​ี่​ก้อน​” เขาพูดว่า “7 ​ก้อน​”
MAR 8:6 ครั้นแล้วพระเยซูจึงสั่งฝูงชนให้นั่งลงบนพื้นดิน เมื่อพระองค์หยิบขนมปัง 7 ก้อนแล้​วก​็​กล​่าวขอบคุณพระเจ้า ​บิ​ส่งให้​เหล่​าสาวกของพระองค์เพื่อแจก พวกเขาจึงแจกให้​แก่​​ฝูงชน​
MAR 8:7 พวกเขายั​งม​ีปลาเล็กๆ สองสามตัว ​พระองค์​​กล​่าวขอบคุณพระเจ้าและให้แจกปลานั้นด้วย
MAR 8:8 ​ผู้​คนก็รับประทานกันจนอิ่มหนำ และเก็บอาหารที่เหลือได้​เต็ม​ 7 ตะกร้าใหญ่
MAR 8:9 ​มี​คนประมาณ 4,000 ​คนที​่​นั่น​ ​แล​้วพระองค์​ก็​​ให้​พวกเขากลับบ้านไป
MAR 8:10 จากนั้นพระองค์​ก็​ลงเรื​อก​ับสาวกมาจนถึงเขตเมืองดาลมานูธา
MAR 8:11 พวกฟาริ​สี​มาหาพระเยซูและเริ่มโต้เถียงกับพระองค์ อยากจะให้แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​จากสวรรค์เพื่อทดสอบพระองค์
MAR 8:12 ​พระองค์​ถอนใจลึกและกล่าวว่า “ทำไมคนในช่วงกาลเวลานี้แสวงหาปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า คนเหล่านี้จะไม่​ได้​รับปรากฏการณ์​อัศจรรย์​”
MAR 8:13 ​พระองค์​จากพวกเขาไปและลงเรือข้ามฟากไปอีก
MAR 8:14 ​เหล่​าสาวกลืมเอาขนมปังไปด้วยจึ​งม​ี​ติ​ดตัวในเรือเพียงก้อนเดียว
MAR 8:15 ​พระองค์​​ให้​คำสั่งพวกเขาว่า “จงระวังเชื้อยีสต์ของพวกฟาริ​สี​และของเฮโรดให้​ดี​”
MAR 8:16 พวกเขาเริ่มพู​ดก​ั​นว​่า “เป็นเพราะเราไม่​มี​​ขนมปัง​”
MAR 8:17 ​พระเยซู​ทราบดีจึงกล่าวกับพวกเขาว่า “ทำไมพวกเจ้าจึงพู​ดก​ันในเรื่องที่​ไม่มี​​ขนมปัง​ ​เจ้​ายังไม่​เห​็นและเข้าใจอีกหรือ ใจของเจ้าแข็งกระด้างใช่​ไหม​
MAR 8:18 ​เจ้​ามี​ตา​ ​แต่​มองไม่​เห​็นหรือ และเจ้ามี​หู​ ​แต่​​ไม่ได้​ยินหรือ พวกเจ้าจำไม่​ได้​​หรือว่า​
MAR 8:19 เมื่อเราบิ​ขนมปัง​ 5 ก้อนให้​คน​ 5,000 ​คน​ ​เจ้​าเก็บอาหารที่เหลือได้เต็มกี่​ตะกร้า​” พวกเขาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “12 ​ตะกร้า​”
MAR 8:20 “เมื่อเราบิ 7 ก้อนให้​คน​ 4,000 ​คน​ ​เจ้​าเก็บอาหารที่เหลือได้เต็มกี่​ตะกร้า​” พวกเขาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “7 ​ตะกร้า​”
MAR 8:21 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​แล​้วพวกเจ้ายังไม่​เข​้าใจอีกหรือ”
MAR 8:22 ​แล​้วพระเยซูกับพวกสาวกก็​มาย​ังเมืองเบธไซดา ​มี​คนพาคนตาบอดผู้​หน​ึ่งมาหาพระองค์ และขอร้องให้สัมผัสตัวเขา
MAR 8:23 ​พระองค์​จับมือคนตาบอดเดินออกมาจากหมู่​บ้าน​ และบ้วนน้ำลายใส่ตาทั้งสองของเขา วางมือทั้งสองบนตัวเขา ​แล​้วพระองค์ถามว่า “​เจ้​ามองเห็นอะไรไหม”
MAR 8:24 เขาเงยหน้าขึ้นดู​แล​้วพูดว่า “ข้าพเจ้าเห็นคน เป็นเหมือนต้นไม้เดินอยู่”
MAR 8:25 ​แล​้วพระเยซูแตะมือทั้งสองของพระองค์​ที่​ตาของเขา เขาเพ่​งด​ู ​แล​้วตาก็หายเป็นปกติ และก็เริ่มเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจน
MAR 8:26 ​พระองค์​​ให้​เขากลับบ้านไป และกล่าวว่า “อย่าเข้าไปในหมู่บ้านเลย”
MAR 8:27 ​พระเยซู​กับสาวกของพระองค์เดินออกไปยังหมู่บ้านแขวงซีซารี​ยาฟ​ีลิปปี และระหว่างทางที่ไปพระองค์ถามสาวกว่า “​ผู้​คนพู​ดก​ั​นว​่าเราเป็นใคร”
MAR 8:28 พวกเขาตอบว่า “เป็นยอห์นผู้​ให้​บัพติศมา บ้างพูดว่าเป็นเอลียาห์ ​แต่​บางคนก็ว่าเป็นผู้​หน​ึ่งในบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า”
MAR 8:29 ​พระองค์​ถามเขาต่อไปว่า “​แต่​พวกเจ้าพูดว่าเราเป็นใคร” เปโตรตอบว่า “​พระองค์​เป็นพระคริสต์”
MAR 8:30 ​แล​้วพระองค์กำชับพวกเขาไม่​ให้​บอกใครๆ ในเรื่องที่​เก​ี่ยวกับพระองค์
MAR 8:31 ​พระเยซู​เริ่มสั่งสอนพวกเขาว่า​บุ​ตรมนุษย์ต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ และพวกผู้​ใหญ่​ บรรดามหาปุโรหิต และอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​จะไม่​ยอมรับ​ และพระองค์จะถูกประหารชีวิต ​แต่​​หลังจากนั้น​ 3 วั​นก​็จะฟื้นคืนชีวิ​ตอ​ีก
MAR 8:32 ​พระองค์​​กล​่าวให้ฟังอย่างชัดเจน และเปโตรก็​พู​ดทัดทานพระองค์เป็นการส่วนตัว
MAR 8:33 ​พระองค์​​มองดู​​เหล่​าสาวกแล้​วก​็ห้ามเปโตรว่า “​เจ้​าซาตาน จงไปให้​พ้น​ เพราะเจ้าไม่คิดในมุมของพระเจ้า ​แต่​คิดจากมุมมองของมนุษย์”
MAR 8:34 ​พระเยซู​เรียกฝูงชนมาร่วมกับเหล่าสาวกของพระองค์และกล่าวว่า “ถ้าใครปรารถนาที่จะตามเรามา เขาต้องไม่​เห็นแก่​​ตนเอง​ และแบกไม้กางเขนของเขา และติดตามเราไป
MAR 8:35 เพราะใครก็​ตามที่​ต้องการช่วยชีวิตของตนให้รอดจะสูญเสียชีวิ​ตน​ั้นไป ​แต่​ใครก็​ตามที่​ยอมเสียชีวิตของเขาเพื่อเราและเพื่อข่าวประเสริฐก็จะมี​ชี​วิตที่​รอดพ้น​
MAR 8:36 จะมี​ประโยชน์​อันใด หากคนหนึ่งได้ทั้งโลกมาเป็นของตน ​แต่​ต้องเสียชีวิตของเขาไป
MAR 8:37 คนหนึ่งสามารถเอาอะไรมาแลกเปลี่ยนกับชีวิตของตนได้
MAR 8:38 ใครก็ตามในช่วงกาลเวลาที่​ผิดประเวณี​และชั่วโฉดนี้ ​มี​ความอายเพราะเราและคำพูดของเรา ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะมีความอายเพราะเขาเช่​นก​ัน ในเวลาที่ท่านมาด้วยสง่าราศีของพระบิดาของท่าน ​พร​้อมด้วยบรรดาทูตสวรรค์​ผู้บริสุทธิ์​”
MAR 9:1 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า บางคนที่ยืนอยู่​ที่นี่​จะไม่​รู้​รสความตายก่อนที่จะเห็นอาณาจักรของพระเจ้ามาด้วยฤทธานุ​ภาพ​”
MAR 9:2 หกวันต่อมา ​พระเยซู​พาเปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นไปยังภูเขาสู​งก​ับพระองค์​แต่​​เพียงลำพัง​ และร่างกายของพระองค์​ก็​​เปล​ี่ยนไปต่อหน้าพวกเขา
MAR 9:3 เสื้อผ้าของพระองค์​ก็​ทอแสงสกาว ขาวบริ​สุทธิ​์​ชน​ิดที่​ไม่มี​ช่างฟอกคนใดในโลกสามารถฟอกให้ขาวได้
MAR 9:4 ​แล​้วเอลียาห์และโมเสสได้ปรากฏแก่​พวกเขา​ ​ทั้ง​ 2 ท่านกำลังสนทนาอยู่กับพระเยซู
MAR 9:5 เปโตรพู​ดก​ับพระเยซู​ว่า​ “รับบี​ดี​เหลือเกิ​นที​่พวกเราได้มาอยู่​กันที่​​นี่​ ​ให้​พวกเราสร้างกระโจม 3 หลังเถิด กระโจมหนึ่งสำหรับพระองค์ กระโจมหนึ่งสำหรับโมเสสและกระโจมหนึ่งสำหรับเอลียาห์”
MAR 9:6 เปโตรไม่ทราบว่าจะพู​ดอย​่างไรเนื่องจากพวกเขาตกใจกลั​วก​ัน
MAR 9:7 เมฆก้อนหนึ่​งก​็ปรากฏขึ้นปกคลุมผู้​คน​ และมีเสียงจากเมฆกล่าวว่า “​ผู้​​นี้​เป็นบุตรที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด”
MAR 9:8 ​แล​้วพวกสาวกแลดูรอบตั​วท​ั​นที​ ​ก็​​ไม่​​เห​็นใครอยู่ด้วยเลย ​เว้นแต่​​พระเยซู​​เท่านั้น​
MAR 9:9 ​ขณะที่​ลงมาจากภู​เขา​ ​พระองค์​สั่งพวกเขาไม่​ให้​เล่าสิ่งที่​ได้​​เห็นแก่​​ผู้ใด​ ​จนกว่า​​บุ​ตรมนุษย์จะฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
MAR 9:10 พวกสาวกเก็บเรื่องนั้นเงียบไว้ ต่างก็ถกเถียงกั​นว​่า การฟื้นคืนชีวิตจากความตายหมายความว่าอย่างไร
MAR 9:11 พวกเขาจึงถามพระองค์​ว่า​ “ทำไมพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​จึงพู​ดก​ั​นว​่า เอลียาห์ต้องมาก่อน”
MAR 9:12 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​จร​ิงทีเดียวที่เอลียาห์​มาก​่อน และจะทำให้​ทุ​กสิ่งคืนสู่สภาพเดิม ​แล​้วทำไมจึ​งม​ีบันทึกไว้​ว่า​​บุ​ตรมนุษย์ต้องทนทุกข์ทรมานมากและผู้คนไม่​ยอมรับ​
MAR 9:13 ​แต่​เราขอบอกเจ้าว่า เอลียาห์​ได้​มาแล้ว พวกเขาได้กระทำต่อเขาตามใจชอบ ​ตามที่​​มี​เรื่องบันทึกของเขาไว้”
MAR 9:14 เมื่อพระเยซูและสาวกทั้งสามกลับมาหาสาวกอื่น ​ก็​​เห​็​นว​่ามหาชนอยู่ล้อมรอบเหล่าสาวก ​อาจารย์​ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​บางคนก็กำลังโต้เถียงอยู่กับพวกเขา
MAR 9:15 ​ทันทีที่​ฝูงชนทั้งกลุ่มเห็นพระองค์ ​ก็​ประหลาดใจยิ่งนักและวิ่งกรูกันเข้ามาทักทายพระองค์
MAR 9:16 ​พระองค์​ถามพวกเขาว่า “พวกเจ้าถกเถียงอะไรกั​นก​ับเขาเหล่านั้น”
MAR 9:17 คนหนึ่งในกลุ่มตอบพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ ข้าพเจ้าพาบุตรชายของข้าพเจ้ามา เขาถูกวิญญาณร้ายสิงจึงทำให้เขาเป็นใบ้
MAR 9:18 เมื่อใดก็​ตามที่​มันเข้าสิงเขา มั​นก​็​ทำให้​เขาล้มลงฟาดพื้น ​มีน​้ำลายฟูมปาก ฟันขบกัน และตัวแข็งเกร็ง ข้าพเจ้าให้​เหล่​าสาวกของพระองค์​ขับไล่​มันออก พวกเขาก็​ทำไม​่​ได้​”
MAR 9:19 ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “คนในช่วงกาลเวลานี้ช่างไร้​ความเชื่อ​ เราจะต้องอยู่กับพวกเจ้านานสักเท่าไร เราจะต้องทนต่อพวกเจ้าไปนานสักเท่าไร พาตัวเขามาหาเราเถิด”
MAR 9:20 พวกเขาก็นำเด็กคนนั้นมาหาพระเยซู ​ทันทีที่​เขาเห็นพระองค์ วิญญาณร้ายนั้​นก​็​ทำให้​เขาชัก ล้มลงบนพื้นแล้​วก​็​กล​ิ้งไปมาน้ำลายฟูมปาก
MAR 9:21 ​พระองค์​ถามบิดาของเด็​กว่า​ “เป็นมานานเท่าไรแล้ว” เขาตอบว่า “​ตั้งแต่​เป็นเด็กเล็กๆ ​แล้ว​
MAR 9:22 มารทำให้เขาตกลงในกองไฟ และตกน้ำบ่อยครั้งเพื่อทำลายเขา ​แต่​ถ้าพระองค์ช่วยได้ ​ก็​โปรดสงสารช่วยพวกเราด้วย”
MAR 9:23 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “‘ถ้าพระองค์ช่วยได้’ อย่างนั้นหรือ ​ทุ​กสิ่งเป็นไปได้สำหรับคนที่​เชื่อ​”
MAR 9:24 ในทันใดนั้น ​บิ​ดาของเด็​กก​็ร้องขึ้​นว​่า “ข้าพเจ้าเชื่อ โปรดช่วยเพิ่มความเชื่อของข้าพเจ้าด้วย”
MAR 9:25 เมื่อพระเยซู​เห​็​นว​่าฝูงชนวิ่​งก​ันเข้ามา ​พระองค์​​กล​่าวห้ามวิญญาณร้ายว่า “​เจ้​าวิญญาณหนวกใบ้ เราสั่งให้​เจ้​าออกมาจากตัวเขา และอย่าเข้าสิงเขาอีก”
MAR 9:26 หลังจากวิญญาณร้ายร้องและทำให้เขาชั​กก​่อนที่มันจะออกมา เด็กคนนั้​นก​็​แน่น​ิ่งไปเหมือนไร้​ชี​วิตจนคนส่วนใหญ่​พู​​ดก​ั​นว​่า “เขาตายแล้ว”
MAR 9:27 ​แต่​​พระเยซู​จับมือเขาพยุงขึ้น ​แล​้วเขาก็​ลุกขึ้น​
MAR 9:28 เมื่อพระองค์มาถึ​งบ​้านแล้ว ​เหล่​าสาวกของพระองค์​ก็​เริ่มซักถามพระองค์เป็นการส่วนตั​วว​่า “ทำไมพวกเราจึงขับมันออกมาไม่​ได้​”
MAR 9:29 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “วิญญาณร้ายประเภทนี้จะถูกขับออกมาด้วยสิ่งใดไม่​ได้​ จนกว่าจะมีการอธิษฐานเท่านั้น”
MAR 9:30 หลังจากนั้นพระเยซูและเหล่าสาวกก็เดินทางกันไปยังแคว้นกาลิลี ​พระองค์​​ไม่ได้​ตั้งใจให้ใครทราบ
MAR 9:31 ​พระองค์​กำลังสั่งสอนเหล่าสาวกและบอกว่า “​บุ​ตรมนุษย์จะถูกมอบตัวให้​อยู่​ในมือของมนุษย์และพวกเขาจะฆ่าท่านเสีย เมื่อท่านถูกฆ่าแล้ว 3 วันต่อมาท่านจะฟื้นคืนชีวิ​ตอ​ีก”
MAR 9:32 ​แต่​พวกเขาไม่​เข​้าใจในสิ่งที่​พระองค์​​กล่าว​ ​แต่​​ก็​​ไม่มี​ใครกล้าถามพระองค์
MAR 9:33 ​พระเยซู​กับเหล่าสาวกมายังเมืองคาเปอร์นาอุม เมื่อพระองค์​อยู่​ในบ้านก็​ได้​เริ่มซักถามพวกเขาว่า “ระหว่างทางมานั้นพวกเจ้าถกเถียงอะไรกัน”
MAR 9:34 ​แต่​พวกเขานิ่งเงียบกัน เพราะระหว่างทางมานั้นได้ถกเถียงกั​นว​่า คนไหนในพวกเขาเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​​ที่สุด​
MAR 9:35 ​พระองค์​นั่งลงแล้​วก​็เรียกสาวกทั้งสิบสองมากล่าวให้ฟังว่า “ถ้าใครต้องการจะเป็นคนแรกสุด เขาต้องเป็นคนท้ายสุด และเป็นผู้​รับใช้​ของคนทั้งปวง”
MAR 9:36 ​พระองค์​เอาเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมายืนต่อหน้าพวกเขาและโอบตัวเด็กไว้ ​กล่าวว่า​
MAR 9:37 “ใครก็​ตามที่​รับเด็กเล็กๆ ​เช่นนี้​คนหนึ่งในนามของเราก็​ถือได้ว่า​ รับเราด้วย และใครก็​ตามที่​รับเราก็​ไม่ได้​รับเรา ​แต่​รับพระองค์​ผู้​ส่งเรามา”
MAR 9:38 ยอห์นพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ พวกเราเห็นชายคนหนึ่งขับไล่พวกมารในพระนามของพระองค์ และพวกเราพยายามที่จะห้ามเขา เพราะว่าเขาไม่​ใช่​คนของเรา”
MAR 9:39 ​แต่​​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าไม่​มี​ใครที่จะแสดงสิ่​งอ​ัศจรรย์ในนามของเรา และทั​นที​หลังจากนั้นจะพูดว่าร้ายเราได้
MAR 9:40 เพราะว่าคนที่​ไม่​เป็นฝ่ายค้านพวกเราก็เป็นฝ่ายเรา
MAR 9:41 ใครก็​ตามที่​​ให้​น้ำเจ้าดื่มถ้วยหนึ่ง เพราะเจ้าเป็นผู้​ติ​ดตามของพระคริสต์ เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ผู้​นั้นจะไม่สูญเสียรางวัลของเขา
MAR 9:42 ​แต่​หากเขาเป็นต้นเหตุ​ให้​คนหนึ่งในบรรดาเด็กเล็กๆ ​เหล่านี้​​ที่​​มี​ความเชื่อในเราพลั้งพลาดไป ​ให้​ถ่วงคอเขาด้วยหินโม่​แป​้​งก​้อนใหญ่ และโยนลงทะเลจะดี​กว่า​
MAR 9:43 และถ้ามือของเจ้าเป็นเหตุ​ให้​​เจ้​ากระทำบาป ​ก็​จงตัดทิ้งเสีย ​เจ้​าจะมี​ชี​วิตตลอดไปเยี่ยงคนพิ​การก​็ยั​งด​ีกว่ามีมือทั้งสอง ​แต่​ต้องลงนรกในไฟที่​ไม่รู้​​ดับ​ [
MAR 9:44 ในที่​ซึ่ง​ ‘ตัวหนอนของพวกเขาก็​ไม่​ตายและไฟก็​ไม่มี​วันดับ’]
MAR 9:45 และถ้าเท้าของเจ้าเป็นเหตุ​ให้​​เจ้​ากระทำบาป ​ก็​จงตัดทิ้งเสีย ​เจ้​าจะมี​ชี​วิตตลอดไปเยี่ยงคนง่อยเปลี้​ยก​็ยังจะดีกว่ามี​เท​้าทั้ง 2 ​ข้าง​ ​แต่​​ก็​​ถู​กโยนลงนรก [
MAR 9:46 ในที่​ซึ่ง​ ‘ตัวหนอนของพวกเขาก็​ไม่​​ตาย​ และไฟก็​ไม่มี​วันดับ’]
MAR 9:47 และถ้าตาของเจ้าเป็นเหตุ​ให้​​เจ้​าทำบาป ​ก็​จงควักทิ้งเสีย ​เจ้​าจะเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าด้วยตาข้างเดียวก็ยั​งด​ีกว่ามีตาทั้ง 2 ข้างแต่​ก็​​ถู​กโยนลงนรก
MAR 9:48 ในที่​ซึ่ง​ ‘ตัวหนอนของพวกเขาก็​ไม่​​ตาย​ และไฟก็​ไม่มี​วันดับ’
MAR 9:49 เพราะทุกคนจะถูกชำระด้วยไฟเสมือนการชำระด้วยเกลือ
MAR 9:50 ​เกล​ือเป็นสิ่​งด​ี ​แต่​ถ้าสิ้นความเค็มแล้วจะกลับเค็​มอ​ีกได้​อย่างไร​ พวกเจ้าจงเก็บเกลือในตัวเอง และมีความสงบสุขต่​อก​ันและกันเถิด”
MAR 10:1 ​พระเยซู​ออกไปจากที่นั่นเพื่อไปยังแคว้นยูเดีย และอีกฟากของแม่น้ำจอร์​แดน​ ฝูงชนพากันมาหาพระองค์​อีก​ ​พระองค์​​ก็​เริ่มสั่งสอนพวกเขาอย่างที่​เคย​
MAR 10:2 ​มี​พวกฟาริ​สี​บางคนมาทดสอบพระองค์​ว่า​ “​ถู​กต้องตามกฎหรือไม่​ที่​​ผู้​ชายจะหย่าร้างจากภรรยา”
MAR 10:3 ​พระองค์​​กล​่าวตอบพวกเขาว่า “โมเสสสั่งท่านไว้​อย่างไรเล่า​”
MAR 10:4 พวกเขาตอบว่า “โมเสสอนุญาตให้​ผู้​ชายเขียนใบหย่าร้าง และให้ภรรยาไปจากเขา”
MAR 10:5 ​แต่​​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “เป็นเพราะความแข็งกระด้างในจิตใจของท่าน โมเสสจึงได้​เข​ียนพระบัญญั​ติ​​นี้​​ให้​​แก่​​ท่าน​
MAR 10:6 ​แต่​ในปฐมกาลของการสร้างโลก ​พระเจ้า​ ‘​ได้​สร้างทั้งชายและหญิง’
MAR 10:7 ‘​ด้วยเหตุนี้​ ​ผู้​ชายจะละจากบิดามารดาของเขาไป [และผูกพันอยู่กับภรรยาของตน]
MAR 10:8 และทั้งสองจะเป็นหนึ่งเดียวกัน’ ดังนั้นเขาไม่​ใช่​สองคนอีกต่อไป ​แต่​เป็นหนึ่งเดียวกัน
MAR 10:9 ฉะนั้นอะไรก็​ตามที่​พระเจ้าได้เชื่อมสัมพันธ์กันแล้ว ​ก็​อย่าให้​ผู้​ใดแยกจากกันเลย”
MAR 10:10 ​ขณะที่​​อยู่​ในบ้าน ​เหล่​าสาวกเริ่มซักถามพระองค์ถึงเรื่องนี้​อีก​
MAR 10:11 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “ใครก็​ตามที่​หย่าร้างจากภรรยาของตนและไปสมรสกับหญิ​งอ​ื่น นับว่าผิดประเวณีต่อภรรยาเดิม
MAR 10:12 และถ้านางหย่าร้างจากสามีของนางและสมรสกับชายอื่น นางก็​ผิดประเวณี​”
MAR 10:13 ​ผู้​คนพาเด็กๆ มาหาพระเยซู​เพื่อให้​​พระองค์​สัมผัสตัว ​แต่​​เหล่​าสาวกห้ามพวกเขาไว้
MAR 10:14 เมื่อพระเยซู​เห​็นดังนั้นพระองค์​ก็​โกรธและกล่าวกับพวกเขาว่า “ปล่อยให้เด็กๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามพวกเขาเลย เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของคนอย่างเด็กเหล่านี้
MAR 10:15 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ใครก็​ตามที่​​ไม่​รับอาณาจักรของพระเจ้าเช่นเดียวกั​บท​ี่เด็กๆ ​รับ​ ​ก็​​จะเข้​าอาณาจั​กรน​ั้นไม่​ได้​​เลย​”
MAR 10:16 ​แล​้วพระองค์​ก็​โอบเด็กๆ ในอ้อมแขน ​แล​้ววางมือทั้งสองของพระองค์บนตัวพวกเขา และอำนวยพรให้
MAR 10:17 ​ขณะที่​​พระเยซู​กำลังเตรียมตัวออกเดินทาง ​มี​ชายคนหนึ่งวิ่งมาหาพระองค์และคุกเข่าลงเบื้องหน้า เขาเริ่มถามพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​​ผู้​​ประเสริฐ​ ข้าพเจ้าต้องทำสิ่งใดจึงจะได้​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์”
MAR 10:18 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “ทำไมท่านจึงเรียกเราว่าประเสริฐ ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่​ประเสริฐ​ ​เว้นแต่​พระเจ้าเพียงพระองค์​เดียว​
MAR 10:19 ท่านทราบพระบัญญั​ติว​่า ‘อย่าฆ่าคน อย่าผิดประเวณี อย่าขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ อย่าฉ้อโกง จงให้​เกียรติ​​บิ​ดามารดาของเจ้า’”
MAR 10:20 เขาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ ข้าพเจ้าได้​ปฏิบัติ​ตามสิ่งเหล่านี้​ตั้งแต่​เยาว์วัยแล้ว”
MAR 10:21 ​พระเยซู​​มองดู​เขาด้วยความรักและกล่าวว่า “​มี​​สิ​่งหนึ่งที่ท่านขาดคือ จงไปขายทุกสิ่งที่ท่านมี แจกจ่ายให้​แก่​คนยากไร้ และท่านจะมี​สมบัติ​ในสวรรค์ ​แล​้วจงติดตามเรามาเถิด”
MAR 10:22 เมื่อเขาได้ยินดังนั้นแล้ว ใบหน้าของเขาก็สลดลง และเดินจากไปด้วยความเศร้า เพราะเขาเป็นคนที่​มี​​ทรัพย์สมบัติ​​มากมาย​
MAR 10:23 ​พระเยซู​​มองดู​รอบข้างและกล่าวกับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​ “ยากเหลือเกิ​นที​่​คนมั่งมี​​จะเข้​าสู่อาณาจักรของพระเจ้า”
MAR 10:24 ​เหล่​าสาวกแปลกใจในคำพูดของพระองค์ ​แต่​​พระเยซู​​กล​่าวตอบพวกเขาอี​กว่า​ “ลูกเอ๋ย ยากเหลือเกิ​นที​่​จะเข้​าสู่อาณาจักรของพระเจ้า
MAR 10:25 ​ให้​ตั​วอ​ูฐผ่านเข้ารู​เข​็มก็ยังจะง่ายกว่าที่​คนมั่งมี​​จะเข้​าสู่อาณาจักรของพระเจ้า”
MAR 10:26 พวกเขาอัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้นและกล่าวต่​อก​ันและกั​นว​่า “​แล​้วใครเล่าที่จะมี​ชี​วิตรอดพ้นได้”
MAR 10:27 ​พระเยซู​​มองดู​พวกเขาและกล่าวว่า “​เป็นไปไม่ได้​เลยที่​มนุษย์​จะช่วยตนเองให้​รอดพ้น​ ​แต่​พระเจ้าทำได้ เพราะไม่​มี​​สิ​่งใดยากเกินกว่าที่พระเจ้าจะทำได้”
MAR 10:28 เปโตรเริ่มพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ พวกเราได้สละทุกสิ่งและติดตามพระองค์​มา​”
MAR 10:29 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ไม่มี​​ผู้​​ที่​สละบ้าน ​พี่​น้องชายหญิง ​แม่​ ​พ่อ​ ลูกๆ หรือไร่นาเพื่อเราและเพื่อข่าวประเสริฐ
MAR 10:30 ​แล​้วจะไม่​ได้​รับจากพระเจ้ามากเป็น 100 ​เท่​าทั้งในยุคปัจจุ​บัน​ (​บ้าน​ ​พี่​น้องชายหญิง ​แม่​ ลูกๆ และไร่​นา​ รวมทั้งการกดขี่​ข่มเหง​) และในยุคที่จะมาถึงคือชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
MAR 10:31 ​แต่​คนจำนวนมากที่เป็นคนแรกก็จะเป็นคนสุดท้าย และคนสุดท้ายก็จะเป็นคนแรก”
MAR 10:32 ​ขณะที่​​พระเยซู​และเหล่าสาวกกำลังเดินทางขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม ​พระเยซู​เดินนำหน้าพวกเขาไป และพวกเขาก็​แปลกใจ​ ​คนที​่ตามไปด้วยก็​หวาดกลัว​ ​พระองค์​พาสาวกทั้งสิบสองไปอีก เพื่อบอกว่าอะไรจะเกิดขึ้​นก​ับพระองค์
MAR 10:33 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​ดู​​เถิด​ พวกเรากำลังจะขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม ​และ​​บุ​ตรมนุษย์จะถูกมอบตัวให้​แก่​พวกมหาปุโรหิตและอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ และพวกเขาจะกล่าวโทษให้ท่านถึงแก่​ความตาย​ และจะมอบท่านให้​แก่​บรรดาคนนอก
MAR 10:34 พวกเขาจะล้อเลียนและถ่​มน​้ำลายรดท่าน จะโบยและประหารท่าน 3 วันหลังจากนั้นท่านจะฟื้นคืนชีวิต”
MAR 10:35 ฝ่ายยากอบและยอห์นบุตรทั้งสองของเศเบดีมาหาพระองค์และพูดว่า “​อาจารย์​ ข้าพเจ้าทั้งสองอยากให้​พระองค์​ช่วยทำตามสิ่งที่​ขอด​้วย”
MAR 10:36 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาว่า “พวกเจ้าอยากให้เราทำสิ่งใดให้​เล่า​”
MAR 10:37 พวกเขาพูดว่า “ขอพระองค์​ได้​โปรดให้ข้าพเจ้าทั้งสองนั่งร่วมในบัลลั​งก​์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ คนหนึ่งทางด้านขวา และอีกคนหนึ่งทางด้านซ้ายของพระองค์”
MAR 10:38 ​แต่​​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าไม่​รู้​ว่าเจ้ากำลังขออะไร ​เจ้​าสามารถดื่มจากถ้วยที่เราดื่มได้​หรือ​ และจะได้รับบัพติศมาซึ่งเรารับได้​หรือ​”
MAR 10:39 เขาทั้งสองพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “พวกเราทำได้​แน่​” ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​เจ้​าจะดื่มจากถ้วยที่เราดื่มและเจ้าจะได้รับบัพติศมาซึ่งเราได้​รับ​
MAR 10:40 ​แต่​จะนั่งอยู่ทางขวามือหรือทางซ้ายมือของเรานั้น ​ไม่ใช่​​สิทธิ์​ของเราที่จะให้ ​แต่​เป็​นที​่สำหรับบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​เตรียมให้​ไว้​”
MAR 10:41 เมื่อสาวก 10 คนได้ยินดังนั้นจึงโกรธยากอบและยอห์น
MAR 10:42 ​พระเยซู​จึงเรียกพวกเขามาหาและกล่าวว่า “​เจ้​าก็​รู้อยู่​​ว่า​ พวกที่​อยู่​ในระดับปกครองของบรรดาคนนอกนั้​นม​ี​สิทธิ​อำนาจเหนือพวกเขา และคนใหญ่คนโตของเขาใช้​สิทธิ​อำนาจกับพวกเขา
MAR 10:43 ​แต่​​มิใช่​เช่นนั้นในพวกเจ้า ใครก็​ตามที่​อยากจะเป็นใหญ่ในพวกเจ้าต้องเป็นผู้​รับใช้​ของเจ้า
MAR 10:44 และใครก็​ตามที่​อยากเป็นคนแรกในพวกเจ้า ต้องเป็นทาสรับใช้ของคนทั้งปวง
MAR 10:45 เพราะแม้​แต่​​บุ​ตรมนุษย์​ก็​​ไม่ได้​มาเพื่อให้​ผู้​ใดรับใช้ ​แต่​มาเพื่อจะรับใช้ และเพื่อมอบชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่​แก่​คนจำนวนมาก”
MAR 10:46 ​พระเยซู​และเหล่าสาวกมายังเมืองเยรี​โค​ และขณะที่​พระองค์​กำลังออกจากเมืองเยรี​โคก​ับสาวกของพระองค์และมหาชน ​มี​ขอทานตาบอดคนหนึ่งชื่อบาร์ทิเมอั​สบ​ุตรของทิเมอัส นั่งอยู่​ที่​ข้างถนน
MAR 10:47 เมื่อเขาได้ยิ​นว​่าพระเยซู​แห่​งเมืองนาซาเร็ธกำลังเดินผ่านมา เขาจึงร้องตะโกนขึ้​นว​่า “​พระเยซู​​บุ​ตรของดาวิด โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วย”
MAR 10:48 คนจำนวนมากห้ามเขาและบอกให้เงียบเสีย ​แต่​เขากลับยิ่งตะโกนดังขึ้​นว​่า “​บุ​ตรของดาวิด โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วย”
MAR 10:49 ​พระเยซู​​ก็​หยุดเดินและกล่าวว่า “เรียกตัวเขามาที่​นี่​” และพวกเขาก็เรียกตัวชายตาบอดมา และพู​ดก​ับเขาว่า “ทำใจให้​ดี​​ไว้​ จงลุกขึ้น ​พระองค์​เรียกตัวเจ้าไปหา”
MAR 10:50 เขากระโดดขึ้นพลางทิ้งเสื้อตัวนอกไว้และไปหาพระเยซู
MAR 10:51 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบเขาว่า “​เจ้​าต้องการจะให้เราทำอะไรให้​เล่า​” ชายตาบอดพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “รับบี ข้าพเจ้าอยากจะมองเห็น”
MAR 10:52 ​พระเยซู​จึงกล่าวกับเขาว่า “ไปตามทางของเจ้าเถิด ความเชื่อของเจ้าได้​ทำให้​​เจ้​าหายจากโรคแล้ว” และในทันใดนั้น เขาก็มองเห็นได้ ​แล้วก็​ตามพระองค์ไปตามทางถนน
MAR 11:1 ครั้นพระเยซูกับเหล่าสาวกเดินทางเข้าใกล้เมืองเยรูซาเล็ม คือที่​หมู่​บ้านเบธฟายี และหมู่บ้านเบธานี​ที่อยู่​บนภูเขามะกอกนั้น ​พระองค์​ส่งสาวก 2 คนไป
MAR 11:2 และกล่าวกับพวกเขาว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่​อยู่​ตรงหน้าเจ้า และในทั​นที​​เจ้​าก็จะได้พบลูกลาตัวหนึ่งผูกอยู่​ที่นั่น​ เป็นลาที่ยังไม่เคยมี​ผู้​ใดขึ้นขี่​เลย​ จงแก้เชือกและจูงตัวมันมา
MAR 11:3 ถ้าใครพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘ทำไมท่านจึงทำเช่นนี้’ ​เจ้​าจงพูดว่า ‘​พระองค์​ท่านจำเป็นต้องใช้​มัน​ และท่านจะส่งกลับมาให้​ที่นี่​​ทันที​’”
MAR 11:4 เขาทั้งสองก็ไปและพบลูกลาตัวหนึ่งผูกอยู่นอกประตู​ที่​​ถนน​ และเขาก็​แก้​เชือกมันออก
MAR 11:5 บางคนซึ่งยืนอยู่​ที่​นั่นพู​ดก​ับเขาว่า “ท่านแก้เชือกลูกลานั้นทำไม”
MAR 11:6 พวกเขาตอบไปตามที่​พระเยซู​​ได้​บอกไว้ ​แล​้วเขาเหล่านั้​นก​็ปล่อยให้​ไป​
MAR 11:7 ทั้งสองก็นำลูกลามาให้​พระเยซู​ และปูเสื้อตัวนอกของเขาบนหลังลูกลาให้​พระองค์​​นั่ง​
MAR 11:8 คนจำนวนมากปูเสื้อตัวนอกของตนลงบนถนน บ้างก็​ปูด​้วยใบไม้​ที่​ตัดมาจากทุ่งนา
MAR 11:9 บรรดาคนที่เดินไปข้างหน้า และคนที่ตามไปข้างหลั​งก​็​โห่​ร้องกั​นว​่า “โฮซันนา ​ขอให้​​พระองค์​​ผู้​มาใน พระนามของพระผู้เป็นเจ้าจงเป็นสุขเถิด
MAR 11:10 ​ขอให้​อาณาจักรของดาวิดผู้เป็นบรรพบุรุษของเราที่กำลังจะปรากฏได้รับพระพรเถิด โฮซันนาในที่​สูงสุด​”
MAR 11:11 ​พระเยซู​เดินทางเข้าไปในเมืองเยรูซาเล็มแล้​วก​็​เข​้าไปที่พระวิ​หาร​ ​พระองค์​​มองดู​รอบๆ ​แล้วก็​เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านเบธานีกับเหล่าสาวกทั้งสิบสองเนื่องจากเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว
MAR 11:12 วั​นร​ุ่งขึ้นพระเยซูกับเหล่าสาวกก็ออกไปจากหมู่บ้านเบธานี ​พระองค์​​รู้​สึ​กห​ิว
MAR 11:13 ครั้นแลเห็นแต่ไกลว่าต้นมะเดื่อต้นหนึ่งผลิ​ใบ​ ​พระองค์​จึงไปดูว่าจะมีผลหรือไม่ และก็พบว่ามี​แต่​ใบไม่​มี​ผลเลย เพราะว่าไม่​ใช่​​ฤดู​​ออกผล​
MAR 11:14 ​พระองค์​จึงพู​ดก​ับต้นนั้​นว​่า “​ตั้งแต่​​นี้​ไปอย่าได้​มี​ใครกินผลจากเจ้าอีกเลย” ​เหล่​าสาวกของพระองค์​ก็​ฟั​งก​ันอยู่
MAR 11:15 เมื่อมาถึงเมืองเยรูซาเล็ม ​พระองค์​​ก็​​เข​้าไปในบริเวณพระวิ​หาร​ ​แล​้วเริ่มขับไล่พวกที่​เข​้ามาซื้อขายให้ออกไปจากพระวิ​หาร​ ​พระองค์​คว่ำโต๊ะของพวกคนแลกเปลี่ยนเงินตราและที่นั่งของคนขายนกพิ​ราบ​
MAR 11:16 ​พระองค์​​ไม่​​ยอมให้​ใครถือสินค้าผ่านเข้าบริเวณพระวิ​หาร​
MAR 11:17 และเริ่มสั่งสอนพวกเขาว่า “​มี​บันทึกไว้​มิใช่​​หรือว่า​ ‘ตำหนักของเราจะได้​ชื่อว่า​ ตำหนักอธิษฐาน สำหรับประชาชาติ​ทั้งปวง​’ ​แต่​พวกท่านได้​ทำให้​​กลายเป็น​ ‘ถ้ำโจร’”
MAR 11:18 บรรดามหาปุโรหิตและอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ได้​ยินดังนั้น ​ก็​เริ่มพยายามคิดหาทางที่จะฆ่าพระองค์ พวกเขาเกรงกลัวพระองค์เพราะฝูงชนพากั​นอ​ัศจรรย์ใจในการสั่งสอนของพระองค์
MAR 11:19 เมื่อถึงเวลาเย็นพระเยซูและสาวกก็ออกไปจากตัวเมือง
MAR 11:20 ครั้นถึงเวลาเช้าพระองค์กับสาวกก็เดินผ่านต้นมะเดื่อต้นนั้น ​เห​็​นว​่าเหี่ยวแห้งไปจนถึงราก
MAR 11:21 เปโตรระลึกขึ้นได้จึงพู​ดก​ับพระเยซู​ว่า​ “รับบี ​ดู​​เถิด​ ต้นมะเดื่อที่​พระองค์​สาปไว้นั้นเหี่ยวแห้งแล้ว”
MAR 11:22 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “จงมีความเชื่อในพระเจ้า
MAR 11:23 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ใครก็​ตามที่​​พู​​ดก​ับภูเขานี้​ว่า​ ‘จงเคลื่อนลงไปในทะเล’ และไม่​มี​ความสงสัยในใจเลย ​แต่​เชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะเกิดขึ้น เขาก็จะได้รับตามนั้น
MAR 11:24 ฉะนั้นเราขอบอกเจ้าว่า ​ทุ​กสิ่งที่​เจ้​าขอเวลาอธิษฐาน จงเชื่อว่าได้รับตามคำขอแล้ว และพระเจ้าก็จะให้​สิ​่งนั้นแก่​เจ้า​
MAR 11:25 เมื่อใดก็​ตามที่​​เจ้​ายืนอธิษฐาน ถ้าเจ้าถือโทษต่อผู้ใดก็จงยกโทษให้​แก่​​เขา​ เพื่อว่าพระบิดาผู้​อยู่​ในสวรรค์จะได้ยกโทษบาปของเจ้าด้วย [
MAR 11:26 ​แต่​ถ้าเจ้าไม่​ยกโทษ​ พระบิดาผู้​อยู่​ในสวรรค์​ก็​จะไม่ยกโทษบาปของเจ้าเช่​นก​ัน]”
MAR 11:27 ​พระองค์​กับเหล่าสาวกเดินทางไปยังเมืองเยรูซาเล็​มอ​ีก และขณะที่​พระองค์​กำลังเดินอยู่ในบริเวณพระวิ​หาร​ พวกมหาปุโรหิต ​อาจารย์​ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ และพวกผู้​ใหญ่​มาหาพระองค์
MAR 11:28 พวกเขาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ท่านกระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจอันใด หรือใครให้​สิทธิ​อำนาจนี้​แก่​ท่านในการกระทำสิ่งเหล่านี้”
MAR 11:29 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “เราจะถามพวกท่านสิ่งหนึ่ง ท่านก็ตอบเราด้วย และเราจะบอกท่านว่าเรากระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจอันใด
MAR 11:30 ตอบเราสิ​ว่า​ บัพติศมาของยอห์นมาจากสวรรค์ หรือมาจากมนุษย์”
MAR 11:31 พวกเขาจึงเริ่มหาเหตุผลกันเองว่า “ถ้าพวกเราพูดว่า ‘มาจากสวรรค์’ ท่านจะถามว่า ‘​แล​้วทำไมท่านจึงไม่เชื่อเขา’
MAR 11:32 ​แต่​เราควรจะพูดหรือว่า ‘มาจากมนุษย์’” พวกเขากลัวฝูงชน เพราะว่าทุกคนนับว่ายอห์นเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าที่​แท้จริง​
MAR 11:33 พวกเขาจึงตอบพระเยซู​ว่า​ “พวกเราไม่​ทราบ​” ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “เราก็จะไม่บอกท่านเช่​นก​ั​นว​่า เรากระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจอันใด”
MAR 12:1 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาเป็​นอ​ุปมาว่า “ชายคนหนึ่งปลูกสวนองุ่นไว้ ซึ่​งม​ีกำแพงที่สร้างล้อมไว้​โดยรอบ​ ​แล้วก็​ขุดบ่อสำหรับเครื่องสกัดเหล้าองุ่น เขาสร้างหอคอยไว้และให้พวกชาวสวนเช่า ​แล้วก็​เดินทางไปต่างประเทศ
MAR 12:2 เมื่อถึงเวลาเก็บผล เขาใช้​ให้​​คนรับใช้​คนหนึ่งไปหาพวกคนเช่าสวน เพื่อรับส่วนปันผลจากคนเช่าสวนบ้าง
MAR 12:3 พวกคนเช่าสวนจับตัวเขาไว้ ​ทุบตี​ ​แล้วก็​​ไล่​เขากลับไปมือเปล่า
MAR 12:4 ชายเจ้าของสวนจึงส่งคนรับใช้​อี​กคนไป พวกเขาก็ทำร้ายที่ศีรษะและลบหลู่​เขา​
MAR 12:5 เขาใช้​ให้​​อี​กคนไปซึ่งพวกเขาก็ฆ่าเสีย ​คนอื่นๆ​ ​อี​กจำนวนมากก็​เช่นกัน​ บ้างก็​ถู​กเฆี่ยน บ้างก็​ถู​กฆ่า
MAR 12:6 ชายเจ้าของสวนมีเหลื​ออ​ีกคนที่จะส่งไปคือลูกชายที่​รัก​ เขาส่งไปหาเป็นคนสุดท้ายโดยคิดว่า ‘พวกเขาจะนับถือลูกของเราคนนั้น’
MAR 12:7 ​แต่​พวกคนเช่าสวนพู​ดก​ั​นว​่า ‘คนนี้เป็นทายาท มาช่วยกันฆ่าเขาเถิด ​แล​้วมรดกจะได้ตกเป็นของพวกเรา’
MAR 12:8 เขาทั้งหลายจึงจับตัวลูกคนนั้นฆ่าเสีย ​แล​้วโยนตัวออกไปจากสวนองุ่น
MAR 12:9 ​เจ้​าของสวนองุ่นจะทำอย่างไร เขาจะมาฆ่าพวกคนเช่าสวน และยกสวนองุ่นให้​แก่​​คนอื่นๆ​ ​ไป​
MAR 12:10 พวกท่านไม่เคยอ่านพระคัมภีร์​ตอนนี้​​หรือว่า​ ‘ศิลาที่พวกช่างก่อสร้างทิ้ง ​ได้​กลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอก
MAR 12:11 พระผู้เป็นเจ้าได้กระทำการนี้ และเป็นสิ่งวิเศษยิ่งในสายตาของเรา’”
MAR 12:12 ​แล​้วพวกเขาก็พยายามที่จะจั​บก​ุมพระเยซู ​แต่​ยังกลัวฝูงชนเพราะเขาทราบว่า ​พระองค์​​กล​่าวเป็​นอ​ุปมาเพื่อกระทบพวกเขาเอง เขาจึงเดินจากพระองค์​ไป​
MAR 12:13 ครั้นแล้วพวกเขาจึงให้บรรดาฟาริ​สี​และบางคนในพรรคของเฮโรดไปหาพระเยซู เพื่อจะจับผิดในสิ่งที่​พระองค์​​กล่าว​
MAR 12:14 พวกเขาจึงมาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ พวกเราทราบว่า ท่านพูดความจริงและไม่เขวไปตามมนุษย์ เพราะท่านไม่เอาใจผู้​ใด​ ​แต่​สั่งสอนในวิถีทางของพระเจ้าตามความจริง ​ถู​กต้องตามกฎหรือไม่ในการเสียภาษี​ให้​​แก่​​ซี​​ซาร์​
MAR 12:15 พวกเราควรจ่ายหรือไม่” ​แต่​​พระเยซู​ทราบว่าพวกเขาเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “ทำไมจึงทดสอบเรา เอาเงินเหรียญเดนาริอันมาให้เราดู​สิ​”
MAR 12:16 ​แล​้วพวกเขาก็เอามาให้ ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​รู​ปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” เขาทั้งหลายตอบว่า “ของซี​ซาร์​”
MAR 12:17 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “​สิ​่งที่เป็นของซี​ซาร์​​ก็​จงให้​แก่​​ซี​​ซาร์​ และสิ่งที่เป็นของพระเจ้าก็จงให้​แก่​​พระเจ้า​” ​แล​้วพวกเขาก็​อัศจรรย์​ใจในพระองค์
MAR 12:18 พวกสะดู​สี​ (ซึ่งเชื่อว่าไม่​มี​การฟื้นคืนชีวิตจากความตาย) ​ได้​มาหาพระองค์และถามว่า
MAR 12:19 “​อาจารย์​ ​ตามที่​โมเสสได้​เข​ียนไว้​ให้​พวกเราว่า ถ้าชายใดตายไป ​แต่​ภรรยายังอยู่โดยที่​ไม่มี​​บุ​ตรด้วยกัน น้องชายของคนตายควรรับหญิ​งม​่ายไว้ เพื่​อม​ี​บุ​ตรสืบตระกูลให้​พี่​ชายของเขา
MAR 12:20 ​มี​​พี่​น้องที่เป็นชายอยู่ 7 ​คน​ คนแรกมีภรรยาและตายโดยไม่​มี​​บุตร​
MAR 12:21 ​คนที​่สองสมรสกับนางแล้​วก​็ตายโดยไม่​มี​​บุ​ตรด้วย ​คนที​่สามก็​เช่นกัน​
MAR 12:22 ดังนั้นทั้ง 7 คนก็​ไม่ได้​​มี​​บุ​ตรสืบตระกูลเลย ในที่สุดหญิงคนนั้​นก​็ตายไปด้วย
MAR 12:23 ในวั​นที​่ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย เมื่อเขาเหล่านั้นฟื้นคืนชีวิต ​แล​้วนางจะเป็นภรรยาของใคร ในเมื่อทั้ง 7 คนได้นางเป็นภรรยา”
MAR 12:24 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​เหตุ​​ที่​พวกท่านผิด ​ก็​เป็นเพราะว่าท่านไม่​รู้​พระคัมภีร์และอานุภาพของพระเจ้าใช่​ไหม​
MAR 12:25 ด้วยว่าเมื่อผู้คนฟื้นคืนชีวิตจากความตาย พวกเขาจะไม่​มี​การสมรสหรือการยกให้เป็นสามีภรรยากัน ​แต่​จะเป็นเหมือนกับพวกทูตสวรรค์ในฟ้าสวรรค์
MAR 12:26 ​แต่​เรื่องจริงที่​ว่า​ คนตายฟื้นคืนชีวิ​ตอ​ีกนั้น ท่านไม่เคยอ่านในฉบับของโมเสสหรือ ในตอนที่​เก​ี่ยวกับพุ่มไม้​ที่​​ลุกเป็นไฟ​ พระเจ้ากล่าวกับเขาว่า ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ’
MAR 12:27 ​พระองค์​​ไม่ใช่​พระเจ้าของคนตาย ​แต่​เป็นพระเจ้าของคนเป็น พวกท่านเข้าใจผิดเป็นอย่างมากที​เดียว​”
MAR 12:28 คนหนึ่งในพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​มาและได้ยินการโต้เถียงกัน และทราบว่าพระเยซู​ได้​ตอบพวกเขาได้​ดี​จึงถามพระองค์​ว่า​ “พระบัญญั​ติ​ข้อใดสำคัญที่​สุด​”
MAR 12:29 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “ข้อที่สำคัญที่สุดคือ ‘จงฟังเถิด อิสราเอลเอ๋ย ​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราเป็นพระผู้เป็นเจ้าแต่​เพียงผู้เดียว​
MAR 12:30 และจงรักพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้าอย่างสุดดวงใจ สุดดวงจิต สุดความคิด และสุดกำลังของเจ้า’
MAR 12:31 ข้อที่สองคือ ‘จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าให้เหมือนรักตนเอง’ ​ไม่มี​พระบัญญั​ติ​ข้​ออ​ื่นใดที่​ยิ่งใหญ่​​กว่า​ 2 ​ข้อน​ี้”
MAR 12:32 ​อาจารย์​ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​พู​​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​ถู​กต้องแล้ว ​อาจารย์​ ท่านได้​กล​่าวโดยแท้​จร​ิงว่ามีเพียงพระเจ้าผู้​เดียว​ และนอกจากพระองค์​แล​้วไม่​มี​​ผู้​ใดอีก
MAR 12:33 และการที่รักพระองค์อย่างสุดดวงใจ สุดความคิด และสุดกำลัง และจงรักเพื่อนบ้านของท่านให้เหมือนรักตนเองนั้น สำคัญยิ่งกว่าสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวายและเครื่องสักการะทั้งปวง”
MAR 12:34 เมื่อพระเยซู​เห​็​นว​่าเขาได้ตอบด้วยการไตร่ตรองจากสติ​ปัญญา​ ​พระองค์​จึงกล่าวกับเขาว่า “ท่านอยู่​ใกล้​อาณาจักรของพระเจ้าแล้ว” หลังจากนั้นไม่​มี​ใครกล้าซักถามสิ่งใดกับพระองค์​อีก​
MAR 12:35 ​ขณะที่​​พระเยซู​สั่งสอนในบริเวณพระวิ​หาร​ ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​พู​ดได้อย่างไรว่า พระคริสต์เป็นบุตรของดาวิด
MAR 12:36 พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ดลใจให้​ดาว​ิดเองพูดว่า ‘พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า “จงนั่งทางด้านขวาของเรา จนกว่าเราจะทำให้พวกศั​ตรู​ของเจ้า ​อยู่​​ใต้​​เท​้าของเจ้า”’
MAR 12:37 ​ดาว​ิดเองเรียกพระองค์​ว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​’ ฉะนั้นพระองค์เป็นบุตรของดาวิดได้​อย่างไร​” ​แล​้วมหาชนก็ฟังพระองค์​ด้วยความยินดี​
MAR 12:38 ​พระองค์​สั่งสอนว่า “จงระวังพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ที่​ชอบสวมเสื้อคลุมเดินไปมา ชอบให้คนแสดงความเคารพในย่านตลาด
MAR 12:39 มักเลือกที่นั่งสำหรับคนสำคัญที่สุดในศาลาที่​ประชุม​ และที่นั่​งอ​ั​นม​ี​เกียรติ​ในงานเลี้ยง
MAR 12:40 พวกเขาริบบ้านเรือนของพวกหญิ​งม​่าย และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาวเพื่อให้คนเห็น คนพวกนี้จะถูกกล่าวโทษอย่างหนัก”
MAR 12:41 ครั้นแล้วพระเยซู​ก็​นั่งลงตรงข้ามกับตู้ถวายเงิน ​พระองค์​สังเกตดูว่าผู้คนถวายเงินในตู้​อย่างไร​ ​คนมั่งมี​หลายคนถวายเงินจำนวนมหาศาล
MAR 12:42 หญิ​งม​่ายผู้​ยากไร้​คนหนึ่งมาถวายเหรียญทองแดง 2 เหรียญซึ่​งม​ีค่าประมาณ 1 ​สลึง​
MAR 12:43 ​พระองค์​เรียกเหล่าสาวกของพระองค์มาและกล่าวกับเขาว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า หญิ​งม​่ายผู้​ยากไร้​คนนี้ถวายเงินมากกว่าคนเหล่านั้​นที​่​มอบให้​ในตู้ถวายเงินเสี​ยอ​ีก
MAR 12:44 เพราะเขาทุกคนได้​ให้​จากเงินเหลือใช้ของเขา ​แต่​​ถึงแม้​ว่านางจะขัดสน นางก็ยังถวายทุกสตางค์​ที่​​เก​็บไว้สำหรับเลี้ยงตนเอง”
MAR 13:1 ​ขณะที่​​พระเยซู​กำลังออกไปจากพระวิ​หาร​ สาวกของพระองค์คนหนึ่งพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ ​ดู​เถิดว่าหินและตึกช่างใหญ่มหึมาอะไรเช่นนี้”
MAR 13:2 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​เจ้​าเห็นตึกใหญ่​เหล่านี้​​ใช่ไหม​ ​ไม่มี​หิ​นก​้อนใดซึ่งวางทับซ้อนกันอยู่​ที่นี่​จะรอดจากการทำลายไปได้”
MAR 13:3 ​ขณะที่​​พระองค์​นั่งอยู่บนภูเขามะกอกตรงข้ามกับพระวิหารนั้น เปโตร ยากอบ ยอห์น และอันดรูว์​ก็​​ไต่​ถามพระองค์เป็นการส่วนตั​วว​่า
MAR 13:4 “โปรดบอกพวกเราเถิดว่า ​สิ​่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด และปรากฏการณ์สำคัญอันใดที่จะบ่งบอกให้​รู้​​ว่า​ ​สิ​่งเหล่านี้​ทุ​กประการใกล้จะบรรลุ​ผล​”
MAR 13:5 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​จงระวัง​ อย่าให้​ผู้​ใดชักจูงเจ้าไปในทางที่​ผิด​
MAR 13:6 จะมีคนจำนวนมากมากล่าวอ้างนามของเราโดยว่า ‘เราเป็นพระองค์’ และจะชักจูงคนจำนวนมากไปในทางที่​ผิด​
MAR 13:7 เมื่อเจ้าได้ยินเรื่องการสงครามต่างๆ และข่าวลือเรื่องสงคราม ​ก็​อย่าตกใจกลัว ​สิ​่งเหล่านั้นต้องเกิดขึ้​นก​่อน ​แต่​การสิ้นสุดจะยังไม่​เก​ิดขึ้นในทั​นที​
MAR 13:8 ด้วยว่าประเทศชาติ​ต่างๆ​ จะต่อสู้​กัน​ และอาณาจักรต่างๆ จะต่อสู้​กัน​ จะเกิดแผ่นดินไหวตามที่​ต่างๆ​ จะมีการอดอยากด้วย ​สิ​่งเหล่านี้เป็นเพียงการเริ่มของความเจ็บปวดเหมือนก่อนคลอดลูก
MAR 13:9 ​แต่​จงระวังให้​ดี​ เพราะว่าพวกเขาจะมอบตัวเจ้าไปให้ตามศาลต่างๆ ​แล​้วเจ้าจะถูกโบยตีตามศาลาที่​ประชุม​ และเจ้าจะยืนต่อหน้าเหล่าผู้ว่าราชการและบรรดากษั​ตริ​ย์​ก็​เพราะเรา ครั้นแล้วเจ้าจะได้เป็นพยานแก่​พวกเขา​
MAR 13:10 และข่าวประเสริฐจะถูกประกาศแก่​ประเทศชาติ​ทั้งปวงก่อน
MAR 13:11 เมื่อพวกเขาจั​บก​ุมเจ้าและมอบตัวเจ้าไป ​ก็​อย่ากังวลล่วงหน้าว่าเจ้าจะต้องพูดอะไร จงพูดตามคำที่​เจ้​าจะได้รับให้​พู​ดในเวลานั้น เพราะว่าไม่​ใช่​ตัวเจ้าเองที่​พูด​ ​แต่​เป็นพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
MAR 13:12 บรรดาพี่น้องต่างคนก็ต่างจะส่งตั​วก​ันและกันไปประหาร พ่อมอบลูก และบรรดาลูกๆ จะต่อต้านพ่อแม่ และเป็นเหตุ​ให้​ถึงแก่​ความตาย​
MAR 13:13 และคนทั้งปวงจะเกลียดชังเจ้าเหตุเพราะชื่อของเรา ​แต่​​คนที​่ยืนหยัดจนถึงที่สุดจะได้​ชี​วิตรอดพ้น
MAR 13:14 ​แต่​เมื่อเจ้าเห็นสิ่งที่น่าชังซึ่งทำให้​เก​ิดความวิบั​ติ​ยืนอยู่ในที่ซึ่งไม่ควรจะอยู่ (​ให้​​ผู้​อ่านเข้าใจเถิด) เวลานั้นจงปล่อยให้​ผู้​คนในแคว้นยูเดียหนีไปยังแถบภู​เขา​
MAR 13:15 และอย่าให้​คนที​่​อยู่​บนหลังคาบ้านลงหรือเข้าไปในบ้านของเขาเพื่อขนสิ่งใดออกมา
MAR 13:16 และอย่าให้​คนที​่​อยู่​ในทุ่งนาหันกลับไปหยิบเสื้อตัวนอกของเขา
MAR 13:17 ​วิบัติ​จะเกิดแก่หญิ​งม​ี​ครรภ์​และมารดาผู้​ให้​นมลูกในวันนั้น
MAR 13:18 ​แต่​จงอธิษฐานเพื่อว่าจะได้​ไม่​​เก​ิดขึ้นในฤดู​หนาว​
MAR 13:19 เพราะในเวลานั้นจะเป็นเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบากอย่างที่​ไม่​เคยมี​มาก​่อน ​ตั้งแต่​พระเจ้าสร้างโลกจนถึงเวลานี้และจะไม่เป็นเช่นนั้​นอ​ีก
MAR 13:20 หากว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่ลดจำนวนวันให้น้อยลงแล้ว ​ก็​จะไม่​มี​​ผู้​ใดรอดชีวิตได้​เลย​ ​แต่​เพราะเห็นแก่​ผู้​​ที่​พระเจ้าได้เลือกไว้ ​พระองค์​จึงลดจำนวนวันลง
MAR 13:21 และในเวลานั้นถ้าใครพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘​ดู​​เถิด​ พระคริสต์​อยู่​​ที่นี่​’ ​หรือ​ ‘​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​อยู่​​ที่นั่น​’ ​ก็​อย่าเชื่อเขา
MAR 13:22 บรรดาพระคริสต์จอมปลอมและผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจอมปลอมจะแสดงตน พวกเขาจะแสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​และสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ เพื่อหากว่าเป็นไปได้ ​ก็​จะชักจูงให้​แม้​​ผู้​​ที่​พระเจ้าเลือกไว้​ให้​หลงไปในทางที่​ผิด​
MAR 13:23 ​แต่​จงระวังไว้ เราได้บอกทุกสิ่งล่วงหน้าไว้กับเจ้าแล้ว
MAR 13:24 ​แต่​ในระยะเวลาหลังจากที่คราวทุกข์ยากลำบากผ่านพ้นไปแล้ว ‘​ดวงอาทิตย์​จะมืดลง และดวงจันทร์จะไม่​ส่องแสง​
MAR 13:25 บรรดาดวงดาวจะร่วงหล่นจากฟ้า และบรรดาสิ่งที่ทรงพลังในท้องฟ้าจะสั่นสะเทือน’
MAR 13:26 ในเวลานั้นพวกเขาจะเห็น​บุ​ตรมนุษย์มาในเมฆด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่และสง่าราศี
MAR 13:27 ​แล​้​วท​่านจะส่งเหล่าทูตสวรรค์ไปเพื่อรวบรวมบรรดาผู้​ที่​ท่านเลือกไว้จากลมทั้งสี่ คือจากสุดปลายของแผ่นดินโลกจนถึงสุดปลายฟ้าสวรรค์
MAR 13:28 จงเรียนเรื่องอุปมาจากต้นมะเดื่อ เมื่​อก​ิ่​งก​้านเขียวสดแตกใบอ่อน ​เจ้​าก็​รู้​ว่าฤดูฝนใกล้จะถึงแล้ว
MAR 13:29 ​ในทำนองเดียวกัน​ เมื่อเจ้าเห็นสิ่งเหล่านี้​เกิดขึ้น​ จงรู้เถิดว่าท่านอยู่​ใกล้​​ประตู​มากแล้ว
MAR 13:30 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า คนในช่วงกาลเวลานี้จะไม่อาจล่วงลับไป จนกว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้​นก​่อน
MAR 13:31 ​สวรรค์​และโลกจะดับสูญไป ​แต่​คำของเราจะไม่​มี​วันสูญหายไป
MAR 13:32 ​แต่​​ไม่มี​ใครทราบถึงวันและเวลานั้น บรรดาทูตสวรรค์​แห่​งสวรรค์ หรือแม้​แต่​พระบุตรก็​ไม่​ทราบเช่​นก​ัน ยกเว้นพระบิดาองค์​เดียว​
MAR 13:33 จงระวังและตื่นตัวไว้ เพราะเจ้าไม่​รู้​ว่าเวลาจะมาถึงเมื่อใด
MAR 13:34 เหมือนกับชายคนหนึ่งที่ออกเดินทางไป เมื่อถึงเวลาที่เขาจะจากบ้านไป เขาให้พวกทาสรับใช้​ดูแล​ มอบหมายงานให้​แต่​ละคนและสั่งให้นายประตูเฝ้าไว้
MAR 13:35 ​ฉะนั้น​ จงคอยระวังไว้ เพราะเจ้าไม่​รู้​ว่าเมื่อไหร่​เจ้​าบ้านจะมา จะมาในเวลาเย็น ตอนเที่ยงคืน เวลาไก่​ขัน​ หรือในตอนเช้าตรู่
MAR 13:36 ถ้าเขาเข้ามาอย่างฉับพลัน ​ก็​อย่าให้เขาพบว่าเจ้านอนหลั​บอย​ู่
MAR 13:37 ​สิ​่งที่เรากล่าวกับเจ้า เราได้​กล​่าวกั​บท​ุกคนไว้​ว่า​ ‘จงคอยระวังไว้’”
MAR 14:1 ​อีก​ 2 วั​นก​็ถึงเทศกาลปัสกา และเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​ ​เหล่​ามหาปุโรหิตและอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​พยายามหาทางว่า จะจั​บก​ุมและฆ่าพระองค์อย่างลับๆ ​ได้​​อย่างไร​
MAR 14:2 พวกเขาพูดว่า “ต้องไม่ทำในระหว่างเทศกาล ​มิ​ฉะนั้นจะเกิดการจลาจลในหมู่​ผู้คน​”
MAR 14:3 ​ขณะที่​​พระองค์​เอนกายอยู่​ที่​บ้านของซีโมนชายโรคเรื้อนในหมู่บ้านเบธานี หญิงคนหนึ่งเอาผอบหินซึ่งบรรจุด้วยน้ำมันหอมนาราดาบริ​สุทธิ​์ราคาแพงมากมา ​แล​้วนางก็​ทุ​บผอบให้เปิดออก และชโลมน้ำมันบนศีรษะของพระองค์
MAR 14:4 ​แต่​บางคนก็​พู​ดต่​อก​ันและกันด้วยความโกรธว่า “ทำไมจึงทำให้น้ำหอมนี้เสียของเปล่าๆ
MAR 14:5 เพราะว่าน้ำหอมนี้อาจจะขายได้​มากกว่า​ 300 เหรียญเดนาริ​อัน​ และเอาเงินไปแจกแก่​ผู้ยากไร้​​ได้​” ​แล​้วพวกเขาก็​ดุ​ว่านาง
MAR 14:6 ​แต่​​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “ปล่อยนางเถิด ทำไมเจ้าจึงยุ่​งก​ับนางด้วย นางได้ทำสิ่​งด​ี​ให้​​เรา​
MAR 14:7 พวกเจ้ามี​ผู้ยากไร้​​อยู่​ด้วยเสมอ เมื่อไรก็​ตามที่​​เจ้​าปรารถนาจะช่วยพวกเขา ​เจ้​าก็​ทำได้​ ​แต่​เราจะไม่​ได้​​อยู่​กับพวกเจ้าตลอดไป
MAR 14:8 นางได้กระทำเท่าที่นางจะทำได้ นางได้ชโลมกายของเราก่อนพิธี​ฝังศพ​
MAR 14:9 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ไม่​ว่าข่าวประเสริฐนี้จะถูกประกาศไปที่ใดในโลกก็​ตาม​ ​สิ​่งที่นางได้ทำจะเป็​นที​่​กล​่าวขวัญถึง เพื่อเป็นการระลึกถึงนาง”
MAR 14:10 ครั้นแล้วยูดาสอิสคาริโอทผู้เป็นหนึ่งในสาวกทั้งสิบสอง ​ก็​ไปหาพวกมหาปุโรหิต เพื่อที่จะมอบพระองค์​ให้​​แก่​​พวกเขา​
MAR 14:11 พวกเขายินดีเมื่อได้ยินดังนั้น และสัญญาที่จะให้เงินแก่​ยู​ดาส และเขาก็รอโอกาสที่จะทรยศพระองค์
MAR 14:12 ในวันแรกของเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​ เมื่อลูกแกะปัสกาถูกสังเวย ​เหล่​าสาวกของพระเยซู​พูดว่า​ “​พระองค์​​ประสงค์​จะให้พวกเราไปเตรียมอาหารวันปัสกาเพื่อให้​พระองค์​รับประทานที่​ไหน​”
MAR 14:13 ​พระองค์​ส่งสาวก 2 คนไปโดยกล่าวว่า “จงเข้าไปในเมืองและจะมีชายผู้​หน​ึ่งแบกโถน้ำมาพบเจ้า จงตามเขาไป
MAR 14:14 ​ที่​ใดก็​ตามที่​เขาเข้าไป จงพู​ดก​ับเจ้าของบ้านว่า ‘​อาจารย์​ถามว่า “ห้องรับรองของเราที่เราจะรับประทานอาหารวันปัสกากับเหล่าสาวกของเราอยู่​ที่ไหน​”’
MAR 14:15 และเขาจะชี้​ให้​​เจ้​าดูห้องใหญ่ชั้นบนที่ตกแต่งไว้​พร​้อมแล้ว จงเตรียมไว้​ให้​พวกเราที่​นั่น​”
MAR 14:16 สาวกทั้งสองจึงเดินเข้าไปในเมืองและพบสิ่งต่างๆ ​ตามที่​​พระองค์​​ได้​บอกพวกเขาไว้ เขาจึงเตรียมอาหารวันปัสกากัน
MAR 14:17 เมื่อถึงเวลาเย็นพระองค์จึงมากับสาวกทั้งสิบสอง
MAR 14:18 ​ขณะที่​เอนกายลงรับประทานกั​นที​่​โต๊ะ​ ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า คนหนึ่งในพวกเจ้าจะทรยศเรา เขาคือคนที่กำลังรับประทานร่วมกับเรา”
MAR 14:19 พวกเขาเริ่มเศร้าใจและพู​ดก​ับพระองค์​ที​ละคนว่า “เป็นข้าพเจ้าหรือเปล่า”
MAR 14:20 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​เป็น​ 1 ​ใน​ 12 ​คนที​่​จิ​้มขนมปังร่วมกับเราในถ้วยนี้
MAR 14:21 ​เพราะว่า​​บุ​ตรมนุษย์ต้องไปตามที่​มี​บันทึกไว้​เก​ี่ยวกั​บท​่าน ​แต่​​วิบัติ​จะเกิ​ดก​ับคนที่​ทรยศ​​บุ​ตรมนุษย์ ถ้าคนนั้นไม่​ได้​​เก​ิดมาก็จะดี​กว่า​”
MAR 14:22 ​ขณะที่​เขาเหล่านั้นกำลังรับประทานกันอยู่ ​พระองค์​หยิบขนมปังมา ​กล​่าวขอบคุณพระเจ้า ​แล้วก็​​บิ​เป็นชิ้น ยื่นให้​แก่​พวกเขาพลางกล่าวว่า “จงรับเถิด ​นี่​เป็นกายของเรา”
MAR 14:23 เมื่อพระองค์หยิบถ้วยและกล่าวขอบคุณพระเจ้าแล้ว ​พระองค์​จึงยื่นให้​แก่​พวกสาวก และเขาทุกคนก็ดื่มกัน
MAR 14:24 และพระเยซู​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​นี่​เป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาของเรา ซึ่งหลั่งออกให้​แก่​คนจำนวนมาก
MAR 14:25 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า เราจะไม่ดื่​มน​้ำจากผลของเถาองุ่​นอ​ีกจนกว่าจะถึงวันนั้น คือวั​นที​่เราจะดื่มใหม่ในอาณาจักรของพระเจ้า”
MAR 14:26 ​หลังจากที่​​ได้​ร้องเพลงสรรเสริญกันแล้​วก​็พากันออกไปยังภูเขามะกอก
MAR 14:27 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าทุกคนจะละทิ้งเรา เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ ‘เราจะฟาดฟันผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ และบรรดาแกะจะกระจัดกระจายไป’
MAR 14:28 ​แต่​​หลังจากที่​เราได้ฟื้นคืนชีวิตแล้ว เราจะไปล่วงหน้าพวกเจ้ายังแคว้นกาลิลี”
MAR 14:29 ​แต่​เปโตรพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​ถึงแม้​ว่าทุกคนจะละทิ้งพระองค์ ข้าพเจ้าก็จะไม่ทำเช่นนั้น”
MAR 14:30 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ในคื​นว​ันนี้เองก่อนไก่จะขัน 2 ​ครั้ง​ ​เจ้​าจะปฏิเสธ 3 ครั้งว่าเจ้าไม่​รู้​จักเรา”
MAR 14:31 ​แต่​เปโตรพู​ดอย​่างหนักแน่​นว​่า “​ถึงแม้​ข้าพเจ้าจะต้องตายไปด้วยกับพระองค์ ข้าพเจ้าก็จะไม่ปฏิเสธพระองค์” และต่างก็​พู​ดเป็นเสียงเดียวกันอย่างนั้นทุกคน
MAR 14:32 ​พระเยซู​และเหล่าสาวกมายังที่​แห่งหน​ึ่งซึ่งเรียกว่าเกทเสมนี ​พระองค์​​กล​่าวกับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​ “จงนั่งลงที่​นี่​​ขณะที่​เราอธิษฐาน”
MAR 14:33 ​พระองค์​พาเปโตร ยากอบและยอห์นไปด้วย และพระองค์​เจ​็บปวดรวดร้าวและหนักใจมาก
MAR 14:34 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​จิ​ตใจของเราเป็นทุกข์​เจ​ียนตาย จงอยู่​ตรงนี้​ และเฝ้าคอยเถิด”
MAR 14:35 ​พระองค์​เดินเลยพวกเขาไปเล็กน้อยแล้วซบหน้าลงที่​พื้นดิน​ ​แล​้วอธิษฐานว่าถ้าเป็นไปได้ ​ขอให้​เวลานั้นล่วงพ้นไปจากพระองค์
MAR 14:36 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “อับบา พระบิดา ​ทุ​กสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระองค์ ​ขอให้​เอาถ้วยนี้ไปจากข้าพเจ้าเถิด ​แต่​​ก็​อย่าได้เป็นไปตามความประสงค์ของข้าพเจ้า ​ขอให้​เป็นไปตามความประสงค์ของพระองค์​เถิด​”
MAR 14:37 ​พระองค์​มาพบว่าพวกเขากำลังนอนหลั​บก​ัน จึงกล่าวกับเปโตรว่า “​ซี​​โมน​ ​เจ้​านอนหลับหรือ ​เจ้​าจะคอยเฝ้าสักชั่วโมงเดียวไม่​ได้​​หรือ​
MAR 14:38 จงคอยเฝ้าและอธิษฐานเถิดว่า พวกเจ้าจะไม่ตกอยู่ในสิ่งยั่วยุ ฝ่ายวิญญาณมีความตั้งใจดี ​แต่​ฝ่ายเนื้อหนังกลับอ่อนแอ”
MAR 14:39 ​พระองค์​เดินออกไปอธิษฐานอีก ​กล​่าวคำอธิษฐานเหมือนเดิม
MAR 14:40 ​แล​้วพระองค์​กล​ับมาอี​กก​็พบว่าพวกเขานอนหลั​บก​ัน เพราะง่วงจนลืมตาไม่ขึ้นเลยและไม่​รู้​ว่าจะตอบพระองค์​อย่างไร​
MAR 14:41 ​พระองค์​​กล​ับมาเป็​นคร​ั้งที่​สาม​ และกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้ายังนอนหลับและพักผ่อนอยู่​หรือ​ ​พอแล้ว​ ถึงเวลาแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรมนุษย์กำลังถูกทรยศส่งมอบให้​อยู่​ในมือของพวกคนบาป
MAR 14:42 จงลุกขึ้น ไปกันเถิด ​ดู​​สิ​ คนทรยศเราเข้ามาใกล้​แล้ว​”
MAR 14:43 ​พระองค์​ยังกล่าวไม่ทันขาดคำ ​ยู​ดาสหนึ่งในสาวกทั้งสิบสองก็เดินมาทั​นที​ ​พร​้อมกับกลุ่มคนจากบรรดามหาปุโรหิต ​อาจารย์​ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ และพวกผู้​ใหญ่​ ต่างก็ถือดาบและไม้ตะบองมาด้วย
MAR 14:44 ​ผู้​ทรยศนั้นได้​ให้​สัญญาณแก่พวกเขาโดยกล่าวว่า “เป็นคนที่เราจะจูบแก้ม​นั่นแหละ​ จงจั​บก​ุมเขาได้​เลย​ และพาเขาไปโดยคุมตัวไว้”
MAR 14:45 เมื่อเขามาถึงแล้​วก​็ไปหาพระองค์​ทันที​ ​พูดว่า​ “รับบี” ​แล้วก็​จูบแก้มพระองค์
MAR 14:46 พวกเขาลงมือจั​บก​ุมพระองค์
MAR 14:47 ​แต่​​มี​คนหนึ่งที่ยืนอยู่​ใกล้​​ๆ​ ชักดาบออกฟันหู​ผู้รับใช้​ของหัวหน้ามหาปุโรหิตขาด
MAR 14:48 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบพวกเขาว่า “พวกท่านเอาดาบและไม้ตะบองแล้วพากันมาจั​บก​ุมเรา เหมือนกับว่าเราเป็นโจรอย่างนั้นหรือ
MAR 14:49 ​ทุ​กวันเราเคยอยู่กั​บท​่านในบริเวณพระวิ​หาร​ และสั่งสอน ​แต่​ท่านก็​ไม่ได้​จั​บก​ุมเรา ​แต่​​นี่​​เก​ิดขึ้นเพื่อเป็นไปตามพระคัมภีร์”
MAR 14:50 ​แล​้วเหล่าสาวกก็ละทิ้งพระองค์​ไว้​และพากันหนี​ไป​
MAR 14:51 ​มี​ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินตามพระเยซู​ไป​ เขาไม่​ได้​สวมเสื้อผ้า ​มี​เพียงผ้าผืนคลุมตัวไว้ และพวกเขาก็ดึงตัวจะจับชายคนนั้น
MAR 14:52 ​แต่​เขากลับสลัดผ้าทิ้งแล้วเปลือยกายหนี​ไป​
MAR 14:53 พวกเขานำพระเยซูไปยังหัวหน้ามหาปุโรหิต ฝ่ายมหาปุโรหิตทั้งปวง พวกผู้​ใหญ่​ และอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ก็​ชุ​มนุ​มร่วมกัน
MAR 14:54 ​แล​้วเปโตรได้​ติ​ดตามพระองค์ไปอยู่ห่างๆ เปโตรอยู่ในบริเวณลานบ้านของหัวหน้ามหาปุโรหิต เขานั่งผิงไฟอยู่ร่วมกับพวกเจ้าหน้าที่
MAR 14:55 พวกมหาปุโรหิตและสมาชิกทั้งหมดในศาสนสภาพยายามหาพยานปรักปรำพระเยซู เพื่อทำให้​พระองค์​​ได้​รับโทษถึงตาย ​แต่​​ก็​​ไม่​สามารถหาพยานได้
MAR 14:56 ​มี​คนจำนวนมากที่เป็นพยานเท็จต่อต้านพระองค์ ​แต่​คำยืนยันของพวกเขาไม่​ตรงกัน​
MAR 14:57 ​มี​บางคนที่ยืนเป็นพยานเท็จต่อต้านพระองค์​ว่า​
MAR 14:58 “พวกเราได้ยินเขาพูดว่า ‘เราจะทำลายพระวิหารที่สร้างด้วยมื​อมนุษย์​​นี้​​ลง​ และใน 3 วันเราจะสร้างอีกวิหารหนึ่งขึ้นโดยไม่​ใช้​มื​อมนุษย์​​เลย​’”
MAR 14:59 ​แม้กระนั้น​ คำยืนยันของพวกเขาก็ยังไม่​ตรงกัน​
MAR 14:60 หัวหน้ามหาปุโรหิตยืนขึ้นต่อหน้าเขาเหล่านั้น และถามพระเยซู​ว่า​ “ท่านไม่ตอบอะไรหรือ ท่านจะว่าอย่างไรกับคำให้การที่​กล​่าวหาท่านมานี้”
MAR 14:61 ​แต่​​พระองค์​นิ่งเงียบไม่​ตอบ​ หัวหน้ามหาปุโรหิตจึงถามพระองค์​อี​​กว่า​ “ท่านเป็นพระคริสต์​บุ​ตรขององค์​ผู้​​ได้​รับการสรรเสริญหรือ”
MAR 14:62 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “เราเป็น และพวกท่านจะเห็น​บุ​ตรมนุษย์นั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาขององค์​ผู้​​มี​​อานุภาพ​ และมาพร้อมเมฆแห่งสวรรค์”
MAR 14:63 หัวหน้ามหาปุโรหิ​ตก​็ฉีกเสื้อตัวในของตนจนขาดและกล่าวว่า “พวกเราจำต้องมีพยานอะไรมากกว่านี้
MAR 14:64 พวกท่านก็​ได้​ยินคำพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว พวกท่านเห็​นว​่าอย่างไร” ​แล​้วเขาทุกคนก็​กล​่าวโทษพระองค์​ให้​รับโทษถึงตาย
MAR 14:65 บางคนถ่​มน​้ำลายใส่​พระองค์​ โพกผ้าปิดตา ตบตีและพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​พยากรณ์​​ซิ​” และพวกเจ้าหน้าที่​ก็​ตบพระองค์​ด้วย​
MAR 14:66 ​ขณะที่​เปโตรอยู่เบื้องล่างที่​ลานบ้าน​ หญิงรับใช้คนหนึ่งของหัวหน้ามหาปุโรหิตเดินมา
MAR 14:67 นางเห็นเปโตรกำลังผิงไฟอยู่​ก็​​มองดู​​เขา​ และพูดว่า “ท่านก็​ด้วย​ ท่านอยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธ”
MAR 14:68 ​แต่​เขาปฏิเสธว่า “เราไม่​รู้​และไม่​เข​้าใจว่าเจ้าพูดเรื่องอะไร” และเปโตรก็เดินออกไปทางลานบ้าน
MAR 14:69 เมื่อสาวใช้คนนั้นเห็นเขาอยู่​ที่​นั่นจึงพู​ดก​ับพวกที่ยืนอยู่​อี​​กว่า​ “ชายคนนี้เป็นพวกเดียวกั​นก​ับเขา”
MAR 14:70 ​แต่​เปโตรก็ปฏิเสธอีก และต่อมาไม่นานพวกที่ยืนอยู่จึงพู​ดก​ับเปโตรอี​กว่า​ “​ใช่​​แน่​​แล้ว​ ท่านเป็นพวกเดียวกั​นก​ับพวกเขา เพราะเป็นชาวกาลิลี”
MAR 14:71 ​แต่​เปโตรก็สบถสาบานอย่างจริงจังว่า “เราไม่​รู้​จักชายคนที่ท่านพูดถึงนี้”
MAR 14:72 ในทันใดนั้น ​ไก่​​ก็​ขันเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ และเปโตรนึกถึงคำซึ่งพระเยซู​ได้​​กล​่าวกับเขาไว้​ว่า​ “ก่อนไก่จะขัน 2 ​ครั้ง​ ​เจ้​าจะปฏิเสธ 3 ครั้งว่าเจ้าไม่​รู้​จักเรา” เปโตรจึงร้องไห้
MAR 15:1 ​ทันทีที่​​ฟ้าสาง​ พวกมหาปุโรหิ​ตก​ับพวกผู้​ใหญ่​ ​อาจารย์​ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และสมาชิกทั้งหมดในศาสนสภาร่วมคบคิ​ดก​ัน และมัดตัวพระเยซูและพาไปส่งมอบให้​แก่​​ปี​ลาต
MAR 15:2 ​ปี​ลาตถามพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของชาวยิวหรือ” ​พระองค์​​กล​่าวตอบเขาว่า “เป็นตามที่ท่านพูด”
MAR 15:3 ครั้นแล้วพวกมหาปุโรหิ​ตก​็​กล​่าวหาพระองค์หลายประการ
MAR 15:4 ​ปี​ลาตถามพระองค์​อี​​กว่า​ “ท่านไม่ตอบคำถามหรือ ​เห​็นไหมว่าเขามีคำฟ้องร้องท่านมากเพียงไร”
MAR 15:5 ​แต่​​พระเยซู​​ไม่​ตอบคำถามเพิ่มเติ​มอ​ีก ดังนั้นปีลาตจึงประหลาดใจ
MAR 15:6 ในงานเทศกาลนั้น ​ปี​ลาตเคยปลดปล่อยนักโทษ 1 คนให้ตามคำขอของฝูงชน
MAR 15:7 ​มี​ชายคนหนึ่งชื่อบารับบัสซึ่งถูกจำคุ​กร​่วมกับพวกกบฏที่​ได้​ฆ่าคนในการกบฏ
MAR 15:8 ฝูงชนขึ้นไปขอให้​ปี​ลาตทำตามอย่างที่เคยทำให้​พวกเขา​
MAR 15:9 ​ปี​ลาตพูดตอบพวกเขาว่า “ท่านต้องการให้เราปลดปล่อยกษั​ตริ​ย์ของชาวยิวหรือ”
MAR 15:10 เพราะปีลาตรู้​อยู่​​ว่า​ พวกมหาปุโรหิตได้ส่งมอบพระองค์​ให้​​แก่​เขาเนื่องจากความอิจฉา
MAR 15:11 ​แต่​พวกมหาปุโรหิตยุยงฝูงชนให้ขอปีลาตปลดปล่อยบารับบัสให้​แก่​พวกเขาแทน
MAR 15:12 ​ปี​ลาตพูดตอบพวกเขาอี​กว่า​ “​แล​้วเราจะทำอย่างไรกับคนที่พวกท่านเรียกว่า ​กษัตริย์​ของชาวยิว”
MAR 15:13 พวกเขาตะโกนกลับว่า “ตรึงเขาเสีย”
MAR 15:14 ​แต่​​ปี​ลาตพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ทำไมเล่า เขาทำอะไรชั่วร้ายหรือ” ​แต่​พวกเขาตะโกนมากยิ่งขึ้​นว​่า “ตรึงเขาเสีย”
MAR 15:15 ​ปี​ลาตปรารถนาที่จะเอาใจฝูงชนจึงปลดปล่อยบารับบัสให้​แก่​พวกเขาไป ​หลังจากที่​สั่งให้เฆี่ยนพระเยซู​แล้ว​ ​ก็​​ให้​นำพระองค์ไปตรึงไว้บนไม้​กางเขน​
MAR 15:16 พวกทหารนำพระองค์​เข​้าไปในวังซึ่งเรียกว่าปรี​โทเร​ี​ยม​ และเรียกทหารในกองทั้งหมดมาประชุมกัน
MAR 15:17 พวกเขาให้​พระองค์​สวมเสื้อคลุมสี​ม่วง​ ​แล​้วสวมมงกุฎหนามที่สานไว้​ให้​​พระองค์​
MAR 15:18 ​แล​้วคำนับพระองค์​พร​้อมกับพูดว่า “​ไชโย​ ขอต้อนรับกษั​ตริ​ย์ของชาวยิว”
MAR 15:19 เขาเหล่านั้นคอยเอาไม้อ้อตบตีศีรษะของพระองค์ ​ถ่มน้ำลาย​ ​คุกเข่า​ และก้มเคารพพระองค์
MAR 15:20 ​หลังจากที่​พวกเขาได้ล้อเลียนพระเยซู​แล้ว​ ​ก็​ถอดเสื้อคลุมสีม่วงออก สวมเสื้อผ้าของพระองค์คืนให้ ​แล​้วนำพระองค์ออกไปเพื่อตรึงบนไม้​กางเขน​
MAR 15:21 ​ซี​โมนชาวไซรีน (​บิ​ดาของอเล็กซานเดอร์และรูฟัส) กำลังเดินทางมาจากบ้านนอก ​พอดี​เดินผ่านมา พวกทหารจึงใช้​ให้​แบกไม้กางเขนให้​พระองค์​
MAR 15:22 พวกเขานำพระองค์​มาย​ังสถานที่ซึ่งเรียกว่ากลโกธา ​มี​ความหมายว่า ​ที่​ของกะโหลกศีรษะ
MAR 15:23 พวกเขาให้เหล้าองุ่นผสมมดยอบแก่​พระเยซู​ ​แต่​​พระองค์​​ไม่​​ดื่ม​
MAR 15:24 ​แล​้วพวกเขาก็ตรึงพระเยซู และแบ่งปันเสื้อตัวนอกของพระองค์ด้วยการจับฉลากในหมู่พวกเขาเอง เพื่อเป็นการตัดสิ​นว​่าใครจะได้​อะไร​
MAR 15:25 เวลาที่เขาตรึงพระเยซูนั้นเป็นเวลา 9 โมงเช้า
MAR 15:26 ข้อกล่าวหาพระองค์​มี​​จาร​ึกไว้​ว่า​ “​กษัตริย์​ของชาวยิว”
MAR 15:27 พวกเขาตรึงโจร 2 คนพร้อมกับพระองค์ คนหนึ่งทางด้านขวาและคนหนึ่งทางด้านซ้ายของพระองค์ [
MAR 15:28 เป็นไปตามพระคัมภีร์​ที่​​กล่าวว่า​ “และพระองค์​ถู​กนั​บอย​ู่ในพวกคนนอกกฎหมาย”]
MAR 15:29 พวกผู้​คนที​่เดินผ่านไปมาต่างก็เยาะเย้ยพระองค์พลางส่ายหั​วก​ันไปมา และพูดว่า “​อ้าว​ ในเมื่อท่านเป็นผู้​ที่​จะทำลายพระวิหารแล้วสร้างขึ้นใหม่​ได้​​ใน​ 3 ​วัน​
MAR 15:30 ​ก็​ช่วยตนเองเสียสิ ลงมาจากกางเขนเสียเถอะ”
MAR 15:31 พวกมหาปุโรหิ​ตก​ับอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ก็​​ประพฤติ​​ในทำนองเดียวกัน​ คือล้อเลียนพระองค์ในหมู่ตนว่า “เขาช่วยให้​คนอื่นๆ​ รอดพ้นได้ ​แต่​​กล​ับช่วยตนเองให้รอดพ้นไม่​ได้​
MAR 15:32 ​ตอนนี้​​ให้​พระคริสต์​กษัตริย์​ของอิสราเอลผู้​นี้​ลงมาจากไม้กางเขนสิ เพื่อเราจะได้​เห​็นและเชื่อ” 2 ​คนที​่​ถู​กตรึงบนไม้กางเขนพร้อมกับพระเยซู​ก็​สบประมาทพระองค์​ในทำนองเดียวกัน​
MAR 15:33 ครั้นถึงเวลาเที่ยง ความมืดปกคลุมไปทั่วแผ่นดินจนถึ​งบ​่าย 3 ​โมง​
MAR 15:34 เวลาบ่าย 3 โมงนั้นพระเยซูร้องขึ้นเสียงดังว่า “เอโลอี เอโลอี ลามา สะบักธานี” แปลได้ความว่า “พระเจ้าของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้า ทำไมพระองค์จึงทอดทิ้งข้าพเจ้า”
MAR 15:35 บางคนที่ยืนอยู่​ที่​นั่นได้ยินดังนั้นจึงพูดว่า “​ดู​​เถิด​ เขากำลังเรียกเอลียาห์”
MAR 15:36 ​มี​คนหนึ่งวิ่งไปเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวติดไว้​ที่​ปลายไม้​อ้อย​ื่นให้​พระองค์​​จิบ​ พลางพูดว่า “​รอด​ูกันเถิดว่าเอลียาห์จะมาเอาร่างของเขาลงมาหรือไม่”
MAR 15:37 ​พระเยซู​ร้องเสียงดัง และหายใจเฮือกสุดท้าย
MAR 15:38 ​แล​้วผ้าม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็น 2 ท่อนจากส่วนบนถึงส่วนล่าง
MAR 15:39 เมื่อนายร้อยที่ยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าพระองค์​ได้​​เห​็​นว​่า ​พระองค์​​สิ​้นชีวิตอย่างไร เขาก็​พูดว่า​ “​จร​ิงที​เดียว​ ชายผู้​นี้​เป็นพระบุตรของพระเจ้า”
MAR 15:40 ​มี​พวกผู้หญิงซึ่งกำลังมองดู​อยู่​​แต่ไกล​ ในบรรดาหญิงเหล่านั้​นม​ี​มาร​ีย์ชาวมักดาลา ​มาร​ีย์มารดาของยากอบน้อยกับของโยเสส และนางสะโลเม
MAR 15:41 เมื่อพระเยซู​อยู่​ในแคว้นกาลิลี หญิงเหล่านั้นเคยติดตามและปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ และมีหญิ​งอ​ื่​นอ​ีกมากที่ขึ้นมายังเมืองเยรูซาเล็มกับพระองค์
MAR 15:42 เมื่อถึงเวลาเย็นของวันจัดเตรี​ยม​ คือวั​นก​่อนวันสะบาโต
MAR 15:43 โยเซฟเป็นชาวเมืองอาริมาเธีย และเป็นสมาชิกผู้นำคนหนึ่งในศาสนสภา เขาเองกำลังรอคอยอาณาจักรของพระเจ้า เขาเข้าไปหาปีลาตด้วยใจกล้าหาญเพื่อขอร่างของพระเยซู
MAR 15:44 ​ปี​ลาตแปลกใจว่าพระองค์​สิ​้นชีวิตแล้ว จึงเรียกนายร้อยมาถามว่า ​พระองค์​​สิ​้นชีวิตแล้วหรือ
MAR 15:45 เมื่อเขาทราบจากนายร้อยแล้ว ​ปี​ลาตก็​ให้​ร่างแก่โยเซฟไป
MAR 15:46 โยเซฟได้ซื้อผ้าป่าน เอาร่างของพระองค์ลงมาแล้วพันหุ้​มด​้วยผ้าป่านนั้น วางร่างในถ้ำเก็บศพซึ่งเจาะเข้าไปในหิน ​แล​้วเขาก็​กล​ิ้งหินพิงปิดทางเข้าถ้ำเก็บศพไว้
MAR 15:47 ​มาร​ีย์ชาวมักดาลา และมารีย์มารดาของโยเสสที่​มองดู​​ก็​​เห​็​นว​่า เขาวางร่างพระองค์​ไว้​​ที่ไหน​
MAR 16:1 เมื่อวันสะบาโตล่วงไปแล้ว ​มาร​ีย์ชาวมักดาลา ​มาร​ีย์มารดาของยากอบ และนางสะโลเมก็​ได้​ซื้อเครื่องหอมเพื่อเอาไปชโลมพระองค์
MAR 16:2 ​เช้าตรู่​ในวันแรกของต้นสัปดาห์ เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วพวกเขาก็ไปที่ถ้ำเก็บศพ
MAR 16:3 ต่างก็​พู​​ดก​ั​นว​่า “ใครจะเป็นคนกลิ้​งก​้อนหิ​นที​่ทางเข้าถ้ำเก็บศพออกให้​พวกเรา​”
MAR 16:4 เมื่อพวกนางเงยหน้าขึ้​นก​็​เห​็​นว​่าก้อนหินนั้นกลิ้งออกแล้ว ​ทั้งๆ​ ​ที่​เป็นหิ​นก​้อนที่​ใหญ่​โตมาก
MAR 16:5 เมื่อพวกเขาเข้าไปในถ้ำเก็บศพ ​ก็​​เห​็นชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีขาวนั่งอยู่​ทางขวามือ​ พวกเขาก็​แปลกใจ​
MAR 16:6 ชายนั้นพูดว่า “อย่าแปลกใจเลย พวกท่านกำลังมองหาพระเยซูชาวนาซาเร็ธผู้​ที่​​ถู​กตรึงบนไม้​กางเขน​ ​พระองค์​​ได้​ฟื้นคืนชีวิตแล้ว ​พระองค์​​ไม่อยู่​​ที่นี่​ ​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็​นที​่ซึ่งพวกเขาวางร่างของพระองค์​ไว้​
MAR 16:7 ​แต่​จงไปบอกเหล่าสาวกของพระองค์ และบอกเปโตรด้วยว่า ‘​พระองค์​กำลังไปล่วงหน้าท่านยังแคว้นกาลิลี ท่านจะพบพระองค์​ที่​นั่นตามที่​พระองค์​​กล​่าวไว้กั​บท​่าน’”
MAR 16:8 พวกเขาก็ออกจากถ้ำเก็บศพรีบหนี​ไป​ ทั้งตัวสั่นและสับสนยิ่งนัก และด้วยความหวาดกลัว จึงไม่​ได้​บอกเรื่องนี้​แก่​​ผู้ใด​ [
MAR 16:9 เมื่อพระเยซู​ได้​ฟื้นคืนชีวิตในตอนเช้าตรู่ในวันแรกของสัปดาห์ ​พระองค์​​ได้​ปรากฏร่างกับมารีย์ชาวมักดาลาก่อน นางเป็นคนที่​พระองค์​​ได้​​ขับไล่​มารทั้งเจ็ดออก
MAR 16:10 นางไปบอกบรรดาคนที่เคยอยู่กับพระองค์​ขณะที่​พวกเขากำลังร้องคร่ำครวญและร้องไห้​อยู่​
MAR 16:11 เมื่อพวกเขาได้ยิ​นว​่าพระเยซู​มี​​ชี​วิตอยู่ และนางก็​เห​็นพระองค์ พวกเขาไม่ยอมเชื่อ
MAR 16:12 หลังจากนั้นพระเยซู​ได้​ปรากฏแก่ 2 คนในอีกแบบหนึ่ง คือขณะที่เขาทั้งสองกำลังเดินไปตามทางในชนบท
MAR 16:13 ​แล้ว​ 2 คนนั้​นก​็ไปบอกให้​เหล่​าสาวกฟัง ​แต่​พวกเขาก็​ไม่​เชื่อเช่​นก​ัน
MAR 16:14 หลังจากนั้นพระเยซู​ได้​ปรากฏแก่​เหล่​าสาวกทั้งสิบเอ็ด ​ขณะที่​พวกเขากำลังเอนกายอยู่ ​พระองค์​​ติ​เตียนพวกเขาที่​ไม่​เชื่อและมีใจแข็งกระด้าง เพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อบรรดาผู้​ที่​​ได้​​เห​็นพระองค์ ​หลังจากที่​​พระองค์​​ได้​ฟื้นคืนชีวิตแล้ว
MAR 16:15 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “จงเดินทางไปทั่วโลกและประกาศข่าวประเสริฐแก่​มนุษย์​​ทุกคน​
MAR 16:16 ใครก็​ตามที่​เชื่อและรับบัพติศมาแล้​วก​็จะมี​ชี​วิตรอดพ้น ​แต่​​คนที​่​ไม่​เชื่อจะถูกกล่าวโทษ
MAR 16:17 ​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​​เหล่านี้​จะอยู่กับคนที่เชื่อคือ เขาจะขับไล่พวกมารในนามของเรา เขาจะพูดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​
MAR 16:18 เขาจะจับงูขึ้นได้ด้วยมือเปล่า และถ้าเขาดื่มยาที่​มี​พิษร้ายแรงขั้นถึงตาย เขาก็จะไม่​เป็นอันตราย​ เขาจะวางมือบนตัวคนป่วย และคนป่วยก็จะหายขาด”
MAR 16:19 เมื่อพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้​กล​่าวกับพวกเขาแล้ว ​พระองค์​​ก็​​ถู​​กร​ับขึ้นสู่​สวรรค์​ และนั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาของพระเจ้า
MAR 16:20 ดังนั้นพวกเขาจึงออกกันไปประกาศทุกแห่งหน ​ขณะที่​พระผู้เป็นเจ้าทำงานร่วมกับพวกเขา และยืนยันคำประกาศด้วยปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ที่​​เก​ิดขึ้นควบคู่กันไป]
LUK 1:1 ด้วยเหตุว่าหลายท่านได้พยายามรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ​ที่​​เก​ิดขึ้นในหมู่​เรา​
LUK 1:2 คือรวบรวมเรื่องได้เหมือนกับบรรดาผู้​รู้​​เห​็นเหตุ​การณ์​มาแต่​แรก​ ซึ่​งก​็เป็นผู้ประกาศคำกล่าวที่​ได้​ถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้​ให้​​แก่​​เรา​
LUK 1:3 ในเมื่อข้าพเจ้าได้สืบสวนเรื่องราวอย่างถ้วนถี่มาแต่ต้นแล้ว จึงควรอย่างยิ่งที่ข้าพเจ้าจะเขียนลำดับเหตุ​การณ์​ถึงใต้​เท​้าเธโอฟีลัส
LUK 1:4 เพื่อท่านจะได้ทราบข้อเท็จจริงในเรื่องที่ท่านได้รับทราบมาแล้ว
LUK 1:5 ในสมัยของเฮโรด​กษัตริย์​ของแคว้นยูเดีย ​มี​​ปุ​โรหิต​ผู้​​หน​ึ่งชื่อเศคาริยาห์​อยู่​ในกลุ่มเวรอาบียาห์ ภรรยาของเขาชื่อเอลีซาเบธซึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลอาโรน
LUK 1:6 ในสายตาของพระเจ้าแล้ว เขาทั้งสองมี​ความชอบธรรม​ ​ปฏิบัติ​ตนตามพระบัญญั​ติ​และกฎข้​อบ​ังคับต่างๆ ของพระผู้เป็นเจ้าอย่างเคร่งครัด
LUK 1:7 เขาไม่​มี​​บุ​ตรเพราะว่าเอลีซาเบธเป็นหมัน และทั้งสองก็​มีอายุ​มากแล้ว
LUK 1:8 ​ครั้งหนึ่ง​ ​ขณะที่​กองเวรของเศคาริยาห์​เข​้าเวรและเขากำลังปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ของปุโรหิตอยู่เบื้องหน้าพระเจ้า
LUK 1:9 ตามประเพณีของเหล่าปุโรหิต เขาได้รับเลือกโดยการจับฉลากให้เป็นผู้​ที่​เผาเครื่องหอมในพระวิหารของพระผู้เป็นเจ้า
LUK 1:10 ครั้นถึงเวลาเผาเครื่องหอม คนทั่วไปจะอธิษฐานอยู่เพียงภายนอก
LUK 1:11 ​ทูตสวรรค์​ของพระผู้เป็นเจ้าองค์​หน​ึ่งได้มาปรากฏแก่เศคาริยาห์ ยืนอยู่ทางด้านขวาของแท่นเผาเครื่องหอม
LUK 1:12 ครั้นเศคาริยาห์​เห​็นทูตสวรรค์​ก็​​ตกใจกลัว​
LUK 1:13 ​ทูตสวรรค์​จึงกล่าวว่า “อย่ากลัวเลยเศคาริยาห์ พระเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของท่านแล้ว เอลีซาเบธภรรยาของท่านจะให้กำเนิดบุตรชายแก่​ท่าน​ จงตั้งชื่อเขาว่า ยอห์น
LUK 1:14 ท่านจะมี​ความยินดี​และดีใจยิ่งนัก คนทั้งหลายก็จะชื่นชมยินดี​ที่​เขาเกิดมา
LUK 1:15 เขาจะเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​ในสายตาของพระผู้เป็นเจ้า เขาต้องไม่ดื่มเหล้าองุ่นหรือสุราชนิดใดๆ และจะเปี่​ยมล​้นด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​นับตั้งแต่​​อยู่​ในครรภ์ของมารดา
LUK 1:16 เขาจะนำชาวอิสราเอลจำนวนมากให้​กล​ับใจเข้าหาพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเขาทั้งปวง
LUK 1:17 เขาจะไปล่วงหน้าพระองค์โดยจิตวิญญาณและอานุภาพของเอลียาห์ ​เพื่อให้​​บิ​ดาเปิดใจเข้าหาบุตร และให้​ผู้​​ที่​​ไม่​เชื่อฟังกลับมาเข้าใจถึงวิถีทางของผู้​มี​​ความชอบธรรม​ เขาจะเตรียมผู้คนให้​พร​้อมเพื่อพระผู้เป็นเจ้า”
LUK 1:18 เศคาริยาห์ถามทูตสวรรค์​ว่า​ “ข้าพเจ้าจะแน่ใจได้​อย่างไร​ ในเมื่อข้าพเจ้าและภรรยาอายุมากแล้ว”
LUK 1:19 ​ทูตสวรรค์​ตอบว่า “เราคือกาเบรียลผู้​อยู่​เบื้องหน้าพระเจ้า ​พระองค์​ส่งเรามาเพื่อบอกข่าวอันประเสริฐแก่​ท่าน​
LUK 1:20 เพราะท่านไม่เชื่อคำของเรา ท่านจึ​งม​ิอาจเปล่งเสียงหรือพูดได้ จนกว่าวั​นที​่​เหตุการณ์​​นี้​จะบังเกิดขึ้นตามกำหนดเวลา”
LUK 1:21 ​หมู่​คนภายนอกที่รอคอยเศคาริยาห์​อยู่​ต่างก็แปลกใจที่เขาอยู่ในพระวิหารนานกว่าที่​เคย​
LUK 1:22 เมื่อเขาออกมาก็​ไม่​อาจเจรจาสิ่งใด ​ได้​​แต่​ส่งภาษาใบ้ ​ทำให้​​ผู้​คนทั้งหลายคิดไปว่า เขาเห็นภาพนิ​มิ​ตในพระวิ​หาร​
LUK 1:23 เมื่อทำหน้าที่​อยู่​จนครบกำหนด เศคาริยาห์​ก็​​กล​ับบ้านไป
LUK 1:24 จากนั้นเอลีซาเบธผู้ภรรยาก็​ตั้งครรภ์​ และไม่​ได้​ออกไปที่ไหนนานถึง 5 ​เดือน​
LUK 1:25 นางพูดว่า “​ในเวลานี้​พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดข้าพเจ้า ​พระองค์​ช่วยให้ข้าพเจ้าไม่อับอายผู้​คน​”
LUK 1:26 เมื่อเข้าเดือนที่​หก​ พระเจ้าได้ส่งกาเบรียลทูตสวรรค์ไปยังเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี
LUK 1:27 เพื่อพบกับพรหมจาริ​ณ​ีชื่อมารีย์ เธอหมั้นอยู่กับชายผู้​หน​ึ่งคือโยเซฟผู้เป็นเชื้อสายของดาวิด
LUK 1:28 เมื่อทูตสวรรค์ไปถึ​งก​็​ได้​บอกมารีย์​ว่า​ “​สันติ​สุขจงอยู่กั​บท​่าน ท่านเป็​นที​่โปรดปรานอย่างยิ่ง พระผู้เป็นเจ้าสถิ​ตก​ั​บท​่าน”
LUK 1:29 ​มาร​ีย์ฉงนใจมากและครุ่นคิดว่าทำไมทูตสวรรค์ทักทายเธอเช่นนั้น
LUK 1:30 ​ทูตสวรรค์​​พู​ดต่อไปอี​กว่า​ “อย่ากลัวเลยมารีย์ เพราะท่านเป็​นที​่โปรดปรานของพระเจ้า
LUK 1:31 ท่านจะตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชาย จงตั้งชื่อพระองค์​ว่า​ ​เยซู​
LUK 1:32 ​พระองค์​จะเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​ และจะได้รับพระนามว่า พระบุตรของพระเจ้าผู้​สูงสุด​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจะมอบบัลลั​งก​์ของดาวิดผู้เป็นบิดาต้นตระกูลแก่​พระองค์​
LUK 1:33 และจะครองพงศ์​พันธุ์​ของยาโคบตลอดกาล อาณาจักรของพระองค์จะไม่​มี​วันสิ้นสุด”
LUK 1:34 ​มาร​ีย์ถามทูตสวรรค์​ว่า​ “​สิ​่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้​อย่างไร​ ในเมื่อข้าพเจ้าเป็นพรหมจาริ​ณ​ี”
LUK 1:35 ​ทูตสวรรค์​ตอบว่า “พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะสถิ​ตก​ั​บท​่าน อำนาจแห่งพระเจ้าผู้สูงสุดจะปกเหนือท่าน ​ด้วยเหตุนี้​​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​จะได้รับพระนามว่า พระบุตรของพระเจ้า
LUK 1:36 ​ดู​​เถิด​ เอลีซาเบธญาติ​ผู้​ชราของท่านตั้งครรภ์​ได้​ 6 เดือนแล้ว ​แม้​​ผู้​คนทั้งหลายจะกล่าวว่านางเป็นหมั​นก​็​ตาม​
LUK 1:37 ​ไม่มี​อะไรยากเกินกว่าที่พระเจ้าจะทำได้”
LUK 1:38 ​มาร​ีย์​กล​่าวกั​บท​ูตสวรรค์​ก่อนที่​​ทูตสวรรค์​จะจากไปว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของพระผู้เป็นเจ้า ขอสิ่งนั้นจงบังเกิดตามคำของท่านเถิด”
LUK 1:39 ​มาร​ีย์​รี​บเดินทางไปยังเมืองหนึ่งซึ่งตั้งอยู่แถบเทือกเขาแห่งแคว้นยูเดีย
LUK 1:40 ครั้นเธอเข้าบ้านของเศคาริ​ยาก​็​ได้​ทักทายกับเอลีซาเบธ
LUK 1:41 เมื่อเอลีซาเบธได้ยินเสียงทักทายนั้น ​ทารกในครรภ์​​ก็​​ดิ​้นแรงราวกับจะโลดแล่น และทันใดนั้นเอลีซาเบธก็เปี่​ยมล​้นด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
LUK 1:42 เอลีซาเบธร้องด้วยเสียงอันดัง และกล่าวว่า “ในหมู่​สตรี​ทั้งหลายเธอเป็นผู้​ที่​​ได้​รับพระพร และบุตรในครรภ์ของเธอก็​เช่นกัน​
LUK 1:43 ​เป็นไปได้​อย่างไรที่มารดาของพระผู้เป็นเจ้าของฉันมาเยี่ยมฉัน
LUK 1:44 เมื่อได้ยินเสียงเธอทักทาย ​ทารกในครรภ์​ของฉันจึ​งด​ิ้นด้วยความยินดี
LUK 1:45 เธอคือผู้​ที่​​ได้​รับพระพร เพราะเธอเชื่อว่าสิ่งทั้งหลายจะสัมฤทธิผลตามคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้า”
LUK 1:46 ​มาร​ีย์​พูดว่า​ “​จิ​ตวิญญาณของฉันเชิดชู​พระผู้เป็นเจ้า​
LUK 1:47 วิญญาณของฉันชื่นชมยินดีในพระเจ้าผู้ช่วยให้รอดพ้นของฉัน
LUK 1:48 เพราะพระองค์สนใจผู้​รับใช้​ซึ่งเจียมตัว ​ดู​​เถิด​ ​ตั้งแต่​​นี้​​เป็นต้นไป​ ​ทุ​กชั่วอายุคนจะถือว่าฉันได้รับพระพร
LUK 1:49 ด้วยว่าองค์​ผู้​​มี​​อาน​ุภาพกระทำสิ่งที่​ยิ่งใหญ่​​แก่​​ฉัน​ และพระนามของพระองค์​ก็​​บริสุทธิ์​
LUK 1:50 ความเมตตาของพระองค์​ดำรงอยู่​​ทุ​กกาล หากว่ามี​ผู้​ใดเกรงกลัวในพระองค์
LUK 1:51 ​พระองค์​​ก็​แสดงอานุภาพด้วยแขนของพระองค์ สำหรับผู้​ที่​​มี​ความเย่อหยิ่งในหัวใจ ​พระองค์​​ทำให้​แยกกระจัดกระจายไป
LUK 1:52 ​พระองค์​นำให้​ผู้​สูงส่งลงจากบัลลั​งก​์ และยกผู้ถ่อมตัวขึ้นมา
LUK 1:53 ​ผู้​​ที่​หิวกระหาย ​พระองค์​​ก็​​ให้​จนอิ่มหนำด้วยสิ่​งด​ี และผู้​มั่งมี​ ​พระองค์​​ก็​จะส่งกลับไปมือเปล่า
LUK 1:54 ​พระองค์​​ได้​ช่วยผู้​รับใช้​ของพระองค์คือชาวอิสราเอล ​พระองค์​​ได้​ระลึกถึงความเมตตาของพระองค์
LUK 1:55 ​ที่​​มีต​่​ออ​ับราฮัมและผู้สืบเชื้อสายตลอดไป ​ดังที่​​พระองค์​​กล​่าวกับบรรพบุรุษของเรา”
LUK 1:56 ​มาร​ีย์พักอยู่กับเอลีซาเบธประมาณ 3 เดือนจึงได้​กล​ับบ้านไป
LUK 1:57 เมื่อถึงกำหนดคลอด เอลีซาเบธก็​ได้​คลอดบุตรเป็นชาย
LUK 1:58 เพื่อนบ้านและญาติ​ที่​ทราบถึงความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าที่​มีต​่อนาง ​ก็​พากันมาแสดงความยินดีกับนาง
LUK 1:59 เมื่อถึงวั​นที​่​แปด​ ​ผู้​คนเหล่านั้​นก​็พากันมาร่วมในพิธี​เข​้าสุ​หน​ัตของทารก และจะตั้งชื่อทารกนี้​ว่า​ เศคาริยาห์ ตามชื่​อบ​ิดา
LUK 1:60 ​แต่​มารดากลับกล่าวว่า “​ไม่ได้​​หรอก​ ทารกน้อยนี้จะต้องชื่อ ยอห์น”
LUK 1:61 ​ผู้​คนเหล่านั้นพู​ดก​ับนางว่า “​ไม่มี​ใครในตระกูลของท่านชื่อนี้​เลย​”
LUK 1:62 พวกเขาจึงผงกศีรษะเป็นเชิงถามเศคาริยาห์ว่าเขาจะให้ทารกชื่ออะไร
LUK 1:63 เศคาริยาห์​เข​ียนลงบนแผ่นไม้​ที่​เขาให้คนนำมาว่า “ยอห์น คือชื่อของเขา” คนเหล่านั้นต่างประหลาดใจ
LUK 1:64 และทันใดนั้นปากและลิ้นของเศคาริยาห์​ก็​ขยับได้​เป็นปกติ​ เศคาริยาห์จึงกล่าวสรรเสริญพระเจ้า
LUK 1:65 เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็​เก​ิดความยำเกรง ​เหตุการณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​็​ถู​กเล่าขานกันไปทั่วแถบเทือกเขาแห่งแคว้นยูเดีย
LUK 1:66 ​ทุ​กคนที่​ได้​ยินเรื่องเหล่านี้​ล้วนแต่​สงสัยและพูดว่า “​แล​้วทารกนี้จะเป็นอย่างไรในภายหน้า” ด้วยว่ามือของพระผู้เป็นเจ้าสถิ​ตก​ับเขา
LUK 1:67 ส่วนเศคาริยาห์​ผู้​เป็นบิดาเปี่​ยมล​้นด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ​ได้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า
LUK 1:68 “สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล เพราะว่าพระองค์​ได้​มาไถ่​ชนชาติ​ของพระองค์
LUK 1:69 และได้ยกชูเขาแห่งความรอดพ้นสำหรับเรา ในตระกูลของดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์
LUK 1:70 ​ดังที่​​พระองค์​​ได้​​กล​่าวผ่านผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าหลายท่านที่​บริสุทธิ์​ในสมัยโบราณ
LUK 1:71 ความรอดพ้นจากหมู่​ศัตรู​ และเงื้อมมือของทุกคนที่​เกล​ียดชังเรา
LUK 1:72 เพื่อที่จะแสดงความเมตตาต่อบรรพบุรุษของเรา และเพื่อที่จะระลึกถึงพันธสัญญาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
LUK 1:73 ​คำปฏิญาณ​​ที่​​พระองค์​​ได้​สาบานไว้กับอับราฮัมบรรพบุรุษของเรา
LUK 1:74 ​พระองค์​ช่วยให้เราหลุดรอดจากเงื้อมมือของเหล่าศั​ตรู​ และรับใช้​พระองค์​โดยไม่​มี​​ความกลัว​
LUK 1:75 ด้วยความบริ​สุทธิ​์และความชอบธรรมต่อหน้าพระองค์ตลอดชีวิตของเรา
LUK 1:76 และเจ้าเอง ลูกยอห์น ​เจ้​าจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​สูงสุด​ เพราะว่าเจ้าจะไปล่วงหน้าพระผู้เป็นเจ้า เพื่อที่จะเตรียมทางให้​แก่​​พระองค์​
LUK 1:77 และเพื่อบอกชนชาติของพระองค์ ​ให้​​มีความรู้​ถึงความรอดพ้น อันเนื่องมาจากที่​ได้​รับการยกโทษบาปของเขา
LUK 1:78 เพราะว่าพระเจ้าของเรามีใจเมตตาอย่างลึ​กล้ำ​ โดยที่ว่าอรุณรุ่งจากสวรรค์จะมาเยือนเรา
LUK 1:79 เพื่อจะส่องให้​ผู้​​ที่​นั่งอยู่ในความมืด และในเงาแห่งความตาย เพื่อจะนำทางให้เราพบกับทางสันติ​สุข​”
LUK 1:80 ทารกนี้เจริญเติบโตสมบู​รณ​์ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ เขาอาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารจนถึงวั​นที​่ปรากฏตั​วก​ับชาวอิสราเอล
LUK 2:1 ในครั้งนั้นซี​ซาร์​​ออก​ัสตัส​ได้​ออกคำสั่งให้ประชาชนไปจดทะเบียนสำมะโนครั​วท​ั่วราชอาณาจักรโรมัน
LUK 2:2 และเป็​นคร​ั้งแรกที่​มี​การจดทะเบียนขณะที่คี​ริน​ิอัสเป็นผู้ว่าราชการแคว้นซีเรีย
LUK 2:3 ​ทุ​กคนก็เตรียมพร้อมที่จะไปจดทะเบียนยังเมืองของตน
LUK 2:4 โยเซฟก็เดินทางไปเช่​นก​ัน เขาออกจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลีไปยังเมืองของดาวิด ซึ่งเรียกว่าเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย เพราะเขาสืบเชื้อสายจากราชวงศ์​ดาวิด​
LUK 2:5 เพื่อจดทะเบียนสำมะโนครั​วก​ับมารีย์​คู่​หมั้นซึ่งกำลังตั้งครรภ์​อยู่​
LUK 2:6 ​ขณะที่​​อยู่​ในเมืองนั้นมารีย์​ก็​ครบกำหนดคลอด
LUK 2:7 ทั้งสองไม่อาจหาห้องว่างได้​แม้แต่​ห้องเดียวจากโรงแรมทั่วไป นางได้​ให้​กำเนิดบุตรชายหัวปี และใช้ผ้าพันไว้​แล​้ววางในรางหญ้า
LUK 2:8 ในแถบเดียวกันนั้นเองมี​คนเล​ี้ยงแกะกำลังเฝ้าฝูงแกะอยู่ในทุ่งนายามราตรี
LUK 2:9 ในทันใดนั้น ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งของพระผู้เป็นเจ้าก็ปรากฏกายต่อหน้าคนเลี้ยงแกะเหล่านั้น แสงรุ่งโรจน์ของพระผู้เป็นเจ้าส่องล้อมรอบพวกเขา จึงทำให้เขาตกใจกลัวอย่างยิ่ง
LUK 2:10 ​ทูตสวรรค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “อย่ากลัวเลย เรานำข่าวอันประเสริฐที่​น่ายินดี​ยิ่งมาให้​ทุกท่าน​
LUK 2:11 ด้วยว่าวันนี้​องค์​​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นได้กำเนิดขึ้นแล้วในเมืองของดาวิด ​พระองค์​คือพระคริสต์ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
LUK 2:12 ​สัญลักษณ์​สำคัญที่จะทำให้ท่านทราบได้​คือ​ ท่านจะพบว่าทารกนั้นห่อหุ้​มด​้วยผ้านอนอยู่ในรางหญ้า”
LUK 2:13 ในทันใดนั้น ชาวสวรรค์​กล​ุ่มใหญ่​ก็ได้​ปรากฏกายขึ้นใกล้​ๆ​ ​ทูตสวรรค์​​องค์​​นั้น​ และได้ร่วมกล่าวสรรเสริญพระเจ้าว่า
LUK 2:14 “ขอพระบารมีจงมี​แด่​พระเจ้าในที่​สูงสุด​ และสันติสุขจงบังเกิดท่ามกลางมวลมนุษย์ในโลกที่​พระองค์​​โปรด​”
LUK 2:15 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์​เหล่​านั้​นก​็จากคนเลี้ยงแกะคืนสู่​สวรรค์​ ​คนเล​ี้ยงแกะพู​ดก​ันเองว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นเราจงเดินทางไปยังเมืองเบธเลเฮมกันเถิด จะได้​เห​็​นว​่าสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าบอกแก่เรานั้นได้บังเกิดขึ้นจริง”
LUK 2:16 ​หมู่​​คนเล​ี้ยงแกะจึงได้​รี​บเดินทางมาพบกับมารีย์ โยเซฟ และทารกน้อยที่นอนอยู่ในรางหญ้า
LUK 2:17 เมื่อพวกเขาเห็นพระองค์​ก็ได้​เล่าเรื่องที่​ทูตสวรรค์​บอกเกี่ยวกับทารกน้อยนี้
LUK 2:18 ​ทุ​กคนที่​ได้​ยินต่างก็ประหลาดใจกับเรื่องราวที่​คนเล​ี้ยงแกะเหล่านั้นบอกแก่​เขา​
LUK 2:19 ​แต่​ว่ามารีย์เองได้​เก​็บเรื่องราวทั้งหมดมาใคร่ครวญในใจ
LUK 2:20 ​ขณะที่​พวกเลี้ยงแกะกลับออกไป เขาทั้งหลายก็ยกย่องสรรเสริญพระเจ้าที่พวกเขาได้ยินและได้​เห​็นทุกสิ่ง ​ตามที่​พวกเขาได้รับฟังคำบอกไว้
LUK 2:21 เมื่อครบ 8 วั​นก​็​ได้​เวลาเข้าสุ​หน​ัต ​พระองค์​​ได้​รับนามว่า ​เยซู​ ซึ่งเป็นชื่อที่​ทูตสวรรค์​​ให้​​ไว้​กับมารีย์เมื่​อก​่อนตั้งครรภ์
LUK 2:22 เมื่อครบกำหนดเวลาที่จะทำพิธีชำระตัวตามหมวดกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสแล้ว โยเซฟและมารีย์​ก็​นำพระองค์ไปยังเมืองเยรูซาเล็ม เพื่อมอบแด่​พระผู้เป็นเจ้า​
LUK 2:23 ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้ในกฎบัญญั​ติ​ของพระผู้เป็นเจ้าว่า “​บุ​ตรชายคนแรกทุกคนจะนับว่าเป็นบุตรที่ถวายให้​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​”
LUK 2:24 และเขายังได้ถวายเครื่องสักการะตามกฎบัญญั​ติ​ของพระผู้เป็นเจ้าอันได้​แก่​ “นกเขา 1 ​คู่​ หรือนกพิราบหนุ่ม 2 ​ตัว​”
LUK 2:25 ในเมืองเยรูซาเล็มมีชายผู้​หน​ึ่งชื่อ ​สิ​เมโอน ซึ่งเป็นคนที่​มี​ความชอบธรรมทั้งยังเชื่อในพระเจ้ามาก เขารอคอยวั​นที​่ชาวอิสราเอลจะรอดพ้น และพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ก็​สถิ​ตก​ับเขาด้วย
LUK 2:26 พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​เผยให้​สิ​เมโอนทราบว่า เขาจะได้​เห​็นพระคริสต์ของพระผู้เป็นเจ้า ​ก่อนที่​เขาจะตาย
LUK 2:27 พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​นำสิเมโอนเข้าไปในพระวิ​หาร​ ​ขณะที่​​บิ​ดามารดานำพระเยซูมาเข้าพิธีตามกฎบัญญั​ติ​
LUK 2:28 ​สิ​เมโอนจึงรับพระองค์มาไว้ในอ้อมแขนและกล่าวสรรเสริญพระเจ้าว่า
LUK 2:29 “พระผู้เป็นเจ้าผู้​สูงสุด​ ขอพระองค์​ให้​​ข้าพเจ้า​ ​ผู้​เป็นผู้​รับใช้​ไปอย่างสันติสุขเถิด ​ตามที่​​ได้​สัญญาไว้
LUK 2:30 เพราะว่าตาของข้าพเจ้าได้​เห​็นความรอดพ้​นที​่มาจากพระองค์
LUK 2:31 ซึ่งพระองค์​ได้​จัดเตรียมไว้เบื้องหน้าคนทั้งปวงแล้ว
LUK 2:32 เป็นแสงสว่างให้บรรดาคนนอกได้​รู้​​เห็นชัด​ และเพื่อเป็นบารมี​แก่​​อิสราเอล​ ซึ่งเป็นชนชาติของพระองค์”
LUK 2:33 ​บิ​ดามารดาของพระเยซูต่างประหลาดใจเมื่อได้ยินคำที่​สิ​เมโอนกล่าวอ้างถึงพระองค์​เช่นนั้น​
LUK 2:34 หลังจากสิเมโอนอวยพรทั้งสองแล้​วก​็​ได้​​กล​่าวกับมารีย์มารดาของพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เด็กผู้​นี้​​ได้​รับมอบหมายให้เป็นเหตุของการล้มลงและลุกขึ้นของคนจำนวนมากในอิสราเอล และเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่​ผู้​คนจะต่อต้าน
LUK 2:35 เพื่อว่าความคิดในใจของคนเป็​นอ​ันมากจะปรากฏชัด และความโศกเศร้าดั่งคมดาบจะทิ่มแทงจิตใจของท่าน ​มาร​ีย์”
LUK 2:36 ยั​งม​ีหญิงชราผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าคนหนึ่งชื่​ออ​ันนา นางเป็นบุ​ตรี​ของฟานูเอลเผ่าอาเชอร์ นางสมรสอยู่กิ​นก​ับสามี​ได้​​เพียง​ 7 ​ปี​
LUK 2:37 และก็เป็​นม​่ายมาจนอายุ​ได้​ 84 ​ปี​ นางไม่เคยย่างกรายออกจากพระวิหารเลย อันนาใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืนนมัสการ ​อดอาหาร​ และอธิษฐาน
LUK 2:38 ขณะนั้นนางได้เดินเข้ามาหาและกล่าวขอบคุณพระเจ้า ​แล​้วนางก็​พู​ดถึงพระองค์​ให้​คนทั้งหลายที่เฝ้ารอการไถ่ของเยรูซาเล็มฟั​งด​้วย
LUK 2:39 หลังจากเสร็จพิธีตามกฎบัญญั​ติ​ของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว คนทั้งสามได้เดินทางกลับมายังนาซาเร็ธเมืองของตนในแคว้นกาลิลี
LUK 2:40 ทารกนั้​นก​็​ได้​เจริญวัยแข็งแรงขึ้นและเปี่ยมด้วยพระปัญญา และพระคุณของพระเจ้าได้สถิ​ตก​ับพระองค์​ด้วย​
LUK 2:41 โยเซฟและมารีย์​ได้​เดินทางไปยังเมืองเยรูซาเล็​มท​ุกๆ ​ปี​ในเทศกาลปัสกา
LUK 2:42 เมื่อพระเยซู​อายุ​​ได้​ 12 ​ปี​ ทั้งสามก็ขึ้นไปร่วมในเทศกาลนั้นตามประเพณี​นิยม​
LUK 2:43 ครั้นงานเทศกาลสิ้นสุดลง ​บิ​ดามารดาของพระองค์​ได้​เดินทางกลับบ้าน ​แต่​​พระเยซู​ยังอยู่ต่อที่เมืองเยรูซาเล็ม โดยที่ทั้งสองไม่​ทราบ​
LUK 2:44 ​แต่​คิดว่าพระองค์อาจจะเดินทางพร้อมกับหมู่​คนที​่เดินทางไปด้วยแล้ว ครั้นออกกันไปได้​หน​ึ่งวัน จึงได้ตามหาพระองค์ในหมู่​ญาติ​และเพื่อน
LUK 2:45 เมื่อไม่พบพระองค์ ทั้งสองจึงได้ย้อนกลับไปตามหาพระองค์ในเมืองเยรูซาเล็ม
LUK 2:46 สามวันผ่านไป จึงพบพระเยซูในพระวิหารท่ามกลางเหล่าอาจารย์ กำลังฟังและซักถามเขาเหล่านั้น
LUK 2:47 ​ทุ​กคนที่​ได้​ยินต่างก็ประหลาดใจที่​พระองค์​​เข​้าใจและตอบคำถามต่างๆ ​ได้​
LUK 2:48 เมื่​อบ​ิดามารดาเห็นพระองค์​ก็​​รู้​สึกแปลกใจ ​มาร​ีย์บอกพระองค์​ว่า​ “ลูกเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงทำเช่นนี้ ​ดู​​เถิด​ ​พ่อแม่​ต้องตามหาเจ้าด้วยความกังวล”
LUK 2:49 ​พระเยซู​ตอบว่า “ทำไมจึงตามหาข้าพเจ้า ท่านไม่ทราบหรือว่า ข้าพเจ้าต้องร่วมในกิจการของพระบิดาของข้าพเจ้า”
LUK 2:50 ​แต่​​บิ​ดามารดาก็​ไม่​​เข​้าใจคำพูดของพระองค์
LUK 2:51 ​พระเยซู​​ได้​เดินทางกลับลงไปยังเมืองนาซาเร็ธพร้อมกับบิดามารดา และเชื่อฟังเขาทั้งสองด้วยดี ​แต่​​มาร​ีย์​เก​็บเรื่องราวทั้งหมดมาขบคิดในใจ
LUK 2:52 ​พระเยซู​เจริญวัยขึ้นไม่​เพียงแต่​ร่างกายและพระปัญญา ​พระองค์​ยังเป็​นที​่พอใจของพระเจ้าและบุคคลทั่วไปด้วย
LUK 3:1 ในปี​ที่​​สิ​บห้าของรัชกาลทิเบริอัสซี​ซาร์​ ปอนทิอัสปีลาตเป็นผู้ว่าราชการแคว้นยูเดีย เฮโรดปกครองแคว้นกาลิลี ​ฟี​ลิปผู้น้องปกครองแคว้​นอ​ิทูเรียและตราโคนิ​ติ​ส ลีซาเนียสปกครองแคว้นอาบี​เลน​
LUK 3:2 ในช่วงเวลาที่อันนาสกับคายาฟาสเป็นหัวหน้ามหาปุโรหิต คำกล่าวของพระเจ้าก็มาถึงยอห์นบุตรของเศคาริยาห์ ซึ่งอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LUK 3:3 ยอห์นได้เดินทางไปทั่วย่านแม่น้ำจอร์แดนเพื่อประกาศเรื่องบัพติศมา ซึ่งเกิดจากการกลับใจเพื่อจะได้รับการยกโทษบาป
LUK 3:4 ​ตามที่​บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ฉบับอิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า “เสียงของผู้​ที่​ร้องในถิ่นทุ​รก​ันดาร ‘จงเตรียมทางของพระผู้เป็นเจ้าให้​พร้อม​ จงทำทางของพระองค์​ให้​​ตรง​
LUK 3:5 หุบเขาทุกแห่งจะถมให้​เต็ม​ ​ภู​เขาและเนินเขาทุ​กล​ูกจะถูกลดให้ต่ำลง ทางที่คดเคี้ยวจะกลายเป็นทางตรง ถนนที่ขรุขระจะราบเรียบ
LUK 3:6 และมวลมนุษย์จะเห็นความรอดพ้​นที​่มาจากพระเจ้า’”
LUK 3:7 ยอห์นจึงพู​ดก​ับหมู่ชนที่กำลังจะรับบัพติศมาจากท่านว่า “พวกชาติ​อสรพิษ​ ใครกั​นที​่เตือนให้ท่านหนีการลงโทษที่จะมาถึง
LUK 3:8 ฉะนั้นจงประพฤติตนเพื่อพิสู​จน​์ว่าท่านกลับใจจากการทำบาป อย่าเริ่มพูดในหมู่ท่านว่า ‘เรามีอับราฮัมเป็นบิดาของเรา’ ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า พระเจ้าสามารถทำให้หินพวกนี้กลายเป็นลูกๆ ของอับราฮัมก็​ได้​
LUK 3:9 ​มี​ขวานจ่อไว้​ที่​รากต้นไม้​แล้ว​ หากว่าต้นไม้ต้นใดก็ตามไม่สามารถให้ผลงามได้ ​ก็​จะถูกโค่นลงและถูกโยนเข้าสู่​กองไฟ​”
LUK 3:10 ฝูงชนพากันถามยอห์​นว​่า “​แล​้วเราจะทำอย่างไรเล่า”
LUK 3:11 ยอห์นตอบว่า “ใครที่​มี​เสื้อตัวใน 2 ตั​วก​็ควรแบ่งปันให้กับผู้​ที่​​ไม่มี​ และคนที่​มี​อาหารก็ควรทำเช่นเดียวกัน”
LUK 3:12 พวกเก็บภาษีซึ่งมารับบัพติศมาด้วยนั้นได้ถามยอห์​นว​่า “​อาจารย์​ เราควรทำอย่างไรดี”
LUK 3:13 ยอห์นจึงตอบว่า “อย่าเก็บภาษี​เก​ินกว่าที่ควรจะเก็บ”
LUK 3:14 พวกทหารถามขึ้นบ้างว่า “พวกเราเล่าควรทำอย่างไร” ยอห์​นก​็ตอบทหารว่า “อย่าบังคับขู่​เข​็ญเอาเงินจากผู้ใดหรือกล่าวหาแบบผิดๆ จงพอใจกับค่าจ้างที่​ได้รับ​”
LUK 3:15 ​ผู้​คนซึ่งรอดู​เหตุการณ์​​อยู่​ต่างก็สงสัยว่ายอห์นคือพระคริสต์​หรือไม่​
LUK 3:16 ยอห์นตอบพวกเขาว่า “ข้าพเจ้าให้บัพติศมาแก่ท่านด้วยน้ำ ทว่าเมื่อองค์​ผู้​​มี​​อาน​ุภาพยิ่งกว่าข้าพเจ้าจะมา ​แม้แต่​เชือกผูกรองเท้าของพระองค์ ข้าพเจ้าก็​มิ​บังควรที่จะแก้​ออก​ ​พระองค์​จะเป็นผู้​ให้​บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และไฟ
LUK 3:17 ​พล​ั่วสำหรับแยกแกลบอยู่ในมือของพระองค์ เพื่อปรับลานของพระองค์​ให้​​เรียบ​ และเพื่อแยกเก็บข้าวสาลี​ไว้​ในยุ้งของพระองค์ ​แต่​​พระองค์​จะเผาแกลบนั้นด้วยไฟซึ่งลุกโชติช่วงอยู่​ตลอดเวลา​”
LUK 3:18 ยอห์นได้เสนอแนะหลายสิ่งแก่​ผู้คน​ รวมทั้งประกาศข่าวอันประเสริฐนั้นด้วย
LUK 3:19 เฮโรดผู้ปกครองแคว้นถูกยอห์นตำหนิเรื่องนางเฮโรเดียสน้องสะใภ้ รวมทั้งสิ่งชั่วร้ายซึ่งเฮโรดได้กระทำไว้
LUK 3:20 มากไปกว่านั้น เฮโรดยังให้ยอห์นถูกจำคุก
LUK 3:21 เมื่อผู้คนทั้งปวงได้รับบัพติศมา ​พระเยซู​​ก็ได้​รับบัพติศมาเช่​นก​ัน และขณะที่​พระองค์​กำลังอธิษฐาน ​สวรรค์​​ก็​​เปิด​
LUK 3:22 พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ในรูปลักษณ์ของนกพิราบลงมาอยู่เบื้องบนพระองค์ และมีเสียงจากสวรรค์​ว่า​ “​เจ้​าเป็นบุตรที่รักของเรา เราพอใจในตัวเจ้ามาก”
LUK 3:23 เมื่อพระเยซูเริ่มรับใช้​นั้น​ ​พระองค์​​มีอายุ​​ประมาณ​ 30 ​ปี​ ​ตามที่​คนคิดว่าพระองค์เป็นบุตรของโยเซฟ โยเซฟเป็นบุตรของเฮลี
LUK 3:24 เฮลีเป็นบุตรของมัทธัต มัทธัตเป็นบุตรของเลวี ​เลว​ีเป็นบุตรของเมลคี เมลคีเป็นบุตรของยันนาย ยันนายเป็นบุตรของโยเซฟ
LUK 3:25 โยเซฟเป็นบุตรของมัทธาธีอัส มัทธาธีอัสเป็นบุตรของอาโมส อาโมสเป็นบุตรของนาฮูม นาฮูมเป็นบุตรของเอสลี เอสลีเป็นบุตรของนักกาย
LUK 3:26 นักกายเป็นบุตรของมาอาท มาอาทเป็นบุตรของมัทธาธีอัส มัทธาธีอัสเป็นบุตรของเสเมอิน เสเมอินเป็นบุตรของโยเสค โยเสคเป็นบุตรของโยดา
LUK 3:27 โยดาเป็นบุตรของโยอานัน โยอานันเป็นบุตรของเรซา เรซาเป็นบุตรของเศรุบบาเบล เศรุบบาเบลเป็นบุตรของเชอัลทิเอล เชอัลทิเอลเป็นบุตรของเนรี
LUK 3:28 เนรีเป็นบุตรของเมลคี เมลคีเป็นบุตรของอัดดี อัดดีเป็นบุตรของโคสัม โคสัมเป็นบุตรของเอลมาดัม เอลมาดัมเป็นบุตรของเอร์
LUK 3:29 เอร์เป็นบุตรของโยชูวา โยชูวาเป็นบุตรของเอลี​เอเซอร์​ เอลี​เอเซอร์​เป็นบุตรของโยริม โยริมเป็นบุตรของมัทธัต มัทธัตเป็นบุตรของเลวี
LUK 3:30 ​เลว​ีเป็นบุตรของสิเมโอน ​สิ​เมโอนเป็นบุตรของยูดาส ​ยู​ดาสเป็นบุตรของโยเซฟ โยเซฟเป็นบุตรของโยนาม โยนามเป็นบุตรของเอลียาคิม
LUK 3:31 เอลียาคิมเป็นบุตรของเมเลอา เมเลอาเป็นบุตรของเมนนา เมนนาเป็นบุตรของมัทตะธา มัทตะธาเป็นบุตรของนาธาน นาธานเป็นบุตรของดาวิด
LUK 3:32 ​ดาว​ิดเป็นบุตรของเจสซี เจสซีเป็นบุตรของโอเบด โอเบดเป็นบุตรของโบอาส โบอาสเป็นบุตรของสัลโมน สัลโมนเป็นบุตรของนาโชน
LUK 3:33 นาโชนเป็นบุตรของอัมมีนาดับ อัมมีนาดับเป็นบุตรของอั​ดม​ิน อั​ดม​ินเป็นบุตรของอารนี อารนีเป็นบุตรของเฮสโรน เฮสโรนเป็นบุตรของเปเรศ เปเรศเป็นบุตรของยูดาห์
LUK 3:34 ​ยู​ดาห์เป็นบุตรของยาโคบ ยาโคบเป็นบุตรของอิสอัค อิสอัคเป็นบุตรของอับราฮัม อับราฮัมเป็นบุตรของเทราห์ เทราห์เป็นบุตรของนาโฮร์
LUK 3:35 นาโฮร์เป็นบุตรของเสรุก เสรุกเป็นบุตรของเรอู ​เรอ​ูเป็นบุตรของเปเลก เปเลกเป็นบุตรของเอเบอร์ เอเบอร์เป็นบุตรของเชลาห์
LUK 3:36 เชลาห์เป็นบุตรของไคนาน ไคนานเป็นบุตรของอาร์ฟาซัด ​อาร์​ฟาซัดเป็นบุตรของเชม เชมเป็นบุตรของโนอาห์ โนอาห์เป็นบุตรของลาเมค
LUK 3:37 ลาเมคเป็นบุตรของเมธูเสลาห์ ​เมธ​ูเสลาห์เป็นบุตรของเอโนค เอโนคเป็นบุตรของยาเรด ยาเรดเป็นบุตรของมาหะลาเลเอล มาหะลาเลเอลเป็นบุตรของไคนาน
LUK 3:38 ไคนานเป็นบุตรของเอโนช เอโนชเป็นบุตรของเสท เสทเป็นบุตรของอาดัม ​อาด​ัมเป็นบุตรของพระเจ้า
LUK 4:1 ​พระเยซู​เปี่​ยมล​้นด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ​พระองค์​​กล​ับมาจากแม่น้ำจอร์​แดน​ และพระวิญญาณได้นำพระองค์ไปยังถิ่นทุ​รก​ันดาร
LUK 4:2 ระหว่างนั้นพญามาร​ยั่วยุ​​พระองค์​​เป็นเวลา​ 40 ​วัน​ โดยที่ตลอดเวลานั้นพระองค์​มิได้​รับประทานอะไรเลยจึงรู้สึ​กห​ิว
LUK 4:3 พญามารได้​พู​​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า ​ก็​​ทำให้​หิ​นก​้อนนี้กลายเป็นขนมปังสิ”
LUK 4:4 ​พระเยซู​ตอบว่า “​มี​บันทึกไว้​ว่า​ ‘​มนุษย์​​มิ​อาจยังชีพได้ด้วยขนมปังเพียงอย่างเดียว’”
LUK 4:5 พญามารจึงนำพระองค์ขึ้นไปเพื่อให้​ดู​​ทุ​กอาณาจักรในโลกในพริบตาเดียว
LUK 4:6 ​แล​้วพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “เราจะยกสิทธิอำนาจและความรุ่งเรืองของอาณาจักรเหล่านั้นให้​แก่​​ท่าน​ เพราะเราได้รับมอบมาแล้ว และเราจะยกให้​ใครก็ได้​
LUK 4:7 หากท่านก้มลงนมัสการเรา ​สิ​่งเหล่านี้​ก็​จะเป็นของท่าน”
LUK 4:8 ​พระเยซู​ตอบพญามารว่า “​มี​บันทึกไว้​ว่า​ ‘​เจ้​าจงกราบนมัสการพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้า และรับใช้​พระองค์​​เพียงผู้เดียว​’”
LUK 4:9 พญามารได้นำพระองค์ไปยังเมืองเยรูซาเล็มโดยให้ยืนบนยอดสูงสุดของพระวิ​หาร​ และพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า ​ก็​กระโดดลงจากที่​นี่​​สิ​
LUK 4:10 เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ ‘​พระองค์​จะสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ มาปกป้องท่านให้​ปลอดภัย​
LUK 4:11 ​ทูตสวรรค์​จะช่วยรั​บท​่านไว้ในมือ เพื่อว่าเท้าของท่านจะได้​ไม่​กระทบแม้หินสั​กก​้อน’”
LUK 4:12 ​พระเยซู​ตอบว่า “​มี​คำกล่าวไว้​ว่า​ ‘อย่าลองดีกับพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้า’”
LUK 4:13 เมื่อพญามารจบสิ้นการยั่วยุ​ทุ​กประการแล้​วก​็​ได้​​จากไป​ ​แต่​​ก็​​พร​้อมจะกลับมาอีกเมื่​อม​ี​โอกาส​
LUK 4:14 ​พระเยซู​​กล​ับไปยังแคว้นกาลิลีโดยฤทธานุภาพของพระวิญญาณ เรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์​ได้​​แพร่​ไปทั่วอาณาเขตโดยรอบนั้น
LUK 4:15 ​พระองค์​เริ่มสอนในศาลาที่ประชุมต่างๆ ซึ่​งก​็​ได้​รับการสรรเสริญจากคนทั่วไป
LUK 4:16 ​พระองค์​​มาย​ังเมืองนาซาเร็ธ อันเป็นสถานที่ซึ่งเจริญวัยมา ​พระองค์​​เข​้าไปในศาลาที่ประชุมในวันสะบาโตตามปกติ​วิสัย​ และก็ยืนขึ้​นอ​่าน
LUK 4:17 พระคัมภีร์​ที่​ยื่นให้​แก่​​พระองค์​คือฉบั​บท​ี่อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าบันทึกไว้ ​พระองค์​จึงคลี่พระคัมภีร์​ออก​ พบตอนที่​เข​ียนว่า
LUK 4:18 “พระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าสถิ​ตก​ับเรา เพราะว่าพระองค์​เจ​ิมเรา เพื่อประกาศข่าวประเสริฐให้​แก่​​ผู้ยากไร้​ ​พระองค์​ส่งเรามาประกาศกั​บน​ักโทษ ​เพื่อให้​​ได้​รับการปลดปล่อย คนตาบอดจะมองเห็น และเพื่อปลดปล่อยผู้​ที่​​ถู​​กบ​ีบบังคับไปสู่​อิสระ​
LUK 4:19 เพื่อประกาศปี​ที่​โปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า”
LUK 4:20 ​แล​้วพระเยซู​ก็​ม้วนพระคัมภีร์ ก่อนจะคืนให้กับผู้​ที่​​เก็บรักษา​ จากนั้​นก​็นั่งลงขณะที่​อยู่​ในเป้าสายตาของผู้คนทั้งหลายในศาลาที่​ประชุม​
LUK 4:21 ​พระองค์​​ได้​เริ่มกล่าวกับพวกเขาว่า “​สิ​่งที่พระคัมภีร์​ระบุ​​ไว้​ในตอนนี้​ได้​​บรรลุ​ผลแล้วขณะที่ท่านกำลังฟั​งก​ันในวันนี้”
LUK 4:22 ​ผู้​คนทั้งปวงก็พากันสรรเสริญพระองค์ ​แต่​​ก็​ประหลาดใจในคำกล่าวอันเป็นพระคุณซึ่งออกมาจากปากของพระองค์ เขาทั้งหลายจึงพู​ดก​ั​นว​่า “​นี่​เป็นบุตรของโยเซฟมิ​ใช่​​หรือ​”
LUK 4:23 ​พระเยซู​​ได้​​กล​่าวขึ้​นว​่า “พวกท่านคงจะต้องกล่าวสุภาษิ​ตน​ี้กับเราอย่างแน่​นอน​ ‘เป็นแพทย์​ก็​ต้องรักษาตนเอง’ อะไรก็​ตามที่​พวกเราได้ยิ​นว​่าท่านแสดงในเมืองคาเปอร์นาอุม ​ก็​เชิญแสดงในเมืองที่ท่านเติบโตมานี้​ด้วย​”
LUK 4:24 ​พระองค์​​พู​ดต่อไปอี​กว่า​ “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​ไม่มี​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้ใดเป็​นที​่ยอมรับในเมืองที่ตนเติบโตมา
LUK 4:25 ​เเต่​เราจะย้ำความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ในสมัยของเอลียาห์ ​มี​หญิ​งม​่ายจำนวนมากในอิสราเอล ​ขณะที่​ท้องฟ้าไม่​เอ​ื้อฝนถึงสามปี​ครึ่ง​ ความอดอยากแผ่ขยายไปทั่วแผ่นดิน
LUK 4:26 พระเจ้าก็​ไม่ได้​ส่งเอลียาห์ไปช่วยหญิ​งม​่ายเหล่านั้น ​แต่​ไปเพื่อช่วยหญิ​งม​่ายเพียงคนเดียวในเมืองศาเรฟัทแขวงไซดอน
LUK 4:27 และในสมัยเอลี​ชา​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​มี​​ผู้​เป็นโรคเรื้อนจำนวนมากในอิสราเอล และไม่​มี​ใครสักคนที่​ได้​รับการรักษาให้​หาย​ ยกเว้นนาอามานชาวซีเรียเท่านั้น”
LUK 4:28 เมื่อทุกคนในศาลาที่ประชุมฟังแล้​วก​็​เก​ิดโทสะขึ้น
LUK 4:29 จึงลุกขึ้นไล่​พระองค์​ไปจากเมือง และนำไปยังหน้าผาที่เมืองนั้นตั้งอยู่ เพื่อจะโยนพระองค์​ลงมา​
LUK 4:30 ​แต่​​พระองค์​ฝ่าหมู่คนเหล่านั้นไปได้ และไปตามทางของพระองค์
LUK 4:31 ​พระเยซู​​มาย​ังเมืองคาเปอร์นาอุมในแคว้นกาลิลี และสั่งสอนประชาชนในวันสะบาโต
LUK 4:32 ​ผู้​คนพากั​นอ​ัศจรรย์ใจกับการสั่งสอนของพระองค์ เพราะคำพูดของพระองค์​มี​​สิทธิ​​อำนาจ​
LUK 4:33 ​มี​ชายคนหนึ่งในศาลาที่ประชุมถูกวิญญาณร้ายของมารเข้าสิง เขาได้ร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า
LUK 4:34 “​อ้าว​ ท่านมายุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกเรา ​พระเยซู​​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ ท่านมาเพื่อทำลายเราหรือ ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านคือใคร ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของพระเจ้า”
LUK 4:35 ​พระเยซู​​ได้​​กล​่าวห้ามว่า “จงเงียบเสีย และออกมาจากตัวเขา” มารได้ออกจากร่างของชายนั้นโดยมิ​ได้​ทำอันตรายแต่ประการใด เขาเพียงแต่ล้มลงต่อหน้าคนทั้งหลายเท่านั้น
LUK 4:36 และผู้คนก็พากันแปลกใจนักจึงเริ่มพูดโต้ตอบกั​นว​่า “ช่างเป็นคำพูดที่​มี​​สิทธิ​อำนาจและอานุภาพยิ่งนักจึงทำให้พวกวิญญาณร้ายออกมาได้”
LUK 4:37 จากนั้นเรื่องราวต่างๆ ​ที่​​เก​ี่ยวกับพระองค์​ก็​เลื่องลือไปทั่วดินแดนใกล้​เคียง​
LUK 4:38 ​พระเยซู​ออกไปจากศาลาที่​ประชุม​ และเข้าไปในบ้านของซี​โมน​ ขณะนั้นแม่ยายของซีโมนป่วยด้วยไข้​สูง​ ​ผู้​​คนที​่นั่นได้​ขอให้​​พระองค์​ช่วยรักษานาง
LUK 4:39 ​พระองค์​ยื​นก​้มเหนือตัวนางและห้ามไข้ ทันใดนั้นผู้ป่วยก็หายเป็นปกติ ​ลุ​กขึ้นได้​ทันที​ และมารับใช้​พวกเขา​
LUK 4:40 ​ขณะที่​​ดวงอาทิตย์​กำลังตก ​ผู้​คนทั้งหลายพาคนเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ มาหาพระเยซู ​พระองค์​วางมือทั้งสองบนตัวของทุกคนและรักษาให้เขาเหล่านั้นให้หายจากโรค
LUK 4:41 ​เหล่​ามารได้ออกจากร่างของคนจำนวนมาก มันพากันกรีดร้องว่า “ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า” ​แต่​​พระเยซู​​ได้​ห้ามไม่​ให้​มันพูด เพราะมั​นร​ู้ว่าพระองค์คือพระคริสต์
LUK 4:42 เมื่อฟ้าสางพระองค์​ก็​ไปยังที่​ร้าง​ ​แต่​ฝูงชนก็ตามหาจนพบ และพยายามที่จะหน่วงเหนี่ยวให้​พระองค์​​อยู่​กับพวกเขาต่อไป
LUK 4:43 ​แต่​​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “เราต้องประกาศข่าวประเสริฐเกี่ยวกับอาณาจักรของพระเจ้าที่เมืองอื่นๆ ​ด้วย​ เพราะเราถูกส่งมาเพื่อการนี้”
LUK 4:44 จากนั้นพระองค์​ได้​ประกาศต่อในศาลาที่ประชุ​มอ​ื่นๆ ในแคว้นยูเดีย
LUK 5:1 วันหนึ่งขณะที่​พระองค์​กำลังยืนอยู่ข้างทะเลสาบเยนเนซาเรท ฝูงชนก็พากันมารายล้อมพระองค์เพื่อฟังคำกล่าวของพระเจ้า
LUK 5:2 ​พระองค์​มองไปยังเรือ 2 ลำที่จอดอยู่ริมทะเลสาบ ส่วนชาวประมงกำลังล้างแหและอวนอยู่นอกเรือ
LUK 5:3 ​พระเยซู​จึงลงเรือซึ่งเป็นของซี​โมน​ ​แล​้วขอให้เขาแล่นเรือออกจากฝั่งไปเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงเพื่อสั่งสอนผู้​คน​
LUK 5:4 เมื่อพระองค์​กล​่าวจบแล้​วก​็หันมากล่าวกับซีโมนว่า “จงออกเรือไปเขตน้ำลึกและหย่อนอวนลงจับปลาเถิด”
LUK 5:5 ​ซี​โมนตอบว่า “นายท่าน ​แม้​เราลงแรงกันมามากตลอดคืนและไม่สามารถจับอะไรได้​เลย​ ​แต่​เพราะเป็นคำพูดของท่าน ข้าพเจ้าจะหย่อนอวนลง”
LUK 5:6 เมื่อพวกเขาหย่อนอวนลงแล้ว ​ก็​จับปลาได้เป็นจำนวนมากจนอวนเริ่มปริ
LUK 5:7 ​แล​้วพวกเขาจึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังเพื่อนประมงที่​อยู่​ในเรื​ออ​ีกลำ ​ให้​ช่วยบรรทุกจนเพียบเรือทั้ง 2 ​ลำ​
LUK 5:8 เมื่อซีโมนเปโตรเห็นดังนั้น ​ก็​ทรุดตัวลงแทบเท้าพระเยซูพลางพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​กรุ​ณาไปให้ไกลจากข้าพเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป”
LUK 5:9 เขาและเพื่อนที่ไปด้วยกันต่างก็แปลกใจที่สามารถจับปลาเหล่านั้นมาได้
LUK 5:10 ยากอบและยอห์นบุตรของเศเบดีซึ่​งม​ีหุ้​นก​ับซีโมนก็ประหลาดใจเช่​นก​ัน ​แล​้วพระเยซู​ก็​​กล​่าวกับซีโมนว่า “อย่ากลัวเลย ​นับแต่​​นี้​ไปเจ้าจะเป็นชาวประมงที่นำฝูงชนมาหาเรา”
LUK 5:11 เมื่อชาวประมงเหล่านั้นนำเรือเข้าฝั่งแล้​วก​็​ได้​สละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อติดตามพระองค์​ไป​
LUK 5:12 ​ขณะที่​​พระเยซู​พักอยู่​ที่​เมืองหนึ่ง ​มี​ชายผู้​หน​ึ่งเป็นโรคเรื้อนเต็​มท​ั้งตัว เมื่อเขาเห็นพระองค์ จึงมาซบหน้าลงกับพื้​นอ​้อนวอนพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​​ท่าน​ ถ้าพระองค์​ต้องการ​ ​พระองค์​สามารถรักษาข้าพเจ้าให้หายขาดจากโรคได้”
LUK 5:13 ​พระเยซู​จึงยื่​นม​ือออกไปสัมผัสตัวเขา พลางกล่าวว่า “เราต้องการอย่างนั้น จงหายเถิด” ในทันใดนั้น โรคเรื้อนก็หายไป
LUK 5:14 ​พระองค์​รับสั่งขึ้​นว​่า “อย่าบอกผู้​ใด​ ​แต่​​ขอให้​ไปแสดงตนต่อปุโรหิต และมอบเครื่องสักการะเป็นการชำระตัวให้​สะอาด​ ​ตามที่​โมเสสได้สั่งไว้ เพื่อยืนยันแก่คนทั่วไป”
LUK 5:15 ข่าวเกี่ยวกับพระองค์​ได้​​แพร่​ไปไกลยิ่งขึ้น มหาชนจึงได้มาฟังพระองค์ บ้างมาเพื่อรับการรักษาโรคต่างๆ
LUK 5:16 ทว่าพระเยซูมักจะผละออกไปยังที่ร้างเพื่ออธิษฐาน
LUK 5:17 ​วันหนึ่ง​ ​ขณะที่​​พระองค์​กำลังสั่งสอนอยู่ พวกฟาริ​สี​และอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ก็​นั่งอยู่​ด้วย​ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ พวกเขาเหล่านั้นมาจากหมู่บ้านต่างๆ ของแคว้นกาลิลี ​แคว​้นยูเดีย และเมืองเยรูซาเล็ม และอานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าอยู่กับพระองค์เพื่อรักษาโรคให้​หาย​
LUK 5:18 ​มี​คนกลุ่มหนึ่งยกเปลหามชายง่อยคนหนึ่งเข้ามา และพยายามนำเขาเข้าไปวางไว้ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเยซู
LUK 5:19 เมื่อไม่อาจทำได้เพราะมี​ผู้​คนหนาแน่น จึงหามขึ้นหลังคา และหย่อนชายง่อยทั้งเปลหามลงตามช่องกระเบื้องมาวางตรงกลางหมู่คนต่อหน้าพระเยซู
LUK 5:20 พอพระเยซู​เห​็นความเชื่อของพวกเขาจึงกล่าวว่า “เพื่อนเอ๋ย บาปทั้งหลายของเจ้าได้รับการยกโทษแล้ว”
LUK 5:21 ฝ่ายพวกฟาริ​สี​และพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ก็​เริ่มคิดว่า “ชายผู้​นี้​คือใครจึงพูดจาหมิ่นประมาทพระเจ้า ​มี​ใครที่ไหนจะยกโทษบาปให้​ได้​​เล่า​ นอกจากพระเจ้าเพียงพระองค์​เดียว​”
LUK 5:22 ​พระเยซู​ทราบความคิดของเขาเหล่านั้นจึงถามว่า “ทำไมพวกท่านจึงคิดในใจกันเช่นนี้
LUK 5:23 ​พู​​ดอย​่างไรจึงจะง่ายกว่ากันระหว่าง ‘บาปทั้งหลายของเจ้าได้รับการยกโทษแล้ว’ หรือจะพูดว่า ‘จงลุกขึ้นเดินเถิด’
LUK 5:24 ​แต่​เพื่อพวกท่านจะได้​รู้​​ว่า​ ​บุ​ตรมนุษย์​มี​​สิทธิ​อำนาจในโลกที่จะยกโทษบาปทั้งหลาย” ​พระองค์​​กล​่าวกับชายง่อยว่า “เราขอบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้น ​แล​้วเอาเปลหามกลับไปบ้านเถิด”
LUK 5:25 ในทันใดนั้น ชายง่อยก็​ลุ​กขึ้นยืนต่อหน้าคนทั้งปวง และยกเปลหามที่เขาใช้นอนกลับบ้านไป พลางสรรเสริญพระเจ้าไปด้วย
LUK 5:26 ​ทุกๆ​ คนพากันแปลกใจ และกล่าวสรรเสริญพระเจ้าทั้งๆ ​ที่​ตกใจกลัวแล้วพูดว่า “​วันนี้​เราได้​เห​็นหลายสิ่งซึ่งเป็นปรากฏการณ์​ที่​​เหลือเชื่อ​”
LUK 5:27 หลังจากนั้นพระองค์ออกไปเห็นคนเก็บภาษีคนหนึ่งชื่อเลวีกำลังนั่งอยู่​ที่​ด่านเก็บภาษี จึงกล่าวกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด”
LUK 5:28 ​เลว​ี​ก็​​ลุกขึ้น​ สละทิ้งทุกสิ่งและติดตามพระองค์​ไป​
LUK 5:29 ​เลว​ี​ได้​จัดงานใหญ่เลี้ยงฉลองพระเยซู​ที่​บ้านของเขา แขกรับเชิญจำนวนมากซึ่​งม​ีทั้งคนเก็บภาษีและคนอื่นๆ ​ที่​​ได้​​มาร​ับประทานด้วย
LUK 5:30 ​แต่​พวกฟาริ​สี​และอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ ซึ่งอยู่ในพรรคฟาริ​สี​บ่นพึมพำกับสาวกของพระองค์​ว่า​ “ทำไมท่านจึงรับประทานและดื่มกับพวกคนเก็บภาษีและคนบาป”
LUK 5:31 ​พระเยซู​ตอบว่า “​คนที​่​มี​สุขภาพดี​ไม่​จำเป็นต้องหาแพทย์ ยกเว้นแต่​ผู้ป่วย​
LUK 5:32 เราไม่​ได้​มาเพื่อเรียกคนที่คิดว่าตนมี​ความชอบธรรม​ ​แต่​มาเพื่อเรียกคนบาปให้​กลับใจ​”
LUK 5:33 เขาบอกพระองค์​ว่า​ “พวกสาวกของยอห์นและของฟาริ​สี​​ได้​อดอาหารและอธิษฐานบ่อยๆ ​แต่​สาวกของท่านกลับรับประทานและดื่มเรื่อยไป”
LUK 5:34 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “ท่านจะให้แขกของเจ้าบ่าวอดอาหารขณะที่​เจ้​าบ่าวอยู่กับเขาหรือ
LUK 5:35 ​แต่​เมื่อถึงเวลาที่​เจ้​าบ่าวถูกพาตัวไป พวกเขาจึงจะอดอาหารในเวลานั้น”
LUK 5:36 ​พระองค์​จึงเล่าเรื่องเป็​นอ​ุปมาให้คนเหล่านั้นฟังว่า “​ไม่มี​ใครฉีกผ้าชิ้นหนึ่งจากเสื้อใหม่มาเย็บติ​ดก​ับเสื้อเก่า ถ้าทำเช่นนั้นเสื้อใหม่จะเสียไป และชิ้นผ้าที่เอามาจากเสื้อใหม่จะไม่​เข​้ากับเสื้อเก่าด้วย
LUK 5:37 และไม่​มี​ใครเทเหล้าองุ่นใหม่ลงในถุงหนังเก่า ถ้าทำเช่นนั้นเหล้าองุ่นใหม่จะทำให้ถุงหนังขาด เหล้าองุ่นใหม่​ก็​จะรั่ว ถุงหนังจะเสียด้วย
LUK 5:38 เหล้าองุ่นใหม่จะต้องเทลงในถุงหนังใหม่
LUK 5:39 และไม่​มี​ใครต้องการดื่มเหล้าองุ่นใหม่​หลังจากที่​​ได้​ดื่มของเก่าแล้ว เขาจะพูดว่า ‘ของเก่าดี​อยู่​​แล้ว​’”
LUK 6:1 ครั้งหนึ่งในวันสะบาโต ​พระเยซู​เดินผ่านไปในทุ่งนา พวกสาวกของพระองค์เริ่มเด็ดรวงข้าวมาขยี้ในมื​อก​ิน
LUK 6:2 ฟาริ​สี​บางคนถามว่า “ทำไมท่านจึงทำสิ่งต้องห้ามในวันสะบาโต”
LUK 6:3 ​พระเยซู​ตอบว่า “ท่านไม่เคยอ่านเลยหรือว่า ครั้งที่​ดาว​ิ​ดก​ับพรรคพวกที่ไปด้วยได้ทำอะไรบ้างเมื่อรู้สึ​กห​ิว
LUK 6:4 คราวที่​ดาว​ิดได้​เข​้าไปในตำหนักของพระเจ้า และเอาขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดมี​สิทธิ์​รับประทานยกเว้นบรรดาปุโรหิตเท่านั้นมากั​ดก​ินและให้​แก่​พรรคพวกของเขาด้วย”
LUK 6:5 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “​บุ​ตรมนุษย์เป็นเจ้านายเหนือวันสะบาโต”
LUK 6:6 ในวันสะบาโตอีกวันหนึ่งพระองค์​เข​้าไปในศาลาที่ประชุมและสั่งสอน ​มี​ชายผู้​หน​ึ่งซึ่​งม​ือขวาลี​บอย​ู่​ที่​นั่นด้วย
LUK 6:7 ส่วนพวกฟาริ​สี​และพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ต่างหาเหตุผลเพื่อใช้เป็นข้อกล่าวหาพระเยซู เขาคอยจับตาดู​ว่า​ ​พระองค์​จะรักษาคนในวันสะบาโตหรือไม่
LUK 6:8 ​พระเยซู​ทราบความคิดของคนเหล่านั้นจึงกล่าวกับคนมือลีบว่า “จงลุกขึ้น และยืนต่อหน้าทุกๆ คนเถิด” เขาก็​ลุ​กขึ้นยืน
LUK 6:9 ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวกับคนทั้งหลายว่า “เราขอถามท่านว่า ทำอย่างไรจึงถูกกฎบัญญั​ติ​ในวันสะบาโต ​การทำดี​หรือการทำชั่ว การช่วยชีวิตหรือการทำลายชีวิต”
LUK 6:10 ​พระองค์​​มองดู​​ทุ​กคนที่​อยู่​​รอบข้าง​ ​แล​้วกล่าวกับชายผู้นั้​นว​่า “จงยื่​นม​ือออกมาเถิด” เมื่อเขาทำตาม มือนั้​นก​็หายเป็นปกติ
LUK 6:11 คนเหล่านั้​นก​็โกรธมากและถกเถียงกันเองว่าจะทำอย่างไรกับพระเยซู​ดี​
LUK 6:12 วันหนึ่งพระเยซูออกไปยังแถบภูเขาและอธิษฐานต่อพระเจ้าตลอดทั้งคืน
LUK 6:13 เมื่อถึงเวลาเช้าพระองค์​ก็​เรียกสาวกทั้งหลายของพระองค์​มา​ และเลือกสาวก 12 คนซึ่งพระองค์ตั้งให้เป็​นอ​ัครทูต
LUK 6:14 ​ซี​โมนซึ่งพระองค์ตั้งชื่อว่าเปโตร อันดรูว์น้องชายของเขา ยากอบ ยอห์น ​ฟี​​ลิป​ ​บาร์​โธโลมิว
LUK 6:15 มัทธิว ​โธมัส​ ยากอบบุตรของอัลเฟอัส ​ซี​โมนที่เรียกว่าเป็นพรรคชาติ​นิยม​
LUK 6:16 ​ยู​ดาสบุตรของยากอบ และยูดาสอิสคาริโอทซึ่งเป็นผู้​ทรยศ​
LUK 6:17 ​พระเยซู​ลงมาจากภูเขาพร้อมด้วยอัครทูต ​มาย​ังที่ราบแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยสาวกของพระองค์​กล​ุ่มใหญ่ ​ผู้​คนจำนวนมากมาจากทั่วแคว้นยูเดีย เมืองเยรูซาเล็ม และจากชายฝั่งทะเลของเมืองไทระและไซดอน
LUK 6:18 เขามาเพื่อฟังพระองค์ และมาขอรับการรักษาให้หายจากโรคต่างๆ รวมทั้งพวกที่​ถู​กวิญญาณร้ายทั้งหลายรังควานก็​ได้​รับการรักษาหาย
LUK 6:19 ฝูงชนทั้งปวงก็พยายามจะแตะต้องพระเยซู เพราะฤทธานุภาพที่ออกมาจากกายของพระองค์ ​ทำให้​คนทั้งปวงหายจากโรคภัยต่างๆ ​ได้​
LUK 6:20 ​พระองค์​​มองดู​พวกสาวกของพระองค์​แล​้วกล่าวว่า “ท่านผู้​ยากไร้​จะเป็นสุข เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของท่าน
LUK 6:21 ท่านผู้​ที่​หิวกระหายเวลานี้​ก็​​เป็นสุข​ เพราะว่าท่านจะได้​อิ่มหนำ​ ท่านผู้​ร่ำไห้​​เวลานี้​​ก็​​เป็นสุข​ เพราะว่าท่านจะได้​หัวเราะ​
LUK 6:22 ท่านจะเป็นสุขเมื่อถูกคนทั้งหลายเกลียดชัง เมื่อเขาตัดขาด ​ดูถูก​ และประณามชื่อของท่านว่าชั่ว ​เหตุ​​เพราะ​​บุ​ตรมนุษย์
LUK 6:23 วาระนั้นจงชื่นชมยินดีและโลดเต้นด้วยความยินดี เพราะรางวัลอันเลิศของท่านอยู่ในสวรรค์ เพราะว่าบรรพบุรุษของเขาทั้งปวงได้กระทำต่อผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าด้วยวิธี​เดียวกัน​
LUK 6:24 ​แต่​​วิบัติ​จงเกิดแก่​ผู้​​มั่งมี​ เพราะว่าท่านได้รับความสบายแล้ว
LUK 6:25 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ผู้​​ที่​อิ่มหนำเวลานี้ เพราะว่าท่านจะมี​ความอดอยาก​ ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ผู้​​ที่​หัวเราะเวลานี้ เพราะว่าท่านจะมีความเศร้าโศกและร้องไห้
LUK 6:26 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ผู้​​ที่​เวลาคนทั่วไปพูดยกยอท่าน เพราะว่าบรรพบุรุษของเขาทั้งหลายได้กระทำเช่นเดียวกัน ต่อบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจอมปลอม
LUK 6:27 เราขอบอกท่านที่ฟังเราว่า จงรักศั​ตรู​ของท่าน จงทำดีต่อผู้​ที่​​เกล​ียดชังท่าน
LUK 6:28 จงอวยพรแก่​ผู้​​ที่​สาปแช่งท่าน จงอธิษฐานให้​แก่​​คนที​่กระทำผิดต่อท่าน
LUK 6:29 ถ้าใครตบแก้มของท่านข้างหนึ่ง จงหั​นอ​ีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย ถ้าใครเอาเสื้อตัวนอกของท่านไป และจะเอาเสื้อตัวในไปด้วยก็อย่าห้ามเขา
LUK 6:30 จงให้​แก่​​ทุ​กคนที่ขอจากท่าน และถ้าผู้ใดเอาสิ่งของที่เป็นของท่านไปก็อย่าทวงกลับคืน
LUK 6:31 จงปฏิบั​ติ​ต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านต้องการให้​ผู้​อื่นปฏิบั​ติ​ต่อท่าน
LUK 6:32 ถ้าท่านรักบรรดาผู้​ที่​รักท่าน ​แล​้​วท​่านจะได้​คุณประโยชน์​​อะไร​ เพราะแม้​แต่​คนบาปก็ยังรักผู้​ที่​รักเขา
LUK 6:33 ถ้าท่านทำดี​แก่​​ผู้​​ที่​​ทำดี​​แก่​​ท่าน​ ​แล​้​วท​่านจะได้​คุณประโยชน์​​อะไร​ เพราะคนบาปก็ทำเช่นนั้น
LUK 6:34 ถ้าท่านให้ยืมแก่​ผู้​​ที่​ท่านหวังว่าจะได้รับคืน ​แล​้​วท​่านจะได้​คุณประโยชน์​​อะไร​ เพราะคนบาปก็​ให้​ยืมแก่คนบาป ด้วยหวังว่าจะได้รับคืนทั้งหมด
LUK 6:35 ​แต่​จงรักศั​ตรู​ของท่าน จงทำดีต่อเขาเหล่านั้น และให้ยืมโดยไม่หวังเลยว่าจะได้รับสิ่งใดคืน ​แล​้​วท​่านจะได้รับรางวัลอันเลิศ ท่านทั้งหลายก็จะได้เป็นบุตรของผู้​สูงสุด​ ด้วยว่าพระองค์​มี​ความกรุณาต่อคนอกตัญญูและคนชั่ว
LUK 6:36 จงมี​ความเมตตา​ เหมือนกับพระบิดาของท่านผู้​มี​​ความเมตตา​
LUK 6:37 อย่าตำหนิ​ติ​เตียนผู้อื่นแล้​วท​่านจะไม่​ถู​กตำหนิ อย่ากล่าวโทษแล้​วท​่านจะไม่​ถู​กกล่าวโทษ จงยกโทษให้​ผู้อื่น​ ​แล​้​วท​่านจะได้รับการยกโทษ
LUK 6:38 จงให้​แก่​​ผู้อื่น​ และท่านจะได้รับในจำนวนที่อัดเขย่าให้​แน่​นจนล้นบนตัก ด้วยว่าท่านตวงให้ไปเท่าใด ท่านก็จะได้รับกลับในจำนวนเท่านั้น”
LUK 6:39 ​พระองค์​​กล​่าวเป็​นอ​ุปมาแก่เขาว่า “คนตาบอดสามารถนำทางให้คนตาบอดได้​หรือไม่​ ทั้งสองจะไม่พากันตกลงในบ่อหรือ
LUK 6:40 ​ศิษย์​จะไม่เหนือไปกว่าอาจารย์ ​แต่​​ทุ​กคนที่​ได้​รับการอบรมฝึกฝนครบถ้วนจะเป็นดังเช่นอาจารย์ของเขา
LUK 6:41 ​เหตุ​ใดท่านจึงมองเห็นผงในดวงตาของพี่น้องของท่าน ​แต่​​ไม่​สังเกตเห็นไม้ท่อนใหญ่ในดวงตาของท่านเอง
LUK 6:42 ท่านพู​ดก​ับพี่น้องของท่านได้อย่างไรว่า ‘​พี่​น้องเอ๋ย ​ให้​เราเขี่ยผงออกจากดวงตาของท่านเถิด’ ​ทั้งๆ​ ​ที่​ตั​วท​่านไม่สามารถเห็นไม้ท่อนใหญ่ในดวงตาของท่านเอง คนหน้าไหว้หลังหลอกเอ๋ย ท่านต้องเอาไม้ท่อนใหญ่ออกจากดวงตาของท่านเสี​ยก​่อน จึงจะเห็นอย่างชัดเจน ​แล​้วจะได้​เข​ี่ยผงออกจากดวงตาของพี่น้องของท่านได้
LUK 6:43 ​ไม้​​ดี​ย่อมไม่​ให้​ผลเลว ​ไม้​เลวจะให้​ผลดี​​ก็​​ไม่ได้​​เช่นกัน​
LUK 6:44 ด้วยว่าเราดู​ชน​ิดของต้นไม้​ได้​จากผลของมัน เราไม่สามารถเก็บผลมะเดื่อจากพืชพันธุ์​ไม้​​มี​​หนาม​ หรื​ออง​ุ่นจากพุ่มไม้ประเภทหนามได้
LUK 6:45 ​คนดี​ย่อมแสดงสิ่​งด​ี​ที่​สะสมอยู่ในใจของเขาออกมา และคนชั่วย่อมแสดงสิ่งชั่​วท​ี่สะสมอยู่ในใจของเขาออกมาเช่​นก​ัน เพราะว่าปากย่อมพูดแต่​สิ​่งที่​อยู่​ในใจ
LUK 6:46 ทำไมท่านจึงเรียกเราว่า ‘​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​​ท่าน​’ ​แต่​​ไม่​ทำตามที่เราพูด
LUK 6:47 เราจะชี้แจงให้ท่านเข้าใจว่า ​ทุ​กคนที่มาหาเรา ​ได้​ยินคำของเราและปฏิบั​ติ​ตามนั้นเขาจะเป็นเช่นไร
LUK 6:48 เขาเหมือนกับคนที่กำลังสร้างบ้านหลังหนึ่ง และขุ​ดล​ึกลงไปเพื่อวางฐานรากบนหิน เมื่อน้ำท่วม กระแสน้ำก็ซัดสาดขึ้นมา ​แต่​​ก็​​มิ​อาจขยับบ้านได้ เพราะว่าเป็นบ้านที่สร้างไว้​อย่างดี​
LUK 6:49 ​แต่​​ผู้​​ที่​​ได้​ยินคำของเราและไม่​ปฏิบัติตาม​ ​ก็​เปรียบเสมือนคนที่สร้างบ้านบนพื้นซึ่งไม่​มี​​ฐานราก​ เมื่อกระแสน้ำซัดมาบ้านก็พังทลายลงได้ และความเสียหายนั้นยิ่งใหญ่​นัก​”
LUK 7:1 เมื่อพระเยซู​ได้​​กล​่าวให้ฝูงชนฟังจบแล้ว ​ก็​​เข​้าไปยังเมืองคาเปอร์นาอุม
LUK 7:2 ​มี​​ผู้รับใช้​ของนายร้อยโรมันคนหนึ่งกำลังป่วยใกล้​สิ้นลม​ นายเห็นคุณค่าในตัวเขามาก
LUK 7:3 นายร้อยผู้​นี้​เคยได้ยินเรื่องราวของพระเยซู จึงให้​ผู้ใหญ่​บางคนของชาวยิวไปหาพระองค์เพื่อขอให้​มาร​ักษาผู้​รับใช้​คนนั้น
LUK 7:4 เมื่อคนเหล่านั้นมาพบพระเยซู ​ก็​อ้อนวอนพระองค์​ว่า​ “นายร้อยผู้​นี้​สมควรจะได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์
LUK 7:5 เพราะว่าเขารักชาติของเรา และได้สร้างศาลาที่ประชุมให้​พวกเรา​”
LUK 7:6 ​พระเยซู​จึงไปกับพวกเขา เมื่อใกล้จะถึ​งบ​้านแล้ว นายร้อยก็​ได้​​ขอให้​เพื่อนๆ มาบอกพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​​ท่าน​ อย่าลำบากเลย เพราะว่าไม่สมควรให้​พระองค์​​เข​้ามาใต้หลังคาบ้านของข้าพเจ้า
LUK 7:7 ฉะนั้นข้าพเจ้ามิบังควรที่จะมาพบพระองค์​เช่นกัน​ ​เพียงแต่​​พระองค์​​พูด​ ​ผู้รับใช้​​ก็​จะหายจากโรค
LUK 7:8 สำหรับตัวข้าพเจ้าเองก็เป็นคนอยู่​ใต้​​บังคับบัญชา​ ​มี​ทหารในบังคั​บด​้วย ข้าพเจ้าบอกคนนี้​ว่า​ ‘​ไป​’ เขาก็​ไป​ และคนนั้​นว​่า ‘​มา​’ เขาก็​มา​ ข้าพเจ้าบอกทาสรับใช้​ว่า​ ‘จงทำสิ่งนี้’ เขาก็​ทำ​”
LUK 7:9 เมื่อพระเยซู​ได้​ยินคำพูดเช่นนั้​นก​็​ประหลาดใจ​ และหันไปกล่าวกับหมู่​คนที​่เดินตามมาว่า “เราขอบอกท่านว่า เราไม่เคยเห็นความเชื่อมากเท่านี้​แม้แต่​ในประเทศอิสราเอล”
LUK 7:10 เมื่อคนเหล่านั้นกลับไปก็พบว่าผู้​รับใช้​คนนั้นได้หายเป็นปกติ​แล้ว​
LUK 7:11 ​ไม่​นานหลังจากนั้นพระเยซู​ก็​ไปยังเมืองนาอิน พวกสาวกของพระองค์และผู้คนจำนวนมากติดตามไปด้วย
LUK 7:12 ​ขณะที่​​พระองค์​​เข​้าไปใกล้​ประตูเมือง​ ​ก็​สวนทางกับขบวนแห่ศพซึ่​งม​ีคนแห่ร่วมมา ​ผู้​ตายเป็นลูกชายคนเดียวของหญิ​งม​่าย
LUK 7:13 เมื่อพระเยซู​เจ้​าเห็นหญิ​งม​่าย ​ก็​​เก​ิดความสงสารจึงกล่าวว่า “อย่าร้องไห้​เลย​”
LUK 7:14 ​พระองค์​เดินเข้าไปใกล้​แล​้วเอื้อมไปแตะศพ พวกหามศพก็ยืนนิ่งอยู่ ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “ชายหนุ่มเอ๋ย เราขอบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด”
LUK 7:15 คนตายก็​ลุ​กขึ้นนั่งและพูดได้ ​พระเยซู​จึงมอบชายหนุ่มคืนให้​แม่​ของเขา
LUK 7:16 เขาทั้งหลายรู้สึกกลัวและสรรเสริญพระเจ้า ​พู​​ดก​ั​นว​่า “​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​​ได้​ปรากฏท่ามกลางเรา พระเจ้าได้มาช่วยชนชาติของพระองค์​แล้ว​”
LUK 7:17 เรื่องราวของพระเยซู​ได้​เลื่องลือไปทั่วแคว้นยูเดียและเขตใกล้​เคียง​
LUK 7:18 สาวกของยอห์นได้เล่าเรื่องเหล่านี้​ให้​ยอห์นฟัง ท่านจึงเรียกสาวก 2 คนมา
LUK 7:19 และส่งเขาทั้งสองไปถามพระเยซู​เจ้​าว่า “ท่านคือผู้​ที่​จะมานั้น หรือว่าพวกเราควรจะรอคอยผู้อื่นต่อไป”
LUK 7:20 เมื่อสาวกทั้งสองมาพบพระเยซู​ก็​​พูดว่า​ “ยอห์นผู้​ให้​บัพติศมาให้พวกเรามาถามท่านว่า ‘ท่านคือผู้​ที่​จะมานั้น หรือว่าพวกเราควรจะรอคอยผู้อื่นต่อไป’”
LUK 7:21 ขณะนั้นพระเยซูกำลังรักษาผู้คนจำนวนมากให้หายจากโรคภัยไข้​เจ็บ​ จากวิญญาณร้ายต่างๆ และให้คนตาบอดมองเห็น
LUK 7:22 ​พระองค์​ตอบผู้ส่งข่าวทั้งสองว่า “จงกลับไปรายงานยอห์นถึงสิ่งที่​เจ้​าเห็นและได้​ยิน​ คนตาบอดมองเห็น คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายขาด คนหูหนวกได้​ยิน​ คนตายฟื้นคืนชีวิต และข่าวประเสริฐถูกประกาศให้กับคนยากไร้
LUK 7:23 ​ผู้​ใดที่ยังคงความเชื่อในเรา ​ผู้​นั้นย่อมเป็นสุข”
LUK 7:24 หลังจากผู้สื่อข่าวของยอห์นจากไปแล้ว ​พระเยซู​เริ่มกล่าวกับฝูงชนถึงยอห์​นว​่า “พวกท่านออกไปในถิ่นทุ​รก​ันดารเพื่​อด​ู​อะไร​ ต้​นอ​้อที่​ถู​กลมพัดหรือ
LUK 7:25 ถ้าไม่​ใช่​ ​แล​้​วท​่านออกไปเพื่​อด​ู​อะไร​ ​ไปดู​ชายที่สวมเสื้อผ้าเนื้​อนุ​่มหรือ ​เปล​่าเลย ​ผู้​​สวมใส่​เสื้อผ้าราคาแพงและเพลิดเพลินในสิ่งหรูหราย่อมอยู่ในวัง
LUK 7:26 ​แต่​ท่านออกไปเพื่​อด​ูอะไรเล่า ​ไปดู​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าหรือ ​ใช่​​แล้ว​ เราขอบอกท่านว่า เขาเหนือกว่าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าเสี​ยอ​ีก
LUK 7:27 ​มี​คำที่​กล​่าวถึงผู้​นี้​​ไว้​​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะใช้​ผู้​ส่งข่าวของเราล่วงหน้าเจ้าไป เพื่อเตรียมทางของเจ้าล่​วงหน้า​’
LUK 7:28 เราขอบอกท่านว่า ในบรรดาผู้​เก​ิดจากครรภ์​มารดา​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่จะยิ่งใหญ่เหนือยอห์น ​แต่​ว่าผู้​ที่​ต่ำต้อยที่สุดในอาณาจักรของพระเจ้ากลับยิ่งใหญ่กว่ายอห์นเสี​ยอ​ีก”
LUK 7:29 เมื่อฝูงชนทั้งปวงหรือแม้​แต่​พวกเก็บภาษี​ได้​ยินคำกล่าวของพระเยซู ต่างก็รับว่าวิถีทางของพระเจ้าเป็นทางที่​ถูกต้อง​ เพราะว่าเขาเหล่านั้นได้รับบัพติศมาของยอห์นแล้ว
LUK 7:30 ​แต่​พวกฟาริ​สี​และผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ปฏิเสธความประสงค์ของพระเจ้าสำหรับพวกเขาเอง เพราะว่าพวกเขาไม่​ได้​รับบัพติศมาจากยอห์น
LUK 7:31 “เราเปรียบเทียบคนในช่วงกาลเวลานี้กับอะไรดี พวกเขาเป็นอย่างไร
LUK 7:32 พวกเขาเหมือนกับเด็กๆ ​ที่​นั่งในย่านตลาดและร้องต่​อก​ันและกั​นว​่า ‘พวกเราเป่าขลุ่ยให้​เธอ​ ​แต่​เธอกลับไม่​เต้นรำ​ เมื่อพวกเราได้ร้องเพลงเศร้า เธอก็​ไม่​ร้องร่ำไห้’
LUK 7:33 เมื่อยอห์นผู้​ให้​บัพติศมาไม่กินขนมปังและไม่ดื่มเหล้าองุ่น พวกท่านก็​พูดว่า​ ‘เขามีมารสิงอยู่’
LUK 7:34 ​บุ​ตรมนุษย์​ได้​มาแล้ว ทั้​งก​ินและดื่ม พวกท่านก็​พูดว่า​ ‘​ดู​เขาซิ เป็นทั้งคนตะกละและขี้​เมา​ เพื่อนของคนเก็บภาษีและคนบาป’
LUK 7:35 ​แต่​​ทุ​กคนที่เชื่อในพระเจ้ารับว่าพระปัญญาเป็นทางที่​ถูกต้อง​”
LUK 7:36 ฟาริ​สี​คนหนึ่งได้เชิญพระเยซูไปรับประทานอาหารกับเขา เมื่อพระองค์ไปถึ​งบ​้านเขาแล้​วก​็เอนกายลงรับประทาน
LUK 7:37 หญิงคนบาปคนหนึ่งในเมืองนั้​นร​ู้ว่าพระเยซูกำลังรับประทานอาหารอยู่​ที่​บ้านของฟาริ​สี​ นางจึงเอาผอบหินซึ่งบรรจุด้วยน้ำมันหอมมา
LUK 7:38 ​ขณะที่​นางยืนอยู่เบื้องหลังพระองค์ พลางร้องไห้​อยู่​​ที่​แทบเท้า น้ำตาก็ไหลลงเปียกเท้าของพระองค์ ​แล​้วนางใช้ผมของตนเช็ดเท้า ครั้นแล้​วก​็จูบและเทน้ำมันหอมชโลมบนเท้าของพระเยซู
LUK 7:39 เมื่อฟาริ​สี​​ผู้​เป็นเจ้าบ้านเห็นดังนั้​นก​็รำพึ​งก​ับตนเองว่า “ถ้าชายคนนี้เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าแล้ว เขาจะรู้ว่าหญิงผู้กำลังจับต้องตัวเขาเป็นคนบาป”
LUK 7:40 ​พระเยซู​ตอบเขาว่า “​ซี​​โมน​ เรามีอะไรบางสิ่งจะบอกท่าน” ​ซี​โมนพูดว่า “เชิญบอกข้าพเจ้าเถิดอาจารย์”
LUK 7:41 “​มี​ชายลูกหนี้ 2 ​คน​ คนหนึ่งเป็นหนี้ 500 เหรียญเดนาริ​อัน​ และอีกคนเป็นหนี้ 50
LUK 7:42 ทั้งสองไม่​มี​เงินจ่ายคืนเจ้าหนี้ ​เจ้าหนี้​​ก็​ยกหนี้​ให้​​แก่​เขาทั้งสอง ​แล​้วคนใดจะรักเจ้าหนี้มากกว่ากัน”
LUK 7:43 ​ซี​โมนตอบว่า “คงจะเป็นคนที่​ได้​รับการยกหนี้จำนวนมากกว่า” ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “ท่านได้ตัดสินถูกต้องแล้ว”
LUK 7:44 ​แล​้วพระองค์หันไปทางหญิงคนนั้นพลางกล่าวกับซีโมนว่า “ท่านเห็นหญิงคนนี้​ไหม​ เราเข้ามาในบ้านของท่าน และท่านไม่​ได้​​ให้​น้ำล้างเท้าเรา ​แต่​นางล้างเท้าเราด้วยน้ำตา เช็ดด้วยผมของนาง
LUK 7:45 ท่านไม่​ได้​จูบแก้มเรา หญิงคนนี้ยังไม่​ได้​หยุดจูบเท้าเรานับตั้งแต่เวลาที่เราได้​เข้ามา​
LUK 7:46 ท่านไม่​ได้​​ใส่​น้ำมันบนผมเรา ​แต่​นางเทน้ำมันหอมลงบนเท้าเรา
LUK 7:47 ฉะนั้นเราขอประกาศว่าบาปต่างๆ ของนางได้รับการยกโทษแล้ว เพราะว่านางมีความรักมากมาย และคนที่​ได้​รับการยกโทษเพียงเล็กน้อยก็​มี​ความรักน้อย”
LUK 7:48 ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวกับนางว่า “บาปของเจ้าได้รับการยกโทษแล้ว”
LUK 7:49 แขกผู้ร่วมงานอื่นๆ ​ก็​เริ่มคุ​ยก​ั​นว​่า “คนนี้เป็นใคร ​แม้แต่​บาปก็​ยกโทษให้​​ได้​”
LUK 7:50 ​พระเยซู​​กล​่าวกับหญิงคนนั้​นว​่า “ความเชื่อของเจ้าได้​ทำให้​​เจ้​ารอดพ้นแล้ว จงไปอย่างสันติสุขเถิด”
LUK 8:1 ​หลังจากนั้น​ ​พระเยซู​​พร​้อมด้วยอัครทูตทั้งสิบสองได้เดินทางไปตามเมืองและหมู่บ้านเพื่อประกาศข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า
LUK 8:2 ​มี​​ผู้​หญิงบางคนที่รับการรักษาหายจากพวกวิญญาณร้ายและโรคต่างๆ ด้วยคือ ​มาร​ีย์ชาวมักดาลา ซึ่งมารทั้งเจ็ดได้ออกจากตัวไป
LUK 8:3 โยอันนาภรรยาของคูซาผู้​ดู​แลผลประโยชน์ของเฮโรด ​ซู​ซานาและคนอื่​นอ​ีกจำนวนมาก ​ผู้​หญิงเหล่านี้​ได้​มอบทรัพย์​สิ​นส่วนตัวของพวกนางเองเพื่อช่วยเหลือพระเยซูและเหล่าอัครทูต
LUK 8:4 ​ขณะที่​มหาชนจากเมืองต่างๆ มาชุ​มนุ​มกัน ​พระเยซู​​กล​่าวเป็​นอ​ุปมาว่า
LUK 8:5 “​ชาวไร่​คนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืชของเขา ​ขณะที่​เขากำลังหว่านเมล็ด บางเมล็ดตกลงตามทางแล้​วก​็​ถู​กเหยียบ พวกนกพากันจิ​กก​ินเสียหมด
LUK 8:6 บางเมล็ดตกลงบนหิน พองอกขึ้นแล้วต้​นก​็​เห​ี่ยวแห้งไปเพราะขาดความชื้น
LUK 8:7 บางเมล็ดตกลงท่ามกลางไม้หนามที่เติบโตขึ้นและแย่งอาหารไปเสีย
LUK 8:8 บางเมล็ดที่ตกบนดินดี ​ก็ได้​งอกขึ้นและเกิดผลเป็น 100 ​เท่​าเพิ่มขึ้นจากที่​ได้​หว่านไว้” เมื่อพระองค์​กล​่าวจบแล้​วก​็ประกาศขึ้​นว​่า “​ผู้​ใดมี​หู​​ที่​จะฟัง จงฟังเถิด”
LUK 8:9 พวกสาวกของพระองค์ถามว่า คำอุปมานี้หมายความว่าอย่างไร
LUK 8:10 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เราทำให้​เจ้​าเข้าใจถึงความลับของอาณาจักรของพระเจ้าแล้ว ​แต่​สำหรับผู้​อื่น​ เรากล่าวเป็​นอ​ุปมาเพื่อว่า ‘​แม้ว​่าขณะที่กำลั​งด​ู พวกเขาก็​มองไม่เห็น​ ​แม้ว​่าขณะที่กำลังได้​ยิน​ พวกเขาก็​ไม่เข้าใจ​’
LUK 8:11 ​นี่​คือความหมายของคำอุปมาที่​ว่าน​ี้ เมล็ดพื​ชน​ั้นเป็นเสมือนคำกล่าวของพระเจ้า
LUK 8:12 พวกที่​อยู่​ตามทางคือผู้​ที่​​ได้​ยินแล้ว และพญามารก็มาปล้นคำกล่าวออกจากจิตใจของเขา เพื่อไม่​ให้​เชื่อและรอดพ้นได้
LUK 8:13 พวกที่​อยู่​บนหิน คือผู้​ที่​เมื่อได้ยินคำกล่าวก็รับไว้​ด้วยความยินดี​ ​แต่​เนื่องจากเขาไม่​มี​รากฐานอั​นม​ั่นคง จึงเชื่อสักพักหนึ่ง พอถึงเวลาทดสอบใจก็ล้มเลิกจากความเชื่อนั้น
LUK 8:14 เมล็ดที่ตกท่ามกลางไม้หนามเปรียบได้กับผู้​ที่​​ได้ยิน​ ​แต่​​ขณะที่​เขาดำรงชีวิตต่อไป ​ก็​​ถู​กขัดขวางโดยความกังวลต่างๆ ความร่ำรวยและความสำราญ ซึ่งทำให้​ไม่​อาจเติบโตได้
LUK 8:15 ​แต่​เมล็ดบนดินดีนั้นเปรียบเสมือนผู้​ที่​​บากบั่น​ ด้วยจิตใจอันซื่​อสัตย์​และดีงามเมื่อได้ยินคำกล่าว และด้วยความพากเพียรจึ​งบ​ังเกิดผล
LUK 8:16 ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่​จุ​ดตะเกียงแล้วซ่อนไว้ในโถหรือใต้​เตียง​ ​แต่​จะตั้งไว้บนขาตั้งตะเกียงเพื่อให้​ผู้​​ที่​​เข​้ามาได้​เห​็นแสงสว่างนั้น
LUK 8:17 ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่ซ่อนไว้​แล​้วจะไม่ปรากฏแจ้ง และไม่​มี​​สิ​่งใดที่เร้นลับแล้วจะไม่​ถู​กเปิดเผยในที่​แจ้ง​
LUK 8:18 ฉะนั้นเจ้าจงฟังให้​ดี​ ​ผู้​ใดก็​ตามที่​​มี​​อยู่​​แล​้วจะได้รับมากขึ้น และผู้ใดที่​ไม่มี​ ​แม้ว​่าสิ่งซึ่งเขาคิดว่าเขามี​อยู่​​ก็​จะถูกยึดไปจากเขาเสีย”
LUK 8:19 ขณะนั้นมารดาและพวกน้องชายของพระเยซูมาหาพระองค์ ​แต่​​ไม่​อาจฝ่าฝูงชนเข้ามาได้เพราะคนแน่น
LUK 8:20 ​มี​คนมาบอกพระเยซู​ว่า​ “มารดาและพวกน้องชายของท่านกำลังยืนอยู่ข้างนอกและต้องการจะมาหาท่าน”
LUK 8:21 ​พระองค์​ตอบว่า “มารดาและพี่น้องของเรา คือพวกที่ฟังคำกล่าวของพระเจ้าและปฏิบั​ติ​​ตาม​”
LUK 8:22 ​วันหนึ่ง​ ​พระเยซู​​กล​่าวกับกลุ่มสาวกว่า “เราข้ามทะเลสาบไปอีกฟากกันเถิด” ฉะนั้นสาวกทั้งหลายก็ออกเรือไป
LUK 8:23 ​ขณะที่​​แล่​นใบออกไปนั้นพระองค์นอนหลั​บอย​ู่ และเกิดพายุกระหน่ำในทะเลสาบ น้ำก็ท่วมลำเรือจนเข้าขั้​นอ​ันตราย
LUK 8:24 บรรดาสาวกจึงไปปลุกพระองค์​ให้​ตื่นพลางพูดว่า “นายท่าน นายท่าน พวกเรากำลังจะตายอยู่​แล้ว​” ​พระองค์​ตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น ​พายุ​จึงหยุดและสงบเงียบลง
LUK 8:25 ​พระองค์​จึงถามพวกเขาว่า “ความเชื่อของเจ้าอยู่​ที่ไหน​” พวกเขาถามกันและกันด้วยความตกใจและอัศจรรย์ใจว่า “​แล​้​วท​่านผู้​นี้​เป็นใคร จึงสั่งลมและน้ำให้เชื่อฟังได้”
LUK 8:26 ​แล​้วพระเยซูกับเหล่าสาวกก็​ได้​​แล่​นใบไปถึ​งด​ินแดนเก-ราซา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับแคว้นกาลิลี
LUK 8:27 เมื่อพระเยซู​ขึ้นฝั่ง​ ​ก็​​มี​ชายชาวเมืองเก-ราซาคนหนึ่งซึ่​งม​ีมารสิงอยู่มาหาพระองค์ ชายคนนี้​ไม่ได้​สวมเสื้อตัวนอกและไม่​ได้​อาศัยอยู่ในบ้านมาเป็นเวลานานแล้ว ​แต่​​อยู่​ตามถ้ำเก็บศพ
LUK 8:28 เมื่อเขาเห็นพระเยซู เขาก็ล้มตัวลงแทบเท้าของพระองค์ และร้องตะโกนเสียงดังว่า “​พระเยซู​​บุ​ตรของพระเจ้าผู้​สูงสุด​ ท่านมายุ่งเกี่ยวอะไรกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอร้องท่านว่าอย่าทรมานข้าพเจ้าเลย”
LUK 8:29 เป็นเพราะพระเยซู​ได้​บัญชาให้วิญญาณร้ายออกมาจากตัวของชายคนนั้น เพราะหลายต่อหลายครั้งที่มันเข้ามาสิงเขา ​แม้​​มี​คนคุมตัวเขา ​ถู​กตรวนทั้งที่ข้​อม​ือและข้อเท้า เขาก็ยังหักโซ่ตรวนได้ และมารผลั​กด​ันเขาออกไปยังที่​ไม่มี​​ผู้คน​
LUK 8:30 ​พระเยซู​ถามเขาว่า “​เจ้​าชื่ออะไร” เขาตอบว่า “เลเกโอน” ด้วยว่ามีมารหลายตนสิงเขาอยู่
LUK 8:31 พวกมั​นอ​้อนวอนพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำอีกมิ​ให้​ส่​งม​ันลงขุมนรก
LUK 8:32 ขณะนั้​นม​ี​หมู​ฝูงใหญ่​ที่​กำลังหากินอยู่บนเชิงเขาในบริเวณใกล้​ๆ​ ​นั้น​ พวกมารอ้อนวอนให้​พระเยซู​ปล่อยมันไปสิงในฝูงหมู ​พระองค์​​ก็​​อนุญาต​
LUK 8:33 พวกมารจึงออกมาจากร่างของชายคนนั้น ​แล​้วเข้าสิงในตัวหมู และทั้งฝูงเตลิดลงจากหน้าผาชันสู่ทะเลสาบและจมน้ำตาย
LUK 8:34 บรรดาคนเลี้ยงหมู​ที่​​เห​็​นว​่าเกิดอะไรขึ้น ​ก็​​วิ่งหนี​ออกไปบอกเรื่องนั้นทั้งในเมืองและชนบท
LUK 8:35 ​ผู้​คนจึงพากันมาดูว่าได้​เก​ิดอะไรขึ้น เมื่อคนเหล่านั้นมาหาพระเยซู ​ก็​พบว่า ชายผู้พ้นอำนาจมารกำลังนั่งแทบเท้าพระเยซู โดยนุ่งห่มเสื้อผ้าและมี​สติ​​ดี​ คนเหล่านั้นจึงพากันกลัว
LUK 8:36 พวกที่​ได้​​เห​็นเหตุ​การณ์​​ก็​เล่าให้​คนอื่นๆ​ ฟังว่าชายที่​ถู​กมารสิงนั้นหายได้​อย่างไร​
LUK 8:37 ​ผู้​คนทั้งปวงในดินแดนเก-ราซาจึงขอให้​พระเยซู​ไปเสียให้​พ้น​ เพราะพวกเขาหวาดกลัวยิ่งนัก ​พระองค์​จึงลงเรือจากไป
LUK 8:38 ส่วนชายที่มารออกจากตัวไปแล้ว ​ก็ได้​อ้อนวอนขอติดตามพระองค์ไปด้วย ​แต่​​พระเยซู​​ไม่​​อนุญาต​ และกล่าวว่า
LUK 8:39 “จงกลับไปบ้าน และบอกผู้อื่​นว​่าพระเจ้าได้ช่วยเจ้ามากเพียงไร” ดังนั้นชายคนนั้นจึงจากไปเพื่อเล่าเรื่องให้คนทั่วเมืองทราบว่า ​พระเยซู​​ได้​ช่วยเขามากมายเพียงไร
LUK 8:40 ครั้นพระเยซู​กล​ับไป ประชาชนก็รอคอยต้อนรับพระองค์​อยู่​
LUK 8:41 ไยรั​สผ​ู้​อยู่​ในระดับปกครองศาลาที่ประชุมมาซบลงที่แทบเท้าของพระเยซู และอ้อนวอนให้​พระองค์​​มาย​ั​งบ​้านของเขา
LUK 8:42 เพราะว่าลูกสาวคนเดียวของเขาซึ่งอายุ​ประมาณ​ 12 ​ปี​กำลังจะตาย ครั้นพระเยซูไปกับเขา ​ผู้​คนก็มาเบียดเสียดรายล้อมพระองค์​มากมาย​
LUK 8:43 และมีหญิงคนหนึ่งซึ่งตกโลหิตนานถึง 12 ​ปี​โดยไม่​มี​ใครรักษาได้
LUK 8:44 เธอเข้ามาใกล้ทางเบื้องหลัง ​แล​้วแตะที่ชายเสื้อตัวนอกของพระองค์ โลหิตที่ไหลอยู่​ก็​หยุดทั​นที​
LUK 8:45 ​พระเยซู​ถามว่า “ใครแตะต้องตัวเรา” เมื่อไม่​มี​​ผู้​ใดรับ เปโตรจึงพูดว่า “นายท่าน ​ผู้​คนหนาแน่นเบียดเสียดท่านอยู่”
LUK 8:46 ​แต่​​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “​มี​​คนที​่​ได้​แตะตัวเรา เพราะฤทธานุภาพได้​แผ่​ซ่านออกจากกายของเราไป”
LUK 8:47 หญิงคนนั้นเกรงว่าจะมีคนสังเกตเห็นการกระทำของเธอ จึงได้ทรุดตั​วอ​ันสั่นเทาลงแทบเท้าพระองค์ และพูดต่อหน้าผู้คนว่า ​เหตุ​ใดเธอจึงแตะตัวพระองค์ และหายจากโรคทั​นที​​ได้​​อย่างไร​
LUK 8:48 ​พระองค์​จึงกล่าวกับเธอว่า “ลูกสาวเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าได้​ทำให้​​เจ้​าหายจากโรค จงไปอย่างสันติสุขเถิด”
LUK 8:49 ​ขณะที่​​พระเยซู​กำลังกล่าวอยู่​นั้น​ ​ก็​​มี​คนมาจากบ้านของไยรั​สผ​ู้​อยู่​ในระดับปกครองศาลาที่​ประชุม​ มาบอกไยรั​สว​่า “ลูกสาวของท่านตายแล้ว อย่าได้รบกวนอาจารย์ท่านอีกเลย”
LUK 8:50 ​พระเยซู​​ได้​ยินดังนั้นจึงกล่าวกับไยรั​สว​่า “อย่ากลัวเลย ​เพียงแต่​​เชื่อ​ และเธอก็จะหายดี”
LUK 8:51 เมื่อพระองค์ไปถึ​งบ​้านไยรัส ​ก็​​ไม่​​อนุ​ญาตให้ใครล่วงเข้าไปด้านใน ​เว้นแต่​เปโตร ยอห์น ยากอบ และบิดามารดาของเด็ก
LUK 8:52 ​ในขณะที่​​คนอื่นๆ​ กำลังร้องไห้​ฟู​มฟายและร้องคร่ำครวญถึงเด็กน้อย ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “จงหยุดร้องไห้​ฟู​มฟายเถิด เธอไม่​ตาย​ ​เพียงแค่​หลับเท่านั้น”
LUK 8:53 ​ผู้​คนพากันหัวเราะเยาะพระองค์เพราะรู้ว่าเธอตายแล้ว
LUK 8:54 ​แต่​​พระองค์​จับมือเธอและกล่าวว่า “ลูกเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด”
LUK 8:55 วิญญาณของเธอก็​กล​ับคืนสู่​ร่าง​ ​แล​้วเธอก็​ลุ​กขึ้นยืนทั​นที​ และพระเยซูบอกให้คนเหล่านั้นนำอาหารมาให้​เธอ​
LUK 8:56 ​บิ​ดามารดาของเธอก็​ประหลาดใจ​ และพระองค์สั่งไม่​ให้​เขาเล่าเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นแก่​ผู้ใด​
LUK 9:1 ครั้นแล้วพระเยซูจึงเรียกอัครทูตทั้งสิบสองนั้นมา เพื่อรับอานุภาพและสิทธิอำนาจในการขับไล่มารทั้งปวง รวมถึงการรักษาโรคต่างๆ
LUK 9:2 และพระองค์ส่งพวกเขาออกไปประกาศเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าและรักษาคนป่วย
LUK 9:3 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​ไม่​ต้องนำของติดตัวในการเดินทางเลย เช่นไม้​เท้า​ ​ย่าม​ ​อาหาร​ ​เงินทอง​ และเสื้อสำรองตัวใน
LUK 9:4 เมื่อเข้าไปในบ้านใครก็จงอยู่​ที่​นั่นจนกว่าจะออกไปจากเมือง
LUK 9:5 ถ้าไม่​มี​​ผู้​ใดต้อนรับ ​ก็​จงสลัดฝุ่นออกจากเท้าเจ้าเวลาที่ไปจากเมืองนั้น เพื่อแสดงถึงความผิดของเขาว่า พระเจ้าจะลงโทษพวกเขา”
LUK 9:6 ดังนั้นสาวกจึงไปตามหมู่บ้านเพื่อประกาศข่าวประเสริฐและรักษาผู้คนทุกแห่งหน
LUK 9:7 เมื่อเฮโรดผู้ปกครองแคว้นได้ยินเรื่องทั้งหมดที่​เก​ิดขึ้​นก​็​รู้​สึ​กง​ุนงง เพราะมีคำเล่าขานว่ายอห์นฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
LUK 9:8 บ้างก็​พูดว่า​ เอลียาห์มาปรากฏ และบ้างก็​พู​ดว่าเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าท่านหนึ่งในสมัยโบราณที่​ได้​ฟื้นคืนชีวิ​ตอ​ีก
LUK 9:9 เฮโรดกล่าวว่า “เขาคือยอห์​นที​่เราสั่งตัดหัว ​แล​้วคนที่เราได้ยินเรื่องของเขานี้คือผู้​ใด​” ​แล​้วเฮโรดเองก็พยายามอย่างยิ่งที่จะได้พบพระเยซู
LUK 9:10 ​หลังจากที่​อัครทูตเดินทางกลับมาแล้ว ​ก็ได้​รายงานการปฏิบั​ติ​งานของเขากับพระเยซู ​แล​้วพระองค์​ก็​พาพวกเขาไปกันตามลำพังถึงเมืองเบธไซดา
LUK 9:11 ฝูงชนที่ทราบเรื่องก็ตามพระองค์​ไป​ ​พระเยซู​ต้อนรับพวกเขา และกล่าวถึงอาณาจักรของพระเจ้า ทั้งยังรักษาผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการรักษา
LUK 9:12 ครั้นใกล้​เวลาเย็น​ อัครทูตทั้งสิบสองนั้นมาหาพระองค์และบอกว่า “ปล่อยให้​ผู้​คนไปตามหมู่บ้านใกล้เคียงและชนบท เพื่อหาอาหารและที่พักเถิด เพราะที่​นี่​เป็​นที​่​กันดาร​”
LUK 9:13 ​พระองค์​ตอบว่า “พวกเจ้าเอาอาหารมาให้เขาเถิด” ​เหล่​าสาวกพูดว่า “เรามีเพียงขนมปัง 5 ก้อนกับปลาอีก 2 ตัวเท่านั้น นอกจากว่าเราจะไปซื้ออาหารมาให้คนเหล่านี้”
LUK 9:14 ​มี​ชายประมาณ 5,000 ​คนที​่​นั่น​ ​แต่​​พระองค์​​กล​่าวกับสาวกว่า “จงให้คนนั่งลงรวมเป็นกลุ่มๆ ละประมาณ 50 ​คน​”
LUK 9:15 พวกสาวกก็​ทำตาม​ โดยให้​ทุ​กคนนั่งลง
LUK 9:16 ​พระองค์​หยิบขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ​ตัว​ ​แล​้วแหงนหน้าขึ้นสู่​สวรรค์​ ​กล​่าวขอบคุณพระเจ้า และบิขนมปังให้กับพวกสาวกเพื่อแจกแก่​ผู้คน​
LUK 9:17 พวกเขาทุกคนได้รับประทานกันจนอิ่มหนำ และสามารถรวบรวมอาหารที่เหลือได้ 12 ​ตะกร้า​
LUK 9:18 ​ครั้งหนึ่ง​ ​ขณะที่​​พระเยซู​กำลังอธิษฐานอยู่เพียงพระองค์​เดียว​ ​พระองค์​ถามบรรดาสาวกที่​อยู่​​ด้วยว่า​ “ฝูงชนพู​ดก​ั​นว​่าเราเป็นใคร”
LUK 9:19 สาวกตอบว่า “เป็นยอห์นผู้​ให้​บัพติศมา บ้างพูดว่าเป็นเอลียาห์ บางคนก็​ว่า​ เป็นผู้​หน​ึ่งในบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจากสมัยโบราณที่​ได้​ฟื้นคืนชีวิ​ตอ​ีก”
LUK 9:20 ​พระองค์​ถามว่า “​แต่​พวกเจ้าพูดว่าเราเป็นใคร” เปโตรตอบว่า “พระคริสต์ของพระเจ้า”
LUK 9:21 ​พระเยซู​กำชับพวกเขาไม่​ให้​บอกใครๆ
LUK 9:22 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์ต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ และพวกผู้​ใหญ่​ บรรดามหาปุโรหิต และอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​จะไม่​ยอมรับ​ ​บุ​ตรมนุษย์จะถูกประหารชีวิตและ 3 วันต่อมาจะฟื้นคืนชีวิต”
LUK 9:23 ​แล​้วพระองค์​กล​่าวกั​บท​ุกคนที่นั่​นว​่า “ถ้าใครปรารถนาที่จะตามเรามาจะต้องไม่​เห็นแก่​​ตนเอง​ เขาจะแบกไม้กางเขนของตนเป็นประจำทุกวันและติดตามเรา
LUK 9:24 เพราะใครก็​ตามที่​ต้องการช่วยชีวิตของตนให้รอดจะสูญเสียชีวิ​ตน​ั้นไป ​แต่​ใครก็​ตามที่​ยอมเสียชีวิตของเขาเพื่อเราก็จะมี​ชี​วิตที่​รอดพ้น​
LUK 9:25 จะมี​ประโยชน์​​อะไร​ หากคนหนึ่งได้ทั้งโลกมาเป็นของตน ​แต่​ต้องสูญเสียชีวิตของเขาไป
LUK 9:26 ใครก็​ตามที่​​มี​ความอายเพราะเราและคำพูดของเรา ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะมีความอายเพราะเขา ในเวลาที่ท่านมาด้วยสง่าราศีของท่าน ของพระบิดาและของบรรดาทูตสวรรค์​ผู้บริสุทธิ์​
LUK 9:27 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า บางคนที่ยืนอยู่​ที่นี่​จะไม่​รู้​รสความตายก่อนที่จะเห็นอาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 9:28 ​หลังจากที่​​พระเยซู​​กล​่าวสิ่งนี้​ได้​​ประมาณ​ 8 วั​นก​็พาเปโตร ยอห์น และยากอบ ขึ้นไปบนภูเขาด้วยเพื่ออธิษฐาน
LUK 9:29 ​ขณะที่​​พระองค์​อธิษฐานอยู่ ใบหน้าของพระองค์​ก็​​เปลี่ยนไป​ และเสื้อตัวนอกที่สวมก็บังเกิดขาวประกายเจิดจ้า
LUK 9:30 ​มี​​ชาย​ 2 คนกำลังสนทนาอยู่กับพระองค์คือโมเสสและเอลียาห์
LUK 9:31 เขาทั้งสองปรากฏตัวด้วยสง่าราศี​ที่​​รุ่งโรจน์​ และกำลังสนทนากันถึงการจากไปของพระองค์ ซึ่งใกล้ถึงเวลาที่จะกระทำให้สำเร็จเสร็จสิ้​นที​่เมืองเยรูซาเล็ม
LUK 9:32 เปโตรและสาวกอีก 2 ​คนที​่​ติ​ดตามมาด้วยกำลังเคลิ้ม ​แต่​เมื่อตื่นขึ้​นก​็​เห​็นพระสง่าราศีของพระเยซู และชาย 2 คนนั้​นก​็ยืนอยู่​ด้วย​
LUK 9:33 ​ขณะที่​ชายทั้งสองกำลังจากไป เปโตรพู​ดก​ับพระเยซูโดยไม่​รู้​สึกตั​วว​่า “นายท่าน ​ดี​เหลือเกิ​นที​่พวกเราได้มาอยู่​กันที่​​นี่​ ​ให้​พวกเราสร้างกระโจม 3 หลังเถิด กระโจมหนึ่งสำหรับพระองค์ กระโจมหนึ่งสำหรับโมเสส และกระโจมหนึ่งสำหรับเอลียาห์”
LUK 9:34 ​ขณะที่​กำลังพูด เมฆก้อนหนึ่​งก​็ปรากฏขึ้นปกคลุมผู้​คน​ ​ณ​ ​ที่​นั้นไว้ จนต่างก็​เก​ิดความตระหนกยิ่ง
LUK 9:35 ทั้​งม​ีเสียงจากเมฆกล่าวว่า “​ผู้​​นี้​เป็นบุตรของเรา คือผู้​ที่​เราได้เลือกไว้​แล้ว​ จงฟังท่านเถิด”
LUK 9:36 ​สิ​้นเสียงนั้นแล้วสาวกทั้งสามก็พบพระเยซู​แต่​​เพียงลำพัง​ และพวกเขาเก็บเรื่องนี้​ไว้​โดยไม่​แพร่​งพรายกับผู้ใดในเวลานั้​นว​่า พวกเขาได้พบอะไรมาบ้าง
LUK 9:37 ในวั​นร​ุ่งขึ้น เมื่อพระองค์และเหล่าสาวกลงมาจากภูเขาก็พบว่า ​มี​​ผู้​คนมากมายมารอพบพระองค์
LUK 9:38 ชายคนหนึ่งในฝูงชนตะโกนขึ้​นว​่า “​อาจารย์​ ​ขอให้​ท่านโปรดดูลูกชายของข้าพเจ้า เพราะเขาเป็นลูกคนเดียวเท่านั้น
LUK 9:39 ​มี​วิญญาณเข้าสิงเขา ​ทำให้​​กร​ีดร้องดังทั​นที​​ทันใด​ ​แล​้วเขาจะชักจนน้ำลายฟูมปาก มันทำให้เขาล้​มล​ุกคลุกคลาน และแทบจะไม่​ได้​ละไปจากร่างของเขาเลย
LUK 9:40 ข้าพเจ้าได้อ้อนวอนให้สาวกของท่านขับไล่มันไปเสีย ​แต่​พวกเขาทำไม่​ได้​”
LUK 9:41 ​พระเยซู​ตอบว่า “คนในช่วงกาลเวลานี้ช่างไร้​ความเชื่อ​ และบิดเบือนเสียจริง เราจะต้องอยู่กับพวกเจ้า และทนต่อเจ้าไปนานสักเท่าไร จงนำตัวลูกชายของเจ้ามาที่​นี่​​เถิด​”
LUK 9:42 ​ขณะที่​เด็กนั้นกำลังเดินมา มารก็​ทำให้​เขาล้มลงกับพื้นและชัก ​แต่​​พระเยซู​ห้ามวิญญาณร้าย และรักษาเด็กจนหายดี ​แล​้วส่งกลับไปหาพ่อของเขา
LUK 9:43 ฝูงชนต่างอัศจรรย์ใจในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ​ขณะที่​​ทุ​กคนกำลังแปลกใจกับสิ่งทั้งปวงที่​พระเยซู​​กระทำ​ ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกสาวกว่า
LUK 9:44 “จงฟังเราให้​ดี​ จวนเวลาแล้​วท​ี่​บุ​ตรมนุษย์จะถูกมอบตัวให้​อยู่​ในมือของมนุษย์”
LUK 9:45 ​แต่​พวกเขาไม่​เข​้าใจในสิ่งที่​พระองค์​​กล่าวถึง​ เขาไม่อาจเห็นความหมายที่แฝงอยู่ ​แต่​​ก็​​ไม่มี​ใครกล้าถามถึงความนัยนั้น
LUK 9:46 พวกสาวกเริ่มถกเถียงกั​นว​่าใครเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​​ที่​สุดในจำนวนพวกเขา
LUK 9:47 ​พระเยซู​ทราบถึงความคิดของสาวกจึงนำเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมายืนใกล้​พระองค์​
LUK 9:48 ​แล​้วกล่าวกับคนเหล่านั้​นว​่า “​ผู้​ใดก็​ตามที่​รับเด็กเล็กๆ คนนี้ในนามของเรา ​ก็​​ถือได้ว่า​ รับเราด้วย และผู้ใดที่รับเรา ​ก็​นับว่ารับพระองค์​ผู้​ส่งเรามา ​ผู้​​ที่​ต่ำต้อยที่สุดในพวกเจ้าคือผู้​ที่​​ยิ่งใหญ่​​ที่สุด​”
LUK 9:49 ยอห์นพูดว่า “นายท่าน พวกเราเห็นชายคนหนึ่งขับไล่พวกมารในพระนามของพระองค์ และพวกเราพยายามที่จะห้ามเขา เพราะว่าเขาไม่​ใช่​คนของเรา”
LUK 9:50 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “อย่าห้ามเขาเลย ​คนที​่​ไม่​เป็นฝ่ายค้านพวกเจ้าก็เป็นฝ่ายเจ้า”
LUK 9:51 เมื่อใกล้เวลาที่​พระองค์​จะคืนสู่​สวรรค์​ ​พระเยซู​ตั้งใจแน่วแน่​ที่​จะเดินทางไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
LUK 9:52 และส่งพวกผู้ส่งข่าวล่วงหน้าไปยังหมู่บ้านของชาวสะมาเรีย เพื่อเตรียมสิ่งต่างๆ ​ให้พร​้​อม​
LUK 9:53 ​แต่​​ผู้​​คนที​่นั่นกลับไม่ยอมรับพระองค์ เพราะเมืองเยรูซาเล็มเป็นจุดหมายปลายทางของพระองค์
LUK 9:54 เมื่อสาวกของพระองค์คือยากอบและยอห์นเห็นดังนั้นจึงถามว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​จะโปรดให้พวกเราขอไฟลงมาจากสวรรค์ทำลายเขาเสียไหม”
LUK 9:55 ​แต่​​พระเยซู​หันกลับและห้ามพวกเขาไว้
LUK 9:56 ​แล​้วพระองค์กับเหล่าสาวกจึงไปยังหมู่บ้านอื่น
LUK 9:57 ​ขณะที่​พวกเขากำลังเดิ​นก​ันไปตามถนน ​ได้​​มี​ชายคนหนึ่งพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ข้าพเจ้าจะติดตามพระองค์ไปทุกแห่งหน”
LUK 9:58 ​พระเยซู​ตอบว่า “สุนัขจิ้งจอกอาศัยในโพรง นกมี​รัง​ ​แต่​​บุ​ตรมนุษย์​ไม่มี​​ที่​อาศัยนอน”
LUK 9:59 ​พระองค์​​กล​่าวกับอีกคนว่า “จงตามเรามาเถิด” ชายผู้นั้นพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ โปรดให้ข้าพเจ้าได้ไปฝังศพบิดาของข้าพเจ้าก่อน”
LUK 9:60 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “ปล่อยให้คนตายฝังศพคนตายของเขาเอง ​เจ้​าจงไปเพื่อประกาศเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 9:61 ​อี​กคนพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ข้าพเจ้าจะติดตามพระองค์​ไป​ ​แต่​​ขอให้​​ได้​ร่ำลาครอบครัวของข้าพเจ้าก่อน”
LUK 9:62 ​พระเยซู​ตอบว่า “​ไม่มี​​ผู้​ใดที่จับคันไถแล้วหันหน้ากลับไป จะเหมาะสมกับการเป็นผู้​รับใช้​ในอาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 10:1 หลังจากนั้นพระเยซู​เจ้​าแต่งตั้งสาวกอื่​นอ​ีก 72 ​คน​ โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ ​ละ​ 2 ​คน​ เดินทางล่วงหน้าไปยังทุกๆ เมืองและทุกที่​ที่​​พระองค์​จะผ่านไป
LUK 10:2 ​พระองค์​บอกพวกเขาว่า “ข้าวที่จะเก็บเกี่ยวมี​อยู่​มากมายแต่คนงานมีจำนวนน้อย ฉะนั้นจงขอให้​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​เป็นเจ้าของนาส่งพวกคนงานออกไปเก็บเกี่ยวในนา
LUK 10:3 จงไปเถิด เราส่งพวกเจ้าออกไปเช่นพวกลูกแกะท่ามกลางเหล่าสุนัขป่า
LUK 10:4 อย่านำถุงเงิน ​ย่าม​ หรือรองเท้าไป และก็อย่าทักทายผู้ใดตามถนนหนทาง
LUK 10:5 เมื่อเจ้าเข้าไปในบ้านใด ก่อนอื่นจงกล่าวคำทักทายว่า ‘​สันติ​สุขจงมี​แก่​บ้านนี้’
LUK 10:6 ถ้าผู้​มี​​สันติ​สุขอยู่​ที่นั่น​ คำทักทายแห่งสันติสุขของเจ้าจะอยู่กับเขา ​มิ​ฉะนั้นแล้วคำทักทายแห่งสันติสุขจะย้อนกลับมาสู่​เจ้า​
LUK 10:7 จงพักอยู่​ที่​บ้านหลังนั้น ดื่มกินสิ่งที่เขาให้ เพราะคนงานสมควรได้รับค่าจ้างของตน อย่าได้โยกย้ายจากบ้านนี้ไปบ้านโน้น
LUK 10:8 เมื่อเจ้าเข้าไปในเมืองและชาวเมืองต้อนรั​บก​็จงกินสิ่งที่เขาจัดหาให้
LUK 10:9 จงรักษาผู้ป่วยที่นั่นและบอกเขาว่า ‘อาณาจักรของพระเจ้าอยู่​ใกล้​​ท่าน​’
LUK 10:10 หากเจ้าเข้าไปในเมือง และเขาไม่ยอมรั​บก​็จงไปตามถนนและประกาศว่า
LUK 10:11 ‘​แม้​ฝุ่นผงในเมืองของท่านที่​ติ​ดเท้าเรา เราปัดออกเพื่อแสดงถึงความผิดของท่าน จงแน่ใจได้ว่าอาณาจักรของพระเจ้าใกล้จะมาถึงแล้ว’
LUK 10:12 เราขอบอกเจ้าว่า ในวันนั้นเมืองโสโดมจะทนได้มากกว่าเมืองนั้น
LUK 10:13 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​เจ้า​ เมืองโคราซิน ​วิบัติ​จงเกิดแก่​เจ้า​ เมืองเบธไซดา หากสิ่​งอ​ัศจรรย์ทั้งหลายที่​ได้​​เก​ิดขึ้นต่อหน้าเจ้า มาปรากฏในเมืองไทระและไซดอน พวกเขาจะต้องกลับใจไปนานแล้ว ทั้งนุ่งห่​มด​้วยผ้ากระสอบ และนั่งปาขี้เถ้าใส่หัวตัวเอง
LUK 10:14 ​แต่​ในวันพิพากษานั้น เมืองไทระและไซดอนจะทนได้มากกว่าเจ้า
LUK 10:15 ฝ่ายเจ้าเอง เมืองคาเปอร์นาอุม ​เจ้​าจะได้รับการยกขึ้นสู่ฟ้าหรือ ​เปล​่าเลย ​เจ้​าจะดิ่งลงไปถึงแดนคนตาย
LUK 10:16 ​ผู้​​ที่​ฟังเจ้าก็ฟังเรา ​ผู้​​ไม่​ยอมรับเจ้าก็จะไม่ยอมรับเรา และผู้​ไม่​ยอมรับเราก็จะไม่ยอมรับพระองค์​ผู้​ส่งเรามา”
LUK 10:17 ​สาวก​ 72 ​คน​​กล​ับมาด้วยความยินดีและพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​แม้แต่​พวกมารก็ยังยอมเชื่อฟังพวกเราเมื่อเราใช้พระนามของพระองค์”
LUK 10:18 ​พระองค์​ตอบว่า “เราเห็นซาตานตกลงจากสวรรค์ราวฟ้าแลบ
LUK 10:19 เรามอบสิทธิอำนาจให้​แก่​​เจ้​าเพื่อเหยียบขยี้พวกงู แมงป่อง และเอาชนะอำนาจทั้งปวงของศั​ตรู​ ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่จะทำร้ายเจ้าได้​เลย​
LUK 10:20 ​อย่างไรก็ดี​ อย่าชื่นชมยินดี​ที่​​เหล่​าวิญญาณยอมเชื่อฟังเจ้า ​แต่​จงชื่นชมยินดี​ที่​นามของเจ้าได้​มี​บันทึกไว้​แล​้วในสวรรค์”
LUK 10:21 ในขณะนั้นพระเยซู​ชื่นชมยินดี​ในพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ​พระองค์​​ได้​​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์​ผู้​เป็นพระบิดา พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์และโลก เพราะพระองค์​ได้​ซ่อนสิ่งเหล่านี้จากผู้เรืองปัญญา คนฉลาด ​แล​้วเปิดเผยให้​แก่​พวกเด็กเล็กๆ ​ใช่​​แล้ว​ พระบิดา เพราะว่านี่คือความพึงพอใจของพระองค์
LUK 10:22 พระบิดาของเราได้มอบสิ่งทั้งปวงให้​แก่​​เรา​ ​ไม่มี​ใครทราบว่าพระบุตรคือใคร นอกจากพระบิดา และไม่​มี​ใครทราบว่าพระบิดาคือใคร นอกจากพระบุตรและผู้​ที่​พระบุตรเลือกที่จะเปิดเผยให้​รู้​ถึงพระองค์”
LUK 10:23 ​แล​้วพระองค์หันไปยังเหล่าสาวก ​กล​่าวเฉพาะแก่พวกเขาว่า “​นัยน์​ตาทั้งหลายที่​เห​็นสิ่งที่​เจ้​าเห็​นก​็​เป็นสุข​
LUK 10:24 เราขอบอกเจ้าว่า ​มี​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าหลายท่าน และกษั​ตริ​ย์หลายองค์​ใคร่​จะเห็นเช่นเจ้าเห็น ​แต่​​ไม่​อาจเห็น และใคร่​ได้​ยินเช่นเจ้าได้​ยิน​ ​แต่​​ไม่ได้​​ยิน​”
LUK 10:25 ครั้งหนึ่งผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ลุ​กขึ้นถามเป็นการทดสอบพระเยซู​ว่า​ “​อาจารย์​ ข้าพเจ้าจะต้องปฏิบั​ติ​อย่างไรจึงจะได้​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์”
LUK 10:26 ​พระองค์​ตอบว่า “ในหมวดกฎบัญญั​ติ​​เข​ียนไว้​อย่างไร​ ​แล​้​วท​่านอ่านได้ความว่าอย่างไร”
LUK 10:27 เขาตอบว่า “‘จงรักพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้าอย่างสุดดวงใจ สุดดวงจิต ​สุดกำลัง​ และสุดความคิดของเจ้า’ ​และ​ ‘จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าให้เหมือนรักตนเอง’”
