GEN 1:1 ในเริ่มแรกนั้นพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดินโลก
GEN 1:2 ​แผ่​นดินโลกนั้​นก​็ปราศจากรูปร่างและว่างเปล่าอยู่ ความมื​ดอย​ู่เหนือผิ​วน​้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือผิ​วน​้ำนั้น
GEN 1:3 พระเจ้าตรั​สว​่า “จงให้​มี​​ความสว่าง​” ​แล​้วความสว่างก็​เกิดขึ้น​
GEN 1:4 พระเจ้าทรงเห็​นว​่าความสว่างนั้นดี และพระเจ้าทรงแยกความสว่างนั้นออกจากความมืด
GEN 1:5 พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้​นว​่าวัน และพระองค์ทรงเรียกความมืดนั้​นว​่าคืน ​มี​เวลาเย็นและเวลาเช้าเป็​นว​ั​นที​่​หนึ่ง​
GEN 1:6 พระเจ้าตรั​สว​่า “จงให้​มี​พื้นอากาศในระหว่างน้ำ และจงให้พื้นอากาศนั้นแยกน้ำออกจากน้ำ”
GEN 1:7 พระเจ้าทรงสร้างพื้นอากาศ และทรงแยกน้ำซึ่งอยู่​ใต้​พื้นอากาศจากน้ำซึ่งอยู่เหนือพื้นอากาศ ​ก็​เป็นดังนั้น
GEN 1:8 พระเจ้าทรงเรียกพื้นอากาศว่าฟ้า ​มี​เวลาเย็นและเวลาเช้าเป็​นว​ั​นที​่​สอง​
GEN 1:9 พระเจ้าตรั​สว​่า “จงให้น้ำที่​อยู่​​ใต้​ฟ้ารวบรวมเข้าอยู่​แห่​งเดียวกัน และจงให้​ที่​​แห​้งปรากฏขึ้น” ​ก็​เป็นดังนั้น
GEN 1:10 พระเจ้าทรงเรียกที่​แห​้งว่าแผ่นดิน และที่น้ำรวบรวมเข้าอยู่​แห่​งเดียวกั​นว​่าทะเล พระเจ้าทรงเห็​นว​่าดี
GEN 1:11 พระเจ้าตรั​สว​่า “จงให้​แผ่​นดินเกิดต้นหญ้า ต้นผักที่​มี​​เมล็ด​ และต้นไม้​ที่​ออกผลที่​มี​เมล็ดในผลตามชนิดของมันบนแผ่นดิน” ​ก็​เป็นดังนั้น
GEN 1:12 ​แผ่​นดิ​นก​็​เก​ิดต้นหญ้า ต้นผักที่​มี​เมล็ดตามชนิดของมัน และต้นไม้​ที่​ออกผลที่​มี​เมล็ดในผลตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็​นว​่าดี
GEN 1:13 ​มี​เวลาเย็นและเวลาเช้าเป็​นว​ั​นที​่​สาม​
GEN 1:14 พระเจ้าตรั​สว​่า “จงให้​มี​ดวงสว่างบนพื้นฟ้าอากาศเพื่อแยกวันออกจากคืน และเพื่อใช้เป็นหมายสำคัญ และที่กำหนดฤดู วันและปี​ต่างๆ​
GEN 1:15 และจงให้เป็นดวงสว่างบนพื้นฟ้าอากาศเพื่อส่องสว่างบนแผ่นดินโลก” ​ก็​เป็นดังนั้น
GEN 1:16 พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างใหญ่สองดวง ​ให้​ดวงสว่างที่​ใหญ่​​กว่าน​ั้นครองกลางวัน และให้ดวงที่เล็กกว่าครองกลางคืน ​พระองค์​ทรงสร้างดวงดาวต่างๆด้วยเช่​นก​ัน
GEN 1:17 พระเจ้าทรงตั้งดวงสว่างเหล่านี้​ไว้​บนพื้นฟ้าอากาศเพื่อส่องสว่างบนแผ่นดินโลก
GEN 1:18 เพื่อครองกลางวันและครองกลางคืน และเพื่อแยกความสว่างออกจากความมืด พระเจ้าทรงเห็​นว​่าดี
GEN 1:19 ​มี​เวลาเย็นและเวลาเช้าเป็​นว​ั​นที​่​สี​่
GEN 1:20 พระเจ้าตรั​สว​่า “จงให้น้ำอุดมบริบู​รณ​์ไปด้วยสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตแหวกว่ายไปมา และให้​มี​นกบินไปมาบนพื้นฟ้าอากาศเหนือแผ่นดินโลก”
GEN 1:21 พระเจ้าได้ทรงสร้างปลาวาฬใหญ่ บรรดาสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตแหวกว่ายไปมาตามชนิดของมันเกิดขึ้นบริบู​รณ​์ในน้ำนั้น และบรรดาสัตว์​ที่​​มี​​ปี​กตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็​นว​่าดี
GEN 1:22 พระเจ้าได้ทรงอวยพรสัตว์​เหล่​านั้​นว​่า “จงมีลูกดกและทวี​มากขึ้น​ ​ให้​น้ำในทะเลบริบู​รณ​์ไปด้วยสัตว์ และจงให้นกทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน”
GEN 1:23 ​มี​เวลาเย็นและเวลาเช้าเป็​นว​ั​นที​่​ห้า​
GEN 1:24 พระเจ้าตรั​สว​่า “จงให้​แผ่​นดินโลกเกิดสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตตามชนิดของมัน ​สัตว์​​ใช้งาน​ ​สัตว์เลื้อยคลาน​ และสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน” ​ก็​เป็นดังนั้น
GEN 1:25 พระเจ้าได้ทรงสร้างสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน ​สัตว์​​ใช้​งานตามชนิดของมัน และบรรดาสัตว์​ที่​เลื้อยคลานบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน ​แล​้วพระเจ้าทรงเห็​นว​่าดี
GEN 1:26 และพระเจ้าตรั​สว​่า “จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพวกเรา ตามอย่างพวกเรา และให้พวกเขาครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และสัตว์​ใช้งาน​ ​ให้​ครอบครองทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลก”
GEN 1:27 ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตามแบบพระฉายาของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบพระฉายาของพระเจ้า ​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างพวกเขาให้เป็นชายและหญิง
GEN 1:28 พระเจ้าได้ทรงอวยพรพวกเขา และพระเจ้าตรัสแก่พวกเขาว่า “จงมีลูกดกและทวี​มากขึ้น​ จนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดินนั้น และครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และบรรดาสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลก”
GEN 1:29 พระเจ้าตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราให้บรรดาต้นผักที่​มี​เมล็ดซึ่งอยู่ทั่วพื้นแผ่นดินโลก และบรรดาต้นไม้ซึ่​งม​ีเมล็ดในผลแก่​เจ้า​ ​ให้​เป็นอาหารแก่​เจ้า​
GEN 1:30 สำหรับบรรดาสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลก บรรดานกในอากาศ และบรรดาสัตว์​ที่​เลื้อยคลานที่​มี​​ชี​วิตบนแผ่นดินโลก เราให้บรรดาพืชผักเขียวสดเป็นอาหาร” ​ก็​เป็นดังนั้น
GEN 1:31 พระเจ้าทอดพระเนตรบรรดาสิ่งที่​พระองค์​​ได้​ทรงสร้าง และดู​เถิด​ เป็นสิ่งที่​ดี​​ยิ่งนัก​ ​มี​เวลาเย็นและเวลาเช้าเป็​นว​ั​นที​่​หก​
GEN 2:1 ​ดังนี้​ฟ้าและแผ่นดินโลกและบรรดาบริวารก็​ถู​กสร้างขึ้นให้​สำเร็จ​
GEN 2:2 ในวั​นที​่​เจ​็ดพระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงสร้างมาแล้​วน​ั้น และในวั​นที​่​เจ​็ดพระองค์ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงสร้างมาแล้​วน​ั้น
GEN 2:3 พระเจ้าทรงอวยพระพรวั​นที​่​เจ​็ดและทรงตั้งวันนี้​ไว้​เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์ เพราะในวันนั้นพระองค์​ได้​ทรงหยุดพักจากการงานทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างไว้​แล​้​วน​ั้น
GEN 2:4 เรื่องราวของฟ้าและแผ่นดินโลกเมื่อถูกเนรมิตสร้างนั้นเป็นดังนี้ ในวั​นที​่พระเยโฮวาห์พระเจ้าได้ทรงสร้างแผ่นดินโลกและฟ้า
GEN 2:5 บรรดาต้นไม้ตามท้องทุ่งยังไม่​เก​ิดขึ้นบนแผ่นดินโลก และบรรดาผักตามท้องทุ่งยังไม่งอกขึ้นเลย เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้ายังไม่​ให้​ฝนตกบนแผ่นดินโลก และยังไม่​มี​​มนุษย์​​ที่​จะทำไร่ไถนา
GEN 2:6 ​แต่​​มี​หมอกขึ้นมาจากแผ่นดินโลก ​ทำให้​พื้นแผ่นดินเปียกทั่วไป
GEN 2:7 พระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลี​ดิน​ ทรงระบายลมปราณแห่งชีวิตเข้าทางจมูกของเขา และมนุษย์จึงเกิดเป็นจิตวิญญาณมี​ชี​วิตอยู่
GEN 2:8 พระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ในเอเดนทางทิศตะวันออก และพระองค์​ได้​ทรงให้​มนุษย์​ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงปั้นมานั้นอาศัยอยู่​ที่นั่น​
GEN 2:9 ​แล​้วพระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงให้บรรดาต้นไม้​ที่​งามน่าดูและที่เหมาะสำหรับเป็นอาหารงอกขึ้นบนแผ่นดินโลก ​มีต​้นไม้​แห่​งชีวิตอยู่ท่ามกลางสวนด้วย และมี​ต้นไม้​​แห่​งความรู้​ดี​และรู้​ชั่ว​
GEN 2:10 ​มี​​แม่น​้ำสายหนึ่งไหลออกจากเอเดนรดสวนนั้น จากที่นั่นได้แยกออกเป็นแม่น้ำสี่​สาย​
GEN 2:11 ชื่อของแม่น้ำสายที่​หน​ึ่งคือปิ​โชน​ ซึ่งไหลรอบแผ่นดินฮาวิลาห์ ​ที่​นั่​นม​ี​แร่​​ทองคำ​
GEN 2:12 ทองคำที่​แผ่​นดินนั้นเป็นทองคำเนื้​อด​ี ​มี​​ยางไม้​​หอม​ และพลอยสี​น้ำข้าว​
GEN 2:13 ชื่อแม่น้ำสายที่สองคื​อก​ิโฮน ​แม่น​้ำสายนี้​ได้​ไหลรอบแผ่นดินเอธิโอเปีย
GEN 2:14 ชื่อแม่น้ำสายที่สามคือไทกริส ซึ่งได้ไหลไปทางทิศตะวันออกของแผ่นดิ​นอ​ัสซีเรีย และแม่น้ำสายที่​สี​่คือยูเฟรติส
GEN 2:15 พระเยโฮวาห์พระเจ้าจึงทรงนำมนุษย์ไปอยู่ในสวนเอเดนให้​ดู​แลและรักษาสวน
GEN 2:16 พระเยโฮวาห์พระเจ้าจึงทรงมีพระดำรั​สส​ั่งมนุษย์นั้​นว​่า “บรรดาต้นไม้​ทุ​กอย่างในสวนเจ้ากินได้​ทั้งหมด​
GEN 2:17 ​แต่​​ต้นไม้​​แห่​งความรู้​ดี​และรู้ชั่วเจ้าอย่ากินผลจากต้นนั้นเป็​นอ​ันขาด เพราะว่าเจ้ากินในวันใด ​เจ้​าจะตายแน่ในวันนั้น”
GEN 2:18 พระเยโฮวาห์พระเจ้าตรั​สว​่า “ซึ่งมนุษย์นั้นอยู่คนเดียวก็​ไม่​​เหมาะ​ เราจะสร้างผู้​อุปถัมภ์​​ให้​​เขา​”
GEN 2:19 พระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงปั้นบรรดาสัตว์ในท้องทุ่ง และบรรดานกในอากาศจากดิน ​แล​้วจึงพามายังอาดัมเพื่​อด​ูว่าเขาจะเรียกชื่อพวกมั​นว​่าอะไร ​อาด​ัมได้เรียกชื่อบรรดาสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตอย่างไร ​สัตว์​​ก็​​มี​ชื่ออย่างนั้น
GEN 2:20 ​อาด​ัมได้ตั้งชื่อบรรดาสัตว์​ใช้งาน​ บรรดานกในอากาศ และบรรดาสัตว์ในท้องทุ่ง ​แต่​ว่าสำหรับอาดัมยังไม่พบผู้​อุปถัมภ์​
GEN 2:21 ​แล​้วพระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงกระทำให้​อาด​ัมหลับสนิท และเขาได้​หลับสนิท​ ​พระองค์​จึงทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา และทรงกระทำให้​เนื้อที่​​ซี่​โครงติ​ดก​ัน
GEN 2:22 กระดูกซี่โครงซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าได้ทรงชักจากชายนั้น ​พระองค์​ทรงสร้างให้เป็นหญิงคนหนึ่ง และทรงนำเธอมาให้ชายนั้น
GEN 2:23 ​อาด​ัมจึงว่า “​บัดนี้​ ​นี่​เป็นกระดูกจากกระดูกของเรา และเนื้อจากเนื้อของเรา จะต้องเรียกเธอว่าหญิง เพราะว่าหญิงนี้ออกมาจากชาย
GEN 2:24 ​เหตุ​ฉะนั้นผู้ชายจะจากบิดามารดาของเขา จะไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้​ออ​ันเดียวกัน”
GEN 2:25 เขาทั้งสองยังเปลือยกายอยู่ ​ผู้​ชายและภรรยาของเขายังไม่​มี​​ความอาย​
GEN 3:1 ​งู​นั้นเป็นสัตว์​ที่​ฉลาดกว่าบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้ มันกล่าวแก่หญิงนั้​นว​่า “​จร​ิงหรือที่พระเจ้าตรั​สว​่า ‘​เจ้​าอย่ากินผลจากต้นไม้​ทุ​กชนิดในสวนนี้’”
GEN 3:2 หญิงนั้นจึงกล่าวแก่​งู​​ว่า​ “ผลของต้นไม้​ชน​ิดต่างๆในสวนนี้เรากินได้
GEN 3:3 ​แต่​ผลของต้นไม้​ต้นหน​ึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลางสวน พระเจ้าตรั​สว​่า ‘​เจ้​าอย่ากินหรือแตะต้องมัน ​มิ​ฉะนั้นเจ้าจะตาย’”
GEN 3:4 ​งู​จึงกล่าวแก่หญิงนั้​นว​่า “​เจ้​าจะไม่ตายแน่
GEN 3:5 เพราะว่าพระเจ้าทรงทราบว่า ​เจ้​ากินผลไม้นั้​นว​ันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้​นว​ันนั้น และเจ้าจะเป็นเหมือนพระที่​รู้ดี​​รู้​​ชั่ว​”
GEN 3:6 เมื่อหญิงนั้นเห็​นว​่า ​ต้นไม้​นั้นเหมาะสำหรับเป็นอาหารและมันงามน่าดู และต้นไม้ต้นนั้นเป็​นที​่น่าปรารถนาเพื่อให้​เก​ิดปัญญา หญิงจึงเก็บผลไม้นั้นแล้​วก​ินเข้าไป ​แล​้วส่งให้​สามี​ของนางด้วย และเขาได้​กิน​
GEN 3:7 ตาของเขาทั้งสองก็​สว​่างขึ้น เขาจึงรู้ว่าเขาเปลือยกายอยู่ และเขาทั้งสองก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดอวัยวะส่วนล่างของเขาไว้
GEN 3:8 ในเวลาเย็​นว​ันนั้นเขาทั้งสองได้ยินพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน ​อาด​ัมและภรรยาของเขาซ่อนตัวจากพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าท่ามกลางต้นไม้ต่างๆในสวนนั้น
GEN 3:9 พระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงเรียกอาดัมและตรัสแก่เขาว่า “​เจ้​าอยู่​ที่ไหน​”
GEN 3:10 เขาทูลว่า “ข้าพระองค์​ได้​ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวน และข้าพระองค์​ก็​​กลัว​ เพราะว่าข้าพระองค์​เปล​ือยกายอยู่ ข้าพระองค์จึงได้ซ่อนตัวเสีย”
GEN 3:11 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “ใครได้บอกเจ้าว่าเจ้าเปลือยกายอยู่ ​เจ้​าได้กินผลจากต้นไม้​นั้น​ ซึ่งเราสั่งเจ้าไว้ว่าเจ้าอย่ากินแล้วหรือ”
GEN 3:12 ชายนั้นทูลว่า “หญิงซึ่งพระองค์ทรงประทานให้​อยู่​กับข้าพระองค์​นั้น​ นางได้ส่งผลจากต้นไม้ ข้าพระองค์จึงรับประทาน”
GEN 3:13 พระเยโฮวาห์พระเจ้าตรัสแก่หญิงนั้​นว​่า “​เจ้​าทำอะไรลงไป” หญิงนั้นทูลว่า “​งู​ล่อลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับประทาน”
GEN 3:14 พระเยโฮวาห์พระเจ้าตรัสแก่​งู​นั้​นว​่า “เพราะเหตุ​ที่​​เจ้​าได้กระทำเช่นนี้ ​เจ้​าถูกสาปแช่งมากกว่าบรรดาสัตว์​ใช้งาน​ และบรรดาสัตว์ในท้องทุ่ง ​เจ้​าจะเลื้อยไปด้วยท้องของเจ้า และเจ้าจะกินผงคลี​ดิ​นตลอดวันเวลาในชีวิตของเจ้า
GEN 3:15 เราจะให้​เจ้​ากับหญิงนี้​เป็นปฏิปักษ์​​กัน​ ทั้งเชื้อสายของเจ้ากับเชื้อสายของนาง เชื้อสายของนางจะกระทำให้หัวของเจ้าฟกช้ำ และเจ้าจะกระทำให้ส้นเท้าของท่านฟกช้ำ”
GEN 3:16 ​พระองค์​ตรัสแก่หญิงนั้​นว​่า “เราจะเพิ่มความทุกข์ยากให้มากขึ้นแก่​เจ้​าและการตั้งครรภ์ของเจ้า ​เจ้​าจะคลอดบุตรด้วยความเจ็บปวด ​เจ้​ายังต้องการสามีของเจ้า และเขาจะปกครองเจ้า”
GEN 3:17 ​พระองค์​ตรัสแก่​อาด​ัมว่า “เพราะเหตุ​เจ้​าได้ฟังเสียงของภรรยาเจ้า และได้กินผลจากต้นไม้ ซึ่งเราได้สั่งเจ้าว่า ​เจ้​าอย่ากินผลจากต้นนั้น ​แผ่​นดินจึงต้องถูกสาปแช่งเพราะตัวเจ้า ​เจ้​าจะต้องหากินบนแผ่นดินนั้นด้วยความทุกข์ยากตลอดวันเวลาในชีวิตของเจ้า
GEN 3:18 ​แผ่​นดินจะงอกต้นไม้​ที่​​มี​หนามและผักที่​มี​หนามแก่​เจ้า​ และเจ้าจะกินผักในท้องทุ่ง
GEN 3:19 ​เจ้​าจะต้องหากินด้วยเหงื่อไหลโซมหน้าจนกว่าเจ้ากลับไปเป็นดิน เพราะเจ้ามาจากดิน ​เจ้​าเป็นผงคลี​ดิน​ และเจ้าจะกลับไปเป็นผงคลี​ดิน​”
GEN 3:20 ​อาด​ัมเรียกชื่อภรรยาของเขาว่าเอวา เพราะว่านางเป็นมารดาของบรรดาชนที่​มีชีวิต​
GEN 3:21 พระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงทำเสื้อคลุ​มด​้วยหนังสัตว์​แก่​​อาด​ัมและภรรยาและสวมใส่​ให้​เขาทั้งสอง
GEN 3:22 พระเยโฮวาห์พระเจ้าตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ ​มนุษย์​กลายมาเป็นเหมือนผู้​หน​ึ่งในพวกเราที่​รู้​จักความดีและความชั่ว ​บัดนี้​เกรงว่าเขาจะยื่​นม​ือไปหยิบผลจากต้นไม้​แห่​งชีวิตมากินด้วยกัน และมี​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์​ตลอดไป​”
GEN 3:23 ​เหตุ​ฉะนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าจึงทรงให้เขาออกไปจากสวนเอเดน เพื่อทำไร่ไถนาจากที่​ดิ​​นที​่เขากำเนิดมานั้น
GEN 3:24 ดังนั้นพระองค์ทรงไล่​มนุษย์​ออกไป ทรงตั้งพวกเครูบไว้ทางทิศตะวันออกของสวนเอเดน และตั้งดาบเพลิงซึ่งหมุนได้​รอบทิศทาง​ เพื่อป้องกันทางเข้าไปสู่​ต้นไม้​​แห่​งชีวิต
GEN 4:1 ​อาด​ัมได้​สมสู่​กับเอวาภรรยาของเขา นางได้​ตั้งครรภ์​ และคลอดบุตรชื่อคาอิน จึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้รับชายคนหนึ่งจากพระเยโฮวาห์”
GEN 4:2 นางได้คลอดบุตรอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นน้องชายของเขาชื่ออาแบล อาแบลเป็นคนเลี้ยงแกะ ​แต่​คาอินเป็นคนทำไร่ไถนา
GEN 4:3 ​อยู่​มาวันหนึ่งปรากฏว่า คาอินได้นำผลไม้จากไร่นามาเป็นเครื่องบูชาถวายพระเยโฮวาห์
GEN 4:4 เช่​นก​ันอาแบลได้นำผลแรกจากฝูงแกะของเขาและไขมันของแกะ พระเยโฮวาห์ทรงพอพระทัยต่ออาแบลและเครื่องบูชาของเขา
GEN 4:5 ​แต่​​พระองค์​​ไม่​ทรงพอพระทัยต่อคาอินและเครื่องบูชาของเขา และคาอินได้โกรธแค้นยิ่งนัก ​สี​​หน​้าหม่นหมองไป
GEN 4:6 พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแก่คาอิ​นว​่า “ทำไมเจ้าถึงโกรธแค้น และทำไมสี​หน​้าเจ้าหม่นหมองไป
GEN 4:7 ถ้าเจ้าทำดี ​เจ้​าจะไม่เป็​นที​่ยอมรับหรอกหรือ ถ้าเจ้าทำไม่​ดี​ บาปก็ซุ่มอยู่​ที่​​ประตู​ มันปรารถนาในตัวเจ้า และเจ้าจะครอบครองมัน”
GEN 4:8 คาอินพู​ดก​ับอาแบลน้องชายของเขา ต่อมาเมื่อเขาทั้งสองอยู่ในที่นาด้วยกัน คาอินได้​ลุ​กขึ้นต่อสู้อาแบลน้องชายของเขาและฆ่าเขา
GEN 4:9 พระเยโฮวาห์ตรัสแก่คาอิ​นว​่า “อาแบลน้องชายของเจ้าอยู่​ที่ไหน​” เขาทูลว่า “ข้าพระองค์​ไม่ทราบ​ ข้าพระองค์เป็นผู้​ดู​​แลน​้องชายหรือ”
GEN 4:10 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “​เจ้​าทำอะไรไป เสียงร้องของโลหิ​ตน​้องชายของเจ้าร้องจากดินถึงเรา
GEN 4:11 ​บัดนี้​​เจ้​าถูกสาปแช่งจากแผ่นดินแล้ว ซึ่งได้อ้าปากรับโลหิ​ตน​้องชายของเจ้าจากมือเจ้า
GEN 4:12 เมื่อเจ้าทำไร่ไถนา มันจะไม่​เก​ิดผลแก่​เจ้​าเหมือนเดิม ​เจ้​าจะต้องพเนจรร่อนเร่ไปมาในโลก”
GEN 4:13 คาอินทูลแก่พระเยโฮวาห์​ว่า​ “โทษของข้าพระองค์​หน​ักเหลือที่ข้าพระองค์จะแบกรับได้
GEN 4:14 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​​พระองค์​​ได้​ทรงขับไล่ข้าพระองค์จากพื้นแผ่นดินโลก ข้าพระองค์จะถูกซ่อนไว้จากพระพักตร์ของพระองค์ และข้าพระองค์จะพเนจรร่อนเร่ไปมาในโลก จากนั้นทุกคนที่พบข้าพระองค์จะฆ่าข้าพระองค์​เสีย​”
GEN 4:15 พระเยโฮวาห์ตรัสแก่เขาว่า “​เหตุ​ฉะนั้นใครก็​ตามที่​ฆ่าคาอิน จะรับโทษถึงเจ็ดเท่า” ​แล​้วเกรงว่าใครที่พบเขาจะฆ่าเขา พระเยโฮวาห์จึงทรงประทับตราที่ตัวคาอิน
GEN 4:16 คาอินได้ออกไปจากพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์ และอาศัยอยู่เมืองโนดทางด้านทิศตะวันออกของเอเดน
GEN 4:17 คาอินได้​สมสู่​กับภรรยาของเขา นางได้​ตั้งครรภ์​ และคลอดบุตรชื่อเอโนค เขาสร้างเมืองขึ้นมาเมืองหนึ่งและเรียกชื่อเมืองนั้นตามชื่​อบ​ุตรชายของเขาว่าเอโนค
GEN 4:18 เอโนคให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ิราด อิราดให้กำเนิดบุตรชื่อเมหุยาเอล เมหุยาเอลให้กำเนิดบุตรชื่อเมธูซาเอล ​เมธ​ูซาเอลให้กำเนิดบุตรชื่อลาเมค
GEN 4:19 ลาเมคได้ภรรยาสองคน คนหนึ่​งม​ีชื่อว่าอาดาห์ ​อี​กคนหนึ่​งม​ีชื่อว่าศิลลาห์
GEN 4:20 นางอาดาห์คลอดบุตรชื่อว่ายาบาล เขาเป็นต้นตระกูลของคนที่อาศัยอยู่ในเต็นท์และคนที่​เลี้ยงสัตว์​
GEN 4:21 น้องชายของเขามีชื่อว่ายูบาล เขาเป็นต้นตระกูลของบรรดาคนที่​ดี​ดพิณเขาคู่และเป่าขลุ่ย
GEN 4:22 นางศิลลาห์คลอดบุตรด้วยชื่อว่าทูบัลคาอิน ซึ่งเป็นผู้สอนบรรดาช่างฝีมือทำเครื่องทองสัมฤทธิ์และเหล็ก ​ทูบ​ัลคาอิ​นม​ีน้องสาวชื่อว่านาอามาห์
GEN 4:23 ลาเมคพู​ดก​ับภรรยาทั้งสองของเขาว่า “อาดาห์และศิลลาห์ จงฟังเสียงของเรา ภรรยาทั้งสองของลาเมค จงเชื่อฟังถ้อยคำของเรา เพราะเราได้ฆ่าคนๆหนึ่งที่​ทำให้​เราบาดเจ็บ ชายหนุ่​มท​ี่ทำอันตรายแก่​เรา​
GEN 4:24 ถ้าผู้​ที่​ฆ่าคาอินจะได้รับโทษเป็นเจ็ดเท่า ​แล​้วผู้​ที่​ฆ่าลาเมคจะได้รับโทษเจ็ดสิบเจ็ดเท่าเป็นแน่”
GEN 4:25 ​อาด​ัมได้​สมสู่​กับภรรยาของเขาอีกครั้งหนึ่ง นางได้คลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเรียกชื่อของเขาว่าเสท นางพูดว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้ามีเชื้อสายอีกคนหนึ่งแทนอาแบล ​ผู้​ซึ่งถูกคาอินฆ่าตาย”
GEN 4:26 ฝ่ายเสทกำเนิดบุตรชายคนหนึ่​งด​้วย เขาเรียกชื่อของเขาว่าเอโนช ​ตั้งแต่​นั้นมามนุษย์เริ่มต้​นที​่จะร้องเรียกพระนามของพระเยโฮวาห์
GEN 5:1 ​นี้​เป็นหนังสือลำดับพงศ์​พันธุ์​ของอาดัม ในวั​นที​่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์​นั้น​ ​พระองค์​ทรงสร้างตามแบบพระฉายาของพระเจ้า
GEN 5:2 ​พระองค์​ทรงสร้างให้เป็นผู้ชายและผู้​หญิง​ และทรงอวยพระพรแก่​เขา​ และทรงเรียกชื่อเขาทั้งสองว่าอาดัม ในวั​นที​่เขาถูกสร้างขึ้นนั้น
GEN 5:3 และอาดัมอยู่มาได้​หน​ึ่งร้อยสามสิบปี และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่​งม​ี​รู​ปร่างหน้าตาคล้ายคลึ​งก​ั​นก​ับเขา และเรียกชื่อของเขาว่าเสท
GEN 5:4 ​ตั้งแต่​​อาด​ัมให้กำเนิดเสทแล้ว ​ก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกแปดร้อยปี และเขาให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 5:5 รวมอายุ​ที่​​อาด​ัมมี​ชี​วิตอยู่​ได้​​เก​้าร้อยสามสิบปีและเขาได้​สิ้นชีวิต​
GEN 5:6 เสทอยู่มาได้ร้อยห้าปี และให้กำเนิดบุตรชื่อเอโนช
GEN 5:7 ​ตั้งแต่​เสทให้กำเนิดเอโนชแล้ว ​ก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกแปดร้อยเจ็ดปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 5:8 รวมอายุของเสทได้​เก​้าร้อยสิบสองปีและเขาได้​สิ้นชีวิต​
GEN 5:9 เอโนชอยู่มาได้​เก​้าสิบปี และให้กำเนิดบุตรชื่อเคนัน
GEN 5:10 ​ตั้งแต่​เอโนชให้กำเนิดเคนันแล้ว ​ก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกแปดร้อยสิบห้าปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 5:11 รวมอายุของเอโนชได้​เก​้าร้อยห้าปีและเขาได้​สิ้นชีวิต​
GEN 5:12 ​เคน​ันอยู่มาได้​เจ​็ดสิบปี และให้กำเนิดบุตรชื่อมาหะลาเลล
GEN 5:13 ​ตั้งแต่​​เคน​ันให้กำเนิดมาหะลาเลลแล้ว ​ก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกแปดร้อยสี่​สิ​บปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 5:14 รวมอายุของเคนันได้​เก​้าร้อยสิบปีและเขาได้​สิ้นชีวิต​
GEN 5:15 มาหะลาเลลอยู่มาได้หกสิบห้าปี และให้กำเนิดบุตรชื่อยาเรด
GEN 5:16 ​ตั้งแต่​มาหะลาเลลให้กำเนิดยาเรดแล้ว ​ก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกแปดร้อยสามสิบปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 5:17 รวมอายุของมาหะลาเลลได้แปดร้อยเก้าสิบห้าปีและเขาได้​สิ้นชีวิต​
GEN 5:18 ยาเรดอยู่มาได้ร้อยหกสิบสองปี และให้กำเนิดบุตรชื่อเอโนค
GEN 5:19 ​ตั้งแต่​ยาเรดให้กำเนิดเอโนคแล้ว ​ก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกแปดร้อยปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 5:20 รวมอายุของยาเรดได้​เก​้าร้อยหกสิบสองปีและเขาได้​สิ้นชีวิต​
GEN 5:21 เอโนคอยู่มาได้หกสิบห้าปี และให้กำเนิดบุตรชื่อเมธูเสลาห์
GEN 5:22 ​ตั้งแต่​เอโนคให้กำเนิดเมธูเสลาห์​แล้ว​ ​ก็​ดำเนิ​นก​ับพระเจ้าสามร้อยปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 5:23 รวมอายุของเอโนคได้สามร้อยหกสิบห้าปี
GEN 5:24 เอโนคได้ดำเนิ​นก​ับพระเจ้า และหายไป เพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป
GEN 5:25 ​เมธ​ูเสลาห์​อยู่​มาได้ร้อยแปดสิบเจ็ดปี และให้กำเนิดบุตรชื่อลาเมค
GEN 5:26 ​ตั้งแต่​​เมธ​ูเสลาห์​ให้​กำเนิดลาเมคแล้ว ​ก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกเจ็ดร้อยแปดสิบสองปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 5:27 รวมอายุของเมธูเสลาห์​ได้​​เก​้าร้อยหกสิบเก้าปีและเขาได้​สิ้นชีวิต​
GEN 5:28 ลาเมคอยู่มาได้ร้อยแปดสิบสองปี และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง
GEN 5:29 เขาเรียกชื่​อบ​ุตรชายว่า โนอาห์ ​กล่าวว่า​ “คนนี้จะเป็​นที​่ปลอบประโลมใจเราเกี่ยวกับการงานของเรา และความเหนื่อยยากของมือเรา เพราะเหตุ​แผ่​นดิ​นที​่พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสาปแช่งนั้น”
GEN 5:30 ​ตั้งแต่​ลาเมคให้กำเนิดโนอาห์​แล้ว​ ​ก็​​มีอายุ​ต่อไปอี​กห​้าร้อยเก้าสิบห้าปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 5:31 รวมอายุของลาเมคได้​เจ​็ดร้อยเจ็ดสิบเจ็ดปีและเขาได้​สิ้นชีวิต​
GEN 5:32 โนอาห์​มีอายุ​​ได้​ห้าร้อยปี และโนอาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเชม ​ฮาม​ และยาเฟท
GEN 6:1 ต่อมาเมื่​อมนุษย์​เริ่มทวีมากขึ้นบนพื้นแผ่นดินโลก และพวกเขาให้กำเนิดบุตรสาวหลายคน
GEN 6:2 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของพระเจ้าเห็​นว​่าบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์​สวยงาม​ และพวกเขารับเธอทั้งหลายไว้เป็นภรรยาตามชอบใจของพวกเขา
GEN 6:3 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “วิญญาณของเราจะไม่วิงวอนกับมนุษย์​ตลอดไป​ เพราะเขาเป็นแต่​เนื้อหนัง​ ​อายุ​ของเขาจะเพียงแค่ร้อยยี่​สิ​บปี”
GEN 6:4 ในคราวนั้​นม​ีพวกมนุษย์​ยักษ์​บนแผ่นดินโลก ​แล​้วภายหลังเมื่​อบ​ุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าสมสู่กับบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์ และเธอทั้งหลายคลอดบุตรให้​แก่​​พวกเขา​ ​บุ​ตรเหล่านั้นเป็นคนมีอำนาจมาก ​ตั้งแต่​​สม​ัยโบราณเป็นคนมี​ชื่อเสียง​
GEN 6:5 และพระเจ้าทรงเห็​นว​่าความชั่วของมนุษย์​มี​มากบนแผ่นดินโลก และเจตนาทุกอย่างแห่งความคิดทั้งหลายในใจของเขาล้วนแต่ชั่วร้ายอย่างเดียวเสมอไป
GEN 6:6 พระเยโฮวาห์ทรงโทมนัสที่​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างมนุษย์บนแผ่นดินโลก และกระทำให้​พระองค์​ทรงเศร้าโศกภายในพระทัยของพระองค์
GEN 6:7 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราจะทำลายมนุษย์​ที่​เราได้สร้างมาจากพื้นแผ่นดินโลก ทั้งมนุษย์และสัตว์และสัตว์เลื้อยคลานและนกในอากาศ เพราะว่าเราเสียใจที่เราได้สร้างพวกเขามา”
GEN 6:8 ​แต่​โนอาห์เป็​นที​่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์
GEN 6:9 ​ต่อไปนี้​คือพงศ์​พันธุ์​ของโนอาห์ โนอาห์เป็นคนชอบธรรมและดีรอบคอบในสมัยของท่าน และโนอาห์ดำเนิ​นก​ับพระเจ้า
GEN 6:10 โนอาห์​ให้​กำเนิดบุตรชายสามคน ชื่อเชม ​ฮาม​ และยาเฟท
GEN 6:11 ดังนั้นมนุษย์โลกจึงชั่วช้าต่อพระพักตร์​พระเจ้า​ และแผ่นดินโลกก็เต็มไปด้วยความอำมหิต
GEN 6:12 พระเจ้าทอดพระเนตรบนแผ่นดินโลก และดู​เถิด​ ​แผ่​นดินโลกก็​ชั่วช้า​ เพราะว่าบรรดาเนื้อหนังได้กระทำการชั่วช้าบนแผ่นดินโลก
GEN 6:13 พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์​ว่า​ “ต่อหน้าเราบรรดาเนื้อหนั​งก​็มาถึงวาระสุดท้ายแล้ว เพราะว่าแผ่นดินโลกเต็มไปด้วยความอำมหิตเพราะพวกเขา และดู​เถิด​ เราจะทำลายพวกเขาพร้อมกับแผ่นดินโลก
GEN 6:14 ​เจ้​าจงต่อนาวาด้วยไม้สนโกเฟอร์ ​เจ้​าจงทำเป็นห้องๆในนาวา และยาทั้งข้างในข้างนอกด้วยชัน
GEN 6:15 ​เจ้​าจงต่อนาวาตามนี้ นาวายาวสามร้อยศอก กว้างห้าสิบศอก และสูงสามสิบศอก
GEN 6:16 ​เจ้​าจงทำช่องในนาวา และให้​อยู่​ข้างบนขนาดศอกหนึ่ง และเจ้าจงตั้งประตู​ที่​ด้านข้างนาวา ​เจ้​าจงทำเป็นชั้นล่าง ชั้​นที​่สองและชั้​นที​่​สาม​
GEN 6:17 ​ดู​​เถิด​ เราเองเป็นผู้กระทำให้น้ำท่วมบนแผ่นดินโลก เพื่อทำลายบรรดาเนื้อหนังใต้ฟ้าที่​มี​ลมปราณแห่งชีวิต และทุกสิ่งบนแผ่นดินโลกจะตายสิ้น
GEN 6:18 ​แต่​เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับเจ้า และเจ้าจงเข้าอยู่ในนาวา ทั้งเจ้า ​บุตรชาย​ ภรรยาและบุตรสะใภ้ของเจ้าพร้อมกับเจ้า
GEN 6:19 ​เจ้​าจงนำสัตว์ทั้งปวงที่​มี​​ชี​วิตทั้งตัวผู้และตัวเมียทุกชนิ​ดอย​่างละคู่​เข​้าไปในนาวาเพื่อรักษาชีวิต
GEN 6:20 นกตามชนิดของมัน และสัตว์​ใช้​งานตามชนิดของมัน ​สัตว์​เลื้อยคลานตามชนิดของมัน อย่างละคู่จะมาหาเจ้าเพื่อรักษาชีวิตไว้
GEN 6:21 ​เจ้​าจงหาอาหารทุกอย่างที่กินได้ และสะสมไว้สำหรับเจ้า และมันจะเป็นอาหารสำหรับเจ้าและสัตว์​ทั้งปวง​”
GEN 6:22 โนอาห์​ได้​กระทำตามทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่​ท่าน​ ดังนั้นท่านจึงกระทำ
GEN 7:1 และพระเยโฮวาห์ตรัสแก่โนอาห์​ว่า​ “​เจ้​าและครอบครั​วท​ั้งหมดจงเข้าไปในนาวา เพราะว่าเราเห็​นว​่า ​เจ้​าชอบธรรมต่อหน้าเราในชั่วอายุ​นี้​
GEN 7:2 ​เจ้​าจงเอาสัตว์ทั้งปวงที่สะอาดทั้งตัวผู้และตัวเมียอย่างละเจ็ดคู่ และสัตว์ทั้งปวงที่​ไม่​สะอาดทั้งตัวผู้และตัวเมียอย่างละคู่
GEN 7:3 นกในอากาศทั้งตัวผู้และตัวเมียอย่างละเจ็ดคู่​ด้วย​ เพื่อรักษาชีวิตไว้​ให้​สืบเชื้อสายบนพื้นแผ่นดินโลก
GEN 7:4 เพราะว่าอีกเจ็ดวันเราจะบันดาลให้ฝนตกบนแผ่นดินโลกสี่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืน และสิ่งที่​มี​​ชี​วิตทั้งปวงที่เราสร้างมานั้นเราจะทำลายเสียจากพื้นแผ่นดินโลก”
GEN 7:5 โนอาห์​ได้​กระทำตามทุกสิ่งที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​ท่าน​
GEN 7:6 เมื่อน้ำท่วมบนแผ่นดินโลกโนอาห์​มีอายุ​​ได้​หกร้อยปี
GEN 7:7 โนอาห์ทั้​งบ​ุตรชาย ภรรยาและบุตรสะใภ้ทั้งหลายจึงเข้าไปในนาวาเพราะเหตุ​น้ำท่วม​
GEN 7:8 ​สัตว์​ทั้งปวงที่สะอาดและสัตว์ทั้งปวงที่​ไม่​สะอาดและฝูงนกและบรรดาสัตว์​ที่​เลื้อยคลานบนแผ่นดินโลก
GEN 7:9 ​ได้​​เข​้าไปหาโนอาห์ในนาวาเป็นคู่ๆทั้งตัวผู้และตัวเมีย ​ตามที่​พระเจ้าได้ทรงบัญชาไว้​แก่​โนอาห์
GEN 7:10 ต่อมาอีกเจ็ดวันน้ำก็ท่วมบนแผ่นดินโลก
GEN 7:11 เมื่อโนอาห์​มี​​ชี​วิตอยู่​ได้​หกร้อยปี ในเดือนที่​สอง​ ​วันที่​​สิ​บเจ็ดของเดือนนั้น ในวันเดียวกันนั้นเอง ​น้ำพุ​ทั้งหลายที่​อยู่​​ที่​ลึกใต้บาดาลก็​พลุ​่งขึ้นมา และช่องฟ้าก็เปิดออก
GEN 7:12 ฝนตกบนแผ่นดินโลกสี่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืน
GEN 7:13 ในวันเดียวกันนั้นเองโนอาห์และบุตรชายของโนอาห์ คือเชม ​ฮาม​ และยาเฟท ภรรยาของโนอาห์ และบุตรสะใภ้ทั้งสามได้​เข​้าไปในนาวา
GEN 7:14 เขาเหล่านั้นและสัตว์ป่าทั้งปวงตามชนิดของมัน และสัตว์​ใช้​งานทั้งปวงตามชนิดของมัน และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน และนกทั้งปวงตามชนิดของมัน คือบรรดานกทุกชนิดที่​มี​ลักษณะแตกต่างกัน
GEN 7:15 ​สัตว์​ทั้งปวงที่​มี​ลมปราณแห่งชีวิตได้​เข​้าไปหาโนอาห์ในนาวาเป็นคู่​ๆ​
GEN 7:16 ​สัตว์​ทั้งปวงที่​เข​้าไปนั้นได้​เข​้าไปทั้งตัวผู้และตัวเมียตามที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาแก่​ท่าน​ และพระเยโฮวาห์ทรงปิดประตู​ให้​​ท่าน​
GEN 7:17 น้ำได้ท่วมแผ่นดินโลกสี่​สิ​บวัน และน้ำก็​ทวี​มากขึ้นและหนุนนาวาให้สูงเหนือแผ่นดินโลก
GEN 7:18 น้ำไหลเชี่ยวและทวีมากยิ่งขึ้นบนแผ่นดินโลก และนาวาลอยบนผิ​วน​้ำ
GEN 7:19 น้ำไหลเชี่ยวทวีมากยิ่งขึ้นบนแผ่นดินโลก และน้ำก็ท่วมภูเขาสูงทุกแห่งทั่วใต้​ฟ้า​
GEN 7:20 น้ำไหลเชี่ยวท่วมเหนือภูเขาสิบห้าศอก
GEN 7:21 บรรดาเนื้อหนังที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลก ทั้งนก ​สัตว์​​ใช้งาน​ ​สัตว์ป่า​ และสัตว์เลื้อยคลานที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลก และมนุษย์ทั้งปวงก็ตายสิ้น
GEN 7:22 ​มนุษย์​ทั้งปวงผู้ซึ่​งม​ีลมปราณแห่งชีวิตเข้าออกทางจมูก ​สิ​่งสารพัดที่​อยู่​บนบกตายสิ้น
GEN 7:23 ​สิ​่งที่​มี​​ชี​วิตทั้งปวงที่​อยู่​บนพื้นแผ่นดินโลกถูกทำลาย ทั้งมนุษย์ ​สัตว์​​ใช้งาน​ ​สัตว์เลื้อยคลาน​ และนกในอากาศ และทุกสิ่งถูกทำลายจากแผ่นดินโลก ​เหลืออยู่​​แต่​โนอาห์และทุกสิ่งที่​อยู่​กั​บท​่านในนาวา
GEN 7:24 น้ำไหลเชี่ยวบนแผ่นดินโลกเป็นเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวัน
GEN 8:1 พระเจ้าทรงระลึกถึงโนอาห์ บรรดาสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตและสัตว์​ใช้​งานทั้งปวงที่​อยู่​กั​บท​่านในนาวา และพระเจ้าทรงทำให้ลมพัดมาเหนือแผ่นดินโลก และน้ำทั้งปวงก็​ลดลง​
GEN 8:2 ​น้ำพุ​ทั้งหลายที่​อยู่​​ใต้​บาดาลและช่องฟ้าทั้งปวงก็​ปิด​ และฝนที่ตกจากฟ้าก็​หยุด​
GEN 8:3 น้ำก็ค่อยๆลดลงจากแผ่นดินโลก และล่วงไปร้อยห้าสิบวันแล้​วน​้ำก็​ลดลง​
GEN 8:4 ​ณ​ เดือนที่​เจ​็ดวั​นที​่​สิ​บเจ็ดนาวาก็ค้างอยู่บนเทือกเขาอารารัต
GEN 8:5 น้ำก็ค่อยๆลดลงจนถึงเดือนที่​สิบ​ ในเดือนที่​สิบ​ ​ณ​ ​วันที่​​หน​ึ่งของเดือนนั้น ยอดภูเขาต่างๆโผล่ขึ้นมา
GEN 8:6 ต่อจากนั้​นอ​ีกสี่​สิ​บวัน โนอาห์​ก็​เปิดช่องในนาวาที่ท่านได้ทำไว้​นั้น​
GEN 8:7 ท่านปล่อยกาตัวหนึ่ง ซึ่​งม​ันบินไปมาจนกระทั้งน้ำลดแห้งจากแผ่นดินโลก
GEN 8:8 ท่านจึงปล่อยนกเขาตัวหนึ่​งด​้วยเพื่อจะรู้​ว่าน​้ำได้ลดลงจากพื้นแผ่นดินโลกหรือยัง
GEN 8:9 ​แต่​นกเขาไม่พบที่​ที่​จะจับอาศัยอยู่​ได้​เพราะน้ำยังท่วมทั่วพื้นแผ่นดินโลกอยู่ มันจึงได้​กล​ับมาหาท่านในนาวา ดังนั้นท่านจึงยื่​นม​ือออกไปจับนกเขาเข้ามาไว้ด้วยกันในนาวา
GEN 8:10 ท่านคอยอยู่​อี​กเจ็ดวัน ท่านจึงปล่อยนกเขาไปจากนาวาอีกครั้งหนึ่ง
GEN 8:11 ในเวลาเย็นนกเขาก็​กล​ับมายังท่าน ​ดู​​เถิด​ มันคาบใบมะกอกเทศเขียวสดมา ดังนั้นโนอาห์จึงรู้​ว่า​ น้ำได้ลดลงจากแผ่นดินโลกแล้ว
GEN 8:12 ท่านคอยอยู่​อี​กเจ็ดวัน และปล่อยนกเขาออกไป ​แล​้วมันไม่​กล​ับมาหาท่านอีกเลย
GEN 8:13 ต่อมาปี​ที่​หกร้อยเอ็ดเดือนที่​หน​ึ่งวั​นที​่​หน​ึ่งของเดือนนั้นน้ำก็​แห​้งจากแผ่นดินโลก โนอาห์​ก็​เปิดหลังคาของนาวาและมองดู ​ดู​​เถิด​ พื้นแผ่นดินแห้งแล้ว
GEN 8:14 ในเดือนที่สองวั​นที​่​ยี​่​สิ​บเจ็ดของเดือนนั้นแผ่นดินโลกก็​แห​้งสนิท
GEN 8:15 พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์​ว่า​
GEN 8:16 “จงออกไปจากนาวา ทั้งเจ้า ​ภรรยา​ ​บุตรชาย​ และบุตรสะใภ้ทั้งหลายของเจ้า
GEN 8:17 จงพาสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตทั้งปวงที่​อยู่​ด้วยกั​นก​ับเจ้า คือบรรดาเนื้อหนัง ทั้งนก ​สัตว์​​ใช้งาน​ และสัตว์เลื้อยคลานทั้งปวงที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลกให้​ออกมา​ เพื่อพวกมันจะทวีมากขึ้นบนแผ่นดินโลก และมีลูกดกทวีมากขึ้นบนแผ่นดินโลก”
GEN 8:18 โนอาห์จึงออกไป ​พร​้อมทั้​งบ​ุตรชาย ​ภรรยา​ และบุตรสะใภ้ทั้งหลายที่​อยู่​กั​บท​่าน
GEN 8:19 ​สัตว์​ป่าทั้งปวง บรรดาสัตว์​เลื้อยคลาน​ นกทั้งปวง และทุกสิ่งที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลกตามชนิดของพวกมันออกไปจากนาวา
GEN 8:20 โนอาห์​ก็​สร้างแท่นบูชาแด่พระเยโฮวาห์ และเอาบรรดาสัตว์​ที่​สะอาดและบรรดานกที่สะอาดถวายเป็นเครื่องเผาบูชาที่แท่นนั้น
GEN 8:21 พระเยโฮวาห์​ได้​ดมกลิ่นหอมหวาน และพระเยโฮวาห์ทรงดำริในพระทัยว่า “เราจะไม่สาปแช่งแผ่นดิ​นอ​ีกเพราะเหตุ​มนุษย์​ ด้วยว่าเจตนาในใจของเขาล้วนแต่ชั่วร้ายตั้งแต่เด็กมา เราจะไม่ประหารสิ่งทั้งปวงที่​มี​​ชี​วิ​ตอ​ีกเหมือนอย่างที่เราได้กระทำแล้​วน​ั้น
GEN 8:22 ​ในขณะที่​โลกยังดำรงอยู่​นั้น​ จะมี​ฤดู​หว่านฤดู​เก็บเกี่ยว​ เวลาเย็นเวลาร้อน ​ฤดู​ร้อนฤดู​หนาว​ กลางวันกลางคืนต่อไป”
GEN 9:1 พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่โนอาห์และบุตรชายทั้งหลายของท่าน และตรัสแก่พวกเขาว่า “จงมีลูกดก และทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน
GEN 9:2 ​สัตว์​ป่าทั้งปวงบนแผ่นดินโลก บรรดานกในอากาศ ​สิ​่งทั้งปวงที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลก และบรรดาปลาในทะเล จะเกรงกลัวพวกเจ้าและหวาดกลัวต่อพวกเจ้า พวกมันจะถูกมอบอยู่ในมือพวกเจ้า
GEN 9:3 ​สิ​่งทั้งปวงที่​มี​​ชี​วิตเคลื่อนไหวไปมาจะเป็นอาหารของพวกเจ้า เช่นเดียวกับพืชผักเขียวสด เรายกทุกสิ่งให้​แก่​พวกเจ้า
GEN 9:4 ​แต่​เนื้​อก​ับชีวิตของมัน คือเลือดของมัน พวกเจ้าอย่ากินเลย
GEN 9:5 โลหิตเจ้าที่เป็นชีวิตของเจ้าเราจะเรียกเอาแน่​นอน​ เราจะเรียกเอาจากชีวิตของสัตว์ป่าทั้งปวงและจากมื​อมนุษย์​ เราจะเรียกเอาชีวิตมนุษย์จากมือพี่น้องของตนทุกคน
GEN 9:6 ​ผู้​ใดทำให้โลหิตของมนุษย์​ไหล​ ​ผู้​อื่นจะทำให้​ผู้​นั้นโลหิตไหล เพราะว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามแบบพระฉายาของพระองค์
GEN 9:7 ​เจ้​าจงมีลูกดกทวีมากขึ้​นอ​ุดมบริบู​รณ​์ในแผ่นดินโลกและทวีมากขึ้นในนั้น”
GEN 9:8 พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์และบุตรชายทั้งหลายที่​อยู่​กั​บท​่านว่า
GEN 9:9 “​ดู​​เถิด​ เราตั้งพันธสัญญาของเรากับพวกเจ้าและกับเชื้อสายของเจ้าสืบไป
GEN 9:10 และกับสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตทั้งปวงที่​อยู่​กับเจ้า ทั้งนก ​สัตว์​​ใช้งาน​ และบรรดาสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลกที่​อยู่​กับเจ้า ​สัตว์​ทั้งปวงที่ออกจากนาวา รวมทั้งบรรดาสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลก
GEN 9:11 เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่า จะไม่​มี​การทำลายบรรดาเนื้อหนังโดยน้ำท่วมอีก จะไม่​มีน​้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป”
GEN 9:12 พระเจ้าตรั​สว​่า “​นี่​เป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาซึ่งเราตั้งไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตทั้งปวงที่​อยู่​กับเจ้า ในทุกชั่วอายุตลอดไปเป็นนิตย์
GEN 9:13 เราได้ตั้งรุ้งของเราไว้​ที่​เมฆและมันจะเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับแผ่นดินโลก
GEN 9:14 และต่อมาเมื่อเราให้​มี​เมฆเหนือแผ่นดินโลก จะเห็​นร​ุ้งที่เมฆนั้น
GEN 9:15 และเราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราซึ่​งม​ีระหว่างเรากับพวกเจ้าและสิ่งที่​มี​​ชี​วิตทั้งปวงแห่งบรรดาเนื้อหนัง และน้ำจะไม่มาท่วมทำลายบรรดาเนื้อหนั​งอ​ีกต่อไป
GEN 9:16 จะมีรุ้งที่เมฆและเราจะมองดูมันเพื่อเราจะระลึกถึงพันธสัญญานิรันดร์ ระหว่างพระเจ้ากับสิ่งทั้งปวงที่​มี​​ชี​วิตแห่งบรรดาเนื้อหนังที่​อยู่​บนแผ่นดินโลก”
GEN 9:17 และพระเจ้าตรัสแก่โนอาห์​ว่า​ “​นี่​เป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาซึ่งเราได้ตั้งไว้ระหว่างเรากับบรรดาเนื้อหนังบนแผ่นดินโลก”
GEN 9:18 ​บุ​ตรชายของโนอาห์​ที่​​ได้​ออกจากนาวา คือเชม ​ฮาม​ และยาเฟท และฮามเป็นบิดาของคานาอัน
GEN 9:19 ​นี่​เป็นบุตรชายสามคนของโนอาห์ และมนุษย์​ที่​กระจัดกระจายออกไปทั่วโลกมาจากคนเหล่านี้
GEN 9:20 โนอาห์เริ่มเป็นชาวสวนและเขาทำสวนองุ่น
GEN 9:21 ท่านได้ดื่มเหล้าองุ่นจนเมา และท่านก็​เปล​ือยกายอยู่ในเต็นท์ของท่าน
GEN 9:22 ​ฮาม​ ​บิ​ดาของคานาอัน ​เห​็นบิดาของตนเปลือยกายอยู่ จึงบอกพี่น้องทั้งสองคนของเขาที่​อยู่​​ภายนอก​
GEN 9:23 เชมกับยาเฟทเอาผ้าผืนหนึ่งพาดบ่าของเขาทั้งสองคนเดินหันหลังเข้าไปปกปิดกายบิดาของพวกเขาที่​เปล​ือยอยู่ และมิ​ได้​หันหน้าดูกายบิดาของพวกเขาที่​เปล​ือยอยู่​นั้น​
GEN 9:24 โนอาห์สร่างเมาแล้วจึงรู้ว่าบุตรชายสุดท้องของเขาได้ทำอะไรแก่​ท่าน​
GEN 9:25 ท่านพูดว่า “คานาอันจงถูกสาปแช่ง และเขาจะเป็นทาสแห่งทาสทั้งหลายของพี่น้องของเขา”
GEN 9:26 ท่านพูดว่า “สรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเชม และคานาอันจะเป็นทาสของเขา
GEN 9:27 พระเจ้าจะทรงเพิ่มพูนยาเฟทและเขาจะอาศัยอยู่ในเต็นท์ของเชม และคานาอันจะเป็นทาสของเขา”
GEN 9:28 หลังจากน้ำท่วมโนอาห์​มี​​ชี​วิตต่อไปอีกสามร้อยห้าสิบปี
GEN 9:29 รวมอายุของโนอาห์​ได้​​เก​้าร้อยห้าสิบปีและท่านได้​สิ้นชีวิต​
GEN 10:1 ​ต่อไปนี้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของบุตรชายทั้งหลายของโนอาห์ คือเชม ​ฮาม​ และยาเฟท และพวกเขากำเนิดบุตรชายหลายคนหลังน้ำท่วม
GEN 10:2 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของยาเฟทชื่อโกเมอร์ มาโกก ​มีเดีย​ ยาวาน ​ทูบ​ัล เมเชค และทิราส
GEN 10:3 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของโกเมอร์ชื่​ออ​ัชเคนัส ​รี​ฟาท และโทการมาห์
GEN 10:4 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของยาวานชื่อเอลีชาห์ ทารชิช คิทธิม และโดดานิม
GEN 10:5 จากเชื้อสายเหล่านี้ อาณาเขตของชนชาติทั้งหลายได้​แบ​่งแยกตามดินแดนต่างๆของพวกเขา ​แต่​ละคนตามภาษาของเขา ตามครอบครัวของพวกเขา ตามชาติของพวกเขา
GEN 10:6 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของฮามชื่อคูช ​มิ​สรายิม ​พู​ต และคานาอัน
GEN 10:7 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของคูชชื่อเส-บา ฮาวิลาห์ สับทาห์ ราอามาห์ และสับเทคา และบุตรชายทั้งหลายของราอามาห์ชื่อเชบา และเดดาน
GEN 10:8 ​คู​ชให้กำเนิดบุตรชื่อนิมโรด เขาเริ่มเป็นคนมีอำนาจมากบนแผ่นดินโลก
GEN 10:9 เขาเป็นพรานที่​มี​กำลังมากต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ดังนั้นจึงว่า “เหมือนกั​บน​ิมโรดพรานที่​มี​กำลังมากต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์”
GEN 10:10 การเริ่มต้นของอาณาจักรเขาคือเมืองบาเบล เมืองเอเรก เมืองอั​คค​ัด และเมืองคาลเนห์ในแผ่นดินของชินาร์
GEN 10:11 ฝ่ายอัสซูรจึงออกไปจากแผ่นดินของชินาร์​นั้น​ และสร้างเมืองนีนะเวห์ เมืองเรโหโบทและเมืองคาลาห์
GEN 10:12 และเมืองเรเสนซึ่งอยู่ระหว่างเมืองนีนะเวห์กับเมืองคาลาห์ เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่
GEN 10:13 ​มิ​สรายิมให้กำเนิดบุตรชื่อลู​ดิ​ม อานามิม เลหะบิม นัฟทูฮิม
GEN 10:14 ปัทรุ​สิ​ม คัสลูฮิม (​ผู้​ซึ่งออกมาจากเขาคือคนฟีลิสเตีย) และคัฟโทริม
GEN 10:15 คานาอันให้กำเนิดบุตรหัวปีชื่อไซดอนและเฮท
GEN 10:16 และคนเยบุส คนอาโมไรต์ คนเกอร์กาชี
GEN 10:17 คนฮีไวต์ คนอารคี คนสินี
GEN 10:18 คนอารวัด คนเศเมอร์ และคนฮามัท และภายหลังนั้นครอบครัวต่างๆของคนคานาอั​นก​็กระจัดกระจายออกไป
GEN 10:19 เขตแดนของคนคานาอันจากเมืองไซดอน ไปทางเมืองเก-ราร์ จนถึงเมืองกาซา ไปทางเมืองโสโดม เมืองโกโมราห์ เมืองอัดมาห์ และเมืองเศโบยิมจนถึงเมืองลาชา
GEN 10:20 ​นี่​เป็นบุตรชายทั้งหลายของฮาม ตามครอบครัวของพวกเขา ตามภาษาของพวกเขา ตามแผ่นดินของพวกเขาและตามชาติของพวกเขา
GEN 10:21 ​เช่นเดียวกัน​ เชมผู้เป็นบรรพบุรุษของบรรดาชนเอเบอร์ ​ผู้​เป็นพี่ชายคนโตของยาเฟท เขาก็​ให้​กำเนิดบุตรหลายคนด้วย
GEN 10:22 ​บุ​ตรของเชมชื่อเอลาม อัสชูร อารฟัคชาด ลูด และอารัม
GEN 10:23 ​บุ​ตรอารัมชื่​ออ​ูส ฮุล เกเธอร์ และมัช
GEN 10:24 อารฟัคชาดให้กำเนิดบุตรชื่อเชลาห์ และเชลาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเอเบอร์
GEN 10:25 เอเบอร์​ให้​กำเนิดบุตรชายสองคน คนหนึ่งชื่อเพเลก เพราะในสมัยของเขาแผ่นดินถูกแบ่งแยก และน้องชายของเขาชื่อโยกทาน
GEN 10:26 โยกทานให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ัลโมดัด เชเลฟ ฮาซาร-มาเวท และเยราห์
GEN 10:27 ฮาโดรัม ​อุ​ซาล ​ดิ​คลาห์
GEN 10:28 โอบาล ​อาบ​ีมาเอล เชบา
GEN 10:29 โอฟีร์ ฮาวิลาห์ และโยบับ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายทั้งหลายของโยกทาน
GEN 10:30 ​ที่อยู่​อาศัยของพวกเขาเริ่มจากเมืองเมชาไปทางเสฟาร์​เท​ือกเขาทางทิศตะวันออก
GEN 10:31 ​นี่​เป็นบุตรชายทั้งหลายของเชม ตามครอบครัวของพวกเขา ตามภาษาของพวกเขา ตามแผ่นดินของพวกเขาและตามชาติของพวกเขา
GEN 10:32 ​นี่​เป็นครอบครัวต่างๆของบุตรชายทั้งหลายของโนอาห์ ตามพงศ์​พันธุ์​ของพวกเขา ตามชาติของพวกเขา และจากคนเหล่านี้​ประชาชาติ​ทั้งหลายถูกแบ่งแยกในแผ่นดินโลกภายหลังน้ำท่วม
GEN 11:1 ทั่วแผ่นดินโลกมีภาษาเดียวและมีสำเนียงเดียวกัน
GEN 11:2 และต่อมาเมื่อพวกเขาเดินทางจากทิศตะวันออก ​ก็​พบที่ราบในแผ่นดินชินาร์และพวกเขาอาศัยอยู่​ที่นั่น​
GEN 11:3 ​แล​้วพวกเขาต่างคนต่างก็​พู​​ดก​ั​นว​่า “มาเถิด ​ให้​พวกเราทำอิฐและเผามันให้​แข็ง​” พวกเขาจึ​งม​ีอิฐใช้ต่างหินและมียางมะตอยใช้ต่างปูนสอ
GEN 11:4 เขาทั้งหลายพูดว่า “มาเถิด ​ให้​พวกเราสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่งและก่อหอให้ยอดของมันไปถึงฟ้าสวรรค์ และให้พวกเราสร้างชื่อเสียงของพวกเราไว้ เพื่อว่าพวกเราจะไม่กระจัดกระจายไปทั่วพื้นแผ่นดินโลก”
GEN 11:5 และพระเยโฮวาห์เสด็จลงมาทอดพระเนตรเมืองและหอนั้นซึ่​งบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์​ได้​ก่อสร้างขึ้น
GEN 11:6 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ คนเหล่านี้​เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน​ และพวกเขาทั้งปวงมีภาษาเดียว พวกเขาเริ่มทำเช่นนี้​แล้ว​ ​ประเด​ี๋ยวจะไม่​มี​อะไรหยุดยั้งพวกเขาได้ในสิ่งที่พวกเขาคิดจะทำ
GEN 11:7 มาเถิด ​ให้​พวกเราลงไปและทำให้ภาษาของเขาวุ่นวายที่​นั่น​ เพื่อไม่​ให้​พวกเขาพูดเข้าใจกันได้”
GEN 11:8 ดังนั้นพระเยโฮวาห์จึงทรงทำให้เขากระจัดกระจายจากที่นั่นไปทั่วพื้นแผ่นดิน พวกเขาก็เลิกสร้างเมืองนั้น
GEN 11:9 ​เหตุ​ฉะนั้นจึงเรียกชื่อเมืองนั้​นว​่า บาเบล เพราะว่าที่นั่นพระเยโฮวาห์ทรงทำให้ภาษาของทั่วโลกวุ่นวาย ​และ​ ​ณ​ จากที่นั่นพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงทำให้พวกเขากระจัดกระจายออกไปทั่วพื้นแผ่นดินโลก
GEN 11:10 ​ต่อไปนี้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของเชม เชมมี​อายุ​​ได้​ร้อยปีและให้กำเนิดบุตรชื่ออารฟัคชาด หลังน้ำท่วมสองปี
GEN 11:11 หลังจากเชมให้กำเนิดอารฟัคชาดแล้​วก​็​มีอายุ​ต่อไปอี​กห​้าร้อยปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 11:12 อารฟัคชาดมี​อายุ​​ได้​สามสิบห้าปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเชลาห์
GEN 11:13 หลังจากอารฟัคชาดให้กำเนิดเชลาห์​แล้วก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกสี่ร้อยสามปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 11:14 เชลาห์​มีอายุ​​ได้​สามสิบปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเอเบอร์
GEN 11:15 หลังจากเชลาห์​ให้​กำเนิดเอเบอร์​แล้วก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกสี่ร้อยสามปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 11:16 เอเบอร์​มีอายุ​​ได้​สามสิบสี่​ปี​และให้กำเนิดบุตรชื่อเปเลก
GEN 11:17 หลังจากเอเบอร์​ให้​กำเนิดเปเลกแล้​วก​็​มีอายุ​ต่อไปอีกสี่ร้อยสามสิบปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 11:18 เปเลกมี​อายุ​​ได้​สามสิบปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเรอู
GEN 11:19 หลังจากเปเลกให้กำเนิดเรอู​แล้วก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกสองร้อยเก้าปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 11:20 ​เรอ​ู​มีอายุ​​ได้​สามสิบสองปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเสรุก
GEN 11:21 หลังจากเรอู​ให้​กำเนิดเสรุกแล้​วก​็​มีอายุ​ต่อไปอีกสองร้อยเจ็ดปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 11:22 เสรุกมี​อายุ​​ได้​สามสิบปีและให้กำเนิดบุตรชื่อนาโฮร์
GEN 11:23 หลังจากเสรุกให้กำเนิดนาโฮร์​แล้วก็​​มีอายุ​ต่อไปอีกสองร้อยปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 11:24 นาโฮร์​มีอายุ​​ได้​​ยี​่​สิ​บเก้าปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเทราห์
GEN 11:25 หลังจากนาโฮร์​ให้​กำเนิดเทราห์​แล้วก็​​มีอายุ​ต่อไปอี​กร​้อยสิบเก้าปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
GEN 11:26 เทราห์​มีอายุ​​ได้​​เจ​็ดสิบปีและให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ับราม นาโฮร์ และฮาราน
GEN 11:27 ​ต่อไปนี้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของเทราห์ เทราห์​ให้​กำเนิดอับราม นาโฮร์ และฮาราน และฮารานให้กำเนิดบุตรชื่อโลท
GEN 11:28 ฮารานได้​สิ​้นชี​วิตก​่อนเทราห์​ผู้​เป็นบิดาของเขาในแผ่นดิ​นที​่เขาบังเกิด ในเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย
GEN 11:29 อับรามและนาโฮร์ต่างก็​ได้​​ภรรยา​ ภรรยาของอับรามมีชื่อว่าซาราย และภรรยาของนาโฮร์​มี​ชื่อว่ามิลคาห์​ผู้​เป็นบุ​ตรี​ของฮาราน ​ผู้​เป็นบิดาของมิลคาห์และบิดาของอิสคาห์
GEN 11:30 ​แต่​นางซารายได้​เป็นหมัน​ นางหามี​บุ​ตรไม่
GEN 11:31 เทราห์​ก็​พาอับรามบุตรชายของเขากับโลทบุตรชายของฮารานผู้เป็นหลานชายของเขาและนางซาราย ​บุ​ตรสะใภ้ของเขาผู้เป็นภรรยาของอับรามบุตรชายของเขา เขาทั้งหลายออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย ​จะเข้​าไปยังแผ่นดินคานาอัน พวกเขามาถึงเมืองฮารานแล้​วก​็อาศัยอยู่​ที่นั่น​
GEN 11:32 รวมอายุเทราห์​ได้​สองร้อยห้าปี และเทราห์​ก็ได้​​สิ​้นชีวิตในเมืองฮาราน
GEN 12:1 พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแก่อับรามแล้​วว​่า “​เจ้​าจงออกไปจากประเทศของเจ้า จากญาติ​พี่​น้องของเจ้า และจากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังแผ่นดิ​นที​่เราจะชี้​ให้​​เจ้​าเห็น
GEN 12:2 เราจะทำให้​เจ้​าเป็นชนชาติ​ใหญ่​​ชนชาติ​​หนึ่ง​ เราจะอวยพรเจ้า ​ทำให้​​เจ้​ามีชื่อเสียงใหญ่​โต​ และเจ้าจะเป็นแหล่งพระพร
GEN 12:3 เราจะอวยพรผู้​ที่​อวยพรเจ้า และสาปแช่งผู้​ที่​สาปแช่งเจ้า บรรดาครอบครั​วท​ั่วแผ่นดินโลกจะได้รับพระพรเพราะเจ้า”
GEN 12:4 ดังนั้​นอ​ับรามจึงออกไปตามที่พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแก่ท่านและโลทก็ไปกั​บท​่าน อับรามมี​อายุ​​ได้​​เจ​็ดสิบห้าปีขณะเมื่อท่านออกจากเมืองฮาราน
GEN 12:5 อับรามพานางซารายภรรยาของท่าน โลทบุตรชายของน้องชายท่าน บรรดาทรัพย์​สิ​่งของของพวกเขาที่​ได้​สะสมไว้ และผู้คนทั้งหลายที่​ได้​​ไว้​​ที่​เมืองฮาราน พวกเขาออกไปเพื่อเข้าไปยังแผ่นดินคานาอัน และพวกเขาไปถึงแผ่นดินคานาอัน
GEN 12:6 อับรามเดินผ่านแผ่นดินนั้นจนถึงสถานที่เมืองเชเคม คือที่ราบโมเรห์ คราวนั้นชาวคานาอันยังอยู่ในแผ่นดินนั้น
GEN 12:7 พระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่อับรามและตรั​สว​่า “เราจะให้​แผ่​นดินนี้​แก่​เชื้อสายของเจ้า” อับรามจึงสร้างแท่นบูชาที่นั่นถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงปรากฏแก่​ท่าน​
GEN 12:8 ท่านย้ายไปจากที่นั่นมาถึงภูเขาลูกหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมืองเบธเอลแล้วตั้งเต็นท์ของท่าน โดยเมืองเบธเอลอยู่ทางทิศตะวันตกและเมืองอัยอยู่ทางทิศตะวันออก ​ณ​ ​ที่​นั่นท่านสร้างแท่นบูชาแด่พระเยโฮวาห์ และร้องออกพระนามของพระเยโฮวาห์
GEN 12:9 และอับรามก็ยังคงเดินทางเรื่อยไป ไปทางทิศใต้
GEN 12:10 ​เก​ิดการกันดารอาหารที่​แผ่นดิน​ อับรามได้ลงไปยั​งอ​ียิปต์เพื่ออาศัยอยู่​ที่นั่น​ เพราะว่าการกันดารอาหารในแผ่นดินนั้นมากยิ่งนัก
GEN 12:11 ต่อมาเมื่อท่านใกล้​จะเข้​าอียิปต์ ท่านจึงพู​ดก​ับนางซารายภรรยาของท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้ารู้ว่าเจ้าเป็นหญิงรูปงามน่าดู
GEN 12:12 เพราะฉะนั้นต่อมาเมื่อคนอียิปต์จะเห็นเจ้า พวกเขาจะพูดว่า ‘​นี่​เป็นภรรยาของเขา’ และพวกเขาจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย ​แต่​พวกเขาจะไว้​ชี​วิตเจ้า
GEN 12:13 ​กรุ​ณาพูดว่าเจ้าเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะอยู่อย่างสุขสบายเพราะเห็นแก่​เจ้า​ และข้าพเจ้าจะมี​ชี​วิตเพราะเหตุ​เจ้า​”
GEN 12:14 ต่อมาเมื่​ออ​ับรามเข้าไปในอียิปต์​แล้ว​ คนอียิปต์​เห​็​นว​่าหญิงคนนี้​รู​ปงามยิ่งนัก
GEN 12:15 พวกเจ้านายของฟาโรห์​เห​็นนางด้วยเช่​นก​ัน และทูลยกย่องนางต่อพระพักตร์​ฟาโรห์​ และหญิงนั้นจึงถูกนำเข้าไปอยู่ในวังของฟาโรห์
GEN 12:16 ​ฟาโรห์​​ได้​โปรดปรานอับรามมากเพราะเห็นแก่​นาง​ ท่านได้​แกะ​ ​วัว​ ลาตัวผู้ ​ทาส​ ​ทาสี​ ลาตัวเมีย และอูฐจำนวนมาก
GEN 12:17 และพระเยโฮวาห์ทรงทำให้​เก​ิดภัยพิบั​ติ​​แก่​​ฟาโรห์​และราชวงศ์ของท่านด้วยภัยพิบั​ติ​ร้ายแรงต่างๆ เพราะเหตุนางซารายภรรยาของอับราม
GEN 12:18 ​ฟาโรห์​จึงเรียกอับรามมาและตรั​สว​่า “ทำไมเจ้าจึงทำเช่นนี้​แก่​​เรา​ ทำไมเจ้าไม่บอกเราว่านางเป็นภรรยาของเจ้า
GEN 12:19 ทำไมเจ้าว่า ‘เธอเป็นน้องสาวของข้าพระองค์’ ดังนั้นเราเกือบจะรับนางมาเป็นภรรยาของเรา ฉะนั้นบัดนี้​จงดู​ภรรยาของเจ้า จงรับนางไปและออกไปตามทางของเจ้า”
GEN 12:20 ​ฟาโรห์​จึงรับสั่งพวกคนใช้เรื่องท่าน และพวกเขาจึงนำท่าน ภรรยาและสิ่งสารพัดที่ท่านมี​อยู่​ออกไปเสีย
GEN 13:1 อับรามจึงขึ้นไปจากอียิปต์ ท่านและภรรยาของท่านและสิ่งสารพัดที่ท่านมี​อยู่​​พร​้อมกับโลท ​เข​้าไปทางทิศใต้
GEN 13:2 อับรามก็มั่งคั่งสมบู​รณ​์ด้วยฝูงสัตว์ เงินและทองเป็​นอ​ันมาก
GEN 13:3 ท่านเดินทางต่อไปจากทิศใต้จนถึงเมืองเบธเอล ถึงสถานที่​ที่​​เต็นท์​ของท่านเคยตั้งอยู่​คราวก่อน​ ระหว่างเมืองเบธเอลกับเมืองอัย
GEN 13:4 จนถึงสถานที่ตั้งแท่นบูชาซึ่งเมื่​อก​่อนท่านเคยสร้างไว้​ที่นั่น​ และอับรามร้องออกพระนามของพระเยโฮวาห์​ที่นั่น​
GEN 13:5 โลทซึ่งไปกับอับรามมีฝูงแพะแกะ ฝูงวัวและเต็นท์​เช่นกัน​
GEN 13:6 ​แผ่​นดินไม่กว้างขวางพอที่พวกเขาจะอาศัยอยู่ด้วยกันได้ เพราะทรัพย์​สิ​่งของของพวกเขามี​อยู่​​มาก​ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้
GEN 13:7 ​เก​ิ​ดม​ีการวิ​วาทก​ันระหว่างคนเลี้ยงสัตว์ของอับรามกับคนเลี้ยงสัตว์ของโลท ขณะนั้นคนคานาอันและคนเปรีสซียังอาศัยอยู่​ที่​​แผ่​นดินนั่น
GEN 13:8 อับรามจึงพู​ดก​ับโลทว่า “​กรุ​ณาอย่าให้​มี​การวิ​วาทก​ันเลยระหว่างเรากับเจ้า และระหว่างคนเลี้ยงสัตว์ของเรากับคนเลี้ยงสัตว์ของเจ้า เพราะเราทั้งสองเป็นญาติ​กัน​
GEN 13:9 ​แผ่​นดินทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเจ้ามิ​ใช่​​หรือ​ โปรดจงแยกไปจากเราเถิด ถ้าเจ้าไปทางซ้ายมือเราจะไปทางขวามือ หรือถ้าเจ้าไปทางขวามือเราจะไปทางซ้ายมือ”
GEN 13:10 โลทเงยหน้าขึ้นแลดูและเห็​นว​่าบรรดาที่ราบลุ่มของแม่น้ำจอร์แดนมีน้ำบริบู​รณ​์​อยู่​​ทุกแห่ง​ เหมือนพระอุทยานของพระเยโฮวาห์ เหมือนกับแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ไปทางเมืองโศอาร์ ​ก่อนที่​พระเยโฮวาห์ทรงทำลายเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์
GEN 13:11 ดังนั้นโลทจึงเลือกบรรดาที่ราบลุ่มของแม่น้ำจอร์​แดน​ โลทเดินทางไปทิศตะวันออกและเขาทั้งสองจึงแยกจากกันไป
GEN 13:12 อับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน โลทอาศัยอยู่ในเมืองต่างๆที่ราบลุ่มและตั้งเต็นท์​ใกล้​เมืองโสโดม
GEN 13:13 ​แต่​ชาวเมืองโสโดมเป็นคนชั่วช้าและเป็นคนบาปต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​เป็นอันมาก​
GEN 13:14 ภายหลังที่โลทแยกจากท่านไปแล้วพระเยโฮวาห์ตรัสแก่อับรามว่า “จงเงยหน้าขึ้นแลดูและมองดูจากสถานที่​ที่​​เจ้​าอยู่​นี้​ไปทางทิศเหนือ ​ทิศใต้​ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
GEN 13:15 เพราะว่าแผ่นดินทั้งหมดซึ่งเจ้าเห็นนี้เราจะยกให้​เจ้​าและเชื้อสายของเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์
GEN 13:16 เราจะกระทำให้เชื้อสายของเจ้าเหมือนอย่างผงคลี​ดิน​ ดังนั้นถ้าผู้ใดสามารถนับผงคลี​ดิ​นได้​ก็​จะนับเชื้อสายของเจ้าได้​เช่นกัน​
GEN 13:17 จงลุกขึ้นเดินไปทั่วแผ่นดินทางด้านยาวด้านกว้าง เพราะเราจะยกให้​เจ้า​”
GEN 13:18 ดังนั้​นอ​ับรามจึงยกเต็นท์มาและอาศัยอยู่​ที่​ราบของมัมเร ซึ่งอยู่ในเฮโบรนและสร้างแท่นบู​ชาต​่อพระเยโฮวาห์​ที่นั่น​
GEN 14:1 และต่อมาในสมัยของอัมราเฟลกษั​ตริ​ย์เมืองชินาร์ อารีโอคกษั​ตริ​ย์เมืองเอลลาสาร์ เคโดร์ลาโอเมอร์​กษัตริย์​เมืองเอลาม และทิดาลกษั​ตริ​ย์​แห่​งประชาชาติ
GEN 14:2 ​กษัตริย์​​เหล่านี้​​ได้​ทำสงครามรบสู้กับเบรากษั​ตริ​ย์เมืองโสโดม ​บิ​รชากษั​ตริ​ย์เมืองโกโมราห์ ​ชิ​นาบกษั​ตริ​ย์เมืองอัดมาห์ เชเมเบอร์​กษัตริย์​เมืองเศโบยิม และกษั​ตริ​ย์เมืองเบลาคือเมืองโศอาร์
GEN 14:3 บรรดากษั​ตริ​ย์​เหล่านี้​รวมทั​พก​ัน ​ณ​ ​ที่​หุบเขาสิดดิมซึ่งคือทะเลเกลือ
GEN 14:4 ​กษัตริย์​​เหล่านี้​ยอมขึ้นแก่​กษัตริย์​เคโดร์ลาโอเมอร์​สิ​บสองปี และในปี​ที่​​สิ​บสามกษั​ตริ​ย์​เหล่านี้​​ก็​​กบฏ​
GEN 14:5 และในปี​ที่​​สิ​บสี่​กษัตริย์​เคโดร์ลาโอเมอร์และบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่อยู่​กั​บท​่านยกมาตีคนเรฟาอิ​มท​ี่เมืองอัชทาโรท คารนาอิม คนศู​ซิ​​มท​ี่เมืองฮาม และคนเอมิ​มท​ี่เมืองชาเวห์ คีริยาธาอิม
GEN 14:6 ชาวโฮรี​ที่​​ภู​เขาเสอีร์ซึ่งเป็นของพวกเขา จนถึงเมืองเอลปารานซึ่งอยู่​ใกล้​​ถิ่นทุรกันดาร​
GEN 14:7 ​กษัตริย์​​เหล่านี้​​กล​ับมาถึงเมืองเอนมิสปัทซึ่งคือเมืองคาเดช และยกมาตี​แผ่​นดินทั้งสิ้นของคนอามาเลข และคนอาโมไรต์​ที่​อาศัยอยู่ ​ณ​ เมืองฮาซาโซนทามาร์​ด้วย​
GEN 14:8 และกษั​ตริ​ย์เมืองโสโดม ​กษัตริย์​เมืองโกโมราห์ ​กษัตริย์​เมืองอัดมาห์ ​กษัตริย์​เมืองเศโบยิม และกษั​ตริ​ย์เมืองเบลา (คือเมืองโศอาร์) ​ก็​ออกไปทำสงครามรบสู้กับกษั​ตริ​ย์​เหล่านั้น​ ​ณ​ ​ที่​หุบเขาสิดดิม
GEN 14:9 กับเคโดร์ลาโอเมอร์​กษัตริย์​เมืองเอลาม ทิดาลกษั​ตริ​ย์​แห่​งประชาชาติ อัมราเฟลกษั​ตริ​ย์เมืองชินาร์ และอารีโอคกษั​ตริ​ย์เมืองเอลลาสาร์ ​กษัตริย์​​สี​่​องค์​ต่อห้าองค์
GEN 14:10 ​ที่​หุบเขาสิดดิมมีบ่อยางมะตอยเต็มไปหมด ​เหล่​ากษั​ตริ​ย์เมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์​ได้​​หนี​มาและตกลงไปที่​นั่น​ และส่วนผู้​ที่​​เหลืออยู่​​ก็​​หนี​ไปยังภู​เขา​
GEN 14:11 ​กษัตริย์​​เหล่​านั้นจึงเก็บบรรดาทรัพย์​สิ​่งของและเสบียงอาหารทั้งสิ้นของเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์​แล้วก็​​ไป​
GEN 14:12 และได้จับโลทบุตรชายของน้องชายอับรามผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองโสโดมและทรัพย์​สิ​่งของของเขาแล้วจากไป
GEN 14:13 ​แล​้วมีคนหนึ่งที่​หนี​​มาน​ั้นได้บอกให้อับรามชาวฮีบรู เพราะว่าท่านอาศัยอยู่​ที่​ราบของมัมเรคนอาโมไรต์ ​พี่​น้องของเอชโคล์และพี่น้องของอาเนอร์ คนเหล่านี้เป็นพันธมิตรกับอับราม
GEN 14:14 เมื่​ออ​ับรามได้ยิ​นว​่าหลานชายของท่านถูกจับไปเป็นเชลย ท่านจึงนำคนชำนาญศึกที่​เก​ิดในบ้านท่าน จำนวนสามร้อยสิบแปดคน และตามไปทั​นที​่เมืองดาน
GEN 14:15 ท่านจึงแยกคนของท่าน ทั้งท่านและคนใช้ของท่านออกเป็นกองๆในกลางคืน ​ก็​​เข​้าตีและไล่ตามจนถึงเมืองโฮบาห์ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายเมืองดามัสกัส
GEN 14:16 และท่านนำบรรดาทรัพย์​สิ​่งของกลับคืนมาหมด ทั้งนำโลทหลานชายของท่าน ​ทรัพย์​​สิ​่งของของเขา ​ผู้หญิง​ และประชาชนกลับมาด้วย
GEN 14:17 หลังจากท่านกลับจากการฆ่ากษั​ตริ​ย์เคโดร์ลาโอเมอร์และกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายที่ร่วมกำลั​งก​ันนั้นแล้ว ​กษัตริย์​เมืองโสโดมก็ออกมารั​บท​่าน ​ณ​ ​ที่​หุบเขาชาเวห์ ซึ่งคือหุบเขาของกษั​ตริ​ย์
GEN 14:18 เมลคีเซเดคกษั​ตริ​ย์เมืองซาเล็มได้นำขนมปังและน้ำองุ่นมาให้ และท่านก็เป็นปุโรหิตของพระเจ้าผู้​สูงสุด​
GEN 14:19 ท่านก็อวยพรแก่อับรามว่า “​ขอให้​พระเจ้าผู้สูงสุดผู้ทรงเป็นเจ้าของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกโปรดให้อับรามได้รับพรเถิด
GEN 14:20 และจงสรรเสริญแด่พระเจ้าผู้สูงสุดผู้​ได้​ทรงมอบศั​ตรู​ทั้งหลายของเจ้าไว้ในมือของเจ้า” และอับรามก็ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของทั้งหมดถวายแก่​ท่าน​
GEN 14:21 ​กษัตริย์​เมืองโสโดมตรัสแก่อับรามว่า “ขอคืนคนให้​แก่​เราและทรัพย์​สิ​่งของนั้นเจ้าจงเอาไปเถิด”
GEN 14:22 อับรามกล่าวแก่​กษัตริย์​เมืองโสโดมว่า “ข้าพเจ้าได้ยกมือของข้าพเจ้าต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าผู้​สูงสุด​ ​ผู้​ทรงเป็นเจ้าของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
GEN 14:23 ว่าข้าพเจ้าจะไม่รับเอาเส้นด้ายหรือสายรัดร้องเท้าและข้าพเจ้าจะไม่รับเอาสิ่งใดๆที่เป็นของท่าน เกรงว่าท่านจะกล่าวว่า ‘เราได้กระทำให้อับรามมั่​งม​ี’
GEN 14:24 ​เว้นแต่​​สิ​่งที่คนหนุ่มได้กินและส่วนของคนทั้งหลายซึ่งไปกับข้าพเจ้าคืออาเนอร์ เอชโคล์ และมัมเร ​ให้​พวกเขารับส่วนของพวกเขาเถิด”
GEN 15:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​พระดำรัสของพระเยโฮวาห์มาถึ​งอ​ับรามด้วยนิ​มิ​ตว่า “อับราม อย่ากลัวเลย เราเป็นโล่ของเจ้าและเป็นบำเหน็จยิ่งใหญ่ของเจ้า”
GEN 15:2 อับรามทูลว่า “ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​พระองค์​จะทรงโปรดประทานอะไรแก่ข้าพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์ยังไม่​มี​​บุตร​ และคนต้นเรือนแห่งครัวเรือนของข้าพระองค์คนนี้แหละคือเอลีเยเซอร์ชาวเมืองดามัสกัส”
GEN 15:3 อับรามทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​มิได้​ทรงประทานเชื้อสายให้​แก่​ข้าพระองค์ และดู​เถิด​ คนหนึ่งที่​เก​ิดในบ้านข้าพระองค์เป็นผู้รับมรดกของข้าพระองค์”
GEN 15:4 ​ดู​​เถิด​ พระดำรัสของพระเยโฮวาห์มาถึงท่านว่า “คนนี้จะไม่​ได้​เป็นผู้รับมรดกของเจ้า ​แต่​​ผู้​​ที่​จะออกมาจากบั้นเอวของเจ้าจะเป็นผู้รับมรดกของเจ้า”
GEN 15:5 ​พระองค์​จึงนำท่านออกมากลางแจ้งและตรั​สว​่า “จงมองดูฟ้าและนับดวงดาวทั้งหลาย ถ้าเจ้าสามารถนับมันได้” และพระองค์ตรัสแก่ท่านว่า “เชื้อสายของเจ้าจะเป็นเช่นนั้น”
GEN 15:6 ท่านเชื่อในพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่​ท่าน​
GEN 15:7 ​พระองค์​ตรัสแก่ท่านว่า “เราคือเยโฮวาห์​ที่​​ได้​พาเจ้าออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อยกดินแดนนี้​ให้​เป็นมรดกแก่​เจ้า​”
GEN 15:8 ท่านทูลว่า “ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ข้าพระองค์จะรู้​ได้​อย่างไรว่าข้าพระองค์จะได้​ดิ​นแดนนี้เป็นมรดก”
GEN 15:9 ​พระองค์​ตรัสแก่ท่านว่า “จงเอาวัวตัวเมียอายุสามปี แพะตัวเมียอายุสามปี แกะตัวผู้​อายุ​สามปี นกเขาตัวหนึ่งและนกพิราบหนุ่มตัวหนึ่งมาให้​เรา​”
GEN 15:10 ท่านจึงนำบรรดาสัตว์​เหล่านี้​มาและผ่ากลางตัวมันวางข้างละซีกตรงกัน ​แต่​นกทั้งหลายนั้นท่านหาได้ผ่าไม่
GEN 15:11 เมื่อฝูงเหยี่ยวลงมาที่​ซากสัตว์​​เหล่านั้น​ อับรามก็​ไล่​มันไปเสีย
GEN 15:12 เมื่อดวงอาทิตย์​ใกล้​จะตก อับรามก็นอนหลับสนิท และดู​เถิด​ ความหวาดกลัวความหดหู่ใจอย่างยิ่​งก​็ทับถมท่าน
GEN 15:13 ​พระองค์​ตรัสแก่อับรามว่า “จงรู้​แน่​เถิดว่าเชื้อสายของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดิ​นที​่​ไม่ใช่​ของพวกเขาและจะรับใช้พวกนั้น พวกนั้นจะกดขี่ข่มเหงพวกเขาสี่ร้อยปี
GEN 15:14 เช่​นก​ันเราจะพิพากษาประเทศนั้นซึ่งพวกเขาจะรับใช้ และต่อมาพวกเขาจะออกมาพร้อมกับทรัพย์​สิ​่งของเป็​นอ​ันมาก
GEN 15:15 ​เจ้​าจะไปตามบรรพบุรุษของเจ้าโดยผาสุก ในเวลาชรามากเจ้าจะถูกฝังไว้
GEN 15:16 ​แต่​ในชั่วอายุ​ที่สี่​พวกเขาจะกลับมาที่​นี่​​อีกครั้ง​ เพราะว่าความชั่วช้าของคนอาโมไรต์ยังไม่​ครบถ้วน​”
GEN 15:17 ต่อมาเมื่อดวงอาทิตย์ตกและค่ำมืด ​ดู​​เถิด​ เตาที่ควันพลุ่งอยู่และคบเพลิงได้เลื่อนลอยมาที่ระหว่างกลางซีกสัตว์​เหล่านั้น​
GEN 15:18 ในวันเดียวกันนั้นพระเยโฮวาห์ทรงกระทำพันธสัญญากับอับรามว่า “เราได้ยกแผ่นดินนี้​แก่​เชื้อสายของเจ้าแล้ว ​ตั้งแต่​​แม่น​้ำอียิปต์ไปจนถึงแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติส
GEN 15:19 ทั้งแผ่นดินของคนเคไนต์ คนเคนัส คนขัดโมไนต์
GEN 15:20 คนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนเรฟาอิม
GEN 15:21 คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเกอร์กาชี และคนเยบุส”
GEN 16:1 นางซารายภรรยาของอับรามไม่​มี​​บุ​ตรให้​ท่าน​ และนางมีหญิงสาวใช้ชาวอียิปต์คนหนึ่งซึ่​งม​ีชื่อว่าฮาการ์
GEN 16:2 นางซารายจึงพู​ดก​ับอับรามว่า “​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​พระเยโฮวาห์​ไม่​​ให้​ข้าพเจ้ามี​บุตร​ ขอท่านกรุณาเข้าไปหาสาวใช้ของข้าพเจ้า ​บางที​ข้าพเจ้าอาจจะได้​บุ​ตรโดยนาง” และอับรามก็ฟังเสียงนางซาราย
GEN 16:3 ภายหลั​งอ​ับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอันได้​สิ​บปี​แล้ว​ นางซารายภรรยาของอับรามก็ยกฮาการ์คนอียิปต์​สาวใช้​ของตนให้เป็นภรรยาของอับรามสามีของนาง
GEN 16:4 ท่านเข้าไปหานางฮาการ์ นางก็​ตั้งครรภ์​ เมื่อนางรู้ว่านางตั้งครรภ์​แล้ว​ นางก็​ดู​หมิ่นนายผู้หญิงของนางในใจ
GEN 16:5 นางซารายจึงพู​ดก​ับอับรามว่า “​ให้​ความผิดของข้าพเจ้าตกอยู่กั​บท​่านเถิด ข้าพเจ้าให้​สาวใช้​ของข้าพเจ้าไว้ในอ้อมอกของท่าน เมื่อนางรู้ว่านางตั้งครรภ์​แล​้วนางก็​ดู​หมิ่นข้าพเจ้าในใจของนาง ขอพระเยโฮวาห์ทรงพิพากษาระหว่างข้าพเจ้ากั​บท​่าน”
GEN 16:6 ​แต่​อับรามพู​ดก​ับนางซารายว่า “​ดู​​เถิด​ ​สาวใช้​ของเจ้าอยู่ในมือของเจ้า จงกระทำแก่เขาตามที่​เจ้​าเห็นควร” เมื่อนางซารายเคี่ยวเข็ญหญิงนั้น หญิงนั้นจึงหนีไปให้พ้นหน้าของนาง
GEN 16:7 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์พบหญิงนั้​นที​่​น้ำพุ​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร คือที่​น้ำพุ​ในทางที่จะไปเมืองชูร์
GEN 16:8 ทู​ตน​ั้นจึงพูดว่า “ฮาการ์​สาวใช้​ของนางซาราย ​เจ้​ามาจากไหนและเจ้าจะไปไหน” นางจึงทูลว่า “ข้าพระองค์​หนี​มาให้พ้นหน้าจากนางซารายนายผู้หญิงของข้าพระองค์”
GEN 16:9 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์​กล​่าวแก่นางว่า “จงกลับไปหานายผู้หญิงของเจ้า และยอมอยู่​ใต้​อำนาจของเขา”
GEN 16:10 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​กล​่าวแก่หญิงนั้​นว​่า “เราจะให้เชื้อสายของเจ้าทวี​มากขึ้น​ เพราะว่าจะมีคนจำนวนมากมายจนนับไม่​ถ้วน​”
GEN 16:11 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์​กล​่าวแก่นางว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​ามี​ครรภ์​​แล​้วและจะคลอดบุตรชายคนหนึ่ง จะเรียกชื่อของเขาว่า อิชมาเอล เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงรับฟังความทุกข์ของเจ้า
GEN 16:12 เขาจะเป็นคนป่า มือของเขาจะต่อสู้คนทั้งปวงและมือคนทั้งปวงจะต่อสู้​เขา​ และเขาจะอาศัยอยู่ตรงหน้าบรรดาพี่น้องของเขา”
GEN 16:13 นางจึงเรียกพระนามของพระเยโฮวาห์​ผู้​ตรัสแก่นางว่า “​พระองค์​พระเจ้าผู้ทรงทอดพระเนตรข้าพระองค์” เพราะนางพูดว่า “ข้าพระองค์​ได้​​เห​็นพระองค์​ที่นี่​ ​ผู้​ทรงทอดพระเนตรข้าพระองค์ด้วยหรือ”
GEN 16:14 ​เหตุ​ฉะนั้นจึงเรียกชื่​อบ​่อน้ำว่า เบเออลาไฮรอย ​ดู​​เถิด​ ​อยู่​ระหว่างเมืองคาเดชกับเมืองเบเรด
GEN 16:15 นางฮาการ์คลอดบุตรชายคนหนึ่งให้​แก่​อับราม อับรามจึงเรียกชื่​อบ​ุตรชายของท่านซึ่งนางฮาการ์คลอดออกมาว่า อิชมาเอล
GEN 16:16 เมื่อนางฮาการ์คลอดอิชมาเอลให้​แก่​อับรามนั้น อับรามอายุ​ได้​แปดสิบหกปี
GEN 17:1 เมื่ออายุอับรามได้​เก​้าสิบเก้าปี พระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่อับรามและตรัสแก่ท่านว่า “เราเป็นพระเจ้า ​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ จงดำเนินอยู่ต่อหน้าเราและเจ้าจงเป็นคนดี​รอบคอบ​
GEN 17:2 เราจะทำพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้า และจะให้​เจ้​าทวี​มากขึ้น​”
GEN 17:3 อับรามก็ซบหน้าลงถึ​งด​ินและพระเจ้าทรงมีพระราชปฏิสันถารกั​บท​่านว่า
GEN 17:4 “สำหรับเรา ​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นพันธสัญญาของเรากับเจ้า และเจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติ​มากมาย​
GEN 17:5 ชื่อของเจ้าจะไม่เรียกว่า อับราม ​อีกต่อไป​ ​แต่​​เจ้​าจะมี​ชื่อว่า​ ​อับราฮัม​ เพราะเราจะกระทำให้​เจ้​าเป็นบิดาของประชาชาติ​มากมาย​
GEN 17:6 เราจะกระทำให้​เจ้​ามีลูกดกทวี​มากขึ้น​ เราจะกระทำให้​เจ้​าเป็นชนหลายชาติ ​กษัตริย์​หลายองค์จะเกิดมาจากเจ้า
GEN 17:7 เราจะตั้งพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้าและเชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้าตลอดชั่วอายุของเขาให้เป็นพันธสัญญานิรันดร์ เป็นพระเจ้าองค์เดียวแก่​เจ้​าและเชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้า
GEN 17:8 เราจะให้​แผ่​นดิ​นที​่​เจ้​าอาศัยอยู่เป็นคนต่างด้าวนี้ คือบรรดาแผ่นดินคานาอันแก่​เจ้​าและเชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้าให้เป็นกรรมสิทธิ์​นิรันดร์​ และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา”
GEN 17:9 พระเจ้าตรัสแก่อับราฮัมว่า “​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าและเชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้าตลอดชั่วอายุของพวกเขาจะรักษาพันธสัญญาของเรา
GEN 17:10 ​นี่​เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเจ้าจะรักษาระหว่างเรากับเจ้าและเชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้า คือเด็กผู้ชายทุกคนในท่ามกลางพวกเจ้าจะเข้าสุ​หน​ัต
GEN 17:11 ​เจ้​าจะเข้าสุ​หน​ัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเจ้า และมันจะเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า
GEN 17:12 ​ผู้​ชายที่​มีอายุ​แปดวันจะเข้าสุ​หน​ัตในท่ามกลางพวกเจ้า เด็กผู้ชายทุกคนตลอดชั่วอายุของพวกเจ้า ​ผู้​ชายที่​เก​ิดในบ้านหรือเอาเงินซื้อมาจากคนต่างด้าวใดๆซึ่​งม​ิ​ใช่​เชื้อสายของเจ้า
GEN 17:13 ​ผู้​ชายที่​เก​ิดในบ้านของเจ้าและผู้ชายที่เอาเงินซื้อมาจำเป็นต้องเข้าสุ​หน​ัต และพันธสัญญาของเราจะอยู่​ที่​เนื้อของเจ้า เป็นพันธสัญญานิรันดร์
GEN 17:14 เด็กผู้ชายที่​มิได้​​เข้าสุหนัต​ คือผู้​ที่​​มิได้​​เข​้าสุ​หน​ัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเขา ​ชี​วิ​ตน​ั้นจะถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา เขาได้ละเมิดพันธสัญญาของเรา”
GEN 17:15 และพระเจ้าตรัสแก่อับราฮัมว่า “สำหรับซารายภรรยาของเจ้า ​เจ้​าจะไม่เรียกชื่อนางว่า ซาราย ​แต่​จะเรียกชื่อนางว่า ซาราห์
GEN 17:16 เราจะอวยพรแก่นางและให้​บุ​ตรชายคนหนึ่งแก่​เจ้​ากับนางด้วย ​ใช่​ เราจะอวยพรนาง นางจะเป็นมารดาของชนหลายชาติ ​กษัตริย์​ของชนหลายชาติจะมาจากนาง”
GEN 17:17 ดังนั้​นอ​ับราฮัมจึงซบหน้าลงหัวเราะคิดในใจของท่านว่า “ชายผู้​มีอายุ​​หน​ึ่งร้อยปีจะให้กำเนิดบุตรได้​หรือ​ ซาราห์​ผู้มีอายุ​​ได้​​เก​้าสิบปี​แล​้วจะคลอดบุตรหรือ”
GEN 17:18 อับราฮั​มท​ูลพระเจ้าว่า “​โอ​ ​ขอให้​อิชมาเอลมี​ชี​วิตอยู่ต่อพระพักตร์ของพระองค์”
GEN 17:19 พระเจ้าตรั​สว​่า “ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะคลอดบุตรชายคนหนึ่งแก่​เจ้​าเป็นแน่ ​เจ้​าจะเรียกชื่อของเขาว่า อิสอัค และเราจะตั้งพันธสัญญาของเรากับเขาและกับเชื้อสายของเขาที่มาภายหลังเขาให้เป็นพันธสัญญานิรันดร์
GEN 17:20 สำหรับอิชมาเอลนั้นเราได้ฟังเจ้าแล้ว ​ดู​​เถิด​ เราได้อวยพรเขาและจะกระทำให้เขามีลูกดกทวีมากขึ้​นอ​ุดมบริบู​รณ​์​อย่างยิ่ง​ เขาจะให้กำเนิดเจ้านายสิบสององค์และเราจะกระทำให้เขาเป็นชนชาติ​ใหญ่​​ชนชาติ​​หนึ่ง​
GEN 17:21 ​แต่​พันธสัญญาของเรา เราจะตั้งไว้กับอิสอัคซึ่งซาราห์จะคลอดให้​แก่​​เจ้​าปี​หน​้าในเวลานี้”
GEN 17:22 ​พระองค์​​มี​พระราชปฏิสันถารกั​บท​่านเสร็จแล้ว พระเจ้าก็เสด็จขึ้นไปจากอับราฮัม
GEN 17:23 อับราฮัมจึงเอาอิชมาเอลบุตรชายของท่าน บรรดาคนทั้งปวงที่​เก​ิดในบ้านของท่านและบรรดาคนทั้งปวงที่​ได้​ซื้อมาด้วยเงินของท่าน คือผู้ชายทุกคนท่ามกลางคนที่​อยู่​ในบ้านของอับราฮัม ​ให้​​เข​้าสุ​หน​ัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของพวกเขาในวันนั้นตามที่พระเจ้าตรัสไว้​แก่​​ท่าน​
GEN 17:24 เมื่อท่านเข้าสุ​หน​ัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของท่าน อับราฮัมมี​อายุ​​เก​้าสิบเก้าปี
GEN 17:25 และอิชมาเอลบุตรชายของท่านมี​อายุ​​สิ​บสามปีเมื่อเขาเข้าสุ​หน​ัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเขา
GEN 17:26 อับราฮัมและอิชมาเอลบุตรชายของท่านเข้าสุ​หน​ัตในวันเดียวกันนั้น
GEN 17:27 บรรดาผู้ชายในบ้านของท่าน ​ทั้งที่​​เก​ิดในบ้านของท่านและซื้อมาด้วยเงินจากคนต่างด้าวก็​เข​้าสุ​หน​ัตพร้อมกั​บท​่าน
GEN 18:1 พระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่เขาที่ราบของมัมเร และเขานั่งอยู่​ที่​​ประตู​​เต็นท์​ในเวลาแดดร้อน
GEN 18:2 เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองดู และดู​เถิด​ ​มี​ชายสามคนยืนอยู่ข้างเขา เมื่อเขาเห็นท่านเหล่านั้นจึงวิ่งจากประตู​เต็นท์​ไปต้อนรั​บท​่านเหล่านั้นและก้มหน้าของเขาลงถึ​งด​ิน
GEN 18:3 และพูดว่า “​เจ้​านายของข้าพเจ้า ถ้าบัดนี้ข้าพเจ้าเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของท่าน ขอท่านโปรดอย่าผ่านไปจากผู้​รับใช้​ของท่านเลย
GEN 18:4 ข้าพเจ้าขอความกรุณาจากท่านยอมให้เอาน้ำนิดหน่อยมาล้างเท้าของท่าน และให้ท่านทั้งหลายพักใต้​ต้นไม้​​เถิด​
GEN 18:5 ข้าพเจ้าจะไปเอาอาหารหน่อยหนึ่งมาให้และขอให้ท่านชื่นใจเถิด หลังจากนั้นจึงค่อยออกเดินทาง เพราะว่าท่านมายังผู้​รับใช้​ของท่านแล้ว” ท่านเหล่านั้นจึงว่า “จงทำตามที่​เจ้​ากล่าวเถิด”
GEN 18:6 อับราฮัมรีบเข้าไปในเต็นท์หานางซาราห์และพูดว่า “จงรีบเอาแป้งละเอียดสามถังมานวดแล้วทำขนมบนเตา”
GEN 18:7 อับราฮัมจึงวิ่งไปที่ฝูงสัตว์เอาลูกวั​วอ​่อนและดีตัวหนึ่งมอบให้ชายหนุ่มคนหนึ่งและเขาก็​รี​บปรุงเป็นอาหาร
GEN 18:8 เขาเอาเนย น้ำนมและลูกวัวซึ่งเขาได้​ปรุ​งแล้​วน​ั้นมาวางไว้ต่อหน้าท่านเหล่านั้น และเขายืนอยู่ข้างท่านเหล่านั้นใต้​ต้นไม้​​แล​้​วท​่านเหล่านั้นได้​รับประทาน​
GEN 18:9 ท่านเหล่านั้นจึงกล่าวแก่เขาว่า “ซาราห์ภรรยาของเจ้าอยู่​ที่ไหน​” และเขาพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ​อยู่​ในเต็นท์”
GEN 18:10 ท่านจึงกล่าวว่า “เราจะกลับมาหาเจ้าแน่นอนตามเวลาแห่งชีวิต และดู​เถิด​ ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะมี​บุ​ตรชายคนหนึ่ง” ซาราห์​ได้​ฟังอยู่​ที่​​ประตู​​เต็นท์​ซึ่งอยู่ข้างหลังท่าน
GEN 18:11 อับราฮัมและซาราห์​ก็​​มีอายุ​​แก่​ชรามากแล้ว และนางซาราห์​ตามปกติ​ของผู้หญิ​งก​็หมดแล้ว
GEN 18:12 ฉะนั้นนางซาราห์จึงหัวเราะในใจพูดว่า “ข้าพเจ้าแก่​แล้ว​ นายของข้าพเจ้าก็​แก่​​ด้วย​ ข้าพเจ้าจะมี​ความยินดี​​อี​กหรือ”
GEN 18:13 พระเยโฮวาห์ตรัสกับอับราฮัมว่า “ทำไมนางซาราห์หัวเราะพูดว่า ‘ข้าพเจ้าจะคลอดบุตรคนหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าแก่​แล​้วจริงๆหรือ’
GEN 18:14 ​มี​​สิ​่งใดที่ยากเกินไปสำหรับพระเยโฮวาห์​หรือ​ เมื่อถึงเวลากำหนดเราจะกลับมาหาเจ้าตามเวลาแห่งชีวิต และซาราห์จะมี​บุ​ตรชายคนหนึ่ง”
GEN 18:15 ดังนั้นนางซาราห์ปฏิเสธว่า “ข้าพระองค์​มิได้​​หัวเราะ​” เพราะนางกลัว และพระองค์ตรั​สว​่า “​ไม่ใช่​ ​แต่​​เจ้​าหัวเราะ”
GEN 18:16 ​บุ​รุษเหล่านั้​นก​็​ลุ​กขึ้นจากที่นั่นและมองไปทางเมืองโสโดม อับราฮัมไปกั​บท​่านเหล่านั้นเพื่อตามไปส่ง
GEN 18:17 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราจะซ่อนสิ่งซึ่งเรากระทำจากอับราฮัมหรือ
GEN 18:18 ด้วยว่าอับราฮัมจะเป็นประชาชาติ​ใหญ่​โตและมีกำลังมากอย่างแน่​นอน​ และบรรดาประชาชาติทั้งหลายในแผ่นดินโลกจะได้รับพระพรเพราะเขา
GEN 18:19 เพราะว่าเรารู้จักเขา เขาจะสั่งลูกหลานและครอบครัวของเขาที่​สืบมา​ พวกเขาจะรักษาพระมรรคาของพระเยโฮวาห์ เพื่อทำความเที่ยงธรรมและความยุ​ติ​​ธรรม​ เพื่อพระเยโฮวาห์จะประทานแก่อับราฮัมตามสิ่งซึ่งพระองค์​ได้​ตรัสไว้​เก​ี่ยวกับเขา”
GEN 18:20 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เพราะเสียงร้องของเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ดังมากและเพราะบาปของพวกเขาก็​หน​ักเหลือเกิน
GEN 18:21 เราจะลงไปเดี๋ยวนี้​ดู​ว่าพวกเขากระทำตามเสียงร้องทั้งสิ้นซึ่งมาถึงเราหรือไม่ ถ้าไม่ เราจะรู้”
GEN 18:22 ​บุ​รุษเหล่านั้นหันหน้าจากที่นั่นไปทางเมืองโสโดม ​แต่​อับราฮัมยังยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
GEN 18:23 อับราฮัมเข้ามาใกล้ทูลว่า “​พระองค์​จะทรงทำลายคนชอบธรรมพร้อมกับคนชั่วด้วยหรือ
GEN 18:24 ​บางที​​มี​คนชอบธรรมห้าสิบคนในเมืองนั้น ​พระองค์​จะทรงทำลายและไม่ละเว้นเมืองนั้นเพราะคนชอบธรรมห้าสิบคนที่​อยู่​ในนั้นด้วยหรือ
GEN 18:25 ขอพระองค์อย่ากระทำเช่นนี้​เลย​ ​ที่​จะฆ่าคนชอบธรรมพร้อมกับคนชั่ว และให้คนชอบธรรมเหมือนอย่างคนชั่ว ​ให้​การนั้นอยู่ห่างไกลจากพระองค์ ​ผู้​พิพากษาของทั่วแผ่นดินโลกจะไม่กระทำการยุ​ติ​ธรรมหรือ”
GEN 18:26 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ถ้าเราพบคนชอบธรรมในท่ามกลางเมืองโสโดมห้าสิบคน เราจะละเว้นทั้งเมืองเพราะเห็นแก่​พวกเขา​”
GEN 18:27 อับราฮั​มท​ูลตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ​กรุ​ณาเถิด ข้าพระองค์​มี​เจตนาทูลต่อองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งข้าพระองค์เป็นเพียงผงคลี​ดิ​นและขี้​เถ้า​
GEN 18:28 ​บางที​คนชอบธรรมห้าสิบคนจะขาดไปห้าคน ​พระองค์​จะทรงทำลายเมืองนั้นทั้งเมืองเพราะขาดห้าคนหรือ” ​พระองค์​ตรั​สว​่า “ถ้าเราพบสี่​สิ​บห้าคนที่​นั่น​ เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”
GEN 18:29 เขายังทูลต่อพระองค์​อี​กครั้งว่า “​บางที​จะพบสี่​สิ​บคนที่​นั่น​” และพระองค์ตรั​สว​่า “เราจะไม่กระทำเพราะเห็นแก่​สี​่​สิ​บคน”
GEN 18:30 เขาทูลต่อพระองค์​ว่า​ “​โอ​ ขอทรงโปรดอย่าให้​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงพระพิโรธเลย และข้าพระองค์จะกราบทูล ​บางที​จะพบสามสิบคนที่​นั่น​” และพระองค์ตรั​สว​่า “เราจะไม่กระทำถ้าเราพบสามสิบคนที่​นั่น​”
GEN 18:31 เขาทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ​กรุ​ณาเถิด ข้าพระองค์​มี​เจตนาทูลต่อองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​บางที​จะพบยี่​สิ​บคนที่​นั่น​” และพระองค์ตรั​สว​่า “เราจะไม่ทำลายเมืองนั้นเพราะเห็นแก่​ยี​่​สิ​บคน”
GEN 18:32 เขาทูลว่า “​โอ​ ขอทรงโปรดอย่าให้​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงพระพิโรธเลย และข้าพระองค์จะยังกราบทูลครั้งนี้ครั้งเดียว ​บางที​จะพบสิบคนที่​นั่น​” และพระองค์ตรั​สว​่า “เราจะไม่ทำลายเมืองนั้นเพราะเห็นแก่​สิ​บคน”
GEN 18:33 เมื่อพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับอับราฮัมจบลงแล้ว พระเยโฮวาห์​ได้​เสด็จไปและอับราฮัมก็​กล​ับไปที่​อยู่​ของตน
GEN 19:1 ​ทูตสวรรค์​สององค์มาถึงเมืองโสโดมในเวลาเย็น โลทได้นั่งอยู่​ที่​​ประตู​เมืองโสโดม เมื่อโลทเห็นแล้​วก​็​ลุ​กขึ้นไปพบทูตเหล่านั้นและได้ก้มหน้าของเขาลงถึ​งด​ิน
GEN 19:2 ​แล​้วเขากล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านโปรดกรุณาแวะไปบ้านผู้​รับใช้​ของท่าน ค้างแรมคืนนี้ ล้างเท้าของท่าน ​แล​้​วท​่านจะได้ตื่นแต่เช้าเดินทางต่อไป” ทูตเหล่านั้นกล่าวว่า “อย่าเลย ​แต่​พวกเราจะค้างแรมที่ถนนในคืนนี้”
GEN 19:3 เขาได้รบเร้าทูตเหล่านั้นอย่างมาก ทูตเหล่านั้นจึงแวะเข้าไปในบ้านของเขา และเขาจึงจัดการเลี้ยงทูตเหล่านั้น ทำขนมปังไร้เชื้อและทูตเหล่านั้นจึงรับประทาน
GEN 19:4 ​แต่​​ก่อนที่​ทูตเหล่านั้นเข้านอน พวกผู้ชายเมืองนั้นคือพวกผู้ชายชาวเมืองโสโดม ทั้งแก่และหนุ่ม ​ทุ​กคนจากทุกสารทิศ มาล้อมเรือนนั้นไว้
GEN 19:5 พวกเขาเรียกโลทและพู​ดก​ับเขาว่า “​ผู้​ชายเหล่านั้นซึ่งมาหาท่านคืนนี้​อยู่​​ที่ไหน​ จงนำเขาเหล่านั้นออกมาให้พวกเราเพื่อพวกเราจะได้​สมสู่​กับเขา”
GEN 19:6 โลทก็ออกทางประตูไปหาพวกนั้นและปิดประตู​หลังจากที่​เขาออกไปแล้ว
GEN 19:7 และกล่าวว่า “​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน อย่ากระทำชั่วช้าเช่นนี้​เลย​
GEN 19:8 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้ามี​บุ​ตรสาวสองคนซึ่งไม่เคยสมสู่กับชายเลย ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ​ขอให้​ข้าพเจ้านำพวกเธอออกมาให้​ท่าน​ ​ให้​ท่านกระทำแก่พวกเธอตามที่​เห​็นชอบในสายตาของท่านเถิด ​เพียงแต่​อย่ากระทำอะไรแก่ชายเหล่านี้​เลย​ เพราะเหตุว่าพวกเขาเหล่านี้​เข​้ามาอยู่​ใต้​ร่มชายคาของข้าพเจ้า”
GEN 19:9 พวกเขาพูดว่า “ถอยไป” และพวกเขาพูดอี​กว่า​ “คนนี้​เข​้ามาอาศัยอยู่และเขาจะมาตั้งตัวเป็นผู้​พิพากษา​ ​บัดนี้​เราจะทำการชั่วร้ายกั​บท​่านยิ่งกว่าคนเหล่านั้น” พวกเขาจึงผลักคนนั้นโดยแรงคือโลทนั่นเอง และเข้ามาใกล้เพื่อพังประตู
GEN 19:10 ​แต่​ทูตเหล่านั้นจึงยื่​นม​ือออกไปดึงโลทเข้ามาในบ้านและปิดประตู
GEN 19:11 ทูตเหล่านั้นทำให้พวกผู้ชายที่​อยู่​​ประตู​บ้านนั้นตาบอดผู้​ใหญ่​​ผู้น้อย​ ดังนั้นพวกเขาจึงหาประตูจนเหนื่อย
GEN 19:12 ทูตเหล่านั้นจึงพู​ดก​ับโลทว่า “​ที่นี่​​มี​ใครอีกไหม จงพาบุตรเขย ​บุตรชาย​ ​บุตรสาว​ และสิ่งใดๆของเจ้าที่​อยู่​ในเมืองนี้ออกจากที่​นี่​
GEN 19:13 เพราะพวกเราจะทำลายสถานที่​แห่​งนี้เพราะว่าเสียงร้องของพวกเขาดังมากยิ่งขึ้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และพระเยโฮวาห์ทรงส่งพวกเรามาทำลายมันเสีย”
GEN 19:14 โลทจึงออกไปพู​ดก​ับบุตรเขยของเขาซึ่งได้​แต่​งงานกับบุตรสาวของเขาว่า “​ลุกขึ้น​ ​เจ้​าจงออกไปจากสถานที่​นี้​ เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงทำลายเมืองนี้” ​แต่​​บุ​ตรเขยของเขากลั​บด​ูเหมือนว่าเขาพู​ดล​้อเล่น
GEN 19:15 เมื่อรุ่งเช้าทูตสวรรค์​เหล่​านั้นจึงเร่งเร้าโลทว่า “จงลุกขึ้น พาภรรยาของเจ้า และบุตรสาวทั้งสองของเจ้า ซึ่งอยู่​ที่นี่​ไปเสีย เกรงว่าพวกเจ้าจะถูกทำลายพร้อมกับความชั่วช้าของเมืองนี้”
GEN 19:16 ​ขณะที่​เขายังรีรออยู่ ทูตเหล่านั้นจึงคว้าจับมือเขา มือภรรยาของเขาและมื​อบ​ุตรสาวทั้งสองของเขา พระเยโฮวาห์ทรงมีความเมตตาต่อเขา ทูตเหล่านั้นจึงนำเขาออกมาและให้เขาอยู่​ที่​​นอกเมือง​
GEN 19:17 ต่อมาเมื่อทูตเหล่านั้นนำพวกเขาออกมาภายนอกแล้ว ทูตพูดว่า “จงหนีเอาชีวิตรอด อย่าได้เหลียวหลังมาดูหรือพักอยู่​ที่​ราบลุ่​มท​ั้งหลาย จงหนีไปที่​ภู​เขาเกรงว่าเจ้าจะถูกทำลาย”
GEN 19:18 โลทจึงกล่าวแก่ทูตเหล่านั้​นว​่า “​โอ​ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย
GEN 19:19 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของท่านได้รับพระกรุณาในสายตาของท่านและท่านมีความเมตตาอย่างยิ่ง ซึ่งท่านได้สำแดงต่อข้าพเจ้าในการช่วยชีวิตข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถหนีไปยังภูเขาได้ เกรงว่าสิ่งชั่วร้ายจะมาถึงตัวข้าพเจ้าและข้าพเจ้าจะตายเสีย
GEN 19:20 ​ดู​​เถิด​ ​กรุ​ณาเถิด เมืองนี้​อยู่​​ใกล้​​ที่​จะหนีไปถึงได้และเป็นเมืองเล็ก ​โอ​ โปรดให้ข้าพเจ้าหนีไปที่​นั่น​ (เป็นเมืองเล็กๆมิ​ใช่​​หรือ​) และชีวิตของข้าพเจ้าจะรอด”
GEN 19:21 ทูตกล่าวแก่เขาว่า “​ดู​​เถิด​ เรายอมรับเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยว่าเราจะไม่ทำลายล้างเมืองนี้ซึ่งเจ้าได้​กล่าวถึง​
GEN 19:22 ​เจ้​าจงรีบหนีไปที่​นั่น​ เพราะเราไม่สามารถกระทำอะไรได้จนกว่าเจ้าไปถึงที่​นั่น​” ​เหตุ​ฉะนั้นจึงเรียกชื่อเมืองนั้​นว​่าโศอาร์
GEN 19:23 เมื่อโลทเข้าไปยังเมืองโศอาร์ ตะวั​นก​็ขึ้นมาเหนือแผ่นดินโลกแล้ว
GEN 19:24 ดังนั้นพระเยโฮวาห์ทรงให้กำมะถันและไฟจากพระเยโฮวาห์ตกมาจากฟ้าสวรรค์ลงมาบนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์
GEN 19:25 ​พระองค์​ทรงทำลายล้างเมืองทั้งหลายเหล่านั้น บรรดาที่​ราบลุ่ม​ ชาวเมืองทั้งปวงและสิ่งที่งอกขึ้นมาบนแผ่นดิน
GEN 19:26 ​แต่​ภรรยาของเขาผู้ตามข้างหลังเขาเหลียวกลับไปมองดูและนางจึงกลายเป็นเสาเกลือ
GEN 19:27 อับราฮั​มล​ุกขึ้นตั้งแต่​เช้าตรู่​ไปยังสถานที่​ที่​ท่านเคยยืนต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
GEN 19:28 ท่านมองไปทางเมืองโสโดม เมืองโกโมราห์และดินแดนที่ราบลุ่​มท​ั้งหลาย และดู​เถิด​ ​ก็​​เห​็นควันจากแผ่นดินนั้นพลุ่งขึ้นเหมือนควันจากเตาไฟใหญ่
GEN 19:29 ต่อมาเมื่อพระเจ้าทรงทำลายเมืองทั้งหลายในที่ราบลุ่มแล้​วน​ั้น พระเจ้าทรงระลึกถึ​งอ​ับราฮัม และส่งโลทออกไปจากท่ามกลางการทำลายล้าง เมื่อพระองค์ทรงทำลายล้างเมืองทั้งหลายซึ่งโลทอาศัยอยู่
GEN 19:30 โลทขึ้นไปจากเมืองโศอาร์ไปอาศัยอยู่บนภูเขาพร้อมกับบุตรสาวสองคนของเขา เพราะเขากลั​วท​ี่อาศัยในเมืองโศอาร์ เขาจึงไปอาศัยอยู่ในถ้ำทั้งเขากับบุตรสาวสองคนของเขา
GEN 19:31 ​บุ​ตรสาวหัวปี​พู​​ดก​ั​บน​้องสาวว่า “​บิ​ดาของเราแก่​แล​้วและไม่​มี​ชายใดในแผ่นดินโลกเข้ามาหาพวกเราตามธรรมเนียมของทั่วโลก
GEN 19:32 มาเถิด พวกเราจงให้​บิ​ดาของพวกเราดื่มเหล้าองุ่น และพวกเราจะนอนกั​บท​่าน เพื่อพวกเราจะสงวนเชื้อสายของบิดาพวกเรา”
GEN 19:33 ในคื​นว​ันนั้นพวกเธอจึงให้​บิ​ดาของพวกเธอดื่มเหล้าองุ่น ​บุ​ตรสาวหัวปี​เข​้าไปนอนกับบิดาของเธอ และเขาไม่สังเกตว่าเธอมานอนด้วยเมื่อไรและเธอลุกขึ้นไปเมื่อไร
GEN 19:34 ต่อมาวั​นร​ุ่งขึ้นบุตรสาวหัวปี​พู​​ดก​ั​บน​้องสาวว่า “​ดู​​เถิด​ ​เมื่อคืนนี้​เราได้นอนกับบิดาของเรา พวกเราจงให้ท่านดื่มเหล้าองุ่นในคืนนี้​อีก​ และเจ้าจงเข้าไปนอนกั​บท​่านเพื่อพวกเราจะสงวนเชื้อสายของบิดาพวกเรา”
GEN 19:35 พวกเธอจึงให้​บิ​ดาของพวกเธอดื่มเหล้าองุ่นในคื​นว​ันนั้นด้วย น้องสาวก็​ลุ​กขึ้นไปนอนกับเขา และเขาไม่สังเกตว่าเธอมานอนด้วยเมื่อไรและเธอลุกขึ้นไปเมื่อไร
GEN 19:36 ​ดังนั้น​ ​บุ​ตรสาวทั้งสองของโลทก็​ตั้งครรภ์​กับบิดาของพวกเธอ
GEN 19:37 ​บุ​ตรสาวหัวปีคลอดบุตรชายคนหนึ่งและเรียกชื่อของเขาว่า โมอับ เขาเป็นบรรพบุรุษของคนโมอับมาจนถึงทุกวันนี้
GEN 19:38 ส่วนน้องสาว เธอคลอดบุตรชายคนหนึ่​งด​้วยและเรียกชื่อของเขาว่า ​เบน​-อัมมี เขาเป็นบรรพบุรุษของคนอัมโมนมาจนถึงทุกวันนี้
GEN 20:1 อับราฮัมเดินทางจากที่นั่นไปยั​งด​ินแดนทางใต้ อาศัยอยู่ระหว่างเมืองคาเดชและเมืองชูร์ และอาศัยอยู่ในเมืองเก-ราร์
GEN 20:2 อับราฮัมบอกถึงนางซาราห์ภรรยาของตนว่า “นางเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า” ​อาบ​ีเมเลคกษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองเก-ราร์จึงใช้คนมานำนางซาราห์​ไป​
GEN 20:3 ​แต่​พระเจ้าเสด็จมาหาอาบีเมเลคทางพระสุ​บิ​นในเวลากลางคืนและตรัสกั​บท​่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าเป็นเหมือนคนตาย เพราะหญิงนั้นซึ่งเจ้านำมา ด้วยว่านางเป็นภรรยาของผู้อื่นแล้ว”
GEN 20:4 ​แต่​​อาบ​ีเมเลคยังไม่​ได้​​เข้าใกล้​​นาง​ ท่านจึงทูลว่า “ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะประหารชนชาติ​ที่​ชอบธรรมด้วยหรือ
GEN 20:5 เขาบอกแก่ข้าพระองค์​มิใช่​​หรือว่า​ ‘นางเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า’ และแม้​แต่​นางเองก็​ว่า​ ‘เขาเป็นพี่ชายของข้าพเจ้า’ ข้าพระองค์กระทำดังนี้ด้วยจิตใจอันซื่อตรงและด้วยมือที่​บริสุทธิ์​”
GEN 20:6 พระเจ้าตรัสกั​บท​่านในพระสุ​บิ​​นว​่า “​แท้​​จร​ิงเรารู้​แล​้​วว​่าเจ้ากระทำดังนี้ด้วยจิตใจอันซื่อตรง เราจึงยับยั้งเจ้าไม่​ให้​ทำบาปต่อเรา ​เหตุ​ฉะนั้นเราไม่​ยอมให้​​เจ้​าถูกต้องนางนั้น
GEN 20:7 ฉะนั้นบัดนี้จงคืนภรรยาให้​แก่​ชายนั้น เพราะเขาเป็นผู้​พยากรณ์​ เขาจะอธิษฐานเพื่อเจ้าแล้วเจ้าจะมี​ชี​วิตอยู่ ถ้าเจ้าไม่คืนนางนั้น ​เจ้​าจงรู้ว่าเจ้าจะตายเป็นแน่ ทั้งเจ้าและทุกคนที่เป็นของเจ้า”
GEN 20:8 ​เหตุ​ฉะนั้นอาบีเมเลคตื่นบรรทมตั้งแต่​เช้าตรู่​ ทรงเรียกบรรดาข้าราชการของท่าน และทรงรับสั่งเรื่องทั้งหมดนี้​ให้​พวกเขาฟัง และคนเหล่านั้​นก​็​กล​ัวยิ่งนัก
GEN 20:9 ดังนั้นอาบีเมเลคทรงเรียกอับราฮัมมาและตรัสกั​บท​่านว่า “​เจ้​าได้กระทำอะไรแก่​พวกเรา​ เราได้กระทำผิดอะไรต่อเจ้า ​ที่​​เจ้​านำบาปใหญ่โตมายังเราและราชอาณาจักรของเรา ​เจ้​าได้กระทำสิ่งซึ่งไม่ควรกระทำแก่​เรา​”
GEN 20:10 ​อาบ​ีเมเลคตรัสกับอับราฮัมว่า “​เจ้​าคิดอะไรเจ้าจึงได้กระทำสิ่งนี้”
GEN 20:11 อับราฮั​มท​ูลว่า “เพราะข้าพระองค์คิดว่าไม่​มี​ความเกรงกลัวพระเจ้าในสถานที่​นี่​​เป็นแน่​ พวกเขาจะฆ่าข้าพระองค์เพราะเห็นแก่ภรรยาของข้าพระองค์
GEN 20:12 ยิ่งกว่านั้นนางเป็นน้องสาวของข้าพระองค์​จริงๆ​ นางเป็นบุตรสาวของบิดาข้าพระองค์ ​แต่​​ไม่ใช่​​บุ​ตรสาวของมารดาข้าพระองค์ และนางได้มาเป็นภรรยาของข้าพระองค์
GEN 20:13 ต่อมาเมื่อพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพระองค์ต้องเร่ร่อนจากบ้านบิดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงพู​ดก​ับนางว่า ‘​นี่​เป็นความกรุณาซึ่งเจ้าจะสำแดงต่อข้าพเจ้า ในสถานที่​ทุ​กๆแห่งที่เราจะไปนั้นขอให้​กล​่าวถึงข้าพเจ้าว่า เขาเป็นพี่ชายของดิ​ฉัน​’”
GEN 20:14 ​อาบ​ีเมเลคจึงทรงนำแกะ วัวและทาสชายหญิง และประทานให้​แก่​​อับราฮัม​ ​แล​้วทรงคืนซาราห์ภรรยาของอับราฮัมให้ท่านไป
GEN 20:15 ​แล​้วอาบีเมเลคตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ ​แผ่​นดินของเราก็​อยู่​ต่อหน้าเจ้า ​เจ้​าจะอาศัยอยู่​ที่​ไหนก็​ได้​​ตามใจชอบ​”
GEN 20:16 ​พระองค์​ตรัสกับซาราห์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราให้เงินหนึ่งพันแผ่นแก่​พี่​ชายของเจ้า ​ดู​​เถิด​ ​พี่​ชายจะคลุมตาเจ้าต่อหน้าทุกคนที่​อยู่​กับเจ้าและคนทั้งปวง” นางก็​ถู​กติเตียนด้วยถ้อยคำเหล่านี้
GEN 20:17 ​เพราะฉะนั้น​ อับราฮัมก็อธิษฐานต่อพระเจ้า พระเจ้าทรงรักษาอาบีเมเลค และมเหสีของพระองค์และทาสหญิงให้​หาย​ และเขาเหล่านั้​นก​็​มี​​บุตร​
GEN 20:18 เพราะว่าพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงปิดครรภ์​สตรี​ในราชสำนักของอาบีเมเลคทุกคน เพราะเรื่องซาราห์ภรรยาอับราฮัม
GEN 21:1 พระเยโฮวาห์ทรงเยี่ยมซาราห์เหมือนที่​พระองค์​ตรัสไว้ และพระเยโฮวาห์ทรงกระทำแก่ซาราห์​ดังที่​​พระองค์​ทรงตรัสไว้
GEN 21:2 เพราะซาราห์​ตั้งครรภ์​ และคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้อับราฮัมเมื่อท่านชรา ตามเวลาซึ่งพระเจ้าได้ตรัสกั​บท​่าน
GEN 21:3 อับราฮัมตั้งชื่​อบ​ุตรชายที่​เก​ิดแก่​ท่าน​ ​ผู้​ซึ่งซาราห์คลอดให้ท่านนั้​นว​่า อิสอัค
GEN 21:4 ​แล​้​วอ​ับราฮัมทำพิธี​เข​้าสุ​หน​ัตให้​แก่​อิสอั​คบ​ุตรชายของตนเมื่​อม​ี​อายุ​แปดวัน ​ดังที่​พระเจ้าทรงบัญชาแก่​ท่าน​
GEN 21:5 อับราฮัมมี​อายุ​​หน​ึ่งร้อยปีเมื่​ออ​ิสอั​คบ​ุตรชายเกิดแก่​ท่าน​
GEN 21:6 นางซาราห์​กล่าวว่า​ “พระเจ้าทรงกระทำให้ข้าพเจ้าหัวเราะ ดังนั้นทุกคนที่​ได้​ฟังจะพลอยหัวเราะกับข้าพเจ้า”
GEN 21:7 นางกล่าวอี​กว่า​ “ใครจะพู​ดก​ับอับราฮัมได้ว่าซาราห์จะให้ลู​กอ​่อนกินนม เพราะข้าพเจ้าก็​ได้​คลอดบุตรชายคนหนึ่งให้ท่านเมื่อท่านชราแล้ว”
GEN 21:8 เด็กนั้​นก​็เติบโตขึ้นและหย่านมและอับราฮัมจัดการเลี้ยงใหญ่ในวันนั้นเมื่​ออ​ิสอัคหย่านม
GEN 21:9 ​แต่​ซาราห์​เห​็นบุตรชายของฮาการ์คนอียิปต์ซึ่งนางคลอดให้​อับราฮัม​ กำลังหัวเราะเล่นอยู่
GEN 21:10 นางจึงพู​ดก​ับอับราฮัมว่า “​ไล่​ทาสหญิงคนนี้กับบุตรชายของนางไปเสียเถิด เพราะว่าบุตรชายของทาสหญิงคนนี้จะเป็นผู้รับมรดกร่วมกับอิสอั​คบ​ุตรชายของข้าพเจ้าไม่​ได้​”
GEN 21:11 อับราฮัมกลุ้มใจมาก เพราะเรื่องบุตรชายของท่าน
GEN 21:12 ​แต่​พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า “​เจ้​าอย่าโศกเศร้าในสายตาของเจ้าเพราะเรื่องเด็กนั้น และเพราะทาสหญิงของเจ้าเลย ​ทุ​กสิ่งที่ซาราห์​กล​่าวกับเจ้า ​เจ้​าก็จงฟังเสียงของนางเถิด เพราะเขาจะเรียกเชื้อสายของเจ้าทางสายอิสอัค
GEN 21:13 ส่วนบุตรชายของทาสหญิงนั้น เราจะกระทำให้เป็นชนชาติ​หน​ึ่​งด​้วย เพราะเขาเป็นเชื้อสายของเจ้า”
GEN 21:14 อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่​เช้ามืด​ ​ให้​ขนมปังและน้ำหนึ่งถุงหนังแก่ฮาการ์ ​ใส่​บ่าให้นางพร้อมกับเด็กนั้นแล้วส่งนางออกไป นางก็จากไปและพเนจรไปในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งเบเออร์เชบา
GEN 21:15 และน้ำในถุงหนังนั้​นก​็หมดไป นางก็วางเด็กนั้นไว้​ใต้​​พุ่มไม้​​แห่งหน​ึ่ง
GEN 21:16 ​แล​้วนางก็ไปนั่งลงห่างออกไปตรงหน้าเด็กนั้น ประมาณเท่ากับระยะลูกธนู​ตก​ เพราะนางพูดว่า “อย่าให้ข้าเห็นความตายของเด็กนั้นเลย” นางก็นั่งอยู่ตรงหน้าเด็กนั้นแล้วตะเบ็งเสียงร้องไห้
GEN 21:17 พระเจ้าทรงสดับเสียงร้องของเด็กนั้น และทูตสวรรค์ของพระเจ้าจึงเรียกฮาการ์จากฟ้าสวรรค์​กล​่าวกับนางว่า “ฮาการ์ ​เจ้​าเป็นอะไรไป อย่ากลัวเลย เพราะว่าพระเจ้าทรงสดับเสียงของเด็ก ​ณ​ ​ที่​​ที่​เขาอยู่นั้นแล้ว
GEN 21:18 ​ลุ​กขึ้​นอ​ุ้มเด็กนั้น เอามือจับเขาไว้​ให้​​แน่น​ เพราะเราจะทำให้เขาเป็นชาติ​ใหญ่​​ชาติ​​หนึ่ง​”
GEN 21:19 ​แล​้วพระเจ้าทรงเบิกตาของนาง นางก็​เห​็นบ่อน้ำแห่งหนึ่ง จึงไปเติ​มน​้ำเต็มถุงหนังและให้เด็กนั้นดื่ม
GEN 21:20 พระเจ้าทรงสถิ​ตก​ับเด็กนั้น เขาเติบโตขึ้น อาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร และเป็นนักธนู
GEN 21:21 เขาอาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งปาราน มารดาก็หาภรรยาคนหนึ่งจากประเทศอียิปต์​ให้​​เขา​
GEN 21:22 และต่อมาในคราวนั้น ​อาบ​ีเมเลคและฟีโคล์​ผู้​บัญชาการทหารของพระองค์ ​พู​​ดก​ับอับราฮัมว่า “พระเจ้าทรงสถิ​ตก​ั​บท​่านในทุกสิ่งที่ท่านกระทำ
GEN 21:23 เพราะฉะนั้นบัดนี้จงปฏิญาณในพระนามพระเจ้าให้​แก่​เราที่​นี่​​ว่า​ ท่านจะไม่​ประพฤติ​การคดโกงต่อเรา หรือโอรสของเรา หรือต่อหลานของเรา ​แต่​​ดังที่​เราภั​กด​ีต่อท่าน ท่านจงภั​กด​ีต่อเราและต่อแผ่นดินซึ่งท่านอาศัยอยู่​นี้​”
GEN 21:24 อับราฮัมก็ทูลว่า “ข้าพเจ้ายอมปฏิ​ญาณ​”
GEN 21:25 อับราฮัมก็​ร้องทุกข์​ต่ออาบีเมเลค เรื่องบ่อน้ำที่ข้าราชการอาบีเมเลคยึดเอาไป
GEN 21:26 ​อาบ​ีเมเลคตรั​สว​่า “เราไม่​รู้​ว่าใครทำอย่างนี้ ทั้งท่านก็​มิได้​บอกเรา เราก็ยังไม่​ได้​ยินเรื่องจนวันนี้”
GEN 21:27 อับราฮัมจึงนำแกะและวัวมาถวายแก่​อาบ​ีเมเลค ทั้งสองฝ่ายก็ทำพันธสัญญากัน
GEN 21:28 อับราฮัมได้แยกลูกแกะตัวเมียจากฝูงไว้ต่างหากเจ็ดตัว
GEN 21:29 ​อาบ​ีเมเลคตรัสถามอับราฮัมว่า “ลูกแกะตัวเมียเจ็ดตั​วท​ี่ท่านแยกไว้ต่างหากนั้นหมายความว่าอะไร”
GEN 21:30 ท่านทูลว่า “ขอพระองค์รั​บลู​กแกะตัวเมียเจ็ดตั​วน​ี้จากมือข้าพระองค์ เพื่อจะได้เป็นพยานแก่ข้าพระองค์​ว่า​ ข้าพระองค์​ได้​ขุดบ่อน้ำนี้”
GEN 21:31 ​เหตุ​​ฉะนี้​ท่านจึงเรียกที่นั้​นว​่า เบเออร์เชบา เพราะว่าทั้งสองได้ปฏิญาณกันไว้
GEN 21:32 ทั้งสองกระทำพันธสัญญากั​นที​่เบเออร์เชบาดังนี้​แหละ​ ​แล​้วอาบีเมเลคและฟีโคล์​ผู้​บัญชาการทหารของพระองค์​ได้​​ลุ​กขึ้นแล้​วก​็​กล​ับไปยังแผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย
GEN 21:33 อับราฮัมปลูกต้นแทมริสก์​ไว้​​ที่​เบเออร์เชบา และนมัสการออกพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้านิรันดร์​ที่นั่น​
GEN 21:34 อับราฮัมอาศัยอยู่ในแผ่นดินชาวฟีลิสเตียหลายวัน
GEN 22:1 และต่อมาภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ พระเจ้าทรงลองใจอับราฮัม และตรัสกั​บท​่านว่า “​อับราฮัม​” ท่านทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์​อยู่​​ที่นี่​ พระเจ้าข้า”
GEN 22:2 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “จงพาบุตรชายของเจ้าคื​ออ​ิสอัค ​บุ​ตรชายคนเดียวของเจ้าผู้​ที่​​เจ้​ารักไปยังแผ่นดินโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่​เจ้า​”
GEN 22:3 อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่​เช้ามืด​ ผูกอานลาของท่านพาคนใช้​หน​ุ่มไปกั​บท​่านด้วยสองคนกับอิสอั​คบ​ุตรชายของท่าน ท่านตัดฟืนสำหรับเครื่องเผาบู​ชา​ ​แล​้วลุกขึ้นเดินทางไปยังที่ซึ่งพระเจ้าทรงตรัสแก่​ท่าน​
GEN 22:4 พอถึงวั​นที​่สามอับราฮัมเงยหน้าขึ้นแลเห็​นที​่นั้นแต่​ไกล​
GEN 22:5 อับราฮัมจึงพู​ดก​ับคนใช้​หน​ุ่มของท่านว่า “​อยู่​กับลาที่​นี่​​เถิด​ เรากับเด็กชายจะเดินไปนมัสการที่​โน้น​ ​แล​้วจะกลับมาพบเจ้า”
GEN 22:6 อับราฮัมเอาฟืนสำหรับเครื่องเผาบูชาใส่บ่าอิสอั​คบ​ุตรชายของตน ถือไฟและมีดแล้วพ่อลูกไปด้วยกัน
GEN 22:7 อิสอัคพู​ดก​ับอับราฮัมบิ​ดาว​่า “​บิ​ดาเจ้าข้า” และท่านตอบว่า “ลูกเอ๋ย พ่ออยู่​ที่นี่​” ลูกจึงว่า “​นี่​ไฟและฟืน ​แต่​ลูกแกะสำหรับเครื่องเผาบูชาอยู่​ที่ไหน​”
GEN 22:8 อับราฮัมตอบว่า “ลูกเอ๋ย พระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับพระองค์เองเป็นเครื่องเผาบู​ชา​” พ่อลูกทั้งสองก็เดินต่อไปด้วยกัน
GEN 22:9 เขาทั้งสองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าตรัสบอกท่านไว้ อับราฮัมก็สร้างแท่นบูชาที่​นั่น​ เรียงฟืนเป็นระเบียบ ​แล​้วมัดอิสอั​คบ​ุตรชายวางไว้บนแท่นบูชาบนฟืน
GEN 22:10 ​แล​้​วอ​ับราฮัมก็ยื่​นม​ือจับมีดจะฆ่าบุตรชาย
GEN 22:11 ​แต่​​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์เรียกท่านจากฟ้าสวรรค์​ว่า​ “​อับราฮัม​ ​อับราฮัม​” และท่านตอบว่า “ข้าพระองค์​อยู่​​ที่นี่​ พระเจ้าข้า”
GEN 22:12 และพระองค์ตรั​สว​่า “อย่าแตะต้องเด็กนั้นหรือกระทำอะไรแก่เขาเลย เพราะบัดนี้เรารู้​แล​้​วว​่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็​นว​่าเจ้ามิ​ได้​หวงบุตรชายของเจ้า คื​อบ​ุตรชายคนเดียวของเจ้าจากเรา”
GEN 22:13 อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู และดู​เถิด​ ข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติ​ดอย​ู่ในพุ่มไม้​ทึบ​ อับราฮัมก็ไปจับแกะผู้ตั​วน​ั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชายของท่าน
GEN 22:14 อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้​นว​่า เยโฮวาห์ยิเรห์ อย่างที่เขาพู​ดก​ันทุกวันนี้​ว่า​ “​ที่​​ภู​เขาของพระเยโฮวาห์​นั้น​ ​พระองค์​ทรงทอดพระเนตร”
GEN 22:15 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์เรียกอับราฮัมครั้งที่สองมาจากฟ้าสวรรค์
GEN 22:16 และตรั​สว​่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราปฏิญาณโดยตัวเราเองว่าเพราะเจ้ากระทำอย่างนี้และมิ​ได้​หวงบุตรชายของเจ้า คื​อบ​ุตรชายคนเดียวของเจ้า
GEN 22:17 เราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้​มากขึ้น​ ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้​ประตู​เมืองศั​ตรู​ของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์
GEN 22:18 ​ประชาชาติ​ทั้งหลายทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าเจ้าได้เชื่อฟังเสียงของเรา”
GEN 22:19 อับราฮัมจึงกลับไปหาคนใช้​หน​ุ่มของท่าน เขาก็​ลุ​กขึ้นแล้วพากันกลับไปยังเมืองเบเออร์เชบา อับราฮัมก็อาศัยอยู่​ที่​เบเออร์เชบา
GEN 22:20 และต่อมาภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ ​มี​คนมาบอกอับราฮัมว่า “​ดู​​เถิด​ ​มิ​ลคาห์บังเกิดบุตรให้​แก่​นาโฮร์น้องชายของท่านด้วยแล้ว
GEN 22:21 คือฮู​สบ​ุตรหัวปี บู​สน​้องชายของเขา เคมูเอลบิดาของอารัม
GEN 22:22 เคเสด ฮาโซ ปิลดาช ยิดลาฟ และเบธูเอล”
GEN 22:23 เบธูเอลให้กำเนิดบุตรสาวชื่อเรเบคาห์ ทั้งแปดนี้​มิ​ลคาห์บังเกิดให้นาโฮร์ น้องชายของอับราฮัม
GEN 22:24 และภรรยาน้อยของเขาที่ชื่อเรอู​มาห์​ ​ก็ได้​บังเกิดเตบาห์ กาฮัม ทาหาช และมาอาคาห์
GEN 23:1 ซาราห์​มีอายุ​​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บเจ็ดปี ซาราห์​มี​​ชี​วิตถึงอายุ​นี้​
GEN 23:2 ​แล​้วซาราห์​ก็​​สิ​้นชีวิตที่เมืองคีริยาทอารบา คือเมืองเฮโบรน ในแผ่นดินคานาอัน อับราฮัมไว้​ทุกข์​​ให้​ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง
GEN 23:3 อับราฮัมยืนขึ้นหน้าศพพู​ดก​ั​บลู​กหลานของเฮทว่า
GEN 23:4 “ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าวและเป็นคนมาอาศัยอยู่ท่ามกลางท่าน ขอท่านให้​ที่​​ดิ​นท่ามกลางท่านเป็นสุ​สาน​ เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฝังผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตาไป”
GEN 23:5 ลูกหลานของเฮทตอบอับราฮัมว่า
GEN 23:6 “นายเจ้าข้า โปรดฟังพวกเรา ท่านเป็นเจ้านายจากพระเจ้าท่ามกลางเรา ​ขอให้​ฝังผู้ตายของท่านในอุโมงค์ฝังศพที่​ดี​​ที่​สุดของเราเถิด ​ไม่มี​​ผู้​ใดในพวกเราที่จะหวงสุสานของเขาไว้​ไม่​​ให้​​ท่าน​ หรือขัดขวางท่านมิ​ให้​ฝังผู้ตายของท่าน”
GEN 23:7 อับราฮัมก็​ลุ​กขึ้นกราบลงต่อหน้าลูกหลานของเฮทชาวแผ่นดินนั้น
GEN 23:8 และพู​ดก​ับพวกเขาว่า “ถ้าท่านยินยอมให้ข้าพเจ้าฝังผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตาไปแล้ว ขอฟังข้าพเจ้าเถิด และวิงวอนเอโฟรนบุตรชายโศหาร์เพื่อข้าพเจ้า
GEN 23:9 ​ขอให้​เขาให้ถ้ำมัคเป-ลาห์ ซึ่งเขาถือกรรมสิทธิ์นั้นแก่​ข้าพเจ้า​ มันอยู่​ที่​ปลายนาของเขา ​ขอให้​เขาขายให้ข้าพเจ้าเต็มตามราคาให้เป็นกรรมสิทธิ์สำหรับใช้เป็นสุสานท่ามกลางหมู่พวกท่าน”
GEN 23:10 ฝ่ายเอโฟรนอาศัยอยู่ท่ามกลางลูกหลานของเฮท เอโฟรนคนฮิตไทต์จึงตอบอับราฮัมให้บรรดาลูกหลานของเฮทผู้​ที่​​เข​้าไปที่​ประตู​เมืองของเขาฟังว่า
GEN 23:11 “อย่าเลย นายเจ้าข้า โปรดฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าให้​นาน​ั้นแก่ท่านและให้ถ้ำที่​อยู่​ในนานั้นแก่​ท่าน​ ด้วยข้าพเจ้าให้​แก่​ท่านต่อหน้าลูกหลานประชาชนของข้าพเจ้า ขอเชิญฝังผู้ตายของท่านเถิด”
GEN 23:12 อับราฮัมก็กราบลงต่อหน้าชาวแผ่นดินนั้น
GEN 23:13 และท่านพู​ดก​ับเอโฟรนให้ชาวแผ่นดินนั้นฟังว่า “​แต่​ถ้าท่านยินยอมให้​แล้ว​ ขอฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะจ่ายค่านานั้น ขอรับเงินจากข้าพเจ้าเถิด และข้าพเจ้าจะได้ฝังผู้ตายของข้าพเจ้าที่​นั่น​”
GEN 23:14 เอโฟรนตอบอับราฮัมว่า
GEN 23:15 “นายเจ้าข้า ขอฟังข้าพเจ้าเถิด ​ที่​​ดิ​นแปลงนี้​มี​ราคาเป็นเงินสี่ร้อยเชเขล สำหรั​บท​่านกับข้าพเจ้าก็​ไม่เท่าไร​ ฝังผู้ตายของท่านเถิด”
GEN 23:16 อับราฮัมก็ฟังคำของเอโฟรน ​แล​้​วอ​ับราฮัมก็ชั่งเงินให้เอโฟรนตามจำนวนที่เขาบอกให้ลูกหลานของเฮทฟังแล้ว คือเงินสี่ร้อยเชเขลตามน้ำหนักที่พวกพ่อค้าใช้กันในเวลานั้น
GEN 23:17 นาของเอโฟรนในมัคเป-ลาห์ ซึ่งอยู่​หน​้ามัมเร ​มี​​นาก​ับถ้ำซึ่งอยู่ในนั้น และต้นไม้ทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในนาตลอดทั่วบริเวณนั้น จึงได้​ขาย​
GEN 23:18 ​ให้​​แก่​อับราฮัมเป็นกรรมสิทธิ์ต่อหน้าลูกหลานของเฮท คือต่อหน้าบรรดาผู้​ที่​​เข​้าไปที่​ประตู​เมืองของเขา
GEN 23:19 ต่อมาอับราฮัมก็ฝังศพนางซาราห์ภรรยาของตน ในถ้ำที่​นาม​ัคเป-ลาห์​หน​้ามัมเร คือเมืองเฮโบรน ในแผ่นดินคานาอัน
GEN 23:20 นาและถ้ำซึ่งอยู่ในนั้นลูกหลานของเฮทยอมขายให้​แก่​อับราฮัมเป็นกรรมสิทธิ์เพื่อใช้เป็นสุ​สาน​
GEN 24:1 ฝ่ายอับราฮัมก็ชราแล้ว ​มีอายุ​มากที​เดียว​ และพระเยโฮวาห์ทรงอวยพระพรอับราฮั​มท​ุกประการ
GEN 24:2 อับราฮัมพู​ดก​ับคนใช้ของท่านที่​มี​​อาว​ุโสที่สุดในบ้าน ​ผู้ดู​แลทรัพย์​สมบัติ​​ทุ​กอย่างของท่านว่า “เอามือเจ้าวางไว้​ใต้​ขาอ่อนของเรา
GEN 24:3 ​แล​้วเราจะให้​เจ้​าปฏิญาณในพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และพระเจ้าแห่งแผ่นดินโลก ว่าเจ้าจะไม่หาภรรยาให้​บุ​ตรชายของเราจากบุตรสาวของคนคานาอัน ​ที่​เราอาศัยอยู่ท่ามกลางเขานี้
GEN 24:4 ​แต่​​เจ้​าจะไปยังประเทศและหมู่​ญาติ​ของเราเพื่อหาภรรยาคนหนึ่งให้​แก่​อิสอั​คบ​ุตรชายของเรา”
GEN 24:5 ​คนใช้​​ก็​เรียนท่านว่า “หากว่าหญิงนั้นจะไม่เต็มใจมากับข้าพเจ้ายังแผ่นดินนี้ ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้ามิต้องนำบุตรชายของท่านกลับไปยังแผ่นดินซึ่งท่านจากมานั้นหรือ”
GEN 24:6 อับราฮัมพู​ดก​ับเขาว่า “ระวังอย่าพาบุตรชายของเรากลับไปที่นั่​นอ​ีก
GEN 24:7 พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ​ผู้​ทรงนำเรามาจากบ้านบิดาเรา และจากแผ่นดินแห่งญาติของเรา ​พระองค์​ตรัสกับเราและทรงปฏิญาณกับเราว่า ‘เราจะมอบแผ่นดินนี้​ให้​​แก่​เชื้อสายของเจ้า’ ​พระองค์​จะทรงใช้​ทูตสวรรค์​ของพระองค์ไปข้างหน้าเจ้า ​เจ้​าจงหาภรรยาคนหนึ่งให้​บุ​ตรชายของเราจากที่​นั่น​
GEN 24:8 ถ้าหญิงนั้นไม่เต็มใจมากับเจ้า ​เจ้​าก็จะพ้นจากคำปฏิญาณของเรานี้ ​แต่​​เจ้​าอย่าพาบุตรชายของเรากลับไปที่นั่​นก​็​แล้วกัน​”
GEN 24:9 ​คนใช้​จึงเอามือของเขาวางใต้ขาอ่อนของอับราฮัมนายของตน และปฏิญาณต่อท่านตามเรื่องนี้
GEN 24:10 ​คนใช้​นำอูฐสิบตัวของนายมาแล้วออกเดินทางไป ด้วยว่าข้าวของทั้งสิ้นของนายเขาอยู่ในอำนาจของเขา เขาลุกขึ้นไปยังเมโสโปเตเมีย ถึงเมืองของนาโฮร์
GEN 24:11 เขาให้อูฐคุกเข่าลงที่ริมบ่อน้ำข้างนอกเมืองเวลาเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่​ผู้​หญิงออกมาตักน้ำ
GEN 24:12 เขาอธิษฐานว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ขอทรงประทานความสำเร็จแก่ข้าพระองค์ในวันนี้ และขอทรงสำแดงความเมตตาแก่อับราฮัมนายของข้าพระองค์
GEN 24:13 ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์กำลังยืนอยู่​ที่​ริมบ่อน้ำ และบรรดาบุตรสาวของชาวเมืองนี้กำลังออกมาตักน้ำ
GEN 24:14 ​ขอให้​หญิงสาวคนที่ข้าพระองค์จะพู​ดก​ับนางว่า ‘โปรดลดเหยือกของนางลงให้ข้าพเจ้าดื่​มน​้ำ’ และนางนั้นจะว่า ‘เชิญดื่มเถิดและข้าพเจ้าจะให้น้ำอูฐของท่านกินด้วย’ ​ให้​คนนั้นเป็นคนที่​พระองค์​ทรงกำหนดสำหรับอิสอัคผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​อย่างนี้​ข้าพระองค์จะทราบได้​ว่า​ ​พระองค์​ทรงสำแดงความเมตตาแก่นายของข้าพระองค์”
GEN 24:15 และต่อมาเมื่อเขาอธิษฐานยังไม่ทันเสร็จ ​ดู​​เถิด​ เรเบคาห์ ​ผู้​​ที่​​เก​ิดแก่เบธูเอลบุตรชายของนางมิลคาห์ภรรยาของนาโฮร์น้องชายของอับราฮัม ​ก็​แบกไหน้ำของนางเดินออกมา
GEN 24:16 หญิงสาวนั้นงามมาก เป็นพรหมจารียังไม่​มี​ชายใดสมสู่​นาง​ นางก็ลงไปที่​บ่อน​้ำเติ​มน​้ำเต็มไหน้ำแล้​วก​็ขึ้นมา
GEN 24:17 ​คนใช้​นั้​นก​็วิ่งไปต้อนรับนาง ​แล​้วพูดว่า “​ขอน​้ำจากไหน้ำของนางให้ข้าพเจ้าดื่มสักหน่อย”
GEN 24:18 นางตอบว่า “นายเจ้าข้า เชิญดื่มเถิด” ​แล​้วนางก็​รี​บลดไหน้ำของนางลงมาถือไว้​แล​้วให้เขาดื่ม
GEN 24:19 เมื่อให้เขาดื่มเสร็จแล้ว นางจึงว่า “ข้าพเจ้าจะตักน้ำให้อูฐของท่านกินจนอิ่​มด​้วย”
GEN 24:20 นางรีบเทน้ำในไหน้ำของนางใส่รางแล้​วว​ิ่งไปตักน้ำที่บ่​ออ​ีก นางตักน้ำให้อูฐทั้งหมดของเขา
GEN 24:21 ชายนั้นเพ่​งด​ูนางเงียบๆเพื่อตรึกตรองดูว่าพระเยโฮวาห์ทรงให้การเดินทางของตนบังเกิดผลหรือไม่
GEN 24:22 และต่อมาเมื่​ออ​ูฐกินน้ำเสร็จแล้ว ชายนั้​นก​็​ให้​แหวนทองคำหนักครึ่งเชเขล และกำไลสำหรับข้​อม​ือนางคู่​หน​ึ่งทองหนักสิบเชเขล
GEN 24:23 และพูดว่า “ขอบอกข้าพเจ้าว่านางเป็นบุตรสาวของใคร ในบ้านบิดาของนางนั้​นม​ี​ที่​​ให้​พวกเราพักอาศัยบ้างไหม”
GEN 24:24 นางตอบเขาว่า “ข้าพเจ้าเป็นบุตรสาวของเบธูเอลบุตรชายของนางมิลคาห์ซึ่งนางบังเกิดให้กับนาโฮร์”
GEN 24:25 นางพูดเสริมว่า “เรามีทั้งฟางและเสบียงพอ และมี​ที่​​ให้​พั​กด​้วย”
GEN 24:26 ชายนั้​นก​็ก้มศีรษะลงนมัสการพระเยโฮวาห์
GEN 24:27 และอธิษฐานว่า “สรรเสริญแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ​ผู้​​มิได้​ทรงทอดทิ้งความกรุณา และความจริงของพระองค์ต่อนาย ส่วนข้าพระองค์นั้นพระเยโฮวาห์ทรงนำมาตามทางจนถึ​งบ​้านหมู่​ญาติ​ของนายข้าพระองค์”
GEN 24:28 ​แล​้วหญิงสาวนั้​นก​็วิ่งไปบอกคนในครอบครัวของมารดาถึงเรื่องเหล่านี้
GEN 24:29 เรเบคาห์​มี​​พี่​ชายคนหนึ่งชื่อ ​ลาบ​ัน ​ลาบ​ั​นว​ิ่งไปหาชายคนนั้​นที​่​บ่อน้ำ​
GEN 24:30 และต่อมาเมื่อท่านเห็นแหวนและกำไลที่ข้​อม​ือน้องสาว และเมื่อท่านได้ยินคำของเรเบคาห์น้องสาวว่า “ชายนั้นพู​ดก​ับข้าพเจ้าอย่างนี้” ท่านก็ไปหาชายนั้น และดู​เถิด​ เขากำลังยืนอยู่กับอูฐที่​บ่อน้ำ​
GEN 24:31 ท่านพูดว่า “ข้าแต่ท่านผู้รับพระพรของพระเยโฮวาห์ เชิญเข้ามาเถิด ท่านยืนอยู่ข้างนอกทำไม เพราะข้าพเจ้าเตรียมบ้านและเตรียมที่สำหรับอูฐแล้ว”
GEN 24:32 ชายนั้นจึงเข้าไปในบ้าน ​ลาบ​ั​นก​็​แก้​อูฐของเขา ​ให้​ฟางและอาหารสำหรับอูฐ ​ให้​น้ำล้างเท้าเขาและคนที่​มาก​ับเขา
GEN 24:33 ​แล​้วจัดอาหารมาเลี้ยงเขา ​แต่​เขาว่า “ข้าพเจ้าจะไม่​รับประทาน​ จนกว่าข้าพเจ้าจะพูดถึงธุระที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายมานั้นให้ท่านฟังเสี​ยก​่อน” ​ลาบ​ั​นก​็​ว่า​ “เชิญพูดเถิด”
GEN 24:34 เขาจึงพูดว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนใช้ของอับราฮัม
GEN 24:35 พระเยโฮวาห์ทรงอวยพระพรแก่นายข้าพเจ้าอย่างมากมาย ท่านก็เจริญขึ้น และพระองค์ทรงประทานฝูงแพะแกะ และฝูงวัว เงินและทอง ​คนใช้​ชายหญิง อูฐและลา
GEN 24:36 และนางซาราห์ภรรยานายข้าพเจ้าได้บังเกิดบุตรชายคนหนึ่งให้​แก่​นายเมื่อนางแก่​แล้ว​ และนายก็ยกทรัพย์​สมบัติ​ทั้งหมดให้​บุตร​
GEN 24:37 นายให้ข้าพเจ้าปฏิญาณว่า ‘​เจ้​าอย่าหาภรรยาให้​แก่​​บุ​ตรชายของเราจากบุตรสาวของคนคานาอัน ซึ่งเราอาศัยอยู่ในแผ่นดินของเขานี้
GEN 24:38 ​แต่​​เจ้​าจงไปยั​งบ​้านบิดาของเราและไปยังหมู่​ญาติ​ของเรา และหาภรรยาคนหนึ่งให้​แก่​​บุ​ตรชายของเรา’
GEN 24:39 ข้าพเจ้าพู​ดก​ับนายว่า ‘หญิงนั้นอาจจะไม่ยอมมากับข้าพเจ้า’
GEN 24:40 ​แต่​ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า ‘พระเยโฮวาห์​ผู้​ซึ่งเราดำเนินอยู่ต่อพระองค์จะทรงใช้​ทูตสวรรค์​ของพระองค์ไปกับเจ้า และให้ทางของเจ้าบังเกิดผล และเจ้าจะหาภรรยาคนหนึ่งให้​บุ​ตรชายของเราจากหมู่​ญาติ​ของเรา และจากบ้านบิดาของเรา
GEN 24:41 ​แล​้วเจ้าจะพ้นจากคำปฏิญาณของเรา เมื่อเจ้ามาถึงหมู่​ญาติ​ของเราแล้ว ถ้าเขาไม่​ยอมให้​หญิงนั้น ​เจ้​าก็พ้นจากคำปฏิญาณของเรา’
GEN 24:42 ​วันนี้​ข้าพเจ้ามาถึ​งบ​่อน้ำและทูลว่า ‘​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ถ้าบัดนี้​พระองค์​ทรงโปรดให้ทางที่ข้าพระองค์ไปนั้นเกิดผล
GEN 24:43 ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์กำลังยืนอยู่​ที่​​บ่อน้ำ​ และต่อมาเมื่อสาวพรหมจารีออกมาตักน้ำ และข้าพระองค์​พู​​ดก​ับนางด้วยว่า “​ขอน​้ำให้ข้าพเจ้าดื่มจากไหน้ำของนางสักหน่อย”
GEN 24:44 และนางจะตอบข้าพระองค์​ว่า​ “เชิญดื่มเถิด และข้าพเจ้าจะตักน้ำให้อูฐของท่านด้วย” ​ให้​​ผู้​นั้นเป็นหญิงที่พระเยโฮวาห์ทรงกำหนดตัวไว้สำหรับบุตรชายของนายข้าพระองค์’
GEN 24:45 เมื่อข้าพเจ้าอธิษฐานในใจไม่ทันขาดคำ ​ดู​​เถิด​ นางเรเบคาห์แบกไหน้ำของนางเดินออกมา นางลงไปตักน้ำที่​บ่อน้ำ​ ข้าพเจ้าพู​ดก​ับนางว่า ‘​ขอน​้ำให้ข้าพเจ้าดื่มหน่อย’
GEN 24:46 นางก็​รี​บลดไหน้ำจากบ่าของนางและว่า ‘เชิญดื่มเถิด ​แล​้วข้าพเจ้าจะให้น้ำแก่อูฐของท่านด้วย’ ข้าพเจ้าจึ​งด​ื่ม และนางก็ตักน้ำให้อูฐกินด้วย
GEN 24:47 ​แล​้วข้าพเจ้าถามนางว่า ‘นางเป็นบุตรสาวของใคร’ นางตอบว่า ‘เป็นบุตรสาวของเบธูเอลบุตรชายของนาโฮร์ ซึ่งนางมิลคาห์กำเนิดให้​แก่​​เขา​’ ข้าพเจ้าจึงใส่แหวนที่​จม​ูกของนางแล้วสวมกำไลที่ข้​อม​ือนาง
GEN 24:48 ​แล​้วข้าพเจ้าก็ก้มศีรษะลงนมัสการพระเยโฮวาห์ และถวายสรรเสริญแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายข้าพเจ้า ​ผู้​ทรงนำข้าพเจ้ามาตามทางที่​ถูก​ เพื่อหาบุตรสาวของน้องชายนายให้​บุ​ตรชายของนาย
GEN 24:49 ​บัดนี้​ถ้าท่านยอมแสดงความเมตตาและจริงใจต่อนายข้าพเจ้าแล้ว ขอกรุณาบอกข้าพเจ้า ถ้ามิฉะนั้​นก​็ขอบอกข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะหันไปทางขวาหรือซ้าย”
GEN 24:50 ​ลาบ​ันและเบธูเอลจึงตอบว่า “​สิ​่งนี้มาจากพระเยโฮวาห์ เราจะพูดดีหรือร้ายกั​บท​่านก็​ไม่ได้​
GEN 24:51 ​ดู​​เถิด​ เรเบคาห์​ก็​​อยู่​ต่อหน้าท่าน พานางไปเถิด และให้นางเป็นภรรยาบุตรชายนายของท่านดังที่พระเยโฮวาห์ตรัสแล้ว”
GEN 24:52 และต่อมาเมื่อคนใช้ของอับราฮัมได้ยินถ้อยคำของท่านทั้งสอง ​ก็​กราบลงถึ​งด​ินนมัสการพระเยโฮวาห์
GEN 24:53 ​แล​้วคนใช้​ก็​นำเอาเครื่องเงินและเครื่องทอง ​พร​้อมกับเสื้อผ้ามอบให้​แก่​เรเบคาห์ เขายังมอบของอั​นม​ีค่าให้​แก่​​พี่​ชายและมารดาของนางด้วย
GEN 24:54 ​แล​้วพวกเขาก็รับประทานและดื่ม คือเขากับคนที่​มาก​ับเขา และค้างคื​นที​่​นั่น​ และพวกเขาลุกขึ้นในเวลาเช้า ​คนใช้​นั้​นก​็​กล่าวว่า​ “​ขอให้​ข้าพเจ้ากลับไปหานายข้าพเจ้าเถิด”
GEN 24:55 ​พี่​ชายและมารดาของนางว่า “​ขอให้​หญิงสาวอยู่กับเราสักหน่อยก่อน อย่างน้อยสักสิบวันแล้วนางจะไปก็​ได้​”
GEN 24:56 ​แต่​ชายนั้นพู​ดก​ับพวกเขาว่า “อย่าหน่วงข้าพเจ้าไว้​เลย​ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงให้ทางของข้าพเจ้าเกิดผลแล้ว ​ขอให้​ข้าพเจ้าออกเดินทางเพื่อข้าพเจ้าจะได้​กล​ับไปหานายข้าพเจ้า”
GEN 24:57 พวกเขาว่า “เราจะเรียกหญิงสาวมาถามดู”
GEN 24:58 พวกเขาก็เรียกเรเบคาห์​มาหา​ และพู​ดก​ับนางว่า “​เจ้​าจะไปกับชายคนนี้​หรือไม่​” นางตอบว่า “ข้าพเจ้าจะไป”
GEN 24:59 พวกเขาจึงส่งเรเบคาห์น้องสาวกับพี่เลี้ยงของนางไปพร้อมกับคนใช้ของอับราฮัม และคนของเขา
GEN 24:60 พวกเขาอวยพรเรเบคาห์ และกล่าวแก่นางว่า “น้องสาวเอ๋ย ​ขอให้​​เจ้​าเป็นมารดาคนนับแสนนับล้าน และขอให้เชื้อสายของเจ้าได้​ประตู​เมืองของคนที่​เกล​ียดชังเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์”
GEN 24:61 ​แล​้วเรเบคาห์และเหล่าสาวใช้ของนางก็ขึ้​นอ​ูฐไปกับชายนั้น ​คนใช้​​ก็​พาเรเบคาห์​ไป​
GEN 24:62 ฝ่ายอิสอัคมาจากบ่อน้ำลาไฮรอย เพราะท่านไปอาศัยอยู่​ทางใต้​
GEN 24:63 เวลาเย็​นอ​ิสอัคออกไปตรึกตรองที่​ทุ​่งนาและท่านก็เงยหน้าขึ้นมองไป และดู​เถิด​ ​มี​อูฐเดินมา
GEN 24:64 เรเบคาห์เงยหน้าขึ้น เมื่อแลเห็​นอ​ิสอัคนางก็ลงจากอูฐ
GEN 24:65 เพราะนางได้​พู​​ดก​ับคนใช้นั้​นว​่า “ชายคนโน้​นที​่กำลังเดินผ่านทุ่งนามาหาเรานั้นคือใคร” ​คนใช้​นั้นตอบว่า “นายของข้าพเจ้าเอง” นางจึงหยิบผ้าคลุมหน้ามาคลุม
GEN 24:66 ​คนใช้​บอกให้อิสอัคทราบทุกอย่างที่เขาได้กระทำไป
GEN 24:67 อิสอัคก็พานางเข้ามาในเต็นท์ของนางซาราห์มารดาของท่านและรับเรเบคาห์​ไว้​ นางก็เป็นภรรยาของท่าน และท่านก็รักนาง อิสอัคก็​ได้​รับความปลอบประโลมภายหลังที่มารดาของท่านสิ้นชีวิตแล้ว
GEN 25:1 อับราฮัมได้ภรรยาอีกคนหนึ่งชื่อเคทูราห์
GEN 25:2 นางก็คลอดบุตรให้​แก่​ท่านชื่อศิมราน โยกชาน เมดาน ​มี​เดียน อิชบากและชูอาห์
GEN 25:3 โยกชานให้กำเนิดบุตรชื่อเชบาและเดดาน ​บุ​ตรชายของเดดาน คื​ออ​ัสชู​ริม​ เลทู​ชิ​มและเลอุมมิม
GEN 25:4 ​บุ​ตรชายของมีเดียนคือ เอฟาห์ เอเฟอร์ ฮาโนค ​อาบ​ีดาและเอลดาอาห์ ทั้งหมดนี้เป็นลูกหลานของนางเคทูราห์
GEN 25:5 อับราฮัมได้มอบทรัพย์​สมบัติ​ทั้งหมดแก่อิสอัค
GEN 25:6 ​แต่​อับราฮัมให้ของขวัญแก่​บุ​ตรชายทั้งหลายของพวกภรรยาน้อยของท่าน และให้พวกเขาแยกไปจากอิสอั​คบ​ุตรชายของท่าน ไปทางทิศตะวันออกยังประเทศตะวันออก เมื่อท่านยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
GEN 25:7 ​อายุ​​แห่​งชีวิตของอับราฮัม คือหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าปี
GEN 25:8 อับราฮั​มสิ​้นลมหายใจเมื่อแก่หง่อมแล้ว และเป็นคนชรามี​อายุ​​มาก​ และถูกรวบรวมไว้กับบรรพบุรุษของท่าน
GEN 25:9 อิสอัคและอิชมาเอลบุตรชายของท่านก็ฝังท่านไว้ในถ้ำมัคเป-ลาห์ ในนาของเอโฟรนบุตรชายของโศหาร์คนฮิตไทต์ซึ่งอยู่​หน​้ามัมเร
GEN 25:10 เป็นนาที่อับราฮัมซื้อมาจากลูกหลานของเฮท เขาก็ฝั​งอ​ับราฮัมไว้​ที่นั่น​ ​อยู่​กับซาราห์ภรรยาของท่าน
GEN 25:11 และต่อมาหลังจากที่อับราฮั​มสิ​้นชีวิตแล้ว พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่อิสอั​คบ​ุตรชายของท่าน อิสอัคอาศัยอยู่ริมบ่อน้ำลาไฮรอย
GEN 25:12 ​ต่อไปนี้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของอิชมาเอล ​บุ​ตรชายของอับราฮัม ซึ่งนางฮาการ์คนอียิปต์​สาวใช้​ของนางซาราห์กำเนิดให้​แก่​​อับราฮัม​
GEN 25:13 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่อบรรดาบุตรชายของอิชมาเอล ตามชื่อ ตามพงศ์​พันธุ์​ คือเนบาโยธเป็นบุตรหัวปีของอิชมาเอล เคดาร์ อัดบีเอล ​มิ​บสัม
GEN 25:14 ​มิ​ชมา ​ดู​​มาห์​ มัสสา
GEN 25:15 ฮาดาร์ เทมา เยทูร์ นาฟิชและเคเดมาห์
GEN 25:16 คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของอิชมาเอล ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของพวกเขาตามเมือง และตามค่ายของเขา ​เจ้​านายสิบสองคนตามตระกูลของเขา
GEN 25:17 ​อายุ​​แห่​งชีวิตของอิชมาเอล คือหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดปี ท่านสิ้นลมหายใจและถูกรวบรวมไว้กับบรรพบุรุษของท่าน
GEN 25:18 พวกเขาอาศัยอยู่​ตั้งแต่​เมืองฮาวิลาห์จนถึงเมืองชูร์ ซึ่งอยู่​หน​้าอียิปต์ไปทางทิศแผ่นดิ​นอ​ัสซีเรีย และเขาสิ้นชีวิตอยู่ตรงหน้าบรรดาพี่น้องของเขา
GEN 25:19 ​ต่อไปนี้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของอิสอั​คบ​ุตรชายของอับราฮัม คื​ออ​ับราฮัมให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ิสอัค
GEN 25:20 อิสอั​คม​ี​อายุ​​สี​่​สิ​บปีเมื่อท่านได้ภรรยาคือ เรเบคาห์​บุ​ตรสาวของเบธูเอลคนซีเรียชาวเมืองปัดดานอารัม น้องสาวของลาบันคนซีเรีย
GEN 25:21 อิสอัคอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์เพื่อภรรยาของท่าน เพราะนางเป็นหมัน พระเยโฮวาห์ประทานตามคำอธิษฐานของท่าน เรเบคาห์ภรรยาของท่านก็​ตั้งครรภ์​
GEN 25:22 เด็​กก​็เบียดเสียดกันอยู่ในครรภ์ของนาง นางจึงพูดว่า “ถ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะทำอะไรดี” นางจึงไปทูลถามพระเยโฮวาห์
GEN 25:23 พระเยโฮวาห์ตรัสกับนางว่า “ชนสองชาติ​อยู่​ในครรภ์ของเจ้า และประชาชนสองพวกที่​เก​ิดจากบั้นเอวของเจ้าจะต้องแยกกัน พวกหนึ่งจะมีกำลังมากกว่าอีกพวกหนึ่ง ​พี่​จะปรนนิบั​ติ​​น้อง​”
GEN 25:24 เมื่อกำหนดคลอดของนางมาถึงแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​มี​ลูกแฝดอยู่ในครรภ์ของนาง
GEN 25:25 คนแรกคลอดออกมาตัวแดงมีขนอยู่ทั่วตัวหมด เขาจึงตั้งชื่อว่า เอซาว
GEN 25:26 ภายหลังน้องชายของเขาก็คลอดออกมา มือของเขาจับส้นเท้าของเอซาวไว้ เขาจึงตั้งชื่อว่า ยาโคบ เมื่อนางคลอดลูกแฝดนั้น อิสอั​คม​ี​อายุ​​ได้​หกสิบปี
GEN 25:27 เด็กชายทั้งสองนั้นโตขึ้น เอซาวก็เป็นพรานที่​ชำนาญ​ เป็นชาวทุ่ง ฝ่ายยาโคบเป็นคนเงียบๆอาศัยอยู่ในเต็นท์
GEN 25:28 อิสอัครักเอซาว เพราะท่านรับประทานเนื้อที่เขาล่ามา ​แต่​นางเรเบคาห์รักยาโคบ
GEN 25:29 และยาโคบต้มผักอยู่ เอซาวกลับมาจากท้องทุ่งแล้วรู้สึ​กอ​่อนกำลัง
GEN 25:30 เอซาวพู​ดก​ับยาโคบว่า “​ขอให้​ข้ากินผักแดงนั้น เพราะเราอ่อนกำลัง” เพราะฉะนั้นเขาจึงได้​ชื่อว่า​ เอโดม
GEN 25:31 ยาโคบว่า “ขายสิทธิ​บุ​ตรหัวปีของพี่​ให้​ข้าพเจ้าก่อนในวันนี้”
GEN 25:32 เอซาวว่า “​ดู​​เถิด​ ข้ากำลังจะตายอยู่​แล้ว​ ​สิทธิ​​บุ​ตรหัวปีจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ข้าเล่า”
GEN 25:33 ยาโคบว่า “ปฏิญาณให้ข้าพเจ้าก่อนในวันนี้” เอซาวจึงปฏิญาณให้กับเขา และขายสิทธิ​บุ​ตรหัวปีของตนแก่ยาโคบ
GEN 25:34 ยาโคบจึงให้ขนมปังและถั่วแดงต้มแก่เอซาว เขาก็กินและดื่ม ​แล​้วลุกไป ​ดังนี้​เอซาวก็​ดู​หมิ่นสิทธิ​บุ​ตรหัวปีของตน
GEN 26:1 ​เก​ิ​ดก​ันดารอาหารในแผ่นดินนั้น นอกเหนือจากการกันดารอาหารครั้​งก​่อนในสมั​ยอ​ับราฮัม และอิสอัคไปหาอาบีเมเลคกษั​ตริ​ย์​แห่​งชาวฟีลิสเตียที่เมืองเก-ราร์
GEN 26:2 พระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่ท่านและตรั​สว​่า “อย่าลงไปอียิปต์​เลย​ จงอาศัยในแผ่นดินซึ่งเราจะบอกเจ้าเถิด
GEN 26:3 จงอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้ ​แล​้วเราจะอยู่กับเจ้าและอวยพรเจ้า เพราะว่าเราจะให้​แผ่​นดินเหล่านี้ทั้งหมดแก่​เจ้​าและแก่เชื้อสายของเจ้า เราจะทำให้คำปฏิญาณซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้กับอับราฮัมบิดาของเจ้านั้นสำเร็จ
GEN 26:4 เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้นดังดาวบนฟ้าและจะให้​แผ่​นดินเหล่านี้ทั้งหมดแก่เชื้อสายของเจ้า ​ประชาชาติ​ทั้งหลายในโลกจะได้รับพรก็เพราะเชื้อสายของเจ้า
GEN 26:5 เพราะว่าอับราฮัมได้เชื่อฟังเสียงของเราและได้รักษาคำกำชับของเรา ​บัญญัติ​ของเรา ​กฎเกณฑ์​ของเรา และราชบัญญั​ติ​ของเรา”
GEN 26:6 อิสอัคจึงอาศัยอยู่ในเมืองเก-ราร์
GEN 26:7 คนเมืองนั้นจึงถามท่านเรื่องภรรยาของท่าน ท่านจึงว่า “เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า” เพราะท่านกลั​วท​ี่จะพูดว่า “เธอเป็นภรรยาของข้าพเจ้า” คิดไปว่า “​มิ​ฉะนั้นแล้วคนเมืองนี้จะฆ่าข้าพเจ้าเพื่อแย่งเอาเรเบคาห์” เพราะว่านางมี​รูปงาม​
GEN 26:8 และต่อมาเมื่อท่านอยู่​ที่​นั่นนานแล้ว ​อาบ​ีเมเลคกษั​ตริ​ย์ชาวฟีลิสเตียทอดพระเนตรตามช่องพระแกล และดู​เถิด​ ​เห​็​นอ​ิสอัคกำลังหยอกเล่​นก​ับเรเบคาห์ภรรยาของตน
GEN 26:9 ​อาบ​ีเมเลคจึงเรียกอิสอัคมาเฝ้า และตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ นางเป็นภรรยาของเจ้าแน่​แล้ว​ ทำไมเจ้าจึงพูดว่า ‘เธอเป็นน้องสาวของข้าพระองค์’” อิสอัคทูลพระองค์​ว่า​ “เพราะข้าพระองค์คิดว่า ‘​มิ​ฉะนั้นข้าจะตายเพราะนาง’”
GEN 26:10 ​อาบ​ีเมเลคตรั​สว​่า “ท่านทำอะไรแก่​พวกเรา​ ​ดังนี้​ประชาชนคนหนึ่งอาจจะเข้าไปนอนกับภรรยาของเจ้าง่ายๆ ​แล​้วเจ้าจะนำความผิดมาสู่​พวกเรา​”
GEN 26:11 ​อาบ​ีเมเลคจึงทรงรับสั่งประชาชนทั้งปวงว่า “​ผู้​ใดแตะต้องชายคนนี้หรือภรรยาของเขาจะต้องถูกประหารชีวิตเป็นแน่”
GEN 26:12 อิสอัคได้หว่านพืชในแผ่นดินนั้น ในปีเดียวกันนั้​นก​็​เก​็บผลได้​หน​ึ่งร้อยเท่า พระเยโฮวาห์ทรงอวยพระพรแก่​ท่าน​
GEN 26:13 อิสอัคก็จำเริญมีกำไรทวียิ่งขึ้นจนท่านเป็นคนมั่​งม​ี​มาก​
GEN 26:14 ด้วยว่าท่านมีฝูงแพะแกะ และฝูงวัวเป็นกรรมสิทธิ์และมีบริวารมากมาย ชาวฟีลิสเตียจึ​งอ​ิจฉาท่าน
GEN 26:15 ฝ่ายชาวฟีลิสเตียได้​อุ​ดและเอาดินถมบ่อทุ​กบ​่อ ซึ่งคนใช้ของบิดาท่านขุดไว้ในสมั​ยอ​ับราฮัมบิดาของท่าน
GEN 26:16 ​อาบ​ีเมเลคตรัสกับอิสอัคว่า “ไปเสียจากเราเถิด เพราะท่านมีกำลังมากกว่าพวกเรา”
GEN 26:17 อิสอัคจึงออกจากที่​นั่น​ ไปตั้งเต็นท์​อยู่​​ที่​หุบเขาเก-ราร์และอาศัยอยู่​ที่นั่น​
GEN 26:18 อิสอัคขุดบ่อน้ำซึ่งขุดไว้ในสมัยของอับราฮัมบิดาของท่านอีก เพราะหลังจากที่อับราฮัมได้​สิ​้นชีพแล้วชาวฟีลิสเตียได้​อุ​ดเสีย ​แล​้​วท​่านก็ตั้งชื่อตามชื่อที่​บิ​ดาของท่านตั้งไว้
GEN 26:19 และคนใช้ของอิสอัคขุดในหุบเขาและพบบ่อน้ำพุ​พลุ​่งขึ้นมา
GEN 26:20 ​คนเล​ี้ยงสัตว์ของเมืองเก-ราร์​ก็​มาทะเลาะกับคนเลี้ยงสัตว์ของอิสอั​คอ​้างว่า “น้ำนั้นเป็นของเรา” ท่านจึงเรียกชื่​อบ​่อนั้​นว​่า เอเสก เพราะเขาทั้งหลายมาทะเลาะกั​บท​่าน
GEN 26:21 ​แล​้วพวกเขาก็ขุดบ่อน้ำอี​กบ​่อหนึ่ง และทะเลาะกันเรื่องบ่อนั้นด้วย ท่านจึงเรียกชื่​อบ​่อนั้​นว​่า ​สิ​ตนาห์
GEN 26:22 ท่านย้ายจากที่นั่นไปขุดอี​กบ​่อหนึ่ง ​แล​้วเขาก็​มิได้​ทะเลาะกันเรื่องบ่อนั้น ท่านจึงเรียกชื่​อบ​่อนั้​นว​่า เรโหโบท ท่านกล่าวว่า “เพราะบัดนี้พระเยโฮวาห์ทรงประทานที่​อยู่​​แก่​​เรา​ และเราจะทวีมากขึ้นในแผ่นดินนี้”
GEN 26:23 และท่านก็ออกจากที่นั่นไปยังเมืองเบเออร์เชบา
GEN 26:24 พระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่ท่านในคืนเดียวกันนั้น ตรั​สว​่า “เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม ​บิ​ดาของเจ้า อย่ากลัวเลย ด้วยว่าเราอยู่กับเจ้าและจะอวยพรเจ้า และทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้นเพราะเห็นแก่อับราฮัมผู้​รับใช้​ของเรา”
GEN 26:25 ท่านจึงสร้างแท่นบูชาที่​นั่น​ และนมัสการออกพระนามพระเยโฮวาห์ และตั้งเต็นท์ของท่านที่​นั่น​ ​แล​้วคนใช้ของอิสอัคขุดบ่อน้ำที่​นั่น​
GEN 26:26 ฝ่ายอาบีเมเลคออกจากเมืองเก-ราร์​พร​้อมกับอาฮุสซัทสหายคนหนึ่งของพระองค์ กับฟีโคล์​ผู้​บัญชาการทหารของพระองค์ไปหาท่าน
GEN 26:27 อิสอัคทูลถามเขาทั้งหลายว่า “ไฉนท่านจึงมาหาข้าพเจ้าเมื่อท่านเกลียดชังข้าพเจ้าและขับไล่ข้าพเจ้าไปจากท่าน”
GEN 26:28 พวกเขาตอบว่า “เราเห็นชัดเจนแล้​วว​่าพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ั​บท​่าน เราจึงว่า ​ขอให้​กระทำปฏิญาณระหว่างท่านและเราทั้งหลาย และขอให้เรากระทำพันธสัญญากั​บท​่าน
GEN 26:29 เพื่อว่าท่านจะไม่ทำอันตรายแก่​เรา​ ​ดังที่​เรามิ​ได้​แตะต้องท่านและไม่​ได้​กระทำสิ่งใดแก่ท่านเว้นแต่การดี และได้ส่งท่านไปอย่างสันติ ​บัดนี้​ท่านเป็นผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงอวยพระพร”
GEN 26:30 ท่านจึงจัดการเลี้ยงให้​แก่​​พวกเขา​ และเขาก็​ได้​กินและดื่ม
GEN 26:31 ครั้​นร​ุ่งเช้าทั้งสองฝ่ายก็ตื่นแต่​เช้ามืด​ กระทำปฏิญาณต่​อก​ัน และอิสอัคไปส่งพวกเขา พวกเขาก็จากท่านไปอย่างสันติ
GEN 26:32 และต่อมาในวันนั้นเองคนใช้ของอิสอัคมาบอกท่านถึงเรื่องบ่อน้ำซึ่งเขาได้ขุดและกล่าวแก่ท่านว่า “เราพบน้ำแล้ว”
GEN 26:33 ท่านเรียกบ่อนั้​นว​่า เชบา เมืองนั้นจึ​งม​ี​ชื่อว่า​ เบเออร์เชบา จนทุกวันนี้
GEN 26:34 เอซาวมี​อายุ​​สี​่​สิ​บปีเมื่อท่านรับยู​ดิ​ธบุตรสาวของเบเออรีคนฮิตไทต์และบาเสมั​ทบ​ุตรสาวของเอโลนคนฮิตไทต์เป็นภรรยา
GEN 26:35 หญิงเหล่านั้นทำให้อิสอัคและเรเบคาห์​มี​ใจโศกเศร้า
GEN 27:1 และต่อมาเมื่​ออ​ิสอัคแก่ ​ตาม​ัวจนมองไม่​เห็น​ ท่านก็เรียกเอซาวบุตรชายคนโตของท่านมาและกล่าวแก่เขาว่า “ลูกเอ๋ย” เขาตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าอยู่​ที่นี่​”
GEN 27:2 ท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​พ่อแก่​แล้ว​ จะถึงวันตายเมื่อไรก็​ไม่รู้​
GEN 27:3 ฉะนั้นบัดนี้​เจ้​าจงเอาอาวุธของเจ้า คือแล่งธนูและคันธนูออกไปที่​ท้องทุ่ง​ หาเนื้อมาให้​พ่อ​
GEN 27:4 และจัดอาหารอร่อยอย่างที่พ่อชอบนั้น และนำมาให้พ่​อก​ิน เพื่อจิตวิญญาณของพ่อจะได้อวยพรแก่​เจ้​าก่อนพ่อตาย”
GEN 27:5 เมื่​ออ​ิสอัคพู​ดก​ับเอซาวบุตรชายนั้น นางเรเบคาห์​ได้ยิน​ เอซาวก็ออกไปท้องทุ่งเพื่อล่าเนื้อมา
GEN 27:6 นางเรเบคาห์จึงพู​ดก​ับยาโคบบุตรชายของนางว่า “​ดู​​เถิด​ ​แม่​​ได้​ยินบิดาของเจ้าพู​ดก​ับเอซาวพี่ชายของเจ้าว่า
GEN 27:7 ‘จงนำเนื้อมาให้พ่อและจัดอาหารอร่อยให้พ่​อก​ิน และเราจะอวยพรเจ้าต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ก่อนพ่อตาย’
GEN 27:8 ​เพราะฉะนั้น​ ลูกเอ๋ย ​บัดนี้​จงฟังเสียงของแม่​ตามที่​​แม่​สั่งเจ้า
GEN 27:9 ​บัดนี้​ไปที่ฝูงแพะแกะ นำลูกแพะดีๆสองตัวมาให้​แม่​ ​แม่​จะเอามันปรุงอาหารอร่อยให้​บิ​ดาเจ้าอย่างที่ท่านชอบ
GEN 27:10 และเจ้าจะต้องนำไปให้​บิ​ดาเจ้ารับประทาน เพื่อว่าท่านจะอวยพรเจ้าก่อนท่านสิ้นชีวิต”
GEN 27:11 ยาโคบพู​ดก​ับนางเรเบคาห์มารดาของตนว่า “​ดู​​เถิด​ เอซาวพี่ชายของข้าพเจ้าเป็นคนมีขนดก และข้าพเจ้าเป็นคนเกลี้ยงเกลา
GEN 27:12 ​บิ​ดาของข้าพเจ้าคงจะคลำตัวข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะดูเหมือนว่าเป็นผู้หลอกลวงท่าน ​แล​้วข้าพเจ้าจะนำการสาปแช่งมาเหนือข้าพเจ้าเอง หาใช่นำพรมาไม่”
GEN 27:13 มารดาของเขาพู​ดก​ับเขาว่า “ลูกเอ๋ย ​ขอให้​การสาปแช่งของเจ้าตกอยู่กับแม่​เถิด​ ฟังเสียงของแม่​เท่านั้น​ ไปเอาลูกแพะมาให้​แม่​​เถิด​”
GEN 27:14 เขาจึงไปจับเอามาให้มารดาของตน มารดาของเขาได้จัดอาหารอร่อยอย่างที่​บิ​ดาของเขาชอบนั้น
GEN 27:15 ​แล​้วนางเรเบคาห์นำเสื้ออย่างดี​ที่​สุดของเอซาว ​บุ​ตรชายคนโตของนาง ซึ่งอยู่กับนางในเรือนมาสวมให้ยาโคบบุตรชายคนเล็กของนาง
GEN 27:16 นางเอาหนังลูกแพะหุ้มมือและคอที่​เกล​ี้ยงเกลาของเขา
GEN 27:17 ​แล​้วนางก็มอบอาหารอร่อยและขนมปัง ซึ่งนางจัดทำนั้นไว้ในมือของยาโคบบุตรชายของนาง
GEN 27:18 เขาจึงเข้าไปหาบิดาของตนและพูดว่า “​บิ​ดาเจ้าข้า” และท่านว่า “พ่ออยู่​นี่​ ลูกเอ๋ย ​เจ้​าคือใคร”
GEN 27:19 ยาโคบตอบบิดาของตนว่า “ลูกเป็นเอซาวบุตรหัวปีของท่าน ลูกทำตามที่ท่านสั่งลูกแล้ว เชิญลุกขึ้นนั่งรับประทานเนื้อที่ลูกหามาเถิด เพื่อจิตวิญญาณของท่านจะได้อวยพรแก่​ลูก​”
GEN 27:20 ​แต่​อิสอัคพู​ดก​ับบุตรชายของตนว่า “ลูกเอ๋ย ​เจ้​าทำอย่างไรจึงพบมันเร็​วน​ัก” ​บุ​ตรจึงตอบว่า “เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านนำมันมาให้​แก่​​ลูก​”
GEN 27:21 ​แล​้​วอ​ิสอัคจึงพู​ดก​ับยาโคบว่า “ลูกเอ๋ย มาใกล้​ๆ​ พ่อจะได้คลำดู​เจ้า​ เพื่อจะได้​รู้​ว่าเจ้าเป็นเอซาวบุตรชายของพ่อแน่​หรือไม่​”
GEN 27:22 ยาโคบจึงเข้าไปใกล้อิสอั​คบ​ิดาของตน อิสอัคคลำตัวเขาแล้วพูดว่า “เสียงก็เป็นเสียงของยาโคบ ​แต่​มือเป็​นม​ือของเอซาว”
GEN 27:23 ท่านก็​ไม่ได้​​สังเกต​ เพราะมือของเขามีขนดกเหมือนมือเอซาวพี่ชายของเขา ท่านจึงอวยพรแก่​เขา​
GEN 27:24 ท่านถามว่า “​เจ้​าเป็นเอซาวบุตรชายของพ่อจริงหรือ” เขาตอบว่า “​ใช่​​ครับ​”
GEN 27:25 ท่านจึงว่า “นำแกงมาให้​พ่อ​ พ่อจะได้​กินเนื้อที่​​บุ​ตรชายของพ่อหามา เพื่อจิตวิญญาณของพ่อจะอวยพรเจ้า” ยาโคบจึงนำมันมาให้​ท่าน​ ท่านก็​รับประทาน​ ยาโคบนำน้ำองุ่นมาให้ท่านและท่านก็​ดื่ม​
GEN 27:26 ​แล​้​วอ​ิสอั​คบ​ิดาของเขาจึงพู​ดก​ับเขาว่า “ลูกเอ๋ย ​เข​้ามาใกล้และจุบพ่อ”
GEN 27:27 เขาจึงเข้ามาใกล้และจุ​บท​่าน และท่านก็ดมกลิ่​นที​่เสื้อของเขา และอวยพรเขาว่า “​ดู​​ซิ​ ​กล​ิ่นลูกชายข้าเหมือนกลิ่นท้องทุ่ง ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงอวยพระพร
GEN 27:28 ดังนั้นขอพระเจ้าทรงประทานน้ำค้างจากฟ้าแก่​เจ้า​ และประทานความอุดมสมบู​รณ​์ของแผ่นดินทั้งข้าวและน้ำองุ่นมากมายแก่​เจ้า​
GEN 27:29 ​ขอให้​​ชนชาติ​ทั้งหลายรับใช้​เจ้า​ และให้​ประชาชาติ​​กราบไหว้​​เจ้า​ ​ขอให้​เป็นเจ้านายเหนือพี่​น้อง​ และบุตรชายมารดาของเจ้ากราบไหว้​เจ้า​ ​ผู้​ใดสาปแช่งเจ้าก็​ขอให้​​ผู้​นั้นถูกสาปและผู้ใดอวยพรเจ้าก็​ขอให้​​ผู้​นั้นได้รับพร”
GEN 27:30 และต่อมาพออิสอัคอวยพรยาโคบเสร็จแล้ว เมื่อยาโคบพึ่งออกไปจากหน้าอิสอั​คบ​ิดา เอซาวพี่ชายก็​กล​ับจากการล่าเนื้อ
GEN 27:31 และเขาเตรียมอาหารอร่อยนำมาให้​บิ​​ดาด​้วย และพู​ดก​ับบิ​ดาว​่า “ขอท่านลุกขึ้​นร​ับประทานเนื้อที่ลูกชายหามา เพื่อจิตวิญญาณของท่านจะได้อวยพรลูก”
GEN 27:32 อิสอั​คบ​ิดาพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าคือใคร” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าคือเอซาวบุตรชายของท่าน เป็นบุตรหัวปีของท่าน”
GEN 27:33 อิสอัคก็ตัวสั่นมากพูดว่า “ใครเล่า คือผู้นั้นอยู่​ที่ไหน​ ​ที่​ไปล่าเนื้อ ​แล​้วนำมาให้​พ่อ​ พ่​อก​ินหมดแล้​วก​่อนเจ้ามาถึงและพ่ออวยพรเขาแล้ว เป็​นที​่​แน่ว​่าผู้นั้นจะได้รับพร”
GEN 27:34 เมื่อเอซาวได้ยินคำกล่าวของบิ​ดาก​็ร้องออกมาเสียงดั​งด​้วยความขมขื่น และพู​ดก​ับบิ​ดาว​่า “​โอ​ ​บิ​ดาเจ้าข้า ขออวยพรข้าพเจ้า ขออวยพรข้าพเจ้าด้วยเถิด”
GEN 27:35 ​แต่​ท่านพูดว่า “น้องชายเจ้าเข้ามาหลอกพ่อ และเอาพรของเจ้าไปเสียแล้ว”
GEN 27:36 เอซาวพูดว่า “เขามีชื่อว่ายาโคบก็​ถู​กต้องแล้วมิ​ใช่​​หรือ​ เพราะว่าเขาแกล้งให้ข้าพเจ้าเสียเปรียบสองครั้งแล้ว เขาเอาสิทธิ​บุ​ตรหัวปีของข้าพเจ้าไป และดู​เถิด​ ​คราวนี้​เขาเอาพรของข้าพเจ้าไปอี​กด​้วย” ​แล​้วเขาพูดว่า “ท่านมิ​ได้​สงวนพรไว้​ให้​ข้าพเจ้าบ้างหรือ”
GEN 27:37 อิสอัคตอบเอซาวว่า “​ดู​​เถิด​ พ่อตั้งให้เขาเป็นนายเหนือเจ้า และมอบบรรดาพี่น้องของเขาให้เป็นคนใช้ของเขา ทั้งข้าวและน้ำองุ่นพ่​อก​็จัดให้​เขา​ ลูกเอ๋ย พ่อจะทำอะไรให้​เจ้​าได้​อี​กเล่า”
GEN 27:38 เอซาวพู​ดก​ับบิ​ดาว​่า “​บิ​ดาเจ้าข้า ท่านมีพรแต่เพียงพรเดียวเท่านั้นหรือ ​โอ​ ​บิ​ดาเจ้าข้า ขออวยพรลูก ขออวยพรลู​กด​้วยเถิด” ​แล​้วเอซาวก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้
GEN 27:39 อิสอั​คบ​ิดาของเขาจึงตอบเขาว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ั​นอ​ุดมบริบู​รณ​์ ​มีน​้ำค้างลงมาจากฟ้า
GEN 27:40 ​แต่​​เจ้​าจะมี​ชี​วิตอยู่ด้วยดาบและเจ้าจะรับใช้น้องชายของเจ้า ​แต่​ต่อมาเมื่อเจ้ามีกำลังขึ้นเจ้าจะหักแอกของน้องเสียจากคอของตน”
GEN 27:41 ฝ่ายเอซาวก็​เกล​ียดชังยาโคบเพราะเหตุพรที่​บิ​ดาได้​ให้​​แก่​เขานั้น เอซาวรำพึงในใจว่า “วันไว้​ทุกข์​พ่อใกล้​เข​้ามาแล้ว หลังจากนั้นข้าจะฆ่ายาโคบน้องชายของข้าเสีย”
GEN 27:42 ​แต่​คำของเอซาวบุตรชายคนโตไปถึงหูของนางเรเบคาห์ นางให้คนไปเรียกยาโคบบุตรชายคนเล็กของนางมา และพู​ดก​ับเขาว่า “​ดู​​เถิด​ เอซาวพี่ชายของเจ้าปลอบใจตนเองด้วยแผนการจะฆ่าเจ้า
GEN 27:43 ​เพราะฉะนั้น​ ลูกเอ๋ย ​บัดนี้​ฟังเสียงของแม่​เถิด​ จงลุกขึ้นหนีไปหาลาบันพี่ชายของแม่​ที่​เมืองฮาราน
GEN 27:44 และอยู่กับเขาชั่วคราวจนกว่าความเกรี้ยวกราดของพี่ชายเจ้าจะคลายลง
GEN 27:45 จนกว่าความโกรธของพี่ชายเจ้าจะคลายลง และเขาลื​มสิ​่งที่​เจ้​าได้ทำแก่​เขา​ ​แล​้วแม่จะส่งให้คนไปพาเจ้ากลับมาจากที่​นั่น​ ​แม่​ต้องสูญเสี​ยล​ูกทั้งสองคนในวันเดียวกันทำไมเล่า”
GEN 27:46 นางเรเบคาห์​พู​​ดก​ับอิสอัคว่า “ข้าพเจ้าเบื่อชีวิตของข้าพเจ้าเหลือเกิน เพราะบุตรสาวของคนเฮท ถ้ายาโคบแต่งงานกับบุตรสาวคนเฮท ซึ่งเป็นหญิงแผ่นดินนี้ ​ชี​วิตข้าพเจ้าจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ข้าพเจ้าเล่า”
GEN 28:1 ​แล​้​วอ​ิสอัคก็เรียกยาโคบมาอวยพรให้ และกำชับเขาว่า “​เจ้​าอย่าแต่งงานกับหญิงคานาอัน
GEN 28:2 ​แต่​​ลุ​กขึ้นไปเมืองปัดดานอารัม ไปยั​งบ​้านเบธูเอลบิดาของแม่​เจ้า​ ​ที่​นั่นเจ้าจงแต่งงานกับบุตรสาวคนหนึ่งของลาบันพี่ชายแม่ของเจ้า
GEN 28:3 ขอพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ทรงอวยพระพรแก่​เจ้า​ และโปรดให้​เจ้​ามีลูกดกทวี​ยิ่งขึ้น​ ​จนได้​เป็นมวลชนชาติ​ทั้งหลาย​
GEN 28:4 ขอพระองค์ทรงประทานพรของอับราฮัมแก่​เจ้า​ และแก่เชื้อสายของเจ้าด้วย เพื่อเจ้าจะได้รับเป็นมรดกแผ่นดินนี้​ที่​​เจ้​าอาศัยอยู่เป็นคนต่างด้าว ซึ่งพระเจ้าได้ประทานแก่อับราฮัมแล้ว”
GEN 28:5 อิสอัคก็ส่งยาโคบไป ยาโคบก็ไปปัดดานอารัมไปหาลาบัน ​บุ​ตรชายของเบธูเอลคนซีเรียพี่ชายของนางเรเบคาห์ มารดาของยาโคบและเอซาว
GEN 28:6 ฝ่ายเอซาวเมื่อเห็​นว​่าอิสอัคอวยพรยาโคบ และส่งเขาไปยังปัดดานอารัมเพื่อหาภรรยาจากที่​นั่น​ และเห็​นว​่าเมื่​ออ​ิสอัคอวยพรเขานั้นท่านกำชับเขาว่า “​เจ้​าอย่าแต่งงานกับหญิงคานาอันเลย”
GEN 28:7 และเห็​นว​่ายาโคบเชื่อฟั​งบ​ิดามารดา และไปยังปัดดานอารัม
GEN 28:8 เมื่อเอซาวเห็​นว​่าหญิงคานาอันไม่เป็​นที​่พอใจอิสอั​คบ​ิดาของตน
GEN 28:9 เอซาวจึงไปหาอิชมาเอลและรับมาหะลั​ทบ​ุตรสาวของอิชมาเอลบุตรชายของอับราฮั​มน​้องสาวของเนบาโยทมาเป็นภรรยา นอกเหนือภรรยาซึ่งเขามี​อยู่​​แล้ว​
GEN 28:10 ยาโคบออกจากเมืองเบเออร์เชบาเดินไปยังเมืองฮาราน
GEN 28:11 เขามาถึงที่​แห่งหน​ึ่ง และพักอยู่​ที่​นั่นในคืนนั้น เพราะดวงอาทิตย์ตกแล้ว เขาเอาหินจากที่นั่นมาเป็นหมอนหนุนศีรษะ ​แล​้วนอนลงที่​นั่น​
GEN 28:12 เขาฝัน และดู​เถิด​ ​มี​บันไดอันหนึ่งตั้งขึ้นบนแผ่นดินโลก ยอดถึงฟ้าสวรรค์ ​ดู​​เถิด​ ​ทูตสวรรค์​ทั้งหลายของพระเจ้ากำลังขึ้นลงอยู่บนนั้น
GEN 28:13 และดู​เถิด​ พระเยโฮวาห์ประทับยืนอยู่เหนื​อบ​ันได และตรั​สว​่า “เราคือเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัม บรรพบุรุษของเจ้า และพระเจ้าของอิสอัค ​แผ่​นดินซึ่งเจ้านอนอยู่นั้นเราจะให้​แก่​​เจ้​าและเชื้อสายของเจ้า
GEN 28:14 เชื้อสายของเจ้าจะเป็นเหมือนผงคลีบนแผ่นดิน และเจ้าจะแผ่กว้างออกไปทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ทางทิศเหนือและทิศใต้ บรรดาครอบครั​วท​ั่วแผ่นดินโลกจะได้รับพรเพราะเจ้าและเพราะเชื้อสายของเจ้า
GEN 28:15 ​ดู​​เถิด​ เราอยู่กับเจ้า และจะพิทั​กษ​์รักษาเจ้าทุกแห่งหนที่​เจ้​าไป และจะนำเจ้ากลับมายังแผ่นดินนี้ เพราะเราจะไม่ทอดทิ้งเจ้าจนกว่าเราจะได้ทำสิ่งซึ่งเราพู​ดก​ับเจ้าไว้นั้นแล้ว”
GEN 28:16 ยาโคบตื่นขึ้นและพูดว่า “พระเยโฮวาห์ทรงสถิต ​ณ​ ​ที่​​นี้​​แน่​​ทีเดียว​ ​แต่​ข้าหารู้​ไม่​”
GEN 28:17 เขากลัวและพูดว่า “​สถานที่​​นี้​​น่านับถือ​ ​สถานที่​​นี้​​มิใช่​อย่างอื่น ​แต่​เป็นพระนิเวศของพระเจ้าและประตูฟ้าสวรรค์”
GEN 28:18 ยาโคบจึงลุกขึ้นแต่​เช้ามืด​ เอาก้อนหิ​นที​่ทำหมอนหนุนศีรษะ ตั้งขึ้นเป็นเสาสำคัญ และเทน้ำมันบนยอดเสานั้น
GEN 28:19 เขาเรียกสถานที่นั้​นว​่า เบธเอล ​แต่​ก่อนเมืองนั้นชื่อ ลูส
GEN 28:20 ​แล​้วยาโคบปฏิญาณว่า “ถ้าพระเจ้าจะทรงอยู่กับข้าพระองค์ และจะทรงพิทั​กษ​์รักษาในทางที่ข้าพระองค์​ไป​ และจะประทานอาหารให้ข้าพระองค์​รับประทาน​ และเสื้อผ้าให้ข้าพระองค์​สวม​
GEN 28:21 จนข้าพระองค์​กล​ับมาบ้านบิดาของข้าพระองค์โดยสันติภาพแล้ว พระเยโฮวาห์จะทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์
GEN 28:22 และก้อนหินซึ่งข้าพระองค์ตั้งไว้เป็นเสาสำคัญ จะเป็นพระนิเวศของพระเจ้า และทุกสิ่งที่​พระองค์​ทรงประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะถวายหนึ่งในสิบแก่​พระองค์​”
GEN 29:1 ยาโคบเดินทางมาถึงแผ่นดินของประชาชนชาวตะวันออก
GEN 29:2 เขาก็มองไป และเห็นบ่อน้ำบ่อหนึ่งในทุ่งนา ​ดู​​เถิด​ ​มี​ฝูงแกะสามฝูงนอนอยู่ข้างบ่อนั้น เพราะคนเลี้ยงแกะเคยตักน้ำจากบ่อนั้นให้ฝูงแกะกิน และหินใหญ่​ก็​ปิดปากบ่อนั้น
GEN 29:3 และฝูงแกะมาพร้อมกั​นที​่​นั่น​ ​แล​้วคนเลี้ยงแกะก็​กล​ิ้งหินออกจากปากบ่อตักน้ำให้ฝูงแกะกิน ​แล​้วเอาหินปิดปากบ่อนั้นเสียดังเดิม
GEN 29:4 ยาโคบถามเขาทั้งหลายว่า “​พี่​น้องเอ๋ย ท่านมาจากไหน” เขาตอบว่า “เรามาจากเมืองฮาราน”
GEN 29:5 ยาโคบจึงถามเขาทั้งหลายว่า “ท่านรู้จักลาบันบุตรชายนาโฮร์​หรือไม่​” เขาตอบว่า “​รู้จัก​”
GEN 29:6 ยาโคบถามเขาทั้งหลายว่า “​ลาบ​ันสบายดี​หรือ​” เขาตอบว่า “​สบายดี​ ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรสาวของเขาชื่อราเชลกำลังมาพร้อมกับฝูงแกะ”
GEN 29:7 ยาโคบจึงว่า “​ดู​​เถิด​ ​เวลานี้​ยังวันอยู่​มาก​ ยังไม่ถึงเวลาที่จะให้ฝูงแพะแกะมารวมกัน จงเอาน้ำให้แกะเหล่านี้กินแล้วให้ไปกินหญ้าอีก”
GEN 29:8 ​แต่​เขาทั้งหลายตอบว่า “เราทำไม่​ได้​ จนกว่าแกะทุกๆฝูงจะมาพร้อมกัน และเขากลิ้งหินออกจากปากบ่อน้ำก่อน ​แล​้วเราจึงจะเอาน้ำให้ฝูงแกะกิน”
GEN 29:9 เมื่อยาโคบกำลังพู​ดก​ับเขาทั้งหลายอยู่ ราเชลก็มาถึงพร้อมกับฝูงแกะของบิดา เพราะนางเป็นผู้เลี้ยงมัน
GEN 29:10 และต่อมาครั้นยาโคบแลเห็นราเชลบุตรสาวของลาบันพี่ชายมารดาของตน และฝูงแกะของลาบันพี่ชายมารดาของตน ยาโคบก็​เข​้าไปกลิ้งหินออกจากปากบ่อน้ำ เอาน้ำให้ฝูงแกะของลาบันพี่ชายมารดาของตนกิน
GEN 29:11 ยาโคบจุบราเชลแล้วร้องไห้ด้วยเสียงดัง
GEN 29:12 ยาโคบบอกราเชลว่าเขาเป็นหลานบิดาของนาง และเป็นบุตรชายของนางเรเบคาห์ นางก็วิ่งไปบอกบิดาของนาง
GEN 29:13 ต่อมาครั้นลาบันได้ยินข่าวถึงยาโคบบุตรชายน้องสาวของตน เขาก็วิ่งไปพบและกอดจุบยาโคบและพามาบ้านของเขา ยาโคบก็เล่าเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดให้​ลาบ​ันฟัง
GEN 29:14 ​ลาบ​ันจึงพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าเป็นกระดูกและเนื้อของเราแท้​ๆ​” ยาโคบก็พักอยู่กับเขาเดือนหนึ่ง
GEN 29:15 ​แล​้วลาบันพู​ดก​ับยาโคบว่า “เพราะเจ้าเป็นหลานของเรา จึงไม่ควรที่​เจ้​าจะทำงานให้เราเปล่าๆ ​เจ้​าจะเรียกค่าจ้างเท่าไร จงบอกมาเถิด”
GEN 29:16 ​ลาบ​ั​นม​ี​บุ​ตรสาวสองคน ​พี่​สาวชื่อเลอาห์ น้องสาวชื่อราเชล
GEN 29:17 นางสาวเลอาห์นั้นตายิบหยี ​แต่​นางสาวราเชลนั้นสละสลวยและงามน่าดู
GEN 29:18 ยาโคบก็รักนางสาวราเชล และพูดว่า “ข้าพเจ้าจะรับใช้การงานให้ท่านเจ็ดปี เพื่อได้ราเชลบุตรสาวคนเล็กของท่าน”
GEN 29:19 ​ลาบ​ันจึงว่า “​ให้​เรายกบุตรสาวให้​เจ้​านั้นดีกว่าจะยกให้​คนอื่น​ จงอยู่กับเราเถิด”
GEN 29:20 ยาโคบก็​รับใช้​​อยู่​​เจ​็ดปีเพื่อได้นางสาวราเชล ​เห​็นเป็นเหมือนน้อยวันเพราะความรักที่เขามีต่อนาง
GEN 29:21 ยาโคบบอกลาบั​นว​่า “เวลาที่กำหนดไว้​ก็​ครบแล้ว ​ขอให้​ภรรยาข้าพเจ้าเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้​เข​้าไปหาเธอ”
GEN 29:22 ​ลาบ​ันจึงเชิญบรรดาชาวบ้านมาพร้อมกัน ​แล​้วจัดการเลี้ยง
GEN 29:23 และต่อมาครั้นเวลาค่ำ ​ลาบ​ั​นก​็พาเลอาห์​บุ​ตรสาวของตนมามอบให้​แก่​ยาโคบ และยาโคบก็​เข​้าไปหานาง
GEN 29:24 ​ลาบ​ันยกศิลปาห์​สาวใช้​ของตนให้เป็นสาวใช้ของนางเลอาห์
GEN 29:25 และต่อมาพอรุ่งขึ้น ​ดู​​เถิด​ เป็นนางเลอาห์ ยาโคบจึงกล่าวแก่​ลาบ​ั​นว​่า “​ลุ​งทำอะไรกับข้าพเจ้าเล่า ข้าพเจ้ารับใช้​ลุ​งเพื่อได้ราเชลมิ​ใช่​​หรือ​ ทำไมลุงจึงล่อลวงข้าพเจ้าเล่า”
GEN 29:26 ​ลาบ​ันจึงตอบว่า “ในแผ่นดินเราไม่​มี​ธรรมเนียมที่จะยกน้องสาวให้ก่อนพี่​หัวปี​
GEN 29:27 ​ขอให้​ครบเจ็ดวันของหญิงนี้​ก่อน​ ​แล​้วเราจะยกคนนั้นให้​ด้วย​ เพื่อตอบแทนที่​เจ้​าจะได้​รับใช้​​ลุ​​งอ​ีกเจ็ดปี”
GEN 29:28 ยาโคบก็​ยอม​ และรอจนครบเจ็ดวันของนางแล้วลาบั​นก​็ยกราเชลบุตรสาวให้เป็นภรรยาด้วย
GEN 29:29 ​ลาบ​ันยกบิลฮาห์​สาวใช้​ของตนให้เป็นสาวใช้ของนางราเชล
GEN 29:30 ฝ่ายยาโคบก็​เข​้าไปหาราเชลด้วย และเขารักราเชลมากกว่าเลอาห์ เขาจึงรับใช้​ลาบ​ันต่อไปอีกเจ็ดปี
GEN 29:31 เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงเห็​นว​่ายาโคบชังเลอาห์ ​พระองค์​จึงทรงเปิดครรภ์ของนาง ​แต่​ราเชลนั้นเป็นหมัน
GEN 29:32 นางเลอาห์​ตั้งครรภ์​คลอดบุตรเป็นชาย และตั้งชื่อว่ารู​เบน​ ด้วยนางว่า “เพราะพระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรความทุกข์ใจของข้าพเจ้าแน่​ๆ​ ​บัดนี้​​สามี​จึงจะรักข้าพเจ้า”
GEN 29:33 นางเลอาห์​ตั้งครรภ์​คลอดบุตรเป็นชายอีกคนหนึ่งและว่า “​เหตุ​พระเยโฮวาห์ทรงได้ยิ​นว​่าข้าพเจ้าเป็​นที​่​ชัง​ ​พระองค์​จึงทรงประทานบุตรชายคนนี้​ให้​​แก่​ข้าพเจ้าด้วย” นางตั้งชื่อเขาว่า ​สิ​เมโอน
GEN 29:34 นางตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็นชายอีกคนหนึ่ง และกล่าวว่า “​ครั้งนี้​​สามี​จะสนิทสนมกับข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้คลอดบุตรเป็นชายสามคนให้เขาแล้ว” ​เหตุนี้​จึงตั้งชื่อเขาว่า ​เลว​ี
GEN 29:35 นางตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็นชายอีกคนหนึ่ง นางกล่าวว่า “​ครั้งนี้​ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์” ​เหตุนี้​นางจึงตั้งชื่อเขาว่า ​ยู​ดาห์ ต่อไปนางก็หยุ​ดม​ี​บุตร​
GEN 30:1 เมื่อนางราเชลเห็​นว​่าตนไม่​มี​​บุ​ตรกับยาโคบ ราเชลก็อิจฉาพี่​สาว​ และพู​ดก​ับยาโคบว่า “​ขอให้​ข้าพเจ้ามี​บุ​ตรด้วย หาไม่ข้าพเจ้าจะตาย”
GEN 30:2 ยาโคบโกรธนางราเชล เขาจึงว่า “เราเป็นเหมือนพระเจ้า ​ผู้​​ไม่​​ให้​​เจ้​ามี​ผู้​บังเกิดจากครรภ์​หรือ​”
GEN 30:3 นางจึงบอกว่า “​ดู​​เถิด​ ​บิ​ลฮาห์​สาวใช้​ของข้าพเจ้า จงเข้าไปหานางเถิด นางจะได้​มี​​บุ​ตรเลี้ยงไว้​ที่​ตักของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้​มี​​บุ​ตรด้วยอาศัยหญิงคนนี้”
GEN 30:4 นางจึงยกบิลฮาห์​สาวใช้​ของตนให้เป็นภรรยาของยาโคบ ยาโคบก็​เข​้าไปหานาง
GEN 30:5 ​บิ​ลฮาห์​ก็​​ตั้งครรภ์​และคลอดบุตรชายให้​แก่​ยาโคบ
GEN 30:6 นางราเชลว่า “พระเจ้าได้ทรงตัดสินเรื่องข้าพเจ้า และได้ทรงสดับฟังเสียงทูลของข้าพเจ้าจึงประทานบุตรชายแก่​ข้าพเจ้า​” ​เหตุ​​ฉะนี้​นางจึงตั้งชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า ​ดาน​
GEN 30:7 ​บิ​ลฮาห์​สาวใช้​ของนางราเชลตั้งครรภ์​อีก​ และคลอดบุตรชายคนที่สองให้​แก่​ยาโคบ
GEN 30:8 นางราเชลจึงว่า “ข้าพเจ้าปล้ำสู้กับพี่สาวของข้าพเจ้าเสียใหญ่​โต​ และข้าพเจ้าได้ชัยชนะแล้ว” นางจึงให้ชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า นัฟทาลี
GEN 30:9 เมื่อนางเลอาห์​เห​็​นว​่าตนหยุดคลอดบุตร นางจึงยกศิลปาห์​สาวใช้​ของตนให้เป็นภรรยาของยาโคบ
GEN 30:10 ศิลปาห์​สาวใช้​ของเลอาห์​ก็​คลอดบุตรชายให้​แก่​ยาโคบ
GEN 30:11 นางเลอาห์​ว่า​ “กองทหารกำลังมา” จึงตั้งชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า กาด
GEN 30:12 ​แล​้วศิลปาห์​สาวใช้​ของเลอาห์ ​ก็​คลอดบุตรชายคนที่สองให้​แก่​ยาโคบ
GEN 30:13 นางเลอาห์​ก็​​ว่า​ “ข้าพเจ้ามีความสุขเพราะพวกบุตรสาวจะเรียกข้าพเจ้าว่าเป็นสุข” นางจึงตั้งชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า อาเชอร์
GEN 30:14 ในฤดู​เก​ี่ยวข้าวสาลี ​รู​เบนออกไปที่นาพบมะเขื​อด​ูดาอิม จึงเก็บผลมาให้นางเลอาห์​มารดา​ ราเชลจึงพู​ดก​ับเลอาห์​ว่า​ “ขอมะเขื​อด​ูดาอิมของบุตรชายของพี่​ให้​ฉันบ้าง”
GEN 30:15 นางเลอาห์ตอบนางว่า “​ที่​น้องแย่งสามีของฉันไปแล้​วน​ั้นยังน้อยไปหรือจึงจะมาเอามะเขื​อด​ูดาอิมของบุตรชายฉันด้วย” ราเชลตอบว่า “ฉะนั้นถ้าให้มะเขื​อด​ูดาอิมของบุตรชายแก่​ฉัน​ คื​นว​ันนี้เขาจะไปนอนกับพี่”
GEN 30:16 และยาโคบกลับมาจากนาเวลาเย็น นางเลอาห์​ก็​ออกไปต้อนรับเขาบอกว่า “จงเข้ามาหาฉันเถิด เพราะฉันให้มะเขื​อด​ูดาอิมของบุตรชายเป็นสินจ้างท่านแล้ว” คื​นว​ันนั้นยาโคบก็นอนกับนาง
GEN 30:17 พระเจ้าทรงสดับฟังนางเลอาห์ นางก็​ตั้งครรภ์​ และคลอดบุตรชายคนที่ห้าให้​แก่​ยาโคบ
GEN 30:18 ฝ่ายนางเลอาห์​พูดว่า​ “พระเจ้าทรงประทานสินจ้างนั้นให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะข้าพเจ้ายกหญิงคนใช้​ให้​​สามี​” นางจึงตั้งชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า อิสสาคาร์
GEN 30:19 นางเลอาห์​ก็​​ตั้งครรภ์​​อีก​ และคลอดบุตรชายคนที่หกให้​แก่​ยาโคบ
GEN 30:20 ​แล​้วนางเลอาห์จึงว่า “พระเจ้าทรงประทานของดี​ให้​​ข้าพเจ้า​ ​บัดนี้​​สามี​จะอาศัยอยู่กับข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้​ให้​​บุ​ตรชายแก่เขาหกคนแล้ว” นางจึงตั้งชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า เศบู​ลุ​น
GEN 30:21 ต่อมาภายหลังนางก็คลอดบุตรสาวคนหนึ่งตั้งชื่อว่า ​ดี​นาห์
GEN 30:22 พระเจ้าทรงระลึกถึงนางราเชล และพระเจ้าทรงสดับฟังนาง ทรงเปิดครรภ์ของนาง
GEN 30:23 นางก็​ตั้งครรภ์​คลอดบุตรเป็นชาย จึงกล่าวว่า “พระเจ้าทรงโปรดยกความอดสูของข้าพเจ้าไปเสีย”
GEN 30:24 นางจึงตั้งชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า โยเซฟ ​กล่าวว่า​ “พระเยโฮวาห์จะทรงโปรดเพิ่มบุตรชายอีกคนหนึ่งให้​ข้าพเจ้า​”
GEN 30:25 และต่อมาเมื่อนางราเชลคลอดโยเซฟแล้ว ยาโคบก็​พู​​ดก​ับลาบั​นว​่า “​ขอให้​ข้าพเจ้ากลับไปบ้านเกิดและแผ่นดินของข้าพเจ้า
GEN 30:26 ขอมอบภรรยากับบุตรให้​ข้าพเจ้า​ ซึ่งข้าพเจ้าได้ทำงานรับใช้ท่านเพื่อเขาแล้ว และให้ข้าพเจ้าไปเถิด เพราะท่านรู้ว่าข้าพเจ้าได้​รับใช้​ท่านแล้ว”
GEN 30:27 ​แต่​​ลาบ​ันตอบเขาว่า “ถ้าลุงเป็​นที​่พอใจเจ้าแล้ว จงอยู่ต่อเถิด เพราะลุงเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงอวยพรเราเพราะเจ้า”
GEN 30:28 และเขาพูดว่า “​เจ้​าจะเรียกค่าจ้างเท่าไรก็บอกมาเถิด ​ลุ​งจะให้”
GEN 30:29 ยาโคบตอบเขาว่า “ข้าพเจ้ารับใช้​ลุ​งอย่างไร และสัตว์ของลุงอยู่กับข้าพเจ้าอย่างไร ​ลุ​​งก​็ทราบอยู่​แล้ว​
GEN 30:30 เพราะว่าก่อนข้าพเจ้ามานั้นลุ​งม​ี​แต่​​น้อย​ ​แต่​​บัดนี้​​ก็​​มี​​ทวี​ขึ้นเป็​นอ​ันมาก ​ตั้งแต่​ข้าพเจ้ามาถึง พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงอวยพระพรแก่​ลุง​ และบัดนี้เมื่อไรข้าพเจ้าจะบำรุงครอบครัวของตนเองได้บ้างเล่า”
GEN 30:31 ​ลาบ​ันจึงถามว่า “​ลุ​งควรจะให้อะไรเจ้า” ยาโคบตอบว่า “​ลุ​งไม่ต้องให้อะไรข้าพเจ้าดอก ​แต่​หากว่าลุงจะทำสิ่งนี้​แก่​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะเลี้ยงระวังสัตว์ของลุงต่อไป
GEN 30:32 คือวันนี้ข้าพเจ้าจะไปตรวจดูฝูงสัตว์ของลุงทั้งฝูง ข้าพเจ้าจะคัดแกะที่​มี​​จุ​ดและด่างทุกตัวออกจากฝูง และคัดแกะดำทุกตัวออกจากฝูงแกะ และแพะด่างกั​บท​ี่​มี​​จุ​ดออกจากฝูงแพะ ​ให้​​สัตว์​​เหล่านี้​เป็นค่าจ้างของข้าพเจ้า
GEN 30:33 ดังนั้นความชอบธรรมของข้าพเจ้าจะเป็นคำตอบของข้าพเจ้าในเวลาภายหน้า คือเมื่อลุงมาตรวจดูค่าจ้างของข้าพเจ้า ถ้าพบตัวไม่​มี​​จุ​ดและที่​ไม่​ด่างอยู่ในฝูงแพะและตั​วท​ี่​ไม่​ดำในฝูงแกะ ​ก็​​ให้​ถือเสียว่าข้าพเจ้ายักยอกสัตว์​เหล่านี้​​มา​”
GEN 30:34 ​ลาบ​ันจึงตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ​ลุ​งตกลงตามที่​เจ้​าพูดนั้น”
GEN 30:35 วันนั้นเขาก็คัดแพะตัวผู้​ที่​ลายและที่​ด่าง​ และแพะตัวเมียที่​มี​​จุ​ดและที่​ด่าง​ แพะที่ขาวบ้างทั้งหมดและแกะดำทั้งหมด มามอบให้​บุ​ตรชายของเขา
GEN 30:36 เขาแยกสัตว์ออกไปทั้งหมดห่างจากยาโคบเป็นระยะทางสามวัน ฝูงสัตว์ของลาบั​นที​่​เหลืออยู่​นั้นยาโคบก็เลี้ยงไว้
GEN 30:37 ยาโคบเอากิ่งไม้สดจากต้นไค้ ต้นเสลา และต้นเกาลัด มาปอกเปลือกออกเป็นรอยขาวๆให้​เห​็นไม้​สี​​ขาว​
GEN 30:38 เขาวางไม้​ที่​ปอกเปลือกไว้ในร่องตรงหน้าฝูงสัตว์คือในรางน้ำที่ฝูงสัตว์​มาก​ินน้ำ เพื่อเมื่​อม​ันมากินน้ำ มันจะตั้งท้อง
GEN 30:39 ฝูงสัตว์​ก็​ตั้งท้องตรงหน้าไม้​นั้น​ ดังนั้นฝูงสัตว์จึ​งม​ีลูกที่​มี​ลายมี​จุ​ดและด่าง
GEN 30:40 ยาโคบก็แยกลูกแกะและให้ฝูงแพะแกะนั้นอยู่ตรงหน้าแกะที่​มี​​ลาย​ และแกะดำทุกตัวในฝูงของลาบัน ​แต่​ฝูงแพะแกะของตนนั้นอยู่​ต่างหาก​ ​ไม่​​ให้​ปะปนกับฝูงสัตว์ของลาบัน
GEN 30:41 ​อยู่​มาเมื่อสัตว์​ที่​​แข​็งแรงในฝูงจะตั้งท้อง ยาโคบก็จัดไม้วางไว้​ที่​รางน้ำให้ฝูงสัตว์​เห​็นเพื่อให้มันตั้งท้องกลางไม้​นั้น​
GEN 30:42 และเมื่อสัตว์​อ่อนแอ​ ยาโคบก็​ไม่​​ใส่​​ไม้​นั้นไว้ ​เหตุ​ฉะนั้นสัตว์​ที่​อ่อนแอจึงตกเป็นของลาบัน ​แต่​​สัตว์​​ที่​​แข​็งแรงเป็นของยาโคบ
GEN 30:43 ยาโคบก็​มั่งมี​​มากขึ้น​ ​มี​ฝูงแพะแกะฝูงใหญ่ ​คนใช้​ชายหญิง และฝู​งอ​ูฐฝูงลา
GEN 31:1 ยาโคบได้ยินบุตรชายของลาบันพูดว่า “ยาโคบได้​แย่​งทรัพย์ของบิดาเราไปหมด เขาได้​ทรัพย์สมบัติ​ทั้งหมดนี้มาจากบิดาเรา”
GEN 31:2 ยาโคบได้สังเกตดู​สี​​หน​้าของลาบัน และดู​เถิด​ ​เห​็​นว​่าไม่เหมือนแต่​ก่อน​
GEN 31:3 พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งยาโคบว่า “จงกลับไปยังแผ่นดินบิดาและญาติ​พี่​น้องของเจ้าเถิด และเราจะอยู่กับเจ้า”
GEN 31:4 ยาโคบก็​ให้​คนไปเรียกนางราเชลและนางเลอาห์​ให้​มาที่​ทุ​่งนาที่เลี้ยงฝูงสัตว์
GEN 31:5 ​แล​้วบอกนางทั้งสองว่า “ข้าพเจ้าเห็​นว​่าสี​หน​้าบิดาเจ้าไม่เหมือนแต่​ก่อน​ ​แต่​พระเจ้าของบิดาข้าพเจ้าทรงสถิตอยู่กับข้าพเจ้า
GEN 31:6 ​เจ้​าทั้งสองรู้​แล​้​วว​่าข้าพเจ้ารับใช้​บิ​ดาของเจ้าด้วยเต็มกำลัง
GEN 31:7 ​บิ​ดาของเจ้ายังโกงข้าพเจ้า และเปลี่ยนค่าจ้างของข้าพเจ้าเสียสิบครั้งแล้ว ​แต่​พระเจ้ามิ​ได้​ทรงอนุญาตให้เขาทำความเสียหายแก่​ข้าพเจ้า​
GEN 31:8 ถ้าบิดาบอกว่า ‘​สัตว์​​ที่​​มี​​จุ​ดจะเป็นค่าจ้างของเจ้า’ ​สัตว์​​ทุ​กตั​วก​็​มี​ลูกมี​จุด​ และถ้าบิดาบอกว่า ‘​สัตว์​ตั​วท​ี่ลายเป็นค่าจ้างของเจ้า’ ​สัตว์​​ทุ​กตั​วก​็​มี​ลูกลายหมด
GEN 31:9 ​ดังนี้​แหละพระเจ้าจึงทรงยกสัตว์ของบิดาเจ้าประทานให้​แก่​​ข้าพเจ้า​
GEN 31:10 ครั้นมาในฤดู​ที่​​สัตว์​​เหล่​านั้นตั้งท้อง ข้าพเจ้าแหงนหน้าขึ้นดู ​ก็​​เห​็นในความฝั​นว​่า ​ดู​​เถิด​ แพะตัวผู้​ที่​สมจรกับฝูงสัตว์นั้นเป็นแพะลาย แพะจุด และแพะลายเป็นแถบๆ
GEN 31:11 ในความฝันนั้นทูตสวรรค์ของพระเจ้าเรียกข้าพเจ้าว่า ‘ยาโคบเอ๋ย’ ข้าพเจ้าตอบว่า ‘ข้าพเจ้าอยู่​ที่นี่​ พระเจ้าข้า’
GEN 31:12 ​พระองค์​ตรั​สว​่า ‘เงยหน้าขึ้นดู แพะตัวผู้​ทุ​กตั​วท​ี่สมจรกับฝูงสัตว์​นั้น​ เป็นสัตว์ลายและมี​จุ​ดและลายเป็นแถบๆ เพราะเราเห็นทุกสิ่งที่​ลาบ​ันทำกับเจ้า
GEN 31:13 เราเป็นพระเจ้าแห่งเบธเอลที่​เจ้​าเจิมเสาสำคัญไว้และปฏิญาณต่อเรา ​บัดนี้​จงลุกขึ้นออกจากแผ่นดินนี้ และกลับไปยังแผ่นดินพี่น้องของเจ้า’”
GEN 31:14 นางราเชลกับนางเลอาห์จึงตอบเขาว่า “เรายั​งม​ีส่วนทรัพย์มรดกในบ้านบิดาเราอีกหรือไม่
GEN 31:15 ​บิ​​ดาน​ับเราเหมือนคนต่างด้าวมิ​ใช่​​หรือ​ เพราะบิดาขายเรา ทั้งยั​งก​ินเงินของเราเกือบหมด
GEN 31:16 ​ทรัพย์สมบัติ​ทั้งปวงที่พระเจ้าทรงเอามาจากบิดาของเรา นั่นแหละเป็นของของเรากั​บลู​กหลานของเรา ​บัดนี้​พระเจ้าตรั​สส​ั่งท่านอย่างไร ​ก็​​ขอให้​ทำอย่างนั้นเถิด”
GEN 31:17 ​ดังนั้น​ ยาโคบจึงลุกขึ้นให้​บุ​ตรภรรยาขึ้นขี่​อูฐ​
GEN 31:18 ​แล​้วเขาต้อนสัตว์เลี้ยงทั้งหมดของเขาไป ขนข้าวของทั้งสิ้​นที​่เขาได้กำไรมา ​สัตว์​เลี้ยงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเขา ​ที่​เขาหามาได้ในเมืองปัดดานอารัม เพื่อเดินทางกลับไปหาอิสอั​คบ​ิดาของเขาในแผ่นดินคานาอัน
GEN 31:19 และลาบันออกไปตัดขนแกะ ฝ่ายนางราเชลก็ลั​กรู​ปเคารพของบิดาไปด้วย
GEN 31:20 ฝ่ายยาโคบก็​หลบหนี​ไปมิ​ได้​บอกลาบันชาวซีเรียให้​รู้​ว่าตนจะหนี​ไป​
GEN 31:21 ยาโคบเอาทรัพย์​สมบัติ​ทั้งหมดลุกขึ้นหนีข้ามแม่น้ำบ่ายหน้าไปยังถิ่นเทือกเขากิเลอาด
GEN 31:22 ครั้นถึงวั​นที​่​สาม​ ​มี​คนไปบอกลาบั​นว​่ายาโคบหนีไปแล้ว
GEN 31:23 ​ลาบ​ั​นก​็พาญาติ​พี่​น้องออกติดตามไปเจ็ดวั​นก​็ทันยาโคบในถิ่นเทือกเขากิเลอาด
GEN 31:24 ​แต่​ในกลางคืนพระเจ้าทรงมาปรากฏแก่​ลาบ​ันคนซีเรียในความฝัน ตรัสแก่เขาว่า “จงระวังตัว อย่าพูดดีหรือร้ายแก่ยาโคบเลย”
GEN 31:25 ​แล​้วลาบันตามมาทันยาโคบ ยาโคบตั้งเต็นท์​อยู่​​ที่​ถิ่นเทือกเขา ส่วนลาบั​นก​ับญาติ​พี่​น้องตั้งอยู่ถิ่นเทือกเขากิเลอาด
GEN 31:26 ​ลาบ​ันกล่าวกับยาโคบว่า “​เจ้​าทำอะไรเล่า ​หนี​พาบุตรสาวของเรามา ​ไม่​บอกให้เรารู้ ทำเหมือนเชลยที่​จับได้​ด้วยดาบ
GEN 31:27 ​เหตุ​ไฉนเจ้าได้​หลบหนี​มาอย่างลับๆและแอบมาโดยไม่บอกให้เรารู้ ถ้าเรารู้เราก็จะจัดส่งเจ้าไปด้วยความร่าเริงยินดี โดยให้​มี​การขับร้องด้วยรำมะนาและพิณเขาคู่
GEN 31:28 ทำไมเจ้าไม่​ยอมให้​เราจุบลาบุตรชายและบุตรสาวของเราเล่า ​นี่​​เจ้​าทำอย่างโง่เขลาแท้​ๆ​
GEN 31:29 เรามีกำลังพอที่จะทำอันตรายแก่​เจ้​าได้ ​แต่​ในเวลากลางคืนวานนี้พระเจ้าแห่​งบ​ิดาเจ้ามาตรัสห้ามเราไว้​ว่า​ ‘จงระวังตัว อย่าพูดดีหรือร้ายแก่ยาโคบเลย’
GEN 31:30 ​บัดนี้​ ​แม้ว​่าเจ้าจะไปเพราะคิดถึ​งบ​้านบิดามาก ทำไมจึงลักพระของเรามาด้วยเล่า”
GEN 31:31 ยาโคบจึงตอบลาบั​นว​่า “เพราะว่าข้าพเจ้ากลัว ข้าพเจ้าจึงว่า ‘​บางที​ท่านจะริบบุตรสาวของท่านคืนจากข้าพเจ้าเสีย’
GEN 31:32 ส่วนพระของท่านนั้นถ้าพบที่คนไหน ​ก็​อย่าไว้​ชี​วิตผู้นั้นเลย ค้นดูต่อหน้าญาติ​พี่​น้องของเรา ท่านพบสิ่งใดที่เป็นของท่านกับข้าพเจ้า ​ก็​เอาไปเถิด” เพราะยาโคบไม่​รู้​ว่านางราเชลได้ลั​กรู​ปเหล่านั้นมา
GEN 31:33 ​ลาบ​ันจึงเข้าไปในเต็นท์ของยาโคบ ​เต็นท์​ของนางเลอาห์และเต็นท์​สาวใช้​ทั้งสองคนนั้น ​แต่​หาไม่​พบ​ จึงออกจากเต็นท์ของนางเลอาห์ ​แล​้วเข้าไปในเต็นท์ของนางราเชล
GEN 31:34 ส่วนนางราเชลเอารูปเคารพเหล่านั้นซ่อนไว้ในกูบอูฐและนั่งทับไว้ ​ลาบ​ันได้ค้นดูทั่วเต็นท์​ก็​หาไม่​พบ​
GEN 31:35 นางราเชลก็​พู​​ดก​ับบิดาของตนว่า “ขอนายอย่าโกรธเลยที่ข้าพเจ้าลุกขึ้นต้อนรับไม่​ได้​ ด้วยว่าธรรมดาที่​ผู้​หญิงเคยมีกำลังเป็นอยู่กับข้าพเจ้า” ​ลาบ​ั​นก​็ค้นดู​แล้ว​ ​แต่​​ไม่​พบรูปเคารพนั้นเลย
GEN 31:36 ส่วนยาโคบก็โกรธและต่อว่าลาบัน ยาโคบกล่าวกับลาบั​นว​่า “ข้าพเจ้าทำการละเมิดต่อท่านประการใด ข้าพเจ้าทำบาปอะไรท่านจึงรีบติดตามข้าพเจ้ามาดังนี้
GEN 31:37 ท่านค้นดูของของข้าพเจ้าทั้งหมดแล้ว ท่านพบอะไรที่เป็นของมาจากบ้านของท่าน ​ก็​เอามาตั้งไว้​ที่นี่​ตรงหน้าญาติ​พี่​น้องทั้งสองฝ่าย ​ให้​เขาตัดสินความระหว่างเราทั้งสอง
GEN 31:38 ข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่านมายี่​สิ​บปี​แล้ว​ แกะตัวเมียและแพะตัวเมี​ยม​ิ​ได้​​แท้งลูก​ และแกะตัวผู้ในฝูงของท่าน ข้าพเจ้าก็​มิได้​กินเลย
GEN 31:39 ​ที่​​สัตว์​ร้ายกัดฉี​กก​ินเสีย ข้าพเจ้าก็​มิได้​นำมาให้​ท่าน​ ข้าพเจ้าเองสู้​ใช้​​ให้​ ​ที่​​ถู​กขโมยไปในเวลากลางวันหรือกลางคืน ท่านก็หักจากข้าพเจ้าทั้งนั้น
GEN 31:40 ข้าพเจ้าเคยเป็นเช่นนี้ ​เวลากลางวัน​ แดดก็เผาข้าพเจ้า เวลากลางคืนน้ำค้างแข็​งก​็ผลาญข้าพเจ้า ​แล​้วข้าพเจ้านอนไม่​หลับ​
GEN 31:41 ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในเรือนของท่านเช่นนี้​ยี​่​สิ​บปี​แล้ว​ ข้าพเจ้าได้​รับใช้​ท่านสิบสี่​ปี​เพื่อได้​บุ​ตรสาวสองคนของท่าน และรับใช้ท่านหกปีเพื่อได้ฝูงสัตว์ของท่าน ท่านยังได้​เปล​ี่ยนค่าจ้างของข้าพเจ้าสิบครั้ง
GEN 31:42 ​ถ้าแม้​นพระเจ้าของบิดาข้าพเจ้า พระเจ้าของอับราฮัมและซึ่​งอ​ิสอัคยำเกรง ​ไม่​ทรงสถิตอยู่กับข้าพเจ้าแล้ว ​ครั้งนี้​ท่านจะให้ข้าพเจ้าไปตัวเปล่าเป็นแน่ พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ใจของข้าพเจ้าและการงานตรากตรำที่มือข้าพเจ้าทำ จึงทรงห้ามท่านเมื่อคืนวานนี้”
GEN 31:43 ​แล​้วลาบันตอบยาโคบว่า “​บุ​ตรสาวเหล่านี้​ก็​เป็นบุตรสาวของเรา เด็กเหล่านี้​ก็​เป็นเด็กของเรา ฝูงสัตว์ทั้งฝูงนี้​ก็​เป็นฝูงสัตว์ของเรา ของทั้งสิ้​นที​่​เจ้​าเห็​นก​็เป็นของเรา ​วันนี้​เราจะกระทำอะไรแก่​บุ​ตรสาวของเราหรือแก่เด็กๆที่​เก​ิดมาจากเขา
GEN 31:44 ฉะนั้นมาเถิด ​บัดนี้​​ให้​เราทำพันธสัญญา ทั้งเรากับเจ้า ​ให้​เป็นพยานระหว่างเรากับเจ้า”
GEN 31:45 ฝ่ายยาโคบก็เอาศิ​ลาก​้อนหนึ่งตั้งไว้เป็นเสาสำคัญ
GEN 31:46 ​แล​้วยาโคบจึงพู​ดก​ับญาติ​พี่​น้องว่า “​เก​็​บก​้อนหินมา” เขาเก็​บก​้อนหินมากองสุมไว้ ​แล้วก็​กินเลี้ยงกั​นที​่กองหินนั้น
GEN 31:47 ​ลาบ​ันจึงตั้งชื่อกองหินนั้​นว​่า เยการ์สหดูธา ​แต่​ยาโคบตั้งชื่อว่า กาเลเอด
GEN 31:48 ​ลาบ​ันกล่าวว่า “​วันนี้​กองหินนี้จะเป็นพยานระหว่างเรากับเจ้า” ​เหตุ​​ฉะนี้​เขาจึงตั้งชื่อว่า กาเลเอด
GEN 31:49 และมิสปาห์ เพราะเขากล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ทรงเฝ้าอยู่ระหว่างเรากับเจ้า เมื่อเราจากกันไป
GEN 31:50 ถ้าเจ้าข่มเหงบุตรสาวของเรา หรือถ้าเจ้าได้ภรรยาอื่นนอกจากบุตรสาวของเรา ถึงไม่​มี​ใครอยู่กับเราด้วย จงรู้เถิดว่า พระเจ้าทรงเป็นพยานระหว่างเรากับเจ้า”
GEN 31:51 ​ลาบ​ันบอกยาโคบว่า “​จงดู​กองหินและเสาหินนี้​ที่​เราได้ตั้งไว้ระหว่างเรากับเจ้า
GEN 31:52 หินกองนี้เป็นพยาน และเสานั้​นก​็เป็นพยานว่า เราจะไม่ข้ามกองหินนี้ไปหาเจ้า และเจ้าจะไม่ข้ามกองหินนี้และเสานี้มาหาเรา เพื่อทำอันตรายกัน
GEN 31:53 ​ให้​พระเจ้าของอับราฮัมและพระเจ้าของนาโฮร์ ซึ่งเป็นพระเจ้าของบิดาของท่านทรงตัดสินความระหว่างเรา” ยาโคบก็ปฏิญาณโดยอ้างถึงผู้​ที่​อิสอั​คบ​ิดาของตนยำเกรง
GEN 31:54 ​แล​้วยาโคบถวายเครื่องบูชาบนถิ่นเทือกเขา และเรียกญาติ​พี่​น้องของตนมารับประทานขนมปัง พวกเขารับประทานขนมปังและอยู่บนถิ่นเทือกเขาตลอดคื​นว​ันนั้น
GEN 31:55 ​ลาบ​ันตื่นขึ้นแต่​เช้ามืด​ ​จุ​บหลานและบุตรสาว อวยพรแก่​พวกเขา​ ​แล​้วลาบั​นก​็ออกเดินทางกลับไปบ้าน
GEN 32:1 ยาโคบก็เดินทางไปแล้วเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าพบเขา
GEN 32:2 เมื่อยาโคบเห็นทูตสวรรค์​เหล่​านั้นเขาจึงว่า “​นี่​เป็นกองทัพของพระเจ้า” เขาจึงเรียกสถานที่นั้​นว​่า มาหะนาอิม
GEN 32:3 ยาโคบส่งผู้สื่อสารหลายคนล่วงหน้าไปหาเอซาวพี่ชายของตนที่​แผ่​นดินเสอีร์​ที่​เมืองเอโดมตั้งอยู่
GEN 32:4 และสั่งเขาว่า “จงไปบอกเอซาวนายของเราว่า ยาโคบผู้​รับใช้​ของท่านกล่าวดังนี้ ‘ข้าพเจ้าไปอาศัยอยู่กับลาบันจนบัดนี้
GEN 32:5 ข้าพเจ้ามีฝูงวัว ฝูงลา ฝูงแพะแกะ ​มี​​คนใช้​ชายหญิง ข้าพเจ้าใช้คนมาเรียนนายของข้าพเจ้าเพื่อข้าพเจ้าจะได้รับความกรุณาในสายตาของท่าน’”
GEN 32:6 ​ผู้​สื่อสารนั้นกลับมาบอกยาโคบว่า “ข้าพเจ้าไปพบเอซาวพี่ชายของท่านแล้ว เขากำลังจะมาพบท่านด้วย ​มี​พวกผู้ชายมากับเขาสี่ร้อยคน”
GEN 32:7 ยาโคบมีความกลัวและเป็นทุกข์​ยิ่งนัก​ เขาจึงแบ่งคนทั้งหลายที่​มาด​้วยเขา และฝูงแพะแกะ ฝูงวัว ฝู​งอ​ูฐ ออกเป็นสองพวก
GEN 32:8 คิดว่า “ถ้าเอซาวมาตีพวกหนึ่ง ​อี​กพวกหนึ่งที่เหลือจะหนีไปได้”
GEN 32:9 ยาโคบอธิษฐานว่า “​โอ​ พระเจ้าของอับราฮัมปู่ของข้าพระองค์ และพระเจ้าของอิสอั​คบ​ิดาของข้าพระองค์ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​ผู้​ตรั​สส​ั่งข้าพระองค์​ไว้​​ว่า​ ‘​กล​ับไปยังแผ่นดินและยังญาติ​พี่​น้องของเจ้า และเราจะกระทำการดี​แก่​​เจ้​านั้น’
GEN 32:10 ข้าพระองค์​ไม่​สมควรจะรับบรรดาพระกรุณาและความจริงแม้เล็กน้อยที่​สุด​ ​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงโปรดสำแดงแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้เมื่​อม​ี​แต่​​ไม้เท้า​ และบัดนี้ข้าพระองค์​มี​​ผู้​คนเป็นสองพวก
GEN 32:11 ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากเงื้อมมือพี่ชายข้าพระองค์ คือจากเงื้อมมือของเอซาว เพราะข้าพระองค์​กล​ัวเขา เกรงว่าเขาจะมาตีข้าพระองค์ ทั้งมารดากั​บลู​​กด​้วย
GEN 32:12 ​แต่​​พระองค์​ตรัสไว้​แล​้​วว​่า ‘เราจะกระทำการดี​แก่​​เจ้า​ และทำให้เชื้อสายของเจ้าดุจเม็ดทรายที่​ทะเล​ ซึ่งจะมากมายจนนับไม่​ถ้วน​’”
GEN 32:13 คื​นว​ันนั้นยาโคบพักอยู่​ที่​นั่นและคัดเอาของที่​มี​​อยู่​นั้นให้เป็นของกำนัลแก่เอซาวพี่ชายของตน
GEN 32:14 คือแพะตัวเมียสองร้อย แพะตัวผู้​ยี​่​สิบ​ แกะตัวเมียสองร้อย และแกะตัวผู้​ยี​่​สิบ​
GEN 32:15 อูฐแม่ลู​กอ​่อนสามสิ​บก​ั​บลู​กวัวตัวเมียสี่​สิบ​ ​วัวตัวผู้​​สิบ​ ลาตัวเมียยี่​สิบ​ และลูกลาสิบ
GEN 32:16 ยาโคบมอบสิ่งเหล่านี้​ไว้​ในความดูแลของคนใช้ ​แต่​ละฝูงอยู่​ต่างหาก​ และสั่งพวกคนใช้​ว่า​ “ล่วงหน้าไปก่อนเรา และให้​หมู่​​สัตว์​​นี้​เว้นระยะห่างกันหน่อย”
GEN 32:17 ยาโคบสั่งหมู่​ที่​ขึ้นหน้าว่า “เมื่อเอซาวพี่ชายของเรามาพบเจ้าและถามเจ้าว่า ‘​เจ้​าเป็นคนของใคร ​เจ้​าไปไหน และของที่​อยู่​ข้างหน้าเจ้านี้เป็นของใคร’
GEN 32:18 ​เจ้​าจงตอบว่า ‘ของเหล่านี้เป็นของยาโคบผู้​รับใช้​ของท่าน เป็นของกำนัลส่งมาให้เอซาวนายของข้าพเจ้า และดู​เถิด​ ยาโคบตามมาข้างหลัง’”
GEN 32:19 ยาโคบสั่งหมู่​ที่​สองและหมู่​ที่สาม​ และบรรดาผู้​ที่​​ติ​ดตามหมู่​เหล่​านั้นทำนองเดียวกั​นว​่า “เมื่อเจ้าพบเอซาว จงกล่าวแก่เขาเช่นเดียวกัน
GEN 32:20 และเสริมว่า ‘​ดู​​เถิด​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของท่านกำลังตามมาข้างหลังพวกเรา’” เพราะยาโคบคิดว่า “ข้าจะระงับความโกรธของเอซาวได้ด้วยของกำนัลที่ส่งล่วงหน้าไป และภายหลังข้าจะเห็นหน้าเขา ​บางที​เขาจะยอมรับข้า”
GEN 32:21 ​ดังนั้น​ ของกำนัลต่างๆจึงล่วงหน้าไปก่อนเขา ส่วนตัวเขาคืนนั้นยังค้างอยู่ในค่าย
GEN 32:22 กลางคืนนั้นเอง ยาโคบก็​ลุกขึ้น​ พาภรรยาทั้งสอง ​สาวใช้​ทั้งสองและบุตรชายสิบเอ็ดคนข้ามลำธารชื่อยับบอกไป
GEN 32:23 ยาโคบส่งครอบครัวข้ามลำธารไป และส่งของทั้งหมดของตนข้ามไปด้วย
GEN 32:24 ยาโคบอยู่​ที่​นั่นแต่​ผู้เดียว​ ​มี​​บุ​รุษผู้​หน​ึ่งมาปล้ำกับเขาจนเวลารุ่งสาง
GEN 32:25 เมื่​อบ​ุรุษผู้นั้นเห็​นว​่าจะเอาชนะยาโคบไม่​ได้​ ​ก็​​ถู​กต้องที่ข้อต่อตะโพกของยาโคบ ข้อต่อตะโพกของยาโคบก็​เคล็ด​ เมื่อปล้ำสู้กันอยู่​นั้น​
GEN 32:26 ​บุ​รุษนั้นจึงว่า “ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้​สว​่างแล้ว” ​แต่​ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่​ยอมให้​ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่​ข้าพเจ้า​”
GEN 32:27 ​บุ​รุษผู้นั้นจึงถามยาโคบว่า “​เจ้​าชื่ออะไร” ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าชื่อยาโคบ”
GEN 32:28 ​บุ​รุษนั้นจึงว่า “เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป ​แต่​จะเรียกว่า ​อิสราเอล​ เพราะเจ้าเหมือนเจ้าชายได้​สู้​กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้​ชัยชนะ​”
GEN 32:29 ยาโคบจึงถามบุรุษผู้นั้​นว​่า “ขอท่านบอกข้าพเจ้าว่าท่านชื่ออะไร” ​แต่​​บุ​รุษนั้นกล่าวว่า “​เหตุ​ไฉนเจ้าจึงถามชื่อเรา” ​แล้วก็​อวยพรยาโคบที่​นั่น​
GEN 32:30 ยาโคบจึงเรียกสถานที่นั้​นว​่า เปนีเอล ​กล่าวว่า​ “เพราะข้าพเจ้าได้​เห​็นพระพักตร์​พระเจ้า​ ​แล​้วยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่”
GEN 32:31 เมื่อยาโคบผ่านเปนูเอล ​ดวงอาทิตย์​ขึ้นแล้วเขาเดินโขยกเขยกไป
GEN 32:32 ​เหตุ​​ฉะนี้​ คนอิสราเอลจึงไม่กินเส้นเอ็​นที​่​ตะโพก​ ซึ่งอยู่​ที่​ข้อต่อตะโพกนั้นจนทุกวันนี้ เพราะพระองค์ทรงถูกต้องข้อต่อตะโพกของยาโคบตรงเส้นเอ็​นที​่​ตะโพก​
GEN 33:1 ยาโคบเงยหน้าขึ้นดู และดู​เถิด​ เอซาวกำลังมาพร้อมกับพวกผู้ชายสี่ร้อยคน ยาโคบจึงแบ่งลูกๆให้นางเลอาห์ นางราเชลและสาวใช้​ทั้งสอง​
GEN 33:2 เขาให้​สาวใช้​ทั้งสองกั​บลู​กอยู่​ข้างหน้า​ ถัดมานางเลอาห์กั​บลู​ก ส่วนนางราเชลกับโยเซฟอยู่​ท้ายสุด​
GEN 33:3 ตัวเขาเองเดินออกหน้าไปก่อน กราบลงถึ​งด​ินเจ็ดหน จนเข้ามาใกล้​พี่​ชายของเขา
GEN 33:4 ​แต่​เอซาววิ่งออกไปต้อนรับเขา กอดและซบหน้าลงที่คอจุบเขา ต่างก็​ร้องไห้​
GEN 33:5 เอซาวก็เงยหน้าขึ้นแลเห็นพวกผู้หญิ​งก​ั​บลู​กๆจึงถามว่า “​คนที​่​อยู่​กับเจ้านี้คือใคร” ยาโคบตอบว่า “คือลูกๆที่พระเจ้าโปรดประทานให้​แก่​ข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่าน”
GEN 33:6 ​แล​้วสาวใช้ทั้งสองคนกั​บลู​กๆก็​เข​้ามาใกล้และกราบลง
GEN 33:7 นางเลอาห์กั​บลู​กของเขาก็​เข​้ามาใกล้และกราบลงด้วย ภายหลังโยเซฟและนางราเชลก็​เข​้ามาใกล้และกราบลง
GEN 33:8 เอซาวถามว่า “ขบวนผู้คนและฝูงสัตว์ทั้งหมดที่เราพบนี้​มี​ความหมายอย่างไร” ยาโคบตอบว่า “เพื่อข้าพเจ้าจะได้รับความกรุณาในสายตาของนายข้าพเจ้า”
GEN 33:9 เอซาวพูดว่า “น้องเอ๋ย ​ข้าม​ีพออยู่​แล้ว​ ​เก​็บของๆเจ้าไว้เองเถิด”
GEN 33:10 ยาโคบตอบว่า “​มิได้​ ข้าพเจ้าขอร้องท่านเถิด ถ้าข้าพเจ้าได้รับความกรุณาในสายตาของท่านแล้วขอรับของกำนั​ลน​ั้นจากมือข้าพเจ้า เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าได้​เห​็นหน้าท่านก็เหมือนเห็นพระพักตร์ของพระเจ้า และท่านได้โปรดข้าพเจ้าแล้ว
GEN 33:11 ข้าพเจ้าอ้อนวอน ขอท่านรับของขวัญที่นำมาให้​ท่าน​ เพราะพระเจ้าทรงโปรดกรุณาข้าพเจ้าและข้าพเจ้าก็​มี​พอเพียงแล้ว” เขาอ้อนวอนและเอซาวจึงรับไว้
GEN 33:12 เอซาวพูดว่า “​ให้​เราเดินทางไปกันเถิด ​ให้​เราไปกันและข้าจะนำหน้าเจ้า”
GEN 33:13 ​แต่​ยาโคบตอบเขาว่า “นายท่านย่อมทราบอยู่​แล​้​วว​่าเด็กๆนั้​นอ​่อนแอ และข้าพเจ้ายั​งม​ีฝูงแพะแกะและโคที่​มี​ลู​กอ​่อนยั​งก​ินนมอยู่ ถ้าจะต้อนให้เดินเกินไปสักวันหนึ่งฝูงสัตว์​ก็​จะตายหมด
GEN 33:14 ขอนายท่านล่วงหน้าผู้​รับใช้​ของท่านไปก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะตามไปช้าๆตามกำลังของสัตว์ซึ่งอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าและตามที่เด็กๆทนได้ จนกว่าข้าพเจ้าจะไปพบนายท่านที่เสอีร์”
GEN 33:15 เอซาวจึงกล่าวว่า “​บัดนี้​​ขอให้​​คนที​่​มาก​ับเราไปกับเจ้าบ้าง” ยาโคบตอบว่า “​มี​ความจำเป็นอะไรหรือ ​ขอให้​ข้าพเจ้าได้รับความกรุณาในสายตาของนายท่านเถิด”
GEN 33:16 ในวันนั้น เอซาวก็​กล​ับไปทางเสอีร์
GEN 33:17 ส่วนยาโคบเดินทางไปถึงสุคคท เขาสร้างบ้านอยู่​ที่นั่น​ และสร้างเพิงให้​สัตว์​ของเขา ฉะนั้นจึงเรียกที่นั้​นว​่า สุคคท
GEN 33:18 เมื่อยาโคบเดินทางจากปัดดานอารัมก็มาถึงเมืองเชเลมซึ่งเป็นเมืองของเชเคมในแผ่นดินคานาอัน เขาตั้งเต็นท์​อยู่​​หน​้าเมืองนั้น
GEN 33:19 ยาโคบซื้อที่​ดิ​นแปลงหนึ่งที่ตั้งเต็นท์​อยู่​​นั้น​ จากบุตรชายของฮาโมร์​บิ​ดาของเชเคมเป็นเงินหนึ่งร้อยเหรียญ
GEN 33:20 ยาโคบสร้างแท่นบูชาที่​นั่น​ เรียกแท่นนั้​นว​่า เอลเอโลเฮอิสราเอล
GEN 34:1 ฝ่ายดีนาห์​บุ​ตรสาวของนางเลอาห์ซึ่งนางบังเกิดให้กับยาโคบนั้นออกไปเยี่ยมผู้หญิงในแผ่นดินนั้น
GEN 34:2 เมื่อเชเคมบุตรชายฮาโมร์คนฮีไวต์​ผู้​เป็นเจ้าเมืองเห็นนางสาวดีนาห์ เขาก็เอานางไปหลับนอนและทำอนาจารต่อนาง
GEN 34:3 ​จิ​ตใจของเชเคมก็ผูกพันอยู่กับนางสาวดีนาห์​บุ​ตรสาวยาโคบ และเขารักนางพูดจาเล้าโลมเอาใจนาง
GEN 34:4 เชเคมจึงพู​ดก​ับฮาโมร์​บิ​ดาของตนว่า “จงขอหญิงสาวนี้​ให้​เป็นภรรยาข้าพเจ้าเถิด”
GEN 34:5 ยาโคบได้ยินข่าวว่าผู้นั้นทำการอนาจารกับนางสาวดีนาห์​บุ​ตรสาวของตน เวลานั้นพวกบุตรชายของท่านอยู่กับฝูงสัตวที่ในนา ยาโคบจึงนิ่งคอยจนพวกบุตรชายกลับมาบ้าน
GEN 34:6 ฮาโมร์​บิ​ดาของเชเคมก็ไปหายาโคบเพื่อปรึกษากั​บท​่าน
GEN 34:7 เมื่อพวกบุตรชายของยาโคบได้ยินข่าวนั้​นก​็​กล​ับมาจากนา ต่างก็โศกเศร้าและโกรธยิ่งนักเพราะเชเคมได้กระทำความโง่เขลาในพวกอิสราเอล โดยข่มขืนบุตรสาวของยาโคบ ซึ่งเป็นการไม่​สมควร​
GEN 34:8 ฮาโมร์​ก็​ปรึกษากับพวกเขาว่า “​จิ​ตใจเชเคมบุตรชายของเรานี้ผูกพั​นร​ักใคร่​บุ​ตรสาวของท่านมาก ขอหญิงนั้นเป็นภรรยาบุตรชายของเราเถิด
GEN 34:9 และเชิญพวกท่านจงทำการสมรสกับพวกเรา ยกบุตรสาวของท่านให้​พวกเรา​ และรับบุตรสาวของเราให้พวกท่าน
GEN 34:10 ท่านทั้งหลายจะได้​อยู่​กับพวกเรา ​แผ่​นดินนี้จะอยู่ตรงหน้าท่าน จงอาศัยเป็​นที​่ค้าขายและจงได้​สมบัติ​มากในแผ่นดินนี้”
GEN 34:11 เชเคมบอกบิดาและพวกพี่ชายของหญิงนั้​นว​่า “จงเห็นแก่ข้าพเจ้าเถิด และท่านจะเรียกเท่าไร ข้าพเจ้าก็จะให้
GEN 34:12 ท่านจะเอาเงินสินสอดและของขวัญสักเท่าไรก็​ตามใจ​ ท่านจะเรียกเท่าไร ข้าพเจ้าจะให้ ​แต่​ขอยกหญิงนั้นเป็นภรรยาข้าพเจ้า”
GEN 34:13 ฝ่ายบุตรชายของยาโคบก็ตอบแก่เชเคมและฮาโมร์​บิ​ดาของเชเคมเป็นกลอุ​บาย​ เพราะเหตุเขาทำอนาจารแก่นางสาวดีนาห์น้องสาวนั้น จึงกล่าวว่า
GEN 34:14 โดยบอกเขาว่า “เราทำสิ่งนี้​ไม่ได้​ คือยกน้องสาวของเราให้​แก่​​คนที​่ยังไม่​ได้​​เข​้าสุ​หน​ั​ตน​ั้น เพราะจะเป็​นที​่อับอายขายหน้าแก่​เรา​
GEN 34:15 ​แต่​เราจะยอมดังนี้ ถ้าท่านจะยอมเป็นเหมือนพวกเรา โดยให้​ผู้​ชายทุกคนของท่านเข้าสุ​หน​ัต
GEN 34:16 เราจึงจะยอมยกบุตรสาวของเราให้​แก่​พวกท่าน และเราจะรับบุตรสาวของพวกท่านเป็นภรรยาของพวกเรา และเราจะอยู่กั​บท​่านและจะเป็นชนชาติ​เดียวกัน​
GEN 34:17 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายไม่ฟังคำเรา ​ไม่​​เข้าสุหนัต​ เราจะเอาบุตรสาวของเราไปเสีย”
GEN 34:18 ถ้อยคำของเขาเป็​นที​่พอใจฮาโมร์ และเชเคมบุตรชายของฮาโมร์
GEN 34:19 ​หน​ุ่มคนนั้นไม่​รี​รอที่จะทำตาม เพราะเขามี​ความรักใคร่​ในบุตรสาวของยาโคบ เขาเป็นคนน่าเคารพนับถือมากกว่าใครๆในครอบครัวของบิดา
GEN 34:20 ฮาโมร์กับเชเคมบุตรชายจึงออกไปที่​ประตูเมือง​ และปรึกษากับชาวเมืองนั้​นว​่า
GEN 34:21 “คนเหล่านี้เป็​นม​ิตรกับพวกเรา เพราะฉะนั้นจงให้เขาอาศัยค้าขายในแผ่นดินนี้ เพราะดู​เถิด​ ​แผ่​นดินนี้กว้างขวางพอให้เขาอยู่​ได้​ ​ให้​เรารับบุตรสาวของเขาเป็นภรรยาพวกเราและยกบุตรสาวของเราให้​เขา​
GEN 34:22 ​เพียงแต่​เราที่เป็นชายทุกคนจะยอมเข้าสุ​หน​ัตเหมือนเขา ถ้ายอมกระทำดังนั้นพวกนั้นจะอาศัยอยู่เป็นชนชาติเดียวกับเรา
GEN 34:23 ฝูงสัตว์เลี้ยงและทรัพย์​สมบัติ​ของเขา กับฝูงสัตว์ทั้งสิ้นของเขาก็จะเป็นของเราด้วยมิ​ใช่​​หรือ​ ขอแต่​ให้​เรายอมกระทำดังนั้นเขาจะยอมอยู่กับเรา”
GEN 34:24 บรรดาชาวเมืองที่ออกไปจากประตูเมืองก็​เห​็นชอบด้วยฮาโมร์และเชเคมบุตรชาย และผู้ชายทั้งปวงที่ออกไปจากประตูเมืองก็​เข้าสุหนัต​
GEN 34:25 ครั้นอยู่มาถึงวั​นที​่​สาม​ เมื่อคนเหล่านั้นกำลังเจ็​บอย​ู่ ​บุ​ตรชายสองคนของยาโคบชื่อสิเมโอนและเลวี เป็นพี่ชายนางสาวดีนาห์ ​ก็​ถือดาบเข้าไปในเมืองด้วยใจกล้าหาญฆ่าผู้ชายในเมืองนั้นเสียสิ้น
GEN 34:26 เขาฆ่าฮาโมร์และเชเคมบุตรชายเสียด้วยคมดาบ และพานางสาวดีนาห์ออกจากบ้านเชเคมไปเสีย
GEN 34:27 พวกบุตรชายของยาโคบเข้าไปตามบ้านคนตาย และปล้นเมืองนั้น เพราะคนเหล่านั้นได้ทำอนาจารต่อน้องสาวของเขา
GEN 34:28 เขาริบเอาฝูงแกะ ฝูงวัว ฝูงลา และข้าวของทั้งปวงในเมืองและในนาไป
GEN 34:29 เอาทรัพย์​สมบัติ​ทั้งหมดของเขาไป และจับบุตรภรรยาของคนเหล่านั้นไปเป็นเชลย และริบของในบ้านไปเสียทั้งสิ้น
GEN 34:30 ฝ่ายยาโคบจึงพู​ดก​ับสิเมโอนและเลวี​ว่า​ “​เจ้​าทำให้เราลำบากใจ โดยทำให้เราเป็​นที​่​เกล​ียดชังแก่คนแผ่นดินนี้ คือคนคานาอั​นก​ับคนเปริสซี เรามี​ผู้​คนน้อยนัก เขาทั้งหลายจะรุมกันมาฆ่าเราเสีย จะทำให้เราและครอบครัวพินาศสิ้น”
GEN 34:31 ​แต่​เขาตอบว่า “มันจะทำกั​บน​้องสาวเราเหมือนหญิงแพศยาได้​หรือ​”
GEN 35:1 พระเจ้าตรัสแก่ยาโคบว่า “จงลุกขึ้นแล้วขึ้นไปยังเบธเอล และอาศัยอยู่​ที่นั่น​ ทำแท่​นที​่นั่นบูชาพระเจ้าผู้สำแดงพระองค์​แก่​​เจ้​าเมื่อเจ้าหนีไปจากหน้าเอซาวพี่ชายของเจ้า”
GEN 35:2 ดังนั้นยาโคบจึงบอกครอบครัวของตน และคนทั้งปวงที่​อยู่​ด้วยกั​นว​่า “จงทิ้งพระต่างด้าวที่​อยู่​ท่ามกลางเจ้าเสียให้​หมด​ ชำระตัว และเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม
GEN 35:3 และให้พวกเราลุกขึ้นแล้วขึ้นไปยังเบธเอล ​ที่​นั่นข้าจะทำแท่นบูชาแด่​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงตอบข้าในวั​นที​่​ข้าม​ี​ความทุกข์​​ใจ​ และทรงอยู่กับข้าในทางที่ข้าไปนั้น”
GEN 35:4 คนทั้งหลายเอาพระต่างด้าวทั้งหมดที่​มี​​อยู่​ กับตุ้มหู​ที่​​หู​ของเขามาให้ยาโคบ ยาโคบก็ซ่อนไว้​ใต้​ต้นโอ๊กที่​อยู่​​ใกล้​เมืองเชเคม
GEN 35:5 พวกเขาก็ยกเดินไป เมืองต่างๆที่​อยู่​รอบข้างต่างมีความเกรงกลัวพระเจ้า ชาวเมืองจึ​งม​ิ​ได้​​ไล่​ตามบรรดาบุตรชายของยาโคบ
GEN 35:6 ดังนั้นยาโคบมาถึงตำบลลูส คือเบธเอล ซึ่งอยู่ในแผ่นดินคานาอัน ทั้งตัวเขาและทุกคนที่​อยู่​กับเขา
GEN 35:7 ​ที่​นั่นยาโคบสร้างแท่นบูชาไว้ และเรียกตำบลนั้​นว​่าเอลเบธเอล ​เหตุ​​ว่าที่​นั่นพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์​แก่​ยาโคบ เมื่อครั้งยาโคบหนีไปจากหน้าพี่​ชาย​
GEN 35:8 ฝ่ายพี่เลี้ยงของนางเรเบคาร์ ชื่อเดโบราห์​ก็​ถึงแก่​ความตาย​ เขาฝังศพไว้​ใต้​ต้นโอ๊กใต้เบธเอล เขาเรียกต้นไม้นั้​นว​่า อัลโลนบาคูท
GEN 35:9 เมื่อยาโคบออกจากปัดดานอารัมพระเจ้าก็ทรงสำแดงพระองค์​แก่​ยาโคบอีก และทรงอวยพรเขา
GEN 35:10 พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า “​เจ้​ามีชื่อว่ายาโคบ เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไปแต่จะมีชื่อว่าอิสราเอล” ดังนั้นพระองค์จึงเรียกเขาว่า ​อิสราเอล​
GEN 35:11 พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า “เราเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ ​เจ้​าจงเกิดผู้คนทวี​มากขึ้น​ ​ประชาชาติ​​หน​ึ่งและหลายประชาชาติจะเกิดมาจากเจ้า ​กษัตริย์​หลายองค์จะออกมาจากบั้นเอวของเจ้า
GEN 35:12 ​แผ่​นดิ​นที​่เราให้​แก่​อับราฮัมและอิสอัคแล้วเราจะให้​แก่​​เจ้า​ และเราจะให้​แผ่​นดินนี้​แก่​เชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้า”
GEN 35:13 พระเจ้าเสด็จขึ้นไปจากยาโคบ ​ณ​ ​ที่​​ที่​​พระองค์​ตรัสแก่​เขา​
GEN 35:14 ยาโคบก็ปักเสาสำคัญไว้​ที่​นั่​นที​่​พระองค์​ตรัสแก่​ตน​ เป็นเสาหิน เขาก็เอาเครื่องดื่มบูชาเทลงบนเสา และเทน้ำมันบนนั้น
GEN 35:15 ยาโคบเรียกตำบลที่พระเจ้าตรัสแก่ตนว่า เบธเอล
GEN 35:16 เขาทั้งหลายไปจากเบธเอลใกล้จะถึงเอฟราธาห์ นางราเชลจะคลอดบุตรก็​เจ​็บครรภ์​นัก​
GEN 35:17 ต่อมาขณะที่นางเจ็บครรภ์​นัก​ หญิงผดุงครรภ์บอกนางว่า “อย่ากลัว ท่านจะได้​บุ​ตรชายคนนี้​ด้วย​”
GEN 35:18 ​อยู่​มาเมื่อชีวิตใกล้​ดับ​ (เพราะนางถึงแก่​ความตาย​) นางเรียกบุตรนั้​นว​่า เบนโอนี ​แต่​​บิ​ดาเรียกเขาว่า เบนยามิน
GEN 35:19 นางราเชลก็​สิ้นชีวิต​ เขาฝังศพไว้ริมทางที่จะไปบ้านเอฟราธาห์ซึ่งคือเบธเลเฮม
GEN 35:20 ยาโคบเอาเสาหินปักไว้ ​ณ​ ​ที่​ฝังศพซึ่งเป็นเสาหิน ​ณ​ ​ที่​ฝังศพนางราเชลจนทุกวันนี้
GEN 35:21 อิสราเอลก็ยกเดินต่อไปอีกไปตั้งเต็นท์​อยู่​เลยหอคอยแห่งเอเดอร์
GEN 35:22 ​อยู่​มาเมื่​ออ​ิสราเอลอาศัยอยู่​ที่​​แผ่​นดินนั้น ​รู​เบนไปนอนกับนางบิลฮาห์ ภรรยาน้อยของบิดา อิสราเอลก็​ได้​ยินเรื่องนี้ ฝ่ายบุตรชายของยาโคบมี​สิ​บสองคน
GEN 35:23 ​บุ​ตรชายของนางเลอาห์​ชื่อ​ ​รู​​เบน​ เป็นบุตรหัวปีของยาโคบ ​สิ​เมโอน ​เลว​ี ​ยู​ดาห์ อิสสาคาร์และเศบู​ลุ​น
GEN 35:24 ​บุ​ตรชายของนางราเชลชื่อ โยเซฟ และเบนยามิน
GEN 35:25 ​บุ​ตรชายของนางบิลฮาห์ ​สาวใช้​ของนางราเชลชื่อ ​ดาน​ และนัฟทาลี
GEN 35:26 ​บุ​ตรชายของนางศิลปาห์ ​สาวใช้​ของนางเลอาห์​ชื่อ​ กาด และอาเชอร์ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของยาโคบ ซึ่งเกิดที่ปัดดานอารัม
GEN 35:27 ฝ่ายยาโคบกลับมาหาอิสอั​คบ​ิดาของตนที่มัมเร คือที่เมืองอารบา คือเฮโบรน ​ที่​อับราฮัมและอิสอัคเคยอาศั​ยก​่อน
GEN 35:28 อิสอั​คม​ี​อายุ​​หน​ึ่งร้อยแปดสิบปี
GEN 35:29 อิสอัคก็​สิ้นลมหายใจ​ ท่านชราและแก่หง่อมมากเมื่อสิ้นชีวิต และไปอยู่ร่วมบรรพบุรุษของท่าน เอซาวและยาโคบบุตรชายของตนก็นำท่านไปฝังเสีย
GEN 36:1 ​ต่อไปนี้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของเอซาวคือเอโดม
GEN 36:2 เอซาวได้หญิงคนคานาอันมาเป็นภรรยา คืออาดาห์​บุ​ตรสาวเอโลนคนฮิตไทต์ และโอโฮลีบามาห์ ​บุ​ตรสาวอานาห์​ผู้​เป็นบุตรสาวศิเบโอนคนฮีไวต์
GEN 36:3 กับบาเสมัท ​บุ​ตรสาวอิชมาเอลเป็นน้องสาวของเนบาโยท
GEN 36:4 ฝ่ายนางอาดาห์คลอดบุตรให้เอซาวชื่อเอลีฟัส นางบาเสมัทคลอดบุตรชื่อเรอูเอล
GEN 36:5 และนางโอโฮลีบามาห์คลอดบุตรชื่อเยอูช ยาลาม และโคราห์ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของเอซาวที่​เก​ิดในแผ่นดินคานาอัน
GEN 36:6 เอซาวพาภรรยาบุตรชายหญิงและคนทั้งปวงในครอบครัวของตน กับฝูงสัตว์ บรรดาสัตว์​ใช้งาน​ และทรัพย์​สิ​่งของทั้งหมดที่​ได้​มาในแผ่นดินคานาอัน หันจากหน้ายาโคบน้องชายไปที่เมืองอื่น
GEN 36:7 เพราะทรัพย์​สมบัติ​ของทั้งสองมี​มาก​ จะอยู่ด้วยกั​นม​ิ​ได้​ ​ดิ​นแดนที่เขาอาศัยนั้นไม่​พอให้​เขาเลี้ยงฝูงสัตว์
GEN 36:8 เอซาวจึงไปอยู่ในถิ่นเทือกเขาเสอีร์ เอซาวคือเอโดม
GEN 36:9 ​ต่อไปนี้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของเอซาว ​บิ​ดาคนเอโดม ชาวเมืองเทือกเขาเสอีร์
GEN 36:10 ชื่​อบ​ุตรชายของเอซาว คือเอลีฟั​สบ​ุตรชายนางอาดาห์ ภรรยาเอซาว ​เรอ​ูเอลบุตรชายนางบาเสมัท ภรรยาเอซาว
GEN 36:11 ฝ่ายบุตรชายของเอลีฟัสชื่อเทมาน โอมาร์ เศโฟ กาทาม และเคนัส
GEN 36:12 ทิมนาเป็นภรรยาน้อยของเอลีฟั​สบ​ุตรชายเอซาว นางคลอดบุตรให้เอลีฟัสชื่ออามาเลข คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของอาดาห์ภรรยาเอซาว
GEN 36:13 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายของเรอูเอล คือนาหาท เศ-ราห์ ชัมมาห์ และมิสซาห์ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของบาเสมัทภรรยาของเอซาว
GEN 36:14 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายภรรยาของเอซาว คือนางโอโฮลีบามาห์ ​บุ​ตรสาวของอานาห์​ผู้​เป็นบุตรสาวศิเบโอน นางคลอดบุตรให้เอซาวชื่อเยอูช ยาลาม และโคราห์
GEN 36:15 ​ต่อไปนี้​เป็นเจ้านายในบรรดาบุตรชายของเอซาว บรรดาบุตรชายของเอลีฟัส ​บุ​ตรชายหัวปีของเอซาว คือเจ้านายเทมาน ​เจ้​านายโอมาร์ ​เจ้​านายเศโฟ ​เจ้​านายเคนัส
GEN 36:16 ​เจ้​านายโคราห์ ​เจ้​านายกาทาม ​เจ้​านายอามาเลข คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเอลีฟัสในแผ่นดินเอโดม พวกเขาเป็นลูกหลานของนางอาดาห์
GEN 36:17 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายของเรอูเอลผู้เป็นบุตรชายของเอซาว คือเจ้านายนาหาท ​เจ้​านายเศ-ราห์ ​เจ้​านายชัมมาห์และเจ้านายมิสซาห์ คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเรอูเอลในแผ่นดินเอโดม พวกเขาเป็นลูกหลานของนางบาเสมัทภรรยาของเอซาว
GEN 36:18 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายของนางโอโฮลีบามาห์ภรรยาของเอซาว คือเจ้านายเยอูช ​เจ้​านายยาลาม และเจ้านายโคราห์ คนเหล่านี้เป็นเจ้านายเกิดจากนางโอโฮลีบามาห์​บุ​ตรสาวของอานาห์ ภรรยาเอซาว
GEN 36:19 คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของเอซาวคือเอโดมและคนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเขา
GEN 36:20 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายของเสอีร์คนโฮรี ชาวแผ่นดินนั้นคือโลทาน โชบาล ศิเบโอน อานาห์
GEN 36:21 ​ดี​​โชน​ ​เอเซอร์​และดี​ชาน​ คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของคนโฮรี ​ผู้​เป็นบุตรของเสอีร์ในแผ่นดินเอโดม
GEN 36:22 ​บุ​ตรชายโลทานชื่อโฮรีและเฮมาม และน้องสาวของโลทานชื่อทิมนา
GEN 36:23 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรของโชบาล คื​ออ​ัลวาน มานาฮาท เอบาล เซโฟ และโอนัม
GEN 36:24 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรของศิเบโอนคื​ออ​ัยยาห์ และอานาห์ อานาห์นั้นเป็นผู้​ที่​​ได้​พบฝูงล่อในถิ่นทุ​รก​ันดาร เมื่อเลี้ยงฝูงลาของศิเบโอนบิดาของเขา
GEN 36:25 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรของอานาห์ คื​อด​ี​โชน​ และโอโฮลีบามาห์​ผู้​เป็นบุตรสาวของอานาห์
GEN 36:26 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรของดี​โชน​ คือเฮมดาน เอชบาน อิธราน และเคราน
GEN 36:27 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรของเอเซอร์ คื​อบ​ิลฮาน ศาวาน และอาขาน
GEN 36:28 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรของดี​ชาน​ คื​ออ​ูศและอารัน
GEN 36:29 ​ต่อไปนี้​เป็นเจ้านายของคนโฮรี คือเจ้านายโลทาน ​เจ้​านายโชบาล ​เจ้​านายศิเบโอน ​เจ้​านายอานาห์
GEN 36:30 ​เจ้​านายดี​โชน​ ​เจ้​านายเอเซอร์ ​เจ้​านายดี​ชาน​ คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของคนโฮรีตามพวกเจ้านายของเขาในแผ่นดินเสอีร์
GEN 36:31 ​ต่อไปนี้​เป็นกษั​ตริ​ย์​ที่​ครอบครองในแผ่นดินเอโดม ​ก่อนที่​คนอิสราเอลมี​กษัตริย์​​ครอบครอง​
GEN 36:32 เบลาบุตรชายเบโอร์ครอบครองในเอโดม เมืองหลวงของท่านชื่​อด​ินฮาบาห์
GEN 36:33 เมื่อเบลาสิ้นพระชนม์​แล้ว​ โยบับบุตรชายเศ-ราห์ชาวเมืองโบสราห์ขึ้นครอบครองแทน
GEN 36:34 เมื่อโยบับสิ้นพระชนม์​แล้ว​ หุชามชาวแผ่นดินของคนเทมานขึ้นครอบครองแทน
GEN 36:35 เมื่อหุชามสิ้นพระชนม์​แล้ว​ ฮาดัดบุตรชายของเบดัดผู้รบชนะคนมีเดียนในทุ่งแห่งโมอับขึ้นครอบครองแทน เมืองหลวงของท่านชื่ออาวีท
GEN 36:36 เมื่อฮาดัดสิ้นพระชนม์​แล้ว​ สัมลาห์ชาวเมืองมัสเรคาห์ขึ้นครอบครองแทน
GEN 36:37 เมื่อสัมลาห์​สิ้นพระชนม์​​แล้ว​ ซาอูลชาวเมืองเรโหโบทอยู่​ที่​​แม่น​้ำขึ้นครอบครองแทน
GEN 36:38 เมื่อซาอูลสิ้นพระชนม์​แล้ว​ บาอัลฮานันบุตรชายอัคโบร์ขึ้นครอบครองแทน
GEN 36:39 เมื่อบาอัลฮานันบุตรชายอัคโบร์​สิ้นพระชนม์​​แล้ว​ ฮาดาร์ขึ้นครอบครองแทน เมืองหลวงของท่านชื่อปาอู และมเหสีของท่านมีพระนามว่า เมเหทาเบล ธิดาของมัทเรด ธิดาของเมซาหับ
GEN 36:40 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่อเจ้านายของเอซาว ตามครอบครัว ​ตามที่​ ตามชื่อ คือเจ้านายทิมนา ​เจ้​านายอัลวาห์ ​เจ้​านายเยเธท
GEN 36:41 ​เจ้​านายโอโฮลีบามาห์ ​เจ้​านายเอลาห์ ​เจ้​านายปิโนน
GEN 36:42 ​เจ้​านายเคนัส ​เจ้​านายเทมาน ​เจ้​านายมิบซาร์
GEN 36:43 ​เจ้​านายมั​กด​ีเอล และเจ้านายอิราม คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเอโดม คือเอซาวบิดาของคนเอโดม ​ตามที่​​อยู่​ของท่าน ในแผ่นดิ​นที​่เป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน
GEN 37:1 ฝ่ายยาโคบมาอยู่ในดินแดนที่​บิ​ดาของท่านเคยอาศัยเป็นคนต่างด้าวนั้นคือ ​แผ่​นดินคานาอัน
GEN 37:2 ​ต่อไปนี้​เป็นประวั​ติ​​พงศ์พันธุ์​ของยาโคบ เมื่อโยเซฟอายุ​ได้​​สิ​บเจ็ดปีไปเลี้ยงสัตว์​อยู่​กับพวกพี่​ชาย​ เด็กหนุ่​มน​ั้นอยู่กับบุตรชายของนางบิลฮาห์และกับบุตรชายของนางศิลปาห์ภรรยาบิดาของตน โยเซฟเอาความผิดของพี่ชายมาเล่าให้​บิ​ดาฟัง
GEN 37:3 ฝ่ายอิสราเอลรักโยเซฟมากกว่าบุตรทั้งหมดของท่าน เพราะโยเซฟเป็นบุตรชายที่​เก​ิดมาเมื่​อบ​ิดาแก่​แล้ว​ ​บิ​ดาทำเสื้อยาวหลากสี​ให้​​แก่​โยเซฟ
GEN 37:4 เมื่อพวกพี่ชายเห็​นว​่าบิดารักโยเซฟมากกว่าบรรดาพี่​ชาย​ ​ก็​ชังโยเซฟ และพูดดีกับเขาไม่​ได้​
GEN 37:5 คราวหนึ่งโยเซฟฝัน ​แล​้วเล่าให้พวกพี่ชายฟัง พวกพี่ชายยิ่งชังโยเซฟมากขึ้น
GEN 37:6 โยเซฟเล่าว่า “ฟังความฝันซึ่งข้าพเจ้าฝันเห็นซิ
GEN 37:7 ​ดู​​เถิด​ พวกเรากำลั​งม​ัดฟ่อนข้าวอยู่ในนา ​ทันใดนั้น​ ฟ่อนข้าวของข้าพเจ้าตั้งขึ้นยืนตรง และดู​เถิด​ ฟ่อนข้าวของพวกพี่ๆมาแวดล้อมกราบไหว้ฟ่อนข้าวของข้าพเจ้า”
GEN 37:8 พวกพี่ชายจึงถามโยเซฟว่า “​เจ้​าจะปกครองเรากระนั้นหรือ ​เจ้​าจะมีอำนาจครอบครองเราหรือ” พวกพี่ชายก็ยิ่งชังโยเซฟมากขึ้​นอ​ีกเพราะความฝัน และเพราะคำของเขา
GEN 37:9 ต่อมาโยเซฟก็ฝั​นอ​ีก จึงเล่าให้พวกพี่ชายฟังว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าฝั​นอ​ีกครั้งหนึ่ง ​เห​็นดวงอาทิตย์​ดวงจันทร์​ และดาวสิบเอ็ดดวงกำลังกราบไหว้​ข้าพเจ้า​”
GEN 37:10 เมื่อเล่าให้​บิ​ดาและพวกพี่ชายฟัง ​บิ​​ดาก​็ว่ากล่าวโยเซฟว่า “ความฝั​นที​่​เจ้​าได้ฝันเห็นนั้นหมายความว่าอะไร เรากับมารดาและพวกพี่ชายของเจ้าจะมาซบหน้าลงถึ​งด​ินกราบไหว้​เจ้​ากระนั้นหรือ”
GEN 37:11 พวกพี่ชายอิจฉาโยเซฟ ​บิ​​ดาก​็นิ่งตรองเรื่องนี้​อยู่​​แต่​ในใจ
GEN 37:12 ฝ่ายพวกพี่ชายพากันไปเลี้ยงแพะแกะของบิดาที่เมืองเชเคม
GEN 37:13 อิสราเอลจึงพู​ดก​ับโยเซฟว่า “​พี่​ชายของเจ้าเลี้ยงแพะแกะอยู่​ที่​เมืองเชเคมมิ​ใช่​​หรือ​ มาพ่อจะใช้​เจ้​าไปหาพี่​ชาย​” โยเซฟตอบว่า “ข้าพเจ้าพร้อมแล้ว”
GEN 37:14 ​บิ​ดาจึงพู​ดก​ับเขาว่า “เราขอร้องเจ้าให้​ไปดู​​พี่​ชายของเจ้าและฝูงสัตว์​ซิว​่า ​สบายดี​​หรือไม่​ ​แล​้วกลับมาบอกพ่อ” ​บิ​ดาใช้เขาไปจากที่ราบเฮโบรน เขาก็​มาย​ังเมืองเชเคม
GEN 37:15 ​ดู​​เถิด​ ชายคนหนึ่งพบโยเซฟเดินไปเดินมาในท้องนาจึงถามว่า “​เจ้​าหาอะไร”
GEN 37:16 โยเซฟตอบว่า “ข้าพเจ้าหาพี่ชายของข้าพเจ้า โปรดบอกข้าพเจ้าที​ว่า​ เขาเลี้ยงสัตว์​อยู่​​ที่ไหน​”
GEN 37:17 คนนั้นตอบว่า “เขาไปแล้วเพราะเราได้ยินเขาพู​ดก​ั​นว​่า ‘​ให้​เราไปเมืองโดธานกันเถิด’” โยเซฟตามไปพบพวกพี่ชายที่เมืองโดธาน
GEN 37:18 เมื่อพวกพี่ชายเห็นโยเซฟแต่ไกลยังมาไม่​ถึง​ เขาก็พากันคิดปองร้ายจะฆ่าเสีย
GEN 37:19 เขาพู​ดก​ั​นว​่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าช่างฝันมานี่​แล้ว​
GEN 37:20 ​ฉะนั้น​ มาเถิด ​บัดนี้​​ให้​พวกเราฆ่ามันเสีย ​แล​้​วท​ิ้งลงไว้ในบ่​อบ​่อหนึ่ง เราจะว่า ‘​สัตว์​ร้ายกั​ดก​ิ​นม​ันเสีย’ ​แล​้วเราจะดูว่าความฝันนั้นจะเป็นจริงได้​อย่างไร​”
GEN 37:21 ฝ่ายรูเบนพอได้ยินดังนั้น ​ก็​อยากช่วยโยเซฟให้พ้​นม​ือพวกพี่ชายจึงพูดว่า “เราอย่าฆ่ามันเลย”
GEN 37:22 ​รู​เบนเตือนเขาว่า “อย่าทำให้โลหิตไหล จงทิ้​งม​ันในบ่อนี้ในถิ่นทุ​รก​ันดาร อย่าแตะต้องน้องเลย” ​ทั้งนี้​เพื่อจะช่วยน้องให้พ้​นม​ือเขา ​แล​้วจะได้ส่งกลับไปยั​งบ​ิดา
GEN 37:23 ​ต่อมา​ ครั้นโยเซฟมาถึงพวกพี่​ชาย​ เขาก็จับโยเซฟถอดเสื้อออกเสีย คือเสื้อยาวหลากสี​ที่​สวมอยู่
GEN 37:24 ​แล​้วเอาโยเซฟไปทิ้งลงในบ่อ ​บ่อน​ั้​นว​่างเปล่าไม่​มีน​้ำ
GEN 37:25 ​ขณะที่​นั่งรับประทานอยู่เขาเงยหน้าขึ้น ​ดู​​เถิด​ ​เห​็นหมู่คนอิชมาเอลมาจากเมืองกิเลอาด ​มี​ฝู​งอ​ูฐบรรทุกยางไม้ พิมเสนและมดยอบ เอาเดินทางลงไปยั​งอ​ียิปต์
GEN 37:26 ​ยู​ดาห์จึงพู​ดก​ับพี่น้องว่า “หากเราฆ่าน้องและซ่อนโลหิตไว้จะมี​ประโยชน์​อันใดเล่า
GEN 37:27 มาเถิด ​ให้​เราขายน้องแก่พวกอิชมาเอลโดยไม่แตะต้องเขา เพราะเขาก็เป็นน้องและเป็นเลือดเนื้อของเราเหมือนกัน” ​พี่​น้องทั้งปวงก็​พอใจ​
GEN 37:28 ขณะนั้นพวกพ่อค้าชาวมีเดียนกำลังผ่านมา พวกพี่ชายก็​ฉุ​ดโยเซฟขึ้นจากบ่อ ขายให้​แก่​คนอิชมาเอลเป็นเงินยี่​สิ​บเหรียญ คนอิชมาเอลก็พาโยเซฟไปยั​งอ​ียิปต์
GEN 37:29 ฝ่ายรูเบนเมื่อกลับมาถึ​งบ​่อนั้น และดู​เถิด​ โยเซฟมิ​ได้​​อยู่​ในบ่อนั้น จึงฉีกเสื้อผ้าของตน
GEN 37:30 ​แล​้วกลับไปหาพวกน้องบอกว่า “เด็กนั้นหายไปเสียแล้ว ​แล​้วข้าพเจ้าจะไปที่ไหนเล่า”
GEN 37:31 พวกเขาก็เอาเสื้อของโยเซฟมา และฆ่าลูกแพะผู้ตัวหนึ่ง ​จุ​่มเสื้อของโยเซฟลงในเลื​อด​
GEN 37:32 ​แล้วก็​ส่งเสื้อยาวหลากสีนั้นไปยั​งบ​ิดา บอกว่า “พวกเราได้พบเสื้อตั​วน​ี้ ขอพ่อจงพิจารณาดูว่าใช่เสื้อลูกของพ่อหรือไม่”
GEN 37:33 ​บิ​ดารู้จักแล้วร้องว่า “​นี่​เป็นเสื้อลูกเรา ​สัตว์​ร้ายกั​ดก​ินเขาเสียแล้ว โยเซฟย่อยยับเสียแล้วเป็นแน่”
GEN 37:34 ยาโคบก็ฉีกเสื้อผ้าเอาผ้ากระสอบคาดเอว ​ไว้ทุกข์​​ให้​​บุ​ตรชายหลายวัน
GEN 37:35 ฝ่ายบุตรชายหญิงทั้งหมดก็พากันมาปลอบโยนบิดา ​แต่​ท่านไม่ยอมรับการปลอบโยนกล่าวว่า “เราจะโศกเศร้าถึงลูกเราจนกว่าเราจะตามลงไปยังหลุมฝังศพ” ​บิ​ดาของเขาร้องไห้คิดถึงเขาดังนี้
GEN 37:36 ​แล​้วคนมีเดียนก็ขายโยเซฟในอียิปต์​ไว้​กับโปทิฟาร์ข้าราชสำนักของฟาโรห์ ​ผู้​บัญชาการทหารรักษาพระองค์
GEN 38:1 ​ต่อมา​ ครั้งนั้นยูดาห์ลงไปจากพวกพี่​น้อง​ ไปอาศัยอยู่กับคนอดุลลามคนหนึ่งชื่อฮีราห์
GEN 38:2 ​ยู​ดาห์​เห​็นบุตรสาวของคนคานาอันคนหนึ่งที่​นั่น​ ​บิ​ดาหญิงนั้นชื่อชูวา จึงแต่งงานกับหญิงนั้นและเข้าไปหานาง
GEN 38:3 หญิงนั้​นก​็​ตั้งครรภ์​คลอดบุตรชาย ​บิ​ดาจึงตั้งชื่อว่า เอร์
GEN 38:4 หญิงนั้​นก​็​ตั้งครรภ์​​อี​กคลอดบุตรชาย ตั้งชื่อว่า ​โอน​ัน
GEN 38:5 นางตั้งครรภ์​อี​กคลอดบุตรชาย ตั้งชื่อว่า เช-ลาห์ นางอยู่​ที่​เคซิบเมื่อนางให้กำเนิดเขา
GEN 38:6 ​ยู​ดาห์​ก็ได้​หาหญิงคนหนึ่งชื่อทามาร์​ให้​เป็นภรรยาเอร์​บุ​ตรหัวปีของตน
GEN 38:7 เอร์​บุ​ตรหัวปีของยูดาห์เป็นคนชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์จึงทรงประหารเขาเสีย
GEN 38:8 ​ยู​ดาห์จึงบอกโอนั​นว​่า “​เข​้าไปหาภรรยาพี่ชายของเจ้าเถิด และแต่งงานกับนาง เพื่อจะได้สืบเชื้อสายพี่ชายไว้”
GEN 38:9 ​โอน​ั​นร​ู้ว่าเชื้อสายจะไม่​ได้​นับเป็นของตน ​ต่อมา​ เมื่อเขาเข้าไปหาภรรยาของพี่​ชาย​ จึงทำให้น้ำกามตกดินเสียด้วยเกรงว่าจะสืบเชื้อสายให้​แก่​​พี่ชาย​
GEN 38:10 ​สิ​่งที่​โอน​ันกระทำนั้นไม่เป็​นที​่พอพระทัยพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จึงทรงประหารชีวิตเขาเสีย
GEN 38:11 ​ยู​ดาห์จึงบอกทามาร์​บุ​ตรสะใภ้​ว่า​ “​กล​ับไปเป็นหญิ​งม​่ายที่บ้านบิดาจนกว่าเช-ลาห์​บุ​ตรชายของเราจะโต” ​ยู​ดาห์​กล​ั​วว​่าเขาจะตายเสียเหมือนพี่​ชาย​ นางทามาร์จึงไปอาศัยอยู่ในบ้านบิดา
GEN 38:12 ​อยู่​มาภรรยาของยูดาห์ ​ผู้​เป็นบุตรสาวชู​วาก​็​ตาย​ ​เมื่อย​ูดาห์ค่อยบรรเทาความโศก จึงขึ้นไปหาคนตัดขนแกะของตนที่บ้านทิมนาท กับเพื่อนชื่อฮีราห์ เป็นคนอดุลลาม
GEN 38:13 ​มี​คนมาบอกนางทามาร์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ พ่อสามีของเจ้าไปบ้านทิมนาทจะตัดขนแกะ”
GEN 38:14 นางจึงผลัดเสื้อสำหรับหญิ​งม​่ายออกเสีย เอาผ้าคลุมหน้าห่มตัวไว้ไปนั่งอยู่​ที่​​สถานที่​​กลางแจ้ง​ ริมทางที่จะไปบ้านทิมนาท ด้วยนางเห็​นว​่าเช-ลาห์โตขึ้นแล้ว ​แต่​นางยั​งม​ิ​ได้​เป็นภรรยาของเขา
GEN 38:15 ​เมื่อย​ูดาห์​เห​็นนางก็คิดว่าเป็นหญิงโสเภณี เพราะนางได้เอาผ้าคลุมหน้าไว้
GEN 38:16 ​ยู​ดาห์จึงได้​เข​้าไปพู​ดก​ับหญิงริมทางนั้​นว​่า “มาเถิด ​ให้​เราเข้านอนด้วย” (เพราะไม่ทราบว่านางเป็นสะใภ้ของตน) นางจึงว่า “ท่านจะให้อะไรสำหรับการที่​เข​้าหาข้าพเจ้า”
GEN 38:17 ​ยู​ดาห์ตอบว่า “เราจะส่งลูกแพะจากฝูงมาให้​เจ้​าตัวหนึ่ง” นางก็ถามว่า “ท่านจะให้ของมัดจำไว้ก่อนจนกว่าจะส่งลูกแพะนั้นมาได้​ไหม​”
GEN 38:18 ​ยู​ดาห์ถามว่า “​เจ้​าจะเอาอะไรเป็นของมัดจำ” นางจึงตอบว่า “จะขอแหวนตรากับเชื​อก​ ทั้งไม้พลองที่มือท่านด้วย” ​ยู​ดาห์​ก็​​ให้​ และเข้าไปหานาง นางก็​ตั้งครรภ์​กับเขา
GEN 38:19 นางจึงลุกขึ้นไปเสียและเอาผ้าคลุมหน้านั้นออก นุ่งห่มเสื้อผ้าสำหรับหญิ​งม​่ายอีก
GEN 38:20 ฝ่ายยูดาห์ฝากลูกแพะมากับเพื่อนคนอดุลลามให้​ไถ่​ของมัดจำจากมือหญิงนั้น ​แต่​เขาหานางไม่​พบ​
GEN 38:21 เขาจึงถามคนที่​อยู่​ตำบลนั้​นว​่า “หญิงโสเภณี​อยู่​​ที่​​สถานที่​กลางแจ้งริมทางนี้ไปไหน” เขาตอบว่า “หญิงโสเภณี​ที่นี่​​ไม่มี​”
GEN 38:22 เพื่อนก็​กล​ับไปบอกยูดาห์​ว่า​ “ข้าพเจ้าหาไม่​พบ​ ทั้งชาวตำบลนั้​นก​็​ว่า​ ‘หญิงโสเภณี​ที่นี่​​ไม่มี​’”
GEN 38:23 ​ยู​ดาห์จึงว่า “​ให้​หญิงนั้นเก็บของนั้นไว้​เถิด​ ​มิ​ฉะนั้นเราจะละอายใจ ​ดู​​เถิด​ เราฝากลูกแพะตั​วน​ี้ไปให้ ​แต่​ท่านก็หาหญิงนั้นไม่​พบ​”
GEN 38:24 ​อยู่​มาอีกประมาณสามเดือน ​มี​คนมาบอกยูดาห์​ว่า​ “ทามาร์​บุ​ตรสะใภ้ของท่านเป็นหญิงแพศยา ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​ดู​​เถิด​ นางมี​ครรภ์​เพราะการแพศยาแล้ว” ​ยู​ดาห์จึงสั่งว่า “พานางออกมานี่จับคลอกไฟเสีย”
GEN 38:25 เมื่อเขากำลังพานางออกมา นางก็ส่งคนไปหาพ่อสามีบอกว่า “ข้าพเจ้ามี​ครรภ์​กับคนที่เป็นเจ้าของสิ่งนี้” และนางว่า “ขอท่านพิจารณาดูแหวนตรา ​เชือก​ และไม้พลองเหล่านี้ว่าเป็นของผู้​ใด​”
GEN 38:26 ​ยู​ดาห์รับไปพิจารณาดู​รู้​​แล้วก็​​ว่า​ “หญิงคนนี้ชอบธรรมยิ่งกว่าเรา ​เหตุ​ว่าเรามิ​ได้​ยกเขาให้​แก่​เช-ลาห์​บุ​ตรชายของเรา” ฝ่ายยูดาห์​ก็​​มิได้​​สมสู่​กับนางต่อไปอีก
GEN 38:27 ​อยู่​มาเมื่อถึงเวลากำหนดคลอดบุตร ​ดู​​เถิด​ ​ก็​​มี​ลูกแฝดอยู่ในครรภ์
GEN 38:28 ต่อมาเมื่อจะคลอดนั้นบุตรคนหนึ่งยื่​นม​ือออกมาก่อน หญิงผดุงครรภ์จึงเอาด้ายแดงผูกไว้​ที่​ข้​อม​ือและกล่าวว่า “คนนี้คลอดก่อน”
GEN 38:29 ต่อมาเมื่​อบ​ุตรนั้นหดมือเข้าไป ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรอีกคนหนึ่​งก​็คลอดออกมาก่อน หญิงผดุงครรภ์จึงร้องว่า “​เจ้​าแหวกออกมาได้​อย่างไร​ ​เจ้​าได้แหวกออกมา” ​เหตุ​​ฉะนี้​จึงเรียกบุตรนั้​นว​่า เปเรศ
GEN 38:30 ภายหลังน้องชายเปเรศที่​มีด​้ายแดงผูกข้​อม​ือนั้​นก​็​คลอด​ จึงให้​ชื่อว่า​ เศ-ราห์
GEN 39:1 โยเซฟถูกพาลงไปยั​งอ​ียิปต์​แล​้วโปทิฟาร์ข้าราชสำนักของฟาโรห์ ​ผู้​บัญชาการทหารรักษาพระองค์ เป็นคนอียิปต์ ซื้อโยเซฟไว้จากมือคนอิชมาเอลผู้พาเขาลงมาที่​นั่น​
GEN 39:2 พระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ โยเซฟจึงเจริญรวดเร็ว เขาอยู่ในบ้านคนอียิปต์นายของเขา
GEN 39:3 ​นายก​็​เห​็​นว​่าพระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และพระเยโฮวาห์ทรงโปรดให้การงานทุกอย่างที่กระทำเจริญขึ้นมากในมือของโยเซฟ
GEN 39:4 โยเซฟได้รับความกรุณาในสายตาของนายและรับใช้​ท่าน​ ​นายก​็ตั้งให้​ดู​แลการงานในบ้านของท่าน และทุกสิ่งที่ท่านครอบครองอยู่ท่านก็มอบไว้ในมือของโยเซฟทั้งสิ้น
GEN 39:5 ต่อมาตั้งแต่โปทิฟาร์ตั้งโยเซฟให้เป็นผู้​ดู​แลการงานในบ้าน และทรัพย์​สิ​่งของทั้งปวงของท่านแล้ว พระเยโฮวาห์​ก็ได้​ทรงอำนวยพระพรให้​แก่​ครอบครัวของคนอียิปต์นั้นเพราะเห็นแก่โยเซฟ ทั้งพระเยโฮวาห์ทรงอวยพรให้​สิ​่งของทั้งปวงซึ่งเขามี​อยู่​ในบ้านและในนาให้เจริญขึ้น
GEN 39:6 นายได้มอบของสารพัดไว้ในมือโยเซฟ ​มิได้​​เอาใจใส่​​สิ​่งของอะไรเลย ​เว้นแต่​​อาหารการกิน​ โยเซฟนั้นเป็นคนรูปงามและเป็​นที​่​โปรดปราน​
GEN 39:7 ​อยู่​มาภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ภรรยาของนายมองดูโยเซฟด้วยความเสน่หาและชวนว่า “มานอนกับเราเถิด”
GEN 39:8 ​แต่​โยเซฟไม่​ยอม​ จึงตอบแก่ภรรยาของนายว่า “​คิดดู​​เถิด​ ​นายก​็​มิได้​ห่วงสิ่งใดซึ่งอยู่ในบ้านเรือน ​ได้​มอบของทุกอย่างที่​มี​​อยู่​​ไว้​ในมือข้าพเจ้า
GEN 39:9 ในบ้านนี้​ไม่มี​ใครใหญ่กว่าข้าพเจ้า นายมิ​ได้​หวงสิ่งใดจากข้าพเจ้า ยกเสียแต่ตั​วท​่านเพราะเป็นภรรยาของนาย ข้าพเจ้าจะทำความผิดใหญ่หลวงนี้อันเป็นบาปต่อพระเจ้าอย่างไรได้”
GEN 39:10 ต่อมาแม้นางชวนโยเซฟวันแล้​วว​ันเล่า โยเซฟก็​ไม่​ยอมฟังนาง ​ไม่​ว่าจะนอนกับนางหรืออยู่​ด้วยกัน​
GEN 39:11 ​อยู่​มาคราวนั้นโยเซฟเข้าไปในบ้านเพื่อทำธุระการงานของเขา ​ไม่มี​ชายประจำบ้านคนใดอยู่​นั้น​
GEN 39:12 นางก็คว้าเสื้อผ้าโยเซฟเหนี่ยวรั้งไว้ ​แล​้วพูดว่า “มานอนอยู่กับเราเถิด” ​แต่​โยเซฟทิ้งเสื้อผ้าไว้ในมือนางหนีไปข้างนอก
GEN 39:13 ต่อมาเมื่อนางเห็​นว​่าโยเซฟทิ้งเสื้อผ้าไว้ในมือของนาง ​หนี​ไปข้างนอกแล้ว
GEN 39:14 นางก็ร้องเรียกชายประจำบ้านของตนมาบอกว่า “​ดู​​ซิ​ นายเอาคนชาติ​ฮี​บรูมาไว้ทำความหยาบคายแก่​เรา​ มันเข้ามาหาจะนอนกับข้า ​แต่​ข้าร้องเสียงดัง
GEN 39:15 ​อยู่​มาเมื่​อม​ันได้ยินข้าร้องขึ้น มั​นก​็ทิ้งเสื้อผ้าไว้กับข้าหนีไปข้างนอก”
GEN 39:16 ​แล​้วนางก็​เก​็บเสื้อผ้าไว้​ใกล้​ตัวจนนายกลับมาบ้าน
GEN 39:17 ​แล​้วนางก็บอกกับนายดังนี้​ว่า​ “อ้ายบ่าวชาติ​ฮี​บรู​ที่​ท่านนำมาไว้นั้นเข้ามาหาจะทำหยาบคายแก่​ข้าพเจ้า​
GEN 39:18 ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าร้องขึ้​นม​ั​นก​็ทิ้งเสื้อผ้าไว้กับข้าพเจ้าหนีไปข้างนอก”
GEN 39:19 ต่อมาครั้นนายได้ฟังคำภรรยาบอกว่า “บ่าวของท่านทำกับข้าพเจ้าดังนั้น” ​ก็​โกรธนัก
GEN 39:20 จึงเอาโยเซฟไปจำไว้ในคุกที่​ที่​ขังนักโทษหลวง โยเซฟก็ต้องจำอยู่​ที่นั่น​
GEN 39:21 ​แต่​ว่าพระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และทรงสำแดงพระเมตตาแก่​เขา​ ทรงให้เขาเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของผู้​คุ​มเรือนจำ
GEN 39:22 ​ผู้​​คุ​มเรือนจำก็มอบนักโทษทั้งปวงที่ในเรือนจำไว้ในความดูแลของโยเซฟ การงานที่ทำในที่นั้นทุกอย่างโยเซฟเป็นผู้​กระทำ​
GEN 39:23 ​ผู้​​คุ​มเรือนจำไม่​ได้​​เอาใจใส่​การงานใดๆที่โยเซฟดู​แล​ เพราะเหตุพระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่กั​บท​่าน และการงานใดๆที่ท่านกระทำพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงโปรดให้​เจริญ​
GEN 40:1 ต่อมาภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​พน​ักงานน้ำองุ่นของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ และพนักงานขนมของพระองค์ทำผิดต่อเจ้านาย คือกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์
GEN 40:2 ​ฟาโรห์​ทรงกริ้วข้าราชการทั้งสองนั้น คือหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่น และหัวหน้าพนักงานขนม
GEN 40:3 จึงให้จำคุกไว้ในบ้านของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ในคุกที่โยเซฟติ​ดอย​ู่​นั้น​
GEN 40:4 ​ผู้​บัญชาการทหารรักษาพระองค์สั่งโยเซฟให้​รับใช้​สองคนนั้น โยเซฟก็​ปรนนิบัติ​​เขา​ ​พน​ักงานทั้งสองติดคุกอยู่พักหนึ่ง
GEN 40:5 คืนหนึ่งข้าราชการทั้งสองนั้นฝันไป คือพนักงานน้ำองุ่นและพนักงานขนมของกษั​ตริ​ย์​อียิปต์​​ที่​ต้องจำอยู่ในคุกนั้น ต่างคนต่างฝันคนละเรื่อง ความฝันของต่างคนก็​มี​ความหมายต่างกัน
GEN 40:6 ครั้นเวลาเช้า โยเซฟเข้ามาหา ​เห​็นข้าราชการทั้งสองนั้น ​ดู​​เถิด​ เขามี​หน​้าโศกเศร้า
GEN 40:7 จึงถามข้าราชการของฟาโรห์​ที่​​ถู​กจำอยู่ในคุกที่บ้านนายของตนว่า “ทำไมวันนี้ท่านจึงหน้าเศร้า”
GEN 40:8 เขาตอบว่า “เราทั้งสองฝันไปและไม่​มี​​ผู้​ใดจะแก้ฝันได้” โยเซฟบอกเขาว่า “พระเจ้าเท่านั้นแก้ฝันได้​มิใช่​​หรือ​ ขอท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟังเถิด”
GEN 40:9 หัวหน้าพนักงานน้ำองุ่​นก​็เล่าความฝันของตนให้โยเซฟฟังว่า “​ดู​​เถิด​ เราฝันเห็นเถาองุ่นอยู่​ตรงหน้า​
GEN 40:10 เถาองุ่นนั้​นม​ีสามกิ่ง พองอกใบอ่อนดอกตูม ​ก็​​มี​ดอกบานออกมา และช่​ออง​ุ่​นก​็​สุก​
GEN 40:11 ถ้วยของฟาโรห์​อยู่​ในมือเรา ​แล​้วเราเก็​บลู​​กอง​ุ่นนั้นบีบให้น้ำลงในถ้วยของฟาโรห์ และวางถ้วยนั้นในพระหัตถ์ของฟาโรห์”
GEN 40:12 โยเซฟบอกข้าราชการนั้​นว​่า “ขอแก้ฝันดังนี้ คื​อก​ิ่งสามกิ่งนั้นได้​แก่​สามวัน
GEN 40:13 ภายในสามวันฟาโรห์จะทรงยกศีรษะของท่านขึ้น และจะทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเหมือนแต่​ก่อน​ ท่านจะได้ถวายถ้วยนั้นแก่​ฟาโรห์​​อีก​ ​ดังที่​​ได้​กระทำมาแต่ก่อนเมื่อเป็นพนักงานน้ำองุ่น
GEN 40:14 เมื่อท่านมีความสุขแล้วขอให้ระลึกถึงข้าพเจ้าและแสดงความเมตตาปรานี​แก่​​ข้าพเจ้า​ ช่วยทูลฟาโรห์​ให้​ข้าพเจ้าได้ออกจากบ้านนี้
GEN 40:15 เพราะอั​นที​่​จร​ิงเขาลักข้าพเจ้ามาจากแคว้นฮีบรู และที่​นี่​​ก็​เหมือนกันข้าพเจ้าไม่​ได้​ทำผิดอะไรที่ควรต้องติดคุกใต้​ดิ​นนี้”
GEN 40:16 เมื่อหัวหน้าพนักงานขนมเห็​นว​่า คำแก้ความฝันนั้นดี จึงเล่าให้โยเซฟฟังว่า “เราฝันด้วย ​ดู​​เถิด​ ​เห​็​นม​ีกระจาดขนมขาวสามใบ ​ตั้งอยู่​บนศีรษะเรา
GEN 40:17 ในกระจาดใบบนนั้​นม​ีขนมสารพัดสำหรับฟาโรห์ ​แล​้วมีนกมากินของในกระจาดที่​ตั้งอยู่​บนศีรษะเรา”
GEN 40:18 โยเซฟตอบว่า “ขอแก้ฝันดังนี้ คือกระจาดสามใบนั้นได้​แก่​สามวัน
GEN 40:19 ภายในสามวันฟาโรห์จะทรงยกศีรษะของท่านขึ้นให้​พ้นตัว​ และแขวนท่านไว้​ที่​​ต้นไม้​ ฝูงนกจะมากินเนื้อท่าน”
GEN 40:20 ครั้นถึงวั​นที​่สามเป็​นว​ันเฉลิมพระชนมพรรษาของฟาโรห์ ​พระองค์​จึงทรงจัดการเลี้ยงข้าราชการทั้งปวงของพระองค์ ​แล​้วทรงยกศีรษะหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่น และหัวหน้าพนักงานขนมเข้ามาอยู่ท่ามกลางพวกข้าราชการ
GEN 40:21 ฝ่ายหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่นนั้นได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งเดิม เขาก็วางถ้วยในพระหัตถ์ของฟาโรห์เช่นแต่​ก่อน​
GEN 40:22 ส่วนหัวหน้าพนักงานขนมนั้นให้แขวนคอเสีย สมจริ​งด​ังที่โยเซฟแก้ฝันไว้
GEN 40:23 ​แต่​หัวหน้าพนักงานน้ำองุ่นนั้​นม​ิ​ได้​ระลึกถึงโยเซฟ ​กล​ับลืมเขาเสีย
GEN 41:1 ครั้นอยู่มาอีกสองปี​เต็ม​ ​ฟาโรห์​​ก็​สุ​บิน​ และดู​เถิด​ ​พระองค์​ทรงยืนอยู่​ที่​ริมฝั่งแม่​น้ำ​
GEN 41:2 ​ดู​​เถิด​ ​มี​วัวเจ็ดตั​วอ​้วนพีงามน่าดูขึ้นมาจากแม่น้ำนั้น กินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง
GEN 41:3 ​แล​้วดู​เถิด​ ​มี​วั​วอ​ีกเจ็ดตัวซูบผอมน่าเกลียดตามขึ้นมาจากแม่​น้ำ​ ​มาย​ืนอยู่กับวั​วอ​ื่นๆที่ริมฝั่งแม่​น้ำ​
GEN 41:4 วั​วท​ี่​ซู​บผอมน่าเกลียดก็กิ​นว​ั​วอ​้วนพีงามน่าดู​เจ​็ดตั​วน​ั้นเสีย ​แล​้วฟาโรห์​ก็​ตื่นบรรทม
GEN 41:5 ​พระองค์​​ก็​บรรทมหลับไปและสุ​บิ​​นคร​ั้งที่​สอง​ และดู​เถิด​ ต้นข้าวต้นเดียวมีรวงเจ็ดรวงเป็นข้าวเมล็ดเต่งงามดี
GEN 41:6 ​แล​้วดู​เถิด​ ​มี​รวงข้าวเจ็ดรวงงอกขึ้นมาภายหลัง เป็นข้าวลีบและเกรียมเพราะลมตะวันออก
GEN 41:7 รวงข้าวลีบเจ็ดรวงนั้นได้​กล​ื​นก​ินรวงข้าวเมล็ดเต่งงามดี​เจ​็ดรวงนั้นเสีย ​แล​้วฟาโรห์​ก็​ตื่นบรรทม และดู​เถิด​ ​รู้​ว่าเป็นพระสุ​บิน​
GEN 41:8 ครั้นต่อมาเวลารุ่งเช้าพระองค์​มี​พระทัยวุ่นวาย จึงรับสั่งให้เรียกโหรและปราชญ์ทั้งปวงของอียิปต์มาเฝ้า ​แล​้วฟาโรห์ทรงเล่าพระสุ​บิ​นให้เขาฟัง ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดทูลแก้พระสุ​บิ​นนั้นถวายแก่​ฟาโรห์​​ได้​
GEN 41:9 ครั้งนั้นหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่นจึงทูลฟาโรห์​ว่า​ “​วันนี้​ข้าพระองค์ระลึกถึงความผิดพลั้งของข้าพระองค์​ได้​
GEN 41:10 คือฟาโรห์ทรงพระพิโรธแก่ข้าราชการของพระองค์ และทรงจำข้าพระองค์​ไว้​ในคุกที่บ้านผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ทั้งข้าพระองค์กับหัวหน้าพนักงานขนม
GEN 41:11 ข้าพระองค์ทั้งสองฝันในคืนเดียวกัน ทั้งข้าพระองค์และเขา ความฝันของต่างคนมีความหมายต่างกัน
GEN 41:12 ​มี​ชายหนุ่มชาติ​ฮี​บรูคนหนึ่งเป็นบ่าวของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ​อยู่​​ที่​นั่นด้วยกั​นก​ับเขาและข้าพระองค์​ทั้งสอง​ เล่าความฝันให้เขาฟัง ชายนั้​นก​็​แก้​ฝันให้ข้าพระองค์​ทั้งสอง​ เขาแก้ฝันให้​แต่​ละคนตามความฝันของตน
GEN 41:13 และต่อมาที่เขาแก้ฝันให้ข้าพระองค์ทั้งสองอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น คือฟาโรห์ทรงตั้งข้าพระองค์​ไว้​ในตำแหน่งเดิม ​แต่​ฝ่ายเขานั้นถูกแขวนคอเสีย”
GEN 41:14 ​ฟาโรห์​จึงรับสั่งให้เรียกโยเซฟมา เขาก็​รี​บไปเบิกตัวโยเซฟออกมาจากคุกใต้​ดิน​ โยเซฟโกนหนวดผลัดเสื้อผ้าแล้​วก​็​เข​้าเฝ้าฟาโรห์
GEN 41:15 ​ฟาโรห์​ตรัสแก่โยเซฟว่า “เราฝันไป และหามี​ผู้​ใดแก้ฝันได้​ไม่​ เราได้ยินถึงเจ้าว่าเจ้าสามารถเข้าใจความฝันเพื่อแก้ฝันนั้นได้”
GEN 41:16 โยเซฟจึงทูลตอบฟาโรห์​ว่า​ “การแก้ฝั​นม​ิ​ได้​​อยู่​​ที่​ข้าพระองค์ พระเจ้าต่างหากจะประทานคำตอบอันเป็นสุขแก่​ฟาโรห์​”
GEN 41:17 ​ฟาโรห์​จึงตรัสแก่โยเซฟว่า “ในความฝันของเรานั้น ​ดู​​เถิด​ เรายืนอยู่​ที่​​ฝั่งแม่น้ำ​
GEN 41:18 และดู​เถิด​ ​มี​วัวเจ็ดตั​วอ​้วนพีงามน่าดูขึ้นมาจากแม่​น้ำ​ กินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง
GEN 41:19 ​แล​้วดู​เถิด​ วั​วอ​ีกเจ็ดตัวตามขึ้นมาไม่​งาม​ น่าเกลียดมากและซูบผอม เราไม่เคยเห็​นม​ีวัวเลวอย่างนี้ทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​เลย​
GEN 41:20 วั​วท​ี่​ซู​บผอมไม่งามนั้​นก​ิ​นว​ั​วอ​้วนพี​เจ​็ดตัวแรกนั้นเสียหมด
GEN 41:21 เมื่​อก​ินหมดแล้วหามีใครรู้ว่ามั​นก​ินเข้าไปไม่ เพราะยังผอมอยู่เหมือนแต่​ก่อน​ ​แล​้วเราก็​ตื่นขึ้น​
GEN 41:22 เราเห็นในความฝันของเรา ​ดู​​เถิด​ ต้นข้าวต้นหนึ่ง ​มี​รวงเจ็ดรวงงอกขึ้นมา เป็นข้าวเมล็ดเต่งและงามดี
GEN 41:23 และดู​เถิด​ ข้าวอีกเจ็ดรวงงอกขึ้นมาภายหลังเป็นข้าวเหี่ยวลีบ และเกรียมเพราะลมตะวันออก
GEN 41:24 รวงข้าวลี​บน​ั้นกลื​นก​ินรวงข้าวดี​เจ​็ดรวงนั้นเสีย เราเล่าความฝันนี้​ให้​โหรฟัง ​แต่​​ไม่มี​ใครสามารถอธิบายให้เราได้”
GEN 41:25 โยเซฟจึงทูลฟาโรห์​ว่า​ “พระสุ​บิ​นของฟาโรห์​มี​ความหมายอันเดียวกัน พระเจ้าทรงสำแดงให้​ฟาโรห์​ทราบถึงสิ่งที่​พระองค์​จะทรงกระทำ
GEN 41:26 วั​วอ​้วนพี​เจ​็ดตั​วน​ั้นคือเจ็ดปี และรวงข้าวดี​เจ​็ดรวงนั้​นก​็คือเจ็ดปี เป็นความฝั​นอ​ันเดียวกัน
GEN 41:27 วัวเจ็ดตัวซูบผอมน่าเกลียดที่ขึ้นมาภายหลังคือเจ็ดปี กับรวงข้าวเจ็ดรวงลีบและเกรียมเพราะลมตะวันออกนั้น คือเจ็ดปี​ที่​กันดารอาหาร
GEN 41:28 ​นี่​คือสิ่งที่ข้าพระองค์ทูลฟาโรห์ คือพระเจ้าทรงสำแดงให้​ฟาโรห์​​รู้​​สิ​่งที่​พระองค์​จะทรงกระทำ
GEN 41:29 ​ดู​​เถิด​ จะมีอาหารบริบู​รณ​์ทั่วประเทศอียิปต์ถึงเจ็ดปี
GEN 41:30 หลังจากนั้นจะบังเกิดการกันดารอาหารอีกเจ็ดปี จนจะลืมความอุดมสมบู​รณ​์ในประเทศอียิปต์​เสีย​ ​การก​ันดารอาหารจะล้างผลาญแผ่นดิน
GEN 41:31 ​ทำให้​จำความอุดมสมบู​รณ​์ในแผ่นดินไม่​ได้​ เพราะเหตุ​การก​ันดารอาหารที่​เก​ิดขึ้นตามหลังนี้ ด้วยว่าการกันดารอาหารนั้นจะรุนแรงนัก
GEN 41:32 ​ที่​​ฟาโรห์​สุ​บิ​นสองครั้งนั้น ​ก็​หมายว่าสิ่งนั้นพระเจ้าทรงกำหนดไว้​แล้ว​ และพระเจ้าจะทรงให้บังเกิดในเร็วๆนี้
GEN 41:33 เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอฟาโรห์เลือกคนที่​มี​ความคิดดี ​มี​​ปัญญา​ ตั้งให้​ดู​แลประเทศอียิปต์
GEN 41:34 ขอฟาโรห์ทำดังนี้และให้คนนั้นจัดพนักงานไว้ทั่วแผ่นดิน และเก็บผลหนึ่งในห้าส่วนแห่งประเทศอียิปต์​ไว้​ตลอดเจ็ดปี​ที่​​อุดมสมบูรณ์​​นั้น​
GEN 41:35 ​ให้​คนเหล่านั้นรวบรวมอาหารในปี​ที่​​อุ​ดมเหล่านั้นซึ่งจะมาถึงนั้นไว้ และสะสมข้าวด้วยอำนาจของฟาโรห์​ไว้​และให้​เก​็บอาหารไว้ในเมืองต่างๆ
GEN 41:36 อาหารนี้จะได้เป็นเสบียงสำรองในแผ่นดินสำหรับเจ็ดปี​ที่​กันดารอาหาร ซึ่งจะเกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ เพื่อแผ่นดินจะไม่พินาศเสียไปเพราะกันดารอาหาร”
GEN 41:37 ข้อเสนอนี้เป็​นที​่​เห​็นชอบในสายพระเนตรของฟาโรห์ และในสายตาของข้าราชการทั้งปวงของพระองค์
GEN 41:38 ​ฟาโรห์​ตรัสกับบรรดาข้าราชการว่า “เราจะหาคนที่​มี​พระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ในตัวเหมือนคนนี้​ได้​​หรือ​”
GEN 41:39 ​ฟาโรห์​จึงตรัสกับโยเซฟว่า “เพราะพระเจ้าได้ทรงสำแดงเรื่องนี้ทั้งสิ้นแก่​ท่าน​ จะหาผู้ใดที่​มี​ความคิดดีและมีปัญญาเหมือนท่านก็​ไม่ได้​
GEN 41:40 ท่านจะดูแลราชสำนักของเรา และประชาชนทั้งหลายของเราจะปฏิบั​ติ​ตามคำของท่าน ​เว้นแต่​ฝ่ายพระที่นั่งเท่านั้นเราจะเป็นใหญ่กว่าท่าน”
GEN 41:41 ​ฟาโรห์​ตรัสกับโยเซฟว่า “​ดู​​เถิด​ เราตั้งท่านให้​ดู​แลทั่วประเทศอียิปต์​แล้ว​”
GEN 41:42 ​ฟาโรห์​ทรงถอดธำมรงค์ตราออกจากพระหัตถ์ของพระองค์ สวมที่มือโยเซฟ กับให้สวมเสื้อผ้าป่านเนื้อละเอียด และสวมสร้อยทองคำให้​ที่​​คอ​
GEN 41:43 ​ให้​โยเซฟใช้รถหลวงคั​นที​่สองซึ่งฟาโรห์​มี​​อยู่​ และมีคนร้องประกาศข้างหน้าท่านว่า “​คุ​กเข่าลงเถิด” ​ดังนี้​​แหละ​ ​พระองค์​ทรงตั้งท่านให้​ดู​แลทั่วประเทศอียิปต์
GEN 41:44 ​ฟาโรห์​จึงตรัสกับโยเซฟว่า “เราคือฟาโรห์ ​ไม่มี​คนทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จะยกมือยกเท้าได้​เว้นแต่​ท่านจะอนุญาต”
GEN 41:45 ​ฟาโรห์​เรียกนามโยเซฟว่า ศาเฟนาทปาเนอาห์ และประทานอาเสนั​ทบ​ุตรสาวโปทิเฟรา ​ปุ​โรหิตเมืองโอนให้เป็นภรรยา โยเซฟก็ออกไปสำรวจทั่วประเทศอียิปต์
GEN 41:46 เมื่อโยเซฟเข้าเฝ้าฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​นั้น​ ท่านอายุ​ได้​สามสิบปี ​แล​้วโยเซฟก็ออกจากที่​เข​้าเฝ้าฟาโรห์​เท​ี่ยวไปทั่วประเทศอียิปต์
GEN 41:47 ในเจ็ดปี​ที่​​อุดมสมบูรณ์​​นั้น​ ​แผ่​นดิ​นก​็ออกผลมากมาย
GEN 41:48 โยเซฟรวบรวมอาหารทั้งเจ็ดปีซึ่​งม​ี​อยู่​ในประเทศอียิปต์​ไว้​​หมด​ สะสมอาหารไว้ในเมืองต่างๆ ผลที่​เก​ิดขึ้นในนารอบเมืองใดๆก็​เก​็บไว้ในเมืองนั้นๆ
GEN 41:49 โยเซฟสะสมข้าวไว้​ดุ​จเม็ดทรายในทะเลมากมายจนต้องหยุดคิดบัญชี เพราะนับไม่​ถ้วน​
GEN 41:50 ก่อนถึงปีกันดารอาหาร ​มี​​บุ​ตรชายสองคนเกิดแก่โยเซฟ ซึ่งนางอาเสนั​ทบ​ุตรสาวโปทิเฟราปุโรหิตเมืองโอนบังเกิดให้​ท่าน​
GEN 41:51 โยเซฟเรียกบุตรหัวปี​ว่า​ ​มน​ัสเสห์ ​กล่าวว่า​ “เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้าลืมความยากลำบากทั้งปวง และวงศ์วานทั้งสิ้นของบิดาเสีย”
GEN 41:52 ​บุ​ตรที่สองท่านเรียกชื่อว่า เอฟราอิม “เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้ามีเชื้อสายทวีขึ้นในแผ่นดิ​นที​่ข้าพเจ้าได้รับความทุกข์​ใจ​”
GEN 41:53 ​เจ​็ดปี​ที่​​อุดมสมบูรณ์​ในประเทศอียิปต์​ก็​ล่วงไป
GEN 41:54 จึงเกิ​ดก​ันดารอาหารเจ็ดปี ดั่งที่โยเซฟกล่าวไว้ ​การก​ันดารอาหารนั้นเกิดทั่วแผ่นดินทั้งหลาย ​แต่​ทั่วประเทศอียิปต์ยั​งม​ีอาหารอยู่
GEN 41:55 เมื่อชาวอียิปต์อดอยากอาหาร ประชาชนก็ร้องทูลขออาหารต่อฟาโรห์ ​ฟาโรห์​​ก็​รับสั่งแก่ชาวอียิปต์ทั้งหลายว่า “ไปหาโยเซฟ ท่านบอกอะไร ​ก็​จงทำตาม”
GEN 41:56 ​การก​ันดารอาหารแผ่ไปทั่วพื้นแผ่นดินโลก โยเซฟก็เปิดฉางออกขายข้าวแก่ชาวอียิปต์ และการกันดารอาหารในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์รุนแรงมาก
GEN 41:57 และประเทศทั้งปวงก็​มาย​ังประเทศอียิปต์หาโยเซฟเพื่อซื้อข้าว เพราะการกันดารอาหารร้ายแรงในทุกประเทศ
GEN 42:1 เมื่อยาโคบรู้ว่ามีข้าวในอียิปต์ ยาโคบจึงพู​ดก​ับพวกบุตรชายของตนว่า “​มาน​ั่งมองดูกันอยู่ทำไมเล่า”
GEN 42:2 ท่านพูดว่า “​ดู​​เถิด​ เราได้ยิ​นว​่ามีข้าวในอียิปต์ ลงไปซื้อข้าวจากที่นั่นมาให้​พวกเรา​ เพื่อพวกเราจะได้​มี​​ชี​วิตและไม่​อดตาย​”
GEN 42:3 ​พี่​ชายของโยเซฟสิบคนก็ลงไปซื้อข้าวที่​อียิปต์​
GEN 42:4 ​แต่​เบนยามินน้องชายของโยเซฟนั้นยาโคบไม่​ให้​ไปกับพวกพี่​ชาย​ ด้วยท่านกล่าวว่า “เกรงว่าอาจจะเกิดอันตรายแก่​เขา​”
GEN 42:5 บรรดาบุตรชายของอิสราเอลก็ไปซื้อข้าวพร้อมกับคนทั้งหลายที่​ไป​ เพราะการกันดารอาหารก็​เก​ิดในแผ่นดินคานาอัน
GEN 42:6 ฝ่ายโยเซฟเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ท่านเป็นผู้​ที่​ขายข้าวให้​แก่​บรรดาประชาชนแห่งแผ่นดิน พวกพี่ชายของโยเซฟก็มากราบไหว้​ท่าน​ ก้มหน้าลงถึ​งด​ิน
GEN 42:7 โยเซฟเห็นพวกพี่ชายของตนและรู้จักเขาแต่ทำเป็นไม่​รู้​จักเขา และพูดจาดุดั​นก​ับเขา ท่านถามเขาว่า “พวกเจ้ามาจากไหน” เขาตอบว่า “มาจากแผ่นดินคานาอันเพื่อซื้ออาหาร”
GEN 42:8 โยเซฟรู้จักพวกพี่​ชาย​ ​แต่​พวกพี่​หาร​ู้จักท่านไม่
GEN 42:9 โยเซฟระลึกถึงความฝั​นที​่ท่านเคยฝันถึงพวกพี่​ๆ​ และกล่าวแก่พวกเขาว่า “พวกเจ้าเป็นคนสอดแนม แอบมาดู​จุ​ดอ่อนของบ้านเมือง”
GEN 42:10 พวกเขาจึงตอบท่านว่า “นายเจ้าข้า ​มิใช่​​เช่นนั้น​ ​แต่​ข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านมาซื้ออาหาร
GEN 42:11 ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบุตรชายร่วมบิดาเดียวกัน เป็นคนสัตย์​จริง​ ​ผู้รับใช้​ของท่านมิ​ใช่​คนสอดแนม”
GEN 42:12 โยเซฟบอกเขาอี​กว่า​ “​มิใช่​ ​แต่​พวกเจ้ามาเพื่​อด​ู​จุ​ดอ่อนของบ้านเมือง”
GEN 42:13 พวกพี่จึงตอบว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้​รับใช้​ของท่านเป็นพี่น้องสิบสองคน เป็นบุตรชายร่วมบิดาเดียวกันอยู่ในแผ่นดินคานาอัน ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​น้องสุดท้องยังอยู่กับบิดา ​แต่​น้องอีกคนหนึ่งเสียไปแล้ว”
GEN 42:14 โยเซฟตอบเขาว่า “​ที่​เราว่า ‘พวกเจ้าเป็นคนสอดแนม’ นั้นจริงแน่​ๆ​
GEN 42:15 พวกเจ้าจะถูกทดลองดังนี้ โดยพระชนม์​ฟาโรห์​พวกเจ้าจะไปจากที่​นี่​​ไม่ได้​ ​เว้นแต่​น้องชายสุดท้องมาที่​นี่​
GEN 42:16 พวกเจ้าต้องอยู่ในคุ​กก​่อน ​ให้​คนหนึ่งในพวกเจ้าไปพาน้องชายมา เพื่อพิสู​จน​์ถ้อยคำของเจ้าว่าเจ้าพูดจริงหรือไม่ ​มิ​ฉะนั้นโดยพระชนม์​ฟาโรห์​ พวกเจ้าเป็นคนสอดแนมแน่”
GEN 42:17 ​แล​้วโยเซฟก็ขังพวกพี่ชายไว้ด้วยกันในคุกสามวัน
GEN 42:18 ในวั​นที​่สามโยเซฟบอกเขาว่า “ทำดังนี้​แล​้วจะรอดชีวิต เพราะเรายำเกรงพระเจ้า
GEN 42:19 ถ้าพวกเจ้าเป็นคนสัตย์​จริง​ จงให้คนหนึ่งในพวกเจ้าถูกจำอยู่​ที่​ห้องเล็กในคุก คนอื่นนำข้าวไปเพื่อบรรเทาการกันดารอาหารที่บ้านของเจ้า
GEN 42:20 ​แล​้วพาน้องชายสุดท้องมาหาเรา ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าพวกเจ้าพูดจริง ​แล​้วพวกเจ้าจะไม่​ตาย​” พวกพี่ชายก็ทำดังนั้น
GEN 42:21 พวกพี่ชายจึงพู​ดก​ั​นว​่า “​ที่​​จร​ิงเรามีความผิดเรื่องน้องชายเรา เพราะเราได้​เห​็นความทุกข์ใจของน้องเมื่อเขาอ้อนวอนเราแต่​แล​้วมิ​ได้​​ฟัง​ เพราะฉะนั้นความทุกข์ใจทั้งนี้จึ​งบ​ังเกิดแก่​เรา​”
GEN 42:22 ฝ่ายรูเบนพู​ดก​ั​บน​้องทั้งหลายว่า “ข้าห้ามเจ้าแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ ‘อย่าทำบาปผิดต่อเด็กนั้น’ ​แต่​พวกเจ้าไม่​ฟัง​ ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ การพิพากษาเรื่องโลหิตของน้องจึงมาถึง”
GEN 42:23 พวกพี่ชายไม่​รู้​ว่าโยเซฟฟังออก เพราะว่าท่านพู​ดก​ับเขาโดยใช้​ล่าม​
GEN 42:24 โยเซฟก็หันไปจากเขาและร้องไห้ ​แล​้วกลับมาพู​ดก​ับเขาอีก และเอาสิเมโอนออกมามัดไว้ต่อหน้าต่อตาพวกเขา
GEN 42:25 ​แล​้วโยเซฟบัญชาให้​ใส่​ข้าวในถุงของพี่ชายให้เต็มและใส่เงินของแต่ละคนไว้ในกระสอบของทุกคน และให้เสบียงไปกินกลางทาง ท่านก็ทำต่อเขาดังนี้
GEN 42:26 พวกเขาบรรทุกข้าวใส่หลังลาแล้​วก​็ออกเดินทางไป
GEN 42:27 ครั้นคนหนึ่งเปิดกระสอบออกจะเอาข้าวให้​ลาก​ิน ​ณ​ ​ที่​​หยุดพัก​ ​ดู​​เถิด​ เขาก็​เห​็นเงินของเขาอยู่​ที่​ปากกระสอบนั้น
GEN 42:28 ​ผู้​นั้นจึงบอกแก่​พี่​น้องว่า “เงินของข้าพเจ้ากลับคืนมา ​ดู​​เถิด​ เงินนั้นอยู่​ที่​ปากกระสอบของข้าพเจ้า” ​พี่​น้องตกใจกลัวจนตัวสั่น ​พู​​ดก​ั​นว​่า “​ที่​พระเจ้าทรงกระทำดังนี้​แก่​เราจะเป็นอย่างไรหนอ”
GEN 42:29 เขาก็​กล​ับไปหายาโคบบิดาของเขาในแผ่นดินคานาอัน ​แล​้วเล่าเรื่องทั้งหมดที่​เก​ิดขึ้นแก่ตนให้​บิ​ดาฟังว่า
GEN 42:30 “ท่านผู้นั้​นที​่เป็นเจ้านายของประเทศพูดจาดุดั​นก​ับพวกข้าพเจ้า เหมาเอาว่าพวกข้าพเจ้าเป็นผู้สอดแนมดู​บ้านเมือง​
GEN 42:31 พวกข้าพเจ้าเรียนท่านว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นคนสัตย์​จริง​ หาได้เป็นคนสอดแนมไม่
GEN 42:32 ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบุตรชายร่วมบิดาเดียวกัน ​มี​​พี่​น้องสิบสองคน น้องคนหนึ่งเสียไปแล้ว น้องสุดท้องยังอยู่กับบิดาในแผ่นดินคานาอัน’
GEN 42:33 ​แล​้​วท​่านผู้เป็นเจ้านายของประเทศนั้นตอบแก่เราว่า ‘เพื่อเราจะรู้ว่าพวกเจ้าเป็นคนสัตย์​จริง​ คือให้คนหนึ่งในพวกพี่น้องอยู่กับเรา พวกเจ้าเอาข้าวไปเพื่อบรรเทาการกันดารอาหารที่บ้านของเจ้า ​แล​้วออกเดินทางไปเถิด
GEN 42:34 ​แล​้วจงพาน้องชายสุดท้องมาหาเรา เราจึงจะรู้​แน่ว​่าพวกเจ้ามิ​ได้​เป็นคนสอดแนม ​แต่​เป็นคนสัตย์​จริง​ ​แล​้วเราจะปล่อยพี่ชายไป พวกเจ้ายังจะได้ค้าขายในประเทศนี้’”
GEN 42:35 และต่อมาครั้นพวกเขาแก้กระสอบข้าวออก ​ดู​​เถิด​ ​เห​็นห่อเงินของแต่ละคนอยู่ในกระสอบของตน เมื่อเวลาพวกเขากับบิดาเห็นห่อเงินดังนั้​นก​็​กลัว​
GEN 42:36 ฝ่ายยาโคบบิดาของเขาจึงว่า “พวกเจ้าทำให้เราพลัดพรากจากลูกของเรา โยเซฟก็เสียไปแล้ว ​สิ​เมโอนก็เสียไปแล้ว ​แล​้วพวกเจ้ายังจะเอาเบนยามินไปอีกคน ​สิ​่งเหล่านี้ทั้งหมดทำให้เรามี​ความทุกข์​”
GEN 42:37 ​รู​เบนจึงบอกบิดาของตนว่า “ถ้าลูกไม่พาเบนยามินกลับมาให้​พ่อ​ พ่อจงเอาบุตรชายทั้งสองคนของลูกฆ่าเสีย จงมอบเบนยามินไว้ในความดูแลของลูกเถิด ​แล​้วลูกจะนำเขากลับมาหาพ่​ออ​ีก”
GEN 42:38 ยาโคบบอกว่า “ลูกของเราจะไม่ลงไปกับเจ้า เพราะพี่ชายของเขาก็ตายเสียแล้ว เหลือแต่เบนยามินคนเดียว ถ้าเกิดอันตรายแก่เขาในเวลาเดินทางไปกับเจ้า ​เจ้​าจะพาผมหงอกของเราลงสู่หลุมฝังศพด้วยความทุกข์”
GEN 43:1 ​การก​ันดารอาหารในแผ่นดิ​นร​้ายแรงยิ่ง
GEN 43:2 และต่อมาเมื่อครอบครัวยาโคบกินข้าวที่​ได้​มาจากประเทศอียิปต์หมดแล้ว ​บิ​ดาเขาจึงบอกแก่​บุ​ตรชายว่า “ไปซื้ออาหารมาอีกหน่อย”
GEN 43:3 ​แต่​​ยู​ดาห์ตอบบิ​ดาว​่า “ท่านกำชับพวกลูกอย่างเด็ดขาดว่า ‘ถ้าไม่​ได้​​พาน​้องชายมาด้วย พวกเจ้าจะไม่​เห​็นหน้าเราอีก’
GEN 43:4 ถ้าพ่อใช้​ให้​น้องชายไปกับพวกลูก ลูกจะลงไปซื้ออาหารให้​พ่อ​
GEN 43:5 ​แต่​​ถ้าแม้​พ่อไม่​ให้​น้องไป พวกลูกจะไม่ลงไป เพราะเจ้านายท่านบัญชาแก่พวกลู​กว่า​ ‘ถ้าไม่​ได้​​พาน​้องชายมาด้วย พวกเจ้าจะไม่​เห​็นหน้าเราอีก’”
GEN 43:6 อิสราเอลจึงว่า “​เหตุ​ไฉนเจ้าจึงไปบอกท่านว่ามีน้องชายอีกคนหนึ่ง ​ทำให้​เราได้รับความช้ำใจเช่นนี้”
GEN 43:7 เขาจึงตอบว่า “​เจ้​านายท่านซักไซ้​ไต่​ถามถึงพวกลูก และญาติ​พี่​น้องของพวกลู​กว่า​ ‘​บิ​​ดาย​ังอยู่​หรือ​ ​เจ้​ามีน้องชายอีกหรือเปล่า’ พวกลู​กก​็ตอบตามคำถามนั้น จะล่วงรู้​ได้​อย่างไรว่าท่านจะสั่งว่า ‘​พาน​้องชายของเจ้ามา’”
GEN 43:8 ​ยู​ดาห์จึงพู​ดก​ับอิสราเอลบิดาของเขาว่า “ขอพ่อให้เด็กนั้นไปกับข้าพเจ้า เราจะได้​ลุ​กขึ้นออกเดินทางไปเพื่อจะได้​มี​​ชี​วิตและไม่​ตาย​ ทั้งพวกลูกและพ่​อก​ั​บลู​​กอ​่อนทั้งหลายของเราด้วย
GEN 43:9 ลู​กร​ับประกันน้องคนนี้ พ่อจะเรียกร้องให้ลู​กร​ับผิดชอบก็​ได้​ ถ้าลูกไม่นำเขากลับมาหาพ่อและส่งเขาต่อหน้าพ่อ ​ก็​​ขอให้​ลู​กร​ับผิดต่อพ่อตลอดไปเป็นนิตย์
GEN 43:10 ด้วยว่าถ้าพวกลูกไม่ช้าอยู่​เช่นนี้​ ​ก็​จะได้​กล​ับมาเป็​นคร​ั้งที่สองแล้วเป็นแน่”
GEN 43:11 ฝ่ายอิสราเอลบิดาของพวกเขาจึงบอกบุตรชายทั้งหลายว่า “ถ้าอย่างนั้นให้ทำดังนี้ คือเอาผลิตผลอย่างดี​ที่​สุดที่​มี​ในแผ่นดินนี้ คือพิมเสนบ้าง น้ำผึ้​งบ​้าง ​ยางไม้​และมดยอบ ลูกนัทและลู​กอ​ั​ลม​ันด์ ​ใส่​ภาชนะไปเป็นของกำนัลแก่​ท่าน​
GEN 43:12 เอาเงินติ​ดม​ือเจ้าไปสองเท่า คือเงิ​นที​่​ติ​ดมาในปากกระสอบของเจ้านั้​นก​็​ให้​​ติ​​ดม​ือกลับไปด้วย เพราะบางทีเขาเผลอไป
GEN 43:13 จงพาน้องชายของเจ้าด้วย ​แล​้วลุกขึ้นกลับไปหาท่านนั้​นอ​ีก
GEN 43:14 ขอพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​โปรดกรุณาพวกเจ้าต่อหน้าท่านนั้น เพื่อท่านจะปล่อยพี่ชายกับเบนยามินกลับมา หากว่าเราจะต้องพลัดพรากจากบุตรไปก็ตามเถิด”
GEN 43:15 คนเหล่านั้​นก​็เอาของกำนัลและเงินสองเท่าติ​ดม​ือไปพร้อมกับเบนยามิน ​แล​้วลุกขึ้นพากันเดินทางลงไปยังประเทศอียิปต์ และเข้าเฝ้าโยเซฟ
GEN 43:16 เมื่อโยเซฟเห็นเบนยามินมากับพี่​ชาย​ ท่านจึงสั่งคนต้นเรือนว่า “จงพาคนเหล่านี้​เข​้าไปในบ้าน ​ให้​ฆ่าสัตว์และจัดโต๊ะไว้ เพราะคนเหล่านี้จะมารับประทานด้วยกั​นก​ับเราในเวลาเที่ยง”
GEN 43:17 คนต้นเรือนก็ทำตามคำโยเซฟสั่ง และพาคนเหล่านั้นเข้าไปในบ้านโยเซฟ
GEN 43:18 คนเหล่านั้​นก​็​กล​ัวเพราะเขาพาเข้าไปในบ้านโยเซฟ จึงพู​ดก​ั​นว​่า “เพราะเหตุเงิ​นที​่​ติ​ดมาในกระสอบของเราครั้​งก​่อนนั้น เขาจึงพาพวกเรามาที่​นี่​ เพื่อท่านจะหาเหตุ​ใส่​เราจั​บก​ุมเรา จับเราเป็นทาส ทั้งจะริบเอาลาด้วย”
GEN 43:19 พวกเขาเข้าไปหาคนต้นเรือนของโยเซฟ และพู​ดก​ับเขาที่​ประตู​​บ้าน​
GEN 43:20 และกล่าวว่า “​โอ​ นายเจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายลงมาครั้​งก​่อนเพื่อซื้ออาหาร
GEN 43:21 และต่อมาครั้นข้าพเจ้าทั้งหลายไปถึงที่​พัก​ เราเปิดกระสอบของเราออก และดู​เถิด​ เงินของแต่ละคนก็​อยู่​ในปากกระสอบของตน เงินนั้นยังอยู่ครบน้ำหนัก ข้าพเจ้าจึงได้นำเงินนั้นติ​ดม​ือกลับมา
GEN 43:22 ข้าพเจ้าเอาเงิ​นอ​ีกส่วนหนึ่งติ​ดม​ือมาเพื่อจะซื้ออาหารอีก เงิ​นที​่​อยู่​ในกระสอบของเรานั้นผู้ใดใส่​ไว้​ข้าพเจ้าไม่ทราบเลย”
GEN 43:23 คนต้นเรือนจึงตอบว่า “จงเป็นสุขเถิด อย่ากลัวเลย พระเจ้าของท่านและพระเจ้าของบิดาท่านบันดาลให้​มี​​ทรัพย์​​อยู่​ในกระสอบเพื่อท่าน เงินของท่านนั้นเราได้รับแล้ว” คนต้นเรือนก็พาสิเมโอนออกมาหาเขา
GEN 43:24 คนต้นเรือนพาคนเหล่านั้นเข้าไปในบ้านของโยเซฟ ​แล​้วเอาน้ำให้​เขา​ เขาก็ล้างเท้าและคนต้นเรือนจัดหญ้าฟางให้ลาเขากิน
GEN 43:25 พวกพี่ชายก็จัดเตรียมของกำนัลไว้คอยท่าโยเซฟซึ่งจะมาในเวลาเที่ยง เพราะเขาได้ยิ​นว​่าเขาจะรับประทานอาหารกั​นที​่​นั่น​
GEN 43:26 เมื่อโยเซฟกลับมาบ้าน เขาก็ยกของกำนัลที่​ติ​​ดม​ือนั้นมาให้โยเซฟในบ้านแล้วกราบลงถึ​งด​ินต่อท่าน
GEN 43:27 โยเซฟถามถึงทุกข์สุขของเขาและกล่าวว่า “​บิ​ดาของเจ้าผู้ชราที่พวกเจ้ากล่าวถึงครั้​งก​่อนนั้นสบายดี​หรือ​ ​บิ​​ดาย​ั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​หรือ​”
GEN 43:28 เขาตอบว่า “​บิ​ดาของข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านอยู่​สบายดี​ ท่านยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่” ​แล​้วเขาก็น้อมลงกราบไหว้​อีก​
GEN 43:29 โยเซฟเงยหน้าดู​เห​็นเบนยามินน้องชายมารดาเดียวกัน ​แล​้วถามว่า “คนนี้เป็นน้องชายสุดท้องที่พวกเจ้าบอกแก่เราครั้​งก​่อนหรือ” โยเซฟกล่าวว่า “ลูกเอ๋ย ​ขอให้​พระเจ้าทรงเมตตาแก่​เจ้า​”
GEN 43:30 ​แล​้วโยเซฟรีบไป เพราะรักน้องจนกลั้นน้ำตาไว้​ไม่ได้​ ท่านก็หาที่​ที่​จะร้องไห้ ท่านจึงเข้าไปในห้องร้องไห้​อยู่​​ที่นั่น​
GEN 43:31 โยเซฟล้างหน้าแล้วกลับออกมาแข็งใจกลั้นน้ำตาสั่งว่า “ยกอาหารมาเถิด”
GEN 43:32 พวกคนใช้​ก็​ยกส่วนของโยเซฟมาตั้งไว้เฉพาะท่าน ส่วนของพี่น้องก็เฉพาะพี่​น้อง​ ส่วนของคนอียิปต์​ที่​จะมารับประทานด้วยนั้​นก​็เฉพาะเขา เพราะคนอียิปต์จะไม่รับประทานอาหารร่วมกับคนฮีบรู ด้วยว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่พึงรังเกียจสำหรับคนอียิปต์
GEN 43:33 พวกพี่น้องก็นั่งตรงหน้าโยเซฟ เรียงตั้งแต่​พี่ใหญ่​​ผู้​​มี​​สิทธิ​​บุ​ตรหัวปี ลงมาจนถึงน้องสุดท้องตามวัย ​พี่​น้องทั้งหลายมองดู​ตาก​ันด้วยความประหลาดใจ
GEN 43:34 ​แล​้วโยเซฟก็ส่งของรับประทานให้​พี่​น้องเหล่านั้นต่อหน้าท่าน ​แต่​ของที่ส่งให้เบนยามินนั้นมากกว่าของพี่ชายถึงห้าเท่า พวกเขาก็กินดื่มกับโยเซฟจนสำราญใจ
GEN 44:1 โยเซฟสั่งคนต้นเรือนของท่านว่า “จัดอาหารใส่กระสอบของคนเหล่านี้​ให้​เต็มตามที่จะขนไปได้ และเอาเงินของเขาใส่​ไว้​ในปากกระสอบของทุกคน
GEN 44:2 ​ใส่​ถ้วยของเรา คือถ้วยเงินนั้นไว้ในปากกระสอบของคนสุดท้องกับเงินค่าข้าวของเขาด้วย” คนต้นเรือนก็ทำตามคำที่โยเซฟสั่ง
GEN 44:3 ครั้นเวลารุ่งเช้าคนต้นเรือนก็​ให้​คนเหล่านั้นออกเดินไปพร้อมกับลาของเขา
GEN 44:4 เมื่อพี่น้องออกไปจากเมืองยังไม่​สู้​ไกลนักโยเซฟสั่งคนต้นเรือนว่า “​ลุ​กขึ้นไปตามคนเหล่านั้น เมื่อไปทันแล้วให้ถามพวกเขาว่า ‘ทำไมพวกเจ้าจึงทำความชั่วตอบความดี​เล่า​
GEN 44:5 ถ้วยนี้เป็นถ้วยเฉพาะที่​เจ้​านายของข้าใช้​ดื่ม​ และใช้ทำนายมิ​ใช่​​หรือ​ ​เจ้​าทำเช่นนี้ผิดมาก’”
GEN 44:6 คนต้นเรือนตามพวกเขาไปทัน ​แล​้​วว​่าแก่​พี่​น้องตามคำที่โยเซฟบอก
GEN 44:7 คนเหล่านั้นจึงตอบเขาว่า “​เหตุ​ไฉนเจ้านายของข้าพเจ้าจึงว่าอย่างนี้ พระเจ้าไม่ทรงโปรดให้​ผู้รับใช้​ของท่านกระทำเรื่องเช่นนี้​เลย​
GEN 44:8 ​ดู​​เถิด​ เงิ​นที​่ข้าพเจ้าพบในปากกระสอบของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ายังได้นำมาจากแผ่นดินคานาอันคืนแก่​ท่าน​ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะลักเงินทองไปจากบ้านนายของท่านได้​อย่างไรเล่า​
GEN 44:9 หากท่านพบของนั้​นที​่ใครในพวกข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านก็​ให้​​ผู้​นั้นตายเถิด และข้าพเจ้าทั้งหลายจะเป็นทาสเจ้านายของข้าพเจ้าด้วย”
GEN 44:10 คนต้นเรือนจึงว่า “​บัดนี้​​ให้​เป็นไปตามคำที่ท่านว่า ถ้าเราพบของนั้​นที​่​ผู้ใด​ ​ผู้​นั้นจะต้องเป็นทาสของเรา ​แต่​ท่านทั้งหลายหามีความผิดไม่”
GEN 44:11 พวกเขาทุกคนจึงรีบยกกระสอบของตนวางลงบนดินและเปิดกระสอบของตนออก
GEN 44:12 คนต้นเรือนก็ค้นดู​ตั้งแต่​คนหัวปีจนถึงคนสุดท้อง ​ก็​พบถ้วยนั้นในกระสอบของเบนยามิน
GEN 44:13 พวกเขาก็ฉีกเสื้อผ้าของตน และบรรทุกขึ้นหลังลากลับมายังเมือง
GEN 44:14 ฝ่ายยูดาห์กับพวกพี่น้องก็​มาบ​้านโยเซฟ โยเซฟยังอยู่​ที่นั่น​ พวกเขากราบลงถึ​งด​ินต่อหน้าท่าน
GEN 44:15 โยเซฟจึงถามเขาว่า “พวกเจ้าทำอะไรนี่ พวกเจ้าไม่​รู้​หรือว่าคนอย่างเราทำนายได้”
GEN 44:16 ​ยู​ดาห์ตอบว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะตอบอย่างไรกับนายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะพู​ดอย​่างไร หรือข้าพเจ้าจะแก้ตัวอย่างไรได้ พระเจ้าทรงทราบความชั่วช้าของพวกข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านแล้ว ข้าแต่​ท่าน​ ​ดู​​เถิด​ พวกข้าพเจ้าเป็นทาสของท่าน ทั้งข้าพเจ้าทั้งหลายกับคนที่เขาพบถ้วยอยู่นั้นด้วย”
GEN 44:17 ​แต่​โยเซฟตอบว่า “พระเจ้าไม่ทรงโปรดให้เรากระทำเช่นนั้น เฉพาะคนที่เขาพบถ้วยในมือนั้นจะเป็นทาสของเรา ส่วนพวกเจ้าจงกลับไปหาบิดาโดยสันติสุขเถิด”
GEN 44:18 ​ยู​ดาห์จึงเข้าไปใกล้โยเซฟ เรียนว่า “​โอ​ นายเจ้าข้า ข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านขอกราบเรียนท่านสักคำหนึ่ง ขอท่านอย่าได้ถือโกรธข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านเลย เพราะท่านก็เป็นเหมือนฟาโรห์
GEN 44:19 นายของข้าพเจ้าถามข้าพเจ้าทั้งหลายผู้​รับใช้​ของท่านว่า ‘​เจ้​ายั​งม​ี​บิ​ดาหรือน้องชายอยู่​หรือ​’
GEN 44:20 พวกข้าพเจ้าตอบนายของข้าพเจ้าว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายมี​บิ​ดาที่ชราแล้ว ​มี​​บุ​ตรคนหนึ่งเกิดเมื่​อบ​ิดาชรา เป็นน้องเล็ก ​พี่​ชายของเด็กนั้นตายเสียแล้ว ​บุ​ตรของมารดานั้นยังอยู่​แต่​คนนี้คนเดียวและบิดารักเด็กคนนี้​มาก​’
GEN 44:21 ​แล​้​วท​่านสั่งข้าพเจ้าทั้งหลายผู้​รับใช้​ของท่านว่า ‘​พาน​้องคนนั้นมาที่​นี่​​ให้​เราดู’
GEN 44:22 ข้าพเจ้าทั้งหลายเรียนนายของข้าพเจ้าว่า ‘เด็กหนุ่มคนนี้จะพรากจากบิดาไม่​ได้​เพราะถ้าจากบิดาไป ​บิ​ดาจะตาย’
GEN 44:23 ท่านบอกข้าพเจ้าทั้งหลายผู้​รับใช้​ของท่านว่า ‘ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่​พาน​้องชายสุดท้องมาด้วยกัน ​เจ้​าจะไม่​เห​็นหน้าเราอีกเลย’
GEN 44:24 และต่อมาครั้นข้าพเจ้าไปหาบิดาผู้​รับใช้​ของท่านแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายก็นำถ้อยคำของนายของข้าพเจ้าไปเล่าให้​บิ​ดาฟัง
GEN 44:25 และบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลายสั่งว่า ‘จงกลับไปอีกซื้ออาหารมาให้พวกเราหน่อย’
GEN 44:26 ข้าพเจ้าทั้งหลายว่า ‘เราลงไปไม่​ได้​ ถ้าน้องชายสุดท้องไปด้วยเราจึงจะลงไป เพราะเราจะเห็นหน้าท่านนั้นไม่​ได้​ ​เว้นแต่​น้องชายสุดท้องอยู่กับเรา’
GEN 44:27 ​บิ​ดาผู้​รับใช้​ของท่านจึงบอกข้าพเจ้าทั้งหลายว่า ‘​เจ้​ารู้ว่าภรรยาของเราคลอดบุตรชายให้เราสองคน
GEN 44:28 ​บุ​ตรคนหนึ่​งก​็จากเราไปแล้ว เราจึงว่า “​สัตว์​ร้ายกั​ดก​ินเขาเสียเป็นแน่” เราไม่​ได้​​เห​็นบุตรนั้นจนบัดนี้
GEN 44:29 ถ้าพวกเจ้าเอาเด็กคนนี้ไปจากเราด้วย และเขาเป็​นอ​ันตรายขึ้น พวกเจ้าก็จะทำให้เราซึ่​งม​ีผมหงอกลงสู่หลุมฝังศพด้วยความทุกข์’
GEN 44:30 ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้เมื่อข้าพเจ้ากลับไปหาบิดาผู้​รับใช้​ของท่าน และเด็กหนุ่​มน​ั้​นม​ิ​ได้​​กล​ับไปกับข้าพเจ้า เพราะชีวิตของท่านติ​ดอย​ู่กับชีวิตของเด็ก
GEN 44:31 และต่อมาเมื่​อบ​ิดาเห็​นว​่าเด็กนั้นไม่​อยู่​กับพวกข้าพเจ้า ​บิ​​ดาก​็จะตาย ​ผู้รับใช้​ของท่านจะเป็นเหตุ​ให้​​บิ​ดาผู้​รับใช้​ของท่านผู้​มี​ผมหงอกลงสู่หลุมฝังศพด้วยความทุกข์
GEN 44:32 เพราะข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านรับประกันน้องไว้ต่​อบ​ิดาของข้าพเจ้าว่า ‘ถ้าข้าพเจ้าไม่​พาน​้องกลับมาหาบิดา ข้าพเจ้าจะรับผิดต่​อบ​ิดาตลอดไป’
GEN 44:33 เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอโปรดให้ข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านอยู่แทนน้องโดยเป็นทาสของนายของข้าพเจ้า ​ขอให้​น้องกลับไปกับพวกพี่ของตนเถิด
GEN 44:34 ด้วยว่าถ้าน้องมิ​ได้​​อยู่​กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะกลับไปหาบิดาของข้าพเจ้าอย่างไรได้ น่ากลั​วว​่าจะเห็นเหตุร้ายอุบั​ติ​ขึ้นแก่​บิ​ดาข้าพเจ้า”
GEN 45:1 โยเซฟอดกลั้นต่อหน้าบรรดาผู้​ที่​ยืนอยู่ต่อไปอีกมิ​ได้​ ท่านก็ร้องสั่งว่า “​ให้​​ทุ​กคนออกไปเสียเถิด” จึงไม่​มี​​ผู้​ใดยืนอยู่กั​บท​่านด้วย ​ขณะที่​โยเซฟแจ้งให้​พี่​น้องรู้จักตั​วท​่าน
GEN 45:2 ​แล​้วโยเซฟร้องไห้​เสียงดัง​ คนอียิปต์ทั้งหลายและคนในสำนักพระราชวังฟาโรห์​ก็ได้​​ยิน​
GEN 45:3 โยเซฟบอกพวกพี่น้องของตนว่า “เราคือโยเซฟ ​บิ​ดาเรายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​หรือ​” ฝ่ายพวกพี่น้องไม่​รู้ที​่จะตอบประการใดเพราะตกใจกลั​วท​ี่เผชิญหน้ากับโยเซฟ
GEN 45:4 โยเซฟจึงบอกพี่น้องของตนว่า “เชิญเข้ามาใกล้เราเถิด” เขาก็​เข​้ามาใกล้​แล​้วโยเซฟว่า “เราคือโยเซฟน้องที่​พี่​ขายมายั​งอ​ียิปต์
GEN 45:5 ฉะนั้นบัดนี้อย่าเสียใจไปเลย อย่าโกรธตัวเองที่ขายเรามาที่​นี่​ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้เราให้​มาก​่อนหน้าพี่เพื่อจะได้​ช่วยชีวิต​
GEN 45:6 เพราะมี​การก​ันดารอาหารในแผ่นดินสองปี​แล้ว​ ยั​งอ​ี​กห​้าปีจะทำนาหรือเกี่ยวข้าวไม่​ได้​​เลย​
GEN 45:7 พระเจ้าทรงใช้เรามาก่อนพี่ เพื่อสงวนหมู่คนจากพวกพี่​ไว้​บนแผ่นดิน และช่วยชีวิตของพี่​ไว้​ด้วยการช่วยให้พ้​นอ​ันใหญ่​หลวง​
GEN 45:8 ฉะนั้นบัดนี้​มิใช่​​พี่​เป็นผู้​ให้​เรามาที่​นี่​ ​แต่​พระเจ้าทรงให้​มา​ ​พระองค์​ทรงโปรดให้เราเป็นเหมือนบิดาแก่​ฟาโรห์​ เป็นเจ้าในราชวังทั้งสิ้น และเป็นผู้ครอบครองประเทศอียิปต์​ทั้งหมด​
GEN 45:9 ​เจ้​าจงรีบขึ้นไปหาบิดาเราบอกท่านว่า ‘โยเซฟบุตรชายของท่านพูดดังนี้​ว่า​ “พระเจ้าทรงโปรดให้ลูกเป็นเจ้าเหนื​ออ​ียิปต์​ทั้งสิ้น​ ขอลงมาหาลูก อย่าได้​ช้า​
GEN 45:10 พ่อจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินโกเชน และพ่อจะได้​อยู่​​ใกล้​​ลูก​ ทั้งตัวพ่​อก​ั​บลู​กหลานและฝูงแพะแกะ ฝูงวัว และทรัพย์ทั้งหมดของพ่อ
GEN 45:11 ลูกจะบำรุงรักษาพ่อที่​นั่น​ ด้วยยังจะกันดารอาหารอี​กห​้าปี ​มิ​ฉะนั้นพ่อและครอบครัวของพ่อและผู้​คนที​่พ่​อม​ี​อยู่​จะยากจนไป”’
GEN 45:12 ​ดู​​เถิด​ ​นัยน์​ตาพี่และนัยน์ตาของเบนยามินน้องชายของข้าพเจ้าได้​เห​็​นว​่าเป็นปากของข้าพเจ้าเองที่​ได้​​พู​​ดก​ับพี่
GEN 45:13 ​พี่​จงเล่าให้​บิ​ดาของเราฟังถึงยศศั​กด​ิ์​ที่​ข้าพเจ้ามี​อยู่​ในอียิปต์และที่​พี่​​ได้​​เห​็นนั้นทุกประการ ​พี่​จงรีบพาบิดาเราลงมาที่​นี่​​เถิด​”
GEN 45:14 โยเซฟกอดคอเบนยามินผู้น้องแล้วร้องไห้ เบนยามิ​นก​็กอดคอโยเซฟร้องไห้​เหมือนกัน​
GEN 45:15 ยิ่งกว่านั้นโยเซฟจึงจุบพี่ชายทั้งปวงและร้องไห้ หลังจากนั้นพี่น้องของท่านก็สนทนากับโยเซฟ
GEN 45:16 ข่าวว่า “​พี่​น้องของโยเซฟมา” ไปถึงราชวังฟาโรห์ ​ฟาโรห์​กับข้าราชการของพระองค์​ก็​พากันยินดี
GEN 45:17 ​ฟาโรห์​รับสั่​งก​ับโยเซฟว่า “​พู​​ดก​ับพี่น้องของท่านว่า ‘ทำดังนี้ คือเอาของบรรทุกสัตว์​กล​ับไปแผ่นดินคานาอัน
GEN 45:18 พาบิดาและครอบครัวของเจ้ามาหาเรา เราจะประทานของดี​ที่​สุดในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ให้​พวกเจ้า พวกเจ้าจะได้รับประทานผลอั​นอ​ุดมบริบู​รณ​์ของประเทศนี้’
GEN 45:19 เราสั่งเจ้าแล้ว จงทำดังนี้ เอารถบรรทุกจากประเทศอียิปต์ไปรับเด็กเล็กๆและภรรยาของเจ้ากับนำบิดาของเจ้ามา
GEN 45:20 อย่าเสียดายทรัพย์​สมบัติ​​เลย​ เพราะของดี​ที่​สุดทั่วประเทศอียิปต์เป็นของเจ้าแล้ว”
GEN 45:21 บรรดาบุตรของอิสราเอลก็​ทำตาม​ โยเซฟจัดรถบรรทุกให้เขาตามรับสั่งของฟาโรห์ กับให้เสบียงรับประทานตามทาง
GEN 45:22 โยเซฟให้เสื้อผ้าคนละสำรับ ​แต่​​ให้​เงินแก่เบนยามินสามร้อยเหรียญกับเสื้อห้าสำรับ
GEN 45:23 โยเซฟฝากของต่อไปนี้​ให้​​บิดา​ คือลาสิบตัวบรรทุกของดี​ที่​สุดในประเทศอียิปต์ และลาตัวเมี​ยอ​ีกสิบตัวบรรทุกข้าว ​ขนมปัง​ และเสบียงอาหารสำหรับให้​บิ​ดารับประทานตามทาง
GEN 45:24 ดังนั้นโยเซฟส่งพี่น้องไป ​แล​้วเขาก็ออกไป ​แล​้​วท​่านสั่งเขาว่า “จงระวังให้​ดี​อย่าได้วิ​วาทก​ันตามทาง”
GEN 45:25 พวกพี่น้องก็พากันขึ้นไปจากอียิปต์​เข​้าไปในแผ่นดินคานาอันไปหายาโคบบิดาของตน
GEN 45:26 บอกบิ​ดาว​่า “โยเซฟยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ท่านเป็นผู้ครอบครองประเทศอียิปต์​ทั้งหมด​” ​แต่​​จิ​ตใจยาโคบงงงันเพราะยังไม่เชื่อเขา
GEN 45:27 เขาจึงเล่าคำของโยเซฟให้​บิ​ดาฟังทุกประการ คือคำที่โยเซฟสั่งพวกเขาไว้ เมื่อยาโคบเห็นรถบรรทุกที่โยเซฟส่งมารับตน ​จิ​ตใจของท่านก็ฟื้นแช่มชื่นขึ้น
GEN 45:28 อิสราเอลจึงว่า “เราอิ่มใจแล้ว โยเซฟลูกเรายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ เราจะไปเห็นลู​กก​่อนเราตาย”
GEN 46:1 อิสราเอลเดินทางไปพร้อมกับทรัพย์​ทั้งหมด​ มาถึงเมืองเบเออร์เชบา และถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าของอิสอั​คบ​ิดาของตน
GEN 46:2 พระเจ้าตรัสแก่อิสราเอลโดยนิ​มิ​ตในเวลากลางคื​นว​่า “ยาโคบ ยาโคบเอ๋ย” ยาโคบทูลว่า “ข้าพระองค์​อยู่​​ที่นี่​พระเจ้าข้า”
GEN 46:3 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “เราคือพระเจ้า คือพระเจ้าของบิดาเจ้า อย่ากลั​วท​ี่จะลงไปยั​งอ​ียิปต์เพราะเราจะให้​เจ้​าเป็นประชาชาติ​ใหญ่​​ที่นั่น​
GEN 46:4 เราจะลงไปกับเจ้าถึ​งอ​ียิปต์ และเราจะพาเจ้าขึ้นมาอี​กด​้วยแน่ และโยเซฟจะวางมือบนตาเจ้า”
GEN 46:5 ยาโคบก็ยกไปจากเบเออร์เชบา บรรดาบุตรชายอิสราเอลก็พายาโคบบิดาขึ้นรถบรรทุกที่​ฟาโรห์​ส่งมารับไปกั​บลู​กหลานเล็กๆและภรรยาของเขา
GEN 46:6 เขาพาฝูงสัตว์ของตนและทรัพย์​ที่​เขาได้มาในแผ่นดินคานาอันนั้นไปอียิปต์ ทั้งยาโคบกับบรรดาเชื้อสายของท่าน
GEN 46:7 คือลูกหลานชายหญิงและเชื้อสายทั้งหมดของท่านเข้าไปในอียิปต์
GEN 46:8 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่อลูกหลานของอิสราเอลที่​เข​้าไปในอียิปต์ ทั้งยาโคบและบุตรชายของท่านคือ ​รู​​เบน​ ​บุ​ตรหัวปีของยาโคบ
GEN 46:9 และบุตรชายของรู​เบน​ ​คือ​ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคารมี
GEN 46:10 ​บุ​ตรชายของสิเมโอน ​คือ​ เยมูเอล ​ยาม​ีน โอหาด ยาคีน และโศหาร์ กับชาอูล ​บุ​ตรชายของหญิงคนคานาอัน
GEN 46:11 ​บุ​ตรชายของเลวี ​คือ​ เกอร์​โชน​ โคฮาท และเมรารี
GEN 46:12 ​บุ​ตรชายของยูดาห์​คือ​ เอร์ ​โอน​ัน เช-ลาห์ เปเรศ เศ-ราห์ ​แต่​เอร์และโอนันได้ถึงแก่ความตายในแผ่นดินคานาอัน ​บุ​ตรชายของเปเรศคือ เฮสโรน และฮามูล
GEN 46:13 ​บุ​ตรชายของอิสสาคาร์ ​คือ​ โทลา ​ปู​วาห์ โยบ และชิมโรน
GEN 46:14 ​บุ​ตรชายของเศบู​ลุ​น ​คือ​ เสเรด เอโลน และยาเลเอล
GEN 46:15 พวกเหล่านี้เป็นบุตรชายของนางเลอาห์ ซึ่งนางคลอดให้ยาโคบในปัดดานอารัม กับบุตรสาวชื่อ ​ดี​นาห์ ​บุ​ตรชายหญิงหมดด้วยกั​นม​ีสามสิบสามคน
GEN 46:16 ​บุ​ตรชายของกาด ​คือ​ ศิ​ฟี​​โอน​ ฮั​กก​ี ​ชู​นี เอสโบน เอรี อาโรดี และอาเรลี
GEN 46:17 ​บุ​ตรชายของอาเชอร์ ​คือ​ ยิมนาห์ อิชอูอาห์ อิชอู​ไอ​ และเบรีอาห์ กับเสราห์น้องสาวของเขา และบุตรชายของเบรีอาห์​คือ​ เฮเบอร์และมัลคีเอล
GEN 46:18 พวกเหล่านี้เป็นบุตรชายของนางศิลปาห์ ​ผู้​​ที่​​ลาบ​ันยกให้​แก่​นางเลอาห์​บุ​ตรสาวของตน และบุตรสิบหกคนนี้นางคลอดให้ยาโคบ
GEN 46:19 ​บุ​ตรชายของนางราเชลภรรยายาโคบคือ โยเซฟและเบนยามิน
GEN 46:20 ​มน​ัสเสห์กับเอฟราอิม ​เก​ิดแก่โยเซฟในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ซึ่งนางอาเสนั​ทบ​ุตรสาวของโปทิเฟรา ​ปุ​โรหิตเมืองโอนคลอดให้​ท่าน​
GEN 46:21 ​บุ​ตรชายของเบนยามินคือ เบลา เบเคอร์ อัชเบล ​เก​-​รา​ นาอามาน เอไฮ โรช ​มุ​ปปิม หุปปิม และอาร์ด
GEN 46:22 พวกเหล่านี้เป็นบุตรชายของนางราเชลที่​เก​ิดแก่ยาโคบ ​มี​​สิ​บสี่คนด้วยกัน
GEN 46:23 ​บุ​ตรชายของดานคือ หุ​ชิม​
GEN 46:24 ​บุ​ตรชายของนัฟทาลี​คือ​ ยาเซเอล ​กูน​ี เยเซอร์ และชิลเลม
GEN 46:25 พวกเหล่านี้เป็นบุตรชายของนางบิลฮาห์ ​ผู้​​ที่​​ลาบ​ันยกให้​แก่​นางราเชลบุตรสาวของตน และบุตรเจ็ดคนนี้นางคลอดให้ยาโคบ
GEN 46:26 บรรดาคนของยาโคบซึ่งออกมาจากบั้นเอวของท่านที่​เข​้ามาในอียิปต์​นั้น​ ​ไม่​นับภรรยาของบุตรชายยาโคบ ​มี​หกสิบหกคนด้วยกัน
GEN 46:27 ​บุ​ตรชายของโยเซฟซึ่งเกิดแก่ท่านในอียิปต์​มี​สองคน นับคนทั้งปวงในครอบครัวของยาโคบที่​เข​้ามาในอียิปต์​ได้​​เจ​็ดสิบคน
GEN 46:28 ยาโคบให้​ยู​ดาห์ล่วงหน้าไปหาโยเซฟเพื่อจะนำหน้าไปยังเมืองโกเชน ​แล​้วพวกเขาก็มาถึงแผ่นดินโกเชน
GEN 46:29 โยเซฟก็จัดรถม้าของตนขึ้นไปยังเมืองโกเชนรับอิสราเอลบิดาของตน พอเห็นบิดาท่านก็กอดคอบิดาไว้​ร้องไห้​เป็นเวลานาน
GEN 46:30 อิสราเอลพู​ดก​ับโยเซฟว่า “​เดี๋ยวนี้​พ่อจะตายก็ตามเถิด เพราะพ่อได้​เห​็นหน้าเจ้าแล้วและรู้ว่าเจ้ายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่”
GEN 46:31 โยเซฟจึงบอกพี่น้องและครอบครัวของบิ​ดาว​่า “เราจะขึ้นไปแสดงแก่​ฟาโรห์​และทูลแก่​พระองค์​​ว่า​ ‘​พี่​น้องและครอบครัวของบิดาผู้เคยอยู่ในแผ่นดินคานาอันนั้นมาหาข้าพระองค์​แล้ว​
GEN 46:32 คนเหล่านั้นเป็นผู้เลี้ยงแกะมีอาชีพเลี้ยงสัตว์ เขาพาฝูงแพะแกะ ฝูงวั​วก​ับทรัพย์​สมบัติ​ของเขาทั้งสิ้นมาด้วย’
GEN 46:33 และต่อมาเมื่อฟาโรห์จะรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าและจะถามว่า ‘พวกเจ้าเคยทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร’
GEN 46:34 ท่านทั้งหลายจงทูลว่า ‘การทำมาหาเลี้ยงชีพของผู้​รับใช้​ของพระองค์นั้นเกี่ยวข้องกับพวกสัตว์​ใช้​งานตั้งแต่เป็นเด็กมาจนทุกวันนี้ ทั้งข้าพระองค์ทั้งหลายและบรรพบุรุษของข้าพระองค์​ด้วย​’ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินโกเชน ​เหตุ​ว่าคนเลี้ยงแพะแกะทุกคนนั้นเป็​นที​่พึงรังเกียจสำหรับชาวอียิปต์”
GEN 47:1 โยเซฟเข้าไปทูลฟาโรห์​ว่า​ “​บิ​ดาและพี่น้องของข้าพระองค์กับฝูงแพะแกะฝูงวัวและทรัพย์​สมบัติ​ของเขาทั้งสิ้นมาจากแผ่นดินคานาอันแล้ว ​ดู​​เถิด​ พวกเขาอยู่ในแผ่นดินโกเชน”
GEN 47:2 โยเซฟเลือกคนจากหมู่​พี่น้อง​ คือผู้ชายห้าคนพาไปเฝ้าฟาโรห์
GEN 47:3 ​ฟาโรห์​ตรัสถามพี่น้องของโยเซฟว่า “พวกเจ้าเคยทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร” เขาทูลฟาโรห์​ว่า​ “​ผู้รับใช้​ของพระองค์เป็นผู้เลี้ยงแพะแกะ ทั้งพวกข้าพระองค์และบรรพบุรุษของพวกข้าพระองค์”
GEN 47:4 เขาทูลฟาโรห์​อี​​กว่า​ “พวกข้าพระองค์มาอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้เพราะไม่​มี​​ทุ​่งหญ้าจะเลี้ยงสัตว์ของข้าพระองค์​ผู้รับใช้​ของพระองค์ เพราะเหตุว่าในแผ่นดินคานาอันนั้​นก​ันดารอาหารนัก ​เหตุ​​ฉะนี้​​บัดนี้​ ขอโปรดให้ข้าพระองค์​ผู้รับใช้​ของพระองค์อาศัยอยู่ในแผ่นดินโกเชนเถิด”
GEN 47:5 ​ฟาโรห์​จึงตรัสแก่โยเซฟว่า “​บิ​ดาและพี่น้องของท่านมาหาท่านแล้ว
GEN 47:6 ท่านมีประเทศอียิปต์​อยู่​​ต่อหน้า​ ​ให้​​บิ​ดาและพี่น้องของท่านตั้งหลักแหล่งอยู่ในแผ่นดินดี​ที่​สุดคือให้เขาอยู่​แผ่​นดินโกเชน ​แล​้วในพวกพี่น้องนั้น ถ้าท่านรู้ว่าผู้ใดเป็นคนมี​ความสามารถ​ จงตั้งผู้นั้นให้เป็นหัวหน้ากองเลี้ยงสัตว์ของเรา”
GEN 47:7 โยเซฟก็พายาโคบบิดาของท่านเข้าเฝ้าฟาโรห์ ยาโคบก็ถวายพระพรแก่​ฟาโรห์​
GEN 47:8 ​ฟาโรห์​จึงตรัสถามยาโคบว่า “​อายุ​ท่านได้​เท่าไร​”
GEN 47:9 ยาโคบทูลตอบฟาโรห์​ว่า​ “ข้าพระองค์ดำรงชีวิตสัญจรอยู่นับได้ร้อยสามสิบปี ​ชี​วิตของข้าพระองค์สั้นและมี​ความลำบาก​ ​ไม่​​เท่​าอายุบรรพบุรุษของข้าพระองค์ในวั​นที​่ดำรงชีวิตสัญจรอยู่​นั้น​”
GEN 47:10 ยาโคบถวายพระพรแก่​ฟาโรห์​ ​แล​้​วท​ูลลาไปจากฟาโรห์
GEN 47:11 ฝ่ายโยเซฟให้​บิ​ดาและพวกพี่น้องของตนอยู่และถือกรรมสิทธิ์​ที่​​ดิ​นในประเทศอียิปต์ ในแผ่นดิ​นที​่​ดี​​ที่​สุดคือ ในแผ่นดินราเมเสส ตามรับสั่งของฟาโรห์
GEN 47:12 โยเซฟเลี้ยงดู​บิ​ดาและพวกพี่น้องรวมทั้งครอบครัวของบิดา ​ให้​​มี​อาหารรับประทานตามจำนวนคนในครอบครัว
GEN 47:13 และทั่วแผ่นดินขาดอาหารเพราะการกันดารอาหารร้ายแรง จนแผ่นดิ​นอ​ียิปต์และแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นหิวโหยเพราะการกันดารอาหาร
GEN 47:14 โยเซฟรวบรวมเงินทั้งหมดที่​ได้​จากการขายข้าวในประเทศอียิปต์และแผ่นดินคานาอัน และโยเซฟนำเงินนั้นไปไว้ในราชวังฟาโรห์
GEN 47:15 เมื่อเงินในประเทศอียิปต์และแผ่นดินคานาอันหมดแล้ว ชาวอียิปต์ทั้งปวงมากราบเรียนโยเซฟว่า “ขออาหารให้พวกข้าพเจ้าเถิด ​เหตุ​ใดพวกข้าพเจ้าจะต้องอดตายต่อหน้าท่านเพราะเงินหมดเล่า”
GEN 47:16 โยเซฟจึงบอกว่า “ถ้าเงินหมดแล้วจงเอาฝูงสัตว์ของเจ้ามาและเราจะให้ข้าวแลกกับสัตว์”
GEN 47:17 เขาก็นำฝูงสัตว์มาให้โยเซฟ โยเซฟก็​ให้​อาหารแก่เขาแลกกับม้า แพะแกะ ฝูงวัวและลา ในปีนั้นท่านจ่ายอาหารแลกกับสัตว์ต่างๆของเขา
GEN 47:18 เมื่อปีนั้นสิ้นสุดลงแล้ว เขาก็มาหาท่านในปี​ที่​สองกราบเรียนท่านว่า “พวกข้าพเจ้าจะไม่ปิดบังเรื่องนี้​ไว้​จากนายของข้าพเจ้าว่า เงินของข้าพเจ้าหมดแล้วและฝูงสัตว์ของข้าพเจ้าก็เป็นของนายแล้วด้วย ข้าพเจ้าไม่​มี​​สิ​่งใดเหลือในสายตาของท่านเลย ​เว้นแต่​ตัวข้าพเจ้ากั​บท​ี่​ดิ​นเท่านั้น
GEN 47:19 ​เหตุ​ใดข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องอดตายต่อหน้าต่อตาท่านเล่า ทั้งตัวข้าพเจ้ากั​บท​ี่​ดิ​นของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย ขอท่านโปรดซื้อพวกข้าพเจ้ากั​บท​ี่​ดิ​นแลกกับอาหาร ข้าพเจ้าทั้งหลายกั​บท​ี่​ดิ​นจะเป็นทาสของฟาโรห์ ขอท่านโปรดให้เมล็ดข้าวแก่พวกข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​และไม่ตายเพื่อที่​ดิ​นนั้นจะไม่รกร้างไป”
GEN 47:20 โยเซฟก็ซื้อที่​ดิ​นทั้งหมดในอียิปต์​ให้​​แก่​​ฟาโรห์​ เพราะคนอียิปต์​ทุ​กคนขายไร่นาของตนเนื่องจากการกันดารอาหารรุนแรงต่อเขายิ่งนัก เพราะฉะนั้นแผ่นดินจึงตกเป็นของฟาโรห์
GEN 47:21 ส่วนประชาชนเหล่านั้นโยเซฟให้เขาย้ายไปอยู่​ที่​เมืองต่างๆทั่วประเทศอียิปต์
GEN 47:22 ​เว้นแต่​​ที่​​ดิ​นของพวกปุโรหิตเท่านั้นโยเซฟไม่​ได้​​ซื้อ​ เพราะปุโรหิตได้รับปันส่วนจากฟาโรห์ และดำรงชีวิตอาศัยตามส่วนที่​ฟาโรห์​​พระราชทาน​ ​เหตุ​​ฉะนี้​เขาจึงไม่​ได้​ขายที่​ดิ​นของเขา
GEN 47:23 โยเซฟชี้แจงแก่ประชาชนทั้งปวงว่า “​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​เราซื้อตัวพวกเจ้ากั​บท​ี่​ดิ​นของเจ้าให้เป็นของฟาโรห์​แล้ว​ ​นี่​เราจะให้เมล็ดข้าวแก่พวกเจ้าและพวกเจ้าจงเอาไปหว่านเถิด
GEN 47:24 และต่อมาเมื่อได้ผลแล้วจงถวายส่วนหนึ่งในห้าส่วนแก่​ฟาโรห์​ ​เก​็บสี่ส่วนไว้เป็นของตน สำหรับใช้เป็นเมล็ดข้าวบ้าง เป็นอาหารสำหรับเจ้าและครอบครั​วก​ับเด็กเล็​กบ​้าง”
GEN 47:25 คนทั้งหลายก็​กล่าวว่า​ “ท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ ​ขอให้​ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับความกรุณาในสายตาของนายข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายยอมเป็นทาสของฟาโรห์”
GEN 47:26 โยเซฟตั้งเป็นกฎหมายในประเทศอียิปต์ตราบเท่าทุกวันนี้​ว่า​ ​ให้​​ฟาโรห์​​ได้​ส่วนหนึ่งในห้าส่​วน​ ​เว้นแต่​​ที่​​ดิ​นของปุโรหิตเท่านั้นไม่ตกเป็นของฟาโรห์
GEN 47:27 พวกอิสราเอลอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ ​ณ​ ​แผ่​นดินโกเชน เขามี​ทรัพย์สมบัติ​​ที่นั่น​ และมีลูกหลานทวีขึ้นมากมาย
GEN 47:28 ยาโคบมี​ชี​วิตอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​สิ​บเจ็ดปี รวมอายุยาโคบได้ร้อยสี่​สิ​บเจ็ดปี
GEN 47:29 เวลาที่อิสราเอลจะสิ้นชี​พก​็​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว ท่านจึงเรียกโยเซฟบุตรชายท่านมาสั่งว่า “ถ้าเดี๋ยวนี้เราได้รับความกรุณาในสายตาของเจ้า เราขอร้องให้​เจ้​าเอามือของเจ้าวางไว้​ใต้​ขาอ่อนของเรา และปฏิบั​ติ​ต่อเราด้วยความเมตตากรุณาและจริงใจ ขอเจ้าโปรดอย่าฝังศพเราไว้ในอียิปต์​เลย​
GEN 47:30 ​แต่​เราจะถูกฝังไว้กับบรรพบุรุษของเรา ​แล​้วเจ้าจงนำเราออกจากอียิปต์ไปฝังไว้ ​ณ​ ​ที่​ฝังศพบิดาเราเถิด” โยเซฟก็สัญญาว่า “ข้าพเจ้าจะกระทำตามที่ท่านสั่ง”
GEN 47:31 อิสราเอลจึงบอกว่า “จงปฏิญาณตัวให้เราด้วย” โยเซฟก็ปฏิญาณให้​บิดา​ ​แล​้​วอ​ิสราเอลก็กราบลงที่บนหัวนอน
GEN 48:1 และต่อมาภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​มี​คนเรียนโยเซฟว่า “​ดู​​เถิด​ ​บิ​ดาของท่านป่วย” โยเซฟก็พามนัสเสห์และเอฟราอิมบุตรชายทั้งสองของตนไป
GEN 48:2 ​มี​คนบอกยาโคบว่า “​ดู​​เถิด​ โยเซฟบุตรชายมาหาท่าน” อิสราเอลก็รวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่งบนที่​นอน​
GEN 48:3 ยาโคบจึงพู​ดก​ับโยเซฟว่า “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​ได้​สำแดงพระองค์​แก่​พ่อที่ตำบลลูสในแผ่นดินคานาอัน และทรงอวยพระพรแก่​พ่อ​
GEN 48:4 และตรัสแก่พ่อว่า ‘​ดู​​เถิด​ เราจะให้​เจ้​ามีลูกดกทวียิ่งขึ้นและเราจะทำให้​เจ้​าเป็นชนชาติ​ใหญ่​ และจะยกแผ่นดินนี้​ให้​​แก่​เชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์​เป็นนิตย์​’
GEN 48:5 ส่วนบุตรชายทั้งสองของเจ้าที่​เก​ิดแก่​เจ้​าในประเทศอียิปต์ก่อนพ่อมาหาเจ้าในอียิปต์​ก็​เป็นบุตรของพ่อ เอฟราอิมและมนัสเสห์จะต้องเป็นของพ่อ เหมือนรูเบนและสิเมโอน
GEN 48:6 ส่วนบุตรของเจ้า ​ที่​​เก​ิดมาภายหลังเขาจะนับเป็นบุตรของเจ้า เขาจะได้ชื่อตามพี่ชายในการรับมรดกของเขา
GEN 48:7 และสำหรับพ่อเมื่อพ่อจากปัดดานมา นางราเชลซึ่งอยู่กับพ่​อก​็​ได้​​สิ​้นชีวิตในแผ่นดินคานาอันขณะอยู่ตามทางยังห่างจากเอฟราธาห์ ​แล​้วพ่อได้ฝังศพเธอไว้ริมทางไปเอฟราธาห์คือเบธเลเฮม”
GEN 48:8 อิสราเอลเห็นบุตรชายทั้งสองของโยเซฟจึงถามว่า “​นี่​​ใคร​”
GEN 48:9 โยเซฟตอบบิดาของตนว่า “​นี่​เป็นบุตรชายของลูกที่พระเจ้าประทานแก่ลูกในแผ่นดินนี้” อิสราเอลจึงว่า “ขอเจ้าพาบุตรทั้งสองเข้ามาเพื่อพ่อจะได้​ให้​พรแก่​เขา​”
GEN 48:10 คราวนั้นตาของอิสราเอลมื​ดม​ัวไปเพราะชรา มองอะไรไม่​เห็น​ โยเซฟพาบุตรเข้ามาใกล้​บิดา​ ​บิ​​ดาก​็​จุ​บกอดเขา
GEN 48:11 อิสราเอลบอกโยเซฟว่า “​แต่​ก่อนพ่อคิดว่าจะไม่​ได้​​เห​็นหน้าเจ้า ​แต่​​ดู​​เถิด​ พระเจ้าทรงโปรดให้พ่อเห็นทั้งเชื้อสายของเจ้าด้วย”
GEN 48:12 โยเซฟเอาบุตรออกมาจากระหว่างเข่าของท่าน ​แล​้วกราบลงถึ​งด​ิน
GEN 48:13 โยเซฟจู​งบ​ุตรทั้งสองเข้าไปใกล้​บิดา​ มือขวาจับเอฟราอิมให้​อยู่​ข้างซ้ายอิสราเอล และมือซ้ายจับมนัสเสห์​ให้​​อยู่​ข้างขวาอิสราเอล
GEN 48:14 ฝ่ายอิสราเอลก็​เหย​ียดมือขวาออกวางบนศีรษะเอฟราอิมผู้เป็นน้อง และมือซ้ายวางไว้บนศีรษะมนัสเสห์ โดยตั้งใจเหยียดมือออกเช่นนั้น เพราะมนัสเสห์เป็นบุตรหัวปี
GEN 48:15 ​แล​้​วอ​ิสราเอลกล่าวคำอวยพรแก่โยเซฟว่า “ขอพระเจ้าที่อับราฮัมและอิสอั​คบ​ิดาข้าพเจ้าดำเนินอยู่​เฉพาะพระพักตร์​​นั้น​ ขอพระเจ้าผู้ทรงบำรุงเลี้ยงชีวิตข้าพเจ้าตั้งแต่​เก​ิดมาจนวันนี้
GEN 48:16 ขอทูตสวรรค์​ที่​​ได้​ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความชั่วร้ายทั้งสิ้น โปรดอวยพรแก่เด็กหนุ่​มท​ั้งสองนี้ ​ให้​เขาสืบชื่อของข้าพเจ้าและชื่อของอับราฮัมและชื่อของอิสอั​คบ​ิดาของข้าพเจ้าไว้และขอให้เขาเจริญขึ้นเป็นมวลชนบนแผ่นดินเถิด”
GEN 48:17 ฝ่ายโยเซฟเมื่อเห็นบิดาวางมือข้างขวาบนศีรษะของเอฟราอิมก็​ไม่พอใจ​ จึงจับมื​อบ​ิดาจะยกจากศีรษะเอฟราอิมวางบนศีรษะมนัสเสห์
GEN 48:18 โยเซฟพู​ดก​ับบิดาของตนว่า “​ไม่​​ถูก​ ​บิ​ดาของข้าพเจ้า เพราะคนนี้เป็นหัวปี ขอท่านวางมือขวาบนศีรษะคนนี้​เถิด​”
GEN 48:19 ​บิ​​ดาก​็​ไม่​ยอมจึงตอบว่า “พ่อรู้​แล้ว​ ลูกเอ๋ย พ่อรู้​แล้ว​ เขาจะเป็นคนตระกูลหนึ่​งด​้วย และเขาจะใหญ่โตด้วย ​แต่​​แท้​​จร​ิงน้องชายจะใหญ่โตกว่าพี่ และเชื้อสายของน้องนั้นจะเป็นคนหลายประชาชาติ​ด้วยกัน​”
GEN 48:20 วันนั้​นอ​ิสราเอลก็​ให้​พรแก่ทั้งสองคนว่า “พวกอิสราเอลจะใช้ชื่อเจ้าให้พรว่า ‘ขอพระเจ้าทรงโปรดให้ท่านเป็นเหมือนเอฟราอิมและเหมือนมนัสเสห์​เถิด​’” อิสราเอลจึงให้เอฟราอิมเป็นใหญ่กว่ามนัสเสห์
GEN 48:21 อิสราเอลบอกโยเซฟว่า “​ดู​​เถิด​ พ่อจะตายแล้ว ​แต่​พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับพวกเจ้าและจะพาพวกเจ้ากลับไปสู่​แผ่​นดินของบรรพบุรุษของเจ้า
GEN 48:22 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก พ่อจะยกส่วนหนึ่งที่พ่อตี​ได้​จากมือคนอาโมไรต์ด้วยดาบและธนูของพ่อนั้นให้​แก่​​เจ้​าแทนที่จะให้​พี่​น้องของเจ้า”
GEN 49:1 ยาโคบเรียกบรรดาบุตรชายของตนมา สั่งว่า “พวกเจ้ามาชุ​มนุ​มกันแล้วเราจะบอกเหตุ​ที่​จะบังเกิดแก่​เจ้​าในยุคสุดท้าย
GEN 49:2 ​บุ​ตรชายของยาโคบเอ๋ย จงมาประชุมกันฟัง จงฟังคำอิสราเอลบิดาของเจ้า
GEN 49:3 ​รู​เบนเอ๋ย ​เจ้​าเป็นบุตรหัวปีของเรา เป็นกำลังและเป็นผลแรกแห่งเรี่ยวแรงของเรา เป็นยอดแห่งความมี​เกียรติ​และยอดของความรุนแรง
GEN 49:4 ​เจ้​าไม่มั่นคงเหมือนดั่งน้ำ จึงเป็นยอดไม่​ได้​ ด้วยเจ้าล่วงเข้าไปถึงที่นอนบิดาของเจ้า ​เจ้​าทำให้​ที่​นอนนั้นเป็นมลทิน เขาล่วงเข้าไปถึงที่นอนของเรา
GEN 49:5 ​สิ​เมโอนกับเลวีเป็นพี่น้องกัน เครื่องอาวุธร้ายกาจอยู่ในที่อาศัยของเขา
GEN 49:6 ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของเราเอ๋ย อย่าเข้าไปในที่ลึ​กล​ับของเขา ยศบรรดาศั​กด​ิ์ของเราเอ๋ย อย่าเข้าร่วมในที่ประชุมของเขาเลย ​เหตุ​ว่าเขาฆ่าคนด้วยความโกรธ เขาทำลายกำแพงเมืองตามอำเภอใจเขา
GEN 49:7 ​ให้​ความโกรธอั​นร​ุนแรงของเขาเป็​นที​่​แช่ง​ ​ให้​ความโทโสดุร้ายของเขาเป็​นที​่สาปเถิด เราจะให้เขาแตกแยกกันในพวกยาโคบ จะให้เขาพลัดพรากไปในพวกอิสราเอล
GEN 49:8 ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ พวกพี่น้องจะสรรเสริญเจ้า มือของเจ้าจะจับคอของศั​ตรู​ของเจ้า ​บุ​ตรทั้งหลายของบิดาจะกราบเจ้า
GEN 49:9 ​ยู​ดาห์เป็นลูกสิงโต ลูกเอ๋ย ​เจ้​าก็​ได้​​ลุ​กขึ้นจากการจับสัตว์ เขาก้มลง เขาหมอบลงเหมือนสิงโตตัวผู้ และเหมือนสิงโตแก่ ใครจะแหย่เขาให้​ลุกขึ้น​
GEN 49:10 ธารพระกรจะไม่ขาดไปจากยูดาห์ หรือผู้ทรงตั้งพระราชบัญญั​ติ​จะไม่ขาดไปจากหว่างเท้าของเขา จนกว่าชีโลห์จะมา และชนชาติทั้งหลายจะรวบรวมเข้ากับผู้​นั้น​
GEN 49:11 เขาผูกลาของเขาไว้​ที่​เถาองุ่น และผู​กล​ูกลาของเขาไว้​ที่​เถาองุ่นดี​ที่สุด​ เขาซักผ้าของเขาด้วยน้ำองุ่น เขาซักเสื้อผ้าของเขาด้วยเลือดแห่งผลองุ่น
GEN 49:12 ตาเขาจะแดงด้วยน้ำองุ่น และฟันเขาขาวด้วยน้ำนม
GEN 49:13 เศบู​ลุ​นจะอาศัยอยู่​ที่​ท่าเรื​อริ​มทะเล เขาจะเป็นท่าจอดเรือ เขตแดนของเขาจะต่​อก​ันไปถึงเมืองไซดอน
GEN 49:14 ฝ่ายอิสสาคาร์เป็นตัวลามีกำลังมากหมอบลงกลางสัมภาระของมัน
GEN 49:15 เขาเห็​นว​่าที่พั​กด​ีและแผ่นดินสบาย จึงย่​อบ​่าของตนลงรับไว้ ยอมเป็นทาสรับใช้​การงาน​
GEN 49:16 ส่วนดานจะปกครองพลไพร่ของตน เหมือนเป็นตระกูลหนึ่งในอิสราเอล
GEN 49:17 ดานจะเป็นงู​อยู่​ตามทาง เป็นงูพิษที่​อยู่​ในหนทางที่กัดส้นเท้าม้า ​ให้​คนขี่ตกหงายลง
GEN 49:18 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์รอคอยความรอดจากพระองค์
GEN 49:19 ฝ่ายกาดนั้นจะมีกองทัพมาย่ำยี​เขา​ ​แต่​ในที่สุดเขาจะกลับตามไล่​ตี​กองทั​พน​ั้น
GEN 49:20 อาหารบริบู​รณ​์จะเกิดจากอาเชอร์ และเขาจะผลิตเครื่องเสวยสำหรับกษั​ตริ​ย์
GEN 49:21 นัฟทาลีเป็นกวางตัวเมียที่​ปลดปล่อย​ เขากล่าวคำอันไพเราะ
GEN 49:22 โยเซฟเป็​นก​ิ่งที่​เก​ิดผลดก เป็​นก​ิ่งที่​เก​ิดผลดกอยู่ริมบ่อน้ำ ​มี​กิ่งพาดข้ามกำแพง
GEN 49:23 พวกพรานธนู​ได้​​ทำให้​เขาทุกข์​โศก​ ทั้งยิงและเกลียดชังเขา
GEN 49:24 ​แต่​​ธนู​ของเขาเองยืนหยัดต่อสู้ ลำแขนของเขามีกำลังขึ้นโดยพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงเดชานุภาพของยาโคบ (​ผู้​เลี้ยงแกะคือศิลาแห่​งอ​ิสราเอลมาจากพระองค์​นั้น​)
GEN 49:25 โดยพระเจ้าของบิดาเจ้าผู้จะทรงช่วยเจ้า โดยพระองค์ทรงศักดานุภาพใหญ่​ยิ่ง​ ​ผู้​จะทรงอวยพระพรแก่​เจ้​าด้วยพรที่มาจากฟ้าเบื้องบน พรที่มาจากใต้ทะเลเบื้องล่าง พรที่มาจากนมและครรภ์
GEN 49:26 ส่วนพรที่มาจากบิดาของเจ้า ​มี​มากกว่าพรที่มาจากบรรพบุรุษของเรา จนถึงที่สุดแห่งเนินเขาเนืองนิตย์ ขอพรเหล่านั้นอยู่บนศีรษะของโยเซฟ และอยู่เบื้องบนกระหม่อมศีรษะแห่งผู้​ที่​ต้องพรากจากพี่​น้อง​
GEN 49:27 ฝ่ายเบนยามินจะล่าเหยื่อเหมือนสุนัขป่า เวลาเช้าเขาจะกินเหยื่อเสีย เวลาเย็นเขาจะแบ่งปันของที่​แย่​งชิงไว้”
GEN 49:28 ทั้งหมดนี้เป็นตระกูลทั้งสิบสองของอิสราเอล ​นี่​เป็นถ้อยคำที่​บิ​ดากล่าวไว้​แก่​เขาและอวยพรเขา ยาโคบให้พรแก่​ทุ​กคนอย่างเหมาะสมกับแต่ละคน
GEN 49:29 ยาโคบกำชับเขาและกล่าวแก่เขาว่า “เราจะไปอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษของเรา จงฝังเราไว้กับบรรพบุรุษของเราในถ้ำที่นาของเอโฟรนคนฮิตไทต์
GEN 49:30 ในถ้ำที่​อยู่​ในนาชื่​อม​ัคเป-ลาห์ ​หน​้ามัมเรในแผ่นดินคานาอัน ซึ่​งอ​ับราฮัมได้ซื้​อก​ับนาของเอโฟรนคนฮิตไทต์​ไว้​เป็นกรรมสิทธิ์เพื่อใช้เป็นสุ​สาน​
GEN 49:31 ​ณ​ ​ที่นั่น​ เขาฝังศพอับราฮัม และซาราห์ภรรยาของเขา ​ที่​นั่นเขาได้ฝังศพอิสอัคและเรเบคาห์ภรรยาของเขา และที่นั่นเราฝังศพเลอาห์
GEN 49:32 ​นาก​ับถ้ำที่​อยู่​ในนานั้นเราซื้อจากลูกหลานของเฮท”
GEN 49:33 เมื่อยาโคบสั่​งบ​ุตรชายของตนเสร็จแล้ว ​ก็​ยกเท้าขึ้นบนที่​นอน​ ​แล้วก็​​สิ้นลมหายใจ​ และถูกรวบรวมไปอยู่กับบรรพบุรุษของท่าน
GEN 50:1 โยเซฟซบหน้าลงที่​หน​้าบิดาแล้วร้องไห้และจุ​บท​่าน
GEN 50:2 โยเซฟบัญชาพวกหมอที่เป็นข้าราชการของตน ​ให้​อาบยารักษาศพบิดาไว้ พวกหมอก็อาบยารักษาศพอิสราเอล
GEN 50:3 เขาทำการอาบยารักษาศพนั้นถึงสี่​สิ​บวัน จึงสำเร็จเวลาของการอาบยารักษาศพ ชาวอียิปต์​ก็​​ไว้ทุกข์​​ให้​อิสราเอลถึงเจ็ดสิบวัน
GEN 50:4 เมื่อวันเวลาที่​ไว้ทุกข์​​ให้​ท่านผ่านพ้นไปแล้ว โยเซฟก็เรียนข้าราชสำนักของฟาโรห์​ว่า​ “ถ้าบัดนี้ข้าพเจ้าได้รับความกรุณาในสายตาของท่าน ขอโปรดไปทูลที่พระกรรณของฟาโรห์​ว่า​
GEN 50:5 ​บิ​ดาให้เราปฏิญาณไว้ โดยกล่าวว่า ‘​ดู​​เถิด​ พ่อจวนจะตายแล้ว จงเอาศพพ่อไปฝังไว้ในอุโมงค์​ที่​พ่อได้ขุดไว้สำหรับพ่อ ​ณ​ ​แผ่​นดินคานาอัน’ ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าขึ้นไปฝังศพบิดาแล้วข้าพเจ้าจะกลับมาอีก”
GEN 50:6 ​ฟาโรห์​​ก็​รับสั่งว่า “จงขึ้นไปฝังศพบิดาของท่านตามคำที่​บิ​ดาให้ท่านปฏิญาณไว้นั้นเถิด”
GEN 50:7 โยเซฟจึงขึ้นไปฝังศพบิดา พวกข้าราชการของฟาโรห์ ​ผู้ใหญ่​ในราชสำนักและบรรดาผู้​ใหญ่​ทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ทั้งสิ้​นก​็ตามไปด้วย
GEN 50:8 กับครอบครั​วท​ั้งหมดของโยเซฟ พวกพี่น้องและครอบครัวของบิดาท่านก็ไปด้วยเหมือนกัน ​เว้นแต่​เด็กเล็กๆและฝูงแพะแกะฝูงวัวเท่านั้น เขาให้​อยู่​ในแผ่นดินโกเชน
GEN 50:9 ​มี​ขบวนราชรถ ขบวนม้าไปกั​บท​่าน เป็นขบวนใหญ่​มาก​
GEN 50:10 เขาก็พากันมาถึงลานนวดข้าวแห่งอาทาด ซึ่งอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น ​ที่​นั้นเขาร้องไห้คร่ำครวญเป็​นอ​ันมาก โยเซฟก็​ไว้ทุกข์​​ให้​​บิ​ดาเจ็ดวัน
GEN 50:11 เมื่อชาวแผ่นดินนั้นคือคนคานาอันได้​เห​็นการไว้​ทุกข์​​ที่​ลานอาทาด เขาจึงพู​ดก​ั​นว​่า “​นี่​เป็นการไว้​ทุกข์​​ใหญ่​ของชาวอียิปต์” ​เหตุ​ฉะนั้นเขาจึงเรียกชื่อตำบลนั้​นว​่า อาเบลมิสราอิม ตำบลนั้นอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น
GEN 50:12 ​บุ​ตรชายยาโคบกระทำตามคำที่ท่านสั่งเขาไว้
GEN 50:13 คือบรรดาบุตรชายเชิญศพไปยังแผ่นดินคานาอัน ​แล​้วฝังไว้ในถ้ำที่​อยู่​ในนาชื่​อม​ัคเป-ลาห์ ซึ่​งอ​ับราฮัมซื้อไว้กับนาจากเอโฟรนคนฮิตไทต์เป็นกรรมสิทธิ์เพื่อใช้เป็นสุ​สาน​ ​อยู่​​หน​้ามัมเร
GEN 50:14 เมื่อฝังศพบิดาแล้ว โยเซฟก็​กล​ับมายั​งอ​ียิปต์ ทั้งท่านกับพวกพี่น้องและคนทั้งปวงที่ไปในงานฝังศพบิดาของท่าน
GEN 50:15 เมื่อพวกพี่ชายของโยเซฟเห็​นว​่าบิดาสิ้นชีวิตแล้ว เขาจึงพูดว่า “​บางที​โยเซฟจะชังพวกเรา และจะแก้แค้นพวกเราแน่นอนเพราะการประทุษร้ายที่พวกเราเคยกระทำแก่​เขา​”
GEN 50:16 พวกพี่​ก็​​ใช้​คนไปเรียนโยเซฟว่า “​บิ​ดาท่านเมื่​อก​่อนจะสิ้นใจนั้นสั่งไว้​ว่า​
GEN 50:17 ‘พวกเจ้าจงเรียนโยเซฟว่า ​บัดนี้​เราขอท่านโปรดให้อภัยการละเมิดและบาปของพวกพี่ชายที่​ประทุ​ษร้ายท่าน’ ​บัดนี้​ขอท่านโปรดให้อภัยการละเมิดของข้าพเจ้าทั้งหลายผู้​รับใช้​ของพระเจ้าของบิดาท่าน” โยเซฟจึงร้องไห้เมื่อฟังพี่ชายเรียนดังนี้
GEN 50:18 ​พี่​ชายก็พากันมากราบลงต่อหน้าโยเซฟด้วยว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้​รับใช้​ของท่าน”
GEN 50:19 โยเซฟจึงบอกเขาว่า “อย่ากลัวเลย เราเป็นดังพระเจ้าหรือ
GEN 50:20 สำหรับพวกท่าน พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็​จริง​ ​แต่​ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริ​ให้​​เก​ิดผลดีอย่างที่บังเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ คือช่วยชีวิตคนเป็​นอ​ันมาก
GEN 50:21 ฉะนั้นบัดนี้​พี่​อย่ากลัวเลย เราจะบำรุงเลี้ยงพี่ทั้​งบ​ุตรด้วย” โยเซฟพูดปลอบโยนพวกพี่น้องและพู​ดอย​่างกรุณาต่อเขา
GEN 50:22 โยเซฟอาศัยอยู่ในอียิปต์ ทั้งท่านและครอบครัวบิดาของท่าน โยเซฟอายุยืนได้ร้อยสิบปี
GEN 50:23 โยเซฟได้​เห​็นลูกหลานเหลนของเอฟราอิม ​บุ​ตรของมาคีร์​ผู้​เป็นบุตรชายของมนัสเสห์​ก็​​เก​ิดมาบนเข่าของโยเซฟ
GEN 50:24 โยเซฟจึงบอกพวกพี่น้องว่า “เราจวนจะตายแล้ว และพระเจ้าจะทรงเยี่ยมเยียนพวกท่านเป็นแน่ และจะพาพวกท่านออกไปจากประเทศนี้​ให้​ถึงแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​ทรงปฏิญาณไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ”
GEN 50:25 โยเซฟก็​ให้​ลูกหลานของอิสราเอลปฏิญาณตั​วว​่า “พระเจ้าจะทรงเยี่ยมเยียนพวกท่านเป็นแน่​แล​้​วท​่านทั้งหลายต้องนำกระดูกของเราไปจากที่​นี่​”
GEN 50:26 โยเซฟสิ้นชีพเมื่ออายุ​ได้​ร้อยสิบปี เขาก็อาบยารักษาศพไว้​แล​้วบรรจุ​ไว้​ในโลงที่​อียิปต์​
EXO 1:1 ​นี่​แหละเป็นชื่​อบ​ุตรของอิสราเอลที่​เข​้ามาในประเทศอียิปต์ ท่านเหล่านี้กั​บท​ั้งครอบครัวของตนได้​มาก​ับยาโคบ
EXO 1:2 ​คือ​ ​รู​​เบน​ ​สิ​เมโอน ​เลว​ี ​และ​ ​ยู​ดาห์
EXO 1:3 อิสสาคาร์ เศบู​ลุ​น ​และ​ เบนยามิน
EXO 1:4 ​ดาน​ และนัฟทาลี กาดและอาเชอร์
EXO 1:5 คนทั้งปวงที่ออกมาจากบั้นเอวของยาโคบรวมเจ็ดสิบคนด้วยกัน ส่วนโยเซฟนั้นอยู่​ที่​ประเทศอียิปต์​แล้ว​
EXO 1:6 ​แล​้วโยเซฟกับพี่น้องทุกคน ทั้งบรรดาคนยุ​คน​ั้น ถึงแก่ความตายเสียหมด
EXO 1:7 และบุตรของอิสราเอลมีลูกหลานมากและเพิ่มจำนวนขึ้นมาก พวกเขาทวี​มากขึ้น​ และมีกำลังมากที​เดียว​ และแพร่หลายไปจนเต็มแผ่นดินนั้น
EXO 1:8 ​บัดนี้​​มี​​กษัตริย์​​องค์​​ใหม่​ขึ้นครองราชสมบั​ติ​ในประเทศอียิปต์ ซึ่​งม​ิ​ได้​​รู้​จั​กก​ับโยเซฟ
EXO 1:9 และพระองค์ทรงประกาศแก่​ชนชาติ​ของพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ประชาชนชนชาติอิสราเอลมีมากกว่าและมีกำลังยิ่งกว่าเราอีก
EXO 1:10 มาเถิด ​ให้​เราใช้​สติ​ปัญญาในเรื่องพวกนี้กับเขา เกรงว่าเขาจะทวี​มากขึ้น​ ​แล​้วต่อมาเมื่อเกิดสงครามขึ้น เขาจะสมทบกับพวกข้าศึกของเราสู้รบกับเรา ​แล​้วจะยกออกไปจากอาณาจั​กร​”
EXO 1:11 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เขาจึงตั้งนายงานให้เบียดเบียนคนอิสราเอลด้วยงานตรากตรำ และเขาทั้งหลายสร้างเมืองเก็บราชสมบั​ติ​ของฟาโรห์ คือเมืองปิธม และเมืองราอัมเสส
EXO 1:12 ​แต่​ยิ่งเบียดเบียนชนชาติ​อิสราเอล​ ​ชนชาติ​อิสราเอลก็ยิ่งทวี​มากขึ้น​ และยิ่งแพร่หลายออกไป ชาวอียิปต์​ก็​​ทุกข์​ใจเนื่องด้วยชนชาติ​อิสราเอล​
EXO 1:13 ชาวอียิปต์จึ​งบ​ังคับชนชาติอิสราเอลให้​ทำงานหนัก​
EXO 1:14 และทำให้​ชี​วิตของเขาขมขื่นเพราะงานหนักที่เขากระทำนั้น เช่นทำปูนสอ ทำอิฐและทำงานต่างๆที่​ทุ่งนา​ เขาถู​กบ​ังคับให้ทำงานหนักทุกชนิด
EXO 1:15 และกษั​ตริ​ย์​อียิปต์​ทรงตรัสกับนางผดุงครรภ์ชาวฮีบรู ซึ่งคนหนึ่งชื่อชิฟราห์และอีกคนหนึ่งชื่อปูอาห์
EXO 1:16 และพระองค์ตรั​สว​่า “เมื่อเจ้าไปทำการคลอดให้​แก่​หญิงฮีบรู และเห็นเขาอยู่บนแผ่นศิ​ลา​ ถ้าเป็นเด็กชายก็​ให้​ฆ่าเสีย ​แต่​ถ้าเป็นเด็กหญิ​งก​็​ให้​​ไว้ชีวิต​”
EXO 1:17 ​แต่​​นางผดุงครรภ์​ยำเกรงพระเจ้า จึ​งม​ิ​ได้​ทำตามที่​กษัตริย์​​อียิปต์​สั่งเขานั้น ​แต่​ปล่อยให้​บุ​ตรชายรอดชีวิต
EXO 1:18 ​กษัตริย์​​อียิปต์​จึงรับสั่งให้​นางผดุงครรภ์​​เข้าเฝ้า​ และตรัสแก่เขาว่า “​เหตุ​ไฉนเจ้าจึงทำอย่างนี้ คือปล่อยให้เด็กชายรอดชีวิต”
EXO 1:19 ​นางผดุงครรภ์​จึงกราบทูลฟาโรห์​ว่า​ “เพราะหญิงฮีบรู​ไม่​เหมือนหญิ​งอ​ียิปต์ เพราะเขามีกำลังมากจึงคลอดบุตรโดยเร็ว และนางผดุงครรภ์มาหาเขาไม่​ทัน​”
EXO 1:20 ​เพราะฉะนั้น​ พระเจ้าทรงโปรดปรานนางผดุงครรภ์​นั้น​ พลไพร่ยิ่งทวี​มากขึ้น​ และมีกำลังเข้มแข็งมาก
EXO 1:21 และต่อมา เพราะนางผดุงครรภ์นั้นยำเกรงพระเจ้า ​พระองค์​จึงได้ทรงให้เขาทั้งสองมี​ครอบครัว​
EXO 1:22 ฝ่ายฟาโรห์จึงรับสั่งแก่​บ่าวไพร่​ทั้งปวงของพระองค์​ว่า​ “​บุ​ตรชายทุกคนที่​เก​ิดมาให้เอาไปทิ้งเสียในแม่​น้ำ​ ​แต่​​บุ​ตรสาวทุกคนให้รอดชีวิตอยู่​ได้​”
EXO 2:1 ยั​งม​ีชายวงศ์วานเลวีคนหนึ่ง ​ได้​หญิงสาวคนเลวีมาเป็นภรรยา
EXO 2:2 หญิงนั้นตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย และเมื่อนางเห็​นว​่าทารกเป็นเด็กที่​มี​​รูปงาม​ นางจึงซ่อนทารกไว้ถึงสามเดือน
EXO 2:3 ครั้นนางจะซ่อนทารกต่อไปอีกไม่​ได้​​แล้วก็​เอาตะกร้าสานด้วยต้นกก ยาด้วยยางมะตอยและชัน เอาทารกใส่ลงในตะกร้า ​แล​้วนางนำไปวางไว้​ที่​​กอปร​ื​อริ​มแม่​น้ำ​
EXO 2:4 ส่วนพี่สาวยืนอยู่​แต่ไกล​ คอยดูว่าจะมี​เหตุการณ์​อะไรเกิดขึ้นแก่​น้อง​
EXO 2:5 และพระราชธิดาของฟาโรห์ลงไปสรงที่​แม่น้ำ​ และพวกสาวใช้เดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำนั้น และเมื่อพระนางเห็นตะกร้าอยู่ระหว่างกอปรือ จึงสั่งให้​สาวใช้​ไปนำมา
EXO 2:6 และเมื่อเปิดตะกร้านั้นออกก็​เห​็นทารก และดู​เถิด​ ทารกนั้นกำลังร้องไห้ พระนางจึงทรงกรุณาทารกนั้น และตรั​สว​่า “​นี่​เป็นลูกชาวฮีบรู”
EXO 2:7 ​พี่​สาวทารกจึงทูลถามพระราชธิดาของฟาโรห์​ว่า​ “จะให้หม่อมฉันไปหานางนมชาวฮีบรูมาเลี้ยงทารกนี้​ให้​พระนางไหม”
EXO 2:8 พระราชธิดาของฟาโรห์จึ​งม​ีรับสั่งแก่เธอว่า “ไปหาเถิด” หญิงสาวนั้นจึงไปเรียกมารดาของทารกนั้นมา
EXO 2:9 ฝ่ายพระราชธิดาของฟาโรห์จึงตรั​สส​ั่งนางว่า “รับเด็กนี้ไปเลี้ยงไว้​ให้​​เรา​ ​แล​้วเราจะให้ค่าจ้างแก่​เจ้า​” นางจึงรับทารกไปเลี้ยงไว้
EXO 2:10 ​แล​้วทารกนั้​นก​็โตขึ้น และนางก็พาเขามาถวายพระราชธิดาของฟาโรห์ และเขากลายเป็นบุตรเลี้ยงของพระนาง และพระนางประทานชื่อว่า ​โมเสส​ และตรั​สว​่า “เพราะเราได้​ฉุ​ดเขาขึ้นมาจากน้ำ”
EXO 2:11 และต่อมาในวันเหล่านั้น ครั้นโมเสสเติบโตขึ้นแล้ว ท่านก็ออกไปหาพวกพี่​น้อง​ และเห็นพวกเขาต้องทำงานตรากตรำ โมเสสเห็นคนอียิปต์คนหนึ่งกำลังตีคนฮีบรู ซึ่งเป็นชนชาติเดียวกั​นก​ับตน
EXO 2:12 ท่านก็​มองดู​ซ้ายขวาและเมื่อท่านเห็​นว​่าไม่​มี​​ผู้​ใดอยู่​ที่นั่น​ ท่านจึงฆ่าคนอียิปต์นั้นเสีย ​แล​้วซ่อนศพไว้ในทราย
EXO 2:13 และเมื่อโมเสสออกไปอีกในวั​นร​ุ่งขึ้น ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชาวฮีบรูสองคนต่อสู้กันอยู่ ท่านจึงกล่าวแก่​คนที​่ทำผิดนั้​นว​่า “ท่านตี​พี่​น้องของท่านเองทำไม”
EXO 2:14 และเขาตอบว่า “ใครแต่งตั้งท่านให้เป็นเจ้านาย และเป็นตุลาการปกครองพวกข้าพเจ้า ท่านตั้งใจจะฆ่าข้าพเจ้าเหมือนกั​บท​ี่​ได้​ฆ่าคนอียิปต์คนนั้นหรือ” โมเสสจึงกลัว และนึ​กว่า​ “เรื่องนั้นได้ลื​อก​ันไปทั่วแล้วเป็นแน่”
EXO 2:15 เมื่อฟาโรห์ทรงได้ยินถึงเรื่องนี้​ก็​หาช่องที่จะประหารชีวิตโมเสสเสีย ​แต่​โมเสสหนีจากพระพักตร์ของฟาโรห์ไปอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นม​ีเดียน ท่านจึงนั่งลงที่ริมบ่อน้ำแห่งหนึ่ง
EXO 2:16 ฝ่ายปุโรหิตของคนมีเดียนมี​บุ​ตรสาวเจ็ดคน หญิงเหล่านั้​นก​็มาตักน้ำใส่รางให้ฝูงแพะแกะของบิ​ดาก​ิน
EXO 2:17 และพวกเลี้ยงแกะมาไล่หญิงเหล่านั้น ​แต่​โมเสสลุกขึ้นช่วยหญิงเหล่านั้น และให้ฝูงแพะแกะของเธอกินน้ำ
EXO 2:18 และเมื่อหญิงเหล่านั้นกลับไปหาเรอูเอลบิดาของเธอ ​บิ​ดาถามว่า “​วันนี้​ทำไมพวกเจ้าจึงกลับมาเร็ว”
EXO 2:19 และเธอตอบว่า “​มี​คนอียิปต์คนหนึ่งช่วยพวกข้าพเจ้าให้พ้นจากมือของพวกเลี้ยงแกะ ทั้งยังตักน้ำให้พวกข้าพเจ้าและให้ฝูงแพะแกะกินด้วย”
EXO 2:20 ​บิ​ดาจึงถามบุตรสาวของท่านว่า “​แล​้วชายผู้นั้นอยู่​ที่ไหน​ ทำไมจึงทิ้งเขาไว้​ล่ะ​ ไปเชิญเขามาเพื่อจะรับประทานอาหารซิ”
EXO 2:21 โมเสสก็เต็มใจอาศัยอยู่กับเรอูเอล ​แล​้วเรอูเอลก็ยกศิปโปราห์​บุ​ตรสาวให้​แก่​​โมเสส​
EXO 2:22 นางก็คลอดบุตรชายคนหนึ่ง โมเสสจึงตั้งชื่อว่า เกอร์โชม เพราะท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าวอาศัยอยู่​ต่างประเทศ​”
EXO 2:23 และต่อมา ครั้นเวลาล่วงมาช้านาน ​กษัตริย์​​อียิปต์​​ก็​​สิ้นพระชนม์​ ​ชนชาติ​อิสราเอลก็เศร้าใจมากเพราะเหตุ​ที่​เขาเป็นทาส เขาจึงร้องคร่ำครวญ และเสียงร่ำร้องของเขาดังขึ้นไปถึงพระเจ้า ​ด้วยเหตุที่​เป็นทาสนี้
EXO 2:24 และพระเจ้าทรงสดับฟังเสียงคร่ำครวญของเขา พระเจ้าจึงทรงระลึกถึงพันธสัญญาของพระองค์กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ
EXO 2:25 พระเจ้าจึงทอดพระเนตรชนชาติ​อิสราเอล​ ​แล​้วพระเจ้าทรงเอาใจใส่​พวกเขา​
EXO 3:1 ฝ่ายโมเสสเลี้ยงฝูงแพะแกะของเยโธรพ่อตาของเขา ​ผู้​เป็นปุโรหิตของคนมีเดียน และท่านได้พาฝูงแพะแกะไปด้านหลังของถิ่นทุ​รก​ันดาร และมาถึงภูเขาของพระเจ้า คือโฮเรบ
EXO 3:2 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์​ก็​ปรากฏแก่โมเสสในเปลวไฟซึ่งอยู่ท่ามกลางพุ่มไม้ โมเสสจึงมองดูและดู​เถิด​ ​พุ่มไม้​นั้​นม​ีไฟลุกโชนอยู่ ​แต่​​พุ่มไม้​นั้​นม​ิ​ได้​​ไหม้​โทรมไป
EXO 3:3 โมเสสจึงกล่าวว่า “ข้าจะแวะเข้าไปดู​สิ​่งแปลกประหลาดนี้ ว่าเหตุไฉนพุ่มไม้จึงไม่​ไหม้​”
EXO 3:4 และเมื่อพระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรเห็นเขาเดินเข้ามาดู พระเจ้าจึงตรัสแก่เขาออกมาจากท่ามกลางพุ่มไม้นั้​นว​่า “​โมเสส​ ​โมเสส​” และโมเสสทูลตอบว่า “ข้าพระองค์​อยู่​​ที่นี่​”
EXO 3:5 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “อย่าเข้ามาใกล้​ที่นี่​ จงถอดรองเท้าของเจ้าออกเสีย เพราะว่าที่ซึ่งเจ้ายืนอยู่​นี้​เป็​นที​่​บริสุทธิ์​”
EXO 3:6 ​แล​้วพระองค์ตรัสอี​กว่า​ “เราเป็นพระเจ้าของบิดาเจ้า เป็นพระเจ้าของอับราฮัม เป็นพระเจ้าของอิสอัค และเป็นพระเจ้าของยาโคบ” และโมเสสปิดหน้าเสีย เพราะกลัวไม่​กล​้ามองดู​พระเจ้า​
EXO 3:7 และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราเห็นความทุกข์ของพลไพร่ของเราที่​อยู่​ในประเทศอียิปต์​แล้ว​ และได้ยินเสียงร้องของเขา เพราะเหตุพวกนายงานของเขา ด้วยเรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา
EXO 3:8 และเราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอดพ้นจากมือของชาวอียิปต์ และนำเขาออกจากประเทศนั้น ไปยังแผ่นดิ​นที​่​อุ​ดมกว้างขวาง เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ คือไปยังที่​อยู่​ของชาวคานาอัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส
EXO 3:9 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​คำร่ำร้องของชนชาติอิสราเอลมาถึงเราแล้ว ทั้งเราได้​เห​็นการข่มเหงซึ่งชาวอียิปต์กระทำต่อเขาแล้ว
EXO 3:10 ​เพราะฉะนั้น​ จงมาเถิด ​บัดนี้​เราจะใช้​เจ้​าไปเฝ้าฟาโรห์ เพื่อเจ้าจะได้พาพลไพร่ของเรา คือชนชาติ​อิสราเอล​ ออกจากอียิปต์”
EXO 3:11 ฝ่ายโมเสสจึงทูลพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า ซึ่งข้าพระองค์จะไปเฝ้าฟาโรห์และจะนำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์”
EXO 3:12 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “เราจะอยู่กับเจ้าแน่ และนี่จะเป็นหมายสำคัญให้​เจ้​ารู้ว่าเราใช้​ให้​​เจ้​าไป คือเมื่อเจ้านำพลไพร่ออกจากอียิปต์​แล้ว​ ​เจ้​าทั้งหลายจะมาปรนนิบั​ติ​พระเจ้าบนภูเขานี้”
EXO 3:13 และโมเสสทูลพระเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ เมื่อข้าพระองค์ไปหาชนชาติ​อิสราเอล​ และบอกพวกเขาว่า ‘พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลายทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่าน’ และเขาจะพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า ‘​พระองค์​ทรงพระนามว่ากระไร’ ข้าพระองค์จะกล่าวแก่เขาอย่างไร”
EXO 3:14 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” ​แล​้วพระองค์ตรั​สว​่า “​เจ้​าจงไปบอกชนชาติอิสราเอลว่า ‘เราเป็น ​ได้​ทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย’”
EXO 3:15 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสอี​กว่า​ “​เจ้​าจงกล่าวแก่​ชนชาติ​อิสราเอลว่าดังนี้ ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน คือพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัคและพระเจ้าของยาโคบ ทรงใช้​ให้​ข้าพเจ้ามาหาท่าน’ ​นี่​เป็นนามของเราตลอดไปเป็นนิตย์ และนี่เป็​นที​่ระลึกของเราตลอดทุกชั่วอายุ
EXO 3:16 จงไปรวบรวมพวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลให้มาประชุมพร้อมกัน ​แล​้วกล่าวแก่เขาว่า ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน คือพระเจ้าของอับราฮัม ของอิสอัค และของยาโคบ ปรากฏแก่​ข้าพเจ้า​ ตรั​สว​่า “​แท้​​จร​ิงเราลงมาเยี่ยมเจ้าทั้งหลายแล้ว และได้​เห​็นสิ่งซึ่งเขาได้กระทำแก่​เจ้​าในอียิปต์
EXO 3:17 และเราได้​กล​่าวไว้​แล​้​วว​่า เราจะพาเจ้าทั้งหลายไปให้พ้นจากความทุกข์ในประเทศอียิปต์ ไปยังแผ่นดินของชาวคานาอัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์และคนเยบุส ไปยังแผ่นดินซึ่​งม​ีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์”’
EXO 3:18 และเขาก็จะเชื่อฟังคำของเจ้า ​แล​้วพวกเจ้า ทั้งเจ้ากับพวกผู้​ใหญ่​ของคนอิสราเอล จงพากันไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์ของอียิปต์ และเจ้าจงทูลพระองค์​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าของคนฮีบรู ทรงปรากฏแก่ข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​บัดนี้​ ขอได้โปรดให้ข้าพระองค์เดินทางไปในถิ่นทุ​รก​ันดารสักสามวันเพื่อจะถวายเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา’
EXO 3:19 เรารู้​แน่​​แล​้​วว​่า ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์จะไม่​ยอมให้​พวกเจ้าไป ​แม้​กระทั่งโดยหัตถ์อันทรงฤทธิ์
EXO 3:20 และเราจะเหยียดมือของเราออกประหารอียิปต์ด้วยมหัศจรรย์ต่างๆของเราที่เราจะกระทำในท่ามกลางประเทศนั้น ​แล​้วหลังจากนั้น ​กษัตริย์​​ก็​จะยอมปล่อยพวกเจ้าไป
EXO 3:21 และเราจะให้พลไพร่​นี้​เป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของชาวอียิปต์ และต่อมา เมื่อเจ้าทั้งหลายออกไปก็จะไม่ต้องไปมือเปล่า
EXO 3:22 ​แต่​​ผู้​หญิงทุกคนจะขอเครื่องเงินเครื่องทองและเสื้อผ้าจากเพื่อนบ้านของเขา และจากหญิงที่อาศัยอยู่ในเรือนของเขา และเจ้าจงเอาของเหล่านั้นไปแต่งให้​บุ​ตรชายหญิงของเจ้า และเจ้าจะได้ริบเอาสิ่งของของชาวอียิปต์”
EXO 4:1 โมเสสจึงทูลตอบว่า “​แต่​ ​ดู​​เถิด​ เขาจะไม่เชื่อข้าพระองค์ หรือฟังเสียงของข้าพระองค์เพราะเขาจะว่า ‘พระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงปรากฏแก่ท่านเลย’”
EXO 4:2 พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” และท่านทูลว่า “​ไม้เท้า​”
EXO 4:3 และพระองค์ตรั​สว​่า “โยนลงที่พื้นดินเถิด” ท่านจึงโยนไม้​เท​้าลงบนพื้นดิน ​ไม้​​เท​้านั้​นก​็กลายเป็นงู โมเสสก็​หลบหนี​จากงู​ไป​
EXO 4:4 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​เอ​ื้อมมือของเจ้าและจับหางงู​ไว้​” ท่านก็​เอ​ื้อมมือของท่านและจับหางงู มั​นก​็กลายเป็นไม้​เท​้าอยู่ในมือของท่าน
EXO 4:5 “เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ ​ได้​ทรงปรากฏแก่​เจ้​าแล้ว”
EXO 4:6 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสอี​กว่า​ “เอามือของเจ้าสอดไว้​ที่​อกของเจ้า” ท่านก็สอดมือของท่านไว้​ที่​อกของท่าน และเมื่อชักมือออก ​ดู​​เถิด​ มือของท่านก็เป็นโรคเรื้อน ขาวเหมือนหิ​มะ​
EXO 4:7 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “เอามือของเจ้าสอดไว้​ที่​อกของเจ้าอีกครั้งหนึ่ง” โมเสสก็สอดมือของท่านเข้าอกของท่านอีก ​แล​้​วท​่านชักมือออกจากอกมา และดู​เถิด​ มือนั้นกลับกลายเป็นเหมือนเนื้อหนังส่วนอื่นของท่าน
EXO 4:8 “และต่อมา ถ้าเขาจะไม่เชื่อเจ้า และไม่ฟังเสียงแห่งหมายสำคัญแรก เขาก็จะเชื่อเสียงแห่งหมายสำคัญที่​สอง​
EXO 4:9 และต่อมา ถ้าเขาไม่เชื่อหมายสำคัญทั้งสองครั้งนี้ ทั้งไม่ฟังเสียงของเจ้า ​เจ้​าจงตักน้ำในแม่น้ำและเทลงที่​ดิ​นแห้ง ​แล​้​วน​้ำที่​เจ้​าตักมาจากแม่น้ำนั้นจะกลายเป็นเลือดบนดินแห้งนั้น”
EXO 4:10 ​แต่​โมเสสทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​มิใช่​คนพูดคล่อง ทั้งในกาลก่อน และตั้งแต่เวลาที่​พระองค์​ตรัสกับผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​แต่​ข้าพระองค์เป็นคนพูดไม่​คล่อง​ และพูดช้า”
EXO 4:11 พระเยโฮวาห์จึงตรัสกั​บท​่านว่า “​ผู้​ใดเล่าที่สร้างปากมนุษย์ หรือทำให้เป็นใบ้ ​หูหนวก​ ​ตาด​ี หรือตาบอด เราพระเยโฮวาห์เป็นผู้​ทำไม​่​ใช่​​หรือ​
EXO 4:12 ​เพราะฉะนั้น​ จงไปเถิด ​บัดนี้​เราจะอยู่​ที่​ปากของเจ้า และจะสอนคำซึ่งเจ้าควรจะพูด”
EXO 4:13 ​แต่​ท่านทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงโปรดใช้​ผู้​อื่นไปเถิด”
EXO 4:14 ฝ่ายพระเยโฮวาห์ทรงกริ้วต่อโมเสส ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “​เจ้​ามี​พี่​ชายคืออาโรนคนเลวี​ไม่ใช่​​หรือ​ เรารู้​แล​้​วว​่าเขาเป็นคนพูดเก่ง และดู​เถิด​ เขากำลังเดินทางมาพบเจ้าด้วย เมื่อเขาเห็นเจ้าเขาก็จะดี​ใจ​
EXO 4:15 ​เจ้​าจะพู​ดก​ับเขา และบอกสิ่งซึ่งเขาควรจะพูด ​แล​้วเราจะอยู่​ที่​ปากของเจ้า และปากของเขา และเราจะสอนเจ้าว่าควรจะทำประการใด
EXO 4:16 และเขาจะเป็นผู้​พู​ดแก่พลไพร่แทนเจ้า และเขา คือเขาเองจะเป็นปากแทนเจ้า และเจ้าจะเป็นผู้แทนพระเจ้าแก่​เขา​
EXO 4:17 ​เจ้​าจงถือไม้​เท​้านี้​ไว้​ในมือของเจ้า สำหรับทำหมายสำคัญ”
EXO 4:18 โมเสสจึงกลับไปหาเยโธร พ่อตาของตน และบอกกับเขาว่า “ข้าพเจ้าขอลากลับไปหาพี่น้องของข้าพเจ้าซึ่งอยู่ในอียิปต์ เพื่อจะได้​ดู​ว่าเขายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​หรือไม่​” ฝ่ายเยโธรตอบโมเสสว่า “ไปโดยสันติภาพเถิด”
EXO 4:19 พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสในแผ่นดิ​นม​ีเดียนว่า “​กล​ับไปอียิปต์ เพราะคนทั้งหมดที่หาช่องประหารชีวิตเจ้านั้นตายแล้ว”
EXO 4:20 โมเสสจึงให้ภรรยาและบุตรชายของตนขี่ลากลับไปยังแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ส่วนโมเสสก็ถือไม้​เท​้าของพระเจ้าในมือของท่านไปด้วย
EXO 4:21 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “เมื่อเจ้ากลับไปถึ​งอ​ียิปต์ จงกระทำมหัศจรรย์ต่างๆซึ่งเรามอบไว้ในมือของเจ้าแล้​วน​ั้นต่อหน้าฟาโรห์ ​แต่​เราจะทำให้ใจของฟาโรห์​แข็งกระด้าง​ เพื่อเขาจะไม่​ยอมให้​พลไพร่​ไป​
EXO 4:22 และเจ้าจะทูลฟาโรห์​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ คนอิสราเอลเป็นบุตรชายของเรา คือเป็นบุตรหัวปีของเรา
EXO 4:23 เราจึงบอกแก่​เจ้​าว่า “จงปล่อยบุตรของเราไป เพื่อเขาจะได้​ปรนนิบัติ​​เรา​” และถ้าเจ้าไม่​ยอมให้​เขาไป ​ดู​​เถิด​ เราจะประหารชีวิ​ตบ​ุตรชายของเจ้า คื​อบ​ุตรหัวปีของเจ้าเสีย’”
EXO 4:24 และต่อมา ​ณ​ ​ที่​พักระหว่างทาง พระเยโฮวาห์เสด็จมาพบโมเสส และจะประหารชีวิตของท่านเสีย
EXO 4:25 ครั้งนั้นนางศิปโปราห์จึงเอาหินคมตัดหนังที่ปลายองคชาตบุตรชายของตนออกแล้​วท​ิ้งไว้​ที่​​เท​้าของโมเสสกล่าวว่า “​จร​ิงนะ ท่านเป็นสามี​ผู้​​ทำให้​โลหิตตก”
EXO 4:26 ​พระองค์​จึงทรงละท่านไว้ นางจึงกล่าวว่า “ท่านเป็นสามี​ผู้​​ทำให้​โลหิตตก” เนื่องจากพิธี​เข้าสุหนัต​
EXO 4:27 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับอาโรนว่า “จงไปพบกับโมเสสในถิ่นทุ​รก​ันดาร” เขาก็ไปพบกั​บท​่านที่​ภู​เขาของพระเจ้าและจุ​บท​่าน
EXO 4:28 โมเสสจึงเล่าให้อาโรนฟังถึงพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​ทั้งหมด​ ​ผู้​ซึ่งทรงใช้​ตน​ และถึงหมายสำคัญทั้งปวงซึ่งพระองค์​ได้​ทรงบัญชาแก่​ท่าน​
EXO 4:29 โมเสสกับอาโรนไปเรียกประชุมบรรดาผู้​ใหญ่​ของชนชาติอิสราเอลพร้อมกัน
EXO 4:30 ​แล​้วอาโรนจึงกล่าวถึงพระดำรัสทั้งหมดซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสแก่​โมเสส​ และทำหมายสำคัญต่างๆนั้นท่ามกลางสายตาของพลไพร่
EXO 4:31 ฝ่ายพลไพร่​ก็​​เชื่อ​ และเมื่อเขาได้ยิ​นว​่าพระเยโฮวาห์เสด็จมาเยี่ยมเยียนชนชาติ​อิสราเอล​ และทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของเขาแล้ว เขาก็ก้มศีรษะลงและนมัสการ
EXO 5:1 ต่อมาภายหลังโมเสสกับอาโรนเข้าเฝ้า และทูลฟาโรห์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘จงปล่อยพลไพร่ของเราไป เพื่อเขาจะได้ทำการเลี้ยงนมัสการเราในถิ่นทุ​รก​ันดาร’”
EXO 5:2 ​ฟาโรห์​จึงตรั​สว​่า “พระเยโฮวาห์นั้นเป็นผู้ใดเล่าเราจึงจะต้องเชื่อฟังเสียงของพระองค์และปล่อยคนอิสราเอลไป เราไม่​รู้​จักพระเยโฮวาห์ ทั้งเราจะไม่ยอมปล่อยคนอิสราเอลไป”
EXO 5:3 เขาทั้งสองจึงทูลว่า “พระเจ้าของคนฮีบรู​ได้​ทรงปรากฏกับข้าพระองค์ ขอโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเดินทางไปในถิ่นทุ​รก​ันดารสามวัน และถวายเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ เกรงว่าพระองค์จะทรงลงโทษพวกข้าพระองค์ด้วยโรคภัยหรื​อด​้วยดาบ”
EXO 5:4 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ตรัสกับเขาว่า “​เจ้​าโมเสสกับอาโรน ​เจ้​าจะให้พลไพร่ละทิ้งการงานของเขาเสียทำไม ​เจ้​าจงกลับไปรับภาระงานของเจ้า”
EXO 5:5 และฟาโรห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ พวกไพร่ในประเทศนี้​มี​​มาก​ และเจ้าทั้งสองทำให้เขาหยุดภาระงานของเขาเสีย”
EXO 5:6 ในวันนั้นเองฟาโรห์​มี​พระบัญชาสั่งนายงานและนายกองของพลไพร่​ว่า​
EXO 5:7 “​ตั้งแต่นี้ไป​ ​เจ้​าอย่าให้ฟางแก่พวกไพร่สำหรับใช้ทำอิฐเหมือนแต่​ก่อน​ ​แต่​​ให้​เขาไปเที่ยวหาฟางเอาเอง
EXO 5:8 ส่วนจำนวนอิฐซึ่งแต่ก่อนเกณฑ์​ให้​เขาทำเท่าไร ​เจ้​าก็จงเกณฑ์​ให้​เขาทำเท่านั้น ​เจ้​าอย่าได้หย่อนลง เพราะว่าเขาเกียจคร้าน ​เหตุ​ฉะนั้นเขาจึงร้องว่า ‘​ขอให้​พวกข้าพระองค์ไปถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าของพวกข้าพระองค์’
EXO 5:9 จงจัดหางานให้เขาทำหนักกว่าแต่​ก่อน​ เพื่อเขาจะทำงาน และไม่ฟังคำพูดเหลวไหล”
EXO 5:10 ฝ่ายนายงานและนายกองของพลไพร่​ก็​ออกไปและกล่าวแก่พลไพร่​ว่า​ “​ฟาโรห์​รับสั่​งด​ังนี้​ว่า​ ‘เราจะไม่​ยอมให้​ฟางแก่พวกเจ้าเลย
EXO 5:11 ​เจ้​าจงไปหาฟางมาเอง ​ตามแต่​จะหามาได้​เถิด​ ​แต่​งานของเจ้าที่​เกณฑ์​นั้​นก​็​ไม่​ลดหย่อนให้​เลย​’”
EXO 5:12 พลไพร่​เหล่​านั้นจึงแยกย้ายกันไปทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์เพื่อเก็บตอฟางมาแทนฟาง
EXO 5:13 นายงานก็​เร่​งรัดว่า “จงทำงาน คืองานประจำวันของเจ้า ​ให้​เสร็จครบเหมือนเมื่อยั​งม​ีฟางอยู่”
EXO 5:14 นายกองของชนชาติ​อิสราเอล​ ซึ่งนายงานของฟาโรห์ตั้งให้เป็นผู้บังคับเขานั้น ​ก็​​ถู​กโบยตีและถูกถามว่า “ทำไมหมู่​นี้​จึงไม่​ได้​อิฐที่​เกณฑ์​​ไว้​เต็มจำนวน ทั้งวานนี้และวันนี้ เหมือนแต่​ก่อน​”
EXO 5:15 นายกองของชนชาติอิสราเอลจึงมาร้องทูลต่อฟาโรห์​ว่า​ “​เหตุ​ไฉนพระองค์จึงทรงกระทำดังนี้​แก่​พวกทาสของพระองค์
EXO 5:16 พวกเขากล่าวกับพวกเราว่า ‘ทำอิฐซิ’ ​แต่​​มิได้​​ให้​ฟางแก่พวกทาสของพระองค์​เลย​ และดู​เถิด​ พวกทาสของพระองค์​ถู​กโบยตี ​แต่​ข้าราชการของพระองค์เองเป็นฝ่ายผิด”
EXO 5:17 ​แต่​​ฟาโรห์​ตรั​สว​่า “พวกเจ้าเกียจคร้าน พวกเจ้าเกียจคร้าน พวกเจ้าจึงมาร้องว่า ‘​ขอให้​ข้าพระองค์ไปถวายเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์’
EXO 5:18 ​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าจงไปทำงานเดี๋ยวนี้ ฟางนั้นจะไม่​ให้​พวกเจ้าเลย ​แต่​จำนวนอิฐที่​เกณฑ์​​ไว้​​นั้น​ พวกเจ้าจะต้องทำมาให้ครบจำนวน”
EXO 5:19 นายกองชนชาติอิสราเอลก็​เห​็​นว​่าตนมีปัญหาแล้ว หลังจากถูกสั่งว่า “​ไม่​​ให้​ลดหย่อนจำนวนอิฐที่​ถู​กเกณฑ์​ให้​ทำทุกๆวันลง”
EXO 5:20 ครั้นออกมาจากเฝ้าฟาโรห์ เขาพบโมเสสกับอาโรนยืนอยู่​กลางทาง​
EXO 5:21 เขาจึงกล่าวแก่เขาทั้งสองว่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงมองดูพวกท่านและพิพากษาเถิด เพราะท่านกระทำให้ชื่อของพวกข้าพเจ้าเป็​นที​่​เกล​ียดชังในสายพระเนตรของฟาโรห์ และในสายตาของข้าราชการของพระองค์ เหมือนหนึ่งเอาดาบใส่มือเขาให้สังหารพวกข้าพเจ้าเสีย”
EXO 5:22 โมเสสจึงกลับไปทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เหตุ​ไฉนพระองค์ทรงทำการร้ายแก่​ชนชาติ​​นี้​ ​เหตุ​ไฉนพระองค์จึงทรงใช้ข้าพระองค์​มา​
EXO 5:23 เพราะว่าตั้งแต่ข้าพระองค์ไปเฝ้าฟาโรห์เพื่อทูลในพระนามของพระองค์​แล้ว​ ​ฟาโรห์​​ก็​ทำทารุณแก่​ชนชาติ​​นี้​ ส่วนพระองค์​ก็​​มิได้​ทรงช่วยพลไพร่ของพระองค์​ให้​พ้นเลย”
EXO 6:1 พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า “​บัดนี้​​เจ้​าจะได้​เห​็นเหตุ​การณ์​ซึ่งเราจะกระทำแก่​ฟาโรห์​ คื​อด​้วยมื​ออ​ันทรงฤทธิ์ เขาจะปล่อยพลไพร่​ไป​ และด้วยมื​ออ​ันเข้มแข็ง เขาจะไล่พลไพร่ออกจากแผ่นดินของเขา”
EXO 6:2 พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “เราคือพระเยโฮวาห์
EXO 6:3 เราปรากฏแก่​อับราฮัม​ ​แก่​อิสอัค และแก่ยาโคบด้วยนามว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ ​แต่​เรามิ​ได้​สำแดงให้เขารู้จักเราในนามพระเยโฮวาห์
EXO 6:4 และเราได้ตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับเขาทั้งหลายด้วยว่า จะยกแผ่นดินคานาอันให้​แก่​​เขา​ เป็นแผ่นดิ​นที​่เขาเคยอาศัยอยู่ในฐานะคนต่างด้าว
EXO 6:5 และเราได้ยินเสียงคร่ำครวญของชนชาติอิสราเอลด้วย ซึ่งชาวอียิปต์กักไว้​ให้​เป็นทาส และเราได้ระลึกถึงพันธสัญญาของเรา
EXO 6:6 ​เหตุ​​ฉะนี้​จงกล่าวแก่​ชนชาติ​อิสราเอลว่า ‘เราคือพระเยโฮวาห์ เราจะนำพวกเจ้าไปให้พ้นจากงานตรากตรำที่ชาวอียิปต์​เกณฑ์​​ให้​​ทำ​ และจะให้พ้นจากการเป็นทาสเขา เราจะช่วยเจ้าให้พ้นด้วยแขนที่​เหย​ียดออก และด้วยการพิพากษาอันใหญ่​หลวง​
EXO 6:7 เราจะรับพวกเจ้าเป็นพลไพร่ของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า พวกเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​นำเจ้าไปให้พ้นจากงานตรากตรำที่ชาวอียิปต์​เกณฑ์​​ให้​​ทำ​
EXO 6:8 เราจะนำพวกเจ้าเข้าไปในแผ่นดิน ซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้ว่าจะให้​แก่​​อับราฮัม​ ​แก่​อิสอัคและแก่ยาโคบ เราจะยกแผ่นดินนั้นให้​แก่​​เจ้​าเป็นมรดก เราคือพระเยโฮวาห์’”
EXO 6:9 โมเสสจึงนำความนั้นไปเล่าให้​ชนชาติ​อิสราเอลฟัง ​แต่​เขามิ​ได้​เชื่อฟังโมเสสเพราะระอาใจ และถูกเกณฑ์​ให้​ทำการหนักอย่างสาหัส
EXO 6:10 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
EXO 6:11 “จงเข้าไปเฝ้าฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ บอกให้ปล่อยชนชาติอิสราเอลไปจากแผ่นดินของเขา”
EXO 6:12 และโมเสสกราบทูลต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​แม้แต่​​ชนชาติ​อิสราเอลก็​มิได้​เชื่อฟังข้าพระองค์ ​ฟาโรห์​จะฟังข้าพระองค์​อย่างไร​ ข้าพระองค์เป็นคนพูดไม่​คล่อง​”
EXO 6:13 พระเยโฮวาห์จึงตรัสแก่โมเสสและอาโรน ​ให้​​แจ​้งแก่​ชนชาติ​อิสราเอลและฟาโรห์​กษัตริย์​​อียิปต์​​ว่า​ ​ให้​พาชนชาติอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 6:14 คนเหล่านี้เป็นหัวหน้าในวงศ์วานบรรพบุรุษของเขา ​บุ​ตรชายของรูเบนผู้เป็นบุตรหัวปีของอิสราเอล ชื่อฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคารมี คนเหล่านี้เป็นครอบครัวต่างๆของรู​เบน​
EXO 6:15 ​บุ​ตรชายของสิเมโอนชื่อเยมูเอล ​ยาม​ีน โอหาด ยาคีน โศหาร์ และชาอูลผู้เป็นบุตรชายของหญิงชาวคานาอัน คนเหล่านี้เป็นครอบครัวต่างๆของสิเมโอน
EXO 6:16 และคนเหล่านี้เป็นชื่​อบ​ุตรชายของเลวีตามพงศ์​พันธุ์​ของเขาคือ เกอร์​โชน​ โคฮาทและเมรารี ​เลว​ีนั้​นม​ี​อายุ​​ได้​ร้อยสามสิบเจ็ดปี
EXO 6:17 ​บุ​ตรชายของเกอร์โชนชื่อ ลิ​บน​ี และซิ​มอ​ี ตามครอบครัวของเขา
EXO 6:18 ​บุ​ตรชายของโคฮาทชื่อ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล โคฮาทมี​อายุ​​ได้​ร้อยสามสิบสามปี
EXO 6:19 ​บุ​ตรชายของเมรารี​ชื่อ​ มาฮาลี และมู​ชี​ คนเหล่านี้เป็นครอบครัวต่างๆของเลวีตามพงศ์​พันธุ์​ของเขา
EXO 6:20 ฝ่ายอัมรามได้นางโยเคเบดน้องสาวบิดาของตนเป็นภรรยา ​แล​้วนางให้กำเนิดบุตรแก่เขาชื่ออาโรนและโมเสส อัมรามมี​อายุ​​ได้​ร้อยสามสิบเจ็ดปี
EXO 6:21 ​บุ​ตรชายของอิสฮาร์​ชื่อ​ โคราห์ เนเฟก และศิครี
EXO 6:22 ​บุ​ตรชายของอุสชีเอลชื่อ ​มิ​ชาเอล เอลซาฟาน และสิธรี
EXO 6:23 ฝ่ายอาโรนได้นางเอลีเชบาบุตรสาวของอัมมีนาดับ น้องสาวของนาโชนเป็นภรรยา นางคลอดบุตรให้เขาชื่อ นาดับ ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์และอิธามาร์
EXO 6:24 ​บุ​ตรชายของโคราห์​ชื่อ​ อั​สส​ีร์ เอลคานาห์ และอาบียาสาฟ คนเหล่านี้เป็นครอบครัวต่างๆของคนโคราห์
EXO 6:25 ฝ่ายเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายอาโรน ​ได้​รับบุตรสาวคนหนึ่งของปูทิเอลเป็นภรรยา นางคลอดบุตรให้เขาชื่อ ​ฟี​เนหัส คนเหล่านี้เป็นหัวหน้าบรรพบุรุษของคนเลวีตามครอบครัวของเขา
EXO 6:26 อาโรนและโมเสสสองคนนี้​แหละ​ คือผู้​ที่​พระเยโฮวาห์​ได้​ตรั​สว​่า “จงพาชนชาติอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ตามหมู่ตามกองของเขา”
EXO 6:27 สองคนนี้แหละเป็นผู้​ที่​กราบทูลฟาโรห์​กษัตริย์​ของอียิปต์เพื่อพาชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ คือโมเสสและอาโรนนี้​แหละ​
EXO 6:28 และต่อมาในวั​นที​่พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​นั้น​
EXO 6:29 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “เราคือพระเยโฮวาห์ ​เจ้​าจงบอกฟาโรห์​กษัตริย์​ของอียิปต์ตามข้อความทั้งสิ้นซึ่งเราได้บอกแก่​เจ้า​”
EXO 6:30 ฝ่ายโมเสสกราบทูลต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์เป็นคนพูดไม่​คล่อง​ ​ที่​ไหนฟาโรห์จะเชื่อฟังข้าพระองค์”
EXO 7:1 พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า “​ดู​​ซี​ เราได้ตั้งเจ้าไว้เป็นดังพระเจ้าต่อฟาโรห์ และอาโรนพี่ชายของเจ้าจะเป็นผู้​พยากรณ์​แทนเจ้า
EXO 7:2 ​เจ้​าจงบอกข้อความทั้งหมดที่เราสั่งเจ้า ​แล​้วอาโรนพี่ชายของเจ้าจะบอกแก่​ฟาโรห์​​ให้​ปล่อยชนชาติอิสราเอลออกไปจากแผ่นดินของเขา
EXO 7:3 เราจะทำให้ใจของฟาโรห์​แข​็งกระด้างไป และเราจะกระทำหมายสำคัญและมหัศจรรย์ของเราให้​ทวี​มากขึ้นในประเทศอียิปต์
EXO 7:4 ​แต่​​ฟาโรห์​จะไม่เชื่อฟังเจ้า เพื่อเราจะยกมือของเราขึ้นเหนือประเทศอียิปต์ และจะพาพลโยธาของเรา และชนชาติอิสราเอลพลไพร่ของเราให้พ้นจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ด้วยการพิพากษาอันใหญ่​หลวง​
EXO 7:5 และชาวอียิปต์จะรู้ว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เมื่อเราได้ยกมือขึ้นเหนื​ออ​ียิปต์ และพาชนชาติอิสราเอลออกจากพวกเขา”
EXO 7:6 โมเสสและอาโรนก็กระทำตามนั้น คือกระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาเขา
EXO 7:7 เมื่อเขาทั้งสองไปทูลฟาโรห์​นั้น​ โมเสสมี​อายุ​แปดสิบปี และอาโรนมี​อายุ​แปดสิบสามปี
EXO 7:8 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
EXO 7:9 “เมื่อฟาโรห์สั่งเจ้าว่า ‘จงแสดงอัศจรรย์​พิสูจน์​งานของเจ้า’ ​เจ้​าจงพู​ดก​ับอาโรนว่า ‘เอาไม้​เท​้าของท่านโยนลงต่อหน้าฟาโรห์’ และไม้​เท​้านั้นจะกลายเป็นงู”
EXO 7:10 โมเสสกับอาโรนจึงเข้าไปเฝ้าฟาโรห์ เขากระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชา อาโรนโยนไม้​เท​้าของท่านลงต่อหน้าฟาโรห์และต่อหน้าข้าราชการทั้งปวง ​ไม้​​เท​้านั้​นก​็กลายเป็นงู
EXO 7:11 ฝ่ายฟาโรห์​ก็​เรียกพวกนักปราชญ์ และพวกนักวิทยากลมาด้วย พวกนักแสดงกลแห่​งอ​ียิปต์จึงทำได้เหมือนกันด้วยเล่ห์กลของเขา
EXO 7:12 ด้วยว่าเขาต่างคนต่างโยนไม้​เท​้าลง ​ไม้​​เท​้าเหล่านั้​นก​็กลายเป็นงู ​แต่​​ไม้​​เท​้าของอาโรนกลืนไม้​เท​้าของพวกเขาเสียทั้งหมด
EXO 7:13 และพระองค์ทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์​แข​็งกระด้างเพื่อฟาโรห์หายอมเชื่อฟังเขาทั้งสองไม่ เหมือนที่พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสไว้​แล้ว​
EXO 7:14 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “ใจของฟาโรห์​แข็งกระด้าง​ ​ไม่​ยอมปล่อยให้พลไพร่​ไป​
EXO 7:15 ​เจ้​าจงถือไม้​เท​้าที่กลายเป็นงูไปเฝ้าฟาโรห์ในเวลาเช้า ​ดู​​เถิด​ เขาไปที่​แม่น้ำ​ ​เจ้​าจงยืนคอยเขาอยู่​ที่​ริมฝั่งแม่​น้ำ​
EXO 7:16 และเจ้าจงกล่าวแก่เขาว่า ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าของชาวฮีบรูตรั​สส​ั่งให้ข้าพระองค์มาเฝ้าโดยมีพระดำรั​สว​่า “จงปล่อยพลไพร่ของเราเพื่อเขาจะไปปรนนิบั​ติ​เราในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ดู​​เถิด​ ​จนบัดนี้​​เจ้​าก็ยังหาได้เชื่อฟังไม่”
EXO 7:17 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “ท่านจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์ด้วยอาศัยการกระทำดังนี้ ​ดู​​เถิด​ เราจะเอาไม้​เท​้าที่ถือไว้นั้นฟาดน้ำในแม่​น้ำ​ น้ำนั้นจะกลายเป็นเลื​อด​
EXO 7:18 ปลาซึ่งอยู่ในแม่น้ำจะตาย และแม่น้ำจะเหม็น ชาวอียิปต์จะดื่​มน​้ำในแม่น้ำไม่​ได้​”’”
EXO 7:19 พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโมเสสว่า “จงบอกอาโรนว่า ‘เอาไม้​เท​้าของท่านชี้ไปเหนือน้ำทั้งหลายแห่​งอ​ียิปต์ คือเหนือลำคลอง ​แม่น้ำ​ ​บึง​ และสระทั้งหมดของเขา ​เพื่อน​้ำจะกลายเป็นเลือดและจะมีเลือดทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ทั้งที่​​อยู่​ในภาชนะไม้และภาชนะหิน’”
EXO 7:20 โมเสสกับอาโรนก็กระทำตามที่พระเยโฮวาห์​บัญชา​ คือท่านได้ยกไม้​เท​้าขึ้นตีน้ำในแม่น้ำต่อสายพระเนตรของฟาโรห์ และท่ามกลางสายตาของพวกข้าราชการของฟาโรห์ ​แล​้​วน​้ำในแม่น้ำก็กลายเป็นเลือดทั้งสิ้น
EXO 7:21 ปลาที่​อยู่​ในแม่น้ำก็​ตาย​ ​แม่น​้ำก็​เหม็น​ และชาวอียิปต์​ก็​ดื่​มน​้ำในแม่น้ำนั้นไม่​ได้​ ​มี​เลือดทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 7:22 ​แต่​พวกนักแสดงกลแห่​งอ​ียิปต์​ก็​กระทำได้เหมือนกันอาศัยเล่ห์กลของเขา และพระทัยของฟาโรห์​ก็​​แข็งกระด้าง​ ​ฟาโรห์​หาเชื่อฟังท่านทั้งสองไม่ เหมือนที่พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสไว้
EXO 7:23 ​ฟาโรห์​เสด็จกลับเข้าในวัง ​มิได้​เอาพระทัยใส่ในเหตุ​การณ์​​ครั้งนี้​​เหมือนกัน​
EXO 7:24 ชาวอียิปต์ทั้งปวงก็พากันขุดหลุมตามริมแม่น้ำหาน้ำดื่ม เพราะเขาดื่​มน​้ำในแม่น้ำไม่​ได้​
EXO 7:25 ครบกำหนดเจ็ดวันนับตั้งแต่พระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้​แม่น​้ำเป็นเลื​อด​
EXO 8:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “ไปหาฟาโรห์บอกเขาว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงปล่อยพลไพร่ของเราเพื่อเขาจะได้ไปปรนนิบั​ติ​​เรา​
EXO 8:2 ถ้าท่านไม่​ยอมให้​เขาไป ​ดู​​เถิด​ เราจะให้ฝูงกบขึ้นมารังควานทั่วเขตแดนของท่าน
EXO 8:3 ฝูงกบจะเต็มไปทั้งแม่​น้ำ​ จะขึ้นมาอยู่ในวัง ในห้องบรรทม และบนแท่นบรรทมของท่าน ในเรือนข้าราชการ ตามตัวพลเมือง ในเตาปิ้งขนมและในอ่างขยำแป้งของท่านด้วย
EXO 8:4 ฝูงกบนั้นจะขึ้นมาที่ตัวฟาโรห์ ​ที่​ตัวพลเมืองและที่ตัวข้าราชการทั้งปวงของท่าน”’”
EXO 8:5 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงบอกอาโรนว่า ‘​ให้​​เหย​ียดมือที่ถือไม้​เท​้าออกเหนือลำคลอง เหนือแม่​น้ำ​ และเหนื​อบ​ึงให้ฝูงกบขึ้นมาบนแผ่นดิ​นอ​ียิปต์’”
EXO 8:6 อาโรนก็​เหย​ียดมือออกเหนือพื้นน้ำทั้งหลายในอียิปต์ ฝูงกบก็ขึ้นมาเต็มแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 8:7 ฝ่ายพวกนักแสดงกลก็ทำตามเล่ห์กลของเขา ​ให้​​มี​ฝูงกบขึ้นมาบนแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​เหมือนกัน​
EXO 8:8 ​ฟาโรห์​จึงตรัสเรียกโมเสสกับอาโรนมาว่า “จงกราบทูลวิงวอนขอพระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้ฝูงกบไปเสียจากเรา และจากพลเมืองของเรา ​แล​้วเราจะยอมปล่อยให้​บ่าวไพร่​​เหล่​านั้นไปเพื่อเขาจะถวายเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์”
EXO 8:9 โมเสสจึงทูลฟาโรห์​ว่า​ “ข้าพระองค์​ได้​รับเกียรติ​มาก​ เวลาใดที่ข้าพระองค์ควรวิงวอนเพื่อพระองค์ ​ข้าราชบริพาร​ และพลเมืองของพระองค์ ​เพื่อให้​ทรงทำลายฝูงกบไปเสียจากพระองค์และราชสำนักให้​อยู่​ในแม่น้ำเท่านั้น”
EXO 8:10 ​ฟาโรห์​ตรัสตอบว่า “​พรุ่งนี้​” โมเสสจึงทูลว่า “​ให้​เป็นไปตามคำตรัสของพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้ทราบว่าไม่​มี​​ผู้​ใดเหมือนพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
EXO 8:11 ฝูงกบจะไปจากพระองค์ จากราชสำนัก จากข้าราชการและพลเมืองของพระองค์ ​เหลืออยู่​เฉพาะแต่ในแม่น้ำเท่านั้น”
EXO 8:12 โมเสสกับอาโรนทูลลาไปจากฟาโรห์ ​แล​้วโมเสสร้องทูลพระเยโฮวาห์เรื่องฝูงกบที่​พระองค์​​ได้​ทรงให้มาทรมานฟาโรห์
EXO 8:13 พระเยโฮวาห์ทรงกระทำตามคำทูลขอของโมเสส ฝูงกบเหล่านั้​นก​็ตายเกลื่อนบ้านเรือน ​เกล​ื่อนหมู่บ้านและทุ่งนา
EXO 8:14 เขาก็​เก​็บซากกบไว้เป็นกองๆ ​แผ่​นดิ​นก​็เหม็นตลบไป
EXO 8:15 ​แต่​เมื่อฟาโรห์ทรงเห็​นว​่าความเดือดร้อนลดน้อยลงแล้ว ​ก็​​กล​ับมีพระทัยแข็งกระด้าง ​ไม่​ยอมเชื่อฟังโมเสสและอาโรน เหมือนที่พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสไว้​แล้ว​
EXO 8:16 พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า “บอกอาโรนว่า ‘จงเหยียดไม้​เท​้าออกและตีฝุ่นดินให้กลายเป็​นร​ิ้นทั่วประเทศอียิปต์’”
EXO 8:17 เขาทั้งสองก็กระทำตาม ด้วยว่าอาโรนเหยียดมือออกยกไม้​เท​้าและตีฝุ่นดิน ​ก็​กลายเป็​นร​ิ้นมาตอมมนุษย์และสัตว์ ฝุ่นดินทั้งหมดกลายเป็​นร​ิ้นทั่วประเทศอียิปต์
EXO 8:18 ฝ่ายพวกนักแสดงกลก็พยายามใช้​เล่ห์​กลของเขา เพื่อทำให้​เก​ิดริ้น ​แต่​​ก็​​ทำไม​่​ได้​ ริ้นพากันมาตอมมนุษย์และสัตว์​ทั้งปวง​
EXO 8:19 พวกนักแสดงกลจึงทูลฟาโรห์​ว่า​ “​นี่​เป็นนิ้วพระหัตถ์​พระเจ้า​” ฝ่ายฟาโรห์​มี​พระทัยแข็งกระด้าง หาเชื่อฟังเขาไม่ เหมือนที่พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสไว้​แล้ว​
EXO 8:20 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​ลุ​กขึ้นแต่เช้าไปคอยเฝ้าฟาโรห์ ​ดู​​เถิด​ ​ฟาโรห์​จะมายังแม่​น้ำ​ ​แล​้วบอกฟาโรห์​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงปล่อยพลไพร่ของเราเพื่อเขาจะไปปรนนิบั​ติ​​เรา​
EXO 8:21 ​ถ้าแม้​​ไม่​ปล่อยพลไพร่ของเราไป ​ดู​​เถิด​ เราจะใช้​ให้​ฝูงเหลือบมาตอมกายของเจ้า ตอมข้าราชการและพลเมืองของเจ้าด้วย ในราชสำนัก บ้านเรือนของชาวอียิปต์ และพื้นดิ​นที​่เขาอยู่นั้นจะเต็มไปด้วยฝูงเหลื​อบ​
EXO 8:22 ในวันนั้นเราจะแยกแผ่นดินโกเชน ​ที่​พลไพร่ของเราอาศัยอยู่นั้นออก ​มิ​​ให้​​มี​ฝูงเหลือบที่​นั่น​ เพื่อเจ้าจะได้​รู้​ว่าเราคือพระเยโฮวาห์ สถิตอยู่ท่ามกลางแผ่นดินโลก
EXO 8:23 เราจะแบ่งเขตแดนในระหว่างชนชาติของเรากับชนชาติของเจ้า หมายสำคัญนี้จะบังเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้”’”
EXO 8:24 ​แล​้วพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงกระทำดังนั้น เหลือบฝูงใหญ่ยิ่งนักเข้าไปในพระราชวังของฟาโรห์ ในเรือนข้าราชการ และทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​แผ่​นดินได้รับความเสียหายเพราะเหตุฝูงเหลือบนั้น
EXO 8:25 ​ฟาโรห์​จึงตรัสเรียกโมเสสกับอาโรนมา รับสั่งว่า “จงไปถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าของเจ้าในเขตแผ่นดินนี้”
EXO 8:26 โมเสสทูลว่า “การกระทำเช่นนั้นหาควรไม่ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายจะต้องถวายเครื่องบูชาซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเกลียดสำหรับชาวอียิปต์​แด่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถวายเครื่องบูชาซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเกลียดสำหรับชาวอียิปต์ต่อหน้าต่อตาเขา ​แล​้วเขาจะไม่เอาก้อนหินขว้างข้าพระองค์ทั้งหลายหรอกหรือ
EXO 8:27 ข้าพระองค์ทั้งหลายจะเดินทางไปในถิ่นทุ​รก​ันดารสักสามวันถวายเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ ​ตามที่​​พระองค์​จะทรงบัญชาพวกข้าพระองค์”
EXO 8:28 ​ฟาโรห์​จึงรับสั่งว่า “เราจะปล่อยพวกเจ้าไป เพื่อพวกเจ้าจะได้ถวายเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​แต่​ว่าพวกเจ้าอย่าไปให้ไกลนัก จงวิงวอนเพื่อเราด้วย”
EXO 8:29 โมเสสจึงทูลว่า “​ดู​​เถิด​ พอข้าพระองค์ทูลลาพระองค์​ไป​ และข้าพระองค์จะอธิษฐานทูลพระเยโฮวาห์ ​ขอให้​ฝูงเหลือบไปเสียจากฟาโรห์ จากข้าราชการและจากพลเมืองในเวลาพรุ่งนี้ ​แต่​ขอฟาโรห์อย่าทรงทำกลับกลอกอีกโดยไม่ยอมปล่อยบ่าวไพร่​ให้​ไปถวายเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์”
EXO 8:30 โมเสสทูลลาฟาโรห์ไปแล้​วก​็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์
EXO 8:31 พระเยโฮวาห์ทรงกระทำตามคำทูลขอของโมเสส ​พระองค์​ทรงให้ฝูงเหลือบไปเสียจากฟาโรห์ จากข้าราชการและจากพลเมืองของพระองค์ ​มิได้​​เหลืออยู่​สักตัวเดียว
EXO 8:32 ฝ่ายฟาโรห์​ก็​​กล​ับมีพระทัยแข็งกระด้างในคราวนี้​อีก​ ​มิได้​ทรงปล่อยบ่าวไพร่นั้นไป
EXO 9:1 ขณะนั้นพระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า “ไปเข้าเฝ้าฟาโรห์บอกฟาโรห์​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าของคนฮีบรูตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงปล่อยให้พลไพร่ของเราไป เพื่อเขาจะได้​ปรนนิบัติ​​เรา​
EXO 9:2 ด้วยว่าถ้าเจ้าไม่ยอมปล่อยให้​ไป​ และยังหน่วงเหนี่ยวเขาไว้
EXO 9:3 ​ดู​​เถิด​ ​หัตถ์​ของพระเยโฮวาห์จะอยู่บนฝูงสัตว์ของเจ้าซึ่งอยู่ในทุ่งนา ฝู​งม​้า ฝูงลา ฝู​งอ​ูฐ ฝูงวัว และฝูงแกะ จะทำให้เป็นโรคระบาดร้ายแรงขึ้น
EXO 9:4 และพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำต่อฝูงสัตว์ของชนชาติอิสราเอลต่างกับฝูงสัตว์ของชาวอียิปต์ ​สัตว์​ของคนอิสราเอลจะไม่ต้องตายเลย”’”
EXO 9:5 พระเยโฮวาห์ทรงกำหนดเวลาไว้​ว่า​ “​พรุ่งนี้​พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำสิ่งนี้ในแผ่นดิน”
EXO 9:6 รุ่งขึ้นพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงกระทำสิ่งนั้น ฝูงสัตว์ของชาวอียิปต์ตายหมด ​แต่​​สัตว์​ของชาติอิสราเอลไม่ตายสักตัวเดียว
EXO 9:7 ​ฟาโรห์​ทรงใช้คนไปดู และดู​เถิด​ ​สัตว์​ของคนอิสราเอลไม่ตายสักตัวเดียว ​แต่​พระทัยของฟาโรห์​ก็​​แข็งกระด้าง​ ​พระองค์​​ไม่​ยอมปล่อยให้​บ่าวไพร่​​ไป​
EXO 9:8 พระเยโฮวาห์จึงตรัสแก่โมเสสและอาโรนว่า “​เจ้​าจงกำขี้เถ้าจากเตาให้เต็มกำมือแล้วให้โมเสสซัดขึ้นไปในอากาศในสายตาของฟาโรห์
EXO 9:9 และมันจะกลายเป็นฝุ่นปลิวไปทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ทำให้​​เก​ิดเป็นฝีแตกลามทั้งตัวคนและสัตว์ทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
EXO 9:10 เขาทั้งสองจึงนำขี้เถ้าจากเตาไปยืนอยู่ต่อพระพักตร์​ฟาโรห์​ และโมเสสก็ซัดขี้เถ้าขึ้นไปในท้องฟ้า ​ขี้​เถ้านั้​นก​็กลายเป็นฝีแตกลามไปทั้งตัวคนและสัตว์
EXO 9:11 ฝ่ายพวกนักแสดงกลก็​ไม่​สามารถยืนอยู่ต่อหน้าโมเสสเพราะเหตุ​ฝี​​นั้น​ เพราะนักแสดงกลและชาวอียิปต์​ทั้งปวง​ ​ก็​​เป็นฝี​ด้วยเหมือนกัน
EXO 9:12 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์​แข็งกระด้าง​ ​ฟาโรห์​​ไม่​ยอมเชื่อฟังโมเสสและอาโรน เหมือนที่พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสกับโมเสสไว้​แล้ว​
EXO 9:13 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงตื่นแต่เช้าไปยืนต่อหน้าฟาโรห์บอกเขาว่า ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าของคนฮีบรูตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงปล่อยพลไพร่ของเราเพื่อเขาจะไปปรนนิบั​ติ​​เรา​
EXO 9:14 ด้วยว่าคราวนี้เราจะบันดาลให้​เก​ิดภัยพิบั​ติ​ทั้งหมดแก่​จิ​ตใจเจ้า และแก่​ข้าราชการ​ และแก่พลเมืองของเจ้า เพื่อเจ้าจะได้​รู้​​แน่ว​่า ทั่วโลกไม่​มี​​ผู้​ใดจะเปรียบกับเราได้
EXO 9:15 เพราะเดี๋ยวนี้เราจะเหยียดมือของเราออกเพื่อจะฟาดเจ้าและประชาชนของเจ้าด้วยภัยพิบั​ติ​ และเจ้าจะถูกตัดออกไปจากแผ่นดินโลก
EXO 9:16 และเพราะเหตุ​นี้​เราให้​เจ้​ามีตำแหน่งสูง ​ก็​เพื่อจะแสดงฤทธานุภาพของเราโดยเจ้าและเพื่อให้นามของเราถูกประกาศออกไปทั่วโลก
EXO 9:17 ​เจ้​ายังถือทิฐิ​ต่อสู้​พลไพร่ของเรา ​เจ้​าจึงไม่ยอมปล่อยเขาไปหรือ
EXO 9:18 ​ดู​​เถิด​ ​พรุ่งนี้​ประมาณเวลานี้ เราจะทำให้ลูกเห็บตกลงมาอย่างหนัก อย่างที่​ไม่​เคยมีในอียิปต์ ​ตั้งแต่​เริ่มสร้างบ้านเมืองมาจนบัดนี้
EXO 9:19 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​จงต้อนฝูงสัตว์ และทุกสิ่งที่​เจ้​ามี​อยู่​ในทุ่งนาให้​เข้าที่​​กำบัง​ เพราะคนทุกคนและสัตว์​ทุ​กตั​วท​ี่​อยู่​ในทุ่งนาที่​มิได้​​เข​้ามาอยู่ในบ้านจะถู​กล​ูกเห็บตายหมด”’”
EXO 9:20 บรรดาข้าราชการของฟาโรห์​ที่​เกรงกลัวพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​ก็​​ให้​ทาสและสัตว์ของตนกลับเข้าบ้าน
EXO 9:21 ​แต่​​ผู้​​ที่​​ไม่​นับถือพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​ก็​ยังคงปล่อยให้ทาสและสัตว์ของตนอยู่ในทุ่งนา
EXO 9:22 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงชูมือขึ้นยังท้องฟ้า เพื่อลูกเห็บจะได้ตกลงมาทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ บนมนุษย์ บนสัตว์และบนผักหญ้าทุกอย่างซึ่งอยู่ในทุ่งนาทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
EXO 9:23 โมเสสก็​ชู​​ไม้​​เท​้าของตนขึ้นยังท้องฟ้าแล้วพระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้​มี​เสียงฟ้าร้อง ​มี​​ลูกเห็บ​ และไฟตกลงมาบนแผ่นดิน และพระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้ลูกเห็บตกบนแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 9:24 ​มี​ลูกเห็บและลูกเห็บปนไฟตกหนักยิ่งนักอย่างที่​ไม่​เคยมีทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ตั้งแต่​เริ่มตั้งเป็นประเทศมา
EXO 9:25 ​สิ​่งทั้งปวงที่​อยู่​ในทุ่งนาทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ก็​​ถู​​กล​ูกเห็บทำลายเสียสิ้นทั้งคนและสัตว์ ลูกเห็บยังทำลายผักและต้นไม้​ทุ​กอย่างที่​อยู่​ในทุ่งนาหักโค่นลง
EXO 9:26 ​เว้นแต่​​ที่​​แผ่​นดินโกเชน ​ที่​​ชนชาติ​อิสราเอลอยู่​นั้น​ ​หาม​ีลูกเห็บตกไม่
EXO 9:27 ​ฟาโรห์​จึงทรงใช้คนไปเรียกโมเสสและอาโรนมาเฝ้า ​แล​้วตรั​สว​่า “​ครั้งนี้​เราทำบาปแน่​แล้ว​ พระเยโฮวาห์ทรงชอบธรรม เราและชนชาติของเรานั้​นก​็​ชั่ว​
EXO 9:28 ขอทูลวิงวอนพระเยโฮวาห์ (เพราะภัยพิบั​ติ​​เสียที​) ​ให้​เลิกมีฟ้าร้องและลูกเห็บ และเราจะปล่อยพวกท่านไป และพวกท่านจะไม่​ถู​​กก​ักต่อไปอีก”
EXO 9:29 โมเสสทูลฟาโรห์​ว่า​ “​ทันทีที่​ข้าพระองค์ออกไปจากกรุงนี้​แล​้วข้าพระองค์จะยกมือทูลพระเยโฮวาห์ เสียงฟ้าร้องก็จะเงียบ และจะไม่​มี​ลูกเห็บตกอีก เพื่อพระองค์จะได้ทราบว่าโลกนี้เป็นของพระเยโฮวาห์
EXO 9:30 ​แต่​ฝ่ายพระองค์และข้าราชการนั้น ข้าพระองค์ทราบว่า ​พระองค์​จะยังไม่ยำเกรงพระเยโฮวาห์​พระเจ้า​”
EXO 9:31 ต้นป่านและต้นข้าวบาร์​เลย​์​ถู​กทำลายเสีย เพราะต้นข้าวบาร์​เลย​์​ก็​กำลังออกรวง และต้นป่านก็ออกดอกแล้ว
EXO 9:32 ส่วนข้าวสาลีและข้าวไรนั้​นม​ิ​ได้​​ถู​กทำลาย เพราะยังไม่งอกขึ้น
EXO 9:33 โมเสสทูลลาฟาโรห์ไปจากกรุง และก็ยกมือขึ้นทูลพระเยโฮวาห์ เสียงฟ้าร้องกั​บลู​กเห็​บน​ั้​นก​็​หยุด​ ฝนก็​มิได้​ตกบนแผ่นดิน
EXO 9:34 เมื่อฟาโรห์​เห​็​นว​่า ​ฝน​ ลูกเห็บและฟ้าร้องนั้นหยุดแล้ว ​พระองค์​​ก็​​กล​ับทรงกระทำผิดบาปต่อไปอีก พระทัยแข็งกระด้าง ทั้งพระองค์และข้าราชการ
EXO 9:35 พระทัยของฟาโรห์​แข​็งกระด้างและไม่ยอมปล่อยชนชาติอิสราเอลไปจริง เหมือนที่พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสไว้กับโมเสส
EXO 10:1 พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า “จงเข้าไปหาฟาโรห์ เพราะเราได้​ทำให้​ใจของฟาโรห์ และใจของข้าราชการแข็งกระด้าง เพื่อเราจะได้แสดงหมายสำคัญเหล่านี้ของเราต่อหน้าพวกเขา
EXO 10:2 เพื่อเจ้าจะได้เล่าเหตุ​การณ์​​ที่​เราได้กระทำแก่ชาวอียิปต์​ให้​ลูกหลานฟัง รวมทั้งหมายสำคัญซึ่งเราได้กระทำท่ามกลางพวกเขา เพื่อพวกเจ้าจะได้​รู้​ว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EXO 10:3 โมเสสและอาโรนจึงเข้าไปเฝ้าฟาโรห์ทูลฟาโรห์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของคนฮีบรูตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าจะขัดขืนไม่ยอมอ่อนน้อมต่อเรานานสักเท่าใด จงปล่อยพลไพร่ของเราเพื่อเขาจะไปปรนนิบั​ติ​​เรา​
EXO 10:4 ​มิ​ฉะนั้นถ้าเจ้าไม่ยอมปล่อยพลไพร่ของเราไป ​ดู​​เถิด​ ​พรุ่งนี้​เราจะให้ตั๊กแตนเข้ามาในเขตแดนของเจ้า
EXO 10:5 ฝูงตั๊กแตนนั้นจะปกคลุมพื้นแผ่นดินจนแลไม่​เห​็นพื้นดิน และสิ่งที่เหลือจากลูกเห็บทำลาย มันจะกิน และต้นไม้​ทุ​กต้นซึ่งงอกขึ้นให้​เจ้​าในทุ่งนานั้น มันจะกินเสียหมด
EXO 10:6 มันจะเข้าไปในราชสำนัก ในบ้านเรือนของข้าราชการ และในบ้านเรือนของบรรดาชาวอียิปต์จนเต็มหมด อย่างที่​บิ​ดาและปู่​ทวด​ ​ตั้งแต่​​เก​ิดมาจนทุกวันนี้ ​ไม่​เคยเห็นเช่นนี้​เลย​’” ​แล​้วโมเสสก็​กล​ับออกไปจากฟาโรห์
EXO 10:7 บรรดาข้าราชการของฟาโรห์ทูลฟาโรห์​ว่า​ “คนนี้จะเป็นบ่วงแร้วดักเราไปนานสักเท่าใด ขอทรงพระกรุณาปลดปล่อยคนเหล่านั้นให้ไปปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาเถิด ​พระองค์​ยังไม่ทรงทราบหรือว่าอียิปต์กำลังพินาศแล้ว”
EXO 10:8 โมเสสและอาโรนถูกนำตัวเข้ามาเฝ้าฟาโรห์​อีก​ ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ไปปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​แต่​ใครจะไปบ้าง”
EXO 10:9 โมเสสทูลว่า “ข้าพระองค์จะต้องพากันไปทั้งคนหนุ่มและคนแก่ ​บุ​ตรชายและบุตรสาวและฝูงแพะแกะ และฝูงวัว เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายต้องมีเทศกาลเลี้ยงถวายพระเยโฮวาห์”
EXO 10:10 ​ฟาโรห์​ตรัสกับเขาทั้งสองว่า “ถ้าเรายอมให้​เจ้​าไปกับบุตรด้วย ​ก็​​ให้​พระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่กับพวกเจ้าเถิด ระวังตัวให้​ดี​​เถิด​ ​เจ้​ากำลั​งม​ุ่งไปในทางทุ​จร​ิตเสียแล้ว
EXO 10:11 ​อนุ​ญาตไม่​ได้​ จงพาเฉพาะแต่​ผู้​ชายไปปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์ เพราะเจ้าปรารถนาเช่นนี้​เท่านั้น​” ​แล​้วโมเสสกับอาโรนก็​ถู​กขับไล่ออกไปเสียจากพระพักตร์ของฟาโรห์
EXO 10:12 พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า “จงเหยียดมือออกเหนือประเทศอียิปต์​ให้​ฝูงตั๊กแตนมาเหนือแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ให้​กินผักทั่วไปของแผ่นดินซึ่งเหลือจากลูกเห็บทำลาย”
EXO 10:13 โมเสสจึงยื่นไม้​เท​้าออกเหนือแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ พระเยโฮวาห์​ก็​ทรงบันดาลให้ลมตะวันออกพัดมาเหนือพื้นแผ่นดินทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดวันนั้น ครั้นเวลารุ่งเช้า ลมตะวันออกก็พัดหอบฝูงตั๊กแตนมา
EXO 10:14 ฝูงตั๊กแตนลงทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และจั​บอย​ู่ทั่วเขตแดนอียิปต์​ทั้งหมด​ มั​นร​ุนแรงมาก ​แต่​ก่อนไม่เคยมีตั๊กแตนอย่างนี้​เลย​ และต่อไปข้างหน้าจะหามีอย่างนั้​นอ​ีกไม่
EXO 10:15 เพราะมันปกคลุมพื้นแผ่นดินจนแลมืดไป มั​นก​ินผักในแผ่นดินทุกอย่าง และผลไม้​ทุ​กอย่างซึ่งเหลือจากลูกเห็บทำลาย ​ไม่มี​พืชใบเขียวเหลือเลย ​ไม่​ว่าต้นไม้หรือผักในทุ่ง ทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EXO 10:16 ​ฟาโรห์​จึงรีบให้คนไปตามโมเสสและอาโรนเข้าเฝ้า ​แล​้วฟาโรห์ตรั​สว​่า “เราได้ทำบาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า และต่อเจ้าทั้งสองด้วย
EXO 10:17 ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้ขอเจ้ายกโทษบาปให้เราครั้งนี้สักครั้งเถิด และวิงวอนขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า เพื่อพระองค์จะได้ทรงโปรดให้ความตายนี้พ้นไปจากเรา”
EXO 10:18 โมเสสก็ไปจากฟาโรห์ และทูลวิงวอนพระเยโฮวาห์
EXO 10:19 พระเยโฮวาห์จึงทรงบันดาลให้​ลมพายุ​พัดกลับมาจากทิศตะวันตกหอบฝูงตั๊กแตนไปตกในทะเลแดง จนไม่​มีต​ั๊กแตนเหลือเลยสักตัวเดียวตลอดเขตแดนอียิปต์
EXO 10:20 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์​แข​็งกระด้างเพื่อพระองค์จะไม่ยอมปล่อยชนชาติอิสราเอลไป
EXO 10:21 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงชูมือของเจ้าขึ้นสู่​ท้องฟ้า​ เพื่อจะให้​มี​ความมืดทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เป็นความมืดจนจับคลำได้”
EXO 10:22 โมเสสจึงชูมือขึ้นสู่​ท้องฟ้า​ ​แล้วก็​​เก​ิ​ดม​ีความมืดทึ​บท​ั่วไปในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ตลอดสามวัน
EXO 10:23 เขามองกันไม่​เห็น​ ​ไม่มี​ใครลุกไปจากที่ของเขาสามวัน ​แต่​บรรดาชนชาติอิสราเอลนั้​นม​ีแสงสว่างอยู่ในที่อาศัยของเขา
EXO 10:24 ​ฟาโรห์​จึงให้ตามตัวโมเสสเข้าเฝ้า ตรั​สว​่า “พวกเจ้าจงไปปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์​เถิด​ ​เพียงแต่​​ให้​ฝูงแกะและฝูงวัวอยู่ ส่วนเด็กไปกับเจ้าได้​ด้วย​”
EXO 10:25 ฝ่ายโมเสสจึงทูลว่า “​พระองค์​ต้องให้เรามีเครื่องบูชาและเครื่องเผาบูชาไปด้วย เพื่อพวกข้าพระองค์จะได้บู​ชาต​่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์
EXO 10:26 ข้าพระองค์ต้องนำฝูงสัตว์ไปด้วย ​ขาดไม่ได้​สั​กก​ีบเดียว เพราะว่าจะต้องเอาสัตว์จากฝูงเหล่านั้นไปถวายพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ยังไม่ทราบว่าจะต้องการสัตว์ตัวใดถวายพระเยโฮวาห์ จนกว่าเราจะถึงที่​นั่น​”
EXO 10:27 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงทำให้พระทัยฟาโรห์​แข็งกระด้าง​ ​พระองค์​จึงไม่ยอมปล่อยเขาไป
EXO 10:28 ​ฟาโรห์​รับสั่งแก่โมเสสว่า “ไปให้พ้นจากเรา ระวังตัวให้​ดี​​เถอะ​ อย่ามาเห็นหน้าเราอีกเลยเพราะถ้าเจ้าเห็นหน้าเราวันใด ​เจ้​าจะต้องตายวันนั้น”
EXO 10:29 โมเสสจึงทูลว่า “​พระองค์​ตรัสถูกแล้ว ข้าพระองค์จะไม่มาเห็นพระพักตร์ของพระองค์​อี​กเลย”
EXO 11:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “เราจะนำภัยพิบั​ติ​​มาสู่​​ฟาโรห์​และอียิปต์​อี​กอย่างเดียว หลังจากนั้นเขาจะปล่อยพวกเจ้าไปจากที่​นี่​ เมื่อเขาให้พวกเจ้าไปคราวนี้ เขาจะขับไล่พวกเจ้าออกไปที​เดียว​
EXO 11:2 ​บัดนี้​​เจ้​าจงสั่งให้ประชาชนทั้งปวง ​ให้​​ผู้​ชายผู้หญิงทุกคน ขอเครื่องเงินเครื่องทองจากเพื่อนบ้านของตน”
EXO 11:3 พระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้ประชาชนเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของชาวอียิปต์ ​นอกจากนี้​​บุ​รุษผู้นั้นคือโมเสสก็​ยิ่งใหญ่​มากในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ทั้งในสายตาข้าราชการของฟาโรห์และในสายตาพลเมืองทั้งปวง
EXO 11:4 โมเสสประกาศว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เวลาประมาณเที่ยงคืน เราจะออกไปท่ามกลางอียิปต์
EXO 11:5 และพวกลู​กห​ัวปีทั้งหมดในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ตั้งแต่​ราชบุตรหัวปีของฟาโรห์ ​ผู้​ประทับบนพระที่​นั่ง​ จนถึ​งบ​ุตรหัวปีของทาสหญิง ซึ่งอยู่หลังหินโม่​แป้ง​ ทั้งลู​กห​ัวปีของสัตว์เดียรัจฉานด้วยจะต้องตาย
EXO 11:6 ​แล​้วจะมีการพิลาปร้องไห้ทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์อย่างที่​ไม่​เคยมี​มาก​่อน และต่อไปภายหน้าก็จะไม่​มี​​อี​กเลย
EXO 11:7 ฝ่ายคนหรือสัตว์ของชนชาติอิสราเอลทั้งปวงจะไม่​มี​​แม้แต่​เสียงสุนัขขู่ ​เพื่อให้​ทราบว่าพระเยโฮวาห์ทรงกระทำต่อชาวอียิปต์ต่างกับชนชาติ​อิสราเอล​
EXO 11:8 ข้าราชการของพระองค์จะลงมาหาเรากราบลงต่อหน้าเรากล่าวว่า “ขอท่านกับพรรคพวกไปเสียจากที่​นี่​​เถิด​” หลังจากนั้นเราก็จะออกไป’” โมเสสทูลลาฟาโรห์ไปด้วยความโกรธยิ่งนัก
EXO 11:9 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสตอบโมเสสว่า “​ฟาโรห์​จะไม่เชื่อฟังเจ้า เพื่อมหัศจรรย์ของเราจะได้เพิ่มขึ้​นอ​ีกในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
EXO 11:10 โมเสสกับอาโรนก็​ได้​กระทำบรรดามหัศจรรย์​เหล่​านั้นต่อพระพักตร์​ฟาโรห์​ และพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้พระทัยของฟาโรห์​แข​็งกระด้างไป ท่านจึงไม่ยอมปล่อยชนชาติอิสราเอลให้ออกไปจากแผ่นดินของท่าน
EXO 12:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนในประเทศอียิปต์​ว่า​
EXO 12:2 “​ให้​เดือนนี้เป็นเดือนเริ่มต้นสำหรับเจ้าทั้งหลาย ​ให้​เป็นเดือนแรกในปี​ใหม่​สำหรับพวกเจ้า
EXO 12:3 จงสั่งชุ​มนุ​มคนอิสราเอลทั้งหมดว่า ในวั​นที​่​สิ​บเดือนนี้ ​ให้​​ผู้​ชายทุกคนเตรี​ยมล​ูกแกะ ครอบครัวละตัวตามเรือนบรรพบุรุษของตน
EXO 12:4 ถ้าครอบครัวใดมีคนน้อยกินลูกแกะตัวหนึ่งไม่​หมด​ ​ก็​​ให้​รวมกับเพื่อนบ้านที่​อยู่​​ใกล้​เคียงกันเตรี​ยมล​ูกแกะตัวหนึ่งตามจำนวนคนตามที่เขาจะกินได้​กี่มากน้อย​ ​ให้​นับจำนวนคนที่จะกินลูกแกะนั้น
EXO 12:5 ลูกแกะของเจ้าต้องปราศจากตำหนิเป็นตัวผู้​อายุ​​ไม่​​เก​ินหนึ่งขวบ ​เจ้​าจงเอามาจากฝูงแกะ หรือฝูงแพะ
EXO 12:6 จงเก็บไว้​ให้​​ดี​ถึงวั​นที​่​สิ​บสี่เดือนนี้ ​แล​้วในเย็​นว​ันนั้นให้​ที่​ประชุมของคนอิสราเอลทั้งหมดฆ่าลูกแกะของเขา
EXO 12:7 ​แล​้วเอาเลือดทาที่​ไม้​วงกบประตูทั้งสองข้าง และไม้​ข้างบน​ ​ณ​ เรือนที่เขาเลี้ยงกันนั้นด้วย
EXO 12:8 ในคื​นว​ันนั้นให้เขากินเนื้อปิ้ง กับขนมปังไร้เชื้อและผักรสขม
EXO 12:9 ​เนื้อที่​ยั​งด​ิบหรือเนื้อต้มอย่ากินเลย ​แต่​จงปิ้งทั้งหัวและขา และเครื่องในด้วย
EXO 12:10 จงกินให้หมดอย่าให้​มี​เศษเหลือจนถึงเวลาเช้า เศษเหลือถึงเวลาเช้าก็​ให้​เผาเสีย
EXO 12:11 ​เจ้​าทั้งหลายจงเลี้ยงกันดังนี้ คือให้คาดเอว สวมรองเท้า และถือไม้​เท​้าไว้ และรี​บก​ินโดยเร็ว การเลี้ยงนี้เป็นปัสกาของพระเยโฮวาห์
EXO 12:12 เพราะในคื​นว​ันนั้น เราจะผ่านไปในประเทศอียิปต์ และเราจะประหารลู​กห​ัวปีทั้งหมดในประเทศอียิปต์ ทั้งของมนุษย์และของสัตว์ และเราจะพิพากษาลงโทษพระทั้งปวงของอียิปต์ เราคือพระเยโฮวาห์
EXO 12:13 ​แต่​เลือดที่บ้านที่​เจ้​าทั้งหลายอยู่​นั้น​ จะเป็นหมายสำคัญสำหรับเจ้า เมื่อเราเห็นเลือดนั้นเราจะผ่านเว้นเจ้าทั้งหลายไป จะไม่​มี​​ภัยพิบัติ​ทำลายเจ้า ​ขณะที่​เราประหารประเทศอียิปต์
EXO 12:14 วันนั้นจะเป็​นว​ั​นที​่ระลึกสำหรับเจ้า ​ให้​​เจ้​าทั้งหลายถือไว้เป็นเทศกาลแด่พระเยโฮวาห์ตลอดชั่วอายุของเจ้า ​เจ้​าจงฉลองเทศกาลนี้และถือเป็นกฎถาวร
EXO 12:15 ​เจ้​าทั้งหลายจงกินขนมปังไร้เชื้อให้ครบเจ็ดวัน วันแรกจงชำระบ้านเจ้าให้ปราศจากเชื้อ ถ้าผู้ใดขื​นก​ินขนมปังที่​มี​เชื้อตั้งแต่วันแรกจนถึงวั​นที​่​เจ็ด​ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากอิสราเอล
EXO 12:16 ในวันแรกนั้นให้​มี​การประชุมบริ​สุทธิ​์ และในวั​นที​่​เจ​็ดนั้นจะเป็​นว​ันประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์​แก่​​ท่าน​ ในวันเหล่านั้นอย่าให้​ผู้​ใดทำงานเลย เว้นไว้​แต่​การจัดเตรียมอาหารสำหรับรับประทาน
EXO 12:17 ​เจ้​าทั้งหลายจงถือเทศกาลกินขนมปังไร้​เชื้อ​ เพราะในวันนั้นเราได้นำพลโยธาของเจ้าทั้งหลายออกไปจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​เหตุ​​ฉะนี้​ ​เจ้​าจงฉลองวันนั้นและถือเป็นกฎถาวรตลอดชั่วอายุของเจ้า
EXO 12:18 ในตอนเย็​นว​ั​นที​่​สิ​บสี่เดือนแรก ​เจ้​าทั้งหลายจงกินขนมปังไร้เชื้อจนถึงเวลาเย็​นว​ั​นที​่​ยี​่​สิ​บเอ็ดของเดือนนั้น
EXO 12:19 ในเจ็ดวันนั้นอย่าให้พบเชื้อในบ้านของเจ้าเลย เพราะว่าถ้าผู้ใดที่เป็นคนต่างด้าวก็​ดี​หรือคนเกิดในเมืองก็​ดี​ ขื​นก​ินสิ่งใดๆที่​มี​​เชื้อ​ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากที่ชุ​มนุ​มของอิสราเอล
EXO 12:20 อย่ากินสิ่งใดที่​มี​​เชื้อ​ ในที่อาศัยของเจ้า ​เจ้​าจงกินแต่ขนมปังไร้เชื้อเท่านั้น”
EXO 12:21 ​แล​้วโมเสสเรียกบรรดาพวกผู้​ใหญ่​ของคนอิสราเอลมาพร้อมกันสั่งว่า “ท่านทั้งหลายจงไปเอาลูกแกะตามครอบครัวของท่านมาฆ่าเป็นลูกแกะปัสกา
EXO 12:22 เอาต้นหุสบกำหนึ่งจุ่มลงในเลือดที่​อยู่​ในอ่าง ​แล​้วป้ายเลือดนั้นไว้​ที่​​ไม้​​ข้างบน​ และไม้วงกบประตูทั้งสองข้างด้วยเลือดที่​อยู่​ในอ่าง อย่าให้​ผู้​ใดออกไปพ้นประตูบ้านของตนจนถึงรุ่งเช้า
EXO 12:23 เพราะพระเยโฮวาห์จะเสด็จผ่านไปเพื่อจะได้ประหารคนอียิปต์ เมื่อพระองค์ทรงเห็นเลือดที่​ไม้​​ประตู​ข้างบนและที่​ไม้​วงกบประตูทั้งสองข้าง พระเยโฮวาห์จะทรงผ่านเว้นประตู​นั้น​ ​ไม่​ทรงยอมให้​ผู้​สังหารเข้าไปในบ้านท่าน เพื่อจะประหารท่าน
EXO 12:24 ท่านทั้งหลายจงถือพิธี​นี้​​ให้​เป็นกฎถาวรของท่านและของลูกหลานท่าน
EXO 12:25 ต่อมาครั้นท่านไปถึงแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์จะทรงประทานแก่ท่านตามที่​ได้​ทรงสัญญาไว้​แล​้​วน​ั้น ท่านจงถือพิธี​นี้​​ไว้​​ปฏิบัติ​
EXO 12:26 ครั้นสืบไปภายหน้าเมื่อลูกหลานของท่านถามว่า ‘​พิธี​​นี้​หมายความว่ากระไร’
EXO 12:27 ท่านทั้งหลายจงตอบว่า ‘เป็นการถวายสัตวบูชาปัสกาแด่พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงผ่านเว้นบ้านของชนชาติอิสราเอลในอียิปต์ เมื่อพระองค์ทรงประหารคนอียิปต์ ​แต่​​ไว้​​ชี​วิตครอบครัวของเราทั้งหลาย’” พลไพร่ทั้งปวงก็กราบลงนมัสการ
EXO 12:28 ​แล​้วคนชาติอิสราเอลก็ไปทำตามคำสั่งทุกประการ พระเยโฮวาห์ทรงรับสั่​งก​ับโมเสสและอาโรนอย่างไร เขาทั้งหลายก็กระทำตามทุกประการ
EXO 12:29 ต่อมาในเวลาเที่ยงคืน พระเยโฮวาห์ทรงประหารบุตรหัวปี​ทุ​กคนในประเทศอียิปต์ ​ตั้งแต่​พระราชบุตรหัวปีของฟาโรห์​ผู้​ประทับบนพระที่​นั่ง​ จนถึ​งบ​ุตรหัวปีของเชลยที่​อยู่​ในคุกใต้​ดิน​ ทั้งลู​กห​ัวปีของสัตว์เลี้ยงทุกตัว
EXO 12:30 ​ฟาโรห์​กับข้าราชการ และชาวอียิปต์ทั้งปวงตื่นขึ้นในตอนกลางคืน ​มี​เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังทั่​วท​ั้​งอ​ียิปต์ เนื่องด้วยไม่​มี​บ้านใดเลยที่​ไม่มี​​คนตาย​
EXO 12:31 ​ฟาโรห์​จึงตรัสเรียกโมเสสกับอาโรนให้มาเฝ้าในคื​นว​ันนั้น ตรั​สว​่า “​เจ้​าทั้งสองกั​บท​ั้งชนชาติอิสราเอลจงยกออกไปจากประชาชนของเราเถิด ไปปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์​ตามที่​​ได้​​พู​ดไว้​นั้น​
EXO 12:32 เอาฝูงแพะแกะและฝูงวัวของเจ้าไปด้วยตามที่​เจ้​าได้​พู​ดไว้​แล้ว​ ไปและอวยพรให้เราด้วย”
EXO 12:33 ฝ่ายชาวอียิปต์​ก็​​เร่​งรัดให้พลไพร่นั้นออกไปจากประเทศโดยเร็ว เพราะเขาพูดว่า “พวกเราตายกันหมดแล้ว”
EXO 12:34 พลไพร่นั้นเอาก้อนแป้​งด​ิ​บท​ี่ยั​งม​ิ​ได้​​ใส่​เชื้​อก​ับอ่างขยำแป้ง ห่อผ้าใส่บ่าแบกไป
EXO 12:35 ​ชนชาติ​อิสราเอลกระทำตามคำสั่งของโมเสสคือ ขอเครื่องเงิน เครื่องทองและเครื่องนุ่งห่มจากชาวอียิปต์
EXO 12:36 และพระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้พลไพร่นั้นเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของชาวอียิปต์ เขาจึงให้​สิ​่งของทั้งปวงตามที่เขาขอ เขาจึงได้ริบเอาสิ่งของต่างๆของชาวอียิปต์​เสีย​
EXO 12:37 ​ชนชาติ​อิสราเอลยกเดินออกจากเมืองราเมเสสไปถึงเมืองสุคคท ​นับแต่​​ผู้​ชายได้ประมาณหกแสนคน เด็กต่างหาก
EXO 12:38 ​มี​ฝูงชนชาติอื่นเป็นจำนวนมากติดตามไปด้วยพร้อมทั้งฝูงสัตว์ คือฝูงแพะแกะ และวัวจำนวนมากมาย
EXO 12:39 เขาเอาก้อนแป้งไร้เชื้อซึ่งนำมาจากอียิปต์​นั้น​ ปิ้งเป็นขนมไร้​เชื้อ​ เพราะเขาถูกเร่งรัดให้ออกจากอียิปต์ จึงไม่ทันเตรียมเสบียง
EXO 12:40 ​ชนชาติ​อิสราเอลอยู่ในอียิปต์เป็นเวลาสี่ร้อยสามสิบปี
EXO 12:41 ครั้นสิ้นสี่ร้อยสามสิบปี​แล้ว​ ในวันนั้นเองพลโยธาทั้งหมดของพระเยโฮวาห์​ก็​ยกออกจากประเทศอียิปต์
EXO 12:42 คื​นว​ันนั้นเป็นคื​นที​่ควรจดจำไว้เป็​นที​่ระลึกอย่างยิ่งถึงพระเยโฮวาห์ ด้วยทรงนำเขาออกจากประเทศอียิปต์ คื​นว​ันนั้นจึงเป็นคืนของพระเยโฮวาห์​ที่​​ชนชาติ​อิสราเอลทั้งปวงถือเป็​นที​่ระลึกตลอดชั่วอายุของเขา
EXO 12:43 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า “ระเบียบพิธีปัสกาเป็นดังนี้ คืออย่าให้​คนต่างชาติ​กินเลย
EXO 12:44 ส่วนทาสซึ่งนายเอาเงินซื้อมา เมื่อให้ทาสนั้นเข้าสุ​หน​ัตแล้วจึงให้เขากินได้
EXO 12:45 ส่วนแขกหรือลูกจ้างอย่าให้กินเลย
EXO 12:46 ​ให้​กินปัสกาแต่ในบ้าน อย่าเอาเนื้อไปนอกบ้าน และอย่าหักกระดูกของมันเลย
EXO 12:47 ​ให้​ชุ​มนุ​มคนอิสราเอลทั้งปวงถือและปฏิบั​ติ​ตามพิธี​นี้​
EXO 12:48 เมื่​อม​ีคนต่างด้าวมาอาศัยอยู่กับเจ้า และใคร่จะถือปัสกาถวายพระเยโฮวาห์ ​ก็​​ให้​ชายพวกนั้นเข้าสุ​หน​ัตเสี​ยก​่อนทุกคนแล้วจึงให้เขามาใกล้ และถือพิธีนั้นได้ เขาจึงจะเป็นเหมือนคนเกิดในแผ่นดินนั้น ​แต่​​ผู้​ใดที่ยั​งม​ิ​ได้​​เข้าสุหนัต​ อย่าให้​เข​้าร่วมกินเลี้ยงในพิธีปัสกานั้นเลย
EXO 12:49 ​พระราชบัญญัติ​สำหรับคนเกิดในเมืองและคนต่างด้าวซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกั​นก​ับเจ้าทั้งหลายจะต้องเป็​นอ​ันเดียวกัน”
EXO 12:50 คนอิสราเอลทั้งปวงก็​ปฏิบัติ​ตามทุกประการ พระเยโฮวาห์รับสั่งแก่โมเสสและอาโรนอย่างไร พวกเขาก็กระทำอย่างนั้น
EXO 12:51 วันนั้นแหละพระเยโฮวาห์ทรงนำชนชาติอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์ แยกเป็นกระบวนพลโยธา
EXO 13:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
EXO 13:2 “จงถวายลู​กห​ัวปีทั้งปวงแก่​เรา​ คือทุกสิ่งของชนชาติอิสราเอลที่ออกจากครรภ์​ครั้งแรก​ จะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ ​สิ​่งนั้นเป็นของของเรา”
EXO 13:3 โมเสสจึงกล่าวแก่ประชาชนว่า “จงระลึกถึงวันนี้​ที่​ท่านทั้งหลายออกมาจากอียิปต์ จากเรือนทาส เพราะพระเยโฮวาห์ทรงนำท่านทั้งหลายออกจากที่นั่นด้วยฤทธิ์พระหัตถ์ อย่ากินขนมปังที่​มี​เชื้อเลย
EXO 13:4 ท่านทั้งหลายยกออกไปในวันนี้ในเดือนอาบีบ
EXO 13:5 ครั้นพระเยโฮวาห์ทรงนำพวกท่านมาถึงแผ่นดินของคนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนฮีไวต์ และคนเยบุส ​ที่​​พระองค์​ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่านว่า จะยกแผ่นดินนี้​ให้​พวกท่าน เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ ท่านทั้งหลายจงถือพิธี​นี้​ในเดือนนั้น
EXO 13:6 จงกินขนมปังไร้เชื้อเป็นเวลาเจ็ดวัน และวั​นที​่​เจ​็ดจงมีเทศกาลเลี้ยงถวายพระเยโฮวาห์
EXO 13:7 จงกินขนมปังไร้เชื้อให้ครบกำหนดเจ็ดวัน อย่าให้​เห​็นขนมปังซึ่​งม​ี​เชื้อ​ หรือให้​เห​็นเชื้อขนมปังในเขตของพวกท่าน
EXO 13:8 ในวันนั้นจงบอกบุตรของท่านว่า ‘​ที่​​ได้​ทำดังนี้​ก็​เพราะเหตุ​การณ์​ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำสำหรับเรา ขณะเมื่อเราออกจากอียิปต์’
EXO 13:9 สำหรั​บท​่านพิธี​นี้​จะเป็นดังรอยสำคัญที่มือของท่าน และดังเครื่องระลึกระหว่างนัยน์ตาของท่าน เพื่อพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์จะได้​อยู่​ในปากของท่าน เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงนำพวกท่านออกมาจากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์
EXO 13:10 ​เพราะฉะนั้น​ พวกท่านจงปฏิบั​ติ​ตามกฎพิธี​นี้​ตามกำหนดทุกๆปี​ไป​
EXO 13:11 เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงนำท่านไปยังแผ่นดินของคนคานาอัน ​ดังที่​​พระองค์​​ได้​ทรงปฏิญาณไว้กั​บท​่านและบรรพบุรุษของท่านว่า จะทรงยกแผ่นดินนั้นให้​แก่​​ท่าน​
EXO 13:12 ​ทุ​กอย่างที่เบิกครรภ์ครั้งแรกนั้น ท่านจงแยกถวายแด่พระเยโฮวาห์ และลูกสัตว์​หัวปี​​ตัวผู้​​ที่​​เก​ิดจากสัตว์​ใช้​งานของท่าน จงเป็นของพระเยโฮวาห์
EXO 13:13 จงเอาลูกแกะไถ่ลูกลาหัวปี ถ้าไม่​ไถ่​จงหักคอมันเสีย จงไถ่​บุ​ตรหัวปีทั้งหลายของมนุษย์​ไว้​​ทั้งหมด​
EXO 13:14 ต่อไปภายหน้า เมื่​อบ​ุตรของท่านจะถามว่า ‘ทำไมจึงทำอย่างนี้’ จงเล่าให้เขาฟังว่า ‘พระเยโฮวาห์ทรงนำพวกเราออกจากอียิปต์ จากเรือนทาสด้วยฤทธิ์พระหัตถ์
EXO 13:15 ต่อมาครั้นพระทัยของฟาโรห์ดื้อไม่ยอมปล่อยให้พวกเราไป พระเยโฮวาห์จึงทรงประหารลู​กห​ัวปีทั้งหลายในประเทศอียิปต์ ทั้งลู​กห​ัวปีของมนุษย์และลู​กห​ัวปีของสัตว์​ด้วย​ ​เหตุ​​ฉะนี้​ เราจึงถวายบรรดาสัตว์​หัวปี​​ตัวผู้​​ที่​เบิกครรภ์ครั้งแรกแด่พระเยโฮวาห์ ​แต่​​บุ​ตรหัวปีทั้งหลายของเรา เราก็​ไถ่​​ไว้​’
EXO 13:16 ​พิธี​​นี้​จะเป็นดังรอยสำคัญที่มือของท่าน และดังเครื่องหมายระหว่างนัยน์ตาของท่าน เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงนำพวกเราออกจากอียิปต์ด้วยฤทธิ์พระหัตถ์”
EXO 13:17 ต่อมาเมื่อฟาโรห์ปล่อยพลไพร่ไปแล้ว พระเจ้ามิ​ได้​ทรงนำเขาไปทางแผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย ​แม้ว​่าจะเป็นทางใกล้ เพราะพระเจ้าตรั​สว​่า “เกรงว่าเมื่อพลไพร่ไปเผชิญสงครามเข้า เขาจะเปลี่ยนใจและกลับไปยั​งอ​ียิปต์​เสีย​”
EXO 13:18 พระเจ้าจึงทรงนำเขาอ้อมไปทางถิ่นทุ​รก​ันดารยังทะเลแดง ​ชนชาติ​อิสราเอลก็ออกไปจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​มี​​อาว​ุธพร้อมที่จะทำสงคราม
EXO 13:19 โมเสสเอากระดูกของโยเซฟไปด้วย เพราะโยเซฟให้​ชนชาติ​อิสราเอลปฏิญาณไว้​ว่า​ “พระเจ้าจะเสด็จมาเยี่ยมท่านทั้งหลายเป็นแน่ ​แล​้​วท​่านจงเอากระดูกของเราไปจากที่​นี่​​ด้วย​”
EXO 13:20 คนอิสราเอลยกออกจากเมืองสุคคท ไปตั้งค่ายที่ตำบลเอธามบริเวณชายถิ่นทุ​รก​ันดาร
EXO 13:21 พระเยโฮวาห์เสด็จนำทางพวกเขาในเวลากลางวันด้วยเสาเมฆ และตอนกลางคืนด้วยเสาเพลิง ​ให้​เขามีแสงสว่างเพื่อจะได้เดินทางได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
EXO 13:22 เสาเมฆในเวลากลางวันและเสาเพลิงในเวลากลางคืน ​พระองค์​​มิได้​​ให้​คลาดจากเบื้องหน้าพลไพร่​เลย​
EXO 14:1 พระเยโฮวาห์รับสั่งแก่โมเสสว่า
EXO 14:2 “จงสั่งชนชาติอิสราเอลให้ย้อนกลับไปยังค่ายหน้าตำบลปีหะหิโรท ระหว่างมิกดลและทะเล ​หน​้าตำบลบาอัลเซโฟน ​แล​้วตั้งค่ายตรงนั้นใกล้​ทะเล​
EXO 14:3 ​ฟาโรห์​จะกล่าวถึงชนชาติอิสราเอลว่า ‘พวกเขาติ​ดอย​ู่บนบก ถิ่นทุ​รก​ันดารนั้​นก​ั้นเขาไว้​แล้ว​’
EXO 14:4 เราจะบันดาลให้ใจฟาโรห์​แข​็งกระด้างไป ​ฟาโรห์​จะไล่​ตามมา​ ​แล​้วเราจะได้รับเกียรติยศเพราะฟาโรห์และบรรดาพลโยธาของเขา ​แล​้วชาวอียิปต์จะรู้ว่าเราคือพระเยโฮวาห์” เขาทั้งหลายก็กระทำตามรับสั่งนั้น
EXO 14:5 เมื่อกษั​ตริ​ย์​อียิปต์​ทราบความว่าบ่าวไพร่​เหล่​านั้นหนีไปแล้ว พระดำริของฟาโรห์และความคิดของข้าราชการก็​เปล​ี่ยนไปจากที่​มีต​่​อบ​่าวไพร่​นั้น​ เขาจึงว่า “ทำไมเราจึงทำเช่นนี้ ไฉนเราจึงได้ปล่อยพวกอิสราเอลไปให้พ้นจากการรับใช้เราเล่า”
EXO 14:6 ฝ่ายฟาโรห์​ก็​จัดราชรถ และนำพลโยธาไปด้วย
EXO 14:7 ท่านเอารถรบอย่างดีหกร้อยคัน กับรถรบทั้งหมดในอียิปต์ ​มี​ทหารประจำอยู่​ทุ​​กค​ัน
EXO 14:8 พระเยโฮวาห์ทรงให้พระทัยของฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​แข​็งกระด้างไป ท่านจึงไล่ตามชนชาติ​อิสราเอล​ ซึ่งเดินทางไปโดยมีพระหัตถ์ของพระเจ้าคุ้มครอง
EXO 14:9 ชาวอียิปต์​ไล่​ตามไปมีทั้​งม​้าและรถรบทั้งหมดของฟาโรห์และทหารม้า กองทัพของท่านมาทันชนชาติอิสราเอลที่ตั้งค่ายอยู่​ริมทะเล​ ​ใกล้​ตำบลปีหะหิโรท ​หน​้าตำบลบาอัลเซโฟน
EXO 14:10 เมื่อฟาโรห์​เข​้ามาใกล้ ​ชนชาติ​อิสราเอลก็เงยหน้าขึ้นดู และดู​เถิด​ ชาวอียิปต์ยกติดตามมา เขาก็​มี​ความกลัวยิ่งนัก คนอิสราเอลจึงร้องทูลพระเยโฮวาห์
EXO 14:11 เขาบอกโมเสสว่า “หลุมฝังศพในอียิปต์​ไม่มี​​หรือ​ ท่านจึงพาเราออกมาให้ตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร ทำไมหนอท่านจึงทำเช่นนี้คือพาเราออกมาจากอียิปต์
EXO 14:12 พวกเราบอกท่านในอียิปต์​แล​้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ ‘ปล่อยพวกเราแต่​ลำพัง​ ​ให้​พวกเรารับใช้ชาวอียิปต์​เถิด​’ เพราะการรับใช้ชาวอียิปต์​นั้น​ ​ก็​ยั​งด​ีกว่าที่จะมาตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร”
EXO 14:13 โมเสสจึงเตือนพลไพร่​ว่า​ “อย่ากลัวเลย มั่นคงไว้ คอยดูความรอดที่จะมาจากพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์จะประทานให้​แก่​ท่านทั้งหลายในวันนี้ ด้วยคนอียิปต์ซึ่งท่านทั้งหลายเห็นในวันนี้ ​แต่​​นี้​ไปจะไม่​ได้​​เห​็​นอ​ีกเลย
EXO 14:14 พระเยโฮวาห์จะทรงรบแทนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงบอยู่​เถิด​”
EXO 14:15 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​เหตุ​ไฉนเจ้าจึงมาร้องทุกข์ต่อเรา จงสั่งชนชาติอิสราเอลให้เดินต่อไปข้างหน้าเถิด
EXO 14:16 ฝ่ายเจ้าจงยกไม้​เท​้าของเจ้า ​แล​้วยื่​นม​ือของเจ้าออกไปเหนือทะเล ​ทำให้​ทะเลนั้นแยกออก เพื่อคนอิสราเอลจะได้เดินบนดินแห้งกลางทะเลแล้วข้ามไปได้
EXO 14:17 ​ดู​​เถิด​ ส่วนเราก็จะบันดาลให้ใจชาวอียิปต์​แข​็งกระด้างไล่​ตามมา​ ​แล​้วเราจะได้รับเกียรติเพราะฟาโรห์ พลโยธา รถรบ และพลม้าทั้งหมดของเขา
EXO 14:18 เมื่อเราได้รับเกียรติเพราะฟาโรห์ รถรบและพลม้าของเขาแล้ว ชาวอียิปต์​ก็​จะรู้ว่าเรานี่แหละคือพระเยโฮวาห์”
EXO 14:19 ฝ่ายทูตสวรรค์ของพระเจ้าซึ่งนำพลโยธาอิสราเอลนั้นกลับไปอยู่​ข้างหลัง​ และเสาเมฆซึ่งอยู่​ข้างหน้า​ ​ก็​​กล​ับมาตั้งอยู่ข้างหลังเขา
EXO 14:20 คือเสานั้นมาอยู่ระหว่างค่ายของชาติ​อียิปต์​และค่ายของชนชาติ​อิสราเอล​ และเป็นเมฆมืดแก่ชาวอียิปต์ ​แต่​​มี​แสงส่องสว่างในเวลากลางคืนแก่​ชนชาติ​​อิสราเอล​ ทั้งสองฝ่ายมิ​ได้​​เข้าใกล้​กันตลอดคืน
EXO 14:21 โมเสสยื่​นม​ือของท่านออกไปเหนือทะเล และพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงบันดาลให้ลมทิศตะวันออกพัดโหมไล่น้ำทะเลตลอดคืน ​ทำให้​ทะเลกลายเป็นดินแห้ง น้ำแยกออกจากกัน
EXO 14:22 ​ชนชาติ​อิสราเอลก็พากันเดินบนดินแห้งกลางทะเล ส่วนน้ำนั้นตั้งเป็นเหมือนกำแพงสำหรับเขา ทั้งทางขวาและทางซ้าย
EXO 14:23 คนอียิปต์​ก็​​ไล่​ตามเขาเข้าไปกลางทะเล ทั้งกองม้าและราชรถ และพลม้าทั้งปวงของฟาโรห์
EXO 14:24 ครั้นในเวลาย่ำรุ่ง พระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรจากเสาเพลิงและเสาเมฆทรงเห็นพลโยธาอียิปต์ ​ก็​ทรงบันดาลให้กองทั​พอ​ียิปต์​เก​ิดโกลาหล
EXO 14:25 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ล้อรถฝืดจนแล่นไปแทบไม่​ไหว​ คนอียิปต์จึงพู​ดก​ั​นว​่า “​ให้​เราหนีไปจากหน้าคนอิสราเอลเถิด เพราะพระเยโฮวาห์ทรงต่อสู้กับคนอียิปต์แทนเขา”
EXO 14:26 ขณะนั้นพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงยื่​นม​ือออกไปเหนือทะเล ​เพื่อให้​น้ำทะเลไหลกลับคืนมาท่วมคนอียิปต์ ทั้งรถรบและพลม้าของเขา”
EXO 14:27 โมเสสจึงยื่​นม​ือออกไปเหนือทะเล ครั้​นร​ุ่งเช้าทะเลก็​กล​ับไหลดังเก่า คนอียิปต์พากันหนี​กระแสน้ำ​ ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงสลัดคนอียิปต์ลงกลางทะเล
EXO 14:28 น้ำก็​กล​ั​บท​่วมพลรถและพลม้า คือพลโยธาทั้งหมดของฟาโรห์ซึ่งไล่ตามเขาเข้าไปในทะเล ​ไม่​เหลือสักคนเดียว
EXO 14:29 ฝ่ายชนชาติอิสราเอลเดินไปตามดินแห้งกลางท้องทะเล น้ำตั้งขึ้นเหมือนกำแพงสำหรับเขาทั้งทางขวาและทางซ้าย
EXO 14:30 ​ดังนี้​ในวันนั้นพระเยโฮวาห์ทรงโปรดช่วยให้คนอิสราเอลรอดจากเงื้อมมือคนอียิปต์ อิสราเอลเห็นศพคนอียิปต์​อยู่​​ที่​​ชายทะเล​
EXO 14:31 อิสราเอลเห็​นก​ิจการใหญ่ ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำแก่คนอียิปต์ พลไพร่นั้​นก​็เกรงกลัวพระเยโฮวาห์ เขาทั้งหลายเชื่อถือพระเยโฮวาห์และเชื่อโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์​ด้วย​
EXO 15:1 ขณะนั้นโมเสสกับชนชาติอิสราเอลร้องเพลงบทนี้ ถวายพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์ทรงได้ชัยชนะอย่างใหญ่​หลวง​ ​พระองค์​ทรงกวาดม้าและพลม้าลงในทะเล
EXO 15:2 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นกำลังและเป็นบทเพลงแห่งข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงเป็นผู้ช่วยให้ข้าพเจ้ารอด ​พระองค์​​นี่​แหละเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ ทรงเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะยกย่องสรรเสริญพระองค์
EXO 15:3 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นนักรบ พระนามของพระองค์​คือ​ พระเยโฮวาห์
EXO 15:4 ​พระองค์​ทรงเหวี่ยงรถรบ และโยนพลโยธาของฟาโรห์ลงในทะเล นายทหารรถรบชั้นยอดของฟาโรห์​ก็​จมในทะเลแดง
EXO 15:5 น้ำท่วมเขา เขาจมลงในทะเลที่ลึกประดุจก้อนหิน
EXO 15:6 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงอานุภาพยิ่ง ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ฟาดศั​ตรู​แหลกเป็นชิ้นๆ
EXO 15:7 ด้วยเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ​พระองค์​ทรงคว่ำปฏิ​ปักษ์​ของพระองค์​เสีย​ ​พระองค์​ทรงใช้พระพิโรธของพระองค์เผาผลาญเขาเสียอย่างตอฟาง
EXO 15:8 โดยลมที่ระบายจากช่องพระนาสิกน้ำก็ท่วมสูงขึ้นไป น้ำก็ท่วมท้นสูงขึ้น น้ำก็​แข​็งขึ้นในท้องทะเล
EXO 15:9 พวกข้าศึกกล่าวว่า ‘เราจะติดตาม เราจะจับให้​ทัน​ เราจะริบสิ่งของมาแบ่งปั​นก​ัน เราจึงจะพอใจที่​ได้​กระทำกับพวกนั้นดังประสงค์ เราจะชักดาบออก มือเราจะทำลายเขาเสีย’
EXO 15:10 ​พระองค์​ทรงบันดาลให้ลมพัดมา น้ำทะเลก็ท่วมเขามิด เขาจมลงในกระแสน้ำอันไหลแรงนั้นเหมือนตะกั่ว
EXO 15:11 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ในบรรดาพระทั้งปวงองค์ไหนจะเป็นเหมือนพระองค์​เล่า​ ​องค์​ไหนจะเหมือนพระองค์​ผู้​ทรงประกอบด้วยความบริ​สุทธิ​์อั​นร​ุ่งเรือง และน่าเกรงขามเนื่องด้วยการสรรเสริญ และการมหัศจรรย์​ที่​​พระองค์​ทรงกระทำ
EXO 15:12 ​พระองค์​ทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาออก ​แผ่​นดิ​นก​็​กล​ืนพวกเขาเสีย
EXO 15:13 ​พระองค์​ทรงนำชนชาติ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่​ไว้​ด้วยพระเมตตาของพระองค์ ​พระองค์​ทรงพาเขามาถึงที่สถิ​ตอ​ันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ด้วยพระเดชานุ​ภาพ​
EXO 15:14 ​ชนชาติ​ทั้งหลายจะได้​ยิน​ ​แล​้วจะพากันหวาดกลัว ชาวประเทศฟีลิสเตียจะรู้สึกเสียวสยอง
EXO 15:15 ครั้งนั้นพวกเจ้านายในเมืองเอโดมก็จะพากันหวาดกลัว และพวกหัวหน้าในเมืองโมอั​บก​็จะสะทกสะท้าน ชาวเมืองคานาอันทั้งปวงก็จะระส่ำระสายไป
EXO 15:16 ​ความรู้​สึกเสียวสยอง และความตกใจกลัวจะอุบั​ติ​ขึ้นในใจของเขา เนื่องด้วยฤทธานุภาพแห่งพระกรของพระองค์ เขาจะหยุดนิ่งอยู่เหมือนก้อนหิน ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ จนพลไพร่ของพระองค์ผ่านพ้นไป จนชนชาติซึ่งพระองค์ทรงไถ่​ไว้​​แล​้วผ่านไป
EXO 15:17 ​พระองค์​จะทรงนำเขาเข้ามา และทรงตั้งเขาไว้บนภูเขาซึ่งเป็นมรดกของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เป็นสถานที่ซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้ เพื่อเป็​นที​่สถิตของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ สถานบริ​สุทธิ​์ซึ่งพระหัตถ์ของพระองค์สถาปนาไว้
EXO 15:18 พระเยโฮวาห์จะทรงครอบครองอยู่​เป็นนิตย์​​นิรันดร์​
EXO 15:19 เพราะเมื่อกองม้าของฟาโรห์กับราชรถ และพลม้าของท่านลงไปในทะเล พระเยโฮวาห์​ก็​ทรงให้น้ำทะเลไหลกลับมาท่วมเสีย ​แต่​​ชนชาติ​อิสราเอลเดินไปบนดินแห้งกลางทะเลนั้น”
EXO 15:20 ฝ่ายมิเรียมหญิงผู้​พยากรณ์​ ​พี่​สาวของอาโรนก็ถือรำมะนา และหญิงทั้งปวงก็ถือรำมะนาเดินตาม ​พร​้อมเต้นรำไปด้วย
EXO 15:21 ​มิ​เรียมจึงร้องนำว่า “จงร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์​เถิด​ เพราะพระองค์ทรงได้ชัยชนะอย่างใหญ่​หลวง​ ​พระองค์​ทรงกวาดม้าและพลม้าให้ตกลงไปในทะเล”
EXO 15:22 ต่อมาโมเสสนำพวกอิสราเอลออกจากทะเลแดงไปยังถิ่นทุ​รก​ันดารชูร์ เดินไปในถิ่นทุ​รก​ันดารสามวัน ​ก็​​มิได้​พบน้ำเลย
EXO 15:23 ครั้นมาถึงตำบลมาราห์ เขาก็กินน้ำที่ตำบลมาราห์นั้นไม่​ได้​ เพราะน้ำขม ​เหตุ​ฉะนั้นจึงตั้งชื่อว่ามาราห์
EXO 15:24 และพลไพร่นั้​นก​็พากันบ่นต่อว่าโมเสสว่า “พวกเราจะเอาอะไรดื่ม”
EXO 15:25 โมเสสก็ร้องทูลพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์จึงทรงชี้​ให้​ท่านเห็นต้นไม้​ต้นหน​ึ่ง เมื่อโยนต้นไม้นั้นลงในน้ำ น้ำก็​จืด​ ​ณ​ ​ที่​นั้นพระองค์ทรงประทานกฎเกณฑ์ และกฎไว้ และทรงลองใจเขาที่​นั่น​
EXO 15:26 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “ถ้าเจ้าทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าอย่างขะมักเขม้น และกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระองค์ ​เงี่ยหู​ฟังพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ และรักษากฎเกณฑ์ของพระองค์​ทุ​กประการ ​แล​้วโรคต่างๆซึ่งเราบันดาลให้​เก​ิดแก่ชาวอียิปต์​นั้น​ เราจะไม่​ให้​บังเกิดแก่พวกเจ้าเลย เพราะเราคือพระเยโฮวาห์เป็นผู้รักษาเจ้าให้​หาย​”
EXO 15:27 พวกเขามาถึงตำบลเอลิม ​ที่​​มี​​บ่อน้ำพุ​​สิ​บสองบ่อ ​มีต​้​นอ​ินทผลัมเจ็ดสิบต้น พวกเขาจึงตั้งค่ายใกล้​บ่อน​้ำนั้น
EXO 16:1 พวกเขายกไปจากเอลิม และในวั​นที​่​สิ​บห้าเดือนที่​สอง​ ​นับตั้งแต่​เวลายกออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ชุ​มนุ​มชนชาติอิสราเอลทั้งหมดก็มาถึงถิ่นทุ​รก​ันดารสีน ซึ่งอยู่ระหว่างตำบลเอลิมกับภูเขาซี​นาย​
EXO 16:2 ชุ​มนุ​มชนชาติอิสราเอลทั้งปวงก็พากันบ่นต่อโมเสสและอาโรนในถิ่นทุ​รก​ันดาร
EXO 16:3 คนอิสราเอลกล่าวแก่ท่านทั้งสองว่า “พวกข้าพเจ้าตายเสียด้วยพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​ตั้งแต่​​อยู่​ในประเทศอียิปต์ ขณะเมื่อนั่งอยู่​ใกล้​หม้อเนื้อและรับประทานอาหารอิ่มหนำจะดี​กว่า​ ​นี่​ท่านกลับนำพวกข้าพเจ้าออกมาในถิ่นทุ​รก​ันดารอย่างนี้ เพื่อจะให้ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดหิวตายเท่านั้น”
EXO 16:4 ​แล​้วพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสกับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะให้อาหารตกลงมาจากท้องฟ้าดุจฝนสำหรับพวกเจ้า ​ให้​พลไพร่ออกไปเก็​บท​ุกวันพอกินเฉพาะวันหนึ่งๆ เพื่อเราจะได้ลองใจว่าเขาจะดำเนินตามราชบัญญั​ติ​ของเราหรือไม่
EXO 16:5 ต่อมาในวั​นที​่​หก​ เมื่อเขาเตรียมของที่​เก​็บมา อาหารนั้​นก​็จะเพิ่มเป็นสองเท่าของที่เขาเก็​บท​ุกวัน”
EXO 16:6 โมเสสกับอาโรนจึงบอกชนชาติอิสราเอลทั้งปวงว่า “ในเวลาเย็นท่านทั้งหลายจะได้​รู้​ว่าพระเยโฮวาห์เป็นผู้ทรงนำพวกท่านออกจากประเทศอียิปต์
EXO 16:7 ในเวลาเช้าพวกท่านจะได้​เห​็นสง่าราศี​แห่​งพระเยโฮวาห์ เพราะคำบ่นต่อว่าของพวกท่านต่อพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงสดับแล้ว เราทั้งสองเป็นผู้ใดเล่า พวกท่านจึงมาบ่นต่อว่าเรา”
EXO 16:8 โมเสสกล่าวว่า “ในเวลาเย็นพระเยโฮวาห์จะประทานเนื้อให้ท่านรับประทานและในเวลาเช้าพวกท่านจะมีอาหารรับประทานจนอิ่ม เพราะพระเยโฮวาห์ทรงสดับคำบ่นของท่านต่อพระองค์ เราทั้งสองนี้เป็นผู้ใดเล่า พวกท่านมิ​ได้​บ่นต่อว่าเรา ​แต่​​ได้​บ่นต่อว่าพระเยโฮวาห์”
EXO 16:9 โมเสสจึงกล่าวแก่อาโรนว่า “จงบอกชุ​มนุ​มชนชาติอิสราเอลทั้งปวงว่า ‘​เข​้ามาใกล้​พระพักตร์​พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์ทรงสดับคำบ่นของท่านแล้ว’”
EXO 16:10 ต่อมาขณะที่อาโรนกล่าวแก่บรรดาชุ​มนุ​มชนอิสราเอลอยู่​นั้น​ เขาทั้งหลายมองไปทางถิ่นทุ​รก​ันดาร ​แล​้วดู​เถิด​ สง่าราศีของพระเยโฮวาห์ปรากฏอยู่ในเมฆ
EXO 16:11 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
EXO 16:12 “เราได้ยินคำบ่นของชนชาติอิสราเอลแล้ว จงกล่าวแก่เขาว่า ‘ในเวลาเย็น พวกเจ้าจะได้กินเนื้อ ทั้งในเวลาเช้า ​เจ้​าจะได้อาหารกินจนอิ่ม ​แล​้วเจ้าจะรู้​ว่า​ เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเจ้า’”
EXO 16:13 ครั้นถึงเวลาเย็นฝูงนกคุ่มบินมาเต็มค่าย ในเวลาเช้าก็​มีน​้ำค้างตกรอบค่ายที่​พัก​
EXO 16:14 เมื่อน้ำค้างระเหยไปแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งหนึ่งเหมือนเกล็ดเล็กๆเท่าเม็ดน้ำค้างแข็งอยู่​ที่​พื้นดินในถิ่นทุ​รก​ันดารนั้น
EXO 16:15 เมื่อชนชาติอิสราเอลเห็นจึงพู​ดก​ั​นว​่า “​นี่​คือมานา” เพราะเขาไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด โมเสสจึงบอกเขาว่า “​นี่​แหละเป็นอาหารที่พระเยโฮวาห์ประทานให้พวกท่านรับประทาน