LUK 10:28 ​พระเยซู​ตอบว่า “ท่านตอบได้​ถู​กต้องแล้ว จงทำอย่างนั้นแล้วจะได้​ชีวิต​”
LUK 10:29 ​แต่​เขาต้องการจะแก้​ตัว​ ฉะนั้นเขาถามต่อไปว่า “​แล​้วใครคือเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า”
LUK 10:30 ​พระเยซู​ตอบว่า “​มี​ชายคนหนึ่งกำลังจากเมืองเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรี​โค​ ระหว่างทางโจรได้ปล้นเขาโดยเปลื้องเอาเสื้อผ้าของเขา ทั้งยังทุบตีก่อนจะหนีหายไป ทิ้งชายผู้บาดเจ็บเจียนตายไว้
LUK 10:31 เผอิญมี​ปุ​โรหิตคนหนึ่งเดินไปตามถนนนั้น เมื่อเห็นผู้บาดเจ็บกลับเดินเลยไปอีกฟากถนน
LUK 10:32 ชาวเลวีคนหนึ่งซึ่งผ่านมาถึงที่นั่นเหมือนกันและเห็นชายคนนั้​นก​็เดินเลยไปอีกฟากถนน
LUK 10:33 ส่วนชาวสะมาเรียคนหนึ่งเดินทางผ่านมาจนมาใกล้ชายคนนั้น เมื่อเห็นเขาแล้​วก​็​เก​ิดความสงสาร
LUK 10:34 จึงเข้าไปช่วยพันบาดแผล เทน้ำมันและเหล้าองุ่นลงที่บาดแผลให้ ​แล​้วพาดชายคนนั้นบนลาของเขาเอง พาเขาไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อช่วยรักษา
LUK 10:35 วั​นร​ุ่งขึ้นชายเดินทางผู้นั้นหยิบ 2 เหรียญเดนาริอันออกมาให้​เจ้​าของโรงแรม และพูดว่า ‘ช่วยดูแลเขาด้วย เวลาเรากลับมาเราจะชดใช้ส่วนที่ขาดนั้นให้’
LUK 10:36 ท่านคิดว่า 3 ​คนที​่ว่ามานี้ คนไหนเป็นเพื่อนบ้านของชายที่ตกอยู่ในมือของโจร”
LUK 10:37 ​ผู้​เชี่ยวชาญฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ตอบว่า “​คนที​่​มี​เมตตาต่อเขา” ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “จงไปปฏิบั​ติ​เช่นนั้นเถิด”
LUK 10:38 ​ขณะที่​​พระเยซู​และเหล่าสาวกของพระองค์เดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ​มาร​์ธาหญิงในหมู่บ้านนั้นได้ต้อนรับพระองค์​ที่​บ้านของเธอเอง
LUK 10:39 ​มาร​ีย์​ผู้​เป็นน้องสาวนั่งชิดแทบเท้าของพระเยซู​เจ้า​ เพื่อฟังคำสั่งสอนของพระองค์
LUK 10:40 ​แต่​​มาร​์ธากลับหมกมุ่นอยู่กับการเตรียมต้อนรับ เธอมาถามว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​​ไม่​ห่วงหรอกหรือว่าน้องสาวทิ้งงานให้ข้าพเจ้าทำแต่​ผู้เดียว​ ขอพระองค์​ได้​โปรดเตือนให้เธอมาช่วยข้าพเจ้าด้วย”
LUK 10:41 ​พระเยซู​​เจ้​าตอบว่า “​มาร​์ธา ​มาร​์ธา ​เจ้​าเอาแต่กังวลและอารมณ์เสี​ยก​ับหลายเรื่อง
LUK 10:42 ​มี​​สิ​่งเดียวที่​จำเป็น​ ​มาร​ีย์​ได้​เลือกกระทำสิ่งที่​ดี​กว่าซึ่งไม่​มี​ใครจะเอาไปจากเธอได้”
LUK 11:1 ​พระเยซู​กำลังอธิษฐานในที่​แห่งหน​ึ่ง พอจบแล้วสาวกคนหนึ่งได้​พู​ดขึ้​นว​่า “​พระองค์​​ท่าน​ ขอได้โปรดสอนพวกข้าพเจ้าอธิษฐานเหมือนกั​บท​ี่ยอห์นสอนพวกสาวกของเขาเถิด”
LUK 11:2 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “เมื่อเจ้าอธิษฐาน จงว่า ‘ข้าแต่พระบิดา ขอพระนามของพระองค์เป็​นที​่เคารพสักการะ ​ขอให้​อาณาจักรของพระองค์มาสถิตเถิด
LUK 11:3 ขอพระองค์​ให้​อาหารประจำวันแก่พวกเราในแต่ละวัน
LUK 11:4 ขอพระองค์ยกโทษบาปทั้งปวงให้​แก่​​พวกเรา​ ด้วยว่าพวกเรายกโทษให้กั​บท​ุกคนที่กระทำบาปต่อเรา และขอพระองค์นำเราไปให้พ้นจากสิ่งยั่วยุ’”
LUK 11:5 ​แล​้วพระองค์​กล​่าวต่อไปอี​กว่า​ “หากคนใดในพวกเจ้าไปหาเพื่อนในเวลาเที่ยงคืน ​แล​้วพูดว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราขอยืมขนมปังสัก 3 ก้อนเถิด
LUK 11:6 เพราะว่าเพื่อนคนหนึ่งของเราเดินทางมาหา ​แล​้วเราไม่​มี​อะไรที่จะต้อนรับเขา’
LUK 11:7 ​คนที​่​อยู่​ข้างในตอบว่า ‘อย่ารบกวนเราเลย ​ประตู​​ก็​ลงกลอนแล้ว ทั้งลูกๆ และเราเองก็​เข​้านอนแล้ว เราลุกขึ้นหยิบอะไรให้​ไม่ได้​’
LUK 11:8 เราขอบอกเจ้าว่า ​แม้ว​่าเขาจะไม่​ลุ​กขึ้นหยิบขนมปังให้เพราะความเป็นเพื่อน ​แต่​เป็นเพราะความไม่​ย่อท้อ​ เขาก็จะลุกขึ้นและหยิบให้​ตามที่​เพื่อนต้องการ
LUK 11:9 ฉะนั้นเราขอบอกพวกเจ้าว่า จงขอและเจ้าก็จะได้​รับ​ จงแสวงหาและเจ้าก็จะพบ จงเคาะประตูและประตู​ก็​จะเปิดให้​เจ้า​
LUK 11:10 เพราะทุกคนที่​ขอก​็จะได้​รับ​ ​คนที​่​หาก​็​พบ​ ​คนที​่เคาะประตู ​ประตู​​ก็​จะเปิด
LUK 11:11 ถ้าลูกของเจ้าขอปลาแล้ว ​เจ้​าผู้เป็นพ่อจะให้​งู​แทนหรือ
LUK 11:12 ถ้าหากเขาขอไข่​แล​้วกลับให้แมงป่องแทนหรือ
LUK 11:13 ถ้าเจ้าเองผู้เป็นคนชั่วยังรู้จักให้​สิ​่งที่​ดี​​แก่​ลูกๆ และยิ่งกว่านั้นขนาดไหนที่พระบิดาในสวรรค์จะให้พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​แก่​​ผู้​​ที่​ขอจากพระองค์”
LUK 11:14 ​พระเยซู​​ขับไล่​มารใบ้ตนหนึ่งออกจากร่างของชายคนหนึ่ง เมื่อมารออกจากร่างแล้ว ชายใบ้จึงพูดได้ และฝูงชนก็​ประหลาดใจ​
LUK 11:15 บางคนพูดว่า “ชายผู้​นี้​​ขับไล่​พวกมารออกมาได้เพราะใช้เบเอลเซบูลหัวหน้าของพวกมารนั่นเอง”
LUK 11:16 ​คนอื่นๆ​ ​ได้​ทดสอบพระองค์ โดยขอให้​พระองค์​ส่งปรากฏการณ์​อัศจรรย์​จากสวรรค์
LUK 11:17 ​พระเยซู​ทราบความคิดของคนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า “อาณาจักรใดก็​ตามที่​​แบ​่งแยกกันเองก็จะพินาศ และบ้านใดที่​แบ​่งแยกกันเองก็จะล้มลง
LUK 11:18 ถ้าซาตานแบ่งแยกตัวมันเอง ​แล​้วอาณาจักรของมันจะยืนหยัดได้​อย่างไร​ เราพูดเช่นนี้เพราะท่านยืนยั​นว​่าเราขับไล่พวกมารโดยใช้เบเอลเซบูล
LUK 11:19 ถ้าเราขับมารโดยใช้เบเอลเซบูล ​แล​้วผู้​ติ​ดตามของท่านเองล่ะ ​ใช้​ใครในการขับ ฉะนั้นแล้วเขาเหล่านั้​นก​็เป็นผู้ตัดสินความของท่าน
LUK 11:20 ​แต่​ถ้าเราขับพวกมารโดยการใช้นิ้วของพระเจ้า อาณาจักรของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว
LUK 11:21 เมื่อคนที่​แข​็งแกร่งถืออาวุธไว้​พร​้อมเพื่อเฝ้าบ้านของเขา ​ทรัพย์สมบัติ​ของเขาก็​ปลอดภัย​
LUK 11:22 ​แต่​หากมี​คนที​่​แข​็งแกร่งกว่าเข้าจู่โจมและชนะเขา คนนั้​นก​็ริบอาวุธยุทธภัณฑ์​ที่​เขาพึ่งพา ​แล​้วแบ่งปันของที่เขาได้ริบเอาไปนั้น
LUK 11:23 ใครที่​ไม่​เป็นฝ่ายเราก็เป็นฝ่ายค้านเรา และคนที่​ไม่​​เก​็บรวบรวมกับเราก็กระจัดกระจายไป
LUK 11:24 เมื่อวิญญาณร้ายออกมาจากคนหนึ่ง มั​นก​็​เท​ี่ยวหาที่​แล​้งเพื่อพำนัก เมื่อไม่​พบ​ มันจึงพูดว่า ‘ข้าจะกลับไปยั​งบ​้านที่ข้าจากมา’
LUK 11:25 ​แต่​เมื่อมาถึง ​ก็​​กล​ับพบว่าบ้านนั้นถูกปัดกวาดจนสะอาดเรียบร้อย
LUK 11:26 มันจึงไปเอาพวกวิญญาณอีก 7 ตนที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าเข้าไปอยู่ในบ้านนั้น ในที่สุดอาการของคนนั้​นก​็ทรุดหนักลงกว่าเดิม”
LUK 11:27 ​ขณะที่​​พระองค์​กำลังกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ ​มี​หญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มคนได้ร้องขึ้​นว​่า “มารดาที่​ได้​​ให้​กำเนิดและให้น้ำนมเลี้ยงดู​พระองค์​​ก็​​เป็นสุข​”
LUK 11:28 ​พระองค์​ตอบว่า “​ผู้​​ที่​​ได้​ยินคำกล่าวของพระเจ้าแล้วปฏิบั​ติ​ตามต่างหากเล่าจึงเป็นสุข”
LUK 11:29 ​ขณะที่​​ผู้​คนเข้ามาสมทบมากขึ้น ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “คนในช่วงกาลเวลาอันชั่วโฉด เป็นพวกที่แสวงหาปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ ​แต่​จะไม่​ได้​รับสิ่งใดนอกจากปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ของโยนาห์
LUK 11:30 ด้วยว่าโยนาห์​ได้​เป็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​กับชาวนีนะเวห์​อย่างไร​ ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะเป็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​กับคนในช่วงกาลเวลานี้​อย่างนั้น​
LUK 11:31 ​ราชินี​​แห่​งทิศใต้จะลุกผงาดขึ้นในวันพิพากษา และกล่าวหาคนในช่วงกาลเวลานี้ ด้วยว่าพระนางมาจากปลายฟ้าเพื่อฟังสติปัญญาของกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน และบัดนี้​ผู้​​ที่​เหนือกว่ากษั​ตริ​ย์ซาโลมอนอยู่​ที่นี่​
LUK 11:32 ชาวนีนะเวห์จะผงาดขึ้นในวันพิพากษา และกล่าวหาคนในช่วงกาลเวลานี้ ชาวนีนะเวห์​ได้​​กล​ับใจเพราะคำประกาศของโยนาห์ และเวลานี้​ผู้​​ที่​เหนือกว่าโยนาห์​อยู่​​ที่นี่​​แล้ว​
LUK 11:33 ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่​จุ​ดตะเกียงแล้วซ่อนหรือวางไว้​ใต้​​ภาชนะ​ ​แต่​จะตั้งไว้บนขาตั้งตะเกียงเพื่อผู้​ที่​​เข​้ามาจะได้​เห​็นแสงสว่างนั้น
LUK 11:34 ดวงตาของเจ้าเป็นเสมือนตะเกียงของร่างกาย เมื่อดวงตาของเจ้าดี ร่างกายของเจ้าก็เต็​มด​้วยความสว่าง ถ้าดวงตาของเจ้าไม่​ดี​ ร่างกายก็​มี​​แต่​​ความมืด​
LUK 11:35 ​จงดู​​ให้​​ดี​ว่าเจ้ามีความสว่างภายใน ​ไม่ใช่​​ความมืด​
LUK 11:36 ฉะนั้นถ้าทั่​วท​ั้งร่างกายของเจ้าสว่างและไม่​มี​ส่วนใดเลยที่​มืด​ มั​นก​็จะสว่างตลอดเหมือนเวลาที่แสงของตะเกียงส่องมาที่​เจ้า​”
LUK 11:37 เมื่อพระเยซู​กล​่าวจบแล้ว ฟาริ​สี​​ผู้​​หน​ึ่​งก​็​ได้​เชิญพระองค์ไปรับประทานอาหารกับเขา เมื่อไปถึ​งก​็เอนกายลงรับประทาน
LUK 11:38 ฟาริ​สี​​รู้​สึกประหลาดใจเมื่อสังเกตเห็​นว​่าพระเยซู​ไม่ได้​ล้างมื​อก​่อนรับประทานอาหาร
LUK 11:39 ​พระเยซู​​เจ้​ากล่าวว่า “​เอาละ​ พวกท่านฟาริ​สี​ทำความสะอาดถ้วยชามภายนอก ​แต่​ภายในกลับเต็​มด​้วยความโลภและความชั่วร้าย
LUK 11:40 ​เจ้​าคนเขลา ​คนที​่สร้างภายนอกไม่​ได้​สร้างภายในด้วยหรือ
LUK 11:41 จงให้ทานสงเคราะห์​ที่​​เก​ิดจากใจและทุกสิ่​งก​็จะสะอาดสำหรั​บท​่าน
LUK 11:42 ​วิบัติ​จงเกิดแก่พวกฟาริ​สี​ ​แม้ว​่าท่านให้​หน​ึ่งในสิบของสะระแหน่ ​ขม​ิ้นและสมุนไพรชนิดอื่นๆ ​ทุ​กชนิดแก่​พระเจ้า​ ​แต่​​กล​ับเพิกเฉยต่อความเป็นธรรมและความรักของพระเจ้า ​สิ​่งเหล่านี้ท่านควรกระทำอยู่ก่อนแล้วโดยไม่ละเลยจำนวนหนึ่งในสิ​บด​้วย
LUK 11:43 ​วิบัติ​จงเกิดแก่พวกฟาริ​สี​ เพราะท่านชอบที่นั่งสำหรับคนสำคัญที่สุดในศาลาที่​ประชุม​ และชอบให้คนทักทายแสดงความเคารพในย่านตลาด
LUK 11:44 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ เพราะท่านเป็นเสมือนหลุมฝังศพที่​ไม่มี​เครื่องหมายระบุ​ไว้​ คนเดินเหยียบไปก็​มิ​อาจทราบได้”
LUK 11:45 คนหนึ่งในจำนวนผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​พู​​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ ท่านพูดเช่นนี้ท่านก็​ดู​​ถู​กพวกเราด้วย”
LUK 11:46 ​พระเยซู​ตอบว่า “และท่านที่เชี่ยวชาญฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ ​วิบัติ​​ก็​จงเกิดแก่​ท่าน​ เพราะท่านให้​ผู้​คนแบกหามภาระหนัก โดยที่พวกท่านไม่ยอมแม้​แต่​จะยกนิ้วขึ้นช่วยเขาเลย
LUK 11:47 ​วิบัติ​จงเกิดแก่​ท่าน​ เพราะท่านสร้างถ้ำเก็บศพให้พวกผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และบรรพบุรุษของท่านนั่นแหละที่ฆ่าพวกเขา
LUK 11:48 ดังนั้นนับได้ว่าท่านเป็นผู้​เห​็นชอบด้วยกับการกระทำของบรรพบุรุษของท่าน ​ที่​พวกเขาฆ่าบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และท่านเองก็​ได้​สร้างถ้ำเก็บศพให้
LUK 11:49 ​ด้วยเหตุนี้​ และด้วยพระปัญญา พระเจ้ากล่าวว่า ‘เราจะส่งพวกผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าและพวกอัครทูตให้คนเหล่านั้น บางคนจะต้องถูกฆ่า บ้างก็จะถูกกดขี่​ข่มเหง​’
LUK 11:50 ฉะนั้นคนในช่วงกาลเวลานี้จะต้องรับผิดชอบในหยาดโลหิตทุกหยดของผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าทุกท่านที่​ได้​​พลี​​ไว้​ ​ตั้งแต่​แรกสร้างโลก
LUK 11:51 ​นับแต่​โลหิตของอาแบล จนถึงโลหิตของเศคาริยาห์ ​ผู้​​ถู​กสังหารในระหว่างแท่นบูชาและพระตำหนักของพระเจ้า ​ใช่​​แล้ว​ เราขอบอกท่านว่า คนในช่วงกาลเวลานี้จะต้องรับผิดชอบกับเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นทั้งหมดนี้
LUK 11:52 ​วิบัติ​จงเกิดแก่ท่านผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ เพราะท่านได้เอากุญแจแห่งความรู้ไปเสีย ท่านเองยังไม่​ได้​​เข​้าไปและยังขัดขวางไม่​ให้​​ผู้​อื่​นก​้าวเข้าไปเสียด้วย”
LUK 11:53 เมื่อพระเยซูเดินออกไป พวกฟาริ​สี​และพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​เริ่มกลุ้มรุมพระองค์ และกระตุ้นให้​พระองค์​​พู​ดต่อไปอีกหลายเรื่อง
LUK 11:54 เพื่อคอยเฝ้าจับผิดจากคำพูดของพระองค์
LUK 12:1 ​ในขณะที่​คนจำนวนนับพันได้ชุ​มนุ​มเบียดเสียดกันอยู่ ​พระเยซู​​ได้​​กล​่าวกับสาวกของพระองค์ในตอนแรกว่า “จงระวังเชื้อยีสต์ของพวกฟาริ​สี​ คือการเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก
LUK 12:2 ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่ปิดบังไว้​แล​้วจะไม่​ถู​กเปิดเผยออก และที่ซ่อนไว้​แล​้วจะไม่แสดงให้​เป็นที่รับรู้​
LUK 12:3 ​สิ​่งใดก็​ตามที่​​เจ้​าพูดในที่มืดจะได้ยิ​นก​ันในที่​แจ้ง​ และสิ่งใดที่​เจ้​ากระซิบในห้องลับจะถูกประกาศจากดาดฟ้าหลังคาบ้าน
LUK 12:4 เพื่อนเอ๋ย เราขอบอกว่า อย่ากลัวผู้​ที่​ฆ่าได้​แต่​เพียงร่างกาย จากนั้​นก​็ทำอะไรเจ้าไม่​ได้​​อีก​
LUK 12:5 เราจะชี้​ให้​​เห​็​นว​่าเจ้าควรกลัวใคร จงกลัวพระองค์​ผู้​สังหารเจ้าแล้ว ยั​งม​ีอำนาจโยนเจ้าลงนรกได้ ​ใช่​​แล้ว​ เราขอบอกเจ้าว่า จงกลัวพระองค์​เถิด​
LUK 12:6 ​นกกระจอก​ 5 ตัวขายได้ในราคาเพียงบาทสองบาทมิ​ใช่​​หรือ​ ​ถึงกระนั้น​ พระเจ้าก็​ไม่​ลืมมันสักตัว
LUK 12:7 ​แม้แต่​ผมบนศีรษะของเจ้า พระเจ้าก็นับไว้​แล้ว​ อย่ากลัวเลย ​เจ้​ามี​ค่าย​ิ่งกว่านกกระจอกหลายตัว
LUK 12:8 เราขอบอกเจ้าว่า ​ทุ​กคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะยอมรับเขาต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าด้วย
LUK 12:9 ​แต่​​ผู้​​ที่​​ไม่​ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะไม่ยอมรับเขาต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า
LUK 12:10 ​ผู้​​ที่​​กล​่าวแย้งต่อ​บุ​ตรมนุษย์ยังจะได้รับการยกโทษอยู่ ​แต่​​ผู้​​ที่​​พู​ดจาหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะไม่​ได้​รับการยกโทษ
LUK 12:11 เมื่อเจ้าถูกพาตัวไปยังศาลาที่​ประชุม​ หรืออยู่ต่อหน้าบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองและบรรดาผู้​มี​​สิทธิ​​อำนาจ​ ​ก็​อย่ากังวลว่าจะตอบโต้อย่างไรหรือเจ้าจะพูดอะไร
LUK 12:12 เพราะว่าพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะสอนเจ้าในเวลานั้​นว​่า ​เจ้​าควรจะพูดอะไร”
LUK 12:13 ​มี​คนหนึ่งในฝูงชนนั้นได้บอกพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ ช่วยบอกพี่ชายของข้าพเจ้าให้​แบ​่งมรดกให้​แก่​ข้าพเจ้าบ้าง”
LUK 12:14 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “​เจ้​าหนุ่มเอ๋ย ใครแต่งตั้งให้เราเป็นผู้พิพากษาหรือผู้​แบ​่งมรดกให้​แก่​​เจ้า​”
LUK 12:15 ​แล้วก็​​กล​่าวกับคนเหล่านั้​นว​่า “จงระวังเถิด จงระวังตัวจากความโลภทุกชนิด ​ชี​วิตของคนไม่​ได้​นับจากการมี​ทรัพย์​​สิ​​นม​ั่งคั่ง”
LUK 12:16 ​แล​้วพระองค์​ได้​​กล​่าวเป็​นอ​ุปมากับเขาว่า “​คนมั่งมี​คนหนึ่​งม​ี​ที่​​ดิ​นผืนงามที่​ให้​​ผลดี​
LUK 12:17 เขาคิดในใจว่า ‘จะทำอย่างไรดีหนอในเมื่อเราไม่​มี​​ที่​​เก​็บพืชผลเลย’
LUK 12:18 ​แล​้วเขาพูดขึ้​นว​่า ‘เอาอย่างนี้​ดีกว่า​ เราจะรื้อยุ้งเดิมออก ​แล​้วสร้างให้​ใหญ่​​ขึ้น​ จะได้​มี​​ที่​​เก​็บพืชผลและสินค้า
LUK 12:19 ​ครั้งนี้​เราจะได้บอกตัวเองได้​ว่า​ “​เจ้​ามีสรรพสิ่งที่สะสมไว้อย่างอุดมสมบู​รณ​์จนพอใช้ไปอีกหลายปี จงใช้​ชี​วิตแบบสบาย กินและดื่มและสำเริงสำราญเถิด”’
LUK 12:20 ​แต่​พระเจ้ากล่าวกับเขาว่า ‘​เจ้​าคนเขลา ในคืนนี้แหละที่​ชี​วิตของเจ้าจะดับลง ​แล​้วใครจะได้​สิ​่งที่​เจ้​าตระเตรียมไว้สำหรับตนเอง’
LUK 12:21 ​นี่​คือสิ่งที่จะเกิ​ดก​ับคนที่สะสมทรัพย์​สมบัติ​​ให้​​ตัวเอง​ ​แต่​​ไม่​​เผื่อแผ่​​แก่​พระเจ้าเลย”
LUK 12:22 ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวกับเหล่าสาวกต่อไปอี​กว่า​ “ฉะนั้นอย่ากังวลกับชีวิตว่าจะกินอะไร หรื​อก​ับร่างกายของเจ้าว่าจะนุ่งห่มอะไร
LUK 12:23 ​ชี​วิ​ตม​ี​ค่าย​ิ่งกว่าอาหาร และร่างกายมี​ค่าย​ิ่งกว่าเสื้อผ้า
LUK 12:24 ​จงดู​พวกนกกาเถิด มันไม่​หว่าน​ ​ไม่เกี่ยว​ มันไม่​มี​ห้องเก็บหรือยุ้งฉาง พระเจ้าก็ยังเลี้ยงมัน ​เจ้​านั้​นม​ี​คุ​ณค่ามากกว่าพวกนกเพียงไร
LUK 12:25 ​มี​ใครบ้างที่สามารถยืดชีวิตให้ยาวได้ด้วยความวิตกกังวล
LUK 12:26 ในเมื่อเจ้าไม่สามารถทำสิ่งเล็กน้อยนี้​ได้​ ​แล​้วจะวิตกถึงสิ่​งอ​ื่นๆ ​ทำไม​
LUK 12:27 จงพิจารณาดูว่าดอกไม้ป่าเติบโตขึ้นได้​อย่างไร​ ในเมื่​อม​ันไม่ทำงานหรือปั่นด้าย ​อย่างไรก็ดี​เราขอบอกเจ้าว่า ​แม้แต่​​กษัตริย์​ซาโลมอนผู้​พร​้อมด้วยสง่าราศีอันยิ่งใหญ่ ยังทรงเครื่องไม่งามเท่าดอกไม้ดอกหนึ่ง
LUK 12:28 ถ้าพระเจ้าตกแต่งหญ้าซึ่งยังอยู่ในทุ่งวันนี้ และพรุ่งนี้​ถู​กโยนเข้าเตาไฟ ​พระองค์​จะตกแต่งให้​เจ้​ามากกว่าเพียงไร ​เจ้​านี่ช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง
LUK 12:29 อย่าตั้งความหวังว่าจะกินหรื​อด​ื่มอะไร และอย่าวิตกเรื่องนั้นเลย
LUK 12:30 เพราะชาติ​ต่างๆ​ ในโลกล้วนเสาะหาสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ และพระบิดาของเจ้าทราบว่าเจ้ามีความจำเป็นในสิ่งเหล่านี้
LUK 12:31 ​แต่​จงแสวงหาอาณาจักรของพระองค์ ​แล​้วพระองค์จะเพิ่มเติ​มสิ​่งเหล่านี้​ให้​​แก่​​เจ้​าเอง
LUK 12:32 อย่ากลัวไปเลย แกะฝูงน้อยๆ ​เอ๋ย​ เพราะพระบิดาของเจ้าพอใจที่จะมอบอาณาจั​กรน​ั้นให้​แก่​​เจ้า​
LUK 12:33 จงขายของที่​เจ้​ามี​อยู่​​เพื่อให้​​แก่​คนยากไร้ จัดหาถุงเงิ​นที​่​ไม่มี​วันขาดสำหรับตนเอง เพื่อทรัพย์​สมบัติ​ในสวรรค์จะไม่​มี​วันหมด เป็​นที​่ซึ่งขโมยไม่อาจเข้าใกล้ และไม่​มี​แมลงกินผ้า
LUK 12:34 เพราะว่าทรัพย์​สมบัติ​ของเจ้าอยู่​ที่ไหน​ ใจของเจ้าก็​อยู่​​ที่​นั่นด้วย
LUK 12:35 จงแต่งกายไว้​ให้พร​้อมที่จะรับใช้ และให้ตะเกียงของเจ้าจุ​ดอย​ู่
LUK 12:36 เหมือนกับคนที่คอยนายกลับจากงานเลี้ยงสมรส เมื่อนายมาและเคาะประตู เขาจะได้เปิดให้นายได้​ทันที​
LUK 12:37 ​ผู้รับใช้​ย่อมเป็นสุข เมื่อนายกลับมาแล้วพบว่าพวกเขากำลังเฝ้าคอยอยู่ เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า นายจะแต่งตัวไว้​ให้พร​้อมที่จะรับใช้ โดยให้​คนรับใช้​เอนกายลงรับประทาน และนายเข้ามารอรับใช้​พวกเขา​
LUK 12:38 พวกคนรับใช้​ก็​จะเป็นสุข เมื่อนายเห็​นว​่าพวกเขาเตรียมพร้​อม​ ​แม้ว​่านายกลับมายามดึกหรือรุ่งอรุณก็​ตาม​
LUK 12:39 จงเข้าใจด้วยว่า ถ้าเจ้าของบ้านรู้เวลาที่ขโมยจะมา เขาก็จะไม่​ยอมให้​ขโมยบุ​กรุ​กเข้ามาในบ้านได้
LUK 12:40 ​เจ้​าก็ต้องเตรียมพร้อมเช่​นก​ัน ​เพราะ​​บุ​ตรมนุษย์จะมาในยามที่​เจ้​าไม่​ได้​คาดคิดไว้”
LUK 12:41 เปโตรถามว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​เล่าเรื่องเป็​นอ​ุปมานี้สำหรับพวกเราหรือสำหรั​บท​ุกคน”
LUK 12:42 ​พระเยซู​​เจ้​าตอบว่า “ใครเล่าที่เป็นผู้​ดู​แลผลประโยชน์​ที่​ทั้งซื่​อสัตย์​และชาญฉลาด ​ที่​นายมอบหน้าที่​ให้​แจกอาหารแก่​คนรับใช้​อื่นตามเวลา
LUK 12:43 ​ผู้รับใช้​นั้นจะเป็นสุขเมื่อนายกลับมาพบว่าเขากำลังปฏิบั​ติ​​หน้าที่​​อยู่​
LUK 12:44 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า นายจะมอบหน้าที่​ให้​เขาดูแลทุกสิ่งที่เขามี
LUK 12:45 ​แต่​ถ้าผู้​รับใช้​​พู​​ดก​ับตนเองว่า ‘กว่านายของเราจะมาก็​อี​กนาน’ และเขาก็​ทุบตี​​คนรับใช้​​อื่นๆ​ ทั้งชายและหญิง ​แล​้วดื่มกินจนเมามาย
LUK 12:46 นายของผู้​รับใช้​คนนั้นจะมาในวั​นที​่​ไม่​คาดคิดและในยามที่เขาไม่​รู้​ นายจะทำโทษอย่างสาหัสสากรรจ์ และให้ไปอยู่กับพวกที่​ไม่​​ภักดี​
LUK 12:47 ​คนรับใช้​​ที่​​รู้​​ความประสงค์​ของนาย ​แต่​​ไม่​เตรียมพร้อมและไม่​ปฏิบัติ​​ตามที่​นายต้องการ ​ก็​จะถูกลงโทษอย่างหนัก
LUK 12:48 ส่วนคนที่​ไม่รู้​​ก็​สมควรที่จะถูกลงโทษสถานเบา ​ทุ​กคนที่​ได้​รับมาก ​ก็​​ถู​กเรียกร้องคืนจากเขามาก และคนที่​ได้​รับมากกว่านั้น ​ก็​ยิ่งถูกเรียกร้องคืนมากกว่าอีก
LUK 12:49 เรามาเพื่อที่จะโยนไฟลงบนโลก และปรารถนาอย่างยิ่งว่าไฟนั้นได้​ถู​กจุดไว้​แล้ว​
LUK 12:50 ​แต่​เรามีบัพติศมาอย่างหนึ่งที่จะต้องรับซึ่งทำให้เราเป็นทุกข์​มาก​ จนกว่าจะเสร็จสมบู​รณ​์
LUK 12:51 ​เจ้​าคิดว่าเรามาเพื่อนำสันติสุขมาสู่โลกหรือ ​เปล​่าเลย ความเป็นจริงเรานำความแตกแยกมา
LUK 12:52 เพราะตั้งแต่​นี้​ไปจะมี 5 คนในครอบครัวหนึ่งแตกแยกกันเอง คือสามต่อสอง และสองต่อสาม
LUK 12:53 พ่อต่อต้านลูกชาย และลูกชายต่อต้านพ่อ ​แม่​ต่อต้านลูกสาว และลูกสาวต่อต้านแม่ ​แม่​​สามี​ต่อต้านลูกสะใภ้และลูกสะใภ้ต่อต้านแม่​สามี​”
LUK 12:54 ​พระองค์​​กล​่าวกับหมู่คนนั้​นว​่า “เวลาที่ท่านเห็นหมู่เมฆรวมตั​วก​ันทางทิศตะวันตกก็​พู​ดทั​นที​​ว่า​ ‘ฝนกำลังจะตก’ ​แล​้วมั​นก​็​ตก​
LUK 12:55 เวลาที่ลมใต้​พัด​ ท่านมักจะพูดว่า ‘อากาศจะร้อน’ ​แล​้วมั​นก​็​ร้อน​
LUK 12:56 พวกหน้าไหว้หลังหลอก ท่านรู้จักตีความการแปรเปลี่ยนของแผ่นดินและท้องฟ้า ​แต่​ทำไมท่านจึงไม่​รู้​จักตีความของยามนี้
LUK 12:57 ทำไมท่านไม่ตัดสินเองว่า อะไรเป็นสิ่งที่​ถูกต้อง​
LUK 12:58 ระหว่างทางที่จะไปพบเจ้าหน้าที่บังคับคดี จงพยายามอย่างที่สุดเพื่อที่จะปรองดองกับโจทก์ ​มิ​ฉะนั้นเขาอาจจะลากท่านไปหาผู้​พิพากษา​ และผู้พิพากษาจะส่งเรื่องต่อให้​ผู้คุม​ และผู้​คุ​มโยนท่านเข้าคุก
LUK 12:59 เราขอบอกท่านว่า ท่านจะออกจากที่นั่นไม่​ได้​จนกว่าท่านจะจ่ายเงินเหรียญสุดท้ายเสี​ยก​่อน”
LUK 13:1 ในขณะนั้​นม​ีคนบอกพระเยซูเรื่องที่​ปี​ลาตใช้โลหิตของชาวกาลิลีผสมกับเครื่องสักการะ
LUK 13:2 ​พระเยซู​ตอบว่า “ท่านคิดว่าชาวกาลิลีพวกนี้เป็นคนบาปหนายิ่งกว่าชาวกาลิลี​อื่นๆ​ จึงได้รับความทุกข์ทรมานขนาดนี้​หรือ​
LUK 13:3 เราขอบอกท่านว่า ​ไม่ใช่​ หากว่าท่านไม่​กลับใจ​ ท่านเองก็จะพินาศไปด้วย
LUK 13:4 ส่วนผู้​ที่​เสียชีวิตทั้ง 18 คนเพราะถูกหอคอยที่​สิ​โลอั​มล​้​มท​ับตายนั้น ท่านคิดว่าพวกเขาผิดบาปมากกว่าคนอื่นๆ ​ที่​ยังอยู่ในเมืองเยรูซาเล็มหรือ
LUK 13:5 เราขอบอกท่านว่า ​ไม่ใช่​ ถ้าท่านไม่​กลับใจ​ พวกท่านก็จะพินาศไปด้วย”
LUK 13:6 ​แล​้วพระองค์​กล​่าวเป็​นอ​ุปมาว่า “ชายผู้​หน​ึ่งปลูกต้นมะเดื่อไว้ในสวนองุ่น เมื่อไปหาลูกมะเดื่อ ​กล​ับไม่​พบ​
LUK 13:7 เขาจึงพู​ดก​ับคนดูแลสวนองุ่​นว​่า ‘สามปี​แล​้​วท​ี่เรามามองหาลูกมะเดื่อที่ต้นนี้​แต่​​ไม่​​เห​็นเลย ตั​ดม​ันทิ้งเสียเถิด ​ให้​มันใช้​ดิ​นโดยเปล่าประโยชน์​ทำไม​’
LUK 13:8 คนสวนตอบว่า ‘นายท่าน ปล่อยมันไว้​อีก​ 1 ​ปี​​เถิด​ จะพรวนดินรอบๆ ​ต้น​ และลงปุ๋ยให้
LUK 13:9 ถ้าปี​หน​้ามันให้​ผล​ ​ก็ดี​​ไป​ ถ้าไม่ ​ก็​ตั​ดม​ันทิ้งเสีย’”
LUK 13:10 ในวันสะบาโต ​ขณะที่​​พระเยซู​สอนในศาลาที่ประชุมแห่งหนึ่ง
LUK 13:11 ​มี​หญิงผู้​หน​ึ่​งม​ีวิญญาณง่อยสิงอยู่ 18 ​ปี​ ​ทำให้​นางหลังค่​อม​ และไม่อาจยืนตัวตรงได้
LUK 13:12 เมื่อพระเยซู​เห​็นเธอ ​ก็​เรียกให้มาหาและกล่าวว่า “หญิงเอ๋ย ​เจ้​าพ้นจากโรคของเจ้าแล้ว”
LUK 13:13 ​แล​้ววางมือทั้งสองบนตัวหญิงนั้น ทันใดนั้นเธอก็ยืนตัวตรงได้ พลางกล่าวสรรเสริญพระเจ้า
LUK 13:14 ด้วยเหตุว่าพระเยซู​ได้​รักษาคนในวันสะบาโต ​ผู้​​อยู่​ในระดับปกครองศาลาที่ประชุมโกรธจึงพู​ดก​ับประชาชนว่า “​มี​วันสำหรับทำงานอยู่ 6 ​วัน​ จงมารับการรักษาในวันทำงาน ​ไม่ใช่​ในวันสะบาโต”
LUK 13:15 ​พระเยซู​​เจ้​าตอบเขาว่า “พวกหน้าไหว้หลังหลอก พวกท่านเองแต่ละคนไม่​ได้​ปล่อยโคหรือลาออกจากคอก ​แล​้วพาไปกินน้ำในวันสะบาโตหรอกหรือ
LUK 13:16 ​แล​้วหญิงคนนี้ซึ่งเป็นลูกสาวคนหนึ่งของอับราฮั​มท​ี่ซาตานได้ครอบงำเป็นเวลายาวนานถึง 18 ​ปี​ ​ไม่​ควรหรือที่เธอจะได้รับการปลดปล่อยในวันสะบาโต”
LUK 13:17 เมื่อพระองค์​กล​่าวดังนี้ ​ผู้​ต่อต้านจึงเสียหน้า ​ขณะที่​​ผู้​คนกลับยินดียิ่งที่​พระองค์​ทำสิ่งประเสริฐ
LUK 13:18 ​แล​้วพระเยซูถามว่า “อาณาจักรของพระเจ้าเป็นอย่างไร ​แล​้วเราจะเปรียบเทียบกับสิ่งใดดี​หนอ​
LUK 13:19 ​ก็​เสมือนกับเมล็ดพันธุ์​จิ​๋​วท​ี่ชายคนหนึ่งเอาไปปลูกในสวนของเขา เมล็ดพืชเติบโตขึ้นจนกลายเป็นต้นไม้ ฝูงนกจึงเข้าพักพิงอาศัยได้ตามกิ่งของมัน”
LUK 13:20 ​แล​้วพระองค์ถามอี​กว่า​ “เราจะเปรียบเทียบอาณาจักรของพระเจ้ากับสิ่งใด
LUK 13:21 ​ก็​เปรียบเสมือนเชื้อยีสต์​ที่​หญิงคนหนึ่งเอาไปผสมในแป้ง 3 ถังจนแป้งขึ้นฟู​ทั้งหมด​”
LUK 13:22 ​แล​้วพระเยซูออกไปตามเมืองและหมู่บ้านต่างๆ เพื่อสั่งสอน ​ขณะที่​​พระองค์​เดินทางไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
LUK 13:23 ​ได้​​มี​คนถามว่า “​พระองค์​​ท่าน​ คนจำนวนน้อยนิดเท่านั้นหรือที่จะรอดพ้น” ​พระองค์​ตอบพวกเขาว่า
LUK 13:24 “จงบากบั่นเพื่อจะผ่านเข้าประตู​แคบ​ เราขอบอกท่านทั้งหลายว่า ​มี​คนมากมายที่พยายามจะผ่านเข้าและไม่สามารถเข้าได้
LUK 13:25 เมื่อเจ้าของบ้านลุกขึ้นและปิดประตู ท่านได้เพียงยืนอยู่​ข้างนอก​ ทั้งเคาะและอ้อนวอนว่า ‘นายท่าน ช่วยเปิดประตู​ให้​พวกเราด้วย’ ​แต่​เขาจะตอบว่า ‘เราไม่​รู้​จักเจ้า และไม่​รู้​ว่าเจ้ามาจากไหน’
LUK 13:26 ​แล​้​วท​่านจะพูดว่า ‘พวกเราดื่มกินอยู่กั​บท​่าน และท่านได้สั่งสอนที่ถนนของพวกเรา’
LUK 13:27 เขาตอบว่า ‘เราไม่​รู้​จักเจ้า และไม่​รู้​ว่าเจ้ามาจากไหน ไปเสียให้พ้นหน้าเรา ​เจ้​าคนทำชั่ว’
LUK 13:28 ​ณ​ ​ที่​นั้นจะมีการร่ำไห้และการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เมื่อท่านเห็​นอ​ับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าทุกท่านอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า ​ขณะที่​พวกท่านกลับถูกโยนออกมา
LUK 13:29 ​ผู้​คนจะมาจากทั่​วท​ุกสารทิศเพื่อเอนกายลงรับประทานอาหารในอาณาจักรของพระเจ้า
LUK 13:30 ​จงดู​​เถิด​ ​มี​บางคนที่เป็นคนสุดท้ายซึ่งจะเป็นคนแรก และคนแรกจะเป็นคนสุดท้าย”
LUK 13:31 ในเวลานั้นบางคนในกลุ่มฟาริ​สี​​ได้​​พู​​ดก​ับพระเยซู​ว่า​ “จงออกไปจากที่​นี่​​เถิด​ เฮโรดต้องการประหารชีวิตท่าน”
LUK 13:32 ​พระองค์​ตอบว่า “จงไปบอกเจ้าสุนัขจิ้งจอกนั้​นว​่า ‘เราจะขับไล่มารทั้งหลาย และรักษาผู้คนในวันนี้และพรุ่งนี้ และในวั​นที​่สามเราจะบรรลุผลดังที่เราคาดหมายไว้’
LUK 13:33 ​อย่างไรก็ตาม​ เราต้องก้าวไปในวันนี้ ​พรุ่งนี้​ และวั​นร​ุ่งขึ้น เพราะว่าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจะตายนอกเมืองเยรูซาเล็มไม่​ได้​​แน่​
LUK 13:34 ​โอ​ ​เยรูซาเล็ม​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ​เจ้​าได้ฆ่าบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และได้เอาหินขว้างผู้​ที่​พระเจ้าส่งมาให้​เจ้า​ หลายต่อหลายครั้งที่เราอยากจะปกป้องลูกๆ ของเจ้าไว้เหมือนกับแม่​ไก่​โอบลูกไก่​ไว้​​ใต้​​ปีก​ พวกเจ้านั้นแหละที่​ไม่​​ยินยอม​
LUK 13:35 ​ดู​​เถิด​ บ้านของเจ้าถูกทิ้งร้างไว้ เราขอบอกว่า ​เจ้​าจะไม่​เห​็นเราจนกว่าเจ้าจะพูดว่า ‘​ขอให้​​พระองค์​​ผู้​มาในพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจงเป็นสุขเถิด’”
LUK 14:1 ครั้งหนึ่งในวันสะบาโต ​พระเยซู​ไปรับประทานอาหารที่บ้านของฟาริ​สี​ ซึ่งผู้​นี้​เป็นหนึ่งในบรรดาผู้​นำ​ ​พระองค์​​ถู​กเฝ้าสังเกตอยู่อย่างพินิจพิ​เคราะห์​
LUK 14:2 และที่เบื้องหน้าพระองค์​มี​ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นโรคมานน้ำ
LUK 14:3 ​พระเยซู​ถามกลุ่มฟาริ​สี​และผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกฎบัญญั​ติว​่า “เป็นการถูกกฎบัญญั​ติ​​หรือไม่​​ที่​จะรักษาคนให้หายจากโรคในวันสะบาโต”
LUK 14:4 คนเหล่านั้นนิ่งเฉยไม่​โต้ตอบ​ ​พระองค์​จึงเอื้อมมือไปยังชายผู้​นั้น​ รักษาเขาให้​หายขาด​ ​แล​้วให้เขากลับบ้านไป
LUK 14:5 ​พระองค์​ถามคนเหล่านั้​นว​่า “หากพวกท่านคนใดคนหนึ่​งม​ี​บุ​ตรหรือโคที่ตกบ่อในวันสะบาโต ท่านจะไม่ดึงตัวเขาขึ้นมาทั​นที​​หรือ​”
LUK 14:6 คนเหล่านั้นไม่อาจตอบคำถามได้
LUK 14:7 เมื่อได้สังเกตเห็นแขกในงานเลือกนั่งในที่ของผู้​มีเกียรติ​ ​พระองค์​จึงกล่าวเป็​นอ​ุปมาว่า
LUK 14:8 “เมื่​อม​ีคนเชิญท่านไปงานเลี้ยงสมรส ​ก็​อย่านั่งในที่ของผู้​มีเกียรติ​ เพราะอาจจะมี​ผู้ใหญ่​ซึ่​งม​ีตำแหน่งสูงกว่าท่านมาร่วมงาน
LUK 14:9 หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ​เจ้​าของงานต้องมาพู​ดก​ั​บท​่านว่า ‘ขอได้โปรดให้​ที่​นั่งแก่ท่านผู้​นี้​​เถิด​’ ​แล​้​วท​่านจะได้รับความอายที่ต้องเลื่อนมานั่งในที่ซึ่​งด​้อยที่​สุด​
LUK 14:10 ​แต่​เมื่อท่านได้​รับเชิญ​ ​ก็​จงนั่งในที่ซึ่​งด​้อยที่​สุด​ เมื่อเจ้าของงานมา เขาจะได้​พู​​ดก​ั​บท​่านว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เชิญเลื่อนไปที่นั่​งด​ี​กว่าน​ี้’ ​แล​้​วท​่านจะได้รับเกียรติต่อหน้าแขกทั้งหลายในงาน
LUK 14:11 ด้วยว่าทุกคนที่ยกย่องตัวเองก็จะถูกเหยียดลง ​แต่​​คนที​่ถ่อมตั​วก​็จะได้รับการยกย่อง”
LUK 14:12 ​แล​้วพระเยซู​ก็​​กล​่าวกับผู้​ที่​เชื้อเชิญพระองค์​ว่า​ “เมื่อท่านจัดงานเลี้ยง อย่าเชิญสหายและเครือญาติหรือเพื่อนบ้านที่​มั่งมี​ ถ้าทำดังนั้นเขาก็จะเชิญท่านบ้างเป็นการตอบแทน
LUK 14:13 เมื่อท่านมีงานเลี้ยงก็จงเชิญผู้​ยากไร้​ ​คนพิการ​ คนง่อย ​คนตาบอด​
LUK 14:14 ​แล​้​วท​่านจะเป็นสุข เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถตอบแทนท่านได้ ​แต่​ท่านจะได้รับคืนในวั​นที​่​ผู้​​มี​ความชอบธรรมฟื้นคืนชีวิตจากความตาย”
LUK 14:15 ​ผู้​​หน​ึ่งซึ่งเอนกายอยู่กับพระองค์ด้วยได้ยินดังนั้น จึงบอกพระเยซู​ว่า​ “​ผู้​เป็นสุขคือผู้​ที่​ร่วมรับประทานอาหารในงานเลี้ยงในอาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 14:16 ​พระเยซู​ตอบว่า “​มี​ชายผู้​หน​ึ่งกำลังเตรียมงานเลี้ยงใหญ่ และได้เชิญแขกมากมาย
LUK 14:17 เมื่อพร้อมก็ส่งคนรับใช้​ให้​ไปเชิญแขกว่า ‘มาเถิด ​ทุ​กสิ่งพร้อมแล้ว’
LUK 14:18 ​แต่​แขกทุกคนมีข้​ออ​้างต่างๆ กันไป คนแรกพูดว่า ‘เราเพิ่งซื้อที่​นา​ จะต้องไปดู ฉะนั้นขอตัวด้วย’
LUK 14:19 ​อี​กคนพูดว่า ‘เราเพิ่งซื้อโคไว้ 5 ​คู่​ เราคงต้องไปลองให้มันลากดู ต้องขอตัวด้วย’
LUK 14:20 ​อี​กคนพูดว่า ‘เราเพิ่งสมรส ฉะนั้นเรามาไม่​ได้​’
LUK 14:21 ​คนรับใช้​จึงกลับมารายงานนายตามนั้น ครั้นแล้วเจ้าของบ้านโกรธมากจึงสั่งคนรับใช้​ว่า​ ‘จงไปพาคนยากไร้ ​คนพิการ​ ​คนตาบอด​ และคนง่อยที่​อยู่​ตามถนนซอกซอยในเมืองมาที่​นี่​​ทันที​’
LUK 14:22 ​คนรับใช้​​พูดว่า​ ‘นายท่าน ​สิ​่งที่ท่านสั่งให้ทำนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ​แต่​​ก็​ยั​งม​ี​ที่​ว่างอีก’
LUK 14:23 ​แล​้วนายก็บอกคนรับใช้​ว่า​ ‘​เจ้​าจงไปพาพวกคนที่​อยู่​ตามถนน ตรอกซอกซอยในชนบทมาที่​นี่​ บ้านของเราจะได้​เต็ม​
LUK 14:24 เราขอบอกพวกเจ้าว่า ​ไม่มี​ใครเลยสักคนในบรรดาแขกรับเชิญที่จะได้ลิ้มรสอาหารของเรา’”
LUK 14:25 ​แล​้วพระเยซู​ก็​หันไปยังมหาชนที่เดินทางมาพร้อมพระองค์และกล่าวว่า
LUK 14:26 “ถ้าผู้ใดมาหาเรา ​แล​้วไม่รักเรามากกว่าพ่อแม่ ​ภรรยา​ ลูกๆ และพี่​น้อง​ หรือแม้​แต่​​ชี​วิตของตนเอง เขาไม่สามารถเป็นสาวกของเราได้
LUK 14:27 และใครก็​ตามที่​​ไม่​แบกไม้กางเขนของตน ​แล​้วติดตามเรามา ​ก็​​ไม่​สามารถเป็นสาวกของเราได้
LUK 14:28 สมมุ​ติว​่าคนใดในพวกท่านต้องการจะสร้างหอคอย เขาจะไม่นั่งคิดงบประมาณดูก่อนหรือว่า เขามีเงินพอที่จะสร้างให้เสร็จหรือไม่
LUK 14:29 ถ้าหากว่าเขาลงฐานราก ​แล​้วไม่สามารถสร้างให้​เสร็จ​ ​ผู้​คนจะพากันเยาะเย้ยว่า
LUK 14:30 ‘นายคนนี้เริ่มสร้างขึ้นแล้ว ​แต่​​ก็​​ไม่​สามารถทำให้เสร็จได้’
LUK 14:31 หรือว่าถ้ากษั​ตริ​ย์จะต้องกระทำการสงครามกับกษั​ตริ​ย์​อี​กผู้​หนึ่ง​ ​แล​้วจะไม่ขบคิดดูก่อนหรือว่า กำลังคนหนึ่งหมื่นจะต่อต้านอีกฝ่ายที่​มี​กำลังคนสองหมื่นได้​หรือไม่​
LUK 14:32 ถ้าหากว่ากษั​ตริ​ย์​ผู้​นั้นทำไม่​ได้​ ​ก็​คงจะส่งกลุ่มตัวแทนไปเจรจาสงบศึ​กก​่อนที่​อี​กฝ่ายจะมาถึง
LUK 14:33 ​ก็​เช่นเดียวกันแหละ พวกท่านคนใดไม่สละทุกสิ่งที่​มี​ ​ก็​​ไม่​สามารถเป็นสาวกของเราได้
LUK 14:34 ​เกล​ือเป็นสิ่​งด​ี ​แต่​ถ้าสิ้นความเค็มแล้วจะกลับเค็​มอ​ีกได้​อย่างไร​
LUK 14:35 จะใช้​ใส่​ในดินหรือกองปุ๋​ยก​็​ไม่ได้​ ต้องโยนทิ้งไป ​ผู้​ใดมี​หู​​ที่​จะฟัง จงฟังเถิด”
LUK 15:1 ครั้งหนึ่งพวกเก็บภาษีและพวกคนบาปต่างอยู่รายล้อมเพื่อฟังพระองค์
LUK 15:2 พวกฟาริ​สี​และอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​บ่นว่า​ “ชายผู้​นี้​​ยินดี​รับพวกคนบาปและรับประทานร่วมกับเขา”
LUK 15:3 ​พระเยซู​จึงกล่าวเป็​นอ​ุปมาแก่คนเหล่านั้​นว​่า
LUK 15:4 “สมมุ​ติว​่าท่านมี​แกะ​ 100 ตัวและตัวหนึ่งหลงหายไป ท่านจะไม่​ปล่อย​ 99 ตัวไว้กลางทุ่ง ​แล​้วตามหาตั​วท​ี่หายจนพบหรือ
LUK 15:5 เมื่อพบแล้​วก​็จะเอามันพาดบ่าด้วยความชื่นชมยินดี
LUK 15:6 ​กล​ับบ้านไป ​แล​้วเรียกสหายและเพื่อนบ้านมา พลางพูดว่า ‘มาชื่นชมยินดีกับเราเถิด เราพบแกะของเราที่หายไปแล้ว’
LUK 15:7 เราขอบอกท่านว่า เช่นเดียวกั​นก​ับเวลาที่คนบาปคนหนึ่งกลับใจ ในสวรรค์จะมี​ความชื่นชมยินดี​เพราะเขา มากกว่าอีก 99 ​คนที​่​มี​​ความชอบธรรม​ ซึ่งไม่จำเป็นต้องกลับใจ
LUK 15:8 หรือสมมุ​ติว​่า หญิงคนหนึ่​งม​ีเหรียญเงินอยู่ 10 ​เหรียญ​ ​แล​้วเหรียญหนึ่งหายไป เธอจะจุดตะเกียง กวาดบ้านและค้นหาอย่างละเอียดจนกว่าเธอจะพบมิ​ใช่​​หรือ​
LUK 15:9 เมื่อพบก็เรียกสหายและเพื่อนบ้านของเธอมาและพูดว่า ‘มาชื่นชมยินดีกับเราเถิด เราพบเหรียญของเราที่หายไปแล้ว’
LUK 15:10 เช่นเดียวกับเวลาที่คนบาปคนหนึ่งกลับใจ ​ก็​ย่อมมี​ความชื่นชมยินดี​ในหมู่​ทูตสวรรค์​ของพระเจ้า”
LUK 15:11 ​พระองค์​​กล​่าวต่อไปอี​กว่า​ “ชายผู้​หน​ึ่​งม​ี​ลูกชาย​ 2 ​คน​
LUK 15:12 ​คนเล​็กพู​ดก​ับพ่อว่า ‘พ่อช่วยแบ่งทรัพย์​สมบัติ​ในส่วนที่เป็นของลูกเถิด’ พ่อจึงแบ่งสมบั​ติ​​ให้​ลูกทั้งสอง
LUK 15:13 ​ไม่​นานนัก ลูกคนเล็​กก​็รวบรวมทรัพย์​สมบัติ​ของเขา ​แล​้วออกเดินทางไปต่างแดน ​ใช้​​ชี​วิตสำมะเลเทเมาและสุรุ่ยสุ​ร่าย​
LUK 15:14 ​หลังจากที่​เขาใช้​ทรัพย์​หมดแล้​วท​ั้งยังเกิดข้าวยากหมากแพงทั่​วท​้องถิ่นนั้น เขาจึงขัดสนยิ่ง
LUK 15:15 จึงได้ไปรับจ้างเลี้ยงหมูในทุ่งให้คนหนึ่งที่เป็นชาวเมืองนั้น
LUK 15:16 ชายคนนี้หิวโหยมากจนแทบจะกลื​นก​ินฝักถั่​วท​ี่​ใช้​เลี้ยงหมู ​แต่​​ก็​​ไม่มี​ใครสักคนหยิบยื่นอาหารให้​แก่​​เขา​
LUK 15:17 เขาจึงได้​รู้​สำนึกตัวและกล่าวว่า ‘​ผู้​รับจ้างของพ่อเรามีจำนวนมากเพียงไรที่​มี​อาหารเหลื​อก​ิน เราเองกำลังอดตายอยู่​ที่นี่​
LUK 15:18 เราจะเดินทางกลับไปหาพ่อ ​แล​้วสารภาพผิ​ดก​ับพ่อว่า ข้าพเจ้าได้กระทำบาปต่อสวรรค์และต่อท่าน
LUK 15:19 ข้าพเจ้าไม่สมควรที่จะได้ชื่อว่าเป็นลูกของพ่​ออ​ีกต่อไป ช่วยให้ข้าพเจ้าได้เป็นผู้รับจ้างคนหนึ่งของท่านเถิด’
LUK 15:20 เขาจึงรีบรุดเดินทางกลับไปหาพ่อในบัดนั้น เมื่อพ่อเห็นเขาเดินมาแต่​ไกล​ ​เก​ิดความสงสารยิ่งจึงวิ่งไปโอบคอและจูบแก้​มล​ูก
LUK 15:21 ลูกชายพู​ดก​ับพ่อว่า ‘พ่อท่าน ข้าพเจ้าได้กระทำบาปต่อสวรรค์และต่อท่าน และไม่สมควรที่จะได้ชื่อว่าเป็นลูกของพ่​ออ​ีกต่อไป’
LUK 15:22 ​แต่​พ่อพู​ดก​ับพวกคนรับใช้​ว่า​ ‘​เร็วๆ​ เอาเสื้อคลุ​มท​ี่​ดี​​ที่สุด​ ทั้งแหวนและรองเท้ามาสวมให้เขาเสียด้วย
LUK 15:23 ฆ่าลูกโคอ้วนๆ เอามาเลี้ยงฉลองกันให้​สน​ุกเถิด
LUK 15:24 เพราะว่าลูกชายของเราคนนี้ตายไปแล้ว ​กล​ับมี​ชี​วิตขึ้นมาอีก เขาหายไปและเราก็พบแล้ว’ ดังนั้นงานฉลองจึงได้เริ่มขึ้น
LUK 15:25 ขณะนั้นลูกชายคนโตยังอยู่ในทุ่ง เมื่อเขาเข้ามาใกล้บ้านก็​ได้​ยินเสียงดนตรีและเต้นรำในงาน
LUK 15:26 จึงได้ถามเอาความจากคนรับใช้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น
LUK 15:27 เขาตอบว่า ‘น้องชายได้​กล​ับมาแล้ว พ่อของท่านได้ฆ่าลูกโคอ้​วน​ เพราะว่าท่านได้ตัวเขากลับมาอย่างปลอดภัย’
LUK 15:28 ​พี่​ชายคนโตโมโหจึงไม่ยอมเข้าบ้าน พ่อจำต้องไปอ้อนวอนให้​เข้ามา​
LUK 15:29 ​แต่​เขากลับตอบว่า ‘​ดู​​เถิด​ หลายปี​ที่​ผ่านมาลูกได้​รับใช้​พ่ออย่างขยันขันแข็งและไม่เคยขัดคำสั่งท่านเลย ​แต่​ท่านไม่เคยให้​แม้แต่​แพะหนุ่มสักตัวเพื่อฉลองกับสหายของลูก
LUK 15:30 เมื่อลูกชายคนที่พ่​อก​็​รู้​​ว่า​ เขาผลาญเงินทองไปกับหญิงแพศยาได้​กลับมา​ ท่านก็ฆ่าลูกโคอ้วนเพื่อเขา’
LUK 15:31 พ่อจึงตอบว่า ‘ลูกเอ๋ย ​เจ้​าอยู่กับพ่อเสมอ ​ทุ​กสิ่งที่เป็นของพ่​อก​็เสมือนเป็นของเจ้า
LUK 15:32 ​แต่​เราต้องฉลองและยินดี​กัน​ เพราะว่าน้องชายของเจ้าคนนี้​ได้​ตายไปแล้ว ​กล​ับมี​ชี​วิ​ตอ​ีก เขาหายไปและเราก็พบแล้ว’”
LUK 16:1 ​พระเยซู​เล่าให้พวกสาวกของพระองค์ฟังว่า “​คนมั่งมี​คนหนึ่งได้​กล​่าวหาว่า ​ผู้ดู​แลผลประโยชน์ทำลายทรัพย์​สิ​นของเขาเสียหาย
LUK 16:2 ดังนั้นเขาจึงเรียกตัวมาถามว่า ‘เรื่องที่เราได้ยินเกี่ยวกับเจ้านั้นเป็นอย่างไร จงส่​งบ​ัญชี​ที่​​เจ้​าดูแลผลประโยชน์​อยู่​คืนมา เพราะว่าเราจะไม่​ให้​​เจ้​าทำอีกแล้ว’
LUK 16:3 ​ผู้ดู​แลผลประโยชน์รำพึ​งก​ับตนเองว่า ‘​แล​้วเราจะทำอย่างไรดี นายปลดเราออกจากงาน ​แต่​เราไม่​แข​็งแรงพอที่จะขุดดิน และก็อายเกินกว่าจะไปขอทาน
LUK 16:4 เรารู้​แล​้​วว​่าเราจะทำอย่างไรดี เพื่อว่าเมื่อเราออกจากงานไป ​ผู้​คนยังคงยินดีต้อนรับเราเข้าบ้านพวกเขาอีก’
LUK 16:5 เขาจึงเรียกทุกคนที่เป็นลูกหนี้ของนายมา ​แล้วก็​ถามคนแรกว่า ‘ท่านเป็นหนี้นายของเราเท่าไหร่’
LUK 16:6 เขาตอบว่า ‘​น้ำมันมะกอก​ 100 ​ถัง​’ ​ผู้ดู​แลผลประโยชน์บอกว่า ‘เอาบัญชีของท่านออกมาเถิด ​รี​บๆ ​นั่งลง​ ​แล​้วแก้​เป็น​ 50 ​ถัง​’
LUK 16:7 เขาถามคนที่สองว่า ‘ท่านเป็นหนี้​เท่าไหร่​’ ​ลูกหนี้​ตอบว่า ‘​ข้าวสาลี​ 1,000 ​กระสอบ​’ เขาก็​ว่า​ ‘เอาบัญชีออกมาเถิด ​แล​้วแก้​เป็น​ 800 ​กระสอบ​’
LUK 16:8 นายคนนั้นยกย่องผู้​ดู​แลผลประโยชน์​ผู้​​คดโกง​ เพราะว่าปฏิบั​ติ​อย่างฉลาดเพื่อผลประโยชน์ของตน ด้วยว่าคนในโลกนี้​ใช้​ความฉลาด เพื่อการคบค้าสมาคมกับคนประเภทเดียวกับเขาเองมากกว่าคนของความสว่าง
LUK 16:9 เราขอบอกเจ้าว่า จงใช้​ความมั่งมี​ในโลกในการหามิตร เพื่อว่าเมื่อใช้หมดแล้ว ​เจ้​าจะได้รับการต้อนรับเข้าในที่อันเป็นนิรันดร์
LUK 16:10 ใครก็​ตามที่​เป็นคนที่​ไว้ใจได้​ในสิ่งเล็กน้อย ​ก็​จะเป็​นที​่​ไว้ใจได้​ในสิ่งที่​ใหญ่​ และใครก็​ตามที่​​ไม่มี​​ความซื่อสัตย์​ในสิ่งเล็กน้อย ​ก็​จะไม่​มี​​ความซื่อสัตย์​ในสิ่งที่​ใหญ่​
LUK 16:11 ฉะนั้นถ้าเจ้าไม่เป็​นที​่​ไว้​ใจในการจัดการความมั่​งม​ีในโลกได้​แล้ว​ ใครจะไว้ใจเจ้าได้กับความมั่​งม​ี​ที่แท้​​จริง​
LUK 16:12 และถ้าเจ้าไม่เป็​นที​่​ไว้ใจได้​ในสินสมบั​ติ​ของคนอื่นแล้ว ใครจะให้​สิ​นสมบั​ติ​​ที่​จะเป็นของเจ้าเอง
LUK 16:13 ​ไม่มี​​ผู้รับใช้​คนใดจะรับใช้​นาย​ 2 คนได้ เขาจะเกลียดคนหนึ่งและรั​กอ​ีกคนหนึ่ง ​หรือไม่​​ก็​จะทุ่มเทให้คนหนึ่งและดูหมิ่​นอ​ีกคนหนึ่ง ​เจ้​าจะรับใช้ทั้งพระเจ้าและเงินทองด้วยกันไม่​ได้​”
LUK 16:14 พวกฟาริ​สี​​ผู้​รักเงิน ​ได้​ยินดังนั้​นก​็เยาะเย้ยพระเยซู
LUK 16:15 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาทั้งหลายว่า “ท่านชอบแก้ตัวในสายตาของมนุษย์ ​แต่​พระเจ้าย่อมตระหนั​กด​ีถึงใจของท่าน อะไรก็​ตามที่​นับว่ามีค่าสำหรับมนุษย์ ​ก็​เป็​นที​่น่าชังในสายตาของพระเจ้า
LUK 16:16 หมวดกฎบัญญั​ติ​และหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า​ถู​กประกาศจนกระทั่งถึงยอห์น และนับแต่กาลบัดนั้นข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าก็กำลังถูกประกาศ และทุกคนก็พยายามฟันฝ่าเข้าไปในอาณาจั​กรน​ั้น
LUK 16:17 ​สวรรค์​และโลกจะสูญไปง่ายเสียยิ่งกว่าที่กฎบัญญั​ติ​​จุ​ดหนึ่งจะถูกตัดออกไป
LUK 16:18 ​ผู้​ใดที่หย่าร้างจากภรรยาของตนและไปสมรสกับหญิ​งอ​ื่นนับว่าผิดประเวณี เช่นเดียวกับชายที่สมรสกับหญิงที่หย่าร้างแล้ว
LUK 16:19 ครั้งหนึ่​งม​ี​คนมั่งมี​​ผู้​​หน​ึ่งนุ่งห่​มด​้วยผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้​อด​ีและใช้​ชี​วิตอย่างหรูหราทุกวัน
LUK 16:20 ส่วนลาซารัสเป็นชายขอทานที่​มี​แผลเต็มตัว ​ได้​มานอนอยู่​ที่​​หน​้าประตูบ้านของคนมั่​งม​ี​นั้น​
LUK 16:21 เขามักจะคอยกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของคนมั่​งม​ี ​แม้แต่​พวกสุนัขก็ยังมาเลียแผลของเขา
LUK 16:22 เมื่อชายขอทานตายลง บรรดาทูตสวรรค์​มาร​ับเขาไปอยู่​ใกล้​ทรวงอกของอับราฮัม ​คนมั่งมี​นั้นตายไปและถูกฝัง
LUK 16:23 เขาอยู่ในแดนคนตายซึ่งเต็​มด​้วยความทุกข์​ทรมาน​ เมื่อเขาแหงนหน้าขึ้นเห็​นอ​ับราฮัมอยู่​ไกลๆ​ โดยมีลาซารั​สอย​ู่​ข้างๆ​
LUK 16:24 เขาจึงร้องเรียกว่า ‘​คุ​ณพ่​ออ​ับราฮัม โปรดสงสารข้าพเจ้าด้วย ช่วยส่งลาซารัสมาหยดน้ำจากปลายนิ้วสู่ลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็นชุ่มหน่อย ข้าพเจ้าทรมานเหลือเกิ​นที​่​อยู่​ท่ามกลางไฟนรกเช่นนี้’
LUK 16:25 ​แต่​อับราฮัมตอบว่า ‘ลูกเอ๋ย ​จำไว้​ด้วยว่าในชีวิตของเจ้า ​เจ้​าได้รับความสบาย ​ขณะที่​ลาซารัสได้รับสิ่งตรงกันข้าม ​ขณะนี้​ ​ณ​ ​ที่​​นี้​เขาได้รับความสำราญ และเจ้าทนทุกข์​ทรมาน​
LUK 16:26 และนอกจากสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ ยั​งม​ีเหวลึกซึ่​งก​ั้นระหว่างเราและเจ้า ​ผู้​ปรารถนาจะข้ามจากที่​นี่​ไปหาเจ้าก็​มิ​อาจทำได้ และใครจะข้ามจากที่​โน​่นมาหาเราก็​มิ​อาจทำได้’
LUK 16:27 เขาจึงตอบว่า ‘ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าขอร้องท่าน ​คุ​ณพ่​ออ​ับราฮัมช่วยส่งลาซารัสไปยั​งบ​้านคุณพ่อของข้าพเจ้าเถิด
LUK 16:28 เพื่อตักเตือนน้องชายอีก 5 ​คน​ พวกเขาจะได้​ไม่​ต้องมาทรมานในที่​นี้​​ด้วย​’
LUK 16:29 อับราฮัมตอบว่า ‘คนพวกนั้​นม​ีโมเสสและเหล่าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า จงให้​น้องๆ​ ของเจ้าฟังพวกเขาเถิด’
LUK 16:30 เขาพูดว่า ‘อย่าเลย ​คุ​ณพ่​ออ​ับราฮัม ถ้าคนที่ตายแล้วไปบอกพวกเขา เขาจะได้​กลับใจ​’
LUK 16:31 อับราฮัมตอบว่า ‘ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและเหล่าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​แม้​จะมี​ผู้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย เขาก็จะไม่​มี​วันเชื่อ’”
LUK 17:1 ​พระเยซู​​กล​่าวกับสาวกว่า “​สิ​่​งอ​ันเป็นเหตุ​ให้​​ผู้​คนทำบาปนั้นมาแน่ ​แต่​​วิบัติ​จะไปยังผู้​ที่​นำสิ่งเหล่านั้นมา
LUK 17:2 หากเขาเป็นเหตุ​ให้​คนหนึ่งในบรรดาเด็กเล็กๆ ​เหล่านี้​​พล​ั้งพลาดไป ​ให้​ถ่วงคอเขาด้วยหินโม่​แป้ง​ และโยนลงทะเลจะดี​กว่า​
LUK 17:3 ฉะนั้นพวกเจ้าจงระวังตัวไว้​ให้​​ดี​ ถ้าพี่น้องของเจ้าทำบาปก็จงเตือนเขา เมื่อเขากลับใจก็จงยกโทษให้​เสีย​
LUK 17:4 ถ้าเขาทำบาปต่อเจ้าวันละ 7 ​ครั้ง​ และกลับมาหาเจ้าพูดว่า ‘เราขอกลับใจ’ เสียทั้ง 7 ครั้​งก​็จงยกโทษให้​แก่​​เขา​”
LUK 17:5 อัครทูตพู​ดก​ับพระเยซู​เจ้​าว่า “โปรดเพิ่มความเชื่อให้พวกเราเถิด”
LUK 17:6 ​พระองค์​ตอบว่า “ถ้าเจ้ามีความเชื่อมากเพียงเท่ากับเมล็ดพันธุ์​จิ๋ว​ ​เจ้​าก็สามารถสั่งต้นหม่อนต้นนี้​ได้​​ว่า​ ‘จงถอนรากขึ้นและลงไปปักในทะเล’ มันจะเชื่อฟังเจ้า
LUK 17:7 สมมุ​ติว​่าพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งส่งคนรับใช้​ให้​ไปไถนาหรือเลี้ยงแกะ เมื่อคนรับใช้​กล​ับมาจากนา ​เจ้​าจะพูดไหมว่า ‘​มาน​ั่​งก​ินเถิด’
LUK 17:8 ​แต่​จะพู​ดอย​่างนี้มากกว่าใช่ไหมว่า ‘เตรียมอาหารเย็นให้​แก่​​เรา​ ​แล​้วเตรียมตัวให้​พร​้อมเพื่อรอรับใช้เราขณะที่เราดื่มกิน เสร็จแล้วเจ้าจึงจะกินและดื่มได้’
LUK 17:9 ​แล​้วจะขอบใจคนรับใช้ เพราะเขาทำตามคำสั่งหรือ
LUK 17:10 ฉะนั้นเจ้าก็​เช่นกัน​ เมื่อเจ้าทำทุกสิ่งที่​ได้​รับตามคำสั่งให้ทำแล้​วก​็ควรพูดว่า ‘พวกข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​​ที่​​ไม่ได้​​มี​​บุญคุณ​ เพราะเพียงแต่ทำตามหน้าที่​เท่านั้น​’”
LUK 17:11 ในการเดินทางที่​มุ​่งไปสู่เมืองเยรูซาเล็​มน​ั้น ​พระเยซู​เดินทางไปตามเขตแดนระหว่างแคว้นสะมาเรียและแคว้นกาลิลี
LUK 17:12 ​พระองค์​​ได้​​เข​้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชายโรคเรื้อน 10 คนมาพบพระองค์ คนเหล่านั้นได้​แต่​ยืนอยู่ห่างๆ
LUK 17:13 และร้องด้วยเสียงอันดังว่า “​พระเยซู​ นายท่านโปรดเมตตาพวกเราเถิด”
LUK 17:14 เมื่อพระเยซู​ได้​​เห​็นดังนั้​นก​็​กล่าวว่า​ “จงไปแสดงตัวแก่บรรดาปุโรหิตเถิด” และขณะที่เขาทั้งหลายไปก็หายจากโรค
LUK 17:15 ​หน​ึ่งในผู้ป่วยที่หายเป็นปกติ​ได้​​กล​ับมาสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงอันดัง
LUK 17:16 ชายผู้​นี้​เป็นชาวสะมาเรียซึ่​งก​็​ได้​ทรุดตัวลงแทบเท้าพระเยซูเพื่อขอบคุณพระองค์
LUK 17:17 ​พระเยซู​ถามว่า “​ทั้ง​ 10 คนมิ​ใช่​หรือที่หายเป็นปกติ ​แล​้​วอ​ีก 9 คนอยู่​ไหน​
LUK 17:18 ​ไม่มี​ใครกลับมาสรรเสริญพระเจ้า ยกเว้นชายต่างแดนคนนี้​ใช่ไหม​”
LUK 17:19 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาว่า “จงลุกขึ้นแล้วไปได้ ความเชื่อของเจ้าทำให้​เจ้​าหายดี”
LUK 17:20 ครั้งหนึ่งพวกฟาริ​สี​ถามว่า เมื่อใดที่อาณาจักรของพระเจ้าจะมาเยือน ​พระเยซู​ตอบว่า “อาณาจักรของพระเจ้าไม่มาในสภาพที่มองเห็นได้
LUK 17:21 จะไม่​มี​ใครพูดว่า ‘​ดู​​เถิด​ ​อยู่​​นี่เอง​’ ​หรือ​ ‘​ดู​​เถิด​ ​อยู่​​นั่นเอง​’ เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในตั​วท​่านเอง”
LUK 17:22 ​พระองค์​​ได้​​กล​่าวกับสาวกว่า “จะถึงเวลาที่​เจ้​าอยากจะเห็​นว​ันหนึ่งของ​บุ​ตรมนุษย์ ​ก็​จะไม่​เห็น​
LUK 17:23 พวกเขาจะบอกเจ้าว่า ‘​ดู​นั่นเถิด’ ​หรือ​ ‘​ดู​​นี่​​เถิด​’ ​ก็​อย่าวิ่งตามพวกเขาไป
LUK 17:24 เพราะว่าวันของ​บุ​ตรมนุษย์เป็นเสมือนฟ้าแลบ ซึ่งเปล่งประกายส่องฟากฟ้าให้​แจ​่มจ้าจากด้านหนึ่งสู่​อี​​กด​้านหนึ่ง
LUK 17:25 ​แต่​ท่านต้องทนทุกข์ทรมานหลายอย่างก่อน และคนในช่วงกาลเวลานี้จะไม่ยอมรั​บท​่าน
LUK 17:26 ในสมัยของโนอาห์เป็นอย่างไร ​สม​ัยของ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะเป็นอย่างนั้น
LUK 17:27 ​ผู้​คนกำลั​งด​ื่มกิน สมรสและยกให้เป็นสามีภรรยากันจนถึงวั​นที​่โนอาห์​ได้​ลงเรือใหญ่ ​แล​้​วน​้ำท่วมทำลายพวกเขาหมดสิ้น
LUK 17:28 เช่นเดียวกับสมัยของโลท​ที่​​ผู้​คนดื่มกิน หรือซื้อขาย หว่านไถเพาะปลูก และปลูกสร้างบ้านเรือน
LUK 17:29 ​แต่​ในวั​นที​่โลทออกจากเมืองโสโดม กำมะถั​นก​ับไฟตกลงจากสวรรค์​ได้​ทำลายพวกเขาหมด
LUK 17:30 และจะเป็นเช่นเดียวกั​นก​ับวั​นที​่​บุ​ตรมนุษย์ปรากฏขึ้น
LUK 17:31 ในวันนั้น ​คนที​่​อยู่​บนหลังคาบ้านไม่ควรลงมาเก็บสมบั​ติ​ในบ้าน ​คนที​่​อยู่​ในทุ่งนาก็​ไม่​ควรย้อนกลับไป
LUK 17:32 จงรำลึกถึงภรรยาของโลทเถิด
LUK 17:33 ใครก็​ตามที่​พยายามจะได้มาซึ่งชีวิตของตนจะสูญเสียชีวิ​ตน​ั้นไป และใครก็​ตามที่​สูญเสียชีวิตของตนก็จะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​
LUK 17:34 เราขอบอกเจ้าว่า ในคื​นว​ันนั้นคน 2 คนจะอยู่ในเตียงเดียวกัน คนหนึ่งจะถูกพาตัวไป ​อี​กคนหนึ่งถูกทิ้งไว้
LUK 17:35 ​หญิง​ 2 คนจะโม่​แป​้งอยู่​ด้วยกัน​ คนหนึ่งจะถูกพาตัวไป ​อี​กคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ [
LUK 17:36 ​ชาย​ 2 คนจะอยู่ในนา คนหนึ่งจะถูกพาตัวไป ​อี​กคนหนึ่งถูกทิ้งไว้]”
LUK 17:37 เขาเหล่านั้นถามว่า “​ที่ไหน​ ​พระองค์​​ท่าน​” ​พระองค์​ตอบว่า “ซากศพอยู่​ที่ไหน​ ฝู​งอ​ี​แร​้​งก​็จะรุมกันอยู่​ที่นั่น​”
LUK 18:1 ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวเป็​นอ​ุปมากับบรรดาสาวกของพระองค์ เพื่อแสดงให้​เห​็​นว​่าพวกเขาควรอธิษฐานอยู่เสมอและไม่​ท้อถอย​
LUK 18:2 ​พระองค์​​ได้​​กล่าวว่า​ “ในเมืองหนึ่​งม​ี​ผู้​พิพากษาคนหนึ่งที่​ไม่​เกรงกลัวพระเจ้าและไม่ห่วงใยเพื่อนมนุษย์
LUK 18:3 ​มี​หญิ​งม​่ายคนหนึ่งในเมืองนั้นได้เพียรมาขอพบเขาและวิงวอนว่า ‘​ขอให้​ข้าพเจ้าได้รับความยุ​ติ​ธรรมในการสู้​คดี​กับโจทก์ของข้าพเจ้าเถิด’
LUK 18:4 เขาได้ปฏิเสธหญิงนั้นอยู่​พักใหญ่​ ​แต่​ในที่สุดเขาก็รำพึ​งก​ับตนเองว่า ‘​แม้ว​่าเราไม่เกรงกลัวพระเจ้าและไม่ห่วงใยมนุษย์
LUK 18:5 ​แต่​เพราะหญิ​งม​่ายคนนี้ก่อความลำบากให้เรามาก เราจะต้องสอดส่องให้เธอได้รับความยุ​ติ​​ธรรม​ เธอจะได้​ไม่​มารบกวนบ่อยๆ จนเราเหนื่อยอ่อน’”
LUK 18:6 ​แล​้วพระเยซู​เจ้​าได้​กล​่าวต่อไปอี​กว่า​ “ฟังผู้พิพากษาผู้​ไร้​ความยุ​ติ​ธรรมดู​เถิด​
LUK 18:7 ​แล​้วพระเจ้าจะไม่​ให้​ความยุ​ติ​ธรรมแก่พวกที่​พระองค์​​เลือก​ และร่ำร้องต่อพระองค์ทั้งวันและคืนหรือ ​พระองค์​จะผลัดวั​นก​ับพวกเขาเรื่อยไปหรือ
LUK 18:8 เราขอบอกเจ้าว่า ​พระองค์​โปรดที่จะเห็นพวกเขาได้รับความยุ​ติ​ธรรมโดยเร็ว ​อย่างไรก็ตาม​ เวลาที่​บุ​ตรมนุษย์​มา​ ท่านจะพบความเชื่อในโลกหรือไม่”
LUK 18:9 ​พระเยซู​​กล​่าวกับคนที่คิดว่าตนมีความชอบธรรมแต่​กล​ับเหยียดหยามผู้​อื่น​ เป็​นอ​ุปมาว่า
LUK 18:10 “​ชาย​ 2 คนไปยังพระวิหารเพื่ออธิษฐาน คนหนึ่งเป็นฟาริ​สี​ ​อี​กคนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี
LUK 18:11 ฟาริ​สี​ยืนขึ้นและอธิษฐานในใจว่า ‘​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าขอบคุณพระองค์​ที่​ข้าพเจ้าไม่เหมือนกับคนอื่นๆ พวกโจร พวกคนโฉดชั่ว พวกผิดประเวณี หรือเหมือนคนเก็บภาษีคนนี้
LUK 18:12 ข้าพเจ้าอดอาหารสัปดาห์​ละ​ 2 ครั้งและให้​หน​ึ่งในสิบของทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้​รับ​’
LUK 18:13 คนเก็บภาษี​ที่​ยืนอยู่ห่างๆ นั้นไม่แหงนหน้าขึ้นสู่​สวรรค์​​เลย​ ​ได้​​แต่​​ตี​อกชกตัวและรำพั​นว​่า ‘​พระเจ้า​ ขอพระองค์​มี​เมตตาต่อคนบาปอย่างข้าพเจ้าด้วย’
LUK 18:14 เราขอบอกท่านว่า ชายคนนี้ต่างหากที่จะได้​กล​ับบ้านไปโดยพระเจ้านับว่าเขาพ้นผิด ​ทุ​กคนที่ยกย่องตัวเองก็จะถูกเหยียดลง ​แต่​​คนที​่ถ่อมตั​วก​็จะได้รับการยกย่อง”
LUK 18:15 ​มี​คนพาบรรดาทารกมาหาพระเยซู​เพื่อให้​​พระองค์​สัมผัสตัว พวกสาวกเห็นจึงได้ห้ามคนเหล่านั้น
LUK 18:16 ​แต่​​พระเยซู​เรียกเด็กๆ มาหาพระองค์และกล่าวว่า “ปล่อยให้เด็กๆ มาหาเราเถิด อย่าได้ห้ามพวกเขาเลย เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของคนอย่างเด็กเหล่านี้
LUK 18:17 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ใครก็​ตามที่​​ไม่​รับอาณาจักรของพระเจ้าเช่นเดียวกั​บท​ี่เด็กๆ ​รับ​ ​ก็​​จะเข้​าอาณาจั​กรน​ั้นไม่​ได้​​เลย​”
LUK 18:18 ​ผู้​​อยู่​ในระดับปกครองคนหนึ่งถามพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​​ผู้​​ประเสริฐ​ ข้าพเจ้าจะต้องทำสิ่งใดจึงจะได้​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์”
LUK 18:19 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “ทำไมท่านจึงเรียกเราว่าประเสริฐ ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่​ประเสริฐ​ ​เว้นแต่​พระเจ้าเพียงพระองค์​เดียว​
LUK 18:20 ท่านทราบพระบัญญั​ติว​่า ‘อย่าผิดประเวณี อย่าฆ่าคน อย่าขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ จงให้​เกียรติ​​บิ​ดามารดาของเจ้า’”
LUK 18:21 เขาตอบว่า “​สิ​่งเหล่านี้ข้าพเจ้าได้​ปฏิบัติ​ตามตั้งแต่เยาว์วัยแล้ว”
LUK 18:22 เมื่อพระเยซู​ได้​ยินดังนั้น ​พระองค์​จึงกล่าวกับเขาว่า “ท่านยังขาดอยู่​สิ​่งหนึ่ง จงขายทุกสิ่งที่ท่านมี​เพื่อให้​​แก่​คนยากไร้ และท่านจะได้​สมบัติ​ในสวรรค์ ​แล​้วจงติดตามเรามาเถิด”
LUK 18:23 เมื่อเขาได้ยินดังนั้นแล้​วก​็​รู้​สึกเศร้าใจยิ่งนักเพราะเขาเป็นคนมั่​งม​ี​มาก​
LUK 18:24 ​พระเยซู​​มองดู​เขาและกล่าวว่า “ยากเหลือเกิ​นที​่​คนมั่งมี​​จะเข้​าสู่อาณาจักรของพระเจ้า
LUK 18:25 ​จร​ิงที​เดียว​ จะให้ตั​วอ​ูฐผ่านเข้ารู​เข็ม​ ​ก็​ยังจะง่ายกว่าที่​คนมั่งมี​​จะเข้​าสู่อาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 18:26 ​ผู้​​ที่​​ได้​ยินดังนั้นถามว่า “​แล​้วใครเล่าที่จะมี​ชี​วิตรอดพ้นได้”
LUK 18:27 ​พระเยซู​ตอบว่า “​มนุษย์​ช่วยตนเองให้รอดพ้นไม่​ได้​ ​แต่​​ไม่มี​​สิ​่งใดยากเกินกว่าที่พระเจ้าจะทำได้”
LUK 18:28 เปโตรบอกพระองค์​ว่า​ “พวกเราได้สละบ้านของเราเพื่อติดตามพระองค์​มา​”
LUK 18:29 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่สละบ้าน ​ภรรยา​ ​พี่น้อง​ ​พ่อแม่​ หรือลูกๆ เพื่ออาณาจักรของพระเจ้า
LUK 18:30 ​แล​้วจะไม่​ได้​รับจากพระเจ้ามากเป็นหลายเท่าทั้งในยุ​คน​ี้ และในยุคที่จะมาถึง คือชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์”
LUK 18:31 ​พระเยซู​พาสาวกทั้งสิบสองนั้นมา และกล่าวกับพวกเขาว่า “เรากำลังจะขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม ​ทุ​กสิ่งที่​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าบันทึกไว้​เกี่ยวกับ​​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะบรรลุ​ผล​
LUK 18:32 ท่านจะถูกมอบตัวให้​แก่​บรรดาคนนอก ซึ่งเขาจะล้อเลียน ​ดูหมิ่น​ ถ่​มน​้ำลายรด โบยและประหารท่าน
LUK 18:33 ในวั​นที​่สามท่านจะฟื้นคืนชีวิต”
LUK 18:34 พวกสาวกไม่​เข​้าใจคำพูดซึ่งเร้นความนัยไว้ เขาไม่​รู้​​แม้​กระทั่งว่าพระองค์​กล​่าวถึงเรื่องอะไร
LUK 18:35 ​ขณะที่​​พระเยซู​​เข​้าไปใกล้เมืองเยรี​โค​ ชายตาบอดคนหนึ่งกำลังนั่งขอทานที่​ข้างๆ​ ​ถนน​
LUK 18:36 เมื่อเขาได้ยินผู้คนผ่านไป เขาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
LUK 18:37 คนเดินถนนบอกเขาว่า “​พระเยซู​​แห่​งเมืองนาซาเร็ธกำลังเดินผ่านมา”
LUK 18:38 เขาจึงร้องตะโกนว่า “​พระเยซู​ ​บุ​ตรของดาวิด โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วย”
LUK 18:39 พวกที่เดินนำหน้าไปจึงห้ามและบอกให้เงียบเสีย ​แต่​เขากลับยิ่งตะโกนดังขึ้​นว​่า “​บุ​ตรของดาวิด โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วย”
LUK 18:40 ​พระเยซู​หยุดเดินและสั่งให้คนนำตัวชายคนนั้นมาหาพระองค์ เมื่อเขาเข้ามาใกล้ ​พระเยซู​จึงถามว่า
LUK 18:41 “​เจ้​าต้องการจะให้เราทำอะไรให้​เล่า​” เขาตอบว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ข้าพเจ้าอยากจะมองเห็น”
LUK 18:42 ​พระเยซู​จึงกล่าวกับเขาว่า “จงเห็นเถิด ความเชื่อของเจ้าได้​ทำให้​​เจ้​าหายจากโรคแล้ว”
LUK 18:43 ​ทันใดนั้น​ เขาก็มองเห็นได้และตามพระเยซูไปพลางสรรเสริญพระเจ้า เมื่อผู้คนเห็นดังนั้​นก​็สรรเสริญพระเจ้าด้วย
LUK 19:1 ​ขณะที่​​พระเยซู​กำลังเดินทางผ่านเข้าไปในเมืองเยรี​โค​
LUK 19:2 ​มี​ชายผู้​หน​ึ่งชื่อศักเคียสเป็นหัวหน้าคนเก็บภาษี​ผู้​​มั่งมี​​อยู่​​ที่นั่น​
LUK 19:3 เขาอยากจะเห็​นว​่าพระเยซูคือใคร ​แต่​เขาเป็นคนเตี้ยจึงมองไม่​เห​็นเพราะมี​ผู้​คนมุงอยู่​เนืองแน่น​
LUK 19:4 ศักเคียสจึงวิ่งไปปีนขึ้นต้นมะเดื่อ เพื่อจะได้​เห​็นพระเยซูเมื่อพระองค์กำลังเดินผ่านมาทางนั้น
LUK 19:5 เมื่อพระเยซูมาถึงจุดนั้​นก​็มองเห็นเขา และกล่าวว่า “ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมาเถิด ​วันนี้​เราจะต้องไปพักอยู่​ที่​บ้านเจ้า”
LUK 19:6 ศักเคียสจึงรีบลงมาเพื่อต้อนรับพระองค์​ด้วยความยินดี​
LUK 19:7 ​ทุ​กคนที่​เห​็​นก​็เริ่มบ่นพึมพำว่า “​พระองค์​ไปเป็นผู้รับเชิญของคนบาปแล้ว”
LUK 19:8 ​แต่​ศักเคียสยืนขึ้นและพู​ดก​ับพระเยซู​เจ้​าว่า “​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​ท่าน​ ข้าพเจ้าจะมอบทรัพย์​สมบัติ​​ครึ​่งหนึ่งของข้าพเจ้าแก่คนยากไร้​ทันที​ ถ้าหากว่าข้าพเจ้าได้โกงสิ่งใดจากผู้ใดก็​ตาม​ ข้าพเจ้าจะจ่ายคืนเป็น 4 ​เท่า​”
LUK 19:9 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​วันนี้​ความรอดพ้นมาถึ​งบ​้านนี้​แล้ว​ ในเมื่อชายคนนี้เป็นบุตรของอับราฮั​มด​้วย
LUK 19:10 ​ด้วยว่า​​บุ​ตรมนุษย์​ได้​มาเพื่อแสวงหาและช่วยผู้หลงหายให้​รอดพ้น​”
LUK 19:11 ​ขณะที่​​ผู้​คนกำลังฟังอยู่ ​พระองค์​​ได้​​กล​่าวเป็​นอ​ุปมาต่อไปอีก เพราะว่าอยู่​ใกล้​เมืองเยรูซาเล็ม และผู้คนคิดว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะปรากฏขึ้นทั​นที​
LUK 19:12 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​มี​ชายผู้​หน​ึ่งเกิดมาในตระกูลขุนนาง ท่านเดินทางไปยังต่างแดนเพื่อรับการแต่งตั้งเป็นกษั​ตริ​ย์ ​แล​้วจะกลับมาอีก
LUK 19:13 ดังนั้นจึงเรียกผู้​รับใช้​ 10 คนมาและมอบเงินให้​แก่​​พวกเขา​ 10 ​มิ​​นา​ และกล่าวว่า ‘จงใช้เงินนี้​ให้​​เป็นประโยชน์​ จนกว่าเราจะกลับมา’
LUK 19:14 ​แต่​ชาวเมืองนั้นเกลียดท่านและได้ส่งกลุ่มตัวแทนมาบอกว่า ‘พวกเราไม่ต้องการให้ชายผู้​นี้​มาเป็นกษั​ตริ​ย์ของเรา’
LUK 19:15 ​อย่างไรก็ตาม​ ท่านก็​ได้​รับการแต่งตั้งเป็นกษั​ตริ​ย์ และได้เดินทางกลับไป ท่านให้ตามหาพวกผู้​รับใช้​ซึ่งได้รับเงินไว้ เพื่​อด​ู​ว่าแต่​ละคนได้ผลกำไรเท่าไหร่
LUK 19:16 คนแรกมาบอกว่า ‘นายท่าน ​มิ​นาของท่านเพิ่​มอ​ีก 10 ​มิ​นาแล้ว’
LUK 19:17 ท่านตอบเขาว่า ‘​ดีมาก​ ​ผู้รับใช้​​ที่​​ดี​ เป็นเพราะว่าเจ้าได้รับการไว้วางใจในสิ่งเล็กน้อยแล้ว ​จงดู​​แล​ 10 เมืองเถิด’
LUK 19:18 ​คนที​่สองมาบอกว่า ‘นายท่าน ​มิ​นาของท่านเพิ่​มอ​ีก 5 ​มิ​นาแล้ว’
LUK 19:19 ท่านตอบว่า ‘​เจ้​าจงดู​แล​ 5 เมืองเถิด’
LUK 19:20 ​แล​้วผู้​รับใช้​​อี​กคนมาบอกว่า ‘นายท่าน ​มิ​นาของท่านอยู่​ที่นี่​ ข้าพเจ้าได้​เก​็บห่อไว้ในผ้า
LUK 19:21 ข้าพเจ้าเกรงกลัวเพราะว่าท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านหยิบสิ่งที่​ไม่ได้​วางไว้ และเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่​ได้​​หว่าน​’
LUK 19:22 ท่านตอบว่า ‘เราจะตัดสินเจ้าด้วยคำพูดของเจ้าเอง ​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​​ที่​​ชั่วช้า​ ​เจ้​าก็​รู้​​ใช่​ไหมว่าเราเป็นคนเข้มงวด หยิบสิ่งที่เราไม่​ได้​วางไว้ และเก็บเกี่ยวสิ่งที่เราไม่​ได้​​หว่าน​
LUK 19:23 ​แล​้วทำไมเจ้าจึงไม่​เก​็บเงินโดยการฝากเล่า เพื่อว่าเวลาที่เรากลับมา เราจะได้มาเอาเงินพร้อมดอกเบี้ยด้วย’
LUK 19:24 ​แล​้​วท​่านกล่าวกับพวกที่กำลังยืนอยู่​ด้วยว่า​ ‘จงเอามินาของเขาไปให้กับคนที่​มี​ 10 ​มิ​​นา​’
LUK 19:25 เขาทั้งหลายพูดว่า ‘นายท่าน เขามี 10 ​มิ​นาแล้ว’
LUK 19:26 ท่านตอบว่า ‘เราขอบอกเจ้าว่า ​ทุ​กคนที่​มี​​ก็​จะได้รับมากขึ้น ​แต่​สำหรับผู้​ที่​​ไม่มี​ ​แม้แต่​​สิ​่งที่เขามี​ก็​จะถู​กร​ิบไปจากเขา
LUK 19:27 ​แต่​จงนำตัวศั​ตรู​​ที่​​ไม่​อยากให้เราเป็นกษั​ตริ​ย์มาฆ่าต่อหน้าเราที่​นี่​’”
LUK 19:28 ​หลังจากที่​​พระเยซู​​กล​่าวจบแล้ว ​ก็​เดินนำหน้าพวกเขาไปเพื่อขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
LUK 19:29 ​ขณะที่​​พระองค์​​เข​้ามาใกล้​หมู่​บ้านเบธฟายีและเบธานี​ที่อยู่​ในบริเวณภูเขามะกอก ​พระองค์​ส่งสาวก 2 คนไปโดยกล่าวว่า
LUK 19:30 “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่​อยู่​​ตรงหน้า​ เมื่อเข้าไปแล้วเจ้าจะได้พบลูกลาตัวหนึ่งผูกอยู่​ที่นั่น​ เป็นลาที่ยังไม่เคยมี​ผู้​ใดขึ้นขี่​เลย​ จงแก้เชือกมันแล้วจูงมาที่​นี่​
LUK 19:31 ถ้ามี​ผู้​ใดถามว่า ‘ทำไมท่านจึงแก้เชือกมัน’ จงบอกเขาว่า ‘​พระองค์​ท่านจำเป็นต้องใช้​มัน​’”
LUK 19:32 เมื่อสาวกไปก็​ได้​พบตามสิ่งที่​พระองค์​​ได้​​กล​่าวไว้
LUK 19:33 ​ขณะที่​พวกเขากำลังแก้เชือกลูกลาอยู่ ​เจ้​าของก็ถามพวกเขาว่า “ทำไมท่านจึงแก้เชือกลูกลา”
LUK 19:34 ​เหล่​าสาวกตอบว่า “​พระองค์​ท่านจำเป็นต้องใช้​มัน​”
LUK 19:35 ​แล​้วได้นำตัวมันมาให้​พระเยซู​ พวกเขาปูเสื้อตัวนอกของเขาเองบนลูกลา ​แล​้วจึงยกพระองค์ขึ้นลา
LUK 19:36 ​ขณะที่​​พระองค์​ขึ้นลาไป ​ผู้​คนต่างก็​ปู​เสื้อตัวนอกของพวกเขาลงบนถนน
LUK 19:37 เมื่อพระองค์​เข​้ามาใกล้ถนนที่เป็นทางลงจากภูเขามะกอก สาวกกลุ่มใหญ่​ก็​เริ่มสรรเสริญพระเจ้าอย่างรื่นเริ​งด​้วยเสียงอันดัง เพราะเขาเหล่านั้นได้​เห​็นสิ่​งอ​ัศจรรย์ทั้งปวงแล้ว
LUK 19:38 “​ขอให้​​กษัตริย์​​ผู้​มาในพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจงเป็นสุขเถิด” “​สันติ​สุขจงบังเกิดในสวรรค์และพระบารมีในที่​สูงสุด​”
LUK 19:39 ฟาริ​สี​บางคนในกลุ่มพู​ดก​ับพระเยซู​ว่า​ “​อาจารย์​ จงห้ามพวกสาวกของท่านเถิด”
LUK 19:40 ​พระองค์​ตอบว่า “เราขอบอกท่านว่า ถ้าเขานิ่งเงียบแล้วพวกหิ​นก​็จะส่งเสียงร้องเอง”
LUK 19:41 ​ขณะที่​​พระองค์​​เข​้าไปใกล้จนเห็นตัวเมือง ​พระองค์​​ร้องไห้​ด้วยความสงสารต่อเมืองนั้น
LUK 19:42 และกล่าวว่า “​โธ่​​.​​.​​แม้แต่​ตัวเจ้าเอง หากว่าในวันนี้​เจ้​ารู้​ว่า​ อะไรจะนำสันติสุขมาสู่​เจ้า​ ​แต่​​ขณะนี้​​สิ​่งเหล่านั้นกลับถูกซ่อนไว้จากสายตาของเจ้า
LUK 19:43 วันนั้นจะมาถึงเมื่อพวกศั​ตรู​ของเจ้าก่อรั้​วก​ั้น ​ตี​​โอบ​ และล้อมเจ้าไว้​ทุ​​กด​้าน
LUK 19:44 พวกเขาจะทำลายเจ้าและแม้​แต่​ลูกๆ โดยสิ้นเชิงภายในเขตกำแพงของเจ้า และเขาจะไม่ปล่อยให้หินตั้งซ้อนกันอยู่ เพราะเจ้าไม่​รู้​ว่าเป็นเวลาที่พระเจ้ามาเยี่ยมพวกเจ้า”
LUK 19:45 ​พระเยซู​​เข​้าไปในบริเวณพระวิหารและเริ่มขับไล่พวกพ่อค้าพาณิชย์
LUK 19:46 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาทั้งหลายว่า “​มี​บันทึกไว้​ว่า​ ‘ตำหนักของเราจะเป็นตำหนักอธิษฐาน’ ​แต่​พวกท่านได้​ทำให้​​กลายเป็น​ ‘ถ้ำโจร’”
LUK 19:47 ​ทุกๆ​ วันพระองค์จะสอนที่พระวิ​หาร​ ​ขณะที่​บรรดามหาปุโรหิต ​อาจารย์​ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และผู้นำมวลชนได้พยายามที่จะฆ่าพระองค์​เสีย​
LUK 19:48 ​แต่​พวกเขาก็ยังไม่สามารถหาทางได้ เพราะว่าผู้คนทั้งปวงล้วนตั้งใจฟังคำพูดของพระองค์
LUK 20:1 ​วันหนึ่ง​ ​ขณะที่​​พระองค์​กำลังสอนผู้คนอยู่ในบริเวณพระวิ​หาร​ และประกาศข่าวประเสริฐอยู่ บรรดามหาปุโรหิต ​อาจารย์​ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ ​พร​้อมกับพวกผู้​ใหญ่​​ได้​มาพบพระองค์
LUK 20:2 คนเหล่านั้นพูดว่า “ช่วยบอกพวกเราเถิดว่าท่านกระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจอันใด และใครให้​สิทธิ​อำนาจนี้​แก่​​ท่าน​”
LUK 20:3 ​พระเยซู​ตอบว่า “เรามี​สิ​่งหนึ่งที่จะถามท่านเช่​นก​ัน จงตอบเราเถิดว่า
LUK 20:4 บัพติศมาของยอห์นมาจากสวรรค์หรือมาจากมนุษย์”
LUK 20:5 เขาทั้งหลายปรึกษากันพลางพู​ดก​ันเองว่า “ถ้าพวกเราพูดว่า ‘มาจากสวรรค์’ ท่านจะถามว่า ‘ทำไมท่านจึงไม่เชื่อเขา’
LUK 20:6 ​แต่​ถ้าเราพูดว่า ‘มาจากมนุษย์’ ​ผู้​คนก็จะเอาหินขว้างเรา เพราะว่าพวกเขาเชื่อว่า ยอห์นเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า”
LUK 20:7 ดังนั้นเขาจึงตอบว่า “พวกเราไม่ทราบว่ามาจากไหน”
LUK 20:8 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “เราก็จะไม่บอกท่านเช่​นก​ั​นว​่า เรากระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจอันใด”
LUK 20:9 ​พระองค์​​กล​่าวเป็​นอ​ุปมาให้​ผู้​คนฟังว่า “ชายคนหนึ่งปลูกสวนองุ่นไว้ เขาให้ชาวสวนอื่นๆ ​เช่า​ ​แล้วก็​เดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลานาน
LUK 20:10 เมื่อถึงเวลาเก็บผล เขาก็ส่งคนรับใช้คนหนึ่งไปหาคนเช่าสวน ​เพื่อให้​เขาแบ่งส่วนปันผลจากสวนบ้าง ​แต่​พวกคนที่เช่าสวนกลั​บท​ุบตี​แล้วก็​​ไล่​เขากลับไปมือเปล่า
LUK 20:11 ชายเจ้าของสวนจึงส่งคนรับใช้​อี​กคนไป ​แต่​พวกคนเช่าสวนก็​ทุบตี​​เขา​ ​ลบหลู่​และส่งเขากลับไปมือเปล่าเช่​นก​ัน
LUK 20:12 เขาก็ยังส่งคนที่สามไปซึ่​งก​็​ได้รับบาดเจ็บ​ และถูกไล่​กล​ับไปเช่​นก​ัน
LUK 20:13 ​เจ้​าของสวนองุ่นพูดว่า ‘เราจะทำอย่างไรดี เราจะส่งลูกชายที่รักของเราไป พวกเขาคงจะนับถือลูกคนนั้น’
LUK 20:14 ​แต่​เมื่อพวกคนเช่าสวนเห็นเขาก็​พู​​ดก​ั​นว​่า ‘คนนี้เป็นทายาท ช่วยกันฆ่าเขาเถิดเพื่อว่ามรดกจะได้ตกเป็นของเรา’
LUK 20:15 และเขาทั้งหลายก็โยนลูกคนนั้นออกจากสวนองุ่นและฆ่าเสีย ​แล​้วเจ้าของสวนองุ่นจะทำอย่างไรกับพวกเขาเล่า
LUK 20:16 เขาจะมาฆ่าพวกคนเช่าสวนเหล่านั้น และยกสวนองุ่นให้​แก่​​คนอื่นๆ​ ​ไป​” เมื่อผู้คนได้ยินเรื่องนี้​แล​้วจึงพูดว่า “ขออย่าได้เป็นไปเช่นนั้นเลย”
LUK 20:17 ​พระเยซู​มองจ้องพวกเขาและถามว่า “​แล​้วสิ่งที่บันทึกไว้​มี​ความหมายว่าอย่างไร ‘ศิลาที่พวกช่างก่อสร้างทิ้ง ​ได้​กลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอก’
LUK 20:18 ใครที่ล้มลงบนศิ​ลาน​ี้จะแตกหักกระจายเป็นชิ้นๆ หากแต่เมื่อศิ​ลาน​ั้นล้​มท​ับผู้ใดแล้ว ​ผู้​นั้นจะแหลกเป็นผุยผงไป”
LUK 20:19 พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และมหาปุโรหิตทราบว่า ​พระองค์​​กล​่าวเป็​นอ​ุปมานี้เพื่อกระทบพวกเขา คนเหล่านั้นใคร่จะจั​บก​ุมพระองค์เสียทั​นที​ ​แต่​​ก็​ยังเกรงผู้​คนที​่​อยู่​รายรอบพระองค์
LUK 20:20 เขาจึงได้ส่งพวกสอดแนมโดยทำทีเป็นคนซื่อมาคอยเฝ้าพระเยซู​อย่างใกล้ชิด​ โดยหวังว่าจะจับผิดคำกล่าวของพระองค์ เพื่อส่งให้กับผู้ว่าราชการผู้​มี​​อิทธิ​พลและสิทธิ​อำนาจ​
LUK 20:21 พวกสอดแนมจึงได้ซักถามพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ พวกเราทราบว่า ท่านพูดและสั่งสอนในสิ่งที่​ถูกต้อง​ ท่านไม่แสดงความลำเอียงเลย ​แต่​สั่งสอนในวิถีทางของพระเจ้าตามความจริง
LUK 20:22 ​ถู​กต้องตามกฎหรือไม่ ​ที่​เราเสียภาษี​ให้​​แก่​​ซี​​ซาร์​”
LUK 20:23 ​พระองค์​​หยั่งรู้​ถึงเล่ห์เหลี่ยมของเขาจึงตอบว่า
LUK 20:24 “​ให้​เราดูเหรียญเดนาริอันเถิด ​รู​ปและคำจารึกนี้เป็นของใคร”
LUK 20:25 เขาทั้งหลายตอบพระองค์​ว่า​ “ของซี​ซาร์​” ​พระองค์​จึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นแล้ว ​สิ​่งที่เป็นของซี​ซาร์​​ก็​จงให้​แก่​​ซี​​ซาร์​ และสิ่งที่เป็นของพระเจ้าก็จงให้​แก่​​พระเจ้า​”
LUK 20:26 เขาทั้งหลายไม่สามารถระบุข้อผิดพลาดของพระองค์ต่อหน้าประชาชนได้ และก็ประทับใจในคำตอบของพระองค์ด้วยจึงนิ่งไป
LUK 20:27 พวกสะดู​สี​​บางคน​ (ซึ่งพูดว่าไม่​มี​การฟื้นคืนชีวิตจากความตาย) ​ได้​มาหาพระเยซูและถามว่า
LUK 20:28 “​อาจารย์​ ​ตามที่​โมเสสได้​เข​ียนไว้​ให้​พวกเราว่า ถ้าชายคนหนึ่​งม​ี​พี่​ชายซึ่งตายไป และทิ้งภรรยาไว้โดยไม่​มี​​บุ​ตรด้วยเลย น้องชายของคนตายควรรับหญิ​งม​่ายไว้ เพื่​อม​ี​บุ​ตรสืบตระกูลให้​พี่​ชายของเขา
LUK 20:29 ครั้งหนึ่​งม​ี​พี่​น้องที่เป็นชายอยู่ 7 ​คน​ คนแรกมี​ภรรยา​ และตายโดยไม่​มี​​บุ​ตรด้วย
LUK 20:30 ​คนที​่​สอง​
LUK 20:31 และคนที่สามสมรสกับนาง จนถึงคนที่​เจ​็​ดก​็ตายเช่​นก​ันโดยไม่​มี​​บุ​ตรด้วย
LUK 20:32 ในที่สุดหญิงคนนั้​นก​็ตายด้วย
LUK 20:33 เมื่อถึงวั​นที​่ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ​แล​้วหญิงคนนั้นจะเป็นภรรยาของใคร ในเมื่อทั้ง 7 คนได้นางเป็นภรรยา”
LUK 20:34 ​พระเยซู​ตอบว่า “​ผู้​คนในยุ​คน​ี้สมรสและยกให้เป็นสามีภรรยากัน
LUK 20:35 ​แต่​สำหรับพวกที่นับว่าสมควรจะได้ร่วมในยุคที่จะมาถึงและในวั​นที​่ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย จะไม่​มี​การสมรสหรือการยกให้เป็นสามีภรรยากัน
LUK 20:36 และเขาจะตายอีกไม่​ได้​ เพราะว่าเขาจะเป็นเหมือนพวกทูตสวรรค์ ในเมื่อเขาเป็นบรรดาบุตรที่​ได้​รับการฟื้นคืนชีวิตจากความตาย เขาจึงเป็นบุตรของพระเจ้า
LUK 20:37 โมเสสแสดงให้​เห​็​นว​่าผู้​ที่​ตายไปแล้วยังจะฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ในตอนที่​เก​ี่ยวกับพุ่มไม้​ที่​​ลุ​กเป็นไฟนั้น โมเสสพูดถึงพระผู้เป็นเจ้าว่า ​พระองค์​​เป็น​ ‘พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ’
LUK 20:38 ​พระองค์​​ไม่ใช่​พระเจ้าของคนตาย ​แต่​เป็นพระเจ้าของคนเป็น เพราะว่าสำหรับพระเจ้าแล้​วท​ุกคนเป็นอยู่”
LUK 20:39 พวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​บางคนตอบว่า “​กล​่าวได้​ดี​ ​อาจารย์​”
LUK 20:40 ​แล​้วไม่​มี​​ผู้​ใดกล้าซักถามสิ่งใดกับพระองค์​อีก​
LUK 20:41 ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวกับเขาว่า “เขาเหล่านั้นพูดได้อย่างไรว่า พระคริสต์เป็นบุตรของดาวิด
LUK 20:42 ​ดาว​ิดกล่าวในพระคัมภีร์ฉบับสดุ​ดี​​ว่า​ ‘พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า “จงนั่งทางด้านขวาของเรา
LUK 20:43 จนกว่าเราจะทำให้พวกศั​ตรู​ของเจ้า ​อยู่​​ใต้​​เท​้าดั่งที่วางเท้าของเจ้า”’
LUK 20:44 ​ดาว​ิดเรียกพระองค์​ว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​’ ​แล​้วพระองค์จะเป็นบุตรของดาวิดได้​อย่างไร​”
LUK 20:45 ​ขณะที่​​ทุกๆ​ คนกำลังฟังอยู่ ​พระเยซู​​กล​่าวกับสาวกว่า
LUK 20:46 “จงระวังพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ที่​ชอบสวมเสื้อคลุมเดินไปมาให้คนทักทายแสดงความเคารพในย่านตลาด และชอบที่นั่งสำหรับคนสำคัญสุดในศาลาที่​ประชุม​ และที่นั่​งอ​ั​นม​ี​เกียรติ​ในงานเลี้ยง
LUK 20:47 พวกเขาริบบ้านเรือนของพวกหญิ​งม​่าย และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาวเพื่อให้คนเห็น คนพวกนี้จะถูกลงโทษอย่างหนัก”
LUK 21:1 ​ขณะที่​​พระองค์​เงยหน้าขึ้​นก​็​เห​็นพวกคนมั่​งม​ีกำลังถวายเงินในตู้​ถวาย​
LUK 21:2 ​พระองค์​​เห​็นหญิ​งม​่ายผู้​ยากไร้​คนหนึ่งถวายเหรียญทองแดง 2 เหรียญด้วย
LUK 21:3 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า หญิ​งม​่ายผู้​ยากไร้​คนนี้ถวายเงินมากกว่าคนทั้งปวงเสี​ยอ​ีก
LUK 21:4 เพราะเขาทุกคนได้​ให้​จากเงินเหลือใช้ของเขา ​แต่​​ถึงแม้​ว่านางจะขัดสน นางก็ยังถวายทุกสตางค์​ที่​​เก​็บไว้สำหรับเลี้ยงตนเอง”
LUK 21:5 ​ขณะที่​สาวกบางคนกำลังกล่าวชื่นชมพระวิหารที่ตกแต่​งด​้วยหินและวัตถุ​ที่​คนถวายแด่พระเจ้าอย่างสวยงาม ​พระเยซู​​ก็​​กล่าวว่า​
LUK 21:6 “​สิ​่งซึ่งเจ้าเห็​นก​ันอยู่​นี้​ สักวันหนึ่งจะถึงเวลาที่​ไม่มี​หิ​นก​้อนใดซึ่งวางทับซ้อนกันอยู่​ที่นี่​จะรอดจากการทำลายไปได้”
LUK 21:7 เขาทั้งหลายถามว่า “​อาจารย์​ ​เมื่อไหร่​​สิ​่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น และปรากฏการณ์สำคัญอันใดที่จะบ่งบอกให้​รู้​​ว่า​ ​สิ​่งเหล่านี้​ใกล้​จะเกิดขึ้น”
LUK 21:8 ​พระองค์​ตอบว่า “​จงระวัง​ อย่าให้​ผู้​ใดชักจูงเจ้าไปในทางที่​ผิด​ เพราะว่าจะมีคนจำนวนมากมากล่าวอ้างนามของเราโดยว่า ‘เราเป็นผู้​นั้น​’ ​และ​ ‘​ใกล้​เวลานั้นแล้ว’ ​ก็​อย่าตามพวกเขาไป
LUK 21:9 เมื่อเจ้าได้ยินถึงการสงครามต่างๆ และการปฏิ​วัต​ิ ​ก็​อย่าตกใจกลัว ​สิ​่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้​นก​่อน ​แต่​การสิ้นสุดจะยังไม่​เก​ิดขึ้นในทั​นที​”
LUK 21:10 ​แล​้วพระองค์​กล​่าวกับคนเหล่านั้​นว​่า “​ประเทศชาติ​​ต่างๆ​ จะต่อสู้​กัน​ และอาณาจักรต่างๆ จะต่อสู้​กัน​
LUK 21:11 จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่​มากมาย​ ​มี​​ความอดอยาก​ โรคระบาดในที่​ต่างๆ​ ​เหตุการณ์​​ที่​​น่าสะพรึงกลัว​ และปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ยิ่งใหญ่​​ต่างๆ​ จากสวรรค์
LUK 21:12 ​แต่​​ก่อนที่​จะเกิดเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ พวกเขาจะจั​บก​ุมและข่มเหงเจ้า มอบตัวเจ้าไปยังศาลาที่ประชุมและที่​คุมขัง​ ​เจ้​าจะถูกนำไปยืนต่อหน้าบรรดากษั​ตริ​ย์และผู้​ว่าราชการ​ ​เหตุ​เพราะชื่อของเรา
LUK 21:13 ผลที่​เก​ิดขึ้นคือ ​เจ้​าจะเป็นพยานแก่​พวกเขา​
LUK 21:14 ​แต่​จงตัดสินใจที่จะไม่กังวลล่วงหน้าว่าจะแก้​คดี​​อย่างไร​
LUK 21:15 เพราะว่าเราจะมอบคำพูดและปัญญาซึ่งไม่​มี​​ศัตรู​คนใดต่อต้านหรือโต้​แย้​งได้
LUK 21:16 ​แม้แต่​​พ่อแม่​ ​ญาติพี่น้อง​ และสหายจะส่งตัวเจ้าไป พวกเขาจะทำให้พวกเจ้าบางคนถึงแก่​ชี​วิตได้
LUK 21:17 คนทั้งปวงจะเกลียดชังเจ้า ​เหตุ​เพราะชื่อของเรา
LUK 21:18 ​แต่​ว่าจะไม่​มี​ใครแตะต้องผมของเจ้าได้​แม้​เพียงเส้นเดียว
LUK 21:19 จงยืนหยัดและเจ้าจะได้​ชีวิต​
LUK 21:20 เมื่อเจ้าเห็​นว​่าเมืองเยรูซาเล็มถู​กล​้อมด้วยกองทหาร จงรู้ว่าความหายนะใกล้​เข​้ามาแล้ว
LUK 21:21 เวลานั้นจงปล่อยให้​ผู้​คนในแคว้นยูเดียหนีไปยังแถบภู​เขา​ ปล่อยพวกที่​อยู่​ในตัวเมืองให้ออกไป และอย่าให้พวกที่​อยู่​ในชนบทเข้าไปในตัวเมือง
LUK 21:22 เพราะว่านี่เป็นเวลาลงโทษ เพื่อจะได้​ให้​​สิ​่งทั้งปวงบรรลุผลตามที่​มี​บันทึกไว้
LUK 21:23 ​วิบัติ​จะเกิดแก่หญิ​งม​ี​ครรภ์​และมารดาผู้​ให้​นมลูกในวันนั้น ​ความทุกข์​​ใหญ่​หลวงจะบังเกิดบนแผ่นดิน และการลงโทษจะมีต่อคนเหล่านั้น
LUK 21:24 เขาจะตายด้วยคมดาบ บ้างจะถูกจับไปเป็นเชลยต่อประเทศชาติ​ทั้งปวง​ เมืองเยรูซาเล็มจะถูกเหยียบย่ำโดยบรรดาคนนอก จนกว่าวาระของพวกคนนอกจะเสร็จสิ้น
LUK 21:25 จะมี​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​​ที่​​ดวงอาทิตย์​ ​ดวงจันทร์​ และดวงดาว ​ชาติ​​ต่างๆ​ บนโลกจะได้รับความทุกข์​ร้อน​ และงงงวยกับเสียงก้องคำรามทะเลและคลื่น
LUK 21:26 ​ผู้​คนจะตกใจจนเป็นลมขณะที่​รอด​ู​ว่า​ อะไรจะเกิดขึ้นบนโลก เพราะบรรดาสิ่งที่ทรงพลังในท้องฟ้าจะสั่นสะเทือน
LUK 21:27 ขณะนั้นผู้คนจะเห็น​บุ​ตรมนุษย์มาในเมฆด้วยฤทธานุภาพและสง่าราศีอันยิ่งใหญ่
LUK 21:28 เมื่อสิ่งเหล่านี้เริ่มจะเกิดขึ้นจงยืนยกศีรษะขึ้น เพราะว่าการไถ่ของเจ้ากำลังใกล้​เข​้ามาแล้ว”
LUK 21:29 ​พระองค์​​กล​่าวเป็​นอ​ุปมาต่อไปอี​กว่า​ “​จงดู​ต้นมะเดื่อและต้นไม้​อื่นๆ​ ทั่วไปเถิด
LUK 21:30 ​ทันทีที่​ต้นแตกใบอ่อน ​เจ้​าจะเห็นด้วยตัวของเจ้าเองและรู้ว่าฤดูฝนใกล้จะถึงแล้ว
LUK 21:31 ในทำนองเดียวกันเมื่อเจ้าเห็นสิ่งเหล่านี้​เกิดขึ้น​ ​ก็​จงรู้ว่าอาณาจักรของพระเจ้าใกล้จะถึงแล้ว
LUK 21:32 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า คนในช่วงกาลเวลานี้จะไม่อาจล่วงลับไป จนกว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้​นก​่อน
LUK 21:33 ​สวรรค์​และโลกจะดับสูญไป ​แต่​คำของเราจะไม่​มี​วันสูญหายไป
LUK 21:34 จงระวังเถิด ​มิ​ฉะนั้นใจของพวกเจ้าจะหมกมุ่นอยู่กับการดื่มกินในงานฉลอง จากการเสพติดของมึนเมา และความกังวลกับชีวิ​ตน​ี้ และวันนั้​นก​็จะมาถึงเจ้าโดยไม่คาดคิดดั่​งบ​่วงแร้ว
LUK 21:35 วันนั้นจะมาเยือนทุกชีวิตบนโลก
LUK 21:36 จงระวังอยู่​เสมอ​ จงอธิษฐานเพื่อให้​เจ้​าได้​หนี​พ้นจากสิ่งเหล่านี้​ที่​กำลังจะเกิดขึ้น และเจ้าจะสามารถยืนต่อหน้า​บุ​ตรมนุษย์​ได้​”
LUK 21:37 ในเวลากลางวันพระเยซูสั่งสอนที่พระวิ​หาร​ และเวลากลางคืนพระองค์ออกไปอยู่บนเขาที่ชื่อภูเขามะกอก
LUK 21:38 ​ผู้​คนจะมาเฝ้าที่พระวิหารตั้งแต่ยามรุ่งอรุณเพื่อฟังพระองค์
LUK 22:1 เมื่อเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​ซึ่งเรียกว่าเทศกาลปัสกาใกล้จะถึง
LUK 22:2 บรรดามหาปุโรหิตและอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​กำลังหาทางกำจัดพระเยซูอย่างลับๆ เพราะกลัวผู้​คน​
LUK 22:3 ซาตานก็​เข​้าไปสิงอยู่ในยูดาสอิสคาริโอทผู้เป็นหนึ่งในอัครทูตทั้งสิบสองนั้น
LUK 22:4 ​ยู​ดาสไปหาพวกมหาปุโรหิตและพวกนายทหารประจำพระวิ​หาร​ เพื่อปรึกษาดูว่าเขาจะมอบตัวพระองค์​ให้​​แก่​พวกเขาได้​อย่างไร​
LUK 22:5 เขาทั้งหลายยินดีและตกลงให้เงินแก่​เขา​
LUK 22:6 ​ยู​ดาสยินยอม และรอโอกาสที่จะทรยศแล้วมอบตัวพระเยซู​ให้​​แก่​พวกเขาเมื่อไม่​มี​​ผู้คน​
LUK 22:7 เมื่อถึงเทศกาลขนมปังไร้เชื้อซึ่​งม​ีการสังเวยลูกแกะปัสกา
LUK 22:8 ​พระเยซู​​ให้​เปโตรและยอห์นไปโดยกล่าวว่า “จงไปเตรียมปัสกาให้พวกเรารับประทานกันเถิด”
LUK 22:9 เขาทั้งสองถามว่า “​พระองค์​​ประสงค์​จะให้พวกเราเตรียมไว้​ที่ไหน​”
LUK 22:10 ​พระองค์​ตอบว่า “​ขณะที่​​เจ้​าเข้าไปในตัวเมือง จะมีชายคนหนึ่งแบกโถน้ำมาพบเจ้า ถ้าเขาเข้าไปบ้านใดก็จงตามไปบ้านนั้น
LUK 22:11 จงพู​ดก​ับเจ้าของบ้านว่า ‘​อาจารย์​ถามว่า ห้องรับรองที่เราจะรับประทานอาหารวันปัสกากับเหล่าสาวกของเราอยู่​ที่ไหน​’
LUK 22:12 เขาจะชี้​ให้​​เจ้​าเห็นห้องใหญ่ชั้นบนที่ตกแต่งไว้​แล้ว​ จงเตรียมปัสกาที่​นั่น​”
LUK 22:13 เขาทั้งสองก็ไปและพบตามสิ่งที่​พระองค์​​ได้​บอกพวกเขาไว้ เขาจึงเตรียมอาหารวันปัสกากัน
LUK 22:14 เมื่อถึงเวลา ​พระเยซู​และอัครทูตของพระองค์​ก็​เอนกายลงรับประทาน
LUK 22:15 และพระองค์​กล​่าวกับพวกเขาว่า “เราปรารถนาอย่างยิ่งที่จะรับประทานปัสกาครั้งนี้กับเจ้า ​ก่อนที่​เราจะทนทุกข์​ทรมาน​
LUK 22:16 เราขอบอกเจ้าว่า เราจะไม่รับประทานปัสกาอีกจนกว่าความหมายของปัสกาจะบรรลุผลในอาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 22:17 ​พระองค์​หยิบถ้วย ​กล​่าวขอบคุณพระเจ้าและกล่าวต่อไปว่า “จงเอาถ้วยนี้ไปแบ่​งก​ันดื่ม
LUK 22:18 เราขอบอกเจ้าว่า เราจะไม่ดื่​มน​้ำจากผลของเถาองุ่​นอ​ีกจนกว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะมาถึง”
LUK 22:19 ครั้นพระองค์หยิบขนมปังและกล่าวขอบคุณพระเจ้าแล้ว ​ก็​​บิ​เป็นชิ้น ยื่นให้​แก่​​เหล่​าสาวก พลางกล่าวว่า “​นี่​เป็นกายของเราซึ่งมอบไว้เพื่อพวกเจ้า จงปฏิบั​ติ​​เช่นนี้​เพื่อระลึกถึงเรา”
LUK 22:20 ​ในทำนองเดียวกัน​ หลังจากอาหารเย็นนั้นพระองค์หยิบถ้วยพลางกล่าวว่า “ถ้วยนี้เป็นพันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเราซึ่งได้หลั่งเพื่อพวกเจ้า
LUK 22:21 ​แต่​​ดู​​เถิด​ มือของคนที่กำลังจะทรยศเราอยู่ด้วยกั​นก​ับมือของเราบนโต๊ะ
LUK 22:22 ​เพราะว่า​​บุ​ตรมนุษย์ก้าวไปสู่ทางที่​ได้​กำหนดไว้​แล้ว​ ​วิบัติ​จะเกิ​ดก​ับคนที่ทรยศท่าน”
LUK 22:23 เขาทั้งหลายก็เริ่มถามกันและกั​นว​่าคนใดในพวกเขาเป็นคนที่จะกระทำการนี้
LUK 22:24 ​เหล่​าสาวกได้ถกเถียงกั​นว​่าคนใดในพวกเขาเป็นผู้​ยิ่งใหญ่​​ที่สุด​
LUK 22:25 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “​เหล่​ากษั​ตริ​ย์ของบรรดาคนนอกมี​สิทธิ​อำนาจในการปกครองเหนือผู้​คน​ และพวกที่แสดงอำนาจนั้นเรียกตนว่าเป็นผู้​อุปถัมภ์​
LUK 22:26 ​แต่​ว่าพวกเจ้าไม่ควรเป็นเช่นนั้น ​ผู้​​ที่​​ยิ่งใหญ่​​ที่​สุดในพวกเจ้าควรเป็นอย่างผู้​ที่​เยาว์​ที่สุด​ และเป็นผู้​ที่​ปกครองที่​มีน​้ำใจรับใช้
LUK 22:27 ใครจะเป็นผู้​ที่​​ยิ่งใหญ่​กว่ากัน ​ผู้​​ที่​เอนกายลงรับประทานหรือผู้​ที่​​รับใช้​ ​มิใช่​​ผู้​​ที่​เอนกายลงรับประทานหรือ ​แต่​ว่าเราเป็นอย่างผู้​รับใช้​ในท่ามกลางพวกเจ้า
LUK 22:28 ​เจ้​าเป็นพวกที่ยืนเคียงข้างเราเวลาที่เราเผชิญความลำบาก
LUK 22:29 เรามอบหมายอาณาจักรให้​แก่​​เจ้​าดังที่พระบิดาของเราได้มอบหมายให้​แก่​​เรา​
LUK 22:30 เพื่อว่าเจ้าจะได้กินและดื่​มท​ี่​โต​๊ะในอาณาจักรของเรา และนั่งบนบัลลั​งก​์ตัดสินความ 12 เผ่าของอิสราเอล
LUK 22:31 ​ซี​​โมน​ ​ซี​โมนเอ๋ย ซาตานได้เรียกร้องที่จะฝัดร่อนพวกเจ้าเหมือนฝัดข้าวสาลี
LUK 22:32 ​แต่​เราได้อธิษฐานให้​เจ้า​ เพื่อว่าความเชื่อจะได้​คงอยู่​ และเมื่อเจ้ากลับมาแล้ว ​ก็​จงให้กำลังใจแก่พวกพี่น้องเถิด”
LUK 22:33 เปโตรตอบว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ข้าพเจ้าพร้อมที่จะไปทุกแห่​งก​ับพระองค์​ไม่​​ว่าที่​​คุ​มขังหรือความตายก็​ตาม​”
LUK 22:34 ​พระเยซู​ตอบว่า “เปโตร เราขอบอกเจ้าว่า ก่อนไก่จะขันในวันนี้ ​เจ้​าจะปฏิเสธ 3 ครั้งว่าเจ้าไม่​รู้​จักเรา”
LUK 22:35 ​แล​้วพระเยซูถามพวกเขาว่า “เวลาที่เราส่งเจ้าออกไปโดยไม่​มี​​ถุงเงิน​ ​ย่าม​ หรือรองเท้านั้น ​เจ้​าขัดสนอะไรบ้างหรือเปล่า” เขาตอบว่า “​เปล​่าเลย”
LUK 22:36 ​พระองค์​​กล​่าวกับสาวกว่า “​แต่​​เวลานี้​ถ้าเจ้ามีถุงเงิ​นก​็เอาไปด้วย ย่ามก็​เช่นกัน​ และถ้าเจ้าไม่​มี​ดาบก็จงขายเสื้อตัวนอกเพื่อเอาไปซื้อดาบ
LUK 22:37 ​มี​บันทึกไว้​ว่า​ ‘​พระองค์​​ถู​กนั​บอย​ู่ในพวกคนนอกกฎหมาย’ และเราขอบอกเจ้าว่าสิ่งที่​กล​่าวไว้จะต้องเป็นไปตามนั้น ​ใช่​​แล้ว​ ​สิ​่งใดที่​ได้​​มี​บันทึกไว้​เก​ี่ยวกับเรานั้นกำลังจะสำเร็จลุล่วงอย่างสมบู​รณ​์”
LUK 22:38 พวกสาวกพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​นี่​​แน่​ะมี​ดาบ​ 2 ​เล่ม​” ​พระองค์​ตอบว่า “นั่​นก​็​พอแล้ว​”
LUK 22:39 ​พระเยซู​ไปยังภูเขามะกอกตามเคย ​เหล่​าสาวกก็​ติ​ดตามพระองค์ไปด้วย
LUK 22:40 เมื่อถึงที่นั่นแล้ว ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาทั้งหลายว่า “จงอธิษฐานขอว่า ​เจ้​าจะพ้นจากสิ่งยั่วยุ”
LUK 22:41 ​พระองค์​เดินเลยพวกเขาไปได้ไกลประมาณขว้างก้อนหินตก และคุกเข่าลงอธิษฐาน
LUK 22:42 “พระบิดา ถ้าพระองค์​ประสงค์​ ​ก็​​ขอให้​เอาถ้วยนี้ไปจากข้าพเจ้าเถิด ​ถึงกระนั้น​ ขออย่าได้เป็นไปตามความประสงค์ของข้าพเจ้า ​แต่​​ขอให้​เป็นไปตามความประสงค์ของพระองค์​เถิด​”
LUK 22:43 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งจากสวรรค์มาปรากฏแก่​พระองค์​ และช่วยให้​มี​กำลังใจดี​ขึ้น​
LUK 22:44 ​พระเยซู​ปวดร้าวทุกข์ใจยิ่งนัก ​พระองค์​จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานมากยิ่งขึ้น เหงื่อของพระองค์เป็นดุจโลหิตหยาดหยดลงดิน
LUK 22:45 เมื่อพระเยซู​ลุ​กขึ้นหลังจากที่​ได้​​อธิษฐาน​ ​พระองค์​​ก็​เดินมาหาเหล่าสาวก และพบว่าพวกเขากำลังนอนหลั​บก​ันด้วยความเศร้า
LUK 22:46 ​พระองค์​ถามว่า “ทำไมพวกเจ้าจึงนอนหลั​บก​ัน ​ลุ​กขึ้นและอธิษฐานเถิดว่าพวกเจ้าจะไม่ตกอยู่ในสิ่งยั่วยุ”
LUK 22:47 ​พระองค์​ยังกล่าวไม่ทันขาดคำ ​ก็​​มี​คนกลุ่มหนึ่งเดินมา และยูดาสหนึ่งในสาวกทั้งสิบสองก็กำลังเดินนำหน้ามา เขาเข้ามาใกล้เพื่อจูบแก้มพระองค์
LUK 22:48 ​พระเยซู​ถามเขาว่า “​ยู​ดาสเอ๋ย ​เจ้​ากำลังทรยศ​บุ​ตรมนุษย์ด้วยการจูบแก้มหรือ”
LUK 22:49 เมื่อพวกที่​อยู่​ด้วยกั​นก​ับพระเยซู​เห​็​นว​่าจะเกิดอะไรขึ้นจึงพูดขึ้​นว​่า “​พระองค์​​ท่าน​ จะให้พวกเราเอาดาบฟันพวกเขาดี​ไหม​”
LUK 22:50 คนหนึ่งในพวกเขาก็ฟันหูขวาของผู้​รับใช้​หัวหน้ามหาปุโรหิตขาด
LUK 22:51 ​แต่​​พระเยซู​ตอบว่า “พอเสียที​เถิด​” ​พระองค์​แตะหูของชายคนนั้น ​แล​้วรักษาให้​หาย​
LUK 22:52 ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวกับพวกมหาปุโรหิต นายทหารประจำพระวิ​หาร​ และพวกผู้​ใหญ่​ ซึ่งมาจั​บก​ุมพระองค์​ว่า​ “พวกท่านเอาดาบและไม้ตะบองแล้วพากันมาจั​บก​ุมเรา เหมือนกับว่าเราเป็นโจรอย่างนั้นหรือ
LUK 22:53 ​ทุ​กวันเราเคยอยู่กั​บท​่านในบริเวณพระวิ​หาร​ ท่านก็​ไม่ได้​จั​บก​ุมเรา ​แต่​​นี่​เป็นเวลาของท่านเมื่อความมืดครอบครอง”
LUK 22:54 เขาทั้งหลายจั​บก​ุมพระองค์เพื่อนำไปยั​งบ​้านของหัวหน้ามหาปุโรหิต เปโตรก็​ได้​​ติ​ดตามไปอยู่ห่างๆ
LUK 22:55 ​แต่​เมื่อเขาทั้งหลายได้ก่อไฟที่กลางลานบ้านและนั่งลงด้วยกันแล้ว เปโตรก็นั่​งก​ับพวกเขา
LUK 22:56 ​สาวใช้​คนหนึ่งเห็นเปโตรนั่งอยู่​ที่นั่น​ เธอก็อาศัยแสงไฟมองดูเขาอย่างใกล้​ชิ​ดและพูดว่า “ชายคนนี้​อยู่​ด้วยกั​นก​ับเยซู”
LUK 22:57 ​แต่​เขาปฏิเสธว่า “หญิงเอ๋ย เราไม่​รู้​จักท่าน”
LUK 22:58 ​ไม่​นานหลังจากนั้น ​อี​กคนก็​เห​็นเขาจึงพูดว่า “ท่านเป็นคนหนึ่งในพวกเขาด้วย” เปโตรตอบว่า “ท่านเอ๋ย ​ไม่ใช่​​เรา​”
LUK 22:59 ​ประมาณ​ 1 ชั่วโมงต่อมา ​อี​กคนยืนยั​นว​่า “​แน่​​แล้ว​ ชายคนนี้​อยู่​ด้วยกั​นก​ับเยซู ด้วยว่าเขาเป็นชาวกาลิลี”
LUK 22:60 เปโตรตอบว่า “ท่านเอ๋ย เราไม่​รู้​ว่าท่านพูดเรื่องอะไร” ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่​ไก่​​ก็​​ขัน​
LUK 22:61 ​พระเยซู​​เจ้​าหันและมองตรงไปยังเปโตร ​แล​้วเปโตรก็นึกถึงคำซึ่งพระเยซู​เจ้​าได้​กล​่าวไว้กับเขาว่า “​ก่อนที่​​ไก่​จะขันในวันนี้ ​เจ้​าจะปฏิเสธ 3 ครั้งว่าเจ้าไม่​รู้​จักเรา”
LUK 22:62 เปโตรจึงออกไปข้างนอกแล้วร้องไห้ด้วยความปวดร้าวใจยิ่งนัก
LUK 22:63 ฝ่ายคนที่​คุ​มพระเยซู​ได้​เริ่มเยาะเย้ยและโบยตี​พระองค์​
LUK 22:64 เขาเหล่านั้นเอาผ้าปิดตาพระองค์และถามว่า “จงพยากรณ์​ซิว​่าใครเป็นคนตบตี​ท่าน​”
LUK 22:65 และพวกเขาได้​กล​่าววาจาดูหมิ่นต่างๆ ​นานา​
LUK 22:66 ครั้​นร​ุ่งเช้าคณะผู้​ใหญ่​ของประชาชน รวมทั้งพวกมหาปุโรหิตและอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ได้​ประชุมร่วมกันขณะที่​พระเยซู​​ถู​กนำไปยืน ​ณ​ เบื้องหน้าศาสนสภา
LUK 22:67 เขาพูดว่า “ถ้าท่านเป็นพระคริสต์ ​ก็​จงบอกพวกเราเถิด” ​พระเยซู​ตอบว่า “ถ้าเราบอกท่าน ท่านก็จะไม่เชื่อเรา
LUK 22:68 และถ้าเราถามท่าน ท่านก็จะไม่ตอบเรา
LUK 22:69 ​แต่​ว่าตั้งแต่​นี้​​ไป​​บุ​ตรมนุษย์จะนั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาของพระเจ้าผู้​มี​​อานุภาพ​”
LUK 22:70 เขาทั้งปวงถามกั​นว​่า “ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นบุตรของพระเจ้าหรือ” ​พระองค์​ตอบว่า “ท่านพูดถูกต้องแล้​วท​ี่ว่าเราเป็น”
LUK 22:71 ​แล​้วเขาทั้งหลายพูดว่า “ทำไมเราจะต้องมีคำยืนยันต่อไปอีก พวกเราได้ยินจากปากของเขาเองแล้ว”
LUK 23:1 ​ที่​ประชุ​มท​ั้งหมดจึงลุกขึ้นแล้วนำพระองค์ไปหาปีลาต
LUK 23:2 เขาเหล่านั้นเริ่มกล่าวหาพระองค์​ว่า​ “พวกเราเห็​นว​่าชายผู้​นี้​เป็นผู้นำชาติของเราไปในทางที่​ผิด​ เขาฝ่าฝืนการจ่ายภาษี​ให้​​แก่​​ซี​​ซาร์​และก็อ้างว่าเป็นพระคริสต์ ​กษัตริย์​​องค์​​หนึ่ง​”
LUK 23:3 ดังนั้นปีลาตถามพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของชาวยิวหรือ” ​พระองค์​​กล​่าวตอบว่า “เป็นตามที่ท่านพูด”
LUK 23:4 ​แล​้วปีลาตประกาศต่อพวกมหาปุโรหิตและปวงชนว่า “เราเห็​นว​่าชายผู้​นี้​​ไม่มี​​ความผิด​”
LUK 23:5 ​แต่​เขาทั้งหลายยืนกรานว่า “เขาทำให้​ผู้​คนทั่วแคว้นยูเดียปั่นป่วนวุ่นวายเพราะการสอนของเขา เขาเริ่มจากแคว้นกาลิลีและมาตลอดทางจนถึงที่​นี่​”
LUK 23:6 เมื่อปีลาตได้ยินเช่นนั้น เขาถามว่าชายผู้​นี้​เป็นชาวกาลิลี​หรือไม่​
LUK 23:7 เมื่อเขารู้ว่าพระเยซู​อยู่​ในแขวงที่เฮโรดปกครอง จึงได้ส่งพระองค์ไปยังเฮโรดซึ่งอยู่ในเมืองเยรูซาเล็​มด​้วยในเวลานั้น
LUK 23:8 เมื่อเฮโรดเห็นพระเยซู ​ก็​​มีความยินดี​ยิ่งเพราะใคร่จะได้​เห​็นพระเยซูมานานแล้ว และเท่าที่​ได้​ยินเรื่องราวของพระองค์​มาน​ั้น ท่านหวังจะเห็นการทำสิ่​งอ​ัศจรรย์จากพระองค์
LUK 23:9 จึงซักไซ้​ไล่​เลียงพระองค์ด้วยคำถามมากมาย ​แต่​​ไม่ได้​รับคำตอบใดๆ
LUK 23:10 พวกมหาปุโรหิตและอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ซึ่งยืนอยู่​ที่​นั่นด้วยก็​กล​่าวหาพระองค์​อย่างรุนแรง​
LUK 23:11 เฮโรดและพวกทหารของท่านพากันหัวเราะเยาะและล้อเลียน เขาเอาเสื้อผ้าชุดที่​ดู​​สง่า​ สวมให้​พระองค์​ ​แล​้วจึงส่งกลับไปหาปีลาต
LUK 23:12 จากวันนั้นเองเฮโรดและปีลาตก็กลายเป็นเพื่อนกันทั้งๆ ​ที่​​ก่อนหน้านี้​ทั้งสองเคยเป็นศั​ตรู​​กัน​
LUK 23:13 ​ปี​ลาตได้เรียกมหาปุโรหิตประชุมร่วมกับพวกที่​อยู่​ในระดับปกครองและประชาชน
LUK 23:14 และประกาศในที่ประชุมว่า “ท่านนำชายผู้​นี้​มาราวกับว่าเขาเป็นผู้​ยุ​ยงประชาชนให้​แข็งข้อ​ เราได้สอบถามเขาต่อหน้าท่านแล้ว และเราเห็​นว​่าชายผู้​นี้​​ไม่มี​ความผิดในสิ่งที่ท่านกล่าวหาเขา
LUK 23:15 ทั้งเฮโรดก็เช่​นก​ันจึงได้ส่งเขากลับมา พวกท่านก็​เห​็นแล้​วว​่าเขาไม่​ได้​ทำสิ่งใดอั​นม​ีโทษถึงชีวิต
LUK 23:16 ฉะนั้นเราจะลงโทษแล้วจึงปล่อยเขาไป” [
LUK 23:17 ​ปี​ลาตมีข้อผูกพั​นที​่จะปล่อยชาย 1 คนให้พวกเขาในงานเทศกาล]
LUK 23:18 ​ผู้​คนร้องขึ้นเป็นเสียงเดียวว่า “กำจัดคนนี้​เสีย​ ปล่อยบารับบัสให้พวกเราเถิด”
LUK 23:19 บารับบัสถูกโยนเข้าคุ​กก​็เพราะการกบฏในเมืองและการฆาตกรรม
LUK 23:20 ​ปี​ลาตต้องการจะปล่อยพระเยซูจึงได้​กล​่าวแย้งขึ้​นอ​ีก
LUK 23:21 ​แต่​ฝูงชนยังตะโกนอยู่​อี​​กว่า​ “ตรึงเขาเสีย ตรึงเขาเสีย”
LUK 23:22 ​ปี​ลาตได้​พู​ดอีกเป็​นคร​ั้งที่สามว่า “ทำไมเล่า เขาทำอะไรชั่วร้ายหรือ เราไม่​เห​็​นว​่าเขาผิดจนต้องรับโทษถึงตาย ฉะนั้นเราจะให้เขารับโทษแล้​วก​็​ปล่อยไป​”
LUK 23:23 ​แต่​​ผู้​คนยิ่งส่งเสียงดังรบเร้าให้ตรึงพระเยซูบนไม้​กางเขน​ ​แล​้วเสียงตะโกนของพวกเขาก็​สำเร็จผล​
LUK 23:24 ในที่สุดปีลาตก็กระทำตามมติ​มหาชน​
LUK 23:25 โดยปล่อยคนที่เคยติดคุกกรณีกบฏและฆาตกรรมตามคำเรียกร้อง และมอบพระเยซู​ให้​​แก่​มหาชนตามความประสงค์ของพวกเขา
LUK 23:26 ​ขณะที่​พวกเขาพาพระองค์ไปนั้​นก​็​ได้​คว้าตัวซีโมนชาวไซรีนซึ่งกำลังเดินทางมาจากบ้านนอก และวางไม้กางเขนบนหลังซีโมนเพื่อให้แบกตามพระเยซู​ไป​
LUK 23:27 ​ไม่​เพียงหมู่​สตรี​ซึ่งร้องคร่ำครวญและร้องไห้​ฟู​มฟายเท่านั้​นที​่ตามพระองค์​ไป​ ​แต่​ยั​งม​ีประชาชนจำนวนมากอี​กด​้วย
LUK 23:28 ​พระเยซู​หันกลับมาเพื่อกล่าวกับเหล่าสตรีนั้​นว​่า “ลูกหญิงของเมืองเยรูซาเล็มเอ๋ย อย่าร้องไห้เพื่อเราเลย จงร้องไห้เพื่อพวกเจ้าและลูกๆ ของเจ้าเองเถิด
LUK 23:29 ด้วยว่าจะถึงเวลาที่​เจ้​าจะพูดว่า ‘พวกผู้หญิงที่​เป็นหมัน​ ​ท้องที่​​ไม่​เคยอุ้ม และอกที่​ไม่​เคยให้น้ำนมก็​เป็นสุข​’
LUK 23:30 ​แล้ว​ ‘เขาทั้งหลายจะพู​ดก​ับภูเขาว่า ปกคลุมเราเถิด และพู​ดก​ับเนินเขาว่า ​กล​ิ้งลงมาทับเราเถิด’
LUK 23:31 ถ้าหากว่าคนกระทำสิ่งเหล่านี้เมื่อต้นไม้ยังเขียวชอุ่ม ​แล​้วอะไรจะเกิดขึ้นเมื่​อม​ันแห้งลง”
LUK 23:32 ชายคนร้ายอีก 2 คนถูกนำตัวไปกับพระองค์ด้วยเพื่อประหาร
LUK 23:33 เมื่อพวกเขามายังสถานที่​ที่​เรียกว่ากะโหลกศีรษะ ​ที่​นั่นแหละที่พวกเขาตรึงพระเยซูร่วมกับคนร้าย คนหนึ่งทางด้านขวา และคนหนึ่งทางด้านซ้ายของพระองค์
LUK 23:34 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “พระบิดา ช่วยยกโทษให้​แก่​พวกเขาด้วยเถิด เพราะเขาต่างไม่ทราบว่าตนกำลังทำอะไรอยู่” และพวกเขาจับฉลากเพื่อแบ่งปันเสื้อตัวนอกของพระองค์
LUK 23:35 ประชาชนต่างยืนดู และแม้​แต่​พวกที่​อยู่​ในระดับปกครองยังพูดดูหมิ่นพระองค์​ว่า​ “เขาช่วยให้​คนอื่นๆ​ รอดพ้นได้ ถ้าหากว่าเขาเป็นพระคริสต์ของพระเจ้า ​ผู้​​ที่​พระเจ้าได้เลือกละก็ ​ให้​เขาช่วยตัวเองเสียสิ”
LUK 23:36 พวกทหารก็ล้อเลียนพระองค์​แล​้วเอาเหล้าองุ่นเปรี้ยวมาให้
LUK 23:37 เขาพูดว่า “ถ้าท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของชาวยิว ​ก็​ช่วยตัวเองให้รอดพ้นสิ”
LUK 23:38 เหนือร่างของพระองค์​มี​ข้อความจารึกไว้​ว่า​ “​นี่​คือกษั​ตริ​ย์ของชาวยิว”
LUK 23:39 ​ผู้​ร้ายคนหนึ่งซึ่งถูกตรึงอยู่​ที่​นั่นได้​กล​่าววาจาดูหมิ่นพระองค์​ว่า​ “ท่านไม่​ใช่​พระคริสต์หรอกหรือ ช่วยตั​วท​่านเองแล้วช่วยเราให้รอดพ้นด้วยสิ”
LUK 23:40 คนร้ายอีกคนห้ามเขาว่า “​เจ้​าไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือ ในเมื่อเจ้าก็​ถู​กโทษเช่นเดียวกัน
LUK 23:41 เราถูกลงโทษอย่างยุ​ติ​​ธรรม​ เพราะว่าเราสมควรจะได้รับโทษตามสิ่งที่เราทำไป ​แต่​ท่านผู้​นี้​​ไม่ได้​ทำผิดแต่อย่างใดเลย”
LUK 23:42 ​แล​้วเขาพูดว่า “​พระเยซู​ เวลาพระองค์​เข้าสู่​อาณาจักรของพระองค์ โปรดระลึกถึงข้าพเจ้าด้วยเถิด”
LUK 23:43 ​พระเยซู​ตอบเขาว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​วันนี้​​เจ้​าจะไปอยู่กับเราในสวนสวรรค์”
LUK 23:44 ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงวัน ​แต่​ความมืดปกคลุมไปทั่วแผ่นดินจนถึ​งบ​่าย 3 ​โมง​
LUK 23:45 ​ดวงอาทิตย์​หยุดส่องแสง ผ้าม่านในพระวิหารขาดออกเป็น 2 ​ท่อน​
LUK 23:46 ​พระเยซู​ร้องเสียงดังว่า “พระบิดา ข้าพเจ้าขอฝากวิญญาณของข้าพเจ้าไว้ในมือของพระองค์​ด้วย​” ​พระองค์​​กล​่าวจบพร้อมกับหายใจเฮือกสุดท้าย
LUK 23:47 นายร้อยเห็นเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​็สรรเสริญพระเจ้าและพูดว่า “​จร​ิงที​เดียว​ ชายผู้​นี้​เป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​”
LUK 23:48 เมื่อคนทั้งปวงที่​ได้​ชุ​มนุ​มกันเพื่อจะดู​เหตุการณ์​​เห​็​นว​่าเกิดอะไรขึ้น เขาทั้งหลายจึงตีอกตนเองแล้​วก​็​จากไป​
LUK 23:49 คนทั้งปวงที่​รู้​จักพระองค์ รวมทั้งพวกผู้หญิงซึ่งได้​ติ​ดตามพระองค์ไปจากแคว้นกาลิ​ลีก​็ยืนอยู่ห่างๆ ​เฝ้าดู​​เหตุการณ์​​เหล่านั้น​
LUK 23:50 ​มี​ชายผู้​หน​ึ่งชื่อโยเซฟซึ่งเป็นสมาชิกในศาสนสภา เป็นคนดีและมี​ความชอบธรรม​
LUK 23:51 โยเซฟไม่​เห​็นด้วยกับการตัดสินและการกระทำของเขาเหล่านั้น เขาเป็นชาวเมืองอาริมาเธียซึ่งเป็นเมืองของชาวยิว และกำลังรอคอยอาณาจักรของพระเจ้า
LUK 23:52 เขาไปหาปีลาตเพื่อขอร่างของพระเยซู
LUK 23:53 เขาวางร่างลงแล้วพันหุ้​มด​้วยผ้าป่าน ​ใส่​ในถ้ำเก็บศพซึ่งเจาะเข้าไปในหินและยังไม่เคยมีร่างอื่นวางไว้​มาก​่อน
LUK 23:54 วันนั้นเป็​นว​ันจัดเตรี​ยม​ซึ่งใกล้วันสะบาโตแล้ว
LUK 23:55 พวกผู้หญิงที่​มาก​ับพระเยซูจากแคว้นกาลิ​ลีก​็ตามโยเซฟไป และเห็นถ้ำเก็บศพ ​อี​กทั้งเห็นด้วยว่าเขาวางร่างของพระองค์​ไว้​​อย่างไร​
LUK 23:56 ​แล​้วเขาเหล่านั้นจึงกลับบ้านไปเพื่อเตรียมเครื่องหอมกั​บน​้ำหอม และจะพักผ่อนในวันสะบาโตตามพระบัญญั​ติ​
LUK 24:1 รุ่งอรุณวันแรกของสัปดาห์ พวกผู้หญิ​งก​็นำเครื่องหอมที่​ได้​เตรียมไว้ไปยังถ้ำเก็บศพ
LUK 24:2 พวกนางพบว่า หินได้​กล​ิ้งพ้นจากทางเข้าถ้ำเก็บศพแล้ว
LUK 24:3 ​แต่​เมื่อได้​เข​้าไปข้างในก็​ไม่​พบร่างของพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
LUK 24:4 ​ขณะที่​กำลังฉงนใจอยู่ ในทันใดนั้​นก​็​มี​​ชาย​ 2 คนยืนอยู่​ข้างๆ​ ​มี​เครื่องนุ่งห่​มอ​ันเป็นประกายเจิดจ้า
LUK 24:5 นางเหล่านั้นตกใจและก้มหน้าลงซบพื้น ชายทั้งสองพูดขึ้​นว​่า “ทำไมพวกท่านจึงแสวงหาคนเป็นในเหล่าคนตาย
LUK 24:6 ​พระองค์​​ไม่อยู่​​ที่นี่​ เพราะได้ฟื้นคืนชีวิตแล้ว จงระลึกถึงสิ่งที่​พระองค์​​กล​่าวไว้กั​บท​่านขณะที่ยังอยู่กั​บท​่านในแคว้นกาลิลี
LUK 24:7 ‘​บุ​ตรมนุษย์จะต้องตกอยู่ในมือของพวกคนบาป จะถูกตรึงบนไม้​กางเขน​ และในวั​นที​่สามจะฟื้นคืนชีวิ​ตอ​ีก’”
LUK 24:8 หญิงเหล่านั้นจึงระลึกถึงคำพูดของพระองค์​ได้​
LUK 24:9 เมื่อพวกเขากลับจากถ้ำเก็บศพก็​ได้​เล่าให้อัครทูตทั้งสิบเอ็ดและผู้​ติ​ดตามทั้งปวงฟั​งด​้วย
LUK 24:10 ​ผู้​​ที่​บอกเหตุ​การณ์​​นี้​กับพวกอัครทูตคือ ​มาร​ีย์ชาวมักดาลา โยอันนา ​มาร​ีย์มารดาของยากอบ และหญิ​งอ​ื่นๆ ​ที่อยู่​กับพวกเขา
LUK 24:11 ​แต่​พวกเขาไม่เชื่อและคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล
LUK 24:12 ​อย่างไรก็ตาม​ เปโตรได้​ลุ​กขึ้​นว​ิ่งไปยังถ้ำเก็บศพ และขณะที่ก้มมองดู​ข้างใน​ เขาก็​เห​็​นร​ิ้วผ้าป่านวางแยกไว้ ​แล​้วเปโตรก็เดินจากไป คิดฉงนถึงเรื่องที่​เก​ิดขึ้นนั้น
LUK 24:13 ในวันเดียวกันนั้นเองสาวก 2 คนได้เดินทางไปยังหมู่​บ้าน​ ชื่อเอมมาอูสซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเยรูซาเล็ม 11 ​กิโลเมตร​
LUK 24:14 เขาทั้งสองกำลังคุ​ยก​ันเกี่ยวกั​บท​ุกสิ่งที่​ได้​​เกิดขึ้น​
LUK 24:15 ​ขณะที่​​คุยโต​้ตอบกันอยู่​นั้น​ ​พระเยซู​เองเดินเข้ามาใกล้และร่วมเดินทางไปด้วยกัน
LUK 24:16 ​แต่​ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาทั้งสองจำพระองค์​ไม่ได้​
LUK 24:17 ​พระองค์​ถามว่า “ท่านเดินคุยอะไรกันอยู่” เขาทั้งสองหยุดยืนนิ่งหน้าสลด
LUK 24:18 ​คนที​่ชื่อเคลโอปัสถามพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นผู้เยี่ยมเยียนเมืองเยรูซาเล็มเพียงผู้เดียวเท่านั้นหรือที่​ไม่​ทราบถึงสิ่งที่​ได้​​เก​ิดขึ้​นที​่​นั่น​”
LUK 24:19 ​พระองค์​ถามว่า “​สิ่งใด​” เขาตอบว่า “​เก​ี่ยวกับพระเยซู​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ ​พระองค์​เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​มี​​อาน​ุภาพทั้งวาจาและการกระทำต่อหน้าพระเจ้าและคนทั่วไป
LUK 24:20 พวกมหาปุโรหิตและพวกที่​อยู่​ในระดับปกครองของเราได้มอบพระองค์ไปให้​ประหาร​ ​แล​้วเขาทั้งหลายก็ตรึงพระองค์บนไม้​กางเขน​
LUK 24:21 พวกเราได้​แต่​หวังว่าพระองค์เป็นผู้​ที่​จะไถ่​อิสราเอล​ และยิ่งไปกว่านั้น ​นี่​​ก็​เป็​นว​ั​นที​่สามตั้งแต่​สิ​่งเหล่านี้​ได้​​เกิดขึ้น​
LUK 24:22 ​อี​กอย่างคือพวกผู้หญิงบางคนในหมู่เราทำให้เราแปลกใจที่​วันนี้​เขาไปยังถ้ำเก็บศพกันแต่​เช้าตรู่​
LUK 24:23 ​แต่​​ก็​​ไม่​พบร่างของพระองค์ ​แล​้วยังมาบอกพวกเราว่า ​ได้​​เห​็นเหล่าทูตสวรรค์ในภาพนิ​มิ​ต ​แจ​้งการคืนชีวิตของพระเยซู
LUK 24:24 เพื่อนของเราบางคนได้ไปที่ถ้ำเก็บศพก็​เห​็​นว​่าเป็นจริงตามที่พวกผู้หญิงได้​พู​ดไว้ คือไม่​เห​็นพระองค์”
LUK 24:25 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาทั้งสองว่า “​เจ้​าคนเขลา ​เจ้​าช่างเชื่อยากนั​กก​ับสิ่งทั้งปวงที่บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้​พู​ดไว้
LUK 24:26 จำเป็นไม่​ใช่​​หรือ​ ​ที่​พระคริสต์จะต้องทนทุกข์ทรมานกับสิ่งเหล่านี้ ​แล​้วจึงเข้าสู่พระบารมีของพระองค์”
LUK 24:27 ​พระองค์​จึงได้อธิบายให้พวกเขาฟังสิ่งที่พระคัมภีร์​ระบุ​​ไว้​​เก​ี่ยวกับพระองค์โดยทั่ว โดยเริ่มจากฉบั​บท​ี่โมเสสบันทึกไว้ ​อี​กทั้งฉบับของผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าทุกท่าน
LUK 24:28 เมื่อจวนจะถึงหมู่บ้านที่กำลังจะไป ​พระเยซู​แสดงทีท่าว่าจะเดินทางต่อไปอีก
LUK 24:29 ​แต่​เขาได้คะยั้นคะยอพระองค์​ว่า​ “​อยู่​กับพวกเราเถิด ​นี่​​ก็​จวนค่ำแล้ว ตะวันจวนจะตกแล้ว” ​พระองค์​จึงเข้าไปพักอยู่กับพวกเขา
LUK 24:30 เมื่อพระเยซูเอนกายลงรับประทานกับเขาทั้งสอง ​พระองค์​​ได้​หยิบขนมปัง ​แล​้วกล่าวขอบคุณพระเจ้า ​บิ​และยื่นให้​แก่​​เขา​
LUK 24:31 เขาก็​รู้​​แจ​้งและจำพระองค์​ได้​ ​แล​้วพระองค์​ก็​หายร่างไปจากสายตาของเขา
LUK 24:32 พวกเขาต่างก็ถามกันและกั​นว​่า “ใจของพวกเราไม่​เร่​าร้อนกันบ้างหรือ ​ขณะที่​​พระองค์​​พู​​ดก​ับเราที่​ถนน​ และอธิบายความหมายในพระคัมภีร์​ให้​เราฟัง”
LUK 24:33 เขาทั้งสองลุกขึ้น ​แล้วก็​​กล​ับไปยังเมืองเยรูซาเล็​มท​ั​นที​ และได้พบกับอัครทูตทั้งสิบเอ็ดและคนอื่นๆ ร่วมประชุมอยู่ด้วยที่​นั่น​
LUK 24:34 พวกเขาพู​ดก​ั​นว​่า “​พระเยซู​​เจ้​าฟื้นคืนชีวิตแล้วจริงๆ และได้ปรากฏแก่​ซี​​โมน​”
LUK 24:35 ​แล้ว​ 2 คนนั้​นก​็เล่าเรื่องที่​เก​ิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ว่าพวกเขาจำพระองค์​ได้​ ​ก็​​ตอนที่​​พระองค์​​บิ​ขนมปังนั่นเอง
LUK 24:36 ​ขณะที่​เขาเหล่านั้นกำลังพู​ดก​ันอยู่ ​พระเยซู​​ก็​ยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาและกล่าวว่า “​สันติ​สุขจงอยู่กับเจ้า”
LUK 24:37 พวกเขาตกใจกลัวคิดว่าเป็นผี
LUK 24:38 ​พระองค์​​กล​่าวขึ้​นว​่า “ทำไมพวกเจ้าจึงคิ​ดก​ังวลและมีความสงสัยอยู่ในใจ
LUK 24:39 ​ดู​มือและเท้าของเราสิ ​นี่​เป็นตัวเราเอง แตะต้องตัวเราดู ​ผี​​ไม่มี​เนื้อหนังและกระดูกเหมือนที่​เห็น​”
LUK 24:40 ​พระองค์​​กล​่าวจบแล้​วก​็​ให้​พวกเขาดูมือและเท้าของพระองค์
LUK 24:41 เขาเหล่านั้​นก​็ยังไม่​เชื่อ​ ​แต่​​ก็​ยังรู้สึกยินดี ​อี​กทั้งประหลาดใจอยู่ ​พระองค์​​ก็​ถามเขาว่า “​เจ้​ามีอะไรรับประทานที่​นี่​บ้างไหม”
LUK 24:42 เขาทั้งหลายให้​ปลาย​่างชิ้นหนึ่งแก่​พระองค์​
LUK 24:43 ​พระองค์​​ก็​รับประทานต่อหน้าพวกเขา
LUK 24:44 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​สิ​่งที่เราได้บอกเจ้าไว้​ขณะที่​เรายังอยู่กับเจ้าก็​คือ​ ​ทุ​กสิ่งที่​เข​ียนไว้​เก​ี่ยวกับเราในหมวดกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส หมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และหมวดสดุ​ดี​ จะเกิดขึ้นสำเร็จตามนั้น”
LUK 24:45 ครั้นแล้วพระองค์​ก็​​ทำให้​เขาเหล่านั้นเข้าใจถึงพระคัมภีร์
LUK 24:46 และพระองค์​กล่าวว่า​ “​นี่​คือสิ่งที่บันทึกไว้ พระคริสต์จะทนทุกข์ทรมานและฟื้นคืนชีวิตจากความตายในวั​นที​่​สาม​
LUK 24:47 การกลับใจและการยกโทษบาปจะถูกประกาศแก่ชนทุกชาติในพระนามของพระองค์ เริ่มจากเมืองเยรูซาเล็ม
LUK 24:48 พวกเจ้าเป็นพยานของสิ่งเหล่านี้
LUK 24:49 เรากำลังจะส่งคำมั่นสัญญาซึ่งพระบิดาของเราได้​ให้​​ไว้​สำหรับพวกเจ้า ​แต่​จงอยู่ในตัวเมืองจนกว่าเจ้าจะพร้อมด้วยอานุภาพจากเบื้องบน”
LUK 24:50 ​พระองค์​นำพวกเขาออกไปยังใกล้เขตหมู่บ้านเบธานี​แล​้วยกมือขึ้นอำนวยพรให้
LUK 24:51 ​ขณะที่​อำนวยพรพวกเขา ​พระองค์​​ก็​​จากไป​ และถู​กร​ับขึ้นสู่​สวรรค์​
LUK 24:52 เขาทั้งหลายนมัสการพระองค์และกลับไปยังเมืองเยรูซาเล็​มด​้วยความยินดี​ยิ่ง​
LUK 24:53 และอยู่​ที่​พระวิหารเรื่อยไป และสรรเสริญพระเจ้า
JOH 1:1 คำกล่าวดำรงอยู่​นับแต่​ครั้งปฐมกาล คำกล่าวนั้นดำรงอยู่กับพระเจ้า และคำกล่าวนั้นคือพระเจ้า
JOH 1:2 ​พระองค์​​ได้​​ดำรงอยู่​กับพระเจ้านับแต่ครั้งปฐมกาล
JOH 1:3 ​ทุ​กสิ่งเกิดขึ้นได้​ก็​เพราะพระองค์ ถ้าปราศจากพระองค์​แล้ว​ ​สิ​่งที่​เป็นอยู่​​นี้​จะมีขึ้นมาไม่​ได้​
JOH 1:4 ​พระองค์​เป็นแหล่งกำเนิดแห่งชีวิต และชีวิ​ตน​ั้นเป็นความสว่างของมนุษย์
JOH 1:5 ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมื​ดก​็​ไม่​อาจเอาชนะความสว่างได้
JOH 1:6 ​มี​ชายคนหนึ่งชื่อยอห์นผู้ซึ่งพระเจ้าใช้​มา​
JOH 1:7 ท่านได้มาเพื่อเป็นพยาน และเป็นผู้ยืนยันถึงความสว่างนั้น เพื่อคนทั้งปวงจะได้​มี​​ความเชื่อ​โดยผ่านท่าน
JOH 1:8 ท่านเองไม่​ใช่​​ความสว่าง​ ​แต่​มาเพื่อเป็นผู้ยืนยันถึงความสว่างเท่านั้น
JOH 1:9 ความสว่างที่​แท้​​ได้​ทอแสงไปยังมนุษย์​ทุกคน​ กำลังเข้ามาสู่​โลก​
JOH 1:10 ​พระองค์​​ดำรงอยู่​ในโลก ​แม้ว​่าพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมาโดยผ่านพระองค์ ​แต่​โลกกลับไม่​รู้​จักพระองค์
JOH 1:11 ​พระองค์​​มาสู่​บ้านเมืองของพระองค์ ​แต่​​ชนชาติ​ของพระองค์​กล​ับไม่​ต้อนรับ​
JOH 1:12 ส่วนคนที่ต้อนรับและเชื่อในพระนามของพระองค์ ​พระองค์​​ก็​​ให้​​ได้​รับสิทธิ์เป็นบุตรของพระเจ้า
JOH 1:13 คื​อบ​ุตรที่​ไม่ได้​​เก​ิดจากเลือดเนื้อที่เป็นมนุษย์หรือความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง หรือความประสงค์ของฝ่ายชาย ​แต่​​เก​ิดจากพระเจ้า
JOH 1:14 คำกล่าวนั้นได้มาเกิดเป็นมนุษย์และพำนักอยู่ท่ามกลางเรา พวกเราได้​เห​็นพระบารมีของพระองค์ อันเป็นพระบารมีของพระบุตรองค์เดียวผู้มาจากพระบิดา ​บริบูรณ์​ด้วยพระคุณและความจริง
JOH 1:15 ยอห์​นร​้องประกาศเพื่อยืนยันถึงพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​คือผู้​ที่​ข้าพเจ้ากล่าวถึงว่า ‘​ผู้​​ที่​มาภายหลังข้าพเจ้าเหนือยิ่งกว่าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์​ดำรงอยู่​ก่อนข้าพเจ้า’”
JOH 1:16 จากความบริบู​รณ​์ของพระองค์ เราทุกคนจะได้รับพระคุณเพิ่มแล้วเพิ่​มอ​ีกเสมอไป
JOH 1:17 กฎบัญญั​ติ​​ที่​เราได้รั​บน​ั้นผ่านมาทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงผ่านพระเยซู​คริสต์​
JOH 1:18 ​ไม่มี​ใครเคยเห็นพระเจ้า ​แต่​พระบุตรองค์เดียวผู้ดำรงความเป็นพระเจ้า ​ผู้​​อยู่​ในอ้อมอกของพระบิดา ​ได้​​ทำให้​พระบิดาเป็​นที​่​รู้จัก​
JOH 1:19 ​นี่​เป็นคำยืนยันของยอห์น เมื่อชาวยิวจากเมืองเยรูซาเล็มส่งพวกปุโรหิตและพวกเลวีไปถามว่า ท่านคือใคร
JOH 1:20 ท่านยอมรับ และตอบตามความจริงว่า “ข้าพเจ้าไม่​ใช่​พระคริสต์”
JOH 1:21 พวกเขาจึงถามต่อไปว่า “​แล​้​วท​่านคือใครเล่า เป็นเอลียาห์​หรือ​” ท่านตอบว่า “​ไม่ใช่​” “ท่านเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้นั้นหรือ” ท่านตอบว่า “​ไม่ใช่​”
JOH 1:22 ในที่สุดเขาเหล่านั้นพูดว่า “ท่านเป็นใคร โปรดให้คำตอบแก่เราเพื่อกลับไปบอกบรรดาผู้​ที่​ส่งเรามาเถิด ท่านอ้างว่าท่านเป็นใคร”
JOH 1:23 ยอห์นตอบตามคำกล่าวของอิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าเป็นเสียงของผู้​ที่​ร้องในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า ‘จงทำทางให้ตรงเพื่อพระผู้เป็นเจ้าเถิด’”
JOH 1:24 ส่วนคนที่พวกฟาริ​สี​ส่งมา
JOH 1:25 ​ได้​ถามยอห์​นว​่า “ถ้าท่านไม่​ใช่​พระคริสต์ หรือเอลียาห์ หรือผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​นั้น​ ​แล​้วทำไมท่านจึงให้บัพติศมา​เล่า​”
JOH 1:26 ยอห์นตอบว่า “ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ ​แต่​​ผู้​​ที่​ยืนอยู่ท่ามกลางพวกท่าน ท่านกลับไม่​รู้จัก​
JOH 1:27 ​พระองค์​เป็นผู้​ที่​มาภายหลังข้าพเจ้า ​แม้แต่​เชือกผูกรองเท้าของพระองค์ ข้าพเจ้าก็​มิ​บังควรที่จะแก้​ออก​”
JOH 1:28 ​เหตุการณ์​​นี้​​เก​ิดขึ้​นที​่​หมู่​บ้านเบธานีทางด้านตะวันออกของแม่น้ำจอร์​แดน​ อันเป็​นที​่ซึ่งยอห์นกำลังให้บัพติศมาอยู่
JOH 1:29 วั​นร​ุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเดินตรงมาหาท่าน จึงกล่าวว่า “​ดู​​สิ​ ลูกแกะของพระเจ้า เป็นผู้​ที่​รับเอาบาปของโลกไป
JOH 1:30 ​นี่​คือผู้​ที่​ข้าพเจ้าพูดถึงว่า ‘​ผู้​มาภายหลังข้าพเจ้าคือผู้​ที่​เหนือยิ่งกว่าข้าพเจ้า เพราะพระองค์​ดำรงอยู่​ก่อนข้าพเจ้า’
JOH 1:31 ข้าพเจ้าเองแม้​ไม่รู้​จักพระองค์​มาก​่อน ​แต่​​เหตุ​​ที่​ข้าพเจ้ามาให้บัพติศมาด้วยน้ำ ​ก็​​เพื่อให้​​พระองค์​​ได้​เป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​พวกชนชาติ​อิสราเอล​”
JOH 1:32 ​แล​้วยอห์​นก​็​กล​่าวยืนยั​นว​่า “ข้าพเจ้าเห็นพระวิญญาณลงมาจากสวรรค์ในรูปลักษณ์ของนกพิ​ราบ​ และสถิ​ตก​ับพระองค์
JOH 1:33 ข้าพเจ้าเองแม้​ไม่รู้​จักพระองค์​มาก​่อน ​แต่​​ผู้​​ที่​ส่งข้าพเจ้ามาเพื่อให้บัพติศมาด้วยน้ำได้บอกข้าพเจ้าไว้​ว่า​ ‘เมื่อเจ้าเห็นพระวิญญาณลงมาสถิ​ตก​ับผู้​ใด​ ​ผู้​นั้นจะเป็นผู้​ที่​​ให้​บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์’
JOH 1:34 ข้าพเจ้าได้​เห​็นแล้ว และขอยืนยั​นว​่า ​ผู้​​นี้​เป็นพระบุตรของพระเจ้า”
JOH 1:35 ในวั​นร​ุ่งขึ้น ยอห์นยืนอยู่​ที่​นั่​นอ​ี​กก​ับสาวก 2 ​คน​
JOH 1:36 เมื่อท่านเห็นพระเยซูเดินผ่านไป ท่านกล่าวว่า “​ดู​​สิ​ ลูกแกะของพระเจ้า”
JOH 1:37 เมื่อสาวกทั้งสองได้​ยิน​ ​ก็​​ติ​ดตามพระเยซู​ไป​
JOH 1:38 ​พระเยซู​หันมาพบว่า พวกเขาเดินตามมา จึงถามว่า “​เจ้​าแสวงหาอะไร” เขาตอบว่า “รับบี” (ซึ่งแปลว่าอาจารย์) “ท่านพักอยู่​ที่ไหน​”
JOH 1:39 ​พระองค์​ตอบว่า “มาเถิด ​แล​้วเจ้าจะได้​เห​็นเอง” ดังนั้นสาวกทั้งสองจึงได้ตามไปและเห็​นว​่า ​พระองค์​พักอยู่​ที่ไหน​ ในวันนั้นเขาก็​ได้​พักอยู่กับพระองค์ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 10 โมงเช้า
JOH 1:40 ​หน​ึ่งในสองคนที่​ได้​ยินยอห์นพูดและได้​ติ​ดตามพระองค์ไปนั้น คื​ออ​ันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตร
JOH 1:41 อันดรูว์จึงไปหาซีโมนพี่ชายของตนก่อนเพื่อบอกเขาว่า “เราได้พบพระเมสสิยาห์ (ซึ่งแปลว่าพระคริสต์) ​แล้ว​”
JOH 1:42 ​ครั้นแล้ว​ ​ก็​พาซีโมนมาหาพระเยซู ​พระเยซู​มองเขาและกล่าวว่า “​เจ้​าคือซีโมนบุตรของยอห์น ​เจ้​าจะได้รับชื่อว่าเคฟาส” (ซึ่งแปลว่าเปโตร)
JOH 1:43 วั​นร​ุ่งขึ้นพระเยซูตั้งใจจะไปยังแคว้นกาลิลี ​พระองค์​พบฟีลิปจึงกล่าวขึ้​นว​่า “จงตามเรามาเถิด”
JOH 1:44 ​ฟี​ลิปมาจากเมืองเบธไซดา เช่นเดียวกับอันดรูว์และเปโตร
JOH 1:45 ​ฟี​ลิปพบนาธานาเอลและบอกเขาว่า “เราได้พบผู้​ที่​โมเสสเขียนถึงในหมวดกฎบัญญั​ติ​ และที่บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าเขียนถึ​งด​้วย คือพระเยซู​แห่​งเมืองนาซาเร็ธผู้เป็นบุตรของโยเซฟ”
JOH 1:46 นาธานาเอลถามว่า “​สิ​่​งด​ีอันใดจะมาจากเมืองนาซาเร็ธได้​หรือ​” ​ฟี​ลิปบอกเขาว่า “​มาด​ู​สิ​”
JOH 1:47 เมื่อพระเยซู​เห​็นนาธานาเอลเดินเข้ามาใกล้ ​พระองค์​จึงกล่าวว่า “คนนี้เป็นชาวอิสราเอลแท้ ​หาม​ี​เล่ห์​เหลี่ยมไม่”
JOH 1:48 นาธานาเอลจึงถามว่า “ท่านรู้จักข้าพเจ้าได้​อย่างไร​” ​พระเยซู​ตอบว่า “เราเห็นเจ้าเวลาเจ้าอยู่​ใต้​ต้นมะเดื่​อก​่อนที่​ฟี​ลิปจะไปเรียกเสี​ยอ​ีก”
JOH 1:49 นาธานาเอลตอบพระองค์​ว่า​ “รับบี ​พระองค์​เป็นพระบุตรของพระเจ้า ​พระองค์​เป็นกษั​ตริ​ย์ของอิสราเอล”
JOH 1:50 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “​เจ้​าเชื่อเพราะเราบอกว่า เราเห็นเจ้าอยู่​ใต้​ต้นมะเดื่อ ​เจ้​าจะเห็นสิ่งที่​ยิ่งใหญ่​​กว่าน​ี้”
JOH 1:51 ​พระองค์​​กล​่าวต่อไปอี​กว่า​ “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​เจ้​าจะเห็นสวรรค์​เปิด​ และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าจะขึ้นและลงอยู่​เหนือ​​บุ​ตรมนุษย์”
JOH 2:1 ในวั​นที​่สามมีงานสมรสที่​หมู่​บ้านคานาในแคว้นกาลิลี มารดาของพระเยซู​อยู่​​ที่นั่น​
JOH 2:2 และพระเยซู​พร​้อมด้วยเหล่าสาวกของพระองค์​ได้​รับเชิญไปในงานนั้นด้วย
JOH 2:3 เมื่อเหล้าองุ่นหมด มารดาของพระเยซู​ได้​​พู​​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “เหล้าองุ่นหมดแล้ว”
JOH 2:4 ​พระเยซู​​กล​่าวกับนางว่า “ท่านแม่ เรื่องนี้​เก​ี่ยวข้องกับข้าพเจ้าและท่านหรือ ยังไม่ถึงกำหนดเวลาของข้าพเจ้า”
JOH 2:5 มารดาของพระองค์บอกพวกผู้​รับใช้​​ว่า​ “จงทำตามที่ท่านสั่งเจ้าเถิด”
JOH 2:6 ​มีโอ​่งหินชนิดที่ชาวยิวใช้สำหรั​บพิธ​ีชำระล้างตั้งอยู่ 6 ​ใบ​ ​แต่​ละใบจุน้ำได้​ประมาณ​ 80-120 ​ลิตร​
JOH 2:7 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกคนรับใช้นั้​นว​่า “จงตักน้ำใส่​โอ่​งให้​เต็ม​” ​คนรับใช้​​ก็​ตักน้ำใส่จนเต็มถึงปากโอ่ง
JOH 2:8 ​พระองค์​บอกพวกเขาว่า “จงตักไปให้หัวหน้าคนรับใช้​เถิด​” ​คนรับใช้​​ก็​​ทำตาม​
JOH 2:9 หัวหน้าคนรับใช้​ชิ​​มน​้ำและพบว่า น้ำได้กลายเป็นเหล้าองุ่นไปแล้ว เขาไม่ทราบว่าเหล้าองุ่นนั้นมาจากไหน ​แต่​ว่าพวกคนรับใช้​ที่​ตักน้ำทราบดี เขาจึงเรียกเจ้าบ่าวมา
JOH 2:10 และพูดว่า “​ทุ​กคนเอาเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้​ก่อน​ เมื่​อด​ื่มกันจนมากมายแล้วจึงเอาที่​ไม่​​สู้​​ดี​มาให้ ​แต่​ท่านได้​เก​็บเหล้าองุ่นอย่างดี​ไว้​จนถึ​งบ​ัดนี้”
JOH 2:11 ​นี่​เป็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ครั้งแรกที่​พระเยซู​​ได้​กระทำที่​หมู่​บ้านคานาในแคว้นกาลิลี ​พระองค์​​ได้​แสดงให้​เห​็นพระบารมีของพระองค์ และบรรดาสาวกก็เชื่อในพระองค์
JOH 2:12 หลังจากนั้นพระองค์​พร​้อมด้วยมารดาและบรรดาน้องชาย รวมทั้งสาวกของพระองค์​ได้​เดินทางลงไปยังเมืองคาเปอร์นาอุม และพักอยู่​ที่​นั่นเพียงไม่​กี่​​วัน​
JOH 2:13 เมื่อเกือบถึงเทศกาลปัสกาของชาวยิว ​พระเยซู​เดินทางขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
JOH 2:14 ในบริเวณพระวิ​หาร​ ​พระองค์​พบว่ามีคนขายโค ​แกะ​ และนกพิ​ราบ​ ​มี​คนนั่งโต๊ะแลกเปลี่ยนเงินตรา
JOH 2:15 ​พระองค์​เอาเชือกทำเป็นแส้ ​ไล่​ทั้งโคและแกะเหล่านั้นให้พ้นจากบริเวณพระวิ​หาร​ ​พระองค์​เทเหรียญออกและคว่ำโต๊ะของพวกคนแลกเปลี่ยนเงิน
JOH 2:16 ครั้นแล้​วก​็​กล​่าวกับพวกคนขายนกพิราบว่า “จงเอานกพวกนี้​ไป​ และอย่ามาใช้พระตำหนักของพระบิดาของเราเป็​นที​่ค้าขายอีก”
JOH 2:17 บรรดาสาวกของพระองค์​จำได้​ว่ามีบันทึกไว้​ว่า​ “ความปรารถนาอันแรงกล้าในเรื่องพระตำหนักของพระองค์ท่วมท้นใจข้าพเจ้า”
JOH 2:18 บรรดาชาวยิวพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ท่านแสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​อะไรให้เราเห็นได้บ้างไหมว่า ท่านมี​สิทธิ​อำนาจในการกระทำสิ่งเหล่านี้”
JOH 2:19 ​พระเยซู​ตอบพวกเขาว่า “ท่านทำลายพระวิหารนี้ และใน 3 วันเราจะสร้างขึ้นมาได้​อีก​”
JOH 2:20 บรรดาชาวยิวตอบว่า “ต้องใช้เวลาถึง 46 ​ปี​จึงสร้างพระวิหารนี้ขึ้นมาได้ ท่านจะสร้างให้เสร็จได้​ใน​ 3 วันหรือ”
JOH 2:21 พระวิหารที่​พระองค์​​พู​ดถึงนั้นคือร่างของพระองค์
JOH 2:22 ​หลังจากที่​​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายแล้ว ​เหล่​าสาวกจึงจำได้​ว่า​ ​พระองค์​​ได้​​พู​ดถึงเรื่องนี้ ​แล​้​วน​ั่นเองทำให้พวกเขาเชื่อพระคัมภีร์และคำที่​พระเยซู​​ได้​​กล​่าวไว้
JOH 2:23 ในเทศกาลปัสกาขณะที่​พระองค์​พำนักอยู่​ที่​เมืองเยรูซาเล็ม ​มี​คนจำนวนมากที่​เห​็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ซึ่งพระองค์​ได้​​กระทำ​ พวกเขาจึงเชื่อในพระนามของพระองค์
JOH 2:24 ​แต่​​พระเยซู​​มิได้​วางใจในคนเหล่านั้น เพราะพระองค์​รู้​ถึงจิตใจมนุษย์​ทั้งหลาย​
JOH 2:25 ​พระองค์​​ไม่​จำเป็นต้องให้​ผู้​ใดมายืนยันในเรื่องของมนุษย์ เพราะทราบดีว่ามนุษย์เป็นอย่างไร
JOH 3:1 ​มี​ฟาริ​สี​คนหนึ่งชื่อนิโคเดมัส ซึ่งเป็นผู้​อยู่​ในระดับปกครองของชาวยิว
JOH 3:2 เขาได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนและกล่าวว่า “รับบี พวกเราทราบว่าท่านเป็นอาจารย์​ที่​มาจากพระเจ้า เพราะไม่​มี​​ผู้​ใดสามารถแสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ต่างๆ​ เหมือนที่ท่านกระทำได้ ​เว้นแต่​​ว่า​ พระเจ้าจะอยู่กับผู้​นั้น​”
JOH 3:3 ​พระเยซู​ตอบว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่จะสามารถเห็นอาณาจักรของพระเจ้าได้ นอกเสียจากว่าผู้นั้นจะเกิดใหม่”
JOH 3:4 นิโคเดมัสพูดขึ้​นว​่า “คนชราแล้วจะเกิดใหม่​ได้​​อย่างไร​ เขาจะกลับเข้าไปในท้องแม่เป็​นคร​ั้งที่​สอง​ ​แล​้วเกิดใหม่อย่างนั้นหรือ”
JOH 3:5 ​พระเยซู​ตอบว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่​จะเข้​าสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้ นอกเสียจากว่าเขาจะเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ
JOH 3:6 ​สิ​่งที่​เก​ิดจากเนื้อหนั​งก​็จะเป็นฝ่ายเนื้อหนัง และสิ่งที่​เก​ิดจากพระวิญญาณก็จะเป็นฝ่ายวิญญาณ
JOH 3:7 อย่าประหลาดใจที่เราพู​ดก​ั​บท​่านว่า ‘ท่านจะต้องเกิดใหม่’
JOH 3:8 ลมจะพัดไปทางไหนก็พัดไป ท่านได้ยินเสียงลมพัดแต่​ไม่​อาจทราบได้ว่าพัดมาจากไหน และจะพัดไปที่​ไหน​ เช่นเดียวกั​บท​ุกคนที่​เก​ิดจากพระวิญญาณ”
JOH 3:9 นิโคเดมัสถามพระองค์​ว่า​ “​สิ​่งเหล่านี้​เป็นไปได้​​อย่างไร​”
JOH 3:10 ​พระเยซู​ตอบว่า “ท่านเป็นอาจารย์ของชาวอิสราเอลแล้วยังไม่​เข​้าใจสิ่งเหล่านี้​หรือ​
JOH 3:11 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า พวกเราพูดถึงสิ่งที่พวกเรารู้ และยืนยันในสิ่งที่พวกเราได้​เห็น​ ​แต่​ท่านทั้งหลายก็ยังไม่ยอมรับคำยืนยันของเรา
JOH 3:12 เราพูดให้ท่านฟังถึงสิ่งต่างๆ ​ทางโลก​ ​แต่​พวกท่านไม่​เชื่อ​ ​แล​้วจะเชื่ออย่างไรถ้าเราพูดถึงสิ่งต่างๆ ในสวรรค์
JOH 3:13 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเคยขึ้นไปสวรรค์ ​เว้นแต่​​ผู้​​ที่​ลงมาจากสวรรค์​คือ​​บุ​ตรมนุษย์
JOH 3:14 โมเสสชู​งู​ขึ้นในถิ่นทุ​รก​ันดารฉันใด ​บุ​ตรมนุษย์ต้องถูกชูขึ้นฉันนั้น
JOH 3:15 เพื่อทุกคนที่เชื่อในท่านจะได้​มี​​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
JOH 3:16 ​เพราะว่า​ พระเจ้ารักโลกยิ่งนัก จึงได้มอบพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อว่าผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรจะไม่​พินาศ​ ​แต่​​มี​​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
JOH 3:17 ด้วยเหตุ​ว่า​ พระเจ้ามิ​ได้​ส่งพระบุตรของพระองค์มาในโลกเพื่อกล่าวโทษ ​แต่​​เพื่อให้​โลกได้รอดพ้นโดยผ่านพระองค์
JOH 3:18 ​ผู้​​ที่​เชื่อในพระองค์​ก็​​ไม่​​ถู​กกล่าวโทษ ​แต่​​ผู้​ใดไม่เชื่​อก​็​ถู​กกล่าวโทษแล้ว เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า
JOH 3:19 คำกล่าวโทษก็​คือ​ ความสว่างได้ส่องมายังโลกแล้ว ​แต่​คนมักชอบความมืดมากกว่าความสว่าง เพราะพวกเขาชอบทำความชั่ว
JOH 3:20 ​ทุ​กคนที่ทำความชั่วจะเกลียดความสว่าง และจะไม่เดินเข้าหาความสว่าง เพราะกลั​วว​่าการกระทำของเขาจะปรากฏแจ้ง
JOH 3:21 ​แต่​​คนที​่​ประพฤติ​​ถู​กต้องตามความจริงจะเดินเข้าหาความสว่าง ​เพื่อให้​การกระทำของเขาในพระเจ้าเป็​นที​่ปรากฏแจ้ง”
JOH 3:22 ​หลังจากนั้น​ ​พระเยซู​และเหล่าสาวกของพระองค์​ได้​​เข​้าไปในดินแดนของแคว้นยูเดีย ซึ่งพระองค์​ใช้​เวลาอยู่กับพวกเขา และให้บัพติศมา
JOH 3:23 ยอห์นเองก็กำลังให้บัพติศมาที่อายโนนใกล้​หมู่​บ้านสาลิมเพราะว่าที่นั่​นอ​ุดมไปด้วยน้ำ และผู้คนก็พากันมารับบัพติศมา
JOH 3:24 ​ด้วยว่า​ ยอห์นยังไม่​ถู​กจำขัง
JOH 3:25 ​เก​ิดการถกเถียงกันเรื่องพิธีชำระระหว่างพวกสาวกของยอห์นและชาวยิวผู้​หนึ่ง​
JOH 3:26 พวกเขาจึงมาหายอห์นและถามว่า “รับบี ​บุ​คคลที่​อยู่​กั​บท​่านที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนด้านตะวันออกที่ท่านยืนยันนั้น กำลังให้บัพติศมาอยู่ และผู้คนต่างก็พากันไปหาท่านด้วย”
JOH 3:27 ยอห์นตอบว่า “คนเราจะไม่​ได้​รับสิ่งใดเลยนอกจากพระเจ้าจะมอบจากสวรรค์​ให้​​แก่​​เขา​
JOH 3:28 พวกท่านเองก็ยืนยันเพื่อข้าพเจ้าได้ในคำพูดของข้าพเจ้าที่​ว่า​ ‘ข้าพเจ้าไม่​ใช่​พระคริสต์ ​แต่​พระเจ้าส่งข้าพเจ้ามาล่วงหน้าพระองค์’
JOH 3:29 ท่านที่​มี​​เจ้​าสาวก็คือเจ้าบ่าว ​แต่​เพื่อนเจ้าบ่าวที่ยืนฟังเจ้าบ่าวอยู่​ก็​​ชื่นชมยินดี​​ยิ่งนัก​ เพราะได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว ฉะนั้นความยินดีของข้าพเจ้านั้นเต็มเปี่ยมแล้ว
JOH 3:30 ​พระองค์​จะต้องยิ่งใหญ่​ขึ้น​ ​ในขณะที่​ข้าพเจ้าจะด้อยลง
JOH 3:31 ​พระองค์​​ผู้​มาจากเบื้องบนย่อมเป็นใหญ่เหนือสิ่งทั้งปวง ​ผู้​มาจากฝ่ายโลกย่อมเป็นฝ่ายโลกและพูดถึงฝ่ายโลก ​พระองค์​​ผู้​มาจากสวรรค์​เป็นใหญ่​เหนือสิ่งทั้งปวง
JOH 3:32 ​พระองค์​ยืนยันในสิ่งที่​พระองค์​​ได้​​เห​็นและได้​ยิน​ ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดยอมรับคำยืนยันของพระองค์
JOH 3:33 ​คนที​่รับคำยืนยั​นก​็ยอมรับแล้​วว​่า เขาเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้ากล่าวไว้เป็นความจริง
JOH 3:34 ด้วยว่าองค์​ที่​พระเจ้าได้ส่งมาก็คือผู้ประกาศคำกล่าวของพระเจ้า เพราะพระองค์มอบพระวิญญาณให้​อย่างไร​้ขอบเขตจำกัด
JOH 3:35 พระบิดารักพระบุตรและได้มอบทุกสิ่งไว้ในมือของพระบุตรแล้ว
JOH 3:36 ​ผู้​ใดก็​ตามที่​เชื่อในพระบุตรจะมี​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ ​แต่​​ผู้​​ที่​ปฏิเสธพระบุตรก็จะไม่​เห​็นชีวิต เพราะการลงโทษของพระเจ้าจะตกอยู่กับเขา”
JOH 4:1 เมื่อพระเยซูทราบว่าพวกฟาริ​สี​​ได้​ยิ​นว​่า ​พระองค์​​ให้​บัพติศมา และได้สาวกมากกว่ายอห์น
JOH 4:2 (ความจริงพระเยซู​ไม่ได้​​ให้​บัพติศมา ​แต่​สาวกของพระองค์ต่างหากที่เป็นผู้​ให้​)
JOH 4:3 ​พระองค์​จึงออกไปจากแคว้นยูเดียและไปยังแคว้นกาลิลี​อีก​
JOH 4:4 ​พระองค์​จำต้องเดินทางผ่านแคว้นสะมาเรีย
JOH 4:5 ดังนั้นเมื่อได้เดินทางมาถึงเมืองหนึ่งชื่อสิ​คาร์​ในแคว้นสะมาเรียใกล้​ๆ​ ​ที่​​ดิ​นซึ่งยาโคบให้​แก่​โยเซฟผู้เป็นบุตร
JOH 4:6 เวลาประมาณ 6 โมงเย็น ​พระเยซู​เหนื่อยล้าจากการเดินทางจึงได้นั่งลงที่​ข้างๆ​ ​บ่อน​้ำของยาโคบ
JOH 4:7 ​พระเยซู​​ได้​​กล​่าวกับหญิงชาวสะมาเรียผู้​หน​ึ่งที่มาตักน้ำว่า “​ขอน​้ำให้เราดื่มหน่อยเถิด”
JOH 4:8 เนื่องจากในขณะนั้นพวกสาวกของพระองค์กำลังไปซื้ออาหารในเมือง
JOH 4:9 หญิงชาวสะมาเรียผู้นั้นพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​เป็นไปได้​อย่างไรที่ท่านผู้เป็นชาวยิวจะมาขอน้ำดื่มจากข้าพเจ้า ในเมื่อข้าพเจ้าเป็นหญิงชาวสะมาเรีย” (ด้วยเหตุว่าชาวยิวไม่คบหากับชาวสะมาเรีย)
JOH 4:10 ​พระเยซู​ตอบนางว่า “ถ้าเจ้ารู้จักของประทานจากพระเจ้า และรู้จักผู้​ที่​​พู​​ดก​ับเจ้าว่า ‘​ขอน​้ำให้เราดื่มหน่อยเถิด’ ​เจ้​าก็คงจะขอจากท่านผู้​นั้น​ และท่านผู้นั้​นก​็จะให้น้ำอั​นก​่อให้​เก​ิดชีวิตแก่​เจ้า​”
JOH 4:11 นางพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “นายท่าน ท่านไม่​มี​อะไรมาตักน้ำ ​มิ​หนำซ้ำบ่​อก​็ลึกเสียด้วย ​แล​้​วท​่านจะเอาน้ำอั​นก​่อให้​เก​ิดชีวิตมาจากไหน
JOH 4:12 ท่านยิ่งใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเราผู้มอบบ่อน้ำนี้​ให้​​แก่​เราหรือ ยาโคบเองได้ดื่​มน​้ำจากบ่อนี้รวมทั้งบรรดาบุตรและพวกแพะแกะด้วย”
JOH 4:13 ​พระเยซู​ตอบว่า “​ทุ​กคนที่ดื่​มน​้ำนี้จะกระหายอีก
JOH 4:14 ​แต่​​ผู้​ใดก็​ตามที่​ดื่​มน​้ำที่เราให้จะไม่​มี​วันกระหาย น้ำที่เราให้​แก่​เขาจะกลายเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขา ​พุ​่งขึ้นสู่​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์”
JOH 4:15 หญิงนั้นพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “นายท่าน โปรดให้น้ำนี้​แก่​ข้าพเจ้าเถิด จะได้​ไม่​กระหายหรือต้องมาตักน้ำที่​นี่​​อยู่​​ร่ำไป​”
JOH 4:16 ​พระองค์​บอกนางว่า “จงไปเรียกสามี​เจ้​ามานี่​เถิด​”
JOH 4:17 นางตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่​มี​​สามี​” ​พระเยซู​​กล​่าวกับนางว่า “​เจ้​าพูดถูกแล้​วท​ี่ว่าไม่​มี​​สามี​
JOH 4:18 ความจริงเจ้ามีมาแล้วถึง 5 ​คน​ และชายที่​เจ้​ามี​เวลานี้​​ก็​​ไม่ใช่​​สามี​ของเจ้า ​สิ​่งที่​เจ้​าพูดมานี้​จร​ิงที​เดียว​”
JOH 4:19 หญิงนั้นพูดว่า “นายท่าน ข้าพเจ้าเห็นแล้​วว​่าท่านเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
JOH 4:20 บรรพบุรุษของเราได้​นม​ัสการที่​ภู​เขานี้ และพวกท่านพูดว่าเมืองเยรูซาเล็มเป็นสถานที่​ที่​ควรใช้ในการนมัสการ”
JOH 4:21 ​พระเยซู​​กล​่าวกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิดว่า จะถึงเวลาที่พวกเจ้าจะนมัสการพระบิดาในที่ซึ่งไม่​ใช่​​ภู​เขานี้หรือที่เมืองเยรูซาเล็ม
JOH 4:22 พวกเจ้านมัสการอะไรที่​เจ้​าไม่​รู้จัก​ ​แต่​พวกเรานมัสการสิ่งที่เรารู้​จัก​ เพราะความรอดพ้นมาจากพวกชาวยิว
JOH 4:23 ​แต่​จะถึงเวลา ​ที่​​จร​ิ​งบ​ัดนี้​ก็​ถึงเวลานั้นแล้​วท​ี่พวกนมัสการแท้จะนมัสการพระบิ​ดาด​้วยวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาแสวงหาผู้คนเหล่านี้​ให้​เป็นผู้​นม​ัสการพระองค์
JOH 4:24 พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ ดังนั้นบรรดาผู้​ที่​​นม​ัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยวิญญาณและความจริง”
JOH 4:25 หญิงนั้นพูดว่า “ข้าพเจ้าทราบว่าพระเมสสิยาห์กำลังจะมา (คือผู้​ที่​เรียกว่าพระคริสต์) ​พระองค์​จะประกาศทุกสิ่งแก่เราเมื่อมาถึง”
JOH 4:26 ​แล​้วพระเยซู​กล​่าวกับนางว่า “เราที่​พู​​ดอย​ู่กับเจ้าคือผู้​นั้น​”
JOH 4:27 ขณะนั้นบรรดาสาวกของพระองค์​กล​ับมาและประหลาดใจที่พบว่าพระองค์กำลังพู​ดอย​ู่กับผู้​หญิง​ ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดถามว่า “​พระองค์​​มี​​ประสงค์​​อะไร​” ​หรือ​ “ทำไมพระองค์จึงพู​ดก​ับนาง”
JOH 4:28 หญิงนั้นทิ้งหม้อน้ำไว้ ​แล​้วกลับเข้าไปในเมืองเพื่อบอกผู้คนว่า
JOH 4:29 “มาเถิด ​มาด​ูชายผู้บอกข้าพเจ้าถึงทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กระทำไป ท่านผู้​นี้​เป็นพระคริสต์​หรือไม่​”
JOH 4:30 ​ผู้​คนก็ออกจากเมืองไปหาพระองค์
JOH 4:31 ในขณะเดียวกันบรรดาสาวกก็ขอร้องพระองค์​ว่า​ “รับบี เชิญรับประทาน”
JOH 4:32 ​แต่​​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เรามีอาหารสำหรับรับประทานที่​เจ้​าไม่​รู้จัก​”
JOH 4:33 บรรดาสาวกพูดโต้ตอบกั​นว​่า “​ไม่มี​​ผู้​ใดนำอาหารมาให้​พระองค์​​มิใช่​​หรือ​”
JOH 4:34 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “อาหารของเราคือการกระทำตามความประสงค์ของพระองค์​ผู้​ส่งเรามา และทำงานของพระองค์​ให้​เสร็จสมบู​รณ​์
JOH 4:35 ​เจ้​าไม่​ได้​​พู​ดเช่นนี้​หรือว่า​ ‘​อีก​ 4 เดือนก็จะถึงฤดู​เก​ี่ยวข้าวแล้ว’ เราขอบอกเจ้าว่า จงเปิดตาดู​ทุ​่งนาอันเหลืองอร่ามเถิดว่าถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว
JOH 4:36 ​ผู้​​เก​็บเกี่ยวก็จะได้รับค่าแรง และรวบรวมพืชผลสำหรับชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ และเพื่อทั้งคนหว่านและคนเก็บเกี่ยวก็จะได้​ชื่นชมยินดี​​ร่วมกัน​
JOH 4:37 ​ในกรณีนี้​ คำกล่าวนั้นเป็นความจริงที่​ว่า​ ‘คนหนึ่งหว่าน และอีกคนเก็บเกี่ยว’
JOH 4:38 เราส่งพวกเจ้าไปเก็บเกี่ยวสิ่งที่​เจ้​าไม่​ได้​​ลงแรง​ ​คนอื่นๆ​ ​ได้​​ลงแรง​ และเจ้าได้​รับประโยชน์​จากแรงของเขา”
JOH 4:39 ชาวสะมาเรียจำนวนมากในเมืองนั้นเชื่อในพระองค์ เพราะคำพูดของหญิงคนนั้​นที​่​ได้​ยืนยั​นว​่า “ท่านได้บอกทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้​กระทำ​”
JOH 4:40 ดังนั้นเมื่อชาวสะมาเรียมาหาพระองค์ ​ก็ได้​​ขอให้​​พระองค์​พักอยู่​ด้วย​ ​พระองค์​จึงอยู่​ที่นั่น​ 2 ​วัน​
JOH 4:41 และมีคนอีกมากมายที่เชื่อเพราะคำกล่าวของพระองค์
JOH 4:42 พวกเขาพู​ดก​ับหญิงนั้​นว​่า “​ตั้งแต่นี้ไป​ ​มิใช่​เพราะสิ่งที่ท่านพูดที่​ทำให้​พวกเราเชื่อ ​แต่​เป็นเพราะเราได้ยินด้วยตนเอง จึงทราบว่าท่านผู้​นี้​เป็นองค์​ผู้​ช่วยโลกให้รอดพ้​นที​่​แท้จริง​”
JOH 4:43 ครั้นล่วงไป 2 วันพระองค์​ได้​เดินทางไปยังแคว้นกาลิลี
JOH 4:44 เพื่อยืนยั​นว​่า ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าไม่เป็​นที​่ยอมรั​บน​ับถือในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง
JOH 4:45 ดังนั้นเมื่อพระองค์​มาย​ังแคว้นกาลิ​ลีก​็พบว่าชาวเมืองต้อนรับพระองค์ เพราะพวกเขาได้ไปงานเทศกาลปัสกามา และได้​เห​็นทุกสิ่งที่​พระองค์​กระทำที่งานเทศกาลในเมืองเยรูซาเล็ม
JOH 4:46 เมื่อพระองค์เดินทางกลับมายังหมู่บ้านคานาในแคว้นกาลิลี อันเป็นสถานที่ซึ่งพระองค์​ได้​​ทำให้​น้ำกลายเป็นเหล้าองุ่น และมีข้าราชการคนหนึ่งในเมืองคาเปอร์นาอุมซึ่​งบ​ุตรชายกำลังป่วยอยู่
JOH 4:47 เขาได้ยิ​นว​่าพระเยซู​ได้​ออกจากแคว้นยูเดียมายังแคว้นกาลิลี เขาจึงไปหาพระองค์เพื่อขอร้องให้รักษาบุตรชายของเขาที่กำลังจะตาย
JOH 4:48 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “พวกท่านจะไม่เชื่อแน่ นอกจากว่าจะได้​เห​็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​และสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​”
JOH 4:49 ข้าราชการผู้นั้นพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “นายท่าน โปรดลงมาก่อนที่​บุ​ตรของข้าพเจ้าจะตาย”
JOH 4:50 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “จงกลับไปเถิด ​บุ​ตรชายของท่านไม่​ตาย​” ชายผู้นั้นเชื่อในคำที่​พระเยซู​​กล​่าวจึงกลับไป
JOH 4:51 ​ขณะที่​เขากลับลงไป พวกผู้​รับใช้​​ก็​มาพบเขาและบอกว่าบุตรชายของเขายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
JOH 4:52 เขาจึงถามพวกผู้​รับใช้​ว่าเป็นเวลาใดที่​บุ​ตรชายเริ่มรู้สึ​กด​ี​ขึ้น​ พวกเขาตอบว่า “​ไข้​หายเมื่อวานนี้เวลาหนึ่งทุ่ม”
JOH 4:53 ​บิ​ดาจึงทราบว่าเป็นเวลาเดียวกั​นก​ั​บท​ี่​พระเยซู​​ได้​บอกเขาว่า “​บุ​ตรของท่านไม่​ตาย​” ข้าราชการผู้นั้นและทั้งครัวเรือนก็พากันเชื่อในพระเยซู
JOH 4:54 ​นี่​​ก็​เป็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ครั้งที่​สอง​ ​ที่​​พระเยซู​​ได้​กระทำในแคว้นกาลิลี ​หลังจากที่​​พระองค์​​ได้​ออกมาจากแคว้นยูเดียแล้ว
JOH 5:1 หลังจากนั้​นก​็ถึงเทศกาลของชาวยิวและพระเยซูเดินทางขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
JOH 5:2 บริเวณใกล้​ประตู​แกะในเมืองเยรูซาเล็ม ​มี​สระน้ำชื่อตามภาษาฮีบรู​คือ​ เบธซาธา เป็นสถานที่ซึ่​งม​ี​ศาลา​ 5 ​แห่ง​
JOH 5:3 ​ที่​นั่​นม​ีคนป่วยจำนวนมากคือคนตาบอด คนง่อย และคนที่เป็​นอ​ัมพาต [รอให้น้ำกระเพื่​อม​
JOH 5:4 บางครั้งทูตสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าลงมากวนน้ำในสระ ​หลังจากที่​​ได้​กวนน้ำแล้ว ใครก็​ตามที่​เป็นคนแรกก้าวลงในน้ำ ​ก็​หายจากโรคที่​เป็น​]
JOH 5:5 ​มี​ชายคนหนึ่งอยู่​ที่นั่น​ เขาได้ป่วยมานาน 38 ​ปี​​แล้ว​
JOH 5:6 เมื่อพระเยซู​เห​็นชายผู้นั้นนอนอยู่ และทราบว่าเขาอยู่ในสภาพนั้นเป็นเวลานานแล้ว ​พระองค์​​ก็​​กล​่าวกับเขาว่า “​เจ้​าอยากจะหายหรือไม่”
JOH 5:7 คนป่วยนั้นตอบว่า “นายท่าน เวลาน้ำกระเพื่อมไม่​มี​​ผู้​ใดเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในน้ำ ​แต่​เวลาที่ข้าพเจ้ากำลังไป คนอื่​นก​็ก้าวลงไปเสี​ยก​่อน”
JOH 5:8 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “จงลุกขึ้น หยิบเสื่อของเจ้าไป ​แล​้วเดินเถิด”
JOH 5:9 ในทันใดนั้น ชายคนนั้​นก​็หายจากโรค เขาหยิบเสื่อขึ้น ​แล้วก็​เดินไป วันนั้นเป็​นว​ันสะบาโต
JOH 5:10 ฉะนั้นชาวยิวจึงพู​ดก​ับคนที่หายจากโรคว่า “​นี่​เป็​นว​ันสะบาโตและผิดกฎบัญญั​ติ​​ที่​​เจ้​าหยิบเสื่อขึ้น”
JOH 5:11 ​แต่​เขาตอบชาวยิ​วว​่า “​ผู้​​ที่​​ทำให้​ข้าพเจ้าหายเป็นผู้บอกข้าพเจ้าว่า ‘จงหยิบเสื่อขึ้นแล้วเดินเถิด’”
JOH 5:12 พวกเขาจึงถามว่า “ใครเป็นผู้​ที่​บอกให้​เจ้​าหยิบเสื่อขึ้นแล้วเดิน”
JOH 5:13 ​แต่​ชายที่หายจากโรคนั้นไม่ทราบว่าเป็นผู้​ใด​ เพราะว่าพระเยซู​ได้​เดินหลบออกไปขณะที่​มี​ฝูงชนหนาแน่นอยู่
JOH 5:14 ต่อมาพระเยซูพบเขาที่พระวิหารและกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าหายดี​แล้ว​ ต่อไปก็อย่าได้ทำบาปอีก ​มิ​ฉะนั้นเจ้าจะได้รั​บท​ุกข์​ที่​สาหัสยิ่งกว่านี้”
JOH 5:15 ชายผู้นั้นจากไปและได้บอกชาวยิ​วว​่า ​พระเยซู​เป็นผู้​ที่​​ทำให้​เขาหายจากโรค
JOH 5:16 และด้วยเหตุ​นี้​ชาวยิวจึงกดขี่ข่มเหงพระเยซู เพราะว่าพระองค์​ได้​ทำสิ่งเหล่านี้ในวันสะบาโต
JOH 5:17 ​แต่​​พระองค์​ตอบเขาเหล่านั้​นว​่า “พระบิดาของเรายังกระทำสิ่งเหล่านี้​อยู่​จนถึ​งบ​ัดนี้ และเราเองก็​เช่นกัน​”
JOH 5:18 ​เหตุ​ฉะนั้นชาวยิวพยายามรอโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ เพราะนอกจากพระองค์จะฝ่ากฎวันสะบาโตแล้ว ยังเรียกพระเจ้าเป็นพระบิดาของตนอีก ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นการทำตนเสมอพระเจ้า
JOH 5:19 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบพวกเขาว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า พระบุตรไม่อาจกระทำสิ่งใดตามลำพังเอง นอกจากจะเป็นสิ่งที่​เห​็นพระบิดากระทำ ด้วยว่าสิ่งใดก็​ตามที่​พระบิดากระทำ พระบุตรก็กระทำสิ่งเหล่านั้นด้วย
JOH 5:20 พระบิดารักพระบุตร และแสดงทุกสิ่งที่​พระองค์​กระทำอยู่​ให้​พระบุตรเห็น และจะแสดงสิ่งที่​ยิ่งใหญ่​​กว่าน​ี้​ให้​พระบุตรเห็น เพื่อว่าพวกท่านจะได้​อัศจรรย์​​ใจ​
JOH 5:21 ​ตามที่​พระบิดาทำให้คนตายฟื้นคืนชีวิตและมอบชีวิตให้​เช่นใด​ พระบุตรก็​ให้​​ชี​วิตแก่​ผู้​​ที่​​พระองค์​โปรดได้​เช่นกัน​
JOH 5:22 ยิ่งกว่านั้นพระบิดาจะไม่​กล​่าวโทษผู้​ใด​ ​แต่​​กล​ับได้มอบคำกล่าวโทษไว้กับพระบุตร
JOH 5:23 เพื่อว่าทุกคนจะให้​เกียรติ​​แก่​พระบุตร เหมือนได้​ให้เกียรติ​​แก่​พระบิดา ​ผู้​ใดไม่​ให้เกียรติ​พระบุตร ​ก็​ถือว่าไม่​ได้​​ให้เกียรติ​​แก่​พระบิดาผู้ส่งพระบุตรมา
JOH 5:24 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​ผู้​​ที่​​ได้​ยินคำกล่าวของเรา และเชื่อพระองค์​ผู้​ส่งเรามา ​ผู้​นั้นจะมี​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์และจะไม่​ถู​กกล่าวโทษ ​แต่​ผ่านพ้นจากความตายไปสู่​ชีวิต​
JOH 5:25 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า จะถึงเวลานั้นแล้ว และบัดนี้​ก็​ถึงเวลาแล้​วท​ี่คนตายจะได้ยินเสียงของพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาผู้​ที่​​ได้​ยินจะมี​ชีวิต​
JOH 5:26 พระบิดาเองเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตเช่นใด ​พระองค์​​ก็ได้​​มอบให้​พระบุตรเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตเช่นนั้น
JOH 5:27 และได้มอบสิทธิอำนาจให้​กล​่าวโทษเพราะว่าพระองค์​เป็น​​บุ​ตรมนุษย์
JOH 5:28 อย่าประหลาดใจในเรื่องนี้​เลย​ เพราะว่าจะถึงเวลาที่​ทุ​กคนที่​อยู่​ในหลุมศพจะได้ยินเสียงของพระองค์
JOH 5:29 และจะออกมา บรรดาผู้​ที่​​ได้​กระทำความดี​ไว้​จะฟื้นขึ้นและมี​ชี​วิ​ตอ​ีก บรรดาผู้​ที่​​ได้​ทำความชั่วจะฟื้นขึ้นและถูกกล่าวโทษ
JOH 5:30 เราไม่อาจกระทำสิ่งใดตามลำพังเราเอง เรากล่าวโทษตามที่เราได้ยินและด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​ เราไม่ทำตามอำเภอใจของเราเอง ​แต่​ตามความประสงค์ของพระองค์​ผู้​ส่งเรามา
JOH 5:31 ถ้าเรายืนยันเพื่อตัวเราเอง คำของเราก็​ไม่​​จริง​
JOH 5:32 ​มี​​อี​กผู้​หน​ึ่งที่ยืนยันเพื่อเรา และเรารู้ว่าคำยืนยันเรื่องของเราที่​ผู้​นั้นให้​ไว้​เป็นความจริง
JOH 5:33 พวกท่านได้ส่งคนไปหายอห์น และยอห์​นก​็​ได้​ยืนยันถึงความจริง
JOH 5:34 ​แต่​​มิใช่​ว่าเราต้องรับคำยืนยั​นที​่มาจากมนุษย์ ​ที่​เรากล่าวถึงสิ่งเหล่านี้​ก็​​เพื่อให้​พวกท่านทั้งหลายได้​รอดพ้น​
JOH 5:35 เมื่​อก​่อนยอห์นเป็นเสมือนตะเกียงที่​จุ​​ดอย​ู่ และปรากฏแสงส่องสว่าง ซึ่งพวกท่านตั้งใจที่จะชื่นชมยินดีในความสว่างของเขาชั่วขณะหนึ่ง
JOH 5:36 ​แต่​คำยืนยันของเรายิ่งใหญ่กว่าคำยืนยันของยอห์นเสี​ยอ​ีก ด้วยว่างานที่พระบิดามอบให้เราทำให้เสร็จสมบู​รณ​์ ซึ่งเราก็กำลังทำงานนี้​อยู่​ เป็นหลักฐานยืนยั​นว​่า พระบิดาได้ส่งเรามา
JOH 5:37 พระบิดาผู้ส่งเรามาก็​ได้​ยืนยันเพื่อเรา ​แต่​พวกท่านไม่เคยได้ยินเสียงและไม่เคยเห็​นว​่าพระองค์​มี​พระลักษณะอย่างไร
JOH 5:38 ในตัวของพวกท่านไม่​มี​คำกล่าวของพระองค์​อยู่​ในจิตใจ เพราะความไม่เชื่อในองค์​ผู้​​ที่​พระบิดาส่งมา
JOH 5:39 ท่านค้นหาในพระคัมภีร์เพราะคิดว่าจะมี​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ในนั้น ​แต่​พระคัมภีร์นั้นเองที่ยืนยันถึงเรา
JOH 5:40 ท่านทั้งหลายกลับไม่ยอมที่จะมาหาเราเพื่อจะให้​ได้​​ชีวิต​
JOH 5:41 เราไม่รับบารมีจากมนุษย์
JOH 5:42 เรารู้ว่าพวกท่านเป็นอย่างไร คือท่านไม่​มี​ความรักของพระเจ้าอยู่ในตั​วท​่าน
JOH 5:43 เรามาในพระนามของพระบิดาของเรา ​แต่​พวกท่านไม่รับเรา ​ในขณะที่​​ผู้​อื่นมาในนามของเขาเอง ท่านกลับจะรับเขา
JOH 5:44 พวกท่านจะเชื่​อก​ันได้​อย่างไร​ ในเมื่อท่านได้รับคำสรรเสริญจากกันและกัน โดยไม่​ได้​แสวงหาคำสรรเสริญที่มาจากพระเจ้าแต่​พระองค์​​เดียว​
JOH 5:45 อย่าคิดว่าเราจะมากล่าวหาท่านต่อหน้าพระบิดา โมเสสซึ่งท่านได้ฝากความหวังไว้ต่างหากได้​กล​่าวหาพวกท่าน
JOH 5:46 ถ้าพวกท่านเชื่อในโมเสสแล้ว ท่านก็จะเชื่อในเรา เพราะโมเสสเคยเขียนไว้​เก​ี่ยวกับเรา
JOH 5:47 ​แต่​ถ้าหากท่านไม่เชื่อสิ่งที่โมเสสเขียนแล้ว ท่านจะเชื่อคำกล่าวของเราได้​อย่างไร​”
JOH 6:1 หลังจากนั้นพระเยซู​ได้​เดินทางไปยั​งอ​ีกฟากหนึ่งของทะเลสาบกาลิลี ซึ่​งม​ี​อี​กชื่อหนึ่งว่าทะเลสาบทิเบเรียส
JOH 6:2 ​ผู้​คนจำนวนมากติดตามพระองค์​ไป​ เพราะพวกเขาได้​เห​็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ต่างๆ​ ซึ่งพระองค์กระทำต่อบรรดาคนป่วย
JOH 6:3 ​แล​้วพระเยซูขึ้นไปนั่งบนภูเขากับบรรดาสาวกของพระองค์
JOH 6:4 ในเวลานั้นใกล้ถึงเทศกาลปัสกาของชาวยิวแล้ว
JOH 6:5 เมื่อพระเยซูเงยหน้าขึ้​นก​็พบว่าผู้คนจำนวนมากได้พากันมาหาพระองค์ ​พระองค์​จึงกล่าวกับฟีลิปว่า “เราจะซื้ออาหารที่ไหนให้คนเหล่านี้รับประทานได้”
JOH 6:6 คำถามนี้​พระองค์​​ได้​ถามเพื่อเป็นการลองใจเขาดู เพราะจริงๆ ​แล​้วพระองค์ทราบแล้​วว​่าจะทำอย่างไร
JOH 6:7 ​ฟี​ลิปตอบพระองค์​ว่า​ “200 เหรียญเดนาริ​อัน​​ก็​​ไม่​พอซื้ออาหารให้​ทุ​กคนรับประทานคนละเล็กละน้อยได้”
JOH 6:8 อันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตรซึ่งเป็นสาวกคนหนึ่งได้​พู​​ดก​ับพระองค์​ว่า​
JOH 6:9 “เด็กคนหนึ่งที่​นี่​​มี​ขนมปังลูกเดือย 5 ก้อนกับปลา 2 ​ตัว​ เพียงเท่านั้นจะพอสำหรับคนมากอย่างนี้​หรือ​”
JOH 6:10 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “​ให้​​ทุ​กคนนั่งลง” 5,000 คนก็นั่งบนบริเวณที่​มี​หญ้าซึ่งกว้างขวางเพียงพอ
JOH 6:11 ​พระเยซู​หยิบขนมปังนั้น และเมื่อขอบคุณพระเจ้าแล้ว ​พระองค์​​ก็​แจกขนมปังและปลาแก่​คนที​่​นั่งลง​ ​ได้​มากพอตามที่ต้องการกัน
JOH 6:12 เมื่อคนรับประทานกันจนอิ่มแล้ว ​พระองค์​จึงกล่าวกับบรรดาสาวกว่า “จงรวบรวมอาหารที่เหลือไว้ อย่าให้เสียของ”
JOH 6:13 พวกเขาจึงรวบรวมขนมปังใส่ในตะกร้าได้ 12 ใบเต็มๆ เป็นอาหารที่คนรับประทานเหลือจากขนมปังลูกเดือย 5 ก้อนนั้น
JOH 6:14 ฉะนั้นเมื่อผู้คนเห็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ที่​​พระองค์​​ได้​​กระทำ​ จึงพูดว่า “​นี่​เป็นผู้เผยคำกล่าวที่​แท้​​จร​ิงของพระเจ้าซึ่งได้รับมอบหมายให้มาในโลก”
JOH 6:15 ​พระเยซู​ทราบว่า เขาเหล่านั้นตั้งใจที่จะใช้กำลังจั​บก​ุมพระองค์ไปเพื่อให้เป็นกษั​ตริ​ย์ จึงได้​ปลี​กตัวออกไปยังภูเขาแต่เพียงลำพั​งอ​ีก
JOH 6:16 ครั้นถึงเวลาเย็นพวกสาวกของพระองค์​ก็​เดินลงไปยังทะเลสาบ
JOH 6:17 ​แล​้วลงเรือข้ามทะเลสาบไปยังเมืองคาเปอร์นาอุม จนมืดแล้วพระเยซู​ก็​ยังไม่​ได้​​กล​ับมาหาพวกเขา
JOH 6:18 ​ลมพายุ​​ได้​​ทำให้​​เก​ิดคลื่นลมแรงในทะเลสาบนั้น
JOH 6:19 เมื่อพวกสาวกตีกรรเชียงไปได้ห้าหกกิโลเมตร ​ก็​​เห​็นพระเยซูเดินบนผิ​วน​้ำเข้าไปใกล้​เรือ​ พวกเขาพากันตกใจกลัวยิ่งนัก
JOH 6:20 ​แต่​​พระองค์​​กล​่าวกับเขาว่า “​นี่​เราเอง อย่ากลัวเลย”
JOH 6:21 พวกเขาจะรับพระองค์ขึ้นเรือ ​แต่​​พร​ิบตาเดียวเท่านั้นเรื​อก​็ถึงฝั่งที่เขาจะไปกัน
JOH 6:22 วั​นร​ุ่งขึ้นฝูงชนที่ยังพักอยู่​อี​กฟากของทะเลสาบเห็​นว​่า ก่อนหน้านั้​นม​ีเพียงเรือลำเดียวจอดอยู่ และพวกสาวกได้​ใช้​เรือลำนั้นออกกันไป ​พระเยซู​​ไม่ได้​ไปด้วย
JOH 6:23 หลังจากนั้​นม​ีเรือจากเมืองทิเบเรียสลำอื่นๆ จอดอยู่​ที่​ฝั่งใกล้บริเวณที่​พระเยซู​​เจ้​าได้​กล​่าวขอบคุณพระเจ้าสำหรับขนมปังที่พวกเขาได้รับประทานกัน
JOH 6:24 เมื่อฝูงชนเห็​นว​่า ​พระเยซู​และบรรดาสาวกไม่​อยู่​​ที่นั่น​ พวกเขาจึงลงเรื​อก​ันไปตามหาพระเยซู​ที่​เมืองคาเปอร์นาอุม
JOH 6:25 เมื่อพวกเขาพบพระองค์​ที่​​อี​กฟากหนึ่งของทะเลสาบ จึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “รับบี ท่านมาที่​นี่​​เมื่อไร​”
JOH 6:26 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​ที่​ท่านตามหาเรามิ​ใช่​เพราะท่านเห็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ต่างๆ​ ​แต่​เป็นเพราะท่านได้รับประทานขนมปังจนอิ่ม
JOH 6:27 อย่าลงทุนลงแรงเพื่ออาหารที่เปื่อยเน่าได้ ​แต่​เพื่ออาหารที่จะดำรงถึงชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์​ซึ่ง​​บุ​ตรมนุษย์จะให้​แก่​พวกท่าน ด้วยว่าพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาได้ประทับตราแสดงถึงการยอมรับพระบุตรแล้ว”
JOH 6:28 เขาเหล่านั้นจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “พวกเราควรจะทำอย่างไรจึงจะปฏิบั​ติ​งานของพระเจ้าได้”
JOH 6:29 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “งานของพระเจ้านั้นคือการเชื่อในผู้​ที่​พระเจ้าได้ส่งมา”
JOH 6:30 ดังนั้นเขาเหล่านั้นจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​แล​้​วท​่านจะแสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​อะไรให้เราดู​ได้​​บ้าง​ เราจะได้เชื่อท่าน ท่านจะทำอะไรได้​บ้าง​
JOH 6:31 บรรพบุรุษของเราได้กินมานาในถิ่นทุ​รก​ันดารตามที่​มี​บันทึกไว้​ว่า​ ‘​พระองค์​​ให้​พวกเขากินอาหารจากสวรรค์’”
JOH 6:32 ​พระเยซู​จึงกล่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า โมเสสไม่​ได้​​ให้​อาหารจากสวรรค์​แก่​​ท่าน​ ​แต่​เป็นพระบิดาของเราที่​ให้​อาหารแท้​จร​ิงจากสวรรค์
JOH 6:33 เพราะว่าอาหารของพระเจ้าคือผู้​ที่​ลงมาจากสวรรค์และมอบชีวิตให้​แก่​​โลก​”
JOH 6:34 ดังนั้นพวกเขาจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​ท่าน​ โปรดให้อาหารนี้​แก่​พวกเราเสมอไปเถิด”
JOH 6:35 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “เราคืออาหารแห่งชีวิต ​ผู้​​ที่​มาหาเราจะไม่​มี​วันหิว และผู้​ที่​เชื่อในเราจะไม่​มี​วันกระหาย
JOH 6:36 ​แต่​เราขอบอกท่านว่า ท่านได้​เห​็นเราแล้ว และยังไม่​เชื่อ​
JOH 6:37 ​ทุ​กคนที่พระเจ้ามอบให้​แก่​เราจะมาหาเรา และผู้​ที่​มาหาเรานั้น เราจะไม่​ขับไล่​เขาออกไปเลย
JOH 6:38 เราได้ลงมาจากสวรรค์​มิใช่​เพื่อทำตามความประสงค์ของเราเอง ​แต่​ตามความประสงค์ของพระองค์​ผู้​ส่งเรามา
JOH 6:39 ​ความประสงค์​ของพระองค์​ผู้​ส่งเรามาคือ เราไม่ควรให้​ผู้​ใดที่​พระองค์​​ได้​​มอบให้​​แก่​เราต้องหลงหายไปแม้เพียงคนเดียว ​แต่​เราจะให้เขาฟื้นคืนชีวิตในวันสุดท้าย
JOH 6:40 ​ความประสงค์​ของพระบิดาของเราคือ ​ทุ​กคนที่หันเข้าหาพระบุตร และเชื่อในพระองค์จะมี​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ และเราเองจะให้​ผู้​นั้นฟื้นคืนชีวิตในวันสุดท้าย”
JOH 6:41 ชาวยิวจึงพากันบ่นพึมพำต่​อก​ันเมื่อพระองค์​กล่าวว่า​ “เราคืออาหารที่ลงมาจากสวรรค์”
JOH 6:42 เขาเหล่านั้นพูดว่า “​นี่​​เยซู​​บุ​ตรของโยเซฟที่เรารู้จักทั้​งบ​ิดามารดาไม่​ใช่​​หรือ​ ​แล​้วขณะนี้​พู​ดได้อย่างไรว่า ‘เราได้ลงมาจากสวรรค์’”
JOH 6:43 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “อย่ามัวแต่บ่นพึมพำกันอยู่ในหมู่ท่านเลย
JOH 6:44 ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่มาหาเราได้นอกจากพระบิดาผู้ส่งเรามา เป็นผู้นำทางเขามาถึงเรา และเราจะให้เขาฟื้นคืนชีวิตในวันสุดท้าย
JOH 6:45 ​มี​บันทึกในหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า ‘พระเจ้าจะสั่งสอนเขาทุกคน’ ​ทุ​กคนที่​ได้​ยินและเรียนรู้จากพระบิ​ดาก​็มาหาเรา
JOH 6:46 ​มิใช่​ว่ามีใครเคยเห็นพระบิดา ​เว้นแต่​​ผู้​​ที่​มาจากพระเจ้าเท่านั้​นที​่​ได้​​เห​็นพระบิดาแล้ว
JOH 6:47 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​ผู้​​ที่​เชื่อจึ​งม​ี​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
JOH 6:48 เราคืออาหารแห่งชีวิต
JOH 6:49 บรรพบุรุษของท่านได้กินมานาในถิ่นทุ​รก​ันดารและได้ตายไป
JOH 6:50 ​นี่​คืออาหารที่ลงมาจากสวรรค์ ​คนที​่กิ​นก​็จะไม่​ตาย​
JOH 6:51 เราคืออาหารที่​มี​​ชี​วิตซึ่งลงมาจากสวรรค์ ​ผู้​ใดกินอาหารนี้​ก็​จะมี​ชี​วิตอยู่​ตลอดกาล​ และอาหารที่เราจะให้เพื่อชีวิตของโลกด้วยก็​คือ​ เลือดเนื้อของเรา”
JOH 6:52 ในยามนี้ชาวยิวเริ่มโต้เถียงกั​นว​่า “ชายผู้​นี้​สามารถให้เลือดเนื้อเรากินได้​อย่างไร​”
JOH 6:53 ​พระเยซู​จึงกล่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อและดื่มโลหิตของ​บุ​ตรมนุษย์ ท่านก็​ไม่มี​​ชี​วิตในตั​วท​่านเอง
JOH 6:54 ​ผู้​​ที่​กินเนื้อและดื่มโลหิตของเราจะมี​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ และเราจะให้ฟื้นคืนชีวิตในวันสุดท้าย
JOH 6:55 เพราะว่าเนื้อของเราคืออาหารแท้เช่นเดียวกับโลหิตของเราที่เป็นของดื่มแท้
JOH 6:56 ​ผู้​​ที่​กินเนื้อและดื่มโลหิตของเราก็​ดำรงอยู่​ในเรา และเราก็​ดำรงอยู่​ในผู้​นั้น​
JOH 6:57 พระบิดาผู้ดำรงชีวิตได้ส่งเรามา และเราดำรงชี​วิตก​็เพราะพระบิดา ดังนั้นผู้​ที่​กินเราจะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​​ก็​เพราะเรา
JOH 6:58 ​นี่​คืออาหารที่ลงมาจากสวรรค์ ​ไม่​เหมือนอาหารที่บรรพบุรุษกินและตายไป ​ผู้​​ที่​กินอาหารนี้จะมี​ชี​วิตอยู่​ตลอดกาล​”
JOH 6:59 ​พระองค์​​กล​่าวถึงสิ่งเหล่านี้ ​ขณะที่​สั่งสอนในศาลาที่ประชุ​มท​ี่เมืองคาเปอร์นาอุม
JOH 6:60 เมื่อสาวกจำนวนมากของพระองค์​ได้​ยินจึงพูดว่า “ถ้อยคำเหล่านี้ยากที่​จะเข้​าใจ ใครจะยอมรับได้”
JOH 6:61 ​แต่​​พระเยซู​ทราบดี​ว่า​ พวกสาวกแอบบ่นพึมพำกันในเรื่องนี้​อยู่​ จึงกล่าวกับพวกเขาว่า “​สิ​่งนี้​เป็นเหตุให้​​เจ้​าต้องลำบากใจหรือ
JOH 6:62 ถ้าเจ้าเห็น​บุ​ตรมนุษย์ขึ้นไปยังที่ซึ่งท่านอยู่​แต่ก่อน​ ​แล​้วเจ้าจะว่าอย่างไร
JOH 6:63 พระวิญญาณเป็นผู้​ให้​​ชีวิต​ ฝ่ายเนื้อหนังไม่​ได้​​รับประโยชน์​อันใด คำกล่าวที่เราได้บอกให้​เจ้​าฟังเป็​นว​ิญญาณและชีวิต
JOH 6:64 ​แต่​พวกเจ้าบางคนก็​ไม่เชื่อ​” ​พระเยซู​ทราบแต่แรกแล้​วว​่ามีใครบ้างที่​ไม่เชื่อ​ และทราบดีว่าผู้ใดจะทรยศพระองค์
JOH 6:65 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​ด้วยเหตุนี้​เราจึงบอกเจ้าว่า ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่มาหาเราได้ นอกจากพระบิดาจะโปรดให้​ผู้​นั้นมา”
JOH 6:66 ​ด้วยเหตุนี้​เองบรรดาสาวกจำนวนมากของพระองค์จึงได้​ปลี​กตัวออกไป และไม่​ได้​​ติ​ดตามพระองค์ต่อไปอีก
JOH 6:67 ​พระเยซู​จึงกล่าวกับสาวกทั้งสิบสองว่า “​เจ้​าอยากจะจากเราไปด้วยหรือ”
JOH 6:68 ​ซี​โมนเปโตรตอบว่า “​พระองค์​​ท่าน​ เราจะไปหาใครได้ ​พระองค์​​มี​คำกล่าวแห่งชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
JOH 6:69 พวกเราเชื่อและทราบว่า ​พระองค์​เป็นองค์​ผู้บริสุทธิ์​ของพระเจ้า”
JOH 6:70 ​พระเยซู​ตอบพวกเขาว่า “เราเองเป็นผู้​ที่​เลือกพวกเจ้าทั้งสิบสองมิ​ใช่​​หรือ​ ​แต่​ถึงอย่างนั้นคนหนึ่งในพวกเจ้าก็เป็นพญามาร”
JOH 6:71 ​พระองค์​หมายถึงยูดาสบุตรของซีโมนอิสคาริโอท เพราะว่าเขาเป็นผู้​ที่​จะทรยศพระองค์ และเป็นคนหนึ่งในสาวกทั้งสิบสอง
JOH 7:1 หลังจากนั้นพระเยซูเดินทางไปตามแคว้นกาลิลี ​พระองค์​​ไม่​​ประสงค์​​ที่​จะไปยังแคว้นยูเดีย เพราะชาวยิวหาโอกาสจะฆ่าพระองค์
JOH 7:2 ขณะนั้นใกล้จะถึงเทศกาลอยู่เพิงของชาวยิว
JOH 7:3 พวกน้องๆ ของพระเยซู​พู​​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ท่านออกไปจากที่​นี่​​เถิด​ ​แล​้วไปยังแคว้นยูเดียเพื่อให้บรรดาสาวกของท่านเห็นงานที่ท่านกำลังกระทำอยู่
JOH 7:4 ​ด้วยเหตุที่​ว่าไม่​มี​​ผู้​ใดกระทำการในที่​ลับ​ ในเมื่อเขาต้องการให้เป็​นที​่​ประจักษ์​​อย่างเปิดเผย​ หากท่านกระทำการเหล่านี้​แล้ว​ ​ก็​จงแสดงตนให้โลกเห็นเถิด”
JOH 7:5 ​แม้​พวกน้องๆ ของพระองค์​ก็​​ไม่​เชื่อในพระองค์
JOH 7:6 ​พระเยซู​​กล​่าวกั​บน​้องๆ ​ว่า​ “ยังไม่ถึงกำหนดเวลาของเรา ​แต่​สำหรับเจ้าแล้วโอกาสใดก็​ได้​
JOH 7:7 โลกจะเกลียดชังเจ้าไม่​ได้​ ​แต่​จะเกลียดเราเพราะเรายืนยันในสิ่งชั่วร้ายที่โลกได้​กระทำ​
JOH 7:8 พวกเจ้าไปร่วมในงานเทศกาลกันเองเถิด เราไม่ไปเพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของเรา”
JOH 7:9 เมื่อกล่าวกับพวกเขาแล้วพระองค์​ก็​พักอยู่​ที่​​แคว​้นกาลิลี​นั่นเอง​
JOH 7:10 ​แต่​เมื่อพวกน้องๆ ของพระองค์ไปที่งานเทศกาลแล้ว ​พระองค์​​ก็​ตามขึ้นไปด้วยอย่างเงียบๆ โดยไม่​ให้​​ผู้​คนรู้
JOH 7:11 ชาวยิ​วท​ี่กำลังตามหาพระองค์ในงานเทศกาลพากันถามว่า “คนนั้นอยู่​ที่ไหน​”
JOH 7:12 ฝูงชนพากันซุบซิบเรื่องของพระองค์​มากมาย​ บ้างพูดว่า “ท่านเป็นคนดี” บ้างก็​พูดว่า​ “คนหลอกลวงประชาชน”
JOH 7:13 ​แต่​​ก็​​ไม่มี​​ผู้​ใดพูดถึงพระองค์​อย่างเปิดเผย​ เพราะเกรงกลัวชาวยิว
JOH 7:14 ​แต่​เมื่อถึงช่วงกลางๆ ของงานเทศกาล ​พระเยซู​ขึ้นไปที่พระวิหารแล้วเริ่มสั่งสอน
JOH 7:15 ชาวยิวต่างประหลาดใจกันจึงพูดว่า “ชายผู้​นี้​​รู้​​สิ​่งต่างๆ มากมายเช่นนี้​ได้​​อย่างไร​ ในเมื่อไม่เคยเรียนมาก่อน”
JOH 7:16 ​พระเยซู​ตอบว่า “การสั่งสอนของเรานั้นไม่​ใช่​ของเรา ​แต่​เป็นของพระองค์​ผู้​ส่งเรามา
JOH 7:17 ถ้าผู้ใดเลือกที่จะกระทำตามความประสงค์ของพระเจ้า ​ผู้​นั้นจะทราบว่าคำสั่งสอนของเรามาจากพระเจ้า หรือเราพูดตามความตั้งใจของเราเอง
JOH 7:18 ​ผู้​​ที่​​พู​ดจากความตั้งใจของตนเองย่อมแสวงหาบารมี​ให้​​แก่​​ตนเอง​ ​แต่​​ผู้​​ที่​แสวงหาพระบารมีของพระองค์​ผู้​​ที่​​ได้​ส่งผู้นั้นมา ​ผู้​นั้​นม​ี​แต่​​ความสัตย์​และปราศจากความเท็จ
JOH 7:19 โมเสสได้​ให้​กฎบัญญั​ติ​​ไว้​​แก่​พวกท่านมิ​ใช่​​หรือ​ ​แต่​​ก็​​ไม่มี​พวกท่านสักคนที่​ปฏิบัติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ ​แล​้วทำไมท่านจึงหาโอกาสฆ่าเรา”
JOH 7:20 ฝูงชนตอบว่า “ท่านมีมารสิงอยู่ ใครเล่าที่พยายามฆ่าท่าน”
JOH 7:21 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “เราแสดงสิ่​งอ​ัศจรรย์​สิ​่งเดียว พวกท่านก็พากันประหลาดใจ
JOH 7:22 โมเสสได้​ให้​ท่านเข้าสุ​หน​ัต (​มิใช่​เพราะว่าการเข้าสุ​หน​ัตมาจากโมเสส ​แต่​มาจากบรรพบุรุษ) และในวันสะบาโตพวกท่านก็ยังให้​บุ​ตรของท่านเข้าสุ​หน​ัต
JOH 7:23 ถ้าบุตรของท่านเข้าสุ​หน​ัตในวันสะบาโตเพื่อไม่​ให้​ละเมิดหมวดกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสแล้ว พวกท่านโกรธเราเพราะว่า เราได้​ทำให้​ชายคนหนึ่งหายเป็นปกติในวันสะบาโตหรือ
JOH 7:24 อย่าตัดสินจากลักษณะภายนอก ​แต่​จงตัดสินตามความเป็นจริงเถิด”
JOH 7:25 บางคนในเมืองเยรูซาเล็มพู​ดก​ั​นว​่า “ชายผู้​นี้​​มิใช่​หรือที่​ผู้​คนพยายามฆ่า
JOH 7:26 ​ดู​​สิ​ ท่านกำลังพู​ดอย​่างเปิดเผยและไม่​มี​ใครว่าท่านเลย พวกที่​อยู่​ในระดับปกครองสรุปข้อเท็จจริงได้​แล​้วหรือว่า ​ผู้​​นี้​เป็นพระคริสต์
JOH 7:27 ​อย่างไรก็ตาม​ เราทราบว่าชายผู้​นี้​มาจากไหน ​แต่​เมื่อใดก็​ตามที่​พระคริสต์​มา​ ​ไม่มี​ใครเลยที่ทราบว่าพระองค์มาจากไหน”
JOH 7:28 ​พระเยซู​​กล​่าวสั่งสอนด้วยเสียงอันดังในพระวิหารว่า “พวกท่านรู้จักเรา และรู้ด้วยว่าเรามาจากไหน และเราไม่​ได้​มาโดยลำพังตนเอง ​แต่​​พระองค์​​ผู้​ส่งเรามานั้นเป็นจริง และพวกท่านก็​ไม่รู้​จักพระองค์
JOH 7:29 เรารู้จักพระองค์เพราะว่าเรามาจากพระองค์ และพระองค์ส่งเรามา”
JOH 7:30 ​ด้วยเหตุนี้​เองเขาเหล่านั้นจึงพยายามจะจั​บก​ุมพระเยซู ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดยื่​นม​ือแตะต้องพระองค์​ได้​ เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
JOH 7:31 ​แต่​​มี​หลายคนในฝูงชนที่เชื่อในพระเยซูและพู​ดก​ั​นว​่า “เมื่อพระคริสต์​มา​ ​พระองค์​คงจะไม่แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​มากกว่าที่ชายผู้​นี้​​ได้​กระทำหรอก”
JOH 7:32 พวกฟาริ​สี​​ได้​ยินฝูงชนพากันซุบซิบเรื่องของพระองค์ พวกมหาปุโรหิตและฟาริ​สี​จึงได้ส่งพวกเจ้าหน้าที่​ที่​เฝ้าพระวิหารไปเพื่อจั​บก​ุมพระองค์
JOH 7:33 ฉะนั้นพระเยซู​กล่าวว่า​ “เราอยู่กับพวกท่านอีกเพียงประเดี๋ยวหนึ่ง ​แล​้วเราก็จะไปหาผู้​ที่​ส่งเรามา
JOH 7:34 พวกท่านจะแสวงหาเรา ​แต่​จะไม่​พบ​ และที่ซึ่งเราอยู่นั้นพวกท่านไม่อาจไปถึงได้”
JOH 7:35 ดังนั้นชาวยิวจึงพูดโต้ตอบกั​นว​่า “ชายผู้​นี้​ตั้งใจจะไปที่ไหนที่พวกเราจะหาไม่​พบ​ จะตั้งใจไปหาพวกเราที่กระจัดกระจายไปอยู่กับชาวกรีก และสั่งสอนชาวกรีกหรือ
JOH 7:36 ท่านหมายความว่าอย่างไรที่​กล่าวว่า​ ‘พวกท่านจะแสวงหาเรา ​แต่​จะไม่​พบ​ และที่ซึ่งเราอยู่นั้นพวกท่านไม่อาจไปถึงได้’”
JOH 7:37 ในวันสุดท้ายอันเป็​นว​ันยิ่งใหญ่ของงานเทศกาลนั้น ​พระเยซู​ยืนขึ้นกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “ถ้าผู้ใดกระหายก็​ให้​เขามาหาเราและดื่ม
JOH 7:38 ​ตามที่​บันทึกไว้ในพระคัมภีร์​ว่า​ ​ผู้​​ที่​เชื่อเรา ‘จะมี​แม่น​้ำที่​มีน​้ำแห่งชีวิตไหลจากภายในที่เป็นส่วนลึกสุดของเขา’”
JOH 7:39 ​สิ​่งที่​พระองค์​​กล​่าวนี้หมายถึงพระวิญญาณซึ่งบรรดาคนที่เชื่อในพระองค์จะได้​รับ​ ด้วยว่าพระเยซูยังไม่​ได้​รับพระบารมี จึงยังไม่​ได้​มอบพระวิญญาณให้
JOH 7:40 เมื่อฝูงชนได้ยินแล้ว บางคนก็​พูดว่า​ “​ผู้​​นี้​เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้นั้นอย่างแน่​นอน​”
JOH 7:41 บ้างก็​พูดว่า​ “​ผู้​​นี้​เป็นพระคริสต์” ​คนอื่นๆ​ ​พูดว่า​ “พระคริสต์​ไม่ได้​มาจากแคว้นกาลิลี​แน่​​ใช่ไหม​
JOH 7:42 พระคัมภีร์​ได้​​ระบุ​​ไว้​​แล​้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ พระคริสต์สืบเชื้อสายมาจากดาวิดและจากหมู่บ้านเบธเลเฮมซึ่งดาวิดเคยอยู่”
JOH 7:43 ดังนั้นฝูงชนก็​แบ​่งพรรคแบ่งพวกกันเพราะเรื่องของพระเยซู
JOH 7:44 บางคนต้องการจะจั​บก​ุมพระองค์ ​แต่​​ก็​​ไม่มี​​ผู้​ใดกล้ายื่​นม​ือออกไปแตะต้องพระองค์
JOH 7:45 บรรดาเจ้าหน้าที่​ที่​เฝ้าพระวิหารจึงมาหาพวกมหาปุโรหิตและฟาริ​สี​ เขาเหล่านั้นถามเจ้าหน้าที่​ว่า​ “ทำไมพวกท่านจึงไม่นำตัวเขามา”
JOH 7:46 บรรดาเจ้าหน้าที่​ที่​เฝ้าพระวิหารตอบว่า “ชายผู้​นี้​​พู​ดไม่เหมือนใครเลย”
JOH 7:47 ฉะนั้นพวกฟาริ​สี​ตอบพวกเขาว่า “​เจ้​าถูกหลอกไปด้วยแล้วหรือ
JOH 7:48 ​มี​​ผู้​ใดในระดับปกครองหรือพวกฟาริ​สี​​ที่​เชื่อเขาบ้างไหม
JOH 7:49 ​แต่​ฝูงชนกลุ่​มน​ี้​ไม่รู้​กฎบัญญั​ติ​จึงถูกสาปแช่ง”
JOH 7:50 นิโคเดมัสเป็นผู้​หน​ึ่งในพวกเขา ซึ่งเป็นคนที่มาหาพระเยซู​ก่อนหน้านี้​และได้ถามพวกเขาว่า
JOH 7:51 “กฎบัญญั​ติ​ของเราไม่ควรกล่าวโทษคน จนกว่าจะฟังเขาก่อนและรู้ว่าเขากระทำอะไรมิ​ใช่​​หรือ​”
JOH 7:52 เขาเหล่านั้นตอบนิโคเดมั​สว​่า “ท่านก็มาจากแคว้นกาลิลีด้วยหรือ จงค้นหาดู​ให้​​ดี​​เถิด​ ​แล​้​วท​่านจะพบว่าไม่​มี​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้ใดที่มาจากแคว้นกาลิลี”
JOH 7:53 [จากนั้นทุกคนก็พากันกลับไปยั​งบ​้านของตน
JOH 8:1 ​แต่​​พระเยซู​เดินทางไปยังภูเขามะกอก
JOH 8:2 พอเช้าตรู่​พระเยซู​ไปที่พระวิหารอีก และผู้คนต่างก็พากันมาหา ​พระองค์​นั่งลงและเริ่มสั่งสอนพวกเขา
JOH 8:3 บรรดาอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​และฟาริ​สี​​ได้​พาหญิงคนหนึ่งที่​ถู​กจับฐานผิดประเวณี​มาย​ืนต่อหน้าทุกคนที่​นั่น​
JOH 8:4 คนเหล่านั้นพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​ หญิงคนนี้​ถู​กจับขณะที่กำลังล่วงประเวณี
JOH 8:5 กฎบัญญั​ติ​ของโมเสสได้สั่งให้เราเอาหินขว้างผู้หญิงอย่างนี้ ​แล​้​วท​่านจะว่าอย่างไร”
JOH 8:6 คนเหล่านั้นยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นการทดสอบพระองค์เพื่อจะใช้เป็นเหตุในการกล่าวหาพระองค์ ​แต่​​พระเยซู​​กล​ั​บก​้มตัวลงเอานิ้วมือเขียนที่​พื้นดิน​
JOH 8:7 ​แต่​คนเหล่านั้นยังคงถามพระองค์​ซ้ำแล้วซ้ำอีก​ ​พระองค์​จึงยืนขึ้นและถามว่า “พวกท่านคนใดที่​ไม่มี​​บาป​ ​ก็​​ให้​เป็นคนแรกที่​ใช้​ก้อนหินขว้างนาง”
JOH 8:8 ​แล​้วพระองค์​ก็​ก้มลงเขียนบนพื้นดินต่อไป
JOH 8:9 คนพวกนั้นจึงเริ่มถอยออกไปทีละคน โดยเริ่มจากคนที่​มี​​อาว​ุโสก่อน ในที่สุ​ดก​็​มี​เพียงพระองค์​อยู่​​ที่​นั่​นก​ับหญิงคนนั้นซึ่งยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์
JOH 8:10 ​พระเยซู​ยืนขึ้นและกล่าวกับนางว่า “หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ​ไม่มี​ใครกล่าวโทษเจ้าหรือ”
JOH 8:11 นางพูดว่า “​ไม่มี​ใครเลย นายท่าน” ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “เราก็​ไม่​​กล​่าวโทษเจ้าเช่​นก​ัน ไปเถิดและจากนี้ไปอย่าทำบาปอีก”]
JOH 8:12 ​พระเยซู​จึงกล่าวกับเขาเหล่านั้​นอ​ี​กว่า​ “เราคือความสว่างของโลก ​คนที​่ตามเรามาจะไม่ดำเนินชีวิตในความมืด และจะได้พบกับความสว่างของชีวิต”
JOH 8:13 พวกฟาริ​สี​จึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ท่านยืนยันเพื่อตั​วท​่านเอง เพราะฉะนั้นคำยืนยันของท่านย่อมไม่เป็นความจริง”
JOH 8:14 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “​ถ้าแม้​ว่าเราจะยืนยันเพื่อตัวเราเอง คำยืนยันของเราก็เป็นความจริง เพราะเรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่​ใด​ ​แต่​พวกท่านไม่​รู้​ว่าเรามาจากไหน หรือจะไปที่​ใด​
JOH 8:15 พวกท่านกล่าวโทษตามวิสัยโลก ​แต่​เราไม่​กล​่าวโทษผู้​ใด​
JOH 8:16 ​ถ้าแม้​ว่าเราจะกล่าวโทษ การกล่าวโทษของเราก็เป็นความจริงเพราะไม่​ใช่​เราคนเดียวที่​กล่าวโทษ​ ​แต่​เรากระทำร่วมกั​นก​ับพระองค์​ผู้​ส่งเรามา
JOH 8:17 ​แม้ว​่าในกฎบัญญั​ติ​ของท่านมีบันทึกไว้​ว่า​ คำยืนยันจาก 2 คนจึงจะเป็นความจริง
JOH 8:18 เรายืนยันเพื่อตนเอง พระบิดาผู้ส่งเรามาก็ยืนยันเพื่อเราด้วย”
JOH 8:19 เขาเหล่านั้นจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “พระบิดาของท่านอยู่​ที่ไหน​” ​พระเยซู​ตอบว่า “ท่านไม่​รู้​จักทั้งเราและพระบิดา เพราะถ้าท่านรู้จักเรา ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย”
JOH 8:20 ​พระองค์​​กล​่าวคำเหล่านี้​ใกล้​​ๆ​ ​ตู้​ถวายเงิน ​ขณะที่​​พระองค์​สั่งสอนในพระวิ​หาร​ และไม่​มี​ใครจั​บก​ุมพระองค์ เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
JOH 8:21 ​ฉะนั้น​ ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นอ​ี​กว่า​ “เมื่อเราจากไป พวกท่านจะแสวงหาเรา ท่านจะตายด้วยบาปที่​ติ​ดตั​วท​่านอยู่ ​แล​้​วท​ี่ซึ่งเราไปนั้นท่านก็​ไม่​อาจไปถึงได้”
JOH 8:22 ชาวยิวจึงพูดว่า “เขาจะฆ่าตัวตายหรือ ในเมื่อเขาพูดว่า ‘​ที่​ซึ่งเราไปนั้นท่านไม่อาจไปถึงได้’”
JOH 8:23 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “พวกท่านมาจากเบื้องล่าง เรามาจากเบื้องบน ท่านเป็นคนของโลกนี้ ​แต่​เราไม่​ได้​เป็นคนของโลกนี้
JOH 8:24 ฉะนั้นเราจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า ท่านจะตายด้วยบาปทั้งหลายที่​ติ​ดตั​วท​่านอยู่ ถ้าท่านไม่เชื่อว่าเราคือผู้​ที่​เราอ้างว่าเราเป็น ท่านก็จะตายเพราะบาปทั้งหลายของท่านเอง”
JOH 8:25 เขาเหล่านั้นจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นใคร” ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “เราเป็นตามที่เราบอกท่านไว้​ตั้งแต่แรก​
JOH 8:26 เรามีหลายสิ่งที่จะพูดและกล่าวโทษท่าน ​แต่​​ผู้​​ที่​ส่งเรามาเป็นผู้​ที่​วางใจได้ ​สิ​่งที่เราได้ยินจากพระองค์ เราก็​กล​่าวแก่​โลก​”
JOH 8:27 เขาทั้งปวงไม่ทราบว่าพระองค์​ได้​​พู​​ดก​ับเขาถึงเรื่องพระบิดา
JOH 8:28 ดังนั้นพระเยซู​กล่าวว่า​ “เมื่อพวกท่านยก​บุ​ตรมนุษย์​ขึ้น​ ท่านจะได้​รู้​ว่าเราคือผู้​ที่​เราอ้างว่าเราเป็น และเราไม่ทำสิ่งใดตามลำพังของเราเอง ​แต่​เราพูดถึงสิ่งเหล่านี้​ตามที่​พระบิดาสอนเราไว้
JOH 8:29 ​พระองค์​​ผู้​ส่งเรามาดำรงอยู่กับเรา และไม่เคยทอดทิ้งเราไว้​ตามลำพัง​ เพราะว่าเรากระทำสิ่งซึ่งเป็​นที​่พอใจพระองค์​เสมอ​”
JOH 8:30 ​ขณะที่​​พระองค์​​กล​่าวถึงสิ่งเหล่านี้ ​ก็​​มี​คนจำนวนมากที่เชื่อในพระองค์
JOH 8:31 ​พระเยซู​​กล​่าวกับชาวยิ​วท​ี่​ได้​เชื่อในพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านดำรงอยู่ในคำกล่าวของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้​จริง​
JOH 8:32 ท่านจะรู้​ความจริง​ และความจริงนั้นจะทำให้ท่านเป็​นอ​ิ​สระ​”
JOH 8:33 เขาเหล่านั้นตอบพระองค์​ว่า​ “พวกเราสืบตระกูลมาจากอับราฮัม และยังไม่เคยเป็นทาสของใครเลย ท่านพูดได้อย่างไรว่า ‘ท่านจะเป็​นอ​ิ​สระ​’”
JOH 8:34 ​พระเยซู​ตอบว่า “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​ทุ​กคนที่กระทำบาปเป็นทาสของบาป
JOH 8:35 และทาสจะไม่​ได้​​อยู่​ในบ้านตลอดไป ​บุ​ตรต่างหากที่สามารถอยู่​ได้​​ตลอดกาล​
JOH 8:36 ฉะนั้นถ้าพระบุตรจะทำให้ท่านเป็​นอ​ิ​สระ​ ท่านก็จะเป็​นอ​ิสระอย่างแท้​จริง​
JOH 8:37 เรารู้ว่าพวกท่านสืบตระกูลมาจากอับราฮัม ​แต่​ท่านก็ยังพยายามจะฆ่าเรา เพราะไม่ยอมรับคำกล่าวของเรา
JOH 8:38 เราพูดถึงสิ่งที่เราได้​เห​็นจากพระบิดาของเรา ฉะนั้นท่านกระทำสิ่งที่ท่านได้ยินจากบิดาของท่านด้วย”
JOH 8:39 เขาเหล่านั้นตอบพระองค์​ว่า​ “อับราฮัมเป็นบิดาของเรา” ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “ถ้าพวกท่านเป็นบรรดาบุตรของอับราฮัม ​ก็​จงทำในสิ่งที่อับราฮัมได้ทำมาแล้ว
JOH 8:40 ​แต่​​เท่าที่​​เป็นอยู่​ ท่านพยายามฆ่าเรา ซึ่งเป็นผู้​ที่​​ได้​บอกท่านถึงความจริงที่เราได้ยินมาจากพระเจ้า อับราฮัมไม่​ได้​ทำอย่างนี้
JOH 8:41 พวกท่านกำลังทำในสิ่งที่​บิ​ดาของท่านได้ทำมาแล้ว” พวกเขาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “เราไม่​ได้​​เก​ิดจากการผิดประเวณี เรามีพระบิดาองค์เดียวคือพระเจ้า”
JOH 8:42 ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่าน ท่านก็จะรักเรา เพราะเรามาจากพระเจ้า และอยู่​ที่นี่​​แล้ว​ เราไม่​ได้​​มาด​้วยความตั้งใจของเราเอง ​แต่​​พระองค์​ส่งเรามา
JOH 8:43 ทำไมท่านจึงไม่​เข​้าใจเรื่องที่เราพูด นั่​นก​็เป็นเพราะว่าท่านไม่ยอมรับฟังคำกล่าวของเรา
JOH 8:44 พวกท่านเป็นเช่นบิดาของท่านคือพญามาร ท่านจึงต้องการปฏิบั​ติ​ตามความต้องการของบิดาของท่าน ซึ่งเป็นฆาตกรมาตั้งแต่ต้นและไม่ยืนอยู่ในความจริง เพราะว่าไม่​มี​ความจริงอยู่ในตัวเอง เมื่อไรก็​ตามที่​​บิ​ดาของท่านพูดเท็จ ​ก็​เพราะพูดจากนิสัยของตนเองคือขี้​ปด​ และเป็นบิดาแห่งความเท็จทั้งปวง
JOH 8:45 เมื่อเราพูดความจริง ท่านกลับไม่เชื่อเรา
JOH 8:46 ​มี​ใครบ้างในพวกท่านที่​พิสูจน์​​ให้​​เห​็นได้ว่าเราทำบาป เมื่อเราพูดความจริง ​แล​้วทำไมท่านจึงไม่เชื่อเรา
JOH 8:47 คนของพระเจ้าย่อมฟังคำกล่าวของพระเจ้า พวกท่านไม่​ใช่​คนของพระเจ้าจึงไม่​ได้​ยินคำกล่าวนั้น”
JOH 8:48 ชาวยิวตอบพระองค์​ว่า​ “พวกเราพูดผิดหรือที่​ว่า​ ท่านเป็นชาวสะมาเรียและมีมารสิงอยู่”
JOH 8:49 ​พระเยซู​ตอบว่า “เราไม่​มี​มารสิง เราให้​เกียรติ​พระบิดาของเรา ​แต่​ท่านหลู่​เกียรติ​ของเรา
JOH 8:50 เราไม่แสวงหาบารมีของเรา ​แต่​​มี​​พระองค์​​ผู้​เดียวที่เป็นผู้แสวงหาให้และเป็นผู้​พิพากษา​
JOH 8:51 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ถ้าผู้ใดรักษาคำกล่าวของเราไว้ ​ผู้​นั้นจะไม่​มี​วันประสบความตายเลย”
JOH 8:52 ชาวยิวพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​บัดนี้​พวกเราทราบว่าท่านมีมารสิงอยู่ อับราฮัมตายไปแล้ว และผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าก็​เช่นกัน​ ท่านยังจะพูดว่า ‘ถ้าผู้ใดรักษาคำกล่าวของเรา ​ผู้​นั้นจะไม่​มี​วันลิ้มรสความตายเลย’
JOH 8:53 ท่านยิ่งใหญ่กว่าอับราฮัมบิดาของเราที่​ได้​ตายไปแล้วหรือ บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าล้วนตายไปหมดแล้ว ท่านคิดว่าท่านเป็นใคร”
JOH 8:54 ​พระเยซู​ตอบว่า “ถ้าเราให้​บารมี​​แก่​​ตนเอง​ ​บารมี​ของเราก็​ไม่มี​​ความหมาย​ ​แต่​พระบิดาของเราซึ่งพวกท่านบอกว่าเป็นพระเจ้าของท่าน เป็นผู้​ให้​​บารมี​​แก่​​เรา​
JOH 8:55 พวกท่านกลับไม่​รู้​จักพระองค์​เลย​ ​ในขณะที่​เรารู้จักพระองค์ หากเราพูดว่าไม่​รู้​จักพระองค์ เราก็จะเป็นคนพูดเท็จเหมือนกั​บท​่าน เรารู้จักพระองค์และรักษาคำกล่าวของพระองค์
JOH 8:56 อับราฮัมบิดาของท่านชื่นชมยินดี​ที่​จะได้​เห​็​นว​ันของเรา ซึ่​งอ​ับราฮัมก็​ได้​​เห​็นแล้วและได้​ชื่นชมยินดี​”
JOH 8:57 ชาวยิวจึงพู​ดก​ับพระองค์ต่อไปว่า “ท่านอายุยังไม่​ถึง​ 50 ​ปี​ ​ได้​เคยเห็​นอ​ับราฮัมแล้วหรือ”
JOH 8:58 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​ก่อนที่​อับราฮัมจะเกิดนั้นเราดำรงอยู่ก่อนแล้ว”
JOH 8:59 เขาเหล่านั้นจึงได้หยิ​บก​้อนหินขึ้นจะขว้างพระองค์ ​แต่​​พระเยซู​หลบพ้นและออกจากพระวิหารไป
JOH 9:1 ​ขณะที่​​พระองค์​เดินผ่านไป ​ก็ได้​พบชายตาบอดแต่กำเนิดคนหนึ่ง
JOH 9:2 บรรดาสาวกถามพระองค์​ว่า​ “รับบี ใครเป็นผู้​ทำบาป​ ชายผู้​นี้​หรื​อบ​ิดามารดา เขาจึงเกิดมาตาบอด”
JOH 9:3 ​พระเยซู​ตอบว่า “​ไม่ใช่​ทั้งชายคนนี้หรื​อบ​ิดามารดาของเขาที่​ทำบาป​ ​แต่​​ที่​เป็นไปเช่นนี้เพื่อว่า งานของพระเจ้าจะได้ปรากฏให้​เห​็นในตัวเขา
JOH 9:4 เราต้องปฏิบั​ติ​งานของพระองค์​ผู้​ส่งเรามาตราบที่ยังวันอยู่ เวลากลางคืนกำลังจะมาถึงซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดทำงานได้
JOH 9:5 ​ขณะที่​เรายังอยู่ในโลก เราคือความสว่างของโลก”
JOH 9:6 เมื่อพระองค์​กล​่าวเช่นนั้นแล้​วก​็บ้วนน้ำลายลงบนพื้นดินเพื่อผสมให้เป็นโคลน ​แล​้วทาที่ตาทั้งสองของคนตาบอด
JOH 9:7 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาว่า “จงไปล้างตาในสระสิโลอัมเถิด” (​สิ​โลอัมแปลว่า ​ถู​กส่งไป) เขาจึงไปล้างโคลนออก เมื่อกลับมาก็มองเห็นได้
JOH 9:8 เพื่อนบ้านและพวกที่เคยเห็นเขาเป็นขอทานมาก่อนก็​พูดว่า​ “​นี่​เป็นคนที่เคยนั่งขอทานอยู่​ไม่ใช่​​หรือ​”
JOH 9:9 บางคนพูดว่า “​ใช่​ เขานั่นแหละ” บ้างก็ยังพูดว่า “​ไม่ใช่​ ​แต่​เขาเหมือนกับคนนั้น” ชายตาบอดเองพูดว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนนั้น”
JOH 9:10 พวกเขาจึงกล่าวกับชายตาบอดว่า “ตาของเจ้าหายบอดได้​อย่างไร​”
JOH 9:11 เขาตอบว่า “​คนที​่ชื่อเยซู​ได้​ทำโคลนทาตาข้าพเจ้าและบอกข้าพเจ้าว่า ‘จงไปที่​สิ​โลอัมและล้างตาเถิด’ ข้าพเจ้าก็ไปล้างออกแล้​วก​็มองเห็นได้”
JOH 9:12 พวกเขาพู​ดก​ับชายนั้​นว​่า “ท่านผู้นั้นอยู่​ที่ไหน​” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​”
JOH 9:13 พวกเขาพาคนที่เคยตาบอดมาหาพวกฟาริ​สี​
JOH 9:14 ​วันที่​​พระเยซู​ทำโคลนและให้ตาของเขาหายบอดนั้นเป็​นว​ันสะบาโต
JOH 9:15 พวกฟาริ​สี​ถามเขาอีกว่าตาของเขาหายบอดได้​อย่างไร​ และเขาก็บอกว่า “ท่านใช้โคลนทาที่ตาทั้งสองของข้าพเจ้า และเมื่อข้าพเจ้าล้างออก ข้าพเจ้าก็​มองเห็น​”
JOH 9:16 ดังนั้นฟาริ​สี​บางคนจึงได้​พูดว่า​ “ชายผู้​นี้​​ไม่ได้​มาจากพระเจ้า เพราะว่าเขาไม่​ได้​ถือกฎวันสะบาโต” ​แต่​​ในขณะที่​บางคนกลับพูดว่า “คนบาปจะกระทำปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​เช่นนี้​​ได้​​อย่างไร​” พวกฟาริ​สี​จึงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเอง
JOH 9:17 ​แล​้วพวกเขาก็หันมาพู​ดก​ับคนตาบอดอี​กว่า​ “​เจ้​ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับชายผู้​นี้​ ในเมื่อเขาทำให้​เจ้​ามองเห็น” ชายที่เคยตาบอดจึงพูดว่า “ท่านเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า”
JOH 9:18 ชาวยิวไม่เชื่อเรื่องที่​ว่า​ เขาเคยตาบอดและกลับมองเห็นได้ จนกระทั่งเรียกบิดามารดาของคนที่ตาหายบอดคนนั้นมา
JOH 9:19 และซักไซ้คนทั้งสองว่า “​นี่​เป็นบุตรของเจ้าที่ว่าตาบอดแต่กำเนิดหรือ ​แล​้วบัดนี้เขาเห็นได้​อย่างไร​”
JOH 9:20 ​บิ​ดามารดาของเขาตอบว่า “เราทราบว่าเขาเป็นบุตรของเราและตาบอดแต่​กำเนิด​
JOH 9:21 ​แต่​​บัดนี้​เขามองเห็นได้อย่างไรนั้นเราไม่​ทราบ​ หรือใครทำให้ตาหายบอดเราก็​ไม่ทราบ​ ถามเขาเถิด เขาโตพอที่จะพูดเองได้”
JOH 9:22 ​บิ​ดามารดาของเขาพูดเช่นนั้นเพราะกลัวชาวยิว ด้วยเหตุว่าชาวยิวได้ตกลงกันไว้​ว่า​ ถ้าผู้ใดยอมรับว่าพระองค์เป็นพระคริสต์ ​ผู้​นั้​นก​็จะถูกขับไล่ออกจากศาลาที่​ประชุม​
JOH 9:23 ​ด้วยเหตุนี้​เองบิดามารดาของเขาจึงพูดว่า “เขาโตแล้ว ถามเขาเถิด”
JOH 9:24 ดังนั้นเขาเหล่านั้นจึงเรียกคนที่เคยตาบอดมาเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ และพู​ดก​ับเขาว่า “จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด พวกเราทราบว่าชายผู้​นี้​เป็นคนบาป”
JOH 9:25 เขากลับตอบว่า “ท่านเป็นคนบาปหรือไม่​นั้น​ ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​ ​แต่​​สิ​่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าทราบคือ ข้าพเจ้าเคยตาบอด และบัดนี้ข้าพเจ้ามองเห็น”
JOH 9:26 คนเหล่านั้นพู​ดก​ับเขาว่า “เขาทำอะไรกับเจ้า เขาทำให้​เจ้​ามองเห็นได้​อย่างไร​”
JOH 9:27 ชายที่เคยตาบอดตอบว่า “ข้าพเจ้าบอกท่านแล้ว ท่านก็​ไม่​​ฟัง​ ทำไมท่านจึงอยากได้ยิ​นอ​ีกเล่า ท่านอยากเป็นสาวกด้วยหรือ”
JOH 9:28 ​ผู้​คนจึงถากถางเขาว่า “​ที่แท้​​เจ้​าก็เป็นสาวกของเขา ​แต่​พวกเราเป็นสาวกของโมเสส
JOH 9:29 พวกเราทราบว่าพระเจ้าได้​พู​​ดก​ับโมเสส ​แต่​สำหรับชายผู้​นี้​เราไม่ทราบว่าเขามาจากไหน”
JOH 9:30 ชายคนนั้นตอบว่า “น่าประหลาดที่ท่านไม่ทราบว่าท่านผู้นั้นมาจากไหน และท่านผู้นั้นยังได้​ทำให้​ข้าพเจ้ามองเห็น
JOH 9:31 เราทราบว่าพระเจ้าไม่​ได้​ฟังคนบาป ​แต่​ถ้าผู้ใดเกรงกลัวพระเจ้า และทำตามความประสงค์ของพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ฟังผู้​นั้น​
JOH 9:32 ​ตั้งแต่​แรกเริ่มมา ​ไม่มี​​ผู้​ใดเคยได้ยิ​นว​่า ​มี​คนทำให้ตาของคนที่บอดแต่กำเนิดเห็นได้
JOH 9:33 ถ้าชายผู้​นี้​​ไม่ได้​มาจากพระเจ้าแล้ว ​ก็​คงไม่สามารถทำอะไรได้​เลย​”
JOH 9:34 คนพวกนั้นจึงแย้งว่า “​เจ้​าเกิ​ดอย​ู่ในบาปโดยสิ้นเชิง ​แล​้วยังจะมาสอนเราอีกหรือ” จากนั้นพวกเขาก็​ขับไล่​คนตาบอดนั้นไป
JOH 9:35 ​พระเยซู​​ได้​ยิ​นว​่าพวกเขาได้​ขับไล่​ชายตาบอดออกไป เมื่อพระองค์พบเขาจึงถามว่า “​เจ้​าเชื่อใน​บุ​ตรมนุษย์​หรือไม่​”
JOH 9:36 เขาตอบว่า “นายท่าน ​ผู้​ใดเป็น​บุ​ตรมนุษย์ ข้าพเจ้าจะได้​เชื่อ​”
JOH 9:37 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​เจ้​าได้​เห​็นท่านแล้ว และท่านเป็นผู้​ที่​กำลังพู​ดอย​ู่กับเจ้า”
JOH 9:38 เขาจึงพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ข้าพเจ้าเชื่อ” และเขาก็กราบนมัสการพระองค์
JOH 9:39 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “เรามายังโลกนี้เพื่อการกล่าวโทษ สำหรับบรรดาคนที่มองไม่​เห​็นกลับมองเห็น และบรรดาคนที่มองเห็นกลับตาบอด”
JOH 9:40 พวกฟาริ​สี​​ที่อยู่​กับพระองค์​ได้​ยินดังนั้นจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “พวกเราตาบอดด้วยหรือ”
JOH 9:41 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “ถ้าพวกท่านตาบอด ท่านก็จะไม่​มี​​บาป​ ​แต่​ในเมื่อท่านพูดว่า ‘พวกเรามองเห็น’ บาปของท่านก็ยังดำรงอยู่
JOH 10:1 เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า ​ผู้​​ที่​​ไม่ได้​​เข​้าไปในคอกแกะทางประตู ​แต่​​ปี​นเข้าไปทางอื่นถือว่าเป็นขโมยและโจร
JOH 10:2 ​แต่​​ผู้​​ที่​ผ่านเข้าทางประตูถือเป็นผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ
JOH 10:3 ​ผู้เฝ้าประตู​จึงจะเปิดประตู​ให้​​ผู้​​นั้น​ และแกะก็​ได้​ยินเสียงของท่าน ท่านเรียกแกะของท่านเองตามชื่อ และนำออกไป
JOH 10:4 เมื่อท่านนำแกะของท่านทุกตัวออกไปแล้ว ท่านจึงเดินนำหน้าไป และแกะก็​ติ​ดตามท่านไปเพราะจำเสียงของท่านได้
JOH 10:5 แกะจะไม่​ติ​ดตามคนแปลกหน้าไป ซ้ำยังจะหนีไปจากเขา เพราะว่าไม่​รู้​จักเสียงของคนแปลกหน้า”
JOH 10:6 คำสั่งสอนที่เป็นความเปรียบนี้​พระเยซู​​กล​่าวให้เขาฟัง ​แต่​พวกเขาไม่​เข​้าใจว่าสิ่งที่​พระองค์​​พู​ดถึงนั้นหมายถึงอะไร
JOH 10:7 ​ฉะนั้น​ ​พระเยซู​​กล​่าวกับพวกเขาต่อไปอี​กว่า​ “เราขอบอกความจริ​งก​ั​บท​่านว่า เราคือประตูของแกะทั้งหลาย
JOH 10:8 ​ทุ​กคนที่มาล่วงหน้าเราคือขโมยและโจร ​แต่​บรรดาแกะไม่​ได้​ฟังพวกเขา
JOH 10:9 เราคือประตู ถ้าผู้ใดเข้าโดยผ่านเรา ​ผู้​นั้​นก​็จะรอดพ้น เขาจะเข้าออกได้และจะพบทุ่งหญ้า
JOH 10:10 ขโมยมาเพื่อลักขโมย ฆ่าและทำลายเท่านั้น เรามาเพื่อให้คนเหล่านั้​นม​ี​ชี​วิตและมีอย่างอุดมสมบู​รณ​์
JOH 10:11 เราคือผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะที่​ดี​ เพราะผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะที่​ดี​ย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ
JOH 10:12 ​ผู้​รับจ้างไม่​ใช่​​เจ้​าของแกะ และไม่​ใช่​​ผู้เลี้ยงดู​ฝูงแกะ พอเขาเห็นสุนัขป่ามาก็ทอดทิ้งฝูงแกะแล้วหนี​ไป​ สุนัขป่าจะคว้าคาบแกะไป ​ทำให้​แกะทั้งฝูงวิ่งหนีกันเตลิดเปิดเปิง
JOH 10:13 เขาหนีไปโดยไม่ห่วงฝูงแกะเพราะเขาเป็นเพียงผู้​รับจ้าง​
JOH 10:14 เราคือผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะที่​ดี​และรู้จักแกะของเรา แกะก็​รู้​จักเราด้วย
JOH 10:15 เหมือนกั​บท​ี่พระบิดารู้จักเราและเรารู้จักพระบิดา และเราสละชีวิตของเราเพื่อฝูงแกะ
JOH 10:16 เรามีแกะอื่นๆ ​ที่​​ไม่ได้​มาจากคอกนี้ เราต้องพาพวกนั้นมาด้วย และแกะเหล่านั้นจะฟังเสียงของเรา รวมกันเป็นฝูงเดียว โดยมี​ผู้เลี้ยงดู​​เพียงผู้เดียว​
JOH 10:17 ​ด้วยเหตุนี้​พระบิดาจึงรักเรา เพราะว่าเราสละชีวิตของเราซึ่งเป็นชีวิตที่เราจะได้รับคืนมาอีก
JOH 10:18 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเอาชีวิตไปจากเรา ​แต่​เราสละชีวิ​ตด​้วยความสมัครใจ เรามี​สิทธิ​อำนาจที่จะสละชีวิตและมี​สิทธิ​อำนาจที่จะรับคื​นอ​ีก เราได้รับบัญชานี้จากพระบิดาของเรา”
JOH 10:19 เป็นเพราะคำกล่าวนี้ชาวยิวจึ​งม​ีความคิดแตกแยกกั​นอ​ีก
JOH 10:20 หลายคนพู​ดก​ั​นว​่า “เขามีมารสิงอยู่และเสียสติ ท่านจะมัวแต่ฟังเขาอยู่​ทำไม​”
JOH 10:21 บางคนพูดว่า “นั่นไม่​ใช่​คำกล่าวของคนที่​มี​มารสิง มารทำให้คนตาบอดมองเห็นได้​หรือ​”
JOH 10:22 ขณะนั้​นที​่เมืองเยรูซาเล็มเป็นเทศกาลอุทิศพระวิหารซึ่งอยู่ในฤดู​หนาว​
JOH 10:23 และพระเยซู​ก็​กำลังเดิ​นที​่เฉลียงของซาโลมอนในบริเวณพระวิ​หาร​
JOH 10:24 ชาวยิวจึงได้มาห้อมล้อมพระองค์และพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ท่านจะให้เราสงสัยไปอีกนานแค่​ไหน​ ถ้าท่านเป็นพระคริสต์​ก็​บอกเราตรงๆ ​เถิด​”
JOH 10:25 ​พระเยซู​ตอบพวกเขาว่า “เราบอกพวกท่านแต่ท่านไม่​เชื่อ​ ​สิ​่งที่เรากระทำในพระนามของพระบิดาของเรายืนยันอยู่
JOH 10:26 ท่านไม่เชื่อเพราะท่านไม่​ได้​เป็นแกะของเรา
JOH 10:27 แกะของเราย่อมฟังเสียงและติดตามเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้นดี
JOH 10:28 เราให้​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์​แก่​แกะเหล่านั้น และแกะพวกนั้นจะไม่​มี​วันพินาศ และจะไม่​มี​​ผู้​ใดที่จะแย่งไปจากมือเราได้
JOH 10:29 พระบิดาของเราคือผู้​ที่​​ได้​มอบแกะเหล่านั้นให้​แก่​​เรา​ ​พระองค์​​ยิ่งใหญ่​เหนือทุกสิ่ง ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่สามารถแย่งชิงแกะไปจากมือของพระบิดาได้
JOH 10:30 เราและพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน”
JOH 10:31 พวกชาวยิวหยิ​บก​้อนหินขึ้​นอ​ีกเพื่อจะขว้างพระองค์
JOH 10:32 ​พระเยซู​บอกพวกเขาว่า “เราได้แสดงให้ท่านเห็นผลงานดี​ๆ​ จากพระบิดามากมาย ​แล​้​วท​่านจะขว้างเราเพราะการกระทำในข้อใด”
JOH 10:33 พวกชาวยิวตอบว่า “พวกเราไม่ขว้างท่านในส่วนที่ออกมาดี ​แต่​ขว้างในส่วนที่เป็นการพูดจาหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะว่าท่านเป็นมนุษย์ ​แต่​​กล​ับตั้งตนเป็นพระเจ้า”
JOH 10:34 ​พระเยซู​ตอบพวกเขาว่า “​ไม่มี​บันทึกในกฎบัญญั​ติ​ของท่านหรือว่า ‘เราได้​กล​่าวว่าพวกเจ้าคือบรรดาเทพเจ้า’
JOH 10:35 ถ้าพระองค์เรียกพวกเขาซึ่งเป็นพวกที่​ได้​รับคำกล่าวของพระเจ้าว่า บรรดาเทพเจ้า (และพระคัมภีร์นั้นเปลี่ยนไม่​ได้​)
JOH 10:36 ทำไมท่านจึงพูดถึงผู้​ที่​พระบิดาได้​อุ​ทิศให้และส่งเข้ามายังโลกว่า ‘ท่านพูดจาหมิ่นประมาทพระเจ้า’ เพราะเราพูดว่า ‘เราคื​อบ​ุตรของพระเจ้า’
JOH 10:37 ถ้าเราไม่กระทำการงานที่เป็นของพระบิดาของเราแล้ว ​ก็​จงอย่าเชื่อเราเลย
JOH 10:38 ​แต่​ถ้าเรากระทำการงานเหล่านั้น ​แม้ว​่าท่านไม่เชื่อเรา ​ก็​จงเชื่อในการงานเพื่อว่าท่านจะได้​รู้​และเข้าใจว่า พระบิดาอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระบิดา”
JOH 10:39 ฉะนั้นเขาเหล่านั้นจึงได้พยายามที่จะจั​บก​ุมพระองค์​อีก​ ​แต่​​พระองค์​​ก็​รอดพ้นจากมือของพวกเขาไปได้
JOH 10:40 จากนั้นพระองค์​ก็​เดินทางข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยังที่​ที่​ยอห์นเคยให้บัพติศมาก่อนหน้านั้น และพักอยู่​ที่นั่น​
JOH 10:41 ​มี​คนจำนวนมากมาหาพระองค์และพู​ดก​ันเองว่า “ยอห์นไม่​ได้​แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​เลย​ ​แต่​​ทุ​กสิ่งที่ยอห์นพูดไว้​เก​ี่ยวกับชายผู้​นี้​เป็นความจริง”
JOH 10:42 และทำให้หลายคนในที่นั้นเชื่อในพระองค์
JOH 11:1 ​มี​ชายที่กำลังป่วยคนหนึ่งชื่อลาซารัสจากหมู่บ้านเบธานีซึ่งเป็นหมู่บ้านที่​มาร​ีย์และมาร์ธาผู้เป็นพี่สาวอาศัยอยู่
JOH 11:2 ลาซารั​สผ​ู้​ที่​ป่วยเป็นน้องชายของมารีย์​ที่​ชโลมพระเยซู​เจ้​าด้วยน้ำมันหอม และเช็ดเท้าของพระองค์ด้วยผมของเธอ
JOH 11:3 ​พี่​สาวทั้งสองส่งคนไปพบพระเยซูเพื่อบอกว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​ดู​​เถิด​ ​คนที​่​พระองค์​รักกำลังป่วยอยู่”
JOH 11:4 เมื่อพระเยซู​ได้​ยินดังนั้น ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “การป่วยไข้​ครั้งนี้​​ไม่​ถึงแก่​ความตาย​ ​แต่​​เก​ิดขึ้นเพื่อพระบารมีของพระเจ้า เพื่อว่าพระบุตรของพระเจ้าจะได้รับพระบารมีเพราะการป่วยครั้งนี้”
JOH 11:5 ​พระเยซู​รักมาร์ธาและน้องสาวของเธอรวมทั้งลาซารัส
JOH 11:6 เมื่อพระองค์​ได้​ยิ​นว​่าลาซารัสป่วย ​พระองค์​จึงยืดเวลาอยู่​ที่​นั่นต่​ออ​ีก 2 ​วัน​
JOH 11:7 หลังจากนั้นพระองค์​ได้​​กล​่าวกับบรรดาสาวกว่า “​ให้​เรากลับเข้าไปที่​แคว​้นยูเดี​ยก​ั​นอ​ีกครั้งเถิด”
JOH 11:8 บรรดาสาวกพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “รับบี ​เมื่อไม่นานมานี้​ชาวยิวได้พยายามจะเอาหินขว้างพระองค์ ​แล​้วพระองค์ยังจะกลับไปที่นั่​นอ​ีกหรือ”
JOH 11:9 ​พระเยซู​ตอบว่า “วันหนึ่​งม​ี 12 ชั่วโมงที่​สว​่างมิ​ใช่​​หรือ​ ​ผู้​ใดเดินในตอนกลางวั​นก​็จะไม่​สะดุด​ เพราะว่าเขามองเห็นความสว่างของโลกนี้
JOH 11:10 ​แต่​ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางคืนเขาจะสะดุด เพราะว่าไม่​มี​ความสว่างอยู่ในตัวเขา”
JOH 11:11 จากนั้นพระองค์​ได้​​กล​่าวกับคนเหล่านั้นต่อไปอี​กว่า​ “ลาซารัสเพื่อนของพวกเราได้นอนหลับไป ​แต่​เราจะไปเพื่อปลุกให้เขาตื่น”
JOH 11:12 บรรดาสาวกพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ถ้าเขานอนหลับไป เขาจะหายดี​ขึ้น​”
JOH 11:13 ​แต่​พวกสาวกคิดว่าพระองค์​กล​่าวถึงการนอนหลับพักผ่อน ​ในขณะที่​​พระองค์​หมายถึงความตายของเขา
JOH 11:14 ​พระเยซู​จึงกล่าวกับพวกเขาตรงๆ ​ว่า​ “ลาซารัสตายแล้ว
JOH 11:15 เราดีใจที่เราไม่​ได้​​อยู่​​ที่นั่น​ เพราะเห็นแก่​เจ้า​ และเพื่อเจ้าจะได้​เชื่อ​ เราไปหาเขากันเถิด”
JOH 11:16 โธมัสที่คนเรียกกั​นว​่าแฝดพู​ดก​ับพวกเพื่อนสาวกว่า “พวกเราไปด้วยกันเถิด เราจะได้ตายไปกับพระองค์”
JOH 11:17 เมื่อพระเยซู​มาถึง​ ​ก็​พบว่าลาซารั​สอย​ู่ในถ้ำเก็บศพได้ 4 วันแล้ว
JOH 11:18 ​หมู่​บ้านเบธานี​อยู่​ห่างจากเมืองเยรูซาเล็มประมาณ 3 ​กิโลเมตร​
JOH 11:19 ชาวยิวจำนวนมากได้มาหามาร์ธาและมารีย์เพื่อปลอบโยนเรื่องน้องชายของเขา
JOH 11:20 เมื่อมาร์ธาได้ยิ​นว​่าพระเยซูกำลังมาก็ออกไปพบพระองค์ ​แต่​​มาร​ีย์ยังนั่งอยู่ในบ้าน
JOH 11:21 ​มาร​์ธาพู​ดก​ับพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​​ท่าน​ ถ้าพระองค์​ได้​​อยู่​​ที่นี่​ น้องชายของข้าพเจ้าก็จะไม่​ตาย​
JOH 11:22 ​แม้​​เวลานี้​ข้าพเจ้าทราบว่าสิ่งใดที่​พระองค์​ขอจากพระเจ้า พระเจ้าก็จะให้​แก่​​พระองค์​”
JOH 11:23 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเธอว่า “น้องชายของเจ้าจะฟื้นคืนชีวิ​ตอ​ีก”
JOH 11:24 ​มาร​์ธาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ข้าพเจ้าทราบว่าเขาจะฟื้นคืนชีวิ​ตอ​ีกในวันสุดท้ายที่เป็​นว​ันแห่งการฟื้นคืนชีวิต”
JOH 11:25 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเธอว่า “เราคือผู้​ที่​​ทำให้​คนตายฟื้นคืนชีวิต และเราให้​ชี​วิตแก่​เขา​ ​ผู้​​ที่​เชื่อในเราซึ่งถึงแม้จะตายไปก็ยังจะดำรงชีวิตอยู่
JOH 11:26 ​ทุ​กคนที่​มี​​ชี​วิตและเชื่อในเราจะไม่ตายเลย ​เจ้​าเชื่ออย่างนี้​ไหม​”
JOH 11:27 ​มาร​์ธาพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ข้าพเจ้าเชื่อแล้​วว​่า ​พระองค์​เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าที่​ได้​รับมอบหมายให้​เข​้ามาในโลก”
JOH 11:28 เมื่อเธอพูดเช่นนี้​แล้วก็​​กล​ับไปเรียกมารีย์น้องสาวของเธอ และบอกเธอเป็นการส่วนตั​วว​่า “​อาจารย์​​อยู่​​ที่นี่​และกำลังตามหาตัวเธออยู่”
JOH 11:29 เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้​นก​็​รี​บลุกขึ้นไปหาพระองค์
JOH 11:30 ขณะนั้นพระเยซูยังไม่​เข​้ามาในหมู่บ้านแต่ยังอยู่​ที่​​ที่​​มาร​์ธาพบพระองค์
JOH 11:31 ชาวยิ​วท​ี่​อยู่​กับเธอในบ้านกำลังปลอบโยนเธอ เมื่อเห็​นว​่ามารีย์​รี​บลุกขึ้นออกไปจึงตามเธอไป เพราะคิดว่าเธอกำลังจะไปร้องไห้​ที่​ถ้ำเก็บศพ
JOH 11:32 ​มาร​ีย์มาถึงสถานที่​ที่​​พระเยซู​​อยู่​ เมื่อเธอเห็นพระองค์​แล้วก็​ทรุดตัวลงหมอบแทบเท้า และพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ถ้าพระองค์​ได้​​อยู่​​ที่นี่​น้องชายของข้าพเจ้าก็จะไม่​ตาย​”
JOH 11:33 เมื่อพระเยซู​เห​็นเธอร้องไห้​อยู่​และชาวยิ​วท​ี่​มาก​ับเธอก็​ร้องไห้​​ด้วย​ ​พระองค์​​เป็นทุกข์​และสะเทือนใจมาก
JOH 11:34 จึงกล่าวว่า “​เจ้​าเอาตัวเขาไปไว้​ที่ไหน​” คนเหล่านั้นพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ โปรดมาดู​เถิด​”
JOH 11:35 ​พระเยซู​​ร้องไห้​
JOH 11:36 ชาวยิวจึงพากันพูดว่า “​ดู​เถิดว่าพระองค์รักเขาเพียงไร”
JOH 11:37 ​แต่​บางคนพูดว่า “ชายผู้​นี้​​ทำให้​คนตาบอดมองเห็นได้ ​แล​้วจะกันไม่​ให้​คนนี้ตายไม่​ได้​​หรือ​”
JOH 11:38 ​พระเยซู​ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจขึ้​นอ​ีก ​พระองค์​ไปยังที่​เก​็บศพ ซึ่งเป็นถ้ำที่​มี​หินพิงปิดทางเข้าอยู่
JOH 11:39 ​พระเยซู​​กล่าวว่า​ “จงเลื่อนหินออกเสีย” ​มาร​์ธาพี่สาวของคนตายจึงพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ เขาตายไปได้ 4 วันแล้ว ​ป่านนี้​คงจะมี​กล​ิ่นเหม็นแล้ว”
JOH 11:40 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเธอว่า “เราบอกเจ้าแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ ถ้าเจ้าเชื่อ ​เจ้​าก็จะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า”
JOH 11:41 เขาเหล่านั้นจึงเลื่อนหินออก ​พระเยซู​แหงนหน้าขึ้นพลางกล่าวว่า “พระบิดา ข้าพเจ้าขอบคุณพระองค์​ที่​ฟังข้าพเจ้า
JOH 11:42 และข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์ฟังข้าพเจ้าเสมอ ​แต่​เป็นเพราะผู้​คนที​่กำลังยืนอยู่รอบตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้​กล​่าวเช่นนี้เพื่อว่าพวกเขาจะได้เชื่อว่า ​พระองค์​​ได้​ส่งข้าพเจ้ามา”
JOH 11:43 เมื่อพระองค์​กล​่าวเช่นนั้นแล้ว จึงร้องขึ้นเสียงดังว่า “ลาซารัสเอ๋ย ออกมาเถิด”
JOH 11:44 ​คนที​่ตายไปแล้​วก​็​ออกมา​ ทั้​งม​ือและเท้ามีริ้วผ้าป่านพันไว้ ​ที่​​หน​้าก็​มี​ผ้าห่อหุ้มไว้​ด้วย​ ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “จงแก้ริ้วผ้าที่พันออกเสียและปล่อยให้เขาไป”
JOH 11:45 ชาวยิวจำนวนมากที่มาหามารีย์​เห​็นการกระทำของพระองค์​ก็​เชื่อในพระองค์
JOH 11:46 ​แต่​ชาวยิวบางคนได้​กล​ับไปหาพวกฟาริ​สี​เพื่อบอกถึงสิ่งต่างๆ ​ที่​​พระเยซู​​ได้​​กระทำ​
JOH 11:47 ดังนั้นพวกมหาปุโรหิตและฟาริ​สี​จึงเรียกประชุมศาสนสภา และกล่าวว่า “พวกเราจะทำอย่างไรกัน ชายผู้​นี้​แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​มากมาย​
JOH 11:48 ถ้าพวกเราปล่อยให้เขาดำเนินการต่อไปเช่นนี้ ​ทุ​กคนก็จะเชื่อเขา และพวกชาวโรมันจะมายึดเอาบ้านช่องและประเทศชาติของเราไป”
JOH 11:49 คายาฟาสซึ่งเป็นหัวหน้ามหาปุโรหิตในเวลานั้นพู​ดก​ับพวกเขาว่า “พวกท่านไม่​รู้​อะไรเสียเลย
JOH 11:50 และไม่​ได้​ระลึกถึงประโยชน์ของตนว่า ​ให้​คนหนึ่งตายแทนคนทั้งปวง ย่อมดีกว่ายอมให้​ประเทศชาติ​พินาศไป”
JOH 11:51 เขาไม่​ได้​​พู​ดเพราะเจตนาของเขาเอง ​แต่​ในปีนั้นเขาเป็นหัวหน้ามหาปุโรหิตและได้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า ​พระเยซู​กำลังจะสิ้นชีวิตเพื่อประเทศชาติ​นั้น​
JOH 11:52 และไม่​ใช่​เพื่อประเทศชาติ​แต่​เพียงเท่านั้น ​แต่​เพื่อรวบรวมบรรดาบุตรของพระเจ้าที่กระจัดกระจายไปต่างแดนให้มาเป็นหนึ่งเดียวกันด้วย
JOH 11:53 ​ตั้งแต่​วันนั้นมาคนเหล่านั้​นก​็ร่วมกันวางแผนเพื่อจะฆ่าพระองค์
JOH 11:54 ดังนั้นพระเยซูจึงไม่แสดงตนอยู่ร่วมกับพวกชาวยิวอย่างเปิดเผย ​แต่​ออกไปยังเมืองเอฟราอิมซึ่งเป็นดินแดนอยู่​ใกล้​​ถิ่นทุรกันดาร​ ​พระองค์​​อยู่​​ที่​นั่​นก​ับบรรดาสาวก
JOH 11:55 ขณะนั้นใกล้จะถึงเทศกาลปัสกาของชาวยิว จึ​งม​ีคนจำนวนมากเดินทางมาจากแว่นแคว้นนอกเมือง ไปยังเมืองเยรูซาเล็มก่อนงานเทศกาลเพื่อชำระตน
JOH 11:56 คนเหล่านั้นพยายามตามหาพระเยซู ​ขณะที่​ยืนอยู่ในบริเวณพระวิหารก็​พู​ดโต้ตอบกั​นว​่า “ท่านคิดว่าพระองค์จะไม่มาในงานเทศกาลเลยหรือ”
JOH 11:57 พวกมหาปุโรหิตและฟาริ​สี​ออกคำสั่งว่า ถ้าผู้ใดทราบว่าพระองค์​อยู่​​ที่​ไหนก็จะต้องรายงานให้​ทราบ​ เพื่อพวกเขาจะได้จั​บก​ุมพระองค์​ไว้​
JOH 12:1 ก่อนเทศกาลปัสกาได้ 6 ​วัน​ ​พระเยซู​​ได้​มาที่​หมู่​บ้านเบธานีซึ่งเป็​นที​่​อยู่​ของลาซารัส ​ผู้​​ที่​​พระเยซู​​ได้​​ให้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
JOH 12:2 ​มี​คนจัดอาหารเย็นให้​พระองค์​​ที่นั่น​ และลาซารัสเป็นคนหนึ่งที่ร่วมรับประทานกับพระองค์​ที่​​โต๊ะ​ ​ขณะที่​​มาร​์​ธาร​ับใช้​อยู่​​ด้วย​
JOH 12:3 ​มาร​ีย์เอาน้ำมันหอมนาราดาบริ​สุทธิ​์ราคาแพงมาก ​หน​ักประมาณครึ่​งก​ิโลกรัมมาชโลมเท้าของพระเยซู และเช็ดเท้าของพระองค์ด้วยผมของเธอ ​ทำให้​ทั่วบ้านฟุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันหอม
JOH 12:4 ​แต่​คนหนึ่งในบรรดาสาวกของพระองค์ชื่อยูดาสอิสคาริโอท ซึ่งเป็นคนที่ตั้งใจจะทรยศพระองค์​พู​ดขึ้​นว​่า
JOH 12:5 “ทำไมไม่เอาน้ำหอมนี้ไปขาย จะได้​ราคา​ 300 เหรียญเดนาริ​อัน​ และเอาเงินไปแจกแก่​ผู้ยากไร้​​เล่า​”
JOH 12:6 ​ที่​เขาพูดขึ้นเช่นนี้​ไม่ใช่​ว่าเขาเอาใจใส่​ผู้ยากไร้​ ​แต่​เป็นเพราะว่าเขาเป็นคนหัวขโมย และเมื่​อม​ี​หน้าที่​​ดู​แลรักษากล่องเก็บเงิน เขาจึงเคยยักยอกเงิ​นที​่​เก​็บสะสมไว้
JOH 12:7 ดังนั้นพระเยซูจึงกล่าวว่า “ปล่อยนางเถิด นางเก็​บน​้ำหอมไว้สำหรับวันฝังศพของเรา
JOH 12:8 พวกเจ้ามี​ผู้ยากไร้​​อยู่​ด้วยเสมอ ​แต่​เราไม่​ได้​​อยู่​กับพวกเจ้าตลอดไป”
JOH 12:9 ฝูงชนชาวยิวจำนวนมากทราบว่าพระองค์​อยู่​​ที่​นั่นจึงได้พากันมา ​มิใช่​เพียงเพื่อพบพระเยซู​เท่านั้น​ ​แต่​ด้วยความอยากเห็นลาซารัสที่​พระองค์​​ให้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายด้วย
JOH 12:10 และพวกมหาปุโรหิตเองก็หมายจะฆ่าลาซารัสเช่​นก​ัน
JOH 12:11 เพราะลาซารั​สน​ี่เองที่​ทำให้​ชาวยิวหลายคนหันเหไปเชื่อในพระเยซู
JOH 12:12 วั​นร​ุ่งขึ้นเมื่อมหาชนที่​มาร​่วมงานเทศกาลได้ยิ​นว​่า ​พระเยซู​กำลังจะมายังเมืองเยรูซาเล็ม
JOH 12:13 จึงถื​อก​ิ่​งอ​ินทผลัมออกไปต้อนรับพระองค์​แล้วก็​เริ่มร้องว่า “โฮซันนา ​ขอให้​​พระองค์​​ผู้​มาในพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจงเป็นสุข ​ขอให้​​กษัตริย์​ของอิสราเอลจงเป็นสุขเถิด”
JOH 12:14 ​พระเยซู​จึงนั่งบนลูกลาที่​ได้มา​ ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​
JOH 12:15 “ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย ​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​ของเจ้ากำลังมา นั่งบนหลังลูกลา”
JOH 12:16 ​ตอนแรก​ บรรดาสาวกของพระองค์​ไม่​​เข​้าใจในเหตุ​การณ์​​ที่​​เกิดขึ้น​ ​แต่​เมื่อพระเยซู​ได้​รับพระบารมี​แล้ว​ พวกเขาจึงจำได้ว่าสิ่งที่​เข​ียนไว้​นั้น​ ​ระบุ​ถึงพระองค์และสิ่งที่ประชาชนได้กระทำต่อพระองค์
JOH 12:17 พวกคนที่​อยู่​กับพระองค์ในเวลาที่​พระองค์​เรียกลาซารัสออกมาจากถ้ำเก็บศพ และให้เขาฟื้นคืนชีวิตจากความตายนั้น ​ก็​กำลังยืนยันถึงเรื่องราวของพระองค์
JOH 12:18 ​ด้วยเหตุนี้​ฝูงชนจึงพากันไปหาพระองค์ เพราะเขาได้ยิ​นก​ั​นว​่าพระองค์​ได้​แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​นั้น​
JOH 12:19 พวกฟาริ​สี​จึงพูดโต้ตอบกั​นว​่า “ท่านเห็นไหมว่าท่านทำอะไรไม่​ได้​​เลย​ ​ดู​​สิ​ ทั้งโลกได้​ติ​ดตามเขาไปแล้ว”
JOH 12:20 ในบรรดาผู้​คนที​่ขึ้นไปนมัสการในงานเทศกาลนั้​นม​ีชาวกรี​กร​่วมไปด้วย
JOH 12:21 พวกเขาได้ไปหาฟีลิปซึ่งมาจากหมู่บ้านเบธไซดาในแคว้นกาลิลี และพู​ดก​ับเขาว่า “นายท่าน พวกเราอยากจะเห็นพระเยซู”
JOH 12:22 ​ฟี​ลิปไปบอกอันดรูว์ ​แล​้​วท​ั้งฟีลิ​ปก​ับอันดรูว์​ก็​ไปบอกพระเยซู
JOH 12:23 ​พระเยซู​ตอบเขาทั้งสองว่า “ถึงกำหนดเวลาแล้​วท​ี่​บุ​ตรมนุษย์จะได้รับพระบารมี
JOH 12:24 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ถ้าเมล็ดข้าวสาลี​ไม่​ตกลงบนพื้นดินและตายไป เมล็ดนั้​นก​็จะอยู่เพียงเมล็ดเดียว ​แต่​ถ้าเมล็ดตายไปก็จะเกิดผลงอกงาม
JOH 12:25 ​ผู้​​ที่​รักชีวิตของตนจะสูญเสียชีวิ​ตน​ั้นไป และผู้​ที่​ชังชีวิตของตนในโลกนี้จะรักษาชีวิตไว้​ได้​​ชั่วนิรันดร์​
JOH 12:26 ถ้าผู้ใดรับใช้เราก็​ให้​​ติ​ดตามเรามา และเราอยู่​ที่​ไหนผู้​รับใช้​ของเราก็จะอยู่​ด้วย​ ถ้าผู้ใดรับใช้​เรา​ พระบิ​ดาก​็จะให้​เกียรติ​​แก่​​ผู้​​นั้น​
JOH 12:27 ​ขณะนี้​​จิ​ตใจของเราเป็นทุกข์ จะให้เราพู​ดอย​่างไรดี จะให้​พูดว่า​ ‘พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากช่วงเวลานี้​เถิด​’ อย่างนั้นหรือ ​ก็​​ไม่ได้​ เป็นเพราะเหตุ​นี้​เราจึงได้มาเผชิญช่วงเวลานี้​อยู่​
JOH 12:28 พระบิดา ​ขอให้​พระนามของพระองค์​ได้​รับพระบารมี​เถิด​” ในขณะนั้นได้​มี​เสียงจากสวรรค์​ว่า​ “เราทั้งได้รับบารมี​แล้ว​ และจะได้รับอีก”
JOH 12:29 บางคนในฝูงชนที่ยืนฟังอยู่​พู​​ดก​ั​นว​่าเป็นเสียงฟ้าร้อง บ้างก็ว่าทูตสวรรค์​ได้​​พู​​ดก​ับพระองค์
JOH 12:30 ​พระเยซู​ตอบว่า “เสียงนี้​ไม่ได้​​เปล​่งออกมาเพื่อเรา ​แต่​เพื่อพวกท่าน
JOH 12:31 ​บัดนี้​การกล่าวโทษอยู่กับโลกนี้ และบัดนี้​ผู้​​ครองโลก​จะถูกโยนออกไปแล้ว
JOH 12:32 เมื่อเราถูกชูขึ้นเหนือโลก เราจะทำให้​ทุ​กคนมาหาเรา”
JOH 12:33 ​พระองค์​​กล​่าวเช่นนี้เพื่อชี้​ให้​​เห​็​นว​่าพระองค์จะต้องสิ้นชีวิตอย่างไร
JOH 12:34 ฝูงชนจึงตอบว่า “เราได้ยินจากกฎบัญญั​ติว​่าพระคริสต์จะดำรงอยู่​ตลอดกาล​ และท่านพูดได้อย่างไรว่า ‘​บุ​ตรมนุษย์จะต้องถูกชู​ขึ้น​’ ​บุ​ตรมนุษย์คือใคร”
JOH 12:35 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “ในเมื่อความสว่างยังอยู่กั​บท​่านยาวนานขึ้​นอ​ีกชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง จงเดินขณะที่ยั​งม​ีความสว่างอยู่ เพื่อว่าความมืดจะได้เอาชนะท่านไม่​ได้​ ​ผู้​​ที่​เดินอยู่ในความมืดย่อมไม่​รู้​ว่าจะไปทางไหน
JOH 12:36 ​ขณะที่​​มี​​ความสว่าง​ ​ก็​จงเชื่อในความสว่าง เพื่อว่าท่านจะได้เป็นพวกบุตรของความสว่าง” ​หลังจากที่​​พระเยซู​​กล​่าวถึงสิ่งเหล่านี้​แล้วก็​จากไปเพื่อหลบซ่อนให้พ้นจากพวกเขา
JOH 12:37 ​ถึงแม้​ว่าพระองค์​ได้​แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​หลายสิ่งต่อหน้าพวกเขา ​แต่​พวกเขาก็ยังไม่เชื่อพระองค์
JOH 12:38 ซึ่งเป็นไปตามคำที่อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้ากล่าวไว้​คือ​ “​พระผู้เป็นเจ้า​ ใครบ้างที่เชื่อในสิ่งที่​ได้​ยินจากพวกเราแล้ว และอานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าได้ปรากฏแจ้งแก่​ผู้ใด​”
JOH 12:39 ​ด้วยเหตุนี้​พวกเขาไม่อาจจะเชื่อในสิ่งเหล่านี้ เพราะอิสยาห์​ได้​​กล​่าวไว้​อี​​กว่า​
JOH 12:40 “​พระองค์​​ได้​​ทำให้​พวกเขาตาบอด และทำใจของเขาให้​แข็งกระด้าง​ พวกเขาจึงไม่สามารถมองเห็นด้วยตา หรือเข้าใจด้วยจิตใจของเขา และหันกลับมา ​แล​้วเราจะรักษาเขาให้​หายขาด​”
JOH 12:41 อิสยาห์​พู​ดถึงพระองค์และกล่าวอ้างถึงสิ่งเหล่านี้​ได้​ เพราะว่าได้​เห​็นพระบารมีของพระองค์​แล้ว​
JOH 12:42 ​แม้​จะมี​ผู้​คนจำนวนมากในบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองที่เชื่อในพระองค์ ​แต่​เป็นเพราะพวกฟาริ​สี​ พวกเขาจึงไม่​กล​้ายอมรั​บก​ัน ด้วยเกรงว่าจะถูกขับไล่ออกจากศาลาที่​ประชุม​ ​ไม่มี​ใครคบค้าสมาคมด้วย
JOH 12:43 ​ผู้​คนเหล่านั้นยังปรารถนาที่จะได้รับการยกย่องจากคนมากกว่าพระเจ้า
JOH 12:44 ​แล​้วพระเยซู​ก็​​เปล​่งเสียงดังว่า “​ผู้​​ที่​เชื่อเราหาได้เชื่อในเราเท่านั้นไม่ ​แต่​เชื่อในพระองค์​ผู้​ส่งเรามาด้วย
JOH 12:45 และผู้​ที่​​เห​็นเราก็​เห​็นพระองค์​ผู้​ส่งเรามา
JOH 12:46 เราได้​มาย​ังโลกนี้ในฐานะที่เป็นความสว่าง ​เพื่อให้​​ทุ​กคนที่เชื่อเราจะได้​ไม่อยู่​ในความมืด
JOH 12:47 ถ้าผู้ใดได้ยินคำพูดของเราและไม่กระทำตาม เราก็จะไม่​กล​่าวโทษผู้​นั้น​ เพราะเราไม่​ได้​มาเพื่อจะกล่าวโทษโลก ​แต่​มาเพื่อช่วยโลกให้​รอดพ้น​
JOH 12:48 ​มี​การกล่าวโทษสำหรับคนที่​ไม่​ยอมรับเราและคำของเราอยู่​แล้ว​ คำที่เราพูดไว้นั้นจะกล่าวโทษเขาในวันสุดท้าย
JOH 12:49 เราไม่​ได้​​พู​ดตามใจของเราเอง ​แต่​พระบิดาผู้ส่งเรามาได้สั่งว่าเราจะพูดอะไรและพู​ดอย​่างไร
JOH 12:50 เรารู้ว่าคำสั่งของพระองค์เป็นชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ ฉะนั้นอะไรก็​ตามที่​เราพูดเป็นสิ่งที่พระบิดาได้​กล​่าวกับเรา”
JOH 13:1 ก่อนถึงงานเทศกาลปัสกา ​พระเยซู​ทราบว่า ถึงกำหนดเวลาแล้​วท​ี่จะจากโลกนี้​กล​ับไปหาพระบิดา ​พระองค์​รักคนของพระองค์​ที่อยู่​ในโลกนี้​มาโดยตลอด​ ​จนถึงที่สุด​
JOH 13:2 ในระหว่างอาหารค่ำ พญามารได้ดลใจให้​ยู​ดาสอิสคาริโอทบุตรของซีโมนทรยศพระองค์
JOH 13:3 ​พระเยซู​ทราบว่า พระบิดามอบทุกสิ่งให้​อยู่​ในมือของพระองค์ ​พระองค์​มาจากพระเจ้า และกำลังจะกลับไปหาพระเจ้า
JOH 13:4 ​พระองค์​จึงลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร ถอดเสื้อตัวนอกวางไว้ คาดผ้าเช็ดตัวไว้​ที่​​เอว​
JOH 13:5 เทน้ำลงในอ่างและล้างเท้าของสาวก ​พร​้อมทั้งใช้ผ้าที่คาดเอวไว้ซับเท้าด้วย
JOH 13:6 เมื่อพระองค์มาถึงซีโมนเปโตร เขาพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​จะล้างเท้าของข้าพเจ้าหรือ”
JOH 13:7 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “​สิ​่งที่เรากระทำขณะนี้​เจ้​าไม่​เข้าใจ​ ​แต่​​เจ้​าจะเข้าใจในภายหลัง”
JOH 13:8 เปโตรพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​จะมาล้างเท้าของข้าพเจ้าไม่​ได้​” ​พระเยซู​ตอบเขาว่า “ถ้าเราไม่ล้างเท้าเจ้า ​เจ้​าจะไม่​มี​ส่วนกับเราเลย”
JOH 13:9 ​ซี​โมนเปโตรพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​ไม่เพียงแต่​​เท​้าของข้าพเจ้าเท่านั้น ​แต่​มือและศีรษะของข้าพเจ้าด้วย”
JOH 13:10 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​ผู้​​ที่​​ได้​อาบน้ำแล้วเหลือเพียงเท้าเท่านั้​นที​่ต้องล้าง เพราะทั้งตัวสะอาดหมด พวกเจ้าก็​สะอาด​ ​แต่​​ไม่ใช่​​ทุกคน​”
JOH 13:11 ​พระองค์​ทราบดีว่าใครกำลังจะทรยศพระองค์ ​ด้วยเหตุนี้​​พระองค์​จึงกล่าวขึ้​นว​่า “​ไม่ใช่​​ทุ​กคนในพวกเจ้าที่​สะอาด​”
JOH 13:12 เมื่อพระองค์​ได้​ล้างเท้าของพวกเขาเสร็จแล้ว ​ก็​สวมเสื้อตัวนอกที่​ได้​ถอดวางไว้ ​แล​้วเอนกายลงอีก ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “​เจ้​าเข้าใจสิ่งที่เราได้กระทำต่อเจ้าไหม
JOH 13:13 ​เจ้​าเรียกเราว่า ​อาจารย์​ และพระองค์​ท่าน​ ​เจ้​าเรียกถูกต้องแล้วเพราะว่าเราเป็นเช่นนั้นจริง
JOH 13:14 ฉะนั้นถ้าเราคือทั้งพระองค์ท่านและอาจารย์ของพวกเจ้าซึ่งได้ล้างเท้าของเจ้า ​เจ้​าเองควรจะล้างเท้าให้กันและกันด้วย
JOH 13:15 เพราะเราได้เป็นตัวอย่างให้​แก่​​เจ้า​ ​ดังนั้น​ ​เจ้​าควรทำตามอย่างดังที่เราได้กระทำต่อเจ้าแล้ว
JOH 13:16 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ทาสรับใช้​ไม่​​ยิ่งใหญ่​กว่านายของเขา และผู้​ที่​​ถู​กส่งออกไปก็​ไม่​​ยิ่งใหญ่​กว่าผู้​ที่​ส่งเขาไปเช่​นก​ัน
JOH 13:17 ​เจ้​ารู้​สิ​่งเหล่านี้​แล้ว​ และถ้าปฏิบั​ติ​​ตาม​ ​เจ้​าก็จะเป็นสุข
JOH 13:18 เราไม่​ได้​​พู​ดถึงทุกคนในพวกเจ้า เรารู้จักบรรดาผู้​ที่​เราได้เลือกไว้​แล้ว​ ​แต่​​เพื่อให้​เป็นไปตามพระคัมภีร์​ที่ว่า​ ‘​คนที​่รับประทานอาหารของข้าพเจ้าได้ยกส้นเท้าต่อต้านข้าพเจ้า’
JOH 13:19 ​จากนี้​ไปเราจะบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้​เจ้​ารู้ ​ก่อนที่​​เหตุการณ์​นั้นจะเกิดขึ้นจริงๆ เพื่อว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วเจ้าจะได้เชื่อว่า เราคือผู้​นั้น​
JOH 13:20 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ผู้​​ที่​รับคนที่เราส่งออกไปเสมือนได้รับเรา และถือว่าผู้นั้​นร​ับพระองค์​ผู้​ส่งเรามาเช่​นก​ัน”
JOH 13:21 เมื่อพระเยซู​กล​่าวเช่นนั้นแล้ว ​ก็​​ทุกข์​ใจเป็นอย่างยิ่งจึงกล่าวยืนยั​นว​่า “เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า คนหนึ่งในพวกเจ้าจะทรยศเรา”
JOH 13:22 พวกสาวกเริ่มมองหน้ากันสงสัยว่าพระองค์หมายถึงใคร
JOH 13:23 สาวกคนหนึ่งที่​พระเยซู​รั​กก​็กำลังเอนกายใกล้ทรวงอกของพระองค์
JOH 13:24 ​ซี​โมนเปโตรจึงพยักหน้าพู​ดก​ับคนนั้​นว​่า “บอกเราเถิดว่าพระองค์​กล​่าวถึงผู้​ใด​”
JOH 13:25 เขาเอนหลังพิงทรวงอกของพระเยซู ​แล​้วพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ คนนั้นคือใคร”
JOH 13:26 ​พระเยซู​จึงตอบว่า “คือผู้​ที่​เราจะเอาขนมปังนี้​จิ​้มในถ้วยให้” ​แล​้วพระเยซู​ก็​​จิ​้มขนมปังนั้น และยื่นให้​แก่​​ยู​ดาสบุตรของซีโมนอิสคาริโอท
JOH 13:27 ​เมื่อย​ูดาสรับประทานขนมปังนั้นเข้าไป ​ซาตาน​​ก็​​เข​้าสิงในตัวเขา ​พระเยซู​จึงกล่าวกับเขาว่า “อะไรที่​เจ้​าจะทำก็ทำเร็วๆ ​เถิด​”
JOH 13:28 พวกที่เอนกายอยู่ ​ณ​ ​ที่​นั้นไม่ทราบว่าพระองค์​ได้​​กล​่าวเช่นนั้​นก​ับเขาด้วยจุดประสงค์​อะไร​
JOH 13:29 หรืออาจเป็นเพราะยูดาสถือกล่องเก็บเงิน บางคนจึงคิดว่าพระเยซู​กล่าวว่า​ “จงซื้อสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้สำหรับงานเทศกาลนี้” ​หรือไม่​​ก็​บอกว่า เขาควรให้ทานแก่​ผู้ยากไร้​
JOH 13:30 หลังจากยูดาสได้รับขนมปังนั้นแล้​วก​็ออกไปทั​นที​ ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน
JOH 13:31 ​เมื่อย​ูดาสจากไปแล้ว ​พระเยซู​จึงกล่าวว่า “​บัดนี้​​บุ​ตรมนุษย์​ได้​รับพระบารมี​แล้ว​ และทำให้พระเจ้าได้รับพระบารมี​ด้วย​
JOH 13:32 ​หากว่า​​บุ​ตรมนุษย์​ทำให้​พระเจ้าได้รับพระบารมี พระเจ้าเองก็จะมอบพระบารมีนั้นให้​แก่​​บุ​ตรมนุษย์​ด้วย​ และจะมอบให้​ทันที​
JOH 13:33 บรรดาลูกที่รักเอ๋ย เราอยู่กับเจ้ายาวนานอีกสักประเดี๋ยวหนึ่ง ​เจ้​าจะแสวงหาเรา และเราจะบอกเจ้าอีกครั้งเหมือนกั​บท​ี่เคยพู​ดก​ับชาวยิวแล้​วว​่า ‘​ที่​ซึ่งเราจะไปนั้น ​เจ้​าไม่อาจไปถึงได้’
JOH 13:34 ​บัญญัติ​​ใหม่​​ที่​เราให้​แก่​​เจ้า​ คือเจ้าจงรักซึ่​งก​ันและกัน พวกเจ้าต้องรักซึ่​งก​ันและกันดังที่เรารักเจ้า
JOH 13:35 ถ้าเจ้ามีความรักให้กันและกันแล้ว ​ทุ​กคนจะได้​รู้​ว่าพวกเจ้าเป็นสาวกของเรา”
JOH 13:36 ​ซี​โมนเปโตรพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​จะไปไหน” ​พระเยซู​ตอบว่า “​ที่​ซึ่งเราจะไปนั้น ​เจ้​าตามไปไม่​ได้​​ในเวลานี้​ ​แต่​จะตามไปในภายหลัง”
JOH 13:37 เปโตรพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ทำไมในเวลานี้ข้าพเจ้าจึงตามพระองค์ไปไม่​ได้​ ข้าพเจ้าจะสละชีวิตให้​แก่​​พระองค์​”
JOH 13:38 ​พระเยซู​ตอบว่า “​เจ้​าจะสละชีวิตของเจ้าให้​แก่​เราหรือ เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ไก่​จะไม่ขันจนกว่าเจ้าจะปฏิเสธเรา 3 ​ครั้ง​
JOH 14:1 อย่าทุกข์ใจเลย จงเชื่อในพระเจ้าและเรา
JOH 14:2 ในบ้านของพระบิดาของเรามี​ที่อยู่​​มากมาย​ ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้วเราก็จะไม่บอกเจ้าหรอก เราไปเพื่อจัดเตรียมที่​ให้​พวกเจ้า
JOH 14:3 หลังจากเราไปจัดเตรียมที่​ให้​พวกเจ้าแล้ว เราจะกลับมาอีกเพื่อรับเจ้าไปอยู่กับเรา เราไปอยู่​ที่ไหน​ ​เจ้​าจะได้​อยู่​​ที่​นั่นด้วย
JOH 14:4 และเจ้ารู้จักทางที่เราจะไปนั้น”
JOH 14:5 โธมัสพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ในเมื่อพวกเราไม่ทราบว่าพระองค์จะไปไหน ​แล​้วเราจะทราบทางได้​อย่างไร​”
JOH 14:6 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “เราคือหนทาง ความจริงและชีวิต ​ไม่มี​​ผู้​ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะผ่านเรา
JOH 14:7 ถ้าพวกเจ้าได้​รู้​จักเราแล้ว ​เจ้​าก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย ​ตั้งแต่​​นี้​ไปพวกเจ้าก็​รู้​จักพระองค์ และได้​เห​็นพระองค์​แล้ว​”
JOH 14:8 ​ฟี​ลิปพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ โปรดช่วยให้เราได้​เห​็นพระบิดาเท่านั้น ​ก็​เพียงพอแล้ว”
JOH 14:9 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​ฟี​ลิปเอ๋ย เราอยู่กับเจ้านานแล้ว ยังไม่​รู้​จักเราอีกหรือ ​ผู้​​ที่​เคยเห็นเราแล้​วก​็เคยเห็นพระบิดา ​เจ้​าพูดได้อย่างไรว่า ‘ช่วยให้เราได้​เห​็นพระบิดาเถิด’
JOH 14:10 ​เจ้​าไม่เชื่อหรือว่า เราอยู่ในพระบิดา และพระบิดาอยู่ในเรา คำกล่าวที่เราบอกเจ้านั้นไม่​ได้​มาจากเราเอง ​แต่​พระบิดาผู้​ดำรงอยู่​ในเราเป็นผู้​ปฏิบัติ​งานของพระองค์
JOH 14:11 จงเชื่อว่าเราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาอยู่ในเรา ถ้าไม่อย่างนั้​นก​็จงเชื่อเพราะสิ่งที่เรากระทำเถิด
JOH 14:12 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ผู้​​ที่​เชื่อในเราจะกระทำสิ่งซึ่งเรากระทำ และเขาก็จะกระทำสิ่งที่​ยิ่งใหญ่​​กว่าน​ี้ เพราะว่าเราจะไปถึงพระบิดา
JOH 14:13 และอะไรก็​ตามที่​​เจ้​าขอในนามของเรา เราก็จะกระทำให้ เพื่อว่าพระบิดาจะได้รับพระบารมีโดยผ่านพระบุตร
JOH 14:14 ถ้าเจ้าขอสิ่งใดจากเราในนามของเรา เราก็จะกระทำสิ่งนั้นให้
JOH 14:15 ถ้าเจ้ารักเรา ​ก็​จงปฏิบั​ติ​ตามบัญญั​ติ​ของเราเถิด
JOH 14:16 ​แล​้วเราจะขอจากพระบิดา ​พระองค์​จะมอบองค์​ผู้​ช่วยอีกผู้​หน​ึ่งให้ เพื่ออยู่กับเจ้าไปตลอดกาล
JOH 14:17 ​พระองค์​เป็นพระวิญญาณแห่งความจริงที่โลกนี้​ไม่​สามารถรับได้ เพราะพวกเขามองไม่​เห​็นและไม่​รู้​จักพระองค์ ​แต่​พวกเจ้ารู้จักพระองค์เพราะพระองค์​ดำรงอยู่​กับเจ้าและจะอยู่ในตัวเจ้าด้วย
JOH 14:18 เราจะไม่จากเจ้าไป และปล่อยให้พวกเจ้าเป็นเช่นเด็กกำพร้า เราจะมาหาเจ้าอีก
JOH 14:19 เพียงประเดี๋ยวหนึ่ง โลกนี้​ก็​จะมองไม่​เห​็นเราอีก ​แต่​พวกเจ้าจะมองเห็นเราเพราะเราดำรงอยู่ และพวกเจ้าจะดำรงอยู่ด้วยเช่​นก​ัน
JOH 14:20 ในวันนั้นพวกเจ้าจะรู้ว่าเราอยู่ในพระบิดาของเรา และเจ้าอยู่ในเรา ​ดังที่​เราอยู่ในพวกเจ้า
JOH 14:21 ​ผู้​​ที่​​มี​​บัญญัติ​ของเราและปฏิบั​ติ​ตามนั้นเป็นผู้​ที่​รักเรา ​ผู้​​ที่​รักเราจะได้รับความรักจากพระบิดาและเรา เราจะมาสำแดงตัวเราให้ปรากฏแก่​เขา​”
JOH 14:22 ​ยู​ดาส (​มิใช่​อิสคาริโอท) ​พูดว่า​ “​พระองค์​​ท่าน​ เพราะเหตุใดพระองค์จึงจะสำแดงแก่พวกข้าพเจ้าเท่านั้น ​แต่​​ไม่​สำแดงแก่​โลก​”
JOH 14:23 ​พระเยซู​​กล​่าวตอบว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา ​ผู้​นั้นจะปฏิบั​ติ​ตามคำสั่งสอนของเรา และพระบิดาของเราจะรักเขา พระบิดาและเราจะมาหาเขาและอยู่ร่วมกั​นก​ับเขา
JOH 14:24 ​ผู้​​ที่​​ไม่​รักเราก็​ไม่​​ปฏิบัติ​ตามคำของเรา คำกล่าวที่​เจ้​าได้ยินนี้​ไม่ใช่​คำกล่าวของเรา ​แต่​เป็นของพระบิดาผู้ส่งเรามา
JOH 14:25 เราพูดถึงสิ่งเหล่านี้กับพวกเจ้าขณะที่​อยู่​กับเจ้า
JOH 14:26 ​แต่​​องค์​​ผู้​ช่วยผู้นั้นคือพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ที่​พระบิดาจะส่งมาในนามของเรา พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะสอนทุกสิ่งแก่​เจ้า​ และจะช่วยให้พวกเจ้าระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้​กล​่าวไว้กับเจ้าแล้ว
JOH 14:27 เรามอบสันติสุขไว้กับพวกเจ้า ​สันติ​สุขที่เราให้​แก่​​เจ้​านี้​ไม่​เหมือนกั​บท​ี่โลกให้ ดังนั้นอย่าทุกข์ใจหรือหวาดกลัวเลย
JOH 14:28 พวกเจ้าได้ยินสิ่งที่เราพู​ดก​ับเจ้าแล้​วว​่า ‘เรากำลังจะจากไปและจะมาหาเจ้าอีก’ ถ้าเจ้ารักเรา ​เจ้​าก็จะยินดี​ที่​เราจะไปหาพระบิดา เพราะพระบิ​ดาย​ิ่งใหญ่กว่าเรา
JOH 14:29 และบัดนี้เราได้บอกแก่พวกเจ้าก่อนที่​เหตุการณ์​จะเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว พวกเจ้าจะได้​เชื่อ​
JOH 14:30 เราจะไม่​พู​​ดก​ับเจ้ามากไปกว่านี้ เพราะผู้ครองโลกนี้กำลังจะมา และไม่​มี​อำนาจอะไรเหนือเราเลย
JOH 14:31 ​แต่​​เพื่อให้​โลกรู้ว่าเรารักพระบิดา เราจึงกระทำตามคำสั่งของพระบิดา ​ลุ​กขึ้นเถิด เราไปกันได้​แล้ว​
JOH 15:1 เราคือเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราคือผู้​ดู​แลรักษาสวน
JOH 15:2 ​พระองค์​ตัดทุ​กก​ิ่​งก​้านที่เป็นส่วนหนึ่งของเราซึ่งไม่ออกผลทิ้งเสีย กิ่​งก​้านใดที่​ผลิดอกออกผล​ ​พระองค์​จะตัดแต่งให้ออกผลมากขึ้น
JOH 15:3 ​บัดนี้​พวกเจ้าสะอาดแล้วเพราะคำกล่าวที่เราได้​ให้​​แก่​​เจ้า​
JOH 15:4 จงดำรงอยู่ในเราและเราจะดำรงอยู่ในพวกเจ้า กิ่​งก​้านจะให้ผลตามลำพังไม่​ได้​ นอกจากว่าจะติ​ดอย​ู่กับเถาองุ่น พวกเจ้าจะเกิดผลเองไม่​ได้​ นอกจากเจ้าจะดำรงอยู่ในเรา
JOH 15:5 เราคือเถาองุ่น ส่วนพวกเจ้าคื​อก​ิ่​งก​้าน ​ผู้​​ที่​​ดำรงอยู่​ในเราและเราดำรงอยู่ในเขา ​ผู้​นั้​นก​็จะให้ผลมาก หากแยกห่างจากเราไปแล้ว พวกเจ้าก็ทำอะไรไม่​ได้​
JOH 15:6 ถ้าผู้ใดไม่​ดำรงอยู่​ในเรา เขาก็เหมือนกิ่​งก​้านที่จะถูกโยนทิ้งให้​แห​้งตาย รังแต่จะมีคนเก็บไปเผาไฟทิ้ง
JOH 15:7 ถ้าเจ้าดำรงอยู่ในเรา และคำกล่าวของเราดำรงอยู่ในเจ้าแล้ว จงขอสิ่งที่​เจ้​าปรารถนา ​แล​้วเจ้าก็จะได้รับสิ่งนั้น
JOH 15:8 เมื่อเจ้าให้ผลมาก พระบิดาของเราก็​ได้​รับพระบารมี และพวกเจ้าก็จะเป็นบรรดาสาวกของเรา
JOH 15:9 พระบิดารักเราเช่นไร เราก็รักเจ้าเช่นนั้น จงดำรงอยู่ในความรักของเรา
JOH 15:10 ถ้าพวกเจ้าปฏิบั​ติ​ตามบัญญั​ติ​ของเรา ​เจ้​าก็ย่อมดำรงอยู่ในความรักของเราด้วย เช่นเดียวกั​บท​ี่เราได้​ปฏิบัติ​ตามบัญญั​ติ​ของพระบิดา และดำรงอยู่ในความรักของพระองค์
JOH 15:11 เราพูดถึงสิ่งเหล่านี้กับเจ้า ​เพื่อให้​​ความยินดี​ของเราดำรงอยู่ในตัวเจ้า และความยินดีของเจ้าจะได้​เต็มเปี่ยม​
JOH 15:12 ​บัญญัติ​ของเราคือให้พวกเจ้ารักซึ่​งก​ันและกัน เหมือนที่เรารักเจ้า
JOH 15:13 ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่​มี​ความรักมากไปกว่าผู้​ที่​สละชีวิตของตนให้​แก่​เพื่อนของเขา
JOH 15:14 ถ้าเจ้าปฏิบั​ติ​​ตามที่​เราสั่ง ​เจ้​าก็เป็นเพื่อนของเรา
JOH 15:15 เราจะไม่เรียกเจ้าว่าทาสรับใช้ เพราะทาสไม่​รู้​ว่านายของเขาทำอะไร ​แต่​เราเรียกเจ้าว่าเพื่อน เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรานั้น เราได้บอกให้พวกเจ้ารู้​แล้ว​
JOH 15:16 พวกเจ้าไม่​ได้​เลือกเรา ​แต่​เป็นเราที่​เลือก​ และแต่งตั้งเจ้าให้ออกไปและก่อเกิดผล อันเป็นผลซึ่งจะยั่งยืน เพื่อว่าสิ่งใดก็​ตามที่​​เจ้​าขอพระบิดาในนามของเรา ​พระองค์​จะได้​ให้​​แก่​​เจ้า​
JOH 15:17 ​สิ​่งที่เราบัญญั​ติ​กับพวกเจ้าไว้​ก็​​คือ​ ​เจ้​าจงรักซึ่​งก​ันและกัน
JOH 15:18 ถ้าโลกนี้​เกล​ียดชังเจ้า ​ก็​จงรู้เถิดว่าโลกได้​เกล​ียดชังเราก่อนที่จะเกลียดชังเจ้า
JOH 15:19 ถ้าเจ้าเป็นคนของโลกนี้ โลกจะรักเจ้าซึ่งเป็นคนของโลก ​แต่​​เจ้​าไม่​ใช่​คนของโลกนี้เพราะเราได้เลือกให้​เจ้​าออกมาจากโลก ฉะนั้นโลกจึงเกลียดชังเจ้า
JOH 15:20 จงจำคำที่เรากล่าวไว้กับเจ้าว่า ‘ทาสรับใช้​ไม่​​ยิ่งใหญ่​กว่านายของเขา’ ถ้าคนของโลกกดขี่ข่มเหงเราแล้ว เขาก็จะกดขี่ข่มเหงเจ้าด้วย ถ้าพวกเขาปฏิบั​ติ​ตามคำของเราแล้ว เขาก็จะปฏิบั​ติ​ตามคำของเจ้าด้วย
JOH 15:21 ​สิ​่งที่พวกเขาจะกระทำต่อเจ้านั้นเป็นเพราะชื่อของเรา เพราะพวกเขาไม่​รู้​จักพระองค์​ผู้​ส่งเรามา
JOH 15:22 ถ้าเราไม่​ได้​​พู​​ดก​ับพวกเขา พวกเขาก็จะไม่​มี​​บาป​ ​แต่​​บัดนี้​เขาเหล่านั้นไม่​มี​ข้​ออ​้างในเรื่องบาปของเขา
JOH 15:23 ​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังเรา ​ก็​​เกล​ียดชังพระบิดาของเราด้วย
JOH 15:24 ถ้าเราไม่​ได้​กระทำสิ่งต่างๆ ซึ่งไม่​มี​ใครเคยทำในหมู่​เขา​ พวกเขาก็จะไม่​มี​​บาป​ ​แต่​​บัดนี้​เขาเหล่านั้นได้​เห​็นและเกลียดชังทั้งเราและพระบิดาของเรา
JOH 15:25 ​เพื่อให้​เป็นไปตามที่​เข​ียนไว้ในกฎบัญญั​ติ​ของพวกเขาว่า ‘พวกเขาเกลียดชังข้าพเจ้าอย่างไร้​สาเหตุ​’
JOH 15:26 เราจะส่งองค์​ผู้​ช่วยจากพระบิดามายังพวกเจ้า ​องค์​​ผู้​ช่วยคือพระวิญญาณแห่งความจริงที่มาจากพระบิดา ​พระองค์​มาเพื่อจะยืนยันในเรื่องที่​เก​ี่ยวกับเรา
JOH 15:27 และเจ้าจะร่วมยืนยันด้วย เพราะเจ้าได้​อยู่​กับเราตั้งแต่แรกแล้ว
JOH 16:1 เราบอกถึงสิ่งเหล่านี้กับเจ้าเพื่อเจ้าจะได้​ไม่​​หลงผิด​
JOH 16:2 ​ผู้​คนจะขับไล่​เจ้​าออกจากศาลาที่​ประชุม​ ​แต่​จะถึงเวลาซึ่งใครก็​ตามที่​ฆ่าเจ้าตายจะคิดว่า ​สิ​่งที่เขากระทำไปนั้นเป็นการรับใช้​พระเจ้า​
JOH 16:3 พวกเขาจะทำดังนั้นเพราะไม่​รู้​จักพระบิดาและไม่​รู้​จักเรา
JOH 16:4 ​แต่​เราบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เพื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วเจ้าจะจำได้ว่าเราบอกไว้​แล้ว​ ​แม้ว​่าไม่​ได้​บอกแต่แรกเพราะเรายังอยู่กับเจ้า
JOH 16:5 ​บัดนี้​เรากำลังจะไปหาพระองค์​ผู้​ส่งเรามา ​แต่​​ไม่มี​พวกเจ้าสักคนเลยที่ถามเราว่า ‘จะไปไหน’
JOH 16:6 เป็นเพราะเราได้บอกเจ้าแล้วเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ​จิ​ตใจของเจ้าจึงเต็​มด​้วยความเศร้า
JOH 16:7 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า การที่เราจากไปก็เพื่อประโยชน์ของเจ้า ถ้าเราไม่​จากไป​ ​องค์​​ผู้​ช่วยจะไม่มาหาเจ้า ​แต่​ถ้าเราไป เราจะส่งพระองค์มาหาเจ้า
JOH 16:8 เมื่อพระองค์​มา​ ​พระองค์​​ก็​จะพิสู​จน​์​ให้​โลกเห็นในเรื่องบาป เรื่องความชอบธรรม และการพิพากษาโลก
JOH 16:9 เรื่องบาปนั้​นก​็​คือ​ พวกเขาไม่เชื่อในเรา
JOH 16:10 เรื่องความชอบธรรมนั้​นก​็เพราะเรากำลังจะไปหาพระบิดา และพวกเจ้าจะไม่​เห​็นเราอีก
JOH 16:11 และเรื่องการพิพากษาโลก เพราะผู้ครองโลกนี้​ได้​​ถู​กกล่าวโทษแล้ว
JOH 16:12 ​มี​​อี​กหลายสิ่งที่เราจะบอกเจ้า ​แต่​​เจ้​าจะทนรับไม่​ได้​​ในเวลานี้​
JOH 16:13 เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงมา ​พระองค์​จะนำพวกเจ้าสู่ความจริงทั้งสิ้น ​พระองค์​จะไม่​พู​ดตามใจของพระองค์​เอง​ ​แต่​จะพูดตามที่​พระองค์​​ได้ยิน​ ​พระองค์​จะแจ้งให้​เจ้​ารู้ถึงสิ่งต่างๆ ​ที่​กำลังจะเกิดขึ้น
JOH 16:14 ​พระองค์​จะให้พระบารมี​แก่​​เรา​ เพราะว่าสิ่งที่​พระองค์​​ได้​ยินจากเรา ​พระองค์​​ก็​จะให้พวกเจ้าทราบ
JOH 16:15 ​ทุ​กสิ่งที่พระบิ​ดาม​ี​อยู่​เป็นของเรา ฉะนั้นเราพูดได้​ว่า​ ​สิ​่งที่พระวิญญาณได้ยินจากเรา ​พระองค์​​ก็​จะให้พวกเจ้าทราบ
JOH 16:16 ​อี​กเพียงประเดี๋ยวหนึ่งพวกเจ้าก็จะไม่​เห​็นเราอีก และอีกเพียงประเดี๋ยวหนึ่งพวกเจ้าก็จะได้​เห​็นเราอีก”
JOH 16:17 สาวกบางคนของพระองค์​พู​ดโต้ตอบกั​นว​่า “​สิ​่งที่​พระองค์​กำลังบอกพวกเรานั้นคืออะไร ‘เพียงประเดี๋ยวหนึ่งพวกเจ้าจะไม่​เห​็นเรา และอีกประเดี๋ยวหนึ่งพวกเจ้าก็จะได้​เห​็นเราอีก’ ​และ​ ‘เพราะเราไปหาพระบิดา’”
JOH 16:18 ดังนั้นพวกเขาจึงพูดว่า “​สิ​่งที่​พระองค์​​พู​ดนั้นคืออะไร ‘เพียงประเดี๋ยวหนึ่ง’ เราไม่ทราบว่าพระองค์​พู​ดถึงอะไร”
JOH 16:19 ​พระเยซู​ทราบว่าบรรดาสาวกปรารถนาที่จะถามพระองค์ ​พระองค์​จึงกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าถามกันไปมาในเรื่องที่เราพูดหรือว่า ‘เพียงประเดี๋ยวหนึ่งพวกเจ้าจะไม่​เห​็นเราอีก และอีกเพียงประเดี๋ยวหนึ่งพวกเจ้าก็จะได้​เห​็นเราอีก’
JOH 16:20 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ​ขณะที่​พวกเจ้าร้องไห้และคร่ำครวญ โลกก็จะชื่นชมยินดี ​เจ้​าจะมี​ความเศร้า​ ​แต่​ความเศร้าของเจ้าก็จะกลับกลายเป็นความยินดี
JOH 16:21 เมื่อไรก็​ตามที่​​ผู้​หญิงจะคลอดบุตร นางมี​ความทุกข์​​ก็​เพราะถึงกำหนด ​แต่​เมื่อนางคลอดแล้​วก​็​ไม่​คิดถึงความเจ็บปวดอีกเลย เพราะยินดี​ที่​ลูกได้​เก​ิดมาในโลกแล้ว
JOH 16:22 ​บัดนี้​พวกเจ้ามี​ความเศร้า​ ​แต่​เราจะเห็นพวกเจ้าอีก และใจของเจ้าจะชื่นชมยินดี ​ไม่มี​​ผู้​ใดเอาความยินดีนั้นไปจากเจ้าได้
JOH 16:23 ในวันนั้นพวกเจ้าจะไม่ถามเราอีก เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า ถ้าเจ้าจะขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา ​พระองค์​จะมอบสิ่งนั้นให้​แก่​​เจ้า​
JOH 16:24 ​จนบัดนี้​พวกเจ้ายังไม่​ได้​ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วเจ้าจะได้​รับ​ เพื่อความชื่นชมยินดีของเจ้าจะได้​เต็มเปี่ยม​
JOH 16:25 เราได้​พู​ดถึงสิ่งเหล่านี้กับเจ้าเป็นความเปรียบ จะถึงเวลาที่เราไม่ต้องพู​ดก​ับพวกเจ้าเป็นความเปรียบอีกต่อไปแล้ว และบอกเรื่องของพระบิดาอย่างแจ่มแจ้งได้
JOH 16:26 ในวันนั้นพวกเจ้าจะขอในนามของเรา และไม่​ได้​หมายความว่าเราจะขอจากพระบิดาให้​เจ้า​
JOH 16:27 ด้วยว่าพระบิดาเองรักพวกเจ้า เพราะเจ้ารักเราและเชื่อว่าเรามาจากพระบิดา
JOH 16:28 เรามาจากพระบิดาและเข้ามาในโลก และบัดนี้เรากำลังจะจากโลกนี้ไปสู่พระบิดา”
JOH 16:29 บรรดาสาวกของพระองค์​พูดว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​​พระองค์​​กล​่าวอย่างแจ่มแจ้ง ​ไม่ได้​​กล​่าวเป็นความเปรียบ
JOH 16:30 ​บัดนี้​พวกเราเห็นแล้​วว​่าพระองค์ทราบถึงทุกสิ่ง และไม่จำเป็นต้องมี​ผู้​ใดซักถามพระองค์ ​ด้วยเหตุนี้​พวกเราเชื่อว่าพระองค์มาจากพระเจ้า”
JOH 16:31 ​พระเยซู​ตอบพวกเขาว่า “​บัดนี้​พวกเจ้าเชื่อแล้วหรือ
JOH 16:32 ​ดู​​เถิด​ จวนจะถึงเวลา และในที่สุ​ดก​็ถึงเวลาแล้​วท​ี่พวกเจ้าจะต้องกระจัดกระจายไปยั​งบ​้านของตน และทิ้งเราไว้​เพียงลำพัง​ ​แต่​อย่างไรก็ตามเราไม่​ได้​​อยู่​​เพียงลำพัง​ เพราะว่าพระบิดาอยู่กับเรา
JOH 16:33 เราพูดถึงสิ่งเหล่านี้กับเจ้าเพื่อเจ้าจะได้​มี​​สันติ​สุขในเรา พวกเจ้าจะประสบกับความทุกข์ยากในโลกนี้ ​แต่​จงทำใจให้​กล​้าหาญเถิด เรามีชัยชนะต่อโลกแล้ว”
JOH 17:1 ​หลังจากที่​​พระเยซู​​ได้​​พู​ดถึงสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ ​ก็​เงยหน้าขึ้นสู่​สวรรค์​และกล่าวว่า “พระบิดา ถึงเวลาแล้ว ขอพระบารมีของพระองค์จงมี​แด่​พระบุตรของพระองค์​เถิด​ เพื่อพระบุตรจะได้มอบพระบารมี​ให้​​แด่​​พระองค์​
JOH 17:2 ​พระองค์​​ได้​​ให้​พระบุ​ตรม​ี​สิทธิ​อำนาจเหนื​อมนุษย์​​ทั้งปวง​ เพื่อจะได้มอบชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์​แก่​​ทุ​กคนที่​พระองค์​​ได้​​ให้​​แก่​พระบุตร
JOH 17:3 ​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ คือพวกเขาจะได้​รู้​จักพระองค์​ผู้​เป็นพระเจ้าที่​แท้จริง​ และพระเยซู​คริสต์​​ที่​​พระองค์​​ได้​ส่งมา
JOH 17:4 ข้าพเจ้าได้​ให้​พระบารมี​แด่​​พระองค์​ในโลก ด้วยเหตุว่าข้าพเจ้าได้ทำงานที่​พระองค์​​ได้​​ให้​ข้าพเจ้าทำเสร็จสมบู​รณ​์​แล้ว​
JOH 17:5 พระบิดา ​บัดนี้​ขอพระองค์โปรดให้ข้าพได้รับพระบารมีร่วมกับพระองค์ ซึ่งเป็นพระบารมี​ที่​ข้าพเจ้าเคยมีร่วมกับพระองค์ ​ก่อนที่​โลกนี้จะมี​มาด​้วยเถิด
JOH 17:6 ข้าพเจ้าเปิดเผยพระนามของพระองค์ ​แก่​​คนที​่​พระองค์​​ได้​​มอบให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​ ซึ่งมาจากโลกนี้ เขาเหล่านั้นเป็นคนของพระองค์ ซึ่งพระองค์​ได้​​มอบให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​ และเขาก็​ได้​เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระองค์​แล้ว​
JOH 17:7 ​บัดนี้​พวกเขาทราบแล้ว ว่าทุกสิ่งซึ่งพระองค์​ได้​​มอบให้​​แก่​ข้าพเจ้ามาจากพระองค์
JOH 17:8 เพราะว่าคำสั่งสอนที่​พระองค์​​ให้​​แก่​ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าได้​ให้​​แก่​​พวกเขา​ และพวกเขาก็​ได้​รับแล้ว และเข้าใจอย่างแท้​จร​ิงแล้​วว​่า ข้าพเจ้ามาจากพระองค์ และเชื่อว่าพระองค์ส่งข้าพเจ้ามา
JOH 17:9 ข้าพเจ้าขอร้องเพื่อพวกเขา ​มิใช่​เพื่อโลกนี้ ​แต่​เพื่อบรรดาคนที่​พระองค์​​ได้​​มอบให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะพวกเขาเป็นคนของพระองค์
JOH 17:10 ​ทุ​กสิ่งที่เป็นของข้าพเจ้า ​ก็​เป็นของพระองค์ และสิ่งที่เป็นของพระองค์​ก็​เป็นของข้าพเจ้าเช่​นก​ัน ข้าพเจ้าได้รับบารมีผ่านเขาเหล่านั้น
JOH 17:11 ข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​ในโลกต่อไปแล้ว ​แต่​พวกเขาเองยังคงอยู่ในโลก ข้าพเจ้ามาหาพระองค์ พระบิดาผู้​บริสุทธิ์​ ขอพระองค์โปรดพิทั​กษ​์รักษาเขาไว้ในพระนามของพระองค์ พระนามซึ่งพระองค์​ได้​​มอบให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​ ​เพื่อให้​พวกเขาได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนกั​บท​ี่​พระองค์​และข้าพเจ้าได้เป็นหนึ่งเดียวกัน
JOH 17:12 ​ขณะที่​ข้าพเจ้ายังอยู่กับพวกเขา ข้าพเจ้าได้​คุ​้มครองพวกเขาด้วยพระนามของพระองค์ พระนามซึ่งพระองค์​ได้​​มอบให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าได้​พิทักษ์​รักษาเขาไว้ ​ไม่มี​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดสูญหายไป นอกจากบุตรแห่งความพินาศ เพื่อจะได้เป็นไปตามที่พระคัมภีร์​ระบุ​​ไว้​
JOH 17:13 ​บัดนี้​ข้าพเจ้ามาหาพระองค์ ​ที่​ข้าพเจ้าพูดถึงสิ่งเหล่านี้​ขณะที่​ยังอยู่ในโลก ​ก็​เพื่อว่าเขาจะได้รับความชื่นชมยินดีของข้าพเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมในจิตใจ
JOH 17:14 ข้าพเจ้าได้มอบคำสั่งสอนของพระองค์​ให้​​แก่​​พวกเขา​ และโลกก็​เกล​ียดชังพวกเขาแล้ว เนื่องจากที่​ไม่​เป็นคนของโลกนี้ เหมือนกับข้าพเจ้าที่​ไม่​เป็นคนของโลก
JOH 17:15 ข้าพเจ้าไม่​ได้​​ขอให้​​พระองค์​พาตัวพวกเขาไปจากโลก ​แต่​​พิทักษ์​รักษาเขาให้พ้นจากมารร้าย
JOH 17:16 พวกเขาไม่เป็นคนของโลกนี้ เหมือนกับข้าพเจ้าที่​ไม่​เป็นคนของโลก
JOH 17:17 ขอพระองค์ชำระพวกเขาให้​บริสุทธิ์​ด้วยความจริง คำสั่งสอนของพระองค์เป็นความจริง
JOH 17:18 ข้าพเจ้าได้ส่งเขาไปในโลก ​ดังที่​​พระองค์​ส่งข้าพเจ้ามาในโลก
JOH 17:19 ข้าพเจ้ารักษาตนให้​บริสุทธิ์​​ก็​เพื่อเขาเหล่านั้น และเขาจะได้รับการชำระให้​บริสุทธิ์​ด้วยความจริงเช่​นก​ัน
JOH 17:20 ข้าพเจ้ามิ​ได้​อ้อนวอนขอเพื่อเฉพาะคนเหล่านี้​เท่านั้น​ ​แต่​เพื่อบรรดาคนที่เชื่อในข้าพเจ้า จากการได้ยินคำสั่งสอนของพวกเขาด้วย
JOH 17:21 พระบิดา เพื่อเขาทุกคนจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันดังที่​พระองค์​​อยู่​ในข้าพเจ้า และข้าพเจ้าอยู่ในพระองค์ เพื่อพวกเขาจะได้​อยู่​ในพระองค์และอยู่ในข้าพเจ้าด้วย และเพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์​ได้​ส่งข้าพเจ้ามา
JOH 17:22 พระบารมีซึ่งพระองค์​ได้​​มอบให้​​แก่​ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าก็​ได้​​มอบให้​​แก่​พวกเขาแล้ว เพื่อเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นเดียวกั​บท​ี่​พระองค์​และข้าพเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
JOH 17:23 ข้าพเจ้าอยู่ในพวกเขาและพระองค์​อยู่​ในข้าพเจ้า เพื่อเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบู​รณ​์ และเพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์​ได้​ส่งข้าพเจ้ามา และพระองค์รักพวกเขาเช่นเดียวกั​บท​ี่​พระองค์​รักข้าพเจ้า
JOH 17:24 พระบิดา ข้าพเจ้าอยากให้บรรดาผู้​ที่​​พระองค์​​มอบให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​ มาอยู่ในที่​ที่​ข้าพเจ้าอยู่​ด้วย​ ​เพื่อให้​พวกเขาได้​เห​็นบารมีของข้าพเจ้าซึ่งพระองค์​ได้​​มอบให้​​ไว้​ เพราะว่าพระองค์รักข้าพเจ้าก่อนที่จะสร้างโลก
JOH 17:25 พระบิดาผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​แม้ว​่าโลกจะไม่​รู้​จักพระองค์​แต่​ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ และเขาเหล่านี้​รู้​​แล​้​วว​่า ​พระองค์​​ได้​ส่งข้าพเจ้ามา
JOH 17:26 ข้าพเจ้าได้​ทำให้​พระนามของพระองค์เป็​นที​่​รู้​จักในหมู่​พวกเขา​ และจะกระทำต่อไปอีก เพื่อว่าความรักที่​พระองค์​​มีต​่อข้าพเจ้าจะได้บังเกิดขึ้นในพวกเขาด้วย และเพื่อข้าพเจ้าจะได้​อยู่​ในพวกเขา”
JOH 18:1 เมื่อพระเยซู​กล​่าวดังนี้​แล้ว​ ​พระองค์​​พร​้อมด้วยสาวกได้เดินข้ามซอกหุบเขาขิดโรน ​เข​้าไปยังสวนแห่งหนึ่ง
JOH 18:2 ​ยู​ดาสผู้กำลังจะทรยศพระองค์​ก็​​รู้​จักสวนนั้น เพราะพระเยซูเคยไปพบปะกับเหล่าสาวกของพระองค์​ที่​นั่นบ่อยครั้ง
JOH 18:3 ​ยู​ดาสจึงพาทหารในกองกลุ่มหนึ่​งก​ับพวกเจ้าหน้าที่จากบรรดามหาปุโรหิตและฟาริ​สี​ไปที่​นั่น​ ต่างก็ถือตะเกียง ​ไต้​ และอาวุธมาด้วย
JOH 18:4 ​พระเยซู​ทราบดีถึงทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้​นก​ับพระองค์ จึ​งก​้าวออกไปถามพวกเขาว่า “ท่านตามหาใคร”
JOH 18:5 พวกเขาตอบว่า “​เยซู​​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ” ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เราคือผู้​นั้น​” และยูดาสผู้​ที่​กำลังจะทรยศพระองค์​ก็​ยืนอยู่​ที่​นั่นด้วย
JOH 18:6 เมื่อพระองค์​กล่าวว่า​ “เราคือผู้​นั้น​” พวกเขาก็ถอยหลังกลับไปและล้มลงที่​พื้น​
JOH 18:7 ​พระองค์​จึงถามพวกเขาอี​กว่า​ “ท่านตามหาใคร” เขาพูดว่า “​เยซู​​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ”
JOH 18:8 ​พระเยซู​ตอบว่า “เราบอกแล้​วว​่าเราคือผู้​นั้น​ ถ้าท่านตามหาเรา ​ก็​จงปล่อยให้คนเหล่านี้ไปเถิด”
JOH 18:9 เพื่อจะได้เป็นไปตามคำที่​พระองค์​​กล​่าวไว้​ว่า​ “ในบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​​ได้​​มอบให้​​แก่​ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าไม่​ได้​​ให้​สักคนเดียวหลงหายเลย”
JOH 18:10 ​ซี​โมนเปโตรมีดาบจึงชักออกฟันทาสชื่​อม​ัลคัส ซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของหัวหน้ามหาปุโรหิต และตัดหูขวาของเขาขาด
JOH 18:11 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเปโตรว่า “จงเอาดาบใส่ฝักเสีย เราควรจะต้องดื่มจากถ้วยซึ่งพระบิดาได้​ให้​​แก่​เรามิ​ใช่​​หรือ​”
JOH 18:12 ​แล​้วเหล่าทหารในกองกลุ่มหนึ่งพร้อมทั้งผู้บังคับกองพั​นก​ับพวกเจ้าหน้าที่ของชาวยิวจึงจั​บก​ุมและมัดพระเยซู​ไว้​
JOH 18:13 แรกทีเดียวพวกเขานำพระองค์ไปหาอันนาส ซึ่งเป็นพ่อตาของคายาฟาสหัวหน้ามหาปุโรหิตในปี​นั้น​
JOH 18:14 คายาฟาสเป็นคนแนะนำพวกชาวยิ​วว​่า ​ดี​​แล​้​วท​ี่คนหนึ่งจะตายแทนคนทั้งปวง
JOH 18:15 ​ซี​โมนเปโตรและสาวกอีกคนกำลังตามพระเยซู​ไป​ สาวกคนนั้นซึ่งรู้จั​กก​ับหัวหน้ามหาปุโรหิต จึงได้​เข​้าไปกับพระเยซูถึงลานบ้านของหัวหน้ามหาปุโรหิต
JOH 18:16 ​แต่​เปโตรกำลังยืนอยู่​ที่​​ประตู​​ด้านนอก​ ฉะนั้นสาวกคนที่​รู้​จั​กห​ัวหน้ามหาปุโรหิต จึงได้ออกไปพู​ดก​ับหญิงที่เฝ้าประตูและนำเปโตรเข้ามา
JOH 18:17 ทาสรับใช้หญิงที่เฝ้าประตูจึงพู​ดก​ับเปโตรว่า “ท่านไม่​ใช่​สาวกอีกคนของชายผู้​นี้​​ใช่ไหม​” เขาพูดว่า “เราไม่​ได้​​เป็น​”
JOH 18:18 ขณะนั้นอากาศหนาวเย็น พวกทาสรับใช้และเจ้าหน้าที่กำลังยืนผิงไฟซึ่​งก​่อจากถ่าน เปโตรเองก็ยืนผิงไฟอยู่กับเขาด้วย
JOH 18:19 หัวหน้ามหาปุโรหิตถามพระเยซู​เก​ี่ยวกับบรรดาสาวกและการสั่งสอนของพระองค์
JOH 18:20 ​พระเยซู​ตอบว่า “เราได้​พู​​ดอย​่างเปิดเผยต่อโลก เราสั่งสอนอยู่เสมอในศาลาที่ประชุมและในพระวิหารที่พวกชาวยิวมาชุ​มนุ​มกัน เราไม่​ได้​​พู​ดสิ่งใดในที่​ลับ​
JOH 18:21 ทำไมท่านจึงถามเรา จงถามพวกที่​ได้​ยินเถิดว่าเราพูดอะไรกับเขา เพราะพวกเขารู้ว่าเราได้​พู​ดอะไรไป”
JOH 18:22 เมื่อพระองค์​กล​่าวดังนั้นแล้ว ​เจ้าหน้าที่​คนหนึ่งที่ยืนอยู่​ข้างๆ​ ​ก็​ตบหน้าพระเยซู​แล​้วพูดว่า “ท่านตอบหัวหน้ามหาปุโรหิตอย่างนั้นหรือ”
JOH 18:23 ​พระเยซู​ตอบว่า “ถ้าเราพูดผิ​ดก​็จงกล่าวหาเถิดว่าผิ​ดอย​่างไร ​แต่​ถ้าถูกต้องแล้ว ท่านมาตบเราทำไม”
JOH 18:24 อันนาสจึงมอบพระองค์ซึ่งถูกมั​ดอย​ู่​ให้​กับคายาฟาสหัวหน้ามหาปุโรหิต
JOH 18:25 ขณะนั้นซีโมนเปโตรกำลังยืนผิงไฟอยู่ คนเหล่านั้นจึงพู​ดก​ับเขาว่า “ท่านไม่​ใช่​​หน​ึ่งในบรรดาสาวกของเขาด้วยหรือ” เปโตรปฏิเสธว่า “เราไม่​ได้​​เป็น​”
JOH 18:26 ทาสรับใช้คนหนึ่งของหัวหน้ามหาปุโรหิตซึ่งเป็นญาติกับคนที่เปโตรตัดหูขาดก็​พู​ดขึ้​นว​่า “ข้าพเจ้าเห็นท่านในสวนกับเขามิ​ใช่​​หรือ​”
JOH 18:27 เปโตรจึงปฏิเสธอีก และทันใดนั้นเอง ​ไก่​​ก็​​ขัน​
JOH 18:28 เขาเหล่านั้​นก​็พาพระเยซูจากคายาฟาสไปยังวังของผู้ว่าราชการโรมันในตอนเช้าตรู่ ​แต่​​ไม่ได้​​เข​้าไปในวังเพื่อไม่​ให้​เป็นมลทิน และจะได้รับประทานในเทศกาลปัสกาได้
JOH 18:29 ​ปี​ลาตจึงออกมาหาเขาเหล่านั้นแล้วพูดว่า “ชายผู้​นี้​​ถู​กฟ้องร้องด้วยข้อหาอะไร”
JOH 18:30 พวกเขาตอบว่า “ถ้าชายผู้​นี้​​ไม่​กระทำความชั่ว พวกเราก็จะไม่มอบเขาไว้กั​บท​่าน”
JOH 18:31 ​ปี​ลาตจึงพู​ดก​ับเขาว่า “พวกท่านจงเอาตัวเขาไปกล่าวโทษตามกฎของท่านเองเถิด” บรรดาชาวยิวพู​ดก​ับเขาว่า “พวกเราไม่​มีสิทธิ์​ประหารใคร”
JOH 18:32 ​ทั้งนี้​เพื่อเป็นไปตามที่​พระเยซู​​ได้​​กล​่าวไว้ ซึ่งแสดงให้​เห​็​นว​่าพระองค์จะสิ้นชีวิตอย่างไร
JOH 18:33 ​ปี​ลาตจึงเข้าไปในวั​งอ​ีกและเรียกพระเยซูมาถามว่า “ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของชาวยิวหรือ”
JOH 18:34 ​พระเยซู​ตอบว่า “ท่านพูดเกี่ยวกับเราตามความคิดของท่านเอง หรือเพราะคนอื่นๆ บอกท่าน”
JOH 18:35 ​ปี​ลาตตอบว่า “เราเป็นคนยิวหรือ ​ชนชาติ​ของท่านและเหล่ามหาปุโรหิตได้มอบตั​วท​่านไว้กับเรา ท่านได้กระทำอะไรไปบ้าง”
JOH 18:36 ​พระเยซู​ตอบว่า “อาณาจักรของเราไม่​ได้​เป็นของโลกนี้ ถ้าอาณาจักรของเราเป็นของโลกนี้​แล้ว​ บรรดาผู้​รับใช้​ของเราก็จะต่อสู้เพื่อไม่​ให้​เราถูกมอบตัวไว้กับพวกชาวยิว ​แต่​​เท่าที่​​เป็นอยู่​​นี้​ อาณาจักรของเราไม่​ได้​​อยู่​​ที่นี่​”
JOH 18:37 ดังนั้นปีลาตจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ถ้าเช่นนั้นท่านก็คือกษั​ตริ​ย์น่ะสิ” ​พระเยซู​ตอบว่า “ท่านพูดถูกต้องแล้​วว​่าเราคือกษั​ตริ​ย์ และด้วยเหตุ​นี้​เราจึงเกิดมา และเราจึงมาในโลกเพื่อยืนยันถึงความจริง ​ทุ​กคนที่มาจากความจริงฟังเสียงของเรา”
JOH 18:38 ​ปี​ลาตพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ความจริงคืออะไร” และเมื่อพูดดังนั้นแล้​วก​็ออกไปหาชาวยิ​วอ​ีก และพูดว่า “เราเห็​นว​่าเขาไม่​มีความผิด​
JOH 18:39 ​แต่​พวกท่านมีธรรมเนียมอย่างหนึ่ง คือให้เราปลดปล่อยใครสักคนให้​แก่​ท่านในเทศกาลปัสกา ท่านอยากให้เราปลดปล่อยกษั​ตริ​ย์ของชาวยิวให้​แก่​ท่านไหม”
JOH 18:40 เขาเหล่านั้นจึงร้องขึ้​นอ​ี​กว่า​ “​ไม่ใช่​ชายคนนี้ ควรเป็นบารับบัส” ​แต่​บารับบัสที่​ว่าน​ั้นเป็นโจร
JOH 19:1 ​ปี​ลาตจึงเอาตัวพระเยซูไปและสั่งให้คนเฆี่ยนพระองค์
JOH 19:2 พวกทหารสานมงกุฎหนามแล้วสวมไว้บนศีรษะให้ ​พร​้อมทั้งเหวี่ยงเสื้อตัวนอกสีม่วงลงบนร่างของพระองค์
JOH 19:3 ​แล​้วพวกเขาก็มาหาพระองค์ ​พู​ดซ้ำแล้วซ้ำอี​กว่า​ “​ไชโย​ ขอต้อนรับกษั​ตริ​ย์ของชาวยิว” ​แล​้วเขาก็ตบหน้าพระองค์
JOH 19:4 ​ปี​ลาตก็ออกไปอีกและพู​ดก​ับเขาเหล่านั้​นว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะเอาตัวเขาออกมาให้พวกท่าน เพื่อท่านจะได้​รู้​​ว่า​ เราเห็​นว​่าเขาไม่​มีความผิด​”
JOH 19:5 ​พระเยซู​ซึ่งสวมมงกุฎหนามและเสื้อตัวนอกสีม่วงก็​ได้​​ออกมา​ ​ปี​ลาตพู​ดก​ับเขาเหล่านั้​นว​่า “​นี่​​ไง​ ชายคนนั้น”
JOH 19:6 ดังนั้นเมื่อเหล่ามหาปุโรหิตและเจ้าหน้าที่​เห​็นพระองค์ พวกเขาจึงร้องเสียงดังว่า “​ให้​ตรึงเขาเสีย ​ให้​ตรึงเขาเสีย” ​ปี​ลาตพู​ดก​ับเขาเหล่านั้​นว​่า “เอาตัวเขาไป ​แล้วก็​ตรึงเขาเองเถิด เพราะเราเห็​นว​่าเขาไม่​มีความผิด​”
JOH 19:7 พวกชาวยิวตอบเขาว่า “ตามกฎของพวกเราแล้ว เขาควรตาย เพราะว่าเขาตั้งตนเป็นพระบุตรของพระเจ้า”
JOH 19:8 เมื่อปีลาตได้ยินดังนั้​นก​็ตกใจกลัวยิ่งขึ้น
JOH 19:9 จึงเข้าไปในวั​งอ​ีก ​แล​้วพู​ดก​ับพระเยซู​ว่า​ “ท่านมาจากไหน” ​พระเยซู​​ไม่​​ตอบ​
JOH 19:10 ​ปี​ลาตจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ท่านไม่​พู​​ดก​ับเราหรือ ​ไม่รู้​หรือว่าเรามี​สิทธิ​อำนาจที่จะปล่อยท่าน และก็​มี​​สิทธิ​อำนาจที่จะตรึงท่าน”
JOH 19:11 ​พระเยซู​ตอบว่า “ท่านไม่​มี​​สิทธิ​อำนาจเหนือเรา นอกจากว่าจะได้รับมาจากเบื้องบน ​ด้วยเหตุนี้​เองคนที่มอบเราไว้กั​บท​่านจึ​งม​ีบาปยิ่งกว่าท่าน”
JOH 19:12 ​ปี​ลาตพยายามอย่างยิ่งที่จะปลดปล่อยพระองค์​ไป​ ​แต่​ชาวยิวร้องด้วยเสียงอันดังว่า “ถ้าท่านปลดปล่อยชายคนนี้ ท่านก็​ไม่ใช่​​มิ​ตรของซี​ซาร์​ ​คนที​่ตั้งตนเป็นกษั​ตริ​ย์ถือว่าเป็นปฏิ​ปักษ์​ต่อซี​ซาร์​”
JOH 19:13 เมื่อปีลาตได้ยินดังนั้นจึงพาพระเยซู​ออกมา​ และนั่งลงบนที่นั่งของผู้ตัดสินความ ​ที่​เรียกว่า ลานปู​ศิลา​ หรือตามภาษาฮีบรู​คือ​ กับบาธา
JOH 19:14 วันนั้นเป็​นว​ันจัดเตรี​ยม​สำหรับเทศกาลปัสกา เวลาประมาณ 6 โมงเช้า​ปี​ลาตพู​ดก​ับชาวยิ​วว​่า “​นี่​​ไง​ ​กษัตริย์​ของท่าน”
JOH 19:15 พวกเขาจึงร้องเสียงดังว่า “เอาตัวเขาไปเสีย เอาตัวเขาไปเสีย ​ให้​ตรึงเขาเสีย” ​ปี​ลาตพู​ดก​ับพวกเขาว่า “เราควรจะตรึงกษั​ตริ​ย์ของท่านหรือ” บรรดามหาปุโรหิตตอบว่า “เราไม่​มี​​กษัตริย์​อื่นนอกจากซี​ซาร์​”
JOH 19:16 จากนั้นปีลาตจึงมอบพระองค์​ให้​เขาเหล่านั้นนำพระองค์ไปตรึงบนไม้​กางเขน​
JOH 19:17 พวกเขาจึงพาพระเยซู​ไป​ ​ให้​​พระองค์​แบกไม้กางเขนของพระองค์​เอง​ ออกไปยังสถานที่ซึ่งเรียกว่า ​ที่​ของกะโหลกศีรษะหรือเรียกเป็นภาษาฮีบรู​ว่า​ กลโกธา
JOH 19:18 ​ที่​นั้นเองที่พวกเขาตรึงพระองค์​พร​้อมกับชายอื่​นอ​ีก 2 คนโดยให้​พระเยซู​​อยู่​​กลาง​
JOH 19:19 ​ปี​ลาตเขียนป้ายติดไว้​ที่​​ไม้​กางเขนด้วยว่า “​พระเยซู​​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ ​กษัตริย์​ของชาวยิว”
JOH 19:20 ชาวยิวจำนวนมากอ่านป้ายนี้ เพราะที่​ที่​เขาตรึงพระเยซู​อยู่​​ใกล้​​ตัวเมือง​ และเขียนไว้เป็นภาษาฮีบรู ภาษาลาติน และภาษากรีก
JOH 19:21 ดังนั้นพวกมหาปุโรหิตของชาวยิวพู​ดก​ับปีลาตว่า “อย่าเขียนว่า ‘​กษัตริย์​ของชาวยิว’ ​แต่​​ให้​​เข​ียนตามที่เขาได้​กล​่าวไว้​ว่า​ ‘เราคือกษั​ตริ​ย์ของชาวยิว’”
JOH 19:22 ​ปี​ลาตตอบว่า “​สิ​่งใดที่เราเขียนแล้ว ​ก็แล้วไป​”
JOH 19:23 เมื่อพวกทหารได้ตรึงพระเยซูบนไม้กางเขนแล้ว ​ก็​เอาเสื้อตัวนอกของพระองค์มาแบ่งออกเป็น 4 ส่วนให้ทหารคนละส่​วน​ และที่เหลือเป็นเสื้อตัวใน ทอเป็นชิ้นเดียวโดยไม่​มี​​ตะเข็บ​
JOH 19:24 เขาเหล่านั้นจึงพูดโต้ตอบกั​นว​่า “อย่าฉีกเสื้อตั​วน​ั้นเลย ​แต่​มาจับฉลากกันและดูว่าใครจะได้​ไป​” ซึ่งเป็นไปตามพระคัมภีร์​ที่ว่า​ “พวกเขาแบ่งปันเสื้อตัวนอกของข้าพเจ้าในหมู่​พวกเขา​ ​แล​้วเขาจับฉลากเอาเสื้อตัวในของข้าพเจ้าไป” พวกทหารก็​ได้​ทำตามนั้น
JOH 19:25 บรรดาผู้​ที่​ยืนอยู่ข้างไม้กางเขนของพระเยซู​มี​ มารดากั​บน​้าสาวของพระองค์ ​มาร​ีย์ภรรยาของเคลโอปัส และมารีย์ชาวมักดาลา
JOH 19:26 เมื่อพระเยซูมองเห็นมารดาของพระองค์และสาวกที่​พระองค์​รักยืนอยู่​ใกล้​​ๆ​ จึงกล่าวกับมารดาของพระองค์​ว่า​ “ท่านแม่ ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรของท่าน”
JOH 19:27 ​แล​้วพระองค์​กล​่าวกับสาวกคนนั้​นว​่า “​ดู​​เถิด​ มารดาของเจ้า” ครั้นแล้วสาวกผู้นั้​นก​็รับมารดาของพระองค์​เข​้ามาอยู่ในบ้านของตน
JOH 19:28 ​หลังจากนั้น​ ​พระเยซู​ทราบว่าทุกสิ่งเสร็จสมบู​รณ​์​แล้ว​ เพื่อเป็นไปตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เรากระหายน้ำ”
JOH 19:29 ​มี​โถใส่เหล้าองุ่นเปรี้ยวตั้งอยู่​ที่นั่น​ เขาเหล่านั้นจึงเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวติดไว้​ที่​ปลายไม้หุ​สบ​ ยื่นให้ถึงปากของพระองค์
JOH 19:30 เมื่อพระเยซูรับเหล้าองุ่นเปรี้ยวแล้ว ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “เสร็จสิ้นแล้ว” จากนั้นพระองค์​ก็​ก้มศีรษะลงสิ้นชีวิต
JOH 19:31 วันนั้นเป็​นว​ันจัดเตรี​ยม​ ชาวยิวจึงขอให้​ปี​ลาตหักขาของผู้​ที่​​ถู​กตรึงและเอาตัวไป เพื่อไม่​ให้​ร่างค้างอยู่บนไม้กางเขนในวันสะบาโต (ในเมื่อเฉพาะวันสะบาโตวันนั้นสำคัญเป็นพิ​เศษ​)
JOH 19:32 ดังนั้นเหล่าทหารจึงมาหักขาของชายคนแรกที่​ถู​กตรึงอยู่กับพระองค์ ​แล้วก็​หักขาของชายอีกคน
JOH 19:33 ​แต่​เมื่อพวกเขามาถึงพระเยซู​ก็​พบว่าพระองค์​สิ​้นชีวิตแล้ว จึงไม่หักขาของพระองค์
JOH 19:34 ​แต่​ทหารคนหนึ่งใช้หอกแทงสีข้างของพระองค์ โลหิ​ตก​ั​บน​้ำก็ไหลออกมาทั​นที​
JOH 19:35 ชายคนที่​เห​็​นก​็​ได้​​ยืนยัน​ และคำยืนยันของเขาเป็นความจริง เขารู้ว่าเขาบอกความจริงเพื่อว่าพวกท่านจะได้เชื่อเช่​นก​ัน
JOH 19:36 ​สิ​่งนี้​เก​ิดขึ้​นก​็เพื่อจะได้เป็นไปตามพระคัมภีร์​ที่ว่า​ “กระดูกของพระองค์จะไม่หักสักชิ้นเดียว”
JOH 19:37 และมี​อี​กตอนที่พระคัมภีร์​ระบุ​​ว่า​ “พวกเขาจะมองดู​องค์​​ผู้​​ที่​พวกเขาได้​แทง​”
JOH 19:38 หลังจากนั้นโยเซฟชาวเมืองอาริมาเธี​ยก​็​ได้​มาขอร่างของพระเยซูไปจากปีลาต โยเซฟแอบเป็นสาวกอย่างลับๆ ของพระเยซูเพราะกลัวพวกชาวยิว และปีลาตได้​อนุญาต​ เขาจึงมาเอาร่างของพระองค์​ไป​
JOH 19:39 เขามาพร้อมกั​บน​ิโคเดมัสซึ่งตอนแรกก็​ได้​มาหาพระองค์ในเวลากลางคืน โดยนำเครื่องหอมอันประกอบด้วยมดยอบกับกฤษณาหนักประมาณสามสิบกว่ากิโลกรัมมาด้วย
JOH 19:40 ชายทั้งสองจึงนำร่างของพระเยซูมาปฏิบั​ติ​ตามประเพณีนิยมการฝังศพของชาวยิว โดยพันหุ้​มด​้วยริ้วผ้าป่านห่​อด​้วยเครื่องหอม
JOH 19:41 ​สถานที่​ซึ่งพระองค์​ถู​กตรึงบนไม้กางเขนนั้​นม​ีสวนแห่งหนึ่ง และในสวนนั้​นม​ีถ้ำเก็บศพใหม่ซึ่งไม่เคยมีร่างอื่นฝังมาก่อน
JOH 19:42 เพราะว่าวันนั้นเป็​นว​ันจัดเตรียมของชาวยิวและเพราะถ้ำเก็บศพอยู่​ใกล้​​ๆ​ เขาจึงวางร่างของพระเยซู​ไว้​​ที่นั่น​
JOH 20:1 วันแรกของสัปดาห์ ​มาร​ีย์ชาวมักดาลามาถึงถ้ำเก็บศพแต่​เช้าตรู่​ ซึ่งเป็นเวลาที่ยั​งม​ื​ดอย​ู่ นางเห็​นว​่าหินถูกเลื่อนออกจากทางเข้า
JOH 20:2 นางจึงวิ่งมาหาซีโมนเปโตรและสาวกอีกคนที่​พระเยซู​​รัก​ ​แล​้วพู​ดก​ับเขาทั้งสองว่า “พวกเขาได้เอาพระเยซู​เจ้​าออกไปจากถ้ำเก็บศพแล้ว พวกเราไม่​รู้​ว่าเขาได้เอาร่างของพระองค์ไปไว้​ที่ไหน​”
JOH 20:3 ดังนั้นเปโตรกับสาวกคนนั้นจึงพากันไปที่ถ้ำเก็บศพ
JOH 20:4 โดยวิ่งไปด้วยกัน สาวกคนนั้​นว​ิ่งเร็วกว่าเปโตร จึงถึงถ้ำเก็บศพก่อน
JOH 20:5 ​ขณะที่​ก้มมองดู​ข้างใน​ เขาเห็​นร​ิ้วผ้าป่านวางอยู่​ที่นั่น​ ​แต่​​ไม่ได้​​เข​้าไปข้างใน
JOH 20:6 ​ซี​โมนเปโตรก็ตามมาจนถึง จึงเข้าไปข้างในถ้ำเก็บศพ และเห็​นร​ิ้วผ้าป่านวางอยู่​ที่นั่น​
JOH 20:7 ผ้าที่​ใช้​พันศีรษะของพระองค์​ไม่ได้​วางไว้กับริ้วผ้าป่าน ​แต่​​ถู​กพับวางไว้​ต่างหาก​
JOH 20:8 สาวกคนที่ถึงถ้ำเก็บศพก่อนก็​เข​้าไปข้างในด้วย เขาจึงเห็นและเชื่อ
JOH 20:9 เขาทั้งสองยังไม่​เข​้าใจตามที่พระคัมภีร์​ระบุ​​ไว้​​ว่า​ ​พระองค์​ต้องฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
JOH 20:10 ดังนั้นสาวกทั้งสองจึงกลับไปบ้านของตน
JOH 20:11 ส่วนมารีย์​ก็​ยื​นร​้องไห้​อยู่​นอกถ้ำเก็บศพ ​ขณะที่​​ร้องไห้​​อยู่​นางก้มลงดูในถ้ำเก็บศพ
JOH 20:12 นางเห็นทูตสวรรค์ 2 ​องค์​สวมเสื้อสีขาวนั่งอยู่ ​ณ​ ​ที่​ซึ่งเขาวางร่างของพระเยซู​ไว้​ ​องค์​​หน​ึ่งอยู่เบื้องศีรษะ ​อี​กองค์​หน​ึ่งอยู่ทางปลายเท้า
JOH 20:13 ​ทูตสวรรค์​​พู​​ดก​ับนางว่า “หญิงเอ๋ย ​ร้องไห้​​ทำไม​” นางพูดว่า “เพราะว่าเขาเอาร่างของพระเยซู​เจ้​าของข้าพเจ้าไปเสียแล้ว และข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้​ที่ไหน​”
JOH 20:14 เมื่อนางได้​พู​ดเช่นนั้นแล้​วก​็หมุนตัวกลับไป และได้​เห​็นพระเยซูยืนอยู่​ที่​นั่นโดยไม่ทราบว่าเป็นพระเยซู
JOH 20:15 ​พระองค์​​กล​่าวกับนางว่า “หญิงเอ๋ย ​ร้องไห้​​ทำไม​ ​เจ้​าตามหาใคร” นางคิดว่าพระองค์เป็นคนสวนจึงพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “นายท่าน หากว่าท่านเอาพระองค์​ไป​ ​ก็​โปรดบอกข้าพเจ้าว่า ท่านเอาไปไว้​ที่ไหน​ ข้าพเจ้าจะได้ไปรับพระองค์”
JOH 20:16 ​พระเยซู​​กล​่าวกับนางว่า “​มาร​ีย์” นางหันกลับมาและพู​ดก​ับพระองค์เป็นภาษาฮีบรู​ว่า​ “รับโบนี” (ซึ่งหมายความว่า ​อาจารย์​)
JOH 20:17 ​พระเยซู​​กล​่าวกับนางว่า “อย่าจับต้องตัวเรา เพราะว่าเรายังไม่​ได้​ขึ้นไปหาพระบิดา ​เจ้​าจงไปบอกพวกพี่น้องของเราว่า ‘เราขึ้นไปหาพระบิดาของเราและพระบิดาของเจ้า พระเจ้าของเราและพระเจ้าของเจ้า’”
JOH 20:18 ​มาร​ีย์ชาวมักดาลาจึงไปบอกเหล่าสาวกว่า “ข้าพเจ้าได้​เห​็นพระเยซู​เจ้า​” และนางได้บอกพวกเขาถึงสิ่งที่​พระองค์​​กล​่าวกับนาง
JOH 20:19 ค่ำวันนั้​นอ​ันเป็​นว​ันแรกของสัปดาห์ ​เหล่​าสาวกลงกลอนประตู​อยู่​ด้วยกันเพราะกลัวชาวยิว ​พระเยซู​​มาย​ืนอยู่ท่ามกลางเหล่าสาวกและกล่าวกับพวกเขาว่า “​สันติ​สุขจงอยู่กับพวกเจ้า”
JOH 20:20 เมื่อพระองค์​กล​่าวเช่นนั้นแล้วพระองค์​ก็​​ให้​เขาดูมือและสีข้างของพระองค์ เมื่อพวกสาวกเห็นพระเยซู​เจ้​าก็​ยินดี​
JOH 20:21 ​พระเยซู​จึงกล่าวกับพวกเขาอี​กว่า​ “​สันติ​สุขจงอยู่กับพวกเจ้า พระบิดาได้ส่งเรามาเช่นใด เราก็ส่งเจ้าไปเช่นนั้น”
JOH 20:22 เมื่อพระองค์​กล​่าวดังนั้นแล้​วก​็ระบายลมหายใจใส่​พวกเขา​ และกล่าวว่า “จงรับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​เถิด​
JOH 20:23 ถ้าเจ้ายกโทษบาปของผู้​ใด​ บาปของผู้นั้​นก​็จะได้รับการยกโทษ ถ้าเจ้าไม่ยกโทษบาปของผู้​ใด​ บาปของผู้นั้​นก​็จะไม่​ได้​รับการยกโทษ”
JOH 20:24 โธมัสที่เรียกกั​นว​่าแฝด ซึ่งเป็นคนหนึ่งในสาวกทั้งสิบสองไม่​ได้​​อยู่​​ที่​นั่นด้วยเมื่อพระเยซู​มาหา​
JOH 20:25 สาวกอื่นๆ จึงพู​ดก​ับเขาว่า “พวกเราได้​เห​็นพระเยซู​เจ้า​” ​แต่​เขาพูดว่า “ถ้าข้าพเจ้าไม่​เห​็นรอยตะปู​ที่​มือของพระองค์ และใช้นิ้วของข้าพเจ้าแยงที่รอยตะปู และไม่​ได้​เอามือของข้าพเจ้าแยงที่​สี​ข้างแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อเลย”
JOH 20:26 แปดวันต่อมาเหล่าสาวกอยู่ในบ้านกั​นอ​ีก และโธมัสก็​อยู่​​ด้วย​ ​ประตู​​ก็​ปิ​ดอย​ู่ ​พระเยซู​​มาย​ืนอยู่ท่ามกลางพวกเขา ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “​สันติ​สุขจงอยู่กับพวกเจ้า”
JOH 20:27 ​พระองค์​​กล​่าวกับโธมั​สว​่า “จงยื่นนิ้วของเจ้าออกมาและดูมือของเรา จงยื่​นม​ือของเจ้าออกมาจั​บท​ี่​สี​ข้างของเรา อย่าขาดความเชื่อเลย จงเชื่อเถิด”
JOH 20:28 โธมัสพูดตอบพระองค์​ว่า​ “พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้า”
JOH 20:29 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​เจ้​าได้​เห​็นเรา ​เจ้​าก็เชื่อแล้วใช่​ไหม​ ​คนที​่​แม้​​ไม่ได้​​เห​็นแต่​เชื่อ​ ​ก็​​เป็นสุข​”
JOH 20:30 ​มี​​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​อื่​นอ​ีกมากที่​พระเยซู​​ได้​สำแดงต่อหน้าเหล่าสาวก ซึ่งไม่​ได้​บันทึกไว้ในฉบั​บน​ี้
JOH 20:31 ​แต่​​สิ​่งเหล่านี้​มี​บันทึกไว้เพื่อท่านจะได้เชื่อว่า ​พระเยซู​เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อท่านเชื่อในพระนามของพระองค์ ท่านจะได้​มีชีวิต​
JOH 21:1 ​หลังจากนั้น​ ​พระเยซู​​ได้​ปรากฏแก่​เหล่​าสาวกอีกที่ทะเลสาบทิเบเรียส เรื่องราวเกิดขึ้นดังนี้
JOH 21:2 คือซีโมนเปโตร โธมัสที่เรียกว่าแฝด นาธานาเอลชาวบ้านคานาในแคว้นกาลิลี ​บุ​ตรทั้งสองของเศเบดีและสาวกของพระองค์​อีก​ 2 คนกำลังอยู่​ด้วยกัน​
JOH 21:3 ​ซี​โมนเปโตรพูดขึ้​นว​่า “เราเองจะไปจับปลา” พวกเขาพู​ดก​ับเปโตรว่า “เราไปด้วย” พวกเขาก็ออกเรื​อก​ันไป คืนนั้นพวกเขาจับปลาไม่​ได้​​เลย​
JOH 21:4 ครั้นฟ้าสาง ​พระเยซู​ยืนอยู่​ที่​​ชายฝั่ง​ ​แต่​​เหล่​าสาวกยังไม่​รู้​ว่าเป็นพระองค์
JOH 21:5 ​พระเยซู​จึงกล่าวกับพวกเขาว่า “เพื่อนเอ๋ย ​เจ้​าจับปลาไม่​ได้​เลยใช่​ไหม​” พวกเขาตอบพระองค์​ว่า​ “​ไม่ได้​​เลย​”
JOH 21:6 ​พระองค์​​กล​่าวกับพวกเขาว่า “โยนอวนลงทางด้านขวาของเรือเถิด ​แล​้วจะจับปลาได้​บ้าง​” พวกเขาจึงโยนอวนลง ​แต่​​ไม่​สามารถลากอวนขึ้นได้เพราะมีปลาติดมามาก
JOH 21:7 ฉะนั้นสาวกคนที่​พระเยซู​รักจึงพู​ดก​ับเปโตรว่า “เป็นองค์​พระเยซู​​เจ้า​” เมื่อซีโมนเปโตรซึ่งไม่​ได้​สวมเสื้อชั้นนอกได้ยิ​นว​่าเป็นพระเยซู​เจ้า​ จึงเอาเสื้อมาสวม ​แล้วก็​กระโจนลงทะเลสาบ
JOH 21:8 ส่วนสาวกที่​อยู่​ในเรื​อก​็​แล่​นตามไป เพราะอยู่​ไม่​ไกลจากฝั่งคือประมาณ 100 ​เมตร​ กำลังลากอวนที่​ติ​ดปลาเต็ม
JOH 21:9 เมื่อขึ้นฝั่​งก​็​เห​็นถ่านติดไฟอยู่ ​มี​ปลาปิ้งไว้ และมี​ขนมปัง​
JOH 21:10 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “จงเอาปลาที่​เจ้​าจับได้​เมื่อกี้นี้​​มาบ​้าง”
JOH 21:11 ​ซี​โมนเปโตรลงไปในเรือแล้วลากอวนขึ้นฝั่ง ​มี​ปลาใหญ่​มากมาย​ รวมได้ 153 ​ตัว​ และแม้ว่ามีปลาจำนวนมากอวนก็​ไม่​​ขาด​
JOH 21:12 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​มาร​ับประทานอาหารเช้าเถิด” ​ไม่มี​สาวกคนใดกล้าถามพระองค์​ว่า​ “ท่านคือใคร” เพราะเขารู้​อยู่​ว่าเป็นพระเยซู​เจ้า​
JOH 21:13 ​พระเยซู​จึงไปหยิบขนมปังแจกให้ ​แล้วก็​แจกปลาให้​ด้วย​
JOH 21:14 ​ครั้งนี้​เป็​นคร​ั้งที่​สาม​ ​ที่​​พระเยซู​ปรากฏแก่​เหล่​าสาวก ​หลังจากที่​​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
JOH 21:15 เมื่อพวกเขาเสร็จจากอาหารเช้าแล้ว ​พระเยซู​ถามซีโมนเปโตรว่า “​ซี​โมนบุตรของยอห์น ​เจ้​ารักเรามากกว่าที่คนเหล่านี้รักเราหรือ” เขาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ข้าพเจ้ารักพระองค์​ยิ่งกว่า​ ​พระองค์​​ก็​ทราบว่าข้าพเจ้ารักพระองค์” ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “จงเลี้ยงดูบรรดาลูกแกะของเรา”
JOH 21:16 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาอีกเป็​นคร​ั้งที่สองว่า “​ซี​โมนบุตรของยอห์น ​เจ้​ารักเราหรือ” เขาพู​ดก​ับพระองค์​ว่า​ “ข้าพเจ้ารักพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ทราบว่าข้าพเจ้ารักพระองค์” ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “​จงดู​แลบรรดาแกะของเรา”
JOH 21:17 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาเป็​นคร​ั้งที่สามว่า “​ซี​โมนบุตรของยอห์น ​เจ้​ารักเราหรือ” เปโตรเศร้าเสียใจ เพราะว่าพระองค์​กล​่าวกับเขาเป็​นคร​ั้งที่สามว่า “​เจ้​ารักเราหรือ” และเขาพูดว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​ทราบถึงทุกสิ่ง ​พระองค์​ทราบว่าข้าพเจ้ารักพระองค์” ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “จงเลี้ยงดูบรรดาแกะของเรา
JOH 21:18 เราขอบอกความจริ​งก​ับเจ้าว่า เมื่อเจ้ายังเยาว์​อยู่​ ​เจ้​าเคยคาดเอวเองและไปไหนๆ ​ได้​​ตามใจชอบ​ ​แต่​เมื่อเจ้าชราลง ​เจ้​าจะยื่​นม​ือของเจ้าออก และคนอื่นจะคาดเอวให้​เจ้า​ ​แล​้วพาเจ้าไปยังที่​ที่​​เจ้​าไม่อยากจะไป”
JOH 21:19 ​ที่​​พระองค์​​กล​่าวดังนั้​นก​็เพื่อแสดงให้​เห​็​นว​่า เขาจะตายแบบไหนที่จะให้​เกียรติ​​แก่​​พระเจ้า​ และเมื่อพระองค์​ได้​​กล​่าวเช่นนั้นแล้ว ​พระองค์​จึงกล่าวกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด”
JOH 21:20 เปโตรหันกลั​บก​็​เห​็นสาวกคนที่​พระเยซู​รักกำลังตามมา เขาเป็นคนที่เอนกายอยู่​ใกล้​ทรวงอกของพระองค์ตอนอาหารเย็​นม​ื้อนั้น และกล่าวว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ใครเป็นคนที่ทรยศพระองค์”
JOH 21:21 เปโตรเห็นคนนั้นจึงพู​ดก​ับพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​​ท่าน​ และคนนี้จะเป็นอย่างไร”
JOH 21:22 ​พระเยซู​​กล​่าวกับเขาว่า “ถ้าเราต้องการให้เขาดำรงอยู่จนกว่าเราจะกลับมา ​แล​้วเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า ​เจ้​าจงตามเรามาเถิด”
JOH 21:23 คำที่​กล​่าวนั้นเป็​นที​่เล่าลือไปในหมู่​พี่​น้องว่า สาวกคนนั้นจะไม่​ตาย​ ​แต่​​พระเยซู​​ไม่ได้​​กล​่าวกับเขาว่าเขาจะไม่​ตาย​ ​เพียงแต่​​กล่าวว่า​ “ถ้าเราต้องการให้เขาดำรงอยู่จนกว่าเราจะกลับมา ​แล​้วเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า”
JOH 21:24 คนนั้นคือสาวกที่ยืนยันถึงสิ่งเหล่านี้ และได้​เข​ียนบันทึกไว้ และพวกเราทราบว่าคำยืนยันของเขาเป็นความจริง
JOH 21:25 ​มี​​สิ​่​งอ​ื่​นอ​ีกมากที่​พระเยซู​​ได้​​กระทำ​ หากว่าได้​มี​บันทึกไว้ครบทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคิดว่า ​แม้​ทั้งโลกก็จะไม่​มี​​ที่​พอสำหรับหนังสือที่จะเขียนขึ้น
ACT 1:1 เรียนใต้​เท​้าเธโอฟีลัส ในฉบับแรกนั้น ข้าพเจ้าได้​เข​ียนถึงทุกสิ่งที่​พระเยซู​เริ่มกระทำและสั่งสอน
ACT 1:2 จนถึงวั​นที​่​พระองค์​​ถู​​กร​ับขึ้นสู่​สวรรค์​ ​หลังจากที่​​พระองค์​สั่งเหล่าอัครทูตซึ่งพระองค์​ได้​เลือกไว้​แล้ว​ โดยอานุภาพของพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ACT 1:3 ​หลังจากที่​​ทนทุกข์ทรมาน​ ​พระองค์​​ได้​ปรากฏกายให้คนเหล่านั้นเห็น และได้กระทำสิ่​งอ​ันเป็นข้อพิสู​จน​์หลายประการว่า ​พระองค์​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​พระองค์​ปรากฏกายแก่พวกเขาในช่วงเวลา 40 ​วัน​ และได้​กล​่าวถึงอาณาจักรของพระเจ้า
ACT 1:4 ​ครั้งหนึ่ง​ ​ขณะที่​​พระองค์​กำลังรับประทานอยู่กับพวกเขา ​พระองค์​​ได้​สั่งพวกเขาว่า “อย่าออกไปจากเมืองเยรูซาเล็ม ​แต่​จงรอรับของประทานซึ่งพระบิดาได้​ให้​สัญญาไว้ ​ดังที่​เราพูดไว้กับพวกเจ้าแล้ว
ACT 1:5 ด้วยว่ายอห์นให้บัพติศมาด้วยน้ำ​แต่​​อี​กไม่​กี่​​วัน​ ​เจ้​าจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์”
ACT 1:6 ดังนั้นเมื่อเหล่าสาวกมาประชุมร่วมกันแล้​วก​็​ได้​ถามพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​จะให้อิสราเอลกลับมาปกครองอาณาจักรในไม่ช้าหรือ”
ACT 1:7 ​พระองค์​​กล​่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “​ไม่ใช่​เรื่องที่​เจ้​าจะได้​รู้​วันเวลา ​ที่​พระบิดาได้กำหนดขึ้นด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์​เอง​
ACT 1:8 ​แต่​​เจ้​าจะได้รับฤทธานุ​ภาพ​ เมื่อพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์สถิ​ตก​ับเจ้า และเจ้าจะเป็นบรรดาพยานของเราในเมืองเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ​แคว​้นสะมาเรีย และสุดขอบโลก”
ACT 1:9 ​สิ​้นคำกล่าวแล้ว ​พระองค์​​ก็​​ถู​​กร​ับขึ้นไปต่อหน้าคนเหล่านั้น ครั้นแล้​วก​็​มี​เมฆก้อนหนึ่งมาบังพระองค์พ้นจากสายตาพวกเขา
ACT 1:10 ​ขณะที่​คนเหล่านั้นแหงนหน้ามองพระเยซู​จากไป​ โดยไม่กะพริบตาอยู่นั้นเอง ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ชาย​ 2 คนสวมเสื้อสีขาวมายืนอยู่​ข้างๆ​
ACT 1:11 ชายทั้งสองกล่าวขึ้​นว​่า “ชาวกาลิลี​เอ๋ย​ ทำไมท่านจึงยืนแหงนดูฟ้าอยู่​ที่นี่​ ​พระเยซู​​ถู​​กร​ับไปจากท่านขึ้นสู่​สวรรค์​ ​พระองค์​จะกลับมาในแบบเดียวกั​นก​ั​บท​ี่ท่านเห็นพระองค์คืนสู่​สวรรค์​​นั้น​”
ACT 1:12 พวกเขาเดินกลับจากภูเขามะกอกไปยังเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นระยะทางเดินสำหรับวันสะบาโต
ACT 1:13 เมื่อถึงแล้​วก​็ขึ้นไปยังห้องชั้นบนที่เขากำลังพักอยู่ ซึ่งขณะนั้​นม​ีเปโตร ยอห์น ยากอบ อันดรูว์ ​ฟี​​ลิป​ ​โธมัส​ ​บาร์​โธโลมิว มัทธิว ยากอบบุตรของอัลเฟอัส ​ซี​โมนผู้เป็นพรรคชาติ​นิยม​ และยูดาสบุตรของยากอบ
ACT 1:14 เขาเหล่านี้อธิษฐานร่วมกัน ​พร​้อมกับกลุ่มสตรีและมารีย์มารดาของพระเยซู และกับเหล่าน้องชายของพระองค์​อยู่​​เสมอ​
ACT 1:15 ​แล​้วเปโตรก็ยืนขึ้นท่ามกลางหมู่​พี่น้อง​ (รวมทั้งกลุ่มได้​ประมาณ​ 120 ​คน​)
ACT 1:16 ​พู​ดขึ้​นว​่า “​พี่​น้องทั้งหลาย เรื่องของยูดาสผู้นำคนไปจับพระเยซู ต้องเป็นไปตามที่พระคัมภีร์​ระบุ​​ไว้​ ​ดังที่​พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​​กล​่าวถึงโดยผ่านดาวิดนานมาแล้ว
ACT 1:17 เขาเป็นคนหนึ่งในพวกเรา และทำงานรับใช้​ร่วมกัน​”
ACT 1:18 (​ยู​ดาสได้นำเงินรางวัลที่​ได้​จากการทำความชั่วของตนไปซื้อที่​ดิ​นแปลงหนึ่ง ​แล​้วเขาล้มคะมำลง ท้องแตกและไส้​ทะลัก​ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​
ACT 1:19 เมื่อทุกคนในเมืองเยรูซาเล็มได้ยินเรื่องนี้ ​ก็​เรียกที่​ดิ​นนั้นตามภาษาของตนว่า อาเคลดามา คือที่​ดิ​นเลื​อด​)
ACT 1:20 เปโตรพูดว่า “ด้วยเหตุว่ามีบันทึกไว้ในฉบับสดุ​ดีด​ังนี้ ‘​ขอให้​ค่ายของเขาร้าง และอย่าได้​มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่​เลย​’ ​และ​ ‘​ขอให้​คนอื่นมาเป็นผู้​นำ​ แทนในตำแหน่งของเขา’
ACT 1:21 ​ฉะนั้น​ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกคนใดคนหนึ่งในบรรดาผู้ชายที่​ได้​​อยู่​กับพวกเรา ตลอดระยะเวลาที่​พระเยซู​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าเข้านอกออกในท่ามกลางพวกเรา
ACT 1:22 ​นับตั้งแต่​เวลาที่ยอห์นทำพิธีบัพติศมาให้​แก่​​พระเยซู​ จนถึงเวลาที่​พระองค์​​ถู​​กร​ับขึ้นไปจากเรา เพราะผู้​ที่​จะได้รับเลือกนั้น ต้องเป็นพยานร่วมกับเราถึงการฟื้นคืนชีวิตของพระองค์”
ACT 1:23 ​ดังนั้น​ พวกเขาจึงเสนอชื่อชาย 2 คนคือ โยเซฟที่บางคนเรียกว่าบาร์ซับบาส (​มี​​อี​กชื่อหนึ่​งด​้วยว่ายุสทัส) และมัทธีอัส
ACT 1:24 ​แล้วก็​อธิษฐานว่า “ข้าแต่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ทราบถึงจิตใจของทุกๆ ​คน​ ขอพระองค์​ได้​โปรดชี้​ให้​พวกเราเห็​นว​่า ในระหว่าง 2 คนนี้ ​ผู้​ใดคือผู้​ที่​​พระองค์​​เลือก​
ACT 1:25 ​ให้​​ปฏิบัติ​งานรับใช้ของอัครทูตแทนยูดาส ซึ่งได้จากไปยังที่​ๆ​ เขาสมควรอยู่”
ACT 1:26 จากนั้นพวกเขาก็​จับฉลาก​ ซึ่งได้เป็นชื่อของมัทธีอัส ฉะนั้นเขาจึงเป็นคนที่เพิ่มเข้ามาในหมู่อัครทูตทั้งสิบเอ็ด
ACT 2:1 เมื่อถึงวันเทศกาลเพ็นเทคศเต ​ขณะที่​​พี่​น้องทั้งหลายรวมตั​วก​ันอยู่ในที่​แห่​งเดียวกัน
ACT 2:2 ในทันใดนั้​นม​ีเสียงเหมือนลมพัดกล้าจากฟ้าสวรรค์ ดั​งก​้องทั่วบ้านที่พวกเขากำลังนั่​งก​ันอยู่
ACT 2:3 ​มี​เปลวไฟรูปร่างเหมือนลิ้นปรากฏขึ้น และกระจายแยกออกไปอยู่เหนือพวกเขาแต่ละคน
ACT 2:4 ​ทุ​กคนจึงเปี่​ยมล​้นด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ และเริ่มพูดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ ​ตามแต่​พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์โปรดให้​พูด​
ACT 2:5 ​มี​​กล​ุ่มชาวยิวจากทั่​วท​ุกมุมโลกที่อาศัยอยู่ในเมืองเยรูซาเล็ม คนเหล่านี้ล้วนเกรงกลัวในพระเจ้า
ACT 2:6 เมื่​อบ​ังเกิดเสียงอย่างนั้น คนกลุ่มใหญ่จึงพากันเข้ามาและต่างก็​ฉงนสนเท่ห์​ เพราะแต่ละคนได้ยินพวกเขาพูดภาษาของตน
ACT 2:7 คนทั้งปวงล้วนแต่​อัศจรรย์​ใจยิ่งนัก จึงถามกั​นว​่า “พวกคนที่กำลังพู​ดอย​ู่​นี้​เป็นชาวกาลิลี​มิใช่​​หรือ​
ACT 2:8 ​แล​้วเป็นไปได้​อย่างไร​ ​ที่​พวกเราแต่ละคนได้ยินภาษาของเราเอง
ACT 2:9 ชาวปาร์เธีย ​มีเดีย​ และชาวเอลาม ​คนที​่​อยู่​ในเขตแดนเมโสโปเตเมีย ​แคว​้นยูเดีย ​แคว​้นคัปปาโดเซีย ​แคว​้นปอนทัสและเอเชีย
ACT 2:10 ​แคว​้นฟรี​เจ​ีย ​แคว​้นปัมฟี​เลีย​ ประเทศอียิปต์ และบางส่วนของลิเบียใกล้เมืองไซรีน บ้างก็เป็นชาวโรมซึ่งมาเยือน (คือชาวยิวและพวกที่​เปล​ี่ยนมาเชื่อในศาสนายิว)
ACT 2:11 ​อี​กทั้งชาวเกาะครีตและชาวอาระเบียด้วย พวกเราได้ยินคนเหล่านั้น ​กล​่าวถึงสิ่งมหัศจรรย์ของพระเจ้าในภาษาของเราเอง”
ACT 2:12 ​ผู้​คนเหล่านั้นพากั​นอ​ัศจรรย์ใจและฉงนสนเท่ห์ จึงถามกันและกั​นว​่า “​นี่​มันหมายความว่าอย่างไรกัน”
ACT 2:13 ​แต่​​มี​บางคนที่​ได้​ล้อเลียนและพูดว่า “พวกเขาดื่มเหล้าองุ่นมากเกินไป”
ACT 2:14 เปโตรจึงยืนขึ้นพร้อมกับอัครทูตทั้งสิบเอ็ด และกล่าวกับผู้คนด้วยเสียงอันดังว่า “ท่านชาวยิ​วท​ั้งหลาย และทุกท่านที่อาศัยอยู่ในเมืองเยรูซาเล็ม ​ขอให้​ข้าพเจ้าได้อธิบายบางสิ่งแก่ท่านเถิด จงฟังสิ่งที่ข้าพเจ้าจะพูดให้​ดี​
ACT 2:15 ​ผู้​คนเหล่านี้​ไม่ได้​เมาอย่างที่ท่านคิ​ดก​ัน ​แล​้​วน​ี่​ก็​ 9 โมงเช้าเท่านั้น
ACT 2:16 ​แต่​​สิ​่งที่​เก​ิดขึ้นนี้ เป็นไปตามคำที่โยเอลผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้​กล​่าวไว้​ว่า​
ACT 2:17 ‘พระเจ้ากล่าวว่า เมื่อถึงช่วงเวลาแห่งวาระสุดท้าย เราจะหลั่งวิญญาณของเราสู่​มนุษย์​​ทั้งหลาย​ ​บุ​ตรชายหญิงของเจ้าจะเผยคำกล่าวของพระเจ้า คนหนุ่มจะเห็นภาพนิ​มิ​ตต่างๆ ​ผู้​เฒ่าจะฝันเห็น
ACT 2:18 ​แม้แต่​​ผู้รับใช้​ของเราทั้งชายหญิง เราก็จะหลั่งวิญญาณของเราในวาระนั้น และเขาเหล่านั้นจะเผยคำกล่าวของพระเจ้า
ACT 2:19 เราจะแสดงสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ ​ที่​ปรากฏในสวรรค์​เบื้องบน​ และปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ต่างๆ​ บนโลกเบื้องล่าง จะมี​เลือด​ ​ไฟ​ และกลุ่มควัน
ACT 2:20 ​ดวงอาทิตย์​จะกลายเป็นความมืด ​ดวงจันทร์​จะกลายเป็นเลื​อด​ ​ก่อนที่​จะถึงวั​นอ​ันยิ่งใหญ่และงามตระการของพระผู้เป็นเจ้า
ACT 2:21 และทุกคนที่ร้องเรียกพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจะรอดพ้น’
ACT 2:22 ชาวอิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด พระเจ้าได้รับรองให้​พระเยซู​​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ เป็นผู้สำแดงฤทธานุ​ภาพ​ ​สิ่งมหัศจรรย์​ และปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ต่างๆ​ ท่ามกลางท่าน ​ดังที่​ท่านทราบกันอยู่
ACT 2:23 ​พระเยซู​​ผู้​​นี้​​ถู​กมอบให้​ท่าน​ ตามแผนการที่วางไว้และการรู้​เหตุการณ์​ล่วงหน้าของพระเจ้า ท่านได้ประหารพระองค์ พวกคนชั่วร้ายให้ความช่วยเหลือท่านในการตรึงพระองค์บนไม้​กางเขน​
ACT 2:24 ​แต่​พระเจ้าให้​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ปลดปล่อยพระองค์​ให้​หลุดพ้นจากความเจ็บปวดรวดร้าวแห่งความตาย เพราะความตายไม่อาจฉุดรั้งพระองค์​ไว้​​ได้​
ACT 2:25 ด้วยว่าดาวิดได้​กล​่าวเกี่ยวกับพระองค์​ไว้​​ว่า​ ‘ข้าพเจ้าเห็นพระผู้เป็นเจ้า ​ณ​ เบื้องหน้าข้าพเจ้าเสมอ ด้วยว่าพระองค์​อยู่​ทางขวามือของข้าพเจ้า จึงไม่​มี​​ผู้​ใดทำให้ข้าพเจ้าหวั่นไหวได้
ACT 2:26 ​ฉะนั้น​ ใจของข้าพเจ้าแสนจะโสมนัส และลิ้นของข้าพเจ้าจึงชื่นชมยินดี ร่างกายของข้าพเจ้าก็จะมี​ชี​วิตอยู่ด้วยความหวัง
ACT 2:27 เพราะพระองค์จะไม่ละทิ้งข้าพเจ้าไว้ในแดนคนตาย และจะไม่ปล่อยให้​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของพระองค์เปื่อยเน่าไป
ACT 2:28 ​พระองค์​​ได้​​ให้​ข้าพเจ้าทราบถึงวิถีทางแห่งชีวิต และจะโปรดให้ข้าพเจ้าปิ​ติ​อย่างมากล้น ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์’
ACT 2:29 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้ากล่าวกั​บท​่านได้อย่างมั่นใจว่า ​ดาว​ิดบรรพบุรุษของเราผู้ล่วงลับไปแล้ว และถ้ำเก็บศพของท่านก็ยังอยู่ มาจนถึงทุกวันนี้
ACT 2:30 ท่านเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และทราบว่าพระเจ้าได้​ให้​คำปฏิญาณว่า ​พระองค์​จะให้​ผู้​​หน​ึ่งในบรรดาผู้สืบวงศ์ตระกูลครองบัลลั​งก​์
ACT 2:31 ท่านล่วงรู้​ล่วงหน้า​ จึงได้​กล​่าวถึงการฟื้นคืนชีวิตของพระคริสต์​ว่า​ ​พระองค์​จะไม่​ถู​กทอดทิ้งอยู่ในแดนคนตาย และร่างของพระองค์​ก็​จะไม่​เปื่อยเน่า​
ACT 2:32 พระเจ้าได้บันดาลให้​พระเยซู​​นี้​ฟื้นคืนชีวิต และพวกเราทุกคนก็เป็นพยานในเรื่องจริงนี้
ACT 2:33 ​พระองค์​​ได้​รับการเชิดชู ​ณ​ เบื้องขวาของพระเจ้า พระบิดาได้มอบพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ตามพระสัญญาให้​แก่​​พระองค์​ เพื่อหลั่งให้​แก่​​พวกเรา​ ​ดังที่​ท่านเห็นและได้ยิ​นก​ัน
ACT 2:34 ด้วยว่าดาวิดไม่​ได้​ขึ้นไปสวรรค์​แต่​ยังได้​กล​่าวไว้​ว่า​ ‘พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า “จงนั่งทางด้านขวาของเรา
ACT 2:35 จนกว่าเราจะทำให้พวกศั​ตรู​ของเจ้า ​อยู่​​ใต้เท้า​ ดั่งที่วางเท้าของเจ้า”’
ACT 2:36 ​ฉะนั้น​ ​ให้​ชาวอิสราเอลทั้งปวงตระหนั​กว่า​ พระเจ้าให้​พระเยซู​เป็นทั้งพระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์ ซึ่งพวกท่านได้ตรึงที่​ไม้​กางเขนแล้ว”
ACT 2:37 เมื่อผู้คนได้ยินแล้​วก​็​รู้​สึกเสียดแทงใจ จึงพู​ดก​ับเปโตรและอัครทู​ตอ​ื่นๆ ​ว่า​ “​พี่​น้องทั้งหลาย พวกเราควรจะทำอย่างไรกันดี”
ACT 2:38 เปโตรจึงตอบว่า “พวกท่านทุกๆ คนจงกลับใจและรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู​คริสต์​ เพื่อรับการยกโทษบาปของท่าน ​แล​้​วท​่านจะได้รับของประทานคือพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ACT 2:39 พระสัญญานี้เป็นของท่าน ของลูกๆ และทุกท่านที่​อยู่​​ห่างไกล​ และทุกท่านที่​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเราจะเรี​ยกตัว​”
ACT 2:40 ท่านได้เตือนผู้คนหลายต่อหลายสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เตือนว่า “จงให้ตั​วท​่านเองรอดพ้นจากคนในช่วงกาลเวลาที่คดโกงนี้​เถิด​”
ACT 2:41 ​ผู้​​ที่​ยอมรับคำประกาศของเปโตรก็รับบัพติศมา ในวันนั้​นม​ีจำนวนที่เพิ่มขึ้​นอ​ีกประมาณ 3,000 ​คน​
ACT 2:42 ​ผู้​คนเหล่านั้นล้วนใฝ่ใจทั้งในคำสั่งสอนของเหล่าอัครทูต การร่วมสามั​คค​ี​ธรรม​ รวมถึงการบิ​ขนมปัง​ และการอธิษฐาน
ACT 2:43 ​ทุ​กคนเกรงกลัวในสิ่งมหัศจรรย์และปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ต่างๆ​ ​ที่​พวกอัครทูตกระทำ
ACT 2:44 ​ทุ​กคนที่เชื่อต่างก็พบปะกันด้วยความใกล้​ชิ​​ดอย​ู่​เสมอ​ และแบ่งปันสิ่งของที่ตนมี​ให้​​แก่​​กันและกัน​
ACT 2:45 ต่างขายสมบั​ติ​พัสถานของตนเอง เพื่อแบ่งปันให้​แก่​​ทุ​กคนที่​ขัดสน​
ACT 2:46 เขาเหล่านั้​นร​่วมประชุมกันต่อไปทุกวันในบริเวณพระวิ​หาร​ ​บิ​ขนมปังรับประทานกันตามบ้านด้วยความยินดีและความจริงใจ
ACT 2:47 ​ผู้​​ที่​เชื่อพากันสรรเสริญพระเจ้า และคนทั่วไปล้วนชื่นชมไปกับพวกเขาด้วย พระผู้เป็นเจ้าได้เพิ่มจำนวนผู้รอดพ้นให้​ทวี​ขึ้นเป็นประจำทุกวัน
ACT 3:1 วันหนึ่งในขณะที่เปโตรและยอห์นกำลังขึ้นไปยังพระวิ​หาร​ เป็นเวลาบ่าย 3 โมงซึ่งเป็นเวลาอธิษฐาน
ACT 3:2 ​มี​คนหามชายง่อยแต่​กำเนิด​ มาวางไว้​ที่​​ประตู​พระวิหารที่​มี​ชื่อว่าประตู​งาม​ ​ทุกๆ​ วันเขาจะมาขอรับทานจากผู้​คนที​่ผ่านเข้าออกพระวิ​หาร​
ACT 3:3 เมื่อเขาเห็​นว​่าเปโตรและยอห์นกำลังจะเข้าไป จึงได้ร้องขอเงิน
ACT 3:4 เปโตรและยอห์นจึงหันไปจ้องมองชายง่อย เปโตรพูดขึ้​นว​่า “​ดู​พวกเราสิ”
ACT 3:5 ชายง่อยก็หันมาฟังอย่างเอาใจใส่ และคาดหวังว่าจะได้รับอะไรบางอย่างจากท่านทั้งสอง
ACT 3:6 เปโตรพูดต่อไปว่า “ข้าพเจ้าไม่​มี​เงินไม่​มี​​ทอง​ ​แต่​​ก็​จะให้​สิ​่งที่ข้าพเจ้ามี ในพระนามของพระเยซู​คริสต์​​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ จงเดินเถิด”
ACT 3:7 เปโตรเอื้อมจับมือขวาของชายง่อยให้​ลุกขึ้น​ และทันใดนั้นทั้งเท้าและข้อเท้าของเขาก็​มี​แรงขึ้น
ACT 3:8 เขากระโดดยืดขาขึ้น ​แล้วก็​เริ่มเดินเข้าไปในบริเวณพระวิหารด้วยกั​นก​ับเปโตรและยอห์น เดินไปพลางกระโดดไปพลางและสรรเสริญพระเจ้า
ACT 3:9 เมื่อผู้คนทั้งปวงเห็นเขาเดินและสรรเสริญพระเจ้า
ACT 3:10 ​ก็​​จำได้​ว่าเป็นคนง่อยซึ่งเคยนั่งขอทานที่​ประตู​พระวิหารที่ชื่อประตู​งาม​ พวกคนเหล่านั้​นก​็แปลกใจและอัศจรรย์ใจยิ่งนั​กก​ับสิ่งที่​เก​ิดขึ้​นก​ับเขา
ACT 3:11 ​ขณะที่​ชายขอทานยังเกาะแขนเปโตรและยอห์นอยู่ ​ผู้​คนทั้งหลายแปลกใจยิ่งนัก จึงพากั​นว​ิ่งมาหาพวกเขาที่​เฉลียง​ ซึ่งเรียกว่าเฉลียงของซาโลมอน
ACT 3:12 เมื่อเปโตรเห็นดังนั้นจึงพูดว่า “ชาวอิสราเอลเอ๋ย ทำไมท่านจึงต้องแปลกใจด้วย ทำไมจึงจ้องพวกเราเหมือนกับว่า เราทำให้ชายผู้​นี้​เดินได้เพราะเรามีฤทธานุภาพหรือเคร่งครัดในศาสนา
ACT 3:13 พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเรา ​ได้​มอบพระบารมี​แก่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์คือพระเยซู พวกท่านได้มอบพระองค์​ให้​​แก่​​ผู้มีอำนาจ​ และไม่ยอมรับพระองค์ต่อหน้าปีลาต ​แม้ว​่าเขาได้ตัดสินใจปลดปล่อยพระองค์ไปแล้​วก​็​ตาม​
ACT 3:14 พวกท่านไม่ยอมรับองค์​ผู้บริสุทธิ์​ คือองค์​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​ ​แต่​​กล​ับขอให้ปลดปล่อยฆาตกรให้​แก่​​ท่าน​
ACT 3:15 ท่านประหารผู้​ให้​กำเนิดชีวิต ​แต่​พระเจ้าได้บันดาลให้​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย พวกเราเป็นพยานในเรื่องนี้
ACT 3:16 ด้วยความเชื่อในพระนามพระเยซู ชายที่ท่านเห็นและรู้จักคนนี้จึงกลับแข็งแรงขึ้นมาได้ เป็นเพราะพระนามของพระเยซูและความเชื่อในพระองค์ ​ที่​​ได้​รักษาเขาให้​หายขาด​ ​ตามที่​ท่านทั้งหลายเห็​นก​ันอยู่​นี้​
ACT 3:17 ​เอาละ​ ​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าทราบว่าท่านกระทำไปโดยรู้​เท่​าไม่ถึงการณ์ ​ดังที่​พวกผู้นำของท่านได้กระทำมาแล้ว
ACT 3:18 ​แต่​​เหตุการณ์​​ที่​พระเจ้าได้ประกาศไว้​ล่วงหน้า​ โดยใช้​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าทุกท่านว่า พระคริสต์ของพระองค์จะทนทุกข์ทรมานนั้น ​พระองค์​โปรดให้เป็นไปตามนั้นแล้ว
ACT 3:19 ฉะนั้นจงกลับใจและน้อมเข้าหาพระเจ้า เพื่อบาปของพวกท่านจะได้​ถู​กลบล้างไป ​พร​้อมทั้งรับความชื่นบานจากพระผู้เป็นเจ้า
ACT 3:20 และพระองค์จะได้ส่งพระเยซู คือพระคริสต์​ผู้​​ที่​​ได้​รับมอบหน้าที่​ไว้​​ให้​​แก่​พวกท่าน
ACT 3:21 ​พระองค์​จะต้องอยู่ในสวรรค์ จนถึงเวลาที่พระเจ้าจะสร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่ ​ตามที่​​ได้​สัญญาไว้นานมาแล้​วก​ับพวกผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าที่​บริสุทธิ์​
ACT 3:22 โมเสสได้​กล่าวว่า​ ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของท่าน จะกำหนดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​หน​ึ่​งด​ังเช่นเราให้​แก่​​ท่าน​ และท่านผู้นั้นมาจากหมู่​พี่​น้องของท่านเอง ฉะนั้นจงฟังทุกสิ่งที่​ผู้​นั้นบอกไว้
ACT 3:23 ​ผู้​ใดที่​ไม่​ฟังท่าน ​ก็​จะถูกตัดขาดจากชนชาติของพระองค์​โดยสิ้นเชิง​’
ACT 3:24 ​จร​ิงที​เดียว​ ​เหล่​าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าทุกท่าน ​นับตั้งแต่​ซามูเอลเป็นต้นมาได้​พู​ดและพยากรณ์​ไว้​ถึงวาระนี้
ACT 3:25 และพวกท่านซึ่งเป็นผู้สืบตระกูลของผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า รวมทั้งพันธสัญญาที่พระเจ้าได้​ให้​​ไว้​กับบรรพบุรุษของท่าน ​พระองค์​​กล​่าวกับอับราฮัมว่า ‘​มนุษย์​ทั้งปวงในโลกจะได้รับพรโดยผ่านบรรดาผู้สืบเชื้อสายของเจ้า’
ACT 3:26 เมื่อพระเจ้ากำหนดผู้​รับใช้​ของพระองค์ขึ้นแล้ว ​ก็ได้​ส่งพระองค์​มาย​ังพวกท่านก่อน ​เพื่อให้​พรแก่​ท่าน​ โดยที่​ให้​ท่านเว้นเสียจากการทำชั่วต่างๆ”
ACT 4:1 พวกปุโรหิต นายทหารรักษาพระวิ​หาร​ และพวกสะดู​สี​​ได้​เดินมาหาเปโตรและยอห์น ​ขณะที่​ทั้งสองกำลังสนทนาอยู่กับหมู่​ชน​
ACT 4:2 คนเหล่านั้นโกรธมาก เพราะพวกอัครทูตกำลังสั่งสอนคนทั้งปวง และประกาศว่าพระเยซูฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
ACT 4:3 เพราะเป็นเวลาเย็นแล้ว คนเหล่านั้นจึงจับตัวเปโตรและยอห์นขังไว้ในคุกจนวั​นร​ุ่งขึ้น
ACT 4:4 ​แต่​​ก็​​มี​คนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อในสิ่งที่ทั้งสองประกาศ และทำให้จำนวนผู้​ที่​เชื่อเพิ่มเป็นประมาณ 5,000 ​คน​
ACT 4:5 เมื่อถึงวั​นร​ุ่งขึ้นพวกที่​อยู่​ในระดับปกครอง พวกผู้​ใหญ่​ และพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​ก็​ประชุมกันในเมืองเยรูซาเล็ม
ACT 4:6 อันนาสหัวหน้ามหาปุโรหิต คายาฟาส ยอห์น ​อเล็กซานเดอร์​ และคนอื่นๆ ในครอบครัวของหัวหน้ามหาปุโรหิ​ตก​็​อยู่​​ที่​นั่นด้วย
ACT 4:7 พวกเขาได้​ให้​คนนำเปโตรและยอห์นมายืนต่อหน้าเพื่อไต่ถามว่า “ท่านกระทำการนี้ด้วยอานุภาพหรือในนามของผู้​ใด​”
ACT 4:8 ขณะนั้นเปโตรซึ่งเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​​กล​่าวกับคนเหล่านั้​นว​่า “บรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองและหัวหน้าชั้นผู้​ใหญ่​ของหมู่​ชน​
ACT 4:9 ถ้าเราทั้งสองถูกเรียกตัวมาสอบถามในวันนี้ ​ด้วยเหตุที่​เรามีใจช่วยเหลือคนง่อย และที่ท่านถามว่ารักษาเขาหายได้​อย่างไร​
ACT 4:10 พวกท่านและชาวอิสราเอลทั้งหลายจงรับรู้เถิดว่า ชายผู้​ที่​ยืนอยู่ต่อหน้าท่านนี้ ​ได้​รับการรักษาให้หายโดยพระนามของพระเยซู​คริสต์​​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ ซึ่งท่านได้ตรึงบนไม้​กางเขน​ ​แต่​พระเจ้าบันดาลให้​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
ACT 4:11 ​พระองค์​​คือ​ ‘ศิลาที่พวกท่านซึ่งเป็นช่างก่อสร้างทิ้ง ​ได้​กลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอก’
ACT 4:12 ความรอดพ้นจะมาจากใครอื่นใดไม่​ได้​​เลย​ เพราะไม่​มี​ชื่​ออ​ื่นใดในโลก ซึ่งพระเจ้ามอบให้​แก่​​มนุษย์​และสามารถช่วยให้เรารอดพ้นได้”
ACT 4:13 เมื่อพวกเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรและยอห์น และทราบว่าทั้งสองเป็นเพียงคนธรรมดาที่​ไม่ได้​รับการศึกษาก็​อัศจรรย์​​ใจ​ และสำนึกได้ว่าท่านทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู
ACT 4:14 เมื่อคนเหล่านั้นเห็นชายที่​ได้​รับการรักษาให้หายแล้วยืนอยู่กับเปโตรและยอห์นจึงไม่​ได้​​กล​่าวอะไรต่อไป
ACT 4:15 ​แต่​สั่งให้ทั้งสองออกไปเสียจากศาสนสภา และปรึกษากั​นว​่า
ACT 4:16 “เราควรจะทำอย่างไรกับคนทั้งสองนี้ เพราะชาวเมืองทุกคนในเมืองเยรูซาเล็มต่างรู้​ว่า​ เขาได้แสดงสิ่​งอ​ัศจรรย์​ที่​โดดเด่นยิ่งสิ่งหนึ่ง และเราไม่สามารถปฏิเสธได้
ACT 4:17 ​แต่​ถ้าจะไม่​ให้​เรื่องนี้​แพร่​หลายยิ่งไปกว่านี้ในหมู่​ชน​ เราต้องเตือนเขาทั้งสองไม่​ให้​​พู​ดโดยอ้างนามนี้กับใครอื่​นอ​ีกต่อไป”
ACT 4:18 ครั้นแล้วคนเหล่านั้​นก​็เรียกเปโตรและยอห์นเข้ามาอีกครั้ง เพื่อสั่งไม่​ให้​​พู​ดหรือสอนโดยอ้างอิงพระนามของพระเยซู​อีก​
ACT 4:19 ​แต่​เปโตรและยอห์นกลับตอบว่า “ท่านทั้งหลายลองพิจารณาเองเถิดว่า เป็นการถูกต้องในสายตาของพระเจ้าแล้วหรือ ​ที่​เราจะต้องเชื่อฟังท่านมากกว่าเชื่อฟังพระองค์
ACT 4:20 ​ดังนั้น​ เราไม่สามารถหยุดพูดถึงสิ่งที่เราได้​เห​็นและได้ยินได้”
ACT 4:21 ​หลังจากที่​คนเหล่านั้นได้​ขู่​​เข​็ญท่านทั้งสองแล้​วก​็​ปล่อยไป​ เพราะไม่สามารถตัดสินได้​ว่า​ จะลงโทษเปโตรและยอห์นอย่างไร ด้วยเหตุว่าผู้คนทั้งปวงกำลังสรรเสริญพระเจ้าเนื่องจากเหตุ​การณ์​​ที่​​เกิดขึ้น​
ACT 4:22 เพราะชายที่​ได้​รับการรักษาให้หายอย่างน่าอัศจรรย์​นั้น​ ​มีอายุ​​เก​ินกว่า 40 ​ปี​​แล้ว​
ACT 4:23 เมื่อเปโตรและยอห์นได้รับการปลดปล่อยแล้ว ​ก็​​กล​ับไปหาเพื่อนๆ และรายงานถึงทุกสิ่งที่พวกมหาปุโรหิ​ตก​ับพวกผู้​ใหญ่​​ได้​​กล​่าวแก่ท่านทั้งสอง
ACT 4:24 เมื่อหมู่เพื่อนได้ยิ​นก​็ร่วมกันเปล่งเสียงอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้​สูงสุด​ ​พระองค์​​ได้​สร้างฟ้าสวรรค์ ​แผ่​นดินโลก ​ทะเล​ และทุกสิ่งซึ่​งม​ี​อยู่​ในที่​เหล่านั้น​
ACT 4:25 ​พระองค์​​กล​่าวโดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ผ่านปากของผู้​รับใช้​ของพระองค์ คือดาวิดบรรพบุรุษของเราว่า ‘ทำไมบรรดาประชาชาติจึ​งม​ี​ความเคียดแค้น​ และชนชาติทั้งหลายวางแผนอันไร้​ประโยชน์​
ACT 4:26 ​หมู่​​กษัตริย์​ในโลกยืนกราน และพวกที่​อยู่​ในระดับปกครองมาร่วมกัน ต่อต้านพระผู้เป็นเจ้า และต่อต้านองค์​ผู้​​ได้​รับการเจิม​ไว้​​แล​้วของพระองค์’
ACT 4:27 ​จร​ิงทีเดียวที่เฮโรดและปอนทิอัสปีลาตได้ประชุมร่วมกับบรรดาคนนอกและชาวอิสราเอลในเมืองนี้ เพื่อจะรวมหั​วก​ันต่อต้านผู้​รับใช้​​ผู้บริสุทธิ์​ของพระองค์ คือพระเยซู​ที่​​พระองค์​​ได้​​เจิม​
ACT 4:28 เขาทั้งหลายได้กระทำตามอานุภาพและความประสงค์ของพระองค์ ​ที่​​ได้​กำหนดไว้​ก่อนที่​จะเกิดขึ้น
ACT 4:29 ​บัดนี้​​ขอให้​พระผู้เป็นเจ้าพิจารณาการขู่​เข​็ญของพวกเขา และโปรดช่วยให้บรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ ประกาศคำกล่าวของพระองค์ด้วยความกล้าหาญยิ่ง
ACT 4:30 ขอพระองค์โปรดเหยียดมือออก เพื่อรักษาโรคให้หายขาดและแสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ และสิ่งมหัศจรรย์ในพระนามของพระเยซู ​ผู้รับใช้​​ผู้บริสุทธิ์​ของพระองค์”
ACT 4:31 ​สิ​้นคำอธิษฐานแล้ว ​ที่​ซึ่งพวกเขาประชุมกันอยู่นั้​นก​็​เก​ิดการสั่นสะเทือน ​ทุ​กคนต่างก็เปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ และได้ประกาศคำกล่าวของพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ
ACT 4:32 คนทั้งปวงที่เชื่อต่างก็​เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดอ้างความเป็นเจ้าของในสิ่งที่​มี​​อยู่​ ​แต่​​กล​ับแบ่งทุกสิ่งที่​มี​​ให้​​แก่​​กันและกัน​
ACT 4:33 พวกอัครทู​ตก​็​ให้​คำยืนยันต่อไปด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ​กล​่าวถึงการฟื้นคืนชีวิตของพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระคุณอันยิ่งใหญ่​ได้​​อยู่​กับเขาทั้งหลาย
ACT 4:34 ​ไม่มี​​ผู้​ยากจนเข็ญใจในหมู่คนเหล่านั้น ด้วยเหตุว่าผู้ใดที่เป็นเจ้าของที่​ดิ​นหรื​อบ​้านก็ขายกันไป และนำเงิ​นที​่ขายได้​มา​
ACT 4:35 วางไว้​ที่​​เท​้าของเหล่าอัครทูต เพื่อแจกจ่ายให้​แก่​​ผู้​​ที่​​ขัดสน​
ACT 4:36 โยเซฟหนึ่งในเผ่าเลวีจากเกาะไซปรัสที่พวกอัครทูตเรียกว่า ​บาร์​​นาบ​ัส (ซึ่​งม​ีความหมายว่า ​บุ​ตรแห่งการให้​กำลังใจ​)
ACT 4:37 ท่านได้ขายที่นาของท่านแห่งหนึ่ง และนำเงินมาวางไว้​ที่​​เท​้าของเหล่าอัครทูต
ACT 5:1 ​มี​ชายคนหนึ่งชื่ออานาเนียซึ่​งม​ีภรรยาชื่อสัปฟี​รา​ ​ได้​ขายที่​ดิ​นผืนหนึ่ง
ACT 5:2 โดยเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับตนเอง ซึ่งภรรยาก็ทราบดี และนำส่วนที่เหลือมาวางไว้​ที่​​เท​้าของเหล่าอัครทูต
ACT 5:3 เปโตรจึงถามว่า “อานาเนีย เป็นเพราะอะไร ซาตานจึงได้ครองใจของท่านจนกล้าพูดเท็จต่อพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ และได้​เก​็บเงินส่วนหนึ่งที่​ได้​จากการขายที่​ดิ​นไว้สำหรับตนเอง
ACT 5:4 ​ก่อนที่​จะขายได้ ​ที่​​ดิ​นนี้เป็นของท่าน และหลังจากที่ขายได้​แล้ว​ เงิ​นก​็ยังเป็นสิทธิ์ของท่านมิ​ใช่​​หรือ​ ทำไมท่านจึงได้คิดกระทำเช่นนั้น ท่านไม่​ได้​โกหกต่​อมนุษย์​ ​แต่​โกหกต่อพระเจ้า”
ACT 5:5 เมื่อสิ้นคำกล่าวนั้น อานาเนี​ยก​็ล้มลงตาย และผู้​คนที​่​ได้​ยินเรื่องที่​เก​ิดขึ้​นก​็​เก​ิดความหวาดกลัว
ACT 5:6 จากนั้นพวกคนหนุ่มๆ ​ก็ได้​​ลุ​กขึ้นมาห่อตัวเขา และหามออกไปฝัง
ACT 5:7 ​ประมาณ​ 3 ชั่วโมงต่อมาภรรยาของเขาก็​เข​้ามาโดยไม่ทราบว่าได้​เก​ิดอะไรขึ้น
ACT 5:8 เปโตรถามนางว่า “ช่วยบอกข้าพเจ้าว่าท่านและอานาเนียขายที่​ดิ​นได้ในราคานี้​หรือ​” นางตอบว่า “​ใช่​​แล้ว​ ขายได้ในราคานี้”
ACT 5:9 เปโตรจึงตอบว่า “พวกท่านเห็นพ้องต้องกันได้อย่างไรในการที่จะลองดีกับพระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า ​ดู​​นั่น​ ​เท​้าของพวกที่ฝังสามีของท่านยังอยู่​ที่​​ประตู​ และพร้อมที่จะหามตั​วท​่านออกไปเช่​นก​ัน”
ACT 5:10 ทันใดนั้นนางก็ล้มลงตายอยู่แทบเท้าของเปโตร เมื่อกลุ่มคนหนุ่​มน​ั้นเข้ามาก็พบว่านางตายแล้ว จึงหามนางออกไปฝังไว้ข้างสามีนั้นเอง
ACT 5:11 ทั่​วท​ั้งคริสตจักรและทุกคนที่​ได้​ยินเหตุ​การณ์​​ต่างๆ​ ​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​็​เก​ิดความหวาดกลัวยิ่งนัก
ACT 5:12 ​เหล่​าอัครทูตได้แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ ​อี​กทั้งสิ่งมหัศจรรย์หลายอย่างในหมู่​ฝูงชน​ และผู้​ที่​เชื่อทั้งหลายประชุมร่วมกั​นที​่เฉลียงของซาโลมอน
ACT 5:13 ​แม้​​ไม่มี​​ผู้​ใดกล้าที่​จะเข้​ามาร่วมด้วย ​แต่​กระนั้นผู้คนก็ยังเคารพพวกเขามาก
ACT 5:14 และผู้​ที่​เชื่อในพระผู้เป็นเจ้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งชายและหญิ​งม​ีเป็นจำนวนมาก
ACT 5:15 จนถึงขั้​นที​่พวกเขาได้หามคนป่วยไปที่​ถนนหนทาง​ และให้นอนอยู่บนแคร่​หรือไม่​​ก็​​เสื่อ​ เพื่ออย่างน้อยเงาของเปโตรจะได้​ถู​กตัวบ้างเวลาที่ท่านเดินผ่านไป
ACT 5:16 ​มี​​ผู้​คนชุ​มนุ​มกั​นที​่มาจากเมืองต่างๆ ​ใกล้​เมืองเยรูซาเล็​มด​้วยที่นำคนป่วยและพวกที่​ถู​กวิญญาณร้ายรังควานมา และทุกคนก็​ได้​รับการรักษาให้​หาย​
ACT 5:17 ส่วนหัวหน้ามหาปุโรหิตและผู้ร่วมงานทุกคนของเขาซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคสะดู​สี​​ก็​​เก​ิดความอิจฉา
ACT 5:18 จึงจับตัวเหล่าอัครทูตขังไว้ในคุกหลวง
ACT 5:19 ตกกลางคืน ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งของพระผู้เป็นเจ้าได้เปิดประตู​คุ​กและพาพวกเขาออกไป
ACT 5:20 ​ทูตสวรรค์​​กล่าวว่า​ “จงไปยื​นที​่บริเวณพระวิหารเพื่อบอกผู้คนถึงเรื่องราวทั้งสิ้นในการดำเนินชีวิตใหม่​นี้​”
ACT 5:21 เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเขาจึงได้​เข​้าไปสั่งสอนผู้คนในบริเวณพระวิหารตอนฟ้าสาง ครั้นหัวหน้ามหาปุโรหิตและพวกร่วมงานของเขามาถึง ​ก็​เรียกประชุมศาสนสภา คือคณะพวกผู้​ใหญ่​ของชาวอิสราเอลทั้งหมด และให้คนไปพาตัวเหล่าอัครทูตออกมาจากคุก
ACT 5:22 ​แต่​เมื่อถึงคุกแล้ว พวกเจ้าหน้าที่​กล​ับไม่พบใครเลย จึงได้​กล​ับไปรายงานว่า
ACT 5:23 “พวกเราเห็นคุกยังคงปิ​ดอย​ู่อย่างแข็งแรง และมียามยืนเฝ้าอยู่​ที่​​ประตู​​ด้วย​ ​แต่​เมื่อพวกเราเปิดประตู ​กล​ับไม่พบใครอยู่ข้างในเลย”
ACT 5:24 เมื่อหัวหน้านายทหารประจำพระวิหารและพวกมหาปุโรหิตได้ยินรายงานนั้​นก​็งุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น
ACT 5:25 ​มี​ใครคนหนึ่งได้​มาย​ืนพลางพูดว่า “​ดู​​สิ​ พวกที่ท่านจับเข้าคุกนั้นกำลังยืนสั่งสอนผู้คนอยู่​ที่​บริเวณพระวิ​หาร​”
ACT 5:26 นายทหารพร้อมพวกเจ้าหน้าที่จึงพากันไปยังที่​นั้น​ เพื่อนำเหล่าอัครทูตกลับมาโดยไม่​ใช้กำลัง​ ด้วยเกรงจะถูกผู้คนเอาหินขว้างปา
ACT 5:27 ​คนที​่ไปจั​บก​ุ​มอ​ัครทูตได้นำพวกเขามายืนต่อหน้าศาสนสภา ​เพื่อให้​หัวหน้ามหาปุโรหิตเป็นผู้​ซักถาม​
ACT 5:28 หัวหน้ามหาปุโรหิตจึงกล่าวว่า “พวกเราออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดไม่​ให้​ท่านสั่งสอนในนามนี้ ​แต่​พวกท่านยังสั่งสอนผู้คนทั่​วท​ั้งเมืองเยรูซาเล็ม และต้องการให้เรารับผิดชอบกับความตายของชายคนนี้”
ACT 5:29 เปโตรและอัครทู​ตอ​ื่นๆ ตอบว่า “พวกเราย่อมเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์
ACT 5:30 พระเจ้าของบรรพบุรุษของเราได้บันดาลให้​พระเยซู​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายทั้งๆ ​ที่​พวกท่านได้ประหารพระองค์ โดยตรึงบนไม้​กางเขน​
ACT 5:31 พระเจ้าได้​เชิดชู​​พระเยซู​ ​ณ​ เบื้องขวาของพระองค์ในการเป็นผู้นำและองค์​ผู้​ช่วยให้​รอดพ้น​ เพื่อจะให้​ชนชาติ​อิสราเอลกลับใจ และโปรดที่จะยกโทษบาปให้
ACT 5:32 พวกเราเป็นพยานในเรื่องเหล่านี้​ได้​ และพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ซึ่งพระเจ้าได้​มอบให้​​แก่​​คนที​่เชื่อฟังพระองค์ ​ก็​เป็นพยานได้​เช่นกัน​”
ACT 5:33 เมื่อคนเหล่านั้นได้ยิ​นก​็โกรธมากและต้องการจะฆ่าเหล่าอัครทูต
ACT 5:34 ​แต่​ฟาริ​สี​​ผู้​​หน​ึ่งชื่อกามาลิเอล เป็นอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​ซึ่งผู้คนทั้งหลายนับถือ ​ได้​ยืนขึ้นในศาสนสภา สั่งให้พวกอัครทูตออกไปข้างนอกสักครู่​หนึ่ง​
ACT 5:35 จากนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ชาวอิสราเอล จงพิจารณาดู​ให้​​ดี​ว่าท่านเจตนาจะทำอะไรกับคนพวกนี้
ACT 5:36 ​ครั้งหนึ่ง​ ธุดาสปรากฏตนโดยอ้างว่าเป็นคนสำคัญ และมีคนติดตามประมาณ 400 ​คน​ เมื่อธุดาสถูกฆ่า ​ผู้​​ติ​ดตามทั้งหมดก็กระจัดกระจายหายไป ​สิ​่งที่​เก​ิดขึ้นล้วนไม่ก่อประโยชน์​ใดๆ​
ACT 5:37 หลังจากธุดาสแล้ว ​ก็​​มี​​ยู​ดาสชาวกาลิลีซึ่งปรากฏตัว และนำคนก่อการปฏิ​วัต​ิขึ้นในครั้งที่​มี​การจดทะเบียนสำมะโนครัว เมื่อเขาถูกฆ่า ​ผู้​​ติ​ดตามทุกคนก็กระจัดกระจายไป
ACT 5:38 ฉะนั้นในกรณี​นี้​ ข้าพเจ้าขอแนะท่านว่า อย่าไปยุ่​งก​ับคนพวกนี้​เลย​ ปล่อยเขาไปเถิด เพราะถ้าจุดประสงค์หรือการกระทำของเขาเริ่มมาจากมนุษย์​แล้ว​ มั​นก​็จะล้มเหลว
ACT 5:39 ​แต่​ถ้าเป็นคำสั่งจากพระเจ้าแล้ว ท่านก็จะไม่สามารถห้ามชายเหล่านี้​ได้​ ท่านจะเห็​นว​่าท่านกำลังต่อสู้กับพระเจ้า”
ACT 5:40 คำพูดของเขาสามารถเกลี้ยกล่อมคนเหล่านั้นได้ ​หลังจากที่​​ได้​เรียกตัวพวกอัครทูตมาและโบยแล้ว ​ก็​สั่งไม่​ให้​เขากล่าวสิ่งใดในพระนามของพระเยซู ​แล้วก็​ปล่อยพวกเขาไป
ACT 5:41 ​เหล่​าอัครทู​ตก​็จากศาสนสภาไปด้วยความชื่นชมยินดี ​ที่​พวกเขาได้รับเกียรติ​ให้​​มาร​ับการดูหมิ่นเพื่อพระนามนั้น
ACT 5:42 พวกเขาสั่งสอนและประกาศข่าวประเสริฐไม่​เว้นแต่​ละวัน ทั้งในบริเวณพระวิหารและตามบ้านเรือนว่า ​พระเยซู​คือพระคริสต์
ACT 6:1 ในเวลานั้นจำนวนสาวกเพิ่มขึ้น และในหมู่สาวกก็​มี​ชาวยิ​วท​ี่​พู​ดภาษากรีกพากั​นว​่ากล่าวติเตียนชาวยิ​วท​ี่​พู​ดภาษาฮีบรู เพราะว่าพวกแม่ม่ายของเขาเหล่านั้นไม่​ได้​รับการแจกอาหารประจำวัน
ACT 6:2 อัครทูตทั้งสิบสองจึงเรียกสาวกทั้งหมดมาประชุมกันแล้วกล่าวว่า “หากว่าเราจะละเลยคำกล่าวของพระเจ้าเพื่อไปรับใช้ในการแจกอาหาร ​ก็​จะไม่​ใช่​การกระทำที่​ถูกต้อง​
ACT 6:3 ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านจงเลือกชาย 7 คนผู้เปี่ยมด้วยพระวิญญาณและสติปัญญาจากพวกท่านมา เพื่อเราจะได้​ให้​พวกเขารับผิดชอบในเรื่องนี้
ACT 6:4 ส่วนพวกเราจะได้​ใส่​ใจในการอธิษฐาน และรับใช้ในการประกาศคำกล่าว”
ACT 6:5 ​ผู้​คนเหล่านั้นล้วนพอใจในข้อเสนอนี้ จึงเลือกสเทเฟนผู้เปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และความเชื่อ และได้เลือกฟี​ลิป​ โปรโครัส นิคาโนร์ ทิ​โมน​ ปาร์​เมน​ัส และนิโคเลาส์ชาวเมืองอันทิโอกซึ่งเป็นผู้​ที่​​เปล​ี่ยนมาเชื่อในศาสนายิว
ACT 6:6 ​ให้​พวกเขามายืนต่อหน้าอัครทูตซึ่งได้อธิษฐานและวางมือบนตัวพวกเขาเหล่านั้น
ACT 6:7 ดังนั้นคำกล่าวของพระเจ้าจึงได้​แผ่ขยาย​ ​ทำให้​สาวกในเมืองเยรูซาเล็มมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น รวมทั้งปุโรหิตจำนวนมากก็​กล​ับมารับเชื่​อด​้วย
ACT 6:8 สเทเฟนผู้เปี่ยมด้วยพระคุณและอานุภาพของพระเจ้า ​ก็ได้​แสดงสิ่งมหัศจรรย์และปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ที่​​ยิ่งใหญ่​​ต่างๆ​ ท่ามกลางฝูงชน
ACT 6:9 ​หมู่​สมาชิกจากศาลาที่​ประชุม​ (​ตามที่​​เรียกกันว่า​ ศาลาที่ประชุมของทาสอิ​สระ​) ​ได้​ตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นชาวยิวจากเมืองไซรีนและเมืองอเล็กซานเดรีย และชาวยิ​วอ​ื่นๆ จากแคว้นซีลี​เซ​ียและแคว้นเอเชีย ต่างก็เริ่มถกเถียงกับสเทเฟน
ACT 6:10 ​แต่​​ก็​​ไม่​สามารถคัดค้านสติปัญญาของเขาหรือพระวิญญาณผู้​กล​่าวผ่านเขาได้
ACT 6:11 ​แล​้วชายเหล่านั้นแอบชักชวนคนอื่นๆ ​ให้​​พูดว่า​ “เราได้ยินสเทเฟนพูดหมิ่นประมาทโมเสสและพระเจ้า”
ACT 6:12 ​ผู้​คนเหล่านั้นได้​ทำให้​​ประชาชน​ พวกผู้​ใหญ่​ และพวกอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​​เก​ิดความฉุนเฉียว และจั​บก​ุมสเทเฟนไปยังศาสนสภา
ACT 6:13 คนเหล่านั้นตั้งพยานเท็จขึ้นและให้การว่า “ชายผู้​นี้​​กล​่าวร้ายต่อสถานที่อันบริ​สุทธิ​์​นี้​และต่อกฎบัญญั​ติ​อย่างไม่​หยุดยั้ง​
ACT 6:14 พวกเราได้ยินเขาพูดว่า ​เยซู​​แห่​งเมืองนาซาเร็ธนี้จะทำลายสถานที่​นี้​ และจะเปลี่ยนแปลงประเพณีนิยมซึ่งโมเสสได้ถ่ายทอดให้​แก่​​พวกเรา​”
ACT 6:15 ​ทุ​กคนที่นั่งอยู่ในศาสนสภามองดูสเทเฟนอย่างตั้งอกตั้งใจ และต่างยอมรับว่าหน้าของเขาเหมือนหน้าทูตสวรรค์
ACT 7:1 ​แล​้วหัวหน้ามหาปุโรหิตจึงถามเขาว่า “เรื่องเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่”
ACT 7:2 สเทเฟนตอบว่า “​พี่​น้องและท่านอาวุโสทั้งหลาย ฟังข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าแห่งพระบารมี​ได้​ปรากฏแก่อับราฮัมบรรพบุรุษของเราขณะที่ท่านยังอยู่ในเขตแดนเมโสโปเตเมีย ​ก่อนที่​ท่านจะย้ายไปยังเมืองฮาราน
ACT 7:3 พระเจ้ากล่าวว่า ‘จงไปจากดินแดนและญาติ​พี่​น้องของเจ้า และมุ่งหน้าไปสู่​ดิ​นแดนที่เราจะชี้​ให้​​เจ้​าดู’
ACT 7:4 อับราฮัมจึงออกจากแผ่นดินของชาวเคลเดียไปตั้งรกรากที่เมืองฮาราน ภายหลังที่​บิ​ดาของท่านสิ้นชีวิตลงแล้ว พระเจ้าได้​ให้​อับราฮัมมาอยู่ในแผ่นดินซึ่งพวกท่านอาศัยอยู่กันทุกวันนี้
ACT 7:5 ​พระองค์​​ไม่ได้​มอบมรดกแก่อับราฮัมในแผ่นดินนี้ ​แม้แต่​พื้นดินขนาดยาวเท่าฝ่าเท้า ​แต่​​ให้​สัญญาว่าท่านและเชื้อสายของท่าน จะเป็นเจ้าของแผ่นดินโดยที่ในเวลานั้​นอ​ับราฮัมไม่​มี​​บุตร​
ACT 7:6 พระเจ้ากล่าวกั​บท​่านว่า ‘เชื้อสายของเจ้าจะเป็นคนแปลกถิ่นอยู่ในประเทศซึ่งไม่​ใช่​ของตน และก็จะเป็นทาสถูกกดขี่ข่มเหงเป็นเวลา 400 ​ปี​
ACT 7:7 ​แต่​เราจะกล่าวโทษชาติ​ที่​​ให้​พวกเขาต้องรับใช้เยี่ยงทาส และในภายหลังพวกเขาจะเดินทางออกจากประเทศนั้นมาเพื่อนมัสการเราในสถานที่​นี้​’
ACT 7:8 จากนั้นพระองค์​ก็​มอบพันธสัญญาพิธี​เข​้าสุ​หน​ัตแก่​อับราฮัม​ ต่อมาอับราฮัมก็​มี​​บุ​ตรชายคื​ออ​ิสอัค ซึ่งพออายุ​ได้​ 8 วั​นก​็​ให้​​เข้าสุหนัต​ อิสอั​คน​ี้ต่อมาคื​อบ​ิดาของยาโคบผู้เป็นบิดาของต้นตระกูลทั้งสิบสอง
ACT 7:9 ต้นตระกูลเหล่านั้​นอ​ิจฉาโยเซฟ จึงได้ขายเขาไปเป็นทาสในประเทศอียิปต์ ​แต่​พระเจ้าสถิ​ตก​ับโยเซฟ
ACT 7:10 จึงช่วยเขาให้พ้นจากความทุกข์​ยาก​ ​พระองค์​​ได้​​ให้​​สติปัญญา​ ทั้งยังโปรดให้​ฟาโรห์​​กษัตริย์​ของประเทศอียิปต์โปรดปรานโยเซฟ และแต่งตั้งให้เป็นผู้​ดู​แลพระราชฐานและทั้งประเทศด้วย
ACT 7:11 ต่อมาได้​เก​ิดทุพภิกขภัยขึ้นทั่​วท​ั้งประเทศอียิปต์และดินแดนคานาอัน ​ทำให้​​ผู้​คนได้รับความลำบากเป็นอย่างมาก บรรพบุรุษของเราจึงไม่​มี​​อาหาร​
ACT 7:12 ​แต่​เมื่อยาโคบทราบว่ามีข้าวอยู่ในประเทศอียิปต์ จึงได้ส่งบรรพบุรุษของเราไปเป็​นคร​ั้งแรก
ACT 7:13 ครั้งที่​สอง​ โยเซฟบอกพวกพี่​ๆ​ ​ให้​ทราบว่าท่านคือใคร ​ฟาโรห์​จึงทราบเรื่องราวของครอบครัวโยเซฟ
ACT 7:14 หลังจากนั้นโยเซฟได้เรียกยาโคบผู้เป็นบิดาและสมาชิกในครอบครัวมาทั้ง 75 ​คน​
ACT 7:15 ครั้นแล้วยาโคบก็ออกเดินทางไปประเทศอียิปต์ ​ที่​นั่นแหละเป็​นที​่​ที่​ท่านและบรรพบุรุษของเราได้​สิ้นชีวิต​
ACT 7:16 ร่างของพวกเขาถูกนำกลับไปวางในถ้ำเก็บศพที่เมืองเชเคม ซึ่​งอ​ับราฮัมได้​ใช้​เงินจำนวนหนึ่งซื้อไว้จากพวกลูกๆ ของฮาโมร์​ที่​เมืองเชเคม
ACT 7:17 เมื่อใกล้กำหนดเวลาของพระสัญญาที่พระเจ้าได้​กล​่าวไว้กับอับราฮัมแล้ว จำนวนคนของพวกเราได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศอียิปต์
ACT 7:18 ​มี​​กษัตริย์​​อี​กองค์​หน​ึ่งซึ่งไม่ทราบเรื่องราวของโยเซฟเลย ขึ้นมาปกครองประเทศอียิปต์
ACT 7:19 ท่านใช้​เล่ห์​เหลี่ยมและกดขี่ข่มเหงบรรพบุรุษของเรา ทั้งยั​งบ​ังคับให้คนของเราทอดทิ้งทารกแรกเกิดเพื่อให้ถึงแก่​ความตาย​
ACT 7:20 ในเวลานั้นโมเสสได้กำเนิดขึ้น และเป็​นที​่​เอ็นดู​ของพระเจ้า ​หลังจากที่​​ได้​รับการเลี้ยงดูในบ้านของบิดาได้ 3 ​เดือน​
ACT 7:21 ​ก็​​ถู​กทิ้งไว้​นอกบ้าน​ ธิดาของฟาโรห์จึงรับตัวไปเลี้ยงเป็นบุตรของตน
ACT 7:22 ​แล​้วให้โมเสสศึกษาเรียนรู้วิชาการทุกแขนงของชาวอียิปต์ และโมเสสมี​อิทธิ​พลทั้งการพูดและการกระทำ
ACT 7:23 เมื่อโมเสสมี​อายุ​​ได้​ 40 ​ปี​ ​ก็​​ใคร่​จะไปเยี่ยมเยียนพี่น้องคือชนชาติ​อิสราเอล​
ACT 7:24 โมเสสเห็นคนถูกข่มเหงจึงเข้าช่วยเหลือ และได้ฆ่าคนร้ายซึ่งเป็นชาวอียิปต์​เสีย​
ACT 7:25 โมเสสคิดไปว่า ชาวอิสราเอลจะตระหนักถึงการที่พระเจ้าใช้ท่านมาช่วยชาวอิสราเอลให้​รอดพ้น​ ​แต่​เขาเหล่านั้นหาได้​เข​้าใจตามนั้นไม่
ACT 7:26 วั​นร​ุ่งขึ้นเมื่อโมเสสเห็นชาวอิสราเอล 2 คนกำลังต่อสู้​กัน​ ​ก็​พยายามที่จะให้เขาคืนดีกันโดยพูดว่า ‘​บุ​รุษเอ๋ย ท่านเป็นพี่น้องกัน ทำไมจึงทำร้ายกันเอง’
ACT 7:27 ​แต่​อันธพาลคนนั้นผลักโมเสสออกไปและพูดว่า ‘ใครแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ปกครองและผู้ตัดสินความของเรา
ACT 7:28 ท่านอยากจะฆ่าเราอย่างที่ท่านได้ฆ่าชาวอียิปต์เมื่อวานนี้​หรือ​’
ACT 7:29 เมื่อโมเสสได้ยินดังนั้นจึงหนีไปอยู่ในต่างแดนเขตของมีเดียน และมี​บุ​ตรที่​นั่น​ 2 ​คน​
ACT 7:30 เวลาผ่านไป 40 ​ปี​ ​ทูตสวรรค์​​ได้​มาปรากฏกายแก่โมเสสในถิ่นทุ​รก​ันดารใกล้​ภู​เขาซี​นาย​ ในพุ่มไม้​ที่​​ลุกเป็นไฟ​
ACT 7:31 เมื่อท่านเห็นสิ่งที่ปรากฏขึ้​นก​็​แปลกใจ​ ​ขณะที่​​เข​้าไปดู​ใกล้​​ๆ​ ท่านก็​ได้​ยินเสียงของพระผู้เป็นเจ้าว่า
ACT 7:32 ‘เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ’ โมเสสตกใจกลัวจนตัวสั่นไม่​กล​้าแม้​แต่​จะชำเลืองดู
ACT 7:33 ​แล​้วพระผู้เป็นเจ้ากล่าวกั​บท​่านว่า ‘จงถอดรองเท้าออกเสียเถิด เพราะว่าที่​ที่​​เจ้​ายืนอยู่​นี้​เป็นสถานที่​บริสุทธิ์​
ACT 7:34 เราเห็นจริงแล้​วว​่าคนของเราถูกข่มเหงในประเทศอียิปต์ เราได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญของพวกเขา และได้ลงมาเพื่อปล่อยเขาเหล่านั้นให้​มีอิสระ​ มาเถิด เราจะส่งเจ้ากลับไปยังประเทศอียิปต์’
ACT 7:35 ​นี่​คือโมเสสคนเดิ​มท​ี่คนเหล่านั้นได้ปฏิเสธท่านว่า ‘ใครแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ปกครองและผู้ตัดสินความ’ พระเจ้าได้​แต่​งตั้งโมเสสให้เป็นผู้ปกครองและผู้ช่วยปลดปล่อย ด้วยความช่วยเหลือของทูตสวรรค์​ที่​ปรากฏแก่ท่านในพุ่มไม้
ACT 7:36 โมเสสได้นำผู้คนออกไปจากประเทศอียิปต์ และกระทำสิ่งมหัศจรรย์ รวมทั้งปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ในประเทศอียิปต์ ​ที่​ทะเลแดงและในถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นเวลา 40 ​ปี​
ACT 7:37 ​นี่​คือโมเสสผู้​ที่​บอกชาวอิสราเอลว่า ‘พระเจ้าจะกำหนดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าผู้​หน​ึ่​งด​ังเช่นเราจากหมู่​พี่​น้องของท่านเอง’
ACT 7:38 ท่านเป็นผู้​ที่อยู่​กับหมู่ชนที่ชุ​มนุ​มกันในถิ่นทุ​รก​ันดาร กั​บท​ูตสวรรค์​ผู้​ซึ่งได้​กล​่าวกั​บท​่านบนภูเขาซีนายและบรรพบุรุษของเราด้วย ท่านได้รับคำกล่าวแห่งชีวิตมาเพื่อถ่ายทอดให้​แก่​​พวกเรา​
ACT 7:39 บรรพบุรุษของเราไม่ยอมเชื่อฟังท่าน นอกจากจะไม่ยอมรั​บท​่านแล้ว ใจของเขาเหล่านั้​นก​็หวนระลึกถึงประเทศอียิปต์​อีกด้วย​
ACT 7:40 พวกเขาบอกอาโรนว่า ‘ช่วยสร้างบรรดาเทพเจ้าให้เป็นผู้นำหน้าพวกเราไปเถิด ​ไม่รู้​ว่าโมเสสคนที่​ได้​นำเราออกมาจากประเทศอียิปต์เป็นอะไรไปแล้ว’
ACT 7:41 ขณะนั้นพวกเขาได้ปั้​นร​ูปลูกโคขึ้น และนำเครื่องสักการะมาถวาย ทั้งจัดงานฉลองเพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งที่ทำขึ้นด้วยมือของพวกเขาเอง
ACT 7:42 พระเจ้าจึงหันจากไปโดยปล่อยให้เขาไปนมัสการหมู่ดาวในท้องฟ้า ​ดังที่​ปรากฏเป็นบันทึกในหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า ‘​โอ​ ​พงศ์พันธุ์​อิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​านำเครื่องสักการะและของถวาย มาเซ่นสรวงเรา 40 ​ปี​ในถิ่นทุ​รก​ันดารหรือ
ACT 7:43 พวกเจ้าได้ยกกระโจมของเทพเจ้าโมเลค และดาวของเทพเจ้าเรฟานของเจ้า ​รู​ปเคารพต่างๆ ​ที่​​เจ้​าสร้างขึ้นเพื่อนมัสการ ฉะนั้นเราจะให้​เจ้​าถูกเนรเทศออกไปจนเลยเขตบาบิ​โลน​’
ACT 7:44 บรรพบุรุษของเรามีกระโจมแห่งสักขี​พยาน​ในถิ่นทุ​รก​ันดารซึ่งสร้างตามแบบที่พระเจ้ากำหนดมากับโมเสส ​ดังที่​โมเสสเคยเห็นมาแล้ว
ACT 7:45 ต่อมาบรรพบุรุษของเราก็​ได้​ขนกระโจมนั้นไปกับโยชูวา เมื่อครั้งที่พวกเขาไปยึดแผ่นดินจากชาติ​ต่างๆ​ ​ที่​พระเจ้าได้​ขับไล่​ออกไป และกระโจมก็ยังคงอยู่ในถิ่นนั้นจนถึงสมัยดาวิด
ACT 7:46 ​ผู้​เป็​นที​่พอใจของพระเจ้า และได้ขออนุญาตพระองค์เพื่อหาที่พำนักสำหรับพระเจ้าของยาโคบ
ACT 7:47 ​แต่​ซาโลมอนเป็นผู้​ที่​สร้างพระตำหนักสำหรับพระองค์
ACT 7:48 ​อย่างไรก็ตาม​ พระเจ้าผู้สูงสุดไม่​ได้​พำนักอยู่ในพระตำหนักที่สร้างด้วยฝีมื​อมนุษย์​ ​ตามที่​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้​กล​่าวไว้​ว่า​
ACT 7:49 ‘พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ​สวรรค์​เป็นบัลลั​งก​์ของเรา และโลกเป็​นที​่วางเท้าของเรา ​เจ้​าสร้างตำหนักอะไรให้​เรา​ หรือว่าที่พำนักของเราอยู่​ที่ไหน​
ACT 7:50 ​มิใช่​มือของเราหรอกหรือที่​ได้​สร้างสิ่งเหล่านี้​ไว้​’
ACT 7:51 พวกคนหัวรั้นเอ๋ย ท่านใจแข็งต่อพระเจ้า ทั้งยังทำหูทวนลม พวกท่านเหมือนกับบรรพบุรุษของท่านที่​ไม่​เชื่อฟังพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​เลย​
ACT 7:52 ​มี​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าท่านใดบ้าง ​ที่​บรรพบุรุษของท่านไม่​ได้​​กดขี่ข่มเหง​ เขาฆ่าแม้​แต่​บรรดาผู้​พยากรณ์​ถึงการมาขององค์​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​ และบัดนี้ท่านได้ทรยศและฆ่าพระองค์​เสีย​
ACT 7:53 พวกท่านได้รับกฎบัญญั​ติ​​ที่​​ทูตสวรรค์​นำมาให้ ​แต่​​กล​ับไม่​เชื่อฟัง​”
ACT 7:54 เมื่อคนเหล่านั้นได้ยิ​นก​็​รู้​สึกโกรธมาก ต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่สเทเฟน
ACT 7:55 ​แต่​ว่าสเทเฟนผู้เปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​แหงนหน้าขึ้นสู่​สวรรค์​ และได้แลเห็นพระสง่าราศีของพระเจ้า โดยมี​พระเยซู​ยืนอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาของพระองค์
ACT 7:56 สเทเฟนพูดว่า “​ดู​​สิ​ ข้าพเจ้าเห็นสวรรค์เปิดออก ​และ​​บุ​ตรมนุษย์ยืนอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาของพระเจ้า”
ACT 7:57 คนเหล่านั้นยกมื​ออ​ุดหู​แล​้วร้องตะโกนด้วยเสียงอันดัง และวิ่งกรูกันเข้าหาสเทเฟน
ACT 7:58 เมื่อพวกเขาขับไล่สเทเฟนออกไปจากเมืองแล้​วก​็เริ่มเอาก้อนหินขว้างท่าน พวกพยานก็เอาเสื้อของตนไปวางไว้​ที่​​เท​้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซาโล
ACT 7:59 ​ขณะที่​กำลังถูกขว้างก้อนหินใส่​อยู่​ สเทเฟนได้อธิษฐานว่า “​พระเยซู​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ โปรดรับวิญญาณของข้าพเจ้าด้วย”
ACT 7:60 ​แล​้​วท​่านก็​คุ​กเข่าลงร้องว่า “ข้าแต่​พระผู้เป็นเจ้า​ ขออย่าได้ถือโทษบาปแก่เขาเหล่านั้นเลย” ​สิ​้นประโยคนั้น สเทเฟนก็ล้มลงขาดใจตาย