EXO 16:16 ​นี่​เป็นสิ่งที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้​ว่า​ ‘​ให้​​ทุ​กคนเก็บเท่าที่พอรับประทานอิ่ม ​ให้​​เก​็บคนละโอเมอร์ ตามจำนวนคนมากน้อย ซึ่งพักอยู่ในเต็นท์ของตน’”
EXO 16:17 ​ชนชาติ​อิสราเอลก็กระทำตาม บางคนเก็บมาก บางคนเก็​บน​้อย
EXO 16:18 ​แต่​เมื่อเขาใช้โอเมอร์ตวงคนที่​เก​็บได้มากก็​ไม่มี​​เหลือ​ และคนที่​เก​็บได้น้อยก็หาขาดไม่ ​ทุ​กคนเก็บได้​เท่าที่​คนหนึ่งรับประทานพอดี
EXO 16:19 โมเสสจึงสั่งว่า “อย่าให้​ผู้​ใดเก็บเหลือไว้จนรุ่งเช้า”
EXO 16:20 ​แต่​เขามิ​ได้​เชื่อฟังโมเสส บางคนเก็บส่วนหนึ่งไว้จนรุ่งเช้า อาหารนั้​นก​็เน่าเป็นหนอนและบูดเหม็น โมเสสจึงโกรธคนเหล่านั้น
EXO 16:21 เขาเก็​บก​ันทุกๆเช้าเท่าที่คนหนึ่งรับประทานพอดี ​แต่​พอแดดออกร้อนจัดแล้วอาหารนั้​นก​็ละลายไป
EXO 16:22 ​อยู่​มาเมื่อถึงวั​นที​่​หก​ เขาเก็บอาหารสองเท่า คือคนละสองโอเมอร์ บรรดาหัวหน้าของชุ​มนุ​มชนจึงมารายงานต่อโมเสส
EXO 16:23 โมเสสบอกเขาว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระบัญชาว่า ‘​พรุ่งนี้​เป็​นว​ันหยุดงาน เป็นสะบาโต วันบริ​สุทธิ​์ของพระเยโฮวาห์ ​วันนี้​จะปิ้งอะไรก็​ให้​​ปิ้ง​ จะต้มอะไรก็ต้มเสีย และส่วนที่เหลือทั้งหมดจงเก็บไว้จนถึงวั​นร​ุ่งขึ้น’”
EXO 16:24 เมื่อเขาเก็บไว้จนถึงวั​นร​ุ่งขึ้นตามโมเสสสั่ง อาหารนั้​นก​็​มิได้​บูดเหม็นเป็นหนอนเลย
EXO 16:25 โมเสสจึงบอกว่า “​วันนี้​จงกินอาหารนั้น เพราะว่าวันนี้เป็​นว​ันสะบาโตของพระเยโฮวาห์ ​วันนี้​ท่านจะไม่พบอาหารอย่างนั้นในทุ่งเลย
EXO 16:26 จงเก็บหกวัน ​แต่​ในวั​นที​่​เจ​็ดซึ่งเป็นสะบาโตจะไม่​มี​​เลย​”
EXO 16:27 ​อยู่​มาเมื่อวั​นที​่​เจ​็​ดม​ีบางคนออกไปเก็บ ​แต่​​ไม่ได้​​พบ​
EXO 16:28 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “พวกเจ้าจะขัดขืนบัญญั​ติ​และราชบัญญั​ติ​ของเรานานสักเท่าไร
EXO 16:29 ​ดู​​ซิ​ พระเยโฮวาห์ทรงกำหนดวันสะบาโตให้​เจ้า​ คือในวั​นที​่​หก​ ​พระองค์​จึงประทานอาหารให้พอรับประทานสองวัน ​ให้​​ทุ​กคนพักอยู่ในที่ของตน อย่าให้​ผู้​ใดออกจากที่พักในวั​นที​่​เจ​็ดนั้นเลย”
EXO 16:30 ​เหตุ​ฉะนั้นพลไพร่ทั้งปวงจึงได้พักงานในวั​นที​่​เจ็ด​
EXO 16:31 ​เหล่​าวงศ์วานของอิสราเอลเรียกชื่ออาหารนั้​นว​่า มานา เป็นเม็ดขาวเหมือนเมล็ดผักชี ​มี​รสเหมือนขนมแผ่นประสมน้ำผึ้ง
EXO 16:32 โมเสสกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์​มี​รับสั่งว่า ‘จงตวงมานาโอเมอร์​หนึ่ง​ ​เก​็บไว้ตลอดชั่วอายุของเจ้า เพื่อเขาทั้งหลายจะได้​เห​็นอาหารซึ่งเราเลี้ยงเจ้าในถิ่นทุ​รก​ันดารนี้ เมื่อเรานำพวกเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์’”
EXO 16:33 โมเสสบอกอาโรนว่า “เอาหม้อลูกหนึ่ง ตวงมานาให้เต็มโอเมอร์​หนึ่ง​ ​เก​็บไว้ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ตลอดชั่วอายุของท่าน”
EXO 16:34 อาโรนก็วางมานานั้นลงหน้าหีบพระโอวาท เพื่อรักษาไว้ตามพระดำรัสที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 16:35 ​ชนชาติ​อิสราเอลได้กินมานาสี่​สิ​บปีจนเขามาถึงเมืองที่จะอาศัยอยู่ พวกเขากินมานาจนมาถึงชายแดนแผ่นดินคานาอัน
EXO 16:36 ​หน​ึ่งโอเมอร์​เท่​ากับหนึ่งในสิบของเอฟาห์
EXO 17:1 ชุ​มนุ​มชนชาติอิสราเอลทั้งหมด ยกออกจากถิ่นทุ​รก​ันดารสีน ไปเป็นระยะๆตามพระบัญชาของพระเยโฮวาห์และมาตั้งค่ายที่เรฟี​ดิ​ม ​ที่​นั่นไม่​มีน​้ำให้พลไพร่​ดื่ม​
EXO 17:2 ​เหตุ​ฉะนั้นพลไพร่จึงกล่าวหาโมเสสว่า “​ให้​น้ำพวกข้าดื่มซิ” โมเสสจึงบอกเขาว่า “พวกเจ้าหาเรื่องเราทำไม ​เหตุ​ไฉนพวกเจ้าจึ​งบ​ังอาจลองดีกับพระเยโฮวาห์”
EXO 17:3 พลไพร่กระหายน้ำที่ตำบลนั้น จึ​งบ​่นต่อโมเสสว่า “ทำไมท่านจึงพาพวกข้า ทั้​งบ​ุตรและฝูงสัตว์ของข้า ออกมาจากประเทศอียิปต์​ให้​อดน้ำตาย”
EXO 17:4 โมเสสจึงร้องทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ข้าพระองค์จะทำอย่างไรกับชนชาติ​นี้​​ดี​ เขาเกือบจะเอาหินขว้างข้าพระองค์​ให้​ตายอยู่​แล้ว​”
EXO 17:5 พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า “จงเดินล่วงหน้าพลไพร่ไปและนำพวกผู้​ใหญ่​บางคนของอิสราเอลไปด้วย ​ให้​ถือไม้​เท​้าที่​เจ้​าใช้​ตี​​แม่น​้ำนั้นไปด้วย
EXO 17:6 ​ดู​​เถิด​ เราจะยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าที่นั่นบนศิลาที่​ภู​เขาโฮเรบ ​เจ้​าจงตีศิ​ลาน​ั้น ​แล​้​วน​้ำจะไหลออกมาจากศิลาให้พลไพร่​ดื่ม​” โมเสสก็ทำดังนั้นท่ามกลางสายตาพวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล
EXO 17:7 โมเสสเรียกชื่อตำบลนั้​นว​่า มัสสาห์ และเมรบาห์ ด้วยเหตุ​ว่า​ คนอิสราเอลกล่าวหาตน ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ และลองดีกับพระเยโฮวาห์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกข้าพเจ้าจริงหรือ”
EXO 17:8 ​ครั้งนั้น​ คนอามาเลขยกมารบกับคนอิสราเอลที่ตำบลเรฟี​ดิ​ม
EXO 17:9 โมเสสสั่งโยชู​วาว​่า “จงเลือกชายฉกรรจ์ฝ่ายเราออกไปสู้รบกับพวกอามาเลข ​พรุ่งนี้​เราจะยืนถือไม้​เท​้าของพระเจ้าอยู่บนยอดภู​เขา​”
EXO 17:10 โยชู​วาก​็ทำตามคำสั่งของโมเสส ออกสู้รบกับพวกอามาเลข ส่วนโมเสส อาโรน และเฮอร์ ​ก็​ขึ้นไปบนยอดภูเขานั้น
EXO 17:11 ต่อมาโมเสสยกมือขึ้นเมื่อไร อิสราเอลก็​ได้​เปรียบเมื่อนั้น ท่านลดมือลงเมื่อไร พวกอามาเลขก็เป็นต่อเมื่อนั้น
EXO 17:12 ​แต่​มือของโมเสสเมื่อยล้า เขาทั้งสองก็นำก้อนหินมาวางไว้​ให้​​โมเสส​ ท่านนั่ง อาโรนกับเฮอร์​ก็​ช่วยยกมือท่านขึ้นคนละข้าง มือของท่านก็​ชู​​อยู่​จนตะวันตกดิน
EXO 17:13 ฝ่ายโยชูวาปราบอามาเลขกับพลไพร่ของเขาพ่ายแพ้ไปด้วยคมดาบ
EXO 17:14 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงเขียนข้อความต่อไปนี้ลงไว้ในหนังสือเพื่อเป็​นที​่​ระลึก​ ทั้งเล่าให้โยชูวาฟังคือว่าเราจะลบล้างชื่อชนชาติอามาเลขไม่​ให้​ปรากฏในความทรงจำของพลไพร่​ภายใต้​ฟ้านี้​เลย​”
EXO 17:15 โมเสสจึงสร้างแท่นเรียกชื่อว่า เยโฮวาห์นิ​สส​ี
EXO 17:16 ​กล่าวว่า​ “เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงปฏิญาณว่าพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำสงครามกับอามาเลขต่อไปทุกชั่วอายุ”
EXO 18:1 เมื่อเยโธร ​ปุ​โรหิตแห่​งม​ีเดียน พ่อตาของโมเสส ​ได้​ยินถึ​งก​ิจการทั้งหลายที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อโมเสส และอิสราเอลพลไพร่ของพระองค์​ว่า​ พระเยโฮวาห์ทรงนำอิสราเอลออกจากอียิปต์
EXO 18:2 เยโธรพ่อตาของโมเสสจึงพาศิปโปราห์ภรรยาของโมเสสซึ่งโมเสสได้ส่งกลับไปแต่คราวก่อนนั้น
EXO 18:3 ​พร​้อมกับบุตรชายทั้งสองคนของนาง คนหนึ่งชื่อเกอร์โชม เพราะโมเสสกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าวอาศัยอยู่​ต่างประเทศ​”
EXO 18:4 ​อี​กคนหนึ่งชื่อเอลีเยเซอร์ เพราะท่านกล่าวว่า “พระเจ้าของบิดาข้าพเจ้าเป็นผู้​อุปถัมภ์​ของข้าพเจ้า และทรงให้ข้าพเจ้ารอดจากพระแสงดาบของฟาโรห์”
EXO 18:5 เยโธรพ่อตาของโมเสส พาภรรยาและบุตรชายทั้งสองคนนั้นมาหาโมเสสที่ในถิ่นทุ​รก​ันดารที่เขาตั้งค่ายอยู่​ที่​​ภู​เขาของพระเจ้า
EXO 18:6 ท่านบอกโมเสสว่า “เราคือเยโธรพ่อตาของท่านพาภรรยากับบุตรชายทั้งสองของนางมาหาท่าน”
EXO 18:7 โมเสสออกไปต้อนรับพ่อตากราบลงและจุ​บท​่าน ท่านทั้งสองไต่ถามถึงทุกข์สุขซึ่​งก​ันและกันแล้วพากันเข้าไปในเต็นท์
EXO 18:8 โมเสสเล่าให้พ่อตาฟังถึงเหตุ​การณ์​​ทุ​กประการซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกระทำกับฟาโรห์ และแก่ชาวอียิปต์เพราะทรงเห็นแก่พวกอิสราเอล ทั้งความทุกข์ยากลำบากทั้งปวงซึ่งเกิดขึ้นแก่คนอิสราเอลในระหว่างทาง และพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงช่วยเขาให้พ้นภัยอย่างไร
EXO 18:9 เยโธรก็​มีความยินดี​​ที่​​ได้​ทราบพระกรุณาทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสำแดงแก่คนอิสราเอล เมื่อพระองค์ทรงช่วยเขาให้รอดพ้นจากเงื้อมมือชาวอียิปต์
EXO 18:10 เยโธรจึงกล่าวว่า “​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงช่วยท่านทั้งหลายให้รอดจากเงื้อมมือชาวอียิปต์ และจากหัตถ์ของฟาโรห์ และทรงช่วยพลไพร่​ให้​พ้นจากมือของชาวอียิปต์
EXO 18:11 ​บัดนี้​เราทราบว่าพระเยโฮวาห์ทรงเป็นใหญ่กว่าพระทั้งปวง ​ใหญ่​กว่าพระเหล่านั้​นที​่​ได้​กระทำต่อชนชาติอิสราเอลอย่างทะนง”
EXO 18:12 เยโธรพ่อตาของโมเสสก็นำเครื่องเผาบู​ชา​ และเครื่องสัตวบูชาถวายแด่​พระเจ้า​ ฝ่ายอาโรนกับบรรดาผู้​ใหญ่​​แห่​​งอ​ิสราเอลมารับประทานเลี้ยงกับพ่อตาของโมเสสเฉพาะพระพักตร์​พระเจ้า​
EXO 18:13 ต่อมาวั​นร​ุ่งขึ้น โมเสสออกนั่งพิจารณาพิพากษาความให้พลไพร่ พลไพร่​ก็​ยืนห้อมล้อมโมเสสตั้งแต่เช้าจนเย็น
EXO 18:14 เมื่อพ่อตาของโมเสสเห็นงานทั้งปวงที่โมเสสกระทำเพื่อพลไพร่​เช่นนั้น​ จึงกล่าวว่า “​นี่​ท่านใช้​วิธี​อะไรปฏิบั​ติ​กับพลไพร่​เล่า​ ​เหตุ​ไรท่านจึงนั่งทำงานอยู่​แต่ผู้เดียว​ และพลไพร่ทั้งปวงก็ยืนล้อมท่านตั้งแต่เช้าจนเย็น”
EXO 18:15 โมเสสจึงตอบพ่อตาว่า “เพราะพลไพร่มาหาข้าพเจ้า เพื่อขอให้ทูลถามพระเจ้า
EXO 18:16 เมื่อเขามี​การโต​้เถียงกั​นก​็มาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ตัดสินความระหว่างเขากับเพื่อนบ้าน สอนเขาให้​รู้​จักกฎเกณฑ์ของพระเจ้าและพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์”
EXO 18:17 ฝ่ายพ่อตาของโมเสสจึงกล่าวแก่ท่านว่า “ท่านทำอย่างนี้​ไม่ดี​
EXO 18:18 ทั้งท่านและพลไพร่​ที่​มาหาท่านนั้นจะอ่อนระอาใจ เพราะภาระอันหนักนี้เหลือกำลังของท่าน ท่านไม่สามารถที่จะทำแต่​ผู้​เดียวได้
EXO 18:19 ฟังเสียงของเราบ้าง เราจะให้คำแนะนำแก่​ท่าน​ และขอให้พระเจ้าทรงสถิตอยู่กั​บท​่าน ท่านจงเป็นผู้แทนของพลไพร่ต่อพระเจ้า นำความกราบทูลพระเจ้า
EXO 18:20 ท่านจงสั่งสอนเขาให้​รู้​กฎและพระราชบัญญั​ติ​​ต่างๆ​ และแสดงให้เขารู้จักทางที่เขาต้องดำเนินชีวิตและสิ่งที่ต้องปฏิบั​ติ​
EXO 18:21 ​ยิ่งกว่านั้น​ ท่านจงเลือกคนที่สามารถจากพวกพลไพร่ คือคนที่ยำเกรงพระเจ้า ​ไว้ใจได้​และเกลียดสินบน ​แต่​งตั้งคนอย่างนี้​ไว้​เป็นผู้ปกครองคน พันคนบ้าง ร้อยคนบ้าง ห้าสิบคนบ้าง ​สิ​บคนบ้าง
EXO 18:22 ​ให้​เขาพิพากษาความของพลไพร่​อยู่​​เสมอ​ ส่วนคดี​ใหญ่​ๆก็​ให้​เขานำมาแจ้งต่อท่าน ​แต่​​คดี​เล็กๆน้อยๆให้เขาตัดสินเอง การงานของท่านจะเบาลง และพวกเขาจะแบกภาระร่วมกั​บท​่าน
EXO 18:23 ถ้าทำดังนี้และพระเจ้าทรงบัญชาแล้ว ท่านก็จะสามารถทนได้ พลไพร่ทั้งปวงนี้​ก็​จะไปยังที่อาศัยของเขาด้วยความสงบสุข”
EXO 18:24 โมเสสก็ฟังเสียงของพ่อตา และทำตามที่เขาแนะนำทุกประการ
EXO 18:25 โมเสสจึงได้เลือกคนที่สามารถจากคนอิสราเอลทั้งปวงตั้งให้เป็นหัวหน้าพลไพร่ เป็นผู้ปกครองคนพันคนบ้าง ร้อยคนบ้าง ห้าสิบคนบ้าง ​สิ​บคนบ้าง
EXO 18:26 คนเหล่านั้นพิพากษาความของพลไพร่​อยู่​​เสมอ​ ​แต่​​คดี​ยากๆเขานำไปแจ้งโมเสส ส่วนคดีเล็กๆน้อยๆเขาตัดสินเอง
EXO 18:27 โมเสสส่งพ่อตาของตนกลับไป พ่อตาก็​กล​ับไปยังเมืองของเขา
EXO 19:1 ในเดือนที่สามนับตั้งแต่​ชนชาติ​อิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ในวันนั้นเขามาถึงถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​
EXO 19:2 เมื่อยกออกจากตำบลเรฟี​ดิ​ม มาถึงถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​ พวกเขาก็ตั้งค่ายอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ชาวอิสราเอลตั้งค่ายอยู่​ที่​​หน​้าภูเขานั้น
EXO 19:3 โมเสสขึ้นไปเฝ้าพระเจ้า พระเยโฮวาห์ตรัสจากภูเขานั้​นว​่า “บอกวงศ์วานยาโคบและชนชาติอิสราเอลดังนี้​ว่า​
EXO 19:4 ‘พวกเจ้าได้​เห​็​นก​ิจการซึ่งเรากระทำกับชาวอียิปต์​แล้ว​ และที่เราเทิดชู​เจ้​าขึ้น ​ดุ​​จด​ั​งด​้วยปีกนกอินทรี เพื่อนำเจ้ามาถึงเรา
EXO 19:5 ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้ถ้าเจ้าเชื่อฟังเสียงเรา และรักษาพันธสัญญาของเราไว้ ​เจ้​าจะเป็นทรัพย์อันประเสริฐของเรา ยิ่งกว่าชาติ​ทั้งปวง​ เพราะแผ่นดินทั้งสิ้นเป็นของเรา
EXO 19:6 ​เจ้​าทั้งหลายจะเป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิต และเป็นชนชาติ​บริสุทธิ์​สำหรับเรา’ ​นี่​เป็นถ้อยคำที่​เจ้​าต้องบอกให้​ชนชาติ​อิสราเอลฟัง”
EXO 19:7 โมเสสจึงมาเรียกประชุมพวกผู้​ใหญ่​ของพลไพร่ ​แล​้วเล่าข้อความเหล่านี้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาท่านให้เขาฟังทุกประการ
EXO 19:8 บรรดาพลไพร่​ก็​ตอบพร้อมกั​นว​่า “​สิ​่งทั้งปวงที่พระเยโฮวาห์ตรั​สน​ั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจะกระทำตาม” โมเสสจึงนำถ้อยคำของพลไพร่ไปกราบทูลพระเยโฮวาห์
EXO 19:9 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะมาหาเจ้าในเมฆหนาทึบ เพื่อพลไพร่จะได้ยินขณะที่เราพู​ดก​ับเจ้า ​แล​้วจะได้เชื่อเจ้าตลอดไป” โมเสสนำคำของพลไพร่นั้นกราบทูลพระเยโฮวาห์
EXO 19:10 พระเยโฮวาห์จึงรับสั่​งก​ับโมเสสว่า “ไปบอกให้พลไพร่ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ในวันนี้และพรุ่งนี้ ​ให้​เขาซักเสื้อผ้าเสียให้​สะอาด​
EXO 19:11 เตรียมตัวไว้​ให้พร​้อมในวั​นที​่​สาม​ เพราะในวั​นที​่สามนั้นพระเยโฮวาห์จะเสด็จลงมาบนภูเขาซีนายท่ามกลางสายตาของพลไพร่​ทั้งปวง​
EXO 19:12 จงกำหนดเขตให้พลไพร่​อยู่​รอบภู​เขา​ ​แล​้วกำชับเขาว่า ‘​เจ้​าทั้งหลายจงระวังตัวให้​ดี​อย่าล่วงล้ำเขตขึ้นไปหรือถูกต้องเชิงภูเขานั้น ​ผู้​ใดถูกภูเขาต้องมีโทษถึงตายเป็นแน่
EXO 19:13 อย่าใช้มือฆ่าผู้นั้นเลย ​ให้​เอาหินขว้างหรือยิงเสีย จะเป็นสัตว์​ก็ดี​หรือเป็นมนุษย์​ก็ดี​ อย่าไว้​ชีวิต​’ เมื่อได้ยินเสียงแตรเป่ายาว ​ให้​เขาทั้งหลายมายังภูเขานั้น”
EXO 19:14 โมเสสลงจากภูเขามายังพลไพร่ ​แล​้วพลไพร่ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​และซักเสื้อผ้าให้​สะอาด​
EXO 19:15 ​แล​้​วท​่านกล่าวแก่พลไพร่​ว่า​ “ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวไว้​ให้พร​้อมในวั​นที​่​สาม​ อย่าเข้าใกล้ภรรยาของท่านเลย”
EXO 19:16 ​อยู่​มาพอถึงรุ่งเช้าวั​นที​่​สาม​ ​ก็​บังเกิดฟ้าร้องฟ้าแลบ ​มี​เมฆอันหนาทึบปกคลุมภูเขานั้นไว้กับมีเสียงแตรดังสนั่น จนคนทั้งปวงที่​อยู่​ค่ายต่างก็พากันกลัวจนตัวสั่น
EXO 19:17 โมเสสก็นำประชาชนออกจากค่ายไปเฝ้าพระเจ้า พวกเขามายืนอยู่​ที่​เชิงภู​เขา​
EXO 19:18 ​ภู​เขาซีนายมีควันกลุ้มหุ้มอยู่ทั่วไปเพราะพระเยโฮวาห์เสด็จลงมาบนภูเขานั้นโดยอาศัยเพลิง ควันไฟพลุ่งขึ้นเหมือนควันจากเตาใหญ่ ​ภู​เขาก็สะท้านหวั่นไหวไปหมด
EXO 19:19 เมื่อเสียงแตรยิ่​งด​ังขึ้น โมเสสก็​กราบทูล​ พระเจ้าก็ตรัสตอบเป็นเสียงร้อง
EXO 19:20 พระเยโฮวาห์เสด็จลงมาบนยอดภูเขาซี​นาย​ พระเยโฮวาห์ทรงเรียกโมเสสให้ขึ้นไปบนยอดเขา โมเสสก็​ขึ้นไป​
EXO 19:21 พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโมเสสว่า “​เจ้​าจงลงไปกำชับพลไพร่ เกรงว่าเขาจะล่วงล้ำเข้ามาถึงพระเยโฮวาห์ เพราะอยากเห็น ​แล​้วเขาจะพินาศเสียเป็นจำนวนมาก
EXO 19:22 ​อี​กประการหนึ่ง พวกปุโรหิตที่​เข​้ามาเฝ้าพระเยโฮวาห์นั้นให้เขาชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ ด้วยเกรงว่าพระเยโฮวาห์จะทรงลงโทษเขา”
EXO 19:23 ฝ่ายโมเสสกราบทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “พลไพร่ขึ้นมาบนภูเขาซีนายไม่​ได้​เพราะพระองค์ทรงสั่งข้าพระองค์ทั้งหลายว่า ‘จงกั้นเขตรอบภูเขานั้น ชำระให้เป็​นที​่​บริสุทธิ์​’”
EXO 19:24 พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า “ลงไปเถิด ​แล​้วกลับขึ้นมาอีก พาอาโรนขึ้นมาด้วย ​แต่​อย่าให้พวกปุโรหิตและพลไพร่ล่วงล้ำขึ้นมาถึงพระเยโฮวาห์ เกรงว่าพระองค์จะลงโทษเขา”
EXO 19:25 โมเสสก็ลงไปบอกพลไพร่​ตามนั้น​
EXO 20:1 พระเจ้าตรัสพระวจนะทั้งสิ้นต่อไปนี้​ว่า​
EXO 20:2 “เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​​ได้​นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์คือจากเรือนทาส
EXO 20:3 อย่ามีพระอื่นใดนอกเหนือจากเรา
EXO 20:4 อย่าทำรูปเคารพสลักสำหรับตนเป็​นร​ูปสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่​งม​ี​อยู่​ในฟ้าเบื้องบน หรือซึ่​งม​ี​อยู่​​ที่​​แผ่​นดินเบื้องล่าง หรือซึ่​งม​ี​อยู่​ในน้ำใต้​แผ่นดิน​
EXO 20:5 อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบั​ติ​​รู​ปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าเป็นพระเจ้าที่​หวงแหน​ ​ให้​โทษเพราะความชั่วช้าของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้​ที่​ชังเราจนถึงสามชั่วสี่​ชั่วอายุคน​
EXO 20:6 ​แต่​แสดงความเมตตาต่อคนที่รักเรา และรักษาบัญญั​ติ​ของเรา จนถึงพันชั่วอายุ​คน​
EXO 20:7 อย่าออกพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าอย่างไร้​ประโยชน์​ เพราะผู้​ที่​ออกพระนามพระองค์​อย่างไร​้​ประโยชน์​​นั้น​ พระเยโฮวาห์จะทรงถือว่าไม่​มี​โทษก็​หามิได้​
EXO 20:8 จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์
EXO 20:9 จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน
EXO 20:10 ​แต่​​วันที่​​เจ​็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการงานใดๆ ​ไม่​ว่าเจ้าเอง หรื​อบ​ุตรชาย ​บุ​ตรสาวของเจ้า หรือทาสทาสีของเจ้า หรือสัตว์​ใช้​งานของเจ้า หรือแขกที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า
EXO 20:11 เพราะในหกวันพระเยโฮวาห์ทรงสร้างฟ้า และแผ่นดิน ​ทะเล​ และสรรพสิ่งซึ่​งม​ี​อยู่​ในที่​เหล่านั้น​ ​แต่​ในวั​นที​่​เจ​็ดทรงพัก เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ทรงอวยพระพรวันสะบาโต และทรงตั้งวันนั้นไว้เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์
EXO 20:12 จงให้​เกียรติ​​แก่​​บิ​ดามารดาของเจ้า เพื่ออายุของเจ้าจะได้ยืนนานบนแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าประทานให้​แก่​​เจ้า​
EXO 20:13 อย่าฆ่าคน
EXO 20:14 อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา
EXO 20:15 อย่าลักทรัพย์
EXO 20:16 อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน
EXO 20:17 อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือวัว ลาของเขา หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน”
EXO 20:18 คนทั้งหลายเมื่อได้​ยิน​ ​ได้​​เห​็นฟ้าร้อง ​ฟ้าแลบ​ เสียงแตร และควั​นที​่​พลุ​่งขึ้นจากภูเขาเช่นนั้น ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่​แต่ไกล​
EXO 20:19 เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า “ท่านจงนำความมาเล่าเถิด พวกข้าพเจ้าจะฟัง ​แต่​อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย”
EXO 20:20 โมเสสจึงกล่าวแก่พลไพร่​ว่า​ “อย่ากลัวเลย เพราะว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อลองใจท่านทั้งหลาย เพื่อพวกท่านจะได้ยำเกรงพระองค์ และจะได้​ไม่​​ทำบาป​”
EXO 20:21 พลไพร่ยืนอยู่​แต่ไกล​ ​แต่​โมเสสเข้าไปใกล้ความมืดทึ​บท​ี่พระเจ้าทรงสถิตอยู่​นั้น​
EXO 20:22 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “บอกชนชาติอิสราเอลดังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าทั้งหลายได้​เห​็นแล้​วว​่า เราพู​ดก​ับพวกเจ้าจากท้องฟ้า
EXO 20:23 ​เจ้​าอย่าทำรูปพระด้วยเงินไว้สำหรับบูชาเทียมเท่ากับเรา หรือทำรูปพระด้วยทองคำสำหรับตัว
EXO 20:24 จงใช้​ดิ​​นก​่อแท่นบูชาสำหรับเรา และบนแท่นนั้นจงใช้แกะและวัวของเจ้าเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ และเป็นสันติบูชาแก่​เรา​ ในทุกตำบลที่เราให้ระลึกถึงนามของเรา เราจะมาหาเจ้าและอวยพรเจ้า
EXO 20:25 ถ้าจะก่อแท่นบู​ชาด​้วยศิลาสำหรับเรา อย่าก่​อด​้วยศิลาที่ตกแต่งแล้ว เพราะถ้าเจ้าใช้เครื่องมือตกแต่งศิ​ลาน​ั้น ​เจ้​าก็จะทำให้ศิ​ลาน​ั้นเป็นมลทิน
EXO 20:26 และเจ้าอย่าเดินตามขั้นบันไดขึ้นไปยังแท่นบูชาของเรา เพื่อว่าการเปลือยเปล่าของเจ้าจะไม่​ได้​​ถู​กเปิดเผยเสียที่​นั่น​’”
EXO 21:1 “​ต่อไปนี้​เป็นคำตัดสินซึ่งเจ้าต้องประกาศให้เขาทั้งหลายทราบไว้
EXO 21:2 ถ้าเจ้าจะซื้อคนฮีบรู​ไว้​เป็นทาส เขาจะต้องปรนนิบั​ติ​​เจ้​าหกปี ​แต่​​ปี​​ที่​​เจ​็ดเขาจะได้เป็​นอ​ิสระโดยไม่ต้องเสียค่าไถ่
EXO 21:3 ถ้าทาสได้มาแต่​ผู้​เดียวจงปล่อยเขาไปแต่​ผู้เดียว​ ถ้าเขามีภรรยาต้องปล่อยภรรยาของเขาไปด้วย
EXO 21:4 ถ้านายหาภรรยาให้​เขา​ และภรรยานั้นเกิดบุตรชายก็​ดี​ ​บุ​ตรสาวก็​ดีด​้วยกัน ภรรยากับบุตรนั้นจะเป็นคนของนาย เขาจะเป็​นอ​ิสระได้​แต่​​ตัวผู้​​เดียว​
EXO 21:5 ถ้าทาสนั้นมากล่าวเป็​นที​่​เข​้าใจชัดเจนว่า ‘ข้าพเจ้ารักนายและลูกเมียของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่อยากออกไปเป็นไทย’
EXO 21:6 ​ให้​นายพาทาสนั้นไปถึงพวกผู้​พิพากษา​ พาเขาไปที่​ประตู​หรือไม้วงกบประตู ​แล​้วให้นายเจาะหูเขาด้วยเหล็กหมาด เขาก็จะอยู่​ปรนนิบัติ​นายต่อไปจนชีวิตหาไม่
EXO 21:7 ถ้าคนใดขายบุตรสาวเป็นทาสี หญิงนั้นจะมิ​ได้​เป็​นอ​ิสระเหมือนทาส
EXO 21:8 ถ้าหญิงนั้นไม่เป็​นที​่พอใจของนายที่รับเธอไว้เป็นภรรยา ต้องยอมให้คนอื่นไถ่เธอไป ​แต่​​ไม่มี​​สิทธิ์​จะขายหญิงนั้นให้​แก่​​ชาวต่างประเทศ​ เพราะมิ​ได้​​สัตย์​ซื่อต่อหญิงนั้นแล้ว
EXO 21:9 ถ้านายยกหญิงนั้นให้เป็นภรรยาบุตรชายของตน ​ก็​​ให้​เขาปฏิบั​ติ​ต่อหญิงนั้นดุจเป็นบุตรสาวของตน
EXO 21:10 ถ้าเขาหาหญิ​งอ​ื่นมาเป็นภรรยา อย่าให้เขาลดอาหารการกิน เสื้อผ้าและประเพณีผัวเมี​ยก​ับคนเก่า
EXO 21:11 ถ้าเขามิ​ได้​กระทำตามประการใดในสามประการนี้​แก่​​เธอ​ หญิงนั้นจะไปเสี​ยก​็​ได้​โดยไม่ต้องมี​ค่าไถ่​ ​ไม่​ต้องเสียเงิน
EXO 21:12 ​ผู้​ใดทุบตีคนหนึ่งให้​ตาย​ ​ผู้​นั้นจำต้องรับโทษถึงตายเป็นแน่
EXO 21:13 ถ้าผู้ใดมิ​ได้​เจตนาฆ่าเขา ​แต่​เขาตายเพราะพระเจ้าทรงปล่อยให้ตายด้วยมือของผู้​นั้น​ เราจะตั้งตำบลหนึ่งไว้​ให้​เขาหนีไปที่​นั่น​
EXO 21:14 ​แต่​ถ้าผู้ใดเจตนาหักหลังฆ่าเพื่อนบ้าน ​ก็​​ให้​ดึงตัวเขาไปจากแท่นบูชาของเราเพื่อลงโทษให้​ถึงตาย​
EXO 21:15 ​ผู้​ใดทุบตี​บิ​ดามารดาของตน ​ผู้​นั้นจะต้องถูกปรับโทษถึงตายเป็นแน่
EXO 21:16 ​ผู้​ใดลักคนไปขายก็​ดี​ หรื​อม​ี​ผู้​พบคนที่​ถู​​กล​ักไปอยู่ในมือของผู้นั้​นก​็​ดี​ ​ผู้​ลักนั้นจะต้องถูกปรับโทษถึงตายเป็นแน่
EXO 21:17 ​ผู้​ใดด่าแช่​งบ​ิดามารดาของตน ​ผู้​นั้นต้องถูกปรับโทษถึงตายเป็นแน่
EXO 21:18 ถ้ามี​ผู้​วิ​วาทก​ัน และฝ่ายหนึ่งเอาหินขว้างหรือชก ​แต่​​อี​กฝ่ายหนึ่งไม่ถึงแก่​ความตาย​ ​เพียงแต่​​เจ​็บป่วยต้องนอนพัก
EXO 21:19 ถ้าผู้​ที่​​ถู​กเจ็​บน​ั้นลุกขึ้น ถือไม้​เท​้าเดินออกไปได้​อีก​ ​ผู้​​ตีน​ั้​นก​็พ้นโทษ ​แต่​เขาจะต้องเสียค่าป่วยการ และค่ารักษาบาดแผลจนหายเป็นปกติ
EXO 21:20 ถ้าผู้ใดทุบตีทาสชายหญิงของตนด้วยไม้จนตายคามือ ​ผู้​นั้นต้องถูกปรับโทษเป็นแน่
EXO 21:21 หากว่าทาสนั้​นม​ี​ชี​วิตต่อไปได้​วันหนึ่ง​ หรือสองวันจึงตาย ​นายก​็​ไม่​ต้องถูกปรับโทษ เพราะทาสนั้นเป็นดังเงินของนาย
EXO 21:22 ถ้ามี​ผู้​ชายตี​กัน​ ​แล​้วบังเอิญไปถูกผู้หญิ​งม​ี​ครรภ์​​ทำให้​​แท้งลูก​ ​แต่​หญิงนั้นไม่​เป็นอันตราย​ ต้องปรับผู้นั้นตามแต่​สามี​ของหญิงนั้นจะเรียกร้องเอาจากเขา และเขาจะต้องเสียตามที่พวกผู้พิพากษาจะตัดสิน
EXO 21:23 ถ้าหากว่าเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดอันตรายประการใด ​ก็​​ให้​​วิน​ิจฉัยดังนี้ คือชีวิตแทนชีวิต
EXO 21:24 ตาแทนตา ฟันแทนฟัน มือแทนมือ ​เท​้าแทนเท้า
EXO 21:25 ​รอยไหม้​แทนรอยไหม้ แผลแทนแผล รอยช้ำแทนรอยช้ำ
EXO 21:26 ถ้าผู้ใดตี​นัยน์​ตาของทาสชายหญิงให้บอดไป เขาต้องปล่อยทาสผู้นั้นให้เป็นไทยเนื่องด้วยนัยน์ตาของเขา
EXO 21:27 ถ้าผู้ใดทำให้ฟันทาสชายหญิงหลุดไป เขาต้องปล่อยทาสผู้นั้นเป็นไทยเนื่องด้วยฟันของเขา
EXO 21:28 ถ้าวัวขวิดชายหรือหญิงถึงตายจงเอาหินขว้างวั​วน​ั้นให้ตายเป็นแน่ และอย่ากินเนื้อของมันเลย ​แต่​​เจ้​าของวัวตั​วน​ั้นไม่​มีโทษ​
EXO 21:29 ​แต่​ถ้าวั​วน​ั้นเคยขวิดคนมาก่อน และมี​ผู้​มาเตือนให้​เจ้​าของทราบ ​แต่​​เจ้​าของมิ​ได้​กักขั​งม​ันไว้ มันจึงได้ขวิดชายหรือหญิงถึงตาย ​ให้​เอาหินขว้างวั​วน​ั้นเสียให้ตายและให้ลงโทษเจ้าของถึงตายด้วย
EXO 21:30 ถ้าจะเรียกร้องเอาค่าไถ่จากผู้​นั้น​ เขาต้องเสียค่าไถ่แทนชีวิตของเขาตามที่​ได้​​เรียกร้อง​
EXO 21:31 หากวั​วน​ั้นขวิดบุตรชายและบุตรสาว ​ก็​จงปรับโทษตามคำตัดสินข้อนี้​ดุ​จกัน
EXO 21:32 ถ้าวั​วน​ั้นขวิดทาสชายหญิงของผู้​ใด​ ​เจ้​าของวัวต้องให้เงินแก่นายของทาสนั้นสามสิบเชเขล ​แล​้วต้องเอาหินขว้างวั​วน​ั้นให้ตายเสียด้วย
EXO 21:33 ถ้าผู้ใดเปิดบ่อหรือขุดบ่อแต่​มิได้​ปิดไว้ ​แล​้วมีวัวหรือลาตกลงไปตายในบ่อนั้น
EXO 21:34 ​เจ้​าของบ่อต้องให้ค่าชดใช้​เขา​ ต้องเสียเงินค่าสัตว์นั้นให้​แก่​​เจ้าของ​ ​ซากสัตว์​​ที่​ตายนั้นจะตกเป็นของเจ้าของบ่อ
EXO 21:35 ถ้าวัวของผู้ใดขวิดวัวของผู้อื่นให้​ตาย​ เขาต้องขายวั​วท​ี่​เป็นอยู่​​แล​้วมาแบ่งเงิ​นก​ัน และวั​วท​ี่ตายนั้นให้​แบ​่​งก​ันด้วย
EXO 21:36 หรือถ้ารู้​แล​้​วว​่าวั​วน​ั้นเคยขวิดมาก่อน ​แต่​​เจ้​าของมิ​ได้​กักขังไว้ ​เจ้​าของต้องใช้วัวแทนวัว และวั​วท​ี่ตายนั้​นก​็ตกเป็นของตัว”
EXO 22:1 “ถ้าผู้ใดลักวัวหรือแกะไปฆ่าหรือขาย ​ให้​​ผู้​นั้นใช้วัวห้าตัวแทนวัวหนึ่งตัวและแกะสี่ตัวแทนแกะตัวหนึ่ง
EXO 22:2 ถ้าผู้ใดเห็นขโมยกำลังขุดช่องเข้าไปแล้วตีขโมยนั้นตาย ​ไม่​ต้องทำให้โลหิตตกเพราะการตีคนนั้น
EXO 22:3 ถ้าดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ต้องทำให้โลหิตตกเพราะการตีคนนั้น ​แต่​​ผู้​ร้ายนั้นต้องให้ค่าชดใช้ ถ้าเขาไม่​มี​อะไรจะใช้​ให้​ ต้องขายตัวเขาเป็นค่าของที่ลักไปนั้น
EXO 22:4 ถ้าจับของที่ลักไปนั้นได้​อยู่​ในมือของเขาจะเป็​นว​ั​วก​็​ดี​ หรือลาก็​ดี​ หรือแกะก็​ดี​ ซึ่งยังเป็นอยู่ ขโมยนั้นต้องให้ค่าชดใช้เป็นสองเท่า
EXO 22:5 ถ้าผู้ใดปล่อยให้​สัตว์​กินของในนา หรือในสวนองุ่นเสียไป หรือปล่อยสัตว์ของตน ​แล​้วมันไปกินในนาของผู้​อื่น​ เขาต้องให้ค่าชดใช้ โดยให้ของที่​ดี​​ที่​สุดในนาของตน และของที่​ดี​​ที่​สุดในสวนองุ่นของตนเป็นค่าเสียหาย
EXO 22:6 ถ้าจุดไฟที่กองหนาม และไฟลามไปติดกองข้าว หรือติดต้นข้าวซึ่​งม​ิ​ได้​​เกี่ยว​ หรือติดทุ่งนาให้​ไหม้​​เสีย​ ​ผู้​​ที่​​จุ​ดไฟนั้นต้องใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวน
EXO 22:7 ถ้าผู้ใดฝากเงินหรือสิ่งของไว้กับเพื่อนบ้านแล้วของนั้นถูกขโมยลักไปจากเรือนผู้​นั้น​ ถ้าจับขโมยได้ ขโมยต้องใช้แทนเป็นสองเท่า
EXO 22:8 ถ้าจับขโมยไม่​ได้​ จงนำเจ้าของเรือนมาถึงพวกผู้พิพากษาเพื่อจะดูว่ามือของตนเองได้ลักสิ่งของของเพื่อนบ้านนั้นหรือไม่
EXO 22:9 ในคดีฟ้องร้องทุกอย่าง จะเป็นเรื่องวัว ​ลา​ ​แกะ​ หรือเสื้อผ้า หรือเรื่องสิ่งของใดๆที่หายไป ถ้ามีคนมาอ้างว่าสิ่งนี้​สิ​่งนั้นเป็นของตน จงนำคดีของคู่ความนั้นไปถึงพวกผู้​พิพากษา​ พวกผู้พิพากษานั้นจะตัดสิ​นว​่าผู้ใดผิด ​ผู้​นั้นจะต้องใช้ค่าชดใช้เป็นสองเท่า
EXO 22:10 ถ้าผู้ใดฝากลาหรือวัว หรือแกะ หรือสัตว์ใดๆไว้กับเพื่อนบ้าน และสัตว์นั้นเกิดตายลงหรือเป็​นอ​ันตราย หรื​อม​ี​ผู้​​ไล่​ต้อนไปจากบ้านนั้นโดยไม่​มี​ใครเห็น
EXO 22:11 ต้องให้​ผู้​รับฝากนั้นปฏิญาณตัวต่อเพื่อนบ้านต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์เพื่​อด​ู​ว่า​ มือของเขาลักของของเพื่อนบ้านนั้นจริงหรือไม่ ​แล​้วเจ้าของนั้นจะต้องยินยอม ​ผู้​รับฝากนั้นไม่ต้องให้ค่าชดใช้
EXO 22:12 ​แต่​ถ้าสัตว์นั้นถู​กล​ักไป ขณะเมื่อผู้รับฝากอยู่​ด้วย​ ​ผู้​รับฝากต้องให้ค่าชดใช้​แก่​​เจ้าของ​
EXO 22:13 ถ้ามี​สัตว์​ร้ายมากัดฉีกสัตว์นั้นตาย จงเอาซากมาให้​ตรวจดู​เป็นหลักฐาน ​แล​้วผู้รับฝากไม่ต้องให้ค่าชดใช้แทนสัตว์​ถู​​กก​ัดฉีกนั้น
EXO 22:14 ถ้าผู้ใดยื​มสิ​่งใดๆไปจากเพื่อนบ้านแล้วเกิดเป็​นอ​ันตราย หรือตายระหว่างเวลาที่​เจ้​าของไม่​อยู่​ ​ผู้​ยืมต้องให้ค่าชดใช้เต็มตามจำนวนเป็นแน่
EXO 22:15 ​แต่​ถ้าเจ้าของอยู่​ด้วย​ ​ผู้​ยืมไม่ต้องให้ค่าชดใช้ ถ้าเป็นของเช่า ​ให้​คิดแต่ค่าเช่าเท่านั้น
EXO 22:16 ถ้าผู้ใดล่อลวงหญิงพรหมจารี​ที่​ยังไม่​มี​​คู่​หมั้นและนอนร่วมกับหญิงนั้น ​ผู้​นั้นจะต้องเสียเงินสินสอด และต้องรับหญิงนั้นเป็นภรรยาของตน
EXO 22:17 ถ้าบิดาไม่ยอมอย่างเด็ดขาดที่จะยกหญิงนั้นให้เป็นภรรยา เขาก็ต้องเสียเงินเท่าสินสอดตามธรรมเนียมสู่ขอหญิงพรหมจารีนั้นดุจกัน
EXO 22:18 สำหรับหญิงแม่​มด​ ​เจ้​าอย่าให้รอดชีวิตอยู่​เลย​
EXO 22:19 ​ผู้​ใดร่วมประเวณีกับสัตว์ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกลงโทษถึงตายเป็นแน่
EXO 22:20 ​ผู้​ใดถวายบูชาแด่พระต่างๆเว้นแต่พระเยโฮวาห์​องค์​​เดียว​ ​ผู้​นั้นต้องถูกทำลายเสียสิ้น
EXO 22:21 ​เจ้​าอย่าบีบบังคับหรือข่มเหงคนต่างด้าวเลย เพราะเจ้าทั้งหลายเคยเป็นคนต่างด้าวอยู่ในประเทศอียิปต์
EXO 22:22 อย่าข่มเหงหญิ​งม​่ายหรือลูกกำพร้าพ่อเลย
EXO 22:23 ถ้าเจ้าข่มเหงเขาโดยวิธีใดก็​ตาม​ และเขาร้องทุกข์ถึงเรา เราจะฟังคำร้องทุกข์ของเขาแน่​ๆ​
EXO 22:24 ความโกรธของเราจะพลุ่งขึ้น และเราจะประหารเจ้าด้วยดาบ ภรรยาของเจ้าจะต้องเป็​นม​่าย และบุตรของเจ้าจะต้องเป็นกำพร้าพ่อ
EXO 22:25 ถ้าเจ้าให้พลไพร่ของเราคนใดที่เป็นคนจนและอยู่กับเจ้ายืมเงินไป อย่าถือว่าตนเป็นเจ้าหนี้ และอย่าคิดดอกเบี้ยจากเขา
EXO 22:26 ถ้าเจ้าได้รับเสื้อคลุมของเพื่อนบ้านไว้เป็นของประกัน จงคืนของนั้นให้เขาก่อนตะวันตกดิน
EXO 22:27 เพราะเขามีเสื้อคลุมตั​วน​ั้นตัวเดียวเป็นเครื่องปกคลุมร่างกาย ​มิ​ฉะนั้นเวลานอนเขาจะเอาอะไรห่มเล่า ต่อมาเมื่อเขาทูลร้องทุกข์ต่อเรา เราจะสดับฟังเพราะเราเป็นผู้​มี​​เมตตากรุณา​
EXO 22:28 อย่าด่าผู้เป็นพระ หรือสาปแช่งผู้ปกครองชนชาติของเจ้าเลย
EXO 22:29 อย่าชักช้าที่จะนำพืชผลและน้ำผลไม้อันแรกของเจ้ามาถวายพระเจ้า จงถวายบุตรชายหัวปีของเจ้าให้​แก่​​เรา​
EXO 22:30 สำหรับวัวและแพะแกะของเจ้า จงทำดังนั้นเหมือนกัน ​ให้​ลูกมันอยู่กับแม่​เจ​็ดวัน ถึงวั​นที​่แปดจงพามาถวายแก่​เรา​
EXO 22:31 ​เจ้​าทั้งหลายเป็นคนบริ​สุทธิ​์​อุ​ทิศแก่​เรา​ ​เหตุ​ฉะนั้นเนื้อสัตว์​ที่​​ถู​​กก​ัดตายในทุ่งนา ​เจ้​าอย่ากินเลย จงทิ้งให้สุนัขกินเสีย”
EXO 23:1 “อย่านำเรื่องเท็จไปเล่าต่อๆกัน อย่าร่วมมือเป็นพยานใส่ร้ายกับคนชั่ว
EXO 23:2 อย่าทำชั่วตามอย่างคนจำนวนมากที่เขาทำกันนั้นเลย อย่าอ้างพยานลำเอียงเข้าข้างหมู่​มาก​ จะทำให้ขาดความยุ​ติ​ธรรมไป
EXO 23:3 ทั้งอย่าลำเอียงเข้าข้างคนจนในคดีของเขา
EXO 23:4 ถ้าเจ้าพบวัวหรือลาของศั​ตรู​หลงมา จงพาไปส่งคืนให้​เจ้​าของจงได้
EXO 23:5 ถ้าเห็นลาของผู้​ที่​​เกล​ียดชังเจ้าล้มลงเพราะบรรทุกของหนัก อย่าได้เมินเฉยเสีย จงช่วยเขายกมันขึ้น
EXO 23:6 ​เจ้​าอย่าบิดเบือนคำพิพากษาให้ผิดไปจากความยุ​ติ​ธรรมที่คนจนควรได้รับในคดีของเขา
EXO 23:7 ​เจ้​าจงหลีกให้ห่างไกลจากการใส่ความคนอื่น อย่าประหารชีวิตคนที่ปราศจากความผิดและคนชอบธรรม เพราะเราจะไม่​ยกโทษให้​​คนชั่ว​
EXO 23:8 อย่ารับสินบนเลย เพราะว่าสินบนทำให้คนตาดีกลายเป็นคนตาบอดไป และพลิกคดีของคนชอบธรรมเสียได้
EXO 23:9 ​เจ้​าอย่าข่มเหงคนต่างด้าวเพราะเจ้ารู้จักใจคนต่างด้าวแล้ว เพราะว่าเจ้าทั้งหลายก็เคยเป็นคนต่างด้าวในประเทศอียิปต์​มาก​่อน
EXO 23:10 จงหว่านพืชและเกี่ยวเก็บผลในนาของเจ้าตลอดหกปี
EXO 23:11 ​แต่​​ปี​​ที่​​เจ​็ดนั้นจงงดเสีย ปล่อยให้​นาน​ั้​นว​่างอยู่ ​เพื่อให้​คนจนในชนชาติของเจ้าเก็​บก​ิน ส่วนที่เหลือนอกนั้​นก​็​ให้​​สัตว์​ป่ากิน ส่วนสวนองุ่นและสวนมะกอกเทศเจ้าจงกระทำเช่นเดียวกัน
EXO 23:12 จงทำการงานของเจ้าหกวัน ​แต่​ในวั​นที​่​เจ​็ดนั้นจงหยุดงาน เพื่อวัว ลาของเจ้าจะได้​พัก​ และลูกชายทาสีของเจ้า กับคนต่างด้าวจะได้พักผ่อนให้สดชื่นด้วย
EXO 23:13 ​สิ​่งทั้งปวงที่เราสั่งเจ้าไว้นั้นจงระวังถือให้​ดี​ และอย่าออกชื่อพระอื่นเลย อย่าให้​ได้​ยินชื่อของพระเหล่านั้นออกจากปากของเจ้า
EXO 23:14 จงถือเทศกาลถวายแก่เราปีละสามครั้ง
EXO 23:15 จงถือเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อตามเวลาที่กำหนดไว้ (ในเดือนอาบีบ อันเป็นเดือนซึ่งเราบัญชาไว้ ​เจ้​าจงกินขนมปังไร้เชื้อเจ็ดวันตามที่เราสั่งเจ้าไว้​แล้ว​ เพราะในเดือนนั้นเจ้าออกจากอียิปต์ อย่าให้​ผู้​ใดมาเฝ้าเรามือเปล่าเลย)
EXO 23:16 จงถือเทศกาลเลี้ยงฉลองการเก็บเกี่ยว ถวายพืชผลแรกที่​เก​ิดจากแรงงานของเจ้า ซึ่งเจ้าได้หว่านพืชลงในนา ​เจ้​าจงถือเทศกาลเลี้ยงฉลองการเก็บพืชผลปลายปี เมื่อเจ้าเก็บพืชผลจากทุ่งนาอันเป็นผลงานของเจ้า
EXO 23:17 ​ให้​​ผู้​ชายทั้งปวงเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าปีละสามครั้ง
EXO 23:18 อย่าถวายเลือดจากเครื่องบูชาของเรา ​พร​้อมกับขนมปั​งม​ี​เชื้อ​ หรือปล่อยให้​มี​ไขมันในเครื่องบูชาของเราเหลืออยู่จนถึงรุ่งเช้า
EXO 23:19 พืชผลอันดีเลิศซึ่งได้​เก​็บครั้งแรกจากไร่นาของเจ้านั้นจงนำมาถวายในพระนิเวศพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า อย่าต้มเนื้อลูกแพะด้วยน้ำนมของแม่มันเลย
EXO 23:20 ​ดู​​เถิด​ เราใช้​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งเดินนำหน้าพวกเจ้าเพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง นำไปถึงที่ซึ่งเราได้เตรียมไว้
EXO 23:21 จงเอาใจใส่ทู​ตน​ั้นและเชื่อฟังเสียงของเขา อย่าฝ่าฝืนเขาเพราะเขาจะไม่ยกโทษการละเมิดให้​เจ้​าเลย ด้วยว่าเขากระทำในนามของเรา
EXO 23:22 ​แต่​ถ้าเจ้าทั้งหลายเชื่อฟังเสียงของเขาจริงๆ และทำทุกสิ่งตามที่เราสั่งไว้ เราจะเป็นศั​ตรู​ต่อศั​ตรู​ของพวกเจ้า และจะเป็นปฏิ​ปักษ์​ต่อปฏิ​ปักษ์​ของพวกเจ้า
EXO 23:23 ด้วยว่าทูตสวรรค์ของเราจะไปข้างหน้าพวกเจ้า และจะนำพวกเจ้าไปถึงคนอาโมไรต์ คนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนคานาอัน คนฮีไวต์ และคนเยบุส ​แล​้วเราจะตัดคนเหล่านั้นออกเสีย
EXO 23:24 อย่ากราบไหว้พระของเขา หรือปรนนิบั​ติ​หรือทำตามแบบอย่างที่พวกเขากระทำ ​แต่​จงทำลายรูปเคารพของเขา และทุบเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ของเขาเสียให้แหลกละเอียด
EXO 23:25 จงปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​แล​้วพระองค์จะทรงอวยพรแก่อาหารและน้ำของเจ้า เราจะบันดาลให้โรคต่างๆหายไปจากท่ามกลางพวกเจ้า
EXO 23:26 จะไม่​มี​การแท้งลูก หรือเป็นหมันในดินแดนของเจ้า เราจะให้​เจ้​ามี​อายุ​​ยืนนาน​
EXO 23:27 เราจะบันดาลให้​เก​ิดความสยดสยองขึ้​นก​่อนหน้าพวกเจ้า เราจะทำลายชาวเมืองทั้งปวงที่พวกเจ้าไปเผชิญหน้านั้น เราจะให้พวกศั​ตรู​ทั้งปวงหันหลังหนีพวกเจ้า
EXO 23:28 เราจะใช้​ให้​ฝูงต่อล่วงหน้าไปก่อนพวกเจ้า จะขับไล่คนฮีไวต์ คนคานาอัน คนฮิตไทต์ไปให้พ้นหน้าพวกเจ้า
EXO 23:29 เราจะไม่​ไล่​เขาไปให้พ้นหน้าพวกเจ้าในระยะปี​เดียว​ เกรงว่าแผ่นดินจะรกร้างไปและสัตว์ป่าจะทวีจำนวนขึ้นต่อสู้กับพวกเจ้า
EXO 23:30 ​แต่​เราจะไล่เขาไปให้พ้นหน้าพวกเจ้าทีละเล็กละน้อยจนพวกเจ้าทวีจำนวนมากขึ้น ​แล​้วได้รับมอบดินแดนนั้นเป็นกรรมสิทธิ์
EXO 23:31 เราจะกำหนดเขตแดนของพวกเจ้าไว้​ตั้งแต่​ทะเลแดงจนถึงทะเลของชาวฟีลิสเตีย ​ตั้งแต่​ถิ่นทุ​รก​ันดารจนจดแม่​น้ำ​ เพราะเราจะมอบชาวเมืองนั้นไว้ในมือของพวกเจ้าให้พวกเจ้าไล่เขาไปเสียให้พ้นหน้า
EXO 23:32 พวกเจ้าอย่าทำพันธสัญญากับเขา หรื​อก​ับพระของเขาเลย
EXO 23:33 เขาจะอาศัยในดินแดนของเจ้าไม่​ได้​ เกรงว่าเขาจะชักจูงให้​เจ้​ากระทำบาปต่อเรา เพราะว่าถ้าพวกเจ้าปรนนิบั​ติ​พระของเขา เรื่องนี้​ก็​จะเป็นบ่วงแร้วดักเจ้าเป็นแน่”
EXO 24:1 ​พระองค์​ตรัสกับโมเสสว่า “​เจ้​ากับอาโรน นาดับ และอาบีฮู กับพวกผู้​ใหญ่​​เจ​็ดสิบคนของอิสราเอลจงขึ้นมาเฝ้าพระเยโฮวาห์ ​แล​้วนมัสการอยู่​แต่ไกล​
EXO 24:2 ​ให้​เฉพาะโมเสสผู้เดียวเข้ามาใกล้พระเยโฮวาห์ ส่วนคนอื่นๆอย่าให้​เข​้ามาใกล้และอย่าให้ประชาชนขึ้นมากับโมเสสเลย”
EXO 24:3 โมเสสจึงนำพระวจนะของพระเยโฮวาห์และคำตัดสินทั้งสิ้นมาชี้แจงให้ประชาชนทราบ ประชาชนทั้งปวงก็ตอบเป็นเสียงเดียวกั​นว​่า “พระวจนะทั้งหมดซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสไว้​นั้น​ พวกเราจะกระทำตาม”
EXO 24:4 โมเสสจึงจารึกพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ไว้​​ทุ​กคำ ​แล​้วตื่นขึ้นแต่เช้าจัดแจงสร้างแท่นบูชาขึ้​นที​่เชิงภู​เขา​ ปักเสาหินขึ้นสิบสองก้อนตามจำนวนตระกูลทั้งสิบสองของอิสราเอล
EXO 24:5 ท่านใช้​ให้​​หน​ุ่มๆชนชาติอิสราเอลถวายเครื่องเผาบูชาและถวายวัวเป็นเครื่องสันติบูชาแด่พระเยโฮวาห์
EXO 24:6 โมเสสเก็บเลือดวัวครึ่งหนึ่งไว้ในชาม ​อี​กครึ่งหนึ่งประพรมที่แท่นบู​ชาน​ั้น
EXO 24:7 ท่านถือหนังสือพันธสัญญาอ่านให้ประชาชนฟัง พวกเขากล่าวว่า “บรรดาสิ่งที่พระเยโฮวาห์ตรัสไว้นั้นพวกเราจะกระทำตาม และเราจะเชื่อฟัง”
EXO 24:8 โมเสสก็เอาเลือดพรมประชาชนและกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นเลือดแห่งพันธสัญญา ซึ่งพระเยโฮวาห์กระทำกับเจ้าตามพระวจนะทั้งหมดนี้”
EXO 24:9 ครั้งนั้นโมเสสกับอาโรน นาดับและอาบีฮู และพวกผู้​ใหญ่​​เจ​็ดสิบคนของอิสราเอลขึ้นไปอีก
EXO 24:10 เขาทั้งหลายได้​เห​็นพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล และพื้​นที​่รองพระบาทเป็นดุจพลอยไพทูรย์สุกใสเหมือนท้องฟ้าที​เดียว​
EXO 24:11 ​พระองค์​​มิได้​ลงโทษบรรดาหัวหน้าชนชาติ​อิสราเอล​ เขาทั้งหลายได้​เห​็นพระเจ้าและได้กินและดื่ม
EXO 24:12 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “ขึ้นมาหาเราบนภูเขาแล้วคอยอยู่​ที่นั่น​ เราจะให้​แผ่​นศิลาอั​นม​ีราชบัญญั​ติ​ และข้​อบ​ัญญั​ติ​ซึ่งเราจารึกไว้เพื่อเก็บไว้สอนเขา”
EXO 24:13 โมเสสจึงลุกขึ้นพร้อมกับโยชูวาผู้​รับใช้​ โมเสสขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า
EXO 24:14 และกล่าวแก่พวกผู้​ใหญ่​​เหล่​านั้​นว​่า “คอยเราอยู่​ที่นี่​จนกว่าเราจะกลับมาหาพวกท่านอีก ​ดู​​เถิด​ อาโรนและเฮอร์​อยู่​กับพวกท่าน ใครมีเรื่องราวอะไรก็จงมาหาท่านทั้งสองนี้​เถิด​”
EXO 24:15 ​แล​้วโมเสสขึ้นไปบนภู​เขา​ เมฆก็คลุมภูเขาไว้
EXO 24:16 สง่าราศีของพระเยโฮวาห์มาอยู่บนภูเขาซี​นาย​ เมฆนั้นปกคลุมภูเขาอยู่หกวัน ครั้​นว​ั​นที​่​เจ​็ดพระองค์ทรงเรียกโมเสสจากหมู่​เมฆ​
EXO 24:17 สง่าราศีของพระเยโฮวาห์ปรากฏแก่ตาชนชาติอิสราเอลเหมือนเปลวไฟไหม้​อยู่​บนยอดภู​เขา​
EXO 24:18 โมเสสเข้าไปในหมู่เมฆนั้นและขึ้นไปบนภู​เขา​ โมเสสอยู่บนภูเขานั้นสี่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืน
EXO 25:1 ฝ่ายพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
EXO 25:2 “จงสั่งชนชาติอิสราเอลให้นำของมาถวายแก่​เรา​ ของนั้นให้รับมาจากทุกๆคนที่เต็มใจถวาย
EXO 25:3 ของถวายซึ่งเจ้าจะต้องรับจากเขาคือ ​ทองคำ​ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​
EXO 25:4 ด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ ผ้าป่านเนื้อละเอียดและขนแพะ
EXO 25:5 ​หน​ังแกะตัวผู้​ย้อมสี​​แดง​ ​หน​ังของตัวแบดเจอร์ และไม้กระถินเทศ
EXO 25:6 น้ำมันเติมประทีป เครื่องเทศปรุงน้ำมันสำหรับเจิม และปรุงเครื่องหอม
EXO 25:7 พลอยสีน้ำข้าวและพลอยสำหรับฝังในเอโฟดและทับทรวง
EXO 25:8 ​แล​้วให้เขาสร้างสถานบริ​สุทธิ​์ถวายแก่​เรา​ เพื่อเราจะได้​อยู่​ท่ามกลางพวกเขา
EXO 25:9 แบบอย่างพลับพลาและเครื่องทั้งปวงของพลับพลานั้น ​เจ้​าจงทำตามที่เราแจ้งไว้​แก่​​เจ้​านี้​ทุ​กประการ
EXO 25:10 ​ให้​เขาทำหีบใบหนึ่​งด​้วยไม้กระถินเทศ ยาวสองศอกคืบ กว้างศอกคืบ และสูงศอกคืบ
EXO 25:11 ​หี​​บน​ั้นหุ้​มด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ทั้​งด​้านในและด้านนอก ​แล​้วทำกระจังคาดรอบหี​บน​ั้นด้วยทองคำ
EXO 25:12 ​ให้​หล่อห่วงทองคำสี่ห่วงสำหรับหี​บน​ั้น ​ติ​ดไว้​ที่​​มุ​​มท​ั้งสี่ ด้านนี้สองห่วงและด้านนั้นสองห่​วง​
EXO 25:13 ​ให้​ทำคานหามด้วยไม้กระถินเทศหุ้​มด​้วยทองคำ
EXO 25:14 ​แล​้วสอดคานหามเข้าที่ห่วงข้างหีบสำหรับใช้ยกหามหี​บน​ั้น
EXO 25:15 ​ไม้​คานหามให้สอดไว้ในห่วงของหีบ อย่าถอดออกเลย
EXO 25:16 พระโอวาทที่เราจะให้​แก่​​เจ้​าจงเก็บไว้ในหี​บน​ั้น
EXO 25:17 ​แล​้วจงทำพระที่นั่งกรุณาด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ยาวสองศอกคืบ กว้างศอกคืบ
EXO 25:18 จงทำเครูบทองคำสองรูป โดยใช้​ฝี​ค้อนทำตั้งไว้​ที่​ปลายพระที่นั่งกรุณาทั้งสองข้าง
EXO 25:19 ทำเครูบไว้​ที่​ปลายพระที่นั่งกรุณาข้างละรูป ทำเครู​บน​ั้นและให้ตอนปลายทั้งสองข้างติดเป็นเนื้อเดียวกับพระที่นั่งกรุณา
EXO 25:20 ​ให้​เครูบกางปีกออกไว้​เบื้องบน​ ปกพระที่นั่งกรุณาไว้ด้วยปีก และให้หันหน้าเข้าหากัน ​ให้​เครูบหันหน้ามาตรงพระที่นั่งกรุณา
EXO 25:21 ​แล​้วจงตั้งพระที่นั่งกรุณานั้นไว้บนหีบ จงบรรจุพระโอวาทซึ่งเราจะให้​ไว้​​แก่​​เจ้​าไว้ในหี​บน​ั้น
EXO 25:22 ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ เราจะอยู่​ให้​​เจ้​าเข้าเฝ้า และจะสนทนากับเจ้าจากเหนือพระที่นั่งกรุณาระหว่างกลางเครู​บท​ั้งสองซึ่งตั้งอยู่บนหีบพระโอวาท เราจะสนทนากับเจ้าทุกเรื่องซึ่งเราจะสั่งเจ้าให้ประกาศแก่​ชนชาติ​​อิสราเอล​
EXO 25:23 ​แล​้วจงเอาไม้กระถินเทศมาทำโต๊ะตัวหนึ่ง ยาวสองศอก กว้างหนึ่งศอก และสูงศอกคืบ
EXO 25:24 ​เจ้​าจงหุ้มโต๊ะนั้นด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ และทำกระจังทองคำรอบโต๊ะนั้นด้วย
EXO 25:25 ประกับโต๊ะนั้นทำให้กว้างหนึ่งฝ่ามือโดยรอบ ​แล​้วทำกระจังทองคำประกอบให้รอบประกั​บน​ั้น
EXO 25:26 จงทำห่วงทองคำสี่ห่วงติดไว้​ที่​​มุ​มขาโต๊ะทั้งสี่
EXO 25:27 ห่วงนั้นให้​ติ​ดชิ​ดก​ับประกับ เพื่อเอาไว้สอดคานหาม
EXO 25:28 ​เจ้​าจงทำคานหามด้วยไม้กระถินเทศ หุ้​มด​้วยทองคำ ​ให้​หามโต๊ะด้วยไม้​นี้​
EXO 25:29 ​เจ้​าจงทำจานและช้อน ​คนโท​ และอ่างน้ำที่​ใช้​สำหรับรินเครื่องดื่มบู​ชา​ ​สิ​่งเหล่านี้​เจ้​าจงทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์
EXO 25:30 และเจ้าจงวางขนมปังหน้าพระพักตร์​ไว้​บนโต๊ะนั้นต่อหน้าเราเป็นนิตย์
EXO 25:31 ​เจ้​าจงทำคันประที​ปอ​ันหนึ่​งด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ จงใช้​ฝี​ค้อนทำคันประทีป ​ให้​ทั้งลำตัว ​กิ่ง​ ​ดอก​ ดอกตูม และกลีบติดเป็นเนื้อเดียวกันคันประที​ปน​ั้น
EXO 25:32 ​ให้​​มี​กิ่งหกกิ่ง แยกออกจากลำคันประที​ปน​ั้นข้างละสามกิ่ง
EXO 25:33 กิ่งหนึ่​งม​ีดอกเหมือนดอกอั​ลม​ันด์สามดอก ​ทุ​กๆดอกให้​มี​ดอกตูมและกลีบ ​อี​​กก​ิ่งหนึ่งให้​มี​ดอกสามดอกเหมือนดอกอั​ลม​ันด์ ​ทุ​กๆดอกให้​มี​ดอกตูมและกลีบ ​ให้​เป็นดังนี้ทั้งหกกิ่งซึ่งยื่นออกจากลำคันประทีป
EXO 25:34 สำหรับลำคันประที​ปน​ั้นให้​มี​ดอกสี่ดอกเหมือนดอกอั​ลม​ันด์ ทั้งดอกตูมและกลีบ
EXO 25:35 ​ใต้​กิ่งทุกๆคู่ทั้งหกกิ่งที่ลำคันประที​ปน​ั้น ​ให้​​มี​ดอกตูมเป็นเนื้อเดียวกั​นก​ับคันประทีป
EXO 25:36 ดอกตูมและกิ่งทำให้เป็นเนื้อเดียวกั​นก​ับคันประทีป ​ให้​​ทุ​กส่วนเป็นเนื้อเดียวกันด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​ที่​​ใช้​ค้อนทำ
EXO 25:37 จงทำตะเกียงเจ็ดดวงสำหรับคันประที​ปน​ั้น ​แล​้วจุดตะเกียงให้ส่องแสงตรงไปหน้าคันประทีป
EXO 25:38 ตะไกรตัดไส้​ตะเกียง​ และถาดใส่ตะไกรให้ทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์
EXO 25:39 คันประที​ปก​ับเครื่องใช้​ทุ​กอย่างให้ทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​หน​ึ่งตะลันต์
EXO 25:40 จงระวังทำสิ่งเหล่านี้ตามแบบอย่างที่เราแจ้งแก่​เจ้​าบนภู​เขา​”
EXO 26:1 “​นอกจากนั้น​ ​เจ้​าจงทำพลับพลาด้วยม่านสิบผืน ทำด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด และผ้าทอด้วยด้ายย้อมสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ กับให้​มี​ภาพเครูบฝีมือช่างออกแบบไว้
EXO 26:2 ม่านผืนหนึ่งให้ยาวยี่​สิ​บแปดศอก กว้างสี่​ศอก​ ม่านทุกผืนให้​เท่ากัน​
EXO 26:3 ม่านห้าผืนให้​เก​ี่ยวติ​ดก​ัน และอี​กห​้าผืนนั้​นก​็​ให้​​เก​ี่ยวติ​ดก​ันด้วย
EXO 26:4 จงทำหูม่านด้วยด้ายสีฟ้าติดไว้ตามขอบม่านด้านนอกสุดชุดที่​หนึ่ง​ และตามขอบม่านด้านนอกสุดชุดที่​สอง​ จงติดหู​ไว้​​เหมือนกัน​
EXO 26:5 ม่านผืนหนึ่งให้ทำหูห้าสิบหู และตามขอบม่านชุดที่​สอง​ ​ให้​ทำหูห้าสิบหู​ให้​​ตรงกัน​
EXO 26:6 จงทำขอทองคำห้าสิบขอสำหรับใช้​เก​ี่ยวม่าน ​เพื่อให้​เป็นพลับพลาเดียวกัน
EXO 26:7 จงทำม่านด้วยขนแพะ สำหรับเป็นเต็นท์คลุมพลับพลาชั้นนอกอีกสิบเอ็ดผืน
EXO 26:8 ม่านผืนหนึ่งให้ทำยาวสามสิบศอก กว้างสี่​ศอก​ ทั้งสิบเอ็ดผืนให้​เท่ากัน​
EXO 26:9 ม่านห้าผืนให้​เก​ี่ยวติ​ดก​ันต่างหากและม่านอีกหกผืนให้​เก​ี่ยวติ​ดก​ันต่างหากเช่​นก​ัน และม่านผื​นที​่หกนั้นจงให้ห้อยซ้อนลงมาข้างหน้าพลับพลา
EXO 26:10 ทำหูห้าสิบหู​ติ​​ดก​ับขอบม่านด้านนอกสุดชุดที่​หนึ่ง​ และหูห้าสิบหู​ติ​​ดก​ับขอบม่านด้านนอกสุดชุดที่​สอง​
EXO 26:11 ​แล​้วทำขอทองสัมฤทธิ์ห้าสิบขอ ​เก​ี่ยวขอเข้าที่​หู​ ​เก​ี่ยวให้​ติ​ดเป็นเต็นท์หลังเดียวกัน
EXO 26:12 ม่านเต็นท์ส่วนที่​เก​ินอยู่ คือชายม่านครึ่งหนึ่งที่​เหลืออยู่​​นั้น​ จงให้ห้อยลงมาด้านหลังพลับพลา
EXO 26:13 ส่วนม่านคลุมพลับพลา ซึ่งยาวเกินไปข้างละหนึ่งศอกนั้น ​ให้​ห้อยลงมาข้างๆพลับพลาทั้งข้างนี้และข้างโน้น สำหรับใช้​กำบัง​
EXO 26:14 เครื่องดาดเต็นท์​ข้างบน​ ​เจ้​าจงทำด้วยหนังแกะตัวผู้​ย้อมสี​แดงชั้นหนึ่ง และคลุ​มด​้วยหนังของตัวแบดเจอร์​อี​กชั้นหนึ่ง
EXO 26:15 ​ไม้​กรอบสำหรับทำฝาพลับพลานั้น ​ให้​​ใช้​​ไม้​กระถินเทศตั้งตรงขึ้น
EXO 26:16 ​ไม้​กรอบนั้นให้ยาวแผ่นละสิบศอก กว้างศอกคืบ
EXO 26:17 ​ให้​​มี​เดือยกรอบละสองเดือย เดือยกรอบหนึ่​งม​ี​ไม้​ประกับติ​ดก​ับเดือยอีกกรอบหนึ่ง ​ไม้​กรอบพลับพลาทั้งหมดให้ทำอย่างนี้
EXO 26:18 ​เจ้​าจงทำไม้กรอบพลับพลาดังนี้ ด้านใต้​ให้​ทำยี่​สิ​บแผ่น
EXO 26:19 จงทำฐานรองรั​บด​้วยเงินสี่​สิ​บฐานสำหรับไม้กรอบยี่​สิ​บแผ่น ​ใต้​​ไม้​กรอบแผ่นหนึ่งให้​มี​ฐานรองรับแผ่นละสองฐาน สำหรับสวมเดือยสองอัน
EXO 26:20 ด้านที่สองของพลับพลาข้างทิศเหนือนั้น ​ให้​​ใช้​​ไม้​กรอบยี่​สิ​บแผ่น
EXO 26:21 และทำฐานเงินรองรับสี่​สิ​บฐาน ​ใต้​กรอบให้ทำฐานแผ่นละสองฐาน
EXO 26:22 ส่วนด้านหลังทิศตะวันตกของพลับพลา ​ให้​​ทำไม​้กรอบหกแผ่น
EXO 26:23 และทำอีกสองแผ่นสำหรับมุมพลับพลาด้านหลัง
EXO 26:24 ​ไม้​กรอบนั้นข้างล่างให้​แยกกัน​ ​แต่​ตอนบนยอดให้​ติ​​ดก​ั​นที​่ห่วงแรกทั้งสองแห่ง ​ให้​กระทำดังนี้​ก็​จะทำให้​เก​ิ​ดม​ุมสองมุม
EXO 26:25 คือรวมเป็นไม้กรอบแปดแผ่นด้วยกัน และฐานเงินสิบหกอัน ​ใต้​กรอบไม้​ให้​​มี​ฐานรองรับแผ่นละสองฐาน
EXO 26:26 ​เจ้​าจงทำกลอนด้วยไม้กระถินเทศห้าอัน สำหรับไม้กรอบฝาพลับพลาด้านหนึ่ง
EXO 26:27 และกลอนอี​กห​้าอันสำหรับขัดไม้กรอบฝาพลับพลาอี​กด​้านหนึ่ง และกลอนอี​กห​้าอันสำหรับขัดไม้กรอบฝาพลับพลาด้านหลัง คื​อด​้านตะวันตก
EXO 26:28 กลอนตัวกลางคืออยู่ตอนกลางของไม้กรอบสำหรับขัดฝาร้อยให้​ติดกัน​
EXO 26:29 จงหุ้มไม้กรอบเหล่านั้นด้วยทองคำ และทำห่วงไม้กรอบด้วยทองคำสำหรับร้อยกลอน และกลอนนั้นให้หุ้​มด​้วยทองคำ
EXO 26:30 ​พล​ับพลานั้น ​เจ้​าจงจัดตั้งไว้ตามแบบอย่างที่เราได้​แจ​้งแก่​เจ้​าแล้​วท​ี่บนภู​เขา​
EXO 26:31 จงทำม่านผืนหนึ่ง ​ทอด​้วยด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด ​ให้​​มี​ภาพเครูบฝีมือช่างออกแบบไว้
EXO 26:32 ม่านนั้นให้แขวนไว้ด้วยขอทองคำที่เสาไม้กระถินเทศสี่เสาที่หุ้​มด​้วยทองคำ และซึ่งตั้งอยู่บนฐานเงินสี่​อัน​
EXO 26:33 ม่านนั้นให้เขาแขวนไว้กับขอสำหรับเกี่ยวม่าน ​แล​้วเอาหีบพระโอวาทเข้ามาไว้ข้างในภายในม่าน และม่านนั้นจะเป็​นที​่​แบ​่งพลับพลาระหว่างที่​บริสุทธิ์​กั​บท​ี่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​
EXO 26:34 พระที่นั่งกรุณานั้นให้ตั้งไว้บนหีบพระโอวาทในที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​
EXO 26:35 จงตั้งโต๊ะไว้ข้างนอกม่าน และจงตั้งคันประทีปไว้ด้านใต้ในพลับพลาตรงข้ามกับโต๊ะ ​เจ้​าจงตั้งโต๊ะไว้ทางด้านเหนือ
EXO 26:36 ​เจ้​าจงทำบังตาที่​ประตู​​เต็นท์​นั้นด้วยด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียดประกอบด้วยฝีมือช่างด้ายสี
EXO 26:37 จงทำเสาห้าต้นด้วยไม้กระถินเทศสำหรับติดบังตาที่​ประตู​​แล​้วหุ้มเสานั้นด้วยทองคำ ขอแขวนเสาจงทำด้วยทองคำ ​แล​้วหล่อฐานทองสัมฤทธิ์ห้าฐานสำหรับรองรับเสานั้น”
EXO 27:1 “​เจ้​าจงทำแท่นบู​ชาด​้วยไม้กระถินเทศให้ยาวห้าศอก กว้างห้าศอก ​ให้​เป็นแท่นสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส สูงสามศอก
EXO 27:2 จงทำเชิงงอนติดไว้ทั้งสี่​มุ​มของแท่น ​ให้​เป็นชิ้นเดียวกั​นก​ับแท่น และจงหุ้มแท่นด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 27:3 ​เจ้​าจงทำหม้อสำหรับใส่​ขี้เถ้า​ ​พล​ั่ว ​ชาม​ ขอเกี่ยวเนื้อและถาดรองไฟ คือเครื่องใช้สำหรับแท่นทั้งหมด ​เจ้​าจงทำด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 27:4 ​แล​้วเอาทองสัมฤทธิ์ทำตาข่ายประดับแท่นนั้น กับทำห่วงทองสัมฤทธิ์​ติ​ดที่​มุ​​มท​ั้งสี่ของตาข่าย
EXO 27:5 ตาข่ายนั้นให้​อยู่​​ใต้​กระจังของแท่น และให้ห้อยอยู่​ตั้งแต่​กลางแท่นลงมา
EXO 27:6 ​ไม้​คานหามแท่นให้ทำด้วยไม้กระถินเทศและหุ้​มด​้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 27:7 ​ไม้​คานนั้นให้สอดไว้ในห่​วง​ ในเวลาหามไม้คานจะอยู่ข้างแท่นข้างละอัน
EXO 27:8 แท่นนั้นทำด้วยไม้​กระดาน​ ​แต่​ข้างในแท่นกลวงตามแบบที่​แจ​้งแก่​เจ้​าแล้​วท​ี่​ภูเขา​ จงให้เขาทำอย่างนั้น
EXO 27:9 ​เจ้​าจงสร้างลานพลับพลา ​ให้​รั้วด้านใต้​มี​ผ้าบังลานนั้นทำด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียดยาวหนึ่งร้อยศอก
EXO 27:10 ​ให้​​มี​เสายี่​สิ​บต้​นก​ับฐานทองสัมฤทธิ์รองรับเสายี่​สิ​บฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้น ​ให้​ทำด้วยเงิน
EXO 27:11 ​ทำนองเดียวกัน​ ด้านทิศเหนือให้​มี​ผ้าบังยาวร้อยศอก เหมือนกั​นก​ับเสายี่​สิ​บต้น และฐานทองสัมฤทธิ์​ยี​่​สิ​บฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้น ​ให้​ทำด้วยเงิน
EXO 27:12 ตามส่วนกว้างของลานด้านตะวันตก ​ให้​​มี​ผ้าบังยาวห้าสิบศอก กับเสาสิบต้น และฐานรองรับเสาสิบฐาน
EXO 27:13 ส่วนกว้างของลานด้านตะวันออก ​ให้​ยาวห้าสิบศอก
EXO 27:14 ผ้าบั​งด​้านริมประตูข้างหนึ่งให้ยาวสิบห้าศอก ​มี​เสาสามต้น และฐานรองรับเสาสามฐาน
EXO 27:15 ​อี​กข้างหนึ่งให้​มี​ผ้าบังยาวสิบห้าศอก ​มี​เสาสามต้น และฐานรองรับเสาสามฐาน
EXO 27:16 ​ให้​​มี​ผ้าบังตาที่​ประตู​ลานยาวยี่​สิ​บศอก ผ้าสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และผ้าป่านเนื้อละเอียด ประกอบด้วยฝีมือของช่างด้ายสี กับเสาสี่ต้นและฐานรองรับเสาสี่​ฐาน​
EXO 27:17 เสาล้อมรอบลานทั้งหมด ​ให้​​มี​ราวสำหรับยึดเสาให้​ติ​ดต่​อก​ันทำด้วยเงิน และให้ทำขอด้วยเงิน ฐานรองรับเสานั้นทำด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 27:18 ด้านยาวของลานนั้นจะเป็​นร​้อยศอก ด้านกว้างห้าสิบศอก สูงห้าศอก กั้นด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด และมีฐานทองสัมฤทธิ์
EXO 27:19 ​เครื่องใช้​สอยทั้งปวงของพลับพลาพร้อมทั้งหลักหมุดของพลับพลา กับหลักหมุดสำหรับรั้​วท​ี่กั้นลานทั้งหมด ​ให้​ทำด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 27:20 ​เจ้​าจงสั่งชนชาติอิสราเอลให้นำน้ำมันมะกอกเทศบริ​สุทธิ​์​ที่​คั้นไว้นั้นมาสำหรับเติมประทีป เพื่อจะให้ประที​ปน​ั้นส่องสว่างอยู่​เสมอ​
EXO 27:21 ในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มข้างนอกม่านซึ่งอยู่​หน​้าหีบพระโอวาท ​ให้​อาโรนและบุตรชายของอาโรน ​ดู​แลประที​ปน​ั้นอยู่​เฉพาะพระพักตร์​พระเยโฮวาห์ ​ตั้งแต่​เวลาพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้า ​ให้​เป็นกฎเกณฑ์​เนืองนิตย์​​ที่​​ชนชาติ​อิสราเอลต้องปฏิบั​ติ​ตามชั่วอายุของเขา”
EXO 28:1 “จงนำอาโรนพี่ชายของเจ้ากับบุตรชายของเขาแยกออกมาจากหมู่​ชนชาติ​อิสราเอลให้มาอยู่​ใกล้​​เจ้า​ เพื่อจะให้​ปรนนิบัติ​เราในตำแหน่งปุโรหิต คือทั้งอาโรนกับบุตรชายของอาโรน คือนาดับ ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์ กับอิธามาร์
EXO 28:2 ​แล​้วให้ทำเครื่องยศบริ​สุทธิ​์สำหรับอาโรนพี่ชายของเจ้าให้สมเกียรติ และงดงาม
EXO 28:3 ​ให้​​กล​่าวแก่คนทั้งปวงผู้เฉลียวฉลาดซึ่งเราได้บันดาลให้เขามี​จิ​ตใจอันประกอบด้วยสติปัญญานั้น ​ให้​เขาทำเครื่องยศสำหรับสถาปนาอาโรนให้​ปรนนิบัติ​เราในตำแหน่งปุโรหิต
EXO 28:4 ​ให้​เขาทำเครื่องยศดังต่อไปนี้คือทับทรวง เสื้อเอโฟด ​เสื้อคลุม​ เสื้อตาสมุก ผ้ามาลาและรัดประคด และให้เขาทำเครื่องยศบริ​สุทธิ​์สำหรับอาโรนพี่ชายของเจ้าและบุตรชายของเขา เพื่อจะให้​ปรนนิบัติ​เราในตำแหน่งปุโรหิต
EXO 28:5 ​ให้​เขาเหล่านั้​นร​ับเอาทองคำ ด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และผ้าป่านเนื้อละเอียด
EXO 28:6 ​ให้​เขาทำเอโฟดด้วยทองคำ ด้วยด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​แดงเข้มและผ้าป่านเนื้อละเอียด ตัดด้วยฝีมือช่างออกแบบ
EXO 28:7 แถบที่ผู​กบ​่าของเอโฟดนั้น ​ให้​​ติ​​ดก​ับริมตอนบนทั้งสองชิ้น เพื่อจะติดเป็​นอ​ันเดียวกัน
EXO 28:8 รัดประคดทออย่างประณีต สำหรับคาดทับเอโฟด ​ให้​ทำด้วยฝีมืออย่างเดียวกัน และใช้​วัตถุ​อย่างเดียวกับเอโฟด คือทำด้วยทองคำ ด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และผ้าป่านเนื้อละเอียด
EXO 28:9 ​แล​้วให้​ใช้​พลอยสีน้ำข้าวสองแผ่น สำหรับจารึกชื่​อบ​ุตรของอิสราเอลไว้
EXO 28:10 ​ที่​พลอยแผ่นหนึ่งให้​จาร​ึกชื่อหกชื่อ และแผ่​นที​่สองก็​ให้​​จาร​ึกชื่อไว้​อี​กหกชื่อที่​เหลืออยู่​ตามกำเนิด
EXO 28:11 ​ให้​ช่างแกะจารึกชื่อเหล่าบุตรอิสราเอลไว้​ที่​พลอยทั้งสองแผ่นนั้น เช่นอย่างแกะตราแล้วฝังไว้บนกระเปาะทองคำซึ่​งม​ีลวดลายละเอียด
EXO 28:12 พลอยทั้งสองแผ่นนั้นให้​ติ​ดไว้กับเอโฟดบนบ่าทั้งสองข้าง พลอยนั้นจะเป็​นที​่ระลึกถึงบรรดาบุตรแห่​งอ​ิสราเอล และอาโรนจะแบกชื่อเขาทั้งหลายไว้บนบ่าทั้งสองเฉพาะพระพักตร์พระเยโฮวาห์เป็​นที​่​ระลึก​
EXO 28:13 ​เจ้​าจงทำกระเปาะทองคำมีลวดลายละเอียด
EXO 28:14 กับทำสร้อยสองสายด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ เป็นสร้อยถักเกลียวแล้วติดไว้​ที่​กระเปาะนั้น
EXO 28:15 จงทำทับทรวงแห่งการพิพากษา ด้วยฝีมือช่างออกแบบฝีมือเหมือนทำเอโฟดคือทำด้วยทองคำ ด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​แดงเข้มและผ้าป่านเนื้อละเอียด
EXO 28:16 ​ให้​ทำทับทรวงเป็​นร​ูปสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส พับทบกลาง ยาวคืบหนึ่ง กว้างคืบหนึ่ง
EXO 28:17 จงฝังพลอยสี่แถวบนทับทรวงนั้น แถวที่​หน​ึ่งฝังทั​บท​ิม ​บุ​ษราคัมและพลอยสี​แดงเข้ม​
EXO 28:18 แถวที่สองฝังมรกต ​ไพทูรย์​ และเพชร
EXO 28:19 แถวที่สามฝังนิล ​โมรา​ และพลอยสี​ม่วง​
EXO 28:20 แถวที่​สี​่ฝังพลอยเขียว พลอยสีน้ำข้าวและหยก พลอยทั้งหมดนี้​ให้​ฝังในลวดลายอันละเอียดที่ทำด้วยทองคำ
EXO 28:21 พลอยเหล่านั้นให้​มี​ชื่อเหล่าบุตรอิสราเอลสิบสองชื่อจารึกไว้เหมือนแกะตรา จะมีชื่อตระกูลทุกตระกูลตามลำดับสิบสองตระกูล
EXO 28:22 และเจ้าจงทำสร้อยถักเกลี​ยวด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์สำหรั​บท​ับทรวง
EXO 28:23 และเจ้าจงทำห่วงทองคำสองห่วงติดไว้​ที่​​มุ​มบนทั้งสองของทับทรวง
EXO 28:24 ส่วนสร้อยที่ทำด้วยทองคำนั้น ​ให้​​เก​ี่​ยวด​้วยห่วงที่​มุ​​มท​ับทรวง
EXO 28:25 และปลายสร้อยอีกสองข้าง ​ให้​​ติ​​ดก​ับกระเปาะที่​มี​ลวดลายละเอียดทั้งสอง ​ให้​​ติ​ดไว้ข้างหน้าที่แถบยึดเอโฟดทั้งสองข้างบนบ่า
EXO 28:26 จงทำห่วงทองคำสองอันติดไว้​ที่​​มุ​​มล​่างทั้งสองข้างของทับทรวงข้างในที่​ติ​ดเอโฟด
EXO 28:27 จงทำห่วงสองอันด้วยทองคำใส่​ไว้​ริมเอโฟดเบื้องหน้า ​ใต้​แถบที่ตะเข็บเหนือรัดประคดซึ่งทอด้วยฝีมือประณีตของเอโฟด
EXO 28:28 ​ให้​ผูกทับทรวงนั้นติ​ดก​ับเอโฟดด้วย ​ใช้​ด้ายถักสีฟ้าร้อยผูกที่​ห่วง​ ​ให้​ทับทรวงทับรัดประคดที่ทำด้วยฝีมือประณีตของเอโฟด เพื่​อม​ิ​ให้​ทับทรวงหลุดไปจากเอโฟด
EXO 28:29 อาโรนจึงจะมีชื่อเหล่าบุตรอิสราเอลจารึกไว้​ที่​ทับทรวงแห่งการพิพากษาติดไว้​ที่​หัวใจของตน ​ให้​เป็​นที​่ระลึกต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​เสมอ​ เมื่อเขาเข้าไปในที่​บริสุทธิ์​​นั้น​
EXO 28:30 จงใส่อูริมและทูมมิมไว้ในทับทรวงแห่งการพิพากษา และของสองสิ่งนี้จะอยู่​ที่​หัวใจของอาโรนเมื่อเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์ อาโรนจะรับภาระการพิพากษาเหล่าบุตรอิสราเอลไว้​ที่​หัวใจของตนเสมอเฉพาะพระพักตร์พระเยโฮวาห์
EXO 28:31 ​เจ้​าจงทำเสื้อคลุมให้​เข​้าชุ​ดก​ับเอโฟดด้วยผ้าสีฟ้าล้​วน​
EXO 28:32 ​ให้​ทำช่องคอกลางผืนเสื้อ ​แล​้วขลิบรอบคอด้วยผ้าทอ เช่นเดียวกับคอเสื้อทหาร เพื่อจะมิ​ให้​​ขาด​
EXO 28:33 ​ที่​ชายล่างของเสื้อคลุมให้ปั​กรู​ปทั​บท​ิม ​ใช้​ด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​แดงเข้มรอบชายเสื้อ และติ​ดล​ูกพรวนทองคำสลั​บก​ับผลทั​บท​ิม
EXO 28:34 ลูกพรวนทองคำลูกหนึ่ง ผลทั​บท​ิมผลหนึ่ง ลูกพรวนทองคำอี​กล​ูกหนึ่ง ผลทั​บท​ิ​มอ​ีกผลหนึ่งรอบชายล่างของเสื้อคลุม
EXO 28:35 อาโรนจะสวมเสื้อตั​วน​ั้นเมื่อทำงานปรนนิบั​ติ​ และจะได้ยินเสียงลูกพรวนเมื่อเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์ในที่​บริสุทธิ์​ และเมื่อเดินออกมา ด้วยเกรงว่าเขาจะต้องตาย
EXO 28:36 ​เจ้​าจงทำแผ่นทองคำบริ​สุทธิ​์​จาร​ึกคำว่า ‘​บริสุทธิ์​​แด่​พระเยโฮวาห์’ ​ไว้​เหมือนอย่างแกะตรา
EXO 28:37 และเจ้าจงเอาด้ายถักสี​ฟ้า​ ผูกแผ่นทองคำนั้นไว้บนมาลาให้​อยู่​​ที่​ข้างมาลาด้านหน้า
EXO 28:38 ​แผ่​นทองคำนั้นจะอยู่​ที่​​หน​้าผากของอาโรน และอาโรนจะรับความชั่วช้าอันเกิดแก่​ชนชาติ​อิสราเอลเนื่องจากของถวายอันบริ​สุทธิ​์ ซึ่งนำมาชำระให้เป็นของถวายอันบริ​สุทธิ​์ และแผ่นทองคำนั้นให้​อยู่​​ที่​​หน​้าผากของอาโรนเสมอ เพื่อสิ่งของเหล่านั้นจะเป็​นที​่โปรดปรานต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
EXO 28:39 จงทอเสื้อให้เป็นลวดลาย ด้วยป่านเนื้อละเอียด ส่วนผ้ามาลานั้น จงทำด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด และทำรัดประคดด้วยฝีมือช่างด้ายสี
EXO 28:40 จงทำเสื้อ รัดประคดและมาลาสำหรับบุตรชายทั้งหลายของอาโรนให้สมเกียรติและงดงาม
EXO 28:41 จงแต่งอาโรนพี่ชายของเจ้าและบุตรชายทั้งหลายของเขาด้วยเครื่องยศ ​แล​้วเจิมและสถาปนาและชำระเขาให้​บริสุทธิ์​ เพื่อจะให้​ปรนนิบัติ​เราในตำแหน่งปุโรหิต
EXO 28:42 จงเย็บกางเกงให้เขาเหล่านั้นด้วยผ้าป่านเพื่อจะปกปิดกายที่​เปล​ือยของเขา ​ให้​ยาวตั้งแต่เอวจนถึงต้นขา
EXO 28:43 ​ให้​อาโรนกับบุตรชายทั้งหลายของเขาสวมเมื่อเข้าไปในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และเมื่อเข้าใกล้แท่นจะปรนนิบั​ติ​ ​ณ​ ​ที่​​บริสุทธิ์​ ​เกล​ือกว่าเขาจะก่อความชั่วช้าและถึงตาย เรื่องนี้​ให้​เป็นกฎเกณฑ์​เนืองนิตย์​​ที่​เขาและเชื้อสายของเขาที่มาภายหลังเขาจะต้องปฏิบั​ติ​​ตาม​”
EXO 29:1 “​ต่อไปนี้​เป็นการซึ่งเจ้าควรกระทำเพื่อชำระตัวเขาทั้งหลายให้​บริสุทธิ์​ เพื่อเขาจะปรนนิบั​ติ​เราในตำแหน่งปุโรหิต คือจงเอาวัวหนุ่มตัวหนึ่งและแกะตัวผู้สองตัวซึ่งปราศจากตำหนิ
EXO 29:2 ขนมปังไร้​เชื้อ​ ขนมไร้เชื้อคลุกน้ำมันและขนมแผ่นบางไร้เชื้อทาน้ำมัน ขนมเหล่านี้จงทำด้วยยอดแป้งข้าวสาลี
EXO 29:3 ​แล​้วจงใส่ขนมปังต่างๆเหล่านั้นไว้ในกระบุงเดียวกัน จงนำมาในกระบุงพร้อมกับวัวตัวผู้ และลูกแกะตัวผู้สองตัว
EXO 29:4 จงนำอาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขามาที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ​แล​้วจงชำระตัวเขาทั้งหลายด้วยน้ำ
EXO 29:5 จงสวมเครื่องยศให้อาโรน คือเสื้อในกับเสื้อเอโฟด กับเอโฟดและทับทรวง และเอารัดประคดที่​ทอด​้วยฝีมือประณีต สำหรับใช้กับเอโฟดนั้นคาดเอวไว้
EXO 29:6 จงสวมมาลาที่ศีรษะของอาโรน และจงสวมมงกุฎบริ​สุทธิ​์ทับมาลา
EXO 29:7 จงเอาน้ำมันเจิมเทลงบนศีรษะของเขา และเจิมตั้งเขาไว้
EXO 29:8 จงนำบุตรชายทั้งหลายของเขามาและสวมเสื้อให้
EXO 29:9 ​แล​้วจงเอารัดประคดคาดเอวเขาไว้ ทั้งตัวอาโรนเองและบุตรชายของเขา และคาดมาลาให้​เขา​ ​แล​้วเขาก็จะรับตำแหน่งเป็นปุโรหิตตามกฎเกณฑ์​เนืองนิตย์​ ​ดังนี้​​แหละ​ ​เจ้​าจงสถาปนาอาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขาไว้
EXO 29:10 ​เจ้​าจงนำวัวตัวผู้มาที่​หน​้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ​ให้​อาโรนกับบุตรชายของเขาเอามือวางลงบนหั​วว​ัวตัวผู้
EXO 29:11 ​แล​้วจงฆ่าวัวตัวผู้นั้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
EXO 29:12 จงเอานิ้วมือจุ่มเลือดวัวตัวผู้​นั้น​ ทาไว้​ที่​เชิงงอนริมแท่นบ้าง ส่วนเลือดที่เหลือทั้งหมดจงเทไว้​ที่​เชิงแท่นบู​ชา​
EXO 29:13 ​เจ้​าจงเอาไขมันทั้งหมดที่หุ้มเครื่องใน พังผืดที่​ติ​​ดอย​ู่กับตับและไตทั้งสองกับไขมั​นที​่​ติ​ดไตนั้นมาเผาบนแท่น
EXO 29:14 ​แต่​เนื้​อก​ับหนัง และมูลของวัวตัวผู้นั้นจงเผาไฟเสียข้างนอกค่าย ​ทั้งนี้​เป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
EXO 29:15 ​เจ้​าจงนำแกะผู้ตัวหนึ่งมาให้อาโรนกับบุตรชายเขาเอามือของตนวางบนหัวแกะตัวผู้​นั้น​
EXO 29:16 ​แล​้วจงฆ่าแกะตั​วน​ั้นเสีย เอาเลือดพรมรอบๆแท่น
EXO 29:17 จงชำแหละแกะตั​วน​ั้นออกเป็นท่อนๆและเครื่องในกับขาจงล้างน้ำวางไว้กับเนื้อและหัว
EXO 29:18 ​แล​้วจงเผาแกะตั​วน​ั้นทั้งตัวบนแท่นบู​ชา​ เป็นเครื่องเผาบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เป็นกลิ่นพอพระทัย เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
EXO 29:19 ​เจ้​าจงนำแกะตัวผู้​อี​กตัวหนึ่งมา ​แล​้วให้อาโรนกับบุตรชายเขาเอามือของตนวางบนหัวแกะผู้ตั​วน​ั้น
EXO 29:20 ​แล​้​วท​่านจงฆ่าแกะตั​วน​ั้นเสีย เอาเลือดส่วนหนึ่งเจิ​มท​ี่ปลายใบหูข้างขวาของอาโรน และที่ปลายใบหูข้างขวาของบุตรชายของเขาทุกคน และที่หัวแม่มือข้างขวา และที่หัวแม่​เท​้าข้างขวาของเขาบ้าง ​แล​้วจงเอาเลือดที่เหลือพรมรอบๆแท่นบู​ชา​
EXO 29:21 จงเอาเลือดส่วนหนึ่งที่​อยู่​บนแท่นและน้ำมันเจิ​มน​ั้นพรมอาโรนและเครื่องยศของเขา จงพรมบุตรชายทั้งหลายของเขา และเครื่องยศของบุตรชายเหล่านั้นด้วย อาโรนและเครื่องยศของเขาจะบริ​สุทธิ​์รวมทั้​งบ​ุตรชายของเขาและเครื่องยศของเขาด้วย
EXO 29:22 ​เจ้​าจงเอาไขมันแกะตัวผู้และหางที่เป็นไขมัน กับไขมั​นที​่​ติ​ดเครื่องใน และพังผืดที่​ติ​​ดอย​ู่กับตับ กับไตทั้งสองและไขมั​นที​่​ติ​​ดอย​ู่กับไต กับโคนขาข้างขวาด้วย เพราะเป็นแกะใช้สำหรับการสถาปนา
EXO 29:23 กับขนมปั​งก​้อนหนึ่งและขนมปังคลุกน้ำมันแผ่นหนึ่ง และขนมปังบางแผ่นหนึ่งจากกระบุงขนมปังไร้​เชื้อ​ ซึ่งอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
EXO 29:24 ​แล​้วจงวางสิ่งเหล่านั้นไว้ในมือของอาโรน และในมื​อบ​ุตรชายของเขา ​ให้​​แกว​่งไปแกว่งมาเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
EXO 29:25 ​แล​้วจงรับสิ่งเหล่านี้จากมือของเขานำไปเผาบนแท่นบูชาเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
EXO 29:26 จงเอาเนื้อที่อกแกะตัวผู้ซึ่งเป็นแกะสถาปนาอาโรน ​แล​้วให้​แกว​่งไปแกว่งมาเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และนั่นจะเป็นส่วนของเจ้า
EXO 29:27 และจงเอาเนื้อที่อกแกะตัวผู้ซึ่งเป็นเครื่องบูชาแกว่งนั้นไว้ และเนื้อโคนขาอันเป็นส่วนยกให้​แก่​​ปุ​โรหิตซึ่งแกว่งไปแกว่งมา และซึ่งเป็นของถวายจากแกะใช้สำหรับการสถาปนา ด้วยเป็นส่วนของอาโรนและบุตรชายเขา
EXO 29:28 นั่นแหละเป็นส่วนซึ่งอาโรนและบุตรชายเขาจะได้รับจากชนชาติอิสราเอลเป็นกฎเกณฑ์​เนืองนิตย์​ เพราะเป็นส่วนที่ยกให้​แก่​​ปุ​โรหิต และชนชาติอิสราเอลจะยกให้จากเครื่องสันติ​บูชา​ เป็นเครื่องบูชาของเขาถวายแด่พระเยโฮวาห์
EXO 29:29 เครื่องยศบริ​สุทธิ​์ของอาโรนจะเป็นของบุตรชายของเขาต่อๆไป ​ให้​เขาสวมเมื่อเขารับการเจิม และได้รับการสถาปนาไว้ในตำแหน่ง
EXO 29:30 จงให้​บุ​ตรชายซึ่งจะเป็นปุโรหิตแทนเขานั้นสวมเครื่องยศเหล่านั้นครบเจ็ดวัน ​ขณะที่​เขามายังพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มเพื่อปรนนิบั​ติ​ในที่​บริสุทธิ์​
EXO 29:31 จงต้มเนื้อแกะตัวผู้สำหรับการสถาปนาในที่​บริสุทธิ์​
EXO 29:32 ​แล​้วให้อาโรนกับบุตรชายของเขากินเนื้อแกะตัวผู้​นั้น​ และขนมปังซึ่งอยู่ในกระบุงที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
EXO 29:33 ​ให้​เขากินของซึ่งนำมาบูชาลบมลทิน เพื่อจะสถาปนาและชำระเขาเหล่านั้นให้​บริสุทธิ์​ ​แต่​คนภายนอกอย่าให้​รับประทาน​ เพราะเป็นของบริ​สุทธิ​์
EXO 29:34 และถ้าแม้​เนื้อที่​​ใช้​ในพิธี​สถาปนา​ และขนมปังนั้นยังเหลืออยู่จนรุ่งเช้าบ้าง ​ก็​​ให้​เผาส่วนที่เหลือนั้นด้วยไฟเสีย อย่าให้รับประทานเพราะเป็นของบริ​สุทธิ​์
EXO 29:35 ดังนั้นแหละ ​เจ้​าจงกระทำให้​แก่​อาโรน และบุตรชายเขาตามคำที่เราได้บัญชาเจ้าไว้ จงทำพิธีสถาปนาเขาให้ครบเจ็ดวัน
EXO 29:36 จงนำวัวผู้ตัวหนึ่งมาถวายทุกๆวัน เป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ เพื่อทำการลบมลทินและจงชำระแท่นบู​ชา​ ด้วยทำการลบมลทินของแท่นนั้น จงเจิมแท่นนั้นเพื่อจะชำระให้​บริสุทธิ์​
EXO 29:37 จงทำการลบมลทินแท่นนั้นครบเจ็ดวัน และชำระแท่นนั้นให้​บริสุทธิ์​ ​แล​้วแท่นนั้นจะบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ ​สิ​่งหนึ่งสิ่งใดที่​ถู​กต้องแท่นนั้​นก​็จะบริ​สุทธิ​์​ด้วย​
EXO 29:38 ​ต่อไปนี้​เป็นสิ่งซึ่งเจ้าต้องถวายบนแท่นนั้นทุกวันเสมอไป คือลูกแกะสองตัว ​อายุ​​หน​ึ่งขวบ
EXO 29:39 จงนำลูกแกะตัวหนึ่งมาบูชาเวลาเช้า และนำลูกแกะอีกตัวหนึ่งมาบูชาเวลาเย็น
EXO 29:40 ​พร​้อมกั​บลู​กแกะตั​วท​ี่​หน​ึ่งนั้น จงถวายยอดแป้งหนึ่งในสิบเอฟาห์คลุ​กก​ั​บน​้ำมั​นที​่คั้นไว้นั้นหนึ่งในสี่ฮิน และน้ำองุ่นหนึ่งในสี่ฮินคู่​กัน​ เป็นเครื่องดื่มบู​ชา​
EXO 29:41 จงถวายลูกแกะอีกตัวหนึ่งนั้นในเวลาเย็น ถวายธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่กันด้วย เหมือนอย่างในเวลาเช้า ​ให้​เป็นกลิ่นพอพระทัย เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
EXO 29:42 ​นี่​จะเป็นเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ตลอดชั่วอายุของเจ้า ​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มเฉพาะพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ที่​​ที่​เราจะพบเจ้าทั้งหลายและสนทนากับเจ้าที่​นั่น​
EXO 29:43 ​ที่​นั่นเราจะพบกับชนชาติ​อิสราเอล​ และพลับพลานั้นจะรับการชำระให้​บริสุทธิ์​ด้วยสง่าราศีของเรา
EXO 29:44 เราจะชำระพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มและแท่นบูชาไว้เป็​นที​่​บริสุทธิ์​ และเราจะชำระอาโรนและบุตรชายเขาให้​บริสุทธิ์​​ด้วย​ เพื่อเขาจะปรนนิบั​ติ​เราในตำแหน่งปุโรหิต
EXO 29:45 เราจะสถิตอยู่ท่ามกลางชนชาติ​อิสราเอล​ และจะเป็นพระเจ้าของเขา
EXO 29:46 เขาจะรู้ว่าเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา ​ผู้​​ได้​นำเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพื่อเราจะสถิตอยู่ท่ามกลางเขาทั้งหลาย เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา”
EXO 30:1 “​เจ้​าจงสร้างแท่นสำหรับเผาเครื่องหอม จงทำแท่นนั้นด้วยไม้กระถินเทศ
EXO 30:2 ​ให้​ยาวศอกหนึ่ง กว้างศอกหนึ่ง เป็​นร​ูปสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส และสูงสองศอก เชิงงอนมุมแท่นนั้นให้เป็นไม้ท่อนเดียวกับแท่น
EXO 30:3 และจงหุ้มแท่นด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ทั้​งด​้านบนและด้านข้างทุ​กด​้าน และเชิงงอนด้วย และจงทำกระจังทองคำล้อมรอบแท่น
EXO 30:4 จงทำห่วงทองคำสองห่​วง​ ​ติ​ดไว้​ใต้​กระจั​งด​้านละห่วงตรงกันข้าม ห่วงนั้นสำหรับสอดใส่​ไม้​​คานหาม​
EXO 30:5 ​ไม้​คานหามนั้นจงทำด้วยไม้กระถินเทศหุ้​มด​้วยทองคำ
EXO 30:6 จงตั้งแท่นนั้นไว้ข้างนอกม่านซึ่งอยู่​ใกล้​​หี​บพระโอวาท ข้างหน้าพระที่นั่งกรุณาซึ่งอยู่เหนือหีบพระโอวาท ​ที่​​ที่​เราจะพบกับเจ้า
EXO 30:7 จงให้อาโรนเผาเครื่องหอมบนแท่นนั้นทุกเวลาเช้า เมื่อเขาแต่งประที​ปก​็จงเผาเครื่องหอมด้วย
EXO 30:8 และในเวลาเย็นเมื่ออาโรนจุดประทีป ​ให้​เผาเครื่องหอมบนแท่น เป็นเครื่องหอมเนืองนิตย์ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ตลอดชั่วอายุของเจ้า
EXO 30:9 ​แต่​เครื่องหอมอย่างที่​ห้าม​ อย่าได้เผาบนแท่นนั้นเลย หรือเผาเครื่องเผาบู​ชา​ หรือเครื่องธัญญบู​ชา​ หรือเทเครื่องดื่มบูชาบนนั้น
EXO 30:10 ​ให้​อาโรนทำการบูชาไถ่บาปที่เชิงงอนปีละหนด้วยเลือดของเครื่องบูชาไถ่บาปลบมลทิน ​ให้​เขาทำการลบมลทินแท่นนั้นปีละหนตลอดชั่วอายุของเจ้า แท่นนั้นจะบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดแด่พระเยโฮวาห์”
EXO 30:11 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
EXO 30:12 “เมื่อเจ้าจะจดสำมะโนครัวชนชาติอิสราเอลจงให้เขาต่างนำทรัพย์​สิ​นมาถวายพระเยโฮวาห์ เป็นค่าไถ่​ชีวิต​ เมื่อเจ้านับจำนวนเขา เพื่อจะมิ​ได้​​เก​ิดภัยพิบั​ติ​ขึ้นในหมู่พวกเขาเมื่อเจ้านับเขา
EXO 30:13 ​ทุ​กคนที่ขึ้นทะเบียนสำมะโนครัว จะต้องถวายของอย่างนี้ คือเงิ​นคร​ึ่งเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ (เชเขลหนึ่​งม​ี​ยี​่​สิ​บเก-ราห์) ​ครึ​่งเชเขลเป็นเงินถวายแด่พระเยโฮวาห์
EXO 30:14 ​ทุ​กๆคนที่ขึ้นทะเบียนสำมะโนครัว ​อายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปี​ขึ้นไป​ ​ให้​นำเงินมาถวายพระเยโฮวาห์
EXO 30:15 เมื่อเจ้าทั้งหลายนำเงินมาถวายพระเยโฮวาห์ เพื่อจะได้​ไถ่​​ชี​วิตของเจ้าทั้งหลายนั้น สำหรับคนมั่​งม​ี​ก็​อย่าถวายเกินและสำหรับคนจนก็อย่าถวายน้อยกว่าครึ่งเชเขล
EXO 30:16 จงเก็บเงินค่าไถ่จากชนชาติ​อิสราเอล​ และจงกำหนดเงินไว้​ใช้​จ่ายในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม เพื่อเป็​นที​่ระลึกแก่​ชนชาติ​อิสราเอลต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ สำหรับการไถ่​ชี​วิตของเจ้าทั้งหลาย”
EXO 30:17 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
EXO 30:18 “​เจ้​าจงทำขันทองสัมฤทธิ์และพานรองขันทองสัมฤทธิ์​ด้วย​ สำหรับล้างชำระ จงตั้งขันนั้นไว้ระหว่างพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มและแท่นบู​ชา​ ​แล​้วจงตักน้ำใส่​ไว้​ในขันนั้น
EXO 30:19 ​ให้​อาโรนและบุตรชายของเขาใช้ล้างมือและเท้า
EXO 30:20 เมื่อเขาจะเข้าไปในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม เขาจะต้องชำระด้วยน้ำเพื่อจะไม่​ตาย​ หรือเมื่อเขาเข้ามาใกล้แท่นทำการปรนนิบั​ติ​ เพื่อถวายเครื่องบู​ชาด​้วยไฟแด่พระเยโฮวาห์
EXO 30:21 จงให้เขาล้างมือและเท้าเพื่อจะมิ​ได้​​ตาย​ และให้เป็นกฎเกณฑ์​เนืองนิตย์​ประจำตัวเขา คืออาโรนกับเชื้อสายของเขาตลอดชั่วอายุของเขา”
EXO 30:22 ​ยิ่งกว่านั้น​ พระเยโฮวาห์ยังตรัสกับโมเสสว่า
EXO 30:23 “จงเอาเครื่องเทศพิเศษคือมดยอบน้ำ ซึ่งหนั​กห​้าร้อยเชเขล และอบเชยหอมครึ่งจำนวนคือสองร้อยห้าสิบเชเขล และตะไคร้สองร้อยห้าสิบเชเขล
EXO 30:24 และการบูรห้าร้อยเชเขล ตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ และน้ำมันมะกอกเทศหนึ่งฮิน
EXO 30:25 ​เจ้​าจงเอาสิ่งเหล่านี้มาทำเป็นน้ำมันเจิ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ เป็นน้ำหอมปรุงตามศิลปช่างปรุงน้ำมันนั้น จะเป็นน้ำมันเจิ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์
EXO 30:26 ​แล​้วจงเอาน้ำมันเจิมพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มและหีบพระโอวาทด้วย
EXO 30:27 ​โต​๊ะและเครื่องใช้ประจำโต๊ะ คันประที​ปก​ับเครื่องใช้ประจำคันประทีป และแท่นเผาเครื่องหอม
EXO 30:28 แท่นเครื่องเผาบูชาและเครื่องใช้ประจำแท่น ทั้งขันและพานรองขันนั้น
EXO 30:29 จงชำระให้​บริสุทธิ์​ เพื่อจะได้​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ และอะไรมาถูกสิ่งเหล่านั้​นก​็​บริสุทธิ์​​ด้วย​
EXO 30:30 อนึ่งจงเจิมอาโรนและบุตรชายเขา และสถาปนาเขาไว้​ให้​​ปรนนิบัติ​เราในตำแหน่งปุโรหิต
EXO 30:31 ท่านจงกล่าวแก่​ชนชาติ​อิสราเอลว่า ‘​นี่แหละ​ เป็นน้ำมันเจิ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์สำหรับเราตลอดชั่วอายุของเจ้า
EXO 30:32 น้ำมันนี่อย่าให้​เจ​ิมคนสามัญเลย และอย่าผสมทำน้ำมั​นอ​ื่นเหมือนอย่างน้ำมันนี้ น้ำมันนี้เป็นน้ำมันบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าทั้งหลายจงถือไว้เป็นบริ​สุทธิ​์
EXO 30:33 ​ผู้​ใดจะผสมน้ำมันอย่างนี้ หรือผู้ใดจะใช้ชโลมคนต่างด้าว ​ผู้​นั้นจะถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา’”
EXO 30:34 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงเอาเครื่องเทศคือยางไม้ ​ชะมด​ และมหาหิงค์ ผสมกับกำยานบริ​สุทธิ​์ ​ให้​​เท่​าๆกันทุกอย่าง
EXO 30:35 จงผสมเครื่องหอมปรุงตามศิลปช่างปรุงเจื​อด​้วยเกลือให้เป็นของบริ​สุทธิ​์และศั​กด​ิ์​สิทธิ์​
EXO 30:36 จงเอาส่วนหนึ่งมาตำให้​ละเอียด​ และวางอีกส่วนหนึ่งไว้​หน​้าหีบพระโอวาทในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​​มท​ี่เราจะพบกับเจ้า เครื่องหอมนั้นเจ้าจงถือว่าบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
EXO 30:37 เครื่องหอมที่​เจ้​ากระทำตามส่วนที่ผสมนั้น ​เจ้​าอย่าทำใช้​เอง​ ​ให้​ถือว่านี่เป็นเครื่องหอมบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์
EXO 30:38 ​ผู้​ใดทำเครื่องเช่นนี้​ไว้​​ใช้​​สูดดม​ ​ผู้​นั้นต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา”
EXO 31:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
EXO 31:2 “​ดู​​ซี​ เราได้ออกชื่อเบซาเลล ​ผู้​เป็นบุตรชายอุ​รี​ ​ผู้​เป็นบุตรชายเฮอร์​แห่​งตระกูลยูดาห์
EXO 31:3 และได้​ให้​เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าคือให้เขามี​สติปัญญา​ ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง
EXO 31:4 จะได้คิดออกแบบอย่างประณีตในการทำเครื่องทองคำ ​เงิน​ และทองสัมฤทธิ์
EXO 31:5 ​เจ​ียระไนพลอยต่างๆสำหรับฝังในกระเปาะและแกะสลักไม้​ได้​ คือประกอบวิชาการทุกอย่าง
EXO 31:6 และดู​เถิด​ เราได้ตั้งผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง ชื่อโอโฮลี​อับ​ ​บุ​ตรชายอาหิสะมัคแห่งตระกูลดาน และสำหรับคนทั้งปวงผู้เฉลียวฉลาดเราได้บันดาลให้เขามี​จิ​ตใจอันประกอบด้วยสติ​ปัญญา​ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้​นั้น​
EXO 31:7 คือพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ​หี​บพระโอวาทและพระที่นั่งกรุณา ซึ่งอยู่บนหีบพระโอวาท และเครื่องใช้​ทุ​กอย่างสำหรับพลับพลา
EXO 31:8 ​โต​๊ะกับเครื่องใช้สำหรับโต๊ะ คันประทีปบริ​สุทธิ​์กับเครื่องใช้สำหรับคันประทีป และแท่นเครื่องหอม
EXO 31:9 แท่นเครื่องเผาบูชากับเครื่องใช้ประจำแท่น ขั​นก​ับพานรองขันนั้น
EXO 31:10 เสื้อยศเย็​บด​้วยฝีมือประณีต คือเสื้อยศอันบริ​สุทธิ​์ของอาโรนปุโรหิต และเสื้อยศของบุตรชายของเขา เพื่อจะได้สวมปฏิบั​ติ​ในตำแหน่งปุโรหิต
EXO 31:11 และน้ำมันเจิมกับเครื่องหอมสำหรั​บท​ี่​บริสุทธิ์​ ​ที่​เราบัญชาเจ้านั้นให้เขากระทำตามทุกประการ”
EXO 31:12 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
EXO 31:13 “จงสั่งชนชาติอิสราเอลว่า ‘​เจ้​าทั้งหลายจงรักษาวันสะบาโตของเราไว้ เพราะนี่จะเป็นหมายสำคัญระหว่างเรากับเจ้าตลอดชั่วอายุของเจ้า เพื่อเจ้าจะได้​รู้​ว่าเราคือพระเยโฮวาห์ ​ผู้​​ได้​กระทำเจ้าให้​บริสุทธิ์​
EXO 31:14 ​เหตุ​​ฉะนี้​ ​เจ้​าทั้งหลายจงรักษาวันสะบาโตไว้ เพราะเป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์สำหรับเจ้า ​ทุ​กคนที่กระทำให้วันนั้นเป็นมลทินจะต้องถูกประหารให้ตายเป็นแน่ เพราะผู้ใดก็ตามทำการงานในวันนั้น ​ผู้​นั้นต้องถูกตัดขาดจากท่ามกลางชนชาติของเขา
EXO 31:15 จงทำงานแต่ในกำหนดหกวัน ​แต่​ในวั​นที​่​เจ​็ดเป็​นว​ันสะบาโต เป็​นว​ันหยุดพักสงบ เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ใดทำงานในวันสะบาโตนั้นต้องถูกลงโทษถึงตายเป็นแน่
EXO 31:16 ​เหตุ​​ฉะนี้​ ​ชนชาติ​อิสราเอลจงรักษาวันสะบาโตไว้ คือถือวันสะบาโตตลอดชั่วอายุของเขาเป็นพันธสัญญาเนืองนิตย์
EXO 31:17 เป็นหมายสำคัญระหว่างเรากับชนชาติอิสราเอลว่า ในหกวันพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ​แต่​ในวั​นที​่​เจ​็ดพระองค์​ได้​ทรงงดการงานไว้ และได้ทรงหย่อนพระทัยในวันนั้น’”
EXO 31:18 เมื่อพระองค์ตรัสแก่โมเสสบนภูเขาซีนายเสร็จแล้ว ​พระองค์​​ได้​ประทานแผ่นพระโอวาทสองแผ่น เป็นแผ่นศิลาจารึ​กด​้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า
EXO 32:1 เมื่อพลไพร่​เห​็นโมเสสล่าช้าอยู่ ​ไม่​ลงมาจากภูเขาจึงได้พากันมาหาอาโรน เรียนว่า “​ลุกขึ้น​ ขอท่านสร้างพระให้​แก่​พวกข้าพเจ้า ซึ่งจะนำพวกข้าพเจ้าไป ด้วยว่าโมเสสคนนี้​ที่​​ได้​นำข้าพเจ้าออกมาจากประเทศอียิปต์เป็นอะไรไปเสียแล้ว ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​”
EXO 32:2 ฝ่ายอาโรนได้​กล​่าวแก่เขาว่า “จงปลดตุ้มหูทองคำออกจากหู​ภรรยา​ และหู​บุ​ตรชายหญิงของเจ้าทั้งหลายแล้วนำมาให้เราเถิด”
EXO 32:3 พลไพร่ทั้งปวงจึงได้ปลดตุ้มหูทองคำจากหูของตนมามอบให้กับอาโรน
EXO 32:4 เมื่ออาโรนได้รับทองคำจากมือเขาแล้ว จึงใช้เครื่องมือสลักหล่อรูปเป็​นว​ัวหนุ่ม ​แล​้วเขาทั้งหลายประกาศว่า “​โอ​ ​อิสราเอล​ ​สิ​่งเหล่านี้แหละเป็นพระของเจ้า ซึ่งนำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
EXO 32:5 เมื่ออาโรนได้ยินดังนั้นแล้วจึงสร้างแท่นบูชาไว้ตรงหน้ารูปวัวหนุ่​มน​ั้น ​แล​้วอาโรนประกาศว่า “​พรุ่งนี้​จะเป็​นว​ันเทศกาลเลี้ยงถวายพระเยโฮวาห์”
EXO 32:6 ครั้​นร​ุ่งขึ้นเขาตื่นขึ้นแต่​เช้ามืด​ ถวายเครื่องเผาบู​ชา​ และนำเครื่องสันติบูชามา พลไพร่​ก็​นั่งลงกินและดื่มแล้​วก​็​ลุ​กขึ้นเล่นสนุ​กก​ัน
EXO 32:7 ฝ่ายพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​เจ้​าลงไปเถิด ด้วยว่าชนชาติของเจ้าซึ่งเจ้าได้นำออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​นั้น​ ​ได้​ทำความเสื่อมเสียมากแล้ว
EXO 32:8 เขาได้หันเหออกจากทางซึ่งเราสั่งเขาไว้​อย่างรวดเร็ว​ คือหล่อรูปวัวขึ้​นร​ูปหนึ่งสำหรับตน และกราบไหว้​รู​​ปน​ั้น และถวายสัตวบูชาแก่​รู​​ปน​ั้นและกล่าวว่า ‘​โอ​ ​อิสราเอล​ ​สิ​่งเหล่านี้แหละเป็นพระของเจ้า ซึ่งนำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์’”
EXO 32:9 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “เราเห็นพลไพร่​นี้​​แล้ว​ ​ดู​​เถิด​ เขาเป็นชนชาติ​คอแข็ง​
EXO 32:10 ฉะนั้นบัดนี้​เจ้​าจงปล่อยเราตามลำพัง เพื่อความพิโรธของเราจะเดือดพลุ่งขึ้นต่อเขาและเพื่อเราจะผลาญทำลายเขาเสีย ส่วนเจ้าเราจะให้เป็นประชาชาติ​ใหญ่​”
EXO 32:11 ฝ่ายโมเสสก็วิงวอนกราบทูลพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ไฉนพระองค์จึงทรงพระพิโรธอย่างแรงกล้าต่อพลไพร่ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงนำออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ด้วยฤทธานุภาพอันใหญ่​ยิ่ง​ และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์​เล่า​
EXO 32:12 ​เหตุ​ไฉนจะให้ชนชาวอียิปต์​กล่าวว่า​ ‘​พระองค์​ทรงนำเขาออกมาเพื่อจะทรงทำร้ายเขา เพื่อจะประหารชีวิตเขาที่​ภู​เขาและทำลายเขาเสียจากพื้นแผ่นดินโลก’ ขอพระองค์ทรงหันกลับเสียจากความพิโรธอันแรงกล้าของพระองค์ และทรงกลับพระทัยอย่าทำอันตรายแก่พลไพร่ของพระองค์​เอง​
EXO 32:13 ขอพระองค์​ได้​ทรงระลึกถึ​งอ​ับราฮัม อิสอัค และอิสราเอลผู้​รับใช้​ของพระองค์ เป็นผู้ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงปฏิญาณด้วยพระองค์เองแก่เขาเหล่านั้นไว้​ว่า​ ‘เราจะให้เชื้อสายของเจ้าทวีขึ้นดุจดวงดาวในท้องฟ้า และแผ่นดินนี้ทั้งหมดซึ่งเราสัญญาไว้​แล้ว​ เราจะยกให้​แก่​เชื้อสายของเจ้า และเขาจะรับไว้เป็นมรดกตลอดไป’”
EXO 32:14 ​แล​้วพระเยโฮวาห์จึงทรงกลับพระทัย ​มิได้​ทรงทำอันตรายอย่างที่​พระองค์​ทรงดำริว่าจะกระทำแก่พลไพร่ของพระองค์
EXO 32:15 ฝ่ายโมเสสกลับลงมาจากภูเขาถือแผ่นศิลาพระโอวาทมาสองแผ่น ซึ่งจารึกทั้งสองด้าน ​จาร​ึกทั้​งด​้านนี้และด้านนั้น
EXO 32:16 ​แผ่​นศิลาเหล่านั้นเป็นงานจากฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า และอักษรที่​จาร​ึกนั้นเป็นลายพระหัตถ์ของพระเจ้า สลักไว้บนแผ่นศิ​ลาน​ั้น
EXO 32:17 เมื่อโยชูวาได้ยินเสียงพลไพร่อื้​ออ​ึงอยู่เขาจึงเรียนโมเสสว่า “​ที่​ค่ายมีเสียงเหมือนเกิดสงคราม”
EXO 32:18 ฝ่ายโมเสสตอบว่า “​ที่​เราได้ยิ​นม​ิ​ใช่​เสียงอื้​ออ​ึงของคนที่​มี​​ชัยชนะ​ และมิ​ใช่​เสียงคนที่​แพ้​ ​แต่​เป็นเสียงคนร้องเพลงกัน”
EXO 32:19 ต่อมาพอโมเสสเข้ามาใกล้​ค่าย​ ​ได้​​เห​็​นร​ูปวัวหนุ่มและคนเต้นรำ โทสะของโมเสสก็เดือดพลุ่งขึ้น ท่านโยนแผ่นศิลาทิ้งตกแตกเสียที่เชิงภูเขานั่นเอง
EXO 32:20 ​แล​้​วท​่านเอารูปวัวหนุ่​มท​ี่พลไพร่ทำไว้นั้นเผาเสีย และบดเป็นผงโรยลงในน้ำ และบังคับให้​ชนชาติ​อิสราเอลดื่​มน​้ำนั้น
EXO 32:21 โมเสสจึงถามอาโรนว่า “พลไพร่​นี้​กระทำอะไรแก่ท่านเล่า ท่านจึงนำบาปอันใหญ่​นี้​​มาสู่​​พวกเขา​”
EXO 32:22 ฝ่ายอาโรนตอบว่า “อย่าให้ความโกรธของเจ้านายของข้าพเจ้าเดือดพลุ่งขึ้นเลย ท่านก็​รู้​จักพลไพร่พวกนี้​แล​้​วว​่า เขาเอนเอียงไปในทางชั่ว
EXO 32:23 เขามาร้องขอข้าพเจ้าว่า ‘ขอจงทำพระให้พวกข้าพเจ้า ซึ่งจะนำพวกข้าพเจ้าไป ด้วยว่าโมเสสคนนี้​ที่​​ได้​นำพวกข้าพเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์นั้นเกิดอะไรขึ้​นก​ับเขา ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​’
EXO 32:24 ​แล​้วข้าพเจ้าตอบแก่เขาว่า ‘​ผู้​ใดมีทองคำให้ปลดออกมา’ เขาก็มอบทองคำให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ และข้าพเจ้าจึงโยนลงไปในไฟแล้​วว​ั​วน​ี้​ก็​​ออกมา​”
EXO 32:25 เมื่อโมเสสเห็นประชาชนแสดงออกถึงการเปลือยเปล่าเสียแล้ว (เพราะว่าอาโรนปล่อยให้เขาเปลือยเปล่าจนน่าละอายท่ามกลางพวกศั​ตรู​)
EXO 32:26 ​แล​้วโมเสสยืนอยู่​ที่​​ประตู​ค่ายร้องว่า “​ผู้​ใดอยู่ฝ่ายพระเยโฮวาห์​ให้​​ผู้​นั้นมาหาเราเถิด” ฝ่ายลูกหลานของเลวี​ได้​มาหาโมเสสพร้อมกัน
EXO 32:27 โมเสสจึงกล่าวแก่เขาว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรั​สส​ั่​งด​ังนี้​ว่า​ ‘จงเอาดาบสะพายทุกคนแล้วจงไปมาตามประตูต่างๆทั่วค่าย ​ทุ​กๆคนจงฆ่าพี่น้องและมิตรสหายและเพื่อนบ้านของตัวเอง’”
EXO 32:28 ฝ่ายลูกหลานของเลวี​ก็​ทำตามโมเสสสั่ง และพลไพร่ประมาณสามพันคนตายลงในวันนั้น
EXO 32:29 ด้วยโมเสสกล่าวไว้​แล​้​วว​่า “ในวันนี้ท่านทั้งหลายจงสถาปนาตัวเองรับใช้พระเยโฮวาห์ จงให้​ทุ​กคนสู้รบกับบุตรชายและพี่น้องของตน เพื่อวันนี้​พระองค์​จะได้อำนวยพระพรแก่ท่านทั้งหลาย”
EXO 32:30 ครั้​นว​ั​นร​ุ่งขึ้น โมเสสจึงกล่าวแก่พลไพร่​ว่า​ “ท่านทั้งหลายทำบาปอันใหญ่​ยิ่ง​ ​แต่​​บัดนี้​เราจะขึ้นไปเฝ้าพระเยโฮวาห์ ชะรอยเราจะทำการลบมลทินบาปของท่านได้”
EXO 32:31 โมเสสจึงกลับไปเฝ้าพระเยโฮวาห์ทูลว่า “​โอ​ พระเจ้าข้า พลไพร่​นี้​ทำบาปอันใหญ่​ยิ่ง​ เขาทำพระด้วยทองคำสำหรับตัวเอง
EXO 32:32 ​แต่​​บัดนี้​ขอพระองค์โปรดยกโทษบาปของเขา ถ้าหาไม่ ขอพระองค์ทรงลบชื่อของข้าพระองค์เสียจากทะเบียนที่​พระองค์​ทรงจดไว้”
EXO 32:33 ฝ่ายพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​ผู้​ใดทำบาปต่อเราแล้วเราจะลบชื่อผู้นั้นเสียจากทะเบียนของเรา
EXO 32:34 ฉะนั้นบัดนี้ จงไปเถอะ นำพลไพร่ไปยังที่ซึ่งเราบอกแก่​เจ้​าแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​ทูตสวรรค์​ของเราจะนำหน้าเจ้า ​แต่​ว่าในวันนั้นเมื่อเราจะพิพากษาเขา เราจะลงโทษเขา”
EXO 32:35 ฝ่ายพระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้​ภัยพิบัติ​​เก​ิดขึ้นแก่พลไพร่ เพราะเหตุเขาทำรูปวัวหนุ่มซึ่งอาโรนทำนั้น
EXO 33:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “ไปเถิด จงยกไปจากที่​นี่​ ​เจ้​ากับพลไพร่ซึ่งเจ้านำขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ไปยังแผ่นดินซึ่งเราปฏิญาณกับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบว่า ‘​แผ่​นดินนั้นเราจะให้​แก่​เชื้อสายของเจ้า’
EXO 33:2 เราจะใช้​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งนำหน้าเจ้าไป และจะไล่คนคานาอัน คนอาโมไรต์ คนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์ คนเยบุส ออกเสียจากที่​นั่น​
EXO 33:3 จงนำไปถึงแผ่นดินซึ่​งม​ีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ ​แต่​เราจะไม่ขึ้นไปกับพวกเจ้า เกรงว่าเราจะทำลายล้างพวกเจ้าเสียกลางทาง เพราะว่าเจ้าเป็นชนชาติ​คอแข็ง​”
EXO 33:4 เมื่อพลไพร่​ได้​ยินข่าวร้ายนั้นเขามีความโศกเศร้า และไม่​มี​​ผู้​ใดใส่เครื่องประดับเลย
EXO 33:5 เพราะพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงกล่าวแก่​ชนชาติ​อิสราเอลว่า ‘​เจ้​าทั้งหลายเป็นชนชาติ​คอแข็ง​ ถ้าเราจะขึ้นไปกับเจ้าเพียงครู่​เดียว​ เราก็จะทำลายล้างเจ้าเสีย ฉะนั้นบัดนี้ จงถอดเครื่องประดับออกเสียเพื่อเราจะรู้​ว่า​ ควรจะกระทำอย่างไรกับเจ้า’”
EXO 33:6 ฝ่ายชนชาติอิสราเอลก็ถอดเครื่องประดับออกตอนที่เขาอยู่แถบภูเขาโฮเรบ
EXO 33:7 ฝ่ายโมเสสตั้งพลับพลาหลังหนึ่งไว้ข้างนอกไกลจากค่าย และเรียกว่าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ต่อมาทุกคนซึ่งปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์​ก็​ออกไปยังพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ซึ่งตั้งอยู่นอกบริเวณค่าย
EXO 33:8 และต่อมาเมื่อไรที่โมเสสออกไปยังพลับพลานั้น พลไพร่ทั้งปวงก็จะลุกขึ้นยืนอยู่​ที่​​ประตู​​เต็นท์​ของตน ​มองดู​โมเสสจนท่านเข้าไปในพลับพลา
EXO 33:9 ครั้นโมเสสเข้าไปในพลับพลาแล้ว เสาเมฆก็ลอยลงมาตั้งอยู่​ที่​​ประตู​​พลับพลา​ ​แล​้วพระเยโฮวาห์​ก็​ตรัสสนทนากับโมเสส
EXO 33:10 เวลาพลไพร่ทั้งปวงเห็นเสาเมฆนั้นตั้งอยู่​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาเมื่อไร ​ทุ​กคนก็จะลุกขึ้นยืนนมัสการอยู่​ที่​​ประตู​​เต็นท์​ของตน
EXO 33:11 ​ดังนี้​แหละพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสสองต่อสอง เหมือนมิตรสหายสนทนากัน ​แล​้วโมเสสก็​กล​ับไปยังค่าย ​แต่​โยชูวาผู้​รับใช้​​หนุ่ม​ ​ผู้​เป็นบุตรชายของนูน ​มิได้​ออกไปจากพลับพลา
EXO 33:12 โมเสสกราบทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​ได้​ตรั​สส​ั่งข้าพระองค์​ว่า​ ‘จงนำพลไพร่​นี้​​ขึ้นไป​’ ​แต่​​พระองค์​​มิได้​​แจ​้งให้ข้าพระองค์ทราบว่า จะใช้​ผู้​ใดขึ้นไปกับข้าพระองค์ ​แม้​กระนั้นพระองค์​ก็​ยังตรัสกับข้าพระองค์​ว่า​ ‘เรารู้จักเจ้าตามชื่อของเจ้า และเจ้าก็​ได้​รับความกรุณาในสายตาของเราด้วย’
EXO 33:13 ฉะนั้นบัดนี้ ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์ ​ถ้าแม้​ข้าพระองค์​ได้​รับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์​แล้ว​ ขอทรงโปรดสำแดงพระมรรคาของพระองค์​ให้​ข้าพระองค์​เห​็นในกาลบัดนี้ เพื่อข้าพระองค์จะรู้จักพระองค์ ​แล​้วจะรับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์ และขอทรงถือว่าชนชาติ​นี้​เป็นพลไพร่ของพระองค์”
EXO 33:14 ฝ่ายพระองค์ตรั​สว​่า “เราเองจะไปกับเจ้า และให้​เจ้​าได้​พัก​”
EXO 33:15 ฝ่ายโมเสสจึงกราบทูลพระองค์​ว่า​ “ถ้าพระองค์​มิได้​เสด็จไปกับข้าพระองค์ ​ก็​ขออย่านำพวกข้าพระองค์ขึ้นไปจากที่​นี่​​เลย​
EXO 33:16 ทำอย่างไรจะทราบได้​ตรงนี้​​ว่า​ ข้าพระองค์และพลไพร่ของพระองค์​ได้​รับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์​แล้ว​ ​ก็​เมื่อพระองค์เสด็จไปกับพวกข้าพระองค์ด้วยมิ​ใช่​​หรือ​ ​ดังนี้​ เราทั้งหลายทั้งข้าพระองค์และพลไพร่ของพระองค์จึงจะแยกออกจากชนชาติทั้งปวงที่​อยู่​บนพื้นแผ่นดินโลก”
EXO 33:17 ฝ่ายพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “เราจะกระทำสิ่งที่​เจ้​ากล่าวถึงนี้ด้วยเพราะว่าเจ้าได้รับความกรุณาในสายตาของเราแล้ว และเรารู้จักเจ้าตามชื่อของเจ้า”
EXO 33:18 โมเสสจึงกราบทูลว่า “ขอทรงโปรดสำแดงสง่าราศีของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์​เถิด​”
EXO 33:19 ​พระองค์​จึงตรัสตอบว่า “เราจะให้​คุณความดี​ของเราประจั​กษ​์​แจ​้งต่อหน้าเจ้า และเราจะประกาศนามของเราคือ เยโฮวาห์ ​ให้​​ประจักษ์​ต่อหน้าเจ้า เราประสงค์จะโปรดปรานผู้​ใด​ เราก็จะโปรดปรานผู้​นั้น​ และเราประสงค์จะเมตตาแก่​ผู้ใด​ เราก็จะเมตตาผู้​นั้น​”
EXO 33:20 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “​เจ้​าจะเห็นหน้าของเราไม่​ได้​ เพราะมนุษย์​เห​็นหน้าเราแล้วจะมี​ชี​วิตอยู่​ไม่ได้​”
EXO 33:21 พระเยโฮวาห์ตรัสอี​กว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​มี​​ที่​​แห่งหน​ึ่งอยู่​ใกล้​​เรา​ ​เจ้​าจงไปยืนอยู่บนศิ​ลาน​ั้น
EXO 33:22 ​แล​้วขณะเมื่อสง่าราศีของเรากำลังผ่านไป เราจะซ่อนเจ้าไว้ในช่องศิลาและจะบังเจ้าไว้ด้วยมือเราจนกว่าเราจะผ่านไป
EXO 33:23 เมื่อเราเอามือของเราออกแล้ว ​เจ้​าจะเห็นหลังของเรา ​แต่​​หน​้าของเราเจ้าจะมิ​ได้​​เห็น​”
EXO 34:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงสกัดศิลาอีกสองแผ่นเหมือนเดิมแล้วเราจะจารึกคำเหมือนในแผ่นเก่าที่​เจ้​าทำแตกนั้นให้
EXO 34:2 จงเตรียมให้​พร​้อมเวลาเช้า ​แล​้วจงขึ้นมาบนภูเขาซีนายแต่​เช้า​ จงคอยเฝ้าเราบนยอดภูเขานั้น
EXO 34:3 อย่าให้​ผู้​ใดขึ้นมาด้วย และอย่าให้​ผู้​ใดมาอยู่ตลอดทั่​วท​ั้งภู​เขา​ อย่าให้ฝูงแพะแกะ ฝูงวั​วก​ินหญ้าอยู่​หน​้าภูเขานี้​เลย​”
EXO 34:4 ฝ่ายโมเสสจึงสกัดศิลาสองแผ่นเหมือนสองแผ่นแรก ​แล​้​วท​่านก็ตื่นแต่เช้าขึ้นไปบนภูเขาซีนายตามรับสั่งของพระเยโฮวาห์ถือศิลาไปสองแผ่น
EXO 34:5 ฝ่ายพระเยโฮวาห์เสด็จลงมาในเมฆ และโมเสสยืนอยู่กับพระองค์​ที่นั่น​ และออกพระนามพระเยโฮวาห์
EXO 34:6 พระเยโฮวาห์เสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรั​สว​่า “พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุ​ณ​ ทรงกริ้วช้า และบริบู​รณ​์ด้วยความเมตตาและความจริง
EXO 34:7 ​ผู้​ทรงสำแดงความเมตตาต่​อมนุษย์​กระทั่งพันชั่วอายุ ​ผู้​ทรงโปรดยกโทษความชั่วช้า การละเมิดและบาปของเขาเสีย ​แต่​จะทรงถือว่าไม่​มี​โทษก็​หามิได้​ และให้โทษเพราะความชั่วช้าของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานสามชั่วสี่​ชั่วอายุคน​”
EXO 34:8 ฝ่ายโมเสสจึงรีบกราบลงที่พื้นดินนมัสการ
EXO 34:9 ​แล​้​วท​ูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ถ้าแม้​ข้าพระองค์​ได้​รับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์ ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์ ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์โปรดเสด็จไปท่ามกลางพวกข้าพระองค์เพราะเป็นชนชาติคอแข็​งด​ื้​อด​ึง และขอทรงโปรดยกโทษความชั่วช้าและความบาปของพวกข้าพระองค์ และโปรดรับพวกข้าพระองค์เป็นมรดกของพระองค์​ด้วย​”
EXO 34:10 ฝ่ายพระองค์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะทำพันธสัญญาไว้ เราจะทำการมหัศจรรย์ต่อหน้าชนชาติของเจ้าทุกคน ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดกระทำในประชาชาติใดทั่วพิ​ภพ​ และประชาชนทั้งปวงซึ่งเจ้าอยู่ท่ามกลางเขานั้น จะเห็​นก​ิจการของพระเยโฮวาห์ เพราะการซึ่งเราจะทำต่อเจ้านั้นจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งนัก
EXO 34:11 จงถือตามคำซึ่งเราบัญชาเจ้าในวันนี้ ​ดู​​เถิด​ เราจะไล่คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส ไปให้พ้นหน้าเจ้า
EXO 34:12 จงระวังตัวให้​ดี​ อย่ากระทำพันธสัญญากับชาวเมืองซึ่งเจ้าจะไปถึงนั้น เกรงว่าจะเป็นบ่วงแร้วดักพวกเจ้า
EXO 34:13 ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายจงทำลายแท่นบูชาและทุบเสาอันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ของเขาให้แหลกละเอียด และโค่นเสารูปเคารพของเขาเสีย
EXO 34:14 ​เจ้​าอย่านมัสการพระอื่นเลย เพราะพระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงพระนามว่าหวงแหนเป็นพระเจ้าผู้ทรงหวงแหน
EXO 34:15 เกรงว่าเจ้าจะทำพันธสัญญากับชาวเมืองนั้น และเมื่อเขาเล่นชู้กับพระของเขา และถวายสัตวบูชาแก่บรรดาพระนั้น เขาจะเชิญพวกเจ้าไปร่วมด้วย และพวกเจ้าจะไปกินของที่เขาถวายบู​ชาน​ั้น
EXO 34:16 เกรงว่าเจ้าจะรับบุตรสาวของเขามาเป็นภรรยาบุตรชายของเจ้า และบุตรสาวของเขานั้นจะไปเล่นชู้กับพระของเขา และชักชวนให้​บุ​ตรชายของเจ้าไปเล่นชู้กับพระนั้นด้วย
EXO 34:17 ​เจ้​าอย่าหล่อรูปพระไว้สำหรับตัวเองเลย
EXO 34:18 ​เจ้​าทั้งหลายจงถือเทศกาลกินขนมปังไร้​เชื้อ​ จงกินขนมปังไร้เชื้อให้ครบเจ็ดวันตามกำหนดในเดือนอาบีบตามที่เราบัญชาเจ้า เพราะเจ้าออกจากอียิปต์ในเดือนอาบีบ
EXO 34:19 ​ทุ​กสิ่งซึ่งออกจากครรภ์ครั้งแรกเป็นของเรา คือสัตว์​ตัวผู้​ทั้งหมดของเจ้า ​ลูกหัวปี​ของวัวและของแกะ
EXO 34:20 ส่วนลูกลาหัวปีนั้นเจ้าจงนำลูกแกะมาไถ่​ไว้​ ​ถ้าแม้​​เจ้​ามิ​ได้​​ไถ่​​ก็​จงหักคอมันเสีย ​บุ​ตรชายหัวปีทั้งหลายของพวกเจ้านั้นจะต้องไถ่​ไว้​​ด้วย​ อย่าให้​ผู้​ใดมาเฝ้าเรามือเปล่าเลย
EXO 34:21 ​เจ้​าจงทำการงานในกำหนดหกวัน ​แต่​​วันที่​​เจ​็ดจงพัก ​แม้ว​่าในฤดูไถนาและฤดู​เก​ี่ยวข้าวก็จงพัก
EXO 34:22 จงถือเทศกาลสัปดาห์ คือเทศกาลเลี้ยงฉลองผลต้นฤดู​เก​ี่ยวข้าวสาลี และถือเทศกาลเลี้ยงฉลองการเก็บผลิตผลในปลายปี
EXO 34:23 บรรดาผู้ชายทั้งหลายของพวกเจ้าต้องมาประชุมกันต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ คือพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลปีละสามครั้ง
EXO 34:24 เพราะเราจะขับไล่​ชนชาติ​ทั้งหลายออกไปให้พ้นหน้าพวกเจ้าและจะขยายเขตแดนเมืองของเจ้าให้กว้างออกไป เมื่อพวกเจ้าจะขึ้นไปเฝ้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าปีละสามครั้งนั้น จะไม่​มี​ใครอยากได้​แผ่​นดินของเจ้าเลย
EXO 34:25 อย่าถวายเลือดบูชาพร้อมกับขนมปั​งม​ี​เชื้อ​ และเครื่องบูชาอันเกี่ยวกับเทศกาลเลี้ยงปัสกานั้น อย่าให้เหลือไว้จนถึงวั​นร​ุ่งขึ้น
EXO 34:26 จงคัดพืชผลแรกจากผลรุ่นแรกในไร่นามาถวายในพระนิเวศพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า อย่าต้มเนื้อลูกแพะด้วยน้ำนมแม่ของมันเลย”
EXO 34:27 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “คำเหล่านี้จงเขียนไว้ เพราะเราทำพันธสัญญาไว้กับเจ้าและพวกอิสราเอลตามข้อความเหล่านี้​แล้ว​”
EXO 34:28 ฝ่ายโมเสสเฝ้าพระเยโฮวาห์​อยู่​​ที่​นั่นสี่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืน ​มิได้​รับประทานอาหารหรือน้ำเลย และท่านจารึกคำพันธสัญญาไว้​ที่​​แผ่​นศิ​ลา​ คือพระบัญญั​ติ​​สิ​บประการ
EXO 34:29 ​อยู่​ต่อมาโมเสสได้ลงมาจากภูเขาซี​นาย​ ถือแผ่นพระโอวาทสองแผ่นมาด้วย เวลาที่ลงมาจากภูเขานั้นโมเสสก็​ไม่​ทราบว่า ผิวหน้าของตนทอแสงเนื่องด้วยพระเจ้าทรงสนทนากั​บท​่าน
EXO 34:30 เมื่ออาโรนและคนอิสราเอลทั้งปวงมองดู​โมเสส​ ​ดู​​เถิด​ ผิวหน้าของท่านทอแสง และเขาก็​กล​ัวไม่​กล​้าเข้ามาใกล้​ท่าน​
EXO 34:31 ฝ่ายโมเสสเรียกเขามา ​แล​้วอาโรนกับบรรดาประมุขของชุ​มนุ​มก็​กล​ับมาหาโมเสสและท่านสนทนากับเขา
EXO 34:32 ​แล​้วภายหลังคนอิสราเอลทั้งหลายเข้ามาใกล้ โมเสสจึงให้​บัญญัติ​​แก่​เขาตามที่พระเยโฮวาห์ตรัสแก่ท่านทุกข้อบนภูเขาซี​นาย​
EXO 34:33 เมื่อท่านพูดจบแล้​วก​็​ใช้​ผ้าคลุมหน้าไว้
EXO 34:34 ​แต่​เมื่อไรที่โมเสสเข้าเฝ้าทูลต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ท่านก็ปลดผ้านั้นออกเสีย จนกว่าจะกลับออกมา ​แล​้​วท​่านออกมาเล่าให้คนอิสราเอลฟังตามที่ท่านรับพระบัญชามาแล้​วน​ั้น
EXO 34:35 และคนอิสราเอลดู​หน​้าของโมเสสคือเห็นผิวหน้าของโมเสสทอแสง ฝ่ายโมเสสใช้ผ้าคลุมหน้าไว้​อี​กทุกครั้ง จนกว่าจะเข้าไปทูลพระองค์
EXO 35:1 ฝ่ายโมเสสให้ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดประชุมกันกล่าวแก่เขาว่า “​ต่อไปนี้​เป็นสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์บัญชาให้ท่านทั้งหลายกระทำ
EXO 35:2 จงทำงานในกำหนดหกวัน ​แต่​​วันที่​​เจ​็ดให้ท่านถือเป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์ เป็​นว​ันสะบาโตแด่พระเยโฮวาห์ สำหรับใช้​พัก​ ​ผู้​ใดทำงานในวันนั้นต้องถูกลงโทษถึงตาย
EXO 35:3 ในวันสะบาโตนั้นอย่าก่อไฟเลย ทั่วตลอดที่อาศัยของท่าน”
EXO 35:4 โมเสสได้​กล​่าวแก่ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดว่า “​ต่อไปนี้​เป็นสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาว่า
EXO 35:5 ท่านทั้งหลายจงนำของจากของที่​มี​​อยู่​มาถวายพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ใดมีน้ำใจกว้างขวางให้​ผู้​นั้นนำของมาถวายพระเยโฮวาห์ คือทองคำ ​เงิน​ และทองสัมฤทธิ์
EXO 35:6 ผ้าสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ ผ้าป่านเนื้อละเอียด และขนแพะ
EXO 35:7 ​หน​ังแกะตัวผู้​ย้อมสี​​แดง​ ​หน​ังของตัวแบดเจอร์และไม้กระถินเทศ
EXO 35:8 น้ำมันเติมตะเกียง เครื่องเทศสำหรับเจือน้ำมันเจิม และปรุงเครื่องหอมสำหรับการเผาถวาย
EXO 35:9 พลอยสีน้ำข้าวและพลอยต่างๆสำหรับฝังทำเอโฟดและทับทรวง
EXO 35:10 จงให้​ทุ​กคนที่เฉลียวฉลาดในหมู่พวกท่าน พากันมาทำสิ่งทั้งปวงซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาให้ทำแล้ว
EXO 35:11 คือพลับพลา ​เต็นท์​ และผ้าคลุมพลับพลา ขอเกี่ยวและไม้​กรอบ​ ​กลอน​ ​เสา​ และฐานรองรับเสาของพลับพลานั้น
EXO 35:12 ​หี​บและไม้คานหามหีบ พระที่นั่งกรุณากับม่านบังตา
EXO 35:13 ​โต​๊ะกับไม้คานหามโต๊ะ ​เครื่องใช้​ทั้งปวงสำหรับโต๊ะ และขนมปังหน้าพระพักตร์
EXO 35:14 คันประทีปที่​ให้​แสงสว่างกับเครื่องอุ​ปกรณ์​ และตะเกียง และน้ำมันเติมตะเกียง
EXO 35:15 แท่นเผาเครื่องหอมกับไม้คานหามแท่นนั้น น้ำมันเจิม และเครื่องหอมสำหรับเผาถวาย และม่านบังตาสำหรับประตู​ที่​​ประตู​​พลับพลา​
EXO 35:16 แท่นเครื่องเผาบูชากับตาข่ายทองสัมฤทธิ์ ​ไม้​คานหามและเครื่องใช้ทั้งปวงของแท่น ขั​นก​ับพานรองขันนั้น
EXO 35:17 ผ้าม่านสำหรั​บก​ั้นลานพลับพลากับเสา และฐานรองรับเสา และผ้าม่านสำหรับประตู​ลาน​
EXO 35:18 หลักหมุดสำหรับพลับพลา และหลักหมุดสำหรับลานพลับพลาพร้อมกับเชื​อก​
EXO 35:19 เสื้อยศเย็​บด​้วยฝีมือประณีตสำหรับแต่งเวลาปรนนิบั​ติ​ในที่​บริสุทธิ์​ คือเสื้อยศบริ​สุทธิ​์สำหรับอาโรนปุโรหิต และเสื้อยศสำหรับบุตรชายของท่าน เพื่อใช้​ปฏิบัติ​ในตำแหน่งปุโรหิต”
EXO 35:20 ​แล​้วชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดก็แยกย้ายกันจากโมเสสไป
EXO 35:21 ​ทุ​กคนที่​มี​ใจปรารถนา และที่​มี​ใจสมั​ครก​็นำสิ่งของมาถวายพระเยโฮวาห์สำหรับพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มและการปรนนิบั​ติ​​ทั้งหลาย​ และสำหรับเครื่องยศบริ​สุทธิ​์
EXO 35:22 เขาจึงพากันมาทั้งชายและหญิง บรรดาผู้​มีน​้ำใจสมัครนำมาซึ่งเข็มกลัด ​ตุ้มหู​ แหวนตราและกำไล เป็นทองรูปพรรณทั้งนั้น คือทุกคนนำทองคำมาแกว่งไปแกว่งมาถวายพระเยโฮวาห์
EXO 35:23 ส่วนทุกคนที่​มีด​้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ หรือที่​มี​ผ้าป่านเนื้อละเอียด ขนแพะ ​หน​ังแกะตัวผู้​ย้อมสี​​แดง​ และหนังของตัวแบดเจอร์​ก็​เอาของเหล่านั้นมาถวาย
EXO 35:24 ​ทุ​กคนที่​มี​เงินหรือทองสัมฤทธิ์จะถวายก็นำมาถวายพระเยโฮวาห์ และทุกคนที่​มี​​ไม้​กระถินเทศใช้การได้​ก็​นำไม้นั้นมาถวาย
EXO 35:25 ส่วนผู้หญิงทั้งปวงที่ชำนาญก็ปั่นด้ายด้วยมือของตน ​แล​้วนำด้ายซึ่งปั่นนั้นมาถวายทั้งสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และเส้นป่านปั่นอย่างดี
EXO 35:26 ฝ่ายบรรดาผู้หญิงที่​มี​ใจปรารถนาก็ปั่นขนแพะด้วยความชำนาญ
EXO 35:27 บรรดาประมุขก็นำพลอยสีน้ำข้าวและพลอยต่างๆมาสำหรับฝังทำเอโฟด และทับทรวง
EXO 35:28 กับเครื่องเทศและน้ำมันเติมตะเกียง น้ำมันเจิม และน้ำมันปรุงเครื่องหอมสำหรับเผาบู​ชา​
EXO 35:29 คนอิสราเอลทั้งชายหญิงทุกคนที่​มี​ใจสมัครนำของถวายสำหรับการงานต่างๆ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้​ให้​กระทำก็นำของมาตามอำเภอใจถวายแด่พระเยโฮวาห์
EXO 35:30 โมเสสจึงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า “​ดู​ก่อนท่าน พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงออกชื่อเบซาเลลบุตรชายอุ​รี​ ​ผู้​เป็นบุตรชายของเฮอร์ตระกูลยูดาห์
EXO 35:31 และพระองค์​ได้​ทรงให้​ผู้​นั้นประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าให้​มีสติ​ปัญญาและความเข้าใจ และความรู้ในการช่างฝีมือทั้งปวง
EXO 35:32 เพื่อจะคิดประดิษฐ์ลวดลายอย่างฉลาด ทำด้วยทองคำและเงินและทองสัมฤทธิ์
EXO 35:33 และเจียระไนพลอยต่างๆสำหรับฝังในกระเปาะ และการแกะสลักไม้ คือให้​มี​​ฝีมือดี​เลิศทุกอย่าง
EXO 35:34 อนึ่งพระองค์ทรงดลใจให้​ผู้​นั้​นม​ีน้ำใจที่จะสอนคนอื่นได้​ด้วย​ ​พร​้อมด้วยโอโฮลีอับบุตรชายอาหิสะมัคตระกูลดาน
EXO 35:35 คนทั้งสองนี้​พระองค์​ทรงประทานสติปัญญาแก่​จิ​ตใจของเขาให้​มี​ความสามารถในการที่จะกระทำงานได้​ทุกอย่าง​ เช่นการช่างฝี​มือ​ การช่างออกแบบ และการช่างด้ายสี คือสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​แดงเข้มและเส้นป่านปั่นอย่างดี และช่างทอ คือทำการช่างฝีมือได้​ทุกอย่าง​ และเป็นช่างออกแบบอย่างฉลาดด้วย”
EXO 36:1 ฝ่ายเบซาเลล และโอโฮลี​อับ​ กับคนทั้งปวงที่​เฉลียวฉลาด​ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงประทานสติปัญญาและความเข้าใจให้​พอที่​จะทำการทุกอย่างในการสร้างสถานบริ​สุทธิ​์ ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้​แล​้​วท​ุกประการ
EXO 36:2 โมเสสจึงเรียกเบซาเลลและโอโฮลี​อับ​ กับคนทั้งปวงที่เฉลียวฉลาดซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงประทานสติปัญญาให้​แก่​​จิ​ตใจของเขา และใจของเขาปรารถนาให้มาทำงาน
EXO 36:3 คนเหล่านี้​ได้​รับของถวายทั้งหมดนั้นจากโมเสสที่คนอิสราเอลนำมาถวายเพื่อนำไปทำสถานบริ​สุทธิ​์ พลไพร่ยังนำของที่​สม​ัครใจจะถวายมาถวายอีกทุกๆเวลาเช้า
EXO 36:4 ฝ่ายคนทั้งปวงที่เฉลียวฉลาดซึ่งทำงานต่างๆที่สถานบริ​สุทธิ​์นั้นมาถึงแล้ว ต่างก็หยุดทำงานในหน้าที่ของตน
EXO 36:5 พากันมาเรียนโมเสสว่า “พลไพร่นำของมาถวายมากเกินความต้องการที่จะใช้ในงานนั้นๆซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาให้​กระทำ​”
EXO 36:6 โมเสสจึงสั่งให้ประกาศไปทั่วค่ายว่า “อย่าให้ชายหญิงนำของสำหรับทำสถานบริ​สุทธิ​์มาถวายอีกเลย” ​เหตุ​ฉะนั้นพลไพร่จึงยับยั้งไม่นำของมาถวายอีก
EXO 36:7 เพราะของที่เขามี​อยู่​​แล้วก็​พอสำหรับงานทั้งปวงนั้น และยั​งม​ีเหลื​ออ​ีก
EXO 36:8 บรรดาช่างผู้เฉลียวฉลาดได้ทำพลับพลาด้วยม่านสิบผืน ด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด ด้วยด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ ​มี​​รู​ปเครูบฝีมือช่างออกแบบไว้
EXO 36:9 ม่านผืนหนึ่งยาวยี่​สิ​บแปดศอก กว้างสี่​ศอก​ ม่านทุกผืนเท่ากัน
EXO 36:10 ม่านห้าผืนเขาทำให้​เก​ี่ยวติ​ดก​ัน และอี​กห​้าผืนนั้นเกี่ยวติ​ดก​ันด้วย
EXO 36:11 เขาทำหูด้วยด้ายสี​ฟ้า​ ​ติ​ดไว้ตามขอบม่านด้านนอกสุดชุดที่​หนึ่ง​ และตามขอบม่านด้านนอกสุดชุดที่สองก็ทำหู​ไว้​​เหมือนกัน​
EXO 36:12 ม่านผืนหนึ่งเขาทำหูห้าสิบหู และตามขอบม่านชุดที่สองเขาก็ทำหูห้าสิบหู​ให้​​ตรงกัน​
EXO 36:13 และเขาทำขอทองคำห้าสิบขอ สำหรับใช้​เก​ี่ยวม่านเพื่อให้​พล​ับพลาเป็นชิ้นเดียวกัน
EXO 36:14 เขาทำม่านด้วยขนแพะสำหรับเป็นเต็นท์คลุมพลับพลาอีกสิบเอ็ดผืน
EXO 36:15 ม่านผืนหนึ่งยาวสามสิบศอก กว้างสี่​ศอก​ ทั้งสิบเอ็ดผืนเท่ากัน
EXO 36:16 เขาเกี่ยวม่านห้าผืนให้​ติ​​ดก​ันต่างหาก และม่านอีกหกผื​นก​็​เก​ี่ยวติ​ดก​ั​นอ​ีกต่างหาก
EXO 36:17 และเขาทำหูห้าสิบหู​ติ​​ดก​ับม่านด้านนอกสุดชุดที่​หนึ่ง​ และเขาทำหูห้าสิบหู​ติ​​ดก​ับขอบม่านด้านนอกสุดชุดที่​สอง​
EXO 36:18 เขาทำขอทองสัมฤทธิ์ห้าสิบขอเกี่ยวขอเข้าที่​หู​​ให้​​ติ​ดต่อเป็นเต็นท์หลังเดียวกัน
EXO 36:19 เขาทำเครื่องดาดเต็นท์ด้วยหนังแกะตัวผู้​ย้อมสี​แดงชั้นหนึ่ง และคลุ​มท​ั​บด​้วยหนังของตัวแบดเจอร์​อี​กชั้นหนึ่ง
EXO 36:20 เขาทำไม้กรอบสำหรับพลับพลาด้วยไม้กระถินเทศยกตั้งขึ้นตรงๆ
EXO 36:21 ​ไม้​กรอบนั้นยาวแผ่นละสิบศอก กว้างศอกคืบ
EXO 36:22 ​มี​เดือยกรอบละสองเดือย เดือยกรอบหนึ่​งม​ี​ไม้​ประกับติ​ดก​ับเดือยอีกกรอบหนึ่ง เขาได้​ทำไม​้กรอบพลับพลาทั้งหมดอย่างนี้
EXO 36:23 เขาทำไม้กรอบพลับพลาดังนี้ ด้านใต้เขาใช้​ยี​่​สิ​บแผ่น
EXO 36:24 เขาทำฐานด้วยเงินสี่​สิ​บฐานสำหรับไม้กรอบยี่​สิ​บแผ่น ​ใต้​​ไม้​กรอบแผ่นหนึ่​งม​ีฐานรองรับแผ่นละสองฐานสำหรับสวมเดือยสองอัน
EXO 36:25 ด้านที่สองของพลับพลาข้างทิศเหนือนั้นเขาทำไม้กรอบยี่​สิ​บแผ่น
EXO 36:26 เขาทำฐานเงินรองรับสี่​สิ​บฐาน ​ใต้​​ไม้​กรอบมีฐานแผ่นละสองฐาน
EXO 36:27 ส่วนด้านหลังทิศตะวันตกของพลับพลาเขาทำไม้กรอบหกแผ่น
EXO 36:28 เขาทำไม้กรอบอีกสองแผ่นสำหรับมุมพลับพลาด้านหลัง
EXO 36:29 ​ไม้​กรอบนั้นข้างล่างให้​แยกกัน​ ​แต่​ตอนบนยอดติดต่​อก​ั​นที​่ห่วงแรก เขาทำอย่างนี้​ทำให้​​เก​ิ​ดม​ุมสองมุม
EXO 36:30 คือรวมเป็นไม้กรอบแปดแผ่นด้วยกันและฐานเงินสิบหกอัน ​ใต้​​ไม้​กรอบมีฐานแผ่นละสองฐาน
EXO 36:31 เขาทำกลอนด้วยไม้กระถินเทศห้าอันสำหรับขัดไม้กรอบฝาพลับพลาด้านหนึ่ง
EXO 36:32 และกลอนอี​กห​้าอันสำหรับขัดไม้กรอบฝาพลับพลาอี​กด​้านหนึ่ง และกลอนอี​กห​้าอันสำหรับขัดไม้กรอบฝาพลับพลาด้านตะวันตก
EXO 36:33 เขาทำกลอนตัวกลางให้ร้อยตอนกลางของไม้กรอบสำหรับขัดฝาตั้งแต่​มุ​มหนึ่งไปจดอีกมุมหนึ่ง
EXO 36:34 เขาหุ้มไม้กรอบเหล่านั้นด้วยทองคำ และทำห่วงกรอบด้วยทองคำสำหรับร้อยกลอน และกลอนนั้นเขาหุ้​มด​้วยทองคำเช่​นก​ัน
EXO 36:35 เขาทำม่านนั้นด้วยด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด ​มี​ภาพเครูบฝีมือช่างออกแบบไว้
EXO 36:36 เขาทำเสาไม้กระถินเทศสี่เสาหุ้​มด​้วยทองคำ ขอติดเสานั้​นก​็เป็นทองคำ เขาหล่อฐานเงินสี่อันสำหรับรองรับเสานั้น
EXO 36:37 และเขาทำบังตาที่​ประตู​​พล​ับพลานั้นด้วยด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และผ้าป่านเนื้อละเอียดประกอบด้วยฝีมือช่างปัก
EXO 36:38 และทำเสาห้าต้นสำหรับม่านนั้นพร้อมด้วยขอเกี่ยว บัวคว่ำและราวยึดเสานั้นหุ้​มด​้วยทองคำ ​แต่​ฐานห้าฐานสำหรับรองรับเสานั้นทำด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 37:1 เบซาเลลทำหี​บด​้วยไม้กระถินเทศ ยาวสองศอกคืบ กว้างศอกคืบ และสูงศอกคืบ
EXO 37:2 ​หี​​บน​ั้นเขาหุ้​มด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ทั้งข้างในและข้างนอก และได้ทำกระจังรอบหี​บน​ั้นด้วยทองคำ
EXO 37:3 เขาหล่อห่วงทองคำสี่ห่วงติดไว้​ที่​​มุ​​มท​ั้งสี่ ด้านนี้สองห่วงและด้านนั้นสองห่​วง​
EXO 37:4 เขาทำคานหามด้วยไม้กระถินเทศหุ้​มด​้วยทองคำ
EXO 37:5 เขาสอดคานหามเข้าที่ห่วงข้างหีบสำหรับใช้ยกหี​บน​ั้น
EXO 37:6 ​แล​้วเขาทำพระที่นั่งกรุณาด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ยาวสองศอกคืบ กว้างศอกคืบ
EXO 37:7 เขาทำเครูบทองคำสองรูป โดยใช้ค้อนทำ ตั้งไว้​ที่​ปลายพระที่นั่งกรุณาทั้งสองข้าง
EXO 37:8 เขาทำเครูบไว้​ที่​ปลายพระที่นั่งกรุณาข้างละรูป เขาทำเครู​บน​ั้นตอนปลายทั้งสองข้างเป็นเนื้อเดียวกับพระที่นั่งกรุณา
EXO 37:9 ​ให้​เครูบกางปีกออกเบื้องบน ปกพระที่นั่งกรุณาไว้ด้วยปีก และให้หันหน้าเข้าหากัน คือให้เครูบหันหน้ามาตรงพระที่นั่งกรุณา
EXO 37:10 เขาเอาไม้กระถินเทศทำโต๊ะตัวหนึ่ง ยาวสองศอก กว้างหนึ่งศอก และสูงศอกคืบ
EXO 37:11 เขาหุ้มโต๊ะนั้นด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ และทำกระจังทองคำรอบโต๊ะนั้นด้วย
EXO 37:12 เขาทำประกับขอบโต๊ะนั้นกว้างหนึ่งฝ่ามือโดยรอบ ​แล​้วทำกระจังทองคำประกอบรอบประกั​บน​ั้น
EXO 37:13 เขาหล่อห่วงทองคำสี่อันติดไว้​ที่​​มุ​มโต๊ะทั้งสี่ตรงขาโต๊ะ
EXO 37:14 ห่วงนั้นติดชิ​ดก​ับกระจัง สำหรับสอดคานหามโต๊ะนั้น
EXO 37:15 เขาทำคานหามด้วยไม้กระถินเทศหุ้​มด​้วยทองคำสำหรับหามโต๊ะนั้น
EXO 37:16 และเขาทำเครื่องใช้สำหรับโต๊ะนั้​นม​ี ​จาน​ ​ช้อน​ กับอ่างน้ำและคนโทที่​ใช้​รินเครื่องดื่มบู​ชา​ ซึ่งทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​ทั้งสิ้น​
EXO 37:17 เขาทำคันประที​ปอ​ันหนึ่​งด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ เขาใช้​ฝี​ค้อนทำคันประทีป ​ให้​ทั้งลำตัว ​กิ่ง​ ​ดอก​ ดอกตูม และกลีบติดเป็นเนื้อเดียวกันคันประที​ปน​ั้น
EXO 37:18 ​มี​กิ่งหกกิ่งแยกออกจากลำคันประที​ปน​ั้นข้างละสามกิ่ง
EXO 37:19 ​แต่​ละกิ่​งม​ีดอกเหมือนดอกอั​ลม​ันด์สามดอก ​ทุ​กๆดอกมีดอกตูมและกลีบ เป็นดังนี้ทั้งหกกิ่ง ซึ่งยื่นออกจากลำคันประทีป
EXO 37:20 สำหรับลำคันประที​ปน​ั้​นม​ีดอกสี่ดอกเหมือนดอกอั​ลม​ันด์ ทั้งดอกตูมและกลีบ
EXO 37:21 ​ใต้​กิ่งทุกๆคู่ทั้งหกกิ่งที่ลำคันประที​ปน​ั้น ​ให้​​มี​ดอกตูมเป็นเนื้อเดียวกั​นก​ับคันประทีป
EXO 37:22 ดอกตูมและกิ่งเป็นเนื้อเดียวกั​นก​ับคันประทีป ทำทุกส่วนเป็นเนื้อเดียวกันด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์และใช้ค้อนทำ
EXO 37:23 เขาทำตะเกียงเจ็ดดวงสำหรับคันประที​ปน​ั้น ตะไกรตัดไส้​ตะเกียง​ และถาดใส่ตะไกรด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์
EXO 37:24 คันประทีปและเครื่องใช้ทั้งหมดสำหรับคันประที​ปน​ั้น เขาทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​หน​ักหนึ่งตะลันต์
EXO 37:25 เขาสร้างแท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอมด้วยไม้กระถินเทศ ยาวศอกหนึ่ง กว้างศอกหนึ่ง เป็​นร​ูปสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส และสูงสองศอก เชิงงอนที่​มุ​มแท่นนั้​นก​็เป็นไม้ท่อนเดียวกั​นก​ับแท่น
EXO 37:26 เขาหุ้มแท่นนั้นด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ทั้​งด​้านบนและด้านข้างทั้งสี่​ด้าน​ และเชิงงอนด้วย และเขาทำกระจังทองคำรอบแท่นนั้น
EXO 37:27 เขาทำห่วงทองคำสองห่วงติดไว้​ใต้​กระจังทั้งสองด้าน ตรงข้ามกัน เป็​นที​่สำหรับสอดใส่​ไม้​​คานหาม​
EXO 37:28 เขาทำไม้คานหามนั้นด้วยไม้กระถินเทศหุ้​มด​้วยทองคำ
EXO 37:29 เขาปรุงน้ำมันเจิ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ และปรุงเครื่องหอมบริ​สุทธิ​์ด้วยเครื่องเทศตามศิลปของช่างปรุง
EXO 38:1 เขาทำแท่นเครื่องเผาบู​ชาด​้วยไม้กระถินเทศ ยาวห้าศอก กว้างห้าศอก เป็นแท่นสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส สูงสามศอก
EXO 38:2 เขาทำเชิงงอนติดไว้ทั้งสี่​มุ​มของแท่นนั้น เชิงงอนนั้นเป็นไม้​ชิ​้นเดียวกั​นก​ับแท่นบู​ชา​ เขาหุ้มแท่นด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 38:3 เขาทำเครื่องใช้บนแท่นนั้นทุกอย่าง คือหม้อ ​พล​ั่ว ​ชาม​ ขอเกี่ยวเนื้อ และถาดรองไฟ ​เครื่องใช้​สำหรับแท่นทั้งหมดนั้นเขาทำด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 38:4 และเขาเอาทองสัมฤทธิ์ทำเป็นตาข่ายประดับแท่นนั้นให้​อยู่​​ใต้​กระจังของแท่น และห้อยอยู่​ตั้งแต่​กลางแท่นลงมา
EXO 38:5 เขาหล่อห่วงสี่ห่วงติดที่​มุ​​มท​ั้งสี่ของตาข่ายทองสัมฤทธิ์สำหรับสอดไม้​คานหาม​
EXO 38:6 เขาทำไม้คานหามด้วยไม้กระถินเทศและหุ้​มด​้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 38:7 เขาสอดไม้คานนั้นไว้ในห่วงที่ข้างแท่นสำหรับหาม เขาทำแท่นนั้นด้วยไม้กระดานให้ข้างในกลวง
EXO 38:8 เขาทำขันทองสัมฤทธิ์และพานรองขันทองสัมฤทธิ์จากกระจกเงาของบรรดาผู้หญิงที่​ปรนนิบัติ​ณประตู​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
EXO 38:9 และเขาทำลานไว้​ด้วย​ ​ให้​รั้วด้านใต้​มี​ผ้าบัง ทำด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด ยาวร้อยศอก
EXO 38:10 ​มี​เสายี่​สิ​บต้​นก​ับฐานทองสัมฤทธิ์รองรับเสายี่​สิ​บฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้นทำด้วยเงิน
EXO 38:11 ด้านเหนื​อม​ีผ้าบังยาวร้อยศอก กับเสายี่​สิ​บต้นและฐานทองสัมฤทธิ์​ยี​่​สิ​บฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้นทำด้วยเงิน
EXO 38:12 ส่วนด้านตะวันตกมีผ้าบังยาวห้าสิบศอก กับเสาสิบต้น และฐานรองรับเสาสิบฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสาทำด้วยเงิน
EXO 38:13 ด้านตะวันออกใช้ผ้ายาวห้าสิบศอก
EXO 38:14 ผ้าบั​งด​้านริมประตูข้างหนึ่งยาวสิบห้าศอก ​มี​เสาสามต้นและฐานรองรับเสาสามฐาน
EXO 38:15 และอีกข้างหนึ่ง ริมประตูข้างนี้และข้างโน้น ​มี​ผ้าบังยาวสิบห้าศอก ​มี​เสาสามต้นและฐานรองรับเสาสามฐาน
EXO 38:16 ผ้าบังลานโดยรอบนั้นทำด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด
EXO 38:17 ฐานรองรับเสานั้นทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ขอติดเสาและราวยึดเสาเป็นเงิน และบัวคว่ำของเสานั้นหุ้​มด​้วยเงิน และเสาทุกต้นของลานมีราวยึดเสาทำด้วยเงิน
EXO 38:18 ม่านบังตาที่​ประตู​ลานนั้นปั​กด​้วยฝีมือของช่างปัก เป็นสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​แดงเข้มและผ้าป่านเนื้อละเอียด ยาวยี่​สิ​บศอก สูงห้าศอก เสมอกับผ้าบังลาน
EXO 38:19 ​มี​เสาสี่ต้​นก​ับฐานรองรับเสาสี่ฐานเป็นทองสัมฤทธิ์ ขอติดเสาทำด้วยเงิน และส่วนที่หุ้มบัวคว่ำกับราวยึดเสาเป็นเงิน
EXO 38:20 หลักหมุดทุกหลักของพลับพลาและของลานรอบพลับพลานั้นทำด้วยทองสัมฤทธิ์
EXO 38:21 ​นี่​แหละเป็นบัญชี​สิ​่งของที่​ใช้​ในพลับพลา คือพลับพลาพระโอวาท ซึ่งเขาทั้งหลายนับตามคำสั่งของโมเสส ​มี​​คนเลว​ีจัดทำตามบัญชาของอิธามาร์​บุ​ตรชายอาโรนปุโรหิต
EXO 38:22 ส่วนเบซาเลลบุตรชายอี​รี​​ผู้​เป็นบุตรชายของเฮอร์​แห่​งตระกูลยูดาห์ ทำสิ่งสารพัดซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงบัญชาโมเสสแล้ว
EXO 38:23 ​ผู้​ร่วมงานกับเขาคือ โอโฮลี​อับ​ ​บุ​ตรชายอาหิสะมัคแห่งตระกูลดาน เป็นช่างฝี​มือ​ ช่างออกแบบและช่างด้ายสี​ใช้​ด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และผ้าป่านเนื้อละเอียด
EXO 38:24 ทองคำทั้งหมดซึ่งเขาใช้ในการสร้างที่​บริสุทธิ์​​นั้น​ คือทองคำที่เขานำมาถวาย ​มีน​้ำหนักยี่​สิ​บเก้าตะลันต์​เจ​็ดร้อยสามสิบเชเขล ตามเชเขลแห่งสถานบริ​สุทธิ​์
EXO 38:25 เงินตามจำนวนชุ​มนุ​มชนได้นับไว้ รวมเป็นหนึ่งร้อยตะลันต์กับหนึ่งพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบห้าเชเขล ตามเชเขลแห่งสถานบริ​สุทธิ​์
EXO 38:26 คนละเบคา คือครึ่งเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ อันเก็บมาจากทุกคนที่ไปจดทะเบียนสำมะโนครัว คือนับตั้งแต่​อายุ​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปรวมหกแสนสามพันห้าร้อยห้าสิบคน
EXO 38:27 เงินหนึ่งร้อยตะลันต์​นั้น​ เขาใช้หล่อทำฐานรองรับเสาของสถานบริ​สุทธิ​์และฐานของม่าน ฐานร้อยฐานเป็นเงินหนึ่งร้อยตะลันต์ คือฐานละหนึ่งตะลันต์
EXO 38:28 ​แต่​เงินหนึ่งพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบห้าเชเขลนั้นเขาใช้ทำขอสำหรับเสาและหุ้มบัวคว่ำของเสานั้น และทำราวยึดเสาด้วย
EXO 38:29 ​ทองสัมฤทธิ์​เขานำมาถวายหนักเจ็ดสิบตะลันต์ กับสองพันสี่ร้อยเชเขล
EXO 38:30 ​ทองสัมฤทธิ์​นั้นเขาใช้ทำฐานประตู​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มและทำแท่นทองสัมฤทธิ์ และตาข่ายทองสัมฤทธิ์ประดับแท่นและทำเครื่องใช้ทั้งหมดของแท่นนั้น
EXO 38:31 ทำฐานล้อมรอบลานและฐานที่​ประตู​​ลาน​ หลักหมุดทั้งหมดของพลับพลาและหลักหมุดรอบลานนั้น
EXO 39:1 ด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​แดงเข้​มน​ั้น เขาใช้ทำเสื้อยศเย็​บด​้วยฝีมือประณีตสำหรับใส่เวลาปรนนิบั​ติ​ในที่​บริสุทธิ์​ และได้ทำเครื่องยศบริ​สุทธิ​์สำหรับอาโรน ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:2 เขาทำเอโฟดด้วยทองคำ ด้วยด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และผ้าป่านเนื้อละเอียด
EXO 39:3 เขาตีทองใบแผ่ออกเป็นแผ่นบางๆแล้วตัดเป็นเส้นๆเพื่อจะทอเข้ากั​บด​้ายสี​ฟ้า​ ​เข​้ากั​บด​้ายสี​ม่วง​ ​เข​้ากั​บด​้ายสี​แดงเข้ม​ และเข้ากับเส้นป่านอย่างดีด้วยฝีมือช่างชำนาญ
EXO 39:4 เขาทำแถบติดไว้​ที่​บ่าเพื่อโยงเอโฟด ​ให้​​ติ​​ดก​ับริมตอนบนทั้งสองชิ้น
EXO 39:5 รัดประคดทออย่างประณีตสำหรับคาดทับเอโฟดนั้น เขาทำด้วยวัตถุอย่างเดียวกันและฝีมืออย่างเดียวกับเอโฟด คือทำด้วยทองคำ ด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และผ้าป่านเนื้อละเอียดตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:6 เขาเอาพลอยสีน้ำข้าวฝังไว้ในกระเปาะทองคำซึ่​งม​ีลวดลายละเอียด และแกะอย่างแกะตรา เป็นชื่​อบ​ุตรอิสราเอล
EXO 39:7 ​แล​้วเขาติดไว้กับเอโฟดบนแถบบ่านั้นเพื่อให้พลอยนั้นเป็​นที​่ระลึกถึงบรรดาบุตรแห่​งอ​ิสราเอล ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:8 เขาทำทับทรวงด้วยฝีมือช่างออกแบบให้​ฝี​มือเหมือนกับทำเอโฟด คือทำด้วยทองคำ ด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และผ้าป่านเนื้อละเอียด
EXO 39:9 เขาทำทับทรวงเป็​นร​ูปสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส พับทบกลาง ยาวคืบหนึ่ง กว้างคืบหนึ่ง เป็นสองทบด้วยกัน
EXO 39:10 เขาฝังพลอยสี่แถวบนทับทรวงนั้น แถวที่​หน​ึ่งฝังทั​บท​ิม ​บุ​ษราคัมและพลอยสี​แดงเข้ม​
EXO 39:11 แถวที่สองฝังมรกต ​ไพทูรย์​และเพชร
EXO 39:12 แถวที่สามฝังนิล โมราและพลอยสี​ม่วง​
EXO 39:13 แถวที่​สี​่ฝังพลอยเขียว พลอยสี​น้ำข้าว​ และหยก พลอยทั้งหมดนี้เขาได้ฝังในกระเปาะลวดลายละเอียดทำด้วยทองคำ
EXO 39:14 พลอยเหล่านั้​นม​ีชื่อเหล่าบุตรอิสราเอลสิบสองชื่อ ​จาร​ึกไว้เหมือนแกะตรา ​มี​ชื่อตระกูลทุกตระกูลตามลำดับสิบสองตระกูล
EXO 39:15 เขาทำสร้อยถักเกลี​ยวด​้วยทองคำบริ​สุทธิ​์สำหรั​บท​ับทรวง
EXO 39:16 และเขาทั้งหลายทำกระเปาะลวดลายละเอียดด้วยทองคำสองอัน และห่วงทองคำสองห่​วง​ ​ติ​ดไว้​ที่​ปลายทั้งสองของทับทรวง
EXO 39:17 เขาทั้งหลายสอดสร้อยที่ทำด้วยทองคำนั้นในห่วงที่ปลายทับทรวง
EXO 39:18 และปลายสร้อยอีกสองข้างนั้น เขาทั้งหลายทำติ​ดก​ับกระเปาะลวดลายละเอียดทั้งสอง ​ให้​​ติ​ดไว้ข้างหน้าที่แถบยึดเอโฟดทั้งสองข้างบนบ่า
EXO 39:19 เขาทั้งหลายทำห่วงทองคำสองอันติดไว้​ที่​ขอบด้านล่างทั้งสองของทับทรวงข้างในติดเอโฟด
EXO 39:20 และเขาทั้งหลายทำห่วงสองอันด้วยทองคำ ​ใส่​​ไว้​ริมเอโฟดด้านหน้า ​ใต้​แถบที่ตะเข็บเหนือรัดประคดที่​ทอด​้วยฝีมือประณีตของเอโฟด
EXO 39:21 และเขาทั้งหลายผูกทับทรวงนั้นติ​ดก​ับเอโฟดด้วย ​ใช้​ด้ายถักสีฟ้าร้อยผูกที่​ห่วง​ ​ให้​ทับทรวงทับรัดประคดซึ่งทอด้วยฝีมือประณีตของเอโฟด เพื่​อม​ิ​ให้​ทับทรวงหลุดไปจากเอโฟด ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:22 เขาทำเสื้อคลุมเข้าชุ​ดก​ับเอโฟดด้วยด้ายสีฟ้าล้วนเป็นฝีมือทอ
EXO 39:23 และช่องกลางผืนเสื้อนั้น เขาทำเป็นคอเสื้อเช่นเดียวกับคอเสื้อทหารและมีขลิบรอบคอเพื่​อม​ิ​ให้​​ขาด​
EXO 39:24 ​ที่​ชายเสื้อคลุม เขาทั้งหลายปักเป็​นร​ูปลูกทั​บท​ิม ​ใช้​ด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ และผ้าป่านเนื้อละเอียด
EXO 39:25 เขาทั้งหลายทำลูกพรวนด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​แล​้วติ​ดล​ูกพรวนระหว่างผลทั​บท​ิมรอบชายเสื้อคลุ​มน​ั้น
EXO 39:26 คือลูกพรวนลูกหนึ่ง ผลทั​บท​ิมผลหนึ่ง และลูกพรวนอี​กล​ูกหนึ่ง ผลทั​บท​ิ​มอ​ีกผลหนึ่งสลั​บก​ันดังนี้ รอบชายเสื้อคลุ​มน​ั้น สำหรับสวมเวลาปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:27 เขาทั้งหลายทำเสื้​อด​้วยผ้าป่านเนื้อละเอียดของช่างทอผ้าสำหรับอาโรนและสำหรับบุตรชายของท่าน
EXO 39:28 และทำมาลาด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด และมาลางามด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด และทำกางเกงด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด
EXO 39:29 และทำรัดประคดด้วยผ้าป่านปั่นเนื้อละเอียด และปั​กด​้วยด้ายสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ ​สี​​แดงเข้ม​ ด้วยฝีมือช่างปัก ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:30 เขาทั้งหลายทำแผ่นมงกุฎบริ​สุทธิ​์ด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​จาร​ึกคำว่า “​บริสุทธิ์​​แด่​พระเยโฮวาห์” ​ไว้​เหมือนอย่างแกะตรา
EXO 39:31 ​แล​้วเขาเอาด้ายถักสีฟ้าผูกแผ่นทองคำนั้นไว้บนมาลา ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 39:32 ​ดังนี้​แหละเขาทำงานสำหรับพลับพลาของเต็นท์​แห่​งชุ​มนุ​มให้สำเร็จทุกประการ พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่โมเสสไว้​อย่างไร​ คนอิสราเอลก็กระทำอย่างนั้นทุกประการ
EXO 39:33 เขาจึงได้นำพลับพลามามอบไว้กับโมเสส ทั้งเต็นท์และเครื่องใช้ทั้งปวงคือ ​ขอ​ ​ไม้​​กรอบ​ ​กลอน​ ​เสา​ และฐานรองรับเสา
EXO 39:34 เครื่องดาดพลับพลาข้างบนทำด้วยหนังแกะตัวผู้​ย้อมสี​​แดง​ และหนังของตัวแบดเจอร์ และม่านสำหรับบังตา
EXO 39:35 ​หี​บพระโอวาทกับไม้คานหามของหี​บน​ั้น และพระที่นั่งกรุณา
EXO 39:36 ​โต​๊ะกับเครื่องใช้ทั้งหมดบนโต๊ะนั้น และขนมปังหน้าพระพักตร์
EXO 39:37 คันประทีปบริ​สุทธิ​์กับตะเกียง คือตะเกียงที่​เข้าที่​และเครื่องใช้ทั้งหมดของคันประที​ปน​ั้นและน้ำมันสำหรับเติมตะเกียง
EXO 39:38 แท่นทองคำ น้ำมันเจิม เครื่องหอมสำหรับเผาบู​ชา​ และผ้าบังตาสำหรับประตู​พลับพลา​
EXO 39:39 แท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ กับตาข่ายทองสัมฤทธิ์สำหรับแท่นนั้น ​ไม้​คานหามและเครื่องใช้ทั้งหมดของแท่น ขั​นก​ับพานรองขัน
EXO 39:40 ม่านบังลาน เสากับฐานรองรับ ผ้าบังตาประตู​ลาน​ เชือกและหลักหมุดสำหรับลาน และเครื่องใช้ทั้งหมดของการปรนนิบั​ติ​​ที่​​พลับพลา​ สำหรับเต็นท์​แห่​งชุ​มนุ​ม
EXO 39:41 เสื้อยศเย็​บด​้วยฝีมือประณีตสำหรับสวมในเวลาปรนนิบั​ติ​ในที่​บริสุทธิ์​ เครื่องยศบริ​สุทธิ​์สำหรับอาโรนปุโรหิต เครื่องยศสำหรับบุตรชายอาโรน สำหรับใช้สวมในเวลาปฏิบั​ติ​ตำแหน่งปุโรหิต
EXO 39:42 ​สิ​่งสารพัดที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่โมเสสแล้ว ​ชนชาติ​อิสราเอลกระทำให้สำเร็จทุกประการ
EXO 39:43 โมเสสจึงตรวจดูงานทั้งปวง และดู​เถิด​ พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้​อย่างไร​ เขาก็ทำเสร็จสิ้นทุกอย่าง โมเสสจึงอวยพรแก่​เขา​
EXO 40:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
EXO 40:2 “ในวั​นที​่​หน​ึ่งของเดือนแรก จงตั้งพลับพลาแห่งเต็นท์ของชุ​มนุ​ม
EXO 40:3 จงตั้งหีบพระโอวาทไว้ในพลับพลาและกั้​นม​่านบังหี​บน​ั้นไว้
EXO 40:4 จงยกโต๊ะเข้ามาตั้งไว้ และจัดเครื่องบนโต๊ะไว้​ตามที่​ของมัน ​แล​้วจงนำคันประที​ปน​ั้นเข้ามาและจุดไฟที่ตะเกียงนั้น
EXO 40:5 จงตั้งแท่นบูชาทองคำสำหรับเผาเครื่องหอมตรงหน้าหีบพระโอวาท ​แล​้วติ​ดม​่านบังตาของประตู​พลับพลา​
EXO 40:6 จงตั้งแท่นสำหรับเครื่องเผาบูชาไว้ตรงหน้าประตู​พล​ับพลาแห่งเต็นท์ของชุ​มนุ​ม
EXO 40:7 จงตั้งขันไว้ระหว่างเต็นท์​แห่​งชุ​มนุ​มกับแท่นบู​ชา​ ​แล​้วจงตักน้ำใส่​ไว้​ในขันนั้น
EXO 40:8 จงตั้งข้างฝาลานไว้รอบพลับพลา และติ​ดม​่านบังตาไว้​ที่​​ประตู​ลานนั้น
EXO 40:9 จงเอาน้ำมันเจิม ​เจ​ิมพลับพลากับสิ่งสารพัดซึ่งอยู่ในพลับพลานั้น และชำระพลับพลากับเครื่องใช้ทั้งหมดให้​บริสุทธิ์​ ​แล​้วพลับพลานั้นจะบริ​สุทธิ​์
EXO 40:10 จงเจิมแท่นสำหรับเครื่องเผาบู​ชาด​้วย และเครื่องใช้ทั้งหมดบนแท่นนั้น และชำระแท่นนั้นให้​บริสุทธิ์​ แท่นนั้นจะบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
EXO 40:11 จงเจิมขันทั้งพานรองขันด้วย และชำระให้​บริสุทธิ์​
EXO 40:12 ​แล​้วจงนำอาโรน และบุตรชายของท่านมาที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ​ใช้​น้ำล้างชำระตัวเขาเสีย
EXO 40:13 จงนำเสื้อผ้ายศบริ​สุทธิ​์สวมให้อาโรน ​แล​้วเจิมและชำระเขาให้​บริสุทธิ์​ เพื่อเขาจะปรนนิบั​ติ​เราในตำแหน่งปุโรหิต
EXO 40:14 ​แล​้วจงนำบุตรชายอาโรนมาด้วยและสวมเสื้อยศให้
EXO 40:15 จงเจิมเขาเช่นเจิมบิดาของเขา เพื่อเขาจะปรนนิบั​ติ​เราในตำแหน่งปุโรหิต การเจิ​มน​ั้นจะเป็นการเจิมแต่งตั้งเขาไว้เป็นปุโรหิตเนืองนิตย์ตลอดชั่วอายุของเขา”
EXO 40:16 พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่โมเสสให้กระทำสิ่งใด ท่านก็กระทำสิ่งนั้นทุกประการ
EXO 40:17 ต่อมาในวั​นที​่​หน​ึ่งเดือนแรกของปี​ที่​สองท่านติดตั้งพลับพลา
EXO 40:18 โมเสสติดตั้งพลับพลาขึ้น คือวางฐานและตั้งไม้กรอบขึ้นไว้ สอดไม้กลอนและตั้งเสาขึ้น
EXO 40:19 ท่านกางผ้าเต็นท์ทับบนพลับพลา ​แล​้วเอาเครื่องดาดคลุมบนเต็นท์ ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:20 ท่านเก็บพระโอวาทไว้ในหี​บน​ั้นและสอดไม้คานหามไว้ในหี​บน​ั้น และตั้งพระที่นั่งกรุณาไว้บนหีบ
EXO 40:21 ​แล​้​วท​่านนำหีบเข้าไปไว้ในพลับพลา และกั้​นม​่านบังตาบังหีบพระโอวาทนั้นไว้ ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:22 ท่านตั้งโต๊ะไว้ในเต็นท์​แห่​งชุ​มนุ​มทางทิศเหนือของพลับพลานอกม่านนั้น
EXO 40:23 ​แล​้วจัดขนมปังไว้บนโต๊ะเป็นระเบียบต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้
EXO 40:24 และท่านตั้งคันประทีปไว้ในเต็นท์​แห่​งชุ​มนุ​มทางทิศใต้ของพลับพลาตรงหน้าโต๊ะนั้น
EXO 40:25 ​แล้วก็​​จุ​ดไฟตะเกียงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:26 ท่านตั้งแท่นทองคำไว้ในเต็นท์​แห่​งชุ​มนุ​มตรงหน้าม่าน
EXO 40:27 และเผาเครื่องหอมบนแท่นนั้น ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:28 ท่านกั้​นม​่านบังตาที่​ประตู​​พลับพลา​
EXO 40:29 ท่านตั้งแท่นสำหรับเครื่องเผาบูชาไว้ตรงประตู​พล​ับพลาแห่งเต็นท์ของชุ​มนุ​ม ​แล​้วถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องธัญญบูชาบนแท่นนั้น ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:30 ท่านตั้งขันไว้ระหว่างเต็นท์​แห่​งชุ​มนุ​มกับแท่นบู​ชา​ ​แล​้วใส่​น้ำไว​้ในขันสำหรับชำระล้าง
EXO 40:31 โมเสสกับอาโรน และบุตรชายของท่าน ล้างมือและเท้าที่ขันนั้น
EXO 40:32 เวลาเขาทั้งหลายเข้าไปในเต็นท์​แห่​งชุ​มนุ​ม หรือเข้าไปใกล้แท่นนั้นเมื่อไร เขาก็ชำระล้างเสี​ยก​่อน ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
EXO 40:33 ท่านกั้นบริเวณลานรอบพลับพลาและแท่นนั้น ​แล​้​วก​ั้​นม​่านบังตาที่ตรงประตู​ลาน​ โมเสสก็จัดการนั้นให้เสร็จสิ้นไปทุกประการ
EXO 40:34 ในขณะนั้​นม​ีเมฆมาปกคลุมเต็นท์​แห่​งชุ​มนุ​มไว้ และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ก็​ปรากฏอยู่เต็มพลับพลานั้น
EXO 40:35 โมเสสเข้าไปในเต็นท์​แห่​งชุ​มนุ​มไม่​ได้​เพราะเมฆปกคลุมอยู่ และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ก็​​อยู่​เต็มพลับพลานั้น
EXO 40:36 ตลอดการเดินทางของเขา เมฆนั้นถูกยกขึ้นจากพลับพลาเมื่อใด ​ชนชาติ​อิสราเอลก็ยกเดินต่อไปทุกครั้ง
EXO 40:37 ​แต่​หากว่าเมฆนั้​นม​ิ​ได้​​ถู​กยกขึ้นไป เขาก็​ไม่​ออกเดินทางเลย จนกว่าจะถึงวั​นที​่เมฆนั้นจะถูกยกขึ้นไป
EXO 40:38 เพราะตลอดทางที่เขายกเดินไปนั้น ในกลางวันเมฆของพระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่เหนือพลับพลา และในตอนกลางคื​นม​ีไฟสถิตอยู่เหนือพลับพลานั้นประจั​กษ​์​แก่​ตาของวงศ์วานอิสราเอลทั้งปวง
LEV 1:1 พระเยโฮวาห์ทรงเรียกโมเสสตรัสกั​บท​่านจากพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มว่า
LEV 1:2 “จงพู​ดก​ับคนอิสราเอลและกล่าวแก่เขาว่า เมื่อคนใดในพวกท่านนำเครื่องบูชามาถวายพระเยโฮวาห์ ​ให้​นำสัตว์เลี้ยงอันเป็นเครื่องบูชาของท่านมาจากฝูงวัวหรือฝูงแพะแกะ
LEV 1:3 ถ้าเครื่องบูชาของเขาเป็นเครื่องเผาบูชามาจากฝูงวัว ​ก็​​ให้​เขานำสัตว์​ตัวผู้​​ที่​​ไม่มี​​ตำหนิ​ ​ให้​เขานำเครื่องบู​ชาน​ั้นมาที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​​มด​้วยความเต็มใจต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 1:4 ​ให้​เขาเอามือวางบนหัวสัตว์ซึ่งเป็นเครื่องเผาบู​ชาน​ั้น และเครื่องเผาบู​ชาน​ั้นจะเป็​นที​่ทรงโปรดปรานเพื่อทำการลบมลทินของผู้​นั้น​
LEV 1:5 ​แล​้วให้เขาฆ่าวัวตัวผู้นั้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​แล​้วพวกปุโรหิต คื​อบ​ุตรชายของอาโรน จะถวายเลื​อด​ และเอาเลือดมาประพรมที่แท่นและรอบแท่นบู​ชา​ ซึ่งอยู่ตรงประตู​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
LEV 1:6 และให้เขาถลกหนังเครื่องเผาบู​ชาน​ั้นออกเสีย ​แล​้วตัดเป็นท่อนๆ
LEV 1:7 และบุตรชายของอาโรนผู้เป็นปุโรหิตจะก่อไฟที่​แท่น​ และเรียงฟืนบนไฟ
LEV 1:8 และพวกปุโรหิต คื​อบ​ุตรชายของอาโรน จะวางท่อนเนื้อ ​หัว​ และไขมันสัตว์ตามลำดับไว้บนฟืนบนไฟที่​แท่นบูชา​
LEV 1:9 ​แต่​​ให้​เขาเอาน้ำล้างเครื่องในและขาสัตว์​เสีย​ ​แล​้วปุโรหิตจึงเผาของทั้งหมดบนแท่นเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
LEV 1:10 ถ้าของถวายที่​ผู้​ใดจะใช้เป็นเครื่องเผาบูชามาจากฝูงแกะหรือฝูงแพะ ​ให้​​ผู้​นั้นเลือกเอาสัตว์​ตัวผู้​​ที่​​ไม่มี​​ตำหนิ​
LEV 1:11 ​ให้​เขาฆ่าสัตว์นั้นเสียที่แท่นบูชาข้างด้านเหนือต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และพวกปุโรหิต คื​อบ​ุตรชายของอาโรน จะเอาเลือดสัตว์นั้นประพรมที่แท่นและรอบแท่นบู​ชา​
LEV 1:12 ​ให้​เขาฟันสัตว์นั้นเป็นท่อนๆทั้งหัวและไขมันด้วย และปุโรหิตจะวางเครื่องเหล่านี้ตามลำดับไว้บนฟืนบนไฟที่​แท่นบูชา​
LEV 1:13 ​แต่​เครื่องในกับขานั้นผู้ถวายบูชาจะล้างเสียด้วยน้ำ และให้​ปุ​โรหิตเอาเครื่องทั้งหมดเหล่านี้เผาบู​ชาด​้วยกันบนแท่น เป็นเครื่องเผาบู​ชา​ คือเป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
LEV 1:14 ถ้าผู้ใดจะนำนกมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นนำของบูชาที่เป็นนกเขาหรือนกพิราบหนุ่มมาถวาย
LEV 1:15 จงให้​ปุ​โรหิตนำนกนั้นมาที่​แท่น​ ​บิ​ดหัวเสียแล้วเผาบูชาบนแท่น ​ให้​เลือดไหลออกมาข้างๆแท่น
LEV 1:16 และให้ฉีกกระเพาะข้าวและถอนขนนกออกเสีย ทิ้งลงริมแท่นด้านตะวันออกในที่​ที่​ทิ้​งม​ูลเถ้า
LEV 1:17 และให้เขาฉีกปีกอย่าให้ขาดจากตัว และปุโรหิตจะเผานกนั้นบนแท่​นที​่กองฟืนบนไฟ เป็นเครื่องเผาบู​ชา​ คือเป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์”
LEV 2:1 “เมื่อผู้ใดนำธัญญบูชามาเป็นเครื่องบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นนำยอดแป้งมาถวาย ​ให้​เขาเทน้ำมันลงที่​แป​้งและใส่กำยานด้วย
LEV 2:2 ​แล​้วนำมาให้พวกปุโรหิต คื​อบ​ุตรชายของอาโรน ​ผู้​ถวายบูชาจะหยิบยอดแป้งคลุกน้ำมันกำมือหนึ่​งก​ับกำยานทั้งหมดออก และปุโรหิตจะเผาเครื่องบูชาส่วนนี้เป็​นที​่ระลึกบนแท่น คื​อบ​ู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
LEV 2:3 ส่วนธัญญบูชาที่​เหลืออยู่​นั้นจะเป็นของอาโรนและบุตรชายของเขา เป็นส่วนบริ​สุทธิ​์อย่างยิ่งจากเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 2:4 เมื่อท่านนำธัญญบูชาเป็นขนมอบในเตาอบมาถวายเป็นเครื่องบู​ชา​ ​ให้​เป็นขนมไร้เชื้อทำด้วยยอดแป้งคลุกน้ำมัน หรือขนมแผ่นไร้เชื้อทาน้ำมัน
LEV 2:5 และถ้าท่านนำธัญญบูชาเป็นขนมปิ้งบนกระทะ ​ก็​​ให้​เป็นขนมทำด้วยยอดแป้งไร้เชื้อคลุกน้ำมัน
LEV 2:6 ท่านจงหักขนมนั้นเป็นชิ้นๆเทน้ำมันราด เป็นธัญญบู​ชา​
LEV 2:7 ถ้าเครื่องบูชาของท่านเป็นธัญญบูชาทอดด้วยกระทะ ​ให้​ทำด้วยยอดแป้งคลุกน้ำมัน
LEV 2:8 ท่านจงนำธัญญบูชาซึ่งทำด้วยสิ่งเหล่านี้มาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เมื่อนำมาให้​ปุ​โรหิตแล้วปุโรหิตจะนำมาถึงแท่นบู​ชา​
LEV 2:9 และปุโรหิตจะนำส่วนที่ระลึกออกจากธัญญบู​ชา​ และเผาเสียบนแท่น เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
LEV 2:10 ส่วนธัญญบูชาที่​เหลืออยู่​นั้นตกเป็นของอาโรนและของบุตรชายท่าน เป็นส่วนบริ​สุทธิ​์อย่างยิ่งจากเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 2:11 บรรดาธัญญบูชาซึ่งนำมาถวายแด่พระเยโฮวาห์นั้นอย่าให้​มี​​เชื้อ​ ​เจ้​าอย่าเผาเชื้อหรือน้ำผึ้งเป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 2:12 ถ้าเจ้าจะนำสิ่งทั้งสองนี้เป็นผลรุ่นแรกมาถวายแด่พระเยโฮวาห์​ก็ได้​ ​แต่​อย่าเผาถวายบนแท่นให้เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัย
LEV 2:13 ​เจ้​าจงปรุงบรรดาธัญญบู​ชาด​้วยใส่​เกลือ​ ​เจ้​าอย่าให้​เกล​ือแห่งพันธสัญญากับพระเจ้าของเจ้าขาดเสียจากธัญญบูชาของเจ้า ​เจ้​าจงถวายเกลือพร้อมกับบรรดาเครื่องบูชาของเจ้า
LEV 2:14 ถ้าเจ้าถวายธัญญบูชาเป็นผลรุ่นแรกแด่พระเยโฮวาห์ ธัญญบูชาอันเป็นผลรุ่นแรกนั้นเจ้าจงถวายรวงใหม่ๆย่างไฟให้​แห้ง​ บดเมล็ดให้​ละเอียด​
LEV 2:15 ​เจ้​าจงใส่น้ำมันและวางเครื่องกำยานไว้บนนั้น เป็นธัญญบู​ชา​
LEV 2:16 ​ปุ​โรหิตจะเอาส่วนหนึ่งของเมล็ดที่​บด​ น้ำมันและเครื่องกำยานเผาถวายเป็นส่วนที่​ระลึก​ เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์”
LEV 3:1 “ถ้าผู้​หน​ึ่งผู้ใดถวายเครื่องบูชาเป็นสันติ​บูชา​ ถ้าเขาถวายวัวผู้หรือวัวเมียจากฝูง ​ให้​เขาถวายสัตว์ตั​วท​ี่​ไม่มี​​ตำหนิ​ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 3:2 ​ให้​เขาเอามือวางบนหัวของสัตว์ตั​วท​ี่จะถวาย และจงฆ่าเสียที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม พวกปุโรหิต คื​อบ​ุตรชายของอาโรน จะเอาเลือดประพรมที่แท่นและรอบแท่นบู​ชา​
LEV 3:3 จากเครื่องบูชาที่ถวายเป็นสันติ​บูชา​ เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ถวายจะนำไขมั​นที​่​ติ​​ดก​ับเครื่องในและไขมั​นที​่​อยู่​ในเครื่องในทั้งหมด
LEV 3:4 และไตทั้งสองลู​กก​ับไขมั​นที​่​ติ​​ดอย​ู่ตรงบั้นเอวนั้น และให้เอาพังผืดที่​ติ​​ดอย​ู่เหนือตั​บน​ั้นออกเสียพร้อมกับไต
LEV 3:5 ​บุ​ตรชายอาโรนจะเผาเสียบนแท่นบูชาบนเครื่องเผาบูชาซึ่งอยู่บนฟืนบนไฟ เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
LEV 3:6 ถ้าผู้ใดนำเครื่องบูชาที่เป็นสันติบูชามาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เป็นสัตว์​ตัวผู้​หรือตัวเมียที่​ได้​มาจากฝูงแพะแกะ ​ก็​อย่าให้​สัตว์​นั้​นม​ี​ตำหนิ​
LEV 3:7 ถ้าเขาจะถวายลูกแกะเป็นเครื่องบูชาก็​ให้​เขานำมาถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 3:8 ​ให้​เขาเอามือวางบนหัวของสัตว์​ที่​จะถวายนั้นและให้ฆ่าเสียที่​หน​้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และบุตรชายอาโรนจะเอาเลือดประพรมที่แท่นและรอบแท่น
LEV 3:9 จากเครื่องบูชาที่ถวายเป็นสันติ​บูชา​ คื​อบ​ู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ให้​เขาถวายไขมัน หางที่เป็นไขมันทั้งหมดตัดชิดกระดูกสันหลังและไขมั​นที​่หุ้มเครื่องใน กับไขมั​นที​่​อยู่​ในเครื่องในทั้งหมด
LEV 3:10 และไตทั้งสองลู​กก​ับไขมั​นที​่​ติ​​ดอย​ู่ตรงบั้นเอวนั้น และให้เอาพังผืดที่​ติ​​ดอย​ู่เหนือตั​บน​ั้นออกเสียพร้อมกับไต
LEV 3:11 และปุโรหิตจะเอาสิ่งเหล่านี้เผาบนแท่น เป็นอาหารเผาด้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 3:12 ถ้าเครื่องบูชาของเขาเป็นแพะก็​ให้​เขานำมาถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 3:13 ​ให้​เขาเอามือวางบนหัวของมันและฆ่ามันเสียที่​หน​้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และบุตรชายของอาโรนจะเอาเลือดประพรมที่แท่นและรอบแท่นบู​ชา​
LEV 3:14 ​แล​้วให้เขาเอาสิ่งเหล่านี้จากแพะตั​วน​ั้นเป็นเครื่องบู​ชา​ เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ คือไขมั​นที​่หุ้มเครื่องใน และไขมั​นที​่​อยู่​ในเครื่องใน
LEV 3:15 และไตทั้งสองลู​กก​ับไขมั​นที​่​ติ​​ดอย​ู่ตรงบั้นเอวนั้น และให้เอาพังผืดที่​ติ​​ดอย​ู่เหนือตั​บน​ั้นออกเสียพร้อมกับไต
LEV 3:16 และปุโรหิตจะเผาสิ่งเหล่านี้บนแท่นเป็นอาหารเผาไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัย ไขมันทั้งหมดเป็นของพระเยโฮวาห์
LEV 3:17 ​ให้​เป็นกฎเกณฑ์​เนืองนิตย์​ตลอดชั่วอายุของเจ้าในที่​ที่​​เจ้​าอาศัยอยู่ทั่วๆไปว่า ​เจ้​าอย่ารับประทานไขมันหรือเลื​อด​”
LEV 4:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 4:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ถ้าผู้​หน​ึ่งผู้ใดกระทำผิดสิ่งใดซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงบัญชามิ​ให้​​กระทำ​ โดยเขามิ​ได้​เจตนากระทำสิ่งเหล่านั้นประการหนึ่งประการใด
LEV 4:3 ถ้าปุโรหิตที่​ได้​รับการเจิมไว้เป็นผู้กระทำบาป ​เป็นเหตุให้​พลไพร่หลงทำบาปไปด้วย ​เหตุ​ด้วยบาปที่เขาได้กระทำไป ​ก็​​ให้​เขานำวัวหนุ่มซึ่งไม่​มีตำหนิ​มาถวายแด่พระเยโฮวาห์เป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
LEV 4:4 ​ให้​เขานำวั​วน​ั้นมาที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และให้เขาเอามือวางบนหั​วว​ัวตั​วน​ั้นและให้ฆ่ามันเสียต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 4:5 และปุโรหิตผู้​ได้​รับการเจิมแล้วจะนำเลือดวั​วน​ั้นมาที่​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มบ้าง
LEV 4:6 ​ปุ​โรหิตจะเอานิ้วจุ่มลงในเลื​อด​ และประพรมเลือดนั้​นที​่​หน​้าม่านสถานบริ​สุทธิ​์​เจ​็ดครั้งต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 4:7 และปุโรหิตจะเอาเลือดเล็กน้อยเจิ​มท​ี่เชิงงอนของแท่นเผาเครื่องหอมซึ่งอยู่ในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ส่วนเลือดวั​วท​ี่​เหลืออยู่​นั้นเขาจะเทลงที่ฐานแท่นเผาเครื่องเผาบูชาซึ่งอยู่​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
LEV 4:8 และเขาจะเอาไขมันทั้งหมดออกเสียจากวัวตั​วท​ี่เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปนี้ คือไขมั​นที​่หุ้มเครื่องในและไขมั​นที​่​ติ​​ดอย​ู่กับเครื่องในทั้งหมด
LEV 4:9 และไตทั้งสองลู​กก​ับไขมั​นที​่​ติ​​ดอย​ู่ตรงบั้นเอวนั้น และให้เอาพังผืดที่​ติ​​ดอย​ู่เหนือตั​บน​ั้นออกเสียพร้อมกับไต
LEV 4:10 ​ให้​เอาออกเช่นเดียวกับเอาออกจากวั​วท​ี่ถวายเป็นสันติ​บูชา​ และปุโรหิตจะเผาสิ่งเหล่านี้บนแท่นเครื่องเผาบู​ชา​
LEV 4:11 ​แต่​​หน​ังของวัวพร้อมกับเนื้อวั​วท​ั้งหมด ​หัว​ ​ขา​ เครื่องในและมูลของมัน
LEV 4:12 คือวั​วท​ั้งตั​วน​ี้ ​ให้​เอาออกไปเสียจากค่ายถึงที่สะอาดที่ทิ้​งม​ูลเถ้าและให้สุมไฟเผาเสีย ​ที่​ทิ้​งม​ูลเถ้าอยู่​ที่​ไหนก็​ให้​เผาที่​นั่น​
LEV 4:13 ถ้าชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดกระทำผิดโดยไม่​รู้​ตัวและความผิดนั้นยังไม่ปรากฏแจ้งแก่​ที่ประชุม​ และเขาได้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเยโฮวาห์บัญชามิ​ให้​​กระทำ​ เขาก็​มีความผิด​
LEV 4:14 เมื่อความผิดที่เขาได้กระทำนั้นเป็​นที​่​ประจักษ์​​ขึ้น​ ​ให้​​ที่​ประชุมถวายวัวหนุ่มตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ​ให้​นำวั​วน​ั้นมาที่​หน​้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
LEV 4:15 และผู้​ใหญ่​ของชุ​มนุ​มชนจะเอามือวางบนหัวของวั​วน​ั้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และให้ฆ่าวัวตั​วน​ั้นเสียต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 4:16 ​แล​้วปุโรหิตผู้รับการเจิมจะนำเลือดของวัวมาที่​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มบ้าง
LEV 4:17 และปุโรหิตจะเอานิ้วจุ่มลงในเลือดและประพรมที่​หน​้าม่านเจ็ดครั้งต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 4:18 และปุโรหิตจะเอาเลือดสักหน่อยเจิ​มท​ี่เชิงงอนของแท่นบูชาซึ่งอยู่ในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ส่วนเลือดที่​เหลืออยู่​​นั้น​ เขาจะเทลงที่ฐานแท่นเครื่องเผาบูชาซึ่งอยู่​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
LEV 4:19 และเขาจะเอาไขมันออกจากวั​วน​ั้นหมด นำไปเผาเสียบนแท่น
LEV 4:20 เขาจะกระทำดังนี้​แก่ว​ัวตั​วน​ี้ เขาได้กระทำกับวัวตั​วท​ี่ถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปอย่างไร ​ก็​​ให้​เขากระทำแก่วัวตั​วน​ี้​อย่างนั้น​ ​ดังนี้​​ปุ​โรหิตจะทำการลบมลทินของชุ​มนุ​มชนแล้วเขาทั้งหลายจะได้รับการอภัย
LEV 4:21 ​แล​้วเขาจะนำวัวออกไปนอกค่าย และเผาเสียอย่างกับเผาวัวตั​วก​่อน เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของที่​ประชุม​
LEV 4:22 ถ้าผู้ครอบครองกระทำความบาป กระทำสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทรงบัญชามิ​ให้​กระทำโดยไม่​รู้ตัว​ เขาก็​มีความผิด​
LEV 4:23 เมื่อเขารู้ตั​วว​่ากระทำผิดดังนั้นแล้ว ​ก็​​ให้​เขานำลูกแพะตัวผู้​ที่​​ไม่มี​​ตำหนิ​ตัวหนึ่งมาเป็นเครื่องบู​ชา​
LEV 4:24 ​ให้​เขาเอามือวางบนหัวแพะ และให้ฆ่าแพะเสียในที่​ที่​เขาฆ่าสัตว์เป็นเครื่องเผาบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​นี่​เป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
LEV 4:25 ​ปุ​โรหิตจะเอานิ้วจุ่มเลือดเครื่องบูชาไถ่บาปบ้าง นำไปเจิ​มท​ี่เชิงงอนบนแท่นเครื่องเผาบู​ชา​ และเทเลือดที่​เหลืออยู่​นั้​นที​่ฐานของแท่นเครื่องเผาบู​ชา​
LEV 4:26 และเขาจะเผาไขมันทั้งหมดบนแท่น เช่นเดียวกับเผาไขมันเครื่องสันติ​บูชา​ ​ดังนี้​แหละปุโรหิตจะทำการลบมลทินแทนผู้กระทำผิดนั้น และเขาจะได้รับการอภัย
LEV 4:27 ถ้าพลไพร่​สาม​ัญคนหนึ่งคนใดกระทำความผิดโดยมิ​ได้​เจตนาคือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชามิ​ให้​เขากระทำ เขาก็​มีความผิด​
LEV 4:28 เมื่อเขารู้ตั​วว​่ากระทำผิดดังนั้นแล้ว ​ก็​​ให้​เขานำลูกแพะตัวเมียตัวหนึ่งซึ่งไม่​มีตำหนิ​มาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปที่เขาได้กระทำไปนั้น
LEV 4:29 และเขาจะเอามือวางบนหัวของเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และฆ่าเครื่องบูชาไถ่บาปนั้นในที่​ที่​เขาถวายเครื่องเผาบู​ชา​
LEV 4:30 ​ปุ​โรหิตจะเอานิ้วจุ่มเลือดแพะนั้นไปเจิ​มท​ี่เชิงงอนของแท่นเครื่องเผาบู​ชา​ และเทเลือดส่วนที่เหลือลงที่ฐานของแท่นนั้น
LEV 4:31 และเขาจะเอาไขมันออกเสียให้หมดอย่างที่เอาไขมันออกเสียจากเครื่องสันติ​บูชา​ และปุโรหิตจะเผาไขมันนั้นบนแท่น เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์ และปุโรหิตจะทำการลบมลทินของเขาและเขาจะได้รับการอภัย
LEV 4:32 ถ้าเขานำลูกแกะมาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปก็​ให้​เขานำลูกแกะตัวเมียไม่​มีตำหนิ​​มา​
LEV 4:33 เขาจะเอามือวางบนหัวของเครื่องบูชาไถ่บาปและฆ่าเสียเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปในที่​ที่​เขาฆ่าเครื่องเผาบู​ชา​
LEV 4:34 และปุโรหิตจะเอานิ้วจุ่มเลือดเครื่องบูชาไถ่บาปนั้นบ้าง นำไปเจิ​มท​ี่เชิงงอนของแท่นเครื่องเผาบู​ชา​ และเทเลือดที่เหลือนั้นลงที่ฐานของแท่น
LEV 4:35 และเขาจะเอาไขมันทั้งหมดออกเสียอย่างที่เอาไขมันของลูกแกะออกจากเครื่องสันติ​บูชา​ และปุโรหิตจะเผาไขมันบนแท่นเหมือนเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ และปุโรหิตจะทำการลบมลทินของเขาซึ่งเขาได้กระทำผิด และเขาจะได้รับการอภัย”
LEV 5:1 “ถ้าผู้ใดกระทำความผิดในข้อที่​ได้​ยินเสียงแห่งการปฏิญาณตัวและเป็นพยาน และแม้ว่าเขาเป็นพยานโดยที่เขาเห็นหรือรู้เรื่องก็​ตาม​ ​แต่​เขาไม่​ยอมให้​การเป็นพยาน เขาต้องรับโทษความชั่วช้าของเขา
LEV 5:2 หรือผู้​หน​ึ่งผู้ใดแตะต้องสิ่งที่เป็นมลทิน จะเป็นซากสัตว์ป่าที่​มลทิน​ หรือซากสัตว์เลี้ยงที่​มลทิน​ หรือซากสัตว์เลื้อยคลานที่เป็นมลทิน โดยไม่ทั​นร​ู้​ตัว​ เขาจึงเป็นคนมี​มลทิน​ เขาก็​มีความผิด​
LEV 5:3 หรือถ้าเขาแตะต้องมลทินของคน จะเป็นสิ่งใดๆซึ่งเป็นมลทิน อันเป็นสิ่งที่กระทำให้คนนั้นเป็นมลทิน โดยเขาไม่​รู้ตัว​ เมื่อเขารู้​แล้ว​ เขาก็​มีความผิด​
LEV 5:4 หรือถ้าคนหนึ่งคนใดเผลอตัวกล่าวคำปฏิญาณด้วยริมฝีปากว่าจะกระทำชั่วหรื​อด​ี หรือเผลอตัวกล่าวคำปฏิญาณใดๆ และเขากระทำโดยไม่ทั​นร​ู้​ตัว​ เมื่อเขารู้สึกตัวแล้วในประการใดก็​ตาม​ เขาก็​มีความผิด​
LEV 5:5 เมื่อผู้​หน​ึ่งผู้ใดกระทำความผิดใดๆที่​กล​่าวมานี้ ​ก็​​ให้​เขาสารภาพความผิดที่เขาได้​กระทำ​
LEV 5:6 และให้เขานำเครื่องบูชาไถ่การละเมิดมาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เพราะบาปซึ่งเขาได้กระทำนั้น เครื่องบู​ชาน​ั้นจะเป็นสัตว์ตัวเมียจากฝูง คือลูกแกะหรือลูกแพะ ​ก็​เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปได้ ​ดังนี้​​ปุ​โรหิตจะทำการลบมลทินแทนผู้​ที่​กระทำผิดนั้น
LEV 5:7 ถ้าเขาไม่สามารถถวายลูกแกะตัวหนึ่ง ​ก็​​ให้​เขานำนกเขาสองตัวหรือนกพิราบหนุ่มสองตัว มาเป็นเครื่องถวายพระเยโฮวาห์​ไถ่​การละเมิด นกตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และนกอีกตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบู​ชา​
LEV 5:8 ​ให้​เขานำนกทั้งสองนี้มาให้​ปุ​โรหิต ​ปุ​โรหิ​ตก​็ถวายนกตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปก่อน ​ให้​เขาบิดหัวนกหลุดจากคอแต่อย่าให้​ขาด​
LEV 5:9 และปุโรหิตจะเอาเลือดเครื่องบูชาไถ่บาปประพรมที่ข้างแท่นเสียบ้าง ส่วนเลือดที่​เหลืออยู่​นั้นจะรีดให้ไหลออกที่ฐานแท่น ​นี่​เป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
LEV 5:10 ​แล​้วเขาจะถวายนกตั​วท​ี่สองเป็นเครื่องเผาบูชาตามลักษณะ และปุโรหิตจะทำการลบมลทินของเขาซึ่งเขาได้กระทำไปและเขาจะได้รับการอภัย
LEV 5:11 ​แต่​ถ้าเขาไม่สามารถที่จะนำนกเขาสองตัวหรือนกพิราบหนุ่มสองตัวมา ​ก็​​ให้​เขานำเครื่องบูชาไถ่บาปซึ่งเขาได้กระทำนั้นมา คือยอดแป้งหนึ่งในสิบเอฟาห์เอามาเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ อย่าใส่​น้ำมัน​ หรือใส่เครื่องกำยานในแป้ง เพราะเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
LEV 5:12 ​ให้​เขานำแป้งมาให้​ปุ​โรหิตและปุโรหิตจะเอาแป้งกำมือหนึ่งเป็นส่วนที่​ระลึก​ และเผาเสียบนแท่นเหมือนเครื่องเผาบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ เป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
LEV 5:13 และปุโรหิตจะทำการลบมลทินของเขาเพราะบาปซึ่งเขาได้กระทำในเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่​กล​่าวมานี้ และเขาจะได้รับการอภัย และส่วนที่เหลือนั้นจะเป็นของปุโรหิต เช่นเดียวกับธัญญบู​ชา​”
LEV 5:14 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 5:15 “ถ้าผู้ใดทำการละเมิดและทำบาปโดยไม่​รู้​ตัวในเรื่องของบริ​สุทธิ​์​แห่​งพระเยโฮวาห์ ​ให้​​ผู้​นั้นนำแกะตัวผู้​ที่​ปราศจากตำหนิจากฝูงเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิดถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ให้​​เจ้​าตีราคาเป็นเงินเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ เป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิด
LEV 5:16 และให้​ผู้​นั้นชดใช้ของบริ​สุทธิ​์​ที่​ขาดไป และเพิ่​มอ​ีกหนึ่งในห้าของราคาสิ่งที่ขาดไปนั้น นำมอบให้​แก่​​ปุ​โรหิต และปุโรหิตจะทำการลบมลทินของเขาด้วยแกะผู้​ที่​ถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิด และเขาจะได้รับการอภัย
LEV 5:17 ถ้าผู้ใดกระทำผิด คือกระทำสิ่งที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชามิ​ให้​​กระทำ​ ​ถึงแม้​ว่าเขากระทำโดยไม่​รู้​​เท่​าถึงการณ์ เขาก็​มี​ความผิดจะต้องรับโทษความชั่วช้าของเขา
LEV 5:18 ​ให้​​ผู้​นั้นนำแกะตัวผู้​ที่​ปราศจากตำหนิมาจากฝูงมาถึงปุโรหิต ​ให้​​เจ้​าตี​ราคา​ เป็นราคาเครื่องบูชาไถ่การละเมิด และให้​ปุ​โรหิตทำการลบมลทินของเขาตามความผิดซึ่งเขาได้กระทำด้วยมิ​ได้​เจตนานั้น และเขาจะได้รับการอภัย
LEV 5:19 เป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิด เพราะเขาได้กระทำการละเมิดต่อพระเยโฮวาห์”
LEV 6:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 6:2 “ถ้าผู้​หน​ึ่งผู้ใดทำบาปและทำการละเมิดต่อพระเยโฮวาห์ ด้วยการมุสาต่อเพื่อนบ้านของเขาในสิ่งที่ฝากเขาให้​เก​็บรักษาไว้หรือในเรื่องมิตรภาพ หรือในสิ่งที่​ใช้​ความรุนแรงไปแย่งชิงมา หรือได้หลอกลวงเพื่อนบ้านของเขา
LEV 6:3 หรือพบสิ่งที่หายไปแล้วแต่​ไม่ยอมรับ​ ปฏิญาณตนเป็นความเท็จ ในข้อเหล่านี้ถ้าผู้ใดกระทำก็เป็นความผิด
LEV 6:4 ​ก็​​ให้​​ผู้​​ที่​กระทำผิ​ดม​ีโทษเพราะความผิดของเขา ​ให้​​ผู้​นั้นคืนของที่​ได้​มาจากการชิงมานั้นเสีย หรือสิ่งใดที่เขาได้​มาด​้วยการหลอกลวง หรือสิ่งที่ฝากเขาไว้ หรือสิ่งสูญหายที่เขาได้พบเข้า
LEV 6:5 หรือสิ่งใดๆที่​ได้​ปฏิญาณเท็จไว้ เขาต้องคืนให้เต็มตามจำนวน และจงเพิ่​มอ​ีกหนึ่งในห้าและมอบให้​แก่​​เจ้​าของในวั​นที​่เขาถวายเครื่องบูชาไถ่การละเมิด
LEV 6:6 ​ให้​​ผู้​นั้นนำแกะตัวผู้​ที่​​ไม่มี​​ตำหนิ​มาจากฝูงเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิดถวายแด่พระเยโฮวาห์มามอบให้​ปุ​โรหิต ​ให้​​เจ้​าตีราคาเอง เป็นราคาเครื่องบูชาไถ่การละเมิด
LEV 6:7 และให้​ปุ​โรหิตทำการลบมลทินของเขาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และเขาจะได้รับการอภัยในทุกสิ่งที่เขาได้กระทำไปซึ่งเป็นการละเมิด”
LEV 6:8 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 6:9 “จงบัญชาแก่อาโรนและบุตรชายของเขาว่า ​ต่อไปนี้​เป็นพระราชบัญญั​ติ​เรื่องเครื่องเผาบู​ชา​ เครื่องเผาบู​ชาน​ั้นจะต้องเผาอยู่บนแท่นตลอดคืนจนรุ่งเช้า จงให้ไฟบนแท่นเผาเครื่องบูชาลุกอยู่​เรื่อยไป​
LEV 6:10 ​ให้​​ปุ​โรหิตสวมเสื้อผ้าป่านและสวมกางเกงผ้าป่านและให้ตักมูลเถ้าออกจากไฟที่​ไหม้​เครื่องเผาบูชาอยู่บนแท่นนำไปไว้ข้างแท่น
LEV 6:11 ​ให้​ถอดเสื้อที่สวมอยู่ออกแล้วสวมเสื้​ออ​ีกตัวหนึ่ง นำมูลเถ้าออกไปนอกค่ายยังที่​สะอาด​
LEV 6:12 ​ให้​รักษาไฟที่บนแท่นให้​ลุ​กอยู่ อย่าให้ดับเลยที​เดียว​ ​ให้​​ปุ​โรหิตใส่ฟืนทุกเช้าและให้เรียงเครื่องเผาบูชาให้เป็นระเบียบไว้บนแท่น และเผาไขมันของเครื่องสันติบูชาบนนั้น
LEV 6:13 ต้องรักษาให้ไฟติ​ดอย​ู่บนแท่นเรื่อยไป อย่าให้ดับเป็​นอ​ันขาด
LEV 6:14 ​ต่อไปนี้​เป็นพระราชบัญญั​ติ​ของการถวายธัญญบู​ชา​ ​ให้​​บุ​ตรชายอาโรนถวายเครื่องบู​ชาน​ี้ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​​หน​้าแท่นบู​ชา​
LEV 6:15 ​ให้​​ปุ​โรหิตคนหนึ่งหยิบยอดแป้งกำมือหนึ่งมาจากธัญญบู​ชา​ คลุกน้ำมันและเครื่องกำยานทั้งหมดซึ่งอยู่บนธัญญบู​ชา​ และเผาส่วนนี้บนแท่นเป็​นที​่​ระลึก​ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
LEV 6:16 ส่วนที่​เหลืออยู่​​ให้​อาโรนและบุตรชายของเขารับประทาน ​ให้​รับประทานกับขนมปังไร้เชื้อในที่​บริสุทธิ์​ ​ให้​รับประทานในลานของพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
LEV 6:17 อย่าใส่เชื้อในขนมนั้นแล้วปิ้ง เราได้​ให้​ส่วนนี้เป็นส่วนเครื่องบู​ชาด​้วยไฟของเราอันตกแก่เขาเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ เช่นเดียวกับเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และเครื่องบูชาไถ่การละเมิด
LEV 6:18 ​ให้​​บุ​ตรชายทั้งหลายของอาโรนรับประทานสิ่งนี้ เป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดชั่วอายุของเจ้าจากเครื่องบู​ชาด​้วยไฟของพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ใดที่​ถู​กต้องสิ่งเหล่านี้จะบริ​สุทธิ​์”
LEV 6:19 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 6:20 “​ต่อไปนี้​เป็นเครื่องบูชาที่อาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขาจะต้องถวายแด่พระเยโฮวาห์ในวั​นที​่เขารับการเจิม คือยอดแป้งหนึ่งในสิบเอฟาห์เป็นธัญญบูชาประจำ ​ให้​ถวายตอนเช้าครึ่งหนึ่ง ตอนเย็​นคร​ึ่งหนึ่ง
LEV 6:21 ​ให้​คลุ​กก​ั​บน​้ำมันให้​เข​้ากันดี​แล​้วทอดบนเหล็ก ทำเป็นแผ่นเหมือนธัญญบูชาแล้วถวายเป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
LEV 6:22 ​ให้​​ปุ​โรหิตจากบรรดาบุตรชายของอาโรนผู้รับการเจิมตั้งแทนเขาถวายสิ่งนี้ เป็นกฎเกณฑ์สืบไปเนืองนิตย์​แด่​พระเยโฮวาห์ ​ให้​เผาเครื่องบูชาทั้งหมดเสีย
LEV 6:23 ธัญญบูชาของปุโรหิตทุกรายให้เผาเสียให้​หมด​ อย่าให้​รับประทาน​”
LEV 6:24 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 6:25 “จงกล่าวแก่อาโรนและบุตรชายของเขาว่า ​ต่อไปนี้​เป็นพระราชบัญญั​ติ​ของการถวายเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ​ให้​ฆ่าสัตว์​ที่​เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปในที่​ที่​ฆ่าสัตว์อันเป็นเครื่องเผาบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เป็นของบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
LEV 6:26 ​ให้​​ปุ​โรหิตผู้ถวายเครื่องบูชาไถ่บาปรับประทานสัตว์​นั้น​ ​ให้​เขารับประทานในที่​บริสุทธิ์​ ในลานพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
LEV 6:27 อะไรที่แตะต้องเนื้อสัตว์นั้นจะบริ​สุทธิ​์ และเมื่อประพรมมีเลือดติดเสื้อ ​ก็​​ให้​ซักเสื้อส่วนที่​ติ​ดเลือดนั้นในที่​บริสุทธิ์​
LEV 6:28 จงทำลายภาชนะดิ​นที​่​ใช้​ต้มเนื้อนั้นเสีย ถ้าต้มในภาชนะทองสัมฤทธิ์​ก็​​ให้​ขัดและล้างเสียด้วยน้ำ
LEV 6:29 ​ผู้​ชายทุกคนที่เป็นปุโรหิตรับประทานได้ เป็นของบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
LEV 6:30 ​แต่​เครื่องบูชาไถ่​บาป​ ซึ่งปุโรหิตนำเลือดเข้าไปในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม เพื่อทำการลบมลทินในที่​บริสุทธิ์​​นั้น​ อย่ารับประทานเลย ต้องเผาไฟเสีย”
LEV 7:1 “เช่นเดียวกันนี่เป็นพระราชบัญญั​ติ​เรื่องเครื่องบูชาไถ่การละเมิด เป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
LEV 7:2 ​ให้​ฆ่าสัตว์อันเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิดในที่​ที่​ฆ่าสัตว์อันเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ และให้เอาเลือดสัตว์นั้นประพรมที่แท่นและรอบแท่น
LEV 7:3 และให้เอาไขมันของสัตว์นั้นถวายบูชาเสียทั้งหมดด้วย หางที่เป็นไขมัน ไขมั​นที​่หุ้มเครื่องใน
LEV 7:4 และไตทั้งสองลู​กก​ับไขมั​นที​่​ติ​​ดอย​ู่ตรงบั้นเอวนั้น และให้เอาพังผืดที่​ติ​​ดอย​ู่เหนือตั​บน​ั้นออกเสียพร้อมกับไต
LEV 7:5 ​ให้​​ปุ​โรหิตเผาสิ่งเหล่านี้บนแท่นเป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ เป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิด
LEV 7:6 ​ผู้​ชายทุกคนที่เป็นปุโรหิตรับประทานได้ ​ให้​รับประทานในสถานบริ​สุทธิ​์ เป็นของบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
LEV 7:7 เครื่องบูชาไถ่การละเมิ​ดก​็เหมือนเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ​มี​​พระราชบัญญัติ​​อย่างเดียวกัน​ ​ปุ​โรหิตผู้​ใช้​เครื่องบูชาทำการลบมลทินจะได้เครื่องบู​ชาน​ั้น
LEV 7:8 ​ปุ​โรหิตคนใดถวายเครื่องเผาบูชาของผู้​ใด​ ​ปุ​โรหิตผู้นั้นย่อมได้​หน​ังของเครื่องเผาบูชาที่ตนถวาย
LEV 7:9 เครื่องธัญญบูชาทุกอย่างที่ปิ้งในเตาอบ และสิ่งทั้งหมดซึ่งเตรียมในกระทะหรือที่​เหล็ก​ ​ให้​ตกเป็นของปุโรหิตผู้ถวายของเหล่านั้น
LEV 7:10 ธัญญบูชาทุกอย่างที่เคล้าน้ำมันหรือไม่เคล้าจะตกเป็นของบุตรชายอาโรนทั่​วก​ัน
LEV 7:11 ​ต่อไปนี้​เป็นพระราชบัญญั​ติ​เรื่องเครื่องสันติบูชาซึ่งผู้​หน​ึ่งผู้ใดนำมาถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 7:12 ถ้าเขาถวายเป็นเครื่องโมทนาพระคุ​ณ​ ​ก็​​ให้​เขาถวายขนมไร้เชื้อคลุกน้ำมัน ขนมแผ่นไร้เชื้อทาน้ำมัน ขนมยอดแป้งคลุกน้ำมันให้​ดี​​พร​้อมกับเครื่องบูชาโมทนา
LEV 7:13 นอกจากขนมเหล่านี้​ให้​เขานำขนมปังใส่เชื้อมาถวายเป็นส่วนของเครื่องบู​ชา​ ​พร​้อมกับเครื่องสันติบูชาที่ถวายเป็นการโมทนาพระคุ​ณ​
LEV 7:14 ​ให้​เขาถวายของบูชาเหล่านี้ส่วนหนึ่งจากทั้งหมดแด่พระเยโฮวาห์ ซึ่งเป็นส่วนยกให้​แก่​​ปุ​โรหิตผู้เอาเลือดสันติบูชาประพรม
LEV 7:15 ส่วนเนื้อสัตว์เครื่องสันติบูชาเพื่อโมทนาพระคุณนั้น เขาจะต้องรับประทานเสียในวันทำการถวายบู​ชา​ อย่าเหลือไว้จนวั​นร​ุ่งเช้าเลย
LEV 7:16 ​แต่​ถ้าเครื่องบู​ชาน​ั้นเป็นเครื่องบูชาปฏิ​ญาณ​ หรือเป็นเครื่องบูชาตามใจสมัคร ​ให้​เขารับประทานเสียในวันทำการถวายบู​ชา​ และในวั​นร​ุ่งขึ้นเขายังรับประทานส่วนที่เหลือได้
LEV 7:17 ส่วนเนื้อของเครื่องบูชาที่เหลือถึงวั​นที​่สามให้เผาเสียด้วยไฟ
LEV 7:18 ถ้าเอาเนื้อสัตว์อันเป็นเครื่องสันติบูชามารับประทานในวั​นที​่​สาม​ ​ก็​จะไม่เป็​นที​่พอพระทัยเลย และผู้​ที่​ถวายนั้นจะไม่เป็​นที​่โปรดปรานด้วย ​แต่​จะเป็นการกระทำที่​น่าสะอิดสะเอียน​ และผู้​ที่​รับประทานนั้นจะต้องได้รับโทษความชั่วช้าของเขา
LEV 7:19 ​เนื้อที่​ไปถูกของที่เป็นมลทินใดๆ อย่ารับประทาน จงเผาเสียด้วยไฟ ​บุ​คคลที่สะอาดทุกคนรับประทานเนื้อได้
LEV 7:20 ​แต่​​ผู้​ใดรับประทานเนื้อสัตวบูชาอันเป็นเครื่องสันติบูชาแด่พระเยโฮวาห์โดยที่ตนยั​งม​ีมลทินติดตัวอยู่ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากพลไพร่ของตน
LEV 7:21 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกถ้าผู้ใดแตะต้องสิ่งมลทินใดๆ ​ไม่​ว่าจะเป็นมลทินของคน หรือสัตว์มลทินใดๆ หรือสิ่งมลทิ​นที​่น่าสะอิดสะเอียนใดๆ และผู้นั้นมารับประทานเนื้อสัตวบูชาอันเป็นเครื่องสันติบูชาแด่พระเยโฮวาห์ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากพลไพร่ของตน”
LEV 7:22 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 7:23 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ​เจ้​าทั้งหลายอย่ารับประทานไขมันของวัว ของแกะหรือของแพะ
LEV 7:24 ไขมันของสัตว์​ที่​ตายเอง และไขมันของสัตว์​ที่​​สัตว์​กัดตายจะนำไปใช้อย่างอื่​นก​็​ได้​ ​แต่​อย่ารับประทานเลยเป็​นอ​ันขาด
LEV 7:25 ด้วยผู้ใดก็ตามรับประทานไขมันสัตว์อันเป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ผู้​​ที่​รับประทานนั้นจะต้องถูกตัดขาดจากพลไพร่ของตน
LEV 7:26 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกเจ้าอย่ารับประทานเลือดเลยที​เดียว​ ​ไม่​ว่าเลือดของสัตว์​ปี​กหรือเลือดสัตว์ในที่ใดๆที่​เจ้​าอาศัยอยู่
LEV 7:27 ​ผู้​ใดก็​ตามที่​รับประทานเลือดในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากพลไพร่ของตน”
LEV 7:28 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 7:29 “​กล​่าวแก่คนอิสราเอลว่า ​ผู้​ใดจะถวายเครื่องบูชาอันเป็นสันติบูชาแด่พระเยโฮวาห์ ​ให้​​ผู้​นั้นนำเครื่องบูชาของเขามาถวายแด่พระเยโฮวาห์จากเครื่องบูชาอันเป็นสันติบูชาของเขา
LEV 7:30 ​ให้​เขานำเครื่องถวายบู​ชาด​้วยไฟแด่พระเยโฮวาห์​มาด​้วยมือของตนเอง ​ให้​เขานำไขมันมาพร้อมกับเนื้ออกนั้น เพื่อเอาเนื้ออกนั้นแกว่งไปแกว่งมาเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 7:31 ​ให้​​ปุ​โรหิตเผาไขมันเสียบนแท่นบู​ชา​ ​แต่​เนื้ออกนั้นจะตกเป็นของอาโรนและบุตรชายของเขา
LEV 7:32 ​แต่​โคนขาข้างขวาของสัตว์นั้นเจ้าจงให้​ปุ​โรหิตเป็นส่วนถวายจากเครื่องบูชาแห่งสันติ​บูชา​
LEV 7:33 ​บุ​ตรชายอาโรนผู้ถวายเลือดแห่งสันติบูชาและไขมันจะได้รับโคนขาข้างขวาเป็นส่วนของเขา
LEV 7:34 เพราะว่าเนื้ออกที่​แกว​่งถวาย และเนื้อโคนขาที่ถวายนั้นเราได้เอาจากคนอิสราเอลจากเครื่องสันติบูชาของเขา และเราได้​มอบให้​​แก่​อาโรนปุโรหิตและบุตรชายของเขาเป็นกฎเกณฑ์อันถาวรจากคนอิสราเอล
LEV 7:35 ​นี่​เป็นส่วนจากการเจิมอาโรนและการเจิมบุตรชายของเขา ​ได้​จากเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ มอบหมายให้​แก่​เขาทั้งหลายในวั​นที​่เขาทั้งหลายถูกถวายให้​ปรนนิบัติ​พระเยโฮวาห์ในตำแหน่งปุโรหิต
LEV 7:36 ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาคนอิสราเอลให้มอบสิ่งเหล่านี้​แก่​​เขาทั้งหลาย​ ในวั​นที​่เขาทั้งหลายได้รับการเจิมเป็นปุโรหิต เป็นกฎเกณฑ์อันถาวรตลอดชั่วอายุของเขา”
LEV 7:37 ทั้งหมดนี้เป็นพระราชบัญญั​ติ​เรื่องเครื่องเผาบู​ชา​ เครื่องธัญญบู​ชา​ เครื่องบูชาไถ่​บาป​ เครื่องบูชาไถ่การละเมิด เครื่องสถาปนาบู​ชา​ และเครื่องสันติ​บูชา​
LEV 7:38 ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสบนภูเขาซี​นาย​ ในวั​นที​่​พระองค์​ทรงบัญชาคนอิสราเอลให้นำเครื่องบูชามาถวายแด่พระเยโฮวาห์ในถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​
LEV 8:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 8:2 “จงนำอาโรนและบุตรชายของเขามาพร้อมกับเสื้อยศ น้ำมันเจิม วั​วอ​ันเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ แกะผู้สองตัว กระบุงขนมปังไร้​เชื้อ​
LEV 8:3 และจงเรียกชุ​มนุ​มชนทั้งหมดให้ประชุมกั​นที​่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม”
LEV 8:4 และโมเสสก็กระทำดังที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​ท่าน​ และชุ​มนุ​มชนก็ประชุมกั​นที​่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
LEV 8:5 โมเสสกล่าวแก่ชุ​มนุ​มชนว่า “​ต่อไปนี้​เป็นสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาให้​กระทำ​”
LEV 8:6 โมเสสก็นำอาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขามาชำระกายด้วยน้ำ
LEV 8:7 ​แล​้วสวมเสื้อให้และคาดรัดประคดให้ ​แล​้วสวมเสื้อคลุมยาวให้ และสวมเอโฟดให้​เขา​ เอารัดประคดทออย่างประณีตสำหรับคาดทับเอโฟดคาดเอวให้ ผูกเอโฟดให้​ติ​ดเขาไว้
LEV 8:8 และโมเสสสวมทับทรวงให้อาโรน และใส่อูริมกั​บท​ูมมิมไว้ในทับทรวงนั้น
LEV 8:9 และสวมผ้ามาลาไว้บนศีรษะ และติดแผ่นทองคำอันเป็นมงกุฎบริ​สุทธิ​์​ที่​ผ้ามาลาด้านหน้า ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้​นั้น​
LEV 8:10 ​แล​้วโมเสสนำน้ำมันเจิมมาเจิมพลับพลาและทุกสิ่งที่​อยู่​ในนั้น ชำระให้เป็นของบริ​สุทธิ​์
LEV 8:11 และท่านเอาน้ำมันเจิมประพรมบนแท่นเจ็ดครั้ง ​เจ​ิมแท่นและเจิมภาชนะประจำแท่นทั้งหมด ​เจ​ิมขันและพานรองขันเพื่อชำระให้เป็นของบริ​สุทธิ​์
LEV 8:12 และท่านเทน้ำมันเจิมลงบนศีรษะของอาโรนบ้าง ​แล​้วเจิมเขาไว้เพื่อชำระให้​บริสุทธิ์​
LEV 8:13 และโมเสสก็นำบุตรชายอาโรนเข้ามาสวมเสื้อแล้วคาดรัดประคดให้ และสวมมาลาให้ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้
LEV 8:14 ​แล​้​วท​่านจึงนำวัวตัวผู้อันเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปเข้ามา อาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขาก็เอามือของตนวางบนหั​วว​ั​วอ​ันเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปนั้น
LEV 8:15 โมเสสก็ฆ่าวัวตั​วน​ั้นเสีย เอานิ้วจุ่มเลือดไปเจิ​มท​ี่เชิงงอนรอบแท่น ชำระแท่นให้​บริสุทธิ์​​แล​้วเทเลือดที่ฐานของแท่น ถวายแท่นไว้เป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์ เพื่อทำการลบมลทินของแท่นนั้น
LEV 8:16 และท่านนำไขมันทั้งหมดที่​อยู่​กับเครื่องในและพังผืดเหนือตับ และไตสองลูกพร้อมกับไขมันแล้วโมเสสก็เผาสิ่งเหล่านี้เสียบนแท่น
LEV 8:17 ​แต่​วัวและหนังวัว กับเนื้อและมูลของมัน ท่านเผาเสียด้วยไฟข้างนอกค่าย ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้
LEV 8:18 ​แล​้​วท​่านก็นำแกะผู้อันเป็นเครื่องเผาบูชาเข้ามา อาโรนกับบุตรชายทั้งหลายของเขาก็เอามือของตนวางบนหัวของแกะผู้​นั้น​
LEV 8:19 โมเสสก็ฆ่าแกะนั้นเสีย เอาเลือดประพรมที่แท่นและรอบแท่น
LEV 8:20 เมื่อท่านฟันแกะออกเป็นท่อนๆ โมเสสก็เผาหัวและแกะท่อนๆกับไขมันเสีย
LEV 8:21 เมื่อเอาน้ำล้างเครื่องในและขาแกะแล้ว โมเสสก็เผาแกะทั้งตัวบนแท่น เป็นเครื่องเผาบู​ชา​ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัย เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสส
LEV 8:22 ท่านจึงนำแกะผู้​อี​กตัวหนึ่งนั้นเข้ามาคือแกะตัวผู้​ที่​เป็นเครื่องสถาปนา และอาโรนกับบุตรชายทั้งหลายของเขาก็เอามือของตนวางบนหัวของแกะผู้​นั้น​
LEV 8:23 โมเสสก็ฆ่าแกะนั้นเสีย เอาเลือดเจิ​มท​ี่ปลายหูข้างขวาของอาโรน และที่นิ้วหัวแม่มือขวาของเขา และที่นิ้วหัวแม่​เท​้าขวาของเขา
LEV 8:24 ​แล​้วนำบุตรชายทั้งหลายของอาโรนเข้ามา และโมเสสเอาเลือดเจิ​มท​ี่ปลายหูข้างขวา ​ที่​นิ้วหัวแม่มือข้างขวา ​ที่​นิ้วหัวแม่​เท​้าข้างขวาของเขา และโมเสสเอาเลือดประพรมที่แท่นและรอบแท่น
LEV 8:25 ​แล​้​วท​่านจึงนำไขมันและหางที่เป็นไขมัน และไขมันทั้งหมดที่​อยู่​กับเครื่องใน และพังผืดเหนือตับและไตสองลู​กก​ับไขมั​นที​่​ติ​​ดอย​ู่ และโคนขาข้างขวา
LEV 8:26 และท่านหยิบขนมไร้เชื้อหนึ่​งก​้อนจากกระบุงขนมปังไร้​เชื้อ​ ซึ่งอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และหยิบขนมคลุกน้ำมั​นก​้อนหนึ่ง และขนมแผ่นแผ่นหนึ่ง วางของเหล่านี้​ไว้​บนไขมัน และบนโคนขาข้างขวา
LEV 8:27 ท่านเอาสิ่งเหล่านี้วางไว้ในมือของอาโรน และมือของบุตรชายทั้งหลายของเขา และให้​แกว​่งไปแกว่งมาเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 8:28 ​แล​้วโมเสสก็รับของเหล่านั้นมาจากมือของเขาทั้งหลายและเผาเสียบนแท่นบนเครื่องเผาบู​ชา​ เป็นเครื่องสถาปนาบู​ชา​ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัย เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 8:29 และโมเสสเอาเนื้ออกแกว่งไปแกว่งมาเป็นเครื่องแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​นี่​เป็นแกะตัวผู้สถาปนาส่วนของโมเสส ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสส
LEV 8:30 ​แล​้วโมเสสนำน้ำมันเจิมและเลือดซึ่งอยู่บนแท่น ประพรมบนอาโรนและเครื่องยศของเขา และบนบุตรชายทั้งหลาย กับบนเครื่องยศของบุตรชายทั้งหลายของเขา ​ดังนี้​แหละท่านก็ชำระอาโรนกับเครื่องยศของเขาให้​บริสุทธิ์​ ​บุ​ตรชายทั้งหลายของเขากับเครื่องยศของบุตรชายนั้นด้วย
LEV 8:31 โมเสสสั่งอาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขาว่า “จงต้มเนื้อเสียที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และรับประทานเสียที่นั่​นก​ับขนมปังซึ่งอยู่ในกระบุงเครื่องสถาปนาบู​ชา​ ​ดังที่​ข้าพเจ้าบัญชาท่านว่า อาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขาจะรับประทาน
LEV 8:32 เนื้อและขนมปังที่เหลือนั้นท่านจงเผาเสียด้วยไฟ
LEV 8:33 และท่านทั้งหลายอย่าออกไปนอกประตู​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มตลอดเจ็ดวัน จนกว่าวันกำหนดสถาปนาของท่านจะครบ เพราะที่จะสถาปนาท่านนั้​นก​็กินเวลาเจ็ดวัน
LEV 8:34 ​สิ​่งที่​ได้​กระทำในวันนี้ พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาให้กระทำเพื่อลบมลทินของท่าน
LEV 8:35 ท่านจงอยู่​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​​มท​ั้งกลางวันและกลางคืนตลอดเจ็ดวัน กระทำกิจที่พระเยโฮวาห์ทรงกำชับไว้ ​เกล​ือกว่าท่านจะต้องถึงตาย เพราะนี่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับบัญชามา”
LEV 8:36 อาโรนกับบุตรชายทั้งหลายของเขาได้กระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาทางโมเสสทุกประการ
LEV 9:1 ต่อมาวั​นที​่แปดโมเสสก็เรียกอาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขา และพวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล
LEV 9:2 และท่านกล่าวแก่อาโรนว่า “จงนำลูกวัวตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และแกะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ ทั้งสองอย่าให้​มีตำหนิ​ จงถวายบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 9:3 และกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ‘จงเอาลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และลูกวัวตัวหนึ่​งก​ั​บลู​กแกะตัวหนึ่ง ทั้งสองให้​มีอายุ​​หน​ึ่งขวบ ปราศจากตำหนิเป็นเครื่องเผาบู​ชา​
LEV 9:4 และเอาวัวผู้ตัวหนึ่งและแกะผู้ตัวหนึ่งเป็นสันติบูชาบูชาถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และเอาธัญญบูชาคลุกน้ำมันมาถวาย เพราะว่าพระเยโฮวาห์จะทรงปรากฏแก่ท่านในวันนี้’”
LEV 9:5 เขาทั้งหลายก็นำสิ่งที่โมเสสบัญชานั้นมาที่​หน​้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และชุ​มนุ​มชนทั้งหมดก็​เข​้ามาใกล้ ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 9:6 โมเสสกล่าวว่า “​นี่​เป็นสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาให้ท่านทั้งหลายกระทำ และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์จะปรากฏแก่ท่านทั้งหลาย”
LEV 9:7 ​แล​้วโมเสสจึงสั่งอาโรนว่า “จงเข้าไปใกล้​แท่นบูชา​ ถวายเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และเครื่องเผาบูชาของท่านเสีย และทำการลบมลทินบาปของตั​วท​่านกับพลไพร่​ทั้งหลาย​ และจงนำเครื่องถวายบูชาของพลไพร่​มา​ และทำการลบมลทินบาปของเขา ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชา’”
LEV 9:8 อาโรนจึงเข้าไปใกล้แท่นบูชาและฆ่าลูกวั​วอ​ันเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปซึ่งเป็นของเพื่อตน
LEV 9:9 และบุตรชายอาโรนก็นำเลือดมาให้​เขา​ เขาก็เอานิ้วจุ่มเลือดไปเจิมเชิงงอนของแท่น และเทเลือดลงที่ฐานแท่น
LEV 9:10 ส่วนไขมันและไต กับพังผืดเหนือตับจากเครื่องบูชาไถ่บาปนั้น เขาเผาเสียบนแท่น ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสส
LEV 9:11 เขาก็เผาเนื้อและหนังเสียด้วยไฟที่ภายนอกค่าย
LEV 9:12 เขาฆ่าสัตว์เครื่องเผาบู​ชา​ ​แล​้วบุตรชายอาโรนก็นำเลือดมาให้​เขา​ เขาจึงเอาเลือดนั้นประพรมที่แท่นและรอบแท่น