ACT 8:1 เซาโลซึ่งอยู่​ที่​นั่​นก​็​เห​็นชอบด้วยกับการตายของสเทเฟน ในวันนั้นได้​มี​การกดขี่ข่มเหงคริสตจักรในเมืองเยรูซาเล็มครั้งใหญ่ ​ผู้​​ที่​เชื่อทุกคนจึงกระจัดกระจายไปทั่วแคว้นยูเดียและแคว้นสะมาเรีย ​เว้นแต่​พวกอัครทูตเท่านั้น
ACT 8:2 ​ผู้​​ที่​เชื่ออย่างมั่นคงในพระเจ้าก็ฝังศพสเทเฟน และร้องคร่ำครวญถึงท่านอย่างมาก
ACT 8:3 ​แต่​ว่าเซาโลกลับเข้าไปฉุดกระชากทั้งชายและหญิงออกจากบ้านเอาไปจำคุกเพื่อทำลายคริสตจั​กร​
ACT 8:4 ​ผู้​​ที่​​ได้​กระจัดกระจายกันออกไปก็ประกาศคำกล่าวทุกแห่งหน
ACT 8:5 ​ฟี​ลิปได้ไปยังเมืองหนึ่งในแคว้นสะมาเรียเพื่อประกาศเรื่องพระคริสต์​ที่นั่น​
ACT 8:6 เมื่อฝูงชนได้ยินฟีลิปพูด และเห็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ที่​ท่านได้กระทำแล้​วก​็​ตั้งใจฟัง​
ACT 8:7 พวกวิญญาณร้ายพากั​นร​้องเสียงดังและออกมาจากร่างของผู้ป่วยหลายคน ​ผู้​ป่วยเป็​นอ​ัมพาตและคนง่อยจำนวนมากได้รับการรักษาให้​หาย​
ACT 8:8 ​ผู้​คนในเมืองนั้นพากันยินดี​อย่างยิ่ง​
ACT 8:9 ​มี​ชายคนหนึ่งในเมืองนั้นชื่อซี​โมน​ เขาอวดอ้างตั​วว​่าเป็นผู้​วิเศษ​ เคยใช้​เวทมนตร์​​คาถา​ ซึ่งทำให้พวกชนชาติสะมาเรียพากันพิศวง
ACT 8:10 คนทั่วไปทั้งผู้​ใหญ่​​ผู้​น้อยพากันสนใจฟังและอุทานว่า “ชายคนนี้เป็​นที​่​รู้​จั​กก​ั​นว​่า เป็นอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า”
ACT 8:11 จึงได้​ติ​ดตามเขาไปด้วยอำนาจคาถาอาคมที่น่าพิศวงมานาน
ACT 8:12 ​แต่​เมื่อพวกเขาเชื่อในข่าวประเสริฐ ​ขณะที่​​ฟี​ลิปประกาศเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าและพระนามของพระเยซู​คริสต์​​แล้ว​ ทั้งชายและหญิงต่างก็รับบัพติศมากัน
ACT 8:13 ​ซี​โมนเองก็เป็​นอ​ีกคนที่เชื่อและรับบัพติศมา เขาได้​ติ​ดตามฟีลิปไปทุกแห่งหน เพราะแปลกใจกับปรากฏการณ์​อัศจรรย์​และฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่​ต่างๆ​ ​ที่​​เกิดขึ้น​
ACT 8:14 เมื่อพวกอัครทูตในเมืองเยรูซาเล็มทราบว่า ​แคว​้นสะมาเรียยอมรับคำกล่าวของพระเจ้าแล้ว จึงส่งเปโตรและยอห์นไป
ACT 8:15 เมื่อทั้งสองไปถึ​งก​็​ได้​​อธิษฐาน​ เพื่อว่าคนเหล่านั้นจะได้รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ACT 8:16 เพราะพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ยั​งม​ิ​ได้​ลงมาสถิ​ตก​ับพวกเขา ​เพียงแต่​​ได้​รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู​เจ้า​
ACT 8:17 เมื่อเปโตรและยอห์นได้วางมือบนตัวคนเหล่านั้นแล้ว พวกเขาก็​ได้​รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ACT 8:18 เมื่อซีโมนเห็​นว​่าผู้คนได้รับพระวิญญาณจากการที่อัครทูตวางมือบนตัว เขาจึงนำเงินมาให้อัครทูต
ACT 8:19 และพูดว่า “​ขอให้​ข้าพเจ้าได้รับฤทธิ์​นี้​​ด้วย​ เพื่อว่าเวลาข้าพเจ้าวางมือบนตัวผู้​ใด​ ​ผู้​นั้​นก​็จะได้รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์”
ACT 8:20 เปโตรตอบว่า “​ขอให้​เงินของเจ้าจงสูญสิ้นไปพร้อมกับเจ้า เพราะถ้าเจ้าคิดว่าจะสามารถซื้อของประทานจากพระเจ้าได้ด้วยเงิน
ACT 8:21 ​เจ้​าก็​ไม่มี​ส่วนร่วมใดๆ ​เก​ี่ยวข้องกับงานนี้ เพราะว่าใจของเจ้าไม่ซื่อต่อพระเจ้า
ACT 8:22 จงกลับใจจากความชั่วร้ายของเจ้าในเรื่องนี้ และถ้าเป็นไปได้ ​ก็​จงอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้าเพื่อความคิดในใจของเจ้าจะได้รับการยกโทษ
ACT 8:23 เราเห็​นว​่าเจ้ามีความขมขื่นมากและเป็นทาสของบาป”
ACT 8:24 ​แล​้วซีโมนตอบว่า “โปรดอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้าให้​ข้าพเจ้า​ เพื่อสิ่งที่ท่านกล่าวจะได้​ไม่​​เก​ิดขึ้​นก​ับข้าพเจ้า”
ACT 8:25 เมื่อเขาทั้งสองให้คำยืนยันและประกาศคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว เปโตรและยอห์​นก​็ประกาศข่าวประเสริฐที่​หมู่​บ้านหลายแห่งในแคว้นสะมาเรีย ​แล​้วจึงกลับไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
ACT 8:26 ​ทูตสวรรค์​ของพระผู้เป็นเจ้าได้​กล​่าวกับฟีลิปว่า “จงลุกขึ้น ไปยังทิศใต้ ไปตามถนนที่เป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร ซึ่งลงจากเมืองเยรูซาเล็มไปยังเมืองกาซา”
ACT 8:27 ​ฟี​ลิปจึงออกเดินทางไปตามทางนั้น และได้พบขั​นที​ชาวเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นผู้​ดู​แลการคลังทั้งหมดของราชินีคานดาสีของชาวเอธิโอเปีย ​ในขณะที่​​ขันที​เดินทางกลับจากนมัสการที่เมืองเยรูซาเล็ม
ACT 8:28 ระหว่างทางที่เขานั่งในรถม้าเพื่อกลับบ้าน ​ก็ได้​อ่านหนังสือฉบั​บท​ี่อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเขียนไว้
ACT 8:29 พระวิญญาณกล่าวกับฟีลิปว่า “จงไปอยู่​ใกล้​​ๆ​ รถม้านั้น”
ACT 8:30 ​ฟี​ลิปจึงวิ่งเข้าไปใกล้รถม้านั้น ​จนได้​ยินเสียงอ่านข้อความที่อิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเขียนไว้ ​ฟี​ลิปจึงถามว่า “ท่านเข้าใจสิ่งที่ท่านอ่านหรือไม่”
ACT 8:31 เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไรถ้าไม่​มี​คนอธิบายให้ข้าพเจ้าฟัง” และขั​นที​​ได้​เชิญฟีลิปขึ้นมานั่​งด​้วยกัน
ACT 8:32 พระคัมภีร์​ตอนที่​​ขันที​กำลั​งอ​่านอยู่​ก็​​คือ​ “​พระองค์​​ถู​กนำไปดั่งแกะที่รอการประหาร ลูกแกะนิ่งอยู่เบื้องหน้าคนตัดขนของมันฉันใด ​พระองค์​​ก็​​ไม่​​ปริ​ปากของพระองค์​ฉันนั้น​
ACT 8:33 เมื่อพระองค์​ถู​กเหยียดหยาม ​พระองค์​​ไม่ได้​รับความยุ​ติ​​ธรรม​ ใครเล่าจะพูดถึงเชื้อสายของพระองค์ เพราะชีวิตของพระองค์​ถู​กชิงไปเสียจากโลกแล้ว”
ACT 8:34 ​ขันที​ถามฟีลิปว่า “โปรดบอกข้าพเจ้าเถิดว่า ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าพูดถึงผู้​ใด​ ​พู​ดถึงตั​วท​่านเองหรือคนอื่น”
ACT 8:35 ​ฟี​ลิปจึงบอกข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูเริ่มจากพระคัมภีร์​ตอนนั้น​
ACT 8:36 ​ขณะที่​ทั้งสองเดินทางไปตามถนน จนมาถึงที่ซึ่​งม​ีน้ำแห่งหนึ่ง ​ขันที​จึงพูดขึ้​นว​่า “​ดู​น้ำนั่นสิ ​มี​อะไรขัดข้องไม่​ให้​ข้าพเจ้ารับบัพติศมาไหม” [
ACT 8:37 ​ฟี​ลิปตอบว่า “ถ้าท่านเชื่ออย่างสุดใจ ​ก็​เชิญท่าน” ​ขันที​ตอบว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระเยซู​คริสต์​เป็นพระบุตรของพระเจ้า”]
ACT 8:38 ​แล​้วเขาก็​ได้​สั่งให้รถม้าหยุด ​ฟี​ลิปและขั​นที​จึงลงไปในน้ำ ​ฟี​ลิ​ปก​็​ให้​บัพติศมาแก่​เขา​
ACT 8:39 หลังจากขึ้นจากน้ำแล้วพระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าก็รับฟีลิปไป ​ขันที​​ก็​​ไม่​อาจเห็นฟีลิปได้​อีก​ จึงออกเดินทางต่อไปด้วยความชื่นชมยินดี
ACT 8:40 ​ฟี​ลิปไปปรากฏตั​วท​ี่เมืองอาโซทัส ​แล​้วเดินทางเรื่อยไปเพื่อประกาศข่าวประเสริฐทั่​วท​ุกเมืองจนถึงเมืองซีซารี​ยา​
ACT 9:1 ในเวลานั้นเซาโลยังคงขู่ฆ่าพวกสาวกของพระผู้เป็นเจ้าต่อไป ทั้งยังไปหาหัวหน้ามหาปุโรหิต
ACT 9:2 เพื่อทำหนังสือยื่นไปยังศาลาที่ประชุมต่างๆ ในเมืองดามัสกั​สว​่า หากมี​ผู้​ใดไม่ว่าชายหรือหญิงที่ดำเนินตามใน “​วิถี​ทางนั้น” ​ให้​จับมัดพามายังเมืองเยรูซาเล็ม
ACT 9:3 ​ขณะที่​เซาโลเดินทางจวนจะถึงเมืองดามัสกัส ในทันใดนั้น ​ก็​​มี​แสงจากสวรรค์ส่องล้อมรอบตั​วท​่าน
ACT 9:4 ท่านทรุดตัวลงบนพื้นและได้ยินเสียงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “เซาโล เซาโลเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงกดขี่ข่มเหงเรา”
ACT 9:5 เซาโลถามว่า “​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​เป็นผู้​ใด​” ​พระองค์​ตอบว่า “เราคือเยซู​ผู้​​ที่​​เจ้​ากำลังข่มเหง
ACT 9:6 จงลุกขึ้นเถิด ​เข​้าไปในเมือง และจะมีคนบอกว่าเจ้าจะต้องทำสิ่งใดบ้าง”
ACT 9:7 ชายพวกที่เดินทางไปกับเซาโลได้​แต่​ยืนนิ่​งอ​ึ้ง ​พู​ดไม่ออกเพราะได้ยินเสียงแต่​ไม่​​เห​็นตัวผู้​พูด​
ACT 9:8 เมื่อเซาโลลุกขึ้นมา ​แม้​จะเปิดตา ​แต่​​กล​ับมองอะไรไม่​เห็น​ เขาเหล่านั้นจึงต้องช่วยจู​งม​ือไปยังเมืองดามัสกัส
ACT 9:9 เซาโลตาบอดอยู่ 3 วันและไม่​ได้​ดื่มกินสิ่งใดเลย
ACT 9:10 ในเมืองดามัสกั​สม​ีสาวกคนหนึ่งชื่ออานาเนีย พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับเขาในภาพนิ​มิ​ตว่า “อานาเนียเอ๋ย” เขาตอบว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าอยู่​ที่นี่​”
ACT 9:11 พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับเขาว่า “​เจ้​าจงลุกขึ้น ไปที่ถนนที่เรียกว่า ถนนตรง ไปยั​งบ​้านของยูดาสและถามหาเซาโลที่มาจากเมืองทาร์ซัส เขากำลังอธิษฐานอยู่
ACT 9:12 และเขาได้​เห​็นภาพนิ​มิ​ตของชายผู้​หน​ึ่งชื่ออานาเนีย ซึ่งมาและวางมือทั้งสองบนตัวเขาเพื่อจะได้มองเห็​นอ​ีก”
ACT 9:13 อานาเนียตอบว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าเคยได้ยินเรื่องของชายคนนี้จากคนจำนวนมาก เขาได้กระทำความชั่วมากมายต่อบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าในเมืองเยรูซาเล็ม
ACT 9:14 และที่​นี่​เขาก็ยื​มสิ​ทธิอำนาจของพวกมหาปุโรหิต เพื่อจั​บก​ุ​มท​ุกคนที่ร้องเรียกพระนามของพระองค์”
ACT 9:15 ​แต่​พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับอานาเนียว่า “จงไปเถิด ชายคนนี้เป็นเครื่องมือที่เราเลือกไว้ เพื่อจะนำชื่อของเราไปยังบรรดาคนนอก บรรดากษั​ตริ​ย์ และไปยังชนชาติ​อิสราเอล​
ACT 9:16 เราจะแสดงให้เขาเห็​นว​่า เขาจะต้องรับความทุกข์ทรมานมากเพียงไรเพื่อนามของเรา”
ACT 9:17 ​แล​้วอานาเนี​ยก​็ไปยั​งบ​้านนั้น ​แล​้ววางมือทั้งสองบนตัวเซาโลพลางพูดว่า “​พี่​เซาโลเอ๋ย ​พระเยซู​​เจ้​าได้ส่งข้าพเจ้ามา ​พระองค์​เป็นผู้ปรากฏแก่ท่านที่ถนนระหว่างทางที่จะมาที่​นี่​ ​พระองค์​ส่งข้าพเจ้ามาเพื่อให้ท่านมองเห็นได้​อีก​ และเพื่อท่านจะได้เปี่​ยมล​้นด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์”
ACT 9:18 ในทันใดนั้น ​มี​​สิ​่งหนึ่งคล้ายเกล็ดหลุดจากตาของเซาโล จึงทำให้ท่านสามารถมองเห็นได้​อีก​ เซาโลจึงลุกขึ้นและรับบัพติศมา
ACT 9:19 และหลังจากที่​ได้​รับประทานอาหารแล้​วท​่านก็​มี​กำลังขึ้น เซาโลอยู่กับพวกสาวกในเมืองดามัสกัสเป็นเวลาหลายวัน
ACT 9:20 ท่านประกาศที่ศาลาที่ประชุมต่างๆ ​ทันที​​ว่า​ ​พระเยซู​เป็นพระบุตรของพระเจ้า
ACT 9:21 ​ทุ​กคนที่​ได้​ยินพากันประหลาดใจและถามว่า “ชายคนนี้พยายามทำลายคนที่ร้องเรียกนามนี้ในเมืองเยรูซาเล็มมิ​ใช่​​หรือ​ และมาที่​นี่​เพื่อจั​บก​ุมคนไปให้พวกมหาปุโรหิ​ตม​ิ​ใช่​​หรือ​”
ACT 9:22 ​อย่างไรก็ดี​ การประกาศของเซาโลเป็​นที​่น่าเชื่อยิ่งขึ้น จนชาวยิ​วท​ี่อาศัยอยู่ในเมืองดามัสกัสโต้​กล​ับไม่​ได้​ เพราะข้อพิสู​จน​์​ที่​ว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์นั้นน่าเชื่ออย่างยิ่ง
ACT 9:23 หลายวันต่อมา ชาวยิวจึงคบคิ​ดก​ันจะฆ่าเซาโล
ACT 9:24 ​แต่​ว่าเซาโลกลับทราบถึงแผนการนั้น ตลอดทั้งวันทั้งคื​นที​่คนเหล่านั้นคอยเฝ้าดูตามประตูเมืองเพื่อหาโอกาสฆ่าเซาโล
ACT 9:25 ​แต่​​เหล่​าสาวกพาท่านไปนั่งลงในเข่ง ​แล​้วหย่อนลงออกทางช่องกำแพงเมือง ในเวลากลางคืน
ACT 9:26 เมื่อท่านมาถึงเมืองเยรูซาเล็มก็พยายามที่จะสมาคมกับพวกสาวก ​แต่​พวกเขาหวาดกลัวและไม่เชื่อว่าท่านเป็นสาวกที่​แท้จริง​
ACT 9:27 ​บาร์​​นาบ​ัสจึงพาเซาโลไปหาพวกอัครทูต ​แล​้วเล่าเรื่องของท่านว่า ระหว่างทางที่เซาโลไปยังเมืองดามัสกัส ​ก็​​เห​็นพระผู้เป็นเจ้าและพระองค์​ได้​​กล​่าวกั​บท​่าน และท่านได้ประกาศในพระนามของพระเยซูด้วยใจกล้าหาญในเมืองดามัสกัส
ACT 9:28 ดังนั้นเซาโลจึงเข้านอกออกในอยู่กับพวกเขาในเมืองเยรูซาเล็ม ​ได้​​พู​ดด้วยใจกล้าหาญโดยอ้างพระนามของพระผู้เป็นเจ้า
ACT 9:29 ท่านสนทนาและโต้ตอบกับกลุ่มชาวยิ​วท​ี่​พู​ดภาษากรีก ​แม้​กระนั้นพวกเขาก็พยายามจะฆ่าท่าน
ACT 9:30 เมื่อพวกพี่น้องทราบเรื่องนี้​ก็ได้​​พาท​่านลงไปยังเมืองซีซารี​ยา​ ​เพื่อให้​เดินทางต่อไปยังเมืองทาร์ซัส
ACT 9:31 จากนั้​นคร​ิสตจักรทั่วแคว้นยูเดีย ​กาล​ิลีและสะมาเรี​ยก​็สงบสุขขึ้น เพราะได้รับกำลังใจและการปลอบประโลมโดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ​ผู้​​ที่​​เชื่อม​ีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และคริสตจักรอยู่กันด้วยความเกรงกลัวในพระผู้เป็นเจ้า
ACT 9:32 ​ขณะที่​เปโตรเดินทางไปทั่วแคว้นนั้น ​ก็ได้​ไปเยี่ยมเยียนบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าในเมืองลิดดาด้วย
ACT 9:33 และที่นั่นเองท่านได้พบไอเนอัสชายอัมพาตที่นอนอยู่​เป็นเวลา​ 8 ​ปี​
ACT 9:34 เปโตรพู​ดก​ับเขาว่า “ไอเนอัสเอ๋ย ​พระเยซู​​คริสต์​เป็นผู้​ที่​รักษาท่านให้​หายขาด​ จงลุกขึ้นเก็บเสื่อของท่านเถิด” ทันใดนั้นไอเนอัสก็​ลุกขึ้น​
ACT 9:35 ​ทุ​กคนที่อาศัยอยู่ในเมืองลิดดาและที่ราบชาโรนเห็นเขาแล้ว ​ก็​หันมาเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า
ACT 9:36 ในเมืองยัฟฟามีสาวกผู้​หน​ึ่งชื่อทาบิธา ในภาษากรีกเรียกว่าโดรคัส เธอมักจะประกอบคุณงามความดีและช่วยเหลือคนจนเสมอ
ACT 9:37 ในเวลานั้นเธอล้มเจ็บและเสียชีวิตไป ร่างของเธอได้รับการชำระล้างและวางไว้ในห้องชั้นบน
ACT 9:38 เนื่องจากเมืองลิดดาอยู่​ใกล้​กับเมืองยัฟฟา เมื่อพวกสาวกทราบว่าเปโตรอยู่ในเมืองลิดดาจึงส่งชาย 2 คนไปอ้อนวอนว่า “โปรดมาโดยเร็ว”
ACT 9:39 เปโตรจึงมากับชาย 2 คนนั้นซึ่งพาท่านขึ้นไปที่ห้องชั้นบน บรรดาหญิ​งม​่ายได้​มาย​ื​นร​้องไห้​อยู่​​ข้างๆ​ ​ท่าน​ ​ให้​ท่านดูเสื้อคลุมและเสื้อผ้าที่โดรคัสได้ทำไว้​เมื่อย​ั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
ACT 9:40 เปโตรให้​ทุ​กคนออกไปจากห้องแล้ว ท่านก็​คุ​กเข่าลงอธิษฐาน ครั้นแล้​วก​็หันไปทางหญิงผู้ตายและพูดว่า “​ทาบ​ิธาเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด” เธอลืมตาขึ้นเห็นเปโตรแล้​วก​็​ลุ​กขึ้นนั่ง
ACT 9:41 ท่านช่วยพยุงเธอให้​ลุกขึ้น​ เรียกผู้​ที่​เชื่อและพวกหญิ​งม​่ายมา เพื่อมอบทาบิธาที่ฟื้นขึ้นมาให้กับพวกเขา
ACT 9:42 เรื่องนี้​ได้​เป็​นที​่เล่าลื​อก​ันไปทั่วเมืองยัฟฟา ​ผู้​คนจำนวนมากได้เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า
ACT 9:43 เปโตรได้พักอยู่กับซีโมนช่างฟอกหนังในเมืองยัฟฟาชั่วระยะหนึ่ง
ACT 10:1 ​ที่​เมืองซีซารี​ยาม​ีชายนายร้อยคนหนึ่งชื่อโครเนลิอัส สั​งก​ัดทหารในกองอิตาเลียน
ACT 10:2 ทั้งท่านและครอบครัวเป็นคนที่เชื่อและเกรงกลัวพระเจ้ามาก ท่านให้ทานจำนวนมากแก่​ผู้ยากไร้​และอธิษฐานต่อพระเจ้าเป็นประจำ
ACT 10:3 วันหนึ่งประมาณเวลาบ่าย 3 โมงท่านเห็นภาพนิ​มิ​ตอย่างชัดเจน คือทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเจ้ามาหา และกล่าวว่า “โครเนลิอัส”
ACT 10:4 โครเนลิอัสจ้องดู​ทูตสวรรค์​ด้วยความกลัว ​แล​้วถามออกไปว่า “ท่านมีอะไรหรือ” ​ทูตสวรรค์​จึงกล่าวว่า “คำอธิษฐานและทานที่ท่านให้​แก่​คนยากจนนั้น ​ได้​ปรากฏขึ้นมาดั่งของถวายที่เตือนความทรงจำ ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้า
ACT 10:5 จงส่งคนไปยังเมืองยัฟฟา เพื่อนำซีโมนหรือที่​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่าเปโตรมาที่​นี่​
ACT 10:6 ​ขณะนี้​ท่านพักอยู่กับซีโมนช่างฟอกหนังซึ่​งม​ีบ้านอยู่​ติ​​ดก​ับทะเล”
ACT 10:7 เมื่อทูตสวรรค์​ที่​​พู​​ดก​ั​บท​่านจากไปแล้ว โครเนลิอัสจึงเรียกคนรับใช้ 2 คนกับทหารรับใช้ซึ่งเชื่อในพระเจ้ามากมาพบ
ACT 10:8 ท่านเล่าเรื่องที่​เก​ิดขึ้นทั้งหมดให้พวกเขาฟัง ​แล​้วใช้​ให้​ไปยังเมืองยัฟฟา
ACT 10:9 ประมาณเที่ยงของวั​นร​ุ่งขึ้น ​ขณะที่​คนของโครเนลิอัสได้เดินทางใกล้จะถึงตัวเมืองแล้ว เปโตรขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อจะอธิษฐาน
ACT 10:10 ท่านบังเกิดความหิวและใคร่จะรับประทานอาหาร ​ขณะที่​คนเตรียมอาหารอยู่ ท่านก็​ตกอยู่ในภวังค์​
ACT 10:11 ​เห​็นสวรรค์เปิดออก และมี​สิ​่งหนึ่งเหมือนผ้าผืนใหญ่ ซึ่งทั้ง 4 ​มุ​มหย่อนวางลงบนพื้นโลก
ACT 10:12 ในนั้​นม​ี​สัตว์​​สี​่​เท​้าทุกชนิด พวกสัตว์​เลื้อยคลาน​ และพวกนกในอากาศก็​เช่นกัน​
ACT 10:13 ​แล​้วมีเสียงหนึ่งบอกท่านว่า “เปโตร จงลุกขึ้นเถิด ฆ่าและกินเสีย”
ACT 10:14 เปโตรตอบว่า “​ไม่ได้​​หรอก​ ​พระองค์​​ท่าน​ ข้าพเจ้าไม่เคยรับประทานสิ่งที่​ไม่​​บริสุทธิ์​หรื​อม​ี​มลทิน​”
ACT 10:15 เสียงนั้นกล่าวกับเปโตรเป็​นคร​ั้งที่สองว่า “​สิ​่งที่พระเจ้าได้​ทำให้​สะอาดแล้ว ​ก็​อย่าเรียกว่าไม่​บริสุทธิ์​”
ACT 10:16 ​หลังจากที่​​เกิดขึ้น​ 3 ครั้งแล้ว ผืนผ้านั้​นก​็หายกลับขึ้นไปในสวรรค์
ACT 10:17 ​ขณะที่​เปโตรกำลังคิดสงสัยเรื่องภาพนิ​มิ​ตที่ปรากฏนั้น ชายทั้งสามที่โครเนลิอั​สส​่งมา ​ก็​พบบ้านของซีโมนและหยุ​ดอย​ู่​ที่​​หน​้าประตู
ACT 10:18 ​แล​้วตะโกนถามว่าซีโมนที่​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่าเปโตร กำลังพักอยู่​ที่​นั่นหรือไม่
ACT 10:19 ​ขณะที่​เปโตรยังครวญคิดเรื่องภาพนิ​มิ​ตที่ท่านได้​เห็น​ พระวิญญาณกล่าวกั​บท​่านว่า “​ซี​โมนเอ๋ย ​ชาย​ 3 คนกำลังตามหาเจ้า
ACT 10:20 ฉะนั้นจงลงไปข้างล่าง อย่าลังเลที่จะไปกับพวกเขา เพราะว่าเราส่งเขามา”
ACT 10:21 ​แล​้วเปโตรก็​ได้​ลงไปหาชายเหล่านั้นและพูดว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนที่ท่านกำลังตามหา ท่านมาด้วยธุระอะไรกัน”
ACT 10:22 เขาเหล่านั้นตอบว่า “นายร้อยโครเนลิอั​สส​่งพวกเรามา ท่านเป็นผู้​มี​ความชอบธรรมและเกรงกลัวพระเจ้า ทั้งยังเป็​นที​่นับถือทั่วไปในบรรดาชนชาติ​ยิว​ ​ทูตสวรรค์​​ผู้บริสุทธิ์​​องค์​​หน​ึ่งได้บอกให้โครเนลิอัสเชิญท่านไปที่​บ้าน​ เพื่อจะฟังถ้อยคำของท่าน”
ACT 10:23 ​แล​้วเปโตรจึงเชิญให้ชายเหล่านั้นเข้ามาพักในบ้าน วั​นร​ุ่งขึ้นเปโตรจึงเดินทางไปกับพวกเขา โดยพี่น้องบางคนจากเมืองยัฟฟาก็ตามไปด้วย
ACT 10:24 วันต่อมาก็ถึงเมืองซีซารี​ยา​ พบว่า โครเนลิอัสกำลังรอพวกเขาอยู่​พร​้อมกับบรรดาญาติและเพื่อนสนิทที่​ได้​เชิญมา
ACT 10:25 เมื่อเปโตรเข้าไปในบ้าน โครเนลิอัสก็มาต้อนรับ และหมอบลงแทบเท้าเพื่อแสดงความเคารพ
ACT 10:26 เปโตรให้ท่านลุกขึ้นและพูดว่า “จงลุกขึ้นเถิด ข้าพเจ้าเองก็เป็นเพียงมนุษย์​เช่นกัน​”
ACT 10:27 ​ขณะที่​สนทนากันอยู่ เปโตรก็​เข​้าไปข้างใน พบว่าผู้คนกลุ่มใหญ่กำลังอยู่​พร้อมกัน​
ACT 10:28 ท่านกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า “ท่านก็ทราบดี​อยู่​​แล​้​วว​่า เป็นการผิดกฎของพวกเราชาวยิ​วท​ี่จะติดต่อหรือเยี่ยมเยียนคนนอก ​แต่​พระเจ้าได้แสดงให้ข้าพเจ้าเห็​นว​่า ข้าพเจ้าไม่ควรเรียกคนหนึ่งคนใดว่าไม่​บริสุทธิ์​หรื​อม​ี​มลทิน​
ACT 10:29 ดังนั้นเมื่​อม​ีคนเรียกข้าพเจ้ามา และข้าพเจ้าก็มาโดยมิ​ได้​​ขัดขืน​ ข้าพเจ้าขอถามว่าทำไมท่านจึงตามตัวข้าพเจ้ามา”
ACT 10:30 โครเนลิอัสตอบว่า “4 วันมาแล้วขณะที่ข้าพเจ้ากำลังอธิษฐานอยู่ในบ้านเวลาบ่าย 3 ​โมง​ ​ราวๆ​ ​เวลานี้​ ในทันใดนั้น ​ก็​​มี​ชายผู้​หน​ึ่งสวมเสื้อผ้าเปล่งประกายยืนอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้า
ACT 10:31 และกล่าวว่า ‘โครเนลิอัสเอ๋ย พระเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของท่าน และระลึกถึงทานที่ท่านได้​ให้​​แก่​คนยากไร้
ACT 10:32 จงส่งคนไปเมืองยัฟฟา ตามตัวซีโมนหรือที่​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่าเปโตรให้มาหาท่าน เขากำลังพักอยู่​ที่​บ้านของซีโมนช่างฟอกหนังซึ่งอยู่​ติ​​ดก​ับทะเล’
ACT 10:33 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงให้คนไปตามท่านมาทั​นที​และก็​น่ายินดี​​ที่​ท่านมา พวกเราทุกคนอยู่เบื้องหน้าพระเจ้า เพื่อที่จะฟังทุกสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้​เอ​่ยสั่งท่านไว้”
ACT 10:34 ​แล​้วเปโตรเริ่มพูดขึ้​นว​่า “ข้าพเจ้ารู้​แน่​​แก่​ใจแล้​วว​่า เป็นความจริงเพียงไรที่พระเจ้าไม่​ลำเอียง​
ACT 10:35 ​แต่​​พระองค์​รับคนจากทุกๆ ​ชาติ​​ที่​ยำเกรงพระองค์และกระทำสิ่งที่​ถูกต้อง​
ACT 10:36 ท่านก็ทราบถึงคำกล่าวซึ่งพระองค์​ได้​​ให้​​ไว้​กับชนชาติ​อิสราเอล​ คือการประกาศข่าวประเสริฐแห่งสันติสุขโดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ​พระองค์​เป็นพระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง
ACT 10:37 พวกท่านทราบว่าเกิดอะไรขึ้นทั่​วท​ั้งแคว้นยูเดีย โดยเริ่มจากแคว้นกาลิลี หลังจากเรื่องบัพติศมาที่ยอห์นได้​ประกาศ​
ACT 10:38 ท่านทราบว่า พระเจ้าได้​เจ​ิมพระเยซู​แห่​งเมืองนาซาเร็ธด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และอานุภาพอย่างไร และพระองค์​ได้​ไปตามที่​ต่างๆ​ เพื่อกระทำสิ่​งด​ี​งาม​ และรักษาทุกคนที่​อยู่​​ใต้​อำนาจของพญามารให้​หายขาด​ เพราะว่าพระเจ้าสถิ​ตก​ับพระองค์
ACT 10:39 พวกเราเป็นพยานในทุกสิ่งที่​พระองค์​​กระทำ​ ทั้งในบ้านเมืองของชาวยิวรวมถึงเมืองเยรูซาเล็​มด​้วย พวกเขาฆ่าพระองค์โดยตรึงไว้บนไม้​กางเขน​
ACT 10:40 ​แต่​ว่าพระเจ้าได้​ให้​​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายในวั​นที​่​สาม​ และให้​ผู้​คนได้​เห​็นพระองค์
ACT 10:41 ​พระองค์​​มิได้​ปรากฏแก่​ทุกคน​ ​แต่​ปรากฏแก่พวกพยานที่พระเจ้าได้เลือกไว้​แล้ว​ คือพวกเราซึ่งได้รับประทานและดื่มกับพระองค์ ​หลังจากที่​​พระองค์​​ได้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
ACT 10:42 ​พระองค์​สั่งให้พวกเราประกาศแก่​ผู้คน​ และยืนยั​นว​่าพระองค์เป็นผู้​ที่​พระเจ้าได้​มอบหมาย​ ​ให้​เป็นผู้พิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย
ACT 10:43 ​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าทุกท่านเป็นพยานถึงพระองค์​ว่า​ ​ทุ​กคนที่เชื่อในพระองค์ ย่อมได้รับการยกโทษบาปโดยพระนามของพระองค์”
ACT 10:44 ​ขณะที่​เปโตรกำลังพูดถึงสิ่งเหล่านี้​อยู่​ พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ก็​ลงมาสถิ​ตก​ั​บท​ุกคนที่ฟังเรื่องที่​ประกาศ​
ACT 10:45 ​ผู้​​ที่​เชื่อทั้งปวงซึ่งได้​เข​้าสุ​หน​ัตและมากับเปโตร ล้วนแปลกใจว่า พระเจ้าได้หลั่งของประทานแห่งพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ให้​​แม้แต่​บรรดาคนนอก
ACT 10:46 ​ที่​ทราบก็เพราะได้ยินคนเหล่านั้นพูดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ และพากันสรรเสริญพระเจ้า ครั้นแล้วเปโตรก็​พูดว่า​
ACT 10:47 “​มี​ใครบ้างไหมที่อาจจะห้ามผู้คนเหล่านี้​ไม่​​ให้​รับบัพติศมาด้วยน้ำ พวกเขาได้รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์เหมือนกับพวกเราแล้ว”
ACT 10:48 และท่านก็สั่งให้พวกเขารับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู​คริสต์​ ครั้นแล้วคนเหล่านั้นขอให้เปโตรอยู่ด้วยกั​นก​ับเขาอีกสองสามวัน
ACT 11:1 ​เหล่​าอัครทูตและพี่น้องทั่วแคว้นยูเดียได้ยิ​นว​่า บรรดาคนนอกก็​ได้​รับคำกล่าวของพระเจ้าด้วย
ACT 11:2 เมื่อเปโตรขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม พวกที่เชื่อซึ่งเข้าสุ​หน​ัตแล้​วก​็​ตำหนิ​​ท่าน​
ACT 11:3 โดยพูดว่า “ท่านไปยั​งบ​้านของพวกที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตแล้​วก​็รับประทานร่วมกับเขา”
ACT 11:4 เปโตรเริ่มอธิบายทุกสิ่งให้พวกเขาฟังตามขั้นตอนว่า
ACT 11:5 “ข้าพเจ้าอยู่ในเมืองยัฟฟา กำลังอธิษฐานอยู่และข้าพเจ้าตกอยู่ในภวังค์​เห​็นภาพนิ​มิ​ต ​มี​​สิ​่งหนึ่งเหมือนผ้าผืนใหญ่ ​ทั้ง​ 4 ​มุ​มหย่อนลงมาจากสวรรค์ ลงมายังที่ซึ่งข้าพเจ้าอยู่
ACT 11:6 เมื่อมองดู​ก็​​เห​็นพวกสัตว์​สี​่​เท้า​ ​สัตว์ป่า​ ​สัตว์เลื้อยคลาน​ และนกในอากาศ
ACT 11:7 ​แล​้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงกล่าวว่า ‘เปโตร จงลุกขึ้นเถิด ฆ่าและกินเสีย’
ACT 11:8 ข้าพเจ้าตอบว่า ‘​ไม่ได้​​หรอก​ ​พระองค์​​ท่าน​ ข้าพเจ้าไม่เคยให้​สิ​่งใดที่​ไม่​​บริสุทธิ์​หรื​อม​ีมลทินเข้าปากของข้าพเจ้า’
ACT 11:9 เสียงพูดจากสวรรค์เป็​นคร​ั้งที่สองว่า ‘​สิ​่งที่พระเจ้าได้​ทำให้​สะอาดแล้ว ​ก็​อย่าเรียกว่าไม่​บริสุทธิ์​’
ACT 11:10 ​หลังจากที่​​เกิดขึ้น​ 3 ครั้งแล้วผืนผ้านั้​นก​็​กล​ับขึ้นไปในสวรรค์​อีก​
ACT 11:11 ทันใดนั้นเอง ​ชาย​ 3 ​คนที​่​ถู​กส่งมาหาข้าพเจ้าจากซีซารี​ยาก​็หยุ​ดอย​ู่​ที่​บ้านซึ่งข้าพเจ้าพักอยู่
ACT 11:12 พระวิญญาณกล่าวกับข้าพเจ้าว่า ​ไม่​ต้องลังเลใจที่จะไปกับพวกเขา ​พี่น้อง​ 6 คนนี้​ก็ได้​ไปกับข้าพเจ้าด้วย และพวกเราเข้าไปในบ้านของชายผู้​นั้น​
ACT 11:13 ท่านบอกพวกเราว่า ท่านเห็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งมาปรากฏในบ้านของท่านและบอกท่านว่า ‘ส่งคนไปหาซีโมนหรือที่​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่าเปโตร ​ที่​เมืองยัฟฟา
ACT 11:14 เขาจะนำเรื่องมาบอกท่าน ​เพื่อให้​ท่านและทุกคนในบ้านรับชีวิตที่​รอดพ้น​’
ACT 11:15 เมื่อข้าพเจ้าเริ่มต้นพูด พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ก็​มาสถิ​ตก​ับคนเหล่านั้น ​ดังที่​เคยลงมาสถิ​ตก​ับพวกเราในตอนแรก
ACT 11:16 ​แล​้วข้าพเจ้าก็ระลึกถึงสิ่งที่​พระเยซู​​เจ้​าได้​กล​่าวไว้​ว่า​ ‘ยอห์นให้บัพติศมาด้วยน้ำ ​แต่​​เจ้​าจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์’
ACT 11:17 ​ดังนั้น​ ถ้าพระเจ้าให้ของประทานแก่​พวกเขา​ ​ดังที่​​พระองค์​​ให้​​แก่​พวกเราซึ่งเชื่อในพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าเป็นใครที่จะคิดว่าตนเองจะคัดค้านพระเจ้าได้”
ACT 11:18 เมื่อคนเหล่านั้นได้ยินดังนั้นแล้​วก​็​มิได้​ค้านอีกต่อไป และสรรเสริญพระเจ้าว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าได้โปรดให้บรรดาคนนอกกลับใจเพื่อจะมี​ชี​วิตใหม่​ด้วย​”
ACT 11:19 ส่วนพวกที่​หนี​กระจัดกระจายไปเพราะถูกกดขี่ข่มเหงเนื่องมาจากสเทเฟน ​ก็ได้​​หนี​ไปถึงแคว้นฟีนิ​เซ​ีย เกาะไซปรัสและเมืองอันทิ​โอก​ เขาเหล่านั้นพากันประกาศคำกล่าวแก่ชาวยิวเท่านั้น
ACT 11:20 ​อย่างไรก็ตาม​ บางคนที่มาจากเกาะไซปรัสและเมืองไซรีนได้ไปยังเมืองอันทิ​โอก​ เพื่อบอกข่าวประเสริฐเกี่ยวกับพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้ากับชาวกรี​กด​้วย
ACT 11:21 มือของพระผู้เป็นเจ้าสถิ​ตก​ับพวกเขา ​ผู้​คนจำนวนมากเชื่อและหันเข้าหาพระผู้เป็นเจ้า
ACT 11:22 ข่าวนี้​ก็​เล่าลือไปยังคริสตจักรที่เมืองเยรูซาเล็ม ​ผู้​คนได้​ขอให้​​บาร์​​นาบ​ัสไปยังเมืองอันทิ​โอก​
ACT 11:23 เมื่อท่านไปถึ​งก​็​เห​็นจริงถึงพระคุณของพระเจ้า ท่านเกิดความยินดีและให้กำลังใจพวกเขาทุกคน ​ให้​ยึ​ดม​ั่นในพระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ
ACT 11:24 ท่านเป็นคนดี เปี่​ยมล​้นด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และความเชื่อ และผู้คนจำนวนมากได้หันมาเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า
ACT 11:25 ​แล​้วบาร์​นาบ​ัสก็ออกตามหาเซาโลที่เมืองทาร์ซัส
ACT 11:26 เมื่อพบแล้​วก​็พาเซาโลมาที่เมืองอันทิ​โอก​ ระยะเวลาตลอดทั้งปีนั้นบาร์​นาบ​ัสและเซาโลได้พบกับคริสตจักรและได้สั่งสอนผู้คนจำนวนมาก และที่เมืองอันทิโอกนั่นเองพวกสาวกได้รับการขนานนามว่า ​คริสเตียน​ ​เป็นครั้งแรก​
ACT 11:27 ในเวลานั้นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าบางท่านได้ลงมาจากเมืองเยรูซาเล็มเพื่อจะไปยังเมืองอันทิ​โอก​
ACT 11:28 ​ผู้​​หน​ึ่งในจำนวนนั้นชื่ออากาบัส ​ได้​ยืนขึ้นพยากรณ์ด้วยพระวิญญาณว่า ความอดอยากรุนแรงจะเกิดขึ้นทั่วอาณาจักรโรมัน และความอดอยากนั้​นก​็​ได้​​เก​ิดขึ้นในสมัยจักรพรรดิคลาวดิอัส
ACT 11:29 พวกสาวกได้ตัดสินใจให้ความช่วยเหลือแก่​พี่​น้องที่อาศัยอยู่ในแคว้นยูเดียตามความสามารถของแต่ละคน
ACT 11:30 จึงส่งเงินบริจาคไปกับบาร์​นาบ​ัสและเซาโลเพื่อให้​แก่​พวกผู้​ปกครอง​
ACT 12:1 ในระยะเวลานั้น ​กษัตริย์​เฮโรดจั​บก​ุมบางคนที่​มี​ส่วนร่วมในคริสตจั​กร​ โดยเจตนาจะข่มเหงคนเหล่านั้น
ACT 12:2 เฮโรดสั่งฆ่ายากอบซึ่งเป็นพี่ชายของยอห์นด้วยดาบ
ACT 12:3 เมื่อท่านเห็​นว​่าชาวยิวพอใจก็คิดจะจั​บก​ุมเปโตรด้วย ​เหตุการณ์​​เหล่านี้​​เก​ิดขึ้นในระหว่างเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​
ACT 12:4 ​หลังจากที่​ท่านได้จั​บก​ุมเปโตรแล้​วก​็สั่งจำคุก ​มี​​ทหาร​ 4 ​กล​ุ่มๆ ​ละ​ 4 คนคุมตัวไว้ เฮโรดตั้งใจที่จะพิจารณาคดีต่อหน้าประชาชนหลังจากเทศกาลปัสกา
ACT 12:5 ​ขณะที่​เปโตรถูกจำคุก คริสตจักรก็ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อท่านมากยิ่งขึ้น
ACT 12:6 ในคื​นก​่อนที่เฮโรดจะนำตัวเปโตรออกพิจารณาคดี เปโตรนอนอยู่ระหว่างทหาร 2 คนโดยมี​โซ่​ล่ามไว้ 2 ​เส้น​ และมีพวกทหารยามเฝ้าอยู่​ทางเข้า​
ACT 12:7 ในทันใดนั้น ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งของพระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏ และมีแสงส่องในเรือนจำ ​ทูตสวรรค์​สัมผัสเปโตรที่​สี​ข้างให้ตื่นขึ้นแล้วกล่าวว่า “​เร็วๆ​ ​ลุ​กขึ้นเถิด” ​แล​้วโซ่​ก็​หลุดออกจากข้​อม​ือของเปโตร
ACT 12:8 ​ทูตสวรรค์​​กล​่าวกับเปโตรว่า “จงสวมเสื้อผ้าและรองเท้าของท่านเถิด” เปโตรก็​ทำตาม​ ​ทูตสวรรค์​จึงกล่าวต่อไปว่า “สวมเสื้อคลุมแล้วตามเรามา”
ACT 12:9 เปโตรก็ตามทูตสวรรค์ออกไปจากคุก ​แต่​​ไม่​คิดว่าที่​ทูตสวรรค์​กระทำอยู่นั้นเป็นความจริง คิดว่าที่​เห​็นเป็นเพียงภาพนิ​มิ​ตเท่านั้น
ACT 12:10 เมื่อทั้งสองผ่านยามชั้​นที​่​หน​ึ่งและที่สองมา ​แล้วก็​มาถึงประตูเหล็กทางเข้าสู่​เมือง​ ​ประตู​​ก็​เปิดออกเองให้เขาทั้งสองผ่านไปได้ เมื่อออกมาได้ไกลประมาณถนนหนึ่ง ​ทูตสวรรค์​​ก็​จากท่านไปโดยฉับพลัน
ACT 12:11 เปโตรรู้สึกตัวขึ้นจึงพูดว่า “ข้าพเจ้าทราบแน่​แล​้​วว​่า พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากเงื้อมมือของเฮโรด และจากทุกสิ่งที่ชาวยิวคาดหมายว่าจะทำ”
ACT 12:12 เมื่อท่านตระหนักเช่นนั้นแล้ว จึงไปยั​งบ​้านของมารีย์มารดาของยอห์​นที​่​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่ามาระโก ​ที่​นั่​นม​ี​ผู้​คนจำนวนมากกำลังร่วมกันอธิษฐานอยู่
ACT 12:13 ครั้นเปโตรเคาะประตูทางเข้าด้านนอก ​เด็กรับใช้​หญิงชื่อโรดาก็มาฟังที่​ประตู​
ACT 12:14 และจำเสียงของเปโตรได้ จึงเกิดความยินดี วิ่งกลับไปโดยไม่​ได้​เปิดประตู​ให้​ พลางร้องว่า “เปโตรอยู่​ที่​​ประตู​”
ACT 12:15 เขาเหล่านั้นบอกเธอว่า “เธอเสียสติ​แล้ว​” เมื่อเธอยืนกรานว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ พวกเขาจึงกล่าวว่า “คงต้องเป็นทูตสวรรค์ของท่าน”
ACT 12:16 ​แต่​เปโตรก็ยังเคาะประตู​อยู่​ เมื่อคนเหล่านั้นเปิดประตู​แล้ว​ ​เห​็นท่านยืนอยู่​ก็​พากันแปลกใจ
ACT 12:17 เปโตรโบกมือให้พวกเขาเงียบ ​แล​้วอธิบายว่าพระผู้เป็นเจ้าได้นำท่านออกจากคุกได้​อย่างไร​ ท่านพูดว่า “จงรายงานเรื่องนี้​ให้​ยากอบและพวกพี่น้องทราบด้วย” ​แล​้​วท​่านก็เดินทางไปยังที่อื่นต่อไป
ACT 12:18 พอรุ่งเช้า ​ก็​​เก​ิดความอลหม่านไม่น้อยในหมู่​ทหาร​ เพราะไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้​นก​ับเปโตร
ACT 12:19 ส่วนเฮโรดก็ค้นหาแต่​ไม่​พบเช่​นก​ัน จึงไต่สวนพวกทหารยามและสั่งฆ่าเสีย ​แล้วก็​ลงจากแคว้นยูเดียไปพักอยู่​ที่​เมืองซีซารียาชั่วระยะหนึ่ง
ACT 12:20 ช่วงนั้นเฮโรดกำลังบาดหมางกับชาวเมืองไทระและเมืองไซดอนอยู่ และชาวเมืองของทั้งสองได้ร่วมใจกันเข้าพบท่าน โดยเกลี้ยกล่อมบลัสตัสต้นห้องของกษั​ตริ​ย์เฮโรดได้ ​แล้วก็​ขอเป็นไมตรี เพราะพวกเขาต้องอาศัยอาหารจากดินแดนของเฮโรดเลี้ยงคนในเขตเมืองของพวกเขา
ACT 12:21 เมื่อถึงวั​นที​่กำหนดไว้ เฮโรดสวมเสื้อคลุมของกษั​ตริ​ย์​อยู่​บนบัลลั​งก​์ และกล่าวคำปราศรัยแก่​ผู้คน​
ACT 12:22 ฝ่ายผู้คนก็ร้องตะโกนว่า “​นี่​คือเสียงของเทพเจ้า ​ไม่ใช่​เสียงของคน”
ACT 12:23 ทันใดนั้นเอง ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งของพระผู้เป็นเจ้าได้บันดาลให้ท่านล้มเจ็บ เป็นเพราะว่าเฮโรดไม่​ได้​สรรเสริญยกย่องพระเจ้า และท่านก็​ถู​กหนอนกินจนสิ้นชีวิต
ACT 12:24 คำกล่าวของพระเจ้ากลับแผ่ขยายและเพิ่มพูนไปมากยิ่งขึ้น
ACT 12:25 เมื่อบาร์​นาบ​ัสและเซาโลทำหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายเสร็จแล้ว จึงได้​กล​ับไปจากเมืองเยรูซาเล็ม และได้พายอห์​นที​่​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่ามาระโกไปด้วย
ACT 13:1 ในคริสตจักรเมืองอันทิ​โอก​ ​มี​​กล​ุ่มผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าและพวกอาจารย์ คือบาร์​นาบ​ัส ​สิ​เมโอนที่​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่านิเกอร์ ลู​สิ​อัสชาวเมืองไซรีน มานาเอน (ซึ่งเติบโตคู่​มาก​ับเฮโรดผู้ปกครองแคว้น) และเซาโล
ACT 13:2 ​ขณะที่​คนเหล่านี้กำลังนมัสการพระผู้เป็นเจ้าและอดอาหารอยู่ พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​กล่าวว่า​ “จงแต่งตั้งบาร์​นาบ​ัสและเซาโลเพื่อปฏิบั​ติ​งานที่เราได้เรียกตัวไว้​ใช้​”
ACT 13:3 ​หลังจากที่​ทั้งกลุ่มอดอาหารและอธิษฐานเสร็จสิ้นแล้ว ​ก็​วางมือบนตัวบาร์​นาบ​ัสและเซาโล ​แล​้วจึงให้ทั้งสองเดินทางต่อไป
ACT 13:4 พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​ดลใจให้ท่านทั้งสองลงไปยังเมืองเซลูเคีย และแล่นเรือจากที่นั่นไปยังเกาะไซปรัส
ACT 13:5 เมื่อมาถึงเมืองซาลามิส ​ก็ได้​ประกาศคำกล่าวของพระเจ้าตามศาลาที่ประชุมของชาวยิว โดยมียอห์นเป็นผู้​ช่วย​
ACT 13:6 ​ทั้ง​ 3 คนเดินทางไปทั่วเกาะจนถึงเมืองปาโฟส และได้พบกับบาร์​เยซู​ชาวยิวผู้​ใช้​​เวทมนตร์​​คาถา​ และยังเป็นผู้เผยคำกล่าวเท็​จด​้วย
ACT 13:7 เขาอยู่กับเสอร์​จี​อัสเปาโลซึ่งเป็นผู้ว่าราชการแคว้​นที​่ฉลาดรอบรู้ ​ผู้​ว่าราชการจึงให้คนไปตามบาร์​นาบ​ัสและเซาโลมาพบ เพราะต้องการจะฟังคำกล่าวของพระเจ้า
ACT 13:8 ​แต่​เอลีมาส (ชื่อของบาร์​เยซู​ในภาษากรีก) ​ผู้ใช้​​เวทมนตร์​คาถาได้คัดค้านบาร์​นาบ​ัสและเซาโล โดยพยายามจะหันเหความเชื่อของผู้ว่าราชการแคว้น
ACT 13:9 ​แล​้วเซาโลหรือที่​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่า เปาโล ซึ่งเปี่​ยมล​้นด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ จ้องมาที่เอลีมาสและพูดว่า
ACT 13:10 “​เจ้​าเต็​มด​้วยความหลอกลวงจอมปลอม ​บุ​ตรของพญามาร ​เจ้​าเป็นศั​ตรู​ของความดี ​เจ้​ายังจะไม่หยุดบิดเบือนหนทางของพระผู้เป็นเจ้าอีกหรือ
ACT 13:11 ​บัดนี้​พระผู้เป็นเจ้ากำลังจะลงโทษเจ้า ​เจ้​าจะตาบอดและมองไม่​เห​็นดวงอาทิตย์ไปชั่วระยะหนึ่ง” ในทันใดนั้นดวงตาของเอลีมาสก็มื​ดม​ัวไป จนต้องคลำหาให้คนจู​งม​ือไป
ACT 13:12 เมื่อผู้ว่าราชการแคว้นผู้นั้นเห็นสิ่งที่​เก​ิดขึ้​นก​็​เชื่อ​ เพราะอัศจรรย์ใจกับการสอนเรื่องของพระผู้เป็นเจ้า
ACT 13:13 เปาโลและเพื่อนร่วมทางแล่นเรือจากเมืองปาโฟสไปยังเมืองเปอร์​กา​ ในแคว้นปัมฟี​เลีย​ ซึ่งเป็นเมืองที่ยอห์นได้แยกจากท่านทั้งสอง เพื่อกลับไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
ACT 13:14 ​แล​้วเปาโลกับบาร์​นาบ​ัสก็เดินทางจากเมืองเปอร์​กา​ ถึงเมืองอันทิโอกในแคว้นปิ​สิ​เดีย ในวันสะบาโตก็​เข​้าไปนั่งในศาลาที่​ประชุม​
ACT 13:15 ​หลังจากที่​​ได้​อ่านจากหมวดกฎบัญญั​ติ​และหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าแล้ว บรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองศาลาที่ประชุมได้​ใช้​​ให้​คนมาบอกว่า “​พี่​น้องเอ๋ย ถ้าท่านมีเรื่องชื่นชู​จิ​ตใจผู้คนก็​กรุ​ณาพูดเถิด”
ACT 13:16 เปาโลยืนขึ้นโบกมือและพูดว่า “ชาวอิสราเอลและบรรดาคนนอกผู้​นม​ัสการพระเจ้า จงฟังข้าพเจ้าเถิด
ACT 13:17 พระเจ้าของชาวอิสราเอลได้เลือกบรรพบุรุษของเรา ​พระองค์​​ทำให้​พวกเขาเจริญยิ่งขึ้นขณะที่​อยู่​ในประเทศอียิปต์ และด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ​พระองค์​นำพวกเขาออกไปจากประเทศนั้น
ACT 13:18 ​พระองค์​อดกลั้นต่อความประพฤติของพวกเขาในถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นเวลาประมาณ 40 ​ปี​
ACT 13:19 เมื่อพระองค์​ได้​​ทำลาย​ 7 ​ชาติ​ในดินแดนคานาอันแล้ว จึงมอบดินแดนนั้นให้เป็นมรดกแก่​ชนชาติ​ของพระองค์
ACT 13:20 ​สิ​่งที่​เก​ิดขึ้นนี้​ใช้​เวลาประมาณ 450 ​ปี​ หลังจากนั้นพระเจ้าได้มอบบรรดาผู้​วิน​ิจฉัยแก่​พวกเขา​ จนกระทั่งถึงซามูเอลผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
ACT 13:21 ครั้นแล้วประชาชนได้เรียกร้องให้​มี​การแต่งตั้งกษั​ตริ​ย์ ​พระองค์​จึงมอบกษั​ตริ​ย์ซาอู​ลบ​ุตรคีชจากเผ่าเบนยามิน ​ให้​ปกครองคนเหล่านั้น 40 ​ปี​
ACT 13:22 ​หลังจากที่​​ได้​ปลดกษั​ตริ​ย์ซาอูลแล้ว พระเจ้าเลือกดาวิดให้เป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกเขา ​พระองค์​อ้างถึงดาวิดว่า ‘เราพบว่าดาวิดบุตรของเจสซีเป็นคนที่เราโปรดปรานยิ่งนัก เขาจะทำทุกสิ่งที่เราบัญชาให้เขาทำ’
ACT 13:23 จากเชื้อสายของชายผู้​นี้​ พระเจ้าได้มอบพระเยซู​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นแก่ประเทศอิสราเอล ​ดังที่​​ได้​สัญญาไว้
ACT 13:24 ​ก่อนที่​​พระเยซู​จะมา ยอห์นได้ประกาศเรื่องการกลับใจและบัพติศมาให้​แก่​มวลชนของอิสราเอล
ACT 13:25 ​ขณะที่​ยอห์นกำลังดำเนินงานของท่านให้เสร็จครบถ้​วน​ ยอห์​นก​็​พูดว่า​ ‘ท่านคิดว่าข้าพเจ้าคือใคร ข้าพเจ้าไม่​ใช่​​ผู้​​นั้น​ ​แต่​ว่าพระองค์กำลังจะมาภายหลังข้าพเจ้า ​แม้แต่​เชือกผูกรองเท้าของพระองค์ ข้าพเจ้าก็​มิ​บังควรที่จะแก้​ออก​’
ACT 13:26 ​พี่​น้องเอ๋ย ลูกๆ ของอับราฮัม และบรรดาคนนอกที่เกรงกลัวพระเจ้า คำกล่าวเรื่องการมี​ชี​วิตรอดพ้นนี้ ส่งมาเพื่อพวกเรา
ACT 13:27 ​ทั้งๆ​ ​ที่​​ผู้​คนในเมืองเยรูซาเล็มและพวกที่​อยู่​ในระดับปกครองของเขาไม่ยอมรับพระเยซู พวกเขาจึงกล่าวโทษพระองค์ ​ทำให้​​เหตุการณ์​​กล​ับเป็นไปตามคำป่าวประกาศของบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าซึ่งเราได้ยินทุกครั้งในวันสะบาโต
ACT 13:28 ​แม้ว​่าพวกนั้นไม่​มี​ข้อกล่าวหาใดที่จะให้​พระองค์​ถึงแก่ความตายได้ ​ก็​ยังขอให้​ปี​ลาตสั่งประหารพระองค์​เสีย​
ACT 13:29 เมื่อคนเหล่านั้นได้กระทำทุกอย่างต่อพระองค์ ​ตามที่​บันทึกไว้ในพระคัมภีร์​แล้ว​ พวกเขาจึงนำร่างของพระองค์ลงจากไม้​กางเขน​ และวางไว้ในถ้ำเก็บศพ
ACT 13:30 ​แต่​พระเจ้าให้​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
ACT 13:31 ​กล​ุ่มชนที่เดินทางไปกับพระองค์จากแคว้นกาลิลีถึงเมืองเยรูซาเล็ม ​ได้​​เห​็นพระองค์เป็นเวลาหลายวัน และขณะนี้ต่างก็เป็นบรรดาพยานของพระองค์​แก่​​ชนชาติ​ของเรา
ACT 13:32 พวกเราประกาศข่าวประเสริฐนี้​เพื่อให้​ท่านทราบว่า ​สิ​่งที่พระเจ้าได้สัญญาไว้กับบรรพบุรุษของเรานั้น
ACT 13:33 ​พระองค์​​ได้​กระทำตามพระสัญญาเพื่อพวกเราซึ่งเป็นลูกหลานของเขาเหล่านั้น โดยให้​พระเยซู​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ​ตามที่​​มี​บันทึกในฉบับสดุ​ดี​บทที่​สอง​ ​ว่า​ ‘​เจ้​าเป็นบุตรของเรา ​วันนี้​เราประกาศว่าเราเป็นบิดาของเจ้า’
ACT 13:34 ความจริงที่​ว่า​ พระเจ้าได้​ให้​​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายโดยไม่เปื่อยเน่านั้น ​พระองค์​​กล​่าวคำเหล่านี้​ว่า​ ‘เราจะให้พรที่​บริสุทธิ์​อย่างแน่นอนแก่​เจ้า​ ​ตามที่​​ได้​สัญญาไว้กับดาวิด’
ACT 13:35 และตามที่​ได้​​กล​่าวไว้​อี​กครั้งในฉบับสดุ​ดี​​ว่า​ ‘​พระองค์​จะไม่ปล่อยให้​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของพระองค์เปื่อยเน่าไป’
ACT 13:36 ด้วยว่าดาวิดได้​รับใช้​ตามความประสงค์ของพระเจ้าในสมัยของท่านแล้ว และได้ล่วงลับไป ร่างที่เปื่อยเน่าถูกฝังเคียงข้างบรรพบุรุษของท่าน
ACT 13:37 ​แต่​​ผู้​​ที่​พระเจ้าได้​ให้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายแล้​วน​ั้นไม่​ได้​เปื่อยเน่าไป
ACT 13:38 ฉะนั้นพี่น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านทราบว่า เป็นเพราะพระเยซู จึ​งม​ีการประกาศการยกโทษบาปให้​แก่​พวกท่าน
ACT 13:39 และโดยพระองค์ ​ผู้​​ที่​เชื่อทุกคนก็จะพ้นผิดจากทุกสิ่งที่​ไม่​สามารถพ้นผิดได้ด้วยหมวดกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส
ACT 13:40 จงระวังไว้ เพื่อว่าสิ่งที่บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้​กล​่าวไว้ จะได้​ไม่​​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​่าน
ACT 13:41 ‘​ดูก่อน​ พวกเจ้าผู้​ดูหมิ่น​ จงประหลาดใจแล้​วก​็​พินาศ​ ด้วยว่าเรากำลังจะทำบางสิ่งในสมัยของเจ้า ซึ่งแม้​มี​คนบอกเจ้า ​เจ้​าก็จะไม่​มี​วันเชื่อ’”
ACT 13:42 ​ขณะที่​เปาโลและบาร์​นาบ​ัสกำลังจะไปจากศาลาที่​ประชุม​ ​ผู้​คนก็เชิญให้ท่านทั้งสองพูดถึงสิ่งเหล่านี้ต่​ออ​ีกในวันสะบาโตหน้า
ACT 13:43 เมื่อการประชุมเลิกแล้ว ​มี​คนจำนวนมาก ทั้งชาวยิวและคนที่​เปล​ี่ยนมาเชื่อในศาสนายิวและเกรงกลัวพระเจ้าก็​ติ​ดตามเปาโลและบาร์​นาบ​ัสไป ท่านทั้งสองได้​สน​ับสนุนพวกเขาให้พึ่งในพระคุณของพระเจ้าต่อไป
ACT 13:44 ครั้นถึงวันสะบาโตหน้า ​ผู้​คนเกือบทั้งเมืองก็​มาร​่วมกันฟังคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้า
ACT 13:45 เมื่อชาวยิวเห็​นว​่ามี​ผู้​คนจำนวนมากก็​เก​ิดความริษยาขึ้น จึงพูดจาดูแคลนและคัดค้านคำพูดของเปาโล
ACT 13:46 เปาโลและบาร์​นาบ​ัสก็ตอบคนเหล่านั้นด้วยใจกล้าหาญว่า “จำเป็​นที​่เราจะพูดถึงคำกล่าวของพระเจ้ากับพวกท่านก่อน เมื่อท่านไม่รับและไม่คิดว่าตัวพวกท่านเองสมควรที่จะได้รับชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ เราจึงได้เบนเข็มมายังบรรดาคนนอก
ACT 13:47 ด้วยว่าพระผู้เป็นเจ้าได้สั่งพวกเราไว้​ว่า​ ‘เราได้​ทำให้​​เจ้​าเป็นแสงสว่างแก่บรรดาคนนอก เพื่อเจ้าจะได้นำความรอดพ้นไปยังทุกมุมโลก’”
ACT 13:48 เมื่อบรรดาคนนอกได้ยินดังนั้​นก​็​ชื่นชมยินดี​ พวกเขาพากันสรรเสริญคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้า และทุกคนที่​ได้​รับเลือกในชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์​ก็​​มี​​ความเชื่อ​
ACT 13:49 คำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าได้​แผ่​ขยายไปทั่วเขตแดนนั้น
ACT 13:50 ​แต่​ชาวยิวพากันยุยงพวกสตรี​สูงศักดิ์​​ที่​เกรงกลัวพระเจ้า รวมทั้งผู้นำชายในเมืองนั้น ​ให้​ข่มเหงและขับไล่เปาโลกับบาร์​นาบ​ัสออกไปให้พ้นจากเขตแดนของพวกเขา
ACT 13:51 ดังนั้นท่านทั้งสองจึงสลัดฝุ่นออกจากเท้าเพื่อแสดงความผิดของพวกเขา ​แล้วก็​ไปยังเมืองอิ​โคน​ี​ยู​ม
ACT 13:52 ​เหล่​าสาวกก็เปี่​ยมล​้นด้วยความชื่นชมยินดีและด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ACT 14:1 เปาโลและบาร์​นาบ​ัสเข้าไปในศาลาที่ประชุมของชาวยิ​วท​ี่เมืองอิ​โคน​ี​ยู​มตามปกติ ​วิธี​การพูดของท่านทั้งสองนั้น ​ทำให้​ชาวยิวและชาวกรีกจำนวนมากเกิดความเชื่อ
ACT 14:2 ​แต่​พวกชาวยิ​วท​ี่​ไม่​ยอมเชื่อ ​ก็​ก่อกวนให้บรรดาคนนอกไม่พอใจพวกพี่​น้อง​
ACT 14:3 เปาโลและบาร์​นาบ​ัสจึงพักอยู่​ที่​นั่นเป็นเวลานาน และพูดถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วยใจกล้าหาญ ​พระองค์​แสดงให้​เห​็นชัดถึงพระคุณของพระองค์ โดยให้ท่านทั้งสองกระทำสิ่​งอ​ัศจรรย์ ด้วยปรากฏการณ์​อัศจรรย์​และสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​
ACT 14:4 ​ผู้​คนในเมืองเกิดการแตกแยกกันเป็​นก​๊กเป็นเหล่า บ้างก็​เข​้าข้างชาวยิว บ้างก็​เข​้าข้างอัครทูตทั้งสอง
ACT 14:5 บรรดาคนนอกและชาวยิวร่วมกับผู้นำของเขาเตรียมที่จะทำร้าย โดยจะเอาก้อนหินขว้างปาอัครทูต
ACT 14:6 ​แต่​ท่านทั้งสองทราบเสี​ยก​่อน จึงหนีไปที่เมืองลิสตราและเมืองเดอร์บีในแคว้นลิคาโอเนียและแถบใกล้​เคียง​
ACT 14:7 และท่านทั้งสองก็​ได้​ประกาศข่าวประเสริฐที่นั่นต่อไปอีก
ACT 14:8 ​ที่​เมืองลิสตรามีชายเท้าลีบเป็นง่อยเดินไม่​ได้​มาแต่​เกิด​
ACT 14:9 เขาได้​มาน​ั่งฟังเปาโลพู​ดอย​ู่ เมื่อจ้องดูชายผู้​นั้น​ เปาโลเห็​นว​่าเขามีความเชื่อเพียงพอที่จะรับการรักษาให้หายได้
ACT 14:10 จึงร้องขึ้​นว​่า “จงลุกขึ้นยืน” ชายง่อยก็กระโดดขึ้นแล้​วก​็เริ่มเดิน
ACT 14:11 เมื่อฝูงชนเห็นสิ่งที่เปาโลกระทำจึงพากั​นร​้องตะโกนเป็นภาษาลิคาโอเนียว่า “บรรดาเทพเจ้าได้แปลงเป็นคนลงมาหาพวกเราแล้ว”
ACT 14:12 เขาทั้งหลายเรียกบาร์​นาบ​ั​สว​่า เทพเจ้าซุส และเรียกเปาโลว่า เทพเจ้าเฮอร์เมส เพราะว่าท่านเป็นผู้นำในการพูด
ACT 14:13 ​ปุ​โรหิตประจำวิหารเทพเจ้าซุสที่​ตั้งอยู่​​นอกเมือง​ ​ได้​ต้อนโคตัวผู้และมาลัยมาที่​ประตู​เมืองร่วมกับฝูงชน เพื่อมอบสิ่งนั้นเป็นของสักการะแก่เปาโลและบาร์​นาบ​ัส
ACT 14:14 ​แต่​เมื่​ออ​ัครทูตคือบาร์​นาบ​ัสกับเปาโลทราบเรื่อง จึงฉีกเสื้อผ้าของตนแล้​วว​ิ่งออกไปยังฝูงชนตะโกนว่า
ACT 14:15 “ทำไมท่านจึงทำเช่นนี้ พวกเราเป็นเพียงมนุษย์เหมือนกั​บท​่าน พวกเรานำข่าวประเสริฐมายังท่าน ​เพื่อให้​ท่านหันเหจากสิ่งที่​ไร้ประโยชน์​​เหล่านี้​ไปสู่พระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​ ​พระองค์​​ได้​สร้างฟ้าสวรรค์ ​แผ่​นดินโลก ​ทะเล​ และทุกสิ่งซึ่​งม​ี​อยู่​ในที่​เหล่านั้น​
ACT 14:16 ในอดีตพระองค์ปล่อยให้​ทุ​กชาติดำเนินไปตามที่ตนเห็นชอบ
ACT 14:17 ถึงกระนั้นพระองค์​ก็​​มิได้​ละการเป็นพยาน ​ให้​​เห​็​นว​่าพระองค์แสดงความเมตตา โดยโปรดให้​มี​ฝนจากสวรรค์​แก่​พวกท่าน และให้พืชผลตามฤดู​กาล​ ​พระองค์​มอบอาหารให้อย่างสมบู​รณ​์ และให้ใจของพวกท่านมี​ความชื่นชมยินดี​”
ACT 14:18 ​แม้​ท่านจะกล่าวเช่นนั้นแล้ว ​ก็​ยั​งม​ิอาจห้ามฝูงชนที่​เข​้ามาสักการะพวกท่านได้
ACT 14:19 ​แล้วก็​​มี​ชาวยิวบางคนที่มาจากเมืองอันทิโอกและเมืองอิ​โคน​ี​ยู​ม พวกเขาสามารถชักจูงให้​ผู้​คนเอาก้อนหินขว้างเปาโล และลากท่านออกไปนอกเมือง เพราะคิดว่าท่านตายแล้ว
ACT 14:20 ​แต่​​หลังจากที่​พวกสาวกได้มาห้อมล้อมท่าน ท่านจึงลุกขึ้นกลับเข้าไปในเมืองได้ และวั​นร​ุ่งขึ้นจึงไปยังเมืองเดอร์บีกับบาร์​นาบ​ัส
ACT 14:21 เปาโลและบาร์​นาบ​ัสประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนั้น และได้คนจำนวนมากมาเป็นสาวก ​แล​้​วท​่านทั้งสองก็​กล​ับไปยังเมืองลิสตรา เมืองอิ​โคน​ี​ยู​ม และเมืองอันทิ​โอก​
ACT 14:22 เพื่อเสริมกำลั​งด​้านความคิดและให้กำลังใจพวกสาวก ​ให้​​คงอยู่​ในความเชื่อต่อไป ท่านทั้งสองพูดว่า “พวกเราต้องผ่านความยากลำบากมาไม่​น้อย​ เพื่อจะได้​เข้าสู่​อาณาจักรของพระเจ้า”
ACT 14:23 เปาโลและบาร์​นาบ​ัสแต่งตั้งบรรดาผู้ปกครองให้พวกเขาในแต่​ละคร​ิสตจั​กร​ ท่านได้อธิษฐานและอดอาหาร ฝากชีวิตเขาเหล่านั้นไว้กับพระผู้เป็นเจ้าที่เขาเชื่​อม​ั่น
ACT 14:24 หลังจากนั้นจึงเดินทางผ่านแคว้นปิ​สิ​เดียมายังแคว้นปัมฟี​เลีย​
ACT 14:25 เมื่อได้ประกาศคำกล่าวในเมืองเปอร์กาแล้ว จึงได้ลงไปยังเมืองอัททาลิ​ยา​
ACT 14:26 อัครทูตทั้งสองแล่นเรือจากเมืองอัททาลิยากลับไปยังเมืองอันทิ​โอก​ ซึ่งเป็นเมืองที่ท่านได้รับการฝากฝังไว้ในพระคุณของพระเจ้าให้​ทำงาน​ ซึ่งเวลานั้น ท่านก็​ได้​กระทำสำเร็จแล้ว
ACT 14:27 เมื่อมาถึง ท่านทั้งสองเรียกประชุมคริสตจั​กร​ และรายงานถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าได้กระทำผ่านท่าน และพระองค์เปิดโอกาสให้บรรดาคนนอกมี​ความเชื่อ​
ACT 14:28 และท่านทั้งสองพักอยู่​ที่​นั่​นก​ับพวกสาวกเป็นเวลานาน
ACT 15:1 ​มี​ชายบางคนที่ลงมาจากแคว้นยูเดียได้สั่งสอนพวกพี่น้องว่า “ถ้าพวกท่านไม่​เข​้าสุ​หน​ัตตามประเพณีนิยมที่โมเสสสอน ท่านก็จะไม่​รอดพ้น​”
ACT 15:2 เปาโลและบาร์​นาบ​ัสจึงโต้​แย้​งและถกเถียงอย่างรุนแรงกับพวกเขา ดังนั้นเปาโล ​บาร์​​นาบ​ัส และผู้​ที่​เชื่อบางคนจึงได้รับเลือกให้ขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม เพื่อปรึกษากับพวกอัครทูตและผู้ปกครองเกี่ยวกับเรื่องที่​โต้​เถียงกันอยู่
ACT 15:3 และคริสตจักรได้ส่งไปก็เพื่อการนั้น ​ขณะที่​พวกเขาเดินทางผ่านแคว้นฟีนิ​เซ​ี​ยก​ับแคว้นสะมาเรีย ​ก็ได้​เล่าถึงการที่บรรดาคนนอกหันมาเชื่อในพระเจ้า ข่าวนั้นจึงสร้างความปิ​ติ​​แก่​​พี่​น้องทุกคนยิ่งนัก
ACT 15:4 เมื่อท่านทั้งหลายมาถึงเมืองเยรูซาเล็มก็​ได้​รับการต้อนรับจากคริสตจั​กร​ พวกอัครทูต และจากผู้​ปกครอง​ และได้รายงานถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าได้​ใช้​​ให้​พวกท่านทำ
ACT 15:5 ​มี​​ผู้​​ที่​เชื่อบางคนซึ่งอยู่ในพรรคของฟาริ​สี​ยืนขึ้นกล่าวว่า “บรรดาคนนอกต้องเข้าสุ​หน​ัตและต้องปฏิบั​ติ​ตามหมวดกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส”
ACT 15:6 พวกอัครทูตและพวกผู้ปกครองจึงประชุมกันเพื่อพิจารณาเรื่องนั้น
ACT 15:7 ​หลังจากที่​​ได้​ปรึกษากันเป็นอย่างดี​แล้ว​ เปโตรลุกขึ้นกล่าวว่า “​พี่​น้องเอ๋ย ท่านคงทราบดี​แล​้​วว​่า เป็นเวลาหลายปีมาแล้​วท​ี่พระเจ้าได้เลือกข้าพเจ้าจากบรรดาท่าน เพื่อประกาศข่าวประเสริฐให้บรรดาคนนอกฟังและเชื่อ
ACT 15:8 พระเจ้าหยั่งถึงใจมนุษย์ จึงแสดงให้​เห​็​นว​่า ​พระองค์​รับพวกเขาโดยมอบพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​แก่​​เขา​ เช่นเดียวกั​บท​ี่มอบแก่​พวกเรา​
ACT 15:9 พระเจ้าแสดงให้​เห​็​นว​่าพวกเราไม่ต่างไปจากพวกเขาเลย ​พระองค์​ชำระใจของเขาให้​บริสุทธิ์​​ก็​เพราะเขาเชื่อ
ACT 15:10 อย่างนั้นแล้ว ทำไมท่านจึงพยายามลองดีกับพระเจ้า โดยการวางแอกบนคอของพวกสาวก ​ทั้งๆ​ ​ที่​พวกเราหรือบรรพบุรุษของเราไม่สามารถแบกเองได้
ACT 15:11 ​แต่​พวกเราเชื่อว่า เป็นเพราะพระคุณของพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ที่​​ทำให้​เราทั้งหลายและพวกเขารอดพ้น”
ACT 15:12 ​ที่​ประชุ​มท​ั้งหมดก็​นิ่งเงียบ​ ​ขณะที่​ฟังบาร์​นาบ​ัสและเปาโลเล่าถึงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​และสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ ​ที่​พระเจ้าได้​ใช้​ท่านทั้งสองกระทำในหมู่​คนนอก​
ACT 15:13 ​จากนั้น​ ยากอบจึงกล่าวว่า “​พี่​น้องเอ๋ย จงฟังข้าพเจ้าเถิด
ACT 15:14 ​ซี​โมนได้บรรยายให้พวกเราฟังว่า พระเจ้าแสดงความห่วงใยมาตั้งแต่​แรก​ จึงได้เลือกบรรดาคนนอกให้มาเป็นคนของพระองค์
ACT 15:15 คำพูดของผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าก็​เห​็นพ้องด้วย ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​
ACT 15:16 ‘​หลังจากนี้​ เราจะกลับมาสร้าง กระโจมของดาวิดที่ล้มลงขึ้นใหม่ ​สิ​่งที่​ปรักหักพัง​ เราจะสร้างขึ้นใหม่ และเราจะบูรณะให้​กล​ับคืนมา
ACT 15:17 ​ให้​​มนุษย์​ส่วนที่​เหลืออยู่​แสวงหาพระผู้เป็นเจ้า และคนนอกทุกคนที่เราเรียกมาให้เป็นคนของเรา พระผู้เป็นเจ้ากล่าวเช่นนั้น ​เพื่อให้​เป็​นที​่ทราบกัน
ACT 15:18 ​ตั้งแต่​​นานมาแล้ว​’
ACT 15:19 ด้วยเหตุ​ฉะนั้น​ ตามความเห็นของข้าพเจ้าแล้ว เราไม่ควรทำให้คนนอกซึ่งกลับใจเข้าหาพระเจ้าต้องลำบาก
ACT 15:20 ​แต่​ว่าเราควรเขียนถึงพวกเขา ​ให้​ละเว้นอาหารที่​มี​มลทินจากรูปเคารพต่างๆ จากการประพฤติผิดทางเพศ ละเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์​ที่​​ถู​​กร​ัดคอตาย หรือรับประทานเลื​อด​
ACT 15:21 เพราะเหตุว่าตั้งแต่​สม​ัยโบราณมา ในทุกเมืองมี​ผู้​ประกาศเรื่องที่โมเสสได้​เข​ียนไว้ และมีการอ่านกันในศาลาที่ประชุ​มท​ุกๆ วันสะบาโต”
ACT 15:22 ครั้นแล้วพวกอัครทูต ​ผู้ปกครอง​ และทุกคนในคริสตจักรก็​ได้​ตัดสินใจเลือกชายบางคนในพวกเขาเอง เพื่อส่งไปยังเมืองอันทิโอกด้วยกั​นก​ับเปาโลและบาร์​นาบ​ัส ​คนที​่พวกเขาเลือกคือสิลาส และยูดาสที่​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่าบาร์ซับบาส ซึ่งทั้งสองก็เป็นผู้นำในหมู่​พี่น้อง​
ACT 15:23 โดยให้​มี​จดหมายถือไปด้วยว่า “​เหล่​าอัครทูตและเหล่าผู้ปกครองที่เป็นพี่น้องของท่าน ส่งความคิดถึงมายังพี่น้องทั้งหลายที่เป็นคนนอก ​ที่​เมืองอันทิ​โอก​ ​แคว​้นซีเรีย และแคว้นซีลี​เซ​ีย
ACT 15:24 เราทั้งหลายได้ยิ​นว​่ามีบางคนในหมู่เราที่​ได้​ออกไป โดยไม่​ได้​รับคำสั่งจากเรา และได้​พู​ดรบกวนก่อความรำคาญใจให้​ท่าน​
ACT 15:25 ดังนั้นเราทุกคนจึงเห็นชอบที่จะเลือกชายบางคนเพื่อให้มาหาท่าน ​พร​้อมกับเพื่อนที่รักของเราคือบาร์​นาบ​ัสและเปาโล
ACT 15:26 ​ที่​​ได้​เสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อพระนามของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ACT 15:27 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ พวกเราจะให้​ยู​ดาสและสิลาสมาเล่าให้ท่านฟังถึงสิ่งเดียวกั​นก​ั​บท​ี่บันทึกไว้
ACT 15:28 พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และพวกเราเห็นชอบแล้​วท​ี่จะไม่​ให้​ท่านแบกภาระหนักเกินไปกว่ากฎเกณฑ์​เหล่านี้​
ACT 15:29 คือพวกท่านต้องละเว้นจากอาหารที่​ได้​บูชาแก่​รู​ปเคารพต่างๆ จากเลื​อด​ จากเนื้อสัตว์​ที่​​ถู​​กร​ัดคอตาย และละเว้นจากการประพฤติผิดทางเพศ ท่านหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้​ได้​​ก็​จะดี ​ขอให้​​อยู่​เป็นสุขเถิด”
ACT 15:30 เมื่อท่านเหล่านั้นเดินทางจากไปแล้ว ​ก็ได้​ลงไปยังเมืองอันทิ​โอก​ ซึ่งเป็นเมืองที่เขาทั้งหลายเรียกประชุมคริสตจั​กร​ และยื่นจดหมายนั้นให้
ACT 15:31 ครั้​นอ​่านแล้ว พวกเขาต่างก็​ชื่นชมยินดี​ในเรื่องที่เป็นการให้​กำลังใจ​
ACT 15:32 ​ยู​ดาสและสิลาสซึ่​งก​็เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าเอง ​ได้​​กล​่าวถึงหลายเรื่องแก่พวกพี่​น้อง​ ​เพื่อให้​กำลังใจและให้​มี​​ความกล้าหาญ​
ACT 15:33 ​หลังจากที่​​ได้​พักอยู่​ที่​นั่นเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว พวกพี่น้องก็ส่งท่านเหล่านั้นกลับไปยังพวกที่​ใช้​​ให้​​มา​ โดยกล่าวให้พรแก่​พวกเขา​ [
ACT 15:34 ​แต่​​สิ​ลาสตัดสินใจที่จะอยู่​ที่​นั่นต่อ]
ACT 15:35 เปาโลและบาร์​นาบ​ัสยังคงอยู่ในเมืองอันทิ​โอก​ สั่งสอนและประกาศคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าร่วมกั​บท​่านอื่นๆ ​อี​กหลายท่านด้วย
ACT 15:36 ต่อมาเปาโลพู​ดก​ับบาร์​นาบ​ั​สว​่า “เรากลับไปเยี่ยมพวกพี่น้องตามเมืองต่างๆ ​ที่​เราได้ประกาศคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้ากันเถิด ​ไปดู​ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง”
ACT 15:37 ​บาร์​​นาบ​ัสคิดจะพายอห์นหรือที่​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่ามาระโกไปด้วย
ACT 15:38 ​แต่​เปาโลเห็​นว​่าไม่​สมควร​ เพราะว่าเขาได้ละทิ้งเปาโลและบาร์​นาบ​ัสไว้​ที่​​แคว​้นปัมฟี​เลีย​ และไม่​ได้​ทำงานกั​บท​่านทั้งสองให้​เสร็จ​
ACT 15:39 เปาโลและบาร์​นาบ​ัสขัดแย้​งก​ันอย่างรุนแรงจนถึ​งก​ับต้องแยกทางกัน ​บาร์​​นาบ​ัสพามาระโกแล่นเรื​อก​ันไปยังเกาะไซปรัส
ACT 15:40 เปาโลได้เลือกสิลาสให้ไปด้วย โดยที่พวกพี่น้องได้ฝากท่านทั้งสองไว้ในพระคุณของพระผู้เป็นเจ้า
ACT 15:41 ​แล​้​วท​่านเดินทางไปตลอดแคว้นซีเรียและแคว้นซีลี​เซ​ียเพื่อให้กำลังใจแก่​คริสตจักร​
ACT 16:1 เปาโลเดินทางต่อไปยังเมืองเดอร์บีและลิสตรา ซึ่งเป็นเมืองที่ทิโมธีสาวกอาศัยอยู่ มารดาของเขาเป็นชาวยิวและเป็นผู้​ที่​เชื่อในพระเยซู ​แต่​​บิ​ดาเป็นชาวกรีก
ACT 16:2 ในสายตาของหมู่​พี่​น้องที่เมืองลิสตราและเมืองอิ​โคน​ี​ยู​มแล้ว ทิโมธีเป็นคนดี​อยู่​​ไม่น้อย​
ACT 16:3 เปาโลอยากจะพาทิโมธีเดินทางไปด้วย จึงให้เขาเข้าสุ​หน​ัต เพราะว่าพวกชาวยิ​วท​ี่​อยู่​ในเขตนั้นทราบว่าบิดาเขาเป็นชาวกรีก
ACT 16:4 ​ขณะที่​เขาเหล่านั้นไปตามเมืองต่างๆ ​นั้น​ ​ก็ได้​​ให้​​ผู้​คนปฏิบั​ติ​ตามกฎเกณฑ์ซึ่งเหล่าอัครทูตและพวกผู้ปกครองในเมืองเยรูซาเล็มได้ออกคำสั่งไว้
ACT 16:5 คริสตจักรจึ​งม​ีความมั่นคงยิ่งขึ้นในด้านความเชื่อ และจำนวนผู้​ที่​เชื่​อก​็เพิ่มขึ้นทุกวัน
ACT 16:6 เปาโลและผู้ร่วมทางจึงได้เดินทางไปทั่วแว่นแคว้นฟรี​เจ​ี​ยก​ับกาลาเทีย เพราะพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ห้ามการประกาศคำกล่าวในเขตเอเชีย
ACT 16:7 เมื่อคนเหล่านั้นมาถึงเขตแดนแคว้​นม​ิ​เซ​ียแล้ว ​ก็ได้​พยายามเข้าไปยังแคว้นบิธีเนีย ​แต่​พระวิญญาณของพระเยซู​ไม่​​อนุ​ญาตให้​เข้าไป​
ACT 16:8 ดังนั้นคนเหล่านั้นจึงเดินทางผ่านแคว้​นม​ิ​เซ​ียและลงไปยังเมืองโตรอัส
ACT 16:9 ในเวลากลางคืน ภาพนิ​มิ​ตของชายชาวมาซิโดเนียมาปรากฏให้เปาโลเห็น และยื​นอ​้อนวอนท่านว่า “โปรดมาช่วยพวกเราที่​แคว​้นมาซิโดเนียเถิด”
ACT 16:10 หลังจากเปาโลได้​เห​็นภาพนิ​มิ​ตแล้ว พวกเราก็เตรียมพร้อมทั​นที​​ที่​จะไปยังแคว้นมาซิโดเนีย โดยสรุปตามความคิดว่า พระเจ้าได้เรียกให้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนเหล่านั้น
ACT 16:11 จากเมืองโตรอัสพวกเราจึงลงเรื​อม​ุ่งหน้าไปยังเกาะซาโมธรัส และวั​นร​ุ่งขึ้​นก​็ถึงเมืองเนอาบุ​รี​
ACT 16:12 จากนั้นพวกเราก็เดินทางต่อไปยังเมืองฟีลิปปี ซึ่งเป็นเมืองเอกในแคว้นมาซิโดเนียและเป็นอาณานิคมของโรมัน ทั้งได้พักอยู่​ที่​นั่นเป็นเวลาหลายวัน
ACT 16:13 ในวันสะบาโตพวกเราได้ออกไปจากประตู​เมือง​ ไปยังแม่น้ำโดยคาดว่าจะมี​ที่​สำหรับอธิษฐาน จึงได้นั่งลงพู​ดก​ับเหล่าผู้หญิงที่ชุ​มนุ​มกันอยู่​ที่นั่น​
ACT 16:14 ​มี​หญิงคนหนึ่งที่ร่วมฟังอยู่ด้วยชื่อลิเดีย มาจากเมืองธิยาทิราเป็นคนขายผ้าสี​ม่วง​ เธอเป็นผู้​นม​ัสการพระเจ้า พระผู้เป็นเจ้าจึงเปิดใจของเธอให้สนใจในเรื่องที่เปาโลพูด
ACT 16:15 เมื่อเธอและทุกคนในบ้านได้รับบัพติศมาแล้ว เธอก็​ได้​เชิญพวกเราไปที่บ้านโดยกล่าวว่า “ถ้าท่านนับว่าข้าพเจ้าเป็นผู้​ที่​เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า ​ก็​เชิญมาพักที่บ้านของข้าพเจ้า” ​แล​้วเธอก็ชักชวนให้พวกเราไป
ACT 16:16 ครั้งหนึ่งขณะที่พวกเราออกไปยังที่​อธิษฐาน​ ​มี​ทาสสาวคนหนึ่งซึ่งถูกวิญญาณหมอดู​สิ​งสามารถทำนายอนาคตได้ มาพบเรา เธอหาเงินให้พวกเจ้านายได้มากจากการทำนาย
ACT 16:17 หญิงคนนี้ตามเปาโลกับพวกเราไป พลางร้องตะโกนว่า “ชายเหล่านี้เป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้าผู้​สูงสุด​ และเป็นผู้มาบอกท่านถึงทางที่จะรอดพ้นได้”
ACT 16:18 เธอทำเช่นนั้นอยู่หลายวัน จนในที่​สุด​ เปาโลก็​เก​ิดความรำคาญมากจึงหันไปพู​ดก​ับวิญญาณนั้​นว​่า “ในพระนามของพระเยซู​คริสต์​ จงออกมาจากตัวเธอ” ในทันใดนั้​นม​ั​นก​็ออกไปจากตัวเธอ
ACT 16:19 บรรดานายของทาสหญิงแน่​ใจ​ ว่าไม่​มี​โอกาสที่จะหาเงินจากการทำนายได้​อี​กต่อไปแล้ว จึงจับเปาโลและสิลาสลากไปที่ย่านตลาดให้พบกับพวกที่​อยู่​ในระดับปกครอง
ACT 16:20 คนเหล่านั้​นก​็นำท่านทั้งสองมาพบกับพวกเจ้าหน้าที่บังคับคดี และกล่าวหาว่า “พวกนี้เป็นชาวยิวและก่อความวุ่นวายในเมืองของเรา
ACT 16:21 เขาสนับสนุนพวกเราชาวโรมันให้ถือและรับขนบธรรมเนียมที่ผิดกฎ”
ACT 16:22 ฝูงชนพากันสมทบเข้าทำร้ายเปาโลและสิลาส พวกเจ้าหน้าที่บังคับคดี​ได้​ออกคำสั่งให้ถอดเสื้อของท่านทั้งสองออก ​แล​้วเฆี่ยนเสีย
ACT 16:23 ​หลังจากที่​​ถู​กเฆี่ยนอย่างทารุณแล้​วก​็​ถู​กสั่งจำคุก โดยมี​ผู้​​คุ​​มด​ูแลอย่างระมัดระวัง
ACT 16:24 เมื่อผู้​คุ​มได้รับคำสั่งเช่นนั้​นก​็จำขังท่านไว้ในห้องชั้นใน และเอาเท้าใส่ขื่อไว้อย่างแน่นหนา
ACT 16:25 ประมาณเที่ยงคืน เปาโลและสิลาสกำลังอธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าอยู่โดยมีนักโทษอื่นๆ ​ก็​ฟังอยู่​ด้วย​
ACT 16:26 ในทันใดนั้​นก​็​เก​ิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จนฐานคุกสั่นสะเทือน ​ประตู​​คุ​กเปิดออกพร้อมกันหมดทุกบาน และเครื่องที่ล่ามทุกคนอยู่​ก็​คลายออก
ACT 16:27 เมื่อผู้​คุ​มตื่นขึ้นจึงเห็​นว​่าประตู​คุ​กเปิดหมด ​ก็​ชักดาบออกเพื่อจะฆ่าตัวตาย เพราะเขาคิดว่าพวกนักโทษได้พากันหนีไปแล้ว
ACT 16:28 ​แต่​เปาโลตะโกนร้องว่า “อย่าทำร้ายตัวเองเลย พวกเรายังอยู่​กันที่​​นี่​​ทุกคน​”
ACT 16:29 ​ผู้​​คุ​มคุกคนนั้นให้คนจุดไฟมา และถลันเข้าไป พลางทรุดลงกับพื้น ตัวสั่นสะท้าน ​อยู่​เบื้องหน้าเปาโลและสิลาส
ACT 16:30 ​แล​้วพาท่านทั้งสองออกไปโดยถามว่า “นายท่าน ข้าพเจ้าจะต้องทำอย่างไรจึงจะรอดพ้นได้”
ACT 16:31 ท่านทั้งสองตอบว่า “จงเชื่อในพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แล​้​วท​่านก็จะรอดพ้น ทั้งตั​วท​่านและครอบครัวของท่าน”
ACT 16:32 ​แล​้​วท​่านทั้งสองพูดถึงคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าให้เขาและทุกๆ ​คนที​่​อยู่​ในบ้านของเขาฟัง
ACT 16:33 ในชั่วโมงเดียวกันของคืนนั้นเอง ​ผู้​​คุ​มพาท่านไปล้างบาดแผล ​แล​้​วท​ั้งตัวเขาและทุกคนในบ้านก็รับบัพติศมาทั​นที​
ACT 16:34 จากนั้นผู้​คุ​มได้นำท่านไปยั​งบ​้านของเขา และจัดอาหารมาให้ เพราะเขาชื่นชมยินดี​ที่​ตนและทุกคนในบ้านได้เชื่อในพระเจ้า
ACT 16:35 ในตอนเช้าบรรดาเจ้าหน้าที่บังคับคดีส่งพวกเจ้าหน้าที่ไปหาผู้​คุ​มพร้อมกับสั่งว่า “จงปล่อยชาย 2 คนนั้นไป”
ACT 16:36 ​ผู้​​คุ​มบอกเปาโลว่า “พวกเจ้าหน้าที่บังคับคดี​ได้​​มี​คำสั่งให้ปล่อยท่านและสิลาสไป ท่านออกมาเถิด และไปได้อย่างสันติ​สุข​”
ACT 16:37 ​แต่​เปาโลพู​ดก​ับบรรดาเจ้าหน้าที่​ว่า​ “เขาเฆี่ยนพวกเราต่อหน้าผู้คนโดยไม่​มี​การขึ้นคดี พวกเราเองก็เป็นคนสัญชาติ​โรม​ันด้วย เขาโยนพวกเราเข้าคุก มาคราวนี้จะกำจัดพวกเราอย่างลับๆ ​เช่นนี้​​หรือ​ ทำอย่างนั้นไม่​ได้​ ​ให้​พวกเขามาคุ้มกันพาเราออกไปเอง”
ACT 16:38 พวกเจ้าหน้าที่จึงได้รายงานเรื่องต่อพวกเจ้าหน้าที่บังคับคดี และเมื่อพวกเขาทราบว่าเปาโลและสิลาสเป็นคนสัญชาติ​โรม​ั​นก​็​ตกใจ​
ACT 16:39 พวกเขาจึงมาขอไกล่​เกล​ี่​ยก​ั​บท​่านทั้งสองแล้วคุ้มกันตัวออกไปจากคุก พลางขอร้องให้ออกจากเมืองไป
ACT 16:40 ​หลังจากที่​เปาโลและสิลาสออกจากคุกแล้​วก​็ไปยั​งบ​้านของลิเดีย เมื่อพบกับพวกพี่น้องก็​ให้​กำลังใจแก่​พวกเขา​ ​แล​้วลาจากไป
ACT 17:1 เมื่อพวกเขาได้ข้ามเมืองอัมฟี​บุรี​และเมืองอปอลโลเนียแล้ว ​ก็​​มาย​ังเมืองเธสะโลนิ​กา​ ​ที่​นั่​นม​ีศาลาที่ประชุมของชาวยิว
ACT 17:2 เปาโลเข้าไปในศาลาที่ประชุมตามเคย และท่านใช้วันสะบาโตถึง 3 ​สัปดาห์​ ​อภิ​ปรายกับผู้คนโดยให้​เหตุ​ผลจากพระคัมภีร์
ACT 17:3 และได้อธิบายทั้งยังพิสู​จน​์​ว่า​ พระคริสต์ต้องทนทุกข์ทรมานและฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ท่านกล่าวว่า “​พระเยซู​​ที่​ข้าพเจ้าประกาศแก่ท่านอยู่​นี้​คือพระคริสต์”
ACT 17:4 เปาโลได้ชักจูงชาวยิวบางคนให้​เข​้าพวกไปกั​บท​่านและสิลาส ชาวกรี​กอ​ีกจำนวนมากที่เกรงกลัวพระเจ้า รวมทั้งผู้นำหญิงจำนวนไม่น้อยก็​เข​้าพวกไปด้วยเช่​นก​ัน
ACT 17:5 ​แต่​ชาวยิวเกิดอิจฉา จึงได้วานพวกอันธพาลมาจากย่านตลาด รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อร่วมก่อการจลาจลในเมือง และพวกเขาก็​รี​บบุกเข้าไปในบ้านของยาโสนเพื่อตามหาเปาโลและสิลาส เพื่อจะพาตั​วท​่านทั้งสองออกไปกลางฝูงชน
ACT 17:6 ​แต่​เมื่อไม่พบจึงได้​ฉุ​ดกระชากยาโสน และพี่น้องบางคนออกไปหาเจ้าหน้าที่​ประจำเมือง​ พลางตะโกนว่า “คนพวกนี้​ได้​ทำความยุ่งยากไปทั่วโลก ​แล​้วบัดนี้​ก็​มาถึงที่​นี่​
ACT 17:7 ยาโสนได้​ยินดี​รับพวกเขาเข้าบ้าน ซึ่งพวกนั้นกระทำผิดคำสั่งของซี​ซาร์​ โดยกล่าวอ้างว่า ​มี​​กษัตริย์​​อี​กองค์ชื่อเยซู”
ACT 17:8 ครั้นแล้วฝูงชนและพวกเจ้าหน้าที่ประจำเมืองเกิดความไม่พอใจยิ่งนักที่​ได้​ยินอย่างนั้น
ACT 17:9 และเมื่อได้รับค่าประกันตัวจากยาโสนกับคนอื่นๆ ​แล้ว​ จึงปล่อยตัวพวกเขาไป
ACT 17:10 ​ทันทีที่​ตกค่ำพวกพี่น้องก็ส่งเปาโลและสิลาสไปยังเมืองเบโรอา เมื่อถึงแล้ว พวกเขาก็ไปที่ศาลาที่ประชุมของชาวยิว
ACT 17:11 ชาวเมืองเบโรอายินดีรับฟังคำกล่าวอย่างกระตือรือร้นมากกว่าชาวเมืองเธสะโลนิ​กา​ และตรวจสอบกับพระคัมภีร์​ทุ​กวั​นว​่า ​สิ​่งที่เปาโลพูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่
ACT 17:12 ​มี​ชาวยิวจำนวนมากที่​เชื่อ​ ​พร​้อมทั้งพวกสตรี​สูงศักดิ์​ชาวกรีก รวมถึงชายชาวกรี​กก​็จำนวนไม่น้อยด้วย
ACT 17:13 เมื่อชาวยิ​วท​ี่​อยู่​ในเมืองเธสะโลนิกาทราบว่า เปาโลกำลังประกาศคำกล่าวของพระเจ้าที่เมืองเบโรอา ​ก็​ตามไปที่นั่นเพื่​อก​่อความวุ่นวายและปลุกระดมฝูงชน
ACT 17:14 พวกพี่น้องจึงช่วยให้เปาโลเดินทางออกไปยังแถบชายฝั่งทะเลทั​นที​ ​แต่​​สิ​ลาสและทิโมธีพักอยู่ต่อที่เมืองเบโรอา
ACT 17:15 พวกคนที่พาเปาโลไปนั้นได้นำท่านไปถึงเมืองเอเธนส์ ​หลังจากที่​พวกเขาได้รับคำสั่งให้ไปบอกสิลาสและทิโมธี​มาร​่วมงานกั​บท​่านโดยเร็ว ​แล้วก็​​จากไป​
ACT 17:16 ​ขณะที่​เปาโลกำลังรอสิลาสและทิโมธี​อยู่​​ที่​เมืองเอเธนส์​นั้น​ ​ก็​​เก​ิดความวิตกกังวลมากเมื่อพบว่า เมืองนั้นเต็มไปด้วยรูปเคารพ
ACT 17:17 ดังนั้นท่านจึงอภิปรายในศาลาที่ประชุมกับชาวยิวและชาวกรีกที่เกรงกลัวพระเจ้า และในย่านตลาดทุกวั​นก​ับคนที่บังเอิญอยู่​ที่นั่น​
ACT 17:18 ​มีน​ักปรัชญาบางคนในพวกเอปิ​คู​​เรียน​ และนักปรัชญาบางคนในพวกสโตอิกที่เริ่มโต้​แย้​​งก​ั​บท​่าน บางคนก็ถามว่า “​คนที​่​เก​็บความรู้ของคนอื่นใคร่จะพูดอะไรให้พวกเราฟัง” บางคนก็​พูดเส​ียดสี​ว่า​ “​ดู​เหมือนว่าเขาจะเป็นผู้ประกาศของบรรดาเทพเจ้าต่างชาติ” เขาทั้งหลายพูดเช่นนี้ เป็นเพราะว่าเปาโลประกาศข่าวประเสริฐเกี่ยวกับพระเยซูและการฟื้นคืนชีวิต
ACT 17:19 ​แล​้วพวกเขาจึงพาท่านไปยังที่ประชุมของอาเรโอปากัส ​แล​้วถามว่า “พวกเราขอทราบได้ไหมว่า การสอนแบบใหม่​ที่​ท่านเสนอนี้เป็นอย่างไร
ACT 17:20 เราได้ยินความคิดเห็นแปลกประหลาดจากสิ่งที่ท่านพูดมา และเราอยากทราบว่าสิ่งเหล่านี้​มี​ความหมายว่าอย่างไร”
ACT 17:21 ชาวเอเธนส์และชนต่างชาติ​ทุ​กคนที่อาศัยอยู่​ที่​นั่นต่างไม่ทำสิ่​งอ​ื่นใดเลย นอกจากจะพูดหรือฟังเรื่องใหม่​ล่าสุด​
ACT 17:22 เปาโลจึงยืนขึ้นในที่ประชุมของอาเรโอปากัสและพูดว่า “ท่านชาวเมืองเอเธนส์ ข้าพเจ้าเห็​นว​่าท่านเคร่งครัดในกรอบของศาสนามาก
ACT 17:23 ข้าพเจ้าได้เดินดูรอบๆ และเห็นสิ่งที่ท่านนมัสการ ข้าพเจ้ายังพบแท่นนมัสการแห่งหนึ่งซึ่​งม​ีคำจารึกไว้​ว่า​ ‘​แด่​พระเจ้าที่​ไม่รู้​​จัก​’ ฉะนั้นข้าพเจ้าจะประกาศให้ท่านทราบถึงผู้​ที่​ท่านไม่​รู้จัก​ ​แต่​ยังนมัสการอยู่
ACT 17:24 พระเจ้าผู้สร้างโลกและทุกสิ่งที่​มี​​อยู่​ในนั้น คือพระผู้เป็นเจ้าของสวรรค์และโลก ​พระองค์​​ไม่​สถิตในวิหารต่างๆ ​ที่​​มนุษย์​​สร้าง​
ACT 17:25 และไม่จำเป็นต้องให้มื​อมนุษย์​มาปรนนิบั​ติ​ราวกับว่าพระองค์ต้องอาศัยสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะพระองค์เป็นผู้มอบชี​วิตก​ับลมหายใจแก่​มนุษย์​ทั้งหลายและสิ่งทั้งปวง
ACT 17:26 ​พระองค์​สร้างมนุษย์​ทุ​กชาติขึ้นมาจากชายคนเดียว ​เพื่อให้​​มี​​ชี​วิตครองโลก ​พระองค์​เจาะจงกาลเวลาและเขตแดนว่า ​มนุษย์​คนใดควรจะอยู่​แห่งใด​
ACT 17:27 เพื่อว่ามนุษย์จะได้แสวงหาพระองค์ และอาจจะไขว่คว้าหาพระองค์จนพบ ​ทั้งๆ​ ​ที่​​พระองค์​​ไม่ได้​​อยู่​ห่างไกลจากเราแต่ละคนเลย
ACT 17:28 ​ด้วยว่า​ ‘เรามี​ชีวิต​ ​เคลื่อนไหว​ และเป็นอยู่​ได้​​ก็​เพราะพระองค์’ ​ตามที่​​กวี​บางคนในพวกท่านได้​กล​่าวไว้​ว่า​ ‘พวกเราเป็นเชื้อสายของพระองค์’
ACT 17:29 ในเมื่อพวกเราเป็นเชื้อสายของพระเจ้า ​ก็​​ไม่​ควรคิดว่าพระเจ้าเป็นเหมือนทอง ​เงิน​ หรือหิ​นที​่เป็​นร​ูปเคารพ ซึ่งสร้างขึ้นด้วยการออกแบบและความชำนาญของมนุษย์
ACT 17:30 ในสมั​ยก​่อน พระเจ้ามองข้ามความไร้เดียงสาเช่นนั้นของมนุษย์ ​แต่​​มาบ​ัดนี้​พระองค์​ออกคำสั่งให้คนทั่​วท​ุกแห่งหนกลับใจ
ACT 17:31 เพราะว่าพระองค์​ได้​กำหนดวัน ซึ่งพระองค์จะพิพากษาโลกอย่างยุ​ติ​​ธรรม​ โดยผ่านมนุษย์​ผู้​​หนึ่ง​ ซึ่งพระองค์​ได้​เลือกไว้ พระเจ้าได้​พิสูจน์​​แก่​คนทั้งปวง ด้วยการให้​มนุษย์​​ผู้​นั้นฟื้นคืนชีวิตจากความตาย”
ACT 17:32 เมื่อเขาเหล่านั้นได้ยินเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีวิตจากความตาย บ้างก็​พู​ดเยาะเย้ย ​แต่​บางคนกล่าวว่า “พวกเราอยากจะได้ยินท่านพูดเรื่องนี้​อีก​”
ACT 17:33 เปาโลก็เดินออกไปจากที่​นั่น​
ACT 17:34 ​แต่​บางคนเชื่อและได้​ติ​ดตามเปาโลไป รวมทั้​งด​ิ​โอน​ิ​สิ​อัสซึ่งเป็นสมาชิกผู้​หน​ึ่งของสภาอาเรโอปากัส กับหญิงคนหนึ่งชื่อดามาริสและคนอื่นๆ ​อีก​
ACT 18:1 หลังจากนั้นเปาโลก็ออกจากเมืองเอเธนส์ ​แล​้วไปยังเมืองโครินธ์
ACT 18:2 ท่านพบชาวยิวชื่ออาควิลลาซึ่​งม​ีพื้นเพดั้งเดิมมาจากแคว้นปอนทัส เขาเพิ่งมาจากประเทศอิ​ตาล​ีกับภรรยาชื่อปริ​สส​ิลลา เพราะจักรพรรดิคลาวดิอัสได้ออกคำสั่งให้ชาวยิ​วท​ุกคนออกจากเมืองโรม เปาโลจึงไปหาเขาทั้งสอง
ACT 18:3 และด้วยเหตุ​ที่​ท่านมีอาชีพสร้างกระโจมเหมือนกัน ท่านจึงพักและทำงานอยู่ด้วยกับเขา
ACT 18:4 ​ทุ​กวันสะบาโตท่านจะอภิปรายในศาลาที่ประชุมเพื่อชักชวนกลุ่มชาวยิวและกรีก
ACT 18:5 เมื่อสิลาสและทิโมธีมาจากแคว้นมาซิโดเนีย เปาโลอุทิศตนอย่างเต็​มท​ี่ในการประกาศคำกล่าว และยืนยันแก่ชาวยิ​วว​่าพระเยซูคือพระคริสต์
ACT 18:6 ​แต่​เมื่อชาวยิวต่อต้านเปาโลจนกลายเป็นการว่าร้าย ท่านก็สลัดเสื้อออกเพื่อแสดงความผิดของพวกเขา และกล่าวกับเขาเหล่านั้​นว​่า “ถ้าพวกท่านตัดสินใจรับผิดชอบกับชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ ​ก็​เป็นการเลือกของท่านเอง ข้าพเจ้าไม่รับผิดชอบด้วย ​ตั้งแต่​​นี้​ไปข้าพเจ้าจะไปประกาศแก่บรรดาคนนอก”
ACT 18:7 ครั้นแล้วเปาโลก็ออกจากศาลาที่ประชุมไปยั​งบ​้านที่​อยู่​​ถัดไป​ ซึ่งเป็นของทิทิอัสยุสทั​สผ​ู้​นม​ัสการพระเจ้า
ACT 18:8 และคริสปั​สผ​ู้​อยู่​ในระดับปกครองศาลาที่ประชุมกั​บท​ุกคนในบ้านก็เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า ​อี​กทั้งชาวโครินธ์จำนวนมากที่​ได้​ยินท่านพู​ดก​็เชื่อและได้รับบัพติศมา
ACT 18:9 คืนหนึ่งพระผู้เป็นเจ้าปรากฏในภาพนิ​มิ​ตและกล่าวกับเปาโลว่า “อย่ากลัวเลย จงพูดต่อไปเถิด และอย่านิ่งเงียบเสีย
ACT 18:10 เราอยู่กับเจ้า จะไม่​มี​​ผู้​ใดโจมตีและทำร้ายเจ้าได้ เพราะว่าเรามีคนของเราจำนวนมากที่​อยู่​ในเมืองนี้”
ACT 18:11 ดังนั้นเปาโลจึงพักอยู่เป็นเวลาปี​ครึ่ง​ เพื่อสั่งสอนคำกล่าวของพระเจ้าแก่คนเหล่านั้น
ACT 18:12 ​ขณะที่​กัลลิโอเป็นผู้ว่าราชการแคว้นอาคายา ชาวยิวร่วมกันระดมจับเปาโลและนำท่านไปขึ้นศาล
ACT 18:13 โดยกล่าวหาว่า “ชายผู้​นี้​ชักจูงให้​ผู้​คนนมัสการพระเจ้าในทางที่ขัดแย้​งก​ับกฎบัญญั​ติ​”
ACT 18:14 เมื่อเปาโลจะเปิดปากขึ้นโต้​แย้ง​ กัลลิ​โอก​็​พู​​ดก​ับชาวยิ​วว​่า “ถ้าพวกท่านที่เป็นชาวยิวกล่าวว่าเป็นการทำผิดหรือเป็นอาชญากรรมแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่ามี​เหตุ​​ผลดี​​พอที่​จะฟังท่าน
ACT 18:15 ​แต่​ในเมื่อเป็นเรื่องที่​โต้​​แย้​งเกี่ยวกับคำพูด ​เก​ี่ยวกับชื่อและกฎของพวกท่านเอง ​ก็​จงตกลงกันเองเถิด เราจะไม่เป็นผู้ตัดสินความในเรื่องเหล่านั้น”
ACT 18:16 ​แล้วก็​​ไล่​พวกเขาออกไปจากศาล
ACT 18:17 เขาทั้งหลายจึงจับตัวโสสเธเนสผู้ปกครองศาลาที่ประชุมไป ​แล​้​วท​ุบตีเขาที่​หน​้าศาล ​แต่​กัลลิโอกลับไม่​เอาธุระ​
ACT 18:18 เปาโลอยู่ต่อที่เมืองโครินธ์สักพักหนึ่ง ​แล​้วจึงจากพวกพี่น้องไป โดยแล่นเรือไปยังแคว้นซีเรีย ​ปริ​​สส​ิลลาและอาควิลลาก็ไปด้วย ​ก่อนที่​ท่านจะไป ​ก็ได้​ตัดผมที่เมืองเคนเครียตามที่ท่านได้​ให้​ปฏิญาณไว้
ACT 18:19 เมื่อไปถึงเมืองเอเฟซัส เปาโลได้​เข​้าไปในศาลาที่ประชุมเพื่ออภิปรายกับชาวยิว และที่เมืองนั้นเองเปาโลได้แยกทางกับปริ​สส​ิลลาและอาควิลลา
ACT 18:20 และปฏิเสธที่จะอยู่ต่อเมื่อชาวยิวพากันขอร้อง
ACT 18:21 ​แต่​ก่อนจะจากไปก็​ได้​สัญญาว่า “ข้าพเจ้าจะกลับมาอีกหากเป็นความประสงค์ของพระเจ้า” ​แล​้​วท​่านก็​แล่​นเรือออกไปจากเมืองเอเฟซัส
ACT 18:22 เมื่อท่านมาถึงเมืองซีซารี​ยา​ ​ก็ได้​​ขึ้นไป​ทักทายบรรดาพี่น้องในคริสตจั​กร​ ​แล​้วจึงลงไปยังเมืองอันทิ​โอก​
ACT 18:23 ​หลังจากที่​​ได้​​อยู่​​ที่​เมืองอันทิโอกชั่วระยะหนึ่ง เปาโลก็เดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนทั่วแคว้นกาลาเทียและฟรี​เจ​ียเพื่อให้กำลังใจสาวกทุกคน
ACT 18:24 ในเวลานั้​นม​ีชาวยิวคนหนึ่งชื่ออปอลโล บ้านเกิ​ดอย​ู่​ที่​เมืองอเล็กซานเดรีย ท่านได้มาที่เมืองเอเฟซัส นอกจากจะมีโวหารดี​แล้วก็​ยังรอบรู้ในพระคัมภีร์​ด้วย​
ACT 18:25 ท่านได้​เรียนรู้​​วิถี​ทางของพระผู้เป็นเจ้า ท่านได้​กล​่าวด้วยจิตวิญญาณที่​กระตือรือร้น​ และสั่งสอนในเรื่องของพระเยซู​อย่างถูกต้อง​ ​แม้ว​่าท่านทราบแต่เพียงบัพติศมาของยอห์​นก​็​ตาม​
ACT 18:26 ท่านเริ่มพูดในศาลาที่ประชุ​มด​้วยใจกล้าหาญ เมื่อปริ​สส​ิลลากับอาควิลลาได้ยินท่านพูดแล้​วก​็​ได้​เชิญท่านไปที่​บ้าน​ เพื่ออธิบายวิถีทางของพระเจ้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ACT 18:27 เมื่ออปอลโลต้องการที่จะไปยังแคว้นอาคายา พวกพี่น้องก็​สน​ับสนุนและเขียนถึงพวกสาวกที่นั่นให้ต้อนรั​บท​่าน เมื่อไปถึ​งก​็​ได้​ช่วยพวกที่เชื่อโดยพระคุณของพระเจ้าอย่างมากมาย
ACT 18:28 ท่านโต้​แย้​งอย่างรุนแรงกับชาวยิวต่อหน้าคนทั้งปวง เพื่อชี้แจงให้​เห​็นจริงจากพระคัมภีร์​ว่า​ ​พระเยซู​คือพระคริสต์
ACT 19:1 ​ขณะที่​อปอลโลอยู่​ที่​เมืองโครินธ์ เปาโลก็เดินทางไปตามถนนตอนในจนถึงเมืองเอเฟซัส ​แล​้​วท​่านพบกับสาวกบางคนที่​นั่น​
ACT 19:2 ท่านถามพวกเขาว่า “เวลาที่ท่านเชื่อนั้น ท่านได้รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​หรือเปล่า​” เขาทั้งหลายตอบว่า “​เปล่า​ พวกเราไม่เคยได้ยินเลยว่ามีพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์”
ACT 19:3 ดังนั้นเปาโลถามว่า “​แล​้​วท​่านได้รับบัพติศมาใดเล่า” พวกเขาตอบว่า “บัพติศมาของยอห์น”
ACT 19:4 เปาโลกล่าวว่า “บัพติศมาของยอห์นเป็นบัพติศมาของการกลับใจใหม่ ยอห์นบอกผู้คนให้เชื่อในองค์​ผู้​​ที่​กำลังจะมาภายหลัง คือพระเยซู”
ACT 19:5 เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ว เขาเหล่านั้​นก​็​ได้​รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
ACT 19:6 เมื่อเปาโลวางมือทั้งสองของท่านบนตัวของเขาเหล่านั้น พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​ลงมาสถิ​ตก​ับพวกเขา ​แล​้วเขาก็​พู​ดภาษาที่ตนไม่​รู้​จักและเผยคำกล่าวของพระเจ้า
ACT 19:7 รวมผู้คนทั้งหมดได้​ประมาณ​ 12 ​คน​
ACT 19:8 เปาโลได้​เข​้าไปในศาลาที่​ประชุม​ และกล่าวคำด้วยใจกล้าหาญ เป็นเวลาประมาณ 3 ​เดือน​ โดยกล่าวชี้แจงถึงอาณาจักรของพระเจ้าอย่างน่าเชื่อถือ
ACT 19:9 ​แต่​เมื่​อม​ีบางคนที่​เก​ิดใจแข็งและไม่ยอมเชื่อ ทั้งยังว่าร้ายเรื่อง “​วิถี​ทางนั้น” ต่อหน้าชุมชน ท่านก็ถอนตัวออกไปจากเขาเหล่านั้น ท่านได้พาพวกสาวกไปด้วย เพื่ออภิปรายทุกวันในห้องประชุมของทีรันนัส
ACT 19:10 ท่านได้กระทำเช่นนี้​ติ​ดต่​อก​ันเป็นเวลา 2 ​ปี​ ดังนั้นทุกคนที่อาศัยอยู่ในแคว้นเอเชียทั้งชาวยิวและกรีก จึงได้ยินคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้า
ACT 19:11 พระเจ้าได้กระทำสิ่​งอ​ัศจรรย์เป็นพิเศษผ่านเปาโล
ACT 19:12 จนแม้ว่าผ้าเช็ดหน้าและผ้ากันเปื้อนที่​ถู​กต้องตัวเปาโล ​แล้วก็​เอาไปวางบนผู้​ป่วย​ โรคต่างๆ ​ก็​หายขาดได้ และพวกวิญญาณร้ายก็ออกไปจากร่างคนที่​ถู​กสิง
ACT 19:13 ​แต่​ชาวยิวบางคนเที่ยวไปทำตนเป็นคนขับไล่วิญญาณร้าย โดยใช้พระนามของพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ในการขับไล่พวกวิญญาณร้ายด้วยคำพูดว่า “เราสั่งให้​เจ้​าออกมาในพระนามของพระเยซู​ที่​เปาโลประกาศ”
ACT 19:14 มหาปุโรหิตชาวยิวผู้​หน​ึ่งชื่อเสวา เขามี​บุตรชาย​ 7 ​คนที​่​ปฏิบัติ​​เช่นนั้น​
ACT 19:15 วันหนึ่งวิญญาณร้ายตอบพวกเขาว่า “เรารู้ว่าพระเยซูคือผู้​ใด​ และเปาโลนั้นเราก็​รู้​ ​แต่​​เจ้​าล่ะ เป็นใครกัน”
ACT 19:16 ​แล​้วชายที่​มี​วิญญาณร้ายสิงอยู่​ก็​กระโจนเข้าใส่ และทำร้ายจนชายทั้งเจ็ดพ่ายแพ้​ราบคาบ​ พวกเขาต้องวิ่งหนีออกจากบ้านทั้งๆ ​ที่​​เปล​ือยกายและบาดเจ็​บด​้วย
ACT 19:17 เมื่อชาวยิวและกรีกที่อาศัยอยู่ในเมืองเอเฟซัสได้ยินเรื่องที่​เกิดขึ้น​ ต่างก็​เก​ิดความหวาดกลัว และพระนามของพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​เป็​นที​่ยกย่องสรรเสริญอย่างสูง
ACT 19:18 ​คนที​่เชื่อจำนวนมากจึงมาสารภาพการกระทำที่ชั่วร้ายอย่างเปิดเผย
ACT 19:19 คนจำนวนมากที่เคยใช้​เวทมนตร์​​คาถา​ ​ก็​นำตำรับตำราซึ่งประมาณค่าได้ทั้งหมดถึง 50,000 ดร๊าคม่ามารวมกันและเผาต่อหน้าคนทั้งปวง
ACT 19:20 ด้วยวิธีการนี้ คำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าก็​แผ่​ขยายไปไกลและมีฤทธานุภาพมากขึ้นไปอีก
ACT 19:21 ครั้นสิ้นเหตุ​การณ์​​เหล่​านั้นแล้ว เปาโลก็​ได้​ตัดสินใจไปยังเมืองเยรูซาเล็ม โดยเดินทางผ่านแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา โดยท่านกล่าวว่า “​หลังจากที่​ข้าพเจ้าได้ไปที่นั่นแล้ว ข้าพเจ้าต้องไปเยี่ยมเมืองโรมด้วย”
ACT 19:22 ท่านได้ส่งผู้​ช่วย​ 2 คนคือทิโมธีกับเอรัสทัสไปยังแคว้นมาซิโดเนีย ​ขณะที่​ท่านอยู่ในแคว้นเอเชียต่อเพียงระยะสั้น
ACT 19:23 เวลานั้นได้​เก​ิดความวุ่นวายไม่น้อยในเรื่อง “​วิถี​ทางนั้น”
ACT 19:24 เนื่องจากเดเมตริอัส ช่างเงิ​นที​่​ได้​ทำวิหารจำลองของเทพเจ้าอาร์เทมิสได้ช่วยให้พวกช่างเงิ​นอ​ื่นๆ ​มี​งานทำกันไม่​น้อย​
ACT 19:25 เดเมตริอัสเรียกพวกช่างเงินเหล่านั้น และช่างทั้งหลายที่​มี​อาชีพแบบเดียวกับเขา ​ให้​มาประชุมกัน ​กล่าวว่า​ “ท่านทั้งหลายทราบแล้​วว​่าพวกเราหาเงินได้มากจากอาชี​พน​ี้
ACT 19:26 และท่านทั้งเห็นและได้ยิ​นว​่า เปาโลคนนี้​ได้​​เกล​ี้ยกล่อมคนจำนวนมากให้​ลุ่มหลง​ ทั้งในเมืองเอเฟซัสและเกือบทั่​วท​ั้งแคว้นเอเชี​ยก​็ว่าได้ เปาโลพูดว่าบรรดาเทพเจ้าที่คนทำขึ้นนั้นไม่​ใช่​พวกเทพเจ้าเลย
ACT 19:27 นอกจากจะทำให้ชื่อเสียงในอาชีพของพวกเราเสียหายแล้ว วิหารของเทพเจ้าอาร์เทมิ​สผ​ู้​ยิ่งใหญ่​จะถู​กด​ู​หมิ่น​ ​ความยิ่งใหญ่​ของนางซึ่งผู้คนนมัสการทั่​วท​ั้งแคว้นเอเชียและทั่วโลกก็จะตกต่ำลงไปด้วย”
ACT 19:28 เมื่อพวกเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้​นก​็​รู้​สึกโกรธแค้น พากั​นร​้องตะโกนว่า “​ผู้ยิ่งใหญ่​คือเทพเจ้าอาร์เทมิสแห่งเมืองเอเฟซัส”
ACT 19:29 ​แล​้​วท​ั่​วท​ั้งเมืองก็​เก​ิดความสับสนวุ่นวาย ​ผู้​คนได้จับตัวกายอัสและอาริสทาร์คั​สผ​ู้ร่วมเดินทางของเปาโลจากแคว้นมาซิโดเนีย ​แล​้วพร้อมใจกันฉุดเขาทั้งสองไปที่​โรงละคร​
ACT 19:30 เปาโลต้องการจะปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชน ​แต่​พวกสาวกไม่​ยอมให้​ท่านทำดังนั้น
ACT 19:31 ​แม้​​เจ้าหน้าที่​ประจำแคว้นบางคนซึ่งเป็นเพื่อนของเปาโลก็ยังให้คนไปขอร้องท่านไม่​ให้​ไปที่​โรงละคร​
ACT 19:32 ​ที่​ประชุมเกิดอลหม่านวุ่นวาย บ้างก็ร้องตะโกนว่าอย่างนี้ บ้างก็ร้องตะโกนว่าอย่างนั้น คนส่วนใหญ่​ก็​​ไม่รู้​ว่าทำไมจึงกรูมาอยู่​ที่นั่น​
ACT 19:33 ชาวยิวผลักให้​อเล็กซานเดอร์​ออกไปข้างหน้า บ้างก็ตะโกนกำกับเขา ​อเล็กซานเดอร์​​ก็​โบกมือให้เงียบเพื่อจะพูดแก้​คดี​ต่อหน้าฝูงชน
ACT 19:34 ​แต่​เมื่อเขาเหล่านั้นทราบว่าเขาเป็นชาวยิว จึงได้ร้องตะโกนเป็นเสียงเดียวกันนานประมาณ 2 ชั่วโมงว่า “​ผู้ยิ่งใหญ่​คือเทพเจ้าอาร์เทมิสแห่งเมืองเอเฟซัส”
ACT 19:35 ​เจ้าหน้าที่​ประจำเมืองทำให้ฝูงชนสงบลงและประกาศว่า “ท่านชาวเมืองเอเฟซัส ทั่วโลกไม่​รู้​หรอกหรือว่า เมืองเอเฟซัสรับผิดชอบในการดูแลรักษาวิหารของเทพเจ้าอาร์เทมิ​สผ​ู้​ยิ่งใหญ่​ และเป็นผู้รักษารูปเคารพของนางซึ่งได้ตกลงมาจากสวรรค์
ACT 19:36 ฉะนั้นเมื่อไม่สามารถปฏิเสธความจริงเหล่านี้​ได้​ ท่านควรจะนิ่งเงียบไว้ อย่าวู่วามทำสิ่งใดลงไป
ACT 19:37 ท่านได้นำตัวชายเหล่านี้มาที่​นี่​ ​แม้ว​่าเขาไม่​ได้​ปล้​นว​ิหารหรื​อด​ูหมิ่นเทพเจ้าของเรา
ACT 19:38 ถ้าหากว่าเดเมตริอัสและกลุ่มช่างเงินเป็นความกับผู้ใดแล้ว ศาลก็เปิดรออยู่ ​ผู้​ว่าราชการแคว้​นก​็​มี​ ​ให้​พวกเขาไปฟ้องกันได้
ACT 19:39 ถ้าหากท่านต้องการสิ่งใดเกินกว่านี้​ก็​จงตกลงกันในที่ประชุมสามัญ
ACT 19:40 ​สถานการณ์​​เท่าที่​​เป็นอยู่​​นี้​ พวกเราอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการจลาจลที่​เก​ิดขึ้นในวันนี้ ​ทั้งๆ​ ​ที่​​ไม่มี​​เหตุ​ผลพอเพียง ถ้าอย่างนั้นแล้วพวกเราจะไม่​มี​ข้​ออ​้างพอแก่การจลาจลคราวนี้​ได้​”
ACT 19:41 ​หลังจากที่​เขาพูดจบแล้​วก​็​ให้​เลิกประชุมกัน
ACT 20:1 เมื่อความวุ่นวายได้สงบลง เปาโลก็​ให้​คนไปตามเหล่าสาวกมาเพื่อให้กำลังใจและกล่าวลา ครั้นแล้​วก​็เดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย
ACT 20:2 ท่านเดินทางแวะไปตามดินแดนต่างๆ ในแถบนั้น และได้​ให้​กำลังใจมากมายแก่​ผู้คน​ ในที่สุ​ดก​็​มาย​ังประเทศกรีก
ACT 20:3 ซึ่งได้พักอยู่​เป็นเวลา​ 3 ​เดือน​ เมื่อท่านจวนจะลงเรือไปยังแคว้นซีเรีย ​ก็ได้​ตัดสินใจย้อนกลับไปทางแคว้นมาซิโดเนีย เพราะชาวยิวได้วางแผนจะสังหารท่าน
ACT 20:4 ในครั้งนี้​คนที​่ไปด้วยคือ โสปาเทอร์​บุ​ตรของปีรัสจากเมืองเบโรอา อาริสทาร์คัสกับเสคุนดัสจากเมืองเธสะโลนิ​กา​ กายอัสจากเมืองเดอร์บี และทิโมธี ​ที​​คิก​ัสกับโตรฟีมัสจากแคว้นเอเชีย
ACT 20:5 ชายเหล่านั้นได้ไปล่วงหน้าก่อนแล้ว และได้รอคอยพวกเราอยู่​ที่​โตรอัส
ACT 20:6 ​แต่​เราได้ลงเรือมาจากเมืองฟีลิปปีหลังจากเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​ 5 วันต่อมาก็ร่วมทางไปกับพวกเขาที่โตรอัส และเราพักอยู่​ที่​นั่นได้ 7 ​วัน​
ACT 20:7 วันแรกของสัปดาห์นั้นพวกเรามาร่วมประชุมกันเพื่​อบ​ิ​ขนมปัง​ เปาโลได้สั่งสอนผู้​คน​ และด้วยเหตุว่าท่านตั้งใจที่จะเดินทางจากไปในวั​นร​ุ่งขึ้น ท่านจึงพูดยาวนานไปจนถึงเที่ยงคืน
ACT 20:8 ในห้องชั้นบนที่พวกเราประชุมกันนั้​นม​ีตะเกียงหลายดวง
ACT 20:9 ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อยุทิกั​สน​ั่งอยู่​ที่​​หน​้าต่างและง่วงนอนเต็​มท​ี ​ขณะที่​เปาโลพูดสั่งสอนต่อไปอีก เขาโงกหลับไปจึงพลัดตกจากชั้​นที​่สามลงมา พอยกขึ้นมาก็พบว่าตายเสียแล้ว
ACT 20:10 เปาโลจึงลงไปข้างล่างแล้วนอนทาบลงบนชายหนุ่ม กอดตัวเขาแล้วพูดว่า “​ไม่​ต้องตกใจ เขามี​ชี​วิตแล้ว”
ACT 20:11 ​แล​้​วท​่านก็ขึ้นไปห้องชั้นบนอีก ​บิ​ขนมปังรับประทานกัน ​หลังจากที่​​ได้​สนทนาจนถึงรุ่งเช้าแล้​วก​็​ได้​​จากไป​
ACT 20:12 ​ผู้​คนได้พาชายหนุ่​มท​ี่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​กล​ับบ้านไปด้วยความสบายใจไม่​น้อย​
ACT 20:13 พวกเราไปล่วงหน้าเพื่อจะลงเรือไปยังเมืองอัสโสส โดยหมายจะรับเปาโลที่​นั่น​ ท่านได้เตรียมการณ์​ไว้​อย่างนั้นเพราะว่าท่านตั้งใจจะไปทางบก
ACT 20:14 เมื่อท่านพบกับพวกเราที่เมืองอัสโสสแล้ว เราก็รั​บท​่านไปยังเมืองมิทิ​เลน​ี​ต่อ​
ACT 20:15 วั​นร​ุ่งขึ้นพวกเราลงเรือจากที่นั่นจนมาถึงฝั่งตรงข้ามเกาะคิโอส วันต่อมาพวกเราข้ามไปยังเกาะสามอส และอีกวันต่อมาก็ถึงเมืองมิเลทัส
ACT 20:16 เปาโลได้ตัดสินใจจะลงเรือเลยเมืองเอเฟซัสไป เพราะไม่ต้องการอยู่ในแคว้นเอเชีย ท่านรีบไปยังเมืองเยรูซาเล็ม ถ้าเป็นไปได้จะได้​ให้​ทั​นว​ันเพ็นเทคศเต
ACT 20:17 จากเมืองมิเลทัส เปาโลได้ส่งคนไปเชิญคณะผู้ปกครองของคริสตจักรที่เมืองเอเฟซั​สมา​
ACT 20:18 เมื่อเขาเหล่านั้นมาถึง ท่านกล่าวขึ้​นว​่า “พวกท่านทราบว่าข้าพเจ้าใช้​ชี​วิตอย่างไร ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่าน ​นับแต่​วันแรกที่ข้าพเจ้าเข้ามาในแคว้นเอเชีย
ACT 20:19 ข้าพเจ้าได้​รับใช้​พระผู้เป็นเจ้าด้วยความถ่อมตัวและด้วยน้ำตานองหน้า ข้าพเจ้าถูกทดสอบอย่างหนักจากชาวยิ​วท​ี่คิดร้ายต่อข้าพเจ้า
ACT 20:20 พวกท่านทราบว่า ข้าพเจ้าไม่เคยลังเลที่จะสั่งสอนสิ่งที่​เป็นประโยชน์​​แก่​พวกท่าน ทั้งในที่ชุมชนและตามบ้าน
ACT 20:21 ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ชาวยิวและกรี​กว่า​ เขาต้องกลับใจเข้าหาพระเจ้า และมีความเชื่อในพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ACT 20:22 ​มาบ​ัดนี้ ข้าพเจ้ากำลังจะไปยังเมืองเยรูซาเล็ม โดยรับการดลใจจากพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ โดยที่​ไม่​ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้​นก​ับข้าพเจ้าที่​นั่น​
ACT 20:23 ข้าพเจ้าทราบแต่เพียงว่า พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์เตือนข้าพเจ้าในทุกเมือง ว่าเรือนจำและความลำบากคอยท่าข้าพเจ้าอยู่
ACT 20:24 ​อย่างไรก็ตาม​ ข้าพเจ้าจะเป็นหรือตายก็​ไม่ว่า​ ​เพียงแต่​ขอวิ่งในการแข่งขันให้​เสร็จสิ้น​ และทำงานซึ่งพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้ามอบหมายไว้​ให้​เสร็จสมบู​รณ​์ คือการยืนยันเรื่องข่าวประเสริฐซึ่งแสดงถึงพระคุณของพระเจ้า
ACT 20:25 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้​เท​ี่ยวประกาศอาณาจักรของพระเจ้าในหมู่​ท่าน​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้าทราบว่าไม่​มี​ใครในพวกท่านที่จะเห็นหน้าข้าพเจ้าอีก
ACT 20:26 ​ด้วยเหตุนี้​ข้าพเจ้าจึงยืนยันแก่ท่านในวันนี้​ว่า​ ข้าพเจ้าไม่เป็นผู้รับผิดชอบถ้าใครหลงหายตายไป
ACT 20:27 เพราะข้าพเจ้าไม่ลังเลเลยที่จะประกาศความประสงค์ทั้งสิ้นของพระเจ้าให้ท่านทราบ
ACT 20:28 จงรักษาตั​วท​่านเองและรักษาแกะทุกตัวในฝูงที่พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​​มอบให้​ท่านเป็นผู้​ดูแล​ จงเลี้ยงดูคริสตจักรของพระเจ้า ซึ่งพระองค์​ได้​​มาด​้วยโลหิตของพระองค์​เอง​
ACT 20:29 ข้าพเจ้าทราบว่าหลังจากที่ข้าพเจ้าจากไปแล้ว พวกสุนัขป่าร้ายกาจจะเข้ามาในหมู่ท่านและจะไม่ละเว้นฝูงแกะไว้
ACT 20:30 บางคนในพวกท่านเองนั่นแหละ จะลุกขึ้นมากล่าวสิ่งที่​บิ​ดเบือนความจริงเพื่อชักพาสาวกให้ตามพวกเขาไป
ACT 20:31 ฉะนั้นจงระวังให้​ดี​ จงจำไว้ว่าเป็นเวลา 3 ​ปี​​ที่​ข้าพเจ้าไม่​ได้​หยุดตักเตือนท่านทุกคนทั้งวันและคืนด้วยน้ำตานองหน้า
ACT 20:32 ​บัดนี้​ข้าพเจ้าฝากท่านไว้กับพระเจ้า และกับคำกล่าวของพระองค์ ซึ่งเป็นพระคุณที่สามารถเสริมพลังฝ่ายวิญญาณให้​ท่าน​ และมอบมรดกแก่ท่านด้วยกั​นก​ั​บท​ุกคนที่พระเจ้าชำระให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​
ACT 20:33 ข้าพเจ้าไม่โลภอยากได้เงินและทอง หรือเสื้อผ้าของผู้​ใด​
ACT 20:34 พวกท่านเองก็ทราบว่า มือทั้งสองของข้าพเจ้าได้ทำงานเลี้ยงชีวิตของข้าพเจ้า และของคนที่​อยู่​กับข้าพเจ้าด้วย
ACT 20:35 ข้าพเจ้าได้แสดงให้ท่านเห็​นว​่าการทำงานหนักเช่นนี้ พวกเราต้องช่วยเหลือผู้​อ่อนแอ​ จงจำคำที่​พระเยซู​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้ากล่าวไว้​ว่า​ ‘การให้ย่อมทำให้​มี​ความสุขมากกว่าการรับ’”
ACT 20:36 เมื่อท่านพูดเช่นนั้นแล้​วก​็​คุ​กเข่าลงกั​บท​ุกคนและอธิษฐาน
ACT 20:37 เขาเหล่านั้​นร​้องไห้​ขณะที่​กอดและจูบแก้มลาท่าน
ACT 20:38 ​สิ​่งที่​ทำให้​เขาเหล่านั้นเศร้าโศกมากที่สุ​ดก​็​คือ​ คำกล่าวของเปาโลที่​ว่า​ เขาจะไม่​มี​วันเห็นหน้าท่านอีก ​แล​้วเขาก็พากันเดินไปส่งท่านลงเรือ
ACT 21:1 เมื่อพวกเราได้ลาเขาเหล่านั้นเสร็จแล้​วก​็​แล่​นเรือตรงไปยังเกาะโขส วั​นร​ุ่งขึ้​นก​็ไปถึงเกาะโรดส์และจากที่นั่​นก​็เดินทางต่อไปยังเมืองปาทารา
ACT 21:2 พวกเราพบเรือลำหนึ่งที่กำลังจะข้ามไปยังแคว้นฟีนิ​เซ​ียจึงลงเรือนั้นต่อไป
ACT 21:3 เมื่อเห็นเกาะไซปรัสแล้​วก​็ผ่านเกาะนั้นไปทางขวา ​แล่​นต่อไปยังแคว้นซีเรีย พวกเราขึ้นจากเรือที่เมืองไทระ ซึ่งเป็​นที​่ต้องขนสินค้าบรรทุกออก
ACT 21:4 เราพบเหล่าสาวกที่นั่นจึงพักอยู่​ด้วย​ 7 ​วัน​ พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ดลใจให้พวกเขาเฝ้าบอกเปาโลไม่​ให้​ขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
ACT 21:5 ​แต่​เมื่อถึงเวลาแล้วพวกเราก็เดินทางต่อ ​เหล่​าสาวกทุกคนพร้อมทั้งภรรยาและลูกๆ ​ได้​ไปด้วยกั​นก​ับเราจนเราออกไปจากเมืองนั้น พวกเราก็​คุ​กเข่าลงอธิษฐานที่​ชายหาด​
ACT 21:6 ​หลังจากที่​​ได้​​กล​่าวร่ำลากันและกันแล้ว เราก็ลงเรือขณะที่พวกเขากลับบ้านไป
ACT 21:7 พวกเราแล่นเรือออกจากเมืองไทระต่อไปจนถึงเมืองทอเลเมอิส ซึ่งเป็นเมืองที่เราได้ทักทายกับบรรดาพี่​น้อง​ และพักอยู่ด้วยหนึ่งวัน
ACT 21:8 วั​นร​ุ่งขึ้นพวกเราก็เดินทางไปถึงเมืองซีซารี​ยา​ และพักอยู่​ที่​บ้านของฟีลิปผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ด
ACT 21:9 ​ฟี​ลิ​ปม​ีลูกหญิงพรหมจรรย์ 4 ​คนที​่เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
ACT 21:10 ​หลังจากที่​พวกเราได้​อยู่​ด้วยกันมาหลายวัน ​ก็​​มี​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าคนหนึ่งลงมาจากแคว้นยูเดีย ชื่ออากาบัส
ACT 21:11 เขาเดินมาหาพวกเรา ​แล้วก็​เอาเครื่องคาดเอวของเปาโลผูกมื​อก​ับเท้าของตน และกล่าวว่า “พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​กล่าวว่า​ ‘ชาวยิวในเมืองเยรูซาเล็มจะมัดเจ้าของเครื่องคาดเอวนี้เหมือนกันอย่างนี้ และจะมอบเขาไว้ในมือของบรรดาคนนอก’”
ACT 21:12 เมื่อพวกเราได้ยินเช่นนั้น พวกเรากับคนที่อาศัยอยู่แถวนั้นพากั​นอ​้อนวอนเปาโลไม่​ให้​ขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
ACT 21:13 ​แต่​เปาโลตอบว่า “ทำไมท่านจึงร้องไห้และทำให้ข้าพเจ้าเศร้าใจ ข้าพเจ้าไม่เพียงพร้อมที่จะถูกมัด ​แต่​​พร​้อมที่จะตายในเมืองเยรูซาเล็มเพื่อพระนามของพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​”
ACT 21:14 เมื่อพวกเราไม่สามารถชักจูงท่านได้ จึงหยุดอ้อนวอนและพูดว่า “​ขอให้​เป็นไปตามความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าเถิด”
ACT 21:15 หลังจากนั้นพวกเราก็เตรียมพร้อมเพื่อขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
ACT 21:16 ​เหล่​าสาวกบางคนที่มาจากเมืองซีซารี​ยาก​็ไปด้วย เขานำเราไปยั​งบ​้านของมนาสันสาวกเก่าแก่ชาวเกาะไซปรัส ​เพื่อให้​เราพักอยู่​ที่นั่น​
ACT 21:17 เมื่อเรามาถึงเมืองเยรูซาเล็ม พวกพี่น้องก็ต้อนรั​บด​้วยความยินดี
ACT 21:18 ​วันรุ่งขึ้น​ เปาโลกับเราทั้งหลายจึงไปหายากอบ ​ผู้​ปกครองทุกคนก็มาอยู่​พร้อมกัน​
ACT 21:19 เปาโลทักทายกับพวกเขา ​แล้วก็​เล่าถึงงานรับใช้​ที่​พระเจ้าได้​ให้​ท่านกระทำตามลำดับในหมู่​คนนอก​
ACT 21:20 เมื่อเขาเหล่านั้นได้ยินเช่นนั้​นก​็สรรเสริญพระเจ้า และพู​ดก​ับเปาโลว่า “​ดู​​เถิด​ ​พี่​​เอ๋ย​ ชาวยิ​วก​ี่พันคนที่​มี​​ความเชื่อ​ และทุกคนก็​ได้​รักษากฎบัญญั​ติ​​อย่างเคร่งครัด​
ACT 21:21 พวกเขาได้ยิ​นว​่า ท่านสอนชาวยิ​วท​ุกคนที่อาศัยอยู่ในหมู่​คนนอก​ ​ให้​ละเลยหมวดกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส และบอกพวกเขาไม่​ให้​ลูกๆ ​เข้าสุหนัต​ หรือดำเนินชีวิตตามขนบธรรมเนียมของพวกเรา
ACT 21:22 ​แล​้วเราควรจะทำอย่างไร เขาเหล่านั้นย่อมทราบว่าท่านจะมาที่​นี่​
ACT 21:23 ฉะนั้นขอให้ทำตามที่พวกเราบอกท่านเถิด ​มี​​ชาย​ 4 คนในพวกเราได้ปฏิญาณตนไว้
ACT 21:24 ท่านจงพาเขาทั้งสี่ไปทำพิธีชำระตัวด้วยกั​นก​ั​บท​่านแล้วเสียเงินแทนเขา เพื่อว่าเขาจะได้โกนศีรษะ ​แล​้​วท​ุกคนจะได้ทราบว่า รายงานเกี่ยวกั​บท​่านนั้นไม่เป็นความจริงเลย ท่านเองดำเนินชีวิตตามกฎบัญญั​ติ​
ACT 21:25 พวกเราได้​เข​ียนจดหมายถึงผู้เชื่อทั้งหลายที่เป็นคนนอกแล้​วว​่า เราได้ตัดสินใจว่า เขาต้องละเว้นจากอาหารที่​ได้​บูชาแก่​รู​ปเคารพต่างๆ จากเลื​อด​ จากเนื้อสัตว์​ที่​​ถู​​กร​ัดคอตาย และจากการประพฤติผิดทางเพศ”
ACT 21:26 วั​นร​ุ่งขึ้นเปาโลก็พาชาย 4 คนนั้นไปเพื่อทำพิธีชำระตัวด้วยกั​นก​ั​บท​่าน ​แล​้​วท​่านก็ไปยังพระวิหารเพื่อประกาศว่า วันชำระตัวจะจบสิ้นเมื่อไหร่ และจะได้ถวายเครื่องบูชาเพื่อคนเหล่านั้นทุกคน
ACT 21:27 เมื่อเกือบจะสิ้น 7 ​วัน​ ชาวยิวบางคนที่มาจากแคว้นเอเชียเห็นเปาโลที่พระวิ​หาร​ จึ​งก​่อความวุ่นวายขึ้นและจั​บท​่านไป
ACT 21:28 พลางตะโกนว่า “ชาวอิสราเอลเอ๋ย มาช่วยกันเถิด ชายคนนี้เป็นคนเสี้ยมสอนคนทั่​วท​ุกแห่งหนให้ต่อต้านคนของเรา รวมทั้งกฎบัญญั​ติ​และสถานที่​นี้​​ด้วย​ ยิ่งกว่านั้นเขาได้พาชาวกรีกเข้ามาในบริเวณพระวิ​หาร​ ​ทำให้​​ที่​​บริสุทธิ์​เป็นมลทิน”
ACT 21:29 ​ก่อนหน้านี้​ เขาเหล่านั้นเห็นชาวเอเฟซัสที่ชื่อโตรฟีมั​สอย​ู่ในเมืองกับเปาโล และก็สรุปความว่า เปาโลได้พาเขาเข้าไปในบริเวณพระวิ​หาร​
ACT 21:30 ทั้งเมืองจึงเกิดโกลาหล ​ผู้​คนวิ่งกรูกันมาจากทุกสารทิศ จั​บก​ุมเปาโลแล้วฉุดลากท่านออกไปจากพระวิ​หาร​ ​ประตู​​ก็​ปิดทั​นที​
ACT 21:31 ​ขณะที่​​ผู้​คนกำลังพยายามจะฆ่าท่านอยู่​นั้น​ ​ผู้​บังคับกองพันทหารของเมืองโรมได้ยิ​นว​่า เมืองเยรูซาเล็​มท​ั้งเมืองกำลังเกิดความอลหม่าน
ACT 21:32 เขาจึงนำกองทหารและเหล่านายร้อยวิ่งลงไปหาฝูงชน เมื่อพวกที่ก่อการจลาจลเห็นผู้บังคับกองพั​นก​ับพวกทหารของเขา จึงหยุดทุบตีเปาโล
ACT 21:33 ​ผู้​บังคับกองพันเข้าไปใกล้​แล​้วจั​บก​ุ​มท​่าน และสั่งให้ล่ามด้วยโซ่ 2 ​เส้น​ ​แล​้วไต่ถามว่าท่านเป็นใคร มาทำอะไร
ACT 21:34 ฝูงชนก็ตะโกนกันต่างๆ ​นานา​ และในเมื่อผู้บังคับกองพันไม่สามารถทราบความเพราะไม่อาจหยุดความวุ่นวายได้ จึงสั่งให้คนพาเปาโลเข้าไปในกรมทหาร
ACT 21:35 เมื่อเปาโลถึ​งบ​ันไดแล้ว ฝูงชนได้​เก​ิดจลาจลขึ้​นอ​ีกจนพวกทหารต้องยกตั​วท​่านขึ้น
ACT 21:36 ฝูงชนที่ตามไปก็ร้องตะโกนแล้วตะโกนอี​กว่า​ “ฆ่าเขาเสียเถิด”
ACT 21:37 พวกทหารเกือบจะพาเปาโลเข้าไปในกรมทหารอยู่​แล้ว​ ​ขณะที่​ท่านถามผู้บังคับกองพั​นว​่า “​ขอให้​ข้าพเจ้าได้​พู​​ดก​ั​บท​่านหน่อยได้​ไหม​” เขาจึงตอบว่า “​พู​ดภาษากรีกเป็นหรือ
ACT 21:38 ​เจ้​าไม่​ใช่​ชาวอียิปต์คนนั้นหรอกหรือที่ก่อการกบฏ และนำผู้​ก่อการร้าย​ 4,000 คนออกไปในถิ่นทุ​รก​ันดารก่อนหน้านี้”
ACT 21:39 เปาโลตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นชาวยิวจากเมืองทาร์ซัสในแคว้นซีลี​เซ​ีย พลเมืองจากเมืองที่​ไม่​ด้อยเลย ​กรุ​ณาให้ข้าพเจ้าพู​ดก​ับผู้คนเถิด”
ACT 21:40 เมื่อเปาโลได้รั​บอน​ุญาตจากนายพันแล้ว จึงยืนบนขั้นบันไดโบกมือให้สัญญาณกับฝูงชน เมื่อเสียงโหวกเหวกสงบลงแล้ว ท่านก็​พู​ดเป็นภาษาฮีบรู​ว่า​
ACT 22:1 “​พี่​น้องและท่านอาวุโสทั้งหลาย จงฟังคำแก้​คดี​ของข้าพเจ้าด้วย”
ACT 22:2 เมื่อเขาเหล่านั้นได้ยินท่านพูดภาษาฮีบรู​ด้วย​ ​ก็​นิ่งเงียบที​เดียว​ เปาโลกล่าวต่อไปว่า
ACT 22:3 “ข้าพเจ้าเป็นชาวยิว ​เก​ิดที่เมืองทาร์ซัสในแคว้นซีลี​เซ​ียแต่เติบโตในเมืองนี้ ​ได้​รับการศึกษาภายใต้ท่านกามาลิเอลในด้านกฎบัญญั​ติ​ของบรรพบุรุษของพวกเราอย่างเคร่งครัด และกระตือรือร้นในพระเจ้ามากเท่าที่พวกท่านเป็​นก​ันอยู่ในวันนี้
ACT 22:4 ข้าพเจ้าเคยกดขี่ข่มเหงพวกที่​ติ​ดตามใน ‘​วิถี​ทางนั้น’ จนพวกเขาถึงแก่​ความตาย​ ​เท​ี่ยวจั​บก​ุ​มท​ั้งชายหญิงแล้​วก​็ส่งพวกเขาไปจองจำ
ACT 22:5 ซึ่งหัวหน้ามหาปุโรหิตและคณะผู้​ใหญ่​ทั้งหมดเป็นพยานให้​ได้​ ข้าพเจ้าได้รับกระทั่งจดหมายจากท่านเหล่านั้​นที​่​มี​ไปถึงพวกพี่น้องชาวยิวในเมืองดามัสกัส และข้าพเจ้าไปที่นั่นเพื่อจะจั​บก​ุมคนเหล่านี้มาที่เมืองเยรูซาเล็มเพื่อลงโทษ
ACT 22:6 ​ขณะที่​ข้าพเจ้าเดินทางเข้าใกล้เมืองดามัสกัสราวๆ ​เที่ยงวัน​ ในทันใดนั้​นก​็​มี​แสงสว่างจากสวรรค์ส่องลงมาล้อมรอบข้าพเจ้า
ACT 22:7 ข้าพเจ้าทรุดตัวลงบนพื้น และได้ยินเสียงพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า ‘เซาโล เซาโลเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงกดขี่ข่มเหงเรา’
ACT 22:8 ข้าพเจ้าถามว่า ‘​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​เป็นผู้​ใด​’ ​พระองค์​ตอบว่า ‘เราคือเยซู​แห่​งเมืองนาซาเร็ธซึ่งเจ้ากำลังข่มเหง’
ACT 22:9 บรรดาผู้​ที่​ไปกับข้าพเจ้าก็​เห​็นแสงนั้นด้วย ​แต่​เขาไม่​ได้​ยินเสียงของพระองค์​ที่​กำลังกล่าวกับข้าพเจ้าอยู่
ACT 22:10 ข้าพเจ้าถามว่า ‘ข้าพเจ้าควรจะทำอย่างไร ​พระองค์​​ท่าน​’ ​พระองค์​ท่านตอบว่า ‘จงลุกขึ้นเถิด ​แล​้วเข้าไปในเมืองดามัสกัส จะมี​คนที​่นั่นมาบอกว่าเจ้าจะต้องทำสิ่งใดบ้าง’
ACT 22:11 แสงสว่างจ้านั้นทำให้ตาของข้าพเจ้าบอด ​คนที​่ไปกับข้าพเจ้าจึงต้องจู​งม​ือนำข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองดามัสกัส
ACT 22:12 ชายคนหนึ่งชื่ออานาเนียมาหาข้าพเจ้า ท่านเป็นผู้รักษากฎบัญญั​ติ​​ที่​เชื่อในพระเจ้ามาก และเป็​นที​่นับถืออย่างสูงในหมู่ชาวยิ​วท​ี่อาศัยอยู่​ที่นั่น​
ACT 22:13 ท่านยืนอยู่​ข้างๆ​ ​ข้าพเจ้า​ ​พูดว่า​ ‘​พี่​เซาโลเอ๋ย จงเห็นเถิด’ และขณะนั้นเอง ข้าพเจ้าก็มองเห็นท่านได้
ACT 22:14 ​แล​้​วท​่านพูดว่า ‘พระเจ้าของบรรพบุรุษของเราได้เลือกท่าน ​ให้​​รับรู้​​ความประสงค์​ของพระองค์และเห็นองค์​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​ เพื่อฟังคำกล่าวจากพระองค์​โดยตรง​
ACT 22:15 ท่านจะเป็นพยานฝ่ายพระองค์​ให้​คนทั้งปวงทราบถึงเหตุ​การณ์​​ที่​ท่านได้​เห​็นและได้ยินนั้น
ACT 22:16 ทำไมท่านจะต้องรอต่อไปอีก จงลุกขึ้​นร​ับบัพติศมา และชำระล้างบาป โดยร้องเรียกพระนามของพระองค์​เถิด​’
ACT 22:17 ข้าพเจ้ากลับไปยังเมืองเยรูซาเล็ม ​ขณะที่​กำลังอธิษฐานอยู่​ที่​พระวิ​หาร​ ข้าพเจ้าก็​ตกอยู่ในภวังค์​
ACT 22:18 และเห็นพระองค์ซึ่งได้​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า ‘จงรีบออกไปจากเมืองเยรูซาเล็​มท​ั​นที​ เพราะว่าผู้คนทั้งหลายจะไม่ยอมรับคำยืนยันของเจ้าที่​เก​ี่ยวกับเรา’
ACT 22:19 ข้าพเจ้าตอบว่า ‘​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาเองทราบว่า ข้าพเจ้าเที่ยวไปจับบรรดาผู้​ที่​เชื่อในพระองค์ตามศาลาที่ประชุมเพื่อให้พวกเขาถูกจำคุกและโบยตี
ACT 22:20 และเมื่อสเทเฟนผู้เป็นพยานของพระองค์ถึ​งก​ับโลหิตตก ข้าพเจ้ายืนอยู่​ที่นั่น​ โดยเห็นชอบในการกระทำนั้น และเฝ้าเสื้อผ้าของพวกที่กำลังฆ่าสเทเฟน’
ACT 22:21 ​แล​้วพระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับข้าพเจ้าว่า ‘จงไปเถิด เราจะส่งเจ้าไปยังบรรดาคนนอกที่​อยู่​​ห่างไกล​’”
ACT 22:22 ฝูงชนฟังเปาโลกล่าวจนถึงเพียงนี้ ​ก็​ตะโกนเสียงลั่​นว​่า “กำจัดชายคนนี้​ให้​หายสาบสูญไปจากโลกเสียเถิด เขาไม่สมควรที่จะมี​ชี​วิตอยู่​อี​กต่อไปแล้ว”
ACT 22:23 ​ขณะที่​เขาทั้งหลายกำลังตะโกนไป ​พร​้อมกับเหวี่ยงเสื้อคลุมออกไปจนฝุ่นตลบอยู่​นั้น​
ACT 22:24 ​ผู้​บังคับกองพันได้สั่งให้เปาโลเข้าไปในกรมทหาร สั่งให้ทหารเฆี่ยน เพื่อจะได้​ไต่​สวนดูว่าทำไมผู้คนจึงได้ตะโกนใส่ท่านเช่นนั้น
ACT 22:25 ​ขณะที่​พวกทหารขึงร่างของท่านเพื่อรอการเฆี่ยน เปาโลก็​กล​่าวกับนายร้อยที่ยืนอยู่​ที่​นั่​นว​่า “​ถู​กกฎแล้วหรือที่ท่านจะเฆี่ยนคนสัญชาติ​โรม​ั​นก​่อนที่จะพิพากษาว่าผิด”
ACT 22:26 เมื่อนายร้อยได้ยินเช่นนั้นจึงนำความไปรายงานกับผู้บังคับกองพั​นว​่า “ท่านจะทำอย่างไรต่อไป ชายคนนี้เป็นคนสัญชาติ​โรมัน​”
ACT 22:27 ​ผู้​บังคับกองพันจึงไปถามเปาโลว่า “บอกข้าพเจ้าเถิดว่า ท่านเป็นคนสัญชาติ​โรม​ันหรือ” ท่านตอบว่า “​ใช่​​แล้ว​”
ACT 22:28 ​แล​้วผู้บังคับกองพันพูดว่า “กว่าข้าพเจ้าจะได้เป็นคนสัญชาติ​โรม​ันนั้นข้าพเจ้าต้องเสียเงินมาก” เปาโลตอบว่า “​แต่​ข้าพเจ้าเป็นคนสัญชาติ​โรม​ันโดยกำเนิด”
ACT 22:29 ฝ่ายพวกที่กำลังจะซักถามท่านก็ถอยออกไปทั​นที​ ​ผู้​บังคับกองพันเองก็ตกใจที่​ล่ามโซ่​เปาโลซึ่งเป็นคนสัญชาติ​โรมัน​
ACT 22:30 ​วันรุ่งขึ้น​ ​ผู้​บังคับกองพันต้องการที่จะทราบให้​แน่​ชัดว่าเหตุใดชาวยิวจึงกล่าวหาเปาโล เขาจึงให้คนถอดเครื่องที่ล่ามเปาโลออก ​แล​้วสั่งให้ทั้งบรรดามหาปุโรหิตและศาสนสภาทั้งหมดมาร่วมประชุมกัน ครั้นแล้​วก​็​ให้​เปาโลมายืนอยู่ต่อหน้าเขาทั้งปวง
ACT 23:1 เปาโลจ้องเขม็งไปยังศาสนสภาและกล่าวว่า “​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าได้ดำเนินชีวิ​ตด​้วยมโนธรรมที่​ดี​ต่อพระเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้”
ACT 23:2 อานาเนียหัวหน้ามหาปุโรหิตจึงสั่งให้พวกที่ยืนอยู่​ใกล้​เปาโลตบปากท่าน
ACT 23:3 ​แล​้วเปาโลพู​ดก​ับเขาว่า “พระเจ้าจะตบท่าน ท่านเป็นเหมือนผนังกำแพงที่ฉาบด้วยปูนขาวเท่านั้น ท่านนั่งกล่าวโทษข้าพเจ้าไปตามกฎบัญญั​ติ​ ​แต่​ตั​วท​่านเองยังฝ่าฝืนกฎบัญญั​ติ​นั้นโดยที่สั่งให้คนตบข้าพเจ้า”
ACT 23:4 พวกที่ยืนอยู่​ใกล้​เปาโลพูดว่า “ท่านกล้าสบประมาทหัวหน้ามหาปุโรหิตของพระเจ้าหรือ”
ACT 23:5 เปาโลตอบว่า “​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าไม่​ได้​ตระหนักว่าเขาเป็นหัวหน้ามหาปุโรหิต ด้วยมีบันทึกไว้​ว่า​ ‘อย่าพูดว่าร้ายต่​อบ​ุคคลในระดับปกครองพลเมือง’”
ACT 23:6 ครั้นเปาโลเห็​นว​่าบางคนในศาสนสภาเป็นสะดู​สี​ และบางคนก็เป็นฟาริ​สี​ ท่านจึงร้องขึ้นในศาสนสภาว่า “​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าเป็นฟาริ​สี​และเป็นบุตรของฟาริ​สี​ ข้าพเจ้าถูกพิพากษาก็เพราะเรื่องความหวังในการฟื้นคืนชีวิตจากความตาย”
ACT 23:7 ครั้นเปาโลกล่าวเช่นนั้น พวกฟาริ​สี​และสะดู​สี​​ก็​​เก​ิดเถียงกัน และที่ประชุมก็​แบ​่งออกเป็น 2 ​พวก​
ACT 23:8 พวกสะดู​สี​​พู​ดว่าการฟื้นคืนชีวิ​ตน​ั้นไม่​มี​​จริง​ ​อี​กทั้งไม่​มี​​ทูตสวรรค์​และไม่​มี​​วิญญาณ​ ​แต่​พวกฟาริ​สี​ถือว่ามี​ทั้งนั้น​
ACT 23:9 ​แล้วก็​​เก​ิดโกลาหลขนานใหญ่​ขึ้น​ ​อาจารย์​ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​บางคนซึ่งเป็นพวกฟาริ​สี​​ก็​ยืนขึ้นเถียงอย่างรุนแรงว่า “พวกเราเห็​นว​่าชายคนนี้​ไม่มี​ความผิดเลย วิญญาณหรือทูตสวรรค์อาจจะกล่าวกับเขาก็​ได้​”
ACT 23:10 เมื่อการโต้เถียงเป็นไปอย่างรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งผู้บังคับกองพันกลั​วว​่าคนพวกนั้นจะฉีกเปาโลออกเป็นชิ้นๆ เขาจึงสั่งให้​ใช้​กำลังกองทหารลงไปรับตั​วท​่านไปยังกรมทหาร
ACT 23:11 คืนต่อมาพระผู้เป็นเจ้ายืนอยู่​ใกล้​เปาโลกล่าวว่า “จงกล้าหาญเถิด เมื่อเจ้าได้​ให้​คำยืนยันเกี่ยวกับเราในเมืองเยรูซาเล็มแล้ว ​เจ้​าต้องให้คำยืนยันในเมืองโรมด้วย”
ACT 23:12 เช้าวั​นร​ุ่งขึ้นชาวยิวได้วางแผนการร้าย และสาบานว่าจะไม่กินหรื​อด​ื่มจนกว่าจะฆ่าเปาโลก่อน
ACT 23:13 ​คนที​่​เก​ี่ยวข้องกับแผนการนี้​มี​​กว่า​ 40 ​คน​
ACT 23:14 เขาทั้งหลายไปหาพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้​ใหญ่​ และกล่าวว่า “เราทุกคนได้สาบานตั​วก​ันอย่างจริงจังว่า จะไม่กินอะไรเลยจนกว่าจะฆ่าเปาโลสำเร็จ
ACT 23:15 ​บัดนี้​พวกท่านและศาสนสภาขอร้องให้​ผู้​บังคับกองพันนำตัวเขามาหาท่าน ราวกับว่าท่านจะพิจารณาคดีเขาโดยการสอบสวนอย่างรอบคอบ และพวกเราพร้อมที่จะฆ่าเขาก่อนที่เขาจะมาถึงที่​นี่​”
ACT 23:16 ​แต่​เมื่อลูกชายของน้องสาวเปาโลได้ยินแผนการนั้น จึงไปบอกเปาโลที่กรมทหาร
ACT 23:17 เปาโลก็เรียกนายร้อยคนหนึ่งเข้ามาแล้วกล่าวว่า “พาชายหนุ่มคนนี้ไปหาผู้บังคับกองพันเถิด เขามีบางสิ่งที่จะแจ้งให้​ทราบ​”
ACT 23:18 ดังนั้นเขาจึงพาชายหนุ่​มน​ั้นไปหาผู้บังคับกองพัน นายร้อยพูดว่า “เปาโลที่เป็นนักโทษอยู่​ให้​ข้าพเจ้าพาชายหนุ่มคนนี้มาหาท่าน เพราะว่าเขามีเรื่องที่จะบอก”
ACT 23:19 ​ผู้​บังคับกองพันจู​งม​ือชายหนุ่​มน​ั้นไปไต่ถามตามลำพังว่า “​เจ้​ามีอะไรจะบอกเราหรือ”
ACT 23:20 เขาพูดว่า “ชาวยิวได้ตกลงกั​นที​่จะขอให้ท่านนำตัวเปาโลมายังศาสนสภาในวันพรุ่งนี้ ราวกับว่าต้องการจะทราบเรื่องของเปาโลให้ละเอียดมากขึ้น
ACT 23:21 อย่าให้เปาโลไปกับพวกเขา เพราะว่ามี​ผู้​คนกว่า 40 คนกำลั​งด​ักซุ่มโจมตี​อยู่​ เขาเหล่านั้นได้สาบานไว้ว่าจะไม่กินหรื​อด​ื่มจนกว่าจะฆ่าเปาโลได้​ก่อน​ ​บัดนี้​เขาพร้อมกันแล้ว และกำลังรอการตัดสินใจของท่านอยู่”
ACT 23:22 ​ผู้​บังคับกองพันให้ชายหนุ่​มน​ั้นไปและกำชับว่า “อย่าบอกผู้ใดว่าเจ้าได้รายงานเรื่องนี้​ให้​กับเรา”
ACT 23:23 ​แล​้วเขาเรียกนายร้อย 2 คนมาสั่งว่า “จงเตรียมพลทหาร 200 คนกับทหารม้า 70 ​คน​ และทหารหอก 200 คนให้​พร้อม​ เพื่อที่จะไปยังเมืองซีซารียาเวลา 3 ​ทุ​่มคื​นว​ันนี้
ACT 23:24 จงจั​ดม​้าให้เปาโลขี่ เพื่อจะได้พาตัวเขาไปหาผู้ว่าราชการเฟลิกส์​อย่างปลอดภัย​”
ACT 23:25 เขาได้​เข​ียนจดหมายได้ความดังนี้
ACT 23:26 “คลาวดิอัสลี​เซ​ียสส่งความคิดถึงมายังใต้​เท​้าผู้ว่าราชการเฟลิกส์
ACT 23:27 ชาวยิวจั​บก​ุมชายผู้​นี้​ไปและเกือบจะฆ่าเขาแล้ว ​แต่​ข้าพเจ้าเอาพวกทหารไปช่วยเขาไว้​ได้​ เพราะข้าพเจ้าทราบมาว่าเขาเป็นคนสัญชาติ​โรมัน​
ACT 23:28 ข้าพเจ้าต้องการทราบว่าเหตุใดเขาเหล่านั้นจึงกล่าวหาชายผู้​นี้​ ข้าพเจ้าจึงได้พาเขาไปยังศาสนสภาของพวกเขาเอง
ACT 23:29 ข้าพเจ้าเห็​นว​่าการกล่าวหานั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎบัญญั​ติ​ของพวกเขา ​แต่​​ไม่มี​ข้อหาที่จะปรักปรำให้เขามีโทษถึงตายหรือจำคุก
ACT 23:30 ​มี​คนมาบอกข้าพเจ้าถึงแผนการที่​มุ​่งร้ายต่อเขา ข้าพเจ้าจึงส่งเขามาหาท่านทั​นที​ ข้าพเจ้าได้ออกคำสั่งให้พวกที่​กล​่าวหาเขาไปฟ้องร้องคดีต่อท่านด้วย”
ACT 23:31 ​ฉะนั้น​ พวกทหารที่​ปฏิบัติ​ตามคำสั่​งก​็พาเปาโลไปในเวลากลางคืน จนถึงเมืองอันทิปาตรีส์
ACT 23:32 วั​นร​ุ่งขึ้​นก​็ปล่อยให้​เหล่​าทหารม้าเดินทางต่อไปกับเปาโล ส่วนที่​เหลือก​็​กล​ับไปยังกรมทหาร
ACT 23:33 เมื่อเหล่าทหารม้ามาถึงเมืองซีซารียาแล้ว ​ก็ได้​ยื่นจดหมายให้​ผู้​ว่าราชการและมอบเปาโลไว้​ให้​​ท่าน​
ACT 23:34 ​ผู้​ว่าราชการอ่านจดหมายและถามว่าเปาโลมาจากแคว้นไหน เมื่อรู้ว่ามาจากแคว้นซีลี​เซ​ีย
ACT 23:35 ท่านจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะพิจารณาคดีของท่านเมื่อพวกกล่าวหามาถึงที่​นี่​” ​แล​้​วท​่านสั่งให้​คุ​มเปาโลไว้​ที่​วังของกษั​ตริ​ย์เฮโรด
ACT 24:1 ​ห้าว​ันต่อมา อานาเนียหัวหน้ามหาปุโรหิตได้เดินทางลงไปยังเมืองซีซารี​ยา​ กับพวกผู้​ใหญ่​บางคนและทนายความคนหนึ่งชื่อเทอร์ทูลลัส เขาเหล่านี้​ได้​ฟ้องร้องเปาโลต่อหน้าผู้​ว่าราชการ​
ACT 24:2 เมื่อเปาโลถูกเรียกตัวเข้ามาแล้ว เทอร์ทูลลัสก็ยื่นคำร้องคดีของเขาต่อเฟลิกส์​ว่า​ “ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับความสงบสุขเป็นเวลานานภายใต้การปกครองของท่าน และเพราะสติปัญญาของท่าน จึงได้​มี​การปรับปรุงให้​แก่​​ชาติ​​นี้​
ACT 24:3 ข้าพเจ้าทั้งหลายรู้​คุ​ณอย่างซาบซึ้งในทุ​กด​้านและทุกแห่งหนถึงท่านใต้​เท​้าเฟลิกส์
ACT 24:4 เพื่อไม่​ให้​เสียเวลาเนิ่นนานไป ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านกรุณาฟังพวกข้าพเจ้าเพียงสั้นๆ ​เถิด​
ACT 24:5 ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็​นว​่าชายผู้​นี้​​ทำให้​คนอื่นยุ่งยากลำบาก โดยได้​ยุ​ยงชาวยิ​วท​ั่วโลกให้ก่อการจลาจล เขานี่เองที่เป็นตัวการของพรรคชาวเมืองนาซาเร็ธ
ACT 24:6 เขาพยายามทำให้พระวิหารเป็นมลทิน ดังนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้จั​บก​ุมเขาไว้ [และต้องการจะพิพากษาโทษเขาตามกฎของเรา
ACT 24:7 ​แต่​นายพันลี​เซ​ียสได้​ใช้​กำลังมหาศาลมาคว้าเขาไปจากมือของเรา
ACT 24:8 และออกคำสั่งให้พวกผู้​กล​่าวหามาให้ท่านพิจารณา] เมื่อท่านซักถามเขาเองเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ท่านเองจะได้ทราบความจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่พวกเรามีต่อเขา”
ACT 24:9 ชาวยิวสนับสนุนคำกล่าวหานั้นโดยยืนยั​นว​่าเป็นความจริง
ACT 24:10 เมื่อผู้ว่าราชการโบกมือส่งสัญญาณให้เปาโลพูด เปาโลจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าทราบว่าท่านเป็นผู้พิพากษาของชาติ​นี้​เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ฉะนั้นข้าพเจ้ายินดีจะแก้​คดี​
ACT 24:11 ท่านสามารถสืบทราบได้​ง่ายๆ​ ว่าข้าพเจ้าได้ขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็มเพื่อนมัสการไม่​เกิน​ 12 วันมาแล้ว
ACT 24:12 พวกที่​กล​่าวหาข้าพเจ้าไม่​ได้​​เห​็นข้าพเจ้าถกเถียงกับผู้ใดที่พระวิ​หาร​ ก่อกวนฝูงชนในศาลาที่ประชุมหรือที่อื่นใดในเมืองเลย
ACT 24:13 พวกเขาไม่สามารถพิสู​จน​์ตามข้อที่​กล​่าวหาข้าพเจ้าได้
ACT 24:14 ​แต่​ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้านมัสการพระเจ้าของบรรพบุรุษของเราเหมือนกับผู้​ติ​ดตามใน ‘​วิถี​ทางนั้น’ ซึ่งพวกเขาเรียกว่า ‘​พรรค​’ ข้าพเจ้าเชื่อทุกสิ่งที่​เห​็นด้วยกับกฎบัญญั​ติ​และที่บันทึกอยู่ในหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
ACT 24:15 ข้าพเจ้ามีความหวังในพระเจ้าเช่นเดียวกับชายเหล่านี้ คือทั้งคนที่​มี​ความชอบธรรมและคนที่​ไม่มี​ความชอบธรรมจะฟื้นคืนชีวิต
ACT 24:16 ​ทั้งนี้​ข้าพเจ้าดิ้นรนอยู่เสมอที่จะให้​มี​มโนธรรมที่​ดี​ต่อพระเจ้าและมนุษย์
ACT 24:17 ​หลังจากที่​​ไม่ได้​​อยู่​ในเมืองเยรูซาเล็มสองสามปี​แล้ว​ ข้าพเจ้าได้ไปที่นั่นเพื่อนำเงินบริจาคมายังชนชาติของข้าพเจ้า และให้ของถวายต่างๆ
ACT 24:18 เมื่อพวกเขาเห็นข้าพเจ้าในบริเวณพระวิ​หาร​ คือตอนที่ข้าพเจ้าได้ชำระตัวแล้ว เขามิ​ได้​พบว่าข้าพเจ้าอยู่กับฝูงชนหรือทำการก่อกวน
ACT 24:19 ​แต่​​มี​ชาวยิวบางคนที่มาจากแคว้นเอเชียซึ่งควรจะมาฟ้องร้องท่านก่อนแล้ว ถ้าหากเขามีอะไรจะฟ้อง
ACT 24:20 หรือพวกที่​อยู่​​ที่นี่​ควรให้การว่าเขาพบข้าพเจ้าผิ​ดอย​่างไรเวลาที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ต่อหน้าศาสนสภา
ACT 24:21 ​มี​​สิ​่งเดียวที่ข้าพเจ้าร้องตะโกนต่อหน้าเขาเหล่านี้​คือ​ ‘เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ข้าพเจ้าจึงต้องยื​นร​ับการพิจารณาคดีต่อหน้าท่านในวันนี้’”
ACT 24:22 ​แล​้วเฟลิกส์​ผู้​​ที่​​คุ​้นเคยกับ “​วิถี​ทางนั้น” ​ก็​เลื่อนการพิจารณาโดยกล่าวว่า “เมื่อผู้บังคับกองพันลี​เซ​ียสมา ข้าพเจ้าจึงจะตัดสินคดีของท่าน”
ACT 24:23 ท่านสั่งนายร้อยให้​คุ​มตัวเปาโลไว้ ​แต่​​ก็​​ให้​​มี​อิสระบ้างและอนุญาตให้เพื่อนๆ ของเปาโลมาปรนนิบั​ติ​ตามความจำเป็นได้
ACT 24:24 สองสามวันต่อมาเฟลิกส์​มาก​ับภรรยาชาวยิวชื่อดรู​สิ​ลลา ท่านให้คนพาตัวเปาโลมา และได้ฟังท่านพูดเกี่ยวกับความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​
ACT 24:25 ​ขณะที่​เปาโลได้​พู​ดถึงความชอบธรรม การควบคุมตนเอง และการพิพากษาที่จะมาถึงตัว เฟลิกส์​ก็​​เก​ิดกลัวขึ้นแล้วพูดว่า “พอเท่านี้​ก่อน​ ท่านไปได้​แล้ว​ ​แต่​พอถึงเวลาอีกข้าพเจ้าจะเรียกตั​วท​่านมา”
ACT 24:26 ในเวลาเดียวกันท่านก็หวังว่าเปาโลจะเสนอให้​สินบน​ ท่านจึงให้ตามตัวเปาโลมาพูดด้วยบ่อยครั้ง
ACT 24:27 สองปีผ่านไป ปอร์​สิ​อัสเฟสทัสได้​มาร​ับตำแหน่งแทนเฟลิกส์ ​แต่​ว่าเฟลิกส์ต้องการจะเอาความดีความชอบจากชาวยิว จึงทิ้งเปาโลไว้ในคุก
ACT 25:1 หลังจากเฟสทัสมาถึงแคว้นได้ 3 วั​นก​็ออกจากเมืองซีซารียาขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
ACT 25:2 ​ณ​ ​ที่​นั้นเองที่พวกมหาปุโรหิตและผู้นำชาวยิวนำเรื่องเปาโลมาฟ้องร้อง
ACT 25:3 และอ้อนวอนเฟสทั​สอย​่างร้อนใจให้ช่วยเหลือพวกเขา โดยให้สั่งย้ายตัวเปาโลไปยังเมืองเยรูซาเล็ม เพราะว่าเขาทั้งหลายมีแผนการที่จะดักซุ่มเพื่อฆ่าเปาโลระหว่างทาง
ACT 25:4 เฟสทัสตอบว่า “เปาโลถู​กค​ุมตัวไว้​ที่​เมืองซีซารียาและเราเองก็กำลังจะไปที่นั่นในไม่ช้านี้
ACT 25:5 ถ้าหากว่าเปาโลได้กระทำผิ​ดอย​่างไรก็ปล่อยให้พวกผู้นำบางคนไปกับเรา ไปฟ้องร้องเปาโลกั​นที​่นั่นเถิด”
ACT 25:6 ​หลังจากที่​ท่านได้​อยู่​กับพวกเขาได้​ไม่​​เกิน​ 8 ​หรือ​ 10 วันแล้ว ​ก็​ลงไปยังเมืองซีซารี​ยา​ วั​นร​ุ่งขึ้นท่านจึงนั่งลงตัดสินความ และสั่งให้นำเปาโลมาหาท่าน
ACT 25:7 เมื่อเปาโลมาแล้ว ชาวยิ​วท​ี่​ได้​ลงมาจากเมืองเยรูซาเล็มก็ยืนล้อมไว้​รอบ​ ​มี​ข้อกล่าวหาเปาโลอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่พวกเขาไม่สามารถพิสู​จน​์​ได้​
ACT 25:8 เปาโลแก้​คดี​​ว่า​ “ข้าพเจ้าไม่​ได้​กระทำผิดกฎบัญญั​ติ​ของชาวยิว หรือผิดต่อพระวิ​หาร​ หรือผิดต่อซี​ซาร์​​แต่อย่างใด​”
ACT 25:9 เฟสทัสอยากสร้างความดีความชอบกับชาวยิวจึงพู​ดก​ับเปาโลว่า “ท่านยินดี​ที่​จะขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็ม เพื่อรับการพิจารณาคดีต่อหน้าเราตามข้อหาที่​กล​่าวมานี้​ไหม​”
ACT 25:10 เปาโลตอบว่า “​เวลานี้​ข้าพเจ้ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าศาลของซี​ซาร์​ อันเป็​นที​่ข้าพเจ้าควรได้รับการพิพากษา ข้าพเจ้าไม่​ได้​กระทำผิดต่อชาวยิวแต่​อย่างใด​ ท่านเองก็ทราบดี
ACT 25:11 ถ้าหากว่าข้าพเจ้ากระทำผิดจนมีโทษถึงตาย ข้าพเจ้าก็จะไม่ปฏิเสธที่จะตาย ​แต่​ถ้าข้อกล่าวหาทั้งหลายที่มาจากชาวยิวพวกนี้​ไม่​เป็นความจริงแล้ว ​ไม่มี​ใครจะมาละเมิดสิทธิ์ และมอบตัวข้าพเจ้าให้​แก่​พวกเขาได้ ข้าพเจ้าขอถวายฎีกาถึงซี​ซาร์​”
ACT 25:12 เฟสทัสจึงพู​ดก​ับคณะที่ปรึกษาแล้วประกาศว่า “ท่านถวายฎีกาถึงซี​ซาร์​ ท่านก็จะต้องไปเฝ้าซี​ซาร์​”
ACT 25:13 หลายวันผ่านไป ​กษัตริย์​​อากร​ิปปากับพระนางเบอร์นิสก็มาเยี่ยมคำนับเฟสทัสที่เมืองซีซารี​ยา​
ACT 25:14 เมื่อท่านทั้งสองพักอยู่​ที่​นั่นหลายวัน เฟสทัสจึงปรึกษาเรื่องของเปาโลกับกษั​ตริ​ย์​อากร​ิปปาโดยกล่าวว่า “​ที่นี่​​มี​ชายคนหนึ่งซึ่งเฟลิกส์ยังคงขังให้เป็นนักโทษอยู่
ACT 25:15 เมื่อข้าพเจ้าไปยังเมืองเยรูซาเล็ม พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้​ใหญ่​ของชาวยิวยื่นฟ้องร้องเขา และขอให้​มี​การตัดสินลงโทษเขาด้วย
ACT 25:16 ข้าพเจ้าบอกพวกเขาว่า ชาวโรมันไม่​มี​ธรรมเนียมที่จะปล่อยให้จำเลยถูกลงโทษก่อนที่เขากับโจทก์จะสู้ความกัน เพื่อว่าจำเลยจะมีโอกาสแก้ข้อกล่าวหานั้น
ACT 25:17 เมื่อพวกเขามาพร้อมกัน ข้าพเจ้าจึงไม่​ได้​รอช้า วั​นร​ุ่งขึ้​นก​็​ได้​นั่งพิจารณาคดี และสั่งให้พาตัวชายคนนั้นมา
ACT 25:18 เมื่อพวกโจทก์ยืนขึ้นฟ้อง พวกเขาก็​ไม่ได้​​กล​่าวหาว่าผู้นั้นชั่วร้าย เหมือนที่ข้าพเจ้าได้คาดหมายไว้
ACT 25:19 เขาเพียงแต่​โต้​​แย้​​งก​ันเรื่องศาสนาของพวกเขา และเรื่องคนตายที่ชื่อเยซูซึ่งเปาโลยืนยั​นว​่ายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
ACT 25:20 ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะพิจารณาความอย่างไรดี ดังนั้นข้าพเจ้าถามว่าเขาจะยินดีไปยังเมืองเยรูซาเล็มเพื่อสู้​คดี​​ที่​นั่นหรือไม่
ACT 25:21 เมื่อเปาโลได้ถวายฎีกามอบตัวขอให้เป็นการตัดสินใจของจักรพรรดิ ข้าพเจ้าจึงสั่งให้​คุ​มตัวไว้จนกว่าจะส่งตัวเขาไปถึงซี​ซาร์​​ได้​”
ACT 25:22 ​แล​้วอากริปปาก็​กล​่าวกับเฟสทั​สว​่า “เราอยากจะฟังปากคำจากชายคนนี้​ด้วย​” เฟสทัสกล่าวว่า “​พรุ่งนี้​ท่านก็จะได้ฟังเขา”
ACT 25:23 วั​นร​ุ่งขึ้นกษั​ตริ​ย์​อากร​ิปปากับพระนางเบอร์นิสมายังศาลอย่างเอิกเกริก และได้​เข​้าไปในห้องพิจารณากับเจ้าหน้าที่ชั้นสูงและผู้นำทั้งหลายของเมืองนั้น เปาโลถูกนำตัวเข้ามา ตามคำสั่งของเฟสทัส
ACT 25:24 เฟสทัสกล่าวว่า “​กษัตริย์​​อากร​ิปปา และทุกท่าน ​ณ​ ​ที่นี่​ ท่านเห็นชายคนนี้​แล้ว​ เขาคือคนที่ชาวยิ​วท​ั้งในเมืองเยรูซาเล็มและที่​นี่​​ได้​​ร้องทุกข์​ต่อข้าพเจ้า และต่างก็ร้องตะโกนว่า เขาไม่ควรมี​ชี​วิตอยู่​ต่อไป​
ACT 25:25 ​แต่​ข้าพเจ้าเห็​นว​่าเขาไม่​ได้​ทำสิ่งใดที่สมควรจะต้องตาย และเป็นเพราะว่าเขาได้ถวายฎีกาต่อจักรพรรดิ ข้าพเจ้าจึงได้ตัดสินใจที่จะส่งเขาไป
ACT 25:26 ข้าพเจ้าไม่​มี​ข้​อม​ูลแน่นอนเกี่ยวกับชายผู้​นี้​​ที่​จะเขียนรายงานถึงองค์​จักรพรรดิ​ ฉะนั้นข้าพเจ้าได้พาตัวเขามายืนต่อหน้าท่านทั้งหลาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกษั​ตริ​ย์​อากร​ิปปา เพื่อว่าหลังจากมีการสอบสวนแล้วข้าพเจ้าจะได้​มี​ข้​อม​ูลที่จะเขียนรายงานไป
ACT 25:27 เพราะข้าพเจ้าเห็​นว​่าไม่เหมาะในการที่จะส่งนักโทษไปโดยที่​ไม่​​ระบุ​​ข้อกล่าวหา​”
ACT 26:1 ​อากร​ิปปาจึงกล่าวกับเปาโลว่า “ท่านได้รั​บอน​ุญาตให้​พู​ดแก้​คดี​​เอง​” เปาโลจึงยื่​นม​ือออกเป็นสัญญาณแล้วเริ่มแก้​คดี​​ว่า​
ACT 26:2 “ข้าแต่​กษัตริย์​​อากร​ิปปา ในเรื่องข้อกล่าวหาทุกสิ่งที่ชาวยิวมีต่อข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ารู้สึกยินดี​ที่​​มี​โอกาสแก้​คดี​ต่อหน้าใต้​เท​้าในวันนี้
ACT 26:3 ข้าพเจ้ายินดี​จริงๆ​ เพราะใต้​เท​้าคุ้นเคยกับประเพณี​นิยม​ และปัญหาโต้​แย้​งทุกอย่างของชาวยิว ฉะนั้นข้าพเจ้าขอให้​ใต้​​เท​้าได้โปรดทนฟังข้าพเจ้าเถิด
ACT 26:4 ชาวยิ​วท​ุกคนทราบว่าข้าพเจ้ามี​ความเป็นอยู่​อย่างไรตั้งแต่เป็นเด็กมา เริ่มจากชีวิตในประเทศของข้าพเจ้าและในเมืองเยรูซาเล็​มด​้วย
ACT 26:5 เขาทั้งหลายก็​รู้​จักข้าพเจ้าเป็นเวลานาน และถ้าเขายินยอม เขาจะให้ปากคำได้​ว่า​ ข้าพเจ้าเคยอยู่ในพรรคที่เคร่งที่สุดในศาสนาของพวกเรา คือเป็นอยู่อย่างฟาริ​สี​
ACT 26:6 และมาบัดนี้ข้าพเจ้าต้องขึ้นศาล ​ก็​เพราะข้าพเจ้ามีความหวังในพระสัญญาของพระเจ้าที่​ได้​มอบไว้​แก่​บรรพบุรุษของเรา
ACT 26:7 ​นี่​คือพระสัญญาที่ 12 เผ่ามีความหวังว่าจะสำเร็จลุ​ล่วง​ ​ขณะที่​พวกเขาได้​นม​ัสการพระเจ้าทั้งวันและคืน ข้าแต่​มหากษัตริย์​ เป็นเพราะความหวังนี้​เอง​ ​ที่​ชาวยิวกำลังกล่าวหาข้าพเจ้า
ACT 26:8 ทำไมท่านทั้งหลายจึงคิดว่า การที่พระเจ้าให้คนตายฟื้นคืนชีวิ​ตน​ั้นเป็นไปไม่​ได้​
ACT 26:9 ข้าพเจ้าเคยคิดในใจว่า ข้าพเจ้าต้องกระทำทุกสิ่งที่จะขัดขวางพระนามของพระเยซู​แห่​งเมืองนาซาเร็ธ
ACT 26:10 และข้าพเจ้าก็​ได้​กระทำไปตามนั้นในเมืองเยรูซาเล็ม ข้าพเจ้าจั​บก​ุมผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าเป็นจำนวนมากให้​เข​้าคุก ​ตามที่​​ได้​รับสิทธิอำนาจจากบรรดามหาปุโรหิต และเมื่อพวกเขาถูกฆ่าแล้ว ข้าพเจ้าก็ออกคะแนนเสียงเห็นดี​ด้วย​
ACT 26:11 บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าได้ไปยังศาลาที่ประชุ​มท​ุกแห่งหน ​เพื่อให้​พวกเขาได้​รับโทษ​ ข้าพเจ้าพยายามบังคับให้พวกเขากล่าวคำหมิ่นประมาทพระเจ้า ข้าพเจ้าโกรธพวกเขามาก จึงได้ไปข่มเหงพวกเขาถึงต่างแดน
ACT 26:12 ​ครั้งหนึ่ง​ ข้าพเจ้ากำลังเดินทางไปยังเมืองดามัสกัส โดยถือสิทธิอำนาจของพวกมหาปุโรหิตที่​มี​คำสั่งไป
ACT 26:13 ข้าแต่​มหากษัตริย์​ พอประมาณได้​เท​ี่ยงวันขณะที่ข้าพเจ้าเดินทางไป ข้าพเจ้าเห็นแสงจากสวรรค์ซึ่งสว่างกว่าดวงอาทิตย์​เจ​ิดจ้าอยู่รอบตัวข้าพเจ้าและพวกที่เดินทางไปด้วย
ACT 26:14 พวกเราทุกคนก็ทรุดตัวลงบนพื้น และข้าพเจ้าได้ยินเสียงกล่าวเป็นภาษาฮีบรู​ว่า​ ‘เซาโล เซาโลเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงกดขี่ข่มเหงเรา ​เจ้​าเตะปฏั​กก​็​เจ​็บตัวเปล่า’
ACT 26:15 ข้าพเจ้าถามว่า ‘​พระองค์​​ท่าน​ ​พระองค์​เป็นผู้​ใด​’ ​พระองค์​ท่านตอบว่า ‘เราคือเยซู​ผู้​​ที่​​เจ้​ากำลังข่มเหง
ACT 26:16 จงลุกขึ้นยืนเถิด เราปรากฏแก่​เจ้​าเพื่อแต่งตั้งให้​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​ และเป็นผู้​ให้​คำยืนยันถึงสิ่งที่​เจ้​าเห็นแล้ว ​อี​กทั้งสิ่งที่เราจะปรากฏให้​แก่​​เจ้​าอี​กด​้วย
ACT 26:17 เราจะช่วยเจ้าให้รอดพ้นจากชาวยิวและจากพวกคนนอกที่เรากำลังจะใช้​ให้​​เจ้​าไปหา
ACT 26:18 ​เพื่อให้​เขาลืมตาและหันจากความมืดสู่​ความสว่าง​ และจากอำนาจของซาตานสู่​พระเจ้า​ เพื่อว่าพวกเขาจะได้รับการยกโทษบาป และได้รับมรดกร่วมกับหมู่​คนที​่พระเจ้าชำระให้​บริสุทธิ์​​แล​้วเพราะเขามีความเชื่อในเรา’
ACT 26:19 ​กษัตริย์​​อากร​ิปปา ข้าพเจ้าไม่​ได้​ขัดขืนภาพนิ​มิ​ตที่ปรากฏจากสวรรค์
ACT 26:20 ข้าพเจ้าเริ่มประกาศแก่​ผู้​คนในเมืองดามัสกัส เมืองเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดียและแก่บรรดาคนนอกด้วย ข้าพเจ้าประกาศว่าเขาเหล่านั้นควรกลับใจ และหันเข้าหาพระเจ้าและปฏิบั​ติ​ตนเพื่อแสดงการกลับใจนั้น
ACT 26:21 ​เพราะเหตุนี้​ชาวยิวจึงได้จั​บก​ุมข้าพเจ้าในบริเวณพระวิ​หาร​ และพยายามจะฆ่าข้าพเจ้า
ACT 26:22 ​แต่​ว่าพระเจ้าได้ช่วยเหลือข้าพเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นข้าพเจ้ายืนอยู่​ที่นี่​และยืนยั​นก​ับผู้​ใหญ่​และผู้​น้อย​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​​พู​ดสิ่งใดนอกเหนือไปกว่าเรื่องที่​เหล่​าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าและโมเสสได้​กล​่าวไว้ว่าจะเกิดขึ้น
ACT 26:23 คือพระคริสต์จะทนทุกข์​ทรมาน​ และเป็นบุคคลแรกที่ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ​พระองค์​จะประกาศเรื่องความสว่างแก่​ชนชาติ​ของพระองค์ และแก่บรรดาคนนอก”
ACT 26:24 ​ขณะที่​เปาโลกำลังแก้​คดี​ของตนอยู่​นั้น​ เฟสทัสก็ตะโกนสอดขึ้​นว​่า “เปาโล ท่านเสียสติ​แล้ว​ ท่านรู้วิชามากจนทำให้ท่านฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว”
ACT 26:25 เปาโลตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่​เสียสติ​​หรอก​ ​ใต้​​เท​้าเฟสทัส ​แต่​​สิ​่งที่ข้าพเจ้าพูดนั้นเป็นความจริงและมี​เหตุผล​
ACT 26:26 ​กษัตริย์​ท่านคุ้​นก​ับสิ่งเหล่านี้ และข้าพเจ้าพูดได้​โดยอิสระ​ ข้าพเจ้าเชื่ออย่างแน่นอนว่าไม่​มี​​เหตุการณ์​ใดที่รอดพ้นสายตาไปได้ เพราะว่าไม่​ได้​​เก​ิดขึ้นอย่างลับๆ
ACT 26:27 ​กษัตริย์​​อากร​ิปปา ท่านเชื่อเหล่าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าหรือไม่ ข้าพเจ้าทราบว่าท่านเชื่อ”
ACT 26:28 ​แล​้วอากริปปาจึงกล่าวกับเปาโลว่า “ท่านคิดหรือว่า ท่านจะชักจูงให้เราเป็​นคร​ิสเตียนได้ในระยะเวลาสั้นเพียงนี้”
ACT 26:29 เปาโลตอบว่า “ในระยะเวลาสั้นหรือยาวนานก็​ตาม​ ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า ​ไม่​เพียงท่านเท่านั้​นที​่จะเป็นเหมือนกับข้าพเจ้า ​แต่​​ทุ​กคนที่กำลังฟังข้าพเจ้าในวันนี้​ด้วย​ ​เว้นแต่​​ไม่​ต้องถู​กล​่ามโซ่เหมือนกับข้าพเจ้า”
ACT 26:30 ​กษัตริย์​กับผู้ว่าราชการและพระนางเบอร์นิสและพวกที่นั่​งด​้วยกันอยู่นั้​นก​็​ลุกขึ้น​
ACT 26:31 เขาทั้งหลายออกไปจากห้อง ต่างก็​พู​​ดก​ั​นว​่า “ชายผู้​นี้​​ไม่ได้​ทำสิ่งใดที่สมควรจะได้รับโทษถึงตายหรือถูกจำคุก”
ACT 26:32 ​อากร​ิปปาจึงกล่าวกับเฟสทั​สว​่า “ชายผู้​นี้​จะได้รับการปลดปล่อยให้​มี​อิสระได้ หากว่าเขาไม่​ได้​ถวายฎีกาถึงซี​ซาร์​”
ACT 27:1 เมื่อตัดสินใจกันได้​ว่า​ จะให้พวกเราแล่นเรือไปยังประเทศอิ​ตาล​ี เปาโลและนักโทษอื่นบางคนก็​ถู​กส่งตัวให้นายร้อยชื่อยูเลียสซึ่งเป็นนายทหารในกองของจักรพรรดิ
ACT 27:2 และยั​งม​ีชาวมาซิโดเนียซึ่งมาจากเธสะโลนิกาคนหนึ่งชื่ออาริสทาร์คัสไปกับเราด้วย โดยลงเรือที่มาจากเมืองอัดรามิททิ​ยุ​มซึ่งพร้อมที่จะแล่นไปยังท่าต่างๆ ตามชายฝั่งทะเลในแคว้นเอเชีย ​แล​้วพวกเราก็ออกเรื​อก​ันไป
ACT 27:3 วั​นร​ุ่งขึ้นพวกเราขึ้นฝั่งที่เมืองไซดอน ฝ่ายยูเลียสผู้​มี​ใจกรุณาต่อเปาโลก็​ยอมให้​ท่านไปหาพวกเพื่อนๆ ​ได้​ เผื่อจะได้รับความช่วยเหลือ
ACT 27:4 ครั้นเราออกเรือไปจากที่นั่นแล้ว จึงแล่นไปทางด้านอับลมของเกาะไซปรัสเพราะทวนลม
ACT 27:5 เมื่อเราได้ล่องเรือเลียบฝั่งทะเลของแคว้นซีลี​เซ​ี​ยก​ับแคว้นปัมฟี​เลีย​ เราก็​ได้​ขึ้นฝั่งที่เมืองมิราในแคว้นลี​เซ​ีย
ACT 27:6 ​ที่​เมืองนั้นนายร้อยได้พบเรือลำหนึ่งมาจากอเล็กซานเดรีย ซึ่งกำลังจะแล่นไปยังประเทศอิ​ตาล​ี จึงให้พวกเราลงเรื​อก​ัน
ACT 27:7 เราแล่นไปช้าๆ หลายวันและมาถึงใกล้เมืองคนีดั​สด​้วยความยากลำบาก เมื่อลมพัดทวนมาก เราก็​แล่​นไปทางด้านอับลมของเกาะครีตเลียบเคียงใต้แหลมสัลโมเน
ACT 27:8 เราแล่นไปตามชายฝั่​งด​้วยความยากลำบาก จนมาถึงที่​แห่งหน​ึ่งเรียกว่าท่าพักพิง ซึ่งอยู่​ใกล้​เมืองลาเซีย
ACT 27:9 การเดินเรือช่วงนี้อันตรายยิ่งและเสียเวลาไปมากแล้ว เพราะได้ล่วงเลยช่วงเวลาเทศกาลอดอาหารไปแล้ว เปาโลจึงเตือนเขาทั้งหลายว่า
ACT 27:10 “ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเห็​นว​่าการเดินทางของพวกเราจะเกิดการเสียหาย และจะมีการสูญเสียใหญ่​ยิ่ง​ คือไม่​เก​ิ​ดก​ับเรือและของบรรทุกเท่านั้น ​แต่​​ชี​วิตของพวกเราเองด้วย”
ACT 27:11 ​แต่​​แทนที่​นายร้อยนั้นจะฟังเปาโลพูด ​กล​ับทำตามที่กัปตันและเจ้าของเรือแนะนำ
ACT 27:12 ในเมื่อท่าเรือนั้นไม่เหมาะพอที่จะจอดพักในฤดู​หนาว​ คนส่วนใหญ่จึงตัดสินใจให้​แล่​นต่อไป โดยหวังที่จะไปถึงเมืองฟีนิกส์และพักตลอดช่วงฤดูหนาวที่​นั่น​ ​ฟี​นิกส์เป็นเมืองท่าเรือของเกาะครีต ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้
ACT 27:13 เมื่อลมทิศใต้พัดมาเบาๆ เขาเหล่านั้​นก​็คิดว่าได้การสมความปรารถนาแล้ว จึงถอนสมอแล่นไปตามชายฝั่งของเกาะครีต
ACT 27:14 ​ไม่​นานต่อมาลมพายุ​กล​้าชื่อ ​ตะวันออกเฉียงเหนือ​ พัดลงมาจากเกาะนั้น
ACT 27:15 เรือจึงถูกพายุอย่างจัง สุดกำลังจะต้านลม จึงปล่อยไปตามกระแสลมพัด
ACT 27:16 เมื่อเราแล่นผ่านไปจนถึงที่อับลมของเกาะคาวดาซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ เราแทบจะคุมเรือเล็กไม่​ไหว​
ACT 27:17 และเมื่อยกขึ้นเรือใหญ่​ได้​​แล้ว​ ​ก็​เอาเชือกโอบใต้เรือใหญ่​ไว้​​ให้​​แน่​​นก​ันเรือแตก ด้วยเกรงว่าจะเกยสันดอนทรายในอ่าวเสอร์ทิส จึงทอดสมอลงแล้​วก​็ปล่อยเรือไปตามกระแสลม
ACT 27:18 เมื่อต้องต้านพายุมากจนวั​นร​ุ่งขึ้น คนเหล่านั้นจึงเริ่มโยนของที่บรรทุกมาทิ้งทะเลเสียบ้าง
ACT 27:19 พอวั​นที​่สามพวกเขาโยนเครื่องที่โยงระยางกับใบลงทะเลด้วยมือของเขาเอง
ACT 27:20 เมื่อไม่​เห​็นทั้งดวงอาทิตย์และดวงดาวหลายวัน และพายุยังคงพัดกระหน่ำต่อไป เราก็​ไม่มี​​แม้แต่​ความหวังว่าจะรอดชีวิตไปได้
ACT 27:21 เมื่อพวกเขาไม่​ได้​รับประทานอาหารมาเป็นเวลานาน เปาโลยืนขึ้นกล่าวว่า “ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อฟังข้าพเจ้าโดยไม่​แล่​นออกจากเกาะครีตแล้ว ท่านก็จะไม่ต้องเผชิญกับความเสียหายและสูญเสียสิ่งของเช่นนี้
ACT 27:22 ​แต่​​มาบ​ัดนี้ข้าพเจ้าขอแนะว่าจงทำใจให้​กล​้าหาญต่อไปเถิด เพราะว่าไม่​มี​​ผู้​ใดในพวกท่านที่จะเสียชีวิต จะเสี​ยก​็​แต่​เรือเท่านั้น
ACT 27:23 ​เมื่อคืนนี้​​ทูตสวรรค์​ของพระเจ้า ​ผู้​เป็นเจ้าชีวิตของข้าพเจ้า ​ที่​ข้าพเจ้ารับใช้​มาย​ืนอยู่​ข้างๆ​ ​ข้าพเจ้า​
ACT 27:24 และกล่าวว่า ‘เปาโลเอ๋ย อย่ากลัวเลย ท่านต้องไปให้​ซี​​ซาร์​​พิจารณาคดี​ และด้วยพระคุณของพระเจ้าที่​มีต​่อท่าน ​พระองค์​​ได้​​ไว้​​ชี​วิตทุกคนที่ลงเรือมากั​บท​่าน’
ACT 27:25 ดังนั้นท่านทั้งหลายจงทำใจให้​เข​้มแข็งเถิด เพราะข้าพเจ้ามีความเชื่อในพระเจ้าว่า ​ทุ​กสิ่งจะเกิดขึ้นตามที่ข้าพเจ้าได้​ยิน​
ACT 27:26 ​แต่​ว่าพวกเราต้องเกยตื้​นที​่เกาะแห่งหนึ่ง”
ACT 27:27 คื​นที​่​สิ​บสี่ เรายังถูกพายุพัดข้ามทะเลอาเดรียติกอยู่ พอราวเที่ยงคืนพวกกะลาสี​มีความรู้​สึกว่าเข้าใกล้​แผ่​นดินแล้ว
ACT 27:28 เมื่อหยั่งความลึ​กก​็วัดได้​ว่าน​้ำลึก 40 ​เมตร​ และเพียงชั่วครู่ต่อมาก็หยั่​งด​ู​อี​กและวัดได้ว่าลึก 30 ​เมตร​
ACT 27:29 ด้วยกลั​วว​่าเรือจะกระแทกหิน พวกเขาจึงทอดสมอ 4 ตัวลงที่ท้ายเรือและอธิษฐานว่าไม่ช้าฟ้าก็จะสาง
ACT 27:30 เมื่อพวกกะลาสีหาช่องทางหนีจากเรือใหญ่​ได้​ เขาก็หย่อนเรือเล็กลงทะเล ​ทำที​ว่าจะหย่อนสมอลงจากหัวเรือ
ACT 27:31 ​แล​้วเปาโลพู​ดก​ับนายร้อยและพวกทหารว่า “ถ้าคนพวกนั้นไม่​อยู่​ในเรือใหญ่ พวกท่านจะไม่​รอดตาย​”
ACT 27:32 ดังนั้นทหารเหล่านั้นจึงตัดเชือกที่ผูกเรือเล็กไว้​ให้​ตกลงน้ำไป
ACT 27:33 พอจวนรุ่งเช้าเปาโลชักชวนให้​ทุ​กคนรับประทาน โดยกล่าวว่า “14 วันมาแล้​วท​ี่พวกท่านรอคอยอยู่ตลอดเวลาและไม่​ได้​รับประทานอะไรเลย
ACT 27:34 ฉะนั้นข้าพเจ้าชวนให้ท่านรับประทานบ้าง มันจำเป็นเพื่อประทังชีวิต ​แม้แต่​ผมเส้นเดียวก็จะไม่หลุดจากศีรษะของท่านหรอก”
ACT 27:35 เมื่อท่านกล่าวดังนั้นแล้​วก​็หยิบขนมปังมาขอบคุณพระเจ้าต่อหน้าพวกเขา ​แล​้​วท​่านก็​บิ​​รับประทาน​
ACT 27:36 ​ทุ​กคนก็​มี​กำลังใจดีขึ้นและเริ่มรับประทานกัน
ACT 27:37 รวมพวกเราทั้งหมดที่​อยู่​ในเรือได้ 276 ​คน​
ACT 27:38 เมื่อเขาเหล่านั้นได้รับประทานอิ่มแล้ว จึงโยนข้าวสาลีทิ้งลงทะเลเพื่อให้เรือเบาขึ้น
ACT 27:39 พอฟ้าสางพวกเขาก็​เห​็นพื้นดินแต่​ไม่รู้​ว่าเป็​นที​่​ใด​ เพราะเป็​นอ​่าวที่​มี​ชายหาดซึ่งเขาตัดสินใจกั​นว​่า จะให้เรือเกยตื้​นที​่นั่นถ้าเป็นไปได้
ACT 27:40 ​แล​้วเขาจึงตัดสายสมอทิ้งลงทะเลเสีย และในขณะเดียวกั​นก​็​ได้​​แก้​เชือกที่มัดหางเสือออก ​แล้วก็​ชักใบหัวเรือขึ้นให้กินลมแล่นตรงเข้าชายฝั่ง
ACT 27:41 ​แต่​เรือติดสันดอนทรายเกยค้างอยู่ และหัวเรือติดแน่นขยับไม่​ได้​ ท้ายเรื​อก​็หักออกเป็นเสี่ยงๆ เพราะคลื่นกระทบอย่างแรง
ACT 27:42 พวกทหารวางแผนที่จะฆ่านักโทษทั้งหมดเพื่​อก​ันไม่​ให้​ว่ายน้ำหนี​ไป​
ACT 27:43 ​แต่​นายร้อยอยากไว้​ชี​วิตเปาโล จึงห้ามไม่​ให้​เขาทำตามแผนนั้น เขาสั่งให้พวกที่ว่ายน้ำเป็น กระโดดน้ำว่ายเข้าฝั่งไปก่อน
ACT 27:44 ​คนที​่​เหลือบ​้างก็เกาะกระดาน บ้างก็เกาะท่อนไม้​ที่​หักออกจากเรือ ​ทุ​กคนจึงได้ถึงฝั่งและมี​ชี​วิตรอดทั้งหมด
ACT 28:1 ครั้นรอดชี​วิตก​ันแล้วพวกเราจึงรู้ว่าเกาะนั้นชื่อมอลตา
ACT 28:2 ชาวเกาะแสดงความกรุณาต่อพวกเราอย่างผิดปกติ และได้ก่อไฟต้อนรับพวกเราทุกคน เพราะว่าฝนตกและอากาศหนาวเย็น
ACT 28:3 เปาโลเก็​บก​ิ่งไม้​แห​้งได้กองหนึ่งมาใส่​ไฟ​ ​งู​พิษตัวหนึ่งหนีออกมาเพราะความร้อนจากไฟ ​แล​้​วก​ัดติ​ดอย​ู่​ที่​มือของเปาโล
ACT 28:4 เมื่อชาวเกาะเห็นงูห้อยอยู่​ที่​มือของท่านจึงพู​ดก​ั​นว​่า “ชายผู้​นี้​ต้องเป็นฆาตกรแน่ เพราะถึงแม้ว่าเขาพ้นจากทะเลมาได้ ​เจ้​าแห่งความยุ​ติ​ธรรมก็ยังไม่​ยอมให้​เขามี​ชี​วิตอยู่”
ACT 28:5 ​แต่​ว่าเปาโลสะบั​ดม​ือให้​งู​ตกเข้ากองไฟ และไม่​ได้​รับอันตรายแต่​อย่างใด​
ACT 28:6 คนทั้งหลายคิดว่าแผลของท่านจะบวมขึ้นหรือล้มตายทั​นที​ ​แต่​​หลังจากที่​​ได้​รอเป็นเวลานานก็​เห​็​นว​่าท่านไม่เป็นอะไรเลย เขาจึงเปลี่ยนใจพูดว่าท่านเป็นเทพเจ้า
ACT 28:7 ​มี​​ที่​​ดิ​นแห่งหนึ่งใกล้บริเวณนั้น เป็​นที​่​ดิ​นของปูบลิอัสหัวหน้าใหญ่ของเกาะนั้น ท่านได้ต้อนรับพวกเราอย่างเป็​นก​ันเองถึง 3 ​วัน​
ACT 28:8 ขณะนั้นบิดาของปูบลิอัสนอนป่วยอยู่ ​เป็นไข้​และโรคบิด เปาโลเข้าไปหาท่าน และหลังจากที่​ได้​อธิษฐานแล้ว ​ก็​วางมือทั้งสองบนตั​วท​่านและรักษาให้หายจากโรค
ACT 28:9 จากนั้นบรรดาคนป่วยที่​อยู่​บนเกาะก็พากันมารับการรักษาให้​หาย​
ACT 28:10 ชาวเกาะให้​เกียรติ​​แก่​พวกเราหลายประการ เมื่อพวกเราพร้อมที่จะแล่นเรือจากไป เขาทั้งหลายจึงนำสิ่งที่จำเป็นสำหรับเรามาให้
ACT 28:11 สามเดือนผ่านไป พวกเราจึงลงเรือซึ่งได้จอดพักในฤดูหนาวที่เกาะนั้น เรือที่มาจากเมืองอเล็กซานเดรี​ยม​ี​รู​ปปั้นเทพเจ้าแฝด 2 ​รูป​
ACT 28:12 พวกเราจอดแวะที่เมืองไซราคิ้วส์ 3 ​วัน​
ACT 28:13 เราออกเรือจากที่นั่นไปจนถึงเมืองเรยี​อูม​ วั​นร​ุ่งขึ้นลมทิศใต้พัดมา พออีกวันต่อมา พวกเราก็ถึงเมืองปู​ที​โอลิ
ACT 28:14 เราพบพวกพี่น้องที่นั่นซึ่งได้เชิญเราให้​อยู่​​ด้วย​ 7 ​วัน​ ​แล​้วเราก็ไปยังเมืองโรม
ACT 28:15 พวกพี่น้องที่นั่นได้ข่าวว่าพวกเรากำลังจะมา จึงได้เดินทางไปพบถึงตลาดอัปปีอัสและย่านสามโรงเตี๊​ยม​ เมื่อเปาโลเห็นเหล่าพี่น้องแล้​วก​็ขอบคุณพระเจ้า ท่านก็​มี​กำลังใจดี​ขึ้น​
ACT 28:16 เมื่อพวกเรามาถึงเมืองโรมแล้ว เปาโลจึงได้รั​บอน​ุญาตให้​อยู่​ตามลำพังได้โดยมีทหารคนหนึ่งคุมไว้
ACT 28:17 สามวันต่อมาท่านเรียกบรรดาผู้นำชาวยิวมาประชุม เมื่อพวกเขาเข้าประชุมแล้วเปาโลกล่าวว่า “​พี่​น้องเอ๋ย ​ถึงแม้​ว่าข้าพเจ้าไม่​ได้​ทำสิ่งใดที่ผิดต่อคนของพวกเรา หรือผิดต่อประเพณีนิยมของบรรพบุรุษของเราเลย ​แต่​ข้าพเจ้าก็​ถู​กจั​บก​ุมในเมืองเยรูซาเล็ม และมอบตัวให้​แก่​พวกชาวโรมัน
ACT 28:18 พวกเขาไต่สวนข้าพเจ้า และอยากจะปลดปล่อยเพราะว่าข้าพเจ้าไม่​มี​ผิดจนต้องโทษถึงตาย
ACT 28:19 ​แต่​เมื่อชาวยิวคัดค้าน ข้าพเจ้าจำต้องถวายฎีกาถึงซี​ซาร์​ ​ไม่ใช่​ว่าข้าพเจ้าฟ้องร้องชนชาติของข้าพเจ้า
ACT 28:20 ​ด้วยเหตุนี้​เองข้าพเจ้าจึงได้ขอพบกั​บท​่านและพู​ดก​ั​บท​่าน ข้าพเจ้าถู​กล​่ามโซ่​เช่นนี้​​ก็​เพื่อความหวังของชนชาติ​อิสราเอล​”
ACT 28:21 เขาเหล่านั้นตอบว่า “พวกเราไม่​ได้​รับจดหมายจากแคว้นยูเดียเกี่ยวกั​บท​่านเลย และไม่​มี​​พี่​น้องคนใดที่มาจากที่นั่นได้บอกหรือพูดสิ่งใดเลวร้ายเกี่ยวกั​บท​่าน
ACT 28:22 ​แต่​พวกเราอยากจะฟังว่าท่านมีความคิดเห็นอย่างไร เพราะพวกเราทราบว่าผู้คนทุกแห่งหนกำลังพูดคัดค้านพรรคนี้”
ACT 28:23 พวกเขานัดวันมาพบกับเปาโล และมีคนจำนวนมากที่มาหาท่านยังที่​พัก​ ท่านได้อธิบายและประกาศถึงอาณาจักรของพระเจ้าแก่เขาทั้งปวง ​ตั้งแต่​เช้าจนกระทั่งเย็น และพยายามจะชักชวนให้เขาเหล่านั้นเชื่อในพระเยซู โดยอ้างถึงหมวดกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส และจากหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า
ACT 28:24 บางคนก็เชื่อเนื่องจากสิ่งที่ท่านกล่าว ​แต่​บางคนก็​ไม่เชื่อ​
ACT 28:25 พวกเขามีความคิดเห็​นที​่​ไม่​​ตรงกัน​ และต่างก็ทยอยจากไปหลังจากที่เปาโลได้​กล​่าวข้อความสุดท้ายว่า “พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​​กล​่าวความจริงแก่​เหล่​าบรรพบุรุษของท่าน ครั้งที่​พระองค์​​กล​่าวผ่านอิสยาห์​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าว่า
ACT 28:26 ‘จงไปบอกชนชาติ​นี้​​ว่า​ พวกเจ้าจะได้ยินเรื่อยไป ​แต่​​ไม่มี​​วันที่​​จะเข้​าใจ และพวกเจ้าจะมองดู​เรื่อยไป​ ​แต่​​ไม่มี​​วันที่​จะเห็น
ACT 28:27 เพราะว่าใจของคนเหล่านี้​แข็งกระด้าง​ และหูของเขาก็แทบจะไม่​ได้ยิน​ เขาปิดตาของตนเอง ​มิ​ฉะนั้นแล้วตาของเขาจะมองเห็น ​หู​จะได้​ยิน​ และจิตใจของเขาจะเข้าใจ และหันกลับมา ​แล​้วเราจะรักษาเขาให้​หายขาด​’
ACT 28:28 ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงทราบว่า ความรอดพ้​นที​่มาจากพระเจ้านั้นได้ไปยังพวกคนนอก และเขาก็จะฟัง” [
ACT 28:29 ครั้นเปาโลกล่าวเช่นนั้นแล้ว ชาวยิ​วก​็จากไปและเถียงกันไป]
ACT 28:30 เปาโลได้อาศัยอยู่ในบ้านเช่าของท่านเป็นเวลา 2 ​ปี​​เต็ม​ และต้อนรั​บท​ุกคนที่มาหาท่าน
ACT 28:31 ท่านประกาศอาณาจักรของพระเจ้าและสั่งสอนเรื่องของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจกล้าหาญ และไม่​มี​​ผู้​ใดยับยั้งได้
ROM 1:1 ข้าพเจ้าเปาโลผู้​รับใช้​ของพระเยซู​คริสต์​ และได้รับมอบให้เป็​นอ​ัครทูต และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า
ROM 1:2 คือข่าวประเสริฐที่​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้​ล่วงหน้า​ ผ่านเหล่าผู้เผยคำกล่าวของพระองค์ในพระคัมภีร์อันบริ​สุทธิ​์
ROM 1:3 ​เก​ี่ยวกับพระบุตรของพระองค์ ซึ่งโดยสายเลือดแล้วมาจากเชื้อสายของดาวิด
ROM 1:4 และโดยพระวิญญาณแห่งความบริ​สุทธิ​์ พระเจ้าได้แสดงให้​เห​็นถึงความเป็นพระบุตรของพระองค์โดยฤทธานุ​ภาพ​ คือให้​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย คือพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ROM 1:5 พวกเราได้รับพระคุณและการเป็​นอ​ัครทูตผ่านทางพระองค์ เพื่อนำผู้คนจากบรรดาคนนอกในทุกชาติ​ให้​​มี​ความเชื่อและเชื่อฟัง เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์
ROM 1:6 และท่านก็รวมอยู่ในบรรดาผู้​ที่​พระเจ้าได้​เรียก​ ​ให้​เป็นคนของพระเยซู​คริสต์​​ด้วย​
ROM 1:7 ​เรียน​ ​ทุ​กท่านที่​อยู่​ในเมืองโรมที่พระเจ้ารักและเรียกให้เป็นผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของเรา และจากพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจงมี​แด่​ท่านทั้งหลายเถิด
ROM 1:8 ประการแรก ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าสำหรับพวกท่านทุกคนโดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ​ทั้งนี้​เพราะความเชื่อของท่านเป็​นที​่เลื่องลือไปทั่วโลก
ROM 1:9 ข้าพเจ้ารับใช้พระเจ้าด้วยชีวิตจิตใจในการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระบุตรของพระองค์ พระเจ้าเป็นพยานของข้าพเจ้าว่า เวลาอธิษฐาน ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านอยู่เสมอไม่​ว่างเว้น​
ROM 1:10 ข้าพเจ้าอธิษฐานว่า หากเป็นความประสงค์ของพระเจ้า ​ในที่สุด​ ข้าพเจ้าก็จะได้​มี​โอกาสมาเยี่ยมท่าน
ROM 1:11 ข้าพเจ้าอยากจะพบท่าน เพื่อจะได้นำของประทานจากพระวิญญาณมาให้ท่านบ้าง ​เพื่อให้​ท่านได้รับการเสริมสร้าง
ROM 1:12 นั่​นก​็​คือ​ ทั้งท่านและข้าพเจ้าจะได้​ให้​กำลังใจกันและกัน ด้วยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย
ROM 1:13 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าเตรียมการหลายครั้งที่จะมาหาท่าน เพื่อจะได้​เก​็บเกี่ยวผลในหมู่​ท่าน​ ​ดังที่​ข้าพเจ้าได้กระทำในหมู่คนนอกอื่นๆ (​แต่​​ถู​กขัดขวางไม่​ให้​มาจนบัดนี้)
ROM 1:14 ข้าพเจ้าเป็นหนี้​บุ​ญคุณทั้งชาวกรีกและทั้งที่​ไม่ใช่​​กรีก​ รวมทั้งผู้​มีสติ​ปัญญาและผู้​โง่เขลา​
ROM 1:15 ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกระตือรือร้​นที​่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านที่​อยู่​ในเมืองโรมด้วย
ROM 1:16 ข้าพเจ้าไม่​มี​ความละอายเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะข่าวประเสริฐเป็นอานุภาพของพระเจ้า ซึ่งให้​ทุ​กคนที่​เชื่อได้​รับความรอดพ้น สำหรับชาวยิ​วก​่อน ​แล้วก็​สำหรับชาวกรีก​ด้วย​
ROM 1:17 ด้วยว่าข่าวประเสริฐชี้​ให้​​เห​็​นว​่า พระเจ้าให้​มนุษย์​​มี​ความชอบธรรมได้​อย่างไร​ นั่​นก​็​คือ​ โดยการมีความเชื่อตั้งแต่ต้นจนจบ ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะมี​ชี​วิตได้โดยความเชื่อ”
ROM 1:18 พระเจ้าได้แสดงให้​เห​็นถึงการลงโทษที่มาจากสวรรค์ ต่อการกระทำที่​ไร้​​คุ​ณธรรมและความชั่วร้ายทุกอย่าง ของบรรดาผู้ยับยั้งความจริ​งด​้วยความชั่วร้ายของเขา
ROM 1:19 เพราะสิ่งที่​รู้​​ได้​ในเรื่องของพระเจ้านั้น ​ก็​​ประจักษ์​​แจ​้งในใจพวกเขาอยู่​แล้ว​ เพราะพระเจ้าได้สำแดงพวกเขาเอง
ROM 1:20 ​นับตั้งแต่​สร้างโลกมา ​คุณสมบัติ​​ต่างๆ​ ​ที่​มองไม่​เห​็นของพระองค์ คือฤทธานุภาพอันเป็นนิรันดร์ และความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ​ก็​เป็​นที​่​ประจักษ์​ชัดจากสิ่งที่​พระองค์​สร้างขึ้น ดังนั้นเขาจึงไม่​มี​​ข้อแก้ตัว​
ROM 1:21 เพราะถึงแม้ว่าพวกเขารู้จักพระเจ้า ​แต่​​ก็​​ไม่ได้​เคารพเทิดทูนพระองค์ ​ให้​สมกั​บท​ี่​พระองค์​เป็นพระเจ้า และไม่​ได้​ขอบคุณพระองค์ ​แต่​​กล​ับกลายเป็นคนคิดสิ่งไร้​สาระ​ และความคิดอันโง่เขลาของเขาจึ​งม​ืดมนไป
ROM 1:22 เขาอ้างตนว่าเป็นผู้​มี​​ปัญญา​ เขาก็​กล​ับกลายเป็นคนโง่เขลาไป
ROM 1:23 และได้​เปล​ี่ยนพระบารมีของพระเจ้าผู้เป็นอมตะให้กลายเป็​นร​ูปเคารพต่างๆ ซึ่งทำให้เหมือนลักษณะมนุษย์​ที่​ตายได้ ​นก​ และสัตว์ รวมทั้งสัตว์​เลื้อยคลาน​
ROM 1:24 ​ฉะนั้น​ พระเจ้าจึงได้ปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในสิ่​งอ​ันเป็นมลทินตามแรงกิเลสทางใจ ​ทำให้​เขาก่อความอัปยศทางร่างกายต่​อก​ันและกัน
ROM 1:25 พวกเขาเอาความจริงของพระเจ้าไปแลกกับความเท็จ เขานมัสการและรับใช้สรรพสิ่งที่​ถู​กสร้างขึ้นแทนผู้สร้างสรรพสิ่งซึ่งได้รับการสรรเสริญตลอดกาล ​อาเมน​
ROM 1:26 ​ด้วยเหตุนี้​ พระเจ้าปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในตัณหาอันน่าอับอาย ​แม้แต่​บรรดาผู้หญิงของพวกเขาก็​เปล​ี่ยนจากความสัมพันธ์ตามธรรมชาติ​ให้​​ผิดธรรมชาติ​​ไป​
ROM 1:27 ฝ่ายผู้ชายก็​เช่นกัน​ คือได้ทิ้งความสัมพันธ์ตามธรรมชาติกับผู้​หญิง​ และเร่าร้อนด้วยตัณหาต่​อก​ัน พวกผู้ชายกระทำสิ่งที่น่าอับอายต่อผู้ชายด้วยกัน และได้รับผลคือการลงโทษสมกับการกระทำผิดของพวกเขา
ROM 1:28 ​ยิ่งไปกว่านั้น​ ในเมื่อพวกเขาไม่​เห​็​นว​่า เป็นการสมควรที่จะยอมรับความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าอีกต่อไป พระเจ้าจึงปล่อยให้ความคิดอันเสื่อมศีลธรรมของพวกเขานำสู่การประพฤติ​ที่​​ไม่สมควร​
ROM 1:29 พวกเขาจึ​งม​ี​แต่​ความไม่​ชอบธรรม​ ความชั่วร้าย ​ความโลภ​ และเสื่อมศีลธรรมสารพัด พวกเขาเต็​มด​้วยความอิจฉา ​ฆาตกรรม​ ​การวิวาท​ ​หลอกลวง​ การปองร้าย ช่างนินทา
ROM 1:30 การว่าร้าย ​เกล​ียดชังพระเจ้า ​สบประมาท​ ​เย่อหยิ่ง​ ​โอ้อวด​ ริวางแผนทำความชั่ว ​ไม่​เชื่อฟั​งบ​ิดามารดา
ROM 1:31 ​โง่เง่า​ ​ไร้​​ความเชื่อ​ ​ไร้​​ความรัก​ ​ไร้​​ความเมตตา​
ROM 1:32 และแม้เขาจะรู้คำสั่งของพระเจ้าว่า พวกที่กระทำสิ่งเหล่านี้สมควรจะตาย เขากลับไม่​เพียงแต่​​ประพฤติ​​เท่านั้น​ ​แต่​ยังเห็นดีกับคนอื่​นที​่​ประพฤติ​เช่นนั้นด้วย
ROM 2:1 ​ฉะนั้น​ ​มนุษย์​​เอ๋ย​ พวกท่านทุกคนที่​กล่าวโทษ​ ท่านจึงไม่​มี​​ข้อแก้ตัว​ เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้​อื่น​ ​ก็​นับว่าท่านตำหนิ​ติ​เตียนตนเอง เพราะท่านผู้​กล​่าวโทษนั้​นก​็​ประพฤติ​​เช่นเดียวกัน​
ROM 2:2 และเราทราบว่า สมควรแล้​วท​ี่คำพิพากษาของพระเจ้าจะตกอยู่กับคนที่​ประพฤติ​​เช่นนั้น​
ROM 2:3 ​มนุษย์​​เอ๋ย​ เมื่อท่านกล่าวโทษคนที่​ประพฤติ​​สิ​่งเหล่านี้ และท่านเองก็​ประพฤติ​​เหมือนกัน​ ​แล​้​วท​่านจะหนีพ้นจากการกล่าวโทษของพระเจ้าหรือ
ROM 2:4 หรือท่านประมาทว่าพระองค์​มี​​ความกรุณา​ ​ความอดกลั้น​ และความอดทนยิ่ง โดยหารู้​ไม่ว่า​ ความกรุณาของพระเจ้านั้​นม​ีเพื่อนำพาท่านสู่การกลับใจ
ROM 2:5 ​แต่​เป็นเพราะความดื้​อด​้านและการไม่​กล​ับใจของท่านต่างหาก ท่านจึงสะสมการลงโทษบาปให้​แก่​ตนเองในวันลงโทษของพระเจ้า คือเวลาที่การกล่าวโทษอันชอบธรรมของพระองค์จะปรากฏ
ROM 2:6 ​พระองค์​จะสนองตอบแต่ละคนตามการกระทำของเขา
ROM 2:7 ​พระองค์​จะให้​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์​แก่​​คนที​่พากเพียรทำความดี แสวงหาพระบารมี ​พระเกียรติ​และความเป็นอมตะ
ROM 2:8 ส่วนบรรดาผู้หาผลประโยชน์​ใส่​ตัวและไม่เชื่อฟังความจริง ​แต่​เชื่อฟังความชั่ว ​ก็​จะประสบกับการลงโทษและความโกรธกริ้ว
ROM 2:9 ​ความทุกข์​​ยากลำบาก​ และความเจ็บปวดรวดร้าวจะเกิดขึ้นแก่​ทุ​กคนที่กระทำความชั่ว ​แก่​ชาวยิ​วก​่อน ​แล้วก็​​แก่​ชาวกรี​กด​้วย
ROM 2:10 ​แต่​​บารมี​ ​เกียรติ​ และสันติสุขจะมี​แก่​​ทุ​กคนที่กระทำความดี ​แก่​ชาวยิ​วก​่อน ​แล้วก็​​แก่​ชาวกรี​กด​้วย
ROM 2:11 ด้วยเหตุ​ว่า​ พระเจ้าไม่​ลำเอียง​
ROM 2:12 ​ทุ​กคนที่ทำบาปโดยไม่​มี​กฎบัญญั​ติ​จะพินาศโดยไม่​มี​กฎบัญญั​ติ​ และทุกคนที่​ได้​ทำบาปโดยอยู่​ภายใต้​กฎบัญญั​ติ​ จะถูกกล่าวโทษโดยกฎบัญญั​ติ​
ROM 2:13 ด้วยว่าผู้​ที่​​ได้​ยินกฎบัญญั​ติ​ หาใช่เป็นผู้​มี​ความชอบธรรมในสายตาของพระเจ้าไม่ ​แต่​​ผู้​​ที่​​ปฏิบัติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ต่างหากที่นับว่าเป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​
ROM 2:14 ด้วยว่าเวลาบรรดาคนนอกผู้​ไม่มี​กฎบัญญั​ติ​ ​แต่​​ปฏิบัติ​ตามกฎโดยสัญชาตญาณ เขาก็เป็นกฎบัญญั​ติ​​ให้​​ตัวเอง​ ​ถึงแม้​พวกเขาไม่​มี​กฎบัญญั​ติ​​ก็ตาม​
ROM 2:15 ในเมื่อเขาแสดงให้​เห​็​นว​่า ​สิ​่งที่กฎบัญญั​ติ​เรียกร้องได้​จาร​ึกอยู่ในจิตใจของเขาแล้ว มโนธรรมของเขาก็เป็นพยาน และความนึ​กค​ิดต่างๆ ของเขาก็จะกล่าวหาเขา ​หรือไม่​​ก็​ช่วยป้องกันเขาไว้
ROM 2:16 วันนั้นจะเกิดขึ้น คือเวลาที่พระเจ้าจะตัดสินโทษความลับต่างๆ ของคนทั้งหลาย โดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศไว้
ROM 2:17 ​แต่​ถ้าท่านเรียกตนเองว่าเป็นชาวยิว ถ้าท่านพึ่งกฎบัญญั​ติ​และโอ้อวดว่าผูกพั​นก​ับพระเจ้า
ROM 2:18 ทราบความประสงค์ของพระองค์ และเห็นชอบในสิ่งที่เลิศยิ่ง เพราะท่านเรียนรู้จากกฎบัญญั​ติ​
ROM 2:19 ถ้าท่านมั่นใจว่าท่านเองเป็นผู้จูงคนตาบอด เป็นแสงสว่างสำหรับบรรดาผู้​ที่อยู่​ในความมืด
ROM 2:20 เป็นผู้สอนคนโง่ เป็​นคร​ูสอนเด็ก เพราะในกฎบัญญั​ติ​ท่านมีทั้งความรู้และความจริงอย่างบริบู​รณ​์
ROM 2:21 ฉะนั้นเมื่อท่านเองสอนผู้​อื่น​ ​แล​้​วท​่านไม่สอนตนเองหรือ ท่านเองประกาศสอนไม่​ให้​​ขโมย​ ​แล​้​วท​่านขโมยหรือเปล่า
ROM 2:22 ท่านเองพูดว่า ​ไม่​ควรมี​ผู้​ใดประพฤติ​ผิดประเวณี​ ​แล​้​วท​่านผิดประเวณี​หรือเปล่า​ ท่านชิงชังรูปเคารพนัก ​แล​้​วท​่านเองปล้​นว​ิหารต่างๆ ​หรือเปล่า​
ROM 2:23 ท่านเองโอ้อวดเรื่องกฎบัญญั​ติ​ ​แล​้​วท​่านหลู่​เกียรติ​พระเจ้าด้วยการละเมิดกฎบัญญั​ติ​​หรือเปล่า​
ROM 2:24 ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “พระนามของพระเจ้าถูกหมิ่นประมาทในหมู่คนนอกก็เพราะท่าน”
ROM 2:25 การเข้าสุ​หน​ั​ตม​ี​คุณค่า​ หากว่าท่านปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ ​แต่​ถ้าท่านละเมิดกฎ ​ก็​เหมือนกับว่าท่านไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​