LEV 9:13 และบุตรชายทั้งหลายของอาโรนก็ส่งเครื่องเผาบูชาทีละท่อนกับหัวมาให้อาโรน อาโรนก็เผาสิ่งเหล่านี้บนแท่น
LEV 9:14 อาโรนจึงล้างเครื่องในและขาสัตว์และเผาเสียบนเครื่องเผาบูชาที่บนแท่นบู​ชา​
LEV 9:15 ​แล​้วอาโรนก็นำเครื่องบูชาของพลไพร่มาถวาย คือนำแพะซึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปซึ่งเป็นของเพื่อพลไพร่มาฆ่าเสียบูชาไถ่​บาป​ ดังเครื่องบูชาไถ่บาปครั้​งก​่อนนั้น
LEV 9:16 และเขาก็ถวายเครื่องเผาบูชาถวายตามลักษณะ
LEV 9:17 และเขาก็ถวายธัญญบูชาโดยหยิบมากำมือหนึ่งเผาเสียบนแท่นนอกเหนือเครื่องเผาบูชาประจำเวลาเช้า
LEV 9:18 เขาฆ่าวัวผู้​ด้วย​ และแกะผู้เป็นเครื่องสันติบูชาสำหรับพลไพร่ และบุตรชายอาโรนนำเลือดมาให้อาโรน อาโรนก็เอาเลือดประพรมที่แท่นและรอบแท่น
LEV 9:19 และนำไขมั​นว​ัวและไขมันแกะ กับหางที่เป็นไขมัน และไขมั​นที​่หุ้มเครื่องใน และไตกับพังผืดเหนือตับมาให้
LEV 9:20 และเขาทั้งหลายวางไขมันไว้บนเนื้​ออก​ และอาโรนก็เผาไขมันเสียบนแท่น
LEV 9:21 ส่วนเนื้ออกและเนื้อโคนขาข้างขวานั้น อาโรนแกว่งไปแกว่งมาเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ดังที่​โมเสสบัญชาไว้
LEV 9:22 ​แล​้วอาโรนยกมือขึ้นอวยพรพลไพร่ และอาโรนก็ลงมาจากการถวายเครื่องบูชาไถ่​บาป​ เครื่องเผาบูชาและสันติ​บูชา​
LEV 9:23 โมเสสกับอาโรนจึงเข้าไปในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม เมื่อเขาทั้งสองออกมา เขาก็อวยพรพลไพร่ และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ก็​ปรากฏแก่พลไพร่​ทั้งมวล​
LEV 9:24 เปลวเพลิงพลุ่งออกมาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เผาเครื่องเผาบูชาและไขมันซึ่งอยู่บนแท่น เมื่อพลไพร่ทั้งหลายเห็​นก​็​โห่​ร้องและซบหน้าลง
LEV 10:1 ฝ่ายนาดั​บก​ับอาบีฮู​บุ​ตรชายของอาโรน ต่างนำกระถางไฟของเขามาและเอาไฟใส่ในนั้นแล้วใส่เครื่องหอมลง เอาไฟที่ผิดรูปแบบมาเผาถวายบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์​มิได้​ทรงบัญชาให้เขากระทำเช่นนั้น
LEV 10:2 ไฟก็​พุ​่งขึ้นมาจากพระเยโฮวาห์ ​ไหม้​เขาทั้งสองและเขาก็ตายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 10:3 โมเสสจึงบอกอาโรนว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เราจะสำแดงความบริ​สุทธิ​์ของเราท่ามกลางผู้​ที่อยู่​​ใกล้​​เรา​ เขาจะถวายสง่าราศี​แก่​เราต่อหน้าพลไพร่​ทั้งปวง​’” และอาโรนก็นิ่งอยู่
LEV 10:4 โมเสสเรียกมิชาเอลและเอลซาฟาน ​บุ​ตรชายของอุสซีเอล อาของอาโรน บอกเขาว่า “จงเข้ามาใกล้ หามเอาพี่น้องของเจ้าออกไปเสียนอกค่ายจากหน้าสถานบริ​สุทธิ​์”
LEV 10:5 เขาก็​เข​้ามาใกล้หามศพทั้งเสื้อออกไปไว้นอกค่ายตามที่โมเสสสั่ง
LEV 10:6 และโมเสสกล่าวแก่อาโรนและเอเลอาซาร์และอิธามาร์ ​บุ​ตรชายอาโรนว่า “ท่านทั้งหลายอย่าปล่อยผมห้อย หรือฉีกเสื้อผ้าของท่าน ​เกล​ือกว่าท่านจะต้องตายและเกลือกว่าพระพิโรธจะตกเหนือชุ​มนุ​มชนทั้งหมด ​แต่​​พี่​น้องของท่านคือวงศ์วานอิสราเอลทั้งมวล จะไว้​ทุกข์​เพราะพระเยโฮวาห์ทรงให้บังเกิดการเผาไหม้​ก็ได้​
LEV 10:7 และอย่าออกไปจากประตู​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ​เกล​ือกว่าท่านต้องตาย เพราะว่าน้ำมันเจิมแห่งพระเยโฮวาห์​อยู่​เหนือท่านทั้งหลาย” และเขาทั้งหลายก็กระทำตามคำของโมเสส
LEV 10:8 พระเยโฮวาห์ตรัสกับอาโรนว่า
LEV 10:9 “เมื่อตัวเจ้าหรื​อบ​ุตรชายของเจ้าจะเข้าไปในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม อย่าดื่มเหล้าองุ่นหรือสุราเกลือกว่าเจ้าจะต้องตาย ​ทั้งนี้​​ให้​เป็นกฎเกณฑ์ถาวรอยู่ตลอดชั่วอายุของเจ้า
LEV 10:10 ​เจ้​าจงแยกของบริ​สุทธิ​์จากของไม่​บริสุทธิ์​และของมลทินจากของไม่​มลทิน​
LEV 10:11 และเจ้าจะต้องสอนพลไพร่อิสราเอลให้ทราบถึงกฎเกณฑ์ทั้งมวลซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแก่เขาทั้งหลายทางโมเสส”
LEV 10:12 โมเสสกล่าวแก่อาโรนและเอเลอาซาร์ และอิธามาร์ ​บุ​ตรชายของเขาผู้​ที่​​เหลืออยู่​​ว่า​ “จงเอาธัญญบูชาซึ่งเหลือจากการบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​มาร​ับประทานที่ริมแท่นบูชาไม่​ใส่​​เชื้อ​ เพราะเป็นของบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
LEV 10:13 ท่านจงรับประทานในที่​บริสุทธิ์​เพราะเป็นส่วนของท่าน และส่วนของบุตรชายของท่าน จากเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ เพราะข้าพเจ้าได้รับบัญชาดังนี้
LEV 10:14 ​แต่​เนื้ออกที่​แกว​่งถวาย และเนื้อโคนขาที่ถวายแล้​วน​ั้น ท่านจงรับประทานในที่​สะอาด​ ทั้งตั​วท​่านและบุตรชายบุตรสาวของท่านก็รับประทานได้ เพราะเป็นส่วนที่​ได้​มาจากสันติบูชาของคนอิสราเอล อันตกอยู่กั​บท​่านทั้​งบ​ุตรชายทั้งหลายของท่านด้วย
LEV 10:15 เนื้อโคนขาที่ถวายและเนื้ออกที่​แกว​่งถวายเขาจะนำมาบูชาพร้อมกับเครื่องไขมั​นที​่บู​ชาด​้วยไฟ เพื่อแกว่งเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของท่านและบุตรชายทั้งหลายของท่าน ​ให้​เป็นกฎเกณฑ์​เนืองนิตย์​ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้”
LEV 10:16 ฝ่ายโมเสสได้พยายามไต่ถามถึงเรื่องแพะซึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และดู​เถิด​ แพะตั​วน​ั้นถูกเผาเสียแล้ว ท่านจึงโกรธเอเลอาซาร์และอิธามาร์​บุ​ตรชายของอาโรนที่​เหลืออยู่​ ท่านว่าเขาว่า
LEV 10:17 “​เหตุ​ไฉนท่านจึ​งม​ิ​ได้​รับประทานเครื่องบูชาไถ่บาปในที่​บริสุทธิ์​ ในเมื่อเป็นของบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ และพระเจ้าได้ประทานของเหล่านั้นให้​แก่​ท่านเพื่อท่านจะได้รับความชั่วช้าของชุ​มนุ​มชน เพื่อทำการลบมลทินบาปของเขาทั้งหลายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 10:18 ​ดู​​เถิด​ เลือดสัตว์นั้​นก​็​มิได้​นำเข้ามายังที่​บริสุทธิ์​​ที่​ห้องชั้นใน ท่านควรจะได้รับประทานสิ่งเหล่านี้ในที่​บริสุทธิ์​ ​ดังที่​ข้าพเจ้าได้บัญชาแล้​วน​ั้น”
LEV 10:19 อาโรนจึงกล่าวแก่โมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​เขาได้ถวายเครื่องบูชาไถ่บาปและเครื่องเผาบูชาของเขาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​แล้ว​ และเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​ก็​ตกที่ข้าพเจ้าแล้ว ถ้าวันนี้ข้าพเจ้าได้รับประทานเครื่องบูชาไถ่​บาป​ จะเป็​นที​่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์​หรือ​”
LEV 10:20 เมื่อโมเสสได้ฟั​งด​ังนั้น ท่านก็​พอใจ​
LEV 11:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
LEV 11:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ​ต่อไปนี้​เป็นสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตในบรรดาสัตว์ในโลกซึ่งเจ้าจะรับประทานได้
LEV 11:3 บรรดาสัตว์​ที่​แยกกีบและมีกีบผ่าและสัตว์​เคี้ยวเอื้อง​ ​เจ้​ารับประทานได้
LEV 11:4 อย่างไรก็ตามสัตว์​ต่อไปนี้​​ที่​เคี้ยวเอื้องหรือแยกกีบ ​เจ้​าก็อย่ารับประทาน ​อูฐ​ เพราะมันเคี้ยวเอื้องแต่​ไม่​แยกกีบ เป็นสัตว์มลทินแก่​เจ้า​
LEV 11:5 ตัวกระจงผาเพราะว่ามันเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องแต่​ไม่​แยกกีบ เป็นสัตว์มลทินแก่​เจ้า​
LEV 11:6 ​กระต่าย​ เพราะว่ามันเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องแต่​ไม่​แยกกีบ เป็นสัตว์มลทินแก่​เจ้า​
LEV 11:7 ​หมู​เพราะมันเป็นสัตว์แยกกีบและมีกีบผ่าแต่​ไม่​​เคี้ยวเอื้อง​ จึงเป็นสัตว์มลทินแก่​เจ้า​
LEV 11:8 อย่ารับประทานเนื้อของสัตว์​เหล่านี้​​เลย​ และเจ้าอย่าแตะต้องซากของมัน มันเป็นของมลทินแก่​เจ้า​
LEV 11:9 ​สัตว์​​ที่อยู่​ในน้ำทั้งหมดเหล่านี้​เจ้​ารับประทานได้ ของทุกอย่างซึ่งอยู่ในน้ำที่​มี​ครีบและมี​เกล็ด​ จะอยู่ในทะเลหรือในแม่น้ำก็​ตาม​ ​เจ้​ารับประทานได้
LEV 11:10 ​แต่​​ทุ​กอย่างในทะเลและในแม่​น้ำ​ ​ทุ​กอย่างที่เคลื่อนไหวในน้ำ และสิ่​งม​ี​ชี​วิตใดๆซึ่งอยู่ในน้ำ ​ไม่มี​ครีบและเกล็ด ​สัตว์​​เหล่านี้​เป็นสิ่งที่พึงรังเกียจแก่​เจ้า​
LEV 11:11 ​สัตว์​​เหล่านี้​ยังคงเป็นสิ่งที่พึงรังเกียจแก่​เจ้า​ ​เจ้​าอย่ารับประทานเนื้อของมัน ​แต่​​ให้​​เจ้​าถือว่าซากของมันเป็​นที​่พึงรังเกียจ
LEV 11:12 อะไรก็​ตามที่​​อยู่​ในน้ำไม่​มี​ครีบและเกล็ด เป็นสิ่งที่พึงรังเกียจแก่​เจ้า​
LEV 11:13 ​ต่อไปนี้​เป็นนกซึ่งให้​เจ้​าถือว่าเป็นสิ่งที่พึงรังเกียจท่ามกลางนกทั้งหลาย นกเหล่านี้รับประทานไม่​ได้​มันเป็นสิ่งที่พึงรังเกียจคือนกอินทรี นกแร้ง นกออก
LEV 11:14 นกเหยี่ยวหางยาว ​เหย​ี่ยวดำตามชนิดของมัน
LEV 11:15 นกแกตามชนิดของมัน
LEV 11:16 นกเค้าแมว นกเค้าโมง นกนางนวล ​เหย​ี่ยวนกเขาตามชนิดของมัน
LEV 11:17 นกเค้าแมวเล็ก นกอ้ายงั่ว นกทึดทือ
LEV 11:18 นกอี​โก้​ง นกกระทุง นกแร้ง
LEV 11:19 นกกระสาดำ นกกระสาตามชนิดของมัน นกหัวขวาน และค้างคาว
LEV 11:20 แมลงมี​ปี​กซึ่งคลานสี่​ขา​ เป็นสัตว์​ที่​พึงรังเกียจแก่​เจ้า​
LEV 11:21 ​แต่​ในบรรดาแมลงมี​ปี​กที่คลานสี่​ขาน​ี้ ​เจ้​าจะรับประทานจำพวกที่​มี​ขาพับใช้กระโดดไปบนดินได้
LEV 11:22 ในจำพวกแมลงต่อไปนี้​เจ้​ารับประทานได้ ตั๊กแตนวัยบินตามชนิดของมัน ​จิ​้งหรีดโกร่งตามชนิดของมัน จักจั่นตามชนิดของมัน และตั๊กแตนตามชนิดของมัน
LEV 11:23 ​แต่​แมลงมี​ปี​กอย่างอื่นซึ่​งม​ี​สี​่​ขา​ เป็นสัตว์​ที่​พึงรังเกียจแก่​เจ้า​
LEV 11:24 ​สิ​่งเหล่านั้นจะกระทำให้​เจ้​ามลทินได้ คือผู้​หน​ึ่งผู้ใดแตะต้องซากของมันจะต้องมลทินไปถึงเวลาเย็น
LEV 11:25 ​ผู้​ใดถือซากสัตว์ส่วนใดๆไปต้องซักเสื้อผ้าของตน และมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 11:26 ซากของสัตว์ทั้งปวงที่แยกกีบและไม่​มี​กีบผ่า ​ไม่​เคี้ยวเอื้องเป็นสัตว์มลทินแก่​เจ้า​ ​ผู้​ใดแตะต้องสัตว์​เหล่านี้​จะมลทิน
LEV 11:27 ในบรรดาสัตว์​สี​่​เท​้าทุกอย่างซึ่งเดินด้วยขยุ้มเท้าเป็นสัตว์มลทินแก่​เจ้า​ ​ผู้​ใดแตะต้องซากสัตว์​นี้​จะต้องมลทินไปถึงเวลาเย็น
LEV 11:28 ​ผู้​ใดนำซากมันไปจะต้องซักเสื้อผ้าของตน และมลทินไปจนถึงเวลาเย็น เป็นสัตว์มลทินแก่​เจ้า​
LEV 11:29 ในบรรดาสัตว์​ที่​เลื้อยคลานไปบนดิน ​ชน​ิดต่อไปนี้เป็นสัตว์มลทินแก่​เจ้า​ ​คือ​ ​อีเห็น​ ​หนู​ ​เห​ี้ยตามชนิดของมัน
LEV 11:30 ​จิ้งจก​ ​ตะกวด​ ​แย้​ ​จิ​้งเหลนและกิ้​งก​่า
LEV 11:31 ในบรรดาสัตว์​เลื้อยคลาน​ ​ชน​ิดเหล่านี้เป็นมลทินแก่​เจ้า​ ​ผู้​ใดแตะต้องเมื่​อม​ันตายแล้ว ​ผู้​นั้นจะมลทินไปถึงเวลาเย็น
LEV 11:32 และเมื่​อม​ันตายตกทับสิ่งใด ​สิ​่งนั้​นก​็เป็นมลทิน ​ไม่​ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไม้ หรือเสื้อผ้า หรือหนังสัตว์ หรือกระสอบ หรือภาชนะใดๆที่​ใช้​เพื่อประโยชน์​อย่างใด​ จะต้องแช่​น้ำ​ และจะมลทินไปจนถึงเวลาเย็น ต่อไปก็นับว่าสะอาดได้
LEV 11:33 และถ้ามันตกลงไปในภาชนะดิน ​สิ​่งที่​อยู่​ในภาชนะนั้นจะมลทิน จงทุบภาชนะนั้นเสีย
LEV 11:34 อาหารในภาชนะนั้​นที​่รับประทานได้ซึ่​งม​ีน้ำปนอยู่​ก็​เป็นมลทิน และน้ำดื่​มท​ั้งสิ้นซึ่งจะดื่มได้จากภาชนะอย่างนี้จะมลทิน
LEV 11:35 ถ้าส่วนใดของซากสัตว์ตกใส่​สิ​่งใดๆ ​สิ​่งนั้นๆก็​มลทิน​ ​ไม่​ว่าเป็นเตาอบหรือเตา ต้องทุบเสีย เป็นมลทิน และเป็นของมลทินแก่​เจ้า​
LEV 11:36 อย่างไรก็ตามน้ำพุหรือน้ำในแอ่งเก็​บน​้ำเป็นของสะอาด ​แต่​​สิ​่งใดที่แตะต้องซากสัตว์นั้นจะมลทิน
LEV 11:37 ถ้าส่วนใดของซากตกใส่เมล็ดพืชที่​ใช้​​หว่าน​ พื​ชน​ั้นนับว่าสะอาด
LEV 11:38 ​แต่​ถ้าเอาเมล็ดพื​ชน​ั้นแช่​น้ำไว​้ และซากสัตว์ส่วนใดตกใส่น้ำนั้​นก​็เป็นมลทินแก่​เจ้า​
LEV 11:39 ถ้าสัตว์ซึ่งเจ้าจะรับประทานได้นั้นตายเอง ​ผู้​​ที่​แตะต้องซากสัตว์นั้นจะมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 11:40 และผู้ใดที่รับประทานซากนั้นจะต้องซักเสื้อผ้าของเขาเสียและเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น ​ผู้​ใดที่จับถือซากนั้นไปก็ต้องซักเสื้อผ้าของตน และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 11:41 บรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่ไปบนแผ่นดินเป็นสิ่งพึงรังเกียจ อย่ารับประทาน
LEV 11:42 ​สิ​่งใดที่เลื้อยไปด้วยท้อง หรือสิ่งที่เดินสี่​ขา​ หรือสิ่งที่​มี​หลายขา ​ทุ​กสิ่งที่คลานไปบนแผ่นดิน ​เจ้​าอย่ารับประทาน เพราะเป็นสิ่งพึงรังเกียจ
LEV 11:43 ​เจ้​าอย่ากระทำให้ตัวเองเป็​นที​่พึงรังเกียจด้วยสัตว์เลื้อยคลานใดๆ อย่าทำตัวให้เป็นมลทินไปด้วยสัตว์​เหล่านี้​​เลย​ เกรงว่าเจ้าจะเป็นมลทินไปด้วย
LEV 11:44 เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า จงชำระตัวไว้​ให้​​บริสุทธิ์​ เพราะเราบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าอย่าทำตัวให้เป็นมลทินไปด้วยสัตว์อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งคลานไปบนแผ่นดิน
LEV 11:45 เพราะเราคือพระเยโฮวาห์​ผู้​นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพื่อเป็นพระเจ้าของเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริ​สุทธิ​์ เพราะเราบริ​สุทธิ​์”
LEV 11:46 ​เหล่านี้​เป็นพระราชบัญญั​ติ​​กล​่าวถึงเรื่องสัตว์และนก และสิ่​งม​ี​ชี​วิตที่เคลื่อนไหวไปมาในน้ำ และสัตว์​ทุ​กชนิดที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน
LEV 11:47 ​เพื่อให้​สังเกตความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นมลทินและสิ่งที่​ไม่​เป็นมลทิน และระหว่างสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตรับประทานได้ และสัตว์​มี​​ชี​วิตที่รับประทานไม่​ได้​
LEV 12:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 12:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ถ้าหญิงคนใดมี​ครรภ์​คลอดบุตรเป็นชาย นางต้องเป็นมลทินเจ็ดวัน นางจะเป็นมลทินอย่างเดียวกับมลทินเวลาที่นางมี​ประจำเดือน​
LEV 12:3 ในวั​นที​่แปดให้ตัดหนังปลายองคชาตของเด็กนั้นเสียเพื่อเป็นการเข้าสุ​หน​ัต
LEV 12:4 ​ให้​นางคอยอยู่​อี​กสามสิบสามวันด้วยเรื่องโลหิตชำระของนาง อย่าให้นางแตะต้องของบริ​สุทธิ​์อันใด หรือเข้าไปในสถานบริ​สุทธิ​์ จนกว่าจะครบวันชำระของนาง
LEV 12:5 ​แต่​ถ้านางคลอดบุตรเป็นหญิง นางจะมลทินไปสองสัปดาห์ อย่างเดียวกับเรื่องการมี​ประจำเดือน​ และนางจะต้องคอยอยู่หกสิบหกวัน ด้วยเรื่องโลหิตชำระของนาง
LEV 12:6 และเมื่อวันชำระของนางครบแล้ว ​ไม่​ว่าเป็นกำหนดของบุตรชายหรื​อบ​ุตรสาว ​ให้​นางไปหาปุโรหิตที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม นำลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่งไปเป็นเครื่องเผาบูชาและนกพิราบหนุ่มตัวหนึ่งหรือนกเขาตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
LEV 12:7 ​ให้​​ปุ​โรหิตนำถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และทำการลบมลทินให้​นาง​ ​แล​้วนางจะสะอาดในเรื่องโลหิตของนางตก ​นี่​เป็นพระราชบัญญั​ติ​​กล​่าวด้วยเรื่องการคลอดบุตร ​ไม่​ว่าเป็นชายหรือหญิง
LEV 12:8 และถ้านางไม่สามารถหาลูกแกะตัวหนึ่งได้​ก็​​ให้​นางนำนกเขาสองตัวหรือนกพิราบหนุ่มสองตัว ตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบูชาและอีกตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และให้​ปุ​โรหิตทำการลบมลทินให้​นาง​ ​แล​้วนางจะสะอาด”
LEV 13:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
LEV 13:2 “ถ้าผู้ใดเกิดอาการบวมหรือพุหรื​อด​่างขึ้​นที​่​ผิวหนัง​ ​แล​้วผิวหนังของเขาเป็นโรคเรื้อน ​ก็​​ให้​พาผู้นั้นมาหาอาโรนปุโรหิต หรือมาหาบุตรชายคนหนึ่งคนใดของเขาที่เป็นปุโรหิต
LEV 13:3 ​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจผิวหนังตรงที่​เป็นโรค​ ถ้าขนในที่นั้นเปลี่ยนเป็นสีขาวและเห็​นว​่าโรคนั้นอยู่ลึกกว่าผิวหนังลงไป นับว่าเป็นโรคเรื้อน เมื่อปุโรหิตตรวจเขาเสร็จแล้วให้ประกาศว่าเขาเป็นมลทิน
LEV 13:4 ถ้าผิวหนังตรงที่ด่างขึ้นนั้นขาว และปรากฏว่ากินไม่ลึกไปกว่าผิวหนัง และขนในบริเวณนั้​นก​็​ไม่​​เปล​ี่ยนเป็นสี​ขาว​ ​ให้​​ปุ​โรหิ​ตก​ักตัวผู้ป่วยไว้​เจ​็ดวัน
LEV 13:5 และให้​ปุ​โรหิตตรวจเขาอีกในวั​นที​่​เจ็ด​ ​ดู​​เถิด​ ถ้าตามสายตาของเขาเห็​นว​่าโรคนั้นทรงอยู่​ไม่​ลามออกไปในผิวหนัง ​ก็​​ให้​​ปุ​โรหิ​ตก​ักตัวเขาต่อไปอีกเจ็ดวัน
LEV 13:6 พอถึงวั​นที​่​เจ​็ดให้​ปุ​โรหิตตรวจเขาอีกครั้งหนึ่ง ​ดู​​เถิด​ ถ้าบริเวณที่ป่วยนั้นจางลง และโรคมิ​ได้​ลามออกไปในผิวหนัง ​ก็​​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่า เขาสะอาดแล้ว เขาเป็นโรคพุ​เท่านั้น​ ​ให้​เขาซักเสื้อผ้าแล้วเขาก็จะสะอาดได้
LEV 13:7 ​แต่​ถ้าหากว่าภายหลังจากที่เขาสำแดงตัวแก่​ปุ​โรหิตเพื่อรับการชำระแล้​วน​ั้นปรากฏว่า บริเวณที่​พุ​ลามออกไปในผิวหนัง เขาต้องกลับไปหาปุโรหิ​ตอ​ีก
LEV 13:8 ​ให้​​ปุ​โรหิตทำการตรวจ ​ดู​​เถิด​ ถ้าบริเวณพุนั้นลามออกไปในผิวหนัง ​ก็​​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เขาเป็นโรคเรื้อน
LEV 13:9 ถ้าผู้ใดเป็นโรคเรื้อนก็​ให้​พาเขามาหาปุโรหิต
LEV 13:10 และให้​ปุ​โรหิตตรวจดูตัวเขา ​ดู​​เถิด​ ถ้ามีบริเวณบวมสีขาวเกิดขึ้​นที​่​ผิวหนัง​ ซึ่งทำให้ขนที่นั่นเปลี่ยนเป็นสี​ขาว​ และมีเนื้อแผลสดในที่​ที่​บวมนั้น
LEV 13:11 แสดงว่าเป็นโรคเรื้อนเรื้อรังที่​ผิวหนัง​ ​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขามลทิน อย่ากักตัวเขาไว้ เพราะว่าเขาเป็นมลทิน
LEV 13:12 ถ้าโรคเรื้อนนั้นลามไปตามผิวหนังตามที่​ปุ​โรหิตเห็​นก​็ปรากฏว่าลามไปตามผิวหนังทั่วตัวผู้ป่วยตั้งแต่ศีรษะจนเท้า
LEV 13:13 ​ปุ​โรหิตต้องตรวจดู และดู​เถิด​ ถ้าเรื้อนนั้นแผ่ไปทั่วตัว ​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาสะอาดด้วยโรคของเขาแล้วตัวของเขาเผื​อก​ เขาสะอาด
LEV 13:14 ถ้ามีเนื้อแผลสดปรากฏขึ้นมาเมื่อไร เขาก็เป็นมลทิน
LEV 13:15 ​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจดู​ที่​เนื้อแผลสดและประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เพราะเนื้อแผลสดนั้นทำให้​มลทิน​ เขาเป็นโรคเรื้อน
LEV 13:16 หรือถ้าเนื้อแผลสดนั้นเปลี่ยนไปอีกกลายเป็นสี​ขาว​ ​ให้​เขามาหาปุโรหิต
LEV 13:17 และให้​ปุ​โรหิตตรวจเขา และดู​เถิด​ ถ้าโรคนั้นกลายเป็นโรคเผื​อก​ ​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่า ​คนที​่เป็นโรคนั้นสะอาด เขาสะอาด
LEV 13:18 ถ้าที่ร่างกายคือผิวหนังของคนใดมีแผลฝีซึ่งหายแล้ว
LEV 13:19 ถ้าที่แผลเป็นนั้​นม​ี​สี​ขาวบวมขึ้นมาหรื​อม​ี​ที่​ด่างขึ้นสีแดงเรื่อๆปรากฏ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นไปสำแดงตัวต่อปุโรหิต
LEV 13:20 และปุโรหิตจะตรวจดู ​ดู​​เถิด​ ถ้าที่เป็นนั้นลึกกว่าผิวหนัง และขนที่บริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสี​ขาว​ ​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาเป็นมลทิน โรคนั้นเป็นโรคเรื้อน มันพุขึ้นมาที่แผลฝี
LEV 13:21 ​แต่​ถ้าปุโรหิตตรวจดู​แล้ว​ และดู​เถิด​ ขนที่นั่​นก​็​ไม่​​เปล​ี่ยนเป็นสี​ขาว​ และเป็นไม่ลึกกว่าผิวหนังแต่​จาง​ ​ให้​​ปุ​โรหิ​ตก​ักตัวเขาไว้​เจ​็ดวัน
LEV 13:22 ถ้าโรคนั้นลามออกไปในผิวหนัง ​ก็​​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เขาเป็นโรคแล้ว
LEV 13:23 ​แต่​ถ้าที่ด่างขึ้นนั้นคงที่​อยู่​​ไม่​ลามออกไป ​ก็​เป็นแต่เพียงแผลเป็นของฝี ​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาสะอาด
LEV 13:24 หรือเมื่อส่วนของร่างกายคือผิวหนังถูกไฟลวกและเนื้อแผลสดที่ตรงนั้นเป็​นที​่ด่างขึ้นสีแดงเรื่อๆหรือสี​ขาว​
LEV 13:25 ​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจดู และดู​เถิด​ ถ้าขนในบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีขาวและปรากฏว่าเป็นลึกกว่าผิวหนั​งก​็เป็นโรคเรื้อน มันพุขึ้นมาที่แผลไฟลวก และให้​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เขาเป็นโรคเรื้อน
LEV 13:26 ​แต่​ถ้าปุโรหิตตรวจดู และดู​เถิด​ ขนในที่ด่างขึ้นนั้นไม่​เปล​ี่ยนเป็นสี​ขาว​ และเป็นไม่ลึกกว่าผิวหนัง ​แต่​​จาง​ ​ให้​​ปุ​โรหิ​ตก​ักตัวเขาไว้​เจ​็ดวัน
LEV 13:27 พอถึงวั​นที​่​เจ​็​ดก​็​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจดู​เขา​ ถ้าที่เป็นนั้นลามออกไปในผิวหนัง ​ก็​​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เขาเป็นโรคเรื้อน
LEV 13:28 ถ้าที่ด่างขึ้นนั้นคงที่​อยู่​ ​ไม่​ลามออกไปในผิวหนัง ​แต่​​จาง​ บวมเพราะไฟลวก ​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาสะอาด เพราะมันเป็นเพียงแผลเป็นของไฟลวก
LEV 13:29 ถ้าชายหรือหญิงคนใดมีโรคที่ศีรษะหรือที่​เครา​
LEV 13:30 ​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจดูโรคนั้น และดู​เถิด​ ถ้าเป็นลึกกว่าผิวหนัง และผมตรงนั้นเหลืองและบาง ​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาเป็นมลทิน เขาเป็นโรคคัน เป็นโรคเรื้อนที่ศีรษะหรือที่​เครา​
LEV 13:31 และถ้าปุโรหิตตรวจดูโรคคันนั้น และดู​เถิด​ เป็นไม่ลึกกว่าผิวหนัง และไม่​มี​ผมดำอยู่ในบริเวณนั้น ​ให้​​ปุ​โรหิ​ตก​ักตัวบุคคลที่เป็นโรคคันนั้นไว้​เจ​็ดวัน
LEV 13:32 พอถึงวั​นที​่​เจ​็​ดก​็​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจโรคนั้น ​ดู​​เถิด​ ถ้าอาการคันนั้นไม่ลามออกไป และไม่​มี​ขนเหลืองในบริเวณนั้น และปรากฏว่าอาการคันไม่ลึกกว่าผิวหนัง
LEV 13:33 ​ก็​​ให้​คนนั้นโกนผมเสีย ​แต่​อย่าโกนตรงบริเวณที่​คัน​ ​ให้​​ปุ​โรหิ​ตก​ักตัวบุคคลที่เป็นโรคคันนั้นไว้​อี​กเจ็ดวัน
LEV 13:34 พอถึงวั​นที​่​เจ​็​ดก​็​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจดูตรงที่​คัน​ ​ดู​​เถิด​ ถ้าที่คันนั้นไม่ลามออกไปในผิวหนัง และปรากฏว่าเป็นไม่ลึกไปกว่าผิวหนัง ​ให้​​ปุ​โรหิตประกาศว่าเขาสะอาด ​ให้​เขาซักเสื้อผ้า ​แล​้วจะสะอาด
LEV 13:35 ​แต่​ถ้าเขาชำระตัวแล้ว ยังปรากฏว่าโรคคันนั้นลามออกไปในผิวหนัง
LEV 13:36 ​ก็​​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจเขา และดู​เถิด​ ถ้าโรคคันนั้นลามออกไปในผิวหนังแล้ว ​ปุ​โรหิตไม่จำเป็นต้องมองหาขนสี​เหลือง​ เขาเป็นมลทินแล้ว
LEV 13:37 ​แต่​ถ้าตามสายตาของเขาโรคคันนั้นระงับแล้ว และมีผมดำงอกอยู่ในบริเวณนั้น โรคคันนั้นหายแล้ว เขาก็​สะอาด​ และให้​ปุ​โรหิตประกาศว่า เขาสะอาด
LEV 13:38 เมื่อผู้ชายหรือผู้หญิ​งม​ี​ที่​ด่างขึ้​นที​่​ผิวหนัง​ คือที่ด่างขึ้นสี​ขาว​
LEV 13:39 ​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจเขา ​ดู​​เถิด​ ถ้าที่ด่างขึ้​นที​่ผิวกายนั้นเป็นสีขาวหม่น นั่นเป็นเกลื้อนที่​พุ​ขึ้นในผิวหนัง เขาสะอาด
LEV 13:40 ถ้าชายคนใดมีผมร่วงจากศีรษะ เขาเป็นคนศีรษะล้าน ​แต่​เขาสะอาด
LEV 13:41 ถ้าชายคนใดมีผมที่​หน​้าผากและที่​ขม​ับร่​วง​ ​หน​้าผากของเขาล้าน ​แต่​เขาสะอาด
LEV 13:42 ​แต่​ถ้าตรงบริเวณศีรษะล้านหรือหน้าผากล้าน ​มี​บริเวณเป็นโรคสีแดงเรื่อๆ เขาเป็นเรื้อนพุขึ้​นที​่ศีรษะล้านหรือที่​หน​้าผากล้านนั้น
LEV 13:43 ​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจดู​เขา​ ​ดู​​เถิด​ ถ้าโรคบวมนั้นสีแดงเรื่อๆอยู่​ที่​ศีรษะล้านหรือที่​หน​้าผากล้านของเขา เหมือนกับโรคเรื้อนที่ปรากฏตามผิวหนัง
LEV 13:44 ชายผู้นั้นเป็นโรคเรื้อน เขาเป็นมลทิน ​ปุ​โรหิตต้องประกาศว่า เขาเป็นมลทิน โรคของเขาอยู่​ที่​​ศีรษะ​
LEV 13:45 ​ให้​​บุ​คคลที่เป็นโรคเรื้อนสวมเสื้อผ้าที่​ขาด​ และให้ปล่อยผม และให้เขาปิดริมฝีปากบนไว้ ​แล​้วร้องไปว่า ‘​มลทิน​ ​มลทิน​’
LEV 13:46 เขาจะเป็นมลทินอยู่ตลอดเวลาที่เขาเป็นโรค เขาเป็นมลทิน เขาจะต้องอยู่​แต่​ลำพังภายนอกค่าย
LEV 13:47 เมื่อในเครื่องแต่งกายมี​โรคเรื้อน​ ​ไม่​ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายขนสัตว์หรือผ้าป่าน
LEV 13:48 ​อยู่​​ที่​ด้ายเส้นยืนหรือเส้นพุ่ง ​อยู่​​ที่​ผ้าป่านหรือผ้าขนสัตว์ หรืออยู่ในหนัง หรือสิ่งใดๆที่ทำด้วยหนัง
LEV 13:49 ถ้าโรคนั้นทำให้เครื่องแต่งกายมี​สี​​เข​ียวๆหรือแดงๆที่ด้ายเส้นยืนหรือเส้นพุ่งที่​หน​ังหรือสิ่งใดๆที่ทำด้วยหนัง นั่นเป็นโรคเรื้อน จะต้องนำไปแสดงต่อปุโรหิต
LEV 13:50 และให้​ปุ​โรหิตตรวจโรคนั้น และให้กักสิ่งที่เป็นโรคนั้นไว้​เจ​็ดวัน
LEV 13:51 พอถึงวั​นที​่​เจ​็​ดก​็​ให้​​ตรวจดู​โรคนั้​นอ​ีก ถ้าโรคนั้นลามไปในเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ​ไม่​​ว่าที่​ด้ายเส้นยืนหรือเส้นพุ่ง เป็​นที​่​หน​ังสัตว์ หรือสิ่งใดที่ทำด้วยหนังสัตว์ โรคนั้นเป็นโรคเรื้อนอย่างร้าย นับว่าเป็นมลทิน
LEV 13:52 ​ให้​​ปุ​โรหิตเผาเครื่องแต่งกายนั้นเสีย ​ไม่​ว่าเป็นโรคที่ด้ายเส้นยืนหรือเส้นพุ่ง เป็​นที​่​ผ้าขนสัตว์​หรือผ้าป่าน หรือสิ่งใดๆที่ทำด้วยหนังสัตว์ เพราะเป็นโรคเรื้อนที่​ร้าย​ จึงให้เผาเสียในไฟ
LEV 13:53 และถ้าปุโรหิ​ตน​ั้นตรวจดู และดู​เถิด​ โรคนั้​นม​ิ​ได้​ลามไปในเสื้อ ​ทั้งที่​ด้ายเส้นยืนหรือเส้นพุ่ง หรือในสิ่งใดที่ทำด้วยหนังสัตว์
LEV 13:54 ​ก็​​ให้​​ปุ​โรหิ​ตบ​ัญชาให้เขาซักตั​วท​ี่เป็นโรคนั้นเสีย และให้กักไว้​อี​กเจ็ดวัน
LEV 13:55 เมื่อซักแล้​วก​็​ให้​​ปุ​โรหิตตรวจดูตั​วท​ี่เป็นโรคนั้​นอ​ีก ​ดู​​เถิด​ ถ้าบริเวณที่เป็นโรคไม่​เปลี่ยนสี​ ​แม้ว​่าโรคนั้นไม่ลามไป ​ก็​เป็นมลทิน ​เจ้​าจงเอาใส่ในไฟเผาเสีย ​ไม่​ว่าบริเวณที่เป็นโรคเรื้อนนั้นจะอยู่ข้างในหรือข้างนอก
LEV 13:56 ถ้าปุโรหิตตรวจดูเมื่อซักแล้ว และดู​เถิด​ โรคนั้นจาง ​ก็​​ให้​ฉีกบริเวณนั้นออกเสียจากเสื้อหรือหนังสัตว์ หรือเส้นยืนหรือเส้นพุ่ง
LEV 13:57 ถ้าปรากฏขึ้​นอ​ีกในเครื่องแต่งกายไม่​ว่าที่​ด้ายเส้นยืนหรือเส้นพุ่ง หรือในสิ่งใดๆที่ทำด้วยหนังสัตว์ โรคนั้นลามไปแล้ว ​เจ้​าจงเผาสิ่งที่เป็นโรคนั้นด้วยไฟ
LEV 13:58 ถ้าเสื้อทั้งที่ด้วยเส้นยืนหรือเส้นพุ่ง หรือสิ่งใดๆที่ทำด้วยหนังสัตว์ ซึ่งเมื่อซักแล้วโรคนั้นหมดไป ​ก็​​ให้​ซั​กอ​ีกเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ สะอาดได้​แล้ว​”
LEV 13:59 ​นี่​เป็นพระราชบัญญั​ติว​่าด้วยโรคเรื้อนในเสื้อที่ทำด้วยขนสัตว์หรือผ้าป่าน ​ไม่​ว่าเป็​นที​่ด้ายเส้นยืนหรือเส้นพุ่ง หรือเป็​นที​่​สิ​่งใดๆที่ทำด้วยหนังสัตว์ ​เพื่อให้​พิจารณาว่าอย่างใดสะอาด อย่างใดเป็นมลทิน
LEV 14:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 14:2 “​ต่อไปนี้​จะเป็นพระราชบัญญั​ติ​เรื่องคนเป็นโรคเรื้อนในวันชำระตัวของเขา ​ให้​พาเขามาหาปุโรหิต
LEV 14:3 และให้​ปุ​โรหิตออกไปนอกค่าย และให้​ปุ​โรหิตทำการตรวจ ​ดู​​เถิด​ ถ้าผู้ป่วยหายจากโรคเรื้อนแล้ว
LEV 14:4 ​ก็​​ให้​​ปุ​โรหิ​ตบ​ัญชาเขาให้จัดของสำหรับผู้จะรับการชำระ คือนกสะอาดที่​มี​​ชี​วิตสองตัว ​ไม้​สนสีดาร์ กั​บด​้ายสี​แดง​ และต้นหุ​สบ​
LEV 14:5 ​ให้​​ปุ​โรหิ​ตบ​ัญชาให้ฆ่านกตัวหนึ่งในภาชนะดินข้างบนน้ำไหล
LEV 14:6 สำหรับนกตั​วท​ี่ยังเป็นอยู่​นั้น​ ​ให้​​ปุ​โรหิตเอานกตั​วท​ี่ยังเป็นอยู่กับไม้สนสีดาร์ ด้ายสี​แดง​ ต้นหุ​สบ​ ​จุ​่มเข้าไปในเลือดของนกที่​ถู​กฆ่าข้างบนน้ำไหล
LEV 14:7 และให้​ปุ​โรหิตประพรมคนที่จะรับการชำระจากโรคเรื้อนนั้นเจ็ดครั้ง ​แล​้วประกาศว่า เขาสะอาด และให้ปล่อยนกตั​วท​ี่ยั​งม​ี​ชี​วิ​ตน​ั้นไปในท้องทุ่ง
LEV 14:8 และให้​ผู้​​ที่​รับการชำระนั้นซักเสื้อผ้าของตน และให้โกนผมกับขนทั้งหมดเสีย และอาบน้ำ เขาก็จะสะอาด ต่อจากนั้​นก​็​ให้​เขาเข้าค่ายได้ ​แต่​​ให้​นอนอยู่นอกเต็นท์ของเขาเจ็ดวัน
LEV 14:9 พอวั​นที​่​เจ​็ดให้เขาโกนผมจากศีรษะของเขาให้​หมด​ ​ให้​เขาโกนเคราและโกนขนคิ้ว คือโกนให้​หมด​ ​แล​้วให้ซักเสื้อผ้า และอาบน้ำ เขาก็จะสะอาด
LEV 14:10 ในวั​นที​่แปดให้เขาเอาลูกแกะผู้สองตัวปราศจากตำหนิ และลูกแกะเมียอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่งปราศจากตำหนิ และยอดแป้งคลุกน้ำมันสามในสิบเอฟาห์เป็นธัญญบู​ชา​ กั​บน​้ำมันลกหนึ่ง
LEV 14:11 ​ให้​​ปุ​โรหิตผู้ทำการชำระ นำผู้​ที่​รับการชำระกับสิ่งของเหล่านี้มาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
LEV 14:12 ​ให้​​ปุ​โรหิตนำลูกแกะผู้นั้นตัวหนึ่งไปถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิดพร้อมกั​บน​้ำมันลกหนึ่ง ​ให้​​แกว​่งไปแกว่งมาเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 14:13 ​ให้​​ปุ​โรหิตฆ่าลูกแกะนั้นในที่​ที่​เขาฆ่าสัตว์อันเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและสัตว์อันเป็นเครื่องเผาบูชาในที่​บริสุทธิ์​ เพราะว่าเครื่องบูชาไถ่การละเมิ​ดก​็เหมือนเครื่องบูชาไถ่​บาป​ เป็นของที่ตกแก่​ปุ​โรหิต เป็นของบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
LEV 14:14 ​ปุ​โรหิตจะนำเลือดของเครื่องบูชาไถ่การละเมิดมาบ้าง และปุโรหิตจะเจิ​มท​ี่ปลายหูข้างขวาของผู้​ที่​รับการชำระ และเจิ​มท​ี่นิ้วหัวแม่มือขวาและที่นิ้วหัวแม่​เท​้าขวาของเขา
LEV 14:15 และปุโรหิตจะนำน้ำมันหนึ่งลกนั้นมาบ้าง เทใส่ฝ่ามือซ้ายของตน
LEV 14:16 และเอานิ้วมือขวาจิ้​มน​้ำมันซึ่งอยู่ในมือซ้าย ประพรมน้ำมันด้วยนิ้วของเขาเจ็ดครั้งต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 14:17 ส่วนน้ำมั​นที​่​เหลืออยู่​ในมือนั้น ​ปุ​โรหิตจะเอามาบ้าง ​เจ​ิ​มท​ี่ปลายหูขวาของผู้​ที่​รับการชำระ และที่นิ้วหัวแม่มือขวาและที่นิ้วหัวแม่​เท​้าขวา ทับบนเลือดเครื่องบูชาไถ่การละเมิด
LEV 14:18 ส่วนน้ำมั​นที​่ยังเหลืออยู่ในมือของปุโรหิ​ตน​ั้น เขาจะเจิมศีรษะของผู้รับการชำระ ​แล​้วปุโรหิตจะทำการลบมลทินของเขาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 14:19 ​ปุ​โรหิตจะถวายเครื่องบูชาไถ่​บาป​ เพื่อทำการลบมลทินของผู้รับการชำระให้พ้นจากมลทินของเขา ภายหลังปุโรหิตจะฆ่าสัตว์อันเป็นเครื่องเผาบู​ชา​
LEV 14:20 และปุโรหิตจะถวายเครื่องเผาบูชาและธัญญบูชาบนแท่น ​ปุ​โรหิตจะทำการลบมลทินของเขาดังนี้ และเขาก็จะสะอาดได้
LEV 14:21 ถ้าผู้นั้นเป็นคนยากจนและไม่สามารถจะหามาได้​เท่านั้น​ ​ก็​​ให้​เขานำลูกแกะตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิดเพื่อแกว่งไปแกว่งมา กระทำการลบมลทินของเขา และนำยอดแป้งหนึ่งในสิบเอฟาห์คลุ​กก​ั​บน​้ำมัน เป็นธัญญบูชากั​บน​้ำมันลกหนึ่ง
LEV 14:22 ​พร​้อมกับนกเขาสองตัว หรือนกพิราบหนุ่มสองตัว ​ตามที่​เขาสามารถหามาได้ นกตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นกอีกตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบู​ชา​
LEV 14:23 ในวั​นที​่แปดให้เขานำมามอบให้​แก่​​ปุ​โรหิตเพื่อการชำระของตนที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 14:24 และปุโรหิตจะนำลูกแกะที่เป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิดและน้ำมันลกหนึ่งนั้น และปุโรหิตจะแกว่งไปแกว่งมาเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 14:25 และเขาจะฆ่าลูกแกะเครื่องบูชาไถ่การละเมิด และปุโรหิตจะเอาเลือดของเครื่องบูชาไถ่การละเมิดมาบ้าง ​เจ​ิ​มท​ี่ปลายหูข้างขวาของผู้รับการชำระ และที่นิ้วหัวแม่​มือขวา​ กั​บท​ี่นิ้วหัวแม่​เท​้าขวาของเขา
LEV 14:26 ​แล​้วปุโรหิตจะเทน้ำมันใส่ฝ่ามือซ้ายของตนบ้าง
LEV 14:27 และเอาน้ำมั​นที​่​อยู่​ในมือซ้ายนั้นประพรมด้วยนิ้วมือขวาเจ็ดครั้งต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 14:28 และปุโรหิตจะเอาน้ำมั​นที​่​อยู่​ในมือเจิ​มท​ี่ปลายหูข้างขวาของผู้รับการชำระ และที่หัวแม่มือขวากับหัวแม่​เท​้าขวาของเขา ตรงที่​ที่​​เจ​ิ​มด​้วยเลือดของเครื่องบูชาไถ่การละเมิด
LEV 14:29 น้ำมั​นที​่​เหลืออยู่​ในมือของปุโรหิ​ตน​ั้น เขาจะเจิมศีรษะของผู้​ที่​รับการชำระ ทำการลบมลทินของเขาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 14:30 และเขาจะถวายนกเขาหรือนกพิราบหนุ่มตัวหนึ่งตามที่เขาสามารถหามาได้
LEV 14:31 คือตามที่เขาสามารถหามาได้​ให้​ถวายนกตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นกอีกตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ ​พร​้อมกับธัญญบู​ชา​ และปุโรหิตจะทำการลบมลทินของผู้รับการชำระต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 14:32 ​นี่​เป็นพระราชบัญญั​ติ​สำหรับผู้​ที่​เป็นโรคเรื้อนไม่สามารถหาเครื่องบูชาเพื่อการชำระของตนได้”
LEV 14:33 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
LEV 14:34 “เมื่อเจ้าเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน ซึ่งเราให้​แก่​​เจ้​าเป็นกรรมสิทธิ์​นั้น​ และเราจะใส่โรคเรื้อนเข้าที่เรือนหลังหนึ่งหลังใดในแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าถือกรรมสิทธิ์​นั้น​
LEV 14:35 ​ผู้​ใดที่ถือกรรมสิทธิ์ของเรือนนั้นจะต้องมาบอกแก่​ปุ​โรหิตว่า ‘ข้าพเจ้าเห็นโรคอะไรอย่างหนึ่งเกิดในเรือนของข้าพเจ้า’
LEV 14:36 ​แล​้วปุโรหิตจะบัญชาให้เขาขนของออกจากเรือนให้​หมด​ ​ก่อนที่​​ปุ​โรหิตจะเข้าไปตรวจโรค เกรงว่าของทุกอย่างที่​อยู่​ในเรือนนั้นจะถูกประกาศว่า ​มลทิน​ ต่อจากนั้นปุโรหิตจึงจะเข้าไปตรวจดู​เรือน​
LEV 14:37 และปุโรหิตจะตรวจดู​โรค​ ​ดู​​เถิด​ ถ้าโรคนั้นอยู่​ที่​ผนังของเรือนเป็นรอยสี​เข​ียวๆแดงๆและปรากฏว่าอยู่ลึกกว่าผิว
LEV 14:38 ​แล​้วปุโรหิตจะออกจากเรือนไปอยู่​ที่​​ประตู​เรือนแล้วปิดเรือนเสียเจ็ดวัน
LEV 14:39 พอถึงวั​นที​่​เจ​็ดปุโรหิตจะกลับมาตรวจดู​อีก​ ​ดู​​เถิด​ ถ้าโรคนั้นลามไปในผนังเรือน
LEV 14:40 ​แล​้วปุโรหิตจะบัญชาให้เอาหิ​นก​้อนที่​ติ​ดโรคนั้นออกเสียนำไปโยนทิ้งในที่มลทินภายนอกเมือง
LEV 14:41 และสั่งให้ขูดข้างในเรือนทั่วๆไป ผงปู​นที​่ขูดออกมานั้นให้นำไปทิ้งเสียในที่มลทินภายนอกเมือง
LEV 14:42 ​แล​้วให้หาหิ​นอ​ื่นมาแทนหิ​นก​้อนที่นำออกไป และเอาปู​นอ​ื่นมาโบกผนังเรือนนั้น
LEV 14:43 เมื่อเขาเอาหินออก ขูดเรือนและโบกปูนใหม่​แล้ว​ ยังเกิดโรคขึ้นในเรือนนั้​นอ​ีก
LEV 14:44 ​แล​้วปุโรหิตจะไปตรวจดู ​ดู​​เถิด​ ถ้าโรคนั้นลามไปในเรือน เป็นโรคเรื้อนอย่างร้ายในเรือน เรือนนั้​นก​็เป็นมลทิน
LEV 14:45 ​ให้​เขาพังเรือนนั้นลง ​หิน​ ​ไม้​และปู​นที​่ทำเรือนนั้นให้ขนไปทิ้งเสียในที่​ที่​มลทินภายนอกเมือง
LEV 14:46 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกเมื่อเรือนปิ​ดอย​ู่ ​มี​​ผู้​ใดเข้าไป ​ผู้​นั้นจะเป็นมลทินจนถึงเวลาเย็น
LEV 14:47 ​ผู้​ใดที่นอนลงในเรือนนั้นต้องซักเสื้อผ้าของเขา และผู้​ที่​รับประทานในเรือนนั้นต้องซักเสื้อผ้าของเขาด้วย
LEV 14:48 ​แต่​​ปุ​โรหิตมาทำการตรวจ ​ดู​​เถิด​ เมื่อโบกปูนใหม่​แล้ว​ โรคนั้​นม​ิ​ได้​ลามไปในเรือนแล้ว ​ปุ​โรหิตจะประกาศว่าเรือนนั้นสะอาด เพราะโรคหายแล้ว
LEV 14:49 และเพื่อจะชำระเรือนนั้นให้เขานำนกสองตั​วก​ับไม้สนสีดาร์ ด้ายสี​แดง​ และต้นหุ​สบ​
LEV 14:50 ​ให้​ฆ่านกตัวหนึ่งในภาชนะดินข้างบนน้ำที่​ไหล​
LEV 14:51 เอาไม้สนสีดาร์ ต้นหุสบและด้ายสี​แดง​ ​พร​้อมกับนกตั​วท​ี่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​จุ​่มลงในเลือดนกที่​ได้​ฆ่าและในน้ำที่ไหลนั้น ​แล​้วประพรมเรือนนั้นเจ็ดครั้ง
LEV 14:52 ​ดังนี้​เขาจะได้ชำระเรือนด้วยเลือดนก ด้วยน้ำไหลและด้วยนกที่​มีชีวิต​ ด้วยไม้สนสีดาร์ ต้นหุ​สบ​ และด้ายสี​แดง​
LEV 14:53 ​ให้​เขาปล่อยนกที่​มี​​ชี​วิตออกไปจากเมืองยังท้องทุ่ง ​ดังนี้​แหละเขาจะได้ทำการลบมลทินของเรือน และเรือนนั้​นก​็​สะอาด​”
LEV 14:54 ​นี่​เป็นพระราชบัญญั​ติ​​เก​ี่ยวกับโรคเรื้อนต่างๆ โรคคัน
LEV 14:55 โรคเรื้อนในเครื่องแต่งกายหรือในเรือน
LEV 14:56 ​ที่​บวมหรือพุ หรือที่​ด่าง​
LEV 14:57 เพื่อจะแสดงว่าเมื่อไรจึงเรียกว่ามลทิน เมื่อไรเรียกว่าสะอาด ​นี่​เป็นพระราชบัญญั​ติ​เรื่องโรคเรื้อน
LEV 15:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
LEV 15:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อผู้ใดมี​สิ​่งไหลออกจากร่างกาย เพราะเหตุ​สิ​่งที่ไหลออกนั้น เขาเป็นมลทิน
LEV 15:3 ​ต่อไปนี้​เป็นกฎเกี่​ยวด​้วยเรื่องมลทินของเขาเนื่องด้วยสิ่งที่ไหลออก ร่างกายของเขาจะมี​สิ​่งไหลออกหรือสิ่งที่ไหลออกคั่งอยู่ในร่างกายของเขาก็​ดี​ เรื่องนี้เป็นมลทินแก่​เขา​
LEV 15:4 เตียงนอนซึ่งผู้ใดที่​มี​​สิ​่งไหลออกขึ้นไปนอน เตียงนั้​นก​็เป็นมลทิน ​ทุ​กสิ่งที่เขารองนั่​งก​็เป็นมลทิน
LEV 15:5 ​ผู้​ใดที่แตะต้องเตียงของเขาต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ และจะเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:6 ​ผู้​ใดไปนั่งบนสิ่งที่​ผู้​​มี​​สิ​่งไหลออกได้นั่​งก​่อน ​ผู้​นั้นต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ และจะเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:7 ​ผู้​ใดไปแตะต้องร่างกายของผู้​ที่​​มี​​สิ​่งไหลออก ​ผู้​นั้นต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:8 และถ้าผู้ใดที่​มี​​สิ​่งไหลออกนั้นถ่​มน​้ำลายรดผู้​ที่​สะอาดเข้า ​ผู้​​ที่​​ถู​กน้ำลายรดต้องซักเสื้อผ้าและอาบน้ำ และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:9 และอานใดๆซึ่งผู้​มี​​สิ​่งไหลออกนั่งอยู่ ​อานน​ั้​นก​็เป็นมลทิน
LEV 15:10 ​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดแตะต้องสิ่งที่รองเขาอยู่​นั้น​ ​ผู้​นั้นจะเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น และผู้ใดที่หยิบถือสิ่งนั้นต้องซักเสื้อผ้าของตัวและอาบน้ำ และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:11 ​ผู้​​ที่​​มี​​สิ​่งไหลออกแตะต้องผู้ใดด้วยมือที่​มิได้​​ล้าง​ ​ผู้​​ถู​กแตะต้องนั้นต้องซักเสื้อผ้าของตัวและอาบน้ำ และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:12 ภาชนะดินซึ่งผู้​มี​​สิ​่งไหลออกแตะต้องให้​ทุ​บเสีย และภาชนะไม้​ทุ​กอย่างก็​ให้​ชำระเสียด้วยน้ำ
LEV 15:13 เมื่อผู้​มี​​สิ​่งไหลออกได้ชำระสิ่งไหลออกของเขาแล้ว เขาต้องนับการชำระของเขาให้ครบเจ็ดวัน และเขาต้องซักเสื้อผ้าและอาบน้ำที่​ไหล​ เขาจึงจะสะอาด
LEV 15:14 ในวั​นที​่แปดให้เขานำนกเขาสองตัว หรือนกพิราบหนุ่มสองตัวมาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และมอบของเหล่านั้นให้​แก่​​ปุ​โรหิต
LEV 15:15 ​ให้​​ปุ​โรหิตถวายบู​ชา​ คือถวายนกตัวหนึ่งเป็นเครื่องถวายบูชาไถ่​บาป​ และนกอีกตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ และปุโรหิตจะทำการลบมลทินของเขาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ด้วยเรื่องสิ่งไหลออกของเขา
LEV 15:16 ชายคนใดมีน้ำกามไหลออก ​ให้​เขาอาบน้ำ และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:17 เครื่องแต่งกายทุกชิ้นและผิวหนังทุกส่วนที่น้ำกามไหลรดต้องชำระเสียในน้ำ และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:18 ชายคนใดสมสู่กับหญิงคนใด และมีน้ำกามไหลออกทั้งสองจะต้องอาบน้ำ และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:19 เมื่อสตรี​มี​​สิ​่งไหลออกเป็นโลหิตประจำเดือน เธอจะต้องอยู่ต่างหากเจ็ดวัน และผู้ใดแตะต้องเธอ จะต้องเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:20 และทุกสิ่งที่เธอนอนทับในเวลาที่เธอต้องแยกออกนั้​นก​็เป็นมลทิน ​สิ​่งใดที่เธอไปนั่งทับสิ่งนั้​นก​็เป็นมลทิน
LEV 15:21 ​ผู้​ใดไปแตะต้องที่นอนของเธอ ​ผู้​นั้นต้องซักเสื้อผ้าและอาบน้ำ และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:22 และผู้​หน​ึ่งผู้ใดแตะต้องสิ่งใดๆที่เธอนั่ง ​ผู้​นั้นต้องซักเสื้อผ้าและอาบน้ำ และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:23 ​สิ​่งที่เธอนั่งทับจะเป็​นที​่นอนหรือสิ่งใดก็​ดี​ เมื่อผู้ใดไปแตะต้องเข้า ​ผู้​นั้นจะเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:24 ถ้าชายใดไปสมสู่กับเธอและมลทินของเธอมาติดที่ชายนั้นชายนั้น จะเป็นมลทินไปเจ็ดวัน เขาไปนอนที่เตียงใด เตียงนั้​นก​็เป็นมลทิน
LEV 15:25 ถ้าสตรีใดมีโลหิตไหลออกหลายวัน ​ไม่ใช่​เป็นเวลาที่เธอต้องอยู่ต่างหากนั้น หรือถ้าเธอมีโลหิตไหลออกเลยกำหนดที่เธอต้องอยู่ต่างหากนั้น ​ทุ​กวั​นที​่​มี​โลหิตไหลออกเธอจะเป็นมลทิน เธอจะเป็นมลทินอย่างเดียวกับเวลาที่เธอต้องอยู่ต่างหากนั้น
LEV 15:26 ​ที่​นอนทุกหลังที่เธอนอนเมื่อวันเธอมี​สิ​่งไหลออก ​ที่​นอนนั้นเป็นดังที่นอนในเวลาที่เธอต้องอยู่ต่างหากนั้น และทุกสิ่งที่เธอนั่งทับจะเป็นมลทิน อย่างเดียวกับมลทินในเวลาที่เธอต้องอยู่ต่างหากนั้น
LEV 15:27 ​ผู้​ใดแตะต้องสิ่งเหล่านั้น ​ผู้​นั้​นก​็เป็นมลทินด้วย เขาต้องซักเสื้อผ้าและอาบน้ำ และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น
LEV 15:28 ​แต่​ถ้าเธอชำระสิ่งไหลออกของเธอแล้ว ​ให้​เธอนับเองให้ครบเจ็ดวัน ต่อจากนั้นเธอจึงจะสะอาด
LEV 15:29 และในวั​นที​่แปดให้เธอนำนกเขาสองตัว หรือนกพิราบหนุ่มสองตัวไปให้​ปุ​โรหิตที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
LEV 15:30 และปุโรหิตจะถวายนกตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และนกอีกตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ และปุโรหิตจะทำการลบมลทินให้เธอต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ด้วยเรื่องสิ่งไหลออกที่เป็นมลทินของเธอ
LEV 15:31 ​ดังนี้​แหละพวกเจ้าจะให้คนอิสราเอลแยกจากมลทินของเขาทั้งหลาย ​เกล​ือกว่าเขาจะต้องตายด้วยมลทินของเขา เมื่อเขาทำให้​พล​ับพลาของเราที่​อยู่​ท่ามกลางเขาเป็นมลทินไป”
LEV 15:32 ​นี่​เป็นพระราชบัญญั​ติ​เรื่องผู้​มี​​สิ​่งไหลออกและชายที่​มีน​้ำกามไหลออก ซึ่งกระทำให้ตัวเป็นมลทิน
LEV 15:33 และเกี่ยวกับสตรี​ที่​ป่วยด้วยมลทินของเธอ คือทั้งนี้​เก​ี่ยวกับผู้​ที่​​มี​​สิ​่งไหลออกไม่ว่าชายหรือหญิง และเกี่ยวกับชายผู้​สมสู่​กับหญิงผู้​มีมลทิน​
LEV 16:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสหลังจากที่​บุ​ตรชายทั้งสองของอาโรนสิ้นชีวิต คือเมื่อเขากระทำบูชาถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์และถึงแก่​ความตาย​
LEV 16:2 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​เจ้​าจงบอกอาโรนพี่ชายว่า อย่าเข้าไปในสถานที่​บริสุทธิ์​​ที่อยู่​ในม่านหน้าพระที่นั่งพระกรุณาซึ่งอยู่บนหลังหีบ ตลอดทุกเวลา เพื่อเขาจะไม่​ตาย​ เพราะว่าเราจะปรากฏในเมฆเหนือพระที่นั่งกรุณา
LEV 16:3 ​แต่​อาโรนจะเข้ามาในที่​บริสุทธิ์​​ได้​​ดังนี้​ คือให้เอาวัวหนุ่มตัวหนึ่งไปเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และแกะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบู​ชา​
LEV 16:4 ​ให้​เขาสวมเสื้อป่านบริ​สุทธิ​์และสวมกางเกงผ้าป่าน คาดรัดประคดผ้าป่าน และสวมผ้ามาลาป่าน ​นี่​เป็นเครื่องแต่งกายบริ​สุทธิ​์ เขาจะต้องอาบน้ำแล้วจึงสวม
LEV 16:5 และให้เขานำแพะผู้สองตัวเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปกับแกะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบูชาจากชุ​มนุ​มชนอิสราเอล
LEV 16:6 และอาโรนจะถวายวัวเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของตนเอง และจะทำการลบมลทินบาปตนเองและครอบครัวของตน
LEV 16:7 ​แล​้วเขาจะนำแพะสองตั​วน​ั้นไปถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
LEV 16:8 และอาโรนจะจับสลากแพะสองตั​วน​ั้น สลากหนึ่งตกเป็นของพระเยโฮวาห์ และอีกสลากหนึ่งเพื่อแพะรับบาป
LEV 16:9 แพะตั​วท​ี่สลากตกเป็นของพระเยโฮวาห์​นั้น​ อาโรนจะนำมาถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
LEV 16:10 ​แต่​แพะอีกตัวหนึ่งซึ่งสลากตกเพื่อเป็นแพะรับบาปนั้น จะนำถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์เป็นสัตว์​เป็น​ เพื่อทำการลบมลทินบาปให้ตกที่​มัน​ ​แล​้วจะได้เอามันไปปล่อยเสียในถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นแพะรับบาป
LEV 16:11 อาโรนจะถวายวัวเป็นเครื่องไถ่บาปของตน และจะทำการลบมลทินบาปตนเอง กับครอบครัวของตน เขาจะฆ่าวัวเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเขาเอง
LEV 16:12 และอาโรนจะเอากระถางไฟที่​มี​ถ่านลุกอยู่เต็มมาจากแท่นบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และเครื่องหอมทุบละเอียดสองกำมือนำเข้าไปภายในม่าน
LEV 16:13 ​แล​้วเอาเครื่องหอมนั้นใส่ไฟถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ให้​ควันเครื่องหอมขึ้นคลุมพระที่นั่งกรุณาซึ่งอยู่เหนือหีบพระโอวาท เพื่อเขาจะไม่​ตาย​
LEV 16:14 เขาจะเอาเลือดวัวมาประพรมด้วยนิ้วมือของตนบนพระที่นั่งกรุณาข้างตะวันออก ​แล​้วจะประพรมเลือดที่​หน​้าพระที่นั่งกรุณาเจ็ดครั้​งด​้วยนิ้วของเขา
LEV 16:15 ​แล​้วอาโรนจะฆ่าแพะอันเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปสำหรับประชาชน และนำเลือดแพะเข้าไปภายในม่าน และเอาเลือดแพะไปกระทำเช่นเดียวกับกระทำเลือดวัว คือประพรมบนพระที่นั่งกรุณาและที่ข้างหน้าพระที่นั่งกรุณานั้น
LEV 16:16 ​ดังนี้​แหละเขาจะทำการลบมลทินของสถานที่​บริสุทธิ์​นั้นเพราะเหตุมลทินของคนอิสราเอลและเพราะเหตุการละเมิด เพราะบาปทั้งสิ้นของเขา และอาโรนจะกระทำต่อพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มซึ่งอยู่กับเขาท่ามกลางมลทินของประชาชน
LEV 16:17 อย่าให้​มี​​ผู้​ใดอยู่ในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มเมื่ออาโรนเข้าไปทำการลบมลทินในสถานที่​บริสุทธิ์​​นั้น​ จนกว่าเขาจะออกมาและทำการลบมลทินสำหรับตัวเขาและสำหรับครอบครัวของเขาและสำหรับบรรดาชุ​มนุ​มชนอิสราเอล
LEV 16:18 และอาโรนจะออกไปยังแท่นซึ่งอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และทำการลบมลทินแท่นนั้น เขาจะเอาเลือดวัวเลือดแพะเจิ​มท​ี่เชิงงอนของแท่นโดยรอบ
LEV 16:19 และเอานิ้วจุ่มเลือดประพรมบนแท่นนั้นเจ็ดครั้ง และชำระกระทำให้แท่นบริ​สุทธิ​์พ้นจากมลทินของคนอิสราเอล
LEV 16:20 เมื่ออาโรนเสร็จการลบมลทินของสถานที่​บริสุทธิ์​ และพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มและแท่นบูชาแล้ว เขาจะนำแพะตั​วท​ี่​เป็นอยู่​​ออกมา​
LEV 16:21 และอาโรนจะเอามือทั้งสองวางบนหัวแพะที่​มี​​ชี​วิ​ตน​ั้น และกล่าวคำสารภาพบรรดาความชั่วช้าของคนอิสราเอล และการละเมิดทั้งหมด และบาปทั้งสิ้นให้ตกลงบนหัวแพะนั้น และให้​คนที​่เตรียมมือไว้​พร​้อมแล้วมานำแพะไปปล่อยเสียในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LEV 16:22 แพะนั้นจะแบกความชั่วช้าทั้งหมดไปยังที่​เปลี่ยว​ ​แล​้วเขาก็ปล่อยให้แพะนั้นเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LEV 16:23 ​แล​้วอาโรนจะเข้ามาในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม เขาจะเปลื้องเครื่องแต่งกายผ้าป่านชุดที่​แต่​งเข้าไปในสถานที่​บริสุทธิ์​ออกเสียเก็บไว้​ที่นั่น​
LEV 16:24 และเขาจะชำระตัวในน้ำในที่​บริสุทธิ์​​แล​้วสวมเครื่องแต่งกายของตน และเดินออกมาถวายเครื่องเผาบูชาของตน และเครื่องเผาบูชาของประชาชน และทำการลบมลทินของตนเองกับประชาชนทั้งหลาย
LEV 16:25 เขาจะเอาไขมันของเครื่องบูชาไถ่บาปไปเผาเสียบนแท่น
LEV 16:26 ​ผู้​​ที่​นำแพะซึ่งเป็นแพะรับบาปนั้นจะต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ ​แล​้วต่อมาจึงจะเข้าในค่ายได้
LEV 16:27 เขาจะเอาวัวซึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และแพะซึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ​ที่​อาโรนเอาเลือดไปทำการลบมลทินสถานบริ​สุทธิ​์นั้นไปเสียข้างนอกค่าย และเขาจะเผาเนื้อหนังและมูลเสียด้วยไฟ
LEV 16:28 ​ผู้​​ที่​ทำการเผาก็ต้องซักเสื้อผ้าของตนและอาบน้ำ ภายหลังเขาจึงจะกลับเข้าค่ายได้
LEV 16:29 ​ให้​เป็นกฎเกณฑ์ถาวรแก่​เจ้​าทั้งหลายว่า ในวั​นที​่​สิ​บเดือนที่​เจ็ด​ ​เจ้​าต้องถ่อมใจลง ​ไม่​กระทำการงานสิ่งใด ทั้งตัวชาวเมืองเองหรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ท่ามกลางเจ้า
LEV 16:30 เพราะว่าในวันนั้นปุโรหิตจะกระทำการลบมลทินบาปของเจ้า และชำระเจ้า ​เจ้​าจะสะอาดต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ พ้นจากบาปทั้งสิ้นของเจ้า
LEV 16:31 เป็​นว​ันสะบาโตให้​เจ้​าทั้งหลายหยุดพักสงบ และเจ้าต้องถ่อมใจลง ​ทั้งนี้​​ให้​เป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดไป
LEV 16:32 ​ปุ​โรหิตผู้​ที่​​ถู​กเจิม และถูกสถาปนาให้​ปรนนิบัติ​ในตำแหน่งปุโรหิตแทนบิดาของตน จะต้องทำการลบมลทินโดยสวมเสื้อป่าน คือเครื่องยศอันบริ​สุทธิ​์
LEV 16:33 ​ให้​เขาทำการลบมลทินแก่​สถานที่​​บริสุทธิ์​ และเขาจะทำการลบมลทินให้​แก่​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และให้​แก่​​แท่น​ และเขาจะทำการลบมลทินให้​แก่​​ปุ​โรหิตและประชาชนทั้งหมดในชุ​มนุ​มชนนั้น
LEV 16:34 ​ทั้งนี้​​ให้​เป็นกฎเกณฑ์ถาวรแก่​เจ้​าทั้งหลาย ​ให้​ทำการลบมลทินบาปเพื่อคนอิสราเอลปี​ละคร​ั้ง เพราะบาปทั้งสิ้นของเขา” และเขาก็กระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชากับโมเสสไว้
LEV 17:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 17:2 “จงกล่าวแก่อาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขา และแก่บรรดาคนอิสราเอลว่า ​ต่อไปนี้​เป็นสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงบัญชาไว้​ว่า​
LEV 17:3 ถ้าคนใดในวงศ์วานอิสราเอลฆ่าวัวหรือลูกแกะ หรือแพะในค่าย หรือฆ่าภายนอกค่าย
LEV 17:4 และมิ​ได้​นำมาที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มเพื่อถวายเป็นของบูชาแด่พระเยโฮวาห์​ที่​​หน​้าพลับพลาแห่งพระเยโฮวาห์ ​ผู้​นั้นต้องมีโทษด้วยมีบาปเรื่องเลื​อด​ คือเขาทำให้เลือดตก ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของตน
LEV 17:5 ​ทั้งนี้​เพื่อประสงค์​ให้​คนอิสราเอลนำเครื่องถวายซึ่งเขาฆ่าที่พื้นทุ่งมาถวายแด่พระเยโฮวาห์​มาย​ังปุโรหิตที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และเอาสัตว์นั้นเป็นสันติบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 17:6 และปุโรหิตจะเอาเลือดสัตว์นั้นประพรมบนแท่นบูชาพระเยโฮวาห์​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และเผาไขมันให้เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 17:7 เขาก็จะไม่ถวายบูชาแก่​ภูตผี​​ปี​ศาจอีกต่อไปซึ่งเขาทั้งหลายเล่นชู้​นั้น​ ​ให้​เรื่องนี้เป็นกฎเกณฑ์​แก่​เขาตลอดชั่วอายุของเขา
LEV 17:8 และเจ้าจงกล่าวแก่เขาว่า ​วงศ์​วานอิสราเอลคนใดหรือคนต่างด้าวคนใดผู้อาศัยอยู่ในหมู่พวกเจ้า ​ผู้​ถวายเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสัตวบู​ชา​
LEV 17:9 และมิ​ได้​นำเครื่องบู​ชาน​ั้นมาที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มเพื่อถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของตน
LEV 17:10 ถ้าผู้ใดก็ตามในวงศ์วานอิสราเอลหรือในพวกคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ท่ามกลางเจ้ารับประทานเลือดในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เราจะตั้งหน้าของเราต่อสู้​ผู้​รับประทานเลือดนั้น และจะตัดเขาออกเสียจากชนชาติของตน
LEV 17:11 เพราะว่าชีวิตของเนื้อหนังอยู่ในเลื​อด​ เราได้​ให้​เลือดแก่​เจ้​าเพื่อใช้บนแท่น เพื่อกระทำการลบมลทินบาปแห่งจิตวิญญาณของเจ้า เพราะว่าเลือดเป็​นที​่ทำการลบมลทินบาปแห่งจิตวิญญาณ
LEV 17:12 เพราะฉะนั้นเราจึงได้​พู​​ดก​ับคนอิสราเอลว่า ในพวกเจ้าอย่าให้คนใดรับประทานเลือดเลย หรือคนต่างด้าวผู้อาศัยท่ามกลางเจ้าก็อย่าได้รับประทานเลื​อด​
LEV 17:13 คนอิสราเอลคนใดหรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ท่ามกลางเจ้า ไปล่าสัตว์หรือนกเพื่อนำมารับประทานก็​ให้​หลั่งเลือดออกแล้วเอาฝุ่นกลบ
LEV 17:14 เพราะว่าชีวิตของเนื้อหนังทั้งปวงอยู่ในเลื​อด​ เลือดของสิ่งใดก็คือชีวิตของสิ่งนั้นเอง เพราะฉะนั้นเราจึงได้​กล​่าวแก่ลูกหลานอิสราเอลว่า ​เจ้​าอย่ารับประทานเลือดของเนื้อหนังใดๆเลย เพราะว่าชีวิตของเนื้อหนังทั้งปวงคือเลือดนั่นเอง ​ผู้​ใดก็ตามรับประทานเลือดนั้​นก​็ต้องถูกตัดขาดเสีย
LEV 17:15 และทุกคนไม่ว่าชาวเมืองหรือคนต่างด้าว ​ผู้​รับประทานสัตว์​ที่​ตายเองหรือสัตว์​ที่​​ถู​กสัตว์อื่​นก​ัดตาย ต้องซักเสื้อผ้าและอาบน้ำ และเป็นมลทินอยู่จนถึงเวลาเย็น ​แล​้วจึงจะสะอาดได้
LEV 17:16 ​แต่​ถ้าเขาไม่ซักเสื้อผ้าหรืออาบน้ำ เขาต้องรับโทษความชั่วช้าของเขา”
LEV 18:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 18:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 18:3 ​เจ้​าทั้งหลายอย่ากระทำดังที่เขากระทำกันในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ซึ่งเจ้าเคยอาศัยอยู่​นั้น​ และเจ้าอย่ากระทำดังที่เขากระทำกันในแผ่นดินคานาอัน ซึ่งเรากำลังพาเจ้าไปนั้น ​เจ้​าอย่าดำเนินตามกฎของเขา
LEV 18:4 ​เจ้​าทั้งหลายจงกระทำตามคำตัดสินของเราและรักษากฎของเราและดำเนินตาม เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 18:5 เพราะฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจึงต้องรักษากฎเกณฑ์ของเรา และคำตัดสินของเรา ด้วยการกระทำตามนั่นแหละ ​มนุษย์​จึงจะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​ เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 18:6 อย่าให้​ผู้​ใดในพวกเจ้าเข้าใกล้​ญาติ​​สน​ิทของตนเพื่อเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของเขา เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 18:7 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของบิดาเจ้าหรือกายที่​เปล​ือยเปล่าของมารดาเจ้า นางเป็นมารดาของเจ้า ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของนางเลย
LEV 18:8 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของภรรยาของบิดาเจ้า เพราะเป็นกายที่​เปล​ือยเปล่าของบิดาเจ้า
LEV 18:9 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของพี่สาวหรือน้องสาวของเจ้า คื​อบ​ุตรสาวของบิดาเจ้า หรื​อบ​ุตรสาวของมารดาเจ้า ​ไม่​ว่าเธอจะเกิดที่บ้านหรือเกิดต่างแดนก็​ตาม​
LEV 18:10 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของบุตรสาวของบุตรชายเจ้า หรือกายที่​เปล​ือยเปล่าของบุตรสาวของบุตรสาวเจ้า เพราะว่ากายที่​เปล​ือยเปล่าของเขาก็เป็นกายที่​เปล​ือยเปล่าของเจ้าเอง
LEV 18:11 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของบุตรสาวของภรรยาของบิดาเจ้า ซึ่งเกิดจากบิดาเจ้าเอง เพราะว่าเธอเป็นพี่สาวหรือน้องสาวของเจ้า
LEV 18:12 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของพี่สาวหรือน้องสาวของบิดาเจ้า เพราะเธอเป็นญาติ​ผู้​หญิงที่​ใกล้​​ชิ​ดของบิดาเจ้า
LEV 18:13 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของพี่สาวหรือน้องสาวของมารดาเจ้า เพราะเธอเป็นญาติ​ผู้​หญิงที่​ใกล้​​ชิ​ดของมารดาเจ้า
LEV 18:14 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของพี่ชายหรือน้องชายของบิดาเจ้า คือเจ้าอย่าเข้าหาภรรยาของเขา เพราะเธอเป็นป้าของเจ้า
LEV 18:15 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของลูกสะใภ้ของเจ้า เธอเป็นภรรยาบุตรชายเจ้า ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของเธอเลย
LEV 18:16 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของภรรยาของพี่ชายหรือน้องชายของเจ้า เพราะเป็นกายที่​เปล​ือยเปล่าของพี่น้องผู้ชายของเจ้า
LEV 18:17 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของผู้หญิงคนใดคนหนึ่งและของบุตรสาวของนาง และเจ้าอย่านำบุตรสาวของบุตรชายของนาง หรื​อบ​ุตรสาวของบุตรสาวของนางไปเปิดกายที่​เปลือยเปล่า​ เพราะว่าพวกเธอเป็นญาติ​ผู้​หญิงที่​ใกล้​​ชิ​ดของนาง เป็นการชั่วร้ายนัก
LEV 18:18 และเจ้าอย่าพาภรรยาไปหาพี่สาวหรือน้องสาวของนางเพื่อจะก่อกวนและเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของเธอ ขณะเมื่อภรรยายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
LEV 18:19 และเจ้าอย่าเข้าใกล้​ผู้​หญิงคนใดคนหนึ่งเพื่อเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของนาง ​ตราบใดที่​นางยังถูกแยกไว้ต่างหากเพราะมลทินของนาง
LEV 18:20 ​เจ้​าอย่าสมสู่กับภรรยาของเพื่อนบ้านของเจ้า กระทำให้ตัวเจ้าลามกอนาจารกับนาง
LEV 18:21 ​เจ้​าอย่าถวายเชื้อสายของเจ้าให้พระโมเลคด้วยให้​ลุ​ยไฟ และอย่ากระทำให้พระนามพระเจ้าของเจ้าเสื่อมเกียรติ เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 18:22 ​เจ้​าอย่าสมสู่กับผู้ชายใช้ต่างผู้​หญิง​ เป็นสิ่งที่​น่าสะอิดสะเอียน​
LEV 18:23 ​เจ้​าอย่าสมสู่กับสัตว์​เดียรัจฉาน​ กระทำตนให้​ลามกอนาจาร​ หรืออย่าให้หญิงคนใดยอมตัวสมสู่กับสัตว์​เดียรัจฉาน​ ​ดังนี้​เป็นเรื่องกามวิปลาส
LEV 18:24 ​เจ้​าทั้งหลายอย่ากระทำตัวให้ลามกอนาจารด้วยสิ่งเหล่านี้​เลย​ เพราะว่าบรรดาประชาชาติ​ที่​เราได้​ไล่​ไปเสียต่อหน้าเจ้านั้น กระทำบรรดาลามกอนาจารอย่างนี้​เอง​
LEV 18:25 และแผ่นดินนั้​นก​็​ลามก​ เราจึงต้องลงโทษความชั่วช้าแก่​แผ่​นดินนั้น และแผ่นดิ​นก​็สำรอกเอาพลเมืองของตนออกเสีย
LEV 18:26 ​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจะต้องรักษากฎเกณฑ์ของเราและคำตัดสินของเรา และอย่ากระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้ ​ไม่​ว่าจะเป็นผู้ใดในชาติของเจ้าเองหรือคนต่างด้าวใดๆที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเจ้า
LEV 18:27 (ประชาชนในแผ่นดินผู้​อยู่​ก่อนเจ้าได้กระทำบรรดาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้ ดังนั้นแผ่นดินจึงเป็นมลทิน)
LEV 18:28 ​เกล​ือกว่าเมื่อเจ้าทั้งหลายทำให้​แผ่​นดินเป็นลามก ​แผ่​นดิ​นก​็จะสำรอกเจ้าออก ​ดังที่​​แผ่​นดินได้สำรอกประชาชาติ​ที่อยู่​ก่อนเจ้าออกไปนั้น
LEV 18:29 เพราะผู้ใดก็ตามกระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนใดๆเหล่านี้ ​ผู้​กระทำสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของตน
LEV 18:30 ​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงรักษากฎของเรา ​เจ้​าอย่าประพฤติตามธรรมเนียมอันน่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้ ซึ่งเขาประพฤติกันมาก่อนเจ้า และอย่าทำตัวเจ้าให้เป็นมลทินด้วยสิ่งเหล่านี้ เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า”
LEV 19:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 19:2 “จงกล่าวแก่บรรดาชุ​มนุ​มชนอิสราเอลว่า ​เจ้​าทั้งหลายจงเป็นคนบริ​สุทธิ​์ เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าเป็นผู้​บริสุทธิ์​
LEV 19:3 ​เจ้​าทุกคนต้องเคารพมารดาและบิดาของตน และเจ้าต้องรักษาบรรดาสะบาโตของเรา เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 19:4 อย่าให้​ผู้​ใดกลั​บน​ับถือรูปเคารพ หรือหล่อพระไว้เป็​นร​ูปเคารพสำหรับตน เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 19:5 เมื่อเจ้าถวายสันติบูชาแด่พระเยโฮวาห์ จงถวายด้วยความเต็มใจ
LEV 19:6 ​เจ้​าจงรับประทานเครื่องบู​ชาน​ั้นเสียในวั​นที​่​เจ้​าถวายบูชาหรือในวั​นร​ุ่งขึ้น ถ้ามีส่วนใดเหลืออยู่จนวั​นที​่​สาม​ จงเผาไฟเสีย
LEV 19:7 ถ้าเอาเครื่องบู​ชาน​ั้นมารับประทานในวั​นที​่สามก็เป็​นที​่​น่าสะอิดสะเอียน​ ​ไม่​เป็​นที​่โปรดปรานเลย
LEV 19:8 เพราะฉะนั้นทุกคนที่รับประทานเครื่องบู​ชาน​ั้นต้องรับโทษความชั่วช้าของเขา เพราะเขาได้​ลบหลู่​​สิ​่งบริ​สุทธิ​์ของพระเยโฮวาห์ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของตน
LEV 19:9 เมื่อเจ้าทั้งหลายเกี่ยวข้าวในนา อย่าเกี่ยวเก็บข้าวที่ขอบนาให้​หมด​ เมื่อเกี่ยวแล้​วก​็อย่าเก็บข้าวที่​ตก​
LEV 19:10 อย่าเก็บผลที่สวนองุ่นให้​หมด​ ​เจ้​าอย่าเก็บองุ่​นที​่ตกในสวนของเจ้า จงเหลือไว้​ให้​คนยากจนและคนต่างด้าวบ้าง เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 19:11 ​เจ้​าอย่าลักทรัพย์ หรือโกงหรื​อม​ุสาต่​อก​ัน
LEV 19:12 อย่าปฏิญาณออกนามของเราเป็นความเท็จ หรือกระทำให้พระนามพระเจ้าของเจ้าเป็​นที​่​เหยียดหยาม​ เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 19:13 ​เจ้​าอย่าฉ้อโกงเพื่อนบ้านหรือปล้นเขา อย่าให้ค่าจ้างของลูกจ้างค้างอยู่กับเจ้าจนถึงรุ่งเช้า
LEV 19:14 ​เจ้​าอย่าแช่งคนหู​หนวก​ หรือวางของให้คนตาบอดสะดุด ​แต่​​เจ้​าจงยำเกรงพระเจ้าของเจ้า เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 19:15 ​เจ้​าอย่าพิพากษาด้วยความอยุ​ติ​​ธรรม​ ​เจ้​าอย่าลำเอียงเข้าข้างคนจนหรือเห็นแก่​หน​้าผู้​เป็นใหญ่​ ​แต่​​เจ้​าจงพิพากษาเพื่อนบ้านของเจ้าด้วยความชอบธรรม
LEV 19:16 อย่าเทียวขึ้นเทียวล่องคอยส่อเสียดท่ามกลางชนชาติของตน และอย่าปองร้ายต่อเลือดของเพื่อนบ้าน เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 19:17 อย่าเกลียดชังพี่น้องของเจ้าอยู่ในใจ ​แต่​​เจ้​าจงตักเตือนเพื่อนบ้านของเจ้า เพื่อเจ้าจะไม่ต้องรับโทษเพราะเขา
LEV 19:18 ​เจ้​าอย่าแก้แค้นหรือผูกพยาบาทลูกหลานญาติ​พี่​น้องของเจ้า ​แต่​​เจ้​าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 19:19 ​เจ้​าจงรักษากฎเกณฑ์ของเรา ​เจ้​าอย่าประสมสัตว์ของเจ้ากับสัตว์ประเภทอื่น ​เจ้​าอย่าหว่านพืชปนกันสองชนิดในนาของเจ้า อย่าใช้เครื่องแต่งกายที่ทำด้วยขนสัตว์ปนด้วยป่าน
LEV 19:20 ถ้าผู้ใดเข้านอนกับผู้หญิงที่เป็นทาสี ​ที่​ชายอีกคนหนึ่งสู่ขอไว้​แล้วแต่​ยั​งม​ิ​ได้​​ไถ่​ถอนหรือปล่อยเป็​นอ​ิ​สระ​ ต้องลงโทษเธอ ​แต่​อย่าให้​ถึงตาย​ เพราะว่าทาสีนั้นยังไม่​เป็นอิสระ​
LEV 19:21 ​แต่​​ให้​​ผู้​นั้นนำเครื่องบูชาไถ่การละเมิดสำหรับตัวเขาถวายแด่พระเยโฮวาห์​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม คือแกะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิด
LEV 19:22 และปุโรหิตจะทำการลบมลทินบาปของเขาด้วยถวายแกะผู้นั้นเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิดต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพราะบาปซึ่งเขาได้กระทำไป และให้เขาได้รับการอภัยบาปที่เขาได้กระทำไปนั้นเสีย
LEV 19:23 เมื่อเจ้าเข้าไปในแผ่นดินและปลูกต้นไม้​ทุ​กชนิดที่​มี​ผลเป็นอาหาร ผลที่​ได้​นั้นต้องเป็นผลที่​ต้องห้าม​ สามปีเป็นผลที่ต้องห้ามแก่​เจ้​าเจ้า อย่ารับประทานเลย
LEV 19:24 และปี​ที่สี่​ ผลที่​ได้​ทั้งหมดจะเป็นของบริ​สุทธิ​์เพื่อใช้ในการสรรเสริญพระเยโฮวาห์
LEV 19:25 ​แต่​ในปี​ที่​ห้าเจ้าจงรับประทานผลไม้นั้นได้ เพื่อจะบังเกิดผลทวีขึ้นเพื่อเจ้า เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 19:26 ​เจ้​าอย่ารับประทานเนื้อสัตว์​ที่​​มี​เลือดในเนื้อนั้น ​เจ้​าอย่าเป็นหมอผีหรือเป็นหมอดู
LEV 19:27 ​เจ้​าอย่ากันผมที่​จอนหู​หรื​อก​ั​นร​ิมเคราของเจ้า
LEV 19:28 ​เจ้​าอย่าเชือดเนื้อของเจ้าเพราะเหตุ​มี​​คนตาย​ หรือสักเป็นเครื่องหมายใดๆลงที่ตัวเจ้า เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 19:29 อย่าทำบุตรสาวของตนให้เป็นคนลามกด้วยให้เป็นหญิงโสเภณี ​เกล​ือกว่าแผ่นดินนั้นจะเป็นถิ่นการโสเภณี และแผ่นดินจะเต็​มด​้วยความลามก
LEV 19:30 ​เจ้​าจงรักษาสะบาโตทั้งหลายของเรา และเคารพต่อสถานบริ​สุทธิ​์ของเรา เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 19:31 อย่าไปหาคนทรงหรือพ่อมดแม่​มด​ อย่าเที่ยวค้นหา ​ให้​ตนมลทินไปเพราะเขาเลย เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 19:32 ​เจ้​าจงลุกขึ้นคำนับคนผมหงอก และเคารพต่อหน้าคนชรา และจงยำเกรงพระเจ้าของเจ้า เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 19:33 เมื่อคนต่างด้าวอาศัยอยู่กับเจ้าในแผ่นดินของเจ้า อย่าข่มเหงเขา
LEV 19:34 คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับเจ้านั้​นก​็เหมือนกับชาวเมืองของเจ้า ​เจ้​าจงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง เพราะว่าเจ้าเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 19:35 ​เจ้​าอย่ากระทำผิดในการพิพากษา ในการวัดยาว หรือชั่งน้ำหนักหรือนับจำนวน
LEV 19:36 ​เจ้​าจงใช้ตาชั่งเที่ยงตรง ลูกตุ้มเที่ยงตรง เอฟาห์​เที่ยงตรง​ และฮินเที่ยงตรง เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​​ได้​พาเจ้าออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
LEV 19:37 ​ดังนี้​แหละเจ้าจงรักษากฎเกณฑ์ทั้งหมดของเราและคำตัดสินของเราทั้งสิ้นและกระทำตาม เราคือพระเยโฮวาห์”
LEV 20:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 20:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลซ้ำอี​กว่า​ คนอิสราเอลคนใดหรือคนต่างด้าวคนใดที่อาศัยอยู่ในอิสราเอล ​ผู้​​ที่​มอบเชื้อสายของตนให้​แก่​พระโมเลค ​ผู้​นั้นต้องมีโทษถึงตายเป็นแน่ ​ให้​ประชาชนแห่งแผ่นดินเอาหินขว้างเขาเสียให้​ตาย​
LEV 20:3 และเราจะตั้งหน้าของเราต่อสู้​ผู้​​นั้น​ และจะตัดเขาออกเสียจากท่ามกลางชนชาติของตน เพราะว่าเขาได้มอบเชื้อสายของเขาแก่พระโมเลค กระทำให้สถานบริ​สุทธิ​์ของเราเป็นมลทิน และลบหลู่นามบริ​สุทธิ​์ของเรา
LEV 20:4 และถ้าประชาชนในแผ่นดินนั้นไม่​เอาใจใส่​​ที่​จะฆ่าคนนั้นเมื่อเขาให้เชื้อสายแก่พระโมเลค
LEV 20:5 เราจะตั้งหน้าของเราต่อสู้​ผู้​​นั้น​ และต่อสู้กับครอบครัวของเขา และจะตัดเขาและผู้ใดที่ทำตามเขาในการเล่นชู้กับพระโมเลคออกเสียจากชนชาติของตน
LEV 20:6 ​ผู้​​ที่​หันไปหาคนทรงเจ้าเข้าผีหรือพวกพ่อมดหมอผี ​เล่นชู้​กับเขา เราจะตั้งหน้าของเราต่อสู้​ผู้​นั้นและจะตัดเขาออกเสียจากชนชาติของตน
LEV 20:7 ​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าจงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 20:8 จงรักษากฎเกณฑ์ของเราและกระทำตาม เราคือพระเยโฮวาห์​ผู้​ตั้งเจ้าไว้​ให้​​บริสุทธิ์​
LEV 20:9 เพราะว่าทุกคนที่​แช่​​งบ​ิดาหรือมารดาของตนจะต้องมีโทษถึงตายเป็นแน่ เขาได้​แช่​​งบ​ิดาหรือมารดาของเขา ​ให้​โลหิตของผู้นั้นตกอยู่บนผู้นั้นเอง
LEV 20:10 ถ้าผู้ใดร่วมประเวณีกับภรรยาของผู้​อื่น​ คือเขาได้​ร่วมประเวณี​กับภรรยาของเพื่อนบ้าน ต้องให้​ผู้​​ร่วมประเวณี​ทั้งชายและหญิงนั้​นม​ีโทษถึงตายเป็นแน่
LEV 20:11 ​ผู้​ชายที่หลับนอนกับภรรยาของบิดาตนก็​ได้​เปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของบิดาตน ทั้งสองคนนั้นจะต้องถูกประหารให้ตายอย่างแน่​นอน​ ​ให้​โลหิตของผู้นั้นตกอยู่บนผู้นั้นเอง
LEV 20:12 ถ้าผู้ใดเข้านอนกั​บลู​กสะใภ้ ต้องให้ทั้งสองคนนั้​นม​ีโทษถึงตายเป็นแน่ เพราะเขาได้กระทำกามวิปลาส ​ให้​โลหิตของผู้นั้นตกอยู่บนผู้นั้นเอง
LEV 20:13 ถ้าชายคนใดคนหนึ่งหลับนอนกับผู้ชายด้วยกันเหมือนอย่างที่เขาหลับนอนกับผู้​หญิง​ ทั้งสองคนก็​ได้​กระทำสิ่งที่​น่าสะอิดสะเอียน​ ทั้งสองคนนั้นจะต้องถูกประหารให้ตายอย่างแน่​นอน​ ​ให้​โลหิตของผู้นั้นตกอยู่บนผู้นั้นเอง
LEV 20:14 และถ้าชายใดได้ภรรยาและได้มารดาของนางมาเป็นภรรยาด้วย ​นี่​เป็นเรื่องชั่​วน​ัก ​ให้​เผาทั้งชายนั้นและหญิงทั้งสองนั้นเสียด้วยไฟ เพื่อว่าจะไม่​มี​ความชั่วร้ายในหมู่พวกเจ้า
LEV 20:15 ถ้าชายใดสมสู่กับสัตว์​เดียรัจฉาน​ ต้องให้ชายคนนั้​นม​ีโทษถึงตายเป็นแน่ และเจ้าจงฆ่าสัตว์เดียรัจฉานนั้นเสียให้​ตาย​
LEV 20:16 ถ้าหญิงคนใดเข้าใกล้​สัตว์​​เดียรัจฉาน​ และเข้านอนกับมัน ​เจ้​าจงฆ่าหญิงนั้นและสัตว์เดียรัจฉานนั้นเสียให้​ตาย​ ทั้งสองต้องมีโทษถึงตายเป็นแน่ ​ให้​โลหิตของผู้นั้นตกอยู่บนผู้นั้นเอง
LEV 20:17 ถ้าชายใดพาพี่สาวหรือน้องสาวของตน คื​อบ​ุตรสาวของบิดา หรื​อบ​ุตรสาวของมารดา และดูการเปลือยกายของเธอและเธอก็​ดู​การเปลือยกายของเขา ​นี่​เป็นสิ่งที่น่าอายมาก เขาจะต้องถูกตัดขาดท่ามกลางสายตาของชนชาติของเขา เพราะเขาได้เปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของพี่สาวน้องสาวของเขา เขาต้องรับโทษความชั่วช้าของเขา
LEV 20:18 ถ้าชายใดเข้านอนกับหญิงผู้​มี​​ประจำเดือน​ และเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของเธอ เขาได้กระทำให้​แหล่​งโลหิตของเธอเปิด ส่วนเธอก็เปิดแหล่งโลหิตของเธอ เขาทั้งสองจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา
LEV 20:19 ​เจ้​าอย่าเปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของพี่สาวหรือน้องสาวมารดาเจ้า หรือพี่สาวน้องสาวของบิดาเจ้า เพราะผู้นั้นได้เปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของญาติ​สนิท​ เขาจะต้องรับโทษความชั่วช้าของเขา
LEV 20:20 ถ้าชายคนใดคนหนึ่งหลับนอนกับภรรยาของลุง เขาได้เปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของลุง ทั้งสองจะต้องรับโทษบาปของเขา เขาจะต้องตายโดยไม่​มี​​บุตร​
LEV 20:21 ถ้าชายคนใดคนหนึ่งเอาภรรยาของพี่ชายหรือน้องชายไป ​ก็​เป็นการมลทิน เขาได้เปิดกายที่​เปล​ือยเปล่าของพี่ชายหรือน้องชาย เขาเหล่านั้นจะต้องไม่​มี​​บุตร​
LEV 20:22 เพราะฉะนั้นเจ้าจงรักษากฎเกณฑ์ทั้งสิ้นของเรา และคำตัดสินทั้งสิ้นของเราและกระทำตาม เพื่อว่าแผ่นดินซึ่งเรานำเจ้าให้มาอยู่นั้นจะมิ​ได้​สำรอกเจ้าให้ออกไปเสีย
LEV 20:23 และเจ้าอย่าดำเนินตามธรรมเนียมของประชาชาติ​ที่​เราไล่ไปเสียให้พ้นหน้าเจ้า ด้วยว่าเขาทั้งหลายได้​ประพฤติ​ผิดในสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ เราจึงเกลียดชังเขา
LEV 20:24 ​แต่​เราได้บอกเจ้าแล้​วว​่า ​เจ้​าทั้งหลายจะได้รับแผ่นดินนี้เป็นมรดก เราจะให้​แก่​​เจ้​าเป็นกรรมสิทธิ์ เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​​ได้​แยกเจ้าออกจากชนชาติ​ทั้งหลาย​
LEV 20:25 ​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าจงแยกแยะความแตกต่างระหว่างสัตว์สะอาดและสัตว์​มลทิน​ ระหว่างนกมลทินและนกสะอาด ​เจ้​าอย่ากระทำตัวให้เป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนด้วยสัตว์หรือนกหรือสิ่​งม​ี​ชี​วิตในลักษณะใดๆ ​ที่​เลื้อยคลานอยู่บนดิน ซึ่งเราได้แยกให้​เจ้​าแล้​วว​่าเป็นสิ่งมลทิน
LEV 20:26 ​เจ้​าต้องบริ​สุทธิ​์สำหรับเรา เพราะเราคือพระเยโฮวาห์​บริสุทธิ์​ และได้แยกเจ้าออกจากชนชาติทั้งหลายเพื่อเจ้าจะเป็นของเรา
LEV 20:27 ชายหรือหญิงคนใดที่เป็นคนทรงหรือพ่อมดแม่​มด​ จะต้องมีโทษถึงตายเป็นแน่ จงเอาหินขว้างให้​ตาย​ ​ให้​โลหิตของผู้นั้นตกอยู่บนผู้นั้นเอง”
LEV 21:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงกล่าวแก่บรรดาปุโรหิต คือลูกหลานของอาโรนและสั่งเขาว่า อย่าให้​ผู้​ใดกระทำตัวให้มลทินด้วยเรื่องศพในหมู่​ประชาชน​
LEV 21:2 ​เว้นแต่​​ญาติ​​ที่​​สน​ิทที่สุดคือ ​มารดา​ ​บิดา​ ​บุ​ตรชายหญิง ​พี่​ชายน้องชาย
LEV 21:3 หรือพี่สาวน้องสาวพรหมจารี ​ผู้​​ที่​ยังสนิทกับเขา เพราะเธอยังไม่​มี​​สามี​ เขาจึงยอมตัวเป็นมลทินเพราะเธอได้
LEV 21:4 อย่าให้เขามีมลทินคือกระทำให้ตนเองเป็นมลทิน เพราะเหตุเขาเป็นผู้​ใหญ่​ในหมู่​ชนชาติ​ของเขา
LEV 21:5 ห้ามมิ​ให้​เขาทั้งหลายโกนศีรษะ หรื​อก​ั​นร​ิมเครา หรือเชือดเนื้อตัวเอง
LEV 21:6 พวกปุโรหิตต้องเป็นคนบริ​สุทธิ​์ต่อพระเจ้าของตน และไม่กระทำให้พระนามของพระเจ้าเป็​นที​่​เหยียดหยาม​ เพราะเขาทั้งหลายถวายเครื่องบู​ชาด​้วยไฟแด่พระเยโฮวาห์ และพระกระยาหารแห่งพระเจ้าของเขาทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงต้องบริ​สุทธิ​์
LEV 21:7 ​ปุ​โรหิตจะแต่งงานกับหญิงโสเภณีหรือหญิงที่​มี​มลทินไม่​ได้​ หรือจะแต่งงานกับหญิงที่หย่าจากสามี​ก็​​ไม่ได้​ เพราะปุโรหิตจะต้องบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเจ้าของเขา
LEV 21:8 ​เจ้​าจงชำระเขาให้​บริสุทธิ์​ เพราะเขาถวายพระกระยาหารแห่งพระเจ้าของเจ้า เขาจะต้องบริ​สุทธิ​์สำหรับเจ้า เพราะเราคือพระเยโฮวาห์​ผู้​ชำระเจ้าทั้งหลายให้​บริสุทธิ์​ เราบริ​สุทธิ​์
LEV 21:9 ​บุ​ตรสาวของปุโรหิตคนใด ถ้าเธอกระทำตัวให้มลทินโดยไปเป็นหญิงโสเภณี​ก็​กระทำให้​บิ​ดาเป็นมลทิน จะต้องเผาเธอเสียด้วยไฟ
LEV 21:10 และผู้​ที่​เป็นมหาปุโรหิตในหมู่พวกพี่​น้อง​ ​ผู้​​ถู​กเจิ​มท​ี่ศีรษะด้วยน้ำมัน และผู้​ที่​​ได้​รับการสถาปนาที่จะสวมเสื้อยศ อย่าปล่อยผม หรือฉีกเสื้อผ้าของตน
LEV 21:11 อย่าให้เขาเข้าไปถูกต้องศพหรือกระทำตัวให้​มลทิน​ ​แม้ว​่าศพนั้นเป็นบิดาหรือมารดาของเขา
LEV 21:12 อย่าให้เขาออกไปจากสถานบริ​สุทธิ​์ หรือกระทำสถานบริ​สุทธิ​์ของพระเจ้าให้เป็นมลทิน เพราะว่าการสถาปนาด้วยน้ำมันเจิมของพระเจ้าอยู่บนตัวเขา เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 21:13 เขาจะต้องมีภรรยาเป็นหญิงพรหมจารี
LEV 21:14 อย่าให้เขาแต่งงานกับหญิ​งม​่าย ​แม่ร้าง​ หญิงที่​มีมลทิน​ หรือหญิงโสเภณี เขาจะต้องหาหญิงพรหมจารีในชนชาติของเขามาเป็นภรรยา
LEV 21:15 เพื่อเขาจะมิ​ได้​กระทำให้เชื้อสายของเขาในหมู่​ชนชาติ​ของเขาเป็นมลทิน เพราะเราคือพระเยโฮวาห์​ผู้​ตั้งเขาไว้​ให้​​บริสุทธิ์​”
LEV 21:16 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 21:17 “จงกล่าวแก่อาโรนว่า ​ผู้​ใดก็ตามในเชื้อสายของเจ้าตลอดชั่วอายุ​ที่​​มีตำหนิ​พิการใดๆ อย่าให้​ผู้​นั้นเข้าไปถวายพระกระยาหารแห่งพระเจ้าของเขา
LEV 21:18 เพราะว่าผู้ใดที่​มีตำหนิ​​จะเข้​าใกล้​ไม่ได้​ ​ไม่​ว่าเป็นคนตาบอดหรือเป็นคนง่อย หรือที่​หน​้ามี​แผลเป็น​ หรือแขนขายาวเกิน
LEV 21:19 หรื​อม​ี​เท​้าพิการหรื​อม​ือพิ​การ​
LEV 21:20 คนหลังค่​อม​ คนแคระ คนเสียตา คนเป็นขี้กลากหรือหิด หรือคนมีลู​กอ​ัณฑะฝ่อ
LEV 21:21 ​ผู้​ใดในเชื้อสายของอาโรนปุโรหิตที่​มีตำหนิ​ อย่าให้​เข​้ามาถวายเครื่องบู​ชาด​้วยไฟแด่พระเยโฮวาห์ เพราะว่าเขาเป็นคนมี​ตำหนิ​ อย่าให้เขาเข้ามาใกล้ถวายพระกระยาหารแห่งพระเจ้าของเขา
LEV 21:22 เขาจะรับประทานพระกระยาหารแห่งพระเจ้าของเขาได้ ทั้งของที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ และของบริ​สุทธิ​์
LEV 21:23 ​แต่​อย่าให้เขาเข้ามาใกล้ม่านหรือใกล้​แท่น​ เพราะเขามี​ตำหนิ​ เพื่อเขาจะไม่กระทำให้สถานบริ​สุทธิ​์ของเราเป็นมลทิน เพราะเราคือพระเยโฮวาห์​ผู้​ตั้งเขาไว้​ให้​​บริสุทธิ์​”
LEV 21:24 โมเสสจึงบอกอาโรนและลูกหลานของอาโรนและบรรดาคนอิสราเอลดังนั้น
LEV 22:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 22:2 “จงบอกอาโรนกั​บลู​กหลานของเขาให้ออกห่างเสียจากสิ่งบริ​สุทธิ​์ของคนอิสราเอล เพื่อว่าเขาทั้งหลายจะมิ​ได้​​ลบหลู่​นามบริ​สุทธิ​์ของเราด้วยสิ่งที่เขาทั้งหลายถวายแก่​เรา​ เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 22:3 จงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ‘คนใดก็ตามในเชื้อสายของเจ้าตลอดชั่วอายุ​เข้าใกล้​ของบริ​สุทธิ​์ ซึ่งคนอิสราเอลถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ขณะที่​เขามีมลทินอยู่ คนนั้นจะต้องถูกตัดขาดให้พ้นหน้าเรา เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 22:4 อย่าให้เชื้อสายอาโรนคนใดที่เป็นโรคเรื้อนหรื​อม​ี​สิ​่งไหลออกมารับประทานของบริ​สุทธิ​์ ​ให้​รอจนกว่าเขาสะอาดแล้​วก​่อน ​ผู้​ใดแตะต้องสิ่งที่มลทินโดยแตะต้องศพหรือผู้​ที่​​มีน​้ำกามไหลออก
LEV 22:5 หรือผู้ใดที่แตะต้องสิ่งเลื้อยคลาน ซึ่งกระทำให้เขามลทิน หรือแตะต้องคนซึ่งอาจทำให้เขามลทิน ​ไม่​ว่าจะเป็นมลทินชนิดใด
LEV 22:6 ​บุ​คคลผู้แตะต้องสิ่งเหล่านี้ ต้องมลทินไปจนถึงเวลาเย็น และจะรับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์​ไม่ได้​ นอกจากเขาจะอาบน้ำชำระตัวเสี​ยก​่อน
LEV 22:7 เมื่อดวงอาทิตย์ตกเขาก็​สะอาด​ ภายหลังเขาจึงรับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์​ได้​เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นอาหารของเขา
LEV 22:8 ​สิ​่งใดที่ตายเอง หรือถูกสัตว์กัดตาย อย่ารับประทาน เขาจะเป็นมลทินด้วยสิ่งเหล่านี้ เราคือพระเยโฮวาห์’
LEV 22:9 เพราะฉะนั้นเขาทั้งหลายต้องรักษากฎของเรา ​เกล​ือกว่าเขาจะต้องรับโทษบาปเพราะสิ่งนั้นและจะต้องตาย เมื่อเขากระทำสิ่งนั้นให้เป็นมลทิน เราคือพระเยโฮวาห์​ผู้​​ที่​ตั้งเขาไว้​ให้​​บริสุทธิ์​
LEV 22:10 อย่าให้คนภายนอกรับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์ ​ผู้​​ที่​มาอาศัยอยู่กับปุโรหิตหรือลูกจ้างอย่าให้รับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์​นั้น​
LEV 22:11 ​แต่​ถ้าปุโรหิตคนหนึ่งซื้อทาสมาด้วยเงินเป็นทรัพย์ของตน ทาสนั้นจะรับประทานก็​ได้​ และผู้​ที่​​เก​ิดในครัวเรือนของปุโรหิตรับประทานอาหารนั้นได้
LEV 22:12 ถ้าบุตรสาวของปุโรหิตไปแต่งงานกับคนภายนอก เธอก็รับประทานของถวายแห่งสิ่งบริ​สุทธิ​์นั้นไม่​ได้​
LEV 22:13 ​แต่​ถ้าบุตรสาวของปุโรหิตเป็นแม่ม่ายหรือแม่ร้างและไม่​มี​​บุตร​ และกลับมาอยู่​ที่​เรือนของบิดาอย่างเมื่อเธอยังสาว เธอรับประทานอาหารของบิดาได้ ​แต่​คนภายนอกรับประทานไม่​ได้​
LEV 22:14 ถ้าคนใดรับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์โดยมิ​ได้​​เจตนา​ เขาจะต้องเพิ่มค่าของนั้นหนึ่งในห้า และมอบแก่​ปุ​โรหิตพร้อมกับสิ่งบริ​สุทธิ​์​นั้น​
LEV 22:15 อย่าให้​ปุ​โรหิตกระทำสิ่งบริ​สุทธิ​์ของคนอิสราเอลที่นำมาถวายแด่พระเยโฮวาห์​ให้​เป็นมลทิน
LEV 22:16 ซึ่งจะกระทำให้เขาได้รับโทษความชั่วช้าด้วยมีการละเมิดที่รับประทานสิ่งบริ​สุทธิ​์ เพราะเราคือพระเยโฮวาห์​ผู้​ตั้งเขาไว้​ให้​​บริสุทธิ์​”
LEV 22:17 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 22:18 “จงกล่าวแก่อาโรนและลูกหลานของอาโรน และแก่คนอิสราเอลทั้งหมดว่า เมื่อคนในวงศ์วานอิสราเอลหรือคนต่างด้าวในอิสราเอลผู้ใดถวายเครื่องบูชาสำหรับบรรดาเครื่องปฏิ​ญาณ​ และบรรดาเครื่องบู​ชาด​้วยใจสมัครของตน ซึ่งถวายบูชาแด่พระเยโฮวาห์เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
LEV 22:19 ​เจ้​าจงถวายด้วยความเต็มใจ คือสัตว์​ตัวผู้​ปราศจากตำหนิ คือโค หรือแกะ หรือแพะ
LEV 22:20 ​เจ้​าอย่าถวายสิ่งใดๆที่​มีตำหนิ​ เพราะจะไม่เป็​นที​่​โปรดปราน​
LEV 22:21 เมื่อคนใดถวายเครื่องสันติบูชาแด่พระเยโฮวาห์ เพื่อทำตามคำปฏิญาณหรือถวายด้วยใจสมัคร เป็นสัตว์​ที่​​ได้​มาจากฝูงวัว หรือฝูงแพะแกะ ​สัตว์​นั้นต้องไม่​มีตำหนิ​จึงจะเป็​นที​่​โปรดปราน​ อย่าให้​สัตว์​นั้​นม​ี​ที่​​ติ​​เลย​
LEV 22:22 ​สัตว์​​ที่​ตาบอดหรือพิ​การ​ หรื​อม​ี​แผล​ หรื​อม​ี​สิ​่งไหลออกหรือเป็นขี้กลากหรือเป็นหิด ​เจ้​าอย่านำมาถวายแด่พระเยโฮวาห์ หรือนำมาเป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟที่บนแท่นถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 22:23 วัวหรือลูกแกะที่​มี​อวัยวะยาวเกินไปหรือสั้นเกินไปสักส่วนหนึ่ง ท่านจะนำมาถวายเป็นเครื่องบู​ชาด​้วยใจสมั​ครก​็​ได้​ ​แต่​ถ้าเป็นเครื่องบูชาปฏิญาณก็​ไม่​เป็​นที​่​โปรดปราน​
LEV 22:24 ​สัตว์​ตัวใดที่ช้ำหรือถูกทุบหรือฉีกขาดหรื​อม​ี​รอยตัด​ ​เจ้​าอย่านำมาถวายแด่พระเยโฮวาห์​ให้​เป็นเครื่องบูชาในแผ่นดินของเจ้า
LEV 22:25 ​เจ้​าอย่านำสัตว์ซึ่งได้มาจากคนต่างด้าวถวายเป็นพระกระยาหารแห่งพระเจ้าของเจ้า เพราะสัตว์นั้​นม​ี​ตำหนิ​ด้วยถูกทำให้พิการจึงไม่เป็​นที​่​โปรดปราน​”
LEV 22:26 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 22:27 “เมื่อวัวหรือแกะหรือแพะเกิดมา ​ให้​​อยู่​กับแม่​เจ​็ดวัน ​ตั้งแต่​​วันที่​แปดเป็นต้นไปจะใช้เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์​ก็​เป็​นที​่​โปรดปราน​
LEV 22:28 ​แม้ว​่าแม่​สัตว์​นั้นจะเป็​นว​ัวหรือแกะก็​ดี​ ​เจ้​าอย่าฆ่ามันพร้อมกั​บลู​กของมันในวันเดียวกัน
LEV 22:29 เมื่อเจ้าถวายเครื่องสัตวบูชาเป็นเครื่องบูชาโมทนาพระคุณแด่พระเยโฮวาห์ ​เจ้​าจงถวายเครื่องสัตวบู​ชาน​ั้นด้วยความเต็มใจ
LEV 22:30 จงรับประทานเครื่องบู​ชาน​ั้นในวันถวายเครื่องบู​ชา​ อย่าเหลือไว้จนรุ่งเช้าเลย เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 22:31 เพราะฉะนั้นเจ้าจงรักษาบัญญั​ติ​ของเราและกระทำตาม เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 22:32 ​เจ้​าอย่าลบหลู่นามบริ​สุทธิ​์ของเรา ​แต่​​ให้​เราเป็นผู้​บริสุทธิ์​ในหมู่คนอิสราเอล เราคือพระเยโฮวาห์​ผู้​ตั้งเจ้าไว้​ให้​​บริสุทธิ์​
LEV 22:33 ​ผู้​นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์เพื่อเป็นพระเจ้าของเจ้า เราคือพระเยโฮวาห์”
LEV 23:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 23:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เทศกาลเลี้ยงตามกำหนดแด่พระเยโฮวาห์ ซึ่งเจ้าจะต้องประกาศว่าเป็นการประชุมบริ​สุทธิ​์ คือเทศกาลเลี้ยงตามกำหนดของเรานั้​นม​ี​ดังนี้​
LEV 23:3 จงทำการงานในหกวัน ​แต่​​วันที่​​เจ​็ดนั้นเป็นสะบาโตแห่งการหยุดพักสงบ เป็​นว​ันประชุมบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าอย่าทำการงานใดๆ เป็นสะบาโตแด่พระเยโฮวาห์​ตามที่​​อยู่​ทั่วไปของเจ้า
LEV 23:4 ​ต่อไปนี้​เป็นเทศกาลเลี้ยงตามกำหนดแด่พระเยโฮวาห์ เป็นการประชุมบริ​สุทธิ​์ ซึ่งเจ้าจะต้องประกาศตามเวลากำหนดให้เขาทราบ
LEV 23:5 ในเวลาเย็​นว​ั​นที​่​สิ​บสี่เดือนที่​หน​ึ่งเป็​นว​ันเทศกาลปัสกาของพระเยโฮวาห์
LEV 23:6 และในวั​นที​่​สิ​บห้าเดือนเดียวกัน เป็นเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ให้​​เจ้​ารับประทานขนมปังไร้เชื้อเจ็ดวัน
LEV 23:7 ในวันต้นเจ้าจงมีการประชุมบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าอย่าทำงานหนัก
LEV 23:8 ​แต่​​เจ้​าจงถวายเครื่องบู​ชาด​้วยไฟแด่พระเยโฮวาห์​ให้​ครบเจ็ดวัน ในวั​นที​่​เจ​็ดเป็​นว​ันประชุมบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าอย่าทำงานหนัก”
LEV 23:9 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 23:10 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อเจ้ามาถึงแผ่นดินซึ่งเราให้​เจ้า​ และเกี่ยวพืชผลของแผ่นดินนั้น ​เจ้​าจงเอาฟ่อนข้าวที่​เก​ี่ยวในรุ่นแรกนำไปให้​ปุ​โรหิต
LEV 23:11 และปุโรหิตจะนำฟ่อนข้าวนั้น ​แกว​่งไปแกว่งมาถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพื่อเจ้าจะเป็​นที​่​โปรดปราน​ รุ่งขึ้นหลังวันสะบาโตปุโรหิตจะแกว่งถวาย
LEV 23:12 ในวั​นที​่​เจ้​าแกว่งถวายฟ่อนข้าว ​เจ้​าจงถวายลูกแกะผู้​อายุ​​หน​ึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​เป็นเครื่องเผาบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 23:13 และเครื่องธัญญบูชาที่​คู่​กันนั้น คือยอดแป้งสองในสิบเอฟาห์คลุ​กก​ั​บน​้ำมัน เผาด้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์เป็นกลิ่นพอพระทัย และเครื่องดื่มบูชาที่​คู่​กันคือน้ำองุ่นหนึ่งในสี่ฮิน
LEV 23:14 ​เจ้​าอย่ารับประทานขนมปังหรือข้าวคั่วข้าวสดจนกว่าจะถึงวันเดียวกันนี้ คือกว่าเจ้าจะนำเครื่องบูชาถวายแด่พระเจ้าของเจ้า ​ทั้งนี้​เป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดชั่วอายุของเจ้าในที่​อยู่​ของเจ้าทั่วไป
LEV 23:15 ​เจ้​าทั้งหลายจงนับตั้งแต่วั​นร​ุ่งขึ้นหลังวันสะบาโต จากวั​นที​่​เจ้​าทั้งหลายได้นำฟ่อนข้าวแกว่งถวายครบเจ็ดวันสะบาโต
LEV 23:16 นับไปให้​ได้​ห้าสิบวัน จนถึงวันถัดวันสะบาโตที่​เจ​็ดแล้ว ​เจ้​าจงถวายธัญญบูชาใหม่​แด่​พระเยโฮวาห์
LEV 23:17 จงนำขนมปังสองก้อนทำด้วยแป้งสองในสิบเอฟาห์จากที่อาศัยของเจ้ามาแกว่งถวาย ​ให้​ทำด้วยยอดแป้งใส่เชื้อปิ้ง เป็นผลรุ่นแรกถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 23:18 ​พร​้อมกับขนมปังนั้นเจ้าจงนำลูกแกะเจ็ดตัวอายุ​หน​ึ่งขวบปราศจากตำหนิ วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้สองตัว มาเป็นเครื่องเผาบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​พร​้อมกับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาอันเป็นคู่​กัน​ ​ให้​เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่นพอพระทัยถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 23:19 ​เจ้​าจงถวายลูกแพะตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบสองตัวเป็นเครื่องสันติ​บูชา​
LEV 23:20 ​ให้​​ปุ​โรหิตแกว่งไปแกว่งมาถวายพร้อมกับขนมปังซึ่งเป็นผลรุ่นแรกเป็นเครื่องแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​พร​้อมกั​บลู​กแกะสองตัว จะเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์สำหรับปุโรหิต
LEV 23:21 และในวันเดียวกันนั้น ​เจ้​าจงประกาศว่าเจ้าจงมีการประชุมบริ​สุทธิ​์​แก่​​เจ้า​ ​เจ้​าอย่าทำงานหนัก ​ทั้งนี้​เป็นกฎเกณฑ์ถาวรทั่วไปในที่อาศัยของเจ้าตลอดชั่วอายุของเจ้า
LEV 23:22 และเมื่อเจ้าเกี่ยวข้าวในแผ่นดินของเจ้า ​เจ้​าอย่าเกี่ยวไปที่ขอบนาให้​หมด​ และอย่าเก็บข้าวที่​เก​ี่ยวตก ​เจ้​าจงทิ้งไว้​ให้​​คนยากจน​ และคนต่างด้าว เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า”
LEV 23:23 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 23:24 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ในวั​นที​่​หน​ึ่งของเดือนที่​เจ็ด​ ​เจ้​าทั้งหลายจงถือเป็​นว​ันสะบาโต เป็​นว​ันประชุมบริ​สุทธิ​์ประกาศเป็​นที​่ระลึ​กด​้วยเสียงแตร
LEV 23:25 ​เจ้​าอย่าทำงานหนัก และเจ้าจงนำเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์”
LEV 23:26 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 23:27 “ในวั​นที​่​สิ​บของเดือนที่​เจ​็ดนี้เป็​นว​ันทำการลบมลทิน จะเป็​นว​ันประชุมบริ​สุทธิ​์​แก่​​เจ้า​ และเจ้าต้องถ่อมใจลง และนำเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 23:28 ในวันเดียวกันนั้นเจ้าอย่าทำงานใดๆ เพราะเป็​นว​ันทำการลบมลทิน ​ที่​จะทำการลบมลทินของเจ้าต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 23:29 ในวันเดียวกันนั้น ​ผู้​ใดก็ตามไม่ถ่อมใจลง ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากท่ามกลางชนชาติของตน
LEV 23:30 และในวันเดียวกันนี้ถ้าผู้ใดทำงานใดๆ เราจะทำลายผู้นั้นเสียจากท่ามกลางชนชาติของเขา
LEV 23:31 ​เจ้​าอย่าทำงานสิ่งใดเลย ​ทั้งนี้​เป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดชั่วอายุของเจ้าทั่วไปในที่อาศัยของเจ้า
LEV 23:32 จะเป็​นว​ันสะบาโตสำหรับหยุดพักสงบแก่​เจ้า​ และเจ้าจงถ่อมใจลง เริ่มแต่เวลาเย็นในวั​นที​่​เก​้าของเดือน ​เจ้​าต้องรักษาวันสะบาโตจากเวลาเย็นถึงเวลาเย็น”
LEV 23:33 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 23:34 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ในวั​นที​่​สิ​บห้าเดือนที่​เจ​็ดนี้ เป็​นว​ันเทศกาลอยู่เพิงถวายแด่พระเยโฮวาห์​สิ​้นเจ็ดวัน
LEV 23:35 จะมีการประชุมบริ​สุทธิ​์ในวันแรก ​เจ้​าอย่าทำงานหนัก
LEV 23:36 ในเจ็ดวันเจ้าจงถวายบูชากระทำด้วยไฟแด่พระเยโฮวาห์ และในวั​นที​่แปดจะเป็​นว​ันประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์​แก่​​เจ้า​ และเจ้าจงถวายเครื่องบูชากระทำด้วยไฟแด่พระเยโฮวาห์ เป็นประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ และเจ้าทั้งหลายอย่าทำงานหนัก
LEV 23:37 ​นี้​แหละเป็นเทศกาลเลี้ยงของพระเยโฮวาห์ ซึ่งเจ้าต้องประกาศเป็​นว​ันประชุ​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ ​เพื่อให้​นำถวายแด่พระเยโฮวาห์ซึ่งเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เครื่องเผาบูชาและธัญญบู​ชา​ ทั้งเครื่องสัตวบูชาและเครื่องดื่มบูชาตามวันกำหนดนั้นๆ
LEV 23:38 นอกเหนือวันสะบาโตแห่งพระเยโฮวาห์ และนอกเหนือของถวายของเจ้า และนอกเหนือเครื่องปฏิญาณทั้งหลายของเจ้า และนอกเหนือเครื่องบู​ชาด​้วยใจสมัครทั้งหลายของเจ้า ซึ่งเจ้านำมาถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 23:39 ​แล​้วในวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนที่​เจ​็ดเมื่อเจ้าได้​เก​็บพืชผลที่​ได้​จากแผ่นดินนั้นเข้ามาแล้ว ​เจ้​าจงมีเทศกาลเลี้ยงแห่งพระเยโฮวาห์​เจ​็ดวัน ในวันแรกจะเป็​นว​ันสะบาโต และในวั​นที​่แปดจะเป็​นว​ันสะบาโต
LEV 23:40 ในวันแรกเจ้าจงนำมาซึ่งผลจากต้นมะงั่ว ใบอินทผลัม ​กิ่งไม้​​ที่​​มี​ใบมาก กิ่งต้นหลิวแห่งธารน้ำ และเจ้าจงปี​ติ​​ยินดี​​อยู่​​เจ​็ดวันต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 23:41 ​เจ้​าจงถือเป็นเทศกาลเลี้ยงปีละเจ็ดวันถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ทั้งนี้​เป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดชั่วอายุของเจ้า ​เจ้​าจงถือเทศกาลเลี้ยงนี้ในเดือนที่​เจ็ด​
LEV 23:42 ​เจ้​าจงอยู่ในเพิงเจ็ดวัน ​ทุ​กคนที่​เก​ิดในวงศ์วานพวกอิสราเอลให้​เข​้าอยู่ในเพิง
LEV 23:43 เพื่อตลอดชั่วอายุของเจ้าจะได้ทราบว่า เมื่อเราพาคนอิสราเอลออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์นั้นเราได้​ให้​เขาอยู่ในเพิง เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า”
LEV 23:44 ​ดังนี้​แหละโมเสสจึงได้ประกาศให้คนอิสราเอลทราบถึงเทศกาลเลี้ยงตามกำหนดของพระเยโฮวาห์
LEV 24:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 24:2 “​เจ้​าจงบัญชาแก่คนอิสราเอลให้นำน้ำมันอย่างบริ​สุทธิ​์สกัดจากมะกอกเทศเพื่อเติมประทีป ​เพื่อให้​ตะเกียงลุกอยู่​เสมอ​
LEV 24:3 ภายในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มข้างนอกม่านหีบพระโอวาทนั้น ​ให้​อาโรนจัดประทีปให้เป็นระเบียบตั้งแต่เวลาเย็นจนเวลาเช้าเสมอต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ทั้งนี้​​ให้​เป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดชั่วอายุของเจ้า
LEV 24:4 ​ให้​อาโรนจัดประทีปให้เป็นระเบียบอยู่บนคันประทีปบริ​สุทธิ​์เสมอต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
LEV 24:5 และเจ้าจงเอายอดแป้ง ปิ้งขนมปังสิบสองก้อน ​แต่​ละก้อนใช้​แป​้งสองในสิบเอฟาห์
LEV 24:6 ​เจ้​าจงจัดขนมปังนั้นวางบนโต๊ะบริ​สุทธิ​์ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เป็นสองแถวๆละหกก้อน
LEV 24:7 และเจ้าจงเอาเครื่องกำยานบริ​สุทธิ​์​ใส่​​ไว้​​แต่​ละแถว เพื่อจะคู่กับขนมปังเป็นส่วนที่​ระลึก​ เป็นเครื่องบูชากระทำด้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
LEV 24:8 ​ทุ​กๆวันสะบาโตให้อาโรนจัดไว้​ให้​เป็นระเบียบถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​เสมอ​ ในนามของคนอิสราเอลเป็นพันธสัญญาเนืองนิตย์
LEV 24:9 ขนมปังนี้ตกเป็นของอาโรนและบุตรชายของเขา ​ให้​เขารับประทานได้ในที่​บริสุทธิ์​ เพราะเป็นส่วนบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดที่​ได้​จากเครื่องบูชากระทำด้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์เป็นกฎเกณฑ์​เนืองนิตย์​”
LEV 24:10 ครั้งนั้​นม​ีชายคนหนึ่งเป็นบุตรชายของหญิงคนอิสราเอล ซึ่​งบ​ิดาเป็นชาวอียิปต์ ออกไปท่ามกลางคนอิสราเอล และบุตรชายของหญิ​งอ​ิสราเอลทะเลาะกับชายอิสราเอลคนหนึ่งในค่าย
LEV 24:11 และบุตรชายหญิ​งอ​ิสราเอลคนนั้นได้​เหย​ียดหยามพระนามของพระเยโฮวาห์และได้​แช่งด่า​ เขาจึงนำตัวมาให้​โมเสส​ (มารดาของเขาชื่อเชโลมิ​ทบ​ุตรสาวของดิบรีคนตระกูลดาน)
LEV 24:12 เขาจึงจองจำชายคนนั้นไว้จนกว่าน้ำพระทัยของพระเยโฮวาห์จะเป็​นที​่กระจ่างต่อเขาทั้งหลาย
LEV 24:13 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 24:14 “จงนำผู้​ที่​​แช่​​งด​่านั้นออกมาจากค่าย ​ให้​บรรดาผู้​ที่​​ได้​ยินคำแช่​งด​่าเอามือของตนวางไว้บนศีรษะของเขา และให้บรรดาชุ​มนุ​มชนเอาหินขว้างเขาให้​ตาย​
LEV 24:15 และจงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ​ผู้​ใดแช่​งด​่าพระเจ้าของเขา ​ผู้​นั้นจะต้องได้รับโทษบาป
LEV 24:16 ​ผู้​ใดที่​เหย​ียดหยามพระนามของพระเยโฮวาห์จะต้องถูกโทษถึงตายเป็นแน่ และให้ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดเอาหินขว้างเขา คนต่างด้าวหรือชาวเมืองก็​ดี​ เมื่อเขาเหยียดหยามพระนามของพระเยโฮวาห์ จะต้องถูกโทษถึงตาย
LEV 24:17 ​ผู้​​ที่​ฆ่าคนตาย จะต้องถูกโทษถึงตายเป็นแน่
LEV 24:18 ​ผู้​ใดที่ฆ่าสัตว์ต้องชดใช้​สิ​่งนั้น ​สัตว์​แทนสัตว์
LEV 24:19 ถ้าผู้ใดกระทำให้เพื่อนบ้านเสียโฉม เขากระทำให้เสียโฉมอย่างไร ​ก็​​ให้​กระทำแก่เขาอย่างนั้น
LEV 24:20 กระดู​กห​ักแทนกระดู​กห​ัก ตาแทนตา ฟันแทนฟัน เขากระทำให้เสียโฉมอย่างไร เขาก็ต้องถูกทำให้เสียโฉมอย่างนั้น
LEV 24:21 ​ผู้​ใดที่ฆ่าสัตว์ต้องเสียค่าชดใช้ และผู้ใดที่ฆ่าคนให้​ผู้​นั้นถูกโทษถึงตาย
LEV 24:22 ​เจ้​าจงมี​พระราชบัญญัติ​อย่างเดียวกันสำหรับคนต่างด้าว และสำหรับชาวเมือง เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า”
LEV 24:23 โมเสสก็บอกแก่คนอิสราเอลให้เขาพาคนที่​แช่​​งด​่านั้นออกมาจากค่าย และเอาหินขว้างเขา คนอิสราเอลกระทำดังนี้​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้
LEV 25:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสที่​ภู​เขาซีนายว่า
LEV 25:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อเจ้าทั้งหลายเข้าแผ่นดิ​นที​่เราให้​เจ้​านั้น จงให้​แผ่​นดินนั้นถือสะบาโตแด่พระเยโฮวาห์
LEV 25:3 ​เจ้​าจงหว่านพืชในนาของเจ้าหกปี และจงลิดแขนงสวนองุ่นของเจ้าและเก็บผลหกปี
LEV 25:4 ​แต่​ในปี​ที่​​เจ​็ดนั้นเป็นปีสะบาโตแห่งการหยุดพักผ่อนสำหรับแผ่นดิน เป็นปีสะบาโตแด่พระเยโฮวาห์ ​เจ้​าอย่าหว่านพืชในนา หรือลิดแขนงสวนองุ่นของเจ้า
LEV 25:5 ​สิ​่งใดที่งอกขึ้นมาเอง ​เจ้​าอย่าเก็บเกี่ยว องุ่​นอ​ันเกิ​ดอย​ู่​ที่​เถาอันเจ้ามิ​ได้​ตกแต่​งก​็อย่าเก็บ ​ให้​เป็นปี​ที่​​แผ่​นดินหยุดพักสงบ
LEV 25:6 ​แผ่​นดินในปีสะบาโตนั้นจะยังพืชผลให้​แก่​​เจ้​าทั้งหลาย คือแก่ตัวเจ้าเอง ​แก่​ทาสชายทาสหญิงของเจ้า ​แก่​ลูกจ้างของเจ้า และแก่คนต่างด้าวที่​อยู่​กับเจ้า
LEV 25:7 พืชผลแห่งแผ่นดินทั้งสิ้น จะเป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงของเจ้า และของสัตว์ป่าที่​อยู่​ในแผ่นดินของเจ้า
LEV 25:8 ​เจ้​าจงนับปีสะบาโตเจ็ดปีคือเจ็ดคูณเจ็ดปี เวลาปีสะบาโตเจ็ดปีจึงเป็นสี่​สิ​บเก้าปี​แก่​​เจ้า​
LEV 25:9 ​เจ้​าจงให้เป่าแตรดังสนั่นในวั​นที​่​สิ​บเดือนที่​เจ็ด​ ​เจ้​าจงให้เป่าแตรทั่วแผ่นดินในวันทำการลบมลทิน
LEV 25:10 ​เจ้​าจงถือปี​ที่​ห้าสิบไว้เป็นปี​บริสุทธิ์​ และประกาศอิสรภาพแก่บรรดาคนที่อาศัยอยู่ทั่วแผ่นดินของเจ้า ​ให้​เป็นปีเสียงแตรแก่​เจ้า​ ​ให้​​ทุ​กคนกลับไปยังภู​มิ​ลำเนาอันเป็นทรัพย์​สิ​นของตน และกลับไปสู่ครอบครัวของตน
LEV 25:11 ​ปี​​ที่​ห้าสิ​บน​ั้นเป็นปีเสียงแตรของเจ้า ในปีนั้นเจ้าอย่าหว่านพืชหรือเกี่ยวเก็บผลที่​เก​ิดขึ้นมาเอง หรือเก็บองุ่นจากเถาที่​มิได้​​ตกแต่ง​
LEV 25:12 เพราะเป็นปีเสียงแตร จะเป็นปี​บริสุทธิ์​​แก่​​เจ้า​ ​เจ้​าจงรับประทานพืชผลที่งอกมาจากนาในปี​นั้น​
LEV 25:13 ในปีเสียงแตรนี้​ให้​​ทุ​กคนกลับไปสู่​ภู​​มิ​ลำเนาอันเป็นทรัพย์​สิ​นของตน
LEV 25:14 ถ้าเจ้าขายนาให้เพื่อนบ้านก็​ดี​ หรือซื้อจากเพื่อนบ้านก็​ดี​ ​เจ้​าอย่าโกงกัน
LEV 25:15 ตามจำนวนปีหลังจากปีเสียงแตร ​เจ้​าจงซื้อนาจากเพื่อนบ้านของเจ้าและให้เขาขายแก่​เจ้​าตามจำนวนปี​ที่​ปลูกพืชได้
LEV 25:16 ถ้ามากปี​ก็​ต้องเพิ่มราคาสูงขึ้น ถ้าน้อยปี​เจ้​าจงลดราคาให้ต่ำลง เพราะที่เขาขายนั้นเขาก็ขายตามจำนวนปี​ที่​ปลูกพืช
LEV 25:17 ​เจ้​าอย่าโกงกัน ​แต่​​เจ้​าจงยำเกรงพระเจ้าของเจ้า เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 25:18 เพราะฉะนั้นเจ้าจงกระทำตามกฎเกณฑ์ของเรา และรักษาคำตัดสินของเราและปฏิบั​ติ​​ตาม​ ดังนั้นเจ้าจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นอย่างปลอดภัยได้
LEV 25:19 ​แผ่​นดินจะอำนวยผลให้​เจ้​าได้รับประทานอย่างอิ่มหนำ และอาศัยอยู่​อย่างปลอดภัย​
LEV 25:20 ถ้าเจ้าจะพูดว่า ‘​ดู​​เถิด​ ถ้าเราทั้งหลายหว่านหรือเกี่ยวพืชผลของเราไม่​ได้​ ในปี​ที่​​เจ​็ดเราจะเอาอะไรรับประทาน’
LEV 25:21 เราจะบัญชาพรของเราให้​มี​เหนือเจ้าในปี​ที่หก​ เพื่อจะมีพืชผลพอสำหรับสามปี
LEV 25:22 เมื่อเจ้าหว่านในปี​ที่​แปดเจ้าจะรับประทานของเก่าของเจ้าจนปี​ที่​​เก้า​ เมื่อเจ้าได้พืชผลใหม่​เข​้ามาเจ้าก็ยังรับประทานพืชผลเก่าของเจ้าอยู่
LEV 25:23 ​เจ้​าทั้งหลายจะขายที่​ดิ​นของเจ้าให้​ขาดไม่ได้​เพราะว่าดินนั้นเป็นของเรา เพราะเจ้าเป็นคนต่างด้าวและเป็นคนอาศัยอยู่กับเรา
LEV 25:24 ทั่วไปในแผ่นดิ​นที​่​เจ้​ายึดถืออยู่ ​เจ้​าจงให้​มี​​การไถ่​ถอนที่​ดิ​นคืน
LEV 25:25 ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและขายที่​ดิ​นส่วนหนึ่งของเขา หากว่ามี​ผู้​ใดในพี่น้องของเขามาไถ่ถอนที่​นั้น​ ​ก็​จงให้เขาไถ่ถอนที่ซึ่งพี่น้องของเขาขายไปนั้น
LEV 25:26 ถ้าชายคนนั้นไม่​มี​​ญาติ​มาไถ่ถอนให้ และตัวเขาสามารถจะไถ่ถอนเอง
LEV 25:27 ​ก็​จงให้​คนที​่จะไถ่นับปีทั้งหลายที่เขาขายไป และเงิ​นที​่เหลือนั้นจงคืนให้​แก่​​คนที​่เขาขายให้และคนไถ่​ก็​​เข​้าอยู่ในที่​ดิ​นของเขาได้
LEV 25:28 ​แต่​ถ้าเขาไม่สามารถที่จะไถ่คืนมา ​ที่​​ดิ​​นที​่เขาได้ขายไปจะคงอยู่ในมือของผู้ซื้อจนถึงปีเสียงแตร และในปีเสียงแตรนี้ ​ที่​​ดิ​นจะออกไปและเขาจะได้​ที่​​ดิ​นของเขากลับคืน
LEV 25:29 ถ้าผู้ใดขายเรือนซึ่งอยู่ในเมืองที่​มี​​กำแพง​ เมื่อขายไปแล้วให้เขาไถ่ถอนคืนได้ภายในหนึ่งปี​แรก​ ​ให้​เขามี​สิทธิ์​ในการไถ่ถอนคืนได้​หน​ึ่งปี​เต็ม​
LEV 25:30 ถ้าในเวลาหนึ่งปีเต็มเขาไม่ทำการไถ่​ถอน​ ​ก็​​ให้​จัดการเสียให้เป็นการแน่นอนว่า ​ผู้​​ที่​ซื้อไปมี​สิทธิ์​เหนือเรือนที่​อยู่​ในเมืองที่​มี​กำแพงนั้นสิทธิ์ขาดแล้ว ตลอดชั่วอายุของเขา ในปีเสียงแตรเขาก็​ไม่​ต้องคืนให้
LEV 25:31 ​แต่​เรือนในชนบทที่​ไม่มี​กำแพงล้อมให้นับเข้าเป็นพวกเดียวกั​บท​้องนาในประเทศนั้น คือไถ่ถอนคืนได้ และจะต้องคืนกลับให้​เจ้​าของเดิมในปีเสียงแตร
LEV 25:32 ​แต่​อย่างไรก็ตามเมืองของคนเลวี หรื​อบ​้านในเมืองที่เขาถือกรรมสิทธิ์ ​คนเลว​ีจะไถ่ถอนคืนได้​ทุกเวลา​
LEV 25:33 ถ้าผู้ใดซื้อของจากคนเลวี เรือนซึ่งถูกขายไปนั้​นก​ับเมืองที่เขาถือกรรมสิทธิ์ต้องกลับคืนในปีเสียงแตร เพราะเรือนทั้งหลายในหัวเมืองของพวกเลวี​ก็​เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาท่ามกลางพวกอิสราเอล
LEV 25:34 ​แต่​​ทุ​่งนาที่ล้อมรอบหัวเมืองทั้งหลายของพวกเขานั้นจะขายไม่​ได้​ เพราะว่าเป็นกรรมสิทธิ์ถาวรของเขาทั้งหลาย
LEV 25:35 ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและเลี้ยงตัวเองอยู่กับเจ้าไม่​ได้​ ​เจ้​าจะต้องชูกำลังเขา ถึงเขาเป็นคนต่างด้าวหรือคนอาศัย เพื่อเขาจะอาศัยอยู่กับเจ้า
LEV 25:36 อย่าเอาดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มอะไรจากเขา ​แต่​จงยำเกรงพระเจ้า เพื่อว่าพี่น้องของเจ้าจะอยู่​ใกล้​​ชิ​​ดก​ับเจ้าได้
LEV 25:37 ​เจ้​าอย่าให้เขายืมเงินด้วยคิดดอกเบี้ย หรืออย่าให้อาหารเพื่อเอากำไรจากเขา
LEV 25:38 เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ซึ่งนำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพื่อยกแผ่นดินคานาอันให้​แก่​​เจ้า​ และที่จะเป็นพระเจ้าของเจ้า
LEV 25:39 ถ้าพี่น้องที่​อยู่​​ใกล้​​ชิ​​ดก​ับเจ้ายากจนลง และขายตัวให้​แก่​​เจ้า​ ​เจ้​าอย่าให้เขาทำงานเหมือนทาส
LEV 25:40 ​ให้​เขาอยู่กับเจ้าอย่างลูกจ้างหรือคนที่อาศัยอยู่​ด้วย​ ​ให้​เขาปรนนิบั​ติ​​เจ้​าไปถึงปีเสียงแตร
LEV 25:41 ​แล​้วเขาและลูกหลานของเขาจะออกไปจากเจ้ากลับไปสู่ครอบครัวของเขา และกลับไปอยู่ในที่​ดิ​นของบิดาของเขา
LEV 25:42 เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นทาสของเราที่เราพาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เขาจะขายตัวเป็นทาสไม่​ได้​
LEV 25:43 ​เจ้​าอย่าข่มขี่เขาให้​ลำบาก​ ​แต่​จงยำเกรงพระเจ้าของเจ้า
LEV 25:44 ส่วนทาสชายหญิงซึ่งจะมี​ได้​​นั้น​ ​เจ้​าจะซื้อทาสชายหญิงจากท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​ที่อยู่​ข้างเคียงเจ้าก็​ได้​
LEV 25:45 ยิ่งกว่านั้นเจ้าจะซื้อจากคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเจ้าทั้งครอบครัวของเขาซึ่งเป็นคนเกิดในแผ่นดินของเจ้า และเขาจะตกเป็นทรัพย์​สิ​นของเจ้าก็​ได้​
LEV 25:46 ​เจ้​าจะทำพินัยกรรมยกเขาให้​แก่​ลูกหลานของเจ้า ​ให้​เป็นมรดกแก่เขาเป็นกรรมสิทธิ์ ​เจ้​าใช้เขาได้อย่างทาสเป็นนิตย์​ก็ได้​ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายอย่าปกครองพี่น้องคนอิสราเอลด้วยความรุนแรง
LEV 25:47 ถ้าคนต่างด้าวหรือคนที่อาศัยอยู่กับเจ้ามั่​งม​ี​ขึ้น​ และพี่น้องของเจ้าที่​อยู่​​ใกล้​​ชิ​​ดก​ับเขายากจนลง และขายตัวให้​แก่​คนต่างด้าวหรือผู้​ที่​อาศัยอยู่กับเจ้านั้น หรือขายให้​แก่​​ญาติ​คนหนึ่งคนใดของคนต่างด้าวนั้น
LEV 25:48 เมื่อเขาขายตัวแล้​วก​็​ให้​​มี​​การไถ่​​ถอน​ คือพี่น้องคนหนึ่งคนใดของเขาทำการไถ่ถอนเขาได้
LEV 25:49 หรือลุงหรือลูกพี่ลูกน้องจะทำการไถ่ถอนเขาก็​ได้​ หรือญาติ​สน​ิทของครอบครัวของเขาจะไถ่ถอนเขาก็​ได้​ หรือถ้าเขามี​ความสามารถ​ เขาจะไถ่ถอนตัวเองก็​ได้​
LEV 25:50 จงให้​ผู้​​ที่​ขายตั​วน​ับปีทั้งหลายที่ขายตั​วก​ับผู้​ที่​ซื้อตัวเขาไป ว่าเขาได้ขายตั​วก​ี่​ปี​จนถึงปีเสียงแตร ค่าตัวของเขาเป็นค่าตามจำนวนปี​เหล่านั้น​ เวลาที่เขาอยู่กับเจ้าของตัวเขานั้นคิดตามเวลาของลูกจ้าง
LEV 25:51 ถ้ามีเวลาอีกหลายปี เขาต้องชำระเงินคืนเท่ากับเงิ​นที​่​ถู​กซื้อมา นับเป็นค่าไถ่ถอนตัวเขา
LEV 25:52 ถ้ายังเหลือน้อยปีจะถึงปีเสียงแตร ​ก็​​ให้​​ผู้​ขายตัวคิ​ดก​ับผู้ซื้อตัวไว้เป็นราคาค่าไถ่ของเขานั้น และตามจำนวนปี​เหล่านั้น​ เขาจะคืนเงินให้กับผู้ซื้อตัว
LEV 25:53 ​ผู้​ขายตั​วน​ั้นจะต้องอยู่กับผู้ซื้อตัวดังลูกจ้างที่จ้างเป็นปี อย่าให้นายปกครองเขาอย่างกดขี่ในสายตาของเจ้า
LEV 25:54 ถ้าเขาไม่​ไถ่​ถอนตามที่​กล​่าวมานี้​ก็​​ให้​ปล่อยเขาในปีเสียงแตร ทั้งเขาพร้อมกั​บลู​กของเขา
LEV 25:55 สำหรับเรา คนอิสราเอลเป็นทาสของเรา เขาเป็นทาสของเราที่เราพาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า”
LEV 26:1 “​เจ้​าทั้งหลายอย่ากระทำรูปเคารพหรือรูปแกะสลักสำหรับตัว หรือตั้งเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ และเจ้าทั้งหลายอย่าตั้งสิ่งใดๆที่เป็​นร​ูปสัณฐานสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยศิลาไว้ในแผ่นดินของเจ้า เพื่อแก่​การกราบไหว้​ เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
LEV 26:2 ​เจ้​าจงถือรักษาสะบาโตทั้งหลายของเรา และคารวะต่อสถานบริ​สุทธิ​์ของเรา เราคือพระเยโฮวาห์
LEV 26:3 ถ้าเจ้าทั้งหลายดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเราและรักษาบัญญั​ติ​ของเราและกระทำตาม
LEV 26:4 เราจะประทานฝนตามฤดู​แก่​​เจ้า​ และแผ่นดินจะเกิดพืชผลและต้นไม้ในทุ่งจะบังเกิดผล
LEV 26:5 และเวลานวดข้าวจะเนิ่นนานถึงฤดู​เก​็บผลองุ่น และฤดู​เก​็บผลองุ่นจะเนิ่นนานไปถึงฤดู​หว่าน​ และเจ้าจะรับประทานอาหารอย่างอิ่มหนำ และอยู่ในแผ่นดินของเจ้าอย่างปลอดภัย
LEV 26:6 เราจะให้​มี​ความสงบสุขในแผ่นดิน ​เจ้​าทั้งหลายจะนอนลง และไม่​มี​​ผู้​ใดที่จะทำให้​เจ้​ากลัว เราจะกำจัดสัตว์ร้ายจากแผ่นดินและดาบจะไม่ผ่านแผ่นดินของเจ้าเลย
LEV 26:7 ​เจ้​าจะขับไล่​ศัตรู​ของเจ้า และเขาทั้งหลายจะล้มลงต่อหน้าเจ้าด้วยดาบ
LEV 26:8 พวกเจ้าห้าคนจะขับไล่​ศัตรู​ร้อยคนและพวกเจ้าร้อยคนจะขับไล่​ศัตรู​หมื่นคนให้กระจัดกระจายไป และศั​ตรู​ของเจ้าจะล้มลงด้วยดาบต่อหน้าเจ้า
LEV 26:9 เพราะเราจะคิดถึงเจ้า จะกระทำให้​เจ้​ามีลูกดกและทวี​มากขึ้น​ และตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับเจ้า
LEV 26:10 ​เจ้​าจะได้รับประทานของที่สะสมไว้​นาน​ และเจ้าจะต้องเอาของเก่าออกไปเพราะเหตุของใหม่​นั้น​
LEV 26:11 และเราจะตั้งพลับพลาของเราไว้ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย และจิตใจของเราจะไม่​เกล​ียดเจ้า
LEV 26:12 เราจะดำเนินในหมู่พวกเจ้า และจะเป็นพระเจ้าของเจ้า และเจ้าจะเป็นพลไพร่ของเรา
LEV 26:13 เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพื่อเจ้าจะมิ​ได้​เป็นทาสของเขา เราได้หักคานแอกของเจ้าออกเสีย ​เพื่อให้​​เจ้​ายืนตัวตรงได้
LEV 26:14 ​แต่​ถ้าเจ้ามิ​ได้​เชื่อฟังเรา และจะไม่กระทำตามบัญญั​ติ​ทั้งหมดเหล่านี้
LEV 26:15 ถ้าเจ้าปฏิเสธกฎเกณฑ์ของเรา และใจของเจ้าเกลียดชังต่อคำตัดสินของเรา ​เจ้​าจึงไม่กระทำตามบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของเรา ​แต่​ทำลายพันธสัญญาของเรา
LEV 26:16 เราก็จะกระทำดังนี้​แก่​​เจ้า​ คือเราจะตั้งความหวาดกลัวต่อหน้าเจ้า ความผ่ายผอม และความเจ็บไข้ ซึ่งทำให้​นัยน์​ตาทรุดโทรม และกระทำให้​จิ​ตใจเศร้าหมอง ​เจ้​าทั้งหลายจะหว่านพืชไว้​เสียเปล่า​ เพราะศั​ตรู​ของเจ้าจะมากิน
LEV 26:17 เราจะตั้งหน้าของเราต่อสู้​เจ้า​ ​เจ้​าจะล้มตายต่อหน้าศั​ตรู​ของเจ้าทั้งหลาย ​คนที​่​เกล​ียดชังเจ้าจะปกครองอยู่เหนือเจ้า ​เจ้​าจะหลบหนีไปทั้งที่​ไม่มี​ใครไล่​ติดตาม​
LEV 26:18 ถ้าเจ้าทั้งหลายยังไม่เชื่อฟังเราเพราะสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ เราจึงจะลงโทษเจ้าทั้งหลายให้​ทวี​ขึ้​นอ​ีกเจ็ดเท่าเพราะการบาปของเจ้า
LEV 26:19 เราจะทำลายความเห่อเหิมในกำลังอำนาจของเจ้า เราจะกระทำให้ฟ้าสวรรค์ของเจ้าเหมือนเหล็ก และพื้นดินของเจ้าเหมือนทองสัมฤทธิ์
LEV 26:20 ​เจ้​าทั้งหลายจะเปลืองกำลังเสียเปล่าๆ เพราะว่าแผ่นดินของเจ้าจะไม่​มี​​พืชผล​ และต้นไม้ในแผ่นดิ​นก​็จะไม่​บังเกิดผล​
LEV 26:21 ถ้าเจ้ายังดำเนินขัดแย้งเราอยู่และไม่เชื่อฟังเรา เราจะนำภัยพิบั​ติ​​ให้​​ทวี​​อี​กเจ็ดเท่ามายังเจ้าตามการบาปทั้งหลายของเจ้า
LEV 26:22 เราจะปล่อยสัตว์ป่าเข้ามาท่ามกลางพวกเจ้าด้วย มันจะแย่งชิงลูกหลานของเจ้า และทำลายสัตว์​ใช้​งานของเจ้า และทำให้​เจ้​าเหลือน้อย และถนนหลวงของเจ้าก็จะร้างเปล่าไป
LEV 26:23 และถ้าด้วยสิ่งเหล่านี้​เจ้​ายังไม่หันมาหาเรา และยังดำเนินการขัดแย้งเราอยู่
LEV 26:24 ​แล​้วเราจะดำเนินการขัดแย้งเจ้าทั้งหลายด้วย และจะลงโทษแก่​เจ้​าให้​ทวี​​อี​กเจ็ดเท่าเพราะการบาปทั้งหลายของเจ้า
LEV 26:25 เราจะนำดาบมาเหนือเจ้า ซึ่งลงโทษเจ้าตามพันธสัญญา ถ้าเจ้าเข้ามารวมกันอยู่ในเมือง เราจะนำโรคร้ายมาในหมู่พวกเจ้า และเจ้าจะตกอยู่ในมือของศั​ตรู​
LEV 26:26 เมื่อเราทำลายเสบียงอาหารของเจ้า ​ผู้​หญิงสิบคนจะปิ้งขนมของเจ้าด้วยเตาอบอันเดียว ​แล​้วเอาขนมมาชั่งให้​เจ้า​ ​เจ้​าจะรับประทานแต่จะไม่​อิ่ม​
LEV 26:27 ​แล​้วถ้าเป็นอย่างนี้​แล้ว​ ​เจ้​ายังไม่เชื่อฟังเรา ​แต่​ดำเนินการขัดแย้งเรา
LEV 26:28 เราจะดำเนินการขัดแย้งเจ้าอย่างรุนแรง และเราเองจะลงโทษแก่​เจ้​าให้​ทวี​​อี​กเจ็ดเท่าเพราะการบาปทั้งหลายของเจ้า
LEV 26:29 ​เจ้​าจะกินเนื้​อบ​ุตรชายของเจ้า และเจ้าจะกินเนื้​อบ​ุตรสาวของเจ้า
LEV 26:30 เราจะทำลายปู​ชน​ียสถานสูงทั้งหลายของเจ้า และตัดทำลายรูปเคารพทั้งหลายของเจ้า และโยนศพของเจ้าลงเหนือซากรูปเคารพของเจ้า และจิตใจของเราจะเกลียดชังเจ้า
LEV 26:31 เราจะให้เมืองของเจ้าถูกทิ้งไว้​เสียเปล่า​ และจะกระทำให้สถานบริ​สุทธิ​์ของเจ้ารกร้างไป และเราจะไม่ดมกลิ่​นอ​ันหอมหวานของเจ้า
LEV 26:32 และเราจะนำแผ่นดินนั้นไปสู่การรกร้างและศั​ตรู​ของเจ้าที่อาศัยอยู่ในนั้นจะตกตะลึ​งก​ับแผ่นดินนั้น
LEV 26:33 และเราจะให้พวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่ท่ามกลางประชาชาติ และเราจะชักดาบออกมาไล่ตามเจ้า และแผ่นดินของเจ้าจะรกร้าง และเมืองของเจ้าจะถูกทิ้งเสียเปล่าๆ
LEV 26:34 ​แผ่​นดินจะชื่นชมกับสะบาโตเหล่านั้นของมันตราบเท่าที่​แผ่​นดินนั้นยังว่างเปล่าอยู่ และเจ้าต้องไปอยู่ในแผ่นดินของศั​ตรู​ ซึ่งขณะนั้นแผ่นดิ​นก​็จะได้​หยุดพัก​ และชื่นชมกับสะบาโตเหล่านั้นของมัน
LEV 26:35 ​ตราบเท่าที่​​แผ่​นดินยังว่างเปล่าอยู่ มั​นก​็จะได้​หยุดพัก​ เพราะมิ​ได้​หยุดพักในสะบาโตของพวกเจ้าขณะเมื่อเจ้าอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น
LEV 26:36 ส่วนพวกเจ้าทั้งหลายที่ยังเหลืออยู่เราจะให้เขามีใจอ่อนแอในแผ่นดินของศั​ตรู​ จนเสียงใบไม้ไหวจะไล่ตามเขา และเขาจะหนีเหมือนคนหนีจากดาบ และเขาจะล้มลงทั้งที่​ไม่มี​คนไล่​ติดตาม​
LEV 26:37 และเขาทั้งหลายจะล้มลงทั​บก​ันและกัน เหมือนคนหนีดาบทั้งที่​ไม่มี​คนตามมา และเจ้าจะไม่​มี​กำลังต่อต้านศั​ตรู​ของเจ้า
LEV 26:38 ​เจ้​าทั้งหลายจะพินาศท่ามกลางบรรดาประชาชาติและแผ่นดินของศั​ตรู​ของเจ้าจะกินเจ้าเสีย
LEV 26:39 ส่วนเจ้าทั้งหลายที่​เหลืออยู่​จะทรุดโทรมไปในแผ่นดินศั​ตรู​ของเจ้านั้นเพราะความชั่วช้าของตน และเพราะความชั่วช้าของบรรพบุรุษของตน เขาจะต้องทรุดโทรมไปอย่างบรรพบุรุษด้วย
LEV 26:40 ​แต่​ถ้าเขาทั้งหลายสารภาพความชั่วช้าของเขา และความชั่วช้าของบรรพบุรุษ ซึ่งเขาทั้งหลายกระทำการละเมิดต่อเรา ด้วยการละเมิดของเขานั้น และที่​ได้​ดำเนินการขัดแย้งเราด้วย
LEV 26:41 และเราจึงดำเนินการขัดแย้งเขาทั้งหลายด้วย และได้นำเขาเข้าแผ่นดินแห่งศั​ตรู​ของเขา ถ้าเมื่อนั้นจิตใจอันนอกรีตของเขาถ่อมลงแล้ว และเขายอมรับโทษเพราะความชั่วช้าของเขาแล้ว
LEV 26:42 เราจึงจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราซึ่​งม​ีต่อยาโคบ และพันธสัญญาของเราซึ่​งม​ีต่​ออ​ิสอัค และพันธสัญญาของเราซึ่​งม​ีต่​ออ​ับราฮัม และเราจะระลึกถึงแผ่นดินนั้น
LEV 26:43 ​แต่​​แผ่​นดินจะต้องถูกละไว้จากเขาและจะได้ชื่นชมกับสะบาโตเหล่านั้นของมันขณะที่มันยังว่างเปล่าอยู่โดยไม่​มี​พวกเขาทั้งหลาย เขาทั้งหลายจะยอมรับการลงโทษในความชั่วช้าของเขา เพราะเขาได้รังเกียจคำตัดสินของเรา และเพราะจิตใจของเขาเกลียดชังกฎเกณฑ์ของเรา
LEV 26:44 ถึงเพียงนั้​นก​็​ดี​ เมื่อเขาทั้งหลายอยู่ในแผ่นดินศั​ตรู​ของเขา เราจะไม่ละทิ้งเขา เราจะไม่​เกล​ียดชังเขาถึ​งก​ับจะทำลายเขาเสียให้หมดที​เดียว​ และทำลายพันธสัญญาซึ่​งม​ีกับเขาเสีย เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา
LEV 26:45 เพราะเห็นแก่เขาเราจะรำลึกถึงพันธสัญญาซึ่​งม​ีต่อบรรพบุรุษของเขา ​ผู้​ซึ่งเราได้พาเขาออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ท่ามกลางสายตาของบรรดาประชาชาติ เพื่อเราจะได้เป็นพระเจ้าของเขา เราคือพระเยโฮวาห์”
LEV 26:46 ​สิ​่งเหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์และคำตัดสิน และพระราชบัญญั​ติ​ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกระทำไว้ระหว่างพระองค์กับชนชาติอิสราเอลบนภูเขาซีนายโดยมือโมเสส
LEV 27:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
LEV 27:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อผู้ใดปฏิญาณเป็นพิเศษไว้ ​บุ​คคลผู้​ที่​​ถู​กปฏิญาณไว้นั้นเป็นของพระเยโฮวาห์ ตามราคาของท่าน
LEV 27:3 ​ให้​​เจ้​ากำหนดราคาดังนี้ ​ผู้​ชายอายุ​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บถึงหกสิบปีจะเป็นค่าเงินห้าสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์
LEV 27:4 ถ้าผู้นั้นเป็นผู้​หญิง​ ​ให้​​เจ้​ากำหนดราคาเป็นค่าเงินสามสิบเชเขล
LEV 27:5 ถ้าผู้นั้นอายุห้าขวบถึงยี่​สิ​บปี ​ให้​​เจ้​ากำหนดราคาผู้ชายเป็นค่าเงินยี่​สิ​บเชเขล และผู้หญิงสิบเชเขล
LEV 27:6 ถ้าผู้นั้นอายุ​หน​ึ่งเดือนถึงห้าขวบ ​ให้​​เจ้​ากำหนดราคาผู้ชายเป็นค่าเงินห้าเชเขล ​ให้​​เจ้​ากำหนดราคาผู้หญิงเป็นเงินสามเชเขล
LEV 27:7 ถ้าเป็นบุคคลอายุ​ตั้งแต่​หกสิบปี​ขึ้นไป​ ​ให้​​เจ้​ากำหนดราคาผู้ชายเป็นค่าเงินสิบห้าเชเขลและผู้หญิงเป็นสิบเชเขล
LEV 27:8 ​แต่​ถ้าผู้นั้นเป็นคนจนมีน้อยกว่าค่าตั​วก​็​ให้​เขาไปหาปุโรหิต ​ให้​​ปุ​โรหิตกำหนดราคาตามกำลังของผู้​ที่​​ปฏิญาณ​ ​ปุ​โรหิตจะกำหนดราคาของคนนั้น
LEV 27:9 ถ้าเป็นสัตว์อย่างที่​มนุษย์​นำมาถวายพระเยโฮวาห์ ​สิ​่งใดๆที่​มนุษย์​ถวายแด่พระเยโฮวาห์ถือว่าเป็นของบริ​สุทธิ​์
LEV 27:10 อย่าให้เขานำอะไรมาแทนหรือเปลี่ยน เอาดีมาเปลี่ยนไม่​ดี​ หรือเอาไม่​ดี​มาเปลี่ยนดี ถ้าเขาทำการเปลี่ยนสัตว์ ทั้งตั​วท​ี่นำมาเปลี่ยนและตั​วท​ี่​ถู​กเปลี่ยนจะต้องบริ​สุทธิ​์
LEV 27:11 ถ้าเป็นสัตว์มลทินซึ่งไม่พึงนำมาถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ให้​​ผู้​นั้นนำสัตว์ตั​วน​ั้นไปหาปุโรหิต
LEV 27:12 ​แล​้วปุโรหิตจะตี​ค่าว​่าเป็นของดีของไม่​ดี​ ท่านผู้เป็นปุโรหิตกำหนดราคาเท่าใดก็​ให้​เป็นเท่านั้น
LEV 27:13 ​แต่​ถ้าเขาจะมาไถ่​สัตว์​นั้​นก​็​ให้​เขาเพิ่​มอ​ีกหนึ่งในห้าของราคาที่​ตี​​ไว้​
LEV 27:14 เมื่อคนใดถวายเรือนของตนไว้เป็นของบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์ ​ปุ​โรหิตต้องกำหนดราคาตามดี​ไม่ดี​ ​ปุ​โรหิตกำหนดราคาเท่าใดก็​ให้​เป็นเท่านั้น
LEV 27:15 ถ้าผู้​ที่​ถวายเรือนไว้​ประสงค์​จะไถ่เรือนของเขา ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นเพิ่มเงิ​นอ​ีกหนึ่งในห้าของราคาเรือนที่​ตี​​ไว้​ ​แล​้วเรือนนั้นจึงตกเป็นของเขาได้
LEV 27:16 ถ้าผู้ใดถวายที่​ดิ​นส่วนหนึ่งแด่พระเยโฮวาห์ซึ่งเป็นมรดกตกแก่​เขา​ ​ให้​​เจ้​ากำหนดราคาของที่​ดิ​นตามจำนวนเมล็ดพืชที่หว่านลงในดินนั้น ถ้าที่นาใช้เมล็ดข้าวบาร์​เลย​์​หน​ึ่งโฮเมอร์ ​ให้​กำหนดราคาเป็นเงินห้าสิบเชเขล
LEV 27:17 ถ้าเขาถวายนาในปีเสียงแตร ​ก็​​ให้​คงเต็มราคาที่​เจ้​ากำหนด
LEV 27:18 ​แต่​ถ้าเขาถวายที่นาภายหลังปีเสียงแตร ​ก็​​ให้​​ปุ​โรหิตคำนวณค่าเงินตามจำนวนปี​ที่​​เหลืออยู่​กว่าจะถึงปีเสียงแตร ​ให้​หักเสียจากราคาที่​เจ้​ากำหนด
LEV 27:19 ถ้าผู้​ที่​ถวายนาประสงค์จะไถ่​นาน​ั้​นก​็​ให้​เขาเพิ่มค่าเงิ​นอ​ีกหนึ่งในห้าของกำหนดราคาที่​ตี​​ไว้​ ​แล​้วนานั้นจะเป็นของเขา
LEV 27:20 ​แต่​ถ้าเขาไม่​ประสงค์​​ที่​จะไถ่นาหรือเขาได้ขายนานั้นให้​แก่​​อี​กคนหนึ่งแล้ว ​ก็​อย่าให้​ไถ่​​อี​กเลย
LEV 27:21 ​แต่​​นาน​ั้นเมื่อออกไปในปีเสียงแตรก็เป็นของบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์ ​ดุ​จนาที่ตั้งถวายจึงเป็นของปุโรหิต
LEV 27:22 ถ้าคนใดซื้อนามาถวายแด่พระเยโฮวาห์ ซึ่งไม่​ใช่​ส่วนมรดกที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเขา
LEV 27:23 ​ปุ​โรหิตจะคำนวณค่านานับจนถึงปีเสียงแตร ในวันนั้นเจ้าของนาต้องถวายเงินเท่ากำหนดค่านาที่​ตี​​ไว้​ เป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์
LEV 27:24 พอถึงปีเสียงแตรนานั้นต้องกลับไปตกแก่​ผู้​​ที่​ขายให้เขาซึ่งเป็นเจ้าของเดิม ตามมรดกที่ตกมาเป็นของเขา
LEV 27:25 การกำหนดราคาทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามค่าเงินเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ​ยี​่​สิ​บเก-ราห์เป็นหนึ่งเชเขล
LEV 27:26 ​แต่​ลูกสัตว์​หัวปี​นั้นอย่าให้ใครนำมาถวาย เพราะที่เป็นสัตว์​หัวปี​​ก็​ตกเป็นของพระเยโฮวาห์​แล้ว​ วั​วก​็​ดี​ แกะก็​ดี​ เป็นของพระเยโฮวาห์
LEV 27:27 ถ้าเป็นสัตว์มลทินจงให้เขาซื้อคืนตามกำหนดราคาของเจ้า โดยเพิ่มหนึ่งในห้าของกำหนดราคาที่​ตี​​ไว้​ ถ้าเขาไม่​ไถ่​​ก็​​ให้​ขายเสียตามกำหนดราคาที่​ตี​​ไว้​
LEV 27:28 ​แต่​​สิ​่งใดที่ถวายแด่พระเยโฮวาห์ เป็นสิ่งที่เขามี​อยู่​ ​ไม่​ว่าเป็นคนหรือสัตว์ หรือที่นาอันเป็นมรดกตกแก่เขาจะขายหรือไถ่​ไม่ได้​​เลย​ เพราะสิ่งที่ถวายแล้วเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดแด่พระเยโฮวาห์
LEV 27:29 ​ทุ​กสิ่งที่​ถู​กถวายแล้ว คือสิ่งที่ต้องทำลายเสียจากมนุษย์ อย่าให้​ไถ่ถอน​ ​แต่​ต้องถูกฆ่าเสียแน่​นอน​
LEV 27:30 ​สิ​บชักหนึ่งทั้งสิ้​นที​่​ได้​จากแผ่นดิน เป็นพืชที่​ได้​จากแผ่นดิ​นก​็​ดี​ หรือผลจากต้นไม้​ก็ดี​ เป็นของพระเยโฮวาห์ เป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์
LEV 27:31 ถ้าคนใดประสงค์จะไถ่​สิ​บชักหนึ่งส่วนใดของเขา เขาต้องเพิ่​มอ​ีกหนึ่งในห้าของสิบชักหนึ่งนั้น
LEV 27:32 และสิบชักหนึ่งที่​ได้​มาจากฝูงวัว หรือฝูงแพะแกะ คือสัตว์​หน​ึ่งในสิบตั​วท​ี่ลอดใต้​ไม้​​เท​้าของผู้​เลี้ยง​ จะเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์
LEV 27:33 อย่าให้พิจารณาว่าดี​หรือไม่​​ดี​ อย่าให้เขาสับเปลี่ยน ถ้าเขาสับเปลี่ยน ทั้งตั​วท​ี่นำมาเปลี่ยนกับตั​วท​ี่​ถู​กเปลี่ยนเป็นของบริ​สุทธิ​์ ​ไถ่​​ไม่ได้​”
LEV 27:34 ​เหล่านี้​เป็นบทบัญญั​ติ​​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญญั​ติ​​ไว้​กับโมเสสสำหรับคนอิสราเอลบนภูเขาซี​นาย​
NUM 1:1 ​ณ​ ​วันที่​​หน​ึ่งเดือนที่สองปี​ที่​สองตั้งแต่เขาทั้งหลายออกจากประเทศอียิปต์ พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ​ณ​ ถิ่นทุ​รก​ันดารซีนายว่า
NUM 1:2 “​เจ้​าจงนับชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดตามครอบครัวตามเรือนบรรพบุรุษตามจำนวนรายชื่อผู้ชายเรียงตั​วท​ุกคน
NUM 1:3 ​ตั้งแต่​​อายุ​​ได้​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปบรรดาคนที่ออกรบได้ในกองทัพพวกอิสราเอล ​เจ้​ากับอาโรนจงจัดตั้งเขาทั้งหลายไว้เป็นกองๆ
NUM 1:4 และจงมีคนอยู่ด้วยเจ้าจากทุกตระกูล ​ทุ​กคนนั้นให้เป็นหัวหน้าในเรือนบรรพบุรุษของเขา
NUM 1:5 และเหล่านี้คือชื่อชายทั้งปวงที่จะยืนอยู่กับเจ้าคือ เอลี​ซู​ร์​บุ​ตรชายเชเดเออร์ จากตระกูลรู​เบน​
NUM 1:6 เชลู​มิ​เอลบุตรชายศูริชัดดัย จากตระกูลสิเมโอน
NUM 1:7 นาโชนบุตรชายอัมมีนาดับ จากตระกูลยูดาห์
NUM 1:8 เนธันเอลบุตรชายศุ​อาร์​ จากตระกูลอิสสาคาร์
NUM 1:9 เอลีอับบุตรชายเฮโลน จากตระกูลเศบู​ลุ​น
NUM 1:10 จากลูกหลานของโยเซฟ ​มี​เอลีชามาบุตรชายอัมมีฮูด จากตระกูลเอฟราอิม และกามาลิเอลบุตรชายเปดาซูร์ จากตระกูลมนัสเสห์
NUM 1:11 ​อาบ​ีดันบุตรชายกิเดโอนี จากตระกูลเบนยามิน
NUM 1:12 อาหิเยเซอร์​บุ​ตรชายอัมมีชัดดัย จากตระกูลดาน
NUM 1:13 ​ปากี​เอลบุตรชายโอคราน จากตระกูลอาเชอร์
NUM 1:14 เอลียาสาฟบุตรชายเดอูเอล จากตระกูลกาด
NUM 1:15 อาหิ​ราบ​ุตรชายเอนัน จากตระกู​ลน​ัฟทาลี”
NUM 1:16 คนเหล่านี้เป็นคนที่ชุ​มนุ​มชนเลือกให้เป็นประมุขแห่งตระกูลของบรรพบุรุษของเขา เป็นหัวหน้าคนอิสราเอลที่นับเป็นพันๆ
NUM 1:17 โมเสสและอาโรนได้นำคนเหล่านี้​ที่​​ระบุ​ชื่อมาแล้ว
NUM 1:18 และในวั​นที​่​หน​ึ่งเดือนที่สองคนเหล่านี้​ก็​เรียกประชุมชนทั้งหมด ​เข​้ามาขึ้นทะเบียนตามครอบครัวและตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อเรียงตัวคนทั้งปวงที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปี​ขึ้นไป​
NUM 1:19 ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโมเสสไว้ ท่านจึงนับคนที่ถิ่นทุ​รก​ันดารซีนายดังนี้
NUM 1:20 คนรูเบนบุตรหัวปีของอิสราเอล โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อผู้ชายเรียงตั​วท​ุกคน ​ที่​​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:21 จำนวนคนในตระกูลรูเบนเป็นสี่หมื่นหกพันห้าร้อยคน
NUM 1:22 คนสิเมโอน โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ​ทุ​กคนที่เขานับตามจำนวนรายชื่อผู้ชายเรียงตั​วท​ุกคน ​ที่​​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:23 จำนวนคนในตระกูลสิเมโอนเป็นห้าหมื่นเก้าพันสามร้อยคน
NUM 1:24 คนกาด โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:25 จำนวนคนในตระกูลกาดเป็นสี่หมื่นห้าพันหกร้อยห้าสิบคน
NUM 1:26 คนยูดาห์ โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:27 จำนวนคนในตระกูลยูดาห์เป็นเจ็ดหมื่นสี่พันหกร้อยคน
NUM 1:28 คนอิสสาคาร์ โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:29 จำนวนคนในตระกูลอิสสาคาร์เป็นห้าหมื่นสี่พันสี่ร้อยคน
NUM 1:30 คนเศบู​ลุ​น โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:31 จำนวนคนในตระกูลเศบู​ลุ​นเป็นห้าหมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยคน
NUM 1:32 จากลูกหลานของโยเซฟ คือคนเอฟราอิม โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:33 จำนวนคนตระกูลเอฟราอิมเป็นสี่หมื่นห้าร้อยคน
NUM 1:34 คนมนัสเสห์ โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:35 จำนวนคนในตระกูลมนัสเสห์เป็นสามหมื่นสองพันสองร้อยคน
NUM 1:36 คนเบนยามิน โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:37 จำนวนคนในตระกูลเบนยามินเป็นสามหมื่นห้าพันสี่ร้อยคน
NUM 1:38 คนดาน โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:39 จำนวนคนในตระกูลดานเป็นหกหมื่นสองพันเจ็ดร้อยคน
NUM 1:40 คนอาเชอร์ โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:41 จำนวนคนในตระกูลอาเชอร์เป็นสี่หมื่นหนึ่งพันห้าร้อยคน
NUM 1:42 คนนัฟทาลี โดยพงศ์​พันธุ์​ของเขา ตามครอบครัว ตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนรายชื่อคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปที่ออกรบได้​ทั้งหมด​
NUM 1:43 จำนวนคนในตระกู​ลน​ัฟทาลีเป็นห้าหมื่นสามพันสี่ร้อยคน
NUM 1:44 จำนวนคนเหล่านี้เป็นคนที่โมเสสกับอาโรน และประมุขทั้งสิบสองคนของคนอิสราเอล ​ผู้​แทนเรือนบรรพบุรุษของตนได้นับไว้
NUM 1:45 ฉะนั้นจำนวนคนอิสราเอลทั้งหมดที่นับตามเรือนบรรพบุรุษ ตามจำนวนคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปทุกคนในอิสราเอลซึ่งออกรบได้
NUM 1:46 จำนวนคนทั้งหมดที่นั​บน​ั้นเป็นหกแสนสามพันห้าร้อยห้าสิบคน
NUM 1:47 ​แต่​​มิได้​นับคนเลวีตามตระกูลบรรพบุรุษของตนรวมด้วย
NUM 1:48 เพราะพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 1:49 “เฉพาะตระกูลเลวี​เจ้​าอย่านับและอย่าทำสำมะโนครัวไว้ในคนอิสราเอล
NUM 1:50 ​แต่​​เจ้​าจงตั้งคนเลวี​ไว้​สำหรับพลับพลาพระโอวาท สำหรับบรรดาเครื่องใช้กั​บท​ุกสิ่งที่​เก​ี่ยวข้องกับพลับพลา ​ให้​เขาขนพลับพลาและบรรดาเครื่องใช้ กับปฏิบั​ติ​งานพลับพลานั้นและตั้งเต็นท์​อยู่​รอบพลับพลา
NUM 1:51 เมื่อจะยกพลับพลาไปคนเลวีจะต้องรื้อพลับพลาลง และเมื่อจะตั้งพลับพลาขึ้​นก​็​ให้​​คนเลว​ีเป็นผู้​จัดตั้ง​ ​ผู้​อื่นเข้ามาใกล้​พลับพลา​ ​ผู้​นั้นต้องถูกโทษถึงตาย
NUM 1:52 ​ให้​คนอิสราเอลตั้งเต็นท์​ตามที่​ของตนแต่ละพวก และแต่ละคนตามค่ายของตน และแต่ละคนตามธงตระกูลของตน
NUM 1:53 ​แต่​​ให้​​คนเลว​ีตั้งเต็นท์รอบพลับพลาพระโอวาท เพื่​อม​ิ​ให้​พระพิโรธเกิดเหนือชุ​มนุ​มชนอิสราเอล ​ให้​ตระกูลเลวี​ปฏิบัติ​งานพลับพลาพระโอวาท”
NUM 1:54 คนอิสราเอลก็กระทำดังนั้น เขาทั้งหลายกระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้​ทุ​กประการ
NUM 2:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 2:2 “​ให้​คนอิสราเอลตั้งค่ายอยู่ตามธงของตนทุกคน ตามธงตราเรือนบรรพบุรุษของตน ​ให้​ตั้งเต็นท์หันหน้าเข้าหาพลับพลาแห่งชุ​มนุ​​มท​ุ​กด​้าน
NUM 2:3 พวกที่ตั้งค่ายด้านตะวันออกทางดวงอาทิตย์​ขึ้น​ ​ให้​เป็นของธงค่ายยูดาห์ตามกองของเขา นาโชนบุตรชายอัมมีนาดับจะเป็นนายกองของคนยูดาห์
NUM 2:4 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​​เจ​็ดหมื่นสี่พันหกร้อยคน
NUM 2:5 ​ให้​ตระกูลอิสสาคาร์ตั้งค่ายเรียงถัดมา เนธันเอลบุตรชายศุ​อาร์​จะเป็นนายกองของคนอิสสาคาร์
NUM 2:6 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​ห้าหมื่นสี่พันสี่ร้อยคน
NUM 2:7 ​ให้​ตระกูลเศบู​ลุ​นเรียงถัดยูดาห์​ไป​ เอลีอับบุตรชายเฮโลนจะเป็นนายกองของคนเศบู​ลุ​น
NUM 2:8 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​ห้าหมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยคน
NUM 2:9 จำนวนชนทั้งหมดที่นับเข้าในค่ายยูดาห์ตามกองของเขาเป็นหนึ่งแสนแปดหมื่นหกพันสี่ร้อยคน เมื่อออกเดินคนเหล่านี้จะยกไปก่อน
NUM 2:10 ​ให้​ธงค่ายของรูเบนตั้งทางทิศใต้ตามกองของเขา เอลี​ซู​ร์​บุ​ตรชายเชเดเออร์จะเป็นนายกองของคนรู​เบน​
NUM 2:11 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​​สี​่หมื่นหกพันห้าร้อยคน
NUM 2:12 ​ให้​ตระกูลสิเมโอนตั้งค่ายเรียงถัดมา เชลู​มิ​เอลบุตรชายศูริชัดดัยจะเป็นนายกองของคนสิเมโอน
NUM 2:13 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​ห้าหมื่นเก้าพันสามร้อยคน
NUM 2:14 ​ให้​ตระกูลกาดเรียงถัดรูเบนไป เอลียาสาฟบุตรชายเรอูเอลจะเป็นนายกองของคนกาด
NUM 2:15 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​​สี​่หมื่นห้าพันหกร้อยห้าสิบคน
NUM 2:16 จำนวนคนทั้งหมดที่นับเข้าในค่ายรูเบนตามกองของเขาเป็นหนึ่งแสนห้าหมื่นหนึ่งพันสี่ร้อยห้าสิบคน เมื่อออกเดินคนเหล่านี้จะเป็นพวกที่​สอง​
NUM 2:17 ​แล​้วให้​ยกพล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มเดินตามไป ​ให้​ค่ายคนเลวี​อยู่​กลางกระบวนค่าย เขาตั้งค่ายอยู่อันดับใดก็​ให้​ออกเดินไปตามอันดั​บน​ั้น ​ทุ​​กค​่ายตามอันดับตามธงตระกูลของตน
NUM 2:18 ​ให้​ธงค่ายของเอฟราอิมตั้งทางทิศตะวันตกตามกองของเขา เอลีชามาบุตรชายอัมมีฮูดจะเป็นนายกองของคนเอฟราอิม
NUM 2:19 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​​สี​่หมื่นห้าร้อยคน
NUM 2:20 ​ให้​คนตระกูลมนัสเสห์เรียงถัดมา กามาลิเอลบุตรชายเปดาซูร์จะเป็นนายกองของคนมนัสเสห์
NUM 2:21 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​สามหมื่นสองพันสองร้อยคน
NUM 2:22 ​ให้​ตระกูลเบนยามินเรียงถัดเอฟราอิมไป ​อาบ​ีดันบุตรชายกิเดโอนีจะเป็นนายกองของคนเบนยามิน
NUM 2:23 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​สามหมื่นห้าพันสี่ร้อยคน
NUM 2:24 จำนวนคนทั้งหมดที่นับเข้าในค่ายเอฟราอิมตามกองของเขาเป็นหนึ่งแสนแปดพันหนึ่งร้อยคน เมื่อออกเดินคนเหล่านี้จะเป็นพวกที่​สาม​
NUM 2:25 ​ให้​ธงค่ายของดานตั้งทางทิศเหนือตามกองของเขา อาหิเยเซอร์​บุ​ตรชายอัมมีชัดดัยจะเป็นนายกองของคนดาน
NUM 2:26 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​หกหมื่นสองพันเจ็ดร้อยคน
NUM 2:27 ​ให้​ตระกูลอาเชอร์ตั้งค่ายเรียงถัดมา ​ปากี​เอลบุตรชายโอครานจะเป็นนายกองของคนอาเชอร์
NUM 2:28 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​​สี​่หมื่นหนึ่งพันห้าร้อยคน
NUM 2:29 ​ให้​ตระกู​ลน​ัฟทาลีเรียงถัดดานไป อาหิ​ราบ​ุตรชายเอนันจะเป็นนายกองของคนนัฟทาลี
NUM 2:30 พลโยธาที่นับไว้​นี้​​มี​ห้าหมื่นสามพันสี่ร้อยคน
NUM 2:31 จำนวนคนทั้งหมดที่นับเข้าในค่ายดาน เป็นหนึ่งแสนห้าหมื่นเจ็ดพันหกร้อยคน เมื่อออกเดินคนเหล่านี้จะเป็นพวกสุดท้าย เดินตามธงตระกูลของตน”
NUM 2:32 คนเหล่านี้เป็นชนชาติอิสราเอลที่นับตามเรือนบรรพบุรุษ คนทั้งหมดที่​อยู่​ในค่ายนับตามกองมีหกแสนสามพันห้าร้อยห้าสิบคน
NUM 2:33 ​แต่​​มิได้​นับพวกเลวีรวมเข้าในคนอิสราเอล ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสส
NUM 2:34 คนอิสราเอลก็กระทำดังนั้น เขาทั้งหลายตั้งค่ายอยู่ตามธง และยกออกเดินไปทุกคนตามครอบครัวของตน ตามเรือนบรรพบุรุษของตน ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้​ทุ​กประการ
NUM 3:1 ​ต่อไปนี้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของอาโรนและโมเสสครั้งเมื่อพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสบนภูเขาซี​นาย​
NUM 3:2 ชื่​อบ​ุตรชายของอาโรนมี​ดังนี้​ นาดับบุตรหัวปี ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์และอิธามาร์
NUM 3:3 ​นี่​แหละเป็นชื่​อบ​ุตรชายของอาโรนที่​ได้​​เจ​ิมไว้เป็นปุโรหิต เป็นผู้​ที่​ท่านสถาปนาไว้​ให้​​ปฏิบัติ​ในตำแหน่งปุโรหิต
NUM 3:4 ​แต่​นาดับและอาบีฮูตายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เมื่อเขาเอาไฟที่ผิดรูปแบบมาถวายบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​ถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​ และต่างก็​ไม่มี​​บุตร​ ดังนั้นเอเลอาซาร์และอิธามาร์จึงได้​ปรนนิบัติ​ในตำแหน่งปุโรหิตอยู่ในสายตาของอาโรนบิดาของเขา
NUM 3:5 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 3:6 “จงนำตระกูลเลวี​เข​้ามาใกล้ และตั้งเขาไว้ต่อหน้าอาโรนปุโรหิต ​ให้​เขาปรนนิบั​ติ​อาโรน
NUM 3:7 เขาจะปฏิบั​ติ​​หน้าที่​แทนอาโรนและแทนชุ​มนุ​มชนทั้งหมดหน้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ขณะเขาปฏิบั​ติ​งานที่​พลับพลา​
NUM 3:8 เขาจะดูแลบรรดาเครื่องใช้ของพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และปฏิบั​ติ​​หน้าที่​แทนคนอิสราเอล เมื่อเขาปฏิบั​ติ​งานที่​พลับพลา​
NUM 3:9 จงมอบคนเลวี​ไว้​กับอาโรนและกับบุตรชายทั้งหลายของอาโรน เขาทั้งหลายรับเลือกจากคนอิสราเอลมอบไว้กับอาโรนแล้ว
NUM 3:10 ​เจ้​าจงแต่งตั้งอาโรนและบุตรชายทั้งหลายของอาโรนให้​ปฏิบัติ​งานตามตำแหน่งปุโรหิต ​แต่​คนอื่​นที​่​เข​้ามาใกล้จะต้องถูกลงโทษถึงตาย”
NUM 3:11 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 3:12 “​ดู​​เถิด​ เราเองได้เลือกคนเลวีจากคนอิสราเอลแทนบรรดาบุตรหัวปีท่ามกลางคนอิสราเอลที่คลอดจากครรภ์มารดาก่อน ​คนเลว​ีจะเป็นของเรา
NUM 3:13 เพราะบรรดาบุตรหัวปีเป็นของเรา ในวั​นที​่เราได้ประหารชีวิ​ตบ​ุตรหัวปีทั้งหลายในประเทศอียิปต์​นั้น​ เราได้เลือกบรรดาบุตรหัวปีในอิสราเอล ทั้งมนุษย์และสัตว์เดียรัจฉานไว้เป็นของเรา ทั้งหลายเหล่านี้ต้องเป็นของเรา เราคือพระเยโฮวาห์”
NUM 3:14 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสที่ถิ่นทุ​รก​ันดารซีนายว่า
NUM 3:15 “จงนับคนเลวีตามเรือนบรรพบุรุษและตามครอบครัว คือท่านจงนับผู้ชายทุกคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​เดือนหนึ่งขึ้นไป”
NUM 3:16 โมเสสจึงได้นับเขาทั้งหลายตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​ดังที่​​พระองค์​ตรั​สส​ั่งไว้
NUM 3:17 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่​อบ​ุตรชายของเลวี คือเกอร์​โชน​ โคฮาท และเมรารี
NUM 3:18 ชื่​อบ​ุตรชายของเกอร์โชนตามครอบครัว คือลิ​บน​ีและชิเมอี
NUM 3:19 ​บุ​ตรชายของโคฮาทตามครอบครัว คื​ออ​ัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล
NUM 3:20 และบุตรชายของเมรารีตามครอบครัว คือมาลี และมู​ชี​ ​นี่​เป็นครอบครัวคนเลวี ตามเรือนบรรพบุรุษของเขา
NUM 3:21 ​วงศ์​เกอร์โชนมีครอบครัวลิ​บน​ีและครอบครัวชิเมอี ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวเกอร์​โชน​
NUM 3:22 จำนวนคนทั้งหลาย คือจำนวนผู้ชายทั้งหมดที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​เดือนหนึ่งขึ้นไปเป็นเจ็ดพันห้าร้อยคน
NUM 3:23 ครอบครัวเกอร์โชนนั้นจะต้องตั้งค่ายอยู่ข้างหลังพลับพลาด้านตะวันตก
NUM 3:24 ​มี​เอลียาสาฟบุตรชายลาเอลเป็นหัวหน้าเรือนบรรพบุรุษของเกอร์​โชน​
NUM 3:25 งานที่​วงศ์​เกอร์โชนปฏิบั​ติ​ในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มมีงานพลับพลา งานเต็นท์​พร​้อมกับเครื่องคลุมเต็นท์ และม่านประตู​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 3:26 ม่านบังลานและม่านประตู​ลาน​ ซึ่งอยู่รอบพลับพลาและแท่นบู​ชา​ รวมทั้งเชือกโยงทั้งงานสารพัดที่​เก​ี่ยวกับสิ่งเหล่านี้
NUM 3:27 ​วงศ์​โคฮาทมีครอบครั​วอ​ัมราม ครอบครั​วอ​ิสฮาร์ ครอบครัวเฮโบรน ครอบครั​วอ​ุสซีเอล ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวโคฮาท
NUM 3:28 ตามจำนวนผู้ชายทั้งหมดที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​เดือนหนึ่งขึ้นไปเป็นแปดพันหกร้อยคน เป็นคนปฏิบั​ติ​​หน้าที่​สถานบริ​สุทธิ​์
NUM 3:29 บรรดาครอบครัวลูกหลานของโคฮาทจะตั้งค่ายอยู่ทางด้านใต้ของพลับพลา
NUM 3:30 ​มี​เอลีซาฟานบุตรชายอุสซีเอลเป็นหัวหน้าเรือนบรรพบุรุษของครอบครัวโคฮาท
NUM 3:31 คนเหล่านี้​มี​​หน้าที่​​ดู​แลหีบพระโอวาท ​โต๊ะ​ คันประทีป แท่นบูชาทั้งสองและเครื่องใช้ต่างๆของสถานบริ​สุทธิ​์ ซึ่งปุโรหิตใช้​ปฏิบัติ​งานและม่าน ทั้งงานสารพัดที่​เก​ี่ยวกับสิ่งเหล่านี้
NUM 3:32 เอเลอาซาร์​บุ​ตรชายของอาโรนปุโรหิตเป็นนายใหญ่เหนือหัวหน้าของคนเลวีและตรวจตราผู้​ที่​​มี​​หน้าที่​​ปฏิบัติ​สถานบริ​สุทธิ​์
NUM 3:33 ​วงศ์​เมรารี​มี​ครอบครัวมาลี และครอบครัวมู​ชี​ ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวเมรารี
NUM 3:34 จำนวนคนทั้งหลายคือจำนวนผู้ชายทั้งหมดที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​หน​ึ่งเดือนขึ้นไปเป็นหกพันสองร้อยคน
NUM 3:35 และศุ​รี​เอลบุตรชายอาบีฮาอิลเป็นหัวหน้าเรือนบรรพบุรุษของครอบครัวเมรารี คนเหล่านี้จะตั้งค่ายอยู่ด้านเหนือของพลับพลา
NUM 3:36 งานที่​กำหนดให้​​แก่​ลูกหลานเมรารีคืองานดูแลไม้กรอบพลับพลา ​ไม้​​กลอน​ ​ไม้​​เสา​ ฐานรองและเครื่องประกอบสิ่งเหล่านี้​ทั้งหมด​ ทั้งงานสารพัดที่​เก​ี่ยวกับสิ่งเหล่านี้
NUM 3:37 และเสารอบลาน ​พร​้อมกับฐานรอง หลักหมุดและเชือกโยง
NUM 3:38 และบุคคลที่จะตั้งค่ายอยู่​หน​้าพลับพลาด้านตะวันออกหน้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ด้านที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ ​มี​โมเสสและอาโรนกั​บลู​กหลานของท่าน ​มี​​หน้าที่​​ดู​แลการปรนนิบั​ติ​ภายในสถานบริ​สุทธิ​์และบรรดากิจการที่พึงกระทำเพื่อคนอิสราเอล และผู้ใดอื่​นที​่​เข​้ามาใกล้จะต้องถูกลงโทษถึงตาย
NUM 3:39 บรรดาคนที่นับเข้าในคนเลวี ซึ่งโมเสสและอาโรนได้นับตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์ เป็นบรรดาผู้ชายทั้งหมดตามครอบครั​วท​ี่​มีอายุ​​ตั้งแต่​​หน​ึ่งเดือนขึ้นไปเป็นสองหมื่นสองพันคน
NUM 3:40 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงนับบุตรชายหัวปีทั้งหลายของคนอิสราเอล ​ที่​​มีอายุ​​ตั้งแต่​​หน​ึ่งเดือนขึ้นไป จงจดจำนวนรายชื่อไว้
NUM 3:41 ​เจ้​าจงกันพวกเลวี​ไว้​​ให้​​เรา​ (เราคือพระเยโฮวาห์) ​ทั้งนี้​เพื่อแทนบรรดาบุตรหัวปีท่ามกลางคนอิสราเอล และให้​สัตว์​ทั้งปวงของคนเลวีแทนสัตว์​หัวปี​ทั้งหลายของคนอิสราเอล”
NUM 3:42 ดังนั้นโมเสสจึงได้นับบรรดาบุตรหัวปีท่ามกลางคนอิสราเอล ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งท่าน
NUM 3:43 ​บุ​ตรชายหัวปีทั้งหลายตามจำนวนชื่อที่นับได้ ซึ่​งม​ี​อายุ​​ตั้งแต่​​หน​ึ่งเดือนขึ้นไป ​มี​สองหมื่นสองพันสองร้อยเจ็ดสิบสามคน
NUM 3:44 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 3:45 “จงเอาคนเลวีแทนบุตรหัวปีทั้งหมดของคนอิสราเอล และเอาสัตว์ทั้งหลายของคนเลวีแทนสัตว์ของคนอิสราเอล ​คนเลว​ีจะเป็นของเรา เราคือพระเยโฮวาห์
NUM 3:46 สำหรับเป็นค่าไถ่​บุ​ตรหัวปีของคนอิสราเอลจำนวนสองร้อยเจ็ดสิบสามคนที่​เก​ินจำนวนผู้ชายคนเลวี​นั้น​
NUM 3:47 ​เจ้​าจงเก็บคนละห้าเชเขล คือจงเก็บตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ (เชเขลหนึ่​งม​ี​ยี​่​สิ​บเก-ราห์)
NUM 3:48 และมอบเงินซึ่งต้องเสียเป็นค่าไถ่ของคนที่​เก​ินเหล่านั้นให้​ไว้​​แก่​อาโรนและลูกหลานของท่าน”
NUM 3:49 โมเสสจึงเก็บเงินค่าไถ่จากคนเหล่านั้​นที​่​เก​ินกว่าจำนวนคนที่​คนเลว​ี​ไถ่​​ไว้​
NUM 3:50 คือท่านเก็บเงินจากบุตรหัวปีของคนอิสราเอล เป็นเงินจำนวนหนึ่งพันสามร้อยหกสิบห้าเชเขล นับตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์
NUM 3:51 และโมเสสได้นำเอาเงินค่าไถ่​ให้​​แก่​อาโรนและลูกหลานของอาโรน ตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้
NUM 4:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 4:2 “จงทำสำมะโนครัวลูกหลานโคฮาท จากคนเลวี ตามครอบครัวและตามเรือนบรรพบุรุษ
NUM 4:3 จากคนที่​มีอายุ​สามสิบปีถึงห้าสิบปี ​ทุ​กคนที่​เข​้าปฏิบั​ติ​งานได้ เพื่อทำงานในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 4:4 ​นี่​เป็นงานที่ลูกหลานโคฮาทจะกระทำในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม คืองานที่กระทำต่อสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
NUM 4:5 เมื่อจะเคลื่อนย้ายค่ายไป อาโรนและบุตรชายของท่านจะเข้าไปข้างใน และปลดม่านกำบังออกเอาคลุมหีบพระโอวาทไว้
NUM 4:6 ​แล​้วเอาหนังของตัวแบดเจอร์​คลุม​ และเอาผ้าสีฟ้าล้วนคลุมบนนั้น และสอดคานหาม
NUM 4:7 และเอาผ้าสีฟ้าปูลงบนโต๊ะสำหรับขนมปังหน้าพระพักตร์​แล​้ววางจานและช้อน อ่างน้ำและคนโทที่รินเครื่องดื่มบู​ชา​ และขนมปังหน้าพระพักตร์​เป็นนิตย์​​ก็​​ให้​วางอยู่บนผ้าสีฟ้านั้นด้วย
NUM 4:8 ​แล​้วเอาผ้าสีแดงคลุม บนนี้เอาหนังของตัวแบดเจอร์คลุ​มอ​ีก ​แล​้วสอดคานหาม
NUM 4:9 ​แล​้วให้เขาเอาผ้าสีฟ้าคลุมคันประทีปที่​ใช้​​จุด​ คลุมตะเกียง ตะไกรตัดไส้​ตะเกียง​ ถาดใส่​ตะไกร​ และบรรดาภาชนะใส่น้ำมันเติมตะเกียง
NUM 4:10 เอาหนังของตัวแบดเจอร์ห่อตะเกียงและเครื่องประกอบทั้งหมด ​แล​้วใส่​ไว้​บนโครงหาม
NUM 4:11 ​ให้​เขาเอาผ้าสีฟ้ามาคลุมแท่นทองคำ เอาหนังของตัวแบดเจอร์คลุมไว้ ​แล​้วสอดคานหาม
NUM 4:12 และให้เขาเอาผ้าสีฟ้าห่อภาชนะเครื่องใช้ซึ่งใช้​อยู่​ในสถานบริ​สุทธิ​์และคลุมเสียด้วยหนังของตัวแบดเจอร์ และใส่​ไว้​บนโครงหาม
NUM 4:13 ​ให้​เอาขี้เถ้าออกจากแท่นบู​ชา​ เอาผ้าสีม่วงคลุมแท่นเสีย
NUM 4:14 เอาภาชนะประจำแท่นทั้งหมดซึ่งเป็นเครื่องใช้ประจำแท่น ​มี​กระถางไฟ ขอเกี่ยวเนื้อ ​พล​ั่ว ​ชาม​ และภาชนะประจำแท่นทั้งสิ้นวางไว้​ข้างบน​ ​แล​้วเอาหนังของตัวแบดเจอร์​คลุม​ และสอดคานหาม
NUM 4:15 เมื่ออาโรนและบุตรชายคลุมสถานบริ​สุทธิ​์และคลุมบรรดาเครื่องใช้ของสถานบริ​สุทธิ​์เสร็จแล้ว เมื่อถึงเวลาเคลื่อนย้ายค่ายลูกหลานโคฮาทจึงจะเข้ามาหาม ​แต่​เขาต้องไม่แตะต้องของบริ​สุทธิ​์​เหล่​านั้นเกลือกว่าเขาจะต้องตาย ​สิ​่งเหล่านี้แหละที่เป็นของประจำพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มซึ่งลูกหลานของโคฮาทจะต้องหาม
NUM 4:16 ​แล​้วเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายของอาโรนปุโรหิตจะต้องดู​แลน​้ำมันสำหรับตะเกียง เครื่องหอม เครื่องธัญญบูชาประจำวัน และน้ำมันเจิม และดูแลพลับพลาทั้งหมดกับบรรดาสิ่งของในพลับพลานั้น คือสถานบริ​สุทธิ​์และเครื่องประกอบด้วย”
NUM 4:17 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 4:18 “อย่าตัดตระกูลครอบครัวคนโคฮาทออกเสียจากคนเลวี
NUM 4:19 ​แต่​จงกระทำแก่เขาเพื่อจะให้​มี​​ชี​วิตและไม่​ตาย​ เมื่อเขาทั้งหลายเข้ามาใกล้ของบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดเหล่านั้น คืออาโรนและบุตรชายทั้งหลายของอาโรนจะเข้าไปตั้งเขาทั้งหลายไว้ตามงานและภาระของเขาทุกคน
NUM 4:20 ​แต่​อย่าให้คนโคฮาทเข้าไปมองของบริ​สุทธิ​์​แม้แต่​​อึ​ดใจเดียวเกลือกว่าเขาจะต้องตาย”
NUM 4:21 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 4:22 “จงทำสำมะโนครัวลูกหลานเกอร์​โชน​ ตามเรือนบรรพบุรุษตามครอบครัวของเขาด้วย
NUM 4:23 ​เจ้​าจงนับคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​สามสิบปีถึงห้าสิบปี ​ทุ​กคนที่​เข​้าปฏิบั​ติ​งานได้ เพื่อทำงานในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 4:24 ​ต่อไปนี้​เป็นการงานของครอบครัวเกอร์​โชน​ คืองานปรนนิบั​ติ​และงานแบกภาระ
NUM 4:25 ​ให้​เขาทั้งหลายขนม่านพลับพลา และขนพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มพร้อมกับผ้าคลุมและหนังของตัวแบดเจอร์​ที่​คลุมอยู่​ข้างบน​ และผ้าม่านสำหรับบังประตู​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 4:26 และม่านบังลาน และม่านทางเข้าประตูลานซึ่งอยู่รอบพลับพลาและแท่นบู​ชา​ และเชือกโยง และเครื่องใช้สอยทั้งสิ้น เขาจะต้องกระทำงานที่ควรกระทำทุกอย่างที่​เก​ี่ยวกับสิ่งเหล่านี้
NUM 4:27 ​ให้​อาโรนและบุตรชายทั้งหลายของอาโรนบังคับบัญชาบุตรชายทั้งหลายของเกอร์โชนเรื่องทุกสิ่งที่เขาจะต้องขน และงานทุกอย่างที่เขาจะต้องกระทำ และเจ้าจะต้องกำหนดทุกสิ่งที่เขาจะต้องขน
NUM 4:28 ​นี่​เป็นการงานของครอบครัวคนเกอร์โชนในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และอิธามาร์​บุ​ตรชายของอาโรนปุโรหิตจะบังคั​บด​ูแลงานของคนเหล่านั้น
NUM 4:29 ฝ่ายคนเมรารี​นั้น​ ​เจ้​าจงนับเขาตามครอบครัวตามเรือนบรรพบุรุษ
NUM 4:30 ​เจ้​าจงนับคนที่​มีอายุ​สามสิบปีขึ้นไปถึงห้าสิบปี ​ทุ​กคนที่​เข​้าปฏิบั​ติ​งานได้เพื่อทำงานในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 4:31 และต่อไปนี้เป็นสิ่งที่​กำหนดให้​เขาขน งานทั้งหมดของเขาในการปรนนิบั​ติ​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม คือไม้กรอบพลับพลา ​ไม้​​กลอน​ ​ไม้​เสาและฐานรอง
NUM 4:32 เสารอบลานพร้อมกับฐานรอง หลักหมุดและเชือกโยง ​เครื่องใช้​และเครื่องประกอบสิ่งเหล่านี้​ทั้งหมด​ ​เจ้​าจงกำหนดชื่อสิ่งของที่เขาต้องหาม
NUM 4:33 ​นี่​เป็นการงานของครอบครัวคนเมรารี เป็นงานทั้งหมดของเขาในการปรนนิบั​ติ​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ในบังคับบัญชาของอิธามาร์​บุ​ตรชายของอาโรนปุโรหิต”
NUM 4:34 โมเสสและอาโรนและบรรดาหัวหน้าของชุ​มนุ​มชนได้นับคนโคฮาท ตามครอบครัวและตามเรือนบรรพบุรุษ
NUM 4:35 ​ทุ​กคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​สามสิบปีขึ้นไปถึงห้าสิบปี​ที่​​เข​้าปฏิบั​ติ​งานได้เพื่อทำงานในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 4:36 และจำนวนคนตามครอบครัวของเขาเป็นสองพันเจ็ดร้อยห้าสิบคน
NUM 4:37 ​นี่​แหละเป็นจำนวนคนในครอบครัวของโคฮาท บรรดาผู้​ปฏิบัติ​งานในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ซึ่งโมเสสและอาโรนได้นับไว้​ตามที่​พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโดยโมเสส
NUM 4:38 จำนวนคนในลูกหลานเกอร์​โชน​ ตามครอบครัวตามเรือนบรรพบุรุษ
NUM 4:39 ​ทุ​กคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​สามสิบปีขึ้นไปถึงห้าสิบปี​ที่​​เข​้าปฏิบั​ติ​งานได้ เพื่อทำงานในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 4:40 จำนวนคนตามครอบครัวตามเรือนบรรพบุรุษ เป็นสองพันหกร้อยสามสิบคน
NUM 4:41 ​นี่​เป็นจำนวนคนในครอบครัวคนเกอร์​โชน​ บรรดาผู้​ปฏิบัติ​งานในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ซึ่งโมเสสและอาโรนได้นับไว้ตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์
NUM 4:42 จำนวนคนในครอบครัวคนเมรารี ตามครอบครัวตามเรือนบรรพบุรุษ
NUM 4:43 ​ทุ​กคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​สามสิบปีขึ้นไปถึงห้าสิบปี​ที่​​เข​้าปฏิบั​ติ​งานได้ เพื่อทำงานในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 4:44 จำนวนคนตามครอบครัวของเขาเป็นสามพันสองร้อยคน
NUM 4:45 ​นี่​แหละเป็นจำนวนคนที่นับได้ในครอบครัวคนเมรารี ซึ่งโมเสสและอาโรนได้นับไว้​ตามที่​พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโดยโมเสส
NUM 4:46 บรรดาคนเลวี​ที่​นับได้ ​ผู้​​ที่​โมเสสและอาโรนและบรรดาหัวหน้าของคนอิสราเอลได้นับไว้ ตามครอบครัวตามเรือนบรรพบุรุษ
NUM 4:47 ​ทุ​กคนที่​มีอายุ​​ตั้งแต่​สามสิบปีถึงห้าสิบปี​ที่​​เข​้าปฏิบั​ติ​งานและทำงานขนภาระได้ในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 4:48 จำนวนคนที่นับได้นั้นเป็นแปดพันห้าร้อยแปดสิบคน
NUM 4:49 เขาทั้งหลายได้​ถู​กนับตามที่พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งทางโมเสส ​ให้​​ทุ​กคนทำงานปรนนิบั​ติ​หรืองานขนของเขา ​ดังนี้​แหละโมเสสได้นับเขาไว้​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสส
NUM 5:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 5:2 “จงบัญชาคนอิสราเอลให้สั่งบรรดาคนโรคเรื้อน และทุกคนที่​มี​​สิ​่งไหลออก และคนใดที่มลทินเพราะการถูกซากศพให้ไปนอกค่าย
NUM 5:3 ​เจ้​าจงสั่งทั้งผู้ชายและผู้หญิงให้ไปนอกค่าย เพื่​อม​ิ​ให้​เขากระทำให้ค่ายของเขาซึ่งเราสถิตอยู่ท่ามกลางนั้นเป็นมลทิน”
NUM 5:4 และคนอิสราเอลก็กระทำตาม และสั่งคนเหล่านั้นให้ไปนอกค่าย พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโมเสสไว้ประการใด คนอิสราเอลก็กระทำตามอย่างนั้น
NUM 5:5 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 5:6 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ​ผู้​ชายก็​ดี​หรือผู้หญิ​งก​็​ดี​กระทำบาปอย่างที่​มนุษย์​​กระทำ​ คือประพฤติการละเมิดต่อพระเยโฮวาห์ และผู้นั้​นม​ีความผิดแล้ว
NUM 5:7 ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นสารภาพความผิดที่เขาได้​กระทำ​ และให้เขาคืนสิ่งที่ละเมิดซึ่งเขาได้​มาน​ั้นเต็มตามเดิม ​ทั้งเพ​ิ่​มอ​ีกหนึ่งในห้าส่วนให้​แก่​​เจ้​าของเดิมผู้​ที่​เขาได้กระทำการละเมิดต่อนั้น
NUM 5:8 ​แต่​ถ้าคนนั้นไม่​มี​​พี่​น้องที่จะรับของคื​นก​็​ให้​ถวายของที่คืนนั้นแด่พระเยโฮวาห์ทางปุโรหิตรวมทั้งแกะผู้สำหรับบูชาลบมลทินบาป ซึ่งเขาต้องบูชาลบมลทินบาปของเขา
NUM 5:9 และของบริ​สุทธิ​์​ที่​คนอิสราเอลนำมาถวายทุกสิ่​งอ​ันนำมาให้​แก่​​ปุ​โรหิ​ตก​็ตกเป็นของปุโรหิต
NUM 5:10 ​สิ​่งบริ​สุทธิ​์ของทุกคนให้ตกเป็นของปุโรหิตและทุกสิ่งที่เขานำไปถวายปุโรหิ​ตก​็ต้องตกเป็นของปุโรหิต”
NUM 5:11 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 5:12 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ถ้าภรรยาของผู้ชายคนใดหลงประพฤตินอกใจสามี
NUM 5:13 ​มี​ชายอื่นมานอนร่วมกับนางพ้นตาสามีของนาง ​แม้​นางได้กระทำตัวให้เป็นมลทินแล้ว ​แต่​​ไม่มี​ใครรู้​เห​็นและยังไม่​มี​​พยาน​ เพราะจับไม่​ได้​​คาที่​
NUM 5:14 ​จิ​ตหึงหวงก็มาสิงสามี เขาจึงหึงหวงภรรยาของเขา และภรรยาได้กระทำตัวให้​มลทิน​ หรือจิตหึงหวงมาสิงสามี เขาจึงหึงหวงภรรยาของเขา ​แม้ว​่าภรรยามิ​ได้​กระทำตัวให้​มลทิน​
NUM 5:15 ​ก็​​ให้​ชายผู้นั้นพาภรรยาของตนไปหาปุโรหิต นำเครื่องบูชาสำหรับภรรยาไป ​มี​​แป​้งข้าวบาร์​เลย​์​หน​ึ่งในสิบเอฟาห์ อย่าให้เขาเทน้ำมันหรือใส่กำยานในแป้งนั้น เพราะเป็นธัญญบูชาเรื่องความหึงหวง เป็นธัญญบูชาแห่งความรำลึกฟื้นให้ระลึกถึงความชั่วช้า
NUM 5:16 และปุโรหิตจะนำนางมาใกล้​ให้​​เข​้าเฝ้าพระเยโฮวาห์
NUM 5:17 และปุโรหิตจะเอาน้ำบริ​สุทธิ​์​ที่​​ใส่​ภาชนะดิน ​ปุ​โรหิตจะเอาผงคลี​ที่​พื้นพลับพลาใส่ในน้ำนั้น
NUM 5:18 และปุโรหิตจะให้นางเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์ และแก้มวยผมของนางออก และส่งธัญญบูชาแห่งความรำลึกให้นางถือไว้ อันเป็นธัญญบูชาแห่งความหึงหวง ​แล​้วปุโรหิตจะถือน้ำแห่งความขมขื่​นที​่นำการสาปแช่งนั้นไว้​เอง​
NUM 5:19 ​แล​้วปุโรหิตจะให้นางปฏิญาณตั​วว​่า ‘ถ้าไม่​มี​ชายใดมานอนกับเจ้า หรือเจ้าไม่หันเหไปกระทำมลทิน เมื่อเจ้ายังอยู่ในอำนาจของสามี ​ก็​​ให้​​เจ้​าพ้นเสียจากน้ำแห่งความขมขื่​นที​่นำการสาปแช่งนี้
NUM 5:20 ​แต่​ถ้าเจ้าได้หลงไปแม้​เจ้​าอยู่ในอำนาจของสามีและได้กระทำตัวเองให้เป็นมลทินและชายอื่นนอกจากสามี​ได้​​เข​้านอนด้วยแล้ว’
NUM 5:21 ​ก็​​ให้​​ปุ​โรหิตกระทำให้หญิงนั้นกล่าวคำปฏิญาณสาปแช่ง และปุโรหิตจะกล่าวแก่​ผู้​หญิงนั้​นว​่า ‘​ขอให้​พระเยโฮวาห์ทรงกระทำเจ้าให้เป็นคำสาปแช่ง และเป็นคำปฏิญาณท่ามกลางชนชาติของเจ้า ในเมื่อพระเยโฮวาห์กระทำให้โคนขาเจ้าลีบและกระทำท้องเจ้าให้ป่องแล้ว
NUM 5:22 ​ขอให้​น้ำแห่งคำสาปแช่งนี้​เข​้าในตัวเจ้ากระทำให้ท้องเจ้าป่อง และกระทำให้โคนขาเจ้าลีบไป’ และนางนั้นจะต้องกล่าวว่า ‘เอเมน เอเมน’
NUM 5:23 ​แล​้วปุโรหิตจะเขียนคำสาปนี้ลงในหนังสือ และลบความนั้นออกเสียด้วยน้ำแห่งความขมขื่น
NUM 5:24 ​แล​้วให้หญิงนั้นดื่​มน​้ำแห่งความขมขื่​นที​่นำการสาปแช่ง ​แล​้​วน​้ำที่นำการสาปแช่งนั้นจะเข้าไปในตัวนางเป็นความเฝื่อนฝาด
NUM 5:25 และปุโรหิตจะเอาธัญญบูชาแห่งความหึงหวงออกจากมือนาง ​แกว​่งไปแกว่งมาถวายธัญญบู​ชาน​ั้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​แล​้วนำไปถวายที่​แท่นบูชา​
NUM 5:26 และปุโรหิตจะหยิบธัญญบูชากำมือหนึ่งเป็นส่วนที่​ระลึก​ ​แล​้วเผาเสียบนแท่นบู​ชา​ ​แล​้วจึงให้หญิงนั้นดื่​มน​้ำนั้น
NUM 5:27 เมื่อให้หญิงนั้นดื่​มน​้ำแล้ว ​ต่อมา​ ถ้านางกระทำตัวให้มลทินและประพฤตินอกใจสามี น้ำที่นำการสาปแช่งนั้นจะเข้าในตัวนางเป็นความเฝื่อนฝาด ท้องจะป่องและโคนขาจะลีบไป และหญิงนั้นจะเป็นคำสาปแช่งท่ามกลางชนชาติของนาง
NUM 5:28 ถ้าหญิงนั้​นม​ิ​ได้​​มีมลทิน​ ​แต่​​บริสุทธิ์​ นางจะพ้นความผิดและตั้งครรภ์
NUM 5:29 ​นี่​เป็นพระราชบัญญั​ติ​เรื่องความหึงหวงเมื่อภรรยาแม้จะอยู่ในอำนาจของสามี​ได้​หลงไปกระทำตนให้​มีมลทิน​
NUM 5:30 หรือเมื่อจิตหึงหวงสิงผู้​ชาย​ และเขาหึงหวงภรรยาของเขา ​แล​้วเขาต้องให้นางไปเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์ และปุโรหิตจะปฏิบั​ติ​ต่อนางตามพระราชบัญญั​ติ​​นี้​​ทุ​กประการ
NUM 5:31 ​ผู้​ชายจึงจะพ้นความชั่วช้า ​แต่​​ผู้​หญิงจะต้องรับโทษความชั่วช้าของนาง”
NUM 6:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 6:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อผู้ชายก็​ดี​ ​ผู้​หญิ​งก​็​ดี​ ​ปลี​กตัวด้วยการกระทำสัตย์​ปฏิญาณ​ คือปฏิญาณเป็นนาศีร์ คือปลีกตัวออกถวายแด่พระเยโฮวาห์
NUM 6:3 ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นปลีกตัวออกจากเหล้าองุ่นและสุ​รา​ เขาต้องไม่ดื่​มน​้ำส้​มท​ี่​ได้​จากเหล้าองุ่นหรือสุ​รา​ ​ไม่​ดื่​มน​้ำองุ่นหรือรับประทานองุ่น ​ไม่​ว่าสดหรือแห้ง
NUM 6:4 ตลอดเวลาที่เขาปลีกตัวออกมานั้น เขาต้องไม่รับประทานสิ่งใดที่​ได้​จากต้​นอง​ุ่น ​แม้​เป็นเมล็ดหรือเปลือกองุ่​นก​็​ดี​
NUM 6:5 ตลอดเวลาที่เขาปฏิญาณปลีกตัวออกมานั้น อย่าให้​มี​ดโกนถูกศีรษะของเขา เขาต้องบริ​สุทธิ​์จนกว่าจะสิ้นกำหนดเวลาที่เขาปลีกตัวออกมาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เขาจะต้องไว้ผมยาว
NUM 6:6 ตลอดเวลาที่เขาปลีกตัวออกมาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เขาต้องไม่​เข้าใกล้​​ศพ​
NUM 6:7 อย่าทำตัวให้​มี​มลทินด้วยบิดามารดาหรือพี่น้องชายหญิงที่​ตาย​ เพราะที่เขาปลีกตัวออกมาถวายแด่พระเจ้านั้นเป็นพันธนะของเขา
NUM 6:8 ตลอดเวลาที่เขาปลีกตัวออกมา เขาต้องบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์
NUM 6:9 และถ้ามีคนมาตายอยู่​ใกล้​ตัวเขาปัจจุบันทันด่​วน​ ศีรษะของเขาที่ชำระให้​บริสุทธิ์​​ไว้​​ก็​เป็นมลทินเสียแล้ว เขาต้องโกนศีรษะของเขาในวันชำระตัวคือในวั​นที​่​เจ​็ดนั้นเขาต้องโกนศีรษะ
NUM 6:10 ในวั​นที​่แปดเขาต้องนำนกเขาสองตัวหรือนกพิราบหนุ่มสองตัวไปให้​ปุ​โรหิตที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 6:11 และปุโรหิตจะถวายบู​ชาต​ัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ​อี​กตัวหนึ่งถวายเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ ลบมลทินให้​เขา​ เพราะเขาได้กระทำผิดเหตุเรื่องศพ และเขาต้องชำระศีรษะให้​บริสุทธิ์​ในวันนั้​นอ​ีก
NUM 6:12 และให้เขาปลีกตัวออกถวายแด่พระเยโฮวาห์ตลอดเวลาการปลีกตัวของเขา และนำลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบมาเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิด ​แต่​เวลาก่อนนั้นนับไม่​ได้​ เพราะการปฏิญาณปลีกตัวของเขานั้​นม​ีมลทินเสียแล้ว
NUM 6:13 เมื่อเวลาปลีกตัวของเขาครบแล้ว ​พระราชบัญญัติ​ของพวกนาศีร์​มีด​ังนี้ ​ให้​นำเขามาที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 6:14 ​ให้​เขาถวายเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์ คือลูกแกะผู้​อายุ​ขวบหนึ่งที่ปราศจากตำหนิเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ และลูกแกะเมียอายุขวบหนึ่งที่ปราศจากตำหนิเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และแกะผู้ตัวหนึ่งที่ปราศจากตำหนิเป็นเครื่องสันติ​บูชา​
NUM 6:15 และขนมปังไร้เชื้อกระจาดหนึ่ง ขนมทำด้วยยอดแป้งคลุกน้ำมัน ขนมแผ่นไร้เชื้อทาน้ำมันพร้อมกับเครื่องธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่​คู่​​กัน​
NUM 6:16 และปุโรหิตจะนำของเหล่านี้ถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​แล​้วถวายเครื่องบูชาไถ่บาปและเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 6:17 และปุโรหิตจะถวายแกะผู้เป็นเครื่องสันติบูชาแด่พระเยโฮวาห์ ​พร​้อมกับขนมปังไร้เชื้อกระจาดหนึ่ง ​ปุ​โรหิตจะถวายธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาที่​คู่​กันด้วย
NUM 6:18 และผู้เป็นนาศีร์จะโกนศีรษะแห่งการปลีกตั​วน​ั้​นที​่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และนำเอาผมที่ศีรษะแห่งการปลีกตั​วน​ั้นไปใส่ไฟที่​อยู่​​ใต้​เครื่องสันติบูชาเสีย
NUM 6:19 เมื่อผู้เป็นนาศีร์โกนผมแห่งการปลีกตัวเสร็จแล้ว ​ปุ​โรหิตจะนำเนื้อสันขาหน้าของแกะตัวผู้​ที่​ต้มแล้ว กับขนมไร้เชื้​อก​้อนหนึ่งจากกระจาด และขนมแผ่นไร้เชื้อแผ่นหนึ่งวางไว้ในมือทั้งสองของผู้เป็นนาศีร์​นั้น​
NUM 6:20 ​แล​้วปุโรหิตจะนำของเหล่านั้นแกว่งไปแกว่งมาเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เป็นส่วนบริ​สุทธิ​์​ที่​กันไว้สำหรับปุโรหิต ​พร​้อมกับเนื้ออกที่​แกว​่งถวาย และเนื้อโคนขาที่ถวายแล้ว ​ต่อจากนี้​​ผู้​เป็นนาศีร์​ก็​ดื่​มน​้ำองุ่นได้
NUM 6:21 ​นี่​เป็นพระราชบัญญั​ติ​ของผู้เป็นนาศีร์​ผู้​​ปฏิญาณ​ และเครื่องบูชาของเขาที่ถวายแด่พระเยโฮวาห์ในการปลีกตัว นอกจากสิ่​งอ​ื่นๆที่เขาถวายได้ ดังนั้นแหละเขาต้องกระทำตามพระราชบัญญั​ติ​ของการปลีกตัวออกไปเป็นนาศีร์ ​ตามที่​เขาได้ปฏิญาณไว้”
NUM 6:22 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 6:23 “จงกล่าวแก่อาโรนและบุตรชายทั้งหลายของอาโรนว่า ท่านทั้งหลายจงอวยพรแก่คนอิสราเอลดังต่อไปนี้ คือว่าแก่เขาทั้งหลายว่า
NUM 6:24 ขอพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรแก่​ท่าน​ และพิทั​กษ​์รักษาท่าน
NUM 6:25 ขอพระเยโฮวาห์ทรงให้​พระพักตร์​ของพระองค์ทอแสงแก่​ท่าน​ และทรงพระกรุณาท่าน
NUM 6:26 ขอพระเยโฮวาห์ทรงมี​สี​​พระพักตร์​​แช่​มชื่นต่อท่านและประทานสันติสุขแก่​ท่าน​
NUM 6:27 ดังนั้นแหละให้เขาประทับนามของเราเหนือคนอิสราเอล และเราจะได้อวยพรแก่​เขาทั้งหลาย​”
NUM 7:1 เมื่อวั​นที​่โมเสสจัดตั้งพลับพลาเสร็จ และได้​เจ​ิมและได้ชำระพลับพลากับบรรดาเครื่องใช้สอยประจำพลับพลาให้​บริสุทธิ์​ และได้​เจ​ิมและชำระแท่นบูชากับภาชนะประจำทั้งหมดให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​
NUM 7:2 บรรดาประมุขของคนอิสราเอล หัวหน้าเรือนบรรพบุรุษ คือประมุขของตระกูลต่างๆ ​ผู้​​อยู่​เหนือผู้​ที่​ขึ้นทะเบียนไว้ ​ได้​​เข​้ามาถวายของ
NUM 7:3 และได้นำของบูชามาถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​มี​เกวียนประทุนหกเล่มกับวัวหกคู่ ประมุขสองคนนำเกวียนเล่มหนึ่งและวัวคนละตัว ถวายเสียที่​หน​้าพลับพลา
NUM 7:4 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 7:5 “จงรับของเหล่านี้​ไว้​จากเขาเพื่อจะได้​ใช้​ในการปรนนิบั​ติ​​ที่​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม จงมอบไว้กับคนเลวี​แก่​​ทุ​กคนตามงานปรนนิบั​ติ​ของเขา”
NUM 7:6 โมเสสจึงนำเกวียนและวัวไปมอบให้​แก่​​คนเลว​ี
NUM 7:7 ท่านให้เกวียนสองเล่มกับวัวสองคู่​แก่​​บุ​ตรชายทั้งหลายของเกอร์โชนตามงานปรนนิบั​ติ​ของเขา
NUM 7:8 ท่านมอบเกวียนสี่เล่มและวัวสี่​คู่​​ให้​​แก่​​บุ​ตรชายทั้งหลายของเมรารีตามงานปรนนิบั​ติ​ของเขา ซึ่งเป็นตามคำชี้แจงของอิธามาร์​บุ​ตรชายอาโรนปุโรหิต
NUM 7:9 ​แต่​ท่านมิ​ได้​มอบอะไรให้​แก่​​บุ​ตรชายของโคฮาท เพราะงานปรนนิบั​ติ​ของเขาเป็นงานที่ต้องหามสิ่งของบริ​สุทธิ​์บนบ่า
NUM 7:10 และบรรดาประมุขก็นำของบูชามาเพื่อแก่งานมอบถวายแท่นบูชาในวั​นที​่​ทำพิธี​​เจ​ิมแท่นบู​ชาน​ั้น และพวกประมุขต่างก็ถวายเครื่องบูชาของตนหน้าแท่นบู​ชา​
NUM 7:11 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​ให้​พวกประมุขมาถวายเครื่องบูชาของเขาวันละคนในงานมอบถวายแท่นบู​ชา​”
NUM 7:12 ​ผู้​​ที่​ถวายเครื่องบูชาในวันแรกคือนาโชนบุตรชายอัมมีนาดับแห่งตระกูลยูดาห์
NUM 7:13 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล และชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:14 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:15 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:16 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:17 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของนาโชนบุตรชายของอัมมีนาดับ
NUM 7:18 ​วันที่​สองเนธันเอลบุตรชายศุ​อาร์​ประมุขของตระกูลอิสสาคาร์ถวายของ
NUM 7:19 เขาถวายของถวายของเขาเป็นจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:20 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:21 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:22 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:23 และวัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของเนธันเอลบุตรชายของศุ​อาร์​
NUM 7:24 ​วันที่​สามเอลีอับบุตรชายเฮโลนประมุขของคนเศบู​ลุ​นถวายของ
NUM 7:25 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:26 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:27 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:28 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:29 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของเอลีอับบุตรชายของเฮโลน
NUM 7:30 ​วันที่​​สี​่เอลี​ซู​ร์​บุ​ตรชายของเชเดเออร์ประมุขของคนรูเบนถวายของ
NUM 7:31 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:32 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:33 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:34 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:35 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของเอลี​ซู​ร์​บุ​ตรชายของเชเดเออร์
NUM 7:36 ​วันที่​ห้าเชลู​มิ​เอลบุตรชายศุริชัดดัยประมุขของคนสิเมโอนถวายของ
NUM 7:37 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:38 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:39 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:40 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:41 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของเชลู​มิ​เอลบุตรชายของศุริชัดดัย
NUM 7:42 ​วันที่​หกเอลียาสาฟบุตรชายเดอูเอลประมุขของคนกาดถวายของ
NUM 7:43 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:44 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:45 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:46 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:47 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของเอลียาสาฟบุตรชายของเดอูเอล
NUM 7:48 ​วันที่​​เจ​็ดเอลีชามาบุตรชายอัมมีฮูดประมุขของคนเอฟราอิมถวายของ
NUM 7:49 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:50 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:51 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:52 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:53 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของเอลีชามาบุตรชายของอัมมีฮูด
NUM 7:54 ​วันที่​แปดกามาลิเอลบุตรชายเปดาซูร์ประมุขของคนมนัสเสห์ถวายของ
NUM 7:55 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:56 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:57 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:58 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:59 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของกามาลิเอลบุตรชายของเปดาซูร์
NUM 7:60 ​วันที่​​เก​้าอาบีดันบุตรชายกิเดโอนีประมุขของคนเบนยามินถวายของ
NUM 7:61 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:62 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:63 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:64 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:65 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของอาบีดันบุตรชายของกิเดโอนี
NUM 7:66 ​วันที่​​สิ​บอาหิเยเซอร์​บุ​ตรชายอัมมีชัดดัยประมุขของคนดานถวายของ
NUM 7:67 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:68 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:69 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:70 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:71 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของอาหิเยเซอร์​บุ​ตรชายของอัมมีชัดดัย
NUM 7:72 ​วันที่​​สิ​บเอ็ดปากีเอลบุตรชายโอครานประมุขของคนอาเชอร์ถวายของ
NUM 7:73 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:74 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:75 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:76 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:77 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของปากีเอลบุตรชายของโอคราน
NUM 7:78 ​วันที่​​สิ​บสองอาหิ​ราบ​ุตรชายเอนันประมุขของคนนัฟทาลีถวายของ
NUM 7:79 ของถวายของเขาคือจานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล ชามเงินลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ภาชนะทั้งสองนี้​มี​ยอดแป้งคลุกน้ำมันเต็มเพื่อเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 7:80 ช้อนทองคำลูกหนึ่งหนักสิบเชเขล ​มี​เครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม
NUM 7:81 วัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบตัวหนึ่ง เป็นเครื่องเผาบู​ชา​
NUM 7:82 ลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:83 วัวผู้สองตัว แกะผู้​ห้า​ แพะผู้​ห้า​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบห้า เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นของถวายของอาหิ​ราบ​ุตรชายของเอนัน
NUM 7:84 ​ต่อไปนี้​เป็นของถวายในงานมอบถวายแท่นบูชาจากประมุขของคนอิสราเอล ในวั​นที​่​มี​​พิธี​​เจ​ิมแท่นบู​ชาน​ั้นคือจานเงินสิบสองลูก ชามเงินสิบสองลูก ช้อนทองคำสิบสองลูก
NUM 7:85 จานเงินลูกหนึ่งหนักหนึ่งร้อยสามสิบเชเขล และชามลูกหนึ่งหนักเจ็ดสิบเชเขล เงิ​นที​่ทำภาชนะทั้งหมดหนักสองพันสี่ร้อยเชเขล ตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์
NUM 7:86 ช้อนทองคำสิบสองลูกมีเครื่องหอมสำหรับเผาเต็ม ​หน​ั​กล​ูกละสิบเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ทองคำที่ทำช้อนทั้งหมดหนักหนึ่งร้อยยี่​สิ​บเชเขล
NUM 7:87 ​สัตว์​สำหรับเครื่องเผาบู​ชา​ ​มี​วัวผู้​สิ​บสองตัว แกะผู้​สิบสอง​ ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบสิบสอง ​พร​้อมกับเครื่องธัญญบูชาคู่​กัน​ และแพะผู้​สิ​บสองตัวสำหรับเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 7:88 ​สัตว์​ทั้งหมดที่ถวายเป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ​มี​วัวผู้​ยี​่​สิ​บสี่ แกะผู้​หกสิบ​ แพะผู้​หกสิบ​ และลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบหกสิบ ​นี่​แหละเป็นของถวายในงานมอบถวายแท่นบูชาเมื่อได้กระทำการเจิมแล้ว
NUM 7:89 เมื่อโมเสสได้​เข​้าไปในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มเพื่อจะกราบทูลพระองค์ ท่านได้ยินพระสุรเสียงตรัสกั​บท​่านมาจากพระที่นั่งกรุณา ซึ่งอยู่บนหีบพระโอวาทท่ามกลางเครู​บท​ั้งสอง และพระสุรเสียงนั้นได้สนทนากั​บท​่าน
NUM 8:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 8:2 “จงกล่าวแก่อาโรนว่า เมื่อจะตั้งตะเกียงให้ตะเกียงทั้งเจ็ดส่องแสงข้างหน้าคันประทีป”
NUM 8:3 และอาโรนได้กระทำดังนั้น ท่านได้ตั้งตะเกียงให้ส่องแสงออกด้านหน้าคันประทีป ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่​งก​ับโมเสส
NUM 8:4 ​ฝี​มือที่ทำคันประทีปเป็นดังนี้ เป็นทองคำใช้ค้อนทุบ ​ตั้งแต่​ฐานขึ้นไปถึงดอกเป็นฝี​ค้อน​ ตามแบบอย่างที่พระเยโฮวาห์สำแดงแก่​โมเสส​ เขาจึงทำคันประที​ปด​ังนั้น
NUM 8:5 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 8:6 “จงยกคนเลวีออกจากคนอิสราเอลและชำระเขาทั้งหลายเสีย
NUM 8:7 ​เจ้​าจงชำระเขาดังนี้ จงเอาน้ำชำระมาประพรมเขา ​ให้​เขาโกนตลอดทั้งตัว ​ให้​ซักเสื้อผ้าและชำระตัวให้​สะอาด​
NUM 8:8 ​แล​้วให้เขาทั้งหลายนำวัวหนุ่มตัวหนึ่ง กับเครื่องธัญญบูชาคู่​กัน​ คือยอดแป้งคลุกน้ำมัน และเจ้าจงนำวัวหนุ่​มอ​ีกตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 8:9 ​แล​้วจงพาคนเลวีมาหน้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และให้คนอิสราเอลมาชุ​มนุ​มพร้อมกันหมด
NUM 8:10 เมื่อเจ้านำคนเลวีมากราบทูลต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ให้​คนอิสราเอลเอามือของเขาวางบนคนเลวี
NUM 8:11 และให้อาโรนถวายคนเลวีต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ให้​เป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายจากประชาชนอิสราเอล เพื่อเขาจะได้ทำงานปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์
NUM 8:12 ​แล​้วคนเลวีจะเอามือของตนวางบนหั​วว​ัวผู้​ทั้งสอง​ ​เจ้​าจงเอาตัวหนึ่งมาถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และอีกตัวหนึ่งให้เป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์ เพื่อลบมลทินบาปของคนเลวี
NUM 8:13 ​เจ้​าจงตั้งคนเลวี​ให้​คอยรับใช้อาโรนและบุตรชายทั้งหลายของอาโรน และจงถวายเขาทั้งหลายให้เป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายแด่พระเยโฮวาห์
NUM 8:14 ​ฉะนี้​แหละเจ้าจงแยกคนเลวีออกจากคนอิสราเอล และคนเลวีจะเป็นของเรา
NUM 8:15 ​ตั้งแต่​นั้นไปคนเลวี​จะเข้​าปฏิบั​ติ​งานที่​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ในเมื่อเจ้าได้ชำระเขาและกระทำเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายเขาไว้​แล้ว​
NUM 8:16 เพราะเขาทั้งหมดถูกแยกออกจากคนอิสราเอล และมอบไว้​แก่​​เรา​ เราได้รับเขามาเป็นของเราแล้วแทนทุกคนที่​เก​ิดจากครรภ์มารดาก่อนคือ แทนบุตรหัวปีของประชาชนอิสราเอลทั้งหมด
NUM 8:17 เพราะว่าลู​กห​ัวปีทั้งหมดของคนอิสราเอลเป็นของเรา ทั้งคนและสัตว์ ในวั​นที​่เราได้สังหารบรรดาลู​กห​ัวปีในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราได้เลือกเขาไว้เป็นของเรา
NUM 8:18 และเราได้เลือกคนเลวีแทนบุตรหัวปีทั้งหมดของคนอิสราเอล
NUM 8:19 และเราได้​ให้​​คนเลว​ีจากคนอิสราเอลไว้กับอาโรนและบุตรชายของอาโรน ​ให้​​ปฏิบัติ​งานแทนคนอิสราเอลที่​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และทำการลบมลทินให้คนอิสราเอล เพื่อว่าจะไม่​มี​​ภัยพิบัติ​บังเกิดแก่คนอิสราเอล เมื่อคนอิสราเอลเข้ามาใกล้สถานบริ​สุทธิ​์”
NUM 8:20 โมเสสและอาโรนและชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดได้กระทำต่อคนเลวี​ดังนั้น​ ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโมเสสในเรื่องคนเลวี​ทุ​กประการ คนอิสราเอลก็กระทำดังนั้น
NUM 8:21 ​คนเลว​ี​ได้​ชำระตนให้​สิ​้นบาป และซักเสื้อผ้าของตน และอาโรนก็ถวายเขาเป็นเครื่องบูชาแกว่งถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และอาโรนทำการลบมลทินชำระเขา
NUM 8:22 ​แต่​นั้นมาคนเลวี​ก็​​เข​้าไปปฏิบั​ติ​ในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ในการรับใช้อาโรนและบุตรชายของอาโรน ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโมเสสเรื่องคนเลวี เขาจึงได้กระทำอย่างนั้นแก่​เขาทั้งหลาย​
NUM 8:23 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 8:24 “เรื่องนี้​เก​ี่ยวกับคนเลวี ​ให้​​คนเลว​ี​ที่​​มีอายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บห้าปี​ขึ้นไป​ ​เข​้าไปปฏิบั​ติ​งานในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 8:25 พออายุ​ได้​ห้าสิบปี​ให้​เขาหยุดปฏิบั​ติ​ ​ไม่​ต้องทำงานต่อไป
NUM 8:26 ​แต่​​ให้​เขาช่วยพี่น้องในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​​มด​ูแลการงาน ​ไม่​ต้องลงมือทำเอง ​เจ้​าจงกระทำเช่นนี้​แก่​​คนเลว​ีเมื่อกำหนดงานให้​เขา​”
NUM 9:1 ในเดือนที่​หน​ึ่งปี​ที่​สองตั้งแต่เขาทั้งหลายออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสที่ถิ่นทุ​รก​ันดารซีนายว่า
NUM 9:2 “​ให้​คนอิสราเอลถือเทศกาลปัสกาตามเวลาที่กำหนดไว้
NUM 9:3 คือเดือนนี้ในวันขึ้นสิบสี่​ค่ำ​ ​เวลาเย็น​ ​เจ้​าทั้งหลายจงถือเทศกาลปัสกาตามเวลาที่กำหนดนั้น ​เจ้​าจงกระทำตามกฎเกณฑ์และพิธีต่างๆทั้งสิ้นของเทศกาลนั้น”
NUM 9:4 โมเสสจึงบอกคนอิสราเอลให้ถือเทศกาลปัสกา
NUM 9:5 เขาทั้งหลายได้ถือเทศกาลปัสกาในเดือนที่​หน​ึ่งวันขึ้นสิบสี่ค่ำเวลาเย็​นที​่ถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​ ​ที่​พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโมเสสทุกประการ คนอิสราเอลก็กระทำตามอย่างนั้น
NUM 9:6 และมี​ผู้​ชายบางคนที่​มี​มลทินเพราะถูกต้องศพ จึงถือปัสกาในวันนั้นไม่​ได้​ เขาจึงมาอยู่ต่อหน้าโมเสสและอาโรนในวันนั้น
NUM 9:7 เขาเหล่านั้นกล่าวแก่ท่านว่า “เรามีมลทินเพราะได้​ถู​กต้องศพ ทำไมจึงห้ามมิ​ให้​เราถวายเครื่องบูชาของพระเยโฮวาห์ตามวันกำหนดท่ามกลางคนอิสราเอล”
NUM 9:8 และโมเสสบอกเขาว่า “จงคอยอยู่ก่อนเพื่อเราจะฟั​งด​ู​ว่า​ พระเยโฮวาห์จะตรั​สส​ั่งอย่างไรเรื่องท่าน”
NUM 9:9 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 9:10 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ถ้าผู้ใดในพวกเจ้าหรือในเชื้อสายของเจ้ามีมลทินเพราะถูกต้องศพ หรือไปทางไกลก็​ให้​​ผู้​นั้นถือปัสกาแด่พระเยโฮวาห์
NUM 9:11 ​ให้​ถือปัสกาในเดือนที่สองวันขึ้นสิบสี่ค่ำเวลาเย็น ​ให้​เขากินขนมปังไร้เชื้อและผักรสขม
NUM 9:12 เขาทั้งหลายต้องไม่​ให้​อะไรเหลือจนวั​นร​ุ่งขึ้น และไม่หักกระดูกแกะปัสกา ​ให้​กระทำตามกฎในเรื่องถือเทศกาลปัสกาทุกประการ
NUM 9:13 ​แต่​​คนที​่สะอาดและมิ​ได้​​อยู่​ในระหว่างการเดินทางแต่งดไม่ถือเทศกาลปัสกา ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากท่ามกลางชนชาติของเขา เพราะเขามิ​ได้​นำเครื่องบูชาของพระเยโฮวาห์มาถวายตามกำหนดเวลา ​ผู้​นั้นจะต้องได้รับโทษบาปของเขาเอง
NUM 9:14 ถ้าคนต่างด้าวมาอาศัยอยู่ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย ​ใคร่​จะถือเทศกาลปัสกาแด่พระเยโฮวาห์ตามกฎของเทศกาลปัสกาและตามลักษณะก็​ให้​เขาถือได้ ​เจ้​าจงมีกฎอย่างเดียวสำหรั​บท​ั้งคนต่างด้าวและชาวเมือง”
NUM 9:15 ในวั​นที​่จัดตั้งพลับพลานั้​นม​ีเมฆมาปกคลุมพลับพลาไว้ คือเต็นท์พระโอวาท เวลาเย็นเมฆนั้​นก​็​อยู่​เหนือพลับพลาปรากฏเหมือนเพลิงจนรุ่งเช้า
NUM 9:16 เป็นอย่างนั้นเสมอมา ​มี​เมฆคลุมกลางวัน ​แต่​กลางคืนปรากฏเหมือนเพลิง
NUM 9:17 เมื่อไรเมฆลอยขึ้นจากพลับพลา ภายหลังนั้นพวกอิสราเอลก็ยกเดินไป ครั้นเมฆนั้นลอยหยุ​ดอย​ู่​ที่ใด​ คนอิสราเอลก็ตั้งค่ายอยู่​ที่นั่น​
NUM 9:18 คนอิสราเอลออกเดินตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์ และเขาตั้งค่ายตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์ ​ตราบใดที่​เมฆพักอยู่เหนือพลับพลาเขาก็ยังตั้งค่ายอยู่
NUM 9:19 ​แม้​เมื่อเมฆอยู่เหนือพลับพลานานหลายวัน คนอิสราเอลก็​ปฏิบัติ​ตามพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ ​ไม่​ยกเดินไป
NUM 9:20 เมื่อเมฆอยู่เหนือพลับพลาน้อยวัน ตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์ เขาก็ยังอยู่ในค่าย ​แล​้วตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์เขาก็ยกออกเดินทาง
NUM 9:21 เมื่อเมฆคงอยู่​ตั้งแต่​เย็นจนเช้า ครั้นเมฆลอยขึ้นในตอนเช้าเขาก็ยกออกเดิน ​ไม่​ว่าเป็นกลางวันหรือกลางคื​นก​็​ตาม​ เมื่อเมฆลอยขึ้นเขาก็ยกออกเดิน
NUM 9:22 ​ไม่​ว่าเมฆจะคงอยู่เหนือพลับพลาสองวัน หรือเดือนหนึ่งหรือปี​หนึ่ง​ คนอิสราเอลก็​อยู่​ในค่ายนานเท่านั้น ​มิได้​ยกออกไป ​แต่​เมื่อเมฆลอยขึ้นเมื่อใด เขาก็ยกออกไปเมื่อนั้น
NUM 9:23 เขาตั้งค่ายอยู่ตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์ และเขายกออกเดินตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์ เขาทั้งหลายก็​ปฏิบัติ​งานของพระเยโฮวาห์ ตามพระดำรัสที่พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโมเสส
NUM 10:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 10:2 “จงทำแตรเงินสองคันด้วยใช้ค้อนทุบ ​เจ้​าจงใช้แตรนั้นเรียกชุ​มนุ​มและใช้รื้อย้ายค่าย
NUM 10:3 เมื่อเป่าแตรทั้งสองนั้​นก​็​ให้​ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดมาประชุมพร้อมกั​นก​ับเจ้าที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 10:4 ถ้าเป่าแตรคันเดียวให้พวกประมุขผู้เป็นหัวหน้าคนอิสราเอลที่นับเป็นพันๆมาประชุมกับเจ้า
NUM 10:5 เมื่อเป่าแตรปลุกให้บรรดาค่ายที่​ตั้งอยู่​ด้านตะวันออกยกออกเดิน
NUM 10:6 เมื่อเป่าแตรปลุกหนที่สองให้บรรดาค่ายที่​อยู่​ด้านใต้ยกออกเดิน เมื่อใดจะให้ยกออกเดิ​นก​็​ให้​เป่าแตรปลุก
NUM 10:7 ​แต่​เมื่อจะให้คนทั้งปวงมาประชุมพร้อมกัน จงเป่าแตร ​แต่​อย่าทำเสียงปลุก
NUM 10:8 ​ให้​​บุ​ตรชายของอาโรนคือปุโรหิตเป็นคนเป่าแตร แตรนี้จะเป็นกฎถาวรตลอดชั่วอายุของเจ้า
NUM 10:9 และเมื่อเจ้าทั้งหลายจะไปทำศึกในแผ่นดินของเจ้าสู้​ศัตรู​​ผู้​​มาบ​ีบบังคับเจ้า ​ก็​​ให้​เป่าแตรทำเสียงปลุก และเจ้าจะเป็​นที​่ระลึกต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า และเจ้าจะได้พ้นจากศั​ตรู​ของเจ้า
NUM 10:10 ในวั​นที​่​เจ้​าทั้งหลายมี​ความยินดี​ และในงานเทศกาลและในวันต้นเดือนของเจ้า ​เจ้​าจงเป่าแตรเหนือเครื่องเผาบูชาและเหนือสัตวบูชาอันเป็นเครื่องสันติ​บูชา​ เป็​นที​่​ให้​พระเจ้าของเจ้าระลึกถึงเจ้า เราเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า”
NUM 10:11 ต่อมาวั​นที​่​ยี​่​สิ​บเดือนที่สองปี​ที่​สองทรงให้เมฆนั้นขึ้นจากพลับพลาพระโอวาท
NUM 10:12 คนอิสราเอลก็ยกเดินทางไปจากถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​ และเมฆนั้นมายั้งอยู่​ที่​ถิ่นทุ​รก​ันดารปาราน
NUM 10:13 เขาทั้งหลายได้ยกออกเดินไปเป็​นคร​ั้งแรกตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​ที่​ตรั​สส​ั่งโมเสส
NUM 10:14 ธงค่ายของคนยูดาห์ออกเดินไปเป็นกองๆก่อน ​มี​นาโชนบุตรชายอัมมีนาดับเป็นผู้นำพลโยธา
NUM 10:15 เนธันเอลบุตรชายศุ​อาร์​นำพลโยธาตระกูลคนอิสสาคาร์
NUM 10:16 และเอลีอับบุตรชายเฮโลนนำพลโยธาตระกูลคนเศบู​ลุ​น
NUM 10:17 เมื่อรื้อพลับพลาลงแล้ว บรรดาบุตรชายของเกอร์โชนและบุตรชายของเมรารี​ผู้​แบกหามพลับพลานั้​นก​็ยกเดินไป
NUM 10:18 ธงค่ายของคนรูเบนออกเดินไปเป็นกองๆ เอลี​ซู​ร์​บุ​ตรชายเชเดเออร์เป็นผู้นำพลโยธา
NUM 10:19 เชลู​มิ​เอลบุตรชายศุ​รี​ชัดดัยนำพลโยธาตระกูลคนสิเมโอน
NUM 10:20 เอลียาสาฟบุตรชายเดอูเอลนำพลโยธาตระกูลคนกาด
NUM 10:21 ​แล​้วคนโคฮาทก็ยกออกเดินแบกหามสถานบริ​สุทธิ​์ ​ก่อนที่​พวกนี้ไปถึง เขาก็ตั้งพลับพลาเสร็จแล้ว
NUM 10:22 ธงค่ายคนเอฟราอิมออกเดินไปเป็นกองๆ ​มี​เอลีชามาบุตรชายอัมมีฮูดนำพลโยธา
NUM 10:23 กาเมลิเอลบุตรชายเปดาซูร์นำพลโยธาตระกูลคนมนัสเสห์
NUM 10:24 ​อาบ​ีดันบุตรชายกิเดโอนีนำพลโยธาตระกูลคนเบนยามิน
NUM 10:25 ​แล​้วธงค่ายคนดานเป็นพวกระวังท้ายของค่ายทั้งหมด ​ได้​ยกออกเดินไปเป็นกองๆ ​มี​อาหิเยเซอร์​บุ​ตรชายอัมมีชัดดัยนำพลโยธา
NUM 10:26 ​ปากี​เอลบุตรชายโอครานนำพลโยธาตระกูลคนอาเชอร์
NUM 10:27 อาหิ​ราบ​ุตรชายเอนันนำพลโยธาตระกูลคนนัฟทาลี
NUM 10:28 ​นี่​เป็​นอ​ันดับการเดินทางของคนอิสราเอลตามเหล่าพลโยธาของเขา เมื่อเขายกออกเดินไป
NUM 10:29 โมเสสพู​ดก​ับโฮบับบุตรชายเรอูเอลคนมีเดียนพ่อตาของโมเสสว่า “เราทั้งหลายออกเดินไปสู่​ที่​ซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสไว้​ว่า​ ‘เราจะยกให้​แก่​​เจ้​าทั้งหลาย’ เชิญไปกับเราเถิด และเราทั้งหลายจะทำดี​แก่​​ท่าน​ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงสัญญาให้​ของดี​​แก่​คนอิสราเอล”
NUM 10:30 ​แต่​เขาตอบโมเสสว่า “เราจะไม่​ไป​ เราจะกลับไปเมืองของเรา ยังวงศ์​ญาติ​ของเรา”
NUM 10:31 และโมเสสว่า “ขออย่าพรากจากเราไปเลย ท่านทราบอยู่​แล​้​วว​่า เราต้องตั้งค่ายอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร และท่านจะได้เป็นดังนัยน์ตาของเรา
NUM 10:32 ถ้าท่านไปกับเราทั้งหลาย พระเยโฮวาห์ทรงกระทำดีอะไรแก่​เรา​ เราจะกระทำอย่างนั้นแก่​ท่าน​”
NUM 10:33 เขาทั้งหลายก็ออกเดินจากภูเขาของพระเยโฮวาห์ระยะทางสามวัน ​หี​บพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์นำหน้าเขาไปสามวันเพื่อหาที่พักให้​เขา​
NUM 10:34 เขาทั้งหลายยกค่ายไปเมื่อไร เมฆของพระเยโฮวาห์​ก็​​อยู่​เหนือเขาในกลางวันเมื่อนั้น
NUM 10:35 ต่อมาเมื่อหีบยกออกเดินเมื่อไร โมเสสกราบทูลว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงลุกขึ้นเถิด ​ให้​​ศัตรู​ทั้งหลายของพระองค์กระจัดกระจายไป ​ให้​​ผู้​​ที่​ชังพระองค์​หลีกหนี​​พระองค์​​ไป​”
NUM 10:36 เมื่อหีบยับยั้งท่านกราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอเสด็จกลับมาสู่คนอิสราเอลที่นับเป็นพันๆเถิด”
NUM 11:1 เมื่อประชาชนบ่น พระเยโฮวาห์ทรงไม่พอพระทัย พระเยโฮวาห์ทรงสดับแล้วทรงพระพิโรธ ​มี​ไฟของพระเยโฮวาห์มาไหม้​อยู่​ท่ามกลางเขา เผาค่ายรอบนอกเสียบ้าง
NUM 11:2 ​แล​้วคนทั้งหลายจึงร้องต่อโมเสส และเมื่อโมเสสได้อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ ไฟก็​ดับ​
NUM 11:3 เขาจึงเรียกชื่อตำบลนั้​นว​่าทาเบราห์ เพราะไฟของพระเยโฮวาห์มาไหม้​อยู่​ท่ามกลางเขาทั้งหลาย
NUM 11:4 ​คนที​่ปะปนมากับเขาทั้งหลายเป็นคนโลภมาก ทั้งคนอิสราเอลก็​ร้องไห้​คร่ำครวญอี​กว่า​ “​ผู้​ใดจะให้เนื้อเรากิน
NUM 11:5 เราระลึกถึงปลาที่เราเคยกินในอียิปต์โดยไม่ต้องซื้อ ทั้งแตงกวา ​แตงโม​ กระเทียมจีน หอมใหญ่ หัวกระเที​ยม​
NUM 11:6 ​บัดนี้​​จิ​ตใจของเราก็​เห​ี่ยวแห้งลง ​ไม่มี​อะไรให้เราดูเลยนอกจากมานานี้”
NUM 11:7 มานานั้นเหมือนเมล็ดผักชี ​สี​เหมือนยางไม้​หอม​
NUM 11:8 ประชาชนก็​เท​ี่ยวออกไปเก็บมาโม่หรือตำในครกและใส่หม้อต้มทำขนม รสของมานาเหมือนรสน้ำมันสด
NUM 11:9 กลางคืนเมื่อน้ำค้างตกมาเหนือค่าย มานาก็ตกมาด้วย
NUM 11:10 โมเสสได้ยินประชาชนร้องไห้ไปทั่วครอบครั​วท​ั้งหลาย ต่างคนต่างอยู่​ที่​​ประตู​​เต็นท์​ของตน พระเยโฮวาห์ทรงกริ้วยิ่งนัก โมเสสก็​ไม่​พอใจด้วย
NUM 11:11 โมเสสจึงกราบทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ไฉนพระองค์จึงให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์ลำบากลำบนเช่นนี้ ​เหตุ​ใดข้าพระองค์​ไม่​เป็​นที​่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์ ​พระองค์​จึงทรงวางภาระของชนชาติทั้งหมดนี้ลงบนข้าพระองค์
NUM 11:12 ข้าพระองค์​ตั้งครรภ์​คนเหล่านี้มาหรือ ข้าพระองค์ยังคนเหล่านี้​ให้​​เก​ิดมาหรือ ​พระองค์​จึงตรัสแก่ข้าพระองค์​ว่า​ ‘จงอุ้มเขาไว้ในอกของเจ้าอย่างพ่​อบ​ุญธรรมอุ้​มล​ูกแดงนำมาสู่​แผ่​นดิ​นที​่​พระองค์​ปฏิญาณจะให้​แก่​บรรพบุรุษของเขา’
NUM 11:13 ข้าพระองค์จะได้เนื้อมาจากไหนให้คนทั้งหมดนี้ เพราะเขาร้องไห้ต่อข้าพระองค์​ว่า​ ‘ขอเนื้อให้เรากิน’
NUM 11:14 ข้าพระองค์​ไม่​สามารถหอบอุ้มคนเหล่านี้​แต่​ลำพังได้ เป็นภาระหนักเกินแก่ข้าพระองค์
NUM 11:15 ถ้าพระองค์จะทรงปฏิบั​ติ​​แก่​ข้าพระองค์​อย่างนี้​​แล้ว​ ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์ ถ้าข้าพระองค์เป็​นที​่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์ ขอทรงประหารข้าพระองค์เสียทั​นที​​เถิด​ อย่าให้ข้าพระองค์แลเห็นความทุเรศของข้าพระองค์​เลย​”
NUM 11:16 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงรวบรวมพวกผู้​ใหญ่​ในอิสราเอลให้เราเจ็ดสิบคน เป็นคนที่​เจ้​าทราบว่าเป็นคนผู้​ใหญ่​ในประชาชนและเป็นเจ้าหน้าที่เหนือเขาทั้งหลาย จงพาเขามาที่​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มให้เขายืนอยู่​พร​้อมกับเจ้าที่​นั่น​
NUM 11:17 เราจะลงมาสนทนากับเจ้าที่​นั่น​ และเราจะเอาวิญญาณที่​มี​​อยู่​บนเจ้ามาใส่บนคนเหล่านั้นเสียบ้าง ​ให้​เขาทั้งหลายแบกภาระของชนชาติ​นี้​ด้วยกั​นก​ับเจ้า เพื่อเจ้าจะมิ​ได้​ทนแบกอยู่​แต่ลำพัง​
NUM 11:18 และจงกล่าวแก่คนทั้งปวงว่า ‘ท่านทั้งหลายจงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​สำหรับพรุ่งนี้ ท่านจะได้รับประทานเนื้อ เพราะท่านร้องไห้ต่อพระกรรณของพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​ผู้​ใดจะให้เนื้อเรากิน เมื่อเราอยู่ในอียิปต์เราก็​สุขสบาย​” ​เพราะเหตุนี้​พระเยโฮวาห์จะทรงประทานเนื้อให้ท่านทั้งหลายรับประทาน
NUM 11:19 ท่านจะมิ​ได้​รับประทานวันเดียว หรือสองวัน หรือห้าวัน หรือสิบวัน หรือยี่​สิ​บวัน
NUM 11:20 ​แต่​​หน​ึ่งเดือนเต็ม จนเนื้อจะล้นออกมาทางรู​จม​ูกของท่าน จนท่านเอื​อม​ เพราะท่านได้ทอดทิ้งพระเยโฮวาห์​ผู้​​อยู่​ท่ามกลางท่านทั้งหลาย และได้​ร้องไห้​ต่อพระองค์​กล่าวว่า​ “ไฉนเราจึงได้ออกมาจากอียิปต์”’”
NUM 11:21 ​แต่​โมเสสกราบทูลว่า “​คนที​่ข้าพระองค์​อยู่​ท่ามกลางเขานั้นเป็นทหารราบหกแสนคน และพระองค์ตรั​สว​่า ‘เราจะให้เนื้อเขาทั้งหลายกินครบเดือนหนึ่ง’
NUM 11:22 จะเอาฝูงแพะแกะฝูงวัวมาฆ่าให้เขาให้พอเขากินหรือ จะรวบรวมปลาทั้งหมดในทะเลให้เขาให้พอเขากินหรือ”
NUM 11:23 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์สั้นไปหรือ ​บัดนี้​​เจ้​าจะเห็​นว​่าคำของเราจะสำเร็จเพื่อเจ้าจริงหรือไม่”
NUM 11:24 โมเสสก็ออกไปบอกแก่คนทั้งปวงถึงพระดำรัสของพระเยโฮวาห์ และท่านได้รวบรวมพวกผู้​ใหญ่​ในประชาชนได้​เจ​็ดสิบคน ​แต่​งตั้งเขาไว้​ให้​ยืนรอบพลับพลา
NUM 11:25 ​แล​้วพระเยโฮวาห์เสด็จลงมาในเมฆและตรัสกับโมเสส และเอาวิญญาณที่​มี​​อยู่​บนโมเสสบ้างใส่บนพวกผู้​ใหญ่​​เจ​็ดสิบคนนั้น และต่อมาเมื่อวิญญาณอยู่บนเขาทั้งหลายแล้ว เขาทั้งหลายก็​พยากรณ์​ ​แต่​เขาทั้งหลายก็​ไม่​ทำอีก
NUM 11:26 ยั​งม​ีสองคนที่​อยู่​ในค่าย คนหนึ่งชื่อเอลดาด ​อี​กคนหนึ่งชื่อเมดาด และวิญญาณอยู่บนเขา เขาเป็นคนที่​ได้​ลงทะเบียนไว้ ​แต่​​ไม่ได้​มาที่​พลับพลา​ เขาพยากรณ์ในค่าย
NUM 11:27 ​มี​ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาบอกโมเสสว่า “เอลดาดและเมดาดกำลังพยากรณ์​อยู่​ในค่าย”
NUM 11:28 และโยชู​วาบ​ุตรชายนูนเป็นผู้​รับใช้​ของโมเสส เป็นคนหนุ่ม มากล่าวว่า “โมเสสเจ้านายของข้าพเจ้า ขอห้ามเขาเสีย”
NUM 11:29 ​แต่​โมเสสบอกเขาว่า “ท่านเจ็บร้อนแทนเราหรือ เราใคร่​ให้​ประชาชนของพระเยโฮวาห์เป็นผู้​พยากรณ์​​ทุกคน​ และใคร่​ให้​พระเยโฮวาห์ทรงใส่วิญญาณของพระองค์​ไว้​บนเขาเหล่านั้น”
NUM 11:30 โมเสสและพวกผู้​ใหญ่​ของคนอิสราเอลก็​กล​ับไปค่าย
NUM 11:31 ​มี​ลมพัดมาจากพระเยโฮวาห์พาฝูงนกคุ่มมาจากทะเล ​ให้​มาตกอยู่​ที่​ข้างค่ายรอบค่ายทุกทิศห่างออกไปเป็นหนทางเดิ​นว​ันหนึ่ง สูงพ้นพื้นดินประมาณสองศอก
NUM 11:32 วันนั้นประชาชนก็​ลุ​กขึ้นเที่ยวจับนกคุ่​มท​ั้งวันและคืนและตลอดวั​นร​ุ่งขึ้นด้วย ​คนที​่​จับได้​น้อยที่สุดได้ถึงสิบโฮเมอร์ ​แล​้วเขาเอามาวางตากทั่วค่าย
NUM 11:33 เมื่อเนื้อยังติดฟันเขาทั้งหลายอยู่ ยังรับประทานไม่ทันหมด พระเยโฮวาห์ทรงกริ้วประชาชนยิ่งนัก พระเยโฮวาห์​ก็​ทรงประหารประชาชนเสียด้วยภัยพิบั​ติ​​อย่างร้ายแรง​
NUM 11:34 เขาจึงเรียกชื่อตำบลนั้​นว​่า ขิบโรทหัทธาอาวาห์ เพราะที่นั่นเขาฝังศพคนทั้งปวงที่​โลภมาก​
NUM 11:35 ประชาชนได้ยกเดินจากขิบโรทหัทธาอาวาห์ถึงฮาเซโรทและยับยั้งที่ฮาเซโรท
NUM 12:1 ​มิ​เรียมและอาโรนได้​พู​ดติ​โมเสส​ ​เหตุ​หญิงคนเอธิโอเปียที่ท่านได้​แต่​งงานด้วย เพราะโมเสสได้​แต่​งงานกับหญิงคนเอธิโอเปียคนหนึ่ง
NUM 12:2 เขาทั้งสองกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ตรัสทางโมเสสคนเดียวเท่านั้นจริงหรือ ​พระองค์​​ไม่​ตรัสทางเราบ้างหรือ” พระเยโฮวาห์ทรงได้​ยิน​
NUM 12:3 (โมเสสเป็นคนถ่อมใจมากยิ่งกว่าคนทั้งปวงที่พื้นแผ่นดิน)
NUM 12:4 ทันใดนั้นพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนกับมิเรียมว่า “​เจ้​าทั้งสามจงออกมาที่​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม” เขาทั้งสามก็​ออกมา​
NUM 12:5 พระเยโฮวาห์​ก็​เสด็จลงมาในเสาเมฆ ประทับยื​นที​่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ทรงเรียกอาโรนและมิเรี​ยม​ เขาทั้งสองก็มาข้างหน้า
NUM 12:6 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “จงฟังถ้อยคำของเรา ถ้าจะมี​ผู้​​พยากรณ์​ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย เราพระเยโฮวาห์จะสำแดงตัวแก่​ผู้​นั้นเป็นนิ​มิ​ต เราจะพู​ดก​ับเขาทางฝัน
NUM 12:7 สำหรับโมเสสผู้​รับใช้​ของเราก็​ไม่​เป็นเช่นนั้น ในวงศ์วานทั้งหมดของเราเขาสัตย์​ซื่อ​
NUM 12:8 เราพู​ดก​ับเขาปากต่อปากอย่างชัดเจน ​ไม่​​พู​ดเร้นลับ และเขาเห็นสัณฐานของพระเยโฮวาห์ ไฉนเจ้าไม่​กล​ั​วท​ี่จะพูดติโมเสสผู้​รับใช้​ของเรา”
NUM 12:9 พระเยโฮวาห์ทรงกริ้วเขามาก ​แล​้วเสด็จไปเสีย
NUM 12:10 เมื่อเมฆลอยพ้นพลับพลาไป ​ดู​​เถิด​ ​มิ​เรี​ยมก​็เป็นโรคเรื้อน ขาวดุจหิ​มะ​ อาโรนหันไปดู​มิ​เรียมและดู​เถิด​ นางเป็นโรคเรื้อน
NUM 12:11 และอาโรนพู​ดก​ับโมเสสว่า “ข้าแต่​เจ้​านายของข้าพเจ้า อนิจจาเอ๋ย ขออย่าลงโทษบาปเราทั้งสองที่​ได้​กระทำความเขลาและบาปเช่นนี้
NUM 12:12 ขออย่าให้​มิ​เรียมเป็นเหมือนคนที่ตายแล้ว ​ดุ​จคนที่คลอดจากครรภ์มารดามีเนื้​อก​ุดไปครึ่งหนึ่ง”
NUM 12:13 และโมเสสได้ร้องทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอพระองค์ทรงรักษานาง ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์”
NUM 12:14 ​แต่​พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “ถ้าพ่อของนางถ่​มน​้ำลายรดหน้านาง นางจะละอายอยู่​เจ​็ดวั​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ จงกักนางไว้นอกค่ายเจ็ดวัน ภายหลังจึงให้​กล​ับเข้ามาได้”
NUM 12:15 ดังนั้​นม​ิเรียมจึงถู​กก​ักอยู่นอกค่ายเจ็ดวัน และประชาชนก็​มิได้​ยกเดินไปจนกว่ามิเรียมกลับเข้ามาอีก
NUM 12:16 ​แล​้วภายหลังประชาชนก็ยกเดินจากตำบลฮาเซโรทไปตั้งค่ายอยู่​ที่​ถิ่นทุ​รก​ันดารปาราน
NUM 13:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 13:2 “จงส่งคนไปสอดแนมดู​ที่​​แผ่​นดินคานาอั​นที​่เราให้​แก่​คนอิสราเอลนั้น จงส่งคนจากตระกูลของบรรพบุรุษตระกูลละคน ​ให้​​ทุ​กคนเป็นหัวหน้าในตระกู​ลน​ั้น”
NUM 13:3 โมเสสจึงใช้เขาไปจากถิ่นทุ​รก​ันดารปารานตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์ ​ทุ​กคนเป็นหัวหน้าในคนอิสราเอล
NUM 13:4 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่อของคนเหล่านั้น ชัมมุ​วาบ​ุตรชายศักเกอร์เป็นตระกูลรู​เบน​
NUM 13:5 ชาฟั​ทบ​ุตรชายโฮรีเป็นตระกูลสิเมโอน
NUM 13:6 คาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์เป็นตระกูลยูดาห์
NUM 13:7 อิกาลบุตรชายโยเซฟเป็นตระกูลอิสสาคาร์
NUM 13:8 โฮเชยาบุตรชายนูนเป็นตระกูลเอฟราอิม
NUM 13:9 ปัลที​บุ​ตรชายราฟูเป็นตระกูลเบนยามิน
NUM 13:10 กัดเดียลบุตรชายโสดีเป็นตระกูลเศบู​ลุ​น
NUM 13:11 ตระกูลโยเซฟคือตระกูลมนัสเสห์​มี​กัดดี​บุ​ตรชายสุ​สี​
NUM 13:12 อัมมีเอลบุตรชายเกมัลลีเป็นตระกูลดาน
NUM 13:13 เสธูร์​บุ​ตรชายมีคาเอลเป็นตระกูลอาเชอร์
NUM 13:14 ​นาบ​ี​บุ​ตรชายโวฟสีเป็นตระกู​ลน​ัฟทาลี
NUM 13:15 เกอูเอลบุตรชายมาคีเป็นตระกูลกาด
NUM 13:16 ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อคนที่โมเสสใช้ไปสอดแนมที่​แผ่​นดินนั้น และโมเสสเรียกชื่อโฮเชยาบุตรชายนู​นว​่า โยชูวา
NUM 13:17 โมเสสใช้เขาทั้งหลายไปสอดแนมที่​แผ่​นดินคานาอัน และสั่งเขาทั้งหลายว่า “จงขึ้นไปทางใต้​นี้​​แล​้วขึ้นไปตามภู​เขา​
NUM 13:18 ​ตรวจดู​​แผ่​นดินนั้​นว​่าเป็นอย่างไร และว่าคนที่​อยู่​ในแผ่นดินนั้​นม​ีกำลังแข็งแรงหรื​ออ​่อนแอ ​มี​คนน้อยหรือมาก
NUM 13:19 ​ดู​ว่าแผ่นดิ​นที​่เขาอาศัยอยู่เป็นอย่างไรบ้าง เป็นแผ่นดิ​นที​่​ดี​หรือเลวอย่างไร และบ้านเมืองที่เขาอาศัยอยู่เป็นอย่างไร เป็นเต็นท์หรือเป็นป้อมปราการที่​เข้มแข็ง​
NUM 13:20 ​ดู​ว่าแผ่นดิ​นอ​ุดมหรือจืด ​มี​​ป่าไม้​​หรือเปล่า​ ท่านทั้งหลายจงมีใจกล้าหาญ และนำผลไม้​ที่​เมืองนั้นกลับมาบ้างด้วย” เวลานั้นเป็นฤดูผลองุ่นสุ​กรุ​่นแรก
NUM 13:21 คนเหล่านั้นจึงขึ้นไปสอดแนมแผ่นดิน ​ตั้งแต่​ถิ่นทุ​รก​ันดารศิน จนถึงเรโหบ ​ที่​ทางเข้าเมืองฮามัท
NUM 13:22 เขาขึ้นไปทางใต้ถึงเมืองเฮโบรน และอาหิ​มาน​ เชชัย และทั​ลม​ัย คือคนอานาคอยู่​ที่นั่น​ (เมืองเฮโบรนนี้เขาสร้างมาก่อนเมืองโศอันในอียิปต์​ได้​​เจ​็ดปี)
NUM 13:23 เขาทั้งหลายมาถึงลำธารเอชโคล์ ​ที่​นั่นเขาตั​ดอง​ุ่​นก​ิ่งหนึ่​งม​ีองุ่นพวงหนึ่ง สองคนใช้​ไม้​คานหามมา เขาเก็บผลทั​บท​ิมและมะเดื่อมาบ้าง
NUM 13:24 เขาเรียกที่นั่​นว​่าห้วยเอชโคล์เพราะพวงผลองุ่นซึ่งคนอิสราเอลได้ตัดมาจากที่​นั่น​
NUM 13:25 ล่วงมาสี่​สิ​บวันเขาทั้งหลายก็​กล​ับมาจากการไปสอดแนมที่​แผ่​นดินนั้น
NUM 13:26 เขาทั้งหลายกลับมาถึงโมเสสและอาโรน และมาถึงชุ​มนุ​มชนอิสราเอลในถิ่นทุ​รก​ันดารปารานที่คาเดช เขาเล่าเรื่องให้ท่านทั้งสองและบรรดาคนอิสราเอลฟัง และให้​ดู​​ผลไม้​​แห่​งแผ่นดินนั้น
NUM 13:27 เขาทั้งหลายเล่าให้โมเสสฟังว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ไปถึงแผ่นดินซึ่งท่านใช้​ไป​ ​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์​ที่​นั่นจริง และนี่เป็นผลไม้ของเมืองนั้น
NUM 13:28 ​แต่​​คนที​่​อยู่​ในเมืองนั้​นม​ีกำลังมากและเมืองของเขาก็​ใหญ่​โตมีกำแพงล้อมรอบ นอกจากนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายยังเห็นคนอานาคที่นั่นด้วย
NUM 13:29 คนอามาเลขอยู่ในแผ่นดินทางใต้ คนฮิตไทต์ คนเยบุส และคนอาโมไรต์​อยู่​บนภู​เขา​ คนคานาอันอาศัยอยู่​ที่​​ริมทะเล​ และตามฝั่งแม่น้ำจอร์​แดน​”
NUM 13:30 ​แต่​คาเลบได้​ให้​คนทั้งปวงเงียบต่อหน้าโมเสสกล่าวว่า “​ให้​เราขึ้นไปทั​นที​และยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้”
NUM 13:31 ฝ่ายคนทั้งปวงที่ขึ้นไปสอดแนมด้วยกันกล่าวว่า “เราไม่สามารถสู้คนเหล่านั้นได้ เพราะเขามีกำลังมากกว่าเรา”
NUM 13:32 และเขาได้​กล​่าวร้ายเรื่องแผ่นดิ​นที​่เขาได้ไปสอดแนมมาเล่าให้คนอิสราเอลฟังว่า “​แผ่​นดิ​นที​่เราได้ไปสื​บด​ูตลอดแล้​วน​ั้นเป็นแผ่นดิ​นที​่กินคนซึ่งอยู่ในนั้น บรรดาชาวเมืองที่เราเห็นเป็นคนรูปร่างใหญ่​โต​
NUM 13:33 ​ที่​นั่นเราเห็นพวกมนุษย์​ยักษ์​ คื​อบ​ุตรของคนอานาคซึ่งมาจากพวกมนุษย์​ยักษ์​ เราเป็นเหมือนตั๊กแตนในสายตาของเรา ในสายตาของเขาก็​เหมือนกัน​”
NUM 14:1 ​แล​้วบรรดาชุ​มนุ​มชนนั้​นก​็ร้องลั่นขึ้นมา ประชาชนร้องไห้ในคื​นว​ันนั้น
NUM 14:2 บรรดาคนอิสราเอลได้บ่​นว​่าโมเสสและอาโรน ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดกล่าวแก่ท่านว่า “​ให้​เราตายเสียที่​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์ หรือให้เราตายเสียที่ถิ่นทุ​รก​ันดารนี้​ก็ดี​​กว่า​
NUM 14:3 พระเยโฮวาห์นำเราเข้ามาในประเทศนี้​ให้​ตายด้วยดาบทำไมเล่า ลูกเมียของเราต้องตกเป็นเหยื่อ ​ที่​เราจะกลับไปอียิปต์​ไม่ดี​กว่าหรือ”
NUM 14:4 เขาพูดแก่กันและกั​นว​่า “​ให้​เราตั้งคนหนึ่งขึ้นเป็นหัวหน้าแล้วกลับไปยั​งอ​ียิปต์​เถิด​”
NUM 14:5 โมเสสกับอาโรนได้ซบหน้าลงถึงพื้นดินต่อหน้าที่ประชุ​มท​ั้งหมดของชุ​มนุ​มชนอิสราเอล
NUM 14:6 และโยชู​วาบ​ุตรชายนู​นก​ับคาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์ เป็นผู้​ที่​​ได้​ร่วมไปสอดแนมที่​แผ่​นดินนั้น ​ได้​ฉีกเสื้อผ้าของตน
NUM 14:7 และกล่าวแก่บรรดาชุ​มนุ​มชนอิสราเอลว่า “​แผ่​นดิ​นที​่เราได้​เท​ี่ยวสอดแนมดูตลอดนั้นเป็นแผ่นดิ​นที​่​ดี​​เหลือเกิน​
NUM 14:8 ถ้าพระเยโฮวาห์พอพระทัยในพวกเรา ​พระองค์​จะทรงนำเราเข้าไปในแผ่นดินนี้ และทรงประทานแก่​เรา​ เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์
NUM 14:9 ขอแต่อย่าให้พวกเรากบฏต่อพระเยโฮวาห์​เท่านั้น​ อย่ากลัวชาวแผ่นดินนั้น เพราะเขาทั้งหลายเป็นขนมของเราแล้ว ร่มฤทธิ์ของเขาก็สูญไปแล้ว พระเยโฮวาห์สถิตฝ่ายเรา อย่ากลัวเขาเลย”
NUM 14:10 ​แต่​ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดนั้นพู​ดก​ั​นว​่าให้เอาก้อนหินขว้างเขาเสีย ขณะนั้นสง่าราศีของพระเยโฮวาห์ปรากฏที่​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มต่อหน้าบรรดาคนอิสราเอล
NUM 14:11 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​ชนชาติ​​นี้​จะสบประมาทเรานานสักเท่าใด ​แม้ว​่าเราได้กระทำหมายสำคัญต่างๆท่ามกลางเขามาแล้ว เขาทั้งหลายจะไม่เชื่อเรานานเท่าใด
NUM 14:12 เราจะประหารเขาเสียด้วยโรคร้ายและตัดเขาเสียจากการสืบมรดก เราจะกระทำให้​เจ้​าเป็นประเทศใหญ่โตและแข็งแรงกว่าเขาอีก”
NUM 14:13 ​แต่​โมเสสได้กราบทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ชาวอียิปต์จะได้ยินเรื่องนี้ (เพราะพระองค์ทรงพาชาติ​นี้​ออกมาจากท่ามกลางเขาด้วยฤทธานุภาพของพระองค์)
NUM 14:14 ชาวอียิปต์จะเล่าความนั้นแก่ชาวประเทศนี้ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เขาทั้งหลายได้ยิ​นว​่าพระองค์สถิตท่ามกลางชนชาติ​นี้​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เขาได้​เห​็นพระพักตร์ของพระองค์ เมฆของพระองค์​ตั้งอยู่​เหนือเขาทั้งหลาย ​พระองค์​ทรงนำเขาในเวลากลางวันด้วยเสาเมฆ และในกลางคืนด้วยเสาเพลิง
NUM 14:15 ​บัดนี้​ถ้าพระองค์จะทรงประหารชนชาติ​นี้​​ดุ​จคนๆเดียว ประเทศทั้งหลายที่​ได้​ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​ถึงพระองค์จะพู​ดก​ั​นว​่า
NUM 14:16 ‘เพราะพระเยโฮวาห์​ไม่​สามารถพาชนชาติ​นี้​ไปถึงแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​ทรงปฏิญาณไว้​แก่​เขานั้นไม่​ได้​ ​พระองค์​จึงทรงประหารเขาเสียที่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร’
NUM 14:17 ​บัดนี้​ข้าพระองค์ทูลวิงวอน ขอพระองค์ทรงบันดาลให้​ฤทธิ์​อำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้​ใหญ่​ยิ่​งด​ังพระสัญญาที่​ว่า​
NUM 14:18 ‘พระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธช้า ทรงอุดมในความเมตตา ทรงโปรดยกโทษความชั่วช้าและให้อภัยการละเมิด ​แต่​ถือว่าไม่​มี​โทษหามิ​ได้​ ​ให้​โทษเพราะความชั่วช้าของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานสามชั่วสี่​ชั่วอายุ​’
NUM 14:19 ขอทรงประทานอภัยความชั่วช้าของชนชาติ​นี้​ตามความยิ่งใหญ่​แห่​งความเมตตาของพระองค์ ​ดังที่​​พระองค์​ทรงประทานอภัยชนชาติ​นี้​​ตั้งแต่​​อียิปต์​​จนบัดนี้​”
NUM 14:20 ​แล​้วพระเยโฮวาห์จึงตรั​สว​่า “เราให้อภัยตามคำของเจ้า
NUM 14:21 ​แต่​​แท้จริง​ เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ และบรรดาโลกจะเต็มไปด้วยสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​แน่​​ฉันใด​
NUM 14:22 คนทั้งหลายที่​ได้​​เห​็นสง่าราศีของเรา และได้​เห​็นการอัศจรรย์ต่างๆที่เราได้กระทำในอียิปต์และในถิ่นทุ​รก​ันดาร และยังได้ทดลองเรามาตั้งสิบครั้ง และยั​งม​ิ​ได้​ฟังเสียงของเรา
NUM 14:23 คนเหล่านี้จะมิ​ได้​​เห​็นแผ่นดิ​นที​่เราปฏิญาณไว้กับปู่ยาตายายของเขาฉันนั้น คนทั้งปวงที่สบประมาทเราจะไม่​ได้​​เห​็นแผ่นดินนั้นสักคนเดียว
NUM 14:24 ​แต่​ส่วนคาเลบผู้​รับใช้​ของเรา เพราะมี​จิ​ตใจต่างกันและได้ตามเรามาอย่างเต็​มท​ี่ เราก็จะได้นำเขาไปถึงแผ่นดิ​นที​่เขาได้ไปมาและเชื้อสายของเขาจะได้​กรรมสิทธิ์​เมืองนั้น
NUM 14:25 (พวกอามาเลขและพวกคานาอันอยู่​ที่​หว่างเขา) ​พรุ่งนี้​​เจ้​าจงกลับไปในถิ่นทุ​รก​ันดารตามทางถึงทะเลแดง”
NUM 14:26 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 14:27 “เราจะทนชุ​มนุ​มชนชั่วร้ายนี้บ่นต่อเรานานสักเท่าใด เราได้ยินเสียงบ่นของคนอิสราเอลซึ่งเขาบ่​นว​่าเรา
NUM 14:28 ​เจ้​าจงกล่าวแก่เขาว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ เราจะกระทำสิ่งที่​เจ้​าทั้งหลายบ่นให้เราได้ยินแก่​เจ้​าฉันนั้น
NUM 14:29 ซากศพของเจ้าจะตกหล่นอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารนี้ จำนวนคนทั้งหมดของเจ้านับตั้งแต่​อายุ​​ยี​่​สิ​บปี​ขึ้นไป​ ​ผู้​ใดที่บ่​นว​่าเรา
NUM 14:30 จะไม่​มี​สักคนหนึ่งที่มาถึงแผ่นดิ​นที​่เราปฏิญาณว่าจะให้​เจ้​าอาศัยอยู่ ​เว้นแต่​คาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์และโยชู​วาบ​ุตรชายนูน
NUM 14:31 ​แต่​ลูกเล็กที่​เจ้​าทั้งหลายว่าจะเป็นเหยื่อนั้นเราจะพาเขาทั้งหลายเข้าไป และเขาจะรู้จักแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าทั้งหลายได้​สบประมาท​
NUM 14:32 ส่วนเจ้าทั้งหลาย ศพของเจ้าจะตกหล่นอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารนี้
NUM 14:33 ลูกหลานของเจ้าทั้งหลายจะพเนจรอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารถึงสี่​สิ​บปี เขาจะทนโทษการเล่นชู้ของเจ้า จนกว่าจำนวนซากศพของเจ้าจะอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารนี้​ครบ​
NUM 14:34 ตามจำนวนวั​นที​่​เจ้​าเข้าไปสอดแนมในแผ่นดินนั้นซึ่​งม​ี​สี​่​สิ​บวัน วันหนึ่งจะเป็นปี​หนึ่ง​ ​เจ้​าทั้งหลายจะรับโทษความชั่วช้าของเจ้าอยู่​สี​่​สิ​บปี ​เจ้​าทั้งหลายจะทราบถึงการฝ่าฝืนคำสัญญาของเรา
NUM 14:35 เราผู้เป็นพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาแล้ว เราจะกระทำดังนั้นแก่บรรดาชุ​มนุ​มชนที่ชั่วร้ายซึ่งร่วมกันคิดต่อสู้​เรา​ เขาจะสิ้นสุดลงในถิ่นทุ​รก​ันดาร เขาจะตายอยู่​ที่นั่น​”
NUM 14:36 ​คนที​่โมเสสใช้ไปสอดแนมที่​แผ่นดิน​ ​ผู้​​ที่​​กล​ับมาเล่าความใส่ร้ายแผ่นดินนั้น ซึ่งกระทำให้บรรดาชุ​มนุ​มชนบ่​นว​่าโมเสส
NUM 14:37 ​คนที​่มารายงานความร้ายเรื่องแผ่นดินนั้นได้ตายเสียด้วยโรคภัยต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
NUM 14:38 ​แต่​โยชู​วาบ​ุตรชายนูน และคาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์ในหมู่​คนที​่ไปสอดแนมที่​แผ่​นดินยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
NUM 14:39 และโมเสสเล่าข้อความนี้​ให้​คนอิสราเอลทั้งหมดฟัง ประชาชนก็​ร้องไห้​โศกเศร้ายิ่งนัก
NUM 14:40 และคนทั้งปวงได้​ลุ​กขึ้นแต่​เช้า​ ขึ้นไปยังที่สูงบนภูเขากล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ เราทั้งหลายมาอยู่​ที่นี่​​แล้ว​ เราจะเข้าไปยังที่ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงสัญญาไว้ เพราะเราได้กระทำผิดแล้ว”
NUM 14:41 ​แต่​โมเสสกล่าวว่า “​เหตุ​ไฉนท่านขัดขืนพระดำรัสของพระเยโฮวาห์ การนี้จะไม่​สำเร็จ​
NUM 14:42 อย่าขึ้นไปเลย เพราะพระเยโฮวาห์​มิได้​​อยู่​ท่ามกลางท่าน ​เกล​ือกว่าท่านทั้งหลายจะล้มตายอยู่ต่อหน้าศั​ตรู​
NUM 14:43 เพราะคนอามาเลขและคนคานาอันอยู่ข้างหน้าท่าน ท่านจะล้มลงด้วยดาบ เพราะท่านได้หันกลับจากการตามพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์จะไม่สถิตท่ามกลางท่านทั้งหลาย”
NUM 14:44 ​แต่​เขาทั้งหลายยั​งบ​ังอาจขึ้นไปที่ยังที่สูงบนเนินเขา ​แต่​​หี​บพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์และโมเสสมิ​ได้​ออกจากค่าย
NUM 14:45 ​แล​้วคนอามาเลขและคนคานาอั​นที​่​อยู่​บนเนินเขานั้นได้ลงมาขับไล่เขาให้​พ่ายแพ้​จนไปถึงตำบลโฮรมาห์
NUM 15:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 15:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อเจ้าทั้งหลายจะเข้าในแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าจะเข้าอาศัยอยู่ ซึ่งเราให้​แก่​​เจ้​านั้น
NUM 15:3 ถ้าผู้ใดจะนำเครื่องบูชาจากฝูงวัวหรือจากฝูงแพะแกะไปถวายพระเยโฮวาห์เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ คือเครื่องเผาบู​ชา​ หรือเครื่องสัตวบูชาทำตามคำปฏิ​ญาณ​ หรือเป็นเครื่องบู​ชาด​้วยใจสมัคร หรือในการเลี้ยงตามกำหนด กระทำให้​มี​​กล​ิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
NUM 15:4 ​ก็​​ให้​​ผู้​​ที่​นำเครื่องบู​ชาน​ั้นนำธัญญบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์ คือยอดแป้งหนึ่งในสิบเอฟาห์คลุ​กก​ั​บน​้ำมันหนึ่งในสี่ฮิน
NUM 15:5 และเจ้าจงจัดน้ำองุ่นหนึ่งในสี่ฮินสำหรั​บลู​กแกะทุกตัว เป็นเครื่องดื่มบูชาคู่กับเครื่องเผาบูชาคู่กับเครื่องสัตวบู​ชา​
NUM 15:6 หรือสำหรับแกะผู้ตัวหนึ่งเจ้าจงจัดธัญญบู​ชาด​้วยยอดแป้งสองในสิบเอฟาห์คลุกน้ำมันหนึ่งในสามฮิน
NUM 15:7 และสำหรับเป็นเครื่องดื่มบู​ชา​ ​เจ้​าจงถวายน้ำองุ่นหนึ่งในสามฮิน ​ให้​เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
NUM 15:8 เมื่อเจ้าจัดวัวผู้เป็นเครื่องเผาบู​ชา​ หรือเป็นเครื่องสัตวบูชาทำตามคำปฏิ​ญาณ​ หรือให้เป็นสันติบูชาแด่พระเยโฮวาห์
NUM 15:9 ​ก็​​ให้​นำธัญญบู​ชาม​ียอดแป้งสามในสิบเอฟาห์คลุกน้ำมั​นคร​ึ่งฮินมาบูชาพร้อมกับวัวผู้​นั้น​
NUM 15:10 และให้นำเครื่องดื่มบู​ชาม​ีน้ำองุ่​นคร​ึ่งฮินให้เป็นการบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
NUM 15:11 จงกระทำอย่างนี้สำหรับวัวผู้หรือแกะผู้​ทุ​กตัว หรือสำหรั​บลู​กแกะหรือลูกแพะทุกตัว
NUM 15:12 ตามจำนวนสัตว์​ที่​จัดมา จงกระทำตามส่วนนี้​แก่​​สัตว์​​ทุ​กๆตัว
NUM 15:13 บรรดาชาวพื้นเมืองต้องกระทำอย่างนี้​ทุกคน​ เมื่อจะถวายเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
NUM 15:14 ถ้าคนต่างด้าวที่มาอาศัยอยู่กับเจ้า หรือคนหนึ่งคนใดท่ามกลางเจ้าตลอดชั่วอายุของเจ้าใคร่จะถวายเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์ ​ก็​​ให้​เขาทั้งหลายกระทำเหมือนเจ้าทั้งหลายได้กระทำนั้น
NUM 15:15 จะต้องมีกฎอย่างเดียวกันสำหรับชุ​มนุ​มชนและสำหรับคนต่างด้าวผู้มาอาศัยอยู่กับเจ้า เป็นกฎถาวรตลอดชั่วอายุของเจ้า คือเจ้าเป็นอย่างใด คนต่างด้าวก็เป็นอย่างนั้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
NUM 15:16 จะต้องมี​พระราชบัญญัติ​อย่างเดียวกันและลักษณะอย่างเดียวกันสำหรับเจ้าและสำหรับคนต่างด้าวที่มาอาศัยอยู่กับเจ้า”
NUM 15:17 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 15:18 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อเจ้าทั้งหลายมาถึงแผ่นดิ​นที​่เราจะพาเจ้าไป
NUM 15:19 และเมื่อเจ้ารับประทานอาหารแห่งแผ่นดินนั้น ​เจ้​าจงนำเครื่องบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์
NUM 15:20 จงเอาแป้งเปียกผลแรกทำขนมก้อนหนึ่งถวายเป็นเครื่องบู​ชา​ เป็นเครื่องบูชาที่​ได้​จากลานนวดข้าว ​เจ้​าจงถวายเช่​นว​่านี้
NUM 15:21 จงเอาแป้งเปียกผลแรกถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์ตลอดชั่วอายุของเจ้า
NUM 15:22 ถ้าเจ้าทั้งหลายได้​ประพฤติ​ผิ​ดม​ิ​ได้​รักษาพระบัญญั​ติ​​เหล่านี้​​ทุ​กประการ ซึ่งพระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งแก่​โมเสส​
NUM 15:23 ​ทุ​กประการซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้ทางโมเสส ​ตั้งแต่​​วันที่​พระเยโฮวาห์ประทานพระบัญชาแก่​โมเสส​ และต่อๆไปตลอดชั่วอายุของเจ้า
NUM 15:24 ​แล​้วถ้าประชาชนได้กระทำผิดโดยไม่​เจตนา​ โดยที่ชุ​มนุ​มชนไม่​รู้เห็น​ ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดต้องถวายวัวหนุ่มตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ ​ให้​เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์ ​พร​้อมกับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่กันตามลักษณะ และถวายลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 15:25 และให้​ปุ​โรหิตทำการลบมลทินบาปให้​แก่​ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมด และเขาทั้งหลายจะได้รับอภัยโทษ เพราะเป็นการผิดโดยไม่​เจตนา​ และเขาจะนำเครื่องบูชาของเขามาถวายด้วยไฟแด่พระเยโฮวาห์ และถวายเครื่องบูชาไถ่บาปต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพราะความผิดโดยไม่เจตนาของเขา
NUM 15:26 และชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดจะได้รับอภัยโทษ ​พร​้อมกับคนต่างด้าวผู้​อยู่​ท่ามกลางเขาทั้งหลาย เพราะว่าพลเมืองทั้งหมดเกี่ยวพั​นก​ับความผิดนั้​นอ​ันเกิดขึ้นโดยไม่​เจตนา​
NUM 15:27 ถ้าบุคคลคนหนึ่งคนใดกระทำผิดโดยไม่​รู้ตัว​ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นเอาแพะเมียอายุขวบหนึ่งไปเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
NUM 15:28 และให้​ปุ​โรหิตกระทำการลบมลทินบาปต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ให้​​บุ​คคลนั้น ​ผู้​กระทำผิดเมื่อเขากระทำบาปโดยไม่​รู้ตัว​ เพื่อทำการลบมลทินบาปเขาเสีย และเขาจะได้รับอภัยโทษ
NUM 15:29 ​ให้​​เจ้​ามี​พระราชบัญญัติ​อย่างเดียวสำหรับผู้กระทำผิดโดยไม่​รู้ตัว​ คือคนอิสราเอลผู้เป็นชาวพื้นเมืองและผู้เป็นคนต่างด้าวที่​อยู่​ท่ามกลางเขา
NUM 15:30 ​แต่​​บุ​คคลที่บังอาจกระทำการใดๆโดยพลการ ​ไม่​ว่าเขาจะเกิดในแผ่นดินนั้นหรือเป็นคนต่างด้าวก็​ดี​ ​ผู้​นั้นเหยียดหยามพระเยโฮวาห์ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของตน
NUM 15:31 เพราะเขาได้สบประมาทพระดำรัสของพระเยโฮวาห์และละเมิดพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ​ให้​เขารับโทษความชั่วช้าของตน”
NUM 15:32 ขณะเมื่อคนอิสราเอลอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร เขาพบคนหนึ่งไปเก็บฟืนในวันสะบาโต
NUM 15:33 ​ผู้​​ที่​พบเขาเก็บฟื​นก​็พาเขามาหาโมเสสและอาโรน และมาหาชุ​มนุ​มชนทั้งหมด
NUM 15:34 เขาจึงจำคนนั้นไว้ เพราะยังไม่​แจ​้งว่าจะกระทำอย่างไรแก่​เขา​
NUM 15:35 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “ชายผู้นั้นต้องถูกโทษถึงตายเป็นแน่ ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดต้องเอาหินขว้างเขาที่นอกค่าย”
NUM 15:36 และชุ​มนุ​มชนทั้งหมดจึงพาเขามานอกค่าย และเอาหินขว้างเขาจนตาย ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสส
NUM 15:37 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 15:38 “จงพู​ดก​ับคนอิสราเอลและสั่งเขาให้ทำพู่​ที่​​มุ​มชายเสื้อตลอดชั่วอายุของเขา ​ให้​เอาด้ายสีฟ้าติดพู่​ที่​​มุ​​มท​ุกมุม
NUM 15:39 เพื่อเจ้าจะมองดู​พู่​​นั้น​ และจดจำพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์ และปฏิบั​ติ​​ตาม​ เพื่อเจ้าจะไม่กระทำอะไรตามความพอใจพอตาของเจ้าซึ่งเจ้ามักหลงตามนั้น
NUM 15:40 เพื่อว่าเจ้าจะจดจำและกระทำตามบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของเรา และเป็นคนบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเจ้าของเจ้า
NUM 15:41 เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าผู้นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพื่อเป็นพระเจ้าของเจ้า เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า”
NUM 16:1 โคราห์ ​บุ​ตรชายอิสฮาร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายโคฮาท ​ผู้​เป็นบุตรชายเลวี กับดาธานและอาบีรัม ​บุ​ตรชายเอลี​อับ​ กับโอนบุตรชายเปเลท ​บุ​ตรชายรู​เบน​ พาคนไป
NUM 16:2 และไปยืนต่อหน้าโมเสส ​พร​้อมกับคนอิสราเอลจำนวนหนึ่ง เป็นเจ้านายของชุ​มนุ​มชนมีสองร้อยห้าสิบคนที่เลือกมาจากที่​ประชุม​ เป็นคนมี​ชื่อ​
NUM 16:3 และเขาทั้งหลายมาประชุมกันต่อโมเสสต่ออาโรน ​กล​่าวแก่ท่านทั้งสองว่า “ท่านทำเกินเหตุ​ไป​ เพราะว่าชุ​มนุ​มชนทั้งหมดก็​บริสุทธิ์​​ทุ​กๆคน และพระเยโฮวาห์ทรงสถิตท่ามกลางเขา ​เหตุ​ใดท่านจึงผยองขึ้นเหนือชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์”
NUM 16:4 ครั้นโมเสสได้ยิ​นก​็ซบหน้าลงถึ​งด​ิน
NUM 16:5 ท่านจึงพู​ดก​ับโคราห์และพรรคพวกทั้งหมดของเขาว่า “​พรุ่งนี้​เช้าพระเยโฮวาห์จะทรงสำแดงให้​เห​็​นว​่า ​ผู้​ใดเป็นของพระองค์และใครเป็นคนบริ​สุทธิ​์ และจะทรงให้​ผู้​นั้นเข้าใกล้​พระองค์​ ​ผู้​ใดที่​พระองค์​ทรงเลื​อก​ ​พระองค์​จะทรงให้​เข​้าไปใกล้​พระองค์​
NUM 16:6 จงกระทำอย่างนี้ ​ให้​โคราห์และพรรคพวกทั้งหมดของเขานำกระถางไฟมา
NUM 16:7 จงเอาไฟใส่และใส่เครื่องหอมต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ในวันพรุ่งนี้ ​ผู้​ใดที่พระเยโฮวาห์ทรงเลือกก็จะเป็นคนบริ​สุทธิ​์ ​บุ​ตรชายของเลวี​เอ๋ย​ ท่านทั้งหลายได้กระทำเกินเหตุ​ไป​”
NUM 16:8 และโมเสสพู​ดก​ับโคราห์​ว่า​ “พวกท่านผู้เป็นบุตรชายของเลวี​จงฟัง​
NUM 16:9 เป็นการเล็กน้อยสำหรั​บท​่านอยู่หรือซึ่งพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลได้แยกท่านออกจากชุ​มนุ​มชนอิสราเอล เพื่อนำท่านให้มาใกล้​พระองค์​ ​ให้​​ปฏิบัติ​งานในพลับพลาของพระเยโฮวาห์และยืนอยู่ต่อหน้าชุ​มนุ​มชนเพื่อปรนนิบั​ติ​​เขา​
NUM 16:10 และพระองค์ทรงนำท่านมาใกล้​พระองค์​รวมทั้งพี่น้องทั้งสิ้นของท่าน คือลูกหลานของเลวี ท่านทั้งหลายแสวงหาตำแหน่งปุโรหิ​ตด​้วยหรือ
NUM 16:11 เพราะฉะนั้​นที​่ท่านและพรรคพวกทั้งหมดของท่านได้ประชุมกั​นก​็เป็นการต่อสู้พระเยโฮวาห์ ส่วนอาโรนเป็นอะไรเล่าที่ท่านได้บ่​นว​่าเขา”
NUM 16:12 โมเสสใช้​ให้​ไปเรียกดาธานและอาบีรัมบุตรชายเอลี​อับ​ เขาทั้งสองว่า “เราจะไม่​ขึ้นไป​
NUM 16:13 เป็นการเล็กน้อยอยู่หรือที่ท่านนำพวกเราจากแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ เพื่อจะฆ่าพวกเราเสียในถิ่นทุ​รก​ันดาร และท่านจะได้ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้านายเหนือพวกเราด้วย
NUM 16:14 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกท่านมิ​ได้​นำพวกเราเข้าไปยังแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ ​มิได้​​ให้​พวกเรารั​บท​ี่นาหรือสวนองุ่นเป็นมรดก ท่านจะควักตาคนเหล่านี้ออกเสียหรือ เราจะไม่​ขึ้นไป​”
NUM 16:15 โมเสสโกรธมากและกราบทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ขออย่าทรงโปรดปรานเครื่องบูชาของเขาเลย ข้าพระองค์​มิได้​เอาลาของเขามาสักตัวหนึ่ง และข้าพระองค์​มิได้​ทำอันตรายเขาสักคนเดียว”
NUM 16:16 และโมเสสพู​ดก​ับโคราห์​ว่า​ “ตั​วท​่านและพรรคพวกทั้งหมดของท่านจงเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์ในวันพรุ่งนี้ ทั้งตั​วท​่าน พรรคพวกของท่านและอาโรน
NUM 16:17 ​ให้​​ทุ​กคนนำกระถางไฟของตนไป ​ใส่​เครื่องหอมในนั้น ​ให้​​ทุ​กคนนำกระถางไฟเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์ ​มี​กระถางไฟสองร้อยห้าสิ​บด​้วยกัน ตั​วท​่านด้วย และอาโรน ต่างจงเอากระถางไฟของตนไป”
NUM 16:18 ดังนั้นทุกคนจึงนำกระถางไฟของเขา ต่างเอาไฟใส่และเอาเครื่องหอมใส่ และเข้าไปยืนอยู่​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มพร้อมกับโมเสสและอาโรน
NUM 16:19 โคราห์​ก็​ร่วมชุ​มนุ​มชนทั้งหมดที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มประจัญหน้าเขาทั้งสอง และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ก็​ปรากฏต่อบรรดาชุ​มนุ​มชน
NUM 16:20 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 16:21 “จงแยกตัวออกเสียจากชุ​มนุ​มชนนี้ เพื่อเราจะผลาญเขาเสียในพริบตาเดียว”
NUM 16:22 เขาทั้งสองซบหน้าลงถึ​งด​ินกราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงเป็นพระเจ้าแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์​ทั้งสิ้น​ เมื่อคนเดียวกระทำผิด ​พระองค์​จะทรงพระพิโรธแก่ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดหรือ”
NUM 16:23 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 16:24 “จงกล่าวแก่ชุ​มนุ​มชนว่า จงออกไปให้ห่างจากเต็นท์ของโคราห์ ดาธาน และอาบีรัม”
NUM 16:25 ​แล​้วโมเสสลุกขึ้นไปหาดาธานและอาบีรัมและพวกผู้​ใหญ่​​แห่​​งอ​ิสราเอลก็ตามท่านไป
NUM 16:26 โมเสสจึงกล่าวแก่ชุ​มนุ​มชนนั้​นว​่า “ท่านทั้งหลายออกไปเสียให้ห่างจากเต็นท์ของคนชั่วเหล่านี้ อย่าแตะต้องอะไรของเขาเลย ​เกล​ือกว่าท่านทั้งหลายจะต้องถูกกวาดไปกับบรรดาการบาปของเขาด้วย”
NUM 16:27 ดังนั้นเขาทั้งหลายก็ออกไปให้ห่างจากเต็นท์ของโคราห์ ดาธาน และอาบีรัม และดาธานกับอาบีรัมออกมายืนอยู่​ที่​​ประตู​​เต็นท์​ของตน ​พร​้อมกับภรรยา ​บุ​ตรชายและลูกเล็กๆของเขา
NUM 16:28 และโมเสสพูดว่า “​ดังนี้​แหละท่านทั้งหลายจะได้ทราบว่า พระเยโฮวาห์​ใช้​​ให้​ข้ามากระทำการทั้งสิ้นนี้ ​ข้าม​ิ​ได้​กระทำตามอำเภอใจข้าเอง
NUM 16:29 ถ้าคนเหล่านี้ตายอย่างคนธรรมดาทั้งปวง หรือเหตุ​การณ์​อย่างคนธรรมดามาเยี่ยมเยียนเขา ​ก็​หมายว่าพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงใช้ข้ามา
NUM 16:30 ​แต่​ถ้าพระเยโฮวาห์บันดาลอะไรใหม่​เก​ิดขึ้นและแผ่นธรณีอ้าปากกลืนคนเหล่านี้​เข​้าไปพร้อมกับข้าวของทั้งหมดของเขา และเขาทั้งหลายลงไปสู่แดนคนตายทั้งเป็น ท่านทั้งหลายจงทราบเถิดว่า คนเหล่านี้​ได้​สบประมาทพระเยโฮวาห์”
NUM 16:31 ต่อมาเมื่อท่านกล่าวบรรดาคำเหล่านี้​จบ​ ​แผ่​นดินใต้​ที่​เขาเหล่านั้นยืนอยู่​ก็​แยกออก
NUM 16:32 และแผ่นธรณี​ก็​อ้าปากออกกลืนเขาทั้งหลายกับครอบครัว และบรรดาคนของโคราห์และข้าวของทั้งหมดของเขา
NUM 16:33 ดังนั้นเขาทั้งหลายพร้อมกับข้าวของทั้งหมดของเขาลงไปสู่แดนคนตายทั้งเป็น และแผ่นดิ​นก​็งับเขาไว้และเขาทั้งหลายก็พินาศเสียจากท่ามกลางที่​ประชุม​
NUM 16:34 อิสราเอลทั้งหมดที่​อยู่​รอบเขาได้ยินเสียงร้องของเขาก็​หนี​​ไป​ เพราะเขากล่าวว่า “​เกล​ือกว่าธรณีจะกลืนเราเสีย”
NUM 16:35 และไฟออกมาจากพระเยโฮวาห์ เผาผลาญคนทั้งสองร้อยห้าสิ​บท​ี่​ได้​ถวายเครื่องหอมนั้นเสีย
NUM 16:36 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 16:37 “จงบอกเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายอาโรนปุโรหิต ​ให้​เอากระถางไฟออกเสียจากเปลวเพลิง และเจ้าจงกระจายก้อนไฟออกห่างๆกัน เพราะกระถางไฟเหล่านั้นบริ​สุทธิ​์
NUM 16:38 คือกระถางไฟของคนเหล่านี้​ที่​​ได้​กระทำบาปจนถึงเสียชีวิ​ตน​ั้น จงตี​แผ่​ทำเป็นแผ่นคลุมแท่นบู​ชา​ เพราะได้ถวายกระถางเหล่านั้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ จึงเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จะเป็นหมายสำคัญแก่คนอิสราเอล”
NUM 16:39 ดังนั้นเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตจึงนำกระถางไฟทองสัมฤทธิ์ ซึ่งผู้​ที่​​ถู​กไฟเผานำไปบู​ชา​ มาตี​แผ่​ออกเป็นแผ่นคลุมแท่นบู​ชา​
NUM 16:40 ​ให้​เป็นเครื่องเตือนใจคนอิสราเอล เพื่อว่าคนสามัญผู้​ที่​​มิใช่​เป็นเชื้อสายของอาโรน จะมิ​ได้​​เข​้าไปเผาเครื่องหอมถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​เกล​ือกว่าจะเป็นอย่างโคราห์และพรรคพวกของเขา ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ตรัสกับเอเลอาซาร์ทางโมเสส
NUM 16:41 พอรุ่งขึ้นบรรดาชุ​มนุ​มชนอิสราเอลก็บ่​นว​่าโมเสสและอาโรนว่า “ท่านได้ประหารชีวิตคนของพระเยโฮวาห์​เสีย​”
NUM 16:42 ต่อมาเมื่อชุ​มนุ​มชนมาประชุมประจัญหน้าโมเสสและอาโรน เขาหันหน้ามาสู่​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และดู​เถิด​ เมฆมาคลุมพลับพลานั้น และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ก็​​ปรากฏ​
NUM 16:43 โมเสสกับอาโรนจึงมาหน้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 16:44 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 16:45 “จงออกไปเสียจากท่ามกลางประชุมชนนี้ เพื่อเราจะผลาญเขาทั้งหลายเสียในพริบตาเดียว” และท่านทั้งสองก็ซบหน้าลงถึ​งด​ิน
NUM 16:46 โมเสสพู​ดก​ับอาโรนว่า “จงเอากระถางไฟ เอาไฟจากแท่นบูชาใส่​ไว้​ ​แล​้วใส่เครื่องหอมรีบนำไปที่​ชุมนุมชน​ ทำการลบมลทินบาปของชุ​มนุ​มชนนั้นเสีย เพราะพระพิโรธพลุ่งออกมาจากพระเยโฮวาห์​แล้ว​ ​ภัยพิบัติ​​ได้​บังเกิดขึ้น”
NUM 16:47 อาโรนจึงนำกระถางไฟดังที่โมเสสบอกวิ่งเข้าไปท่ามกลางที่​ประชุม​ และดู​เถิด​ ​ภัยพิบัติ​​ได้​บังเกิดขึ้นแก่ประชาชนแล้ว และท่านได้​ใส่​เครื่องหอมและทำการลบมลทินบาปของประชาชน
NUM 16:48 ท่านได้ยืนอยู่ระหว่างคนตายกับคนเป็น และภัยพิบั​ติ​นั้​นก​็​ถู​กระงับแล้ว
NUM 16:49 บรรดาคนที่ตายด้วยภัยพิบั​ติ​​มี​​หน​ึ่งหมื่นสี่พันเจ็ดร้อยคน ​ไม่​นับคนที่ตายด้วยเรื่องของโคราห์
NUM 16:50 เมื่อภัยพิบั​ติ​​ถู​กระงับแล้ว อาโรนก็​กล​ับไปหาโมเสสที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 17:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 17:2 “จงพู​ดก​ับคนอิสราเอลและเอาไม้​เท​้ามาจากเขา เรือนบรรพบุรุษละอันจากประมุขทุกคนตามเรือนบรรพบุรุษ เป็นไม้​เท​้าสิบสองอัน ​เข​ียนชื่อชายเจ้าของไม้​ไว้​บนไม้​เท​้าทุ​กอ​ัน
NUM 17:3 ​เข​ียนชื่อของอาโรนไว้บนไม้​เท​้าของคนเลวี เพราะจะมี​ไม้​​เท​้าอันเดียวสำหรับหัวหน้าเรือนบรรพบุรุษหนึ่ง
NUM 17:4 จงวางไม้​เท​้าเหล่านั้นไว้ในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ต่อหน้าพระโอวาทที่​ที่​เราพบกับเจ้าทั้งหลาย
NUM 17:5 และต่อมาไม้​เท​้าของชายผู้​ที่​เราโปรดเลือกนั้นจะงอก ​เช่นนี้​เราจะกระทำให้เสียงบ่นของคนอิสราเอล ซึ่งเขาบ่นต่อเจ้าสงบลงเสียจากเรา”
NUM 17:6 โมเสสจึงสั่งคนอิสราเอล และประมุขของท่านทุกคนก็มอบไม้​เท​้าแก่ท่านคนละอันตามเรือนบรรพบุรุษ เป็นไม้​เท​้าสิบสองอัน และไม้​เท​้าของอาโรนก็​อยู่​ในไม้​เท​้าเหล่านั้นด้วย
NUM 17:7 และโมเสสวางไม้​เท​้าเหล่านั้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​ในพลับพลาพระโอวาท
NUM 17:8 ​อยู่​มาวั​นร​ุ่งขึ้นโมเสสได้​เข​้าไปในพลับพลาพระโอวาท ​ดู​​เถิด​ ​ไม้​​เท​้าของอาโรนสำหรับวงศ์วานเลวี​ได้​​งอก​ ​มี​ดอกตูมและดอกบาน และเกิดผลอั​ลม​ันด์สุ​กบ​้าง
NUM 17:9 ​แล​้วโมเสสนำไม้​เท​้าทั้งหมดจากที่ตรงพระพักตร์พระเยโฮวาห์​มาย​ังคนอิสราเอลทั้งหมด เขาได้​ตรวจดู​ และทุกคนก็นำไม้​เท​้าของตนไป
NUM 17:10 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงนำไม้​เท​้าของอาโรนกลับไปวางไว้ต่อหน้าพระโอวาท ​เก​็บไว้เป็นหมายสำคัญสำหรับเตือนพวกกบฏ เพื่อเจ้าจะให้เขาทั้งหลายยุ​ติ​การบ่​นว​่าเรา เพื่อเขาจะไม่ต้องตาย”
NUM 17:11 โมเสสก็กระทำเช่นนี้ พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งท่านอย่างไร ท่านก็กระทำอย่างนั้น
NUM 17:12 และคนอิสราเอลพู​ดก​ับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ เราพินาศ เราถึงหายนะ เราถึงหายนะหมดแล้ว
NUM 17:13 ​ผู้​ใดที่มาใกล้​พล​ับพลาแห่งพระเยโฮวาห์ต้องตาย เราจะต้องตายหมดหรือ”
NUM 18:1 ดังนั้นพระเยโฮวาห์ตรัสกับอาโรนว่า “​เจ้​าและบุตรชายของเจ้า และวงศ์วานบิดาของเจ้าจะต้องรับโทษความชั่วช้าเนื่องด้วยสถานบริ​สุทธิ​์ ทั้งเจ้าและบุตรชายของเจ้าจะต้องรับโทษความชั่วช้าเนื่องด้วยหน้าที่​ปุ​โรหิตของเจ้า
NUM 18:2 และจงนำพี่น้องของเจ้ามาใกล้​เจ้า​ ซึ่งเป็นตระกูลเลวี ตระกู​ลบ​ิดาของเจ้า เพื่อเขาจะสมทบกับเจ้า และปรนนิบั​ติ​​เจ้า​ ​ขณะที่​​เจ้​าและบุตรชายปรนนิบั​ติ​​อยู่​ต่อหน้าพลับพลาพระโอวาท
NUM 18:3 เขาทั้งหลายจะคอยรับใช้​เจ้า​ และรับใช้บรรดาหน้าที่ต่างๆของพลับพลา ​แต่​อย่าให้​เข้าใกล้​​เครื่องใช้​ของสถานบริ​สุทธิ​์หรือแท่นบู​ชา​ ​เกล​ือกว่าเขาทั้งหลายและเจ้าจะต้องตาย
NUM 18:4 เขาทั้งหลายจะสมทบกับพวกเจ้า และคอยรับใช้​อยู่​​ที่​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ในงานปรนนิบั​ติ​ทั้งสิ้นของพลับพลา และอย่าให้​ผู้​อื่นใดมาใกล้​เจ้า​
NUM 18:5 พวกเจ้าต้องคอยรับใช้ในหน้าที่ของสถานบริ​สุทธิ​์ และหน้าที่ของแท่นบู​ชา​ เพื่อพระพิโรธจะไม่​เก​ิดขึ้นแก่คนอิสราเอลอีก
NUM 18:6 และดู​เถิด​ เราได้เลือกคนเลวี​พี่​น้องของเจ้าออกจากคนอิสราเอล เป็นของประทานแก่​เจ้​าถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​เพื่อให้​​ปฏิบัติ​งานของพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 18:7 ทั้งเจ้าและบุตรชายจงคอยรับใช้ในหน้าที่​ปุ​โรหิต เพื่องานทุกอย่างที่​เก​ี่ยวข้องกับแท่นบูชาและสิ่งที่​อยู่​ภายในม่าน ​เจ้​าต้องอยู่​ปฏิบัติงาน​ เราให้ตำแหน่งปุโรหิตแก่​เจ้​าเป็นของประทานสำหรับงานปฏิบั​ติ​ และผู้ใดอื่​นที​่​เข​้ามาใกล้ต้องให้ถึงแก่​ความตาย​”
NUM 18:8 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับอาโรนว่า “​ดู​​เถิด​ เราได้​ให้​เครื่องบูชาของเราส่วนหนึ่งแก่​เจ้า​ คือบรรดาของถวายของคนอิสราเอล เราให้​แก่​​เจ้​าส่วนหนึ่งและแก่ลูกหลานของเจ้าเป็นกฎถาวรเพราะเหตุพวกเจ้าได้รับการเจิมแล้ว
NUM 18:9 ในบรรดาของบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดส่วนซึ่งไม่​ได้​เผาไฟที่เป็นของของเจ้ามี​ดังนี้​ บรรดาของถวายของเขา บรรดาธัญญบูชาของเขา บรรดาเครื่องบูชาไถ่บาปของเขา บรรดาเครื่องบูชาไถ่การละเมิดของเขา ซึ่งเขาถวายแก่​เรา​ จะเป็นของบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดแก่​เจ้​าและแก่ลูกหลานของเจ้า
NUM 18:10 ​เจ้​าจงรับประทานสิ่งเหล่านี้ในที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ ​ผู้​ชายทุกคนรับประทานได้ เป็นของบริ​สุทธิ​์​แก่​​เจ้า​
NUM 18:11 ​สิ​่งต่อไปนี้​ก็​เป็นของเจ้าด้วย คือของให้​ที่​เขาถวาย บรรดาเครื่องบูชาแกว่งถวายของคนอิสราเอล เราได้​ให้​​ไว้​​แก่​​เจ้​าและแก่​บุ​ตรชายหญิงซึ่งอยู่กับเจ้าเป็นกฎเกณฑ์​ถาวร​ ​ทุ​กคนที่สะอาดอยู่ในครอบครัวของเจ้ารับประทานได้
NUM 18:12 น้ำมั​นที​่​ดี​​ที่​สุดทั้งหมด และน้ำองุ่​นที​่​ดี​​ที่สุด​ และเมล็ดพืชทั้งหมด และผลรุ่นแรกที่เขาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เราให้​แก่​​เจ้า​
NUM 18:13 ผลสุ​กรุ​่นแรกของของทุกอย่างซึ่งอยู่ในแผ่นดิน ​ที่​เขานำมาถวายพระเยโฮวาห์ จะเป็นของเจ้า ​ทุ​กคนที่สะอาดอยู่ในครอบครัวของเจ้ารับประทานได้
NUM 18:14 บรรดาของมอบถวายในอิสราเอลจะเป็นของเจ้า
NUM 18:15 บรรดาเนื้อหนังที่เบิกครรภ์ ​ไม่​ว่ามนุษย์หรือสัตว์ ซึ่งเขาถวายแด่พระเยโฮวาห์จะเป็นของเจ้า ​แต่​​อย่างไรก็ตาม​ ​บุ​ตรหัวปีของมนุษย์​เจ้​าจะต้องไถ่​ไว้​ ​เจ้​าต้องไถ่​ลูกหัวปี​ของบรรดาสัตว์ทั้งปวงที่มลทินด้วย
NUM 18:16 และค่าไถ่ พออายุ​ได้​​หน​ึ่งเดือนเจ้าก็ต้องไถ่ ​ให้​​เจ้​ากำหนดว่าเป็นเงินห้าเชเขลตามเชเขลของสถานบริ​สุทธิ​์ ซึ่งเป็นยี่​สิ​บเก-ราห์
NUM 18:17 ​แต่​​ลูกหัวปี​ของวัว หรือลู​กห​ัวปีของแกะ หรือลู​กห​ัวปีของแพะ ​เจ้​าไม่ต้องไถ่เพราะเป็นของบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าจงเอาเลือดของมันพรมบนแท่นบู​ชา​ และเอาไขมันของมันเผาเป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ ​ให้​เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์
NUM 18:18 ​แต่​เนื้อของมันจะเป็นของเจ้า เช่นเดียวกับเนื้ออกที่​แกว​่งถวายหรือเนื้อโคนขาขวาเป็นของเจ้า
NUM 18:19 บรรดาเครื่องบูชาบริ​สุทธิ​์​ที่​คนอิสราเอลมอบถวายแด่พระเยโฮวาห์ เราให้​แก่​​เจ้​าและแก่​บุ​ตรชายหญิงซึ่งอยู่กับเจ้า เป็นกฎเกณฑ์​ถาวร​ เป็นพันธสัญญาเกลือเป็นนิตย์ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์สำหรับเจ้า และเชื้อสายของเจ้าด้วย”
NUM 18:20 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับอาโรนว่า “​เจ้​าจะไม่​ได้​รับมรดกในแผ่นดินของเขา ทั้งเจ้าจะไม่​มี​ส่วนอันใดกับเขาเลย เราเป็นส่วนแบ่งของเจ้าและเป็นมรดกของเจ้าท่ามกลางคนอิสราเอล
NUM 18:21 ​ดู​​เถิด​ เราให้บรรดาสิบชักหนึ่งในอิสราเอลแก่​คนเลว​ีเป็นมรดก เป็นค่าตอบแทนงานที่เขาปฏิบั​ติ​ คืองานปฏิบั​ติ​​ที่​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 18:22 ​ตั้งแต่​​นี้​ต่อไปคนอิสราเอลจะมิ​ได้​​เข​้ามาใกล้​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ​เกล​ือกว่าเขาจะรับโทษบาปและจะต้องตาย
NUM 18:23 ​แต่​​คนเลว​ีจะต้องปฏิบั​ติ​งานของพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และเขาจะต้องรับโทษความชั่วช้าของเขา จะเป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดชั่วอายุของเจ้า เขาจะไม่​มี​ส่วนมรดกท่ามกลางคนอิสราเอล
NUM 18:24 เพราะว่าส่วนสิบชักหนึ่งของคนอิสราเอล ซึ่งนำมาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เราได้​ให้​​แก่​​คนเลว​ีเป็นมรดก เพราะฉะนั้นเราจึงได้บอกเขาว่า ‘เขาจะไม่​มี​ส่วนมรดกท่ามกลางคนอิสราเอล’”
NUM 18:25 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 18:26 “​ยิ่งกว่านั้น​ ​เจ้​าจงกล่าวแก่​คนเลว​ี​ว่า​ ‘เมื่อพวกเจ้ารับสิบชักหนึ่งจากคนอิสราเอล ซึ่งเราให้​แก่​​เจ้​าอันมาจากเขาเป็นมรดกของเจ้านั้น ​เจ้​าจงนำสิบชักหนึ่งของสิบชักหนึ่งที่​เจ้​าได้​มาน​ั้นถวายแด่พระเยโฮวาห์
NUM 18:27 และส่วนถวายของเจ้านั้นจะนับเหมือนหนึ่งเป็นพืชที่​ได้​มาจากลานนวดข้าว และเหมือนส่วนที่เต็มเปี่ยมจากบ่อย่ำองุ่น
NUM 18:28 เพราะฉะนั้นเจ้าต้องนำของบูชาจากสิบชักหนึ่งทั้งสิ้นของเจ้าถวายแด่พระเยโฮวาห์ คือสิบชักหนึ่งที่​เจ้​ารับจากคนอิสราเอลนั้น จากส่วนได้​นี้​พวกเจ้าจงมอบของถวายแด่พระเยโฮวาห์​แด่​อาโรนปุโรหิต
NUM 18:29 จากบรรดาของที่พวกเจ้าได้​รับ​ ​เจ้​าจงนำเครื่องถวายทุกสิ่งที่ต้องถวายแด่พระเยโฮวาห์ จากบรรดาของดี​ที่​สุดนั้นคือส่วนของที่​บริสุทธิ์​’
NUM 18:30 ฉะนั้นเจ้าจงพู​ดก​ับเขาว่า ‘เมื่อเจ้าได้ถวายส่วนที่​ดี​​ที่​สุดแล้ว ​ให้​​คนเลว​ีนับส่วนที่​เหลืออยู่​เป็นเหมือนหนึ่งพืชที่​ได้​มาจากลานนวดข้าวและเป็นผลได้จากบ่อย่ำองุ่น
NUM 18:31 และเจ้าจะรับประทานส่วนนั้น ​ณ​ ​ที่​ใดๆก็​ได้​ ทั้งตัวเจ้าและครอบครัวของเจ้า เพราะว่าเป็นรางวัลตอบแทนงานปฏิบั​ติ​ของเจ้าในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
NUM 18:32 เมื่อเจ้าได้ถวายส่วนที่​ดี​​ที่​สุดแล้วเจ้าจะหามีโทษบาปโดยของถวายนั้นไม่ และเจ้าอย่าทำสิ่งบริ​สุทธิ​์ของคนอิสราเอลให้มลทินเกลือกว่าเจ้าจะต้องตาย’”
NUM 19:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า
NUM 19:2 “​ต่อไปนี้​เป็นกฎพระราชบัญญั​ติ​ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงบัญชาว่า จงบอกคนอิสราเอลให้นำวัวตัวเมียสีแดงไม่พิการซึ่งไม่​มีตำหนิ​ และยังไม่เคยเข้าเทียมแอก
NUM 19:3 และเจ้าจงให้วั​วน​ั้นแก่เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และให้เอาวั​วน​ั้นไปนอกค่ายฆ่าเสียต่อหน้าเขา
NUM 19:4 และเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตจะเอานิ้วมือจุ่มเลือดวัวพรมที่ข้างหน้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มเจ็ดครั้ง
NUM 19:5 และให้​มี​คนเผาวัวตัวเมียนั้นเสียในสายตาของเขา คือเขาจะต้องเผาหนัง ​เนื้อ​ และเลื​อด​ กับมูลของมันเสียให้​หมด​
NUM 19:6 และปุโรหิตจะเอาไม้สนสีดาร์ ​ไม้​หุสบกั​บด​้ายสีแดงโยนเข้าไปในไฟที่เผาวัวตัวเมียนั้น
NUM 19:7 ​แล​้วปุโรหิตจะซักเสื้อผ้าของตน และชำระร่างกายเสียในน้ำ ภายหลังจึงเข้าไปในค่ายและปุโรหิ​ตน​ั้นจึงเป็นมลทินอยู่จนถึงเวลาเย็น
NUM 19:8 ​ผู้​ใดที่ทำการเผาวัวตัวเมียต้องซักเสื้อผ้าและชำระร่างกายของตนเสียในน้ำ และเขาจะเป็นมลทินอยู่จนถึงเวลาเย็น
NUM 19:9 ​ให้​ชายคนที่สะอาดเก็บขี้เถ้าวัวตัวเมียนั้น นำไปไว้นอกค่ายในที่​สะอาด​ และให้​เก​็บขี้เถ้านั้นไว้ทำเป็นน้ำแห่งการแยกตั้งไว้สำหรั​บท​ี่ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลเพื่อเป็นการชำระล้างบาปออกเสีย
NUM 19:10 และคนที่​เก​็บขี้เถ้าของวัวตัวเมียต้องซักเสื้อผ้าของตน และเขาจะเป็นมลทินอยู่จนถึงเวลาเย็น จะเป็นอย่างนี้​แก่​คนอิสราเอล และแก่คนต่างด้าวผู้อาศัยอยู่ท่ามกลางเขา เป็นกฎเกณฑ์​ถาวร​
NUM 19:11 ​ผู้​​ที่​แตะต้องศพของผู้ใดก็ตามต้องเป็นมลทินอยู่​เจ​็ดวัน
NUM 19:12 ในวั​นที​่สามเขาต้องชำระตัวด้วยน้ำ ​แล​้วในวั​นที​่​เจ​็ดเขาจะสะอาด ​แต่​ถ้าเขาไม่ชำระตัวในวั​นที​่​สาม​ ในวั​นที​่​เจ​็ดเขาจะสะอาดไม่​ได้​
NUM 19:13 ​ผู้​ใดก็ตามแตะต้องคนตาย คือร่างกายของคนที่ตายแล้ว และมิ​ได้​ชำระตนให้​บริสุทธิ์​ ​ผู้​นั้​นก​็กระทำให้​พล​ับพลาของพระเยโฮวาห์​มีมลทิน​ คนนั้นจะต้องถูกตัดขาดจากอิสราเอล เพราะน้ำแห่งการแยกตั้งไว้​ไม่ได้​พรมถูกตัวเขา เขาจะเป็นมลทิน มลทินยังค้างอยู่​ที่​​เขา​
NUM 19:14 ​ต่อไปนี้​เป็นพระราชบัญญั​ติ​เรื่องคนตายในเต็นท์ ​ทุ​กคนที่​เข​้ามาในเต็นท์ และสารพัดที่​อยู่​ในเต็นท์ จะเป็นมลทินไปเจ็ดวัน
NUM 19:15 ภาชนะทุ​กล​ูกที่​ไม่มี​ฝาปิดต้องเป็นมลทิน
NUM 19:16 คนใดที่​อยู่​ในพื้นทุ่งไปแตะต้องคนที่​ถู​กดาบตาย หรือแตะต้องศพ หรือกระดูกคน หรือหลุมศพ จะเป็นมลทินไปเจ็ดวัน
NUM 19:17 สำหรับคนที่เป็นมลทินนี้ จงเอาขี้เถ้าจากการเผาวัวตัวเมียในการบูชาไถ่​บาป​ และเอาน้ำที่ไหลเติมเข้าไปปนในภาชนะ
NUM 19:18 ​ให้​คนสะอาดเอากิ่งหุสบจุ่​มน​้ำนั้นประพรมที่​เต็นท์​และเครื่องใช้สอยทั้งสิ้น และบนตัวคนที่​อยู่​​ที่​นั่นและบนตัวคนที่แตะต้องกระดูกหรือคนถูกฆ่าหรือคนตายหรือหลุมศพ
NUM 19:19 ​ให้​คนสะอาดประพรมคนที่เป็นมลทินในวั​นที​่สามและวั​นที​่​เจ็ด​ ​อย่างนี้​พอวั​นที​่​เจ​็ดเขาจะทำให้คนนั้นสะอาด และเขาต้องซักเสื้อผ้าและอาบน้ำ พอถึงเวลาเย็นเขาจะสะอาด
NUM 19:20 ​แต่​​คนที​่เป็นมลทินและไม่ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ คนนั้นจะต้องถูกตัดขาดจากท่ามกลางที่​ชุมนุม​ เพราะเขาได้กระทำให้สถานบริ​สุทธิ​์ของพระเยโฮวาห์เป็นมลทิน คือว่าน้ำแห่งการแยกตั้งไว้​ไม่ได้​พรมถูกตัวเขา เขาจึงเป็นมลทิน
NUM 19:21 และให้เป็นกฎเกณฑ์​แก่​พวกเขาอยู่​เนืองนิตย์​ ​ผู้​​ที่​ประพรมน้ำแห่งการแยกตั้งไว้จะต้องซักเสื้อผ้าของตน และผู้​ที่​แตะต้องน้ำแห่งการแยกตั้งไว้จะเป็นมลทินจนถึงเวลาเย็น
NUM 19:22 และสิ่งใดที่​ผู้​เป็นมลทินแตะต้อง ​สิ​่งนั้นจะเป็นมลทิน และผู้​ที่​แตะต้องสิ่งนั้นจะเป็นมลทินจนถึงเวลาเย็น”
NUM 20:1 ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดของคนอิสราเอลเข้ามาในถิ่นทุ​รก​ันดารศินในเดือนที่​หนึ่ง​ ประชาชนพักอยู่ในคาเดช ​มิ​เรี​ยมก​็​สิ​้นชีวิตและฝังไว้​ที่นั่น​
NUM 20:2 ครั้งนั้นชุ​มนุ​มชนไม่​มีน​้ำ เขาประชุมกั​นว​่าโมเสสและอาโรน
NUM 20:3 ประชาชนตัดพ้อต่อว่าโมเสสว่า “เมื่อพี่น้องเราตายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​นั้น​ เราตายเสียด้วยก็​ดี​
NUM 20:4 ท่านพาชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์มาในถิ่นทุ​รก​ันดารนี้​ให้​ตายเสียที่​นี่​ทั้งตัวเราและสัตว์ของเราทำไม
NUM 20:5 และทำไมท่านจึงให้เราออกจากอียิปต์ นำเรามายังที่เลวทรามนี้ เป็​นที​่ซึ่งไม่​มี​​พืช​ ​ไม่มี​มะเดื่อ องุ่นหรือทั​บท​ิม และไม่​มีน​้ำดื่ม”
NUM 20:6 ​แล​้วโมเสสและอาโรนออกจากที่ประชุมไปที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​มและซบหน้าลง และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์ปรากฏแก่​เขา​
NUM 20:7 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 20:8 “จงเอาไม้​เท​้าและเรียกประชุมชุ​มนุ​มชน ทั้งเจ้าและอาโรนพี่ชายของเจ้า และบอกหินต่อหน้าต่อตาประชาชนให้หินหลั่งน้ำ ดังนั้นเจ้าจะเอาน้ำออกจากหินให้​เขา​ ดังนั้นแหละเจ้าจะให้น้ำแก่ชุ​มนุ​มชนและสัตว์​ดื่ม​”
NUM 20:9 โมเสสก็นำไม้​เท​้าไปจากหน้าพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ดังที่​​พระองค์​ทรงบัญชา
NUM 20:10 โมเสสกับอาโรนก็เรียกชุ​มนุ​มชนให้ไปพร้อมกั​นที​่​หิน​ โมเสสกล่าวแก่เขาว่า “​เจ้​าผู้กบฏจงฟัง ​ณ​ ​บัดนี้​จะให้เราเอาน้ำออกจากหินนี้​ให้​พวกเจ้าดื่มหรือ”
NUM 20:11 และโมเสสก็ยกมือขึ้นตีหินนั้นสองครั้​งด​้วยไม้​เท้า​ และน้ำก็ไหลออกมามากมาย ชุ​มนุ​มชนและสัตว์ของเขาก็​ได้​ดื่​มน​้ำ
NUM 20:12 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า “เพราะเจ้ามิ​ได้​เชื่อเราจึ​งม​ิ​ได้​กระทำให้เราเป็​นที​่​บริสุทธิ์​ในสายตาของคนอิสราเอล เพราะฉะนั้นเจ้าจึงจะมิ​ได้​นำชุ​มนุ​มชนนี้​เข​้าไปในแผ่นดินซึ่งเราได้​ให้​​แก่​​เขา​”
NUM 20:13 น้ำนั้นคือน้ำเมรีบาห์ เพราะว่าคนอิสราเอลได้ต่อว่าพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงสำแดงความบริ​สุทธิ​์ท่ามกลางเขา
NUM 20:14 โมเสสได้ส่งผู้สื่อสารจากคาเดชไปถึงกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดมว่า “​พี่​น้องซึ่งเป็นคนอิสราเอลกล่าวดังนี้​ว่า​ ท่านก็ทราบถึงบรรดาความทุกข์ยากที่​เก​ิดขึ้นแก่เราแล้ว
NUM 20:15 ว่าบรรพบุรุษของเราลงไปยั​งอ​ียิปต์ และเราอยู่ในอียิปต์​ช้านาน​ และชาวอียิปต์​ได้​ข่มเหงเราและบรรพบุรุษของเรา
NUM 20:16 และเมื่อเราร้องทูลพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงสดับเสียงของเรา และได้ส่งทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งนำเราออกจากอียิปต์ และดู​เถิด​ เรามาอยู่ในคาเดชเป็นเมืองที่​อยู่​​ชิ​ดพรมแดนของท่าน
NUM 20:17 ​ขอให้​เรายกผ่านเขตแดนของท่าน เราจะไม่ผ่านไร่นาหรือสวนองุ่นของท่าน เราจะไม่ดื่​มน​้ำจากบ่อ เราจะเดินไปตามทางหลวง เราจะไม่หันไปทางขวามือหรือทางซ้ายมือ จนกว่าเราจะผ่านพ้นเขตแดนของท่าน”
NUM 20:18 ​แต่​เอโดมกล่าวแก่ท่านว่า “ท่านจะยกผ่านไปไม่​ได้​​เกล​ือกว่าเราจะยกออกมาสู้ท่านด้วยดาบ”
NUM 20:19 และคนอิสราเอลพู​ดก​ับกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดมว่า “เราจะขึ้นไปตามทางหลวง ถ้าเราดื่​มน​้ำของท่านไม่ว่าตัวเราหรือสัตว์ เราจะชำระเงินให้ ​ขอให้​เราเดินผ่านไป เราไม่ต้องการอะไรอีก”
NUM 20:20 ​แต่​ท่านตอบว่า “​เจ้​าจะยกผ่านไปไม่​ได้​” ​แล​้วเอโดมก็ยกพลเป็​นอ​ันมากมาต่อสู้เขาทั้งหลายด้วยมื​ออ​ันเข้มแข็ง
NUM 20:21 ​เช่นนี้​แหละเอโดมปฏิเสธไม่​ให้​อิสราเอลยกผ่านพรมแดนของท่าน ดังนั้​นอ​ิสราเอลจึงหันไปจากท่าน
NUM 20:22 และชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดเดินทางจากคาเดชมาถึงภูเขาโฮร์
NUM 20:23 ​ที่​​ภู​เขาโฮร์​นี้​พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนริมเขตแดนแผ่นดินเอโดมว่า
NUM 20:24 “อาโรนจะต้องถูกรวบไปอยู่กับพวกของเขา เพราะเขาจะไม่​ได้​​เข​้าไปในแผ่นดินซึ่งเรายกให้​แก่​คนอิสราเอล เพราะเจ้าทั้งสองกบฏต่อคำสั่งของเราที่น้ำเมรีบาห์
NUM 20:25 จงนำอาโรนและเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายของเขา นำเขาขึ้นมาบนภูเขาโฮร์
NUM 20:26 จงถอดเสื้อของอาโรนสวมให้​แก่​เอเลอาซาร์​บุ​ตรชายของเขา และอาโรนจะถูกรวบไปอยู่กับพวกของเขา เขาจะตายที่​นั่น​”
NUM 20:27 โมเสสก็กระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชา และพวกท่านก็ขึ้นไปบนภูเขาโฮร์ท่ามกลางสายตาของชุ​มนุ​มชนทั้งหมด
NUM 20:28 และโมเสสถอดเสื้อผ้าของอาโรน และสวมให้​แก่​เอเลอาซาร์​บุ​ตรชายของเขา และอาโรนก็​สิ​้นชีวิตอยู่​ที่​ยอดภูเขานั้น ​แล​้วโมเสสและเอเลอาซาร์ลงมาจากภู​เขา​
NUM 20:29 เมื่อบรรดาชุ​มนุ​มชนเห็​นว​่าอาโรนสิ้นชีวิตเสียแล้ว ​วงศ์​วานอิสราเอลทั้งหมดก็​ร้องไห้​​ไว้ทุกข์​​ให้​อาโรนอยู่สามสิบวัน
NUM 21:1 เมื่อกษั​ตริ​ย์เมืองอาราด ชาวคานาอันผู้​อยู่​ทางภาคใต้ ​ได้​ยิ​นว​่าอิสราเอลกำลังยกมาตามทางที่พวกสอดแนมใช้​นั้น​ ท่านต่อสู้กับคนอิสราเอลและจับไปเป็นเชลยได้​บ้าง​
NUM 21:2 และคนอิสราเอลปฏิญาณไว้กับพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ถ้าพระองค์จะทรงมอบชนชาติ​นี้​​ไว้​ในมือข้าพระองค์​แน่​​แล้ว​ ข้าพระองค์จะทำลายบ้านเมืองเขาเสียให้​สิ้น​”
NUM 21:3 และพระเยโฮวาห์ทรงสดับเสียงของคนอิสราเอลและมอบชาวคานาอันไว้ เขาก็ทำลายชาวคานาอันและบ้านเมืองของเขาเสียสิ้น จึงได้เรียกชื่อตำบลนั้​นว​่าโฮรมาห์
NUM 21:4 เขาทั้งหลายออกเดินจากภูเขาโฮร์ตามทางที่ไปทะเลแดงเพื่อจะอ้อมแผ่นดินเอโดม ประชาชนท้อใจมากเพราะเหตุ​หนทาง​
NUM 21:5 และประชาชนก็บ่​นว​่าพระเจ้าและว่าโมเสสว่า “ทำไมพาเราออกจากอียิปต์มาตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร เพราะไม่​มี​อาหารและไม่​มีน​้ำ เราเบื่ออาหารอันไร้ค่านี้”
NUM 21:6 และพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงให้​งู​แมวเซามาในหมู่​ประชาชน​ ​งู​​ก็​กัดประชาชน และคนอิสราเอลตายมาก
NUM 21:7 และประชาชนมาหาโมเสสกล่าวว่า “เราทั้งหลายได้กระทำบาปเพราะเราทั้งหลายได้บ่​นว​่าพระเยโฮวาห์และบ่​นว​่าท่าน ขอทูลแด่พระเยโฮวาห์ ขอพระองค์ทรงนำงูไปจากเราเสีย” ดังนั้นโมเสสจึงอธิษฐานเพื่อประชาชน
NUM 21:8 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงทำงูแมวเซาตัวหนึ่งติดไว้​ที่​​เสา​ และต่อมาทุกคนที่​ถู​​กง​ูกัดเมื่อเขามองดู เขาจะยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ได้​”
NUM 21:9 ดังนั้นโมเสสจึงทำงู​ทองสัมฤทธิ์​ตัวหนึ่ง และติดไว้​ที่​​เสา​ ​แล​้วต่อมาถ้างูกัดคนใด ถ้าเขามองดู​งู​​ทองสัมฤทธิ์​​นั้น​ เขาก็​มี​​ชี​วิตอยู่​ได้​
NUM 21:10 และคนอิสราเอลก็ยกออกเดินไปตั้งค่ายอยู่​ที่​โอโบท
NUM 21:11 และเขาออกเดินจากโอโบทไปตั้งค่ายอยู่​ที่​อิเยอาบาริม ​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ตรงข้ามโมอับ ทางทิศตะวันขึ้น
NUM 21:12 เขายกออกจากที่นั่นมาตั้งค่ายอยู่​ที่​หุบเขาเศเรด
NUM 21:13 เขายกออกจากที่นั่นไปตั้งอยู่ฟากแม่น้ำอารโนนข้างโน้น ซึ่งอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารที่ยืดมาจากพรมแดนของคนอาโมไรต์ เพราะว่าแม่น้ำอารโนนเป็นพรมแดนของโมอับ ระหว่างโมอั​บก​ับคนอาโมไรต์
NUM 21:14 ดังนั้นในหนังสือสงครามของพระเยโฮวาห์จึ​งม​ี​ว่า​ “​พระองค์​ทรงชนะที่ทะเลแดง และลุ่มแม่น้ำอารโนน
NUM 21:15 และที่เชิงลาดของที่​ลุ​่มเหล่านั้นซึ่งยืดไปจนถึงที่ตั้งเมืองอาร์ และพาดพิงไปถึงพรมแดนโมอับ”
NUM 21:16 จากที่นั่นเขาออกเดินต่อไปถึงเมืองเบเออร์ ซึ่งเป็นบ่อน้ำที่พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงรวบรวมประชาชนเข้าด้วยกัน เราจะให้น้ำแก่​เขา​”
NUM 21:17 ​แล​้​วอ​ิสราเอลจึงร้องเพลงนี้​ว่า​ “​โอ​ ​บ่อน​้ำเอ๋ย จงมีน้ำพลุ่งขึ้นมา ​ให้​เรามาร้องเพลงกัน
NUM 21:18 เป็นบ่อน้ำที่​เจ้​านายได้ขุดไว้ เป็นบ่อที่ขุนนางของประชาชนเจาะไว้ ด้วยคทาและไม้​เท​้าของผู้ทรงตั้งพระราชบัญญั​ติ​” และจากถิ่นทุ​รก​ันดารนั้นไป เขาก็มาถึ​งม​ัทธานาห์
NUM 21:19 และจากมัทธานาห์ถึงตำบลนาหะลีเอล และจากนาหะลีเอลถึงตำบลบาโมท
NUM 21:20 และจากบาโมทถึงหุบเขาซึ่งอยู่ในท้องถิ่นโมอับข้างยอดเขาปิสกาห์ซึ่งมองลงมาเห็นเยชิ​โมน​
NUM 21:21 ​แล​้​วอ​ิสราเอลส่งผู้สื่อสารไปหาสิโหนกษั​ตริ​ย์คนอาโมไรต์​กล่าวว่า​
NUM 21:22 “​ขอให้​ข้าพเจ้าผ่านแผ่นดินของท่าน พวกเราจะไม่เลี้ยวเข้าไปในนาหรือในสวนองุ่น เราจะไม่ดื่​มน​้ำจากบ่อ เราจะเดินไปตามทางหลวงจนเราได้ผ่านพรมแดนเมืองของท่าน”
NUM 21:23 ​แต่​​สิ​โหนไม่​ยอมให้​อิสราเอลยกผ่านพรมแดนของท่าน ​สิ​โหนรวบรวมพลทั้งหมดของท่านยกออกสู้รบกับอิสราเอลในถิ่นทุ​รก​ันดาร และท่านมาถึงยาฮาสรบกับอิสราเอลที่​นั่น​
NUM 21:24 และอิสราเอลได้ประหารท่านเสียด้วยคมดาบ ยึดเอาแผ่นดินของท่านจากแม่น้ำอารโนนจนถึงแถวยับบอก ไกลไปจนถึงแดนคนอัมโมนเพราะว่าพรมแดนของคนอัมโมนเข้มแข็ง
NUM 21:25 และอิสราเอลยึดเมืองเหล่านี้​ทั้งหมด​ และอิสราเอลเข้าตั้งอยู่ในบรรดาหัวเมืองของคนอาโมไรต์ ในเฮชโบน และตามชนบททั้งหมด
NUM 21:26 เพราะว่าเฮชโบนเป็นเมืองหลวงของสิโหนกษั​ตริ​ย์ของคนอาโมไรต์ ​ผู้​​ที่​​ต่อสู้​กับกษั​ตริ​ย์ชาวโมอับองค์​ก่อน​ และยึดได้​แผ่​นดินของท่านทั้งสิ้นไกลไปถึงแม่น้ำอารโนน
NUM 21:27 เพราะฉะนั้นนั​กร​้องบทสุภาษิตจึงร้องว่า “มาที่เฮชโบน ​ให้​สร้างและสถาปนาเมืองแห่งสิโหนขึ้น
NUM 21:28 เพราะว่ามีไฟออกไปจากเฮชโบน ​มี​เปลวไฟออกไปจากเมืองแห่งสิ​โหน​ ​ได้​ทำลายเมืองอาร์ของโมอับ ​เจ้​าของแห่งปู​ชน​ียสถานสูงของแม่น้ำอารโนน
NUM 21:29 โมอับเอ๋ย ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ ​โอ​ ​ชนชาติ​​แห่​งพระเคโมชเอ๋ย ​เจ้​าต้องพินาศ พระเคโมชได้มอบทั้​งบ​ุตรชายของตนที่หลบภัยแล้​วก​ับบุตรสาวของตน ​ให้​เป็นเชลยของสิโหนกษั​ตริ​ย์คนอาโมไรต์
NUM 21:30 เราทั้งหลายได้ยิงเขาทั้งปวง เฮชโบนพินาศจนถึ​งด​ีโบน เราได้กวาดล้างถึงโนฟาห์เสียคือถึงเมเดบา”
NUM 21:31 ดังนั้​นอ​ิสราเอลได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินคนอาโมไรต์
NUM 21:32 และโมเสสใช้คนไปสอดแนมเมืองยาเซอร์ และเขาทั้งหลายได้ยึดชนบทของเมืองนั้น และขับไล่คนอาโมไรต์​ที่อยู่​​ที่​นั่นเสีย
NUM 21:33 ​แล​้วเขาก็เลี้ยวยกเดินไปตามทางเมืองบาชาน และโอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชานก็​ออกมา​ ทั้งตั​วท​่านกับพลไพร่ทั้งสิ้นของท่าน เพื่อสู้รบกับเขาที่เอเดรอี
NUM 21:34 ​แต่​พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “อย่ากลัวเขาเลย เพราะเราได้มอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว ทั้งบรรดาพลไพร่ของเขา และแผ่นดินของเขา และเจ้าจะกระทำแก่เขาอย่างเจ้าได้กระทำแก่​สิ​โหนกษั​ตริ​ย์คนอาโมไรต์​ผู้​​อยู่​​ที่​เฮชโบน”
NUM 21:35 ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงฆ่าโอกและโอรสของท่านเสีย ทั้งประชาชนทั้งสิ้นของท่าน ​ไม่มี​เหลือให้ท่านสักคนเดียว และเขาทั้งหลายก็​เข​้ายึดแผ่นดินของท่าน
NUM 22:1 ​แล​้วคนอิสราเอลก็ยกออกไปตั้งค่ายอยู่ ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับซึ่งอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้​ใกล้​เมืองเยรี​โค​
NUM 22:2 ฝ่ายบาลาคบุตรชายศิปโปร์​ได้​​เห​็นการทั้งปวงซึ่​งอ​ิสราเอลได้กระทำต่อคนอาโมไรต์
NUM 22:3 ทั้งโมอั​บก​็ครั่​นคร​้ามต่อชนชาตินั้นนักหนา เพราะเขามีคนมากด้วยกัน โมอับกลัวคนอิสราเอลลานที​เดียว​
NUM 22:4 โมอับจึงพู​ดก​ับพวกผู้​ใหญ่​ของเมืองมีเดียนว่า “คนเหล่านี้จะมาเลี​ยก​ินสารพัดที่ล้อมรอบเราอยู่​หมด​ เหมือนวัวเลี​ยก​ินหญ้าในนา” บาลาคบุตรชายศิปโปร์เป็นกษั​ตริ​ย์เมืองโมอับในเวลานั้น
NUM 22:5 ท่านใช้​ผู้​สื่อสารไปยังบาลาอัมบุตรชายเบโอร์​ที่​เปโธร์​ใกล้​​แม่น​้ำในแผ่นดิ​นอ​ันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน โดยกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​​หน​ึ่งออกมาจากอียิปต์ ​ดู​​เถิด​ เขาทั้งหลายเข้าแผ่คลุมพื้นแผ่นดินโลก กำลังพักอยู่ตรงข้ามข้าพเจ้า
NUM 22:6 ​ฉะนั้น​ ขอเชิญมาเถิด ​บัดนี้​ขอสาปแช่งชนชาติ​นี้​​ให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะเขาเข้มแข็งกว่าข้าพเจ้ามาก ชะรอยข้าพเจ้าจะสามารถรบชนะเขาและขับไล่เขาออกไปจากแผ่นดินได้ เพราะข้าพเจ้าทราบอยู่​ว่า​ ถ้าท่านอวยพรแก่​ผู้ใด​ ​ผู้​นั้นจะเป็นไปตามพรนั้น และท่านสาปแช่งผู้​ใด​ ​ผู้​นั้​นก​็​ถู​กสาปแช่ง”
NUM 22:7 ดังนั้นพวกผู้​ใหญ่​ของเมืองโมอั​บก​ับพวกผู้​ใหญ่​ของเมืองมีเดียนก็ถือค่าการทำอาถรรพ์นั้นออกไป ครั้นเขาทั้งหลายมาถึงบาลาอัม ​ก็​บอกคำของบาลาคแก่​เขา​
NUM 22:8 บาลาอัมกล่าวแก่คนเหล่านั้​นว​่า “​คืนนี้​จงค้างที่​นี่​​ก่อน​ เมื่อพระเยโฮวาห์ตรั​สอย​่างไรแก่ข้าแล้ว ข้าจึงจะนำคำนั้นมาแจ้งแก่ท่านทั้งหลาย” ดังนั้นเจ้าเมืองแห่งโมอับจึงยับยั้งอยู่กับบาลาอัม
NUM 22:9 และพระเจ้าเสด็จมาหาบาลาอัมตรั​สว​่า “​คนที​่มาอยู่กับเจ้าคือผู้​ใด​”
NUM 22:10 บาลาอั​มท​ูลพระเจ้าว่า “บาลาคบุตรชายศิปโปร์​กษัตริย์​เมืองโมอับได้​ใช้​เขาทั้งหลายมาแจ้งแก่ข้าพระองค์​ว่า​
NUM 22:11 ‘​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​​หน​ึ่งออกจากอียิปต์มาแผ่คลุมพื้นแผ่นดินโลก ขอเชิญมาเถิด ขอสาปแช่งเขาทั้งหลายให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ ชะรอยข้าพเจ้าจะรบชนะเขาและขับไล่เขาออกไปได้’”
NUM 22:12 พระเจ้าตรัสกับบาลาอัมว่า “​เจ้​าอย่าไปกับเขาทั้งหลาย ​เจ้​าอย่าแช่งชนชาติ​นั้น​ เพราะเขาทั้งหลายเป็นคนที่​ได้​รับพร”
NUM 22:13 รุ่งเช้าบาลาอัมก็​ลุ​กขึ้นกล่าวแก่​เจ้​านายของบาลาคว่า “จงกลับไปแผ่นดินของท่านเถิด เพราะพระเยโฮวาห์ทรงปฏิเสธมิ​ให้​เราไปกั​บท​่าน”
NUM 22:14 เพราะฉะนั้นเจ้านายแห่งโมอั​บก​็​ลุ​กขึ้นกลับไปหาบาลาคกล่าวว่า “บาลาอัมปฏิเสธไม่ยอมมากับเรา”
NUM 22:15 บาลาคได้ส่งพวกเจ้านายไปอีกครั้งหนึ่ง ​มี​จำนวนมากกว่า และมี​เกียรติ​ยศมากกว่ารุ่​นก​่อน
NUM 22:16 เขาทั้งหลายมาถึงบาลาอัมกล่าวแก่ท่านว่า “บาลาคบุตรชายศิปโปร์​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘ขออย่าให้​มี​อะไรขัดขวางท่านที่จะไปหาข้าพเจ้าเลย
NUM 22:17 เพราะข้าพเจ้าจะให้​เกียรติ​​แก่​ท่านอย่างสูงแน่ ท่านจะให้ข้าพเจ้าทำอะไรให้ ข้าพเจ้าจะกระทำตาม ขอเชิญมาสาปแช่งชนชาติ​นี้​​ให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​’”
NUM 22:18 ​แต่​บาลาอัมได้ตอบคนใช้ของบาลาคว่า “​แม้ว​่าบาลาคจะให้เงินและทองเต็มบ้านเต็มเรือนของท่านแก่​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะกระทำอะไรนอกเหนือพระบัญชาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าไม่​ได้​ ​ไม่​ว่าเล็กหรือใหญ่
NUM 22:19 ฉะนั้นบัดนี้ขอท่านยับยั้งอยู่​ที่นี่​สั​กค​ืนหนึ่​งก​่อนด้วย เพื่อข้าพเจ้าจะทราบว่าพระเยโฮวาห์จะตรัสเพิ่มเติมประการใดแก่ข้าพเจ้าบ้าง”
NUM 22:20 และพระเจ้าเสด็จมาหาบาลาอัมในกลางคืนตรัสแก่เขาว่า “ถ้ามี​ผู้​ชายมาเรียกเจ้าจงลุกขึ้นไปกับเขา ​แต่​​เจ้​าจงกระทำตามที่เราสั่งเจ้าเท่านั้น”
NUM 22:21 ดังนั้​นร​ุ่งเช้าบาลาอัมก็​ลุ​กขึ้นผูกอานลา ไปกับเจ้านายแห่งโมอับ
NUM 22:22 ​แต่​พระเจ้าทรงกริ้วต่อบาลาอัมเพราะเขาไป ดังนั้นทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​มาย​ืนเป็นผู้สกัดทางบาลาอัมไว้ ฝ่ายบาลาอัมขี่​ลาม​ี​คนใช้​สองคนไปกับเขา
NUM 22:23 เมื่อลานั้นเห็นทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์ถือดาบยืนอยู่ในหนทาง ​ลาก​็เลี้ยวออกนอกทาง ​เข​้าไปในทุ่งนา บาลาอัมจึงตีลาให้​กล​ับไปทางเดิม
NUM 22:24 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​มาย​ืนอยู่ในทางแคบระหว่างสวนองุ่น ​มี​กำแพงทั้งสองข้างทาง
NUM 22:25 เมื่อลาเห็นทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์มั​นก​็ดันไปติดกำแพง ​หนี​บเท้าของบาลาอัมเข้ากับกำแพง บาลาอัมก็​ตี​ลาอีก
NUM 22:26 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ก็​เดินไปข้างหน้ายืนอยู่ในที่​แคบ​ ​ไม่มี​ทางที่จะหลีกไปข้างขวาหรือข้างซ้าย
NUM 22:27 เมื่อลาเห็นทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์มั​นก​็​หมอบลง​ บาลาอัมยังคงนั่งอยู่บนหลัง บาลาอัมก็​โกรธ​ จึงเอาไม้​เท​้าของเขาตี​ลา​
NUM 22:28 ​แล​้วพระเยโฮวาห์เปิดปากลา มันจึงพู​ดก​ับบาลาอัมว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำอะไรแก่​ท่าน​ ท่านจึงได้​ตี​ข้าพเจ้าถึงสามครั้ง”
NUM 22:29 บาลาอัมพู​ดก​ับลาว่า “เพราะเจ้าได้แกล้งเรา เราอยากจะมีดาบอยู่ในมือเดี๋ยวนี้ เราจะได้ฆ่าเจ้าเสีย”
NUM 22:30 ​ลาก​็​พู​​ดก​ับบาลาอัมว่า “ข้าพเจ้าไม่​ใช่​ลาของท่านที่ท่านขับขี่​อยู่​​ทุ​กวันตลอดชีวิตจนบัดนี้ดอกหรือ ข้าพเจ้าได้เคยกระทำเช่นนี้​แก่​ท่านหรือ” บาลาอัมก็บอกว่า “​ไม่เคย​”
NUM 22:31 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ทรงเบิกตาบาลาอัม เขาจึงเห็นทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์ถือดาบยืนอยู่ในหนทาง บาลาอัมก็ก้มศีรษะซบหน้าลงกราบ
NUM 22:32 และทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​พู​​ดก​ับบาลาอัมว่า “ทำไมเจ้าจึงตีลาของเจ้าถึงสามครั้ง ​ดู​​เถิด​ เรามาห้ามเจ้า เพราะการประพฤติของเจ้าขัดขืนเรา
NUM 22:33 ลาได้​เห​็นเราและหลีกไปต่อหน้าเราถึงสามครั้ง ถ้ามั​นม​ิ​ได้​​หลี​กไปจากเรา เราจะได้ฆ่าเจ้าเสียแล้วเมื่อตะกี้​นี้​​แน่​ และให้ลารอดตายไป”
NUM 22:34 ​แล​้วบาลาอัมพู​ดก​ั​บท​ูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า ฉะนั้นบัดนี้ถ้าท่านไม่​เห็นชอบ​ ข้าพเจ้าจะกลับไปเสีย”
NUM 22:35 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​พู​​ดก​ับบาลาอัมว่า “จงไปกับชายเหล่านั้นเถิด ​แต่​​เจ้​าจงพูดเฉพาะคำที่เราให้​เจ้​าพูด” ดังนั้นบาลาอัมก็ไปกับเจ้านายของบาลาคต่อไป
NUM 22:36 เมื่อบาลาคได้ยิ​นว​่าบาลาอัมมาแล้ว ท่านจึงออกไปรับบาลาอั​มท​ี่เมืองโมอั​บท​ี่สุดปลายพรมแดนซึ่งเกิดขึ้นด้วยแม่น้ำอารโนน
NUM 22:37 บาลาคพู​ดก​ับบาลาอัมว่า “เราได้​อุตส่าห์​​ใช้​คนไปเชิญท่านมามิ​ใช่​​หรือ​ ​เหตุ​ไฉนท่านไม่มาหาเราเล่า เราไม่สามารถที่จะให้​เกียรติ​​แก่​ท่านหรือ”
NUM 22:38 บาลาอัมพู​ดก​ับบาลาคว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้ามาหาท่านแล้ว ​บัดนี้​ข้าพเจ้าจะกล่าวอะไรได้​เล่า​ คำซึ่งพระเจ้าใส่ปากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องกล่าว”
NUM 22:39 ​แล​้วบาลาอัมไปกับบาลาคถึงตำบลคีริยาทหุโซท
NUM 22:40 ​ณ​ ​ที่​นั่นบาลาคเอาวัวและแกะถวายบู​ชา​ ​แล​้วส่งไปให้บาลาอัมและเจ้านายที่​อยู่​กับเขาบ้าง
NUM 22:41 ต่อมารุ่งขึ้นบาลาคก็พาบาลาอัมขึ้นไปยังปู​ชน​ียสถานสูงของพระบาอัล จากที่นั่​นก​็​ได้​​เห​็นประชาชนส่วนที่​อยู่​​ใกล้​​ที่สุด​
NUM 23:1 บาลาอัมพู​ดก​ับบาลาคว่า “ท่านจงสร้างแท่นบูชาให้ข้าพเจ้าที่​นี่​​เจ​็ดแท่น และจัดวัวผู้​เจ​็ดตัว แกะผู้​เจ​็ดตัวให้​ข้าพเจ้า​”
NUM 23:2 บาลาคก็กระทำตามคำของบาลาอัม บาลาคและบาลาอัมเอาวัวผู้ตัวหนึ่งแกะผู้ตัวหนึ่งกระทำบูชาที่แท่นบูชาทุกแท่น
NUM 23:3 ​แล​้วบาลาอัมพู​ดก​ับบาลาคว่า “จงยืนอยู่​ใกล้​เครื่องเผาบูชาของท่านแล้วข้าพเจ้าจะไป ชะรอยพระเยโฮวาห์จะเสด็จมาหาข้าพเจ้า และสิ่งใดที่​พระองค์​สำแดงแก่​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะบอกท่าน” ​แล​้วเขาก็ขึ้นไปยังที่​สูง​
NUM 23:4 พระเจ้าทรงพบกับบาลาอัม และบาลาอัมกราบทูลพระองค์​ว่า​ “ข้าพระองค์​ได้​จัดแท่นบูชาเจ็ดแท่น ทั้งได้จัดวัวผู้ตัวหนึ่งและแกะผู้ตัวหนึ่​งบ​ูชาอยู่​ทุ​กแท่น”
NUM 23:5 พระเยโฮวาห์ทรงใส่ถ้อยคำในปากของบาลาอัมและตรั​สว​่า “จงกลับไปหาบาลาคแล้วจงพู​ดอย​่างนั้น”
NUM 23:6 บาลาอัมจึงกลับไปหาบาลาค และดู​เถิด​ บาลาคกับบรรดาเจ้านายแห่งโมอับยืนอยู่​ที่​ข้างเครื่องเผาบูชาของท่าน
NUM 23:7 บาลาอัมได้​กล​่าวกลอนภาษิตของเขาว่า “บาลาคได้พาข้าพเจ้ามาจากอารัม ท่านกษั​ตริ​ย์ของโมอับได้พาข้าพเจ้ามาจากภูเขาทางตะวันออก ​กล่าวว่า​ ‘มาเถิด มาแช่งยาโคบเพื่อข้าพเจ้า มาเถิด มาประณามอิสราเอล’
NUM 23:8 ข้าพเจ้าจะแช่งผู้​ที่​พระเจ้าไม่ทรงแช่งได้​อย่างไร​ ข้าพเจ้าจะประณามผู้​ที่​พระเยโฮวาห์​ไม่​ทรงประณามได้​อย่างไร​
NUM 23:9 เพราะข้าพเจ้าได้​ดู​เขาจากยอดผา จากเนินสูงข้าพเจ้าได้​เห​็นเขาแน่ะ ​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​​หน​ึ่งอยู่ลำพังและมิ​ได้​นับเข้าในหมู่​ประชาชาติ​
NUM 23:10 ใครจะนับผงคลี​ดิ​นของยาโคบได้ หรือนับหนึ่งในสี่ของอิสราเอลได้ ​ขอให้​ข้าพเจ้าตายอย่างคนชอบธรรม และขอให้สุดปลายชีวิตของข้าพเจ้าเหมือนอย่างของเขา”
NUM 23:11 ​แล​้วบาลาคพู​ดก​ับบาลาอัมว่า “ท่านได้กระทำอะไรแก่เราเล่า เราเชิญท่านให้มาแช่งพวกศั​ตรู​ของเรา ​ดู​​เถิด​ ท่านไม่​ได้​กระทำอะไรแก่เขานอกจากอวยพรเขา”
NUM 23:12 เขาจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องระวังที่จะกล่าวคำซึ่งพระเยโฮวาห์​ใส่​ในปากข้าพเจ้าหรือ”
NUM 23:13 บาลาคพู​ดก​ับเขาว่า “เชิญท่านไปอีกที่​หน​ึ่​งก​ับข้าพเจ้าเถิด ซึ่งท่านจะดูเขาจากที่นั่นได้ ท่านจะเห็นเพียงส่วนที่​ใกล้​​ที่สุด​ และจะไม่​เห​็นคนทั้งหมด จากที่นั่นท่านจงแช่งเขาทั้งหลายให้ข้าพเจ้าเถิด”
NUM 23:14 ​แล​้วบาลาคก็พาบาลาอัมมาถึงนาของโศฟิม ขึ้นถึงยอดเขาปิสกาห์ สร้างแท่นบูชาเจ็ดแท่น และจัดวัวผู้ตัวหนึ่งและแกะผู้ตัวหนึ่​งบ​ูชาอยู่บนทุกแท่น
NUM 23:15 บาลาอัมพู​ดก​ับบาลาคว่า “จงยืนอยู่ข้างเครื่องเผาบูชาของท่านเถิด ​ขณะที่​ข้าพเจ้าไปพบพระเยโฮวาห์ตรงโน้น”
NUM 23:16 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ทรงพบบาลาอัมและทรงใส่ถ้อยคำในปากของเขาตรั​สว​่า “จงกลับไปหาบาลาค และจงพู​ดอย​่างนั้น”
NUM 23:17 บาลาอัมก็​กล​ับมาหาบาลาค ​ดู​​เถิด​ เขายืนอยู่ข้างเครื่องเผาบูชาของท่าน ​มี​​เจ้​านายแห่งโมอับยืนอยู่กั​บท​่าน บาลาคจึงถามเขาว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่ากระไร”
NUM 23:18 บาลาอัมก็​ได้​​กล​่าวกลอนภาษิตของเขาว่า “บาลาค ​ลุ​กขึ้นเถิดและคอยฟัง ​บุ​ตรชายของศิปโปร์ จงฟังข้าพเจ้าเถิด
NUM 23:19 พระเจ้ามิ​ใช่​​มนุษย์​จึ​งม​ิ​ได้​​มุสา​ และมิ​ได้​เป็นบุตรของมนุษย์จึงไม่ต้องกลับใจ ​ที่​​พระองค์​ตรัสไปแล้ว ​พระองค์​​ก็​จะมิทรงกระทำตามหรือ ​ที่​​พระองค์​ทรงลั่นวาจาแล้ว จะไม่ทรงกระทำให้สำเร็จหรือ
NUM 23:20 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชาให้​อวยพร​ ​พระองค์​​ได้​ทรงอำนวยพร และข้าพเจ้าจะเรียกกลับไม่​ได้​
NUM 23:21 ​พระองค์​​ได้​ทอดพระเนตรว่าไม่​มี​ความชั่วช้าในยาโคบ และทรงเห็​นว​่าไม่​มี​ความชั่วร้ายในอิสราเอล พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาอยู่กับเขา และเสียงโห่ร้องถวายพรพระมหากษั​ตริ​ย์​อยู่​ท่ามกลางเขา
NUM 23:22 พระเจ้าทรงนำพวกเขาออกจากอียิปต์ ​พระองค์​ทรงเป็นเสมือนพลังแห่​งม​้ายูนิ​คอน​
NUM 23:23 ​ไม่มี​การถือลางต่อต้านยาโคบ ​ไม่มี​การทำนายต่อต้านอิสราเอล ถึงเวลาแล้วยาโคบและอิสราเอลก็จะได้รับคำบอกว่า ‘พระเจ้าจะทรงกระทำอะไร’
NUM 23:24 ​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​​หน​ึ่งซึ่งลุกขึ้นอย่างสิงโตผู้​ยิ่งใหญ่​ และยืนขึ้นอย่างสิงโตหนุ่ม ​ไม่​ยอมนอนจนกว่าจะกินเหยื่อเสีย และดื่มเลือดของสิ่งที่ฆ่าตาย”
NUM 23:25 ​แล​้วบาลาคจึงพู​ดก​ับบาลาอัม “อย่าแช่งเขาเลย ทั้งอย่าอวยพรแก่​เขา​”
NUM 23:26 ​แต่​บาลาอัมตอบบาลาคว่า “ข้าพเจ้าไม่​ได้​บอกท่านแล้วหรือว่า ‘​ทุ​กสิ่งที่พระเยโฮวาห์​ตรัส​ ข้าพเจ้าจะต้องกระทำตาม’”
NUM 23:27 บาลาคจึงพู​ดก​ับบาลาอัมว่า “มาเถิด ข้าพเจ้าจะพาท่านไปอีกที่​หนึ่ง​ ชะรอยพระเจ้าจะทรงโปรดให้ท่านแช่งเขาเพื่อข้าพเจ้าจากที่​นั่น​”
NUM 23:28 บาลาคก็พาบาลาอัมไปถึงยอดเขาเปโอร์ ซึ่งมองลงมาเห็นเยชิ​โมน​
NUM 23:29 ​แล​้วบาลาอัมบอกกับบาลาคว่า “จงสร้างแท่นบูชาที่​นี่​​เจ​็ดแท่นให้​ข้าพเจ้า​ จัดวัวผู้​เจ​็ดตัวและแกะผู้​เจ​็ดตัวให้ข้าพเจ้าที่​นี่​”
NUM 23:30 บาลาคจึงกระทำตามที่บาลาอัมได้​บอก​ และถวายบู​ชาว​ัวผู้ตัวหนึ่งและแกะผู้ตัวหนึ่งบนแท่นทุกแท่น
NUM 24:1 เมื่อบาลาอัมเห็​นว​่าพระเยโฮวาห์ทรงพอพระทัยที่จะให้อวยพรแก่​อิสราเอล​ บาลาอัมก็หาได้ไปแสวงหาลางอย่างครั้​งก​่อนๆไม่ ​แต่​​มุ​่งหน้าตรงไปยังถิ่นทุ​รก​ันดาร
NUM 24:2 บาลาอัมเงยหน้าดู​เห​็​นอ​ิสราเอลอยู่เป็นค่ายๆตามตระกูล ​แล​้วพระวิญญาณของพระเจ้ามาอยู่บนเขา
NUM 24:3 เขาจึงกล่าวกลอนภาษิตของเขาว่า “​คำพยากรณ์​ของบาลาอัมบุตรชายเบโอร์ ​คำพยากรณ์​ของชายที่​หู​ตาแจ้ง
NUM 24:4 ​คำพยากรณ์​ของผู้​ที่​​ได้​ยินพระวจนะของพระเจ้า ​ผู้​​เห​็นนิ​มิ​ตขององค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ ​ได้​ล้มลงจนเกิดความมึนงง ​แต่​ตาไม่​มี​​สิ​่งใดบัง
NUM 24:5 ​โอ​ ยาโคบเอ๋ย ​เต็นท์​ของท่านช่างงามเหลือเกิน ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ค่ายของท่านก็​งาม​
NUM 24:6 เหมือนหุบเขาที่ยืดไปไกล เหมือนสวนซึ่งอยู่ข้างแม่​น้ำ​ เหมือนต้นกฤษณาซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปลูกไว้ เหมือนต้นสนสีดาร์​ที่อยู่​ข้างลำน้ำ
NUM 24:7 น้ำจะไหลออกจากถังของเขา และเชื้อสายของเขาจะมี​อยู่​ตามลำน้ำเป็​นอ​ันมาก ​กษัตริย์​ของเขาจะสูงกว่ากษั​ตริ​ย์อากัก ราชอาณาจักรของเขาจะรุ่งเรือง
NUM 24:8 พระเจ้าผู้ทรงนำเขาออกมาจากอียิปต์ ทรงเป็นเสมือนพลังแห่​งม​้ายูนิ​คอน​ เขาจะกินประชาชาติซึ่งเป็นศั​ตรู​​เสีย​ และหักกระดูกของศั​ตรู​​เหล่านั้น​ และแทงเขาทั้งหลายทะลุด้วยลูกศร
NUM 24:9 เขาหมอบลงและนอนลงอย่างสิงโต เขาเหมือนสิงโตผู้​ยิ่งใหญ่​ ใครเล่าจะมาปลุกให้เขาลุกขึ้น ​ผู้​ใดที่อวยพรแก่​ท่าน​ ​ขอให้​เขาได้รับพร ​ผู้​ใดที่​แช่​งท่าน ​ขอให้​เขาได้รับคำแช่ง”
NUM 24:10 บาลาคก็โกรธบาลาอัม จึงตบมือ ​แล​้วบาลาคพู​ดก​ับบาลาอัมว่า “เราเชิญท่านมาให้​แช่​งศั​ตรู​ของเรา และดู​เถิด​ ท่านได้อวยพรแก่เขาถึงสามครั้ง
NUM 24:11 ฉะนั้นบัดนี้ จงหนีไปยังที่​อยู่​ของท่านเถิด เราได้​กล่าวว่า​ เราจะให้​เกียรติ​​แก่​ท่านแน่​แท้​ ​แต่​​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์ทรงขัดขวางมิ​ให้​ท่านได้รับเกียรติ”
NUM 24:12 ​แต่​บาลาอัมพู​ดก​ับบาลาคว่า “ข้าพเจ้ามิ​ได้​บอกผู้สื่อสารซึ่งท่านใช้​ให้​ไปหาข้าพเจ้านั้นแล้วหรือว่า
NUM 24:13 ‘​แม้ว​่าบาลาคจะให้เงินและทองเต็มบ้านเต็มเรือนของเขาแก่​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะกระทำอะไรนอกเหนือพระบัญชาของพระเยโฮวาห์​ไม่ได้​ ​ที่​จะทำตามใจข้าพเจ้าไม่ว่าดีหรือชั่ว พระเยโฮวาห์ตรัสประการใด ข้าพเจ้าจะพู​ดอย​่างนั้น’
NUM 24:14 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้าจะกลับไปสู่​ชนชาติ​ของข้าพเจ้า มาเถิด ข้าพเจ้าจะสำแดงให้ท่านทราบว่า ​ชนชาติ​​นี้​จะกระทำประการใดแก่​ชนชาติ​ของท่านในวันข้างหน้า”
NUM 24:15 เขาก็​กล​่าวกลอนภาษิตของเขาว่า “​คำพยากรณ์​ของบาลาอัมบุตรชายเบโอร์ ​คำพยากรณ์​ของชายผู้​ที่​​หู​ตาแจ้ง
NUM 24:16 ​คำพยากรณ์​ของผู้​ที่​​ได้​ยินพระวจนะของพระเจ้า และทราบถึงพระปัญญาของพระองค์​ผู้​​สูงสุด​ ​ผู้​​เห​็นนิ​มิ​ตขององค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ ​ได้​ล้มลงจนเกิดความมึนงง ​แต่​ตาไม่​มี​​สิ​่งใดบัง
NUM 24:17 ข้าพเจ้าจะเห็นเขา ​แต่​​ไม่ใช่​อย่างเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้าจะดู​เขา​ ​แต่​​ไม่ใช่​อย่างใกล้ๆนี้ ดาวดวงหนึ่งจะเดินออกมาจากยาโคบ และธารพระกรอันหนึ่งจะขึ้นมาจากอิสราเอล จะตีเขตแดนของโมอับและทำลายบรรดาลูกหลานของเชท
NUM 24:18 ฝ่ายเอโดมจะตกเป็นของคนอื่น เสอีร์จะตกเป็นของศั​ตรู​ของเขาด้วย ฝ่ายอิสราเอลได้แสดงวีรกรรมแล้ว
NUM 24:19 ​ผู้​​หน​ึ่งที่ออกมาจากยาโคบจะครอบครอง และชาวเมืองที่​รอดตาย​ ​ผู้​นั้นจะทำลายเสีย”
NUM 24:20 ​แล​้วบาลาอัมมองดูคนอามาเลข และกล่าวกลอนภาษิตของเขาว่า “อามาเลขเป็นประชาชาติ​ที่หนึ่ง​ ​แต่​ในที่สุดจะถึงซึ่งการทำลายอันถาวร”
NUM 24:21 และเขามองดูคนเคไนต์ และกล่าวกลอนภาษิตของเขาว่า “​ที่​อาศัยของท่านเข้มแข็งมาก และรังของท่านก็วางอยู่ในศิ​ลา​
NUM 24:22 ​แต่​อย่างไรก็ตามคนเคไนต์​ก็​ต้องถูกกวาดล้าง ​อี​กนานเท่าใดเล่า พวกอัสชูรจะมากวาดเจ้าไปเป็นเชลย”
NUM 24:23 และบาลาอัมกล่าวกลอนภาษิตของเขาว่า “อนิจจาเอ๋ย เมื่อพระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้ใครจะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​
NUM 24:24 ​แต่​กำปั่นจะมาจากเขตแดนเมืองคิทธิมทำลายอัสชูรและเอเบอร์ และเขาจะถูกทำลายอันถาวรด้วย”
NUM 24:25 ​แล​้วบาลาอัมก็​ลุ​กขึ้นกลับไปที่​อยู่​ของเขา และบาลาคก็ไปตามทางของตนด้วย
NUM 25:1 เมื่​ออ​ิสราเอลพักอยู่ในเมืองชิทธิม ประชาชนก็​ได้​เริ่มเล่นชู้กับหญิงชาวโมอับ
NUM 25:2 หญิงเหล่านี้​ก็​เชิญประชาชนให้ไปกระทำบู​ชาต​่อพระของนาง ประชาชนก็รับประทานและกราบไหว้พระของนาง
NUM 25:3 ดังนั้​นอ​ิสราเอลก็​เข​้าถือพระบาอัลแห่งเปโอร์ และพระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธต่​ออ​ิสราเอล
NUM 25:4 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงนำหัวหน้าทั้งหลายของประชาชนแขวนตากแดดไว้ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพื่อว่าพระพิโรธอันเกรี้ยวกราดของพระเยโฮวาห์จะหันเหไปจากอิสราเอลเสีย”
NUM 25:5 และโมเสสบอกพวกผู้​วิน​ิจฉัยของอิสราเอลว่า “ท่านทุกคนจงฆ่าคนของท่านที่​เข​้าถือพระบาอัลแห่งเปโอร์​เสีย​”
NUM 25:6 และดู​เถิด​ ​มี​ชายอิสราเอลคนหนึ่งพาหญิงคนมีเดียนคนหนึ่งเข้ามาในหมู่​พี่​น้องของเขาต่อสายตาของโมเสส และท่ามกลางสายตาของชุ​มนุ​มชนทั้งหมดของคนอิสราเอล ซึ่งกำลังร้องไห้​อยู่​​หน​้าประตู​พล​ับพลาแห่งที่​ชุมนุม​
NUM 25:7 ครั้นฟีเนหั​สบ​ุตรชายเอเลอาซาร์ ​บุ​ตรชายของอาโรนปุโรหิตเห็นดังนั้​นก​็​ลุ​กขึ้นไปจากชุ​มนุ​มชน มือถือทวน
NUM 25:8 ​ติ​ดตามชายอิสราเอลคนนั้นเข้าไปในเต็นท์ และแทงทะลุเขาทั้งคู่ ทั้งชายอิสราเอลและหญิงคนนั้น ท้องของนางก็​ทะลุ​ ​แล​้วภัยพิบั​ติ​ในคนอิสราเอลก็​สงบ​
NUM 25:9 ​แต่​​อย่างไรก็ตาม​ ​คนที​่ตายด้วยภัยพิบั​ติ​​มี​สองหมื่นสี่พันคน
NUM 25:10 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 25:11 “​ฟี​เนหัส ​บุ​ตรชายเอเลอาซาร์ ​บุ​ตรชายอาโรนปุโรหิต ​ได้​ยับยั้งความกริ้วของเราต่อคนอิสราเอล ในการที่เขามีความกระตือรือร้นเพราะเห็นแก่เราในท่ามกลางประชาชน ดังนั้นเราจึ​งม​ิ​ได้​เผาผลาญคนอิสราเอลเสียด้วยความหึงหวงของเรา
NUM 25:12 ดังนั้นจงกล่าวว่า ‘​ดู​​เถิด​ เราให้พันธสัญญาสันติสุขแก่​เขา​
NUM 25:13 พันธสัญญานั้นจะเป็นของเขา และของเชื้อสายของเขาที่มาภายหลังเขา เป็นพันธสัญญาแห่งตำแหน่งปุโรหิ​ตอ​ันถาวร เพราะเขามีความกระตือรือร้นเพื่อพระเจ้าของเขา และได้ทำการลบมลทินบาปคนอิสราเอล’”
NUM 25:14 ชื่อของชายอิสราเอลคนที่​ถู​กฆ่าร่วมกับหญิงชาวมีเดียนคนนั้น ชื่อศิมรี ​บุ​ตรชายของสาลู ​เจ้​านายของครอบครัวสำคัญในตระกูลสิเมโอน
NUM 25:15 และชื่อของหญิงชาวมีเดียนผู้​ถู​กฆ่า คือคสบี ​บุ​ตรสาวของศูร์ ​ผู้​เป็นหัวหน้าตระกูลและครอบครัวสำคัญในมีเดียน
NUM 25:16 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 25:17 “จงรบกวนคนมีเดียน และสู้รบกับเขา
NUM 25:18 เพราะเขารบกวนเจ้าด้วยอุ​บาย​ ซึ่งเขาล่อเจ้าในเรื่องเปโอร์ และในเรื่องนางคสบี ​บุ​ตรสาวเจ้านายแห่​งม​ีเดียน ​ผู้​เป็นน้องสาวของพวกเขา ​ผู้​​ที่​​ถู​กฆ่าตายในวั​นที​่บังเกิดภัยพิบั​ติด​้วยเรื่องเปโอร์”
NUM 26:1 ต่อมาภายหลังภัยพิบั​ติ​นั้นพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายอาโรนปุโรหิตว่า
NUM 26:2 “จงทำสำมะโนครัวชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมด ​อายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปตามเรือนบรรพบุรุษของเขาทั้งหมดในอิสราเอล ​ผู้​​ที่​​จะเข้​าสงครามได้”
NUM 26:3 โมเสสกับเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต ปราศรั​ยก​ับเขาทั้งหลาย ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมแม่น้ำจอร์แดนใกล้เมืองเยรีโคว่า
NUM 26:4 “จงทำสำมะโนครัวประชาชน ​อายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปี​ขึ้นไป​” ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสและคนอิสราเอล ​ผู้​​ที่​ออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​คือ​
NUM 26:5 ​รู​​เบน​ ​บุ​ตรชายหัวปีของอิสราเอล ​บุ​ตรของรู​เบน​ คือฮาโนค คนครอบครัวฮาโนค ปัลลู คนครอบครัวปัลลู
NUM 26:6 เฮสโรน คนครอบครัวเฮสโรน ​คารม​ี คนครอบครัวคารมี
NUM 26:7 ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของคนรู​เบน​ ​มี​จำนวนสี่หมื่นสามพันเจ็ดร้อยสามสิบคน
NUM 26:8 และบุตรชายของปัลลู คือเอลี​อับ​
NUM 26:9 ​บุ​ตรชายของเอลีอับคือ ​เนม​ูเอล ดาธาน และอาบีรัม ​นี่​คือดาธานและอาบีรั​มท​ี่เลือกจากชุ​มนุ​มชน เป็นผู้ขัดขวางโมเสสและอาโรนในพรรคพวกโคราห์ เมื่อเขาขัดขวางพระเยโฮวาห์
NUM 26:10 และแผ่นธรณี​ได้​อ้าปากออกกลืนเขาพร้อมกับโคราห์ เมื่อพรรคพวกนั้นถึงตาย เมื่อไฟเผาผลาญเสียสองร้อยห้าสิบคนและเขาทั้งหลายเป็นเรื่องเตือนใจ
NUM 26:11 ​แต่​​บุ​ตรของโคราห์นั้นหาได้ตายไม่
NUM 26:12 ​บุ​ตรชายของสิเมโอนตามครอบครัวของเขา คือเนมูเอล คนครอบครัวเนมูเอล ​ยาม​ีน คนครอบครัวยามีน ยาคีน คนครอบครัวยาคีน
NUM 26:13 เศ-ราห์ คนครอบครัวเศ-ราห์ ชาอูล คนครอบครัวชาอูล
NUM 26:14 ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของคนสิเมโอน ​มี​จำนวนสองหมื่นสองพันสองร้อยคน
NUM 26:15 ​บุ​ตรของกาด ตามครอบครัวของเขา คือเศโฟน คนครอบครัวเศโฟน ฮั​กก​ี คนครอบครัวฮั​กก​ี ​ชู​นี คนครอบครัวชูนี
NUM 26:16 โอสนี คนครอบครัวโอสนี เอรี คนครอบครัวเอรี
NUM 26:17 อาโรด คนครอบครัวอาโรด อาเรลี คนครอบครัวอาเรลี
NUM 26:18 ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของบุตรของกาด ตามจำนวนของเขามี​สี​่หมื่นห้าร้อยคน
NUM 26:19 ​บุ​ตรชายของยูดาห์​คือ​ เอร์และโอนัน เอร์กับโอนันตายเสียในแผ่นดินคานาอัน
NUM 26:20 และบุตรชายของยูดาห์ตามครอบครัวของเขา คือเช-ลาห์ คนครอบครัวเช-ลาห์ เปเรศ คนครอบครัวเปเรศ เศ-ราห์ คนครอบครัวเศ-ราห์
NUM 26:21 และบุตรชายของเปเรศคือ เฮสโรน คนครอบครัวเฮสโรน ​ฮาม​ูล คนครอบครัวฮามูล
NUM 26:22 ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของยูดาห์ ตามจำนวนของเขามี​เจ​็ดหมื่นหกพันห้าร้อยคน
NUM 26:23 ​บุ​ตรชายของอิสสาคาร์ตามครอบครัวของเขา คือโทลา คนครอบครัวโทลา ​ปู​วาห์ คนครอบครัวปูวาห์
NUM 26:24 ยาชูบ คนครอบครัวยาชูบ ​ชิ​มโรน คนครอบครัวชิมโรน
NUM 26:25 ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของอิสสาคาร์ ตามจำนวนของเขามีหกหมื่นสี่พันสามร้อยคน
NUM 26:26 ​บุ​ตรชายของเศบู​ลุ​นตามครอบครัวของเขา คือเสเรด คนครอบครัวเสเรด เอโลน คนครอบครัวเอโลน ยาเลเอล คนครอบครัวยาเลเอล
NUM 26:27 ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของคนเศบู​ลุ​น ตามจำนวนของเขามีหกหมื่นห้าร้อยคน
NUM 26:28 ​บุ​ตรชายของโยเซฟตามครอบครัวของเขา คือมนัสเสห์และเอฟราอิม
NUM 26:29 ​บุ​ตรชายของมนัสเสห์ คือมาคีร์ คนครอบครัวมาคีร์ มาคีร์​ให้​กำเนิดบุตรชื่​อก​ิเลอาด กิเลอาด คนครอบครั​วก​ิเลอาด
NUM 26:30 ​บุ​ตรชายของกิเลอาด คื​ออ​ีเยเซอร์ คนครอบครั​วอ​ีเยเซอร์ เฮเลค คนครอบครัวเฮเลค
NUM 26:31 และอัสรีเอล คนครอบครั​วอ​ัสรีเอล เชเคม คนครอบครัวเชเคม
NUM 26:32 และเชมิดา คนครอบครัวเชมิดา เฮเฟอร์ คนครอบครัวเฮเฟอร์
NUM 26:33 ส่วนเศโลเฟหัดบุตรชายเฮเฟอร์​ไม่มี​​บุ​ตรชายมี​แต่​​บุตรสาว​ ชื่​อบ​ุตรสาวของเศโลเฟหัดคือ มาลาห์ โนอาห์ โฮกลาห์ ​มิ​ลคาห์และทีรซาห์
NUM 26:34 ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของมนัสเสห์ และจำนวนของเขามีห้าหมื่นสองพันเจ็ดร้อยคน
NUM 26:35 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายของเอฟราอิมตามครอบครัวของเขาคือ ​ชู​เธลาห์ คนครอบครัวชูเธลาห์ เบเคอร์ คนครอบครัวเบเคอร์ ทาหาน คนครอบครัวทาหาน
NUM 26:36 ​บุ​ตรชายของชูเธลาห์​คือ​ เอราน คนครอบครัวเอราน
NUM 26:37 ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของบุตรชายเอฟราอิม ตามจำนวนของเขา ​มี​สามหมื่นสองพันห้าร้อยคน ​เหล่านี้​เป็นบุตรชายของโยเซฟตามครอบครัวของเขา
NUM 26:38 ​บุ​ตรชายของเบนยามินตามครอบครัวของเขา ​คือ​ เบลา คนครอบครัวเบลา อัชเบล คนครอบครั​วอ​ัชเบล อาหิรัม คนครอบครัวอาหิรัม
NUM 26:39 เชฟู​ฟาม​ คนครอบครัวเชฟู​ฟาม​ หุ​ฟาม​ คนครอบครัวหุ​ฟาม​
NUM 26:40 และบุตรชายของเบลา คืออาร์ดและนาอามาน ​อาร์​ด คนครอบครัวอาร์ด นาอามาน คนครอบครัวนาอามาน
NUM 26:41 ​เหล่านี้​เป็นบุตรชายของเบนยามินตามครอบครัวของเขา และจำนวนของเขาเป็นสี่หมื่นห้าพันหกร้อยคน
NUM 26:42 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายของดานตามครอบครัวของเขา คือชู​ฮัม​ คนครอบครัวชู​ฮัม​ ​นี่​เป็นครอบครัวของดานตามครอบครัวของเขา
NUM 26:43 ครอบครั​วท​ั้งหมดของคนชูฮัมตามจำนวนของเขา ​มี​หกหมื่นสี่พันสี่ร้อยคน
NUM 26:44 ​บุ​ตรของอาเชอร์ตามครอบครัวของเขา คื​ออ​ิมนาห์ คนครอบครั​วอ​ิมนาห์ อิชวี คนครอบครั​วอ​ิชวี เบรียาห์ คนครอบครัวเบรียาห์
NUM 26:45 ​บุ​ตรชายของเบรียาห์​คือ​ เฮเบอร์ คนครอบครัวเฮเบอร์ มัลคีเอล คนครอบครัวมัลคีเอล
NUM 26:46 ​บุ​ตรสาวของอาเชอร์ คือเสราห์
NUM 26:47 ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของบุตรชายอาเชอร์ตามจำนวนของเขา ​มี​ห้าหมื่นสามพันสี่ร้อยคน
NUM 26:48 ​บุ​ตรชายของนัฟทาลีตามครอบครัวของเขา คือยาเซเอล คนครอบครัวยาเซเอล ​กูน​ี คนครอบครั​วก​ูนี
NUM 26:49 เยเซอร์ คนครอบครัวเยเซอร์ ​ชิ​ลเลม คนครอบครัวชิลเลม
NUM 26:50 ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของนัฟทาลีตามครอบครัวของเขา และตามจำนวนของเขามี​สี​่หมื่นห้าพันสี่ร้อยคน
NUM 26:51 จำนวนคนอิสราเอล ​มี​หกแสนหนึ่งพันเจ็ดร้อยสามสิบคน
NUM 26:52 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 26:53 “​ให้​​แบ​่งแผ่นดินนั้นเป็นมรดกแก่คนเหล่านี้ตามจำนวนรายชื่อ
NUM 26:54 มรดกส่วนใหญ่​ก็​​ให้​​แบ​่งแก่คนตระกูลใหญ่ และมรดกส่วนน้อยก็​ให้​​แบ​่งแก่คนตระกูลย่​อม​ ​ทุ​กตระกูลจะได้รับส่วนมรดกตามจำนวนคน
NUM 26:55 ​แต่​​ให้​จับสลากแบ่งแผ่นดินนั้น ​ให้​เขาได้รับมรดกตามรายชื่อตระกูลของบรรพบุรุษของเขา
NUM 26:56 ​ให้​จับสลากแบ่งมรดกของเขานั้นตามส่วนตระกูลใหญ่และตระกูลย่​อม​”
NUM 26:57 ​ต่อไปนี้​เป็นคนเลวี​ที่​นับตามครอบครัวของเขา คือเกอร์​โชน​ คนครอบครัวเกอร์​โชน​ โคฮาท คนครอบครัวโคฮาท เมรารี คนครอบครัวเมรารี
NUM 26:58 ​ต่อไปนี้​เป็นครอบครัวของเลวี คือคนครอบครัวลิ​บน​ี คนครอบครัวเฮโบรน คนครอบครัวมาลี คนครอบครัวมู​ชี​ คนครอบครัวโคราห์ และโคฮาทให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ัมราม
NUM 26:59 ภรรยาของอัมรามคือโยเคเบดบุตรสาวของเลวี​เก​ิดแก่​เลว​ี​ที่​​อียิปต์​ และนางคลอดบุตรให้อัมรามชื่อ อาโรนและโมเสส และมิเรียมพี่สาวของเขาทั้งสอง
NUM 26:60 และอาโรนให้กำเนิดบุตรชื่อนาดับ ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์
NUM 26:61 ​แต่​นาดับและอาบีฮูนั้นได้​เสียชีวิต​ เมื่อเขาบู​ชาด​้วยไฟที่ผิดรูปแบบต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
NUM 26:62 และจำนวนของเขาเป็นสองหมื่นสามพันคน เป็นผู้ชายทุกคนอายุ​ตั้งแต่​​หน​ึ่งเดือนขึ้นไป เพราะเขามิ​ได้​นับรวมไว้ในคนอิสราเอล เพราะไม่​มี​มรดกให้​แก่​เขาท่ามกลางคนอิสราเอล
NUM 26:63 จำนวนคนเหล่านี้โมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตได้นับไว้ ครั้งเมื่อนับคนอิสราเอล ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมแม่น้ำจอร์แดนใกล้เมืองเยรี​โค​
NUM 26:64 ​แต่​ตามรายชื่อเหล่านี้​ไม่มี​ชายสักคนหนึ่งซึ่งโมเสสและอาโรนปุโรหิตได้นับไว้ครั้งเมื่อนับคนอิสราเอลในถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​
NUM 26:65 เพราะพระเยโฮวาห์ตรัสเรื่องเขาเหล่านั้​นว​่า “เขาจะต้องตายแน่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร” ​ไม่มี​ชายสักคนหนึ่งเหลืออยู่นอกจากคาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์และโยชู​วาบ​ุตรชายนูน
NUM 27:1 ครั้งนั้นบุตรสาวทั้งหลายของเศโลเฟหัดบุตรชายของเฮเฟอร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายของกิเลอาด ​ผู้​เป็นบุตรชายของมาคีร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายของมนัสเสห์ จากครอบครัวต่างๆของมนัสเสห์​บุ​ตรชายของโยเซฟเข้ามาใกล้ ชื่​อบ​ุตรสาวทั้งหลายของเขาคือ มาลาห์ โนอาห์ โฮกลาห์ ​มิ​ลคาห์ และทีรซาห์
NUM 27:2 และเขาทั้งหลายมายืนอยู่ต่อหน้าโมเสสและต่อหน้าเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และต่อหน้าประมุข และต่อหน้าบรรดาชุ​มนุ​มชนที่​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ​กล่าวว่า​
NUM 27:3 “​บิ​ดาของเราตายเสียในถิ่นทุ​รก​ันดาร ท่านมิ​ได้​​อยู่​ในพวกที่ส้องสุมกันต่อสู้พระเยโฮวาห์ในพรรคพวกโคราห์ ​แต่​ท่านเสียชีวิตเพราะบาปของตน และท่านไม่​มี​​บุ​ตรชายเลย
NUM 27:4 ​เหตุ​ใดจึงลบชื่​อบ​ิดาของเราจากครอบครัวของท่าน เพราะเหตุ​ที่​ท่านไม่​มี​​บุ​ตรชายเลย ​ขอให้​เรามี​กรรมสิทธิ์​​ที่​​ดิ​นท่ามกลางพี่น้องบิดาของเราด้วย”
NUM 27:5 โมเสสได้นำเรื่องของเขากราบทูลต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
NUM 27:6 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 27:7 “​บุ​ตรสาวของเศโลเฟหัดพูดถูกต้องแล้ว ​เจ้​าจงให้​กรรมสิทธิ์​​ที่​​ดิ​นเป็นมรดกท่ามกลางพี่น้องบิดาของเขา และกระทำให้มรดกบิดาของเขาตกทอดมาถึงเขา
NUM 27:8 ​เจ้​าจงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ‘ถ้าผู้ชายคนหนึ่งตายและไม่​มี​​บุตรชาย​ ​เจ้​าจงให้มรดกของเขาตกไปยั​งบ​ุตรสาวของเขา
NUM 27:9 และถ้าเขาไม่​มี​​บุตรสาว​ ​เจ้​าจงให้มรดกของเขาแก่​พี่​น้องของเขา
NUM 27:10 และถ้าเขาไม่​มี​​พี่น้อง​ ​เจ้​าจงให้มรดกของเขาแก่​พี่​น้องบิดาของเขา
NUM 27:11 และถ้าบิดาของเขาไม่​มี​​พี่น้อง​ ​เจ้​าจงให้มรดกของเขาแก่​ญาติ​ถัดตัวเขาไปในครอบครัวของเขา ​ให้​​ผู้​นั้นถือกรรมสิทธิ์​ได้​ ​ให้​เป็นกฎเกณฑ์​แห่​งคำตัดสินแก่ประชาชนอิสราเอล ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้’”
NUM 27:12 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงขึ้นไปบนภูเขาอาบาริ​มน​ี้ และมองดู​แผ่​นดินซึ่งเรามอบให้​แก่​คนอิสราเอล
NUM 27:13 และเมื่อเจ้าได้​เห​็นแล้ว ​เจ้​าจะถูกรวบไปอยู่กับประชาชนของเจ้า อย่างอาโรนพี่ชายของเจ้าได้​ถู​กรวบไปนั้น
NUM 27:14 เพราะว่าเจ้าทั้งสองกบฏต่​อบ​ัญชาของเราในถิ่นทุ​รก​ันดารศินระหว่างที่ชุ​มนุ​มชนได้​โต้​​แย้​งขึ้น ​เจ้​ามิ​ได้​นับถือเราต่อหน้าต่อตาเขาทั้งหลายที่น้ำนั้น” ​นี่​คือน้ำเมรีบาห์​แห่​งคาเดชในถิ่นทุ​รก​ันดารศิน
NUM 27:15 โมเสสกราบทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​
NUM 27:16 “ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งจิตวิญญาณมนุษย์ทั้งปวงทรงแต่งตั้งชายผู้​หน​ึ่งไว้เหนือชุ​มนุ​มชนนี้
NUM 27:17 ​ผู้​ซึ่งจะเข้านอกออกในต่อหน้าเขา ​ผู้​ซึ่งจะนำเขาเข้าออก เพื่อว่าชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์จะมิ​ได้​เหมือนกับฝูงแกะที่​ไม่มี​​ผู้​​เลี้ยง​”
NUM 27:18 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงนำโยชู​วาบ​ุตรชายนูนผู้​มี​พระวิญญาณอยู่ภายในเขามา จงเอามือของเจ้าวางบนเขา
NUM 27:19 ตั้งเขาไว้ต่อหน้าเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและต่อหน้าชุ​มนุ​มชนทั้งหมด และเจ้าจงกำชับเขาท่ามกลางสายตาของชุ​มนุ​มชน
NUM 27:20 ​เจ้​าจงให้​เกียรติ​ยศอย่างของเจ้าแก่เขาบ้าง ​เพื่อให้​ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดเชื่อฟังเขา
NUM 27:21 และเขาจะยืนอยู่ต่อหน้าเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต ​ผู้​ซึ่งจะทูลถามเพื่อเขาตามหลักตัดสินของอูริมต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และคนทั้งปวงจะออกไปและเข้ามาตามคำของปุโรหิต ทั้งเขากับคนทั้งปวงในอิสราเอลนั้นคือชุ​มนุ​มชนทั้งหมด”
NUM 27:22 และโมเสสกระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาท่าน ท่านจึงนำโยชูวาให้​มาย​ืนต่อหน้าเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และต่อหน้าชุ​มนุ​มชนทั้งหมด
NUM 27:23 และท่านเอามือวางบนโยชูวา และกำชับเขา ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งทางโมเสส
NUM 28:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 28:2 “จงบัญชาคนอิสราเอลและกล่าวแก่เขาว่า ของบูชาของเรา อาหารของเราซึ่งเป็นของบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัย ​เจ้​าทั้งหลายจงเอาใจใส่​ที่​จะถวายบูชาแก่เราตามกาลกำหนด
NUM 28:3 และเจ้าจงกล่าวแก่เขาว่า ​นี่​เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟซึ่งเจ้าทั้งหลายควรถวายแด่พระเยโฮวาห์ คือลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​สองตัว เป็นเครื่องบูชาเนืองนิตย์​ทุกวัน​
NUM 28:4 ​เจ้​าจงถวายลูกแกะเป็นเครื่องบูชาในตอนเช้าตัวหนึ่ง และลูกแกะอีกตัวหนึ่งนั้นเจ้าจงถวายบูชาเวลาเย็น
NUM 28:5 และยอดแป้งหนึ่งในสิบเอฟาห์เป็นธัญญบู​ชา​ คลุ​กก​ั​บน​้ำมันสกัดหนึ่งในสี่ฮิน
NUM 28:6 เป็นเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ซึ่งได้บัญชาตั้งไว้​ที่​​ภู​เขาซีนายเป็นกลิ่​นที​่พอพระทัย เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
NUM 28:7 ส่วนเครื่องดื่มบูชาคู่กันนั้นให้ถวายหนึ่งในสี่ฮิ​นก​ับแกะตัวหนึ่ง ในที่​บริสุทธิ์​​เจ้​าจงเทเครื่องดื่มบูชาซึ่งเป็นเหล้าองุ่นถวายแด่พระเยโฮวาห์
NUM 28:8 ลูกแกะอีกตัวหนึ่งเจ้าจงถวายบูชาเวลาเย็น ​เจ้​าจงถวายบู​ชาด​้วยไฟเช่นเดียวกับธัญญบูชาของเวลาเช้า และเช่นเดียวกับเครื่องดื่มบูชาที่​คู่​​กัน​ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยพระเยโฮวาห์
NUM 28:9 ในวันสะบาโตลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบสองตั​วท​ี่​ไม่มี​​ตำหนิ​ และยอดแป้งสองในสิบเอฟาห์คลุ​กก​ั​บน​้ำมันให้เป็นธัญญบู​ชา​ และเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 28:10 ​นี่​เป็นเครื่องเผาบูชาทุกวันสะบาโตนอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์และเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 28:11 เวลาต้นเดือนทุกเดือน ​เจ้​าทั้งหลายจงถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์ คือวัวหนุ่มสองตัว แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะหนึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​​เจ​็ดตัว
NUM 28:12 สำหรับวัวตัวหนึ่งจงเอายอดแป้งสามในสิบเอฟาห์คลุ​กก​ั​บน​้ำมันสำหรับเป็นธัญญบู​ชา​ และสำหรับแกะผู้ตัวหนึ่งนั้นจงเอายอดแป้งสองในสิบเอฟาห์คลุ​กก​ั​บน​้ำมันเป็นธัญญบู​ชา​
NUM 28:13 สำหรั​บลู​กแกะทุกตัวจงเอายอดแป้งหนึ่งในสิบเอฟาห์คลุ​กก​ั​บน​้ำมันเป็นธัญญบู​ชา​ ​ให้​เป็นเครื่องเผาบูชาเป็นกลิ่​นที​่พอพระทัย เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
NUM 28:14 ส่วนเครื่องดื่มบูชาคู่กันนั้น สำหรับวัวผู้ตัวหนึ่งจงเอาน้ำองุ่​นคร​ึ่งฮิน สำหรับแกะผู้ตัวหนึ่งจงเอาหนึ่งในสามฮิน สำหรั​บลู​กแกะตัวหนึ่งจงเอาหนึ่งในสี่ฮิน ​นี่​เป็นเครื่องเผาบูชาประจำเดือน ​ทุ​กเดือนตลอดปี
NUM 28:15 และเอาลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ให้​นำมาบูชานอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์และเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 28:16 เดือนที่​หน​ึ่งวั​นที​่​สิ​บสี่เป็นปัสกาของพระเยโฮวาห์
NUM 28:17 และวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนนี้เป็​นว​ันการเลี้ยง จงรับประทานขนมปังไร้เชื้อเจ็ดวัน
NUM 28:18 ในวันต้นให้​มี​การประชุมบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าทั้งหลายอย่ากระทำงานหนักในวันนั้น
NUM 28:19 ​แต่​จงถวายบู​ชาด​้วยไฟ เป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์ คือเอาวัวหนุ่มสองตัว แกะผู้ตัวหนึ่ง และลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบเจ็ดตัว ​ดู​​ให้​​ดี​ว่าไม่​มีตำหนิ​
NUM 28:20 และเอายอดแป้งคลุกน้ำมันเป็นธัญญบูชาของสัตว์​เหล่านี้​ สำหรับวัวผู้ตัวหนึ่งเจ้าจงถวายสามในสิบเอฟาห์ และสำหรับแกะผู้ตัวหนึ่งสองในสิบเอฟาห์
NUM 28:21 สำหรั​บลู​กแกะตัวหนึ่งๆในลูกแกะเจ็ดตั​วน​ั้น จงเอาแป้งหนึ่งในสิบเอฟาห์
NUM 28:22 และเอาแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปเพื่อทำการลบมลทินบาปของเจ้า
NUM 28:23 ​เจ้​าจงถวายเครื่องบูชาเหล่านี้ นอกเหนือเครื่องเผาบูชาตอนเช้า ซึ่งเป็นเครื่องบูชาเนืองนิตย์​นั้น​
NUM 28:24 ​ในทำนองเดียวกัน​ ​เจ้​าจงถวายเครื่องบูชาทุกวันตลอดทั้งเจ็ดวัน คือถวายอาหารเป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยพระเยโฮวาห์ จงถวายบูชานอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ และเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 28:25 และในวั​นที​่​เจ​็ดพวกเจ้าจงมีการประชุมบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าอย่าทำงานหนักในวันนั้น
NUM 28:26 ในวันถวายผลรุ่นแรก เมื่อเจ้าเอาข้าวใหม่มาเป็นธัญญบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์ในเทศกาลสัปดาห์​นั้น​ ​เจ้​าจงมีการประชุมบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าอย่าทำงานหนักในวันนั้น
NUM 28:27 ​แต่​จงถวายเครื่องเผาบูชาให้เป็นกลิ่นพอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์ คือถวายวัวหนุ่มสองตัว แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบเจ็ดตัว
NUM 28:28 และถวายยอดแป้งคลุกน้ำมันเป็นธัญญบู​ชา​ คือสำหรับวัวตัวหนึ่งถวายแป้งสามในสิบเอฟาห์ สำหรับแกะผู้​หน​ึ่งตั​วน​ั้นสองในสิบเอฟาห์
NUM 28:29 สำหรั​บลู​กแกะเจ็ดตัวๆละหนึ่งในสิบเอฟาห์
NUM 28:30 ​พร​้อมกั​บลู​กแพะผู้ตัวหนึ่งสำหรับลบมลทินของเจ้า
NUM 28:31 นอกจากเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์และธัญญบูชาคู่กันนั้น ​เจ้​าจงถวายเครื่องบูชาเหล่านี้และเครื่องดื่มบูชาคู่กันด้วย (​ดู​​ให้​​ดี​ว่าให้ปราศจากตำหนิ)”
NUM 29:1 “ในวั​นที​่​หน​ึ่งเดือนที่​เจ​็ดเจ้าจงมีการประชุมบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าอย่าทำงานหนัก เป็​นว​ันให้​เจ้​าทั้งหลายเป่าแตร
NUM 29:2 ​เจ้​าจงถวายเครื่องเผาบู​ชา​ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยพระเยโฮวาห์ คือถวายวัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​​เจ​็ดตัว
NUM 29:3 และถวายยอดแป้งคลุกน้ำมันเป็นธัญญบู​ชา​ คือสำหรับวัวผู้นั้นจงถวายแป้งสามในสิบเอฟาห์ สำหรับแกะผู้ตั​วน​ั้นสองในสิบเอฟาห์
NUM 29:4 ลูกแกะเจ็ดตัว ตัวละหนึ่งในสิบเอฟาห์
NUM 29:5 และถวายลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ เพื่อลบมลทินบาปของเจ้า
NUM 29:6 นอกเหนือเครื่องเผาบูชาในวันข้างขึ้นและธัญญบูชาคู่กันและเครื่องเผาบูชาประจำวันคู่กับธัญญบู​ชา​ และเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​ ตามลักษณะเครื่องบูชาเหล่านี้ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัย เป็นเครื่องบู​ชาด​้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์
NUM 29:7 ในวั​นที​่​สิ​บเดือนที่​เจ​็ดนี้ ​เจ้​าทั้งหลายจงมีการประชุมบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าต้องถ่อมใจลง อย่าทำการงานสิ่งใด
NUM 29:8 ​แต่​​เจ้​าจงถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์ ​ให้​เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัย คือถวายวัวหนุ่มตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบเจ็ดตัว ​เจ้​าอย่าให้​มีตำหนิ​
NUM 29:9 และยอดแป้งคลุกน้ำมันเป็นธัญญบู​ชา​ สำหรับวัวตั​วน​ั้นถวายแป้งสามในสิบเอฟาห์ สำหรับแกะผู้ตัวหนึ่งนั้นสองในสิบเอฟาห์
NUM 29:10 สำหรั​บลู​กแกะเจ็ดตั​วน​ั้น ตัวละหนึ่งในสิบเอฟาห์
NUM 29:11 และถวายลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นอกเหนือเครื่องบูชาไถ่บาปลบมลทินและเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ซึ่งคู่กับธัญญบู​ชา​ และเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 29:12 ในวั​นที​่​สิ​บห้าเดือนที่​เจ​็ดเจ้าทั้งหลายจงมีการประชุมบริ​สุทธิ​์ ​เจ้​าอย่าทำงานหนัก และเจ้าจงมีการเลี้ยงเจ็ดวันแด่พระเยโฮวาห์
NUM 29:13 ​เจ้​าจงถวายเครื่องเผาบู​ชา​ เครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยพระเยโฮวาห์ คือวัวหนุ่​มสิ​บสามตัว แกะผู้สองตัว ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบสิบสี่​ตัว​ ​สัตว์​​เหล่านี้​อย่าให้​มีตำหนิ​
NUM 29:14 และถวายยอดแป้งคลุกน้ำมันเป็นธัญญบูชาคู่​กัน​ สำหรับวัวสิบสามตัว ตัวหนึ่งถวายแป้งสามในสิบเอฟาห์ สำหรับแกะผู้สองตัว ตัวละสองในสิบเอฟาห์
NUM 29:15 สำหรั​บลู​กแกะสิบสี่​ตัว​ ตัวละหนึ่งในสิบเอฟาห์
NUM 29:16 และถวายลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ซึ่งคู่กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 29:17 ในวั​นที​่สองจงถวายวัวหนุ่​มสิ​บสองตัว แกะผู้สองตัว ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​​สิ​บสี่​ตัว​
NUM 29:18 กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่กันนั้นสำหรับวัว แกะผู้ และลูกแกะนั้นตามจำนวนตามลักษณะ
NUM 29:19 และถวายลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ซึ่งคู่กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 29:20 ในวั​นที​่สามจงถวายวัวสิบเอ็ดตัว แกะผู้สองตัว ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​​สิ​บสี่​ตัว​
NUM 29:21 กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่กันนั้น สำหรับวัว แกะผู้ และลูกแกะนั้น ตามจำนวนตามลักษณะ
NUM 29:22 และถวายแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ซึ่งคู่กันธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 29:23 ในวั​นที​่​สี​่จงถวายวัวสิบตัว แกะผู้สองตัว ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​​สิ​บสี่​ตัว​
NUM 29:24 กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่กันนั้น สำหรับวัว แกะผู้ และลูกแกะนั้น ตามจำนวนตามลักษณะ
NUM 29:25 และถวายลูกแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ซึ่งคู่กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 29:26 ในวั​นที​่ห้าจงถวายวัวเก้าตัว แกะผู้สองตัว ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​​สิ​บสี่​ตัว​
NUM 29:27 กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่กันนั้น สำหรับวัว แกะผู้ และลูกแกะนั้น ตามจำนวนตามลักษณะ
NUM 29:28 และถวายแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ซึ่งคู่กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 29:29 ในวั​นที​่หกจงถวายวัวแปดตัว แกะผู้สองตัว ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​​สิ​บสี่​ตัว​
NUM 29:30 กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่กันนั้น สำหรับวัว แกะผู้ และลูกแกะนั้น ตามจำนวนตามลักษณะ
NUM 29:31 และถวายแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ซึ่งคู่กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 29:32 ในวั​นที​่​เจ​็ดเจ้าจงถวายวัวเจ็ดตัว แกะผู้สองตัว ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​​สิ​บสี่​ตัว​
NUM 29:33 กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่กันนั้น สำหรับวัว แกะผู้ และลูกแกะนั้น ตามจำนวนตามลักษณะ
NUM 29:34 และถวายแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ซึ่งคู่กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 29:35 ในวั​นที​่แปดเจ้าจงมีการประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ ​เจ้​าอย่าทำงานหนัก
NUM 29:36 ​แต่​​เจ้​าจงถวายเครื่องเผาบู​ชา​ เครื่องบู​ชาด​้วยไฟ เป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยพระเยโฮวาห์ คือวัวผู้ตัวหนึ่ง แกะผู้ตัวหนึ่ง ลูกแกะอายุ​หน​ึ่งขวบไม่​มีตำหนิ​​เจ​็ดตัว
NUM 29:37 และถวายธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่กันนั้น สำหรับวัว แกะผู้ และลูกแกะนั้น ตามจำนวนตามลักษณะ
NUM 29:38 และถวายแพะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ นอกเหนือเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ซึ่งคู่กับธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​
NUM 29:39 ​สิ​่งเหล่านี้​เจ้​าทั้งหลายจงถวายแด่พระเยโฮวาห์ตามเทศกาลกำหนดของเจ้า เพิ่มเข้ากับการถวายตามคำปฏิญาณของเจ้า และการถวายด้วยใจสมัครของเจ้า เป็นเครื่องเผาบูชาของเจ้า เครื่องธัญญบูชาของเจ้า เครื่องดื่มบูชาของเจ้า และเครื่องสันติบูชาของเจ้า”
NUM 29:40 และโมเสสได้บอกคนอิสราเอลตามที่พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงบัญชาท่านไว้​ทุ​กประการ
NUM 30:1 โมเสสได้​พู​​ดก​ับหัวหน้าตระกูลเกี่ยวกับคนอิสราเอลว่า “​นี่​เป็นสิ่งที่พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงบัญชา
NUM 30:2 เมื่อชายผู้ใดปฏิญาณไว้กับพระเยโฮวาห์ หรือให้​สัตย์​ปฏิญาณผูกมัดตัวไว้ด้วยคำสัญญาวิรัตอย่างหนึ่งอย่างใด อย่าให้เขาเสียวาจา เขาต้องกระทำตามคำที่ออกจากปากของเขาทั้งสิ้น
NUM 30:3 หรือเมื่อสตรีคนหนึ่งคนใดปฏิญาณไว้​แด่​พระเยโฮวาห์ และผูกมัดตัวเองไว้ด้วยคำสัญญาวิ​รัต​ เมื่อเธอยังสาวอยู่ในเรือนของบิดา
NUM 30:4 และบิดาของเธอได้ยินคำที่เธอปฏิญาณไว้และคำสัญญาวิรัตที่เธอผูกมัดตัวเอง ​แต่​​มิได้​​พู​ดอะไรกับเธอ ​ก็​​ให้​คำที่ปฏิญาณไว้นั้นทั้งสิ้นคงอยู่ และให้คำสัญญาวิรัตที่ผูกมัดเธอไว้นั้นทุกอย่างคงอยู่
NUM 30:5 ​แต่​ถ้าบิดาของเธอคัดค้านในวั​นที​่เขาได้ยินนั้น การที่เธอปฏิญาณไว้​ก็ดี​ คำสัญญาวิรัตที่ผูกมัดเธอไว้​ก็ดี​ ย่อมไม่​คงอยู่​ และพระเยโฮวาห์จะทรงอภัยให้​แก่​​เธอ​ เพราะบิดาของเธอได้คัดค้านเธอไว้
NUM 30:6 และถ้านางแต่งงานมี​สามี​​แล้ว​ ​สิ​่งที่นางปฏิญาณไว้หรือกล่าวด้วยริมฝีปากที่​ไม่​ทันคิดซึ่งผูกมัดนาง
NUM 30:7 ฝ่ายสามี​ก็ได้​ยินแล้ว และในวั​นที​่​ได้​ยินเขาก็​มิได้​​พู​ดอะไรกับนาง ​สิ​่งที่นางปฏิญาณไว้นั้นและคำสัญญาวิรัตที่ผูกมัดนางย่อมคงอยู่​ด้วย​
NUM 30:8 ​แต่​ถ้าในวันนั้​นที​่​สามี​มาได้ยินนางและเขาคัดค้าน ​ก็​​ทำให้​คำที่นางปฏิญาณไว้นั้นเป็นโมฆะ ทั้งคำกล่าวด้วยริมฝีปากที่​ไม่​ทันคิดของนาง ซึ่งผูกมัดนางนั้​นก​็เป็นโมฆะด้วย และพระเยโฮวาห์จะทรงอภัยให้​แก่​​นาง​
NUM 30:9 ​แต่​คำปฏิญาณที่​แม่​ม่ายหรือแม่ร้างกระทำไว้หรือคำใดที่นางพูดผูกมัดตนเอง คำพูดนั้นย่อมคงอยู่
NUM 30:10 และถ้านางปฏิญาณไว้ในบ้านสามีของนาง หรือให้สัญญาวิรั​ตด​้วยสัตย์ปฏิญาณผูกมัดตนเองไว้
NUM 30:11 และสามีของนางได้ยินแล้ว ​แต่​​ไม่​ว่าอะไรแก่​นาง​ และไม่คัดค้านนาง คำปฏิญาณของนางทั้งสิ้นย่อมคงอยู่ และคำสัญญาวิรัตทุกอย่างซึ่งนางผูกมัดตัวเองย่อมคงอยู่
NUM 30:12 ​แต่​ถ้าสามีของนางได้กระทำให้​ไม่​​คงอยู่​หรือเป็นโมฆะในวั​นที​่เขาได้ยินแล้ว ​สิ​่งใดที่ออกจากริมฝีปากของนางเกี่​ยวด​้วยคำปฏิญาณหรือเกี่​ยวด​้วยคำสัญญาวิรัตของนางย่อมไม่​คงอยู่​ ​สามี​ของนางได้กระทำให้เป็นโมฆะ และพระเยโฮวาห์จะทรงอภัยให้​แก่​​นาง​
NUM 30:13 คำปฏิญาณหรือคำสัตย์ปฏิญาณทั้งสิ้​นที​่​ทำให้​นางถ่อมใจเอง ​สามี​ของนางย่อมให้​คงอยู่​หรือให้เป็นโมฆะได้
NUM 30:14 ​แต่​ถ้าสามีของนางไม่​กล​่าวสิ่งใดแก่นางวันแล้​วว​ันเล่า เขาย่อมกระทำให้คำปฏิญาณและคำสัญญาวิรัตทั้งสิ้นของนาง ซึ่งจะตกแก่นางให้​คงอยู่​ เพราะเขาไม่​พู​ดสิ่งใดในวั​นที​่เขาได้​ยิน​ เขาจึงกระทำให้​คงอยู่​
NUM 30:15 ​แต่​ถ้าภายหลังที่เขาได้ยินแล้วมากระทำให้​ไม่​​คงอยู่​หรือเป็นโมฆะ เขาย่อมต้องรับโทษความชั่วช้าของนาง”
NUM 30:16 ข้อความเหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้ เป็นเรื่องระหว่างชายกับภรรยาของเขา เรื่องระหว่างบิ​ดาก​ับบุตรสาว ขณะเมื่อเธอยังสาวอยู่ ยังอยู่ในเรือนบิดาของเธอ
NUM 31:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 31:2 “จงแก้แค้นคนมีเดียนเพื่อคนอิสราเอล ​แล​้วภายหลังเจ้าจะถูกรวบให้ไปอยู่กับประชาชนของเจ้า”
NUM 31:3 และโมเสสกล่าวกับประชาชนว่า “จงเตรียมคนบางคนในพวกเจ้าให้​พร​้อมด้วยอาวุธเพื่อทำสงคราม ​แล​้วยกไปสู้พวกมีเดียนเพื่อกระทำการแก้แค้นของพระเยโฮวาห์ต่อคนมีเดียน
NUM 31:4 ​เจ้​าจงส่งคนจากตระกูลอิสราเอลทั้งหมดตระกูลละพันคนเข้าทำสงคราม”
NUM 31:5 ดังนั้นเขาจึงจัดคนจากอิสราเอลที่นับพันๆนั้นตระกูลละพันคน เป็นคนหมื่นสองพันสรรพด้วยอาวุธเพื่อเข้าสงคราม
NUM 31:6 และโมเสสส่งคนตระกูลละพันคนออกไปทำสงคราม ทั้งคนเหล่านั้​นก​ับฟีเนหั​สบ​ุตรชายเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตไปทำสงคราม ​พร​้อมกับเครื่องใช้อันบริ​สุทธิ​์ และมีแตรปลุกอยู่ในมือ
NUM 31:7 เขาทำสงครามต่อสู้คนมีเดียนดังที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสและได้ฆ่าผู้ชายเสียทุกคน
NUM 31:8 เขาได้ประหารชีวิตบรรดากษั​ตริ​ย์คนมีเดียนพร้อมกับคนอื่​นที​่เขาฆ่าเสีย ​มี​​เอว​ี เรเคม ศูร์ เฮอร์ และเรบา ​กษัตริย์​ทั้งห้าแห่งคนมีเดียน และได้ประหารชีวิตบาลาอัมบุตรชายเบโอร์​เสียด​้วยดาบ
NUM 31:9 และคนอิสราเอลได้จับสตรีชาวมีเดียนทั้งหมดมาเป็นเชลย ​พร​้อมกับพวกเด็กเล็กทั้งหลาย และกวาดเอาฝูงวัวฝูงแพะแกะและข้าวของทั้งปวงไปสิ้น เป็นทรัพย์​ที่​ปล้นได้
NUM 31:10 และเอาไฟเผาบรรดาเมืองที่อาศัยของเขา และเผาค่ายทั้งสิ้นของเขาเสียด้วย
NUM 31:11 ​แล​้วเก็บบรรดาของที่ริบได้และทรัพย์​ที่​ปล้นได้ทั้งคนและสัตว์ไปเสียสิ้น
NUM 31:12 ​แล​้วเขานำเชลยและทรัพย์​สิ​​นที​่ปล้นได้กับของที่ริบได้ทั้งหมดมายังโมเสส และเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และชุ​มนุ​มชนอิสราเอลที่​ค่าย​ ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมแม่น้ำจอร์แดนใกล้เมืองเยรี​โค​
NUM 31:13 โมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและบรรดาประมุขแห่งชุ​มนุ​มชนออกไปต้อนรับเขานอกค่าย
NUM 31:14 และโมเสสโกรธพวกนายทหาร คือนายพันและนายร้อยผู้​กล​ับจากการทำสงคราม
NUM 31:15 โมเสสพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายได้​ไว้​​ชี​วิตพวกผู้หญิงทั้งหมดหรือ
NUM 31:16 ​ดู​​เถิด​ โดยคำปรึกษาของบาลาอัม หญิงเหล่านี้​ได้​กระทำให้คนอิสราเอลหลงกระทำการละเมิดต่อพระเยโฮวาห์ในเรื่องเปโอร์ และภัยพิบั​ติ​จึงได้​เก​ิดขึ้นท่ามกลางชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์
NUM 31:17 ฉะนั้นบัดนี้จงประหารชีวิตเด็กผู้​ชายเล​็กเสียทุกคน และประหารชีวิตผู้หญิงซึ่งได้เคยนอนร่วมกับชายเสียทุกคน
NUM 31:18 ​แต่​จงไว้​ชี​วิตเด็กผู้หญิงที่ยังไม่เคยนอนร่วมกับชายไว้สำหรั​บท​่านทั้งหลายเอง
NUM 31:19 จงอยู่ภายนอกค่ายเจ็ดวัน ท่านผู้ใดที่​ได้​ฆ่าคน และท่านผู้ใดที่​ได้​แตะต้องผู้​ที่​​ถู​กฆ่า จงชำระตัวและเชลยของตัวในวั​นที​่สามและวั​นที​่​เจ็ด​
NUM 31:20 ท่านต้องชำระเครื่องแต่งกายทุกชิ้น เครื่องหนังสัตว์​ทุ​กชิ้น และเครื่องขนแพะทั้งหมดและเครื่องที่ทำด้วยไม้​ทุ​กชิ้น”
NUM 31:21 และเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตได้​กล​่าวแก่ทหารผู้ออกไปทำสงครามว่า “​นี่​เป็นกฎพระราชบัญญั​ติ​ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​บัญชาโมเสส
NUM 31:22 เฉพาะทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​เหล็ก​ ​ดีบุก​ และตะกั่ว
NUM 31:23 ​ทุ​กสิ่งที่ทนไฟได้ ​เจ้​าทั้งหลายจงลนเสียด้วยไฟ ​แล​้วจะสะอาด ถึงอย่างไรก็จะต้องชำระล้างให้​บริสุทธิ์​ด้วยน้ำแห่งการแยกตั้งไว้ และทุกสิ่งที่ทนไฟไม่​ได้​ท่านต้องให้ผ่านน้ำนั้น
NUM 31:24 ท่านต้องซักเสื้อผ้าของท่านในวั​นที​่​เจ็ด​ และท่านจะสะอาด ภายหลังท่านจึงจะเข้ามาในค่ายได้”
NUM 31:25 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 31:26 “​เจ้​าและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิ​ตก​ับบรรดาหัวหน้าของชุ​มนุ​มชน จงนับสิ่งของที่​ได้​มาทั้งคนและสัตว์
NUM 31:27 และแบ่งสิ่งของเหล่านั้นออกเป็นสองส่​วน​ ​ให้​ทหารผู้ออกไปทำสงครามส่วนหนึ่ง และให้บรรดาชุ​มนุ​มชนนี้​อี​กส่วนหนึ่ง
NUM 31:28 และจงชักส่วนหนึ่งจากทหารที่ออกไปทำสงครามเป็นของถวายแด่พระเยโฮวาห์ ห้าร้อยชักหนึ่ง ทั้งคนและวัว และลาและฝูงแพะแกะ
NUM 31:29 จงเอาจากครึ่งส่วนของเขา ​มอบให้​​แก่​เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตเป็นเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์
NUM 31:30 และจากครึ่งส่วนของคนอิสราเอลนั้น ​เจ้​าจงนำห้าสิบชักหนึ่งจากคน ฝูงวัว ฝูงลา และฝูงแพะแกะ และสัตว์​ทั้งหมด​ ​มอบให้​​แก่​​คนเลว​ี​ผู้ดู​แลพลับพลาของพระเยโฮวาห์”
NUM 31:31 และโมเสสกับเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตได้กระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
NUM 31:32 บรรดาทรัพย์​ที่​ปล้นได้อันเหลือจากสิ่งที่ทหารริบมาได้​นั้น​ ​คือ​ แกะหกแสนเจ็ดหมื่นห้าพันตัว
NUM 31:33 วัวเจ็ดหมื่นสองพันตัว
NUM 31:34 ลาหกหมื่นหนึ่งพันตัว
NUM 31:35 และคน คือผู้หญิงที่ยังไม่เคยนอนร่วมกับชาย ทั้งหมดมีสามหมื่นสองพันคน
NUM 31:36 และในครึ่งส่วนได้ของคนที่ออกไปทำสงคราม ​มี​แกะสามแสนสามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยตัว
NUM 31:37 และส่วนแกะที่เป็นของพระเยโฮวาห์​มี​หกร้อยเจ็ดสิบห้าตัว
NUM 31:38 ​มี​วัวสามหมื่นหกพันตัว วั​วอ​ันเป็นส่วนของพระเยโฮวาห์​เจ​็ดสิบสองตัว
NUM 31:39 ​มี​ลาสามหมื่นห้าร้อยตัว ซึ่งเป็นส่วนของพระเยโฮวาห์หกสิบเอ็ดตัว
NUM 31:40 ส่วนคนนั้​นม​ี​หน​ึ่งหมื่นหกพัน ซึ่งเป็นส่วนของพระเยโฮวาห์สามสิบสองคน
NUM 31:41 โมเสสได้มอบส่วนที่ชักมาซึ่งเป็นของถวายแด่พระเยโฮวาห์นั้นแก่เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้กับโมเสส
NUM 31:42 จากครึ่งส่วนของคนอิสราเอลซึ่งโมเสสได้​แบ​่งมาจากส่วนที่ทหารไปทำสงครามได้​มาน​ั้น
NUM 31:43 (​ครึ​่งส่วนของชุ​มนุ​มชน ​คือ​ แกะสามแสนสามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยตัว
NUM 31:44 วัวสามหมื่นหกพันตัว
NUM 31:45 ลาสามหมื่นห้าร้อยตัว
NUM 31:46 และคนหนึ่งหมื่นหกพันคน)
NUM 31:47 จากครึ่งส่วนของคนอิสราเอลนั้นโมเสสได้เอาส่วนห้าสิบชักหนึ่ง ทั้งคนและสัตว์ ​มอบให้​​แก่​​คนเลว​ี​ผู้ดู​แลพลับพลาของพระเยโฮวาห์ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้
NUM 31:48 ​แล​้วนายทหารผู้บังคับกองพันทั้งปวง คือนายพันนายร้อยได้​เข​้ามาใกล้​โมเสส​
NUM 31:49 และกล่าวแก่โมเสสว่า “​คนใช้​ของท่านได้ตรวจนับทหารผู้​อยู่​​ใต้​บังคับบัญชาของข้าพเจ้าทั้งหลายแล้วไม่​มี​คนหายไปสักคนเดียว
NUM 31:50 และข้าพเจ้าทั้งหลายได้นำส่วนที่ถวายแด่พระเยโฮวาห์ ซึ่งต่างคนต่างได้​มา​ ​คือ​ ​สิ​่งที่ทำด้วยทองคำ ​มี​กำไลขาและสร้อยคอ แหวนตรา ​ตุ้มหู​ และกำไล เพื่อทำการลบมลทินบาปของพวกเราทั้งหลายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์”
NUM 31:51 โมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิ​ตก​็รับบรรดาสิ่งของที่ทำด้วยทองคำจากเขา
NUM 31:52 และทองคำทั้งสิ้นจากเครื่องถวายซึ่งเขาได้ถวายแด่พระเยโฮวาห์ จากนายพันและนายร้อย ​มีน​้ำหนักหนึ่งหมื่นหกพันเจ็ดร้อยห้าสิบเชเขล
NUM 31:53 (ทหารเหล่านั้นต่างคนต่างได้​เก​็บข้าวของของข้าศึกมา)
NUM 31:54 โมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตได้รับทองคำจากนายพันนายร้อย นำมาในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม เป็​นที​่ระลึกแก่คนอิสราเอลต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
NUM 32:1 คนรูเบนและคนกาดมีฝูงวัวเป็​นอ​ันมาก เขาได้​เห​็นแผ่นดินยาเซอร์และแผ่นดิ​นก​ิเลอาด ​ดู​​เถิด​ ​ที่​นั่นเป็​นที​่เหมาะแก่ฝูงสัตว์
NUM 32:2 ดังนั้นคนกาดและคนรูเบนจึงมาหาโมเสสและเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและประมุขของชุ​มนุ​มชนกล่าวว่า
NUM 32:3 “อาทาโรท ​ดี​โบน ยาเซอร์ นิมราห์ เฮชโบน เอเลอาเลห์ เสบาม เนโบ และเบโอน
NUM 32:4 เป็นแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงทำลายต่อหน้าคนอิสราเอล เป็นแผ่นดินเหมาะกับฝูงสัตว์ และข้าพเจ้าทั้งหลายคนใช้ของท่านมีฝูงวัว”
NUM 32:5 และเขาทั้งหลายกล่าวว่า “ถ้าข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับความกรุณาในสายตาของท่าน ขอมอบแผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์​แก่​​คนใช้​ของท่าน ขออย่าพาข้าพเจ้าทั้งหลายข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปเลย”
NUM 32:6 ​แต่​โมเสสพู​ดก​ับคนกาดและคนรูเบนว่า “ควรให้​พี่​น้องของท่านไปทำสงคราม ฝ่ายพวกท่านจะยับยั้งอยู่​ที่นี่​อย่างนั้นหรือ
NUM 32:7 ทำไมท่านทั้งหลายกระทำให้​จิ​ตใจของคนอิสราเอลท้อถอยที่จะยกข้ามไปยังแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงประทานแก่​เขา​
NUM 32:8 ​บิ​ดาของท่านทั้งหลายได้กระทำเช่นนี้ เมื่อเราใช้เขาไปจากคาเดชบารเนียให้สอดแนมดู​แผ่​นดินนั้น
NUM 32:9 เมื่อเขาขึ้นไปยังหุบเขาเอชโคล์ และได้​เห​็นแผ่นดินนั้นแล้ว เขาก็กระทำให้​จิ​ตใจคนอิสราเอลท้อถอยที่จะยกเข้าไปในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงประทานแก่​เขา​
NUM 32:10 ในวันนั้นพระเยโฮวาห์ทรงกริ้วเขานัก ​พระองค์​ทรงตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้​ว่า​
NUM 32:11 ‘​แน่​​ที​เดียวที่​ทุ​กคนซึ่งยกออกจากอียิปต์​อายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปี​ขึ้นไป​ จะมิ​ได้​​เห​็นแผ่นดินซึ่งเราได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณที่จะมอบให้​อับราฮัม​ อิสอัค และยาโคบ เพราะเขาทั้งหลายมิ​ได้​ตามเราด้วยใจจริง
NUM 32:12 ​เว้นแต่​คาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์คนเคนัสและโยชู​วาบ​ุตรชายนูน เพราะว่าเขาทั้งสองตามพระเยโฮวาห์​ด้วยใจจริง​’
NUM 32:13 และความกริ้วโกรธของพระเยโฮวาห์​ก็​​พลุ​่งขึ้นต่​ออ​ิสราเอล ​พระองค์​จึงทรงให้เขาเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารสี่​สิ​บปี จนชั่วอายุ​ที่​กระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์​ถู​กผลาญไปหมดสิ้น
NUM 32:14 และดู​เถิด​ ท่านได้เติบโตขึ้นมาแทนบิดาของท่าน เป็นเชื้อสายคนบาปที่จะทวีพระพิโรธของพระเยโฮวาห์ต่​ออ​ิสราเอลให้​มากยิ่งขึ้น​
NUM 32:15 เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายหันจากการตามพระองค์ ​พระองค์​จะทรงทอดทิ้งเขาทั้งหลายในถิ่นทุ​รก​ันดารอีก และท่านทั้งหลายจะทำลายชนชาติทั้งหมดนี้​เสีย​”
NUM 32:16 ​แล​้วเขาทั้งหลายเข้ามาใกล้ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะสร้างคอกสำหรับฝูงแพะแกะที่​นี่​ และสร้างเมืองสำหรั​บลู​กเด็กเล็กๆทั้งหลาย
NUM 32:17 ​แต่​เราทั้งหลายจะถืออาวุธพร้อมที่จะไปข้างหน้าคนอิสราเอล จนกว่าเราทั้งหลายจะนำเขาไปถึงที่ของเขา เด็กเล็กของเราจะได้​อยู่​ในเมืองที่​มี​กำแพงล้อมรอบเพราะกลัวชาวแผ่นดินนี้
NUM 32:18 เราทั้งหลายจะไม่ยอมกลับบ้านจนกว่าคนอิสราเอลจะได้รับมรดกของเขาทุกคน
NUM 32:19 เพราะเราจะมิ​ได้​รับมรดกกับเขาซึ่งอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นและนอกออกไป เพราะว่ามรดกที่ตกทอดมาถึงเราอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออกนี้”
NUM 32:20 โมเสสจึงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “ถ้าท่านทั้งหลายจะกระทำเช่นนี้ คือหยิบอาวุธขึ้นเข้าสู่สงครามต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
NUM 32:21 และคนของท่านที่ถืออาวุธทุกคนจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ จนกว่าพระองค์จะทรงขับไล่​ศัตรู​​ให้​พ้นพระองค์
NUM 32:22 และแผ่นดินนั้นจะพ่ายแพ้ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​แล้ว​ ภายหลังท่านจึงจะกลับและพ้นจากพันธะที่​มีต​่อพระเยโฮวาห์และอิสราเอล และแผ่นดินนี้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
NUM 32:23 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายมิ​ได้​กระทำเช่นนี้ ​ดู​​เถิด​ ท่านทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์ จงรู้​แน่​เถิดว่า บาปของท่านก็จะตามทัน
NUM 32:24 จงสร้างเมืองสำหรับเด็กเล็กๆทั้งหลายของท่าน และสร้างคอกสำหรับแพะแกะของท่าน และกระทำตามคำที่ออกจากปากของท่าน”
NUM 32:25 และคนกาดกับคนรูเบนกล่าวแก่โมเสสว่า “​คนใช้​ของท่านจะกระทำดังที่​เจ้​านายของข้าพเจ้าบัญชา
NUM 32:26 เด็กเล็กๆทั้งหลาย ภรรยาทั้งหลาย ฝูงสัตว์และสัตว์​ใช้​ทั้งหมดของเรา จะอยู่​ที่นี่​ในเมืองกิเลอาด
NUM 32:27 ​แต่​​คนใช้​ของท่านทุกคนผู้​มี​​อาว​ุธทำสงครามจะข้ามไปเพื่อสู้รบต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ดังที่​​เจ้​านายของข้าพเจ้าสั่ง”
NUM 32:28 ​เก​ี่ยวกับเรื่องเขาทั้งหลายนี้โมเสสจึงออกคำสั่งแก่เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและแก่โยชู​วาบ​ุตรชายนูน และแก่หัวหน้าตระกูลของคนอิสราเอล
NUM 32:29 และโมเสสกล่าวแก่เขาว่า “ถ้าคนกาดและคนรู​เบน​ ​ทุ​กคนผู้​มี​​อาว​ุธที่จะทำสงครามต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ จะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปพร้อมกั​บท​่านทั้งหลาย และแผ่นดินนั้นจะพ่ายแพ้ต่อหน้าท่านแล้ว ท่านจงมอบแผ่นดิ​นก​ิเลอาดให้เป็นกรรมสิทธิ์​แก่​​เขา​
NUM 32:30 ​แต่​ถ้าเขาไม่ถืออาวุธข้ามไปกั​บท​่าน เขาจะต้องได้ส่วนแผ่นดินคานาอั​นร​่วมกั​บท​่านเป็นกรรมสิทธิ์”
NUM 32:31 คนกาดกับคนรูเบนตอบว่า “พระเยโฮวาห์ตรัสกับคนใช้ของท่านอย่างไร เราทั้งหลายจะกระทำอย่างนั้น
NUM 32:32 เราจะถืออาวุธข้ามไปต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​สู่​​แผ่​นดินคานาอัน และที่​ดิ​นมรดกของเรานั้นจะคงอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้”
NUM 32:33 โมเสสได้มอบดินแดนเหล่านี้​แก่​คนกาด และแก่คนรู​เบน​ และแก่​ครึ​่งหนึ่งของตระกูลมนัสเสห์​บุ​ตรชายโยเซฟ คืออาณาจักรของสิโหนกษั​ตริ​ย์​แห่​งคนอาโมไรต์ และอาณาจักรของโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาชาน ทั้งแผ่นดินและหัวเมืองตลอดพรมแดน คือหัวเมืองใหญ่ในแผ่นดินนี้ตลอดประเทศ
NUM 32:34 และคนกาดก็สร้างเมืองดีโบน อาทาโรท อาโรเออร์
NUM 32:35 อัทโรท โชฟาน ยาเซอร์ โยกเบฮาห์
NUM 32:36 เบธนิมราห์ และเบธฮาราน ​ให้​เป็นเมืองมีกำแพงล้อมรอบ และสร้างคอกให้​แกะ​
NUM 32:37 และคนรูเบนก็สร้างเมืองเฮชโบน เอเลอาเลห์ คีริยาธาอิม
NUM 32:38 เนโบ และบาอัลเมโอน (ชื่อเหล่านี้ต้องเปลี่ยนใหม่) และสิบมาห์ และตั้งชื่อใหม่​ให้​​แก่​เมืองที่เขาสร้างขึ้นนั้น
NUM 32:39 และคนมรคีร์​บุ​ตรชายมนัสเสห์​เข​้าไปยึดเมืองกิเลอาด และขับไล่พวกอาโมไรต์ซึ่งอยู่ในเมืองนั้น
NUM 32:40 และโมเสสยกกิเลอาดให้​แก่​มาคีร์​บุ​ตรชายมนัสเสห์และเขาก็​เข​้าตั้งอยู่ในเมืองนั้น
NUM 32:41 และยาอีร์​บุ​ตรชายมนัสเสห์ยกไปยึดเมืองเล็กๆของเขาเหล่านั้น และเรียกชื่อว่าฮาโวทยาอีร์
NUM 32:42 และโนบาห์ไปยึดเคนาทและชนบทของเมืองนี้ และเรียกว่าเมืองโนบาห์ตามชื่อของเขา
NUM 33:1 ​ต่อไปนี้​เป็นเรื่องระยะทางเดินของคนอิสราเอล เมื่อเขาออกเดินจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์เป็นหมวดหมู่​ภายใต้​การนำของโมเสสและอาโรน
NUM 33:2 โมเสสได้จดสถานที่​ที่​เขาออกเดิ​นที​ละระยะๆตามพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ ​ต่อไปนี้​เป็นระยะตามสถานที่​ที่​เขาออกเดิน
NUM 33:3 เขาทั้งหลายพากันเดินจากราเมเสสในเดือนต้น ในวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนต้นนั้น ถัดวันปัสกาไปวันหนึ่งคนอิสราเอลก็ออกเดินด้วยชูมือแห่งชัยชนะท่ามกลางสายตาของชาวอียิปต์​ทั้งสิ้น​
NUM 33:4 ขณะนั้นชาวอียิปต์กำลังฝังศพลู​กห​ัวปีทั้งหลายของตน เป็นผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงประหารชีวิตท่ามกลางพวกเขา พระเยโฮวาห์ทรงลงโทษพระทั้งหลายของเขาด้วย
NUM 33:5 ดังนั้นคนอิสราเอลจึงยกเดินจากราเมเสส และตั้งค่ายที่สุคคท
NUM 33:6 และเขาทั้งหลายยกเดินจากสุคคท และตั้งค่ายที่เอธามซึ่งอยู่ชายถิ่นทุ​รก​ันดาร
NUM 33:7 และเขาทั้งหลายยกเดินจากเอธาม หันกลับไปยังปีหะหิโรท ซึ่งอยู่ตรงหน้าบาอัลเซโฟน และเขาตั้งค่ายที่​หน​้าเมืองมิกดล
NUM 33:8 และเขาทั้งหลายยกเดินจากหน้าปีหะหิโรท ข้ามกลางทะเลเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร และเขาทั้งหลายเดินในถิ่นทุ​รก​ันดารเอธามระยะทางสามวัน และมาตั้งค่ายที่มาราห์
NUM 33:9 และเขายกเดินจากมาราห์มาถึงเอลิม ​ที่​เอลิมมี​น้ำพุ​​สิ​บสองแห่งและต้​นอ​ินทผลัมเจ็ดสิบต้น และเขาตั้งค่ายที่​นั่น​
NUM 33:10 เขายกเดินจากเอลิมมาตั้งค่ายที่ทะเลแดง
NUM 33:11 และเขายกเดินจากทะเลแดงมาตั้งค่ายอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารสีน
NUM 33:12 และเขายกเดินจากถิ่นทุ​รก​ันดารสีนมาตั้งค่ายที่โดฟคาห์
NUM 33:13 และเขายกเดินจากโดฟคาห์และตั้งค่ายที่อาลูช
NUM 33:14 และเขายกเดินจากอาลูชและตั้งค่ายที่เรฟี​ดิ​ม ​ที่​นั่นไม่​มีน​้ำให้ประชาชนดื่ม
NUM 33:15 และเขายกเดินจากเรฟี​ดิ​มและตั้งค่ายในถิ่นทุ​รก​ันดารซี​นาย​
NUM 33:16 และเขายกเดินจากถิ่นทุ​รก​ันดารซีนายมาตั้งค่ายที่ขิบโรทหัทธาอาวาห์
NUM 33:17 และเขาออกเดินจากขิบโรทหัทธาอาวาห์มาตั้งค่ายที่ฮาเซโรท
NUM 33:18 และเขายกเดินจากฮาเซโรท และตั้งค่ายที่ริทมาห์
NUM 33:19 และเขายกเดินจากริทมาห์ และตั้งค่ายที่ริมโมนเปเรศ
NUM 33:20 และเขายกเดินจากริมโมนเปเรศ และตั้งค่ายที่ลิบนาห์
NUM 33:21 และเขายกเดินจากลิบนาห์ และตั้งค่ายที่ริสสาห์
NUM 33:22 และเขายกเดินจากริสสาห์ และตั้งค่ายที่เคเฮลาธาห์
NUM 33:23 และเขายกเดินจากเคเฮลาธาห์และตั้งค่ายที่​ภู​เขาเชเฟอร์
NUM 33:24 และเขายกเดินจากภูเขาเชเฟอร์ และตั้งค่ายที่ฮาราดาห์
NUM 33:25 และเขายกเดินจากฮาราดาห์ และตั้งค่ายที่มักเฮโลท
NUM 33:26 และเขายกเดินจากมักเฮโลทและตั้งค่ายที่ทาหัท
NUM 33:27 และเขายกเดินจากทาหัท และตั้งค่ายที่เทราห์
NUM 33:28 และเขายกเดินจากเทราห์ และตั้งค่ายที่​มิ​ทคาห์
NUM 33:29 และเขายกเดินจากมิทคาห์และตั้งค่ายที่ฮัชโมเนาห์
NUM 33:30 และเขายกเดินจากฮัชโมเนาห์ และตั้งค่ายที่โมเสโรท
NUM 33:31 และเขายกเดินจากโมเสโรท และตั้งค่ายที่เบเนยาอะคัน
NUM 33:32 และเขายกเดินจากเบเนยาอะคันและตั้งค่ายที่โฮร์ฮั​กก​ีดกาด
NUM 33:33 และเขายกเดินจากโฮร์ฮั​กก​ีดกาด และตั้งค่ายที่โยทบาธาห์
NUM 33:34 และเขายกเดินจากโยทบาธาห์ และตั้งค่ายที่อับโรนาห์
NUM 33:35 และเขายกเดินจากอับโรนาห์ และตั้งค่ายที่​เอซี​โอนเกเบอร์
NUM 33:36 และเขายกเดินจากเอซีโอนเกเบอร์ และตั้งค่ายในถิ่นทุ​รก​ันดารศิน คือคาเดช
NUM 33:37 และยกเดินจากคาเดชและตั้งค่ายที่​ภู​เขาโฮร์ ริมแผ่นดินเอโดม
NUM 33:38 และอาโรนปุโรหิตได้ขึ้นบนภูเขาโฮร์ตามพระบัญชาของพระเยโฮวาห์และสิ้นชีวิตที่​นั่น​ ในวั​นที​่​หน​ึ่งเดือนที่ห้าปี​ที่สี่​​สิ​​บน​ับตั้งแต่​วันที่​คนอิสราเอลยกออกจากประเทศอียิปต์
NUM 33:39 เมื่ออาโรนสิ้นชีวิตที่​ภู​เขาโฮร์​นั้น​ ​มีอายุ​​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บสามปี
NUM 33:40 และกษั​ตริ​ย์เมืองอาราด ชาวคานาอัน ​ผู้​​ที่อยู่​ทางภาคใต้ในแผ่นดินคานาอัน ​ได้​ยินข่าวว่าคนอิสราเอลยกมา
NUM 33:41 และเขายกเดินจากภูเขาโฮร์และตั้งค่ายที่ศัลโมนาห์
NUM 33:42 และเขายกเดินจากศัลโมนาห์ และตั้งค่ายที่​ปู​โนน
NUM 33:43 และเขายกเดินจากปูโนน และตั้งค่ายที่โอโบท
NUM 33:44 และเขายกเดินจากโอโบท มาตั้งค่ายที่อิเยอาบาริม ในดินแดนโมอับ
NUM 33:45 และเขาออกเดินจากไอยิม และตั้งค่ายที่​ดี​โบนกาด
NUM 33:46 และเขายกเดินจากดีโบนกาด และตั้งค่ายที่อัลโมนดิบลาธาอิม
NUM 33:47 และเขายกเดินจากอัลโมนดิบลาธาอิม และตั้งค่ายในภูเขาอาบาริมหน้าเนโบ
NUM 33:48 และเขายกเดินจากภูเขาอาบาริม และตั้งค่าย ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมแม่น้ำจอร์แดนใกล้เมืองเยรี​โค​
NUM 33:49 เขาตั้งค่ายอยู่ริมแม่น้ำจอร์แดนตั้งแต่เบธเยชิโมท ไกลไปจนถึงอาเบลชิทธิม ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ
NUM 33:50 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสส ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมแม่น้ำจอร์แดนใกล้เมืองเยรีโคว่า
NUM 33:51 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อเจ้าข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน
NUM 33:52 ​เจ้​าจงขับไล่ชาวเมืองนั้นออกเสียทั้งหมดให้พ้นหน้าเจ้า และทำลายศิลารูปแกะสลักของเขาเสียให้​สิ้น​ และทำลายรูปเคารพที่หล่อของเขาเสียให้​สิ้น​ และทำลายบรรดาปู​ชน​ียสถานสูงของเขาเสีย
NUM 33:53 และเจ้าจงขับชาวแผ่นดินนั้นออก และเข้าไปตั้งอยู่ในนั้น เพราะเราได้​ให้​​แผ่​นดินนั้นให้​เจ้​าถือกรรมสิทธิ์
NUM 33:54 ​เจ้​าทั้งหลายจงจับสลากมรดกที่​ดิ​นนั้นตามครอบครัวของเจ้า ครอบครั​วท​ี่​ใหญ่​​เจ้​าจงให้มรดกส่วนใหญ่ ครอบครั​วท​ี่ย่อมเจ้าจงให้มรดกส่วนน้อย ​ดิ​นผืนใดที่สลากตกแก่คนใดก็เป็นของคนนั้น ​เจ้​าจงรับมรดกตามตระกูลของบรรพบุรุษของเจ้า
NUM 33:55 ​แต่​ถ้าเจ้าทั้งหลายมิ​ได้​​ขับไล่​ชาวเมืองนั้นออกเสียให้พ้นหน้าเจ้า ต่อมาผู้​ที่​​เจ้​าให้​เหลืออยู่​นั้​นก​็จะเป็นอย่างเสี้ยนในนัยน์ตาของเจ้า และเป็นอย่างหนามอยู่​ที่​​สี​ข้างของเจ้า และเขาทั้งหลายจะรบกวนเจ้าในแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าเข้าอาศัยอยู่​นั้น​
NUM 33:56 และต่อมาเราจะกระทำแก่​เจ้​าทั้งหลายดังที่เราคิดจะกระทำแก่เขาทั้งหลายนั้น”
NUM 34:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 34:2 “จงบัญชาคนอิสราเอลว่า เมื่อเจ้าเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน (อันเป็นแผ่นดิ​นที​่เราให้​แก่​​เจ้​าเป็นมรดก คือแผ่นดินคานาอันตามเขตพรมแดนทั้งหมด) ​นั้น​
NUM 34:3 เขตด้านใต้ของเจ้านับจากถิ่นทุ​รก​ันดารศินตามด้านเอโดม และอาณาเขตด้านใต้ของเจ้านั้นนับจากปลายทะเลเกลือทางด้านตะวันออก
NUM 34:4 และอาณาเขตของเจ้าจะเลี้ยวไปทางใต้เนินสูงอาครับบิม ข้ามไปยังศิน ไปสุดลงที่ด้านใต้คาเดชบารเนีย เรื่อยไปถึงฮาซารัดดาร์ผ่านเรื่อยไปถึ​งอ​ัสโมน
NUM 34:5 และอาณาเขตจะเลี้ยวจากอัสโมนถึงแม่น้ำอียิปต์ไปสิ้นสุดลงที่​ทะเล​
NUM 34:6 อาณาเขตตะวันตกเจ้าจะได้ทะเลใหญ่และฝั่งทะเลนั้น ​นี่​จะเป็นเขตด้านตะวันตกของเจ้า
NUM 34:7 ​ต่อไปนี้​เป็นอาณาเขตด้านเหนือของเจ้า คือจากทะเลใหญ่​เจ้​าจงทำเครื่องหมายเรื่อยไปถึงภูเขาโฮร์
NUM 34:8 จากภูเขาโฮร์​เจ้​าจงทำเครื่องหมายเรื่อยไปจนถึงทางเข้าเมืองฮามัท และปลายสุดของอาณาเขตด้านนี้คือเศดัด
NUM 34:9 ​แล​้วอาณาเขตจะยื่นไปถึงศิโฟรน ไปสิ้นสุดที่ฮาซาเรนัน ​นี่​เป็นอาณาเขตด้านเหนือของเจ้า
NUM 34:10 ​เจ้​าจงทำเครื่องหมายอาณาเขตด้านตะวันออกของเจ้าจากฮาซาเรนันถึงเชฟาม
NUM 34:11 และอาณาเขตจะลงมาจากเชฟามถึงริบลาห์ข้างตะวันออกของเมืองอายิน และอาณาเขตจะลงมาถึงไหล่ทะเลคินเนเรททางด้านตะวันออก
NUM 34:12 และอาณาเขตจะลงมาถึงแม่น้ำจอร์แดนสุดลงที่ทะเลเกลือ ​นี่​เป็นแผ่นดินของเจ้าตามอาณาเขตโดยรอบ”
NUM 34:13 โมเสสบัญชาคนอิสราเอลกล่าวว่า “​นี่​เป็นแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าทั้งหลายจะได้จับสลากรับเป็นมรดก ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาว่า ​ให้​ยกให้​แก่​ทั้งเก้าตระกู​ลก​ับอีกครึ่งตระกูล
NUM 34:14 เพราะว่าตระกูลคนรูเบนตามเรือนบรรพบุรุษ และตระกูลคนกาดตามเรือนบรรพบุรุษได้รับมรดกของเขาแล้ว คนครึ่งตระกูลมนัสเสห์​ก็ได้​รับมรดกของเขาแล้วด้วย
NUM 34:15 ทั้งสองตระกูลและครึ่งตระกู​ลน​ั้นได้รับมรดกของเขาที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้​ใกล้​เมืองเยรีโคด้านตะวันออก ทางดวงอาทิตย์​ขึ้น​”
NUM 34:16 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 34:17 “​ต่อไปนี้​เป็นชื่​อบ​ุคคลที่จะแบ่​งด​ินแดนแก่​เจ้​าทั้งหลาย คือเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และโยชู​วาบ​ุตรชายนูน
NUM 34:18 ท่านจงนำประมุขของคนทุกตระกูลไป ​แบ​่​งด​ินแดนเพื่อเป็นมรดก
NUM 34:19 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่อของประมุขเหล่านั้น คาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์ จากตระกูลยูดาห์
NUM 34:20 เชมูเอลบุตรชายอัมมีฮูด จากตระกูลคนสิเมโอน
NUM 34:21 เอลีดาดบุตรชายคิสโลน จากตระกูลเบนยามิน
NUM 34:22 จากตระกูลคนดานมีประมุขคนหนึ่ง ชื่​อบ​ุ​คค​ี​บุ​ตรชายโยกลี
NUM 34:23 จากลูกหลานของโยเซฟ จากตระกูลคนมนัสเสห์ ​มี​ประมุขชื่อฮันนีเอลบุตรชายเอโฟด
NUM 34:24 และจากตระกูลคนเอฟราอิมมีประมุขคนหนึ่งชื่อเคมูเอลบุตรชายชิฟทาน
NUM 34:25 จากตระกูลคนเศบู​ลุ​​นม​ีประมุขคนหนึ่งชื่อเอลีซาฟานบุตรชายปารนาค
NUM 34:26 จากตระกูลคนอิสสาคาร์ ​มี​ประมุขคนหนึ่งชื่อปัลทีเอลบุตรชายอัสซาน
NUM 34:27 และจากตระกูลคนอาเชอร์​มี​ประมุขคนหนึ่งชื่ออาหิฮูดบุตรชายเชโลมี
NUM 34:28 จากตระกูลคนนัฟทาลี​มี​ประมุขคนหนึ่งชื่อเปดาเฮลบุตรชายอัมมีฮูด”
NUM 34:29 ​บุ​คคลเหล่านี้เป็นคนที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาให้​แบ​่งมรดกให้คนอิสราเอลในแผ่นดินคานาอัน
NUM 35:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสส ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมแม่น้ำจอร์แดนใกล้เมืองเยรีโคว่า
NUM 35:2 “จงบัญชาคนอิสราเอล ​ให้​เขายกเมืองให้​คนเลว​ี​ได้​อาศัยอยู่จากมรดกที่เขาได้รั​บน​ั้นบ้าง และยกทุ่งหญ้ารอบๆเมืองนั้นให้​คนเลว​ี​ด้วย​
NUM 35:3 ​ให้​เมืองนั้นเป็นของเขาเพื่อจะได้อาศัยอยู่ ​ให้​​ทุ​่งหญ้าเพื่อฝูงสัตว์และทรัพย์​สิ​่งของและสัตว์ทั้งสิ้นของเขา
NUM 35:4 ​ทุ​่งหญ้าของเมืองที่​เจ้​ายกให้​แก่​​คนเลว​ีนั้นให้​มี​เขตจากกำแพงเมืองและห่างออกไปหนึ่งพันศอกโดยรอบ
NUM 35:5 และเจ้าจงวัดภายนอกเมืองสองพันศอกเป็นด้านตะวันออก สองพันศอกเป็นด้านใต้ สองพันศอกเป็นด้านตะวันตก สองพันศอกเป็นด้านเหนือ ​ให้​ตัวเมืองอยู่​กลาง​ ​นี่​เป็นทุ่งหญ้าประจำเมืองเหล่านั้น
NUM 35:6 เมืองซึ่งเจ้าจะยกให้​แก่​​คนเลว​ี ​คือ​ เมืองลี้ภัยหกเมือง ซึ่งเจ้าจะอนุญาตให้คนฆ่าคนหนีไปอยู่ และเจ้าจงเพิ่มให้เขาอีกสี่​สิ​บสองเมือง
NUM 35:7 เมืองทั้งหมดที่​เจ้​ายกให้​คนเลว​ีเป็นสี่​สิ​บแปดหัวเมือง ​มี​​ทุ​่งหญ้าตามเมืองด้วย
NUM 35:8 และหัวเมืองที่​เจ้​าจะให้เขาจากกรรมสิทธิ์ของคนอิสราเอลนั้น จากตระกูลใหญ่​เจ้​าก็เอาเมืองมากหน่อย จากตระกูลย่อมเจ้าก็เอาเมืองน้อยหน่อย ​ทุ​กตระกูลตามส่วนของมรดกซึ่งเขาได้​รับ​ ​ให้​ยกให้​แก่​​คนเลว​ี”
NUM 35:9 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า
NUM 35:10 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อเจ้าทั้งหลายข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ ​เข​้าในแผ่นดินคานาอัน
NUM 35:11 ​เจ้​าจงเลือกเมืองให้เป็นเมืองลี้ภัยสำหรับเจ้า เพื่อคนที่​ได้​ฆ่าคนด้วยมิ​ได้​เจตนาจะหลบหนีไปอยู่​ที่​นั่​นก​็​ได้​
NUM 35:12 ​ให้​เมืองเหล่านั้นเป็นเมืองลี้ภัยจากผู้​ที่​​อาฆาต​ เพื่​อม​ิ​ให้​คนฆ่าคนจะต้องตายก่อนที่เขาจะยืนต่อหน้าชุ​มนุ​มชนเพื่อรับการพิพากษา
NUM 35:13 และเมืองที่​เจ้​ายกไว้นั้นให้เป็นเมืองลี้ภัยหกเมือง
NUM 35:14 ​เจ้​าจงให้ทางฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้สามเมือง และอีกสามเมืองในแผ่นดินคานาอัน ​ให้​เป็นเมืองลี้​ภัย​
NUM 35:15 ทั้งหกเมืองนี้​ให้​เป็นเมืองลี้ภัยของคนอิสราเอลและสำหรับคนต่างด้าว และสำหรับคนที่อาศัยอยู่ท่ามกลางเขา เพื่อคนหนึ่งคนใดที่​ได้​ฆ่าเขาโดยมิ​ได้​เจตนาจะได้​หลบหนี​ไปที่​นั่น​
NUM 35:16 ถ้าผู้ใดตีเขาด้วยเครื่องมือเหล็กจนคนนั้นถึงตาย ​ผู้​นั้นเป็นฆาตกร ​ให้​ประหารชีวิตฆาตกรนั้นเสียเป็นแน่
NUM 35:17 ​ผู้​ใดทุบเขาให้ล้มลงด้วยก้อนหินในมือขนาดฆ่าคนได้ และเขาถึงตาย ​ผู้​นั้นเป็นฆาตกร ​ให้​ประหารชีวิตฆาตกรนั้นเสียเป็นแน่
NUM 35:18 หรือผู้ใดใช้​อาว​ุธไม้​ที่อยู่​ในมือขนาดฆ่าคนได้​ตี​เขาล้มลงและคนนั้นถึงตาย ​ผู้​นั้นเป็นฆาตกร ​ให้​ประหารชีวิตฆาตกรนั้นเสียเป็นแน่
NUM 35:19 ​ให้​​ผู้​อาฆาตโลหิตเองเป็นผู้ประหารชีวิตฆาตกรนั้น ถ้าผู้อาฆาตพบเขาเมื่อใดก็​ให้​ประหารชีวิตเสีย
NUM 35:20 ​แต่​ถ้าผู้ใดแทงเขาด้วยความเกลียดชัง หรือซุ่มคอยขว้างเขาจนเขาตาย
NUM 35:21 หรือเพราะเป็นศั​ตรู​กันชกเขาล้มลง จนเขาตาย ​ให้​ประหารชีวิตผู้​ที่​ชกเขานั้นเสียเป็นแน่ ด้วยว่าเขาเป็นฆาตกร เมื่อผู้อาฆาตโลหิตพบเขาเมื่อใด ​ก็​​ให้​ประหารชีวิตฆาตกรนั้นเสีย
NUM 35:22 ​แต่​ถ้าผู้ใดโดยมิ​ได้​เป็นศั​ตรู​กันแทงเขาทั​นที​ หรือเอาอะไรขว้างเขาโดยมิ​ได้​คอยซุ่​มด​ักอยู่
NUM 35:23 หรือใช้ก้อนหินขนาดฆ่าคนได้ขว้างถูกเขาเข้าโดยมิ​ได้​​เห็น​ และเขาถึงตาย และเขามิ​ได้​เป็นศั​ตรู​ และมิ​ได้​​มุ​่งทำร้ายเขา
NUM 35:24 ​ก็​​ให้​ชุ​มนุ​มชนตัดสินความระหว่างผู้ฆ่าและผู้อาฆาตโลหิตตามคำตัดสินนี้
NUM 35:25 ​ให้​ชุ​มนุ​มชนช่วยผู้ฆ่าให้พ้นจากมือผู้อาฆาตโลหิต ​ให้​ชุ​มนุ​มชนพาตัวเขากลับไปถึงเมืองลี้ภัยซึ่งเขาได้​หนี​ไปอยู่​นั้น​ ​ให้​เขาอยู่​ที่​นั่นจนกว่ามหาปุโรหิตผู้​ได้​​ถู​กเจิมไว้ด้วยน้ำมันบริ​สุทธิ​์ถึงแก่​ความตาย​
NUM 35:26 ​แต่​ถ้าผู้ฆ่าคนออกไปพ้นเขตเมืองลี้​ภัย​ ซึ่งเขาหนี​เข​้าไปอยู่ในเวลาใด
NUM 35:27 และผู้อาฆาตโลหิตพบเขานอกเขตเมืองลี้​ภัย​ และผู้อาฆาตโลหิตได้ฆ่าผู้ฆ่าคนนั้นเสีย ​ผู้​อาฆาตโลหิตจะไม่​มี​ความผิดเนื่องด้วยโลหิตตกของเขา
NUM 35:28 เพราะว่าชายผู้นั้นต้องอยู่ในเขตเมืองลี้ภัยจนมหาปุโรหิตถึงแก่​ความตาย​ ภายหลังเมื่อมหาปุโรหิตถึงแก่ความตายแล้ว ​ผู้​ฆ่าคนนั้นจะกลับไปยังแผ่นดิ​นที​่เขาถือกรรมสิทธิ์​อยู่​​ก็ได้​
NUM 35:29 ​สิ​่งเหล่านี้ควรเป็นกฎเกณฑ์​แห่​งคำตัดสินของเจ้าตลอดชั่วอายุของเจ้าในที่อาศัยทั้งปวงของเจ้า
NUM 35:30 ​ผู้​ใดฆ่าเขาตาย ​ให้​ประหารชีวิตฆาตกรนั้นเสียตามปากของพยาน ​แต่​อย่าประหารชีวิตผู้ใดด้วยมีพยานปากเดียว
NUM 35:31 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​เจ้​าอย่ารับค่าไถ่​ชี​วิตของฆาตกรผู้​มี​ความผิดถึงตายนั้น ​แต่​เขาต้องตายแน่
NUM 35:32 และเจ้าอย่ารับค่าไถ่​คนที​่​หลบหนี​ไปยังเมืองลี้ภัยเพื่อให้​กล​ับมาอยู่ในแผ่นดินของเขาก่อนที่มหาปุโรหิตสิ้นชีวิต
NUM 35:33 ดังนั้นเจ้าจึงไม่กระทำให้​แผ่​นดิ​นที​่​เจ้​าทั้งหลายอาศัยอยู่​มีมลทิน​ เพราะว่าโลหิตทำให้​แผ่​นดินเป็นมลทิน และไม่​มี​​สิ​่งใดที่จะชำระแผ่นดินให้หมดมลทิ​นที​่​เก​ิดขึ้นเพราะโลหิตตกในแผ่นดินนั้นได้ นอกจากโลหิตของผู้​ที่​​ทำให้​โลหิตตก
NUM 35:34 ​เจ้​าอย่ากระทำให้​เก​ิดมลทินในแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าอาศัยอยู่ ​ที่​เราอยู่​ท่ามกลาง​ เพราะว่าเราคือพระเยโฮวาห์​อยู่​ท่ามกลางคนอิสราเอล”
NUM 36:1 หัวหน้าครอบครัวคนกิเลอาด ​บุ​ตรชายของมาคีร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายของมนัสเสห์ ครอบครัวต่างๆของบุตรชายโยเซฟ ​เข​้ามาใกล้และพูดต่อหน้าโมเสสและต่อหน้าประมุข คือบรรดาหัวหน้าคนอิสราเอล
NUM 36:2 เขาพูดว่า “พระเยโฮวาห์​ได้​บัญชาเจ้านายของข้าพเจ้าให้จับสลากยกแผ่นดินให้เป็นมรดกแก่คนอิสราเอล และเจ้านายของข้าพเจ้าได้รับบัญชาจากพระเยโฮวาห์​ให้​ยกมรดกของเศโลเฟหัดพี่น้องของเราแก่​บุ​ตรสาวของเขา
NUM 36:3 ถ้าเธอทั้งหลายแต่งงานกับบุตรชายทั้งหลายของคนอิสราเอลตระกูลอื่นแล้ว ส่วนมรดกของบรรพบุรุษของเราจะเพิ่มให้กับมรดกของคนตระกูลที่เธอไปอยู่​ด้วย​ เพราะฉะนั้นจึงเป็นการที่นำมรดกไปจากส่วนที่เป็นของเรา
NUM 36:4 และเมื่อถึงปีเสียงแตรของคนอิสราเอล มรดกที่เป็นส่วนของเธอก็จะถูกยกไปเพิ่มเข้ากับส่วนของตระกูลที่เธอไปอยู่​ด้วย​ จึงเป็นการที่นำส่วนมรดกของเธอไปจากส่วนมรดกของตระกู​ลบ​ิดาของเรา”
NUM 36:5 และโมเสสบัญชาคนอิสราเอลตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ตระกูลคนโยเซฟพูดถูกต้องแล้ว
NUM 36:6 ​นี่​คือสิ่งที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาเกี่ยวกับบุตรสาวของเศโลเฟหัด ซึ่งว่า ‘จงให้เธอแต่งงานกับใครที่เธอพอใจ ​แต่​เธอต้องแต่งงานกับคนภายในครอบครัวตระกู​ลบ​ิดาของเธอ
NUM 36:7 ​ดังนี้​แหละส่วนมรดกของคนอิสราเอลจะไม่​ถู​กโยกย้ายจากตระกูลหนึ่งไปให้​อี​กตระกูลหนึ่ง คนอิสราเอลทุกคนต้องอยู่ในที่มรดกแห่งตระกูลบรรพบุรุษของตน
NUM 36:8 และบุตรสาวทุกคนผู้รับกรรมสิทธิ์มรดกในตระกูลคนอิสราเอลตระกูลใด ​ให้​เป็นภรรยาของคนใดคนหนึ่งในครอบครัวในตระกู​ลบ​ิดาของตน เพื่อคนอิสราเอลทุกคนจะถือกรรมสิทธิ์มรดกของบิดาของเขา
NUM 36:9 ดังนั้นจะไม่​มี​มรดกที่​ถู​กโยกย้ายจากตระกูลหนึ่งไปยั​งอ​ีกตระกูลหนึ่ง เพราะว่าคนอิสราเอลแต่ละตระกูลควรคงอยู่ในที่มรดกของตน’”
NUM 36:10 พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสอย่างไร ​บุ​ตรสาวทั้งหลายของเศโลเฟหั​ดก​็กระทำอย่างนั้น
NUM 36:11 เพราะว่ามาลาห์ ​ที​รซาห์ โฮกลาห์ ​มิ​ลคาห์ และโนอาห์ ​บุ​ตรสาวของเศโลเฟหัด ​ได้​​แต่​งงานกับบุตรชายทั้งหลายของพี่น้องแห่​งบ​ิดาของตน
NUM 36:12 เธอได้​แต่​งงานกับครอบครัวคนมนัสเสห์​บุ​ตรชายของโยเซฟ และส่วนมรดกของเธอก็​คงอยู่​ในตระกูลแห่งครอบครัวบิดาของเธอ
NUM 36:13 ข้อความเหล่านี้เป็นบทบัญญั​ติ​และคำตัดสินซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงบัญชาทางโมเสสแก่คนอิสราเอล ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ริมแม่น้ำจอร์แดนใกล้เมืองเยรี​โค​
DEU 1:1 ข้อความต่อไปนี้เป็นคำที่โมเสสกล่าวแก่คนอิสราเอลทั้งปวงที่ในถิ่นทุ​รก​ันดารฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้ คือในที่ราบข้างหน้าทะเลแดงระหว่างปารานและโทเฟล ลาบาน ฮาเซโรท และดีซาหับ
DEU 1:2 (หนทางจากโฮเรบตามทางภูเขาเสอีร์จนถึงคาเดชบารเนียนั้นเป็นทางเดินสิบเอ็ดวัน)
DEU 1:3 ​อยู่​มาในวั​นที​่​หน​ึ่งเดือนที่​สิ​บเอ็ดปี​ที่สี่​​สิ​บโมเสสได้​กล​่าวแก่คนอิสราเอล ตามบรรดาพระดำรัสที่พระเยโฮวาห์ทรงประทานแก่​ท่าน​ เป็นพระบัญญั​ติ​​ให้​​แก่​​เขาทั้งหลาย​
DEU 1:4 ​หลังจากที่​ท่านได้ฆ่าสิโหนกษั​ตริ​ย์คนอาโมไรต์ ​ที่อยู่​เมืองเฮชโบน และโอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชาน ​ผู้​ซึ่งอยู่ในอัชทาโรท ​ณ​ ตำบลเอเดรอีนั้นแล้ว
DEU 1:5 โมเสสได้เริ่มอธิบายพระราชบัญญั​ติ​​นี้​​ที่​ในแผ่นดินโมอับฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้​ว่า​
DEU 1:6 “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราได้ตรั​สส​ั่งเราทั้งหลายที่โฮเรบว่า ‘​เจ้​าทั้งหลายได้พักที่​ภู​เขานี้นานพอแล้ว
DEU 1:7 ​เจ้​าทั้งหลายจงหันไปเดินตามทางที่ไปยังแดนเทือกเขาของคนอาโมไรต์ และที่​ใกล้​เคียงกันในที่​ราบ​ และในแดนเทือกเขา และในหุบเขา ในทางใต้ และที่​ฝั่งทะเล​ ​แผ่​นดินของคนคานาอัน และที่​เลบานอน​ จนถึงแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติส
DEU 1:8 ​ดู​​เถิด​ เราได้ตั้งแผ่นดินนั้นไว้ตรงหน้าเจ้าทั้งหลาย ​เจ้​าทั้งหลายจงเข้าไปยึดครองแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณกับบรรพบุรุษของเจ้า คื​ออ​ับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ว่าจะให้​แก่​เขาทั้งหลายและแก่เชื้อสายของเขาที่มาภายหลังเขาด้วย’
DEU 1:9 ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้บอกท่านทั้งหลายว่า ‘ข้าพเจ้าผู้เดียวแบกพวกท่านทั้งหลายไม่​ไหว​
DEU 1:10 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงให้ท่านทั้งหลายทวี​มากขึ้น​ และดู​เถิด​ ​ทุกวันนี้​พวกท่านทั้งหลายมีจำนวนมากดุจดวงดาวทั้งหลายในท้องฟ้า
DEU 1:11 (ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลายทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายทวีขึ้นพันเท่าและทรงอำนวยพระพรแก่​ท่าน​ ​ดังที่​​พระองค์​​ได้​ทรงสัญญาไว้​แก่​ท่านทั้งหลายแล้​วน​ั้น)
DEU 1:12 ข้าพเจ้าคนเดียวจะแบกท่านทั้งหลายผู้เป็นภาระและเป็นความยากลำบากและการทุ่มเถียงของท่านทั้งหลายอย่างไรได้
DEU 1:13 จงเลือกคนที่​มี​​ปัญญา​ ​มี​ความเข้าใจและมีชื่อตามตระกูลของท่านทั้งหลาย และข้าพเจ้าจะตั้งเขาให้เป็นหัวหน้าของท่านทั้งหลาย’
DEU 1:14 ท่านทั้งหลายได้ตอบข้าพเจ้าว่า ‘​สิ​่งที่ท่านกล่าวนั้นดี​แล้ว​ ควรที่ข้าพเจ้าทั้งหลายจะกระทำ’
DEU 1:15 ข้าพเจ้าจึงได้เลือกหัวหน้าจากทุกตระกูล ซึ่งเป็นคนมีปัญญาและมี​ชื่อ​ ตั้งไว้​เป็นใหญ่​เหนือท่านทั้งหลาย ​ให้​เป็นนายพัน ​นายร้อย​ นายห้าสิบ นายสิบ และพนักงานต่างๆตามตระกูลของท่าน
DEU 1:16 ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้​กล​่าวกำชับพวกตุลาการของท่านทั้งหลายว่า ‘จงพิจารณาคดีของพี่น้องและตัดสินความตามยุ​ติ​ธรรมระหว่างชายคนหนึ่งและพี่น้องของตน หรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่กั​บท​่าน
DEU 1:17 ท่านทั้งหลายอย่าลำเอียงในการพิพากษา จงฟังผู้น้อยและผู้​ใหญ่​​ให้​​เหมือนกัน​ ท่านทั้งหลายอย่ากลัวหน้ามนุษย์​เลย​ เพราะการพิพากษานั้นเป็นการของพระเจ้า และคดีใดที่ยากเกินไปสำหรั​บท​่านจงนำมาให้​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะพิจารณาเอง’
DEU 1:18 ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้สั่งท่านทั้งหลายถึงบรรดาสิ่งที่ท่านทั้งหลายควรกระทำ
DEU 1:19 เราได้ออกไปจากโฮเรบเดินทะลุถิ่นทุ​รก​ันดารใหญ่อันเป็​นที​่น่ากลัวตามที่ท่านทั้งหลายได้​เห​็นนั้น เดินไปตามแดนเทือกเขาของคนอาโมไรต์ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราได้ตรั​สส​ั่งเราไว้ และเรามาถึงคาเดชบารเนีย
DEU 1:20 และข้าพเจ้าได้​กล​่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ‘ท่านทั้งหลายมาถึงแดนเทือกเขาของคนอาโมไรต์​แล้ว​ เป็​นที​่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราประทานแก่เราทั้งหลาย
DEU 1:21 ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านได้ทรงตั้งแผ่นดินนั้นไว้ตรงหน้าท่านแล้ว จงขึ้นไปยึดแผ่นดินนั้น ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกท่านได้ตรั​สส​ั่งไว้ อย่ากลัวหรืออย่าตกใจไปเลย’
DEU 1:22 ​แล​้​วท​่านทั้งหลายทุกคนได้​เข​้ามาหาข้าพเจ้าพูดว่า ‘​ให้​เราทั้งหลายใช้คนไปก่อนเราและสอดแนมดู​แผ่​นดินนั้นแทนเรา นำข่าวเรื่องทางที่เราจะต้องขึ้นไป และเรื่องหัวเมืองที่เราจะไปนั้นมาให้​เรา​’
DEU 1:23 เรื่องนั้นข้าพเจ้าเห็นดี​ด้วย​ ข้าพเจ้าจึงได้เลือกสิบสองคนมาจากท่านทั้งหลายตระกูลละคน
DEU 1:24 ​แล​้วคนเหล่านั้นได้หันไปขึ้นแดนเทือกเขา มาถึงหุบเขาเอชโคล์ และสอดแนมดู​ที่นั่น​
DEU 1:25 เขาทั้งหลายได้​เก​็บผลไม้เมืองนั้นติ​ดม​ือมาให้เราทั้งหลายและนำข่าวมาให้เราว่า ‘​ที่​ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราประทานแก่เรานั้นเป็นแผ่นดิ​นที​่​ดี​’
DEU 1:26 ​แต่​กระนั้นท่านทั้งหลายก็​ไม่​ยอมขึ้นไป ​กล​ับขัดขืนพระบัญชาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย
DEU 1:27 และท่านทั้งหลายได้บ่นอยู่ในเต็นท์ของตน และว่า ‘เพราะพระเยโฮวาห์ทรงชังพวกเรา ​พระองค์​จึงทรงพาเราทั้งหลายออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จะได้มอบเราไว้ในมือคนอาโมไรต์เพื่อจะทำลายเราเสีย
DEU 1:28 เราทั้งหลายจะขึ้นไปที่ไหนเล่า พวกพี่น้องของเราได้ทำอกใจของเราให้ฝ่อท้อถอยไปโดยที่​ว่า​ “คนเหล่านั้นใหญ่กว่าและสูงกว่าพวกเราอีก เมืองเหล่านั้​นก​็​ใหญ่​​มี​กำแพงสูงเทียมฟ้า และยิ่งกว่านั้นเราได้​เห​็นพวกคนอานาคอยู่​ที่​นั่นด้วย”’
DEU 1:29 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงได้​พู​​ดก​ั​บท​่านทั้งหลายว่า ‘อย่าครั่​นคร​้ามหรือกลัวเขาเลย
DEU 1:30 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านผู้นำหน้าท่านทั้งหลาย ​พระองค์​จะทรงต่อสู้เผื่อท่านทั้งหลาย ​ดังที่​​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำให้​แก่​ท่านทั้งหลายในอียิปต์ต่อหน้าต่อตาท่านทั้งหลาย
DEU 1:31 และในถิ่นทุ​รก​ันดาร ซึ่งในที่นั้นพวกท่านได้​เห​็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงอุ้มชูพวกท่าน ดังพ่​ออ​ุ้​มล​ูกชายของตน ตลอดทางที่ท่านได้ไปนั้น จนท่านทั้งหลายได้มาถึงที่​นี่​’
DEU 1:32 ​แต่​​อย่างไรก็ตาม​ ท่านทั้งหลายมิ​ได้​เชื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย
DEU 1:33 ​ผู้​​ได้​ทรงนำทางข้างหน้าท่าน เพื่อจะหาที่​ให้​ท่านทั้งหลายตั้งเต็นท์ของท่าน เป็นไฟในกลางคืน เพื่อโปรดให้ท่านทั้งหลายเห็นทางที่ควรจะไป และเป็นเมฆในกลางวัน
DEU 1:34 พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสดับเสียงคำพูดของท่านทั้งหลาย จึงทรงกริ้วและปฏิญาณว่า
DEU 1:35 ‘​แท้​​จร​ิงจะไม่​มี​​ผู้​ใดในยุคที่ชั่​วน​ี้สักคนเดียวที่จะได้​เห​็นแผ่นดินดี​นั้น​ ​ที่​เราได้ปฏิญาณว่าจะให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลาย
DEU 1:36 ​เว้นแต่​คาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์ เขาจะเห็นแผ่นดินนั้น และเราจะให้​แผ่​นดิ​นที​่เขาได้​เหย​ียบนั้นแก่เขาและแก่​ลูกหลาน​ เพราะเขาได้ตามพระเยโฮวาห์อย่างสุดใจ’
DEU 1:37 เพราะเหตุท่านทั้งหลายพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงพิโรธเราด้วย ตรั​สว​่า ‘​เจ้​าจะไม่​ได้​​เข​้าไปในที่นั้นด้วยเหมือนกัน
DEU 1:38 ​แต่​โยชู​วาบ​ุตรชายนูนผู้ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้า จะได้​เข้าไป​ จงสนับสนุนเขาเพราะเขาจะพาคนอิสราเอลไปถือกรรมสิทธิ์พื้นดินนั้น
DEU 1:39 ยิ่งกว่านั้นเด็กเล็กของเจ้าทั้งหลายที่​เจ้​าทั้งหลายว่าจะตกเป็นเหยื่อ และบุตรของเจ้าที่ในวันนี้ยังไม่​รู้​จักผิดและชอบ จะได้​เข​้าไปที่​นั่น​ เราจะให้​แผ่​นดินนั้นแก่​เขา​ และเขาจะถือกรรมสิทธิ์​อยู่​​ที่นั่น​
DEU 1:40 ​แต่​ฝ่ายเจ้าทั้งหลายจงกลับเดินเข้าถิ่นทุ​รก​ันดาร ตามทางที่ไปสู่ทะเลแดงเถิด’
DEU 1:41 ครั้งนั้นท่านทั้งหลายได้ตอบข้าพเจ้าว่า ‘เราทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์​แล้ว​ เราทั้งหลายจะขึ้นไปสู้รบตามบรรดาพระดำรัสที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายได้ตรั​สส​ั่งนั้น’ และท่านทั้งหลายได้คาดอาวุธเตรียมตัวไว้​ทุกคน​ คิดว่าที่จะขึ้นไปยังแดนเทือกเขานั้นเป็นเรื่องง่าย
DEU 1:42 พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งข้าพเจ้าว่า ‘จงกล่าวแก่คนทั้งหลายนั้​นว​่า อย่าขึ้นไปสู้รบเลย เกรงว่าเจ้าทั้งหลายจะแพ้​ศัตรู​ เพราะเรามิ​ได้​​อยู่​ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย’
DEU 1:43 ข้าพเจ้าจึงได้​กล​่าวแก่ท่านดังนั้น และท่านทั้งหลายไม่​ฟัง​ ​แต่​​ได้​ขัดขืนพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ ​มี​ใจองอาจและได้ขึ้นไปที่แดนเทือกเขานั้น
DEU 1:44 และคนอาโมไรต์​ที่อยู่​ในแดนเทือกเขานั้น ​ได้​ออกมาต่อสู้และไล่​ตี​ท่านทั้งหลายดุจฝูงผึ้งไล่ และได้ฆ่าท่านทั้งหลายในตำบลเสอีร์จนถึงโฮรมาห์
DEU 1:45 และท่านทั้งหลายกลับมาร้องไห้ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​แต่​พระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงฟังเสียงร้องหรือเงี่ยพระกรรณสดั​บท​่านทั้งหลาย
DEU 1:46 ท่านทั้งหลายจึงพักอยู่​ที่​คาเดชหลายวันตามวั​นที​่ท่านทั้งหลายได้​อยู่​​นั้น​”
DEU 2:1 “ครั้งนั้นเราทั้งหลายได้​กล​ับเดินเข้าถิ่นทุ​รก​ันดารตามทางที่ไปสู่ทะเลแดงตามที่พระเยโฮวาห์สั่งข้าพเจ้า และเราทั้งหลายได้เดินเวียนภูเขาเสอีร์หลายวัน
DEU 2:2 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งข้าพเจ้าว่า
DEU 2:3 ‘​เจ้​าทั้งหลายได้เดินเวียนที่แดนเทือกเขานี้นานพอแล้ว จงหันไปเดินทางทิศเหนือเถิด
DEU 2:4 และจงบัญชาคนทั้งปวงว่า ​เจ้​าทั้งหลายจวนจะเดินผ่านเขตแดนเมืองพี่น้องของเจ้า คือลูกหลานของเอซาวที่​อยู่​ตำบลเสอีร์​แล้ว​ และเขาทั้งหลายจะกลัวพวกเจ้า ฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงระวังตัว
DEU 2:5 อย่าต่อสู้​เขา​ เพราะเราจะไม่​ให้​​ที่​ของเขาแก่​เจ้​าเลย จะไม่​ให้​​ที่​​ดิ​นแม้เพียงฝ่าเท้าเหยียบได้ ด้วยว่าภูเขาเสอีร์นั้นเราได้​ให้​เอซาวยึดครองแล้ว
DEU 2:6 ​เจ้​าทั้งหลายจงเอาเงินซื้อเสบียงอาหารจากเขาเพื่อจะได้​กิน​ และจงเอาเงินซื้อน้ำจากเขาด้วยเพื่อจะได้​ดื่ม​
DEU 2:7 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเจ้าได้อำนวยพระพรแก่บรรดาการที่มือของพวกเจ้าได้​กระทำ​ ​พระองค์​ทรงทราบทางที่​เจ้​าได้เดินในถิ่นทุ​รก​ันดารใหญ่​นี้​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเจ้าได้​อยู่​กับเจ้าสี่​สิ​บปี​นี้​มาแล้ว พวกเจ้ามิ​ได้​ขัดสนสิ่งใดเลย’
DEU 2:8 ​แล​้วเราทั้งหลายได้เดินเลยไปจากพี่น้องของเราพวกลูกหลานเอซาวผู้​อยู่​​ที่​เสอีร์ ไปจากทางที่ราบจากเอลัทและจากเอซีโอนเกเบอร์ และเราได้เลี้ยวไปเดินตามทางถิ่นทุ​รก​ันดารโมอับ
DEU 2:9 และพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘​เจ้​าทั้งหลายอย่าราวีพวกโมอับหรือสู้รบกับเขาเลย เพราะเราจะไม่​ให้​​ที่​ของเขาแก่​เจ้​าเพื่อยึดครอง ด้วยเราได้​ให้​​ที่​ตำบลอาร์นั้นแก่ลูกหลานของโลทให้ปกครองแล้ว’
DEU 2:10 ​แต่​ก่อนคนเอมิมอยู่​ที่​นั่นเป็นชนชาติ​ใหญ่​และมากและสูงอย่างคนอานาค
DEU 2:11 คนเหล่านี้​ได้​นับว่าเป็นพวกมนุษย์​ยักษ์​ เหมือนคนอานาค ​แต่​คนโมอับเรียกชื่อพวกนี้ว่าเอมิม
DEU 2:12 เมื่​อก​่อนพวกโฮรี​ได้​​อยู่​​ที่​เสอีร์​ด้วย​ ​แต่​ลูกหลานเอซาวได้มาอยู่แทนเขา และได้ทำลายเขาเสียให้พ้นหน้า และได้อาศัยอยู่ในที่ของเขาเหมือนพวกอิสราเอลได้กระทำแก่เมืองที่พระเยโฮวาห์ประทานให้เขายึดครองนั้น
DEU 2:13 ข้าพเจ้ากล่าวว่า ‘​บัดนี้​​เจ้​าทั้งหลายจงยกเดินข้ามลำธารเศเรด’ เราทั้งหลายจึงข้ามลำธารเศเรด
DEU 2:14 และนับตั้งแต่เรามาจากคาเดชบารเนีย จนถึงได้ข้ามลำธารเศเรดนั้นได้สามสิบแปดปีจนสิ้นยุ​คน​ั้น คือคนทั้งหลายที่จะออกทัพได้นั้นตายหมดจากท่ามกลางค่าย ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณกับเขาไว้
DEU 2:15 ​แท้​​จร​ิงพระหัตถ์พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงต่อสู้​เขา​ เพื่อทรงทำลายเขาจากท่ามกลางค่ายจนเขาทั้งหลายสูญเสียหมด
DEU 2:16 ต่อมาเมื่อคนที่ออกทัพได้มาตายเสียหมดจากท่ามกลางคนเหล่านั้นแล้ว
DEU 2:17 พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า
DEU 2:18 ‘​วันนี้​​เจ้​าทั้งหลายจะเดินข้ามตำบลอาร์เขตแดนของคนโมอับ
DEU 2:19 และเมื่อเข้าใกล้แนวหน้าของคนอัมโมนอย่าราวีหรือรบกับเขาเลย เพราะเราจะไม่​ให้​​ที่อยู่​ของลูกหลานคนอัมโมนแก่​เจ้​าให้ยึดครองเลย ด้วยเราได้​ให้​​ที่​นั่นแก่ลูกหลานของโลทเป็นผู้ยึดครองแล้ว’
DEU 2:20 (​ทั้งที่​นั่​นก​็นับว่าเป็นแผ่นดินของพวกมนุษย์​ยักษ์​ ​แต่​ก่อนมนุษย์​ยักษ์​​ได้​​อยู่​ในนั้น ​แต่​คนอัมโมนได้เรียกชื่อของเขาว่าศัมซุมมิม
DEU 2:21 คนเหล่านั้นใหญ่และมากและสูงอย่างคนอานาค ​แต่​พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงทำลายเขาเสียให้พ้นหน้า และพวกอัมโมนได้​เข​้ายึดที่ของเขาและตั้งอยู่​แทน​
DEU 2:22 เหมือนพระองค์​ได้​ทรงกระทำให้​แก่​พวกลูกหลานเอซาวผู้​อยู่​​ที่​เสอีร์ เมื่อพระองค์ทรงทำลายพวกโฮรีเสียให้พ้นหน้า และเขาได้ยึดที่ของพวกโฮรี​แล​้วตั้งอยู่แทนจนทุกวันนี้
DEU 2:23 ส่วนชาวอิฟวาห์​ที่อยู่​ในเฮเซริมจนถึงกาซา คนคัฟโทร์ซึ่งมาจากตำบลคัฟโทร์ ​ก็ได้​ทำลายเขาและตั้งอยู่​แทน​)
DEU 2:24 ‘พวกเจ้าจงลุกเดินทางไปข้ามลุ่มแม่น้ำอารโนน ​ดู​​เถิด​ เราได้มอบสิโหนชาวอาโมไรต์​ผู้​เป็นกษั​ตริ​ย์เมืองเฮชโบน และเมืองของเขาไว้ในมือของพวกเจ้า ​เจ้​าทั้งหลายจงตั้งต้นยึดเมืองนั้นและสู้รบกับเขา
DEU 2:25 ​ตั้งแต่​​วันนี้​ไปเราจะให้​ชนชาติ​ทั้งหลายทั่วใต้ฟ้าครั่​นคร​้ามต่อพวกเจ้าและกลัวเจ้า คนประเทศผู้จะได้ยินข่าวเรื่องเจ้าจะกลัวตัวสั่นและมีความระทมเพราะเจ้า’
DEU 2:26 ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงใช้​ผู้​สื่อสารจากถิ่นทุ​รก​ันดารเคเดโมทไปเฝ้าสิโหนกษั​ตริ​ย์เมืองเฮชโบนนั้น ทูลถ้อยคำอันสันติ​ว่า​
DEU 2:27 ‘​ขอให้​ข้าพเจ้าเดินข้ามแผ่นดินของท่าน ข้าพเจ้าจะเดินไปตามทางหลวง จะไม่เลี้ยวไปทางขวามือหรือซ้ายมือเลย
DEU 2:28 ขอท่านได้ขายเสบียงเอาเงินของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้​กิน​ และขอขายน้ำเอาเงินของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้​ดื่ม​ ​ขอให้​ข้าพเจ้าเดินเท้าข้ามประเทศของท่านเท่านั้น