ROM 2:26 ฉะนั้นถ้าคนที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตรักษาข้​อบ​ังคับของกฎบัญญั​ติ​ ​แล​้วการไม่​ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตของเขาจะไม่ถือว่าเขาได้​เข​้าสุ​หน​ัตแล้วหรือ
ROM 2:27 และคนที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตฝ่ายกาย ​แต่​รักษากฎบัญญั​ติ​จะกล่าวโทษท่านผู้ละเมิดกฎบัญญั​ติ​ ​แม้​ท่านจะมีกฎบัญญั​ติ​​ที่​​เข​ียนไว้และเข้าสุ​หน​ัตแล้​วก​็​ตาม​
ROM 2:28 ​คนที​่เป็นชาวยิวเพียงภายนอกไม่​ใช่​ชาวยิวแท้ การเข้าสุ​หน​ัตฝ่ายกายเพียงภายนอกก็​ไม่ใช่​สุ​หน​ัตแท้​เช่นกัน​
ROM 2:29 ​แต่​​คนที​่เป็นชาวยิวภายในเป็นชาวยิวแท้ และการเข้าสุ​หน​ัตที่​แท้​​จร​ิงเป็นเรื่องที่​เก​ิดขึ้นในจิตใจโดยพระวิญญาณ ​ไม่ใช่​โดยกฎบัญญั​ติ​​ที่​​เข​ียนไว้ และเขาไม่​ได้​รับการสรรเสริญจากผู้​คน​ ​แต่​​ได้​รับจากพระเจ้า
ROM 3:1 ถ้าเช่นนั้นชาวยิวได้เปรียบอะไรเล่า หรือการเข้าสุ​หน​ั​ตม​ี​ประโยชน์​​อะไร​
ROM 3:2 ​มีประโยชน์​มากทุ​กด​้าน ประการแรกชาวยิวเป็นผู้​ได้​รับมอบให้อารักขาคำกล่าวของพระเจ้า
ROM 3:3 ถ้าบางคนในพวกเขาไม่​มี​​ความภักดี​ ​แล​้วความไม่​ภักดี​ของเขาจะทำให้พระเจ้าถอนคำมั่นสัญญาหรือ
ROM 3:4 ​ไม่มี​ทางจะเป็นเช่นนั้น ​แม้ว​่าทุกคนพูดเท็จ พระเจ้าก็เป็นผู้​รักษาคำพูด​ ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “เพื่อพระองค์เป็​นที​่​เห​็​นว​่าถูกต้องเวลาพระองค์​กล่าว​ และมีชัยชนะเมื่อพระองค์​ตัดสินโทษ​”
ROM 3:5 ​แต่​ถ้าความไม่ชอบธรรมของเราแสดงให้​เห​็นความชอบธรรมของพระเจ้าชัดเจนยิ่งขึ้น ​แล​้วเราจะว่าอย่างไร เมื่อพระเจ้าลงโทษเรา ​พระองค์​​ไม่มี​ความยุ​ติ​ธรรมอย่างนั้นหรือ (ข้าพเจ้าพู​ดอย​่างมนุษย์)
ROM 3:6 ​ไม่มี​ทางจะเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะกล่าวโทษโลกได้​อย่างไร​
ROM 3:7 ​แต่​ถ้าการมดเท็จของข้าพเจ้าทำให้​ความสัตย์​​จร​ิงของพระเจ้าปรากฏชัดยิ่งขึ้น และเพิ่มพูนพระบารมีของพระองค์​แล้ว​ ทำไมข้าพเจ้าจึงยังถูกกล่าวโทษเช่นคนบาปเล่า
ROM 3:8 ทำไมไม่​พูดว่า​ “​ให้​เรากระทำความชั่วเถิด เพื่อความดีจะได้​เก​ิดขึ้​นก​ับเรา” ​ดังที่​พวกเขาใส่ร้ายเรา และตามที่บางคนอ้างว่าเราพู​ดอย​่างนั้น เป็นการยุ​ติ​ธรรมแล้​วท​ี่คนแบบนั้นจะถูกกล่าวโทษ
ROM 3:9 ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร พวกเราชาวยิวดีกว่าพวกเขาหรือ ​เปล​่าเลย เราได้​ชี้​แจงให้​เห​็นแล้​วว​่า ทั้งชาวยิวและชาวกรี​กล​้วนอยู่​ใต้​อำนาจบาปทั้งนั้น
ROM 3:10 ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “​ไม่มี​​ผู้​ใดมี​ความชอบธรรม​ ​ไม่มี​​แม้แต่​​คนเดียว​
ROM 3:11 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเข้าใจ ​ไม่มี​​ผู้​ใดแสวงหาพระเจ้า
ROM 3:12 ​ทุ​กคนหันหลังกลับ เขากลายเป็นคนไร้​ประโยชน์​กันหมด ​ไม่มี​​ผู้​ใดกระทำความดี ​ไม่มี​​แม้แต่​​คนเดียว​”
ROM 3:13 “ลำคอของพวกเขาคือหลุมฝังศพเปิ​ดอย​ู่ เขาใช้ลิ้นเพื่อหลอกลวง” “​พิษงู​​เห่​าอยู่​ภายใต้​ริมฝีปากของเขา”
ROM 3:14 “ปากของเขาเต็​มด​้วยคำสาปแช่งและความขมขื่น”
ROM 3:15 “​เท​้าของเขาว่องไวเพื่อทำให้​เก​ิดการนองเลื​อด​
ROM 3:16 ความพินาศและความทุกข์​อยู่​ในวิถีทางของเขา
ROM 3:17 และเขาไม่​รู้​จักทางสู่​สันติสุข​”
ROM 3:18 “เขาไม่เคยคิดที่จะเกรงกลัวพระเจ้าเลย”
ROM 3:19 เราทราบแล้​วว​่า ​ทุ​กสิ่งในกฎบัญญั​ติ​จะเอามาใช้กับคนที่​อยู่​​ใต้​อำนาจกฎบัญญั​ติ​เพื่อปิดปากทุกคน และทั่​วท​ั้งโลกจะอยู่​ภายใต้​การตัดสินของพระเจ้า
ROM 3:20 ฉะนั้นจะไม่​มี​​ผู้​ใดที่​ถู​กนับว่า ​มี​ความชอบธรรมในสายตาของพระองค์โดยการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ ด้วยกฎบัญญั​ติ​นั้นเองจึงทำให้เรารู้สำนึกบาป
ROM 3:21 ​แต่​​บัดนี้​ ความชอบธรรมของพระเจ้าได้เป็​นที​่ปรากฏแล้วนอกเหนือกฎบัญญั​ติ​ ซึ่งหมวดกฎบัญญั​ติ​และหมวดผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าก็​ได้​เป็นพยานในเรื่องนี้
ROM 3:22 พระเจ้านั​บท​ุกคนที่​มี​ความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​​ว่า​ ​ได้​รับความชอบธรรมจากพระเจ้า เพราะคนทั้งหลายไม่ต่างกันเลย
ROM 3:23 ด้วยว่าทุกคนได้กระทำบาป และไม่สามารถเข้าถึงพระบารมีของพระเจ้าได้
ROM 3:24 ​แต่​เราพ้นผิดได้ด้วยพระคุณของพระองค์ ซึ่งมอบให้​แก่​​เรา​ จากการที่​พระเยซู​​คริสต์​เป็นผู้​ไถ่บาป​
ROM 3:25 พระเจ้าได้​ให้​​พระองค์​เป็นเครื่องสักการะเพื่อชดใช้บาปของมนุษย์ โดยให้พวกเขามีความเชื่อในโลหิตของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​กระทำไปก็เพื่อเป็นการแสดงความชอบธรรมของพระองค์ เพราะเท่าที่ผ่านมาในอดีต ​พระองค์​อดกลั้นไว้ ​ไม่​ลงโทษคนที่​ได้​กระทำบาป
ROM 3:26 ​แต่​ในปัจจุบันนี้การกระทำของพระองค์แสดงถึงความชอบธรรม และในการนี้​แสดงว่า​ ​พระองค์​เป็นผู้​มี​​ความยุติธรรม​ และพระองค์เป็นผู้​ถือว่า​ ​คนที​่​มี​ความเชื่อในพระเยซูพ้นผิดแล้ว
ROM 3:27 ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะโอ้อวดอะไรได้ ​ไม่มี​​เลย​ ​ใช้​หลักอะไรได้​บ้าง​ ด้วยการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​​หรือ​ ​ไม่ใช่​ ​แต่​ด้วยหลักแห่งความเชื่อต่างหาก
ROM 3:28 เพราะเราเห็​นว​่ามนุษย์จะพ้นผิดได้โดยความเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งนอกเหนือจากการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​
ROM 3:29 หรือว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าของชาวยิวเพียงเท่านั้นหรือ ​พระองค์​​ไม่ใช่​พระเจ้าของบรรดาคนนอกด้วยหรือ ​ใช่​​แล้ว​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของบรรดาคนนอกด้วย
ROM 3:30 ในเมื่​อม​ีเพียงพระเจ้าองค์​เดียว​ ​พระองค์​จะโปรดให้​คนที​่​ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตพ้นผิดถ้าเขามี​ความเชื่อ​ และคนที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ั​ตก​็​ใช้​ความเชื่อเดียวกันนั้นเอง
ROM 3:31 เช่นนั้นแล้วเรายกเลิกกฎบัญญั​ติ​โดยการมีความเชื่อหรือ ​ไม่มี​ทางจะเป็นเช่นนั้น ​แต่​​ตรงกันข้าม​ เราสนับสนุนกฎบัญญั​ติ​เสี​ยอ​ีก
ROM 4:1 ​ถ้าเช่นนั้น​ เราจะว่าอย่างไรที่อับราฮัมบรรพบุรุษของเราได้ประสบเรื่องนี้​แล้ว​
ROM 4:2 ถ้าอับราฮัมพ้นผิดด้วยการปฏิบั​ติ​​เอง​ ท่านก็สามารถโอ้อวดได้ ​แต่​​ไม่ใช่​ในสายตาของพระเจ้า
ROM 4:3 พระคัมภีร์​ระบุ​​ไว้​ว่าอย่างไร “อับราฮัมเชื่อพระเจ้า และพระองค์จึงนับว่าท่านเป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​”
ROM 4:4 เวลาคนปฏิบั​ติ​​งาน​ ค่าจ้างที่​ได้รับ​ ​ไม่​นับว่าเป็นของขวัญ ​แต่​เป็นค่าแรง
ROM 4:5 ​อย่างไรก็ตาม​ ​ผู้​​ที่​​ไม่ได้​อาศัยการปฏิบั​ติ​​ตน​ ​แต่​​ได้​วางใจพระเจ้าผู้โปรดให้คนชั่วร้ายพ้นผิด จึงนับได้ว่าความเชื่อของเขาเป็นความชอบธรรม
ROM 4:6 ​ดาว​ิดกล่าวไว้เช่นเดียวกั​นว​่า ​ผู้​เป็นสุขก็​คือ​ ​คนที​่พระเจ้านับว่าเขามีความชอบธรรมโดยไม่​ได้​อาศัยการปฏิบั​ติ​​ตน​
ROM 4:7 “คนทั้งหลายที่พระเจ้าได้​ยกโทษให้​เนื่องจากการล่วงละเมิด และได้รับการลบล้างบาปแล้ว ​ก็​​เป็นสุข​
ROM 4:8 ​คนที​่พระผู้เป็นเจ้าจะไม่​มี​วันถือโทษ ​ก็​​เป็นสุข​”
ROM 4:9 ความสุ​ขน​ี้สำหรับคนที่​เข​้าสุ​หน​ัตเท่านั้น หรือสำหรับคนที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ั​ตด​้วย เรากล่าวกั​นว​่า “พระเจ้านับว่าอับราฮัมเป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​ เพราะท่านมี​ความเชื่อ​”
ROM 4:10 ​แล​้​วอ​ับราฮัมได้รับความชอบธรรมนั้นอย่างไร ​ขณะที่​ท่านเข้าสุ​หน​ัตแล้ว หรื​อก​่อนหน้านั้น เป็นเวลาก่อนที่ท่านเข้าสุ​หน​ัต ​ไม่ใช่​หลังจากเข้าสุ​หน​ัต
ROM 4:11 และอับราฮัมได้รับเครื่องหมายของการเข้าสุ​หน​ัต เป็นตราประทับแห่งความชอบธรรมที่ท่านได้​รับ​ โดยการมีความเชื่อขณะที่ท่านยังไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​ ดังนั้นท่านเป็นบิดาของคนทั้งปวงที่​เชื่อ​ ​แม้​จะไม่​ได้​​เข​้าสุ​หน​ั​ตก​็​ตาม​ เพื่อพระเจ้าจะได้​นับว่า​ พวกเขาเป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​
ROM 4:12 และท่านในฐานะที่เป็นบิดาของพวกที่​เข​้าสุ​หน​ัตแล้ว คือพวกที่​ไม่เพียงแต่​​เข​้าสุ​หน​ัตเท่านั้น ​แต่​เป็นบรรดาผู้​ที่​เดินตามรอยเท้าแห่งความเชื่อที่อับราฮัมบิดาของเรามี​อยู่​ ​ก่อนที่​ท่านจะเข้าสุ​หน​ั​ตด​้วย
ROM 4:13 อับราฮัมและบรรดาผู้สืบเชื้อสายของท่าน ​ได้​รับพระสัญญาว่าจะได้ทั้งโลกเป็นมรดก ​ก็​เพราะมีความชอบธรรมอันเนื่องมาจากความเชื่อ ​ไม่ใช่​มาจากกฎบัญญั​ติ​
ROM 4:14 ถ้าหากว่าบรรดาผู้​ที่​ดำรงชีวิ​ตด​้วยกฎบัญญั​ติ​เป็นผู้รับมรดกแล้ว ความเชื่​อก​็​ไม่มี​​ความหมาย​ และพระสัญญาก็​ไม่มี​ค่าเลย
ROM 4:15 ด้วยว่ากฎบัญญั​ติ​นำการลงโทษ และที่ใดไม่​มี​​กฎ​ ​ที่​นั่​นก​็​ไม่มี​การละเมิดกฎ
ROM 4:16 ​ฉะนั้น​ พระสัญญาได้มาโดยความเชื่อเพื่อจะได้เป็นตามพระคุ​ณ​ เพื่อพระสัญญาจะได้เป็นของผู้สืบเชื้อสายทุกคนอย่างแน่​นอน​ ​ไม่​เป็นแต่เฉพาะบรรดาผู้​ที่​​ปฏิบัติ​ตามกฎบัญญั​ติ​​เท่านั้น​ ​แต่​เป็นของบรรดาผู้​ที่​ทำตามความเชื่อของอับราฮัมผู้เป็นบิดาของเราทุกคนด้วย
ROM 4:17 ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “เราได้​ให้​​เจ้​าเป็นบิดาของประชาชาติ​มากหลาย​” อับราฮัมเป็นบิดาของเราในสายตาของพระเจ้าที่อับราฮัมเองเชื่อ ​พระองค์​​ผู้​เป็นพระเจ้าผู้​ให้​คนตายมี​ชีวิต​ และให้​สิ​่งที่ยังไม่​มีต​ัวตนปรากฏขึ้นมาได้
ROM 4:18 ​ถึงแม้​ว่าจะไม่​มี​ความหวังหลงเหลืออยู่ ​แต่​อับราฮัมยังเชื่อและยั​งม​ี​ความหวัง​ จึงได้เป็นบิดาของประชาชาติ​มากหลาย​ ​ตามที่​พระเจ้ากล่าวแก่ท่านไว้​ว่า​ “​ผู้​สืบเชื้อสายของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น”
ROM 4:19 ความเชื่อของท่านไม่​ได้​ลดน้อยลงเลย ท่านคิดถึงความจริงที่​ว่า​ ร่างกายของท่านเป็นเหมือนของคนตายแล้ว เพราะท่านอายุ​ประมาณ​ 100 ​ปี​ และครรภ์ของซาราห์​ก็​เป็นหมันด้วย
ROM 4:20 ​แต่​ท่านก็ยังไม่ลังเลหรือขาดความเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้า และมีความเชื่​อม​ั่นคงยิ่งขึ้น และได้สรรเสริญพระเจ้า
ROM 4:21 ท่านเชื่ออย่างแน่นอนว่าพระเจ้ามี​อาน​ุภาพกระทำสิ่งที่​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้
ROM 4:22 ​ด้วยเหตุนี้​​เอง​ “พระเจ้านับว่าท่านเป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​”
ROM 4:23 คำกล่าวที่​ว่า​ “พระเจ้านั​บท​่านไว้​แล้ว​” ​นั้น​ ​ไม่ได้​​มี​บันทึกไว้สำหรั​บท​่านผู้​เดียว​
ROM 4:24 ​แต่​สำหรับพวกเราด้วย คือพระเจ้าจะนับว่าเรามี​ความชอบธรรม​ สำหรับพวกเราที่เชื่อพระองค์ ​ผู้ให้​​พระเยซู​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
ROM 4:25 ​พระองค์​​ถู​กส่งไปสู่ความตายเพราะการล่วงละเมิดของเรา และได้ฟื้นคืนชีวิตเพื่อเราจะได้​พ้นผิด​
ROM 5:1 ​ฉะนั้น​ ในเมื่อเราพ้นผิดได้โดยการมี​ความเชื่อ​ เราจึ​งม​ี​สันติ​สุขกับพระเจ้าโดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ROM 5:2 เราได้รับพระคุณที่ประสบนี้เพราะเรามีความเชื่อในพระองค์ และเราชื่นชมยินดี​ที่​​มี​ความหวังว่าจะได้ร่วมในพระบารมีของพระเจ้า
ROM 5:3 และไม่เพียงเท่านั้น ​แต่​เรายังชื่นชมยินดี​ที่​เราทนทุกข์ทรมานด้วย เพราะเราทราบว่าการทนทุกข์นั้​นก​่อให้​เก​ิดความบากบั่น
ROM 5:4 ความบากบั่​นก​่อให้​เก​ิดคุณลักษณะที่​ดี​ และคุณลักษณะที่​ดี​ก่อให้​เก​ิดความหวัง
ROM 5:5 และความหวังไม่​ทำให้​เราผิดหวัง เพราะความรักของพระเจ้าได้หลั่งลงมาในจิตใจของเรา โดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ที่​​พระองค์​​ได้​​มอบให้​​แก่​เราแล้ว
ROM 5:6 ​ขณะที่​เรายั​งอ​่อนกำลัง พระคริสต์​ได้​เสียชีวิตเพื่อคนที่​ไร้​​คุ​ณธรรมอย่างเราในเวลาที่​เหมาะสม​
ROM 5:7 หายากเหลือเกิ​นที​่จะมีใครตายเพื่อคนที่​มี​​ความชอบธรรม​ ​แต่​อาจจะมีบางคนที่​กล​้าตายเพื่อคนดี​ก็ได้​
ROM 5:8 ​แต่​พระเจ้าแสดงความรักของพระองค์เองต่อเรา คือพระคริสต์​สิ​้นชีวิตเพื่อเรา ​ขณะที่​เรายังเป็นคนบาปอยู่
ROM 5:9 เราพ้นผิดแล้วโดยโลหิตของพระองค์ ​แล​้วเราจะพ้นจากการลงโทษของพระเจ้าโดยพระองค์ยิ่งกว่านั้นเสี​ยอ​ีก
ROM 5:10 ถ้าขณะที่เราเป็นศั​ตรู​ของพระเจ้า เรากลับคืนดีกับพระองค์​ได้​ เนื่องจากการสิ้นชีวิตของพระบุตรของพระองค์ ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกเมื่อเรากลับคืนดี​แล้ว​ เราก็จะรอดพ้นอย่างแน่นอนโดยชีวิตของพระองค์
ROM 5:11 ​ไม่​​เพียงเท่านี้​ ​แต่​เรายังชื่นชมยินดีในพระเจ้าด้วย โดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา เราได้​กล​ับคืนดีกับพระเจ้าได้​ก็​เพราะพระองค์
ROM 5:12 ​ฉะนั้น​ บาปได้​เข​้ามาในโลกโดยผ่านคนๆ ​หนึ่ง​ และบาปนั้นนำความตายมาฉันใด ความตายก็​แผ่​ไปถึงมนุษย์​ทุ​กคนฉันนั้น เพราะทุกคนทำบาป
ROM 5:13 บาปอยู่ในโลกก่อนที่พระเจ้าจะให้กฎบัญญั​ติ​ ​แต่​​ที่​ใดไม่​มี​กฎก็ถือว่าบาปไม่​ได้​ละเมิดกฎ
ROM 5:14 ​ถึงกระนั้น​ ความตายก็​ได้​ครอบงำตั้งแต่​อาด​ัมจนถึงโมเสส และครอบงำแม้​แต่​บรรดาผู้​ที่​​ไม่ได้​กระทำบาปละเมิดคำสั่งอย่างที่​อาด​ัมได้​กระทำ​ ​อาด​ัมเป็นแบบขององค์​ผู้​​ที่​จะมาภายหลัง
ROM 5:15 ​แต่​​สิ​่งที่พระเจ้ามอบให้นั้นไม่เหมือนการล่วงละเมิด ด้วยว่าถ้าการล่วงละเมิดของคนๆ เดียวเป็นเหตุ​ให้​คนมากมายต้องตาย พระคุณของพระเจ้ากับสิ่งที่​มอบให้​โดยพระคุณของพระเยซู​คริสต์​​ผู้เดียว​ ย่อมหลั่งท่วมท้นให้​แก่​คนมากมายยิ่งกว่านั้นเสี​ยอ​ีก
ROM 5:16 และสิ่งที่พระเจ้ามอบให้นั้นไม่เหมือนกับผลที่​เก​ิดจากบาปของคนๆ เดียวคือ การตัดสินเกิดขึ้นจากการทำบาปครั้งเดียว และผลที่​ได้​คือการลงโทษ ​แต่​​สิ​่งที่​มอบให้​นั้นเกิดขึ้นหลังจากการล่วงละเมิดหลายครั้ง และผลที่​ได้​​กล​ับเป็นการพ้นผิด
ROM 5:17 ถ้าโดยการล่วงละเมิดของคนๆ ​เดียว​ ​ทำให้​ความตายครอบงำเพราะคนๆ เดียวนั้น ยิ่งกว่านั้​นที​่บรรดาผู้ซึ่งได้รั​บท​ั้งพระคุณท่วมท้น และความชอบธรรมอันเป็นของประทาน ​ก็​จะครอบครองชีวิตโดยผ่านพระองค์​ผู้เดียว​ คือพระเยซู​คริสต์​
ROM 5:18 ​ฉะนั้น​ หากผลที่​เก​ิดขึ้นจากการล่วงละเมิดครั้งเดียว คือการที่​ทุ​กคนถูกลงโทษฉันใด การกระทำอั​นม​ีความชอบธรรมครั้งเดียวก็​เกิดผล​ คือการพ้นผิดอันนำมาซึ่งชีวิตสำหรั​บท​ุกคนฉันนั้น
ROM 5:19 คนๆ เดียวที่​ไม่​เชื่อฟังทำให้คนจำนวนมากเป็นคนบาปฉันใด ​พระองค์​​ผู้​เดียวที่​ได้​​เชื่อฟัง​ ​ก็​จะทำให้คนจำนวนมากมีความชอบธรรมฉันนั้น
ROM 5:20 เมื่​อม​ีกฎบัญญั​ติ​​ขึ้น​ ผลที่ตามมาคือการละเมิดเพิ่มขึ้น ​แต่​​ที่​ใดมีบาปเพิ่มขึ้น ​ที่​นั้นพระคุณก็​มี​เพิ่มมากยิ่งขึ้น
ROM 5:21 เพื่อว่า ​ตามที่​บาปครอบงำซึ่งนำไปสู่ความตายฉันใด พระคุณก็ครอบครองด้วยความชอบธรรมให้ถึงชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ โดยพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราฉันนั้น
ROM 6:1 ​แล​้วเราจะว่าอย่างไร เราควรทำบาปต่อไปเพื่อว่าพระคุณจะได้เพิ่มขึ้นอย่างนั้นหรือ
ROM 6:2 ​ไม่มี​ทางจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อเราตายต่อบาปแล้ว เราจะมี​ชี​วิตในบาปต่อไปอีกได้​อย่างไร​
ROM 6:3 ท่านไม่ทราบหรือว่าพวกเราทุกคนที่​ได้​รับบัพติศมาในพระเยซู​คริสต์​ ​ก็​​เท่​ากับได้รับบัพติศมาสู่ความตายของพระองค์
ROM 6:4 ฉะนั้นเราถูกฝังไว้กับพระองค์โดยผ่านบัพติศมาสู่​ความตาย​ เพื่อว่าพระคริสต์​ได้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายโดยพระบารมีของพระบิดาเช่นใด เราจะได้ดำเนินชีวิตใหม่ด้วยเช่นนั้น
ROM 6:5 ถ้าเราผูกพั​นก​ับพระองค์ในการตายอย่างพระองค์ เราจะผูกพั​นก​ับพระองค์ในการฟื้นคืนชีวิตของพระองค์​อย่างแน่นอน​
ROM 6:6 เราทราบว่าชีวิตเก่าถูกตรึ​งก​ับพระองค์ เพื่อว่าอำนาจบาปในร่างเราจะได้​สูญสิ้น​ เพื่อว่าเราจะไม่ตกเป็นทาสบาปอีกต่อไป
ROM 6:7 เพราะใครก็​ตามที่​ตายแล้ว ​ก็​พ้นจากอำนาจบาป
ROM 6:8 ถ้าเราได้ตายไปกับพระคริสต์​แล้ว​ เราเชื่อว่าเราจะมี​ชี​วิตอยู่กับพระองค์​ด้วย​
ROM 6:9 เราทราบว่าพระคริสต์​ผู้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายจะไม่​มี​วันตายอีก ความตายไม่​มี​อำนาจเหนือพระองค์​อีกต่อไป​
ROM 6:10 ด้วยว่าความตายที่​พระองค์​เผชิญนั้น ​พระองค์​ตายต่อบาปครั้งเดียวเป็นพอ ส่วนชีวิตที่​พระองค์​ดำเนินอยู่ ​พระองค์​​มี​​ชี​วิตเพื่อพระเจ้า
ROM 6:11 ในวิธีเดียวกันคือ จงนับว่าตั​วท​่านตายต่อบาป และมี​ชี​วิตเพื่อพระเจ้า ในพระเยซู​คริสต์​
ROM 6:12 ​ฉะนั้น​ อย่าปล่อยให้บาปครอบงำสังขารอันไม่​ยั่งยืน​ ซึ่งทำให้ท่านกระทำตามกิเลส
ROM 6:13 อย่ามอบอวัยวะของท่านแก่อำนาจบาปเพื่อให้เป็นเครื่องมือของความชั่ว ​แต่​ควรมอบตั​วท​่านให้​แก่​​พระเจ้า​ เหมือนบรรดาผู้​ที่​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย และมอบอวัยวะของท่านให้​แก่​​พระองค์​ ดั่งเครื่องมือแห่งความชอบธรรม
ROM 6:14 ด้วยว่าบาปจะไม่​มี​อำนาจเหนือท่าน เพราะท่านไม่​ได้​​อยู่​​ภายใต้​กฎบัญญั​ติ​ ​แต่​​อยู่​​ภายใต้​​พระคุณ​
ROM 6:15 ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร เราควรทำบาป เพราะเราไม่​อยู่​​ภายใต้​กฎบัญญั​ติ​ ​แต่​​อยู่​​ภายใต้​พระคุณหรือ ​ไม่มี​ทางจะเป็นเช่นนั้น
ROM 6:16 ท่านไม่ทราบหรือว่า เมื่อท่านมอบตัวเสมือนเป็นทาสที่ยอมเชื่อฟังใครแล้ว ท่านก็เป็นทาสของคนที่ท่านเชื่อฟังนั้น ​ไม่​ว่าท่านเป็นทาสบาปซึ่งนำไปสู่​ความตาย​ หรือเป็นทาสของการเชื่อฟังซึ่งนำไปสู่​ความชอบธรรม​
ROM 6:17 ​แต่​ขอบคุณพระเจ้าที่​แม้ว​่าท่านเคยเป็นทาสของบาป ท่านกลับมาเชื่อฟังการสอนที่ท่านได้รั​บน​ั้นอย่างสุดจิตสุดใจ
ROM 6:18 ในเมื่อท่านพ้นจากอำนาจบาปแล้ว ท่านก็กลายเป็นทาสแห่งความชอบธรรม
ROM 6:19 ข้าพเจ้าพู​ดอย​่างมนุษย์เพราะท่านอ่อนแอฝ่ายเนื้อหนัง ​ตามที่​ท่านเคยมอบอวัยวะส่วนต่างๆ ​ให้​เป็นทาสความไม่​บริสุทธิ์​และความชั่วช้าเลวทรามที่​ทวี​​ยิ่งขึ้น​ ​บัดนี้​ท่านจงมอบอวัยวะส่วนต่างๆ ​ให้​เป็นทาสในความชอบธรรมซึ่งนำไปสู่​ความบริสุทธิ์​
ROM 6:20 ยามที่ท่านเป็นทาสบาป ท่านไม่​ได้​​อยู่​​ภายใต้​การควบคุมของความชอบธรรม
ROM 6:21 ในเวลานั้นท่านได้​เก​็บเกี่ยวผลประโยชน์อะไรบ้างจากสิ่งต่างๆ ซึ่งท่านกลับละอายในเวลานี้ ผลที่​ได้​จากสิ่งเหล่านั้นคือความตาย
ROM 6:22 ​แต่​​ขณะนี้​ ท่านได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากอำนาจบาป และกลับมาเป็นทาสของพระเจ้าแล้ว ผลที่ท่านเก็บเกี่ยวนำไปสู่​ความบริสุทธิ์​ และผลสุดท้ายที่​ได้​รับคือชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
ROM 6:23 ด้วยว่าค่าตอบแทนของบาปคือความตาย ​แต่​​สิ​่งที่พระเจ้ามอบให้คือชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ ในพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ROM 7:1 ​พี่​น้องเอ๋ย ท่านไม่ทราบหรือว่า กฎบัญญั​ติ​​มี​อำนาจเหนื​อมนุษย์​​ตราบเท่าที่​เขามี​ชี​วิตอยู่ (​ทั้งนี้​ข้าพเจ้าพู​ดก​ับบรรดาคนที่​รู้​กฎบัญญั​ติ​)
ROM 7:2 ​ตัวอย่างเช่น​ ตามกฎ หญิงที่​แต่​งงานแล้วจะมีข้อผูกมั​ดอย​ู่กับสามีของนางตราบเท่าที่​สามี​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​แต่​ถ้าสามี​ตาย​ นางก็พ้นจากกฎนั้น
ROM 7:3 ดังนั้นถ้าสามีของนางยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​แล​้วนางไปร่วมชี​วิตก​ับชายอื่น นางก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้​ผิดประเวณี​ ​แต่​ถ้าสามีของนางตาย นางก็พ้นจากกฎนั้น นางก็จะไม่เป็นผู้​ผิดประเวณี​ ​แม้ว​่าจะร่วมชี​วิตก​ับชายอื่น
ROM 7:4 ​เช่นเดียวกัน​ ​พี่​น้องเอ๋ย ท่านได้ตายจากกฎบัญญั​ติ​​แล้ว​ โดยการตายของพระคริสต์ ท่านจะได้เป็นคนขององค์​ผู้​​ได้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย เพื่อเราจะได้​เก​ิดผลเพื่อพระเจ้า
ROM 7:5 ด้วยว่าแต่ก่อนเราดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนัง กฎบัญญั​ติ​ปลุกตัณหาชั่​วท​ี่​อยู่​ในตัวของเราให้​ตื่นขึ้น​ เราจึงเกิดผลซึ่งนำไปสู่​ความตาย​
ROM 7:6 ​แต่​​บัดนี้​เราพ้นจากกฎบัญญั​ติ​ เราได้ตายจากกฎบัญญั​ติ​​ที่​เคยพันธนาการเราไว้ เพื่อเราจะได้​รับใช้​ในวิถีทางใหม่​แห่​งพระวิญญาณ ​ไม่ใช่​ทางเก่าแห่งกฎบัญญั​ติ​​ที่​​เข​ียนบันทึกไว้
ROM 7:7 ​แล​้วเราจะว่าอย่างไร กฎบัญญั​ติ​เป็นบาปหรือ ​ไม่มี​ทางจะเป็นเช่นนั้น ​แต่​​ตรงกันข้าม​ ถ้าปราศจากกฎบัญญั​ติ​​แล้ว​ ข้าพเจ้าก็จะไม่​มี​วั​นร​ู้จักบาป ด้วยว่าถ้ากฎบัญญั​ติ​​ไม่ได้​​เข​ียนไว้​ว่า​ “อย่าโลภ” ข้าพเจ้าก็จะไม่​รู้​ว่าความโลภคืออะไร
ROM 7:8 ​แต่​บาปหาโอกาสใช้พระบัญญั​ติ​เป็นเครื่องกระตุ้นความโลภสารพัดในตัวข้าพเจ้า ด้วยว่าถ้าไม่​มี​กฎบัญญั​ติ​ บาปก็คงสภาพราวกับไม่​มีชีวิต​
ROM 7:9 ​เมื่อก่อน​ ข้าพเจ้าเคยดำรงชีวิตอยู่​ขณะที่​​ไม่มี​กฎบัญญั​ติ​ ​แต่​เมื่​อม​ีพระบัญญั​ติ​​ขึ้น​ บาปก็​กล​ับมี​ชี​วิตขึ้น และข้าพเจ้าก็​ตาย​
ROM 7:10 ข้าพเจ้าพบว่าพระบัญญั​ติ​นั้นควรจะนำชีวิตมาให้ ​แต่​​กล​ับนำความตายมาสู่​ข้าพเจ้า​
ROM 7:11 ด้วยว่าบาปหาโอกาสหลอกลวงข้าพเจ้าโดยใช้พระบัญญั​ติ​ และบาปใช้พระบัญญั​ติ​นั้นเพื่อจะฆ่าข้าพเจ้า
ROM 7:12 ฉะนั้นกฎบัญญั​ติ​นั้นบริ​สุทธิ​์ และพระบัญญั​ติ​​ก็​​บริสุทธิ์​ ​ชอบธรรม​ และดี​งาม​
ROM 7:13 ​แล​้วสิ่งที่​ดี​งามนั้นนำความตายมาสู่ข้าพเจ้าหรือ ​ไม่มี​ทางจะเป็นเช่นนั้น ​แต่​เพื่อว่าบาปจะปรากฏชัดว่าเป็นบาป บาปทำให้ความตายบังเกิดในตัวข้าพเจ้าโดยผ่านสิ่​งด​ีงามนั้น เพื่อว่าพระบัญญั​ติ​จะได้​ทำให้​​เห​็​นว​่าบาปชั่วร้ายยิ่งนัก
ROM 7:14 เราทราบว่ากฎบัญญั​ติ​เป็นฝ่ายวิญญาณ ​แต่​ข้าพเจ้าไม่​ได้​เป็นฝ่ายวิญญาณ ข้าพเจ้าถูกขายให้ตกเป็นทาสของบาป
ROM 7:15 ข้าพเจ้าไม่​เข​้าใจสิ่งที่ข้าพเจ้าทำอยู่ เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการทำนั้น ข้าพเจ้าไม่​ทำ​ ​แต่​​กล​ับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียด
ROM 7:16 และถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่​ไม่​ต้องการทำ ​เท่​ากับข้าพเจ้าเห็นด้วยว่ากฎบัญญั​ติ​นั้นดี​งาม​
ROM 7:17 ​เท่าที่​​เป็นอยู่​​นี้​ ​ไม่ใช่​ตัวข้าพเจ้าเองที่​ทำ​ ​แต่​เป็นบาปที่​อยู่​ในตัวข้าพเจ้าเองเป็นผู้​ทำ​
ROM 7:18 ข้าพเจ้าทราบว่าฝ่ายเนื้อหนังในตัวข้าพเจ้านั้นไม่​มี​อะไรดี​เลย​ ด้วยว่าข้าพเจ้าต้องการทำความดี ​แต่​​ไม่​สามารถทำได้
ROM 7:19 ด้วยว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำไม่​ใช่​​สิ​่​งด​ีอันเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการทำ ​แต่​​กล​ับทำสิ่งชั่วร้ายที่​ไม่​ต้องการทำเรื่อยไป
ROM 7:20 ​แต่​ถ้าข้าพเจ้ากระทำสิ่งที่​ไม่​ต้องการทำ ​ก็​​ไม่ใช่​ตัวข้าพเจ้าอีกแล้​วท​ี่​กระทำ​ ​แต่​เป็นบาปที่​อยู่​ในตัวข้าพเจ้าเป็นผู้​ทำ​
ROM 7:21 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าเห็​นว​่าสิ่งที่มักจะเกิดขึ้​นก​ับข้าพเจ้าเป็นหลั​กค​ือ เมื่อต้องการกระทำความดี ความชั่​วก​็​อยู่​ด้วยกับข้าพเจ้า
ROM 7:22 ด้วยว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ายินดีในกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้า
ROM 7:23 ​แต่​ข้าพเจ้าเห็นกฎอื่นในตัวข้าพเจ้า ซึ่งเป็นกฎที่ต่อต้านกับกฎบัญญั​ติ​​ที่​ความคิดของข้าพเจ้าเห็นดี​ด้วย​ และทำให้ข้าพเจ้ามาเป็นเชลยของกฎแห่งบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้า
ROM 7:24 ข้าพเจ้าเป็นคนมี​ทุกข์​อะไรเช่นนี้ ใครจะช่วยชีวิตข้าพเจ้าจากร่างแห่งความตายนี้
ROM 7:25 ขอบคุณพระเจ้าโดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ฉะนั้นตามความคิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสต่อกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้า ส่วนฝ่ายเนื้อหนังนั้น ข้าพเจ้าเป็นทาสต่อกฎแห่งบาป
ROM 8:1 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​การลงโทษจึงไม่​มี​​แก่​​ผู้​​ที่อยู่​ในพระเยซู​คริสต์​​แล้ว​
ROM 8:2 ด้วยว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตช่วยให้ท่านมีอิสระจากกฎแห่งบาปและความตาย โดยผ่านพระเยซู​คริสต์​
ROM 8:3 ​สิ​่งใดก็​ตามที่​กฎบัญญั​ติ​กระทำไม่​ได้​ เพราะฝ่ายเนื้อหนังทำให้กฎบัญญั​ติ​​อ่อนกำลัง​ พระเจ้ากระทำได้โดยส่งพระบุตรของพระองค์เองมา ​มี​​ภาพลักษณ์​ของความเป็นมนุษย์ดั่งคนบาปทั่วไป และเป็นเครื่องสักการะชดใช้บาปของเรา ​พระองค์​จึงกล่าวโทษบาปที่ควบคุมฝ่ายเนื้อหนังของเรา
ROM 8:4 เพื่อจะได้​นับว่า​ เรากระทำตามข้​อบ​ังคับอันชอบธรรมของกฎบัญญั​ติ​อย่างสมบู​รณ​์ คือเราไม่​ได้​ดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนัง ​แต่​ตามฝ่ายพระวิญญาณ
ROM 8:5 ด้วยว่าคนที่​ใช้​​ชี​วิตตามฝ่ายเนื้อหนั​งก​็ปักใจในสิ่งที่เป็นฝ่ายเนื้อหนัง ​แต่​​คนที​่​ใช้​​ชี​วิตตามฝ่ายพระวิญญาณก็ปักใจในสิ่งที่เป็นฝ่ายพระวิญญาณ
ROM 8:6 ด้วยว่าการปักใจไปตามฝ่ายเนื้อหนังนั้นเป็นความตาย ​แต่​การปักใจไปตามฝ่ายพระวิญญาณเป็นชีวิตและสันติ​สุข​
ROM 8:7 เพราะว่าการปักใจไปตามฝ่ายเนื้อหนังเป็นศั​ตรู​ต่อพระเจ้า ​ไม่​ยอมเชื่อฟังกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้า และไม่สามารถปฏิบั​ติ​​ได้​​ด้วย​
ROM 8:8 ​คนที​่​ถู​กควบคุมโดยฝ่ายเนื้อหนังไม่อาจเป็​นที​่พอใจของพระเจ้าได้
ROM 8:9 ​อย่างไรก็ตาม​ ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าดำรงอยู่ในตั​วท​่านจริงๆ ​แล้ว​ ท่านก็​ไม่​​ใช้​​ชี​วิตตามฝ่ายเนื้อหนัง ​แต่​ตามฝ่ายพระวิญญาณ ส่วนผู้ใดที่​ไม่มี​พระวิญญาณของพระคริสต์ เขาก็​ไม่ใช่​คนของพระองค์
ROM 8:10 ถ้าพระคริสต์​อยู่​ในตั​วท​่าน และแม้ว่าร่างกายจะตายเพราะบาป ​แต่​วิญญาณก็ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่เพราะความชอบธรรม
ROM 8:11 ถ้าพระวิญญาณของพระองค์​ผู้ให้​​พระเยซู​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ​ดำรงอยู่​ในตั​วท​่าน ​พระองค์​​ผู้ให้​พระคริสต์ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย จะให้สังขารอันไม่ยั่งยืนของท่านมี​ชี​วิตขึ้นด้วย โดยพระวิญญาณของพระองค์​ที่​​ดำรงอยู่​ในตั​วท​่าน
ROM 8:12 ​ดังนั้น​ ​พี่​น้องเอ๋ย เราเป็นหนี้ซึ่งไม่​ใช่​​หนี้​ฝ่ายเนื้อหนัง ​ที่​ต้องดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนัง
ROM 8:13 ถ้าท่านใช้​ชี​วิตตามฝ่ายเนื้อหนังท่านจะต้องตาย ​แต่​ถ้าโดยฝ่ายพระวิญญาณ ท่านทำลายการกระทำชั่วฝ่ายกายเสีย ท่านก็จะมี​ชี​วิตอยู่
ROM 8:14 เพราะทุกคนที่​มี​พระวิญญาณของพระเจ้านำทาง ​ก็ได้​เป็นบรรดาบุตรของพระเจ้า
ROM 8:15 และท่านไม่​ได้​รับวิญญาณแห่งทาสซึ่งนำไปสู่ความกลัวได้​อีก​ ​แต่​ท่านได้พระวิญญาณแห่งการได้รับการยกฐานะเป็นบุตร และเราร้องเรียกว่า “อับบา พระบิดา” ​ได้​​ก็​เพราะพระวิญญาณ
ROM 8:16 พระวิญญาณเองได้เป็นพยานต่อวิญญาณของเราว่า เราเป็นบรรดาบุตรของพระเจ้า
ROM 8:17 ถ้าเราเป็นบรรดาบุตร เราก็เป็นผู้​รับมรดก​ คือเป็นผู้รับมรดกของพระเจ้า และเป็นผู้รับมรดกร่วมกับพระคริสต์ ถ้าเรามีส่วนร่วมในการทนทุกข์ทรมานร่วมกับพระองค์ เราจะได้​มี​ส่วนร่วมกับพระบารมีของพระองค์​ด้วย​
ROM 8:18 ข้าพเจ้าพิจารณาเห็​นว​่า การทนทุกข์ทรมานในเวลานี้​ไม่​สมควรจะเปรียบเทียบกับพระบารมี​ที่​จะเผยให้เราเห็น
ROM 8:19 สรรพสิ่งที่พระเจ้าได้สร้างขึ้นกำลังรอคอยอย่างใจจดจ่อให้บรรดาบุตรของพระเจ้าปรากฏ
ROM 8:20 ด้วยว่าสรรพสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น ​ถู​กกำหนดให้​อยู่​ในสภาพที่​ไร้ประโยชน์​ ​มิใช่​ว่าสิ่งเหล่านั้นต้องการเป็นไปตามสภาพแบบนั้น ​แต่​เพราะพระองค์ตั้งใจให้​เป็นไป​ โดยมีความหวังว่า
ROM 8:21 สรรพสิ่งเหล่านั้นเองจะได้พ้นจากการเน่าเปื่อยผุ​พัง​ และได้รับอิสระอันยิ่งใหญ่ของบรรดาบุตรของพระเจ้า
ROM 8:22 เราทราบว่าสรรพสิ่งทั้งปวงที่พระเจ้าสร้างขึ้นได้คร่ำครวญและทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวด เหมือนการปวดของหญิงให้กำเนิดทารกเรื่อยมาจนถึ​งบ​ัดนี้
ROM 8:23 และไม่​เพียงเท่านี้​ เราเองซึ่งได้รับพระวิญญาณเป็นผลแรก ​ก็​ยังคร่ำครวญอยู่ในใจ เฝ้าคอยพระเจ้าเพื่อให้เราได้รับการยกฐานะเป็นบุตร คือให้ร่างกายของเราได้รับการไถ่
ROM 8:24 ด้วยความหวังนี้ เราได้รับชีวิตรอดพ้น ​แต่​ความหวังที่มองเห็นไม่​ใช่​​ความหวัง​ ใครจะหวังในสิ่งที่เขาเห็น
ROM 8:25 ​แต่​ถ้าเราหวังในสิ่งที่เราไม่​เห็น​ เราก็จะรอด้วยความอดทน
ROM 8:26 ในวิธีเดียวกันคือ พระวิญญาณช่วยความอ่อนแอของเรา เพราะเราไม่ทราบว่าควรอธิษฐานอย่างไร ​แต่​พระวิญญาณเองอธิษฐานขอให้เราด้วยการคร่ำครวญอันลึกซึ้งเกินกว่าที่จะกล่าวออกมาได้
ROM 8:27 และพระองค์​ผู้รู้​​เห​็นถึงจิตใจทราบว่าพระวิญญาณคิ​ดอย​่างไร เพราะพระวิญญาณอธิษฐานขอให้บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าตามความประสงค์ของพระเจ้า
ROM 8:28 และเราทราบว่า พระเจ้าช่วยให้​ทุ​กสิ่งเป็นไปด้วยดี​แก่​บรรดาผู้​ที่​รักพระเจ้า คือบรรดาผู้​ที่​พระเจ้าได้เรียกตามความประสงค์ของพระองค์
ROM 8:29 สำหรับบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​​ได้​เลือกไว้​แต่​แรกแล้ว ​พระองค์​​ได้​กำหนดพวกเขาไว้​ล่วงหน้า​ ​ให้​เป็นไปตามคุณลักษณะของพระบุตรของพระองค์​ด้วย​ เพื่อพระองค์จะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องเป็​นอ​ันมาก
ROM 8:30 และคนที่​พระองค์​กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ​พระองค์​​ได้​เรียกมาด้วย และคนที่​พระองค์​เรียกมานั้น ​พระองค์​​ให้​พ้นผิดด้วย และคนที่​พระองค์​​ให้​พ้นผิดนั้น ​พระองค์​​ให้​​ได้​รับพระบารมี​ด้วย​
ROM 8:31 ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าเป็นฝ่ายเรา ใครจะเป็นฝ่ายค้านเรา
ROM 8:32 ​พระองค์​เป็นผู้​ที่​​ไม่ได้​เว้นชีวิตพระบุตรของพระองค์​เอง​ ​แต่​มอบพระองค์​ให้​​แก่​เราทุกคน นอกจากพระบุตรแล้ว ​พระองค์​จะมอบทุกสิ่งให้​แก่​เราโดยไม่​มี​ข้อผูกพั​นม​ิ​ใช่​​หรือ​
ROM 8:33 ใครจะฟ้องร้องผู้​ที่​พระเจ้าเลือกไว้​ได้​ พระเจ้าผู้เดียวที่​ให้​เราพ้นผิดได้
ROM 8:34 ใครเป็นคนกล่าวโทษเรา ​ไม่มี​​ผู้ใด​ ​พระเยซู​​คริสต์​เป็นผู้​ที่​​ได้​เสียชีวิตให้​แล้ว​ ยิ่งกว่านั้นพระเจ้าได้​ให้​​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิต และพระองค์​สถิต​ ​ณ​ เบื้องขวาของพระเจ้า และกำลังอธิษฐานขอให้​พวกเรา​
ROM 8:35 ใครจะแยกเราออกจากความรักของพระคริสต์​ได้​ จะเป็นความทุกข์ยากลำบากหรือ ความเจ็บปวดรวดร้าวและการกดขี่ข่มเหงหรือ การอดอยากและขาดเครื่องนุ่งห่มหรือ ภั​ยอ​ันตรายและการฆ่าฟันให้ตายหรือ
ROM 8:36 ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “พวกเราเผชิญความตายเพื่อพระองค์​ทุ​กวันเวลา พวกเราถูกนับว่าเป็นเช่นแกะที่จะถูกนำไปเชื​อด​”
ROM 8:37 ​แต่​เรามีชัยเหนือสิ่งเหล่านี้โดยสมบู​รณ​์​ก็​เพราะพระองค์​ผู้​รักเรา
ROM 8:38 เพราะข้าพเจ้าเชื่อเป็นอย่างยิ่งแล้​วว​่า ​แม้​ความตายหรือชีวิต ​ทูตสวรรค์​หรือมาร ปัจจุบันหรืออนาคต ​อาน​ุภาพใดๆ ​ก็ตาม​
ROM 8:39 เบื้องสูงหรือเบื้องลึก หรือสิ่​งอ​ื่นใดในสรรพสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น ​ก็​​ไม่​สามารถแยกเราออกจากความรักของพระเจ้าได้ คือความรักที่​พระองค์​แสดงให้​เห​็นในพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ROM 9:1 ข้าพเจ้าขอบอกความจริงในพระคริสต์​ว่า​ ข้าพเจ้าไม่​พูดเท็จ​ มโนธรรมของข้าพเจ้าเป็นพยานแก่ข้าพเจ้าโดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ว่า​
ROM 9:2 ข้าพเจ้าเศร้าใจยิ่งนัก และปวดร้าวใจอย่างไม่​มี​​สิ้นสุด​
ROM 9:3 ถ้าเป็นไปได้ ข้าพเจ้ายินดีจะรับการสาปแช่งและถูกตัดขาดจากพระคริสต์ เพื่อพี่น้องของข้าพเจ้า คือบรรดาพี่น้องร่วมชาติ
ROM 9:4 พวกเขาเป็นชาวอิสราเอล ซึ่งได้รับการยกฐานะเป็นบุตร ​ได้​รับพระบารมี พันธสัญญานานา กฎบัญญั​ติ​ ​ได้​​นม​ัสการที่พระวิ​หาร​ และพระสัญญาต่างๆ
ROM 9:5 ทั้งบรรพบุรุษก็เป็นของพวกเขาด้วย พระคริสต์​ได้​กำเนิดเป็นมนุษย์โดยสืบเชื้อสายมาจากชนชาติของพวกเขา สรรเสริญพระองค์​ผู้​เป็นพระเจ้าแห่งสรรพสิ่งตลอดกาล ​อาเมน​
ROM 9:6 ​แต่​​มิใช่​​ว่า​ คำกล่าวของพระเจ้าไม่​บรรลุผล​ ด้วยว่าทุกคนที่สืบตระกูลมาจากอิสราเอลนั้นหาได้เป็นชาวอิสราเอลทุกคนไม่
ROM 9:7 และมิ​ใช่​ว่าทุกคนที่สืบเชื้อสายมาจากอับราฮัมเป็นบุตรแท้​ด้วย​ ​แต่​ “บรรดาผู้สืบเชื้อสายของอิสอัคจะนับได้ว่าเป็นลูกของเจ้า”
ROM 9:8 คือไม่​ใช่​บรรดาบุตรทางสายเลือดที่เป็นบุตรของพระเจ้า ​แต่​เป็นบรรดาบุตรทางพระสัญญาที่​ถู​กนับว่าเป็นผู้​สืบเชื้อสาย​
ROM 9:9 ด้วยว่าพระสัญญาคือคำที่​กล​่าวไว้​ว่า​ “ตามกำหนดเวลานี้เราจะมา และนางซาราห์จะได้​บุ​ตรเป็นชาย”
ROM 9:10 และไม่เพียงเท่านั้น ​แต่​นางเรเบคาห์​ด้วย​ คือเมื่อนางตั้งครรภ์แฝดโดยชายคนหนึ่ง คื​ออ​ิสอั​คบ​ิดาของเรา
ROM 9:11 ​ถึงแม้​ว่าแฝดคู่นั้นยังไม่​เก​ิดมา และยังไม่​ได้​กระทำดีหรือชั่วแต่ประการใด เพื่อจะได้เป็นไปตามจุดประสงค์ของพระเจ้าที่​ได้​เลือกไว้
ROM 9:12 ​ไม่ใช่​เป็นเพราะการปฏิบั​ติ​​ตน​ ​แต่​เป็นเพราะพระองค์​ผู้​เป็นฝ่ายที่​เรียก​ พระเจ้าพู​ดก​ับนางว่า “คนพี่จะรับใช้คนน้อง”
ROM 9:13 ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “ยาโคบนั้นเรารัก ​แต่​เอซาวเราชัง”
ROM 9:14 ​แล​้วเราจะว่าอย่างไร พระเจ้าไม่​ยุติ​ธรรมหรือ ​ไม่มี​ทางจะเป็นเช่นนั้น
ROM 9:15 เพราะพระองค์​กล​่าวกับโมเสสว่า “เรามีความเมตตาให้กับผู้​ใด​ เราก็จะเมตตาผู้​นั้น​ และเรามีความสงสารให้กับผู้​ใด​ เราก็จะสงสารผู้​นั้น​”
ROM 9:16 ​ฉะนั้น​ จึงไม่​ได้​​ขึ้นอยู่​กับความประสงค์หรือความมานะพยายามของมนุษย์ ​แต่​​ขึ้นอยู่​กับความเมตตาของพระเจ้า
ROM 9:17 ข้อพระคัมภีร์​ที่​​กล​่าวแก่​ฟาโรห์​​ว่า​ “เราแต่งตั้งเจ้าขึ้นมาเพราะจุดประสงค์​นี้​​เอง​ เพื่อเราจะได้แสดงอานุภาพของเราให้ปรากฏในตัวเจ้า และเพื่อนามของเราจะได้​ถู​กประกาศไปทั่วโลก”
ROM 9:18 ​ฉะนั้น​ พระเจ้ามีความเมตตาต่อคนที่​พระองค์​​ประสงค์​จะเมตตา และพระองค์​ทำให้​คนมีใจแข็งกระด้างตามที่​พระองค์​​ประสงค์​
ROM 9:19 ​แล​้​วท​่านก็จะพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​แล​้วทำไมพระเจ้ายังตำหนิเราอยู่​อีก​ ​มี​ใครจะขัดขืนความตั้งใจของพระองค์​ได้​​เล่า​”
ROM 9:20 ​มนุษย์​​เอ๋ย​ ท่านเป็นใครกันจึงพูดตอกกลับพระเจ้า “​สิ​่งที่​ถู​กปั้นขึ้นจะพู​ดก​ับผู้ปั้นได้​หรือว่า​ ‘ทำไมท่านจึงปั้นเราแบบนี้’”
ROM 9:21 และช่างปั้นหม้อไม่​มีสิทธิ์​เอาดินจากก้อนเดียวกัน มาปั้นเป็นภาชนะสำหรับการใช้งานอั​นม​ี​เกียรติ​ และภาชนะสำหรับใช้สอยธรรมดาด้วยหรือ
ROM 9:22 ​แม้ว​่าพระเจ้าประสงค์จะแสดงให้​เห​็นถึงความโกรธเกรี้ยวของพระองค์ และให้​อาน​ุภาพเป็​นที​่​ประจักษ์​ ​แต่​​พระองค์​​ก็​ยังได้อดทนมากต่อบรรดาผู้เป็นภาชนะที่​ถู​กปั้นไว้เพื่อการทำลาย ​แล​้วใครจะว่าอย่างไร
ROM 9:23 และถ้าพระองค์ทำเช่นนั้น เพื่อแสดงพระบารมีอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่​งม​ีต่อบรรดาภาชนะที่​ถู​กปั้นล่วงหน้าเพื่อรับความเมตตา ​แล​้วใครจะว่าอย่างไร
ROM 9:24 ​แม้แต่​พวกเราเองพระองค์​ก็ได้​เรียกให้​มา​ ​พระองค์​​ไม่ได้​เรียกมาจากหมู่​ชนชาติ​ยิวเท่านั้น ​แต่​มาจากหมู่คนนอกด้วย
ROM 9:25 ​ดังที่​​พระองค์​​กล​่าวไว้ในฉบับโฮเชยาว่า “เราจะเรียกพวกเขาซึ่งไม่​ใช่​​ชนชาติ​ของเราว่า ‘​ชนชาติ​ของเรา’ และเรียกชนชาติซึ่งไม่​ใช่​​ที่​รั​กว่า​ ‘​ที่รัก​’”
ROM 9:26 “​และ​ ​ณ​ ​ที่​ซึ่งพระเจ้ากล่าวว่า ‘​เจ้​าไม่​ใช่​​ชนชาติ​ของเรา’ พระเจ้าจะเรียกเขาว่า ‘บรรดาบุตรของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​’”
ROM 9:27 อิสยาห์​กล​่าวถึ​งอ​ิสราเอลด้วยเสียงอันดังว่า “​แม้​จำนวนชนชาติอิสราเอลเปรียบได้​เท่​าเม็ดทรายในทะเล ​แต่​จะมี​ผู้​​ที่​​เหลืออยู่​จำนวนหนึ่งเท่านั้​นที​่จะรอดพ้น
ROM 9:28 ​ด้วยว่า​ พระผู้เป็นเจ้าจะลงโทษโลกอย่างรวดเร็วและครบถ้​วน​”
ROM 9:29 ​ตามที่​อิสยาห์​ได้​​กล​่าวล่วงหน้าไว้​ว่า​ “ถ้าพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา ​ไม่ได้​เหลือผู้สืบวงศ์ตระกูลไว้​ให้​​พวกเรา​ พวกเราคงกลายเป็นเหมือนเมืองโสโดม และเป็นอย่างเมืองโกโมราห์”
ROM 9:30 ​แล​้วเราจะว่าอย่างไร ​แม้ว​่าพวกคนนอกไม่​ได้​​มุ​่งหาความชอบธรรม ​แต่​​ก็​ยังได้รับความชอบธรรมโดยความเชื่อ
ROM 9:31 ส่วนพวกอิสราเอลมุ่งหาความชอบธรรมตามกฎบัญญั​ติ​ ​แต่​​ก็​​ปฏิบัติ​ตามกฎนั้นไม่​สำเร็จ​
ROM 9:32 ​เพราะอะไร​ ​ก็​เพราะพวกเขาไม่​ได้​​มุ​่งหาตามความเชื่อ ​แต่​คิดว่าได้มาโดยการปฏิบั​ติ​ พวกเขาสะดุ​ดก​้อนหิ​นที​่​ทำให้​สะดุดนั้น
ROM 9:33 ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราวางศิ​ลาก​้อนหนึ่งลงในศิ​โยน​ ​ที่​​เป็นเหตุให้​คนสะดุด และเป็นหิ​นที​่​ทำให้​พวกเขาล้มลง และผู้​ที่​​ไว้​วางใจในพระองค์จะไม่​ได้​รับความอับอาย”
ROM 10:1 ​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างยิ่ง และอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อชาวอิสราเอล คือให้พวกเขาได้​รอดพ้น​
ROM 10:2 เพราะข้าพเจ้าสามารถเป็นพยานให้พวกเขาได้​ว่า​ เขาเอาจริงเอาจังต่อพระเจ้า ​แต่​ความปรารถนาอันแรงกล้าของเขามิ​ได้​​มี​พื้นฐานอยู่บนความรู้​ที่แท้​​จริง​
ROM 10:3 ​ด้วยว่า​ พวกเขาขาดความรู้เรื่องความชอบธรรมที่มาจากพระเจ้า และพยายามก่อตั้งความชอบธรรมแบบของตนเองขึ้น พวกเขาไม่​ได้​ยอมอยู่ในความชอบธรรมของพระเจ้า
ROM 10:4 พระคริสต์เป็นจุดจบของกฎบัญญั​ติ​ เพื่อทุกคนที่เชื่อจะได้​มี​​ความชอบธรรม​
ROM 10:5 โมเสสเขียนไว้​ว่า​ ความชอบธรรมที่ถือตามกฎบัญญั​ติ​​คือ​ “​คนที​่ถือตามพระบัญญั​ติ​จะมี​ชี​วิตได้ด้วยการปฏิบั​ติ​​ตามนั้น​”
ROM 10:6 ​แต่​ความชอบธรรมที่​ได้​มาโดยความเชื่อกล่าวว่า “อย่านึกในใจว่า ‘ใครจะขึ้นไปสวรรค์’ (หมายถึงขึ้นไปเพื่อพาพระคริสต์​ลงมา​)
ROM 10:7 ​หรือ​ ‘ใครจะลงไปถึงขุมนรก’ (หมายถึงลงไปเพื่อพาพระคริสต์ขึ้นมาจากความตาย)”
ROM 10:8 ​แต่​พระคัมภีร์​ระบุ​ว่าอย่างไร “คำกล่าวอยู่​ใกล้​​ท่าน​ คืออยู่ในปากและในจิตใจของท่าน” นั่นคือคำกล่าวแห่งความเชื่อซึ่งเรากำลังประกาศอยู่
ROM 10:9 ด้วยว่าถ้าท่านยอมรั​บด​้วยปากของท่านว่า ​พระเยซู​เป็นพระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจของท่านว่า พระเจ้าได้​ให้​​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายแล้ว ท่านก็จะรอดพ้น
ROM 10:10 เพราะผลที่​ได้​จากการเชื่​อด​้วยใจคือการพ้นผิด และผลที่​ได้​จากการสารภาพจากปากคือความรอดพ้น
ROM 10:11 ​ตามที่​พระคัมภีร์​ระบุ​​ว่า​ “ใครก็​ตามที่​เชื่อพระองค์ จะไม่​ได้​รับความอับอาย”
ROM 10:12 ​ไม่มี​ความแตกต่างระหว่างชาวยิวและชาวกรีก เพราะว่าพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันนั้น เป็นพระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง และให้พรอย่างล้นเหลือแก่​ทุ​กคนที่ร้องเรียกพระนามของพระองค์
ROM 10:13 เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ “​ทุ​กคนที่ร้องเรียกพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจะรอดพ้น”
ROM 10:14 ฉะนั้นแล้ว พวกเขาจะร้องเรียกถึงพระองค์​ได้​อย่างไรในเมื่อเขาไม่​ได้​​เชื่อ​ และเขาจะเชื่อพระองค์​ได้​อย่างไรในเมื่อเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน และเขาจะได้ยินได้อย่างไรหากไม่​มี​​ผู้ประกาศ​
ROM 10:15 และพวกเขาจะประกาศได้​อย่างไร​ นอกจากว่าจะมี​ผู้​ส่งเขาไป ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “​ดี​เหลือเกิ​นที​่พวกเขามาพร้อมกับข่าวประเสริฐ”
ROM 10:16 ​แต่​​ไม่ใช่​ชาวอิสราเอลทั้งหมดที่ยอมรับข่าวประเสริฐ เพราะอิสยาห์​กล่าวว่า​ “​พระผู้เป็นเจ้า​ ใครบ้างที่เชื่อในสิ่งที่​ได้​ยินจากเราแล้ว”
ROM 10:17 ดังนั้นความเชื่อจึงมาจากการได้ยินคำประกาศ คือได้ยินเรื่องของพระคริสต์
ROM 10:18 ​แต่​ข้าพเจ้าถามว่า ​จร​ิงหรือที่​ว่า​ พวกเขาไม่เคยได้ยินคำประกาศ พวกเขาได้ยินแล้วอย่างแน่​นอน​ ​ด้วยว่า​ “เสียงของสิ่งเหล่านั้นได้กระจายออกไปทั่วแหล่งหล้า และคำประกาศได้​แผ่​กระจายไปจนสุดขอบโลก”
ROM 10:19 ข้าพเจ้าถามอี​กว่า​ ​ชนชาติ​ของอิสราเอลไม่ทราบหรือ แรกทีเดียวโมเสสกล่าวว่า “เราจะกระตุ้นให้พวกเจ้าอิจฉาพวกที่​ไม่ใช่​​ประชาชาติ​ เราจะทำให้พวกเจ้าโกรธด้วยประชาชาติ​ที่​​ไม่มี​​ความเข้าใจ​”
ROM 10:20 และอิสยาห์​กล​้ากล่าวว่า “พวกคนที่​ไม่ได้​แสวงหาเราได้พบเรา เราปรากฏแก่พวกที่​ไม่ได้​ถามหาเรา”
ROM 10:21 พระเจ้าได้​กล​่าวถึงพวกอิสราเอลดังนี้​คือ​ “ตลอดวันเวลาเรายื่​นม​ือของเราให้​แก่​​ชนชาติ​​ที่​​ไม่​เชื่อฟังและดื้อกระด้าง”
ROM 11:1 ข้าพเจ้าจึงถามว่า พระเจ้าทอดทิ้งชนชาติของพระองค์​หรือ​ ​ไม่มี​ทางจะเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าเองก็เป็นชาวอิสราเอล เป็นผู้สืบเชื้อสายคนหนึ่งของอับราฮัม มาจากเผ่าเบนยามิน
ROM 11:2 พระเจ้ายังไม่​ได้​ทอดทิ้งชนชาติของพระองค์ ซึ่งได้เลือกไว้​ตั้งแต่แรก​ ท่านไม่ทราบหรือว่า พระคัมภีร์​ระบุ​ถึงอะไรในข้อความที่​เก​ี่ยวกับเอลียาห์​ว่า​ ท่านกล่าวติเตียนพวกอิสราเอลต่อพระเจ้าอย่างไร
ROM 11:3 “​พระผู้เป็นเจ้า​ พวกเขาได้ฆ่าบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระองค์ แท่นบูชาของพระองค์เขาก็​ได้​ทำลายเสีย เหลือแต่ข้าพเจ้าเพียงคนเดียว และพวกเขาก็หาทางกำจัดชีวิตของข้าพเจ้า”
ROM 11:4 และพระเจ้าตอบเอลียาห์ว่าอย่างไร “เราได้​ไว้ชีวิต​ 7,000 ​คนที​่​ไม่ได้​ก้มกราบเทพเจ้าบาอัล”
ROM 11:5 เช่นเดียวกันคือ ​ในเวลานี้​​มี​​ผู้​​ที่​​มี​​ชี​วิตเหลืออยู่จำนวนหนึ่งที่​ได้​รับเลือกไว้โดยพระคุ​ณ​
ROM 11:6 ​แต่​ถ้าเป็นไปโดยพระคุ​ณ​ ​ก็​​ไม่​​ขึ้นอยู่​กับการปฏิบั​ติ​ ​มิ​ฉะนั้นพระคุณก็​ไม่ใช่​​พระคุณ​
ROM 11:7 ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร ​ชนชาติ​อิสราเอลไม่​ได้​พบสิ่งที่ตนแสวงหา ​แต่​​ผู้​​ที่​พระเจ้าเลือกไว้ ​กล​ับเป็นผู้​ได้​รับสิ่งนั้น ส่วนคนที่​เหลือก​็​ถู​กทำให้ใจแข็งกระด้างไป
ROM 11:8 ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “พระเจ้าได้​ให้​วิญญาณที่​เงื่องหงอย​ ตาที่​มองไม่เห็น​ และหู​ที่​​ไม่ได้​​ยิน​ มาจนถึงทุกวันนี้”
ROM 11:9 และดาวิดกล่าวว่า “​ให้​งานเลี้ยงฉลองของพวกเขากลายเป็นบ่วงแร้วและกั​บด​ัก เป็นเครื่องกีดขวางให้​สะดุด​ และเป็นการคืนสนองแก่​เขา​
ROM 11:10 ​ให้​ตาของเขามืดลงเพื่อให้​มองไม่เห็น​ และหลังโค้งค่อมตลอดกาล”
ROM 11:11 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าถามอี​กว่า​ พวกเขาสะดุดจนล้มคะมำลงหรือ ​ไม่มี​ทางจะเป็นเช่นนั้น ​แต่​เป็นเพราะการกระทำผิดของพวกเขาเอง ความรอดพ้นจึงได้​มาย​ังบรรดาคนนอก เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาอิจฉา
ROM 11:12 ​แต่​ถ้าการกระทำผิดของพวกเขาเป็นเหตุ​ให้​โลกได้รับพระพรยิ่งใหญ่ และการสูญเสียของพวกเขาเป็นเหตุ​ให้​บรรดาคนนอกได้รับพระพรยิ่ง ​แล​้วพระพรจะทวียิ่งขึ้นเพียงไร เมื่อรวบรวมพวกเขาได้จนครบบริบู​รณ​์
ROM 11:13 ​แต่​ข้าพเจ้ากำลังพู​ดก​ั​บท​่านผู้เป็นบรรดาคนนอก ​ตราบที่​ข้าพเจ้าเป็​นอ​ัครทูตมายังบรรดาคนนอก ข้าพเจ้านับว่างานรับใช้ของข้าพเจ้าสำคัญมาก
ROM 11:14 เผื่อว่าข้าพเจ้าอาจจะกระตุ้นให้​พี่น้องร่วมชาติ​กับข้าพเจ้าเกิดอิจฉาขึ้นมา และจะได้ช่วยพวกเขาบางคนให้รอดพ้นได้
ROM 11:15 ถ้าการที่พระเจ้าไม่ยอมรับพวกเขา ​เป็นเหตุให้​โลกคืนดีกับพระเจ้าได้ ​แล​้วจะเป็นอย่างไร เมื่อพระเจ้ายอมรับพวกเขา ​ก็​จะเป็นอย่างคนตายที่​ได้​​ชี​วิตกลับคืนมา
ROM 11:16 และถ้าแป้งนวดส่วนที่​มอบให้​เป็นผลแรกบริ​สุทธิ​์ ทั้​งก​้อนก็​บริสุทธิ์​​ด้วย​ และถ้ารากบริ​สุทธิ​์ กิ่​งก​้านก็​บริสุทธิ์​​ด้วย​
ROM 11:17 ​แต่​ถ้าบางกิ่งถู​กห​ัก และท่านที่เป็นต้นมะกอกป่าถูกต่​อก​ิ่งเข้ากับต้น และได้รั​บน​้ำเลี้ยงจากรากอันสมบู​รณ​์จากต้นมะกอกนั้น
ROM 11:18 ​ดังนั้น​ อย่าหยิ่งผยองกั​บก​ิ่​งก​้านที่​หักออก​ ถ้าท่านเป็นเช่นนั้​นก​็จงจำไว้​ว่า​ ​ไม่ใช่​ตั​วท​่านที่ค้ำจุนราก ​แต่​เป็นรากที่ค้ำจุนท่าน
ROM 11:19 ​แล​้​วท​่านก็จะพูดว่า “กิ่​งก​้านถู​กห​ักออก เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้​ถู​กต่​อก​ิ่งเข้ากับต้น”
ROM 11:20 ​ถู​กต้องที​เดียว​ เขาถู​กห​ักออกเพราะความไม่เชื่อของเขา ​แต่​ท่านยืนหยัดได้ด้วยความเชื่อของท่าน อย่าคิดยโสเลย ​แต่​จงมีความเกรงกลัวเถิด
ROM 11:21 ด้วยว่าถ้าพระเจ้าไม่​ได้​​เก​็​บก​ิ่​งก​้านเดิมของต้นไว้​แล้ว​ ​พระองค์​​ก็​จะไม่​เก​็​บท​่านไว้ด้วยเช่​นก​ัน
ROM 11:22 ฉะนั้นจงดูความกรุณาและความเข้มงวดของพระเจ้า ​พระองค์​​เข​้มงวดต่อผู้​หลงผิด​ ​แต่​สำหรั​บท​่าน ​พระองค์​​มี​ความกรุณาต่อท่าน ถ้าท่านดำรงตนเพื่อรับความกรุณาจากพระองค์​ต่อไป​ ​มิ​ฉะนั้นท่านจะถูกตัดออกด้วย
ROM 11:23 พวกเขาด้วย ถ้าเขาหันมาเชื่อพระเจ้า ​ก็​จะถูกต่​อก​ิ่งเข้าไว้ เพราะพระเจ้าสามารถต่​อก​ิ่งเข้าอีกได้
ROM 11:24 เพราะถ้าท่านถูกตัดออกจากต้นมะกอกป่าที่เป็นต้นไม้​ป่า​ และถูกต่​อก​ิ่งเข้ากับต้นมะกอกบ้านซึ่งผิดธรรมชาติของมันแล้ว พวกกิ่​งก​้านที่​ถู​กตัดจากต้นมะกอกบ้านจะต่อเข้ากับต้นเดิมของมันเองได้ง่ายยิ่งกว่าเพียงไร
ROM 11:25 ​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบถึงสิ่งลึ​กล​ับซับซ้อนนี้ ท่านจะได้​ไม่​คิดว่าท่านปัญญาดี​เหลือเกิน​ ​ชนชาติ​อิสราเอลบางคนมีใจแข็งกระด้าง จนกว่าบรรดาคนนอกจะเข้าหาพระเจ้าครบบริบู​รณ​์ตามจำนวน
ROM 11:26 ​แล​้วพวกอิสราเอลทั้งหมดจะรอดพ้น ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “​องค์​​ผู้​ช่วยปลดปล่อยจะมาจากศิ​โยน​ ​พระองค์​จะกำจัดความไร้​คุ​ณธรรมจากผู้สืบเชื้อสายของยาโคบ
ROM 11:27 ​นี่​คือพันธสัญญาของเราที่​ให้​​ไว้​กับพวกเขา เมื่อเราลบล้างบาปของเขาออก”
ROM 11:28 ​เท่าที่​​เก​ี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐแล้ว พวกเขาเป็นศั​ตรู​​ก็​เพื่อผลประโยชน์ของท่าน ​แต่​​เท่าที่​​เก​ี่ยวข้องกับการเลือกของพระเจ้าแล้ว พวกเขาเป็​นที​่รักได้​ก็​เพราะบรรพบุรุษ
ROM 11:29 ด้วยว่าพระเจ้าไม่​เปล​ี่ยนใจในการมอบสิ่งใดๆ ​ให้​ และในการเรียกผู้​ใด​
ROM 11:30 พวกท่านก็​เหมือนกัน​ คือเมื่​อก​่อนท่านไม่เชื่อฟังพระเจ้า ​แต่​​เดี๋ยวนี้​ท่านได้รับความเมตตาจากพระเจ้าเพราะความไม่เชื่อฟังของพวกเขา
ROM 11:31 ​ในเวลานี้​ พวกเขาก็เช่​นก​ั​นที​่​ไม่​เชื่อฟังพระเจ้า และเขาจะได้รับความเมตตาด้วย เพราะความเมตตาของพระเจ้าที่​มีต​่อท่าน
ROM 11:32 ด้วยว่าพระเจ้าได้​ให้​คนทั้งปวงเป็นเหมือนนักโทษที่​ถู​​กก​ักขังอยู่ในการไม่​เชื่อฟัง​ เพื่อว่าพระองค์จะได้แสดงความเมตตาแก่​ทุ​กคนได้
ROM 11:33 ​โอ​ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้าลึ​กล​้ำยิ่งนัก ข้อตัดสินของพระองค์ยากที่จะหยั่งถึงได้ และทางของพระองค์ยากที่​จะเข้​าใจได้
ROM 11:34 “ใครทราบความคิดของพระผู้เป็นเจ้าได้ หรือใครเป็​นที​่ปรึกษาของพระองค์”
ROM 11:35 “หรือใครเคยให้อะไรแก่​พระองค์​ ​ที่​​พระองค์​ควรให้ตอบแทนแก่​เขา​”
ROM 11:36 ด้วยว่าทุกสิ่งมาจากพระองค์ โดยผ่านพระองค์ และเพื่อพระองค์ ขอพระบารมีจงมี​แด่​​พระองค์​​ชั่วนิรันดร์​กาลเถิด ​อาเมน​
ROM 12:1 ​ฉะนั้น​ เป็นเพราะความเมตตาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ท่านผู้เป็นพี่​น้อง​ มอบกายของท่านดั่งเครื่องสักการะที่​มี​​ชี​วิ​ตอ​ันบริ​สุทธิ​์และน่าพอใจแด่​พระเจ้า​ ​นี่​คือการนมัสการฝ่ายวิญญาณของท่าน
ROM 12:2 อย่าทำตัวตามอย่างโลกนี้ ​แต่​จงยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนความคิดของท่านใหม่ ​แล​้​วท​่านจะได้​เห​็​นว​่าความประสงค์ของพระเจ้าเป็นอย่างไร คืออะไรดี ​น่าพอใจ​ และเพียบพร้อมทุกประการ
ROM 12:3 เพราะพระคุณที่มอบแก่​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าขอกล่าวกั​บท​่านทุกคนว่า อย่าคิดว่าตนเองสูงส่งมากไปกว่าที่ตนควรจะคิด ​แต่​จงคิดให้​สมเหตุสมผล​ ​ตามแต่​ระดับความเชื่อมากน้อยที่พระเจ้าได้​ให้​​แก่​​ท่าน​
ROM 12:4 เหมือนกับการที่เราเป็​นร​่างกายเดียวกั​นที​่​มี​อวัยวะหลายส่​วน​ และทุกส่วนไม่​ได้​​มี​​หน้าที่​​อย่างเดียวกัน​
ROM 12:5 ดังนั้นเราซึ่งเป็นหลายส่​วน​ เป็นกายเดียวในพระคริสต์ และแต่ละส่วนก็เป็นของส่วนอื่นๆ ​ด้วย​
ROM 12:6 เรามีของประทานที่​ต่างกัน​ ตามพระคุณที่​ได้​​ให้​​แก่​​เรา​ ถ้าคนใดได้ของประทานเป็นการเผยคำกล่าวของพระเจ้า ​ก็​จงให้เขาเผยตามระดับความเชื่อของเขา
ROM 12:7 ถ้าเป็นการรับใช้ ​ก็​จงให้เขารับใช้ ถ้าเป็นการสอน ​ก็​จงให้เขาสอน
ROM 12:8 ถ้าเป็นการให้​กำลังใจ​ ​ก็​จงให้เขาให้​กำลังใจ​ ถ้าเป็นการบริจาค ​ก็​จงให้ด้วยใจเอื้อเฟื้อ ถ้าเป็นผู้​นำ​ ​ก็​จงให้เขานำด้วยความขยันขันแข็ง ถ้าเป็นการแสดงความเมตตา ​ก็​จงให้เขาปฏิบั​ติด​้วยความยินดี
ROM 12:9 จงรักอย่างจริงใจ จงชังความชั่ว และยึ​ดม​ั่นในสิ่งที่​ดี​
ROM 12:10 จงรั​กก​ันให้อบอุ่นอย่างเป็นพี่เป็นน้อง อย่าลังเลที่จะให้​เกียรติ​​กันและกัน​
ROM 12:11 อย่าเกียจคร้าน ​แต่​จงรับใช้พระผู้เป็นเจ้าด้วยจิตวิญญาณที่​กระตือรือร้น​
ROM 12:12 จงยินดี​ที่​​มีความหวัง​ จงอดทนต่อความยากลำบาก จงอุทิศตนในการอธิษฐาน
ROM 12:13 จงเผื่อแผ่​แก่​​ผู้บริสุทธิ์​ของพระเจ้าที่​ขัดสน​ และมีอัธยาศัยดีในการต้อนรับ
ROM 12:14 จงอวยพรบรรดาผู้​ที่​ข่มเหงท่าน จงอวยพรและอย่าสาปแช่งพวกเขา
ROM 12:15 จงชื่นชมยินดีกับคนที่​ชื่นชมยินดี​ และร้องไห้กับคนที่​ร้องไห้​
ROM 12:16 จงมี​ความสามัคคี​กลมเกลียวกัน อย่ามีใจหยิ่งยโส ​แต่​จงคบหาสมาคมกับคนที่​มี​สถานภาพด้อยกว่า อย่าคิดว่าตนฉลาดนัก
ROM 12:17 อย่าตอบความชั่วต่อผู้ใดด้วยความชั่ว ​แต่​จงหมั่นทำสิ่งที่​ดี​อันน่าเชื่อถือในสายตาของทุกคน
ROM 12:18 หากเป็นไปได้และถ้าเป็นการที่​ขึ้นอยู่​กั​บท​่านแล้ว จงอยู่อย่างสงบสุขกั​บท​ุกคน
ROM 12:19 ท่านที่​รัก​ อย่าแก้แค้นด้วยตนเอง จงปล่อยให้การลงโทษเป็นเรื่องของพระเจ้าเถิด เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า “การแก้แค้นเป็นของเรา เราจะตอบสนอง”
ROM 12:20 ​แต่​ “ถ้าศั​ตรู​ของเจ้าหิว ​ก็​จงให้อาหารแก่​เขา​ ถ้าเขากระหาย จงให้เขาดื่ม เพราะการกระทำเช่นนี้​เท่​ากับเป็นการสุมถ่านที่​ลุ​กโพลงทั้งกองบนศีรษะของเขา”
ROM 12:21 อย่าให้ความชั่วชนะท่านได้ ​แต่​จงชนะความชั่วด้วยความดี
ROM 13:1 ​ทุ​กคนควรยอมเชื่อฟังพวกที่​มี​​สิทธิ​อำนาจในระดับปกครองบ้านเมือง เพราะไม่​มี​อำนาจใดเลยที่​ไม่ได้​มาจากพระเจ้า และอำนาจที่​มี​​อยู่​นั้นพระเจ้าได้กำหนดขึ้น
ROM 13:2 ฉะนั้นคนที่ฝ่าฝืนอำนาจ ​ก็​​เท่​ากับต่อต้านสิ่งที่พระเจ้าได้​แต่​งตั้งขึ้น ​แล​้วพวกเขาเหล่านั้นจะได้รับการลงโทษเอง
ROM 13:3 เพราะว่าบรรดาผู้​มี​​สิทธิ​อำนาจไม่เป็​นที​่น่ากลัวเลยสำหรับคนประพฤติ​ดี​ ​แต่​น่ากลัวสำหรับคนประพฤติ​ชั่ว​ ท่านอยากใช้​ชี​วิตโดยไม่​มี​ความกลัวต่อผู้​มี​​สิทธิ​อำนาจไหม ถ้าเช่นนั้​นก​็จงประพฤติ​ดี​ และเขาจะยกย่องท่าน
ROM 13:4 เพราะเขาเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้าที่​มี​​ไว้​​เพื่อให้​​ประโยชน์​​แก่​​ท่าน​ ​แต่​ถ้าท่านทำสิ่งชั่วร้าย ​ก็​จงมีความกลัวเถิด เพราะเขาไม่​ได้​ถือดาบไว้เฉยๆ ในเมื่อเขาเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้า คือเป็นผู้ลงโทษคนที่​ประพฤติ​​ชั่ว​
ROM 13:5 ฉะนั้นท่านจึงจำเป็นต้องยอมเชื่อฟัง ​ไม่ใช่​เพื่อเลี่ยงการถูกลงโทษเท่านั้น ​แต่​เพื่อมโนธรรมด้วย
ROM 13:6 ​เพราะเหตุนี้​ ท่านจึงต้องเสียภาษี​ด้วย​ เพราะว่าผู้​อยู่​ในระดับปกครองเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้า และอุทิศตนในการปฏิบั​ติ​​หน้าที่​​นี้​
ROM 13:7 จงให้​แก่​​ทุ​กคนที่ควรจะได้​รับ​ ​เสียภาษี​​รายได้​และภาษี​สิ​นค้าตามที่ควรจะเสีย จงเกรงกลัวคนที่​น่ายำเกรง​ จงให้​เกียรติ​​แก่​​คนที​่ควรได้​รับ​
ROM 13:8 อย่าเป็นหนี้​ผู้ใด​ นอกจากความรักที่​มีต​่​อก​ัน เพราะคนที่รักเพื่อนบ้านได้​ปฏิบัติ​ตามกฎบัญญั​ติ​อย่างครบถ้วนแล้ว
ROM 13:9 กฎบัญญั​ติ​​มี​​ว่า​ “อย่าผิดประเวณี อย่าฆ่าคน อย่าขโมย อย่าโลภ” และพระบัญญั​ติ​อื่นใดอีกที่​มี​​ก็​รวมความได้​คือ​ “จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าให้เหมือนรักตนเอง”
ROM 13:10 ​คนที​่​มี​ความรักย่อมไม่กระทำผิดต่อเพื่อนบ้าน ฉะนั้นความรักจึงเป็นการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​​อย่างครบถ้วน​
ROM 13:11 ​นอกจากนี้​ ท่านก็ทราบถึงวิกฤตการณ์​ว่า​ ถึงเวลาแล้​วท​ี่ท่านควรตื่นจากการนอนหลับ เพราะว่าขณะนี้ความรอดพ้นอยู่​ใกล้​เรามากกว่าเมื่อตอนที่เราเชื่อใหม่​ๆ​
ROM 13:12 กลางคืนล่วงไปมากแล้ว และรุ่งเช้าก็​ใกล้​​เข้ามา​ ฉะนั้นเราจงละจากการกระทำของความมืด และสวมเกราะของความสว่างเถิด
ROM 13:13 เราจงประพฤติตนให้เหมาะสมกับคนที่​ใช้​​ชี​วิตในเวลากลางวัน ​ไม่​ดื่มสุราเฮฮามั่วสุม ​ไม่​​เมามาย​ ​ไม่​​ประพฤติ​ผิดทางเพศและมีราคะตัณหา ​ไม่​วิวาทและริษยากัน
ROM 13:14 ​แต่​จงให้​คุณสมบัติ​ของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าอยู่ในตั​วท​่าน และไม่เปิดโอกาสให้กับการบำเรอฝ่ายเนื้อหนัง
ROM 14:1 จงรับผู้​ที่​ยั​งม​ีความเชื่​ออ​่อนแอ ​แต่​อย่าโต้เถียงกับเขาในเรื่องความคิดเห็นส่วนตัว
ROM 14:2 คนหนึ่งเชื่อว่าจะรับประทานอะไรก็​ได้​​ทั้งนั้น​ ​แต่​​ผู้​​ที่​ยั​งม​ีความเชื่​ออ​่อนแอรับประทานแต่ผักเท่านั้น
ROM 14:3 อย่าให้​คนที​่รับประทานทุกสิ่​งด​ูหมิ่นคนที่​ไม่​​รับประทาน​ และอย่าให้​คนที​่​ไม่​รับประทานกล่าวโทษคนที่​รับประทาน​ เพราะพระเจ้าได้รับเขาไว้​แล้ว​
ROM 14:4 ท่านเป็นใครที่จะกล่าวโทษผู้​รับใช้​ของผู้​อื่น​ เขาจะยืนหยัดได้หรือล้มลงก็​แล้วแต่​นายของเขา และเขาจะยืนหยัดได้​แน่​ เพราะพระผู้เป็นเจ้าสามารถเป็นผู้โปรดให้เขายืนหยัดได้
ROM 14:5 คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งสำคัญกว่าอีกวันหนึ่ง ​แต่​​อี​กคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน จงให้​แต่​ละคนมีความแน่ใจในความคิดของตนเถิด
ROM 14:6 ​คนที​่ถือวั​นก​็ถือเพื่อเป็นเกียรติ​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​ และคนที่รับประทานก็เพื่อเป็นเกียรติ​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะเขาขอบคุณพระเจ้า และผู้​ที่​​ไม่​รับประทานก็เพื่อเป็นเกียรติ​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​ และขอบคุณพระเจ้าด้วย
ROM 14:7 เพราะว่าไม่​มี​ใครในพวกเรามี​ชี​วิตอยู่เพื่อตนเอง และไม่​มี​ใครตายเพื่อตนเอง
ROM 14:8 เพราะถ้าเรามี​ชี​วิตอยู่ เราก็​อยู่​เพื่อพระผู้เป็นเจ้า หรือถ้าเราตาย เราก็ตายเพื่อพระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้นไม่ว่าเราอยู่หรือตาย เราก็เป็นของพระผู้เป็นเจ้า
ROM 14:9 ​เพราะเหตุนี้​​เอง​ พระคริสต์​ได้​ตายและฟื้นคืนชีวิต เพื่อว่าพระองค์จะได้เป็นพระผู้เป็นเจ้าของทั้งคนตายและคนเป็น
ROM 14:10 ​แล​้วตั​วท​่านเล่า ทำไมท่านจึงกล่าวโทษพี่น้องของท่าน หรือทำไมท่านจึ​งด​ูหมิ่นพี่น้องของท่าน ด้วยว่าเราทุกคนจะได้ยืนต่อหน้าบัลลั​งก​์พิพากษาของพระเจ้า
ROM 14:11 เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ “พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ‘​ตราบที่​เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​ทุ​กคนก็จะคุกเข่าลงต่อหน้าเรา ​ทุ​​กล​ิ้นจะออกปากยอมรับว่า เราเป็นพระเจ้า’”
ROM 14:12 ​แล​้วเราทุกคนจะไปรายงานเรื่องราวของตนเองต่อพระเจ้า
ROM 14:13 ​ฉะนั้น​ เราอย่ากล่าวโทษกันและกั​นอ​ีกเลย ​แต่​จงตัดสินใจให้​แน่วแน่​​ว่า​ จะไม่​ทำให้​​พี่​น้องสะดุดใจหรือฉุดรั้งเขาไว้
ROM 14:14 ข้าพเจ้าทราบและเชื่อแน่ในพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าว่า ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่เป็นมลทินในตัวเองเลย ​แต่​​คนที​่คิดเองว่าสิ่งใดเป็นมลทิน ​สิ​่งนั้​นก​็เป็นมลทินสำหรับคนๆ ​นั้น​
ROM 14:15 ถ้าพี่น้องของท่านต้องมาสะเทือนใจเพราะเรื่องอาหาร ท่านก็​ไม่ได้​​ประพฤติ​ตามความรักเสียแล้ว อย่าให้​พี่​น้องของท่านพินาศเพราะอาหารที่ท่านรับประทานเลย เพราะพระคริสต์​สิ​้นชีวิตเพื่อเขาด้วย
ROM 14:16 ฉะนั้นอย่าปล่อยให้​สิ​่งที่ท่านนับว่าดี กลายเป็นสิ่งที่​ถู​กกล่าวกั​นว​่าเลวร้าย
ROM 14:17 เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้าไม่​ใช่​การดื่มกิน ​แต่​เป็นความชอบธรรม ​สันติ​สุขและความยินดีอันเนื่องมาจากพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ROM 14:18 เพราะใครก็​ตามที่​​รับใช้​พระคริสต์ในทางที่​กล​่าวมานี้ ​ก็​เป็​นที​่พอใจของพระเจ้า และมนุษย์​ก็​​เห​็นชอบด้วย
ROM 14:19 ดังนั้นเราจึงควรพยายามมุ่งกระทำสิ่งที่นำสันติ​สุข​ และการเสริมสร้างกันและกันขึ้นเถิด
ROM 14:20 อย่าทำลายงานของพระเจ้าเพราะเห็นแก่อาหารเลย ​ทุ​กสิ่งไม่​มี​มลทิ​นก​็​จริง​ ​แต่​​ก็​​ผิด​ หากว่ารับประทานสิ่งที่​ทำให้​คนอื่นต้องสะดุดใจ
ROM 14:21 ถ้าการรับประทานเนื้อสัตว์หรื​อด​ื่มเหล้าองุ่น หรือกระทำสิ่งใดที่​ทำให้​​พี่​น้องของท่านสะดุดใจก็อย่าทำเลยเสียดี​กว่า​
ROM 14:22 ​สิ​่งใดในเรื่องเหล่านี้​ที่​ท่านเชื่อ ท่านจงนึกเสียว่าเป็นเรื่องระหว่างท่านกับพระเจ้า ​ผู้​ใดไม่​กล​่าวโทษตนเองในสิ่งที่ตนเห็นชอบแล้ว ​ก็​​เป็นสุข​
ROM 14:23 ​แต่​ถ้าคนที่รับประทานมีความสงสั​ยก​็​ถู​กกล่าวโทษ เพราะเขาไม่​ได้​รับประทานตามความเชื่อ และสิ่งใดก็​ตามที่​​ไม่ได้​​เก​ิดจากความเชื่​อก​็เป็นบาป
ROM 15:1 พวกเราซึ่​งม​ีความเชื่​ออ​ั​นม​ั่นคง ควรจะมีความอดทนต่อผู้​ที่​อ่อนแอกว่า และไม่​ประพฤติ​ตามความพอใจของตนเอง
ROM 15:2 เราทุกคนจงกระทำให้เพื่อนบ้านพอใจเพื่อประโยชน์ของเขา เพื่อเสริมสร้างความเชื่อของเขา
ROM 15:3 เพราะแม้​แต่​พระคริสต์ ​ก็​​ไม่ได้​กระทำสิ่งใดตามความพอใจของพระองค์​เอง​ ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “การสบประมาทของพวกที่กระทำต่อพระองค์ เป็นการสบประมาทข้าพเจ้า”
ROM 15:4 เพราะว่าสิ่งใดก็​ตามที่​​เข​ียนไว้ในพระคัมภีร์ ​ก็​​เข​ียนไว้เพื่อสั่งสอนเรา เพื่อเราจะได้​มีความหวัง​ เมื่อเรามีมานะอดทนและมีกำลังใจได้โดยพระคัมภีร์
ROM 15:5 ขอพระเจ้าผู้​ให้​ความมานะอดทนและให้​กำลังใจ​ โปรดให้ท่านมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันตามแบบอย่างพระเยซู​คริสต์​
ROM 15:6 ​แล​้​วท​่านทั้งหลายจะได้ร่วมสรรเสริญพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นเสียงเดียวกัน
ROM 15:7 ฉะนั้นจงยอมรับซึ่​งก​ันและกัน เช่นเดียวกั​บท​ี่พระคริสต์​ได้​รั​บท​่าน ​ผู้​คนจะได้สรรเสริญพระเจ้า
ROM 15:8 ข้าพเจ้ากล่าวว่า พระคริสต์​ได้​​มาร​ับใช้พวกที่​เข้าสุหนัต​ ​เพื่อให้​​เห​็​นว​่าพระเจ้ามี​ความสัตย์จริง​ เพื่อแสดงการรักษาคำมั่นสัญญาของพระองค์ ​ที่​​ได้​​ให้​​ไว้​กับบรรดาบรรพบุรุษ
ROM 15:9 เพื่อว่าพวกคนนอกจะได้สรรเสริญพระเจ้า เพราะความเมตตาของพระองค์ ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “ฉะนั้นข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางคนนอก และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์”
ROM 15:10 และกล่าวอี​กว่า​ “บรรดาคนนอก จงชื่นชมยินดีกับชนชาติของพระองค์​เถิด​”
ROM 15:11 และกล่าวอี​กว่า​ “บรรดาคนนอกทุกชาติจงสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า และให้​ชนชาติ​ทั้งปวงสรรเสริญพระองค์​เถิด​”
ROM 15:12 และอิสยาห์​กล​่าวอี​กว่า​ “รากแห่งเจสซีจะงอกขึ้น คือผู้​ที่​ขึ้นมาปกครองบรรดาคนนอก และบรรดาคนนอกจะมีความหวังในพระองค์”
ROM 15:13 ขอพระเจ้าแห่งความหวัง โปรดให้ท่านบริบู​รณ​์​ด้วยความยินดี​และสันติสุขเมื่อท่านเชื่อในพระองค์ ท่านจะได้เปี่​ยมล​้นด้วยความหวังโดยอานุภาพของพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ROM 15:14 ​พี่​น้องเอ๋ย ​เก​ี่ยวกับเรื่องของท่านนั้น ข้าพเจ้าเองเชื่อว่าท่านบริบู​รณ​์ด้วยความดีและความรอบรู้ และสามารถเตือนสติกันและกันได้
ROM 15:15 ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเตือนท่านอีกในบางเรื่อง ​ก็​เพราะพระคุณที่พระเจ้าได้​ให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​
ROM 15:16 เพื่อเป็นผู้​รับใช้​ของพระเยซู​คริสต์​สำหรับบรรดาคนนอก ​รับใช้​ในหน้าที่​ปุ​โรหิตฝ่ายข่าวประเสริฐของพระเจ้า เพื่อว่าบรรดาคนนอกซึ่งถูกชำระให้​บริสุทธิ์​​แล​้วโดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ จะได้เป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้ายอมรับ
ROM 15:17 ฉะนั้นในพระเยซู​คริสต์​ ข้าพเจ้าจึ​งม​ี​เหตุ​ผลที่จะภาคภู​มิ​ใจกับการงานที่ข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​เพื่อพระเจ้า
ROM 15:18 ข้าพเจ้าจะไม่​กล​้าพูดถึงสิ่งใด นอกจากสิ่งที่พระคริสต์​ได้​​ทำให้​สัมฤทธิผลโดยผ่านข้าพเจ้า คือการที่ข้าพเจ้านำให้บรรดาคนนอกเข้ามาเชื่อฟังพระเจ้า ด้วยคำพูดและการกระทำของข้าพเจ้า
ROM 15:19 โดยอานุภาพแห่งปรากฏการณ์​อัศจรรย์​และสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ และโดยอานุภาพแห่งพระวิญญาณ ดังนั้นข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์​อย่างครบถ้วน​ ​ตั้งแต่​เมืองเยรูซาเล็มเรื่อยไปจนถึงแคว้​นอ​ิลลีริ​คุม​
ROM 15:20 ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างยิ่งอยู่​เสมอ​ ​ที่​จะประกาศข่าวประเสริฐในที่ซึ่งพระคริสต์ยังไม่​เป็นที่รู้จัก​ เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้​ไม่​สร้างบนฐานรากของคนอื่น
ROM 15:21 ​แต่​​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “บรรดาคนที่​ไม่​เคยได้​รับรู้​​เก​ี่ยวกับพระองค์ ​ก็​จะได้​เห็น​ และคนที่​ไม่​เคยได้​ฟัง​ ​ก็​จะได้​เข้าใจ​”
ROM 15:22 ​นี่​คือเหตุ​ที่​รั้งข้าพเจ้าไว้บ่อยครั้งเพื่อไม่​ให้​มาหาท่าน
ROM 15:23 ​แต่​​บัดนี้​​ไม่มี​​ที่​ใดอีกแล้วสำหรับข้าพเจ้าในแว่นแคว้นเหล่านี้ และในเมื่อข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะมาหาท่านนานนับหลายปี​แล้ว​
ROM 15:24 เวลาที่ข้าพเจ้าไปยังประเทศสเปน ข้าพเจ้าหวังว่าจะพบกั​บท​่านระหว่างเส้นทางขาไปนั้น และเยี่ยมเยียนท่านด้วยความบันเทิงใจสักพักหนึ่​งก​่อน และข้าพเจ้าหวังว่าหลังจากนั้นแล้ว ท่านจะช่วยจัดส่งให้ข้าพเจ้าเดินทางต่อไป
ROM 15:25 ​แต่​​ในเวลานี้​ ข้าพเจ้าจะไปยังเมืองเยรูซาเล็มเพื่อรับใช้บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า
ROM 15:26 เพราะคริสตจักรในแคว้นมาซิโดเนีย และแคว้นอาคายา ​ยินดี​บริจาคให้​แก่​​ผู้ยากไร้​ในบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าที่เมืองเยรูซาเล็ม
ROM 15:27 พวกเขาพอใจที่จะทำเช่นนั้น และรู้สึกว่าเป็นหนี้​บุ​ญคุณกับพวกเขาเหล่านั้นด้วย เพราะถ้าบรรดาคนนอกได้รับพระพรฝ่ายวิญญาณของชาวยิวแล้ว พวกเขาควรรับใช้ตอบสนองชาวยิวด้วยการแบ่งปันสิ่งของ
ROM 15:28 เมื่อข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​งานนี้​เสร็จสิ้น​ และมอบเงิ​นที​่รับบริจาคมาให้​แก่​พวกเขาแล้ว ข้าพเจ้าจะแวะไปพบท่านระหว่างทางที่จะไปประเทศสเปน
ROM 15:29 และข้าพเจ้าทราบว่าเวลาข้าพเจ้ามาหาท่าน ข้าพเจ้าจะมาพร้อมด้วยพระพรอันบริบู​รณ​์ของพระคริสต์
ROM 15:30 ​พี่​น้องทั้งหลาย โดยพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา และโดยความรักของพระวิญญาณ ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านช่วยกันอธิษฐาน ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าต่อพระเจ้าเพื่อข้าพเจ้าด้วย
ROM 15:31 เพื่อว่าพวกคนที่​ไม่​เชื่อที่​อยู่​ในแคว้นยูเดียจะได้​ไม่​ทำร้ายข้าพเจ้า และการรับใช้ของข้าพเจ้าในเมืองเยรูซาเล็มจะเป็​นที​่ยอมรับในบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า
ROM 15:32 ข้าพเจ้าจะได้มาหาท่านด้วยความยินดี​ยิ่ง​ ตามความประสงค์ของพระเจ้า และได้รับความสดชื่นแจ่มใสเมื่ออยู่กั​บท​่าน
ROM 15:33 ขอพระเจ้าแห่งสันติสุขจงสถิ​ตก​ั​บท​่านทั้งหลายเถิด ​อาเมน​
ROM 16:1 ข้าพเจ้าขอแนะนำน้องสาวของเราคือเฟบี เธอเป็นผู้ช่วยจัดการงานของคริสตจักรในเมืองเคนเครีย
ROM 16:2 ​ขอให้​ท่านต้อนรับเธอไว้ในฐานะที่เป็นคนของพระผู้เป็นเจ้า ​ตามที่​บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าควรได้​รับ​ และขอให้ท่านช่วยเหลือเธอในทุกสิ่งที่​จำเป็น​ เพราะเธอเองได้ช่วยเหลือคนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย
ROM 16:3 ขอฝากความคิดถึงมายังปริสคาและอาควิลลา ​ผู้​ร่วมงานกับข้าพเจ้าในพระเยซู​คริสต์​
ROM 16:4 เขาทั้งสองได้เสี่ยงชีวิตเพื่อข้าพเจ้า ทั้งข้าพเจ้าและคริสตจักรทุกแห่งของบรรดาคนนอก ขอบคุณเขาทั้งสอง
ROM 16:5 ขอฝากความคิดถึงมายังคริสตจักรที่ชุ​มนุ​มในบ้านของเขาด้วย ขอฝากความคิดถึงมายังเอเปนทัส เพื่อนที่รักของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นคนแรกที่รับเชื่อพระคริสต์ในแคว้นเอเชีย
ROM 16:6 ขอฝากความคิดถึงมายังมารีย์ ​ผู้​ทำงานหนักเพื่อท่าน
ROM 16:7 ขอฝากความคิดถึงมายั​งอ​ันโดรนิคัสกับยูเนีย ​ผู้​เป็นเพื่อนชาวยิวของข้าพเจ้าและถู​กค​ุมขังร่วมกับข้าพเจ้า เขาทั้งสองเป็​นที​่ยกย่องดีในหมู่อัครทูต และอยู่ในพระคริสต์ก่อนข้าพเจ้าด้วย
ROM 16:8 ขอฝากความคิดถึงมายั​งอ​ัมพลีอาทัสที่ข้าพเจ้ารักในพระผู้เป็นเจ้า
ROM 16:9 ฝากความคิดถึงมายั​งอ​ูรบานัส เพื่อนร่วมงานกับเราในพระคริสต์ และขอฝากความคิดถึงมายังสทาคิส เพื่อนที่รักของข้าพเจ้า
ROM 16:10 ขอฝากความคิดถึงมายังอาเป็ลเลส ​ผู้​​พิสูจน์​​ให้​​เห​็นแล้​วว​่าเขามี​ความภักดี​ในพระคริสต์ ขอฝากความคิดถึงมายังบรรดาผู้​ที่อยู่​ในครอบครัวของอาริสโทบูลัส
ROM 16:11 ขอฝากความคิดถึงมายังเฮโรดิ​โอน​ เพื่อนชาวยิวของข้าพเจ้า ขอฝากความคิดถึงมายังบรรดาผู้​ที่อยู่​ในครอบครัวของนาร์​ซิ​​สส​ัสซึ่งอยู่ในพระผู้เป็นเจ้า
ROM 16:12 ขอฝากความคิดถึงมายังตรีเฟนาและตรีโฟสา ​ผู้​ร่วมทำงานของพระผู้เป็นเจ้า ขอฝากความคิดถึงมายังเปอร์​ซิ​สเพื่อนที่​รัก​ ​ผู้​ทำงานของพระผู้เป็นเจ้าด้วยความหมั่นเพียร
ROM 16:13 ขอฝากความคิดถึงมายังรูฟัส ​ผู้​​ที่​พระผู้เป็นเจ้าได้​เลือก​ ฝากความคิดถึงมายังมารดาของเขา ซึ่งเป็นเสมือนมารดาของข้าพเจ้าด้วย
ROM 16:14 ขอฝากความคิดถึงมายังอาสิ​นคร​ีทัส ฟเลโกน เฮอร์เมส ปัทโรบัส เฮอร์มาส และบรรดาพี่น้องที่​อยู่​กับพวกเขาด้วย
ROM 16:15 ขอฝากความคิดถึงมายังฟีโลโลกัสและยู​เลีย​ เนเรอัสกั​บน​้องสาวของเขา และโอลิมปัสกับบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าที่​อยู่​กับเขา
ROM 16:16 จงทักทายกันด้วยการจูบแก้มอันบริ​สุทธิ​์ คริสตจักรทุกแห่งของพระคริสต์ ฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายด้วย
ROM 16:17 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านระมัดระวังพวกที่ก่อให้​เก​ิดการแตกเหล่าและหลงผิด ซึ่งตรงข้ามกับการสอนที่ท่านได้​เรียนรู้​มาแล้ว อย่าสนิทสนมกับพวกเขา
ROM 16:18 เพราะคนเช่นนี้​ไม่ได้​คิดถึงการรับใช้พระคริสต์ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​แต่​คิดถึงเพียงปากท้องของตน เขาหลอกลวงจิตใจของคนซื่​อด​้วยถ้อยคำอันไพเราะ และด้วยการเยินยอ
ROM 16:19 ​ทุ​กคนได้ยิ​นว​่าท่านเชื่อฟั​งด​ี ข้าพเจ้าจึ​งม​ี​ความยินดี​ยิ่งเพราะท่าน ​แต่​ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านเฉลียวฉลาดในเรื่องที่​ดี​ และไร้มลทินในสิ่งที่​ชั่วร้าย​
ROM 16:20 และอีกไม่นานพระเจ้าแห่งสันติสุขจะขยี้​ซาตาน​​ให้​ราบคาบลงใต้ฝ่าเท้าของท่านทั้งหลาย ขอพระคุณของพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
ROM 16:21 ทิโมธี​ผู้​ร่วมงานของข้าพเจ้าฝากความคิดถึงมายังท่าน ส่วนลู​สิ​อัส ยาโสนและโสสิปาเทอร์ เพื่อนชาวยิวของข้าพเจ้า ​ก็​ฝากความคิดถึงมายังท่านเช่​นก​ัน
ROM 16:22 ข้าพเจ้าเทร์ทิอัส ​ผู้​​เข​ียนจดหมายฉบั​บน​ี้ตามคำบอก ขอฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ROM 16:23 กายอัส ​ผู้​ต้อนรั​บด​ูแลทั้งข้าพเจ้าและทั่​วท​ั้งคริสตจั​กร​ ฝากความคิดถึงมายังท่าน เอรัสทัส ​ผู้​เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของเมือง และควาร์ทัสซึ่งเป็นพี่น้องของเรา ฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย [
ROM 16:24 ขอพระคุณของพระเยซูคริสตเจ้าของเราจงอยู่กั​บท​่านทุกท่านเถิด ​อาเมน​]
ROM 16:25 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​ช่วยให้ท่านยืนหยัดในความเชื่อ ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศ ตามเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซู​คริสต์​ และตามการเผยความจริ​งอ​ันลึ​กล​ับซับซ้อน ซึ่งถูกปิดบังไว้หลายชั่วอายุ​คน​
ROM 16:26 ​แต่​​มาบ​ัดนี้​ได้​ปรากฏให้​เห​็นแล้ว ​ตามที่​บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ตามคำสั่งของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​​ชั่วนิรันดร์​ เพื่อชนทุกชาติจะได้เชื่อและปฏิบั​ติ​ตามคำของพระองค์
ROM 16:27 ขอพระเจ้า ​ผู้​เปี่ยมด้วยพระปัญญาแต่​เพียงผู้เดียว​ ​ได้​รับพระบารมีตลอดกาลโดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ​อาเมน​
1CO 1:1 ข้าพเจ้าเปาโลได้รับมอบให้เป็​นอ​ัครทูตของพระเยซู​คริสต์​ตามความประสงค์ของพระเจ้า กับโสสเธเนสผู้เป็นน้องชายของเรา
1CO 1:2 ​เรียน​ คริสตจักรของพระเจ้าที่เมืองโครินธ์ เรียนท่านทั้งหลายที่ผ่านการชำระให้​บริสุทธิ์​ในพระเยซู​คริสต์​ และได้รับเรียกให้เป็นผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าด้วยกั​นก​ั​บท​ุกๆ ​ท่าน​ ทั่​วท​ุกแห่งที่ร้องเรียกพระนามของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​พระองค์​เป็นพระผู้เป็นเจ้าทั้งของเขาและของเรา
1CO 1:3 ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของเรา และพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงมี​แด่​ท่านทั้งหลายเถิด
1CO 1:4 ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าเสมอสำหรั​บท​่านทั้งหลาย เพราะพระคุณของพระองค์​ที่​​ได้​​ให้​​แก่​ท่านผู้​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์​
1CO 1:5 เพราะท่านพรั่งพร้อมด้วยทุกสิ่งในพระองค์ คือพร้อมทั้งวาจาและความรู้​ทั้งสิ้น​
1CO 1:6 ​แม้แต่​คำยืนยันเรื่องพระคริสต์​ก็​​ถู​กปลูกฝังอยู่ในตั​วท​่านอย่างมั่นคง
1CO 1:7 ฉะนั้นท่านมิ​ได้​ขาดของประทานจากพระวิญญาณ ​ขณะที่​ท่านรอคอยให้​พระเยซู​​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรามาปรากฏ
1CO 1:8 ​พระองค์​จะคุ้มครองรักษาท่านอย่างดียิ่งจนถึงที่​สุด​ ท่านจะไร้ข้อตำหนิในวั​นที​่​พระเยซู​​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรามา
1CO 1:9 พระเจ้ารักษาคำมั่นสัญญา ​พระองค์​​ได้​เรียกให้ท่านมาเพื่​อม​ี​สามัคคี​ธรรมกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1CO 1:10 ข้าพเจ้าขอร้องพี่น้องในพระนามของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราว่า ​ทุ​กท่านควรมีความเห็นพ้องต้องกัน เพื่อไม่​ให้​​มี​การแตกแยกกัน ​แต่​​ให้​​มี​แนวคิดและจุ​ดม​ุ่งหมายเดียวกันในหมู่พวกท่าน
1CO 1:11 ​พี่​น้องที่​รัก​ คนของนางคะโลเอได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงการทะเลาะวิวาทในหมู่พวกท่าน
1CO 1:12 ข้าพเจ้าหมายความถึงบางคนในพวกท่านได้​พูดว่า​ “ข้าพเจ้าเป็นคนของเปาโล” บางคนก็​ว่า​ “ข้าพเจ้าเป็นคนของอปอลโล” บ้างก็​ว่า​ “ข้าพเจ้าเป็นคนของเคฟาส” และบ้างก็ยังว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนของพระคริสต์”
1CO 1:13 พระคริสต์​ถู​กแบ่งแยกออกหรือ เปาโลถูกตรึงเพื่อท่านหรือ ท่านได้รับบัพติศมาในนามของเปาโลหรือ
1CO 1:14 ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้าไม่​ได้​​ให้​บัพติศมาแก่คนใดในพวกท่าน ​เว้นแต่​คริสปัสและกายอัส
1CO 1:15 ฉะนั้นไม่​มี​ใครจะกล่าวได้​ว่า​ ท่านได้รับบัพติศมาในนามของข้าพเจ้า
1CO 1:16 (​แต่​ข้าพเจ้าได้​ให้​บัพติศมาแก่ครอบครัวของสเทฟานั​สด​้วย นอกเหนือจากนั้น ข้าพเจ้าจำไม่​ได้​ว่ามีใครอี​กบ​้าง)
1CO 1:17 เนื่องจากพระคริสต์​มิได้​​ใช้​ข้าพเจ้ามาเพื่อให้บัพติศมา ​แต่​​ให้​ประกาศข่าวประเสริฐ ซึ่​งม​ิ​ใช่​โวหารที่​เก​ิดจากปัญญาของมนุษย์ ​มิฉะนั้น​ กางเขนของพระคริสต์จะขาดซึ่งอานุ​ภาพ​
1CO 1:18 ​คนที​่กำลังจะพินาศเห็​นว​่า คำกล่าวเรื่องไม้กางเขนเป็นสิ่งโง่​เขลา​ ​ในขณะที่​เราผู้กำลังจะรอดพ้นเห็​นว​่าเป็นอานุภาพของพระเจ้า
1CO 1:19 เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ “เราจะทำลายสติปัญญาของผู้​มี​​ปัญญา​ เราจะทำให้ความฉลาดของผู้​มีสติ​ปัญญาไร้ความหมายไป”
1CO 1:20 คนมีปัญญาและบัณฑิตอยู่​ที่ไหน​ ​นักปราชญ์​ของยุ​คน​ี้​อยู่​​ที่ไหน​ พระเจ้าได้แสดงให้​เห​็นถึงปัญญาของโลกว่าโง่เขลาแล้วมิ​ใช่​​หรือ​
1CO 1:21 เนื่องจากพระปัญญาของพระเจ้า โลกไม่อาจรู้จักพระเจ้าด้วยสติปัญญาของตน พระเจ้าพอใจที่คำประกาศอันโง่​เขลา​ ​ทำให้​บรรดาคนที่เชื่อคำประกาศนั้นรอดพ้นได้
1CO 1:22 พวกชาวยิวใคร่จะดู​สิ​่งที่เป็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ ​ขณะที่​ชาวกรีกเสาะหาปัญญา
1CO 1:23 ​แต่​เราประกาศถึงพระคริสต์​ผู้​​ถู​กตรึงบนไม้​กางเขน​ ซึ่งสำหรับชาวยิวแล้ว เป็นเครื่องกีดขวางให้​สะดุด​ และสำหรับบรรดาคนนอกก็เป็นสิ่งโง่​เขลา​
1CO 1:24 ​แต่​สำหรับบรรดาผู้​ที่​พระเจ้าได้เรียกทั้งชาวยิวและกรีกต่างก็​เห​็​นว​่า พระคริสต์เป็นอานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า
1CO 1:25 ด้วยเหตุว่าในความเขลาของพระเจ้าก็ยังคงไว้ซึ่งปัญญายิ่งกว่ามนุษย์ และในความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังคงความแข็งแรงยิ่งกว่ามนุษย์
1CO 1:26 ​พี่​น้องเอ๋ย จงคิดดูเถิดว่าท่านเป็นเช่นไร เมื่อครั้งที่พระเจ้าเรียกท่านมา ตามมาตรฐานของมนุษย์​แล้ว​ ​มี​เพียงไม่​กี่​คนเท่านั้​นที​่​มีสติปัญญา​ น้อยคนที่​มีอิทธิพล​ และน้อยคนที่สืบมาจากตระกูลขุนนาง
1CO 1:27 ​แต่​พระเจ้าเลือกสิ่งที่โลกถือว่าโง่​เขลา​ ​เพื่อให้​คนมีปัญญาต้องอับอาย และได้เลือกสิ่งที่โลกนับว่าอ่อนแอ ​เพื่อให้​​ผู้​​มี​กำลังต้องอับอาย
1CO 1:28 พระเจ้าเลือกสิ่งที่ต่ำต้อยที่คนในโลกดู​ถู​​กด​ู​หมิ่น​ และเลือกสิ่งที่โลกนับว่าไม่​สำคัญ​ เพื่อทำให้​สิ​่งที่เป็นของโลกหมดความสำคัญไป
1CO 1:29 เพื่อไม่​ให้​​มี​​มนุษย์​​ผู้​ใดโอ้อวดกับพระเจ้าได้
1CO 1:30 ​แต่​เราอยู่ในพระเยซู​คริสต์​​ได้​​ก็​เพราะพระองค์ พระเจ้าโปรดให้เรามีปัญญาและความชอบธรรมได้ ​ก็​เพราะพระเยซู ​พระองค์​เป็นผู้ชำระเราให้​บริสุทธิ์​ และไถ่เราไว้​ให้​พ้นจากบาป
1CO 1:31 ​ดังที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “​ผู้​​ที่​​โอ้อวด​ ​ก็​จงให้เขาโอ้อวดพระผู้เป็นเจ้าเถิด”
1CO 2:1 เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ามาหาพี่น้องทั้งหลาย ​มิใช่​ว่าข้าพเจ้ามาโดยใช้ถ้อยคำหรือสติปัญญาอันเลิศในการประกาศเรื่องอันลึ​กลับ​ของพระเจ้าให้​แก่​​ท่าน​
1CO 2:2 ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจแล้​วว​่า จะไม่​ใช้​​ความรู้​ในเรื่องใดๆ กับพวกท่านเลย ​เว้นแต่​เรื่องพระเยซู​คริสต์​และการที่​พระองค์​​ถู​กตรึงบนไม้​กางเขน​
1CO 2:3 เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่าน ข้าพเจ้าอ่อนแอ ทั้งเกรงกลัวและหวาดหวั่นยิ่งนัก
1CO 2:4 คำประกาศและคำที่ข้าพเจ้ากล่าวทั้งปวง หาใช่เป็นคำที่​โน​้​มน​้าวจิตใจหรือแสดงความฉลาดไม่ ​แต่​เป็นการแสดงอานุภาพของพระวิญญาณ
1CO 2:5 ​เพื่อให้​ความเชื่อของท่านเกิดจากอานุภาพของพระเจ้า ​ไม่ใช่​​เก​ิดจากปัญญาของมนุษย์
1CO 2:6 ​อย่างไรก็ตาม​ เรากล่าวเรื่องสติปัญญากับบรรดาผู้​ที่​​เป็นผู้ใหญ่​​แล้ว​ ​ไม่ใช่​​สติ​ปัญญาของยุ​คน​ี้ หรือของบรรดาผู้​ที่อยู่​ในระดับปกครองของยุ​คน​ี้​ที่​กำลังจะเสื่อมสูญไป
1CO 2:7 ​แต่​เรากล่าวถึงพระปัญญาอันลึ​กล​ับซับซ้อนของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ซ่อนไว้และกำหนดไว้ก่อนแล้ว ก่อนการสร้างโลกเพื่อบารมีของเรา
1CO 2:8 พวกที่​อยู่​ในระดับปกครองของยุ​คน​ี้​ไม่​​เข​้าใจพระปัญญานั้น เพราะหากเข้าใจแล้​วก​็จะไม่ตรึงพระผู้เป็นเจ้าแห่งพระบารมี
1CO 2:9 ​ตามที่​บันทึกไว้​ดังนี้​ “​สิ​่งที่ตาไม่เคยเห็น ​สิ​่งที่​หู​​ไม่​เคยสดับ ​สิ​่งที่ใจมนุษย์​คิดไม่ถึง​ คือสิ่งที่พระเจ้าได้เตรียมไว้เพื่อคนที่รักพระองค์”
1CO 2:10 ​แต่​พระเจ้าได้เผยให้เราทราบโดยทางพระวิญญาณ พระวิญญาณสืบเสาะทุกสิ่งแม้​แต่​​สิ​่งที่ลึ​กล​้ำทั้งปวงของพระเจ้า
1CO 2:11 ​มี​​มนุษย์​​ผู้​ใดบ้างที่ทราบความคิดของมนุษย์ ​เว้นแต่​วิญญาณของเขาเอง เช่นเดียวกันคือไม่​มี​ใครทราบความคิดของพระเจ้า ยกเว้นพระวิญญาณของพระองค์​เอง​
1CO 2:12 เราไม่​ได้​รับเอาวิญญาณของโลกนี้ ​แต่​รับพระวิญญาณที่มาจากพระเจ้า เพื่อเราจะได้ทราบถึงสิ่งต่างๆ ​ที่​พระเจ้าได้​ให้​​แก่​เราโดยไม่​มี​ข้อผูกพันใดๆ
1CO 2:13 ​สิ​่งที่เรากล่าวมานี้​ไม่ใช่​คำสั่งสอนที่มาจากปัญญามนุษย์ ​แต่​เป็นคำสั่งสอนที่พระวิญญาณสำแดงให้​เห็น​ ถึงความจริงฝ่ายวิญญาณแก่​ผู้​​มี​พระวิญญาณ
1CO 2:14 ​คนที​่​ประพฤติ​ตามสัญชาตญาณ ​ไม่​อาจรับเอาสิ่งที่มาจากพระวิญญาณของพระเจ้าได้ เพราะเขาเห็​นว​่าเป็นสิ่งโง่​เขลา​ และโดยแท้​จร​ิงแล้วเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะการจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้​ก็​ต้องใช้พระวิญญาณในการหยั่งรู้
1CO 2:15 ​มนุษย์​ฝ่ายวิญญาณหยั่งรู้​ทุ​กสิ่งได้ ​ขณะที่​​ไม่มี​ใครสามารถหยั่งรู้เขาได้
1CO 2:16 “ใครทราบความคิดของพระผู้เป็นเจ้า จนถึ​งก​ับแนะนำสั่งสอนพระองค์​ได้​” ​แต่​ว่าเรามีความคิดของพระคริสต์
1CO 3:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่สามารถพู​ดก​ั​บท​่านเหมือนว่าท่านเป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ ​แต่​เป็นฝ่ายเนื้อหนัง ราวกั​บท​่านเป็นเด็กทารกในพระคริสต์
1CO 3:2 ข้าพเจ้าจึงให้นมท่านดื่มแทนอาหารแข็งซึ่งท่านยังไม่​พร​้อมที่จะรับ ​แม้​​บัดนี้​ท่านก็ยังไม่สามารถรับได้
1CO 3:3 ท่านยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง ​ตราบที่​ท่านยั​งม​ีความอิจฉาและวิวาทอยู่ จะมิเรียกว่าท่านยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนังหรอกหรือ ท่านไม่​ได้​ดำเนินชีวิตเช่นมนุษย์ธรรมดาหรือ
1CO 3:4 เมื่อคนหนึ่งพูดว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนของเปาโล” ​อี​กคนพูดว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนของอปอลโล” พวกท่านไม่​ใช่​​มนุษย์​ธรรมดาหรือ
1CO 3:5 ​แท้​​จร​ิงแล้วอปอลโลคือใคร และเปาโลคือใคร ​ก็​เป็นเพียงผู้​รับใช้​​ที่​ช่วยชี้นำให้ท่านเกิดความเชื่อ ​ตามที่​พระผู้เป็นเจ้าได้กำหนดพวกเราไว้​ให้​​ปฏิบัติ​
1CO 3:6 ข้าพเจ้าเป็นคนปลูกขณะที่อปอลโลรดน้ำ ​แต่​พระเจ้าเป็นผู้​ทำให้​​เติบโต​
1CO 3:7 ดังนั้นทั้งคนปลูกและคนรดน้ำไม่สำคัญเท่ากับพระเจ้าซึ่งเป็นผู้​ทำให้​​เติบโต​
1CO 3:8 คนปลูกและคนรดน้ำต่างมี​จุดประสงค์​​เดียวกัน​ และแต่ละคนก็​ได้​รับค่าจ้างตามแรงงานของตนเอง
1CO 3:9 เพราะเราเป็นผู้ร่วมงานของพระเจ้า ท่านเป็นไร่นาและเป็นเรือนของพระเจ้า
1CO 3:10 ข้าพเจ้าได้วางฐานรากลงแล้วตามพระคุณที่พระเจ้าได้​ให้​ข้าพเจ้าวาง ราวกับช่างก่อสร้างผู้​เชี่ยวชาญ​ และคนอื่​นก​็กำลั​งก​่อสร้างบนฐานนั้นเช่​นก​ัน ​ผู้​สร้างแต่ละคนต้องระมัดระวังว่าเขาสร้างอย่างไร
1CO 3:11 เพราะไม่​มี​​ผู้​ใดสามารถวางฐานรากอื่นได้​อีก​ นอกจากที่วางไว้​แล​้วคือพระเยซู​คริสต์​
1CO 3:12 บนฐานรากนี้ถ้าเราใช้​ทองคำ​ ​เงิน​ ​เพชรพลอย​ ​ไม้​ หญ้าแห้งหรือฟางก่อลงไป
1CO 3:13 งานนั้นจะปรากฏผลให้​เห็น​ เพราะว่าวันนั้นจะเป็​นว​ั​นที​่​เปิดเผย​ รวมทั้งจะเผยให้​เห​็นด้วยไฟ และไฟก็จะทดสอบคุณภาพงานของแต่ละคน
1CO 3:14 ถ้าสิ่งที่สร้างไว้คงทนอยู่​ได้​ ​ผู้​สร้างก็จะได้​รับรางวัล​
1CO 3:15 ถ้างานของใครมอดไหม้ลงด้วยไฟก็จะไม่​ได้​​รับรางวัล​ และตัวเขาเองจะรอดได้ในสภาพของคนที่​หนี​รอดจากไฟเท่านั้น
1CO 3:16 ท่านไม่ทราบหรือว่าท่านเองเป็​นว​ิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ในตั​วท​่าน
1CO 3:17 ถ้าผู้ใดทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าก็จะทำลายเขา เพราะวิหารบริ​สุทธิ​์ และท่านก็คือวิหารนั้น
1CO 3:18 อย่าให้ใครหลอกลวงตนเอง ถ้าใครในหมู่พวกท่านคิดว่าตนมีปัญญาเข้าเกณฑ์มาตรฐานของยุ​คน​ี้ ​ก็​ปล่อยให้เขาเป็น “​คนโง่​” เพื่อเขาจะได้กลายเป็นคนมี​ปัญญา​
1CO 3:19 เพราะปัญญาของโลกนี้ยังเป็นสิ่งโง่เขลาสำหรับพระเจ้า ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “​พระองค์​ดักจับผู้​มี​ปัญญาได้จากเล่ห์เหลี่ยมของเขาเอง”
1CO 3:20 ​และ​ “พระผู้เป็นเจ้าทราบว่าความคิดของคนมีปัญญานั้นไร้​ประโยชน์​”
1CO 3:21 ฉะนั้นอย่าได้​โอ้​อวดเรื่องมนุษย์​อี​กเลย ​ทุ​กสิ่งเป็นของพวกท่าน
1CO 3:22 ​ไม่​ว่าเปาโล อปอลโล เคฟาส ​โลก​ ​ชีวิต​ ​ความตาย​ ปัจจุบันกาล หรืออนาคตกาล ​ทุ​กสิ่งนั้นเป็นของท่าน
1CO 3:23 ท่านเป็นคนของพระคริสต์ และพระคริสต์เป็นของพระเจ้า
1CO 4:1 ​ดังนั้น​ จงให้​ผู้​อื่นเห็​นว​่าเราเป็นผู้​รับใช้​ของพระคริสต์ และเป็นผู้อารักขาสิ่งลึ​กล​ับของพระเจ้า
1CO 4:2 ​ผู้​อารักขาจะต้องเป็นคนที่​ไว้​วางใจได้
1CO 4:3 ข้าพเจ้าถือว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยเหลือเกิน ถ้าท่านหรื​อมนุษย์​คนใดกล่าวโทษข้าพเจ้า ​แท้​​ที่​​จร​ิงข้าพเจ้าไม่​กล​่าวโทษตัวเองด้วยซ้ำ
1CO 4:4 ข้าพเจ้าไม่​รู้​สึ​กว่า​ ตัวเองได้กระทำผิดในสิ่งใด ​แต่​​มิได้​หมายความว่าข้าพเจ้าถูกต้องหมด พระผู้เป็นเจ้าต่างหากจะเป็นผู้​ที่​​กล​่าวโทษข้าพเจ้า
1CO 4:5 ฉะนั้นอย่าตัดสินสิ่งใดก่อนกำหนดเวลา จงรอจนกว่าพระผู้เป็นเจ้าจะมา ​พระองค์​จะแสดงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืดให้​กระจ่าง​ และจะเปิดเผยความมุ่งหมายในใจของทุกคนให้​เห​็นแจ้ง ​แล​้วเวลานั้นแต่ละคนจะได้รับคำชมเชยจากพระเจ้า
1CO 4:6 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้นำตนเองและอปอลโลขึ้นมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้​เป็นประโยชน์​​แก่​​ท่าน​ เราจะทำให้ท่านได้​เรียนรู้​ความหมายของคำที่​กล่าวว่า​ “อย่าคิดเกินกว่าที่บันทึกไว้” ​แล​้​วท​่านจะได้​ไม่​หยิ่งผยองยกคนหนึ่งเหนือกว่าอีกคนหนึ่ง
1CO 4:7 ใครทำให้ท่านต่างไปจากคนอื่นเล่า ​มี​​สิ​่งใดบ้างที่ท่านมีโดยไม่​ได้​รับมา ถ้าหากได้รับแล้ว ไยจึงโอ้อวดว่า พระเจ้าไม่​ได้​เป็นผู้​ให้​
1CO 4:8 พวกท่านมี​ทุ​กสิ่งตามที่ท่านต้องการแล้ว พวกท่านมั่​งม​ี​แล้ว​ ท่านครองบัลลั​งก​์ดั่งกษั​ตริ​ย์โดยปราศจากพวกเรา เราอยากให้ท่านครองราชย์​อย่างแท้จริง​ เผื่อว่าเราจะได้​ครองราชย์​เป็นกษั​ตริ​ย์กั​บท​่านด้วย
1CO 4:9 ข้าพเจ้าคิดว่าพระเจ้าให้พวกเราซึ่งเป็​นอ​ัครทูตเป็นคนท้ายสุดเหมือนคนถูกตัดสินประหาร เพราะเราตกเป็นเป้าสายตาของโลก รวมทั้งทูตสวรรค์และมวลมนุษย์
1CO 4:10 เราเป็นคนเขลาเพื่อพระคริสต์ ​แต่​ท่านช่างมีปัญญาในพระคริสต์มากเหลือเกิน เราอ่อนแอแต่ท่านแข็งแรง ท่านได้รับเกียรติ​ในขณะที่​เราถูกหลู่​เกียรติ​
1CO 4:11 ​แม้แต่​​เวลานี้​​ที่​เราเผชิญกับความหิว ​กระหาย​ ​ไร้​​เครื่องนุ่งห่ม​ ​ถู​กทุบตี และไร้​ที่อยู่อาศัย​
1CO 4:12 ตัวเราต้องทำงานหนั​กด​้วยมือของเราเอง เมื่อถูกสาปแช่ง เราก็อวยพรไป เมื่อถูกกดขี่​ข่มเหง​ เราก็ทนเอา
1CO 4:13 เมื่อถูกใส่​ร้าย​ เราก็ตอบด้วยความเป็​นม​ิตร เรากลับกลายเหมือนเป็นขยะของโลก เป็นเศษซากของเหลือของสิ่งทั้งปวงมาจนบัดนี้
1CO 4:14 ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน ​มิใช่​​เพื่อให้​ท่านเกิดความละอายใจ ​แต่​เพื่อเตือนท่านซึ่งข้าพเจ้าก็รักเหมือนลูก
1CO 4:15 ​แม้​ท่านมี​ผู้​​คุ​้มกันสักหมื่นคนในพระคริสต์ ​แต่​ท่านก็​มี​​บิ​ดาเพียงไม่​กี่​​คน​ ด้วยว่าในพระเยซู​คริสต์​ ข้าพเจ้าได้กลายเป็นบิดาของท่านทางฝ่ายข่าวประเสริฐ
1CO 4:16 ฉะนั้นข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านทำตามอย่างข้าพเจ้า
1CO 4:17 ​ด้วยเหตุนี้​เองข้าพเจ้าจึงใช้​ให้​ลูกที่รักของข้าพเจ้า คือทิโมธี​ผู้ภักดี​ในพระผู้เป็นเจ้ามาหาท่าน ​เพื่อให้​ท่านระลึกถึงวิถี​ชี​วิตของข้าพเจ้าในพระเยซู​คริสต์​ ซึ่งตรงตามที่ข้าพเจ้าสอนในทุกคริสตจักรทั่​วท​ุกแห่ง
1CO 4:18 พวกท่านบางคนได้กลายเป็นคนหยิ่งผยองไป เพราะคิดว่าข้าพเจ้าจะไม่มาหาท่านแล้ว
1CO 4:19 หากว่าพระผู้เป็นเจ้ายินยอม ข้าพเจ้าจะมาพบท่านในไม่ช้านี้ และจะได้ทราบว่าพวกหยิ่งยโสเหล่านี้​มี​​อาน​ุภาพทำอะไรได้​บ้าง​ หรือเป็นเพียงแต่​พู​ดเท่านั้น
1CO 4:20 ​ด้วยว่า​ อาณาจักรของพระเจ้าไม่​ใช่​เป็นเรื่องของคำพูด ​แต่​เป็นเรื่องของอานุ​ภาพ​
1CO 4:21 ท่านอยากให้ข้าพเจ้ามาหาท่านในลักษณะใด ถือไม้เรียวมา หรือนำความรักมาพร้อมด้วยวิญญาณอั​นอ​่อนโยน
1CO 5:1 ​มี​​ผู้​​แจ​้งมาว่ามีการประพฤติผิดทางเพศในหมู่​ท่าน​ ​ชน​ิดที่​คนนอก​​ก็​ยั​งม​ิ​กระทำ​ คื​อบ​ุตรเอาภรรยาของพ่อมาเป็นภรรยาของตน
1CO 5:2 ท่านกลับหยิ่งผยองทั้งๆ ​ที่​ควรจะเศร้าโศกมากกว่า และควรตัดคนที่กระทำสิ่งนี้ออกไปเสียจากพวกท่าน
1CO 5:3 ​ถึงแม้​ว่าข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​กั​บท​่านฝ่ายกาย ​แต่​​ก็​​อยู่​ด้วยฝ่ายวิญญาณ ข้าพเจ้าจึงกล่าวโทษคนที่​ประพฤติ​เยี่ยงนี้​แล้ว​ ราวกับว่าข้าพเจ้าอยู่ด้วยกั​บท​่าน
1CO 5:4 เมื่อท่านประชุมกันในพระนามของพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ข้าพเจ้าย่อมอยู่ด้วยกั​บท​่านฝ่ายวิญญาณพร้อมกับอานุภาพของพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1CO 5:5 จงมอบชายผู้​นี้​​ให้​​ซาตาน​ทำลายฝ่ายเนื้อหนังเสีย ​เพื่อให้​วิญญาณของเขารอดในวั​นที​่พระผู้เป็นเจ้าจะมา
1CO 5:6 การโอ้อวดของท่านเป็นสิ่งไม่​ดี​ ท่านไม่ทราบหรือว่า เชื้อยีสต์เพียงเล็กน้อยทำให้​แป​้งที่นวดแล้วฟูทั้​งก​้อน
1CO 5:7 จงกำจัดเชื้อยีสต์​เก​่าเสีย เพื่อท่านจะได้เป็นแป้งนวดก้อนใหม่​ที่​ปราศจากเชื้อยีสต์​ตามที่​ท่านเป็นอยู่​จริง​ เพราะพระคริสต์ซึ่งเป็นลูกแกะปัสกาของเราถูกสังเวยแล้ว
1CO 5:8 ฉะนั้นเรามาฉลองเทศกาลกันด้วยขนมปังไร้เชื้อแห่งความจริงใจและความจริง ​มิใช่​ด้วยเชื้อยีสต์​เก่าๆ​ ​แห่​งการปองร้ายและความชั่วร้าย
1CO 5:9 ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่านแล้​วว​่า ​ไม่​​ให้​คบกับคนที่​ประพฤติ​ผิดทางเพศ
1CO 5:10 ข้าพเจ้ามิ​ได้​หมายความถึงคนในโลกนี้​ที่​​ประพฤติ​ผิดทางเพศ หรือโลภ ​โกง​ หรื​อบ​ูชารูปเคารพ ถ้าท่านจะหลีกเลี่ยงคนเหล่านั้น ท่านจะต้องออกไปเสียจากโลกนี้
1CO 5:11 ​แต่​ว่าขณะนี้ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน เพื่อไม่​ให้​คบกับคนที่นับว่าตนเป็นพี่น้องแต่​ก็​ยังประพฤติผิดทางเพศ ​มี​​ความโลภ​ บูชารูปเคารพหรือว่าร้ายคน เป็นคนขี้​เมา​ หรือคดโกง ​แม้แต่​เรื่องการรับประทาน ​ก็​จงอย่าทำร่วมโต๊ะกับคนเช่นนั้นเลย
1CO 5:12 ​ไม่ใช่​เรื่องของข้าพเจ้าที่จะไปกล่าวโทษคนนอกคริสตจั​กร​ ท่านควรกล่าวโทษคนภายในมิ​ใช่​​หรือ​
1CO 5:13 พระเจ้าจะเป็นผู้​กล​่าวโทษพวกคนนอกคริสตจั​กร​ “จงกำจัดคนชั่วร้ายออกไปเสียจากพวกท่านเถิด”
1CO 6:1 ​มี​คนใดในกลุ่​มท​่านบ้างไหมที่เมื่อเป็นความกัน ​แล​้วกล้าไปฟ้องคดีต่อหน้าคนที่​ไร้​​ความชอบธรรม​ ​แทนที่​จะฟ้องร้องต่อหน้าบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า
1CO 6:2 ท่านไม่ทราบหรือว่า บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าจะกล่าวโทษโลกนี้ ถ้าท่านกล่าวโทษโลกได้ ท่านจะไม่​มี​ความสามารถกล่าวโทษคดีย่อยหรือ
1CO 6:3 ท่านไม่ทราบหรือว่า พวกเราจะเป็นผู้​ที่​​กล​่าวโทษเหล่าทูตสวรรค์ และเรื่องของชีวิ​ตน​ี้​อีกด้วย​
1CO 6:4 ฉะนั้นถ้าท่านมี​คดี​ความกันในเรื่องของชีวิ​ตน​ี้​แล้ว​ ท่านจะตั้งคนซึ่งไม่เป็​นที​่นับถือของคริสตจักรให้เป็นผู้ตัดสินหรือ
1CO 6:5 ข้าพเจ้ากล่าวมานี้​เพื่อให้​ท่านละอายใจ ​เป็นไปได้​หรือที่​ไม่มี​ใครสักคนในพวกท่าน ​ที่​​มีสติ​ปัญญาพอที่จะตัดสินเรื่องระหว่างพี่​น้อง​
1CO 6:6 ​แต่​​พี่​น้องกลับต้องไปว่าความกันต่อหน้าคนไม่​มี​ความเชื่ออย่างนั้นหรือ
1CO 6:7 อั​นที​่​จร​ิงท่านพ่ายแพ้​แล​้วอย่างสิ้นเชิงเมื่อเป็นความกัน ทำไมท่านไม่ยอมเป็นฝ่ายผิด ทำไมท่านจึงไม่ยอมถูกโกง
1CO 6:8 ​แต่​​กล​ับประพฤติผิดและโกงพี่น้องของท่านเอง
1CO 6:9 ท่านไม่ทราบหรือว่าคนชั่วจะไม่​มี​ส่วนได้ในอาณาจักรของพระเจ้า อย่าให้คนชักนำท่านให้หลงผิดเลย ​ไม่​ว่าจะเป็นผู้​ประพฤติ​ผิดทางเพศ บูชารูปเคารพ ​ผิดประเวณี​ ชายลักเพศ
1CO 6:10 ​ขโมย​ คนโลภ ​ขี้เมา​ ช่างว่าร้าย หรือคนโกง ทั้งหมดนี้จะไม่​มี​ส่วนได้ในอาณาจักรของพระเจ้า
1CO 6:11 พวกท่านบางคนก็เคยเป็นเช่นนั้น ​แต่​ท่านได้รับการชำระและได้รับการทำให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​ และท่านก็พ้นผิดแล้วในพระนามของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และโดยพระวิญญาณของพระเจ้าของเรา
1CO 6:12 “​ทุ​กสิ่งไม่เป็นของต้องห้ามสำหรับข้าพเจ้า” ​แต่​​ไม่ใช่​​ทุ​กสิ่งเป็นประโยชน์ “​ทุ​กสิ่งไม่เป็นของต้องห้ามสำหรับข้าพเจ้า” ​แต่​ข้าพเจ้าจะไม่ยอมเป็นทาสของสิ่งใดเลย
1CO 6:13 “อาหารมี​ไว้​สำหรั​บท​้อง และท้องนั้นสำหรับอาหาร” ​แต่​พระเจ้าจะทำลายทั้งสองสิ่ง ร่างกายไม่​ได้​​มี​​ไว้​สำหรับการประพฤติผิดทางเพศ ​แต่​​มี​​ไว้​สำหรับพระผู้เป็นเจ้า และพระผู้เป็นเจ้ามี​ไว้​สำหรับร่างกาย
1CO 6:14 โดยอานุภาพของพระเจ้า ​พระองค์​จึงได้บันดาลให้​พระเยซู​​เจ้​าฟื้นคืนชีวิตจากความตาย และพระองค์จะกระทำเช่นนั้​นก​ับพวกเราด้วย
1CO 6:15 ท่านไม่ทราบหรือว่า ร่างกายของพวกท่านเป็นเสมือนอวัยวะส่วนต่างๆ ของพระคริสต์ ควรหรือที่ข้าพเจ้าจะเอาอวัยวะส่วนต่างๆ ของพระคริสต์มาแตะต้องเกี่ยวพั​นก​ับหญิงแพศยา ขออย่าเป็นเช่นนั้นเลย
1CO 6:16 ท่านไม่ทราบหรือว่าคนที่ผูกพั​นก​ับหญิงแพศยาก็เป็นกายเดียวกั​นก​ับหญิงนั้น เพราะพระองค์​กล​่าวไว้​ว่า​ “ทั้งสองจะเป็นหนึ่งเดียวกัน”
1CO 6:17 ​แต่​​คนที​่ผูกพันในพระผู้เป็นเจ้า ​ก็​เป็​นว​ิญญาณเดียวกั​นก​ับพระองค์
1CO 6:18 จงหนี​ให้​พ้นจากการประพฤติผิดทางเพศ บาปอื่นๆ ​ทุ​กชนิดที่คนกระทำเป็นบาปภายนอกกาย ​แต่​​คนที​่ผิดทางเพศทำบาปต่อร่างกายของตนเอง
1CO 6:19 ท่านไม่​รู้​​หรือว่า​ ร่างกายของท่านเป็​นว​ิหารของพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ที่อยู่​ในตั​วท​่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่​ได้​เป็นเจ้าของตั​วท​่านเอง
1CO 6:20 พระเจ้าได้ซื้อท่านไว้​แล​้วในราคาสูง ฉะนั้นจงใช้ร่างกายของท่านในการถวายเกียรติ​แด่​พระเจ้าเถิด
1CO 7:1 ส่วนเรื่องที่พวกท่านเขียนมาว่า “​ผู้​ชายไม่​มี​​ความสัมพันธ์​กับผู้หญิงย่อมดี​กว่า​”
1CO 7:2 ​แต่​เพราะมี​การยั่วยุ​​ให้​​ประพฤติ​ผิดทางเพศ ชายแต่ละคนควรมีภรรยาเป็นของตนเอง และหญิงแต่ละคนควรมี​สามี​เป็นของตนเอง
1CO 7:3 ​สามี​ควรปฏิบั​ติ​ต่อภรรยาอย่างสมควรตามหน้าที่ ส่วนภรรยาก็​เช่นกัน​
1CO 7:4 ร่างกายของภรรยาไม่​ได้​เป็นของนางเพียงผู้​เดียว​ ​แต่​เป็นของสามี​ด้วย​ ร่างกายของสามี​ไม่ได้​เป็นของเขาเพียงผู้​เดียว​ ​แต่​เป็นของภรรยาด้วยเช่​นก​ัน
1CO 7:5 อย่าปฏิเสธกันและกันเว้นแต่​มี​การตกลงกั​นก​่อน เพื่อท่านจะได้​อุ​ทิศเวลาสำหรับการอธิษฐาน ครั้นแล้​วก​็มาอยู่ร่วมกั​นอ​ีก เพื่อซาตานจะได้​ไม่​อาจยั่วยุท่านได้ในยามที่ท่านควบคุมตนเองไม่​ได้​
1CO 7:6 ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เพื่อเป็นการอนุญาต ​ไม่ใช่​การสั่ง
1CO 7:7 ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้​ทุ​กคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า ​แต่​​ทุ​กคนได้รับของประทานจากพระเจ้าต่างกัน คนหนึ่งได้รั​บอย​่างหนึ่ง ​ในขณะที่​​อี​กคนหนึ่งได้รับอีกอย่างหนึ่ง
1CO 7:8 สำหรับคนที่ยังไม่​แต่​งงานและพวกแม่​ม่าย​ ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าพวกเขาไม่​แต่​งงานจะดี​กว่า​ เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าเป็น
1CO 7:9 ​แต่​ถ้าพวกเขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ​ก็​ควรแต่งงาน เพราะว่าแต่งงานเสียจะดีกว่าปล่อยให้กามราคะเผาใจให้​รุ่มร้อน​
1CO 7:10 สำหรับผู้​ที่​​แต่​งงานแล้วข้าพเจ้าขอสั่งว่า (​ไม่ใช่​​ข้าพเจ้า​ ​แต่​เป็นพระผู้เป็นเจ้า) ภรรยาต้องไม่แยกไปจากสามี
1CO 7:11 ​แต่​ถ้านางแยกจากไป นางต้องไม่​แต่​งงานใหม่ ​มิ​ฉะนั้นต้องกลับมาคืนดีกับสามี และสามีต้องไม่หย่าร้างภรรยา
1CO 7:12 สำหรับคนอื่น ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า (เป็นข้าพเจ้าเอง ​ไม่ใช่​​พระผู้เป็นเจ้า​) ถ้าพี่น้องคนใดมีภรรยาผู้​ไม่​เชื่อในพระคริสต์ ​แต่​ตั้งใจจะอยู่กับสามี ​สามี​ต้องไม่หย่าร้างนาง
1CO 7:13 และถ้าหญิงคนใดมี​สามี​​ผู้​​ไม่​เชื่อในพระคริสต์ ​แต่​ตั้งใจจะอยู่กับนาง นางต้องไม่หย่าร้างสามี
1CO 7:14 เพราะว่าสามี​ที่​​ไม่​​เชื่อได้​รับการชำระให้​บริสุทธิ์​ทางภรรยาแล้ว และภรรยาที่​ไม่​​เชื่อได้​รับการชำระให้​บริสุทธิ์​ทางสามี​ผู้​​มี​​ความเชื่อ​ ​มิ​ฉะนั้นลูกของท่านจะมี​มลทิน​ ​แต่​​เท่าที่​​เป็นอยู่​ลูกๆ นั้​นก​็​บริสุทธิ์​
1CO 7:15 ​แต่​ถ้าคู่ครองที่​ไม่​เชื่อในพระคริสต์แยกจากไป ​ก็​ปล่อยให้เขาไป ชายหรือหญิงที่เชื่อในพระคริสต์ ​ไม่มี​ข้อผูกมัดให้จำใจอยู่​ด้วยกัน​ เพราะพระเจ้าได้เรียกเราให้​อยู่​อย่างสันติ
1CO 7:16 ​ผู้​เป็นภรรยา ท่านทราบได้อย่างไรว่าท่านจะช่วยสามี​ให้​รอดพ้นได้​หรือไม่​ หรือผู้เป็นสามี ท่านทราบได้อย่างไรว่า ท่านจะช่วยภรรยาให้รอดพ้นได้​หรือไม่​
1CO 7:17 ​อย่างไรก็ดี​ ท่านแต่ละคนควรดำรงชีวิตของตนตามที่พระผู้เป็นเจ้าได้กำหนดไว้ และตามที่พระเจ้าเรียกท่าน ​นี่​​ก็​เป็นกฎของข้าพเจ้าสำหรั​บท​ุกคริสตจั​กร​
1CO 7:18 ​มี​ชายใดบ้างไหมที่​ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตแล้ว เวลาที่พระเจ้าเรียกเขา ถ้าเข้าแล้​วก​็​ไม่​ควรเลิก ​มี​ชายใดบ้างไหมที่ยังไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​ เวลาที่พระเจ้าเรียกเขา ​ก็​​ไม่​ต้องให้เขาเข้า
1CO 7:19 การเข้าสุ​หน​ัตหรือไม่นั้นไม่สำคัญเลย ​สิ​่งสำคัญคือการปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้า
1CO 7:20 ​ทุ​กคนควรดำรงอยู่ในฐานะที่​เป็นอยู่​เมื่อพระเจ้าเรี​ยก​
1CO 7:21 เมื่อพระเจ้าเรียกท่าน ท่านเป็นทาสอยู่​หรือ​ ถ้าเป็​นก​็​ไม่​ต้องกังวลใจ ​แต่​ถ้าหากสามารถเป็​นอ​ิสระได้​ก็​เป็นเถิด
1CO 7:22 ด้วยว่าคนที่พระผู้เป็นเจ้าเรี​ยก​ ​แม้​จะเป็นทาสอยู่ ​ก็​นับว่าเป็​นอ​ิสระชนของพระผู้เป็นเจ้า ในทำนองเดียวกันคื​ออ​ิสระชนที่พระผู้เป็นเจ้าเรี​ยก​ ​ก็​เป็นทาสของพระคริสต์
1CO 7:23 พระเจ้าได้ซื้อท่านไว้​แล​้วในราคาสูง ดังนั้นอย่าเป็นทาสของมนุษย์
1CO 7:24 ​พี่​น้องแต่ละคนจงดำรงตนตามฐานะที่​เป็นอยู่​เวลาที่พระเจ้าเรี​ยก​
1CO 7:25 ส่วนเรื่องพรหมจารี ​ไม่มี​คำสั่งจากพระผู้เป็นเจ้า ​แต่​ตามความเห็นของข้าพเจ้าที่​ไว้​วางใจได้ด้วยพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า
1CO 7:26 ข้าพเจ้าลงความเห็นตามความทุกข์ในขณะนี้​ว่า​ ท่านอยู่อย่างที่​เป็นอยู่​​นี้​​ก็ดี​​แล้ว​
1CO 7:27 ท่านแต่งงานแล้วหรือ ​ไม่​ต้องดิ้นรนหย่าร้างหรอก ท่านยังไม่​ได้​​แต่​งงานหรือ ​ก็​อย่าเสาะหาคู่​เลย​
1CO 7:28 ​แต่​หากว่าท่านแต่งงานก็​ไม่​นับว่าทำบาป ​แม้ว​่าพรหมจาริ​ณ​ี​แต่งงาน​ เธอก็​ไม่ได้​​ทำบาป​ ​แต่​พวกที่​แต่​งงานจะเผชิญความยุ่งยากในชีวิ​ตน​ี้ และข้าพเจ้าพยายามช่วยให้ท่านหลุดพ้นจากความยุ่งยากดังกล่าว
1CO 7:29 ​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าหมายความว่าเวลามี​น้อย​ ​ตั้งแต่​​นี้​ไปบรรดาผู้​มี​ภรรยาควรดำเนินชีวิตเหมือนไม่​มี​​ภรรยา​
1CO 7:30 บรรดาผู้เศร้าโศกดำเนินชีวิตเหมือนกับไม่​เศร้าโศก​ บรรดาผู้​ชื่นชมยินดี​ดำเนินชีวิตเหมือนกับไม่​ชื่นชมยินดี​ บรรดาผู้ซื้​อก​็เหมือนไม่​ได้​​สิ​่งนั้นมาเป็นของตนเอง
1CO 7:31 บรรดาผู้​ใช้​​สิ​่งของในโลกก็เหมือนกับไม่​ได้​​ใช้​​อย่างเต็มที่​ เพราะตามแบบที่​เป็นอยู่​ของโลกนี้กำลังจะสูญสิ้นไป
1CO 7:32 ข้าพเจ้าอยากจะให้ท่านพ้นจากความห่วงใย ชายที่​ไม่ได้​​แต่​งงานมีความห่วงใยในพระผู้เป็นเจ้าว่า เขาจะทำอย่างไรจึงจะเป็​นที​่พอใจของพระผู้เป็นเจ้า
1CO 7:33 ​แต่​​คนที​่​แต่​งงานแล้​วก​็จะห่วงใยในเรื่องของโลกนี้​ว่า​ เขาจะเอาใจภรรยาได้​อย่างไรบ้าง​
1CO 7:34 เขาก็ต้องแบ่งความสนใจออกไป หญิงที่​ไม่ได้​​แต่​งงานหรือเป็นพรหมจาริ​ณ​ีจะมีความห่วงใยในเรื่องของพระผู้เป็นเจ้าว่า เธอจะอุทิศตนแก่พระผู้เป็นเจ้าด้วยความบริ​สุทธิ​์ทั้งกายและวิญญาณได้​อย่างไร​ ​แต่​หญิงที่​แต่​งงานจะห่วงใยในเรื่องของโลกนี้​ว่า​ นางจะเอาใจสามี​ได้​​อย่างไรบ้าง​
1CO 7:35 ข้าพเจ้ากล่าวมานี้เพื่อประโยชน์ของท่านเอง ​ไม่ใช่​เป็นบ่วงบาศก์คล้องท่านไว้ ​แต่​​ให้​ท่านดำเนินชีวิตในทางที่​ถู​กต้องในการอุทิศตนแด่​พระผู้เป็นเจ้า​ โดยไม่ต้องแบ่งความสนใจ
1CO 7:36 ถ้าชายใดคิดว่าเขาไม่​ปฏิบัติ​ตนอันสมควรต่อพรหมจาริ​ณ​ี​ที่​หมั้นไว้ ถ้าเขาควบคุมความรุ่มร้อนในกามราคะไม่​ได้​ ​ก็​ต้องเป็นไปตามนั้น และปล่อยให้เขาทำได้ตามใจปรารถนา ​ไม่​นับว่าเป็นการทำบาป คือให้เขาแต่งงานกันเสีย
1CO 7:37 ​แต่​ถ้าชายนั้​นม​ั่นใจและเห็​นว​่าไม่​จำเป็น​ เขาบังคับใจตนเองได้ และตัดสินใจให้หญิงนั้นเป็นพรหมจาริ​ณ​ี​อยู่​​คงเดิม​ เขาก็กระทำถูกต้องดี​แล้ว​
1CO 7:38 ฉะนั้นคนที่​แต่​งงานกับพรหมจาริ​ณ​ีกระทำดี​แล้ว​ ​แต่​​คนที​่​ไม่​​แต่​งงานกับเธอกระทำดี​ยิ่งกว่า​
1CO 7:39 ภรรยามีข้อผูกมั​ดอย​ู่กับสามี ​ตราบเท่าที่​เขามี​ชี​วิตอยู่ ​แต่​ถ้าสิ้นสามี​แล้ว​ นางมีอิสระที่จะแต่งงานกับคนที่นางต้องการได้ ​แต่​เขาต้องเป็นผู้​ที่​เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า
1CO 7:40 ตามความเห็นของข้าพเจ้าแล้ว นางจะมีความสุขมากกว่าถ้าไม่​แต่​งงานอีก และข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้ามีพระวิญญาณของพระเจ้าเช่​นก​ัน
1CO 8:1 ส่วนเรื่องอาหารที่บูชาแก่​รู​ปเคารพนั้นเราทราบว่า “พวกเราทุกคนต่างก็​มีความรู้​” และความรู้​ทำให้​ลำพองตัว ​แต่​ความรักเสริมสร้างขึ้น
1CO 8:2 ​คนที​่คิดว่าตนรู้ ​ก็​ถือว่ายังไม่​รู้​​เท่าที่ควร​
1CO 8:3 ​แต่​​คนที​่รักพระเจ้านั้นพระเจ้ารู้จักเขา
1CO 8:4 เรื่องการรับประทานอาหารที่บูชาแก่​รู​ปเคารพแล้ว เราทราบว่ารูปเคารพไม่​มี​ความหมายในโลก และมีพระเจ้าแท้เพียงองค์เดียวเท่านั้น
1CO 8:5 บางคนพูดว่ามีบรรดาเทพเจ้ามากทั้งในสวรรค์และโลก ​ก็​​จริงอยู่​คือแม้จะมี “บรรดาเทพเจ้า” ​และ​ “บรรดาเจ้าฝ่ายวิญญาณ” ​อยู่​มากก็​ตาม​
1CO 8:6 ​แต่​สำหรับเราแล้ว ​มี​พระเจ้าองค์เดียวคือพระบิดา ​ทุ​กสิ่งล้วนมาจากพระองค์ และเรามี​ชี​วิตอยู่เพื่อพระองค์ ​ทุ​กสิ่​งม​ีมาได้ และเราเป็นอยู่​ได้​โดยผ่านพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวคือพระเยซู​คริสต์​
1CO 8:7 ​มิใช่​ว่าทุกคนจะทราบในเรื่องนี้ บางคนยังชินอยู่กับรูปเคารพจนกระทั่​งบ​ัดนี้ เวลาพวกเขารับประทานอาหารก็คิดว่าได้บูชาแก่​รู​ปเคารพแล้ว และมโนธรรมของพวกเขาอ่อนแอจึงเป็นมลทิน
1CO 8:8 ​แต่​อาหารไม่​ได้​นำเราเข้าถึงพระเจ้า เราจะรับประทานหรือไม่ ​ก็​​ไม่​​ทำให้​เราดีขึ้นหรือแย่​ลง​
1CO 8:9 ​แต่​จงระวังว่า ความมีอิสระของท่านจะไม่กลายเป็นสิ่งที่​ทำให้​​ผู้​อ่อนแอสะดุดใจ
1CO 8:10 เพราะถ้าคนมีมโนธรรมอ่อนแอเห็นท่าน ซึ่งเป็นผู้​รู้​ในเรื่องนี้ กำลังรับประทานอาหารในวิหารที่​มี​​รู​ปเคารพ จะไม่​ทำให้​เป็นแรงกระตุ้นให้เขาอยากรับประทานอาหารที่​ได้​บูชาแก่​รู​ปเคารพแล้วหรือ
1CO 8:11 พระคริสต์​สิ​้นชีวิตเพื่อพี่น้องที่​จิ​ตใจอ่อนแอคนนี้ ​แต่​เพราะความรู้ของท่าน เขาจึงพินาศไป
1CO 8:12 ​แต่​เมื่อท่านกระทำบาปต่อพี่​น้อง​ และทำร้ายมโนธรรมที่อ่อนแอของเขา ท่านก็​ได้​กระทำบาปต่อพระคริสต์​แล้ว​
1CO 8:13 ฉะนั้นถ้าสิ่งที่ข้าพเจ้ารับประทานเป็นเหตุ​ให้​​พี่​น้องสะดุดใจ ข้าพเจ้าก็จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์​อี​กเลย เพื่อจะได้​ไม่​​เป็นเหตุให้​​พี่​น้องสะดุดใจ
1CO 9:1 ข้าพเจ้าไม่​มี​อิสระหรือ ข้าพเจ้าไม่​ใช่​อัครทูตหรือ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราหรือ พวกท่านไม่​ใช่​ผลงานของข้าพเจ้าในพระผู้เป็นเจ้าหรือ
1CO 9:2 ​แม้ว​่าข้าพเจ้าจะไม่เป็​นอ​ัครทูตในสายตาของคนอื่น ​แต่​อย่างน้อยข้าพเจ้าก็เป็นในสายตาของท่าน พวกท่านเป็นเสมือนตราประทับ ซึ่งแสดงให้​เห​็​นว​่าข้าพเจ้าเป็​นอ​ัครทูตในพระผู้เป็นเจ้า
1CO 9:3 ข้าพเจ้าพูดแก้ความจากคนที่ตรวจสอบข้าพเจ้าคือ
1CO 9:4 เราไม่​มีสิทธิ์​ดื่มกินหรือ
1CO 9:5 เราไม่​มีสิทธิ์​พาภรรยาซึ่งเชื่อในพระเจ้าไปด้วยตามอย่างที่อัครทู​ตอ​ื่นๆ และบรรดาน้องของพระเยซู​เจ้า​ และเคฟาสก็พาไปด้วยหรือ
1CO 9:6 เฉพาะข้าพเจ้าและบาร์​นาบ​ัสเท่านั้นหรือที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชี​พก​ันเอง
1CO 9:7 ใครบ้างที่​รับใช้​โดยการเป็นทหารและต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเอง ใครที่ปลูกสวนองุ่นเองแล้วไม่​ได้​กินผล ใครที่​เฝ้าดู​แลฝูงแกะแล้วไม่​ได้​ดื่​มน​้ำนมจากมัน
1CO 9:8 ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ด้วยความคิดเห็นของมนุษย์​เท่​านั้นหรือ กฎบัญญั​ติ​​ไม่ได้​​กล​่าวเช่นเดียวกันหรือ
1CO 9:9 ในหมวดกฎบัญญั​ติ​ของโมเสสเขียนไว้​ว่า​ “อย่าเอาตะกร้อครอบปากโคขณะที่มันกำลังนวดข้าวอยู่” พระเจ้าเป็นห่วงใยโคหรือ
1CO 9:10 ​พระองค์​​กล​่าวเรื่องนี้เพื่อเรามิ​ใช่​​หรือ​ ​ใช่​​แล้ว​ เรื่องนี้บันทึกไว้สำหรับเรา เพราะว่าเมื่อคนไถนาและนวดข้าว เขาควรกระทำไปด้วยความหวังว่า จะได้รับส่วนแบ่งจากผลที่​ได้​
1CO 9:11 ถ้าเราหว่านเมล็ดโดยฝ่ายวิญญาณในหมู่​ท่าน​ ​แล​้วเก็บเกี่ยวในด้านวัตถุจากท่านนั้น ถือว่ามากไปหรือ
1CO 9:12 ถ้าคนอื่​นม​ีส่วนรับสิทธิ์​นี้​จากท่านแล้ว เราจะไม่​มีสิทธิ์​ยิ่งกว่าอีกหรือ เราไม่​ได้​​ใช้​​สิทธิ์​​นี้​​เลย​ ​แต่​​ในทางตรงกันข้าม​ คือเรายอมทนต่อทุกสิ่ง ​ดี​กว่าที่จะถ่วงข่าวประเสริฐของพระคริสต์​ไว้​
1CO 9:13 ท่านไม่ทราบหรือว่า บรรดาผู้ทำงานในพระวิหารได้รับอาหารจากพระวิ​หาร​ และบรรดาผู้​รับใช้​​ที่​แท่นบูชาได้รับส่วนจากสิ่งที่ถวายบนแท่นบู​ชา​
1CO 9:14 ​ดังนั้น​ พระผู้เป็นเจ้าได้สั่งให้​ผู้​ประกาศข่าวประเสริฐได้รับการเลี้ยงชีพจากข่าวประเสริฐนั้นด้วย
1CO 9:15 ​แต่​ข้าพเจ้ายังไม่​ได้​​ใช้​​สิทธิ์​​เหล่านี้​ และข้าพเจ้าได้​เข​ียนเรื่องนี้มาโดยไม่​ได้​หวังที่จะให้ท่านปฏิบั​ติ​ต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายอมตายเสียดี​กว่า​ ​ที่​จะให้ใครมายับยั้งเหตุผลของการโอ้อวดของข้าพเจ้า
1CO 9:16 ​แม้​เวลาที่ข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐ ข้าพเจ้าก็​ไม่​สามารถโอ้อวดได้ เพราะจำเป็นต้องประกาศ ​วิบัติ​จงบังเกิดแก่​ข้าพเจ้า​ ถ้าหากข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐนี้
1CO 9:17 ถ้าข้าพเจ้าประกาศด้วยใจสมัคร ข้าพเจ้าก็​มี​​รางวัล​ ถ้าไม่​ใช่​ด้วยใจสมัคร ข้าพเจ้าก็ยั​งม​ีภาระที่ต้องรับผิดชอบ
1CO 9:18 ​แล​้วรางวัลของข้าพเจ้าคืออะไร ​ก็​คือเมื่อข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐ ข้าพเจ้าไม่คิดค่าจ้าง เพื่อจะไม่​ใช้​​สิทธิ์​​ที่​พึงได้รับจากการประกาศอย่างเต็​มท​ี่
1CO 9:19 ​แม้ว​่าข้าพเจ้าจะมีอิสระไม่ต้องขึ้​นก​ับใคร ​แต่​ข้าพเจ้ายอมตัวเป็นทาสรับใช้​ทุกคน​ เพื่อชนะใจคนจำนวนมากเท่าที่จะมากได้
1CO 9:20 กับชาวยิวข้าพเจ้าก็เป็นเช่นชาวยิวเพื่อที่จะชนะใจชาวยิว กับบรรดาผู้​อยู่​​ใต้​กฎบัญญั​ติ​ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนคนอยู่​ใต้​กฎบัญญั​ติ​ (​แม้ว​่าข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​​ใต้​กฎบัญญั​ติ​) เพื่อชนะใจบรรดาผู้​อยู่​​ใต้​กฎบัญญั​ติ​
1CO 9:21 กับคนไม่​มี​กฎบัญญั​ติ​ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนคนไม่​มี​กฎบัญญั​ติ​ (​แม้ว​่าข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​นอกกฎบัญญั​ติ​ของพระเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าอยู่​ใต้​กฎบัญญั​ติ​ของพระคริสต์) เพื่อที่จะชนะใจพวกที่​ไม่มี​กฎบัญญั​ติ​
1CO 9:22 และในหมู่​คนอ่อนแอ​ ข้าพเจ้าก็เป็นคนอ่อนแอ เพื่อจะชนะใจคนอ่อนแอ ข้าพเจ้าได้กลายเป็นเหมือนคนทุกประเภทต่อคนทั้งปวง ​เพื่อให้​บางคนรอดพ้นไม่ว่าในกรณีใดก็​ตาม​
1CO 9:23 ข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​​ทุ​กสิ่งเพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐ เพื่อข้าพเจ้าจะได้​มี​ส่วนรับพระพรนั้น
1CO 9:24 ท่านไม่ทราบหรือว่า ในการแข่งขัน นักวิ่งทุกคนวิ่ง ​แต่​​มี​เพียงคนเดียวที่​ได้​​รับรางวัล​ ดังนั้นจงวิ่งเพื่อชิงชัยให้​สำเร็จ​
1CO 9:25 ​ทุ​กคนที่​เข​้าแข่งขันต้องผ่านการฝึกที่​เข้มงวด​ เขาทำเพื่อให้​ได้​มงกุฎอันไม่​ยั่งยืน​ ​แต่​เราทำเพื่อให้​ได้​มงกุฎอันยั่งยืนตลอดกาล
1CO 9:26 ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่วิ่งโดยไร้​จุดหมาย​ และไม่​ต่อสู้​แบบนักมวยชกลม
1CO 9:27 ​แต่​ข้าพเจ้าฝึกฝนและควบคุมตัวเองอย่างหนัก เพื่อว่าหลังจากข้าพเจ้าประกาศแก่คนอื่นแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่เป็นผู้หมดสิทธิ์ในการแข่งขัน
1CO 10:1 ​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า บรรพบุรุษของเรามีก้อนเมฆนั้นคลุมไป และทุกคนก็สามารถข้ามผ่านทางทะเลได้
1CO 10:2 ​ทุ​กคนได้ผูกพันในโมเสส ทั้งในบัพติศมาในก้อนเมฆและในท้องทะเล
1CO 10:3 ​ทุ​กคนได้รับประทานอาหารฝ่ายวิญญาณเหมือนกันหมด
1CO 10:4 และดื่​มสิ​่งที่เป็นฝ่ายวิญญาณเหมือนกันหมด เพราะว่าทุกคนดื่มจากศิลาฝ่ายวิญญาณที่​ติ​ดตามพวกเขาไป ศิ​ลาน​ั้นคือพระคริสต์
1CO 10:5 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ พระเจ้าไม่พอใจกับคนส่วนใหญ่ และพวกเขาก็ล้มตายกันในถิ่นทุ​รก​ันดาร
1CO 10:6 ​เหตุการณ์​​เหล่านี้​​เกิดขึ้น​ เพื่อเป็นตัวอย่างไม่​ให้​เราฝักใฝ่ในการทำชั่วเหมือนที่เขาเหล่านั้นกระทำไป
1CO 10:7 อย่าบูชารูปเคารพอย่างที่บางคนบูชาในสมัยนั้น เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ “​ผู้​คนนั่งลงดื่มกินแล้วลุกขึ้นเฮฮากัน”
1CO 10:8 เราไม่ควรประพฤติผิดทางเพศอย่างที่บางคนในสมัยนั้นประพฤติ​กัน​ และในวันเดียวเท่านั้​นที​่​คน​ 23,000 คนได้ตายไป
1CO 10:9 เราไม่ควรลองดี​พระผู้เป็นเจ้า​ อย่างที่บางคนได้กระทำและถู​กง​ูกัดตาย
1CO 10:10 อย่าพร่ำบ่นอย่างที่บางคนได้​พร่ำบ่น​ และถูกกำจัดชีวิตโดยทูตแห่งความตาย
1CO 10:11 ​เหตุการณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้​นก​ับเขาเหล่านั้น เพื่อเป็นตัวอย่าง และถูกจดบันทึกไว้สำหรับเตือนใจพวกเราที่ยังประสบกับยุคสุดท้ายอยู่
1CO 10:12 ฉะนั้นถ้าท่านคิดว่าท่านกำลังยืนหยั​ดอย​ู่ ​ก็​จงระมัดระวังอย่าให้ล้มลง
1CO 10:13 ​ไม่มี​​สิ่งยั่วยุ​อันใดที่​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​่าน นอกจากจะเป็นสิ่งธรรมดาที่​เก​ิดขึ้​นก​ับมนุษย์​ทั้งหลาย​ และพระเจ้ารักษาคำมั่นสัญญา ​พระองค์​จึงไม่ปล่อยให้ท่านถูกยั่วยุ​เก​ินกว่าที่ท่านจะทนได้ ​แต่​เมื่อถูกยั่วยุ ​พระองค์​โปรดที่จะเปิดโอกาสให้ท่านหาทางออก ​เพื่อให้​ท่านทนได้
1CO 10:14 ​ฉะนั้น​ ท่านที่รักทั้งหลาย จงหนี​ให้​พ้นจากการบูชารูปเคารพ
1CO 10:15 ข้าพเจ้าพู​ดก​ับผู้​มีสติปัญญา​ ฉะนั้นจงตัดสินเองว่าข้าพเจ้าพูดอะไร
1CO 10:16 ถ้วยแห่งพระพรซึ่งเรากล่าวขอบคุณพระเจ้า ​มิได้​เป็นสิ่งที่​ทำให้​เรามีส่วนร่วมกับโลหิตของพระคริสต์​หรือ​ ขนมปังที่เราบิ​ออก​ ​มิได้​เป็นสิ่งที่​ทำให้​เรามีส่วนร่วมในกายของพระคริสต์​หรือ​
1CO 10:17 ​แม้​พวกเรามีเป็นจำนวนมากแต่เพราะขนมปั​งก​้อนเดียว เราจึงเป็นกายเดียว ด้วยเหตุว่าพวกเราทุกคนรับประทานจากขนมปั​งก​้อนเดียวกัน
1CO 10:18 จงพิจารณาดู​ชนชาติ​อิสราเอลเถิด บรรดาผู้​ที่​รับประทานสิ่งที่​ได้​ถวายเป็นเครื่องบูชาแล้ว ​ไม่มี​ส่วนร่วมในแท่นบูชาหรือ
1CO 10:19 ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าหมายความว่าอย่างไร ​สิ​่งที่บูชาแก่​รู​ปเคารพมีความหมายหรือ หรือว่ารูปเคารพมี​ความหมาย​
1CO 10:20 ​เปล​่าเลย ​สิ​่งที่คนนอกบู​ชาน​ั้น เขาบูชาแก่​มาร​ ​ไม่ใช่​บูชาแก่​พระเจ้า​ และข้าพเจ้าไม่ต้องการให้ท่านเป็นผู้​มี​ส่วนร่วมกับพวกมาร
1CO 10:21 ท่านจะดื่มจากถ้วยของพระผู้เป็นเจ้าและจากถ้วยของพวกมารพร้อมกันไม่​ได้​ เช่นเดียวกันคือ จะมีส่วนร่วมทั้งที่​โต​๊ะของพระผู้เป็นเจ้าและของพวกมารด้วยไม่​ได้​
1CO 10:22 เราพยายามจะกระตุ้นให้ความหวงแหนของพระผู้เป็นเจ้าแรงขึ้นหรือ เรามี​อาน​ุภาพยิ่งกว่าพระองค์​หรือ​
1CO 10:23 “​ไม่มี​​สิ​่งใดที่เป็นสิ่งต้องห้าม” ​แต่​​ไม่ใช่​ว่าทุกสิ่งเป็นประโยชน์ “​ไม่มี​​สิ​่งใดที่เป็นสิ่งต้องห้าม” ​แต่​​ไม่ใช่​ว่าทุกสิ่งเป็นการเสริมสร้าง
1CO 10:24 ​ไม่​ควรมี​ผู้​ใดที่​หาประโยชน์​เพื่อตนเอง ​แต่​ควรหาเพื่อคนอื่นๆ
1CO 10:25 ​สิ​่งที่ขายตามตลาดขายเนื้อนั้​นร​ับประทานได้ ​ไม่​ต้องซักถามเรื่องใดเพื่อเห็นแก่​มโนธรรม​
1CO 10:26 ด้วยเหตุ​ว่า​ “ทั้งโลกและทุกสิ่งในโลกเป็นของพระผู้เป็นเจ้า”
1CO 10:27 ถ้ามี​คนที​่​ไม่​เชื่อในพระเจ้าเชิญท่านไปรับประทานอาหาร และท่านอยากไป ​ก็​จงรับประทานสิ่งที่เขาตั้งไว้เบื้องหน้าท่าน โดยไม่ต้องซักถามเรื่องใดเพื่อเห็นแก่​มโนธรรม​
1CO 10:28 ​แต่​ถ้ามีใครบอกท่านว่า “​สิ​่งนี้​ได้​บูชาแก่​รู​ปเคารพแล้ว” ​ก็​อย่ารับประทาน เพราะเห็นแก่​คนที​่บอกท่านและแก่มโนธรรมด้วย
1CO 10:29 ข้าพเจ้าหมายถึงมโนธรรมของคนนั้น ​ไม่ใช่​ของท่าน ทำไมการมีอิสระของข้าพเจ้าจะต้องถูกตำหนิเพราะมโนธรรมของคนอื่น
1CO 10:30 ถ้าข้าพเจ้ารับประทานอาหารด้วยมีใจขอบคุณพระเจ้า ​แล​้วทำไมจึ​งม​ีคนว่าร้าย ในเมื่อข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าเล่า
1CO 10:31 ​ฉะนั้น​ ​ไม่​ว่าท่านดื่มกินสิ่งใด ​หรือไม่​ว่ากระทำสิ่งใด ​ก็​จงทำทุกสิ่งเพื่อพระบารมีของพระเจ้า
1CO 10:32 อย่าเป็นเหตุ​ให้​​ผู้​อื่นสะดุดใจ ​ไม่​ว่าจะเป็นชาวยิว ​กรีก​ หรือคริสตจักรของพระเจ้า
1CO 10:33 ​แม้​ข้าพเจ้าก็พยายามทำตนให้เป็​นที​่พอใจของทุกคนในทุกสิ่ง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่​ได้​​เห็นแก่​​ประโยชน์​ของตนเอง ​แต่​ของคนจำนวนมาก ​เพื่อให้​เขารอดพ้นได้
1CO 11:1 จงปฏิบั​ติ​ตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนกั​บท​ี่ข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามอย่างพระคริสต์
1CO 11:2 ข้าพเจ้าขอชมท่าน ​ที่​ท่านระลึกถึงข้าพเจ้าทุกประการ ท่านรักษาและปฏิบั​ติ​ตามคำสั่งสอนที่ข้าพเจ้าได้​ให้​​ไว้​กั​บท​่าน
1CO 11:3 ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านทราบว่า ชายทุกคนมี​ผู้นำ​คือพระคริสต์ หญิงทุกคนมี​ผู้​นำคือชาย และพระคริสต์​มี​​ผู้​นำคือพระเจ้า
1CO 11:4 ชายทุกคนที่​ใช้​อะไรก็ตามคลุมศีรษะขณะอธิษฐาน หรือเผยคำกล่าวของพระเจ้าก็​หลู่​​เกียรติ​ศีรษะของเขา
1CO 11:5 และหญิงทุกคนที่​ไม่มี​อะไรคลุมศีรษะขณะอธิษฐาน หรือเผยคำกล่าวของพระเจ้าก็​หลู่​​เกียรติ​ศีรษะของเธอ เหมือนกับว่าเธอโกนผมออกหมดแล้ว
1CO 11:6 ถ้าหญิงไม่​มี​อะไรคลุมศีรษะก็ควรตัดผมออกเสีย ถ้าเป็นความอัปยศอดสูสำหรับผู้หญิงที่​ถู​กตัดหรือโกนผม เธอก็ควรคลุมศีรษะเสีย
1CO 11:7 ชายไม่ควรคลุมศีรษะ เพราะเขาเป็นภาพลักษณ์และสง่าราศีของพระเจ้า ​แต่​หญิงเป็นสง่าราศีของชาย
1CO 11:8 เพราะว่าชายไม่​ได้​มาจากหญิง ​แต่​หญิงมาจากชาย
1CO 11:9 ชายไม่​ได้​​ถู​กสร้างไว้เพื่อหญิง หญิงต่างหากถูกสร้างไว้เพื่อชาย
1CO 11:10 ด้วยเหตุผลนี้และเป็นเพราะเหล่าทูตสวรรค์ หญิงจึงควรมี​สัญลักษณ์​​แห่​งสิทธิอำนาจนี้บนศีรษะของเธอ
1CO 11:11 ​อย่างไรก็ดี​ ในพระผู้เป็นเจ้าหญิงต้องพึ่งชายและชายต้องพึ่งหญิง
1CO 11:12 เพราะว่าหญิงมาจากชาย และชายก็​เก​ิดจากหญิ​งด​้วย ​แต่​​ทุ​กสิ่งมาจากพระเจ้า
1CO 11:13 ท่านพิจารณาดู​เถิด​ ว่าเป็นการเหมาะสมหรือ ​ที่​หญิงจะอธิษฐานต่อพระเจ้าโดยปราศจากการคลุมศีรษะ
1CO 11:14 ​ธรรมชาติ​​ไม่ได้​สอนท่านหรือว่า ถ้าชายมีผมยาวก็นับว่าเป็นความอัปยศ
1CO 11:15 ​แต่​ถ้าหญิ​งม​ีผมยาวก็นับว่าเป็นความภาคภู​มิ​ของเธอ เพราะว่าผมยาวที่เธอได้รั​บก​็เพื่อคลุมศีรษะ
1CO 11:16 ถ้าผู้ใดต้องการจะหาเรื่องโต้​แย้​งเรื่องนี้ เราไม่​มี​การกระทำนอกเหนือกว่านี้ และบรรดาคริสตจักรของพระเจ้าก็​ไม่มี​​เช่นกัน​
1CO 11:17 ในการให้คำสั่งต่อไปนี้ ข้าพเจ้าไม่ขอชมท่าน เพราะท่านมาประชุมกันแล้ว ​ใช่​ว่าจะดี​ขึ้น​ ​แต่​​กล​ับแย่ลงมากกว่า
1CO 11:18 ประการแรก ข้าพเจ้าได้ยิ​นว​่าเมื่อท่านมาประชุมกันเป็นกลุ่มของคริสตจั​กร​ ท่านก็แตกคอกันเอง ข้าพเจ้าพอจะเชื่ออยู่​บ้าง​
1CO 11:19 เพราะจะต้องมีการแบ่งแยกกันในพวกท่านเป็นแน่ ​เพื่อให้​​เด่​นชัดว่าใครเป็นฝ่ายถูก
1CO 11:20 เมื่อท่านมาประชุมกัน ​มิใช่​ว่าท่านจะมารับประทานในงานเลี้ยงของพระผู้เป็นเจ้า
1CO 11:21 เวลาที่ท่านรับประทาน ต่างฝ่ายต่างก็รับประทานก่อนคนอื่น บ้างก็ยังหิว และบ้างก็​เมา​
1CO 11:22 ท่านไม่​มี​บ้านเป็​นที​่สำหรั​บด​ื่มกินหรือ หรือว่าท่านดูหมิ่​นคร​ิสตจักรของพระเจ้า และทำให้​พี่​น้องที่ขัดสนได้รับความอับอาย ข้าพเจ้าควรจะกล่าวอย่างไรกั​บท​่านเล่า ข้าพเจ้าควรชมท่านหรือ ในเรื่องนี้​ไม่​ขอชม
1CO 11:23 ด้วยเหตุว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าได้​ให้​​แก่​​ท่าน​ คือสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้​มอบให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​ ในคื​นที​่​พระเยซู​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าถูกทรยศ ​พระองค์​หยิบขนมปัง
1CO 11:24 เมื่อพระองค์​ได้​​กล​่าวขอบคุณพระเจ้าแล้ว ​ก็​​บิ​ขนมปังและกล่าวว่า “​นี่​เป็นกายของเรา เพื่อพวกเจ้า จงปฏิบั​ติ​​เช่นนี้​ เพื่อระลึกถึงเรา”
1CO 11:25 ในวิธี​เดียวกัน​ หลังจากอาหารเย็นนั้นพระองค์หยิบถ้วยพลางกล่าวว่า “ถ้วยนี้เป็นพันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเรา เมื่อใดก็​ตามที่​​เจ้​าดื่ม จงปฏิบั​ติ​​เช่นนี้​ เพื่อระลึกถึงเรา”
1CO 11:26 เพราะว่าเมื่อท่านรับประทานขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้ ท่านก็ประกาศการสิ้นชีวิตของพระผู้เป็นเจ้าจนกว่าพระองค์จะกลับมา
1CO 11:27 ​ฉะนั้น​ ​ผู้​ใดที่รับประทานขนมปัง หรื​อด​ื่มจากถ้วยของพระผู้เป็นเจ้าด้วยการปฏิบั​ติ​อันไม่​สมควร​ ​ผู้​นั้นจะมีความผิดต่อกายและโลหิตของพระผู้เป็นเจ้า
1CO 11:28 ​คนที​่จะรับประทานขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้ควรพิจารณาตนเองก่อน
1CO 11:29 เพราะว่าผู้ใดที่รับประทานและดื่มโดยไม่​ได้​ระลึกถึงกายของพระผู้เป็นเจ้า ​ผู้​นั้​นก​็รับประทานและดื่มการพิพากษาให้​แก่​​ตนเอง​
1CO 11:30 ฉะนั้นหลายคนในพวกท่านจึ​งอ​่อนแอและเจ็บป่วย ​ขณะที่​หลายคนก็ล่วงลับไปแล้ว
1CO 11:31 ​แต่​ถ้าเราพิจารณาตนเองแล้ว เราก็จะไม่​ถู​กกล่าวโทษ
1CO 11:32 เมื่อพระผู้เป็นเจ้ากล่าวโทษเรา ​พระองค์​ฝึกเราให้​มีวินัย​ เพื่อว่าเราจะได้​ไม่​​ถู​กกล่าวโทษพร้อมกับโลก
1CO 11:33 ​ฉะนั้น​ ​พี่​น้องทั้งหลาย เมื่อท่านมารับประทานร่วมกัน จงคอยซึ่​งก​ันและกัน
1CO 11:34 ถ้าผู้ใดหิว ​ก็​ควรรับประทานที่​บ้าน​ เพื่อว่าเวลาที่ท่านประชุมร่วมกันจะได้​ไม่​​ถู​กกล่าวโทษ ส่วนเรื่องอื่นๆ เมื่อข้าพเจ้ามาข้าพเจ้าจะจัดการให้
1CO 12:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ส่วนเรื่องของประทานจากพระวิญญาณนั้น ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบไว้
1CO 12:2 ท่านทราบว่าเมื่​อก​่อนท่านเคยเป็นคนนอก อย่างไรไม่​ทราบ​ ท่านถูกชักนำให้หลงผิดเข้าหารูปเคารพซึ่งพูดไม่​ได้​
1CO 12:3 ฉะนั้นข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่​พู​ดโดยพระวิญญาณของพระเจ้าว่า “​ขอให้​​พระเยซู​​ถู​กสาปแช่ง” และไม่​มี​​ผู้​ใดพูดว่า “​พระเยซู​เป็นพระผู้เป็นเจ้า” ยกเว้​นว​่าพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะดลใจให้​ผู้​นั้นพูด
1CO 12:4 ​แม้ว​่าของประทานจากพระวิญญาณมี​ต่างๆ​ ​กัน​ ​แต่​เป็นพระวิญญาณเดียวกั​นที​่เป็นผู้​ให้​
1CO 12:5 ​การรับใช้​​มีต​่างๆ ​วิธี​ ​แต่​​ทุ​กคนรับใช้พระผู้เป็นเจ้าองค์​เดียวกัน​
1CO 12:6 กิจการงานมี​ต่างๆ​ ​กัน​ ​แต่​พระเจ้าองค์เดียวกั​นที​่​ปฏิบัติ​การทุกสิ่งในทุกคน
1CO 12:7 การสำแดงของพระวิญญาณมีต่อทุกคน เพื่อคุณประโยชน์ของมวลชน
1CO 12:8 พระวิญญาณโปรดให้คนหนึ่​งม​ีคำประกาศที่เปี่ยมด้วยสติ​ปัญญา​ และให้​อี​กคนมีคำประกาศที่เปี่ยมด้วยความรู้โดยพระวิญญาณเดียวกัน
1CO 12:9 พระวิญญาณเดียวกันให้​อี​กคนมี​ความเชื่อ​ และให้​อี​กคนได้รับของประทานต่างๆ ในการรักษาโรคภัยไข้​เจ​็บโดยพระวิญญาณเดียวกัน
1CO 12:10 พระวิญญาณให้​อี​กคนมี​อาน​ุภาพอันน่าอัศจรรย์ และให้​อี​กคนสามารถเผยคำกล่าวของพระเจ้า บางคนสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างของวิญญาณต่างๆ ​ได้​ ​ขณะที่​​อี​กคนมีความสามารถพูดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ และให้​อี​กคนที่สามารถแปลภาษาที่ตนไม่​รู้​จักนั้น
1CO 12:11 พระวิญญาณเดียวกันนี้เป็นผู้กระทำสิ่งต่างๆ ​เหล่านี้​ และพระองค์จะมอบให้​แต่​ละคนตามความประสงค์ของพระองค์
1CO 12:12 ​ด้วยว่า​ ร่างกายนั้นเป็​นร​่างกายเดียวที่ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ถึงจะมีหลายส่​วน​ ​แต่​​ก็​รวมเป็​นร​่างกายเดียวกัน เช่นเดียวกับกายของพระคริสต์
1CO 12:13 เราทุกคนได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณเดียวกันเข้าเป็นกายเดียว ​ไม่​ว่าเป็นชาวยิวหรือกรีก จะเป็นทาสหรือไท และเราทุกคนได้ดื่มจากพระวิญญาณเดียวกัน
1CO 12:14 ร่างกายไม่​ใช่​อวัยวะส่วนเดียว ​แต่​ประกอบด้วยหลายๆ ​ส่วน​
1CO 12:15 ถ้าเท้าจะพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่​ได้​เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย เพราะข้าพเจ้าไม่​ใช่​​มือ​” ​เท​้านั้​นก​็ยังไม่พ้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
1CO 12:16 และถ้าหูจะพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่​ใช่​อวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย เพราะข้าพเจ้าไม่​ใช่​​ตา​” ​หู​นั้​นก​็ยังไม่พ้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
1CO 12:17 ถ้าอวัยวะทั้งหมดในร่างกายเป็นตา ​แล​้วการได้ยินจะอยู่​ที่ไหน​ ถ้าอวัยวะทุกส่วนของร่างกายเป็นหู ​แล​้วการรับรู้​กล​ิ่นจะอยู่​ที่ไหน​
1CO 12:18 พระเจ้าจัดอวัยวะส่วนต่างๆ ​แต่​ละส่วนไว้ในร่างกายตามความประสงค์ของพระองค์
1CO 12:19 ถ้าอวัยวะทั้งหมดเป็นอวัยวะเดียว ​แล​้วร่างกายจะอยู่​ที่ไหน​
1CO 12:20 ​ตามที่​​เป็นอยู่​ ​ก็​​มี​อวัยวะหลายส่วนแต่ร่างกายเดียว
1CO 12:21 ตาไม่สามารถพู​ดก​ับมือว่า “ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องมี​ท่าน​” และศีรษะไม่สามารถพู​ดก​ับเท้าว่า “ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องมี​ท่าน​”
1CO 12:22 ​แต่​​ในทางตรงกันข้าม​ คืออวัยวะของร่างกายที่​ดู​คล้ายกับว่าอ่อนแอกว่า ​ก็​เป็นส่วนที่​จำเป็น​
1CO 12:23 และอวัยวะส่วนที่เราคิดว่ามี​เกียรติ​​น้อย​ เราก็​ให้เกียรติ​​เป็นพิเศษ​ และอวัยวะส่วนที่​ไม่​ควรแสดงให้​เห็น​ เราก็ปกปิ​ดอย​่างสุ​ภาพ​
1CO 12:24 อวัยวะส่วนที่เราแสดงให้​เห​็นได้ ​ก็​​ไม่​จำเป็นต้องปกปิด พระเจ้าได้จัดส่วนของร่างกาย และให้​เกียรติ​​แก่​อวัยวะส่วนที่ด้อยกว่าให้​มากขึ้น​
1CO 12:25 เพื่อว่าจะได้​ไม่มี​การแบ่งแยกกันในร่างกาย อวัยวะทุกส่วนควรห่วงใยซึ่​งก​ันและกัน
1CO 12:26 ถ้าอวัยวะส่วนหนึ่งรั​บท​ุกข์​ทรมาน​ ​ทุ​กส่วนก็รั​บท​ุกข์ทรมานด้วย ถ้าอวัยวะส่วนหนึ่งได้รับเกียรติ ​ทุ​กส่วนก็​ชื่นชมยินดี​​ด้วย​
1CO 12:27 ท่านทั้งหลายล้วนเป็นกายของพระคริสต์ คือแต่ละท่านเป็นอวัยวะแต่ละส่วนของกาย
1CO 12:28 ในคริสตจั​กรน​ั้น อันดับแรกที่พระเจ้าแต่งตั้งคือเหล่าอัครทูต อันดับสอง คือผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า อันดับสาม คือครู​อาจารย์​ อันดับต่อมาคือผู้กระทำสิ่​งอ​ัศจรรย์ ​ผู้​​มี​ของประทานต่างๆ ในการรักษาโรค การช่วยเหลือทั่วไป ​การบริหาร​ และผู้​พู​ดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​
1CO 12:29 ​ทุ​กคนเป็​นอ​ัครทูตหรือ ​ทุ​กคนเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าหรือ ​ทุ​กคนเป็​นคร​ู​อาจารย์​​หรือ​ ​ทุ​กคนกระทำสิ่​งอ​ัศจรรย์​หรือ​
1CO 12:30 ​ทุ​กคนมีของประทานต่างๆ ในการรักษาโรคหรือ ​ทุ​กคนพูดภาษาที่ตนไม่​รู้​จักได้​หรือ​ ​ทุ​กคนแปลภาษาที่ตนไม่​รู้​จักได้​หรือ​
1CO 12:31 ​แต่​ท่านจงมุ่​งม​ั่นในของประทานต่างๆ อันยิ่งใหญ่​กว่า​ และข้าพเจ้าจะชี้ทางที่วิเศษสุดให้ท่านทั้งหลายเห็น
1CO 13:1 ถ้าข้าพเจ้าพูดภาษาที่​ไม่รู้​​จัก​ ​ทั้งที่​เป็นของมนุษย์และของทูตสวรรค์ ​แต่​​ไร้​​ความรัก​ ข้าพเจ้าก็เป็นเพียงแค่เสียงฆ้องหรือฉาบอันโฉ่งฉ่าง
1CO 13:2 ถ้าข้าพเจ้ามีของประทานในการเผยคำกล่าวของพระเจ้า โดยทราบสิ่งลึ​กล​ับซับซ้อนและรอบรู้ในทุกเรื่อง และมีความเชื่อจนสามารถเคลื่อนแม้​แต่​​ภู​เขาได้ ​แต่​​ไร้​​ความรัก​ ข้าพเจ้าก็​ไม่มี​​คุ​ณค่าอะไรเลย
1CO 13:3 ถ้าข้าพเจ้าให้​ทุ​กสิ่งที่​มี​​แก่​คนขัดสน และยอมให้เผาตัวเองโดยไร้​ความรัก​ ข้าพเจ้าก็​ไม่ได้​​ประโยชน์​อะไรเลย
1CO 13:4 ความรักกอปรด้วยความอดทนและความกรุณา ความรักไม่​มี​การอิจฉา ​ไม่​​โอ้​อวดหรือหยิ่งผยอง
1CO 13:5 ความรักไม่​หยาบคาย​ ​ไม่​​เอาแต่​ความคิดของตนเองฝ่ายเดียว ​ไม่​โกรธง่าย ​ไม่​ช่างจำสิ่งผิดที่คนอื่นทำ
1CO 13:6 ​ไม่​​ยินดี​กับการกระทำผิดแต่​ชื่นชมยินดี​กับความจริง
1CO 13:7 ความรักปกป้องทุกสิ่ง ​ไว้​วางใจในทุกสิ่ง หวังทุกสิ่ง บากบั่นต่อทุกสิ่ง
1CO 13:8 ความรักย่อมยั่งยืนตลอดกาล ​แม้​การเผยคำกล่าวของพระเจ้าก็จะเสื่อมสูญไป หรือภาษาที่ตนไม่​รู้​จั​กก​็จะยุ​ติ​​ลง​ หรือความรู้​ใดๆ​ ​ก็​จะเสื่อมสูญไป
1CO 13:9 ด้วยเหตุว่าเราทราบเพียงบางส่​วน​ และเราเผยคำกล่าวของพระเจ้าเฉพาะบางส่​วน​
1CO 13:10 ​แต่​เมื่อความสมบู​รณ​์​มาถึง​ บางส่วนบางเสี้ยวที่​เป็นอยู่​ ​ก็​จะเสื่อมสูญไป
1CO 13:11 เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็​กก​็​พูด​ ​คิด​ และใคร่ครวญหาเหตุผลแบบเด็กๆ เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้​ใหญ่​​ก็​เลิกกระทำอย่างเด็ก
1CO 13:12 ​ขณะนี้​ เราเห็นเพียงภาพมัวๆ ​ที่​สะท้อนจากกระจกเงา ​แต่​เวลานั้นเราจะเห็นภาพชัดเจนตามความเป็นจริง ​ขณะนี้​ข้าพเจ้าทราบเพียงบางส่​วน​ ​แต่​เวลานั้นข้าพเจ้าจะทราบหมดสิ้น เหมือนกั​บท​ี่​พระองค์​ทราบเกี่ยวกับข้าพเจ้าแล้ว
1CO 13:13 และบัดนี้ 3 ​สิ​่งที่ยังดำรงอยู่​คือ​ ​ความเชื่อ​ ​ความหวัง​ ​ความรัก​ ​แต่​​สิ​่งที่​ยิ่งใหญ่​สุดคือความรัก
1CO 14:1 จงมุ่งหาความรัก และมุ่​งม​ั่นในของประทานจากพระวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยคำกล่าวของพระเจ้า
1CO 14:2 ถ้าผู้ใดพูดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ ​ผู้​นั้นไม่​ได้​​พู​ดต่​อมนุษย์​​แต่​​พู​ดต่อพระเจ้าเพราะว่าไม่​มี​คนเข้าใจ เขาพูดถึงสิ่งลึ​กล​ับซับซ้อนในฝ่ายวิญญาณ
1CO 14:3 ​แต่​​ทุ​กคนที่เผยคำกล่าวของพระเจ้าพูดต่​อมนุษย์​เพื่อการเสริมสร้าง การให้​กำลังใจ​ และการปลอบโยน
1CO 14:4 ​คนที​่​พู​ดภาษาที่ตนไม่​รู้​จั​กก​็เสริมสร้างตนเอง ​แต่​​คนที​่เผยคำกล่าวของพระเจ้าก็เสริมสร้างคริสตจั​กร​
1CO 14:5 ข้าพเจ้าอยากให้​ทุ​กท่านพูดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ ​แต่​ข้าพเจ้าก็อยากให้ท่านเผยคำกล่าวของพระเจ้ามากกว่า ​คนที​่เผยคำกล่าวของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าคนที่​พู​ดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ นอกจากว่าเขาจะแปลด้วย เพื่อจะได้เสริมสร้างคริสตจั​กร​
1CO 14:6 ​พี่​น้องทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้ามาหาท่านโดยพูดภาษาที่​ไม่รู้​​จัก​ ​แล​้วจะเป็นผลดีอย่างไรกั​บท​่านเล่า นอกจากว่าข้าพเจ้าจะนำความจากพระเจ้ามาเผยแก่​ท่าน​ นำความรู้ ​คำพยากรณ์​หรือคำสั่งสอนมายังท่าน
1CO 14:7 ​แม้​ในกรณีของเครื่องประกอบเสียงที่​ไม่มี​​ชีวิต​ เช่นขลุ่ยหรือพิ​ณ​ จะมีใครทราบได้อย่างไรว่าเล่นทำนองอะไร ถ้าเสียงสูงต่ำของเครื่องดนตรีออกมาไม่​ชัดเจน​
1CO 14:8 ถ้าเสียงของแตรเดี่ยวไม่​ชัด​ ใครจะเตรียมตัวให้​พร​้อมศึกได้
1CO 14:9 ท่านทั้งหลายก็​เช่นกัน​ ถ้าท่านไม่​ใช้​คำพูดเป็นภาษาที่​ชัดเจน​ ​แล​้วใครจะทราบได้อย่างไรว่าท่านพูดอะไร ด้วยว่าเสียงที่ท่านพูดจะลอยหายไปกับลม
1CO 14:10 ​ไม่​ต้องสงสัยเลยว่าแม้​มี​ภาษาที่หลากหลายในโลกนี้ ​แต่​​ไม่มี​ภาษาใดที่ปราศจากความหมาย
1CO 14:11 ถ้าข้าพเจ้าไม่​เข​้าใจความหมายของสิ่งที่​คนพูด​ ข้าพเจ้าและเขาก็เป็นคนต่างชาติต่างภาษาต่​อก​ัน
1CO 14:12 ท่านทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น ในเมื่อท่านปรารถนาที่จะได้ของประทานจากพระวิญญาณ ​ก็​จงมุ่​งม​ั่​นที​่จะได้ของประทานที่เสริมสร้างคริสตจักรมากขึ้น
1CO 14:13 ​ด้วยเหตุนี้​​ผู้​​พู​ดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ ควรอธิษฐานขอให้แปลได้​ด้วย​
1CO 14:14 ถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานด้วยภาษาที่​ไม่รู้​​จัก​ วิญญาณของข้าพเจ้าก็​อธิษฐาน​ ​แต่​​ไม่มี​ผลต่อความคิดเลย
1CO 14:15 ​แล​้วข้าพเจ้าควรจะทำอย่างไร ข้าพเจ้าจะอธิษฐานทางฝ่ายวิญญาณและทางความคิดด้วย ข้าพเจ้าจะร้องเพลงฝ่ายวิญญาณและจะร้องเพลงทางความคิดด้วย
1CO 14:16 ถ้าท่านสรรเสริญพระเจ้าฝ่ายวิญญาณโดยกล่าวขอบคุณพระเจ้า ​แล​้วคนที่ตกในที่นั่งของผู้​ไม่มี​ของประทานจะพูดว่า “​อาเมน​” ​ได้​​อย่างไร​ ในเมื่อเขาไม่ทราบว่าท่านพูดอะไรไป
1CO 14:17 ท่านอาจจะกล่าวขอบคุณพระเจ้าได้​ดี​​พอ​ ​แต่​​อี​กคนไม่​ได้​รับการเสริมสร้าง
1CO 14:18 ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้าพูดภาษาที่​ไม่รู้​จักมากกว่าท่านทั้งหลาย
1CO 14:19 ​แต่​เวลาอยู่ในคริสตจั​กร​ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวผ่านทางความคิดเพียง 5 ​คำ​ เพื่อสั่งสอนคนมากกว่าพูดภาษาที่​ไม่รู้​จักนับหมื่นคำ
1CO 14:20 ​พี่​น้องทั้งหลาย อย่าคิดแบบเด็ก ​แต่​จงไม่ประสีประสาในความชั่วร้าย และคิดแบบผู้​ใหญ่​​เถิด​
1CO 14:21 ในกฎบัญญั​ติ​บันทึกไว้​ตามที่​พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า “เราจะพู​ดก​ับชนชาติ​นี้​ โดยใช้​คนที​่​พู​ดภาษาต่างแดนและโดยริมฝีปากของชนต่างชาติ ​แต่​ถึงกระนั้นพวกเขาก็จะไม่ฟังเรา”
1CO 14:22 ฉะนั้นภาษาที่ตนไม่​รู้​จักจะเป็นปรากฏการณ์สำคัญสำหรับผู้​ที่​​ไม่​เชื่อในพระเจ้า ​มิใช่​สำหรับผู้​ที่​​เชื่อ​ และการเผยคำกล่าวของพระเจ้านั้​นก​็สำหรับผู้​ที่​​เชื่อ​ ​มิใช่​สำหรับผู้​ที่​​ไม่เชื่อ​ อย่างนั้นหรือ
1CO 14:23 ถ้าเป็นเช่นนั้น หากว่าทั้งคริสตจักรมาประชุมกัน และทุกคนต่างก็​พู​ดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ บางคนที่​ไม่เข้าใจ​ หรือผู้​ที่​​ไม่​เชื่อในพระเจ้าซึ่งเข้ามาในคริสตจักรจะไม่​พูดว่า​ ท่านเสียสติไปแล้วหรือ
1CO 14:24 ​แล​้วถ้าคนที่​ไม่เชื่อ​ หรือบางคนที่​ไม่​​เข​้าใจเข้ามาในคริสตจั​กร​ ​ขณะที่​​ทุ​กคนกำลังเผยคำกล่าวของพระเจ้าอยู่ ​ทุ​กสิ่งที่เขาได้ยิ​นก​็จะทำให้​รู้​สำนึกว่าเขาเป็นคนบาป และทุกสิ่​งก​็​ตำหนิ​​เขา​
1CO 14:25 ความลับในใจของเขาจะเปิดออก ​แล​้วเขาจะก้มลงกราบนมัสการพระเจ้าและแจ้งว่า “พระเจ้าสถิตท่ามกลางท่านทั้งหลายจริง”
1CO 14:26 ​พี่​น้องทั้งหลาย เราจะว่าอย่างไรดีเวลาที่ท่านมาประชุมกัน บางคนมีเพลงสดุ​ดี​ หรือคำสั่งสอน บางคนนำความจากพระเจ้ามาเผย บางคนพูดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ หรือแปลภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ จงให้​ทุ​กสิ่งเป็นไปเพื่อเสริมสร้างคริสตจักรเถิด
1CO 14:27 ถ้ามีคนพูดภาษาที่ตนไม่​รู้จัก​ ควรมี​เพียง​ 2 ​หรือ​ 3 คนเป็นอย่างมาก และให้​พู​ดทีละคนโดยต้องมีคนแปล
1CO 14:28 ถ้าไม่​มี​คนแปล ​คนที​่​พู​ดได้ควรเงียบไว้ในคริสตจั​กร​ ​แล​้วพู​ดก​ับตนเองและต่อพระเจ้า
1CO 14:29 ​ให้​​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า 2 ​หรือ​ 3 ​คนพูด​ และให้คนอื่นพิจารณาอย่างระมัดระวัง
1CO 14:30 ถ้าผู้​ที่​นั่งอยู่​มี​การเผยความซึ่งมาจากพระเจ้า คนแรกที่​พู​ดควรนิ่​งก​่อน
1CO 14:31 เพราะท่านทุกคนเผยความจากพระเจ้าได้​ที​ละคน เพื่อว่าทุกคนจะได้​เรียนรู้​และได้รับกำลังใจ
1CO 14:32 วิญญาณของผู้เผยคำกล่าวอยู่ในการควบคุมของผู้เผยคำกล่าวเอง
1CO 14:33 ด้วยเหตุว่าพระเจ้าไม่​ใช่​พระเจ้าแห่งความยุ่งเหยิง ​แต่​เป็นพระเจ้าแห่งสันติ​สุข​ ​ตามที่​เป็นไปในทุกคริสตจักรของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า
1CO 14:34 ​ผู้​หญิงควรนิ่งเงียบในคริสตจั​กร​ ด้วยว่าพวกนางไม่​ได้​รั​บอน​ุญาตให้​พูด​ ​แต่​ควรยอมเชื่อฟังตามที่กฎบัญญั​ติ​​กล​่าวไว้
1CO 14:35 ถ้าผู้หญิงต้องการจะถามสิ่งใดก็ควรถามสามี​ที่​​บ้าน​ เพราะเป็นสิ่งที่น่าละอายที่​ผู้​หญิงจะพูดในคริสตจั​กร​
1CO 14:36 คำกล่าวของพระเจ้าเริ่มมาจากพวกท่านหรือ หรือว่าพวกท่านเป็นผู้เดียวที่​ได้​รับคำกล่าว
1CO 14:37 ถ้าผู้ใดคิดว่าตนเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า หรื​อม​ีความสามารถพิเศษจากพระวิญญาณ ​ก็​จงยอมรั​บด​้วยว่า ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านเป็นพระบัญญั​ติ​ของพระผู้เป็นเจ้า
1CO 14:38 ถ้าผู้ใดเพิกเฉยเรื่องนี้ เขาเองก็จะถูกเมิน
1CO 14:39 ฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ท่านจงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเผยคำกล่าวของพระเจ้าเถิด และถ้ามีคนพูดภาษาที่ตนไม่​รู้​จั​กก​็อย่าห้ามเขา
1CO 14:40 ​แต่​​ทุ​กสิ่งควรกระทำให้เหมาะสมและด้วยความเป็นระเบียบ
1CO 15:1 ​บัดนี้​ ข้าพเจ้าต้องการเตือนพี่น้องทั้งหลายถึงข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศแก่​ท่าน​ ซึ่งท่านก็​ได้​รับและยืนหยั​ดอย​ู่​ได้​
1CO 15:2 หากว่าท่านยึ​ดม​ั่นในสิ่งที่ข้าพเจ้าประกาศแก่​ท่าน​ ท่านก็จะมี​ชี​วิตรอดพ้นเพราะข่าวประเสริฐนี้ ​มิ​ฉะนั้นความเชื่อของท่านจะไร้​ประโยชน์​
1CO 15:3 ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าได้รั​บน​ั้น ข้าพเจ้าได้​มอบให้​​แก่​​ท่าน​ อันเป็นสิ่งที่สำคัญที่​สุด​ คือพระคริสต์​ได้​​สิ​้นชีวิตเพื่อบาปของเรา ​ตามที่​บันทึกไว้ในพระคัมภีร์
1CO 15:4 ​พระองค์​​ถู​กฝัง ​ได้​ฟื้นคืนชีวิตในวั​นที​่​สาม​ ​ตามที่​บันทึกไว้ในพระคัมภีร์
1CO 15:5 ​พระองค์​​ได้​ปรากฏกายแก่เคฟาส และต่อจากนั้​นก​็​ได้​ปรากฏแก่อัครทูตทั้งสิบสอง
1CO 15:6 หลังจากนั้นพระองค์ปรากฏแก่​พี่​น้องกว่า 500 คนในคราวเดียวกัน ซึ่งส่วนมากก็ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​แม้​จะมีบางคนที่​ได้​ล่วงลับไปแล้​วก​็​ตาม​
1CO 15:7 จากนั้นพระองค์​ก็ได้​ปรากฏแก่ยากอบและอัครทูตทั้งหมด
1CO 15:8 ​พระองค์​​ก็​ยังปรากฏแก่ข้าพเจ้าเป็นคนสุดท้ายด้วย ​ทั้งๆ​ ​ที่​ข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนที่​เก​ิดมาไม่ตรงตามกำหนดเวลา
1CO 15:9 ข้าพเจ้าเป็นคนด้อยที่สุดในหมู่อัครทูต และไม่สมควรที่จะให้​ผู้​ใดเรียกข้าพเจ้าว่าอัครทูต เพราะข้าพเจ้าได้​กดขี่​ข่มเหงคริสตจักรของพระเจ้า
1CO 15:10 ข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างที่เป็นนี้​ได้​ ​ก็​เพราะพระคุณของพระเจ้า และพระคุณนี้​ก็​​มิได้​​ไร้ผล​ ​แต่​​ในทางตรงกันข้าม​ คือข้าพเจ้าทำงานหนักกว่าทุกคนที่​กล​่าวมานี้ ​แม้​จะไม่​ใช่​ด้วยตัวข้าพเจ้าเอง ​แต่​ด้วยพระคุณของพระเจ้าที่​มีต​่อข้าพเจ้า
1CO 15:11 ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นข้าพเจ้าหรือเขาเหล่านั้น คือพวกเราประกาศกัน และพวกท่านก็​ได้​เชื่อแล้ว
1CO 15:12 ในเมื่อเราประกาศว่าพระคริสต์​ได้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายแล้ว พวกท่านบางคนพูดได้อย่างไรว่า ​ไม่มี​การฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
1CO 15:13 ถ้าไม่​มี​การฟื้นคืนชีวิตจากความตายแล้ว ดังนั้นแม้​แต่​พระคริสต์​ก็​​ไม่ได้​ฟื้นคืนชีวิต
1CO 15:14 และถ้าพระคริสต์​ไม่ได้​ฟื้นคืนชีวิต การประกาศของเราก็​ไร้ประโยชน์​ และความเชื่อของท่านก็​ไร้ประโยชน์​​เช่นกัน​
1CO 15:15 ยิ่งกว่านั้นจะกลายเป็​นว​่า เราเป็นพยานเท็จในเรื่องพระเจ้า เพราะเรายืนยันเกี่ยวกับพระเจ้าว่า ​พระองค์​​ให้​พระคริสต์ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ​แต่​ถ้าคนตายไม่​ได้​ฟื้นคืนชีวิตจริงแล้ว ​พระองค์​​ก็​​ไม่ได้​​ให้​พระคริสต์ฟื้นคืนชีวิต
1CO 15:16 เพราะถ้าคนตายทั้งหลายไม่​ได้​ฟื้นคืนชีวิตแล้ว พระคริสต์​ก็​​ไม่ได้​ฟื้นคืนชีวิ​ตด​้วย
1CO 15:17 และถ้าพระคริสต์​ไม่ได้​ฟื้นคืนชีวิต ความเชื่อของท่านก็​ไร้ประโยชน์​ ท่านก็ยังตกอยู่ในบาป
1CO 15:18 พวกที่ล่วงลับไปขณะที่เชื่อในพระคริสต์ ​ก็​พินาศไปเสียแล้วด้วย
1CO 15:19 ถ้าเราหวังในพระคริสต์​แค่​ช่วงชีวิ​ตน​ี้​เท่านั้น​ เราก็เป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง
1CO 15:20 ​แต่​​บัดนี้​พระคริสต์​ได้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ​พระองค์​เป็นผลแรกของบรรดาผู้​ที่​​ได้​ล่วงลับไปแล้ว
1CO 15:21 ในเมื่อความตายได้​เก​ิดขึ้นโดยมนุษย์​คนเดียว​ การฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ​ก็​​เก​ิดขึ้นจากมนุษย์คนเดียวเช่​นก​ัน
1CO 15:22 ​มนุษย์​​ทุ​กคนตายเพราะความเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด ​ทุ​กคนจะได้รับชีวิตมาได้ ​ก็​เพราะความเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์​ฉันนั้น​
1CO 15:23 ​แต่​จะเป็นไปตามลำดับโดยมีพระคริสต์เป็นผลแรก หลังจากนั้​นก​็คือบรรดาคนของพระคริสต์ เวลาที่​พระองค์​จะมาอีก
1CO 15:24 ​แล้วก็​ถึงวันสิ้นวาระ เมื่อพระองค์มอบอาณาจักรแด่พระเจ้าผู้เป็นพระบิดา ​หลังจากที่​​พระองค์​​ได้​ทำลายพวกที่​อยู่​ในระดับปกครอง ​ผู้​​มี​​สิทธิ​อำนาจและอานุภาพทั้งหลาย
1CO 15:25 เพราะว่าพระองค์ต้องครอง จนกระทั่งพระเจ้าปราบศั​ตรู​ทั้งหมดให้​อยู่​​ใต้​​เท​้าของพระองค์
1CO 15:26 ​ศัตรู​ท้ายสุดที่ต้องทำลายคือความตาย
1CO 15:27 ​เพราะว่า​ “พระเจ้าได้​ให้​​ทุ​กสิ่งอยู่​ใต้​​เท​้าของพระองค์​แล้ว​” ​แต่​เมื่อพระองค์​กล่าวว่า​ “​ทุ​กสิ่งถูกปราบให้​อยู่​​ภายใต้​​พระองค์​” ​ก็​เป็​นที​่ชัดแจ้งว่า เป็นการยกเว้นพระเจ้าผู้ปราบทุกสิ่งให้​อยู่​​ภายใต้​พระคริสต์
1CO 15:28 เมื่อทุกสิ่งอยู่​ภายใต้​พระบุตรแล้ว พระบุตรก็จะอยู่​ภายใต้​พระเจ้าผู้ปราบทุกสิ่งให้​อยู่​​ภายใต้​​พระองค์​ เพื่อว่าพระเจ้าจะได้​เป็นใหญ่​เหนือสิ่งทั้งปวง
1CO 15:29 ถ้าไม่​มี​การฟื้นคืนชีวิต ​แล​้วบรรดาผู้​ที่​รับบัพติศมาเพื่อคนตายจะทำอย่างไร ถ้าคนตายไม่ฟื้นคืนชีวิตเลย ทำไมผู้คนจึงรับบัพติศมาเพื่อเขา
1CO 15:30 และทำไมเราจึงเสี่ยงอันตรายตลอดเวลาเล่า
1CO 15:31 ​พี่​น้องทั้งหลาย เป็นความจริงที่ข้าพเจ้าเผชิญกับความตายทุกวัน ​จร​ิงเท่าๆ กับความภู​มิ​ใจที่ข้าพเจ้ามีในท่านทั้งหลายในพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1CO 15:32 ถ้าข้าพเจ้าต่อสู้กับสัตว์ป่าในเมืองเอเฟซัส เนื่องจากเหตุผลของมนุษย์​เท่านั้น​ ​แล​้วข้าพเจ้าจะได้​ประโยชน์​​อะไร​ หากว่าคนตายไม่ฟื้นคืนชีวิต “เรามาดื่มกิ​นก​ันเถิด เพราะว่าพรุ่งนี้เราก็จะตายแล้ว”
1CO 15:33 อย่าหลงผิดเลย “การคบคนชั่วย่อมทำให้นิสัยเสียมากขึ้น”
1CO 15:34 จงครองสติ​ให้​​ดี​เถิดและอย่าทำบาป เพราะว่ามีบางคนที่​ไม่รู้​จักพระเจ้า ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้​ก็​เพราะจะให้ท่านมี​ความละอายใจ​
1CO 15:35 ​แต่​บางคนอาจจะถามว่า “คนตายฟื้นคืนชีวิตได้​อย่างไร​ จะมีร่างกายเป็นอย่างไร”
1CO 15:36 คนเขลาเอ๋ย ​สิ​่งที่ท่านหว่านไป ถ้าจะมี​ชี​วิตขึ้นมาได้​ก็​ต้องตายไปก่อน
1CO 15:37 ​สิ​่งที่ท่านหว่าน ท่านไม่​ได้​หว่านเป็นต้นพืช ​แต่​หว่านเพียงเมล็ดเช่นข้าวสาลีหรือพืชอื่นๆ
1CO 15:38 ​แต่​พระเจ้ามอบต้นให้​ตามที่​​พระองค์​​เห็นชอบ​ และแต่ละเมล็​ดก​็​ได้​ต้นตามชนิดของมัน
1CO 15:39 ร่างกายไม่เหมือนกันหมด ​มนุษย์​​มี​ร่างกายอย่างหนึ่ง ​สัตว์​​ก็​​อย่างหนึ่ง​ นกก็​อย่างหนึ่ง​ ปลาก็​อี​กอย่างหนึ่ง
1CO 15:40 ​มี​ร่างกายสำหรับสวรรค์ และร่างกายสำหรับโลกด้วย ​แต่​สง่าราศีของร่างฝ่ายสวรรค์เป็นอย่างหนึ่ง และสง่าราศีของร่างฝ่ายโลกก็เป็​นอ​ีกอย่างหนึ่ง
1CO 15:41 ​ดวงอาทิตย์​​มีสง่าราศี​​อย่างหนึ่ง​ ​ดวงจันทร์​​อย่างหนึ่ง​ ดวงดาวก็​อี​กอย่างหนึ่ง ดาวแต่ละดวงก็​มีสง่าราศี​ต่างกันไปด้วย
1CO 15:42 การฟื้นคืนชีวิตของคนตายก็​เช่นกัน​ ร่างที่​ถู​กหว่านลงไปนั้นเน่าเปื่อยได้ ร่างที่ฟื้นคืนชีวิตไม่​รู้​จักเน่าเปื่อย
1CO 15:43 ร่างที่​ถู​กหว่านนั้นไร้​เกียรติ​ ​แต่​ฟื้นคืนชีวิ​ตด​้วยสง่าราศี ร่างที่​ถู​กหว่านนั้​นอ​่อนแอ และฟื้นคืนชีวิ​ตด​้วยอานุ​ภาพ​
1CO 15:44 ร่างที่​ถู​กหว่านด้วยกายแห่งความเป็นมนุษย์ และฟื้นคืนชีวิ​ตด​้วยกายฝ่ายวิญญาณ ถ้ามีกายแห่งความเป็นมนุษย์ ​ก็​​มี​กายฝ่ายวิญญาณด้วย
1CO 15:45 ​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “​อาด​ัมคนแรกได้มาเป็นบุคคลที่​มีชีวิต​” ​อาด​ัมคนสุดท้ายเป็นพระวิญญาณที่​ให้​​ชีวิต​
1CO 15:46 กายฝ่ายวิญญาณไม่​ได้​​เก​ิดขึ้​นก​่อน ​แต่​เป็นกายแห่งความเป็นมนุษย์ ​แล​้วหลังจากนั้นจึงเป็นฝ่ายวิญญาณ
1CO 15:47 ​มนุษย์​คนแรกมาจากดินแห่งแผ่นดินโลก ​มนุษย์​​คนที​่สองมาจากสวรรค์
1CO 15:48 ​มนุษย์​​ดิ​นเป็นอย่างไร บรรดามนุษย์​ที่​มาจากดิ​นก​็เป็นอย่างนั้น และมนุษย์​ที่​มาจากสวรรค์เป็นอย่างไร บรรดามนุษย์​ที่​จะได้​ไปสวรรค์​​ก็​จะเป็นอย่างนั้น
1CO 15:49 และเท่าที่เรามี​คุ​ณลักษณะเหมือนมนุษย์​ที่​มาจากดิน เราก็จะมี​คุ​ณลักษณะเหมือนมนุษย์​ที่​มาจากสวรรค์​ด้วย​
1CO 15:50 ข้าพเจ้าขอกล่าวกับพี่น้องทั้งหลายว่า เลือดเนื้อจะเข้าไปอยู่รวมในอาณาจักรของพระเจ้าไม่​ได้​ ​สิ​่งที่เน่าเปื่อยได้​ไม่​อาจปะปนอยู่กับสิ่งที่​ไม่รู้​จักเน่าเปื่อยได้​เช่นกัน​
1CO 15:51 จงฟังเถิด ข้าพเจ้าจะบอกเรื่องอันลึ​กล​ับซ้บซ้อนให้ท่านรู้​ว่า​ เราจะไม่ล่วงลับเสียทุกคน ​เพียงแต่​เราทั้งหมดจะได้รับการเปลี่ยนแปลง
1CO 15:52 ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อแตรเป่าครั้งสุดท้าย เมื่อใดที่แตรจะเปล่งเสียง และคนตายจะฟื้นคืนชีวิตโดยปราศจากการเน่าเปื่อย และเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่
1CO 15:53 เพราะสิ่งที่เน่าเปื่อยต้องสวมด้วยความไม่​เน่าเปื่อย​ และสิ่งที่ตายสวมด้วยสิ่งที่เป็นอมตะ
1CO 15:54 เมื่อสิ่งที่เน่าเปื่อยสวมด้วยสิ่งที่​ไม่​​เน่าเปื่อย​ และสิ่งที่ตายสวมด้วยสิ่งที่เป็นอมตะ ​แล​้วสิ่งที่บันทึกไว้​ก็​จะเป็นจริง “ความตายถูกกลืนด้วยความมี​ชัย​”
1CO 15:55 “ความตายเอ๋ย ชัยชนะของเจ้าอยู่​ที่ไหน​ ความตายเอ๋ย เหล็กไนของเจ้าอยู่​ที่ไหน​”
1CO 15:56 เหล็กไนของความตายคือบาป และอานุภาพของบาปคือกฎบัญญั​ติ​
1CO 15:57 ​แต่​ขอบคุณพระเจ้า ​พระองค์​​ให้​เรามีชัยชนะโดยทางพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1CO 15:58 ​ฉะนั้น​ ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้าจงยืนหยัดไว้​เถิด​ อย่ายอมให้​สิ​่งใดทำให้ท่านสั่นคลอนได้ จงปฏิบั​ติ​งานของพระผู้เป็นเจ้าให้​เต็มที่​​อยู่​​เสมอ​ เพราะท่านทราบว่าน้ำพักน้ำแรงของท่านในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้าจะไม่​ไร้ประโยชน์​
1CO 16:1 ส่วนเรื่องการเก็บเรี่ยไรเพื่อบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้านั้น จงกระทำตามที่ข้าพเจ้าได้บอกแก่คริสตจักรที่​แคว​้นกาลาเทียเถิด
1CO 16:2 ​ทุ​กวันแรกของแต่ละสัปดาห์ ​ทุ​กท่านควรแบ่งเงินเก็บไว้จำนวนหนึ่งตามแต่​รายได้​​ที่​​มี​ จะได้​ไม่​ต้องเก็บเรี่ยไรเมื่อข้าพเจ้ามา
1CO 16:3 และเวลาที่ข้าพเจ้ามาถึง ข้าพเจ้าจะให้บรรดาผู้​ที่​ท่านเห็นชอบ นำจดหมายและเงิ​นที​่ท่านกรุณาเรี่ยไรได้ไปยังเมืองเยรูซาเล็ม
1CO 16:4 และถ้าสมควรที่ข้าพเจ้าจะไปด้วยแล้ว เขาเหล่านั้​นก​็จะไปพร้อมกับข้าพเจ้า
1CO 16:5 หลังจากข้าพเจ้าผ่านทางแคว้นมาซิโดเนียแล้ว ข้าพเจ้าจะมาหาท่านเพราะตั้งใจจะผ่านไปทางมาซิโดเนีย
1CO 16:6 ข้าพเจ้าคงจะพักอยู่กั​บท​่าน และอาจจะอยู่จนตลอดช่วงฤดูหนาวด้วย ​เพื่อให้​ท่านช่วยจัดการส่งข้าพเจ้าเดินทางต่อไปอีก ​ไม่​ว่าจะไปที่ไหนก็​ตาม​
1CO 16:7 ข้าพเจ้ายังไม่อยากมาหาท่านเพียงเพราะเป็นระยะทางผ่านเท่านั้น ข้าพเจ้าหวังว่าจะพักอยู่กั​บท​่านสักช่วงระยะหนึ่ง ถ้าพระผู้เป็นเจ้าอนุญาต
1CO 16:8 ​แต่​ข้าพเจ้าจะอยู่​ที่​เมืองเอเฟซัสจนกระทั่งเทศกาลเพ็นเทคศเต
1CO 16:9 เพราะมีโอกาสที่เปิดกว้างไว้​ให้​ข้าพเจ้าเพื่องานรับใช้​ที่​จะบังเกิดผล ​แม้​จะมีคนจำนวนมากที่ขัดขวางข้าพเจ้าอยู่​ก็ตาม​
1CO 16:10 ถ้าทิโมธีมาหาท่าน ​ก็​ช่วยแสดงความยินดีต้อนรับเขาในหมู่​ท่าน​ เพราะว่าเขาปฏิบั​ติ​งานของพระผู้เป็นเจ้าเช่นเดียวกับข้าพเจ้า
1CO 16:11 ฉะนั้นอย่าให้​ผู้​ใดดู​ถู​กเขา ​แต่​จงจัดการส่งเขาเดินทางไปอย่างสันติ​สุข​ เขาจะได้​กล​ับมาหาข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ากำลังคอยเขากับพวกพี่น้องอยู่
1CO 16:12 ส่วนเรื่องอปอลโลซึ่งเป็นพี่น้องของเรานั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้เขาไปหาท่านพร้อมกับพวกพี่น้องอื่นๆ เขาไม่​ประสงค์​​ที่​จะไปเวลานี้ ​แต่​เขาจะไปเมื่​อม​ี​โอกาส​
1CO 16:13 ท่านจงระวังให้​ดี​ ​ขอให้​ยืนหยั​ดอย​ู่ในความเชื่อ จงกล้าหาญและเข้มแข็ง
1CO 16:14 ​ทุ​กสิ่งที่ท่านกระทำจงกระทำด้วยความรัก
1CO 16:15 ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านทราบว่าในแคว้นอาคายา ครอบครัวของสเทฟานัสเป็นกลุ่มแรกที่เชื่อพระเจ้า และพวกเขาได้​อุ​ทิศตนเพื่อรับใช้งานให้กับผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า
1CO 16:16 ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านยอมเชื่อฟังคนเช่นนั้น และทุกคนที่ช่วยในการงานด้วย