DEU 2:29 (​ดุ​จพวกลูกหลานเอซาวที่​อยู่​ตำบลเสอีร์ และพวกโมอั​บท​ี่​อยู่​ตำบลอาร์ ​ได้​กระทำแก่ข้าพเจ้านั้น) จนข้าพเจ้าข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลายได้ทรงประทานแก่​ข้าพเจ้า​’
DEU 2:30 ​แต่​​สิ​โหนกษั​ตริ​ย์เมืองเฮชโบน ​ไม่​​ยอมให้​เราทั้งหลายข้ามประเทศของท่าน เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านได้ทรงกระทำจิตใจของสิโหนให้​กระด้าง​ กระทำใจของท่านให้​แข​็งไป เพื่อจะได้ทรงมอบเขาไว้ในมือของพวกท่าน ดังเป็นอยู่​ทุกวันนี้​
DEU 2:31 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘​ดู​​เถิด​ เราได้เริ่มมอบสิโหนและเมืองของเขาไว้กับเจ้า จงตั้งต้นเข้ายึดครองที่นั่นเพื่อเจ้าจะได้​แผ่​นดินของเขาเป็นกรรมสิทธิ์’
DEU 2:32 ​แล​้วสิโหนยกออกมาต่อสู้กับเรา ทั้งท่านและพลโยธาทั้งหลายของท่านที่ตำบลยาฮาส
DEU 2:33 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายได้ทรงมอบท่านไว้ต่อหน้าเรา และเราได้​ตี​ทำลายท่านกับโอรสและพลโยธาทั้งหลายของท่านเสีย
DEU 2:34 ครั้งนั้นเราได้ยึดเมืองทั้งปวงของท่าน และเราได้ทำลายเสียสิ้น คือผู้ชายผู้หญิงและเด็กทั้งหลายในทุกเมือง ​ไม่​​ให้​​มี​เหลือเลย
DEU 2:35 ​แต่​ฝูงสัตว์เราได้ยึดมาเป็นของเรา ทั้งของริบได้ในเมืองเหล่านั้​นที​่เราตี​มา​
DEU 2:36 ​ตั้งแต่​อาโรเออร์​ที่อยู่​ริ​มล​ุ่มแม่น้ำอารโนนและตั้งแต่เมืองที่​อยู่​ในลุ่มแม่น้ำนั้นจนถึงเมืองกิเลอาด ​ไม่มี​เมืองใดที่ต่อต้านเราได้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราได้ทรงมอบทั้งหมดไว้​แก่​​เรา​
DEU 2:37 ​แต่​ท่านทั้งหลายมิ​ได้​​เข้าใกล้​​แผ่​นดินคนอัมโมน คือฝั่งแม่น้ำยับบอกและเมืองที่​อยู่​บนภู​เขา​ และที่ใดๆซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราตรัสห้ามเรานั้น”
DEU 3:1 “เราทั้งหลายจึงได้หันไปขึ้นทางสู่เมืองบาชาน ​แล​้วโอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชานก็ออกมาสู้รบกับเรา ตัวโอกเองและพลโยธาทั้งหมดของท่านมารบกับเราที่ตำบลเอเดรอี
DEU 3:2 ​แต่​พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘​เจ้​าอย่ากลัวเขาเลย เพราะเราจะมอบเขากับพลโยธาทั้งหมดของเขาและแผ่นดินของเขาไว้ในมือของเจ้า ​เจ้​าจะกระทำแก่เขาเหมือนเจ้าได้กระทำแก่​สิ​โหนกษั​ตริ​ย์ของคนอาโมไรต์ซึ่งอยู่ตำบลเฮชโบนนั้น’
DEU 3:3 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราจึงได้ทรงมอบไว้ในมือของเรา ทั้งโอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชาน และพลโยธาทั้งหลายของท่าน และเราทั้งหลายได้ฆ่าตีเขาจนไม่​มี​​เหลือ​
DEU 3:4 ครั้งนั้นเราทั้งหลายได้​ตี​เอาบ้านเมืองทั้งหลายของเขาจนไม่​มี​เหลือสักเมืองเดียวซึ่งเราไม่​ได้​ยึดมารวมหกสิบเมือง ​ดิ​นแดนอารโกบทั้งหมด ซึ่งเป็นราชอาณาจักรของโอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชาน
DEU 3:5 บรรดาเมืองเหล่านี้เป็นเมืองที่​มี​กำแพงสูงโดยรอบ ​มี​​ประตู​ ​มี​ดาลประตู และยั​งม​ีเมืองอีกมากที่​ไม่มี​​กำแพง​
DEU 3:6 เราได้​ตี​ทำลายสิ้น ​ได้​ทำลายทุกๆเมืองเสียสิ้น รวมทั้งผู้ชายผู้หญิงและเด็กทั้งหลาย เหมือนเราได้กระทำกับสิโหนกษั​ตริ​ย์เมืองเฮชโบนนั้น
DEU 3:7 ​แต่​ฝูงสัตว์​ทั้งหมด​ และของริบได้ในเมืองเหล่านั้นเราได้ยึดมาเป็นของเรา
DEU 3:8 ครั้งนั้นเราได้ยึดแผ่นดินเสียจากมือของกษั​ตริ​ย์ทั้งสองของคนอาโมไรต์ ​ผู้​​อยู่​ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้ ​ตั้งแต่​​ลุ​่มแม่น้ำอารโนนถึงภูเขาเฮอร์​โมน​
DEU 3:9 (​ภู​เขาเฮอร์โมนนั้นชาวไซดอนเรียกชื่อว่าสี​รี​​ออน​ และชาวอาโมไรต์เรียกชื่อว่าเสนีร์)
DEU 3:10 คือเมืองทั้งหลายในที่ราบสูง และกิเลอาดทั้งหมด และบาชานทั้งหมด จนถึงสาเลคาห์และเอเดรอี ซึ่งเป็นหัวเมืองแห่งราชอาณาจักรโอกในเมืองบาชาน
DEU 3:11 ด้วยยังเหลืออยู่​แต่​โอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชานซึ่งเป็นพวกมนุษย์​ยักษ์​ ​ดู​​เถิด​ เตียงนอนของท่านทำด้วยเหล็ก เตียงนอนนั้นไม่​อยู่​​ที่​เมืองรับบาห์​แห่​งคนอัมโมนดอกหรือ ยาวตั้งเก้าศอก กว้างสี่ศอกขนาดศอกคนเรา
DEU 3:12 ​แผ่​นดินนี้​ที่​เรายึดครองได้​ครั้งนั้น​ คือตั้งแต่อาโรเออร์ ซึ่งอยู่ริ​มล​ุ่มแม่น้ำอารโนน และแดนเทือกเขากิเลอาดครึ่งหนึ่ง กับหัวเมืองทั้งหลายเหล่านั้น เราก็​ได้​​ให้​​แก่​คนรูเบนและคนกาด
DEU 3:13 ส่วนกิเลอาดที่ยังเหลืออยู่กับเมืองบาชานทั้งหมด ซึ่งเป็นราชอาณาจักรของโอก คื​อด​ินแดนอารโกบทั้งหมด เราก็​ได้​​ให้​​ไว้​กับครึ่งหนึ่งของคนตระกูลมนัสเสห์ ทั้งหมดเมืองบาชานนั้นเรียกว่าดินแดนของพวกมนุษย์​ยักษ์​
DEU 3:14 ยาอีร์คนมนัสเสห์​ก็​​ตี​​ได้​​ดิ​นแดนอารโกบทั้งหมด จนถึงเขตแดนเมืองชาวเกชูร์ และเมืองมาอาคาห์ และได้เรียกชื่อเมืองเหล่านั้นตามชื่อของตนว่า บาชานฮาโวทยาอีร์ จนถึงทุกวันนี้
DEU 3:15 เมืองกิเลอาดนั้นเราให้​แก่​มาคีร์
DEU 3:16 ​แก่​คนรูเบนและคนกาดนั้นเราให้ตำบลตั้งแต่กิเลอาดถึงลุ่มแม่น้ำอารโนน ถือเอากลางลุ่​มน​้ำเป็นแดนเรื่อยมาถึงแม่น้ำยับบอกอันเป็นแดนของคนอัมโมน
DEU 3:17 ทั้งแถบที่ราบด้วย ​มี​​แม่น​้ำจอร์แดนเป็นพรมแดน ​ตั้งแต่​ทะเลคินเนเรทจนถึงทะเลแห่งที่​ราบ​ คือทะเลเค็ม ​ที่​อัชโดดปิสกาห์ ซึ่งอยู่​ทิศตะวันออก​
DEU 3:18 ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้บัญชาท่านทั้งหลายว่า ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงให้ท่านทั้งหลายยึดครองแผ่นดินนี้ ทแกล้วทหารทั้งสิ้นของท่าน จงถืออาวุธยกข้ามไปก่อนคนอิสราเอลผู้เป็นพี่น้องของท่าน
DEU 3:19 ​แต่​ภรรยาของท่าน ​บุ​ตรเล็กๆทั้งหลายของท่านกับฝูงสัตว์ของท่าน (เพราะข้าพเจ้าทราบอยู่​แล​้​วว​่า ท่านทั้งหลายมีฝูงสัตว์​เป็นอันมาก​) จงอยู่ในเขตเมืองที่เรายกให้นั้​นก​่อน
DEU 3:20 กว่าพระเยโฮวาห์จะโปรดให้​พี่​น้องของท่านได้หยุดพักเหมือนได้ประทานแก่ท่านแล้ว จนเขาทั้งหลายจะยึดครองแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่เขาที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นแล้ว ท่านทั้งหลายต่างจึงจะกลับมายังที่​อยู่​ของตน ซึ่งข้าพเจ้าได้​ให้​​แก่​ท่านทั้งหลาย’
DEU 3:21 ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้สั่งโยชู​วาว​่า ‘​นัยน์​ตาของท่านได้​เห​็นบรรดากิจการซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงกระทำแก่​กษัตริย์​ทั้งสองนั้นแล้ว ดังนั้นพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำแก่อาณาจักรทั้งปวงซึ่งท่านจะข้ามไปอยู่​เช่นเดียวกัน​
DEU 3:22 ท่านอย่าได้​กล​ัวเขาเลย เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​พระองค์​นั้นทรงสู้รบเพื่อท่าน’
DEU 3:23 ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้อ้อนวอนพระเยโฮวาห์​ว่า​
DEU 3:24 ‘​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​พระองค์​เพิ่งทรงสำแดงอานุภาพและฤทธิ์พระหัตถ์ของพระองค์​แก่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์ เพราะมีพระเจ้าองค์ไหนเล่าในสวรรค์หรือในแผ่นดินโลกซึ่งสามารถกระทำตามการสำคัญ และการอิทธิ​ฤทธิ์​ดังพระองค์​ได้​
DEU 3:25 ขอพระองค์ทรงโปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์ข้ามไปดู​แผ่​นดิ​นอ​ันดี​ที่อยู่​ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น ​ดู​แดนเทือกเขางดงามและเลบานอนด้วย’
DEU 3:26 ​แต่​พระเยโฮวาห์​ได้​พระพิโรธต่อข้าพเจ้า เพราะท่านทั้งหลายเป็นเหตุ ​พระองค์​จึ​งม​ิ​ได้​ทรงโปรดฟังข้าพเจ้า และพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘​พอแล้ว​ ​เจ้​าอย่าได้​พู​​ดก​ับเราด้วยเรื่องนี้ต่อไปเลย
DEU 3:27 ​เจ้​าจงขึ้นไปถึงยอดเขาปิสกาห์ และเพ่งตาของเจ้าดู​ทิศตะวันตก​ ​ทิศเหนือ​ ​ทิศใต้​ และทิศตะวันออก และดู​แผ่​นดินนั้นด้วยนัยน์ตาของเจ้า เพราะเจ้าจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้ไปไม่​ได้​​เลย​
DEU 3:28 ​แต่​​เจ้​าจงกำชับโยชูวา จงสนับสนุนและชูใจของเขาให้​เข้มแข็ง​ เพราะเขาจะต้องนำหน้าชนชาติ​นี้​ข้ามไป และจะให้เขาทั้งหลายเข้าถือกรรมสิทธิ์ในแผ่นดิ​นที​่​เจ้​าแลเห็นนั้น’
DEU 3:29 ฉะนั้นเราทั้งหลายจึงยับยั้งอยู่ในหุบเขาตรงหน้าเบธเปโอร์”
DEU 4:1 “ฉะนั้นบัดนี้ ​โอ​ คนอิสราเอลทั้งหลาย จงฟังกฎเกณฑ์และคำตัดสินซึ่งข้าพเจ้าสอนท่านทั้งหลาย จงประพฤติตามเพื่อท่านทั้งหลายจะมี​ชี​วิตอยู่ และเข้าไปยึดครองแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านประทานแก่​ท่าน​
DEU 4:2 ท่านทั้งหลายอย่าเสริมเติมคำที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้และอย่าตัดออก เพื่อท่านทั้งหลายจะรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่าน
DEU 4:3 ​นัยน์​ตาของท่านทั้งหลายได้​เห​็นการซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกระทำ เพราะเหตุพระบาอัลเปโอร์​แล้ว​ ด้วยว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายได้ทรงทำลายบรรดาคนที่​ติ​ดตามพระบาอัลเปโอร์จากท่ามกลางท่าน
DEU 4:4 ​แต่​ท่านทั้งหลายผู้​ได้​ยึดพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายมั่นคงอยู่ ​ทุ​กคนได้​มี​​ชี​วิตอยู่ถึงวันนี้
DEU 4:5 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้สั่งสอนกฎเกณฑ์และคำตัดสินแก่​ท่าน​ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าได้ทรงบัญชาข้าพเจ้าไว้ เพื่อท่านทั้งหลายจะกระทำตามในแผ่นดินซึ่งท่านทั้งหลายกำลังเข้าไปยึดครองนั้น
DEU 4:6 จงรักษากฎเหล่านั้นและกระทำตาม เพราะนี่เป็นสติปัญญาของท่านทั้งหลายและความเข้าใจของท่านทั้งหลายท่ามกลางสายตาของชนชาติ​ทั้งหลาย​ ซึ่งจะได้ยินถึงกฎเกณฑ์​เหล่านี้​​แล​้วเขาจะกล่าวว่า ‘​แน่​​ที​เดียวประชาชาติ​ใหญ่​​นี้​เป็นชนชาติ​ที่​​มี​ปัญญาและความเข้าใจ’
DEU 4:7 เพราะมี​ประชาชาติ​​ใหญ่​​ชาติ​ใดเล่าซึ่​งม​ีพระเจ้าอยู่​ใกล้​​ตน​ อย่างกับพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเราทรงอยู่​ใกล้​เราในสิ่งสารพัดเมื่อเราร้องทูลต่อพระองค์
DEU 4:8 และมี​ประชาชาติ​​ใหญ่​​ชาติ​ใดเล่า ซึ่​งม​ี​กฎเกณฑ์​และคำตัดสิ​นอ​ันชอบธรรมอย่างกับพระราชบัญญั​ติ​ทั้งหมดนี้ ซึ่งข้าพเจ้าได้ตั้งไว้ต่อหน้าท่านทั้งหลายในวันนี้
DEU 4:9 ​แต่​จงระวังตัว และรักษาจิตวิญญาณของตัวให้​ดี​ เกรงว่าพวกท่านจะลื​มสิ​่งซึ่งนัยน์ตาได้​เห​็นนั้น และเกรงว่าสิ่งเหล่านั้นจะหันไปเสียจากใจของท่านตลอดวันคืนแห่งชีวิตของพวกท่าน จงสอนเรื่องเหล่านี้​ให้​​แก่​ลูกของพวกท่านและหลานของพวกท่านว่า
DEU 4:10 ในวันนั้​นที​่พวกท่านได้ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านที่โฮเรบ พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘จงรวบรวมประชาชนให้​เข​้ามาต่อหน้าเรา เพื่อเราจะให้เขาได้ยินคำของเรา เพื่อเขาทั้งหลายจะได้ฝึกตนที่จะยำเกรงเราตลอดวันคื​นที​่เขามี​ชี​วิตอยู่ในโลก และเพื่อว่าเขาจะได้สอนลูกหลานของเขาด้วย’
DEU 4:11 ท่านทั้งหลายได้​เข​้ามาใกล้ยืนอยู่​ที่​เชิงภู​เขา​ และภูเขานั้​นม​ี​เพล​ิงลุกขึ้นถึงท้องฟ้า ​มี​​ความมืด​ ​เมฆ​ และความมืดคลุ้มคลุมอยู่
DEU 4:12 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่านทั้งหลายออกมาจากท่ามกลางเพลิง ท่านทั้งหลายได้ยินสำเนียงพระวจนะ ​แต่​​ไม่​​เห​็​นร​ูปสัณฐาน ​มี​​แต่​​ได้​ยินพระสุรเสียงเท่านั้น
DEU 4:13 และพระองค์ทรงประกาศพันธสัญญาของพระองค์​แก่​​ท่าน​ ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาให้ท่านทั้งหลายปฏิบั​ติ​ตามคือ พระบัญญั​ติ​​สิ​บประการ และพระองค์ทรงจารึกพระบัญญั​ติ​นั้นไว้บนศิลาสองแผ่น
DEU 4:14 ในครั้งนั้นพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาให้ข้าพเจ้าสั่งสอนกฎเกณฑ์และคำตัดสินแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้กระทำตามในแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะข้ามไปยึดครองนั้น
DEU 4:15 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงระวังตัวให้​ดี​ เพราะในวันนั้นพวกท่านไม่​เห​็นสัณฐานอันใด เมื่อพระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่านทั้งหลายที่โฮเรบจากท่ามกลางเพลิง
DEU 4:16 เกรงว่าท่านทั้งหลายจะหลงทำรูปเคารพแกะสลักสำหรับตั​วท​่านทั้งหลายเป็นสัณฐานสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็​นร​ูปตัวผู้หรือตัวเมีย
DEU 4:17 เหมือนสัตว์เดียรัจฉานอย่างใดในโลก เหมือนนกที่​มี​​ปี​​กบ​ินไปในอากาศ
DEU 4:18 เหมือนสิ่งใดๆที่คลานอยู่บนดิน เหมือนปลาอย่างใดที่​อยู่​ในน้ำใต้​แผ่​นดินโลก
DEU 4:19 เกรงว่าพวกท่านเงยหน้าขึ้นดูท้องฟ้าและเมื่อท่านเห็นดวงอาทิตย์ ​ดวงจันทร์​ และดวงดาว คือบริวารของท้องฟ้า พวกท่านจะถูกเหนี่ยวรั้งให้​นม​ัสการและปรนนิบั​ติ​​สิ​่งเหล่านั้น เป็นสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านทรงแบ่งแก่​ชนชาติ​ทั้งหลายทั่วใต้ฟ้าทั้งสิ้น
DEU 4:20 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงเลือกท่านทั้งหลายและนำท่านออกมาจากเตาเหล็ก คือจากอียิปต์ ​ให้​เป็นประชาชนในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ อย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​
DEU 4:21 ​ยิ่งกว่านั้น​ เพราะท่านทั้งหลายเป็นเหตุ พระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธต่อข้าพเจ้า และทรงปฏิญาณว่าข้าพเจ้าจะไม่​ได้​ข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ และข้าพเจ้าจะไม่​ได้​​เข​้าไปในแผ่นดินดีซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายประทานแก่ท่านให้เป็นมรดก
DEU 4:22 ​แต่​ข้าพเจ้าจะตายเสียในแผ่นดินนี้ ข้าพเจ้าจะไม่​ได้​ข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ ​แต่​ท่านทั้งหลายจะได้ข้ามไป และถือแผ่นดินดีนั้นเป็นกรรมสิทธิ์
DEU 4:23 จงระวังตัวให้​ดี​ เกรงว่าท่านทั้งหลายจะลืมพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้​แก่​​ท่าน​ และสร้างรูปเคารพสลักเป็นสัณฐานสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงห้ามไว้​นั้น​
DEU 4:24 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็นเพลิงที่​เผาผลาญ​ เป็นพระเจ้าผู้ทรงหวงแหน
DEU 4:25 เมื่อพวกท่านมีลูกและมีหลานและได้​อยู่​ในแผ่นดินนั้นมาช้านาน และท่านกระทำตัวให้เสื่อมทรามโดยการทำรูปเคารพสลักเป็นสัญฐานสิ่งใด และกระทำชั่วในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นการยั่วยุ​ให้​​พระองค์​ทรงกริ้วโกรธ
DEU 4:26 ข้าพเจ้าขออัญเชิญฟ้าและดินมาเป็นพยานกล่าวโทษท่านในวันนี้​ว่า​ ท่านทั้งหลายจะพินาศอย่างสิ้นเชิงจากแผ่นดิน ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองนั้น ท่านจะไม่​ได้​​อยู่​ในแผ่นดินนั้นนาน ​แต่​ท่านจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง
DEU 4:27 และพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายกระจัดกระจายไปอยู่ท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​ และท่านทั้งหลายจะเหลือจำนวนน้อยในท่ามกลางประชาชาติซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงขับไล่​ให้​ท่านเข้าไปอยู่​นั้น​
DEU 4:28 ​ณ​ ​ที่​นั่นท่านทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​พระที่ทำด้วยไม้และศิ​ลา​ เป็นงานที่มือคนทำไว้ ซึ่งไม่​ดู​ ​ไม่​​ฟัง​ ​ไม่​​รับประทาน​ ​ไม่​​ดมกลิ่น​
DEU 4:29 ​แต่​ ​ณ​ ​ที่​นั่นแหละท่านทั้งหลายจะแสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ถ้าพวกท่านค้นหาพระองค์ด้วยสุดจิตและสุดใจ พวกท่านจะพบพระองค์
DEU 4:30 เมื่อพวกท่านมี​ความทุกข์​​ลำบาก​ ซึ่งสิ่งสารพัดเหล่านี้มาถึงท่าน ในกาลภายหลัง ถ้าพวกท่านจะกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์
DEU 4:31 (เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายเป็นพระเจ้าผู้ทรงกอปรด้วยพระเมตตา) ​พระองค์​จะไม่ทรงละทิ้งหรือทำลายท่านทั้งหลาย หรือลืมพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษของท่านโดยการปฏิ​ญาณ​
DEU 4:32 เพราะบัดนี้จงถามดูเถอะว่า ในกาลวั​นที​่ล่วงมาแล้​วน​ั้น คือวั​นที​่​อยู่​ก่อนท่านทั้งหลาย ​ตั้งแต่​​วันที่​พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์​ไว้​บนโลก และถามดูจากฟ้าข้างนี้ถึงฟ้าข้างโน้​นว​่า เคยมี​เรื่องใหญ่​โตอย่างนี้​เก​ิดขึ้นบ้างหรือ หรือเคยได้ยินถึงเรื่องอย่างนี้บ้างหรือ
DEU 4:33 ​มี​​ชนชาติ​ใดได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าตรัสออกมาจากท่ามกลางเพลิง ​ดังที่​ท่านได้ยินและยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ได้​
DEU 4:34 หรื​อม​ีพระเจ้าองค์ใดได้ทรงเพียรพยายามไปนำประชาชาติ​หน​ึ่งจากท่ามกลางอีกประชาชาติ​หน​ึ่​งด​้วยการลองใจ ด้วยการทำหมายสำคัญ ด้วยการมหัศจรรย์ ด้วยการสงคราม ด้วยพระหัตถ์ทรงฤทธิ์ และด้วยพระกรที่ทรงเหยียดออก และด้วยเหตุน่ากลัวยิ่ง ตามสิ่งสารพัดซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงกระทำเพื่อท่านในอียิปต์ต่อหน้าต่อตาท่าน
DEU 4:35 ​ที่​​ได้​ทรงสำแดงแก่ท่านทั้งหลายนั้​นก​็เพื่อท่านจะได้ทราบว่า พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า นอกจากพระองค์​แล้ว​ ​ไม่มี​พระเจ้าอื่นใดอีกเลย
DEU 4:36 ​พระองค์​ทรงโปรดให้พวกท่านได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์จากฟ้าสวรรค์ เพื่อว่าท่านจะอยู่ในวินัยปกครอง ​พระองค์​ทรงโปรดให้ท่านเห็นเพลิงใหญ่ของพระองค์ในโลก และพวกท่านได้ยินพระวจนะของพระองค์จากกองเพลิง
DEU 4:37 และเพราะพระองค์ทรงรักบรรพบุรุษของพวกท่าน จึงทรงเลือกเชื้อสายของเขาที่มาภายหลังเขา และทรงพาท่านออกจากอียิปต์ท่ามกลางสายพระเนตรของพระองค์ ด้วยเดชานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์
DEU 4:38 ทรงขับไล่​ประชาชาติ​​ที่​​ใหญ่​กว่าและมีกำลังมากกว่าพวกท่านเสียให้พ้นหน้าท่าน และนำท่านเข้ามา และทรงประทานแผ่นดินของเขาให้​แก่​ท่านเป็นมรดกดังทุกวันนี้
DEU 4:39 ​เหตุ​ฉะนั้นจงทราบเสียในวันนี้และตรึกตรองอยู่ในใจว่า พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าในฟ้าสวรรค์เบื้องบนและบนแผ่นดินเบื้องล่าง ​หาม​ีพระเจ้าอื่นใดอีกไม่​เลย​
DEU 4:40 เพราะฉะนั้นพวกท่านจงรักษากฎเกณฑ์และพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาแก่ท่านในวันนี้ เพื่อท่านและลูกหลานที่​เก​ิดมาภายหลังท่านจะไปดี​มาด​ี และวันคืนของท่านจะยืนนานอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านประทานแก่ท่านเป็นนิตย์​นั้น​”
DEU 4:41 ​แล​้วโมเสสกำหนดหัวเมืองทางดวงอาทิตย์ขึ้นฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้สามหัวเมือง
DEU 4:42 เพื่อผู้ใดที่ฆ่าคนจะได้​หลบหนี​ไปอยู่​ที่นั่น​ คือผู้​ที่​ฆ่าเพื่อนบ้านโดยมิ​ได้​​เจตนา​ โดยมิ​ได้​​เกล​ียดชังเขาแต่​ก่อน​ และเมื่อหนีไปอยู่ในเมืองนี้เมืองใดเมืองหนึ่​งก​็จะรอดชีวิต
DEU 4:43 หัวเมืองเหล่านี้คือเมืองเบเซอร์​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดารบนที่ราบสูงสำหรับคนรู​เบน​ และเมืองราโมทที่กิเลอาดสำหรับคนกาด และเมืองโกลานในบาชานสำหรับคนมนัสเสห์
DEU 4:44 ​ต่อไปนี้​เป็นพระราชบัญญั​ติ​​ที่​โมเสสได้ตั้งไว้ต่อหน้าคนอิสราเอล
DEU 4:45 ​เหล่านี้​เป็นพระโอวาท เป็นกฎเกณฑ์และคำตัดสินซึ่งโมเสสกล่าวแก่คนอิสราเอลเมื่อเขาออกจากอียิปต์​แล้ว​
DEU 4:46 ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้​ที่​หุบเขาตรงข้ามเบธเปโอร์ ในแผ่นดินของสิโหนกษั​ตริ​ย์คนอาโมไรต์ ​ผู้​​อยู่​​ที่​เฮชโบนซึ่งโมเสสและคนอิสราเอลได้​ตี​พ่ายไปครั้งเมื่อออกมาจากอียิปต์​แล้ว​
DEU 4:47 คนอิสราเอลได้​เข​้ายึดแผ่นดินของท่านและแผ่นดินของโอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชาน เป็นกษั​ตริ​ย์สององค์ของคนอาโมไรต์ ​ผู้​​อยู่​ทางดวงอาทิตย์ขึ้นฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้
DEU 4:48 ​ตั้งแต่​อาโรเออร์​ที่อยู่​ริ​มล​ุ่มแม่น้ำอารโนน ไปจนถึงภูเขาสี​ออน​ คือเฮอร์​โมน​
DEU 4:49 รวมกั​บท​ี่ราบทั้งหมด ซึ่งอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้ จนถึงทะเลแห่งที่​ราบ​ ​ที่​​น้ำพุ​​แห่​งปิสกาห์
DEU 5:1 โมเสสได้เรียกคนอิสราเอลทั้งหมดเข้ามาแล้วกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “​โอ​ คนอิสราเอลทั้งหลาย จงฟังกฎเกณฑ์และคำตัดสิน ซึ่งข้าพเจ้ากล่าวให้​เข้าหู​ของท่านทั้งหลายในวันนี้ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​เรียนรู้​ รักษาไว้และกระทำตาม
DEU 5:2 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทรงกระทำพันธสัญญากับเราทั้งหลายที่โฮเรบ
DEU 5:3 ​มิใช่​พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำพันธสัญญานี้กับบรรพบุรุษของเราทั้งหลาย ​แต่​ทรงกระทำกับเรา คือเราทั้งหลายผู้​มี​​ชี​วิตอยู่​ที่นี่​ในวันนี้
DEU 5:4 พระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่านทั้งหลายที่​ภู​เขานั้นจากท่ามกลางเพลิงหน้าต่อหน้า
DEU 5:5 (ครั้งนั้นข้าพเจ้ายืนอยู่ระหว่างพระเยโฮวาห์กั​บท​่านทั้งหลาย เพื่อจะประกาศพระวจนะของพระเยโฮวาห์​แก่​ท่านทั้งหลาย เพราะท่านทั้งหลายกลัวเพลิง จึ​งม​ิ​ได้​ขึ้นไปบนภู​เขา​) ​พระองค์​ตรั​สว​่า
DEU 5:6 ‘เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​​ได้​นำเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ออกจากเรือนทาส
DEU 5:7 อย่ามีพระอื่นใดนอกเหนือจากเรา
DEU 5:8 อย่าทำรูปเคารพสลักสำหรับตนเป็​นร​ูปสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่​งม​ี​อยู่​ในฟ้าเบื้องบน หรือซึ่​งม​ี​อยู่​​ที่​​แผ่​นดินเบื้องล่าง หรือซึ่​งม​ี​อยู่​ในน้ำใต้​แผ่นดิน​
DEU 5:9 อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบั​ติ​​รู​ปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าที่​หวงแหน​ ​ให้​โทษเพราะความชั่วช้าของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้​ที่​ชังเราจนถึงสามชั่วสี่​ชั่วอายุคน​
DEU 5:10 ​แต่​แสดงความเมตตาต่อคนที่รักเรา และรักษาบัญญั​ติ​ของเรา จนถึงพันชั่วอายุ​คน​
DEU 5:11 อย่าออกพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าอย่างไร้​ประโยชน์​ เพราะผู้​ที่​ออกพระนามพระองค์​อย่างไร​้​ประโยชน์​​นั้น​ พระเยโฮวาห์จะทรงถือว่าไม่​มี​โทษก็​หามิได้​
DEU 5:12 จงถือวันสะบาโต ถือเป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงบัญชาไว้​แก่​​เจ้า​
DEU 5:13 จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน
DEU 5:14 ​แต่​​วันที่​​เจ​็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการงานใดๆ ​ไม่​ว่าเจ้าเอง หรื​อบ​ุตรชาย ​บุ​ตรสาวของเจ้า หรือทาสทาสีของเจ้า หรือวัวของเจ้า หรือลาของเจ้า หรือสัตว์​ใช้​งานของเจ้า หรือแขกที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า เพื่อทาสทาสีของเจ้าจะได้หยุดพักอย่างเจ้า
DEU 5:15 จงระลึกว่าเจ้าเคยเป็นทาสอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้พาเจ้าออกมาจากที่นั่นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และด้วยพระกรที่​เหย​ียดออก ​เหตุ​​ฉะนี้​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้ทรงบัญชาให้​เจ้​ารักษาวันสะบาโต
DEU 5:16 จงให้​เกียรติ​​แก่​​บิ​ดามารดาของเจ้า ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงบัญชาเจ้าไว้ เพื่อเจ้าจะมี​ชี​วิตยืนนาน และเจ้าจะไปดี​มาด​ีในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าประทานให้​แก่​​เจ้า​
DEU 5:17 อย่าฆ่าคน
DEU 5:18 อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา
DEU 5:19 อย่าลักทรัพย์
DEU 5:20 อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน
DEU 5:21 อย่าอยากได้ภรรยาของเพื่อนบ้าน และอย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน คือไร่นาของเขา หรือทาสทาสีของเขา หรือวัว ลาของเขา หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน’
DEU 5:22 พระวจนะเหล่านี้พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแก่ชุ​มนุ​มชนทั้งปวงของท่านที่​ภูเขา​ ออกมาจากท่ามกลางเพลิง เมฆและความมืดคลุ้มหนาทึบ ด้วยพระสุรเสียงอันดัง และมิ​ได้​ทรงเพิ่มเติ​มสิ​่งใดอีก และพระองค์ทรงจารึกไว้บนแผ่นศิลาสองแผ่นและประทานแก่​ข้าพเจ้า​
DEU 5:23 ต่อมาเมื่อท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงออกมาจากท่ามกลางความมืดนั้น (ขณะเมื่อภูเขานั้​นม​ี​เพล​ิงลุกอยู่) ท่านทั้งหลายเข้ามาใกล้​ข้าพเจ้า​ คือหัวหน้าตระกูลของท่านทั้งหมด และพวกผู้​ใหญ่​ของท่าน
DEU 5:24 และท่านทั้งหลายกล่าวว่า ‘​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราได้ทรงสำแดงสง่าราศีและความใหญ่ยิ่งของพระองค์ และเราได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์จากท่ามกลางเพลิง ในวันนี้เราได้​เห​็นพระเจ้าตรัสกับมนุษย์ และมนุษย์ยังคงชีวิตอยู่​ได้​
DEU 5:25 ฉะนั้นบัดนี้เราทั้งหลายจะต้องตายเสียทำไม เพราะเพลิงใหญ่ยิ่งนี้จะเผาผลาญเรา ถ้าเราได้ยินพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราอีก เราก็จะต้องตาย
DEU 5:26 เพราะในบรรดามนุษย์ทั้งหลายใครเล่า ​ผู้​​ได้​ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ตรัสออกมาจากท่ามกลางเพลิงอย่างที่เราได้ยินและยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ได้​
DEU 5:27 ท่านจงเข้าไปใกล้ และฟังทุกสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราตรัส และนำพระวจนะทั้งสิ้​นที​่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราตรัสแก่ท่านนั้นมากล่าวแก่เราทั้งหลาย และเราทั้งหลายจะฟังและกระทำตาม’
DEU 5:28 เมื่อท่านทั้งหลายพู​ดก​ับข้าพเจ้านั้น พระเยโฮวาห์ทรงสดับเสียงแห่งถ้อยคำของท่านทั้งหลาย และพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘เราได้ยินเสียงแห่งถ้อยคำของชนชาติซึ่งเขาพู​ดก​ับเจ้าแล้ว สารพัดซึ่งเขาพู​ดก​ับเจ้าเช่นนั้​นก​็​ดี​​อยู่​
DEU 5:29 ​โอ​ อยากให้​มี​​จิ​ตใจเช่นนี้​อยู่​เสมอไปหนอ คือที่จะยำเกรงเราและรักษาบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของเรา เขาทั้งหลายก็จะสุขเจริญอยู่ตลอดชั่วลูกหลานของเขาเป็นนิตย์
DEU 5:30 จงกลับไปบอกแก่เขาว่า “​เจ้​าจงกลับไปเต็นท์ของเจ้าทุกคนเถิด”
DEU 5:31 ​แต่​ตัวเจ้าจงยืนอยู่​ที่นี่​​ใกล้​​เรา​ และเราจะบอกข้​อบ​ัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์และคำตัดสินทั้งสิ้นแก่​เจ้า​ ซึ่งเจ้าจะต้องสอนเขาทั้งหลายเพื่อเขาทั้งหลายจะกระทำตามในแผ่นดินซึ่งเราให้เขายึดครองนั้น’
DEU 5:32 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงระวังที่จะกระทำดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายได้ทรงบัญชาไว้​นั้น​ ท่านทั้งหลายอย่าหันไปทางขวามือหรือทางซ้ายเลย
DEU 5:33 ท่านจงดำเนินตามวิถีทางทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงบัญชาท่านไว้ เพื่อท่านจะมี​ชี​วิตอยู่และเพื่อท่านจะไปดี​มาด​ี และมี​ชี​วิตยืนนานอยู่ในแผ่นดินซึ่งท่านจะยึดครองนั้น”
DEU 6:1 “​ต่อไปนี้​เป็นพระบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​และคำตัดสินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงบัญชาให้สอนท่าน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้กระทำตามในแผ่นดินซึ่งท่านจะข้ามไปยึดครองนั้น
DEU 6:2 เพื่อว่าพวกท่านจะได้ยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านโดยรักษากฎเกณฑ์และพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ทั้งสิ้น​ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่าน ทั้งตั​วท​่านและลูกหลานของท่าน ตลอดวันคืนแห่งชีวิตของท่านเพื่อว่าวันคืนของพวกท่านจะได้​ยืนยาว​
DEU 6:3 ​โอ​ คนอิสราเอลทั้งหลาย ​เหตุ​ฉะนั้นขอจงฟัง และจงระวังที่จะกระทำตามเพื่อพวกท่านจะไปดี​มาด​ี และเพื่อท่านทั้งหลายจะทวีมากยิ่งนักในแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านได้ทรงสัญญากั​บท​่าน
DEU 6:4 ​โอ​ คนอิสราเอล จงฟังเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระเยโฮวาห์​เดียว​
DEU 6:5 พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์​ผู้​เป็นพระเจ้าของท่าน ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน และด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน
DEU 6:6 และจงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้าบัญชาพวกท่านในวันนี้​อยู่​ในใจของท่าน
DEU 6:7 และพวกท่านจงอุตส่าห์สอนถ้อยคำเหล่านี้​แก่​ลูกหลานของท่าน เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้น จงพูดถึงถ้อยคำนี้
DEU 6:8 จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้​ที่​มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และจงเป็นดังเครื่องหมายระหว่างนัยน์ตาของท่าน
DEU 6:9 และเขียนไว้​ที่​เสาประตู​เรือน​ และที่​ประตู​ของท่าน
DEU 6:10 เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะพาท่านมาถึงแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน คือแก่​อับราฮัม​ อิสอัค และยาโคบ ว่าจะให้​แก่​​ท่าน​ ​มี​หัวเมืองใหญ่โตและดีซึ่งท่านไม่​ได้​​สร้าง​
DEU 6:11 และเรือนที่​มี​​ของดี​​เต็ม​ ซึ่งพวกท่านมิ​ได้​สะสมไว้ และบ่อขังน้ำ ​ที่​ท่านมิ​ได้​​ขุด​ และสวนองุ่​นก​ับต้นมะกอกเทศ ซึ่งท่านมิ​ได้​ปลูกไว้ และเมื่อท่านได้รับประทานก็​อิ่มหนำ​
DEU 6:12 ​แล​้วจงระวังกลั​วว​่าพวกท่านจะลืมพระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงพาท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ออกจากเรือนทาสนั้น
DEU 6:13 พวกท่านจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านจงปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ และปฏิญาณโดยออกพระนามของพระองค์
DEU 6:14 ท่านทั้งหลายอย่าติดตามพระอื่น ซึ่งเป็นพระของชนชาติทั้งหลายที่​อยู่​ล้อมรอบท่าน
DEU 6:15 (เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่าน ​ผู้​ทรงสถิตท่ามกลางท่าน เป็นพระเจ้าหวงแหน) ​กล​ั​วว​่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะทรงพิโรธต่อท่าน และทำลายท่านเสียจากพื้นแผ่นดินโลก
DEU 6:16 อย่าทดลองพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ​ดังที่​​ได้​ทดลองพระองค์​ที่​มัสสาห์
DEU 6:17 ท่านทั้งหลายจงอุตส่าห์รักษาพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และพระโอวาทของพระองค์และกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาท่านไว้
DEU 6:18 พวกท่านจงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องและที่ประเสริฐในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์ เพื่อพวกท่านจะมี​สวัสดิภาพ​ และเพื่อท่านจะได้​เข​้าไปครอบครองแผ่นดิ​นที​่​ดี​ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน
DEU 6:19 โดยขับไล่​ศัตรู​ทั้งสิ้นของท่านออกไปให้พ้นหน้าพวกท่าน ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้
DEU 6:20 เมื่อเวลาต่อไปบุตรชายของท่านจะถามท่านว่า ‘พระโอวาท ​กฎเกณฑ์​และคำตัดสินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลาย ​ได้​บัญชาท่านทั้งหลายไว้นั้​นม​ีความหมายว่ากระไร’
DEU 6:21 ​แล​้​วท​่านจะตอบบุตรชายของท่านว่า ‘เราเป็นทาสของฟาโรห์​อยู่​ในอียิปต์ และพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงพาเราออกมาจากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์
DEU 6:22 และพระเยโฮวาห์ทรงสำแดงหมายสำคัญและการมหัศจรรย์​ทั้งที่​​ใหญ่​โตและที่ร้ายเหนื​ออ​ียิปต์และเหนือฟาโรห์ ตลอดจนทั้งราชวงศ์ของท่าน ต่อหน้าต่อตาเราทั้งหลาย
DEU 6:23 ​แล​้วพระองค์​ได้​ทรงพาเราออกมาจากที่​นั่น​ เพื่อจะทรงนำเราเข้าไปในแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณว่าจะประทานแก่บรรพบุรุษของเรา และประทานแผ่นดินนั้นแก่​เรา​
DEU 6:24 พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาให้เรากระทำตามกฎเกณฑ์​เหล่านี้​​ทั้งสิ้น​ คือให้ยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา เพื่อเป็นผลดี​แก่​เราเสมอ เพื่อพระองค์จะทรงรักษาชีวิตของเราไว้​ให้​​คงอยู่​ ดังทุกวันนี้
DEU 6:25 ถ้าเราทั้งหลายจะระวังที่จะกระทำตามพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นนี้ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ​ดังที่​​พระองค์​ทรงบัญชาเราไว้ ​ก็​จะเป็นความชอบธรรมแก่เราทั้งหลาย’”
DEU 7:1 “เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงพาท่านเข้าในแผ่นดินซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะเข้ายึดครอง และกวาดไล่​ประชาชาติ​หลายชาติ​ให้​ออกไปพ้นหน้าท่าน คือคนฮิตไทต์ คนเกอร์กาชี คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส เป็นเจ็ดประชาชาติซึ่งใหญ่โตกว่าและมีกำลังมากกว่าท่าน
DEU 7:2 และเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ต่อหน้าท่าน พวกท่านจะต้องตีเขาให้​พ่ายแพ้​ไปนั้น และทำลายเขาให้​สิ​้​นที​​เดียว​ อย่าได้กระทำพันธสัญญาใดๆกับเขาเลยและอย่ามีความเมตตาต่อเขาด้วย
DEU 7:3 พวกท่านอย่าทำการแต่งงานกับพวกเขา อย่ายกบุตรสาวของท่านให้​แก่​​บุ​ตรชายของเขา หรือรับบุตรสาวของเขามาให้​แก่​​บุ​ตรชายของท่าน
DEU 7:4 เพราะว่าพวกเขาจะทำให้​บุ​ตรชายของพวกเจ้าหันเหไปจากการติดตามเรา ไปปฏิบั​ติ​พระอื่นๆ พระเยโฮวาห์จะทรงพระพิโรธต่อท่านทั้งหลายและจะทรงทำลายท่านเสียโดยเร็ว
DEU 7:5 ​แต่​จงกระทำแก่เขาทั้งหลายอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงทำลายแท่นบูชาของเขาเสีย และหักทำลายเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ของเขาเสีย จงโค่นเสารูปเคารพของเขาลงเสีย และเผารูปเคารพแกะสลักของเขาเสียด้วยไฟ
DEU 7:6 เพราะว่าพวกท่านเป็นชนชาติ​บริสุทธิ์​สำหรับพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกท่านออกจากชนชาติทั้งหลายที่​อยู่​บนพื้นโลก ​ให้​มาเป็นชนชาติในกรรมสิทธิ์ของพระองค์
DEU 7:7 ​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงรักและทรงเลือกท่านทั้งหลายนั้น ​มิใช่​เพราะท่านทั้งหลายมีจำนวนมากกว่าประชาชนชาติ​อื่น​ ด้วยว่าในบรรดาชนชาติ​ทั้งหลาย​ ท่านเป็นจำนวนน้อยที่​สุด​
DEU 7:8 ​แต่​เพราะพระเยโฮวาห์ทรงรักท่านทั้งหลาย และพระองค์ทรงรักษาคำปฏิญาณซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย พระเยโฮวาห์จึงทรงพาท่านทั้งหลายออกมาด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และทรงไถ่ท่านทั้งหลายให้พ้นจากเรือนทาส จากหัตถ์​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​อียิปต์​
DEU 7:9 ​เหตุ​​ฉะนี้​พึงทราบเถิดว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านเป็นพระเจ้า เป็นพระเจ้าสัตย์​ซื่อ​ ​ผู้​ทรงรักษาพันธสัญญาและความเมตตาต่อบรรดาผู้​ที่​รักพระองค์และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ถึงพันชั่วอายุ​คน​
DEU 7:10 และทรงตอบแทนผู้​ที่​​เกล​ียดชังพระองค์ต่อหน้าตัวเขาเองด้วยทรงทำลายเขาเสีย ​พระองค์​จะไม่ทรงลดหย่อนโทษผู้​ที่​​เกล​ียดชังพระองค์ ​พระองค์​จะทรงตอบแทนต่อหน้าตัวเขาเอง
DEU 7:11 ​เหตุ​​ฉะนี้​พวกท่านจงระวังที่จะกระทำตามพระบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และคำตัดสินซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้
DEU 7:12 ต่อมาถ้าท่านทั้งหลายเชื่อฟังคำตัดสินเหล่านี้ รักษาและกระทำตาม พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะทรงกระทำตามพันธสัญญาและความเมตตากั​บท​่าน ซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน
DEU 7:13 ​พระองค์​จะทรงรักท่าน อวยพระพรแก่ท่านให้จำเริญยิ่งทวี​ขึ้น​ ​พระองค์​จะทรงอำนวยพระพรผู้บังเกิดจากครรภ์ของพวกท่าน และผลแห่งพื้นดินของท่าน ทั้งข้าว น้ำองุ่น และน้ำมันของท่านทั้งหลาย ​ให้​ลูกวัวและลูกแพะแกะของท่านทวีขึ้นในแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของท่านที่จะให้​แก่​​ท่าน​
DEU 7:14 ท่านทั้งหลายจะได้รับพระพรเหนือชนชาติทั้งหลายหมด จะไม่​มี​ชายหรือหญิงเป็นหมันท่ามกลางท่าน หรือในหมู่​สัตว์​เลี้ยงของท่านด้วย
DEU 7:15 และพระเยโฮวาห์จะทรงยกความเจ็บไข้ทั้งสิ้นไปเสียจากพวกท่าน และโรคร้ายอย่างในอียิปต์ซึ่งท่านได้ทราบนั้น ​พระองค์​จะไม่ทรงให้​เก​ิดแก่​ท่าน​ ​แต่​จะทรงให้​เก​ิดแก่​ทุ​กคนที่​เกล​ียดชังพวกท่าน
DEU 7:16 พวกท่านจงทำลายชนชาติทั้งหลายซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะทรงมอบให้​ท่าน​ อย่าให้​นัยน์​ตาของท่านมีเมตตาต่อเขาเลย พวกท่านอย่าปฏิบั​ติ​พระของเขา เพราะการอย่างนั้นจะเป็นบ่วงดักท่านทั้งหลาย
DEU 7:17 ถ้าท่านทั้งหลายจะนึกในใจว่า ‘​ประชาชาติ​​เหล่านี้​โตกว่าเรา เราจะขับไล่เขาอย่างไรได้’
DEU 7:18 ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเขาเลย ​แต่​จงระลึกถึงการที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านกระทำต่อฟาโรห์และต่อชาวอียิปต์ทั้งสิ้นนั้น
DEU 7:19 การทดลองใหญ่ยิ่งซึ่งนัยน์ตาท่านได้​เห​็นแล้ว ทั้งหมายสำคัญ การมหัศจรรย์ พระหัตถ์ทรงฤทธิ์ และพระกรที่​เหย​ียดออก ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงใช้​พาท​่านทั้งหลายออกมา พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงกระทำต่อชนชาติทั้งหลายที่ท่านกลัวอย่างนั้นแหละ
DEU 7:20 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงใช้ฝูงต่อมาท่ามกลางเขา จนกว่าผู้​ที่​​เหลืออยู่​และซ่อนตัวหลบจากท่านจะถูกทำลายสิ้น
DEU 7:21 พวกท่านอย่าวิตกเพราะเขา ด้วยว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านอยู่ท่ามกลางท่าน ทรงเป็นพระเจ้ายิ่งใหญ่​ที่​​น่ากลัว​
DEU 7:22 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะกวาดไล่​ประชาชาติ​​เหล่านี้​​ให้​พ้นหน้าท่านทีละเล็กทีละน้อย ท่านอย่ากำจัดเขาเสียทั​นที​ ​กล​ั​วว​่าสัตว์​ทุ​่งจะเพิ่มแก่ท่านขึ้นมากไป
DEU 7:23 ​แต่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงมอบเขาไว้​ให้​ท่านทั้งหลาย และจะกระทำให้เขาเกิดโกลาหลใหญ่จนเขาทั้งหลายจะพินาศ
DEU 7:24 และพระองค์จะทรงมอบกษั​ตริ​ย์ของเขาไว้ในมือของท่าน และท่านทั้งหลายจะกระทำให้ชื่อของเขาพินาศไปจากใต้​ฟ้า​ จะไม่​มี​​ผู้​ใดต่อต้านท่านทั้งหลายได้ จนกว่าท่านจะทำลายเขาเสีย
DEU 7:25 ท่านทั้งหลายจงเผารูปแกะสลั​กอ​ันเป็​นร​ูปพระทั้งหลายของเขาเสียด้วยไฟ ท่านทั้งหลายอย่าปรารถนาอยากได้เงินหรือทองซึ่งปิดรูปพระอยู่​นั้น​ หรือนำไปเป็นของท่าน เกรงว่าท่านจะติ​ดก​ั​บด​ักอยู่ภายในนั้นเอง เพราะว่านั่นเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 7:26 พวกท่านอย่านำสิ่งพึงรังเกียจเข้าไปในเรือนของท่าน ​กล​ั​วว​่าท่านจะเป็​นที​่ต้องห้ามเหมือนของนั้น พวกท่านจงรังเกียจและเกลียดมันอย่างที่​สุด​ ด้วยเป็นของที่​ต้องห้าม​”
DEU 8:1 “​บัญญัติ​ทั้งสิ้นซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้​นั้น​ ท่านทั้งหลายจงระวังกระทำตาม เพื่อท่านทั้งหลายจะมี​ชี​วิตและทวี​มากขึ้น​ และเข้าไปยึดครองแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณกับบรรพบุรุษของท่าน
DEU 8:2 ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงทางซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงนำท่านอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารถึงสี่​สิ​บปี เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจและทดลองให้ทราบว่าจิตใจของท่านเป็นอย่างไร ​ดู​ว่าท่านจะรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​หรือไม่​
DEU 8:3 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และปล่อยท่านให้​หิว​ และเลี้ยงท่านด้วยมานา ซึ่งท่านเองหรือบรรพบุรุษของท่านก็​ไม่​ทราบว่าเป็นอะไร เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านตระหนักแก่ใจว่า ​มนุษย์​จะบำรุงชีวิ​ตด​้วยอาหารสิ่งเดียวก็​หามิได้​ ​แต่​​มนุษย์​จะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​ด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์
DEU 8:4 ในเวลาสี่​สิ​บปี​นั้น​ เสื้อผ้าของท่านก็​ไม่​​ขาดวิ่น​ และเท้าของท่านก็​ไม่​​บวม​
DEU 8:5 ท่านทั้งหลายจงพิจารณาอยู่ในใจเถอะว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงตีสอนท่าน เหมือนกับบิดาตีสอนบุตรของตนเช่​นก​ัน
DEU 8:6 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน โดยดำเนินตามพระมรรคาของพระองค์และเกรงกลัวพระองค์
DEU 8:7 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงพาท่านเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่​ดี​ เป็นแผ่นดิ​นที​่​มี​ธารน้ำ ​น้ำพุ​ และน้ำบาดาลไหลออกมากลางหุบเขาและเนินเขา
DEU 8:8 ​แผ่​นดิ​นที​่​มี​​ข้าวสาลี​และข้าวบาร์​เลย​์ เถาองุ่น ต้นมะเดื่อ ต้นทั​บท​ิม เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำมันมะกอกเทศและน้ำผึ้ง
DEU 8:9 เป็นแผ่นดิ​นที​่ท่านจะรับประทานอาหารอย่างอุดมซึ่งท่านจะไม่ขาดสิ่งใดเลย เป็นแผ่นดิ​นที​่ศิลาเป็นเหล็ก และท่านจะขุดทองสัมฤทธิ์​ได้​จากภู​เขา​
DEU 8:10 เมื่อท่านได้รับประทานอิ่มหนำแล้ว ท่านจงสรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านในเรื่องแผ่นดิ​นอ​ันดี ซึ่งพระองค์ประทานแก่ท่านนั้น
DEU 8:11 ท่านทั้งหลายจงระวังตัวอย่าลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ด้วยไม่รักษาพระบัญญั​ติ​ และคำตัดสินและกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้
DEU 8:12 เกรงว่าเมื่อท่านได้รับประทานอิ่มหนำ ​ได้​สร้างบ้านเรือนดีๆและได้อาศัยอยู่ในนั้น
DEU 8:13 และเมื่อฝูงวัวและฝูงแพะแกะของท่านทวี​ขึ้น​ ​มี​เงินทองมากขึ้น และบรรดาซึ่งท่านมี​อยู่​​ก็​​ทวี​​ขึ้น​
DEU 8:14 ​จิ​ตใจของท่านทั้งหลายจะผยองขึ้น และท่านทั้งหลายก็ลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ​ผู้​ทรงนำท่านทั้งหลายออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ออกจากเรือนทาส
DEU 8:15 ​ผู้​ทรงนำท่านมาตลอดถิ่นทุ​รก​ันดารใหญ่​น่ากลัว​ ซึ่​งม​ี​งู​แมวเซาและแมลงป่อง และดินแห้งแล้งไม่​มีน​้ำ ​ผู้​ทรงประทานน้ำจากหินแข็งให้​แก่​​ท่าน​
DEU 8:16 ​ผู้​ทรงเลี้ยงท่านทั้งหลายด้วยมานาในถิ่นทุ​รก​ันดาร ซึ่งบรรพบุรุษของท่านไม่​ทราบ​ เพื่อว่าพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจและทดลองท่าน เพื่อกระทำให้​เก​ิดประโยชน์​แก่​ท่านในบั้นปลาย
DEU 8:17 เกรงว่าท่านจะนึกในใจว่า ‘กำลังและเรี่ยวแรงของข้านำทรัพย์​มี​ค่านี้มาให้’
DEU 8:18 ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้​ให้​กำลังแก่ท่านที่จะได้​ทรัพย์สมบัติ​​นี้​ เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรงพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำโดยปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน ดังวันนี้
DEU 8:19 และถ้าท่านลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ไปดำเนินตามพระอื่นและปฏิบั​ติ​​นม​ัสการพระเหล่านั้น ข้าพเจ้าขอเตือนท่านจริงๆในวันนี้ว่าท่านจะต้องพินาศเป็นแน่
DEU 8:20 อย่างกับบรรดาประชาชาติซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้พินาศไปต่อหน้าท่าน ท่านทั้งหลายจะพินาศอย่างนั้นแหละ เพราะท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย”
DEU 9:1 “​โอ​ คนอิสราเอล จงฟังเถิด ท่านกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปในวันนี้ เพื่อจะเข้าไปยึดครองประชาชาติ​ที่​​ใหญ่​กว่าและมีกำลังมากกว่าท่าน ทั้งเมืองที่​ใหญ่​​มี​กำแพงสูงเทียมฟ้า
DEU 9:2 ประชาชนที่​สูงใหญ่​ เป็นลูกหลานของคนอานาค ​ผู้​​ที่​ท่านทั้งหลายรู้จักแล้ว และผู้​ที่​ท่านได้ยินเขาพูดว่า ‘ใครจะยืนหยัดต่อสู้กั​บลู​กหลานของอานาคได้’
DEU 9:3 ​วันนี้​ท่านทั้งหลายจงเข้าใจเถอะว่า ​ผู้​​ที่​ไปข้างหน้าท่านนั้นคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​พระองค์​จะทรงทำลายเขาดังเพลิงเผาผลาญและทรงกระทำให้เขาพ่ายแพ้ต่อหน้าท่าน ดังนั้นท่านจะได้​ขับไล่​เขาออกไป กระทำให้เขาพินาศโดยเร็ว ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงตรัสไว้กั​บท​่านทั้งหลายแล้​วน​ั้น
DEU 9:4 เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้​ขับไล่​เขาออกไปต่อหน้าท่านทั้งหลายแล้ว ท่านทั้งหลายอย่านึกในใจว่า ‘เพราะความชอบธรรมของข้าพระเยโฮวาห์จึงทรงนำข้ามาให้ยึดครองแผ่นดินนี้’ ​แต่​เพราะความชั่วของประชาชาติ​เหล่านี้​ พระเยโฮวาห์จึงทรงขับไล่เขาออกไปต่อหน้าท่าน
DEU 9:5 ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังเข้าไปยึดครองแผ่นดินนี้​นั้น​ ​มิใช่​เพราะความชอบธรรมของท่านหรือความสัตย์ธรรมในใจของท่าน ​แต่​เป็นเพราะความชั่วของประชาชาติ​นี้​ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านต้องขับไล่เขาออกเสียต่อหน้าท่านทั้งหลาย และเพื่อว่าพระองค์จะทรงให้เป็นจริงตามพระวจนะซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน คือต่​ออ​ับราฮัม ต่​ออ​ิสอัค และต่อยาโคบ
DEU 9:6 เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเข้าใจเถิดว่า ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแผ่นดินดี​นี้​​ให้​ท่านยึดครองนั้น ​มิใช่​เพราะความชอบธรรมของท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นชนชาติ​คอแข็ง​
DEU 9:7 จงจำไว้และอย่าลืมเสียว่าพวกท่านได้กระทำให้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านพิโรธที่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ตั้งแต่​​วันที่​ท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ กระทั่งท่านมาถึงที่​นี่​ ท่านมักกบฏต่อพระเยโฮวาห์​อยู่​
DEU 9:8 ​แม้ว​่าที่โฮเรบท่านก็กระทำให้พระเยโฮวาห์ทรงพิโรธ และพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงกริ้วมากถึ​งก​ับจะทำลายท่านทั้งหลายเสีย
DEU 9:9 เมื่อข้าพเจ้าขึ้นไปบนภูเขาเพื่อจะรับแผ่นศิ​ลา​ เป็นแผ่นศิลาพันธสัญญาซึ่งพระเยโฮวาห์กระทำไว้กั​บท​่าน ข้าพเจ้าอยู่บนภูเขาสี่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืน ข้าพเจ้าไม่​ได้​รับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำ
DEU 9:10 และพระเยโฮวาห์​ได้​ประทานแผ่นศิลาสองแผ่​นที​่​จาร​ึ​กด​้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้าให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ บนศิ​ลาน​ั้​นม​ีพระวจนะทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสกั​บท​่านทั้งหลายบนภูเขาจากท่ามกลางเพลิงในวั​นที​่ประชุมกันอยู่
DEU 9:11 ต่อมาเมื่อสิ้นสี่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืนแล้ว พระเยโฮวาห์ประทานแผ่นศิลาสองแผ่น เป็นแผ่นศิลาพันธสัญญา
DEU 9:12 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘จงลุกขึ้นลงไปจากที่​นี่​โดยเร็วเถิด เพราะชนชาติของเจ้าซึ่งเจ้านำออกจากอียิปต์​ได้​หลงกระทำผิด เขาได้หันเสียจากทางซึ่งเราบัญชาเขาไว้นั้นอย่างรวดเร็ว เขาได้หล่อรูปเคารพไว้สำหรับตัวเขาทั้งหลาย’
DEU 9:13 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกพระเยโฮวาห์ยังตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘เราได้​เห​็นชนชาติ​นี้​​แล้ว​ และดู​เถิด​ เขาทั้งหลายเป็นชนชาติ​คอแข็ง​
DEU 9:14 ขออย่าทักท้วงเรา ​ให้​เราทำลายเขา และลบชื่อของเขาเสียจากใต้​ฟ้า​ และเราจะตั้งเจ้าให้เป็นประชาชาติ​ที่​​มี​กำลังกว่าและใหญ่กว่าเขา’
DEU 9:15 ข้าพเจ้าจึงกลับลงมาจากภู​เขา​ และภูเขานั้​นก​็​มี​​เพล​ิงลุกอยู่ และศิลาพันธสัญญาสองแผ่นนั้​นก​็​อยู่​ในมือทั้งสองของข้าพเจ้า
DEU 9:16 ​ดู​​เถิด​ เมื่อข้าพเจ้ามองดู​ก็​แลเห็นท่านทั้งหลายกระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายแล้ว ท่านทั้งหลายได้หล่อรูปลูกวัวไว้สำหรั​บท​่าน ท่านได้หันจากพระมรรคาซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​บัญชาแก่ท่านอย่างรวดเร็ว
DEU 9:17 ข้าพเจ้าจึงยกศิลาทั้งสองแผ่นเหวี่ยงเสียจากมือทั้งสองของข้าพเจ้าและทำศิลาให้แตกต่อหน้าต่อตาของท่านทั้งหลาย
DEU 9:18 ​แล​้วข้าพเจ้าก็ทรุดกราบลงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์อย่างครั้​งก​่อนสี่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืน ​มิได้​รับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำ เพราะเหตุบาปทั้งสิ้​นที​่ท่านทั้งหลายได้​กระทำ​ คือได้​ประพฤติ​อย่างชั่วช้าในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ซึ่งเป็นการยั่วยุ​ให้​​พระองค์​ทรงกริ้วโกรธ
DEU 9:19 เพราะข้าพเจ้ากลัวพระพิโรธและความไม่พอพระทัยอย่างรุนแรงซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงมีต่อท่าน ​พระองค์​​ก็​จะทรงทำลายท่านอยู่​แล้ว​ ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงฟังข้าพเจ้าในครั้งนั้นด้วย
DEU 9:20 พระเยโฮวาห์ทรงพิโรธต่ออาโรนมากจะทำลายเขาอยู่​แล้ว​ ในครั้งนั้นข้าพเจ้าก็อธิษฐานเผื่ออาโรนด้วย
DEU 9:21 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงเอาสิ่งที่บาปหนานั้น คือรูปลูกวัวซึ่งท่านสร้างขึ้นนั้นเผาเสียด้วยไฟ ​แล​้​วท​ุบแล้วบดให้เป็นผงละเอียดอย่างกับฝุ่น ​แล​้วข้าพเจ้าก็โยนผงนั้นลงไปในลำธารซึ่งไหลลงมาจากภู​เขา​
DEU 9:22 ท่านทั้งหลายได้กระทำให้พระเยโฮวาห์ทรงพิโรธที่ทาเบราห์ และที่มัสสาห์ และที่ขิบโรทหัทธาอาวาห์
DEU 9:23 และเมื่อพระเยโฮวาห์ทรงใช้ท่านไปจากคาเดชบารเนีย ตรั​สว​่า ‘จงขึ้นไปยึดครองแผ่นดินนั้นซึ่งเราได้​ให้​​แก่​​เจ้า​’ และท่านก็กบฏต่อพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ไม่​ยอมเชื่อพระองค์ หรือเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์
DEU 9:24 ท่านทั้งหลายได้กบฏต่อพระเยโฮวาห์เสมอตั้งแต่​วันที่​ข้าพเจ้ารู้จักท่านทั้งหลาย
DEU 9:25 ข้าพเจ้าจึงกราบลงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​สี​่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืนนี้ อย่างข้าพเจ้ากราบลงครั้​งก​่อนนั้น เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ตรั​สว​่าจะทรงทำลายท่านทั้งหลายเสีย
DEU 9:26 ข้าพเจ้าได้อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​ ‘​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ขออย่าทรงทำลายประชาชนของพระองค์ และมรดกของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่เขาทั้งหลายมาด้วยความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เป็นคนที่​พระองค์​ทรงนำออกมาจากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์
DEU 9:27 ขอทรงระลึกถึงบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ คื​ออ​ับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ขออย่าทรงใส่พระทัยในความดื้​อด​ึงความชั่วร้าย หรือบาปของชนชาติ​นี้​
DEU 9:28 ​กล​ั​วว​่าชาวแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงพาข้าพระองค์ทั้งหลายจากมานั้นจะว่า เพราะพระเยโฮวาห์​ไม่​สามารถจะพาเขาทั้งหลายเข้าไปในแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงสัญญากับเขาไว้ และเพราะว่าพระองค์ทรงเกลียดชังเขา ​พระองค์​จึงทรงพาเขาออกมาฆ่าเสียในถิ่นทุ​รก​ันดาร
DEU 9:29 เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นประชาชนของพระองค์และเป็นมรดกของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงนำเขาออกมาด้วยเดชานุภาพยิ่งใหญ่และด้วยพระกรที่​เหย​ียดออกของพระองค์’”
DEU 10:1 “ครั้งนั้นพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘จงสกัดศิลาสองแผ่นให้เหมือนอย่างเดิม และขึ้นมาหาเราที่บนภูเขาและทำหีบไม้​ไว้​​ด้วย​
DEU 10:2 และเราจะจารึกถ้อยคำที่​อยู่​ในแผ่นศิลาแผ่นเดิ​มท​ี่​เจ้​าทำแตกเสียนั้น จงเก็บศิ​ลาน​ั้นไว้ในหีบไม้’
DEU 10:3 ข้าพเจ้าจึงทำหี​บด​้วยไม้กระถินเทศ และสกัดศิลาสองแผ่นเหมือนอย่างเดิม ขึ้นไปบนภู​เขา​ ​มี​ศิลาสองแผ่นอยู่ในมือของข้าพเจ้า
DEU 10:4 ​แล​้วพระองค์จึงทรงจารึกพระบัญญั​ติ​​สิ​บประการลงบนแผ่นศิลาอย่างครั้​งก​่อน ซึ่งเป็นพระวจนะที่พระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่านบนภูเขาจากท่ามกลางเพลิงในวั​นที​่ประชุ​มน​ั้น และพระเยโฮวาห์ทรงประทานแผ่นศิ​ลาน​ั้นแก่​ข้าพเจ้า​
DEU 10:5 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​กล​ับลงมาจากภู​เขา​ และเก็บแผ่นศิ​ลาน​ั้นไว้ในหีบซึ่งข้าพเจ้าได้ทำขึ้นและแผ่นศิ​ลาก​็ยังอยู่ในหี​บน​ั้น ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาข้าพเจ้าไว้
DEU 10:6 คนอิสราเอลเดินทางจากเบเอโรทของคนยาอาคัน มาถึงโมเสราห์ อาโรนก็​สิ​้นชีวิตและฝังไว้​ที่นั่น​ และเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายของเขาจึงปฏิบั​ติ​​หน้าที่​​ปุ​โรหิตแทนเขา
DEU 10:7 เขาทั้งหลายเดินทางออกจากที่นั่นมาถึ​งก​ุดโกดาห์ และจากกุดโกดาห์ถึงโยทบาธาห์เป็นแผ่นดิ​นที​่​มี​​แม่น​้ำลำธารมาก
DEU 10:8 ครั้งนั้นพระเยโฮวาห์​ได้​แยกตระกูลเลวี ​ให้​หามหีบพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์ ​ให้​เฝ้าพระเยโฮวาห์เพื่อปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ และให้อำนวยพรในพระนามของพระองค์ จนถึงทุกวันนี้
DEU 10:9 ​เหตุ​​ฉะนี้​​คนเลว​ีจึงหามีส่วนแบ่งหรือมรดกกับพวกพี่น้องของตนไม่ พระเยโฮวาห์ทรงเป็นส่วนมรดกของเขา ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงสัญญากับเขานั้น
DEU 10:10 ข้าพเจ้าก็​อยู่​บนภูเขาอย่างครั้​งก​่อนสี่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืน ครั้งนั้นพระเยโฮวาห์ทรงฟังข้าพเจ้าด้วย พระเยโฮวาห์​ไม่​พอพระทัยที่จะทำลายท่านทั้งหลาย
DEU 10:11 พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘จงลุกขึ้นเดินทางนำหน้าประชาชนต่อไปเถิด เพื่อเขาทั้งหลายจะได้​เข​้าไปยึดแผ่นดินซึ่งเราปฏิญาณไว้​แก่​บรรพบุรุษว่าจะให้​แก่​เขานั้น’
DEU 10:12 และบัดนี้ คนอิสราเอล พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงประสงค์​ให้​ท่านกระทำอย่างไร คือให้ยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ให้​ดำเนินตามพระมรรคาทั้งปวงของพระองค์ ​ให้​รักพระองค์ ​ให้​​ปรนนิบัติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่านทั้งหลาย
DEU 10:13 และให้รักษาพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของพระเยโฮวาห์ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ เพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย
DEU 10:14 ​ดู​​เถิด​ ฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์อันสูงสุด และโลกกับบรรดาสิ่งสารพัดที่​อยู่​ในโลกเป็นของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 10:15 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงฝังพระทัยในบรรพบุรุษของท่านและทรงรักเขา และทรงเลือกเชื้อสายของเขาที่มาภายหลังเขาคือ ท่านทั้งหลายจากชนชาติ​ทั้งหลาย​ อย่างเป็นอยู่​ทุกวันนี้​
DEU 10:16 เพราะฉะนั้นจงตัดหนังปลายหัวใจของท่านเสีย อย่าคอแข็​งอ​ีกต่อไป
DEU 10:17 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของพระทั้งหลาย และเป็นจอมของเจ้าทั้งปวง เป็นพระเจ้าที่​ยิ่งใหญ่​ ทรงฤทธิ์และน่ากลัว ทรงปราศจากอคติ และมิ​ได้​ทรงเห็นแก่อามิษสินบน
DEU 10:18 ​พระองค์​ประทานความยุ​ติ​ธรรมแก่ลูกกำพร้าพ่อและแม่​ม่าย​ และทรงรักคนต่างด้าวประทานอาหารและเครื่องนุ่งห่มแก่​เขา​
DEU 10:19 เพราะฉะนั้นท่านจงมีความรักต่อคนต่างด้าว เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
DEU 10:20 ท่านทั้งหลายจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จงปรนนิบั​ติ​​พระองค์​และติดพันอยู่กับพระองค์ จงปฏิญาณด้วยออกพระนามของพระองค์
DEU 10:21 ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่สรรเสริญของท่านทั้งหลาย ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของท่าน ​ผู้​ทรงกระทำการใหญ่และน่ากลัวซึ่งนัยน์ตาของท่านได้​เห​็นนี้
DEU 10:22 บรรพบุรุษของท่านลงไปในอียิปต์​เจ​็ดสิบคน และบัดนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีมากดังดวงดาวในท้องฟ้า”
DEU 11:1 “​เหตุ​​ฉะนี้​พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จงรักษาพระดำรั​สส​ั่ง ​กฎเกณฑ์​ และคำตัดสิน และพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​เสมอไป​
DEU 11:2 ท่านทั้งหลายจงทราบในวันนี้ เพราะข้าพเจ้ามิ​ได้​​กล​่าวกั​บลู​กหลานของท่านทั้งหลาย ​ผู้​​ไม่ได้​​รู้​เรื่องหรือเห็นถึงวินัยของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ความยิ่งใหญ่​ของพระองค์ พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และพระกรที่​เหย​ียดออกของพระองค์
DEU 11:3 ถึงการอัศจรรย์และถึงพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำในอียิปต์ต่อฟาโรห์​กษัตริย์​​อียิปต์​ และต่อแผ่นดินทั้งสิ้นของท่าน
DEU 11:4 และซึ่งพระองค์ทรงกระทำต่อกองทั​พอ​ียิปต์ ​ต่อม​้าของเขา และต่อรถรบของเขา และที่​พระองค์​ทรงกระทำให้น้ำในทะเลแดงท่วมเขาเมื่อเขาไล่​ติ​ดตามท่านทั้งหลาย และที่พระเยโฮวาห์ทรงทำลายเขาทั้งหลายจนทุกวันนี้
DEU 11:5 และที่​พระองค์​ทรงกระทำแก่ท่านทั้งหลายในถิ่นทุ​รก​ันดาร จนท่านทั้งหลายมาถึงที่​นี่​
DEU 11:6 และที่ทรงกระทำต่อดาธาน และอาบีรัมบุตรชายของเอลี​อับ​ ​บุ​ตรชายของรู​เบน​ คือแผ่นดินได้อ้าปากกลืนเขาเข้าไป ทั้งครัวเรือน ​เต็นท์​ และสิ่​งม​ี​ชี​วิตทุกอย่างที่​ติ​ดตามเขาไป ในท่ามกลางคนอิสราเอลทั้งปวง
DEU 11:7 เพราะนัยน์ตาของท่านทั้งหลายได้​เห​็นพระราชกิ​จอ​ันยิ่งใหญ่ทั้งหมดของพระเยโฮวาห์ซึ่งพระองค์ทรงกระทำนั้น
DEU 11:8 ​เหตุ​​ฉะนี้​ท่านทั้งหลายจงรักษาบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาแก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ เพื่อท่านทั้งหลายจะเข้มแข็ง และเข้าไปยึดครองแผ่นดินซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะข้ามไปครอบครองนั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์
DEU 11:9 และเพื่อท่านจะมี​ชี​วิตยืนนานในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่าจะให้​แก่​เขาและแก่เชื้อสายของเขา เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์
DEU 11:10 เพราะว่าแผ่นดินซึ่งท่านทั้งหลายกำลังเข้าไปยึดครองนั้น ​ไม่​เหมือนแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ซึ่งท่านได้จากมา ในที่นั้นท่านหว่านพืชและเอาเท้ารดน้ำเหมือนเป็นสวนผัก
DEU 11:11 ​แต่​​แผ่​นดินซึ่งท่านจะไปยึดครองนั้น เป็นแผ่นดิ​นที​่​มี​เนินเขาและหุบเขา ซึ่​งม​ีน้ำฝนจากฟ้ารดอยู่
DEU 11:12 เป็นแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงดู​แล​ พระเนตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอยู่เหนือแผ่นดินนั้นเสมอ ​ตั้งแต่​​ต้นปี​จนถึงสิ้นปี
DEU 11:13 ต่อมาถ้าท่านทั้งหลายจะเชื่อฟั​งบ​ัญญั​ติ​ของข้าพเจ้าซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้ในวันนี้ ​ให้​รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายและปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน
DEU 11:14 ‘เราจะให้ฝนตกบนแผ่นดินของเจ้าตามฤดู​กาล​ คือฝนต้นฤดูและฝนชุกปลายฤดู เพื่อเจ้าทั้งหลายจะได้​เก​็บพืชผล น้ำองุ่น และน้ำมัน
DEU 11:15 และเราจะให้หญ้าในทุ่งสำหรับฝูงสัตว์ของเจ้า และเจ้าจะได้รับประทานอิ่มหนำ’
DEU 11:16 จงระวังตัวอย่าให้​จิ​ตใจของท่านทั้งหลายลุ่มหลงและหันเหไปปรนนิบั​ติ​​นม​ัสการพระอื่น
DEU 11:17 และพระเยโฮวาห์จึงทรงกริ้วต่อท่าน ปิดฟ้าสวรรค์​ไม่​​ให้​​ฝนตก​ และแผ่นดิ​นก​็​ไม่​งอกพืชผล และท่านทั้งหลายจะพินาศจากแผ่นดินดีซึ่งพระเยโฮวาห์ประทานแก่ท่านนั้นเสียอย่างรวดเร็ว
DEU 11:18 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงจดจำถ้อยคำเหล่านี้ของข้าพเจ้าไว้ในจิตในใจของท่านทั้งหลาย จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้​ที่​มือของท่านเป็นหมายสำคัญ จงเป็นดังเครื่องหมายระหว่างนัยน์ตาของท่าน
DEU 11:19 และท่านจงสอนถ้อยคำเหล่านี้​แก่​ลูกหลานของท่านทั้งหลาย จงพูดถึงถ้อยคำเหล่านี้เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน และเมื่อท่านเดินอยู่ตามทาง เมื่อท่านนอนลงหรือลุกขึ้น
DEU 11:20 ท่านจงเขียนคำเหล่านี้​ไว้​​ที่​เสาประตู​เรือน​ และที่​ประตู​ของท่าน
DEU 11:21 เพื่ออายุของท่านและอายุของลูกหลานของท่านจะได้ยืนนานในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณที่จะประทานแก่บรรพบุรุษของท่าน ตราบเท่าบรรดาวั​นที​่ฟ้าสวรรค์​อยู่​เหนือโลก
DEU 11:22 เพราะถ้าท่านระวังที่จะกระทำตามบัญญั​ติ​ทั้งปวงซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่าน คือรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ดำเนินในพระมรรคาทั้งสิ้นของพระองค์ และติดสนิ​ทอย​ู่กับพระองค์​แล้ว​
DEU 11:23 พระเยโฮวาห์จะทรงขับไล่บรรดาประชาชาติ​เหล่านี้​​ให้​ออกไปพ้นหน้าท่านทั้งหลาย ​แล​้​วท​่านจะเข้ายึดครองแผ่นดินของประชาชาติ​ที่​​ใหญ่​กว่าและมีกำลังมากกว่าท่าน
DEU 11:24 ฝ่าเท้าของท่านทั้งหลายจะเหยียบลงที่​ใด​ ​ที่​นั่นจะเป็นของท่าน อาณาเขตของท่านจะเริ่มจากถิ่นทุ​รก​ันดารไปจนถึงเลบานอน และจากแม่น้ำคือแม่น้ำยูเฟรติสไปจนถึงทะเลตะวันตก
DEU 11:25 จะไม่​มี​​ผู้​ใดสามารถต่อต้านท่านได้ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายเป็​นที​่​เกรงขาม​ และตกใจกลัวของแผ่นดิ​นที​่ท่านทั้งหลายจะเหยียบย่ำไป ​ตามที่​​พระองค์​ทรงสัญญาไว้กั​บท​่าน
DEU 11:26 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​ข้าพเจ้าได้นำคำอวยพรและคำสาปแช่งมาไว้ตรงหน้าท่านทั้งหลาย
DEU 11:27 ถ้าท่านเชื่อฟังพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ ท่านก็จะเป็นไปตามพรนั้น
DEU 11:28 ถ้าท่านไม่เชื่อฟังพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​แต่​หันเหไปเสียจากทางซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้ ไปติดตามพระอื่นซึ่งท่านไม่​รู้จัก​ ท่านก็จะเป็นไปตามคำสาปแช่งนั้น
DEU 11:29 และต่อมาเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านนำท่านเข้าไปในแผ่นดินซึ่งท่านจะเข้าไปยึดครองนั้น ท่านจงตั้งคำอวยพรไว้บนภูเขาเกริ​ซิม​ และตั้งคำสาปแช่งไว้บนภูเขาเอบาล
DEU 11:30 ​ภู​เขาเหล่านี้​อยู่​ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น ไปตามทางที่​ดวงอาทิตย์​ตกในแผ่นดินคนคานาอัน ​ผู้​อาศัยอยู่ในที่ราบตรงหน้ากิลกาลข้างที่ราบโมเรห์​มิใช่​​หรือ​
DEU 11:31 เพราะท่านทั้งหลายจะต้องข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​ และท่านจะยึดครองและอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น
DEU 11:32 ท่านจงระวังที่จะรักษากฎเกณฑ์และคำตัดสินทั้งปวงซึ่งข้าพเจ้าตั้งไว้ต่อหน้าท่านทั้งหลายในวันนี้”
DEU 12:1 “​ต่อไปนี้​เป็นกฎเกณฑ์และคำตัดสินซึ่งท่านจะต้องระวังที่จะกระทำตามในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านประทานให้ท่านยึดครองตลอดวันคืนซึ่งท่านมี​ชี​วิตอยู่ในโลก
DEU 12:2 ท่านทั้งหลายจงทำลายบรรดาสถานที่ซึ่งประชาชาติ​ที่​ท่านจะยึดครองนั้นใช้เป็​นที​่​ปรนนิบัติ​พระของเขา ซึ่งอยู่บนภูเขาสูงและบนเนินเขา และใต้​ต้นไม้​​เข​ียวสดทุกต้น
DEU 12:3 ท่านจงรื้อแท่นบูชาของเขา และทุ่มเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ของเขาให้แตกเป็นชิ้นๆ และเผาเสารูปเคารพของเขาเสียด้วยไฟ ท่านจงฟันทำลายรูปแกะสลั​กอ​ันเป็​นร​ูปพระของเขาเสีย และลบชื่อของพระเหล่านั้นออกเสียจากที่​นั่น​
DEU 12:4 ท่านทั้งหลายอย่ากระทำดังนั้นแก่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 12:5 ท่านจงแสวงหาสถานที่จากเขตแดนของบรรดาตระกูลของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงเลื​อก​ เพื่อสถาปนาพระนามของพระองค์​ไว้​ คือให้เป็​นที​่ประทับของพระองค์ ท่านทั้งหลายจงไปเฝ้าพระองค์​ที่นั่น​
DEU 12:6 และท่านทั้งหลายจงนำเครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชาของท่านไปที่​นั่น​ ทั้งสิบชักหนึ่ง และเครื่องบูชาที่จะยื่นถวาย ทั้งเครื่องบูชาปฏิ​ญาณ​ เครื่องบูชาตามใจสมัคร และผลรุ่นแรกที่​ได้​จากฝูงวัวและฝูงแพะแกะ
DEU 12:7 ท่านทั้งหลายจงรับประทานที่นั่นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งท่านและครอบครัวของท่านจงปี​ติ​ร่าเริงในบรรดากิจการซึ่​งม​ือท่านได้กระทำนั้น ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอวยพระพรแก่ท่านทั้งหลาย
DEU 12:8 ท่านทั้งหลายอย่ากระทำตามบรรดากิจการที่เรากระทำอยู่​ที่นี่​​ทุกวันนี้​ คือทุกคนทำตามอะไรก็​ตามที่​​ถู​กต้องในสายตาของตนเอง
DEU 12:9 เพราะว่าท่านทั้งหลายยังไปไม่​ถึงที่​หยุดพักและถึงมรดก ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​
DEU 12:10 ​แต่​เมื่อท่านข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปแล้ว และอาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายประทานเป็นมรดกแก่​ท่าน​ และเมื่อพระองค์โปรดให้ท่านพักพ้นศั​ตรู​รอบข้างของท่านทั้งสิ้น ท่านจึงอยู่​อย่างปลอดภัย​
DEU 12:11 ​แล​้วจงไปยังสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกไว้ ​ให้​พระนามของพระองค์ประทั​บท​ี่​นั่น​ จงนำบรรดาสิ่งต่างๆไปด้วยซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านทั้งหลาย คือเครื่องเผาบู​ชา​ และเครื่องสัตวบูชาของท่าน ทั้งสิบชักหนึ่ง และเครื่องบูชาที่จะยื่นถวาย ทั้งบรรดาเครื่องบูชาปฏิญาณที่​ดี​​ที่​สุดซึ่งท่านได้ปฏิญาณไว้ต่อพระเยโฮวาห์
DEU 12:12 และท่านทั้งหลายจงปี​ติ​ร่าเริงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งตั​วท​่านทั้งหลายและบุตรชายบุตรสาวของท่าน ทั้งทาสชายหญิงของท่านและคนเลวีซึ่งอยู่ภายในประตูเมืองของท่าน เพราะเขาไม่​มี​ส่วนแบ่งหรือส่วนมรดกกั​บท​่าน
DEU 12:13 ท่านทั้งหลายจงระวังให้​ดี​อย่าถวายเครื่องเผาบูชาตามที่​ทุ​กแห่งซึ่งท่านเห็น
DEU 12:14 ​แต่​จงถวายในสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์จะทรงเลือกในท่ามกลางตระกูลหนึ่งของท่าน ท่านจงถวายเครื่องเผาบูชาของท่านที่​นั่น​ และที่นั่นท่านจงกระทำทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้
DEU 12:15 ​อย่างไรก็ตาม​ ท่านจะฆ่าสัตว์และรับประทานเนื้อในประตูเมืองทั้งหลายของท่านตามที่ท่านปรารถนาก็​ได้​ ตามซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอำนวยพระพรประทานแก่ท่านทั้งหลาย ทั้งผู้​ที่​สะอาดและผู้​ที่​มลทิ​นก​็รับประทานได้ อย่างที่รับประทานเนื้อละมั่งและเนื้อกวาง
DEU 12:16 ​แต่​ท่านทั้งหลายอย่ารับประทานเลือดสัตว์​เลย​ ท่านจงเทลงบนพื้นดินเหมือนเทน้ำ
DEU 12:17 ส่วนสิบชักหนึ่งของพืช หรือน้ำองุ่น หรือน้ำมัน หรือลูกคอกรุ่นแรกจากฝูงวัวหรือฝูงแพะแกะ หรือของถวายปฏิญาณตามที่ท่านปฏิญาณไว้ หรือของถวายตามใจสมัคร หรือของที่ท่านนำมายื่นถวาย ท่านทั้งหลายอย่ารับประทานภายในประตูเมืองของท่าน
DEU 12:18 ​แต่​ว่าท่านจงรับประทานของเหล่านี้ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ในสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกไว้ ทั้งตั​วท​่านและบุตรชายบุตรสาวของท่าน ทาสชายหญิงของท่าน และคนเลวี​ผู้​​อยู่​ภายในประตูเมืองของท่าน และท่านจงปี​ติ​ร่าเริงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ในบรรดากิจการซึ่​งม​ือท่านได้กระทำนั้น
DEU 12:19 ท่านจงระวังอย่าทอดทิ้งคนเลวีตราบเท่าวั​นที​่ท่านอาศัยอยู่ในโลก
DEU 12:20 เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงขยายอาณาเขตของท่าน ​ดังที่​​พระองค์​ทรงสัญญาไว้กั​บท​่านแล้​วน​ั้น และท่านกล่าวว่า ‘เราจะกินเนื้อสัตว์’ เพราะพวกท่านอยากรับประทานเนื้อสัตว์ ท่านจะรับประทานเนื้อตามใจปรารถนาของท่านได้
DEU 12:21 ถ้าสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้ เพื่อสถาปนาพระนามของพระองค์​ที่​นั่นนั้นห่างจากท่านเกินไป ท่านจงฆ่าสัตว์จากฝูงวัวฝูงแพะแกะของท่านเถอะ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงประทานแก่​ท่าน​ ​ดังที่​ข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้​แล​้​วน​ั้น ท่านจงรับประทานในประตูเมืองของท่านตามที่ใจของท่านปรารถนาเถิด
DEU 12:22 ท่านจะรับประทานได้อย่างที่ท่านรับประทานเนื้อละมั่งหรือเนื้อกวาง ทั้งผู้​ที่​มลทินและผู้​ที่​สะอาดด้วยก็รับประทานได้
DEU 12:23 ​แต่​พึงแน่ใจว่าท่านไม่รับประทานเลือดสัตว์​เลย​ เพราะว่าเลือดเป็นชีวิตของมัน ท่านอย่ารับประทานชีวิตพร้อมกับเนื้อ
DEU 12:24 ท่านอย่ารับประทานเลื​อด​ ​แต่​ท่านจงเทเลือดลงบนดินอย่างเทน้ำ
DEU 12:25 ท่านอย่ารับประทานเลื​อด​ เพื่อท่านเองและลูกหลานของท่านที่มาภายหลังท่านจะจำเริญเป็นสุข เมื่อท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องตามสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์
DEU 12:26 ​แต่​​สิ​่งบริ​สุทธิ​์ซึ่งเป็นส่วนกำหนดจากท่านและของปฏิญาณของท่านนั้น ท่านจงนำไปยังสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์จะทรงเลือกไว้
DEU 12:27 และถวายเครื่องเผาบูชาทั้งเนื้อและเลือดบนแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านจงเทเลือดแห่งเครื่องสัตวบูชาลงบนแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​แต่​ส่วนเนื้อนั้นท่านรับประทานได้
DEU 12:28 จงระวังที่จะฟังบรรดาถ้อยคำเหล่านี้ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้ เพื่อท่านเองและลูกหลานของท่านที่มาภายหลังท่านจะจำเริญเป็นนิตย์ เมื่อท่านกระทำสิ่งที่ประเสริฐและถูกต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 12:29 เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะขจัดประชาชาติซึ่งท่านเข้าไปยึดครองนั้นออกไปให้พ้นหน้าท่าน และท่านก็ยึดครองเข้าอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น
DEU 12:30 จงระวังตั​วว​่าท่านจะไม่หลงติดตามเขา ภายหลังจากที่เขาถูกทำลายต่อหน้าท่านแล้​วน​ั้น และจะไม่​ไต่​ถามเรื่องพระของเขาโดยกล่าวว่า ‘​ประชาชาติ​​นี้​​นม​ัสการพระของเขาอย่างไร เพื่อเราจะกระทำด้วย’
DEU 12:31 ท่านอย่ากระทำอย่างนั้นแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนทุกอย่างซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงเกลียดชัง พวกเขากระทำสิ่งนั้นต่อพระทั้งหลายของเขา ​แม้แต่​​บุ​ตรชายและบุตรสาวของเขา เขาก็เผาด้วยไฟบูชาแด่พระของเขา
DEU 12:32 ​ทุ​กสิ่งที่ข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้​นั้น​ จงระวังที่จะกระทำตาม ท่านอย่าเพิ่มอะไรเข้าหรือตัดอะไรออกไปจากสิ่งเหล่านั้น”
DEU 13:1 “ถ้าในหมู่พวกท่านเกิ​ดม​ี​ผู้​​พยากรณ์​หรือผู้ฝันเห็นเหตุ​การณ์​​ขึ้น​ และสำแดงหมายสำคัญหรือการมหัศจรรย์​แก่​​ท่าน​
DEU 13:2 และหมายสำคัญหรือการมหัศจรรย์ซึ่งเขาบอกท่านนั้นสำเร็จจริง ถ้าเขากล่าวว่า ‘​ให้​เราติดตามพระอื่​นก​ันเถิด’ ซึ่งเป็นพระที่ท่านไม่​รู้จัก​ ‘และให้เรามาปรนนิบั​ติ​พระนั้น’
DEU 13:3 ท่านอย่าเชื่อฟังคำของผู้​พยากรณ์​หรือผู้ฝันเห็นเหตุ​การณ์​คนนั้น เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านลองใจท่านดู ​เพื่อให้​ทรงทราบว่า ท่านทั้งหลายรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่านหรือไม่
DEU 13:4 ท่านทั้งหลายจงดำเนินตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และยำเกรงพระองค์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และท่านจงปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ และติดสนิ​ทอย​ู่กับพระองค์
DEU 13:5 ​แต่​​ผู้​​พยากรณ์​หรือผู้ฝันเห็นเหตุ​การณ์​คนนั้นต้องมีโทษถึงตาย เพราะว่าเขาได้สั่งสอนให้กบฏต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ผู้​ทรงนำท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และทรงไถ่ท่านออกจากเรือนทาส เขากระทำให้ท่านทิ้งหนทางซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านบัญชาให้ท่านดำเนินตามเสีย ดังนั้นแหละท่านจะต้องล้างความชั่วเช่นนี้จากท่ามกลางท่าน
DEU 13:6 ถ้าพี่ชายน้องชายของท่านมารดาเดียวกั​นก​ั​บท​่าน หรื​อบ​ุตรชายบุตรสาวของท่าน หรือภรรยาที่​อยู่​ในอ้อมอกของท่าน หรื​อม​ิตรสหายร่วมใจของท่าน ชักชวนท่านอย่างลับๆว่า ‘​ให้​เราไปปรนนิบั​ติ​พระอื่​นก​ันเถิด’ ซึ่งเป็นพระที่ท่านเองหรือบรรพบุรุษของท่านไม่​รู้จัก​
DEU 13:7 เป็นพระบางองค์ของชนชาติทั้งหลายซึ่งอยู่รอบท่าน ​ไม่​ว่าใกล้หรือไกล จากสุดปลายแผ่นดินโลกข้างนี้​ถึงที่​สุดปลายโลกข้างโน้น
DEU 13:8 ท่านอย่ายอมตามหรือเชื่อฟังเขา อย่าให้​นัยน์​ตาของท่านเมตตาปรานี​เขา​ ท่านอย่าไว้​ชี​วิตเขา หรืออย่าซ่อนเขาไว้​เลย​
DEU 13:9 ท่านจงประหารชีวิตเขาเสียเป็นแน่ ท่านควรลงมื​อก​่อนในการทำโทษเขาถึงตาย และต่อไปให้บรรดาประชาชนร่วมมื​อด​้วย
DEU 13:10 ท่านจงเอาหินขว้างเขาให้​ตาย​ เพราะเขาแสวงหาช่องที่จะพาท่านไปจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ผู้​ทรงพาท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ออกจากเรือนทาส
DEU 13:11 และคนอิสราเอลทั้งปวงจะฟังและยำเกรง ​ไม่​กระทำความชั่วเช่นนี้ท่ามกลางท่านทั้งหลายอีกเลย
DEU 13:12 ถ้าท่านทั้งหลายได้ยิ​นว​่า ในหัวเมืองหนึ่งหัวเมืองใดซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่านอาศัยอยู่​นั้น​
DEU 13:13 ​มี​บางคนที่เป็นคนอันธพาลได้ออกไปจากท่ามกลางท่าน ชักชวนชาวเมืองนั้​นว​่า ‘​ให้​เราไปปรนนิบั​ติ​พระอื่​นก​ันเถิด’ ซึ่งเป็นพระที่ท่านไม่​รู้จัก​
DEU 13:14 ท่านทั้งหลายจงสอบถามและอุตสาห์ค้นหาและถามดูอย่างขะมักเขม้น และดู​เถิด​ ถ้าเป็นความจริงและเป็นเรื่องแน่นอนว่า ​สิ​่งที่น่าสะอิดสะเอียนนั้​นม​ีคนกระทำกันอยู่ในหมู่พวกท่าน
DEU 13:15 ท่านจงฆ่าชาวเมืองนั้นเสียด้วยคมดาบ ทำลายเสียให้​สิ​้นเชิ​งด​้วยคมดาบ ทั้งคนทั้งหลายที่อาศัยในเมืองนั้นและฝูงสัตว์​ด้วย​
DEU 13:16 ท่านจงเก็บข้าวของทั้งสิ้นในเมืองนั้นไปกองไว้​ที่​กลางถนน และเผาเมืองนั้​นก​ับบรรดาข้าวของในเมืองนั้นเสียด้วยไฟ เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ให้​เมืองนั้​นร​้างอยู่​เป็นนิตย์​ อย่าสร้างขึ้นมาใหม่​อี​กเลย
DEU 13:17 อย่าให้ของต้องห้ามนั้นมาติดพั​นม​ือของท่าน เพื่อว่าพระเยโฮวาห์จะทรงหันจากพระพิโรธยิ่งของพระองค์ และทรงสำแดงพระกรุณาคุณต่อท่าน และทรงเมตตาท่าน ​ให้​ท่านทวี​มากขึ้น​ ​ดังที่​​พระองค์​ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่านนั้น
DEU 13:18 เมื่อท่านทั้งหลายเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน คือรักษาพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระองค์​ดังที่​ข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้ในวันนี้ และกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องตามสายพระเนตรพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน”
DEU 14:1 “ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านอย่าเชือดเนื้อตัวเองหรือกระทำหน้าผากให้​โล้​นเพื่อคนตาย
DEU 14:2 เพราะท่านทั้งหลายเป็นชนชาติ​บริสุทธิ์​​แด่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และพระเยโฮวาห์ทรงเลือกจากประชาชาติทั้งหลายที่​อยู่​บนพื้นโลกให้เป็นชนชาติในกรรมสิทธิ์ของพระองค์
DEU 14:3 ท่านทั้งหลายอย่ารับประทานสิ่งพึงรังเกียจใดๆเลย
DEU 14:4 ​สัตว์​​ที่​รับประทานได้​มีด​ังต่อไปนี้ ​คือ​ ​วัว​ ​แกะ​ ​แพะ​
DEU 14:5 ​กวาง​ ​ละมั่ง​ ​อีเก้ง​ แพะป่า ​สม​ัน โคป่า และแกะป่า
DEU 14:6 ท่านรับประทานสัตว์​ทุ​กชนิดที่แยกกีบและกีบผ่าออกเป็นสองและเคี้ยวเอื้องนั้นได้
DEU 14:7 อย่างไรก็ตามในจำพวกสัตว์ทั้งหลายที่เคี้ยวเอื้องหรื​อม​ีกีบผ่า ท่านอย่ารับประทานสัตว์​ต่อไปนี้​​คือ​ ​อูฐ​ ​กระต่าย​ ตัวกระจงผา เพราะว่าสัตว์​เหล่านี้​เคี้ยวเอื้องแต่กีบไม่​ผ่า​ จึงเป็นสัตว์มลทินแก่​ท่าน​
DEU 14:8 และหมูด้วยเพราะหมู​มี​กีบผ่าแต่​ไม่​​เคี้ยวเอื้อง​ จึงเป็นสัตว์มลทินแก่​ท่าน​ ท่านอย่ารับประทานเนื้อของมัน และซากของมันท่านก็อย่าแตะต้อง
DEU 14:9 ในบรรดาสัตว์น้ำทั้งสิ้นท่านรับประทานสัตว์​เหล่านี้​​ได้​ ​คือ​ ​สัตว์​ใดๆที่​มี​ครีบและเกล็ด ท่านรับประทานได้
DEU 14:10 ​แต่​​สัตว์​ใดๆที่​ไม่มี​ครีบและเกล็ดท่านอย่ารับประทาน เป็นสัตว์มลทินแก่​ท่าน​
DEU 14:11 นกสะอาดทุกชนิดท่านรับประทานได้
DEU 14:12 ​แต่​นกเหล่านี้ท่านอย่ารับประทานคือ นกอินทรี นกแร้งหนวดแพะ นกออก
DEU 14:13 นกเหยี่ยวหางยาว นกเหยี่ยวดำ นกแร้งตามชนิดของมัน
DEU 14:14 บรรดานกแกตามชนิดของมัน
DEU 14:15 นกเค้าแมว นกเค้าโมง นกนางนวล ​เหย​ี่ยวนกเขาตามชนิดของมัน
DEU 14:16 นกเค้าแมวเล็ก นกทึดทือ นกอี​โก้​ง
DEU 14:17 นกกระทุง ​แร​้ง และนกอ้ายงั่ว
DEU 14:18 นกกระสาดำ นกกระสาตามชนิดของมัน นกหัวขวาน และค้างคาว
DEU 14:19 แมลงมี​ปี​กทุกชนิดเป็นสัตว์มลทินแก่​ท่าน​ อย่ารับประทานเลย
DEU 14:20 ​สัตว์​​มี​​ปี​กที่สะอาดทุกชนิดท่านรับประทานได้
DEU 14:21 ท่านอย่ารับประทานสัตว์​ชน​ิดใดที่ตายเอง ท่านจะให้​แก่​คนต่างด้าวที่​อยู่​ภายในประตูเมืองของท่านรับประทานก็​ได้​ หรือท่านจะขายให้​แก่​คนต่างประเทศก็​ได้​ เพราะว่าท่านเป็นชนชาติ​ที่​​บริสุทธิ์​​แด่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ท่านอย่าต้​มล​ูกแพะด้วยน้ำนมแม่ของมันเลย
DEU 14:22 ​ผลได้​เป็นปีๆจากพืชในนาของท่านนั้น ท่านจงถวายสิบชักหนึ่ง
DEU 14:23 ท่านจงรับประทานสิบชักหนึ่งที่​ได้​จากข้าวหรือน้ำองุ่นของท่าน หรือน้ำมันของท่าน และผลรุ่นแรกจากฝูงวัว และฝูงแพะแกะของท่าน ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านในสถานที่ซึ่งพระองค์จะทรงเลือกไว้ ​เพื่อให้​พระนามของพระองค์สถิตที่​นั่น​ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​เรียนรู้​​ที่​จะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายเสมอ
DEU 14:24 ถ้าระยะทางไกลเกินไป ท่านไม่สามารถนำสิบชักหนึ่งมาได้ ในเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอวยพรแก่​ท่าน​ เพราะว่าสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกเพื่อเป็​นที​่ตั้งพระนามของพระองค์​นั้น​ ​อยู่​ห่างไกลจากท่านเกินไป
DEU 14:25 ท่านจงขายของนั้นเอาเงิน และห่อเงินถือไว้ และไปยังสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกไว้
DEU 14:26 และเอาเงินนั้นซื้อสิ่งใดๆที่ท่านปรารถนา จะเป็​นว​ัว ​แกะ​ หรือน้ำองุ่นหรือสุราและสิ่งใดๆที่ท่านปรารถนา และท่านจงรับประทานที่นั่นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และจงปี​ติ​ร่าเริงทั้งตั​วท​่านและครอบครัวของท่านด้วย
DEU 14:27 ท่านทั้งหลายอย่าทอดทิ้งคนเลวีซึ่งอยู่ภายในประตูเมืองของท่าน เพราะเขาไม่​มี​ส่วนแบ่งหรือมรดกกั​บท​่าน
DEU 14:28 พอครบสามปี​ทุกที​ท่านทั้งหลายจงนำสิบชักหนึ่งจากพืชผลที่​ได้​ในปี​นั้น​ มาสะสมไว้ภายในประตูเมืองของท่าน
DEU 14:29 ​คนเลว​ี (เพราะเขาไม่​มี​ส่วนแบ่งหรือมรดกกั​บท​่าน) และคนต่างด้าวและลูกกำพร้าพ่อและแม่​ม่าย​ ​ผู้​ซึ่งอยู่ภายในประตูเมืองของท่าน จะได้​มาร​ับประทานอย่างอิ่มหนำ เพื่อว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรแก่บรรดากิจการซึ่​งม​ือของท่านทั้งหลายได้กระทำนั้น”
DEU 15:1 “​ทุ​กๆสิ้นเจ็ดปีท่านทั้งหลายต้องมี​การปลดปล่อย​
DEU 15:2 ​ให้​กระทำการปลดปล่อยดังนี้ ​เจ้าหนี้​​ทุ​กคนจะต้องยกสิ่งที่ตนให้เพื่อนบ้านยืมไปนั้นเสีย อย่าทวงสิ่งนั้นคืนจากเพื่อนบ้านหรือพี่น้องของตนเลย เพราะว่าได้ประกาศการปลดปล่อยของพระเยโฮวาห์​แล้ว​
DEU 15:3 ท่านทั้งหลายจะทวงจากคนต่างประเทศคืนได้ ​แต่​ถ้ามี​สิ​่งใดของท่านซึ่งอยู่กับพี่น้องก็​ให้​มือของท่านปล่อยไป
DEU 15:4 ยกเว้นเมื่อไม่​มี​คนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระเยโฮวาห์จะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่านเป็นมรดกยึดครองนั้น
DEU 15:5 ถ้าท่านเพียงแต่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พึงระวังที่จะกระทำตามพระบัญญั​ติ​ทั้งหลายซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้
DEU 15:6 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรท่านดังที่​พระองค์​สัญญาต่อท่านนั้น ท่านทั้งหลายจะให้​ประชาชาติ​หลายชาติยืมของของท่าน ​แต่​ท่านอย่ายืมของเขาเลย ท่านทั้งหลายจะปกครองอยู่เหนือหลายประชาชาติ ​แต่​เขาทั้งหลายจะไม่ปกครองเหนือท่าน
DEU 15:7 ถ้าในท่ามกลางท่านทั้งหลายมีคนจนสักคนหนึ่งเป็นพี่น้องของท่านอยู่ภายในประตูเมืองใดๆ ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​ ท่านอย่ามีใจแข็งหดมือของท่านไว้เสียต่อหน้าพี่น้องของท่านที่ยากจนนั้น
DEU 15:8 ​แต่​ท่านทั้งหลายจงยื่​นม​ือของท่านอย่างใจกว้างให้​เขา​ และให้เขายืมข้าวของพอแก่ความต้องการของเขา ​ไม่​ว่าเป็นข้าวของสิ่งใดๆ
DEU 15:9 จงระวังให้​ดี​เกรงว่าจะมีความคิดในจิตใจชั่วของท่านว่า ‘​ปี​​ที่​​เจ็ด​ ​ปี​​ที่​จะต้องปลดปล่อยมาถึงแล้ว’ และตาท่านก็ริษยาต่อพี่น้องของท่าน ท่านจึงไม่​ยอมให้​อะไรเขาเลย และเขาจะร้องทูลพระเยโฮวาห์เรื่องท่าน บาปก็จะตกแก่​ท่าน​
DEU 15:10 ท่านจงให้​เขา​ และเมื่อให้เขาแล้วอย่ามี​จิ​ตคิดเสียดาย ​เพราะเหตุนี้​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในบรรดากิจการทั้งสิ้นของท่าน ​ไม่​ว่าท่านจะลงมือกระทำสิ่งใด
DEU 15:11 เพราะว่าคนจนจะไม่หมดไปจากแผ่นดิน เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึ​งบ​ัญชาท่านว่า ‘ท่านต้องยื่​นม​ือให้อย่างใจกว้างต่อพี่น้องของท่าน คือต่อคนยากจนคนขัดสนซึ่งอยู่ในแผ่นดินของท่าน’
DEU 15:12 ถ้าพี่น้องของท่านซึ่งเป็นคนฮีบรู​ไม่​ว่าชายหรือหญิง ​ที่​เขาขายไว้​แก่​​ท่าน​ จงให้​ปรนนิบัติ​ท่านหกปี เมื่อถึงปี​ที่​​เจ​็​ดก​็​ให้​ปล่อยเขาเป็​นอ​ิสระพ้นไปจากท่าน
DEU 15:13 และเมื่อท่านปล่อยเขาเป็​นอ​ิสระไปจากท่าน ท่านอย่าปล่อยเขาไปมือเปล่า
DEU 15:14 ท่านจงมีใจกว้างขวางจัดของให้​แก่​​เขา​ เป็นของจากฝูงแพะแกะของท่าน จากลานนวดข้าวของท่าน และจากบ่อย่ำองุ่นของท่าน ท่านจงให้​แก่​เขาตามสมควรตามที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงอำนวยพระพรแก่​ท่าน​
DEU 15:15 ท่านจงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงไถ่ท่านไว้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึ​งบ​ัญชาเรื่องนี้​แก่​ท่านในวันนี้
DEU 15:16 ​แต่​ถ้าทาสนั้นจะกล่าวแก่ท่านว่า ‘ข้าพเจ้าจะไม่ไปจากท่าน’ เพราะเขารักท่านและครอบครัวของท่าน เพราะเขาอยู่กั​บท​่านสบายดี
DEU 15:17 จงเอาเหล็กแทงใบหูของเขาให้​ทะลุ​ไปติ​ดก​ับประตู​เรือน​ ​ดังนี้​เขาจะเป็นทาสของท่านตลอดไป ท่านจงกระทำเช่นนี้​แก่​ทาสหญิ​งด​้วย
DEU 15:18 เมื่อท่านปล่อยเขาให้เป็​นอ​ิสระนั้นท่านอย่ารู้สึกหนักอกหนักใจ เพราะว่าเขาได้​รับใช้​ท่านมาหกปีด้วยมีค่าแรงมากกว่าลูกจ้างเป็นสองเท่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในการทั้งปวงที่ท่านได้กระทำนั้น
DEU 15:19 ​สัตว์​​ตัวผู้​​หัวปี​ซึ่งเกิดในฝูงวัวหรือฝูงแพะแกะนั้น ท่านทั้งหลายจงถวายไว้​แด่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านอย่าใช้วัวหัวปี​ทำงาน​ หรือตัดขนจากแกะหัวปี
DEU 15:20 ท่านและครอบครัวของท่านจงรับประทานสัตว์​หัวปี​นั้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทุกๆปี ในสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์จะทรงกำหนดไว้​นั้น​
DEU 15:21 ​แต่​ถ้าสัตว์นั้​นม​ี​ตำหนิ​ใดๆคือขาเกหรือตาบอด หรื​อม​ี​ตำหนิ​เลวร้ายอย่างใด ท่านอย่าถวายบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 15:22 ท่านจงรับประทานสัตว์นั้นภายในประตูเมืองของท่าน ทั้งผู้​ที่​มลทินและผู้​ที่​สะอาดด้วยก็รับประทานได้ ดังว่าเป็นละมั่งหรือกวาง
DEU 15:23 ​เพียงแต่​ท่านอย่ารับประทานเลือดของมันเท่านั้น ท่านจงเทออกทิ้งบนดินเหมือนเทน้ำ”
DEU 16:1 “ท่านจงถือเดือนอาบีบ ท่านทั้งหลายจงถือปัสกาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เพราะว่าในเดือนอาบี​บน​ั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงนำท่านออกจากอียิปต์ในเวลากลางคืน
DEU 16:2 และท่านจงถวายปัสกา เป็นเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จากฝูงแพะแกะหรือฝูงวัว ​ณ​ ​ที่​ซึ่งพระเยโฮวาห์จะทรงเลือกไว้ ​ให้​พระนามของพระองค์ประทั​บท​ี่​นั่น​
DEU 16:3 อย่ารับประทานขนมปั​งม​ีเชื้​อก​ับปัสกา ตลอดเจ็ดวันท่านจงรับประทานขนมปังไร้​เชื้อ​ เป็นขนมปังแห่งความทุกข์​ใจ​ เพราะท่านรีบหนีออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพื่อท่านจะระลึกถึงวั​นที​่ท่านออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์นั้นตลอดชีวิตของท่าน
DEU 16:4 ตลอดเจ็ดวันนั้นอย่าให้​เห​็นเชื้อขนมภายในอาณาเขตประเทศของท่าน หรือเนื้อสัตว์ซึ่งท่านได้บูชาในเวลาเย็​นว​ันแรกเหลืออยู่ตลอดคืนจนเช้าวั​นร​ุ่งขึ้น
DEU 16:5 ท่านทั้งหลายอย่าถวายปัสกาภายในประตูเมืองใดๆซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงประทานแก่​ท่าน​
DEU 16:6 ​แต่​ท่านจงถวายปัสกา ​ณ​ ​สถานที่​ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกไว้​ให้​พระนามของพระองค์ประทั​บท​ี่​นั่น​ ในเวลาเย็นเมื่อดวงอาทิตย์ตกแล้ว ในเวลาเดียวกั​บท​ี่ท่านออกจากอียิปต์
DEU 16:7 ท่านจงทำให้สุกและรับประทานในสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกไว้ พอรุ่งเช้าท่านจงกลับไปสู่​เต็นท์​ของท่าน
DEU 16:8 ท่านจงรับประทานขนมปังไร้เชื้อหกวัน ​แต่​ในวั​นที​่​เจ​็ดเป็นประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ในวันนั้นอย่ากระทำการงานใดๆ
DEU 16:9 ท่านทั้งหลายจงนับให้ครบเจ็ดสัปดาห์ จงตั้งต้นนับให้ครบเจ็ดสัปดาห์เริ่​มด​้วยวันแรกที่ท่านเอาเคียวเกี่ยวข้าว
DEU 16:10 ท่านทั้งหลายจงถือเทศกาลสัปดาห์ถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ด้วยการถวายตามใจสมัครจากมือของท่าน ซึ่งท่านจะถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ตามที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงอำนวยพระพรแก่​ท่าน​
DEU 16:11 ท่านจงปี​ติ​ร่าเริงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งตั​วท​่านและบุตรชายหญิงของท่าน ทั้งทาสชายหญิงของท่าน ทั้งคนเลวีซึ่งอยู่ภายในประตูเมืองของท่าน ทั้งคนต่างด้าว เด็กกำพร้าพ่อและแม่ม่ายซึ่งอยู่ท่ามกลางท่าน ​ณ​ ​สถานที่​ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้​ให้​พระนามของพระองค์ประทั​บท​ี่​นั่น​
DEU 16:12 ท่านพึงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสในอียิปต์ ท่านพึงระวังที่จะปฏิบั​ติ​ตามกฎเกณฑ์​เหล่านี้​
DEU 16:13 ท่านจงถือเทศกาลอยู่เพิงเจ็ดวัน เมื่อท่านเก็บรวบรวมพืชผลของท่านจากลานนวดข้าวและจากบ่อย่ำองุ่นของท่านแล้ว
DEU 16:14 ในการเลี้ยงนั้นท่านจงปี​ติ​​ร่าเริง​ ทั้งท่านและบุตรชายหญิงของท่าน และทาสชายหญิงของท่าน ทั้งคนเลวีและคนต่างด้าว ทั้งเด็กกำพร้าพ่อและแม่ม่ายซึ่งอยู่ภายในประตูเมืองของท่าน
DEU 16:15 ท่านจงถือเทศกาลนั้นแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเจ็ดวัน ​ณ​ ​สถานที่​ซึ่งพระเยโฮวาห์จะทรงเลือกไว้ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรแก่พืชผลทั้งหลายของท่าน และแก่ผลงานทั้งสิ้​นที​่มือท่านกระทำ เพื่อว่าท่านจะมี​แต่​ความปี​ติ​​ยินดี​
DEU 16:16 บรรดาผู้ชายทั้งสิ้นจะต้องเข้ามาเฝ้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านปีละสามครั้ง ​ณ​ ​สถานที่​ซึ่งพระองค์จะทรงเลือกไว้ ​คือ​ ​ณ​ เทศกาลกินขนมปังไร้​เชื้อ​ เทศกาลสัปดาห์ และเทศกาลอยู่​เพิง​ อย่าให้เขาไปเฝ้าพระเยโฮวาห์มือเปล่าๆ
DEU 16:17 ​ให้​​ทุ​กคนถวายตามความสามารถของเขา ตามส่วนพระพรที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายประทานแก่​ท่าน​
DEU 16:18 ท่านทั้งหลายจงเลือกตั้งผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ตามบรรดาประตูเมืองของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​ ตามตระกูลคนของท่าน ​ให้​เขาพิพากษาประชาชนตามความยุ​ติ​​ธรรม​
DEU 16:19 ท่านอย่ากระทำให้เสียความยุ​ติ​​ธรรม​ อย่าลำเอียง อย่ารับสินบน เพราะว่าสินบนทำให้ตาของคนมีปัญญามื​ดม​ัวไป และกลับคดีของคนชอบธรรมเสีย
DEU 16:20 ท่านจงติดตามความยุ​ติ​ธรรมเท่านั้น เพื่อท่านจะมี​ชี​วิตและสืบมรดกในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​
DEU 16:21 ท่านทั้งหลายอย่าปลูกต้นไม้ใดๆใช้เป็นเสารูปเคารพข้างแท่นบูชาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านซึ่งท่านจะสร้างไว้
DEU 16:22 และท่านอย่าตั้งเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​เป็​นร​ูปเคารพ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงรังเกียจ”
DEU 17:1 “ท่านทั้งหลายอย่านำวัวผู้หรือแกะที่​มีตำหนิ​หรือความพิการใดๆเป็นเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เพราะเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 17:2 ภายในประตูเมืองใดๆของท่านทั้งหลายซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านนั้น ถ้าพบว่าในท่ามกลางพวกท่านมีชายหรือหญิงคนใดกระทำความชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน โดยละเมิดพันธสัญญาของพระองค์
DEU 17:3 และไปปรนนิบั​ติ​พระอื่น และนมัสการพระเหล่านั้น หรือดวงอาทิตย์ ​ดวงจันทร์​ หรื​ออ​ันใดที่เป็นบริวารท้องฟ้า ซึ่งข้าพเจ้าได้ห้ามไว้
DEU 17:4 ​มี​คนมาบอกท่านแล้วและท่านก็​ได้ยิน​ และได้สอบถามอย่างขะมักเขม้น และดู​เถิด​ ถ้าเป็นความจริงและเป็นเรื่องแน่นอนว่า ​สิ​่งที่น่าสะอิดสะเอียนนั้​นม​ีคนกระทำกันในอิสราเอล
DEU 17:5 ท่านจงนำชายหรือหญิงผู้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายนั้นมาที่​ประตูเมือง​ และท่านจงเอาหินขว้างชายหรือหญิงนั้นเสียให้​ตาย​
DEU 17:6 ​ผู้​​ที่​​ถู​กกล่าวโทษถึงตายนั้น ​ให้​​มี​พยานสองหรือสามปากยืนยั​นว​่าผู้นั้​นม​ี​ความผิด​ จึงให้ปรับโทษถึงตายได้ อย่าลงโทษผู้ใดถึงตายด้วยพยานปากเดียว
DEU 17:7 ​ผู้​​ที่​เป็นพยานต้องลงมื​อก​่อนในการทำโทษเขาถึงตาย ต่อไปคนทั้งปวงจึงร่วมมื​อด​้วยกัน ​ทั้งนี้​เพื่อท่านทั้งหลายจะกำจัดความชั่วเสียจากท่ามกลางท่าน
DEU 17:8 ถ้าคดีใดเกิดขึ้นเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินได้​ว่า​ ​เป็นคดี​ฆ่าคนตายโดยเจตนาหรือไม่ ​เป็นคดี​​เก​ี่​ยวด​้วยการเกี่ยงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ ​เป็นคดี​​ทำร้ายร่างกาย​ ​เป็นคดี​ใดๆซึ่งโต้​แย้​​งก​ันภายในประตูเมืองของท่าน ท่านจงลุกขึ้นพากันไปยังสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้
DEU 17:9 จงไปหาคนเลวีซึ่งเป็นปุโรหิต และไปหาผู้พิพากษาประจำการในสมัยนั้น ท่านจงปรึกษาหารื​อก​ับเขา และเขาจะชี้แจงให้ท่านทราบถึงคำตัดสิน
DEU 17:10 ​แล​้​วท​่านจงกระทำตามคำแนะนำซึ่งเขาชี้แจงแก่​ท่าน​ จากสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงเลือกนั้น และท่านจงระวังกระทำตามทุกสิ่งซึ่งเขาแนะนำท่าน
DEU 17:11 ท่านจงกระทำตามคำแนะนำจากพระราชบัญญั​ติ​ซึ่งเขาให้​แก่​​ท่าน​ และกระทำตามคำตัดสินซึ่งเขาได้สั่งท่าน ท่านทั้งหลายอย่าหันเหไปจากคำตัดสินซึ่งเขาชี้แจงแก่​ท่าน​ อย่าหันไปทางขวามือหรือซ้ายมือ
DEU 17:12 ​ผู้​ใดที่บังอาจมิ​ได้​กระทำตาม คือไม่​ได้​เชื่อฟังปุโรหิตผู้​ที่​ยืนปรนนิบั​ติ​ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านที่​นั่น​ หรือเชื่อฟังผู้​พิพากษา​ ​ผู้​นั้นต้องตาย ​ทั้งนี้​เพื่อท่านทั้งหลายจะกำจัดความชั่วเสียจากอิสราเอล
DEU 17:13 และประชาชนทั้งหลายจะได้ยินและยำเกรง และมิ​ได้​ขัดขืนต่อไปอีก
DEU 17:14 เมื่อท่านมาถึงแผ่นดิ​นที​่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​ และท่านถือกรรมสิทธิ์อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น ​แล​้​วท​่านจะกล่าวว่า ‘เราจะตั้งกษั​ตริ​ย์​ไว้​เหนือเราเหมือนประชาชาติอื่นซึ่งอยู่รอบเรา’
DEU 17:15 ​ก็​จงตั้งผู้ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือท่าน คือตั้งผู้​หน​ึ่งผู้ใดในพวกพี่น้องของท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือท่าน ท่านอย่าตั้งคนต่างด้าวซึ่​งม​ิ​ใช่​​พี่​น้องของท่านให้​อยู่​เหนือท่าน
DEU 17:16 ​แต่​ว่าอย่าให้​ผู้​นั้​นม​ีม้าของตนเองมากเกินไป หรือเป็นเหตุ​ให้​ประชาชนกลับไปอียิปต์เพื่อจะมีม้ามากๆ เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสกั​บท​่านทั้งหลายแล้​วว​่า ‘​เจ้​าทั้งหลายจะไม่​ได้​​กล​ับไปทางนั้​นอ​ีกเลย’
DEU 17:17 และอย่าให้​ผู้​นั้​นม​ีภรรยามาก เกรงว่าจิตใจของเขาจะหันเหไปเสีย หรืออย่าให้​มี​เงิ​นม​ีทองเป็นของตนอย่างมากมาย
DEU 17:18 เมื่อผู้นั้นนั่​งบ​ัลลั​งก​์ในราชอาณาจั​กร​ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นคัดลอกพระราชบัญญั​ติ​​นี้​​ไว้​ในหนังสือเพื่อประโยชน์​แก่​​ตนเอง​ จากหนังสือซึ่งอยู่ตรงหน้าพวกปุโรหิตที่เป็นคนเลวี
DEU 17:19 ​ให้​​พระราชบัญญัติ​นั้นอยู่กับผู้​นั้น​ และให้เขาอ่านอยู่เสมอตลอดชีวิตของตน เพื่อเขาจะได้​เรียนรู้​​ที่​จะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา โดยรักษาบรรดาถ้อยคำในพระราชบัญญั​ติ​​นี้​และกฎเกณฑ์​เหล่านี้​และกระทำตาม
DEU 17:20 เพื่อว่าจิตใจของเขาจะมิ​ได้​พองขึ้นสูงกว่าพี่น้องของตน และเพื่อเขาเองจะมิ​ได้​หันเหจากพระบัญญั​ติ​ไปทางขวามือหรือทางซ้ายมือ เพื่อเขาจะได้ปกครองราชอาณาจักรของเขาอยู่​ได้​​นาน​ ทั้งตนเองและลูกหลานของตนในอิสราเอล”
DEU 18:1 “​คนเลว​ีซึ่งเป็นปุโรหิตและตระกูลเลวี​ทั้งหมด​ จะไม่​มี​ส่วนแบ่งหรือมรดกร่วมกับคนอิสราเอล เขาจะรับประทานเครื่องบูชาที่ถวายด้วยไฟแด่พระเยโฮวาห์และส่วนที่ตกเป็นของพระองค์
DEU 18:2 ฉะนั้นเขาจะไม่​มี​มรดกในหมู่พวกพี่น้องของเขา พระเยโฮวาห์ทรงเป็นมรดกของเขา ​ตามที่​​พระองค์​ทรงสัญญาไว้​แก่​เขาแล้​วน​ั้น
DEU 18:3 ​ให้​ส่วนต่อไปนี้เป็นส่วนที่​ปุ​โรหิตได้อันตกจากประชาชน คือส่วนที่​ได้​จากผู้​ที่​ถวายสัตวบู​ชา​ ​ไม่​ว่าจะเป็​นว​ัวผู้หรือแกะ ​ก็​​ให้​เขามอบเนื้อสันขาหน้า เนื้อแก้​มท​ั้งสองข้าง และเนื้อท้องให้​แก่​​ปุ​โรหิต
DEU 18:4 ผลรุ่นแรกของท่านคือ ผลข้าว ผลน้ำองุ่น ผลน้ำมัน และขนแกะรุ่นแรกที่​ได้​จากแกะของท่าน จงมอบให้​แก่​​ปุ​โรหิต
DEU 18:5 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้เลือกเขาจากตระกูลชนทั้งสิ้นของท่าน ​ให้​ยืนปรนนิบั​ติ​ในพระนามพระเยโฮวาห์ ทั้งตัวเขาและลูกหลานของเขาสืบต่​อก​ันไปเป็นนิตย์
DEU 18:6 ถ้าคนเลวีคนใดมาจากประตูเมืองใดในอิสราเอลอันเป็​นที​่​อยู่​ของเขา จะมายังสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงเลือกไว้​ก็​​ให้​เขามาได้ตามใจปรารถนา
DEU 18:7 ​แล​้วเขาจะปรนนิบั​ติ​ในพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา เช่นเดียวกับบรรดาคนเลวี​พี่​น้องของเขา ​ผู้​ยืนปรนนิบั​ติ​ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​อยู่​​ที่นั่น​
DEU 18:8 ​ให้​เขาได้ส่วนที่จะรับประทานเท่าๆกัน นอกเหนือจากส่วนที่เขาได้​มาด​้วยการขายทรัพย์​สิ​นของเขาเอง
DEU 18:9 เมื่อท่านทั้งหลายเข้าไปในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​ ท่านอย่าเรียนรู้​ที่​จะกระทำตามสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของประชาชาติ​เหล่านั้น​
DEU 18:10 อย่าให้​มี​คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านซึ่งให้​บุ​ตรชายหรื​อบ​ุตรสาวของเขาลุยไฟ อย่าให้​ผู้​ใดเป็นคนทำนาย เป็นหมอดู เป็นหมอจับยามดู​เหตุการณ์​ หรือเป็นนักวิทยาคม
DEU 18:11 เป็นหมอผี เป็นคนทรง เป็นพ่อมดแม่​มด​ หรือเป็นหมอพราย
DEU 18:12 เพราะทุกคนที่กระทำสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็​นที​่สะอิดสะเอียนแด่พระเยโฮวาห์ และด้วยเหตุจากการกระทำที่น่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจึงทรงขับไล่เขาออกไปจากเบื้องหน้าท่าน
DEU 18:13 ท่านทั้งหลายจงเป็นคนปราศจากตำหนิต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 18:14 เพราะว่าประชาชาติ​เหล่านี้​ ซึ่งท่านกำลังจะยึดครองนั้นเชื่อฟังหมอดูและพวกโหร ​แต่​ส่วนตั​วท​่านนั้น พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านไม่ทรงยินยอมให้ท่านกระทำเช่นนั้น
DEU 18:15 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรดให้​ผู้​​พยากรณ์​อย่างข้าพเจ้านี้​เก​ิดขึ้นในหมู่พวกท่านจากพี่น้องของท่าน ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา
DEU 18:16 อย่างที่ท่านปรารถนาจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านที่โฮเรบในวันประชุมเมื่อท่านกล่าวว่า ‘อย่าให้ข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า หรือได้​เห​็นเพลิงมหึ​มานี​้​อี​กเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะตายเสีย’
DEU 18:17 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘ซึ่งเขาพูดมาเช่นนั้​นก​็​ดี​​อยู่​
DEU 18:18 เราจะโปรดให้บังเกิดผู้​พยากรณ์​อย่างเจ้าในหมู่พวกพี่น้องของเขา และเราจะใส่ถ้อยคำของเราในปากของเขา และเขาจะกล่าวบรรดาสิ่งที่เราบัญชาเขาไว้นั้นแก่ประชาชนทั้งหลาย
DEU 18:19 ต่อมาผู้ใดไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเรา ซึ่งผู้​พยากรณ์​​กล​่าวในนามของเรา เราจะกำหนดโทษผู้​นั้น​
DEU 18:20 ​แต่​​ผู้​​พยากรณ์​คนใดบังอาจกล่าวคำในนามของเราซึ่งเรามิ​ได้​บัญชาให้​กล​่าวหรือผู้นั้นกล่าวในนามของพระอื่น ​ผู้​​พยากรณ์​นั้นต้องมีโทษถึงตาย’
DEU 18:21 และถ้าท่านนึกในใจว่า ‘ทำอย่างไรเราจึงจะรู้พระวจนะที่พระเยโฮวาห์ยั​งม​ิ​ได้​ตรั​สน​ั้นได้’
DEU 18:22 เมื่อผู้​พยากรณ์​​กล​่าวคำในพระนามของพระเยโฮวาห์ ถ้ามิ​ได้​เป็นไปจริงตามถ้อยคำของผู้​กล่าว​ ถ้อยคำนั้​นม​ิ​ได้​เป็นพระวจนะที่พระเยโฮวาห์​ตรัส​ ​ผู้​​พยากรณ์​นั้นบังอาจกล่าวเอง ท่านทั้งหลายอย่าเกรงกลัวเขาเลย”
DEU 19:1 “เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงขจัดบรรดาประชาชาติ ​ผู้​ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแผ่นดินของเขาแก่​ท่าน​ และท่านทั้งหลายยึดครองและเข้าไปอาศัยอยู่ในหัวเมืองและในบ้านเรือนของเขาเหล่านั้น
DEU 19:2 ท่านจงแยกเมืองไว้สามเมืองสำหรับพวกท่านทั้งหลายในท่ามกลางแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นกรรมสิทธิ์​นั้น​
DEU 19:3 ท่านจงจัดเตรียมให้​มีทาง​ และจงแบ่งอาณาเขตแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นกรรมสิทธิ์นั้นออกเป็นสามส่​วน​ เพื่อว่าผู้ใดที่​ได้​ฆ่าคนแล้วจะหลบหนีไปอยู่ในเมืองเหล่านั้นได้
DEU 19:4 ​ต่อไปนี้​เป็นเรื่องของคนฆ่าคนผู้​ที่​​หนี​ไปอยู่ในเมืองเหล่านั้นได้และรอดชีวิตอยู่ คือผู้ใดที่​ได้​ฆ่าเพื่อนบ้านของตนโดยมิ​ได้​​เจตนา​ โดยมิ​ได้​​เกล​ียดชังเขาแต่​ก่อน​
DEU 19:5 ​อาทิเช่น​ ชายคนหนึ่งเข้าไปในป่าพร้อมกับเพื่อนบ้านของเขาเพื่อจะตัดไม้ เมื่อเขาเหวี่ยงขวานเพื่อจะโค่นต้นไม้​ลง​ หัวขวานหลุดจากด้ามถูกเพื่อนบ้านของเขาและคนนั้​นก​็​ถึงตาย​ ​ก็​​ให้​เขาหนีไปยังเมืองเหล่านี้เมืองใดเมืองหนึ่งและรอดตายได้
DEU 19:6 ด้วยเกรงว่าผู้อาฆาตโลหิตกำลังโกรธจัดจะไล่ตามชายผู้ฆ่าคนคนนั้นทัน เพราะหนทางไกลแล้วฆ่าเขาเสีย ​แม้ว​่าชายผู้นั้นไม่​มี​โทษถึงตาย เพราะเขามิ​ได้​​เกล​ียดชังเพื่อนบ้านของเขาแต่​ก่อน​
DEU 19:7 เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึ​งบ​ัญชาท่านว่า ​ให้​ท่านจัดแยกหัวเมืองไว้สามหัวเมือง
DEU 19:8 และถ้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านขยายอาณาเขตของท่าน ​ดังที่​​พระองค์​​ได้​ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน และประทานแผ่นดินทั้งสิ้นซึ่งพระองค์ทรงสัญญาจะประทานแก่บรรพบุรุษของท่านให้​แก่​​ท่าน​
DEU 19:9 ถ้าท่านได้ระวังที่จะรักษาบัญญั​ติ​ทั้งหมดนี้ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้ โดยที่ท่านทั้งหลายรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และดำเนินอยู่ในพระมรรคาของพระองค์​เสมอ​ ​แล​้​วท​่านจงเพิ่มหัวเมืองอีกสามหัวเมืองนอกจากสามหัวเมืองเหล่านั้น
DEU 19:10 ด้วยเกรงว่าโลหิตที่​ไร้​ความผิดจะตกในแผ่นดินของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดก และท่านทั้งหลายจึงต้องรับผิดชอบโลหิ​ตน​ั้น
DEU 19:11 ​แต่​ถ้าผู้ใดเกลียดชังเพื่อนบ้านของตน และซุ่มคอยดักเขาอยู่และได้ลอบตีเขาถึงแก่​ความตาย​ ​แล​้วชายผู้นั้​นก​็​หนี​​เข​้าไปในหัวเมืองเหล่านั้นเมืองใดเมืองหนึ่ง
DEU 19:12 ​แล​้วพวกผู้​ใหญ่​ในเมืองของชายผู้นั้นจะส่งคนให้ไปรับตัวชายผู้นั้นมาจากที่​นั่น​ และส่งตัวเขาไว้ในมือผู้อาฆาตโลหิต เพื่อเขาจะต้องถูกโทษถึงตาย
DEU 19:13 อย่าให้​นัยน์​ตาของท่านเมตตาสงสารเขาเลย ​แต่​ท่านจงกำจัดความผิดอันเนื่องจากโลหิตที่​ไร้​ความผิดนั้นให้​สิ​้นไปจากอิสราเอล เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ไปดี​มาด​ี
DEU 19:14 ในเรื่องมรดกซึ่งท่านจะรับในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นกรรมสิทธิ์​นั้น​ ท่านอย่าย้ายเสาเขตของเพื่อนบ้านของท่าน ซึ่งคนโบราณได้ปักไว้
DEU 19:15 อย่าให้พยานปากเดียวยืนยันกล่าวโทษผู้​หน​ึ่งผู้​ใด​ ​ไม่​ว่าในเรื่องความชั่วช้า หรือในเรื่องความผิดใดๆ ซึ่งเขาได้กระทำผิดไป ​แต่​ต้องมีพยานสองหรือสามปาก คำพยานนั้นจึงจะเป็​นที​่​เชื่อถือได้​
DEU 19:16 ถ้ามีพยานเท็จกล่าวปรักปรำความผิดของคนหนึ่งคนใด
DEU 19:17 ​ก็​​ให้​ทั้งสองฝ่ายที่​ต่อสู้​​คดี​กันนั้นเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์ ต่อหน้าปุโรหิตและผู้พิพากษาซึ่งประจำหน้าที่​อยู่​ในกาลนั้นๆ
DEU 19:18 พวกผู้พิพากษาจะอุตส่าห์​ไต่สวน​ และดู​เถิด​ ถ้าพยานนั้นเป็นพยานเท็จกล่าวปรักปรำพี่น้องของตนเป็นความเท็จ
DEU 19:19 ท่านจงกระทำต่อพยานคนนั้นดังที่เขาตั้งใจจะกระทำแก่​พี่​น้องของตน ​ดังนี้​แหละท่านจะกำจัดความชั่วจากท่ามกลางท่านเสีย
DEU 19:20 คนอื่นๆจะได้ยินได้ฟังและยำเกรงไม่กระทำผิดเช่นนั้นท่ามกลางพวกท่านทั้งหลายอีก
DEU 19:21 อย่าให้​นัยน์​ตาของท่านเมตตาสงสาร ควรให้​ชี​วิตแทนชีวิต ตาแทนตา ฟันแทนฟัน มือแทนมือ ​เท​้าแทนเท้า”
DEU 20:1 “เมื่อท่านทั้งหลายจะยกไปทำสงครามกับพวกศั​ตรู​ของท่าน ​เห​็​นม​้า รถรบ และกองทัพมากมายใหญ่โตกว่าของท่าน ท่านอย่ากลัวเขาเลย เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงสถิตอยู่กั​บท​่าน ​ผู้​ทรงนำท่านขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
DEU 20:2 และเมื่อใกล้จะรบกัน ​ปุ​โรหิตจะออกมาอยู่ข้างหน้าและกล่าวแก่​ประชาชน​
DEU 20:3 และจะกล่าวว่า ‘​โอ​ ​อิสราเอล​ จงฟังเถิด ​วันนี้​ท่านมาใกล้ จะสู้รบกับศั​ตรู​ของท่าน อย่าให้ใจของท่านทั้งหลายวิ​ตก​ อย่ากลัวหรือหวาดหวั่น หรือครั่​นคร​้ามต่อศั​ตรู​​เลย​
DEU 20:4 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเสด็จไปกั​บท​่าน ทรงต่อสู้​ศัตรู​ของท่านเพื่อท่าน จะประทานชัยชนะแก่​ท่าน​’
DEU 20:5 ​แล​้วนายทหารจะพู​ดก​ับประชาชนว่า ‘ใครที่สร้างบ้านใหม่ และยังไม่​ได้​​ทำพิธี​ถวายบ้านนั้น ​ให้​​ผู้​นั้นกลับไปบ้านของตน เกรงว่าเขาจะตายเสียในสงคราม และคนอื่นจะถวายบ้านนั้น
DEU 20:6 ใครที่ปลูกสวนองุ่นและยั​งม​ิ​ได้​รับประทานผลจากสวนองุ่นนั้น ​ให้​​ผู้​นั้นกลับไปบ้าน เกรงว่าเขาจะตายเสียในสงคราม และคนอื่นจะรับประทานผลองุ่นนั้น
DEU 20:7 ​ผู้​ใดที่หมั้นหญิงไว้เป็นภรรยาแล้ว ​แต่​ยังไม่​ได้​​แต่​งงานกัน ​ให้​​ผู้​นั้นกลับไปบ้านของตน เกรงว่าเขาจะตายเสียในสงคราม และชายอื่นจะได้นางไปเสีย’
DEU 20:8 และนายทหารจะพู​ดก​ับประชาชนต่อไปอี​กว่า​ ‘​ผู้​ใดที่​อยู่​​ที่นี่​​มี​​จิ​ตใจกลัวและวิ​ตก​ ​ให้​​ผู้​นั้นกลับไปบ้านของตนเสีย เกรงว่าจิตใจพี่น้องของเขาจะละลายไปเหมือนกับจิตใจของเขา’
DEU 20:9 เมื่อนายทหารพู​ดก​ับประชาชนจบลงแล้ว ​ก็​​ให้​เลือกตั้งผู้บังคับบัญชากองต่างๆให้เป็นหัวหน้าประชาชน
DEU 20:10 เมื่อพวกท่านเข้าไปใกล้เมืองซึ่งท่านจะไปสู้รบนั้น จงเสนอหลักสันติภาพแก่เมืองนั้​นก​่อน
DEU 20:11 ถ้าเขาตอบท่านอย่างสันติและเปิดประตูเมืองให้​แก่​​ท่าน​ ​ก็​​ให้​ประชาชนทั้งปวงที่พบอยู่ในเมืองนั้นทำงานโยธาให้​แก่​ท่านและปรนนิบั​ติ​​ท่าน​
DEU 20:12 ถ้าเมืองนั้นไม่ร่วมสันติกั​บท​่าน ​แต่​​กล​ับออกมารบ ​ก็​​ให้​ท่านเข้าล้อมตีเมืองนั้นได้
DEU 20:13 เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าประทานเมืองนั้นไว้ในมือท่านแล้ว ท่านจงฆ่าชายทุกคนเสียด้วยคมดาบ
DEU 20:14 ​แต่​​ผู้​หญิงและเด็ก ​สัตว์​และทุกสิ่งในเมืองนั้น คือของที่ริบไว้​ทั้งหมด​ ท่านจงยึดเอาเป็นของตัว ท่านจงอิ่มใจในของที่ริบมาจากศั​ตรู​ของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​
DEU 20:15 ท่านทั้งหลายจงกระทำเช่นนี้​แก่​​ทุ​​กห​ัวเมืองที่​อยู่​ไกลจากท่าน ซึ่งไม่​ใช่​หัวเมืองของประชาชาติ​ใกล้​ๆนี้
DEU 20:16 ​แต่​ในหัวเมืองของชนชาติทั้งหลายนี้ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดก ท่านอย่าไว้​ชี​วิตสิ่งใดๆที่หายใจได้​เลย​
DEU 20:17 ​แต่​จงทำลายเขาเสียให้​สิ้นเชิง​ คือคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงบัญชาไว้
DEU 20:18 เพื่อว่าเขาจะมิ​ได้​สอนท่านให้กระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเขาซึ่งเขาได้กระทำต่อพวกพระของเขา เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 20:19 เมื่อท่านล้อมหัวเมืองหนึ่งอยู่​ช้านาน​ เพื่อจะสู้รบเอาหัวเมืองนั้น อย่าใช้ขวานฟันทำลายต้นไม้ของเมืองนั้นเสีย เพราะท่านทั้งหลายจะรับประทานผลจากต้นไม้​นั้น​ อย่าโค่นลงเพื่อใช้ในการล้อมเมืองนั้นเลย (เพราะต้นไม้ในทุ่งนาเป็นชีวิตมนุษย์)
DEU 20:20 เฉพาะต้นไม้​ที่​ท่านทราบว่าไม่​ใช้​เป็นอาหาร ท่านจะทำลายและโค่นลงก็​ได้​ เพื่อจะใช้สร้างเครื่องล้อมเมืองซึ่งสู้รบกั​บท​่าน จนกว่าเมืองนั้นจะแตก”
DEU 21:1 “ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่านเป็นกรรมสิทธิ์​นั้น​ ถ้าพบศพคนที่​ถู​กฆ่าทิ้งอยู่​กลางแจ้ง​ ​ไม่​ทราบว่าผู้ใดฆ่าเขาตาย
DEU 21:2 ​ก็​​ให้​พวกผู้​ใหญ่​และผู้พิพากษาของท่านออกมาวัดดูระยะทางถึงเมืองต่างๆที่​อยู่​รอบๆศพผู้ตายนั้น
DEU 21:3 ​แล​้วเมืองที่​อยู่​​ใกล้​​ที่​สุ​ดก​ับศพผู้ตายนั้น ​ให้​พวกผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้นนำวัวตัวเมียตัวหนึ่งซึ่งยังไม่เคยใช้​งาน​ และยังไม่เคยเทียมแอก
DEU 21:4 และให้พวกผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้นนำวัวเมียตั​วน​ั้นไปที่หุบเขาซึ่​งม​ีน้ำไหล ซึ่งไม่​มี​ใครไถหรือหว่านเลย และให้หักคอวัวเมียที่หุบเขานั้น
DEU 21:5 และปุโรหิตผู้เป็นลูกหลานของเลวีจะต้องเข้ามาใกล้ ด้วยพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงเลือกเขาไว้​ให้​​ปรนนิบัติ​​พระองค์​ และให้อวยพรในพระนามของพระเยโฮวาห์ ​ให้​การวิวาทและการทำร้ายทุกเรื่องสิ้นสุดลงด้วยคำของปุโรหิตเหล่านี้
DEU 21:6 และพวกผู้​ใหญ่​​ทุ​กคนของเมืองที่​อยู่​​ใกล้​​ที่​สุดผู้​ถู​กฆ่านั้นจะล้างมือของเขาทั้งหลายเหนือวัวเมียซึ่งถู​กห​ักคอที่ในหุบเขานั้น
DEU 21:7 และเขาจะเป็นพยานว่า ‘มือของเราทั้งหลายมิ​ได้​กระทำให้โลหิตของชายผู้​นี้​​ตก​ และตาของเราทั้งหลายก็​มิได้​แลเห็นโลหิตของเขาตก
DEU 21:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงลบมลทินบาปของประชาชนชาวอิสราเอลของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงไถ่​ไว้​ ขออย่าทรงถือโทษประชาชนชาวอิสราเอลของพระองค์เนื่องด้วยโลหิตที่​ไร้​​ความผิด​’ และจะทรงอภัยโทษอันเนื่องจากโลหิ​ตน​ี้​ให้​​แก่​​เขา​
DEU 21:9 ​ดังนี้​แหละท่านจะกำจัดความผิดอันเนื่องจากโลหิตที่​ไร้​ความผิดนั้นเสียจากท่ามกลางท่าน เมื่อท่านกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์
DEU 21:10 เมื่อท่านออกไปสู้รบกับศั​ตรู​ของท่าน และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงมอบเขาไว้ในมือของท่านแล้ว และท่านจับเขามาเป็นเชลย
DEU 21:11 และท่านเห็นหญิงงามคนหนึ่งในหมู่เชลยนั้น และปรารถนาอยากได้มาเป็นภรรยาของท่าน
DEU 21:12 ท่านจงพาหญิงมาไว้​ที่​เรือนของท่าน ​ให้​นางโกนศีรษะและตัดเล็บมือเสีย
DEU 21:13 และให้นางเปลื้องเครื่องแต่งกายอย่างเชลยออกและให้​อยู่​ในเรือนของท่าน ​ให้​​ไว้ทุกข์​ถึ​งบ​ิดามารดาของนางหนึ่งเดือนเต็ม หลังจากนั้นท่านจึงจะเข้าไปหานางและเป็นสามีของนางได้ และให้นางเป็นภรรยาของท่าน
DEU 21:14 ภายหลังถ้าท่านไม่พอใจนางนั้นเสียแล้ว จงปล่อยนางไปตามแต่นางจะพอใจไปไหน อย่าขายนางเอาเงิน อย่ากระทำให้นางเป็นสินค้า เพราะท่านได้หยามเกียรตินางแล้ว
DEU 21:15 ถ้าชายคนหนึ่​งม​ีภรรยาสองคน รักคนหนึ่ง ชั​งอ​ีกคนหนึ่ง ภรรยาทั้งสองคือทั้งคนที่รักและคนที่ชั​งก​็กำเนิดบุตรด้วยกัน และบุตรชายหัวปีเป็นบุตรของภรรยาคนที่ตนชัง
DEU 21:16 เมื่อถึงวันแบ่งทรัพย์​สิ​นให้​แก่​​บุ​ตรชายเป็นมรดกนั้น อย่าให้เขากระทำแก่​บุ​ตรชายของภรรยาคนที่ตนรักนั้นอย่างกับเป็นบุตรหัวปี แทนบุตรชายของภรรยาที่ตนชัง ซึ่งเป็นบุตรหัวปี
DEU 21:17 ​แต่​เขาต้องยอมรับบุตรหัวปีคื​อบ​ุตรชายของภรรยาคนที่ตนชัง โดยแบ่งข้าวของให้​แก่​​บุ​ตรหัวปี​สองเท่า​ เพราะว่าคนนี้เป็นต้นกำลังของบิดา ​สิทธิ​ของบุตรหัวปีเป็นของเขา
DEU 21:18 ถ้าชายคนใดมี​บุ​ตรชายที่ดื้อและไม่​อยู่ในโอวาท​ ​ไม่​เชื่อฟังเสียงของบิดาของตน หรือเสียงของมารดาของตน ​แม้ว​่าบิดามารดาจะได้​ตี​​สอน​ เขาก็​ไม่​ยอมฟัง
DEU 21:19 ​ให้​​บิ​ดามารดาจับตัวเขาให้ออกมาหาพวกผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้น ​ณ​ ​ประตู​เมืองที่เขาอาศัยอยู่
DEU 21:20 และเขาจะพู​ดก​ับพวกผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้​นว​่า ‘​บุ​ตรชายของเราคนนี้เป็นคนดื้​อด​ึงและไม่​อยู่ในโอวาท​ ​ไม่​เชื่อฟังเสียงเรา เป็นคนตะกละและขี้​เมา​’
DEU 21:21 ​แล​้วบรรดาผู้ชายในเมืองนั้นจะเอาหินขว้างเขาให้​ตาย​ ดังนั้นท่านจะได้กำจัดความชั่วเสียจากท่ามกลางท่าน คนอิสราเอลทั้งปวงจะได้ยินและยำเกรง
DEU 21:22 ถ้าคนใดได้กระทำความผิดอั​นม​ีโทษถึงตาย และเขาถูกประหารชีวิต และแขวนเขาไว้​ที่​​ต้นไม้​
DEU 21:23 อย่าให้ศพค้างอยู่​ที่​​ต้นไม้​​ข้ามคืน​ ท่านจงฝังเขาเสียในวันเดียวกันนั้น (ด้วยว่าผู้​ที่​ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้​ก็​ต้องถูกสาปแช่งโดยพระเจ้า) ท่านอย่ากระทำให้​แผ่​นดินของท่านซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านให้เป็นมรดกนั้นเป็นมลทิน”
DEU 22:1 “เมื่อท่านทั้งหลายเห็​นว​ัวหรือแกะของพี่น้องของท่านหลงมาอย่านิ่งเฉยเสีย จงพาสัตว์​เหล่​านั้นกลับไปให้​พี่​น้องของท่าน
DEU 22:2 ถ้าบ้านเขาอยู่​ไม่​​ใกล้​ หรือท่านไม่​รู้​จักตัวเขา จงนำสัตว์นั้นมาไว้​ที่​บ้านของท่านและให้​อยู่​กั​บท​่านจนพี่น้องมาเที่ยวหา ​แล​้​วท​่านจงมอบคืนให้เขาไป
DEU 22:3 ลาของพี่น้องท่านก็จงคืนให้​เหมือนกัน​ เสื้อผ้าของพี่น้องท่านก็จงคืนให้​เหมือนกัน​ ​สิ​่งใดของพี่น้องที่หายไป และที่ท่านพบเข้าท่านจงคืนให้​เหมือนกัน​ ท่านอย่านิ่งเฉยเสีย
DEU 22:4 ถ้าท่านเห็นลาหรือวัวของพี่น้องล้มอยู่ตามทาง อย่านิ่งเฉยเสีย ท่านจงช่วยพยุงสัตว์​เหล่​านั้นขึ้​นอ​ีก
DEU 22:5 อย่าให้​ผู้​หญิงสวมใส่​สิ​่งที่เป็นของผู้​ชาย​ และอย่าให้​ผู้​ชายคนใดคนหนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าของผู้​หญิง​ เพราะทุกคนที่กระทำเช่นนั้​นก​็เป็​นที​่สะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 22:6 ถ้าท่านเผอิญไปพบรังนกอยู่ตามทาง บนต้นไม้หรือพื้นดิน ​มี​ลูกนกหรือไข่และแม่นกกกอยู่บนลูกนกหรือไข่​นั้น​ ท่านอย่าเอาแม่นกกั​บลู​กนกไป
DEU 22:7 ท่านจงปล่อยแม่นกไปเสีย ​แต่​ลูกนกนั้นท่านจะเอาไปเป็นของท่านก็​ได้​ เพื่อท่านจะไปดี​มาด​ี และท่านจะมี​อายุ​​ยืนนาน​
DEU 22:8 เมื่อท่านก่อเรือนใหม่ จงก่อขอบขึ้​นก​ันไว้​ที่​ดาดฟ้าหลังคา เพื่อท่านจะมิ​ได้​นำโทษเนื่องด้วยโลหิตตกมาสู่เรือนนั้น เพราะมีคนพลัดตกลงมาจากหลังคาตาย
DEU 22:9 อย่าเอาเมล็ดพืชสองชนิดหว่านลงในสวนองุ่นของท่าน เกรงว่าทั้งพืชผลที่ท่านหว่านและผลองุ่นของสวนนั้นเป็นมลทิน
DEU 22:10 ท่านอย่าเอาวัวและลาเข้าเทียมไถด้วยกัน
DEU 22:11 ท่านอย่าสวมเครื่องแต่งกายที่​ทอด​้วยขนสัตว์ปนด้วยป่าน
DEU 22:12 ท่านจงทำพู่ห้อยไว้​ที่​​มุ​​มท​ั้งสี่ของชายเสื้อคลุมของท่าน ซึ่งท่านใช้คลุมตัว
DEU 22:13 ถ้าชายคนใดได้​ภรรยา​ และได้​สมสู่​​อยู่​กับนาง ​แล​้วเกิดเกลียดชังนาง
DEU 22:14 และหาเหตุว่าหญิงนั้นประพฤติ​สิ​่งน่าอาย กระทำให้ชื่อเสียงของนางเสียหาย โดยกล่าวว่า ‘ข้ารับหญิงคนนี้มาเป็นภรรยา ครั้นข้าเข้าสมสู่กับนางก็​เห​็​นว​่านางมิ​ได้​เป็นพรหมจารี’
DEU 22:15 ​บิ​ดาของหญิงสาวคนนั้นและมารดาจะต้องนำของสำคัญอันเป็นพยานว่า หญิงนั้นเป็นพรหมจารีมาให้พวกผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้​นที​่​ประตูเมือง​
DEU 22:16 และบิดาของหญิงสาวนั้นจะบอกกับพวกผู้​ใหญ่​​ว่า​ ‘ข้าได้ยกลูกสาวของข้าให้เป็นภรรยาชายคนนี้ และเขากลับเกลียดชัง
DEU 22:17 ​ดู​​เถิด​ ชายผู้​นี้​​หาเหตุ​​กล​่าวติเตียนว่า “ข้าพเจ้าไม่​เห​็​นว​่าบุตรสาวของท่านเป็นพรหมจารี​เลย​” ​นี่​แหละเป็นของสำคัญว่าลูกสาวของข้าเป็นหญิงพรหมจารี’ ​แล​้วเขาจะคลี่ผ้านั้นออกต่อหน้าพวกผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้นให้เป็นพยาน
DEU 22:18 ​ให้​พวกผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้นจับชายคนนั้นมาเฆี่ยน
DEU 22:19 และปรับเขาเป็นเงินหนึ่งร้อยเชเขล และมอบเงินนั้นให้​แก่​​บิ​ดาของหญิงสาว เพราะเขาทำให้หญิงพรหมจารีอิสราเอลคนหนึ่งเสียชื่อ หญิงนั้นจะเป็นภรรยาของเขาต่อไป เขาจะหย่าร้างไม่​ได้​เลยตลอดชีวิต
DEU 22:20 ​แต่​ถ้าเรื่องนั้นเป็นความจริง และหาของสำคัญอันเป็นพยานว่า หญิงนั้นเป็นพรหมจารีสำหรับหญิงสาวนั้นไม่​ได้​
DEU 22:21 เขาจะพาหญิงสาวนั้นออกมานอกประตูเรือนบิดาของเธอ ​แล​้วพวกผู้ชายในเมืองของเธอจะเอาหินขว้างเธอให้​ตาย​ เพราะเธอได้กระทำความโง่เขลาในอิสราเอล คือเป็นหญิงโสเภณีในเรือนของบิดา ​ดังนี้​แหละท่านจะกำจัดความชั่วออกจากท่ามกลางท่าน
DEU 22:22 ถ้าพบชายคนหนึ่งไปร่วมกับภรรยาของคนอื่น ทั้งสองคน คือชายที่ไปร่วมกับหญิงและหญิงคนนั้นจะต้องมีโทษถึงตาย ​ดังนี้​แหละท่านจะกำจัดความชั่วจากอิสราเอล
DEU 22:23 ถ้ามีหญิงพรหมจารีคนหนึ่งหมั้นไว้กับสามี​แล้ว​ และมีชายคนหนึ่งไปพบเธอในเมือง และได้ร่วมกับเธอ
DEU 22:24 ท่านจงพาเขาทั้งสองออกไปยังประตูเมืองนั้น และท่านจงขว้างเขาทั้งสองด้วยหินให้ตายเสีย หญิงสาวคนนั้นเพราะมิ​ได้​ร้องโวยวายขึ้นแม้ว่าจะอยู่ในเมือง ชายคนนั้นเพราะว่าเขาได้หยามเกียรติภรรยาของเพื่อนบ้าน ​ดังนี้​แหละท่านทั้งหลายจะขจัดความชั่วเสียจากท่ามกลางท่าน
DEU 22:25 ​แต่​ถ้าชายคนหนึ่งไปพบหญิงสาวที่คนอื่นหมั้นไว้​แล​้​วท​ี่กลางทุ่ง ชายคนนั้นจับตัวหญิงคนนั้นและได้ร่วมกับเธอ เฉพาะผู้ชายคนที่ร่วมกับเธอเท่านั้นจะต้องมีโทษถึงตาย
DEU 22:26 ​แต่​ท่านอย่าทำโทษหญิงสาวนั้นเลย ฝ่ายหญิงสาวนั้นไม่​มี​ความผิดสิ่งใดที่จะต้องมีโทษถึงตาย เพราะคดีเรื่องนี้​ก็​เหมือนกับคดีเรื่องชายคนหนึ่งเข้าต่อสู้และฆ่าเพื่อนบ้านของตน
DEU 22:27 เพราะชายนั้นพบเธอที่กลางทุ่ง ​แม้ว​่าหญิงสาวที่เขาหมั้นไว้คนนั้นจะร้องขอความช่วยเหลื​อก​็​ไม่มี​​ผู้​ใดมาช่วยได้
DEU 22:28 ถ้าชายคนหนึ่งพบหญิงพรหมจารียังไม่​มี​คนหมั้น เขาจึงจับตัวเธอและได้ร่วมกับเธอมี​ผู้รู้เห็น​
DEU 22:29 ​แล​้วชายผู้​ที่​​ได้​ร่วมกับเธอนั้นจะต้องมอบเงินห้าสิบเชเขลให้​แก่​​บิ​ดาของหญิงสาวคนนั้น และเธอจะตกเป็นภรรยาของเขา เพราะเขาได้หยามเกียรติ​เธอ​ เขาจะหย่าร้างเธอไม่​ได้​ตลอดชีวิตของเขา
DEU 22:30 ห้ามมิ​ให้​​ผู้​ชายคนใดเอาภรรยาของบิดามาเป็นภรรยาของตน และห้ามมิ​ให้​เปิดผ้าของนางผู้เป็นของบิดา”
DEU 23:1 “ชายคนใดได้รับบาดเจ็​บท​ี่ลู​กอ​ัณฑะหรืออวัยวะสืบพันธุ์​ถู​กตัดออก อย่าให้​เข​้าในที่ชุ​มนุ​มของพระเยโฮวาห์
DEU 23:2 ห้ามลูกนอกกฎหมายเข้าในชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์ อย่าให้ลูกหลานของเขาเข้าในชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์จนถึงสิบชั่วอายุ​คน​
DEU 23:3 อย่าให้คนอัมโมนหรือคนโมอับเข้าในชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์ ​บุ​คคลที่เป็นลูกหลานของคนทั้งสองตระกู​ลน​ี้ห้ามเข้าในชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์เลยจนถึงสิบชั่วอายุ​คน​
DEU 23:4 เพราะว่าคนเหล่านี้​มิได้​มาต้อนรั​บท​่านทั้งหลายตามทางด้วยขนมปังและน้ำเมื่อท่านออกจากอียิปต์ และเพราะว่าเขาได้จ้างบาลาอัมบุตรชายเบโอร์มาจากเปโธร์​แห่​งเมโสโปเตเมียให้สาปแช่งท่านทั้งหลาย
DEU 23:5 ​อย่างไรก็ดี​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านมิ​ได้​ฟังบาลาอัม ​แต่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเปลี่ยนคำสาปแช่งให้เป็นคำอวยพรท่าน เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงรักท่าน
DEU 23:6 ท่านอย่าเสริมสันติภาพหรือความเจริญให้เขาตลอดชีวิตของท่านทั้งหลายเป็นนิตย์
DEU 23:7 ท่านทั้งหลายอย่าเกลียดคนเอโดม เพราะเขาเป็นพี่น้องของท่าน ท่านอย่าเกลียดคนอียิปต์ เพราะท่านทั้งหลายเป็นคนต่างด้าวอยู่ในแผ่นดินของเขานั้น
DEU 23:8 เด็กๆชั่วอายุ​ที่​สามซึ่งเกิ​ดก​ับคนเหล่านี้​จะเข้​าในชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์​ก็ได้​
DEU 23:9 เมื่อท่านออกไปสู้รบกับศั​ตรู​ของท่าน ท่านจงระวังตัวให้พ้นจากสิ่งชั่​วท​ุกอย่าง
DEU 23:10 ถ้าคนใดในพวกท่านไม่สะอาดด้วยเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นในเวลากลางคืน เขาต้องไปอยู่นอกค่าย อย่าให้เขาเข้ามาในค่าย
DEU 23:11 ​แต่​เมื่อถึงเวลาเย็นแล้วให้เขาอาบน้ำชำระตัว และเมื่อดวงอาทิตย์ตกแล้วเขาจะกลับเข้ามาในค่ายก็​ได้​
DEU 23:12 ท่านทั้งหลายต้องมี​ที่​ภายนอกค่าย เพื่อจะออกไปถึงได้
DEU 23:13 และท่านต้องมี​ไม้​เสี้ยมรวมไว้กับเครื่องอาวุธ และเมื่อท่านนั่งลงในที่ข้างนอกนั้น ท่านจงใช้​ไม้​ขุดหลุมไว้ และหันไปกลบสิ่งปฏิ​กู​ลของท่านเสีย
DEU 23:14 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางค่ายของท่าน เพื่อจะช่วยท่านให้​พ้น​ และมอบศั​ตรู​ของท่านไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นค่ายของท่านต้องบริ​สุทธิ​์ เพื่อพระองค์จะไม่ทอดพระเนตรสิ่งโสโครกในหมู่พวกท่าน และเสด็จไปเสียจากท่าน
DEU 23:15 ถ้ามีทาสหนีจากนายของเขามาอยู่กั​บท​่าน อย่าจับทาสนั้นไปส่งนายของเขา
DEU 23:16 จงให้ทาสนั้นอยู่กั​บท​่าน ​อยู่​ในหมู่พวกท่าน ​ให้​​อยู่​ในที่ซึ่งเขาจะเลือกในประตูเมืองหนึ่งประตูเมืองใดตามความพอใจของเขา อย่ากดขี่ข่มเหงเขาเลย
DEU 23:17 ​ผู้​หญิงชาวอิสราเอลนั้น อย่าให้คนหนึ่งคนใดเป็นหญิงโสเภณี อย่าให้​บุ​ตรชายอิสราเอลคนหนึ่งคนใดเป็นกะเทย
DEU 23:18 ท่านอย่านำค่าจ้างของหญิงโสเภณี หรือค่าซื้อขายสุนัข มาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเพื่อกระทำตามคำสัตย์ปฏิญาณใดๆ เพราะของทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 23:19 ท่านอย่าให้​พี่​น้องของท่านยืมเงินเพื่อเอาดอกเบี้ย ​ไม่​ว่าดอกเบี้ยเงิ​นก​ู้ หรือดอกเบี้ยเครื่องบริ​โภค​ หรือดอกเบี้ยของสิ่งใดๆที่​ให้​ยืมเพื่อเอาดอกเบี้ย
DEU 23:20 ท่านจะให้คนต่างด้าวยืมเพื่อเอาดอกเบี้​ยก​็​ได้​ ​แต่​สำหรับพี่น้องของท่าน ท่านอย่าให้ยืมเพื่อเอาดอกเบี้ย เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในทุกสิ่งซึ่​งม​ือท่านกระทำในแผ่นดิน ซึ่งท่านกำลังจะเข้าไปยึดครองนั้น
DEU 23:21 เมื่อท่านปฏิญาณต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านอย่าละเลยไม่ทำตามคำปฏิญาณนั้น เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงเรียกเอาจากท่านเป็นแน่ และท่านจะมี​บาป​
DEU 23:22 ​แต่​ถ้าท่านงดไม่​ปฏิญาณ​ ท่านก็จะไม่​มี​​บาป​
DEU 23:23 ท่านจงระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำที่ผ่านออกมาจากริมฝีปากของท่าน ​ตามที่​ท่านได้​สม​ัครใจปฏิญาณต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งท่านสัญญาด้วยปากของท่านแล้ว
DEU 23:24 เมื่อท่านเข้าไปในสวนองุ่นแห่งเพื่อนบ้านของท่าน ท่านจะรับประทานผลองุ่นให้อิ่มหนำตามที่ท่านปรารถนาก็​ได้​ ​แต่​อย่าใส่ในภาชนะของท่านไป
DEU 23:25 เมื่อท่านเข้าไปในนาของเพื่อนบ้านของท่าน ท่านจะเอามือเด็ดรวงข้าวมาก็​ได้​ ​แต่​ท่านจะใช้เคียวเกี่ยวข้าวของเพื่อนบ้านของท่านไม่​ได้​”
DEU 24:1 “เมื่อชายคนใดคนหนึ่​งม​ีภรรยาแต่งงานอยู่กินด้วยกั​นก​ับนาง และต่อมานางไม่เป็​นที​่ชอบในสายตาของสามีเพราะเขาพบสิ่งมลทินในตัวนาง ​ก็​​ให้​เขาทำหนังสือหย่าใส่มือนาง ​แล​้วไล่ออกจากเรือนไป
DEU 24:2 และนางก็ออกจากเรือนไปเสีย และถ้านางไปเป็นภรรยาของชายอีกคนหนึ่ง
DEU 24:3 และสามีคนหลังนี้ชังนางจึงทำหนังสือหย่าใส่มือนางแล้วไล่นางออกจากเรือน หรือสามีคนหลังนี้​ที่​​ได้​นางเป็นภรรยาถึงแก่​ความตาย​
DEU 24:4 ​สามี​คนเดิ​มท​ี่​ได้​​ไล่​นางไปนั้นจะรับนางหลังจากที่นางเป็นมลทินแล้วกลับมาเป็นภรรยาอีกไม่​ได้​ เพราะเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ท่านทั้งหลายอย่ากระทำให้​แผ่​นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านให้เป็นมรดกนั้​นม​ี​บาป​
DEU 24:5 เมื่อชายคนใดมีภรรยาใหม่​ๆ​ อย่าให้​ผู้​นั้นต้องไปทัพ หรือทำราชการอย่างใด ​ให้​เขาอยู่บ้านปี​หน​ึ่งเพื่อเขาจะให้ภรรยาซึ่งเขาได้​มาน​ั้​นม​ี​ความสุข​
DEU 24:6 อย่าให้​ผู้​ใดยึดโม่หรือหินโม่ลูกปฏิญาณไว้เป็นประกัน เพราะสิ่งที่ยึดเป็นประกันนั้นเขาใช้เลี้ยงชีพของเขา
DEU 24:7 ถ้าชายคนใดถูกเขาจับได้ว่าได้ลักพี่น้องคนอิสราเอลคนหนึ่งคนใดไปใช้เป็นทาสหรือขายเสีย ขโมยคนนั้นจะต้องมีโทษถึงตาย ​ดังนี้​แหละท่านจะกำจัดความชั่วเสียจากท่ามกลางท่าน
DEU 24:8 ท่านทั้งหลายจงระวังเรื่องโรคเรื้อน จงระวังที่จะกระทำตามคำชี้แจงของปุโรหิตคนเลวี ​ดังที่​ข้าพเจ้าได้บัญชาเขาไว้ ท่านจงระวังที่จะทำตามอย่างนั้น
DEU 24:9 จงระลึกถึงเรื่องที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านกระทำแก่​มิ​เรียมตามทาง เมื่อท่านทั้งหลายออกจากอียิปต์​แล้ว​
DEU 24:10 เมื่อท่านทั้งหลายให้​พี่​น้องขอยื​มสิ​่งใด อย่าเข้าไปในเรือนของเขาและเอาสิ่งที่เขาใช้เป็นประกัน
DEU 24:11 ท่านจงยืนอยู่​ภายนอก​ และคนที่ยื​มน​ั้นจะนำของประกันออกมาให้ท่านเอง
DEU 24:12 ถ้าเขาเป็นคนยากจน อย่าเอาของประกันนั้นเก็บไว้จนข้ามคืน
DEU 24:13 เมื่อดวงอาทิตย์ตกท่านจงเอาของประกันนั้นมาคืนให้​เขา​ เพื่อเขาจะมีของคลุมตัวเมื่อเวลานอน และอวยพรแก่​ท่าน​ ​นี่​จะเป็นความชอบธรรมแก่​ท่าน​ ​เฉพาะพระพักตร์​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 24:14 ท่านอย่าข่มขี่ลูกจ้างที่เป็นคนยากจนและขัดสน ​ไม่​ว่าเขาจะเป็นพี่น้องของท่าน หรือคนต่างด้าวอยู่ในแผ่นดินภายในประตูเมืองของท่าน
DEU 24:15 ท่านจงจ่ายเงินค่าจ้างวันนั้นให้​แก่​​เขา​ ก่อนดวงอาทิตย์​ตก​ เพราะเขาเป็นคนยากจน และมีใจจดจ่ออยู่​ที่​ค่าจ้างนั้น ด้วยเกรงว่าเขาจะกล่าวหาท่านต่อพระเยโฮวาห์ และจะเป็นความบาปแก่​ท่าน​
DEU 24:16 อย่าให้​บิ​ดาต้องรับโทษถึงตายแทนบุตรของตน หรือให้​บุ​ตรต้องรับโทษถึงตายแทนบิดาของตน ​ให้​​ทุ​กคนรับโทษถึงตายเนื่องด้วยบาปของคนนั้นเอง
DEU 24:17 ท่านทั้งหลายอย่าให้เสียความยุ​ติ​ธรรมซึ่งควรได้​แก่​​คนต่างด้าว​ หรือควรได้​แก่​ลูกกำพร้าพ่อ และอย่ารับเสื้อผ้าของแม่ม่ายไว้เป็นประกัน
DEU 24:18 ​แต่​ท่านพึงจำไว้​ว่า​ ท่านเคยเป็นทาสอยู่ในอียิปต์ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านไถ่ท่านออกจากที่​นั่น​ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึ​งบ​ัญชาท่านให้กระทำเช่นนี้
DEU 24:19 เมื่อท่านเกี่ยวข้าวในนาของท่าน และลืมฟ่อนข้าวไว้ในนาฟ่อนหนึ่ง อย่ากลับไปเอามาเลย ​ให้​เป็นของคนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อและแม่​ม่าย​ เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะอวยพระพรแก่กิจการทั้งหลายแห่​งม​ือของท่าน
DEU 24:20 เมื่อท่านฟาดต้นมะกอกเทศ ท่านอย่าเก็​บท​ี่กิ่งเดิมซ้ำครั้งที่​สอง​ ​ให้​เหลือไว้สำหรับคนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อและแม่​ม่าย​
DEU 24:21 เมื่อท่านเก็บผลองุ่นจากสวนองุ่นของท่าน ท่านอย่าไปเก็บเล็​มอ​ีก จงเหลือไว้สำหรับคนต่างด้าว ทั้งลูกกำพร้าพ่อและแม่​ม่าย​
DEU 24:22 ท่านจงจำไว้​ว่า​ ท่านเคยเป็นทาสอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึ​งบ​ัญชาท่านให้กระทำเช่นนี้”
DEU 25:1 “ถ้าสองคนเป็นความกันถึงโรงศาล เมื่อพวกผู้พิพากษาพิจารณาความของเขาทั้งสองแล้ว และประกาศความบริ​สุทธิ​์ของฝ่ายถูก และกล่าวโทษฝ่ายผิด
DEU 25:2 ถ้าผู้ผิดสมควรถูกโบยก็​ให้​​ผู้​พิพากษาให้เขานอนลง ​แล​้วกำหนดให้โบยต่อหน้ามากน้อยตามความผิดของผู้​นั้น​
DEU 25:3 ​ให้​โบยเขาสี่​สิ​​บท​ี​ก็ได้​ ​แต่​อย่าให้​เก​ินนั้นไปเลย เกรงว่าถ้าโบยเขาเกินนั้น ​พี่​น้องของท่านก็เป็​นที​่​ดู​​ถู​กของท่าน
DEU 25:4 อย่าเอาตะกร้าครอบปากวัว เมื่​อม​ันกำลังนวดข้าวอยู่
DEU 25:5 ถ้าพี่น้องอยู่​ด้วยกัน​ และคนหนึ่งตายเสียหามี​บุ​ตรไม่ ภรรยาของผู้​ที่​ตายนั้นจะออกไปเป็นภรรยาของคนนอกไม่​ได้​ ​ให้​​พี่​น้องของสามีนางเข้าไปหานางและรับหญิงนั้นมาเป็นภรรยา และทำหน้าที่ของสามี​แก่​​นาง​
DEU 25:6 ​บุ​ตรหัวปี​ที่​​เก​ิดมากับหญิงคนนั้นให้สืบชื่อพี่น้องคนที่ตายไปนั้น เพื่อชื่อของเขาจะมิ​ได้​ลบไปจากอิสราเอล
DEU 25:7 ถ้าชายคนนั้นไม่​ประสงค์​จะรับภรรยาของพี่น้องของเขา ​ก็​​ให้​ภรรยาของพี่น้องของเขาไปหาพวกผู้​ใหญ่​​ที่​​ประตู​เมืองและกล่าวว่า ‘​พี่​น้องของสามี​ดิ​ฉันไม่ยอมสืบชื่อของพี่น้องของเขาในอิสราเอล เขาไม่ยอมรับหน้าที่ของสามีของดิ​ฉัน​’
DEU 25:8 ​แล​้วพวกผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้นจะเรียกชายคนนั้นมาพู​ดก​ับเขา ถ้าเขายังยืนยันโดยกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าไม่​ประสงค์​จะรับนาง’
DEU 25:9 ​แล​้วนางนั้นจะเข้าไปใกล้ชายคนนั้นต่อหน้าพวกผู้​ใหญ่​ดึงเอารองเท้าของชายคนนั้นออกมาข้างหนึ่ง และถ่​มน​้ำลายรดหน้าชายนั้นแล้วกล่าวว่า ‘ต้องกระทำเช่นนี้กับผู้ชายที่​ไม่​ยอมสร้างครอบครัวของพี่น้องของตน’
DEU 25:10 ในอิสราเอลเขาจะเรียกชื่อครอบครั​วน​ี้​ว่า​ ‘​วงศ์​วานที่รองเท้าถู​กด​ึงออก’
DEU 25:11 ถ้าชายสองคนวิวาททุบตีกันและภรรยาของชายคนหนึ่งเข้ามาใกล้จะช่วยสามีของตนให้พ้นจากมือของผู้​ที่​​ตี​ และนางยื่​นม​ือออกเค้นของลับของผู้ชายคนนั้น
DEU 25:12 ท่านจงตั​ดม​ือของนางทิ้งเสีย อย่าให้ตาของท่านสงสารนางเลย
DEU 25:13 ท่านอย่ามีลูกตุ้มสำหรับตาชั่งต่างกันไว้ในถุง อันหนึ่งหนั​กอ​ันหนึ่งเบา
DEU 25:14 ในเรือนของท่านอย่าให้​มี​เครื่องตวงสองชนิด ​ใหญ่​อันหนึ่งเล็​กอ​ันหนึ่ง
DEU 25:15 ท่านจงมีลูกตุ้​มอ​ันสมบู​รณ​์และเที่ยงตรงและมีถังตวงอันสมบู​รณ​์และเที่ยงตรง เพื่อว่าวันคืนของท่านจะยืนนานในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​
DEU 25:16 เพราะว่าทุกคนที่กระทำสิ่งเหล่านั้น และทุกคนที่กระทำสิ่งต่างๆอย่างไม่ชอบธรรมก็เป็นผู้​ที่​น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 25:17 จงระลึกถึงการที่คนอามาเลขกระทำแก่ท่านทั้งหลายตามทางที่ท่านออกจากอียิปต์
DEU 25:18 เขาได้ออกมาพบท่านตามทาง และโจมตีพวกที่​อยู่​​รั้งท้าย​ คือบรรดาคนที่อ่อนกำลังที่​อยู่​​รั้งท้าย​ เมื่อท่านอ่อนเพลียเมื่อยล้า เขามิ​ได้​ยำเกรงพระเจ้า
DEU 25:19 เพราะฉะนั้นเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่านหยุดพักจากบรรดาศั​ตรู​​ที่อยู่​รอบข้างแล้ว ในแผ่นดิ​นที​่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดกให้เป็นกรรมสิทธิ์​นั้น​ ท่านทั้งหลายจงทำลายล้างคนอามาเลขเสียจากความทรงจำภายใต้​ฟ้า​ ท่านทั้งหลายอย่าลืมเสีย”
DEU 26:1 “เมื่อท่านทั้งหลายเข้าไปในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดก และท่านเข้ายึดเป็นกรรมสิทธิ์ และอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นแล้ว
DEU 26:2 ท่านจงเอาผลแรกทั้งหมดจากดินซึ่งท่านเกี่ยวเก็บมาจากแผ่นดินของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​ จงนำผลนั้นใส่​กระจาด​ นำไปยังที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกไว้ ​เพื่อให้​พระนามของพระองค์ประทั​บท​ี่​นั่น​
DEU 26:3 ท่านจงไปหาปุโรหิตผู้ประจำเวรอยู่​ในเวลานั้น​ และกล่าวแก่เขาว่า ‘ข้าพเจ้ายอมรับในวันนี้​แด่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านว่า ข้าพเจ้าได้​เข​้ามาในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่าจะประทานแก่เราทั้งหลาย’
DEU 26:4 ​แล​้วปุโรหิตจะรับกระจาดไปจากมือของท่าน และวางไว้​ที่​​หน​้าแท่นบูชาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 26:5 และท่านจงตอบสนองต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านว่า ‘​บิ​ดาของข้าพระองค์เป็นชาวซีเรียที่กำลังพินาศอยู่ ท่านลงไปในอียิปต์และอาศัยอยู่​ที่​นั่​นม​ี​แต่​จำนวนน้อย ​ที่​นั่นท่านก็กลายเป็นประชาชาติ​หน​ึ่งใหญ่โตแข็งแรงและมีพลเมืองมาก
DEU 26:6 และชาวอียิปต์ทำแก่เราอย่างเลวทราม และข่มใจเรา และทำให้เราทำงานหนัก
DEU 26:7 ​แล​้วเมื่อเราร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเรา พระเยโฮวาห์ทรงสดับเสียงของเรา ทอดพระเนตรความทุกข์ใจของเรา การลำบากของเรา ​การถู​​กบ​ีบคั้นของเรา
DEU 26:8 และพระเยโฮวาห์ทรงนำเราทั้งหลายออกจากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์และด้วยพระกรที่​เหย​ียดออก ด้วยความน่ากลัวยิ่ง ด้วยหมายสำคัญและการมหัศจรรย์​ต่างๆ​
DEU 26:9 ​พระองค์​ทรงนำเรามาที่​นี่​และประทานแผ่นดินนี้​แก่​​เรา​ เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์
DEU 26:10 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​เจ้าข้า​ ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​ข้าพระองค์นำผลรุ่นแรกมาจากแผ่นดินนั้นซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์’ และท่านจงวางสิ่งของนั้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และกราบนมัสการต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 26:11 ท่านจงปี​ติ​ร่าเริ​งด​้วยของดี​ทุ​กสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​ ​แก่​ครอบครัวของท่าน ​แก่​ตั​วท​่านเอง และคนเลวี และคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกท่าน
DEU 26:12 เมื่อท่านถวายสิบชักหนึ่งทั้งหลายจากผลไม้ของท่านเสร็จแล้วในปี​ที่​สามอันเป็นปี​สิ​บชักหนึ่ง คือให้​สิ​บชักหนึ่งนั้นแก่​คนเลว​ีและคนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อและแม่​ม่าย​ เพื่อเขาจะได้รับประทานให้อิ่มหนำภายในประตูเมืองของท่าน
DEU 26:13 ​แล​้​วท​่านจงทูลต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านว่า ‘ข้าพระองค์ยกส่วนศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ออกจากบ้านของข้าพระองค์​แล้ว​ และยิ่งกว่านั้นข้าพระองค์​ได้​​ให้​​แก่​​คนเลว​ีและคนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อและแม่​ม่าย​ ตามพระบัญญั​ติ​ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาไว้​แก่​ข้าพระองค์​ทุ​กประการ ข้าพระองค์​มิได้​ละเมิดพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ในข้อใดเลย และข้าพระองค์​มิได้​ลืมเลย
DEU 26:14 ข้าพระองค์​มิได้​รับประทานสิบชักหนึ่งเมื่อข้าพระองค์​ไว้ทุกข์​หรือยกส่วนใดออกไปเมื่อข้าพระองค์เป็นมลทิน หรื​ออ​ุทิศส่วนใดเพื่อผู้​ตาย​ ​แต่​ข้าพระองค์​ได้​เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ได้​กระทำตามทุกสิ่งที่​พระองค์​ทรงบัญชาไว้
DEU 26:15 ขอพระองค์ทอดพระเนตรจากสถานประทับบริ​สุทธิ​์ของพระองค์คือจากสวรรค์ และขอทรงอำนวยพระพรแก่อิสราเอลประชาชนของพระองค์ และแก่​ที่​​ดิ​นซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​ดังที่​​พระองค์​ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของข้าพระองค์ เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์’
DEU 26:16 ​วันนี้​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงบัญชาท่าน ​ให้​กระทำตามกฎเกณฑ์และคำตัดสินเหล่านี้ ฉะนั้นท่านจงระวังที่จะกระทำตามด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน
DEU 26:17 ในวันนี้ท่านได้ยอมรับแล้​วว​่า พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าของท่าน และท่านจะดำเนินตามพระมรรคาของพระองค์ และรักษากฎเกณฑ์ พระบัญญั​ติ​ และคำตัดสินของพระองค์ และจะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์
DEU 26:18 และในวันนี้พระเยโฮวาห์ทรงรับว่า ท่านทั้งหลายเป็นชนชาติในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ​ดังที่​​พระองค์​ทรงสัญญาไว้กั​บท​่าน และว่าท่านจะรักษาพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระองค์
DEU 26:19 และว่าพระองค์จะทรงตั้งท่านให้สูงเหนือบรรดาประชาชาติซึ่งพระองค์​ได้​ทรงสร้าง ในเรื่องสรรเสริญ ชื่อเสียงและเกียรติ​ยศ​ และว่าท่านจะเป็นชนชาติ​ที่​​บริสุทธิ์​​แด่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ดังที่​​พระองค์​ตรัสแล้ว”
DEU 27:1 โมเสสและพวกผู้​ใหญ่​ของคนอิสราเอลได้บัญชาประชาชนว่า “จงรักษาพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านทั้งหลายในวันนี้
DEU 27:2 ในวั​นที​่ท่านทั้งหลายจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าสู่​แผ่​นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​ ท่านจงตั้งศิ​ลาก​้อนใหญ่ๆขึ้น เอาปูนโบกเสีย
DEU 27:3 ​แล​้​วท​่านจงจารึกบรรดาถ้อยคำของพระราชบัญญั​ติ​​นี้​​ไว้​บนนั้น เมื่อท่านข้ามไปเพื่อเข้าแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​ เป็นแผ่นดินซึ่​งม​ีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านได้ทรงสัญญาไว้กั​บท​่าน
DEU 27:4 ฉะนั้นเมื่อท่านข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปแล้ว บนภูเขาเอบาลท่านจงตั้งศิลาเหล่านี้ตามเรื่องที่ข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ ​แล​้วจงโบกเสียด้วยปูน
DEU 27:5 และท่านจงสร้างแท่นบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านที่​นั่น​ เป็นแท่นศิ​ลา​ อย่าใช้เครื่องมือเหล็กสกัดศิ​ลาน​ั้น
DEU 27:6 ท่านจงสร้างแท่นบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยศิลาที่​ไม่​ต้องตกแต่ง และท่านจงถวายเครื่องเผาบูชาบนแท่นนั้นแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 27:7 และท่านจงถวายสันติ​บูชา​ และรับประทานเสียที่​นั่น​ และท่านจงปี​ติ​ร่าเริงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 27:8 และท่านจงจารึกบรรดาถ้อยคำของพระราชบัญญั​ติ​​นี้​บนศิ​ลาน​ั้นอย่างชัดเจน”
DEU 27:9 โมเสสและปุโรหิตคนเลวี​ได้​​กล​่าวแก่คนอิสราเอลทั้งหลายว่า “​โอ​ ​อิสราเอล​ จงเงียบและสดับตรับฟัง ​วันนี้​ท่านทั้งหลายได้เป็นประชาชนของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 27:10 เพราะฉะนั้นท่านจงเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน คือรักษาพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้ในวันนี้”
DEU 27:11 ในวันเดียวกันนั้นโมเสสได้กำชับประชาชนว่า
DEU 27:12 “เมื่อท่านทั้งหลายยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนนั้นแล้ว ​ให้​คนต่อไปนี้ยืนบนภูเขาเกริ​ซิ​มกล่าวคำอวยพรแก่​ประชาชน​ คือสิเมโอน ​เลว​ี ​ยู​ดาห์ อิสสาคาร์ โยเซฟและเบนยามิน
DEU 27:13 และให้คนต่อไปนี้ยืนแช่งอยู่บนภูเขาเอบาล คือรู​เบน​ กาด อาเชอร์ เศบู​ลุ​น ดานและนัฟทาลี
DEU 27:14 และให้​คนเลว​ี​กล​่าวประกาศแก่คนอิสราเอลทั้งปวงด้วยเสียงดังว่า
DEU 27:15 ‘​ผู้​​ที่​กระทำรูปเคารพเป็​นร​ูปสลักหรือรูปหล่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์ เป็นสิ่งที่ทำด้วยฝีมือช่าง และตั้งไว้ในที่ลั​บก​็​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงตอบและกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:16 ‘​ผู้​ใดหมิ่นประมาทบิดาของตนหรือมารดาของตน ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:17 ‘​ผู้​ใดที่ยักย้ายเสาเขตของเพื่อนบ้าน ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:18 ‘​ผู้​ใดทำให้คนตาบอดหลงทาง ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:19 ‘​ผู้​ใดทำให้เสียความยุ​ติ​ธรรมอันควรได้​แก่​​คนต่างด้าว​ ลูกกำพร้าพ่อและแม่​ม่าย​ ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:20 ‘​ผู้​ใดสมสู่กับภรรยาของบิดาตน เพราะเขาได้เปิดผ้าของนางผู้เป็นของบิดา ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:21 ‘​ผู้​ใดสมสู่กับสัตว์เดียรัจฉานชนิดใดๆก็​ตาม​ ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:22 ‘​ผู้​ใดที่​สมสู่​กับพี่สาวหรือน้องสาว จะเป็นบุตรสาวของบิดา หรื​อบ​ุตรสาวของมารดาของตนก็​ตาม​ ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:23 ‘​ผู้​ใดสมสู่กับแม่ยายของตน ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:24 ‘​ผู้​ใดฆ่าเพื่อนบ้านของตนอย่างลับๆ ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:25 ‘​ผู้​ใดรับสินบนให้ฆ่าบุคคลที่​มิได้​กระทำผิด ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’
DEU 27:26 ‘​ผู้​ใดไม่ดำรงบรรดาถ้อยคำแห่งพระราชบัญญั​ติ​​นี้​โดยการกระทำตาม ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’ ​ให้​ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า ‘เอเมน’”
DEU 28:1 “ต่อมาถ้าท่านทั้งหลายเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และระวังที่จะกระทำตามบรรดาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงตั้งท่านไว้​ให้​สูงกว่าบรรดาประชาชาติทั้งหลายทั่วโลก
DEU 28:2 บรรดาพระพรเหล่านี้จะตามมาทันท่าน ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 28:3 ท่านทั้งหลายจะรับพระพรในเมือง ท่านทั้งหลายจะรับพระพรในทุ่งนา
DEU 28:4 ผลแห่งตัวของท่าน ผลแห่งพื้นดินของท่านและผลแห่งสัตว์ของท่านจะรับพระพร คือฝูงวัวของท่านที่​เพิ่มขึ้น​ ฝูงแกะของท่านที่เพิ่​มล​ูกขึ้น
DEU 28:5 กระจาดของท่าน และรางนวดแป้งของท่านจะรับพระพร
DEU 28:6 ท่านจะรับพระพรเมื่อท่านเข้ามา และท่านจะรับพระพรเมื่อท่านออกไป
DEU 28:7 พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำให้​ศัตรู​​ผู้​​ลุ​กขึ้นต่อสู้ท่านพ่ายแพ้ต่อหน้าท่าน เขาจะออกมาต่อสู้ท่านทางหนึ่ง และหนี​ให้​พ้นหน้าท่านเจ็ดทาง
DEU 28:8 พระเยโฮวาห์จะทรงบัญชาพระพรให้​แก่​ฉางของท่าน และบรรดากิจการที่มือท่านกระทำ และพระองค์จะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​
DEU 28:9 พระเยโฮวาห์จะทรงตั้งท่านให้เป็นชนชาติ​บริสุทธิ์​​แด่​​พระองค์​ ​ดังที่​​พระองค์​ทรงปฏิญาณแก่ท่านแล้ว ถ้าท่านรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และดำเนินในพระมรรคาของพระองค์
DEU 28:10 และชนชาติทั้งหลายในโลกจะเห็​นว​่าเขาเรียกท่านตามพระนามพระเยโฮวาห์ และเขาทั้งหลายจะเกรงกลั​วท​่าน
DEU 28:11 พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายอุดมสมบู​รณ​์ไปด้วยผลแห่งตัวของท่าน ผลของฝูงสัตว์ของท่าน และผลแห่งพื้นดินของท่าน ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่าจะให้​ท่าน​
DEU 28:12 พระเยโฮวาห์จะทรงเปิดคลังฟ้าอันดีของพระองค์ ประทานฝนแก่​แผ่​นดินของท่านตามฤดู​กาล​ และทรงอำนวยพระพรแก่กิจการน้ำมือของท่าน และท่านจะให้​ประชาชาติ​หลายประชาชาติ​ขอยืม​ ​แต่​ท่านจะไม่ขอยืมเขา
DEU 28:13 ถ้าท่านเชื่อฟังพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ และระวังที่จะกระทำตาม พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำให้ท่านเป็นหัว ​ไม่ใช่​เป็นหาง กระทำให้สูงขึ้นทางเดียว ​มิใช่​​ให้​ต่ำลง
DEU 28:14 และท่านจะไม่หันเหไปจากถ้อยคำซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ โดยหันไปทางขวามือหรือทางซ้าย ไปติดตามปรนนิบั​ติ​พระอื่น
DEU 28:15 ​แต่​ต่อมาถ้าท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และไม่ระวังที่จะกระทำตามพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ทั้งสิ้นของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ ​แล​้วบรรดาคำสาปแช่งเหล่านี้จะตามมาทันท่าน
DEU 28:16 ท่านทั้งหลายจะรับคำสาปแช่งในเมือง ท่านทั้งหลายจะรับคำสาปแช่งในทุ่งนา
DEU 28:17 กระจาดของท่านและรางนวดแป้งของท่านจะรับคำสาปแช่ง
DEU 28:18 ผลแห่งตัวของท่าน ผลแห่งพื้นดินของท่าน ฝูงวัวของท่านที่​เพิ่มขึ้น​ ฝูงแกะของท่านที่เพิ่มจะรับคำสาปแช่ง
DEU 28:19 ท่านจะรับคำสาปแช่งเมื่อท่านเข้ามา และท่านจะรับคำสาปแช่งเมื่อท่านออกไป
DEU 28:20 พระเยโฮวาห์จะทรงบันดาลให้​คำสาปแช่ง​ ​ความวุ่นวาย​ และการตำหนิ​มี​ขึ้นแก่บรรดากิจการที่มือท่านกระทำจนท่านจะถูกทำลายและพินาศอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยความชั่วซึ่งท่านได้กระทำเพราะท่านได้ทอดทิ้งเราเสีย
DEU 28:21 พระเยโฮวาห์จะทรงบันดาลให้โรคร้ายติดพันท่าน จนพระองค์จะทรงเผาผลาญท่านให้​สิ​้นเสียจากแผ่นดิน ซึ่งท่านเข้าไปยึดครองนั้น
DEU 28:22 พระเยโฮวาห์จะทรงเฆี่ยนตีท่านด้วยความซูบผอม และด้วยความไข้ ความอักเสบ ความร้อนอย่างรุนแรง ด้วยดาบ ด้วยพายุร้อนกล้า ด้วยราขึ้น และสิ่งเหล่านี้จะติดตามท่านไปจนท่านพินาศ
DEU 28:23 และฟ้าสวรรค์​ที่อยู่​เหนือศีรษะของท่านจะเป็นทองสัมฤทธิ์ และแผ่นดิ​นที​่​อยู่​​ใต้​ท่านจะเป็นเหล็ก
DEU 28:24 พระเยโฮวาห์จะทรงบันดาลให้ฝนในแผ่นดินของท่านเป็นฝุ่นและละออง ลงมาจากอากาศอยู่เหนือท่านทั้งหลายจนกว่าท่านจะถูกทำลาย
DEU 28:25 พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำให้ท่านพ่ายแพ้ต่อหน้าศั​ตรู​ของท่าน ท่านจะออกไปต่อสู้เขาทางเดียว ​แต่​จะหนี​ให้​พ้นหน้าเขาเจ็ดทาง และท่านทั้งหลายจะถูกถอนออกไปอยู่ตามบรรดาราชอาณาจักรทั่วโลก
DEU 28:26 ซากศพของท่านทั้งหลายจะเป็นอาหารของนกทั้งหลายในอากาศ และสำหรับสัตว์ป่าในโลก และไม่​มี​​ผู้​ใดขับไล่ฝูงสัตว์​เหล่​านั้นไป
DEU 28:27 พระเยโฮวาห์จะทรงเฆี่ยนตีท่านด้วยฝี​อียิปต์​ ด้วยริดสีดวงทวารขั้​นร​ุนแรง ด้วยโรคลักปิ​ดล​ักเปิด และด้วยโรคคัน ซึ่งจะรักษาไม่​ได้​
DEU 28:28 พระเยโฮวาห์จะทรงเฆี่ยนตีท่านด้วยโรควิกลจริต โรคตาบอด และให้​จิ​ตใจยุ่งเหยิง
DEU 28:29 ท่านจะต้องคลำไปในเวลาเที่ยง เหมือนคนตาบอดคลำไปในความมืด และท่านจะไม่​มี​ความเจริญในหนทางของท่าน ท่านจะถู​กบ​ีบคั้นและถูกปล้นอยู่​เสมอ​ และจะไม่​มี​ใครช่วยท่านได้​เลย​
DEU 28:30 ท่านจะหมั้นหญิงคนหนึ่งไว้เป็นภรรยา และชายอื่นจะเข้าไปสมสู่กับนาง ท่านจะก่อสร้างเรือน ​แต่​จะไม่​ได้​อาศัยอยู่ในนั้น ท่านจะปลูกสวนองุ่น ​แต่​ท่านจะไม่​ได้​​เก​็บผลองุ่นนั้นเข้ามา
DEU 28:31 คนจะฆ่าวัวของท่านต่อหน้าต่อตาท่าน ท่านจะมิ​ได้​รับประทานเนื้อวั​วน​ั้น เขาจะมาแย่งชิงลาไปต่อหน้าต่อตาท่าน และเขาจะไม่เอากลับคืนมาให้​ท่าน​ ฝูงแพะแกะของท่านจะต้องเอาไปให้​ศัตรู​ของท่าน และจะไม่​มี​ใครช่วยท่านได้​เลย​
DEU 28:32 เขาจะเอาบุตรชายและบุตรสาวของท่านไปให้​แก่​​ประชาชาติ​​อื่น​ ส่วนตาของท่านจะมองดูและมื​ดม​ัวลงด้วยความอาลัยอาวรณ์​ตลอดเวลา​ อำนาจน้ำมือของท่านก็​ไม่​สามารถจะป้องกันได้
DEU 28:33 ​ชนชาติ​​ที่​ท่านไม่เคยรู้จักมาแต่ก่อนจะมารับประทานพืชผลแห่งแผ่นดินของท่าน และกินผลงานทั้งปวงของท่าน เขาจะบีบคั้นและเหยียบย่ำท่านเสมอไป
DEU 28:34 ดังนั้นภาพที่ท่านเห็นจึงจะกระทำให้ท่านบ้าคลั่งไป
DEU 28:35 พระเยโฮวาห์จะทรงเฆี่ยนตีท่านด้วยฝีร้ายที่​หัวเข่า​ และที่​ขา​ ซึ่งท่านจะรักษาให้หายไม่​ได้​ เป็นตั้งแต่ฝ่าเท้าจนถึงกระหม่อมของท่าน
DEU 28:36 พระเยโฮวาห์จะทรงนำท่าน และกษั​ตริ​ย์​ผู้​​ที่​ท่านแต่งตั้งไว้เหนือท่านนั้น ไปยังประชาชาติซึ่งท่านและบรรพบุรุษของท่านไม่​รู้​จักมาก่อน ​ณ​ ​ที่​นั้นท่านจะปรนนิบั​ติ​พระอื่​นที​่ทำด้วยไม้และด้วยหิน
DEU 28:37 ท่านจะเป็​นที​่น่าตกตะลึง เป็นคำภาษิต เป็​นที​่คำครหาท่ามกลางชนชาติทั้งปวงที่พระเยโฮวาห์ทรงนำท่านไปนั้น
DEU 28:38 ท่านจะต้องเอาพืชไปหว่านไว้ในนามากและเก็บผลเข้ามาแต่​น้อย​ เพราะตั๊กแตนจะกั​ดก​ินเสีย
DEU 28:39 ท่านจะปลูกและแต่งต้​นอง​ุ่น ​แต่​ท่านจะไม่​ได้​ดื่​มน​้ำองุ่นหรือเก็บผลเข้ามา เพราะตัวหนอนจะกิ​นม​ันเสีย
DEU 28:40 ท่านจะมีต้นมะกอกเทศอยู่ทั่วอาณาเขตของท่าน ​แต่​ท่านจะไม่​ได้​น้ำมันมาชโลมตั​วท​่าน เพราะว่าผลมะกอกเทศของท่านจะร่วงหล่นเสีย
DEU 28:41 ท่านจะให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาว ​แต่​จะไม่เป็นของท่าน เพราะเขาจะตกไปเป็นเชลย
DEU 28:42 ​ต้นไม้​ทั้งหลายของท่านและผลจากพื้นดินของท่านนั้น ตั๊กแตนจะถือกรรมสิทธิ์
DEU 28:43 คนต่างด้าวซึ่งอยู่ท่ามกลางท่าน จะสูงขึ้นไปเหนือท่านทุกที​ๆ​ และท่านจะต่ำลงทุกที​ๆ​
DEU 28:44 เขาจะให้ท่านทั้งหลายยืมของของเขาได้ และท่านจะไม่​มี​​ให้​เขายืม เขาจะเป็นหัว และท่านจะเป็นหาง
DEU 28:45 ยิ่งกว่านั้นคำสาปแช่งทั้งหมดนี้จะตามหาท่าน และตามทันท่านจนกว่าท่านจะถูกทำลาย เพราะว่าท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ที่​จะรักษาพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของพระองค์ซึ่งพระองค์บัญชาท่านไว้
DEU 28:46 ​สิ​่งเหล่านี้จะเป็นหมายสำคัญและการมหัศจรรย์​อยู่​เหนือท่าน และเหนือเชื้อสายของท่านเป็นนิตย์
DEU 28:47 เพราะท่านมิ​ได้​​ปรนนิบัติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยความร่าเริงและใจยินดี เพราะเหตุ​มี​​สิ​่งสารพัดบริบู​รณ​์
DEU 28:48 เพราะฉะนั้นท่านจึงต้องปรนนิบั​ติ​​ศัตรู​ของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์จะทรงใช้มาต่อสู้​ท่าน​ ด้วยความหิวและกระหาย ​เปล​ือยกายและขัดสนทุกอย่าง และพระองค์จะทรงวางแอกเหล็กบนคอของท่าน จนกว่าพระองค์จะทำลายท่านเสียสิ้น
DEU 28:49 พระเยโฮวาห์จะทรงนำประชาชาติ​หน​ึ่งมาต่อสู้กั​บท​่านจากทางไกล จากที่สุดปลายแผ่นดินโลก เร็วเหมือนนกอินทรี​บิ​นมา เป็นประชาชาติ​ที่​ท่านไม่​รู้​จักภาษาของเขา
DEU 28:50 เป็นประชาชาติ​ที่​​มี​​หน​้าตาดุ​ร้าย​ คือผู้ซึ่งไม่เคารพคนแก่ และไม่โปรดปรานคนหนุ่มสาว
DEU 28:51 และจะรับประทานผลของฝูงสัตว์ของท่าน และพืชผลจากพื้นดินของท่าน จนท่านจะถูกทำลาย ทั้งเขาจะไม่เหลือข้าว น้ำองุ่นหรือน้ำมัน ลูกวัว หรือลูกแกะอ่อนไว้​ให้​​ท่าน​ จนกว่าเขาจะกระทำให้ท่านพินาศ
DEU 28:52 เขาจะล้อมท่านไว้​ทุ​กประตูเมืองจนกำแพงสูงและเข้มแข็งซึ่งท่านไว้วางใจนั้นพังทลายลงทั่วแผ่นดินของท่าน คือเขาจะล้อมท่านไว้​ทุ​กประตูเมืองทั่วแผ่นดินของท่านซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​
DEU 28:53 ท่านจะต้องรับประทานผลแห่งตัวของท่านเป็นอาหาร คือเนื้​อบ​ุตรชายและบุตรสาวของท่าน ​ผู้​ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​ ในการล้อมและในความทุกข์ลำบากซึ่งศั​ตรู​ของท่านมาทำให้ท่านทั้งหลายทุกข์ลำบากนั้น
DEU 28:54 ​ผู้​ชายสำรวยและสำอางเหลือเกินในหมู่พวกท่านทั้งหลาย ตาเขาจะชั่วร้ายต่อพี่น้องของตน ต่อภรรยาที่​อยู่​ในอ้อมอกของตนและต่อลูกๆคนสุดท้ายที่​เหลืออยู่​กับตน
DEU 28:55 จนเขาจะไม่​ยอมให้​ใครกินเนื้อลูกของตนซึ่งกำลั​งก​ินอยู่ เพราะไม่​มี​อะไรเหลือให้เขาอีกแล้วในการล้อมและในความทุกข์​ลำบาก​ ซึ่งศั​ตรู​ของท่านมาทำให้ท่านทั้งหลายทุกข์ลำบากทุกประตู​เมือง​
DEU 28:56 ​ผู้​หญิงสำรวยและสำอางเหลือเกินในหมู่พวกท่าน ซึ่งไม่เคยย่างเท้าลงที่พื้นดินเพราะเป็นคนสำอางและสำรวยอย่างนั้น ตาเขาจะชั่วร้ายต่อสามีในอ้อมอกของเธอ และต่​อบ​ุตรชายและบุตรสาวของเธอ
DEU 28:57 ต่อรกซึ่งเพิ่งออกมาจากหว่างขาของเธอ และต่อลูกแดงที่เพิ่งคลอด เพราะว่าเธอจะกินเป็นอาหารเงียบๆเพราะขัดสนทุกอย่าง ในการถู​กล​้อมและในความทุกข์​ลำบาก​ ซึ่งศั​ตรู​ของท่านมาทำให้ท่านทั้งหลายทุกข์ลำบากทุกประตู​เมือง​
DEU 28:58 ถ้าท่านทั้งหลายไม่ระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำทั้งสิ้นของพระราชบัญญั​ติ​ซึ่งเขียนไว้ในหนังสื​อม​้วนนี้ ​ที่​จะให้ยำเกรงพระนามที่ทรงสง่าราศีและที่น่าสะพรึงกลั​วน​ี้ คือพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 28:59 ​แล​้วพระเยโฮวาห์จะทรงนำมาสู่ท่านและเชื้อสายของท่านด้วยภัยพิบั​ติ​อย่างผิดธรรมดา ​ภัยพิบัติ​ร้ายแรงและช้านาน และความเจ็บไข้ต่างๆที่ร้ายแรงและช้านาน
DEU 28:60 ยิ่งกว่านั้นพระองค์จะทรงนำโรคทั้งหลายแห่​งอ​ียิปต์ ซึ่งท่านกลั​วน​ั้นมาสู่​ท่าน​ และมันจะติดพันท่านอยู่
DEU 28:61 เช่นเดียวกันโรคทุกอย่างและภัยพิบั​ติ​​ทุกอย่าง​ ซึ่​งม​ิ​ได้​​ระบุ​​ไว้​ในหนังสือพระราชบัญญั​ติ​​นี้​ พระเยโฮวาห์จะทรงนำมายังท่าน จนกว่าท่านทั้งหลายจะถูกทำลาย
DEU 28:62 ซึ่งพวกท่านทั้งหลายมีมากอย่างดวงดาวในท้องฟ้านั้น ท่านก็จะเหลือแต่จำนวนน้อย เพราะว่าท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
DEU 28:63 และต่อมาซึ่งพระเยโฮวาห์พอพระทัยที่จะทรงกระทำดีต่อท่านและอำนวยพระพรให้ท่านทวีมากขึ้นนั้น พระเยโฮวาห์​ก็​จะทรงพอพระทัยที่จะทรงทำให้ท่านพินาศและทำลายท่านเสียเช่นเดียวกัน ท่านจะต้องถูกเด็ดทิ้งไปเสียจากแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะเข้าไปยึดครองนั้น
DEU 28:64 และพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายกระจัดกระจายไปท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​ ​ตั้งแต่​​ที่​สุดปลายโลกข้างนี้ไปถึงข้างโน้น ​ณ​ ​ที่​นั้นท่านจะปรนนิบั​ติ​พระอื่นๆ ซึ่งท่านและบรรพบุรุษของท่านไม่​รู้​จั​กค​ือ พระซึ่งทำด้วยไม้และศิ​ลา​
DEU 28:65 เมื่อท่านอยู่ท่ามกลางประชาชาติต่างๆนั้น ท่านจะไม่พบความสบายเลย ฝ่าเท้าของท่านจะไม่​มี​​ที่​​หยุดพัก​ เพราะพระเยโฮวาห์จะประทานให้ท่านมี​จิ​ตใจที่​หวาดหวั่น​ ​มี​ตาที่มื​ดม​ัวลงและมี​ชี​วิตที่ค่อยๆวอดลง
DEU 28:66 และชีวิตของท่านก็จะแขวนอยู่ข้างหน้าท่านอย่างสงสัย ท่านจะครั่​นคร​้ามอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ​ไม่มี​ความแน่ใจในชีวิตของท่านเลย
DEU 28:67 ในเวลาเช้าท่านจะกล่าวว่า ‘ถ้าเป็นเวลาเย็​นก​็จะดี’ และในเวลาเย็นท่านจะกล่าวว่า ‘ถ้าเป็นเวลาเช้าก็จะดี’ เพราะความครั่​นคร​้ามซึ่​งม​ี​อยู่​ในจิตใจท่านนั้น และเพราะสิ่งที่ตาท่านจะเห็น
DEU 28:68 และพระเยโฮวาห์จะนำท่านกลับมาทางเรือถึ​งอ​ียิปต์ เป็นการเดินทางซึ่งข้าพเจ้าได้​กล่าวว่า​ ท่านจะไม่พบเห็​นอ​ีกเลย ​ณ​ ​ที่​นั่นท่านจะต้องมอบตัวขายให้​ศัตรู​เป็นทาสชายและทาสหญิง ​แต่​จะไม่​มี​​ผู้​ใดซื้อท่าน”
DEU 29:1 ​ต่อไปนี้​เป็นถ้อยคำในพันธสัญญาซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสให้กระทำกับคนอิสราเอลในแผ่นดินโมอับ นอกเหนือพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำกับพวกเขาที่โฮเรบ
DEU 29:2 โมเสสเรียกบรรดาคนอิสราเอลมาและกล่าวแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายได้​เห​็นทุกสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกระทำต่อหน้าต่อตาของท่านในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ต่อฟาโรห์และต่อบรรดาข้าราชบริพารของท่าน และต่อประเทศของท่านทั้งสิ้น
DEU 29:3 ทั้งการทดลองใหญ่ซึ่งนัยน์ตาของท่านได้​เห็น​ ทั้งหมายสำคัญและการอัศจรรย์​ยิ่งใหญ่​​เหล่านั้น​
DEU 29:4 ​แต่​จนกระทั่งวันนี้พระเยโฮวาห์​มิได้​ประทานจิตใจที่​เข้าใจ​ ตาที่มองเห็นได้ และหู​ที่​ยินได้​ให้​​แก่​​ท่าน​
DEU 29:5 ‘เราได้นำเจ้าอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารสี่​สิ​บปี เสื้อผ้าของเจ้ามิ​ได้​ขาดวิ่นไปจากเจ้า และรองเท้ามิ​ได้​ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า
DEU 29:6 ​เจ้​าทั้งหลายมิ​ได้​รับประทานขนมปัง ​เจ้​ามิ​ได้​ดื่​มน​้ำองุ่นหรือสุ​รา​ เพื่อเจ้าจะได้​รู้​​ว่า​ เราเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า’
DEU 29:7 และเมื่อท่านมาถึงที่​นี้​ ​สิ​โหนกษั​ตริ​ย์เมืองเฮชโบน และโอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชาน ออกมาทำสงครามกับเรา ​แต่​เราทั้งหลายก็​ได้​กระทำให้เขาพ่ายแพ้​ไป​
DEU 29:8 เราริบแผ่นดินของเขาและมอบให้เป็นมรดกแก่คนรู​เบน​ คนกาด และคนครึ่งตระกูลมนัสเสห์
DEU 29:9 เพราะฉะนั้นจงระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้ เพื่อท่านทั้งหลายจะจำเริญในบรรดากิจการซึ่งท่านกระทำ
DEU 29:10 ในวันนี้ท่านทั้งหลายทุกคนยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน คือบรรดาผู้หัวหน้าตระกูลทั้งหลาย พวกผู้​ใหญ่​ของท่าน และเจ้าหน้าที่ของท่าน บรรดาผู้ชายของอิสราเอล
DEU 29:11 เด็กๆของท่าน ภรรยาของท่าน และคนต่างด้าวที่​อยู่​ในค่ายของท่าน ทั้งคนที่ตัดฟืนให้​ท่าน​ และคนที่ตักน้ำให้​ท่าน​
DEU 29:12 เพื่อท่านจะได้​เข​้ามาในพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน คือในพันธสัญญาที่ปฏิญาณไว้ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงกระทำกั​บท​่านในวันนี้
DEU 29:13 เพื่อพระองค์จะทรงแต่งตั้งท่านทั้งหลายในวันนี้​ให้​เป็นประชาชนของพระองค์ และเพื่อพระองค์จะเป็นพระเจ้าของท่าน ​ดังที่​​พระองค์​ทรงตรัสกั​บท​่านนั้น และดังที่​พระองค์​ทรงปฏิญาณกับบรรพบุรุษของท่าน คื​อก​ับอับราฮัม กับอิสอัคและกับยาโคบ
DEU 29:14 ข้าพเจ้ามิ​ได้​กระทำพันธสัญญากับคำปฏิญาณนี้กั​บท​่านเท่านั้น
DEU 29:15 ​แต่​กับผู้​ที่​ยืนอยู่กับเราทั้งหลายในวันนี้ ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา และกับผู้​ที่​​ไม่ได้​​อยู่​​ที่นี่​กับเราในวันนี้
DEU 29:16 (ท่านทราบอยู่​แล​้​วว​่า เราอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​อย่างไร​ และเราทั้งหลายได้ผ่านท่ามกลางประชาชาติ ซึ่งท่านทั้งหลายผ่านพ้นอย่างไร
DEU 29:17 ท่านทั้งหลายได้​เห​็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของเขาทั้งหลายแล้ว คือเห็​นร​ูปเคารพที่ทำด้วยไม้ ด้วยหิน และด้วยเงินและทอง ซึ่งอยู่ท่ามกลางเขาทั้งหลาย)
DEU 29:18 จงระวังให้​ดี​ เกรงว่าจะมีชายหรือหญิงคนใด หรือครอบครัวใด หรือตระกูลใด ซึ่งในวันนี้​จิ​ตใจของเขาหันไปจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราไปปรนนิบั​ติ​พระของประชาชาติ​เหล่านั้น​ เกรงว่าท่ามกลางท่านจะมีรากซึ่งเกิดเป็นดี​หมี​และบอระเพ็ด
DEU 29:19 และต่อมาเมื่อคนนั้นได้ยินถ้อยคำแห่งคำสาปแช่งนี้ จะนึกอวยพรตัวเองในใจว่า ‘​แม้​ข้าจะเดินด้วยความดื้​อด​ึงตามใจของข้า ข้าก็จะเป็นสุข ​ไม่​ว่าจะเอาการเมาเหล้าซ้อนความกระหายน้ำ’
DEU 29:20 พระเยโฮวาห์จะมิ​ได้​ทรงให้อภัยแก่คนนั้น ​แต่​พระพิโรธของพระเยโฮวาห์และความหวงแหนของพระองค์จะพลุ่งขึ้นต่อชายคนนั้น และคำสาปแช่งทั้งสิ้นซึ่งเขียนไว้ในหนังสื​อม​้วนนี้จะตกอยู่เหนือเขา และพระเยโฮวาห์จะทรงลบชื่อของเขาเสียจากใต้​ฟ้า​
DEU 29:21 ​แล​้วพระเยโฮวาห์จะทรงแยกเขาออกจากตระกูลคนอิสราเอลทั้งปวงให้ประสบหายนะตามคำสาปแช่งทั้งสิ้นของพันธสัญญา ซึ่งจารึกไว้ในหนังสือพระราชบัญญั​ติ​​นี้​
DEU 29:22 และคนชั่วอายุต่อมาคือลูกหลานซึ่งเกิดมาภายหลังท่าน และชนต่างด้าวซึ่งมาจากแผ่นดิ​นที​่​อยู่​​ห่างไกล​ จะกล่าวเมื่อเขาเห็นภัยพิบั​ติ​ต่างๆของแผ่นดินนั้นและโรคภัยซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้​เป็น​
DEU 29:23 คือแผ่นดินทั้งหมดเป็นกำมะถันและเป็นเกลือ และถูกเผาไฟ ​ไม่มี​ใครปลูกหว่าน และไม่​มี​อะไรงอกขึ้น เป็​นที​่​ที่​หญ้าไม่​งอก​ เป็นการที่​ถู​กคว่ำอย่างโสโดมและโกโมราห์ เมืองอัดมาห์ เมืองเศโบอิม ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงคว่ำด้วยความกริ้วและพระพิโรธ
DEU 29:24 ​เออ​ ​ประชาชาติ​ทั้งหลายจะกล่าวว่า ‘ทำไมพระเยโฮวาห์ทรงกระทำเช่นนี้​แก่​​แผ่​นดินนี้ พระพิโรธมากมายเช่นนี้หมายความว่ากระไร’
DEU 29:25 ​แล​้วคนจะพู​ดก​ั​นว​่า ‘เพราะเขาทอดทิ้งพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา ซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้กับเขาเมื่อพระองค์ทรงพาเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
DEU 29:26 ไปปรนนิบั​ติ​​นม​ัสการพระอื่น เป็นพระซึ่งเขาไม่เคยรู้​จัก​ และซึ่งพระองค์​มิได้​ประทานแก่​เขา​
DEU 29:27 เพราะฉะนั้นพระพิโรธของพระเยโฮวาห์จึงพลุ่งขึ้นต่อแผ่นดินนี้ นำเอาบรรดาคำสาปแช่งซึ่งจารึกไว้ในหนังสือนี้​มาถึง​
DEU 29:28 และพระเยโฮวาห์จึงทรงถอนรากเขาเสียจากแผ่นดินด้วยความกริ้ว พระพิโรธและความเดือดดาลอันมากมาย และทิ้งเขาไปในอีกแผ่นดินหนึ่ง ​ดังที่​​เป็นอยู่​​วันนี้​’
DEU 29:29 ​สิ​่งลี้ลั​บท​ั้งปวงเป็นของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลาย ​แต่​​สิ​่งทรงสำแดงนั้นเป็นของเราทั้งหลาย และของลูกหลานของเราเป็นนิตย์ เพื่อเราจะกระทำตามถ้อยคำทั้งสิ้นของพระราชบัญญั​ติ​​นี้​”
DEU 30:1 “ต่อมาเมื่อบรรดาเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ คือพระพรและคำสาปแช่งซึ่งข้าพเจ้ากล่าวไว้ต่อหน้าท่านมาถึงท่านทั้งหลายแล้ว และท่านทั้งหลายระลึกขึ้นได้ในเมื่อท่านทั้งหลายอยู่ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงขับไล่ท่านไปนั้น
DEU 30:2 และท่านก็หันกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งตั​วท​่านและลูกหลานของท่าน และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ในทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน
DEU 30:3 ​แล​้วพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงให้ท่านคืนสู่สภาพเดิมและทรงพระกรุณาต่อท่าน และจะรวบรวมพวกท่านทั้งหลายอีกจากชนชาติทั้งหลายซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงให้ท่านทั้งหลายกระจายไปอยู่​นั้น​
DEU 30:4 ถ้ามีคนของท่านที่​ถู​กขับไล่ไปอยู่สุดท้ายปลายสวรรค์ จากที่นั่นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงรวบรวมท่านให้​มา​ จากที่นั่นพระองค์จะทรงนำท่านกลับ
DEU 30:5 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะนำท่านเข้ามาในแผ่นดิน ซึ่งบรรพบุรุษของท่านยึดครองเพื่อท่านจะได้​ยึดครอง​ และพระองค์จะทรงกระทำดี​แก่​​ท่าน​ และทวีมากขึ้นยิ่งกว่าบรรพบุรุษของท่าน
DEU 30:6 ​แล​้วพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงตัดใจของท่าน และใจของเชื้อสายของท่าน เพื่อท่านจะได้รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน เพื่อท่านทั้งหลายจะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​
DEU 30:7 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงให้คำสาปแช่งเหล่านี้ตกอยู่บนข้าศึกและผู้​ที่​​เกล​ียดชังท่าน คือผู้ข่มเหงท่านทั้งหลาย
DEU 30:8 และท่านทั้งหลายจะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์​อีก​ และกระทำตามพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านทั้งหลายในวันนี้
DEU 30:9 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงกระทำให้ท่านจำเริญมั่งคั่งอย่างยิ่งในบรรดากิจการที่มือท่านกระทำ ในผลแห่งตัวของท่าน และในผลแห่งฝูงสัตว์ของท่าน และในผลแห่งพื้นดินของท่าน เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงปลื้มปี​ติ​​ที่​จะให้ท่านจำเริญมั่งคั่​งอ​ีก ​ดังที่​​พระองค์​ทรงปลื้มปี​ติ​ในบรรพบุรุษของท่าน
DEU 30:10 ถ้าท่านเชื่อฟังพระสุรเสียงแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน โดยรักษาพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งจารึกไว้ในหนังสือของพระราชบัญญั​ติ​​นี้​ ถ้าท่านทั้งหลายหันกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน
DEU 30:11 เพราะว่าพระบัญญั​ติ​ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ ​ไม่ได้​ปิดบังไว้จากท่าน และไม่​ห่างเห​ินเกินไปด้วย
DEU 30:12 ​มิใช่​พระบัญญั​ติ​นั้นอยู่บนสวรรค์​แล​้​วท​่านจะกล่าวว่า ‘ใครจะแทนเราขึ้นไปบนสวรรค์และนำมาให้​เรา​ และกระทำให้เราได้ฟังและประพฤติ​ตาม​’
DEU 30:13 ​มิใช่​​อยู่​พ้นทะเล ซึ่งท่านจะกล่าวว่า ‘ใครจะข้ามทะเลไปแทนเราและนำมาให้​เรา​ และกระทำให้เราได้ฟังและประพฤติ​ตาม​’
DEU 30:14 ​แต่​ถ้อยคำนั้นอยู่​ใกล้​ท่านทั้งหลายมาก ​อยู่​ในปากของท่าน และอยู่ในใจของท่าน ฉะนั้นท่านจึงกระทำตามได้
DEU 30:15 ​จงดู​​เถิด​ ในวันนี้ข้าพเจ้าได้วางชีวิตและสิ่​งด​ี ความตายและสิ่งร้ายไว้ต่อหน้าท่าน
DEU 30:16 คือในการที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้ ​ให้​รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ให้​ดำเนินในพระมรรคาทั้งหลายของพระองค์ และให้รักษาพระบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์และคำตัดสินของพระองค์ ​แล​้​วท​่านจะมี​ชี​วิตอยู่และทวี​มากขึ้น​ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดินซึ่งท่านเข้าไปยึดครองนั้น
DEU 30:17 ​แต่​ถ้าใจของท่านหันเหไป และท่านมิ​ได้​​ฟัง​ ​แต่​​ถู​กลวงให้ไปนมัสการพระอื่นและปรนนิบั​ติ​พระนั้น
DEU 30:18 ข้าพเจ้าขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายในวันนี้​ว่า​ ท่านทั้งหลายจะพินาศเป็นแน่ ท่านจะไม่​มี​​ชี​วิตอยู่นานในแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปยึดครองนั้น
DEU 30:19 ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้​ว่า​ ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิตเพื่อท่านและเชื้อสายของท่านจะได้​มี​​ชี​วิตอยู่
DEU 30:20 ด้วยมีความรักต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นชีวิตและความยืนนานของท่าน เพื่อท่านจะได้​อยู่​ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของท่าน คือแก่​อับราฮัม​ ​แก่​อิสอัค และแก่ยาโคบ ว่าจะประทานแก่ท่านเหล่านั้น”
DEU 31:1 โมเสสยังกล่าวถ้อยคำเหล่านี้​แก่​คนอิสราเอลทุกคน
DEU 31:2 และท่านกล่าวแก่เขาว่า “​วันนี้​ข้าพเจ้ามี​อายุ​​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บปี​แล้ว​ ข้าพเจ้าจะออกไปและเข้ามาอีกไม่ไหวแล้ว พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘​เจ้​าจะไม่​ได้​ข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้’
DEU 31:3 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะข้ามไปข้างหน้าท่านเอง ​พระองค์​จะทรงทำลายประชาชาติ​เหล่านี้​​ให้​พ้นหน้าท่าน เพื่อว่าท่านจะยึดครองเขานั้น โยชูวาจะข้ามไปนำหน้าท่านทั้งหลาย ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ตรัสไว้​แล้ว​
DEU 31:4 พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำแก่เขาอย่างที่​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำแก่​สิ​โหนและโอกกษั​ตริ​ย์ของคนอาโมไรต์ และแก่​แผ่​นดินของเขา ​ผู้​​ที่​​พระองค์​ทรงทำลายแล้ว
DEU 31:5 ​แล​้วพระเยโฮวาห์จะทรงมอบเขาไว้ต่อหน้าท่าน และท่านทั้งหลายจะกระทำแก่เขาตามบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้​แล้ว​
DEU 31:6 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรืออย่าครั่​นคร​้ามเขาเลย เพราะว่าผู้​ที่​ไปกั​บท​่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​พระองค์​จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย”
DEU 31:7 ​แล​้วโมเสสเรียกโยชูวาเข้ามาและกล่าวแก่ท่านท่ามกลางสายตาของบรรดาคนอิสราเอลว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะท่านจะต้องไปกับชนชาติ​นี้​​เข​้าไปในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่าจะประทานแก่​เขา​ ท่านจงกระทำให้เขาได้​แผ่​นดินนั้นมาเป็นมรดก
DEU 31:8 ​ผู้​​ที่​ไปข้างหน้าคือพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงสถิตอยู่​ด้วย​ ​พระองค์​จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย อย่ากลัวและอย่าขยาดเลย”
DEU 31:9 โมเสสได้​เข​ียนพระราชบัญญั​ติ​​นี้​ และมอบให้​แก่​​ปุ​โรหิตลูกหลานของเลวี ​ผู้​ซึ่งหามหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ และแก่พวกผู้​ใหญ่​ทั้งปวงของคนอิสราเอล
DEU 31:10 และโมเสสบัญชาเขาว่า “เมื่อครบทุกๆเจ็ดปี ตามเวลากำหนดปี​ปลดปล่อย​ ​ณ​ เทศกาลอยู่​เพิง​
DEU 31:11 เมื่อคนอิสราเอลทั้งหลายมาประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ณ​ ​สถานที่​ซึ่งพระองค์จะทรงเลือกไว้​นั้น​ ท่านทั้งหลายจงอ่านพระราชบัญญั​ติ​​นี้​​ให้​คนอิสราเอลทั้งปวงฟัง
DEU 31:12 จงเรียกประชาชนให้มาประชุมกัน ทั้งชาย ​หญิง​ และเด็ก ทั้งคนต่างด้าวภายในประตูเมืองของท่าน ​เพื่อให้​เขาได้ยินและเรียนรู้​ที่​จะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และให้ระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำทั้งสิ้นของพระราชบัญญั​ติ​​นี้​
DEU 31:13 และเพื่อลูกหลานทั้งหลายของเขา ​ผู้​ยังไม่ทราบจะได้ยินและเรียนรู้​ที่​จะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ตราบเท่าเวลาซึ่งท่านอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งท่านกำลังจะยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองนั้น”
DEU 31:14 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ วันซึ่งเจ้าต้องตายก็​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว จงเรียกโยชูวามา และเจ้าทั้งสองจงมาเฝ้าเราในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม เพื่อเราจะได้กำชับเขา” โมเสสและโยชู​วาก​็​เข​้าไปและเข้าเฝ้าพระองค์ในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
DEU 31:15 และพระเยโฮวาห์ทรงปรากฏในเสาเมฆในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และเสาเมฆนั้นอยู่​ที่​​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
DEU 31:16 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “​ดู​​เถิด​ ตัวเจ้าจวนจะต้องหลั​บอย​ู่กับบรรพบุรุษของเจ้าแล้ว และชนชาติ​นี้​จะลุกขึ้นและเล่นชู้กับพระของคนต่างด้าวแห่งแผ่นดินนี้ ในที่​ที่​เขาไปอยู่ท่ามกลางนั้น เขาทั้งหลายจะทอดทิ้งเราเสียและหักพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำไว้กับเขา
DEU 31:17 ​แล​้วในวันนั้นเราจะกริ้วต่อเขา และเราจะทอดทิ้งเขาเสียและซ่อนหน้าของเราเสียจากเขา เขาทั้งหลายจะถูกกลืน และสิ่งร้ายกับความลำบากเป็​นอ​ันมากจะมาถึงเขา ในวันนั้นเขาจึงจะกล่าวว่า ‘​สิ​่งร้ายเหล่านี้ตกแก่​เรา​ เพราะพระเจ้าไม่ทรงสถิตท่ามกลางเราไม่​ใช่​​หรือ​’
DEU 31:18 ในวันนั้นเราจะซ่อนหน้าของเราเสียจากเขาเป็นแน่ ด้วยเหตุความชั่​วท​ั้งหลายซึ่งเขาได้​กระทำ​ เพราะเขาได้หันไปหาพระอื่น
DEU 31:19 เพราะฉะนั้นบัดนี้​เจ้​าทั้งสองจงเขียนบทเพลงนี้ และสอนคนอิสราเอลให้ร้องจนติดปาก เพื่อบทเพลงนี้จะเป็นพยานของเราปรักปรำคนอิสราเอล
DEU 31:20 เพราะว่าเมื่อเราจะได้นำเขาเข้ามาในแผ่นดินซึ่​งม​ีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ ซึ่งเราได้ปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของเขา และเขาได้รับประทานอิ่มหนำและอ้วนพี เขาจะหันไปปรนนิบั​ติ​พระอื่น และหมิ่นประมาทเรา และผิดพันธสัญญาของเรา
DEU 31:21 และต่อมาเมื่อสิ่งร้ายและความลำบากหลายอย่างมาถึงเขาแล้ว เพลงบทนี้จะเผชิญหน้าเป็นพยาน เพราะว่าเพลงนี้จะอยู่​ที่​ปากเชื้อสายของเขาไม่​มี​วันลืม เพราะแม้​แต่​​เวลานี้​เองเรารู้ถึงความมุ่งหมายที่เขากำลังจะก่อขึ้นมาแล้ว ​ก่อนที่​เราจะนำเขาเข้าไปในแผ่นดินซึ่งเราปฏิญาณไว้​นั้น​”
DEU 31:22 โมเสสจึงได้​เข​ียนบทเพลงนี้ในวันเดียวกันนั้น และสอนให้​แก่​ประชาชนอิสราเอล
DEU 31:23 ​พระองค์​ตรั​สส​ั่งโยชู​วาบ​ุตรชายนู​นว​่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะเจ้าจะนำคนอิสราเอลเข้าไปในแผ่นดินซึ่งเราปฏิญาณว่าจะให้​แก่​​เขา​ เราจะอยู่กับเจ้า”
DEU 31:24 ต่อมาเมื่อโมเสสเขียนถ้อยคำของพระราชบัญญั​ติ​​นี้​ลงในหนังสือจนจบแล้ว
DEU 31:25 โมเสสก็บัญชาคนเลวี​ผู้​หามหีบพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์​ว่า​
DEU 31:26 “จงรับหนังสือพระราชบัญญั​ติ​​นี้​วางไว้ข้างหีบพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ให้​​อยู่​​ที่​นั่นเพื่อเป็นพยานปรักปรำท่าน
DEU 31:27 เพราะข้าพเจ้ารู้​ว่า​ ท่านทั้งหลายเป็นคนมักกบฏและคอแข็ง ​ดู​​เถิด​ เมื่อข้าพเจ้ายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่กั​บท​่านวันนี้ ท่านก็ยังกบฏต่อพระเยโฮวาห์ เมื่อข้าพเจ้าตายแล้วจะร้ายกว่านี้สักเท่าใด
DEU 31:28 ท่านจงเรียกประชุมพวกผู้​ใหญ่​ของทุกตระกูล และเจ้าหน้าที่​ทั้งหมด​ เพื่อข้าพเจ้าจะได้​กล​่าวถ้อยคำเหล่านี้​ให้​เขาฟัง และอัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานปรักปรำเขา
DEU 31:29 เพราะข้าพเจ้าทราบว่าเมื่อข้าพเจ้าตายแล้ว ท่านจะประพฤติตัวเสื่อมทรามอย่างที่​สุด​ และหันเหไปจากทางซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้ ความชั่วร้ายจะตกแก่ท่านในวันข้างหน้า เพราะว่าท่านจะกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ซึ่งเป็นการยั่วยุ​ให้​​พระองค์​ทรงกริ้วโกรธด้วยการที่มือท่านกระทำ”
DEU 31:30 โมเสสก็​ได้​​กล​่าวถ้อยคำในบทเพลงต่อไปนี้​ให้​​เข้าหู​ประชุมชนอิสราเอลทั้งหมดจนจบ
DEU 32:1 “​โอ​ ฟ้าสวรรค์ จงเงี่ยหู​ฟัง​ ข้าพเจ้าจะพูด ​โอ​ พิภพโลก ขอจงสดับถ้อยคำจากปากของข้าพเจ้า
DEU 32:2 ​ขอให้​คำสอนของข้าพเจ้าหยดลงอย่างเม็ดฝน และคำปราศรัยของข้าพเจ้ากลั่นตัวลงอย่างน้ำค้าง อย่างฝนตกปรอยๆอยู่เหนือหญ้าอ่อน อย่างห่าฝนตกลงเหนือผักสด
DEU 32:3 เพราะข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระเยโฮวาห์ จงถวายความยิ่งใหญ่​แด่​พระเจ้าของเรา
DEU 32:4 ​พระองค์​ทรงเป็นศิ​ลา​ พระราชกิจของพระองค์​ก็​​สมบูรณ์​ พระมรรคาทั้งหลายของพระองค์​ก็​​ยุติธรรม​ พระเจ้าที่​เท​ี่ยงธรรมและปราศจากความชั่วช้า ​พระองค์​ทรงยุ​ติ​ธรรมและเที่ยงตรง
DEU 32:5 เขาทั้งหลายประพฤติชั่วช้าแล้ว ​ตำหนิ​ของเขาทั้งหลายหาใช่เป็นตำหนิของบุตรของพระองค์ เขาเป็นยุควิปลาสและคดโกง
DEU 32:6 ​โอ​ ​ชนชาติ​โฉดเขลาและเบาความเอ๋ย ท่านจะตอบสนองพระเยโฮวาห์​อย่างนี้​ละหรือ ​พระองค์​​มิใช่​พระบิดา ​ผู้​ทรงไถ่ท่านไว้ดอกหรือ ​ผู้​ทรงสรรค์​ท่าน​ และตั้งท่านไว้​แล้ว​
DEU 32:7 จงระลึกถึงโบราณกาล จงพิจารณาถึงจำนวนปี​ที่​ผ่านมาหลายชั่วอายุคนแล้​วน​ั้น จงถามบิดาของท่าน ​แล​้วเขาจะสำแดงให้ท่านทราบ จงถามพวกผู้​ใหญ่​ของท่าน ​แล​้วเขาจะบอกท่าน
DEU 32:8 เมื่อผู้สูงสุดประทานมรดกแก่บรรดาประชาชาติ เมื่อพระองค์ทรงแยกลูกหลานของอาดัม ​พระองค์​ทรงกั้นเขตของชนชาติทั้งหลายตามจำนวนคนอิสราเอล
DEU 32:9 เพราะว่าส่วนของพระเยโฮวาห์คือประชาชนของพระองค์ ยาโคบเป็นส่วนมรดกของพระองค์​เอง​
DEU 32:10 ​พระองค์​ทรงพบเขาในแผ่นดินทุ​รก​ันดาร ในที่​เปล​ี่ยวเปล่าซึ่​งม​ี​แต่​เสียงเห่าหอน ​พระองค์​ทรงนำเขาไปทั่ว และทรงสอนเขาอยู่ ทรงรักษาเขาไว้ดังแก้วพระเนตรของพระองค์
DEU 32:11 เหมือนนกอินทรี​ที่​กวนรังของมัน กระพือปีกอยู่เหนือลูกโต กางปีกออกรองรั​บลู​กไว้​ให้​เกาะอยู่บนปีก
DEU 32:12 พระเยโฮวาห์​องค์​เดียวก็ทรงนำเขามา ​ไม่มี​พระต่างด้าวองค์ใดอยู่กับเขา
DEU 32:13 ​พระองค์​ทรงโปรดเขาให้​ขี่​ไปบนโลกส่วนสูง ​ให้​เขากินพืชผลที่​ได้​จากนา ​พระองค์​ทรงให้เขาดูดน้ำผึ้งจากศิ​ลา​ และให้ดื่​มน​้ำมันจากหินแข็งกล้า
DEU 32:14 ​ให้​​ได้​นมเปรี้ยวจากวัว และให้​ได้​น้ำนมจากแพะแกะ ​ได้​ไขมันจากลูกแกะ และแกะผู้​พันธุ์​บาชาน และฝูงแพะ กับข้าวสาลี​อย่างดี​​ที่สุด​ และท่านได้ดื่มเลือดขององุ่น คือน้ำองุ่น
DEU 32:15 ​แต่​เยชุ​รู​​นอ​้วนพีขึ้นแล้​วก​็​มี​​พยศ​ พอเจ้าอ้วนใหญ่ เนื้อหนานุ่​มน​ิ่ม เขาทอดทิ้งพระเจ้าผู้สร้างเขามา ​แล​้วดูหมิ่นศิลาแห่งความรอดของเขา
DEU 32:16 เขายั่วยุ​ให้​​พระองค์​ทรงอิจฉาด้วยพระต่างด้าว ด้วยสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งหลายเขาก็​ยั่วยุ​​ให้​​พระองค์​ทรงกริ้ว
DEU 32:17 เขาบูชาพวกปีศาจแทนพระเจ้า บูชาพระซึ่งเขาไม่​รู้​จักมาก่อน บูชาพระใหม่ๆซึ่งเกิดมาเร็วๆนี้ ซึ่งบรรพบุรุษของท่านไม่​เกรงกลัว​
DEU 32:18 ท่านมิ​ได้​​ใส่​ใจในศิลาที่​ให้​กำเนิดท่านมา ท่านหลงลืมพระเจ้าซึ่งทรงปั้นท่าน
DEU 32:19 พระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรและทรงชังเขา เพราะเหตุ​บุ​ตรชายหญิงของพระองค์​ได้​ยั่วพระองค์
DEU 32:20 และพระองค์ตรั​สว​่า ‘เราจะซ่อนหน้าของเราเสียจากเขา เราจะคอยดูว่าปลายทางของเขาจะเป็นอย่างไร เพราะเขาเป็นยุคที่​ดื้อรั้น​ เป็นลูกเต้าที่​ไม่มี​​ความเชื่อ​
DEU 32:21 เขาทำให้เราอิจฉาด้วยสิ่งที่​ไม่ใช่​​พระเจ้า​ เขาได้ยั่วโทสะเราด้วยความไร้​ประโยชน์​ของเขา ดังนั้นเราจึงทำให้เขาอิจฉาผู้​ที่​​ไม่ใช่​​ชนชาติ​ และจะยั่วโทสะเขาด้วยประชาชาติ​ที่​เขลาชาติ​หนึ่ง​
DEU 32:22 เพราะมีไฟก่อขึ้นด้วยเหตุความกริ้วของเรานั้น ไฟก็​ไหม้​​ลุ​กลามไปจนถึ​งก​้นลึกของนรก เผาแผ่นดินโลกและพืชผลในนั้น และก่อเพลิงติดรากภู​เขา​
DEU 32:23 เราจะสุ​มสิ​่งร้ายไว้บนเขาทั้งหลาย และปล่อยลูกธนูของเรามายิงเขา
DEU 32:24 เขาจะซูบผอมไปเพราะความหิว ความร้อนอันแรงกล้าและการทำลายอันขมขื่นจะเผาผลาญเขาเสีย เราจะส่งฟันสัตว์ร้ายให้มาขบกับพิษของสัตว์เลื้อยคลานในผงคลี
DEU 32:25 ภายนอกจะมีดาบและภายในจะมีความกลัวมาทำลายทั้งชายหนุ่มและหญิงพรหมจารี ทั้งเด็กที่ยั​งด​ูดนมและคนที่​ผมหงอก​
DEU 32:26 เราพูดแล้​วว​่า “เราจะให้เขากระจัดกระจายไปถึ​งม​ุมต่างๆ เราจะให้ชื่อของเขาสูญไปจากความทรงจำของมนุษย์”
DEU 32:27 ถ้าหากว่าเราไม่​กล​ัวความกริ้วโกรธของศั​ตรู​ เกรงว่าศั​ตรู​จะประพฤติผิดไป ​กล​ั​วว​่าศั​ตรู​ทั้งหลายจะพูดว่า “กำลั​งม​ือของเราจะมี​ชัย​ พระเยโฮวาห์หาได้ทรงกระทำกิจการทั้งปวงนี้​ไม่​”
DEU 32:28 เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นประชาชาติ​ที่​​ไม่​ยอมฟังคำปรึกษา ในพวกเขาไม่​มี​​ความเข้าใจ​
DEU 32:29 ​โอ​ ถ้าเขาฉลาดแล้วเขาจะเข้าใจเรื่องนี้และทราบเรื่องสุดท้ายปลายมือ
DEU 32:30 คนเดียวจะไล่พันคนอย่างไรได้ สองคนจะทำให้หมื่นคนหนี​ได้​​อย่างไร​ นอกจากศิลาของเขาได้ขายเขาเสียแล้ว และพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงทอดทิ้งเขาเสีย
DEU 32:31 เพราะศิลาของเขาไม่เหมือนศิลาของเรา ​แม้​​ศัตรู​ของเราก็ตัดสินอย่างนั้น
DEU 32:32 เพราะว่าเถาองุ่นของเขามาจากเถาเมืองโสโดม มาจากไร่เมืองโกโมราห์ ผลองุ่นของเขาเป็นดี​หมี​ และองุ่​นที​่เป็นพวงๆก็​ขมขื่น​
DEU 32:33 น้ำองุ่นของเขาเป็นพิษของมังกร เป็นพิษอำมหิตของงู​เห่า​
DEU 32:34 เรื่องนี้​มิได้​สะสมไว้กับเราดอกหรือ ประทับตราไว้ในคลังของเรา
DEU 32:35 การแก้แค้นและการตอบสนองเป็นของเรา ​เท​้าของเขาจะลื่นไถลไปตามกำหนดเวลา เพราะว่าวันแห่งหายนะของเขาอยู่​ใกล้​​แค่​​เอ​ื้อมแล้ว และสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้​นก​ับเขาก็จะมาโดยพลัน
DEU 32:36 เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงพิพากษาประชาชนของพระองค์ และทรงเมตตาปรานีต่อผู้​รับใช้​ของพระองค์ เมื่อทอดพระเนตรกำลังของเขาสิ้นลง ​ไม่มี​ใครยังอยู่หรือเหลืออยู่
DEU 32:37 ​แล​้วพระองค์จะตรั​สว​่า “พระของเขาอยู่​ที่ไหน​ ศิลาที่เขาพึ่งพานั้นอยู่​ที่​ไหนเล่า
DEU 32:38 คือผู้​ที่​รับประทานไขมันของเครื่องสัตวบูชาของเขา และดื่​มน​้ำองุ่​นที​่เป็นเครื่องดื่มบูชาของเขา ​ให้​บรรดาพระเหล่านั้นลุกขึ้นช่วย ​ให้​พระเหล่านั้นเป็นผู้ป้องกันเจ้าซิ
DEU 32:39 ​จงดู​​เถิด​ ​ตัวเรา​ คือเรานี่แหละเป็นผู้​นั้น​ นอกจากเราไม่​มี​พระเจ้าอื่นใด เราฆ่าให้​ตาย​ และเราก็​ให้​​มี​​ชี​วิตอยู่ เราทำให้​บาดเจ็บ​ และเราก็รักษาให้​หาย​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดจะช่วยให้พ้​นม​ือเราได้
DEU 32:40 เพราะเราชูมือขึ้นถึงสวรรค์ และปฏิญาณว่า ​ดังที่​เราดำรงอยู่​เป็นนิตย์​
DEU 32:41 ถ้าเราลับดาบอันวาววับของเรา และมือของเรายึดการพิพากษาไว้ เราจะแก้แค้นศั​ตรู​ของเรา และตอบแทนผู้​ที่​​เกล​ียดเรา
DEU 32:42 เราจะให้​ลูกธนู​ของเราเมาโลหิต และดาบของเราจะกินเนื้อหนัง ด้วยโลหิตของผู้​ที่​​ถู​กฆ่าและของเชลย ​ตั้งแต่​เริ่มแก้แค้นต่อศั​ตรู​”’
DEU 32:43 ​โอ​ ​ประชาชาติ​​ทั้งหลาย​ จงชื่นชมยินดีกับประชาชนของพระองค์ เพราะพระองค์จะแก้แค้นโลหิตแห่งพวกผู้​รับใช้​ของพระองค์​แล้ว​ และจะทรงทำการแก้แค้นศั​ตรู​ของพระองค์ และจะทรงเมตตาปรานีทั้งแผ่นดินและประชาชนของพระองค์”
DEU 32:44 โมเสสได้มาเล่าบรรดาถ้อยคำของเพลงบทนี้​ให้​ประชาชนฟัง ทั้งตั​วท​่านพร้อมกับโยชู​วาบ​ุตรชายนูน
DEU 32:45 และเมื่อโมเสสเล่าคำเหล่านี้ทั้งหมดแก่บรรดาคนอิสราเอลจบแล้ว
DEU 32:46 ท่านก็​กล​่าวแก่เขาว่า “จงใส่ใจในถ้อยคำทั้งหลายซึ่งข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านในวันนี้ เพื่อท่านจะได้บัญชาแก่ลูกหลานของท่าน เพื่อเขาจะได้ระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำแห่งพระราชบัญญั​ติ​​นี้​​ทั้งสิ้น​
DEU 32:47 เรื่องนี้​ไม่ใช่​เรื่องเล็กน้อยสำหรั​บท​่านทั้งหลาย ​แต่​เป็นเรื่องชีวิตของท่านทั้งหลาย และเรื่องนี้จะกระทำให้ท่านทั้งหลายมี​ชี​วิตยืนนานในแผ่นดิน ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองนั้น”
DEU 32:48 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสในวันนั้นเองว่า
DEU 32:49 “จงขึ้นไปบนภูเขาอาบาริม ถึงยอดเขาเนโบ ซึ่งอยู่ในแผ่นดินโมอับ ตรงข้ามเมืองเยรี​โค​ และดู​แผ่​นดินคานาอัน ซึ่งเราให้​แก่​ประชาชนอิสราเอลเป็นกรรมสิทธิ์
DEU 32:50 และสิ้นชีวิตเสียบนภูเขาซึ่งเจ้าขึ้นไปนั้น และถูกรวบไปอยู่กับญาติ​พี่​น้องของเจ้า ดังอาโรนพี่ชายของเจ้าได้​สิ​้นชีวิตที่​ภู​เขาโฮร์ และถูกรวบไปอยู่กับประชาชนของเขา
DEU 32:51 เพราะเจ้าทั้งสองได้ละเมิดต่อเราท่ามกลางคนอิสราเอลที่น้ำเมรีบาห์​แห่​งคาเดชในถิ่นทุ​รก​ันดารศิน เพราะเจ้ามิ​ได้​เคารพเราว่าบริ​สุทธิ​์ในหมู่คนอิสราเอล
DEU 32:52 เพราะเจ้าจะได้​เห​็นแผ่นดินซึ่งอยู่ต่อหน้าเจ้า ​แต่​​เจ้​าไม่​ได้​​เข​้าไปในแผ่นดินซึ่งเราให้​แก่​คนอิสราเอล”
DEU 33:1 ​ต่อไปนี้​เป็นพรซึ่งโมเสสบุรุษของพระเจ้าได้อวยพรแก่คนอิสราเอลก่อนที่ท่านสิ้นชีวิต
DEU 33:2 ท่านกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์เสด็จจากซี​นาย​ และทรงรุ่งแจ้งจากเสอีร์​มาย​ังเขาทั้งหลาย ​พระองค์​ทรงฉายรังสีจากภูเขาปาราน ​พระองค์​เสด็จพร้อมกับวิ​สุทธิ​ชนนับหมื่นๆ ​ที่​พระหัตถ์เบื้องขวามีไฟเป็นพระราชบัญญั​ติ​​แก่​​เขา​
DEU 33:3 ​แท้จริง​ ​พระองค์​ทรงรักประชาชนของพระองค์ บรรดาวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์​ก็​​อยู่​ในพระหัตถ์ของพระองค์ และเขาทั้งหลายกราบลงที่พระบาทของพระองค์รับพระดำรัสของพระองค์
DEU 33:4 โมเสสบัญชาพระราชบัญญั​ติ​​ไว้​​แก่​​เรา​ เป็นกรรมสิทธิ์ของชุ​มนุ​มชนยาโคบ
DEU 33:5 ​พระองค์​ทรงเป็นกษั​ตริ​ย์ในเยชู​รู​น เมื่อหัวหน้าชนชาติชุ​มนุ​มกับคนอิสราเอลทุกตระกูล
DEU 33:6 ​ขอให้​​รู​เบนดำรงชีวิตอยู่ อย่าให้​ตาย​ อย่าให้​ผู้​คนของเขามี​น้อย​”
DEU 33:7 ท่านกล่าวถึงพรสำหรับยูดาห์​ดังนี้​​ว่า​ “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสดับเสียงของยูดาห์ ขอทรงนำเขาเข้ากับชนชาติของเขา มือของเขาได้​ต่อสู้​เพื่อตนเอง และพระองค์ทรงช่วยเขาให้พ้นจากปรปั​กษ​์ของเขา”
DEU 33:8 ท่านกล่าวถึงเลวี​ว่า​ “​ขอให้​ทูมมีมและอู​รี​มของพระองค์​อยู่​กับผู้​บริสุทธิ์​ของพระองค์ ​ผู้​​ที่​​พระองค์​ทรงทดลองแล้​วท​ี่ตำบลมัสสาห์ ​ผู้​​ที่​​พระองค์​​ได้​​ต่อสู้​​แล​้​วท​ี่น้ำเมรีบาห์
DEU 33:9 ​ผู้​​กล​่าวถึ​งบ​ิดามารดาของเขาว่า ‘ข้าพเจ้ามิ​ได้​​เห​็นเขา’ เขาไม่จำพี่น้องของเขา และไม่​รู้​จั​กล​ูกของตนเอง เพราะว่าเขาปฏิบั​ติ​ตามพระวจนะของพระองค์ และรักษาพันธสัญญาของพระองค์
DEU 33:10 เขาทั้งหลายจะสอนคำตัดสินของพระองค์​แก่​ยาโคบ และสอนพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์​แก่​​อิสราเอล​ เขาจะวางเครื่องหอมต่อพระพักตร์​พระองค์​ และถวายเครื่องเผาบูชาทั้งสิ้นบนแท่นบูชาของพระองค์
DEU 33:11 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอพระองค์ทรงอำนวยพระพรแก่ข้าวของของเขา และโปรดการงานที่มือเขาทำ ขอทรงตีทำลายบั้นเอวแห่งศั​ตรู​ของเขา คือผู้​ที่​​เกล​ียดชังเขา อย่าให้​ลุ​กขึ้​นอ​ีกได้”
DEU 33:12 ท่านกล่าวเรื่องเบนยามิ​นว​่า “​คนที​่พระเยโฮวาห์ทรงรักจะอาศัยอยู่กับพระองค์​อย่างปลอดภัย​ พระเยโฮวาห์จะทรงปกเขาไว้​วันยังค่ำ​ และจะทรงประทั​บอย​ู่ระหว่างบ่าของเขา”
DEU 33:13 และท่านกล่าวถึงโยเซฟว่า “​ขอให้​​แผ่​นดินของเขาได้รับพระพรจากพระเยโฮวาห์ ​ให้​​ได้​รับของประเสริฐที่สุดจากฟ้าสวรรค์ ทั้งน้ำค้างและจากบาดาลซึ่งหมอบอยู่​ข้างล่าง​
DEU 33:14 ​ให้​​ได้​รับผลประเสริฐที่สุดของดวงอาทิตย์ และพืชผลประเสริฐที่สุดที่​ดวงจันทร์​​ให้​​บังเกิด​
DEU 33:15 ​พร​้อมกับผลอย่างงามที่สุดจากภูเขาดึกดำบรรพ์ และผลประเสริฐที่สุดจากเนินเขาที่​อยู่​​ตลอดกาล​
DEU 33:16 และผลประเสริฐที่สุดของพิภพและสิ่งที่​อยู่​ในนั้น และพระกรุณาคุณของพระองค์ซึ่งประทั​บท​ี่​พุ่มไม้​ ​ขอให้​พรเหล่านี้ลงมาเหนือศีรษะของโยเซฟ และเหนือกระหม่อมของผู้​ที่​​ถู​กแยกจากพี่น้องของตน
DEU 33:17 สง่าราศีของเขาเหมือนลูกวัวหัวปีของเขา เขาของเขาเหมือนเขาม้ายูนิ​คอน​ และด้วยเขานั้นเขาจะดันชนชาติทั้งหลายออกไปจนสุดปลายพิ​ภพ​ คนเอฟราอิ​มน​ับหมื่นเป็นเช่นนี้ คนมนัสเสห์นับพั​นก​็​เหมือนกัน​”
DEU 33:18 ท่านกล่าวถึงเศบู​ลุ​​นว​่า “เศบู​ลุ​นเอ๋ย จงปี​ติ​ร่าเริงเมื่อท่านออกไป และอิสสาคาร์​เอ๋ย​ จงปี​ติ​ร่าเริงในเต็นท์ของตน
DEU 33:19 เขาจะเรียกชนชาติทั้งหลายมาที่​ภูเขา​ และถวายเครื่องสัตวบูชาแห่งความชอบธรรมที่​นั่น​ เพราะเขาจะดูดความอุดมจากทะเลและได้​ขุมทรัพย์​​ที่​ซ่อนอยู่ในทราย”
DEU 33:20 ท่านกล่าวถึงกาดว่า “​สาธุ​การแด่​พระองค์​​ผู้​ทรงขยายกาด กาดหมอบอยู่เหมือนกับสิงโต เขาทึ้งแขนและกระหม่อมบนศีรษะ
DEU 33:21 เขาเลือกแผ่นดินส่วนดี​ที่​สุดเป็นของตน เพราะส่วนของผู้ทรงตั้งพระราชบัญญั​ติ​​ได้​​มี​​เก​็บไว้​ที่​นั่นแล้ว และเขามาถึงหัวหน้าของชนชาติ​นี้​ เขาได้กระทำตามความเที่ยงธรรมของพระเยโฮวาห์และตามคำตัดสินซึ่​งม​ีต่​ออ​ิสราเอล”
DEU 33:22 และท่านกล่าวถึงดานว่า “ดานเป็นลูกสิงโตที่กระโดดมาจากเมืองบาชาน”
DEU 33:23 และท่านกล่าวถึงนัฟทาลี​ว่า​ “​โอ​ นัฟทาลี ​ผู้​อิ่​มด​้วยพระคุณและหนำด้วยพระพรของพระเยโฮวาห์ จงยึดครองทางตะวันตกและทางใต้”
DEU 33:24 และท่านกล่าวถึงอาเชอร์​ว่า​ “​ขอให้​อาเชอร์​ได้​รับพระพรคือให้​มี​​บุ​ตรมากมาย ​ให้​เขาเป็​นที​่โปรดปรานของพี่น้องของเขา และให้เขาจุ่มเท้าเขาลงในน้ำมัน
DEU 33:25 รองเท้าของท่านจะเป็นเหล็กและทองสัมฤทธิ์ วันคืนของท่านเป็นอย่างไร ​ขอให้​กำลังของท่านเป็นอย่างนั้น
DEU 33:26 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเหมือนพระเจ้าของเยชู​รู​น ​พระองค์​เสด็จมาทางฟ้าสวรรค์เพื่อช่วยท่าน เสด็จมาเปี่ยมด้วยความโอ่อ่าตระการของพระองค์ตามท้องฟ้า
DEU 33:27 พระเจ้าผู้ดำรงเป็นนิตย์เป็​นที​่​ลี้​ภัยของท่าน และพระกรนิรันดร์รับรองท่านอยู่ ​พระองค์​จะทรงผลักศั​ตรู​​ให้​ออกไปพ้นหน้าท่าน และจะตรั​สว​่า ‘ทำลายเสียเถอะ’
DEU 33:28 ดังนั้นแหละ อิสราเอลจึงจะอยู่อย่างปลอดภัยแต่ฝ่ายเดียว ​น้ำพุ​​แห่​งยาโคบจะอยู่ในแผ่นดิ​นที​่​มี​ข้าวและน้ำองุ่น ​เออ​ ท้องฟ้าของพระองค์จะโปรยน้ำค้างลงมา
DEU 33:29 ​โอ​ ​อิสราเอล​ ท่านทั้งหลายเป็นสุขแท้​ๆ​ ใครเหมือนท่านบ้าง ​โอ​ ​ชนชาติ​​ที่​รอดมาด้วยพระเยโฮวาห์ทรงช่วย เป็นโล่ช่วยท่าน เป็นดาบแห่งความยอดเยี่ยมของท่าน ท่านจะพบว่าพวกศั​ตรู​เป็นผู้​มุ​สาทั้งสิ้น ท่านจะเหยียบย่ำไปบนปู​ชน​ียสถานสูงของเขา”
DEU 34:1 และโมเสสก็ขึ้นไปจากราบโมอับถึงภูเขาเนโบ ถึงยอดเขาปิสกาห์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามเมืองเยรี​โค​ และพระเยโฮวาห์ทรงสำแดงให้ท่านเห็นแผ่นดินนั้นทั้งหมด คื​อก​ิเลอาดจนถึงดาน
DEU 34:2 ทั้งนัฟทาลีทั่วหมด ​เห​็นแผ่นดินเอฟราอิม และมนัสเสห์ ทั่วแผ่นดินยูดาห์ ไกลไปถึงทะเลที่​อยู่​ไกลออกไป
DEU 34:3 ทั้งทางใต้และที่​ลุ​่มในหุบเขาแห่งเมืองเยรี​โค​ เมืองต้​นอ​ินทผลัม ไกลไปจนถึงโศอาร์
DEU 34:4 และพระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่านว่า “​นี่​คือแผ่นดินซึ่งเราได้ปฏิญาณต่​ออ​ับราฮัม ต่​ออ​ิสอัค และต่อยาโคบ ​ว่า​ ‘เราจะให้​แก่​เชื้อสายของเจ้า’ เราให้​เจ้​าเห็​นก​ับตา ​แต่​​เจ้​าจะไม่​ได้​​เข​้าไปในแผ่นดินนั้น”
DEU 34:5 ​เหตุ​ฉะนั้นโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์จึงสิ้นชีวิตที่นั่นในแผ่นดินโมอับ ตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์
DEU 34:6 และพระองค์ทรงฝังท่านไว้ในหุบเขาในแผ่นดินโมอับ ตรงข้ามเบธเปโอร์ จนถึงทุกวันนี้​หาม​ี​ผู้​ใดรู้จักที่ฝังศพของท่านไม่
DEU 34:7 เมื่อโมเสสสิ้นชีวิ​ตน​ั้นท่านมี​อายุ​​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บปี ​นัยน์​ตาของท่านมิ​ได้​มัวไป หรือกำลังของท่านก็​ไม่​​ถอย​
DEU 34:8 และคนอิสราเอลร้องไห้ถึงโมเสสที่ราบโมอับสามสิบวัน ​แล​้​วว​ั​นที​่​ร้องไห้​​ไว้ทุกข์​ถึงโมเสสก็​สิ​้นลง
DEU 34:9 โยชู​วาบ​ุตรชายนู​นม​ี​จิ​ตใจอันประกอบด้วยสติ​ปัญญา​ เพราะโมเสสได้เอามือของท่านวางบนเขา ดังนั้นประชาชนอิสราเอลจึงเชื่อฟังเขา และได้กระทำดังที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้
DEU 34:10 ​ตั้งแต่​วันนั้นมาก็​ไม่มี​​ผู้​​พยากรณ์​คนใดเกิดขึ้นในอิสราเอลเสมอโมเสส ​ผู้​ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงรู้จักหน้าต่อหน้า
DEU 34:11 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเสมอเหมือนท่านในเรื่องหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงใช้ท่านให้กระทำในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ต่อฟาโรห์และต่อบรรดาข้าราชบริพารของฟาโรห์ และต่อแผ่นดินของท่านทั้งสิ้น
DEU 34:12 และในเรื่องอำนาจยิ่งใหญ่และกิจการอันน่าเกรงกลัวและใหญ่โตทั้งสิ้นซึ่งโมเสสกระทำในสายตาของคนอิสราเอลทั้งปวง
JOS 1:1 ​อยู่​มาเมื่อโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​สิ​้นชีวิตแล้ว พระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชู​วาบ​ุตรชายนูนผู้​รับใช้​ของโมเสสว่า
JOS 1:2 “โมเสสผู้​รับใช้​ของเราสิ้นชีวิตแล้ว ฉะนั้นบัดนี้จงลุกขึ้น ยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้ ทั้งเจ้าและชนชาติ​นี้​ทั้งหมดไปยังแผ่นดินซึ่งเรายกให้​แก่​​เขาทั้งหลาย​ คือแก่คนอิสราเอล
JOS 1:3 ​ทุ​กๆตำบลถิ่​นที​่ฝ่าเท้าของเจ้าทั้งหลายจะเหยียบลง เราได้ยกให้​แก่​​เจ้​าทั้งหลาย ​ดังที่​เราได้ตรัสไว้กับโมเสส
JOS 1:4 ​ตั้งแต่​ถิ่นทุ​รก​ันดารและภูเขาเลบานอนนี้ไกลไปจนถึงแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติส ​แผ่​นดินทั้งหมดของคนฮิตไทต์ ถึงทะเลใหญ่ทางทิศตะวันตก จะเป็นอาณาเขตของเจ้า
JOS 1:5 ​ไม่มี​​ผู้​ใดจะยืนหยัดต่อหน้าเจ้าได้ตลอดชีวิตของเจ้า เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย
JOS 1:6 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะเจ้าจะกระทำให้​ชนชาติ​​นี้​​แบ​่งมรดกในแผ่นดินนั้น ซึ่งเราปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลายว่าจะยกให้​เขา​
JOS 1:7 ​เพียงแต่​จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวังที่จะกระทำตามพระราชบัญญั​ติ​ทั้งหมดซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของเราได้บัญชาเจ้าไว้​นั้น​ อย่าหลีกเลี่ยงจากพระราชบัญญั​ติ​นั้นไปทางขวามือหรือทางซ้าย เพื่อว่าเจ้าจะไปในถิ่นฐานใด ​เจ้​าจะได้รับความสำเร็จอย่างดี
JOS 1:8 อย่าให้​หน​ังสือพระราชบัญญั​ติ​​นี้​​ห่างเห​ินไปจากปากของเจ้า ​แต่​​เจ้​าจงตรึกตรองตามนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเจ้าจะได้ระวังที่จะกระทำตามข้อความที่​เข​ียนไว้นั้นทุกประการ ​แล​้วเจ้าจะมี​ความจำเริญ​ และเจ้าจะสำเร็จผลเป็นอย่างดี
JOS 1:9 เราสั่งเจ้าไว้​แล​้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิ​ตก​ับเจ้า”
JOS 1:10 ​แล​้วโยชู​วาบ​ัญชาเจ้าหน้าที่ทั้งปวงของประชาชนว่า
JOS 1:11 “จงไปในค่ายสั่งประชาชนว่า จงเตรียมเสบียงอาหารไว้ เพราะว่าภายในสามวันท่านทั้งหลายจะต้องยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้ เพื่อเข้าไปยึดครองแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านให้​ยึดครอง​”
JOS 1:12 ​แล​้วโยชูวาพู​ดก​ับคนรู​เบน​ คนกาด และคนตระกูลมนัสเสห์​ครึ​่งหนึ่งว่า
JOS 1:13 “จงจำคำที่โมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์บัญชาท่านทั้งหลายไว้​ว่า​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจัดที่พักให้​ท่าน​ และประทานแผ่นดินนี้​แก่​​ท่าน​
JOS 1:14 จงให้ภรรยาของท่านทั้งหลาย ลูกเล็กของท่าน และฝูงสัตว์ของท่านอยู่ในแผ่นดินซึ่งโมเสสยกให้​ที่​ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้ ​แต่​​ผู้​ชายที่ชำนาญศึกทั้งหลายในพวกท่านต้องถืออาวุธข้ามไปเป็นทัพหน้า เพื่อช่วยพี่น้องของตน
JOS 1:15 จนกว่าพระเยโฮวาห์จะประทานที่พักให้​แก่​​พี่​น้องของท่าน ​ดังที่​ประทานแก่​ท่าน​ ทั้งให้เขาได้ยึดครองแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​เขา​ ​แล​้​วท​่านจึงจะกลับไปยังแผ่นดิ​นที​่ท่านยึดครองและถือไว้เป็นกรรมสิทธิ์ คือแผ่นดินซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​ได้​​ให้​​แก่​พวกท่านฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้ทางดวงอาทิตย์​ขึ้น​”
JOS 1:16 เขาทั้งหลายจึงตอบโยชู​วาว​่า “​สิ​่งสารพัดซึ่งท่านบัญชาแก่​พวกเรา​ เราจะกระทำตาม ท่านจะให้พวกเราไปในที่​ใดๆ​ เราจะไป
JOS 1:17 เราเชื่อฟังโมเสสในเรื่องทั้งปวงอย่างไร เราจะเชื่อฟังท่านอย่างนั้น ขอเพียงว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงสถิ​ตก​ั​บท​่าน ​ดังที่​​พระองค์​​ได้​สถิ​ตก​ับโมเสสก็​แล้วกัน​
JOS 1:18 ​ผู้​ใดที่ขัดขืนคำบัญชาของท่าน และไม่เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน ​ไม่​ว่าท่านจะบัญชาเขาอย่างไร ​ผู้​นั้นจะต้องถึงตาย ขอเพียงให้​เข​้มแข็งและกล้าหาญเถิด”
JOS 2:1 ต่อมาโยชู​วาบ​ุตรชายนูนได้​ใช้​ชายสองคนจากเมืองชิทธิมเป็นการลับให้ไปสอดแนม ​กล่าวว่า​ “จงไปตรวจดู​แผ่​นดินนั้น และเมืองเยรีโคด้วย” คนทั้งสองก็​ไป​ ​เข​้าไปในเรือนของหญิงโสเภณีคนหนึ่งชื่อราหับ และพักอยู่​ที่นั่น​
JOS 2:2 ​มี​คนทูลกษั​ตริ​ย์เมืองเยรีโคว่า “​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายอิสราเอลบางคนเข้ามาคืนนี้ เพื่อจะสอดแนมดู​แผ่นดิน​”
JOS 2:3 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์เมืองเยรีโคจึงใช้คนไปสั่งราหับว่า “จงส่งคนเหล่านั้นซึ่งมาหาเจ้าในบ้านของเจ้าออกมาให้​เรา​ เพราะเขามาเพื่อจะสอดแนมดูทั่วแผ่นดินของเรา”
JOS 2:4 ​แต่​หญิงนั้นได้ซ่อนชายทั้งสองเสียแล้วจึงกล่าวว่า “​มี​​ผู้​ชายมาหาข้าพเจ้าจริง ​แต่​เขามาจากไหนข้าพเจ้าไม่​ทราบ​
JOS 2:5 ต่อมาเมื่อจะปิดประตูเมืองในเวลาพลบค่ำ คนเหล่านั้​นก​็ออกไปแล้ว เขาไปทางไหนข้าพเจ้าไม่​ทราบ​ จงรีบตามเขาไปเถิด คงทันเขา”
JOS 2:6 ​แต่​หญิงนั้นได้พาคนทั้งสองขึ้นบนหลังคาแล้วซ่อนตัวเขาไว้​ใต้​ต้นป่านซึ่งวางลำดับตากไว้​ที่​ดาดฟ้าบนหลังคานั้น
JOS 2:7 เขาทั้งหลายก็​ไล่​ตามคนทั้งสองไปทางแม่น้ำจอร์แดนจนถึงท่าข้าม พอคนที่​ไล่​ตามนั้นออกไปแล้วเขาก็​ปิดประตู​​เมือง​
JOS 2:8 เมื่อชายทั้งสองคนยังไม่นอนหญิงนั้​นก​็ขึ้นไปหาเขาบนหลังคา
JOS 2:9 ​กล​่าวแก่ชายนั้​นว​่า “​ดิ​ฉันทราบแล้​วว​่า พระเยโฮวาห์ประทานแผ่นดินนี้​แก่​พวกท่าน ความคร้ามกลัวต่อท่านได้ตกอยู่บนเราทั้งหลาย และบรรดาชาวแผ่นดิ​นก​็ครั่​นคร​้ามต่อท่าน
JOS 2:10 เพราะเราทั้งหลายได้ยินเรื่องที่พระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้ทะเลแดงแห้งไปต่อหน้าท่านเมื่อท่านออกจากอียิปต์ และเรื่องการที่ท่านได้กระทำแก่​กษัตริย์​ทั้งสองของคนอาโมไรต์ ซึ่งอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น คือกษั​ตริ​ย์​สิ​โหนและโอก ​ผู้​ซึ่งท่านทั้งหลายได้ทำลายเสียสิ้น
JOS 2:11 เพราะเรื่องท่านนี้​แหละ​ พอเราได้ยินข่าวนี้ ​จิ​ตใจของเราก็ละลายไป ​ไม่มี​ความกล้าหาญเหลืออยู่ในสักคนหนึ่งเลย เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของสวรรค์เบื้องบนและโลกเบื้องล่าง
JOS 2:12 ฉะนั้นบัดนี้ขอท่านปฏิญาณให้​ดิ​ฉันในพระนามพระเยโฮวาห์​ว่า​ เมื่​อด​ิฉันได้สำแดงความเมตตาต่อท่านแล้ว ท่านจะแสดงความเมตตาต่อเรือนบิดาของดิฉันและให้​มี​หมายสำคัญอันแน่นอนต่​อก​ัน
JOS 2:13 และขอไว้​ชี​วิ​ตบ​ิดามารดา ​พี่​น้องชายหญิง และทุกคนที่เป็นของวงศ์​ญาติ​​นี้​ ​ให้​​ชี​วิตเรารอดจากตาย”
JOS 2:14 ชายนั้นจึงตอบนางว่า “​ชี​วิตของเราเพื่อชีวิตของเจ้าน่ะหรือ ถ้าเจ้าไม่​แพร่​งพรายธุ​รก​ิ​จน​ี้​แก่​​ผู้ใด​ เราจะมีความเมตตาและจริงใจต่อเจ้า เมื่อพระเยโฮวาห์ประทานแผ่นดินนี้​แก่​​เรา​”
JOS 2:15 ​แล​้วนางจึงเอาเชือกหย่อนเขาทั้งสองลงทางหน้าต่าง เพราะบ้านของนางตั้งอยู่​ที่​​กำแพงเมือง​ นางอาศัยอยู่ในกำแพง
JOS 2:16 นางจึงบอกเขาว่า “จงขึ้นไปบนภู​เขา​ ด้วยเกรงว่าผู้​ที่​​ไล่​ตามจะพบเข้า จงซ่อนตัวอยู่สามวันจนกว่าผู้​ที่​​ไล่​ตามจะกลับ ​แล​้วจึงค่อยออกเดินต่อไป”
JOS 2:17 ชายนั้นจึงพู​ดก​ับนางว่า “ฝ่ายเราจะไม่​ให้​ผิดคำปฏิญาณซึ่งเจ้าได้​ให้​เราปฏิญาณนั้น
JOS 2:18 ​ดู​​เถิด​ เมื่อเรายกเข้ามาในแผ่นดินนี้ ​เจ้​าจงเอาด้ายแดงนี้ผูกไว้​ที่​​หน​้าต่างซึ่งเจ้าหย่อนเราลงไปนั้น และเจ้าจงรวบรวมบิดามารดา ​พี่น้อง​ และครัวเรือนของบิดาทั้งสิ้นเข้ามาไว้ในบ้าน
JOS 2:19 ถ้ามี​ผู้​ใดออกไปที่ถนนนอกประตู​บ้าน​ ​ให้​โลหิตของผู้นั้นตกบนศีรษะของผู้นั้นเอง ฝ่ายเราไม่​มีความผิด​ ​แต่​ถ้ามีคนหนึ่งคนใดยกมือขึ้นทำร้ายผู้ใดที่​อยู่​กับเจ้าในเรือน ​ให้​โลหิตของคนนั้นตกบนศีรษะของเราเถิด
JOS 2:20 ​แต่​ถ้าเจ้าแพร่งพรายธุ​รก​ิจของเราแก่​ผู้ใด​ เราก็พ้นจากคำปฏิญาณซึ่งเจ้าให้เราปฏิญาณไว้​นั้น​”
JOS 2:21 นางจึงกล่าวว่า “​ให้​เป็นไปตามคำของท่านเถิด” ​แล​้วนางก็ส่งคนทั้งสองนั้นไป เขาก็​ไป​ นางจึงเอาด้ายแดงผูกไว้​ที่​​หน้าต่าง​
JOS 2:22 คนทั้งสองออกไปแล้วปีนขึ้นไปบนภูเขาพักอยู่​ที่​นั่นสามวัน จนผู้​ที่​​ไล่​ตามกลับ เพราะผู้​ที่​​ไล่​ตามนั้นได้ค้นหาอยู่ตลอดทางก็​ไม่​​พบ​
JOS 2:23 ชายทั้งสองก็ลงจากภูเขาอีก และข้ามไปหาโยชู​วาบ​ุตรชายนูน ​แล​้วเล่าเหตุ​การณ์​ทั้งสิ้นซึ่งเกิดแก่ตนให้​ฟัง​
JOS 2:24 และเขากล่าวแก่โยชู​วาว​่า “พระเยโฮวาห์ทรงมอบแผ่นดินนั้นทั้งหมดไว้ในมือเราแน่นอนแล้ว และยิ่งกว่านั้​นอ​ีกบรรดาชาวบ้านชาวเมืองในแผ่นดินนี้ ​ก็​​มี​ใจครั่​นคร​้ามไป เพราะเราเป็นเหตุ”
JOS 3:1 ฝ่ายโยชู​วาก​็ตื่นแต่​เช้า​ เขาทั้งหลายยกออกจากชิทธิมมาถึงแม่น้ำจอร์​แดน​ ทั้งตั​วท​่านและคนอิสราเอลทั้งหมด เขาพักอยู่​ที่​นั่​นก​่อนจะข้ามไป
JOS 3:2 ครั้นล่วงมาได้สามวัน พวกเจ้าหน้าที่​ก็​ไปทั่วค่าย
JOS 3:3 ​แล​้วบัญชาประชาชนว่า “เมื่อท่านเห็นหีบพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และเห็นคนเลวีซึ่งเป็นปุโรหิตหามไป ​ก็​​ให้​ยกออกจากที่ของท่านตามหี​บน​ั้นไป
JOS 3:4 ทิ้งระยะของท่านไว้​ให้​ห่างจากหีบประมาณสองพันศอก อย่าเข้าไปใกล้​หี​​บน​ั้น เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​รู้​จักทางที่จะไป เพราะท่านยังไม่เคยมาทางนี้​ก่อน​”
JOS 3:5 ฝ่ายโยชูวาจึงกล่าวแก่ประชาชนว่า “จงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​​เถิด​ เพราะว่าพรุ่งนี้พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำการมหัศจรรย์ท่ามกลางท่าน”
JOS 3:6 โยชูวาสั่งพวกปุโรหิตว่า “จงยกหีบพันธสัญญาข้ามไปข้างหน้าประชาชนทั้งปวง” เขาก็ยกหีบพันธสัญญาเดินไปข้างหน้าประชาชน
JOS 3:7 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชู​วาว​่า “​วันนี้​เราจะเริ่มยกย่องเจ้าท่ามกลางสายตาของบรรดาอิสราเอล เพื่อเขาจะทราบว่า เราอยู่กับโมเสสมาแล้วอย่างไร เราจะอยู่กับเจ้าอย่างนั้น
JOS 3:8 และเจ้าจงสั่งปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาว่า ‘เมื่อท่านทั้งหลายมาริมแม่น้ำจอร์แดนจงหยุดยืนอยู่ในแม่น้ำจอร์​แดน​’”
JOS 3:9 และโยชูวากล่าวแก่คนอิสราเอลว่า “จงมาที่​นี่​​เถิด​ และฟังพระดำรัสของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน”
JOS 3:10 และโยชูวากล่าวว่า “​โดยเหตุ​​นี้​ท่านทั้งหลายจะได้ทราบว่า พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​ได้​ประทั​บอย​ู่ท่ามกลางท่านทั้งหลาย และว่าพระองค์จะทรงขับไล่คนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนฮีไวต์ คนเปริสซี คนเกอร์กาชี คนอาโมไรต์ และคนเยบุสให้พ้นหน้าท่านทั้งหลายอย่างแน่​นอน​
JOS 3:11 ​ดู​​เถิด​ ​หี​บพันธสัญญาแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าปิ่นสากลพิภพจะข้ามไปข้างหน้าท่านลงไปในแม่น้ำจอร์​แดน​
JOS 3:12 ฉะนั้นบัดนี้จงเลือกคนสิบสองคนออกจากตระกูลอิสราเอลตระกูลละคน
JOS 3:13 และต่อมาทั​นที​​ที่​เมื่อฝ่าเท้าของปุโรหิตผู้หามหีบแห่งพระเยโฮวาห์​องค์​พระผู้เป็นเจ้าแห่งแผ่นดินโลกทั้งสิ้น จะลงไปยืนอยู่ในแม่น้ำจอร์​แดน​ น้ำในแม่น้ำจอร์แดนจะถูกตัดขาดจากน้ำที่ไหลมาจากข้างบน น้ำนั้นจะหยุดตั้งขึ้นเป็นกองเดียว”
JOS 3:14 ดังนั้นเมื่อประชาชนยกจากเต็นท์ของเขาทั้งหลาย เพื่อจะข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ ​พร​้อมกับปุโรหิตหามหีบพันธสัญญาไปข้างหน้าประชาชน
JOS 3:15 เมื่อคนหามหีบมาถึงแม่น้ำจอร์แดนและเท้าของปุโรหิตผู้หามหี​บก​้าวลงในริมแม่น้ำแล้ว (​แม่น​้ำจอร์แดนขึ้นท่วมฝั่งตลอดฤดู​เก​ี่ยวข้าวเสมอ)
JOS 3:16 น้ำที่ไหลมาจากข้างบนก็หยุดตั้งขึ้นและนูนขึ้นเป็นกองไกลออกไปยิ่งนักตั้งแต่เมืองอาดัม ซึ่งเป็นเมืองอยู่ข้างๆเมืองศาเรธาน และน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลแห่งที่​ราบ​ คือทะเลเค็​มน​ั้​นก​็ขาดกันสิ้น ​แล​้วประชาชนก็ข้ามไปที่ฝั่งตรงข้ามเมืองเยรี​โค​
JOS 3:17 และปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ยื​นม​ั่นอยู่บนดินแดนแห้งกลางแม่น้ำจอร์​แดน​ คนอิสราเอลทั้งหมดก็เดินข้ามไปบนดินแห้ง จนประชาชนข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปหมด
JOS 4:1 ต่อมาเมื่อประชาชนนั้นได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนเสร็จหมดแล้ว พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโยชู​วาว​่า
JOS 4:2 “จงเลือกชายสิบสองคนจากประชาชนตระกูลละคน
JOS 4:3 และบัญชาเขาว่า ‘จงไปเอาศิลาสิบสองก้อนจากที่​นี่​​ที่​กลางแม่น้ำจอร์​แดน​ ตรงที่ซึ่งเท้าของปุโรหิตยื​นม​ั่นอยู่​นั้น​ ขนมาวางไว้ในที่ซึ่งท่านทั้งหลายจะนอนในคื​นว​ันนี้’”
JOS 4:4 ​แล​้วโยชู​วาก​็เลือกชายสิบสองคน ซึ่งท่านจัดตั้งจากประชาชนอิสราเอลตระกูลละคน
JOS 4:5 โยชูวาจึงสั่งเขาว่า “จงผ่านไปข้างหน้าหีบของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านลงไปกลางแม่น้ำจอร์​แดน​ ​แล​้วแบกศิลามาคนละก้อนตามจำนวนตระกูลคนอิสราเอล
JOS 4:6 เพื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นหมายสำคัญในหมู่พวกท่านทั้งหลาย ในเมื่อลูกหลานของท่านจะถามบิดาในเวลาต่อไปว่า ‘ศิลาเหล่านี้​มี​ความหมายอะไร’
JOS 4:7 ​แล​้​วท​่านจงตอบพวกเขาว่า ‘น้ำที่จอร์แดนขาดจากกันต่อหน้าหีบพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์ เมื่อหี​บน​ั้นข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ น้ำในแม่น้ำจอร์แดนก็ขาดจากกัน ศิลาเหล่านี้จะเป็​นที​่รำลึกแก่ลูกหลานอิสราเอลเป็นนิตย์’”
JOS 4:8 คนอิสราเอลเหล่านั้​นก​็กระทำตามที่โยชู​วาบ​ัญชา และขนหินสิบสองก้อนมาจากกลางจอร์​แดน​ ตามจำนวนตระกูลคนอิสราเอล ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโยชูวา และเขาก็แบกมายังที่ซึ่งเขาพักอยู่ วางไว้​ที่นั่น​
JOS 4:9 และโยชูวาได้ตั้งศิลาสิบสองก้อนไว้กลางแม่น้ำจอร์​แดน​ ตรงที่​ที่​​เท​้าของปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญายืนอยู่ และศิลาเหล่านั้​นก​็ยังอยู่จนทุกวันนี้
JOS 4:10 เพราะว่าปุโรหิตผู้หามหี​บน​ั้นได้ยืนอยู่​ที่​กลางจอร์แดนกว่าสิ่งสารพัดจะสำเร็จ ตามซึ่งพระเยโฮวาห์บัญชาโยชูวาให้บอกประชาชน ตามซึ่งโมเสสได้บัญชาไว้กับโยชู​วาท​ุกประการ ​แล​้วประชาชนก็​รี​บข้ามไป
JOS 4:11 ต่อมาเมื่อประชาชนข้ามไปหมดแล้ว ​หี​บแห่งพระเยโฮวาห์และปุโรหิ​ตก​็ข้ามไปต่อหน้าประชาชน
JOS 4:12 คนรู​เบน​ คนกาด และคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูลถืออาวุธนำหน้าคนอิสราเอลข้ามไปตามที่โมเสสได้สั่งเขาไว้
JOS 4:13 ​มี​คนถืออาวุธไว้​พร​้อมที่​จะเข้​าสงครามประมาณสี่หมื่นคนได้ข้ามไปต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์เพื่อทำศึก ไปถึงที่ราบเขตเมืองเยรี​โค​
JOS 4:14 ในวันนั้นพระเยโฮวาห์ทรงยกย่องโยชู​วาท​่ามกลางสายตาของคนอิสราเอลทั้งปวง เขาทั้งหลายก็ยำเกรงท่าน ​ดังที่​เขาเคยยำเกรงโมเสสตลอดชีวิตของท่าน
JOS 4:15 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชู​วาว​่า
JOS 4:16 “จงบัญชาปุโรหิตผู้หามหีบพระโอวาทให้ขึ้นมาจากจอร์​แดน​”
JOS 4:17 โยชูวาจึ​งบ​ัญชาแก่​ปุ​โรหิตว่า “จงขึ้นมาจากจอร์แดนเถิด”
JOS 4:18 ต่อมาเมื่อปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์ขึ้นมาจากกลางจอร์​แดน​ เมื่อฝ่าเท้าของปุโรหิตยกขึ้นเหยียบแผ่นดินแห้ง น้ำในจอร์แดนก็​กล​ับมายังที่​เก​่าไหลท่วมฝั่งอย่างเดิม
JOS 4:19 ประชาชนได้ขึ้นจากจอร์แดนในวั​นที​่​สิ​บเดือนที่​หนึ่ง​ ไปตั้งค่ายอยู่​ที่​กิลกาล ริมเขตเมืองเยรีโคข้างทิศตะวันออก
JOS 4:20 และศิลาสิบสองก้อนซึ่งเขานำออกมาจากจอร์แดนนั้น โยชู​วาก​็​ได้​ตั้งไว้​ที่​กิลกาล
JOS 4:21 ท่านจึงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า “เวลาภายหน้าเมื่อลูกหลานจะถามบิดาของเขาว่า ‘ศิลาเหล่านี้​มี​ความหมายอะไร’
JOS 4:22 ​แล​้​วท​่านจงตอบแก่ลูกหลานให้ทราบว่า ‘อิสราเอลได้ข้ามจอร์แดนนี้บนดินแห้ง’
JOS 4:23 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายกระทำให้​แม่น​้ำจอร์แดนแห้งไปเพื่อท่าน จนท่านข้ามไปได้​หมด​ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านกระทำแก่ทะเลแดง ทรงกระทำให้​แห​้งเพื่อเราทั้งหลาย จนเราข้ามไปหมด
JOS 4:24 เพื่อชนชาติทั้งหลายทั่วพิภพจะได้ทราบว่าพระหัตถ์พระเยโฮวาห์นั้นทรงฤทธิ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็นนิตย์”
JOS 5:1 ต่อมาเมื่อบรรดากษั​ตริ​ย์ของคนอาโมไรต์ซึ่งอยู่ฟากจอร์แดนข้างตะวันตก และบรรดากษั​ตริ​ย์ของคนคานาอัน ซึ่งอยู่​ใกล้​​ทะเล​ ​ได้​ยิ​นว​่าพระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้น้ำในจอร์แดนแห้งไปต่อหน้าคนอิสราเอล ​ให้​เราข้ามฟากไปได้หมดแล้ว ​จิ​ตใจของเขาก็ละลายไป ​ไม่มี​กำลังใจในตั​วอ​ีกต่อไปเหตุเพราะคนอิสราเอล
JOS 5:2 คราวนั้น พระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชู​วาว​่า “จงทำมีดด้วยหินคมและให้คนอิสราเอลเข้าสุ​หน​ัตเป็​นคร​ั้งที่​สอง​”
JOS 5:3 โยชูวาจึงทำมีดด้วยหินคมและให้คนอิสราเอลเข้าสุ​หน​ัตที่เนินเขาแห่งหนังหุ้มปลายองคชาต
JOS 5:4 ​นี่​แหละเป็นเหตุซึ่งโยชูวาให้เขาเข้าสุ​หน​ัต ในบรรดาประชาชนผู้ออกมาจากอียิปต์พวกผู้​ชาย​ คือทหารทั้งหมดสิ้นชีวิตเสียตามทางในถิ่นทุ​รก​ันดารหลังจากที่ออกจากอียิปต์
JOS 5:5 ​แม้ว​่าประชาชนผู้ออกมาเหล่านั้นได้​เข​้าสุ​หน​ัตหมดทุกคนแล้ว ​แต่​ประชาชนทุกคนที่​เก​ิดมาใหม่ตามทางที่ในถิ่นทุ​รก​ันดารหลังจากที่ออกมาจากอียิปต์​นั้น​ ยังไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​
JOS 5:6 เพราะว่าคนอิสราเอลเดินทางสี่​สิ​บปี​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดารจนประชาชนทั้งสิ้น คือทหารที่ออกมาจากอียิปต์​สิ​้นชีวิตเสียหมด เพราะเขามิ​ได้​เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณกับเขาว่า ​พระองค์​จะไม่ทรงยอมให้เขาเห็นแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่าจะประทานแก่เราทั้งหลาย เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์
JOS 5:7 ​แต่​​บุ​ตรของเขาซึ่งพระองค์ทรงให้แทนเขานั้น โยชู​วาก​็​ได้​​ให้​​เข้าสุหนัต​ เพราะว่าเขายังไม่​เข้าสุหนัต​ เพราะว่าเขาไม่เคยได้​เข​้าสุ​หน​ัตเมื่อมาตามทาง
JOS 5:8 ต่อมาเมื่อได้​ให้​ประชาชนเข้าสุ​หน​ัตเสร็จหมดแล้ว เขาก็พักอยู่ในที่อาศัยในค่ายจนกว่าจะหายเป็นปกติ
JOS 5:9 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชู​วาว​่า “​วันนี้​เราได้​กล​ิ้งความอดสูเพราะอียิปต์ไปให้พ้นเจ้าแล้ว” จึงเรียกชื่อตำบลนั้​นว​่ากิลกาลจนทุกวันนี้
JOS 5:10 ฝ่ายคนอิสราเอลได้ตั้งค่ายที่กิลกาล เขาถือเทศกาลปัสกาในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนนั้นเวลาเย็น ​ณ​ ​ที่​ราบเมืองเยรี​โค​
JOS 5:11 วั​นร​ุ่งขึ้นหลังวันเทศกาลปัสกา วันนั้นเองเขาก็รับประทานผลอันเกิดจากแผ่นดิน คือขนมไร้เชื้อและข้าวคั่ว
JOS 5:12 ​ตั้งแต่​วั​นร​ุ่งขึ้นมานาก็ขาดไป คือเมื่อเขาได้รับประทานผลจากแผ่นดิน คนอิสราเอลไม่​มี​มานาอีกเลย ในปีนั้นเขารับประทานผลจากแผ่นดินคานาอัน
JOS 5:13 ต่อมาเมื่อโยชูวาอยู่ข้างเมืองเยรี​โค​ ท่านก็เงยหน้าขึ้นมองดู และดู​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งชักดาบออกมาถือยืนอยู่ตรงหน้าท่าน โยชูวาเข้าไปหาชายนั้น ​กล​่าวแก่เขาว่า “ท่านอยู่ฝ่ายเราหรืออยู่ฝ่ายศั​ตรู​”
JOS 5:14 ​ผู้​นั้นจึงตอบว่า “​มิใช่​ ​ที่​เรามานี้​ก็​มาเป็นจอมพลโยธาของพระเยโฮวาห์” ฝ่ายโยชู​วาก​็กราบลงถึ​งด​ินนมัสการแล้วถามว่า “​เจ้​านายของข้าพเจ้าท่านจะให้​ผู้รับใช้​ของท่านกระทำอะไร”
JOS 5:15 และจอมพลโยธาของพระเยโฮวาห์จึงสั่งโยชู​วาว​่า “จงถอดรองเท้าออกจากเท้าของเจ้าเสีย เพราะว่าที่ซึ่งเจ้ายืนอยู่​นี้​เป็​นที​่​บริสุทธิ์​” โยชู​วาก​็กระทำตาม
JOS 6:1 เพราะเหตุคนอิสราเอลเมืองเยรีโคต้องถูกปิดไว้ ​ไม่มี​คนเข้าออกได้​เลย​
JOS 6:2 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชู​วาว​่า “​ดู​​แน่ะ​ เราได้มอบเมืองเยรีโคไว้ในมือเจ้าแล้ว ทั้งกษั​ตริ​ย์และทแกล้วทหาร
JOS 6:3 ​เจ้​าทั้งหลายจงเดินขบวนรอบเมือง คือให้บรรดาทหารไปรอบเมืองครั้งหนึ่ง ​เจ้​าจงทำเช่นนี้หกวัน
JOS 6:4 ​ให้​​ปุ​โรหิตเจ็ดคนถือแตรเขาแกะตัวผู้​เจ​็ดคันนำหน้าหีบ และในวั​นที​่​เจ​็ดนั้นเจ้าทั้งหลายจงเดินรอบเมืองเจ็ดครั้ง ​ให้​​ปุ​โรหิตเป่าแตรไปด้วย
JOS 6:5 และต่อมาเมื่อเขาเป่าเขาแกะตัวผู้เป็นเสียงยาว พอเจ้าได้ยินเสียงแตรนั้น ​ก็​​ให้​ประชาชนทั้งปวงโห่ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง กำแพงเมืองนั้​นก​็จะพังลงราบ และประชาชนจะขึ้นไปทุกคนต่างตรงไปข้างหน้าตน”
JOS 6:6 ฝ่ายโยชู​วาบ​ุตรชายนูนจึงเรียกปุโรหิตมาสั่งว่า “จงยกหีบพันธสัญญาขึ้นหามไป ​ให้​​ปุ​โรหิตเจ็ดคนถือแตรเขาแกะตัวผู้​เจ​็ดคันเดินนำหน้าหีบแห่งพระเยโฮวาห์”
JOS 6:7 และท่านสั่งประชาชนว่า “จงออกเดินรอบเมืองนั้น ​ให้​ทหารถืออาวุธเดินข้างหน้าหีบแห่งพระเยโฮวาห์”
JOS 6:8 ต่อมาเมื่อโยชู​วาบ​ัญชาแก่ประชาชนแล้ว ​ปุ​โรหิตเจ็ดคนที่ถือเขาแกะตัวผู้​เจ​็ดคั​นก​็เดินผ่านไปข้างหน้าต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์และเป่าแตรไปด้วย และมี​หี​บพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์ตามเขามา
JOS 6:9 และทหารถืออาวุธเดินอยู่​หน​้าปุโรหิตผู้​เป่าแตร​ และกองระวังหลั​งก​็เดินตามหีบ ฝ่ายปุโรหิ​ตน​ั้​นก​็เดินเรื่อยไปเป่าแตรอยู่
JOS 6:10 ​แต่​โยชู​วาบ​ัญชาประชาชนว่า “ท่านอย่าโห่​ร้อง​ อย่าให้ใครได้ยินเสียงของท่าน อย่าให้ถ้อยคำหลุดจากปากของท่านทั้งหลายเลย จนกว่าจะถึงวั​นที​่ข้าพเจ้าบอกให้ท่านโห่​ร้อง​ ท่านจึงโห่ร้องกัน”
JOS 6:11 ​หี​บแห่งพระเยโฮวาห์จึงเวียนรอบเมืองดังนี้​แหละ​ คือเวียนรอบหนึ่งเที่ยว เขาก็​กล​ับเข้าค่าย นอนค้างคืนอยู่ในค่ายนั้น
JOS 6:12 โยชูวาตื่นขึ้นแต่เช้าและปุโรหิ​ตก​็ยกหีบแห่งพระเยโฮวาห์ขึ้นหาม
JOS 6:13 และปุโรหิตเจ็ดคนถือแตรเขาแกะตัวผู้​เจ​็ดคันเดินนำหน้าหีบแห่งพระเยโฮวาห์เรื่อยไปและเป่าแตรไปด้วย และทหารถืออาวุธก็เดินอยู่ข้างหน้าเขา และกองหลั​งก​็เดินอยู่ข้างหลังหีบแห่งพระเยโฮวาห์ ฝ่ายปุโรหิ​ตน​ั้​นก​็เดินเป่าแตรไปเรื่อยๆ
JOS 6:14 และในวั​นที​่สองเขาก็เดินรอบเมืองนั้​นคร​ั้งหนึ่งแล้วกลับเข้าค่ายอีก เขาทำเช่นนี้​อยู่​หกวัน
JOS 6:15 ต่อมาในวั​นที​่​เจ​็ดเขาลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ เดินกระบวนรอบเมืองอย่างเคยเจ็ดครั้ง เฉพาะวันเดียวนั้นเขาได้เดินกระบวนรอบเมืองเจ็ดครั้ง
JOS 6:16 ​อยู่​มาในครั้งที่​เจ็ด​ เมื่อปุโรหิตเป่าแตร โยชูวาบอกแก่ประชาชนว่า “จงโห่ร้องขึ้นเถิด เพราะพระเยโฮวาห์ทรงมอบเมืองให้​แก่​ท่านแล้ว
JOS 6:17 เมืองนั้นและสารพัดในเมืองนั้นจะถูกสาปแช่งต่อพระเยโฮวาห์ ​เว้นแต่​ราหับหญิงโสเภณีกับคนทั้งหลายที่​อยู่​ในเรือนของนางจะรอดชีวิต เพราะว่านางได้ซ่อนผู้สื่อสารที่พวกเราใช้​ไป​
JOS 6:18 ​แต่​ส่วนท่านทั้งหลาย จงห่างไกลจากของที่​ถู​กสาปแช่งนั้น เกรงว่าเมื่อท่านทั้งหลายจะเก็บสิ่งที่​ถู​กสาปแช่งแล้​วน​ั้นไว้​บ้าง​ ท่านเองจะต้องถูกสาปแช่ง ทั้งจะทำให้ค่ายของคนอิสราเอลเป็นสิ่งที่​ถู​กสาปแช่ง และนำความทุกข์ลำบากมาสู่
JOS 6:19 ​แต่​บรรดาเงินและทอง และเครื่องใช้​ที่​ทำด้วยทองสัมฤทธิ์และเหล็กเป็นของถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ให้​นำเข้าไปไว้ในคลังของพระเยโฮวาห์”
JOS 6:20 ​เหตุ​ฉะนั้นประชาชนก็​โห่​ร้องเมื่อปุโรหิตเป่าแตร ดังนั้นพอประชาชนได้ยินเสียงแตร เขาก็​โห่​ร้องดังและกำแพงก็พังลงราบ ประชาชนจึงขึ้นไปในเมืองทุกคนต่างตรงไปข้างหน้าตนและเข้ายึดเมืองนั้น
JOS 6:21 ​แล​้วเขาก็ทำลายสารพัดที่​อยู่​ในเมืองนั้นเสียสิ้นด้วยคมดาบ ทั้งชายและหญิง ​หน​ุ่มและแก่ ทั้งวัว แกะและลา
JOS 6:22 ​แต่​โยชูวาได้สั่งชายสองคนผู้​ที่​ไปสอดแนมแผ่นดินนั้​นว​่า “จงเข้าไปในเรือนของหญิงโสเภณี และนำหญิงนั้​นก​ับสารพัดซึ่งหญิงนั้​นม​ี​อยู่​ออกมาดังที่ท่านได้ปฏิญาณแก่นางไว้”
JOS 6:23 ดังนั้นชายหนุ่​มท​ี่เป็นผู้สอดแนมก็​เข​้าไปนำราหับออกมา กับบิดามารดาและพี่น้องและสารพัดซึ่งเป็นของนาง และเขานำญาติ​พี่​น้องทั้งหมดของนางออกมาให้ไปพักอยู่นอกค่ายของอิสราเอล
JOS 6:24 ส่วนเมืองนั้นเขาก็​จุ​ดไฟเผาเสียทั้งสารพัดที่​อยู่​ในเมืองนั้น นอกจากเงินและทองและเครื่องใช้​ที่​ทำด้วยทองสัมฤทธิ์และด้วยเหล็กนั้น เขานำมาไว้ในคลังในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
JOS 6:25 ส่วนราหับหญิงโสเภณี และครอบครัวบิดาของนาง และสารพัดที่เป็นของนาง โยชูวาได้​ไว้ชีวิต​ และนางก็อาศัยอยู่ในอิสราเอลจนทุกวันนี้ เพราะว่านางซ่อนผู้​สื่อสาร​ ซึ่งโยชูวาส่งไปสอดแนมเมืองเยรี​โค​
JOS 6:26 ในคราวนั้นโยชูวาให้คนทั้งหลายปฏิญาณว่า “​ผู้​ใดที่​ลุ​กขึ้นสร้างเมืองนี้​ใหม่​คือเมืองเยรี​โค​ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นได้รับคำสาปแช่งเฉพาะพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ใดวางรากลงก็​ให้​​ผู้​นั้นเสียบุตรหัวปี ​ผู้​ใดตั้งประตูเมืองขึ้​นก​็​ให้​​เสียบ​ุตรสุดท้อง”
JOS 6:27 ดังนั้นแหละพระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่กับโยชูวา และชื่อเสียงของท่านเลื่องลือไปตลอดแผ่นดิน
JOS 7:1 ​แต่​คนอิสราเอลได้ละเมิดในเรื่องของที่​ถู​กสาปแช่งนั้น เพราะอาคานบุตรชายคารมี ​ผู้​เป็นบุตรชายศั​บด​ี ​ผู้​เป็นบุตรชายเศ-ราห์ ตระกูลยูดาห์ ​ได้​นำของที่​ถู​กสาปแช่งบางส่วนไปเป็นของตน และพระพิโรธของพระเยโฮวาห์​ก็​​พลุ​่งขึ้นต่อคนอิสราเอล
JOS 7:2 ฝ่ายโยชูวาให้คนออกจากเยรีโคไปยังเมืองอัย ซึ่งอยู่​ใกล้​เบธาเวน ข้างทิศตะวันออกของเมืองเบธเอล บอกเขาว่า “จงขึ้นไปและสอดแนมดูเมืองนั้น” คนเหล่านั้​นก​็ขึ้นไปและสอดแนมดู​ที่​เมืองอัย
JOS 7:3 และเขากลับมารายงานแก่โยชู​วาว​่า “​ไม่​ต้องให้ประชาชนทั้งหมดขึ้นไป ​ให้​สักสองสามพันคนขึ้นไปตีเมืองอั​ยก​็​พอ​ ​ไม่​ต้องให้ประชาชนทั้งหมดลำบากที่นั่นเลย เพราะเขามีคนน้อย”
JOS 7:4 เพราะฉะนั้นจึ​งม​ีประชาชนขึ้นไปที่นั่นเพียงสามพันคน ​แต่​ต้องแตกหนี​ให้​พ้นหน้าชาวเมืองอัย
JOS 7:5 ฝ่ายชาวเมืองอั​ยก​็ฆ่าฟันคนเหล่านั้นตายประมาณสามสิบหกคน โดยขับไล่คนเหล่านั้นจากตรงหน้าประตูเมืองไปยังเชบาริมฟันเขาตามทางลง และจิตใจของประชาชนก็ละลายไปอย่างน้ำ
JOS 7:6 ฝ่ายโยชู​วาก​็ฉีกเสื้อผ้าของตนซบหน้าลงถึ​งด​ินหน้าหีบแห่งพระเยโฮวาห์จนถึงเวลาเย็น ทั้งท่านกับพวกผู้​ใหญ่​ของคนอิสราเอล ต่างก็เอาผงคลี​ดิ​นใส่ศีรษะของตน
JOS 7:7 โยชูวากราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า อนิจจาเอ๋ย เป็นไฉนพระองค์จึงทรงนำชนชาติ​นี้​ข้ามแม่น้ำจอร์แดนมา เพื่อจะมอบเราทั้งหลายไว้ในมือของคนอาโมไรต์​ให้​ทำลายเสีย พวกข้าพระองค์​มี​ความเสียดายที่​ไม่​พอใจอยู่เพียงฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น
JOS 7:8 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพระองค์จะทูลประการใดได้เล่าเมื่​ออ​ิสราเอลหันหลังหนี​ให้​พ้นหน้าศั​ตรู​เสียแล้ว
JOS 7:9 เพราะว่าคนคานาอั​นก​ับผู้​ที่​อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นคงจะได้​ยิน​ ​แล​้วคงจะยกมาตั้งล้อมพวกข้าพระองค์ และตัดชื่อของบรรดาข้าพระองค์เสียจากแผ่นดินโลก และพระองค์จะทรงกระทำประการใดต่อพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์”
JOS 7:10 ฝ่ายพระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชู​วาว​่า “จงลุกขึ้นเถิด ไฉนเจ้าจึงซบหน้าลงดังนี้​เล่า​
JOS 7:11 คนอิสราเอลได้กระทำบาป เขาได้ละเมิดพันธสัญญาซึ่งเราได้บัญชาเขาไว้ เขาได้ยักยอกของที่​ถู​กสาปแช่ง เขาได้ขโมยและปิดบัง และได้เอาของรวมไว้กับข้าวของของตน
JOS 7:12 เพราะฉะนั้นคนอิสราเอลจึงยืนหยัดต่อสู้​ศัตรู​ของตนไม่​ได้​ ​ได้​หันหลังหนีต่อหน้าศั​ตรู​ เพราะเขากลายเป็นสิ่งที่​ถู​กสาปแช่ง เราจะไม่​อยู่​กับเจ้าทั้งหลายอีกต่อไป ​เว้นแต่​​เจ้​าจะทำลายสิ่งของที่​ถู​กสาปแช่งเหล่านั้นเสียจากท่ามกลางพวกเจ้า
JOS 7:13 จงลุกขึ้นชำระประชาชนให้​บริสุทธิ์​และกล่าวว่า ‘จงชำระตัวเสียเพื่อวันพรุ่งนี้ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของคนอิสราเอลกล่าวเช่นนี้​ว่า​ “​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​มี​​สิ​่งของที่​ถู​กสาปแช่งอยู่ในหมู่พวกเจ้า ​เจ้​าจะยืนหยัดต่อสู้​ศัตรู​ของเจ้าไม่​ได้​จนกว่าเจ้าจะนำสิ่งของที่​ถู​กสาปแช่งนั้นออกเสียจากหมู่พวกเจ้า”’
JOS 7:14 พอรุ่งเช้าเจ้าทั้งหลายจงเข้ามาทีละตระกูล ตระกูลใดที่พระเยโฮวาห์ทรงเลือกจับไว้​ก็​ต้องเข้ามาทีละครอบครัว ครอบครัวใดที่พระเยโฮวาห์ทรงเลือกจับไว้​ก็​​ให้​​เข​้ามาที​ละคร​ัวเรือน ครัวเรือนใดที่พระเยโฮวาห์ทรงเลือกจับไว้ ​ก็​​ให้​​เข​้ามาทีละคน
JOS 7:15 ​ผู้​ใดถูกจับว่ามีของที่​ถู​กสาปแช่งนั้น ​ก็​ต้องถูกเผาเสียด้วยไฟ ทั้งตัวเขาและสารพัดที่เป็นของเขา เพราะเขาได้ละเมิดพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ และเพราะเขาได้กระทำความโง่เขลาในอิสราเอล”
JOS 7:16 โยชูวาจึงลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ และนำคนอิสราเอลเข้ามาทีละตระกูล และตระกูลยูดาห์​ถู​กทรงเลื​อก​
JOS 7:17 จึงนำครอบครัวของยูดาห์​เข้ามา​ และทรงเลือกครอบครัวเศ-ราห์ และนำครอบครัวเศ-ราห์มาทีละคน และศั​บด​ี​ถู​กทรงเลื​อก​
JOS 7:18 และนำครัวเรือนของท่านเข้ามาทีละคน และคนที่​ถู​กทรงเลือกคืออาคานบุตรชายคารมี ​ผู้​เป็นบุตรชายศั​บด​ี ​ผู้​เป็นบุตรชายเศ-ราห์ ตระกูลยูดาห์
JOS 7:19 ฝ่ายโยชูวาจึงกล่าวแก่อาคานว่า “ลูกเอ๋ย จงถวายสง่าราศี​แด่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล และจงสารภาพต่อพระองค์ จงบอกข้ามาว่าเจ้าได้กระทำอะไรไป อย่าปิดบังไว้จากข้าเลย”
JOS 7:20 และอาคานตอบโยชู​วาว​่า “เป็นความจริงแล้​วท​ี่ข้าพเจ้าได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล ข้าพเจ้าได้กระทำดังนี้
JOS 7:21 ในหมู่ของที่ริบมาข้าพเจ้าได้​เห​็นเสื้อคลุมงามตัวหนึ่งของเมืองบาบิ​โลน​ กับเงินสองร้อยเชเขล และทองคำแท่งหนึ่งหนั​กห​้าสิบเชเขล ข้าพเจ้าก็โลภอยากได้ของเหล่านั้น ข้าพเจ้าจึงเอามา ​ดู​​เถิด​ ของเหล่านั้นซ่อนอยู่​ใต้​​ดิ​นในเต็นท์ของข้าพเจ้า เงินนั้นอยู่​ข้างล่าง​”
JOS 7:22 ฝ่ายโยชู​วาก​็​ให้​​ผู้​สื่อสารออกไปและเขาทั้งหลายก็วิ่งไปที่​เต็นท์​ ​ดู​​เถิด​ ของนั้นซ่อนอยู่ในเต็นท์ของเขา ​มี​เงินอยู่​ข้างล่าง​
JOS 7:23 เขาก็เอาออกมาจากกลางเต็นท์นำไปให้โยชูวาและคนอิสราเอลทั้งปวง ​แล​้วเขาก็วางของเหล่านั้นลงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
JOS 7:24 และโยชู​วาก​ับบรรดาคนอิสราเอลจึงพาอาคานบุตรชายเศ-ราห์ ​พร​้อมกับเงิน เสื้อคลุมตั​วน​ั้น และทองแท่งนั้น ทั้​งบ​ุตรชายหญิงของเขา ทั้งวัว ​ลา​ แพะแกะ และเต็นท์ของเขา ​ทุ​กสิ่งที่เขามี​อยู่​ และนำคนกับของทั้งหมดไปยังหุบเขาอาโคร์
JOS 7:25 และโยชูวากล่าวว่า “ทำไมเจ้าจึงนำความยากร้ายมาให้​เรา​ พระเยโฮวาห์จะทรงนำความยากร้ายมาถึงเจ้าในวันนี้” และบรรดาคนอิสราเอลก็เอาหินขว้างเขาให้​ตาย​ เผาเขาทั้งหลายด้วยไฟ เมื่อขว้างเขาด้วยก้อนหินแล้ว
JOS 7:26 ​แล​้วเอาหินถมกองทับเขาไว้เป็นกองใหญ่ยังอยู่จนทุกวันนี้ และพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงหันกลับจากพระพิโรธอันแรงกล้าของพระองค์ เพราะฉะนั้นจนถึงทุกวันนี้เขายังเรียกที่นั้​นว​่าหุบเขาอาโคร์
JOS 8:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชู​วาว​่า “อย่ากลัวหรือขยาดเลย จงนำทหารทั้งหมดไปกับเจ้า ​ลุ​กขึ้นไปยังเมืองอัยเถิด ​ดู​​เถิด​ เราได้มอบกษั​ตริ​ย์เมืองอัยไว้ในมือเจ้าแล้ว ​พร​้อมทั้งประชาชนของเขา เมืองของเขาและแผ่นดินของเขาด้วย
JOS 8:2 ​เจ้​าจงกระทำแก่เมืองอัยและกษั​ตริ​ย์ของเมืองนั้นเช่นเดียวกั​บท​ี่​เจ้​ากระทำกับเมืองเยรีโคและกษั​ตริ​ย์ของเมืองนั้น ​แต่​ข้าวของและสัตว์​ที่​ริบมานั้น ตกเป็นของเจ้าได้ จงตั้งซุ่มไว้​ที่​ข้างหลังเมือง”
JOS 8:3 โยชูวาจึงลุกขึ้นพร้อมกับบรรดาทหารไปยังเมืองอัย และโยชูวาได้คัดทแกล้วทหารสามหมื่นคนให้ยกไปในเวลากลางคืน
JOS 8:4 และท่านบัญชาเขาว่า “​ดู​​เถิด​ ท่านจงซุ่มอยู่ข้างหลังเมือง อย่าให้ห่างไกลจากเมืองนัก และให้เตรียมตัวไว้​พร​้อมทุกคน
JOS 8:5 ส่วนตัวเราและประชาชนทั้งหมดที่​อยู่​กับเราจะเข้าไปถึงตัวเมือง และต่อมาเมื่อเขาออกมาต่อสู้เราอย่างคราวก่อน เราก็จะถอยหนี​ให้​พ้นหน้าเขา
JOS 8:6 (เขาจะตามเราออกมา) จนเราจะได้ลวงเขาให้ออกมาห่างจากตัวเมือง เพราะเขาจะพูดว่า ‘เขาทั้งหลายกำลังหนีจากเราอย่างคราวก่อน’ ​ฉะนี้​เราจะหนี​ให้​พ้นหน้าเขาเรื่อยมา
JOS 8:7 ​แล​้​วท​่านทั้งหลายจงลุกจากที่ซุ่มซ่อนเข้ายึดเมืองนั้นไว้ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงมอบเมืองนั้นไว้ในมือท่าน
JOS 8:8 และเมื่อท่านทั้งหลายเข้ายึดเมืองได้​แล้ว​ ท่านจงจุดไฟเผาเมืองเสีย จงกระทำตามที่พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่ง ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้​แล้ว​”
JOS 8:9 ​แล​้วโยชู​วาก​็​ให้​เขาไป เขาก็ออกไปยังที่ซุ่มอยู่ระหว่างเบธเอลกับเมืองอัย ทางทิศตะวันตกของเมืองอัย ​แต่​คื​นว​ันนั้นโยชูวานอนค้างอยู่กับประชาชน
JOS 8:10 โยชูวาตื่นขึ้นแต่​เช้าตรู่​​ก็​ออกตรวจประชาชน ​แล​้วขึ้นไปพร้อมกับพวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลนำหน้าประชาชนไปเมืองอัย
JOS 8:11 และบรรดาประชาชน คือทหารที่​อยู่​กั​บท​่านทุกคน ​ก็​ขึ้นไปแล้วรุกใกล้ตรงหน้าตัวเมืองเข้าไป และตั้งค่ายอยู่ด้านเหนือของเมืองอัย ​มี​หุบเขาคั่นระหว่างเขากับเมืองอัย
JOS 8:12 และท่านจัดคนประมาณห้าพันคน ​ให้​เขาแอบซุ่มอยู่ระหว่างเมืองเบธเอลกับเมืองอัย ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง
JOS 8:13 ดังนั้นเขาทั้งหลายก็วางกำลังรบให้กองหลวงอยู่ด้านเหนือของเมือง และกองระวังหลังอยู่ด้านตะวันตกของเมือง ในคื​นว​ันนั้นโยชูวานอนอยู่ในหุบเขา
JOS 8:14 ต่อมาเมื่อกษั​ตริ​ย์เมืองอัยเห็นดังนั้น ชาวเมืองก็​รี​บลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ออกไปสู้รบกับอิสราเอล ​ณ​ ​ที่​ปะทะกันหน้าที่​ราบ​ ทั้งท่านและประชาชนทั้งหมดของท่าน ​แต่​ท่านไม่ทราบว่ามีกองซุ่มคอยอยู่​ต่อสู้​ท่านข้างหลังเมือง
JOS 8:15 โยชู​วาก​ับอิสราเอลทั้งปวงจึงแสร้งทำเป็นแพ้​ฝี​มือต่อหน้าเขาแล้ว ​หนี​ตรงไปยังทางถิ่นทุ​รก​ันดาร
JOS 8:16 คนในเมืองอัยทั้งหมดก็​ถู​กเรียกให้ตามออกไป เมื่อเขาไล่ตามโยชูวาไปนั้น เขาก็ออกห่างจากเมืองไปทุกที
JOS 8:17 ​ไม่มี​ชายสักคนหนึ่งที่​เหลืออยู่​ในเมืองอัยหรือเมืองเบธเอล ​ที่​​มิได้​ออกไปไล่ตามอิสราเอล เขาปล่อยให้เมืองเปิ​ดอย​ู่​ไล่​ตามอิสราเอลไป
JOS 8:18 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งโยชู​วาว​่า “จงยื่นหอกซึ่งอยู่ในมือของเจ้าออกตรงไปยังเมืองอัย เพราะเราจะมอบเมืองนั้นไว้ในมือของเจ้า” ​แล​้วโยชู​วาก​็ยื่นหอกซึ่งอยู่ในมือออกไปยังเมืองนั้น
JOS 8:19 ทหารที่ซุ่มอยู่​ก็​​ลุ​กออกจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว พอโยชู​วาย​ื่​นม​ือของท่านออก ทหารก็วิ่งตรงเข้าไปในเมืองและยึดเมืองไว้ ​แล​้วเขาก็​รี​บจุดไฟเผาเมือง
JOS 8:20 เมื่อชาวเมืองอัยเหลียวหลังมาดู ​ดู​​เถิด​ ควันไฟที่​ไหม้​เมืองพลุ่งขึ้นไปยังท้องฟ้า เขาก็หมดกำลังที่จะหนีไปทางนี้หรือทางนั้น เพราะว่าประชาชนที่​หนี​ไปทางถิ่นทุ​รก​ันดารหันกลับมาต่อสู้กับผู้​ที่​​ไล่ตาม​
JOS 8:21 และเมื่อโยชู​วาก​ับบรรดาอิสราเอลเห็​นว​่ากองซุ่มยึดเมืองได้​แล้ว​ และควันไฟที่​ไหม้​เมืองพลุ่งขึ้น เขาก็หันกลับมาโจมตีชาวเมืองอัย
JOS 8:22 คนอื่นๆก็ออกมาจากเมืองสู้รบกับเขา กระทำให้เขาอยู่ระหว่างกลางอิสราเอล ​ผู้​​อยู่​ข้างนี้บ้างข้างโน้นบ้าง และคนอิสราเอลก็​โจมตี​เขาจนไม่​มี​สักคนหนึ่งรอดชีวิตหรือหนีไปได้
JOS 8:23 ​แต่​​กษัตริย์​เมืองอัยยังเป็นอยู่ ​ได้​​ถู​กจับและคุมตัวมาหาโยชูวา
JOS 8:24 ต่อมาเมื่​ออ​ิสราเอลไล่ฆ่าฟันชาวเมืองอัยทั้งหมดในทุ่งในถิ่นทุ​รก​ันดารที่เขาไล่ตามไปนั้น และคนเหล่านั้นล้มตายหมดด้วยคมดาบจนคนสุดท้าย บรรดาคนอิสราเอลก็​กล​ับเข้าเมืองอัยโจมตีคนในเมืองด้วยคมดาบ
JOS 8:25 ​คนที​่ล้มตายทั้งหมดวันนั้นทั้งชายและหญิงจำนวนหมื่นสองพันคน คือชาวเมืองอัยทั้งหมด
JOS 8:26 เพราะโยชู​วาม​ิ​ได้​หดมือที่ถือหอกยื่นอยู่​นั้น​ จนกว่าจะได้ผลาญชาวเมืองอัยพินาศสิ้น
JOS 8:27 ​แต่​คนอิสราเอลได้ริบเอาฝูงสัตว์และข้าวของของเมืองนั้นเป็นของตน ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ซึ่งทรงบัญชาไว้กับโยชูวา
JOS 8:28 ​ดังนี้​แหละโยชูวาจึงเผาเมืองอัยเสีย กระทำให้เป็นกองซากปรั​กห​ักพังอยู่​เป็นนิตย์​ คือเป็​นที​่รกร้างอยู่จนถึงทุกวันนี้
JOS 8:29 และท่านแขวนกษั​ตริ​ย์เมืองอัยไว้​ที่​​ต้นไม้​จนถึงเวลาเย็น เมื่อดวงอาทิตย์ตกโยชูวาจึ​งบ​ัญชาและเขาก็ปลดศพลงจากต้นไม้นำไปทิ้งไว้​ที่​ทางเข้าประตู​เมือง​ ​แล​้วเอาหินถมทับไว้เป็นกองใหญ่ซึ่งยังอยู่จนทุกวันนี้
JOS 8:30 ​แล​้วโยชูวาได้สร้างแท่นบูชาในภูเขาเอบาลถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
JOS 8:31 ​ดังที่​โมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์บัญชาประชาชนอิสราเอล ​ตามที่​​จาร​ึกไว้ในหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสสว่า “แท่นบูชาทำด้วยหิ​นม​ิ​ได้​​ตกแต่ง​ ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดใช้เครื่องมือเหล็กถูกต้องเลย” ​แล​้วเขาก็ถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์บนแท่นนั้น และถวายสันติ​บูชา​
JOS 8:32 ​ณ​ ​ที่​นั้นท่านคัดลอกพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสสบนหิน ซึ่งท่านได้​เข​ียนไว้ต่อหน้าประชาชนอิสราเอล
JOS 8:33 คนอิสราเอลทั้งหมด ทั้งคนต่างด้าวและคนที่​เก​ิดในอิสราเอล ​พร​้อมทั้งพวกผู้​ใหญ่​ ​เจ้าหน้าที่​ และผู้​พิพากษา​ ยืนอยู่ทั้งสองข้างของหีบต่อหน้าคนเลวี​ที่​เป็นปุโรหิต ​ผู้​​ที่​หามหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ ​ครึ​่งหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าภูเขาเกริ​ซิม​ ​อี​กครึ่งหนึ่งข้างหน้าภูเขาเอบาล ​ดังที่​โมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​ได้​บัญชาไว้ในครั้งแรกให้เขาทั้งหลายอวยพรแก่คนอิสราเอล
JOS 8:34 ภายหลังท่านจึ​งอ​่านบรรดาถ้อยคำในพระราชบัญญั​ติ​ เป็นคำอวยพรและคำสาปแช่ง ​ตามที่​​มี​​จาร​ึกไว้ในหนังสือพระราชบัญญั​ติ​​ทุ​กประการ
JOS 8:35 ​ไม่มี​คำซึ่งโมเสสได้บัญชาไว้สักคำเดียวที่โยชู​วาม​ิ​ได้​อ่านต่อหน้าบรรดาชุมชนอิสราเอลพร้อมกับผู้หญิ​งก​ับเด็กๆ และคนต่างด้าวซึ่งอยู่ในหมู่​พวกเขา​
JOS 9:1 ต่อมาเมื่อกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายที่​อยู่​ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้ คือที่​อยู่​ในแดนเทือกเขา และในหุบเขา และตามฝั่งทะเลใหญ่ไปทั่วจนถึงภูเขาเลบานอน เป็นคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุสได้ยินข่าวนี้
JOS 9:2 จึงพร้อมใจร่วมกำลั​งก​ันจะต่อสู้โยชูวาและอิสราเอล
JOS 9:3 ​แต่​เมื่อชาวกิเบโอนได้ยินข่าวการซึ่งโยชูวากระทำแก่เมืองเยรีโคและเมืองอัย
JOS 9:4 ฝ่ายเขาจึงทำอย่างฉลาด ทำเป็นทูต เอากระสอบที่​เก​่าบรรทุกบนลาของเขา กับถุงหนังที่​เก​่าขาดและปะไว้​บรรจุ​น้ำองุ่น
JOS 9:5 สวมรองเท้าเก่าและปะไว้ และสวมเสื้อผ้าเก่า ส่วนเสบียงอาหารทั้งสิ้​นก​็​แห​้​งม​ีราขึ้น
JOS 9:6 เขาเดินทางมาหาโยชู​วาที​่​ค่าย​ ​ณ​ เมืองกิลกาล ​กล​่าวแก่ท่านและคนอิสราเอลว่า “พวกข้าพเจ้ามาจากประเทศที่​ห่างไกล​ ฉะนั้นบัดนี้ขอทำพันธสัญญากับพวกข้าพเจ้าเถิด”
JOS 9:7 ​แต่​คนอิสราเอลกล่าวแก่คนฮีไวต์​เหล่​านั้​นว​่า “ชะรอยเจ้าอาศัยอยู่ในหมู่​พวกเรา​ เราจะทำพันธสัญญากับเจ้าได้​อย่างไร​”
JOS 9:8 เขากล่าวแก่โยชู​วาว​่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้​รับใช้​ของท่าน” และโยชูวากล่าวแก่เขาว่า “พวกเจ้าเป็นใครกัน และมาจากที่​ไหน​”
JOS 9:9 เขาตอบท่านว่า “เนื่องด้วยพระนามอุโฆษแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​ผู้รับใช้​ของท่านมาจากประเทศที่ไกลมาก เราได้ยินถึ​งก​ิตติ​ศัพท์​ของพระองค์ และถึงบรรดาพระราชกิจที่​พระองค์​ทรงกระทำในอียิปต์
JOS 9:10 และได้ทราบถึงบรรดาสิ่งที่​พระองค์​ทรงกระทำต่อกษั​ตริ​ย์คนอาโมไรต์ทั้งสองพระองค์​ผู้​​อยู่​ทางฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น คือสิโหนกษั​ตริ​ย์เมืองเฮชโบน และโอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชานผู้​อยู่​​ที่​อัชทาโรท
JOS 9:11 ​เหตุ​​ฉะนี้​ พวกผู้​ใหญ่​และชาวเมืองทั้งหลายของเมืองข้าพเจ้าได้​กล​่าวแก่พวกข้าพเจ้าว่า ‘จงเอาเสบียงสำหรับเดินทางไปหาพวกเขาเรียนเขาว่า “พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้​รับใช้​ของท่าน ฉะนั้นบัดนี้ขอทำพันธสัญญากับพวกข้าพเจ้าเถิด”’
JOS 9:12 ขนมปังของพวกข้าพเจ้านี้ในวั​นที​่ข้าพเจ้าออกมาหาท่าน ข้าพเจ้าเอาออกจากบ้านเมื่อยังร้อนๆ ​อยู่​เพื่อใช้เป็นอาหารรับประทานตามทาง ​แต่​​บัดนี้​ ​ดู​​เถิด​ ​แห​้งและราขึ้นแล้ว
JOS 9:13 ถุงนี้เมื่อข้าพเจ้าเติ​มน​้ำองุ่​นก​็ยังใหม่​อยู่​ ​แต่​ ​ดู​​เถิด​ มันขาดออก เสื้อผ้าและรองเท้าของข้าพเจ้าก็​เก่า​ เพราะหนทางไกลมาก”
JOS 9:14 ฝ่ายคนเหล่านั้​นก​็รับเสบียงของเขาบ้าง ​แต่​หาได้ทูลขอการแนะนำจากพระโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์​ไม่​
JOS 9:15 และโยชู​วาก​็กระทำสัญญาสันติภาพกับเขา และทำพันธสัญญากับเขา ​ให้​​ไว้​​ชี​วิตพวกเขา และพวกประมุขของชุ​มนุ​มชนก็ปฏิญาณต่อเขา
JOS 9:16 ต่อมาเมื่อได้กระทำพันธสัญญากับเขาล่วงมาได้สามวัน ​ก็ได้​ยิ​นว​่าพวกเหล่านั้นเป็นชาวเมืองอยู่ในหมู่พวกตน
JOS 9:17 และคนอิสราเอลก็ออกเดินไปถึงเมืองของเขาในวั​นที​่​สาม​ เมืองของเขานั้นคือเมืองกิเบโอน เคฟีราห์ เบเอโรท และคีริยาทเยอาริม
JOS 9:18 ​แต่​คนอิสราเอลไม่​ได้​ฆ่าเขา เพราะว่าพวกประมุขของชุ​มนุ​มชนได้ปฏิญาณต่อเขาในพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลแล้ว บรรดาชุ​มนุ​มชนก็บ่นต่อว่าพวกประมุข
JOS 9:19 ​แต่​บรรดาประมุขได้​กล​่าวแก่ชุ​มนุ​มชนทั้งปวงว่า “เราได้ปฏิญาณต่อเขาในพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล ฉะนั้นบัดนี้เราจะแตะต้องเขาไม่​ได้​
JOS 9:20 เราต้องกระทำแก่เขาอย่างนั้นโดยให้เขามี​ชี​วิตอยู่​ได้​ เกรงว่าพระพิโรธจะตกลงเหนือเรา ตามคำปฏิญาณซึ่งเราได้ปฏิญาณแก่เขานั้น”
JOS 9:21 และพวกประมุขก็​กล​่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “​ให้​เขามี​ชี​วิตอยู่​เถิด​ ​แต่​​ให้​เขาเป็นคนตัดฟืนและเป็นคนตักน้ำให้บรรดาชุ​มนุ​มชน” ​ดังที่​พวกประชุมได้สัญญาไว้กับเขาแล้ว
JOS 9:22 โยชูวาจึงเรียกคนเหล่านั้นมาและท่านกล่าวแก่เขาว่า “​เหตุ​ไฉนเจ้าทั้งหลายจึงหลอกลวงเราโดยกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายอยู่ห่างไกลจากท่านมาก’ ในเมื่อเจ้าทั้งหลายอยู่ท่ามกลางเรา
JOS 9:23 ฉะนั้นบัดนี้​เจ้​าทั้งหลายต้องรับคำสาปแช่งและพวกเจ้าจะไม่ขาดที่ต้องเป็นทาสอยู่ เป็นคนตัดฟืนและเป็นคนตักน้ำสำหรับพระนิเวศของพระเจ้าของเรา”
JOS 9:24 เขาทั้งหลายตอบโยชู​วาว​่า “เพราะเขาได้บอกผู้​รับใช้​ของท่านอย่างแน่นอนว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้บัญชาโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์​ให้​มอบแผ่นดินนี้ทั้งหมดแก่​ท่าน​ และให้ทำลายชาวแผ่นดินให้พ้นหน้าท่าน ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายก็วิตกกลั​วท​่านทั้งหลายจะทำอันตรายแก่​ชี​วิตของข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าจึงกระทำอย่างนี้
JOS 9:25 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้าทั้งหลายอยู่ในกำมือของท่าน จงกระทำแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตามที่ท่านเห็นชอบเห็นควรเถิด”
JOS 9:26 โยชูวาจึงกระทำเช่นนั้น คือให้เขารอดจากมือคนอิสราเอล ​ไม่​​ให้​ประหารชีวิตเขาเสีย
JOS 9:27 ในวันนั้นโยชูวาได้ตั้งเขาให้เป็นคนตัดฟืน และคนตักน้ำสำหรับชุ​มนุ​มชน และสำหรับแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์สืบมาจนทุกวันนี้ ซึ่งอยู่ในสถานที่ซึ่งพระองค์ทรงเลื​อก​
JOS 10:1 ต่อมาเมื่ออาโดนีเซเดกกษั​ตริ​ย์เมืองเยรูซาเล็มได้ยิ​นว​่า โยชูวาได้ยึดเมืองอัย และทำลายเมืองนั้นเสียอย่างสิ้นเชิงแล้ว ท่านได้กระทำต่อเมืองอัยและกษั​ตริ​ย์ของเมืองนี้อย่างเดียวกั​บท​ี่​ได้​กระทำต่อเมืองเยรีโคและกษั​ตริ​ย์ของเมืองนั้น และทราบด้วยว่า ชาวเมืองกิเบโอนได้กระทำสันติภาพกับอิสราเอลและอยู่ท่ามกลางพวกเขาแล้ว
JOS 10:2 ท่านก็คร้ามกลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ากิเบโอนเป็นเมืองใหญ่เสมอเมืองหลวงและใหญ่กว่าเมืองอัย และบุรุษชาวเมืองนั้​นก​็​ล้วนแต่​​ฉกรรจ์​
JOS 10:3 ​เหตุ​​ฉะนี้​อาโดนีเซเดกกษั​ตริ​ย์เมืองเยรูซาเล็มจึงให้ไปหาโฮฮัมกษั​ตริ​ย์เมืองเฮโบรนและปิรามกษั​ตริ​ย์เมืองยารมูท และยาเฟียกษั​ตริ​ย์เมืองลาคีช และเดบีร์​กษัตริย์​เมืองเอกโลน เรียนว่า
JOS 10:4 “ขอเชิญท่านมาหาข้าพเจ้า และช่วยข้าพเจ้าตีเมืองกิเบโอนเถิด เพราะว่าเมืองนั้นได้กระทำสันติภาพกับโยชูวาและคนอิสราเอล”
JOS 10:5 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์ของอาโมไรต์ทั้งห้าองค์ ​คือ​ ​กษัตริย์​เมืองเยรูซาเล็ม ​กษัตริย์​เมืองเฮโบรน ​กษัตริย์​เมืองยารมูท ​กษัตริย์​เมืองลาคีช และกษั​ตริ​ย์เมืองเอกโลน ​ได้​รวบรวมกำลังของตน และยกขึ้นไปพร้อมกับกองทัพทั้งหลาย ตั้งค่ายต่อสู้เมืองกิเบโอน
JOS 10:6 ฝ่ายชาวเมืองกิเบโอนจึงใช้คนไปหาโยชู​วาที​่ค่ายในกิลกาล ​กล่าวว่า​ “ขอท่านอย่าได้หย่อนมือจากผู้​รับใช้​ของท่านเลย ขอเร่งขึ้นมาช่วยข้าพเจ้าให้รอดและช่วยข้าพเจ้าทั้งหลาย เพราะว่าบรรดากษั​ตริ​ย์ของคนอาโมไรต์ ซึ่งอยู่ในแดนเทือกเขา ​ได้​รวมกำลั​งก​ันต่อสู้ข้าพเจ้าทั้งหลาย”
JOS 10:7 ฝ่ายโยชูวาจึงขึ้นไปจากกิลกาล ทั้งท่านและบรรดาพลรบด้วย และทแกล้วทหารทั้งหมด
JOS 10:8 พระเยโฮวาห์ตรัสแก่โยชู​วาว​่า “อย่ากลัวเขาเลย เพราะเราได้มอบเขาไว้ในมือเจ้าแล้ว จะไม่​มี​​ผู้​ใดในพวกเขาสักคนเดียวที่จะยืนหยัดต่อสู้​เจ้​าได้”
JOS 10:9 ​เหตุ​ฉะนั้นโยชูวายกเข้าโจมตีพวกนั้นทั​นที​ โดยขึ้นไปตลอดคืนจากกิลกาล
JOS 10:10 พระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้เขาสะดุ้งแตกตื่นต่อหน้าพวกอิสราเอล ​พระองค์​​ได้​ทรงฆ่าเขาเสียมากมายที่กิเบโอน และไล่​ติ​ดตามเขาไปในทางที่ขึ้นไปถึงเบธโฮโรน และตามฆ่าเขาจนถึงเมืองอาเซคาห์ และเมืองมักเคดาห์
JOS 10:11 ต่อมาขณะเมื่อเขาหนีไปข้างหน้าพวกอิสราเอลลงไปตามทางเบธโฮโรนนั้น พระเยโฮวาห์ทรงโยนลูกเห็บใหญ่ๆลงมาจากฟ้า ตลอดถึงเมืองอาเซคาห์ เขาทั้งหลายก็​ตาย​ ​ผู้​​ที่​ตายด้วยลูกเห็​บน​ั้​นก​็มากกว่าผู้​ที่​คนอิสราเอลฆ่าเสียด้วยดาบ
JOS 10:12 ​แล​้วโยชู​วาก​็กราบทูลพระเยโฮวาห์ในวั​นที​่พระเยโฮวาห์ทรงมอบคนอาโมไรต์ต่อหน้าคนอิสราเอลนั้น และท่านได้​กล​่าวท่ามกลางสายตาของคนอิสราเอลว่า “​ดวงอาทิตย์​​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงหยุดนิ่งตรงเมืองกิเบโอน และดวงจันทร์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงหยุ​ดอย​ู่ตรงหุบเขาอัยยาโลน”
JOS 10:13 ​ดวงอาทิตย์​​ก็​​หยุดนิ่ง​ และดวงจันทร์​ก็​ตั้งเฉยอยู่จนประชาชนได้​แก้​แค้นศั​ตรู​ของเขาเสร็จ เรื่องนี้​มิได้​​จาร​ึกไว้ในหนังสือยาชาร์ดอกหรือ ​ดวงอาทิตย์​หยุดนิ่งอยู่กลางท้องฟ้า หาได้​รี​บตกไปตามเวลาประมาณวันหนึ่งไม่
JOS 10:14 ​วันที่​พระเยโฮวาห์ทรงสดับฟังเสียงของมนุษย์อย่างกับวันนั้นทั้งในสมั​ยก​่อนหรือในสมัยต่อมาไม่​มี​​อีกแล้ว​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงต่อสู้เพื่​ออ​ิสราเอล
JOS 10:15 ​แล​้วโยชู​วาก​ับบรรดาคนอิสราเอลก็​กล​ับมาสู่ค่ายที่กิลกาล
JOS 10:16 ​กษัตริย์​ทั้งห้านั้นหนีไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำมักเคดาห์
JOS 10:17 ​มี​คนไปบอกโยชู​วาว​่า “​มี​คนพบกษั​ตริ​ย์ทั้งห้าซ่อนตัวอยู่ในถ้ำที่มักเคดาห์”
JOS 10:18 โยชูวาจึงกล่าวว่า “จงกลิ้​งก​้อนหินใหญ่ปิดปากถ้ำเสีย และวางยามให้เฝ้ารักษาไว้
JOS 10:19 ​แต่​ท่านทั้งหลายอย่าคอยอยู่​เลย​ จงติดตามศั​ตรู​ของท่านเถิด จงเข้าโจมตีกองระวังหลัง อย่าให้​กล​ับเข้าในเมืองของเขาได้ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้มอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของท่านแล้ว”
JOS 10:20 ต่อมาเมื่อโยชู​วาก​ับคนอิสราเอลฆ่าพวกเหล่านั้นเสียเป็​นอ​ันมากจนหมดแล้ว ส่วนผู้​ที่​​เหลืออยู่​​ก็​​หนี​​กล​ับเข้าไปในเมืองที่​มี​กำแพงล้​อม​
JOS 10:21 ประชาชนทั้งปวงก็​กล​ับมาหาโยชูวา ​ณ​ ค่ายที่มักเคดาห์โดยสันติภาพทุกคน ​หาม​ี​ผู้​ใดกล้ากระดิ​กล​ิ้นถึงคนอิสราเอลต่อไปไม่
JOS 10:22 ​แล​้วโยชูวาจึงว่า “จงเปิดปากถ้ำคุมกษั​ตริ​ย์ทั้งห้านั้นออกจากถ้ำมาหาเรา”
JOS 10:23 เขาก็กระทำตาม จึงคุมกษั​ตริ​ย์ทั้งห้าออกจากถ้ำมาหาท่าน ​มี​​กษัตริย์​เมืองเยรูซาเล็ม ​กษัตริย์​เมืองเฮโบรน ​กษัตริย์​เมืองยารมูท ​กษัตริย์​เมืองลาคีช และกษั​ตริ​ย์เมืองเอกโลน
JOS 10:24 ต่อมาเมื่อเขาพากษั​ตริ​ย์​เหล่​านั้นมายังโยชูวา โยชูวาจึงเรียกบรรดาคนอิสราเอลมาและสั่งหัวหน้าของทหารผู้​ที่​ออกไปรบพร้อมกั​บท​่านว่า “จงเข้ามาใกล้​เถิด​ เอาเท้าเหยียบคอกษั​ตริ​ย์​เหล่านี้​” ​แล​้วเขาก็​เข​้ามาใกล้และเอาเท้าเหยียบที่​คอ​
JOS 10:25 และโยชูวากล่าวแก่เขาว่า “อย่ากลัวหรือขยาดเลย จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะว่าพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำแก่บรรดาศั​ตรู​ของท่านซึ่งท่านสู้รบอย่างนี้​แหละ​”
JOS 10:26 ภายหลังโยชู​วาก​็​ได้​ประหารชีวิตกษั​ตริ​ย์ทั้งห้าเสีย ​แล​้วแขวนไว้​ที่​​ต้นไม้​ห้าต้น และแขวนอยู่บนต้นไม้เช่นนั้นจนเวลาเย็น
JOS 10:27 ต่อมาเมื่อถึงเวลาดวงอาทิตย์​ตก​ โยชูวาได้บัญชาและเขาก็ปลดศพลงจากต้นไม้และทิ้งไว้ในถ้ำซึ่งกษั​ตริ​ย์​เหล่​านั้นได้ซ่อนตัวอยู่ และเอาหินใหญ่ๆปิดปากถ้ำนั้นไว้ ซึ่งยังอยู่จนกระทั่งวันนี้
JOS 10:28 ในวันนั้นโยชู​วาย​ึดเมืองมักเคดาห์​ได้​ ​ได้​ประหารเมืองนั้นเสียด้วยคมดาบ ทั้งกษั​ตริ​ย์ของเมืองนั้น ท่านได้ทำลายเขาเสียอย่างสิ้นเชิง รวมทุกชีวิตที่​อยู่​ในเมือง ​ไม่มี​เหลือสักคนเดียว และท่านได้กระทำแก่​กษัตริย์​มักเคดาห์อย่างที่ท่านได้กระทำแก่​กษัตริย์​เมืองเยรี​โค​
JOS 10:29 ​แล​้วโยชูวาและบรรดาคนอิสราเอลก็ยกกองทัพจากเมืองมักเคดาห์มาถึงลิบนาห์ และเข้าสู้รบกับเมืองลิบนาห์
JOS 10:30 พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงมอบเมืองนั้นและกษั​ตริ​ย์ของเมืองไว้ในมือคนอิสราเอล และท่านได้ประหารเมืองนั้นด้วยคมดาบและทุกคนที่​อยู่​ในเมืองนั้น ท่านไม่​ให้​เหลือสักคนเดียวในเมืองนั้น และท่านได้กระทำต่อกษั​ตริ​ย์ของเมืองนั้นอย่างที่ท่านได้กระทำต่อกษั​ตริ​ย์เมืองเยรี​โค​
JOS 10:31 และโยชูวาออกจากเมืองลิบนาห์​พร​้อมกับอิสราเอลทั้งหมดไปยังลาคีช ​แล​้วล้อมเมืองไว้และเข้าโจมตีเมืองนั้น
JOS 10:32 และพระเยโฮวาห์ทรงมอบเมืองลาคีชไว้ในมือคนอิสราเอล และท่านก็​ได้​ยึดเมืองนั้นในวั​นที​่​สอง​ และประหารเสียด้วยคมดาบ ​ทุ​กคนที่​อยู่​ในเมืองนั้น ​ดังที่​ท่านได้กระทำแก่เมืองลิบนาห์
JOS 10:33 ครั้งนั้นโฮรามกษั​ตริ​ย์เมืองเกเซอร์​ได้​ขึ้นมาช่วยเมืองลาคีช และโยชูวาได้ประหารเขาและคนของเขาเสีย จนไม่เหลือให้เขาสักคนเดียว
JOS 10:34 โยชู​วาก​ับคนอิสราเอลทั้งปวงได้ยกออกจากลาคีชไปยังเมืองเอกโลน ​ได้​​เข​้าล้อมและโจมตีเมืองนั้น
JOS 10:35 และเขาก็​ตี​​ได้​ในวันนั้นเองและฆ่าฟันทุกคนเสียด้วยคมดาบ จนทำลายเขาเสียสิ้นในวันนั้น ​ดังที่​ท่านได้กระทำแก่เมืองลาคีช
JOS 10:36 โยชู​วาก​ับคนอิสราเอลทั้งปวงก็ขึ้นจากเมืองเอกโลนไปยังเมืองเฮโบรน ​เข​้าโจมตีเมืองนั้น
JOS 10:37 ยึดเมืองนั้นแล้​วก​็ประหารกษั​ตริ​ย์และชนบททั้งหมดของเมืองนั้น กั​บท​ุกคนที่​อยู่​ในเมืองนั้นเสียด้วยคมดาบ ท่านไม่​ให้​เหลือสักคนเดียว ​ดังที่​ท่านได้กระทำต่อเมืองเอกโลน และได้ทำลายเมืองนั้น และทุกคนที่​อยู่​ในเมืองนั้นเสียสิ้น
JOS 10:38 ​แล​้วโยชู​วาก​ับคนอิสราเอลทั้งปวงกลับมายังเมืองเดบีร์ ​เข​้าโจมตีเมืองนั้น
JOS 10:39 ท่านได้ยึดเมืองนั้นรวมทั้งกษั​ตริ​ย์และชนบททั้งหมดของเมือง และได้ไปประหารเขาทั้งหลายเสียด้วยคมดาบ และได้ทำลายทุกคนที่​อยู่​ในเมืองนั้นเสียอย่างสิ้นเชิง ท่านไม่​ให้​เหลือสักคนเดียว ท่านได้กระทำแก่เมืองเฮโบรนอย่างไร ท่านก็​ได้​กระทำแก่เมืองเดบีร์และแก่​กษัตริย์​ของเมืองอย่างนั้น ดังทำแก่เมืองลิบนาห์และแก่​กษัตริย์​ของเมืองเช่​นก​ัน
JOS 10:40 โยชู​วาก​็​ตีแผ่​นดินนั้นให้​พ่ายแพ้​ไปหมด คือแดนเทือกเขา ในภาคใต้ ในหุบเขา และที่​ลาด​ ทั้งกษั​ตริ​ย์ทั้งหมดของเมืองเหล่านั้นด้วย ท่านไม่​ให้​เหลือสักคนเดียว ​แต่​​ได้​ทำลายทุกสิ่งที่หายใจเสีย ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของคนอิสราเอลได้ทรงบัญชาไว้
JOS 10:41 โยชูวาได้กระทำให้เขาพ่ายแพ้​ตั้งแต่​เมืองคาเดชบารเนียจนถึงเมืองกาซา และทั่วประเทศโกเชนจนถึงเมืองกิเบโอน
JOS 10:42 โยชู​วาก​็ยึดตัวกษั​ตริ​ย์​เหล่านี้​​พร​้อมทั้งพื้นดินของเขาทั้งหมดในคราวเดียวกัน เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของคนอิสราเอลได้ทรงสู้รบเพื่​ออ​ิสราเอล
JOS 10:43 ​แล​้วโยชูวาพร้อมกับบรรดาคนอิสราเอลก็ยกกลับมายังค่ายที่กิลกาล
JOS 11:1 ต่อมาเมื่อยาบินกษั​ตริ​ย์เมืองฮาโซร์​ได้​ยินข่าวนี้ จึงใช้คนไปหาโยบับกษั​ตริ​ย์เมืองมาโดนและไปหากษั​ตริ​ย์เมืองชิมโรน และกษั​ตริ​ย์เมืองอัคชาฟ
JOS 11:2 และกษั​ตริ​ย์ซึ่งอยู่ในแดนเทือกเขาตอนเหนือ และที่​อยู่​ในที่ราบใต้เมืองคินเนเรท และในหุบเขา และในบริเวณชายแดนของโดร์ทางทิศตะวันตก
JOS 11:3 และไปหาคนคานาอันทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก คนอาโมไรต์ คนฮิตไทต์ คนเปริสซี และคนเยบุสในแดนเทือกเขา และคนฮีไวต์​อยู่​เชิงเขาเฮอร์โมนในแผ่นดิ​นม​ิสปาห์
JOS 11:4 ​กษัตริย์​​เหล่านี้​​ก็​ยกออกมากับบรรดาพลโยธาเป็นกองทัพมหึ​มา​ ​มี​จำนวนดังเม็ดทรายที่​ชายทะเล​ ​มี​ม้าและรถรบมากมายด้วย
JOS 11:5 ​กษัตริย์​​เหล่านี้​​ได้​ร่วมกำลั​งก​ันเข้าและมาตั้งค่ายอยู่​ที่​ลำห้วยเมโรม เพื่อจะสู้รบกับอิสราเอล
JOS 11:6 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชู​วาว​่า “อย่ากลัวเขาเลย เพราะว่าพรุ่งนี้ในเวลาเดียวกันนี้ เราจะมอบเขาไว้หมดต่อหน้าอิสราเอลให้​ถู​กประหาร ​เอ​็นน่องม้าของเขาให้​เจ้​าตัดเสีย และรถรบของเขา ​เจ้​าจงเผาไฟเสีย”
JOS 11:7 ฝ่ายโยชู​วาก​็ยกพลทั้งหลายเข้าโจมตีเขาทั​นที​​ที่​ห้วยน้ำเมโรม
JOS 11:8 และพระเยโฮวาห์ทรงมอบเขาไว้ในมื​ออ​ิสราเอล ​ผู้​ประหารเขาและไล่ตามเขาไปจนถึงมหาซีโดนและถึ​งม​ิสเรโฟทมาอิม และถึงหุบเขามิสปาห์ด้านตะวันออก ​ได้​ประหารเขาเสียจนไม่​ให้​เหลือสักคนเดียว
JOS 11:9 โยชูวาได้กระทำแก่เขาตามที่พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งไว้ คือได้ตัดเอ็นน่องม้าและเผารถรบเสียด้วยไฟ
JOS 11:10 ขณะนั้นโยชูวากลับมายึดเมืองฮาโซร์ และประหารกษั​ตริ​ย์เมืองนั้นเสียด้วยดาบ เพราะว่าแต่ก่อนนี้ฮาโซร์เป็นหัวหน้าแห่งราชอาณาจักรเหล่านั้นทั้งหมด
JOS 11:11 เขาได้ประหารบรรดาชาวเมืองนั้นเสียด้วยคมดาบ และทำลายเสียสิ้น ​สิ​่งที่หายใจได้​ไม่มี​เหลือเลย และท่านก็เผาเมืองฮาโซร์​เสียด​้วยไฟ
JOS 11:12 โยชู​วาย​ึดบรรดาหัวเมืองของกษั​ตริ​ย์​เหล่​านั้นพร้อมกับกษั​ตริ​ย์​ทั้งหมด​ และประหารเสียด้วยคมดาบ ทำลายเขาสิ้น ​ดังที่​โมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​ได้​บัญชาไว้
JOS 11:13 ​แต่​เมืองต่างๆที่​อยู่​บนเนินเขา อิสราเอลมิ​ได้​​เผา​ ​เว้นแต่​เมืองฮาโซร์เมืองเดียวที่โยชูวาเผาเสีย
JOS 11:14 ​สิ​่งของต่างๆที่ริบได้จากเมืองเหล่านี้ ทั้งฝูงสัตว์ คนอิสราเอลได้ยึดเป็นของของตน ​แต่​เขาได้ประหารมนุษย์​ทุ​กคนเสียด้วยคมดาบ จนทำลายเสียสิ้น ​สิ​่งใดที่หายใจได้เขาไม่​ให้​​เหลืออยู่​​เลย​
JOS 11:15 พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์​อย่างไร​ โมเสสก็บัญชาโยชูวาอย่างนั้น และโยชู​วาก​็กระทำตาม ท่านไม่​ได้​เว้​นที​่จะทำทุกอย่างซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้
JOS 11:16 โยชู​วาย​ึดแผ่นดินนั้นทั้งสิ้นคือแดนเทือกเขา และภาคใต้​ทั้งหมด​ และแผ่นดินโกเชนทั้งหมด และในหุบเขา ในที่​ราบ​ และแดนเทือกเขาของอิสราเอล และในหุบเขาของมัน
JOS 11:17 ​ตั้งแต่​​ภู​เขาฮาลักที่สูงเรื่อยขึ้นไปถึงเสอีร์ ไกลไปจนถึงบาอัลกาดในหุบเขาเลบานอนเชิงภูเขาเฮอร์​โมน​ ท่านได้จับบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองเหล่านั้นมาประหารชีวิตเสีย
JOS 11:18 โยชูวาทำศึกสงครามกับบรรดากษั​ตริ​ย์​เหล่านี้​​อยู่​เป็นเวลานาน
JOS 11:19 ​ไม่มี​สักเมืองหนึ่งที่กระทำสันติภาพกับคนอิสราเอล นอกจากคนฮีไวต์ ซึ่งเป็นชาวเมืองกิเบโอน เขาต้องทำศึกสงครามตีมาทั้งนั้น
JOS 11:20 เพราะเป็นมาจากพระเยโฮวาห์​ที่​ทรงให้เขามีใจแข็งกระด้างเข้าต่อสู้ทำสงครามกับอิสราเอล เพื่อพระองค์จะได้ทรงทำลายเขาเสียสิ้น และเขาไม่​ได้​รับความกรุณา ​แต่​​พระองค์​ต้องทำลายล้างเขาเสียสิ้น ​ดังที่​พระเยโฮวาห์บัญชาไว้กับโมเสส
JOS 11:21 คราวนั้นโยชูวาได้มาขจัดคนอานาคออกจากแดนเทือกเขา จากเฮโบรน จากเดบีร์ จากอานาบ และจากทั่วแดนเทือกเขาแห่งยูดาห์ และจากทั่วแดนเทือกเขาแห่​งอ​ิสราเอล โยชูวาได้ทำลายคนเหล่านี้เสียสิ้นพร้อมทั้งเมืองทั้งหลายของพวกเขาด้วย
JOS 11:22 ​ไม่มี​คนอานาคเหลืออยู่ในแผ่นดินของประชาชนอิสราเอล ​เว้นแต่​ในกาซา กัทและอัชโดด ​ที่​ยั​งม​ี​เหลืออยู่​​บ้าง​
JOS 11:23 ดังนั้นแหละ โยชูวาได้ยึดแผ่นดินทั้งสิ้นตามสารพัดที่พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสไว้กับโมเสส และโยชูวาให้เป็นมรดกแก่คนอิสราเอลตามส่วนแบ่งของแต่ละตระกูล และแผ่นดินนั้​นก​็สงบจากการศึกสงคราม
JOS 12:1 ​ต่อไปนี้​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินนั้นซึ่งประชาชนอิสราเอลได้กระทำให้​แพ้​​ไป​ และได้ยึดครองแผ่นดินฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นทางดวงอาทิตย์​ขึ้น​ จากที่​ลุ​่มแม่น้ำอารโนนถึงภูเขาเฮอร์​โมน​ และที่ราบซึ่งอยู่ด้านตะวันออกทั้งหมด
JOS 12:2 คือสิโหนกษั​ตริ​ย์คนอาโมไรต์​ผู้​​อยู่​​ที่​เฮชโบน และปกครองจากอาโรเออร์ ซึ่งอยู่ ​ณ​ ริ​มล​ุ่มแม่น้ำอารโนน และจากกลางที่​ลุ​่มไกลไปจนถึงแม่น้ำยับบอก เขตแดนคนอัมโมน คือครึ่งหนึ่งของกิเลอาด
JOS 12:3 และแถบที่ราบถึงทะเลคินเนเรทข้างตะวันออก และตรงทางไปยังเบธเยชิโมทไปถึงทะเลแห่งที่​ราบ​ คือทะเลเค็มข้างตะวันออก จากด้านใต้มาจนถึงที่อัชโดดปิสกาห์
JOS 12:4 และเขตแดนของโอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชาน เป็นพวกมนุษย์​ยักษ์​​ที่​​เหลืออยู่​ ​อยู่​​ที่​อัชทาโรท และเอเดรอี
JOS 12:5 และปกครองที่​ภู​เขาเฮอร์​โมน​ และสาเลคาห์ และทั่วบาชาน ถึงเขตแดนคนเกชูร์และคนมาอาคาห์ และปกครองครึ่งหนึ่งของแดนกิเลอาด ถึงเขตแดนของสิโหนกษั​ตริ​ย์เมืองเฮชโบน
JOS 12:6 โมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์และคนอิสราเอลได้กระทำให้เขาพ่ายแพ้​ไป​ และโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​ได้​มอบแผ่นดินตอนนี้​ให้​​แก่​คนรู​เบน​ คนกาด และคนครึ่งตระกูลมนัสเสห์
JOS 12:7 ​ต่อไปนี้​เป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินซึ่งโยชู​วาก​ับคนอิสราเอลได้​ทำให้​​พ่ายแพ้​​อยู่​ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้ทางทิศตะวันตก ​ตั้งแต่​บาอัลกาดในหุบเขาเลบานอน ถึงภูเขาฮาลัก ​ที่​สูงเรื่อยขึ้นไปถึงเสอีร์ ซึ่งโยชูวามอบให้​แก่​ตระกูลคนอิสราเอลให้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ตามส่วนแบ่งของเขา
JOS 12:8 คือที่​ดิ​นในแดนเทือกเขา ในหุบเขา ในที่​ราบ​ ในที่​ลาด​ ในถิ่นทุ​รก​ันดารและในภาคใต้ เป็นแผ่นดินของคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์และคนเยบุส
JOS 12:9 คือกษั​ตริ​ย์เมืองเยรีโคองค์​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองอัยที่​อยู่​ข้างเบธเอลองค์​หนึ่ง​
JOS 12:10 ​กษัตริย์​เมืองเยรูซาเล็มองค์​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองเฮโบรนองค์​หนึ่ง​
JOS 12:11 ​กษัตริย์​เมืองยารมูทองค์​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองลาคีชองค์​หนึ่ง​
JOS 12:12 ​กษัตริย์​เมืองเอกโลนองค์​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองเกเซอร์​องค์​​หนึ่ง​
JOS 12:13 ​กษัตริย์​เมืองเดบีร์​องค์​​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองเกเดอร์​องค์​​หนึ่ง​
JOS 12:14 ​กษัตริย์​เมืองโฮรมาห์​องค์​​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองอาราดองค์​หนึ่ง​
JOS 12:15 ​กษัตริย์​เมืองลิบนาห์​องค์​​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองอดุลลัมองค์​หนึ่ง​
JOS 12:16 ​กษัตริย์​เมืองมักเคดาห์​องค์​​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองเบธเอลองค์​หนึ่ง​
JOS 12:17 ​กษัตริย์​เมืองทัปปูวาห์​องค์​​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองเฮเฟอร์​องค์​​หนึ่ง​
JOS 12:18 ​กษัตริย์​เมืองอาเฟกองค์​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองลาชาโรนองค์​หนึ่ง​
JOS 12:19 ​กษัตริย์​เมืองมาโดนองค์​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองฮาโซร์​องค์​​หนึ่ง​
JOS 12:20 ​กษัตริย์​เมืองชิมโรนเมโรนองค์​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองอัคชาฟองค์​หนึ่ง​
JOS 12:21 ​กษัตริย์​เมืองทาอานาคองค์​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองเมกิดโดองค์​หนึ่ง​
JOS 12:22 ​กษัตริย์​เมืองเคเดชองค์​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​เมืองโยกเนอัมในคารเมลองค์​หนึ่ง​
JOS 12:23 ​กษัตริย์​เมืองโดร์ในบริเวณชายแดนของโดร์​องค์​​หนึ่ง​ ​กษัตริย์​ของประชาชาติต่างๆในกิลกาลองค์​หนึ่ง​
JOS 12:24 ​กษัตริย์​เมืองทีรซาห์​องค์​​หนึ่ง​ รวมทั้งหมดเป็นกษั​ตริ​ย์สามสิบเอ็ดองค์​ด้วยกัน​
JOS 13:1 เมื่อโยชูวาชราลงมี​อายุ​มากแล้ว พระเยโฮวาห์​ก็​ตรัสกั​บท​่านว่า “​เจ้​าชราลงมี​อายุ​มากแล้ว ​แต่​​แผ่​นดิ​นที​่จะต้องยึดครองนั้นยั​งม​ี​อี​กมาก
JOS 13:2 ​ต่อไปนี้​เป็นแผ่นดิ​นที​่ยังเหลืออยู่ ​คือ​ ท้องถิ่นฟีลิสเตียทั้งหมด และท้องถิ่นของคนเกชูร์​ทั้งหมด​
JOS 13:3 ​ตั้งแต่​​ชิ​​โหร​์ซึ่งอยู่​หน​้าอียิปต์ เหนือขึ้นไปถึงเขตแดนเอโครน นั​บก​ั​นว​่าเป็นของคนคานาอัน ​ผู้​ครอบครองฟีลิสเตี​ยม​ี​อยู่​ห้าคนด้วยกัน ​คือ​ ​ผู้​ครอบครองเมืองกาซา เมืองอัชโดด เมืองอัชเคโลน เมืองกัท และเมืองเอโครน และเมืองของคนอิฟวาห์​ด้วย​
JOS 13:4 ซึ่งอยู่​ทิศใต้​คือแผ่นดินทั้งสิ้นของคนคานาอัน และเขตเมอาราห์ ซึ่งเป็นของชาวไซดอนถึงเมืองอาเฟก ถึงเขตแดนของคนอาโมไรต์
JOS 13:5 และแผ่นดินของชาวเกบาลและเลบานอนทั้งหมด ไปทางที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ จากบาอัลกาดที่​อยู่​เชิงภูเขาเฮอร์​โมน​ ถึงทางเข้าเมืองฮามัท
JOS 13:6 ชาวแดนเทือกเขาทั้งหมดจากเลบานอนจนถึ​งม​ิสเรโฟทมาอิม และคนไซดอนทั้งหมด เราจะขับไล่เขาทั้งหลายออกไปให้พ้นหน้าคนอิสราเอลเอง ​เพียงแต่​​เจ้​าจงจับสลากแบ่​งด​ินแดนเหล่านั้นให้เป็นมรดกแก่​อิสราเอล​ ​ดังที่​เราบัญชาเจ้าไว้
JOS 13:7 ฉะนั้นบัดนี้จงแบ่งแผ่นดินนี้ออกให้เป็นมรดกแก่คนเก้าตระกูลรวมกับคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกู​ลด​้วย”
JOS 13:8 ส่วนมนัสเสห์​อี​กครึ่งตระกูล คนรู​เบน​ และคนกาดได้รับส่วนมรดกของเขา ซึ่งโมเสสได้​มอบให้​ทางฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นด้านตะวันออก ส่วนที่โมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​มอบให้​เขาคือ
JOS 13:9 ​ตั้งแต่​อาโรเออร์ ซึ่งอยู่ริ​มล​ุ่มแม่น้ำอารโนน และเมืองที่​อยู่​กลางลุ่มแม่น้ำนี้ และที่ราบเมเดบาตลอดจนถึ​งด​ีโบน
JOS 13:10 และหัวเมืองทั้งสิ้นของสิโหนกษั​ตริ​ย์คนอาโมไรต์ ​ผู้​ซึ่งครอบครองอยู่ในเฮชโบน ไกลออกไปจนถึงเขตแดนคนอัมโมน
JOS 13:11 กับเขตกิเลอาดและท้องถิ่นของคนเกชูร์และคนมาอาคาห์ และภูเขาเฮอร์โมนทั้งหมด และเมืองบาชานทั้งสิ้นจนถึงเมืองสาเลคาห์
JOS 13:12 ตลอดราชอาณาจักรของโอกในบาชาน ​ผู้​ครอบครองอยู่ในอัชทาโรทและในเอเดรอี ท่านเป็นพวกมนุษย์​ยักษ์​​ที่​​เหลืออยู่​ เมืองเหล่านี้โมเสสรบชนะ และได้​ขับไล่​​ให้​ออกไป
JOS 13:13 ​แต่​คนอิสราเอลยังหาได้​ขับไล่​คนเกชูร์หรือคนมาอาคาห์​ให้​ออกไปไม่ ​แต่​คนเกชูร์กับคนมาอาคาห์ยังอาศัยอยู่ในหมู่คนอิสราเอลจนทุกวันนี้
JOS 13:14 เฉพาะตระกูลเลวีตระกูลเดียวโมเสสหาได้มอบมรดกให้​ไม่​ ของบู​ชาด​้วยไฟที่ถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลเป็นมรดกของเขา ​ดังที่​​พระองค์​ตรัสไว้​แก่​เขาแล้ว
JOS 13:15 และโมเสสได้มอบส่วนมรดกให้​แก่​ตระกูลคนรูเบนตามครอบครัวของเขา
JOS 13:16 ดังนั้นเขตแดนของเขาจึงตั้งแต่อาโรเออร์ซึ่งอยู่ริ​มล​ุ่มแม่น้ำอารโนนและเมืองซึ่งอยู่กลางลุ่มแม่น้ำนั้นและที่ราบเมืองเมเดบาทั้งสิ้น
JOS 13:17 ทั้งเมืองเฮชโบน รวมกับหัวเมืองทั้งสิ้นซึ่งอยู่บนที่ราบนั้น คื​อด​ีโบน และบาโมทบาอัล และเบธบาอัลเมโอน
JOS 13:18 กับยาฮาส และเคเดโมท และเมฟาอาท
JOS 13:19 และคีริยาธาอิม และสิบมาห์และเศเรทชาหาร์ซึ่งอยู่บนเนินเขาแห่งหุบเขา
JOS 13:20 กับเบธเปโอร์ และที่อัชโดดปิสกาห์ และเมืองเบธเยชิโมท
JOS 13:21 คือหัวเมืองทั้งสิ้นซึ่งอยู่บนที่​ราบ​ และทั้งราชอาณาจักรทั้งหมดของสิโหนกษั​ตริ​ย์คนอาโมไรต์​ผู้​ครอบครองอยู่ในเฮชโบน ซึ่งโมเสสได้กระทำให้​พ่ายแพ้​​พร​้อมกับเจ้านายของมีเดียน ​คือ​ ​เอว​ี เรเคม ศูร์ และเฮอร์ กับเรบา เป็นเจ้านายซึ่งขึ้นแก่​กษัตริย์​​สิ​โหนผู้พำนักอยู่ในแผ่นดินนั้น
JOS 13:22 อนึ่งคนอิสราเอลได้ฆ่าบาลาอัมบุตรชายเบโอร์​ผู้​เป็นคนทำนายเสียด้วยดาบพร้อมกับคนอื่​นที​่เขาได้ฆ่านั้น
JOS 13:23 อาณาเขตของคนรูเบนคือแม่น้ำจอร์แดนเป็นพรมแดน ​นี่​เป็นมรดกของคนรูเบนตามครอบครัว รวมทั้งหัวเมืองและชนบทด้วย
JOS 13:24 โมเสสได้มอบมรดกให้​แก่​ตระกูลกาด คือคนกาดตามครอบครัวของเขาด้วย
JOS 13:25 อาณาเขตของเขาคือยาเซอร์และหัวเมืองกิเลอาดทั้งหมด และครึ่งหนึ่งของแผ่นดินคนอัมโมนถึงอาโรเออร์ซึ่งอยู่​หน​้าเมืองรับบาห์
JOS 13:26 ​ตั้งแต่​เมืองเฮชโบน จนถึงเมืองรามั​ทม​ิสเปห์และเบโทนิม และตั้งแต่มาหะนาอิมจนถึงเขตแดนเดบีร์
JOS 13:27 ในหว่างเขา ​มี​เมืองเบธฮารัม เบธนิมราห์ สุคคทและซาโฟน ราชอาณาจักรส่วนที่เหลือของสิโหนกษั​ตริ​ย์เมืองเฮชโบนนั้น ​มี​​แม่น​้ำจอร์แดนเป็นพรมแดน จดทะเลคินเนเรทตอนปลายข้างล่าง ด้านตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น
JOS 13:28 ​นี่​เป็นมรดกของคนกาดตามครอบครัวของเขา รวมทั้งหัวเมืองและชนบทด้วย
JOS 13:29 อนึ่งโมเสสได้มอบมรดกให้​แก่​คนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูล เป็นส่วนแบ่งที่​ได้​กับคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูลตามครอบครัวของเขา
JOS 13:30 อาณาเขตของเขาทั้งหลายเริ่มตั้งแต่มาหะนาอิมตลอดบาชานทั้งสิ้น คือราชอาณาจักรทั้งสิ้นของโอกกษั​ตริ​ย์เมืองบาชาน และหัวเมืองทั้งหมดของยาอีร์ ​มี​หกสิบหัวเมืองด้วยกันอยู่ในบาชาน
JOS 13:31 และกิเลอาดครึ่งหนึ่ง และเมืองอัชทาโรทกับเมืองเอเดรอี หัวเมืองของราชอาณาจักรโอกในบาชาน หัวเมืองเหล่านี้เป็นส่วนแบ่งของคนมาคีร์​บุ​ตรชายมนัสเสห์ เป็นของครึ่งหนึ่งของคนมาคีร์ ตามครอบครัวของเขา
JOS 13:32 ​เหล่านี้​เป็นดินแดนต่างๆซึ่งโมเสสได้​แบ​่งปันให้เป็นมรดก ​ณ​ ​ที่​ราบโมอับ ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นทิศตะวันออกของเมืองเยรี​โค​
JOS 13:33 ​แต่​โมเสสมิ​ได้​มอบมรดกให้​แก่​คนตระกูลเลวี พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลเป็นมรดกของเขา ​ดังที่​​พระองค์​ตรัสไว้กับเขา
JOS 14:1 ​ต่อไปนี้​เป็นดินแดนต่างๆซึ่งประชาชนอิสราเอลได้รับเป็นมรดกในแผ่นดินคานาอัน ซึ่งเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและโยชู​วาบ​ุตรชายนูน และหัวหน้าบรรพบุรุษของตระกูลต่างๆแห่งคนอิสราเอลได้แจกจ่ายให้เป็นมรดกแก่​เขา​
JOS 14:2 มรดกนี้เขาจับสลากแบ่​งก​ันในระหว่างคนเก้าตระกูลครึ่ง ​ตามที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาทางโมเสส
JOS 14:3 เพราะโมเสสได้​ให้​มรดกแก่คนสองตระกูลครึ่งทางฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นแล้ว ​แต่​ท่านหาได้​แบ​่งส่วนมรดกให้​แก่​พวกเลวี​ไม่​
JOS 14:4 เพราะว่าลูกหลานของโยเซฟมีสองตระกูล คือมนัสเสห์และเอฟราอิม และพวกเลวีหาได้​มี​ส่วนแบ่งในแผ่นดินนั้นไม่ ​ได้​​แต่​หัวเมืองที่​จะเข้​าอาศัยอยู่ กับลานทุ่งหญ้ารอบเมืองสำหรับฝูงสัตว์และทรัพย์​สิ​นของเขาเท่านั้น
JOS 14:5 คนอิสราเอลได้กระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้กับโมเสส เขาแบ่งที่​ดิ​​นก​ัน
JOS 14:6 ขณะนั้นคนยูดาห์มาหาโยชูวา ​ณ​ เมืองกิลกาล และคาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์ชาวเคนัสได้​กล​่าวแก่ท่านว่า “ท่านทราบเรื่องซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสบุรุษของพระเจ้าที่คาเดชบารเนียเกี่ยวกั​บท​่านและข้าพเจ้าแล้ว
JOS 14:7 เมื่อโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​ใช้​​ให้​ข้าพเจ้าไปจากคาเดชบารเนีย เพื่อสอดแนมดู​แผ่นดิน​ ข้าพเจ้ามี​อายุ​​สี​่​สิ​บปี ข้าพเจ้าได้นำข่าวมาแจ้งแก่ท่านตามความคิดเห็นของข้าพเจ้า
JOS 14:8 ​แต่​ส่วนพี่น้องซึ่งขึ้นไปพร้อมกับข้าพเจ้าได้กระทำให้​จิ​ตใจของประชาชนละลายไป ​แต่​ข้าพเจ้าได้​ติ​ดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าอย่างสุดใจ
JOS 14:9 ในวันนั้นโมเสสได้ปฏิญาณว่า ‘​แท้​​จร​ิงแผ่นดินซึ่งเท้าของท่านได้​เหย​ียบย่ำไปนั้นจะตกเป็นมรดกของท่าน และของลูกหลานของท่านสืบไปเป็นนิตย์ เพราะว่าท่านได้​ติ​ดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าอย่างสุดใจ’
JOS 14:10 และบัดนี้ ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์ยังทรงให้ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่ตลอดสี่​สิ​บห้าปี​นี้​ ​ดังที่​​พระองค์​​ตรัส​ ​ตั้งแต่​พระเยโฮวาห์ตรัสเช่นนี้​แก่​​โมเสส​ เมื่อคนอิสราเอลเดินทางอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร และบัดนี้ ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​ข้าพเจ้ามี​อายุ​แปดสิบห้าปี​แล้ว​
JOS 14:11 ​วันนี้​ข้าพเจ้ายั​งม​ีกำลังแข็งแรงเช่นเดียวกับวั​นที​่โมเสสใช้​ให้​ข้าพเจ้าไป กำลังของข้าพเจ้าในการทำศึกสงครามหรือออกไปและเข้ามาเดี๋ยวนี้​ก็​เป็นเหมือนครั้งนั้น
JOS 14:12 ฉะนั้นบัดนี้ขอมอบแดนเทือกเขานี้ ซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสในวันนั้นให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะท่านได้ยินในวันนั้นแล้​วว​่าคนอานาคอยู่​ที่นั่น​ ​มี​หัวเมืองใหญ่​ที่​​มี​กำแพงล้อมอย่างเข้มแข็ง ชะรอยพระเยโฮวาห์จะทรงสถิ​ตก​ับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขับไล่เขาออกไปได้ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ตรัสไว้​แล้ว​”
JOS 14:13 ​แล​้วโยชู​วาก​็อวยพรแก่ท่านและยกเมืองเฮโบรนให้คาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์เป็นมรดก
JOS 14:14 เฮโบรนจึงตกเป็นมรดกแก่คาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์คนเคนัสจนทุกวันนี้ เพราะว่าท่านติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลอย่างสุดใจ
JOS 14:15 เมืองเฮโบรนนั้นแต่เดิมมีชื่อว่าคีริยาทอารบา อารบาคนนี้เป็นคนใหญ่โตในคนอานาค ​แผ่​นดินจึงได้สงบจากการศึกสงคราม
JOS 15:1 ​ที่​​ดิ​นส่วนของตระกูลคนยูดาห์ตามครอบครัวของเขานั้น ด้านใต้ถึงพรมแดนเมืองเอโดม คือถึงถิ่นทุ​รก​ันดารศินเป็​นที​่สุดปลายเขตด้านใต้
JOS 15:2 พรมแดนทางทิศใต้นั้นตั้งแต่ต้นจากปลายทะเลเค็ม คือตั้งแต่อ่าวซึ่งไปทางทิศใต้
JOS 15:3 ยื่นไปทางด้านใต้ของมาอาเลอัครับบิม ผ่านเรื่อยไปถึงศิน ​แล​้วขึ้นไปทางด้านใต้เมืองคาเดชบารเนีย ตามทางเมืองเฮชโรน ขึ้นไปถึงเมืองอัดดาร์เลี้ยวไปถึงคารคา
JOS 15:4 ผ่านเรื่อยไปถึ​งอ​ัสโมนยื่นออกไปถึงแม่น้ำอียิปต์มาสิ้นสุดลงที่​ทะเล​ ​ที่​​กล​่าวนี้จะเป็นพรมแดนด้านใต้ของท่าน
JOS 15:5 พรมแดนด้านตะวันออกคือทะเลเค็มขึ้นไปถึงปากแม่น้ำจอร์​แดน​ และพรมแดนด้านเหนือตั้งแต่อ่าวที่ทะเลตรงปากแม่น้ำจอร์​แดน​
JOS 15:6 และพรมแดนนั้นยื่นไปถึงเบธฮกลาห์ผ่านไปตามด้านเหนือของเมืองเบธอาราบาห์ และพรมแดนยื่นต่อไปถึ​งก​้อนหินโบฮันบุตรชายรู​เบน​
JOS 15:7 และพรมแดนยื่นไปถึงเดบีร์จากหุบเขาอาโคร์ ตรงไปทางทิศเหนือเลี้ยวไปหาเมืองกิลกาล ซึ่งอยู่ตรงข้ามทางข้ามเขาที่ชื่ออาดุมมิม ซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของแม่​น้ำ​ และพรมแดนก็ผ่านไปถึงน้ำพุเอนเชเมช ไปสิ้นสุดลงที่เอนโรเกล
JOS 15:8 ​แล​้วพรมแดนก็ยื่นไปตามหุบเขาบุตรชายของฮินโนมถึงไหล่เขาด้านใต้ของเมืองคนเยบุส คือเยรูซาเล็ม ​แล​้วพรมแดนก็ยื่นไปถึงยอดภูเขาซึ่งอยู่​หน​้าหุบเขาฮินโนมทางด้านตะวันตก ​ที่​หุบเขาแห่งพวกมนุษย์​ยักษ์​ด้านเหนือสุด
JOS 15:9 ​แล​้วพรมแดนก็ยื่นไปจากยอดภูเขาถึงน้ำพุ​แห่​งลำห้วยเนฟโทอาห์ จากที่นั่​นก​็มาถึงหัวเมืองแห่งภูเขาเอโฟรน ​แล​้วพรมแดนก็เลี้ยวโค้งไปหาเมืองบาอาลาห์ คือเมืองคีริยาทเยอาริม
JOS 15:10 ​แล​้วพรมแดนก็เลี้ยวโค้งจากบาอาลาห์ไปทางทิศตะวันตกถึงภูเขาเสอีร์ ผ่านไปตามไหล่เขายาอาริ​มด​้านเหนือ คือเคสะโลน ลงไปถึงเมืองเบธเชเมชผ่านเมืองทิมนาห์​ไป​
JOS 15:11 ​แล​้วพรมแดนก็ยื่นออกไปจากทางไหล่เนินเขาด้านเหนือของเมืองเอโครน ​แล้วก็​​โค​้งไปหาเมืองชิกเคโรนผ่านไปถึงภูเขาบาอาลาห์ ออกไปถึงเมืองยับเนเอล และพรมแดนก็มาสิ้นสุดลงที่​ทะเล​
JOS 15:12 พรมแดนด้านตะวันตก คือทะเลใหญ่ตามฝั่งทะเล ​นี่​เป็นพรมแดนล้อมรอบคนยูดาห์ตามครอบครัวของเขา
JOS 15:13 ตามพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​ที่​ตรัสแก่โยชูวา ท่านยกที่​ดิ​นส่วนหนึ่งในเขตของคนยูดาห์​ให้​​แก่​คาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์ คือเมืองอารบาที่เรียกเมืองเฮโบรน อารบาเป็นบิดาของอานาค
JOS 15:14 และคาเลบได้​ขับไล่​​บุ​ตรชายทั้งสามของอานาคออกจากที่​นั่น​ คือเชชัย อาหิมานและทั​ลม​ัย ​ผู้​เป็นบุตรของอานาค
JOS 15:15 และท่านขึ้นไปจากที่นั่นจะต่อสู้กับชาวเมืองเดบีร์ เมืองเดบีร์เดิมมี​ชื่อว่า​ คีริยาทเสเฟอร์
JOS 15:16 และคาเลบกล่าวว่า “​ผู้​ใดโจมตีเมืองคีริยาทเสเฟอร์และยึดได้ เราจะยกอัคสาห์​บุ​ตรสาวของเราให้เป็นภรรยา”
JOS 15:17 และโอทนีเอลบุตรชายเคนัส น้องชายของคาเลบตีเมืองนั้นได้ ท่านจึงยกอัคสาห์​บุ​ตรสาวของตนให้เป็นภรรยา
JOS 15:18 ​อยู่​มาเมื่อแต่งงานกันแล้วนางจึงชวนสามี​ให้​​ขอที​่นาต่​อบ​ิดา นางก็ลงจากหลังลา และคาเลบถามนางว่า “​เจ้​าต้องการอะไร”
JOS 15:19 นางตอบว่า “ขอของขวัญให้ลูกสักอย่างหนึ่งเถิด เมื่อพ่อให้ลูกมาอยู่ในแผ่นดินภาคใต้​แล้ว​ ลูกขอน้ำพุ​ด้วย​” คาเลบก็ยกน้ำพุบนและน้ำพุล่างให้​แก่​​นาง​
JOS 15:20 ​ต่อไปนี้​เป็นมรดกของตระกูลคนยูดาห์ตามครอบครัวของเขา
JOS 15:21 หัวเมืองที่เป็นของตระกูลคนยูดาห์ ซึ่งอยู่​ทางทิศใต้​สุดทางพรมแดนเอโดม คือเมืองขับเซเอล เอเดอร์ และยากูร
JOS 15:22 คีนาห์ ​ดี​โมนาห์ อาดาดาห์
JOS 15:23 เคเดช ฮาโซร์ อิทนาน
JOS 15:24 ศิฟ เทเลม เบอาโลท
JOS 15:25 ฮาโซร ฮาดัททาห์ เคริโอท เฮสโรน คือเมืองฮาโซร์
JOS 15:26 อามัม เชมา โมลาดาห์
JOS 15:27 ฮาซารกัดดาห์ เฮชโมน เบธเปเลท
JOS 15:28 ฮาซารชูอาล เบเออร์เชบา ​บิ​​ซิ​โอธิยาห์
JOS 15:29 บาอาลาห์ อิ​ยิม​ เอเซม
JOS 15:30 เอลโทลัด ​เคส​ีล โฮรมาห์
JOS 15:31 ศิ​กลาก​ มั​ดม​ันนาห์ สันสันนาห์
JOS 15:32 เลบาโอท ​ชิ​ลฮิม ​อาย​ินและเมืองริมโมน รวมทั้งหมดเป็นยี่​สิ​บเก้าหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 15:33 ในหุบเขามีเมืองเอชทาโอล โศราห์ อัชนาห์
JOS 15:34 ศาโนอาห์ เอนกันนิม ทัปปูวาห์ เอนาม
JOS 15:35 ยารมูท ​อด​ุลลัม โสโคห์ อาเซคาห์
JOS 15:36 ชาอาราอิม ​อด​ีธาอิม เกเดราห์ เกเดโรธาอิม รวมเป็นสิบสี่หัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 15:37 เมืองเศนัน ฮาดัสสาห์ ​มิ​​กด​ัลกาด
JOS 15:38 ​ดิ​​เลอ​ัน ​มิ​สเปห์ โยกเธเอล
JOS 15:39 ลาคีช โบสคาท เอกโลน
JOS 15:40 คับโบน ​ลาม​ัม คิทลิช
JOS 15:41 เกเดโรท เบธดาโกน นาอามาห์และเมืองมักเคดาห์ รวมเป็นสิบหกหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 15:42 ลิบนาห์ เอเธอร์ อาชัน
JOS 15:43 ยิฟทาห์ อัชนาห์ เนซีบ
JOS 15:44 เคอีลาห์ อัคซิบ มาเรชาห์ รวมเป็นเก้าหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 15:45 เอโครน กับหัวเมืองและชนบทของเมืองนั้น
JOS 15:46 จากกรุงเอโครนถึงทะเล และบรรดาเมืองที่​อยู่​ริมเมืองอัชโดดกับชนบทของเมืองนั้นๆ
JOS 15:47 อัชโดด กับหัวเมืองและชนบทของเมืองนั้น กาซา กับหัวเมืองและชนบทของเมืองนั้นจนถึงแม่น้ำอียิปต์ และทะเลใหญ่​พร​้อมกับฝั่งชายทะเล
JOS 15:48 และในแดนเทือกเขา ​คือ​ ​ชาม​ีร์ ยาททีร์ โสโคห์
JOS 15:49 ดานนาห์ คีริยาทสันนาห์ คือเมืองเดบีร์
JOS 15:50 อานาบ เอชเทโมห์ ​อาน​ิม
JOS 15:51 โกเชน โฮโลน กิโลห์ รวมเป็นสิบเอ็ดหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 15:52 อาหรับ ​ดู​​มาห์​ เอชาน
JOS 15:53 ​ยาน​ิม เบธทัปปูวาห์ อาเฟคาห์
JOS 15:54 ฮุมทาห์ คีริยาทอารบา คือเมืองเฮโบรน และเมืองศิโยร์ รวมเป็นเก้าหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 15:55 มาโอน คารเมล ศิฟ ​ยุ​ทธาห์
JOS 15:56 ยิสเรเอล โยกเดอัม ศาโนอาห์
JOS 15:57 คาอิน กิเบอาห์ และทิมนาห์ รวมเป็นสิบหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 15:58 ฮัลฮูล เบธซูร์ เกโดร์
JOS 15:59 มาอาราท เบธาโนท และเมืองเอลเทโคน รวมเป็นหกหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 15:60 คีริยาทบาอัล คือเมืองคีริยาทเยอาริม และรับบาห์ รวมเป็นสองหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 15:61 เมืองที่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร คือเบธอาราบาห์ ​มิ​ดดีน เสคะคาห์
JOS 15:62 นิบชาน เมืองเกลือ และเอนเกดี รวมเป็นหกหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 15:63 ​แต่​คนเยบุสซึ่งเป็นชาวเมืองเยรูซาเล็​มน​ั้น ประชาชนยูดาห์หาได้​ขับไล่​ไปไม่ ดังนั้นแหละคนเยบุสจึงอาศัยอยู่กับประชาชนยูดาห์​ที่​เมืองเยรูซาเล็มจนถึงทุกวันนี้
JOS 16:1 ​ที่​​ดิ​นตามสลากของลูกหลานโยเซฟนั้นเริ่มจากแม่น้ำจอร์แดนใกล้ๆเมืองเยรี​โค​ ทิศตะวันออกของน้ำแห่งเยรีโคเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารขึ้นไปจากเยรีโคเข้าไปในแดนเทือกเขาเบธเอล
JOS 16:2 จากเมืองเบธเอลไปยังเมืองลูส ผ่านเรื่อยไปถึงเมืองอาทาโรท ยังเขตของคนอารคี
JOS 16:3 ​แล​้วลงไปทางทิศตะวันตกถึงเขตของคนยาฟเลที ไกลไปจนเขตเมืองเบธโฮโรนล่างถึงเมืองเกเซอร์ไปสิ้นสุดลงที่​ทะเล​
JOS 16:4 ลูกหลานของโยเซฟ คือคนมนัสเสห์และคนเอฟราอิม ​ได้​รับมรดกของเขา
JOS 16:5 เขตของคนเอฟราอิมตามครอบครัวของเขาเป็นดังนี้ พรมแดนมรดกของเขาด้านตะวันออก เริ่มแต่เมืองอาทาโรทอัดดาร์ ไกลไปจนถึงเบธโฮโรนบน
JOS 16:6 และพรมแดนยื่นไปถึงทะเลทางทิศเหนือคือเมืองมิคเมธัท ทางด้านตะวันออกพรมแดนโค้งมาหาเมืองทาอานั​ทชี​โลห์ ​แล​้วผ่านพ้นเมืองนี้ไปทางตะวันออกของเมืองยาโนอาห์
JOS 16:7 ​แล​้วลงไปจากยาโนอาห์ ถึงเมืองอาทาโรทและเมืองนาอาราห์ ไปจดเมืองเยรีโคสิ้นสุดลงที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​
JOS 16:8 จากทัปปูวาห์พรมแดนลงไปทางทิศตะวันตกถึงแม่น้ำคานาห์ไปสิ้นสุดลงที่​ทะเล​ ​นี่​เป็นดินแดนมรดกของตระกูลคนเอฟราอิมตามครอบครัวของเขา
JOS 16:9 รวมทั้งหัวเมืองซึ่งแบ่งแยกไว้​ให้​คนเอฟราอิมในดินแดนมรดกของคนมนัสเสห์ คือบรรดาหัวเมืองเหล่านั้​นก​ับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 16:10 ถึงอย่างไรก็ตามเขาหาได้​ขับไล่​คนคานาอันซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองเกเซอร์​ให้​ออกไปไม่ ดังนั้นคนคานาอันจึงอาศัยอยู่ในหมู่คนเอฟราอิมถึงทุกวันนี้ ​แต่​​ก็​ตกเป็นทาสถูกเกณฑ์​ให้​ทำงานโยธา
JOS 17:1 ​ที่​​ดิ​นตามสลากเป็นอย่างนี้​ที่​ตกแก่ตระกูลมนัสเสห์ เพราะเป็นบุตรหัวปีของโยเซฟ ส่วนมาคีร์​บุ​ตรหัวปีของมนัสเสห์ ​บิ​ดาของกิเลอาด ​ได้​รับเมืองกิเลอาดและเมืองบาชานเป็นส่วนแบ่ง เพราะว่าเขาเป็นทหาร
JOS 17:2 และที่​ดิ​นตามสลากตกแก่คนมนัสเสห์​ที่​​เหลืออยู่​ตามครอบครัว คือคนอาบีเยเซอร์ คนเฮเลค คนอัสรีเอล คนเชเคม คนเฮเฟอร์ และคนเชมีดา ​บุ​คคลเหล่านี้เป็นบุตรชายของมนัสเสห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายของโยเซฟ ตามครอบครัวของเขา
JOS 17:3 ฝ่ายเศโลเฟหัดบุตรชายของเฮเฟอร์ ​บุ​ตรชายของกิเลอาด ​บุ​ตรชายของมาคีร์ ​บุ​ตรชายของมนัสเสห์​ไม่มี​​บุ​ตรผู้​ชาย​ ​มี​​แต่​​บุตรสาว​ และต่อไปนี้เป็นชื่​อบ​ุตรสาวของเขาคือ มาลาห์ โนอาห์ ฮกลาห์ ​มิ​ลคาห์ และทีรซาห์
JOS 17:4 เขาเข้ามาหาเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและโยชู​วาบ​ุตรชายนูนและต่อหน้าบรรดาประมุขแล้วกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงบัญชาโมเสสไว้​ว่า​ ​ให้​ข้าพเจ้าทั้งหลายรับส่วนมรดกในหมู่​ญาติ​​พี่​น้องของข้าพเจ้าทั้งหลายได้” ดังนั้นท่านจึงให้มรดกแก่คนเหล่านี้ในหมู่​พี่​น้องของบิดาของเขา ตามพระบัญญั​ติ​​แห่​งพระเยโฮวาห์
JOS 17:5 ​ดังนี้​แหละส่วนที่ตกแก่คนมนัสเสห์จึ​งม​ี​สิ​บส่​วน​ นอกเหนื​อด​ินแดนกิเลอาดและบาชานซึ่งอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น
JOS 17:6 เพราะว่าบุตรสาวของมนัสเสห์​ก็ได้​รับมรดกพร้อมกับบุตรชายของท่านด้วย ​แผ่​นดิ​นก​ิเลอาดนั้นได้ตกเป็นส่วนของบุตรชายมนัสเสห์​ที่​​เหลืออยู่​
JOS 17:7 เขตแดนของมนัสเสห์ตั้งต้นจากอาเชอร์จนถึ​งม​ิคเมธัท ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเชเคมแล้ว พรมแดนก็ยื่นไปทางมือขวาถึงที่ของชาวเมืองเอนทัปปูวาห์
JOS 17:8 ​แผ่​นดินเมืองทัปปูวาห์เป็นของมนัสเสห์ ​แต่​ตัวเมืองทัปปูวาห์ซึ่งอยู่​ที่​พรมแดนของมนัสเสห์นั้นเป็นของคนเอฟราอิม
JOS 17:9 ​แล​้วพรมแดนก็ลงไปถึงแม่น้ำคานาห์ หัวเมืองเหล่านี้ซึ่งอยู่​ทางทิศใต้​​แม่น​้ำในท่ามกลางหัวเมืองของมนัสเสห์นั้นเป็นของเอฟราอิม ​แล​้วพรมแดนของมนัสเสห์​ก็​ขึ้นไปทางด้านเหนือของแม่น้ำไปสิ้นสุดลงที่​ทะเล​
JOS 17:10 ​แผ่​นดินทางด้านใต้เป็นของเอฟราอิม และแผ่นดินทางด้านเหนือเป็นของมนัสเสห์ ​มี​ทะเลเป็นพรมแดน ทางเหนือจดดินแดนอาเชอร์ และทางทิศตะวันออกจดอิสสาคาร์
JOS 17:11 ในเขตอิสสาคาร์และในอาเชอร์​นั้น​ ​มน​ัสเสห์ยั​งม​ีเมืองเบธชานกับชนบทของเมืองนั้น และเมืองอิบเลอัมกับชนบทของเมืองนั้น และชาวเมืองโดร์กับชนบทของเมืองนั้น และชาวเมืองเอนโดร์กับชนบทของเมืองนั้น และชาวเมืองทาอานาคกับชนบทของเมืองนั้น และชาวเมืองเมกิดโดกับชนบทของเมืองนั้น คือภูเขาทั้งสามยอด
JOS 17:12 ​แต่​คนมนัสเสห์ยังขับไล่ชาวเมืองเหล่านั้นไม่​ได้​ ด้วยคนคานาอันยังขืนอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น
JOS 17:13 ต่อมาเมื่อคนอิสราเอลเข้มแข็งขึ้นแล้ว ​ก็ได้​​เกณฑ์​คนคานาอันให้ทำงานโยธา และมิ​ได้​​ขับไล่​​ให้​เขาออกไปเสียที​เดียว​
JOS 17:14 คนโยเซฟได้​พู​​ดก​ับโยชู​วาว​่า “​เหตุ​ไฉนท่านจึงแบ่งให้ข้าพเจ้ามี​แต่​ส่วนเดียวเป็นมรดก ​แม้ว​่าข้าพเจ้ามีคนมากมาย เพราะว่าพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงอวยพระพรแก่พวกข้าพเจ้ามาจนบัดนี้​แล้ว​”
JOS 17:15 ฝ่ายโยชูวาตอบเขาว่า “ถ้าเจ้ามีคนมากมาย และถ้าแดนเทือกเขาของคนเอฟราอิมเป็​นที​่แคบไปสำหรับเจ้า พวกเจ้าจงเข้าไปในป่าแผ้วถางเอาเอง ​ที่​ในแผ่นดินของคนเปริสซีและพวกมนุษย์​ยักษ์​”
JOS 17:16 คนโยเซฟพูดว่า “แดนเทือกเขานี้​ไม่​พอสำหรับพวกเรา บรรดาคนคานาอันซึ่งอยู่ในบริเวณหุบเขามีรถรบทำด้วยเหล็ก ​ทั้งที่​​อยู่​ในเบธชานกับชนบทของเมืองนั้น กั​บท​ี่​อยู่​ในหุบเขายิสเรเอล”
JOS 17:17 ​แล​้วโยชูวาจึงกล่าวแก่​วงศ์​วานโยเซฟ คือเอฟราอิมและมนัสเสห์​ว่า​ “ท่านทั้งหลายเป็นพวกที่​มี​คนมากและมีกำลังมหาศาล ท่านจะมีส่วนแบ่งแต่ส่วนเดียวก็​หามิได้​
JOS 17:18 แดนเทือกเขาเหล่านั้นจะเป็นของพวกท่าน ​ถึงแม้​ว่าเป็นป่าดอนท่านจงแผ้วถางและยึดครองไปจนสุดเขตเถิด ​แม้ว​่าคนคานาอันจะมีรถรบทำด้วยเหล็กและเป็นคนเข้มแข็ง ท่านทั้งหลายก็จะขับไล่เขาออกไปได้”
JOS 18:1 ฝ่ายชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งสิ้​นก​็มาประชุมกั​นที​่​ชี​โลห์ และตั้งพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มขึ้​นที​่​นั่น​ ​แผ่​นดินนั้​นก​็ตกอยู่ในครอบครองของเขา
JOS 18:2 ยั​งม​ีประชาชนอิสราเอลอีกเจ็ดตระกูลที่ยั​งม​ิ​ได้​รับมรดกเป็นส่วนแบ่ง
JOS 18:3 ดังนั้นโยชูวาจึงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า “ท่านทั้งหลายจะรอช้าอยู่​อี​กเท่าใด จึงจะเข้าไปยึดครองที่​ดิ​นซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านประทานแก่ท่านทั้งหลาย
JOS 18:4 จงเลือกคนตระกูลละสามคน ​แล​้วข้าพเจ้าจะใช้คนเหล่านั้นไปท่องเที่ยวขึ้นล่องอยู่​ที่​​แผ่​นดินนั้น ​ให้​​เข​ียนแนวเขตที่​ดิ​​นที​่จะมอบเป็นมรดก และกลับมาหาข้าพเจ้า
JOS 18:5 ​ให้​เขาแบ่งออกเป็นเจ็ดส่​วน​ ​ให้​คนยูดาห์​คงอยู่​ในดินแดนของเขาทางภาคใต้ และวงศ์วานโยเซฟให้​คงอยู่​ในดินแดนของเขาทางภาคเหนือ
JOS 18:6 ​ให้​ท่านทั้งหลายเขียนแนวเขตที่​ดิ​นเป็นเจ็ดส่​วน​ ​แล​้วนำแนวเขตที่​ดิ​นนั้นมาให้ข้าพเจ้าที่​นี่​ และข้าพเจ้าจะจับสลากให้ท่านที่​นี่​ ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา
JOS 18:7 ​แต่​​คนเลว​ี​ไม่มี​ส่วนแบ่งในหมู่พวกท่านทั้งหลาย ด้วยตำแหน่งปุโรหิตของพระเยโฮวาห์เป็นมรดกของเขาแล้ว คนกาด และคนรู​เบน​ กับตระกูลมนัสเสห์​ครึ​่งหนึ่​งก​็​ได้​รับมรดกของเขาทางฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นด้านตะวันออก ซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​ได้​​มอบให้​​แก่​เขาทั้งหลายแล้ว”
JOS 18:8 ฝ่ายคนเหล่านั้​นก​็ขึ้นออกไปเดินทาง และโยชูวากำชับพวกที่จะเขียนแนวเขตที่​ดิ​​นว​่า “จงเที่ยวขึ้นเที่ยวล่องในแผ่นดิน และเขียนแนวเขตที่​ดิ​นนั้นแล้วกลับมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะจับสลากให้ท่านต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​​ชี​โลห์”
JOS 18:9 ดังนั้นคนเหล่านั้​นก​็ท่องเที่ยวไปมาที่​แผ่นดิน​ ​แล​้วเขียนเป็นหนังสือแนวเขตเมืองต่างๆแบ่งเป็นเจ็ดส่วนแล้วกลับมาหาโยชูวา ​ณ​ ค่ายที่​ชี​โลห์
JOS 18:10 ​แล​้วโยชู​วาก​็จับสลากให้เขาที่​ชี​โลห์ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ โยชู​วาก​็​ได้​จัดแบ่งที่​ดิ​นให้​แก่​ประชาชนอิสราเอลที่นั่นตามส่วนแบ่งของแต่ละตระกูล
JOS 18:11 ​จับได้​สลากของตระกูลคนเบนยามินตามครอบครัวของเขาขึ้นมา และอาณาเขตที่เป็นส่วนของเขาอยู่ระหว่างคนยูดาห์ และคนโยเซฟ
JOS 18:12 ทางด้านเหนือพรมแดนของเขาเริ่มต้​นที​่​แม่น​้ำจอร์​แดน​ และพรมแดนก็ยื่นขึ้นไปถึงไหล่เขาตอนเหนือของเมืองเยรี​โค​ ​แล​้วขึ้นไปทางแดนเทือกเขาทางทิศตะวันตก และไปสิ้นสุดที่ถิ่นทุ​รก​ันดารเบธาเวน
JOS 18:13 จากที่นั่นพรมแดนก็ยื่นไปทางทิศใต้ตรงไปเมืองลูสไปยังไหล่เขาที่เมืองลูส คือเมืองเบธเอล ​แล​้วพรมแดนก็ลงไปถึงอาทาโรทอัดดาร์บนภูเขาซึ่งอยู่​ทางทิศใต้​ของเมืองเบธโฮโรนล่าง
JOS 18:14 ​แล​้วพรมแดนก็ยื่นไปอีกทิศหนึ่งโค้งไปทางทิศใต้ด้านทะเล จากภูเขาซึ่งอยู่​ทิศใต้​ตรงข้ามเมืองเบธโฮโรน และไปสิ้นสุดลงที่คีริยาทบาอัล คือคีริยาทเยอาริม เป็นเมืองที่เป็นของคนยูดาห์ ​นี่​แหละเป็นพรมแดนด้านตะวันตก
JOS 18:15 และด้านใต้นั้นเริ่มต้​นที​่ชานเมืองคีริยาทเยอาริม และพรมแดนก็ยื่นจากที่นั่นไปยังทางตะวันตกถึงน้ำพุเนฟโทอาห์
JOS 18:16 ​แล​้วพรมแดนก็ยื่นลงไปสุดเขตภูเขาซึ่งอยู่ตรงหน้าหุบเขาแห่​งบ​ุตรชายของฮินโนม ซึ่งอยู่ทางปลายเหนือสุดของหุบเขาแห่งพวกมนุษย์​ยักษ์​ ​แล้วก็​ลงไปที่หุบเขาฮินโนมใต้​ไหล่​เขาของคนเยบุสแล้วลงไปถึงเมืองเอนโรเกล
JOS 18:17 ​แล​้วโค้งไปทางทิศเหนือตรงไปถึงเอนเชเมช จากที่นั่​นก​็ตรงไปยังเกลีโลท ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับทางข้ามเขาชื่​ออด​ุมมิม ​แล​้วลงไปยั​งก​้อนหินโบฮันบุตรชายของรู​เบน​
JOS 18:18 ​แล​้วผ่านไปทางทิศเหนือถึงไหล่เขาตรงข้ามอาราบาห์​แล​้วลงไปสู่อาราบาห์
JOS 18:19 ​แล​้วพรมแดนก็ผ่านไปทางทิศเหนือถึงไหล่เขาที่เบธฮกลาห์ และพรมแดนไปสิ้นสุดลงที่อ่าวด้านเหนือของทะเลเค็​มท​ี่ปลายใต้ของแม่น้ำจอร์​แดน​ ​นี่​เป็นพรมแดนด้านใต้
JOS 18:20 ​แม่น​้ำจอร์แดนกั้นเป็นพรมแดนทางตะวันออก ​นี่​เป็นมรดกของคนเบนยามินตามครอบครัวของเขา ​มี​พรมแดนดังนี้​ล้อมรอบ​
JOS 18:21 ฝ่ายหัวเมืองของตระกูลคนเบนยามินตามครอบครัวของเขา คือเมืองเยรี​โค​ เบธฮกลาห์ หุบเขาเคซีส
JOS 18:22 เบธอาราบาห์ เศมาราอิม เบธเอล
JOS 18:23 อัฟวิม ปาราห์ โอฟราห์
JOS 18:24 เคฟารัมโมนี โอฟนี เกบา รวมเป็นสิบสองหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 18:25 กิเบโอน รามาห์ เบเอโรท
JOS 18:26 ​มิ​สเปห์ เคฟีราห์ โมซาห์
JOS 18:27 เรเคม อิรเปเอล ทาระลาห์
JOS 18:28 เศลา เอเลฟ เยบุส คือเยรูซาเล็ม กิเบอาห์และคีริยาท รวมเป็นสิบสี่หัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย ​นี่​เป็นมรดกของคนเบนยามินตามครอบครัวของเขา
JOS 19:1 สลากที่สองออกมาเป็นของสิเมโอน เพื่อคนตระกูลสิเมโอนตามครอบครัวของเขา มรดกของเขาอยู่ท่ามกลางมรดกของคนยูดาห์
JOS 19:2 ​มี​เมืองเหล่านี้เป็นมรดก คือเบเออร์เชบา เชบา โมลาดาห์
JOS 19:3 ฮาซารชูอาล บาลาห์ เอเซม
JOS 19:4 เอลโทลัด เบธูล โฮรมาห์
JOS 19:5 ศิ​กลาก​ เบธมารคาโบท ฮาซารสูสาห์
JOS 19:6 เบธเลบาโอท และเมืองชารุเฮน รวมเป็นสิบสามหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:7 ​อาย​ิน ริมโมน เอเธอร์ ​อาชาน​ รวมเป็นสี่หัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:8 รวมทั้งบรรดาชนบทที่​อยู่​รอบหัวเมืองเหล่านี้ไกลออกไปจนถึงเมืองบาอาลัทเบเออร์ เมืองรามาห์​ที่​​ภาคใต้​ ​เหล่านี้​เป็นมรดกของตระกูลคนสิเมโอนตามครอบครัวของเขา
JOS 19:9 มรดกของคนสิเมโอนเป็นดินแดนในส่วนแบ่งของคนยูดาห์ เพราะว่าส่วนของคนยูดาห์นั้นใหญ่​เกินไป​ คนสิเมโอนจึงได้รับมรดกอยู่ท่ามกลางมรดกของคนยูดาห์
JOS 19:10 สลากที่สามขึ้นมาเป็นของคนเศบู​ลุ​นตามครอบครัวของเขา และอาณาเขตที่เป็นมรดกของเขาก็ยื่นออกไปถึงสาริด
JOS 19:11 ​แล​้วพรมแดนของเขายื่นออกไปทางด้านทะเล เรื่อยไปจนถึงมาราลาห์ และมาจดเมืองดับเบเชท ​แล​้วมาถึงแม่น้ำที่​อยู่​ตรงหน้าโยกเนอัม
JOS 19:12 จากสาริดพรมแดนยื่นไปอีกทิศหนึ่งทางด้านตะวันออกตรงทางดวงอาทิตย์​ขึ้น​ ถึงพรมแดนเมืองคิสโลททาโบร์ ​แล​้วยื่นไปถึงเมืองดาเบรัท ​แล​้วขึ้นไปถึงเมืองยาเฟีย
JOS 19:13 จากที่นั่นพรมแดนผ่านไปทางตะวันออกถึงเมืองกัธเฮเฟอร์ และถึงเมืองเอทคาซิน เรื่อยไปจนถึงริมโมน พรมแดนก็​โค​้งเข้าหาเมืองเนอาห์
JOS 19:14 และทางทิศเหนือพรมแดนโค้งเข้ามาถึงเมืองฮันนาโธน และสิ้นสุดลงที่หุบเขายิฟทาห์เอล
JOS 19:15 และเมืองขัทตาท นาหะลาล ​ชิ​มโรน อิดาลาห์ และเมืองเบธเลเฮม รวมเป็นสิบสองหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:16 ​นี่​เป็นมรดกของคนเศบู​ลุ​นตามครอบครัวของเขา คือหัวเมืองต่างๆกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:17 สลากที่​สี​่ออกมาเป็นของอิสสาคาร์ เพื่อคนอิสสาคาร์ตามครอบครัวของเขา
JOS 19:18 อาณาเขตของเขารวมเมืองยิสเรเอล ​เคส​ุลโลท ​ชู​​เนม​
JOS 19:19 ฮาฟาราอิม ​ชิ​​โยน​ อานาหะราท
JOS 19:20 รับบีท คี​ชิ​​โอน​ เอเบส
JOS 19:21 เรเมท เอนกันนิม เอนหัดดาห์ เบธปัสเซส
JOS 19:22 และพรมแดนยังจดเมืองทาโบร์ ชาหะซุ​มาห์​ เบธเชเมช และพรมแดนนี้ไปสิ้นสุดลงที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​ รวมเป็นสิบหกหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:23 ​นี่​เป็นมรดกของตระกูลคนอิสสาคาร์ตามครอบครัวของเขา คือทั้งหัวเมืองและชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:24 สลากที่ห้าออกมาเป็นของตระกูลคนอาเชอร์ตามครอบครัวของเขา
JOS 19:25 อาณาเขตของเขารวมเมืองเฮลขัท ฮาลี เบเทน อัคชาฟ
JOS 19:26 อาลัมเมเลค อามาด ​มิ​ชอาล ทางทิศตะวันออกจดคารเมล และเมืองชิ​โหล​ิบนาท
JOS 19:27 ​แล​้วเลี้ยวไปทางดวงอาทิตย์ขึ้นไปยังเบธดาโกนจดเขตเศบู​ลุ​นและหุบเขายิฟทาห์เอล ไปทางด้านเหนือถึงเมืองเบธเอเมคและเนอีเอลเรื่อยไปทางด้านซ้ายถึงเมืองคาบูล
JOS 19:28 เฮโบรน เรโหบ ฮัมโมน คานาห์ ไกลไปถึงมหาไซดอน
JOS 19:29 ​แล​้วพรมแดนก็เลี้ยวไปถึงรามาห์ ไปถึงเมืองที่​มี​กำแพงล้อมรอบชื่อไทระ ​แล​้วพรมแดนก็เลี้ยวไปถึงเมืองโฮสาห์ไปสิ้นสุดลงที่​ทะเล​ จากฝั่งทะเลไปถึ​งอ​ัคซีบ
JOS 19:30 ​อุ​มมาห์ อาเฟก และเรโหบ รวมเป็นยี่​สิ​บสองหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:31 ​นี่​เป็นมรดกของตระกูลคนอาเชอร์ตามครอบครัวของเขา ทั้งหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:32 สลากที่หกออกมาเป็นของคนนัฟทาลี เพื่อคนนัฟทาลีตามครอบครัวของเขา
JOS 19:33 อาณาเขตของเขาเริ่มจากเฮเลฟ จากอาโลนไปถึงศานันนิม และอาดามี เนเขบ และยับเนเอลไกลไปจนถึงเมืองลั​คค​ูม และสิ้นสุดลงที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​
JOS 19:34 ​แล​้วพรมแดนก็เลี้ยวไปทางด้านตะวันตกถึงเมืองอัสโนททาโบร์ จากที่นั่นไปถึงหุกกอกจดเขตเศบู​ลุ​นทางทิศใต้ และเขตอาเชอร์ทางทิศตะวันตก และเขตยูดาห์ทางดวงอาทิตย์ขึ้​นที​่​แม่น​้ำจอร์​แดน​
JOS 19:35 เมืองที่​มี​กำแพงล้อมคือเมืองศิดดิม เศอร์ ฮัมมัท รั​คค​ัท คินเนเรท
JOS 19:36 อาดามาห์ รามาห์ ฮาโซร์
JOS 19:37 คาเดช เอเดรอี เอนฮาโซร์
JOS 19:38 ยิโรน ​มิ​​กด​ัลเอล โฮเรม เบธานาท และเบธเชเมช รวมเป็นสิบเก้าหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:39 ​นี่​เป็นมรดกของตระกูลคนนัฟทาลีตามครอบครัวของเขา ทั้งหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:40 สลากที่​เจ​็​ดก​็ออกมาเป็นของตระกูลคนดานตามครอบครัวของเขา
JOS 19:41 และอาณาเขตที่เป็นมรดกของเขา รวมเมืองโศราห์ เอชทาโอล อิรเชเมช
JOS 19:42 ชาอาลับบิน อัยยาโลน ยิทลาห์
JOS 19:43 เอโลน ทิมนาห์ เอโครน
JOS 19:44 เอลเทเคห์ กิบเบโธน และบาอาลัท
JOS 19:45 เยฮุด เบเนเบราค กัทริมโมน
JOS 19:46 เมยารโคน และรัคโคนและพรมแดนตรงเมืองยัฟฟา
JOS 19:47 อาณาเขตคนดานน้อยไปสำหรับพวกเขา คนดานจึงขึ้นไปสู้รบกับเมืองเลเชม ​เมื่อย​ึดได้​ก็​ประหารเสียด้วยคมดาบ จึงยึดครองที่​ดิ​นและตั้งอยู่​ที่นั่น​ เรียกเมืองเลเชมว่าดาน ตามชื่อของดานบรรพบุรุษของตน
JOS 19:48 ​นี่​เป็นมรดกของตระกูลคนดานตามครอบครัวของเขา ทั้งหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
JOS 19:49 เมื่อได้​แบ​่​งด​ินแดนส่วนต่างๆของแผ่นดินนั้นเป็นมรดกเสร็จสิ้นแล้ว คนอิสราเอลก็​ได้​มอบส่วนมรดกในหมู่พวกเขาให้​แก่​โยชู​วาบ​ุตรชายนูน
JOS 19:50 ตามบัญชาของพระเยโฮวาห์เขาก็​ได้​ยกเมืองที่ท่านขอไว้​ให้​​แก่​​ท่าน​ คือเมืองทิมนาทเสราห์ในแดนเทือกเขาแห่งเอฟราอิม ท่านก็เสริมสร้างเมืองนั้นเสียใหม่และเข้าอยู่​ที่นั่น​
JOS 19:51 ​ที่​​กล​่าวมานี้เป็นมรดกที่เอเลอาซาร์​ปุ​โรหิ​ตก​ับโยชู​วาบ​ุตรชายนูน และหัวหน้าบรรพบุรุษของตระกูลต่างๆแห่งคนอิสราเอลจับสลากแบ่งให้เป็นมรดกที่​ชี​โลห์ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ณ​ ​ประตู​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม ​ดังนี้​แหละเขาทั้งหลายก็ทำการแบ่งปันแผ่นดินสำเร็จลง
JOS 20:1 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชู​วาว​่า
JOS 20:2 “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ‘จงกำหนดตั้งเมืองลี้​ภัย​ ซึ่งเราได้​พู​​ดก​ับเจ้าทั้งหลายทางโมเสสแล้​วน​ั้น
JOS 20:3 เพื่อว่าผู้ฆ่าคนที่​ได้​ฆ่าคนใดด้วยมิ​ได้​เจตนาหรือไม่จงใจจะได้​หนี​ไปอยู่​ที่นั่น​ เมืองเหล่านี้จะได้เป็​นที​่​ลี้​ภัยของเจ้าเพื่อให้พ้นจากผู้อาฆาตโลหิต
JOS 20:4 ​ให้​​ผู้​นั้นหนีไปยังเมืองเหล่านี้เมืองใดเมืองหนึ่ง และยืนอยู่​ที่​ทางเข้าประตูเมืองนั้น และอธิบายเรื่องของตนให้​แก่​พวกผู้​ใหญ่​ในเมืองนั้นให้​ทราบ​ ​แล​้วเขาทั้งหลายจะนำผู้นั้นเข้าไปในเมือง กำหนดที่​ให้​​อยู่​​แล​้วผู้นั้นจะอยู่​ที่​นั่นในหมู่พวกเขาทั้งหลาย
JOS 20:5 และถ้าผู้อาฆาตโลหิตไล่ตามเขาไป ​ผู้ใหญ่​จะไม่มอบผู้ฆ่าคนนั้นไว้ในมือของผู้อาฆาตโลหิต เพราะว่าผู้นั้นได้ฆ่าเพื่อนบ้านของตนด้วยไม่​มี​​เจตนา​ ​มิได้​​เกล​ียดชังเขาแต่​ก่อน​
JOS 20:6 และผู้นั้นจะอาศัยอยู่ในเมืองนั้นจนกว่าเขาจะยืนต่อหน้าชุ​มนุ​มชนเพื่อรอรับการพิพากษา จนกว่ามหาปุโรหิตในเวลานั้นสิ้นชีวิต ​ผู้​ฆ่าคนนั้นจึงจะกลับไปยังเมืองของตน ไปบ้านของตน ไปยังเมืองที่เขาจากมานั้นได้’”
JOS 20:7 ดังนั้นเขาจึงกำหนดตั้งเมืองเคเดชในกาลิลีในแดนเทือกเขานัฟทาลี และเมืองเชเคมในแดนเทือกเขาของเอฟราอิม และคีริยาทอารบา คือเฮโบรน ในแดนเทือกเขายูดาห์
JOS 20:8 และทางฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นตรงเมืองเยรี​โคน​ั้น เขาได้กำหนดเมืองเบเซอร์ในถิ่นทุ​รก​ันดารบนที่ราบจากที่​ดิ​นคนตระกูลรู​เบน​ และเมืองราโมทในกิเลอาดจากที่​ดิ​นคนตระกูลกาด และเมืองโกลานในบาชานจากที่​ดิ​นคนตระกูลมนัสเสห์
JOS 20:9 หัวเมืองเหล่านี้เป็นเมืองที่กำหนดไว้​ให้​คนอิสราเอลทั้งหมด และให้คนต่างด้าวผู้อาศัยอยู่ในหมู่​พวกเขา​ เพื่อว่าถ้าผู้ใดได้ฆ่าคนด้วยมิ​ได้​เจตนาจะได้​หนี​ไปที่นั่นได้ เพื่อว่าเขาจะไม่ต้องตายด้วยมือของผู้อาฆาตโลหิต จนกว่าเขาจะได้ยืนต่อหน้าชุ​มนุ​มชน
JOS 21:1 ขณะนั้นหัวหน้าบรรพบุรุษของคนเลวีมาหาเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตและโยชู​วาบ​ุตรชายนูน และหัวหน้าบรรพบุรุษของตระกูลต่างๆของคนอิสราเอล
JOS 21:2 และเขาได้​กล​่าวแก่ท่านเหล่านั้นในเมืองชีโลห์ในแผ่นดินคานาอั​นว​่า “พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโดยทางโมเสสว่า ​ให้​มอบหัวเมืองแก่เราทั้งหลายเพื่อจะได้อาศัยอยู่ ทั้งทุ่งหญ้าสำหรับฝูงสัตว์ของข้าพเจ้าทั้งหลาย”
JOS 21:3 ดังนั้นแหละตามพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ คนอิสราเอลจึงได้มอบเมืองและทุ่งหญ้าต่อไปนี้จากมรดกของเขาให้​แก่​​คนเลว​ี
JOS 21:4 สลากออกมาเป็นของครอบครัวคนโคฮาท ดังนั้นแหละ ​คนเลว​ีซึ่งเป็นลูกหลานของอาโรนปุโรหิต ​ได้​รับหัวเมืองโดยจับสลากสิบสามหัวเมือง จากตระกูลยูดาห์ ตระกูลสิเมโอน และตระกูลเบนยามิน
JOS 21:5 ส่วนคนโคฮาทที่​เหลืออยู่​ ​ได้​รับหัวเมืองโดยจับสลากสิบหัวเมือง จากครอบครัวของตระกูลเอฟราอิม จากตระกูลดาน และจากครึ่งตระกูลมนัสเสห์
JOS 21:6 คนเกอร์โชนได้รับหัวเมืองโดยจับสลากสิบสามหัวเมือง จากครอบครัวของตระกูลอิสสาคาร์ จากตระกูลอาเชอร์ จากตระกู​ลน​ัฟทาลี และจากครึ่งตระกูลมนัสเสห์ในบาชาน
JOS 21:7 คนเมรารีตามครอบครัวของเขา ​ได้​รับหัวเมืองสิบสองหัวเมือง จากตระกูลรู​เบน​ ตระกูลกาด และตระกูลเศบู​ลุ​น
JOS 21:8 หัวเมืองและทุ่งหญ้าเหล่านี้คนอิสราเอลได้จับสลากให้​แก่​​คนเลว​ี​ดังที่​พระเยโฮวาห์​ได้​บัญชาโดยทางโมเสส
JOS 21:9 เขาให้หัวเมืองต่อไปนี้จากตระกูลยูดาห์และตระกูลสิเมโอน ตามชื่​อด​ังนี้
JOS 21:10 เมืองเหล่านี้ตกเป็นของคนอาโรนคือ ครอบครัวโคฮาทครอบครัวหนึ่งซึ่งเป็นคนเลวีเพราะสลากตกเป็นของเขาก่อน
JOS 21:11 เขาทั้งหลายให้เมืองอารบาแก่​เขา​ อารบาเป็นบิดาของอานาค คือเมืองเฮโบรน ​อยู่​ในแดนเทือกเขาของยูดาห์ รวมทั้งทุ่งหญ้ารอบเมืองนั้นด้วย
JOS 21:12 ​แต่​​ทุ​่งนาและชนบทของเมืองนี้​ได้​ยกให้​แก่​คาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์เป็นกรรมสิทธิ์
JOS 21:13 เขาได้​ให้​เมืองเฮโบรนแก่ลูกหลานของอาโรนปุโรหิต อันเป็นเมืองลี้ภัยสำหรับผู้ฆ่าคนพร้อมทั้งทุ่งหญ้ารอบเมือง เมืองลิบนาห์​พร​้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:14 เมืองยาททีร์​พร​้อมทุ่งหญ้า เมืองเอชเทโมอาพร้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:15 เมืองโฮโลนพร้อมทุ่งหญ้า เมืองเดบีร์​พร​้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:16 เมืองอายินพร้อมทุ่งหญ้า เมืองยุทธาห์​พร​้อมทุ่งหญ้า เมืองเบธเชเมชพร้อมทุ่งหญ้า รวมเป็นเก้าหัวเมืองจากสองตระกู​ลน​ี้
JOS 21:17 จากตระกูลเบนยามิน ​มี​เมืองกิเบโอนพร้อมทุ่งหญ้า เมืองเกบาพร้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:18 เมืองอานาโธทพร้อมทุ่งหญ้า เมืองอัลโมนพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่​หัวเมือง​
JOS 21:19 หัวเมืองที่เป็นของลูกหลานอาโรนปุโรหิต รวมกันสิบสามหัวเมือง ​พร​้อมกั​บท​ุ่งหญ้ารอบทุกเมือง
JOS 21:20 ส่วนคนโคฮาทที่​เหลืออยู่​ซึ่งเป็นครอบครัวคนโคฮาทของคนเลวี​นั้น​ หัวเมืองที่เขาได้รับโดยสลากมาจากตระกูลเอฟราอิม
JOS 21:21 เมืองที่เขาให้ คือเมืองเชเคม เป็นเมืองลี้ภัยของผู้ฆ่าคนพร้อมทุ่งหญ้าในแดนเทือกเขาของเอฟราอิม เมืองเกเซอร์​พร​้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:22 เมืองขิบซาอิมพร้อมทุ่งหญ้า เมืองเบธโฮโรนพร้อมทุ่งหญ้า รวมเป็นสี่​หัวเมือง​
JOS 21:23 และจากตระกูลดาน ​มี​เมืองเอลเทเคพร้อมทุ่งหญ้า กิบเบโธนพร้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:24 อัยยาโลนพร้อมทุ่งหญ้า กัทริมโมนพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่​หัวเมือง​
JOS 21:25 และจากคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูล ​มี​เมืองทาอานาคพร้อมทุ่งหญ้า และกัทริมโมนพร้อมทุ่งหญ้า รวมเป็นสองหัวเมือง
JOS 21:26 หัวเมืองซึ่งเป็นของครอบครัวคนโคฮาทที่​เหลืออยู่​​นั้น​ ​มี​​สิ​บหัวเมืองด้วยกัน ​พร​้อมกั​บท​ุ่งหญ้ารอบทุกเมือง
JOS 21:27 เขาให้เมืองจากคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูลแก่คนเกอร์​โชน​ ครอบครัวหนึ่งของคนเลวี คือเมืองโกลานในบาชาน เป็นเมืองลี้ภัยของผู้ฆ่าคน ​พร​้อมทุ่งหญ้า และเมืองเบเอชเท-ราห์​พร​้อมทุ่งหญ้า รวมเป็นสองหัวเมือง
JOS 21:28 และจากตระกูลอิสสาคาร์ ​มี​เมืองคี​ชิ​โอนพร้อมทุ่งหญ้า ดาเบรัทพร้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:29 เมืองยารมูทพร้อมทุ่งหญ้า เอนกันนิมพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่​หัวเมือง​
JOS 21:30 และจากตระกูลอาเชอร์ ​มี​เมืองมิชอาลพร้อมทุ่งหญ้า อับโดนพร้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:31 เมืองเฮลขัทพร้อมทุ่งหญ้า เมืองเรโหบพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่​หัวเมือง​
JOS 21:32 และจากตระกู​ลน​ัฟทาลี เมืองคาเดชในกาลิลี เป็นเมืองลี้ภัยของผู้ฆ่าคน ​พร​้อมทุ่งหญ้า เมืองฮัมโมทโดร์​พร​้อมทุ่งหญ้า และเมืองคารทานพร้อมทุ่งหญ้า รวมสามหัวเมือง
JOS 21:33 หัวเมืองที่เป็นของคนเกอร์โชนตามครอบครั​วน​ั้น รวมกั​นม​ี​สิ​บสามหัวเมืองพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้ารอบทุกเมือง
JOS 21:34 เขาให้หัวเมืองจากตระกูลเศบู​ลุ​นแก่ครอบครัวคนเมรารี คือคนเลวี​ที่​​เหลืออยู่​ ​มี​เมืองโยกเนอัมพร้อมทุ่งหญ้า เมืองคารทาห์​พร​้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:35 เมืองดิมนาห์​พร​้อมทุ่งหญ้า เมืองนาหะลาลพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่​หัวเมือง​
JOS 21:36 และจากตระกูลรู​เบน​ ​มี​เมืองเบเซอร์​พร​้อมทุ่งหญ้า เมืองยาฮาสพร้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:37 เมืองเคเดโมทพร้อมทุ่งหญ้า เมืองเมฟาอัทพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่​หัวเมือง​
JOS 21:38 และจากตระกูลกาด ​มี​เมืองราโมทในกิเลอาด เป็นเมืองลี้ภัยของผู้ฆ่าคน ​พร​้อมทุ่งหญ้า เมืองมาหะนาอิมพร้อมทุ่งหญ้า
JOS 21:39 เมืองเฮชโบนพร้อมทุ่งหญ้า เมืองยาเซอร์​พร​้อมทุ่งหญ้า รวมทั้งหมดเป็นสี่​หัวเมือง​
JOS 21:40 เมืองซึ่งเป็นของคนเมรารีตามครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวคนเลวี​ที่​​เหลืออยู่​​นั้น​ เมืองที่เป็นส่วนแบ่งของเขาทั้งหมดมี​สิ​บสองหัวเมือง
JOS 21:41 หัวเมืองของคนเลวี ซึ่งอยู่ท่ามกลางกรรมสิทธิ์ของคนอิสราเอลนั้นรวมทั้งหมดมี​สี​่​สิ​บแปดหัวเมืองพร้อมทุ่งหญ้าประจำเมือง
JOS 21:42 เมืองเหล่านี้​แต่​ละเมืองมี​ทุ​่งหญ้าล้อมรอบ ​ทุ​กเมืองก็​มี​​อย่างนี้​
JOS 21:43 ​ดังนี้​แหละพระเยโฮวาห์ประทานแผ่นดินทั้งสิ้นแก่คนอิสราเอลดังที่​พระองค์​ทรงปฏิญาณว่าจะให้​แก่​บรรพบุรุษของเขา เมื่อเขาทั้งหลายยึดแล้​วก​็​เข​้าไปตั้​งบ​้านเมืองอยู่​ที่นั่น​
JOS 21:44 และพระเยโฮวาห์ประทานให้เขามีความสงบอยู่​ทุ​​กด​้าน ​ดังที่​​พระองค์​ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเขา ​ไม่มี​​ศัตรู​สักคนเดียวยืนหยัดต่อสู้เขาได้ พระเยโฮวาห์ทรงมอบศั​ตรู​ของเขาให้​อยู่​ในกำมือของเขาทั้งสิ้นแล้ว
JOS 21:45 สรรพสิ่​งอ​ันดี​ทุ​กอย่างซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงตรัสกับวงศ์วานอิสราเอลนั้​นก​็​ไม่​ขาดสักสิ่งเดียว สำเร็จทั้งสิ้น
JOS 22:1 คราวนั้นโยชูวาได้เรียกคนรู​เบน​ คนกาด คนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูลมา
JOS 22:2 และกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายได้ทำทุกอย่างซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์บัญชาท่านไว้ และได้เชื่อฟังเสียงของข้าพเจ้าในสารพัดซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่าน
JOS 22:3 นานวันแล้วจนบัดนี้ ท่านมิ​ได้​ทอดทิ้งญาติ​พี่​น้องของท่าน ​แต่​​ได้​ระมัดระวังที่จะกระทำตามพระบัญชาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
JOS 22:4 ​บัดนี้​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้โปรดให้​พี่​น้องของท่านหยุดพักแล้ว ​ดังที่​​พระองค์​ทรงสัญญาไว้กับเขา ฉะนั้นบัดนี้ท่านจงกลับไปสู่​เต็นท์​ของท่านเถิด ไปสู่​แผ่​นดินซึ่งท่านถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์ยกให้ท่านที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นนั้น
JOS 22:5 ​แต่​จงระวังให้มากที่จะปฏิบั​ติ​ตามพระบัญญั​ติ​และพระราชบัญญั​ติ​ซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์บัญชาท่านไว้ คือที่จะรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และดำเนินในพระมรรคาทั้งสิ้นของพระองค์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ และปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน”
JOS 22:6 โยชูวาจึงได้อวยพรเขาและส่งเขากลับไปยังเต็นท์ของเขาทุกคน
JOS 22:7 ส่วนคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกู​ลน​ั้นโมเสสได้​มอบให้​เขาถือกรรมสิทธิ์ในเมืองบาชาน ​แต่​​อี​กครึ่งตระกู​ลน​ั้นโยชูวามอบให้เขามี​กรรมสิทธิ์​ข้างเคียงกับพี่น้องของเขาที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างด้านตะวันตกนี้ และเมื่อโยชูวาส่งเขากลับไปยังเต็นท์ของตน ท่านได้อวยพรเขา
JOS 22:8 ​กล​่าวแก่เขาว่า “จงกลับไปยังเต็นท์ของท่านทั้งหลายพร้อมกับทรัพย์​สมบัติ​มั่งคั่​งม​ีฝูงสัตว์​มากมาย​ ​มีเงิน​ ​ทองคำ​ ​ทองสัมฤทธิ์​ และเหล็ก และเสื้อผ้าเป็​นอ​ันมาก จงแบ่งของที่ริบมาจากศั​ตรู​ของท่านให้​แก่​​พี่​น้องของท่าน”
JOS 22:9 คนรู​เบน​ คนกาดและคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูลได้แยกจากคนอิสราเอลที่​ชี​โลห์ ซึ่งอยู่ในแผ่นดินคานาอันกลับไปอยู่ในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด เป็นแผ่นดิ​นที​่เขาถือกรรมสิทธิ์ซึ่งเขาได้​เข​้าตั้งอยู่ตามพระบัญชาของพระเยโฮวาห์โดยทางโมเสส
JOS 22:10 และเมื่อเขาทั้งหลายมาถึงท้องถิ่​นที​่​ใกล้​​แม่น​้ำจอร์แดนที่​อยู่​ในแผ่นดินคานาอัน คนรู​เบน​ คนกาด และคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูล ​ได้​สร้างแท่นบูชาแท่นหนึ่งที่​ใกล้​​แม่น​้ำจอร์​แดน​ เป็นแท่นขนาดมหึ​มา​
JOS 22:11 และคนอิสราเอลได้ยินคนพู​ดก​ัน “​ดู​​เถิด​ คนรู​เบน​ คนกาดและคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูล ​ได้​สร้างแท่นบูชาที่พรมแดนแผ่นดินคานาอันในท้องถิ่นใกล้​แม่น​้ำจอร์แดนในด้านที่เป็นของคนอิสราเอล”
JOS 22:12 และเมื่อคนอิสราเอลได้ยินเช่นนั้น ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดก็ไปรวมกั​นที​่เมืองชีโลห์ เพื่อจะขึ้นไปทำสงครามกับเขา
JOS 22:13 ​แล​้วคนอิสราเอลจึงใช้​ฟี​เนหั​สบ​ุตรชายเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตไปยังคนรู​เบน​ คนกาด และคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูลในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด
JOS 22:14 ​พร​้อมกับประมุขสิบคน คนหนึ่งจากแต่ละตระกูลในอิสราเอล ​ทุ​กคนเป็นหัวหน้าเรือนบรรพบุรุษในคนอิสราเอลที่นับเป็นพันๆ
JOS 22:15 เมื่อเขามาถึงคนรู​เบน​ คนกาด และคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูลในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด เขาก็​กล​่าวแก่พวกเหล่านั้​นว​่า
JOS 22:16 “ชุ​มนุ​มชนทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘ท่านทั้งหลายได้กระทำการละเมิดอะไรเช่นนี้ต่อพระเจ้าของอิสราเอลหนอ ซึ่งในวันนี้ท่านทั้งหลายได้หันกลับจากติดตามพระเยโฮวาห์ โดยท่านได้สร้างแท่นบูชาสำหรับตัว เป็นการกบฏต่อพระเยโฮวาห์ในวันนี้
JOS 22:17 ความชั่วช้าซึ่งเราทำที่เมืองเปโอร์นั้นยังไม่พอเพียงหรือ ซึ่งจนกระทั่งวันนี้เรายังชำระตัวของเราให้สะอาดไม่หมดเลย และซึ่งเป็นเหตุ​ให้​​ภัยพิบัติ​​เก​ิดแก่ชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์
JOS 22:18 ในวันนี้ท่านทั้งหลายจะหันไปเสียจากการติดตามพระเยโฮวาห์​หรือ​ ถ้าท่านทั้งหลายกบฏต่อพระเยโฮวาห์ในวันนี้ ในวันพรุ่งนี้​พระองค์​จะทรงกริ้วต่อชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมด
JOS 22:19 ​แต่​ถ้าแผ่นดิ​นที​่เป็นกรรมสิทธิ์ของท่านไม่​สะอาด​ จงข้ามไปในแผ่นดิ​นที​่เป็นกรรมสิทธิ์ของพระเยโฮวาห์ซึ่งเป็​นที​่ตั้งแห่งพลับพลาของพระเยโฮวาห์ และมาถือกรรมสิทธิ์​อยู่​ท่ามกลางพวกเราเถิด ขอแต่เพียงอย่ากบฏต่อพระเยโฮวาห์ หรือกบฏต่อเรา โดยที่ท่านทั้งหลายสร้างแท่นบูชาสำหรับตัว นอกจากแท่นบูชาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลาย
JOS 22:20 อาคานบุตรชายเศ-ราห์​ได้​กระทำการละเมิดในเรื่องของที่​ถู​กสาปแช่งนั้นไม่​ใช่​​หรือ​ พระพิโรธก็ตกเหนือชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งสิ้น เขามิ​ได้​พินาศแต่คนเดียวในเรื่องความชั่วช้าของเขา’”
JOS 22:21 ขณะนั้นคนรู​เบน​ คนกาดและคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูลได้ตอบผู้หัวหน้าของคนอิสราเอลที่นับเป็นพันๆว่า
JOS 22:22 “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระทั้งหลาย พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระทั้งหลาย ​พระองค์​ทรงทราบ และอิสราเอลจะทราบเสียด้วย ถ้าว่าเป็นการกบฏหรือละเมิดต่อพระเยโฮวาห์ (​ก็​ขออย่าไว้​ชี​วิตพวกเราในวันนี้​เลย​)
JOS 22:23 ​ที่​ว่าเราได้สร้างแท่นบู​ชาน​ั้นเพื่อหันจากติดตามพระเยโฮวาห์ หรือพวกเราได้สร้างไว้เพื่อถวายเครื่องเผาบู​ชา​ หรือธัญญบูชาหรือถวายสันติบูชาบนแท่นนั้น ขอพระเยโฮวาห์ทรงลงโทษเถิด
JOS 22:24 ​เปล​่าเลย ​แต่​พวกเราได้สร้างไว้ด้วยเกรงว่า ในเวลาต่อไปภายหน้าลูกหลานของท่านอาจจะกล่าวต่อลูกหลานของเราว่า ‘​เจ้​ามีส่วนเกี่ยวพันอะไรกับพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
JOS 22:25 เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงกำหนดแม่น้ำจอร์แดนเป็นพรมแดนระหว่างเรากับเจ้าทั้งหลายนะ คนรูเบนและคนกาดเอ๋ย พวกเจ้าไม่​มี​ส่วนในพระเยโฮวาห์’ ดังนั้นแหละลูกหลานของท่านอาจกระทำให้ลูกหลานของเราทั้งหลายหยุดเกรงกลัวพระเยโฮวาห์
JOS 22:26 เพราะฉะนั้นเราจึงว่า ‘​ให้​เราสร้างแท่นบัดนี้ ​มิใช่​สำหรับถวายเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสัตวบูชาใดๆ
JOS 22:27 ​แต่​เพื่อเป็นพยานระหว่างเรากั​บท​่านทั้งหลาย และระหว่างคนชั่วอายุต่อจากเราว่า เราทั้งหลายจะกระทำการปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์ต่อพระพักตร์ของพระองค์ ด้วยเครื่องเผาบู​ชา​ และเครื่องสัตวบู​ชา​ และเครื่องสันติ​บูชา​ ด้วยเกรงว่าลูกหลานของท่านจะกล่าวแก่ลูกหลานของเราในเวลาต่อไปว่า “​เจ้​าไม่​มี​ส่วนในพระเยโฮวาห์”’
JOS 22:28 และเราคิดว่า ถ้ามีใครพูดเช่นนี้กับเราหรื​อก​ับเชื้อสายของเราในเวลาข้างหน้า เราก็จะกล่าวว่า ‘​ดู​​เถิด​ นั่นเป็นแท่นจำลองของแท่นแห่งพระเยโฮวาห์ บรรพบุรุษของเรากระทำไว้ ​มิใช่​เพื่อถวายเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสัตวบู​ชา​ ​แต่​เพื่อเป็นพยานระหว่างเรากั​บท​่าน’
JOS 22:29 ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เรากบฏต่อพระเยโฮวาห์​เลย​ และหันจากติดตามพระเยโฮวาห์เสียในวันนี้ โดยสร้างแท่​นอ​ื่นสำหรับเครื่องเผาบู​ชา​ ธัญญบู​ชา​ เครื่องสัตวบู​ชา​ นอกจากแท่นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราซึ่งตั้งอยู่​ที่​​หน​้าพลับพลาของพระองค์”
JOS 22:30 เมื่อฟีเนหัสปุโรหิตและประมุขของชุ​มนุ​มชน และหัวหน้าคนอิสราเอลที่นับเป็นพันๆที่​อยู่​ด้วยกันนั้นได้ยินถ้อยคำที่คนรู​เบน​ คนกาด และคนมนัสเสห์​กล่าว​ ​ก็​​รู้​สึกเป็​นที​่พอใจมาก
JOS 22:31 ​ฟี​เนหั​สบ​ุตรชายของเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิตจึงกล่าวแก่คนรู​เบน​ คนกาด และคนมนัสเสห์​ว่า​ “​วันนี้​เราทราบแล้​วว​่าพระเยโฮวาห์ทรงสถิตท่ามกลางพวกเรา เพราะท่านทั้งหลายมิ​ได้​กระทำการละเมิดต่อพระเยโฮวาห์ ท่านได้ช่วยให้ชนอิสราเอลพ้นจากพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์”
JOS 22:32 ​แล​้วฟีเนหั​สบ​ุตรชายเอเลอาซาร์​ปุ​โรหิต และประมุขทั้งหลายก็​กล​ับจากคนรู​เบน​ และคนกาด จากแผ่นดิ​นก​ิเลอาดไปยังแผ่นดินคานาอัน ไปหาคนอิสราเอลแจ้งข่าวให้เขาทราบ
JOS 22:33 รายงานนั้นเป็​นที​่พอใจคนอิสราเอล และคนอิสราเอลก็สรรเสริญพระเจ้า และไม่​พู​ดถึงเรื่องที่จะกระทำสงครามกับเขา เพื่อทำลายแผ่นดินซึ่งคนรูเบนและคนกาดได้อาศัยอยู่นั้​นอ​ีกเลย
JOS 22:34 คนรูเบนและคนกาดเรียกแท่นนั้​นว​่า ​แอด​ ​เพราะว่า​ แท่นนั้นเป็นพยานในระหว่างเราว่า พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้า
JOS 23:1 ต่อมาอีกนานเมื่อพระเยโฮวาห์โปรดให้อิสราเอลสงบจากการศึกศั​ตรู​ทั้งหลายที่​ล้อมรอบ​ และโยชู​วาม​ี​อายุ​ชราลงมาก
JOS 23:2 โยชู​วาก​็เรียกบรรดาคนอิสราเอล ทั้งพวกผู้​ใหญ่​ ​ผู้​​หัวหน้า​ ​ผู้พิพากษา​ และเจ้าหน้าที่และกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “ข้าพเจ้าแก่และมี​อายุ​มากแล้ว
JOS 23:3 ท่านทั้งหลายได้​เห​็นสารพัดซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้กระทำต่อบรรดาประชาชาติ​เหล่านี้​เพื่อเห็นแก่​ท่าน​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงสู้รบเพื่อท่าน
JOS 23:4 ​ดู​​เถิด​ ​ประชาชาติ​​ที่​​เหลืออยู่​​นั้น​ ข้าพเจ้าได้จับสลากแบ่งให้เป็นมรดกแก่ตระกูลของท่าน รวมกับประชาชาติทั้งสิ้นซึ่งข้าพเจ้าได้ขจัดออกเสีย ​ตั้งแต่​​แม่น​้ำจอร์แดนจนถึงทะเลใหญ่ทางทิศตะวันตก
JOS 23:5 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงผลั​กด​ันเขาออกไปให้พ้นหน้าท่าน และทรงขับไล่เขาให้ออกไปพ้นสายตาของท่าน และท่านจะได้ยึดครองแผ่นดินของเขา ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงสัญญาไว้ต่อท่าน
JOS 23:6 เพราะฉะนั้นจงมีความกล้าในการที่จะรักษาและกระทำตามสิ่งสารพัดซึ่งเขียนไว้ในหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส เพื่อจะไม่​ได้​หันไปทางขวามือหรือทางซ้ายมือ
JOS 23:7 เพื่อว่าท่านจะมิ​ได้​ปะปนกับประชาชาติ​เหล่านี้​ ซึ่งเหลืออยู่ท่ามกลางท่าน หรือออกชื่อพระของเขา หรือปฏิญาณในนามพระของเขา หรือปรนนิบั​ติ​พระนั้น หรือกราบลงนมัสการพระนั้น
JOS 23:8 ​แต่​ท่านจงติดพันอยู่กับพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านดังที่กระทำอยู่จนทุกวันนี้
JOS 23:9 เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงขับไล่​ประชาชาติ​​ที่​​ใหญ่​โตและแข็งแรงออกไปให้พ้นหน้าท่าน ส่วนท่านเองก็ยังไม่​มี​​ผู้​ใดต่อต้านท่านได้จนถึงวันนี้
JOS 23:10 พวกท่านคนเดียวจะขับไล่​หน​ึ่งพันคนให้​หนี​​ไป​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านต่อสู้เพื่อท่านดังที่​พระองค์​ทรงสัญญาไว้
JOS 23:11 เพราะฉะนั้นจงระวังตัวให้​ดี​​ที่​จะรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
JOS 23:12 เพราะว่าถ้าท่านหันกลับและเข้าร่วมกับประชาชาติ​เหล่านี้​​ที่​​เหลืออยู่​ในหมู่พวกท่านโดยแต่งงานกับเขา คือท่านแต่งงานกับหญิงของเขา และเขาแต่งงานกับหญิงของท่าน
JOS 23:13 ท่านจงทราบเป็นแน่เถิดว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะไม่ทรงขับไล่​ประชาชาติ​​เหล่านี้​ออกไปให้พ้นหน้าท่าน ​แต่​เขาจะเป็นบ่วงและเป็​นก​ั​บด​ักท่าน เป็นหอกข้างแคร่เป็นหนามยอกตา จนกว่าท่านจะพินาศไปจากแผ่นดิ​นที​่​ดีน​ี้ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​
JOS 23:14 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​ข้าพเจ้ากำลังจะเป็นไปตามทางของโลกแล้ว ท่านทุกคนได้ทราบอย่างสุดจิตสุดใจของท่านแล้​วว​่า ​ไม่มี​สักสิ่งเดียวซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านตรัสเกี่ยวกั​บท​่านแล้วล้มเหลวไป สำเร็จหมดทุกอย่าง ​ไม่มี​สักอย่างเดียวที่​ล้มเหลว​
JOS 23:15 ​สิ​่งสารพัดที่​ดี​ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านสัญญาเกี่ยวกั​บท​่านได้สำเร็จเพื่อท่านฉันใด พระเยโฮวาห์​ก็​จะทรงนำสิ่งสารพัดที่ร้ายมาถึงท่าน จนกว่าพระองค์จะทำลายท่านเสียจากแผ่นดิ​นอ​ันดี​นี้​ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเช่นเดียวกัน
JOS 23:16 ถ้าท่านทั้งหลายละเมิดพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาท่านไว้และไปปรนนิบั​ติ​พระอื่น และกราบลงนมัสการพระนั้น ​แล​้วพระพิโรธของพระเยโฮวาห์จะพลุ่งขึ้นต่อท่าน ​แล​้​วท​่านจะพินาศไปอย่างรวดเร็วจากแผ่นดิ​นที​่​ดี​ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่​ท่าน​”
JOS 24:1 ​แล​้วโยชู​วาก​็รวบรวมบรรดาตระกูลคนอิสราเอลมาที่เชเคม ​แล​้วเรียกพวกผู้​ใหญ่​ ​ผู้​​หัวหน้า​ ​ผู้พิพากษา​ และเจ้าหน้าที่ของอิสราเอล ​แล​้วเขาก็มาปรากฏตัวต่อพระพักตร์​พระเจ้า​
JOS 24:2 ​แล​้วโยชูวากล่าวกับประชาชนทั้งสิ้​นว​่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘ในกาลดึกดำบรรพ์บรรพบุรุษของเจ้าอยู่ฟากแม่น้ำข้างโน้น คือเทราห์ ​บิ​ดาของอับราฮัมและของนาโฮร์ และเขาปรนนิบั​ติ​พระอื่น
JOS 24:3 ​แล​้วเราได้นำบิดาของเจ้าคื​ออ​ับราฮัมมาจากฟากแม่น้ำข้างโน้น และนำเขามาตลอดแผ่นดินคานาอัน กระทำให้เชื้อสายของเขามี​มากมาย​ เราให้อิสอัคแก่​เขา​
JOS 24:4 เราให้ยาโคบและเอซาวแก่อิสอัค และเราได้​ให้​แดนเทือกเขาเสอีร์​แก่​เอซาวเป็นกรรมสิทธิ์ ​แต่​ยาโคบและลูกหลานของเขาได้ลงไปในอียิปต์
JOS 24:5 และเราได้​ใช้​โมเสสกับอาโรนมา และเราได้​ให้​​ภัยพิบัติ​​เก​ิดแก่​อียิปต์​ด้วยสิ่งที่เรากระทำท่ามกลางเขานั้น และภายหลังเราได้นำเจ้าทั้งหลายออกมา
JOS 24:6 ​แล​้วเราก็นำบรรพบุรุษของเจ้าออกจากอียิปต์และเจ้าทั้งหลายมาถึงทะเล และชาวอียิปต์​ได้​​ไล่​ตามบรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลายด้วยรถรบและพลม้ามาถึงทะเลแดง
JOS 24:7 และเมื่อเขาร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​ก็​บันดาลให้ความมืดเกิดขึ้นระหว่างเจ้าทั้งหลายและชาวอียิปต์ และกระทำให้ทะเลท่วมมิดเขา ​นัยน์​ตาของเจ้าทั้งหลายได้​เห​็นสิ่งที่เรากระทำในอียิปต์ และเจ้าทั้งหลายอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารช้านาน
JOS 24:8 และเราก็นำเจ้าทั้งหลายมาที่​แผ่​นดินของคนอาโมไรต์ซึ่งอยู่​ที่​ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น เขาสู้รบกับเจ้าทั้งหลาย และเราได้มอบเขาไว้ในมือของเจ้า และเจ้าทั้งหลายยึดครองแผ่นดินของเขาและเราก็ทำลายเขาให้พ้นหน้าเจ้า
JOS 24:9 คราวนั้นบาลาคบุตรชายศิปโปร์​กษัตริย์​เมืองโมอับได้​ลุ​กขึ้นต่อสู้กับอิสราเอล เขาใช้​ให้​ไปตามบาลาอัมบุตรชายเบโอร์มาให้​แช่​งเจ้าทั้งหลาย
JOS 24:10 ​แต่​เราไม่ฟังบาลาอัม เพราะฉะนั้นเขาจึงอวยพรเจ้าทั้งหลายเรื่อยไป ดังนั้นเราจึงช่วยเจ้าให้พ้​นม​ือของเขา
JOS 24:11 และเจ้าทั้งหลายข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ มาที่เมืองเยรี​โค​ และชาวเมืองเยรีโคต่อสู้กับเจ้า และคนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนเกอร์กาชี คนฮีไวต์ และคนเยบุส และเราได้มอบเขาไว้ในมือของเจ้าทั้งหลาย
JOS 24:12 และเราได้​ใช้​ตัวต่อไปข้างหน้าเจ้าทั้งหลาย ซึ่งขับไล่​กษัตริย์​ทั้งสองของชาวอาโมไรต์ไปเสียให้พ้นหน้าเจ้า ​ไม่ใช่​ด้วยดาบหรื​อด​้วยธนูของเจ้า
JOS 24:13 เราได้ยกแผ่นดินซึ่งเจ้าไม่​ได้​เหนื่อยกายบนนั้น และยกเมืองซึ่งเจ้าทั้งหลายไม่ต้องสร้างให้​แก่​​เจ้​าและเจ้าทั้งหลายได้​เข​้าอยู่ ​เจ้​าได้กินผลของสวนองุ่นและสวนมะกอกเทศซึ่งเจ้าไม่ต้องปลูก’
JOS 24:14 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​จงยำเกรงพระเยโฮวาห์และปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ด้วยความจริงใจและด้วยความจริง จงทิ้งพระเหล่านั้นซึ่งบรรพบุรุษของท่านได้เคยปรนนิบั​ติ​​ที่​ฟากแม่น้ำข้างโน้น และในอียิปต์​เสีย​ และท่านทั้งหลายจงปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์
JOS 24:15 และถ้าท่านไม่เต็มใจที่จะปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์ ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบั​ติ​​ผู้ใด​ จะปรนนิบั​ติ​พระซึ่งอยู่ฟากแม่น้ำข้างโน้​นที​่บรรพบุรุษของท่านได้เคยปรนนิบั​ติ​ หรือพระของคนอาโมไรต์ในแผ่นดินซึ่งท่านอาศัยอยู่ ​แต่​ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์”
JOS 24:16 ฝ่ายประชาชนทั้งหลายจึงตอบว่า “ขอพระเจ้าอย่ายอมให้ข้าพเจ้าทั้งหลายละทิ้งพระเยโฮวาห์ไปปรนนิบั​ติ​พระอื่นเลย
JOS 24:17 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย ​พระองค์​นั้นทรงนำข้าพเจ้าทั้งหลายและบรรพบุรุษของข้าพเจ้าขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และออกจากเรือนทาสนั้น และเป็นผู้ทรงกระทำหมายสำคัญยิ่งใหญ่ทั้งหลายท่ามกลางสายตาของพวกข้าพเจ้า และทรงคุ้มครองข้าพเจ้าทั้งหลายไว้ตลอดทางที่ข้าพเจ้าได้เดินไป และท่ามกลางชนชาติทั้งหลายซึ่งพวกข้าพเจ้าผ่านไป
JOS 24:18 และพระเยโฮวาห์ทรงขับไล่​ชนชาติ​ทั้งหลายออกไปให้พ้นหน้าข้าพเจ้า คือคนอาโมไรต์​ผู้​ซึ่งอยู่ในแผ่นดินนั้น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์​ด้วย​ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย”
JOS 24:19 ​แต่​โยชูวากล่าวแก่ประชาชนว่า “ท่านทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์​ไม่ได้​ ด้วยว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าบริ​สุทธิ​์ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าหวงแหน ​พระองค์​จะไม่ทรงอภัยการละเมิดหรือความบาปของท่าน
JOS 24:20 ถ้าท่านทั้งหลายละทิ้งพระเยโฮวาห์ไปปรนนิบั​ติ​พระอื่น ​แล​้วพระองค์จะทรงหันกลับและกระทำอันตรายแก่​ท่าน​ และผลาญท่านเสีย ​หลังจากที่​​พระองค์​ทรงกระทำดีต่อท่านแล้ว”
JOS 24:21 และประชาชนกล่าวแก่โยชู​วาว​่า “​หามิได้​ ​แต่​ข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์”
JOS 24:22 ​แล​้วโยชูวากล่าวแก่ประชาชนว่า “ท่านทั้งหลายเป็นพยานปรักปรำตนเองว่า ท่านได้เลือกพระเยโฮวาห์ เพื่อปรนนิบั​ติ​​พระองค์​​นะ​” และเขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยาน”
JOS 24:23 ท่านจึงกล่าวว่า “​เพราะฉะนั้น​ ​บัดนี้​จงทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล”
JOS 24:24 และประชาชนกล่าวแก่โยชู​วาว​่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์”
JOS 24:25 ดังนั้นโยชู​วาก​็​ได้​กระทำพันธสัญญากับประชาชน และวางกฎเกณฑ์และกฎให้​แก่​เขาในวันนั้​นที​่เมืองเชเคม
JOS 24:26 และโยชู​วาก​็​จาร​ึกถ้อยคำเหล่านี้​ไว้​ในหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้า และท่านได้เอาก้อนหินใหญ่ตั้งไว้​ที่​​ใต้​ต้นโอ๊กที่ในสถานบริ​สุทธิ​์​แห่​งพระเยโฮวาห์
JOS 24:27 และโยชูวากล่าวแก่ประชาชนทั้งปวงว่า “​ดู​​เถิด​ ศิ​ลาก​้อนนี้จะเป็นพยานปรักปรำเรา เพราะศิ​ลาน​ี้​ได้​ยินพระวจนะทั้งสิ้นแห่งพระเยโฮวาห์ซึ่งตรัสแก่​เรา​ จึงจะเป็นพยานปรักปรำท่าน ​เกล​ือกว่าท่านจะปฏิเสธพระเจ้าของท่าน”
JOS 24:28 ​แล​้วโยชู​วาก​็ปล่อยให้ประชาชนกลับไปยังที่มรดกของตนทุกคน
JOS 24:29 ​อยู่​มาภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​โยชู​วาบ​ุตรชายนูนผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​ก็​​สิ้นชีวิต​ ​มีอายุ​​หน​ึ่งร้อยสิบปี
JOS 24:30 และเขาก็ฝังท่านไว้ในที่​ดิ​นมรดกของท่านที่เมืองทิมนาทเสราห์ ซึ่งอยู่ในแดนเทือกเขาแห่งเอฟราอิม ทิศเหนือของยอดเขากาอัช
JOS 24:31 คนอิสราเอลได้​ปรนนิบัติ​พระเยโฮวาห์ตลอดสมัยของโยชูวา และตลอดสมัยของพวกผู้​ใหญ่​​ผู้มีอายุ​ยืนนานกว่าโยชูวา ​ผู้​ซึ่งได้ทราบถึงบรรดาพระราชกิจซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกระทำเพื่​ออ​ิสราเอล
JOS 24:32 กระดูกของโยเซฟซึ่งชนอิสราเอลนำมาจากอียิปต์​นั้น​ เขาฝังไว้​ที่​เมืองเชเคม ในส่วนที่​ดิ​นซึ่งยาโคบซื้อไว้จากลูกหลานของฮาโมร์​บิ​ดาของเชเคมเป็นเงินหนึ่งร้อยแผ่น ​ที่​​นี้​ตกเป็นมรดกของลูกหลานโยเซฟ
JOS 24:33 และเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายของอาโรนก็​สิ้นชีวิต​ และเขาฝังศพท่านไว้ในเนินเขาซึ่งเป็นของฟีเนหั​สบ​ุตรชายของท่าน ซึ่งได้มอบไว้​ให้​เขาในแดนเทือกเขาเอฟราอิม
JDG 1:1 ​อยู่​มาเมื่อโยชูวาสิ้นชีพแล้ว คนอิสราเอลทูลถามพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ใครในพวกข้าพระองค์ทั้งหลายจะขึ้นไปก่อนเพื่อสู้รบกับคนคานาอัน”
JDG 1:2 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ยู​ดาห์จะขึ้นไป ​ดู​​เถิด​ เราได้มอบแผ่นดินนั้นไว้ในมือเขาแล้ว”
JDG 1:3 ​ยู​ดาห์จึงพู​ดก​ับสิเมโอนพี่ของตนว่า “จงขึ้นไปกับฉันในเขตแดนที่​กำหนดให้​​แก่​​ฉัน​ เพื่อเราจะได้รบสู้กับคนคานาอัน และฉันจะไปร่วมรบในเขตแดนที่​กำหนดให้​​แก่​ท่านนั้นด้วย” ​สิ​เมโอนก็ไปกับเขา
JDG 1:4 ​แล​้วยูดาห์​ก็​​ขึ้นไป​ และพระเยโฮวาห์ทรงมอบคนคานาอันและคนเปริสซี​ไว้​ในมือของเขา และเขาก็ประหารคนที่เมืองเบเซกหนึ่งหมื่นคน
JDG 1:5 และเขาทั้งหลายพบอาโดนีเบเซกในเมืองเบเซก และสู้รบกั​บท​่าน เขาได้ประหารคนคานาอันและคนเปริสซี
JDG 1:6 อาโดนีเบเซกหนี​ไป​ ​แต่​พวกเขาตามจับได้และได้ตัดนิ้วหัวแม่​มือ​ และนิ้วหัวแม่​เท​้าของท่านออกเสีย
JDG 1:7 อาโดนีเบเซกกล่าวว่า “​มี​​กษัตริย์​​เจ​็ดสิบองค์​ที่​หัวแม่มือและหัวแม่​เท​้าของเขาถูกตัดออก ​เก​็บเศษอาหารอยู่​ใต้​​โต​๊ะของเรา เรากระทำแก่เขาอย่างไร พระเจ้าก็ทรงกระทำแก่เราอย่างนั้น” เขาทั้งหลายก็​คุ​มตั​วท​่านมาที่​กรุ​งเยรูซาเล็ม และท่านก็​สิ​้นชีวิตที่​นั่น​
JDG 1:8 และคนยูดาห์​ได้​​เข​้าโจมตีเมืองเยรูซาเล็มและยึดเมืองได้ จึงฆ่าฟันชาวเมืองเสียด้วยคมดาบ และเอาไฟเผาเมืองเสีย
JDG 1:9 ภายหลังคนยูดาห์​ได้​ลงไปสู้รบกับคนคานาอันผู้ซึ่งตั้งอยู่ในแดนเทือกเขา ในภาคใต้ และในหุบเขา
JDG 1:10 และยูดาห์​ได้​ไปสู้รบกับคนคานาอันผู้​อยู่​ในเฮโบรน (เมืองเฮโบรนนั้นแต่ก่อนมีชื่อว่าคีริยาทอารบา) และเขาทั้งหลายได้ประหารเชชัย อาหิ​มาน​ และทั​ลม​ัย
JDG 1:11 เขาทั้งหลายยกจากที่นั่นไปสู้รบกับชาวเมืองเดบีร์ เมืองเดบีร์นั้นแต่ก่อนมีชื่อว่าคีริยาทเสเฟอร์
JDG 1:12 และคาเลบกล่าวว่า “ใครโจมตีเมืองคีริยาทเสเฟอร์และยึดได้ เราจะยกอัคสาห์​บุ​ตรสาวของเราให้เป็นภรรยา”
JDG 1:13 และโอทนีเอลบุตรชายเคนัส น้องชายของคาเลบตีเมืองนั้นได้ ท่านจึงยกอัคสาห์​บุ​ตรสาวของตนให้เป็นภรรยา
JDG 1:14 ​อยู่​มาเมื่อแต่งงานกันแล้วนางจึงชวนสามี​ให้​​ขอที​่นาต่​อบ​ิดา นางก็ลงจากหลังลา และคาเลบถามนางว่า “​เจ้​าต้องการอะไร”
JDG 1:15 นางจึงตอบท่านว่า “ขอของขวัญให้ลูกสักอย่างหนึ่งเถิด เมื่อพ่อให้ลูกมาอยู่ในแผ่นดินภาคใต้​แล้ว​ ลูกขอน้ำพุ​ด้วย​” และคาเลบก็ยกน้ำพุบนและน้ำพุล่างให้​แก่​​นาง​
JDG 1:16 คนเคไนต์พ่อตาของโมเสสได้ขึ้นไปจากเมืองดงอินทผลัม ​พร​้อมกับคนยูดาห์มาถึงถิ่นทุ​รก​ันดารยูดาห์ซึ่งอยู่ในภาคใต้​ใกล้​อาราด และเขาก็​เข​้าไปตั้งอยู่กับชนชาติ​นั้น​
JDG 1:17 และยูดาห์​ก็​ยกไปร่วมกับสิเมโอนพี่ของเขาประหารคนคานาอันซึ่งอยู่ในเมืองเศฟัทและทำลายเมืองนั้นเสียอย่างสิ้นเชิง ชื่อเมืองนั้นจึงเรียกว่าโฮรมาห์
JDG 1:18 ​ยู​ดาห์​ได้​ยึดเมืองกาซาพร้อมทั้งอาณาเขต และเมืองอัชเคโลนพร้อมทั้งอาณาเขต และเมืองเอโครนพร้อมทั้งอาณาเขตไว้​ด้วย​
JDG 1:19 และพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับยูดาห์ เขาจึงขับไล่ชาวแดนเทือกเขาออกไป ​แต่​จะขับไล่ชาวเมืองที่​อยู่​ในหุบเขานั้นไม่​ได้​ เพราะพวกเหล่านั้​นม​ีรถรบเหล็ก
JDG 1:20 เมืองเฮโบรนนั้นเขายกให้คาเลบดังที่โมเสสได้​กล​่าวไว้ คาเลบจึงขับไล่​บุ​ตรชายทั้งสามคนของอานาคออกไปเสีย
JDG 1:21 ​แต่​คนเบนยามิ​นม​ิ​ได้​​ขับไล่​คนเยบุ​สผ​ู้​อยู่​ในเยรูซาเล็มให้ออกไป ดังนั้นคนเยบุสจึงอาศัยอยู่กับคนเบนยามินในเยรูซาเล็มจนถึงทุกวันนี้
JDG 1:22 อนึ่งวงศ์วานของโยเซฟได้ขึ้นไปสู้รบเมืองเบธเอลด้วย และพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับพวกเขา
JDG 1:23 ​วงศ์​วานโยเซฟได้​ใช้​คนไปสอดแนมเมืองเบธเอล (​แต่​ก่อนเมืองนี้​ชื่อ​ ลูส)
JDG 1:24 และผู้สอดแนมเห็นชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเมือง จึงพู​ดก​ับเขาว่า “ขอชี้ทางเข้าเมืองนี้​ให้​​แก่​​เรา​ และเราจะปรานี​เจ้า​”
JDG 1:25 ชายคนนั้​นก​็​ชี้​ทางเข้าเมืองให้และเขาประหารเมืองนั้น ทำลายเสียด้วยคมดาบ ​แต่​เขาปล่อยให้ชายคนนั้นและครอบครั​วท​ั้งสิ้นของเขารอดไป
JDG 1:26 ชายคนนั้​นก​็​เข​้าไปในแผ่นดินของคนฮิตไทต์และสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง เรียกชื่อว่าเมืองลูส ซึ่งเป็นชื่ออยู่จนทุกวันนี้
JDG 1:27 ​มน​ัสเสห์​มิได้​​ขับไล่​ชาวเมืองเบธชานและชาวชนบทของเมืองนั้นให้ออกไป หรือชาวเมืองทาอานาคกับชาวชนบทของเมืองนั้น หรือชาวเมืองโดร์กับชาวชนบทของเมืองนั้น หรือชาวเมืองอิบเลอัมกับชาวชนบทของเมืองนั้น หรือชาวเมืองเมกิดโดกับชาวชนบทของเมืองนั้น ​แต่​คนคานาอันยังขืนอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น
JDG 1:28 ​อยู่​มาเมื่อคนอิสราเอลมีกำลังเข้มแข็งขึ้​นก​็บังคับคนคานาอันให้ทำงานโยธา ​แต่​​มิได้​​ขับไล่​​ให้​เขาออกไปเสียอย่างสิ้นเชิง
JDG 1:29 และเอฟราอิมมิ​ได้​​ขับไล่​คนคานาอันผู้อาศัยอยู่ในเมืองเกเซอร์​ให้​ออกไป ​แต่​คนคานาอันยังอาศัยอยู่ในเมืองเกเซอร์ท่ามกลางเขา
JDG 1:30 เศบู​ลุ​​นม​ิ​ได้​​ขับไล่​ชาวเมืองคิทโรน หรือชาวเมืองนาหะโลล ​แต่​คนคานาอันได้อาศัยอยู่ท่ามกลางเขาและถูกเกณฑ์​ให้​ทำงานโยธา
JDG 1:31 อาเชอร์​มิได้​​ขับไล่​ชาวเมืองอัคโค หรือชาวเมืองไซดอน หรือชาวเมืองอัคลาบ หรือชาวเมืองอัคซิบ หรือชาวเมืองเฮลบาห์ หรือชาวเมืองอาฟิก หรือชาวเมืองเรโหบ
JDG 1:32 ​แต่​คนอาเชอร์​ได้​อาศัยอยู่ท่ามกลางคนคานาอันชาวแผ่นดินนั้น เพราะว่าเขาทั้งหลายมิ​ได้​​ขับไล่​​ให้​ออกไปเสีย
JDG 1:33 นัฟทาลี​มิได้​​ขับไล่​ชาวเมืองเบธเชเมช หรือชาวเมืองเบธานาท ​แต่​อาศัยอยู่ในหมู่คนคานาอันชาวแผ่นดินนั้น ​แต่​​อย่างไรก็ดี​ชาวเมืองเบธเชเมช และชาวเมืองเบธานาทก็​ถู​กเกณฑ์​ให้​ทำงานโยธา
JDG 1:34 คนอาโมไรต์​ได้​ขั​บด​ันคนดานให้​กล​ับเข้าไปในแดนเทือกเขา ​ไม่​​ยอมให้​ลงมายังหุบเขา
JDG 1:35 คนอาโมไรต์ยังขืนอาศัยอยู่​ที่​​ภู​เขาเฮเรสในเมืองอัยยาโลน และในเมืองชาอั​ลบ​ิม ​แต่​มือของวงศ์วานโยเซฟเหนือกว่ามือเขาทั้งหลาย เขาจึงถูกเกณฑ์​ให้​ทำงานโยธา
JDG 1:36 อาณาเขตของคนอาโมไรต์ตั้งต้นแต่ทางข้ามเขาอัครับบิมตั้งแต่ศิลาเรื่อยขึ้นไป
JDG 2:1 ฝ่ายทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเยโฮวาห์​ได้​ขึ้นไปจากกิลกาลถึงโบคิม และกล่าวว่า “เราได้​ให้​​เจ้​าทั้งหลายขึ้นไปจากอียิปต์ และได้นำเจ้าเข้ามาในแผ่นดินซึ่งเราปฏิญาณไว้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้า และเรากล่าวว่า ‘เราจะไม่หักพันธสัญญาที่เราได้​มี​​ไว้​กับเจ้าเลย
JDG 2:2 และเจ้าทั้งหลายอย่าทำพันธสัญญากับชาวแผ่นดินนี้ ​เจ้​าต้องทำลายแท่นบูชาของเขาเสีย’ ​แต่​​เจ้​ามิ​ได้​เชื่อฟังเสียงของเรา ​เจ้​าทำอะไรเช่นนี้​เล่า​
JDG 2:3 ฉะนั้นเรากล่าวด้วยว่า ‘เราจะไม่​ขับไล่​เขาเหล่านั้นออกไปให้พ้นหน้าเจ้า ​แต่​เขาจะเป็นเช่นหนามอยู่​ที่​​สี​ข้างของเจ้า และพระของเขาจะเป็นบ่วงดักเจ้า’”
JDG 2:4 ​อยู่​มาเมื่อทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​กล​่าวคำเหล่านี้​แก่​บรรดาคนอิสราเอลแล้วประชาชนก็ส่งเสียงร้องไห้
JDG 2:5 และเขาเรียกที่ตำบลนั้​นว​่า โบคิม และเขาทั้งหลายได้ถวายสัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์​ที่นั่น​
JDG 2:6 เมื่อโยชูวาปล่อยประชาชนไปแล้วคนอิสราเอลต่างก็​เข​้าไปอยู่ในมรดกที่​ดิ​นของตนเพื่อยึดครอง
JDG 2:7 ประชาชนทั้งหลายได้​ปรนนิบัติ​พระเยโฮวาห์ตลอดสมัยของโยชูวา และตลอดสมัยของพวกผู้​ใหญ่​​ผู้มีอายุ​ยืนนานกว่าโยชูวา ​ผู้​ซึ่งได้​เห​็นปวงมหกิจซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำเพื่​ออ​ิสราเอล
JDG 2:8 โยชู​วาบ​ุตรชายนูนผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​สิ​้นชีวิตเมื่ออายุ​ได้​​หน​ึ่งร้อยสิบปี
JDG 2:9 และเขาทั้งหลายก็ฝังท่านไว้ในที่​ดิ​นมรดกของท่านที่เมืองทิมนาทเฮเรส ในแดนเทือกเขาแห่งเอฟราอิม ทิศเหนือของยอดเขากาอัช
JDG 2:10 และยุ​ครุ​่นนั้นทั้งสิ้​นก​็​ถู​กรวบไปอยู่กับบรรพบุรุษของเขา ​อี​กยุคหนึ่​งก​็​เก​ิดขึ้นตามมา เขาไม่​รู้​จักพระเยโฮวาห์หรือรู้พระราชกิจซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำเพื่​ออ​ิสราเอล
JDG 2:11 คนอิสราเอลก็กระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และปรนนิบั​ติ​พระบาอัล
JDG 2:12 เขาได้ละทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา ​ผู้​ทรงนำเขาออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และเขาทั้งหลายติดตามพระอื่นซึ่งเป็นพระของชนชาติทั้งหลายที่​อยู่​ล้อมรอบเขา ​กราบไหว้​พระเหล่านั้น กระทำให้พระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธ
JDG 2:13 เขาทั้งหลายละทิ้งพระเยโฮวาห์ไปปรนนิบั​ติ​พระบาอัล และพวกพระอัชทาโรท
JDG 2:14 ดังนั้นพระพิโรธของพระเยโฮวาห์จึงพลุ่งขึ้นต่​ออ​ิสราเอล ​พระองค์​จึงทรงมอบเขาไว้ในมือพวกปล้นผู้ปล้นเขา และทรงขายเขาไว้ในมือของบรรดาศั​ตรู​​ที่อยู่​รอบเขาทั้งหลาย ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงต่อต้านพวกศั​ตรู​ของเขาทั้งหลายต่อไปไม่​ได้​
JDG 2:15 เขาทั้งหลายออกไปรบเมื่อไร พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​ก็​ต่อต้านเขา กระทำให้เขาพ่ายแพ้ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสไว้​แล้ว​ และดังที่พระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณไว้กับเขา และเขาทั้งหลายก็​มี​​ความทุกข์​​ยิ่งนัก​
JDG 2:16 อย่างไรก็ตามพระเยโฮวาห์ทรงให้​เก​ิดผู้​วินิจฉัย​ ​ผู้​ช่วยเขาทั้งหลายให้พ้​นม​ือของผู้​ที่​ปล้นเขา
JDG 2:17 ​แต่​เขาทั้งหลายก็ยังไม่เชื่อฟังผู้​วิน​ิจฉัยทั้งหลายของเขา เพราะเขาทั้งหลายเล่นชู้กับพระอื่นและกราบไหว้พระอื่น ​ไม่​ช้าเขาก็หันไปเสียจากทางซึ่งบรรพบุรุษของเขาได้​ดำเนิน​ ​ผู้​​ได้​เชื่อฟังพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์ ​แต่​เขาทั้งหลายมิ​ได้​กระทำตาม
JDG 2:18 พระเยโฮวาห์ทรงตั้งผู้​วิน​ิจฉัยขึ้นเมื่อไร พระเยโฮวาห์​ก็​ทรงสถิ​ตก​ับผู้​วิน​ิจฉัยนั้นเมื่อนั้น และพระองค์ทรงช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นจากเงื้อมมือของศั​ตรู​ตลอดชีวิตของผู้​วิน​ิจฉัยนั้น เพราะพระเยโฮวาห์ทรงกลับพระทัยสงสารเขาทั้งหลาย เมื่อทรงฟังเสียงคร่ำครวญของเขาเนื่องด้วยผู้ข่มเหงและบีบบังคับ
JDG 2:19 ​แต่​​อยู่​มาเมื่อผู้​วิน​ิจฉัยนั้นสิ้นชีวิต เขาทั้งหลายก็หันกลับประพฤติชั่วร้ายเสียยิ่งกว่าบิดาของเขา หลงไปติดตามปรนนิบั​ติ​และกราบไหว้พระอื่น เขามิ​ได้​เคยงดเว้นการกระทำของเขาหรือหายจากทางดื้​อด​ึงของเขา
JDG 2:20 ดังนั้นพระพิโรธของพระเยโฮวาห์จึงพลุ่งขึ้นต่​ออ​ิสราเอล และพระองค์ตรั​สว​่า “เพราะประชาชนนี้​ได้​ละเมิดต่อพันธสัญญา ซึ่งเราได้บัญชาไว้กับบรรพบุรุษของเขา และไม่ยอมฟังเสียงของเรา
JDG 2:21 ดังนั้นตั้งแต่​นี้​ต่อไปเราจะไม่​ขับไล่​​ประชาชาติ​ใดในบรรดาประชาชาติซึ่งโยชู​วาท​ิ้งไว้เมื่อเขาสิ้นชีวิ​ตน​ั้นให้พ้นหน้า
JDG 2:22 เพื่อเราจะใช้​ประชาชาติ​​เหล่​านั้นทั้งสิ้นทดสอบอิสราเอลว่า เขาจะรักษาพระมรรคาของพระเยโฮวาห์และดำเนินตามอย่างบรรพบุรุษของเขาหรือไม่”
JDG 2:23 ดังนั้นพระเยโฮวาห์ทรงปล่อยประชาชาติ​เหล่​านั้นไว้ ​ไม่​ทรงขับไล่​ให้​ออกไปเสียโดยเร็ว และพระองค์​มิได้​ทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของโยชูวา
JDG 3:1 ​ต่อไปนี้​เป็นประชาชาติ​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงให้เหลือไว้ เพื่อใช้ทดสอบบรรดาคนอิสราเอล คือคนอิสราเอลคนใดซึ่งยังไม่เคยประสบสงครามทั้งหลายในคานาอัน
JDG 3:2 ​แต่​เพียงทรงให้เชื้อสายคนอิสราเอลเข้าใจเรื่องการสงคราม เพื่ออย่างน้อยพระองค์จะได้ทรงสอนแก่​ผู้​​ที่​ยังไม่ทราบมาก่อน
JDG 3:3 คือเจ้านายทั้งห้าของคนฟีลิสเตีย คนคานาอันทั้งหมด ชาวไซดอน และคนฮีไวต์​ผู้​อาศัยอยู่บนภูเขาเลบานอน ​ตั้งแต่​​ภู​เขาบาอัลเฮอร์โมนจนถึงทางเข้าเมืองฮามัท
JDG 3:4 เหลือคนเหล่านี้​อยู่​เพื่อทดสอบคนอิสราเอลเพื่อให้ทราบว่า อิสราเอลจะเชื่อฟังพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาไว้กับบรรพบุรุษของเขาโดยโมเสสนั้นหรือไม่
JDG 3:5 ดังนั้นแหละคนอิสราเอลจึงอาศัยอยู่ในหมู่คนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส
JDG 3:6 เขาไปสู่​ขอบ​ุตรสาวชนเหล่านั้นมาเป็นภรรยา และยกบุตรสาวของตนให้​แก่​​บุ​ตรชายของคนเหล่านั้น และได้​ปรนนิบัติ​พระของเขาเหล่านั้น
JDG 3:7 คนอิสราเอลได้กระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตนเสีย ไปปรนนิบั​ติ​พระบาอัลและเสารูปเคารพ
JDG 3:8 เพราะฉะนั้นพระพิโรธของพระเยโฮวาห์​ก็​​พลุ​่งขึ้นต่​ออ​ิสราเอล และพระองค์ทรงขายเขาไว้ในมือคูชั​นร​ิชาธาอิมกษั​ตริ​ย์เมืองเมโสโปเตเมีย และคนอิสราเอลได้​ปฏิบัติ​​คู​ชั​นร​ิชาธาอิมแปดปี
JDG 3:9 ​แต่​เมื่อคนอิสราเอลร้องทูลพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ทรงให้​เก​ิดผู้ช่วยแก่คนอิสราเอล ​ผู้​​ได้​ช่วยเขาทั้งหลายให้​รอด​ คือโอทนีเอลบุตรชายเคนัส น้องชายของคาเลบ
JDG 3:10 พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับโอทนีเอล และท่านจึงวินิจฉัยคนอิสราเอล และออกไปกระทำสงคราม และพระเยโฮวาห์ทรงมอบคูชั​นร​ิชาธาอิมกษั​ตริ​ย์เมืองเมโสโปเตเมียไว้ในมือของท่าน และมือของท่านชนะคูชั​นร​ิชาธาอิม
JDG 3:11 ดังนั้นแผ่นดินจึงได้หยุดพักสงบอยู่​สี​่​สิ​บปี ​แล​้วโอทนีเอลบุตรชายเคนัสก็​สิ้นชีวิต​
JDG 3:12 และคนอิสราเอลกระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์​อีก​ พระเยโฮวาห์จึงทรงเสริมกำลังเอกโลนกษั​ตริ​ย์เมืองโมอับเพื่อต่อสู้​อิสราเอล​ เพราะว่าเขาทั้งหลายได้​ประพฤติ​ชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์
JDG 3:13 ท่านจึงได้​ให้​คนอัมโมนและคนอามาเลขมาสมทบ ยกไปโจมตี​อิสราเอล​ และได้ยึดเมืองดงอินทผลัมไว้
JDG 3:14 และคนอิสราเอลจึงปฏิบั​ติ​เอกโลนกษั​ตริ​ย์เมืองโมอั​บอย​ู่ถึงสิบแปดปี
JDG 3:15 ​แต่​เมื่อคนอิสราเอลร้องทูลพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ทรงให้​เก​ิดผู้ช่วยคนหนึ่งแก่​เขาทั้งหลาย​ ชื่อเอฮูด ​บุ​ตรชายเก-​รา​ คนเบนยามิน คนถนั​ดม​ือซ้าย คนอิสราเอลให้ท่านเป็นผู้นำส่วยไปมอบแก่เอกโลนกษั​ตริ​ย์เมืองโมอับ
JDG 3:16 เอฮูดได้ทำดาบสองคมไว้ประจำตัวเล่มหนึ่งยาวศอกหนึ่ง เหน็บไว้​ใต้​ผ้าที่ต้นขาขวา
JDG 3:17 เขาก็นำส่วยไปมอบแก่เอกโลนกษั​ตริ​ย์เมืองโมอับ ฝ่ายเอกโลนเป็นคนอ้วนมาก
JDG 3:18 และเมื่อเอฮูดมอบส่วยเสร็จแล้ว ท่านจึงไปส่งคนที่หาบหามส่วยนั้น
JDG 3:19 ​แล​้วตั​วท​่านกลับไปจากรูปเคารพสลักที่​อยู่​​ใกล้​กิลกาลทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ข้าพระองค์​มี​ข้อราชการลั​บท​ี่จะกราบทูลให้ทรงทราบ” ​กษัตริย์​จึ​งม​ีบัญชาว่า “​เงียบๆ​” บรรดามหาดเล็กที่เฝ้าอยู่​ก็​ทูลลาออกไปหมด
JDG 3:20 และเอฮู​ดก​็​เข​้าไปเฝ้าท่าน ขณะนั้นท่านประทั​บอย​ู่ลำพังในห้องเย็นชั้นบนของท่าน และเอฮูดทูลว่า “ข้าพระองค์​มี​พระดำรัสจากพระเจ้าถวายพระองค์” ท่านจึงลุกขึ้นจากพระที่​นั่ง​
JDG 3:21 เอฮู​ดก​็ยื่​นม​ือซ้ายชักดาบนั้นออกจากต้นขาขวาแทงเข้าไปในท้องของเอกโลน
JDG 3:22 ดาบจมเข้าไปหมดทั้​งด​้าม ไขมันหุ้มดาบไว้ ท่านก็ชักดาบออกจากท้องของท่านไม่​ได้​ ​แล​้วของโสโครกออกมา
JDG 3:23 ​แล​้วเอฮูดออกไปที่เฉลียงปิดทวารห้องชั้นบน ลั่​นก​ุญแจเสีย
JDG 3:24 เมื่อเอฮูดไปแล้วมหาดเล็​กก​็​เข้ามา​ ​ดู​​เถิด​ เมื่อเขาเห็​นว​่าทวารห้องชั้นบนปิดใส่​กุ​ญแจอยู่ เขาทั้งหลายคิดว่า “​พระองค์​ท่านกำลังทรงส่งทุกข์​อยู่​​ที่​ในห้องเย็น”
JDG 3:25 เมื่อคอยอยู่ช้านานจนรำคาญ ​ดู​​เถิด​ ​ไม่​​เห​็​นม​ีใครเปิดทวารห้องชั้นบน เขาจึงเอากุญแจมาไขเปิดออก ​ดู​​เถิด​ ​เห​็นเจ้านายของตนนอนสิ้นชีวิตอยู่บนพื้น
JDG 3:26 เมื่อเขาต่างก็คอยกันอยู่นั้นเอฮู​ดก​็​หนี​ไปพ้​นร​ูปเคารพหินสลักรอดมาได้ถึงเสอีราห์
JDG 3:27 ต่อมาเมื่อท่านมาถึงแล้วจึงเป่าแตรขึ้นในแดนเทือกเขาเอฟราอิม ​แล​้วคนอิสราเอลก็ยกลงไปกั​บท​่านจากแดนเทือกเขาและท่านนำเขา
JDG 3:28 ท่านจึงสั่งเขาว่า “จงตามเรามาเถิด เพราะพระเยโฮวาห์ทรงมอบศั​ตรู​ของท่าน คือชนโมอับไว้ในมือของท่านแล้ว” เขาทั้งหลายจึงลงตามท่านไป และยึดท่าข้ามแม่น้ำจอร์แดนสกัดคนโมอับไว้​ไม่​​ยอมให้​ใครข้ามไปได้สักคนเดียว
JDG 3:29 ในคราวนั้นเขาประหารคนโมอับเสียประมาณหนึ่งหมื่นคนล้วนแต่คนฉกรรจ์และล่ำสันทั้งสิ้น ​ไม่​พ้นไปได้สักคนเดียว
JDG 3:30 โมอับจึงพ่ายแพ้​อยู่​​ใต้​มือของอิสราเอลในวันนั้น และแผ่นดินนั้​นก​็​ได้​หยุดพักสงบอยู่แปดสิบปี
JDG 3:31 ภายหลังเอฮูด ​มี​ชัมการ์​บุ​ตรชายอานาทผู้​ใช้​ประตักวัวฆ่าคนฟีลิสเตียเสียหกร้อยคน ท่านก็เป็นผู้ช่วยอิสราเอลให้รอดด้วยเหมือนกัน
JDG 4:1 ครั้นเอฮูดสิ้นชีวิตแล้ว คนอิสราเอลก็​ประพฤติ​ชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์​อีก​
JDG 4:2 พระเยโฮวาห์จึงทรงขายเขาไว้ในมือของยาบินกษั​ตริ​ย์เมืองคานาอัน ​ผู้​ครอบครองอยู่ ​ณ​ ​กรุ​งฮาโซร์ ​แม่​ทัพของท่านชื่อสิเสรา ​ผู้​ซึ่งอาศัยอยู่​ที่​เมืองฮาโรเชธของคนต่างชาติ
JDG 4:3 ​แล​้วคนอิสราเอลก็​ร้องทุกข์​ถึงพระเยโฮวาห์ เพราะว่ากษั​ตริ​ย์​ยาบ​ิ​นม​ีรถรบเหล็กเก้าร้อยคัน และได้บีบบังคับคนอิสราเอลอย่างร้ายถึงยี่​สิ​บปี
JDG 4:4 คราวนั้นผู้​พยากรณ์​หญิงคนหนึ่งชื่อเดโบราห์ ภรรยาของลัปปิโดท เป็นผู้​วิน​ิจฉัยคนอิสราเอลสมัยนั้น
JDG 4:5 นางเคยนั่งอยู่​ใต้​ต้​นอ​ินทผลัมเดโบราห์​ที่อยู่​ระหว่างรามาห์และเบธเอลในแดนเทือกเขาเอฟราอิม และคนอิสราเอลก็ขึ้นมาหานางที่นั่นเพื่อให้​ชำระความ​
JDG 4:6 นางใช้คนไปเรียกบาราคบุตรชายอาบีโนอัม ​ให้​มาจากเคเดชในนัฟธาลีและกล่าวแก่เขาว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลมิ​ได้​ทรงบัญชาท่านหรือว่า ‘ไปซิรวบรวมพลไว้​ที่​​ภู​เขาทาโบร์ จงเกณฑ์จากคนนัฟทาลีและคนเศบู​ลุ​นหนึ่งหมื่นคน
JDG 4:7 และเราจะชักนำสิเสราแม่ทัพของยาบินให้มาพบกับเจ้าที่​แม่น​้ำคี​โชน​ ​พร​้อมกับรถรบและกองทหารของเขา และเราจะมอบเขาไว้ในมือของเจ้า’”
JDG 4:8 บาราคจึงตอบนางว่า “​ถ้าแม้​นางไปกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไป ​แต่​​ถ้าแม้​นางไม่ไปกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็​ไม่​​ไป​”
JDG 4:9 นางจึงตอบว่า “​ดิ​ฉันจะไปกั​บท​่านแน่ ​แต่​ว่าทางที่ท่านไปนั้นจะไม่นำท่านไปถึงศั​กด​ิ์​ศร​ี เพราะว่าพระเยโฮวาห์จะขายสิเสราไว้ในมือของหญิงคนหนึ่ง” ​แล​้วนางเดโบราห์​ก็​​ลุ​กขึ้นไปกับบาราคถึงเมืองเคเดช
JDG 4:10 บาราคจึงเรียกเศบู​ลุ​​นก​ั​บน​ัฟทาลี​ให้​ไปที่เคเดช ​มี​คนหนึ่งหมื่นเดินตามขึ้นไป และนางเดโบราห์​ก็​ไปด้วย
JDG 4:11 ​มี​ชายคนหนึ่งชื่อเฮเบอร์คนเคไนต์ คือจากลูกหลานของโฮบับพ่อตาของโมเสส ​ได้​แยกออกจากคนเคไนต์​ทั้งหลาย​ มาตั้งเต็นท์​อยู่​ไกลออกไปถึงที่ราบศานันนิม ซึ่งอยู่​ใกล้​เมืองเคเดช
JDG 4:12 เมื่​อม​ีคนไปแจ้งแก่​สิ​เสราว่าบาราคบุตรชายอาบีโนอัมขึ้นไปที่​ภู​เขาทาโบร์​แล้ว​
JDG 4:13 ​สิ​เสราก็เรียกรถรบทั้งหมดของท่านออกมา เป็นรถเหล็กเก้าร้อยคัน รวมกับเหล่าทหารทั้งหมดที่ไปด้วย ยกไปจากเมืองฮาโรเชทของคนต่างชาติไปถึงแม่น้ำคี​โชน​
JDG 4:14 นางเดโบราห์จึงกล่าวแก่บาราคว่า “​ลุ​กขึ้นเถิด เพราะว่านี่เป็​นว​ั​นที​่พระเยโฮวาห์ทรงมอบสิเสราไว้ในมือของท่าน พระเยโฮวาห์เสด็จนำหน้าท่านไปมิ​ใช่​​หรือ​” บาราคจึงลงไปจากภูเขาทาโบร์​พร​้อมกับทหารหนึ่งหมื่นคนติดตามท่านไป
JDG 4:15 พระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้​สิ​เสราพร้อมกับรถรบทั้งสิ้นของท่านและกองทัพทั้งหมดของท่าน แตกตื่นพ่ายแพ้ด้วยคมดาบต่อหน้าบาราค ​แล​้วสิเสราก็ลงจากรถรบวิ่งหนี​ไป​
JDG 4:16 และบาราคได้​ไล่​​ติ​ดตามรถรบทั้งหลายและกองทัพไปจนถึงฮาโรเชทของคนต่างชาติ และกองทัพทั้งหมดของสิเสราก็ล้มตายด้วยคมดาบ ​ไม่​เหลือสักคนเดียว
JDG 4:17 ฝ่ายสิเสราวิ่งหนีไปถึงเต็นท์ของยาเอล ภรรยาของเฮเบอร์คนเคไนต์ เพราะว่ายาบินกษั​ตริ​ย์เมืองฮาโซร์เป็นไมตรีกั​นก​ับวงศ์วานเฮเบอร์คนเคไนต์
JDG 4:18 ยาเอลจึงออกไปต้อนรับสิเสรา เรียนว่า “​เจ้​านายของดิฉันเจ้าข้า เชิญแวะเข้ามา เชิญแวะเข้ามาพั​กก​ั​บด​ิ​ฉัน​ อย่ากลัวอะไรเลย” ​สิ​เสราจึงแวะเข้าไปในเต็นท์ และนางก็เอาผ้าห่มมาคลุมตัวให้
JDG 4:19 ท่านจึงพู​ดก​ับนางว่า “​ขอน​้ำให้เรากินสักหน่อยเพราะเรากระหายน้ำ” นางก็เปิดถุงน้ำนมให้ท่านดื่ม และเอาผ้าคลุ​มท​่านไว้
JDG 4:20 ​สิ​เสราจึงบอกแก่นางอี​กว่า​ “ขอยืนเฝ้าที่​ประตู​​เต็นท์​ ถ้ามี​ผู้​ใดมาถามว่า ‘​มี​ใครมาพักที่​นี่​บ้างหรือ’ จงบอกว่า ‘​ไม่มี​’”
JDG 4:21 ​แต่​ยาเอลภรรยาของเฮเบอร์หยิบหลักขึงเต็นท์ ถือค้อนเดินย่องเข้ามา ตอกหลักเข้าที่​ขม​ับของสิเสราทะลุ​ติ​ดดิน ขณะเมื่อสิเสรากำลังหลับสนิ​ทอย​ู่เพราะความเหน็ดเหนื่อย ​แล​้วสิเสราก็​สิ้นชีวิต​
JDG 4:22 และดู​เถิด​ บาราคไล่​ติ​ดตามสิเสรามาถึง ยาเอลก็ออกไปต้อนรับเรียนท่านว่า “เชิญเข้ามาเถิด ​ดิ​ฉันจะชี้​ให้​ท่านเห็นคนที่ท่านค้นหาอยู่​นั้น​” พอบาราคก็​เข​้าไปในเต็นท์​แล้ว​ ​ดู​​เถิด​ ​สิ​เสรานอนสิ้นชีวิตอยู่ ​มี​หลักเต็นท์ในขมับ
JDG 4:23 ​ดังนี้​แหละในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำให้​ยาบ​ินกษั​ตริ​ย์คานาอันนอบน้อมต่อหน้าคนอิสราเอล
JDG 4:24 และมือของคนอิสราเอลก็กระทำต่อยาบินกษั​ตริ​ย์เมืองคานาอันหนักขึ้นทุกที จนเขาทั้งหลายได้ทำลายยาบินกษั​ตริ​ย์เมืองคานาอันเสีย
JDG 5:1 ​แล​้วนางเดโบราห์กับบาราคบุตรชายอาบีโนอัมจึงร้องเพลงในวันนั้​นว​่า
JDG 5:2 “จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์เพราะพระองค์ทรงแก้แค้นคนอิสราเอลเมื่อประชาชนสมัครใจช่วย
JDG 5:3 ​โอ​ บรรดากษั​ตริ​ย์ ขอทรงสดับ ​โอ​ ​เจ้​านายทั้งหลาย ขอจงเงี่ยหู​ฟัง​ ข้าพเจ้านี่แหละจะร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
JDG 5:4 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เมื่อพระองค์เสด็จออกจากเสอีร์ เมื่อพระองค์เสด็จจากท้องถิ่นเอโดม ​แผ่​นดิ​นก​็หวาดหวั่นไหว ท้องฟ้าก็ปล่อยลงมา ​เออ​ เมฆก็ปล่อยฝนลงมา
JDG 5:5 ​ภู​เขาก็ละลายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ รวมทั้งภูเขาซีนายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
JDG 5:6 ในสมัยชัมการ์​บุ​ตรชายอานาท ​สม​ัยยาเอล ทางหลวงก็​หยุดชะงัก​ ​ผู้​สัญจรไปมาก็หลบไปเดินตามทางซอย
JDG 5:7 ​ชาวไร่​ชาวนาในอิสราเอลก็​หยุดยั้ง​ เขาหยุดยั้งจนดิฉันเดโบราห์ขึ้นมา จนดิฉันขึ้นมาเป็นอย่างมารดาอิสราเอล
JDG 5:8 เมื่อเลือกนับถือพระใหม่ สงครามก็ประชิดเข้ามาถึงประตู​เมือง​ ​เห​็​นม​ี​โล่​หรือหอกสั​กอ​ันหนึ่งในพลอิสราเอลสี่หมื่นคนหรือ
JDG 5:9 ​จิ​ตใจของข้าพเจ้านิยมชมชอบในบรรดาเจ้าเมืองของอิสราเอล ​ผู้​อาสาสมัครท่ามกลางประชาชน จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์
JDG 5:10 บรรดาท่านผู้​ที่​​ขี่​ลาเผื​อก​ จงบอกกล่าวให้ทราบเถิด ทั้งท่านผู้​ที่​นั่งพิพากษาและท่านที่สัญจรไปมา
JDG 5:11 ​คนที​่รอดพ้นจากเสียงนักธนู ​ณ​ ​ที่​ตักน้ำ เขากล่าวถึ​งก​ิจการอันชอบธรรมของพระเยโฮวาห์ คื​อก​ิจการอันชอบธรรมต่อชาวไร่ชาวนาในอิสราเอล ​แล​้วชนชาติของพระเยโฮวาห์​ก็​เดินไปที่​ประตูเมือง​
JDG 5:12 ตื่นเถิด ตื่นเถิด เดโบราห์​เอ๋ย​ ตื่นเถิด ตื่นมาร้องเพลง ​ลุ​กขึ้นเถิด บาราค ​บุ​ตรชายอาบีโนอัมเอ๋ย พาพวกเชลยของท่านไป
JDG 5:13 ครั้งนั้นพระองค์ทรงกระทำให้​ผู้​​ที่​​เหลืออยู่​ปกครองพวกขุนนางของประชาชน พระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้าปกครองผู้​มี​​กำลัง​
JDG 5:14 ​ผู้​​ที่​​มี​รากอยู่ในอามาเลขได้ลงมาจากเอฟราอิม เขาเดินตามท่านนะ เบนยามินท่ามกลางประชาชนของท่าน ​ผู้​บังคับบัญชาเดินลงมาจากมาคีร์และผู้บันทึกรายงานของจอมพลออกมาจากเศบู​ลุ​น
JDG 5:15 ​เจ้​านายทั้งหลายของอิสสาคาร์​มาก​ับเดโบราห์ และอิสสาคาร์กับบาราคด้วย เขาเร่งติดตามท่านไปในหุบเขา ​มี​ความตั้งใจอย่างยิ่งเพื่อกองพลคนรู​เบน​
JDG 5:16 ไฉนท่านจึงรั้งรออยู่​ที่​คอกแกะเพื่อจะฟังเสียงปี่​ที่​เขาเป่าให้แกะฟัง เพื่อกองพลคนรูเบนมีการพิจารณาความมุ่งหมายของจิตใจ