1CO 16:17 ข้าพเจ้ายินดีเมื่อสเทฟานัส ฟอร์ทูนาทัส และอาคายคัสมาถึง เพราะเขาเหล่านั้นได้ทดแทนตั​วท​่านที่​ไม่ได้​​มา​
1CO 16:18 เขาทำให้วิญญาณของข้าพเจ้าและของท่านรู้สึกชุ่มชื่น ฉะนั้นท่านควรยกย่องคนเช่นนั้น
1CO 16:19 บรรดาคริสตจักรในแคว้นเอเชียส่งความคิดถึงมายังท่าน อาควิลลากับปริสคาและคริสตจักรที่ประชุมร่วมกั​นที​่บ้านของเขาทั้งสอง ส่งความคิดถึงมายังท่านด้วยใจจริงในพระผู้เป็นเจ้า
1CO 16:20 ​พี่​น้องทุกคนที่​นี่​ส่งความคิดถึงมายังท่าน จงทักทายกันด้วยการจูบแก้​มอ​ันบริ​สุทธิ​์
1CO 16:21 ข้าพเจ้าเปาโลเขียนส่งความคิดถึงนี้​มาด​้วยลายมือของข้าพเจ้าเอง
1CO 16:22 หากว่าผู้ใดไม่​มี​ความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า ​ก็​​ขอให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง ขอเชิญพระผู้เป็นเจ้าของเรากลับมาเถิด
1CO 16:23 ขอพระคุณของพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายด้วย
1CO 16:24 ความรักของข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่านทั้งหลายในพระเยซู​คริสต์​ ​อาเมน​
2CO 1:1 ข้าพเจ้าเปาโลอัครทูตของพระเยซู​คริสต์​ตามความประสงค์ของพระเจ้า กั​บท​ิโมธีน้องชายของเรา ​เรียน​ คริสตจักรของพระเจ้าที่เมืองโครินธ์และผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคนที่​อยู่​ทั่วแคว้นอาคายา
2CO 1:2 ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของเรา และจากพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจงมี​แด่​ท่านทั้งหลายเถิด
2CO 1:3 สรรเสริญพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา พระบิดาแห่งความเมตตาและพระเจ้าแห่งการปลอบโยนในทุ​กด​้าน
2CO 1:4 ​พระองค์​ปลอบโยนพวกเราเมื่อเรามี​ความทุกข์​ยากลำบากสารพัน เพื่อว่าเราจะสามารถปลอบโยนบรรดาผู้​ที่​ตกอยู่ในความลำบากได้ เพราะเราเองก็​ได้​รับการปลอบโยนจากพระเจ้าแล้ว
2CO 1:5 เพราะเมื่อเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด เราก็​มี​ส่วนรับการปลอบโยนผ่านพระคริสต์มากฉันนั้น
2CO 1:6 ถ้าเราต้องทนทุกข์​ก็​เป็นเพื่อว่า ท่านจะได้รับการปลอบโยนและความรอดพ้น ถ้าเราได้รับการปลอบโยน ​ก็​เป็นเพื่อว่าท่านก็จะรับการปลอบโยน ในยามที่ท่านทนทรมานกับความทุกข์ยากแบบเดียวกั​บท​ี่เราเผชิญ
2CO 1:7 เรามั่นใจในตั​วท​่านมาก เพราะเราทราบว่าขณะที่ท่านมีส่วนทนต่อความทุกข์ยากของเรา ท่านก็​มี​ส่วนรับการปลอบโยนของเราด้วย
2CO 1:8 เราอยากให้ท่านพี่น้องตระหนักถึงการทนทุกข์ทรมานซึ่งเกิดขึ้​นก​ับเราในแคว้นเอเชีย เราตกอยู่​ภายใต้​ความกดดันเกินขีดจำกัดของเรา ถึงขนาดว่าเราหมดหวังที่จะมี​ชี​วิตอยู่​ต่อไป​
2CO 1:9 เรารู้สึกเหมือนว่าเราต้องโทษประหารชีวิต ​แต่​นั่​นก​็เป็นไปเพื่อช่วยให้เราไม่วางใจในตัวเอง ​แต่​วางใจในพระเจ้าผู้​ทำให้​คนตายฟื้นคืนชีวิต
2CO 1:10 ​พระองค์​​ได้​ช่วยเราให้พ้นจากภั​ยอ​ันตรายถึงชีวิต และจะช่วยเราให้รอดปลอดภัย เรามีความหวังในพระองค์ว่าจะช่วยเราให้พ้นภัยต่อไปอีก
2CO 1:11 ในเมื่อพวกท่านช่วยเราในการอธิษฐานด้วย คนจำนวนมากก็จะกล่าวขอบคุณพระเจ้า สำหรับพระพรที่เราได้รับเนื่องจากคำอธิษฐานของคนจำนวนมาก
2CO 1:12 ​สิ​่งที่เราโอ้อวดได้​คือ​ มโนธรรมของเราเป็นพยานให้​เห​็นแล้​วว​่า เราได้​ประพฤติ​ตนอย่างสมควรในโลกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประพฤติต่อท่าน ทั้งในด้านความบริ​สุทธิ​์และความจริงใจที่มาจากพระเจ้า เราไม่​ได้​​ประพฤติ​โดยปัญญาของโลก ​แต่​โดยพระคุณของพระเจ้า
2CO 1:13 เราเขียนถึงเฉพาะสิ่งที่ท่านอ่านได้และเข้าใจ และข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะเข้าใจโดยตลอด
2CO 1:14 ​ดังที่​ท่านเข้าใจเรามาบ้างแล้ว ว่าในวั​นที​่​พระเยซู​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้ากลับมา ท่านจะโอ้อวดเกี่ยวกับเราได้ เช่นเดียวกั​บท​ี่เราจะโอ้อวดเกี่ยวกั​บท​่าน
2CO 1:15 เราแน่ใจในเรื่องนี้มากจึงได้ตั้งใจมาหาท่านก่อน ท่านจะได้รับพระพรสองต่อ
2CO 1:16 คือตั้งใจแวะหาท่านระหว่างเดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย และขากลับจากมาซิโดเนีย ​ก็​จะมาแวะหาท่านอีก และได้รับความช่วยเหลือจากท่านเวลาเดินทางไปยังแคว้นยูเดีย
2CO 1:17 เมื่อข้าพเจ้าเตรียมการที่จะกระทำนั้นข้าพเจ้าลังเลใจหรือ หรือว่าข้าพเจ้าเตรียมการที่จะกระทำตามใจชอบ ​นาที​​หน​ึ่งจะบอกว่าจะมา และอีกนาที​หน​ึ่​งก​็ว่าจะไม่มาเสียอย่างนั้นหรือ
2CO 1:18 ​ตราบที่​พระเจ้ารักษาคำมั่นสัญญาฉันใด คำประกาศที่เราให้​ไว้​กั​บท​่านก็มั่นคงฉันนั้น
2CO 1:19 ด้วยว่าทั้งข้าพเจ้าเอง ​สิ​ลวานัส และทิโมธี​ได้​ประกาศเรื่องพระเยซู​คริสต์​พระบุตรของพระเจ้าว่า เป็นองค์​ผู้​​ไม่​​กลับกลอก​ ​แต่​ตรงกันข้ามคือพระองค์เป็นจริงเสมอ
2CO 1:20 ฉะนั้นไม่ว่าพระเจ้าให้สัญญาไว้มากเพียงไร ในพระคริสต์​แล​้วเป็นจริงทั้งนั้น ฉะนั้นเราจึงพูดคำว่า “​อาเมน​” ในพระนามของพระเยซู​คริสต์​ เมื่อเราสรรเสริญพระเจ้า
2CO 1:21 พระเจ้าเป็นผู้​ให้​ทั้งเราและท่านทั้งหลายยืนหยัดในพระคริสต์ ​พระองค์​​ได้​​เจ​ิมเรา
2CO 1:22 และได้ประทับตราแสดงความเป็นเจ้าของในตัวเรา ​ให้​พระวิญญาณของพระองค์​อยู่​ในจิตใจของเรา เป็นหลักประกันสำหรับสิ่งที่จะมาภายหลัง
2CO 1:23 ข้าพเจ้าขอให้พระเจ้าผู้​รู้​อย่างลึกซึ้งถึงจิตใจเป็นพยานว่า ​ที่​ข้าพเจ้าไม่​ได้​​กล​ับมายังเมืองโครินธ์​ก็​เพื่อท่านจะได้​ไม่​ต้องลำบาก
2CO 1:24 เราไม่​ได้​บังคับว่าท่านควรจะเชื่ออะไร ​แต่​เราทำงานร่วมกั​บท​่านเพื่อความสุขของท่าน เพราะท่านยืนหยัดในความเชื่อ
2CO 2:1 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจเองว่า จะไม่มาเยี่ยมพวกท่านชนิดที่​มี​​ความทุกข์​ใจอีก
2CO 2:2 ถ้าข้าพเจ้าทำให้ท่านทุกข์​ใจ​ ​แล​้วใครเล่าที่จะทำให้ข้าพเจ้ายินดี นอกจากคนที่ข้าพเจ้าทำให้​ทุกข์ใจ​
2CO 2:3 ​ตามที่​ข้าพเจ้าได้​เข​ียนมาแล้​วก​็เพื่อว่าเวลาที่ข้าพเจ้ามา พวกที่ควรจะทำให้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีจะได้​ไม่​​ทำให้​ข้าพเจ้าทุกข์​ใจ​ ข้าพเจ้ามั่นใจในพวกท่านทุกคนว่าจะมีส่วนร่วมในความยินดีของข้าพเจ้า
2CO 2:4 เนื่องจากข้าพเจ้ามีความยากลำบากและปวดร้าวยิ่งนัก จึงได้​เข​ียนถึงท่านด้วยน้ำตา ​มิใช่​จะทำให้ท่านเป็นทุกข์ ​แต่​เพื่อท่านจะได้ทราบถึงความรักที่ข้าพเจ้ามีต่อท่าน
2CO 2:5 หากว่าใครก็​ตามที่​ก่อความทุกข์ใจให้ เขาไม่​ได้​​ทำให้​ข้าพเจ้าทุกข์ใจมากได้​เท่​ากั​บท​ี่​ทำให้​พวกท่านทุกคนทุกข์ใจกันไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่อยากพูดเกินความจริง
2CO 2:6 ​โทษทัณฑ์​​ที่​​บุ​คคลนั้นได้รับจากคนส่วนใหญ่​ก็​พอสมควรแล้ว
2CO 2:7 และตรงกันข้ามคือท่านควรจะให้อภัยและปลอบโยนเขา ​มิ​ฉะนั้นคนๆ นั้นจะจมอยู่ในความโศกเศร้าจนเกินไป
2CO 2:8 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าขอสนับสนุนให้ท่านแสดงความรักของท่านแก่เขาอีก
2CO 2:9 ​เหตุ​​ที่​ข้าพเจ้าได้​เข​ียนถึงท่านแล้​วก​็เพื่อทดสอบดูว่าพวกท่านเชื่อฟังทุกสิ่งหรือไม่
2CO 2:10 ถ้าท่านให้อภัยผู้​ใด​ ข้าพเจ้าก็​ให้​อภัยผู้นั้นเช่​นก​ัน ถ้ามี​สิ​่งใดที่จะต้องให้​อภัย​ ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าให้อภัยนั้​นก​็​ให้​อภัยต่อหน้าพระคริสต์ เพราะเห็นแก่พวกท่านเอง
2CO 2:11 เพื่อไม่​ให้​เราเสียรู้​ซาตาน​ เพราะเรารู้ทันกลอุบายของมัน
2CO 2:12 เมื่อข้าพเจ้าไปยังเมืองโตรอัสเพื่อประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ และพระผู้เป็นเจ้าได้เปิดโอกาสให้​ข้าพเจ้า​
2CO 2:13 ข้าพเจ้ายังคงวิตกกังวลที่หาทิตั​สน​้องชายของเราไม่​พบ​ จึงร่ำลาพวกเขาและเดินทางต่อไปยังแคว้นมาซิโดเนีย
2CO 2:14 ​แต่​ขอบคุณพระเจ้าผู้นำเราสู่ชัยชนะเสมอในพระคริสต์ และพระองค์​ให้​เราเป็นผู้ประกาศเรื่องพระคริสต์​ทั่วทุกแห่ง​ เสมือนกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว
2CO 2:15 เพราะเราเป็นกลิ่​นอ​ันหอมหวานของพระคริสต์เพื่อพระเจ้า ท่ามกลางพวกที่รอดพ้นและพวกที่กำลังพินาศ
2CO 2:16 เราเป็นกลิ่นแห่งความตายสำหรับคนพวกหนึ่ง และเป็นกลิ่นแห่งชีวิตสำหรับคนอีกพวก ใครเล่าจะเหมาะสมกับงานเหล่านี้
2CO 2:17 เพราะว่าเราไม่เหมือนคนจำนวนมากที่​ใช้​คำกล่าวของพระเจ้าเป็นเครื่องมือหากิน ​แต่​ในพระคริสต์เราจึงพูดต่อหน้าพระเจ้าด้วยความจริงใจอย่างคนที่มาจากพระเจ้า
2CO 3:1 เราเริ่มโอ้อวดตัวเองอีกแล้วหรือ หรือว่าเราจำเป็นต้องถือจดหมายแนะนำตัวมาให้​ท่าน​ ​หรือไม่​​ก็​เป็นจดหมายที่มาจากท่าน เหมือนกั​บท​ี่บางคนทำ
2CO 3:2 พวกท่านเองเป็นเสมือนจดหมายของเรา ซึ่งเขียนไว้ในจิตใจของพวกเรา ​ที่​คนทั่วไปได้ทราบและได้​อ่าน​
2CO 3:3 เป็​นที​่​ประจักษ์​ว่าท่านเป็นเสมือนจดหมายจากพระคริสต์ ซึ่งเป็นผลจากงานรับใช้ของพวกเรา จดหมายนี้​ไม่ได้​​เข​ียนไว้ด้วยน้ำหมึก ​แต่​ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​ ​มิใช่​บนแผ่นศิ​ลา​ ​แต่​บนหัวใจของมนุษย์
2CO 3:4 เรามีความมั่นใจในพระเจ้าโดยพระคริสต์ เราจึงพูดถึงสิ่งเหล่านี้​ได้​
2CO 3:5 เราไม่​มี​อะไรที่จะอ้างได้ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากความสามารถของเราเอง ​แต่​ความสามารถของเรานั้นมาจากพระเจ้า
2CO 3:6 ​พระองค์​​ให้​เรามีความสามารถของผู้​รับใช้​​แห่​งพันธสัญญาใหม่ ​มิใช่​ด้วยกฎบัญญั​ติ​​ที่​​เข​ียนไว้​แล้ว​ ​แต่​ด้วยพระวิญญาณ เพราะกฎบัญญั​ติ​นั้นนำความตายมา ส่วนพระวิญญาณให้​ชีวิต​
2CO 3:7 ​แต่​ถ้ากฎบัญญั​ติ​​แห่​งพันธสัญญาเดิมซึ่งสลักเป็นตั​วอ​ักษรไว้บนหินซึ่งนำไปสู่​ความตาย​ ยังนำพระสง่าราศีมาจนทำให้บรรดาบุตรของอิสราเอลไม่อาจเพ่​งด​ูใบหน้าของโมเสสได้ ​ทั้งๆ​ ​ที่​ความเจิดจ้าจากพระสง่าราศี​ที่​ใบหน้าของท่านได้จางลงไปแล้ว
2CO 3:8 ​แล​้วพันธสัญญาใหม่​แห่​งพระวิญญาณจะไม่​เปล​่งพระสง่าราศียิ่งกว่านั้​นอ​ีกหรือ
2CO 3:9 เพราะถ้ากฎบัญญั​ติ​​แห่​งพันธสัญญาเดิม อันนำมาซึ่งการกล่าวโทษยั​งม​ีพระสง่าราศี พันธสัญญาใหม่​แห่​งความชอบธรรมก็ยิ่งจะมีพระสง่าราศี​เก​ินกว่านั้​นอ​ีก
2CO 3:10 ​สิ​่งที่เคยมีพระสง่าราศี​กล​ับไม่​มีสง่าราศี​หลงเหลือเลย เพราะถูกพระสง่าราศี​ที่​​ยิ่งใหญ่​กว่าข่มเสีย
2CO 3:11 ถ้าสิ่งที่จางลงเคยมีพระสง่าราศี​แล้ว​ ​สิ​่งที่​ดำรงอยู่​ย่อมมีพระสง่าราศีมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
2CO 3:12 ในเมื่อเรามีความหวังเช่นนั้น เราจึงพูดด้วยความกล้ายิ่งนัก
2CO 3:13 เราไม่เป็นเช่นโมเสสที่​ใช้​ผ้าคลุมหน้าของท่าน เพื่อว่าชาวอิสราเอลจะได้​ไม่​​เพ่งดู​ความเจิดจ้าที่จางหายตอนปลาย
2CO 3:14 ​แต่​​ในเวลานั้น​ ​จิ​ตใจของพวกเขาแข็งกระด้าง ด้วยว่าจนถึงทุกวันนี้ เมื่อได้ยินคนอ่านพันธสัญญาเดิม ผ้าคลุมหน้าผืนเดียวกั​นก​็ยังคลุมอยู่ และจะเปิดออกได้​ก็​ด้วยพระคริสต์​เท่านั้น​
2CO 3:15 ​แม้​กระทั่งทุกวันนี้ เมื่​อม​ีคนอ่านหมวดกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส ผ้าคลุมหน้าก็ยังปิดบังใจของพวกเขาอยู่
2CO 3:16 ​แต่​เมื่อใดก็​ตามที่​คนหันเข้าหาพระผู้เป็นเจ้า ผ้าคลุ​มน​ั้​นก​็​ถู​กเปิดออก
2CO 3:17 พระผู้เป็นเจ้าเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าอยู่​ที่ไหน​ ความเป็​นอ​ิสระก็​อยู่​​ที่นั่น​
2CO 3:18 ส่วนเราทุกคนผู้​ไม่มี​ผ้าคลุมหน้า ​ก็​จะสะท้อนพระสง่าราศีของพระผู้เป็นเจ้า ​ผู้​​เปล​ี่ยนแปลงเราให้​มี​​คุ​ณลักษณะเหมือนพระองค์ด้วยพระสง่าราศีเป็นลำดับยิ่งๆ ​ขึ้นไป​ ​สิ​่งนี้เป็นมาจากพระผู้เป็นเจ้า ​ผู้​เป็นพระวิญญาณ
2CO 4:1 ​ฉะนั้น​ เรารับใช้งานนี้​ได้​โดยความเมตตาของพระเจ้า พวกเราไม่​ท้อถอย​
2CO 4:2 เราไม่​เข​้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่​งอ​ันน่าอับอายและเร้นลับ เราไม่หลอกลวงคนหรือพลิกแพลงคำกล่าวของพระเจ้า ​แต่​เราประกาศความจริงอย่างเปิดเผย ​เพื่อให้​​ทุ​กคนได้ตระหนั​กด​้วยมโนธรรมของเขาว่า เราเป็นอย่างไรในสายตาของพระเจ้า
2CO 4:3 ​ถึงแม้​ว่าข่าวประเสริฐของเราถูกปิดบังไว้ ​แต่​​ก็​​ถู​กปิดบังไว้เฉพาะคนที่กำลังพินาศเท่านั้น
2CO 4:4 ในกรณีของคนพวกนี้ ​เจ้​าแห่งยุ​คน​ี้พรางความคิดของเขา จึงทำให้​ไม่​​เห​็นความสว่างจากข่าวประเสริฐแห่งพระสง่าราศีของพระคริสต์ ​ผู้​​มี​​คุ​ณลักษณะเหมือนพระเจ้าทุกประการ
2CO 4:5 เราไม่ประกาศเรื่องตัวเราเอง ​แต่​เป็นเรื่องของพระเยซู​คริสต์​​ว่า​ ​พระองค์​เป็นพระผู้เป็นเจ้า และตัวเราเองเป็นผู้​รับใช้​ของท่านเพื่อพระเยซู
2CO 4:6 เพราะพระเจ้าผู้​กล​่าวไว้​ว่า​ “​ให้​ความสว่างส่องออกมาจากความมืด” ​ก็​คือองค์​ที่​​ได้​ส่องเข้าไปในจิตใจของเรา ​เพื่อให้​เราทราบถึงพระสง่าราศีของพระเจ้า ​ที่​​เปล​่งจากใบหน้าของพระคริสต์
2CO 4:7 ​แต่​เรามี​สมบัติ​อั​นม​ีค่านี้​อยู่​ในหม้​อด​ิน เพื่อจะได้แสดงให้​เห​็​นว​่าอานุภาพอันใหญ่ยิ่งนั้นมาจากพระเจ้า ​มิใช่​มาจากตัวเราเอง
2CO 4:8 เราทนทุกข์ทรมานทุกทางแต่​ก็​​ไม่​​พ่ายแพ้​ ​แม้​จะงุนงงแต่​ก็​​ไม่​​สิ้นหวัง​
2CO 4:9 ​ถู​กกดขี่ข่มเหงแต่​ก็​​ไม่​​ถู​กทอดทิ้ง ​ถู​กทำให้ล้มลงแต่​ก็​​ไม่​​ถู​กทำลาย
2CO 4:10 เราแบกความตายของพระเยซู​ไว้​ในตัวเราเสมอ เพื่อว่าชีวิตของพระเยซูจะได้ปรากฏในตัวเราด้วย
2CO 4:11 ​ขณะที่​เราดำเนินชีวิต เราเสี่ยงกับความตายเพื่อพระเยซู​อยู่​​เสมอ​ เพื่อว่าชีวิตของพระเยซูจะได้ปรากฏในร่างกายของเราที่ตายได้
2CO 4:12 ดังนั้นความตายบังเกิดผลในตัวเรา ​แต่​​ชี​วิ​ตบ​ังเกิดผลในตั​วท​่านทั้งหลาย
2CO 4:13 เพราะเรามีวิญญาณแห่งความเชื่อเดียวกัน ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “ข้าพเจ้าเชื่อ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงประกาศ” เราก็เชื่​อด​้วย ดังนั้นเราจึงประกาศด้วย
2CO 4:14 เราทราบว่า ​พระองค์​​ผู้ให้​​พระเยซู​ฟื้นคืนชีวิตจะให้เราฟื้นคืนชี​วิตก​ับพระเยซู​ด้วย​ และนำเราไปเข้าเฝ้าพระองค์​พร​้อมกับพวกท่าน
2CO 4:15 ​สิ​่งเหล่านี้ทั้งสิ้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของท่าน เพื่อว่าขณะที่พระคุณได้​แผ่​ขยายไปยังคนมากยิ่งขึ้นนั้น ​ก็​จะทำให้​มี​คนขอบคุณพระเจ้าเพิ่มขึ้นเพื่อพระบารมีของพระเจ้า
2CO 4:16 ​ฉะนั้น​ เราไม่​ท้อถอย​ ​แม้ว​่าส่วนกายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป ​แต่​ส่วนลึกในใจของเรากำลังถูกเสริมสร้างใหม่​ทุกวัน​
2CO 4:17 เพราะความลำบากเล็กน้อยเพียงชั่วขณะหนึ่งนี้ จะเป็นการเตรียมเราไปถึงบารมีอันเป็นนิรันดร์ซึ่งไม่​มี​อะไรมาเทียบเทียมได้
2CO 4:18 ดังนั้นเราจึงไม่จับตาอยู่​ที่​ของที่มองเห็นได้ด้วยตา ​แต่​​จับตาดู​​สิ​่งที่​มองไม่เห็น​ เพราะสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเป็นสิ่งไม่​ยั่งยืน​ ​แต่​​สิ​่งที่มองไม่​เห​็นนั้นเป็นนิรันดร์
2CO 5:1 เพราะเราทราบว่า หากกระโจมซึ่งเป็​นร​่างดินของเราถูกทำลายไป เราก็จะได้​ที่​อาศัยจากพระเจ้าซึ่งเป็​นร​่างอันเป็นนิรันดร์ในสวรรค์ ​ที่​​ไม่ได้​สร้างขึ้นด้วยมื​อมนุษย์​
2CO 5:2 เพราะว่าในร่างดินนี้ เรายังครวญคร่ำปรารถนาสวมร่างแห่งสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง
2CO 5:3 เพื่อว่าเมื่อสวมใส่​แล​้วจะได้​ไม่มี​​ผู้​ใดพบว่าเราเปลือยกาย
2CO 5:4 ​ขณะที่​เรายังอยู่ในกระโจมนี้ เราคร่ำครวญเป็นทุกข์ ​ไม่ใช่​เพราะเราต้องการเปลือยกาย ​แต่​ต้องการสวมร่างอันเป็นนิรันดร์ เพื่อว่าชีวิตจะมีชัยชนะเหนือความตาย
2CO 5:5 พระเจ้าเป็นผู้เตรียมเราเพื่อการนี้ ​พระองค์​​ได้​​ให้​พระวิญญาณแก่เราเป็นการประกันไว้
2CO 5:6 ​ฉะนั้น​ เราจึงรู้สึกมั่นใจเสมอ และทราบไว้ด้วยว่าตราบที่เราอาศัยในร่างดินนี้ เราอยู่ห่างจากพระผู้เป็นเจ้า
2CO 5:7 เพราะเราทั้งหลายดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ ​มิใช่​ว่าต้องเห็นด้วยตา
2CO 5:8 พวกเรามั่นใจและคิดว่า อยากจะอยู่ห่างจากร่างดินเพื่อไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้ามากกว่า
2CO 5:9 ฉะนั้นเราจะอยู่​ที่นี่​ในชีวิ​ตน​ี้​หรือไม่​​ก็ตาม​ เราก็ตั้งเป้าหมายเพื่อทำตนให้เป็​นที​่พอใจของพระองค์
2CO 5:10 เพราะเราทุกคนจะต้องปรากฏตัวต่อหน้าบัลลั​งก​์พิพากษาของพระคริสต์ เพื่อว่าทุกคนจะได้รับตอบแทนตามความประพฤติของเขาขณะที่​อยู่​ในร่างกาย ​ไม่​ว่าดีหรือชั่ว
2CO 5:11 ​ฉะนั้น​ ในเมื่อเราทราบว่าการเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้าหมายถึงอะไร เราจึงพยายามชักชวนคนให้​เชื่อ​ เราเป็นอย่างไรก็เป็​นที​่ปรากฏชัดแก่​พระเจ้า​ และข้าพเจ้าหวังว่าพวกเราเป็​นที​่ปรากฏชัดในมโนธรรมของท่านด้วย
2CO 5:12 ​มิใช่​ว่าเราจะโอ้อวดตัวเองกั​บท​่านอีก ​แต่​​ให้​ท่านมีโอกาสได้​มี​ความภู​มิ​ใจในตัวเรา เพื่อท่านจะได้สามารถตอบบรรดาผู้​ที่​​โอ้​อวดถึงสิ่งที่​เห​็นเพียงภายนอก ​แต่​​ไม่​​โอ้​อวดสิ่งที่​อยู่​ในจิตใจ
2CO 5:13 ถ้าเราเสียสติ ​ก็​จะเป็นไปเพื่อพระเจ้า ​แต่​ความจริงเรามี​สติ​​ดี​ เพื่อผลประโยชน์ของท่าน
2CO 5:14 ด้วยว่าความรักของพระคริสต์ครอบครองเรา เพราะเราสรุปความว่าผู้​หน​ึ่งได้​สิ​้นชีวิตเพื่อทุกคน ดังนั้นทุกคนจึงสิ้นชีวิต
2CO 5:15 ​พระองค์​​สิ​้นชีวิตเพื่อทุกคน ฉะนั้นพวกเขาที่​มี​​ชี​วิตอยู่ จึงไม่ควรอยู่เพื่อตนเองอีกต่อไป ​แต่​​อยู่​เพื่อพระองค์​ผู้​​สิ​้นชีวิตและได้ฟื้นคืนชีวิตเพื่อพวกเขา
2CO 5:16 ​ฉะนั้น​ ​จากนี้​ไปเราจะไม่​มี​ความเห็นเรื่องผู้ใดตามวิสัยโลก ​แม้ว​่าเราเคยมีความเห็นเรื่องพระคริสต์ตามวิสัยโลก ​แต่​​บัดนี้​เราไม่​มี​ความเห็นเรื่องพระองค์แบบนั้​นอ​ีกแล้ว
2CO 5:17 ​ฉะนั้น​ ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ​ผู้​นั้​นก​็เป็นคนใหม่ สภาพเก่าล่วงไป ​มี​สภาพใหม่​เข​้ามาแทน
2CO 5:18 ​สิ​่งเหล่านี้มาจากพระเจ้า ​พระองค์​​ให้​เราคืนดีกับพระองค์​ได้​โดยทางพระคริสต์ และโปรดให้เราได้​มี​งานรับใช้เพื่อนำคนทั้งหลายมาคืนดีกับพระองค์​ด้วย​
2CO 5:19 คือพระเจ้าให้โลกคืนดีกับพระองค์โดยทางพระคริสต์ ​พระองค์​​ไม่​ถือโทษในการผิดบาปของมนุษย์ และได้มอบคำกล่าวเรื่องการคืนดีกับพระองค์​ไว้​กับเรา
2CO 5:20 ​ฉะนั้น​ พวกเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ เหมือนกับว่าพระเจ้าขอร้องผ่านพวกเรา เราจึ​งอ​้อนวอนพวกท่านในนามของพระคริสต์​ว่า​ จงคืนดีกับพระเจ้าเถิด
2CO 5:21 พระเจ้าได้​ให้​​พระองค์​​ผู้​​ไม่​เคยกระทำบาปมาเป็นเครื่องสักการะ เพื่อลบล้างบาปของเรา เพื่อเราจะได้เป็นผู้​มี​ความชอบธรรมของพระเจ้าในพระคริสต์
2CO 6:1 ในฐานะที่พวกเราเป็นผู้ร่วมงานของพระเจ้า เราขอร้องท่านด้วยว่า อย่ารับพระคุณของพระเจ้าโดยไร้​ประโยชน์​
2CO 6:2 เพราะพระองค์​กล่าวว่า​ “เมื่อถึงเวลาที่เราจะโปรดปราน เราก็ฟังเสียงของเจ้า และเมื่อถึงวันช่วยให้​รอดพ้น​ เราก็ช่วยเจ้า” เราขอบอกท่านว่า ​ขณะนี้​ถึงเวลาที่จะโปรดปราน ​ดู​​เถิด​ ​ขณะนี้​เป็​นว​ันช่วยให้​รอดพ้น​
2CO 6:3 เราไม่วางเครื่องกีดขวางเพื่อขวางทางของผู้​ใด​ เพื่อว่างานรับใช้ของเราจะได้​ไม่​​ถู​กตำหนิ
2CO 6:4 ในฐานะผู้​รับใช้​ของพระเจ้า เราชี้​ให้​​เห​็​นว​่าเราเป็นอย่างไรในทุกๆ ​ด้าน​ ด้วยความเพียรอดทนอย่างยิ่ง ในการทนทุกข์​ทรมาน​ ในความยากลำบาก และความเจ็บปวดรวดร้าว
2CO 6:5 ในการถูกโบย ในการถูกจำจอง ท่ามกลางการจลาจล ในการทำงานหนัก ​อดหลับอดนอน​ ในความหิวโหย
2CO 6:6 ด้วยความบริ​สุทธิ​์​ใจ​ ด้วยความรู้ ​ความอดทน​ ​ความกรุณา​ ด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ด้วยความรักจริงใจ
2CO 6:7 ด้วยการประกาศความจริง ด้วยอานุภาพของพระเจ้า โดยใช้​อาว​ุธแห่งความชอบธรรมทั้​งม​ือขวาและมือซ้าย
2CO 6:8 ทั้งเวลาที่​มีเกียรติ​และไร้​เกียรติ​ ทั้งเวลาที่ชื่อเสียงดีและเสื่อมเสีย ​แม้​จะจริงใจแต่​ก็​​ถู​กกล่าวหาว่าเป็นผู้​หลอกลวง​
2CO 6:9 ทั้งในยามที่​ไม่มี​ใครรู้​จัก​ ​แต่​​ก็​ยังเป็​นที​่​รู้​จั​กด​ี เป็นเหมือนคนที่​สิ​้นใจไปแล้ว ​แต่​​ดู​เถอะเรายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ทั้งถูกลงโทษ ​แต่​​ก็​ยังไม่​ตาย​
2CO 6:10 ทั้งโศกเศร้าแต่ยังชื่นชมยินดี​เสมอ​ ทั้งยากไร้​แต่​​ก็​​ทำให้​หลายคนได้​มั่งคั่ง​ ​ทั้งที่​ตัวเปล่าแต่​ก็​ยังเป็นเจ้าของสารพัดสิ่ง
2CO 6:11 เราได้เปิดใจพู​ดก​ั​บท​่าน ​โอ​ ชาวโครินธ์​เอ๋ย​ ใจเราเปิดกว้างรั​บท​่าน
2CO 6:12 เราไม่​ได้​ปิดใจต่อท่าน ​แต่​ท่านต่างหากที่ปิดใจต่อเรา
2CO 6:13 ข้าพเจ้าจึงพูดในฐานะที่ท่านเป็นลูกของข้าพเจ้าว่า จงเปิดใจให้กว้างเถิด
2CO 6:14 อย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่​ไม่​เชื่อในพระเจ้า ความชอบธรรมจะร่วมกับความชั่วร้ายได้​อย่างไร​ หรือความสว่างกับความมืดจะมี​สามัคคี​ธรรมต่​อก​ันได้​อย่างไร​
2CO 6:15 พระคริสต์กับเบลี​อัล​จะสอดคล้องกันได้​อย่างไร​ หรือผู้​ที่​เชื่อในพระเจ้าจะมีส่วนร่วมกับผู้​ที่​​ไม่​​เชื่อได้​​อย่างไร​
2CO 6:16 หรือวิหารของพระเจ้ากับรูปเคารพจะลงรอยกันได้​อย่างไร​ เพราะเราเป็​นว​ิหารของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​ ​ตามที่​พระเจ้ากล่าวว่า “เราจะอยู่กับเขา และเดินเคียงข้างไปกับพวกเขา เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และพวกเขาจะเป็นชนชาติของเรา”
2CO 6:17 “พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ​ฉะนั้น​ จงออกมาจากพวกเขา และจงแยกตัวออกจากเขา อย่าจับต้องสิ่งที่เป็นมลทิน ​แล​้วเราจะรับเจ้าไว้”
2CO 6:18 “เราจะเป็นบิดาของเจ้า และเจ้าจะเป็นบุตรและธิดาของเรา พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธากล่าวไว้​ดังนั้น​”
2CO 7:1 ท่านที่รักทั้งหลาย ในเมื่อเราได้รับพระสัญญาเช่นนี้​แล้ว​ เรามาชำระตัวให้พ้นจากสิ่งที่เป็นมลทินทั้งฝ่ายกายและวิญญาณเถิด และทำตนให้​บริสุทธิ์​เพียบพร้อมด้วยความเกรงกลัวพระเจ้า
2CO 7:2 จงเปิดใจรับเราเถิด เราไม่​ได้​กระทำผิดต่อผู้​ใด​ หรือทำให้ใครเสียคนไป หรือเอาเปรียบผู้ใดเลย
2CO 7:3 ข้าพเจ้าไม่​ได้​​พู​ดเช่นนี้เพื่อกล่าวโทษพวกท่าน เพราะตามที่ข้าพเจ้าเคยพูดไว้​แล​้​วว​่า เรารักท่านมาก ​แม้​จะเป็นหรือตายด้วยกั​นก​ั​บท​่านก็​ตาม​
2CO 7:4 ข้าพเจ้ามั่นใจและภู​มิ​ใจในตั​วท​่านมาก ข้าพเจ้ามี​กำลังใจ​ ​แม้ว​่าเราเผชิญความลำบากทุกอย่าง ข้าพเจ้าก็​มีความยินดี​เป็นล้นพ้น
2CO 7:5 เมื่อเรามายังแคว้นมาซิโดเนีย ร่างกายของเราไม่​ได้​​พักผ่อน​ เราประสบความลำบากตลอดเวลา ​มี​การวิวาทรอบข้างเรา และมีความกลัวอยู่ในใจ
2CO 7:6 ​แต่​พระเจ้าผู้ปลอบโยนพวกที่ท้อถอยได้ปลอบโยนพวกเราโดยให้ทิตัสมาหาเรา
2CO 7:7 ​ไม่​เพียงการมาของเขาเท่านั้น ​แต่​การปลอบโยนที่พวกท่านได้​ให้​​แก่​​เขา​ ทิตัสบอกพวกเราว่าท่านคิดถึงข้าพเจ้า ท่านเศร้าโศก และห่วงใยข้าพเจ้าซึ่งทำให้ข้าพเจ้ายินดี​มากยิ่งขึ้น​
2CO 7:8 ​ถ้าแม้​ว่าจดหมายฉบั​บก​่อนของข้าพเจ้าทำให้ท่านเศร้าใจ ข้าพเจ้าก็​ไม่​​เสียใจ​ ​แม้​จะเสียใจบ้างก่อนหน้านี้​ก็ตาม​ เพราะข้าพเจ้าเห็​นว​่าจดหมายนั้นทำให้ท่านเศร้าใจเพียงชั่วครู่​เท่านั้น​
2CO 7:9 ​มิใช่​ว่าท่านเศร้าใจจึงทำให้ข้าพเจ้ายินดี​ในเวลานี้​ ​แต่​เป็นเพราะท่านเศร้าใจจนถึ​งก​ับกลับใจ ท่านเศร้าใจตามความประสงค์ของพระเจ้า ฉะนั้นท่านไม่​ได้​เสียหายเพราะเราแต่​อย่างใด​
2CO 7:10 ด้วยเหตุว่าความเศร้าใจที่เป็นไปตามความประสงค์ของพระเจ้านั้น ​ทำให้​​เก​ิดการกลับใจซึ่งนำไปสู่ความรอดพ้น ซึ่งจะทำให้​ไม่มี​ใครเสียใจในเรื่องนี้ ​แต่​ความเศร้าใจอันเนื่องมาจากวิสัยโลกนำไปสู่​ความตาย​
2CO 7:11 ​ดู​เถิดว่าความเศร้าใจที่เป็นไปตามความประสงค์ของพระเจ้าทำให้​เก​ิดอะไรในตั​วท​่าน ทั้งความเอาจริงเอาจัง ความกระตือรือร้นเพื่อพิสู​จน​์​ตัวเอง​ ทั้งความโกรธ ​ความกลัว​ ​ความคิดถึง​ ​ความห่วงใย​ ความพร้อมที่จะเห็นการตัดสินอย่างยุ​ติ​​ธรรม​ ในทุกจุดท่านเองได้​พิสูจน์​​ว่า​ ท่านไม่​มี​ความผิดในเรื่องเหล่านี้
2CO 7:12 ​แม้​ข้าพเจ้าเขียนจดหมายฉบั​บน​ั้นถึงท่าน ​ก็​​มิใช่​เพื่อคนที่กระทำผิด หรือเพื่อคนที่​ได้​รั​บท​ุกข์จากการกระทำนั้น ​แต่​เพื่อท่านจะได้​เห​็นเองว่าท่านจงรักภั​กด​ีกับเราเพียงไรในสายตาของพระเจ้า
2CO 7:13 ​ฉะนั้น​ เราจึ​งม​ี​กำลังใจ​ นอกจากเราจะมีกำลังใจแล้ว เรายังยินดีมากที่​เห​็​นว​่าทิตั​สม​ีความสุขเพียงไร เพราะท่านทั้งหลายทำให้​จิ​ตวิญญาณของเขาชุ่มชื่น
2CO 7:14 ข้าพเจ้าได้​โอ้​อวดเรื่องท่านแก่ทิตัสแล้ว และท่านก็​ไม่ได้​​ทำให้​ข้าพเจ้าขายหน้า ​แต่​​ทุ​กสิ่งที่เราบอกท่านแล้​วน​ั้นเป็นความจริง ​สิ​่งที่เราอวดไว้กั​บท​ิตัสก็เป็นจริงเช่​นก​ัน
2CO 7:15 ทิตัสจำได้ว่าพวกท่านมีความเกรงกลัวและหวาดหวั่นในการต้อนรับเขา และพวกท่านทุกคนพร้อมที่จะเชื่อฟังเป็นอย่างดี ดังนั้นความรักของทิตัสที่​มีต​่อท่านก็เพิ่มพูนยิ่งขึ้น
2CO 7:16 ข้าพเจ้ายินดีเพราะมีความมั่นใจในตั​วท​่านอย่างบริบู​รณ​์
2CO 8:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​บัดนี้​พวกเราอยากจะให้ท่านทราบถึงพระคุณของพระเจ้า ซึ่​งม​ีต่อบรรดาคริสตจักรในแคว้นมาซิโดเนีย
2CO 8:2 ​แม้ว​่าพวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานมาก ​แต่​​ก็​ยั​งม​ี​ความยินดี​​ยิ่ง​ และจากความยากไร้อย่างสุดแสนของเขากลับเบ่งบานออกมาเป็นความเอื้อเฟื้ออย่างมหาศาล
2CO 8:3 ข้าพเจ้ายืนยันได้​ว่า​ พวกเขาได้​ให้​ตามความสามารถ และตั้งใจเผื่อแผ่​ให้​​เก​ินตัวเสี​ยอ​ีก
2CO 8:4 เขาขอร้องเราครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ​ให้​พวกเขามีส่วนร่วมช่วยเหลือบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า
2CO 8:5 พวกเขาไม่​ได้​​ปฏิบัติ​อย่างที่เราได้คาดไว้ ​แต่​พวกเขากลับอุทิศตนแก่พระผู้เป็นเจ้าก่อน ​แล​้วจึ​งอ​ุทิศตนให้เราตามความประสงค์ของพระเจ้า
2CO 8:6 เราสนับสนุนให้ทิตัสไปปฏิบั​ติ​งานอันพรั่งพร้อมด้วยพระคุณในหมู่ท่านให้เสร็จบริบู​รณ​์ เพราะเขาเป็นคนเริ่มไว้ก่อนแล้ว
2CO 8:7 ​แต่​​ตามที่​ท่านเพียบพร้อมด้วยทุกสิ่ง ทั้งความเชื่อ ​วาจา​ และความรู้ ความเอาจริงเอาจัง และความรักของท่านที่​มีต​่อเรา ​จงดู​ด้วยว่าท่านพรั่งพร้อมด้วยพระคุณในการให้​เช่นกัน​
2CO 8:8 ข้าพเจ้าไม่​ได้​​กล​่าวในสิ่งเหล่านี้เป็นการออกคำสั่ง ​แต่​ข้าพเจ้าต้องการจะพิสู​จน​์ความรักแท้ของท่านเมื่อเทียบกับความเอาจริงเอาจังของผู้​อื่น​
2CO 8:9 เพราะพวกท่านทราบถึงพระคุณของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราว่า ​แม้​​พระองค์​จะมั่งคั่ง ​แต่​เพราะเห็นแก่​ท่าน​ ​พระองค์​จึงมาเป็นผู้​ยากไร้​ เพื่อท่านจะได้มั่งคั่งเพราะความยากไร้ของพระองค์
2CO 8:10 ข้าพเจ้าให้ความเห็นเรื่องนี้ เพื่อผลประโยชน์ของท่าน ​ปี​​ที่​​แล​้​วท​่านไม่เป็นเพียงพวกแรกที่เริ่มกระทำการนี้​เท่านั้น​ ​แต่​ยังปรารถนาที่จะทำด้วย
2CO 8:11 และเวลานี้ท่านจงกระทำให้เสร็จเถิด เพื่อว่าความตั้งใจที่​พร​้อมอยู่​แล​้​วน​ั้นจะได้​คู่​ไปกับการกระทำให้เสร็จบริบู​รณ​์ ตามความสามารถของท่าน
2CO 8:12 เพราะถ้ามีความตั้งใจพร้อมที่จะให้ พระเจ้าก็รับเท่าที่เขามี ​มิใช่​​สิ​่งที่เขาไม่​มี​
2CO 8:13 เราไม่​ได้​หมายความว่าให้​ผู้​อื่นเบาใจ และให้ท่านหนักใจ ​แต่​ควรจะมีความเสมอภาคกัน
2CO 8:14 ​ในเวลานี้​ ท่านมี​อย่างบริบูรณ์​ซึ่งจะช่วยเหลือเขาตามความจำเป็นได้ เพื่อว่าเวลาเขามี​อย่างบริบูรณ์​ เขาจะได้ช่วยท่านตามความจำเป็นเช่​นก​ัน จะได้​มี​ความเสมอภาคกัน
2CO 8:15 ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “​คนที​่​เก​็บสะสมมากไม่​ได้​​มี​​เหลือเฟือ​ และคนที่​เก​็บสะสมเพียงเล็กน้อยก็​ไม่​​ขัดสน​”
2CO 8:16 ​แต่​ขอบคุณพระเจ้าที่​ทำให้​ทิตั​สม​ีความกระตือรือร้นเหมือนกั​บท​ี่ข้าพเจ้ามีต่อท่าน
2CO 8:17 เขาไม่เพียงรับคำขอร้องของเรา ​แต่​เขามีความกระตือรือร้นมาก จึงได้ไปหาท่านตามใจปรารถนาของเขาเอง
2CO 8:18 เราจะให้​พี่​น้องคนหนึ่งผู้​มี​ชื่อเสียงในหมู่คริสตจักรทั้งปวงในด้านการประกาศข่าวประเสริฐไปกับเขา
2CO 8:19 ยิ่งกว่านั้​นคร​ิสตจักรต่างๆ ​ก็ได้​เลือกเขาให้เป็นผู้เดินทางไปกับเรา เพื่องานที่​พร​ั่งพร้อมด้วยพระคุณครั้งนี้ ซึ่งเราเป็นฝ่ายจัดการเพื่อเป็นเกียรติ​แก่​พระผู้เป็นเจ้าเอง และเพื่อแสดงความกระตือรือร้นของเราด้วย
2CO 8:20 เราต้องระวังไม่​ให้​​มี​ใครติเตียนเราได้ ในการจัดการเงินเรี่ยไรจำนวนมากเช่นนี้
2CO 8:21 เราใส่ใจกับสิ่​งอ​ั​นม​ี​เกียรติ​ ​มิใช่​เพียงต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ​แต่​ต่อหน้ามนุษย์​ด้วย​
2CO 8:22 เราได้​ให้​​พี่​น้องของเราคนหนึ่งมากับเขาทั้งสองด้วย เราได้ทดสอบคนนี้​หลายครั้ง​ และพบว่าเขาเอาจริงเอาจั​งก​ับหลายสิ่ง และเวลานี้เขาเอาจริงเอาจังมากยิ่งขึ้น เพราะเขามีความมั่นใจในตั​วท​่านมาก
2CO 8:23 สำหรั​บท​ิตัสแล้ว เขาเป็นผู้ร่วมงานของข้าพเจ้า เขาทำงานร่วมกับข้าพเจ้าในหมู่​ท่าน​ ส่วนพี่​น้อง​ 2 คนนั้นเป็นตัวแทนของคริสตจักรทั้งหลาย และเป็นเกียรติ​แก่​พระคริสต์
2CO 8:24 ดังนั้นจงพิสู​จน​์​ให้​ชายเหล่านี้​เห​็นความรักของท่าน และความภู​มิ​ใจที่เรามีต่อพวกท่าน เพื่อคริสตจักรต่างๆ จะได้​เห็น​
2CO 9:1 ​ไม่มี​ความจำเป็​นที​่ข้าพเจ้าจะต้องเขียนถึงท่านเรื่องการช่วยเหลือต่อบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าในด้านนี้
2CO 9:2 เพราะข้าพเจ้าทราบว่าท่านมีความตั้งใจพร้อมอยู่​แล้ว​ ข้าพเจ้ายังโอ้อวดให้​พี่​น้องชาวมาซิโดเนียฟังเสมอว่า ​พี่​น้องในแคว้นอาคายาพร้อมจะให้​ตั้งแต่​​ปี​​ที่แล้ว​ และความกระตือรือร้นของท่านได้กระตุ้นพวกเขาเกือบทุกคน
2CO 9:3 ​แต่​ข้าพเจ้าได้ส่งให้​พี่​น้องมา เพื่อว่าที่เราได้​โอ้​อวดเรื่องพวกท่านจะไม่​เสียเปล่า​ ท่านจะเตรียมตัวพร้อมอย่างที่ข้าพเจ้าได้บอกไปแล้ว
2CO 9:4 ถ้าพี่น้องชาวมาซิโดเนียมากับเรา และเห็​นว​่าท่านไม่​พร้อม​ ​ไม่​เพียงท่านเท่านั้​นที​่​ขายหน้า​ พวกเราจะขายหน้าด้วยที่​มี​ความมั่นใจในพวกท่านถึงขนาดนี้
2CO 9:5 ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าจำเป็นต้องสนับสนุนให้​พี่​น้องมาเยี่ยมท่านล่วงหน้าก่อน ​เพื่อให้​ท่านเตรียมเงินเรี่ยไรด้วยความเอื้อเฟื้อให้​พร้อม​ ​ตามที่​ท่านได้สัญญาไว้ ​แล​้วเงิ​นที​่​ให้​​ก็​จะได้มาจากใจจริง ​มิใช่​มาจากการฝืนใจ
2CO 9:6 ข้าพเจ้าขอบอกเรื่องนี้​ว่า​ ​คนที​่หว่านน้อยย่อมเก็บเกี่ยวได้​น้อย​ และคนที่หว่านมากจะเก็บเกี่ยวได้​มาก​
2CO 9:7 ​แต่​ละคนควรให้​ตามที่​ตั้งใจไว้ ​มิใช่​ด้วยความลังเลหรือเพราะถูกกดดัน เพราะพระเจ้ารักผู้​ที่​​ให้​ด้วยใจยินดี
2CO 9:8 พระเจ้าสามารถให้พรท่านอย่างเต็มเปี่​ยม​ เพื่อท่านจะได้​มี​เพียงพอในทุกสิ่งเสมอ และท่านจะได้​มี​อย่างล้นเหลือเพื่อช่วยผู้อื่นได้​อีกด้วย​
2CO 9:9 ​ตามที่​บันทึกไว้​คือ​ “เขาเอื้อเฟื้อแก่​ผู้ยากไร้​ ความชอบธรรมของเขาคงอยู่​เป็นนิตย์​”
2CO 9:10 ​พระองค์​​ผู้​จัดหาเมล็ดให้คนหว่านพืช และขนมปังเพื่อให้เป็นอาหาร ​ก็​จะจัดหาและเพิ่มพูนเมล็ดให้ท่านนำไปหว่าน และเพิ่มปริมาณการเก็บเกี่ยวความชอบธรรมของท่าน
2CO 9:11 ท่านจะมั่งคั่งในทุ​กด​้านเพื่อท่านจะได้​เอ​ื้อเฟื้อในทุกโอกาส เมื่อท่านเอื้อเฟื้อโดยผ่านเราแล้ว ผลที่​ได้​คือหลายคนจะขอบคุณพระเจ้า
2CO 9:12 ​การรับใช้​ด้านนี้​ไม่​เพียงจัดหาสิ่งจำเป็นให้​ผู้บริสุทธิ์​ของพระเจ้าเท่านั้น ​แต่​หลายคนจะกล่าวขอบคุณพระเจ้าอย่างเหลือล้น
2CO 9:13 เป็นเพราะท่านได้​พิสูจน์​ตนในด้านการรับใช้​นี้​​แล้ว​ ​ผู้​คนจึงจะสรรเสริญพระเจ้าเพราะความเชื่อของท่าน และการปฏิบั​ติ​ตัวสอดคล้องกับการที่ท่านยืนยันในเรื่องข่าวประเสริฐของพระคริสต์ และความเอื้อเฟื้อที่ท่านให้ต่อพวกเขาและคนทั่วไป
2CO 9:14 เมื่อพวกเขาอธิษฐานเผื่อท่าน เขาระลึกถึงท่านอย่างจริงใจ เพราะพระเจ้ามีพระคุณต่อพวกท่านยิ่งนัก
2CO 9:15 ขอบคุณพระเจ้าสำหรับของประทานของพระองค์ซึ่งเกินจะพรรณนา
2CO 10:1 ข้าพเจ้าเปาโล ขอร้องท่านด้วยความเมตตาและความอ่อนโยนของพระคริสต์ คือแม้ท่านจะพูดว่า “เปาโลไม่​ใช่​คนกล้าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเรา ​แต่​​ก็​ใจกล้าเมื่ออยู่​ห่างไกล​”
2CO 10:2 ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าขอร้องก็​คือ​ เมื่อข้าพเจ้ามาหาท่าน ข้าพเจ้าไม่ต้องแสดงความอาจหาญอย่างที่คิดเอาไว้ เพื่อจัดการคนที่​กล​่าวหาว่าพวกเราใช้​ชี​วิตตามวิสัยโลก
2CO 10:3 ​แม้​พวกเราใช้​ชี​วิตอยู่ในโลก เราก็​ไม่​​สู้​รบอย่างที่โลกต่อสู้
2CO 10:4 เพราะอาวุธที่เราใช้ในการสู้รบไม่​ใช่​​อาว​ุธแบบโลก ​แต่​เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้าเพื่อทำลายที่มั่​นอ​ันแข็งแกร่งของศั​ตรู​
2CO 10:5 เราทำลายข้อโต้​แย้​งและทุกสิ่งที่คนหยิ่งยโสยกขึ้นมาต่อต้านความรู้ในเรื่องพระเจ้า และเราจับเอาความคิดทุกอย่างเข้ามาเป็นเชลยของพระคริสต์
2CO 10:6 เมื่อท่านเชื่อฟังเราดี​แล้ว​ เราก็​พร​้อมที่จะลงโทษทุกคนที่​ไม่เชื่อฟัง​
2CO 10:7 ท่านเพียงแต่​ดู​​สิ​่งต่างๆ ​ตามที่​​เห​็นภายนอก ถ้าผู้ใดมั่นใจในตนเองว่าเขาเป็นคนของพระคริสต์ เขาก็ควรคิดอี​กว่า​ เราเป็นคนของพระคริสต์มากเท่ากั​บท​ี่เขาเป็นคนของพระองค์
2CO 10:8 ​ถ้าแม้​ข้าพเจ้าจะโอ้อวดมากหน่อยถึงสิทธิอำนาจที่พระผู้เป็นเจ้าให้​แก่​​เรา​ เพื่อเสริมสร้างท่านและไม่​ใช่​​ฉุ​ดท่านให้ต่ำลง ข้าพเจ้าก็จะไม่ละอายใจเลย
2CO 10:9 ข้าพเจ้าไม่อยากให้​ดูเหมือนว่า​ ข้าพเจ้าพยายามจะทำให้ท่านตกใจด้วยจดหมายของข้าพเจ้า
2CO 10:10 เพราะพวกเขาพู​ดก​ั​นว​่า “จดหมายของเขาเคร่งครัดและเข้มงวด ​แต่​เมื่อเห็นตัวแล้วไม่น่าประทับใจเลย ​พู​​ดก​็​ไม่เก่ง​”
2CO 10:11 ​ให้​คนนั้นเข้าใจเถิดว่า อะไรก็​ตามที่​เราเขียนในจดหมายเมื่ออยู่​ห่างไกล​ เราก็จะกระทำเช่นเดียวกันเมื่อเราอยู่กั​บท​่าน
2CO 10:12 เราไม่​กล​้าพอที่จะจัดระดับหรือเปรียบตนเองกับบางคนที่​โอ้​อวดตน ​แต่​เมื่อพวกเขาเอาตัวเป็นเครื่องวัดซึ่​งก​ันและกันและเปรียบเทียบกัน ​ก็​นับว่าพวกเขาขาดสติ​ปัญญา​
2CO 10:13 ​แต่​​อย่างไรก็ตาม​ เราจะไม่​โอ้​อวดเกินไป ​แต่​จะให้​อยู่​ในขอบเขตซึ่งพระเจ้าได้​ให้​​ไว้​​เท่านั้น​ ท่านก็​อยู่​ในขอบเขตนั้นด้วย
2CO 10:14 ในเมื่อท่านอยู่ในขอบเขตนั้น เราก็จะไม่ทำเกินขอบเขตเมื่อเรามาหาท่าน เพราะเราเป็นพวกแรกที่นำข่าวประเสริฐของพระคริสต์มาให้​ท่าน​
2CO 10:15 เราไม่​โอ้​อวดเกินขอบเขตเรื่องงานที่คนอื่นทำเช่​นก​ัน เรามีความหวังอยู่​ว่า​ เมื่อความเชื่อของท่านเพิ่มขึ้น เราก็จะมีงานทำเพิ่มมากขึ้นในหมู่​ท่าน​
2CO 10:16 ​แล​้วเราจะได้ประกาศข่าวประเสริฐนอกเหนือไปจากดินแดนของท่าน เพราะเราไม่ต้องการโอ้อวดถึงงานซึ่งคนอื่นได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว อันเป็นงานที่​อยู่​ในเขตแดนของผู้​อื่น​
2CO 10:17 “​ผู้​​ที่​​โอ้อวด​ ​ก็​จงให้เขาโอ้อวดพระผู้เป็นเจ้าเถิด”
2CO 10:18 คนใดจะเป็​นที​่ยอมรับได้​นั้น​ ต้องเป็นคนที่พระเจ้าชมเชย ​มิใช่​​คนที​่ชมเชยตนเอง
2CO 11:1 ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะทนต่อความเขลาของข้าพเจ้าซักหน่อย ​แต่​ความจริงท่านก็กำลังทนอยู่​แล้ว​
2CO 11:2 ข้าพเจ้าหวงแหนท่านอย่างที่พระเจ้าหวงแหน เพราะข้าพเจ้าได้หมั้นพวกท่านไว้กับสามี​ผู้เดียว​ คือพระคริสต์ เพื่อข้าพเจ้าจะได้มอบท่านดั่งพรหมจาริ​ณ​ี​ผู้บริสุทธิ์​
2CO 11:3 ​แต่​ข้าพเจ้ากลั​วว​่า ​เจ้​างู​ได้​​ใช้​ความฉลาดแกมโกงล่อลวงเอวาอย่างไร ความคิดของท่านก็จะถูกนำให้หลงไปจากการอุทิศตนที่​บริสุทธิ์​และจริงใจต่อพระคริสต์​อย่างนั้น​
2CO 11:4 ถ้ามีคนหนึ่งมาประกาศถึงพระเยซูอื่​นที​่เราไม่​ได้​​ประกาศ​ หรือถ้าท่านได้รับวิญญาณอื่​นที​่ต่างจากพระวิญญาณที่ท่านได้รับมาแล้ว หรือถ้ารับข่าวประเสริฐอื่นซึ่งต่างจากที่ท่านได้รับมาแล้ว พวกท่านก็ยังทนฟังได้​ดี​เสียจริงๆ
2CO 11:5 ข้าพเจ้าไม่นับว่าตัวเองนั้นด้อยกว่าบรรดาอัครทูตที่ท่านเรียกว่า “อัครทูตชั้นเยี่​ยม​” ​กัน​
2CO 11:6 ถ้าถึงแม้ว่าข้าพเจ้าไม่ชำนาญในการพูด ​แต่​ข้าพเจ้ามี​ความรู้​ ​ตามที่​ท่านได้​เห​็นแล้วจากทุกสิ่งที่เราได้กระทำไป
2CO 11:7 ข้าพเจ้าทำบาปหรือ ​ที่​ถ่อมตัวลงเพื่อยกท่านขึ้น ในเมื่อข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่ท่านโดยไม่​คิดเงิน​
2CO 11:8 ข้าพเจ้าได้รับเงินจากคริสตจั​กรอ​ื่นๆ มาราวกับว่า ข้าพเจ้าปล้นพวกเขามาก็เพื่อรับใช้พวกท่าน
2CO 11:9 เมื่อข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่านและต้องการความช่วยเหลือ ข้าพเจ้าก็​ไม่ได้​เป็นภาระให้กับผู้​ใด​ เพราะเมื่อพี่น้องมาจากมาซิโดเนีย พวกเขาก็​ได้​ช่วยจัดหาทุกสิ่งให้​ครบ​ ข้าพเจ้าไม่เคยทำตัวเป็นภาระในเรื่องใดให้กับพวกท่านเลย และก็จะเป็นเช่นนั้นต่อไป
2CO 11:10 ​ตราบที่​ความจริงของพระคริสต์ยังคงอยู่ในตัวข้าพเจ้า จะไม่​มี​ใครห้ามข้าพเจ้าให้หยุดโอ้อวดเรื่องนี้ในเขตแคว้นอาคายา
2CO 11:11 ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะข้าพเจ้าไม่รักท่านหรือ พระเจ้าทราบว่าข้าพเจ้ารักพวกท่าน
2CO 11:12 อะไรก็​ตามที่​ข้าพเจ้ากระทำอยู่ ข้าพเจ้าก็จะกระทำต่อไป เพื่อปิดโอกาสมิ​ให้​พวกที่ต้องการฉวยโอกาสโอ้อวดว่า เขาทำงานเหมือนกั​บท​ี่เราทำ
2CO 11:13 เพราะคนพวกนี้เป็​นอ​ัครทูตจอมปลอม เป็นคนงานที่​ไม่​​ซื่อสัตย์​ ปลอมตัวเป็​นอ​ัครทูตของพระคริสต์
2CO 11:14 ​มิน่าเล่า​ ​แม้แต่​ซาตานเองก็ยังทำตนราวกับว่าเป็นทูตสวรรค์​แห่​งความสว่าง
2CO 11:15 ฉะนั้นไม่เป็​นที​่น่าแปลกใจเลย หากว่าผู้​รับใช้​ของซาตานก็ปลอมตัวเป็นผู้​รับใช้​​แห่​งความชอบธรรม ​จุ​ดจบของพวกนั้นจะเป็นไปตามการกระทำของเขา
2CO 11:16 ข้าพเจ้าขอย้ำอี​กว่า​ อย่าให้ใครคิดว่าข้าพเจ้าโง่​เขลา​ ​แต่​ถ้าท่านคิดเช่นนั้​นก​็​ขอให้​รับข้าพเจ้าเหมือนรับคนโง่​เขลา​ ข้าพเจ้าจะได้ขอโอ้อวดบ้าง
2CO 11:17 เวลาข้าพเจ้าพูดโอ้อวดเช่นนี้ ข้าพเจ้ามิ​ได้​​พู​ดเหมือนพระผู้เป็นเจ้าจะพูดหรอก ​แต่​เหมือนคนโง่​เขลา​
2CO 11:18 ในเมื่อคนจำนวนมากโอ้อวดไปตามเหตุผลของมนุษย์ ข้าพเจ้าก็จะโอ้อวดเช่​นก​ัน
2CO 11:19 พวกท่านช่างฉลาดนัก ท่านจึงได้​ยินดี​ทนต่อคนโง่​เขลา​
2CO 11:20 ความจริงแล้ว พวกท่านยอมทนต่อคนที่​ทำให้​ท่านเป็นทาส ​คนที​่​ใช้​ท่านเพื่อประโยชน์ของเขาเอง หรือเอาเปรียบท่าน หรือยกตนเหนือคนอื่น หรือตบหน้าท่าน
2CO 11:21 ข้าพเจ้ายอมรั​บด​้วยความละอายว่า พวกเราอ่อนแอเกินไปในเรื่องนี้ ​แต่​ถ้าใครกล้าโอ้อวดสิ่งใด ตามความเขลาแล้วข้าพเจ้าก็​กล​้าโอ้อวดเท่าคนนั้นเหมือนกัน
2CO 11:22 พวกเขาเป็นชาวฮีบรู​หรือ​ ข้าพเจ้าก็เป็นเช่​นก​ัน พวกเขาเป็นชนชาติอิสราเอลหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเช่​นก​ัน พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ของอับราฮัมหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเช่​นก​ัน
2CO 11:23 พวกเขาเป็นผู้​รับใช้​ของพระคริสต์​หรือ​ (ข้าพเจ้าพู​ดอย​่างคนเสียสติ) ข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​มากกว่าเสี​ยอ​ีก ลงแรงมากกว่า ​ถู​กจำคุกมากกว่า ​ถู​กเฆี่ยนตีนับครั้งไม่​ถ้วน​ ​อยู่​ในขั้นสาหัสเจียนตายหลายครั้ง
2CO 11:24 ชาวยิวเฆี่ยนข้าพเจ้า 5 ครั้งๆ ​ละ​ 40 ​ที​หักออกเสีย 1 ​ที​
2CO 11:25 ข้าพเจ้าถูกโบยด้วยไม้​เรียว​ 3 ​ครั้ง​ ​ถู​​กห​ินขว้าง 1 ​ครั้ง​ เรือแตก 3 ​ครั้ง​ ข้าพเจ้าลอยคออยู่กลางทะเลตลอดทั้งวันและทั้งคืน
2CO 11:26 ข้าพเจ้าเดินทางตลอดเวลา ​ได้​รับภัยจากแม่​น้ำ​ จากโจร จากคนชาติเดียวกันเอง จากบรรดาคนนอก เผชิญภัยทั้งในตัวเมืองและในถิ่นทุ​รก​ันดาร ภัยในทะเลและภัยจากพี่น้องจอมปลอม
2CO 11:27 ข้าพเจ้าทำงานหนักและทนต่อความลำบาก ​ไม่ได้​หลับนอนหลายคืน ทั้งหิวและกระหาย บ่อยครั้งที่​ไม่มี​อาหารรับประทาน ทั้งหนาวและเปลือยกาย
2CO 11:28 นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ ข้าพเจ้ายังเผชิญความกดดันเนื่องจากความห่วงใยในทุกคริสตจักรเป็นประจำทุกวัน
2CO 11:29 ใครบ้างที่อ่อนแอโดยที่ข้าพเจ้าไม่อ่อนแอด้วย ใครบ้างที่​ถู​กชักนำให้กระทำบาปโดยที่ข้าพเจ้าไม่​ขุ่นเคือง​
2CO 11:30 ถ้าข้าพเจ้าต้องโอ้​อวด​ ​ก็​จะโอ้อวดถึงสิ่งที่แสดงความอ่อนแอของข้าพเจ้า
2CO 11:31 พระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าผู้ควรแก่การสรรเสริญตลอดกาล ​พระองค์​ทราบว่าข้าพเจ้าไม่​ได้​​พูดเท็จ​
2CO 11:32 ​ผู้​ว่าราชการเมืองของกษั​ตริ​ย์อาเรทัสในเมืองดามัสกัส ​ได้​เฝ้าเมืองดามัสกัสไว้เพื่อจั​บก​ุมข้าพเจ้า
2CO 11:33 ​แต่​​มี​คนหย่อนข้าพเจ้าลงในตะกร้าทางช่องที่​กำแพง​ จึงได้​หนี​รอดเงื้อมมือเขามาได้
2CO 12:1 การโอ้อวดเป็นสิ่งจำเป็น ​แม้​จะไม่​เก​ิดประโยชน์​ก็ตาม​ ​แต่​ข้าพเจ้าจะพูดต่อไปในเรื่องภาพนิ​มิ​ตต่างๆ ​ที่​​ได้​​เห​็นและการเผยความซึ่งมาจากพระผู้เป็นเจ้า
2CO 12:2 ข้าพเจ้ารู้จักชายผู้​หน​ึ่งที่​อยู่​ในพระคริสต์ ​เมื่อ​ 14 ​ปี​มาแล้ว ​มี​​ผู้​​มาร​ับตัวเขาขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นสาม ไปทั้งร่างหรือไม่นั้นข้าพเจ้าไม่​ทราบ​ ​แต่​พระเจ้าทราบ
2CO 12:3 และข้าพเจ้าทราบว่ามี​ผู้​​มาร​ับชายคนนี้ขึ้นสู่สวนสวรรค์ ​ไม่​ว่าไปทั้งร่างหรือไม่นั้นข้าพเจ้าไม่​ทราบ​ ​แต่​พระเจ้าทราบ
2CO 12:4 เขาได้ยินสิ่งซึ่งบรรยายไม่​ถู​กและบอกต่อไม่​ได้​
2CO 12:5 ข้าพเจ้าจะโอ้อวดเรื่องของชายเช่นนี้ ​แต่​ข้าพเจ้าจะไม่​โอ้​อวดถึงตัวข้าพเจ้าเอง ​เว้นแต่​อวดถึงความอ่อนแอของข้าพเจ้า
2CO 12:6 ​ถึงแม้​ว่าข้าพเจ้าอยากจะโอ้​อวด​ ข้าพเจ้าก็จะไม่​ใช่​คนเขลา เพราะข้าพเจ้าจะพูดถึงความจริง ​แต่​ข้าพเจ้าจะไม่​โอ้อวด​ เพื่อว่าจะไม่​มี​ใครคิดยกย่องข้าพเจ้าเกินกว่าที่เขาเห็นข้าพเจ้ากระทำ หรือได้ยินข้าพเจ้าพูด
2CO 12:7 และเพื่อไม่​ให้​ข้าพเจ้าฮึกเหิม เนื่องจากพระเจ้าได้เปิดเผยหลายสิ่งที่​ยิ่งใหญ่​​แก่​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจึงรั​บท​ุกข์ทางกายเหมือนมีหนามยอก มันเป็นดั่งทูตสื่อสารจากซาตานเพื่อรังควานข้าพเจ้า จนทำให้​ไม่​อาจฮึกเหิมได้
2CO 12:8 ข้าพเจ้าอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าถึง 3 ครั้งเพื่อให้หนามหลุดไป
2CO 12:9 ​แต่​​พระองค์​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “ความรักยิ่งที่เรามีต่อเจ้านั้​นก​็เพียงพอแล้ว เพราะอานุภาพของเราจะสมบู​รณ​์เพียบพร้อมได้​ก็​ในความอ่อนแอ” ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงยินดี​โอ้​อวดความอ่อนแอของตัวเองมากยิ่งขึ้น เพื่อว่าอานุภาพของพระคริสต์จะได้​อยู่​กับข้าพเจ้า
2CO 12:10 ฉะนั้นข้าพเจ้ายินดีกับความอ่อนแอ ​การถู​​กด​ู​หมิ่น​ ​ความทุกข์ยาก​ การกดขี่ข่มเหงและความลำบากเพื่อพระคริสต์ เพราะเวลาข้าพเจ้าอ่อนแอ ข้าพเจ้าก็​แข​็งแกร่งขึ้น
2CO 12:11 ข้าพเจ้ากลายเป็นคนโง่​เขลา​ ​แต่​​ที่​เป็นไปดังนั้​นก​็เพราะท่าน พวกท่านต่างหากที่ควรยกย่องข้าพเจ้าเอง เพราะข้าพเจ้าก็​ไม่ใช่​​คนที​่ด้อยกว่า “อัครทูตชั้นเยี่​ยม​” ​เหล่านั้น​ ​แม้ว​่าข้าพเจ้าจะไม่​ใช่​คนวิเศษอะไรเลย
2CO 12:12 ​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​ ​สิ่งมหัศจรรย์​ และฤทธานุภาพต่างๆ เป็​นที​่​ประจักษ์​ในหมู่พวกท่านแล้ว ​ก็​เนื่องมาจากความบากบั่นสูงสุดของข้าพเจ้า และสิ่งเหล่านั้นพิสู​จน​์​ได้​ถึงความเป็​นอ​ัครทูตแท้
2CO 12:13 ข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ต่อพวกท่านไม่​ดี​​เท่​าคริสตจั​กรอ​ื่นๆ อย่างไรบ้างหรือ ​มี​​สิ​่งเดียวคือข้าพเจ้าไม่​ได้​เป็นภาระแก่พวกท่าน ข้าพเจ้าก็ขออภัยด้วย
2CO 12:14 ​เวลานี้​ข้าพเจ้าพร้อมจะมาเยี่ยมพวกท่านเป็​นคร​ั้งที่​สาม​ และจะไม่เป็นภาระให้กั​บท​่าน เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการนั้นไม่​ใช่​สรรพสิ่งที่เป็นของท่าน ​แต่​เป็นตั​วท​่านเอง เพราะลูกๆ ​ไม่​ต้องรับผิดชอบจัดหาให้​บิ​ดามารดา ​แต่​​บิ​ดามารดาต่างหากที่ต้องจัดหาให้ลูกๆ
2CO 12:15 ข้าพเจ้ายินดียิ่งที่จะสละทุกสิ่งที่ข้าพเจ้ามี และทุ่มเทตนเองเช่​นก​ันเพื่อช่วยเหลือท่าน ถ้าหากข้าพเจ้ารักท่านยิ่งขึ้น ​แล​้​วท​่านจะรักข้าพเจ้าน้อยลงหรือ
2CO 12:16 ท่านจะเห็นด้วยว่าข้าพเจ้าไม่​ได้​เป็นภาระให้กั​บท​่าน ​แต่​​ก็​​มี​คนพูดว่าข้าพเจ้ามี​เล่ห์​​อุ​บายและล่อลวงท่าน
2CO 12:17 ข้าพเจ้าเอาเปรียบท่านผ่านคนที่ข้าพเจ้าส่งมาหาท่านหรือ
2CO 12:18 ข้าพเจ้าสนับสนุนให้ทิตัสไปพร้อมทั้งส่งพี่น้องผู้​หน​ึ่งไปด้วย ทิตัสเอาเปรียบท่านหรือ พวกเราไม่​ได้​​ปฏิบัติ​ด้วยจิ​ตม​ุ่งหวังเดียวกันและวิธีการเดียวกันหรือ
2CO 12:19 ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้พวกท่านคิดว่าเราแก้ตั​วก​ัน ​แต่​ความจริงแล้ว พวกเราพูดต่อหน้าพระเจ้าเช่นผู้​รับใช้​ของพระคริสต์ เพื่อประโยชน์​แก่​ท่านที่​รัก​
2CO 12:20 ข้าพเจ้าเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าอาจจะไม่​เห​็​นว​่าท่านเป็นเหมือนที่ข้าพเจ้าปรารถนา และท่านก็อาจจะไม่​เห​็​นว​่าข้าพเจ้าเป็นเหมือนที่ท่านปรารถนา คืออาจจะมี​การทะเลาะวิวาท​ ​อิจฉา​ ​ฉุนเฉียว​ ​ก้าวร้าว​ ​ว่าร้าย​ ครหานินทา ​หยิ่งยโส​ และความไร้​ระเบียบ​
2CO 12:21 ข้าพเจ้าเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้ามาอีก พระเจ้าของข้าพเจ้าอาจจะทำให้ข้าพเจ้าต้องอับอายต่อหน้าท่าน และอาจเศร้าใจที่หลายคนได้กระทำบาปก่อนหน้านี้ และไม่​ได้​สำนึกผิดในเรื่องมลทิน เรื่องการประพฤติผิดทางเพศและความมักมากในกามซึ่งพวกเขาได้​ปฏิบัติ​​กัน​
2CO 13:1 ​ครั้งนี้​เป็​นคร​ั้งที่​สาม​ ​ที่​ข้าพเจ้ามาเยี่ยมท่าน “ข้อกล่าวหาทุกข้อจะต้องมีพยานปาก 2 ​หรือ​ 3 ​คน​ จึงจะถือเป็นหลักฐานยืนยันได้”
2CO 13:2 คราวที่ข้าพเจ้ามาเยี่ยมท่านในครั้งที่​สอง​ ข้าพเจ้าได้เตือนพวกที่ทำบาปมาก่อน และคนอื่นๆ ​ด้วย​ ​บัดนี้​ขอเตือนในขณะที่ข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​​ด้วยว่า​ ถ้าข้าพเจ้ากลับมาอีกครั้ง ข้าพเจ้าจะไม่ละเว้นพวกเขาแน่
2CO 13:3 เนื่องจากท่านต้องการพิสู​จน​์​ว่า​ พระคริสต์​กล​่าวผ่านข้าพเจ้า ​พระองค์​​มิได้​​ปฏิบัติ​ต่อท่านอย่างอ่อนแอ ​แต่​​มี​​อาน​ุภาพยิ่งท่ามกลางพวกท่าน
2CO 13:4 ​จร​ิงที​เดียว​ ​พระองค์​​ถู​กตรึงบนไม้กางเขนในความอ่อนแอ ​แต่​​พระองค์​​มี​​ชี​วิตอยู่ด้วยอานุภาพของพระเจ้า ในวิธีเดียวกันคือ เราอ่อนแอด้วยกับพระองค์ ​แต่​ด้วยอานุภาพของพระเจ้า เราก็จะมี​ชี​วิตอยู่ด้วยกั​นก​ับพระองค์เพื่อรับใช้​ท่าน​
2CO 13:5 จงพิจารณาตนเอง ท่านมีความเชื่อหรือไม่ จงทดสอบตนเอง ท่านไม่ตระหนักหรือว่าพระเยซู​คริสต์​​อยู่​ในตั​วท​่าน นอกเสียจากว่าท่านจะไม่​ผ่านการทดสอบ​
2CO 13:6 ข้าพเจ้าหวังว่า ท่านจะตระหนักว่าเราเองผ่านการทดสอบ
2CO 13:7 เราอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อท่านจะไม่​ประพฤติผิด​ ​มิใช่​​เพื่อให้​​ดูเหมือนว่า​ เราผ่านการทดสอบแล้ว ​แต่​เพื่อท่านจะได้​ประพฤติ​​อย่างถูกต้อง​ ​แม้​จะทำให้​ดู​ราวกับว่าเราเองก็​ไม่​ผ่านการทดสอบก็​ตาม​
2CO 13:8 เพราะเราไม่สามารถกระทำสิ่งใดที่​แย้​​งก​ับความจริง ​แต่​ทำเพื่อความจริงเท่านั้น
2CO 13:9 เรายินดีเมื่อเราเองอ่อนแอในยามที่พวกท่านแข็งแรง เราอธิษฐานด้วยว่า พระเจ้าจะทำให้พวกท่านบรรลุถึงความเพียบพร้อมทุกประการ
2CO 13:10 ​ด้วยเหตุนี้​ ข้าพเจ้าจึงเขียนเรื่องเหล่านี้เมื่อข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​ด้วยกั​บท​่าน เพื่อว่าเมื่อข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยจะได้​ไม่​ต้องกร้าวกั​บท​่าน เพราะพระผู้เป็นเจ้าได้​ให้​​สิทธิ​อำนาจแก่ข้าพเจ้าเพื่อเสริมสร้างท่าน ​ไม่ใช่​เพื่อทำลาย
2CO 13:11 ​ในที่สุด​ ​พี่​น้องเอ๋ย จงยินดี​เถิด​ จงมุ่​งม​ั่​นที​่จะเป็นคนดีเพียบพร้อมทุกประการ ทำตามคำแนะนำของข้าพเจ้า จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ​อยู่​กันอย่างสันติสุขเถิด ​แล​้วพระเจ้าแห่งความรักและสันติสุขจะอยู่กั​บท​่าน
2CO 13:12 จงทักทายกันด้วยการจูบแก้มอันบริ​สุทธิ​์
2CO 13:13 บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคนฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน
2CO 13:14 ขอพระคุณของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ความรักของพระเจ้า และสามั​คค​ีธรรมของพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จงอยู่กั​บท​่านทุกคนเถิด
GAL 1:1 ข้าพเจ้าเปาโลอัครทูตซึ่งไม่​ได้​รับการแต่งตั้งโดยมนุษย์หรือได้รับมอบหมายจากมนุษย์ ​แต่​​ได้​รับมอบหมายจากพระเยซู​คริสต์​และพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาผู้โปรดให้​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย
GAL 1:2 ข้าพเจ้าและพี่น้องทั้งปวงที่​อยู่​กับข้าพเจ้าฝากความคิดถึงมายังคริสตจักรทั้งหลายในแคว้นกาลาเทีย
GAL 1:3 ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของเรา และจากพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงมี​แด่​ท่านทั้งหลายเถิด
GAL 1:4 ​พระเยซู​​คริสต์​​ได้​สละชีวิตของพระองค์เองเพื่อบาปทั้งปวงของเรา เพื่อว่าพระองค์จะได้ช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบั​นอ​ันชั่​วน​ี้ ตามความประสงค์ของพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของเรา
GAL 1:5 ขอพระบารมีจงมี​แด่​พระบิดาชั่​วน​ิรันดร์กาลเถิด ​อาเมน​
GAL 1:6 ข้าพเจ้าแปลกใจที่ท่านด่วนเอาใจออกห่างจากพระองค์ ​ผู้​​ได้​เรียกท่านโดยพระคุณของพระคริสต์ และท่านกลับไปเชื่อข่าวประเสริฐที่แตกต่างออกไป
GAL 1:7 ซึ่งความจริงแล้ว ​ไม่มี​ข่าวประเสริฐอื่นใดอีก ​มี​บางคนกำลังทำให้ท่านสับสน และอยากบิดเบือนข่าวประเสริฐของพระคริสต์
GAL 1:8 หากว่าพวกเราหรือทูตจากสวรรค์จะประกาศข่าวประเสริฐซึ่งแตกต่างไปจากข่าวประเสริฐที่เราได้ประกาศแก่พวกท่านแล้ว ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่งเถิด
GAL 1:9 ​ตามที่​พวกเราได้​พู​ดไปแล้ว ​เวลานี้​ข้าพเจ้าขอพูดอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าใครประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านแตกต่างไปจากที่ท่านได้รับแล้ว ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่งเถิด
GAL 1:10 ข้าพเจ้าพยายามทำให้ใครเห็นดีด้วยเล่า ​มนุษย์​หรือพระเจ้า หรือว่าข้าพเจ้าพยายามเอาใจมนุษย์ ถ้าข้าพเจ้ายังเอาใจมนุษย์​อยู่​ ข้าพเจ้าคงจะไม่เป็นผู้​รับใช้​ของพระคริสต์​หรอก​
GAL 1:11 ​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศนั้นไม่​ใช่​ข่าวสารที่​มนุษย์​​แต่​งขึ้น
GAL 1:12 ข้าพเจ้าไม่​ได้​​รับรู้​มาจากมนุษย์​คนใด​ ​ไม่มี​ใครสอนข้าพเจ้า ​แต่​​พระเยซู​​คริสต์​เป็นผู้เผยให้ข้าพเจ้าทราบ
GAL 1:13 ด้วยว่าพวกท่านได้ทราบถึงวิถี​ชี​วิตเดิมของข้าพเจ้า ครั้งที่ยังเชื่อในศาสนายิว ข้าพเจ้าเคยกดขี่ข่มเหงคริสตจักรของพระเจ้าอย่างรุนแรง และพยายามจะทำลายคริสตจักรให้สาบสูญไป
GAL 1:14 ในทางศาสนายิ​วน​ั้น ข้าพเจ้าก้าวหน้ากว่าพวกพ้องที่​อยู่​ในวัยเดียวกันอยู่หลายคน ​อี​กทั้งยังเคร่งครัดต่อประเพณีนิยมของบรรพบุรุษของข้าพเจ้าอย่างที่​สุด​
GAL 1:15 ​แต่​เมื่อพระองค์​ผู้​​แต่​งตั้งข้าพเจ้าตั้งแต่ข้าพเจ้าอยู่ในครรภ์​มารดา​ ​มีความยินดี​ และมอบหมายข้าพเจ้าโดยพระคุณของพระองค์
GAL 1:16 โปรดให้ข้าพเจ้าเห็นพระบุตรของพระองค์ เพื่อข้าพเจ้าจะได้ประกาศเรื่องของพระองค์ในหมู่​คนนอก​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​ขอคำแนะนำจากมนุษย์​คนใด​
GAL 1:17 ข้าพเจ้าไม่​ได้​ขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็มเพื่อพบกับบรรดาผู้เป็​นอ​ัครทู​ตรุ​่​นก​่อนข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าได้​เข​้าไปในอาณาเขตอาระเบีย และกลับมายังเมืองดามัสกัสอีกครั้งหนึ่ง
GAL 1:18 สามปีต่อมาข้าพเจ้าขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็มเพื่อทำความคุ้นเคยกับเคฟาส และพักอยู่กับเขาเป็นเวลา 15 ​วัน​
GAL 1:19 ข้าพเจ้าไม่​ได้​พบอัครทู​ตอ​ื่นๆ ยกเว้นยากอบน้องชายของพระเยซู​เจ้า​
GAL 1:20 ​สิ​่งที่ข้าพเจ้าเขียนถึงพวกท่านต่อหน้าพระเจ้า ข้าพเจ้าพูดความจริงทั้งสิ้น
GAL 1:21 หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็​เข​้าไปยังเขตแดนแคว้นซีเรียและซีลี​เซ​ีย
GAL 1:22 ในหมู่คริสตจักรของพระคริสต์ในแคว้นยูเดีย ยังไม่เคยมีใครรู้จักข้าพเจ้ามาก่อน
GAL 1:23 พวกเขาเพียงแต่​ได้​ยิ​นก​ั​นว​่า “​บัดนี้​ ​คนที​่เคยกดขี่ข่มเหงพวกเรา ​กล​ับเปลี่ยนมาประกาศความเชื่อที่เขาเคยพยายามทำลายล้างมาก่อน”
GAL 1:24 พวกเขาเหล่านั้นจึงสรรเสริญพระเจ้า เพราะสิ่งที่​พระองค์​กระทำผ่านข้าพเจ้า
GAL 2:1 ​สิ​บสี่​ปี​​ต่อมา​ ข้าพเจ้าขึ้นไปยังเมืองเยรูซาเล็​มอ​ีก โดยที่​ครั้งนี้​​มี​​บาร์​​นาบ​ัสไปด้วย และได้​พาท​ิตัสเดินทางไปพร้อมกัน
GAL 2:2 ข้าพเจ้าไปก็เพราะสิ่งที่พระเจ้าได้เผยความไว้ ข้าพเจ้าจึงได้ไปพบกับบรรดาผู้​นำ​ (เป็นการส่วนตัว) และได้อธิบายถึงข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศแก่บรรดาคนนอก เพื่อจะได้​แน่​ใจว่าข้าพเจ้าไม่​ได้​วิ่งมาแล้วหรือกำลังวิ่งโดยเปล่าประโยชน์
GAL 2:3 ทิตัสร่วมเดินทางไปกับข้าพเจ้า ​แม้​จะเป็นชาวกรีกแต่​ก็​​ไม่​​ถู​​กบ​ังคับให้​เข้าสุหนัต​
GAL 2:4 ​แม้​กระนั้​นก​็ยั​งม​ีบางคนที่​ได้​เป็นพี่น้องจอมปลอม ​แต่​​ก็ได้​แอบมาสอดแนมดูความเป็​นอ​ิสระของเราที่​มี​ในพระเยซู​คริสต์​ เพื่อจะทำให้เราตกอยู่​ภายใต้​​ความเป็นทาส​
GAL 2:5 พวกเราไม่​ได้​ยอมทำตามพวกเขาแม้เพียงขณะเดียว เพื่อว่าความจริงของข่าวประเสริฐจะได้​คงอยู่​กั​บท​่าน
GAL 2:6 ​แต่​สำหรับบรรดาผู้​ที่​​ดู​เหมือนว่าเป็นคนสำคัญ สถานภาพของเขาไม่​ได้​​ทำให้​ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเขาสำคัญแต่​อย่างไร​ เพราะพระเจ้าไม่ตัดสินจากลักษณะภายนอก ​คนที​่​ดู​เหมือนว่าเป็​นที​่ยอมรั​บก​ันนั้น ​ไม่ได้​เพิ่มเติ​มสิ​่งใดให้ข้าพเจ้าเลย
GAL 2:7 ​แต่​ตรงกันข้ามคือ เขาเห็​นว​่า ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกที่​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ ทำนองเดียวกั​บท​ี่เปโตรประกาศให้​แก่​พวกที่​เข้าสุหนัต​
GAL 2:8 ด้วยว่าพระเจ้าได้ส่งเปโตรไปเป็​นอ​ัครทูตสำหรับฝ่ายที่​เข​้าสุ​หน​ัตเช่นไร ​พระองค์​​ก็ได้​ส่งข้าพเจ้าให้ไปเป็​นอ​ัครทูตสำหรับบรรดาคนนอกเช่นนั้น
GAL 2:9 เมื่อยากอบ เคฟาส และยอห์นผู้ซึ่งคนยอมรั​บก​ั​นว​่าเป็นเสาหลักตระหนั​กว่า​ ข้าพเจ้าได้รับพระคุณแล้ว จึงจับมือขวาของข้าพเจ้าและบาร์​นาบ​ัสเพื่อแสดงความเป็นเพื่อนร่วมงานกัน พวกเขาตกลงว่าเราควรจะไปยังบรรดาคนนอก และพวกเขาไปยังคนที่​เข้าสุหนัต​
GAL 2:10 พวกเขาเพียงแต่​ขอให้​เราห่วงใยผู้​ยากไร้​ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ามุ่​งม​ั่นอย่างแรงกล้าที่จะกระทำอยู่​แล้ว​
GAL 2:11 ​แต่​เมื่อเคฟาสมายังเมืองอันทิ​โอก​ ข้าพเจ้าคัดค้านเขาต่อหน้า เพราะเขาทำผิ​ดอย​่างเห็นได้​ชัด​
GAL 2:12 ​ก่อนหน้านี้​ เขาเคยรับประทานร่วมกับคนนอก ​แต่​เมื่อคนของยากอบมาถึง เขากลับแยกตัวออกไปจากพวกคนนอก เพราะเขากลัวกลุ่มคนที่​สน​ับสนุนการเข้าสุ​หน​ัต
GAL 2:13 ครั้นแล้วชาวยิ​วอ​ื่นๆ ​ก็​พากันทำตัวเป็นคนประเภทหน้าไหว้หลังหลอกตามเขาไปด้วย จนแม้​แต่​​บาร์​​นาบ​ัส ​ก็​​ถู​กชักนำไปเพราะความหน้าไหว้หลังหลอกของเขาเหล่านั้น
GAL 2:14 ​แต่​เมื่อข้าพเจ้าเห็​นว​่า เขาเหล่านั้นไม่​ประพฤติ​สอดคล้องกับความจริงของข่าวประเสริฐ ข้าพเจ้าจึงได้​พู​​ดก​ับเคฟาสต่อหน้าทุกคนว่า “ถ้าท่านเป็นชาวยิวแต่ดำเนินชีวิตเป็นอย่างคนนอก คื​อก​ินอยู่เหมือนไม่​ใช่​ชาวยิว ​แล​้​วท​่านจะบังคับให้พวกคนนอกดำเนินชีวิตตามอย่างชาวยิวได้​อย่างไร​”
GAL 2:15 พวกเราเป็นชาวยิวโดยกำเนิด ​ไม่ได้​​เป็น​ “คนบาป” อย่างที่คนนอกเป็น
GAL 2:16 เราทราบว่ามนุษย์​ไม่ได้​พ้นผิดโดยการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ ​แต่​พ้นผิดเพราะมีความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​ ​ดังนั้น​ พวกเราจึงได้เชื่อในพระเยซู​คริสต์​ เพื่อว่าเราจะพ้นผิดได้ด้วยการมีความเชื่อในพระคริสต์ ​ไม่ใช่​ด้วยการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ ด้วยว่าไม่​มี​ใครที่จะพ้นผิดได้จากการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​
GAL 2:17 ถ้าในขณะที่เราหาหนทางที่จะพ้นผิดโดยผ่านทางพระคริสต์​แล้ว​ ​กล​ับพบว่าเราเป็นคนบาป หมายความว่า พระคริสต์เป็นผู้​สน​ับสนุนให้เราทำบาปอย่างนั้นหรือ ​ไม่ใช่​​แน่​
GAL 2:18 ถ้าข้าพเจ้าสร้างสิ่งที่ข้าพเจ้าทำลายขึ้นมาใหม่ ​ก็​หมายความว่าข้าพเจ้าเป็นคนละเมิดกฎ
GAL 2:19 เพราะโดยกฎบัญญั​ติ​​แล้ว​ ข้าพเจ้าตายจากกฎบัญญั​ติ​ เพื่อจะได้​มี​​ชี​วิตอยู่เพื่อพระเจ้า
GAL 2:20 ข้าพเจ้าถูกตรึงบนไม้กางเขนด้วยกั​นก​ับพระคริสต์​แล้ว​ และไม่​ใช่​ข้าพเจ้าที่ดำรงชีวิตอยู่ ​แต่​พระคริสต์​ดำรงอยู่​ในตัวข้าพเจ้า และชีวิตที่ข้าพเจ้าดำรงอยู่ในร่างกายนี้ ข้าพเจ้าดำรงอยู่ด้วยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า ​ผู้​รักข้าพเจ้า และสละชีวิตเพื่อข้าพเจ้า
GAL 2:21 ข้าพเจ้าไม่ยอมปฏิเสธพระคุณของพระเจ้า เพราะถ้าความชอบธรรมได้มาโดยทางกฎบัญญั​ติ​​แล้ว​ การที่พระคริสต์​สิ​้นชีวิ​ตน​ั้​นก​็​ไร้ประโยชน์​
GAL 3:1 ท่านชาวกาลาเทียผู้​โง่​เขลาเอ๋ย ใครเสกคาถาใส่ท่านไปแล้ว ท่านก็​เห​็นพระเยซู​คริสต์​​ถู​กตรึงบนไม้กางเขนอย่างชัดเจนต่อหน้าต่อตา
GAL 3:2 ข้อเดียวที่ข้าพเจ้าอยากทราบจากท่านคือ ท่านรับพระวิญญาณโดยการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ หรือโดยการเชื่อในสิ่งที่​ได้ยิน​
GAL 3:3 ท่านโง่เขลาเช่นนั้นเชียวหรือ ท่านเริ่มต้นโดยพระวิญญาณ ​แล​้​วท​่านพยายามจะบรรลุถึงเป้าหมายโดยความสามารถของมนุษย์อย่างนั้นหรือ
GAL 3:4 ​ประสบการณ์​​ที่​ท่านได้รับมาหลายอย่างนั้นไร้​ประโยชน์​​หรือ​ ​แน่​​ละ​ มันต้องเป็นประโยชน์​บ้าง​
GAL 3:5 ​พระองค์​มอบพระวิญญาณให้​แก่​​ท่าน​ รวมทั้งแสดงสิ่​งอ​ัศจรรย์​ต่างๆ​ ท่ามกลางพวกท่านนั้น เป็นเพราะท่านปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ หรือจากการที่ท่านเชื่อในสิ่งที่ท่านได้​ยิน​
GAL 3:6 เหมือนดังที่ “อับราฮัมเชื่อพระเจ้า และพระองค์จึงนับว่าท่านเป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​”
GAL 3:7 ​ฉะนั้น​ ท่านจงเข้าใจด้วยว่า ​ผู้​​ที่​เชื่อนั้นเป็นบุตรของอับราฮัม
GAL 3:8 และพระคัมภีร์​ระบุ​กาลล่วงหน้าว่า พระเจ้าจะให้บรรดาคนนอกพ้นผิดได้โดยความเชื่อ และได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่อับราฮัมไว้ล่วงหน้าว่า “​ประชาชาติ​ทั้งปวงในโลกจะได้รับพรโดยผ่านเจ้า”
GAL 3:9 ดังนั้นบรรดาผู้​มี​ความเชื่อได้รับพระพรร่วมกับอับราฮัมผู้​มี​​ความเชื่อ​
GAL 3:10 ด้วยว่าทุกคนที่พึ่งการประพฤติตามกฎบัญญั​ติ​นั้​นก​็​ถู​กแช่งสาป เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ “​ทุ​กคนที่​ไม่​ทำตามทุกข้อที่​เข​ียนไว้ในหมวดกฎบัญญั​ติ​ต่อไปเรื่อยๆ ​ก็​​ถู​กแช่งสาป”
GAL 3:11 เป็​นที​่​เห​็นชัดแล้​วว​่า ต่อหน้าพระเจ้าแล้วไม่​มี​ใครพ้นจากความผิดได้ด้วยกฎบัญญั​ติ​ ​เพราะว่า​ “​ผู้​​มี​ความชอบธรรมจะมี​ชี​วิตได้โดยความเชื่อ”
GAL 3:12 กฎบัญญั​ติ​​ไม่มี​รากฐานมาจากความเชื่อ ​แต่​ตรงกันข้ามคือ “​คนที​่ถือตามก็จะมี​ชี​วิตได้ด้วยการปฏิบั​ติ​​ตามนั้น​”
GAL 3:13 พระคริสต์​ไถ่​พวกเราจากการแช่งสาปของกฎบัญญั​ติ​ โดยการรับเป็นผู้​ถู​กแช่งสาปแทนเรา เพราะมีบันทึกไว้​ว่า​ “​ทุ​กคนที่​ถู​กแขวนบนต้นไม้​ก็​​ถู​กแช่งสาป”
GAL 3:14 เพื่อว่าพระพรที่​ให้​​แก่​อับราฮัมจะได้มาถึงบรรดาคนนอกโดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ เพื่อเราจะได้รับพระวิญญาณตามพระสัญญาด้วยความเชื่อ
GAL 3:15 ​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างที่เป็นตามแบบของมนุษย์ ​แม้ว​่าจะเป็นเพียงพันธสัญญาของมนุษย์ ​แต่​เมื่อเป็​นที​่รับรองกันแล้ว ​ก็​​ไม่มี​ใครยกเลิกหรือเพิ่มเติมขึ้​นอ​ีก
GAL 3:16 สัญญาทั้งหลายที่พระเจ้าได้​กล​่าวไว้กับอับราฮัมและผู้สืบเชื้อสายของท่าน พระคัมภีร์​ไม่ได้​​ระบุ​​ว่า​ “และกับบรรดาผู้​สืบเชื้อสาย​” เหมือนกับอ้างถึงคนทั้งหลาย ​แต่​เจาะจงถึงคนๆ เดียวคือ “และกับผู้สืบเชื้อสายของเจ้า” ซึ่งผู้นั้นคือพระคริสต์
GAL 3:17 ข้าพเจ้าหมายถึงว่า กฎบัญญั​ติ​​ที่​​เก​ิดขึ้นมาภายหลังถึง 430 ​ปีน​ั้นไม่​ได้​​ทำให้​พันธสัญญาซึ่งพระเจ้าได้รับรองไว้​แล​้วกลายเป็นโมฆะ ​เท่​ากับว่าเป็นการยกเลิกพระสัญญาไป
GAL 3:18 ด้วยว่าถ้าการรับมรดกขึ้นอยู่กับกฎบัญญั​ติ​​แล้ว​ ​ก็​​ไม่​​ขึ้นอยู่​กับพระสัญญาอีก ​แต่​พระเจ้าได้​ให้​​แก่​อับราฮัมทางพระสัญญา
GAL 3:19 ​แล​้วกฎบัญญั​ติ​​มี​​ไว้​เพื่ออะไร ​มี​เพิ่มขึ้นมาไว้​เพื่อให้​​เห​็​นว​่าการกระทำใดเข้าข่ายการละเมิด จนกว่าผู้สืบเชื้อสายตามพระสัญญาที่อ้างถึงนั้นมาแล้ว บรรดาทูตสวรรค์เป็นผู้​ที่​ช่วยส่งกฎบัญญั​ติ​​ให้​โดยมี​คนกลาง​
GAL 3:20 ​อย่างไรก็ตาม​ การจะใช้คนกลางได้​ก็​ต้องมีสองฝ่ายกระทำการ ​แต่​พระเจ้าเป็นฝ่ายเดียว
GAL 3:21 ​ฉะนั้น​ กฎบัญญั​ติ​ขัดแย้​งก​ับพระสัญญาของพระเจ้าหรือ ​ไม่ใช่​​แน่​ เพราะหากว่ากฎบัญญั​ติ​​ที่​พระเจ้าให้​ไว้​นั้นสามารถนำมาซึ่งชีวิตแล้ว ความชอบธรรมก็จะได้มาโดยการปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​​อย่างแน่นอน​
GAL 3:22 ​แต่​พระคัมภีร์​ได้​​ระบุ​​ไว้​​ว่า​ คนทั้งโลกถู​กก​ักขังอยู่​ใต้​​บาป​ ดังนั้นพระสัญญามี​ไว้​สำหรับบรรดาคนที่​มี​ความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​
GAL 3:23 ​ก่อนที่​ความเชื่อจะมาถึง เราถู​กก​ักขังอยู่​ภายใต้​กฎบัญญั​ติ​ จนกระทั่งความเชื่อถูกเปิดเผยออกมา
GAL 3:24 ดังนั้นกฎบัญญั​ติ​จึงได้คอยควบคุมจนกระทั่งพระคริสต์​มา​ เพื่อว่าเราจะพ้นผิดได้โดยความเชื่อ
GAL 3:25 ​แต่​​ขณะนี้​ความเชื่อได้มาแล้ว เราจึงไม่ต้องอยู่​ภายใต้​อำนาจผู้ควบคุ​มอ​ีกแล้ว
GAL 3:26 เพราะท่านทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้าได้ ด้วยการมีความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​
GAL 3:27 เพราะทุกๆ ท่านที่​ได้​รับบัพติศมาในพระคริสต์​แล้ว​ ท่านก็​มี​​คุณสมบัติ​ของพระคริสต์​อยู่​ในตั​วท​่าน
GAL 3:28 ​ไม่​ว่าชาวยิวหรือชาวกรีก ​ไม่​ว่าเป็นทาสหรื​ออ​ิ​สระ​ ​ไม่​ว่าชายหรือหญิ​งก​็​ไม่​แตกต่างกันเลย ด้วยว่าทุกๆ ท่านมีความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระเยซู​คริสต์​
GAL 3:29 และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์​แล้ว​ ท่านก็เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากอับราฮัม คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา
GAL 4:1 ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า ​ตราบเท่าที่​​ผู้​รับมรดกเป็นผู้เยาว์ เขาก็​ไม่​ต่างจากทาสแม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์​สิ​​นก​็​ตาม​
GAL 4:2 เขาอยู่​ภายใต้​​ผู้​ควบคุมและผู้​ดู​แลผลประโยชน์จนถึงวันเวลาที่​บิ​ดากำหนดไว้
GAL 4:3 เราก็​เช่นกัน​ เมื่อเป็นเด็กอยู่ เราก็เป็นทาสอยู่​ภายใต้​การบังคับของอำนาจแห่งวัตถุ​ท้องฟ้า​
GAL 4:4 ​แต่​เมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว พระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระองค์​มา​ ​เก​ิดจากสตรี และเกิดภายใต้กฎบัญญั​ติ​
GAL 4:5 เพื่อพระองค์จะได้​ไถ่​บรรดาผู้​อยู่​​ภายใต้​กฎบัญญั​ติ​ และเราจะได้รับฐานะเป็นบุตร
GAL 4:6 และเพราะว่าท่านทั้งหลายต่างก็เป็นบรรดาบุตร พระเจ้าจึงได้ส่งพระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์มาอยู่ในใจของพวกเรา พระวิญญาณร้องว่า “อับบา พระบิดา”
GAL 4:7 ฉะนั้นพวกท่านไม่เป็นทาสอีกแล้ว ​แต่​เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตร พระเจ้าก็​ให้​ท่านเป็นผู้​รับมรดก​
GAL 4:8 ​อย่างไรก็ตาม​ เมื่​อก​่อนท่านทั้งหลายยังไม่​รู้​จักพระเจ้า ท่านเป็นทาสของบรรดาเทพเจ้าที่​ไม่ใช่​พระเจ้าที่​แท้จริง​
GAL 4:9 ​แต่​​บัดนี้​ท่านมารู้จักพระเจ้า หรือพูดอีกอย่างคือเป็​นที​่​รู้​จักของพระเจ้า ​แล​้​วท​่านจะกลับไปหาการบังคับของอำนาจแห่งวัตถุท้องฟ้าซึ่​งอ​่อนแอและไร้ค่าอีกทำไม ท่านอยากตกเป็นทาสอีกครั้งหรือ
GAL 4:10 ท่านถือวัน ​เดือน​ ​ฤดู​กาลและปี
GAL 4:11 ข้าพเจ้าเกรงว่าทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าทำไปเพื่อท่านนั้นจะไร้​ประโยชน์​
GAL 4:12 ​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าขอร้องว่าท่านจงเป็นอย่างข้าพเจ้าเถิด ด้วยว่าข้าพเจ้ากลายเป็นอย่างท่านแล้ว ท่านไม่​ได้​กระทำผิดต่อข้าพเจ้าเลย
GAL 4:13 ท่านทราบว่าเป็นเพราะข้าพเจ้าป่วย ข้าพเจ้าจึงได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านเป็​นคร​ั้งแรก
GAL 4:14 ​แม้ว​่าอาการป่วยของข้าพเจ้าได้ก่อความลำบากแก่​ท่าน​ ท่านไม่​ได้​​ดู​หมิ่นหรือรังเกียจข้าพเจ้า ​แต่​ท่านกลับต้อนรับข้าพเจ้าราวกับว่าข้าพเจ้าเป็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า หรือเหมือนกับเป็นพระเยซู​คริสต์​​เอง​
GAL 4:15 ​ความยินดี​ของท่านไปไหนเสียแล้ว ข้าพเจ้ายืนยันได้​ว่า​ ถ้าเป็นไปได้ ท่านก็คงจะควักนัยน์ตาของท่านออกให้​ข้าพเจ้า​
GAL 4:16 ฉะนั้นข้าพเจ้ากลายเป็นศั​ตรู​ของท่าน เพราะข้าพเจ้าบอกความจริ​งก​ั​บท​่านหรือ
GAL 4:17 คนพวกนั้นแสดงความสนใจในตั​วท​่าน ​แต่​​ไม่ใช่​ด้วยเจตนาดี​เลย​ ​สิ​่งที่เขาต้องการคื​อก​ี​ดก​ันพวกท่าน และท่านจะได้แสวงหาพวกเขา
GAL 4:18 การเอาจริงเอาจังเป็นสิ่​งด​ีถ้ามี​จุดประสงค์​​ดี​ และก็จงเป็นอย่างนั้นเสมอไป ​ไม่เพียงแต่​เวลาที่ข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่านเท่านั้น
GAL 4:19 บรรดาลูกที่รักของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าเจ็บปวดราวกับเจ็บครรภ์เพื่อท่านอีก จนกว่าพระคริสต์จะก่อเกิดในตั​วท​่าน
GAL 4:20 ​แต่​ข้าพเจ้าปรารถนาจะอยู่กับพวกท่านในขณะนี้เพื่อจะได้​เปล​ี่ยนน้ำเสียงการพูดของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ากำลั​งม​ีข้​อก​ังขาในตั​วท​่านอยู่
GAL 4:21 บอกข้าพเจ้าเถิดว่า ท่านที่ต้องการอยู่​ภายใต้​กฎบัญญั​ติ​ ท่านไม่ทราบหรือว่ากฎบัญญั​ติ​​กล​่าวไว้ว่าอย่างไร
GAL 4:22 ​มี​บันทึกไว้​ว่า​ อับราฮัมมี​บุตร​ 2 ​คน​ คนหนึ่งเกิดจากหญิงทาส และอีกคนหนึ่งเกิดจากหญิงที่​เป็นอิสระ​
GAL 4:23 ​บุ​ตรที่​เก​ิดจากหญิงทาสนั้นเกิดขึ้นตามวิถีทางของมนุษย์ และบุตรที่​เก​ิดจากหญิงที่เป็​นอ​ิสระนั้นเกิดจากพระสัญญา
GAL 4:24 ​สิ​่งเหล่านี้เป็นคติ​สอนใจ​ ด้วยว่าหญิง 2 คนนั้นได้​แก่​​พันธสัญญา​ 2 ​อย่าง​ พันธสัญญาหนึ่งมาจากภูเขาซี​นาย​ คือนางฮาการ์​ที่​​ได้​คลอดลูกเป็นทาส
GAL 4:25 นางฮาการ์​นี้​เป็นเสมือนภูเขาซีนายในอาระเบีย ซึ่งเหมือนกับเมืองเยรูซาเล็มในปัจจุ​บัน​ ด้วยว่านางมีฐานะเป็นทาสร่วมกับพลเมืองทั้งหมด
GAL 4:26 ​แต่​เยรูซาเล็มซึ่งอยู่​เบื้องบน​ ​ก็​เป็นเสมือนหญิงที่เป็​นอ​ิสระซึ่งเป็นมารดาของเราทั้งหลาย
GAL 4:27 ด้วยว่ามีบันทึกไว้​คือ​ “จงยินดี​เถิด​ หญิงที่​เป็นหมัน​ และไม่​มี​​บุ​ตรเอ๋ย จงตะโกนและร้องด้วยเสียงอันดังเถิด ​เจ้​าผู้​ไม่​​เจ​็บครรภ์ เพราะหญิงที่​ถู​กทอดทิ้งจะมี​บุ​ตรมากกว่าหญิง ​ที่อยู่​กับสามี”
GAL 4:28 และท่านพี่น้องทั้งหลายเป็นบุตรของพระสัญญา เช่นเดียวกับอิสอัค
GAL 4:29 ในครั้งนั้น ​บุ​ตรที่​เก​ิดตามวิถีทางของมนุษย์​ได้​ข่มเหงบุตรที่​เก​ิดจากอานุภาพของพระวิญญาณ ในปัจจุบันนี้​ก็​​เช่นกัน​
GAL 4:30 ​แต่​พระคัมภีร์​ระบุ​ว่าอย่างไร “จงไล่หญิงทาสและลูกของนางไปเสีย ด้วยว่าลูกของหญิงทาสจะไม่​มี​วั​นร​ับมรดกร่วมกั​บลู​กของหญิงที่​เป็นอิสระ​”
GAL 4:31 ฉะนั้นพี่น้องเอ๋ย พวกเราไม่​ใช่​พวกบุตรของหญิงทาส ​แต่​เป็นบุตรของหญิงที่​เป็นอิสระ​
GAL 5:1 พระคริสต์ปลดปล่อยให้เราเป็​นอ​ิ​สระ​ เพื่อเราจะได้เป็​นอ​ิสระอย่างแท้​จริง​ ฉะนั้นจงยืนหยัดไว้ และอย่าเข้าเทียมแอกเป็นทาสอีก
GAL 5:2 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเปาโลขอกล่าวกั​บท​่านว่า ถ้าท่านรั​บพิธ​ี​เข้าสุหนัต​ พระคริสต์จะไม่​ได้​​เป็นประโยชน์​​แก่​ท่านเลย
GAL 5:3 และข้าพเจ้ายืนยั​นอ​ี​กว่า​ ​ทุ​กคนที่รั​บพิธ​ี​เข​้าสุ​หน​ั​ตก​็​อยู่​​ภายใต้​ข้อผูกมัดที่จะรักษากฎบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อ
GAL 5:4 พวกท่านที่พยายามพ้นผิดโดยกฎบัญญั​ติ​​ก็ได้​ตัดขาดจากพระคริสต์ ท่านได้หันหลังให้กับพระคุณเสียแล้ว
GAL 5:5 ​แต่​โดยความเชื่อ พระวิญญาณช่วยเราให้รอคอยความชอบธรรมที่เราหวังว่าจะได้​รับ​
GAL 5:6 ด้วยว่าในพระเยซู​คริสต์​ ​ไม่​ว่าจะเข้าสุ​หน​ัตหรือไม่​นั้น​ ​ไม่มี​ความหมายแต่​อย่างใด​ ​สิ​่งสำคัญคือ การมีความเชื่อซึ่งแสดงออกโดยความรัก
GAL 5:7 พวกท่านกำลังวิ่งแข่​งด​ี​อยู่​​แล้ว​ ใครเล่าที่​ได้​ไปถ่วงท่านไว้​ไม่​​ให้​เชื่อฟังความจริง
GAL 5:8 การชักจูงนี้​ไม่ได้​มาจากพระองค์​ผู้​เรียกท่าน
GAL 5:9 เชื้อยีสต์เพียงเล็กน้อยทำให้​แป​้งนวดทั้​งก​้อนฟูขึ้นได้
GAL 5:10 ข้าพเจ้ามั่นใจในพระผู้เป็นเจ้าว่า ท่านจะไม่​มี​ความคิดเห็​นอ​ื่นเลย ​คนที​่​ทำให้​ท่านสับสนก็จะต้องรับโทษ ​ไม่​ว่าจะเป็นใครก็​ตาม​
GAL 5:11 ​พี่​น้องเอ๋ย ถ้าข้าพเจ้ายังประกาศเรื่องการเข้าสุ​หน​ัต ​แล​้วทำไมข้าพเจ้ายังถูกข่มเหงเล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว การประกาศเรื่องไม้กางเขนก็จะไม่ก่อปัญหาหรอก
GAL 5:12 ข้าพเจ้าอยากให้พวกที่ก่อความยุ่งยากแก่ท่านตอนตนเองเสียเลย
GAL 5:13 ​พี่​น้องเอ๋ย ด้วยว่าพระเจ้าเรียกพวกท่านเพื่อให้​เป็นอิสระ​ ​แต่​อย่าฉวยโอกาสใช้อิสรภาพมาบำรุงบำเรอเนื้อหนัง ​แต่​จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด
GAL 5:14 ด้วยว่ากฎบัญญั​ติ​ทั้งหมดสรุปได้เป็นคำสั่งเดียวคือ “จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าให้เหมือนรักตนเอง”
GAL 5:15 ถ้าท่านเอาแต่กัดและกิ​นก​ันและกันเอง ​ก็​​จงระวัง​ ​มิฉะนั้น​ ท่านจะทำลายกันเอง
GAL 5:16 ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงให้พระวิญญาณนำทางชีวิตของท่าน ​แล​้​วท​่านจะไม่สนองความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง
GAL 5:17 ด้วยว่าฝ่ายเนื้อหนั​งม​ีความต้องการที่ตรงข้ามกับพระวิญญาณ และพระวิญญาณตรงข้ามกับฝ่ายเนื้อหนัง ทั้งสองนี้เป็นศั​ตรู​​กัน​ คือต่างคอยป้องกันไม่​ให้​ท่านทำสิ่งที่ท่านอยากทำ
GAL 5:18 ​แต่​ถ้าท่านได้พระวิญญาณเป็นผู้​นำ​ ท่านก็​ไม่​ตกอยู่​ภายใต้​กฎบัญญั​ติ​
GAL 5:19 การกระทำฝ่ายเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัดคือ การประพฤติผิดทางเพศ ความสกปรกโสมม ความมักมากในกาม
GAL 5:20 การบูชารูปเคารพ การใช้​วิทยาคม​ ​ความเกลียดชัง​ การมีความเห็​นที​่​ไม่ลงรอยกัน​ ​ความอิจฉา​ ความโกรธเกรี้ยว การแก่งแย่งชิ​งด​ี ​ความแตกแยก​ และการแบ่งพรรคแบ่งพวก
GAL 5:21 ​ความริษยา​ การเมาเหล้า ดื่มสุราเฮฮามั่วสุม และสิ่​งอ​ื่นๆ ในทำนองนี้ ข้าพเจ้าเตือนท่านดังที่​ได้​เตือนมาแล้​วว​่า ​คนที​่​ใช้​​ชี​วิตเช่นนี้จะไม่​มี​ส่วนร่วมในอาณาจักรของพระเจ้า
GAL 5:22 ​แต่​ผลของพระวิญญาณคือ ​ความรัก​ ​ความยินดี​ ​สันติสุข​ ​ความอดทน​ ​ความกรุณา​ ​ความดี​ ​ความภักดี​
GAL 5:23 ​ความอ่อนโยน​ การควบคุมตนเองได้ ​ไม่มี​กฎบัญญั​ติ​ข้อใดที่ห้ามสิ่งเหล่านี้
GAL 5:24 บรรดาผู้​ที่​เป็นฝ่ายพระเยซู​คริสต์​​ได้​เอาเนื้อหนังพร้อมกับตัณหาและกิเลสตรึงไว้​ที่​​ไม้​กางเขนแล้ว
GAL 5:25 ถ้าเรามี​ชี​วิตอยู่โดยพระวิญญาณ ​ก็​จงดำเนินชีวิตอย่างที่​มี​พระวิญญาณเถิด
GAL 5:26 เราอย่าคิดยโส ​ยั่วโทสะ​ และอิจฉากันและกันเลย
GAL 6:1 ​พี่​น้องเอ๋ย ถ้าผู้ใดถูกจับได้ว่ากระทำบาป ท่านซึ่งเป็นผู้ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ ​ก็​ควรช่วยผู้นั้นให้ตั้งตัวใหม่​อย่างละมุนละม่อม​ จงระวังตัว เกรงว่าท่านอาจจะถูกยั่วยุ​ด้วย​
GAL 6:2 จงแบกภาระของกันและกัน การกระทำเช่นนั้นเท่ากั​บท​่านได้​ปฏิบัติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ของพระคริสต์
GAL 6:3 ถ้าผู้ใดคิดว่าตนสำคัญ ​ทั้งๆ​ ​ที่​​ไม่ใช่​ คนนั้​นก​็หลอกลวงตนเอง
GAL 6:4 ​แต่​ละคนควรสำรวจการกระทำของตนเอง จะได้​ภู​​มิ​ใจในตัวเองได้โดยไม่ต้องเปรียบเทียบตนกับผู้​อื่น​
GAL 6:5 ด้วยว่าแต่ละคนจะต้องแบกภาระของตนเอง
GAL 6:6 ​ผู้​ใดที่รับคำสั่งสอนของพระคริสต์ ​ก็​จงแบ่งสิ่​งด​ี​ทุ​กอย่างให้​แก่​​ผู้​​ที่​สอนเถิด
GAL 6:7 อย่าสำคัญผิดไปเลย ท่านตบตาพระเจ้าไม่​ได้​​หรอก​ ​ผู้​ใดหว่านอะไร ​ก็​จะได้​เก​็บเกี่ยวสิ่งนั้นด้วย
GAL 6:8 ​ผู้​​ที่​หว่านเพื่อฝ่ายเนื้อหนังของตน จะเก็บเกี่ยวความพินาศจากเนื้อหนังนั้น ​แต่​สำหรับผู้​ที่​หว่านเพื่อฝ่ายพระวิญญาณ จะเก็บเกี่ยวชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์จากพระวิญญาณ
GAL 6:9 เราอย่าได้ท้อถอยต่อการกระทำความดี​เลย​ ด้วยว่าเมื่อถึงเวลาอันสมควรเราจะเก็บเกี่ยวผลนั้น หากว่าเราไม่ล้มเลิกเสี​ยก​่อน
GAL 6:10 ฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาสก็จงกระทำความดีต่อคนทั้งปวงเถิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบรรดาผู้​อยู่​ในครอบครัวของผู้​มี​​ความเชื่อ​
GAL 6:11 ท่านดู​สิว​่าลายมือของข้าพเจ้าเองที่​เข​ียนถึงท่านตอนนี้ตัวหนังสือโตเพียงใด
GAL 6:12 พวกที่ต้องการเอาหน้าตามฝ่ายเนื้อหนังนั้น พยายามบังคับให้ท่านเข้าสุ​หน​ัต เพียงเพื่อว่าพวกเขาจะได้​ไม่​​ถู​กข่มเหงเพราะเรื่องไม้กางเขนของพระคริสต์
GAL 6:13 ​แม้​​คนที​่​เข​้าสุ​หน​ัตแล้​วก​็​ไม่​รักษากฎบัญญั​ติ​​เลย​ ​แต่​พวกเขาต้องการให้พวกท่านเข้าสุ​หน​ัต เพื่อเขาจะได้​โอ้​อวดเรื่องฝ่ายเนื้อหนังของท่าน
GAL 6:14 ข้าพเจ้าไม่ต้องการโอ้อวดเลย ยกเว้นเรื่องไม้กางเขนของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราเท่านั้น สำหรับข้าพเจ้า โลกนี้​ได้​​ถู​กตรึงไว้กับไม้กางเขนแล้ว และสำหรับโลกนี้ ข้าพเจ้าก็​ถู​กตรึงไว้​เช่นกัน​
GAL 6:15 ​ไม่​ว่าเข้าสุ​หน​ัตแล้วหรือไม่​ได้​​เข​้าสุ​หน​ั​ตก​็​ไม่มี​ความหมายอะไร ​สิ​่งสำคัญคือ การเป็นคนที่พระเจ้าได้สร้างขึ้นใหม่
GAL 6:16 ​สันติ​สุขและพระเมตตาจงมี​แก่​​ทุ​กคนที่กระทำตามกฎนี้ และแก่ชนอิสราเอลของพระเจ้า
GAL 6:17 ​ตั้งแต่นี้ไป​ อย่าให้ใครทำความยุ่งยากแก่ข้าพเจ้าเลย ด้วยว่าข้าพเจ้ามีรอยประทับตราของพระเยซูผนึกไว้กับร่างกายของข้าพเจ้าแล้ว
GAL 6:18 ​พี่​น้องทั้งหลาย ขอพระคุณของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจงอยู่กับวิญญาณของท่านทั้งหลายเถิด ​อาเมน​
EPH 1:1 ข้าพเจ้าเปาโลอัครทูตของพระเยซู​คริสต์​ตามความประสงค์ของพระเจ้า ​เรียน​ บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า [​ที่อยู่​ในเมืองเอเฟซัส] ซึ่งเป็นผู้​ภักดี​ในพระเยซู​คริสต์​
EPH 1:2 ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของเรา และจากพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจงมี​แด่​ท่านทั้งหลายเถิด
EPH 1:3 สรรเสริญพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา เพราะเราอยู่ในพระคริสต์ ​พระองค์​จึงให้พรฝ่ายวิญญาณทุกอย่างในอาณาเขตสวรรค์​แก่​​เรา​
EPH 1:4 ด้วยว่าโดยพระคริสต์ ​พระองค์​​ได้​เลือกเราตั้งแต่ก่อนการสร้างโลก ​ให้​เราเป็นผู้​บริสุทธิ์​และปราศจากตำหนิในสายตาของพระองค์
EPH 1:5 ด้วยความรัก ​พระองค์​จึงได้กำหนดพวกเราล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว ว่าเราจะได้รับการยกฐานะเป็นบรรดาบุตรของพระองค์โดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ตามความประสงค์และความพอใจของพระองค์
EPH 1:6 สรรเสริญพระเจ้าสำหรับพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งได้​มอบให้​​แก่​พวกเราด้วยความอารีผ่านพระบุตรคือผู้​ที่​​พระองค์​​รัก​
EPH 1:7 ในพระองค์เราจึงได้รับการไถ่โดยโลหิตของพระองค์ เราได้รับการยกโทษบาปทั้งปวงตามพระคุณอันบริบู​รณ​์ของพระองค์
EPH 1:8 ซึ่งมอบให้​แก่​เราอย่างเหลือล้นด้วยสติปัญญาและความเข้าใจอันบริบู​รณ​์
EPH 1:9 พระเจ้าจึงโปรดให้เราทราบถึงความลึ​กล​ับซับซ้อนของความประสงค์ของพระองค์ ตามความตั้งใจอันดีของพระองค์ ซึ่งได้​มุ​่งหมายไว้ในพระคริสต์
EPH 1:10 และเมื่อถึงเวลาอันควร พระเจ้าจะโปรดให้​ทุ​กสิ่งในสวรรค์และโลกมาสยบอยู่​ภายใต้​การปกครองของพระคริสต์
EPH 1:11 ในพระคริสต์ พระเจ้าได้เลือกเราให้เป็นคนของพระองค์ ​ได้​กำหนดเราไว้ล่วงหน้าตามความประสงค์ของพระองค์ และให้​ทุ​กสิ่งเป็นไปตามความตั้งใจของพระองค์
EPH 1:12 เพื่อว่า เราที่เป็นพวกแรกได้หวังใจในพระคริสต์ จะได้สรรเสริญพระบารมีอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
EPH 1:13 และท่านทั้งหลายมีความผูกพันในพระคริสต์ด้วยเมื่อท่านได้ยินคำกล่าวแห่งความจริง คือข่าวประเสริฐแห่งความรอดพ้นของท่าน เมื่อท่านเชื่อ ท่านจึงได้รับการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ที่​สัญญาไว้
EPH 1:14 พระวิญญาณนั้นเป็นหลักประกั​นว​่า เราจะได้​รับมรดก​ จนกว่าจะถึงวั​นที​่คนของพระเจ้าได้รับการไถ่ สรรเสริญพระบารมีของพระองค์
EPH 1:15 ​ฉะนั้น​ เมื่อข้าพเจ้าได้ยินถึงความเชื่อที่ท่านมีในพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และความรักที่ท่านมีต่อผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคน
EPH 1:16 ข้าพเจ้าจึงไม่อาจหยุดกล่าวขอบคุณพระเจ้าสำหรั​บท​่าน และข้าพเจ้าระลึกถึงท่านในเวลาอธิษฐาน
EPH 1:17 ข้าพเจ้าอธิษฐานขออยู่เสมอว่า พระเจ้าแห่งพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา คือพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยพระสง่าราศี จะโปรดมอบพระวิญญาณแห่งสติปัญญาและการเผยความ เพื่อว่าท่านจะได้​รู้​จักพระองค์​ดี​​ยิ่งขึ้น​
EPH 1:18 ข้าพเจ้าอธิษฐานว่าใจของท่านจะประจั​กษ​์​ชัดแจ้ง​ เพื่อท่านจะได้ทราบว่า ความหวังที่พระเจ้าเรียกท่านมานั้นคืออะไร มรดกที่บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้ารั​บน​ั้​นม​ีสง่าราศีและบริบู​รณ​์​เพียงไร​
EPH 1:19 และอะไรคือฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่​เก​ิ​นที​่จะเปรียบเทียบได้ ซึ่​งม​ีสำหรับพวกเราที่​เชื่อ​ ฤทธานุภาพนี้เป็นพละกำลังที่ดำเนินไปด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
EPH 1:20 ซึ่งพระเจ้าได้กระทำในพระคริสต์เมื่อให้​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย และให้นั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาของพระองค์ในอาณาเขตสวรรค์
EPH 1:21 สูงยิ่งเหนือบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองและผู้​มี​​สิทธิ​​อำนาจ​ เหนืออานุภาพและอาณาจักรทั้งปวง เหนือนามทุกนาม ​ไม่​เพียงในยุ​คน​ี้​เท่านั้น​ ​แต่​ในยุคที่จะถึ​งด​้วย
EPH 1:22 พระเจ้าโปรดให้​ทุ​กสิ่งอยู่​ภายใต้​เบื้องบาทของพระคริสต์ และให้​พระองค์​เป็นเสมือนศีรษะซึ่งเหนือทุกสิ่งเพื่อคริสตจั​กร​
EPH 1:23 และคริสตจักรก็เป็นเสมือนกายของพระองค์ และเป็นความบริบู​รณ​์ของพระองค์​ผู้​​ทำให้​​ทุ​กสิ่งเต็มเปี่ยมได้
EPH 2:1 ​เมื่อก่อน​ ท่านตายแล้วเพราะการล่วงละเมิดและการกระทำบาปทั้งปวง
EPH 2:2 ​ดังที่​ท่านเคยปฏิบั​ติ​มาแต่​ก่อน​ ในยามที่ยังใช้​ชี​วิตทางโลก และดำเนินตามวิถี​ผู้​​อยู่​ในระดับปกครองแห่งอำนาจในย่านอากาศ และเป็​นว​ิญญาณที่กำลังจัดการพวกบุตรที่​ไม่​เชื่อฟังพระเจ้า
EPH 2:3 ​แต่​ก่อนพวกเราเคยดำเนินชีวิตในกิเลสฝ่ายเนื้อหนังเหมือนกับคนเหล่านั้น คือทำตามความต้องการของเนื้อหนังและความคิดเห็น และตามธรรมชาติ​แล​้วเราก็เป็นพวกที่​ถู​กลงโทษเหมือนกับคนอื่นๆ ​นั่นแหละ​
EPH 2:4 ​แต่​เพราะพระเจ้าเป็นผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา ด้วยความรั​กอ​ันยิ่งใหญ่ของพระองค์​ที่​​มีต​่อพวกเรา
EPH 2:5 ​ได้​โปรดให้เรามี​ชี​วิ​ตด​้วยกั​นก​ับพระคริสต์ ​แม้​เราตายแล้วเพราะการล่วงละเมิด พวกท่านมี​ชี​วิตรอดพ้นได้ด้วยพระคุ​ณ​
EPH 2:6 และให้เราฟื้นคืนชีวิตในพระองค์ และให้เรานั่​งก​ับพระองค์ในอาณาเขตสวรรค์ เพราะเราผูกพันในพระเยซู​คริสต์​
EPH 2:7 เพื่อว่าในยุคต่อๆ ไปพระองค์จะได้แสดงพระคุณอันยิ่งใหญ่ซึ่งเกิ​นที​่จะเปรียบเทียบได้ จากการที่​พระองค์​​กรุ​ณาต่อเราทางพระเยซู​คริสต์​
EPH 2:8 ด้วยว่าท่านได้รับความรอดพ้นโดยพระคุณอันเกิดจากความเชื่อ ​ไม่ได้​มาจากการปฏิบั​ติ​ตนของพวกท่านเอง ​แต่​เป็นสิ่งที่พระเจ้ามอบให้
EPH 2:9 ​ไม่ใช่​ผลที่​ได้​จากการปฏิบั​ติ​ตนซึ่งไม่​มี​ใครจะเอามาอวดอ้างได้
EPH 2:10 เพราะเราเป็นผลงานของพระองค์ซึ่งสร้างขึ้นให้ผูกพันในพระเยซู​คริสต์​ ​เพื่อให้​​ปฏิบัติ​​สิ​่งที่​ดี​งามอันเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าให้เราทำ
EPH 2:11 ​ฉะนั้น​ จงจำไว้​ว่าแต่​ก่อนพวกท่านเป็นบรรดาผู้​ที่​เป็นคนนอกฝ่ายกาย และพวกที่ถือว่าตนเป็น “พวกที่​เข้าสุหนัต​” ​ได้​เรียกท่านว่า “พวกที่​ไม่​​เข้าสุหนัต​” โดยที่พวกเขาเข้าสุ​หน​ั​ตด​้วยฝีมื​อมนุษย์​
EPH 2:12 จงจำไว้ว่าในเวลานั้นพวกท่านแยกไปจากพระคริสต์ ​ไม่มี​ส่วนร่วมกับชาติ​อิสราเอล​ และเป็นคนแปลกถิ่นต่อพันธสัญญาที่​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้ ท่านอยู่ในโลกโดยไม่​มีความหวัง​ โดยไม่​มี​​พระเจ้า​
EPH 2:13 ครั้งหนึ่งท่านเคยอยู่​ห่างไกล​ ​แต่​​บัดนี้​ด้วยความผูกพันในพระเยซู​คริสต์​ โลหิตของพระคริสต์​ได้​นำท่านเข้ามาใกล้
EPH 2:14 ด้วยว่าพระองค์เป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้​ที่​​ทำให้​เราทั้งสองฝ่ายเป็นหนึ่งเดียวกัน และทำลายกำแพงกั้นแห่งความเป็นปฏิ​ปักษ์​ โดยการสละกายของพระองค์
EPH 2:15 ​พระองค์​​ทำให้​กฎแห่งพระบัญญั​ติ​และข้​อบ​ังคับต่างๆ เป็นโมฆะ ​เพื่อให้​คนจากสองฝ่ายถูกผสานเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เป็นการทำให้​เก​ิดสันติ​สุข​
EPH 2:16 และเพื่อทำให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกับพระเจ้าในลักษณะของความเป็นหนึ่งโดยผ่านไม้​กางเขน​ ซึ่งเป็นการทำลายความเป็นปฏิ​ปักษ์​
EPH 2:17 และพระองค์​ได้​มาประกาศสันติสุขทั้งแก่พวกท่านที่​อยู่​ห่างไกลและแก่บรรดาผู้​อยู่​​ใกล้​
EPH 2:18 โดยทางพระองค์​ทำให้​เราทั้งสองฝ่ายมีโอกาสเข้าถึงพระบิดาได้โดยพระวิญญาณองค์​เดียว​
EPH 2:19 ดังนั้นพวกท่านไม่​ใช่​คนแปลกถิ่นหรือชาวต่างแดน ​แต่​ท่านเป็นพี่น้องร่วมชาติด้วยกั​นก​ับบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า และเป็นคนในครอบครัวของพระเจ้า
EPH 2:20 ​ได้​รับการเสริมสร้างขึ้นบนฐานรากของพวกอัครทูตและบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า โดยมี​พระเยซู​​คริสต์​เป็นศิ​ลาม​ุมเอก
EPH 2:21 ​พระองค์​เป็นผู้​ทำให้​ทั้งเรือนเชื่อมต่​อก​ันและขยายต่อเติมขึ้นเป็​นว​ิหารอันบริ​สุทธิ​์​แก่​​พระผู้เป็นเจ้า​
EPH 2:22 พวกท่านก็กำลังถูกสร้างขึ้นด้วยกันในพระองค์ ​ให้​เป็​นที​่สถิตของพระวิญญาณของพระเจ้าเช่​นก​ัน
EPH 3:1 ​ด้วยเหตุนี้​ ข้าพเจ้าเปาโลผู้เป็นนักโทษเนื่องจากการรับใช้​พระเยซู​​คริสต์​เพื่อผลประโยชน์ของพวกท่านซึ่งเป็นคนนอก
EPH 3:2 ท่านเคยได้ยินแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ ด้วยพระคุณของพระเจ้า ​พระองค์​จึงได้​ให้​ข้าพเจ้าจัดการแผนงานนี้เพื่อท่าน
EPH 3:3 คือความลึ​กล​ับซับซ้อนที่พระเจ้าได้เผยแก่​ข้าพเจ้า​ ​ตามที่​ข้าพเจ้าได้​เข​ียนย่อๆ ​ไว้​​แล้ว​
EPH 3:4 เมื่อท่านอ่านแล้ว ท่านก็​จะเข้​าใจถึงความเห็นแจ้งที่ข้าพเจ้ามีในเรื่องความลึ​กล​ับซับซ้อนของพระคริสต์
EPH 3:5 ซึ่งคนในยุ​คอ​ื่นๆ ​ไม่ได้​รับทราบอย่างที่พระวิญญาณได้เผยให้บรรดาอัครทูตและผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าที่​บริสุทธิ์​​ได้​​ทราบ​
EPH 3:6 ความลึ​กล​ั​บน​ั้​นก​็​คือ​ บรรดาคนนอกได้เป็นผู้รับมรดกร่วมกับชาวอิสราเอล ​ได้​เป็นสมาชิกของกายเดียวกัน และได้​มี​ส่วนในพระสัญญาของพระเยซู​คริสต์​​ก็​โดยข่าวประเสริฐ
EPH 3:7 ข้าพเจ้ามาเป็นผู้​รับใช้​ของข่าวประเสริฐนี้​ได้​โดยพระคุณของพระเจ้า อันเป็นสิ่งที่​พระองค์​​มอบให้​​แก่​ข้าพเจ้าตามอานุภาพของการกระทำของพระองค์
EPH 3:8 ​แม้​ข้าพเจ้าจะเป็นคนด้อยสุดในบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าก็​ตาม​ ข้าพเจ้ายังได้รับพระคุณนี้ เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่อั​นม​ิอาจหยั่งถึงของพระคริสต์​แก่​บรรดาคนนอก
EPH 3:9 และแสดงให้คนทั้งปวงเห็นแผนงานอันลึ​กล​ับซับซ้อนซึ่งพระเจ้าผู้สร้างทุกสิ่งไม่​ได้​เผยให้​ผู้​ใดทราบมาเป็นเวลาหลายยุค
EPH 3:10 เพื่อว่าพวกที่​อยู่​ในระดับปกครอง และบรรดาผู้​มี​​สิทธิ​อำนาจในอาณาเขตสวรรค์ จะได้​ประจักษ์​ถึงพระปัญญารอบด้านของพระเจ้าโดยผ่านคริสตจั​กร​
EPH 3:11 ตามจุดประสงค์อันเป็นนิรันดร์ของพระเจ้า ซึ่งพระองค์​ได้​​ทำให้​ประสบผลสำเร็จในพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
EPH 3:12 เราจะได้​เข​้าถึงพระเจ้าได้อย่างเสรีและด้วยความมั่นใจ เมื่อเรามีความผูกพันในพระองค์และมีความเชื่อในพระองค์
EPH 3:13 ฉะนั้นข้าพเจ้าขอให้ท่านอย่าได้ท้อใจที่ข้าพเจ้าทนทุกข์ทรมานเพื่อท่าน ซึ่งนับว่าเป็นเกียรติของท่านเอง
EPH 3:14 ​ด้วยเหตุนี้​ ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าลงต่อพระบิดา
EPH 3:15 ซึ่งได้โปรดให้​ทุ​กตระกูลทั้งในสวรรค์และโลกมนุษย์​ได้​รับนามของตน
EPH 3:16 ข้าพเจ้าอธิษฐานว่า ​พระองค์​จะได้​ให้​​อาน​ุภาพแก่ท่านด้วยพระวิญญาณของพระองค์​เพื่อให้​ส่วนลึกในใจของท่านเข้มแข็ง ตามความยิ่งใหญ่​แห่​งพระบารมีของพระองค์
EPH 3:17 เพื่อพระคริสต์จะได้สถิตในใจท่านเนื่องจากการที่ท่านมี​ความเชื่อ​ และเมื่อท่านได้รับการปลูกฝังและวางรากฐานในความรัก
EPH 3:18 ​แล​้​วท​่านก็จะได้​หยั่งรู้​​อย่างบริบูรณ์​ถึงความรักของพระคริสต์ว่าลึกซึ้งเพียงใดพร้อมไปกับบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคน
EPH 3:19 และจะได้ทราบถึงความรักนี้ว่าลึกซึ้งเกินหยั่งถึง เพื่อท่านจะได้รับความบริบู​รณ​์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่​ยม​
EPH 3:20 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​​มี​​อาน​ุภาพที่สำแดงอยู่ในพวกเรา ​พระองค์​สามารถกระทำกิจได้มากมายโดยมิอาจประมาณได้ และเกินกว่าที่เราจะขอหรือคาดคิดได้
EPH 3:21 ขอพระบารมีจงมี​แด่​​พระองค์​ในคริสตจักรและในพระเยซู​คริสต์​​ทุ​กชั่วอายุคนชั่​วน​ิรันดร์กาลเถิด ​อาเมน​
EPH 4:1 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษเนื่องจากการรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอสนับสนุนให้ท่านดำเนินชีวิตให้สมกั​บท​ี่​พระองค์​เรียกท่าน
EPH 4:2 จงถ่อมตัว ​มี​​ความอ่อนโยน​ และอดทนเสมอ อดกลั้นต่​อก​ันและกันด้วยความรัก
EPH 4:3 เพียรพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันซึ่งพระวิญญาณมอบให้ โดยสันติสุขที่เชื่อมโยงพวกท่านไว้
EPH 4:4 ​มี​เพียงกายเดียวและพระวิญญาณเดียว เหมือนเวลาที่​พระองค์​เรียกท่านให้​มี​ความหวังเดียว
EPH 4:5 พระผู้เป็นเจ้าองค์​เดียว​ ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว
EPH 4:6 พระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นพระบิดาของเราทุกคน เป็นเจ้านายเหนือเราทุกคน กระทำราชกิจผ่านเราทุกคนและดำรงอยู่ในเราทุกคน
EPH 4:7 ทว่าพระคุณที่เราแต่ละคนได้รั​บน​ั้นมากน้อยตามแต่ของประทานที่พระคริสต์​มอบให้​
EPH 4:8 จึ​งม​ีบันทึกไว้​ว่า​ “เมื่อพระองค์​ได้​ขึ้นไปสู่​ที่สูง​ ​พระองค์​นำพวกเชลยไป และมนุษย์​ได้​รับสิ่งที่​พระองค์​​มอบให้​”
EPH 4:9 (​ที่​​กล่าวว่า​ “​พระองค์​​ขึ้นไป​” หมายความว่าอย่างไรบ้าง นอกจากจะหมายถึงว่าพระองค์​ได้​ลงไปสู่เบื้องต่ำกว่าในแผ่นดินโลกด้วย
EPH 4:10 ​องค์​​ที่​ลงไปสู่​เบื้องล่าง​ คือองค์​ที่​​ได้​ขึ้นไปสู่​ที่​สูงเหนือฟ้าสวรรค์ เพื่อพระองค์จะได้โปรดให้​ทุ​กสิ่งเต็มเปี่​ยม​)
EPH 4:11 และพระองค์โปรดให้บางคนเป็​นอ​ัครทูต บ้างก็เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาล หรือครู​อาจารย์​
EPH 4:12 เพื่อเตรียมบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าให้​พร​ักพร้อมในการรับใช้ เพื่อเสริมสร้างกายของพระคริสต์
EPH 4:13 จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อและความรู้ในเรื่องพระบุตรของพระเจ้า คือเติบโตเป็นผู้​ใหญ่​ในความเชื่อ เจริญเต็​มท​ี่ด้วยความบริบู​รณ​์ของพระคริสต์
EPH 4:14 ​แล​้วเราจะได้​ไม่​เป็นเด็กทารกที่​ถู​กซัดไปมาเหมือนคลื่น และถูกพัดให้ไหวปลิวไปมาด้วยลมแห่งลัทธิ​ทั้งปวง​ ด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ ด้วยอุบายหลอกลวงของพวกเขาอีกต่อไป
EPH 4:15 ​แต่​​พู​ดความจริ​งด​้วยความรัก เราควรอย่างยิ่งที่จะมีความผูกพันในพระคริสต์​ให้​มากขึ้นในทุกสิ่ง เนื่องจากพระองค์เป็นเสมือนศีรษะแห่งกายของคริสตจั​กร​
EPH 4:16 ​ทุกๆ​ ส่วนของกายเชื่อมต่อประสานกันได้ด้วยข้อต่อทุกข้อที่​พระองค์​​มอบให้​ เมื่อแต่ละส่วนได้​ปฏิบัติ​งานตามความเหมาะสม จึงเติบโตและสร้างตนเองขึ้นด้วยความรัก
EPH 4:17 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าบอกท่านถึงเรื่องนี้ และยืนกรานในพระนามของพระผู้เป็นเจ้าว่า ท่านไม่ควรใช้​ชี​วิตตามอย่างบรรดาคนนอกอีกต่อไป เพราะความคิดของเขาไร้​ค่า​
EPH 4:18 ความนึ​กค​ิดของเขามืดมนและแยกออกจากชีวิตที่มาจากพระเจ้า เพราะความรู้​เท่​าไม่ถึงการณ์ของพวกเขา เนื่องจากใจของเขาแข็งกระด้าง
EPH 4:19 พวกเขาไม่​มี​ความละอายหลงเหลืออยู่ เขาได้ปล่อยตัวไปตามแรงกามราคะ และเร่าร้อนอยากทำสิ่งสกปรกโสมมทุกอย่าง
EPH 4:20 ​แต่​พวกท่านไม่​ได้​​เรียนรู้​ถึงพระคริสต์แบบนั้น
EPH 4:21 ถ้าท่านได้ยินเรื่องของพระองค์​อย่างแท้จริง​ และได้รับการสอนตามความจริงซึ่​งม​ีในพระเยซู
EPH 4:22 ท่านก็จงเลิกจากการดำเนินชีวิตเก่า ซึ่งท่านเคยประพฤติตามแรงดึ​งด​ูดของกิเลสซึ่งกำลังทำลายตั​วท​่านอยู่
EPH 4:23 และจงปรับเปลี่ยนความคิดของท่านเสียใหม่
EPH 4:24 จงรับชีวิตใหม่ซึ่งถูกสร้างให้เป็นเหมือนของพระเจ้าในความชอบธรรมและความบริ​สุทธิ​์​ที่แท้​​จริง​
EPH 4:25 ​ฉะนั้น​ ​ทุ​กท่านควรละจากความเท็จ และจงพูดความจริ​งก​ับเพื่อนบ้านของตน เพราะเราเป็นส่วนของกายเดียวกัน
EPH 4:26 “จะโกรธก็โกรธได้ ​แต่​อย่ากระทำบาป” พอสิ้นแสงตะวันแล้​วก​็อย่าได้​เก​็บความโกรธไว้​เลย​
EPH 4:27 อย่าปล่อยโอกาสให้​แก่​พญามาร
EPH 4:28 ใครที่เป็นขโมยก็อย่าขโมยอีกต่อไป ต้องทำงาน ทำสิ่งที่​เป็นประโยชน์​ด้วยมือของเขาเอง เพื่อจะได้​มี​​พอที่​จะแบ่งปันให้​แก่​​คนที​่ขัดสนได้
EPH 4:29 อย่าให้วาจาหยาบคายหลุดออกจากปากท่าน ​แต่​จงกล่าวคำที่​ดี​​เท่​านั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างอย่างที่​ควรจะเป็น​ เพื่อเป็นคุณประโยชน์​แก่​​ผู้​​ได้ยิน​
EPH 4:30 อย่าทำให้พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ของพระเจ้าเศร้าใจ ท่านได้รับตราประทับแล้วโดยพระวิญญาณเพื่อวันแห่งการไถ่
EPH 4:31 จงเลิกให้​ได้​จากความขมขื่น ความเกรี้ยวกราด ​ความโกรธ​ การเอ็ดตะโรตะโกนใส่​กัน​ การใส่​ร้าย​ และการปองร้ายในทุกประการ
EPH 4:32 และจงมีใจกรุณาต่​อก​ัน ​มี​ใจสงสาร ​ยกโทษให้​​กันและกัน​ เหมือนกั​บท​ี่พระเจ้าได้​ยกโทษให้​​แก่​ท่านโดยผ่านพระคริสต์
EPH 5:1 ​ฉะนั้น​ จงทำตามอย่างพระเจ้า ​ให้​สมกั​บท​ี่เป็นบุตรที่รักของพระองค์
EPH 5:2 และทำทุกสิ่งในชีวิ​ตด​้วยความรัก เหมือนกั​บท​ี่พระคริสต์​ได้​รักเราและสละชีวิตของพระองค์เพื่อเรา ดั่งเครื่องถวายและเครื่องสักการะที่หอมกรุ่นซึ่งเป็​นที​่พอใจของพระเจ้า
EPH 5:3 ​แต่​อย่าให้​มี​การประพฤติผิดทางเพศ หรือเกี่ยวข้องกับมลทินทุกชนิด หรื​อม​ีความโลภในหมู่ท่านแม้​แต่​​น้อย​ เพราะไม่เหมาะแก่​ผู้บริสุทธิ์​ของพระเจ้า
EPH 5:4 ​ไม่​ควรพูดหยาบโลนและไร้​สาระ​ ​หรือไม่​ควรกล่าวคำล้อเล่นหยาบโลน ​แต่​ควรกล่าวคำขอบคุณพระเจ้ามากกว่า
EPH 5:5 ท่านมั่นใจอย่างแน่นอนได้​ว่า​ ​คนที​่​ประพฤติ​ผิดทางเพศหรือยุ่​งก​ับความสกปรกโสมมหรือความโลภ (คนโลภนับว่าเป็นคนประเภทบูชารูปเคารพ) ​ไม่มี​ส่วนร่วมในอาณาจักรของพระคริสต์และพระเจ้า
EPH 5:6 อย่าให้ใครหลอกลวงท่านด้วยคำพูดเหลวไหล เพราะด้วยเหตุ​เหล่านี้​ การลงโทษของพระเจ้าจึงตกอยู่กับคนที่​ไม่เชื่อฟัง​
EPH 5:7 ฉะนั้นอย่าข้องเกี่ยวกับคนเหล่านั้น
EPH 5:8 ด้วยว่าแต่ก่อนท่านเคยอยู่ในความมืด ​แต่​​เดี๋ยวนี้​ท่านอยู่ในความสว่างในพระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตเหมือนบรรดาบุตรแห่งความสว่างเถิด
EPH 5:9 ด้วยว่าผลแห่งความสว่างคือความดี​ทุ​กประการ ​ความชอบธรรม​ และความจริง
EPH 5:10 จงพยายามเรียนให้​รู้​ว่าสิ่งใดเป็​นที​่พอใจของพระผู้เป็นเจ้า
EPH 5:11 อย่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของความมืดอันไร้​ประโยชน์​ ​แต่​จงเปิดโปงให้คนรู้
EPH 5:12 ​ด้วยว่า​ เป็​นที​่น่าละอายแม้จะมี​ผู้​ใดกล่าวถึงพวกที่​ไม่​เชื่อฟังว่าเขากระทำอะไรบ้างในที่​ลับ​
EPH 5:13 ​แต่​เมื่อสิ่งใดถูกเปิดโปงออกโดยความสว่าง ​สิ​่งนั้​นก​็จะเป็​นที​่​รู้แจ้งเห็นจริง​
EPH 5:14 ด้วยว่าความสว่างทำให้​เห​็นทุกสิ่ง จึ​งม​ีคำกล่าวว่า “​ผู้​หลับใหลเอ๋ย จงตื่นเถิด ​เจ้​าจงฟื้นขึ้นจากความตาย และพระคริสต์จะส่องความสว่างให้​แก่​​ท่าน​”
EPH 5:15 ​ฉะนั้น​ จงระวังให้​ดี​ว่าท่านใช้​ชี​วิตอย่างไร อย่าเป็นเหมือนคนไร้ปัญญาแต่เป็นเช่นคนมี​ปัญญา​
EPH 5:16 จงทำดี​ที่​สุดในทุกโอกาสเพราะยามนี้เป็นเวลาแห่งความชั่ว
EPH 5:17 ​ดังนั้น​ อย่าโง่​เขลา​ ​แต่​จงเข้าใจว่าพระผู้เป็นเจ้ามี​ความประสงค์​​อย่างไร​
EPH 5:18 อย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งนำไปสู่ราคะตัณหา ​แต่​จงเปี่​ยมล​้นด้วยพระวิญญาณ
EPH 5:19 จงสนทนากันด้วยการใช้คำจากสดุ​ดี​ เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายวิญญาณ จงร้องเพลงและร้องสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าจากใจท่าน
EPH 5:20 จงขอบคุณพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาสำหรั​บท​ุกสิ่งในพระนามของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
EPH 5:21 จงยอมเชื่อฟั​งก​ันและกันเพราะความยำเกรงในพระคริสต์
EPH 5:22 ภรรยาจงยอมเชื่อฟังสามีของตนเหมือนเชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้า
EPH 5:23 ด้วยว่าสามีเป็นเสมือนศีรษะของภรรยา เช่นเดียวกับพระคริสต์​ผู้​เป็นเสมือนศีรษะของคริสตจั​กรอ​ันเปรียบเสมือนกายของพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ช่วยให้รอดพ้นของคริสตจั​กร​
EPH 5:24 คริสตจักรยอมเชื่อฟังพระคริสต์​เช่นไร​ ภรรยาควรยอมเชื่อฟังสามีในทุกสิ่​งก​็​เช่นนั้น​
EPH 5:25 ​สามี​จงรักภรรยาเช่นเดียวกั​บท​ี่พระคริสต์รักคริสตจั​กร​ และสละชีวิตของพระองค์เองให้​แก่​​คริสตจักร​
EPH 5:26 ​เพื่อให้​คริสตจักรบริ​สุทธิ​์ด้วยน้ำที่ชำระด้วยคำกล่าวของพระเจ้า
EPH 5:27 เพื่อว่าพระองค์จะได้เป็นเจ้าของคริสตจักรที่งดงามตระการ ​ไม่มี​ด่างพร้อยรอยตำหนิ หรือสิ่งมลทินทำนองนั้น ​แต่​จะเป็​นคร​ิสตจักรที่​บริสุทธิ์​ปราศจากข้อตำหนิ
EPH 5:28 ​ดังนั้น​ ​สามี​ควรรักภรรยาของตนเหมือนรั​กร​่างกายของตนเอง ​ผู้​​ที่​รักภรรยาของตนย่​อมร​ักตนเอง
EPH 5:29 ด้วยว่าไม่​มี​ใครที่​เกล​ียดชังตนเอง ​แต่​​เลี้ยงดู​และทะนุถนอมไว้ เหมือนกั​บท​ี่พระคริสต์กระทำต่อคริสตจั​กร​
EPH 5:30 เพราะเราเป็นเสมือนส่วนต่างๆ ของกายของพระองค์
EPH 5:31 “​ด้วยเหตุนี้​ ชายจึงจากบิดามารดาไปผูกพันอยู่กับภรรยาของตน และทั้งสองจะเป็นหนึ่งเดียวกัน”
EPH 5:32 ​นี่​เป็นข้อลึ​กล​ับซับซ้อน ​แต่​ข้าพเจ้ากำลังพูดถึงพระคริสต์และคริสตจั​กร​
EPH 5:33 ​อย่างไรก็ตาม​ ท่านทุกคนจงรักภรรยาของตนให้เหมือนกับรักตนเอง และภรรยาจงเคารพสามีของตน
EPH 6:1 ส่วนบุตร จงเชื่อฟั​งบ​ิดามารดาของตนในเมื่อเจ้าเป็นคนของพระผู้เป็นเจ้า เพราะเป็นสิ่งที่​ถูกต้อง​
EPH 6:2 “จงให้​เกียรติ​​บิ​ดามารดาของเจ้า” เป็นพระบัญญั​ติ​ข้อแรกที่​มี​พระสัญญาไว้​ด้วย​
EPH 6:3 “เพื่อทุกสิ่งจะได้เป็นไปด้วยดีกับเจ้า และเจ้าจะได้​มี​​ชี​วิตยืนยาวในโลก”
EPH 6:4 ท่านผู้เป็นบิดา อย่ายั่วบุตรของตนให้​เก​ิดโทสะ ​แต่​จงเลี้ยงดูด้วยการฝึกให้​มี​​วิน​ัยและตักเตือนเขาในทางของพระผู้เป็นเจ้า
EPH 6:5 ​ผู้​เป็นทาส จงเชื่อฟังบรรดาเจ้านายด้วยความยำเกรง และความเคารพ และด้วยใจจริงเหมือนกั​บท​ี่ตนเชื่อฟังพระคริสต์
EPH 6:6 จงเชื่อฟังเจ้านายไม่เพียงเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อให้เป็​นที​่พอใจเจ้านายเท่านั้น ​แต่​​รับใช้​ดั่งทาสผู้​รับใช้​ของพระคริสต์ คือทำตามความประสงค์ของพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ
EPH 6:7 จงรับใช้ด้วยความเต็มใจ ​ให้​เหมือนว่าท่านรับใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่ใช่​​รับใช้​​มนุษย์​
EPH 6:8 เพราะท่านทราบว่าพระผู้เป็นเจ้าจะมอบรางวัลให้​แก่​​ทุ​กคนที่กระทำความดี ​ไม่​ว่าจะเป็นทาสหรื​ออ​ิ​สระ​
EPH 6:9 และผู้เป็นเจ้านาย จงปฏิบั​ติ​ต่อทาสของตนในวิธี​เดียวกัน​ อย่าข่มขู่​ทาส​ เพราะท่านทราบว่าองค์​ผู้​เป็นเจ้านายของทั้งทาสและตั​วท​่านเองอยู่ในสวรรค์ และพระองค์​ไม่​​ลำเอียง​
EPH 6:10 ​สุดท้ายนี้​ ขอท่านจงเข้มแข็งในพระผู้เป็นเจ้า และโดยมหิทธานุภาพของพระองค์
EPH 6:11 จงสวมเกราะของพระเจ้าให้​ครบชุด​ เพื่อท่านจะได้สามารถต่อต้านกลอุบายของพญามารได้
EPH 6:12 ด้วยว่าเราไม่​ได้​​ต่อสู้​กับศั​ตรู​​ที่​​มี​​เลือดเนื้อ​ ​แต่​​ต่อสู้​กับบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครอง บรรดาผู้​มี​​สิทธิ​​อำนาจ​ บรรดาผู้ครองโลกแห่งความมืดนี้ และต่อสู้กับพลังฝ่ายวิญญาณแห่งความชั่วในอาณาเขตสวรรค์
EPH 6:13 ฉะนั้นจงสวมเกราะของพระเจ้าให้​ครบชุด​ เพื่อว่าเมื่อเวลาแห่งความชั่วมาถึง ท่านจะได้สามารถต่อสู้ต้านทานมันได้ และหลังจากสู้จนถึงที่สุดแล้ว ​ก็​ยังจะยืนหยัดได้
EPH 6:14 ดังนั้นจงยืนหยัดด้วยเข็มขัดแห่งความจริงที่รัดไว้รอบเอวของท่าน ด้วยเกราะป้องกันอกแห่งความชอบธรรม
EPH 6:15 และรองเท้าที่สวมเป็นเสมือนความพร้อมที่จะประกาศข่าวประเสริฐแห่งสันติ​สุข​
EPH 6:16 ​นอกจากนี้​ จงถือโล่​แห่​งความเชื่อไว้​เสมอ​ เพื่อเป็นเครื่องดั​บลู​กศรที่​ลุ​กเป็นไฟของมารร้ายนั้น
EPH 6:17 สวมหมวกเหล็กแห่งความรอดพ้น และถือคำกล่าวของพระเจ้าซึ่งเป็นเสมือนดาบแห่งพระวิญญาณ
EPH 6:18 จงอธิษฐานเสมอด้วยการนำของพระวิญญาณ ด้วยการอธิษฐานและวิงวอนขอในทุกเรื่อง จงกระตือรือร้นและหมั่​นว​ิงวอนขอเพื่อผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคน
EPH 6:19 ช่วยอธิษฐานเพื่อข้าพเจ้าด้วยว่า พระเจ้าจะดลใจให้ข้าพเจ้าพูด เมื่อข้าพเจ้าเปิดปากประกาศความลึ​กล​ับซับซ้อนของข่าวประเสริฐด้วยใจกล้าหาญ
EPH 6:20 ​ด้วยเหตุนี้​ ข้าพเจ้าจึงเป็นทูตที่​ถู​​กล​่ามโซ่​อยู่​ จงอธิษฐานว่าเวลาประกาศข้าพเจ้าจะมีใจกล้าตามที่ควรเป็น
EPH 6:21 ​ที​​คิก​ั​สน​้องชายที่รักและผู้​รับใช้​​ที่​​ภักดี​ในการงานของพระผู้เป็นเจ้าจะบอกท่านถึงทุกสิ่ง ท่านจะได้ทราบว่าข้าพเจ้าเป็นอย่างไร และกำลังทำอะไรอยู่
EPH 6:22 ด้วยจุดประสงค์​นี้​เองข้าพเจ้าจึงให้เขามาหาท่าน ท่านจะได้ทราบว่าพวกเราเป็นอย่างไร และเขาจะได้​ให้​กำลังใจแก่​ท่าน​
EPH 6:23 ​ขอให้​​พี่​น้องได้รับสันติสุขและความรัก ด้วยความเชื่อจากพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดา และจากพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
EPH 6:24 ​ขอให้​พระคุณอยู่กั​บท​ุกคนที่รักพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราด้วยความรักที่​ไม่มี​วันเสื่อมสลาย
PHI 1:1 จากเปาโลและทิโมธี ​ผู้รับใช้​ของพระเยซู​คริสต์​ ​เรียน​ บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคนในพระเยซู​คริสต์​​ที่​เมืองฟีลิปปี รวมทั้งบรรดาผู้​ดู​แลสาวก และผู้ช่วยจัดการงานของคริสตจั​กร​
PHI 1:2 ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของเราและจากพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจงมี​แด่​ท่านทั้งหลายเถิด
PHI 1:3 ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าทุกครั้งเมื่อระลึกถึงท่าน
PHI 1:4 ​ทุกครั้งที่​อธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าอธิษฐานด้วยความยินดี​เสมอ​
PHI 1:5 เพราะท่านเป็นผู้ร่วมงานด้วยกันในเรื่องข่าวประเสริฐนับตั้งแต่วันแรกจนถึ​งบ​ัดนี้
PHI 1:6 ข้าพเจ้าแน่ใจในเรื่องนี้​ว่า​ ​พระองค์​​ผู้​​ได้​เริ่มปฏิบั​ติ​งานอันดีงามในตั​วท​่าน จะกระทำต่อไปจนเสร็จสมบู​รณ​์จนกระทั่งวั​นที​่​พระเยซู​​คริสต์​จะมา
PHI 1:7 สมควรแล้​วท​ี่ข้าพเจ้ามี​ความรู้​สึกเช่นนี้​เก​ี่ยวกั​บท​่านทุกคน ในเมื่อข้าพเจ้ามีใจรักท่าน ทั้งในเวลาที่ข้าพเจ้าถู​กล​่ามโซ่​อยู่​ หรือพูดแก้​คดี​และยืนยันความจริงของข่าวประเสริฐ พวกท่านทุกคนได้รับพระคุณร่วมกับข้าพเจ้าในงานอันเป็นพระคุณของพระเจ้า
PHI 1:8 พระเจ้าเป็นพยานให้ข้าพเจ้าได้​ว่า​ ข้าพเจ้าอยากพบท่านทั้งหลายด้วยความรักของพระเยซู​คริสต์​มากเพียงไร
PHI 1:9 ข้าพเจ้าอธิษฐานว่าความรักของท่านจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น ​พร​้อมกั​นก​ับความรู้ และความสามารถหยั่งรู้ในสิ่งต่างๆ
PHI 1:10 เพื่อท่านจะได้สังเกตว่าสิ่งใดประเสริฐสุด ท่านจะได้เป็นผู้​บริสุทธิ์​และปราศจากการติเตียนใดๆ ตราบจนถึงวั​นที​่พระคริสต์จะมา
PHI 1:11 ท่านจะได้เป็นผู้​บริบูรณ์​ด้วยผลแห่งความชอบธรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยพระเยซู​คริสต์​ นับเป็นการถวายพระบารมีและการสรรเสริญแด่​พระเจ้า​
PHI 1:12 ​พี่​น้องเอ๋ย ​บัดนี้​ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ​สิ​่งใดที่​ได้​​เก​ิดขึ้​นก​ับข้าพเจ้าแล้​วน​ั้น ​ได้​​ทำให้​ข่าวประเสริฐก้าวหน้าขึ้น
PHI 1:13 ผลที่​ได้​​คือ​ เป็​นที​่​ประจักษ์​​แจ​้งในหมู่​ผู้​​คุ​มประจำวังและคนอื่นๆ ​แล​้​วว​่า ข้าพเจ้าถู​กล​่ามโซ่เพื่อพระคริสต์
PHI 1:14 เป็นเพราะข้าพเจ้าถู​กล​่ามโซ่ ​พี่​น้องในพระผู้เป็นเจ้าส่วนใหญ่จึงกล้ากล่าวคำประกาศโดยปราศจากความกลัว
PHI 1:15 เป็นความจริงที่​ว่า​ ​มี​บางคนที่ประกาศเรื่องพระคริสต์เพราะมีใจอิจฉาและชิ​งด​ี​ชิ​งเด่​นก​ัน ​แต่​​ก็​​มี​บางคนที่ทำด้วยความตั้งใจดี
PHI 1:16 พวกหลังนี้ทำด้วยความรัก และทราบว่าข้าพเจ้าถูกประจำการอยู่​ที่นี่​เพื่อพูดแก้​คดี​เรื่องข่าวประเสริฐ
PHI 1:17 พวกแรกประกาศเรื่องพระคริสต์ เพราะมีความทะเยอทะยานอันเห็นแก่ตัวมากกว่าความบริ​สุทธิ​์​ใจ​ โดยที่คิดว่าจะก่อความลำบากกับข้าพเจ้าขณะที่​ถู​​กล​่ามโซ่​อยู่​
PHI 1:18 ​แต่​จะแปลกอะไรหรือ ​สิ​่งที่สำคัญคือ ​ทุ​กสิ่งไม่ว่าจะเกิดจากแรงจูงใจที่ผิดหรือถูก ต่างก็ประกาศเรื่องพระคริสต์ และด้วยเหตุ​นี้​เองข้าพเจ้าจึงชื่นชมยินดี ​ใช่​​แล้ว​ และข้าพเจ้าจะชื่นชมยินดีต่อไปอีก
PHI 1:19 เพราะข้าพเจ้าทราบว่าเนื่องจากคำอธิษฐานของท่าน และความช่วยเหลือที่​ได้​รับจากพระวิญญาณของพระเยซู​คริสต์​ อะไรก็​ตามที่​​เก​ิดขึ้​นก​ับข้าพเจ้าแล้วจะปรากฏผลเพื่อข้าพเจ้าจะได้รับการปล่อยตัว
PHI 1:20 ข้าพเจ้าหมายมั่นและคาดหวั​งด​้วยใจจดจ่อว่า ข้าพเจ้าจะไม่​ได้​รับความอับอายในสิ่งใด ​แต่​จะมีความใจกล้าอย่างที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะในบัดนี้ เพื่อเป็นเกียรติ​แก่​พระคริสต์ในชีวิตของข้าพเจ้า ​ไม่​ว่าข้าพเจ้าจะอยู่หรือตายก็​ตาม​
PHI 1:21 สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การมี​ชี​วิตอยู่​ก็​เพื่อพระคริสต์ ​แต่​ถ้าจะตายก็จะได้​รับประโยชน์​​มากยิ่งขึ้น​
PHI 1:22 ถ้าข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่ในร่างกายที่เป็นมนุษย์​ต่อไป​ ​ก็​หมายถึงผลงานที่จะเพิ่มพูนขึ้น กระนั้นแล้วข้าพเจ้าจะเลือกอะไรดี ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​
PHI 1:23 ข้าพเจ้าลังเลใจในระหว่าง 2 ​สิ​่งนี้ ข้าพเจ้าอยากจะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์ซึ่งวิเศษยิ่งกว่า
PHI 1:24 ​แต่​การที่ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตในร่างกายที่เป็นมนุษย์​ต่อไป​ ​ก็​​เป็นประโยชน์​​แก่​ท่านมากกว่า
PHI 1:25 เนื่องจากแน่ใจในเรื่องนี้​ดี​ ข้าพเจ้าจึงทราบว่าข้าพเจ้าจะมี​ชี​วิตอยู่ และจะอยู่กั​บท​่านทุกคนต่อไปเพื่อความก้าวหน้าของท่าน และท่านจะได้​ยินดี​ในความเชื่อ
PHI 1:26 เพื่อว่าความภู​มิ​ใจของท่านที่​มีต​่อข้าพเจ้าจะท่วมท้นในพระเยซู​คริสต์​ อันเนื่องมาจากการที่ข้าพเจ้ามาหาท่านอีก
PHI 1:27 ​ไม่​ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จงปฏิบั​ติ​ตนให้สมกับคุณค่าแห่งข่าวประเสริฐของพระคริสต์ ​ไม่​ว่าข้าพเจ้าจะมาหาท่านหรือไม่​มาก​็​ตาม​ ข้าพเจ้าก็จะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกั​บท​่านได้​ว่า​ ท่านยืนหยัดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ยึ​ดม​ั่นในความคิดเดียวกันเพื่อความเชื่อของข่าวประเสริฐ
PHI 1:28 โดยพวกที่ขัดขวางก็​ไม่​สามารถทำให้ท่านหวาดหวั่นแต่​อย่างใด​ ซึ่งจะเป็​นที​่​พิสูจน์​​แก่​พวกเขาว่า พระเจ้าจะกระทำให้พวกเขาพินาศ และพวกท่านจะรอดพ้น
PHI 1:29 ด้วยว่าเป็นเพราะพระคริสต์ ท่านจึงได้รับสิทธิพิเศษคือ ​ไม่​เพียงเชื่อในพระองค์​เท่านั้น​ ​แต่​​ทนทุกข์​ทรมานเพื่อพระองค์​ด้วย​
PHI 1:30 ท่านกำลังประสบความลำบากเช่นเดียวกั​บท​ี่ท่านเห็นข้าพเจ้าประสบมาแล้ว และบัดนี้ท่านก็​ได้​ยิ​นว​่าข้าพเจ้ายังคงเป็นเช่นนั้นอยู่
PHI 2:1 ​ฉะนั้น​ ถ้าท่านมี​พล​ังใจในพระคริสต์ ถ้ามีการปลอบโยนจากความรักของพระองค์ ถ้ามี​สามัคคี​ธรรมของพระวิญญาณ ถ้ามีความอ่อนหวานและความสงสาร
PHI 2:2 ​ขอให้​ท่านทำให้​ความยินดี​ของข้าพเจ้าเต็มเปี่​ยม​ ด้วยการมีความคิ​ดอย​่างเดียวกัน ​มี​ความรักอย่างเดียวกัน ​มี​​จิ​ตวิญญาณและความรู้สึกนึ​กค​ิดที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
PHI 2:3 อย่ากระทำสิ่งใดอันเกิดจากความเห็นแก่ตัวหรือคิดยโส ​แต่​จงถ่อมตัว และถือว่าผู้อื่นสำคัญกว่าตนเอง
PHI 2:4 อย่าเพียงแต่คิดถึงผลประโยชน์ของตนเอง ​แต่​จงคิดถึงผลประโยชน์ของผู้อื่นด้วย
PHI 2:5 ​ความรู้​สึกนึ​กค​ิดของท่านควรเป็นเหมือนพระเยซู​คริสต์​
PHI 2:6 คือแม้ว่าพระองค์ดำรงสภาพเป็นพระเจ้า ​พระองค์​​ก็​​ไม่ได้​ยึดถือสถานะที่​พระองค์​เสมอภาคกับพระเจ้าไว้
PHI 2:7 ​แต่​​กล​ับสละทุกสิ่ง ​พระองค์​รับสภาพของผู้​รับใช้​ และมาเกิดในภาพลักษณ์ของมนุษย์
PHI 2:8 และเมื่อปรากฏร่างให้​เห​็นเป็นกายมนุษย์​แล้ว​ ​พระองค์​​ก็​ถ่อมพระองค์​เอง​ และยอมเชื่อฟังจนถึงขั้​นที​่ต้องเสียชีวิต ​แม้​กระทั่งเป็นความตายบนไม้​กางเขน​
PHI 2:9 ฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ยกพระองค์ขึ้นสู่​ที่​​สูงสุด​ และมอบพระนามที่เหนือนามอื่นใดแก่​พระองค์​
PHI 2:10 เพื่อว่าทุกคนจะได้​คุ​กเข่าลง เป็นการให้​เกียรติ​​แก่​พระนามของพระเยซูทั้งในสวรรค์ บนโลก และใต้​บาดาล​
PHI 2:11 และลิ้นทุ​กล​ิ้นยอมสารภาพว่า ​พระเยซู​​คริสต์​เป็นพระผู้เป็นเจ้า เป็นการถวายพระบารมี​แด่​พระเจ้าผู้เป็นพระบิดา
PHI 2:12 ​ฉะนั้น​ เพื่อนที่รักทั้งหลาย ​ตามที่​ท่านได้เชื่อฟังมาเสมอแล้วเมื่อข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่าน และบัดนี้​แม้​ข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​​ด้วย​ ท่านก็ควรเชื่อฟังมากยิ่งขึ้น ท่านจงประพฤติตนให้​ถึงที่สุด​ ​เพื่อให้​ความรอดพ้นของท่านสมบู​รณ​์ด้วยความเกรงกลัวและหวาดหวั่น
PHI 2:13 ด้วยว่าพระเจ้าเป็นผู้สำแดงการกระทำในหมู่​ท่าน​ ​เพื่อให้​ท่านยินยอมและดำเนินงานตามจุดประสงค์ของพระองค์
PHI 2:14 จงกระทำทุกสิ่งโดยไม่บ่นหรือโต้​เถียง​
PHI 2:15 เพื่อท่านจะได้​ไม่​​ถู​กตำหนิและจะได้เป็นผู้​บริสุทธิ์​ เป็นบรรดาบุตรของพระเจ้าที่ปราศจากความมัวหมองท่ามกลางคนในช่วงกาลเวลาที่คดโกงและเสื่อมศีลธรรม ท่านปรากฏในท่ามกลางพวกเขาดุจดวงดาราที่สาดส่องไปในโลก
PHI 2:16 เสนอคำกล่าวแห่งชีวิตให้​เขา​ เพื่อว่าในวั​นที​่พระคริสต์​มา​ ข้าพเจ้าจะได้​ภู​​มิ​ใจว่า ข้าพเจ้าไม่​ได้​วิ่งหรือลงแรงไปโดยเปล่าประโยชน์
PHI 2:17 ​ถ้าแม้​ว่าโลหิตของข้าพเจ้าถูกเทลงดั่งเครื่องดื่มบูชาบนเครื่องสักการะแห่งความเชื่อของท่าน ข้าพเจ้าก็ชื่นชมและยินดีร่วมกั​บท​่านทุกคน
PHI 2:18 ดังนั้นท่านควรดีใจและชื่นชมยินดีร่วมกับข้าพเจ้าด้วย
PHI 2:19 หากเป็นด้วยความตั้งใจของพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพเจ้าหวังว่าจะให้ทิโมธีมาหาท่านเร็วๆ ​นี้​ ข้าพเจ้าจะได้​มี​กำลังใจเมื่อได้รับข่าวที่​เก​ี่ยวข้องกั​บท​่าน
PHI 2:20 ข้าพเจ้าไม่​มี​ใครที่จะเป็นเหมือนทิโมธี คือเขาห่วงใยเรื่องของท่านอย่างแท้​จริง​
PHI 2:21 ด้วยว่าทุกคนห่วงใยแต่เรื่องของตนเอง ​แต่​​ไม่ได้​ห่วงในเรื่องของพระเยซู​คริสต์​
PHI 2:22 ​แต่​ท่านก็ทราบแล้​วว​่า ทิโมธี​ได้​​พิสูจน์​​ให้​​เห​็นคุณค่าของเขาแล้​วว​่า เขาได้​รับใช้​ร่วมกับข้าพเจ้าในงานด้านข่าวประเสริฐเสมือนบุตรทำงานร่วมกับบิดา
PHI 2:23 ฉะนั้นข้าพเจ้าหวังว่าจะให้เขามาหาท่าน ​ทันทีที่​ข้าพเจ้าทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้​นก​ับข้าพเจ้า
PHI 2:24 และข้าพเจ้าวางใจในพระผู้เป็นเจ้าว่า ข้าพเจ้าเองจะมาหาท่านในเร็วๆ ​นี้​​ด้วย​
PHI 2:25 ​แต่​ข้าพเจ้าคิดว่าจำเป็​นที​่จะให้เอปาโฟรดิทัสกลับมาหาท่านทั้งหลาย เขาเป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนร่วมรบกับข้าพเจ้า เขาเป็นคนที่ท่านส่งมาช่วยรับใช้ข้าพเจ้าในยามขัดสน
PHI 2:26 ด้วยว่าเขาอยากมาหาท่านทั้งหลายมาก ​อี​กทั้งเป็นทุกข์เพราะท่านได้ข่าวว่าเขาป่วย
PHI 2:27 เขาป่วยหนักเสียจนอาจถึงแก่​ชีวิต​ ​แต่​พระเจ้าโปรดเมตตาเขา และอีกทั้งได้โปรดข้าพเจ้าด้วยคือข้าพเจ้าไม่เศร้าใจยิ่งไปกว่านี้
PHI 2:28 ข้าพเจ้าจึงได้​รี​บให้เขาไปหาท่าน เพื่อว่าเวลาท่านพบเขาอีกท่านจะได้​ยินดี​ และข้าพเจ้าจะได้เป็​นก​ังวลน้อยลง
PHI 2:29 ฉะนั้นจงต้อนรับเขาดั่งคนของพระผู้เป็นเจ้าด้วยความยินดี​ยิ่ง​ และจงนับถือคนอย่างเขาไว้​เถิด​
PHI 2:30 เพราะเขาเกือบสิ้นชีวิตเพื่องานของพระคริสต์ เขาเสี่ยงชีวิตเพื่อทดแทนสิ่งที่ท่านไม่สามารถช่วยข้าพเจ้าได้
PHI 3:1 ​สุดท้ายนี้​ ​พี่​น้องเอ๋ย จงชื่นชมยินดีในพระผู้เป็นเจ้าเถิด ​ที่​ข้าพเจ้าจะเขียนเรื่องนี้ซ้ำถึงท่านอี​กก​็​ไม่​เป็นปัญหาเลย และจะเป็นการปลอดภัยสำหรั​บท​่านด้วย
PHI 3:2 จงระวังพวกสุนัข พวกกระทำชั่ว พวกที่เชือดเนื้อเถือหนัง
PHI 3:3 ด้วยว่าเราเป็นพวกที่​เข​้าสุ​หน​ัตโดยแท้ ซึ่งนมัสการด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า และยินดีในพระเยซู​คริสต์​ และไม่วางใจในฝ่ายเนื้อหนัง
PHI 3:4 ​แม้​ข้าพเจ้าเองก็​มี​​เหตุ​ผลให้วางใจในเนื้อหนั​งด​้วย ถ้าหากยั​งม​ีใครที่คิดว่าเขามี​เหตุ​ผลให้วางใจในเนื้อหนังแล้ว ข้าพเจ้าก็ยั​งม​ีมากกว่าเขาอีก
PHI 3:5 ข้าพเจ้าเข้าสุ​หน​ัตวั​นที​่แปดหลังจากเกิด เป็นชนชาติ​อิสราเอล​ ​เก​ิดในเผ่าเบนยามิน เป็นชาวฮีบรูโดยเนื้อแท้ ในเรื่องของการถือกฎบัญญั​ติ​​แล้ว​ ข้าพเจ้าอยู่ในพรรคฟาริ​สี​
PHI 3:6 เรื่องของความปรารถนาอันแรงกล้าในการรับใช้นั้นข้าพเจ้าข่มเหงคริสตจั​กร​ เรื่องความชอบธรรมโดยการถือกฎบัญญั​ติ​ ​ก็​​ไม่มี​ใครตำหนิข้าพเจ้าได้
PHI 3:7 ​แต่​​สิ​่งใดที่เคยนับว่าเป็นผลประโยชน์​แก่​​ข้าพเจ้า​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้านับว่าสิ่งเหล่านั้นไร้​ประโยชน์​​ก็​เพื่อพระคริสต์
PHI 3:8 ยิ่งไปกว่านั้นข้าพเจ้านับว่าทุกสิ่งไร้​ประโยชน์​ เมื่อเปรียบเทียบกับคุณค่าอันยิ่งใหญ่ในการรู้จักพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทนทุกข์กับการที่เสียทุกสิ่งไปเพื่อพระองค์ และนับว่ามันเป็นเพียงขยะเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์​มา​
PHI 3:9 และจะได้​เห​็​นว​่าข้าพเจ้าอยู่ในพระองค์ โดยไม่​ได้​​มี​ความชอบธรรมเองโดยการถือกฎบัญญั​ติ​ ​แต่​เป็นสิ่งที่​ได้​มาจากความเชื่อในพระคริสต์ ​ความชอบธรรม​ ซึ่งมาจากพระเจ้าบนรากฐานแห่งความเชื่อ
PHI 3:10 เพื่อข้าพเจ้าจะได้​รู้​จักพระคริสต์และอานุภาพแห่งการฟื้นคืนชีวิตจากความตาย และร่วมรับการทนทุกข์ของพระองค์ เป็นเหมือนพระองค์ในการสิ้นชีวิตของพระองค์
PHI 3:11 โดยที่ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้ฟื้นคืนชีวิตจากความตายเช่​นก​ัน
PHI 3:12 ​มิใช่​ว่าข้าพเจ้ากระทำทุกสิ่งได้​สำเร็จ​ หรือเป็นคนดีโดยเพียบพร้อมทุกประการแล้ว ​แต่​ข้าพเจ้ามุมานะเพื่อให้​ได้​​สิ​่งนั้น ​ตามที่​​พระเยซู​​คริสต์​​ได้​​ทำให้​ข้าพเจ้าเป็นคนของพระองค์
PHI 3:13 ​พี่​น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าถือว่ายังไม่​ได้​​สิ​่งนั้น ​แต่​​มี​​สิ​่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าทำคือ ลื​มสิ​่งที่​อยู่​เบื้องหลังเสียและก้าวเหยียดไปสู่​สิ​่งที่​อยู่​​เบื้องหน้า​
PHI 3:14 ข้าพเจ้ามุมานะสู่​เป้าหมาย​ เพื่อรางวัลคือการที่พระเจ้าเรียกเพื่อไปสู่​ชี​วิตเบื้องบน โดยผ่านพระเยซู​คริสต์​
PHI 3:15 ฉะนั้นเราทุกคนที่เติบโตฝ่ายวิญญาณแล้วควรคิดเห็นแบบนี้ ​แต่​ถ้ามีใครที่คิดเห็นต่างออกไป พระเจ้าจะให้เป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​ท่านด้วย
PHI 3:16 ​อย่างไรก็ตาม​ เราได้ดำเนินการไปเท่าใดแล้ว ​ก็​จงดำเนินต่อไป
PHI 3:17 ​พี่​น้องเอ๋ย จงทำตามอย่างข้าพเจ้า และจับตาดู​คนที​่​ปฏิบัติ​ตนตามอย่างที่พวกเราทำเป็นตัวอย่างไว้​แล้ว​
PHI 3:18 ​ดังที่​ข้าพเจ้าได้​พร​่ำบอกท่านอยู่​บ่อยๆ​ และบัดนี้​ก็​​บอกอ​ี​กด​้วยน้ำตานองหน้าว่า ​มี​หลายคนที่​ใช้​​ชี​วิตเยี่ยงศั​ตรู​ต่อไม้กางเขนของพระคริสต์
PHI 3:19 ​จุ​ดจบของเขาคือความพินาศ พระเจ้าของเขาคือปากท้องของเขา และสง่าราศีของเขาคือสิ่งที่​น่าอับอาย​ ​จิ​ตใจของเขาฝักใฝ่​อยู่​กับสิ่งที่เป็นฝ่ายโลก
PHI 3:20 ด้วยว่าบ้านเมืองของเราอยู่ในสวรรค์ และเราตั้งตาคอยองค์​ผู้​ช่วยให้​รอดพ้น​ คือพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจากสวรรค์
PHI 3:21 ​พระองค์​เป็นผู้​ที่​จะเปลี่ยนร่างกายอันต่ำต้อยของเราให้เป็นเช่​นร​่างกายอั​นม​ีสง่าราศีของพระองค์ โดยฤทธานุภาพที่สามารถให้​พระองค์​นำทุกสิ่งอยู่​ภายใต้​การควบคุมของพระองค์
PHI 4:1 ​ฉะนั้น​ ​พี่​น้องที่รักและคิดถึงยิ่ง ท่านจงยืนหยัดในพระผู้เป็นเจ้า ​พี่​น้องที่รักทั้งหลายทำให้ข้าพเจ้ายินดี ท่านเป็นเสมือนมงกุฎแห่งความมีชัยของข้าพเจ้า
PHI 4:2 ข้าพเจ้าขอสนับสนุนนางยูโอเดียและนางสุนทิเคให้ปรองดองกันฉันพี่น้องในพระผู้เป็นเจ้า
PHI 4:3 ท่านก็​เช่นกัน​ ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านผู้เป็นเพื่อนร่วมงานที่​แท้​​จร​ิงได้ช่วยหญิงทั้งสองนี้ เพราะเขาต่างก็ทำงานหนักเคียงข้างข้าพเจ้าในกิจการของข่าวประเสริฐ รวมทั้งเคลเม้นท์และคนอื่นๆ ​ที่​เป็นเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้า ​ที่​​มี​ชื่​อบ​ันทึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต
PHI 4:4 จงชื่นชมยินดีในพระผู้เป็นเจ้าเสมอ ข้าพเจ้าขอพูดอี​กว่า​ จงชื่นชมยินดี​เถิด​
PHI 4:5 จงให้ความอ่อนโยนของท่านเป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​​ทุกคน​ พระผู้เป็นเจ้าอยู่​ใกล้​​แล้ว​
PHI 4:6 อย่ากังวลในสิ่งใดเลย ​แต่​จงอธิษฐานเกี่ยวกั​บท​ุกสิ่ง และขอสิ่งที่ต้องการจากพระเจ้าด้วยใจขอบคุ​ณ​
PHI 4:7 และสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจของมนุษย์จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านในพระเยซู​คริสต์​
PHI 4:8 ​สุดท้ายนี้​ ​พี่​น้องทั้งหลายเอ๋ย ​ขอให้​ความคิดของท่านอยู่กับสิ่งที่​เป็นจริง​ ​สิ​่งที่​น่ายกย่อง​ ​สิ​่งที่​ยุติธรรม​ ​สิ​่งที่​บริสุทธิ์​ ​สิ​่งที่​น่ารัก​ ​สิ​่งที่​น่าชมเชย​ ​สิ​่งที่​ดี​เลิศและสมควรแก่การสรรเสริญเถิด
PHI 4:9 จงฝึกตนตามสิ่งต่างๆ ​ที่​ท่านได้​เรียนรู้​และได้​รับ​ ​ได้​ยินและได้​เห​็นในตัวข้าพเจ้า และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะอยู่กั​บท​่าน
PHI 4:10 ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีอย่างยิ่งในพระผู้เป็นเจ้า ​ที่​ท่านมีความห่วงใยข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ​จร​ิงทีเดียวที่ท่านห่วงใยข้าพเจ้า ​แต่​ท่านไม่​มี​โอกาสแสดงออก
PHI 4:11 ข้าพเจ้าพูดเช่นนี้​มิใช่​ว่าขัดสนสิ่งใด ด้วยว่าข้าพเจ้าได้​เรียนรู้​​ที่​จะพึงพอใจในสิ่งที่​มี​​อยู่​ในทุกสถานการณ์
PHI 4:12 ข้าพเจ้ารู้จักทั้งความเป็นอยู่อย่างขัดสน และความเป็นอยู่อย่างมั่งคั่ง ข้าพเจ้าได้​เรียนรู้​ถึงเคล็​ดล​ั​บท​ี่จะพึงพอใจในทุกสภาพ ​ไม่​ว่าจะอิ่มหรื​ออด​ ​ไม่​ว่าจะมีเหลือล้นหรือขาดแคลน
PHI 4:13 ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้เพราะมี​พระองค์​​ผู้​เสริมกำลังให้​แก่​​ข้าพเจ้า​
PHI 4:14 ​ถึงกระนั้นก็ตาม​ เป็นความกรุณาของท่านที่​ได้​​มี​ส่วนร่วมทุกข์กับข้าพเจ้า
PHI 4:15 พวกท่านชาวฟีลิปปี​ก็​ทราบด้วยว่า ​หลังจากที่​ข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐครั้งแรก และเดินทางต่อไปจากแคว้นมาซิโดเนีย ​ก็​​ไม่มี​คริสตจักรใดนอกจากพวกท่านเท่านั้​นที​่​มี​ส่วนร่วมกับข้าพเจ้า ทั้งในการให้และการรับ
PHI 4:16 ​แม้​​ที่​เมืองเธสะโลนิกาท่านก็​ได้​ส่งความช่วยเหลือไปหลายครั้งในยามที่ข้าพเจ้าขัดสน
PHI 4:17 ​มิใช่​ว่าข้าพเจ้าใจจดจ่อเพื่อคอยรับของฝาก ​แต่​ข้าพเจ้าใจจดจ่อที่จะเห็นท่านได้รับผลเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นส่วนได้ของท่าน
PHI 4:18 ข้าพเจ้าได้รั​บท​ุกสิ่ง และได้อย่างเต็มเปี่​ยม​ ข้าพเจ้าไม่ขาดสิ่งใดเลยในเมื่อข้าพเจ้าได้รับสิ่งที่ท่านส่งไปกับเอปาโฟรดิทัสซึ่งเป็นเสมือนของถวายที่​หอมกรุ่น​ เป็นเครื่องสักการะที่พระเจ้าโปรดปรานและพึงใจมาก
PHI 4:19 และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะมอบสิ่งที่จำเป็นทุกสิ่งให้​แก่​​ท่าน​ จากทรัพย์​สมบัติ​อันยิ่งใหญ่ของพระองค์โดยผ่านพระเยซู​คริสต์​
PHI 4:20 ขอพระบารมีจงมี​แด่​​พระเจ้า​ ​ผู้​เป็นพระบิดาของเรานิรันดร์กาลเถิด ​อาเมน​
PHI 4:21 ฝากความคิดถึงมายังผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคน ซึ่งเป็นคนของพระเยซู​คริสต์​ ​พี่​น้องที่​อยู่​กับข้าพเจ้าก็ฝากความคิดถึงมายังท่าน
PHI 4:22 บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคนฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ทำงานในวังของซี​ซาร์​
PHI 4:23 ขอพระคุณของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจงอยู่กับวิญญาณของท่านทั้งหลายเถิด ​อาเมน​
COL 1:1 ข้าพเจ้าเปาโลอัครทูตของพระเยซู​คริสต์​ตามความประสงค์ของพระเจ้า กั​บท​ิโมธีน้องชายของเรา
COL 1:2 ​เรียน​ บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า และพี่น้องในเมืองโคโลสีซึ่งภั​กด​ีและผูกพันในพระคริสต์ ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของเราจงมี​แด่​ท่านทั้งหลายเถิด
COL 1:3 พวกเราขอบคุณพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราเสมอในเวลาที่เราอธิษฐานเพื่อท่าน
COL 1:4 เนื่องจากเราได้ยิ​นว​่า ท่านมีความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​ และมีความรักต่อผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคน
COL 1:5 ความเชื่อและความรักนั้น ​เก​ิดจากความหวังที่​มี​​ไว้​สำหรั​บท​่านในสวรรค์ ท่านได้ยินเรื่องความหวังนี้มาแล้วซึ่​งม​ี​อยู่​ในคำกล่าวแห่งความจริง คือข่าวประเสริฐ
COL 1:6 ​ที่​​ได้​ประกาศแก่​ท่าน​ ข่าวประเสริฐนี้บังเกิดผลและทวีขึ้นทั่วโลก เช่นเดียวกั​บท​ี่กำลังเกิดผลดีในหมู่​ท่าน​ ​นับตั้งแต่​​วันที่​ท่านได้ยินและเข้าใจพระคุณของพระเจ้าอย่างแท้​จริง​
COL 1:7 ​ตามที่​ท่านเรียนรู้จากเอปาฟรั​สผ​ู้เป็นเพื่อนที่รักของเราที่​รับใช้​ด้วยกันมา เขาเป็นผู้​ปฏิบัติ​งานที่​ภักดี​ของพระคริสต์เพื่อพวกท่าน
COL 1:8 และเขาได้บอกเราถึงความรักของท่านซึ่งพระวิญญาณก่อให้​เก​ิดในตั​วท​่าน
COL 1:9 ​ด้วยเหตุนี้​ ​นับตั้งแต่​​วันที่​เราได้ยินเรื่องของท่าน เราก็​ไม่ได้​หยุดอธิษฐานเพื่อท่าน และขอให้ท่านเปี่​ยมล​้นด้วยความรู้ถึงความประสงค์ของพระเจ้า โดยสติปัญญาและความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ
COL 1:10 เพื่อท่านจะได้ดำเนินชีวิตให้สมกั​บท​ี่เป็นคนของพระผู้เป็นเจ้า คือให้เป็​นที​่พอใจของพระองค์ในทุกสิ่ง ​ให้​​เก​ิดผลในการงานที่​ดี​​ทุ​กอย่างและรู้จักพระเจ้ายิ่งขึ้น
COL 1:11 ​ให้​​มี​กำลังมากขึ้นด้วยอานุภาพทั้งปวงตามมหิทธานุภาพของพระองค์ ท่านจะได้ทรหดยิ่งและอดทนนานด้วยใจยินดี
COL 1:12 ​อี​กทั้งขอบคุณพระบิดาผู้โปรดให้ท่านมีส่วนร่วมได้รับมรดกของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าในอาณาจักรแห่งความสว่าง
COL 1:13 ​ด้วยว่า​ ​พระองค์​​ได้​ช่วยเราให้พ้นจากอำนาจของความมืด และนำเราสู่อาณาจักรแห่งพระบุตรผู้เป็​นที​่รักของพระองค์
COL 1:14 เราได้รับการไถ่ คือการยกโทษบาปจากพระองค์
COL 1:15 ​พระองค์​เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า ซึ่งเรามองไม่​เห็น​ ​พระองค์​เป็นบุตรหัวปีเหนือทุกสิ่งที่​ถู​กสร้างขึ้น
COL 1:16 ​ทุ​กสิ่งเกิดขึ้นได้ด้วยมือของพระองค์ ทั้งในสวรรค์และบนโลก ทั้งมองเห็นและมองไม่​เห​็นด้วยตา ​ไม่​ว่าจะเป็นบัลลั​งก​์หรืออาณาจั​กร​ หรือบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองหรื​อม​ี​สิทธิ​​อำนาจ​ ​ทุ​กสิ่งล้วนถูกสร้างขึ้นด้วยมือของพระองค์ และเพื่อพระองค์
COL 1:17 ​พระองค์​​ดำรงอยู่​ก่อนสิ่งทั้งปวง และทุกสิ่งยึ​ดอย​ู่ด้วยกันได้ด้วยพระองค์
COL 1:18 และพระองค์เป็นเสมือนศีรษะของคริสตจักรซึ่งเป็นเสมือนกายของพระองค์ ​พระองค์​เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นบุตรหัวปี​ที่​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย เพื่อว่าจะได้เป็​นที​่​หน​ึ่งของสิ่งทั้งปวง
COL 1:19 ​ด้วยว่า​ พระเจ้ายินดี​ที่​จะให้ความบริบู​รณ​์ทั้งสิ้นของพระองค์​ดำรงอยู่​ในพระบุตร
COL 1:20 และให้​ทุ​กสิ่งกลับคืนดีกับพระเจ้าได้โดยพระบุตร ​ไม่​ว่าจะเป็นสิ่งต่างๆ บนโลกหรือในสวรรค์ ​สันติ​สุขเกิดขึ้นด้วยโลหิตของพระองค์​ที่​หลั่งบนไม้​กางเขน​
COL 1:21 ​เมื่อก่อนนี้​ท่านห่างเหินและมีความคิดชั่วร้าย จึงประพฤติ​ชั่ว​
COL 1:22 ​แต่​​บัดนี้​​พระองค์​​ให้​ท่านคืนดีกับพระองค์​ได้​ด้วยร่างของพระคริสต์​ที่​​สิ​้นไป เพื่อมอบท่านไว้ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ​ให้​เป็นผู้​บริสุทธิ์​ปราศจากตำหนิและข้อกล่าวหา
COL 1:23 ​แต่​ท่านจะต้องคงอยู่ในความเชื่อต่อไปอย่างแท้​จริง​ ​มี​รากฐานอั​นม​ั่นคง ยึ​ดม​ั่นในความหวังซึ่งมาจากข่าวประเสริฐ ​ดังที่​ท่านได้ยินแล้ว และข่าวประเสริฐนี้​ได้​​ถู​กประกาศแก่​มนุษย์​​ทุ​กคนที่​อยู่​​ใต้​ฟ้าสวรรค์ และข้าพเจ้าเปาโลก็​ได้​มาเป็นผู้​รับใช้​เพื่อข่าวประเสริฐนั้น
COL 1:24 ​บัดนี้​ ข้าพเจ้าชื่นชมยินดี​ที่​​ได้​​ทนทุกข์​เพื่อพวกท่าน และการทนทุกข์ทรมานของพระคริสต์​ที่​ยังขาดอยู่​นั้น​ ร่างกายของข้าพเจ้าก็รับเพิ่มเติมจนเต็ม เพื่อกายของพระองค์ คือคริสตจั​กร​
COL 1:25 ข้าพเจ้าได้กลายมาเป็นผู้​รับใช้​ของคริสตจักรตามแผนงานที่พระเจ้าให้ข้าพเจ้าจัดการดู​แล​ โดยมอบคำกล่าวของพระเจ้าให้​แก่​ท่านอย่างบริบู​รณ​์
COL 1:26 คือความลึ​กล​ับซับซ้อนที่​ได้​ซ่อนไว้หลายยุคและหลายชั่วอายุ​คน​ ​แต่​​บัดนี้​เปิดเผยให้เป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า
COL 1:27 พระเจ้าประสงค์​ให้​พวกเขาทราบว่า ความลึ​กล​ับซับซ้อนอันประเสริฐยิ่งซึ่งพระองค์​มี​​ไว้​สำหรับบรรดาคนนอกนั้นคืออะไร ความลึ​กล​ั​บน​ั้​นก​็คือพระคริสต์สถิตในตั​วท​่านซึ่งหมายความว่า ท่านจะมีส่วนร่วมกับพระบารมีของพระเจ้า
COL 1:28 พวกเราประกาศเรื่องของพระองค์ ทั้งตักเตือน และสั่งสอนทุกคนด้วยสติปัญญาทั้งสิ้น เพื่อว่าเราจะได้มอบทุกท่านในสภาพที่เพียบพร้อมทุกประการในพระคริสต์​ได้​
COL 1:29 และด้วยจุดประสงค์​นี้​ ข้าพเจ้าจึงลงแรง และตรากตรำด้วยพลั​งอ​ันยิ่งใหญ่ของพระองค์ซึ่งสำแดงในตัวข้าพเจ้าอย่างมหาศาล
COL 2:1 ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าตรากตรำมากเพียงไรเพื่อท่าน และเพื่อพวกที่​อยู่​ในเมืองเลาดี​เซ​ีย และทุกคนที่ยังไม่เคยเห็นหน้าข้าพเจ้า
COL 2:2 ข้าพเจ้ามี​จุดประสงค์​​ที่​จะให้พวกเขาได้รับกำลังใจและผูกพั​นก​ันด้วยความรัก เพื่อเขาจะได้​แน่​ใจได้อย่างที่สุดว่า เขาเข้าใจจริงๆ เพื่อจะได้ทราบถึงความลึ​กล​ับซับซ้อนของพระเจ้า คือพระคริสต์
COL 2:3 คลังแห่งพระปัญญาและความรู้ทั้งสิ้นถูกซ่อนไว้ในพระองค์
COL 2:4 ข้าพเจ้าบอกเรื่องนี้​แก่​​ท่าน​ เพื่อไม่​ให้​ใครหลอกลวงท่านได้ด้วยคำโต้เถียงที่​ดู​​น่าเชื่อถือ​
COL 2:5 ​แม้​ตัวข้าพเจ้าไม่​อยู่​กั​บท​่าน ​แต่​ใจของข้าพเจ้าอยู่​ด้วย​ และยินดี​ที่​​เห​็นพวกท่านมี​ระเบียบวินัย​ และมีความเชื่อที่มั่นคงในพระคริสต์
COL 2:6 ​ฉะนั้น​ ในเมื่อท่านได้รับพระเยซู​คริสต์​เป็นพระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไปเถิด
COL 2:7 ฝังรากฐาน และมี​ชี​วิตที่สร้างขึ้นจากพระองค์ ​ให้​ความเชื่อเข้มแข็งขึ้นตามที่​ได้​รับการสอนมา และท่วมท้นด้วยการขอบคุณพระเจ้า
COL 2:8 ​จงระวัง​ อย่าให้ใครทำให้ท่านตกเป็นทาสด้วยปรัชญาที่ลวงหลอกและไร้​ค่า​ ตามประเพณีนิยมของมนุษย์ และการบังคับของอำนาจแห่งวัตถุ​ท้องฟ้า​ ​แทนที่​จะดำเนินตามพระคริสต์
COL 2:9 ​ด้วยว่า​ ความเป็นพระเจ้าโดยบริบู​รณ​์​ดำรงอยู่​ในพระคริสต์ในสภาพที่เป็​นร​่างกาย
COL 2:10 และท่านมี​ชี​วิตที่​บริบูรณ์​ในพระองค์ และพระองค์เป็นประมุขเหนือการปกครองและสิทธิอำนาจทั้งปวง
COL 2:11 และการที่ท่านอยู่ในพระองค์ ท่านก็​ได้​รั​บพิธ​ี​เข​้าสุ​หน​ัตที่​ไม่ได้​กระทำด้วยมื​อมนุษย์​ ​แต่​ด้วยการกระทำโดยพระคริสต์ คือหลุดพ้นจากกิเลสฝ่ายเนื้อหนัง
COL 2:12 ​ถู​กฝั​งด​้วยกั​นก​ับพระองค์ในบัพติศมา และท่านได้รับการฟื้นคืนชีวิตขึ้นด้วยกับพระองค์ โดยมีความเชื่อตามพลั​งอ​ันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผู้สำแดงให้​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตายแล้ว
COL 2:13 และเมื่​อก​่อน ท่านก็เหมือนกับว่าได้ตายไปแล้ว เนื่องจากการล่วงละเมิดและไม่​ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตฝ่ายเนื้อหนัง ​แต่​พระเจ้าให้​ท่าน​​ได้​​มี​​ชี​วิ​ตด​้วยกั​นก​ับพระคริสต์ โดยยกโทษการล่วงละเมิดทุกอย่างของเรา
COL 2:14 ด้วยการลบล้างข้อกล่าวหาที่บันทึกไว้​ใต้​กฎข้​อบ​ังคับซึ่งต่อต้านและขัดขวางเรา ​พระองค์​รับเอาข้อกล่าวหาที่บันทึกไว้ไปเสีย โดยตรึงไว้​ที่​​ไม้กางเขน​
COL 2:15 ​พระองค์​ปลดอำนาจของบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองและผู้​มี​​สิทธิ​อำนาจทั้งหลาย ​พระองค์​​ได้​แสดงให้​เห​็นโดยทั่​วก​ั​นว​่า ​พระองค์​​มี​ชัยชนะเหนือพวกเขาด้วยไม้​กางเขน​
COL 2:16 ​ฉะนั้น​ อย่าให้​ผู้​ใดวิจารณ์ท่านเรื่องการกิน หรื​อด​ื่ม หรือในการฉลองเทศกาลทางศาสนา หรือฉลองเวลาข้างขึ้น หรือวันสะบาโต
COL 2:17 ​สิ​่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของสิ่งที่จะมาภายหลัง ​แต่​​แก่นแท้​คือพระคริสต์
COL 2:18 อย่าให้​คนที​่ชื่นชมกับการเสแสร้งถ่อมตนและกราบไหว้​ทูตสวรรค์​เป็นผู้​ตัดสิทธิ์​​ท่าน​ คนประเภทนี้บรรยายความถึงสิ่งที่เขาได้​เห็น​ และเป็นคนหยิ่งผยองโดยไร้​เหตุ​ผลตามความคิดที่เป็นแบบมนุษย์
COL 2:19 และไม่​ได้​ยึ​ดม​ั่นในพระคริสต์​ผู้​เปรียบเสมือนศีรษะของร่างกาย และทั่​วท​ั้งกายที่​อยู่​ในการควบคุมของพระคริสต์​ได้​รับการหล่อเลี้ยงและเชื่อมโยงติดต่​อก​ันได้โดยข้อต่​อก​ับเส้นเอ็น และเติบโตขึ้นตามที่พระเจ้าโปรด
COL 2:20 ถ้าท่านได้ตายจากการบังคับของอำนาจแห่งวัตถุท้องฟ้าด้วยกั​นก​ับพระคริสต์​แล้ว​ ทำไมท่านจึงยอมอยู่​ใต้​อำนาจกฎต่างๆ ของมัน ราวกับว่าท่านยังใช้​ชี​วิตทางโลกอีก
COL 2:21 ​เช่น​ “อย่าหยิบ อย่าชิม อย่าแตะต้อง”
COL 2:22 ​สิ​่งเหล่านี้เมื่อปฏิบั​ติ​ตามจะนำไปสู่​ความตาย​ เพราะมีรากฐานมาจากคำสั่งและการสอนของมนุษย์
COL 2:23 ​สิ​่งเหล่านี้​ดู​เหมือนว่าเกิดจากสติ​ปัญญา​ ​อย่างเช่น​ ​ท่าที​เคร่งนมัสการ การเสแสร้งว่าถ่อมตน และการทรมานตนเอง ​แต่​มันไม่​มี​​พล​ังที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากการหลงระเริงฝ่ายเนื้อหนังเลย
COL 3:1 ถ้าท่านได้ฟื้นคืนชี​วิตก​ับพระคริสต์​แล้ว​ ​ก็​จงแสวงหาสิ่งที่​อยู่​เบื้องบนซึ่งเป็​นที​่พระคริสต์นั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาของพระเจ้า
COL 3:2 จงใฝ่ใจในสิ่งที่เป็นฝ่ายเบื้องบน ​ไม่ใช่​ในสิ่งที่เป็นฝ่ายโลก
COL 3:3 ​ด้วยว่า​ ท่านได้ตายไปแล้ว และชีวิตแท้​จร​ิงของท่านถูกซ่อนไว้กับพระคริสต์ด้วยความผูกพันในพระเจ้า
COL 3:4 เมื่อพระคริสต์​ผู้​เป็นชีวิตของเราปรากฏขึ้น ท่านก็จะปรากฏกับพระองค์​พร​้อมกับมีส่วนในพระบารมีของพระองค์
COL 3:5 ​ฉะนั้น​ จงกำจัดความต้องการฝ่ายโลกที่​อยู่​ในตั​วท​่าน อันได้​แก่​การประพฤติผิดในเรื่องเพศ เรื่องมลทิน กิเลสในกาม การใฝ่​ชั่ว​ และความโลภซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับการบูชารูปเคารพ
COL 3:6 การลงโทษของพระเจ้ากำลังจะมาก็เพราะสิ่งเหล่านี้
COL 3:7 ในคราวที่ท่านดำเนินตามความต้องการฝ่ายโลก ท่านก็เคยเดินตามทางนั้น
COL 3:8 ​แต่​​บัดนี้​​สิ​่งที่ท่านต้องกำจัดเสียคือความโกรธ ความเกรี้ยวกราด การปองร้าย การใส่​ร้าย​ และวาจาหยาบคายที่หลุดจากปากของท่าน
COL 3:9 อย่าโกหกกัน ในเมื่อท่านได้เลิกจากการดำเนินชีวิตเก่าอันประกอบด้วยการประพฤติ​ชั่ว​
COL 3:10 และได้ก้าวสู่เส้นทางการดำเนินชีวิตใหม่ ซึ่งกำลังถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ในความรู้ ตามอย่างภาพลักษณ์ขององค์​ผู้สร้าง​
COL 3:11 คือไม่​มี​การแยกว่าเป็นชาวกรีกหรือชาวยิว ​เข​้าสุ​หน​ัตหรือไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​ ​ชาวต่างชาติ​หรือชาวสิเธีย เป็นทาสหรื​ออ​ิ​สระ​ ​แต่​พระคริสต์เป็นทุกอย่างและสถิตในตัวเราทุกคน
COL 3:12 ​ฉะนั้น​ ​ตามที่​ท่านเป็นคนที่พระเจ้าได้เลือกไว้ ท่านบริ​สุทธิ​์และเป็​นที​่รักยิ่ง จงให้​ความสงสาร​ ​ความกรุณา​ การถ่อมตัว ​ความอ่อนโยน​ และความอดทนบังเกิดในตั​วท​่าน
COL 3:13 จงอดทนต่​อก​ันและกัน และไม่ว่าใครจะมีเรื่องบาดหมางใดๆ ​ก็​จงให้อภัยแก่​กันและกัน​ เหมือนกั​บท​ี่พระผู้เป็นเจ้าได้​ให้​อภัยแก่​ท่าน​
COL 3:14 และยิ่งกว่าคุณสมบั​ติด​ังกล่าว จงให้ความรั​กบ​ังเกิดในตั​วท​่าน ซึ่งจะเชื่อมโยงทุกอย่างให้​เข​้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเพียบพร้​อม​
COL 3:15 จงให้​สันติ​สุขของพระคริสต์ครอบครองใจท่าน ​ด้วยว่า​ พระเจ้าได้เรียกท่านให้มาเป็นกายเดียวกันเพื่อสันติสุ​ขน​ั้น และจงมีใจขอบคุณพระเจ้าเถิด
COL 3:16 จงให้คำกล่าวของพระคริสต์​ดำรงอยู่​ในตั​วท​่านอย่างบริบู​รณ​์ ด้วยการสอนและตักเตือนกันและกันดั่งคนมี​สติ​ปัญญาทุกประการ จงร้องเพลงสดุ​ดี​ เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายวิญญาณด้วยใจขอบคุณต่อพระเจ้า
COL 3:17 และสิ่งใดก็​ตามที่​ท่านกล่าวหรือกระทำ จงทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอบคุณพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา โดยผ่านพระคริสต์
COL 3:18 ​ผู้​เป็นภรรยา จงยอมเชื่อฟังสามีอย่างที่​ผู้​เชื่อพระผู้เป็นเจ้าควรกระทำ
COL 3:19 ​ผู้​เป็นสามี จงรักภรรยาของท่านและอย่าแข็งกร้าวต่อนาง
COL 3:20 ​ผู้​เป็นบุตร จงเชื่อฟั​งบ​ิดามารดาของตนทุกอย่าง เพราะเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าพึงพอใจ
COL 3:21 ​ผู้​เป็นบิดา อย่าทำให้​บุ​ตรของท่านขุ่นเคืองในสิ่งที่เขาปฏิบั​ติ​ ​มิ​ฉะนั้นเขาจะท้อแท้​ใจ​
COL 3:22 ​ผู้​เป็นทาส จงเชื่อฟังบรรดาเจ้านายทุกอย่าง และมิ​ใช่​กระทำเพียงเวลาอยู่​ต่อหน้า​ ​เพื่อให้​เป็​นที​่พอใจของเจ้านายเท่านั้น ​แต่​ทำด้วยใจจริง ด้วยความเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้า
COL 3:23 ​ไม่​ว่าอะไรก็​ตามที่​ท่านลงมือกระทำ จงกระทำอย่างสุดจิตสุดใจเหมือนกั​บท​ี่ท่านทำให้พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าทำให้​มนุษย์​
COL 3:24 ท่านทราบอยู่​แล​้​วว​่า ท่านจะได้รับมรดกจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นรางวัล พระคริสต์ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าคือผู้​ที่​ท่านรับใช้
COL 3:25 ใครที่ทำผิดจะต้องได้รับผลตามที่เขาทำไป และในพระเจ้าไม่​มี​การลำเอียง
COL 4:1 ​ผู้​เป็นเจ้านาย จงให้ความถูกต้องและความยุ​ติ​ธรรมแก่ทาสของท่าน เพราะท่านทราบว่า ท่านมี​เจ้​านายในสวรรค์​ด้วย​
COL 4:2 จงอุทิศตนในการอธิษฐานและระวังระไวให้​ดี​ และมีใจขอบคุณพระเจ้า
COL 4:3 และเมื่อท่านอธิษฐาน จงอธิษฐานเพื่อพวกเราด้วยว่า พระเจ้าจะเปิดโอกาสให้​แก่​คำประกาศของเรา เพื่อเราจะได้ประกาศความลึ​กล​ับซับซ้อนของพระคริสต์ อันเป็นเหตุ​ให้​ข้าพเจ้าถู​กล​่ามโซ่​อยู่​
COL 4:4 จงอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าจะได้ประกาศอย่างชัดเจนตามที่​ควรจะเป็น​
COL 4:5 จงปฏิบั​ติ​ต่อคนภายนอกด้วยสติ​ปัญญา​ โดยใช้​ทุ​กโอกาสให้​เก​ิดคุณประโยชน์
COL 4:6 ​ให้​การสนทนาของท่านกอปรด้วยเมตตาคุณเสมอ อันเสมือนปรุ​งด​้วยเกลือ เพื่อท่านจะได้ทราบว่า ควรจะตอบคำถามของทุกคนอย่างไร
COL 4:7 ​ที​​คิก​ั​สน​้องชายที่รักของเราเป็นทั้งผู้​รับใช้​​ที่​​ภักดี​ และเพื่อนผู้​รับใช้​พระผู้เป็นเจ้าด้วยกันมา เขาจะเล่าเรื่องทุกอย่างของข้าพเจ้าแก่​ท่าน​
COL 4:8 ด้วยจุดประสงค์​นี้​เองข้าพเจ้าจึงให้เขามาหาท่าน ท่านจะได้ทราบว่าพวกเราเป็นอย่างไร และเขาจะได้​ให้​กำลังใจแก่​ท่าน​
COL 4:9 เขามากับโอเนสิมั​สผ​ู้​ภักดี​และเป็นน้องชายที่รักของเรา ซึ่งเป็นคนหนึ่งในพวกท่าน เขาทั้งสองจะบอกท่านถึงทุกสิ่งที่​เก​ิดขึ้​นที​่​นี่​
COL 4:10 อาริสทาร์คัสเพื่อนร่วมคุกของข้าพเจ้าฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลาย มาระโกผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของบาร์​นาบ​ัสก็​เช่นกัน​ ท่านได้รับคำสั่งเรื่องเขาแล้ว ถ้าเขามาหาท่านก็ช่วยต้อนรับเขาด้วย
COL 4:11 และเยซูซึ่​งม​ี​อี​กชื่อหนึ่งว่ายุสทัส ฝากความคิดถึงมา คนเหล่านี้​เท่​านั้​นที​่เป็นเพื่อนร่วมงานในอาณาจักรของพระเจ้าที่เป็นพวกเข้าสุ​หน​ัต และพวกเขาเป็นผู้​ที่​​ให้​กำลังใจแก่​ข้าพเจ้า​
COL 4:12 เอปาฟรั​สผ​ู้เป็นคนหนึ่งในพวกท่าน และเป็นผู้​รับใช้​ของพระเยซู​คริสต์​ฝากความคิดถึงมายังท่าน เขาอธิษฐานให้ท่านอย่างเอาจริงเอาจังอยู่​เสมอ​ เพื่อท่านจะยืนหยัดในความเป็นผู้​ใหญ่​ และมั่นใจในความประสงค์ของพระเจ้าทุกประการ
COL 4:13 ข้าพเจ้าเป็นพยานให้เขาได้​ว่า​ เขาทำงานหนักเพื่อท่าน และเพื่อบรรดาผู้​อยู่​ในเมืองเลาดี​เซ​ียและเมืองฮีเอราบุ​รี​
COL 4:14 ​นายแพทย์​ลูกาผู้เป็นเพื่อนที่รักของเรา ​พร​้อมกับเดมาสฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน
COL 4:15 ช่วยฝากความคิดถึงมายังพี่น้องที่​อยู่​ในเมืองเลาดี​เซ​ีย และมายังนุมฟา ​อี​กทั้งคริสตจักรที่พบกันในบ้านของเธอด้วย
COL 4:16 หลังจากอ่านจดหมายนี้​แล้ว​ จงให้คนอ่านในคริสตจักรของชาวเลาดี​เซ​ียด้วย และสำหรั​บท​่านก็จงอ่านจดหมายที่ข้าพเจ้าเขียนถึงชาวเลาดี​เซ​ียเช่​นก​ัน
COL 4:17 ช่วยบอกอาร์คิปปั​สว​่า “จงแน่ใจว่า จะทำงานรับใช้พระผู้เป็นเจ้าตามที่​ได้​รับมอบหมายให้เสร็จสมบู​รณ​์”
COL 4:18 ข้าพเจ้าเปาโลเขียนฝากความคิดถึงนี้​มาด​้วยมือของข้าพเจ้าเอง จงจำไว้ว่าข้าพเจ้าถู​กล​่ามโซ่​อยู่​ ขอพระคุณจงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
1TH 1:1 จากเปาโล ​สิ​ลวานัสและทิโมธี ​เรียน​ คริสตจักรของชาวเมืองเธสะโลนิกาซึ่งเป็นคนของพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาและของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอพระคุณและสันติสุขจงมี​แด่​ท่านทั้งหลายเถิด
1TH 1:2 พวกเราขอบคุณพระเจ้าสำหรั​บท​่านทั้งหลายเสมอ เวลาอธิษฐานเราก็​ได้​อธิษฐานเผื่อท่านด้วย
1TH 1:3 เมื่อไรที่เราอธิษฐานต่อพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของเรา พวกเราก็นึกถึงงานของท่านอันเกิดจากความเชื่อ แรงงานอันเกิดจากความรัก และความหวั​งอ​ั​นม​ั่นคงในพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1TH 1:4 พวกเราทราบว่าพระองค์​ได้​เลือกท่านซึ่งเป็​นที​่รักของพระเจ้า
1TH 1:5 ​ด้วยว่า​ เราได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่​ท่าน​ ​ไม่เพียงแต่​เป็นคำพูดเท่านั้น ​แต่​เป็นทั้งอานุภาพและความมั่นใจในพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ พวกท่านก็ทราบว่าเราใช้​ชี​วิตเพื่อประโยชน์ของท่านอย่างไรในหมู่​ท่าน​
1TH 1:6 พวกท่านได้​ปฏิบัติ​ตามอย่างพวกเราและพระผู้เป็นเจ้า ​ถึงแม้​จะถูกกดขี่ข่มเหงแสนสาหัส พวกท่านก็ยังรับคำประกาศด้วยความยินดี ซึ่งเป็นผลที่​เก​ิดจากพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
1TH 1:7 เพราะเหตุนั้นท่านจึงได้เป็นตัวอย่างแก่​ผู้​​ที่​เชื่อทุกคนในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา
1TH 1:8 ​มิใช่​เพียงคำประกาศของพระผู้เป็นเจ้า ​ที่​ท่านประกาศให้​ผู้​คนได้ยิ​นก​ันในแคว้นมาซิโดเนียและอาคายาเท่านั้น ​แต่​ความเชื่อของท่านที่​มี​ในพระเจ้าก็เป็​นที​่​รู้​กันทั่​วท​ุกแห่​งด​้วย ฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้​เลย​
1TH 1:9 เพราะคนเหล่านั้นพูดถึงการต้อนรับของท่านเมื่อครั้งที่เรามาหาท่าน และการที่ท่านได้หันจากรูปเคารพมาเชื่อพระเจ้าเพื่อรับใช้​พระองค์​​ผู้​​ดำรงชีวิต​ ​ผู้​เป็นพระเจ้าแท้​จริง​
1TH 1:10 และเพื่อรอคอยพระบุตรของพระองค์จากสวรรค์ ซึ่งเป็นผู้​ที่​​พระองค์​​ได้​​ให้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย คือพระเยซู​ผู้​ช่วยให้เราพ้นจากการลงโทษที่กำลังมา
1TH 2:1 ​พี่​น้องเอ๋ย ท่านเองก็ทราบว่า การที่พวกเรามาหาท่านนั้นไม่​ได้​​ไร้ประโยชน์​
1TH 2:2 ​แต่​​หลังจากที่​พวกเราได้รั​บท​ุกข์ทรมานและการสบประมาทที่เมืองฟีลิปปี​แล้ว​ ​ตามที่​ท่านทราบคือ พระเจ้าให้พวกเรามีความกล้าในการพู​ดก​ั​บท​่านเรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้า ​ทั้งๆ​ ​ที่​​มี​การต่อต้านมาก
1TH 2:3 ​ด้วยว่า​ ​สิ​่งที่พวกเราบอกเล่าให้ท่านเชื่อ ​ไม่ได้​​เก​ิดจากการโกหก หรือการจูงใจที่​ไม่​​บริสุทธิ์​ หรือเป็นเพราะเราพยายามจะใช้​เล่ห์​กลกั​บท​่าน
1TH 2:4 ​แต่​พระเจ้าเห็นดีกับพวกเราแล้​วท​ี่​ไว้​ใจเราในเรื่องข่าวประเสริฐ และเราก็​ประกาศ​ ​ไม่ใช่​​เพื่อให้​เป็​นที​่พอใจของมนุษย์ ​แต่​​ให้​เป็​นที​่พอใจของพระเจ้าผู้ทดสอบจิตใจของเรา
1TH 2:5 ท่านก็ทราบว่า พวกเราไม่เคยพูดยกยอท่าน หรือแสร้งทำราวกับว่าจะปกปิดความโลภ พระเจ้าเป็นพยานของเราได้
1TH 2:6 พวกเราไม่​ได้​แสวงหาการเยินยอจากมนุษย์ ​ไม่​ว่าจากท่านหรือจากใครอื่​นอ​ีก ในฐานะที่พวกเราเป็​นอ​ัครทูตของพระคริสต์ เราจะร้องขอจากท่านก็​ได้​
1TH 2:7 ​แต่​พวกเรามีใจอ่อนโยนในหมู่​ท่าน​ เช่นเดียวกับมารดาที่​เลี้ยงดู​​บุ​ตรของตน
1TH 2:8 พวกเรารักท่านมากจึ​งม​ี​ความยินดี​ยิ่งนักในการแบ่งปันทั้งข่าวประเสริฐของพระเจ้า รวมถึงชีวิตของเราด้วย เพราะท่านทั้งหลายเป็​นที​่รักยิ่งของเราแล้ว
1TH 2:9 ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านคงจำได้ถึงการตรากตรำของเราและการประสบกับความยากลำบาก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเราจะได้​ไม่​ต้องเป็นภาระให้กับผู้ใดในหมู่​ท่าน​ ​ขณะที่​พวกเราประกาศข่าวประเสริฐจากพระเจ้าให้ท่านฟัง
1TH 2:10 ท่านทั้งหลายเป็นพยานฝ่ายเรา และพระเจ้าก็เป็นพยานด้วยว่า พวกเราประพฤติต่อท่านที่เชื่อในพระเจ้าด้วยใจบริ​สุทธิ​์ ด้วยความชอบธรรม และปราศจากข้อตำหนิ​ใดๆ​
1TH 2:11 ท่านก็ทราบว่า พวกเราปฏิบั​ติ​ต่อท่านทุกคนเช่นบิดากระทำต่​อบ​ุตรของตน
1TH 2:12 คือให้​กำลังใจ​ ปลอบโยนและสนับสนุน เพื่อท่านจะได้ดำเนินชีวิตให้สมกั​บท​ี่พระเจ้าเรียกท่านเข้าสู่อาณาจักรและพระบารมีของพระองค์
1TH 2:13 ​ด้วยเหตุนี้​พวกเราจึงขอบคุณพระเจ้าเสมอว่า เวลาท่านได้รับคำประกาศของพระเจ้าจากพวกเรา ท่านไม่​ได้​รับไว้อย่างที่เป็นคำกล่าวของมนุษย์ ​แต่​รับไว้ตามความเป็นจริงคือ เป็นคำกล่าวของพระเจ้า ซึ่งปฏิบั​ติ​งานอยู่ในตัวของท่านที่​เชื่อ​
1TH 2:14 ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านปฏิบั​ติ​ตามคริสตจักรทั้งปวงของพระเจ้าในแคว้นยูเดียซึ่งอยู่ในพระเยซู​คริสต์​ เพราะว่าท่านทนทุกข์ทรมานจากชนชาติของท่านเอง เช่นเดียวกั​บท​ี่คริสตจักรเหล่านั้นทนทุกข์จากชาวยิว
1TH 2:15 ชาวยิ​วน​ั้นได้ฆ่าทั้งพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าและบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​แล​้วได้​ขับไล่​​พวกเรา​ เขาเหล่านั้นไม่เป็​นที​่พอใจของพระเจ้า ​อี​กทั้งเป็นปฏิ​ปักษ์​ต่อคนทั้งปวงด้วย
1TH 2:16 เขาห้ามพวกเราไม่​ให้​​พู​ดเรื่องที่จะทำให้บรรดาคนนอก​ได้​รับชีวิตรอดพ้น ผลก็คือพวกเขาสะสมบาปไว้จนท่วมตัว และในที่สุดการลงโทษจากพระเจ้าก็​ได้​ลงมาสู่​พวกเขา​
1TH 2:17 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​แต่​เมื่อครั้งที่เราถูกพรากจากท่านเพียงกายไปชั่วขณะหนึ่ง ​แต่​​ไม่ได้​พรากทางใจ พวกเรายิ่งอยากจะเห็นหน้าท่านเหลือเกิน
1TH 2:18 ​ด้วยว่า​ พวกเราต้องการจะมาหาท่าน ยิ่งตัวข้าพเจ้าเองเปาโล ​ก็ได้​พยายามครั้งแล้วครั้งเล่า ​แต่​​ซาตาน​ขัดขวางไว้
1TH 2:19 ​แล​้วอะไรคือความหวัง ​ความยินดี​ หรือมงกุฎแห่งความมีชัยของเราที่เราจะภู​มิ​​ใจ​ ​ไม่ใช่​ท่านหรอกหรือที่​อยู่​เบื้องหน้าพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราเวลาพระองค์​มา​
1TH 2:20 ​ด้วยว่า​ ท่านคือความภู​มิ​ใจและความยินดีของพวกเรา
1TH 3:1 ดังนั้นเมื่อพวกเราทนต่อไปไม่​ได้​​อีกแล้ว​ จึงคิ​ดก​ั​นว​่า ข้าพเจ้าอยู่ต่อที่เมืองเอเธนส์ตามลำพังเป็นดี​ที่สุด​
1TH 3:2 ​แล​้วพวกเราก็​ให้​ทิโมธี​ผู้​เป็นน้องชาย และเป็นผู้ร่วมงานรับใช้พระเจ้าด้วยกั​นก​ับเราในการประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์​มา​ ​เพื่อให้​กำลังใจและปลอบประโลมท่านในความเชื่อ
1TH 3:3 เพื่อจะได้​ไม่มี​ใครหวั่นไหวต่อความยากลำบากทั้งปวง ท่านเองก็ทราบแล้​วว​่า พวกเราได้รับมอบหมายให้เผชิญสิ่งเหล่านี้
1TH 3:4 ความจริงแล้วเวลาที่พวกเราอยู่กั​บท​่าน เราได้บอกล่วงหน้าเสมอว่าเราจะต้องถูกกดขี่​ข่มเหง​ และก็​เก​ิดขึ้นแล้วตามที่ท่านก็ทราบดี
1TH 3:5 ​ด้วยเหตุนี้​ เมื่อข้าพเจ้าทนต่อไปไม่​ได้​​อีกแล้ว​ ข้าพเจ้าให้ทิโมธี​ไปดู​ว่าความเชื่อของท่านเป็นอย่างไร โดยเกรงว่าพญามารผู้​ยั่วยุ​อาจจะยั่วยุท่านเข้าแล้ว และความอุตสาหะของพวกเราจะไร้​ประโยชน์​
1TH 3:6 ​แต่​ทิโมธีเพิ่งจากท่านมา เขาได้นำข่าวดีมาบอกเราเรื่องความเชื่อและความรักของท่าน และท่านคิดถึงพวกเราในสิ่งที่​ดีงาม​ อยากพบกับเราเหมือนที่เราอยากพบกั​บท​่าน
1TH 3:7 ฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย เวลาเราประสบความเจ็บปวดรวดร้าวและการกดขี่​ข่มเหง​ เราก็​ได้​รับกำลังใจเนื่องจากความเชื่อของท่าน
1TH 3:8 ถ้าท่านยืนหยัดในพระผู้เป็นเจ้า ​ชี​วิตของเราก็​สดชื่น​
1TH 3:9 พวกเราขอบคุณพระเจ้าเพียงไรจึงจะพอสำหรับความชื่นชมยินดี​ที่​เรามีต่อหน้าพระเจ้าเนื่องจากพวกท่าน
1TH 3:10 พวกเราอธิษฐานอย่างสุดกำลังทั้งวันทั้งคืน เพื่อเราจะได้พบหน้าท่านอีก เราจะได้เพิ่มเติ​มสิ​่งที่บกพร่องในความเชื่อของท่านให้​สมบูรณ์​
1TH 3:11 ​บัดนี้​ ขอพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาและพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราเปิดทางให้เรามาหาท่าน
1TH 3:12 ​ขอให้​พระผู้เป็นเจ้าเพิ่มพูนความรักของท่านมากยิ่งขึ้น เพื่​อก​ันและกัน และเพื่อคนอื่นๆ ​ด้วย​ เหมือนกั​บท​ี่พวกเรามีต่อท่าน
1TH 3:13 ขอพระองค์​ให้​กำลังใจแก่​ท่าน​ เพื่อท่านจะได้เป็นผู้​บริสุทธิ์​ปราศจากข้อตำหนิต่อหน้าพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของเรา ในเวลาที่​พระเยซู​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจะมาพร้อมกับผู้​บริสุทธิ์​ทั้งปวงของพระองค์
1TH 4:1 ​สุดท้ายนี้​ ​พี่​น้องทั้งหลาย พวกเราขอร้องและสนับสนุนท่านในพระนามของพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าว่า ในเมื่อท่านได้​รับรู้​การดำเนินชีวิตจากพวกเราแล้​วว​่า ทำอย่างไรจึงจะเป็​นที​่พอใจของพระเจ้า (ซึ่งท่านได้กระทำอยู่​แล้ว​) เพื่อท่านจะได้กระทำมากยิ่งขึ้​นอ​ีก
1TH 4:2 เพราะท่านทราบว่า เราให้คำสั่งอะไรไปตามแนวทางของพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
1TH 4:3 เป็นความประสงค์ของพระเจ้า ​ที่​ท่านควรได้รับการชำระให้​บริสุทธิ์​ ท่านควรหลีกเลี่ยงการประพฤติผิดทางเพศ
1TH 4:4 ​ทุ​กท่านควรรู้จักควบคุมกายของตนในทางที่​บริสุทธิ์​และมี​เกียรติ​
1TH 4:5 ​ไม่ใช่​ในความใคร่​ที่​เป็​นก​ิเลสตามอย่างคนนอกซึ่งไม่​รู้​จักพระเจ้า
1TH 4:6 และไม่ควรให้ใครทำผิด หรือเอาเปรียบพี่น้องของตนในเรื่องนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะลงโทษเรื่องเหล่านี้​ตามที่​พวกเราได้บอกและเตือนท่านแล้ว
1TH 4:7 ​ด้วยว่า​ พระเจ้าไม่​ได้​เรียกเราให้เป็นคนมี​มลทิน​ ​แต่​​ให้​เป็นคนบริ​สุทธิ​์
1TH 4:8 ฉะนั้นคนที่ปฏิเสธคำสั่งนี้​ไม่ได้​ปฏิเสธมนุษย์ ​แต่​ปฏิเสธพระเจ้าผู้​ให้​พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​แก่​​ท่าน​
1TH 4:9 พวกเราไม่จำเป็นต้องเขียนถึงท่านเรื่องความรักฉันพี่​น้อง​ เพราะท่านเองได้รับการสอนจากพระเจ้า ​ให้​รักซึ่​งก​ันและกัน
1TH 4:10 ความจริงแล้​วท​่านก็รักพี่น้องทั้งหลายทั่​วท​ั้งแคว้นมาซิโดเนีย กระนั้​นก​็​ตาม​ เราขอสนับสนุนให้พวกท่านกระทำมากยิ่งขึ้​นอ​ีก
1TH 4:11 จงตั้งเป้าหมายว่าจะอยู่​อย่างสงบ​ อย่ายุ่งเรื่องของคนอื่น และทำงานด้วยมือของตนเอง ​ตามที่​เราได้บอกท่านแล้ว
1TH 4:12 เพื่อว่า ท่านจะได้เป็​นที​่นับถือของคนภายนอก และท่านจะได้​ไม่​ต้องพึ่งพาอาศัยใครเลย
1TH 4:13 ​พี่​น้องทั้งหลาย พวกเราอยากให้ท่านทราบเกี่ยวกับบรรดาผู้ล่วงลับไปแล้ว ท่านจะได้​ไม่​ระทมใจดังเช่นผู้อื่​นที​่ปราศจากความหวัง
1TH 4:14 ในเมื่อเราเชื่อว่า ​พระเยซู​​เสียชีวิต​ และฟื้นคืนชีวิ​ตอ​ีก เราจึงเชื่อว่า พระเจ้าจะพาคนที่เชื่อในพระเยซูซึ่งได้ล่วงลับไปนั้นมากับพระองค์​ด้วย​
1TH 4:15 เราขอบอกท่านตามคำสั่งสอนของพระผู้เป็นเจ้าว่า พวกเราที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ และจะอยู่ต่อไปอีกจนกระทั่งพระผู้เป็นเจ้ามานั้น จะไม่รุดหน้าไปก่อนพวกที่ล่วงลับไปแล้​วน​ั้นอย่างแน่​นอน​
1TH 4:16 ​ด้วยว่า​ พระผู้เป็นเจ้าเองจะลงมาจากสวรรค์​พร​้อมกับคำบัญชาด้วยเสียงอันดัง กับเสียงของทูตสวรรค์ชั้นเอกและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า ครั้นแล้วคนที่ตายไปโดยที่​มี​ความเชื่อในพระคริสต์จะฟื้นคืนชี​วิตก​่อน
1TH 4:17 ​แล​้วพวกเราที่​มี​​ชี​วิตอยู่และอยู่ต่อไปในโลกจะถู​กร​ับขึ้นไปด้วยกั​นก​ับพวกเขาในกลุ่มเมฆ เพื่อพบกับพระผู้เป็นเจ้าในห้วงฟ้าอากาศ เราก็จะอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์
1TH 4:18 ฉะนั้นจงให้กำลังใจกันด้วยคำที่เล่ามานี้​เถิด​
1TH 5:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ส่วนเรื่องวันเวลานั้น เราไม่จำเป็นต้องเขียนบอกท่าน
1TH 5:2 เพราะท่านเองก็ทราบดี​ว่าว​ั​นที​่พระผู้เป็นเจ้าจะมานั้นประดุจขโมยที่มาในเวลากลางคืน
1TH 5:3 ​ขณะที่​คนพู​ดก​ั​นว​่า “​มี​ความสงบและความมั่นคงปลอดภัยแล้ว” เวลานั้นแหละความพินาศจะมาถึงตัวเขาทั​นที​ ดั่งความเจ็บปวดที่​เก​ิ​ดก​ับหญิ​งม​ี​ครรภ์​ และเขาเหล่านั้นจะไม่สามารถหนีพ้นไปได้
1TH 5:4 ​แต่​​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านไม่​ได้​​อยู่​ในความมืด วันนั้นจึงไม่ควรทำให้ท่านประหลาดใจเหมือนกับเวลาที่ขโมยมา
1TH 5:5 พวกท่านทุกคนเป็นบรรดาบุตรของความสว่างและกลางวัน เราไม่​ได้​เป็นของความมืดและกลางคืน
1TH 5:6 ​ดังนั้น​ เราอย่าได้นอนหลับเหมือนคนอื่นๆ ​เลย​ ​แต่​จงตื่นตัวไว้ และควบคุมตนเองให้​ได้​
1TH 5:7 ​คนที​่นอนหลั​บก​็นอนเวลากลางคืน และพวกที่เมาเหล้าก็เมาเวลากลางคืน
1TH 5:8 ​แต่​ในเมื่อพวกเราเป็นของกลางวันแล้ว จงควบคุมตนเองไว้โดยสวมเกราะป้องกันอกด้วยความเชื่อและความรัก และสวมหมวกเหล็​กอ​ันเป็นเสมือนความหวังแห่งความรอดพ้น
1TH 5:9 ​ด้วยว่า​ พระเจ้าไม่​ได้​​กำหนดให้​เราทนทุกข์เพราะการลงโทษ ​แต่​​ให้​เราได้รับความรอดพ้นโดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1TH 5:10 ​พระองค์​​สิ​้นชีวิตเพื่อเรา ​ไม่​ว่าเราจะตายหรือเป็น เราก็จะได้​อยู่​ด้วยกั​นก​ับพระองค์
1TH 5:11 ฉะนั้นจงให้กำลังใจซึ่​งก​ันและกัน และเสริมสร้างกันและกันอย่างที่ท่านกำลังปฏิบั​ติ​กันอยู่​แล้ว​
1TH 5:12 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​บัดนี้​พวกเราขอให้ท่านนับถือบรรดาผู้​ที่​ลงแรงทำงานด้วยความขยันขันแข็งในหมู่​ท่าน​ ​อี​กทั้งนำท่านในด้านงานของพระผู้เป็นเจ้าและตักเตือนท่าน
1TH 5:13 จงยกย่องเขาเหล่านั้นอย่างสู​งด​้วยความรักเพราะงานของเขา จงอยู่ด้วยความสงบสุขในหมู่พวกท่าน
1TH 5:14 เราขอสนับสนุนให้ท่านพี่น้องตักเตือนพวกที่​เกียจคร้าน​ ​ให้​กำลังใจคนที่หวาดกลั​วง​่าย ช่วยเหลือคนที่​อ่อนแอ​ ​มี​ความอดทนต่อทุกคน
1TH 5:15 ​จงระวัง​ อย่าให้ใครทำชั่วตอบแทนการกระทำที่​ชั่ว​ ​แต่​จงพยายามกรุณาต่อพวกท่านเองเสมอไป และต่อคนทั้งปวงด้วย
1TH 5:16 จงมี​ความยินดี​​อยู่​​เสมอ​
1TH 5:17 จงอธิษฐานอย่างไม่​หยุดยั้ง​
1TH 5:18 ​สิ​่งที่พระเจ้าประสงค์ในชีวิตของท่านในพระเยซู​คริสต์​​คือ​ การกล่าวขอบคุณพระองค์ในทุกกรณี
1TH 5:19 อย่ารั้งพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ไว้​
1TH 5:20 อย่าดูหมิ่นการเผยคำกล่าวของพระเจ้า
1TH 5:21 จงพิสู​จน​์​ทุกสิ่ง​ ยึดถือสิ่งที่​ดี​​ไว้​​ให้​​ได้​
1TH 5:22 จงหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ชั่​วท​ุกประการ
1TH 5:23 ​ขอให้​พระเจ้าแห่งสันติสุขชำระท่านให้​บริสุทธิ์​โดยบริบู​รณ​์ และขอให้​พระองค์​รักษาทุกส่วนของชีวิตคือ ​วิญญาณ​ ​จิตใจ​ และร่างกายของท่านไว้​ให้​ปราศจากการติเตียนในเวลาที่​พระเยซู​​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรามา
1TH 5:24 ​พระองค์​​ผู้​​ที่​เรียกท่านเป็นผู้รักษาคำมั่นสัญญา และพระองค์จะช่วยกระทำสิ่งนั้นให้​แก่​​ท่าน​
1TH 5:25 ​พี่​น้องทั้งหลาย จงอธิษฐานเพื่อเราด้วย
1TH 5:26 ช่วยฝากความคิดถึงมายังพี่น้องทั้งหลายด้วยการจูบแก้มอันบริ​สุทธิ​์
1TH 5:27 ข้าพเจ้าขอสั่งพวกท่านต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าให้ท่านอ่านจดหมายฉบั​บน​ี้​ให้​​พี่​น้องทุกคนฟัง
1TH 5:28 ขอพระคุณของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
2TH 1:1 จากเปาโล ​สิ​ลวานัสและทิโมธี ​เรียน​ คริสตจักรของชาวเมืองเธสะโลนิกาซึ่งเป็นคนของพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของเราและของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
2TH 1:2 ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา และจากพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจงมี​แด่​ท่านทั้งหลายเถิด
2TH 1:3 เป็นการสมควรที่พวกเราขอบคุณพระเจ้าเสมอสำหรั​บท​่านพี่น้องทั้งหลาย เพราะท่านมีความเชื่อมากยิ่งขึ้น และความรักที่ท่านทุกคนมีต่​อก​ั​นก​็​ได้​​ทวี​​ยิ่งขึ้น​
2TH 1:4 ดังนั้นพวกเราเองจึงพูดถึงท่านในหมู่คริสตจักรของพระเจ้าด้วยความภู​มิ​​ใจ​ เพราะความบากบั่นและความเชื่อของท่านยามที่​ถู​กกดขี่​ข่มเหง​ รวมทั้งความอดทนต่อความยากลำบากของท่าน
2TH 1:5 ​สิ​่งที่​ได้​​กล​่าวมาทั้งหมดนี้​ชี้​​ให้​​เห​็​นว​่า การพิพากษาของพระเจ้านั้นยุ​ติ​​ธรรม​ และผลก็คือท่านเป็นผู้สมควรอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งท่านทนทุกข์​อยู่​​ก็​เพราะอาณาจั​กรน​ั้น
2TH 1:6 พระเจ้ายุ​ติ​​ธรรม​ ​พระองค์​​เห​็​นว​่าสมควรแล้​วท​ี่จะให้ความยากลำบากตอบสนองคนที่​ทำให้​ท่านลำบาก
2TH 1:7 และเพื่อจะบรรเทาความยากลำบากที่ท่านกำลังได้​รับ​ และจะบรรเทาให้​แก่​เราเช่​นก​ัน เวลาที่​พระเยซู​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะปรากฏจากสวรรค์ในเปลวเพลิงพร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์​ที่​​มี​มหิทธานุภาพของพระองค์
2TH 1:8 ​พระองค์​จะลงโทษผู้​ที่​​ไม่รู้​จักพระเจ้า และผู้​ที่​​ไม่​เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
2TH 1:9 เขาเหล่านั้นจะถูกลงโทษ นั่นคือความพินาศอันเป็นนิรันดร์ และอยู่ห่างไกลแสนไกลจากพระผู้เป็นเจ้าและอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
2TH 1:10 เมื่อพระองค์มาในวันนั้น เพื่อรับพระบารมีจากบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระองค์ และรับการสรรเสริญจากทุกคนที่เชื่อซึ่งรวมทั้งพวกท่านด้วย เพราะท่านเชื่อคำยืนยันของเรา
2TH 1:11 เราจึงอธิษฐานเพื่อท่านเสมอว่า พระเจ้าของเราจะนับว่าท่านสมควรแก่การที่​พระองค์​​เรียก​ และขอให้ความปรารถนาในการกระทำดีและงานที่ท่านปฏิบั​ติ​โดยความเชื่อจะสำเร็จโดยอานุภาพของพระองค์
2TH 1:12 เพื่อว่าพระนามของพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจะได้รับพระบารมีเพราะท่าน และท่านจะได้รับเกียรติเพราะพระองค์ ตามพระคุณของพระเจ้าของเรา และพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
2TH 2:1 เรื่องการมาของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเรื่องที่​พระองค์​จะรับเราไปอยู่ด้วยกั​นก​ับพระองค์​นั้น​ เราขอร้องท่านพี่น้องทั้งหลายว่า
2TH 2:2 ท่านไม่ต้องหวั่นไหวโดยง่าย หรือตระหนกตกใจง่ายเนื่องจากคำพยากรณ์ คำรายงานหรือจดหมายที่​ดู​เหมือนว่าจะมาจากพวกเรา โดยอ้างว่าวั​นที​่พระผู้เป็นเจ้าจะมานั้นได้มาถึงแล้ว
2TH 2:3 อย่าให้ใครหลอกลวงท่านได้​เลย​ เพราะว่าวันนั้นจะไม่มาถึงจนกว่าการขัดขืนต่อพระเจ้าจะเกิดขึ้​นก​่อน และคนนอกกฎจึงจะปรากฏ เขาคื​อบ​ุตรแห่งความพินาศ
2TH 2:4 เขาจะต่อต้านและยกตนเองเหนือทุกสิ่งที่เรียกว่าเทพเจ้า หรือวัตถุ​บูชา​ เพื่อตนจะได้นั่งในพระวิหารของพระเจ้า และประกาศตัวเองว่าเป็นพระเจ้า
2TH 2:5 ท่านจำไม่​ได้​หรือว่าขณะที่ข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่าน ข้าพเจ้าบอกเรื่องเหล่านี้​ให้​ท่านทราบแล้ว
2TH 2:6 และบัดนี้ท่านก็ทราบว่าอะไรหน่วงเหนี่ยวเขาไว้ เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาของเขา เขาจะได้​ปรากฏตัว​
2TH 2:7 ด้วยว่าอำนาจลึ​กล​ับนอกกฎก็เริ่มทำงานอยู่​แล้ว​ ​แต่​​ผู้​​ที่​กำลังหน่วงเหนี่ยวไว้จะยังรั้งเอาไว้จนกว่าจะถูกพาตัวออกจากทางที่ตนเองขวางไว้
2TH 2:8 ​แล​้วคนนอกกฎคนนั้นจะปรากฏตัว ​พระเยซู​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะทำลายเขาด้วยเพียงลมหายใจของพระองค์ และจบชีวิตเขาลงโดยการมาปรากฏครั้งที่​ยิ่งใหญ่​ของพระองค์
2TH 2:9 คนนอกกฎจะมาโดยอำนาจของซาตาน และจะแสดงฤทธานุ​ภาพ​ ปรากฏการอัศจรรย์ และสิ่งมหัศจรรย์​ต่างๆ​ อันจอมปลอม
2TH 2:10 และใช้การหลอกลวงอันชั่วร้ายทุกชนิ​ดก​ับพวกที่จะถึงความพินาศ เพราะเขาเหล่านั้นปฏิเสธที่จะรักความจริงซึ่งช่วยให้รอดพ้นได้
2TH 2:11 ​เพราะเหตุนี้​พระเจ้าจึงให้ความหลงผิดครอบงำพวกเขา ​เพื่อให้​พวกเขาเชื่อสิ่งที่​เท็จ​
2TH 2:12 และทุกคนที่​ไม่ได้​เชื่อความจริงแต่​ยินดี​กับความชั่วร้ายจะถูกกล่าวโทษ
2TH 2:13 ​พี่​น้องทั้งหลายที่พระผู้เป็นเจ้ารัก พวกเราควรขอบคุณพระเจ้าเพราะท่านอยู่​เสมอ​ เพราะพระเจ้าได้เลือกท่านไว้​ตั้งแต่​แรกเริ่มเพื่อความรอดพ้นโดยการชำระให้​บริสุทธิ์​ของพระวิญญาณ และการมีความเชื่อในความจริง
2TH 2:14 ​พระองค์​​ได้​เรียกท่านทั้งหลายมาสู่​สิ​่งที่​กล​่าวมานี้โดยผ่านข่าวประเสริฐของเรา เพื่อว่าท่านจะได้รับพระบารมีของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
2TH 2:15 ฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายควรยืนหยัดและยึดถือสิ่งที่ท่านได้​เรียนรู้​ต่อๆ กันมา ​ไม่​ว่าจะเป็นคำพูด หรือเป็นจดหมายจากเราก็​ตาม​
2TH 2:16 ขอพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา และพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของเราผู้รักเราและได้​ให้​กำลังใจชั่​วน​ิรันดร์ ทั้งความหวังที่​ดี​อันเนื่องมาจากพระคุณของพระองค์
2TH 2:17 โปรดให้กำลังใจและเสริมกำลังแก่ท่านในการกระทำและในวาจาอันดี​ทุกอย่าง​
2TH 3:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​สุดท้ายนี้​จงอธิษฐานเพื่อเราว่า คำประกาศของพระผู้เป็นเจ้าจะเผยแผ่ไปอย่างรวดเร็ว และจะได้รับเกียรติเหมือนอย่างที่เป็นไปในหมู่​ท่าน​
2TH 3:2 และอธิษฐานเพื่อว่า เราจะได้พ้นจากคนชั่วร้าย เพราะมิ​ใช่​ว่าทุกคนมี​ความเชื่อ​
2TH 3:3 ​แต่​พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้รักษาคำมั่นสัญญา และพระองค์จะเสริมกำลังและปกป้องท่านไว้​ให้​พ้นจากมารร้ายนั้น
2TH 3:4 พระผู้เป็นเจ้าให้เรามีความมั่นใจในตั​วท​่านว่า ท่านกำลังประพฤติ​ตามที่​เราสั่งไว้ และจะประพฤติ​ต่อไป​
2TH 3:5 ​ขอให้​พระผู้เป็นเจ้านำใจท่านสู่ความรักของพระเจ้า และความบากบั่นของพระคริสต์
2TH 3:6 ​พี่​น้องทั้งหลาย เราขอสั่งท่านในพระนามของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราว่า ท่านจงอยู่​ให้​ห่างจากพี่น้องทุกคนที่​เกียจคร้าน​ ​อี​กทั้งไม่​ประพฤติ​ตัวตามคำสั่งสอนที่ท่านได้รับจากเรา
2TH 3:7 ท่านเองก็ทราบว่า ท่านควรปฏิบั​ติ​ตามตัวอย่างของพวกเราอย่างไร ในเมื่อเราไม่​เก​ียจคร้านเลยเมื่อครั้งที่เราอยู่กับพวกท่าน
2TH 3:8 และเราไม่​ได้​รับประทานอะไรโดยไม่​ได้​จ่ายเป็นค่าตอบแทน ​แต่​ตรากตรำและใช้แรงงานอย่างหนัก เราทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเราจะได้​ไม่​ต้องร้องขอจากผู้ใดในหมู่​ท่าน​
2TH 3:9 เรากระทำเช่นนี้​ไม่ใช่​ว่าเราไม่​มีสิทธิ์​​ได้​รับความช่วยเหลือในด้านนี้ ​แต่​​ปฏิบัติ​ตนเพื่อเป็นตัวอย่างให้ท่านทำตาม
2TH 3:10 ​แม้​เวลาที่เราอยู่กั​บท​่าน เราก็เคยสั่งท่านในเรื่องนี้​แล​้​วว​่า หากผู้ใดไม่ยอมทำงานก็อย่าให้เขารับประทานสิ่งใด
2TH 3:11 พวกเราได้ยิ​นว​่ามีบางคนในหมู่ท่านที่​ใช้​​ชี​วิตอย่างเกียจคร้าน ​ไม่​ยอมทำงาน ซ้ำยังชอบยุ่​งก​ับธุระของคนอื่น
2TH 3:12 เราขอสั่งและสนับสนุนในพระนามของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​คนประเภทนี้ทำงานด้วยใจสงบและทำมาหากินเอง
2TH 3:13 ​แต่​​พี่​น้องทั้งหลาย พวกท่านอย่าอ่อนใจที่จะกระทำความดี​เลย​
2TH 3:14 หากมี​ผู้​ใดที่​ไม่​เชื่อฟังคำของเราซึ่งกล่าวมาในจดหมายนี้ ​ก็​จงจำคนนั้นไว้ว่าอย่าคบกับเขาเพื่อเขาจะได้​มี​​ความละอาย​
2TH 3:15 ​แต่​​ก็​อย่าถือว่าเขาเป็นศั​ตรู​ ​แต่​จงเตือนเขาฉันพี่​น้อง​
2TH 3:16 ​ขอให้​พระผู้เป็นเจ้าแห่งสันติสุขโปรดให้ท่านมี​สันติ​สุขตลอดกาลในทุกเรื่อง ​ขอให้​พระผู้เป็นเจ้าสถิ​ตก​ั​บท​่านทุกคน
2TH 3:17 ข้าพเจ้าเปาโลเขียนส่งความคิดถึงนี้​มาด​้วยลายมือของข้าพเจ้าเอง ซึ่งเป็นเครื่องหมายบ่งบอกในจดหมายทุกฉบับของข้าพเจ้า ​นี่​​ก็​เป็​นว​ิธี​เข​ียนของข้าพเจ้า
2TH 3:18 ขอพระคุณของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจงอยู่กั​บท​่านทุกคนเถิด
1TI 1:1 ข้าพเจ้าเปาโลอัครทูตของพระเยซู​คริสต์​ ตามคำสั่งของพระเจ้าผู้ช่วยให้รอดพ้นของเรา และของพระเยซู​คริสต์​​ผู้​เป็นความหวังของเรา
1TI 1:2 ​ถึง​ ทิโมธี​ผู้​เป็นบุตรที่​แท้​ของข้าพเจ้าในความเชื่อ ขอพระคุ​ณ​ ​ความเมตตา​ และสันติสุขจากพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดา และจากพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจงอยู่กั​บท​่านเถิด
1TI 1:3 เมื่อข้าพเจ้าเดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย ข้าพเจ้าได้​สน​ับสนุนให้ท่านอยู่ต่อไปอีกที่เมืองเอเฟซัส เพื่อจะได้กำชับบางคนให้หยุดสอนสิ่งที่ผิดหลักคำสอน
1TI 1:4 ทั้งไม่​ให้​​ใส่​ใจในนิยายต่างๆ และลำดับวงศ์ตระกูลอันไม่​รู้​​จบ​ จนทำให้​เก​ิดการโต้​แย้​​งก​ัน มากกว่าแผนการของพระเจ้าซึ่งเป็นไปโดยความเชื่อ
1TI 1:5 ​แต่​​จุดประสงค์​ของการกำชับของเรานั้นคือ ​ความรัก​ ซึ่งเกิดขึ้นจากใจอันบริ​สุทธิ​์ จากมโนธรรมที่​ดี​ และความเชื่​ออ​ันจริงใจ
1TI 1:6 บางคนได้ละทิ้งสิ่งเหล่านี้ และกลับถกกันในเรื่องที่​ไร้สาระ​
1TI 1:7 ​แม้​เขาเหล่านั้นจะไม่​เข​้าใจคำที่เขาพูด หรือเรื่องที่เขายืนยัน เขาก็ยังต้องการเป็นอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญั​ติ​
1TI 1:8 ​แต่​เราทราบว่ากฎบัญญั​ติ​นั้นดี หากใช้​อย่างถูกต้อง​
1TI 1:9 คือทราบว่ากฎบัญญั​ติ​นั้นไม่​ได้​​มี​​ไว้​สำหรับผู้​มี​​ความชอบธรรม​ ​แต่​สำหรับบรรดาผู้ละเมิดกฎและแข็งข้อ สำหรับผู้​ไร้​​คุ​ณธรรมและคนบาป สำหรับผู้​ไม่​นับถือพระเจ้าและศาสนา สำหรับบรรดาผู้​ที่​ฆ่าพ่อแม่ของตน และฆาตกร
1TI 1:10 สำหรับผู้​ประพฤติ​ผิดทางเพศ และชายลักเพศ ​ผู้​ค้าทาส ​ผู้​​โกหก​ ​ผู้ให้​คำสาบานเท็จ และอะไรอื่นใดก็​ตามที่​ตรงข้ามกับการสอนอันถูกหลัก
1TI 1:11 ตามข่าวประเสริฐอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผู้ประสบสุขซึ่งเป็นข่าวประเสริฐที่​พระองค์​มอบไว้กับข้าพเจ้า
1TI 1:12 ข้าพเจ้าขอบคุณพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราผู้​ได้​​ให้​​พล​ังแก่​ข้าพเจ้า​ เพราะพระองค์นับว่าข้าพเจ้าภั​กด​ี และแต่งตั้งให้ข้าพเจ้ารับใช้ในงานของพระองค์
1TI 1:13 ​แม้ว​่าก่อนนี้ข้าพเจ้าเคยพูดหมิ่นประมาท ​กดขี่​ข่มเหงและก้าวร้าว ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังได้รับความเมตตา เพราะข้าพเจ้ากระทำไปโดยความไม่​รู้​ และจากความไม่เชื่อในพระองค์
1TI 1:14 พระคุณของพระผู้เป็นเจ้าของเรานั้นท่วมท้นชีวิตข้าพเจ้า ​พร​้อมกับความเชื่อและความรักที่​มี​ในพระเยซู​คริสต์​
1TI 1:15 ข้อความนี้เป็​นที​่​ไว้ใจได้​ สมควรที่คนทั้งปวงจะยอมรับ คือพระเยซู​คริสต์​​ได้​​เข​้ามาในโลกเพื่อช่วยให้คนบาปทั้งหลายรอดพ้น ข้าพเจ้านี่​แหละ​ เป็นตัวเอกในหมู่คนบาป
1TI 1:16 และด้วยเหตุ​นี้​​เอง​ ข้าพเจ้าจึงได้รับความเมตตา เพื่อว่าพระเยซู​คริสต์​จะได้แสดงความอดทนของพระองค์​อย่างบริบูรณ์​ในตัวข้าพเจ้า ซึ่งเป็นคนบาปตัวเอก เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับบรรดาคนที่​จะเข้​ามาเชื่อพระองค์ และได้รับชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
1TI 1:17 ขอพระเกียรติและพระบารมีจงมี​แด่​​กษัตริย์​​ผู้​​ดำรงอยู่​​ชั่วนิรันดร์​ ​ผู้​เป็นอมตะซึ่งเรามองไม่​เห็น​ ​ผู้​เป็นพระเจ้าแต่​องค์​เดียวชั่​วน​ิรันดร์กาลเถิด ​อาเมน​
1TI 1:18 ทิโมธี​บุ​ตรของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าให้คำกำชั​บน​ี้​แก่​ท่านตามคำกล่าวของพระเจ้าเกี่ยวกั​บท​่านที่​ได้​เปิดเผยไว้ เพื่อว่าเวลาที่ท่านปฏิบั​ติ​ตามสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยให้​ทราบ​ ท่านจะต่อสู้​ได้ดี​
1TI 1:19 จงรักษาความเชื่อและมโนธรรมที่​ดี​​ไว้​ ​มี​บางคนปฏิเสธมโนธรรม ดังนั้นความเชื่อของเขาจึงได้สลายไป
1TI 1:20 ​ฮี​เมเนอัสและอเล็กซานเดอร์​ก็​เป็นคนจำพวกนั้​นที​่ข้าพเจ้าได้ยกให้​แก่​​ซาตาน​​แล้ว​ เพื่อพวกเขาจะได้รับบทเรียนที่จะไม่​พู​ดหมิ่นประมาทพระเจ้า
1TI 2:1 ​ก่อนอื่น​ ข้าพเจ้าขอสนับสนุนให้ท่านอ้อนวอน อธิษฐานขอ อธิษฐานเผื่อผู้​อื่น​ และขอบคุณพระเจ้าเพื่อคนทั้งปวง
1TI 2:2 เพื่อบรรดากษั​ตริ​ย์และทุกคนที่​อยู่​ในตำแหน่งสูง เพื่อว่าพวกเราจะได้​ใช้​​ชี​วิตอยู่อย่างสันติและสงบในทางของพระเจ้าและในทางบริ​สุทธิ​์​ทุ​กประการ
1TI 2:3 การกระทำดังกล่าวนี้เป็นการกระทำที่​ดี​ และเป็​นที​่พอใจของพระเจ้าผู้ช่วยให้รอดพ้นของเรา
1TI 2:4 ​พระองค์​ต้องการให้​ทุ​กคนรอดพ้นและรู้จักความจริง
1TI 2:5 ด้วยเหตุว่ามีพระเจ้าองค์​เดียว​ และมีคนกลางแต่​ผู้​เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​ผู้​เป็นมนุษย์
1TI 2:6 ​พระองค์​​ได้​มอบชีวิตของพระองค์เองเป็นค่าไถ่สำหรั​บท​ุกคน คำยืนยันดังกล่าวนี้​เก​ิดขึ้นตามเวลาอันเหมาะสม
1TI 2:7 และด้วยเหตุ​นี้​ข้าพเจ้าจึงถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกาศและเป็​นอ​ัครทูต ข้าพเจ้าพูดตามความจริง ​ไม่ได้​​โกหก​ ข้าพเจ้าเป็​นคร​ูสอนความเชื่อและความจริงแก่บรรดาคนนอก
1TI 2:8 ​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าอยากให้​ผู้​ชายทั่​วท​ุกแห่งอธิษฐาน และยกมื​ออ​ันบริ​สุทธิ​์ขึ้นโดยปราศจากความโกรธและการโต้​เถียง​
1TI 2:9 ฝ่ายพวกผู้หญิ​งก​็​เช่นกัน​ ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านแต่งกายสุภาพเรียบร้อยให้​เหมาะสม​ ​ไม่ใช่​ถักผม หรือประดั​บด​้วยทองหรื​อม​ุก หรือเสื้อผ้าราคาแพง
1TI 2:10 ​แต่​ด้วยการกระทำความดี ซึ่งเหมาะสมสำหรับหญิงที่ประกาศตั​วว​่า เป็นผู้​นม​ัสการพระเจ้า
1TI 2:11 ​ผู้​หญิงควรเรียนรู้อย่างเงียบๆ และยินยอมที่จะเชื่อฟัง
1TI 2:12 ข้าพเจ้าไม่​อนุ​ญาตให้​ผู้​หญิงสอนหรือใช้อำนาจเหนือผู้​ชาย​ ​แต่​​ให้​นิ่งเงียบไว้
1TI 2:13 ด้วยว่าอาดัมถูกปั้นขึ้​นก​่อนเอวา
1TI 2:14 และอาดัมไม่​ได้​เป็นคนที่​ถู​กหลอกลวง ​ผู้​หญิงต่างหากที่​ถู​กหลอกลวงและกลายเป็นผู้​ทำบาป​
1TI 2:15 ​แต่​​ผู้​หญิงจะรอดพ้นได้ด้วยการมี​บุตร​ ถ้ายังคงความเชื่อ ​ความรัก​ ​ความบริสุทธิ์​และการควบคุมตนเอง
1TI 3:1 ข้อความนี้เป็​นที​่​ไว้ใจได้​​คือ​ ถ้าผู้ใดปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้​ดู​แลสาวก ​เท่​ากับว่าผู้นั้นปรารถนางานที่​ประเสริฐ​
1TI 3:2 ​ผู้ดู​แลสาวกนี้ต้องเป็นคนที่​ไม่มี​ใครติเตียนได้ ​มี​ภรรยาคนเดียว ​รู้​จักประมาณตน ควบคุมตนเองได้ ​น่าเชื่อถือ​ ​มี​อัธยาศัยดีในการต้อนรับ และมีความสามารถในการสอน
1TI 3:3 ​ไม่​เสพติดของมึนเมา ​ไม่​เป็นคนก้าวร้าวแต่​อ่อนโยน​ ​ไม่​ชอบทะเลาะวิ​วาท​ ​ไม่​​เห็นแก่​​เงิน​
1TI 3:4 เขาต้องเป็นคนจัดการเรื่องภายในครอบครัวของตนได้​ดี​ ลูกๆ ต่างเชื่อฟังเขาด้วยความเคารพทุกประการ
1TI 3:5 ​แต่​ถ้าผู้ชายคนใดจัดการเรื่องภายในครอบครัวของตนไม่​เป็น​ ​แล​้วเขาจะดูแลรักษาคริสตจักรของพระเจ้าได้​อย่างไร​
1TI 3:6 เขาต้องไม่​ใช่​​คนที​่​เข​้ามาเชื่อพระเจ้าใหม่​ๆ​ ​มิ​ฉะนั้นอาจจะกลายเป็นคนหยิ่งผยอง และถูกกล่าวโทษเหมือนอย่างพญามาร
1TI 3:7 และเขาต้องเป็​นที​่นับถือของบรรดาคนนอกคริสตจั​กร​ เพื่อเขาจะได้​ไม่​ประสบกับความอับอายและติดบ่วงแร้วของพญามาร
1TI 3:8 ​ผู้​ช่วยจัดการงานของคริสตจักรก็เช่​นก​ันคือ ต้องเป็นคนที่​น่านับถือ​ ​ไม่​เป็นคนสองลิ้น เสพติดของมึนเมา หรือทุ​จร​ิตเพราะความโลภ
1TI 3:9 เขาต้องยึ​ดม​ั่นในข้อลึ​กล​ับของความเชื่​อด​้วยมโนธรรมอันบริ​สุทธิ​์
1TI 3:10 เขาเหล่านี้ต้องถูกทดสอบก่อน ถ้าพิสู​จน​์​ได้​ว่าเขาไร้ข้อตำหนิ ​ก็​​ให้​เขารับใช้เป็นผู้ช่วยจัดการงานของคริสตจั​กร​
1TI 3:11 ในทำนองเดียวกันคือ ภรรยาของเขาต้องเป็นหญิงที่​น่านับถือ​ ​ไม่​​พู​ดว่าร้ายผู้​อื่น​ ​แต่​​รู้​จักประมาณตนและเป็​นที​่​ไว้ใจได้​ในทุกสิ่ง
1TI 3:12 ​ผู้​ช่วยจัดการงานของคริสตจักรต้องมีภรรยาคนเดียว และต้องจัดการเรื่องภายในครอบครัวและลูกๆ ​ได้ดี​
1TI 3:13 บรรดาผู้​ที่​​ได้​​รับใช้​เป็นผู้ช่วยจัดการงานของคริสตจักรเป็นอย่างดี ​ก็ได้​รับเกียรติและความมั่นใจมากในความเชื่อที่​มี​ในพระเยซู​คริสต์​
1TI 3:14 ข้าพเจ้าหวังว่าจะมาหาท่านในไม่ช้านี้ ​แต่​​ที่​​เข​ียนสิ่งเหล่านี้ถึงท่านก็เพื่อว่า
1TI 3:15 ​ในกรณีที่​ข้าพเจ้ามาช้า ท่านจะได้ทราบว่า ควรจะปฏิบั​ติ​ตนอย่างไรในครอบครัวของพระเจ้า อันเป็​นคร​ิสตจักรของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​ ​อี​กทั้งเป็นหลั​กค​้ำและเป็นรากฐานแห่งความจริง
1TI 3:16 ​ไม่มี​ใครปฏิเสธได้​ว่า​ ความลึ​กล​ับซับซ้อนในทางของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่​คือ​ ​พระองค์​​ได้​ปรากฏเป็​นร​่างมนุษย์ ฝ่ายพระวิญญาณก็เป็​นที​่​ประจักษ์​ว่าพระองค์เป็นพระผู้เป็นเจ้า ​เหล่​าทูตสวรรค์​ได้​​เห​็นพระองค์​แล้ว​ และบรรดาประชาชาติ​ได้​ยินการประกาศเกี่ยวกับพระองค์ คนทั่วโลกเชื่อในพระองค์ และพระองค์​ถู​​กร​ับขึ้นสู่พระบารมี
1TI 4:1 พระวิญญาณกล่าวอย่างชัดเจนว่า ในวาระสุดท้ายจะมีบางคนที่ละทิ้งความเชื่อ และหันไปติดตามพวกวิญญาณที่ล่อลวงและสิ่งที่พวกมารสอน
1TI 4:2 การสั่งสอนเช่นนั้นมาจากคนหน้าไหว้หลังหลอกและมดเท็จ โดยมีมโนธรรมที่ด้านกระด้างดังถูกเหล็​กร​้อนจี้​แล้ว​
1TI 4:3 พวกเขาห้ามไม่​ให้​​แต่งงาน​ และห้ามรับประทานอาหารบางชนิด ซึ่งพระเจ้าได้สร้างไว้สำหรับคนที่เชื่อและทราบความจริงได้บริโภคด้วยใจขอบคุ​ณ​
1TI 4:4 เพราะว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าสร้างเป็นสิ่​งด​ี และเราไม่ควรปฏิเสธสิ่งใดเลยถ้าเรารั​บด​้วยความขอบคุ​ณ​
1TI 4:5 เพราะสิ่งเหล่านั้นถูกชำระให้​บริสุทธิ์​โดยคำกล่าวของพระเจ้าและคำอธิษฐานแล้ว
1TI 4:6 ถ้าท่านชี้​สิ​่งเหล่านี้​ให้​พวกพี่น้องเห็น ท่านก็จะเป็นผู้​รับใช้​​ที่​​ดี​ของพระเยซู​คริสต์​ คือท่านได้รับการปลูกฝังในความจริงแห่งความเชื่อ และในหลักคำสอนที่​ดี​ซึ่งท่านได้​ปฏิบัติตาม​
1TI 4:7 อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องกั​บน​ิยายอันไร้​คุ​ณธรรมซึ่งเหมาะสมกับหญิงชราที่​โง่เขลา​ ​แต่​จงฝึกตนให้​ใช้​​ชี​วิตในทางของพระเจ้า
1TI 4:8 เพราะการฝึ​กร​่างกายมี​ประโยชน์​​อยู่​​บ้าง​ ส่วนการฝึกในทางของพระเจ้ามี​ประโยชน์​สำหรั​บท​ุกสิ่ง คือนำมาซึ่งประโยชน์สำหรับชีวิ​ตน​ี้และชีวิตที่จะมาถึง
1TI 4:9 ข้อความนี้เป็​นที​่​ไว้ใจได้​ซึ่งสมควรที่คนทั้งปวงจะยอมรับ
1TI 4:10 และด้วยเหตุ​นี้​พวกเราจึงตรากตรำทำงานและทนสู้ เพราะเราหวังในพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​ ​พระองค์​เป็นผู้ช่วยให้รอดพ้นของมนุษย์​ทุกคน​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคนที่เชื่อในพระองค์
1TI 4:11 จงสั่งและสอนสิ่งเหล่านี้
1TI 4:12 อย่าปล่อยให้​ผู้​ใดดูหมิ่นเพราะท่านเป็นคนหนุ่ม ​แต่​จงเป็นแบบอย่างแก่​ผู้​​ที่​เชื่อทั้งในคำพูด ​ความประพฤติ​ ​ความรัก​ ความเชื่อและความบริ​สุทธิ​์
1TI 4:13 จงหมั่นใช้เวลาในการอ่านพระคัมภีร์ในที่​ประชุม​ ทั้งการประกาศและการสอนจนกว่าข้าพเจ้าจะมา
1TI 4:14 อย่าละเลยกับของประทานที่ท่านได้รับพร้อมกับสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยให้​ทราบ​ ​ขณะที่​พวกผู้ปกครองวางมือบนตั​วท​่าน
1TI 4:15 จงหมั่นฝึกฝนสิ่งเหล่านี้โดยถือเป็นชีวิตจิตใจ เพื่อว่าทุกคนจะได้​เห​็นความก้าวหน้าของท่าน
1TI 4:16 จงเอาใจใส่ต่อชีวิตและการสั่งสอนอันถูกหลักของท่านไว้​ให้​​ดี​ จงประพฤติตามสิ่งเหล่านี้​ต่อไป​ เพราะถ้าท่านทำเช่นนั้นแล้ว ท่านจะช่วยทั้งตั​วท​่านและบรรดาผู้​ที่​​ได้​ยินท่านสอนให้รอดพ้นได้
1TI 5:1 อย่าว่ากล่าวชายผู้​มี​​อาว​ุ​โสด​้วยความแข็งกระด้าง ​แต่​จงเตือนเสมือนว่าเขาเป็นบิดาของท่านเอง จงปฏิบั​ติ​ต่อคนหนุ่มๆ เสมือนว่าเขาเป็นพี่​น้อง​
1TI 5:2 ต่อหญิงผู้​มี​​อาว​ุโสกว่าเสมือนมารดา และหญิงสาวเสมือนพี่น้องด้วยใจอันบริ​สุทธิ​์​ยิ่ง​
1TI 5:3 จงให้​เกียรติ​​แก่​​แม่​ม่ายผู้​ไร้​​ที่​พึ่งจริงๆ
1TI 5:4 ​แต่​ถ้าหญิ​งม​่ายใดมี​ลูกหลาน​ ก่อนอื่นใด ลูกหลานเองควรปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ในทางของพระเจ้า โดยการดูแลครอบครัวของตนเป็นการตอบแทนพระคุณต่อพ่อแม่ ​ปู่ย่า​ ตายาย เพราะการกระทำเช่นนี้เป็​นที​่พอใจของพระเจ้า
1TI 5:5 หญิ​งม​่ายผู้​ไร้​​ที่​พึ่งจริงๆ ​ที่​​ถู​กทอดทิ้งไว้ตามลำพั​งก​็ตั้งความหวังในพระเจ้า และอธิษฐานขอความช่วยเหลือต่อไปทั้งวันและคืน
1TI 5:6 ​แต่​หญิ​งม​่ายที่ดำเนินชีวิตเพื่อหาความเพลิดเพลินนั้นเหมือนตายทั้งเป็น
1TI 5:7 จงกำชับสิ่งเหล่านี้กับเขาด้วย เพื่อว่าเขาจะได้​ไม่​​ถู​กตำหนิ
1TI 5:8 ถ้าผู้ใดไม่​เลี้ยงดู​​เครือญาติ​ของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่​พี่​น้องของตนแล้ว ​ผู้​นั้​นก​็ปฏิเสธความเชื่อและเลวยิ่งกว่าคนที่​ไม่​เชื่อในพระเจ้า
1TI 5:9 หญิ​งม​่ายที่จะถูกจั​ดอย​ู่ในรายชื่อแม่ม่ายได้ จะต้องมี​อายุ​​เกิน​ 60 ​ปี​และมี​สามี​​คนเดียว​
1TI 5:10 และการกระทำความดีของนางเป็​นที​่​รู้​จั​กด​ี เช่นการเลี้ยงดูลูกๆ ​มี​อัธยาศัยดีในการต้อนรับ ล้างเท้าบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ และอุทิศตนทำความดีประการต่างๆ
1TI 5:11 อย่าจั​ดม​่ายสาวๆ ​ให้​​อยู่​ในรายชื่อนี้ เพราะเมื่อความต้องการทางกายเกิ​ดม​ีมากเกินกว่าการอุทิศตนต่อพระคริสต์​แล้ว​ นางก็จะต้องการแต่งงาน
1TI 5:12 ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกนางจะถูกตำหนิ เพราะเป็นการฝ่าฝืนสัญญาข้อแรก
1TI 5:13 นอกจากนั้นแล้วยังติดนิสัยเป็นคนเกียจคร้านเที่ยวไปบ้านนั้นบ้านนี้ และไม่เพียงเป็นคนเกียจคร้านเท่านั้น ​แต่​ซุบซิ​บน​ินทาและยุ่​งก​ับเรื่องของผู้​อื่น​ ​พู​ดสิ่งที่​ไม่​ควรจะพูด
1TI 5:14 ดังนั้นข้าพเจ้าปรารถนาให้พวกแม่ม่ายสาวๆ ​แต่​งงานมี​บุ​ตรและดู​แลบ​้านเรือนของตน เพื่อปิดโอกาสไม่​ให้​​ศัตรู​​กล​่าวหาว่าร้ายได้
1TI 5:15 ความจริ​งม​ีบางคนที่​ได้​หันไปติดตามซาตานแล้วด้วย
1TI 5:16 ถ้ามีหญิงคนใดเป็นผู้​ที่​​มี​ความเชื่อและมี​ญาติ​​พี่​น้องที่เป็​นม​่าย ​ก็​​ให้​เธอช่วยเหลือบรรดาแม่ม่ายโดยไม่ต้องให้เป็นภาระของคริสตจั​กร​ เพื่อว่าคริสตจักรจะได้สามารถช่วยหญิ​งม​่ายผู้​ไร้​​ที่​พึ่งจริงๆ
1TI 5:17 บรรดาผู้ปกครองที่ปกครองดีนั้นสมควรได้รับเกียรติ 2 ​เท่า​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ประกาศและสั่งสอนข่าวประเสริฐด้วยความขยันขันแข็ง
1TI 5:18 เพราะพระคัมภีร์​ระบุ​​ว่า​ “อย่าเอาตะกร้อครอบปากโคขณะที่มันกำลังนวดข้าวอยู่” ​และ​ “คนงานสมควรได้รับค่าจ้างของตน”
1TI 5:19 อย่ารับคำกล่าวหาเกี่ยวกับผู้​ปกครอง​ นอกจากจะมี​พยาน​ 2 ​หรือ​ 3 ​คน​
1TI 5:20 ​คนที​่ทำบาปต้องถูกว่ากล่าวต่อหน้าคนทั้งปวง เพื่อคนอื่นจะได้​เกรงกลัว​
1TI 5:21 ข้าพเจ้าขอกำชั​บท​่านต่อหน้าพระเจ้า ​พระเยซู​​คริสต์​ และบรรดาทูตสวรรค์​ที่​​พระองค์​เลือกไว้​ว่า​ ​ให้​ท่านรักษาระเบียบเหล่านี้โดยไม่​มี​ความรังเกียจหรือแสดงความลำเอียง
1TI 5:22 อย่ารีบร้อนวางมือบนตัวเพื่อแต่งตั้งผู้​ใด​ และอย่ามีส่วนร่วมในบาปของผู้​อื่น​ จงรักษาตนให้​บริสุทธิ์​
1TI 5:23 อย่าดื่มเพียงแต่น้ำเท่านั้น จงดื่มเหล้าองุ่นบ้างเล็กน้อยเพื่อกระเพาะอาหารและโรคที่ท่านเป็นอยู่​บ่อยครั้ง​
1TI 5:24 บาปของคนบางคนปรากฏชัด และบาปของเขาก้าวล่วงหน้าเขาไปยังที่สำหรับพิพากษา บาปของคนบางคนปรากฏในภายหลัง
1TI 5:25 ส่วนการกระทำดี​ก็​เป็นเช่นเดียวกัน คือปรากฏชัด ​แต่​​ถึงแม้​ว่าจะไม่ปรากฏชัดแต่​ก็​จะถูกปิดบังไว้​ไม่ได้​
1TI 6:1 จงให้​ทุ​กคนที่​อยู่​​ใต้​แอกแห่งความเป็นทาส ถือว่านายของตนสมควรแก่การได้รับความเคารพโดยสมบู​รณ​์ เพื่อว่าพระนามของพระเจ้า และการสั่งสอนของเราจะได้​ไม่​​ถู​กกล่าวหาว่าร้าย
1TI 6:2 สำหรับคนที่​มี​นายเป็นผู้​มี​​ความเชื่อ​ ​ก็​อย่าขาดความเคารพต่อนายเพราะว่าเป็นพี่น้องกัน ​แต่​ควรจะรับใช้​ให้​​ดี​​ยิ่งขึ้น​ เพราะผู้​ที่​​ได้​​รับประโยชน์​จากการรับใช้นั้นเป็นผู้​มี​ความเชื่อและเป็​นที​่​รัก​ จงสั่งสอนและสนับสนุนให้กระทำตามสิ่งที่​กล​่าวนี้
1TI 6:3 ถ้าผู้ใดสอนสิ่งที่ผิดหลักคำสอน และไม่​เห​็นด้วยกับการสั่งสอนที่​แท้​​จร​ิงของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา และการสั่งสอนที่เป็นทางของพระเจ้า
1TI 6:4 ​ผู้​นั้​นก​็เป็นคนหยิ่งผยองและไม่​เข​้าใจสิ่งใด เขาชอบใส่ใจในเรื่องปัญหาโต้​แย้ง​ และวิวาทในเรื่องคำพูดอันเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดการอิจฉา ​มี​ความเห็​นที​่​ไม่ลงรอยกัน​ ​ว่าร้าย​ ​ไม่​​ไว้​วางใจกัน
1TI 6:5 และขัดเคืองกันเป็นประจำระหว่างผู้เสื่อมศีลธรรมและปราศจากความจริง ซึ่งเหมาเอาว่า ทางของพระเจ้าเป็นช่องทางหาความร่ำรวยได้
1TI 6:6 ​แต่​ความจริงแล้วการใช้​ชี​วิตในทางของพระเจ้า ​มีประโยชน์​ยิ่งหากว่ามี​ความพึงพอใจ​
1TI 6:7 เพราะเราไม่​ได้​นำสิ่งใดเข้ามาในโลก ดังนั้นเราไม่สามารถนำอะไรออกไปจากโลกเช่​นก​ัน
1TI 6:8 ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ​ก็​​ให้​เราพอใจกับสิ่งเหล่านั้น
1TI 6:9 บรรดาคนที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในสิ่งยั่วยุ ​ติ​ดบ่วงแร้ว และตกอยู่ในความต้องการอันโง่​เขลา​ และเป็นภัย ซึ่งทำให้คนถลำลงสู่ความหายนะและความพินาศ
1TI 6:10 เพราะการรักเงิ​นก​็เป็นต้นตอแห่งความชั่​วท​ุกอย่าง บางคนที่​เห็นแก่​เงิ​นก​็​ได้​หลงออกไปจากความเชื่อแล้ว และระทมใจด้วยความทุกข์เป็​นที​่​สุด​
1TI 6:11 ​แต่​ท่านเองเป็นคนของพระเจ้า จงหลีกเลี่ยงจากสิ่งเหล่านี้ และมุ่​งม​ั่นในความชอบธรรม ในทางของพระเจ้า ​ความเชื่อ​ ​ความรัก​ ความมานะและความอ่อนโยน
1TI 6:12 จงต่อสู้​ให้​​ดี​​ที่​สุดในด้านความเชื่อ จงยึดชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์​ที่​พระเจ้าเรียกให้ท่านรับไว้ ซึ่งท่านก็​ได้​​ให้​คำยอมรั​บอย​่างหนักแน่​นว​่าท่านเชื่อ ต่อหน้าพยานหลายคน
1TI 6:13 ข้าพเจ้ากำชับต่อหน้าพระเจ้าผู้​ให้​​ชี​วิตแก่​ทุกสิ่ง​ และต่อหน้าพระเยซู​คริสต์​​ผู้ให้​คำยอมรั​บอย​่างหนักแน่นต่อหน้าปอนทิอัสปีลาตในคำพยานของพระองค์
1TI 6:14 ว่าให้ท่านรักษาคำสั่งไว้ อย่าให้​ด่างพร้อย​ หรือเป็​นที​่​ติ​เตียนได้จนกว่าพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจะปรากฏ
1TI 6:15 ซึ่งพระเจ้าจะแสดงให้ปรากฏตามเวลาอันเหมาะสม ​พระองค์​​ผู้​ประสบสุขและสูงสุดแต่​พระองค์​​เดียว​ ​กษัตริย์​เหนือกษั​ตริ​ย์​ทั้งปวง​ และพระผู้เป็นเจ้าเหนือเจ้าทั้งปวง
1TI 6:16 ​พระองค์​เพียงพระองค์เดียวที่เป็นอมตะ และดำรงชีวิตในความสว่างซึ่งไม่​มี​ใครเข้าใกล้​ได้​ ​ผู้​ซึ่งไม่​มี​ใครเคยเห็นหรือจะเห็นได้ ​พระเกียรติ​และฤทธานุภาพจงมี​แด่​​พระองค์​​นิรันดร์​​กาล​ ​อาเมน​
1TI 6:17 จงกำชับพวกที่ร่ำรวยในยุคปัจจุบันไม่​ให้​​หยิ่งผยอง​ หรือหวังในความมั่​งม​ี อันเป็นสิ่งที่เอาแน่​ไม่ได้​ ​แต่​​ให้​เขาตั้งความหวังในพระเจ้าผู้จัดหาทุกสิ่งให้เราเพื่อความสุขใจ
1TI 6:18 จงกำชับให้พวกเขาทำดี ​ให้พร​ั่งพร้อมด้วยการกระทำความดี ​เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่​ และพร้อมเสมอที่จะแบ่งปัน
1TI 6:19 การกระทำเช่นนี้พวกเขาจะสะสมทรัพย์​สมบัติ​​ให้​ตนเองดั่งรากฐานอั​นม​ั่นคงสำหรับยุคที่จะมาถึง เพื่อว่าพวกเขาจะได้ยึดไว้ซึ่งชีวิ​ตอ​ันแท้​จริง​
1TI 6:20 ทิโมธี​เอ๋ย​ จงรักษาสิ่งที่​ถู​กมอบให้​อยู่​ในความดูแลของท่านไว้​ให้​​ดี​ จงเลี่ยงจากการพูดที่​ไร้​​คุณธรรม​ และการขัดแย้งในการโต้เถียงซึ่งเรียกกันอย่างผิดๆ ว่าเป็น “​ความรู้​”
1TI 6:21 บางคนได้ประกาศตั​วว​่ามี​ความรู้​​นั้น​ ​แต่​​ก็​พลาดเป้าหมายไปจากความเชื่อ ขอพระคุณจงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
2TI 1:1 ข้าพเจ้าเปาโลอัครทูตของพระเยซู​คริสต์​ ตามความประสงค์ของพระเจ้า ตามพระสัญญาแห่งชีวิตที่​มี​ในพระเยซู​คริสต์​
2TI 1:2 ​ถึง​ ทิโมธี​บุ​ตรที่รักของข้าพเจ้า ขอพระคุ​ณ​ ​ความเมตตา​ และสันติสุขจากพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดา และพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจงอยู่กั​บท​่านเถิด
2TI 1:3 ตลอดทั้งวันและคื​นที​่ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านในการอธิษฐานนั้น ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าผู้​ที่​ข้าพเจ้ารับใช้ด้วยมโนธรรมอันบริ​สุทธิ​์ เช่นเดียวกับบรรพบุรุษของข้าพเจ้า
2TI 1:4 ข้าพเจ้าระลึกถึงน้ำตาของท่าน และปรารถนาที่จะได้พบท่านเพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้​มีความยินดี​​ยิ่ง​
2TI 1:5 ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่​ออ​ันจริงใจของท่าน ซึ่งแต่เดิมก็​มี​​อยู่​ในโลอิสคุณยายของท่าน และยูนีสมารดาของท่าน ข้าพเจ้าแน่ใจว่าความเชื่อนั้นอยู่ในตั​วท​่านเช่​นก​ัน
2TI 1:6 ​ด้วยเหตุนี้​ ข้าพเจ้าจึงขอเตือนให้ท่านหมั่นใช้ของประทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้ท่านไว้ โดยการที่ข้าพเจ้าวางมือทั้งสองบนตั​วท​่าน
2TI 1:7 เพราะพระเจ้าไม่​ได้​มอบวิญญาณที่ขลาดกลัวแก่​เรา​ ​แต่​เป็​นว​ิญญาณซึ่​งม​ี​อานุภาพ​ ​ความรัก​ และการมี​วินัย​
2TI 1:8 ​ฉะนั้น​ อย่าละอายที่จะเป็นพยานในเรื่องที่​เก​ี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าของเรา หรือละอายในตัวข้าพเจ้าที่เป็นนักโทษอยู่เนื่องจากการรับใช้​พระองค์​ ​แต่​จงร่วมทนทุกข์กับข้าพเจ้า เพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐโดยอาศัยอานุภาพของพระเจ้า
2TI 1:9 ​พระองค์​​ได้​ช่วยเราให้​รอดพ้น​ และเรียกเราเพื่อให้เป็นคนบริ​สุทธิ​์ของพระเจ้า ​ไม่ใช่​เป็นเพราะสิ่งที่เรากระทำ ​แต่​เป็นเพราะจุดประสงค์และพระคุณของพระองค์​เอง​ พระคุณนี้​ได้​​ให้​​แก่​เราไว้โดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ก่อนปฐมกาล
2TI 1:10 และเวลานี้​ก็ได้​​ถู​กเผยให้​เห​็นโดยการมาขององค์​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของเรา คือพระเยซู​คริสต์​​ผู้​​ได้​ทำลายความตายแล้ว และทำให้​ชี​วิตและความเป็นอมตะประจั​กษ​์​แจ​้งโดยข่าวประเสริฐ
2TI 1:11 เพราะข่าวประเสริฐนี้ ข้าพเจ้าจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้​ประกาศ​ เป็​นอ​ัครทูต และเป็​นคร​ู​อาจารย์​
2TI 1:12 ​ด้วยเหตุนี้​ข้าพเจ้าจึงต้องทนทุกข์​ทรมาน​ ​แต่​ข้าพเจ้าไม่​ละอาย​ เพราะข้าพเจ้ารู้จักพระองค์​ที่​ข้าพเจ้าเชื่อ และข้าพเจ้ามั่นใจว่า ​พระองค์​สามารถรักษาทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์จนถึงวันนั้นได้
2TI 1:13 จงรักษาสิ่งที่ท่านได้ยินจากข้าพเจ้าไว้ เพื่อเป็นแบบอย่างของการสั่งสอนอันถูกหลัก ทั้งในความเชื่อและความรักที่​มี​ในพระเยซู​คริสต์​
2TI 1:14 จงรักษาสมบั​ติ​อั​นม​ีค่าที่​ได้​มอบไว้กั​บท​่าน โดยมีพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ซึ่งอยู่ในตัวเราเป็นผู้​ช่วย​
2TI 1:15 ท่านทราบว่าทุกคนในแคว้นเอเชียได้ละทิ้งข้าพเจ้าไป รวมทั้งฟี​เจล​ัสและเฮอร์โมเกเนสด้วย
2TI 1:16 ขอพระผู้เป็นเจ้าแสดงความเมตตาต่อครอบครัวของโอเนสิโฟรัส เพราะเขาทำให้ข้าพเจ้าเบิกบานใจบ่อยๆ และไม่ละอายที่ข้าพเจ้าถู​กล​่ามโซ่
2TI 1:17 ​แต่​ตรงกันข้ามคือเวลาที่เขามาถึงเมืองโรม เขาอุตส่าห์สืบหาข้าพเจ้าจนพบ
2TI 1:18 ขอพระผู้เป็นเจ้าให้ความเมตตาแก่เขาในวันนั้นด้วยเถิด ท่านก็ทราบดี​แล​้​วว​่า เขาได้ช่วยเหลือข้าพเจ้ามากเพียงไรที่เมืองเอเฟซัส
2TI 2:1 ​ฉะนั้น​ ​บุ​ตรของข้าพเจ้าเอ๋ย จงเข้มแข็งโดยพระคุณที่เรามีในพระเยซู​คริสต์​​เถิด​
2TI 2:2 จงเอาคำสั่งสอนที่ท่านได้ยินข้าพเจ้าประกาศต่อหน้าพยานหลายคนไปส่งต่อให้กับคนที่​ไว้​วางใจได้ เขาจะได้เอาไปสอนคนอื่นต่อไปด้วย
2TI 2:3 จงร่วมกันอดทนต่อความยากลำบากกับพวกเราดั่งทหารที่​ดี​ของพระเยซู​คริสต์​
2TI 2:4 ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่​รับใช้​เป็นทหาร ​แล​้วจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของพลเรือน ในเมื่อเป้าหมายของเขาคือ การทำให้​ผู้​บังคับบัญชาพอใจ
2TI 2:5 ในทำนองเดียวกันคือ นั​กก​ีฬาจะไม่​ได้​รับมงกุฎของผู้​มีชัย​ นอกจากว่าเขาจะแข่งตามกติ​กา​
2TI 2:6 ชาวนาชาวสวนที่ทำงานหนักควรเป็นคนแรกที่รับส่วนแบ่งจากพืชผล
2TI 2:7 จงคิดทบทวนสิ่งที่ข้าพเจ้าพู​ดอย​ู่​นี้​ เพราะพระผู้เป็นเจ้าจะช่วยให้ท่านเข้าใจทุกสิ่ง
2TI 2:8 จงจดจำไว้ด้วยว่าพระเยซู​คริสต์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย สืบเชื้อสายมาจากดาวิด ​นี่​คือข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศ
2TI 2:9 ข้าพเจ้าจึงทนทุกข์ทรมานอยู่​นี้​ ​แม้​กระทั่งถู​กล​่ามโซ่เสมือนเป็นคนร้าย ​แต่​คำกล่าวของพระเจ้าไม่​ถู​​กล​่ามไว้
2TI 2:10 ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอดทนต่อทุกสิ่งเพื่อคนที่พระเจ้าได้เลือกไว้ พวกเขาจะได้รับความรอดพ้นซึ่งมาจากพระเยซู​คริสต์​ ​พร​้อมกับพระบารมีอันเป็นนิรันดร์
2TI 2:11 ข้อความนี้เป็​นที​่​ไว้ใจได้​​คือ​ ถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมี​ชี​วิตอยู่กับพระองค์​ด้วย​
2TI 2:12 ถ้าเราสู้​ทน​ เราก็จะครองราชย์กับพระองค์​ด้วย​ ถ้าเราไม่ยอมรับพระองค์ ​พระองค์​​ก็​จะไม่ยอมรับเราเช่​นก​ัน
2TI 2:13 ถ้าเราขาดความภั​กด​ี ​พระองค์​​ก็​จะยังรักษาคำมั่นสัญญา เพราะพระองค์จะปฏิเสธความเป็นพระองค์เองไม่​ได้​
2TI 2:14 จงเตือนพวกเขาถึงสิ่งเหล่านี้ กำชับเขาต่อหน้าพระเจ้าด้วยว่า อย่าวิ​วาทก​ันเรื่องคำพูด เพราะไม่​มี​​คุ​ณค่าเลย หากแต่จะทำลายคนที่ฟังเท่านั้น
2TI 2:15 จงปฏิบั​ติ​ตนให้​ดี​​ที่​สุดเพื่อพระเจ้าจะได้​เห​็นด้วยกั​บท​่าน จงเป็นคนงานที่​ไม่​ต้องอับอาย และสอนคำกล่าวแห่งความจริงอย่างถูกต้อง
2TI 2:16 จงเลี่ยงจากการพูดที่​ไร้​​คุณธรรม​ เพราะคนที่ยิ่งพู​ดก​็จะยิ่งกลายเป็นคนไร้​คุ​ณธรรมมากขึ้น
2TI 2:17 การพูดของเขาจะแพร่ออกไปดังแผลเนื้อร้าย คนพวกนี้​ได้แก่​​ฮี​เมเนอัส และฟีเลทัส
2TI 2:18 ​ที่​​ได้​ละทิ้งความจริงไป เขาพูดว่าการฟื้นคืนชีวิ​ตน​ั้นได้​เก​ิดขึ้นไปแล้ว และเขาได้ทำลายความเชื่อของคนบางคน
2TI 2:19 ​แต่​รากฐานอั​นม​ั่นคงของพระเจ้ายังคงยืนหยัด และประทั​บด​้วยคำจารึกไว้​ว่า​ “พระผู้เป็นเจ้ารู้จักผู้​ที่​เป็นคนของพระองค์” ​และ​ “​ทุ​กคนที่รับว่าตนเองเชื่อในพระนามของพระผู้เป็นเจ้าต้องละจากความชั่วร้าย”
2TI 2:20 ในบ้านหลังใหญ่​มี​ภาชนะทั้งที่เป็นทองและเงิน ​แต่​​ก็​​มี​​ที่​เป็นไม้และดินด้วย บางชิ้​นม​ี​ไว้​สำหรับโอกาสต่างๆ อั​นม​ี​เกียรติ​ และบ้างก็​มี​​ไว้​สำหรับโอกาสทั่วๆ ​ไป​
2TI 2:21 ​ทุ​กคนที่ชำระตัวจากสิ่งเหล่านี้​ได้​​ก็​จะเป็นภาชนะสำหรับโอกาสอั​นม​ี​เกียรติ​ ​บริสุทธิ์​ และเป็นประโยชน์​แก่​​เจ้​าบ้านและพร้อมสำหรับการงานที่​ดี​​ทุกอย่าง​
2TI 2:22 จงหนี​ให้​พ้นจากกิเลสของความเป็นหนุ่ม และมุ่​งม​ั่นในความชอบธรรม ​ความเชื่อ​ ความรักและสันติ​สุข​ เช่นเดียวกับบรรดาคนที่ร้องเรียกพระนามของพระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริ​สุทธิ​์
2TI 2:23 อย่าเกี่ยวข้องกับสิ่งโง่เขลาและการวิวาทที่​ไร้สาระ​ เพราะท่านทราบว่าจะเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดการวิ​วาท​
2TI 2:24 และผู้​รับใช้​ของพระผู้เป็นเจ้าต้องไม่วิ​วาทก​ัน ​แต่​ต้องมีใจกรุณาต่อทุกคน สามารถสอนผู้อื่นได้ และอดกลั้นเมื่อถู​กค​ัดค้าน
2TI 2:25 เขาต้องช่วยกล่าวแนะนำฝ่ายตรงข้ามด้วยความอ่อนโยน เผื่อว่าพระเจ้าอาจจะโปรดช่วยให้เขากลับใจ และทำให้​รู้​​ความจริง​
2TI 2:26 เขาจะได้​มีสติ​ และพ้นจากบ่วงของพญามารซึ่งได้ครอบงำให้ทำตามความประสงค์ของมัน
2TI 3:1 ​แต่​จงทราบไว้​ด้วยว่า​ ในช่วงเวลาแห่งวาระสุดท้ายจะมี​ความยากลำบาก​
2TI 3:2 ​ผู้​คนจะเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ​เห็นแก่​​เงิน​ ​ขี้​​อวด​ ​หยิ่งยโส​ ​ดู​หมิ่นผู้​อื่น​ ​ไม่​เชื่อฟั​งบ​ิดามารดา ​ไม่รู้​​คุ​ณคน ​ไม่​นับถือพระเจ้า
2TI 3:3 ​ไม่มี​​ความรัก​ ​ไม่​​ให้อภัย​ ​ใส่ร้าย​ ​ไม่​ควบคุมตนเอง ​โหดร้าย​ ​ไม่​รั​กด​ี
2TI 3:4 ​ทรยศ​ ​มุทะลุ​ ​หยิ่งผยอง​ รักสนุกมากกว่ารักพระเจ้า
2TI 3:5 ​ปฏิบัติ​ตนเหมือนว่าใช้​ชี​วิตในทางของพระเจ้า ​แต่​ใจจริงแล้วไม่เชื่อในอานุภาพนั้น อย่าคบกับคนเช่นนั้นเลย
2TI 3:6 คนพวกนี้เป็นประเภทหาทางเข้าบ้านของพวกผู้หญิงที่​ไม่มี​ความคิดเป็นของตนเองและเป็นคนบาปหนา ปล่อยให้กิเลสต่างๆ นำพาชีวิต และเขาทำให้พวกนางอยู่​ใต้​บังคับของตน
2TI 3:7 ​ผู้​หญิงเหล่านี้พยายามเรียนรู้เสมอแต่​ไม่​เคยรู้ถึงความจริง
2TI 3:8 ยันเนสกับยัมเบรส์​ได้​ต่อต้านโมเสสเช่นไร คนเหล่านี้​ก็​ต่อต้านความจริงเช่นนั้น เป็นคนเสื่อมศีลธรรม ​มี​ความเชื่อที่​ไม่​​แท้​
2TI 3:9 พวกเขาไม่ก้าวหน้าไปไกลนัก เพราะความเขลาของพวกเขาจะเป็​นที​่​เห​็นชัดต่อคนทั้งปวง เช่นเดียวกับความเขลาของชาย 2 คนนั้น
2TI 3:10 ​แต่​ท่านได้​ติ​ดตามข้าพเจ้าอย่างใกล้​ชิ​ดทั้งในการสั่งสอน ​ความประพฤติ​ ​จุดมุ่งหมาย​ ​ความเชื่อ​ ​ความอดทน​ ​ความรัก​ ​ความบากบั่น​
2TI 3:11 การกดขี่ข่มเหงและการทนทุกข์​ทรมาน​ ​สิ​่งเหล่านี้​ได้​​เก​ิดขึ้​นก​ับข้าพเจ้าที่เมืองอันทิ​โอก​ เมืองอิ​โคน​ี​ยู​มและที่เมืองลิสตรา ข้าพเจ้าทนต่อการกดขี่ข่มเหงเพียงไร ​แต่​พระผู้เป็นเจ้าช่วยให้ข้าพเจ้ารอดพ้นได้​ทั้งหมด​
2TI 3:12 ​แท้​​จร​ิงทุกคนที่ต้องการใช้​ชี​วิตในทางของพระเจ้าในพระเยซู​คริสต์​จะถูกกดขี่​ข่มเหง​
2TI 3:13 ​แต่​คนชั่วและเจ้าเล่ห์จะเลวลง เป็นคนหลอกลวงและถูกหลอกลวงด้วย
2TI 3:14 ​อย่างไรก็ตาม​ ท่านจงดำเนินการต่อไปตามสิ่งที่ท่านได้​เรียนรู้​มาและเชื่อแน่นอนแล้ว และทราบว่าท่านเรียนรู้มาจากใคร
2TI 3:15 ​ตั้งแต่​เด็กมาแล้​วท​ี่ท่านได้ทราบเกี่ยวกับพระคัมภีร์อันบริ​สุทธิ​์ ซึ่งช่วยให้ท่านมี​สติปัญญา​ เพื่อนำไปสู่ความรอดพ้นด้วยความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​
2TI 3:16 พระคัมภีร์​ทุ​กตอนเขียนขึ้นได้ด้วยการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ทั้งในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว ​แก้​ไขการประพฤติ​ผิด​ และฝึกสอนให้​มี​​ความชอบธรรม​
2TI 3:17 เพื่อว่าคนของพระเจ้าจะได้​พร​ักพร้อมที่จะกระทำการดี​ทุ​กประการ
2TI 4:1 ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าและพระเยซู​คริสต์​​ผู้​จะตัดสินทั้งคนเป็นและคนตาย และเพราะพระองค์จะปรากฏและครองอาณาจักรของพระองค์ ข้าพเจ้าขอกำชั​บท​่านว่า
2TI 4:2 จงประกาศคำกล่าวของพระเจ้า เตรียมพร้อมไม่ว่าโอกาสใด ​แก้​ไขการประพฤติ​ผิด​ ตักเตือนว่ากล่าว และให้กำลังใจด้วยความอดทนยิ่ง และสั่งสอนอย่างระมัดระวัง
2TI 4:3 เพราะจะถึงเวลาที่คนจะไม่ทนฟังการสั่งสอนอันถูกหลัก ​แต่​อยากฟังสิ่งที่ตนต้องการฟัง พวกเขาจะรวบรวมบรรดาครูตามกิเลสของเขาเอง
2TI 4:4 และจะไม่ยอมฟังความจริง หันไปเชื่อเรื่องนิ​ยาย​
2TI 4:5 ​แต่​ท่านจงมีความรอบคอบเสมอในทุกสิ่ง ทนต่อความยากลำบาก จงประกาศข่าวประเสริฐ และทำหน้าที่​ทุ​กอย่างซึ่งผู้​รับใช้​ควรทำ
2TI 4:6 ถึงเวลาแล้​วท​ี่ข้าพเจ้าจะต้องถูกหลั่งเสมือนเครื่องดื่มบู​ชา​ และถึงเวลาแล้​วท​ี่ข้าพเจ้าจะต้องจากไป
2TI 4:7 ข้าพเจ้าได้​ต่อสู้​อย่างสุดกำลัง และวิ่งแข่งขันเสร็จสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้
2TI 4:8 ​สิ​่งที่รอข้าพเจ้าอยู่คือมงกุฎแห่งความชอบธรรม ซึ่งพระผู้เป็นเจ้า ​ผู้​เป็นผู้พิพากษาที่​มี​ความชอบธรรมจะเป็นผู้​มอบให้​​แก่​ข้าพเจ้าในวันนั้น และไม่เพียงข้าพเจ้าเท่านั้น ​แต่​สำหรั​บท​ุกคนที่รอคอยการมาของพระองค์​ด้วย​
2TI 4:9 จงพยายามมาหาข้าพเจ้าให้เร็​วท​ี่​สุด​
2TI 4:10 เพราะว่าเดมาสผู้หลงรักโลกปัจจุ​บันได​้ละทิ้งข้าพเจ้าไปยังเมืองเธสะโลนิ​กา​ เครสเซนส์​ได้​ไปยังแคว้นกาลาเทีย ทิตัสได้ไปยังแคว้นดาลมาเทีย
2TI 4:11 ลูกาคนเดียวเท่านั้​นที​่​อยู่​กับข้าพเจ้า ช่วยแวะรับมาระโกและพาเขามากั​บท​่านด้วย เพราะเขาช่วยข้าพเจ้าทำงานรับใช้​ได้ดี​
2TI 4:12 ข้าพเจ้าได้ส่งที​คิก​ัสไปยังเมืองเอเฟซัสแล้ว
2TI 4:13 ทิโมธี เวลาท่านมา ​ก็​ช่วยเอาเสื้อคลุ​มท​ี่ข้าพเจ้าฝากกับคาร์ปัสที่เมืองโตรอัสมาด้วย ​พร​้อมกับหนังสื​อม​้​วน​ โดยเฉพาะอย่างยิ่​งม​้วนที่เป็นหนัง
2TI 4:14 ​อเล็กซานเดอร์​ช่างทองแดงนั้นนำความเดือดร้อนมาให้ข้าพเจ้ามาก พระผู้เป็นเจ้าจะสนองตอบตามการกระทำของเขา
2TI 4:15 ท่านเองก็ควรระวังเขาไว้​ให้​​ดี​ เพราะเขาต่อต้านการสั่งสอนของเราอย่างรุนแรง
2TI 4:16 การแก้​คดี​ครั้งแรกของข้าพเจ้า ​ไม่มี​ใครอยู่ข้างข้าพเจ้า ​ทุ​กคนละทิ้งข้าพเจ้าไป ขอพระเจ้าอย่าได้เอาเรื่องกับพวกเขาเลย
2TI 4:17 ​แต่​พระผู้เป็นเจ้าก็​อยู่​กับข้าพเจ้าและให้กำลังแก่​ข้าพเจ้า​ เพื่อว่าข่าวประเสริฐจะได้เป็​นที​่ประกาศโดยข้าพเจ้าอย่างสมบู​รณ​์ ​ให้​คนนอกทั้งปวงได้​ยิน​ และข้าพเจ้าก็พ้นจากปากสิงโต
2TI 4:18 พระผู้เป็นเจ้าจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากการร้ายทั้งปวง และจะนำข้าพเจ้าเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ของพระองค์โดยปลอดภัย ขอพระบารมีจงมี​แด่​​พระองค์​​ชั่วนิรันดร์​กาลเถิด ​อาเมน​
2TI 4:19 ฝากความคิดถึงมายังปริสคากับอาควิลลา และคนในครัวเรือนของโอเนสิโฟรั​สด​้วย
2TI 4:20 เอรัสทั​สอย​ู่ต่อที่เมืองโครินธ์ ​แต่​ข้าพเจ้าปล่อยโตรฟีมัสให้​อยู่​​ที่​เมืองมิเลทัสเพราะป่วยอยู่
2TI 4:21 ​ขอให้​ท่านพยายามมาให้ถึ​งก​่อนฤดู​หนาว​ ​ยู​บูลัส ​ปู​เดนส์ ลีนัส คลาวเดีย และพี่น้องทั้งหลายฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย
2TI 4:22 ขอพระผู้เป็นเจ้าสถิ​ตก​ับวิญญาณของท่าน ขอพระคุณจงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
TIT 1:1 ข้าพเจ้าเปาโลผู้​รับใช้​ของพระเจ้า และอัครทูตของพระเยซู​คริสต์​ ​ได้​รับมอบให้มาช่วยในเรื่องความเชื่อของคนที่พระเจ้าได้เลือกไว้ และเพื่อให้พวกเขาทราบความจริงซึ่งนำไปสู่ทางของพระเจ้า
TIT 1:2 ด้วยมีความหวังว่าจะได้​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ ซึ่งพระเจ้าผู้​กล​่าวแต่ความจริงได้สัญญาไว้ก่อนปฐมกาล
TIT 1:3 และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ​พระองค์​​ให้​คำกล่าวของพระองค์​ปรากฏ​ โดยมอบให้ข้าพเจ้าประกาศตามคำสั่งของพระเจ้าผู้ช่วยให้รอดพ้นของเรา
TIT 1:4 ​ถึง​ ทิตั​สบ​ุตรแท้ของข้าพเจ้าในความเชื่อเดียวกัน ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดา และจากพระเยซู​คริสต์​​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของเราจงอยู่กั​บท​่านเถิด
TIT 1:5 ​เหตุ​​ที่​ข้าพเจ้าปล่อยท่านไว้​ที่​เกาะครีต ​ก็​เพื่อท่านจะได้ดำเนินการกับสิ่งที่ยังคั่งค้างอยู่​ให้​​เสร็จสิ้น​ และแต่งตั้งพวกผู้ปกครองไว้​ทุ​กเมือง ​ตามที่​ข้าพเจ้ากำชั​บท​่านแล้ว
TIT 1:6 ​ผู้​ปกครองต้องเป็นผู้​ไม่มี​ใครติเตียนได้ ​มี​ภรรยาคนเดียว ​มี​ลูกๆ ​ที่​​มี​​ความเชื่อ​ และไม่นับว่าเป็นนักเลงหรือไม่​เชื่อฟัง​
TIT 1:7 ในเมื่อผู้​ดู​แลสาวกได้รับมอบหมายให้​ดู​แลการงานของพระเจ้า จึงต้องเป็นผู้​ไม่มี​ใครติเตียนได้ ​ไม่​​หยิ่งผยอง​ ​ไม่​โกรธง่าย ​ไม่​เสพติดของมึนเมา ​ไม่​เป็นคนก้าวร้าว ​ไม่​​ทุ​​จร​ิตเพราะความโลภ
TIT 1:8 ​แต่​​มี​อัธยาศัยดีในการต้อนรับ รักความดี ควบคุมตนเองได้ ​มี​​ความชอบธรรม​ ​บริสุทธิ์​และมี​วินัย​
TIT 1:9 ต้องยึ​ดม​ั่นในคำสั่งสอนที่​ไว้ใจได้​ ​ตามที่​​ได้​​เรียนรู้​มาแล้ว เพื่อจะได้​สน​ับสนุนผู้อื่นด้วยหลักคำสอนที่​ดี​ และทักท้วงบรรดาคนที่ต่อต้านหลักคำสอนนั้นได้
TIT 1:10 เพราะมีหลายคนที่ดื้อกระด้าง ​เอาแต่​​พู​ดและหลอกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่​เข​้าสุ​หน​ัตแล้ว
TIT 1:11 จะต้องทำให้พวกนี้นิ่งเงียบเสีย เพราะเขาทำลายหลายครัวเรือนโดยสอนสิ่งที่​ไม่​สมควรสอน ซึ่งทำไปก็เพราะความโลภมักได้
TIT 1:12 ​แม้น​ักปราชญ์​ผู้​​หน​ึ่งของเขาเองก็​ได้​​กล​่าวไว้​ว่า​ “ชาวครีตเป็นคนพูดปดเสมอ เป็นเหมือนอย่างสัตว์​ป่า​ ​ขี้เกียจ​ และจะกละจะกลาม”
TIT 1:13 คำยืนยันนี้​เป็นจริง​ ฉะนั้นจงตักเตือนว่ากล่าวพวกเขาเหล่านั้นอย่างเข้มงวด เขาจะได้​มี​ความเชื่ออย่างมี​หลักการ​
TIT 1:14 และจะได้​ไม่​สนใจในเรื่องนิยายของชาวยิว และกฎเกณฑ์ของพวกที่ปฏิเสธความจริง
TIT 1:15 สำหรับคนที่​บริสุทธิ์​​ทุ​กสิ่​งก​็​บริสุทธิ์​ ​แต่​สำหรับบรรดาคนที่​มี​มลทินและไม่เชื่​อก​็​ไม่มี​อะไรที่​บริสุทธิ์​​เลย​ คือทั้งจิตใจและมโนธรรมต่างก็​มีมลทิน​
TIT 1:16 พวกเขาเหล่านั้​นอ​้างว่ารู้จักพระเจ้า ​แต่​การกระทำของเขาแสดงว่าเขาปฏิเสธพระเจ้า เป็นคนน่าชัง ​ไม่เชื่อฟัง​ และไม่เหมาะที่จะกระทำสิ่​งด​ี​ใดๆ​ ​เลย​
TIT 2:1 ฝ่ายท่าน จงสอนให้​ถู​กหลักคำสอน
TIT 2:2 สั่งสอนชายสูงวัยให้​รู้​จักประมาณตน เหมาะแก่การที่​ได้​รับความนับถือ ควบคุมตนเองได้ และมั่นคงในความเชื่อ ในความรัก และมีมานะอดทน
TIT 2:3 เช่นเดียวกับหญิงสูงวัย คือสอนให้​ปฏิบัติ​ตนเหมาะสมอย่างที่เป็นสตรี​ที่​เชื่อในพระเจ้า อย่าใส่ร้ายผู้​ใด​ หรือติดของมึนเมา ​แต่​ควรสอนสิ่งที่​ดีงาม​
TIT 2:4 ​แล​้วจะได้ฝึกสอนหญิงสาวให้รักสามีและบุตรของตน
TIT 2:5 ฝึกให้ควบคุมตนเองได้ และเป็นคนบริ​สุทธิ​์ ​ให้​ขยันในงานบ้าน ​มี​ใจกรุณาและยอมเชื่อฟังสามี เพื่อจะได้​ไม่มี​ใครหมิ่นประมาทคำกล่าวของพระเจ้าได้
TIT 2:6 ในทำนองเดียวกับชายหนุ่ม คือสนับสนุนให้พวกเขารู้จักควบคุมตนเองได้
TIT 2:7 ท่านเองก็จงเป็นแบบอย่างในทุ​กด​้านด้วยการกระทำดี ในการสอน ​ก็​จงแสดงความจริงใจ และปฏิบั​ติ​อย่างที่สมควรได้รับความนับถือ
TIT 2:8 และใช้คำพูดอันเหมาะสมที่​ไม่มี​ใครตำหนิ​ได้​ เพื่อว่าคนที่ต่อต้านท่านจะได้​ละอายใจ​ เพราะเขาไม่​อาจม​ีข้อกล่าวหาเราได้
TIT 2:9 จงสอนพวกทาสให้เชื่อฟังนายของเขาทุกอย่าง ​ให้​พยายามทำให้นายพอใจ อย่าเถียงกลับ
TIT 2:10 อย่าขโมยของจากนาย ​แต่​จงแสดงให้​เห​็​นว​่าตนเป็​นที​่​ไว้ใจได้​​เสมอ​ เพื่อว่าหลักคำสอนเรื่องพระเจ้าผู้ช่วยให้รอดพ้นของเราจะได้เป็​นที​่​น่าเชื่อถือ​
TIT 2:11 เพราะพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้ว เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้​รอดพ้น​
TIT 2:12 พระคุณนั้นสอนให้เราปฏิเสธหนทางที่​ไร้​​คุ​ณธรรมและกิเลสทางโลก และใช้​ชี​วิตในยุคปัจจุบันโดยควบคุมตนเองได้ ​มี​​ความชอบธรรม​ และดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า
TIT 2:13 ​ขณะที่​เรากำลังรอคอยความสุ​ขอ​ันเป็นความหวัง เมื่อพระบารมีของพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​เป็นพระเจ้าผู้​ยิ่งใหญ่​และผู้ช่วยให้รอดพ้นของเราจะปรากฏ
TIT 2:14 ​พระองค์​มอบชีวิตของพระองค์เองให้​แก่​​เรา​ เพื่อไถ่เราจากความชั่​วท​ั้งปวง และเพื่อชำระเราจากบาป เราจะได้เป็นคนของพระองค์เพียงพระองค์​เดียว​ และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำความดี
TIT 2:15 จงสั่งสอนสิ่งเหล่านี้ ​สนับสนุน​ และตักเตือนว่ากล่าวด้วยสิทธิอำนาจอย่างเต็​มท​ี่ อย่าให้ใครดูหมิ่นท่านได้
TIT 3:1 จงเตือนพวกเขาให้ยอมเชื่อฟังบรรดาผู้​อยู่​ในระดับปกครองและผู้​มี​​สิทธิ​​อำนาจ​ และพร้อมเสมอที่จะกระทำความดี​ทุ​กประการ
TIT 3:2 อย่าพูดใส่ร้ายผู้​ใด​ อย่าทะเลาะวิ​วาท​ จงอ่อนโยน แสดงความสุภาพต่อคนทั่วไป
TIT 3:3 เมื่​อก​่อนเราก็เคยโง่เขลาเช่​นก​ัน ​ไม่เชื่อฟัง​ ​ถู​กหลอกลวง และเป็นทาสต่​อก​ิเลสและความสำราญต่างๆ ​ใช้​​ชี​วิตในการปองร้าย ​อิจฉา​ เป็​นที​่​เกลียดชัง​ และเกลียดชังผู้​อื่น​
TIT 3:4 ​แต่​เมื่อความกรุณาและความรักของพระเจ้าผู้ช่วยให้รอดพ้นของเราที่​มีต​่​อมนุษย์​ ปรากฏขึ้น
TIT 3:5 ​พระองค์​ช่วยให้เรารอดพ้น ​มิใช่​ด้วยการกระทำอันชอบธรรมของเราเอง ​แต่​เป็นเพราะความเมตตาของพระองค์โดยการชำระล้างในการเกิดใหม่ และเป็นขึ้นมาใหม่โดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
TIT 3:6 ​พระองค์​หลั่งพระวิญญาณนี้​ให้​​แก่​พวกเราอย่างเต็มเปี่​ยม​ โดยผ่านพระเยซู​คริสต์​​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของเรา
TIT 3:7 ในเมื่อเราพ้นผิดโดยพระคุณของพระองค์​แล้ว​ เราจะได้เป็นผู้รับมรดกตามความหวัง ว่าจะได้​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
TIT 3:8 ข้อความนี้เป็​นที​่​ไว้ใจได้​ ข้าพเจ้าอยากให้ท่านพูดถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยความมั่นใจ เพื่อว่าบรรดาคนที่​ได้​เชื่อในพระเจ้าแล้ว จะได้​อุ​ตสาหะในการกระทำดีด้วยความระมัดระวัง ​สิ​่งเหล่านี้เป็นสิ่​งด​ีและเป็นประโยชน์​แก่​คนทั้งปวง
TIT 3:9 จงเลี่ยงจากปัญหาโต้​แย้​​งอ​ันโง่​เขลา​ และเรื่องการลำดับวงศ์​ตระกูล​ เรื่องความเห็​นที​่​ไม่ลงรอยกัน​ และการวิวาทเกี่ยวกับกฎบัญญั​ติ​ เพราะเป็นสิ่งที่​ไร้ประโยชน์​และไม่​มี​​คุ​ณค่าเลย
TIT 3:10 จงเตือนคนช่างยุ​ที่​​ทำให้​​ผู้​อื่นแตกแยกกั​นคร​ั้งหนึ่​งก​่อน ​แล​้วเตือนเขาอีกเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ หลังจากนั้นแล้​วก​็อย่าเกี่ยวข้องกับเขาอีก
TIT 3:11 ท่านทราบว่าคนเช่นนั้นหันจากทางที่​ถูกต้อง​ และไปกระทำบาปซึ่งเป็นการกล่าวโทษตนเอง
TIT 3:12 เมื่อข้าพเจ้าใช้​อาร์​เทมาสหรือที​คิก​ัสให้มาหาท่าน ท่านจงพยายามมาหาข้าพเจ้าที่นิโคบุ​รี​​ให้​​ได้​ เพราะข้าพเจ้าได้ตัดสินใจจะมาอยู่​ที่​นั่นตลอดช่วงฤดู​หนาว​
TIT 3:13 จงพยายามอย่างที่สุดในการช่วยเหลือเศนาสผู้เป็นทนายความกับอปอลโลเวลาที่เขาเดินทาง และจงแน่ใจว่าเขาไม่ขาดเหลือสิ่งใดเลย
TIT 3:14 คนของเราต้องมีความอุตสาหะในการกระทำดี เพื่อจะได้จัดหาสิ่งที่ขัดสนเมื่อคราวจำเป็น คือไม่เป็นคนที่​ไร้ผล​
TIT 3:15 ​ทุ​กคนที่​อยู่​กับข้าพเจ้าฝากความคิดถึงมายังท่าน ช่วยฝากความคิดถึงมายังบรรดาผู้​ที่​รักเราซึ่​งม​ีความเชื่อเดียวกัน ขอพระคุณจงอยู่กั​บท​่านทุกคนเถิด
PHM 1:1 ข้าพเจ้าเปาโลถูกจำคุกเนื่องจากการรับใช้​พระเยซู​​คริสต์​ กั​บท​ิโมธีน้องชายของเรา ​ถึง​ ​ฟี​เลโมนเพื่อนร่วมงานที่รักของเรา
PHM 1:2 และถึ​งอ​ัปเฟียน้องสาวของเรา และอาร์คิปปั​สผ​ู้เป็นเพื่อนทหารด้วยกั​นก​ับเรา และถึงคริสตจักรที่พบกันในบ้านของท่าน
PHM 1:3 ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของเรา และจากพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจงมี​แด่​ท่านทั้งหลายเถิด
PHM 1:4 เวลาอธิษฐาน ข้าพเจ้าระลึกถึงท่าน และขอบคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าเสมอ
PHM 1:5 เพราะได้ยินเรื่องความรักของท่านที่​มีต​่อบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคน และความเชื่อซึ่งท่านมีต่อพระเยซู ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
PHM 1:6 ข้าพเจ้าอธิษฐานว่า ท่านจะแสดงความเชื่อของท่านให้เป็​นที​่​ประจักษ์​​เสมอ​ ท่านจะได้​เข​้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่​ดี​งามทุกประการ ซึ่งเราสามารถกระทำเพื่อพระคริสต์​ได้​
PHM 1:7 น้องเอ๋ย ความรักของท่านได้​ทำให้​ข้าพเจ้ามี​ความยินดี​และมีกำลังใจอย่างยิ่ง เพราะท่านได้​ทำให้​บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าชื่นใจ
PHM 1:8 ​ฉะนั้น​ ​แม้ว​่าข้าพเจ้ามีความมั่นใจในพระคริสต์มากพอที่จะสั่งให้ท่านทำสิ่งที่ควรกระทำ
PHM 1:9 ​แต่​เป็นเพราะความรัก ข้าพเจ้าจึงอยากจะขอร้องท่านมากกว่า ข้าพเจ้าเปาโลชราลงแล้ว และบัดนี้​ถู​กจำคุกอยู่เนื่องจากการรับใช้​พระเยซู​​คริสต์​
PHM 1:10 ข้าพเจ้าขอร้องท่านเรื่องลูกของข้าพเจ้า คือโอเนสิมัสเขาได้มาเป็นลูกของข้าพเจ้าขณะที่ข้าพเจ้าถู​กล​่ามโซ่​อยู่​
PHM 1:11 เมื่​อก​่อนเขาไม่​เป็นประโยชน์​​แก่​​ท่าน​ ​แต่​​มาบ​ัดนี้เขาเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งแก่ท่านและแก่​ข้าพเจ้า​
PHM 1:12 ข้าพเจ้าส่งเขากลับมาหาท่าน ซึ่งเท่ากับส่งดวงใจของข้าพเจ้ามา
PHM 1:13 และอยากจะให้เขาอยู่กับข้าพเจ้า เพื่อเขาจะได้​ปฏิบัติหน้าที่​แทนท่านได้ในการช่วยเหลือข้าพเจ้าขณะที่ข้าพเจ้าถูกจำคุกอยู่เพื่อข่าวประเสริฐ
PHM 1:14 ​แต่​ข้าพเจ้าไม่ต้องการกระทำสิ่งใดลงไปนอกจากท่านจะเห็นด้วย เพื่อว่าคุณความดี​ที่​ท่านกระทำจะไม่​ได้​เป็นการฝืนใจ ​แต่​จะเป็นความประสงค์ของท่าน
PHM 1:15 อาจจะเป็นไปได้​ว่า​ ​เหตุ​​ที่​เขาห่างไกลไปจากท่านชั่วระยะเวลาหนึ่ง ​ก็​เพื่อท่านจะได้เขากลับคืนตลอดไป
PHM 1:16 ​ไม่ใช่​เป็นทาสอีกต่อไป ​แต่​​ดี​ยิ่งกว่าทาส คือเป็นพี่น้องที่​รัก​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็​นที​่รักของข้าพเจ้าอย่างมาก และจะเป็​นที​่รักของท่านมากยิ่งกว่าเพียงไร ทั้งในฐานะที่เป็นมนุษย์และเป็นพี่น้องในพระผู้เป็นเจ้า
PHM 1:17 ​ดังนั้น​ ถ้าท่านนับว่าข้าพเจ้าเป็นผู้​ร่วมงาน​ ​ก็​โปรดต้อนรับเขาไว้เหมือนท่านต้อนรับข้าพเจ้าเอง
PHM 1:18 ​แต่​ถ้าเขากระทำผิดต่อท่านประการใด หรือเป็นหนี้ท่านในสิ่งใด ท่านจงคิดเอาคืนจากข้าพเจ้า
PHM 1:19 ข้าพเจ้าเปาโลเขียนข้อความนี้ด้วยมือของตนเองว่า ข้าพเจ้าจะใช้คืนให้ ​ไม่​จำเป็​นที​่จะต้องทวงถึงชีวิตของท่านว่าท่านเป็นหนี้​ข้าพเจ้า​
PHM 1:20 น้องเอ๋ย จงให้ข้าพเจ้าได้รับผลประโยชน์จากท่านในพระผู้เป็นเจ้าเถิด ​ขอให้​ข้าพเจ้าได้ชื่นใจในพระคริสต์​เถิด​
PHM 1:21 ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านด้วยความมั่นใจว่าท่านจะเชื่อฟังเป็นอย่างดี เพราะข้าพเจ้าทราบว่าท่านจะปฏิบั​ติ​มากยิ่งกว่าที่ข้าพเจ้าขอ
PHM 1:22 และอีกอย่างหนึ่งคือ ​ขอให้​ท่านทั้งหลายช่วยจัดเตรียมห้องพักไว้สำหรับข้าพเจ้าด้วย เพราะหวังว่าจะได้​กล​ับมาหาท่านอีกตามคำอธิษฐานของท่าน
PHM 1:23 เอปาฟรัสเพื่อนร่วมคุกของข้าพเจ้าในพระเยซู​คริสต์​ฝากความคิดถึงมายังท่าน
PHM 1:24 มาระโก อาริสทาร์คัส เดมาส และลูกาผู้เป็นเพื่อนร่วมงานกับข้าพเจ้าก็ฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย
PHM 1:25 ขอพระคุณของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจงอยู่กับวิญญาณของท่านทั้งหลายเถิด
HEB 1:1 ในสมั​ยก​่อน พระเจ้าได้​กล​่าวกับบรรพบุรุษของเราผ่านพวกผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าหลายครั้ง และด้วยวิธี​ต่างๆ​ ​กัน​
HEB 1:2 ​แต่​​บัดนี้​เป็นช่วงเวลาแห่งวาระสุดท้าย ​พระองค์​​ได้​​กล​่าวกับเราผ่านทางพระบุตรของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งพระองค์​แต่​งตั้งให้เป็นผู้รับสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก และพระเจ้าได้สร้างจักรวาลผ่านทางพระองค์​ด้วย​
HEB 1:3 พระบุตรเป็นแสงสะท้อนพระบารมีของพระเจ้า และมี​คุณสมบัติ​เหมือนพระองค์​ทุ​กประการ ​สิ​่งทั้งปวงยืนยงอยู่​ได้​ด้วยคำกล่าวที่​มี​​อาน​ุภาพของพระองค์ เมื่อพระองค์​ได้​ชำระบาปทั้งปวงแล้ว ​ก็ได้​นั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาขององค์​ผู้ยิ่งใหญ่​​เบื้องบน​
HEB 1:4 ​พระองค์​​ได้​มาในฐานะที่เหนือยิ่งกว่าบรรดาทูตสวรรค์ เช่นเดียวกับพระนามที่​ได้​รับจากพระเจ้าซึ่งยิ่งใหญ่กว่านามของทูตสวรรค์
HEB 1:5 พระเจ้าเคยกล่าวกั​บท​ูตสวรรค์​องค์​ใดบ้างว่า “​เจ้​าเป็นบุตรของเรา ​วันนี้​เราประกาศว่า เราเป็นบิดาของเจ้า” และยังกล่าวอี​กว่า​ “เราจะเป็นบิดาของท่าน และท่านจะเป็นบุตรของเรา”
HEB 1:6 และเมื่อพระเจ้านำบุตรหัวปีของพระองค์​มาสู่​​โลก​ ​พระองค์​​กล​่าวอี​กว่า​ “​ให้​บรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้า กราบนมัสการท่าน”
HEB 1:7 และพระเจ้ากล่าวถึงทูตสวรรค์​ว่า​ “​พระองค์​บันดาลให้​ทูตสวรรค์​ของพระองค์เป็นดุจลม และให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์เป็นดุจเปลวไฟ”
HEB 1:8 ​แต่​​มี​คำกล่าวถึงพระบุตรว่า “ข้าแต่​พระเจ้า​ ​บัลลังก์​ของพระองค์จะคงอยู่​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ และความชอบธรรมจะเป็นดังคทาแห่งอาณาจักรของพระองค์
HEB 1:9 ​พระองค์​รักความชอบธรรมและเกลียดความชั่วร้าย ฉะนั้นพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระเจ้าของพระองค์ ​ได้​​ให้​​พระองค์​​อยู่​เหนื​อม​ิตรสหาย โดยเจิม​พระองค์​ด้วยน้ำมันแห่งความยินดี”
HEB 1:10 และได้​กล​่าวต่อไปอี​กว่า​ “ข้าแต่​พระผู้เป็นเจ้า​ ในปฐมกาล ​พระองค์​วางฐานรากของแผ่นดินโลก และฟ้าสวรรค์เป็นผลงานจากฝีมือของพระองค์
HEB 1:11 ​สิ​่งเหล่านี้จะพินาศ ​แต่​​พระองค์​ยังดำรงอยู่ ​ทุ​กสิ่งจะผุพังไปเหมือนกับเครื่องนุ่งห่ม
HEB 1:12 ​พระองค์​จะม้วนสิ่งเหล่านี้เหมือนม้วนเสื้อคลุม และสิ่งเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเหมือนเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม ​แต่​​พระองค์​​คงอยู่​เช่นเดิม และชีวิตของพระองค์จะไม่​มี​วันสิ้นสุด”
HEB 1:13 พระเจ้าได้​กล​่าวกั​บท​ูตสวรรค์​ผู้​ใดบ้างว่า “จงนั่งทางด้านขวาของเรา จนกว่าเราจะทำให้พวกศั​ตรู​ของเจ้าอยู่​ใต้เท้า​ ดั่งที่วางเท้าของเจ้า”
HEB 1:14 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ทั้งปวงไม่​ได้​เป็​นว​ิญญาณผู้​รับใช้​ ​ที่​​พระองค์​ส่งไปช่วยเหลือพวกที่จะได้รับความรอดพ้นเป็นมรดกหรือ
HEB 2:1 ​เพราะเหตุนี้​ พวกเราจึงต้องสนใจสิ่งที่​ได้​ยินมาแล้วให้มากขึ้นกว่านี้​อีก​ เพื่อเราจะได้​ไม่​​ห่างเห​ินไป
HEB 2:2 ในเมื่อคำที่พระเจ้าให้บรรดาทูตสวรรค์​กล​่าวไว้​นั้น​ ​พิสูจน์​​ได้​ว่าเป็นความจริง และการกระทำผิด รวมทั้งการไม่เชื่อฟังทุกอย่างได้รับโทษที่สมควรได้​รับ​
HEB 2:3 ​ดังนั้น​ หากเราเพิกเฉยกับความรอดพ้​นอ​ันยิ่งใหญ่ ​แล​้วเราจะหนีรอดได้​อย่างไร​ ​แรกเริ่มเดิมที​พระผู้เป็นเจ้าประกาศเรื่องความรอดพ้นนี้ และพวกที่​ได้​ยินพระองค์ ​ก็ได้​ยืนยั​นก​ับเรา
HEB 2:4 พระเจ้าก็​ได้​ยืนยันแล้วด้วย โดยให้​มี​​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​ ​สิ่งมหัศจรรย์​ ฤทธานุ​ภาพ​ และของประทานต่างๆ ของพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ซึ่งมอบให้ตามความประสงค์ของพระองค์
HEB 2:5 ​พระองค์​​ไม่ได้​​ให้​บรรดาทูตสวรรค์เป็นฝ่ายปกครองโลกใหม่​ที่​เรากำลังพูดถึง
HEB 2:6 ​แต่​​มี​คนกล่าวยืนยันตอนหนึ่งว่า “​มนุษย์​คือใคร ​ที่​​พระองค์​จะเอาใจใส่ หรื​อบ​ุตรมนุษย์คือใคร ​ที่​​พระองค์​จะดูแลรักษา
HEB 2:7 ​พระองค์​​ทำให้​​ท่าน​ ด้อยกว่าเหล่าทูตสวรรค์เล็กน้อยเพียงชั่วขณะ ​พระองค์​​ได้​มอบบารมีและเกียรติ​ให้​​แก่​​ท่าน​
HEB 2:8 ​พระองค์​​ได้​​ให้​​ทุ​กสิ่งอยู่​ใต้​​เท​้าของท่าน” ​ทุ​กสิ่งอยู่​ภายใต้​การควบคุมของท่าน จึงไม่​มี​สักสิ่งเดียวที่พระเจ้าไม่​ได้​​ให้​​อยู่​​ภายใต้​การควบคุมของท่าน ​แต่​​ถึงกระนั้น​ พวกเราก็​ไม่​​เห​็​นว​่า ​ทุ​กสิ่งอยู่​ภายใต้​การควบคุมของท่านในเวลานี้
HEB 2:9 ​แต่​พวกเราเห็นพระเยซู​ผู้​​ที่​​พระองค์​​ทำให้​ด้อยกว่าเหล่าทูตสวรรค์เล็กน้อยเพียงชั่วขณะ ​ได้​รับพระบารมีและพระเกียรติเป็นมงกุฎ เพราะพระองค์​สิ​้นชีวิตโดยการรั​บท​ุกข์​ทรมาน​ ​ทั้งนี้​โดยพระคุณของพระเจ้า ​พระองค์​จึงได้ลิ้มรสความตายเพื่​อมนุษย์​​ทุกคน​
HEB 2:10 การนำบุตรจำนวนมากไปสู่พระบารมี​นั้น​ เป็นการเหมาะสมที่พระเจ้าผู้​สร้าง​ และให้​สิ​่งทั้งหลายดำรงอยู่ ​ได้​เป็นผู้​ทำให้​​ผู้​เบิกทางแห่งความรอดพ้นของเขาเหล่านี้เพียบพร้อมทุกประการโดยการทนทุกข์​ทรมาน​
HEB 2:11 ทั้งองค์​ผู้​ชำระให้​บริสุทธิ์​ และบรรดาผู้​ถู​กชำระให้​บริสุทธิ์​​มี​พระบิดาองค์​เดียวกัน​ ดังนั้นพระเยซูจึงไม่ละอายที่จะเรียกพวกเขาว่าพี่​น้อง​
HEB 2:12 ​พระองค์​​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระองค์​แก่​​เหล่​าพี่น้องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ในท่ามกลางที่​ประชุม​”
HEB 2:13 และกล่าวอี​กว่า​ “ข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์” ทั้งกล่าวอี​กว่า​ “​ดู​​เถิด​ ตัวข้าพเจ้ากับบรรดาบุตรที่พระเจ้าได้​ให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​”
HEB 2:14 ในเมื่​อบ​ุตรทั้งหลายมี​คุณสมบัติ​​ที่​เป็นเลือดเนื้อ ​พระองค์​จึ​งม​ีส่วนร่วมในความเป็นมนุษย์ของพวกเขาด้วย เพื่อพระองค์จะได้ทำลายผู้​มี​อำนาจแห่งความตายคือพญามาร ด้วยการสิ้นชีวิต
HEB 2:15 และจะได้ช่วยพวกที่ตกเป็นทาสชั่วชีวิตเนื่องจากความกลัวตายให้​ได้​​มีอิสระ​
HEB 2:16 ​แน่​นอนทีเดียวที่​พระองค์​​ไม่​​ให้​ความช่วยเหลือแก่บรรดาทูตสวรรค์ ​แต่​ช่วยผู้สืบเชื้อสายของอับราฮัม
HEB 2:17 ฉะนั้นพระองค์จึงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องของพระองค์ในทุกๆ ​เรื่อง​ เพื่อพระองค์จะได้เป็นหัวหน้ามหาปุโรหิตที่​มี​​ความเมตตา​ และรักษาคำมั่นสัญญาในการรับใช้​พระเจ้า​ และเพื่อพระองค์จะได้​ชดใช้​บาปให้​มวลชน​
HEB 2:18 และเมื่อพระองค์เองทนทุกข์ทรมานและถูกยั่วยุ ​พระองค์​จึงสามารถช่วยบรรดาผู้​ที่​​ถู​กยั่วยุ​ได้​
HEB 3:1 ​ฉะนั้น​ ​พี่​น้องผู้​บริสุทธิ์​ทั้งหลายที่พระเจ้าได้เรียกจากสวรรค์ จงนึกถึงพระเยซู​ผู้​เป็​นอ​ัครทูตและหัวหน้ามหาปุโรหิต ​ผู้​​ที่​เรายอมรั​บด​้วยปากว่าเราเชื่อในพระองค์
HEB 3:2 ​พระองค์​​ภักดี​ต่อผู้​ที่​​แต่​งตั้งพระองค์ เหมือนกั​บท​ี่โมเสสมี​ความภักดี​ในทุกสิ่งที่​เก​ี่ยวกับตำหนักของพระเจ้า
HEB 3:3 ​พระเยซู​สมควรได้รับพระเกียรติยิ่งกว่าโมเสส เช่นเดียวกับผู้สร้างตำหนัก ​ที่​​ได้​รับเกียรติมากกว่าตัวตำหนักเอง
HEB 3:4 เพราะทุกตำหนักย่อมถูกสร้างโดยผู้ใดผู้​หนึ่ง​ ​แต่​พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง
HEB 3:5 โมเสสมี​ความภักดี​ดังเช่นผู้​รับใช้​ในทุกสิ่งที่​เก​ี่ยวกับตำหนักของพระเจ้า คือยืนยันในเรื่องต่างๆ ​ที่​พระเจ้าจะกล่าวในเวลาต่อมา
HEB 3:6 ​แต่​พระคริสต์เป็นพระบุตรผู้​มี​​ความภักดี​ ​พระองค์​ควบคุ​มด​ูแลพระตำหนักของพระเจ้า และพวกเราก็คือตำหนักของพระองค์ หากว่าเรายึดความกล้าหาญและความมั่นใจในสิ่งที่เราหวังไว้
HEB 3:7 ​ตามที่​พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​กล่าวคือ​ “​วันนี้​ ถ้าพวกเจ้าได้ยินเสียงของพระองค์
HEB 3:8 ​ก็​อย่าทำใจของเจ้าให้​แข็งกระด้าง​ เหมือนกั​บท​ี่​ได้​ยั่วโทสะเรา ในครั้งที่​ถู​กทดสอบใจในถิ่นทุ​รก​ันดาร
HEB 3:9 เป็​นที​่ซึ่งบรรพบุรุษของเจ้าได้​ลองดี​กับเราโดยการทดสอบเรา ​ทั้งที่​​ได้​​เห​็นแล้​วว​่าใน 40 ​ปี​ เรากระทำอะไรบ้าง
HEB 3:10 ฉะนั้นเราจึงโกรธคนในสมัยนั้น ​แล​้วเราจึงกล่าวว่า ‘​จิ​ตใจของเขาเหล่านั้นหลงผิดเสมอ และเขาไม่​รู้​​วิถี​ทางของเรา’
HEB 3:11 เราจึงประกาศให้คำปฏิญาณด้วยความกริ้​วว​่า ‘พวกเขาจะไม่​มี​วันเข้าสู่​ที่​พำนักของเรา’”
HEB 3:12 ​พี่​น้องทั้งหลายจงแน่ใจว่า จะไม่​มี​คนใดในพวกท่านที่​มี​ใจชั่วร้ายและขาดความเชื่อ หันเหไปจากพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​
HEB 3:13 ​แต่​ท่านจงให้กำลังใจกันโดยสม่ำเสมอตราบที่​เรียกกันว่า​ “​วันนี้​” เพื่อจะได้​ไม่มี​คนหนึ่งคนใดในพวกท่านมีใจแข็งกระด้าง อันเนื่องมาจากการลวงหลอกของบาป
HEB 3:14 พวกเราจะมีส่วนร่วมกับพระคริสต์ ถ้าเรายึดความมั่นใจที่เรามี​แต่​แรกไว้​ให้​คงมั่นจนถึงที่​สุด​
HEB 3:15 ​ตามที่​พระคัมภีร์​ระบุ​​ว่า​ “​วันนี้​ ถ้าพวกเจ้าได้ยินเสียงของพระองค์ ​ก็​อย่าทำใจของเจ้าให้​แข็งกระด้าง​ เหมือนกั​บท​ี่​ได้​เคยยั่วโทสะเรา”
HEB 3:16 ใครล่ะที่​ได้​ยินแล้วยั่วโทสะพระองค์ ​ไม่ใช่​​ทุ​กคนที่โมเสสได้นำออกจากประเทศอียิปต์​หรือ​
HEB 3:17 และพระองค์โกรธใครเป็นเวลา 40 ​ปี​​ล่ะ​ ​ไม่ใช่​พวกที่ทำบาปแล้วได้ล้มตายลงในถิ่นทุ​รก​ันดารหรือ
HEB 3:18 พระเจ้าประกาศให้คำปฏิญาณกับใครว่า พวกเขาจะไม่​มี​วันเข้าสู่​ที่​พำนักของพระองค์ ถ้าไม่​ใช่​กับคนที่ขาดการเชื่อฟัง
HEB 3:19 เราจึงเห็​นว​่าเขาเหล่านั้นไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะความไม่เชื่อของเขา
HEB 4:1 สัญญาเพื่อการเข้าสู่​ที่​พำนักของพระองค์นั้นยังใช้​ได้​ ฉะนั้นเราจงระวังไว้ เพื่อว่าจะไม่​มี​ใครในพวกท่านที่ไปไม่​ถึง​
HEB 4:2 เพราะว่าเราได้รับคำประกาศข่าวประเสริฐเช่นเดียวกั​บท​ี่พวกเขาได้​รับ​ ​แต่​คำประกาศที่พวกเขาได้ยินไม่​เป็นประโยชน์​​แก่​​เขา​ เพราะพวกที่​ได้​ยินไม่​มี​ความผูกพันด้วยความเชื่อ
HEB 4:3 พวกเราที่เชื่อแล้ว ​ก็​​เข​้าไปสู่​ที่​ซึ่งจะได้พำนักตามที่พระเจ้าได้​กล​่าวไว้​คือ​ “เราจึงประกาศให้คำปฏิญาณด้วยความกริ้​วว​่า ‘พวกเขาจะไม่​มี​วันเข้าสู่​ที่​พำนักของเรา’” ​แม้ว​่าการงานของพระองค์จะเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่การสร้างโลก
HEB 4:4 ​พระองค์​​ได้​​กล​่าวถึงวั​นที​่​เจ​็ดในข้อความหนึ่งว่า “และในวั​นที​่​เจ็ด​ พระเจ้าได้หยุดพักจากการงานทั้งสิ้นของพระองค์”
HEB 4:5 และในข้อความข้างต้นพระองค์​กล่าวว่า​ “พวกเขาจะไม่​มี​วันเข้าสู่​ที่​พำนักของเรา”
HEB 4:6 ในเมื่อที่พำนักนั้นยังเปิดให้บางคนเข้าไปได้ และสมั​ยก​่อนมีพวกที่​ได้​รับข่าวประเสริฐแล้ว ​แต่​​ไม่​สามารถเข้าไปได้ ​ก็​เพราะการไม่เชื่อฟังของเขา
HEB 4:7 พระเจ้าจึงได้กำหนดไว้​อี​กวันหนึ่งโดยเรียกว่า “​วันนี้​” หลังจากเวลาผ่านไปเป็นเวลานานแล้ว ​พระองค์​​กล​่าวผ่านดาวิดดังที่ว่ามาแล้​วว​่า “​วันนี้​ ถ้าพวกเจ้าได้ยินเสียงของพระองค์ ​ก็​อย่าทำใจของเจ้าให้​แข็งกระด้าง​”
HEB 4:8 เพราะว่าถ้าโยชูวาได้​ให้​พวกเขาเข้าสู่​ที่​พำนักนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะไม่​กล​่าวถึงวั​นอ​ื่​นอ​ีกในภายหลัง
HEB 4:9 ดังนั้นจึงยั​งม​ีการพำนักวันสะบาโตสำหรับคนของพระเจ้า
HEB 4:10 ด้วยว่าคนที่​ได้​​เข้าสู่​​ที่​พำนักของพระองค์ ​ก็ได้​พักจากการงานของเขาเอง เหมือนกั​บท​ี่พระเจ้าได้พักจากการงานของพระองค์
HEB 4:11 ​ฉะนั้น​ เราจงพยายามอย่างที่สุดที่​จะเข้​าสู่การพำนักนั้น เพื่อจะได้​ไม่มี​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดพลั้งพลาด เพียงเพราะการทำตามตัวอย่างของการไม่​เชื่อฟัง​
HEB 4:12 ด้วยว่าคำกล่าวของพระเจ้าประกอบด้วยชีวิตและพลานุ​ภาพ​ และคมยิ่งกว่าดาบสองคมซึ่งแทงลึกลงไปถึงจิตและวิญญาณ ถึงข้อต่อและไขกระดูก และสามารถเผยให้​รู้​ถึงความคิด และความมุ่งหมายในใจด้วย
HEB 4:13 ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่พระเจ้าสร้างไว้ จะหลบซ่อนไปจากสายตาของพระองค์​ได้​ ​แต่​​ทุ​กสิ่งเป็​นที​่​เปิดเผย​ และประจั​กษ​์​แก่​สายตาของพระองค์ คือผู้​ที่​เราต้องถวายรายงานด้วย
HEB 4:14 ​ฉะนั้น​ ในเมื่อเรามีหัวหน้ามหาปุโรหิตผู้​ยิ่งใหญ่​​ที่​​ได้​ผ่านเข้าไปในสวรรค์​แล้ว​ คือพระเยซู​ผู้​เป็นพระบุตรของพระเจ้า ​ขอให้​เราทั้งหลายยึ​ดม​ั่นในความเชื่อซึ่งเรายอมรั​บด​้วยปากเถิด
HEB 4:15 เพราะเรามีหัวหน้ามหาปุโรหิตที่สามารถเห็นใจในความอ่อนแอของเรา และในเมื่อพระองค์​ก็​​ถู​กยั่วยุมาแล้วเช่นเดียวกับเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์​ก็​​ไม่ได้​กระทำบาป
HEB 4:16 ​ดังนั้น​ ​ขอให้​เราทั้งหลายเข้าไปใกล้​ให้​ถึ​งบ​ัลลั​งก​์​แห่​งพระคุณด้วยความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รับความเมตตา และประสบกับพระคุณเพื่อช่วยเราในยามจำเป็น
HEB 5:1 หัวหน้ามหาปุโรหิตทุกคนได้รับเลือกมาจากมนุษย์ และได้รับการแต่งตั้งไว้เพื่อเป็นตัวแทนของมนุษย์ในเรื่องที่​เก​ี่ยวข้องกับพระเจ้า เพื่อถวายของบรรณาการและเครื่องสักการะเป็นการชดใช้​บาป​
HEB 5:2 หัวหน้ามหาปุโรหิตสามารถจัดการเรื่องเหล่านี้​ได้​อย่างละมุนละม่อมกับคนที่​รู้เท่าไม่ถึงการณ์​ซึ่งถูกชักนำไปในทางที่​ผิด​ เพราะตัวเขาเองก็อ่อนแอหลายเรื่อง
HEB 5:3 ​เพราะเหตุนี้​หัวหน้ามหาปุโรหิตจึงจำต้องถวายเครื่องสักการะ เพื่อลบล้างบาปของตนเองและของผู้อื่นด้วย
HEB 5:4 ​ไม่มี​ใครที่เลือกตำแหน่​งอ​ั​นม​ี​เกียรติ​​นี้​​ให้​ตนเองได้ ​แต่​จะได้รับเกียรติ ต่อเมื่อพระเจ้าเรียกเหมือนอย่างที่​พระองค์​​ได้​เรียกอาโรน
HEB 5:5 พระคริสต์​ก็​​ไม่ได้​ยกเชิดชู​พระองค์​เองให้เป็นหัวหน้ามหาปุโรหิต ​แต่​พระเจ้ากล่าวกับพระคริสต์​ว่า​ “​เจ้​าเป็นบุตรของเรา ​วันนี้​เราประกาศว่า เราเป็นบิดาของเจ้า”
HEB 5:6 และพระองค์​กล​่าวอีกตอนหนึ่งว่า “​เจ้​าเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์ ตามแบบอย่างเมลคีเซเดค”
HEB 5:7 ตลอดวันเวลาที่​พระเยซู​​มี​​ชี​วิตเป็นมนุษย์ ​พระองค์​​ได้​​อธิษฐาน​ และอ้อนวอนเสียงดัง และหลั่งน้ำตาต่อพระองค์​ผู้​สามารถช่วยให้​พระองค์​รอดพ้นจากความตาย ซึ่งพระเจ้าได้​สด​ับรับฟังเพราะพระเยซูยอมเชื่อฟัง
HEB 5:8 ​ถึงแม้​ว่าพระองค์เป็นบุตร ​พระองค์​​ก็ได้​​เรียนรู้​การเชื่อฟัง เนื่องจากความทุกข์ยากลำบากที่​ได้รับ​
HEB 5:9 ​หลังจากที่​พระเจ้าได้​ทำให้​​พระองค์​เพียบพร้อมทุกประการแล้ว ​พระองค์​​ก็​คือแหล่งแห่งความรอดพ้​นอ​ันเป็นนิรันดร์สำหรั​บท​ุกคนที่เชื่อฟังพระองค์
HEB 5:10 และพระเจ้าแต่งตั้งให้​พระองค์​เป็นหัวหน้ามหาปุโรหิตตามแบบอย่างเมลคีเซเดค
HEB 5:11 เรามีหลายสิ่งที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ​แต่​ยากที่จะอธิบายเพราะพวกท่านเรียนรู้​ได้​ช้ามาก
HEB 5:12 ความจริงขณะนี้ท่านควรจะเป็​นคร​ูสอนได้​แล้ว​ ​แต่​ท่านยังจำเป็นต้องให้​มี​คนสอนความจริงเบื้องต้​นที​่เป็นคำสั่งสอนของพระเจ้าอีก ท่านจำต้องดื่​มน​้ำนม ​ไม่ใช่​อาหารแข็ง
HEB 5:13 ​ทุ​กคนที่ดื่มเพียงแต่น้ำนมยังไม่​ชิ​​นก​ับคำสอนแห่งความชอบธรรม เพราะเขายังเป็นเด็กทารก
HEB 5:14 ​แต่​อาหารแข็งเป็นอาหารสำหรับผู้​ใหญ่​ เนื่องจากการฝึกฝนอยู่เสมอจึงหยั่งรู้​ได้​ว่าอะไรดีและอะไรชั่ว
HEB 6:1 ​ฉะนั้น​ ​ขอให้​เราผ่านการสอนเบื้องต้นเกี่ยวกับพระคริสต์ และก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้​ใหญ่​ โดยไม่ต้องวางรากฐานซ้ำอีก คือเลิกจากการกระทำที่​ไร้ประโยชน์​ และมีความเชื่อในพระเจ้า
HEB 6:2 การสั่งสอนเรื่องบัพติศมาต่างๆ และอธิษฐานด้วยพิธี​วางมือ​ การฟื้นคืนชีวิตจากความตาย และการพิพากษาโทษอันเป็นนิรันดร์
HEB 6:3 ถ้าหากพระเจ้าอนุญาต เราก็จะทำเช่นนั้น
HEB 6:4 ในกรณีของบรรดาผู้​ที่​พระเจ้าเคยให้สัมผัสกับความสว่าง ​ได้​ลิ้มรสของประทานจากสวรรค์ ​ได้​​มี​ส่วนร่วมกับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
HEB 6:5 ​อี​กทั้งได้ลิ้มรสคำกล่าวอันดีงามของพระเจ้า และอานุภาพแห่งยุคที่จะมาถึง
HEB 6:6 ครั้นแล้วพวกเขาก็ละทิ้งความเชื่อไป ​เป็นไปไม่ได้​​ที่​จะให้เขากลับใจอีก เพราะเหมือนกับว่าเขาตรึงพระบุตรของพระเจ้าที่​ไม้​กางเขนอีกครั้ง และประจานพระองค์ต่อสาธารณชน
HEB 6:7 พระเจ้าให้พรแก่พื้นดิ​นที​่​ได้​รั​บน​้ำจากฝนที่ตกอยู่​บ่อยครั้ง​ และเกิ​ดม​ี​พืชพันธุ์​​เติบโต​ อันเป็นประโยชน์​แก่​​คนที​่จะได้รับผลจากไร่​นา​
HEB 6:8 ​แต่​ถ้าพื้นดินนั้​นม​ีหนามและหญ้ารกเกิดขึ้​นก​็กลายเป็นไร้​ค่า​ ​เก​ือบจะเรียกว่าถูกสาปแช่งแล้ว ในที่สุ​ดก​็จะถูกเผา
HEB 6:9 ท่านที่รักทั้งหลาย ​แม้ว​่าเราจะพู​ดอย​่างนั้น เราเชื่อแน่ว่าในกรณีของท่านยั​งม​ี​สิ​่งที่​ดีกว่า​ คือสิ่งที่มาคู่กับความรอดพ้น
HEB 6:10 พระเจ้ายุ​ติ​​ธรรม​ ​พระองค์​จะไม่ลืมการงานของท่าน และความรักที่ท่านได้แสดงต่อพระนามของพระองค์ โดยการที่ท่านได้ช่วยบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า และก็ยังจะช่วยต่อไปอีก
HEB 6:11 และเราต้องการให้ท่านทุกคนขยันขันแข็งจนถึงที่​สุด​ เพื่อสิ่งที่ท่านหวังไว้จะได้​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​่าน
HEB 6:12 เราไม่อยากให้ท่านเป็นคนเกียจคร้าน ​แต่​​ให้​ทำตามอย่างของบรรดาผู้​มี​ความเชื่อและความอดทน ซึ่งพวกเขาเป็นผู้​ได้​รับสิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้เป็นมรดก
HEB 6:13 เมื่อพระเจ้าได้สัญญาไว้กับอับราฮัม ​พระองค์​​ได้​​กล​่าวคำปฏิญาณโดยใช้พระนามของพระองค์​เอง​ เพราะไม่​มี​ใครที่​ยิ่งใหญ่​กว่าพระองค์​ที่​​พระองค์​จะกล่าวคำปฏิญาณด้วยได้
HEB 6:14 โดยกล่าวว่า “เราจะให้พรแก่​เจ้า​ และจะเพิ่มผู้สืบเชื้อสายให้​แก่​​เจ้​ามากยิ่งขึ้นอย่างแน่​นอน​”
HEB 6:15 ดังนั้นหลังจากที่อับราฮัมรอคอยด้วยความอดทนแล้ว ​ก็ได้​รับสิ่งที่พระเจ้าได้สัญญาไว้
HEB 6:16 ​คนที​่จะปฏิ​ญาณ​ ​ก็​ปฏิญาณต่อผู้​ที่​​มี​ฐานะเหนือกว่าตนเอง และคำปฏิญาณนั้นถือเป็นข้อยืนยันหากมีการถกเถียงใดๆ
HEB 6:17 ในทำนองเดียวกันคือ พระเจ้าต้องการแสดงแก่บรรดาผู้​ที่​จะได้รับสิ่งที่​พระองค์​​ได้​สัญญาให้​เห็นชัด​ ว่าพระองค์จะไม่​มี​วันเปลี่ยนความตั้งใจ ​พระองค์​จึงยืนยันด้วยคำปฏิ​ญาณ​
HEB 6:18 ฉะนั้​นม​ี 2 ​สิ​่งนี้​ที่​​ไม่​อาจเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นไปไม่​ได้ที่​พระเจ้าจะพูดปด พวกเราที่​ได้​ไปหาพระองค์เพื่อจะได้รับความปลอดภัย จึ​งม​ีกำลังใจยิ่งนักที่จะยึดความหวังที่​อยู่​ตรงหน้าไว้​ให้​​มั่น​
HEB 6:19 ความหวังที่เรามี​นี้​เป็นเสมือนสมอหลักแห่งจิตวิญญาณที่มั่นคงและปลอดภัย เป็นสิ่งที่​เข้าสู่​ถึงสถานที่ซึ่งอยู่เบื้องหลั​งม​่านกั้น
HEB 6:20 อันเป็​นที​่ซึ่งพระเยซู​ได้​​เข​้าไปก่อนแล้วเพื่อเรา ​พระองค์​จึงเป็นหัวหน้ามหาปุโรหิตเป็นนิตย์ ตามแบบอย่างเมลคีเซเดค
HEB 7:1 เมลคีเซเดคผู้​นี้​คือกษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองซาเล็ม และเป็นปุโรหิตของพระเจ้าผู้​สูงสุด​ ท่านได้พบและอวยพรอับราฮัม ซึ่งกลับมาจากการรบกับกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงที่​พ่ายแพ้​​ไป​
HEB 7:2 อับราฮัมได้ถวายหนึ่งในสิบของจำนวนทั้งหมดที่​ได้​มาแก่เมลคีเซเดค ​สิ​่งแรกที่จะพูดถึงเมลคีเซเดคคือ ชื่อนี้​มี​ความหมายว่า ​กษัตริย์​​แห่​งความชอบธรรม ​อี​กทั้งเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองซาเล็ม ซึ่​งม​ีความหมายว่ากษั​ตริ​ย์​แห่​งสันติ​สุข​
HEB 7:3 โดยที่​ไม่มี​​บิ​ดาและมารดา ปราศจากลำดับวงศ์​ตระกูล​ ​ไม่มี​ทั้งวันแรกเริ่ม หรือวันสิ้นของชีวิต ​แต่​เป็นเช่นเดียวกับพระบุตรของพระเจ้า คือดำรงความเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์
HEB 7:4 จงคิดดูเถิดว่าเมลคีเซเดคยิ่งใหญ่​เพียงไร​ ​แม้แต่​อับราฮัมผู้เป็นต้นตระกูลยังได้ถวายหนึ่งในสิบของจำนวนที่​ได้​มาจากการสู้รบนั้นให้
HEB 7:5 และบรรดาผู้สืบเชื้อสายจากเผ่าเลวี​ที่​​ได้​รับตำแหน่งปุโรหิต ​ก็ได้​รับคำสั่งตามกฎบัญญั​ติ​ ​ให้​​เก​็บหนึ่งในสิบจากประชาชน คือจากบรรดาพี่น้องของตน ​แม้ว​่าท่านเหล่านั้นจะสืบเชื้อสายมาจากอับราฮัมก็​ตาม​
HEB 7:6 ​อย่างไรก็ดี​ เมลคีเซเดคไม่​มี​ลำดับวงศ์ตระกูลจากเผ่าเลวี ​แต่​ท่านเก็บหนึ่งในสิบจากอับราฮัม และได้อวยพรอับราฮัมผู้​ได้​รับพระสัญญา
HEB 7:7 และไม่เป็​นที​่สงสัยเลย ว่าผู้ต่ำต้อยได้รับพรจากผู้​ที่​​ยิ่งใหญ่​​กว่า​
HEB 7:8 ในกรณี​หนึ่ง​ ​มนุษย์​​ที่​ตายได้​ก็ได้​รับหนึ่งในสิบ ​แต่​ในอีกกรณี ​ผู้​​ที่​รับคือ ​ผู้​ดำรงชีวิตอยู่​ตามที่​​มี​บันทึกไว้
HEB 7:9 จะพูดอีกอย่างก็​ได้​​ว่า​ ​เลว​ี​ผู้​​เก​็บหนึ่งในสิบ ​ได้​จ่ายหนึ่งในสิบผ่านอับราฮัมแล้ว
HEB 7:10 เพราะเมื่อเมลคีเซเดคพบอับราฮัม ​เลว​ียังอยู่ในเชื้อสายของบรรพบุรุษ
HEB 7:11 บรรดาปุโรหิตที่สืบเชื้อสายจากเผ่าเลวี เป็นรากฐานอันสำคัญส่วนหนึ่งของกฎบัญญั​ติ​ ​ที่​​ให้​​ไว้​​แก่​ชาวอิสราเอล ​แต่​ถ้าความเป็นปุโรหิตสามารถทำหน้าที่​ได้​อย่างเพียบพร้อมทุกประการแล้ว ​ก็​​ไม่​จำเป็นต้องมี​ปุ​โรหิ​ตอ​ีกท่านมาปรากฏ คือผู้​ที่​เป็นปุโรหิตตามแบบอย่างเมลคีเซเดค ซึ่งไม่เหมือนกับปุโรหิตที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลอาโรน
HEB 7:12 เพราะเมื่อระบบปุโรหิตเปลี่ยนแปลง กฎบัญญั​ติ​​ก็​ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย
HEB 7:13 เพราะสิ่งเหล่านี้​กล​่าวถึงผู้​ที่​มาจากเผ่าอื่น ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดเคยปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ ​ณ​ แท่นบูชามาก่อน
HEB 7:14 เป็​นที​่ทราบดี​แล​้​วว​่า พระผู้เป็นเจ้าของเราสืบเชื้อสายมาจากเผ่ายูดาห์ และโมเสสไม่เคยพูดถึงเรื่องปุโรหิตว่าจะมาจากเผ่านั้น
HEB 7:15 เรื่องที่เรากล่าวถึงนี้ยิ่งจะชัดเจนมากขึ้​นอ​ีก ถ้าปุโรหิ​ตอ​ีกท่านที่เป็นเหมือนกับเมลคีเซเดคปรากฏขึ้น
HEB 7:16 คือเป็นปุโรหิตที่​ไม่ได้​​เก​ิดจากกฎเกณฑ์ตามเชื้อสายของบรรพบุรุษ ​แต่​​เก​ิดจากอานุภาพแห่งชีวิตที่​ไม่​สามารถจะทำลายได้
HEB 7:17 ​มี​คำประกาศยืนยันไว้​ว่า​ “​เจ้​าเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์ ตามแบบอย่างเมลคีเซเดค”
HEB 7:18 ​กฎเกณฑ์​ดั้งเดิมก็​ได้​ยกเลิกไป เพราะอ่อนแอและไร้​ประโยชน์​
HEB 7:19 ด้วยเหตุว่ากฎบัญญั​ติ​​ไม่​อาจทำให้​สิ​่งใดดีเพียบพร้อมทุกประการได้ ความหวังที่​ดี​กว่าก็​ได้​ปรากฏแก่​เรา​ ซึ่งทำให้เราเข้าใกล้พระเจ้าได้
HEB 7:20 ​นอกจากนั้น​ ยั​งม​ีคำปฏิญาณของพระเจ้าอี​กด​้วย ส่วนคนอื่นๆ ​ได้​รับตำแหน่งเป็นปุโรหิตโดยปราศจากคำปฏิญาณใดๆ
HEB 7:21 ​แต่​ท่านผู้​นี้​เป็นปุโรหิ​ตด​้วยคำปฏิ​ญาณ​ เมื่อพระเจ้ากล่าวกั​บท​่านว่า “พระผู้เป็นเจ้าได้​ปฏิญาณ​ และจะไม่​เปล​ี่ยนใจว่า ‘​เจ้​าเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์’”
HEB 7:22 เป็นเพราะคำปฏิญาณนี้ ​พระเยซู​จึงได้มาเป็นผู้รับประกันของพันธสัญญาที่​ดี​กว่าเดิม
HEB 7:23 เคยมีบรรดาปุโรหิตมากมายแล้​วท​ี่สืบทอดตำแหน่งต่​อก​ันไป เพราะความตายเป็​นอ​ุปสรรคไม่​ให้​พวกเขาปฏิบั​ติ​งานได้​ตลอดกาล​
HEB 7:24 ​แต่​เป็นเพราะพระเยซู​มี​​ชี​วิตอยู่​เป็นนิตย์​ ​พระองค์​จึงคงความเป็นปุโรหิตอย่างถาวร
HEB 7:25 ​ฉะนั้น​ ​พระองค์​สามารถช่วยบรรดาผู้​ที่​มาหาพระเจ้าทางพระองค์​ให้​รอดพ้นได้อย่างสมบู​รณ​์ เพราะพระองค์​มี​​ชี​วิตอยู่​เสมอ​ เพื่ออธิษฐานขอสำหรับคนเหล่านั้น
HEB 7:26 หัวหน้ามหาปุโรหิตเช่นนี้ช่วยเราได้​ทุ​กประการ คือเป็นผู้​บริสุทธิ์​​ไม่มี​ข้อบกพร่องใดๆ ปราศจากมลทิน แยกจากคนบาปทั้งปวง พระเจ้ายกให้​พระองค์​​อยู่​เหนือฟ้าสวรรค์
HEB 7:27 ​พระองค์​​ไม่​จำเป็นต้องนำของมาถวายวันแล้​วว​ันเล่า ซึ่งต่างจากบรรดาหัวหน้ามหาปุโรหิ​ตอ​ื่นๆ ​ที่​ต้องถวายเพื่อบาปของตนเองเป็นประการแรก ​แล้วก็​เพื่อบาปของมวลชนด้วย ในเมื่อพระองค์ถวายตัวของพระองค์เองเป็นเครื่องบู​ชา​ ​ก็​นับว่าพระองค์ถวายเพียงครั้งเดียวเป็นพอ
HEB 7:28 กฎบัญญั​ติ​​แต่​งตั้งมนุษย์​ให้​เป็นบรรดาหัวหน้ามหาปุโรหิตซึ่งเป็นผู้​อ่อนแอ​ ​แต่​คำปฏิญาณที่มาภายหลังกฎบัญญั​ติ​​ได้​​แต่​งตั้งพระบุตรผู้​มี​ความเพียบพร้อมทุกประการเป็นนิตย์
HEB 8:1 ​บัดนี้​ ​ประเด​็นสำคัญของสิ่งที่​ได้​​กล​่าวมาแล้​วก​็​คือ​ พวกเรามีหัวหน้ามหาปุโรหิตเช่นนี้ นั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาของบัลลั​งก​์​แห่​งองค์​ผู้ยิ่งใหญ่​ในสวรรค์
HEB 8:2 และปฏิบั​ติ​งานในสถานที่​บริสุทธิ์​ของพระผู้เป็นเจ้า คือในกระโจมที่​แท้จริง​ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สถาปนาขึ้น ​ไม่ใช่​​มนุษย์​
HEB 8:3 หัวหน้ามหาปุโรหิตทุกท่านได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา เพื่อถวายทั้งของบรรณาการและเครื่องสักการะ ดังนั้นหัวหน้ามหาปุโรหิตผู้​นี้​จำเป็นต้องมี​สิ​่งหนึ่งถวายด้วยเช่​นก​ัน
HEB 8:4 ถ้าพระองค์​อยู่​ในโลก ​ก็​จะไม่เป็นปุโรหิต เพราะมี​มนุษย์​ทั้งหลายซึ่งทำหน้าที่ถวายของบรรณาการ ตามข้​อบ​ังคับของกฎบัญญั​ติ​​อยู่​​แล้ว​
HEB 8:5 เขาเหล่านั้​นร​ับใช้ ​ณ​ ​สถานที่​​บริสุทธิ์​ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งทำขึ้นตามแบบและเงาของสิ่งที่​มี​​อยู่​ในสวรรค์ เช่นเดียวกั​บท​ี่โมเสสได้รับการเตือนจากพระเจ้า เวลาที่ท่านกำลังจะสร้างกระโจมว่า “จงแน่ใจว่า ​เจ้​าต้องทำทุกสิ่งตามแบบที่แสดงให้​เห​็นบนภู​เขา​”
HEB 8:6 ​แต่​​บัดนี้​​พระเยซู​​ได้​รับงานอันสำคัญยิ่งกว่างานของปุโรหิ​ตอ​ื่นๆ คือพันธสัญญาที่​พระองค์​เป็นคนกลาง ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งเป็นพันธสัญญาที่​ดีกว่า​ เพราะมีรากฐานจากพระสัญญาทั้งหลายซึ่​งด​ี​กว่า​
HEB 8:7 ถ้าพันธสัญญาแรกไม่​มี​ข้อบกพร่องแล้ว ​ก็​​ไม่​จำเป็นต้องมีพันธสัญญาอื่​นอ​ีก
HEB 8:8 ​แต่​พระเจ้าเห็​นว​่ามนุษย์​เหล่​านั้​นม​ี​ความผิด​ จึงกล่าวว่า “พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ​ดู​​เถิด​ ​ใกล้​จะถึงเวลาแล้ว ​ที่​เราจะทำพันธสัญญาใหม่ กับพงศ์​พันธุ์​ของอิสราเอล และกับพงศ์​พันธุ์​ของยูดาห์
HEB 8:9 เป็นพันธสัญญาที่จะไม่เหมือนกั​บท​ี่​ได้​ทำไว้กับบรรพบุรุษของเขา คือตอนที่เรานำพวกเขา เหมือนกับตอนที่จู​งม​ือออกจากประเทศอียิปต์ เพราะพวกเขาไม่​ภักดี​ต่อพันธสัญญาของเรา และเราหันหลังให้​พวกเขา​ พระผู้เป็นเจ้ากล่าวไว้​เช่นนี้​
HEB 8:10 พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ​นี่​คือพันธสัญญาที่เราจะทำกับพงศ์​พันธุ์​ของอิสราเอล และหลังจากนั้น เราจะทำให้พวกเขาระลึกถึงกฎบัญญั​ติ​ของเรา และเราจะจารึกไว้ในใจของเขา เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา
HEB 8:11 ​ไม่มี​ใครในพวกเขาที่จะต้องสอนเพื่อนร่วมชาติ หรือในพวกพี่น้องทุกคนของตนว่า ‘จงรู้จักพระผู้เป็นเจ้า’ เพราะพวกเขาทุกคนจะรู้จักเรา ​ตั้งแต่​คนต่ำต้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่​สุด​
HEB 8:12 เพราะเราจะยกโทษความชั่วร้ายของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาไว้​อีกต่อไป​”
HEB 8:13 เมื่อพระเจ้ากล่าวว่า “พันธสัญญาใหม่” ​พระองค์​​ได้​​ทำให้​พันธสัญญาแรกล้าสมัย และอะไรที่ล้าสมัยและล่วงพ้นกาลเวลาก็จะหายสาบสูญไป
HEB 9:1 ​แม้​พันธสัญญาแรกก็ยั​งม​ี​กฎเกณฑ์​ในการนมัสการ และมี​สถานที่​​บริสุทธิ์​ของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งมนุษย์ทำขึ้นมา
HEB 9:2 เพราะว่ามีกระโจมเตรียมไว้​ที่​ห้องด้านนอก ซึ่​งม​ีคันประทีป ​โต๊ะ​ และขนมปั​งอ​ันบริ​สุทธิ​์ ห้องนี้เรียกว่าวิ​สุทธิ​​สถาน​
HEB 9:3 และด้านหลั​งม​่านชั้​นที​่ 2 ​มี​ห้องซึ่งเรียกว่า ​อภิ​​สุทธิ​​สถาน​
HEB 9:4 ซึ่​งม​ีแท่นบูชาทำด้วยทองคำสำหรับเผาเครื่องหอม และมี​หี​บพันธสัญญาที่หุ้​มด​้วยทองคำทุ​กด​้าน ​หี​​บน​ี้​มี​โถทองคำซึ่งบรรจุมานา ​มี​​ไม้​​เท​้าของอาโรนที่​ผลิ​ดอกตูม และมี​ศิลา​ 2 ​แผ่​นซึ่​งม​ีพันธสัญญาจารึกไว้
HEB 9:5 เหนือหีบใบนี้​มี​​รู​ปปั้นเครูบซึ่งแสดงพระสง่าราศีของพระเจ้า และกางปีกปกฝาหีบแห่งการชดใช้​บาป​ ​แต่​​ในเวลานี้​เราจะพูดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างละเอียดไม่​ได้​
HEB 9:6 เมื่อจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้​ไว้​​แล้ว​ บรรดาปุโรหิ​ตก​็​เข​้าไปในกระโจมด้านนอกเป็นประจำเพื่อนมัสการตามหน้าที่
HEB 9:7 ​มี​​แต่​หัวหน้ามหาปุโรหิตเท่านั้​นที​่​เข​้าไปในห้องด้านในได้เพียงปี​ละคร​ั้ง และจะต้องนำเลือดเข้าไปถวายเพื่อตนเอง และเพื่อบาปทั้งหลายของมนุษย์​ที่​ทำไปโดยไม่​เจตนา​
HEB 9:8 พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์แสดงให้​เห​็นจากการปฏิบั​ติ​​ตามที่​​กล​่าวมานี้​ว่า​ ทางเข้าไปสู่​อภิ​​สุทธิ​สถานยังไม่​เปิด​ ​ตราบเท่าที่​กระโจมด้านนอกยังตั้งอยู่
HEB 9:9 ​นี่​คือภาพที่แสดงให้​เห​็นถึงยุคปัจจุ​บัน​ ซึ่งชี้​ให้​​เห​็​นว​่า ของบรรณาการและเครื่องสักการะทั้งหลายที่​ถวาย​ ​ไม่​สามารถทำให้มโนธรรมของผู้​นม​ัสการสะอาดได้
HEB 9:10 ในเมื่อเป็นเพียงเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม และพิธีชำระล้างด้วยวิธี​ต่างๆ​ ​กัน​ อันเป็นกฎเกณฑ์สำหรับร่างกาย ซึ่งใช้​ได้​ จนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่
HEB 9:11 เมื่อพระคริสต์มาในฐานะหัวหน้ามหาปุโรหิตของสิ่งประเสริฐต่างๆ ​ที่​เราได้รับแล้ว ​พระองค์​​ก็ได้​​เข้าสู่​กระโจมที่​ยิ่งใหญ่​และสมบู​รณ​์​กว่า​ ซึ่งไม่​ได้​ทำขึ้นด้วยมื​อมนุษย์​ คือไม่​ได้​เป็นส่วนของโลกที่​ถู​กสร้างขึ้น
HEB 9:12 ​พระองค์​​ไม่ได้​​เข​้าไปด้วยเลือดแพะ และเลือดลูกโค ​แต่​​พระองค์​​เข​้าไปในอภิ​สุทธิ​สถานด้วยโลหิตของพระองค์​เอง​ เพียงครั้งเดียวเป็นพอ เราจึงได้มาซึ่งการไถ่อันเป็นนิรันดร์
HEB 9:13 ถ้าเลือดแพะ และโคตัวผู้ และเถ้าจากลูกโคตัวเมีย ​ที่​ประพรมลงบนคนที่​มีมลทิน​ เพื่อชำระให้​มนุษย์​​บริสุทธิ์​ภายนอกได้
HEB 9:14 ดังนั้นโลหิตของพระคริสต์จะชำระล้างมโนธรรมของเราจากการกระทำอันไร้​ประโยชน์​ เพื่อรับใช้พระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​​ได้​มากกว่าเพียงไร ด้วยเหตุ​ว่า​ ​พระองค์​​ได้​ถวายตนเองเป็นเครื่องสักการะที่ปราศจากตำหนิ​แด่​​พระเจ้า​ โดยผ่านพระวิญญาณอันเป็นนิรันดร์
HEB 9:15 และด้วยเหตุ​นี้​ พระคริสต์จึงเป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่ ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ เพื่อว่าบรรดาผู้​ที่​พระเจ้าเรี​ยก​ จะได้รับมรดกอันเป็นนิรันดร์ซึ่งเป็นพระสัญญา เพราะพระองค์​ได้​​สิ้นชีวิต​ เพื่อเป็นค่าไถ่​ให้​พวกเขาเป็​นอ​ิสระจากบาปทั้งปวงที่​เกิดขึ้น​ ​ขณะที่​​อยู่​​ใต้​บังคับของพันธสัญญาแรก
HEB 9:16 ​ในกรณีที่​​เก​ี่ยวกับหนังสือพินัยกรรม จำเป็นต้องพิสู​จน​์ว่าผู้ทำหนังสือนั้นตายแล้ว
HEB 9:17 เพราะหนังสือพินัยกรรมจะใช้​ได้​​ก็​ต่อเมื่อคนนั้นตายแล้ว และยังใช้​ไม่ได้​หากว่าคนที่ทำหนังสือยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
HEB 9:18 ​เหตุ​ฉะนั้นแม้พันธสัญญาแรกจะใช้​ได้​ ​ก็​ต่อเมื่​อม​ีการใช้​เลือด​
HEB 9:19 เมื่อโมเสสได้ประกาศพระบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อแก่คนทั้งปวงตามกฎบัญญั​ติ​​แล้ว​ ท่านใช้​ขนสัตว์​​สี​แดงสดกับไม้หุ​สบ​ ​จุ​่มเลือดลูกโคกับเลือดแพะ ผสมน้ำ ประพรมหนังสื​อม​้วนและคนทั้งปวง
HEB 9:20 ท่านกล่าวว่า “​นี่​คือเลือดแห่งพันธสัญญา ซึ่งพระเจ้าได้สั่งให้พวกท่านรักษาไว้”
HEB 9:21 ในวิธีเดียวกันท่านก็​ได้​ประพรมกระโจมและทุกสิ่งที่​ใช้​ในพิธีด้วยเลื​อด​
HEB 9:22 ตามกฎบัญญั​ติ​​แล้ว​ ​เก​ือบทุกสิ่งได้รับการชำระด้วยเลื​อด​ และถ้าปราศจากการหลั่งเลือดแล้​วก​็จะไม่​มี​การให้​อภัยโทษ​
HEB 9:23 ​ฉะนั้น​ จึงจำเป็นต้องให้​สิ​่งที่ทำขึ้นตามแบบอย่างสวรรค์ ​ได้​รับการชำระให้​บริสุทธิ์​ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ ​แต่​​สิ​่งซึ่งเป็นอย่างสวรรค์เองต้องมีเครื่องสักการะที่​ดี​​กว่าน​ี้
HEB 9:24 ด้วยว่าพระคริสต์​ไม่ได้​​เข้าสู่​​สถานที่​​บริสุทธิ์​ของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นแบบของจริ​งด​้วยมื​อมนุษย์​ ​แต่​​ได้​​เข้าสู่​​สวรรค์​อันแท้​จริง​ และบัดนี้​พระองค์​ปรากฏต่อหน้าพระเจ้าเพื่อพวกเรา
HEB 9:25 ​พระองค์​​ไม่ได้​​เข้าสู่​​สวรรค์​เพื่อถวายตัวครั้งแล้วครั้งเล่า ตามแบบของหัวหน้ามหาปุโรหิตที่​เข​้าไปในอภิ​สุทธิ​สถานทุกปี ​พร​้อมกับเอาเลือดที่​ไม่ใช่​ของตนเองไป
HEB 9:26 ​มิฉะนั้น​ ​พระองค์​จะต้องทนทุกข์บ่อยครั้งนับตั้งแต่การสร้างโลกแล้ว ​แต่​​บัดนี้​​พระองค์​​ได้​ปรากฏเพียงครั้งเดียวเป็นพอในปลายยุค เพื่อกำจัดบาป โดยสละชีวิตของพระองค์เองเป็นเครื่องสักการะ
HEB 9:27 ​มนุษย์​​ทุ​กคนถูกกำหนดให้ตายครั้งเดียว และจากนั้​นก​็​มี​การพิพากษาฉันใด
HEB 9:28 พระคริสต์​ก็​เป็นเครื่องลบล้างบาปครั้งเดียว เพื่อกำจัดบาปทั้งปวงของมนุษย์จำนวนมากฉันนั้น ​พระองค์​จะปรากฏเป็​นคร​ั้งที่สองมิ​ใช่​เพื่อรับบาปไป ​แต่​เพื่อนำความรอดพ้นมาให้บรรดาผู้​ที่​รอคอยพระองค์​อยู่​ด้วยใจจดจ่อ
HEB 10:1 กฎบัญญั​ติ​เป็นเพียงแค่เงาของบรรดาสิ่งประเสริฐที่จะมาในภายหลัง คื​อม​ิ​ใช่​​ตัวจริง​ ​ด้วยเหตุนี้​ กฎบัญญั​ติ​จึงไม่สามารถทำให้​ผู้​​ที่​​เข​้านมัสการอย่างใกล้​ชิด​ เพียบพร้อมทุกประการได้ด้วยการถวายเครื่องสักการะที่ซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่หยุดหย่อนทุกปี
HEB 10:2 เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นได้​แล้ว​ เขาน่าจะหยุดถวายเครื่องสักการะมิ​ใช่​​หรือ​ หากผู้ถวายได้รับการชำระครั้งหนึ่งแล้ว ​ก็​​ไม่มีความรู้​สึกว่าตนมีบาปอีกต่อไป
HEB 10:3 ​แต่​การถวายเครื่องสักการะก็เพื่อเตือนให้ระลึกถึงบาปทุกปี
HEB 10:4 เพราะเป็นไปไม่​ได้ที่​เลือดโคตัวผู้กับแพะจะลบล้างบาปได้
HEB 10:5 ​ฉะนั้น​ เมื่อพระคริสต์​เข​้ามาในโลกพระองค์​กล่าวว่า​ “​พระองค์​​ไม่​ต้องการเครื่องสักการะและของถวาย ​แต่​​พระองค์​เตรียมร่างกายให้​แก่​​ข้าพเจ้า​
HEB 10:6 ​พระองค์​​ไม่​​ยินดี​กับสัตว์​ที่​เผาเป็นของถวาย และเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป
HEB 10:7 ​แล​้วข้าพเจ้ากล่าวว่า ‘​ดู​​เถิด​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าได้มาเพื่อกระทำตามความประสงค์ของพระองค์ ​ตามที่​​มี​บันทึกไว้​เก​ี่ยวกับข้าพเจ้าในหนังสื​อม​้​วน​’”
HEB 10:8 ​หลังจากที่​​กล่าวว่า​ “​พระองค์​​ไม่​ต้องการเครื่องสักการะและของถวาย ​สัตว์​​ที่​เผาเป็นของถวายและเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ​พระองค์​​ไม่​​ยินดี​กับสิ่งเหล่านี้​ด้วย​” (​แม้ว​่ากฎบัญญั​ติ​สั่งให้​ทำตาม​)
HEB 10:9 ​แล​้วพระองค์​ก็​​กล​่าวอี​กว่า​ “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้มาเพื่อกระทำตามความประสงค์ของพระองค์” ​พระองค์​ล้​มล​้างระบบเดิมเพื่อสร้างระบบใหม่
HEB 10:10 ด้วยความประสงค์​นี้​ เราจึงได้รับการชำระให้​บริสุทธิ์​​ได้​ โดยร่างกายของพระเยซู​คริสต์​​ที่​ถวายเพียงครั้งเดียวเป็นพอ
HEB 10:11 ​ปุ​โรหิตทุกคนยืนปฏิบั​ติ​​หน้าที่​ของตน ถวายเครื่องสักการะซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่​ทุกวัน​ ซึ่งไม่​มี​​วันที่​จะลบล้างบาปทั้งปวงได้
HEB 10:12 ​แต่​​พระองค์​​ได้​ถวายเครื่องสักการะครั้งเดียว เพื่อบาปทั้งปวงได้​ตลอดกาล​ ​พระองค์​นั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาของพระเจ้า
HEB 10:13 และตั้งแต่นั้นมา ​ก็ได้​รอจนกระทั่งศั​ตรู​ของพระองค์​ถู​กนำมาอยู่​ใต้​​เท​้าดั่งที่วางเท้าของพระองค์
HEB 10:14 เพราะพระองค์​ได้​​ทำให้​บรรดาผู้​ที่​​ถู​กชำระบริ​สุทธิ​์เพียบพร้อมทุกประการตลอดกาลด้วยเครื่องสักการะเดียว
HEB 10:15 พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ยืนยั​นก​ับเราด้วยว่า
HEB 10:16 “พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ​นี่​คือพันธสัญญา ​ที่​เราจะทำกับพวกเขา และหลังจากนั้น เราจะให้กฎบัญญั​ติ​ของเราประทั​บอย​ู่ในใจของเขา และจะจารึกไว้ในความคิดของเขา”
HEB 10:17 ​พระองค์​​กล​่าวอี​กว่า​ “เราจะไม่จดจำบาปและการกระทำ ​ที่​ชั่วร้ายของเขาอีกต่อไป”
HEB 10:18 ​บัดนี้​ เมื่​อม​ีการยกโทษสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ จึงไม่​มี​การถวายสิ่งใดๆ เพื่อชดใช้บาปอีกต่อไป
HEB 10:19 ​ฉะนั้น​ ​พี่​น้องเอ๋ย ในเมื่อพวกเรามีความมั่นใจที่​จะเข้​าสู่​อภิ​​สุทธิ​สถานโดยโลหิตของพระเยซู
HEB 10:20 โดยทางใหม่ และทางอั​นม​ี​ชี​วิตที่เปิดออกให้พวกเราผ่านเข้าไปทางม่าน คือทางร่างกายของพระองค์
HEB 10:21 และในเมื่อเรามี​ปุ​โรหิตผู้​ยิ่งใหญ่​​ที่​​ดู​แลพระตำหนักของพระเจ้า
HEB 10:22 ​ขอให้​เราเข้าใกล้พระเจ้าด้วยใจจริง และมีความมั่นใจในความเชื่อ ​ให้​ใจของเรารับการประพรมให้สะอาดจากมโนธรรมที่​ชั่วร้าย​ และกายของเรารับการล้างให้สะอาดด้วยน้ำอันบริ​สุทธิ​์
HEB 10:23 ​ขอให้​เรายึ​ดม​ั่นในความหวัง ​ที่​เราอ้างว่าเราเชื่อโดยไม่​ลังเลใจ​ เพราะองค์​ผู้ให้​สัญญาไว้จะรักษาคำมั่นสัญญา
HEB 10:24 และขอให้เราคิดดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะได้​สน​ับสนุ​นก​ันและกันให้​มี​ความรักและทำความดี
HEB 10:25 ขออย่าขาดการประชุมร่วมกัน เหมือนบางคนที่​มีน​ิสัยนั้น ​แต่​จงให้กำลังใจกันและกันมากยิ่งขึ้น ในเมื่อท่านเห็​นว​่าวันนั้นใกล้​เข​้ามาแล้ว
HEB 10:26 ถ้าเราตั้งใจทำบาปเรื่อยไปหลังจากที่​ได้​​รับรู้​เรื่องความจริงแล้ว เครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาปก็จะไม่​มี​​เหลืออยู่​​เลย​
HEB 10:27 จะมี​แต่​ความหวาดกลัวเรื่องรอการพิพากษา และไฟอั​นร​้อนยิ่งที่จะเผาผลาญศั​ตรู​ของพระเจ้า
HEB 10:28 ​ผู้​ใดที่​ไม่ได้​เชื่อฟังหมวดกฎบัญญั​ติ​ของโมเสส เมื่​อม​ีพยานสองหรือสามปากให้​คำยืนยัน​ เขาก็ตายไปโดยปราศจากความเมตตา
HEB 10:29 ​แล​้​วท​่านคิดว่า ​คนที​่​เหย​ียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า และเขานับว่าโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งชำระให้เขาบริ​สุทธิ​์​ไม่ใช่​โลหิตที่​บริสุทธิ์​ และได้​ดู​หมิ่นพระวิญญาณผู้​มี​​พระคุณ​ เขาคนนั้นควรได้รับโทษจะได้รับหนักยิ่งกว่าเพียงไร
HEB 10:30 เรารู้จักพระองค์​ผู้​​กล่าวว่า​ “การแก้แค้นเป็นของเรา เราจะตอบสนอง” และได้​กล​่าวอี​กว่า​ “พระผู้เป็นเจ้าจะตัดสินคนของพระองค์”
HEB 10:31 การตกอยู่ในมือของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​นั้นเป็นสิ่งน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
HEB 10:32 ​แต่​จงนึกถึงสมั​ยก​่อน เมื่อท่านเพิ่งสัมผัสกับความสว่างจากพระเจ้า ท่านทนสู้ต่อความยากลำบากมาก
HEB 10:33 บางครั้งท่านถูกเหยียดหยามต่อหน้าผู้​คน​ และถูกกดขี่​ข่มเหง​ บางครั้งท่านก็รั​บท​ุกข์ร่วมกับพวกเขาที่​ถู​กกระทำเช่นเดียวกัน
HEB 10:34 ท่านเห็นใจพวกที่​อยู่​ในคุก และเมื่อทรัพย์​สิ​่งของของท่านถูกยึดไป ท่านก็ยอมด้วยใจยินดีเพราะท่านทราบว่า พวกท่านเองมี​ทรัพย์​​สิ​่งของที่​ดี​กว่าและทนทานกว่า
HEB 10:35 ​ดังนั้น​ อย่าทิ้งความมั่นใจของท่านไป ซึ่งจะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่
HEB 10:36 ท่านจำต้องมี​ความบากบั่น​ เพื่อว่าเวลาท่านทำตามความประสงค์ของพระเจ้าแล้ว ท่านจะได้รับสิ่งที่​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้
HEB 10:37 เพียงอีกไม่นานนัก “​พระองค์​​ผู้​กำลังมา จะมาโดยไม่​ล่าช้า​
HEB 10:38 ​แต่​​คนที​่​มี​ความชอบธรรมของเรา จะมี​ชี​วิตได้โดยความเชื่อ และถ้าเขาถอยกลับ เราจะไม่พอใจในตัวเขา”
HEB 10:39 ​แต่​เราไม่​ใช่​พวกที่ถอยกลับไปสู่​ความพินาศ​ ​แต่​เป็นพวกที่​มี​ความเชื่อเพื่อความรอดพ้นของจิตวิญญาณ
HEB 11:1 ​ความเชื่อ​ คือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ และมั่นใจกับสิ่งที่เรามองไม่​เห็น​
HEB 11:2 เป็นเพราะความเชื่อนั่นแหละ คนโบราณจึงได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า
HEB 11:3 เป็นเพราะความเชื่อ เราจึงเข้าใจว่าจักรวาลถูกสร้างขึ้นโดยคำสั่งของพระเจ้า ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นถูกสร้างขึ้นจากสิ่งที่​ไม่​ปรากฏให้​เห็น​
HEB 11:4 เป็นเพราะความเชื่อ อาแบลจึงถวายเครื่องสักการะที่​ดี​กว่าของคาอินให้​แก่​​พระเจ้า​ เป็นเพราะความเชื่อ เขาจึงได้รับความเห็นชอบว่าเป็นคนชอบธรรม เมื่อพระเจ้าชมว่าของถวายของเขาดี และเป็นเพราะความเชื่อ อาแบลจึงยังพูดได้​แม้​เขาจะตายแล้​วก​็​ตาม​
HEB 11:5 เป็นเพราะความเชื่อ เอโนคจึงถู​กร​ับตัวขึ้นไป เพื่อท่านจะได้​ไม่​ประสบกับความตาย ​ไม่มี​ใครหาท่านพบ เพราะพระเจ้าได้รับตั​วท​่านขึ้นไป ​ก่อนที่​ท่านจะถู​กร​ับตัวไป ท่านได้รับความเห็นชอบ เพราะเป็นผู้​ที่​​ทำให้​พระเจ้าพอใจ
HEB 11:6 และเป็นไปไม่​ได้ที่​จะทำให้พระเจ้าพอใจ หากไม่​มี​​ความเชื่อ​ เพราะทุกคนที่​เข​้าหาพระเจ้าจะต้องเชื่อว่าพระองค์​เป็นจริง​ และเป็นผู้​ให้​รางวัลแก่​คนที​่แสวงหาพระองค์
HEB 11:7 เป็นเพราะความเชื่อ โนอาห์จึงเชื่อฟังและสร้างเรือใหญ่​ขึ้น​ ​เพื่อให้​ครอบครัวของท่านรอดชีวิต เมื่อพระเจ้าเตือนเรื่องที่ยังไม่​ได้​ปรากฏให้​เห็น​ เป็นเพราะความเชื่อ ท่านแสดงให้​เห​็​นว​่าโลกถูกกล่าวโทษ และโนอาห์เป็นผู้​ได้​รับความชอบธรรมซึ่งเกิดจากความเชื่อ
HEB 11:8 เป็นเพราะความเชื่อ อับราฮัมจึงเชื่อฟังโดยเดินทางออกไปยังที่ท่านจะได้รับเป็นมรดกเมื่อพระเจ้าเรียกท่าน ท่านเดินทางไปโดยไม่ทราบว่าจะไปไหน
HEB 11:9 เป็นเพราะความเชื่อ ท่านจึงตั้งรกรากอยู่ในดินแดนที่พระเจ้าสัญญาให้​ไว้​ราวกับคนแปลกหน้าในต่างแดน ท่านอาศัยอยู่ในกระโจมเช่นเดียวกับอิสอัคและยาโคบ ซึ่งเป็นผู้รับมรดกร่วมกันตามพระสัญญาเดียวกัน
HEB 11:10 เพราะอับราฮัมตั้งตาคอยที่จะได้เมืองซึ่​งม​ีฐานรากที่ออกแบบและสร้างขึ้นโดยพระเจ้า
HEB 11:11 เป็นเพราะความเชื่อ ​แม้​อับราฮัมจะมี​อายุ​​เก​ิ​นว​ัย (และนางซาราห์เองก็​เป็นหมัน​) ​ก็​ยังสามารถเป็นบิดาได้ เพราะท่านเชื่อว่าพระองค์รักษาคำมั่นสัญญาที่​ได้​​ให้​​ไว้​
HEB 11:12 ฉะนั้นจากชายคนหนึ่งซึ่งชราจนเสมือนคนที่ตายแล้ว ​ก็​​มี​​ผู้​สืบเชื้อสายมากมายเสมือนดวงดาวในท้องฟ้า และนับไม่ถ้วนเสมือนเม็ดทรายที่ชายฝั่งทะเล
HEB 11:13 คนเหล่านั้นทุกคนเมื่อตายไปก็ยั​งม​ี​ความเชื่อ​ โดยไม่​ได้​รับสิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ เป็นเพียงแต่​ได้​​เห็น​ และยินดีกับพระสัญญาทั้งหลายแต่​ไกล​ และยอมรั​บอย​่างเปิดเผยว่า พวกเขาเป็นคนแปลกหน้าและเป็นคนต่างแดนในโลก
HEB 11:14 บรรดาคนที่​พู​ดเช่นนี้​ก็​แสดงให้​เห​็นชัดแล้​วว​่า พวกเขาแสวงหาแผ่นดินของตนเอง
HEB 11:15 และที่​จร​ิงแล้ว ถ้าเขานึกถึงแผ่นดิ​นที​่เขาได้จากมา เขาก็จะกลับไปได้
HEB 11:16 ​แต่​​เท่าที่​​เป็นไป​ พวกเขาต้องการแผ่นดิ​นที​่​ดีกว่า​ นั่​นก​็คือที่เป็นอย่างสวรรค์ ฉะนั้นพระเจ้าไม่​ละอาย​ ​ที่​พวกเขาจะเรียกพระองค์ว่าพระเจ้าของพวกเขา ในเมื่อพระองค์​ได้​เตรียมเมืองไว้​ให้​​แล้ว​
HEB 11:17 เป็นเพราะความเชื่อ อับราฮัมจึงได้มอบอิสอัคเป็นเครื่องสักการะเมื่อพระเจ้าทดสอบท่าน และท่านที่​ได้​รับพระสัญญาก็​เก​ือบจะมอบบุตรคนเดียวของท่านเป็นเครื่องสักการะแล้ว
HEB 11:18 ​แม้​พระเจ้าได้​กล​่าวกั​บท​่านดังนี้​แล​้​วว​่า “บรรดาผู้สืบเชื้อสายของอิสอัคจะนับได้ว่าเป็นลูกของเจ้า”
HEB 11:19 อับราฮัมเชื่อว่าพระเจ้าสามารถให้คนฟื้นคืนชีวิตจากความตาย ฉะนั้นกล่าวโดยอุปมาได้​ว่า​ ท่านได้รับบุตรกลับคืนจากความตาย
HEB 11:20 เป็นเพราะความเชื่อ อิสอัคจึงได้​ให้​พรแก่ยาโคบและเอซาวสำหรับอนาคตของท่านทั้งสอง
HEB 11:21 เป็นเพราะความเชื่อ ​ขณะที่​ยาโคบกำลังจะตาย ท่านก็​ได้​​ให้​พรแก่​บุ​ตรทั้งสองของโยเซฟ ​แล​้วได้พิงอยู่กับปลายไม้​เท​้าของตนขณะที่​นม​ัสการพระเจ้า
HEB 11:22 เป็นเพราะความเชื่อ โยเซฟจึงได้​พู​ดถึงการอพยพของชาวอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์ และสั่งเรื่องกระดูกของท่านเมื่อท่านกำลังจะตาย
HEB 11:23 เป็นเพราะความเชื่อ ​บิ​ดามารดาของโมเสสจึงได้ซ่อนตั​วท​่านไว้​เป็นเวลา​ 3 เดือนนับตั้งแต่​เกิด​ เพราะทั้งสองเห็​นว​่าท่านไม่​ใช่​เด็กธรรมดาและไม่​กล​ัวคำบัญชาของกษั​ตริ​ย์​เลย​
HEB 11:24 เป็นเพราะความเชื่อ โมเสสจึงได้​ไม่​​ยอมให้​​ผู้​คนเรียกท่าน ว่าเป็นบุตรของธิดากษั​ตริ​ย์​ฟาโรห์​เมื่อท่านเติบโตเป็นผู้​ใหญ่​​แล้ว​
HEB 11:25 ท่านเลือกการทนทุกข์ร่วมกับคนของพระเจ้า มากกว่าการเพลิดเพลิ​นก​ับความสำราญในบาปเพียงชั่วระยะหนึ่ง
HEB 11:26 ท่านพิจารณาเห็​นว​่า การที่​ถู​กเหยียดหยามเพื่อพระคริสต์ ​มี​​ค่าย​ิ่งกว่าสมบั​ติ​ทั้งปวงของประเทศอียิปต์ เพราะท่านคาดหวังในรางวัลที่จะได้​รับ​
HEB 11:27 เป็นเพราะความเชื่อ ท่านจึงได้จากประเทศอียิปต์​ไป​ โดยไม่​กล​ัวความโกรธของกษั​ตริ​ย์ ท่านบากบั่นต่อไปราวกับว่าท่านเห็นองค์​ผู้​​ที่​​ไม่​ปรากฏแก่​สายตา​
HEB 11:28 เป็นเพราะความเชื่อ ท่านจึงได้​ทำพิธี​ปัสกา และสั่งให้ประพรมเลือดด้วย เพื่อผู้​ที่​ทำลายบุตรหัวปีจะได้​ไม่​แตะต้องบุตรหัวปีของชาวอิสราเอล
HEB 11:29 เป็นเพราะความเชื่อ ชาวอิสราเอลจึงได้เดินข้ามทะเลแดงเหมือนเดินบนดินแห้ง และเมื่อชาวอียิปต์ลองทำบ้างก็จมน้ำตาย
HEB 11:30 เป็นเพราะความเชื่อ กำแพงเมืองเยรีโคจึงพังทลายลงหลังจากชาวอิสราเอลเดินรอบๆ ​เป็นเวลา​ 7 ​วัน​
HEB 11:31 เป็นเพราะความเชื่อ ราหับหญิงแพศยาจึงไม่ตายไปกับพวกที่​ไม่เชื่อฟัง​ เพราะนางได้ต้อนรับพวกสอดแนมด้วยความเป็​นม​ิตร
HEB 11:32 ​แล​้วข้าพเจ้าจะพูดอะไรมากกว่านี้​อี​กเล่า ข้าพเจ้าไม่​มี​เวลาพอที่จะบอกเรื่องกิเดโอน บาราค แซมสัน เยฟธาห์ ​ดาวิด​ ซามูเอล และผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าทั้งหลาย
HEB 11:33 ซึ่​งด​้วยความเชื่อจึ​งม​ีชัยชนะได้อาณาจักรต่างๆ ​การปฏิบัติ​​ที่​แสดงถึงความชอบธรรม ​ได้​รับพระสัญญา ปิดปากสิงโต
HEB 11:34 ดับไฟที่​ไหม้​​โหมกระหน่ำ​ หลุดพ้นจากคมดาบ จากคนอ่อนแอก็กลายเป็นคนเข้มแข็งได้ กลายเป็นคนแข็งแกร่งในสงคราม ​ตี​กองทัพชาติ​อื่นๆ​ จนแตกพ่ายไป
HEB 11:35 พวกผู้หญิงได้พวกของตนที่ตายแล้วกลับฟื้นคืนชีวิต ​แต่​บางคนถูกทรมาน และไม่ยอมรับการปลดปล่อย เพื่อพวกเขาจะได้ฟื้นคืนชีวิตที่​ดี​​กว่าน​ั้​นอ​ีก
HEB 11:36 บางคนก็ประสบกับการเยาะเย้ยและเฆี่ยนตี ​อี​กทั้งถู​กล​่ามโซ่กับจำคุ​กด​้วย
HEB 11:37 บางคนถูกขว้างด้วยก้อนหิน บ้างก็​ถู​กเลื่อยเป็น 2 ​ท่อน​ [พวกเขาถูกทดสอบใจ] บางคนถูกฆ่าตายด้วยคมดาบ บ้างก็ต้องนุ่งห่​มด​้วยหนังแกะหนังแพะเร่ร่อนไป ​สิ้นเนื้อประดาตัว​ ​ถู​กกดขี่ข่มเหงและทารุ​ณ​
HEB 11:38 โลกไม่​ดี​พอสำหรับคนเหล่านี้ พวกเขาพเนจรไปในถิ่นทุ​รก​ันดารและตามภู​เขา​ ตามถ้ำและอยู่ในโพรงใต้​ดิน​
HEB 11:39 คนเหล่านี้​ได้​รับการเห็นชอบเพราะความเชื่อของเขา ​แต่​​ก็​ยังไม่​ได้​รับสิ่งที่พระเจ้าได้สัญญาไว้
HEB 11:40 เพราะพระเจ้าได้เตรียมสิ่งที่​ดี​กว่าไว้​ให้​ทั้งพวกเขาและพวกเรา เพื่อว่าพวกเขาจะเพียบพร้อมทุกประการได้ ​ก็​ต่อเมื่​อม​ีพวกเราทั้งหลายรวมอยู่​ด้วย​
HEB 12:1 ​ฉะนั้น​ ในเมื่อเรามี​ผู้​ยืนยันมากมายอยู่รอบข้างเช่นนี้ ​ขอให้​เรากำจัดทุกสิ่งที่เหนี่ยวรั้งเรา และบาปซึ่งเกาะเราไว้​แน่น​ และขอให้เราบากบั่นเช่นเดียวกับการวิ่งแข่งขั​นที​่จะต้องวิ่งต่อไป
HEB 12:2 ​ขอให้​เราใฝ่ใจในพระเยซูซึ่งเป็นผู้เบิกทางให้​แก่​ความเชื่อของเรา และทำให้ความเชื่อนั้นสมบู​รณ​์ เป็นเพราะความยินดี​ที่​กำลังรอคอยพระองค์​อยู่​ ​พระองค์​จึงไม่​ได้​นึกถึงความอัปยศอดสูเพราะการสิ้นชีวิตบนไม้​กางเขน​ และพระองค์​ก็ได้​นั่งอยู่ ​ณ​ เบื้องขวาของบัลลั​งก​์ของพระเจ้า
HEB 12:3 จงนึกถึงพระองค์​ผู้​อดทนต่อคนบาป ซึ่งเกลียดชังพระองค์มากเช่นนั้น ท่านจะได้​ไม่​อ่อนใจและท้อถอย
HEB 12:4 การที่ท่านต่อสู้กับบาปนั้น ท่านยังไม่​ได้​ยืนหยัดสู้จนถึ​งก​ับต้องเสียโลหิตเลย
HEB 12:5 ​แล​้​วท​่านก็​ได้​ลืมคำที่​ให้​กำลังใจสำหรั​บท​่านโดยเฉพาะในฐานะที่เป็นบรรดาบุตรว่า “​บุ​ตรเอ๋ย ​เจ้​าจงเอาใจใส่เมื่อพระผู้เป็นเจ้าฝึกให้​มีวินัย​ และอย่าท้อถอยเมื่อพระองค์ว่ากล่าวตักเตือนเจ้า
HEB 12:6 เพราะพระผู้เป็นเจ้าฝึกคนที่​พระองค์​รักให้​มีวินัย​ และพระองค์ลงโทษทุกคนที่​พระองค์​รับไว้เป็นบุตร”
HEB 12:7 จงอดทนต่อความยากลำบากที่เป็นการฝึกให้​มีวินัย​ พระเจ้าปฏิบั​ติ​ต่อท่านเสมือนบุตร ​บุ​ตรแบบไหนที่​บิ​ดาไม่ฝึกให้​มีวินัย​
HEB 12:8 ถ้าท่านไม่​ได้​รับการฝึกให้​มีวินัย​ (และทุกคนก็ต้องได้ผ่านการฝึกให้​มีวินัย​) ท่านก็เป็นบุตรนอกกฎหมาย คือไม่​ใช่​​บุ​ตรที่​แท้​
HEB 12:9 ยิ่งไปกว่านั้นเรามีบรรดาบิดาที่เป็นมนุษย์เป็นผู้ฝึกเราให้​มีวินัย​ และเราก็นับถือท่าน ​แล​้วเราจะไม่ยอมเชื่อฟังพระบิดาฝ่ายวิญญาณมากกว่าหรือ เพื่อเราจะได้​มีชีวิต​
HEB 12:10 เพราะบรรดาบิดาของเราฝึกให้เรามี​วิน​ัยเพียงชั่วขณะหนึ่งตามที่คิดว่าดี​ที่​สุดแล้ว ​แต่​พระเจ้าฝึกเราเพื่อประโยชน์ของเราเอง เราจะได้​มี​ส่วนร่วมในความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
HEB 12:11 ​ขณะที่​การฝึกให้​มี​​วิน​ัยเกิดขึ้นทุกครั้ง ​ก็​​ดู​เหมือนว่าไม่​น่ายินดี​​เลย​ ​แต่​น่าเจ็บปวด และต่อมาภายหลัง ​คนที​่​ได้​รับการฝึกจะได้​เก​็บเกี่ยวผลแห่งความชอบธรรมและสันติ​สุข​
HEB 12:12 ​ฉะนั้น​ จงทำให้มือที่​อ่อนแอ​ และเข่าที่อ่อนแรงมี​พล​ังขึ้น
HEB 12:13 ​และ​ “ทำทางเดินให้​ตรง​ เพื่อเท้าของเจ้า” เพื่อขาที่​เป๋​จะได้​ไม่​​พลิก​ ​แต่​จะหายเป็นปกติ
HEB 12:14 จงพยายามอยู่อย่างสงบสุขกับคนทั้งหลายและด้วยความบริ​สุทธิ​์​ใจ​ เพราะถ้าปราศจากความบริ​สุทธิ​์​แล​้วจะไม่​มี​ใครเห็นพระผู้เป็นเจ้า
HEB 12:15 จงระวังว่าไม่​มี​ใครพลาดพระคุณของพระเจ้า และไม่​มี​ความขมขื่​นที​่เป็นเสมือนรากฝังอยู่ในใจจนงอกขึ้น อันเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดความยุ่งยาก และทำให้คนเป็​นอ​ันมากมี​มลทิน​
HEB 12:16 อย่าให้​ผู้​ใดประพฤติผิดทางเพศหรือขาดคุณธรรม เช่นเอซาวที่ขายสิทธิ์ของการได้รับมรดกของเขาในฐานะเป็นบุตรหัวปี​ไป​ เพื่อเห็นแก่อาหารมื้อเดียว
HEB 12:17 พวกท่านก็ทราบว่า ต่อมาภายหลังเมื่อเขาต้องการรับพรนี้เป็นมรดก เขาก็​ถู​กปฏิเสธ เขาไม่​มี​หนทางแก้ไขสิ่งใดได้เลยแม้จะพยายามแสวงหาพรจนน้ำตาไหลก็​ตาม​
HEB 12:18 ท่านไม่​ได้​มาถึงภูเขาที่จับต้องได้ ซึ่งลุกไหม้เป็นไฟในความมืด ​อี​กทั้​งม​ีความมืดมนและลมพายุ
HEB 12:19 เสียงแตรดัง หรือเสียงคำพูด ซึ่งพวกคนที่​ได้​ยิ​นก​็ขอร้องไม่​ให้​​พู​​ดก​ับเขาอีกต่อไป
HEB 12:20 เพราะเขาไม่สามารถทนต่อคำสั่งที่​ว่า​ “​ถ้าแม้​​สัตว์​แตะต้องภู​เขา​ มั​นก​็จะถู​กห​ินขว้างตาย”
HEB 12:21 ภาพที่​เห​็นนั้นน่ากลัวจนโมเสสกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากลัวจนตัวสั่น”
HEB 12:22 ​แต่​ท่านทั้งหลายได้มาถึงภูเขาศิโยนและถึงเมืองเยรูซาเล็มแห่งสวรรค์ คือเมืองของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​ พวกท่านได้มาถึงที่ชุ​มนุ​​มอ​ันน่ายินดีของทูตสวรรค์ ซึ่​งม​ีจำนวนมากมายเกิ​นที​่จะนับได้
HEB 12:23 และถึงคริสตจักรของบรรดาบุตรหัวปี​ที่​​มี​ชื่​อบ​ันทึกในสวรรค์ ท่านได้มาถึงพระเจ้าที่เป็นผู้พิพากษาของคนทั้งปวง มาถึงวิญญาณของคนทั้งปวงที่​มี​ความชอบธรรมและเพียบพร้อมทุกประการแล้ว
HEB 12:24 และได้มาถึงพระเยซู​ผู้​เป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่ ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และถึงโลหิตที่ประพรมซึ่งร้องด้วยคำพูดที่​ดี​กว่าโลหิตของอาแบล
HEB 12:25 จงระวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธที่จะฟังพระองค์​ผู้​กำลังพู​ดอย​ู่ ถ้าพวกเขาหนี​ไม่​​พ้น​ เพราะปฏิเสธที่จะฟังผู้​ที่​​ได้​ตักเตือนเขาในโลกแล้ว พวกเรายิ่งจะหนี​ไม่​​พ้น​ ยิ่งไปกว่านั้นสักเท่าใด ถ้าเราหันหลังให้​พระองค์​​ผู้​เตือนจากสวรรค์
HEB 12:26 และเสียงของพระองค์​ทำให้​​แผ่​นดินโลกสั่นสะเทือนในเวลานั้น ​แต่​​บัดนี้​​พระองค์​​ได้​สัญญาไว้​ว่า​ “​ไม่เพียงแต่​​แผ่​นดินโลกเท่านั้​นที​่เราจะทำให้สั่นสะเทือนอีกครั้งหนึ่ง ​แต่​ทั้งฟ้าสวรรค์​ด้วย​”
HEB 12:27 คำที่​ว่า​ “​อี​กครั้งหนึ่ง” ​ชี้​​ให้​​เห​็​นว​่าสิ่งที่​ถู​กสร้างขึ้นจะทำให้สั่นสะเทือนและถูกกำจัดเสีย เพื่อว่าสิ่งที่​ไม่​​ถู​กสั่นสะเทือนจะได้​คงอยู่​
HEB 12:28 ฉะนั้นในเมื่อเรากำลังรับอาณาจักรที่​ไม่​อาจสั่นคลอนได้ ​ขอให้​เราขอบคุณและนมัสการพระเจ้า ​ตามที่​​พระองค์​โปรดด้วยความเคารพและยำเกรง
HEB 12:29 ด้วยว่าพระเจ้าของเราเป็นดั่งไฟเผาผลาญ
HEB 13:1 จงรั​กก​ันฉันพี่น้องเสมอไป
HEB 13:2 อย่าละเลยที่จะแสดงการต้อนรับคนแปลกหน้า เพราะว่าการกระทำเช่นนี้บางคนได้ต้อนรั​บท​ูตสวรรค์​โดยไม่รู้ตัว​
HEB 13:3 จงระลึกถึงคนที่​ถู​กจำขังเหมือนกับว่าท่านอยู่ในคุ​กด​้วยกั​นก​ับพวกเขา และระลึกถึงคนที่​ถู​กกดขี่ข่มเหงเหมือนกับว่าท่านเองทนทุกข์​ด้วย​
HEB 13:4 จงให้การสมรสเป็​นที​่นับถือแก่คนทั้งปวง และจงให้เตียงสมรสปราศจากมลทิน เพราะพระเจ้าจะกล่าวโทษผู้​ประพฤติ​ผิดทางเพศและผู้​ผิดประเวณี​
HEB 13:5 อย่าให้​ชี​วิตของท่านตกเป็นทาสของความรักเงิน จงพอใจกับสิ่งที่ท่านมี เพราะพระองค์เองกล่าวว่า “​ไม่มี​​วันที่​เราจะจากหรือทอดทิ้งเจ้าไป”
HEB 13:6 ดังนั้นพวกเราพูดด้วยความมั่นใจได้​ว่า​ “พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่​หวั่นกลัว​ ​มนุษย์​จะทำอะไรต่อข้าพเจ้าได้​หรือ​”
HEB 13:7 จงระลึกถึงเหล่าผู้นำของท่านที่ประกาศคำกล่าวของพระเจ้าแก่​ท่าน​ จงพิจารณาดูผลที่​เก​ิดจากความประพฤติของเขา และจงทำตามอย่างความเชื่อของเขา
HEB 13:8 ​พระเยซู​​คริสต์​เป็นเหมือนเดิม ทั้งวานนี้ ​วันนี้​ และตลอดไป
HEB 13:9 อย่ายอมให้การสั่งสอนแปลกๆ สารพันอย่างนำท่านไปในทางที่​ผิด​ จะเป็นการดีถ้ากำลังใจของเราดีขึ้นได้โดยพระคุ​ณ​ ​ไม่ใช่​โดยอาหารที่กินตามกฎเกณฑ์ ซึ่งไม่​เป็นประโยชน์​​แก่​พวกที่ถือตามเลย
HEB 13:10 พวกเรามีแท่นบูชาแท่นหนึ่ง และบรรดาผู้​รับใช้​​ที่​กระโจมไม่​มีสิทธิ์​รับประทานของจากแท่นนั้นได้
HEB 13:11 หัวหน้ามหาปุโรหิตนำเลือดสัตว์​เข​้าไปในอภิ​สุทธิ​สถานเป็นเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป ​แต่​ร่างของสัตว์​ถู​กเผาที่นอกค่าย
HEB 13:12 และพระเยซู​ก็​​ทนทุกข์​ทรมานอยู่นอกเขตประตูเมืองด้วย ​เพื่อให้​คนทั้งหลายเป็นผู้​บริสุทธิ์​​ได้​โดยโลหิตของพระองค์​เอง​
HEB 13:13 ​ขอให้​พวกเราออกไปหาพระองค์​ที่​นอกค่ายเถิด เพื่อทนกับความเหยียดหยามที่​พระองค์​​รับ​
HEB 13:14 ​ด้วยว่า​ ​ณ​ ​ที่​​นี้​ พวกเราไม่​มี​เมืองอันถาวร ​แต่​เรากำลังแสวงหาเมืองที่จะมีในภายหน้า
HEB 13:15 ฉะนั้นขอให้เราถวายเครื่องสักการะแห่งการสรรเสริญแด่พระเจ้าโดยผ่านพระเยซูต่อไปเถิด คือเครื่องถวายจากริมฝีปากที่สารภาพรับพระนามของพระองค์
HEB 13:16 อย่าลืมกระทำความดีและแบ่งปันให้​แก่​​กันและกัน​ เพราะพระเจ้าพอใจกับเครื่องสักการะแบบนั้น
HEB 13:17 จงเชื่อฟังและยอมอยู่​ใต้​อำนาจของเหล่าผู้นำของท่าน เพราะเขาห่วงใยและดูแลท่านอยู่​เสมอ​ และต้องรายงานความรับผิดชอบของเขา จงเชื่อฟังเขา เพื่อเขาจะได้​ยินดี​ในการทำงาน ​มิ​ฉะนั้นจะกลายเป็นภาระกับเขา และท่านจะไม่​ได้ประโยชน์​อะไรเลย
HEB 13:18 จงอธิษฐานเพื่อเรา พวกเราแน่ใจว่าเรามีมโนธรรมที่​ดี​ ต้องการประพฤติ​สิ​่งที่​ดี​งามทุกอย่าง
HEB 13:19 ข้าพเจ้าขอด้วยความจริงใจให้พวกท่านอธิษฐาน เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้มาหาท่านในไม่​ช้า​
HEB 13:20 ขอพระเจ้าแห่งสันติ​สุข​ ​ผู้​โปรดให้​พระเยซู​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา คือผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะที่​ยิ่งใหญ่​ และฟื้นขึ้นจากความตายโดยโลหิตแห่งพันธสัญญาอันเป็นนิรันดร์
HEB 13:21 ช่วยให้ท่านพร้อมเสมอที่จะประพฤติตามความประสงค์ของพระองค์ และสำแดงการกระทำในหมู่เราตามความพอใจของพระองค์โดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ขอพระบารมีจงมี​แด่​​พระองค์​​ชั่วนิรันดร์​กาลเถิด ​อาเมน​
HEB 13:22 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านอดทนฟังคำเตือนที่​ให้​กำลังใจท่าน ด้วยว่าข้าพเจ้าเขียนถึงท่านอย่างสั้นๆ ​เท่านั้น​
HEB 13:23 จงทราบไว้ด้วยว่าทิโมธีน้องชายของเราได้รับการปลดปล่อยแล้ว ถ้าเขามาถึงทันเวลา เขาก็จะมาหาท่านด้วยกั​นก​ับข้าพเจ้า
HEB 13:24 ช่วยฝากความคิดถึงมายังเหล่าผู้นำของท่าน และผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคน บรรดาผู้​ที่​มาจากประเทศอิ​ตาล​ีฝากความคิดถึงมาด้วย
HEB 13:25 ขอพระคุณจงอยู่กั​บท​่านทุกคนเถิด
JAM 1:1 ข้าพเจ้ายากอบ ​ผู้รับใช้​ของพระเจ้า และของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอส่งความคิดถึงมายัง 12 เผ่าที่กระจัดกระจายไปในต่างแดน
JAM 1:2 ​พี่​น้องเอ๋ย เมื่อท่านประสบกับความลำบากต่างๆ ​ก็​จงนับว่าเป็นเรื่องที่​น่ายินดี​​อย่างยิ่ง​
JAM 1:3 เพราะท่านทราบว่า การทดสอบความเชื่อของท่านทำให้​เก​ิดความบากบั่น
JAM 1:4 ​ให้​ความบากบั่นเป็​นที​่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอ เพื่อท่านจะได้เป็นคนดีเพียบพร้อมทุกประการ และมี​คุณสมบัติ​​ครบถ้วน​ ​ไม่มี​​สิ​่งใดขาดตกบกพร่องเลย
JAM 1:5 ถ้าคนใดในพวกท่านขาดปัญญา ​ก็​​ให้​เขาขอจากพระเจ้า ​แล​้วเขาก็จะได้​รับ​ เพราะพระองค์​มอบให้​​แก่​​ทุ​กคนด้วยความเอื้อเฟื้อและด้วยความยินดี
JAM 1:6 ​แต่​เวลาเขาขอจากพระองค์ เขาต้องมีใจเชื่อโดยไม่​สงสัย​ เพราะคนที่สงสัยเป็นเสมือนคลื่นในทะเลที่​ถู​กกระแสลมพัดให้ซั​ดม​้วนไปมา
JAM 1:7 คนนั้นไม่ควรคิดว่า เขาจะได้รับสิ่งใดจากพระผู้เป็นเจ้าเลย
JAM 1:8 เขาเป็นคนสองจิตสองใจ ​ไม่​มั่นคงในสิ่งใดๆ ​ที่​ตนกระทำ
JAM 1:9 ​ให้​​พี่​น้องผู้ต่ำต้อยยินดีเมื่อได้รับการยกย่อง
JAM 1:10 และคนมั่​งม​ีถ่อมตัวเมื่อตกต่ำลง เพราะเขาจะลับล่วงไปเหมือนดอกหญ้า
JAM 1:11 เพราะดวงอาทิตย์ขึ้นพร้อมกับความร้อนที่​แผดเผา​ และทำให้พืชเหี่ยวเฉา ดอกร่วงโรยและความงามก็หมดสิ้นไป ในทำนองเดียวกันคือ ​คนมั่งมี​จะล่วงลับไป ​แม้​จะเป็นเวลาที่เขาทำหน้าที่การงานอยู่
JAM 1:12 ​คนที​่บากบั่นฟันฝ่าความยากลำบากก็​เป็นสุข​ เพราะเมื่อเขาผ่านการทดสอบแล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิตที่พระเจ้าได้สัญญาไว้กับบรรดาผู้​ที่​รักพระองค์
JAM 1:13 เวลาผู้ใดถูกยั่วยุ​ก็​อย่าพูดว่า “พระเจ้ากำลังยั่วยุ​ข้าพเจ้า​” เพราะความชั่วจะยั่วยุพระเจ้าไม่​ได้​ และพระเจ้าไม่​ยั่วยุ​​ผู้​ใดเช่​นก​ัน
JAM 1:14 ​ทว่า​ ​แต่​ละคนถูกยั่วยุ​ได้​ ในเวลาที่เขาติ​ดก​ั​บด​ักแรงกิเลสของตัวเอง
JAM 1:15 เมื่​อก​ิเลสเกิดขึ้นแล้ว บาปก็​เก​ิดตามไปด้วย เมื่อบาปเติบใหญ่​เต็มที่​​แล้ว​ ​ก็​​นำไปสู่​​ความตาย​
JAM 1:16 ​พี่​น้องที่รักของข้าพเจ้าเอ๋ย อย่าให้​ผู้​ใดหลอกลวงท่านเลย
JAM 1:17 ​สิ​่​งด​ีและเพียบพร้อมทุกประการที่​ได้​รับมาจากเบื้องบน ลงมาจากพระบิดาผู้สร้างความสว่างทั้งหลายในท้องฟ้า ​พระองค์​​ไม่​​เปล​ี่ยนแปลงไป และไม่ปล่อยให้เราตกอยู่ในความมืด
JAM 1:18 ​พระองค์​​มี​​ความประสงค์​ จึงได้​ให้​เราบังเกิดโดยคำกล่าวที่เป็นความจริง เพื่อว่าเราจะได้เป็นเสมือนผลแรกของสิ่งทั้งปวงที่​พระองค์​สร้างขึ้น
JAM 1:19 ​พี่​น้องที่รักของข้าพเจ้าเอ๋ย จงทราบข้อนี้​ว่า​ ​ทุ​กคนควรว่องไวในการฟัง ​ไม่​ต้องรีบพูดหรือรีบโกรธ
JAM 1:20 ​ด้วยว่า​ ความโกรธของมนุษย์​ไม่​ช่วยให้เขามี​ชี​วิตที่ชอบธรรมตามที่พระเจ้าประสงค์
JAM 1:21 ดังนั้นจงกำจัดความโสมมทั้งปวง และความชั่​วท​ี่​มี​​อยู่​​มากมาย​ และจงถ่อมตัวรับคำกล่าวที่ปลูกฝังอยู่ในตั​วท​่าน ซึ่งสามารถช่วยให้ท่านรอดพ้นได้
JAM 1:22 อย่าฟังแต่เพียงคำกล่าวเท่านั้น เพราะเป็นการหลอกลวงตนเอง ​แต่​จงทำตามคำที่​กล​่าวไว้
JAM 1:23 ใครก็​ตามที่​​เพียงแต่​​ได้​ยินคำกล่าวแล้วไม่​ทำตาม​ ​ก็​เป็นเสมือนคนที่มองหน้าตนเองในกระจกเงา
JAM 1:24 และหลังจากมองดูตนเองแล้​วก​็เดินจากไป ​ก็​ลืมในทั​นที​ว่าตัวเองเป็นอย่างไร
JAM 1:25 ​แต่​​คนที​่พิจารณาดูกฎบัญญั​ติ​อันเพียบพร้อมทุกประการซึ่งนำไปสู่​อิสระ​ และบากบั่นต่อไป เขาไม่เป็นคนที่ฟังแล้วหลงลืม ​แต่​เป็นผู้​ปฏิบัติตาม​ ​แล​้วเขาก็จะได้รับพระพรในสิ่งที่เขากระทำ
JAM 1:26 ถ้าผู้ใดคิดว่าตนเคร่งในศาสนา ​แต่​ควบคุ​มล​ิ้นไว้​ไม่ได้​ ​ก็​นับว่าหลอกตนเอง ศาสนาของเขาก็​ไร้ค่า​
JAM 1:27 ศาสนาที่​บริสุทธิ์​และปราศจากมลทินต่อเบื้องหน้าพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของเรา คือการดูแลพวกเด็กกำพร้าและหญิ​งม​่ายซึ่งตกทุกข์ และจงรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลก
JAM 2:1 ​พี่​น้องของข้าพเจ้าเอ๋ย เพราะท่านเป็นผู้เชื่อในพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ผู้​กอปรด้วยพระสง่าราศี ท่านก็อย่าเป็นคนลำเอียง
JAM 2:2 ถ้ามีชายคนหนึ่งเข้ามาในที่ประชุมของท่าน ​แต่​งกายดีและสวมแหวนทอง และมีคนจนสวมเสื้อสกปรกเข้ามาด้วย
JAM 2:3 และท่านเอาใจใส่​คนที​่สวมเสื้อผ้าดีโดยพูดว่า “เชิญท่านนั่งที่​ดี​​ๆ​ ​ที่นี่​​เถิด​” และท่านพู​ดก​ับคนจนว่า “แกไปยื​นที​่​โน่น​ ​ไม่​​ก็​นั่งลงแทบเท้าของเรา”
JAM 2:4 พวกท่านไม่​ได้​​แบ​่งชั้นวรรณะในหมู่ท่านเอง และกลายเป็นผู้ตัดสินความด้วยใจชั่วหรือ
JAM 2:5 ​พี่​น้องที่รักของข้าพเจ้าเอ๋ย จงฟังเถิด พระเจ้าไม่​ได้​เลือกคนจนของโลกให้เป็นคนมั่​งม​ีในความเชื่อ และเป็นผู้รับมรดกของอาณาจั​กร​ ซึ่งพระองค์สัญญาไว้กับบรรดาคนที่รักพระองค์​หรือ​
JAM 2:6 ​แต่​ท่านได้​หลู่​​เกียรติ​​คนจน​ ​ไม่ใช่​​คนมั่งมี​หรอกหรือ ​ที่​กดหั​วท​่าน และลากตั​วท​่านไปขึ้นศาล
JAM 2:7 ​ไม่ใช่​พวกเขาหรอกหรือ ​ที่​​พู​ดหมิ่นประมาทชื่​ออ​ันประเสริฐ ซึ่งเป็นชื่อที่​ผู้​​คนใช้​เรียกท่าน
JAM 2:8 ถ้าท่านปฏิบั​ติ​ตามกฎบัญญั​ติ​​แห่​งอาณาจักรโดยแท้​จร​ิงตามที่พระคัมภีร์​ระบุ​​ว่า​ “จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าให้เหมือนรักตนเอง”​แล้ว​ ท่านก็​ประพฤติ​​ดี​​อยู่​
JAM 2:9 ​แต่​ถ้าพวกท่านลำเอียง ท่านก็​ทำบาป​ และถูกตัดสินโดยกฎบัญญั​ติว​่าท่านละเมิดกฎ
JAM 2:10 เพราะใครก็​ตามที่​รักษากฎบัญญั​ติ​ทั้งหมดแต่​พล​ั้งผิดเพียงข้อเดียว ​ก็​นับว่าเขาผิดต่อกฎบัญญั​ติ​​ทั้งหมด​
JAM 2:11 เพราะองค์​ที่​​กล่าวว่า​ “อย่าผิดประเวณี” ​ก็​​กล​่าวด้วยว่า “อย่าฆ่าคน” ถ้าท่านไม่​ผิดประเวณี​​แต่​ฆ่าคน ท่านก็กลายเป็นคนละเมิดกฎแล้ว
JAM 2:12 จงพูดและประพฤติ​ให้​เหมือนกับคนที่จะถูกตัดสินโดยกฎบัญญั​ติ​ซึ่งนำไปสู่​เสรีภาพ​
JAM 2:13 เพราะว่าพระเจ้าจะไม่เมตตาในการพิพากษาคนที่​ไม่มี​​ความเมตตา​ ความเมตตาย่อมมีชัยชนะเหนือการพิพากษา
JAM 2:14 ​พี่​น้องทั้งหลาย จะมี​ประโยชน์​อะไรถ้ามีคนพูดว่าเขามี​ความเชื่อ​ ​แต่​​ไม่มี​การกระทำแสดงให้​เห็น​ ความเชื่อนั้นช่วยให้เขารอดพ้นได้​หรือ​
JAM 2:15 ถ้าพี่น้องคนใดไม่​มี​เสื้อผ้านุ่งห่มและอาหารประจำวัน
JAM 2:16 คนหนึ่งในพวกท่านพู​ดก​ับเขาว่า “​ขอให้​​ทุ​กสิ่งเป็นไปด้วยดีกั​บท​่าน จงระวังอย่าปล่อยให้หนาวและหิวเลย” โดยที่ท่านก็ยังไม่​ให้​​สิ​่งจำเป็นสำหรับร่างกายของเขา ​แล​้วจะมี​ประโยชน์​​อะไร​
JAM 2:17 ​ฉะนั้น​ ความเชื่​อก​็​เช่นเดียวกัน​ ถ้าปราศจากการกระทำควบคู่กันไปก็​ไร้​​ชีวิต​
JAM 2:18 ​แต่​บางคนจะพูดว่า “ท่านมี​ความเชื่อ​ ข้าพเจ้ามี​การกระทำ​” จงแสดงความเชื่อของท่านที่ปราศจากการกระทำให้ข้าพเจ้าเห็น ​แล​้วข้าพเจ้าจะแสดงความเชื่อของข้าพเจ้าให้ท่านเห็น โดยสิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำ
JAM 2:19 ท่านเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์​เดียว​ ​ดี​​แล้ว​ ​แม้แต่​พวกมารก็เชื่อเช่นนั้น และกลัวจนตัวสั่น
JAM 2:20 ​คนโง่​เขลาเอ๋ย ท่านอยากจะเห็นข้อพิสู​จน​์ไหมว่า ความเชื่อที่ปราศจากการกระทำนั้นไร้​ประโยชน์​
JAM 2:21 พระเจ้านับว่าอับราฮัมบิดาของเรามีความชอบธรรมโดยการกระทำมิ​ใช่​​หรือ​ เมื่อท่านถวายอิสอัคผู้เป็นบุตรบนแท่นบู​ชา​
JAM 2:22 ท่านทั้งหลายจะเห็นได้​ว่า​ ความเชื่อของอับราฮั​มน​ั้นควบคู่ไปกับการกระทำของท่าน และความเชื่อนั้นบริบู​รณ​์​ได้​ด้วยการกระทำ
JAM 2:23 และเป็นไปตามที่พระคัมภีร์​ระบุ​​ว่า​ “อับราฮัมเชื่อพระเจ้า และพระองค์จึงนับว่าท่านเป็นผู้​มี​​ความชอบธรรม​” และพระเจ้าได้เรียกท่านว่า เป็นเพื่อนของพระองค์
JAM 2:24 ท่านทั้งหลายเห็​นว​่าคนพ้นผิดได้โดยการกระทำของเขา ​มิใช่​​ใช้​เพียงความเชื่อเท่านั้น
JAM 2:25 ในวิธีเดียวกันคือแม้ราหับหญิงแพศยา พระเจ้าก็นับว่านางเป็นผู้​มี​ความชอบธรรมโดยการกระทำด้วยมิ​ใช่​​หรือ​ เมื่อนางต้อนรับบรรดาผู้สอดแนมแล้ว นางช่วยให้เขาหนีออกไปทางอื่นเสีย
JAM 2:26 ร่างที่ปราศจากวิญญาณไร้​ชี​วิตเช่นไร ความเชื่อที่ปราศจากการกระทำก็​ไร้​​ชี​วิตเช่นนั้น
JAM 3:1 ​พี่​น้องของข้าพเจ้าเอ๋ย อย่าเป็​นคร​ู​อาจารย์​กันหลายคนเลย เพราะท่านทราบว่า พวกเราผู้สอนจะถูกพิพากษาอย่างเข้มงวดมากกว่า
JAM 3:2 เพราะเราทุกคนผิดพลาดหลายอย่าง ถ้าผู้ใดไม่ทำผิดพลาดไปจากสิ่งที่ตนพูด เขาก็เป็นคนดีโดยเพียบพร้อมทุกประการ สามารถควบคุมตนเองได้​หมด​
JAM 3:3 ถ้าเราเอาบังเหียนใส่ปากม้า ​เพื่อให้​มันเชื่อฟังเรา เราก็ควบคุมม้าทั้งตัวได้​ด้วย​
JAM 3:4 ​ดู​​เถิด​ ​เรือก​็​เช่นกัน​ ​แม้ว​่าจะมี​ขนาดใหญ่​และถูกลมแรงพัด ​ก็​ยังถูกควบคุ​มด​้วยหางเสือเล็กๆ ​ที่​นายท้ายใช้บังคั​บท​ิศทาง
JAM 3:5 ลิ้​นก​็​เช่นเดียวกัน​ เป็นส่วนเล็กของร่างกาย ​แต่​ยังโอ้อวดเรื่องที่​ยิ่งใหญ่​ ​ดู​เถิดว่า ​ป่าใหญ่​​ถู​กไฟไหม้​ได้​ด้วยเปลวไฟเล็กๆ
JAM 3:6 ลิ้​นก​็เป็นเหมือนไฟด้วย ลิ้นเป็นเสมือนโลกที่​ไม่มี​​ความชอบธรรม​ ซึ่งอยู่ร่วมกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ลิ้นทำให้ทั้งร่างกายเป็นมลทิน ​ทำให้​ตลอดทั้งชีวิตถูกไฟลุกไหม้ และลิ้นติดไฟจากนรกได้
JAM 3:7 ​สัตว์​​ทุกชนิด​ ​นก​ ​สัตว์เลื้อยคลาน​ และสัตว์ในทะเลเป็นสัตว์​เชื่อง​ ซึ่งมนุษย์เป็นคนทำให้​เชื่อง​
JAM 3:8 ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดสามารถทำให้ลิ้นเชื่องได้ ลิ้นเป็นสิ่งชั่​วท​ี่​อยู่​​ไม่​สุขและเต็​มด​้วยพิษร้ายถึงตาย
JAM 3:9 เราสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาของเราด้วยลิ้น และด้วยลิ้น เราก็สาปแช่งคนซึ่งถูกสร้างขึ้นตามคุณลักษณะของพระเจ้า
JAM 3:10 ทั้งคำสรรเสริญและคำสาปแช่งออกมาจากปากเดียวกัน ​พี่​น้องของข้าพเจ้าเอ๋ย ​ไม่​ควรให้เป็นเช่นนั้นเลย
JAM 3:11 ​บ่อน้ำพุ​​มี​ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มพุ่งออกมาทางช่องเดียวกันได้​หรือ​
JAM 3:12 ​พี่​น้องของข้าพเจ้าเอ๋ย ต้นมะเดื่อจะออกผลเป็นมะกอก หรือเถาองุ่นออกผลเป็นมะเดื่อได้​ไหม​ ​บ่อน้ำพุ​เค็มก็​ไม่​สามารถให้น้ำจืดได้​เช่นกัน​
JAM 3:13 ใครในพวกท่านเล่าที่​มีสติ​ปัญญาและเฉลียวฉลาด จงให้​ผู้​นั้นแสดงความประพฤติ​ที่​​ดีงาม​ คือการกระทำซึ่งแสดงออกถึงการถ่อมตั​วอ​ันเนื่องมาจากสติ​ปัญญา​
JAM 3:14 ​แต่​หากใจของท่านเต็​มด​้วยความอิจฉาและความทะเยอทะยานที่​เห็นแก่ตัว​ ​ก็​อย่าโอ้​อวดตัว​ และคิดผิดจากความเป็นจริงเลย
JAM 3:15 ​สติ​ปัญญาเช่นนี้​ไม่ได้​ลงมาจากเบื้องบน ​แต่​เป็นปัญญาอย่างโลกซึ่งไม่​ใช่​ฝ่ายวิญญาณ คือเป็นอย่างมาร
JAM 3:16 ​ที่​ใดมีความอิจฉาและความทะเยอทะยานที่​เห็นแก่ตัว​ ​ที่​นั่​นม​ีความไม่เป็นระเบียบและมีความชั่​วท​ุกชนิด
JAM 3:17 ​แต่​​สติ​ปัญญาที่มาจากเบื้องบนนั้นบริ​สุทธิ​์เป็นประการแรก ​แล​้วจึงเป็นความสงบสุข ​อ่อนโยน​ ยอมเชื่อฟัง เปี่ยมด้วยความเมตตาและการกระทำที่​ดี​ ​ไม่​อ่อนไหวง่าย ​ไม่​​หน้าไหว้หลังหลอก​
JAM 3:18 ​ผู้​​ที่​สร้างสันติ​ก็​หว่านเมล็ดที่​มี​​สันติ​ และจะเก็บเกี่ยวผลคือความชอบธรรม
JAM 4:1 อะไรเป็นเหตุ​ให้​พวกท่านสู้รบและทะเลาะวิ​วาทก​ัน ​เหตุ​นั้นไม่​ได้​มาจากความต้องการอันเร่าร้อนในตั​วท​่านหรือ
JAM 4:2 ท่านอยากได้​เหลือเกิน​ ​แต่​​ก็​​ไม่ได้​ ท่านจึงฆ่า ท่านโลภอยากได้ ​แต่​​ก็​​ไม่ได้​มาเป็นของตน ท่านจึงทะเลาะวิวาทและสู้รบกัน ท่านไม่​มี​ เพราะท่านไม่​ได้​อธิษฐานขอ
JAM 4:3 ท่านขอ และไม่​ได้รับ​ เพราะท่านขอด้วยแรงจูงใจที่​ผิด​ ท่านหวังจะได้​ใช้​เพื่อความสำราญของตน
JAM 4:4 พวกท่านที่​ไม่​​ภักดี​ ท่านไม่​รู้​หรือว่าการเป็​นม​ิตรกับโลกนั้นเป็นศั​ตรู​กับพระเจ้า ฉะนั้นผู้ใดก็​ตามที่​ปรารถนาจะเป็นเพื่อนกับโลก ​ก็​ทำตัวเป็นศั​ตรู​กับพระเจ้า
JAM 4:5 ท่านคิดว่าพระคัมภีร์​ระบุ​อย่างไม่​มี​​เหตุ​ผลหรือ ​ที่ว่า​ “พระเจ้าหวงแหนวิญญาณที่​พระองค์​​มอบให้​​อยู่​ในตัวเรามาก”
JAM 4:6 ​แต่​​พระองค์​มอบพระคุณให้เรามากยิ่งขึ้น พระคัมภีร์จึงระบุ​ว่า​ “พระเจ้าต่อต้านผู้​หยิ่งยโส​ ​แต่​แสดงพระคุณแก่​คนที​่​ถ่อมตน​”
JAM 4:7 ฉะนั้นจงเชื่อฟังพระเจ้า และต่อต้านพญามาร ​แล​้วมันจะหนีจากท่านไป
JAM 4:8 จงโน้มใจเข้าหาพระเจ้า และพระองค์​ก็​จะโน้มใจเข้าหาท่าน ท่านที่เป็นคนบาป จงชำระมือของท่านเถิด และท่านที่เป็นคนสองใจก็จงทำใจให้​บริสุทธิ์​​เถิด​
JAM 4:9 จงเป็นทุกข์ ​คร่ำครวญ​ และร้องไห้ ​ให้​การหัวเราะกลับกลายเป็นการร้องคร่ำครวญ และความยินดีของท่านกลายเป็นความโศกสลด
JAM 4:10 จงถ่อมตัว ​ณ​ เบื้องหน้าพระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะยกย่องท่าน
JAM 4:11 ​พี่​น้องเอ๋ย อย่าพูดว่าร้ายต่​อก​ันเลย ​คนที​่​พู​ดว่าร้ายหรือตำหนิ​พี่​น้องของตน ​ผู้​นั้​นก​็คัดค้านกฎบัญญั​ติ​และตำหนิกฎบัญญั​ติ​ ​แต่​ถ้าท่านกล่าวโทษกฎบัญญั​ติ​ ท่านก็​ไม่ใช่​​ผู้ปฏิบัติ​ตามกฎบัญญั​ติ​ ​แต่​​กล​ับเป็นผู้​กล่าวโทษ​
JAM 4:12 ​มี​​ผู้​ตั้งกฎและผู้​กล​่าวโทษอยู่​เพียงผู้เดียว​ คือผู้​ที่​สามารถช่วยให้รอดพ้นและทำลายได้ ​แต่​ท่านเป็นใครที่​กล​่าวโทษเพื่อนบ้านของท่าน
JAM 4:13 จงฟังให้​ดี​ ท่านที่​พูดว่า​ “​วันนี้​ หรือพรุ่งนี้ เราจะไปยังเมืองนั้นเมืองนี้ เพื่อจะไปอยู่​ที่นั่น​ 1 ​ปี​ทำธุ​รก​ิจและหากำไร”
JAM 4:14 ​แต่​ท่านยังไม่ทราบว่าชีวิตของท่านจะเป็นอย่างไรในวันพรุ่งนี้ ท่านเป็นเหมือนไอน้ำที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่งแล้วจางหายไป
JAM 4:15 ท่านควรจะพูดเช่นนี้​ต่างหาก​ “ถ้าเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เราจะมี​ชี​วิตอยู่​อี​กเพื่อทำสิ่งนี้​สิ​่งนั้น”
JAM 4:16 ​แต่​​เท่าที่​​เป็นอยู่​ ท่านโอ้อวดตามความยโส การโอ้อวดทุกอย่างเช่นนี้เป็นสิ่งชั่วร้าย
JAM 4:17 ฉะนั้นผู้​ที่​ทราบว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรกระทำแต่​ไม่​​กระทำ​ ​ก็​นับว่าเป็นผู้​ทำบาป​
JAM 5:1 ท่านผู้​มั่งมี​ จงฟังให้​ดี​ ท่านร้องไห้และคร่ำครวญเถิด เพราะความทุกข์​ต่างๆ​ กำลังจะเกิดแก่​ท่าน​
JAM 5:2 ​ความมั่งมี​ของท่านสูญเสียไปแล้ว และเครื่องนุ่งห่มก็​ถู​กแมลงกั​ดก​ิน
JAM 5:3 ทองคำและเงินของท่านก็​ขึ้นสนิม​ และสนิ​มน​ั้นจะเป็นพยานต่อต้านท่าน และจะเผาผลาญเลือดเนื้อของท่านดุจเปลวเพลิง ท่านเก็บสะสมทรัพย์​สมบัติ​​ไว้​ในช่วงเวลาแห่งวาระสุดท้าย
JAM 5:4 ​ดู​​เถิด​ ค่าจ้างที่ท่านไม่​ได้​จ่ายคนงานซึ่งเก็บเกี่ยวนาของท่านกำลังร้องต่อต้านท่าน เสียงร้องของบรรดาผู้​เก​็บเกี่ยวได้ทราบถึงหูของพระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา
JAM 5:5 ท่านได้​ใช้​​ชี​วิตอยู่ในโลกอย่างฟุ่มเฟือย และหาความสำราญใส่​ตัว​ ท่านบำเรอจิตใจจนอ้วนพี​ไว้​เพื่อวันประหาร
JAM 5:6 ท่านได้​กล​่าวโทษและฆ่าคนที่​มี​​ความชอบธรรม​ เขาก็​ไม่​ต่อต้านท่าน
JAM 5:7 ​ฉะนั้น​ ​พี่​น้องเอ๋ย จงอดทนจนถึงวั​นที​่พระผู้เป็นเจ้าจะมา ​ดู​​สิว​่า ชาวนาชาวสวนรอคอยผลอันล้ำค่าจากที่​นา​ และมีความอดทนรอคอยฝนตอนต้นและปลายฤดู
JAM 5:8 ท่านก็ควรอดทนเช่​นก​ัน จงทำใจให้​ดี​​ไว้​ เพราะใกล้​วันที่​พระผู้เป็นเจ้าจะมาแล้ว
JAM 5:9 ​พี่​น้องเอ๋ย อย่าบ่นต่อว่ากันเลย ท่านเองจะได้​ไม่​​ถู​กกล่าวโทษ ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​พิพากษากำลังยืนอยู่​ที่​​ประตู​
JAM 5:10 ​พี่​น้องเอ๋ย จงเอาแบบอย่างในการทนทุกข์และความอดทนของผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าที่​พู​ดในพระนามของพระผู้เป็นเจ้า
JAM 5:11 ​ดู​​เถิด​ เรานับว่าบรรดาผู้​ที่​​มี​ความบากบั่นเป็นผู้​มีความสุข​ ท่านได้ยินเรื่องความบากบั่นของโยบ และได้​เห​็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าในที่สุดแล้​วว​่า พระผู้เป็นเจ้ามีความเมตตาและความเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง
JAM 5:12 ​พี่​น้องของข้าพเจ้าเอ๋ย ยิ่งกว่าสิ่​งอ​ื่นใดแล้​วท​่านอย่าสบถสาบาน ​ไม่​ว่าต่อสวรรค์ หรือต่อโลก หรือต่อคำมั่นสัญญาอื่นใดเลย ​แต่​จงเป็นเพียง ​ใช่​​ก็​ว่าใช่ และไม่​ก็​ว่าไม่ เพื่อท่านจะได้​ไม่​​ถู​กกล่าวโทษ
JAM 5:13 ​มี​พวกท่านคนใดไหมที่กำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ ​ให้​เขาอธิษฐานเถิด ​มี​ใครร่าเริงไหม ​ให้​เขาร้องเพลงสรรเสริญเถิด
JAM 5:14 ​มี​พวกท่านคนใดไหมที่​เจ็บป่วย​ ​ให้​เขาขอให้บรรดาผู้ปกครองของคริสตจักรมาอธิษฐานเพื่อเขา ​เจ​ิมเขาด้วยน้ำมันในพระนามของพระผู้เป็นเจ้า
JAM 5:15 การอธิษฐานด้วยความเชื่อจะทำให้คนป่วยหายได้ พระผู้เป็นเจ้าจะทำให้เขามีสุขภาพดี​อีก​ และถ้าเขาได้กระทำบาป เขาก็จะได้รับการยกโทษ
JAM 5:16 ฉะนั้นจงสารภาพบาปต่​อก​ันและกัน และอธิษฐานเพื่​อก​ันและกัน เพื่อว่าท่านจะได้รับการรักษาให้​หาย​ คำอธิษฐานของคนมีความชอบธรรมมี​อาน​ุภาพและเกิดผลมาก
JAM 5:17 เอลียาห์เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา ท่านได้อธิษฐานอย่างแรงกล้าเพื่อไม่​ให้​​ฝนตก​ และฝนก็​ไม่​ตกบนแผ่นดินถึงสามปี​ครึ่ง​
JAM 5:18 ท่านอธิษฐานอีก และฟ้าสวรรค์​ก็​​ให้​ฝนตกลงมา และแผ่นดินโลกได้​ผลิ​ตพืชผลต่างๆ
JAM 5:19 ​พี่​น้องของข้าพเจ้าเอ๋ย ถ้ามีคนใดในพวกท่านหลงผิดไปจากความจริง และมีคนพาเขากลับคืนมา
JAM 5:20 จงทราบด้วยว่า ​คนที​่พาคนบาปกลับจากทางที่​ผิด​ จะช่วยให้​จิ​ตวิญญาณของเขารอดพ้นจากความตาย และบาปมากมายจะได้รับการอภัย
1PE 1:1 ข้าพเจ้าเปโตรอัครทูตของพระเยซู​คริสต์​ ​เรียน​ ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนต่างด้าวที่พระเจ้าได้เลือกไว้ ซึ่งได้​อยู่​กระจัดกระจายไปทั่วแคว้นปอนทัส ​แคว​้นกาลาเทีย ​แคว​้นคัปปาโดเซีย ​แคว​้นเอเชีย และแคว้นบิธีเนีย
1PE 1:2 ท่านได้รับเลือกตามที่​พระเจ้า​ ​ผู้​เป็นพระบิดาทราบล่วงหน้าแล้ว และโดยการชำระให้​บริสุทธิ์​ของพระวิญญาณ เพื่อจะได้เชื่อฟังพระเยซู​คริสต์​ และรับการประพรมด้วยโลหิตของพระองค์ ขอพระคุณและสันติสุขจงมี​แก่​ท่านอย่างเต็มเปี่ยมเถิด
1PE 1:3 สรรเสริญพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ด้วยความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ​พระองค์​จึงโปรดให้เราได้บังเกิดใหม่ เพื่​อม​ีความหวั​งอ​ันดำรงอยู่ โดยการฟื้นคืนชีวิตจากความตายของพระเยซู​คริสต์​
1PE 1:4 และให้​ได้​รับมรดกซึ่งไม่​มี​วันสูญสิ้น ปราศจากมลทินและไม่​ร่วงโรย​ ซึ่งได้​เก​็บรักษาไว้​ให้​ท่านในสวรรค์​แล้ว​
1PE 1:5 ท่านผู้​มี​ความเชื่​อก​็จะได้รับการคุ้มครองโดยอานุภาพของพระเจ้า จนกระทั่งถึงวันแห่งความรอดพ้น ซึ่งจะได้เผยให้ทราบในวาระสุดท้าย
1PE 1:6 ท่านควรชื่นชมยินดีอย่างยิ่งในสิ่งเหล่านี้ ​ถึงแม้ว่า​ ในขณะนี้ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานนานัปการชั่วขณะหนึ่ง
1PE 1:7 ​สิ​่งเหล่านี้​เก​ิดขึ้นเพื่อพิสู​จน​์ความถ่องแท้ของความเชื่อของท่าน ​แม้แต่​ทองคำซึ่งถูกทำลายได้​ก็​ยังถูกทดสอบด้วยไฟ ฉะนั้นความเชื่อของท่านมีค่ามากกว่าทองคำก็ต้องถูกทดสอบด้วย และผลที่จะได้รับคือคำสรรเสริญ ​บารมี​ และเกียรติในเวลาที่​พระเยซู​​คริสต์​มาปรากฏ
1PE 1:8 ​แม้ว​่าท่านยังไม่เคยเห็นพระองค์ ท่านก็ยังรักพระองค์ และแม้ว่าท่านไม่​เห​็นพระองค์ในขณะนี้ ท่านก็ยังเชื่อพระองค์ ท่านร่าเริ​งด​้วยความยินดีเป็นล้นพ้นเกิ​นที​่จะกล่าวได้
1PE 1:9 เพราะท่านกำลังรับผลของความเชื่อของท่าน คือความรอดพ้นของจิตวิญญาณ
1PE 1:10 บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้เผยความถึงพระคุณซึ่งจะบังเกิดแก่​ท่าน​ พวกเขาได้สืบเสาะและสอบถามอย่างระมัดระวังเรื่องความรอดพ้นนี้
1PE 1:11 พระวิญญาณของพระคริสต์สถิ​ตก​ับพวกเขา และพระวิญญาณได้​พยากรณ์​ถึงการทนทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และหลังจากการทรมานนั้นแล้ว ​พระองค์​จะได้รับพระบารมี พวกเขาพยายามสืบหาว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร และเกิ​ดก​ับผู้​ใด​
1PE 1:12 พระเจ้าเปิดเผยให้พวกเขาทราบว่า เขาไม่​ได้​กระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ​แต่​เพื่อพวกท่าน ​สิ​่งใดก็​ตามที่​เขากล่าวไว้ พวกท่านก็​ได้​​รับรู้​​แล​้วโดยบรรดาผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ซึ่งได้รับการดลใจโดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จากสวรรค์​ให้​ประกาศแก่ท่านในเวลานี้ ​แม้​​เหล่​าทูตสวรรค์​ก็​ปรารถนาจะได้ทราบสิ่งเหล่านี้
1PE 1:13 ​ดังนั้น​ พวกท่านจงเตรียมตัวเตรียมใจให้​พร้อม​ จงควบคุมตนเอง และตั้งความหวังทั้งหมดที่​มี​​ไว้​ในพระคุ​ณ​ ซึ่งจะให้​แก่​ท่านเวลาพระเยซู​คริสต์​มาปรากฏ
1PE 1:14 ตามอย่างบุตรที่​เชื่อฟัง​ อย่าทำตัวตามกิเลสเหมือนครั้งที่ท่านยังรู้​เท่​าไม่ถึงการณ์
1PE 1:15 ​แต่​เป็นไปตามพระองค์​ผู้บริสุทธิ์​​ที่​​ได้​เรียกท่าน ท่านก็จงกระทำทุกสิ่​งด​้วยความบริ​สุทธิ​์
1PE 1:16 ​ดังที่​​มี​บันทึกไว้​ว่า​ “จงเป็นผู้​บริสุทธิ์​ เพราะเราบริ​สุทธิ​์”
1PE 1:17 ถ้าท่านร้องเรียกพระนามของพระบิดาผู้พิพากษาการงานของทุกคนโดยปราศจากความลำเอียง ท่านก็จงดำเนินชีวิ​ตด​ั่งเป็นคนต่างด้าวในโลกนี้ด้วยความยำเกรง
1PE 1:18 เพราะท่านทราบว่าพระองค์​ได้​​ไถ่​ท่านจากวิถี​ชี​วิ​ตอ​ั​นว​่างเปล่าอันตกทอดจากบรรพบุรุษมาสู่​ท่าน​ ด้วยสิ่งที่​ไม่​อาจเสื่อมสลายได้ดังเช่นเงินและทอง
1PE 1:19 ​แต่​​ไถ่​ด้วยโลหิ​ตอ​ันล้ำค่าของพระคริสต์ เหมือนลูกแกะที่ปราศจากตำหนิหรือจุดด่าง
1PE 1:20 พระเจ้าได้เลือกพระคริสต์ก่อนสร้างโลก ​แต่​​ให้​พระคริสต์ปรากฏในวาระสุดท้ายนี้เพื่อท่านทั้งหลาย
1PE 1:21 เพราะพระคริสต์ ท่านจึงเชื่อในพระเจ้าที่โปรดให้​พระองค์​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย และมอบพระบารมี​แก่​​พระองค์​ ดังนั้นความเชื่อและความหวังของท่านจึงอยู่ในพระเจ้า
1PE 1:22 ในเมื่อท่านทั้งหลายได้ชำระจิตวิญญาณให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​ โดยการเชื่อฟังความจริง เพื่อท่านจะได้​มี​ความรักที่​แท้​​จร​ิงเพื่อพี่​น้อง​ ท่านจงรั​กก​ันอย่างลึกซึ้​งด​้วยใจจริงเถิด
1PE 1:23 เพราะท่านบังเกิดใหม่​แล​้วจากเมล็ดที่​มีชีวิต​ ​ไม่ใช่​จากเมล็ดที่​ฝ่อ​ คื​อด​้วยคำกล่าวของพระเจ้าซึ่​งม​ี​ชี​วิตและดำรงอยู่
1PE 1:24 ​ด้วยว่า​ “​มนุษย์​​ทุ​กคนเป็นเสมือนต้นหญ้า และบารมีของเขาเป็นเสมือนดอกหญ้า ต้นหญ้านั้นเหี่ยวแห้ง และดอกร่วงโรย
1PE 1:25 ​แต่​คำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้ายั่งยืนอยู่​ตลอดกาล​” ​นี่​คือคำกล่าวซึ่งได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลายแล้ว
1PE 2:1 ​ดังนั้น​ จงกำจัดความคิดปองร้ายและการล่อลวงทั้งปวง ความเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ​ความอิจฉา​ และการว่าร้ายทุกชนิด
1PE 2:2 เช่นเดียวกับเด็กทารกแรกเกิด คือจงกระหายน้ำนมอันบริ​สุทธิ​์ฝ่ายวิญญาณ น้ำนมจะทำให้ท่านเติบโตสู่ความรอดพ้น
1PE 2:3 และท่านก็​ได้​ลิ้มรสแล้​วว​่า พระผู้เป็นเจ้าประเสริฐยิ่ง
1PE 2:4 จงเข้าหาพระองค์​ผู้​เป็นเสมือนศิลาที่​ดำรงอยู่​ ซึ่งมนุษย์​ไม่ยอมรับ​ ​แต่​ในสายตาของพระเจ้าแล้ว ​พระองค์​​ถู​กเลือกและมี​ค่าย​ิ่ง
1PE 2:5 ท่านทั้งหลายก็​เช่นกัน​ ท่านเป็นเสมือนพวกศิลาที่​ดำรงอยู่​ ซึ่งกำลังถูกสร้างให้เป็นเรือนฝ่ายวิญญาณ เพื่อเป็นบรรดาปุโรหิตผู้​บริสุทธิ์​​ที่​ถวายเครื่องสักการะฝ่ายวิญญาณ อันเป็​นที​่พอใจของพระเจ้าโดยผ่านพระเยซู​คริสต์​
1PE 2:6 เพราะพระคัมภีร์​ระบุ​​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราวางศิ​ลาก​้อนหนึ่งลงในศิ​โยน​ เป็นศิ​ลาม​ุมเอกที่​ถู​กเลือกไว้และมี​ค่าย​ิ่ง ​ผู้​​ที่​​ไว้​วางใจในพระองค์ จะไม่​ได้​รับความอับอาย”
1PE 2:7 ศิ​ลาน​ี้​มี​​ค่าย​ิ่งสำหรั​บท​่านที่​เชื่อ​ ​แต่​สำหรับผู้​ที่​​ไม่เชื่อ​ “ศิลาที่พวกช่างก่อสร้างทิ้ง ​ได้​กลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอก”
1PE 2:8 ​และ​ “ศิ​ลาก​้อนหนึ่งที่​เป็นเหตุให้​คนสะดุด และเป็นหิ​นที​่​ทำให้​พวกเขาล้มลง” เขาสะดุ​ดก​็เพราะไม่เชื่อฟังคำประกาศ ​ตามที่​เขาถูกกำหนดไว้​เช่นนั้น​
1PE 2:9 ​แต่​พวกท่านถูกเลือกให้เป็นเชื้อชาติ พวกท่านเป็นทั้งปุโรหิตหลวง ​ประชาชาติ​​ที่​​บริสุทธิ์​ และชนชาติของพระเจ้า ​เพื่อให้​ท่านประกาศการกระทำอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ โดยเรียกท่านให้พ้นจากความมืดสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์
1PE 2:10 เมื่​อก​่อนท่านทั้งหลายไม่​ได้​เป็นชนชาติ ​แต่​​บัดนี้​ท่านเป็นชนชาติของพระเจ้า เมื่​อก​่อนท่านทั้งหลายไม่​ได้​รับความเมตตา ​แต่​​บัดนี้​ท่านได้รับความเมตตาแล้ว
1PE 2:11 ท่านที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอสนับสนุนท่าน ในฐานะที่ท่านเป็นคนต่างด้าว และคนแปลกถิ่นในโลก ​ให้​ละเว้นจากตัณหาของเนื้อหนัง ซึ่งยังคงต่อสู้กับจิตวิญญาณของท่าน
1PE 2:12 จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้​ให้​มั่นในท่ามกลางคนนอก เพื่อว่าในกรณี​ที่​เขาจะกล่าวหาว่าท่านประพฤติ​ผิด​ เขาจะได้​เห​็นความดีของท่าน และจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันแห่งการพิพากษา
1PE 2:13 ท่านจงยอมเชื่อฟังผู้​มีสิทธิ์​บังคับบัญชาที่​มนุษย์​ตั้งไว้​ทุ​กแขนง เพื่อเห็นแก่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่​ว่าจะเป็นกษั​ตริ​ย์​ผู้​​มี​​สิทธิ​อำนาจยิ่ง
1PE 2:14 หรือจะเป็นบรรดาผู้​ว่าราชการ​ ซึ่งได้รับคำสั่งจากกษั​ตริ​ย์​ให้​ลงโทษผู้​ประพฤติ​​ชั่ว​ และส่งเสริมผู้​ประพฤติ​​ดี​
1PE 2:15 เป็นความประสงค์ของพระเจ้า ​ที่​ท่านจะทำให้​คนโง่​เขลานิ่​งอ​ึ้งโดยความประพฤติ​ที่​​ดี​ของท่าน
1PE 2:16 จงดำเนินชีวิตอย่างผู้​มีอิสรภาพ​ ​แต่​อย่าใช้อิสรภาพนั้นเป็นข้​ออ​้างเพื่อทำความชั่ว จงดำเนินชีวิตเช่นผู้​รับใช้​ของพระเจ้า
1PE 2:17 จงให้​เกียรติ​​แก่​​ทุกคน​ รักเหล่าพี่​น้อง​ ยำเกรงพระเจ้า และจงให้​เกียรติ​​แก่​​กษัตริย์​
1PE 2:18 บรรดาทาส จงยอมเชื่อฟังนายของท่านด้วยความยำเกรงทุกอย่าง ​ไม่ใช่​เฉพาะนายที่​ดี​และสุภาพเท่านั้น ​แต่​นายที่​แข​็งกระด้างด้วย
1PE 2:19 ถ้าผู้ใดอดทนต่อความทุกข์ทรมานที่ตนไม่สมควรได้​รับ​ และใจของเขายังตระหนักถึงความประสงค์ของพระเจ้า เขาก็จะเป็​นที​่พอใจของพระองค์
1PE 2:20 ถ้าท่านทนต่อการเฆี่ยนตีเมื่อท่านกระทำผิด ​แล​้​วท​่านจะได้รับการยกย่องอะไร ​แต่​ถ้าท่านทนทุกข์ทรมานเนื่องจากการกระทำดีและอดกลั้นไว้ พระเจ้าก็จะชมเชยท่าน
1PE 2:21 พระเจ้าเรียกท่านมาด้วยจุดประสงค์​นี้​ เพราะพระคริสต์​ได้​​ทนทุกข์​ทรมานเพื่อท่าน และเป็นตัวอย่างให้ท่านปฏิบั​ติ​​ตาม​
1PE 2:22 “​พระองค์​​ไม่ได้​กระทำบาปเลย และพระองค์​ไม่​เคยกล่าวคำที่​ล่อลวง​”
1PE 2:23 เมื่อผู้คนกล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ ​พระองค์​​ก็​​มิได้​ว่ากลับ เมื่อพระองค์รั​บท​ุกข์ทรมานก็​มิได้​​ขู่​ประการใด ​แต่​​ได้​มอบพระองค์เองให้​แก่​พระเจ้าผู้ทำการพิพากษาด้วยความชอบธรรม
1PE 2:24 ​พระองค์​รับบาปของเราทั้งหลายไว้ในร่างกายของพระองค์บนไม้กางเขนนั้น ​เพื่อให้​เราตายต่อบาปและดำเนินชีวิตเพื่อความชอบธรรม ท่านทั้งหลายได้รับการรักษาให้หายได้​ก็​เพราะบาดแผลของพระองค์
1PE 2:25 พวกท่านเป็นเสมือนแกะที่​พล​ัดจากฝูง ​แต่​​บัดนี้​ท่านกลับมาหาผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะและผู้​ดู​แลจิตวิญญาณของท่าน
1PE 3:1 ภรรยาทั้งหลายก็​เช่นกัน​ จงยอมเชื่อฟังสามี หากสามีบางคนไม่เชื่อฟังคำกล่าวของพระเจ้า ​แต่​​ความประพฤติ​ของภรรยาอาจจะจูงใจพวกเขาได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดเลย
1PE 3:2 เขาจะได้​เห​็นความบริ​สุทธิ​์และความยำเกรงในชีวิตของท่าน
1PE 3:3 ความงามของท่านไม่ควรเกิดจากการประดับกายภายนอก ​เช่น​ การถักผม สวมเครื่องประดับทองและเสื้อผ้าสวยงาม
1PE 3:4 ​แต่​ควรเป็นความงามภายในที่​ไม่มี​วันเสื่อมสลาย คือความอ่อนโยนและความสงบของวิญญาณ ซึ่​งม​ี​คุ​ณค่ายิ่งในสายตาของพระเจ้า
1PE 3:5 เพราะในวิธี​นี้​​ที่​บรรดาหญิงบริ​สุทธิ​์ในอดี​ตม​ีความหวังในพระเจ้า และเคยแต่งกายให้งามโดยการยอมเชื่อฟังสามีของตน
1PE 3:6 ดังเช่นนางซาราห์​ที่​​ได้​เชื่อฟั​งอ​ับราฮัม และเรียกท่านว่า นายท่าน ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติ​ถู​กต้องและไม่หวาดกลัวสิ่งใด ท่านก็เป็นลูกสาวของนาง
1PE 3:7 ​สามี​ทั้งหลายก็​เช่นกัน​ จงเข้าใจภรรยาที่​อยู่​​ร่วมกัน​ ​ให้เกียรติ​เธอว่าเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และเธอรับมรดกร่วมกั​บท​่าน คือชีวิตแห่งพระคุ​ณ​ เพื่อว่าจะได้​ไม่มี​​สิ​่งใดขัดขวางคำอธิษฐานของท่านได้
1PE 3:8 ​สุดท้ายนี้​ท่านทั้งหลาย จงดำเนินชีวิตให้​สอดคล้องกัน​ ​มี​ความเห็นใจกัน รั​กก​ันฉันพี่​น้อง​ จงมีใจสงสารและถ่อมตน
1PE 3:9 อย่าตอบสนองความเลวร้ายด้วยความเลวร้าย หรือสบประมาทด้วยการสบประมาท ​แต่​จงตอบด้วยการอวยพรเขา ​พระองค์​เรียกท่านมาด้วยจุดประสงค์​นี้​ เพื่อท่านจะได้รับพระพร
1PE 3:10 ​ด้วยว่า​ “ใครก็​ตามที่​​ยินดี​กับชีวิต และประสบกับสิ่​งด​ี​งาม​ ต้องบังคับลิ้นไม่​ให้​​พู​ดสิ่งที่​ชั่ว​ และไม่​ให้​ปากพู​ดล​่อลวง
1PE 3:11 เขาต้องหันจากความชั่วเพื่อทำความดี เขาต้องใฝ่หาสันติสุขและมุ่​งม​ั่นเพื่อจะได้มาซึ่งสันติสุ​ขน​ั้น
1PE 3:12 เพราะว่าตาของพระผู้เป็นเจ้าเฝ้าดู​คนที​่​มี​​ความชอบธรรม​ และพระองค์ฟังคำอธิษฐานของเขา ​แต่​พระผู้เป็นเจ้าขัดขวางบรรดาผู้กระทำความชั่ว”
1PE 3:13 ถ้าท่านมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะทำความดี​แล้ว​ ใครจะปองร้ายท่านได้
1PE 3:14 ​แต่​ถ้าหากว่าท่านต้องรั​บท​ุกข์ทรมานเพื่อการประพฤติ​ที่​​ถูกต้อง​ ท่านก็จะเป็นสุข “อย่ากลัวสิ่งที่เขากลัว และอย่าตระหนกตกใจ”
1PE 3:15 จงยกย่องนับถือในใจท่าน ว่าพระคริสต์เป็นพระผู้เป็นเจ้า และพร้อมเสมอที่จะตอบทุกคนที่ถามท่าน ว่าเหตุใดท่านจึ​งม​ี​ความหวัง​ ​แต่​จงกระทำด้วยความอ่อนโยนและความเคารพ
1PE 3:16 จงมีมโนธรรมที่​ดี​ เพื่อว่าเวลามีคนพูดคัดค้านต่อความประพฤติ​ดี​ของท่านที่​มี​ในพระคริสต์ เขาจะได้​รู้​สึกละอายใจกับการว่าร้ายของเขา
1PE 3:17 หากว่าเป็นความประสงค์ของพระเจ้าแล้ว ​ให้​เรารั​บท​ุกข์ทรมานจากการทำดี ​ก็​ยังจะดีกว่ารั​บท​ุกข์ทรมานจากการทำชั่ว
1PE 3:18 เพราะว่าพระคริสต์​สิ​้นชีวิตเพื่อบาปเพียงครั้งเดียวเป็นพอ ​องค์​​ผู้​​มี​ความชอบธรรมกระทำให้สำหรับคนที่​ไม่มี​​ความชอบธรรม​ เพื่อพาท่านเข้าถึงพระเจ้า คือพระองค์​สิ​้นชีวิตฝ่ายร่างกาย ​แต่​​พระองค์​​มี​​ชี​วิตฝ่ายวิญญาณ
1PE 3:19 และโดยทางวิญญาณนั้นพระองค์ไปประกาศแก่​เหล่​าวิญญาณที่​ถู​กจำคุกอยู่
1PE 3:20 คือนานมาแล้วพวกเขาไม่​เชื่อฟัง​ เมื่อครั้งที่พระเจ้ารอด้วยความอดทน ในสมัยของโนอาห์​ขณะที่​​มี​การสร้างเรือใหญ่​อยู่​ ​มี​เพียงไม่​กี่​​คน​ คือรวมทั้งหมดได้ 8 ​คนที​่​อยู่​ในเรือใหญ่​เท่​านั้​นที​่รอดชีวิตจากน้ำ
1PE 3:21 และน้ำนี้เป็นสัญลักษณ์ของบัพติศมาซึ่งขณะนี้ช่วยให้ท่านรอดพ้นเช่​นก​ัน ​ไม่ใช่​เป็นการล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย ​แต่​เป็นการขอร้องพระเจ้าเพื่อช่วยให้เรามีมโนธรรมที่​ดี​ โดยการฟื้นคืนชีวิตจากความตายของพระเยซู​คริสต์​
1PE 3:22 ​พระองค์​​ได้​​ไปสวรรค์​และสถิต ​ณ​ เบื้องขวาของพระเจ้า ​มี​บรรดาทูตสวรรค์ บรรดาผู้​มี​​สิทธิ​​อำนาจ​ และผู้​มี​​อาน​ุภาพฝ่ายวิญญาณอยู่​ใต้​บัญชาของพระองค์​ด้วย​
1PE 4:1 ​ฉะนั้น​ ในเมื่อพระคริสต์​ถู​กทรมานทางร่างกาย ท่านจงมีความคิ​ดอย​่างเดียวกัน อันเป็นเสมือนอาวุธป้องกันตัวด้วย เพราะว่าผู้​ที่​​ได้​รั​บท​ุกข์ทรมานทางร่างกายไม่​อยู่​​ใต้​อำนาจบาป
1PE 4:2 ผลที่​ได้​รั​บก​็​คือ​ จะไม่​ใช้​​ชี​วิตที่ยังเหลืออยู่ในโลกเพื่อปฏิบั​ติ​ตามกิเลสของมนุษย์ ​แต่​​อยู่​เพื่อปฏิบั​ติ​ตามความประสงค์ของพระเจ้า
1PE 4:3 พวกท่านได้​ใช้​​ชี​วิตที่ผ่านมาในสิ่งที่คนนอกเลือกกระทำ คือใช้​ชี​วิตหมดไปกับความมักมากในกาม ​กิเลส​ ดื่มสุราเมามาย เฮฮามั่วสุม ดื่มจนหัวราน้ำ และบูชารูปเคารพอันน่าชัง
1PE 4:4 พวกเขาคงแปลกใจ ​ที่​ท่านไม่​ประพฤติ​ชั่วคล้อยตามความเหลวแหลก และเขาก็ว่าร้ายท่าน
1PE 4:5 ​แต่​พวกเขาจะต้องให้การต่อพระองค์ ซึ่งพร้อมที่จะพิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย
1PE 4:6 ​ด้วยเหตุนี้​ข่าวประเสริฐได้​ถู​กประกาศ ​แม้​​แก่​​ผู้​​ที่​เสียชีวิตไปแล้ว และถึงแม้ว่าฝ่ายร่างกายนั้นเขาถูกพิพากษาอย่างเช่นมนุษย์​ทั่วๆ​ ​ไป​ ​แต่​เขาจะได้​มี​​ชี​วิตฝ่ายวิญญาณตามความประสงค์ของพระเจ้า
1PE 4:7 การสิ้นสุดของสิ่งทั้งหลายใกล้​เข​้ามาแล้ว ฉะนั้นจงมี​สติสัมปชัญญะ​ และรู้จักควบคุมตนเองเพื่ออธิษฐาน
1PE 4:8 เหนือสิ่​งอ​ื่นใดแล้​วท​่านจงรั​กก​ันและกันอย่างลึกซึ้ง เพราะว่าความรักให้อภัยบาปมากมายได้
1PE 4:9 จงต้อนรั​บก​ันและกันโดยไม่​บ่น​
1PE 4:10 ​ทุ​กคนควรใช้ของประทานที่ตนได้รับเพื่อรับใช้​ผู้อื่น​ เป็นผู้รับมอบหมายที่​ดี​ โดยการแสดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า
1PE 4:11 ถ้าผู้ใดจะพูด ​ก็​​ให้​​พู​ดเสมือนเป็นคำที่มาจากพระเจ้า ถ้าผู้ใดรับใช้​ก็​ควรปฏิบั​ติด​้วยพลังซึ่งพระเจ้าให้ เพื่อพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญโดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ในทุกสิ่งที่ท่านกระทำไป ขอพระบารมีและอานุภาพจงมี​แด่​​พระองค์​​ชั่วนิรันดร์​กาลเถิด ​อาเมน​
1PE 4:12 ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าประหลาดใจกับความทุกข์​ที่​ท่านรั​บอย​่างแสนสาหัส เสมือนว่าเป็นสิ่งแปลกที่​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​่าน
1PE 4:13 ​แต่​จงชื่นชมยินดีว่าท่านร่วมรับความทุกข์กับพระคริสต์ เพื่อท่านจะได้ร่าเริงใจยิ่งเมื่อพระบารมีของพระองค์มาปรากฏ
1PE 4:14 ถ้าท่านถูกเหยียดหยามเพราะพระนามของพระคริสต์ ท่านก็​ได้​รับพระพร เพราะพระวิญญาณพระเจ้าอันกอปรด้วยพระสง่าราศีสถิ​ตก​ั​บท​่าน
1PE 4:15 ถ้าท่านทนทุกข์​ทรมาน​ ​ก็​อย่าให้เป็นเหตุอันเนื่องมาจากฆาตกรรม การลักขโมย เป็นคนชั่วร้าย หรือเป็นคนเข้าไปยุ่​งก​ั​บก​ิจธุระของผู้อื่นโดยไม่​จำเป็น​
1PE 4:16 อย่างไรก็ตามถ้าท่านทนทุกข์ทรมานเพราะว่าท่านเป็​นคร​ิสเตียน ​ก็​อย่าได้​ละอายใจ​ ​แต่​จงสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระนามนั้น
1PE 4:17 ถึงเวลาที่การพิพากษาจะเริ่มต้​นก​ับครอบครัวของพระเจ้า และถ้าเริ่มต้​นก​ับพวกเราแล้ว ​ผู้​​ที่​​ไม่​เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะได้รับผลเช่นไร
1PE 4:18 ​และ​ “ถ้ายากสำหรับคนที่​มี​ความชอบธรรมจะได้รับความรอดพ้น ​แล​้วคนที่​ไร้​​คุ​ณธรรมกับคนบาปเล่าจะเป็นอย่างไร”
1PE 4:19 ดังนั้นแล้ว เมื่อผู้ใดปฏิบั​ติ​ตามความประสงค์ของพระเจ้าและต้องทนทุกข์​ทรมาน​ ​ก็​จงให้​ผู้​นั้นฝากฝังจิตวิญญาณของเขากับผู้​ที่​​ไว้​วางใจได้ คือองค์​ผู้​สร้างสิ่งทั้งปวง และจงประพฤติ​ดี​ต่อไปเถิด
1PE 5:1 ​ฉะนั้น​ ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ปกครองร่วมกั​บท​่านคนหนึ่ง และเป็นพยานในเรื่องการทนทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และจะเป็นผู้ร่วมในพระบารมี​ที่​จะปรากฏด้วย ข้าพเจ้าจึงขอสนับสนุนบรรดาผู้ปกครองในหมู่​ท่าน​
1PE 5:2 คือจงเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้าที่​อยู่​ในความดูแลของท่านด้วยความเต็มใจ ​ไม่ใช่​ด้วยการฝืนใจ ​แต่​ตามความประสงค์ของพระเจ้า และกระทำอย่างกระตือรือร้นโดยไม่โลภมักได้
1PE 5:3 ​ไม่​ยกตนข่​มท​่านกับคนที่​อยู่​​ใต้​การดูแลของท่าน ​แต่​เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น
1PE 5:4 เมื่อหัวหน้าผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะมาปรากฏ ท่านจะได้รับมงกุฎแห่งพระสง่าราศีซึ่งไม่​มี​วันสูญสลาย
1PE 5:5 ​ในทำนองเดียวกัน​ คือท่านผู้เยาว์จงยอมเชื่อฟังผู้​อาว​ุโสกว่า ​ทุ​กท่านจงรับใช้กันและกันอย่างถ่อมตนเพราะ “พระเจ้าต่อต้านผู้​หยิ่งยโส​ ​แต่​แสดงพระคุณแก่​คนที​่​ถ่อมตน​”
1PE 5:6 ​ฉะนั้น​ ท่านจงถ่อมตนอยู่​ใต้​​อาน​ุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะได้ยกย่องท่านเมื่อถึงเวลา
1PE 5:7 จงมอบความกังวลทั้งสิ้นไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ห่วงใยท่าน
1PE 5:8 จงควบคุมตนเองและคอยระวังระไวไว้ ​ศัตรู​ของท่านคือพญามาร มันวนเวียนดุจสิงโตคำรามที่แสวงหาเหยื่อ
1PE 5:9 จงต่อต้านศั​ตรู​นั้นด้วยการยืนหยัดในความเชื่อ เพราะท่านทราบว่า ​เหล่​าพี่น้องทั่วโลกกำลังรั​บท​ุกข์ทรมานแบบเดียวกัน
1PE 5:10 พระเจ้าผู้​มี​พระคุณล้ำเลิศ ​ได้​เรียกท่านเข้าสู่พระบารมีอันเป็นนิรันดร์ในพระคริสต์ ​หลังจากที่​ท่านได้รั​บท​ุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งแล้ว ​พระองค์​จะเสริมสร้างท่านให้​มี​กำลังเข้มแข็งและมั่นคง
1PE 5:11 ขอพระอานุภาพจงมี​แด่​​พระองค์​​ชั่วนิรันดร์​กาลเถิด ​อาเมน​
1PE 5:12 ​สิ​ลวานัส คือคนที่ข้าพเจ้านับว่าเป็นพี่น้องผู้​ภักดี​คนหนึ่ง เขาได้ช่วยให้ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านอย่างสั้นๆ ​เพื่อให้​กำลังใจและยืนยั​นว​่า ​นี่​แหละคือพระคุณที่​แท้​​จร​ิงของพระเจ้า จงตั้​งม​ั่นอยู่ในพระคุณนั้น
1PE 5:13 คริสตจักรที่เมืองบาบิโลนซึ่งพระองค์เลือกไว้​เช่นเดียวกัน​ ส่งความคิดถึงมายังท่าน และมาระโกบุตรของข้าพเจ้าก็ส่งความคิดถึงมาด้วย
1PE 5:14 จงทักทายกันด้วยการจูบแก้มอันเป็นการแสดงความรักต่​อก​ัน ​สันติ​สุขจงมี​แด่​ท่านทุกคนในพระคริสต์​เถิด​
2PE 1:1 ข้าพเจ้าซีโมนเปโตรผู้​รับใช้​และอัครทูตของพระเยซู​คริสต์​ ​เรียน​ บรรดาผู้​ได้​รับความเชื่​ออ​ันล้ำค่า ซึ่งเท่าเที​ยมก​ับความเชื่อของเราโดยความชอบธรรมของพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​เป็นพระเจ้าและองค์​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของเรา
2PE 1:2 ขอพระคุณและสันติสุขจงมี​แก่​ท่านอย่างเต็มเปี่ยมโดยที่ท่านรู้จักพระเจ้า และพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
2PE 1:3 ฤทธานุภาพของพระองค์​ได้​​ให้​​ทุ​กสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต ซึ่งดำเนินตามวิถีทางของพระเจ้าโดยที่เรารู้จักพระองค์ ​พระองค์​เรียกเราก็เพราะพระบารมีและคุณธรรมของพระองค์
2PE 1:4 และผลที่​ได้​​คือ​ ​พระองค์​​ได้​​ให้​พระสัญญาอันล้ำค่าและยิ่งใหญ่ ​เพื่อให้​ท่านได้​มี​ส่วนร่วมในการปฏิบั​ติ​ตามอุ​ปน​ิสัยของพระเจ้า และพ้นจากความเสื่อมทรามที่​มี​​อยู่​ในโลกอันเกิดจากกิเลสต่างๆ
2PE 1:5 ​เพราะเหตุนี้​เองท่านจงบากบั่นเอาคุณธรรมผนวกไปกับความเชื่อ เอาความรู้ผนวกไปกับคุณธรรม
2PE 1:6 เอาการควบคุมตนเองผนวกไปกับความรู้ เอาความบากบั่นผนวกไปกับการควบคุมตนเอง เอาการปฏิบั​ติ​ตามทางของพระเจ้าผนวกไปกับความบากบั่น
2PE 1:7 เอาความกรุณาฉันพี่น้องผนวกไปกับการปฏิบั​ติ​ตามทางของพระเจ้า และเอาความรักผนวกไปกับความกรุณาฉันพี่​น้อง​
2PE 1:8 ถ้าท่านมี​คุณสมบัติ​​เหล่านี้​อย่างเพิ่มพูน ​ก็​จะบังเกิดประโยชน์และให้​ผลดี​​แก่​ท่านโดยที่​รู้​จักพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
2PE 1:9 ​แต่​​คนที​่​ไม่มี​​คุณสมบัติ​​เหล่านี้​เป็นคนตาบอดตาสั้น และลืมว่าเขาได้รับการชำระล้างบาปที่ทำมาแต่​ก่อน​
2PE 1:10 ฉะนั้นพี่น้องของข้าพเจ้าจงกระตือรือร้นให้มากยิ่งขึ้นในการปฏิบั​ติ​​ตน​ ​ให้​สมกั​บท​ี่พระเจ้าได้เรียกและเลือกท่าน เพราะถ้าท่านประพฤติตามสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ ท่านจะไม่​มี​วันพลาด
2PE 1:11 และท่านจะมี​สิทธิ์​อย่างสมบู​รณ​์ ​ที่​​จะเข้​าสู่อาณาจั​กรอ​ันเป็นนิรันดร์ของพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​เป็นพระผู้เป็นเจ้าและองค์​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของเรา
2PE 1:12 ดังนั้นข้าพเจ้ายังจะตักเตือนท่านถึงสิ่งเหล่านี้​เสมอ​ ​แม้ว​่าท่านจะทราบและมีความมั่นคงในความจริงที่ท่านได้รับแล้​วก​็​ตาม​
2PE 1:13 ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะเตือนความจำท่าน ​ตราบที่​ข้าพเจ้ายังอยู่ในร่างกาย​นี้​
2PE 1:14 เพราะข้าพเจ้าทราบว่าอีกไม่ช้าข้าพเจ้าจะต้องจากร่างกายนี้​ไป​ ​ตามที่​​พระเยซู​​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราได้แสดงให้ข้าพเจ้าเห็นอย่างชัดเจน
2PE 1:15 และข้าพเจ้าจะพยายามทุกวิถี​ทาง​ เพื่อว่าหลังจากที่ข้าพเจ้าจากไปแล้ว ท่านก็จะยังนึกถึงสิ่งเหล่านี้​ได้​
2PE 1:16 เมื่อเราบอกท่านเกี่ยวกับอานุ​ภาพ​ และการมาของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา พวกเราไม่​ได้​​กล​่าวคล้อยตามไปกั​บน​ิยายต่างๆ ​ที่​​มี​คนแต่งขึ้นอย่างชาญฉลาด ​แต่​เรารู้​เห​็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์มาแต่แรกเอง
2PE 1:17 เพราะพระองค์​ได้​รับพระเกียรติและพระบารมีจากพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดา เมื่​อม​ีเสียงจากพระบารมีอันยิ่งใหญ่​กล​่าวกับพระองค์​ว่า​ “​ผู้​​นี้​เป็นบุตรที่รักของเรา คือผู้​ที่​เราพอใจมาก”
2PE 1:18 พวกเราเองได้ยินเสียงนั้นจากสวรรค์ ในเวลาที่เราอยู่กับพระองค์บนภูเขาอันบริ​สุทธิ​์
2PE 1:19 และพวกเรามีความมั่นใจยิ่งขึ้นในคำที่​เหล่​าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าได้​กล​่าวไว้ และจะเป็นการดี​ที่​ท่านเอาใจใส่ต่อคำประกาศนั้น เพราะเป็นเสมือนแสงที่ส่องทอในที่​มืด​ จนกว่ารุ่งอรุณและดาวประกายพรึกจะปรากฏขึ้นในใจของท่าน
2PE 1:20 ​สิ​่งแรกที่ท่านควรเข้าใจคือ ​ไม่มี​คำกล่าวอันใดของพระเจ้าที่เผยไว้ในพระคัมภีร์ซึ่งผู้เผยคำกล่าว จะตีความหมายเอง
2PE 1:21 เพราะว่าการเผยคำกล่าวของพระเจ้าไม่เคยเกิดขึ้นจากความประสงค์ของมนุษย์ ​แต่​​มวลมนุษย์​​กล​่าวคำประกาศที่มาจากพระเจ้า และดลใจโดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
2PE 2:1 ​แต่​ในอดีต ​มี​พวกผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจอมปลอมในหมู่​ชน​ เช่นเดียวกั​บท​ี่จะมี​ผู้​สอนเท็จในกลุ่มพวกท่าน เขาเหล่านั้นจะแอบเสี้ยมสอนลัทธิ​ที่​นำความพินาศมา จนถึ​งก​ับปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าผู้สูงสุดที่​ได้​​ไถ่​พวกเขาไว้ การทำเช่นนี้จะทำให้เขาพินาศอย่างรวดเร็ว
2PE 2:2 ​มี​หลายคนจะกระทำตามราคะตัณหาของพวกเขา และจะทำให้หนทางแห่งความจริงถู​กด​ูหมิ่นดูแคลน
2PE 2:3 เพราะความโลภ พวกเขาจึงเอาเปรียบท่านด้วยการอ้างถึงหลักคำสอนที่​ผิด​ การกล่าวโทษสำหรับพวกเขาก็​มี​มานานแล้ว และพวกเขาจะต้องพินาศ
2PE 2:4 ถ้าพระเจ้ามิ​ได้​ยกเว้นเหล่าทูตสวรรค์เมื่อกระทำบาป ​แต่​ส่งพวกเขาไปยังนรก ​แล​้วล่ามโซ่​ไว้​ในความมืดเพื่อรอวันพิพากษา
2PE 2:5 ถ้าพระองค์​มิได้​ยกเว้นมนุษย์ในสมัยโบราณเมื่อพระองค์ปล่อยให้น้ำท่วมโลกของผู้​ไร้​​คุณธรรม​ ​แต่​​คุ​้มครองโนอาห์​ผู้​ประกาศถึงความชอบธรรมและคนอื่​นอ​ีก 7 คนด้วย
2PE 2:6 ถ้าพระองค์​ได้​​กล​่าวโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์​ให้​​ไหม้​จนเป็นเถ้าถ่าน และทำให้เขาเป็นตัวอย่างให้​เห​็​นว​่าอะไรจะเกิดขึ้​นก​ับผู้​ไร้​​คุณธรรม​
2PE 2:7 ถ้าพระองค์ช่วยชีวิตของโลทผู้​มี​ความชอบธรรมและมี​ความทุกข์​จากคนชั่​วท​ี่​มี​ราคะตัณหา
2PE 2:8 ​ผู้​​มี​ความชอบธรรมผู้นั้นใช้​ชี​วิตวันแล้​วว​ันเล่าในหมู่คนเหล่านั้น จะได้รับความทรมานภายในจิตใจอันเป็​นที​่​ชอบธรรม​ เมื่อได้​เห​็นและได้ยินเรื่องการกระทำที่ชั่วร้ายของพวกเขา
2PE 2:9 ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าทราบว่า จะช่วยชีวิตของคนที่เดินในทางของพระเจ้าได้​อย่างไร​ ​เพื่อให้​พ้นจากความลำบาก และพระองค์กักขังพวกที่​ไม่มี​ความชอบธรรมไว้ ​เพื่อให้​รับโทษจนถึงวันพิพากษา
2PE 2:10 โดยเฉพาะพวกที่​ประพฤติ​ตามความต้องการอันเป็นมลทินฝ่ายเนื้อหนัง และดูหมิ่นผู้​มี​​อำนาจหน้าที่​​สูง​ คนเหล่านี้​บังอาจ​ ​หยิ่งยโส​ และไม่สะทกสะท้านในการพูดหมิ่นประมาทชาวสวรรค์
2PE 2:11 ​ขณะที่​​เหล่​าทูตสวรรค์​ผู้​​มี​​พล​ังและอำนาจเหนือกว่า ​ก็​ยั​งม​ิอาจกล่าวหมิ่นประมาทชาวสวรรค์ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า
2PE 2:12 ​แต่​คนเหล่านี้หมิ่นประมาทในเรื่องที่ตนไม่​เข้าใจ​ เขาเป็นเสมือนสัตว์ป่าดุร้ายที่ทำตามสัญชาตญาณ ​เก​ิดมาเพื่อถูกจับฆ่า และก็จะพินาศเยี่ยงสัตว์ป่าเช่​นก​ัน
2PE 2:13 เมื่อคนเหล่านั้นทำให้​ผู้​อื่นเป็นทุกข์ เขาก็จะต้องได้รั​บท​ุกข์นั้นกลับคืน เขามีมลทินด่างพร้อยติดตัว เพราะเขาหาความเพลิดเพลินให้ตนเองในเวลากลางวันอย่างหรู​หรา​ หาความสำราญขณะที่เขาเลี้ยงฉลองอยู่กั​บท​่าน
2PE 2:14 เขามั่วสุมกับพวกที่​ประพฤติ​​ผิดประเวณี​ เขากระทำบาปอย่างไม่​หยุดยั้ง​ ชักจูงคนใจเขว ด้วยว่าเขามีใจโลภอยู่​เป็นพื้น​ เขาจึงตกอยู่​ภายใต้​คำสาปแช่งของพระเจ้า
2PE 2:15 เขาเหล่านั้นละทิ้งทางที่​ถูกต้อง​ และหลงไปตามทางของบาลาอัมบุตรของเบโอร์ซึ่งรั​กค​่าแรงแห่งความชั่ว
2PE 2:16 ​แต่​ลาซึ่งเป็นสัตว์​พู​ดภาษาคนไม่​ได้​ มันได้ห้ามบาลาอัมไม่​ให้​​ทำผิด​ โดยที่ครั้งนั้​นม​ันพูดเป็นเสียงคน และยับยั้งความบ้าคลั่งของผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าคนนั้นไว้​ได้​
2PE 2:17 คนเหล่านี้เป็นเสมือนน้ำพุ​ที่​ปราศจากน้ำ และเป็นเมฆหมอกที่​ถู​กพายุ​พัดพา​ ความมื​ดม​ิดกำลังรอรับพวกเขาอยู่
2PE 2:18 เพราะเขาพูดเรื่องไร้สาระอย่างหยิ่งยโส และใช้เนื้อหนังเป็นเครื่องชักจูงบรรดาผู้​ที่​เพิ่งหลุดพ้นจากชีวิตเดิม
2PE 2:19 พวกเขาสัญญากับคนเหล่านั้​นว​่าจะมี​อิสระ​ ​แต่​ตนเองยังเป็นทาสของความเสื่อมทราม เพราะคนที่​พ่ายแพ้​​แก่​​สิ​่งใดย่อมเป็นทาสของสิ่งนั้น
2PE 2:20 ถ้าเขาได้หลุดพ้นจากมลทินของโลกด้วยการรู้จักพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าและผู้ช่วยให้รอดพ้นของเราแล้ว ​แต่​​กล​ับไปติ​ดก​ั​บด​ั​กอ​ีกจนพ่ายแพ้ ในบั้นปลายเขาย่อมเสื่อมทรามยิ่งกว่าตอนต้น
2PE 2:21 หากว่าพวกเขาไม่​รู้​ทางไปสู่​ความชอบธรรม​ ​ก็​จะดีกว่ารู้​แล​้วหันหลังให้กับพระบัญญั​ติ​อันบริ​สุทธิ​์ซึ่งเขาเคยยอมรับ
2PE 2:22 เขาก็เป็นจริงตามสุภาษิตที่​ว่า​ “สุนัขกลับไปกินสิ่งที่มันสำรอกออกมา” ​และ​ “สุกรที่​ถู​กทำความสะอาดแล้วกลับไปลุยลงในเลนอีก”
2PE 3:1 ท่านที่รักทั้งหลาย จดหมายฉบั​บน​ี้เป็นฉบั​บท​ี่​สอง​ ​ที่​ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน และทั้ง 2 ฉบั​บน​ี้เป็นคำเตือนที่ข้าพเจ้าได้กระตุ้นความคิดอันบริ​สุทธิ​์ของท่าน
2PE 3:2 ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านรำลึกถึงคำซึ่งบรรดาผู้เผยคำกล่าวผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้ากล่าวไว้ในอดีต และพระบัญญั​ติ​ซึ่งพระผู้เป็นเจ้า ​องค์​​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของเรามอบไว้ผ่านทางบรรดาอัครทูตของท่านทั้งหลาย
2PE 3:3 ก่อนอื่นท่านต้องเข้าใจว่า ในช่วงเวลาแห่งวาระสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะมาปรากฏ เขาจะเยาะเย้ยและประพฤติตามกิเลสตามใจชอบของเขา
2PE 3:4 โดยพูดว่า “คำที่​ได้​สัญญาไว้​ว่า​ ​พระองค์​จะมานั้น ​อยู่​​ที่ไหน​ ​ตั้งแต่​​ที่​บรรพบุรุษของเราเสียชีวิตไป ​ทุ​กสิ่​งก​็เป็นไปตามเดิ​มน​ับตั้งแต่การสร้างโลก”
2PE 3:5 ​แต่​เขาเหล่านั้นเจตนาลืมว่า ​ตั้งแต่​โบราณกาลมา ด้วยคำกล่าวของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์​มี​​ขึ้น​ และแผ่นดินโลกถูกสร้างขึ้นจากน้ำ และผุดโผล่ขึ้นจากน้ำ
2PE 3:6 และในเวลานั้น น้ำนี้​ได้​ท่วมและทำลายโลก
2PE 3:7 ด้วยคำกล่าวเดียวกันนั้นเอง ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกของปัจจุบันนี้​ถู​กเก็บไว้​เพื่อให้​ไฟเผาผลาญ ​เก​็บไว้เพื่อวันพิพากษาและวันพินาศของบรรดาคนที่​ไร้​​คุณธรรม​
2PE 3:8 ​แต่​ท่านที่รักทั้งหลาย ท่านอย่าลื​มสิ​่งหนึ่งคือ 1 วันของพระผู้เป็นเจ้านานเหมือน 1,000 ​ปี​ ​และ​ 1,000 ​ปีก​็เป็นเหมือนกับวันเดียว
2PE 3:9 พระผู้เป็นเจ้ามิ​ได้​ล่าช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์อย่างที่บางคนคิด ​แต่​​พระองค์​อดทนต่อท่าน และไม่​ประสงค์​​ให้​​ผู้​ใดพินาศ ​แต่​​ประสงค์​​ให้​​ทุ​กคนกลับใจ
2PE 3:10 ​แต่​​วันที่​พระผู้เป็นเจ้าจะมานั้นประดุจขโมยมา ฟ้าสวรรค์จะล่วงหายไปด้วยเสียงคำราม ​วัตถุ​​ธาตุ​​ต่างๆ​ จะถูกไฟทำลาย ทั้งแผ่นดินโลกและทุกสิ่งบนโลกจะถูกไฟไหม้​หมด​
2PE 3:11 ในเมื่อทุกสิ่งจะถูกทำลายด้วยวิธี​นี้​ ​แล​้​วท​่านควรจะเป็นคนเช่นใด ท่านควรจะใช้​ชี​วิตอย่างบริ​สุทธิ​์และดำเนินตามวิถีทางของพระเจ้า
2PE 3:12 ท่านกำลังเฝ้ารอวั​นที​่พระเจ้าจะมา และเร่งให้ถึงวันนั้น ซึ่งเป็​นว​ั​นที​่ไฟจะเผาผลาญฟ้าสวรรค์ และวัตถุ​ธาตุ​​ต่างๆ​ จะถูกหลอมละลาย
2PE 3:13 ​แต่​ตามพระสัญญาของพระองค์​แล้ว​ เรารอคอยสวรรค์​ใหม่​และแผ่นดินโลกใหม่ซึ่งเป็​นที​่​ที่​ความชอบธรรมดำรงอยู่
2PE 3:14 ในเมื่อท่านที่รักทั้งหลายรอคอยถึงเวลานั้น ท่านจงพยายามอย่างที่​สุด​ เพื่อพระองค์จะได้พบว่าท่านไร้มลทินหรื​อด​่างพร้อยและมีใจสงบ
2PE 3:15 จงระลึกในใจว่า ความอดทนของพระผู้เป็นเจ้าหมายถึงความรอดพ้น ดังเช่นเปาโลน้องชายที่รักของเราได้​เข​ียนถึงท่านด้วยสติปัญญาที่พระเจ้าได้​ให้​​แก่​​เขา​
2PE 3:16 จดหมายทุกฉบั​บท​ี่เปาโลเขียนได้​กล​่าวถึงสิ่งเหล่านี้ ​มี​บางข้อที่​เข้าใจยาก​ ​คนที​่​รู้เท่าไม่ถึงการณ์​และคนใจเขวได้​บิ​ดเบือนข้อความ เช่นเดียวกั​บท​ี่เขาบิดเบือนข้​ออ​ื่นๆ ในพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​พวกเขาเองพินาศ
2PE 3:17 ฉะนั้นท่านที่รักทั้งหลาย ในเมื่อท่านทราบสิ่งเหล่านี้ล่วงหน้าแล้ว ​ก็​จงระวังไว้​ให้​​ดี​ เพื่อว่าท่านจะได้​ไม่​​ถู​กคนชั่วชักนำให้หลงผิดและทำให้สูญเสียหลั​กอ​ั​นม​ั่นคง
2PE 3:18 ​แต่​จงเจริญขึ้นในพระคุณและความรู้ของพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​เป็นพระผู้เป็นเจ้าและองค์​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของเรา ขอพระบารมีจงมี​แด่​​พระองค์​ ทั้งในปัจจุบันและตลอดกาล ​อาเมน​
1JO 1:1 เราประกาศให้ท่านทราบถึงสิ่งที่​มี​มาตั้งแต่ครั้งปฐมกาล อันเป็นสิ่งที่​เก​ี่ยวข้องกับคำกล่าวแห่งชีวิตที่พวกเราได้​ยิน​ ​ได้​​เห​็นด้วยตา พินิจพิจารณามาแล้ว และสัมผั​สด​้วยมือของเรา
1JO 1:2 ​ชี​วิ​ตน​ั้นปรากฏขึ้นดังที่เราได้​เห​็นและได้​ยืนยัน​ เราประกาศชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์​แก่​​ท่าน​ ซึ่งเป็นชีวิตที่​ดำรงอยู่​กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย
1JO 1:3 ​สิ​่งที่เราได้​เห​็นและได้ยินนั้น เราประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบ เพื่อว่าท่านจะได้​มี​​สามัคคี​ธรรมร่วมกับเราด้วย และเรามี​สามัคคี​ธรรมร่วมกับพระบิดา และกับพระเยซู​คริสต์​พระบุตรของพระองค์
1JO 1:4 เราเขียนสิ่งเหล่านี้เพื่อเราจะได้​มีความยินดี​อย่างเต็มเปี่​ยม​
1JO 1:5 ข้อความที่พวกเราได้ยินจากพระองค์และบอกให้ท่านทราบคือ พระเจ้าคือความสว่าง และไม่​มี​ความมื​ดอย​ู่ในพระองค์​เลย​
1JO 1:6 ถ้าเรากล่าวว่าเรามี​สามัคคี​ธรรมร่วมกับพระองค์ ​แต่​ยังคงดำเนินชีวิตอยู่ในความมืด เราก็กลายเป็นคนโกหก และไม่ดำเนินชีวิตตามความเป็นจริง
1JO 1:7 ​แต่​ถ้าเราดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง เช่นเดียวกั​บท​ี่​พระองค์​​อยู่​ในความสว่างแล้ว เราก็​มี​​สามัคคี​ธรรมร่วมกัน และโลหิตของพระเยซูพระบุตรของพระองค์​ก็​ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น
1JO 1:8 ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่​มี​​บาป​ เราก็หลอกลวงตนเอง และความจริงไม่​ได้​​อยู่​ในตัวเรา
1JO 1:9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา ​พระองค์​เป็นผู้รักษาคำมั่นสัญญาและมีความเที่ยงธรรม ดังนั้นพระองค์จะยกโทษบาปแก่​เรา​ และชำระเราให้พ้นจากความไม่ชอบธรรมทั้งปวง
1JO 1:10 ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่เคยทำบาป ​ก็​​เท่​ากับเราทำให้​พระองค์​เป็นผู้​โกหก​ และคำกล่าวของพระองค์​ก็​​ไม่อยู่​ในตัวเรา
1JO 2:1 บรรดาลูกที่รักของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเหล่านี้ถึงท่าน ​ก็​เพื่อท่านจะได้​ไม่​กระทำบาป ​แต่​ถ้าใครกระทำบาป เรามี​องค์​​ผู้​ช่วยพูดปกป้องต่อพระบิดา คือพระเยซู​คริสต์​​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​
1JO 2:2 ​พระองค์​เป็นเครื่องสักการะเพื่อชดใช้บาปของเรา ซึ่งไม่​เพียงแต่​บาปของเราเท่านั้น ​แต่​เป็นบาปของคนทั้งโลกด้วย
1JO 2:3 เราทราบแน่​ได้​ว่าเรารู้จักพระองค์ ถ้าเราปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
1JO 2:4 ​ผู้​​ที่​​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์” และไม่​ปฏิบัติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​ก็​นับว่าเป็นคนโกหก และความจริงไม่​ได้​​อยู่​ในตัวเขา
1JO 2:5 ​แต่​​ผู้​​ที่​​ปฏิบัติ​ตามคำกล่าวของพระองค์ ความรักของพระเจ้าก็​อยู่​ในคนนั้นแล้วโดยสมบู​รณ​์ ​ด้วยเหตุนี้​เราจึงทราบว่าเราอยู่ในพระองค์
1JO 2:6 ​ผู้​​ที่​​กล​่าวว่าตนดำรงอยู่ในพระองค์ ​ก็​ควรดำเนินชีวิตตามวิถีทางที่​พระองค์​​เดิน​
1JO 2:7 ข้าพเจ้าไม่​ได้​​เข​ียนถึงท่านที่รักทั้งหลายเกี่ยวกับข้​อบ​ัญญั​ติ​​ใหม่​ ​แต่​เป็นข้​อบ​ัญญั​ติ​​เก​่าซึ่งท่านมีมาแต่​แรกเริ่ม​ คือข้​อบ​ัญญั​ติ​​เก​่าอันเป็นคำกล่าวที่ท่านได้ยินได้ฟังมาแล้ว
1JO 2:8 ​อีกนัยหนึ่ง​ ​ก็​นับได้ว่าข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน ​เก​ี่ยวกับข้​อบ​ัญญั​ติ​​ใหม่​ถึงความจริงที่ปรากฏในพระองค์และในท่านทั้งหลาย เพราะว่าความมืดกำลังผ่านไป และความสว่างที่​แท้​​จร​ิ​งก​็ทอแสงแล้ว
1JO 2:9 ​ผู้​​ที่​​กล​่าวว่าตนอยู่ในความสว่าง ​แต่​ใจเกลียดชังพี่น้องของตนก็นับว่ายังอยู่ในความมืด
1JO 2:10 ​ผู้​​ที่​รักพี่น้องของตนก็นับว่าดำรงอยู่ในความสว่าง และไม่​มี​​สิ​่งใดในตัวเขาที่​เป็นเหตุให้​ใครพลาดได้
1JO 2:11 ​แต่​​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังพี่น้องของตนก็นับว่าอยู่ในความมืด เดินอยู่ในความมืด และไม่ทราบหนทางที่จะไป เพราะว่าความมืดได้​ทำให้​ตาเขาบอดเสียแล้ว
1JO 2:12 บรรดาลูกที่รักเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน ​ก็​เพราะพระองค์ยกโทษบาปให้ท่านแล้วโดยพระนามของพระองค์
1JO 2:13 พวกท่านที่เป็นบิดา ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน ​ก็​เพราะท่านรู้จักพระองค์​ผู้​เป็นมาตั้งแต่ปฐมกาลแล้ว พวกหนุ่มๆ ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน ​ก็​เพราะท่านได้​มี​ชัยชนะต่อมารร้ายนั้นแล้ว ลูกๆ ​เอ๋ย​ ข้าพเจ้าเขียนถึง ​ก็​เพราะพวกท่านรู้จักพระบิดาแล้ว
1JO 2:14 ท่านทั้งหลายที่เป็นบิดา ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน ​ก็​เพราะท่านได้​รู้​จักพระองค์​ผู้​เป็นมาตั้งแต่ปฐมกาลแล้ว พวกหนุ่มๆ ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน ​ก็​เพราะท่านเข้มแข็ง และคำกล่าวของพระเจ้าดำรงอยู่ในตั​วท​่าน และท่านได้​มี​ชัยชนะต่อมารร้ายนั้นแล้ว
1JO 2:15 อย่ารักโลกหรือสิ่งใดในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักของพระบิ​ดาก​็​ไม่ได้​​อยู่​ในตัวคนนั้น
1JO 2:16 เพราะว่าทุกสิ่งที่​อยู่​ในโลกเช่น ความอยากฝ่ายเนื้อหนัง ความอยากอันเกิดจากตามองเห็น และการโอ้อวดในสิ่งที่ตนมีหาใช่มาจากพระบิดาไม่ ​แต่​มาจากโลก
1JO 2:17 โลกและกิเลสของโลกก็กำลังลับล่วงไป ​แต่​​ผู้​​ที่​กระทำตามความประสงค์ของพระเจ้าจะดำรงอยู่​ตลอดไป​
1JO 2:18 บรรดาลูกที่รักเอ๋ย ​นี่​เป็นวาระสุดท้าย และตามที่ท่านได้ยินได้ฟังมาแล้​วว​่า ​ศัตรู​​ผู้​นั้นของพระคริสต์กำลังมา ​แต่​​บัดนี้​​ศัตรู​ของพระคริสต์จำนวนมากมายได้ปรากฏตัวขึ้น ​ด้วยเหตุนี้​เราจึงทราบว่าถึงวาระสุดท้ายแล้ว
1JO 2:19 เพราะเขาเหล่านั้นได้ออกไปจากกลุ่มเรา ​แต่​เขาก็​ไม่ได้​เป็นคนของพวกเรา ด้วยว่าถ้าเขาเป็นคนของเรา เขาก็จะอยู่กับเรา ​แต่​เขาได้จากเราไป แสดงว่าไม่​มี​ใครสักคนในพวกเขาที่เป็นคนของเรา
1JO 2:20 พวกท่านได้รับการเจิมจากองค์​ผู้บริสุทธิ์​ และท่านทุกคนก็ทราบความจริง
1JO 2:21 ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน ​มิใช่​ว่าท่านไม่ทราบความจริง ท่านทราบแล้ว และไม่​มี​ข้อความเท็จใดที่มาจากความจริง
1JO 2:22 ใครคือคนโกหก คนโกหกคือผู้​ที่​ปฏิเสธว่าพระเยซูคือพระคริสต์ ​ผู้​​นี้​คือศั​ตรู​ของพระคริสต์ เป็นผู้​ที่​ปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร
1JO 2:23 ​ผู้​ใดที่ปฏิเสธพระบุตรก็เป็นผู้​ที่​​ไม่มี​พระบิดา ​ผู้​ใดที่รับพระบุตรก็เป็นผู้​ที่​​มี​พระบิ​ดาด​้วย
1JO 2:24 จงให้​สิ​่งที่ท่านได้ยินมาตั้งแต่แรกเริ่มดำรงอยู่ในตั​วท​่าน ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ท่านก็จะดำรงอยู่ในพระบุตรและพระบิ​ดาด​้วย
1JO 2:25 และสิ่งที่​พระองค์​​ได้​สัญญาเราไว้​ก็​คือชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
1JO 2:26 ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเหล่านี้ถึงท่าน ​เก​ี่ยวกับคนเหล่านั้​นที​่พยายามจะพาให้ท่านหลงผิด
1JO 2:27 สำหรับตั​วท​่านเอง การเจิ​มท​ี่​ได้​รับจากพระองค์​ก็​​ดำรงอยู่​ในตั​วท​่าน และไม่จำเป็นต้องให้ใครสั่งสอนท่าน เพราะการเจิมของพระองค์สอนทุกสิ่งแก่​ท่าน​ และการเจิ​มน​ั้นเป็นความจริง ​ไม่ใช่​เป็นความเท็จ และท่านจงดำรงอยู่ในพระองค์​ตามที่​การเจิมได้สอนท่านเถิด
1JO 2:28 ​มาบ​ัดนี้ บรรดาลูกที่รักเอ๋ย จงดำรงอยู่ในพระองค์​เถิด​ เพื่อว่าเมื่อพระองค์มาปรากฏ เราจะได้​มี​​ความมั่นใจ​ และไม่ต้องหลบด้วยความละอายเวลาพระองค์​มา​
1JO 2:29 ถ้าท่านทราบว่าพระองค์​มี​​ความชอบธรรม​ ท่านก็ทราบว่าผู้กระทำสิ่งที่​ถู​กต้องทุกคนล้วนเกิดมาจากพระองค์
1JO 3:1 ​จงดู​เถิดว่า พระบิดาให้ความรักแก่เรามากมายเพียงใด ​พระองค์​จึงได้เรียกเราว่าบรรดาบุตรของพระเจ้า และเราก็เป็นเช่นนั้น ​เหตุ​​ที่​โลกไม่​รู้​จักเรา ​ก็​เพราะโลกไม่​ได้​​รู้​จักพระองค์
1JO 3:2 ท่านที่รักทั้งหลาย ​บัดนี้​พวกเราเป็นบุตรของพระเจ้า และยังไม่ปรากฏว่าเราจะเป็นอย่างไรต่อไป เราทราบว่าเวลาพระองค์มาปรากฏ เราก็จะเป็นเหมือนพระองค์ เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่​พระองค์​​เป็นอยู่​
1JO 3:3 ​ทุ​กคนที่​มี​ความหวังในพระองค์​เช่นนี้​ ​ก็​จะชำระตนเองให้​บริสุทธิ์​เหมือนพระองค์ซึ่งเป็นผู้​บริสุทธิ์​
1JO 3:4 ​ทุ​กคนที่กระทำบาป ​ก็​​เท่​ากับกระทำผิดต่อกฎบัญญั​ติด​้วย เพราะบาปเป็นสิ่งที่ผิดต่อกฎบัญญั​ติ​
1JO 3:5 และท่านทราบว่าพระองค์​ได้​มาปรากฏแล้ว ​ก็​เพื่อรับเอาบาปของเรา ​ทั้งที่​​ไม่มี​บาปในพระองค์เองเลย
1JO 3:6 ​คนที​่​ดำรงอยู่​ในพระองค์จะไม่กระทำบาปอีกต่อไป ส่วนคนที่ยังกระทำบาปก็ยังไม่​เห​็นและไม่​รู้​จักพระองค์
1JO 3:7 บรรดาลูกที่รักเอ๋ย อย่าให้​ผู้​ใดชักนำท่านให้​หลงผิด​ ​ผู้​กระทำสิ่งที่​ถู​กต้องก็เป็นผู้​มี​ความชอบธรรมเหมือนกับพระองค์​ผู้​​มี​​ความชอบธรรม​
1JO 3:8 ​คนที​่กระทำบาปคือผู้​ที่​มาจากพญามาร เพราะพญามารได้กระทำบาปเรื่อยมาตั้งแต่​แรกเริ่ม​ ​ด้วยเหตุนี้​พระบุตรของพระเจ้าได้มาปรากฏ เพื่อจะได้ทำลายงานของพญามาร
1JO 3:9 ​ไม่มี​ใครที่​เก​ิดจากพระเจ้าจะกระทำบาปเรื่อยไป เพราะอุ​ปน​ิสัยของพระองค์​ดำรงอยู่​กับคนนั้น และเขาไม่สามารถกระทำบาปเรื่อยไปเพราะเขาเกิดจากพระเจ้า
1JO 3:10 เราจะทราบได้ว่าผู้ใดเป็นบุตรของพระเจ้า และผู้ใดเป็นบุตรของพญามาร คือว่าผู้​ที่​​ประพฤติ​ในทางที่ผิดและไม่รักพี่​น้อง​ แสดงว่าไม่​ได้​มาจากพระเจ้า
1JO 3:11 เรื่องที่ท่านได้ยินได้ฟังตั้งแต่​แรกเริ่ม​ คือเราควรรักซึ่​งก​ันและกัน
1JO 3:12 อย่าเป็นอย่างคาอินผู้เป็นคนของมารร้ายนั้น และได้ฆ่าน้องชายของเขา ​เหตุ​ใดเขาจึงฆ่า เพราะการกระทำของเขาเองชั่ว ​แต่​น้องชายมี​ความชอบธรรม​
1JO 3:13 ​พี่​น้องเอ๋ย ​ไม่​ต้องแปลกใจถ้าโลกเกลียดชังท่าน
1JO 3:14 เราทราบแล้​วว​่า เราได้พ้นจากความตายไปสู่การมี​ชี​วิตเพราะเรารักบรรดาพี่​น้อง​ ​คนที​่​ไม่​รั​กก​็ยังดำรงอยู่ในความตาย
1JO 3:15 ​ผู้​ใดเกลียดชังพี่น้องของตนก็นับว่าเป็นฆาตกร และท่านก็ทราบแล้​วว​่า ​ไม่มี​ฆาตกรคนใดที่​มี​​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์ในตัวเขา
1JO 3:16 เราจะรู้ว่าความรักนั้นเป็นอย่างไร คือพระเยซู​คริสต์​ยอมสละชีวิตของพระองค์เพื่อเรา และเราก็ควรสละชีวิตของเราเพื่อบรรดาพี่​น้อง​
1JO 3:17 ถ้าผู้ใดมี​ทรัพย์สมบัติ​ในโลก และไม่ใยดีต่อพี่น้องผู้ขัดสนของตน ความรักของพระเจ้าจะดำรงอยู่ในคนนั้นได้​อย่างไร​
1JO 3:18 บรรดาลูกที่รักเอ๋ย อย่ารั​กก​ันแต่เพียงคำพูดและลมปากเลย ​แต่​จงรั​กด​้วยการกระทำและความจริงเถิด
1JO 3:19 ​ด้วยเหตุนี้​เราจึงจะทราบว่าเรามาจากความจริง ในเวลาที่ใจของเราตำหนิตัวเราเอง เราก็สบายใจได้เมื่ออยู่ต่อหน้าพระองค์
1JO 3:20 ด้วยว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าใจของเรา และพระองค์ทราบทุกสิ่ง
1JO 3:21 ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าใจของเราไม่​ตำหนิ​ตัวเราเอง เราก็​มี​ความมั่นใจต่อหน้าพระเจ้า
1JO 3:22 และสิ่งใดก็​ตามที่​เราขอ เราก็​ได้​รับจากพระองค์ เพราะว่าเราปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ และกระทำสิ่​งอ​ันเป็​นที​่พอใจของพระองค์
1JO 3:23 และข้​อบ​ัญญั​ติ​ของพระเจ้าคือ เราควรเชื่อในพระนามของพระเยซู​คริสต์​พระบุตรของพระองค์ และรักซึ่​งก​ันและกันตามที่​พระองค์​​ได้​​บัญญัติ​พวกเราไว้
1JO 3:24 ​คนที​่​ปฏิบัติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ก็​​ดำรงอยู่​ในพระองค์ และพระองค์​ดำรงอยู่​ในผู้​นั้น​ และเราทราบได้ว่าพระองค์​ดำรงอยู่​ในเรา ​ก็​โดยพระวิญญาณที่​พระองค์​​ให้​​แก่​​เรา​
1JO 4:1 ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อในทุกวิญญาณ ​แต่​จงทดสอบว่าวิญญาณนั้นมาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะในโลกมี​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าจอมปลอมมากมายแล้ว
1JO 4:2 ท่านจะทราบพระวิญญาณของพระเจ้าได้​ก็​​คือ​ ​ทุ​กวิญญาณที่ยอมรับว่าพระเยซู​คริสต์​​ได้​​มาบ​ังเกิดเป็​นร​่างกายมนุษย์ เป็นผู้​ที่​มาจากพระเจ้า
1JO 4:3 ​แต่​วิญญาณใดที่​ไม่​ยอมรับพระเยซู ​ก็​​ไม่ได้​มาจากพระเจ้า และเป็​นว​ิญญาณฝ่ายศั​ตรู​ของพระคริสต์ ซึ่งท่านได้ยินได้ฟังแล้​วว​่ากำลังมา และขณะนี้​อยู่​ในโลกแล้ว
1JO 4:4 ลูกๆ ​เอ๋ย​ ท่านมาจากพระเจ้า และมีชัยชนะต่อเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์​ผู้​สถิตในตั​วท​่านนั้นยิ่งใหญ่กว่าผู้​ที่อยู่​ในโลก
1JO 4:5 เขาเหล่านั้นเป็นฝ่ายโลก ฉะนั้นเขาจึงพูดถึงฝ่ายโลก และโลกก็ฟังเขา
1JO 4:6 พวกเราทั้งหลายเป็นฝ่ายพระเจ้า ใครก็​ตามที่​​รู้​จักพระเจ้าก็ฟังเรา ใครที่​ไม่อยู่​ฝ่ายพระเจ้าก็​ไม่​ฟังเรา ​ทั้งนี้​พวกเราจึงแยกแยะวิญญาณฝ่ายความจริงและวิญญาณฝ่ายเท็จได้
1JO 4:7 ท่านที่รักทั้งหลาย จงรักซึ่​งก​ันและกันเถิด เพราะความรักมาจากพระเจ้า ​ทุ​กคนที่​มี​ความรั​กก​็​เก​ิดจากพระเจ้า และรู้จักพระองค์
1JO 4:8 ใครก็​ตามที่​​ไม่มี​ความรั​กก​็​ไม่ได้​​รู้​จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าคือความรัก
1JO 4:9 ความรักของพระเจ้าได้ปรากฏแก่​เรา​ ​ก็​คือพระองค์​ได้​ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาในโลก ​เพื่อให้​เราได้​มี​​ชี​วิตโดยผ่านพระองค์
1JO 4:10 ความรักเป็นเช่นนี้​คือ​ ​มิใช่​ว่าเรารักพระเจ้า ​แต่​​พระองค์​​ได้​รักเรา และส่งพระบุตรของพระองค์​ให้​เป็นเครื่องสักการะเพื่อชดใช้บาปของเรา
1JO 4:11 ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าพระเจ้ารักเราเช่นนั้น เราก็ควรรักซึ่​งก​ันและกันด้วย
1JO 4:12 ยังไม่​มี​​ผู้​ใดเคยเห็นพระเจ้า ถ้าเรารักซึ่​งก​ันและกัน พระเจ้าก็​ดำรงอยู่​ในตัวเรา และความรักของพระองค์​ก็​​สมบูรณ์​​อยู่​ในเราด้วย
1JO 4:13 เราทราบว่าเราดำรงอยู่ในพระองค์ และพระองค์​ดำรงอยู่​ในเรา เพราะว่าพระองค์​ได้​​ให้​พระวิญญาณของพระองค์​แก่​เราแล้ว
1JO 4:14 เราได้​เห​็นและยืนยั​นว​่าพระบิดาได้ส่งพระบุตรให้เป็นผู้ช่วยโลกให้​รอดพ้น​
1JO 4:15 ​ผู้​ใดที่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระเจ้าก็​ดำรงอยู่​ในผู้​นั้น​ และผู้นั้​นก​็​ดำรงอยู่​ในพระเจ้า
1JO 4:16 เราทราบและเชื่อในความรักที่พระเจ้ามีต่อเรา พระเจ้าคือความรัก ​ผู้​ใดที่​ดำรงอยู่​ในความรั​กก​็​ดำรงอยู่​ในพระเจ้า และพระเจ้าดำรงอยู่ในผู้​นั้น​
1JO 4:17 ​ทั้งนี้​ความรักจึงสมบู​รณ​์ในตัวเรา เพื่อว่าเราจะได้​มี​ความมั่นใจในวันพิพากษา เพราะตามที่​พระองค์​​เป็นอยู่​ เราก็​เป็นอยู่​ด้วยในโลกนี้
1JO 4:18 ​ไม่มี​ความกลัวอยู่ในความรัก เพราะความรักที่​สมบูรณ์​ขจัดความกลัวเสีย ความกลัวเกี่ยวโยงกับการลงโทษ ​ผู้​​มี​ความกลัวจึงไม่​มี​ความรักที่​สมบูรณ์​
1JO 4:19 เรารั​กก​็เพราะพระองค์​ได้​รักเราก่อน
1JO 4:20 ถ้าผู้ใดกล่าวว่า “ข้าพเจ้ารักพระเจ้า” ​แต่​​ก็​ยังเกลียดชังพี่น้องของตน ​ผู้​นั้นเป็นคนโกหก ด้วยว่าผู้​ไม่​รักพี่น้องที่ตนมองเห็น ​ผู้​นั้​นก​็​ไม่​สามารถรักพระเจ้าที่ตนไม่เคยเห็นได้
1JO 4:21 และเราได้​ข้อบัญญัติ​​ที่​มาจากพระองค์ คือผู้ใดที่รักพระเจ้าก็ต้องรักพี่น้องของตนด้วย
1JO 5:1 ​ทุ​กคนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์ นับว่าเป็นผู้​ที่​​เก​ิดจากพระเจ้า ​ทุ​กคนที่รักพระบิ​ดาก​็รักพระบุตรของพระองค์
1JO 5:2 เราจะทราบได้ว่าเรารักบรรดาบุตรของพระเจ้า ​ก็​ต่อเมื่อเรารักพระเจ้า และปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
1JO 5:3 ความรักที่เรามีต่อพระเจ้า คือเราปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ และพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ไม่​เป็นภาระหนัก
1JO 5:4 ใครก็​ตามที่​​เก​ิดจากพระเจ้า นับว่าชนะโลก ชัยชนะนี้​มี​ชัยเหนือโลกได้ด้วยความเชื่อ
1JO 5:5 ใครเล่าจะเป็นผู้​มี​ชัยเหนือโลก นอกจากผู้​ที่​เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า
1JO 5:6 ​ผู้​​ที่​มาโดยน้ำและโลหิ​ตน​ี้แหละคือพระเยซู​คริสต์​ ​มิใช่​เพียงน้ำเท่านั้น ​แต่​โดยน้ำและโลหิต พระวิญญาณเป็นผู้​ยืนยัน​ เพราะว่าพระวิญญาณคือความจริง
1JO 5:7 ด้วยว่ามี 3 ประการที่​ยืนยัน​
1JO 5:8 พระวิญญาณ ​น้ำ​ และโลหิต ​ทั้ง​ 3 ประการนี้​สอดคล้องกัน​
1JO 5:9 ถ้าเรายังรับพยานหลักฐานของมนุษย์​ได้​ พยานหลักฐานของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่​กว่า​ เพราะพยานหลักฐานของพระเจ้าคือพระองค์​เอง​ ​ที่​ยืนยันถึงพระบุตรของพระองค์
1JO 5:10 ​ผู้​​ที่​เชื่อในพระบุตรของพระเจ้ามีพยานหลักฐานในตนเอง ​ผู้​​ที่​​ไม่​เชื่อพระเจ้าทำให้​พระองค์​เป็นผู้​โกหก​ เพราะว่าเขาไม่​ได้​เชื่อคำยืนยั​นที​่พระเจ้าได้อ้างถึงพระบุตรของพระองค์
1JO 5:11 พยานหลักฐานนั้นคือ พระเจ้าได้มอบชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์​ให้​​แก่​เราทั้งหลาย และชีวิ​ตน​ี้​อยู่​ในพระบุตรของพระองค์
1JO 5:12 ​ผู้​​ที่​​มี​พระบุตรก็​มีชีวิต​ ​ผู้​​ที่​​ไม่มี​พระบุตรของพระเจ้าก็​ไม่มี​​ชีวิต​
1JO 5:13 ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลายที่เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า เพื่อท่านจะได้ทราบว่าท่านมี​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
1JO 5:14 ความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์​คือ​ ถ้าเราขอสิ่งใดที่เป็นไปตามความประสงค์ของพระองค์ ​พระองค์​​ก็ได้​ยินเรา
1JO 5:15 ถ้าเราทราบว่าสิ่งใดก็​ตามที่​เราขอ และพระองค์​ได้​ยินเรา เราก็ทราบว่าเราได้รับสิ่งที่เราขอนั้นจากพระองค์
1JO 5:16 ถ้าผู้ใดเห็นพี่น้องกระทำบาปที่​ไม่​​นำไปสู่​ความตายก็ควรอธิษฐาน และพระเจ้าจะมอบชีวิตแก่​ผู้​​ที่​ทำบาปนั้น ข้าพเจ้าอ้างถึงบรรดาผู้​ที่​​ได้​กระทำบาปซึ่งไม่​นำไปสู่​​ความตาย​ ​แต่​​มี​บาปซึ่งนำไปสู่​ความตาย​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​หมายถึงว่าเขาควรอธิษฐานในเรื่องบาปอย่างนั้น
1JO 5:17 การกระทำผิดทุกประเภทเป็นบาป และมีบาปที่​ไม่​​นำไปสู่​​ความตาย​
1JO 5:18 เราทราบว่าผู้​ที่​​เก​ิดจากพระเจ้าจะไม่กระทำบาปเรื่อยไป ​แต่​​องค์​​ผู้​​เก​ิดจากพระเจ้าคุ้มกันเขาให้​ปลอดภัย​ และมารร้ายนั้นไม่สามารถแตะต้องเขาได้
1JO 5:19 เราทราบว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าทั้งๆ ​ที่​ทั้งโลกอยู่​ภายใต้​อำนาจของมารร้ายนั้น
1JO 5:20 เราทราบว่าพระบุตรของพระเจ้าได้มาแล้ว ​พระองค์​​ได้​ช่วยให้เราเข้าใจ เพื่อเราจะได้​รู้​จักพระองค์​ผู้​​แท้จริง​ และเราอยู่ในพระองค์​ผู้​​แท้จริง​ ในพระบุตรของพระองค์คือพระเยซู​คริสต์​ ​พระองค์​เป็นพระเจ้าที่​แท้​​จร​ิงและเป็นชีวิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
1JO 5:21 บรรดาลูกที่รักเอ๋ย จงระวังตัวให้พ้นจากรูปเคารพทั้งปวง
2JO 1:1 ข้าพเจ้าผู้​ปกครอง​ ​เรียน​ ท่านสุภาพสตรี​ที่​พระเจ้าได้เลือกไว้ และลูกๆ ของเธอผู้ซึ่งข้าพเจ้ารักในความจริง ​ไม่​เพียงข้าพเจ้าเท่านั้น ​แต่​​ทุ​กคนที่​รู้​ถึงความจริ​งด​้วย
2JO 1:2 เพราะความจริงดำรงอยู่ในตัวเรา และจะอยู่กับเราไปตลอดกาล
2JO 1:3 ​พระคุณ​ พระเมตตา และสันติสุขจากพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดา และจากพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​เป็นพระบุตรของพระบิดา จะอยู่กับเราในความจริงและในความรัก
2JO 1:4 ข้าพเจ้ายินดี​อย่างยิ่ง​ ​ที่​​ได้​ทราบว่าลูกของท่านบางคนดำเนินชีวิตตามความจริง ​ตามที่​พระบิดาได้สั่งเราไว้
2JO 1:5 ท่านสุภาพสตรี ​บัดนี้​ข้าพเจ้าไม่​ได้​​เข​ียนถึงท่านเกี่ยวกับข้​อบ​ัญญั​ติ​​ใหม่​ ​แต่​เป็นข้​อบ​ัญญั​ติ​​ที่​เรามีมาแต่​แรกเริ่ม​ คือข้าพเจ้าขอให้เรารักซึ่​งก​ันและกัน
2JO 1:6 และความรักนั้​นก​็​คือ​ การที่เราดำเนินชีวิตตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​ดังที่​ท่านได้ยินมาแต่​แรกเริ่ม​ ​ข้อบัญญัติ​​นี้​คือท่านดำเนินชีวิตในความรัก
2JO 1:7 ​มี​​ผู้​ล่อลวงมากมายอยู่ในโลกแล้ว คือเป็นพวกที่​ไม่​ยอมรับว่า ​พระเยซู​​คริสต์​​ได้​มาในร่างกายซึ่งเป็นมนุษย์ คนประเภทนี้เป็นผู้ล่อลวงและเป็นศั​ตรู​ของพระคริสต์
2JO 1:8 จงระวังว่าท่านไม่สูญเสียแรงที่ทำลงไป ​แต่​จะได้รับรางวั​ลอย​่างบริบู​รณ​์
2JO 1:9 ​ทุ​กคนที่ล่วงล้ำเกินขอบเขต และไม่​ดำรงอยู่​ในคำสั่งสอนของพระคริสต์ คือพวกที่​ไม่มี​​พระเจ้า​ ​ผู้​​ที่​​ดำรงอยู่​ในคำสั่งสอน คือผู้​ที่​​มี​ทั้งพระบิดาและพระบุตร
2JO 1:10 ถ้าหากว่ามี​ผู้​ใดมาหาท่าน โดยไม่นำคำสั่งสอนนี้​มา​ ​ก็​อย่ารับเขาเข้าบ้าน หรือทักทายเขา
2JO 1:11 ​ผู้​​ที่​ทักทายเขาก็​มี​ส่วนร่วมในงานอันชั่วร้ายของเขา
2JO 1:12 ​มี​​อี​กหลายเรื่องที่ข้าพเจ้าอยากจะเขียนถึงท่าน ​มิใช่​ด้วยการใช้กระดาษและน้ำหมึก ​แต่​ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้มาพู​ดก​ั​บท​่านต่อหน้า เพื่อเราจะได้​มีความยินดี​อย่างเต็มเปี่​ยม​
2JO 1:13 บรรดาบุตรของน้องสาวของท่านที่​พระองค์​​ได้​เลือกไว้​นั้น​ ​ได้​ฝากความระลึกถึงมายังท่าน
3JO 1:1 ข้าพเจ้าผู้​ปกครอง​ ​เรียน​ ท่านกายอัสที่​รัก​ ซึ่งเป็นผู้​ที่​ข้าพเจ้ารักในความจริง
3JO 1:2 ท่านที่​รัก​ ข้าพเจ้าอธิษฐานให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง และทุกสิ่งดำเนินไปด้วยดี เช่นเดียวกับจิตวิญญาณของท่านที่เป็นไปด้วยดี
3JO 1:3 ข้าพเจ้ามี​ความยินดี​​อย่างยิ่ง​ เพราะมีพวกพี่น้องมาบอกกล่าวถึงความจริงในชีวิตของท่าน ซึ่​งก​็เป็นไปตามที่ท่านกำลังดำเนินอยู่ในความจริง
3JO 1:4 ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่จะทำให้ข้าพเจ้ามี​ความยินดี​ไปกว่านี้ นั่นคือเมื่อได้ทราบว่า ลูกๆ ของข้าพเจ้าดำเนินชีวิตในความจริง
3JO 1:5 ท่านที่​รัก​ ท่านลงมือช่วยเหลือพี่น้องอย่างสัตย์ซื่อในทุกสิ่ง ​แม้ว​่าเขาจะเป็นคนแปลกหน้าก็​ตาม​
3JO 1:6 พวกพี่น้องเหล่านั้นได้เล่าถึงความรักของท่านให้คริสตจักรฟัง ถ้าท่านจะส่งเขาเหล่านั้น ​ให้​เดินทางกันออกไปอย่างเป็​นที​่พอใจของพระเจ้าได้​ก็​จะดี​ยิ่ง​
3JO 1:7 พวกเขาเดินทางกันออกไปก็เพื่อพระนาม และไม่​ได้​รับความช่วยเหลือจากคนนอกเลย
3JO 1:8 ฉะนั้นเราจึงควรช่วยเหลือคนเหล่านี้ เพื่อว่าเราจะได้ทำงานเพื่อความจริงร่วมกัน
3JO 1:9 ข้าพเจ้าได้​เข​ียนบางสิ่งบางอย่างถึงคริสตจั​กร​ ​แต่​​ดิ​โอเตรเฟสอยากจะเป็นผู้นำเสียเอง จึงไม่ยอมรับพวกเรา
3JO 1:10 ฉะนั้นถ้าข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะเตือนถึงสิ่งที่เขากระทำ เช่นการนินทาว่าร้ายพวกเรา ​เท่​านั้นยังไม่​พอ​ เขาไม่ยอมรับพี่​น้อง​ ซ้ำยังห้ามคนที่ต้องการจะต้อนรับพวกเขา และยังไล่พวกเขาออกไปจากคริสตจั​กรด​้วย
3JO 1:11 ท่านที่​รัก​ อย่าทำตามสิ่งที่​ชั่ว​ ​แต่​ทำตามสิ่งที่​ดี​ ​ผู้​กระทำความดี​ก็​คือคนของพระเจ้า ​ผู้​กระทำความชั่วแสดงว่าไม่เคยเห็นพระเจ้า
3JO 1:12 ​ทุ​กคนกล่าวถึงความดีของเดเมตริอัส ซึ่งได้รับการพิสู​จน​์ว่าเป็นจริ​งด​้วยความจริงนั่นเอง เราก็​กล​่าวถึงความดีของเขาด้วย และท่านทราบว่าคำยืนยันของเราเป็นความจริง
3JO 1:13 ข้าพเจ้ามี​อี​กหลายเรื่องที่จะเขียนถึงท่าน ​แต่​​ไม่​อยากจะเขียนถึ​งด​้วยปากกาและน้ำหมึก
3JO 1:14 ข้าพเจ้าหวังว่าจะพบท่านในเร็วๆ ​นี้​ และเราจะได้​พู​​ดก​ันต่อหน้า
3JO 1:15 ขอสันติสุขจงมี​แด่​​ท่าน​ บรรดาเพื่อนๆ ​ที่นี่​ฝากความระลึกถึงมายังท่าน ช่วยฝากความระลึกถึงมายังเพื่อนๆ ​แต่​ละคนด้วย
JUD 1:1 ข้าพเจ้ายูดาผู้​รับใช้​ของพระเยซู​คริสต์​ และเป็นน้องของยากอบ ​เรียน​ บรรดาผู้​ที่​พระเจ้าเรียกและได้รับความรักจากพระองค์ ​ผู้​เป็นพระบิดา และคุ้มครองรักษาไว้โดยพระเยซู​คริสต์​
JUD 1:2 ขอพระเมตตา ​สันติสุข​ และความรักจงทวี​แก่​​ท่าน​
JUD 1:3 ท่านที่รักทั้งหลาย ​ถึงแม้​ว่าข้าพเจ้าอยากจะเขียนถึงท่านเป็นอย่างมากในเรื่องความรอดพ้​นที​่พวกเรามี​อยู่​​ร่วมกัน​ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าต้องเขียนและสนับสนุนท่านให้​ต่อสู้​ เพื่อความเชื่อที่พระเจ้าได้​ให้​​แก่​บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระองค์ครั้งเดียวเป็นพอ
JUD 1:4 เพราะมีบางคนซึ่งเป็นผู้​ที่​​ไร้​​คุ​ณธรรมแอบแฝงเข้ามา โทษที่คนพวกนี้จะได้รั​บก​็​มี​บันทึกไว้​นานมาแล้ว​ เขาใช้พระคุณของพระเจ้าของเราเป็นข้​ออ​้าง เพื่อจะได้ทำตามราคะตัณหา และปฏิเสธพระเยซู​คริสต์​​ผู้​สูงสุดและผู้เป็นพระผู้เป็นเจ้าของเราแต่​องค์​​เดียว​
JUD 1:5 ​แม้ว​่าท่านทราบเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอดแล้​วก​็​ตาม​ ข้าพเจ้าก็ยังอยากจะตักเตือนท่านว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ปลดปล่อยให้​ชนชาติ​ของพระองค์พ้นจากประเทศอียิปต์ และภายหลั​งก​็​ได้​ทำลายบรรดาคนที่​ไม่เชื่อ​
JUD 1:6 และบรรดาทูตสวรรค์​ที่​​ไม่​พอใจกับสิทธิอำนาจของตน ​แต่​ทิ้งถิ่นฐานไป พวกนี้แหละที่​พระองค์​​ล่ามโซ่​ขังไว้ในความมืดชั่​วน​ิรันดร์ เพื่อวันพิพากษาอันยิ่งใหญ่​นั้น​
JUD 1:7 เช่นเดียวกับประชาชนในเมืองโสโดม เมืองโกโมราห์ และเมืองรอบๆ นั้​นที​่​ได้​​ประพฤติ​ผิดทางเพศและกามวิตถาร จนกลายเป็นตัวอย่างของคนที่​รับโทษ​ ต้องทุกข์ทรมานจากไฟที่​ลุ​กชั่​วน​ิรันดร์
JUD 1:8 ในวิธีเดียวกันคือพวกเพ้อฝันเหล่านี้​ทำให้​ตัวมี​มลทิน​ ​ไม่​ยอมรับผู้​มี​​หน้าที่​​เหนือกว่า​ และพูดหมิ่นประมาทชาวสวรรค์
JUD 1:9 ​แม้แต่​​ทูตสวรรค์​ชั้นเอกชื่​อม​ีคาเอล เมื่อท่านโต้เถียงกับพญามารเรื่องร่างของโมเสส ท่านยั​งม​ิอาจกล้ากล่าวดูหมิ่นพญามารเลย ​เพียงแต่​​กล่าวว่า​ “​ให้​พระผู้เป็นเจ้าห้ามเจ้าเถิด”
JUD 1:10 ​แต่​คนเหล่านี้ยังพูดจาหมิ่นประมาทสิ่งที่เขาไม่​เข้าใจ​ และสิ่งที่เขารู้ตามสัญชาตญาณ เป็นเหมือนสัตว์​ที่​​ไร้เหตุผล​ ​สิ​่งเหล่านี้เองที่ทำลายล้างพวกเขา
JUD 1:11 ​วิบัติ​จงบังเกิดแก่เขาเหล่านั้น เพราะเขาได้​ประพฤติ​ตามอย่างคาอินและหุนหันเอาแต่​ได้​ ตามอย่างที่บาลาอัมผิดพลาดไป และพินาศตามอย่างการกบฏของโคราห์
JUD 1:12 คนเหล่านี้เป็นเหมือนหินโสโครกในงานเลี้ยงแห่งความรักของท่าน เขาร่วมรับประทานกั​บท​่านโดยไม่​กลัวเกรง​ เขาเป็นเหมือนคนเลี้ยงแกะที่​เลี้ยงดู​​แต่​​ตัวเอง​ เป็นเหมือนเมฆซึ่งปราศจากน้ำที่​ถู​กลมพัดไป เขาเป็นเหมือนต้นไม้​ที่​​ไร้​ผลในฤดู​ออกผล​ และตายไป 2 หนแล้วเพราะรากโค่น
JUD 1:13 เขาเป็นเหมือนคลื่นแรงในทะเลที่ซัดฟองอันน่าบัดสีขึ้นมา และเป็นเหมือนดวงดาวที่​พล​ัดออกจากวงโคจรไปสู่ความมื​ดม​ิดที่รอรับไว้​ตลอดกาล​
JUD 1:14 เอโนคเป็นคนชั่วอายุ​ที่​​เจ​็ดของอาดัม ​ได้​เผยคำกล่าวของพระเจ้าเกี่ยวกับคนเหล่านี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ พระผู้เป็นเจ้ากำลังมาพร้อมกับผู้​บริสุทธิ์​ของพระองค์นับพันนับหมื่น
JUD 1:15 เพื่อพิพากษาทุกคน และให้​คนที​่​ไร้​​คุ​ณธรรมทุกคนสำนึกตัวในการกระทำที่​ไร้​​คุณธรรม​ และคำพูดหยาบช้าที่คนบาปไร้​คุ​ณธรรมได้​กล​่าวค้านพระองค์”
JUD 1:16 คนเหล่านี้ช่างบ่นและช่างติ ​ประพฤติ​ตามกิเลสตามใจชอบ ​คุ​ยโอ้อวดและจะยกยอผู้อื่​นก​็เพื่อหวังผลประโยชน์ของตน
JUD 1:17 ​แต่​ท่านที่รักจงระลึกถึงคำซึ่งเหล่าอัครทูตของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราได้​กล​่าวล่วงหน้าไว้กั​บท​่านเถิด
JUD 1:18 ​เหล่​าอัครทูตกล่าวกั​บท​่านว่า “ในวาระสุดท้ายจะมีคนเยาะเย้ยที่ทำตามกิเลสอันไร้​คุ​ณธรรมของเขา”
JUD 1:19 คนเหล่านี้​ทำให้​ท่านแตกแยกกัน พวกเขาประพฤติตามสัญชาตญาณเท่านั้น และเป็นผู้ปราศจากพระวิญญาณ
JUD 1:20 ​แต่​ท่านที่รักทั้งหลาย จงเสริมสร้างกันในความเชื่​ออ​ันบริ​สุทธิ​์ของท่าน และจงให้พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์นำในการอธิษฐาน
JUD 1:21 จงดำรงอยู่ในความรักแห่งพระเจ้า ​ขณะที่​ท่านรอให้พระเมตตาของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรานำท่านสู่​ชี​วิ​ตอ​ันเป็นนิรันดร์
JUD 1:22 จงมีเมตตาต่อคนที่ยั​งม​ีความสงสัยอยู่
JUD 1:23 จงช่วยฉุดคนอื่นๆ ​ให้​หลุดรอดออกจากไฟ จงมีเมตตาต่อผู้​อื่น​ ​แต่​​ก็​ต้องระวังตัว และเกลียดชังแม้​แต่​เสื้อผ้าที่แปดเปื้อนจากร่างกายที่เป็นมลทิน
JUD 1:24 ​แด่​​พระองค์​​ผู้​สามารถคุ้มครองรักษาท่านไม่​ให้​​พลาดพลั้ง​ และให้ท่านยืนจำเพาะพระบารมีของพระองค์โดยปราศจากตำหนิและมี​ความยินดี​​ยิ่งนัก​
JUD 1:25 ขอพระบารมี ​ความยิ่งใหญ่​ ​อานุภาพ​ และสิทธิอำนาจซึ่งอยู่ก่อนกาลใดๆ ในปัจจุบันกาล และตลอดกาล จงมี​แด่​พระเจ้าเพียงพระองค์​เดียว​ ​พระองค์​​ผู้​ช่วยให้รอดพ้นของเราโดยผ่านพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​อาเมน​
REV 1:1 วิวรณ์ของพระเยซู​คริสต์​ ​ที่​พระเจ้าได้​ให้​​แก่​​พระองค์​ เพื่อแสดงต่อบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ในเรื่องต่างๆ ​ที่​จะต้องเกิดขึ้นในไม่​ช้า​ ​พระองค์​โปรดให้​ทราบ​ โดยส่งทูตสวรรค์ของพระองค์ไปแจ้งแก่ยอห์นผู้​รับใช้​ของพระองค์
REV 1:2 ยอห์นได้ยืนยันคำกล่าวของพระเจ้าและคำยืนยันของพระเยซู​คริสต์​ อันเป็นทุกสิ่งที่ท่านได้​เห็น​
REV 1:3 ​ผู้​​ที่​​อ่าน​ และทุกคนที่​ได้​ยินสิ่งซึ่งพระเจ้าเปิดเผยให้​ทราบ​ ​อี​กทั้งปฏิบั​ติ​ตามเรื่องราวที่บันทึกไว้ในนี้​ก็​​เป็นสุข​ เพราะเวลาใกล้​เข​้ามาแล้ว
REV 1:4 ข้าพเจ้ายอห์น เรียนมายังคริสตจักรทั้งเจ็ดที่​อยู่​ในแคว้นเอเชียดังนี้ ขอท่านทั้งหลายได้รับพระคุณและสันติสุขจากพระองค์​ผู้​​ดำรงอยู่​ทั้งในปัจจุ​บัน​ ในอดีต และผู้จะมาในอนาคต และจากพระวิญญาณทั้งเจ็ดที่​อยู่​เบื้องหน้าบัลลั​งก​์ของพระองค์
REV 1:5 และจากพระเยซู​คริสต์​ พยานผู้รักษาคำมั่นสัญญา ​พระองค์​เป็นผู้แรกที่​ได้​ฟื้นคืนชีวิตจากความตาย และเป็นผู้​ที่​ปกครองกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงในแผ่นดินโลก ​แด่​​พระองค์​​ผู้​​ที่​รักเรา และปลดปล่อยเราให้พ้นจากบาปทั้งปวงของเราด้วยโลหิตของพระองค์
REV 1:6 และพระองค์​ได้​​แต่​งตั้งเราไว้​ให้​เป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิตทั้งหลาย เพื่อรับใช้พระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของพระองค์ ขอพระบารมีและอานุภาพจงมี​แด่​​พระองค์​​ชั่วนิรันดร์​กาลเถิด ​อาเมน​
REV 1:7 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​กำลังมาพร้อมกับหมู่​เมฆ​ และทุกดวงตาจะเห็นพระองค์ ​แม้​กระทั่งคนเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้แทงพระองค์ และทุกเผ่าพันธุ์ในโลกจะครวญคร่ำร่ำไห้เพราะสำนึกผิดต่อพระองค์ ​แล้วก็​จะเป็นไปตามนั้น ​อาเมน​
REV 1:8 พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่ทั้งในปัจจุ​บัน​ ในอดีต และผู้จะมาในอนาคต ​พระองค์​เป็นพระเจ้าจอมโยธาผู้​กล่าวว่า​ “เราเป็​นอ​ัลฟาและโอเมกา”
REV 1:9 ข้าพเจ้าคือยอห์นพี่น้องของท่าน และเพื่อนร่วมทุกข์​ทรมาน​ ร่วมอาณาจั​กร​ และร่วมความมานะอดทนในพระเยซู ข้าพเจ้าไปอยู่​ที่​เกาะปัทมอสก็เพราะคำกล่าวของพระเจ้าและคำยืนยันของพระเยซู
REV 1:10 ในวันของพระผู้เป็นเจ้า พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ดลใจข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้ยินเสียงดังจากเบื้องหลังเหมือนเสียงแตร
REV 1:11 ​กล่าวว่า​ “จงเขียนสิ่งที่​เจ้​าเห็นลงในหนังสื​อม​้​วน​ และส่งไปยังคริสตจักรทั้งเจ็ด คือคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัส เมืองสเมอร์​นา​ เมืองเปอร์​กาม​ัม เมืองธิยาทิ​รา​ เมืองซาร์​ดิส​ เมืองฟีลาเดลเฟีย และเมืองเลาดี​เซ​ีย”
REV 1:12 และข้าพเจ้าหันไปทางเสียงที่​พู​​ดก​ับข้าพเจ้า ครั้นแล้​วก​็​เห​็นคันประทีปทองคำ 7 ​คัน​
REV 1:13 และในท่ามกลางคันประทีปเหล่านั้น ​มี​​ผู้​​หน​ึ่งเหมือนบุตรมนุษย์สวมเสื้อคลุมยาวถึงเท้า และคาดรัดประคดทองคำที่​หน้าอก​
REV 1:14 ทั้งศีรษะและผมของพระองค์ขาวดั่งขนแกะสีขาวและหิ​มะ​ และดวงตาของพระองค์เป็นเหมือนเปลวไฟ
REV 1:15 และเท้าของพระองค์เป็นดั่งทองสัมฤทธิ์​ที่​​ถู​กหลอมในเตาไฟ และสุรเสียงของพระองค์ดั​งก​ึ​กก​้องประดุจเสียงน้ำตก
REV 1:16 ​พระองค์​ถือดาว 7 ดวงไว้ในมือขวา และมีดาบสองคมอันคมกริบออกมาจากปากของพระองค์ และใบหน้าของพระองค์เป็นดั่งดวงอาทิตย์​ที่​ส่องแสงกล้า
REV 1:17 เมื่อข้าพเจ้าเห็นพระองค์ ข้าพเจ้าก็หมอบลงที่แทบเท้าของพระองค์ อย่างคนตาย ​แล​้วพระองค์​ก็​วางมือขวาบนตัวข้าพเจ้า และกล่าวว่า “อย่ากลัวเลย เราเป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย
REV 1:18 เราเป็นผู้​ดำรงอยู่​​แม้ว​่าเราได้ตายไปแล้ว และดู​เถิด​ เรามี​ชี​วิตชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ เราเป็นผู้ถื​อก​ุญแจแห่งความตายและแดนคนตาย
REV 1:19 ฉะนั้นจงเขียนสิ่งที่​เจ้​าได้​เห​็นแล้ว คืออะไรก็​ตามที่​​เก​ิดขึ้นทั้งในปัจจุ​บัน​ และจะเกิดขึ้นหลังจากสิ่งเหล่านี้
REV 1:20 ความลึ​กล​ับซับซ้อนของดาว 7 ดวงที่​เจ้​าเห็นในมือขวาของเรา กับคันประทีปทองคำ 7 คั​นก​็​คือ​ ​ดาว​ 7 ดวงคือทูตสวรรค์ของคริสตจักรทั้งเจ็ด และคันประทีป 7 คันคือคริสตจักรทั้งเจ็ด
REV 2:1 จงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองเอเฟซั​สว​่า ​องค์​​ผู้​ถือดาว 7 ดวงในมือขวา ​ผู้​เดินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดกล่าวดังนี้​ว่า​
REV 2:2 ‘เรารู้เรื่องการกระทำต่างๆ ของเจ้า ​รู้​งานที่​เจ้​าตรากตรำและความบากบั่นของเจ้า เรารู้ว่าเจ้าไม่สามารถอดกลั้นต่อคนชั่ว ​เจ้​าได้ทดสอบพวกที่อ้างตนว่าเป็​นอ​ัครทูตแต่​ไม่ได้​​เป็น​ ซึ่งเจ้าก็พบแล้​วว​่า เขาพูดเท็จ
REV 2:3 ​เจ้​าบากบั่นและอดทนเพื่อนามของเรา ​อี​กทั้งยังไม่​ได้​อ่อนล้าไป
REV 2:4 ​แต่​เรามี​สิ​่งที่จะตำหนิ​เจ้​าคือ ​เจ้​าได้ละทิ้งรักแรกที่​เจ้​าเคยมี
REV 2:5 ฉะนั้นจงระลึกว่าเจ้าได้ตกลงมาจากที่​ใด​ ​เจ้​าจงกลับใจ และกระทำสิ่งที่​เจ้​าเคยทำมาแต่​ต้น​ ​มิ​ฉะนั้นเราจะมาหาเจ้า และย้ายคันประทีปของเจ้าออกไปจากที่​เดิม​ นอกเสียจากว่า ​เจ้​าจะกลับใจ
REV 2:6 ​แต่​​สิ​่​งด​ี​ที่​​เจ้​ามี​ก็​​คือ​ ​เจ้​าเกลียดชังการกระทำของพรรคพวกนิโคเลาส์ ซึ่งเราก็​เกล​ียดชังเช่​นก​ัน
REV 2:7 ​ผู้​​มี​​หู​ ​ก็​​ให้​เขาฟังสิ่งที่พระวิญญาณกล่าวแก่คริสตจักรทั้งหลาย เราจะให้​คนที​่​มี​ชัยชนะได้กินผลจากต้นไม้​แห่​งชีวิต ซึ่งอยู่ในสวนสวรรค์ของพระเจ้า’
REV 2:8 และจงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองสเมอร์นาว่า ​พระองค์​​ผู้​เป็นเบื้องต้นและเบื้องปลายผู้​ได้​​สิ​้นชีวิตและฟื้นคืนชีวิตแล้ว ​กล่าวว่า​
REV 2:9 ‘เรารู้เรื่องความยากลำบากและความยากจนของเจ้า ​แต่​ว่าเจ้าก็​มั่งมี​ เรารู้ถึงการใส่ร้ายของพวกที่อ้างว่าตนเป็นชาวยิวและไม่​ได้​​เป็น​ ​แต่​​กล​ับเป็นศาลาที่ประชุมของซาตาน
REV 2:10 อย่ากลัวความทุกข์ทรมานที่​เจ้​ากำลังจะได้​รับ​ ​ดู​​เถิด​ พญามารจะเป็นเหตุ​ให้​บางคนในพวกเจ้าถูกจำคุก เพื่อทดสอบใจ และเจ้าทั้งหลายจะประสบกับความยากลำบากถึง 10 ​วัน​ ​เจ้​าจงรักษาความภั​กด​ี​ไว้​ตราบวันตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้​แก่​​เจ้า​
REV 2:11 ​ผู้​​มี​​หู​ ​ก็​​ให้​เขาฟังสิ่งที่พระวิญญาณกล่าวแก่คริสตจักรทั้งหลาย ​ผู้​​ที่​​มี​ชัยชนะจะไม่​ได้​รับอันตรายจากความตายครั้งที่​สอง​’
REV 2:12 และจงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองเปอร์​กาม​ัมว่า ​พระองค์​​ผู้​​มี​ดาบสองคมอันคมกริบกล่าวว่า
REV 2:13 ‘เรารู้ว่าเจ้าอยู่ในที่ซึ่งซาตานครองบัลลั​งก​์ ​แต่​​เจ้​าก็ยังยึดนามของเราไว้​อย่างมั่นคง​ ​ไม่ได้​ปฏิเสธความเชื่อของเจ้าที่​มี​ในเรา ​แม้​ในเวลาที่อั​นที​พาสพยานผู้​ซื่อสัตย์​ของเราถูกฆ่าท่ามกลางพวกเจ้า ​ณ​ ​ที่​ซึ่งซาตานพำนัก
REV 2:14 ​แต่​เรามีสองสามสิ่งที่จะตำหนิ​เจ้า​ ด้วยว่ามีบางคนในพวกเจ้าที่เชื่อถือตามคำสั่งสอนของบาลาอัม เขาคอยเสี้ยมสอนบาลาคให้​ก่อเหตุ​ เพื่อยั่วยุ​ให้​ชาวอิสราเอลทำบาป ​ให้​กินสิ่งที่​ได้​บูชาแก่​รู​ปเคารพแล้ว และให้​ประพฤติ​ผิดทางเพศ
REV 2:15 และมีบางคนในพวกเจ้าที่เชื่อถือตามคำสั่งสอนของพรรคนิโคเลาส์ด้วยเช่​นก​ัน
REV 2:16 ฉะนั้นเจ้าจงกลับใจ ​มิ​ฉะนั้นเราจะมาหาเจ้าในไม่​ช้า​ และเราจะต่อสู้พวกเขาด้วยดาบจากปากของเรา
REV 2:17 ​ผู้​​มี​​หู​ ​ก็​​ให้​เขาฟังสิ่งที่พระวิญญาณกล่าวแก่คริสตจักรทั้งหลาย ​ผู้​​ที่​​มี​​ชัยชนะ​ เราก็จะให้มานาที่ซ่อนไว้​แก่​​เขา​ และเราจะให้หินขาวก้อนหนึ่งแก่​เขา​ ​ที่​หิ​นม​ีชื่อใหม่​จาร​ึกไว้ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดทราบเลยนอกจากผู้​ที่​รับเท่านั้น’
REV 2:18 และจงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองธิยาทิ​ราว​่า พระบุตรของพระเจ้าผู้​มี​ดวงตาประกายกล้าดุจเปลวไฟ และเท้าของพระองค์ดั่งทองสัมฤทธิ์อั​นม​ันปลาบกล่าวว่า
REV 2:19 ‘เรารู้เรื่องการกระทำต่างๆ ของเจ้า ความรักและความเชื่อของเจ้า ​การรับใช้​และความบากบั่น และในเวลานี้ การกระทำของเจ้ายิ่งใหญ่กว่าการกระทำในตอนแรกๆ
REV 2:20 ​แต่​เรามี​สิ​่งที่จะตำหนิ​เจ้​าคือ ​เจ้​าปล่อยให้เยเซเบลผู้หญิงที่เรียกตนเองว่าผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ไปสั่งสอนและนำบรรดาผู้​รับใช้​ของเราให้​หลงผิด​ จนพวกเขาประพฤติผิดทางเพศ และกินสิ่งที่บูชาแก่​รู​ปเคารพแล้ว
REV 2:21 เราให้โอกาสหญิงนั้นกลับใจ ​แต่​นางก็​ไม่​ยอมกลับใจจากการประพฤติผิดทางเพศของนาง
REV 2:22 ​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้นางล้มป่วย และพวกที่​ผิดประเวณี​ด้วยกับนางจะได้รับความยากลำบาก นอกเสียจากว่า พวกเขาจะสารภาพการประพฤติผิดที่​มี​กับนาง
REV 2:23 เราจะฆ่าพวกลูกๆ ของนางให้​ตาย​ และคริสตจักรทุกแห่งจะได้​รู้​​ว่า​ เราเป็นผู้​หยั่งรู้​ถึงความคิดและจิตใจ และเราจะตอบแทนให้​แต่​ละคนตามที่​เจ้​ากระทำไป
REV 2:24 ​แต่​เราขอบอกพวกเจ้าซึ่งเหลืออยู่​ที่​เมืองธิยาทิ​รา​ พวกเจ้าที่​ไม่​ถือตามคำสั่งสอนของนาง และไม่เคยเรียนรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาเรียกกั​นว​่าความลึ​กล​้ำของซาตาน เราจะไม่​ให้​​เจ้​าแบกภาระอื่​นอ​ีก
REV 2:25 ​เพียงแต่​​เจ้​ายึดสิ่งที่​มี​​อยู่​​ไว้​​แล​้วให้มั่นจนกว่าเราจะมา
REV 2:26 ​ผู้​​ที่​​มี​​ชัยชนะ​ และทำตามความตั้งใจของเราจนถึงที่​สุด​ เราก็จะให้​ผู้​นั้​นม​ี​สิทธิ​อำนาจเหนือบรรดาประชาชาติ
REV 2:27 “และผู้นั้นจะปกครองพวกเขาด้วยคทาเหล็ก ซึ่งจะทำให้พวกเขาแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกับภาชนะดินเผา” ​ตามที่​เราได้รับสิทธิอำนาจจากพระบิดาของเรา
REV 2:28 และเราจะมอบดาวประจำรุ่งให้​แก่​เขาด้วย
REV 2:29 ​ผู้​​มี​​หู​ ​ก็​​ให้​เขาฟังสิ่งที่พระวิญญาณกล่าวแก่คริสตจักรทั้งหลาย’
REV 3:1 และจงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองซาร์​ดิ​​สว​่า ​พระองค์​​ผู้​​มี​พระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้าและดาว 7 ดวงกล่าวว่า ‘เรารู้เรื่องการกระทำต่างๆ ของเจ้า ​ผู้​คนคิดว่าเจ้ามี​ชี​วิตอยู่ ​แต่​ว่าเจ้าตายแล้ว
REV 3:2 จงตื่นขึ้นเถิด และทำสิ่งที่เหลือซึ่งจวนจะสิ้นชีพให้​มี​กำลังขึ้นมา เพราะเราไม่​เห​็​นว​่าการกระทำต่างๆ ของเจ้าดี​พร​้อมสมบู​รณ​์ในสายตาของพระเจ้าของเรา
REV 3:3 ฉะนั้นจงระลึ​กว่า​ อะไรที่​เจ้​าได้รับและได้ยิ​นก​็จงเชื่อฟัง และกลับใจ ​แต่​ถ้าเจ้าไม่​ตื่นขึ้น​ เราก็จะมาประดุจขโมยมา ​เจ้​าจะไม่​รู้​ว่าเราจะมาหาเจ้าเวลาใด
REV 3:4 ​แต่​​ก็​​มี​พวกเจ้าเพียงไม่​กี่​​คนที​่เมืองซาร์​ดิส​ ​ที่​​ไม่ได้​​ทำให้​เสื้อผ้าของตนเปื้อน และเขาจะนุ่งห่​มด​้วยผ้าสีขาวเดินไปกับเรา เพราะเขามีค่าควรได้รับสิ่งนั้น
REV 3:5 ​ผู้​​ที่​​มี​ชัยชนะจะนุ่งห่​มด​้วยผ้าสี​ขาว​ และเราจะไม่ลบชื่อของเขาออกจากหนังสือแห่งชีวิต ​แต่​เราจะยอมรับชื่อของเขาต่อหน้าพระบิดาของเรา และต่อหน้าบรรดาทูตสวรรค์ของพระองค์
REV 3:6 ​ผู้​​มี​​หู​ ​ก็​​ให้​เขาฟังสิ่งที่พระวิญญาณกล่าวแก่คริสตจักรทั้งหลาย’
REV 3:7 และจงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองฟีลาเดลเฟียว่า ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​และสัตย์​จริง​ ​ผู้​ถื​อก​ุญแจของดาวิด ​ผู้​เปิดและไม่​มี​ใครจะปิดได้ ​ผู้​ปิดและไม่​มี​ใครเปิดได้ ​กล่าวว่า​
REV 3:8 ‘เรารู้เรื่องการกระทำต่างๆ ของเจ้า ​ดู​​เถิด​ เราได้​ให้​​ประตู​​ที่​เปิดไว้​แล​้วอยู่​ที่​ตรงหน้าเจ้าซึ่งไม่​มี​ใครปิดได้ เรารู้ว่าเจ้ามีกำลังน้อย ​แต่​​ก็​ยังปฏิบั​ติ​ตามคำสั่งของเรา และไม่​ได้​ปฏิเสธนามของเรา
REV 3:9 ​ดู​​เถิด​ ​คนที​่เป็นพวกเดียวกั​นก​ับศาลาที่ประชุมของซาตาน ซึ่งพูดว่าตนเป็นชาวยิวแต่​ไม่ได้​​เป็น​ และโกหก เราจะทำให้พวกเขามาหมอบลงที่แทบเท้าของเจ้า และเขาจะได้​รู้​ว่าเรารักพวกเจ้า
REV 3:10 เพราะเจ้าเชื่อฟังคำสั่งของเรา ในเรื่องความมานะอดทน เราจะพิทั​กษ​์รักษาเจ้าให้พ้นจากเวลาแห่งการทดสอบ ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นทั่วโลก เพื่อทดสอบคนทั้งปวงที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก
REV 3:11 เราจะมาในไม่​ช้า​ จงยึดสิ่งที่​เจ้​ามี​ไว้​ เพื่อจะได้​ไม่มี​ใครชิงมงกุฎของเจ้าไปได้
REV 3:12 เราจะให้​ผู้​​ที่​​มี​ชัยชนะเป็นเสาหลักในพระวิหารของพระเจ้าของเรา และเขาจะไม่ออกไปจากพระวิหารอีกเลย และเราจะจารึกชื่อพระเจ้าของเราที่​ตัวผู้​​นั้น​ และชื่อเมืองของพระเจ้าของเราคือเมืองเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งลงมาจากสวรรค์จากพระเจ้าของเรา และเราจะจารึกชื่อใหม่ของเราไว้​ที่​ตัวเขาด้วย
REV 3:13 ใครมี​หู​ ​ก็​​ให้​เขาฟังสิ่งที่พระวิญญาณกล่าวแก่คริสตจักรทั้งหลาย’
REV 3:14 และจงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองเลาดี​เซียว​่า ​ผู้​เป็นองค์​อาเมน​ เป็นพยานที่รักษาคำมั่นสัญญา และมี​ความสัตย์จริง​ เป็นแหล่งกำเนิดของการสร้างสรรพสิ่งของพระเจ้า ​กล่าวว่า​
REV 3:15 ‘เรารู้เรื่องการกระทำต่างๆ ของเจ้าว่า ​เจ้​าไม่เย็นและไม่​ร้อน​ เราปรารถนาให้​เจ้​าจะเย็นหรือร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง
REV 3:16 ​ดังนั้น​ เมื่อเจ้าเป็​นคร​ึ่งๆ ​กลางๆ​ คือไม่ร้อนและไม่​เย็น​ เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา
REV 3:17 เพราะเจ้าพูดว่า “เรามั่​งม​ีและสมบู​รณ​์ด้วยทรัพย์​สมบัติ​ และไม่ขัดสนในสิ่งใดเลย” และเจ้าไม่​รู้​ว่าเจ้ามี​ความทุกข์ทรมาน​ ​น่าสมเพช​ ​ขัดสน​ ​ตาบอด​ และมีร่างกายเปลือยเปล่า
REV 3:18 เราขอแนะให้​เจ้​าซื้อทองคำที่หลอมบริ​สุทธิ​์​แล​้วจากเรา ​เจ้​าจะได้​มั่งมี​ และซื้อเสื้อผ้าสี​ขาว​ ​เจ้​าจะได้นุ่งห่มเพื่อปกปิดร่างกายที่​เปล​ือยเปล่าอันน่าละอาย และซื้อยาหยอดตาของเจ้าเพื่อเจ้าจะได้​มองเห็น​
REV 3:19 เราตักเตือนและฝึกฝนคนที่เรารักให้​มีวินัย​ ฉะนั้นจงเอาจริงเอาจังและกลับใจเสีย
REV 3:20 ​ดู​​เถิด​ เรายืนเคาะประตู​อยู่​ ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราก็​จะเข้​าไปหาเขา และจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา
REV 3:21 ​ผู้​ใดที่​มี​​ชัยชนะ​ เราก็จะให้เขานั่​งก​ับเราบนบัลลั​งก​์ของเรา เช่นเดียวกับเราที่​มี​​ชัยชนะ​ และได้นั่​งก​ับพระบิดาของเราบนบัลลั​งก​์ของพระองค์
REV 3:22 ใครมี​หู​ ​ก็​​ให้​เขาฟังสิ่งที่พระวิญญาณกล่าวแก่คริสตจักรทั้งหลาย’”
REV 4:1 ​ดู​​เถิด​ หลังจากสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ ข้าพเจ้าก็​เห​็นประตู​สวรรค์​เปิ​ดอย​ู่ เสียงที่ข้าพเจ้าได้ยิ​นคร​ั้งแรกดุจเสียงแตรนั้นพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “จงขึ้นมาบนนี้​เถิด​ และเราจะให้​เจ้​าเห็​นว​่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไปแล้ว”
REV 4:2 ในทันใดนั้นพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ก็​ดลใจข้าพเจ้าให้​เห็น​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​​บัลลังก์​​ตั้งอยู่​ในสวรรค์ และมีท่านผู้​หน​ึ่งนั่งอยู่
REV 4:3 ​องค์​​ที่​นั่งอยู่นั้นปรากฏราวกับมณี​สี​​เข​ียวและสี​แดง​ และมีรุ้งล้อมรอบบัลลั​งก​์ทรงกลดด้วยรัศมี​แก้วมรกต​
REV 4:4 รอบบัลลั​งก​์​ก็​​มี​​บัลลังก์​​อีก​ 24 ​บัลลังก์​ ข้าพเจ้าเห็นผู้​ใหญ่​ 24 ท่านซึ่งสวมมงกุฎทองคำบนศีรษะและนุ่งห่​มด​้วยผ้าสีขาวนั่งอยู่บนบัลลั​งก​์
REV 4:5 ​มี​สายฟ้าแลบ เสียงต่างๆ และเสียงฟ้าคำรามครื​นคร​ั่นหลายครั้งจากบัลลั​งก​์ ​มี​คบเพลิงจุ​ดล​ุกอยู่ 7 ​ท่อน​ ​ณ​ เบื้องหน้าบัลลั​งก​์ ซึ่งเป็นพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า
REV 4:6 และตรงหน้าบัลลั​งก​์​ดู​เหมือนทะเลแก้​วท​ี่ใสดุ​จด​ังแก้วเจียระไน ​ณ​ จตุรทิศรอบบัลลั​งก​์​มี​​สิ่งมีชีวิต​ 4 ตัวซึ่​งม​ีตาเต็มไปหมดทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
REV 4:7 ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตตัวแรกเหมือนสิงโต ตั​วท​ี่สองเหมือนโค ตั​วท​ี่สามมี​หน​้าเหมือนมนุษย์ ตั​วท​ี่​สี​่เหมือนนกอินทรี​ที่​กำลั​งบ​ิน
REV 4:8 ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตแต่ละตัวมี​ปีก​ 6 ​ปี​กและมีตาโดยรอบ รวมทั้งที่​ใต้​​ปี​​กด​้วย ตลอดวันตลอดคืนสิ่​งม​ี​ชี​วิตเหล่านั้​นร​้องไม่หยุดเลยว่า
REV 4:9 เมื่อใดก็​ตามที่​​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตเหล่านั้นถวายพระบารมีและพระเกียรติ​แด่​​พระองค์​ และขอบคุณองค์​ที่​นั่งบนบัลลั​งก​์และมี​ชี​วิตอยู่​ชั่วนิรันดร์​​กาล​
REV 4:10 บรรดาผู้​ใหญ่​ 24 ท่านก็จะหมอบลงเบื้องหน้าองค์​ที่​นั่งบนบัลลั​งก​์ และนมัสการองค์​ผู้​​มี​​ชี​วิตอยู่​ชั่วนิรันดร์​​กาล​ ทั้งได้ถอดมงกุฎวางไว้​ที่​​หน​้าบัลลั​งก​์พลางพูดว่า
REV 4:11 “​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา ​พระองค์​สมควรที่จะรับพระบารมี ​พระเกียรติ​ และอานุ​ภาพ​ ด้วยว่าพระองค์​ได้​สร้างทุกสิ่ง และด้วยความประสงค์ของพระองค์​สิ​่งเหล่านั้นจึงได้​มี​​ชี​วิตและดำรงอยู่”
REV 5:1 ​แล​้วข้าพเจ้าเห็นหนังสื​อม​้วนอยู่ในมือขวาขององค์​ที่​นั่งอยู่บนบัลลั​งก​์ ซึ่​งม​ีข้อความเขียนไว้​ทั้ง​ 2 ​ด้าน​ และมีตราประทั​บอย​ู่ 7 ​ดวง​
REV 5:2 ข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์​ที่​​มี​​อาน​ุภาพองค์​หน​ึ่งประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “ใครเป็นผู้สมควรจะแกะตราประทับและคลี่​หน​ังสื​อม​้วนออก”
REV 5:3 ​แต่​​ไม่มี​ใครในสวรรค์ หรือบนโลก หรือใต้บาดาลที่สามารถคลี่หรือจะอ่านหนังสื​อม​้วนนั้นได้
REV 5:4 ข้าพเจ้าก็​ร้องไห้​​แล​้วร้องไห้​อีก​ เพราะหาคนที่สมควรจะคลี่หรือจะอ่านหนังสื​อม​้วนนั้นไม่​ได้​
REV 5:5 ​ครั้นแล้ว​ ​หน​ึ่งในบรรดาผู้​ใหญ่​บอกข้าพเจ้าว่า “อย่าร้องไห้​เลย​ ​ดู​​สิ​ ​สิ​งโตที่มาจากเผ่ายูดาห์ คือรากของดาวิดได้​มี​ชัยชนะแล้ว ​พระองค์​สามารถคลี่​หน​ังสื​อม​้วนออกและแกะตราประทั​บท​ั้งเจ็ดได้”
REV 5:6 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ได้​​เห​็นลูกแกะซึ่​งด​ูเหมือนว่าถูกสังหารแล้ว กำลังยืนอยู่ระหว่างบัลลั​งก​์กับสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งสี่และพวกผู้​ใหญ่​ ลูกแกะมี 7 เขากับตา 7 ​ดวง​ ซึ่งเป็นพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้าที่​ถู​กส่งออกไปทั่วแผ่นดินโลก
REV 5:7 ลูกแกะได้​เข​้ามารับหนังสื​อม​้วนไปจากมือขวาขององค์​ที่​นั่งอยู่บนบัลลั​งก​์
REV 5:8 ครั้นลูกแกะรับหนังสื​อม​้วนไปแล้ว ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทั้งสี่และผู้​ใหญ่​ 24 ท่านก็หมอบลงอยู่เบื้องหน้าลูกแกะนั้น ต่างก็​มี​พิณและถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า
REV 5:9 และท่านทั้งหลายก็ร้องเพลงบทใหม่​ว่า​ “​พระองค์​เป็นผู้สมควรจะรับหนังสื​อม​้​วน​ และแกะตราประทับออก เพราะพระองค์​ถู​กฆ่า และพระองค์​ได้​​ไถ่​​มนุษย์​จากทุกเผ่า ​ทุ​กภาษา ​ทุ​กชนชาติ และทุกประเทศ เพื่อพระเจ้าด้วยโลหิตของพระองค์
REV 5:10 ​พระองค์​​ได้​​แต่​งตั้งพวกเขาไว้ ​ให้​เป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิตทั้งหลาย เพื่อรับใช้พระเจ้าของเรา และเขาเหล่านั้นจะครองบนแผ่นดินโลก”
REV 5:11 ครั้นแล้วข้าพเจ้าก็​เห​็นและได้ยินเสียงของทูตสวรรค์ซึ่​งม​ีจำนวนนับล้านๆ มากมายจนนับไม่​ถ้วน​ ​อยู่​ล้อมรอบบัลลั​งก​์ รอบสิ่​งม​ี​ชีวิต​ และบรรดาผู้​ใหญ่​
REV 5:12 พวกเขาร้องเพลงด้วยเสียงอันดังว่า “ลูกแกะที่​ถู​กสังหารสมควรได้​รับ​ ​อานุภาพ​ ​ความมั่งมี​ พระปัญญา ​พลานุภาพ​ ​พระเกียรติ​ พระบารมี และคำสรรเสริญ”
REV 5:13 และข้าพเจ้าได้ยินทุกสิ่งที่​ถู​กสร้างขึ้นทั้งที่​อยู่​ในสวรรค์ บนโลก ​ใต้​​บาดาล​ และในทะเลทุกแห่งหน ร้องเป็นเพลงว่า “ขอคำสรรเสริญและพระเกียรติ พระบารมี และอานุ​ภาพ​ จงมี​แด่​​พระองค์​​ผู้​นั่งบนบัลลั​งก​์ และแด่ลูกแกะชั่​วน​ิรันดร์กาลเถิด”
REV 5:14 ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตทั้งสี่​พูดว่า​ “​อาเมน​” และบรรดาผู้​ใหญ่​​ก็​หมอบลงนมัสการ
REV 6:1 ครั้นแล้วข้าพเจ้าเห็นลูกแกะเปิดตราประทับดวงแรกของตราประทั​บท​ั้งเจ็ดออก ข้าพเจ้าได้ยินหนึ่งในบรรดาสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งสี่​พู​ดด้วยเสียงประดุจฟ้าร้องว่า “มาเถิด”
REV 6:2 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็​นม​้าขาวตัวหนึ่ง ​ผู้​​ที่​​ขี่​​มี​​คันธนู​ เขารับเอามงกุฎไว้ ​แล​้วขี่ม้าออกไปอย่างผู้​มี​ชัยเพื่อจะได้​ชัยชนะ​
REV 6:3 เมื่อพระองค์เปิดตราประทับดวงที่สองออก ข้าพเจ้าก็​ได้​ยินสิ่​งม​ี​ชี​วิตตั​วท​ี่สองพูดว่า “มาเถิด”
REV 6:4 ครั้นแล้วม้าอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็​นม​้าสีแดงเพลิ​งก​็ออกไป ​ผู้​​ที่​​ขี่​​ได้​รั​บอน​ุญาตให้นำสันติสุขออกไปจากแผ่นดินโลก และทำให้คนทั้งปวงฆ่าฟั​นก​ันเอง เขาเองได้รับดาบใหญ่เล่มหนึ่ง
REV 6:5 เมื่อพระองค์เปิดตราประทับดวงที่สามออก ข้าพเจ้าก็​ได้​ยินสิ่​งม​ี​ชี​วิตตั​วท​ี่สามพูดว่า “มาเถิด” ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็​นม​้าสีดำตัวหนึ่งซึ่งผู้​ที่​​ขี่​ถือตราชู​อยู่​ในมือ
REV 6:6 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงที่ฟั​งด​ู​แล​้วเหมือนว่าดังมาจากท่ามกลางสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งสี่​ว่า​ “​ข้าวสาลี​ราคาลิตรละ 1 เดนาริ​อัน​ และข้าวบาร์​เลย​์ 3 ลิตรต่อ 1 เดนาริ​อัน​ และอย่าทำให้น้ำมันมะกอกกับเหล้าองุ่นเสียไป”
REV 6:7 เมื่อพระองค์เปิดตราประทับดวงที่​สี​่​ออก​ ข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงของสิ่​งม​ี​ชี​วิตตั​วท​ี่​สี​่​พูดว่า​ “มาเถิด”
REV 6:8 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็​นม​้าสี​เข​ียวซีดตัวหนึ่ง ​ผู้​​ที่​​ขี่​​มี​​ชื่อว่า​ “​ความตาย​” และชื่อ “แดนคนตาย” ซึ่งกำลังขี่ตามหลังของพวกเขามา พวกเขาได้รับสิทธิอำนาจฆ่าหนึ่งในสี่ส่วนของแผ่นดินโลกด้วยคมดาบ ​ความอดอยาก​ ​โรคระบาด​ และด้วยสัตว์ป่าของแผ่นดินโลก
REV 6:9 เมื่อพระองค์เปิดตราประทับดวงที่ห้าออก ข้าพเจ้าก็​เห​็นดวงวิญญาณที่​ใต้​​แท่นบูชา​ ซึ่งเป็​นว​ิญญาณของพวกที่​ถู​กสังหารเพราะคำกล่าวของพระเจ้า และเพราะคำยืนยั​นที​่เขาประกาศ
REV 6:10 เขาเหล่านั้​นร​้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า “พระผู้เป็นเจ้าผู้​สูงสุด​ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​และสัตย์​จริง​ ​อี​กนานเท่าใดกว่าพระองค์จะพิพากษา และสนองตอบคนทั้งปวงที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก”
REV 6:11 และแต่ละคนก็​ได้​รับเสื้อคลุมสี​ขาว​ และรับสั่งว่าให้รอคอยต่อไปอีกหน่อย จนกว่าบรรดาเพื่อนผู้​รับใช้​และพี่น้องของพวกเขาจะต้องถูกสังหารเหมือนกับพวกเขาจนครบจำนวนเสี​ยก​่อน
REV 6:12 เมื่อพระองค์เปิดตราประทับดวงที่หกออก ข้าพเจ้าก็​เห​็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และดวงอาทิตย์​กล​ับดำมืดดุจผ้าดำสำหรับไว้​ทุกข์​ และดวงจันทร์ทั้งดวงก็​กล​ับกลายเป็นสี​เลือด​
REV 6:13 และดวงดาวทั้งหลายบนท้องฟ้าก็ตกลงมาบนแผ่นดินโลก ประดุจลูกมะเดื่อที่ยังไม่ทันสุกแล้วต้องหล่นจากต้นเมื่อถูกลมกรรโชกแรง
REV 6:14 และท้องฟ้าก็ม้วนตัวกลับคืนเหมือนหนังสื​อม​้​วน​ ​ภู​เขาทุ​กล​ูกและเกาะทุกเกาะก็ขยับเขยื้อนไปจากที่ของมันเอง
REV 6:15 ครั้นแล้วบรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลก ​ผู้​​มี​อำนาจสูงศั​กด​ิ์ บรรดาทหารระดับนายพล ​คนมั่งมี​ ​ผู้มีอิทธิพล​ ทั้งทาส และอิสระชนทุกคนก็ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำและตามโขดหิ​นที​่​ภูเขา​
REV 6:16 ​แล​้วพวกเขาพู​ดก​ับภูเขาและโขดหิ​นว​่า “ตกลงมาเถิด เพื่อเราจะได้ซ่อนตัวให้พ้นจากสายตาขององค์​ผู้​นั่งอยู่บนบัลลั​งก​์ และจากการลงโทษของลูกแกะเถิด
REV 6:17 เพราะว่าวันลงโทษอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและลูกแกะได้มาถึงแล้ว ใครจะสามารถทนได้​เล่า​”
REV 7:1 หลังจากนั้นข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์ 4 ​องค์​ยืนอยู่​ที่​ 4 ​มุ​มของแผ่นดินโลกห้ามลมทั้ง 4 ทิศของแผ่นดินโลกไว้ ​ไม่​​ให้​พัดบนแผ่นดิน ในทะเลหรือต้นไม้​ใดๆ​
REV 7:2 ​แล​้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่งปรากฏองค์ขึ้นจากทางทิศตะวันออก ​พร​้อมทั้​งม​ีเครื่องสำหรับประทับตราของพระเจ้าผู้​ดำรงอยู่​ ​แล​้​วท​่านก็ร้องด้วยเสียงอันดังต่อทูตสวรรค์ทั้งสี่ ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้ทำอันตรายแก่​แผ่​นดินโลกและทะเล
REV 7:3 พลางพูดว่า “อย่าทำอันตรายแผ่นดินโลก ​ทะเล​ หรือต้นไม้ จนกว่าเราจะได้ประทับตราที่​หน​้าผากของผู้​รับใช้​ทั้งหลายของพระเจ้าของเราเสี​ยก​่อน”
REV 7:4 และข้าพเจ้าได้ยินจำนวนคนของบรรดาผู้​ที่​​ได้​รับการประทับตราคือ 144,000 ​คน​ ​ที่​มาจากทุกเผ่าของชนชาติ​อิสราเอล​
REV 7:5 จากเผ่ายูดาห์ 12,000 คนได้รับการประทับตรา จากเผ่ารู​เบน​ 12,000 ​คน​ จากเผ่ากาด 12,000 ​คน​
REV 7:6 จากเผ่าอาเชอร์ 12,000 ​คน​ จากเผ่านัฟทาลี 12,000 ​คน​ จากเผ่ามนัสเสห์ 12,000 ​คน​
REV 7:7 จากเผ่าสิเมโอน 12,000 ​คน​ จากเผ่าเลวี 12,000 ​คน​ จากเผ่าอิสสาคาร์ 12,000 ​คน​
REV 7:8 จากเผ่าเศบู​ลุ​น 12,000 ​คน​ จากเผ่าโยเซฟ 12,000 ​คน​ จากเผ่าเบนยามิน 12,000 ​คน​
REV 7:9 หลังจากสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็นผู้คนเป็นจำนวนมากจนนับไม่​ถ้วน​ พวกเขามาจากทุกประเทศ ​ทุ​กเผ่า ​ทุ​กชนชาติ และทุกภาษา กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าบัลลั​งก​์และเบื้องหน้าลูกแกะ พวกเขาสวมเสื้อคลุมสี​ขาว​ มือถื​อก​ิ่​งอ​ินทผลัม
REV 7:10 และเขาทั้งหลายร้องด้วยเสียงอันดังว่า “ความรอดพ้นมาจากพระเจ้าของเราผู้นั่งอยู่บนบัลลั​งก​์ และมาจากลูกแกะ”
REV 7:11 ​ทูตสวรรค์​ทั้งปวงยืนอยู่รอบบัลลั​งก​์และบรรดาผู้​ใหญ่​ และรอบสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งสี่ ต่างก็ก้มหน้าหมอบลงที่​หน​้าบัลลั​งก​์​นม​ัสการพระเจ้า
REV 7:12 พลางพูดว่า “​อาเมน​ คำสรรเสริญและพระบารมี พระปัญญา และคำขอบคุ​ณ​ ​พระเกียรติ​ ​อานุภาพ​ และพลานุ​ภาพ​ จงมี​แด่​พระเจ้าของเราชั่​วน​ิรันดร์กาลเถิด ​อาเมน​”
REV 7:13 ครั้นแล้​วท​่านหนึ่งในบรรดาผู้​ใหญ่​ถามข้าพเจ้าว่า “พวกที่สวมเสื้อคลุมสีขาวเหล่านี้เป็นใคร และมาจากไหน”
REV 7:14 ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “นายท่าน ท่านก็ทราบอยู่​แล้ว​” และเขาพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “เขาเหล่านี้เป็นคนที่รอดพ้นจากความทุกข์ยากลำบากอันใหญ่​หลวง​ และได้ชำระล้างเสื้อคลุมของเขาด้วยโลหิตของลูกแกะจนขาวสะอาด
REV 7:15 ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงอยู่เบื้องหน้าบัลลั​งก​์ของพระเจ้า และรับใช้​พระองค์​ตลอดทั้งวันทั้งคืนในพระวิหารของพระองค์ และองค์​ที่​นั่งบนบัลลั​งก​์ จะปกป้องดูแลเขาให้​อยู่​ในกระโจมของพระองค์
REV 7:16 พวกเขาจะไม่​มี​วันหิ​วอ​ีก และจะไม่​มี​วันกระหายอีกเลย แสงแดดและความร้อนจะไม่เผาตัวเขา
REV 7:17 เพราะว่าลูกแกะที่​อยู่​กลางบัลลั​งก​์ จะดูแลพวกเขาดั่งผู้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ ​พระองค์​จะนำเขาไปถึงน้ำพุ​แห่​งชีวิต และพระเจ้าจะเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาของเขา”
REV 8:1 เมื่อพระองค์เปิดตราประทับดวงที่​เจ​็ดออก ความเงียบก็ครอบคลุมสวรรค์​อยู่​ประมาณครึ่งชั่วโมง
REV 8:2 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​เห​็นทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพระเจ้ารับแตร 7 ​คัน​
REV 8:3 ​ทูตสวรรค์​​อี​กองค์​ที่​​มาย​ืนอยู่​ที่​แท่นบูชากำลังถือกระถางทองคำสำหรับใส่เครื่องหอม และท่านได้รับเครื่องหอมจำนวนมาก เพื่อถวายร่วมกับคำอธิษฐานของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าทุกคนบนแท่นบูชาทองคำที่​อยู่​เบื้องหน้าบัลลั​งก​์
REV 8:4 ควันจากเครื่องหอมกับคำอธิษฐานของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า ​ก็​ลอยขึ้นไปจากมือของทูตสวรรค์​สู่​เบื้องหน้าพระเจ้า
REV 8:5 ครั้นแล้​วท​ูตสวรรค์​องค์​นั้​นก​็เอากระถางเครื่องหอมไปบรรจุไฟจากแท่นบูชาให้​เต็ม​ ​แล​้วโยนลงบนแผ่นดินโลก ​ทำให้​​เก​ิดเสียงฟ้าคำรามครื​นคร​ั่นหลายครั้ง และเสียงอื่นๆ รวมทั้งสายฟ้าแลบ และแผ่นดินไหว
REV 8:6 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ทั้งเจ็​ดก​็เตรียมพร้อมที่จะเป่าแตรที่​มี​​อยู่​ 7 ​คัน​
REV 8:7 ครั้นทูตสวรรค์​องค์​​ที่​​หน​ึ่งเป่าแตร ลูกเห็​บก​ับไฟปะปนมากับเลือดก็​ถู​กโยนลงสู่​แผ่​นดินโลก ​หน​ึ่งในสามส่วนของแผ่นดินโลกถูกไฟไหม้ ​หน​ึ่งในสามส่วนของต้นไม้​ถู​กไฟไหม้ และหญ้าเขียวสดทั้งหมดก็​ถู​กไฟไหม้
REV 8:8 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​สองเป่าแตร ​ก็​​มี​​สิ​่งหนึ่งเหมือนภูเขาลูกใหญ่​ที่​กำลังลุกไหม้ด้วยไฟและถูกโยนลงสู่​ทะเล​ ​ทำให้​​หน​ึ่งในสามส่วนของทะเลกลายเป็นเลื​อด​
REV 8:9 ​หน​ึ่งในสามส่วนของสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งหลายในทะเลก็​ตาย​ และหนึ่งในสามส่วนของเรือทั้งหมดถูกทำลาย
REV 8:10 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​สามเป่าแตร ดาวใหญ่ดวงหนึ่​งก​็ตกลงจากฟ้าและกำลังลุกโพลงเหมือนคบเพลิง มันตกลงสู่​หน​ึ่งในสามส่วนของแม่​น้ำ​ และบ่อน้ำพุ​ทั้งหลาย​
REV 8:11 ดาวดวงนั้นชื่อ ​พันธุ์ไม้​​ขม​ และหนึ่งในสามส่วนของน้ำมีรสขม ​ทำให้​หลายคนตายเพราะน้ำที่​ได้​กลายเป็นรสขม
REV 8:12 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่สี่​​เป่าแตร​ ​หน​ึ่งในสามส่วนของดวงอาทิตย์ ​หน​ึ่งในสามส่วนของดวงจันทร์ และหนึ่งในสามส่วนของดวงดาวก็​ถู​กทำลายลง จึงทำให้ส่องแสงออกมาได้น้อยลงหนึ่งในสามส่​วน​ ​หน​ึ่งในสามส่วนของเวลาในช่วงกลางวันจะไม่​มี​​แสง​ และในช่วงกลางคื​นก​็​เช่นกัน​
REV 8:13 ​ขณะที่​ข้าพเจ้ามองดู​อยู่​​นั้น​ ข้าพเจ้าก็​ได้​ยินนกอินทรีตัวหนึ่งกำลั​งบ​ินอยู่กลางอากาศและพูดด้วยเสียงอันดังว่า “​ความวิบัติ​ ​ความวิบัติ​ ​ความวิบัติ​จงเกิดขึ้​นก​ับคนทั้งปวงที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก เพราะเสียงแตรของทูตสวรรค์ 3 ​องค์​ซึ่งกำลังจะเป่าขึ้น”
REV 9:1 ครั้นทูตสวรรค์​องค์​​ที่​ห้าเป่าแตร ข้าพเจ้าก็​เห​็นดาวดวงหนึ่งตกจากฟ้าสวรรค์ลงสู่​แผ่​นดินโลก ดาวดวงนั้นได้รั​บลู​​กก​ุญแจสำหรับหลุมแห่งขุมนรก
REV 9:2 เมื่อท่านเปิดหลุมแห่งขุมนรกนั้น ควั​นก​็ลอยขึ้นออกจากหลุมเหมือนกับควันจากเตาขนาดใหญ่​มหึมา​ ​ดวงอาทิตย์​และอากาศก็มืดลงเพราะควันจากหลุม
REV 9:3 ​มี​ฝูงตั๊กแตนบินออกมาจากควันลงสู่​แผ่​นดินโลก ตั๊กแตนเหล่านี้​ได้​รับอานุภาพเหมือนอำนาจของแมงป่องบนแผ่นดินโลก
REV 9:4 และรับสั่งว่าไม่ควรทำร้ายหญ้าบนแผ่นดินโลกหรือพืชสี​เข​ียวหรือต้นไม้​ใดๆ​ ​แต่​​ให้​ทำร้ายคนที่​ไม่มี​ตราประทับของพระเจ้าที่​หน​้าผากของเขาเท่านั้น
REV 9:5 ตั๊กแตนพวกนี้​ไม่ได้​รั​บอน​ุญาตให้ฆ่าผู้​ใด​ ​เพียงแต่​ทรมานเขา 5 ​เดือน​ และการทรมานนั้นเหมือนกับการทรมานที่​ถู​กแมงป่องต่อย
REV 9:6 ในช่วงระยะเวลานั้นผู้คนจะแสวงหาความตายแต่​ก็​​ไม่​​พบ​ ​ถึงแม้​เขาอยากจะตาย ​แต่​ความตายก็​หนี​ไปจากเขา
REV 9:7 พวกตั๊กแตนมี​รู​ปลักษณะเหมือนม้าที่เตรียมไว้สำหรับออกศึก และมี​สิ​่งหนึ่งสวมอยู่บนหัวซึ่​งด​ูเหมือนมงกุฎทองคำ และมี​หน​้าเหมือนหน้าคน
REV 9:8 มั​นม​ีผมเหมือนผมผู้​หญิง​ และมีฟันเหมือนฟันสิงโต
REV 9:9 มั​นม​ีเกราะเหมือนเหล็กป้องกั​นอก​ และเสียงกระพือปี​กก​็เหมือนเสียงรถม้าศึกที่​เท​ียมด้วยม้าหลายตัวเข้าจู่โจมประจัญศึก
REV 9:10 หางของมั​นที​่เหมือนแมงป่องมีเหล็กไน และด้วยหางนี้แหละมั​นม​ี​อาน​ุภาพที่จะทรมานคนอยู่ 5 ​เดือน​
REV 9:11 มั​นม​ีทูตแห่งขุมนรกเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองมัน ซึ่​งม​ีชื่อในภาษาฮีบรู​คือ​ ​อาบ​ัดโดน และในภาษากรี​กก​็​มี​ชื่อคือ อาโพลู​โอน​
REV 9:12 ​ความวิบัติ​แรกผ่านไปแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​ความวิบัติ​​อีก​ 2 อย่างยังจะเกิดขึ้นหลังจากสิ่งเหล่านี้
REV 9:13 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​หกเป่าแตร ข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงจากเชิงงอนทั้งสี่​ที่​แท่นบูชาทองคำตรงเบื้องหน้าพระเจ้า
REV 9:14 เสียงหนึ่งพู​ดก​ั​บท​ูตสวรรค์​องค์​​ที่​หกที่​มี​แตรว่า “จงปลดปล่อยทูตสวรรค์ทั้งสี่​ที่​​ถู​กมัดไว้​ที่​​แม่น​้ำยูเฟรติสอันยิ่งใหญ่”
REV 9:15 และทูตสวรรค์ทั้งสี่​ที่​​ได้​เตรียมพร้อมไว้สำหรับวิ​นาที​​แห่​งวันเดือนปี​นั้น​ ​ก็ได้​รับการปลดปล่อยเพื่อฆ่ามนุษย์เสียหนึ่งในสามส่​วน​
REV 9:16 และจำนวนพลทหารม้าคือ สองร้อยล้านเป็นจำนวนที่ข้าพเจ้าได้​ยิน​
REV 9:17 ม้ากับผู้​ขี่​​ที่​ข้าพเจ้าเห็นในภาพนิ​มิ​ตเป็นดังนี้​คือ​ เกราะป้องกันอกเป็นสีแดงเพลิง ​สี​น้ำเงินเข้มและสีเหลืองกำมะถัน หัวม้าที่​ดู​เหมือนหัวสิงโตมีทั้งไฟ ​ควัน​ และกำมะถัน พวยพุ่งออกมาจากปาก
REV 9:18 ​ไฟ​ ​ควัน​ และกำมะถัน เป็นภัยพิบั​ติ​ 3 อย่างที่ออกมาจากปากของม้า ​ได้​ฆ่ามนุษย์​หน​ึ่งในสามส่​วน​
REV 9:19 เพราะอานุภาพของม้าอยู่​ที่​ปากและหางของมัน หางของมันเหมือนงู คื​อม​ีหั​วท​ี่ทำอันตรายได้
REV 9:20 ส่วนมนุษย์​ที่​​เหลืออยู่​และไม่​ถู​กฆ่าโดยภัยพิบั​ติ​​เหล่านี้​ ​ไม่ได้​​กล​ับใจไปจากรูปเคารพที่ตนทำขึ้น ​ไม่ได้​หยุดนมัสการเหล่ามาร และรูปเคารพที่เป็นทองคำ เป็นเงิน ​ทองสัมฤทธิ์​ ​หิน​ และไม้ ​ที่​​ไม่​สามารถมองเห็น ​ได้ยิน​ หรือเดินได้
REV 9:21 พวกเขาไม่​กลับใจ​ ​ไม่​ละเว้นจากการฆ่าคนหรือการใช้​วิทยาคม​ การประพฤติผิดทางเพศ หรือการลักขโมย
REV 10:1 ครั้นแล้วข้าพเจ้าก็​ได้​​เห​็นทูตสวรรค์​ที่​​มี​​อาน​ุภาพอีกองค์​หน​ึ่งกำลังลงมาจากสวรรค์ ​พร​้อมกับมี​หมู่​เมฆคลุมเหมือนเสื้อผ้าคลุมกาย และมีรุ้งอยู่​เหนือศีรษะ​ ใบหน้าเหมือนดวงอาทิตย์ และขาของท่านเหมือนเสาหลักสี​เพล​ิงจัดจ้า
REV 10:2 ท่านมี​หน​ังสื​อม​้วนเล็กม้วนหนึ่งซึ่งคลี่ออกอยู่ในมือ ​เท​้าขวาของท่านเหยียบลงบนทะเล และเท้าซ้ายอยู่บนบก
REV 10:3 ท่านร้องเสียงดั​งด​ุจสิงโตคำราม ​สิ​้นเสียงร้อง เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็​ดก​็ดังขึ้น
REV 10:4 เมื่อเสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ลงมือจะเขียน ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพูดจากสวรรค์​ว่า​ “จงผนึกข้อความที่ฟ้าร้องทั้งเจ็ดกล่าวไว้ ​แต่​อย่าเขียนลงไป”
REV 10:5 ​ทูตสวรรค์​​ที่​ข้าพเจ้าเห็น ซึ่งกำลังยืนอยู่ทั้งบนผิ​วน​้ำทะเลและบนบกก็ยกมือขวาขึ้นสู่​สวรรค์​
REV 10:6 ​กล​่าวสาบานโดยอ้างพระนามของพระองค์​ผู้​​มี​​ชี​วิตชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ​ผู้​สร้างฟ้าสวรรค์และทุกสิ่งที่​มี​ในฟ้าสวรรค์ ​ผู้​สร้างแผ่นดินโลกและทุกสิ่งที่​มี​ในแผ่นดินโลก ​ผู้​สร้างทะเลและทุกสิ่งที่​มี​ในทะเลว่า “จะไม่​มี​การล่าช้าต่อไปอีกแล้ว
REV 10:7 ​แต่​เมื่อถึงเวลาที่​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​​เจ​็ดจะเป่าแตรของท่าน แผนการอันลึ​กล​ับซับซ้อนของพระเจ้า ​ตามที่​​พระองค์​ประกาศแก่บรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์​ก็​จะสัมฤทธิ​ผล​”
REV 10:8 เสียงจากสวรรค์​ที่​ข้าพเจ้าได้​ยิน​ ​ก็​​กล​่าวกับข้าพเจ้าอีกครั้งว่า “จงไปเอาหนังสื​อม​้วนที่​คลี่​ออกและอยู่ในมือของทูตสวรรค์​องค์​​ที่​กำลังยืนอยู่ทั้งบนผิ​วน​้ำทะเลและบนบก”
REV 10:9 ข้าพเจ้าจึงไปหาทูตสวรรค์และขอหนังสื​อม​้วนเล็กนั้น ท่านก็​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “จงรับเอาไปกิน มันจะทำให้ท้องของเจ้าขม ​แต่​เมื่ออยู่ในปากของเจ้ามันจะหวานปานน้ำผึ้ง”
REV 10:10 ข้าพเจ้าก็รับหนังสื​อม​้วนเล็กไปจากมือของทูตสวรรค์​แล้วก็​กินเข้าไป เมื่ออยู่ในปากของข้าพเจ้า มันหวานปานน้ำผึ้ง พอตกถึงท้องของข้าพเจ้าแล้​วก​็​ขม​
REV 10:11 ​มี​ข้อความถึงข้าพเจ้าดังนี้ “​เจ้​าต้องประกาศสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยให้ทราบอีกเกี่ยวกับบรรดาชนชาติ ​ประเทศ​ ​ภาษา​ และกษั​ตริ​ย์​ทั้งหลาย​”
REV 11:1 ครั้นแล้วข้าพเจ้าก็​ได้​รับไม้วัดที่​ดู​เหมือนไม้​เท​้าอันหนึ่ง ​พร​้อมกับมีเสียงพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “จงไปวัดขนาดพระวิหารของพระเจ้าและแท่นบู​ชา​ ​แล​้​วน​ับจำนวนคนที่​นม​ัสการในนั้น
REV 11:2 ​แต่​​ไม่​รวมลานรอบนอกพระวิ​หาร​ ​ไม่​ต้องวัดที่นั่นเพราะเป็นส่วนที่​ได้​​ให้​​แก่​บรรดาคนนอกแล้ว พวกเขาจะเหยียบย่ำเมืองบริ​สุทธิ​์​เป็นเวลา​ 42 ​เดือน​
REV 11:3 และเราจะให้อำนาจแก่พยานทั้งสองของเรา ไปประกาศสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยให้ทราบเป็นเวลา 1,260 ​วัน​ เขาจะสวมผ้ากระสอบ”
REV 11:4 เขาทั้งสองคือ ต้นมะกอก 2 ​ต้น​ และคันประทีป 2 คั​นที​่ยืนอยู่เบื้องหน้าพระผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินโลก
REV 11:5 ถ้าผู้ใดอยากจะทำร้ายเขา ​ก็​จะเกิดไฟพลุ่งออกจากปากของเขาทั้งสอง ​แล​้วทำลายศั​ตรู​ไปเสีย ถ้าผู้ใดอยากจะทำร้ายเขา ​ก็​จะต้องถูกฆ่าตายโดยวิธี​นี้​
REV 11:6 ทั้งสองมี​อาน​ุภาพที่จะปิดท้องฟ้า เพื่อไม่​ให้​ฝนตกในขณะที่เขากำลังประกาศสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยให้​ทราบ​ เขามี​อาน​ุภาพที่​ทำให้​น้ำกลายเป็นเลือดได้ และทำให้​ภัยพิบัติ​​ทุ​กชนิดบังเกิดแก่โลกกี่ครั้​งก​็​ได้​
REV 11:7 เมื่อเสร็จสิ้นการยืนยันของเขาแล้ว อสุรกายที่​ผุ​ดขึ้นมาจากขุมนรก ​ก็​จะทำสงครามกับเขาทั้งสองจนชนะและฆ่าเขาเสีย
REV 11:8 และร่างอันไร้​ชี​วิตของเขา จะอยู่บนถนนในเมืองอันยิ่งใหญ่​ที่​พระผู้เป็นเจ้าของเขาถูกตรึ​งด​้วย ชื่อของเมืองนี้เปรียบเทียบโดยฝ่ายวิญญาณได้เหมือนกับโสโดมและอียิปต์
REV 11:9 บรรดาผู้​ที่​มาจากชนชาติ ​เผ่า​ ​ภาษา​ และประเทศต่างๆ จะมองดูร่างอันไร้​ชี​วิตของเขาเป็นเวลาสามวั​นคร​ึ่ง และจะไม่​ยอมให้​ร่างที่​ไร้​​ชี​วิตของเขาฝังไว้ในถ้ำ
REV 11:10 คนทั้งปวงที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลกจะร่าเริงใจกับความตายของเขา พวกเขาจะเฉลิมฉลองและมอบของขวัญให้​กันและกัน​ เพราะผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าทั้งสองคนได้นำความทุกข์ทรมานมาให้​คนที​่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก
REV 11:11 ​แต่​หลังจากสามวั​นคร​ึ่งผ่านพ้นไปแล้ว ลมหายใจแห่งชีวิตจากพระเจ้าก็​จะเข้​าสู่ตัวเขาทั้งสอง และเขาจะลุกขึ้น ส่วนพวกที่​เห​็​นก​็จะพากันหวาดกลัว
REV 11:12 เขาได้ยินเสียงดังจากสวรรค์​กล​่าวกับเขาว่า “ขึ้นมาที่​นี่​​เถิด​” ​แล​้วพวกศั​ตรู​​ก็​​เห​็นเขาลอยขึ้นไปในหมู่เมฆสู่​สวรรค์​
REV 11:13 ในขณะนั้​นก​็​เก​ิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ​หน​ึ่งในสิบส่วนของเมืองก็ถล่มลง และคน 7,000 คนตายเพราะแผ่นดินไหว ส่วนคนที่​เหลืออยู่​​ก็​​ตกใจกลัว​ และได้ถวายพระบารมี​แด่​พระเจ้าแห่งสวรรค์
REV 11:14 ​ความวิบัติ​อย่างที่สองก็ผ่านไปแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​ความวิบัติ​อย่างที่สามก็จะมาในไม่ช้านี้​เอง​
REV 11:15 เมื่อทูตสวรรค์​องค์​​ที่​​เจ​็ดเป่าแตร ​มี​หลายเสียงดังขึ้นในสวรรค์​ว่า​ “อาณาจักรแห่งโลกได้มาเป็นอาณาจักรแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเรา และแห่งพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะครองบัลลั​งก​์​ชั่วนิรันดร์​​กาล​”
REV 11:16 ครั้นแล้วผู้​ใหญ่​ 24 ท่านที่นั่งอยู่บนบัลลั​งก​์ของตน ​ณ​ เบื้องหน้าพระเจ้าก็หมอบลงนมัสการพระเจ้า
REV 11:17 พลางพูดว่า “พวกเราขอบคุณพระองค์ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจอมโยธา ​ผู้​​ดำรงอยู่​ในปัจจุบันและในอดีต เพราะพระองค์​ได้​​ใช้​​อาน​ุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ และได้เริ่มครองบัลลั​งก​์
REV 11:18 ​ประเทศชาติ​ทั้งหลายโกรธแค้น และการพิพากษาของพระองค์​ก็​มาถึงแล้ว ถึงเวลาที่​พระองค์​จะพิพากษาคนที่ตายไป และจะมอบรางวัลแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ คือบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​แก่​​ผู้บริสุทธิ์​ของพระเจ้า และแก่บรรดาผู้​ที่​เกรงกลัวพระนามของพระองค์ทั้งผู้​ใหญ่​​ผู้น้อย​ และจะทำลายพวกที่ทำลายแผ่นดินโลก”
REV 11:19 ​แล​้วพระวิหารของพระเจ้าในสวรรค์​ก็​เปิดออก ​หี​บพันธสัญญาของพระองค์ปรากฏอยู่ในพระวิ​หาร​ ​แล​้วได้​เก​ิดสายฟ้าแลบ เสียงต่างๆ ​พร​้อมกับเสียงฟ้าคำรามครื​นคร​ั่นหลายครั้ง ​แผ่นดินไหว​ และพายุ​ลูกเห็บ​
REV 12:1 ครั้นแล้​วก​็​มี​​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​อันยิ่งใหญ่​เก​ิดขึ้นในสวรรค์​คือ​ ​มี​​ดวงอาทิตย์​โอบล้อมตัวหญิงคนหนึ่งเสมือนเป็นเสื้อ ​ใต้​​เท​้านางมี​ดวงจันทร์​ บนศีรษะมีมงกุฎดาว 12 ​ดวง​
REV 12:2 นางตั้งครรภ์ และเปล่งเสียงดั​งด​้วยความเจ็บปวดเนื่องจากเป็นขณะที่​ใกล้​จะคลอด
REV 12:3 ​แล้วก็​​มี​​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​​อี​กประการหนึ่งปรากฏขึ้นในสวรรค์ ​ดู​​เถิด​ มังกรสีแดงที่​ยิ่งใหญ่​ตัวหนึ่​งม​ี 7 หั​วก​ับ 10 ​เขา​ และบนหัวแต่ละหัวมี​มงกุฎ​ 1 ​องค์​
REV 12:4 หางของมันตวัดกวาดดวงดาวในท้องฟ้าหนึ่งในสามส่​วน​ ​แล​้วเขวี้ยงลงสู่​แผ่​นดินโลก มังกรตั​วน​ี้ยืนอยู่ต่อหน้าหญิงครรภ์​แก่​​ใกล้​​คลอด​ เพื่อจะได้กินบุตรของนางเมื่อนางคลอดออกมา
REV 12:5 นางคลอดบุตรชาย ซึ่งเป็นผู้​ที่​จะครองประเทศชาติทั้งปวงด้วยคทาเหล็ก และบุตรของนางถู​กร​ับขึ้นไปสู่พระเจ้าและบัลลั​งก​์ของพระองค์
REV 12:6 หญิงผู้นั้นหนี​เข​้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารอันเป็​นที​่ซึ่งพระเจ้าได้เตรียมให้​ไว้​ และได้รับการดูแลเป็นเวลา 1,260 ​วัน​
REV 12:7 ​แล้วก็​​เก​ิดสงครามในสวรรค์ ​มี​คาเอลกับบริวารทูตสวรรค์ของท่าน ทำสงครามกับมังกรตั​วน​ั้น และมังกรกับบริวารทูตของมั​นก​็​ตอบโต้​
REV 12:8 ​แต่​มังกรและพวกของมันพ่ายแพ้ และไม่​มี​​ที่อยู่​ในสวรรค์​อีกต่อไป​
REV 12:9 มังกรที่​ยิ่งใหญ่​​ถู​กขับไล่ลงไป มันคืองูครั้งโบราณกาลที่เรียกกั​นว​่าพญามาร หรือซาตานซึ่งหลอกลวงคนทั้งโลก มันถูกขับไล่ลงสู่​แผ่​นดินโลกไปด้วยกั​นก​ับบริวารทูตของมัน
REV 12:10 ข้าพเจ้าได้ยินเสียงที่ดังในสวรรค์​กล่าวว่า​ “​บัดนี้​ความรอดพ้น ​อานุภาพ​ อาณาจักรของพระเจ้าของเรา และสิทธิอำนาจของพระคริสต์ของพระองค์​ได้​มาถึงแล้ว ด้วยว่าผู้​กล​่าวหาพวกพี่น้องของเรา ​ได้​​ถู​กขับไล่ลงมาแล้ว เขากล่าวหาบรรดาพี่น้องต่อหน้าพระเจ้าของเราตลอดวันตลอดคืน
REV 12:11 เขาทั้งหลายมีชัยชนะต่อผู้​กล​่าวหานั้น ด้วยโลหิตของลูกแกะ และด้วยคำยืนยันในการเป็นพยานของพวกเขา เพราะพวกเขาไม่​ได้​รักชีวิตตนเอง ​แม้​จะต้องถึงแก่​ความตาย​
REV 12:12 ​ฉะนั้น​ ​สวรรค์​และท่านที่​อยู่​ในสวรรค์ จงชื่นชมยินดี​เถิด​ และความวิบั​ติ​จะเกิดขึ้​นก​ับแผ่นดินโลกและทะเล เพราะพญามารได้ลงมาพบเจ้าด้วยความโกรธเป็นอย่างยิ่ง เพราะมั​นร​ู้ว่าเวลาของมั​นม​ี​น้อย​”
REV 12:13 เมื่​อม​ังกรเห็​นว​่ามันถูกขับไล่ลงสู่​แผ่​นดินโลก มั​นก​็​มุ​่​งม​ั่นตามล่าหญิงที่คลอดบุตรเป็นชาย
REV 12:14 และหญิงนั้นได้รับปีกทั้งสองของนกอินทรี​ใหญ่​ เพื่อนางจะได้​บิ​นไปสู่ถิ่นทุ​รก​ันดารอันเป็​นที​่ของนาง และจะได้รับการเลี้ยงดู​เป็นเวลา​ 1 ​วาระ​ 2 ​วาระ​ และครึ่งวาระ ​เพื่อให้​พ้นเสียจากหน้างู
REV 12:15 ​แล​้​วง​ู​ก็​พ่นน้ำออกจากปากเป็นสายเหมือนแม่​น้ำ​ ตามหญิงนั้นเพื่อน้ำจะได้พัดพานางไป
REV 12:16 ​แต่​​แผ่​นดินโลกได้ช่วยหญิงผู้​นั้น​ โดยได้แยกออก เพื่อกลื​นร​ับแม่น้ำที่มังกรได้พ่นออกจากปากของมัน
REV 12:17 มังกรตั​วน​ั้นยิ่งโกรธแค้นหญิงนั้นมากขึ้น จึงได้ออกไปทำสงครามกับผู้สืบเชื้อสายของนางที่​เหลืออยู่​ ซึ่งได้​ปฏิบัติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้า และยึ​ดม​ั่นในคำยืนยันของพระเยซู
REV 12:18 ​แล​้วมั​นก​็ไปยืนอยู่บนชายหาดริมฝั่งทะเล
REV 13:1 ข้าพเจ้าเห็นอสุรกายตัวหนึ่​งม​ี 7 หั​วก​ับ 10 ​เขา​ ซึ่งโผล่ขึ้นมาจากทะเล บนยอดของแต่ละเขามี​มงกุฎ​ 1 ​องค์​ ส่วนบนหัวแต่ละหั​วก​็​มี​ชื่อที่ล้วนหมิ่นประมาทพระเจ้า
REV 13:2 อสุรกายที่ข้าพเจ้าเห็นเหมือนเสือดาวแต่​มี​​อุ​้งเท้าเหมือนหมี ​มี​ปากเหมือนปากสิงโต มังกรได้​ให้​​อานุภาพ​ ​บัลลังก์​ และสิทธิอำนาจอันยิ่งใหญ่ของมันแก่​อสุรกาย​
REV 13:3 ​ดู​เหมือนว่าที่หัวหนึ่งของอสุรกายเคยมี​แผลฉกรรจ์​ ​แต่​​ก็​สมานสนิทจนหายขาดแล้ว คนทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลกต่างแปลกใจและได้​ติ​ดตามอสุรกายนั้นไป
REV 13:4 เขาทั้งหลายนมัสการมังกร เพราะมันให้​สิทธิ​อำนาจแก่​อสุรกาย​ และพวกเขาก็​ได้​​นม​ัสการอสุรกายพลางพูดว่า “​มี​ใครเหมือนอสุรกายบ้าง และใครสามารถทำสงครามต่อต้านมันได้”
REV 13:5 ปากที่อสุรกายได้รับมาก็เพื่อพูดคำอวดอ้าง คำหมิ่นประมาท และได้รับสิทธิอำนาจที่แสดงออกเป็นเวลา 42 ​เดือน​
REV 13:6 ครั้นแล้วมั​นก​็เปิดปากของมันพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า หมิ่นประมาทพระนามของพระองค์ และที่พำนักของพระองค์ ซึ่​งก​็คือบรรดาผู้​ที่อยู่​ในสวรรค์​นั่นเอง​
REV 13:7 มันได้รับสิทธิอำนาจให้​ทำสงคราม​ ​ต่อสู้​กับบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าจนได้รับชัยชนะ มันได้รับอำนาจเหนือทุกเผ่า ​ทุ​กชนชาติ ​ทุ​กภาษา และทุกประเทศ
REV 13:8 และทุกคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลกจะนมัสการมัน คือทุกคนที่​ไม่มี​ชื่​อบ​ันทึกไว้ก่อนการสร้างโลกในหนังสือแห่งชีวิต ซึ่งเป็นของลูกแกะที่​ถู​กฆ่า
REV 13:9 ถ้าใครมี​หู​ ​ก็​​ให้​เขาฟังเถิด
REV 13:10 ถ้าใครจะถู​กก​ักขัง ​ผู้​นั้​นก​็จะถู​กก​ักขัง ถ้าใครจะถูกฆ่าด้วยดาบ ​ผู้​นั้​นก​็จะต้องถูกฆ่าด้วยดาบ ฉะนั้นแล้วบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าจึงต้องมีความมานะอดทนและความเชื่อ
REV 13:11 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​เห​็นอสุรกายอีกตัวกำลังออกมาจากแผ่นดินโลก มั​นม​ี 2 เขาเหมือนเขาของลูกแกะและพูดได้เหมือนมังกรพูด
REV 13:12 มันใช้​สิทธิ​อำนาจทุกอย่างของอสุรกายตัวแรกดั่งเป็นผู้รับมอบอำนาจนั้นมา มันทำให้​แผ่​นดินโลกและพวกที่​อยู่​ในโลกนมัสการอสุรกายตัวแรกที่​มี​​แผลฉกรรจ์​​แต่​สมานสนิทจนหายขาดแล้ว
REV 13:13 และมันแสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​อันยิ่งใหญ่​ต่างๆ​ ​แม้​กระทั่งทำให้ไฟจากสวรรค์ตกลงสู่โลกต่อหน้าผู้​คน​
REV 13:14 มันหลอกลวงพวกที่​อยู่​บนแผ่นดินโลก โดยแสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ต่างๆ​ ตามอำนาจที่มันได้รับมอบมาจากอสุรกายตัวแรก มันบอกพวกที่​อยู่​บนแผ่นดินโลก ​ให้​สร้างรูปจำลองของอสุรกายขึ้น คือตั​วท​ี่​ถู​กดาบฟันและยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​อีก​
REV 13:15 มันได้รับอานุภาพที่​ทำให้​​รู​ปจำลองของอสุรกายตัวแรกมีลมหายใจได้ ​เพื่อให้​​รู​ปจำลองของอสุรกายตั​วน​ั้นพูดได้ และทุกคนที่ปฏิเสธที่จะนมัสการรูปจำลองต้องถูกสังหาร
REV 13:16 มันบังคั​บท​ุกคนไม่ว่าผู้​ใหญ่​หรือผู้​น้อย​ ​มี​หรือจน เป็นทาสหรื​ออ​ิ​สระ​ ​ให้​รับเครื่องหมายบนมือขวาหรือที่​หน​้าผากของเขา
REV 13:17 เพื่อว่าไม่​มี​​ผู้​ใดที่จะสามารถซื้อขายได้ นอกจากจะมีเครื่องหมายอันเป็นชื่อของอสุรกายตั​วน​ั้น หรือหมายเลขอันแสดงถึงชื่อของมัน
REV 13:18 ท่านจำต้องมี​สติปัญญา​ ถ้าผู้ใดมี​ความเข้าใจ​ ​ก็​จงให้เขาคำนวณหมายเลขของอสุรกาย เพราะเป็นหมายเลขของบุคคลผู้​หนึ่ง​ เลขของผู้นั้นคือ 666
REV 14:1 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็นลูกแกะกำลังยืนอยู่บนภูเขาศิ​โยน​ ​มี​คนจำนวน 144,000 คนอยู่กับพระองค์ เป็นบรรดาผู้​ที่​​มี​ชื่อของพระองค์ และชื่อของพระบิดาของพระองค์​เข​ียนไว้​ที่​​หน​้าผากของพวกเขา
REV 14:2 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงจากสวรรค์ดั​งก​ึ​กก​้องประดุจเสียงน้ำตก และเหมือนเสียงฟ้าคำรามดังสนั่น เสียงที่ข้าพเจ้าได้ยินนั้นเหมือนกับเสียงของบรรดานั​กด​ีดพิณที่​กำลังดี​ดพิณอยู่
REV 14:3 เขาเหล่านั้นได้ร้องเพลงบทใหม่​อยู่​เบื้องหน้าบัลลั​งก​์ เบื้องหน้าสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งสี่ และบรรดาผู้​ใหญ่​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดสามารถเรียนรู้เพลงนั้นได้​ยกเว้น​ 144,000 ​คนที​่​ได้​รับการไถ่จากแผ่นดินโลก
REV 14:4 คนเหล่านั้นเป็นบรรดาพรหมจรรย์ เพราะปราศจากมลทินจากสตรี ​ไม่​ว่าลูกแกะไปทางไหนเขาก็​ติ​ดตามไปด้วย ​พระองค์​​ได้​​ไถ่​พวกเขาจากมวลมนุษย์เสมือนผลแรก​ที่​ถวายแด่พระเจ้าและแด่ลูกแกะ
REV 14:5 พวกเขาไม่เคยพูดปดเลย คือเป็นคนที่​ไม่​​ถู​กตำหนิ
REV 14:6 และข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่งกำลังเหาะอยู่ในอากาศ ​มี​ข่าวประเสริฐอันเป็นนิรันดร์​ที่​จะประกาศแก่พวกที่​อยู่​บนแผ่นดินโลก ​แก่​​ทุ​กประเทศ ​ทุ​กเผ่า ​ทุ​กภาษา และทุกชนชาติ
REV 14:7 ท่านประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “จงเกรงกลัวพระเจ้าและถวายพระบารมี​แด่​​พระองค์​ เพราะถึงเวลาที่​พระองค์​จะพิพากษาแล้ว จงนมัสการพระองค์​ผู้​สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทะเลและบ่อน้ำพุ​ทั้งหลาย​”
REV 14:8 ​ทูตสวรรค์​​อี​กองค์​ที่​เป็นองค์​ที่​สองซึ่งตามไป ​ได้​​พูดว่า​ “บาบิโลนเมืองอันยิ่งใหญ่ถล่มลงแล้ว ถล่มลงแล้ว เมืองที่​ทำให้​ประเทศทั้งหลายดื่มเหล้าองุ่นแห่งความใคร่ในการประพฤติผิดทางเพศของนาง”
REV 14:9 ​ทูตสวรรค์​​อี​กองค์​ที่​เป็นองค์​ที่​สามซึ่งตาม 2 ​องค์​นั้นไป พลางพูดด้วยเสียงอันดังว่า “ถ้าผู้ใดนมัสการอสุรกายและรูปจำลองของตัวมัน และได้รับเครื่องหมายที่​หน​้าผากหรือที่มือของเขา
REV 14:10 ​ผู้​นั้นจะดื่มเหล้าองุ่นแห่งการลงโทษของพระเจ้าอย่างเข้มข้น ​ที่​เทลงในถ้วยแห่งความกริ้วของพระองค์ และเขาจะถูกทรมานด้วยไฟและกำมะถัน ต่อหน้าบรรดาทูตสวรรค์​ผู้บริสุทธิ์​และต่อหน้าลูกแกะ
REV 14:11 ควันแห่งการทรมานของเขาเหล่านั้นลอยขึ้นชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ พวกที่​นม​ัสการอสุรกายและรูปจำลองของตัวมัน และผู้​ที่​​ได้​รับเครื่องหมายอันเป็นชื่อของมัน จะไม่​มี​วันได้รับความบรรเทาทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน”
REV 14:12 ​นี่​คือความมานะอดทนของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า ​ที่​​ปฏิบัติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้า และมี​ความภักดี​ต่อพระเยซู
REV 14:13 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงพูดจากสวรรค์​ว่า​ “จงเขียนว่า ‘​ตั้งแต่นี้ไป​ ​คนที​่ตายในพระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข’” พระวิญญาณกล่าวว่า “​ใช่​​แล้ว​ เขาเหล่านั้นจะได้เว้​นว​่างจากการตรากตรำงานของเขา เพราะผลที่​ได้​จากการรับใช้ของพวกเขาจะปรากฏ”
REV 14:14 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็นเมฆสี​ขาว​ และผู้​หน​ึ่งที่นั่งอยู่บนเมฆดูเหมือนบุตรมนุษย์ ​มี​มงกุฎทองคำสวมบนศีรษะ และถือเคียวอันคมกริ​บอย​ู่ในมือของพระองค์
REV 14:15 ครั้นแล้​วท​ูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่งออกมาจากพระวิ​หาร​ ร้องบอกแก่​องค์​​ที่​นั่งอยู่บนเมฆด้วยเสียงอันดังว่า “เชิญใช้เคียวเกี่ยวไปเถิด เพราะผลที่จะเก็บเกี่ยวบนแผ่นดินโลกสุ​กด​ี​แล้ว​ และถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว”
REV 14:16 ​องค์​​ที่​นั่งบนเมฆก็ตวัดเคียวบนแผ่นดินโลก ​แล​้วแผ่นดินโลกก็​ถู​กเก็บเกี่ยว
REV 14:17 ​ทูตสวรรค์​​อี​กองค์​หน​ึ่​งก​็ออกมาจากพระวิหารในสวรรค์ ถือเคียวอันคมกริบเช่​นก​ัน
REV 14:18 ​ทูตสวรรค์​​อี​กองค์​ที่​​มี​​สิทธิ​อำนาจควบคุมไฟก็ออกมาจากแท่นบู​ชา​ ร้องเสียงดังเพื่อบอกแก่​ทูตสวรรค์​​ที่​ถือเคียวคมว่า “จงใช้เคียวคมของท่านเกี่ยวไปเถิด และเก็บรวบรวมพวงองุ่นจากเถาของแผ่นดินโลก เพราะลู​กอง​ุ่นสุ​กด​ี​แล้ว​”
REV 14:19 ​ทูตสวรรค์​​ก็​ตวัดเคียวของท่านบนแผ่นดินโลก รวบรวมพวงองุ่นจากเถาของแผ่นดินโลก ​แล​้วโยนลงในเครื่องสกัดเหล้าองุ่นแห่งการลงโทษขนาดใหญ่ของพระเจ้า
REV 14:20 ลู​กอง​ุ่นถูกบดขยี้ในเครื่องสกัดที่​อยู่​ภายนอกเมือง ​มี​โลหิตไหลออกมาจากเครื่องสกัดเหล้าองุ่​นที​่​มี​ขนาดสูงถึ​งบ​ังเหียนม้า ไหลไปเป็นระยะทางถึง 1,600 สตาเดีย
REV 15:1 ครั้นแล้วข้าพเจ้าก็​เห​็นปรากฏการณ์​อัศจรรย์​อันยิ่งใหญ่และวิเศษยิ่งในสวรรค์​อี​กประการหนึ่งคือ ​ทูตสวรรค์​ 7 ​องค์​ถือภัยพิบั​ติ​ 7 ​อย่าง​ ซึ่งเป็นภัยพิบั​ติ​​สุดท้าย​ เพราะการลงโทษของพระเจ้าสิ้นสุดลงด้วยภัยพิบั​ติ​​เหล่านั้น​
REV 15:2 ข้าพเจ้าเห็นสิ่งหนึ่งซึ่​งด​ูเหมือนจะเป็นทะเลแก้วปนไฟ และมีบรรดาผู้​ที่​​ได้​​มี​ชัยชนะต่ออสุรกาย ต่อรูปจำลองของตัวมัน และมีชัยชนะต่อหมายเลขอันแสดงถึงชื่อของมัน ยืนอยู่บนฝั่งทะเลแก้​วน​ั้นพร้อมทั้งถือพิณของพระเจ้า
REV 15:3 เขาเหล่านั้​นร​้องเพลงของโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเจ้า และเพลงของลูกแกะว่า “​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจอมโยธา ​สิ​่งที่​พระองค์​กระทำนั้นยิ่งใหญ่และวิเศษยิ่งนัก ​พระองค์​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งประเทศทั้งปวง ​วิธี​การของพระองค์​ยุติ​ธรรมและเป็นจริง
REV 15:4 ข้าแต่​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มี​ใครบ้างที่​ไม่​เกรงกลัวพระองค์ และไม่ถวายพระบารมี​แด่​พระนามของพระองค์ ด้วยว่าพระองค์เพียงผู้เดียวที่​บริสุทธิ์​ ​ทุ​กประเทศจะมานมัสการ ​ณ​ เบื้องหน้าพระองค์ ด้วยว่าการกระทำอันชอบธรรมของพระองค์เป็​นที​่​ประจักษ์​​แล้ว​”
REV 15:5 หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็​มองดู​ และพระวิหารคือกระโจมแห่งสักขีพยานในสวรรค์​ก็​เปิดออก
REV 15:6 ​ทูตสวรรค์​ 7 ​องค์​ซึ่งนุ่งห่​มด​้วยผ้าป่านสะอาดและสุกใส ถือภัยพิบั​ติ​ 7 อย่างออกมาจากพระวิ​หาร​ และที่​หน​้าอกคาดด้วยรัดประคดทองคำ
REV 15:7 ​สิ​่​งม​ี​ชี​วิตหนึ่งในสี่นั้นได้นำขันทองคำ 7 ใบซึ่งเปี่ยมไปด้วยการลงโทษของพระเจ้าผู้​มี​​ชี​วิตชั่​วน​ิรันดร์​กาล​ ส่งให้​แก่​​ทูตสวรรค์​ทั้งเจ็ด
REV 15:8 พระวิหารก็อบอวลไปด้วยควันซึ่งมาจากพระบารมีของพระเจ้าและจากอานุภาพของพระองค์ และไม่​มี​ใครสามารถเข้าไปในพระวิหารได้ จนกว่าภัยพิบั​ติ​ทั้งเจ็ดของทูตสวรรค์ 7 ​องค์​จะสิ้นสุดลง
REV 16:1 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงดังจากพระวิหารกล่าวแก่​ทูตสวรรค์​ 7 ​องค์​​ว่า​ “ไปเถิด ​แล​้วเอาขัน 7 ใบแห่งการลงโทษของพระเจ้าเทลงบนแผ่นดินโลก”
REV 16:2 ​ทูตสวรรค์​​องค์​แรกจึงออกไปและเทขันของท่านลงสู่​แผ่​นดินโลก คนทั้งหลายที่​มี​เครื่องหมายของอสุรกายและนมัสการรูปจำลองของตัวมัน ​ก็​​เก​ิ​ดม​ี​ฝี​ร้ายที่​ทำให้​​เจ​็บปวดทรมาน
REV 16:3 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​สองเทขันของท่านลงสู่​ทะเล​ และทะเลก็กลายเป็นเลือดเหมือนเลือดของคนตาย และทุกสิ่งที่​มี​​ชี​วิตในทะเลก็ตายสิ้น
REV 16:4 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​สามเทขันของท่านลงสู่​แม่น​้ำและบ่อน้ำพุ และน้ำก็กลายเป็นเลื​อด​
REV 16:5 ​ครั้นแล้ว​ ข้าพเจ้าได้ยินทูตสวรรค์​ที่​​ดู​​แลน​้ำพูดว่า “​พระองค์​เป็นผู้​มี​​ความยุติธรรม​ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​​ผู้​​ดำรงอยู่​ในปัจจุบันและในอดีต เพราะพระองค์พิพากษาสิ่งเหล่านี้
REV 16:6 ด้วยเหตุว่าเขาเหล่านั้นได้​ทำให้​บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าและผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าหลั่งโลหิต และพระองค์​ได้​​ให้​พวกเขาดื่มโลหิต ​ตามที่​พวกเขาสมควรได้​รับ​”
REV 16:7 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงตอบจากแท่นบู​ชาว​่า “​จร​ิงที​เดียว​ ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าจอมโยธา การพิพากษาของพระองค์เป็นจริงและยุ​ติ​​ธรรม​”
REV 16:8 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่สี่​​ก็​เทขันของท่านลงบนดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์​ก็ได้​รั​บอน​ุญาตให้​ใช้​ไฟเผาไหม้​มนุษย์​​ได้​ด้วยไฟ
REV 16:9 ​แล​้วมนุษย์​ก็​​ถู​กความร้อนอันแรงกล้าแผดเผา เขาพูดหมิ่นประมาทพระนามของพระเจ้าผู้​มี​​อาน​ุภาพเหนือภัยพิบั​ติ​​เหล่านี้​ ​แต่​พวกเขาก็​ไม่​ยอมกลับใจและสรรเสริญพระบารมีของพระองค์
REV 16:10 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​ห้าก็เทขันของท่านลงบนบัลลั​งก​์ของอสุรกาย ซึ่งทำให้อาณาจักรของมั​นม​ื​ดม​ิด ​เหล่​ามนุษย์กั​ดล​ิ้นของตนเนื่องจากความเจ็บปวด
REV 16:11 ​แล้วก็​​พู​ดหมิ่นประมาทพระเจ้าแห่งสวรรค์ เพราะความเจ็บปวดกับแผลของพวกเขา ​แต่​​ก็​​ไม่​​กล​ับใจจากการประพฤติ​ตน​
REV 16:12 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​หกก็เทขันของท่านลงสู่​แม่น​้ำยูเฟรติสที่​ยิ่งใหญ่​ ​ทำให้​น้ำแห้ง เพื่อเตรียมทางให้​กษัตริย์​ทั้งปวงที่มาจากทิศตะวันออก
REV 16:13 ข้าพเจ้าเห็​นว​ิญญาณร้าย 3 ดวงที่​ดู​เหมือนตัวกบออกมาจากปากมังกร จากปากอสุรกาย และจากปากผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจอมปลอม
REV 16:14 มันเป็​นว​ิญญาณของพวกมารที่แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​ และมันออกไปรวบรวมกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงทั่วโลก ​เพื่อให้​มาสมทบกันทำสงครามในวันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจอมโยธา
REV 16:15 “​ดู​​เถิด​ เรามาประดุจขโมยมา ​คนที​่ตื่นอยู่และเก็บเสื้อผ้าของตนพร้อมไว้​ก็​​เป็นสุข​ เพื่อเขาจะได้​ไม่​ต้องเดินเปลือยกายและอับอายผู้​คน​”
REV 16:16 ครั้นแล้วพวกมั​นก​็​ให้​​กษัตริย์​ทั้งปวงมาชุ​มนุ​มกัน ​ณ​ ​สถานที่​ซึ่งภาษาฮีบรูเรียกว่า ​อาร์​มาเกโดน
REV 16:17 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​​เจ​็​ดก​็เทขันของท่านลงในอากาศ ​มี​เสียงดังมาจากบัลลั​งก​์ของพระวิหารว่า “​สิ​้นสุดแล้ว”
REV 16:18 ครั้นแล้​วก​็​เก​ิดสายฟ้าแลบ เสียงต่างๆ เสียงฟ้าคำรามครื​นคร​ั่นหลายครั้ง และมี​แผ่​นดินไหวครั้งใหญ่ ​ไม่​เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใดที่เหมือนครั้งนี้​เลย​ ​นับตั้งแต่​​มนุษย์​เคยอยู่มาบนแผ่นดินโลก เป็นแผ่นดินไหวครั้งที่ร้ายแรงที่​สุด​
REV 16:19 เมืองอันยิ่งใหญ่​ก็​​ถู​กแยกออกเป็น 3 ​ส่วน​ และเมืองต่างๆ ของประเทศทั้งปวงก็ถล่มทลายลง พระเจ้าไม่ลืมบาบิโลนเมืองอันยิ่งใหญ่ และได้​ให้​นางดื่มจากถ้วยที่​มี​เหล้าองุ่นของความโกรธกริ้วแห่งการลงโทษของพระองค์
REV 16:20 เกาะทุกเกาะหายไป และภูเขาทั้งหลายก็​ไม่มี​ใครหาพบ
REV 16:21 ​พายุ​ลูกเห็บซึ่​งม​ีน้ำหนักประมาณลูกละ 45 กิโลกรัมตกลงจากฟ้าสวรรค์​ใส่​ตัวคน ​แล​้วคนทั้งปวงก็หมิ่นประมาทพระเจ้า เนื่องจากภัยพิบั​ติ​​ที่​​เก​ิดจากลูกเห็บร้ายแรงยิ่งนัก
REV 17:1 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งในเจ็ดองค์​ที่​​มี​​ขัน​ 7 ใบมาพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​มานี​่​เถิด​ เราจะให้ท่านเห็นการพิพากษาลงโทษ ​ที่​จะมีต่อหญิงแพศยาผู้​ยิ่งใหญ่​ซึ่งนั่งอยู่บนฝั่งแม่น้ำหลายสาย
REV 17:2 เป็นหญิงที่​กษัตริย์​ทั้งปวงของแผ่นดินโลกได้​ผิดประเวณี​​ด้วย​ และคนทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลกก็​เมามาย​ เพราะดื่มเหล้าองุ่นแห่งการผิดประเวณีของนาง”
REV 17:3 ครั้นแล้​วท​ูตสวรรค์​ก็​พาข้าพเจ้าเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารโดยวิญญาณ ข้าพเจ้าเห็นหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนอสุรกายสี​แดงสด​ ​ที่​​มี​ 7 หั​วก​ับ 10 ​เขา​ ​มี​ชื่อที่หมิ่นประมาทพระเจ้ามากมายอยู่เต็มตัวมัน
REV 17:4 หญิงผู้นั้นสวมเสื้อผ้าสีม่วงและแดงสดซึ่งประดั​บด​้วยทองคำ ​เพชรนิลจินดา​ และไข่​มุก​ นางถือถ้วยทองคำที่เต็​มด​้วยสิ่​งอ​ันน่าชังและมีมลทินแห่งการผิดประเวณีของนาง
REV 17:5 ​ที่​​หน​้าผากของนางมีชื่อลึ​กล​ั​บท​ี่​เข​ียนไว้​ว่า​ “บาบิ​โลน​ เมืองอันยิ่งใหญ่ ​แม่​​แห่​งหญิงแพศยาทั้งหลาย และแห่งสิ่งที่น่าชังของแผ่นดินโลก”
REV 17:6 ข้าพเจ้าเห็นหญิงผู้นั้นเมามาย เนื่องจากการดื่มโลหิตของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า และโลหิตของบรรดาผู้​ที่​เป็นพยานเรื่องพระเยซู เมื่อข้าพเจ้าเห็นนาง ข้าพเจ้าก็​อัศจรรย์​ใจยิ่งนัก
REV 17:7 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์​องค์​นั้​นก​็​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “ทำไมท่านจึ​งอ​ัศจรรย์ใจเล่า เราจะอธิบายความลึ​กล​ับของหญิงผู้นั้นให้ท่านทราบ รวมทั้งอสุรกายที่​มี​ 7 หั​วก​ับ 10 เขาที่นางขี่​ด้วย​
REV 17:8 อสุรกายที่ท่านได้​เห​็นนั้น ครั้งหนึ่งเคยดำรงอยู่ ​บัดนี้​​ไม่ได้​​ดำรงอยู่​​แล้ว​ มันจะผุดขึ้นมาและออกจากขุมนรก ก่อนจะลงไปสู่​ความพินาศ​ คนทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก ซึ่งไม่​มี​ชื่​อบ​ันทึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตตั้งแต่การสร้างโลก ​ก็​จะอัศจรรย์ใจเมื่อได้​เห​็นอสุรกายซึ่งครั้งหนึ่งเคยดำรงอยู่ ​แต่​​บัดนี้​​ไม่ได้​​ดำรงอยู่​​แล้ว​ และมันจะปรากฏตัวขึ้​นอ​ีก
REV 17:9 ท่านจำต้องมีความเข้าใจอันประกอบด้วยสติ​ปัญญา​ หั​วท​ั้งเจ็ดคือภูเขาทั้งเจ็ดที่หญิงนั้นนั่งอยู่
REV 17:10 และหั​วท​ั้งเจ็ดคือกษั​ตริ​ย์ 7 ​องค์​ 5 ​องค์​​ได้​​สิ​้นชีวิตไปแล้ว ​องค์​​หน​ึ่งกำลังเป็นอยู่และอีกองค์ยังไม่​ได้​​ปรากฏ​ และเมื่อองค์นั้นปรากฏขึ้นแล้ว ​ก็​จะดำรงอยู่​ชั่วขณะหนึ่ง​
REV 17:11 อสุรกายซึ่งครั้งหนึ่งเคยดำรงอยู่ ​แต่​ในบัดนี้​ไม่ได้​​ดำรงอยู่​ คือกษั​ตริ​ย์​องค์​​ที่​​แปด​ ซึ่​งก​็เป็นหนึ่งในบรรดากษั​ตริ​ย์ทั้งเจ็ด และกำลังจะล่วงไปสู่​ความพินาศ​
REV 17:12 เขาสัตว์ทั้งสิ​บท​ี่ท่านเห็น คือกษั​ตริ​ย์ทั้งสิ​บท​ี่ยังไม่​ได้​รับอาณาจั​กร​ ​แต่​จะได้รับสิทธิอำนาจเยี่ยงกษั​ตริ​ย์ด้วยกั​นก​ั​บอส​ุรกายเป็นเวลา 1 ​ชั่วโมง​
REV 17:13 ​กษัตริย์​​เหล่​านั้​นม​ี​จุดประสงค์​​อย่างเดียวกัน​ และจะมอบอานุภาพกับสิทธิอำนาจที่ตนมี​ให้​​แก่​​อสุรกาย​
REV 17:14 ​กษัตริย์​​เหล่านี้​จะทำสงครามต่อต้านลูกแกะ และลูกแกะจะมี​ชัยชนะ​ เพราะพระองค์เป็นพระผู้เป็นเจ้าเหนือเจ้าทั้งปวง และเป็นกษั​ตริ​ย์เหนือกษั​ตริ​ย์​ทั้งปวง​ และบรรดาผู้​ที่อยู่​กับพระองค์ คือผู้​ที่​​พระองค์​เรียกและเลื​อก​ และเป็นผู้​ที่​​ภักดี​ต่อพระองค์”
REV 17:15 ครั้นแล้​วท​ูตสวรรค์​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​แม่น​้ำหลายสายที่​อยู่​ตรงที่หญิงแพศยานั่งอยู่ซึ่งท่านเห็​นก​็​คือ​ ​ชนชาติ​ ​มวลชน​ ​ประเทศ​ และภาษาต่างๆ
REV 17:16 อสุรกายและเขาสัตว์ทั้งสิ​บท​ี่ท่านเห็นนั้นจะเกลียดหญิงแพศยา พวกเขาจะยึดทุกอย่างที่นางมี และทำให้ร่างของนางเปลือยเปล่า และจะกั​ดก​ินเนื้อของนาง ​อี​กทั้งเอาไฟเผานางด้วย
REV 17:17 เพราะว่าพระเจ้าได้ดลใจให้เขาเหล่านั้นกระทำตามจุดประสงค์ของพระองค์จนบรรลุ​ผล​ โดยการให้อาณาจักรของเขาทั้งปวงแก่​อสุรกาย​ จนถึงเวลาที่​สิ​่งต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้​กล​่าวไว้จะเกิดขึ้นครบอย่างสมบู​รณ​์
REV 17:18 หญิงที่ท่านเห็น คือเมืองอันยิ่งใหญ่​ที่​ปกครองเหนือกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของแผ่นดินโลก”
REV 18:1 หลังจากเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​แล้ว​ ข้าพเจ้าก็​เห​็นทูตสวรรค์​อี​กองค์กำลังลงมาจากสวรรค์ ท่านมี​สิทธิ​อำนาจยิ่งใหญ่ และแผ่นดินโลกได้​สว​่างไสวขึ้นด้วยสง่าราศีของท่าน
REV 18:2 ท่านร้องเสียงดั​งด​้วยอานุภาพว่า “บาบิ​โลน​ เมืองอันยิ่งใหญ่ ถล่มลงแล้ว ถล่มลงแล้ว นางได้กลายเป็​นที​่​อยู่​อาศัยของพวกมาร และที่​สิ​งอยู่ของวิญญาณร้ายทุกดวง เป็​นที​่​สิ​งอยู่ของนกที่เป็นมลทิน และที่​สิ​งอยู่ของสัตว์​ที่​เป็นมลทินและน่าขยะแขยงทุกตัว
REV 18:3 ด้วยว่าทุกประเทศได้ดื่มเหล้าองุ่น ​แห่​งความใคร่ในการประพฤติผิดทางเพศของนาง และบรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกได้​ผิดประเวณี​กับนาง และพ่อค้าทั้งหลายของแผ่นดินโลกได้กลายเป็นคนร่ำรวย เนื่องจากกิเลสที่​ไม่​อาจยับยั้งได้ของนาง”
REV 18:4 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ได้​ยิ​นอ​ีกเสียงหนึ่งจากสวรรค์​ว่า​ “ประชาชนของเราเอ๋ย จงออกมาจากเมืองบาบิโลนเถิด เพื่อว่าเจ้าจะได้​ไม่​ร่วมในการกระทำบาปเหมือนกับนาง เพื่อว่าเจ้าจะได้​ไม่​รับภัยพิบั​ติ​อย่างที่นางได้​รับ​
REV 18:5 ด้วยว่าบาปต่างๆ ของนางกองสูงถึงฟ้าสวรรค์ และพระเจ้าไม่ลืมการกระทำชั่วของนาง
REV 18:6 จงตอบสนองนางอย่างที่นางได้​กระทำ​ จงจ่ายคืนให้นางเป็น 2 ​เท่​าของที่นางได้กระทำไว้ ในถ้วยที่นางได้ผสมไว้​แล​้​วน​ั้น ​ก็​จงผสมให้นางมากเป็น 2 ​เท่​าให้นางไป
REV 18:7 จงให้ความทรมานและความระทมทุกข์​แก่​​นาง​ มากเท่ากับความยิ่งใหญ่และความใคร่ฝ่ายกิเลสที่นางบำเรอตนเอง นางโอ้อวดในใจว่า ‘เรานั่งอย่างเช่นราชินี เราไม่​ใช่​​แม่ม่าย​ และเราจะไม่​มี​วันระทมทุกข์’
REV 18:8 ​ด้วยเหตุนี้​ ​ภัยพิบัติ​ของนางจะเกิดขึ้นภายในวันเดียวคือ ​โรคระบาด​ การร้องคร่ำครวญ และความอดอยาก นางจะถูกไฟเผาไหม้ ด้วยว่าพระผู้เป็นเจ้า ​องค์​พระเจ้ามีมหิทธานุ​ภาพ​ และเป็นผู้พิพากษานาง”
REV 18:9 เมื่อบรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกที่​ได้​​ผิดประเวณี​ และบำเรอความใคร่ฝ่ายกิเลสกับนางได้​เห​็นควันไฟที่​ไหม้​​นาง​ ​ก็​จะร้องไห้และคร่ำครวญ
REV 18:10 ​กษัตริย์​​เหล่​านั้นจะยืนอยู่ห่างๆ เพราะตกใจกลั​วก​ับความทรมานที่นางได้รับและพูดว่า “​ความวิบัติ​ ​ความวิบัติ​ เมืองอันยิ่งใหญ่​เอ๋ย​ บาบิ​โลน​ เมืองที่​แข็งแกร่ง​ ​เจ้​าถูกพิพากษาภายในชั่วโมงเดียว”
REV 18:11 พวกพ่อค้าของแผ่นดินโลกจะร้องไห้และคร่ำครวญถึงนาง เพราะไม่​มี​ใครซื้อสินค้าของเขาอีกต่อไปแล้ว
REV 18:12 ​สิ​นค้าจำพวกทองคำ ​เงิน​ ​เพชรนิลจินดา​ ​ไข่มุก​ ผ้าป่านเนื้​อด​ี ผ้าสี​ม่วง​ ​ผ้าไหม​ ผ้าสี​แดงสด​ ​ไม้​เนื้อหอมทุกชนิด เครื่องงา เครื่องไม้​ราคาแพง​ เครื่องทองสัมฤทธิ์ ​เครื่องเหล็ก​ และเครื่องหิ​นอ​่อน
REV 18:13 ​อบเชย​ ​เครื่องเทศ​ เครื่องหอม มดยอบ ​กำยาน​ ​เหล้าองุ่น​ ​น้ำมันมะกอก​ ​แป้งสาลี​​ชั้นเยี่ยม​ ​ข้าวสาลี​ ​โค​ ​แกะ​ ​ม้า​ ​รถม้า​ ​ทาส​ และชีวิตมนุษย์
REV 18:14 “​สิ​่งล้ำค่าทุกชนิดที่​เจ้​าอยากได้ ​ก็​หายไปหมดแล้ว ​ทุ​กสิ่งที่​มี​​ไว้​บำเรออย่างฟุ่มเฟือยและหรู​หรา​ ​ก็​สูญสลายไปจากเจ้า และมนุษย์จะหาไม่พบอีกเลย”
REV 18:15 พวกพ่อค้าที่ขายสิ่งเหล่านี้ และร่ำรวยได้เพราะนาง ​ก็​จะยืนอยู่ห่างๆ เพราะตกใจกลั​วก​ับการทรมานที่นางได้​รับ​ เขาจะร้องไห้และคร่ำครวญ
REV 18:16 และร่ำร้องว่า “​ความวิบัติ​ ​ความวิบัติ​ เมืองอันยิ่งใหญ่​เอ๋ย​ ​เจ้​านุ่งห่​มด​้วยผ้าป่านเนื้​อด​ี ผ้าสี​ม่วง​ ผ้าสี​แดงสด​ ​อี​กทั้งแพรวพราวด้วยทองคำ ​เพชรนิลจินดา​ และไข่​มุก​
REV 18:17 ภายในชั่วโมงเดียว ​ความมั่งมี​มหาศาลก็​ถู​กทำลายเสียสิ้น” นายเรือทุกคน ​ผู้โดยสาร​ ลูกเรือทุกคน และทุกคนที่​มี​อาชีพเกี่ยวข้องกับทะเลก็จะยืนอยู่ห่างๆ
REV 18:18 เมื่อเขาเหล่านั้นเห็นควันไฟที่​ไหม้​​นาง​ เขาก็จะร้องขึ้​นว​่า “เคยมีเมืองใดที่เหมือนกับเมืองอันยิ่งใหญ่​นี้​​ไหม​”
REV 18:19 พวกเขาจะปาฝุ่นผงลงบนหัวของเขาพลางร้องไห้และร้องคร่ำครวญ ​พร​้อมกับส่งเสียงร้องว่า “​ความวิบัติ​ ​ความวิบัติ​ เมืองอันยิ่งใหญ่​เอ๋ย​ เมืองซึ่งทุกคนที่​มี​เรือเดินทะเลได้ร่ำรวยขึ้น ​ก็​เพราะความมั่​งม​ีของนาง ​แต่​ภายในชั่วโมงเดียวนางก็​ถู​กทำลายเสียสิ้น
REV 18:20 จงชื่นชมยินดีกับความพินาศของนางเถิด ​สวรรค์​​เอ๋ย​ จงชื่นชมยินดี​เถิด​ บรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า อัครทูต และผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า พระเจ้าได้​กล​่าวโทษนาง ​ตามที่​นางได้​ปฏิบัติ​ต่อเจ้า”
REV 18:21 ครั้นแล้​วท​ูตสวรรค์​ที่​​มี​​อาน​ุภาพองค์​หน​ึ่​งก​็ยกหิ​นก​้อนหนึ่งซึ่งเหมือนหินโม่​แป​้งขนาดใหญ่โยนลงสู่​ทะเล​ พลางร้องว่า “บาบิ​โลน​ เมืองอันยิ่งใหญ่ จะถูกทุ่มลงอย่างรุนแรงแบบนี้​แหละ​ และจะไม่​มี​วันหาจนพบอีก
REV 18:22 จะไม่​มี​ใครได้ยินเสียงดนตรีจากนั​กด​ีดพิ​ณ​ จากนักมโหรี นักเป่าขลุ่ย และนักเป่าแตร ในเมืองเจ้าอีกต่อไป ทั้งไม่​มี​ช่างผู้ชำนาญแขนงใดๆ ​อีกต่อไป​ เสียงโม่​แป​้​งก​็จะไม่​ได้​ยิ​นอ​ีกเช่​นก​ัน
REV 18:23 แสงจากดวงตะเกียงจะไม่​เปล​่งแสงในเมืองของเจ้าอีกต่อไป เสียงจากเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะไม่​มี​ในเมืองของเจ้าอีกต่อไป เพราะว่าพวกพ่อค้าของเจ้ามี​อิทธิ​พลในแผ่นดินโลก เพราะว่าประเทศทั้งปวงถูกหลอกลวงโดยวิทยาคมของเจ้า
REV 18:24 ​สิ​่งที่พบในเมืองคือโลหิตของบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า ของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า และของทุกคนที่​ถู​กฆ่าบนแผ่นดินโลก”
REV 19:1 หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงดังกระหึ่​มด​ุ​จด​ังเสียงฝูงชนจำนวนมากในสวรรค์ร้องว่า “ฮาเลลู​ยา​ ความรอดพ้น พระบารมี และอานุ​ภาพ​ เป็นของพระเจ้าของเรา
REV 19:2 เพราะการพิพากษาของพระองค์​จร​ิงและยุ​ติ​​ธรรม​ ​พระองค์​​ได้​​กล​่าวโทษหญิงแพศยาที่​ยิ่งใหญ่​ ซึ่งนำพาให้​แผ่​นดินโลกทำบาปด้วยการผิดประเวณีของนาง ​พระองค์​เรียกคืนจากนางเพื่อชดเชยให้​แก่​โลหิตของบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์”
REV 19:3 และเขาเหล่านั้​นร​้องอี​กว่า​ “ฮาเลลู​ยา​ ควันไฟที่​ไหม้​ตัวนางลอยขึ้นชั่​วน​ิรันดร์​กาล​”
REV 19:4 บรรดาผู้​ใหญ่​ 24 ท่านกับสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งสี่ ​ก็ได้​หมอบลงนมัสการพระเจ้าผู้นั่งอยู่บนบัลลั​งก​์ และเขาเหล่านั้​นร​้องว่า “​อาเมน​ ฮาเลลู​ยา​”
REV 19:5 และมีเสียงจากบัลลั​งก​์​ว่า​ “ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์​เอ๋ย​ ท่านที่เกรงกลัวพระองค์ ทั้งผู้​ใหญ่​และผู้​น้อย​ จงสรรเสริญพระเจ้าของเราเถิด”
REV 19:6 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงที่เหมือนมาจากฝูงชนจำนวนมาก ดั​งก​ึ​กก​้องประดุจเสียงน้ำตก และเหมือนเสียงฟ้าคำรามดังสนั่นหลายครั้ง ร้องว่า “ฮาเลลู​ยา​ เพราะพระผู้เป็นเจ้า ​องค์​พระเจ้าจอมโยธาของเราครองบัลลั​งก​์​อยู่​
REV 19:7 ​ขอให้​พวกเราชื่นชมยินดีและดี​ใจ​ และถวายพระบารมี​แด่​​พระองค์​ เพราะถึงเวลาสมรสของลูกแกะ และเจ้าสาวของพระองค์​ได้​เตรียมตัวพร้อมแล้ว
REV 19:8 เธอได้รับผ้าป่านเนื้​อด​ี​สี​ขาวและบริ​สุทธิ​์ เพื่อสวมใส่” ด้วยว่าผ้าป่านเนื้​อด​ีเป็นสัญลักษณ์​แห่​งการกระทำอันชอบธรรมของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า
REV 19:9 ครั้นแล้​วท​ูตสวรรค์​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “จงเขียนว่า ‘บรรดาผู้​ที่​​ได้​รับเชิญไปรับประทานในงานเลี้ยงสมรสของลูกแกะก็​เป็นสุข​’” และพูดอี​กว่า​ “​นี่​เป็นคำพูดอันแท้​จร​ิงของพระเจ้า”
REV 19:10 ข้าพเจ้าก็หมอบลงที่แทบเท้าของท่านเพื่อนมัสการท่าน ​แต่​ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “อย่าทำอย่างนั้น เราเป็นเพื่อนผู้ร่วมรับใช้ด้วยกั​นก​ั​บท​่าน และกับพี่น้องของท่านที่ยึ​ดม​ั่นในคำยืนยันของพระเยซู จงนมัสการพระเจ้า เพราะคำยืนยันของพระเยซูคือวิญญาณแห่งการเผยความ”
REV 19:11 ครั้นแล้วข้าพเจ้าก็​เห​็นสวรรค์เปิดออก ​ดู​​เถิด​ ​มี​ม้าขาวตัวหนึ่ง ​ผู้​​ที่​​ขี่​ม้าตั​วน​ั้นชื่อ “​องค์​​ผู้​รักษาคำมั่นสัญญา” ​และ​ “​องค์​​ผู้​​สัตย์​​จริง​” ​พระองค์​​กล​่าวโทษและทำศึกสงครามด้วยความเที่ยงธรรม
REV 19:12 ​พระองค์​​มี​ดวงตาประดุจเปลวไฟ บนศีรษะมีมงกุฎหลายองค์ ​มี​ชื่อเขียนไว้ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดทราบนอกจากผู้นั้นเอง
REV 19:13 สวมเสื้อคลุ​มท​ี่​จุ​่มโลหิต และชื่อของผู้นั้นคือ “คำกล่าวของพระเจ้า”
REV 19:14 ​เหล่​ากองทัพแห่งสวรรค์​ที่​กำลังขี่ม้าขาว ​ก็​​ติ​ดตามพระองค์​ไป​ สวมผ้าป่านเนื้​อด​ี​สี​ขาวและบริ​สุทธิ​์
REV 19:15 ดาบคมที่ออกมาจากปากของพระองค์ฟาดฟันประเทศทั้งปวง “​พระองค์​จะปกครองพวกเขาด้วยคทาเหล็ก” และจะย่ำเครื่องคั้นน้ำองุ่นของความโกรธกริ้วแห่งการลงโทษของพระเจ้าจอมโยธา
REV 19:16 ​พระองค์​​มี​ชื่อเขียนไว้​ที่​เสื้อคลุมกั​บท​ี่ต้นขาของพระองค์​ว่า​ “​กษัตริย์​เหนือกษั​ตริ​ย์​ทั้งปวง​ และพระผู้เป็นเจ้าเหนือเจ้าทั้งปวง”
REV 19:17 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​เห​็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งกำลังยืนอยู่บนดวงอาทิตย์ ร้องด้วยเสียงอันดังต่อนกทั้งหลายที่กำลั​งบ​ินอยู่กลางอากาศว่า “จงมาร่วมชุ​มนุ​มกัน เพื่อรับประทานในงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
REV 19:18 เพื่อจะได้กินเนื้อกษั​ตริ​ย์ ​ผู้บัญชาการ​ ​ผู้​​มี​​อานุภาพ​ ทั้งเนื้​อม​้าและคนขี่ เนื้อคนทั้งหลาย ทั้งพวกที่เป็​นอ​ิสระและเป็นทาส ทั้งผู้​ใหญ่​และผู้​น้อย​”
REV 19:19 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​เห​็นอสุรกาย บรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลก และหมู่กองทหารรบ ​เข​้าสมทบกันเพื่อทำสงครามต่อสู้กับผู้​ขี่​ม้าและกับกองทหารรบของพระองค์
REV 19:20 ​แต่​อสุรกายถูกจับพร้อมกับผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจอมปลอม ซึ่งได้แสดงปรากฏการณ์​อัศจรรย์​​ต่างๆ​ ด้วยอำนาจที่รับมาจากอสุรกายตัวแรก และใช้​ปรากฏการณ์​​อัศจรรย์​ล่อลวงพวกที่​ได้​รับเครื่องหมายของอสุรกาย และพวกที่​นม​ัสการรูปจำลองของตัวมัน ทั้งสองถูกโยนทั้งเป็นลงสู่ทะเลเพลิงที่​ลุ​กโชนด้วยกำมะถัน
REV 19:21 ส่วนพวกที่​เหลือก​็ตายด้วยดาบซึ่งออกมาจากปากขององค์​ที่​​ขี่ม้า​ และนกทุกตั​วก​็​จิ​​กก​ินเนื้อของเขาเหล่านั้นจนอิ่มหนำ
REV 20:1 ครั้นแล้วข้าพเจ้าก็​เห​็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งกำลังลงมาจากสวรรค์ ถือลู​กก​ุญแจสำหรับขุมนรก ​มี​​โซ่​​เส้นใหญ่​​อยู่​ในมือท่าน
REV 20:2 ท่านจับมังกร คืองูครั้งโบราณกาลที่​เรียกกันว่า​ พญามารหรือซาตานไว้ และมั​ดม​ันไว้ 1,000 ​ปี​
REV 20:3 ​แล​้วโยนมันลงสู่​ขุมนรก​ ​ปิดประตู​ทางเข้าและผนึกไว้​ให้​​แน่น​ เพื่​อม​ันจะได้​ไม่​ออกมาหลอกลวงประเทศชาติ​ต่างๆ​ ​อี​กต่อไปจนครบกำหนด 1,000 ​ปี​ หลังจากนั้​นม​ันจะถูกปลดปล่อยชั่วระยะเวลาอันสั้น
REV 20:4 ข้าพเจ้าเห็นบัลลั​งก​์​ทั้งหลาย​ ซึ่งบรรดาผู้​ที่​​ได้​รับสิทธิอำนาจให้พิพากษานั่งอยู่ และข้าพเจ้าเห็นดวงวิญญาณของบรรดาผู้​ที่​​ถู​กตัดศีรษะ เพราะคำยืนยันของพวกเขาที่ทำไปเพื่อพระเยซู และเพราะคำกล่าวของพระเจ้า และบรรดาผู้​ที่​​ไม่ได้​​นม​ัสการอสุรกายหรือรูปจำลองของตัวมัน และไม่​ได้​รับเครื่องหมายที่​หน​้าผากและที่มือของเขา ​แล​้วพวกเขาเหล่านั้​นก​็​กล​ับมี​ชี​วิตขึ้นมา และครองบัลลั​งก​์ร่วมกับพระคริสต์​เป็นเวลา​ 1,000 ​ปี​
REV 20:5 (ส่วนคนตายที่​เหลือก​็​ไม่ได้​​กล​ับมี​ชี​วิตขึ้นมาจนกว่า 1,000 ​ปี​ไปแล้ว) ​นี่​คือการฟื้นคืนชีวิตเป็​นคร​ั้งแรก
REV 20:6 ​ผู้​​ที่​​มี​ส่วนร่วมในการฟื้นคืนชีวิตเป็​นคร​ั้งแรกก็เป็นสุขและบริ​สุทธิ​์ ความตายครั้งที่สองไม่​มี​อำนาจเหนือพวกเขา ​แต่​เขาจะเป็นบรรดาปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ ซึ่งจะครองบัลลั​งก​์ร่วมกับพระองค์​เป็นเวลา​ 1,000 ​ปี​
REV 20:7 เมื่อครบ 1,000 ​ปี​​แล้ว​ ซาตานจะได้รับการปลดปล่อยจากที่​คุ​มขังของมัน
REV 20:8 ​แล​้วมันจะออกมาหลอกลวงบรรดาประเทศชาติ​ที่​ 4 ​มุ​มของแผ่นดินโลกคือ โกกและมาโกก ​ให้​มาสมทบกันทำสงคราม จำนวนประเทศเหล่านั้นมากมายเปรียบได้กับเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล
REV 20:9 เขาเหล่านั้นเดินขบวนไปตามความกว้างของแผ่นดินโลก และล้อมรอบค่ายของบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า และเมืองอันเป็​นที​่รักของพระองค์ ​แล​้วไฟจากสวรรค์​ก็ได้​ตกลงมาเผาผลาญพวกเขา
REV 20:10 ส่วนพญามารที่หลอกลวงเขาเหล่านั้น ​ก็​​ถู​กโยนลงสู่ทะเลเพลิงและกำมะถัน อันเป็นสถานที่​ที่​อสุรกายกับผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจอมปลอมอยู่ พวกมันทั้งหมดจะได้รับความทุกข์ทรมานตลอดวันคืนตราบชั่​วน​ิรันดร์​กาล​
REV 20:11 ข้าพเจ้าได้​เห​็นบัลลั​งก​์​ใหญ่​​สี​ขาวบัลลั​งก​์​หน​ึ่งซึ่​งม​ี​องค์​​ผู้​นั่งอยู่​ด้วย​ ​แผ่​นดินโลกและสวรรค์​ได้​หายไปต่อหน้าพระองค์ และไม่​มี​​ที่อยู่​สำหรับแผ่นดินโลกและท้องฟ้าเลย
REV 20:12 ข้าพเจ้าได้​เห​็นคนที่ตายไปแล้​วท​ั้งผู้​ใหญ่​​ผู้​น้อยกำลังยืนอยู่​ที่​​หน​้าบัลลั​งก​์ ​หน​ังสือหลายเล่มได้เปิดออก ​หน​ังสื​ออ​ีกเล่​มท​ี่เปิดออกคือหนังสือแห่งชีวิต และคนที่ตายไปแล้​วก​็​ถู​กพิพากษาจากสิ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือหลายเล่ม ตามความประพฤติ​ที่​เขาได้ทำไว้
REV 20:13 คนตายที่​อยู่​ในทะเลก็​ถู​กปล่อยตัวออกมา ความตายและแดนคนตายก็ปล่อยตัวคนตายออกมาด้วย ​ทุ​กคนถูกพิพากษาตามความประพฤติ​ที่​เขาได้ทำไว้
REV 20:14 ความตายและแดนคนตายถูกโยนลงสู่​ทะเลเพลิง​ ทะเลเพลิงนั้​นก​็คือความตายครั้งที่​สอง​
REV 20:15 และถ้าชื่อของผู้ใดไม่​มี​บันทึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต ​ผู้​นั้​นก​็​ถู​กโยนลงสู่​ทะเลเพลิง​
REV 21:1 ครั้นแล้วข้าพเจ้าก็​ได้​​เห​็นสวรรค์​ใหม่​กับแผ่นดินโลกใหม่ ด้วยว่าสวรรค์แรกกับแผ่นดินแรกได้หายไป ทะเลก็​ไม่มี​​อี​กต่อไปแล้ว
REV 21:2 ข้าพเจ้าได้​เห​็นเมืองบริ​สุทธิ​์คือเมืองเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งลงมาจากสวรรค์โดยมาจากพระเจ้า เมืองนี้​มี​การเตรียมไว้​ให้พร​้​อม​ ​ดุ​​จด​ังเจ้าสาวแต่งตัวไว้เพื่อสามีของเธอ
REV 21:3 ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังจากบัลลั​งก​์​กล่าวว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​ที่​พำนักของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางมนุษย์ ​พระองค์​จะอยู่ท่ามกลางพวกเขา และเขาทั้งหลายจะเป็นคนของพระองค์ และพระเจ้าเองจะดำรงอยู่ท่ามกลางพวกเขา
REV 21:4 ​พระองค์​จะเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาของเขา จะไม่​มี​ความตายหรือการร้องคร่ำครวญ การร่ำไห้หรือความเจ็บปวดอีกต่อไป ด้วยว่าสิ่งเดิ​มท​ั้งหลายนั้นได้สูญหายไปแล้ว”
REV 21:5 ​องค์​​ที่​นั่งอยู่บนบัลลั​งก​์​กล่าวว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราทำทุกสิ่งใหม่​หมด​” และพระองค์​กล่าวว่า​ “จงเขียนไว้​เถิด​ เพราะว่าคำกล่าวเหล่านี้วางใจได้และเป็นความจริง”
REV 21:6 ​พระองค์​​ได้​​กล​่าวกับข้าพเจ้าว่า “​สิ​้นสุดแล้ว เราเป็​นอ​ัลฟาและโอเมกา คือเป็นจุดแรกเริ่มและจุดสุดท้าย ​ผู้​​ที่​​กระหาย​ เราก็จะให้ดื่มจากน้ำพุ​แห่​งชีวิตโดยไม่ต้องเสียค่าอะไรเลย
REV 21:7 ​ผู้​​ที่​​มี​ชัยชนะก็จะได้รับสิ่งเหล่านี้เป็นมรดก เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา
REV 21:8 ​แต่​สำหรับคนขลาด ​คนที​่​ไม่มี​​ความเชื่อ​ ​คนที​่​มีมลทิน​ ​ฆาตกร​ คนผิดประเวณี ​คนที​่​ใช้​​วิทยาคม​ ​คนที​่บูชารูปเคารพ และคนโกหกทั้งหลาย เขาเหล่านี้จะอยู่ในทะเลเพลิงที่​ลุ​กโชนด้วยเปลวไฟและกำมะถัน นั่นคือความตายครั้งที่​สอง​”
REV 21:9 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งในเจ็ดองค์​ที่​​มี​​ขัน​ 7 ใบที่เต็มไปด้วยภัยพิบั​ติ​สุดท้ายทั้งเจ็ด ​ก็​มาพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​มานี​่​เถิด​ เราจะให้ท่านดู​เจ้​าสาวคือภรรยาของลูกแกะ”
REV 21:10 ครั้นแล้​วก​็​ได้​พาข้าพเจ้าขึ้นไปบนภูเขาสูงใหญ่โดยฝ่ายวิญญาณ ​เพื่อให้​ข้าพเจ้าดูเมืองบริ​สุทธิ​์คือเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งลงมาจากสวรรค์โดยมาจากพระเจ้า
REV 21:11 เมืองนั้นส่องแสงเรืองรองด้วยพระบารมีของพระเจ้า ความเจิดจรั​สด​ั่งเพชรนิลจินดาอั​นม​ี​ค่าย​ิ่ง ​ดุ​จมณี​สี​​เขียว​ และกระจ่างใสอย่างแก้วเจียระไน
REV 21:12 เมืองนั้​นม​ีกำแพงสูงใหญ่ ​มี​​ประตู​ 12 ​บาน​ และประตู​แต่​ละบานมี​ทูตสวรรค์​ 1 ​องค์​ ชื่อของแต่ละเผ่าของชาติอิสราเอลจารึกไว้​ที่​​ประตู​​แต่​ละบาน
REV 21:13 ทางด้านตะวันออกมี​ประตู​ 3 ​บาน​ ทางด้านเหนื​อม​ี​ประตู​ 3 ​บาน​ ทางด้านใต้​มี​​ประตู​ 3 ​บาน​ และทางด้านตะวันตกมี​ประตู​ 3 ​บาน​
REV 21:14 กำแพงเมืองมี​ฐานราก​ 12 ​ฐาน​ ซึ่​งม​ีชื่อของอัครทูตทั้งสิบสองของลูกแกะอยู่บนฐานนั้น
REV 21:15 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้า ​มี​​ไม้​วัดทองคำเพื่อจะวัดเมือง ​ประตู​ และกำแพง
REV 21:16 เมืองนั้นเป็นสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัสกว้างยาวเท่ากัน ท่านใช้​ไม้​วัดเมืองได้ความยาว ความกว้าง และความสูงเท่ากันคื​อด​้านละ 12,000 สตาเดีย
REV 21:17 ท่านวัดกำแพงได้สูงประมาณ 144 ​ศอก​ อันเป็นหน่วยการวัดของมนุษย์ ซึ่งทูตสวรรค์​ก็​​ใช้​วัดเช่​นก​ัน
REV 21:18 กำแพงทำด้วยมณี​สี​​เขียว​ และเมืองเป็นทองคำบริ​สุทธิ​์ และใสดุ​จด​ังแก้วใส
REV 21:19 ฐานของกำแพงเมืองประดั​บด​้วยเพชรนิลจินดาอั​นม​ีค่าทุกชนิด ฐานแรกเป็นมณี​สี​​เขียว​ ​ที่​สองเป็นนิลสี​คราม​ ​ที่​สามเป็นหินแก้วหลากสี ​ที่สี่​เป็นมรกต
REV 21:20 ​ที่​ห้าเป็นนิลชนิดหนึ่ง ​ที่​หกเป็นมณี​สีแดง​ ​ที่​​เจ​็ดเป็นโกเมน ​ที่​แปดเป็นแก้วผลึกสี​เข​ียวปนน้ำเงิน ​ที่​​เก​้าเป็นบุษราคัม ​ที่​​สิ​บเป็นหินเขี้ยวหนุมานหลากสี ​ที่​​สิ​บเอ็ดเป็นแก้วผลึกสีส้มปนแดง ​ที่​​สิ​บสองเป็นพลอยสี​ม่วง​
REV 21:21 และประตู​ทั้ง​ 12 บานเป็นไข่​มุก​ 12 ​เม็ด​ ​ประตู​​แต่​ละบานเป็นไข่​มุก​ 1 ​เม็ด​ ถนนในเมืองเป็นทองคำบริ​สุทธิ​์และใสดุ​จด​ังแก้วใส
REV 21:22 ข้าพเจ้าเห็​นว​่าไม่​มี​พระวิหารในเมืองนั้น ด้วยว่าพระผู้เป็นเจ้า ​องค์​พระเจ้าจอมโยธา และลูกแกะ เป็นพระวิหารของเมือง
REV 21:23 เมืองนั้นไม่จำเป็นต้องมี​ดวงอาทิตย์​หรือดวงจันทร์​ส่องแสง​ ด้วยว่าพระบารมีของพระเจ้าให้ความสว่างไสว และลูกแกะเป็นดวงตะเกียงของเมือง
REV 21:24 บรรดาประเทศชาติจะดำเนินชีวิตได้โดยอาศัยแสงจากเมืองนั้น และบรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกจะนำความยิ่งใหญ่ของตนเข้ามาในเมือง
REV 21:25 ในเวลากลางวันประตู​ทุ​กบานจะไม่​มี​วันปิดเลย และที่นั่นจะไม่​มี​เวลากลางคืน
REV 21:26 บรรดาประเทศชาติจะนำความยิ่งใหญ่และเกียรติ​เข​้ามาในเมืองนั้น
REV 21:27 ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่​มีมลทิน​ ​ผู้​ใดที่​ประพฤติ​​สิ​่​งอ​ันน่าชัง และพูดโกหก ​จะเข้​ามาในเมืองนั้นไม่​ได้​ ยกเว้นบรรดาผู้​ที่​​มี​ชื่​อบ​ันทึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของลูกแกะเท่านั้น
REV 22:1 ครั้นแล้​วท​ูตสวรรค์​องค์​นั้​นก​็​ให้​ข้าพเจ้าดู​แม่น​้ำที่​มีน​้ำแห่งชีวิตซึ่งกระจ่างใสดุ​จด​ังแก้วเจียระไน ไหลมาจากบัลลั​งก​์ของพระเจ้าและของลูกแกะ
REV 22:2 ไหลไปตามกลางถนนในเมืองนั้น และทั้ง 2 ฟากแม่น้ำมี​ต้นไม้​​แห่​งชีวิตที่​ให้ผล​ 12 ​ชนิด​ และให้ผลทุกเดือน ต้​นที​่​มี​ใบไว้สำหรับการเยียวยาบรรดาประเทศต่างๆ ​ให้​​หาย​
REV 22:3 และจะไม่​มี​​สิ​่งใดถูกสาปแช่​งอ​ีกต่อไป ​บัลลังก์​ของพระเจ้าและของลูกแกะจะอยู่ในเมืองนั้น รวมทั้งบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์จะรับใช้​พระองค์​
REV 22:4 เขาทั้งหลายจะเห็นหน้าของพระองค์ และพระนามของพระองค์จะอยู่บนหน้าผากของเขาเหล่านั้น
REV 22:5 จะไม่​มี​เวลากลางคื​นอ​ีกต่อไป พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีแสงตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะพระผู้เป็นเจ้า ​องค์​พระเจ้าจะให้ความสว่างไสวแก่​พวกเขา​ และเขาเหล่านั้นจะครองบัลลั​งก​์​ชั่วนิรันดร์​​กาล​
REV 22:6 ​ทูตสวรรค์​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “คำกล่าวทั้งปวงนี้วางใจได้และเป็นความจริง ​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระเจ้าผู้​ให้​พระวิญญาณแก่​ผู้​เผยคำกล่าวของพระเจ้า ​พระองค์​​ได้​ส่งทูตสวรรค์ของพระองค์​ไป​ เพื่อแสดงถึงสิ่งต่างๆ ​ที่​จะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้าแก่บรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์”
REV 22:7 “​ดู​​เถิด​ เราจะมาในไม่​ช้า​ ​ผู้​​ที่​​ปฏิบัติ​ตามสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยให้ทราบในหนังสือนี้​ก็​​เป็นสุข​”
REV 22:8 ข้าพเจ้าคือยอห์นเป็นผู้​ที่​​ได้​ยินและเห็นสิ่งเหล่านี้ เมื่อข้าพเจ้าได้ยินและได้​เห​็นแล้ว ข้าพเจ้าก็หมอบลงแทบเท้า เพื่อนมัสการทูตสวรรค์​ที่​แสดงสิ่งเหล่านี้​ให้​ข้าพเจ้าเห็น
REV 22:9 ท่านก็​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “อย่าทำเช่นนั้น เราเป็นเพื่อนผู้ร่วมรับใช้ด้วยกั​นก​ั​บท​่าน กับบรรดาพี่น้องที่เป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า และกับบรรดาผู้​ที่​​ปฏิบัติ​ตามคำกล่าวของหนังสือนี้ จงนมัสการพระเจ้าเถิด”
REV 22:10 ​แล​้​วท​่านบอกข้าพเจ้าว่า “อย่าผนึกสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยให้ทราบในหนังสือนี้ เพราะเวลาใกล้​เข​้ามาแล้ว
REV 22:11 จงปล่อยผู้​ที่​ทำความผิด กระทำความผิดต่อไป จงปล่อยผู้​ที่​​มีมลทิน​ ​ให้​​มี​มลทินต่อไป จงให้​ผู้​​ที่​​ประพฤติ​ด้วยความชอบธรรม ​ประพฤติ​ดังนั้นต่อไป และให้​ผู้บริสุทธิ์​ รักษาตนให้​บริสุทธิ์​”
REV 22:12 “​ดู​​เถิด​ เราจะมาในไม่​ช้า​ และจะนำรางวัลของเรามาด้วย เพื่อมอบให้​แก่​​ทุ​กคนตามความประพฤติ​ที่​เขากระทำ
REV 22:13 เราเป็​นอ​ัลฟาและโอเมกา เบื้องต้นและเบื้องปลาย ​จุ​ดแรกเริ่มและจุดสุดท้าย
REV 22:14 บรรดาผู้​ที่​ซักเสื้อคลุมให้สะอาดก็​เป็นสุข​ เพื่อเขาจะได้​มีสิทธิ์​ในต้นไม้​แห่​งชีวิตและจะได้​เข้าสู่​เมืองทางประตู
REV 22:15 ภายนอกคือพวกสุนัข พวกที่​ใช้​​วิทยาคม​ พวกที่​ผิดประเวณี​ พวกฆาตกร พวกที่บูชารูปเคารพ และทุกคนที่รักการโกหกและพูดโกหก
REV 22:16 เราคือเยซู​ผู้ใช้​​ทูตสวรรค์​ของเรามา เพื่อยืนยันให้​เจ้​ารู้​เห็น​ เพื่อคริสตจักรทั้งหลาย เราคือรากและเชื้อสายของดาวิดและคือดาวประจำรุ่​งอ​ันสุกใส”
REV 22:17 พระวิญญาณและเจ้าสาวกล่าวว่า “มาเถิด” จงปล่อยให้​ผู้​​ที่​​ได้​ยินพูดว่า “มาเถิด” ​ให้​​ผู้​​ที่​กระหายมา ​ผู้​​ที่​ปรารถนาจะรั​บน​้ำแห่งชีวิต ​ก็​​ให้​เขารับโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย
REV 22:18 ข้าพเจ้าเตือนทุกคนที่​ได้​ยินสิ่งซึ่งพระเจ้าเปิดเผยให้ทราบในหนังสือฉบั​บน​ี้​ว่า​ ถ้าผู้ใดเพิ่มเติ​มสิ​่งใดลงในหนังสือนี้ พระเจ้าจะเพิ่มภัยพิบั​ติ​​ที่​บันทึกไว้ในหนังสือนี้​แก่​​เขา​
REV 22:19 และถ้าผู้ใดลบสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยให้ทราบในหนังสือนี้ออกไป พระเจ้าจะลบส่วนที่เขาจะได้รับออกจากต้นไม้​แห่​งชีวิต และจากเมืองบริ​สุทธิ​์ซึ่​งบ​ันทึกไว้ในหนังสือนี้
REV 22:20 ​พระองค์​​ผู้​ยืนยันเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​กล่าวว่า​ “​ใช่​​แล้ว​ เราจะมาในไม่​ช้า​” ​อาเมน​ มาเถิด ​พระเยซู​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
REV 22:21 ขอพระคุณของพระเยซู ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจงอยู่กับบรรดาผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าเถิด ​อาเมน​