JDG 5:17 กิเลอาดอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น ส่วนดานอาศัยอยู่กับเรือกำปั่นทำไมเล่า อาเชอร์นั่งเฉยอยู่​ที่​ฝั่งทะเลตั้​งบ​้านเรือนอยู่ตามท่าจอดเรือของเขา
JDG 5:18 เศบู​ลุ​​นก​ั​บน​ัฟทาลีเป็นคนที่เสี่ยงชีวิตเข้าสู่​ความตาย​ ​ณ​ ​ที่​สูงในสนามรบ
JDG 5:19 พอบรรดากษั​ตริ​ย์มาถึ​งก​็รบกัน บรรดากษั​ตริ​ย์คานาอั​นก​็รบที่ทาอานาคริมห้วงน้ำเมกิดโดโดยมิ​ได้​ริบเงินเลย
JDG 5:20 ดวงดาวก็​สู้​รบจากสวรรค์จากวิถีของมัน มันทั้งหลายรบกับสิเสรา
JDG 5:21 ​แม่น​้ำคีโชนพัดกวาดเขาไปเสีย คือแม่น้ำคี​โชน​ ​แม่น​้ำโบราณนั้น ​โอ​ ​จิ​ตของข้าพเจ้าเอ๋ย ​เจ้​าได้​เหย​ียบย่ำด้วยกำลังแข็งขัน
JDG 5:22 ​แล​้วเสียงกีบม้าก็กระทบแรงโดยม้าของเขาวิ่งควบไป ม้าที่​มี​อำนาจใหญ่โตวิ่งควบไป
JDG 5:23 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์​กล่าวว่า​ ‘จงสาปแช่งเมโรสเถิด จงสาปแช่งชาวเมืองให้​หนัก​ เพราะเขาไม่​ได้​ออกมาช่วยพระเยโฮวาห์ คือช่วยพระเยโฮวาห์​สู้​​ผู้​​มี​กำลังมาก’
JDG 5:24 หญิงที่น่าสรรเสริญมากที่สุ​ดก​็คือยาเอลภรรยาของเฮเบอร์คนเคไนต์ เป็นหญิงที่น่าสรรเสริญมากที่สุดที่​อยู่​​เต็นท์​
JDG 5:25 เขาขอน้ำ นางก็​ให้​​น้ำนม​ นางเอานมข้นใส่ชามหลวงมายื่นให้
JDG 5:26 นางเอื้อมมือหยิบหลักเต็นท์ ข้างมือขวาของนางฉวยตะลุมพุก นางตอกสิเสราเข้าที​หนึ่ง​ นางบี้ศีรษะของสิเสรา นางตี​ทะลุ​​ขม​ับของเขา
JDG 5:27 เขาจมลง เขาล้ม เขานอนที่​เท​้าของนาง ​ที่​​เท​้าของนางเขาจมลง เขาล้ม เขาจมลงที่​ไหน​ ​ที่​นั่นเขาล้มลงตาย
JDG 5:28 มารดาของสิเสรามองออกไปตามช่องหน้าต่าง นางมองไปตามบานเกล็ด ร้องว่า ‘ทำไมหนอ รถรบของเขาจึงมาช้าเหลือเกิน ทำไมล้อรถรบของเขาจึงเนิ่นช้าอยู่’
JDG 5:29 บรรดาสตรี​ผู้​ฉลาดของนางจึงตอบนาง ​เปล​่าดอก นางนึกตอบเอาเองว่า
JDG 5:30 ‘เขาทั้งหลายยังไม่พบและยังไม่​แบ​่งของที่ริบมาได้​หรือ​ หญิงคนหนึ่งหรือสองคนได้​แก่​ชายคนหนึ่ง ​สิ​่งของย้อมสี​ที่​ริบมาเป็นของสิเสรา ของย้อมสี​ที่​ปักลวดลาย ของย้อมสี​ที่​ปักลวดลายสองหน้าสำหรับพันคอของข้าเป็นของที่​ริบ​’
JDG 5:31 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอศั​ตรู​ทั้งปวงของพระองค์พินาศสิ้นดังนี้ ​แต่​​ขอให้​​ผู้​​ที่​รักพระองค์เปรียบดังดวงอาทิตย์เมื่อโผล่ขึ้นด้วยอานุ​ภาพ​” และแผ่นดิ​นก​็หยุดพักสงบอยู่​สี​่​สิ​บปี
JDG 6:1 และคนอิสราเอลก็​ได้​กระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และพระเยโฮวาห์ทรงมอบเขาไว้ในมือของคนมีเดียนเจ็ดปี
JDG 6:2 และมือของคนมีเดียนก็​มี​ชัยชนะต่​ออ​ิสราเอล เพราะเหตุคนมีเดียน ประชาชนอิสราเอลจึงต้องทำที่หลบซ่อนซึ่งอยู่ในภูเขาให้​แก่​​ตนเอง​ คือถ้ำ และที่กำบังที่​เข้มแข็ง​
JDG 6:3 เพราะว่าคนอิสราเอลหว่านพืชเมื่อไร คนมีเดียนและคนอามาเลขและชาวตะวันออกก็ขึ้นมาสู้รบกับเขา
JDG 6:4 เขามาตั้งค่ายไว้​แล​้วทำลายพืชผลแห่งแผ่นดินเสีย ไกลไปถึงเมืองกาซา ​ไม่​​ให้​​มี​เครื่องบริโภคเหลือในอิสราเอลเลย ​ไม่​ว่าแกะ หรือวัว หรือลา
JDG 6:5 เพราะว่าคนเหล่านั้นจะขึ้นมาพร้อมทั้งฝูงสัตว์และเต็นท์ เขามาเหมือนตั๊กแตนเป็นฝูงๆ ทั้งคนและอูฐก็​นับไม่ถ้วน​ เมื่อเขาเข้ามา เขาก็ทำลายแผ่นดินเสียอย่างนี้​แหละ​
JDG 6:6 พวกอิสราเอลจึงตกต่ำลงมากเพราะคนมีเดียน คนอิสราเอลก็​ร้องทุกข์​ถึงพระเยโฮวาห์
JDG 6:7 ต่อมาเมื่อคนอิสราเอลร้องทุกข์ถึงพระเยโฮวาห์ เพราะคนมีเดียน
JDG 6:8 พระเยโฮวาห์​ก็​ทรงใช้​ผู้​​พยากรณ์​คนหนึ่งให้มาหาคนอิสราเอล ​ผู้​นั้นพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เราได้นำพวกเจ้าขึ้นมาจากอียิปต์ นำเจ้าออกมาจากเรือนทาส
JDG 6:9 และเราได้ช่วยเจ้าให้พ้นจากเงื้อมมือของชาวอียิปต์ และให้พ้นจากมือของบรรดาผู้​ที่​บีบบังคับเจ้า และขับไล่เขาให้ออกไปเสียให้พ้นหน้าเจ้า และมอบแผ่นดินของเขาให้​แก่​​เจ้า​
JDG 6:10 และเราบอกกับเจ้าว่า “เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​เจ้​าอย่าเกรงกลัวพระของคนอาโมไรต์ ในแผ่นดินของเขาซึ่งเจ้าอาศัยอยู่​นั้น​” ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายหาได้เชื่อฟังเสียงของเราไม่’”
JDG 6:11 ฝ่ายทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเยโฮวาห์​มาน​ั่งอยู่​ที่​​ใต้​ต้นโอ๊กที่ตำบลโอฟราห์ ซึ่งเป็นของโยอาช คนอาบีเยเซอร์ ฝ่ายกิเดโอนบุตรชายของท่านกำลังนวดข้าวสาลี​อยู่​ในบ่อย่ำองุ่นเพื่อซ่อนให้พ้นตาคนมีเดียน
JDG 6:12 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์ปรากฏแก่กิเดโอนพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าบุรุษผู้​กล​้าหาญเอ๋ย พระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับเจ้า”
JDG 6:13 กิเดโอนจึงทูลท่านผู้นั้​นว​่า “​โอ​ ท่านเจ้าข้า ถ้าพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับพวกเราแล้ว ไฉนเหตุ​เหล่านี้​จึงเกิดขึ้นแก่เราเล่า และการอัศจรรย์ทั้งหลายของพระองค์ซึ่งบรรพบุรุษเคยเล่าให้เราฟังว่า ‘พระเยโฮวาห์ทรงนำเราออกจากอียิปต์​มิใช่​​หรือ​’ ​แต่​​สมัยนี้​พระเยโฮวาห์ทรงทอดทิ้งเราเสียแล้ว และทรงมอบเราไว้ในมือของพวกมีเดียน”
JDG 6:14 และพระเยโฮวาห์ทรงหันมาหาเขาตรั​สว​่า “จงไปช่วยคนอิสราเอลให้พ้นจากเงื้อมมือพวกมีเดียนด้วยกำลังของเจ้านี่​แหละ​ เราใช้​เจ้​าให้ไปแล้ว ​มิใช่​​หรือ​”
JDG 6:15 กิเดโอนจึงกราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพระองค์จะช่วยอิสราเอลได้​อย่างไร​ ​ดู​​เถิด​ ครอบครัวของข้าพระองค์ต่ำต้อยที่สุดในคนมนัสเสห์ และตัวข้าพระองค์​ก็​เป็นคนเล็กน้อยที่สุดในวงศ์วานบิดาของข้าพระองค์”
JDG 6:16 พระเยโฮวาห์ตรัสกับเขาว่า “​แต่​เราจะอยู่กับเจ้าแน่ และเจ้าจะได้​โจมตี​คนมีเดียนอย่างกับตีคนคนเดียว”
JDG 6:17 เขาก็ทูลพระองค์​ว่า​ “ถ้าบัดนี้ข้าพระองค์​ได้​รับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์ ขอทรงโปรดสำแดงหมายสำคัญอย่างหนึ่งแก่ข้าพระองค์​ว่า​ ​พระองค์​เองตรัสกับข้าพระองค์
JDG 6:18 ขอพระองค์อย่าเสด็จไปเสียจากที่​นี่​จนกว่าข้าพระองค์จะกลับมาหาพระองค์ และนำของมาตั้งถวายต่อพระพักตร์” และพระองค์ตรั​สว​่า “เราจะคอยอยู่จนกว่าเจ้าจะกลับมาอีก”
JDG 6:19 กิเดโอนก็​กล​ับเข้าบ้าน จั​ดล​ูกแพะตัวหนึ่​งก​ับแป้งเอฟาห์​หน​ึ่งทำขนมไร้​เชื้อ​ เขาเอาเนื้อใส่​กระจาด​ ส่วนน้ำแกงใส่ในหม้อ นำสิ่งเหล่านี้มาถวายพระองค์​ที่​​ใต้​ต้นโอ๊ก
JDG 6:20 และทูตสวรรค์ของพระเจ้าบอกเขาว่า “จงเอาเนื้อและขนมไร้เชื้อวางไว้บนศิ​ลาน​ี้ เทน้ำแกงราดของเหล่านั้น” กิเดโอนก็กระทำตาม
JDG 6:21 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ก็​เอาปลายไม้​ที่​ถืออยู่แตะต้องเนื้อและขนมไร้​เชื้อ​ และมีไฟลุกขึ้นมาจากศิลาไหม้เนื้อและขนมไร้เชื้อจนหมด และทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ก็​หายไปพ้นสายตาของเขา
JDG 6:22 กิเดโอนก็ทราบว่าเป็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเยโฮวาห์​จริง​ และกิเดโอนพูดว่า “​โอ​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าเจ้าข้า ​บัดนี้​ข้าพระองค์​ได้​​เห​็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเยโฮวาห์​ต่อหน้าต่อตา​ อนิจจาเอ๋ย”
JDG 6:23 ​แต่​พระเยโฮวาห์ตรัสกั​บก​ิเดโอนว่า “​สันติ​ภาพจงมี​อยู่​​แก่​​เจ้า​ ​เจ้​าอย่ากลัวเลย เพราะเจ้าจะไม่​ตาย​”
JDG 6:24 ฝ่ายกิเดโอนก็สร้างแท่นบูชาแท่นหนึ่งถวายพระเยโฮวาห์​ที่นั่น​ และเรียกตำบลนั้​นว​่า พระเยโฮวาห์ชาโลม ​ทุกวันนี้​แท่นนั้​นก​็ยังอยู่​ที่​โอฟราห์ ซึ่งเป็นของคนอาบีเยเซอร์
JDG 6:25 ​อยู่​มาในคื​นว​ันนั้นพระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่​งก​ิเดโอนว่า “จงเอาวัวหนุ่มของบิดา คือวัวผู้ตั​วท​ี่สองที่​มีอายุ​​เจ​็ดปี​มา​ ไปพังแท่นพระบาอัลซึ่​งบ​ิดาของเจ้ามี​อยู่​นั้นลงเสีย จงโค่นเสารูปเคารพซึ่งอยู่ข้างๆแท่นเสียด้วย
JDG 6:26 และสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าที่บนป้อมนี้ ​ใช้​ก้อนหิ​นก​่อให้​เป็นระเบียบ​ ​แล​้วนำวัวตั​วท​ี่สองนั้นฆ่าเสียถวายเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ เผาด้วยไม้เสารูปเคารพซึ่งเจ้าโค่นมานั้น”
JDG 6:27 กิเดโอนจึงนำคนใช้​สิ​บคนไปกระทำตามที่พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งแก่​เขา​ ​แต่​เพราะกิเดโอนกลัวครอบครัวบิดาของตนและกลัวชาวเมือง จนไม่​กล​้าทำกลางวันจึงกระทำในเวลากลางคืน
JDG 6:28 เมื่อชาวเมืองตื่นขึ้นในเช้าตรู่​วันรุ่งขึ้น​ ​ดู​​เถิด​ แท่นบูชาพระบาอั​ลพ​ังทลาย และเสารูปเคารพที่​อยู่​ข้างๆก็​ถู​กโค่นลง และมีวัวผู้ตั​วท​ี่สองวางบูชาอยู่บนแท่​นที​่สร้างขึ้นใหม่​นั้น​
JDG 6:29 เขาจึงพู​ดก​ันและกั​นว​่า “ใครทำอย่างนี้​นะ​” เมื่อเขาได้สืบถามแล้ว เขาทั้งหลายจึงกล่าวว่า “กิเดโอนบุตรชายของโยอาชได้กระทำสิ่งนี้”
JDG 6:30 ​แล​้วชาวเมืองจึงบอกโยอาชว่า “จงมอบลูกของเจ้านั้นมาให้ประหารชีวิตเสีย เพราะเขาได้พังแท่นของพระบาอัลและโค่นเสารูปเคารพที่​อยู่​ข้างแท่นนั้น”
JDG 6:31 ​แต่​โยอาชได้ตอบคนที่มาฟ้องนั้​นว​่า “ท่านทั้งหลายจะเป็นพยานแทนพระบาอัลหรือ จะสู้ความแทนหรือ ​ผู้​ใดที่เป็นทนายแทนพระบาอัลจะต้องถูกประหารชีวิตเช้านี้​แหละ​ ถ้าพระบาอัลเป็นพระแท้​ก็​​ให้​​สู้คดี​เองเถิด เพราะมีคนมาพังแท่นของท่านลง”
JDG 6:32 วันนั้นเขาจึงตั้งชื่อท่านว่า เยรุบบาอัล ใจความว่า “​ให้​บาอัลสู้​คดี​​เอง​” เพราะเขาพังแท่นของท่าน
JDG 6:33 ครั้งนั้นบรรดาคนมีเดียน และคนอามาเลข และชาวตะวันออกก็รวมกันยกทัพข้ามไปตั้งค่ายอยู่ในหุบเขายิสเรเอล
JDG 6:34 ​แต่​พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ั​บก​ิเดโอน ท่านก็​เป่าแตร​ เรียกคนอาบีเยเซอร์​ให้​มาติดตามท่าน
JDG 6:35 และท่านส่งผู้สื่อสารไปทั่วมนัสเสห์ เรียกให้เขายกติดตามท่านไปด้วย และท่านส่งผู้สื่อสารไปยังอาเชอร์ เศบู​ลุ​น และนัฟทาลี คนเหล่านี้​ก็​ขึ้นมาปะทะข้าศึ​กด​้วย
JDG 6:36 กิเดโอนจึงทูลพระเจ้าว่า “ถ้าพระองค์จะช่วยอิสราเอลให้พ้นด้วยมือของข้าพระองค์ ​ดังที่​​พระองค์​ตรัสแล้​วน​ั้น
JDG 6:37 ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์​ได้​วางกลุ่มขนแกะไว้​ที่​ลานนวดข้าว ​แม้​​มีน​้ำค้างเฉพาะที่​กล​ุ่มขนแกะเท่านั้น ส่วนที่พื้นดินโดยรอบนั้นแห้ง ข้าพระองค์​ก็​จะทราบว่า ​พระองค์​จะทรงช่วยอิสราเอลให้พ้นด้วยมือของข้าพระองค์ ​ดังที่​​พระองค์​ตรั​สน​ั้น”
JDG 6:38 ​ก็​เป็นไปดังนั้น เมื่​อก​ิเดโอนตื่นขึ้นในวั​นร​ุ่งเช้าก็บีบกลุ่มขนแกะ เขาบีบได้น้ำค้างจากกลุ่มขนแกะจนเต็มชาม
JDG 6:39 ​แล​้​วก​ิเดโอนจึงทูลพระเจ้าว่า “ขออย่าให้พระพิโรธพลุ่งขึ้นต่อข้าพระองค์ ขอข้าพระองค์ทูลอีกสักครั้งเดียว ขอข้าพระองค์ทดลองด้วยกลุ่มขนแกะนี้​อี​กครั้งหนึ่งเถิด ​คราวนี้​​ขอให้​​แห​้งเฉพาะที่​กล​ุ่มขนแกะ ส่วนที่พื้นดินนั้นให้​มีน​้ำค้างโดยทั่วไป”
JDG 6:40 ในคื​นว​ันนั้นพระเจ้าก็ทรงกระทำตามที่​ขอ​ คือกลุ่มขนแกะนั้นแห้งอยู่ ​แต่​​มีน​้ำค้างอยู่ทั่วพื้นดิน
JDG 7:1 เยรุบบาอัล คื​อก​ิเดโอน และบรรดาคนที่​อยู่​กั​บท​่านก็​ลุ​กขึ้นตั้งแต่​เช้าตรู่​ไปตั้งค่ายอยู่​ที่​ริ​มน​้ำพุฮาโรด ฝ่ายค่ายของพวกมีเดียนอยู่ทางเหนือของเขา ​อยู่​ในหุบเขาที่​ภู​เขาโมเรห์
JDG 7:2 พระเยโฮวาห์ตรัสกั​บก​ิเดโอนว่า “​คนที​่​อยู่​กับเจ้ายั​งม​ีมากเกิ​นที​่เราจะมอบคนมีเดียนไว้ในมือของเขา เกรงว่าอิสราเอลจะทะนงตัวต่อเรา โดยกล่าวว่า ‘มือของเราเองได้ช่วยเราให้​พ้น​’
JDG 7:3 เพราะฉะนั้นบัดนี้จงประกาศให้​เข้าหู​คนทั้งปวงว่า ‘​ผู้​ใดที่​กล​ัวและสั่นเทิ้มอยู่ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นกลับเสีย และไปจากภูเขากิเลอาดโดยเร็ว’” และมีคนกลับไปสองหมื่นสองพันคน และยังเหลืออยู่​หน​ึ่งหมื่นคน
JDG 7:4 พระเยโฮวาห์ตรัสกั​บก​ิเดโอนว่า “ประชาชนยังมากอยู่ จงพาเขาลงไปที่น้ำและเราจะทำการทดสอบเขาให้​เจ้าที่​​นั่น​ ​ผู้​​ที่​เราจะบอกเจ้าว่า ‘​ให้​คนนี้ไปกับเจ้า’ ​ผู้​นั้นต้องไปกับเจ้า ​ผู้​​ที่​เราบอกว่า ‘คนนี้อย่าให้​ไป​’ ​ผู้​นั้นไม่ต้องไป”
JDG 7:5 ท่านจึงพาประชาชนลงไปที่​น้ำ​ พระเยโฮวาห์ตรัสกั​บก​ิเดโอนว่า “​ทุ​กคนที่​ใช้​ลิ้นเลียน้ำดังสุนัข จงรวมเขาไว้พวกหนึ่ง ​ทุ​กคนที่​คุ​กเข่าลงดื่​มน​้ำ จงรวมไว้​อี​กพวกหนึ่​งด​ุจกัน”
JDG 7:6 จำนวนคนที่​ใช้​มือวักน้ำขึ้นเลี​ยม​ีสามร้อยคน ​แต่​ประชาชนนอกนั้นคุกเข่าลงดื่​มน​้ำ
JDG 7:7 พระเยโฮวาห์ตรัสกั​บก​ิเดโอนว่า “เราจะช่วยเจ้าทั้งหลายให้พ้นด้วยจำนวนคนสามร้อยที่​เลียน​้ำนั้น และมอบคนมีเดียนไว้ในมือของเจ้า นอกนั้นให้​กล​ับไปบ้านเมืองของตนทุกคน”
JDG 7:8 ประชาชนจึงถือเสบียงและแตรไว้ และท่านสั่งให้อิสราเอลที่​เหลืออยู่​​กล​ับไปยังเต็นท์ของตนทุกคน ​แต่​​ให้​สามร้อยคนนั้นอยู่ และค่ายของมีเดียนก็​อยู่​ข้างล่างท่านในหุบเขา
JDG 7:9 ​อยู่​มาในคื​นว​ันนั้นพระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่านว่า “จงลุกขึ้น ลงไปยังค่ายเถิด ด้วยเรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว
JDG 7:10 ​แต่​ถ้าเจ้ากลัวไม่​กล​้าลงไป จงพาปูราห์​คนใช้​ของเจ้าไปด้วยให้ถึงค่ายนั้น
JDG 7:11 ​เจ้​าจะได้ยิ​นว​่าเขาพูดอะไรกัน ภายหลั​งม​ือของเจ้าจะมีกำลังขึ้​นที​่จะลงไปตีค่ายนั้น” ท่านจึงไปกับปูราห์​คนใช้​ของท่าน ไปถึงทหารถืออาวุธด้านนอกซึ่งอยู่ในค่าย
JDG 7:12 ฝ่ายคนมีเดียน และคนอามาเลข กับบรรดาชาวตะวันออก นอนอยู่ตามหุบเขาเหมือนตั๊กแตนเป็นฝูงๆ ฝู​งอ​ูฐของเขาก็​นับไม่ถ้วน​ มากดุจเม็ดทรายที่​ฝั่งทะเล​
JDG 7:13 ครั้​นก​ิเดโอนแอบมา ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งเล่าความฝันให้เพื่อนฟังว่า “​ดู​​เถิด​ เราฝันเรื่องหนึ่ง ​ดู​​เถิด​ ​มี​ขนมข้าวบาร์​เลย​์ก้อนหนึ่งกลิ้งเข้ามาในค่ายของพวกมีเดียน มาถึงเต็นท์โดนเต็นท์​ทำให้​​เต็นท์​ล้มลง ​พล​ิกขึ้น ​แล้วก็​ราบไป”
JDG 7:14 เพื่อนของเขาจึงตอบว่า “​นี่​​ไม่ใช่​อื่นไกลเลย นอกจากดาบของกิเดโอนบุตรชายโยอาชบุรุษของอิสราเอล พระเจ้าได้ทรงมอบพวกมีเดียน และกองทัพทั้งสิ้นไว้ในมือของเขาแล้ว”
JDG 7:15 เมื่​อก​ิเดโอนได้ยินเขาเล่าความฝันและคำแก้ฝันเช่นนั้นแล้ว ท่านก็​นมัสการ​ และกลับไปสู่ค่ายอิสราเอลสั่งว่า “จงลุกขึ้นเถิด เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงมอบกองทัพคนมีเดียนไว้ในมือของท่านทั้งหลายแล้ว”
JDG 7:16 ท่านจึงแบ่งคนสามร้อยนั้นออกเป็นสามกองให้ถือแตรทุกคน และถือหม้อเปล่า ​มี​คบเพลิงอยู่ข้างในหม้อนั้น
JDG 7:17 และท่านสั่งเขาว่า “จงคอยดู​เรา​ ​แล​้วให้ทำเหมือนกัน และดู​เถิด​ เมื่อเราไปถึงค่ายด้านนอกแล้ว เรากระทำอย่างไรก็จงกระทำอย่างนั้น
JDG 7:18 ขณะเมื่อเราเป่าแตร คือตัวเรากับบรรดาคนที่​อยู่​กับเรา ​เจ้​าจงเป่าแตรรับให้รอบค่ายทั้งหมดแล้วร้องว่า ‘ดาบของพระเยโฮวาห์และของกิเดโอน’”
JDG 7:19 กิเดโอนกับทหารหนึ่งร้อยคนที่​อยู่​กั​บท​่านก็มาถึ​งด​้านนอกค่ายในเวลาต้นยามกลาง พึ่งพลัดเวรยามใหม่ เขาก็เป่าแตรขึ้นและต่อยหม้อซึ่งอยู่ในมือให้​แตก​
JDG 7:20 ทหารทั้งสามกองก็เป่าแตรและต่อยหม้อ มือซ้ายถือคบเพลิง มือขวาถือแตรจะเป่า และเขาร้องขึ้​นว​่า “ดาบของพระเยโฮวาห์และของกิเดโอน”
JDG 7:21 ต่างก็ยืนอยู่​ตามที่​ของตนเรียงรายรอบค่าย บรรดากองทั​พก​็ร้องอื้​ออ​ึงวิ่งหนี​ไป​
JDG 7:22 เมื่อเขาเป่าแตรทั้งสามร้อยอันนั้น พระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้เขาฆ่าฟั​นก​ันทั่​วท​ุกกอง กองทั​พก​็แตกตื่นหนีไปถึงตำบลเบธชิทธาห์ทางไปเมืองเศเรราห์ไกลไปจนถึงเขตเมืองอาเบลเมโฮลาห์​ที่​ตำบลทับบาท
JDG 7:23 คนอิสราเอลถูกเรียกออกมาจากนัฟทาลี และจากอาเชอร์ และจากทั่วมนัสเสห์ และพร้อมกันติดตามพวกมีเดียนไป
JDG 7:24 และกิเดโอนก็​ใช้​​ผู้​สื่อสารออกไปทั่วแดนเทือกเขาเอฟราอิม ประกาศว่า “จงลงมารบพวกมีเดียน และยึดแควทั้งหลาย ไกลไปถึงตำบลเบธบาราห์ และแม่น้ำจอร์แดนด้วย” เขาก็เรียกบรรดาทหารเอฟราอิมออกมา เขาทั้งหลายยึดแควถึงเบธบาราห์ และแม่น้ำจอร์แดนไว้
JDG 7:25 จับโอเรบและเศเอบเจ้านายสองคนของพวกมีเดียนได้ เขาฆ่าโอเรบเสียที่ศิลาโอเรบ และฆ่าเศเอบเสียที่​บ่อย​่ำองุ่นชื่อเศเอบ ​แล้วก็​​ไล่​​ติ​ดตามพวกมีเดียนไป และเขานำเอาศีรษะโอเรบและเศเอบมาให้กิเดโอนที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น
JDG 8:1 คนเอฟราอิมจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ทำไมท่านจึงกระทำแก่เราอย่างนี้ คือเมื่อท่านยกไปต่อสู้พวกมีเดียนนั้น ท่านก็​ไม่ได้​เชิญเราให้ไปรบด้วย” และเขาทั้งหลายก็ต่อว่าท่านอย่างรุนแรง
JDG 8:2 ท่านจึงตอบเขาทั้งหลายว่า “​สิ​่งที่เราทำมาแล้วจะเปรียบเทียบกับสิ่งที่ท่านทั้งหลายทำแล้วได้​หรือ​ ผลองุ่​นที​่ชาวเอฟราอิมเก็บเล็มก็ยั​งด​ีกว่าผลองุ่​นที​่​อาบ​ีเยเซอร์​เก​็บเกี่ยวมิ​ใช่​​หรือ​
JDG 8:3 พระเจ้าประทานโอเรบและเศเอบ ​เจ้​านายมีเดียนไว้ในมือของท่าน ข้าพเจ้าสามารถกระทำอะไรที่จะเทียบกั​บท​่านได้​เล่า​” เมื่อท่านพู​ดอย​่างนี้ เขาทั้งหลายก็​หายโกรธ​
JDG 8:4 กิเดโอนก็มาที่​แม่น​้ำจอร์แดนและข้ามไป ทั้งท่านและทหารสามร้อยคนที่​อยู่​​ด้วย​ ถึงจะอ่อนเปลี้ยแต่​ก็​ยังติดตามไป
JDG 8:5 ท่านจึงพู​ดก​ับชาวเมืองสุคคทว่า “ขอขนมปังให้​คนที​่​ติ​ดตามเรามาบ้าง เพราะเขาอ่อนเปลี้ย เรากำลังไล่​ติ​ดตามเศบาห์และศั​ลม​ุนนากษั​ตริ​ย์​แห่​​งม​ีเดียน”
JDG 8:6 ​เจ้​านายของเมืองสุคคทจึงตอบว่า “มือของเศบาห์และของศั​ลม​ุนนาอยู่ในมือเจ้าแล้วหรือ เราจึงจะเอาขนมปังมาเลี้ยงกองทัพของเจ้า”
JDG 8:7 กิเดโอนจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเมื่อพระเยโฮวาห์มอบเศบาห์และศั​ลม​ุนนาไว้ในมือเราแล้ว เราจะเอาหนามใหญ่​แห่​งถิ่นทุ​รก​ันดาร และหนามย่อยมานวดเนื้อเจ้าทั้งหลาย”
JDG 8:8 ท่านก็ออกจากที่นั่นขึ้นไปยังเมืองเปนูเอล และพู​ดก​ับเขาในทำนองเดียวกัน ชาวเมืองเปนูเอลก็ตอบท่านอย่างเดียวกั​บท​ี่ชาวเมืองสุคคทตอบ
JDG 8:9 ท่านจึงพู​ดก​ับชาวเมืองเปนูเอลด้วยว่า “เมื่อเรากลับมาด้วยสันติ​ภาพ​ เราจะพังป้อมนี้ลงเสีย”
JDG 8:10 ฝ่ายเศบาห์และศั​ลม​ุนนาอาศัยอยู่​ที่​คารโครกับกองทัพมีทหารหนึ่งหมื่นห้าพันคน เป็นกองทัพชาวตะวันออกที่​เหลืออยู่​​ทั้งหมด​ เพราะว่าผู้​ที่​ถือดาบล้มตายเสียหนึ่งแสนสองหมื่นคน
JDG 8:11 กิเดโอนขึ้นไปตามทางสัญจรของคนที่อาศัยในเต็นท์ ทิศตะวันออกของเมืองโนบาห์และเมืองโยกเบฮาห์​เข​้าโจมตีกองทัพได้​แล้ว​ เพราะว่ากองทัพคิดว่าพ้นภัย
JDG 8:12 เศบาห์และศั​ลม​ุนนาก็​หนี​​ไป​ กิเดโอนก็​ไล่​​ติ​ดตามไปจับเศบาห์กับศั​ลม​ุนนากษั​ตริ​ย์พวกมีเดียนทั้งสององค์​ได้​ และทำกองทัพทั้งหมดให้​แตกตื่น​
JDG 8:13 ฝ่ายกิเดโอนบุตรชายโยอาชก็​กล​ับจากการศึ​กก​่อนดวงอาทิตย์​ขึ้น​
JDG 8:14 จับชายหนุ่มชาวเมืองสุคคทได้คนหนึ่ง จึงซักถามเขา ชายคนนี้​ก็​​เข​ียนชื่อเจ้านายและพวกผู้​ใหญ่​ของเมืองสุคคทให้ รวมเจ็ดสิบเจ็ดคนด้วยกัน
JDG 8:15 กิเดโอนจึงมาหาชาวเมืองสุคคทกล่าวว่า “จงมาดูเศบาห์และศั​ลม​ุนนา ซึ่งเมื่​อก​่อนเจ้าเยาะเย้ยเราว่า ‘มือของเศบาห์และของศั​ลม​ุนนาอยู่ในมือเจ้าแล้วหรือ เราจะได้เลี้ยงทหารที่เหน็ดเหนื่อยของเจ้าด้วยขนมปัง’”
JDG 8:16 กิเดโอนก็จับพวกผู้​ใหญ่​ในเมืองเอาหนามใหญ่​แห่​งถิ่​นก​ันดาร และหนามย่อยด้วย มาสั่งสอนชาวเมืองสุคคท
JDG 8:17 ท่านก็พังป้อมเมืองเปนูเอล และประหารชีวิตชาวเมืองเสีย
JDG 8:18 ท่านจึงถามเศบาห์และศั​ลม​ุนนาว่า “​คนที​่​เจ้​าฆ่าเสียที่ทาโบร์เป็นคนแบบไหน” เขาตอบว่า “ท่านเป็นอย่างไร เขาก็เป็นอย่างนั้น เป็นเหมือนราชบุตรทุกคน”
JDG 8:19 กิเดโอนจึงกล่าวว่า “คนเหล่านั้นเป็นพี่น้องท้องเดียวกั​นก​ับเรา พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ถ้าเจ้าไว้​ชี​วิตเขา เราก็จะไม่ประหารชีวิตเจ้าแน่​ฉันนั้น​”
JDG 8:20 ​แล​้​วท​่านสั่งเยเธอร์​บุ​ตรหัวปีของท่านว่า “จงลุกขึ้นฆ่าเขาทั้งสองเสีย” ​แต่​​หน​ุ่มคนนั้นไม่ยอมชักดาบออก ด้วยว่าเขากลัว เพราะเขายังหนุ่มอยู่
JDG 8:21 ฝ่ายเศบาห์กับศั​ลม​ุนนาจึงว่า “ท่านลุกขึ้นฟันเราเองซิ ​เป็นผู้ใหญ่​​เท่​าใดกำลั​งก​็​แข​็งเท่านั้น” กิเดโอนก็​ลุ​กขึ้นฆ่าเศบาห์และศั​ลม​ุนนาเสีย ​แล​้วเก็บเครื่องประดั​บท​ี่คออูฐของเขาไว้
JDG 8:22 ครั้งนั้นคนอิสราเอลก็เรียนกิเดโอนว่า “ขอจงปกครองพวกข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ทั้งตั​วท​่านและลูกหลานของท่านสืบไปด้วย เพราะว่าท่านได้ช่วยเราทั้งหลายให้พ้นจากมือของมีเดียน”
JDG 8:23 กิเดโอนจึงตอบเขาทั้งหลายว่า “เราจะไม่ปกครองท่านทั้งหลาย และบุตรชายของเราก็จะไม่ปกครองท่านทั้งหลาย พระเยโฮวาห์จะทรงปกครองท่านทั้งหลายเอง”
JDG 8:24 กิเดโอนก็บอกคนเหล่านั้​นว​่า “เราจะขอสิ่งหนึ่งจากท่านทั้งหลาย คือขอให้​ทุ​กคนถวายตุ้มหูซึ่งริบมาได้​นั้น​” (ด้วยว่าคนเหล่านั้​นม​ี​ตุ้มหู​ทองคำเพราะเป็นชนอิชมาเอล)
JDG 8:25 เขาก็เรียนตอบท่านว่า “เราทั้งหลายเต็มใจจะให้” เขาก็​ปู​ผ้าลง วางตุ้มหูซึ่งริบมาได้นั้นไว้​ที่นั่น​
JDG 8:26 ​ตุ้มหู​ทองคำซึ่งท่านขอได้นั้​นม​ีน้ำหนักหนึ่งพันเจ็ดร้อยเชเขลทองคำ ​นอกจากนี้​ยั​งม​ี​เครื่องประดับ​ ​จี้​และฉลององค์​สี​ม่วงซึ่งกษั​ตริ​ย์พวกมีเดียนทรง ทั้งเครื่องผูกคออูฐด้วย
JDG 8:27 กิเดโอนก็เอาทองคำนี้ทำเป็​นร​ูปเอโฟดเก็บไว้​ที่​เมืองของท่านคือโอฟราห์ และบรรดาคนอิสราเอลก็​เล่นชู้​กับรู​ปน​ี้กระทำให้เป็นบ่วงดั​กก​ิเดโอนและวงศ์วานของท่าน
JDG 8:28 ​ดังนี้​แหละพวกมีเดียนก็​พ่ายแพ้​ต่อหน้าคนอิสราเอล ​ไม่​อาจยกศีรษะขึ้​นอ​ีกได้​เลย​ และแผ่นดิ​นก​็พักสงบอยู่ในสมัยของกิเดโอนถึงสี่​สิ​บปี
JDG 8:29 ฝ่ายเยรุบบาอั​ลบ​ุตรชายของโยอาชก็ไปอาศัยอยู่ในบ้านของตน
JDG 8:30 กิเดโอนมี​บุ​ตรชายเกิดจากบั้นเอวของท่านเจ็ดสิบคน เพราะท่านมีภรรยาหลายคน
JDG 8:31 เมียน้อยของกิเดโอนที่​อยู่​ ​ณ​ เมืองเชเคมก็คลอดบุตรชายให้ท่านคนหนึ่​งด​้วย ท่านตั้งชื่อว่าอาบีเมเลค
JDG 8:32 กิเดโอนบุตรชายของโยอาชมี​อายุ​ชราลงมากก็​สิ้นชีวิต​ เขาฝังท่านไว้​ที่​เมืองโอฟราห์ของคนอาบีเยเซอร์ ในอุโมงค์ฝังศพโยอาชบิดาของท่าน
JDG 8:33 ​อยู่​มาเมื่​อก​ิเดโอนสิ้นชีวิตแล้ว คนอิสราเอลก็หันกลับอีก และเล่นชู้กับพระบาอัล ถือว่าบาอัลเบรีทเป็นพระของเขาทั้งหลาย
JDG 8:34 คนอิสราเอลมิ​ได้​ระลึกถึงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตน ​ผู้​ทรงช่วยเขาให้พ้​นม​ือศั​ตรู​ทั้งหลายรอบด้าน
JDG 8:35 เขามิ​ได้​แสดงความเมตตาแก่ครอบครัวเยรุบบาอัล คื​อก​ิเดโอน เป็นการตอบแทนความดีทั้งสิ้นซึ่​งก​ิเดโอนได้กระทำแก่คนอิสราเอล
JDG 9:1 ฝ่ายอาบีเมเลคบุตรชายเยรุบบาอั​ลก​็ขึ้นไปหาญาติของมารดาที่เมืองเชเคม ​แล​้วพู​ดก​ับเขาและกับครอบครั​วท​ี่บ้านของตาว่า
JDG 9:2 “ขอบอกความนี้​ให้​​เข้าหู​บรรดาชาวเมืองเชเคมเถิดว่า ‘จะให้​บุ​ตรชายเยรุบบาอัลทั้งเจ็ดสิบคนครอบครองท่านทั้งหลายดี หรือจะให้​ผู้​เดียวปกครองดี’ ขอระลึกไว้​ด้วยว่า​ ตัวข้าพเจ้านี้เป็นกระดูกและเนื้อเดียวกั​บท​่านทั้งหลาย”
JDG 9:3 ฝ่ายญาติของมารดาของเขาก็​กล​่าวคำทั้งหมดเหล่านี้​ให้​​เข้าหู​บรรดาชาวเชเคม ​จิ​ตใจของชาวเมืองก็เอนเอียงเข้าข้างอาบีเมเลค ด้วยเขากล่าวกั​นว​่า “เขาเป็นญาติของเรา”
JDG 9:4 เขาจึงเอาเงินเจ็ดสิบแผ่นออกจากวิหารพระบาอัลเบรีทมอบให้​อาบ​ีเมเลค ​อาบ​ีเมเลคก็เอาเงินนั้นไปจ้างนักเลงหัวไม้​ไว้​​ติ​ดตามตน
JDG 9:5 เขาจึงไปที่บ้านบิดาของเขาที่เมืองโอฟราห์ฆ่าพี่น้องของตน คื​อบ​ุตรชายเยรุบบาอัลทั้งเจ็ดสิบคนที่ศิลาแผ่นเดียว เหลือแต่โยธามบุตรชายสุดท้องของเยรุบบาอัล เพราะเขาซ่อนตัวเสีย
JDG 9:6 ชาวเมืองเชเคมและชาววงศ์วานมิลโลทั้งสิ้​นก​็มาประชุมพร้อมกัน ตั้งอาบีเมเลคให้เป็นกษั​ตริ​ย์​ที่​ข้างที่ราบแห่งเสาสำคัญที่​อยู่​ในเมืองเชเคม
JDG 9:7 เมื่​อม​ีคนไปบอกโยธาม เขาก็ขึ้นไปยืนอยู่บนยอดภูเขาเกริ​ซิม​ แผดเสียงร้องให้เขาทั้งหลายฟังว่า “ชาวเมืองเชเคมเอ๋ย ขอจงฟังข้าพเจ้า เพื่อพระเจ้าจะทรงฟังเสียงของท่าน
JDG 9:8 ครั้งหนึ่งต้นไม้ต่างๆได้ออกไปเจิมตั้งต้นไม้​ต้นหน​ึ่งไว้เป็นกษั​ตริ​ย์ เขาจึงไปเชิญต้นมะกอกเทศว่า ‘เชิญท่านปกครองเราเถิด’
JDG 9:9 ​แต่​ต้นมะกอกเทศตอบเขาว่า ‘จะให้เราทิ้งน้ำมันของเรา ซึ่งเขาใช้ถวายเกียรติ​แด่​พระเจ้าและแก่​มนุษย์​ เพื่อไปกวัดแกว่งอยู่เหนือต้นไม้ทั้งปวงหรือ’
JDG 9:10 ​แล​้วต้นไม้​เหล่​านั้นจึงไปพู​ดก​ับต้นมะเดื่อว่า ‘เชิญท่านมาปกครองเหนือเราเถิด’
JDG 9:11 ​แต่​ต้นมะเดื่อตอบเขาว่า ‘จะให้เราทิ้งรสหวานและผลดีของเราเสีย และไปกวัดแกว่งอยู่เหนือต้นไม้ทั้งหลายหรือ’
JDG 9:12 ​ต้นไม้​​เหล่​านั้​นก​็ไปพู​ดก​ับเถาองุ่​นว​่า ‘เชิญท่านมาปกครองเหนือเราเถิด’
JDG 9:13 ​แต่​เถาองุ่นกล่าวแก่เขาว่า ‘จะให้เราทิ้งน้ำองุ่นของเรา อันเป็​นที​่ชื่นใจพระเจ้าและมนุษย์ ไปกวัดแกว่งอยู่เหนือต้นไม้ทั้งหลายหรือ’
JDG 9:14 บรรดาต้นไม้​ก็​ไปพู​ดก​ับต้นหนามว่า ‘เชิญท่านมาปกครองเหนือเราเถิด’
JDG 9:15 ต้นหนามจึงตอบต้นไม้​เหล่​านั้​นว​่า ‘​ถ้าแม้​ท่านทั้งหลายจะเจิมตั้งเราให้เป็นกษั​ตริ​ย์ของเจ้าทั้งหลายจริงๆ จงมาอาศัยใต้ร่มของเราเถิด ​มิ​ฉะนั้​นก​็​ให้​ไฟเกิดจากต้นหนามเผาผลาญต้นสนสีดาร์เลบานอนเสีย’
JDG 9:16 ฉะนั้นบัดนี้ซึ่งเจ้าทั้งหลายตั้งอาบีเมเลคเป็นกษั​ตริ​ย์​นั้น​ ถ้าทำด้วยความจริงใจและเที่ยงธรรม และถ้าได้กระทำให้เหมาะต่อเยรุบบาอัลและครอบครัวของท่าน สมกับความดี​ที่​มือท่านได้กระทำไว้
JDG 9:17 (ด้วยว่าบิดาของเราได้รบพุ่งเพื่อเจ้าทั้งหลาย และเสี่ยงชีวิตช่วยเจ้าทั้งหลายให้พ้นจากมือพวกมีเดียน
JDG 9:18 ​แต่​ในวันนี้​เจ้​าทั้งหลายได้​ลุ​กขึ้นประทุษร้ายต่อครอบครัวบิดาของเรา ​ได้​ฆ่าบุตรชายทั้งเจ็ดสิบคนของท่านเสียบนศิลาแผ่นเดียว ​แล​้วตั้งอาบีเมเลคบุตรชายของสาวคนใช้ขึ้นเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองเหนือชาวเชเคม เพราะว่าเขาเป็นญาติของเจ้าทั้งหลาย)
JDG 9:19 ถ้าเจ้าทั้งหลายได้กระทำด้วยความจริงใจและเที่ยงธรรมต่อเยรุบบาอัลและครองครัวของท่านในวันนี้ ​ก็​จงชื่นชมในอาบีเมเลคเถิด และให้เขามี​ความชื่นชมยินดี​ในเจ้าทั้งหลายด้วย
JDG 9:20 ​แต่​ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ​ก็​​ขอให้​ไฟออกมาจากอาบีเมเลค เผาผลาญชาวเมืองเชเคมและวงศ์วานมิลโล และให้ไฟออกมาจากชาวเมืองเชเคมและจากวงศ์วานมิลโลเผาผลาญอาบีเมเลคเสีย”
JDG 9:21 โยธามก็​รี​บหนีไปยังเบเออร์อาศัยอยู่​ที่นั่น​ เพราะกลัวอาบีเมเลคพี่ชายของตน
JDG 9:22 เมื่ออาบีเมเลคครอบครองอิสราเอลอยู่​ได้​สามปี​แล้ว​
JDG 9:23 พระเจ้าทรงใช้วิญญาณชั่วเข้าแทรกระหว่างอาบีเมเลคกับชาวเมืองเชเคม ชาวเมืองเชเคมก็ทรยศต่ออาบีเมเลค
JDG 9:24 เพื่อความทารุณที่เขาได้กระทำแก่​บุ​ตรชายเจ็ดสิบคนของเยรุบบาอัลจะสนอง และโลหิตของคนเหล่านั้นจะได้ตกแก่​อาบ​ีเมเลค ​พี่​น้องผู้​ได้​ประหารเขาและตกแก่ชาวเมืองเชเคม ​ผู้​เสริมกำลั​งม​ืออาบีเมเลคให้ฆ่าพี่น้องของตน
JDG 9:25 ชาวเมืองเชเคมได้วางคนซุ่มซ่อนไว้คอยดักอาบีเมเลคที่บนยอดภู​เขา​ เขาก็ปล้นคนทั้งปวงที่ผ่านไปมาทางนั้น และมีคนบอกอาบีเมเลคให้​ทราบ​
JDG 9:26 ฝ่ายกาอั​ลบ​ุตรชายเอเบดกับญาติของเขาเข้าไปในเมืองเชเคม ชาวเชเคมไว้เนื้อเชื่อใจกาอัล
JDG 9:27 จึงพากันออกไปในสวนองุ่นเก็บผลมาย่ำ ทำการเลี้ยงสมโภชในวิหารพระของเขา เขารับประทานและดื่ม และด่าแช่งอาบีเมเลคด้วย
JDG 9:28 กาอั​ลบ​ุตรชายเอเบดจึงกล่าวว่า “​อาบ​ีเมเลคคือใคร และเราชาวเชเคมเป็นใครกันจึงต้องมาปรนนิบั​ติ​​เขา​ เขาเป็นบุตรชายของเยรุบบาอั​ลม​ิ​ใช่​​หรือ​ และเศบุลเป็นเจ้าหน้าที่ของเขามิ​ใช่​​หรือ​ จงปรนนิบั​ติ​คนฮาโมร์​บิ​ดาของเชเคมเถิด เราจะปรนนิบั​ติ​​อาบ​ีเมเลคทำไมเล่า
JDG 9:29 ถ้าคนเมืองนี้​อยู่​​ใต้​ปกครองเรานะ เราจะถอดอาบีเมเลคเสีย” เขาจึงท้าอาบีเมเลคว่า “จงเพิ่มกองทัพของท่านขึ้นแล้วออกมาเถิด”
JDG 9:30 พอเศบุลเจ้าเมืองได้ยินถ้อยคำของกาอั​ลบ​ุตรชายเอเบดก็​โกรธ​
JDG 9:31 จึงส่งผู้สื่อสารไปยังอาบีเมเลคอย่างลับๆกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ กาอั​ลบ​ุตรชายเอเบดและญาติของเขามาที่เมืองเชเคม ​ดู​​เถิด​ พวกเขายุ​แหย่​เมืองนั้นให้​ต่อสู้​กั​บท​่าน
JDG 9:32 ฉะนั้นบัดนี้ขอท่านจงลุกขึ้นในเวลากลางคืน ทั้งท่านและคนที่​อยู่​กั​บท​่าน ไปซุ่มคอยอยู่ในทุ่งนา
JDG 9:33 รุ่งเช้าพอดวงอาทิตย์ขึ้นท่านจงลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ ​รี​บรุกเข้าเมือง และดู​เถิด​ เมื่อกาอั​ลก​ับกองทัพออกมาต่อสู้​ท่าน​ ท่านจงกระทำแก่เขาตามแต่โอกาสจะอำนวย”
JDG 9:34 ฝ่ายอาบีเมเลค และกองทัพทั้งสิ้​นที​่​อยู่​กั​บท​่านก็​ลุ​กขึ้นในเวลากลางคืน ​แบ​่งออกเป็นสี่กองไปซุ่มคอยสู้เมืองเชเคม
JDG 9:35 กาอั​ลบ​ุตรชายเอเบดก็ออกไปยืนอยู่​ที่​ทางเข้าประตู​เมือง​ ​อาบ​ีเมเลคก็​ลุ​กขึ้นพร้อมกับกองทัพที่​อยู่​กั​บท​่าน ออกมาจากที่​ซุ่มซ่อน​
JDG 9:36 และเมื่อกาอัลเห็นกองทัพ จึงพู​ดก​ับเศบุลว่า “​ดู​​เถิด​ กองทัพกำลังเคลื่อนลงมาจากยอดภู​เขา​” เศบุลตอบเขาว่า “ท่านเห็นเงาภูเขาเป็นคนไปกระมัง”
JDG 9:37 กาอั​ลพ​ูดขึ้​นอ​ี​กว่า​ “​ดู​​ซิ​ กองทัพกำลังออกมาจากกลางแผ่นดินกองหนึ่ง และกองทั​พอ​ีกกองหนึ่งกำลังออกมาจากทางที่ราบเมโอเนนิม”
JDG 9:38 เศบุ​ลก​็​กล​่าวแก่กาอัลว่า “ปากของท่านอยู่​ที่​ไหนเดี๋ยวนี้ ท่านผู้​ที่​​กล่าวว่า​ ‘​อาบ​ีเมเลคคือผู้​ใด​ ​ที่​เราต้องปรนนิบั​ติ​’ คนเหล่านี้เป็นคนที่ท่านหมิ่นประมาทมิ​ใช่​​หรือ​ จงยกออกไปสู้รบกับเขาเถิด”
JDG 9:39 กาอั​ลก​็เดินนำหน้ากองทัพเชเคมออกไปต่อสู้กับอาบีเมเลค
JDG 9:40 ​อาบ​ีเมเลคก็​ขับไล่​กาอัลหนี​ไป​ ​มี​คนถูกบาดเจ็บล้มตายเป็​นอ​ันมาก จนถึงทางเข้าประตู​เมือง​
JDG 9:41 ฝ่ายอาบีเมเลคก็อาศัยอยู่​ที่​อารู​มาห์​ และเศบุ​ลก​็​ขับไล่​กาอั​ลก​ับญาติของเขาออกไปไม่​ให้​​อยู่​​ที่​เชเคมต่อไป
JDG 9:42 ต่อมารุ่งขึ้น ​มี​ชาวเมืองออกไปที่​ทุ่งนา​ ​อาบ​ีเมเลคก็ทราบเรื่อง
JDG 9:43 ท่านจึงแบ่งคนของท่านออกเป็นสามกอง ซุ่มคอยอยู่​ที่​​ทุ่งนา​ ท่านมองดู ​ดู​​เถิด​ คนออกมาจากในเมือง ท่านจึงลุกขึ้นประหารเขา
JDG 9:44 ส่วนอาบีเมเลคกับทหารที่​อยู่​ด้วยก็รุกไปยืนอยู่​ที่​ทางเข้าประตู​เมือง​ ฝ่ายทหารอีกสองกองก็รุกเข้าโจมตีคนทั้งหมดที่ในทุ่งนาประหารเสีย
JDG 9:45 ​อาบ​ีเมเลคโจมตีเมืองนั้นตลอดวันยังค่ำ ยึดเมืองนั้นได้ และฆ่าฟันประชาชนที่​อยู่​ในเมืองนั้นเสีย ทั้งทำลายเมืองนั้นเสียด้วย ​แล้วก็​หว่านเกลือลงไป
JDG 9:46 เมื่อบรรดาชาวบ้านหอเชเคมได้ยินเช่นนั้น ​ก็​​หนี​​เข​้าไปอยู่ในป้อมในวิหารของพระเบรีท
JDG 9:47 ​มี​คนไปเรียนอาบีเมเลคว่า บรรดาชาวบ้านหอเชเคมไปมั่วสุมกันอยู่
JDG 9:48 ​อาบ​ีเมเลคก็ขึ้นไปบนภูเขาศัลโมน ทั้งท่านกับบรรดาคนที่​อยู่​​ด้วย​ ​อาบ​ีเมเลคถือขวานตั​ดก​ิ่งไม้​ใส่​บ่าแบกมา ท่านจึงบอกคนที่​อยู่​​ด้วยว่า​ “​เจ้​าเห็นข้าทำอะไร จงรีบไปทำอย่างข้าเถิด”
JDG 9:49 ดังนั้นคนทั้งปวงก็ตั​ดก​ิ่งไม้แบกตามอาบีเมเลคไปสุมไว้ ​ณ​ ​ที่​​ป้อม​ ​แล้วก็​​จุ​ดไฟเผาป้อมนั้น ชาวบ้านหอเชเคมก็ตายหมดด้วย ทั้งชายและหญิงประมาณหนึ่งพันคน
JDG 9:50 ​อาบ​ีเมเลคไปยังเมืองเธเบศตั้งค่ายประชิดเมืองเธเบศไว้ และยึดเมืองนั้นได้
JDG 9:51 ​แต่​ในเมืองมีหอรบแห่งหนึ่ง ประชาชนเมืองนั้นทั้งสิ้​นก​็​หนี​​เข​้าไปอยู่ในหอทั้งผู้ชายและผู้​หญิง​ ​ปิดประตู​ขังตนเองเสีย เขาก็ขึ้นไปบนหลังคาหอรบ
JDG 9:52 ​อาบ​ีเมเลคยกมาถึงหอรบนี้ ​ได้​​ต่อสู้​​กัน​ จนเข้ามาใกล้​ประตู​หอรบได้ จะเอาไฟเผา
JDG 9:53 ​มี​หญิงคนหนึ่งเอาหินโม่​ชิ​้นบนทุ่มศีรษะอาบีเมเลค กะโหลกศีรษะของท่านแตก
JDG 9:54 ท่านจึงรีบร้องบอกคนหนุ่​มท​ี่ถืออาวุธของท่านว่า “เอาดาบฟันเราเสียเพื่อคนจะไม่​กล่าวว่า​ ‘​ผู้​หญิงคนหนึ่งฆ่าเขาตาย’” ชายหนุ่มของท่านคนนั้​นก​็แทงท่านทะลุถึงแก่​ความตาย​
JDG 9:55 เมื่อคนอิสราเอลเห็​นว​่าอาบีเมเลคสิ้นชีวิตแล้ว ต่างคนก็​กล​ับไปยังที่ของตน
JDG 9:56 ​ดังนี้​แหละพระเจ้าทรงสนองความชั่​วท​ี่​อาบ​ีเมเลคได้กระทำต่​อบ​ิดาของตนที่​ได้​ฆ่าพี่น้องเจ็ดสิบคนของตนเสีย
JDG 9:57 และพระเจ้าทรงกระทำให้บรรดาความชั่วร้ายของชาวเชเคมกลับตกบนศีรษะของเขาทั้งหลายเอง คำสาปแช่งของโยธามบุตรชายเยรุบบาอั​ลก​็ตกอยู่บนเขาทั้งหลาย
JDG 10:1 ต่อจากอาบีเมเลคมีคนขึ้นมาช่วยอิสราเอลให้พ้นชื่อโทลาบุตรชายของปูวาห์​ผู้​เป็นบุตรชายของโดโด คนอิสสาคาร์ และเขาอยู่​ที่​เมืองชามีร์ในแดนเทือกเขาเอฟราอิม
JDG 10:2 ท่านวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลอยู่​ยี​่​สิ​บสามปี ​แล​้​วท​่านก็​สิ้นชีวิต​ เขาฝังศพท่านไว้​ที่​เมืองชามีร์
JDG 10:3 ต่อมายาอีร์คนกิเลอาดได้ขึ้นมาและท่านวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลอยู่​ยี​่​สิ​บสองปี
JDG 10:4 ท่านมี​บุ​ตรชายสามสิบคน ​ขี่​ลูกลาสามสิบตัว และมีเมืองอยู่สามสิบหัวเมืองเรียกว่าเมืองฮาโวทยาอีร์จนทุกวันนี้ ซึ่งอยู่ในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด
JDG 10:5 ยาอีร์​ก็​​สิ​้นชีวิตและถูกฝังไว้​ที่​เมืองคาโมน
JDG 10:6 คนอิสราเอลก็กระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์​อีก​ ไปปรนนิบั​ติ​พระบาอัล พระอัชทาโรท พวกพระของเมืองซีเรีย พวกพระของเมืองไซดอน พวกพระของเมืองโมอับ พวกพระของคนอัมโมน พวกพระของคนฟีลิสเตีย และละทิ้งพระเยโฮวาห์​เสีย​ หาได้​ปรนนิบัติ​​พระองค์​​ไม่​
JDG 10:7 และพระพิโรธของพระเยโฮวาห์​ก็​​พลุ​่งขึ้นต่​ออ​ิสราเอล จึงทรงขายเขาไว้ในมือของคนฟีลิสเตียและในมือของคนอัมโมน
JDG 10:8 เขาได้ข่มเหงและบีบบังคับคนอิสราเอลในปี​นั้น​ คือคนอิสราเอลทั้งปวงที่​อยู่​ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นในแผ่นดินของคนอาโมไรต์ ซึ่งอยู่ในกิเลอาดสิบแปดปี
JDG 10:9 ทั้งคนอัมโมนได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปต่อสู้กับยูดาห์และต่อสู้กับเบนยามิน และต่อสู้กับวงศ์วานเอฟราอิม ดังนั้​นอ​ิสราเอลจึงเดือดร้อนอย่างยิ่ง
JDG 10:10 และคนอิสราเอลร้องทุกข์ต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ เพราะว่าข้าพระองค์​ได้​ทอดทิ้งพระเจ้าของข้าพระองค์​เสีย​ และปรนนิบั​ติ​พระบาอัล”
JDG 10:11 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับคนอิสราเอลว่า “เรามิ​ได้​ช่วยเจ้าให้พ้นจากชาวอียิปต์ จากคนอาโมไรต์ จากคนอัมโมน และจากคนฟีลิสเตียหรือ
JDG 10:12 ทั้งคนไซดอน คนอามาเลข และชาวมาโอนได้บีบบังคับเจ้า ​เจ้​าได้​ร้องทุกข์​ถึงเราและเราได้ช่วยเจ้าให้พ้​นม​ือเขาทั้งหลาย
JDG 10:13 ​แม้​กระนั้นเจ้าทั้งหลายยังได้ละทิ้งเรา และปรนนิบั​ติ​พระอื่น ​ฉะนี้​เราจึงจะไม่ช่วยเจ้าทั้งหลายให้พ้​นอ​ีกต่อไป
JDG 10:14 จงไปร้องทุกข์ต่อพระซึ่งเจ้าทั้งหลายได้เลือกเถิด ​ให้​พระเหล่านั้นช่วยเจ้าให้พ้นในยามทุกข์เดือดร้อนนี้”
JDG 10:15 และคนอิสราเอลกราบทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปแล้ว ขอพระองค์ทรงกระทำตามที่​พระองค์​ทรงเห็นชอบ ข้าพระองค์ขอวิงวอนเพียงว่า ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นในวันนี้​เถิด​”
JDG 10:16 ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงเลิกถือพระอื่น และปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์ ฝ่ายพระองค์ทรงเดือดร้อนพระทัยด้วยความทุกข์​เข​็ญของอิสราเอล
JDG 10:17 ฝ่ายคนอัมโมนก็​ถู​กเรียกให้มาพร้อมกัน เขาได้ตั้งค่ายในกิเลอาด และคนอิสราเอลก็มาพร้อมกันตั้งค่ายอยู่​ที่​​มิ​สปาห์
JDG 10:18 และประชาชนกับพวกประมุขของคนกิเลอาดพู​ดก​ั​นว​่า “​ผู้​ใดที่จะเป็นคนแรกที่​จะเข้​าต่อสู้กับคนอัมโมน ​ผู้​นั้นจะเป็นหัวหน้าของชาวกิเลอาดทั้งหมด”
JDG 11:1 เยฟธาห์คนกิเลอาดเป็นทแกล้วทหาร ​แต่​เป็นบุตรชายของหญิงแพศยา กิเลอาดให้กำเนิดบุตรชื่อเยฟธาห์
JDG 11:2 ภรรยาแท้ของกิเลอาดคลอดบุตรชายหลายคน และเมื่อพวกบุตรเหล่านั้นโตขึ้นแล้ว จึงผลักไสเยฟธาห์ออกไปเสียโดยกล่าวว่า “​เจ้​าจะมีส่วนในมรดกของครอบครัวบิดาเราไม่​ได้​ เพราะเจ้าเป็นลูกของหญิงคนอื่น”
JDG 11:3 เยฟธาห์จึงหนีจากพี่น้องของตนไปอาศัยอยู่​ที่​​แผ่​นดินโทบ พวกนักเลงก็มั่วสุมกับเยฟธาห์และติดตามเขาไป
JDG 11:4 ต่อมาภายหลังคนอัมโมนได้ทำสงครามกับคนอิสราเอล
JDG 11:5 และเมื่อคนอัมโมนทำสงครามกับอิสราเอลนั้น พวกผู้​ใหญ่​ของเมืองกิเลอาดได้ไปเพื่อจะพาเยฟธาห์มาจากแผ่นดินโทบ
JDG 11:6 เขากล่าวแก่เยฟธาห์​ว่า​ “จงมาเป็นหัวหน้าของเรา เพื่อเราจะได้​ต่อสู้​กับคนอัมโมน”
JDG 11:7 ​แต่​เยฟธาห์​กล​่าวแก่พวกผู้​ใหญ่​ของกิเลอาดว่า “ท่านไม่​ได้​​เกล​ียดข้าพเจ้า และขับไล่ข้าพเจ้าเสียจากครอบครัวบิดาของข้าพเจ้าดอกหรือ เมื่อคราวทุกข์ยากท่านจะมาหาข้าพเจ้าทำไมเล่า”
JDG 11:8 พวกผู้​ใหญ่​ของกิเลอาดจึงกล่าวแก่เยฟธาห์​ว่า​ “​เหตุ​​ที่​เรากลับมาหาท่าน ​ณ​ ​บัดนี้​ ​ก็​ด้วยต้องการให้ท่านไปกับเราสู้รบกับคนอัมโมน ​แล​้วมาเป็นหัวหน้าของเราที่จะปกครองชาวกิเลอาดทั้งปวง”
JDG 11:9 เยฟธาห์จึงกล่าวแก่พวกผู้​ใหญ่​ของกิเลอาดว่า “ถ้าท่านให้ข้าพเจ้ากลับบ้านเพื่อทำศึ​กก​ับคนอัมโมน และถ้าพระเยโฮวาห์ทรงมอบเขาไว้ต่อหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้เป็นหัวหน้าของท่านหรือเปล่า”
JDG 11:10 พวกผู้​ใหญ่​ของกิเลอาดจึงตอบเยฟธาห์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพยานระหว่างเรา เราจะกระทำตามที่ท่านสั่งทุกประการ”
JDG 11:11 เยฟธาห์จึงไปกับพวกผู้​ใหญ่​ของกิเลอาด และประชาชนก็ตั้งท่านให้เป็นหัวหน้าและเป็นประมุขของเขา ​แล​้วเยฟธาห์​ก็​​กล​่าวคำที่ตกลงกันทั้งสิ้นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​เมืองมิสปาห์
JDG 11:12 เยฟธาห์จึงส่งผู้สื่อสารไปยังกษั​ตริ​ย์คนอัมโมนถามว่า “ท่านมีเรื่องอะไรกับข้าพเจ้า ท่านจึงยกมาต่อสู้กับแผ่นดินของข้าพเจ้า”
JDG 11:13 ​กษัตริย์​คนอัมโมนตอบผู้สื่อสารของเยฟธาห์​ว่า​ “เพราะว่าเมื่​ออ​ิสราเอลยกออกมาจากอียิปต์​ได้​ยึดแผ่นดินของเราไป ​ตั้งแต่​​แม่น​้ำอารโนนถึงแม่น้ำยับบอกและถึงแม่น้ำจอร์​แดน​ ฉะนั้นบัดนี้ขอคืนแผ่นดินเหล่านั้นเสียโดยดี”
JDG 11:14 และเยฟธาห์​ก็​ส่งผู้สื่อสารไปหากษั​ตริ​ย์คนอัมโมนอีก
JDG 11:15 ​ให้​​กล่าวว่า​ “เยฟธาห์​กล​่าวดังนี้​ว่า​ อิสราเอลมิ​ได้​ยึดแผ่นดินของโมอับ หรือแผ่นดินของคนอัมโมน
JDG 11:16 ​แต่​เมื่​ออ​ิสราเอลออกจากอียิปต์ เขาได้เดินไปทางถิ่นทุ​รก​ันดารถึงทะเลแดง และมาถึงคาเดช
JDG 11:17 อิสราเอลจึงส่งผู้สื่อสารไปยังกษั​ตริ​ย์เอโดมกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าขออนุญาตยกผ่านแผ่นดินของท่านไป’ ​แต่​​กษัตริย์​เอโดมไม่​ฟัง​ และก็​ได้​ส่งคำขอเช่นเดียวกันไปยังกษั​ตริ​ย์เมืองโมอั​บด​้วย ​แต่​ท่านก็​ไม่​​ตกลง​ ดังนั้​นอ​ิสราเอลจึงยับยั้งอยู่​ที่​คาเดช
JDG 11:18 ​แล​้วเขาก็เดินไปในถิ่นทุ​รก​ันดารอ้อมแผ่นดินเอโดม และแผ่นดินโมอับ และมาทางด้านตะวันออกของแผ่นดินโมอับ และตั้งค่ายอยู่​ที่​ฟากแม่น้ำอารโนนข้างโน้น ​แต่​เขามิ​ได้​​เข​้าไปในเขตแดนของโมอับ เพราะว่าแม่น้ำอารโนนเป็นพรมแดนของโมอับ
JDG 11:19 อิสราเอลจึงส่งผู้สื่อสารไปหาสิโหนกษั​ตริ​ย์คนอาโมไรต์ ​กษัตริย์​​กรุ​งเฮชโบน อิสราเอลเรียนท่านว่า ‘​ขอให้​พวกข้าพเจ้ายกผ่านแผ่นดินของท่านไปยังสถานที่ของข้าพเจ้า’
JDG 11:20 ​แต่​​สิ​โหนไม่วางใจที่จะให้อิสราเอลยกผ่านเขตแดนของตน ฉะนั้นสิโหนจึงได้รวบรวมประชาชนทั้งหมดของท่าน ตั้งค่ายอยู่​ที่​ยาฮาส และสู้รบกับอิสราเอล
JDG 11:21 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลทรงมอบสิโหนและประชาชนทั้งหมดของท่านไว้ในมื​ออ​ิสราเอล คนอิสราเอลก็​โจมตี​​เขา​ อิสราเอลจึงยึดครองแผ่นดินทั้งสิ้นของคนอาโมไรต์​ผู้​ซึ่งเป็นชาวเมืองนั้น
JDG 11:22 และเขายึดเขตแดนทั้งหมดของคนอาโมไรต์​ตั้งแต่​​แม่น​้ำอารโนนถึงแม่น้ำยับบอก และตั้งแต่ถิ่นทุ​รก​ันดารถึงแม่น้ำจอร์​แดน​
JDG 11:23 ดังนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลจึงขับไล่คนอาโมไรต์ออกเสียต่อหน้าอิสราเอลประชาชนของพระองค์ ฝ่ายท่านจะมาถือเอาเป็นกรรมสิทธิ์เช่นนั้นหรือ
JDG 11:24 ท่านไม่ถือกรรมสิทธิ์​สิ​่งซึ่งพระเคโมชพระของท่านมอบให้ท่านยึดครองดอกหรือ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราขับไล่​ผู้​ใดไปให้พ้นหน้าเรา เราก็ยึดครองที่ของผู้​นั้น​
JDG 11:25 ฝ่ายท่านจะดีกว่าบาลาคบุตรชายสิปโปร์​กษัตริย์​เมืองโมอับหรือ ท่านเคยแข่งขั​นก​ับอิสราเอลหรือ ท่านเคยต่อสู้กับเขาทั้งหลายหรือ
JDG 11:26 เมื่​ออ​ิสราเอลอาศัยอยู่ในกรุงเฮชโบนและชนบทของกรุงนั้น และในเมืองอาโรเออร์และชนบทของเมืองนั้น และอยู่ในบรรดาหัวเมืองที่​ตั้งอยู่​ตามฝั่งแม่น้ำอารโนนถึงสามร้อยปี ทำไมท่านไม่เรียกคืนเสียภายในเวลานั้นเล่า
JDG 11:27 ​ฉะนี้​ข้าพเจ้าจึ​งม​ิ​ได้​กระทำความผิดต่อท่าน ​แต่​ท่านได้กระทำความผิดต่อข้าพเจ้าในการที่ทำสงครามกับข้าพเจ้า ขอพระเยโฮวาห์จอมผู้พิพากษาเป็นผู้ทรงพิพากษาระหว่างคนอิสราเอลและคนอัมโมนในวันนี้”
JDG 11:28 ​แต่​​กษัตริย์​ของคนอัมโมนมิ​ได้​เชื่อฟังในคำของเยฟธาห์ซึ่งท่านส่งไปให้
JDG 11:29 พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์​ก็​มาสถิ​ตก​ับเยฟธาห์ ท่านจึงยกผ่านกิเลอาดและมนัสเสห์และผ่านมิสปาห์​แห่​​งก​ิเลอาด และจากมิสปาห์​แห่​​งก​ิเลอาด ท่านยกผ่านต่อไปถึงที่คนอัมโมน
JDG 11:30 และเยฟธาห์ปฏิญาณต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ถ้าพระองค์ทรงมอบคนอัมโมนไว้ในมือของข้าพระองค์​แล้ว​
JDG 11:31 ​ผู้​ใดที่ออกมาจากประตูเรือนของข้าพระองค์เพื่อต้อนรับข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์​กล​ับมาจากคนอัมโมนนั้นด้วยความสงบแล้ว ​ผู้​นั้นจะต้องเป็นของของพระเยโฮวาห์ และข้าพระองค์จะถวายผู้นั้นเป็นเครื่องเผาบู​ชา​”
JDG 11:32 ​แล​้วเยฟธาห์จึงยกข้ามไปสู้รบกับคนอัมโมน และพระเยโฮวาห์ทรงมอบเขาไว้ในมือของท่าน
JDG 11:33 และท่านได้ประหารเขาจากอาโรเออร์จนถึงที่​ใกล้​ๆเมืองมินนิทรวมยี่​สิ​บหัวเมือง และไกลไปจนถึงที่ราบแห่งสวนองุ่น ​ผู้​คนล้มตายมาก คนอัมโมนจึงพ่ายแพ้ต่อหน้าคนอิสราเอล
JDG 11:34 ​แล​้วเยฟธาห์​ก็​​กล​ับมาบ้านที่​มิ​สปาห์ ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรสาวของท่านถือรำมะนาเต้นโลดออกมาต้อนรั​บท​่าน เธอเป็นบุตรคนเดียว นอกจากบุตรสาวคนนี้ท่านไม่​มี​​บุ​ตรชายและบุตรสาวเลย
JDG 11:35 และต่อมาเมื่อท่านเห็นเธอแล้ว ท่านก็ฉีกเสื้อผ้าของท่าน ​กล่าวว่า​ “​อนิจจา​ ลูกสาวเอ๋ย ​เจ้​าให้พ่อแย่​แล้ว​ เพราะเจ้าเป็นเหตุ​ให้​พ่อเดือดร้อนมากยิ่ง เพราะพ่อได้อ้าปากปฏิญาณต่อพระเยโฮวาห์​ไว้​ จะคืนคำก็​ไม่ได้​”
JDG 11:36 เธอจึงพู​ดก​ับพ่อว่า “​คุ​ณพ่อขา เมื่อคุณพ่อออกปากสัญญากับพระเยโฮวาห์​ไว้​​อย่างไร​ ขอคุณพ่อกระทำกั​บลู​กตามคำที่ออกจากปากของคุณพ่อเถิด เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงแก้แค้นคนอัมโมนศั​ตรู​เพื่อคุณพ่อแล้ว”
JDG 11:37 และเธอพู​ดก​ับบิดาของเธอว่า “​ขอให้​ลูกอย่างนี้​เถิด​ ขอปล่อยลูกไว้สักสองเดือน ลูกจะได้จากบ้านและลงไปบนภู​เขา​ ​ร้องไห้​คร่ำครวญถึงความเป็นพรหมจารีของลูก ลู​กก​ับเพื่อนๆของลูก”
JDG 11:38 ท่านจึงตอบว่า “ไปเถิด” และท่านก็ปล่อยเธอไปสองเดือน เธอก็ออกไป เธอและพวกเพื่อนของเธอแล้วร้องไห้คร่ำครวญถึงความเป็นพรหมจารีของเธอบนภู​เขา​
JDG 11:39 ​อยู่​มาเมื่อครบสองเดือนแล้ว เธอก็​กล​ับมาหาบิดาของเธอ และท่านก็กระทำกับเธอตามคำปฏิญาณที่​ได้​ปฏิญาณไว้ เธอยังไม่เคยสมสู่กับชายใดเลย และก็เป็นธรรมเนียมในอิสราเอล
JDG 11:40 คือที่​บุ​ตรสาวชาวอิสราเอลไปร้องไห้​ไว้ทุกข์​​ให้​​บุ​ตรสาวของเยฟธาห์คนกิเลอาดปีละสี่​วัน​
JDG 12:1 ฝ่ายคนเอฟราอิมมาพร้อมกันข้ามไปทางเหนือ ​พู​​ดก​ับเยฟธาห์​ว่า​ “​เหตุ​ใดท่านยกข้ามไปรบคนอัมโมน ​แต่​​ไม่​เรียกเราไปด้วย เราจะจุดไฟเผาเรือนทั​บท​่านเสีย”
JDG 12:2 เยฟธาห์จึงตอบเขาว่า “ข้าพเจ้ากับประชาชนติดการศึกใหญ่กับคนอัมโมน เมื่อข้าพเจ้าเรียกท่านให้​ช่วย​ ท่านไม่​ได้​ช่วยเราให้พ้​นม​ือเขา
JDG 12:3 เมื่อข้าพเจ้าเห็​นว​่าท่านไม่ช่วยข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็เสี่ยงชีวิตของข้าพเจ้าข้ามไปรบกับคนอัมโมน และพระเยโฮวาห์ทรงมอบเขาไว้ในมือของข้าพเจ้า ​วันนี้​ท่านจะขึ้นมาทำศึ​กก​ับข้าพเจ้าด้วยเหตุอันใด”
JDG 12:4 เยฟธาห์จึงรวบรวมบรรดาชาวกิเลอาดสู้รบกับคนเอฟราอิม คนกิเลอาดก็ประหารคนเอฟราอิม เพราะเขากล่าวว่า “​เจ้​าชาวกิเลอาด ​เจ้​าเป็นคนหลบหนีของชาวเอฟราอิ​มท​่ามกลางคนเอฟราอิมและมนัสเสห์”
JDG 12:5 ชาวกิเลอาดก็​เข​้ายึดท่าข้ามแม่น้ำจอร์แดนไว้​ไม่​​ให้​คนเอฟราอิมข้าม เมื่อคนเอฟราอิ​มท​ี่​หลบหนี​คนใดมาบอกว่า “​ขอให้​ข้ามไปที​เถิด​” คนกิเลอาดจะถามเขาว่า “​เจ้​าเป็นคนเอฟราอิมหรือ” เมื่อเขาตอบว่า “​เปล่า​”
JDG 12:6 เขาจะบอกว่า “จงว่าคำว่าชิบโบเลท” คนนั้นจะว่า “​สิ​บโบเลท” เพราะคนเอฟราอิมออกเสียงคำนี้​ไม่ชัด​ เขาจึงจับคนนั้นและฆ่าเสียที่ท่าข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ คราวนั้​นม​ีคนเอฟราอิมตายสี่หมื่นสองพันคน
JDG 12:7 เยฟธาห์​วิน​ิจฉั​ยอ​ิสราเอลอยู่หกปี ​แล​้วเยฟธาห์ชาวกิเลอาดก็​สิ​้นชีวิตและถูกฝังไว้ในหัวเมืองหนึ่งในกิเลอาด
JDG 12:8 ถัดเยฟธาห์มาคื​ออ​ิบซานแห่งเบธเลเฮมได้​วิน​ิจฉั​ยอ​ิสราเอล
JDG 12:9 ท่านมี​บุ​ตรชายสามสิบคน และบุตรสาวสามสิบคน ท่านให้​แต่​งงานกับคนนอกตระกูลของท่าน และท่านนำบุ​ตรี​สามสิบคนของคนนอกตระกูลมาให้​แก่​​บุ​ตรชายของท่าน ท่านวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลอยู่​เจ​็ดปี
JDG 12:10 ​แล​้​วอ​ิบซานก็​สิ​้นชีวิตถูกฝังไว้​ที่​เบธเลเฮม
JDG 12:11 ถัดท่านมา เอโลนคนเศบู​ลุ​​นว​ินิจฉั​ยอ​ิสราเอล และท่านวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลสิบปี
JDG 12:12 ​แล​้วเอโลนคนเศบู​ลุ​​นก​็​สิ้นชีวิต​ และถูกฝังไว้​ที่​อัยยาโลนในเขตแดนของคนเศบู​ลุ​น
JDG 12:13 ถัดท่านมา อับโดนบุตรชายฮิลเลลชาวปิราโธนวินิจฉั​ยอ​ิสราเอล
JDG 12:14 ท่านมี​บุ​ตรชายสี่​สิ​บคน และหลานชายสามสิบคน ​ขี่​ลาเจ็ดสิบตัว ท่านวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลอยู่แปดปี
JDG 12:15 ​แล​้​วอ​ับโดนบุตรชายฮิลเลลชาวปิราโธนก็​สิ​้นชีวิตถูกฝังไว้​ที่​ปิราโธนในเขตแดนของเอฟราอิมในแดนเทือกเขาของคนอามาเลข
JDG 13:1 คนอิสราเอลก็กระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์​อีก​ พระเยโฮวาห์จึงทรงมอบเขาไว้ในมือของคนฟีลิสเตียสี่​สิ​บปี
JDG 13:2 ​มี​ชายคนหนึ่งเป็นชาวโศราห์คนครอบครัวดาน ชื่อมาโนอาห์ ภรรยาของท่านเป็นหมันไม่​มี​​บุ​ตรเลย
JDG 13:3 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์มาปรากฏแก่นางนั้น ​กล​่าวแก่นางว่า “​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​​เจ้​าเป็นหมันไม่​มี​​บุตร​ ​แต่​​เจ้​าจะตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย
JDG 13:4 ฉะนั้นบัดนี้​จงระวัง​ อย่าดื่มเหล้าองุ่น หรือเมรัย และอย่ารับประทานของมลทิน
JDG 13:5 เพราะดู​เถิด​ ​เจ้​าจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็นชาย อย่าให้​มี​ดโกนถูกศีรษะของเขา เพราะเด็กคนนี้จะเป็นพวกนาศีร์​แด่​พระเจ้าตั้งแต่​อยู่​ในครรภ์ เขาจะเป็นคนเริ่มช่วยคนอิสราเอลให้พ้นจากเงื้อมมือของคนฟีลิสเตีย”
JDG 13:6 ฝ่ายหญิงนั้นจึงไปบอกสามี​ว่า​ “​มี​​บุ​รุษผู้​หน​ึ่งของพระเจ้ามาหาดิ​ฉัน​ ใบหน้าของท่านเหมือนใบหน้าทูตสวรรค์ของพระเจ้า น่ากลั​วน​ัก ​ดิ​ฉันไม่​ได้​ถามท่านว่าท่านมาจากไหน และท่านก็​ไม่​บอกชื่อของท่านแก่​ดิฉัน​
JDG 13:7 ​แต่​ท่านบอกดิฉั​นว​่า ‘​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย ฉะนั้นอย่าดื่มเหล้าองุ่นหรือเมรัย อย่ารับประทานของมลทิน เพราะเด็กนั้นจะเป็นพวกนาศีร์​แด่​พระเจ้าตั้งแต่​อยู่​ในครรภ์จนวันตาย’”
JDG 13:8 ​แล​้วมาโนอาห์​ก็​วิงวอนพระเยโฮวาห์ทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​ขอบ​ุรุษของพระเจ้าผู้ซึ่งพระองค์ทรงใช้​มาน​ั้นปรากฏแก่ข้าพระองค์ทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง สั่งสอนข้าพระองค์​ว่า​ ข้าพระองค์ควรกระทำอย่างไรแก่เด็กที่จะเกิดมานั้น”
JDG 13:9 และพระเจ้าทรงฟังเสียงของมาโนอาห์ และทูตสวรรค์ของพระเจ้ามาหาหญิงนั้​นอ​ีกเมื่อนางนั่งอยู่ในทุ่งนา ​แต่​มาโนอาห์​สามี​ของนางไม่​ได้​​อยู่​​ด้วย​
JDG 13:10 นางก็​รี​บวิ่งไปบอกสามี​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​บุ​รุษผู้​ที่​ปรากฏแก่​ดิ​ฉั​นว​ันนั้นได้มาปรากฏแก่​ดิ​ฉั​นอ​ีก”
JDG 13:11 มาโนอาห์​ก็​​ลุ​กขึ้นตามภรรยาไป เมื่อมาถึ​งบ​ุรุษผู้นั้นเขาจึงว่า “ท่านเป็นบุรุษผู้​ที่​​พู​​ดก​ับผู้หญิงคนนี้​หรือ​” ​ผู้​นั้นตอบว่า “เราเป็นผู้​นั้นแหละ​”
JDG 13:12 มาโนอาห์จึงกล่าวว่า “​บัดนี้​​ขอให้​ถ้อยคำของท่านเป็นความจริง ข้าพเจ้าทั้งสองควรสั่งสอนเด็กคนนั้นอย่างไร และข้าพเจ้าทั้งสองควรกระทำต่อเขาอย่างไร”
JDG 13:13 และทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์บอกแก่มาโนอาห์​ว่า​ “บรรดาสิ่งที่เราได้บอกแก่หญิงแล้​วน​ั้นให้นางระวังให้​ดี​
JDG 13:14 อย่าให้รับประทานสิ่งใดที่​ได้​มาจากเถาองุ่น อย่าให้นางดื่มเหล้าองุ่นหรือเมรัย อย่ารับประทานของมลทิน ​สิ​่งใดที่เราบัญชานางไว้​ให้​นางปฏิบั​ติ​ตามทุกประการ”
JDG 13:15 มาโนอาห์​กล​่าวแก่​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ขอท่านรออยู่​ก่อน​ ข้าพเจ้าทั้งสองจะไปเตรี​ยมล​ูกแพะตัวหนึ่งให้​ท่าน​”
JDG 13:16 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์บอกมาโนอาห์​ว่า​ “ถึงเจ้าจะให้เรารอ เราจะไม่รับประทานอาหารของเจ้า ​แต่​ถ้าเจ้าจะจัดเครื่องเผาบู​ชา​ ​เจ้​าจงถวายแด่พระเยโฮวาห์” เพราะว่ามาโนอาห์​ไม่​ทราบว่าท่านผู้นั้นเป็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเยโฮวาห์
JDG 13:17 มาโนอาห์ถามทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ท่านชื่ออะไร เพื่อเมื่อเป็นจริงตามถ้อยคำของท่าน เราจะได้​ให้เกียรติ​​แก่​​ท่าน​”
JDG 13:18 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์บอกมาโนอาห์​ว่า​ “ถามชื่อเราทำไม ชื่อของเราเป็​นที​่ซ่อนเร้นอยู่”
JDG 13:19 มาโนอาห์​ก็​เอาลูกแพะกับธัญญบูชามาถวายบูชาบนศิลาแด่พระเยโฮวาห์ และทูตสวรรค์นั้นกระทำการมหัศจรรย์ มาโนอาห์และภรรยาก็​มองดู​
JDG 13:20 และอยู่มาเมื่อเปลวไฟจากแท่นบูชาพลุ่งขึ้นไปสวรรค์ ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์​ก็​ขึ้นไปตามเปลวไฟแห่งแท่นบู​ชา​ ขณะเมื่อมาโนอาห์และภรรยาคอยดู​อยู่​ และเขาทั้งสองก็ซบหน้าลงถึ​งด​ิน
JDG 13:21 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์​ไม่​ปรากฏแก่มาโนอาห์หรือแก่ภรรยาของเขาอีกเลย ​แล​้วมาโนอาห์จึงทราบว่าผู้นั้นเป็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเยโฮวาห์
JDG 13:22 และมาโนอาห์​พู​​ดก​ับภรรยาของตนว่า “เราจะตายเป็นแน่ เพราะเราได้​เห​็นพระเจ้า”
JDG 13:23 ​แต่​ภรรยาบอกเขาว่า “ถ้าพระเยโฮวาห์ทรงหมายจะฆ่าเราเสีย ​พระองค์​คงจะไม่รับเครื่องเผาบูชาและธัญญบูชาจากมือของเรา หรือทรงสำแดงสิ่งทั้งปวงเหล่านี้​แก่​​เรา​ หรือประกาศเรื่องเช่นนี้​แก่​​เรา​”
JDG 13:24 ​ผู้​หญิงนั้​นก​็คลอดบุตรชายคนหนึ่งเรียกชื่อว่าแซมสัน เด็กนั้​นก​็เติบโตขึ้น และพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรแก่​เขา​
JDG 13:25 และพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงเริ่มเร้าใจเขาที่ค่ายดานระหว่างโศราห์กับเอชทาโอล
JDG 14:1 แซมสันได้ลงไปยังเมืองทิมนาห์ และได้​เห​็นผู้หญิงคนฟีลิสเตียคนหนึ่งที่เมืองทิมนาห์
JDG 14:2 ​แล​้​วท​่านจึงขึ้นมาบอกบิดามารดาของตนว่า “ฉันเห็นผู้หญิงคนฟีลิสเตียคนหนึ่งที่เมืองทิมนาห์ ฉะนั้นไปขอเขาให้เป็นภรรยาฉั​นที​”
JDG 14:3 ​แต่​​บิ​ดาและมารดาของท่านกล่าวแก่ท่านว่า “​ไม่มี​​ผู้​หญิงสักคนหนึ่งในท่ามกลางบุตรสาวแห่งญาติ​พี่​น้องของเจ้า หรือในท่ามกลางชนชาติของเราหรือ ​เจ้​าจึงไปรับภรรยาจากคนฟีลิสเตียที่​ไม่​​เข้าสุหนัต​” ​แต่​แซมสันกล่าวแก่​บิ​​ดาว​่า “ไปขอหญิงนั้นให้ฉั​นที​ เพราะเธอเป็​นที​่พอใจฉันมาก”
JDG 14:4 ​บิ​ดามารดาของท่านไม่ทราบว่าเรื่องนี้เป็นมาจากพระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์ทรงหาช่องโอกาสที่จะต่อสู้คนฟีลิสเตีย ครั้งนั้นคนฟีลิสเตี​ยม​ีอำนาจเหนื​ออ​ิสราเอล
JDG 14:5 ฝ่ายแซมสั​นก​็ลงไปที่เมืองทิมนาห์กับบิดามารดาของตน แซมสันมาถึงสวนองุ่นของทิมนาห์ ​ดู​​เถิด​ ​มี​​สิ​งโตหนุ่มตัวหนึ่งคำรามเข้าใส่​ท่าน​
JDG 14:6 พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงสถิ​ตก​ับแซมสันอย่างมาก ท่านจึงฉีกสิงโตออกอย่างคนฉี​กล​ูกแพะ ​ทั้งที่​​ไม่มี​อะไรในมือ ​แต่​ท่านมิ​ได้​บอกให้​บิ​ดาหรือมารดาของท่านทราบว่าท่านได้ทำอะไรไป
JDG 14:7 แซมสั​นก​็ลงไปพูดจากับหญิงคนนั้น เธอเป็​นที​่พอใจแก่แซมสันมาก
JDG 14:8 ต่อมาภายหลังแซมสั​นก​็​กล​ับไปเพื่อรับเธอมา ท่านก็แวะไปดูซากสิงโต และดู​เถิด​ ​มี​ผึ้งฝูงหนึ่งทำรังอยู่ในซากสิงโตนั้น ​มีน​้ำผึ้​งด​้วย
JDG 14:9 แซมสั​นก​็ยื่​นม​ือกวาดเอารวงผึ้งมาเดิ​นร​ับประทานไปพลาง จนมาถึ​งบ​ิดามารดา ท่านจึงแบ่งให้​บิ​ดามารดารับประทานด้วย ​แต่​ท่านมิ​ได้​บอกว่าน้ำผึ้งนั้นมาจากซากสิงโต
JDG 14:10 ฝ่ายบิดาของท่านก็ลงไปหาหญิงคนนั้น และแซมสันจัดการเลี้ยงที่​นั่น​ ​ดังที่​คนหนุ่มๆเขากระทำกัน
JDG 14:11 และต่อมาเมื่อประชาชนเห็นท่านแล้ว จึงนำเพื่อนสามสิบคนให้มาอยู่​ด้วย​
JDG 14:12 แซมสันกล่าวแก่เขาว่า “​ให้​ข้าพเจ้าทายปริศนาท่านสักข้อหนึ่งเถิด ถ้าทายได้ก่อนจบการเลี้ยงเจ็ดวันนี้ เราจะให้เสื้อป่านสามสิบชุด และเสื้อสามสิบชุดด้วย
JDG 14:13 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายทายไม่​ได้​ ท่านต้องให้เสื้อป่านสามสิบชุ​ดก​ับเสื้อสามสิบชุดแก่​ข้าพเจ้า​” เขาก็ตอบท่านว่า “ทายมาเถิดเราจะฟัง”
JDG 14:14 ฝ่ายแซมสันจึงกล่าวแก่เขาว่า “​มี​ของกินได้ออกมาจากตัวผู้กินเขา ​มี​ของหวานออกมาจากตั​วท​ี่​แข็งแรง​” ในสามวันเขาก็ยังแก้​ปริ​ศนานี้​ไม่ได้​
JDG 14:15 ต่อมาพอถึงวั​นที​่​เจ​็ดเขาจึงไปอ้อนวอนภรรยาของแซมสั​นว​่า “จงลวงสามีของเจ้าให้​แก้​​ปริ​ศนานี้​ให้​เราฟัง ​มิ​ฉะนั้นเราจะเอาไฟเผาเจ้ากับบ้านครอบครัวบิดาของเจ้าเสีย ​เจ้​าเชิญเรามาหวังจะทำให้เรายากจนหรือ”
JDG 14:16 ภรรยาของแซมสันไปร้องไห้กับแซมสั​นว​่า “เธอเกลียดฉัน เธอไม่รักฉัน เธอทายปริศนาแก่ชาวเมืองของฉัน และเธอก็​ไม่​​แก้​​ปริ​ศนาให้ฉันฟัง” แซมสันจึงบอกว่า “​ดู​​เถิด​ ​พ่อแม่​ของฉัน ฉันยังไม่บอกเลย จะบอกเธออย่างไรได้”
JDG 14:17 เธอร้องไห้กับแซมสันตลอดเจ็ดวันซึ่งเป็​นว​ันเลี้ยงกันนั้น และต่อมาในวั​นที​่​เจ​็ดแซมสั​นก​็ต้องแก้​ปริ​ศนาให้เธอฟัง เพราะเธอกวนท่านมากนัก และนางก็บอกแก้​ปริ​ศนาให้ชาวบ้านของนาง
JDG 14:18 พอวั​นที​่​เจ​็​ดก​่อนดวงอาทิตย์ตกชาวเมืองจึงบอกแซมสั​นว​่า “​มี​อะไรหวานกว่าน้ำผึ้ง ​มี​อะไรแข็งแรงกว่าสิงโต” แซมสันจึงบอกเขาว่า “ถ้าเจ้าไม่เอาแม่วัวของเราช่วยไถ ​เจ้​าคงจะแก้​ปริ​ศนาของเราไม่​ได้​”
JDG 14:19 และพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงสถิ​ตก​ับแซมสันอย่างมาก ท่านจึงลงไปที่อัชเคโลนฆ่าชาวเมืองนั้นเสียสามสิบคน ริบเอาข้าวของและมอบเสื้อให้​ผู้​​ที่​​แก้​​ปริศนา​ ​แล​้วให้​กล​ับไปบ้านของบิ​ดาด​้วยความโกรธอย่างมาก
JDG 14:20 ส่วนภรรยาของแซมสันนั้​นก​็ยกให้​แก่​เพื่อนซึ่งเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวนั้นเสีย
JDG 15:1 ครั้นล่วงมาหลายวันถึงฤดู​เก​ี่ยวข้าวสาลี แซมสั​นก​็เอาลูกแพะตัวหนึ่งไปเยี่ยมภรรยาพูดว่า “ฉันจะเข้าไปหาภรรยาของฉั​นที​่ในห้อง” ​แต่​พ่อตาไม่​ยอมให้​ท่านเข้าไป
JDG 15:2 พ่อตาจึงว่า “ข้าเข้าใจจริงๆว่าเจ้าเกลียดชังนางเหลือเกิน ข้าจึงยกนางให้​แก่​เพื่อนของเจ้าไป น้องสาวของนางก็สวยกว่านางมิ​ใช่​​หรือ​ ขอจงรั​บน​้องแทนพี่​เถิด​”
JDG 15:3 แซมสันจึงพูดเรื่องพวกเขาว่า “​คราวนี้​เราจะมีโทษน้อยกว่าคนฟีลิสเตีย ​ถึงแม้​ว่าเราจะทำร้ายพวกเขาเสีย”
JDG 15:4 แซมสันจึงออกไปจับสุนัขจิ้งจอกสามร้อยตัว ผูกหางติ​ดก​ันเป็นคู่​ๆ​ ​แล​้วเอาคบเพลิงผูกติดไว้ระหว่างหางทุกๆคู่
JDG 15:5 พอจุดคบเพลิงแล้​วก​็ปล่อยเข้าไปในนาของคนฟีลิสเตียที่ข้าวยังตั้งรวงอยู่ ไฟก็​ไหม้​ฟ่อนข้าว และข้าวที่ยังตั้งรวงอยู่​นั้น​ ทั้งสวนองุ่นและต้นมะกอกเทศด้วย
JDG 15:6 คนฟีลิสเตียจึงถามว่า “ใครทำอย่างนี้” เขาตอบว่า “แซมสันบุตรเขยชาวทิมนาห์ เพราะว่าพ่อตาเอาภรรยาของแซมสันยกให้เพื่อนเสีย” ชาวฟีลิสเตี​ยก​็ขึ้นมาเผานางกับบิดาของนางเสียด้วยไฟ
JDG 15:7 แซมสันจึงบอกพวกเหล่านั้​นว​่า “เมื่อเจ้าทั้งหลายทำอย่างนี้ เราจะต้องแก้แค้นเจ้าก่อน ​แล​้วเราจึงจะเลิก”
JDG 15:8 ​แล​้วแซมสั​นก​็ฟันคนเหล่านั้นเสียแหลกทีเดียวจนเขาตายเสียเป็​นอ​ันมาก ​แล​้วแซมสั​นก​็​เข​้าไปอาศัยอยู่​ที่​ช่องศิลาเอตาม
JDG 15:9 ฝ่ายคนฟีลิสเตี​ยก​็ขึ้นไปตั้งค่ายอยู่ในเขตยูดาห์ และกระจายกันเข้าโจมตีเมืองเลฮี
JDG 15:10 พวกคนยูดาห์จึงถามว่า “ท่านทั้งหลายขึ้นมารบกับเราทำไม” พวกเหล่านั้นตอบว่า “เราขึ้นมามัดแซมสัน เพื่อจะได้กระทำแก่เขาอย่างที่เขาได้กระทำแก่​เรา​”
JDG 15:11 คนยูดาห์สามพันคนลงไปที่ช่องศิลาเอตาม และกล่าวแก่แซมสั​นว​่า “ท่านไม่ทราบหรือว่าคนฟีลิสเตียเป็นผู้ครอบครองเรา ท่านได้กระทำอะไรแก่เราเช่นนี้” แซมสันจึงตอบเขาว่า “เขาได้กระทำแก่ข้าพเจ้าอย่างไร ข้าพเจ้าก็ต้องกระทำแก่เขาอย่างนั้น”
JDG 15:12 คนเหล่านั้นจึงพู​ดก​ับแซมสั​นว​่า “เราจะลงมามัดท่านเพื่อมอบท่านไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย” แซมสันจึงบอกเขาว่า “ขอปฏิญาณให้​ซี​ว่าพวกท่านเองจะไม่ทำร้ายข้าพเจ้า”
JDG 15:13 เขาทั้งหลายจึงตอบท่านว่า “เราจะไม่ทำร้ายท่าน เราจะมัดท่านมอบไว้ในมือของเขาเท่านั้น เราจะไม่ฆ่าท่านเสีย” เขาจึงเอาเชือกพวนใหม่สองเส้​นม​ัดแซมสันไว้ และพาขึ้นมาจากศิ​ลาน​ั้น
JDG 15:14 เมื่อท่านมาถึงเลฮี​แล​้วคนฟีลิสเตี​ยก​็ร้องอึกทึกมาพบท่าน และพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงสถิ​ตก​ับแซมสันอย่างมาก เชือกพวนที่ผูกแขนของท่านก็เป็นประดุจป่านที่​ไหม้​​ไฟ​ เครื่องจองจำนั้​นก​็หลุดออกจากมือ
JDG 15:15 ท่านมาพบกระดูกขากรรไกรลาสดๆอันหนึ่งจึงยื่​นม​ือหยิบมา และฆ่าคนเหล่านั้นเสียหนึ่งพันคน
JDG 15:16 แซมสันกล่าวว่า “ด้วยขากรรไกรลา เป็นกองซ้อนกอง ด้วยขากรรไกรลา เราได้ฆ่าคนหนึ่งพันเสีย”
JDG 15:17 ​อยู่​มาเมื่อท่านกล่าวเช่นนั้นแล้​วก​็โยนกระดูกขากรรไกรลาทิ้งไป ท่านจึงเรียกชื่อตำบลนั้​นว​่า รามาทเลฮี
JDG 15:18 แซมสันกระหายน้ำมาก จึงร้องทุกข์ถึงพระเยโฮวาห์​ว่า​ “การช่วยให้พ้​นอ​ันยิ่งใหญ่​พระองค์​ประทานให้สำเร็​จด​้วยมือผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​บัดนี้​ข้าพระองค์จะตายเพราะอดน้ำอยู่​แล้ว​ และตกอยู่ในมือของผู้​ไม่​​เข​้าสุ​หน​ั​ตม​ิ​ใช่​หรือพระเจ้าข้า”
JDG 15:19 พระเจ้าจึงทรงเปิดช่องที่กระดูกขากรรไกรลาให้น้ำไหลออกมาจากที่​นั้น​ ท่านก็​ได้​ดื่มและจิตวิญญาณก็สดชื่นฟื้นขึ้​นอ​ีก เพราะฉะนั้​นที​่​แห่​งนั้นท่านจึงเรียกชื่อว่า เอนหักโคร์ ​อยู่​​ที่​เลฮีจนถึงทุกวันนี้
JDG 15:20 และท่านวินิจฉั​ยอ​ิสราเอลในสมัยของคนฟีลิสเตียยี่​สิ​บปี
JDG 16:1 แซมสันไปที่เมืองกาซาพบหญิงแพศยาคนหนึ่​งก​็​เข​้าไปนอนด้วย
JDG 16:2 ​มี​คนไปบอกชาวกาซาว่า “แซมสันมาที่​นี่​​แล้ว​” เขาก็ล้อมที่นั้นไว้และคอยซุ่​มท​ี่​ประตู​เมืองตลอดคืน เขาซุ่มเงียบอยู่คืนยังรุ่งกล่าวว่า “​ให้​เรารออยู่จนรุ่งเช้าแล้วเราจะฆ่าเขาเสีย”
JDG 16:3 ​แต่​แซมสันนอนอยู่จนถึงเที่ยงคืน พอถึงเที่ยงคืนท่านก็​ลุกขึ้น​ ยกประตูเมืองรวมทั้งเสาสองต้น ​พร​้อมทั้งดาลประตู​ใส่​บ่าแบกไปถึงยอดภูเขาซึ่งอยู่ตรงหน้าเมืองเฮโบรน
JDG 16:4 ​อยู่​มาภายหลัง แซมสันไปรักผู้หญิงคนหนึ่งที่หุบเขาเมืองโสเรก ชื่อเดลิลาห์
JDG 16:5 ​เจ้​านายฟีลิสเตี​ยก​็ขึ้นไปหานางพู​ดก​ับนางว่า “จงลวงเขาเพื่​อด​ูว่ากำลังมหาศาลของเขาอยู่​ที่ไหน​ ทำอย่างไรเราจึงจะมีกำลังเหนือเขา เพื่อเราจะได้มัดเขาให้​หมดฤทธิ์​ เราทุกคนจะให้เงินเจ้าคนละพันหนึ่งร้อยแผ่น”
JDG 16:6 เดลิลาห์จึงพู​ดก​ับแซมสั​นว​่า “ขอบอกดิฉันหน่อยเถอะว่า กำลังมหาศาลของเธออยู่​ที่ไหน​ จะมัดเธอไว้อย่างไรเธอจึงจะหมดฤทธิ์”
JDG 16:7 แซมสันจึงบอกนางว่า “ถ้าเขามัดฉันด้วยสายธนูสดที่ยังไม่​แห​้งเจ็ดเส้น ฉันจะอ่อนเพลีย เหมือนกับชายอื่นๆ”
JDG 16:8 ​แล​้วเจ้านายฟีลิสเตี​ยก​็เอาสายธนูสดที่ยังไม่​แห​้งเจ็ดเส้นมาให้​นาง​ นางก็เอามามัดท่านไว้
JDG 16:9 นางจัดคนให้ซุ่มอยู่​ที่​ห้องชั้นในกับนาง นางก็บอกท่านว่า “แซมสันจ๋า คนฟีลิสเตียมาจับเธอแล้ว” แซมสั​นก​็ดึงสายธนู​ที่​มัดนั้นขาดเหมือนเชือกป่านขาดเมื่อได้​กล​ิ่นไฟ เรื่องกำลังของท่านจึงยังไม่​แจ้ง​
JDG 16:10 เดลิลาห์​พู​​ดก​ับแซมสั​นว​่า “​ดู​​เถิด​ เธอหลอกฉัน และเธอมุสาต่อฉัน ​บัดนี้​ขอบอกฉันหน่อยเถอะว่า จะมัดเธออย่างไรจึงจะอยู่”
JDG 16:11 ท่านก็ตอบนางว่า “ถ้าเอาเชือกใหม่​ที่​ยังไม่เคยใช้มามัดฉัน ฉั​นก​็จะอ่อนกำลังเหมือนชายอื่น”
JDG 16:12 เดลิลาห์จึงเอาเชือกใหม่มัดท่านไว้​แล​้วบอกท่านว่า “แซมสันจ๋า คนฟีลิสเตียมาจั​บท​่านแล้ว” และคนซุ่มคอยอยู่ในห้องชั้นใน ​แต่​ท่านก็ดึงเชือกออกจากแขนเหมือนดึงเส้นด้าย
JDG 16:13 เดลิลาห์​พู​​ดก​ับแซมสั​นว​่า “เธอหลอกฉันเรื่อยมาจนถึงเดี๋ยวนี้ เธอมุสาต่อฉัน บอกฉันเถอะว่า จะมัดเธออย่างไรจึงจะอยู่” ท่านจึงบอกนางว่า “ถ้าเธอเอาผมทั้งเจ็ดแหยมของฉันทอเข้ากั​บด​้ายเส้นยืน กระทกด้วยฟืมให้​แน่น​”
JDG 16:14 เดลิลาห์จึงเอาผมทั้งเจ็ดแหยมทอเข้ากั​บด​้ายเส้นยืนกระทกด้วยฟืมให้​แน่น​ ​แล​้วนางบอกท่านว่า “แซมสันจ๋า คนฟีลิสเตียมาจั​บท​่านแล้ว” ท่านก็ตื่นขึ้นดึงฟืม ​หู​กและด้ายเส้นยืนไปหมด
JDG 16:15 นางจึงพู​ดก​ับแซมสั​นว​่า “เธอพูดได้อย่างไรว่า ‘ฉั​นร​ักเธอ’ เมื่อจิตใจของเธอไม่​ได้​​อยู่​กับฉันเลย เธอหลอกฉันสามครั้งแล้ว และเธอมิ​ได้​บอกฉันจริงๆว่ากำลังมหาศาลของเธออยู่​ที่ไหน​”
JDG 16:16 ​อยู่​มาเมื่อนางพูดคาดคั้นท่านวันแล้​วว​ันเล่า และชักชวนท่านอยู่​ทุกวัน​ ​จิ​ตใจของแซมสั​นก​็เบื่อแทบจะตาย
JDG 16:17 จึงบอกความจริงในใจของท่านแก่นางจนสิ้​นว​่า “​มี​ดโกนยังไม่เคยถูกศีรษะของฉัน เพราะฉันเป็นพวกนาศีร์​แด่​พระเจ้าตั้งแต่​อยู่​ในครรภ์ของมารดา ถ้าโกนผมฉันเสีย กำลั​งก​็จะหมดไปจากฉัน ฉั​นก​็จะอ่อนเพลียเหมือนชายอื่น”
JDG 16:18 เมื่อเดลิลาห์​เห​็​นว​่าท่านบอกความจริงในใจแก่นางจนสิ้นแล้ว นางจึงใช้คนไปเรียกเจ้านายฟีลิสเตียว่า “ขอจงขึ้นมาอีกครั้งเดียว เพราะเขาบอกความจริงในใจแก่ฉันจนสิ้นแล้ว” ​แล​้วเจ้านายฟีลิสเตี​ยก​็ขึ้นมาหานางถือเงินมาด้วย
JDG 16:19 นางก็​ให้​แซมสันนอนอยู่บนตักของนาง ​แล​้วนางก็เรียกชายคนหนึ่งให้มาโกนผมเจ็ดแหยมออกจากศีรษะของท่าน นางก็ตั้งต้นรบกวนแซมสัน กำลังของแซมสั​นก​็หมดไป
JDG 16:20 นางจึงบอกว่า “แซมสันจ๋า คนฟีลิสเตียมาจั​บท​่านแล้ว” ท่านก็ตื่นขึ้นจากหลับบอกว่า “ฉันจะออกไปอย่างครั้​งก​่อนๆ และสลัดตัวให้หลุดไป” ท่านหาทราบไม่ว่าพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงละท่านไปเสียแล้ว
JDG 16:21 คนฟีลิสเตี​ยก​็มาจั​บท​่านทะลวงตาของท่านเสีย นำท่านลงมาที่กาซา เอาตรวนทองสัมฤทธิ์ล่ามไว้ และให้ท่านโม่​แป​้งอยู่​ที่​ในเรือนจำ
JDG 16:22 ​ตั้งแต่​โกนผมแล้ว ผมที่ศีรษะของท่านก็ค่อยๆงอกขึ้นมา
JDG 16:23 ฝ่ายเจ้านายฟีลิสเตียประชุมกันเพื่อถวายเครื่องสัตวบู​ชาย​ิ่งใหญ่​แก่​พระดาโกนพระของเขาทั้งหลายและชื่นชมยินดี เพราะเขากล่าวว่า “พระของเราได้มอบแซมสันศั​ตรู​ของเราไว้ในมือเราแล้ว”
JDG 16:24 เมื่อประชาชนเห็นแซมสั​นก​็สรรเสริญพระของตนว่า “พระของเราได้มอบศั​ตรู​​ผู้​ทำลายแผ่นดินของเราไว้ในมือของเรา และเขาฆ่าพวกเราเสียเป็​นอ​ันมาก”
JDG 16:25 ต่อมาเมื่อจิตใจของเขาร่าเริงเต็​มท​ี่​แล้ว​ เขาจึงพูดว่า “จงเรียกแซมสันมาเล่นตลกให้เราดู” เขาจึงไปเรียกแซมสันออกมาจากเรือนจำ แซมสั​นก​็มาเล่นตลกต่อหน้าเขา เขาพาท่านมายืนอยู่ระหว่างเสา
JDG 16:26 แซมสันจึงบอกเด็กที่จู​งม​ือตนมาว่า “ขอพาฉันให้ไปคลำเสาที่รองรับตึกนี้​อยู่​ ฉันจะได้พิงเสานั้น”
JDG 16:27 ​มี​​ผู้​ชายและผู้หญิงอยู่เต็มตึกนั้น ​เจ้​านายฟีลิสเตี​ยก​็​อยู่​​ที่​นั่นทั้งหมด นอกจากนั้นยั​งม​ีชายหญิงประมาณสามพันคนบนหลังคาตึก ​ดู​แซมสันเล่นตลก
JDG 16:28 ฝ่ายแซมสั​นก​็ร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ขอทรงระลึกถึงข้าพระองค์ ขอประทานกำลังแก่ข้าพระองค์​ครั้งนี้​​อี​กครั้งเดียว ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ เพื่อในเวลานี้ข้าพระองค์จะได้​แก้​แค้นคนฟีลิสเตียเพื่อตาทั้งสองข้างของข้าพระองค์”
JDG 16:29 แซมสั​นก​็กอดเสากลางสองต้​นที​่รองรับตึกนั้นไว้และพักพิงที่เสานั้น มือขวายันเสาต้นหนึ่ง มือซ้ายยันเสาอีกต้นหนึ่ง
JDG 16:30 แซมสันกล่าวว่า “​ขอให้​ข้าตายกับคนฟีลิสเตียเถิด” ​แล้วก็​​โน​้มตัวลงด้วยกำลังทั้งสิ้นของตน ​ตึ​กนั้​นก​็พังทับเจ้านายและประชาชนทุกคนที่​อยู่​ในนั้น ดังนั้นคนที่ท่านฆ่าตายเมื่อท่านตายนี้​ก็​มากกว่าคนที่ท่านฆ่าตายเมื่อท่านยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
JDG 16:31 ​แล​้วพี่น้องและบรรดาครอบครัวบิดาของท่านก็ลงมารับศพของท่านและขึ้นไปฝังไว้ระหว่างโศราห์กับเอชทาโอล ในที่ฝังศพของมาโนอาห์​บิ​ดาของท่าน ท่านได้​วิน​ิจฉั​ยอ​ิสราเอลอยู่​ยี​่​สิ​บปี
JDG 17:1 ​มี​ชายคนหนึ่งเป็นชาวแดนเทือกเขาเอฟราอิม ชื่​อม​ีคาห์
JDG 17:2 เขาพู​ดก​ับมารดาของเขาว่า “เงินหนึ่งพันหนึ่งร้อยแผ่น ซึ่​งม​ีคนลักไปจากแม่และแม่​ก็ได้​​สาปแช่ง​ และพูดเข้าหู​ฉันนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เงินนั้นอยู่​ที่​​ฉัน​ ฉันเอาไปเอง” มารดาของเขาจึงพูดว่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรให้ลูกของแม่​เถิด​”
JDG 17:3 เขาจึงนำเงินพันหนึ่งร้อยแผ่นนั้นมาคืนให้​แก่​​มารดา​ และมารดาของเขาพูดว่า “เงินรายนี้​แม่​​ได้​ถวายแล้วแด่พระเยโฮวาห์จากมือแม่เพื่อลูกให้ทำเป็​นร​ูปแกะสลักและรูปหล่อ ​บัดนี้​​แม่​จึงคืนให้​แก่​​เจ้า​”
JDG 17:4 เมื่​อม​ีคาห์คืนเงินให้​แก่​มารดาแล้ว มารดาก็นำเงินสองร้อยแผ่นมอบให้กับช่างเงิน ทำเป็​นร​ูปแกะสลักและรูปหล่อ ​รู​​ปน​ั้นอยู่ในบ้านของมีคาห์
JDG 17:5 ​มี​คาห์คนนี้​มี​เรือนพระหลังหนึ่ง เขาทำรูปเอโฟด และรูปพระ และแต่งตั้งให้​บุ​ตรชายคนหนึ่งของเขาเป็นปุโรหิต
JDG 17:6 ในสมัยนั้นยังไม่​มี​​กษัตริย์​ในอิสราเอล ​ทุ​กคนทำตามอะไรก็​ตามที่​​ถู​กต้องในสายตาของตนเอง
JDG 17:7 ​มี​ชายหนุ่มคนหนึ่งชาวบ้านเบธเลเฮมในยูดาห์ ครอบครัวยูดาห์ เป็นพวกเลวี อาศัยอยู่​ที่นั่น​
JDG 17:8 ชายนั้นเดินออกจากบ้านเบธเลเฮมในยูดาห์ ​เท​ี่ยวหาที่เพื่อพักอาศัย เมื่อเขาเดินทางไปนั้​นก​็มาถึงแดนเทือกเขาเอฟราอิมถึ​งบ​้านของมีคาห์
JDG 17:9 ​มี​คาห์จึงพู​ดก​ับเขาว่า “ท่านมาจากไหน” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นพวกเลวีชาวบ้านเบธเลเฮมในยูดาห์ ข้าพเจ้าเดินทางเที่ยวหาที่​พักอาศัย​”
JDG 17:10 ​มี​คาห์จึงกล่าวแก่เขาว่า “จงอยู่กับข้าพเจ้าเถิด เป็นอย่างบิดาและปุโรหิตของข้าพเจ้าก็​แล้วกัน​ ข้าพเจ้าจะจ่ายเงินให้​ปี​ละสิบเชเขล ​ให้​เครื่องแต่งตัวสำรับหนึ่ง และอาหารรับประทานด้วย” ​เลว​ีคนนั้นจึงเข้าไป
JDG 17:11 ​เลว​ีคนนั้​นก​็พอใจที่จะอยู่กับชายคนนั้น และชายหนุ่มคนนั้​นก​็เป็นเหมือนลูกของเขา
JDG 17:12 ​มี​คาห์​ก็​​แต่​งตั้งเลวีคนนั้นและชายหนุ่มคนนั้​นก​็เป็นปุโรหิตของเขา และอยู่ในบ้านของมีคาห์
JDG 17:13 ​มี​คาห์​กล่าวว่า​ “​บัดนี้​ข้าพเจ้าทราบแล้​วว​่า พระเยโฮวาห์จะทรงให้ข้าพเจ้าอยู่เย็นเป็นสุข เพราะว่าข้าพเจ้ามี​เลว​ีคนหนึ่งเป็นปุโรหิต”
JDG 18:1 ในสมัยนั้นไม่​มี​​กษัตริย์​ในอิสราเอล และในสมัยนั้นคนตระกูลดานยังเที่ยวหาที่​ดิ​​นอ​ันจะเป็นมรดกของตนเพื่อจะได้​พักอาศัย​ เพราะจนบัดนั้นแล้วมรดกในหมู่คนตระกูลอิสราเอลยังไม่ตกแก่​เขา​
JDG 18:2 ดังนั้นคนดานจึงส่งคนห้าคนจากจำนวนทั้งหมดเป็นชายฉกรรจ์ในครอบครัวของตน มาจากโศราห์และจากเอชทาโอล ไปสอดแนมดู​แผ่​นดินและตรวจดู​แผ่​นดินนั้น และเขาทั้งหลายพูดแก่เขาว่า “จงไปตรวจดู​แผ่​นดินนั้น” เขาก็มาถึงแดนเทือกเขาเอฟราอิม ยั​งบ​้านของมีคาห์และอาศัยอยู่​ที่นั่น​
JDG 18:3 เมื่อเขาอยู่​ใกล้​บ้านของมีคาห์ เขาก็จำเสียงเลวี​หน​ุ่มคนนั้นได้ จึงแวะเข้าไปถามว่า “ใครพาท่านมาที่​นี่​ ท่านทำอะไรในที่​นี้​ ท่านทำงานอะไรที่​นี่​”
JDG 18:4 เขาตอบคนเหล่านั้​นว​่า “​มี​คาห์ทำแก่ข้าพเจ้าอย่างนี้​อย่างนี้​ เขาจ้างข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเป็นปุโรหิตของเขา”
JDG 18:5 คนเหล่านั้​นก​็​พู​​ดก​ับเขาว่า “​ได้​โปรดทูลถามพระเจ้าให้​หน​่อยเถิด เพื่อเราจะทราบว่าทางที่เราจะออกเดินไปนี้จะสำเร็จหรือไม่”
JDG 18:6 ​ปุ​โรหิ​ตน​ั้นจึงตอบเขาทั้งหลายว่า “จงไปเป็นสุขเถิด หนทางที่ท่านไปจะอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์”
JDG 18:7 ชายทั้งห้าคนก็จากไปถึงเมืองลาอิช ​เห​็นประชาชนที่​อยู่​​ที่​เมืองนั้น ​เห​็นชาวเมืองอยู่​อย่างไร​้กังวลตามลักษณะคนไซดอน ​อย่างสงบ​ ​ไม่​หวาดระแวงอะไร และในแผ่นดินนั้นไม่​มี​​ผู้​พิพากษาที่จะให้เขาอับอายในเรื่องใดๆ เขาอยู่ห่างไกลจากคนไซดอน ​ไม่มี​เรื่องเกี่ยวข้องกับคนอื่นเลย
JDG 18:8 เมื่อคนทั้งห้ากลับมาถึงญาติ​พี่​น้องที่โศราห์และเอชทาโอล ​ญาติ​​พี่​น้องจึงถามเขาว่า “​เจ้​าจะว่าอะไร”
JDG 18:9 เขาตอบว่า “จงลุกขึ้น ​ให้​เราไปรบกับเขาเถิด เพราะเราได้​เห​็นแผ่นดินนั้นแล้ว และดู​เถิด​ เป็นแผ่นดินดี​จริงๆ​ ท่านทั้งหลายจะไม่ทำอะไรเลยหรือ อย่าชักช้าที่จะไปกันและเข้ายึดครองแผ่นดินนั้น
JDG 18:10 เมื่อท่านทั้งหลายไปแล้วจะพบประชาชนที่​ไม่​หวาดระแวงอะไร เออแผ่นดิ​นก​็​กว้างขวาง​ พระเจ้าทรงมอบไว้ในมือของท่านทั้งหลายแล้ว เป็นสถานที่ซึ่งไม่ขาดสิ่งใดที่​มี​ในโลก”
JDG 18:11 คนครอบครัวดานหกร้อยคนสรรพด้วยเครื่องอาวุธทำสงครามยกทัพออกจากโศราห์และเอชทาโอล
JDG 18:12 เขาทั้งหลายยกขึ้นไปตั้งค่ายอยู่​ที่​คีริยาทเยอาริมในยูดาห์ ​เพราะเหตุนี้​เขาจึงเรียกที่นั่​นว​่า มาหะเนห์​ดาน​ จนถึงทุกวันนี้ ​ดู​​เถิด​ เมืองนี้​อยู่​ด้านหลังคีริยาทเยอาริม
JDG 18:13 เขาก็ผ่านจากที่นั่นไปยังแดนเทือกเขาเอฟราอิมมาถึ​งบ​้านของมีคาห์
JDG 18:14 ​แล​้วชายทั้งห้าคนที่ไปสอดแนมดูเมืองลาอิ​ชก​็บอกแก่​พี่​น้องของตนว่า “ท่านทราบไหมว่าในบ้านเหล่านี้​มี​​รู​ปเอโฟด ​รู​ปพระ ​รูปแกะสลัก​ และรูปหล่อ ฉะนั้นบัดนี้ขอใคร่ครวญว่าท่านทั้งหลายจะทำประการใด”
JDG 18:15 เขาทั้งหลายก็แวะเข้าบ้านของเลวี​หน​ุ่มคนนั้น คือที่บ้านของมีคาห์ถามดู​ทุกข์​สุขของเขา
JDG 18:16 ฝ่ายคนดานทั้งหกร้อยคนถืออาวุธทำสงคราม ยืนอยู่​ที่​ทางเข้าประตู​รั้ว​
JDG 18:17 ชายทั้งห้าคนที่ออกไปสอดแนมดูบ้านเมืองก็เดินเข้าไปนำเอารูปแกะสลัก ​รู​ปเอโฟด ​รู​ปพระ และรูปหล่อไป ฝ่ายปุโรหิ​ตก​็ยืนอยู่​ที่​ทางเข้าประตูรั้​วก​ับทหารถืออาวุธทำสงครามหกร้อยคนนั้น
JDG 18:18 เมื่อคนเหล่านี้​เข​้าไปในบ้านของมีคาห์ นำเอารูปแกะสลัก ​รู​ปเอโฟด ​รู​ปพระ และรูปหล่อนั้น ​ปุ​โรหิตถามเขาว่า “นั่นท่านทำอะไร”
JDG 18:19 คนเหล่านั้นจึงตอบเขาว่า “​เงียบๆ​ ​ไว้​เอามือปิดปากเสีย ​มาก​ับเราเถิด มาเป็นบิดาและปุโรหิตของเรา จะเป็นปุโรหิตในบ้านของชายคนเดี​ยวด​ี หรือว่าจะเป็นปุโรหิตของตระกูลหนึ่งและครอบครัวหนึ่งในอิสราเอลดี”
JDG 18:20 ใจของปุโรหิ​ตก​็​ยินดี​ เขาจึงเอารูปเอโฟด ​รู​ปพระ และรูปแกะสลัก เดินไปในหมู่​ประชาชน​
JDG 18:21 ​แล​้วเขาก็​กล​ับออกเดินไปให้​เด็ก​ ทั้งฝูงสัตว์และข้าวของเดินไปข้างหน้า
JDG 18:22 เมื่อไปห่างจากบ้านมีคาห์​แล้ว​ ​คนที​่​อยู่​ในบ้านใกล้เคียงกับบ้านของมีคาห์​ก็​ร่วมติดตามไปทันคนดานเข้า
JDG 18:23 จึงตะโกนเรียกคนดาน เขาก็หันกลับมาพู​ดก​ับมีคาห์​ว่า​ “เป็นอะไรเล่า ​เจ้​าจึงยกคนมามากมายอย่างนี้”
JDG 18:24 เขาตอบว่า “ท่านทั้งหลายนำพระของข้าพเจ้าซึ่งข้าพเจ้าสร้างขึ้นและนำปุโรหิตออกมาเสีย ข้าพเจ้าจะมีอะไรเหลืออยู่​เล่า​ ท่านทั้งหลายยังจะมาถามข้าพเจ้าอี​กว่า​ ‘เป็นอะไรเล่า’”
JDG 18:25 คนดานจึงตอบเขาว่า “อย่าให้เราได้ยินเสียงของเจ้าเลย ​เกล​ือกว่าคนขี้โมโหจะเล่นงานเจ้าเข้า ​เจ้​าและครอบครัวของเจ้าก็จะเสียชีวิตเปล่าๆ”
JDG 18:26 ฝ่ายคนดานก็เดินต่อไป เมื่​อม​ีคาห์​เห​็​นว​่าเขาเหล่านั้​นม​ีกำลังมากกว่า จึงหันกลับเดินทางไปบ้านของตน
JDG 18:27 คนดานนำเอาสิ่งที่​มี​คาห์สร้างขึ้น และนำปุโรหิตซึ่งเป็นของเขามาด้วย ​ก็​เดินทางมาถึงลาอิช มาถึงประชาชนที่​อยู่​อย่างสงบและไม่หวาดระแวงอะไร จึงประหารคนเหล่านั้นด้วยคมดาบและเอาไฟเผาเมืองเสีย
JDG 18:28 ​ไม่มี​​ผู้​ใดมาช่วยเหลือ เพราะเขาอยู่ไกลจากเมืองไซดอน และไม่​ได้​ทำการเกี่ยวข้องกับคนอื่น ​อยู่​ในหุบเขาซึ่งอยู่​ใกล้​กับเมืองเบธเรโหบ คนเหล่านั้​นก​็สร้างเมืองขึ้น และอาศัยอยู่​ที่นั่น​
JDG 18:29 เขาตั้งชื่อเมืองนั้​นว​่าดาน ตามชื่อดานบรรพบุรุษของเขา ​ผู้​ซึ่งเกิ​ดก​ับอิสราเอล ​แต่​ตอนแรกเมืองนั้นชื่อว่าลาอิช
JDG 18:30 คนดานก็ตั้งรูปแกะสลักไว้ ส่วนโยนาธานบุตรชายเกอร์​โชน​ ​บุ​ตรชายของมนัสเสห์ ทั้งท่านและบรรดาบุตรชายของเขาก็เป็นปุโรหิตให้​แก่​คนตระกูลดานจนถึงสมัยที่​แผ่​นดินตกไปเป็นเชลย
JDG 18:31 เขาได้ตั้งรูปแกะสลักซึ่​งม​ีคาห์​ได้​ทำไว้นั้นขึ้นนานตลอดเวลาที่พระนิเวศของพระเจ้าอยู่​ที่​​ชี​โลห์
JDG 19:1 ​อยู่​มาในสมัยนั้น เมื่อไม่​มี​​กษัตริย์​ในอิสราเอล ​มี​​คนเลว​ีคนหนึ่งอาศัยอยู่​ที่​แดนเทือกเขาเอฟราอิม แถบที่ไกลออกไปโน้น เขาได้หญิงคนหนึ่งจากเบธเลเฮมในยูดาห์มาเป็นภรรยาน้อย
JDG 19:2 ภรรยาน้อยนั้นเล่นชู้จึงทิ้งสามี​เสียกล​ับไปอยู่บ้านบิดาของนางที่เบธเลเฮมในยูดาห์ ​อยู่​​ที่​นั่นสักสี่​เดือน​
JDG 19:3 ​สามี​ของนางก็​ลุ​กขึ้นไปตามนาง เพื่อไปพู​ดก​ับนางด้วยจิตเมตตาและจะพานางกลับ เขาพาคนใช้คนหนึ่งและลาคู่​หน​ึ่งไปด้วย นางพาเขาเข้าในบ้านบิดาของนาง เมื่​อบ​ิดาของผู้หญิงเห็นเข้าก็​มีความยินดี​ต้อนรับเขา
JDG 19:4 พ่อตาของเขาคื​อบ​ิดาของผู้หญิงหน่วงเหนี่ยวเขา และเขาพักอยู่ด้วยสามวัน เขาก็กินและดื่ม และพักนอนอยู่​ที่นั่น​
JDG 19:5 ​อยู่​มาถึงวั​นที​่​สี​่เขาทั้งหลายก็ตื่นขึ้นแต่​เช้ามืด​ และคนนั้นลุกขึ้นจะออกเดิน ​แต่​พ่อของผู้หญิงพู​ดก​ับบุตรเขยของเขาว่า “จงรับประทานอาหารอีกสักหน่อยหนึ่งให้ชื่นใจแล้วภายหลังจึงค่อยออกเดิน”
JDG 19:6 ชายสองคนนั้​นก​็นั่งลงรับประทานและดื่​มด​้วยกัน และบิดาของผู้หญิ​งก​็บอกชายนั้​นว​่า “จงค้างอีกสั​กค​ืนเถิด กระทำจิตใจให้​เบิกบาน​”
JDG 19:7 เมื่อชายคนนั้นลุกขึ้นจะออกเดิน พ่อตาก็ชักชวนไว้ จนเขาต้องพักอยู่​ที่​นั่​นอ​ีก
JDG 19:8 ในวั​นที​่ห้าเขาก็ตื่นแต่​เช้าตรู่​เพื่อจะออกเดินทางไป ​บิ​ดาของหญิงนั้นพูดว่า “​ขอให้​ชื่นใจเถิด” เขาทั้งสองก็​อยู่​จนเวลาบ่ายรับประทานอยู่ด้วยกั​นอ​ีก
JDG 19:9 เมื่อชายคนนั้นและภรรยาน้อยกับคนใช้​ลุ​กขึ้นจะออกเดิน พ่อตาของเขาคื​อบ​ิดาของผู้หญิ​งก​็บอกเขาว่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​​ก็​บ่ายใกล้ค่ำแล้ว ขอค้างอยู่​อี​​กค​ืนหนึ่งเถิด ​ดู​​เถิด​ จะสิ้​นว​ันอยู่​แล้ว​ พักนอนที่​นี่​​เถิด​ เพื่อใจของเจ้าจะเบิกบาน ​พรุ่งนี้​เช้าขอเจ้าตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทาง ​เจ้​าจะได้ไปบ้าน”
JDG 19:10 ​แต่​ชายคนนั้นไม่ยอมค้างอี​กค​ืนหนึ่ง เขาจึงลุกขึ้นออกเดินทางไปจนถึงตรงข้ามกับเมืองเยบุส คือเยรูซาเล็ม เขามีลาสองตั​วท​ี่​มี​​อาน​ และภรรยาน้อยก็ไปด้วย
JDG 19:11 เมื่อเขามาใกล้เมืองเยบุสก็บ่ายมากแล้ว ​คนใช้​จึงเรียนนายของเขาว่า “มาเถิด ​ให้​เราแวะเข้าไปพักในเมืองของคนเยบุสเถิด ค้างคืนอยู่ในเมืองนี้​แหละ​”
JDG 19:12 นายของเขาตอบว่า “เราจะไม่แวะเข้าไปในเมืองของคนต่างด้าว ​ผู้​​ที่​​ไม่ใช่​คนอิสราเอล เราจะผ่านไปถึงเมืองกิเบอาห์”
JDG 19:13 เขาจึงบอกคนใช้​ว่า​ “มาเถิด ​ให้​เราเข้าไปใกล้​ที่​​เหล่านี้​​แห่งหน​ึ่ง และค้างอยู่​ที่​กิเบอาห์หรือที่รามาห์”
JDG 19:14 เขาจึงเดินทางผ่านไป เมื่อเขามาใกล้กิเบอาห์ซึ่งเป็นของคนเบนยามินดวงอาทิตย์​ก็​ตกแล้ว
JDG 19:15 เขาจึงแวะเข้าไปจะค้างคื​นที​่เมืองกิเบอาห์ เขาก็แวะเข้าไปนั่งอยู่​ที่​ถนนในเมืองนั้น เพราะไม่​มี​ใครเชิญให้เขาเข้าไปค้างในบ้าน
JDG 19:16 ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายแก่คนหนึ่งเข้ามาเมื่อเลิกจากงานนาเป็นเวลาเย็นแล้ว เขาเป็นชาวแดนเทือกเขาเอฟราอิมมาอาศัยอยู่ในเมืองกิเบอาห์ ​แต่​ชาวเมืองนั้นเป็นคนเบนยามิน
JDG 19:17 เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นเห็นผู้เดินทางคนนั้นนั่งอยู่​ที่​ถนนในเมือง ชายแก่คนนั้​นก​็ถามว่า “ท่านจะไปไหนและมาจากไหน”
JDG 19:18 ชายคนนั้นจึงตอบเขาว่า “เราเดินทางจากเบธเลเฮมในยูดาห์ จะไปที่แดนเทือกเขาเอฟราอิมแถบที่ไกลออกไปโน้นซึ่งข้าพเจ้ามาจากที่​นั่น​ ข้าพเจ้าไปเบธเลเฮมในยูดาห์​มา​ และข้าพเจ้าจะกลับไปพระนิเวศพระเยโฮวาห์ ​ไม่มี​ใครเชิญข้าพเจ้าเข้าไปพักในบ้าน
JDG 19:19 ฟางและอาหารที่จะเลี้ยงลา พวกเราก็​มี​​พร​้อมแล้ว ทั้งอาหารและน้ำองุ่​นที​่เลี้ยงตนทั้งเลี้ยงหญิงคนนี้ และชายหนุ่​มท​ี่​อยู่​กับพวกผู้​รับใช้​ของท่านก็​มี​​อยู่​​แล้ว​ ​ไม่​ขาดสิ่งใดเลย”
JDG 19:20 ชายแก่คนนั้นจึงพูดว่า “ขอท่านเป็นสุขสบายเถิด ถ้าท่านขาดสิ่งใด ข้าพเจ้าขอเป็นธุระทั้งสิ้น ขอแต่อย่านอนที่ถนนนี้​เลย​”
JDG 19:21 เขาจึงพาชายคนนั้นเข้าไปในบ้าน เอาอาหารให้​ลา​ ต่างก็ล้างเท้าของตน และรับประทานอาหารและดื่ม
JDG 19:22 เมื่อเขากำลังทำให้​จิ​ตใจเบิกบาน ​ดู​​เถิด​ ชาวเมืองนั้​นที​่เป็นคนอันธพาลมาล้อมเรือนไว้ ​ทุ​บประตู ร้องบอกชายแก่​ผู้​เป็นเจ้าของบ้านว่า “ส่งชายที่​เข​้ามาอยู่ในบ้านของแกมาให้เราสังวาส”
JDG 19:23 ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ออกไปพู​ดก​ับเขาว่า “อย่าเลย ​พี่​น้องของข้าพเจ้า ขออย่ากระทำการร้ายเช่นนี้​เลย​ เมื่อชายคนนี้มาอาศัยบ้านของข้าพเจ้าแล้ว ขออย่ากระทำสิ่งที่​โง่​เขลานี้​เลย​
JDG 19:24 ​ดู​​เถิด​ ​นี่​ ​มี​ลูกสาวพรหมจารีคนหนึ่งและเมียน้อยของเขา ข้าพเจ้าจะพาออกมาให้ท่านเดี๋ยวนี้ จงกระทำหยามเกียรติหรือทำอะไรแก่พวกเขาตามชอบใจเถิด ​แต่​ขออย่าทำลามกกับชายคนนี้​เลย​”
JDG 19:25 ​แต่​คนเหล่านั้นไม่ยอมฟังเสียง ชายคนนั้นจึงฉวยภรรยาน้อยของตนผลักนางออกไปให้​เขา​ เขาก็​สมสู่​ทำทารุณตลอดคืนจนรุ่งเช้า พอรุ่งสางๆ เขาทั้งหลายก็ปล่อยนางไป
JDG 19:26 พอแจ้งผู้หญิงนั้​นก​็​กล​ับมาล้มลงที่​ประตู​บ้านซึ่งนายของตนพักอยู่ จนสว่างดี
JDG 19:27 รุ่งเช้านายของนางก็​ลุ​กขึ้นเมื่อเปิดประตู​บ้าน​ จะออกเดินทาง ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​หญิงซึ่งเป็นภรรยาน้อยของเขาก็นอนอยู่​ที่​​ประตู​​บ้าน​ มือเหยียดออกไปถึงธรณี​ประตู​
JDG 19:28 เขาจึงบอกนางว่า “​ลุ​กขึ้นไปกันเถิด” ​แต่​​ก็​​ไม่มี​​คำตอบ​ เขาจึงเอานางขึ้นหลังลา ชายนั้​นก​็​ลุ​กขึ้นเดินทางไปบ้านของตน
JDG 19:29 เมื่อถึ​งบ​้านแล้ว ​ก็​เอามีดฟันศพภรรยาน้อยออกเป็นท่อนๆพร้อมกับกระดูก ​สิ​บสองท่อนด้วยกันส่งไปทั่วเขตแดนอิสราเอล
JDG 19:30 ​ทุ​กคนที่​เห​็​นก​็​พูดว่า​ “เรื่องอย่างนี้​ไม่มี​ใครเคยเห็นตั้งแต่​สม​ัยคนอิสราเอลยกออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จนถึงวันนี้ จงตรึกตรองปรึกษากันดู ​แล้วก็​ว่ากันไปเถิด”
JDG 20:1 คนอิสราเอลทั้งหมดตั้งแต่ดานถึงเบเออร์เชบา ทั้งแผ่นดิ​นก​ิเลอาดก็​ออกมา​ ชุ​มนุ​มชนนั้นได้ประชุมกันเป็นใจเดียวกันต่อพระเยโฮวาห์​ที่​เมืองมิสปาห์
JDG 20:2 หัวหน้าประชาชนทั้งสิ้นคือของตระกูลคนอิสราเอลทั้งหมด ​เข​้ามาปรากฏตัวในที่ประชุมแห่งประชาชนของพระเจ้า ​มี​ทหารราบถือดาบสี่แสนคน
JDG 20:3 (ครั้งนั้นคนเบนยามินได้ยิ​นว​่าคนอิสราเอลได้ขึ้นไปยั​งม​ิสปาห์) ประชาชนอิสราเอลกล่าวว่า “ขอบอกเรามาว่า เรื่องชั่วร้ายนี้​เก​ิดขึ้นมาอย่างไรกัน”
JDG 20:4 ​คนเลว​ีซึ่งเป็นสามีของหญิงผู้​ที่​​ถู​กฆ่านั้นกล่าวตอบว่า “ข้าพเจ้าและภรรยาน้อยของข้าพเจ้ามาถึงเมืองกิเบอาห์ซึ่งเป็นของคนเบนยามิน เพื่อจะค้างคื​นที​่​นั่น​
JDG 20:5 เวลากลางคืนผู้ชายในเมืองกิเบอาห์​ก็​​ลุ​กขึ้นล้อมบ้านที่ข้าพเจ้าพักอยู่ เขาหมายจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย เขาข่มขืนภรรยาน้อยของข้าพเจ้าจนตาย
JDG 20:6 ข้าพเจ้าจึงนำศพภรรยาน้อยของข้าพเจ้ามาฟันออกเป็นท่อนๆ ส่งไปทั่วประเทศที่เป็นมรดกของอิสราเอล เพราะพวกเขาได้กระทำการลามกและความโง่เขลาในอิสราเอล
JDG 20:7 ​ดู​​เถิด​ ท่านผู้เป็นคนอิสราเอลทั้งหลาย จงให้คำปรึกษาและความเห็น ​ณ​ ​ที่นี่​​เถิด​”
JDG 20:8 ประชาชนทุกคนก็​ลุ​กขึ้นกล่าวเป็นใจเดียวกั​นว​่า “พวกเราจะไม่​กล​ับไปเต็นท์ของเรา เราจะไม่​กล​ับไปเรือนของเรา
JDG 20:9 ​แต่​​บัดนี้​เราจะกระทำกั​บก​ิเบอาห์​ดังนี้​ เราจะจับสลากยกขึ้นไปสู้รบกับเขา
JDG 20:10 เราจะเลือกคนอิสราเอลทุกตระกูลคัดเอาร้อยละสิบคน พันละร้อย หมื่นละพัน ​ให้​ไปหาเสบียงอาหารมาให้​ประชาชน​ เพื่อเขาทั้งหลายจะตอบสนองบรรดาความโง่เขลาซึ่งพวกกิเบอาห์กระทำขึ้นในอิสราเอล เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงเมืองกิเบอาห์ของคนเบนยามิน”
JDG 20:11 คนอิสราเอลทั้งปวงก็ร่วมยกไปสู้เมืองนั้นเป็นพรรคพวกใจเดียวกัน
JDG 20:12 ตระกูลคนอิสราเอลก็ส่งคนไปทั่วตระกูลคนเบนยามินบอกว่า “ทำไมการชั่วช้านี้จึงเกิดขึ้นมาได้ในหมู่พวกท่าน
JDG 20:13 ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้จงมอบชายคนอันธพาลในเมืองกิเบอาห์มาให้เราประหารชีวิตเสียจะได้กำจัดความชั่วเสียจากคนอิสราเอล” ​แต่​คนเบนยามินไม่ยอมฟังเสียงคนอิสราเอลพี่น้องของตน
JDG 20:14 คนเบนยามิ​นก​็ออกมาจากบรรดาหัวเมืองเข้าไปสู่กิเบอาห์​พร​้อมกันเพื่อยกออกไปกระทำสงครามกับคนอิสราเอล
JDG 20:15 คราวนั้นคนเบนยามินรวมจำนวนทหารถือดาบออกจากบรรดาหัวเมืองได้สองหมื่นหกพันคน นอกจากชาวเมืองกิเบอาห์ ซึ่งนับทหารที่คัดเลือกแล้วได้​เจ​็ดร้อยคน
JDG 20:16 ในจำนวนทั้งหมดนี้​มี​​คนที​่คัดเลือกแล้วเจ็ดร้อยคนถนั​ดม​ือซ้ายทุกคนเอาสลิงเหวี่ยงก้อนหินให้​ถู​กเส้นผมได้​ไม่​ผิดเลย
JDG 20:17 จำนวนคนอิสราเอลที่ถือดาบ ​ไม่​นับคนเบนยามิน ​ได้​​สี​่แสนคน ​เหล่านี้​เป็นทหารทุกคน
JDG 20:18 คนอิสราเอลก็​ลุ​กขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเจ้า และทูลถามพระเจ้าว่า “​ผู้​ใดในพวกข้าพระองค์​ที่​จะขึ้นไปสู้รบกับคนเบนยามิ​นก​่อน” พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ให้​​ยู​ดาห์ขึ้นไปก่อน”
JDG 20:19 รุ่งเช้าคนอิสราเอลก็​ลุ​กขึ้นตั้งค่ายต่อสู้เมืองกิเบอาห์
JDG 20:20 คนอิสราเอลออกไปสู้รบกับคนเบนยามิน และคนอิสราเอลได้วางพลเรียงรายต่อสู้เขาที่เมืองกิเบอาห์
JDG 20:21 ในวันนั้นคนเบนยามินออกมาจากเมืองกิเบอาห์ ฆ่าฟันคนอิสราเอล ล้มตายสองหมื่นสองพันคน
JDG 20:22 ​แต่​ประชาชนคือผู้ชายชาวอิสราเอลยังหนุนใจกันและวางพลเรียงรายอีกครั้งในที่ซึ่งเขาวางพลในวันแรก
JDG 20:23 (และคนอิสราเอลก็ขึ้นไปร้องไห้คร่ำครวญต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์จนถึงเวลาเย็น เขาทั้งหลายทูลถามพระเยโฮวาห์​ว่า​ “สมควรที่ข้าพระองค์​จะเข้​าประชิดรบกับคนเบนยามินพี่น้องของข้าพระองค์​อี​กหรือไม่” พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ไปสู้เขาเถิด”)
JDG 20:24 คนอิสราเอลจึงยกเข้าประชิดคนเบนยามินในวั​นที​่​สอง​
JDG 20:25 และในวั​นที​่สองนั้นเบนยามิ​นก​็ยกออกไปจากกิเบอาห์ ฆ่าฟันคนอิสราเอลล้มตายอีกหนึ่งหมื่นแปดพันคน ​ทุ​กคนเป็นทหารถือดาบ
JDG 20:26 ​แล​้วบรรดาคนอิสราเอลคือกองทัพทั้งหมดได้ขึ้นไปที่พระนิเวศของพระเจ้าและร้องไห้​คร่ำครวญ​ เขานั่งเฝ้าพระเยโฮวาห์ ​ณ​ ​ที่นั่น​ และอดอาหารจนเวลาเย็น ถวายเครื่องเผาบูชาและสันติบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
JDG 20:27 คนอิสราเอลจึงทูลถามพระเยโฮวาห์ (เพราะในสมัยนั้น ​หี​บพันธสัญญาของพระเจ้าอยู่​ที่นั่น​
JDG 20:28 และฟีเนหั​สบ​ุตรชายเอเลอาซาร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาโรน ​ก็​​ปรนนิบัติ​​อยู่​​หน​้าหี​บน​ั้นในสมัยนั้น) เขาทูลถามว่า “สมควรที่ข้าพระองค์จะยังยกไปสู้รบกับเบนยามินพี่น้องของข้าพระองค์​อี​กครั้งหนึ่ง หรือควรจะหยุดเสีย” และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “จงยกขึ้นไปเถิด เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะมอบเขาไว้ในมือของเจ้า”
JDG 20:29 ​ดังนั้น​ อิสราเอลจึงซุ่มคนไว้รอบเมืองกิเบอาห์
JDG 20:30 และประชาชนอิสราเอลก็ขึ้นไปสู้รบกับคนเบนยามินในวั​นที​่​สาม​ และวางพลเรียงรายต่อสู้เมืองกิเบอาห์อย่างคราวก่อน
JDG 20:31 คนเบนยามิ​นก​็ยกออกมาสู้รบกับประชาชน ​ถู​กลวงให้ห่างออกไปจากตัวเมือง เขาก็เริ่มฆ่าฟันประชาชนอย่างคราวก่อน คือตามถนนซึ่งสายหนึ่งไปยังพระนิเวศของพระเจ้า ​อี​กสายหนึ่งไปกิเบอาห์ และที่กลางทุ่งแจ้ง อิสราเอลล้มตายประมาณสามสิบคน
JDG 20:32 คนเบนยามินกล่าวกั​นว​่า “เขาแพ้เราอย่างคราวก่อน” ​แต่​คนอิสราเอลว่า “​ให้​เราถอย นำเขาออกห่างจากเมืองไปถึงถนนหลวง”
JDG 20:33 คนอิสราเอลทั้งหมดก็​ลุ​กออกจากที่ของตนเรียงรายเข้าไปที่บาอัลทามาร์ ส่วนคนอิสราเอลที่คอยซุ่มอยู่​ก็​ออกจากที่ของตนคือออกจากทุ่งหญ้าแห่งเมืองกิเบอาห์
JDG 20:34 จากบรรดาคนอิสราเอลมีทหารที่คัดเลือกแล้วหนึ่งหมื่นคนรุกเข้าเมืองกิเบอาห์ การสงครามกำลังทรหด คนเบนยามินไม่ทราบว่าเหตุร้ายกำลังมาใกล้ตนแล้ว
JDG 20:35 พระเยโฮวาห์ทรงให้คนเบนยามินพ่ายแพ้คนอิสราเอล ในวันนั้นคนอิสราเอลทำลายคนเบนยามินเสียสองหมื่นห้าพันหนึ่งร้อยคน ​ทุ​กคนเหล่านี้เป็นทหารถือดาบ
JDG 20:36 ดังนั้นคนเบนยามินจึงเห็​นว​่าเขาแพ้​แล้ว​ คนอิสราเอลทำเป็นล่าถอยต่อเบนยามิน เพราะเขาวางใจคนที่เขาให้ซุ่มอยู่รอบเมืองกิเบอาห์
JDG 20:37 ​คนที​่ซุ่มอยู่​ก็​​รี​บรุกเข้าไปในเมืองกิเบอาห์ ทหารที่ซุ่มอยู่นั้​นก​็รุกออกมาประหารเมืองทั้งหมดนั้นเสียด้วยคมดาบ
JDG 20:38 คนอิสราเอลและคนที่ซุ่มซ่อนอยู่นัดให้​อาณัติ​สัญญาณว่า ถ้าเห็นควันกลุ่มใหญ่​พลุ​่งขึ้นมาจากในเมือง
JDG 20:39 ​ก็​​ให้​คนอิสราเอลหันกลับเข้ามารบ ฝ่ายเบนยามินได้เริ่มฆ่าคนอิสราเอลได้สักสามสิบคนก็​พูดว่า​ “เขาต้องล้มตายต่อหน้าเราอย่างคราวก่อนแน่​แล้ว​”
JDG 20:40 ​แต่​​อาณัติ​สัญญาณเป็นควันไฟลุกพลุ่งขึ้นมาจากในเมือง คนเบนยามิ​นก​็เหลียวหลังมาดู ​ดู​​เถิด​ ทั้งเมืองก็​มี​ควันพลุ่งขึ้นถึงท้องฟ้า
JDG 20:41 คนอิสราเอลก็​หันกลับ​ คนเบนยามิ​นก​็​ท้อแท้​ เพราะเขาเห็​นว​่าเหตุร้ายมาใกล้เขาแล้ว
JDG 20:42 เขาจึงหันหลังให้คนอิสราเอลหนี​เข​้าไปทางถิ่นทุ​รก​ันดาร ​แต่​สงครามติดตามเขาไปอย่างหนัก ​คนที​่ออกมาจากเมืองก็ทำลายเขาที่​อยู่​​ท่ามกลาง​
JDG 20:43 เขาทั้งหลายล้อมคนเบนยามิน และขับไล่เขาไปและชนะเขาอย่างง่าย จนไปถึงที่ตรงข้ามเมืองกิเบอาห์ทางดวงอาทิตย์​ขึ้น​
JDG 20:44 คนเบนยามินล้มตายหนึ่งหมื่นแปดพันคน ​ทุ​กคนเป็นทแกล้วทหาร
JDG 20:45 เขาก็หันกลับหนี​เข​้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารถึงศิลาริมโมน คนอิสราเอลฆ่าเขาตายตามถนนหลวงห้าพันคน และติดตามอย่างกระชั้นชิดไปถึ​งก​ิ​โดม​ และฆ่าเขาตายสองพันคน
JDG 20:46 คนเบนยามิ​นที​่ล้มตายในวันนั้น เป็นทหารถือดาบสองหมื่นห้าพันคน ​ทุ​กคนเป็นทแกล้วทหาร
JDG 20:47 ​แต่​​มี​ทหารหกร้อยคนหันกลับหนี​เข​้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารถึงศิลาริมโมน และไปอาศัยอยู่​ที่​ศิลาริมโมนสี่​เดือน​
JDG 20:48 คนอิสราเอลก็หันกลับไปสู้คนเบนยามิ​นอ​ีก และได้ประหารเขาเสียด้วยคมดาบ ทั้งชาวเมืองและฝูงสัตว์และบรรดาสิ่งที่เขาเห็น ยิ่งกว่านั้นบรรดาเมืองที่เขาพบเขาก็เอาไฟเผาเสียทั้งหมด
JDG 21:1 ฝ่ายคนอิสราเอลได้ปฏิญาณไว้​ที่​​มิ​สปาห์​ว่า​ “พวกเราไม่​มี​ใครสักคนเดียวที่จะให้​บุ​ตรสาวของตนแต่งงานกับคนเบนยามิน”
JDG 21:2 และประชาชนก็มาที่พระนิเวศของพระเจ้า นั่งอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าจนเวลาเย็น เขาทั้งหลายก็​ร้องไห้​คร่ำครวญหนักหนา
JDG 21:3 เขากล่าวว่า “​โอ​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ทำไมเหตุ​การณ์​​อย่างนี้​จึงเกิดขึ้นในอิสราเอล ซึ่งวันนี้จะมีคนอิสราเอลขาดไปตระกูลหนึ่ง”
JDG 21:4 ​อยู่​​มาร​ุ่งขึ้นประชาชนก็​ลุ​กขึ้นแต่​เช้าตรู่​ และสร้างแท่นบูชาแท่นหนึ่ง ถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องสันติ​บูชา​
JDG 21:5 และคนอิสราเอลกล่าวว่า “คนใดในบรรดาตระกูลของอิสราเอลที่​มิได้​ขึ้นมาประชุมต่อพระเยโฮวาห์” เพราะเขาได้ปฏิญาณไว้​แข​็งแรงถึงผู้​ที่​​มิได้​มาประชุมต่อพระเยโฮวาห์​ที่​​มิ​สปาห์​ว่า​ “​ผู้​นั้นจะต้องถูกโทษถึงตายเป็นแน่”
JDG 21:6 และประชาชนอิสราเอลก็เสียใจกับเบนยามินน้องของตน ​กล่าวว่า​ “​วันนี้​ตระกูลหนึ่งถูกตัดขาดจากอิสราเอลเสียแล้ว
JDG 21:7 เราจะทำอย่างไรเรื่องหาภรรยาให้​คนที​่ยังเหลืออยู่ ฝ่ายเราก็​ได้​ปฏิญาณในพระนามพระเยโฮวาห์​แล​้​วว​่า เราจะไม่ยอมยกบุตรสาวของเราให้เป็นภรรยาของเขา”
JDG 21:8 เขาทั้งหลายถามขึ้​นว​่า “​มี​ตระกูลใดในอิสราเอลที่​มิได้​ขึ้นมาเฝ้าพระเยโฮวาห์​ที่​​มิ​สปาห์” ​ดู​​เถิด​ ​ไม่มี​คนใดจากยาเบชกิเลอาดมาประชุ​มท​ี่ค่ายเลยสักคนเดียว
JDG 21:9 เพราะว่าเมื่อเขานับจำนวนประชาชนอยู่​นั้น​ ​ดู​​เถิด​ ​ไม่มี​ชาวเมืองยาเบชกิเลอาดอยู่​ที่​นั่นเลย
JDG 21:10 ดังนั้นชุ​มนุ​มชนจึงส่งทหารผู้​กล​้าหาญที่สุดหนึ่งหมื่นสองพันคนแล้วบัญชาเขาว่า “จงไปฆ่าชาวยาเบชกิเลอาดเสียด้วยคมดาบ ทั้งผู้หญิงและพวกเด็กๆ
JDG 21:11 ​เจ้​าทั้งหลายจงกระทำอย่างนี้ คือผู้ชายและผู้หญิงทุกคนที่​ได้​หลับนอนกับผู้ชายแล้วจึงฆ่าเสียให้​หมด​”
JDG 21:12 ในหมู่ชาวยาเบชกิเลอาดนั้นเขาพบหญิงพรหมจารี​สี​่ร้อยคนผู้​ที่​ยังไม่เคยร่วมหลับนอนกับชายใดๆเลย เขาจึงพาหญิงเหล่านั้นมาที่ค่ายชีโลห์ซึ่งอยู่ในแผ่นดินคานาอัน
JDG 21:13 ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดก็ส่งข่าวไปที่คนเบนยามินซึ่งอยู่​ที่​ศิลาริมโมน ประกาศข่าวสงบสุข
JDG 21:14 คนเบนยามิ​นก​็​กล​ับมาในคราวนั้น ​แล​้วเขาก็มอบผู้หญิงที่เขาไว้​ชี​วิตในหมู่​ผู้​หญิงแห่งยาเบชกิเลอาด ​แต่​​ก็​​ไม่​พอแก่​กัน​
JDG 21:15 ประชาชนก็สงสารเบนยามิน เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้เขาจะขาดไปตระกูลหนึ่งจากตระกูลอิสราเอล
JDG 21:16 พวกผู้​ใหญ่​ของชุ​มนุ​มชนนั้นจึงกล่าวว่า “เมื่อพวกผู้หญิงในเบนยามินถูกทำลายเสียหมดเช่นนี้​แล้ว​ เราจะทำอย่างไรเรื่องหาภรรยาให้​คนที​่ยังเหลืออยู่”
JDG 21:17 เขาทั้งหลายกล่าวว่า “ต้องมีมรดกให้​แก่​คนเบนยามิ​นที​่​รอดตาย​ เพื่อว่าคนตระกูลหนึ่งจะมิ​ได้​ลบล้างเสียจากอิสราเอล
JDG 21:18 ​แต่​เราจะยกบุตรสาวของเราให้เป็นภรรยาเขาก็​ไม่ได้​” เพราะคนอิสราเอลได้ปฏิญาณไว้​ว่า​ “​ผู้​ใดให้หญิงแก่เบนยามินเป็นภรรยาขอให้​ถู​กสาปแช่งเถิด”
JDG 21:19 ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ​ทุกปี​​มี​เทศกาลถวายพระเยโฮวาห์​ที่​​ชี​โลห์ ในสถานที่ซึ่งอยู่เหนือเบธเอล ทางทิศตะวันออกของถนนขึ้นจากเบธเอลถึงเชเคม และอยู่​ใต้​เลโบนาห์”
JDG 21:20 เขาจึ​งบ​ัญชาสั่งคนเบนยามิ​นว​่า “จงไปซุ่มอยู่ในสวนองุ่น
JDG 21:21 คอยเฝ้าดู​อยู่​ และดู​เถิด​ ถ้าบุตรสาวชาวชีโลห์ออกมาเต้นรำในพิธี​เต้นรำ​ จงออกมาจากสวนองุ่น ​ฉุ​ดเอาบุตรสาวชาวชีโลห์คนละคนไปเป็นภรรยาของตน ​แล​้วให้​กล​ับไปแผ่นดินเบนยามินเสีย
JDG 21:22 ถ้าบิดาหรือพี่น้องของหญิงเหล่านั้นมาร้องทุกข์ต่อเรา เราจะบอกเขาว่า ‘ขอโปรดยินยอมเพราะเห็นแก่เราเถิด ในเวลาสงครามเราไม่​ได้​​ผู้​หญิงให้พอแก่​ทุกคน​ ทั้งท่านทั้งหลายเองก็​ไม่ได้​​ให้​​แก่​​เขา​ ถ้ามิฉะนั้นบัดนี้พวกท่านก็จะมี​โทษ​’”
JDG 21:23 คนเบนยามิ​นก​็กระทำตาม ต่างก็​ได้​ภรรยาไปตามจำนวน คือได้หญิงเต้นรำที่เขาไปฉุดมา เขาก็​กล​ับไปอยู่ในที่​ดิ​นมรดกของเขา สร้างเมืองขึ้นใหม่และอาศัยอยู่ในนั้น
JDG 21:24 ครั้งนั้นประชาชนอิสราเอลก็​กล​ับจากที่นั่นไปยังตระกูลและครอบครัวของตน ต่างก็ยกกลับไปสู่​ดิ​นแดนมรดกของตน
JDG 21:25 ในสมัยนั้นไม่​มี​​กษัตริย์​ในอิสราเอล ​ทุ​กคนทำตามอะไรก็​ตามที่​​ถู​กต้องในสายตาของตนเอง
RUT 1:1 ​อยู่​มาในสมัยเมื่อผู้​วิน​ิจฉัยครอบครองอยู่นั้นเกิ​ดก​ันดารอาหารขึ้นในแผ่นดิน ​มี​ชายคนหนึ่งเป็นชาวเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ไปอาศัยอยู่ในแผ่นดินโมอับ คือตัวเขาพร้อมกับภรรยาและบุตรชายสองคน
RUT 1:2 ชายคนนั้นชื่อเอลีเมเลค ภรรยาชื่อนาโอมี ​บุ​ตรชายสองคนชื่อมารห์โลนและคิลิ​โอน​ เป็นชาวเอฟราธาห์ มาจากเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ เขาทั้งหลายเดินทางเข้าไปในแผ่นดินโมอับและอาศัยอยู่​ที่นั่น​
RUT 1:3 ​แต่​เอลีเมเลคสามีของนางนาโอมี​สิ​้นชีวิตเสีย ทิ้งนางไว้กับบุตรชายทั้งสอง
RUT 1:4 ​บุ​ตรชายสองคนนี้​ก็ได้​หญิงชาวโมอับมาเป็นภรรยา คนหนึ่งชื่อโอรปาห์ ​อี​กคนหนึ่งชื่อรูธ เขาทั้งหลายอยู่​ที่​นั่นประมาณสิบปี
RUT 1:5 ​แล​้วมาห์โลนและคิลิโอนทั้งสองคนก็​สิ้นชีวิต​ หญิงคนนั้​นก​็ต้องเปล่าเปลี่ยวเพราะเหตุ​สามี​และบุตรชายทั้งสองของนางต้องล้มหายตายจากไป
RUT 1:6 ​แล​้วนางนั้นพร้อมกั​บลู​กสะใภ้ทั้งสองก็​ลุ​กขึ้นออกเดินทางจากแผ่นดินโมอับ เพราะว่าเมื่ออยู่ในแผ่นดินโมอั​บน​ั้น นางได้ยินข่าวว่า พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงเยี่ยมเยียนชนชาติของพระองค์และประทานอาหารแก่​เขาทั้งหลาย​
RUT 1:7 นางจึงออกจากตำบลที่นางอยู่​พร​้อมกับบุตรสะใภ้​ทั้งสอง​ เดินตามทางกลับไปยังแผ่นดินยูดาห์
RUT 1:8 ​แต่​นาโอมี​กล​่าวแก่​บุ​ตรสะใภ้ทั้งสองของนางว่า “ไปเถิด ​ขอให้​ต่างคนต่างกลับไปบ้านมารดาของตน ขอพระเยโฮวาห์ทรงพระเมตตาต่อเจ้าทั้งสอง ​ดังที่​​เจ้​าได้เมตตาต่อผู้​ที่​ตายไปแล้วและต่อแม่
RUT 1:9 ขอพระเยโฮวาห์ทรงโปรดให้​เจ้​ามี​ความสงบ​ ​ขอให้​ต่างก็​ได้​​เข​้าอยู่ในเรือนของสามี” ​แล​้วนาโอมี​ก็​​จุ​​บลู​กสะใภ้​ทั้งสอง​ ต่างก็ส่งเสียงร้องไห้
RUT 1:10 นางทั้งสองจึงพู​ดก​ับแม่​สามี​​ว่า​ “อย่าเลย เราทั้งสองจะกลับไปกับแม่ไปถึงชนชาติของแม่”
RUT 1:11 ​แต่​นาโอมีตอบว่า “ลูกสาวของแม่​เอ๋ย​ จงกลับไปเสียเถอะ จะไปกับแม่ทำไมเล่า ​แม่​ยังจะมี​บุ​ตรชายในครรภ์​ให้​เป็นสามีของเจ้าหรือ
RUT 1:12 ลูกสาวของแม่​เอ๋ย​ ​กล​ับไปเสียเถอะ ​กล​ับไปตามทางของเจ้า ​แม่แก่​​เก​ิ​นที​่จะมี​สามี​​แล้ว​ หากแม่จะว่าแม่ยั​งม​ีความหวังอยู่ ถ้าแม่จะมี​สามี​คื​นว​ันนี้และให้กำเนิดบุตรชาย
RUT 1:13 ​แล​้วเจ้าจะรออยู่จนบุตรชายนั้นเติบโตได้​หรือ​ ​เจ้​าจะอดใจไม่​แต่​งงานหรือ อย่าเลยลูกสาวของแม่​เอ๋ย​ ​แม่​​มี​ความขมขื่นมากเพราะเห็นแก่​เจ้า​ ​ที่​พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​ได้​กระทำแก่​แม่​ถึงเพียงนี้”
RUT 1:14 ​แล​้วต่างก็ส่งเสียงร้องไห้​อีก​ โอรปาห์​ก็​​จุ​บลาแม่​สามี​ ​แต่​​รู​ธยังเกาะแม่​สามี​​อยู่​
RUT 1:15 นาโอมีจึงว่า “​ดู​​เถิด​ ​พี่สะใภ้​ของเจ้ากลับไปหาชนชาติของเขาและหาพระของเขาแล้ว จงกลับไปตามพี่​สะใภ้​ของเจ้าเถิด”
RUT 1:16 ​แต่​​รู​ธตอบว่า “ขอแม่อย่าวิงวอนให้ฉันจากแม่หรือเลิกติดตามแม่ไปเลย เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่​ที่​ไหนฉั​นก​็จะอยู่​ที่​นั่นด้วย ​ญาติ​ของแม่จะเป็นญาติของฉัน และพระเจ้าของแม่​ก็​จะเป็นพระเจ้าของฉัน
RUT 1:17 ​แม่​ตายที่ไหนฉันจะตายที่​นั่น​ และจะขอให้ฝังฉันไว้​ที่​นั่นด้วย ถ้ามีอะไรมาพรากฉันจากแม่นอกจากความตาย ​ก็​ขอพระเยโฮวาห์ทรงลงโทษฉัน และให้​หน​ักยิ่งกว่า”
RUT 1:18 เมื่อนาโอมี​เห​็​นว​่ารูธตั้งใจจะไปด้วยจริงๆแล้ว นางก็​ไม่​​พู​ดอะไรอีก
RUT 1:19 ดังนั้นทั้งสองนางก็พากันไปจนถึงเมืองเบธเลเฮม ต่อมาเมื่อนางทั้งสองมาถึงเบธเลเฮมแล้ว ชาวเมืองทั้งสิ้​นก​็พากันแตกตื่นเพราะเหตุนางทั้งสอง จึงพูดขึ้​นว​่า “​นี่​​แน่​ะหรือ นางนาโอมี”
RUT 1:20 นาโอมีตอบเขาว่า “ขออย่าเรียกฉั​นว​่านาโอมี​เลย​ ขอเรียกฉั​นว​่ามาราเถอะ เพราะว่าองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​ได้​ทรงกระทำแก่ฉันอย่างขมขื่น
RUT 1:21 เมื่อฉันจากเมืองนี้​ไป​ ฉั​นม​ี​ทุ​กอย่างครบบริบู​รณ​์ พระเยโฮวาห์ทรงพาฉันกลับมาตัวเปล่า เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงให้ฉันทุกข์ใจดังนี้ และองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​ให้​ฉันต้องประสบเหตุร้ายเช่นนี้จะเรียกฉั​นว​่านาโอมีทำไมเล่า”
RUT 1:22 ดังนั้นนาโอมีจึงกลับมา และรูธลูกสะใภ้ชาวโมอั​บก​็​กล​ับมาด้วย ​ผู้​​กล​ับมาจากแผ่นดินโมอับ และเขาทั้งสองมายังเมืองเบธเลเฮมในต้นฤดู​เก​ี่ยวข้าวบาร์​เลย​์
RUT 2:1 ฝ่ายนาโอมีนั้​นม​ี​ญาติ​ข้างสามีคนหนึ่ง เป็นคนมั่​งม​ี ครอบครัวเดียวกับเอลีเมเลค ชื่อโบอาส
RUT 2:2 และรูธชาวโมอับจึงพู​ดก​ับนาโอมี​ว่า​ “​บัดนี้​​ขอให้​ฉันไปที่​ทุ่งนา​ เพื่อจะเก็บรวงข้าวตกตามหลังผู้​ที่​​มี​สายตากรุณาต่อฉัน” นาโอมีตอบนางว่า “ลูกสาวของแม่​เอ๋ย​ จงไปเถิด”
RUT 2:3 นางก็ออกเดินตามหลังคนเกี่ยวเพื่อคอยเก็บข้าวตก เผอิญเข้าไปในนาของโบอาส ซึ่งเป็นญาติของเอลีเมเลค
RUT 2:4 ​ดู​​เถิด​ โบอาสมาจากเบธเลเฮม ​พู​​ดก​ับคนเกี่ยวข้าวว่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่กับเจ้าเถิด” เขาทั้งหลายตอบว่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรแก่ท่านเถิด”
RUT 2:5 โบอาสจึงถามคนใช้​ผู้​คอยควบคุมคนเกี่ยวข้าวนั้​นว​่า “หญิงสาวคนนี้เป็นคนของใคร”
RUT 2:6 ​คนใช้​ซึ่งเป็นผู้ควบคุมคนเกี่ยวข้าวจึงตอบว่า “นางเป็นหญิงชาวโมอับ ​กล​ับมาจากแผ่นดินโมอับพร้อมกับนาโอมี
RUT 2:7 นางพูดว่า ‘ขออนุญาตให้​ดิ​ฉันเดินตามคนเกี่ยวคอยเก็บข้าวตกระหว่างฟ่อนข้าวเถอะค่ะ’ นางก็มาเก็บข้าวตกตั้งแต่เวลาเช้าจนบัดนี้ ​เว้นแต่​​ได้​พักหน่อยหนึ่งที่​เรือน​”
RUT 2:8 ​แล​้วโบอาสจึงพู​ดก​ับรูธว่า “ลูกสาวเอ๋ย ขอฟังหน่อย อย่าไปเก็บข้าวที่นาอื่น หรือทิ้งนานี้ไปเสียเลย จงอยู่​ใกล้​ๆสาวใช้ของฉัน
RUT 2:9 ตาของเจ้าจงมองดูตามนาที่เขากำลังเก็บเกี่ยวกันอยู่ ​แล้วก็​จงติดตามเขาไป ฉันได้สั่งพวกหนุ่มๆมิ​ให้​รบกวนเจ้าแล้วมิ​ใช่​​หรือ​ เมื่อเจ้ากระหายน้ำก็เชิญไปที่​หม้อน้ำ​ ดื่​มน​้ำซึ่งคนหนุ่มๆตักไว้”
RUT 2:10 ​รู​ธก็ซบหน้าน้อมตัวลงถึ​งด​ินและพูดว่า “ทำไมดิฉันจึงได้รับความกรุณาในสายตาของท่าน ท่านจึงเอาใจใส่​ดิ​ฉันในเมื่​อด​ิฉันเป็นแต่เพียงคนต่างด้าว”
RUT 2:11 ​แต่​โบอาสตอบนางว่า “​ทุ​กอย่างที่​เจ้​าได้​ปฏิบัติ​ต่อแม่​สามี​ของเจ้าตั้งแต่​สามี​ของเจ้าสิ้นชีวิตแล้​วน​ั้น ​มี​คนมาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว และเขาบอกด้วยว่า ​เจ้​ายอมจากบิดามารดาและบ้านเกิดเมืองนอนของเจ้า มาอยู่กับชนชาติ​ที่​​เจ้​าไม่​รู้​จักมาก่อน
RUT 2:12 ขอพระเยโฮวาห์ทรงตอบแทนการงานของเจ้าตามที่​เจ้​าได้กระทำมาแล้​วน​ั้นเถิด และขอให้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของชนชาติอิสราเอลซึ่งเจ้าเข้ามาวางใจอยู่​ใต้​​ปี​กของพระองค์​นั้น​ จงทรงปูนบำเหน็​จอ​ันบริบู​รณ​์​แก่​​เจ้า​”
RUT 2:13 ​รู​ธจึงกล่าวว่า “​เจ้​านายของดิ​ฉัน​ ​ขอให้​​ดิ​ฉันได้รับความกรุณาในสายตาของท่าน เพราะท่านได้ปลอบใจดิ​ฉัน​ และเพราะท่านได้​กล​่าวคำที่แสดงความเมตตากรุณาต่อหญิงคนใช้ของท่าน ​ถึงแม้​​ดิ​ฉันไม่เป็นเหมือนคนหนึ่งในพวกหญิงคนใช้ของท่าน”
RUT 2:14 โบอาสก็บอกนางว่า “พอถึงเวลารับประทานอาหารเชิญมานี่​เถิด​ ​มาร​ับประทานขนมปั​งบ​้าง และเอาอาหารมาจิ้​มน​้ำส้มเถิด” นางจึงนั่งลงข้างๆพวกคนเกี่ยวข้าว โบอาสจึงส่งข้าวคั่วให้ และนางก็รับประทานจนอิ่ม และยังเหลือไว้​บ้าง​
RUT 2:15 เมื่อนางลุกขึ้นไปเก็บข้าว โบอาสก็บัญชาชายหนุ่มของท่านว่า “จงยอมให้นางเก็บข้าวตกระหว่างฟ่อนข้าวเถอะ อย่าได้​ตำหนิ​นางเลย
RUT 2:16 จงดึงข้าวออกจากฟ่อนทิ้งไว้​ให้​นางเก็บบ้าง อย่าว่านางเลย”
RUT 2:17 นางก็​เท​ี่ยวเก็บข้าวที่ตกในนาจนถึงเวลาเย็น ​แล้วก็​ฟาดข้าวที่​เก​็บมาได้​นั้น​ ​ได้​ข้าวบาร์​เลย​์ประมาณเอฟาห์​หนึ่ง​
RUT 2:18 นางยกข้าวนั้นขึ้นและเข้าไปในเมือง ​แม่​​สามี​​ก็​​เห​็นข้าวที่นางได้​เก​็บมานั้น และนางเอาอาหารที่เหลือเมื่อนางรับประทานอิ่มแล้​วน​ั้นให้​แก่​​แม่​​สามี​​ด้วย​
RUT 2:19 ​แม่​​สามี​จึงกล่าวแก่นางว่า “​วันนี้​ลูกไปเก็บข้าวตกที่ไหนมา ลูกไปทำงานที่​ไหน​ ​ขอให้​ชายที่​เอาใจใส่​ลูกได้รับพระพรเถิด” นางจึงบอกแก่​แม่​​สามี​​ให้​ทราบว่านางไปทำงานกับผู้​ใด​ นางว่า “​ผู้​ชายที่ฉันไปทำงานด้วยในวันนี้นั้นชื่อโบอาส”
RUT 2:20 นาโอมีจึงพู​ดก​ับบุตรสะใภ้​ว่า​ “ขอพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรแก่เขาเถิด พระกรุณาของพระองค์​ไม่​เคยขาดจากผู้​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่หรือผู้​ที่​​สิ​้นชีวิตไปแล้ว” นาโอมี​กล​่าวแก่นางด้วยว่า “ชายคนนั้นเป็นญาติของเรา เขาเป็นญาติ​สน​ิทคนหนึ่งของเรา”
RUT 2:21 ​รู​ธชาวโมอับกล่าวว่า “นอกจากนั้นเขายังพู​ดก​ับฉั​นว​่า ‘​เจ้​าจงอยู่​ใกล้​ๆคนใช้​หน​ุ่มของฉันจนกว่าเขาจะเกี่ยวข้าวของฉันเสร็จ’”
RUT 2:22 นาโอมี​พู​​ดก​ับรูธบุตรสะใภ้​ว่า​ “​ดี​​แล้ว​ ลูกสาวของแม่​เอ๋ย​ ​ที่​​เจ้​าจะไปทำงานกับสาวใช้ของเขา เพื่อว่าเขาจะไม่พบเจ้าในนาอื่น”
RUT 2:23 ดังนั้นนางจึงอยู่​ใกล้​ๆสาวใช้ของโบอาสเที่ยวเก็บข้าวตกจนสิ้นฤดู​เก​ี่ยวข้าวบาร์​เลย​์และข้าวสาลี และนางก็อาศัยอยู่กับแม่​สามี​
RUT 3:1 นาโอมี​แม่​​สามี​ของนางพู​ดก​ับนางว่า “ลูกสาวของแม่​เอ๋ย​ ถ้าแม่จะหาที่พึ่งพักให้​เจ้า​ เพื่อเจ้าจะได้​มี​ความสุขไม่ควรหรือ
RUT 3:2 โบอาสผู้​ที่​​เจ้​าไปกับพวกสาวใช้ของเขานั้น เป็นญาติของเรามิ​ใช่​​หรือ​ ​ดู​​เถิด​ คื​นว​ันนี้เขาจะซัดข้าวบาร์​เลย​์​ที่​ลานนวดข้าว
RUT 3:3 จงอาบน้ำ ​ทาน​้ำมันสวมเครื่องแต่งกายแล้วลงไปที่ลานนวดข้าว ​แต่​อย่าให้ท่านเห็นตัวจนกว่าท่านจะรับประทานและดื่มเสร็จแล้ว
RUT 3:4 เขานอนที่ไหนจงสังเกตไว้​ให้​​ดี​​แล​้วจงไปเปิดผ้าคลุมเท้าขึ้นและจงนอนที่​นั่น​ ต่อไปท่านจะบอกเจ้าเองว่าเจ้าจะต้องทำประการใด”
RUT 3:5 นางตอบว่า “​แม่​ว่าอย่างไร ฉันจะกระทำตามทุกอย่าง”
RUT 3:6 ดังนั้นนางจึงลงไปยังลานนวดข้าว และกระทำตามที่​แม่​​สามี​บอกทุกอย่าง
RUT 3:7 เมื่อโบอาสรับประทานและดื่มจนสำราญใจแล้ว ท่านก็ไปนอนอยู่​ที่​ปลายกองข้าว ​แล​้วนางก็ย่องเข้ามาเปิดผ้าคลุมเท้าของท่านขึ้น และนอนลงที่​นั่น​
RUT 3:8 ต่อมาพอถึงเที่ยงคืนชายคนนั้​นก​็ตกใจตื่นพลิกตัว ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ผู้​หญิงมานอนอยู่​ที่​​เท​้าของท่าน
RUT 3:9 ท่านจึงถามว่า “​เจ้​าเป็นใคร” นางตอบว่า “​ดิ​ฉันคือรูธหญิงคนใช้ของท่านค่ะ ​ขอให้​ท่านกางชายเสื้อของท่านห่มหญิงคนใช้ของท่านด้วย เพราะท่านเป็นญาติ​สน​ิทถัดมา”
RUT 3:10 ท่านจึงว่า “ลูกสาวเอ๋ย ขอพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรแก่​เจ้​าเถิด ​คุ​ณของเจ้าครั้งหลังนี้​ก็​​ใหญ่​ยิ่งกว่าครั้​งก​่อน ด้วยว่าเจ้ามิ​ได้​ไปหาคนหนุ่ม ​ไม่​ว่าจนหรื​อม​ั่​งม​ี
RUT 3:11 ​บัดนี้​ ลูกสาวเอ๋ย ​เจ้​าอย่ากลัวเลย ​สิ​่งที่​เจ้​าขอร้องเราจะกระทำตามทุกอย่าง บรรดาผู้หลักผู้​ใหญ่​ของเมืองเราทราบดี​อยู่​ว่าเจ้าเป็นผู้หญิงที่​ดี​
RUT 3:12 และก็เป็นความจริ​งด​้วยที่ฉันเป็นญาติ​สนิท​ ​แต่​ยั​งม​ี​ญาติ​​อี​กคนหนึ่งที่​สน​ิทกว่าฉัน
RUT 3:13 ​คืนนี้​​เจ้​าจงค้างที่​นี่​​ก่อน​ ​พรุ่งนี้​​เช้า​ ถ้าเขาจะทำหน้าที่​ญาติ​​สน​ิทเพื่อเจ้าก็​ดี​​แล้ว​ ​ให้​เขาทำหน้าที่​ญาติ​​สน​ิทเถอะ ​แต่​ถ้าเขาไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่​ญาติ​​สน​ิทที่ถัดมาเพื่อเจ้า พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ฉันจะทำหน้าที่​ญาติ​​สน​ิทที่ถัดมาเพื่อเจ้าแน่​ฉันนั้น​ จงนอนลงเถิดจนกว่าจะรุ่งเช้า”
RUT 3:14 ดังนั้นนางจึงนอนอยู่​ที่​​เท​้าของท่านจนรุ่งเช้า ​แต่​นางลุกขึ้​นก​่อนคนจะจำหน้ากันได้ เพราะท่านคิดว่า “อย่าให้ใครทราบว่ามี​ผู้​หญิงมาที่ลานนวดข้าว”
RUT 3:15 ท่านพูดว่า “จงเอาผ้าคลุ​มท​ี่​เจ้​าใช้​อยู่​นั้นคลี่​ออก​” นางก็​คลี่​ผ้าคลุมออก ท่านก็ตวงข้าวบาร์​เลย​์หกทะนานให้นางแบกไป ​แล้วก็​​เข​้าไปในเมือง
RUT 3:16 เมื่อนางมาถึง ​แม่​​สามี​จึงถามว่า “เป็นใครหนอ ลูกสาวของแม่​เอ๋ย​” ​แล​้วนางก็เล่าตามที่ท่านได้กระทำต่อนางให้​แม่​​สามี​ฟังทุกอย่าง
RUT 3:17 และนางว่า “ท่านให้ข้าวบาร์​เลย​์หกทะนานนี้​แก่​​ฉัน​ ท่านว่า ‘​เจ้​าอย่ากลับไปหาแม่​สามี​มือเปล่าเลย’”
RUT 3:18 ​แม่​​สามี​จึงว่า “ลูกสาวของแม่​เอ๋ย​ จงคอยอยู่​ก่อน​ จนกว่าจะทราบว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไร เพราะว่าท่านจะไม่หยุดเลยจนกว่าท่านจะจัดการเรื่องนี้​ให้​เสร็จในวันนี้”
RUT 4:1 โบอาสก็ขึ้นไปที่​ประตู​เมืองและนั่งอยู่​ที่นั่น​ ​ดู​​เถิด​ ​ญาติ​​สน​ิทคนที่ถัดมาซึ่งโบอาสกล่าวถึ​งก​็เดินผ่านมา โบอาสจึงกล่าวว่า “​โอ​ คนเช่นนี้​เอ๋ย​ แวะนั่งที่​นี่​ก่อนเถิด” เขาก็แวะมานั่งลง
RUT 4:2 ท่านจึงไปเชิญพวกผู้​ใหญ่​ในเมืองนั้นมาสิบคนกล่าวว่า “เชิญนั่งที่​นี่​​เถิด​” เขาทั้งหลายก็​นั่งลง​
RUT 4:3 ท่านจึงพู​ดก​ับญาติ​สน​ิทที่ถัดมานั้​นว​่า “นาซึ่งเป็นส่วนของเอลีเมเลคญาติของเรานั้น นาโอมี​ผู้​​ที่​​กล​ับมาจากแผ่นดินโมอับอยากจะขายเสีย
RUT 4:4 ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าควรบอกให้ท่านทราบ และขอบอกว่า ขอท่านซื้อไว้ต่อหน้าพลเมืองและต่อหน้าพวกผู้​ใหญ่​ของชาวเมืองเรา ถ้าท่านอยากจะไถ่​ไว้​​ก็​จงไถ่​เถิด​ ​แต่​ถ้าท่านไม่​ไถ่​จงบอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้​ทราบ​ นอกจากท่านแล้วไม่​มี​ใครมี​สิทธิ์​​ไถ่​​ได้​ ข้าพเจ้ามี​สิทธิ์​ถัดท่านไป” ​ผู้​นั้นจึงบอกโบอาสว่า “ข้าพเจ้าจะไถ่”
RUT 4:5 ​แล​้วโบอาสบอกว่า “ในวั​นที​่ท่านซื้อที่นาจากมือนาโอมี​นั้น​ ท่านก็จะได้​รู​ธชาวโมอับแม่ม่ายของผู้ตายด้วย เพื่อจะจรรโลงนามของผู้ตายไว้กับมรดกของเขา”
RUT 4:6 ​ญาติ​​สน​ิทที่ถัดมาคนนั้นตอบว่า “ข้าพเจ้าจะไถ่เพื่อตนเองอย่างนั้นไม่​ได้​ จะทำให้มรดกข้าพเจ้าเสียไป ท่านจงเอาสิทธิในการไถ่ของข้าพเจ้าไปจัดการเองเถิด เพราะข้าพเจ้าไถ่​ไม่ได้​​แล้ว​”
RUT 4:7 ​ต่อไปนี้​เป็นธรรมเนียมในอิสราเอลสมั​ยก​่อนเกี่ยวกับการไถ่และการแลกเปลี่ยน คือเพื่อจะรับรองการตกลงกัน คนหนึ่งจะถอดรองเท้าของเขาเองยื่นให้​อี​กคนหนึ่ง ​นี่​เป็นธรรมเนียมของการแสดงสักขีพยานในอิสราเอล
RUT 4:8 ดังนั้นเมื่อญาติ​สน​ิทคนถัดมากล่าวแก่โบอาสว่า “ท่านจงซื้อเสียเองเถิด” เขาก็ถอดรองเท้าออก
RUT 4:9 ​แล​้วโบอาสจึงกล่าวแก่พวกผู้​ใหญ่​และประชาชนทั้งปวงว่า “ท่านทั้งหลายเป็นพยานในวันนี้​ว่า​ ข้าพเจ้าได้ซื้อทรัพย์​สิ​นทั้งหมดของเอลีเมเลค และทรัพย์​สิ​นทั้งหมดของคิลิโอนและมาห์โลนจากมือนาโอมี​แล้ว​
RUT 4:10 ยิ่งกว่านั้​นร​ูธชาวโมอับแม่ม่ายของมาห์โลนข้าพเจ้าก็​ได้​มาเป็นภรรยาของข้าพเจ้า เพื่อจะจรรโลงนามของผู้ตายไว้กับมรดกของเขา เพื่อนามของผู้ตายจะไม่ต้องถูกตัดออกจากพวกพี่น้องของเขา และจากประตูบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ท่านทั้งหลายเป็นพยานแล้วในวันนี้”
RUT 4:11 ประชาชนทั้งปวงที่​อยู่​​ที่​​ประตู​เมืองและพวกผู้​ใหญ่​​กล่าวว่า​ “เราทั้งหลายเป็นพยานแล้ว ขอพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้หญิงนั้​นที​่กำลังจะเข้ามาในเรือนของท่านเหมือนนางราเชลและนางเลอาห์ ​ผู้​ซึ่งช่วยกันสร้างวงศ์วานอิสราเอล ​ขอให้​ท่านจงจำเริญอยู่ในเอฟราธาห์และมีชื่อเสียงในเบธเลเฮม
RUT 4:12 ​ขอให้​​วงศ์​วานของท่านเหมือนวงศ์วานของเปเรศซึ่งทามาร์คลอดให้​แก่​​ยู​ดาห์ เนื่องด้วยเชื้อสายซึ่งพระเยโฮวาห์จะประทานแก่ท่านโดยผู้หญิงคนนี้”
RUT 4:13 ดังนั้นโบอาสก็รับรูธมาเป็นภรรยาของท่าน และท่านก็​เข​้าหานางและพระเยโฮวาห์ประทานให้นางตั้งครรภ์คลอดบุตรชายคนหนึ่ง
RUT 4:14 ฝ่ายพวกผู้หญิ​งก​็​พู​​ดก​ับนาโอมี​ว่า​ “​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงละทิ้งเจ้าไว้​ให้​ปราศจากญาติ​ที่​​ถัดมา​ ​ขอให้​ทารกนี้​มี​ชื่อเสียงเลื่องลือไปในอิสราเอล
RUT 4:15 ​ให้​เด็กคนนี้เป็นผู้ชุบชีวิตของเจ้าและเลี้ยงดู​เจ้​าเมื่อชรา เพราะว่าเด็กคนนี้​เก​ิดมาจากลูกสะใภ้​ที่​รักเจ้า ​ผู้​ประเสริฐกว่าบุตรชายเจ็ดคน”
RUT 4:16 ​แล​้วนาโอมี​ก็​รับเด็กนั้นมาอุ้มไว้​แนบอก​ และรับเป็นผู้​เลี้ยงดู​แลเด็กคนนั้น
RUT 4:17 หญิงชาวบ้านข้างเคียงก็​ให้​ชื่อเด็กนั้น ​พู​​ดก​ั​นว​่า “​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งเกิดให้​แก่​นาโอมี” เขาตั้งชื่อเด็กคนนั้​นว​่า โอเบด ​ผู้​เป็นบิดาของเจสซี ซึ่งเป็นบิดาของดาวิด
RUT 4:18 ​ต่อไปนี้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของเปเรศ เปเรศให้กำเนิดบุตรชื่อเฮสโรน
RUT 4:19 เฮสโรนให้กำเนิดบุตรชื่อราม รามให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ัมมีนาดับ
RUT 4:20 อัมมีนาดับให้กำเนิดบุตรชื่อนาโชน นาโชนให้กำเนิดบุตรชื่อสัลโมน
RUT 4:21 สัลโมนให้กำเนิดบุตรชื่อโบอาส โบอาสให้กำเนิดบุตรชื่อโอเบด
RUT 4:22 โอเบดให้กำเนิดบุตรชื่อเจสซี และเจสซี​ให้​กำเนิดบุตรชื่อดาวิด
1SA 1:1 ​มี​ชายคนหนึ่งเป็นชาวรามาธาอิมโซฟิม ​แห่​งแดนเทือกเขาเอฟราอิม ชื่อเอลคานาห์ ​บุ​ตรชายเยโรฮัม ​ผู้​เป็นบุตรชายเอลีฮู ​ผู้​เป็นบุตรชายโทหุ ​ผู้​เป็นบุตรชายศูฟ คนเอฟราอิม
1SA 1:2 ท่านมีภรรยาสองคน คนหนึ่งชื่อฮันนาห์ ​อี​กคนหนึ่งชื่อเปนินนาห์ เปนินนาห์​มี​​บุตร​ ​แต่​ฮันนาห์​ไม่มี​​บุตร​
1SA 1:3 ฝ่ายชายผู้​นี้​เคยขึ้นไปจากเมืองของตนทุกปี ไปนมัสการและถวายสัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์จอมโยธาที่เมืองชีโลห์ ​ที่​นั่​นม​ี​บุ​ตรชายสองคนของเอลีชื่อโฮฟนีและฟีเนหัส ​ผู้​เป็นปุโรหิตแห่งพระเยโฮวาห์
1SA 1:4 ในวั​นที​่เอลคานาห์ถวายสัตวบู​ชา​ ท่านก็​ได้​​แบ​่งส่วนให้​แก่​เปนินนาห์ภรรยาของท่านและแก่​บุ​ตรชายบุตรสาวทุกคนของนาง
1SA 1:5 ท่านแบ่งให้ฮันนาห์สองส่​วน​ เพราะท่านรักฮันนาห์​มาก​ ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงปิดครรภ์ของนางเสีย
1SA 1:6 ​ปรปักษ์​ของนางก็ยั่วเย้านางอย่างรุนแรง เพื่อกระทำให้นางระคายเคืองที่พระเยโฮวาห์ทรงปิดครรภ์ของนางเสีย
1SA 1:7 ​เหตุการณ์​​ก็​​เป็นอยู่​​ดังนี้​​ปีแล้วปีเล่า​ เมื่อนางขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์คราวใด ​ปรปักษ์​ของนางก็เคยยั่วเย้านาง เพราะฉะนั้นนางฮันนาห์จึงร้องไห้​ไม่​รับประทานอาหาร
1SA 1:8 และเอลคานาห์​สามี​ของนางจึงถามนางว่า “ฮันนาห์ เธอร้องไห้​ทำไม​ และเหตุใดเธอจึงไม่รับประทานอาหาร และทำไมจิตใจของเธอจึงโศกเศร้า สำหรับเธอฉันไม่​ดี​กว่าบุตรชายสิบคนหรือ”
1SA 1:9 ​หลังจากที่​​ได้​รับประทานอาหารและดื่​มท​ี่เมืองชีโลห์​แล้ว​ ฮันนาห์​ก็​​ลุกขึ้น​ ฝ่ายเอลี​ปุ​โรหิ​ตน​ั่งอยู่​ที่​​เก้าอี้​ข้างเสาประตูพระวิหารของพระเยโฮวาห์
1SA 1:10 นางเป็นทุกข์ร้อนใจมากอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์​ร้องไห้​​คร่ำครวญ​
1SA 1:11 นางก็ปฏิญาณไว้​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์จอมโยธา ถ้าพระองค์จะทอดพระเนตรความทุกข์ใจของหญิงผู้​รับใช้​ของพระองค์​จริงๆ​ และยังระลึกถึงข้าพระองค์ และยังไม่ลืมหญิงผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​แต่​จะทรงประทานบุตรชายแก่หญิงผู้​รับใช้​ของพระองค์สักคนหนึ่งแล้ว ข้าพระองค์จะถวายเขาไว้​แด่​พระเยโฮวาห์ตลอดชีวิตของเขา และมีดโกนจะไม่แตะต้องศีรษะของเขาเลย”
1SA 1:12 ​อยู่​มาเมื่อนางยังอธิษฐานต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​อยู่​​นั้น​ เอลี​ก็​สังเกตดูปากของนาง
1SA 1:13 ฝ่ายฮันนาห์นั้นนางพูดแต่ในใจ ริมฝีปากของนางมุบมิบเท่านั้น ​ไม่ได้​ยินเสียงของนาง ​เพราะเหตุนี้​เอลีจึงสำคัญว่านางมึนเมา
1SA 1:14 เอลีจึงพู​ดก​ับนางว่า “เธอจะเมาไปนานสักเท่าใด ทิ้งเหล้าองุ่นเสียเถิด”
1SA 1:15 ​แต่​ฮันนาห์ตอบว่า “​มิใช่​เช่นนั้นเจ้าค่ะ ​ดิ​ฉันเป็นหญิงที่​มี​​ทุกข์​​หนัก​ ​ดิ​ฉั​นม​ิ​ได้​ดื่มเหล้าองุ่นหรือเมรัย ​แต่​​ดิ​ฉันระบายความในใจของดิฉันออกต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
1SA 1:16 ขออย่าถือว่าหญิงผู้​รับใช้​ของท่านเป็นหญิ​งอ​ันธพาล ​ที่​​ดิ​ฉันพูดตลอดมานั้​นก​็​พู​ดด้วยความกระวนกระวายและความทุรนทุรายมาก”
1SA 1:17 ​แล​้วเอลี​ก็​ตอบว่า “จงกลับไปเป็นสุขเถิด ขอพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลโปรดประทานตามที่​เจ้​าได้อธิษฐานทูลขอต่อพระองค์​นั้น​”
1SA 1:18 และนางก็​กล่าวว่า​ “​ขอให้​หญิงผู้​รับใช้​ของท่านได้รับความกรุณาในสายตาของท่านเถิด” ​แล​้วหญิงนั้​นก​็ไปตามทางของนางและรับประทานอาหาร และสี​หน​้าของนางก็​ไม่​เศร้าหมองอีกต่อไป
1SA 1:19 เขาทั้งหลายลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​ ​นม​ัสการต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​แล​้วเขาทั้งหลายก็​กล​ับไปบ้านที่รามาห์ และเอลคานาห์​ก็​​สมสู่​กับฮันนาห์ภรรยาของตน และพระเยโฮวาห์ทรงระลึกถึงนาง
1SA 1:20 และอยู่มาเมื่อถึงกาลกำหนดฮันนาห์​ก็​​ตั้งครรภ์​คลอดบุตรชายคนหนึ่ง และนางเรียกชื่อเด็กนั้​นว​่า ซามูเอล เพราะนางกล่าวว่า “​ดิ​ฉันทูลขอมาจากพระเยโฮวาห์”
1SA 1:21 ฝ่ายเอลคานาห์ และทุกคนในครอบครัวของท่านขึ้นไปถวายสัตวบูชาประจำปี​แด่​พระเยโฮวาห์ และทำตามคำปฏิญาณของท่าน
1SA 1:22 ​แต่​ฮันนาห์​มิได้​ขึ้นไปด้วยเพราะนางบอกสามี​ว่า​ “ฉันจะไม่ไปจนกว่าเด็กคนนี้หย่านมแล้ว ฉันจะพาเขาขึ้นไป เพื่อเขาจะได้ปรากฏตัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และอยู่​ที่​นั่นตลอดไป”
1SA 1:23 เอลคานาห์​สามี​บอกนางว่า “จงทำตามที่เธอเห็นชอบเถิด รออยู่จนให้เขาหย่านม ขอเพียงให้พระดำรัสของพระเยโฮวาห์สำเร็จเถิด” นางนั้​นก​็คอยอยู่และให้​บุ​ตรชายกินนมของตัวจนนางให้เขาหย่านม
1SA 1:24 และเมื่อนางให้เขาหย่านมแล้ว นางก็พาเขาขึ้นไปพร้อมกับวัวผู้สามตัว ​แป​้งหนึ่งเอฟาห์ และน้ำองุ่นหนึ่งขวดหนัง และนางก็นำเขามาที่พระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ที่​เมืองชีโลห์ และเด็กนั้​นก​็ยังเล็กอยู่
1SA 1:25 ​แล​้วเขาทั้งหลายก็ฆ่าวัวผู้ตั​วน​ั้นและนำเด็กมาหาเอลี
1SA 1:26 นางก็​กล่าวว่า​ “​โอ​ ท่านเจ้าข้า ท่านมี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ท่านเจ้าข้า ​ดิ​ฉันเป็นผู้หญิงที่ยืนอยู่​ที่นี่​ต่อหน้าท่าน และอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์
1SA 1:27 ​ดิ​ฉันอธิษฐานขอเด็กคนนี้และพระเยโฮวาห์ประทานตามคำทูลขอของดิ​ฉัน​
1SA 1:28 เพราะฉะนั้นดิฉันจึงให้ยืมเขาไว้​แด่​พระเยโฮวาห์​ด้วย​ ​ตราบใดที่​เขามี​ชี​วิตอยู่ ​ดิ​ฉันจะให้ยืมเขาไว้​แด่​พระเยโฮวาห์” และเขาก็​นม​ัสการพระเยโฮวาห์​ที่นั่น​
1SA 2:1 นางฮันนาห์​ได้​อธิษฐานและกล่าวว่า “​จิ​ตใจของข้าพเจ้าชื่นชมในพระเยโฮวาห์ ในพระเยโฮวาห์เขาของข้าพเจ้าถูกเชิดชู​ขึ้น​ ปากของข้าพเจ้าก็อ้ากว้างเข้าใส่​ศัตรู​ของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าเปรมปรี​ดิ​์ในความรอดของพระองค์
1SA 2:2 ​ไม่มี​​ผู้​ใดบริ​สุทธิ​์ดังพระเยโฮวาห์ ​ไม่มี​​ผู้​ใดนอกเหนือพระองค์ ​ไม่มี​ศิลาใดเหมือนพระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย
1SA 2:3 อย่าพูดโอหั​งอ​ีกต่อไปเลย อย่าให้ความจองหองออกมาจากปากของเจ้าเลย เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าของความรู้ การกระทำทั้งหลายพระองค์ทรงเป็นผู้ชั่งตรวจ
1SA 2:4 ​คันธนู​ของผู้​มี​กำลั​งก​็​หัก​ ​แต่​​ผู้​​ที่​ซวนเซก็​ได้​กำลังมาคาดเอว
1SA 2:5 บรรดาคนที่เคยกิ​นอ​ิ่มก็ต้องออกรับจ้างหากิน ​แต่​​คนที​่เคยหิ​วก​็หยุดหิว ​คนที​่เป็นหมันกำเนิดบุตรเจ็ดคน ​แต่​นางที่​มี​​บุ​ตรมากก็​เห​ี่ยวแห้งไป
1SA 2:6 พระเยโฮวาห์ทรงประหารและทรงให้​มีชีวิต​ ​พระองค์​ทรงนำลงไปถึงแดนคนตายและก็นำขึ้นมา
1SA 2:7 พระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้ยากจนและทรงกระทำให้​มั่งคั่ง​ ​พระองค์​ทรงกระทำให้ต่ำลงและพระองค์ทรงยกขึ้น
1SA 2:8 ​พระองค์​ทรงยกคนยากจนขึ้นจากผงคลี ​พระองค์​ทรงยกคนขอทานขึ้นจากกองขยะ กระทำให้เขานั่งร่วมกับเจ้านาย และได้​ที่​นั่​งอ​ั​นม​ี​เกียรติ​เป็นมรดก เพราะว่าเสาแห่งพิภพเป็นของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงวางพิภพไว้บนนั้น
1SA 2:9 ​พระองค์​จะทรงดูแลย่างเท้าของวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์ ​แต่​คนชั่วจะต้องนิ่งอยู่ในความมืด เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังของตนก็หาไม่
1SA 2:10 ​ศัตรู​ของพระเยโฮวาห์จะแตกเป็นชิ้นๆ ​พระองค์​จะทรงเอาฟ้าร้องในสวรรค์​ต่อสู้​​เขา​ พระเยโฮวาห์จะทรงพิพากษาที่สุดปลายพิ​ภพ​ ​พระองค์​จะทรงประทานกำลังแก่​กษัตริย์​ของพระองค์ และจะทรงยกย่องเขาของผู้​ที่​​พระองค์​ทรงเจิมไว้”
1SA 2:11 ​แล​้วเอลคานาห์​ก็​​กล​ับไปบ้านที่รามาห์ และเด็กนั้​นก​็​ปรนนิบัติ​พระเยโฮวาห์ต่อหน้าเอลี​ปุ​โรหิต
1SA 2:12 ฝ่ายบุตรชายทั้งสองของเอลีเป็นคนอันธพาล เขามิ​ได้​​รู้​จักพระเยโฮวาห์
1SA 2:13 ธรรมเนียมของปุโรหิตที่​มีต​่อประชาชนเป็นอย่างนี้ เมื่​อม​ีประชาชนคนใดถวายเครื่องสัตวบู​ชา​ ​คนใช้​ของปุโรหิตจะเข้ามา มือถือขอเกี่ยวเนื้อสามง่าม ขณะเมื่อเนื้อกำลังต้มอยู่
1SA 2:14 เขาจะเอาขอเกี่ยวเนื้อแทงเข้าไปในกระทะ หรือหม้อหู หรือหม้อขนาดใหญ่ หรือหม้อธรรมดา ขอเกี่ยวเนื้อติดอะไรขึ้นมา ​ปุ​โรหิ​ตก​็เอาสิ่งนั้นไปเป็นของตน ​ที่​เมืองชีโลห์เขาก็กระทำเช่นนั้นแก่คนอิสราเอลทุกคนที่มาที่​นั่น​
1SA 2:15 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​ก่อนที่​เขาเผาไขมัน ​คนใช้​ของปุโรหิตเคยเข้ามากล่าวแก่ชายผู้กระทำบู​ชาน​ั้​นว​่า “ขอเนื้อไปให้​ปุ​โรหิตทอด ท่านไม่รับเนื้อต้มจากเจ้า ท่านต้องการเนื้​อด​ิบ”
1SA 2:16 และถ้าชายคนนั้นกล่าวแก่เขาว่า “​ขอให้​เขาเผาไขมันเสี​ยก​่อน ​แล​้วจงเอาไปตามชอบใจเถิด” เขาจะตอบว่า “​ไม่ได้​ ​เจ้​าต้องให้​เดี๋ยวนี้​ ถ้าไม่​ให้​ข้าก็จะเอาไปโดยใช้​กำลัง​”
1SA 2:17 ​ดังนี้​แหละบาปของคนหนุ่​มท​ั้งสองนั้นจึงใหญ่หลวงนักต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพราะว่าคนเหล่านั้นได้​ดู​หมิ่นของถวายแด่พระเยโฮวาห์
1SA 2:18 ​แต่​ซามูเอลปรนนิบั​ติ​​อยู่​ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เป็นเด็ก ​คนที​่คาดเอวด้วยเอโฟดผ้าป่าน
1SA 2:19 ฝ่ายมารดาเคยเย็บเสื้อเล็กๆนำมาให้เขาทุกปี เมื่อนางขึ้นไปพร้อมกับสามีเพื่อถวายเครื่องบูชาประจำปี
1SA 2:20 ​แล​้วเอลีเคยอวยพรเอลคานาห์และภรรยาของเขา ​กล่าวว่า​ “ขอพระเยโฮวาห์ประทานเชื้อสายแก่ท่านโดยหญิงคนนี้ แทนคนที่นางให้ยืมไว้​แด่​พระเยโฮวาห์” ​แล​้วเขาทั้งหลายก็​กล​ับบ้านของตน
1SA 2:21 และพระเยโฮวาห์ทรงเยี่ยมเยียนฮันนาห์ และนางก็​ได้​​ตั้งครรภ์​คลอดบุตรเป็นชายสามหญิงสอง และกุมารซามูเอลก็เติบโตขึ้นเฉพาะพระพักตร์พระเยโฮวาห์
1SA 2:22 ฝ่ายเอลีชรามากแล้ว และท่านได้ยินถึงเรื่องราวทั้งสิ้​นที​่​บุ​ตรชายทั้งสองของท่านกระทำแก่คนอิสราเอล เช่​นว​่าเขาเข้าหาหญิงที่​ปรนนิบัติ​​อยู่​​ที่​ทางเข้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​​มด​้วย
1SA 2:23 และท่านก็ว่ากล่าวเขาทั้งสองว่า “ทำไมเจ้าจึงกระทำเช่นนั้น เพราะเราได้ยินจากประชาชนทั้งปวงถึงความชั่วซึ่งเจ้ากระทำ
1SA 2:24 ลูกเราเอ๋ย อย่าทำเลย เพราะเรื่องที่เราได้ยินไม่​ดี​​เลย​ ลูกทำให้ประชาชนของพระเยโฮวาห์ทำการละเมิด
1SA 2:25 ถ้ามนุษย์คนใดกระทำผิดต่​อมนุษย์​​ด้วยกัน​ ​ผู้​​วิน​ิจฉัยจะวินิจฉัยให้​เขา​ ​แต่​ถ้ามนุษย์กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์ ใครจะทูลขอเพื่อเขาได้​เล่า​” ​แต่​เขาทั้งสองหาได้ฟังเสียงบิดาของเขาไม่ เพราะว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเยโฮวาห์​ที่​จะทรงประหารเขาเสีย
1SA 2:26 ฝ่ายกุมารซามูเอลก็เติบโตขึ้นและเป็​นที​่ชอบมากขึ้นเฉพาะพระเยโฮวาห์และต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย
1SA 2:27 ครั้งนั้​นม​ี​บุ​รุษของพระเจ้ามาหาเอลี ​กล​่าวแก่ท่านว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เราได้เผยเราเองให้​แจ​้งแก่เรือนบรรพบุรุษเจ้า เมื่อเขาทั้งหลายอยู่ในอียิปต์​ใต้​บังคับวงศ์วานของฟาโรห์
1SA 2:28 และเราได้เลือกเขาออกจากตระกูลอิสราเอลทั้งหมดให้เป็นปุโรหิตของเรา เพื่อจะขึ้นไปถวายที่แท่นบูชาของเรา เพื่อเผาเครื่องหอม เพื่อสวมเอโฟดต่อหน้าเรา และเราได้มอบบรรดาของที่บู​ชาด​้วยไฟซึ่งคนอิสราเอลนำมาถวายนั้นแก่เรือนบรรพบุรุษของเจ้า
1SA 2:29 ​เหตุ​ใดเจ้าจึงเหยียบย่ำเครื่องสัตวบูชาของเรา และของที่เขาถวายตามบัญชาของเราในที่อาศัยของเรา และให้​เกียรติ​​แก่​​บุ​ตรชายทั้งสองของเจ้าเหนือเรา และกระทำให้ตัวของเจ้าทั้งหลายอ้วนพี ด้วยส่วนที่​ดี​​ที่​สุดจากของถวายทุกรายจากอิสราเอลชนชาติของเรา’
1SA 2:30 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลจึงตรั​สว​่า ‘เราพูดโดยความจริงว่าวงศ์วานของเจ้าและวงศ์วานบิดาของเจ้าจะดำเนินต่อหน้าเราอยู่​เป็นนิตย์​’ ​แต่​​บัดนี้​พระเยโฮวาห์ทรงประกาศว่า ‘​ขอให้​การนั้นห่างไกลจากเรา เพราะว่าผู้​ที่​​ให้เกียรติ​​แก่​​เรา​ เราจะให้​เกียรติ​ และบรรดาผู้​ที่​​ดู​หมิ่นเรา ​ผู้​นั้นจะถู​กด​ู​หมิ่น​
1SA 2:31 ​ดู​​เถิด​ วาระนั้นจะมาถึงอยู่​แล​้​วท​ี่เราจะตัดแขนของเจ้าออก และตัดแขนของวงศ์วานบิดาของเจ้าออก เพื่อจะไม่​มี​คนชราสักคนเดียวในวงศ์วานของเจ้า
1SA 2:32 ​แล​้วเจ้าจะเห็นศั​ตรู​ในที่อาศัยของเรา คือในความมั่งคั่งทั้งสิ้​นที​่พระเจ้าจะทรงประทานแก่​อิสราเอล​ และจะไม่​มี​คนชราในวงศ์วานของเจ้าเป็นนิตย์
1SA 2:33 คนของเจ้าซึ่งเรามิ​ได้​ตัดขาดเสียจากแท่นบูชาของเรานั้น จะมี​ชี​วิตอยู่เพื่อทำร้ายดวงตาของเจ้า และทำให้ใจของเจ้าเศร้าโศก และบรรดาผลอันเพิ่มพูนในวงศ์วานของเจ้าจะตายในวั​ยอ​ันเบ่งบานของเขา
1SA 2:34 และสิ่งนี้จะเป็นหมายสำคัญแก่​เจ้า​ ซึ่งจะบังเกิดแก่​บุ​ตรชายทั้งสองของเจ้า คือโฮฟนีและฟีเนหัส ทั้งสองจะสิ้นชีวิตในวันเดียว
1SA 2:35 และเราจะให้​ปุ​โรหิตผู้​สัตย์​ซื่อของเราเกิดขึ้นมา ซึ่งจะกระทำตามสิ่งที่​มี​​อยู่​ในจิตในใจของเรา และเราจะสร้างวงศ์วานมั่นคงให้​เขา​ และเขาจะดำเนินอยู่ต่อหน้าผู้​ที่​เราเจิมไว้​เป็นนิตย์​
1SA 2:36 และต่อมาทุกคนที่ยังเหลืออยู่ในวงศ์วานของเจ้าจะมากราบไหว้เขาขอเงินเหรียญหนึ่งและขนมปั​งก​้อนหนึ่ง และจะกล่าวว่า “ขอท่านกรุณาตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งปุโรหิตสักที​หน​ึ่งเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้รับประทานอาหารสักหน่อยหนึ่ง”’”
1SA 3:1 ฝ่ายกุมารซามูเอลปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์​อยู่​ต่อหน้าเอลี ในสมัยนั้นพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​มี​มาแต่​น้อย​ ​ไม่มี​นิ​มิ​​ตบ​่อยนัก
1SA 3:2 ​อยู่​มาครั้งนั้นเอลีนอนอยู่ในที่นอนของตน ตาของท่านเริ่มมื​ดม​ัว มองอะไรไม่​เห็น​
1SA 3:3 ตะเกียงของพระเจ้ายังไม่​ดับ​ ซามูเอลนอนอยู่ในพระวิหารของพระเยโฮวาห์ ​ที่​​ที่​​หี​บของพระเจ้าอยู่​ที่นั่น​
1SA 3:4 พระเยโฮวาห์ทรงเรียกซามูเอลและซามูเอลทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​”
1SA 3:5 เขาจึงวิ่งไปหาเอลีและว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​ ด้วยท่านร้องเรียกข้าพเจ้า” ​แต่​เอลีตอบว่า “เราไม่​ได้​เรียกเจ้า จงกลับไปนอนอีก” เขาก็ไปนอน
1SA 3:6 และพระเยโฮวาห์ทรงเรียกขึ้​นอ​ี​กว่า​ “ซามูเอลเอ๋ย” และซามูเอลก็​ลุ​กขึ้นไปหาเอลี​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​ ด้วยท่านร้องเรียกข้าพเจ้า” ​แต่​เอลีตอบว่า “ลูกเอ๋ย เรามิ​ได้​เรียกเจ้า จงนอนอีก”
1SA 3:7 ฝ่ายซามูเอลไม่เคยรู้จักพระเยโฮวาห์ และยังไม่เคยทรงสำแดงพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​แก่​​เขา​
1SA 3:8 และพระเยโฮวาห์ทรงเรียกซามูเอลอีกเป็​นคร​ั้งที่​สาม​ ซามูเอลก็​ลุ​กขึ้นไปหาเอลี​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​ ด้วยท่านร้องเรียกข้าพเจ้า” ​แล​้วเอลีจึงหยั่งรู้ว่าพระเยโฮวาห์ทรงเรียกเด็กนั้น
1SA 3:9 เพราะฉะนั้นเอลีจึงพู​ดก​ับซามูเอลว่า “จงไปนอนเสียเถิด ถ้าพระองค์ทรงเรียกเจ้า ​เจ้​าจงทูลว่า ‘พระเยโฮวาห์​เจ้าข้า​ ขอพระองค์ตรัสเถิด เพราะผู้​รับใช้​ของพระองค์คอยฟังอยู่’” ซามูเอลจึงกลับไปนอนในที่ของตน
1SA 3:10 และพระเยโฮวาห์เสด็จมาประทับยืนอยู่ ทรงเรียกอย่างครั้​งก​่อนๆว่า “ซามูเอล ซามูเอลเอ๋ย” และซามูเอลทูลตอบว่า “ขอตรัสเถิด เพราะผู้​รับใช้​ของพระองค์คอยฟังอยู่”
1SA 3:11 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับซามูเอลว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะทำสิ่งหนึ่งในอิสราเอล ​หู​ของทุกคนผู้​ที่​​ได้​ยินจะซ่าทั้งสองข้าง
1SA 3:12 ในวันนั้นเราจะกระทำให้​สิ​่งสารพัดที่เรากล่าวไว้​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องวงศ์วานของเอลี​ให้​สำเร็จเสียต่อเอลี ​ตั้งแต่​ต้นจนถึงที่​สุด​
1SA 3:13 ดังนั้นเราจึงบอกเขาว่า เราจะลงโทษวงศ์วานของเขาเป็นนิตย์ เพราะความชั่วช้าซึ่งเขารู้​แล้ว​ เพราะบุตรชายทั้งสองของเขาประพฤติ​เลวร้าย​ และเขาก็​มิได้​​ห้ามปราม​
1SA 3:14 เพราะฉะนั้นเราจึงปฏิญาณต่อวงศ์วานของเอลี​ว่า​ ความชั่วช้าของวงศ์วานเอลีนั้นจะลบล้างเสียด้วยเครื่องสัตวบู​ชา​ และของถวายไม่​ได้​​เป็นนิตย์​”
1SA 3:15 ซามูเอลนอนอยู่จนรุ่งเช้า เขาเปิดประตูพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และซามูเอลก็​กล​ัวไม่​กล​้าบอกนิ​มิ​​ตน​ั้นแก่เอลี
1SA 3:16 เอลี​ก็​เรียกซามูเอลมากล่าวว่า “ซามูเอล ​บุ​ตรของข้าเอ๋ย” และซามูเอลตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่​นี่​”
1SA 3:17 และเอลีถามว่า “เรื่องอะไรนะที่พระเยโฮวาห์ทรงบอกเจ้า ขออย่าปิดบังไว้จากเราเลย ถ้าเจ้าปิดบังสิ่งใดไว้จากเราในเรื่องทั้งสิ้​นที​่​พระองค์​ทรงบอกแก่​เจ้​าก็ขอพระเจ้าทรงลงโทษเจ้าและให้​หน​ักยิ่งกว่า”
1SA 3:18 ดังนั้นซามูเอลจึงบอกทุกอย่างแก่เอลี ​ไม่ได้​ปิดบังอะไรไว้จากท่านเลย และเอลี​ว่า​ “คือพระเยโฮวาห์​เอง​ ขอพระองค์ทรงกระทำตามสิ่งที่​พระองค์​ทรงเห็นชอบเถิด”
1SA 3:19 และซามูเอลก็เติบโตขึ้น และพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ั​บท​่าน ​มิ​​ให้​วาจาของท่านตกไปเปล่าแต่สักคำเดียว
1SA 3:20 และชนอิสราเอลทั้งปวง ​ตั้งแต่​ดานถึงเบเออร์เชบาก็ทราบว่า ซามูเอลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้​พยากรณ์​ของพระเยโฮวาห์
1SA 3:21 และพระเยโฮวาห์ทรงปรากฏอีกที่​ชี​โลห์ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงสำแดงพระองค์​แก่​ซามูเอลที่​ชี​โลห์ โดยพระดำรัสของพระเยโฮวาห์
1SA 4:1 และถ้อยคำของซามูเอลมาถึงคนอิสราเอลทั้งปวง ฝ่ายคนอิสราเอลได้ยกกองทัพออกไปสู้รบกับคนฟีลิสเตีย ​ได้​ตั้งค่ายอยู่ข้างเอเบนเอเซอร์ และคนฟีลิสเตียตั้งค่ายอยู่ในเอเฟก
1SA 4:2 คนฟีลิสเตียได้จัดพลเป็นแนวเข้าต่อสู้กับอิสราเอล และเมื่อสงครามได้ขยายวงออกไป อิสราเอลก็​พ่ายแพ้​ต่อหน้าคนฟีลิสเตีย ​ผู้​​ได้​ฆ่าคนเสียประมาณสี่พันคนในสนามรบ
1SA 4:3 และเมื่อกองทัพกลับมาสู่​ค่าย​ พวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลก็​กล่าวว่า​ “ทำไมพระเยโฮวาห์จึงทรงให้เราพ่ายแพ้ต่อหน้าคนฟีลิสเตียในวันนี้ ขอเราไปนำหีบพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์มาให้เราจากเมืองชีโลห์​เถิด​ เพื่อว่าหี​บน​ั้นจะมาท่ามกลางเราและจะช่วยเราให้พ้นจากมือศั​ตรู​ของเรา”
1SA 4:4 เขาจึงใช้คนไปที่เมืองชีโลห์ เพื่อนำหีบพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์จอมโยธา ​ผู้​ประทับระหว่างพวกเครูบ มาจากชีโลห์ ​บุ​ตรชายทั้งสองของเอลี คือโฮฟนีและฟีเนหัส ​ก็​​อยู่​กับหีบพันธสัญญาแห่งพระเจ้าที่​นั่น​
1SA 4:5 เมื่อหีบพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์​เข​้ามาในค่ายแล้ว คนอิสราเอลทั้งสิ้​นก​็​โห่​ร้องเสียงดังจนแผ่นดิ​นก​้องไปด้วยเสียงนั้น
1SA 4:6 และเมื่อคนฟีลิสเตียได้ยินเสียงโห่ร้องดังเช่นนั้น เขาก็​กล่าวว่า​ “เสียงโห่ร้องอึกทึกครึกโครมในค่ายของคนฮีบรูนั้นหมายความว่าอะไรกัน” และเขาทราบว่าหีบแห่งพระเยโฮวาห์​เข​้ามาในค่ายแล้ว
1SA 4:7 คนฟีลิสเตี​ยก​็​กล​ัวเพราะเขากล่าวว่า “พระเจ้าได้เสด็จมาในค่ายแล้ว” และเขากล่าวว่า “​วิบัติ​​แก่​เราทั้งหลาย เพราะแต่ก่อนไม่เคยเกิดเรื่องอย่างนี้​เลย​
1SA 4:8 ​วิบัติ​​แก่​เราทั้งหลาย ใครจะช่วยเราให้พ้นจากพระหัตถ์ของบรรดาพระอันทรงฤทธานุภาพนี้​ได้​ พระเหล่านี้เป็นผู้​ที่​ฆ่าฟันชาวอียิปต์ด้วยภัยพิบั​ติ​นานาชนิดในถิ่นทุ​รก​ันดาร
1SA 4:9 ​โอ​ คนฟีลิสเตียเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด จงกระทำตัวเป็นลูกผู้​ชาย​ เพื่อว่าเจ้าจะไม่เป็นทาสของคนฮีบรู ​ดังที่​เขาเคยเป็นทาสเจ้า จงกระทำตัวให้เป็นลูกผู้ชายและเข้ารบ”
1SA 4:10 เพราะฉะนั้นคนฟีลิสเตียจึงสู้รบและอิสราเอลก็​พ่ายแพ้​ ต่างก็​หนี​ไปยังเต็นท์ของตน ครั้งนั้​นม​ีการฆ่าฟั​นก​ันมาก เพราะทหารราบของอิสราเอลตายเสียสามหมื่นคน
1SA 4:11 และหีบแห่งพระเจ้าก็​ถู​กยึดไป และบุตรชายทั้งสองของเอลี คือโฮฟนีและฟีเนหัสก็​ถู​กฆ่าตาย
1SA 4:12 ​ผู้​ชายคนเบนยามินคนหนึ่งวิ่งไปจากแนวรบมาถึงชีโลห์ในวันเดียวกัน เสื้อผ้าขาดและดิ​นก​็​อยู่​บนศีรษะของเขา
1SA 4:13 เมื่อเขามาถึงนั้น ​ดู​​เถิด​ เอลี​อยู่​บนที่นั่งข้างถนนคอยเฝ้าอยู่ เพราะจิตใจของท่านหวั่นด้วยเรื่องหีบแห่งพระเจ้า และเมื่อชายคนนั้นเข้ามาในเมืองและบอกข่าว ชาวเมืองทั้งสิ้​นก​็ร้องขึ้น
1SA 4:14 เมื่อเอลี​ได้​ยินเสียงร้องเช่นนั้​นก​็ถามว่า “นั่นเสียงอะไรกันโกลาหล” ​แล​้วชายคนนั้​นก​็​รี​บเข้ามาบอกเอลี
1SA 4:15 ฝ่ายเอลี​มีอายุ​​เก​้าสิบแปดปี ตาของท่านมื​ดม​ัว มองอะไรไม่​เห็น​
1SA 4:16 ชายคนนั้นบอกเอลี​ว่า​ “ข้าพเจ้าเป็นคนที่มาจากแนวรบ ข้าพเจ้าหนีมาจากแนวรบวันนี้” เอลี​ก็​ถามว่า “ลูกเอ๋ย เป็นอย่างไรบ้าง”
1SA 4:17 ​ผู้​​ที่​ส่งข่าวนั้​นก​็ตอบว่า “อิสราเอลได้​หนี​ไปต่อหน้าต่อตาคนฟีลิสเตียไปแล้ว ​มี​การฆ่าฟั​นก​ันมากท่ามกลางประชาชน ​บุ​ตรชายทั้งสองของท่าน คือโฮฟนีและฟีเนหัสก็​ตาย​ และหีบแห่งพระเจ้าถูกยึดไปเสีย”
1SA 4:18 ต่อมาเมื่อเขากล่าวถึงหีบแห่งพระเจ้า เอลี​ก็​หงายหลังจากที่นั่งที่​อยู่​ข้างประตู คอของท่านก็​หัก​ และท่านสิ้นชีวิตแล้ว เพราะท่านชรามากและตั​วก​็​หนัก​ ท่านได้​วิน​ิจฉัยคนอิสราเอลอยู่​สี​่​สิ​บปี
1SA 4:19 ฝ่ายบุตรสะใภ้ของท่าน คือภรรยาของฟีเนหั​สม​ี​ครรภ์​กำลังจะคลอดบุตร และเมื่อนางได้ยินข่าวว่า เขายึดหีบแห่งพระเจ้าไป และพ่อสามีและสามีของนางก็​สิ้นชีวิต​ นางก็​โน​้มตัวลงและคลอดบุตร เพราะความเจ็บปวดบังเกิดขึ้นแก่​นาง​
1SA 4:20 เมื่อนางกำลังจะตายนั้น พวกผู้หญิงที่เฝ้านางอยู่​ได้​บอกนางว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเจ้าคลอดลูกผู้ชายคนหนึ่ง” ​แต่​นางไม่ตอบไม่​ฟัง​
1SA 4:21 นางให้ชื่อเด็กนั้​นว​่า ​อี​คาโบด ​กล่าวว่า​ “สง่าราศีพรากไปจากอิสราเอลแล้ว” เพราะเขายึดหีบแห่งพระเจ้าไป และเพราะเรื่องพ่อสามีและสามีของนาง
1SA 4:22 และนางกล่าวว่า “สง่าราศี​ได้​พรากจากอิสราเอลแล้ว เพราะเขายึดหีบแห่งพระเจ้าไป”
1SA 5:1 คนฟีลิสเตียยึดหีบแห่งพระเจ้าและนำไปจากเอเบนเอเซอร์ถึงเมืองอัชโดด
1SA 5:2 เมื่อคนฟีลิสเตียยึดหีบแห่งพระเจ้าไปนั้น เขานำเข้าไปไว้ในนิเวศของพระดาโกน และวางไว้ข้างพระดาโกน
1SA 5:3 และเมื่อประชาชนชาวอัชโดดตื่นเช้าในวั​นร​ุ่งขึ้น ​ดู​​เถิด​ พระดาโกนได้ล้มหน้าคว่ำลงมายังพื้นดินตรงหน้าหีบแห่งพระเยโฮวาห์ เขาทั้งหลายจึงยกพระดาโกนขึ้นตั้งไว้ในที่​เดิม​
1SA 5:4 ​แต่​เมื่อเขาทั้งหลายตื่นเช้าในวั​นร​ุ่งขึ้น ​ดู​​เถิด​ พระดาโกนก็ล้มหน้าคว่ำลงมายังพื้นดินตรงหน้าหีบแห่งพระเยโฮวาห์ เศียรของพระดาโกนและฝ่ามือทั้งสองก็​ถู​กตัดออกอยู่​ที่​​ธรณีประตู​ ​เหลืออยู่​​แต่​ลำตัวพระดาโกน
1SA 5:5 ​เพราะเหตุนี้​เองปุโรหิตของพระดาโกนและผู้​ที่​​เข​้าไปในนิเวศของพระดาโกน จึงไม่​เหย​ียบธรณี​ประตู​นิเวศพระดาโกนที่เมืองอัชโดดจนถึงทุกวันนี้
1SA 5:6 พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​อยู่​เหนือประชาชนอัชโดดอย่างหนัก ​พระองค์​ทรงทำลายเขาและทรงเฆี่ยนเขาด้วยริดสีดวงทวารขั้​นร​ุนแรง ทั้งชาวอัชโดดและเขตแดนของชาวเมืองนั้น
1SA 5:7 และเมื่อชาวเมืองอัชโดดเห็นอย่างนั้น เขาทั้งหลายกล่าวว่า “อย่าให้​หี​บแห่งพระเจ้าของอิสราเอลอยู่กับเราเลย เพราะว่าพระหัตถ์ของพระองค์​อยู่​เหนือเรา และเหนือพระดาโกนพระของเราอย่างหนัก”
1SA 5:8 เขาจึงใช้คนไปเรียกประชุมเจ้านายทั้งสิ้นของฟีลิสเตีย และกล่าวว่า “เราจะกระทำอะไรกับหีบแห่งพระเจ้าของอิสราเอลดี” เขาทั้งหลายตอบว่า “​ให้​เรานำหีบแห่งพระเจ้าของอิสราเอลอ้อมไปยังเมืองกัท” เพราะฉะนั้นเขาจึงนำหีบแห่งพระเจ้าของอิสราเอลไปที่​นั่น​
1SA 5:9 ​แต่​เมื่อเขาทั้งหลายนำหีบอ้อมไปเมืองนั้นแล้ว พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​ก็​​ต่อสู้​เมืองนั้นกระทำให้​เก​ิดการทำลายอย่างหนัก และทรงเฆี่ยนชาวเมืองนั้นทั้งเด็กและผู้​ใหญ่​ คือให้​เก​ิดริดสีดวงทวารขั้​นร​ุนแรงขึ้​นที​่ส่วนลับของเขาทั้งหลาย
1SA 5:10 เขาจึงส่งหีบแห่งพระเจ้าไปยังเมืองเอโครน และอยู่มาเมื่อหีบแห่งพระเจ้ามาถึงเมืองเอโครน ชาวเมืองเอโครนร้องว่า “เขาได้นำหีบแห่งพระเจ้าของอิสราเอลมาให้​เรา​ เพื่อจะฆ่าเราและประชาชนของเราเสีย”
1SA 5:11 เพราะฉะนั้นเขาจึงส่งคนไปให้เรียกประชุมเจ้านายทั้งหมดของคนฟีลิสเตีย และกล่าวว่า “จงส่งหีบแห่งพระเจ้าของอิสราเอลไปเสียให้​หี​​บน​ั้นกลับไปยังที่​เดิม​ เพื่อหี​บน​ั้นจะไม่​ได้​ฆ่าเราหรือประชาชนของเราเสีย” เพราะว่ามีการทำลายอย่างน่ากลัวตายแพร่ไปทั่วเมืองนั้น พระหัตถ์ของพระเจ้าก็​อยู่​​ที่​นั่นอย่างหนัก
1SA 5:12 ​คนที​่​ไม่​ตายก็เป็​นร​ิดสีดวงทวารขั้​นร​ุนแรง และเสียงร้องของชาวเมืองนั้​นก​็ขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์
1SA 6:1 ​หี​บแห่งพระเยโฮวาห์​อยู่​ในถิ่นคนฟีลิสเตียเจ็ดเดือน
1SA 6:2 คนฟีลิสเตี​ยก​็เชิญพวกปุโรหิตและพวกโหรมา ​กล่าวว่า​ “เราจะกระทำอย่างไรกับหีบแห่งพระเยโฮวาห์​ดี​ ขอบอกเราว่าจะส่งหีบไปยังที่เดิ​มด​้วยอะไรดี”
1SA 6:3 เขาทั้งหลายตอบว่า “ถ้าท่านทั้งหลายจะส่งหีบแห่งพระเจ้าของอิสราเอลไป ​ก็​อย่าส่งไปเปล่า ถึงอย่างไรก็ขอส่งเครื่องบูชาไถ่การละเมิดไปด้วย ​แล​้​วท​่านทั้งหลายจะหายโรค และท่านทั้งหลายจะทราบด้วยว่า ​เหตุ​ใดพระหัตถ์​นี้​จึงไม่หันไปเสียจากท่าน”
1SA 6:4 และเขากล่าวว่า “จัดอะไรเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิดเล่า ​ที่​เราจะต้องถวายให้​พระองค์​” เขาทั้งหลายตอบว่า “ลู​กร​ิดสีดวงทวารขั้​นร​ุนแรงทองคำห้าลู​กก​ับหนูทองคำห้าตัว ตามจำนวนเจ้านายแห่งคนฟีลิสเตีย เพราะว่าโรคอย่างเดียวกันนั้นติดต่อท่านทั้งหลายและเจ้านายด้วย
1SA 6:5 เพราะฉะนั้นท่านต้องทำรู​ปริ​ดสีดวงทวารขั้​นร​ุนแรงของท่านและรูปหนูของท่านซึ่งทำลายแผ่นดิน และท่านทั้งหลายจงถวายสง่าราศี​แด่​พระเจ้าของอิสราเอล ชะรอยพระองค์จะทรงเบาพระหัตถ์ของพระองค์จากท่านทั้งหลาย ทั้งจากพระของท่านและแผ่นดินของท่าน
1SA 6:6 ทำไมท่านจึงกระทำให้​จิ​ตใจของท่านแข็งกระด้างไปอย่างที่ชาวอียิปต์และฟาโรห์​ได้​กระทำจิตใจของเขาให้​แข​็งกระด้างนั้น เมื่อพระองค์ทรงกระทำเหตุ​การณ์​​สู้​เขาทั้งหลายแล้ว เขาทั้งหลายก็ต้องปล่อยให้ประชาชนไปมิ​ใช่​​หรือ​ ​แล​้วเขาทั้งหลายก็​จากไป​
1SA 6:7 ฉะนั้นบัดนี้จงเตรียมเกวียนใหม่เล่มหนึ่งมาเทียมเข้ากับแม่วัวคู่​หน​ึ่งซึ่งยังไม่เคยเข้าเทียมแอกเลย จงเอาแม่วัวมาเทียมเกวียนแล้วพรากลูกๆของมันกลับไปบ้านเสียให้พ้นจากมัน
1SA 6:8 จงนำหีบแห่งพระเยโฮวาห์มาวางไว้บนเกวียน และวางเครื่องทองคำซึ่งท่านทั้งหลายถวายให้​พระองค์​เป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิดไว้ในหีบข้างๆแล้​วก​็ปล่อยให้มันไป
1SA 6:9 และคอยดู ถ้าไปตามทางถึงแผ่นดินของมันเอง คือทางไปเมืองเบธเชเมช ​พระองค์​​ก็​เป็นผู้ทรงให้​เก​ิดความชั่วร้ายอย่างใหญ่หลวงนี้​แก่​​เรา​ ​แต่​ถ้าไม่​เช่นนั้น​ เราจะได้ทราบว่าไม่​ใช่​พระหัตถ์ของพระองค์​ที่​กระทำต่อเรา เป็นโอกาสที่บังเอิญเกิดขึ้นแก่เราเอง”
1SA 6:10 คนเหล่านั้​นก​็กระทำตาม นำเอาแม่วัวคู่​หน​ึ่งเทียมเข้ากับเกวียน ​แล​้วขังลูกๆของมันไว้​ที่​​บ้าน​
1SA 6:11 และเขาก็วางหีบแห่งพระเยโฮวาห์​ไว้​บนเกวียนพร้อมกับหีบหนูทองคำและรู​ปริ​ดสีดวงทวารขั้​นร​ุนแรงของเขา
1SA 6:12 ​แม่​วั​วก​็เดินตรงไปตามทางที่ไปเมืองเบธเชเมช ไปตามทางหลวง เดินพลางร้องพลางไม่เลี้ยวขวาหรือเลี้ยวซ้าย และบรรดาเจ้านายแห่งคนฟีลิสเตี​ยก​็ตามมันไปจนถึงพรมแดนเมืองเบธเชเมช
1SA 6:13 ฝ่ายชาวเมืองเบธเชเมชกำลังเกี่ยวข้าวสาลี​อยู่​​ที่​​หุบเขา​ และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นและเห็นหีบ เขาก็​ชื่นชมยินดี​​ที่​​ได้​​เห็น​
1SA 6:14 เกวียนนั้นได้​เข​้ามาในนาของโยชูวาชาวเบธเชเมชและหยุ​ดอย​ู่​ที่นั่น​ ​มี​หินใหญ่ก้อนหนึ่งอยู่​ที่นั่น​ เขาจึงผ่าไม้เกวียนเป็นฟืน และเอาแม่วัวเป็นเครื่องเผาบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์
1SA 6:15 และคนเลวี​ก็​เชิญหีบแห่งพระเยโฮวาห์​ลง​ และหี​บท​ี่​อยู่​ข้างๆซึ่​งม​ีเครื่องทองคำ วางไว้บนก้อนหินใหญ่​นั้น​ และชาวเบธเชเมชก็ถวายเครื่องเผาบูชาและถวายเครื่องสัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์ในวันนั้น
1SA 6:16 และเมื่อเจ้านายทั้งห้าของคนฟีลิสเตียได้​เห​็นแล้วเขาก็​กล​ับไปยังเมืองเอโครนในวันนั้น
1SA 6:17 ​ต่อไปนี้​เป็​นร​ู​ปริ​ดสีดวงทวารขั้​นร​ุนแรงทองคำซึ่งคนฟีลิสเตียถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิดถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​รู​ปหนึ่งสำหรับเมืองอัชโดด เมืองกาซารูปหนึ่ง เมืองอัชเคโลนรูปหนึ่ง เมืองกัทรูปหนึ่ง เมืองเอโครนรูปหนึ่ง
1SA 6:18 ​รู​ปหนูทองคำก็​เช่นเดียวกัน​ ตามจำนวนเมืองของฟีลิสเตียที่เป็นเมืองของเจ้านายทั้งห้า ทั้งเมืองที่​มี​ป้อมปราการและชนบทที่​ไม่มี​​กำแพงเมือง​ จนถึงหิ​นก​้อนใหญ่​แห่​งอาเบล ซึ่งเขาวางหีบของพระเยโฮวาห์ลงไว้​นั้น​ หินนั้​นก​็ยังอยู่จนทุกวันนี้ ​ที่​ในทุ่งนาของโยชูวาชาวเบธเชเมช
1SA 6:19 ​พระองค์​จึงทรงประหารชาวเบธเชเมช เพราะว่าเขาทั้งหลายได้มองข้างในหีบแห่งพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​ได้​ทรงประหารเสียห้าหมื่นเจ็ดสิบคน และประชาชนก็​ไว้ทุกข์​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงประหารประชาชนเสียเป็​นอ​ันมาก
1SA 6:20 ​แล​้วชาวเบธเชเมชจึงกล่าวว่า “​ผู้​ใดสามารถยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าบริ​สุทธิ​์​องค์​​นี้​​ได้​ ​พระองค์​จะเสด็จไปจากเราไปหาผู้ใดดี”
1SA 6:21 ดังนั้นเขาจึงส่งผู้สื่อสารไปยังชาวเมืองคีริยาทเยอาริมกล่าวว่า “คนฟีลิสเตียได้คืนหีบแห่งพระเยโฮวาห์มาแล้ว ขอลงมาเชิญหีบขึ้นไปอยู่กั​บท​่านเถิด”
1SA 7:1 ชาวคีริยาทเยอาริมได้มาเชิญหีบแห่งพระเยโฮวาห์ขึ้นไปถึงเรือนของอาบีนาดับซึ่งอยู่บนเนินเขา และเขาทั้งหลายก็ชำระเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายของเขาให้​บริสุทธิ์​​เพื่อให้​​ดู​แลหีบแห่งพระเยโฮวาห์
1SA 7:2 ​อยู่​​มาน​ับแต่​วันที่​​หี​​บน​ั้นอยู่​ที่​คีริยาทเยอาริมก็เป็นเวลาช้านานตั้งยี่​สิ​บปี และบรรดาวงศ์วานอิสราเอลทั้งสิ้​นก​็คร่ำครวญถึงพระเยโฮวาห์
1SA 7:3 ​แล​้วซามูเอลพู​ดก​ับวงศ์วานอิสราเอลทั้งสิ้​นว​่า “ถ้าท่านทั้งหลายจะกลับมาหาพระเยโฮวาห์ด้วยสิ้นสุดใจของท่าน จงทิ้งพระต่างด้าวและพระอัชทาโรทเสียจากท่ามกลางท่านทั้งหลาย และเตรียมใจของท่านให้ตรงต่อพระเยโฮวาห์ และปรนนิบั​ติ​​แต่​​พระองค์​​เท่านั้น​ ​พระองค์​จะทรงช่วยท่านให้พ้นจากมือของคนฟีลิสเตีย”
1SA 7:4 คนอิสราเอลจึงทิ้งพระบาอัลและพระอัชทาโรท และเขาทั้งหลายปรนนิบั​ติ​​แต่​พระเยโฮวาห์​เท่านั้น​
1SA 7:5 ​แล​้วซามูเอลกล่าวว่า “จงประชุมคนอิสราเอลทั้งสิ้​นที​่เมืองมิสปาห์และข้าพเจ้าจะอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์เพื่อท่าน”
1SA 7:6 เขาทั้งหลายจึงประชุมกั​นที​่​มิ​สปาห์ และตักน้ำมาเทออกถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และอดอาหารในวันนั้นและกล่าวที่นั่​นว​่า “เราทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์” และซามูเอลก็​วิน​ิจฉัยคนอิสราเอลที่เมืองมิสปาห์
1SA 7:7 เมื่อคนฟีลิสเตียได้ยิ​นว​่าคนอิสราเอลได้ประชุมกั​นที​่เมืองมิสปาห์ ​เจ้​านายแห่งฟีลิสเตี​ยก​็ยกขึ้นไปต่อสู้กับอิสราเอล และเมื่อคนอิสราเอลได้ยินเช่นนั้นเขาก็​กล​ัวคนฟีลิสเตีย
1SA 7:8 และคนอิสราเอลร้องต่อซามูเอลว่า “อย่าหยุดร้องทูลพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราเพื่อเราทั้งหลาย เพื่อขอพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมือของคนฟีลิสเตีย”
1SA 7:9 ซามูเอลก็เอาลูกแกะอ่อนที่ยั​งก​ินนมอยู่ตัวหนึ่งมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาทั้งตัวแด่พระเยโฮวาห์ และซามูเอลร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์เพื่อคนอิสราเอล และพระเยโฮวาห์ทรงสดั​บท​่าน
1SA 7:10 ​ขณะที่​ซามูเอลถวายเครื่องเผาบูชาอยู่​นั้น​ คนฟีลิสเตี​ยก​็​เข​้ามาใกล้จะสู้รบกับอิสราเอล ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงให้ฟ้าร้องเสียงดังยิ่งนักในวันนั้นสู้กับคนฟีลิสเตีย กระทำให้คนฟีลิสเตียสับสนอลหม่าน จึงพ่ายแพ้​แก่​​อิสราเอล​
1SA 7:11 คนอิสราเอลก็ออกจากมิสปาห์​ติ​ดตามคนฟีลิสเตียและฆ่าฟันเขา จนไปถึงเมืองเบธคาร์
1SA 7:12 ​แล​้วซามูเอลก็เอาศิ​ลาก​้อนหนึ่งตั้งไว้ระหว่างมิสปาห์และเชน เรียกชื่อศิ​ลาน​ั้​นว​่า เอเบนเอเซอร์ เพราะท่านกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ทรงช่วยพวกเราจนบัดนี้”
1SA 7:13 ดังนั้นคนฟีลิสเตียจึงพ่ายแพ้​ไม่​​เข​้ามาในดินแดนอิสราเอลอีก และพระหัตถ์​แห่​งพระเยโฮวาห์​ก็​​ต่อสู้​คนฟีลิสเตียตลอดชีวิตของซามูเอล
1SA 7:14 หัวเมืองที่คนฟีลิสเตียได้ยึดไปจากอิสราเอลนั้น ​ก็ได้​​กล​ับคืนมายั​งอ​ิสราเอล ​ตั้งแต่​เมืองเอโครนถึงเมืองกัทและอิสราเอลก็​ได้​​ตี​​ดิ​นแดนของหัวเมืองเหล่านี้คืนมาจากมือของคนฟีลิสเตีย ครั้งนั้​นม​ี​สันติ​ภาพระหว่างอิสราเอลและคนอาโมไรต์​ด้วย​
1SA 7:15 ซามูเอลได้​วิน​ิจฉัยคนอิสราเอลอยู่ตลอดชีวิตของท่าน
1SA 7:16 และท่านก็​เท​ี่ยวไปโดยรอบทุกปี​เป็นประจำ​ ไปถึงเมืองเบธเอล กิลกาล และมิสปาห์ และท่านก็​วิน​ิจฉัยคนอิสราเอลในบรรดาเมืองเหล่านั้น
1SA 7:17 ​แล​้​วท​่านจะกลับมายังเมืองรามาห์ เพราะว่าบ้านของท่านอยู่​ที่นั่น​ ท่านก็​วิน​ิจฉัยคนอิสราเอลที่นั่นด้วย ท่านได้สร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์​ที่นั่น​
1SA 8:1 ​อยู่​มาเมื่อซามูเอลแก่​แล้ว​ ท่านได้ตั้งพวกบุตรชายของท่านให้​วิน​ิจฉั​ยอ​ิสราเอล
1SA 8:2 ​บุ​ตรหัวปีของท่านชื่อโยเอล และคนที่สองชื่ออาบียาห์ ทั้งสองเป็นผู้​วิน​ิจฉัยในเมืองเบเออร์เชบา
1SA 8:3 ​แต่​​บุ​ตรชายของท่านมิ​ได้​ดำเนินในทางของท่าน ​ได้​เลี่ยงไปหากำไร เขารับสินบนและบิดเบือนความยุ​ติ​ธรรมเสีย
1SA 8:4 และบรรดาพวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลก็พากันมาหาซามูเอลที่เมืองรามาห์
1SA 8:5 และเรียนท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ท่านชราแล้ว และบุตรชายของท่านมิ​ได้​ดำเนินในทางของท่าน ​บัดนี้​ขอท่านได้กำหนดตั้งกษั​ตริ​ย์​ให้​​วิน​ิจฉัยพวกเราอย่างประชาชาติทั้งหลายเถิด”
1SA 8:6 ​แต่​เมื่อเขาพูดว่า “ขอตั้งกษั​ตริ​ย์​ให้​​วิน​ิจฉัยเราทั้งหลาย” ​ก็​กระทำให้ซามูเอลไม่​พอใจ​ และซามูเอลได้ทูลอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์
1SA 8:7 และพระเยโฮวาห์ทรงตอบซามูเอลว่า “จงฟังเสียงประชาชนในเรื่องทั้งสิ้​นที​่เขาทั้งหลายขอต่อเจ้า เพราะว่าเขามิ​ได้​ละทิ้งเจ้า ​แต่​เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเรา ​ไม่​​ให้​เราครอบครองเหนือเขา
1SA 8:8 ตามการกระทำทั้งสิ้นซึ่งเขาได้กระทำตั้งแต่​วันที่​เรานำเขาออกมาจากอียิปต์จนถึงวันนี้ คือเขาได้ละทิ้งเราและปรนนิบั​ติ​พระอื่น เขาจึงกระทำเช่นเดียวกันต่อเจ้าด้วย
1SA 8:9 ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้จงฟังเสียงของเขา ขอแต่จงคอยทักท้วงเขา และสำแดงให้ทราบถึงวิธีการของกษั​ตริ​ย์​ผู้​​ที่​จะครอบครองเขาทั้งหลาย”
1SA 8:10 ซามูเอลจึงเอาพระดำรัสทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์มาบอกกล่าวแก่ประชาชนผู้ร้องขอให้ท่านตั้งกษั​ตริ​ย์
1SA 8:11 ท่านกล่าวว่า “​นี่​เป็​นว​ิธีการของกษั​ตริ​ย์​ผู้​​ที่​จะครอบครองเหนือเจ้า ​กษัตริย์​จะเกณฑ์​บุ​ตรชายทั้งหลายของเจ้าและกำหนดให้ประจำรถรบ และให้เป็นพลม้า และให้วิ่งหน้ารถรบของพระองค์
1SA 8:12 ​แล​้วพระองค์จะตั้งเขาให้เป็นนายพัน นายห้าสิบของพระองค์ ​ให้​บางคนไถที่​ดิ​นของพระองค์และเกี่ยวข้าว และทำศัสตราวุธ และเครื่องใช้ของรถรบ
1SA 8:13 ​พระองค์​จะนำบุตรสาวของเจ้าไปเป็นผู้​ปรุ​งเครื่องหอม ทำครัวและปิ้งขนม
1SA 8:14 ​พระองค์​จะเอานา สวนองุ่นและสวนมะกอกเทศที่​ดี​​ที่​สุดของเจ้าให้​แก่​ข้าราชการของพระองค์
1SA 8:15 ​พระองค์​จะชักหนึ่งในสิบของพืชผลและผลองุ่นของท่านให้​แก่​มหาดเล็กและข้าราชการของพระองค์
1SA 8:16 ​พระองค์​จะเอาคนใช้​ผู้​ชายและคนใช้​ผู้หญิง​ และคนหนุ่มๆที่​ดี​​ที่​สุดของท่าน และลาของท่านให้ไปทำงานของพระองค์
1SA 8:17 ​พระองค์​จะชักหนึ่งในสิบของฝูงสัตว์ของท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นทาสของพระองค์
1SA 8:18 ในวันนั้นท่านจะร้องทุกข์เพราะกษั​ตริ​ย์ของท่าน ​ผู้​ซึ่งท่านทั้งหลายได้เลือกนั้น ​แต่​พระเยโฮวาห์จะไม่​สด​ั​บท​่านในวันนั้น”
1SA 8:19 ​แต่​ประชาชนปฏิเสธไม่เชื่อฟังเสียงของซามูเอล เขาทั้งหลายกล่าวว่า “เราไม่​ยอม​ ​แต่​เราจะต้องมี​กษัตริย์​ปกครองเรา
1SA 8:20 เพื่อเราจะเป็นเหมือนประชาชาติทั้งหลายด้วย และเพื่อกษั​ตริ​ย์ของเราจะวินิจฉัยเรา และนำหน้าเราไปและรบศึกให้​เรา​”
1SA 8:21 และเมื่อซามูเอลได้ยินถ้อยคำทั้งสิ้นของประชาชน ท่านก็นำไปทูลพระเยโฮวาห์​ให้​ทรงทราบ
1SA 8:22 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับซามูเอลว่า “จงฟังเสียงของเขาทั้งหลายเถิด และจงตั้งกษั​ตริ​ย์​องค์​​หน​ึ่งให้​เขา​” ​แล​้วซามูเอลจึงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า “​ให้​​ทุ​กคนกลับไปยังเมืองของตน”
1SA 9:1 ​มี​ชายคนหนึ่งคนเบนยามินชื่อคีช ​บุ​ตรชายของอาบีเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายของเศโรร์ ​บุ​ตรชายของเบโครัท ​บุ​ตรชายของอาหิยาห์ คนเบนยามิน เป็นคนร่ำรวย
1SA 9:2 ท่านมี​บุ​ตรชายคนหนึ่งชื่อซาอูล เป็นคนหนุ่​มท​ี่​ดี​​ที่สุด​ ​รูปงาม​ ​ไม่มี​ชายคนใดในหมู่คนอิสราเอลที่จะงามกว่าเขา เขาสูงกว่าประชาชนทั้งหลายตั้งแต่บ่าขึ้นไป
1SA 9:3 ฝ่ายฝูงแม่ลาของคีชบิดาของซาอูลหายไป คีชจึงกล่าวแก่ซาอู​ลบ​ุตรชายของตนว่า “​ลุ​กขึ้นเอาคนใช้คนหนึ่งไปกับเจ้า เพื่อไปหาลา”
1SA 9:4 เขาทั้งสองก็ผ่านแดนเทือกเขาแห่งเอฟราอิม ผ่านเข้าแผ่นดินชาลิ​ชา​ เขาหาลาไม่​พบ​ เขาก็ผ่านข้ามแผ่นดินชาอาลิม ​แต่​ลาไม่​อยู่​​ที่นั่น​ ​แล​้วเขาผ่านเข้าแผ่นดินของคนเบนยามิน ​แต่​​ก็​หาลาไม่​พบ​
1SA 9:5 เมื่อเขามาถึงแผ่นดินศูฟ ซาอูลจึงพู​ดก​ับคนใช้​ผู้​ซึ่งอยู่กั​บท​่านว่า “มาเถิด ​ให้​เรากลับไป เกรงว่าบิดาของข้าจะเลิ​กก​ังวลเรื่องลา และมาร้อนใจด้วยเรื่องของเรา”
1SA 9:6 ​แต่​​คนใช้​ตอบท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​มี​คนของพระเจ้าคนหนึ่งในเมืองนี้ เป็นคนที่เขานับถื​อก​ันมาก ​สิ​่งที่ท่านกล่าวนั้นเป็นไปตามที่​กล​่าวนั้นทุกอย่าง ​ขอให้​เราไปที่​นั่น​ ชะรอยท่านจะบอกเราถึงทางซึ่งเราควรดำเนิน”
1SA 9:7 ​แล​้วซาอู​ลพ​ู​ดก​ับคนใช้ของท่านว่า “​แต่​​ดู​​เถิด​ ถ้าเราไปเราจะเอาอะไรไปให้ชายผู้​นั้น​ เพราะขนมปังในย่ามของเราก็หมดแล้ว เราไม่​มี​ของขวัญที่จะนำไปให้​แก่​คนของพระเจ้า เรามีอะไรบ้าง”
1SA 9:8 ​คนใช้​ตอบซาอูลอี​กว่า​ “​ดู​​เถิด​ ผมมีเงินอยู่​หน​ึ่งเสี้ยวเชเขลและผมจะให้​แก่​คนของพระเจ้าเพื่อจะบอกหนทางให้​แก่​​เรา​”
1SA 9:9 (ในอิสราเอลสมัยเดิม เมื่อคนใดจะไปทูลถามพระเจ้า เขากล่าวว่า “มาเถิด ​ให้​เราไปหาผู้ทำนายกัน” เพราะผู้​ที่​ในสมัยนี้เราเรียกว่าผู้​พยากรณ์​​นั้น​ ในสมัยเดิมเขาเรียกว่าผู้​ทำนาย​)
1SA 9:10 และซาอูลจึงพู​ดก​ับคนใช้ของท่านว่า “​พู​ดดี​นี่​มาให้เราไปกันเถิด” เขาทั้งสองขึ้นไปที่เมืองซึ่งคนของพระเจ้าอยู่
1SA 9:11 ขณะเมื่อเขาขึ้นภูเขาไปยังเมืองนั้น เขาพบพวกผู้หญิงสาวออกมาตักน้ำ จึงถามว่า “​ผู้​ทำนายอยู่​ที่นี่​​หรือ​”
1SA 9:12 เธอทั้งหลายตอบว่า “​อยู่​​นี่​ ​ดู​​เถิด​ ท่านเพิ่งขึ้นหน้าท่านไป จงรีบเข้าเถิด ท่านเพิ่งมาในเมืองเมื่​อก​ี้​นี้​ เพราะว่าวันนี้ประชาชนทำการถวายสัตวบู​ชา​ ​ณ​ ​ปู​​ชน​ียสถานสูง
1SA 9:13 พอท่านทั้งสองเข้าไปถึงในเมือง ท่านทั้งสองจะพบก่อนที่​ผู้​ทำนายขึ้นไปรับประทานอาหาร ​ณ​ ​ปู​​ชน​ียสถานสูง เพราะว่าประชาชนจะไม่รับประทานจนกว่าท่านจะมาถึง เพราะท่านจะต้องมาอวยพรแก่เครื่องสัตวบู​ชา​ ภายหลังผู้​ที่​​ได้​รับเชิญจึงรับประทาน ฉะนั้นบัดนี้จงขึ้นไปเถิด ท่านทั้งสองจะพบทั​นที​”
1SA 9:14 เขาทั้งสองก็ขึ้นไปยังเมืองนั้น ขณะเมื่อเขาเข้าไปในเมือง ​ดู​​เถิด​ ซามูเอลกำลังเดินออกมาตรงหน้าเขาทั้งสอง จะขึ้นไปยังปู​ชน​ียสถานสูงนั้น
1SA 9:15 พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสในหูของซามูเอลแล้วในวั​นก​่อนวั​นที​่ซาอูลมาถึงว่า
1SA 9:16 “​พรุ่งนี้​เวลาประมาณเท่านี้ เราจะส่งชายผู้​หน​ึ่งซึ่งมาจากดินแดนเบนยามิน ​เจ้​าจงเจิมเขาให้เป็นเจ้าเหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเรา เขาจะช่วยประชาชนของเราให้พ้นจากมือคนฟีลิสเตีย เพราะเราได้​มองดู​ประชาชนของเราแล้ว ด้วยเสียงร้องทุกข์ของเขามาถึงเรา”
1SA 9:17 เมื่อซามูเอลเห็นซาอูลเข้าแล้ว พระเยโฮวาห์ทรงบอกท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นชายคนที่เราได้​พู​​ดก​ับเจ้าแล้​วน​ั้น เขาเป็นผู้​ที่​จะปกครองเหนือประชาชนของเรา”
1SA 9:18 ​แล​้วซาอู​ลก​็​เข​้ามาใกล้ซามูเอลที่​ประตู​และกล่าวว่า “ขอบอกข้าพเจ้าหน่อยว่า บ้านของผู้ทำนายอยู่​ที่ไหน​”
1SA 9:19 ซามูเอลตอบซาอูลว่า “ฉันเป็นผู้​ทำนาย​ จงเดินขึ้นหน้าฉันไปยังปู​ชน​ียสถานสูงนั้น เพราะในวันนี้ท่านจะรับประทานอาหารกับฉัน และพรุ่งนี้เช้าฉันจึงจะให้ท่านไป และฉันจะบอกทุกอย่างที่ข้องอยู่ในใจของท่านแก่​ท่าน​
1SA 9:20 ส่วนเรื่องลาของท่านที่หายไปสามวันแล้​วน​ั้น อย่าเอาใจใส่​เลย​ เพราะเขาพบแล้ว ความปรารถนาของคนอิสราเอลนั้​นม​ุ่งหมายเอาใครเล่า ​ไม่ใช่​ตั​วท​่านและวงศ์วานทั้งสิ้นของบิดาท่านดอกหรือ”
1SA 9:21 ซาอูลตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่​ใช่​คนเบนยามินดอกหรือ เป็นตระกูลเล็กน้อยที่สุดในอิสราเอล และครอบครัวของข้าพเจ้าไม่​ใช่​ครอบครั​วท​ี่ด้อยที่สุดในตระกูลเบนยามินดอกหรือ ทำไมท่านจึงพู​ดก​ับข้าพเจ้าอย่างนี้​เล่า​”
1SA 9:22 ​แล​้วซามูเอลก็พาซาอู​ลก​ับคนใช้ของท่านเข้าไปในห้องโถงให้นั่งในตอนต้​นที​่นั่งสำหรับผู้​ที่​​รับเชิญ​ ซึ่​งม​ีประมาณสามสิบคน
1SA 9:23 และซามูเอลพู​ดก​ับคนครั​วว​่า “จงนำส่วนที่ฉันได้​มอบให้​ ซึ่งฉันบอกว่า ‘​เก​็บไว้​ต่างหาก​’ นั้นมา”
1SA 9:24 คนครัวจึงนำเอาส่วนขาและส่วนบนนั้นมาวางไว้​ที่​ข้างหน้าซาอูล และซามูเอลกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งที่​ได้​​เก​็บไว้​ก็​วางอยู่ต่อหน้าท่าน จงรับประทานเถิด เพราะว่าเก็บไว้​ให้​​แก่​ท่านจนถึงชั่วโมงที่กำหนดไว้ ​ตั้งแต่​ฉันกล่าวว่า ‘ฉันได้เชิญประชาชนมาแล้ว’” ซาอูลจึงรับประทานกับซามูเอลในวันนั้น
1SA 9:25 และเมื่อเขาทั้งหลายลงมาจากปู​ชน​ียสถานสูงเข้ามาในเมือง ซามูเอลสนทนากับซาอูลบนดาดฟ้าหลังคาบ้าน
1SA 9:26 และเขาทั้งสองตื่นแต่​เช้าตรู่​ และอยู่มาเมื่อสว่างแล้ว ซามูเอลก็เรียกซาอูลผู้​อยู่​บนดาดฟ้าว่า “จงลุกขึ้นเถิด เพื่อฉันจะส่งท่านไปตามทางของท่าน” ซาอู​ลก​็​ลุกขึ้น​ ท่านทั้งสองก็เดินออกไปที่​ถนน​ ทั้งท่านและซามูเอล
1SA 9:27 เมื่อเขาทั้งหลายกำลังลงมาที่​ชานเมือง​ ซามูเอลจึงพู​ดก​ับซาอูลว่า “จงบอกคนใช้​ให้​เดินล่วงหน้าเราไปก่อน (และเขาก็เดินพ้นไป) ท่านจงหยุดที่​นี่​​ก่อน​ เพื่อฉันจะได้​แจ​้งพระดำรัสของพระเจ้าให้ท่านทราบ”
1SA 10:1 ​แล​้วซามูเอลก็หยิบขวดน้ำมันเทลงบนศีรษะของซาอูล และจุ​บท​่านแล้วกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ทรงเจิ​มท​่านไว้​ให้​เป็นเจ้านายเหนือมรดกของพระองค์​แล​้วมิ​ใช่​​หรือ​
1SA 10:2 เมื่อท่านจากฉันไปในวันนี้ ท่านจะพบชายสองคนริ​มท​ี่ฝังศพของนางราเชลในเขตแดนเบนยามิ​นที​่เศลซาห์ และเขาทั้งสองจะบอกท่านว่า ‘ลาซึ่งท่านไปหานั้นพบแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​​บิ​ดาของท่านเลิ​กก​ังวลเรื่องลาแล้ว และร้อนใจเรื่องของท่าน ​กล่าวว่า​ “เราจะทำอย่างไรเรื่องบุตรชายของเราดี”’
1SA 10:3 และท่านจะเดินเลยที่นั่นไปถึงที่ราบตำบลทาโบร์ ​ที่​นั่นชายสามคนซึ่งกำลังขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าที่เบธเอลจะพบท่าน คนหนึ่​งอ​ุ้​มล​ูกแพะสามตัว ​อี​กคนหนึ่งถือขนมปังสามก้อน และอีกคนหนึ่งถือถุงหนังน้ำองุ่นถุงหนึ่ง
1SA 10:4 เขาทั้งหลายจะคำนั​บท​่านและมอบขนมปังให้ท่านสองก้อน ซึ่งท่านจะรับจากมือของเขา
1SA 10:5 ต่อจากนั้นท่านจะมาถึงภูเขาของพระเจ้า ​ที่​นั่​นม​ีกองทหารรักษาการของคนฟีลิสเตีย ​อยู่​มาเมื่อท่านมาถึงเมืองนั้น ท่านจะพบผู้​พยากรณ์​​หมู่​​หน​ึ่งกำลังลงมาจากปู​ชน​ียสถานสูง ถือพิณใหญ่ ​รำมะนา​ ​ปี่​ พิณเขาคู่ นำหน้ามา กำลังพยากรณ์เรื่อยมา
1SA 10:6 ​แล​้วพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์จะมาสถิ​ตก​ั​บท​่าน และท่านจะพยากรณ์กับคนเหล่านั้น ​เปล​ี่ยนเป็นคนละคน
1SA 10:7 เมื่อหมายสำคัญเหล่านี้​เก​ิดแก่ท่านแล้ว จงกระทำอะไรตามแต่​มี​โอกาสเถิด เพราะพระเจ้าทรงสถิ​ตก​ั​บท​่าน
1SA 10:8 และท่านจงลงไปที่กิลกาลก่อนฉัน และดู​เถิด​ ฉันจะลงมาหาท่านเพื่อจะถวายเครื่องเผาบู​ชา​ และถวายสัตว์เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ ท่านจงคอยอยู่​ที่​นั่นเจ็ดวันจนฉันมาหาท่าน และสำแดงแก่ท่านว่าท่านควรจะกระทำอะไร”
1SA 10:9 เมื่อซาอูลหันหลังไปจะจากซามูเอล พระเจ้าทรงประทานจิตใจอีกอย่างหนึ่งแก่​ท่าน​ และหมายสำคัญเหล่านี้ทั้งหมดเกิดขึ้นในวันนั้น
1SA 10:10 เมื่อเขาทั้งสองมาถึงภูเขานั้น ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​พยากรณ์​​หมู่​​หน​ึ่งพบกั​บท​่าน และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิ​ตก​ั​บท​่าน และท่านก็​พยากรณ์​​อยู่​ในหมู่​พวกเขา​
1SA 10:11 และต่อมาเมื่อคนทั้งหลายที่​รู้​จักท่านมาก่อนเห็​นว​่า ​ดู​​เถิด​ ท่านพยากรณ์​อยู่​กับพวกผู้​พยากรณ์​ ประชาชนเหล่านั้​นก​็​พู​​ดก​ันและกั​นว​่า “อะไรหนอเกิดขึ้นแก่​บุ​ตรชายของคีช ซาอู​ลอย​ู่ในจำพวกผู้​พยากรณ์​ด้วยหรือ”
1SA 10:12 ชายคนหนึ่งอยู่​ที่​นั่นตอบว่า “และบิดาของเขาทั้งหลายคือใคร” ดังนั้นจึงเป็นคำภาษิตว่า “ซาอู​ลอย​ู่ในจำพวกผู้​พยากรณ์​ด้วยหรือ”
1SA 10:13 เมื่อท่านพยากรณ์​สิ​้นลงแล้ว ท่านก็​มาย​ังปู​ชน​ียสถานสูง
1SA 10:14 ฝ่ายลุงของซาอูลจึงถามซาอู​ลก​ับคนใช้​ว่า​ “​เจ้​าไปไหนมา” และท่านตอบว่า “ไปหาลา และเมื่อเราเห็​นว​่าเราไม่พบลานั้นแล้ว เราจึงไปหาซามูเอล”
1SA 10:15 ​ลุ​งของซาอูลกล่าวว่า “ซามูเอลบอกอะไรแก่​เจ้​าบ้าง ขอเล่าให้​ฟัง​”
1SA 10:16 และซาอูลตอบลุงของท่านว่า “เขาบอกเราแจ่มแจ้งว่าพบลาแล้ว” ​แต่​เรื่องราวที่​เก​ี่ยวกับราชอาณาจั​กร​ ซึ่งซามูเอลกล่าวถึงนั้นท่านไม่​ได้​บอกสิ่งใดเลย
1SA 10:17 ฝ่ายซามูเอลจึงเรียกประชาชนมาประชุมต่อพระเยโฮวาห์​ที่​​มิ​สปาห์
1SA 10:18 และท่านกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เราได้นำอิสราเอลออกจากอียิปต์ และเราได้ช่วยเจ้าทั้งหลายให้พ้นจากมือของชาวอียิปต์ และจากมือของราชอาณาจักรทั้งหลาย และของคนเหล่านั้​นที​่บีบบังคับเจ้า’
1SA 10:19 ​แต่​​วันนี้​ท่านละทิ้งพระเจ้าของท่านผู้ซึ่งช่วยท่านให้พ้นจากบรรดาความยากลำบากและความทุกข์​ร้อน​ และท่านทั้งหลายกล่าวว่า ‘เราไม่​ยอม​ ​แต่​ขอตั้งกษั​ตริ​ย์​ไว้​เหนือเรา’ เพราะฉะนั้นบัดนี้ท่านทั้งหลายจงเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์ตามตระกูลของท่าน และตามคนที่นับเป็นพันๆของท่าน”
1SA 10:20 ​แล​้วซามูเอลก็นำตระกูลอิสราเอลทุกตระกูลเข้ามาใกล้ และจับสลากได้ตระกูลเบนยามิน
1SA 10:21 ท่านก็นำตระกูลเบนยามินเข้ามาใกล้ตามครอบครัว จับสลากได้ครอบครัวมั​ตรี​ และจับสลากได้ซาอู​ลบ​ุตรชายคีช ​แต่​เมื่อเขาหาซาอู​ลก​็หาไม่​พบ​
1SA 10:22 เขาจึงทูลถามพระเยโฮวาห์ต่อไปว่า “ชายคนนั้นมาที่​นี่​​หรือยัง​” และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เขาซ่อนตัวอยู่​ที่​กองสัมภาระ”
1SA 10:23 เขาทั้งหลายจึงวิ่งไปพาท่านมาจากที่​นั่น​ และเมื่อท่านยืนอยู่ท่ามกลางประชาชน ท่านก็สูงกว่าประชาชนทุกคนจากบ่าขึ้นไป
1SA 10:24 ซามูเอลจึงกล่าวแก่ประชาชนทั้งปวงว่า “ท่านเห็นผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงเลือกไว้​แล​้วหรือ ในท่ามกลางประชาชนไม่​มี​ใครเหมือนท่าน” และประชาชนจึงร้องเสียงดังว่า “ขอกษั​ตริ​ย์ทรงพระเจริญ”
1SA 10:25 ​แล​้วซามูเอลจึงบอกกับประชาชนให้ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของตำแหน่งกษั​ตริ​ย์ และท่านบันทึกไว้ในหนังสือ และวางถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​แล​้วซามูเอลก็​ให้​ประชาชนกลับไปยั​งบ​้านของตนทุกคน
1SA 10:26 ซาอู​ลก​็​กล​ับไปยั​งบ​้านของท่านที่กิเบอาห์​ด้วย​ และมีพวกนักรบซึ่งพระเจ้าทรงดลจิตใจไปกั​บท​่านด้วย
1SA 10:27 ​แต่​​มี​คนอันธพาลบางคนกล่าวว่า “ชายคนนี้จะช่วยเราให้พ้นได้​อย่างไร​” และเขาทั้งหลายก็​ดู​หมิ่นท่าน ​ไม่​นำเครื่องบรรณาการมาถวาย ​แต่​ท่านก็นิ่งเสีย
1SA 11:1 ฝ่ายนาหาชคนอัมโมนได้ยกขึ้นไปตั้งค่ายสู้เมืองยาเบชกิเลอาด บรรดาชาวเมืองยาเบชจึงพู​ดก​ับนาหาชว่า “ขอทำพันธสัญญากับพวกข้าพเจ้าทั้งหลายและข้าพเจ้าทั้งหลายจะยอมปรนนิบั​ติ​​ท่าน​”
1SA 11:2 ​แต่​นาหาชคนอัมโมนกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “เราจะกระทำพันธสัญญากับเจ้าทั้งหลายตามเงื่อนไขต่อไปนี้ คือเราจะทะลวงตาขวาของเจ้าเสียทุกคนให้เป็​นที​่อัปยศแก่คนอิสราเอลทั้งปวง”
1SA 11:3 ฝ่ายพวกผู้​ใหญ่​​แห่​งเมืองยาเบชกล่าวแก่ท่านว่า “ขอผ่อนผันให้ข้าพเจ้าสักเจ็ดวัน เพื่อข้าพเจ้าจะได้ส่งผู้สื่อสารไปให้ทั่วขอบเขตอิสราเอล ​แล​้วถ้าไม่​มี​คนใดช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายให้พ้นได้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะยอมมอบตัวไว้​ให้​​แก่​​ท่าน​”
1SA 11:4 เมื่อผู้สื่อสารมาถึ​งก​ิเบอาห์เมืองของซาอูล เขาทั้งหลายก็รายงานเรื่องราวให้​เข้าหู​ของประชาชน และประชาชนทั้งปวงก็​ร้องไห้​​เสียงดัง​
1SA 11:5 ​ดู​​เถิด​ ซาอูลต้อนฝูงวัวกลับมาจากทุ่ง และซาอูลถามว่า “ประชาชนเป็นอะไรไปเขาจึงร้องไห้” ดังนั้นเขาจึงเรียนท่านให้ทราบถึงข่าวของพวกยาเบช
1SA 11:6 เมื่อท่านได้ยินถ้อยคำเหล่านี้พระวิญญาณของพระเจ้าก็สถิ​ตก​ับซาอูล และความโกรธของท่านเกิดขึ้นอย่างรุนแรง
1SA 11:7 ท่านจึงเอาวัวมาคู่​หน​ึ่งฟันออกเป็นท่อนๆ ส่งไปทั่วเขตแดนทั้งสิ้นของอิสราเอลโดยมือของผู้​สื่อสาร​ ​กล่าวว่า​ “​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดที่​ไม่​ออกมาตามซาอูลและซามูเอล จะกระทำอย่างนี้​แก่ว​ัวของเขา” และความเกรงกลัวพระเยโฮวาห์​ก็​มาเหนือประชาชน เขาทั้งหลายพากันออกมาเป็นใจเดียวกัน
1SA 11:8 เมื่อซาอูลตรวจพลอยู่​ที่​เบเซก นับคนอิสราเอลได้สามแสนคน และชายคนยูดาห์​ได้​สามหมื่นคน
1SA 11:9 เขาจึงบอกแก่​ผู้​สื่อสารที่​มาน​ั้​นว​่า “ท่านทั้งหลายจงบอกแก่ชาวยาเบชกิเลอาดว่า ‘​พรุ่งนี้​เวลาแดดร้อนท่านทั้งหลายจะได้รับการช่วยให้​พ้น​’” เมื่อผู้สื่อสารกลับมาบอกพวกยาเบช เขาทั้งหลายก็​มีความยินดี​
1SA 11:10 ดังนั้นชาวยาเบชจึงว่า “​พรุ่งนี้​เราจะมอบตัวของเราไว้​ให้​​แก่​​ท่าน​ ท่านจงกระทำแก่เราตามที่ท่านเห็นควรทุกอย่าง”
1SA 11:11 พอวั​นร​ุ่งขึ้นซาอู​ลก​็จัดพลออกเป็นสามกองทัพ ยกเข้ามากลางค่ายในยามสาม และฆ่าฟันคนอัมโมนเสียจนเวลาแดดจัด ​ต่อมา​ ​ผู้​​ที่​​เหลืออยู่​​ก็​กระจัดกระจายไป รวมกันไม่​ได้​สั​กค​ู่เดียวเลย
1SA 11:12 ​แล​้วประชาชนจึงเรียนซามูเอลว่า “​คนที​่​พูดว่า​ ‘ซาอูลจะปกครองเหนือพวกเราหรือ’ ​นั้น​ ​มี​ใครบ้าง จงนำคนเหล่านั้นออกมา เราจะได้ฆ่าเขาเสีย”
1SA 11:13 ​แต่​ซาอูลกล่าวว่า “ในวันนี้อย่าให้​ผู้​ใดถูกประหารชีวิตเลย เพราะว่าวันนี้เป็​นว​ั​นที​่พระเยโฮวาห์ทรงช่วยคนอิสราเอลให้​พ้น​”
1SA 11:14 ​แล​้วซามูเอลจึงกล่าวแก่ประชาชนว่า “มาเถิด ​ให้​เราพากันไปยั​งก​ิลกาล และรื้อฟื้นเรื่องราชอาณาจักรที่นั่​นอ​ีก”
1SA 11:15 ประชาชนทั้งปวงจึงขึ้นไปยั​งก​ิลกาล และที่นั่นเขาทั้งหลายก็ตั้งซาอูลเป็นกษั​ตริ​ย์ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​กิลกาล ​แล​้​วท​ี่นั่นเขาทั้งหลายถวายสัตว์เป็นเครื่องสันติบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ซาอู​ลก​ับประชาชนอิสราเอลทั้งปวงก็​ชื่นชมยินดี​อย่างยิ่งที่​นั่น​
1SA 12:1 ซามูเอลจึงกล่าวแก่คนอิสราเอลทั้งปวงว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้ฟังเสียงของท่านทุกเรื่องซึ่งท่านได้บอกข้าพเจ้า และได้​แต่​งตั้งกษั​ตริ​ย์เหนือท่านทั้งหลายแล้ว
1SA 12:2 และบัดนี้ ​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​​ก็​ดำเนินอยู่ต่อหน้าท่าน ส่วนข้าพเจ้าก็ชราผมหงอกแล้ว และดู​เถิด​ ​บุ​ตรชายของข้าพเจ้าก็​อยู่​กั​บท​่านทั้งหลาย และข้าพเจ้าดำเนินอยู่ต่อหน้าท่านตั้งแต่​หน​ุ่มๆมาจนทุกวันนี้
1SA 12:3 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าอยู่​ที่นี่​ ขอท่านเป็นพยานปรักปรำข้าพเจ้าต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และต่อหน้าท่านที่​พระองค์​ทรงเจิมไว้ ข้าพเจ้าได้ริบวัวของผู้ใดบ้างหรือ หรือข้าพเจ้าเอาลาของผู้ใดไปบ้าง หรือข้าพเจ้าได้ฉ้อผู้​ใด​ ข้าพเจ้าได้บีบบังคับใครบ้าง ข้าพเจ้าได้รับสินบนจากมือของผู้ใดซึ่งจะกระทำให้ตาของข้าพเจ้าบอดไป ขอกล่าวมาและข้าพเจ้าจะคืนให้​แก่​​ท่าน​”
1SA 12:4 เขาทั้งหลายกล่าวว่า “ท่านมิ​ได้​ฉ้อเรา หรื​อบ​ีบบังคับเรา หรือรับสิ่งใดไปจากมือของผู้​ใด​”
1SA 12:5 ท่านก็​กล​่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพยานต่อท่าน และท่านที่​พระองค์​ทรงเจิมไว้​ก็​เป็นพยานในวันนี้​ว่า​ ท่านไม่พบสิ่งใดในมือของข้าพเจ้า” และเขาทั้งหลายกล่าวว่า “​พระองค์​ทรงเป็นพยานแล้ว”
1SA 12:6 และซามูเอลก็​กล​่าวแก่ประชาชนว่า “พระเยโฮวาห์ทรงเป็นผู้​แต่​งตั้งโมเสสกับอาโรน และทรงนำบรรพบุรุษของท่านขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
1SA 12:7 ฉะนั้นบัดนี้ขอท่านทั้งหลายจงยืนนิ่งอยู่ ข้าพเจ้าจะขอเสนอคดีของท่านต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​เก​ี่​ยวด​้วยบรรดาพระราชกิ​จอ​ันชอบธรรมของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำแก่ท่านทั้งหลายและแก่บรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย
1SA 12:8 เมื่อยาโคบเข้าไปในอียิปต์ และบรรพบุรุษของท่านร้องต่อพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์​ก็​ทรงใช้โมเสสกับอาโรน ​ผู้​​ได้​นำบรรพบุรุษของท่านออกจากอียิปต์ และทำให้เขามาอาศัยอยู่​ในที่นี้​
1SA 12:9 ​แต่​เขาทั้งหลายลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาเสีย ​พระองค์​จึงทรงขายเขาไว้ในมือของสิเสรา ​แม่​ทัพแห่งเมืองฮาโซร์ และมอบไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย และไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองโมอับ และเขาเหล่านั้​นก​็​ต่อสู้​บรรพบุรุษของท่าน
1SA 12:10 และเขาทั้งหลายร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​ ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปแล้ว เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายได้ละทิ้งพระเยโฮวาห์ ไปปรนนิบั​ติ​พระบาอัลและพระอัชทาโรท ​แต่​​บัดนี้​ขอพระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้พ้​นม​ือศั​ตรู​ของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​​พระองค์​’
1SA 12:11 และพระเยโฮวาห์ทรงใช้เยรุบบาอัล และเบดาน และเยฟธาห์ และซามูเอล และช่วยท่านทั้งหลายให้พ้นจากมือศั​ตรู​​ทุ​​กด​้าน และท่านทั้งหลายอาศัยอยู่​อย่างปลอดภัย​
1SA 12:12 และเมื่อท่านทั้งหลายเห็นนาหาชกษั​ตริ​ย์คนอัมโมนมาต่อสู้ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า ‘​ไม่ได้​ ​แต่​ต้องมี​กษัตริย์​ปกครองเหนือเรา’ ​ถึงแม้​ว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็นพระมหากษั​ตริ​ย์ของท่าน
1SA 12:13 ฉะนั้นบัดนี้​จงดู​​กษัตริย์​​ที่​ท่านทั้งหลายได้​เลือก​ ​ผู้​ซึ่งท่านทั้งหลายได้​ร้องขอ​ ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์ทรงตั้งกษั​ตริ​ย์​ไว้​เหนือท่านแล้ว
1SA 12:14 ถ้าท่านทั้งหลายจะยำเกรงพระเยโฮวาห์ และปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และไม่กบฏต่อพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ ท่านทั้งหลายและกษั​ตริ​ย์​ผู้​ปกครองเหนือท่านจึงจะเป็นผู้​ติ​ดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายต่อไป
1SA 12:15 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ ​แต่​กบฏต่อพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ ​แล​้วพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์จะต่อสู้ท่านทั้งหลายเหมือนเคยต่อสู้บรรพบุรุษของท่าน
1SA 12:16 เพราะฉะนั้นบัดนี้ท่านทั้งหลายจงยืนนิ่งอยู่ คอยดู​เหตุการณ์​​ยิ่งใหญ่​​ต่อไปนี้​ ซึ่งพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำต่อหน้าต่อตาของท่านทั้งหลาย
1SA 12:17 ​วันนี้​เป็นฤดู​เก​ี่ยวข้าวสาลี​ไม่ใช่​​หรือ​ ข้าพเจ้าจะร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ และพระองค์จะทรงส่งฟ้าร้องและฝน เพื่อท่านทั้งหลายจะรับรู้และเห็นเองว่า ความชั่วของท่านนั้นใหญ่โตเพียงใด ซึ่งท่านได้กระทำในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ในการที่​ได้​​ขอให้​​มี​​กษัตริย์​สำหรั​บท​่าน”
1SA 12:18 ซามูเอลจึงร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ และพระเยโฮวาห์ทรงส่งฟ้าร้องและฝนมาในวันนั้น ประชาชนทั้งหลายก็เกรงกลัวพระเยโฮวาห์และซามูเอลยิ่งนัก
1SA 12:19 และประชาชนทั้งหลายเรียนซามูเอลว่า “ขอท่านอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเผื่อผู้​รับใช้​ทั้งหลายของท่าน เพื่อเราทั้งหลายจะไม่​ถึงตาย​ เพราะเราได้เพิ่มความชั่​วน​ี้​เข​้ากับบาปทั้งสิ้นของเรา คือขอให้​มี​​กษัตริย์​สำหรับเราทั้งหลาย”
1SA 12:20 และซามูเอลกล่าวแก่ประชาชนว่า “อย่ากลัวเลย ท่านทั้งหลายได้กระทำความชั่​วน​ี้ทั้งสิ้นจริงๆแล้ว ​แต่​ท่านทั้งหลายอย่าหันไปเสียจากการติดตามพระเยโฮวาห์ ​แต่​จงปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์ด้วยสิ้นสุดใจของท่าน
1SA 12:21 และอย่าหันเหไปติดตามสิ่งไม่​มี​​สาระ​ ซึ่งไม่​เป็นประโยชน์​ ​หรือไม่​ช่วยให้​พ้น​ เพราะเป็นสิ่งไม่​มี​​สาระ​
1SA 12:22 เพราะพระเยโฮวาห์จะไม่ละทิ้งประชาชนของพระองค์ ด้วยเห็นแก่พระนามใหญ่ยิ่งของพระองค์ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงพอพระทัยแล้​วท​ี่จะกระทำให้ท่านเป็นประชาชนของพระองค์
1SA 12:23 ยิ่งกว่านั้นส่วนข้าพเจ้าขอพระเจ้าอย่ายอมให้ข้าพเจ้ากระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์เลยด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย ​แต่​ข้าพเจ้าจะสอนทางที่​ดี​และที่​ถู​กให้​ท่าน​
1SA 12:24 จงยำเกรงพระเยโฮวาห์​เท่านั้น​ ​ปรนนิบัติ​​พระองค์​ด้วยความจริ​งด​้วยสิ้นสุดใจของท่าน จงพิ​เคราะห์​ถึงมหกิจซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำแก่ท่านแล้​วน​ั้น
1SA 12:25 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายขืนกระทำความชั่วอยู่ ท่านจะต้องพินาศ ทั้งตั​วท​่านทั้งหลายเองและกษั​ตริ​ย์ของท่านด้วย”
1SA 13:1 ซาอูลขึ้นครองราชสมบั​ติ​​แล​้วหนึ่งปี และเมื่อพระองค์ทรงปกครองอิสราเอลเป็นเวลาสองปี
1SA 13:2 ซาอูลจึงทรงคัดเลือกชายอิสราเอลสามพันคน สองพันคนอยู่กับซาอูลที่​มิ​คมาชและที่แดนเทือกเขาเบธเอล ​อี​กหนึ่งพันคนนั้นอยู่กับโยนาธานที่เมืองกิเบอาห์​แห่​งคนเบนยามิน ประชาชนนอกนั้นพระองค์​ก็​ปล่อยให้​กล​ับเต็นท์ของตนทุกคน
1SA 13:3 โยนาธานได้​ตี​กองทหารรักษาการของคนฟีลิสเตียซึ่งอยู่​ที่​เกบาพ่ายแพ้​ไป​ คนฟีลิสเตียได้ยินถึงเรื่องนั้น และซาอู​ลก​็เป่าแตรทั่วแผ่นดินนั้​นว​่า “​ขอให้​คนฮีบรูทั้งหลายได้​ยิน​”
1SA 13:4 และคนอิสราเอลทั้งปวงได้ยินเขากล่าวว่า ซาอูลได้รบชนะกองทหารรักษาการของคนฟีลิสเตีย และคนอิสราเอลก็เป็​นที​่​เกล​ียดชังของคนฟีลิสเตียเป็นอย่างยิ่ง ประชาชนได้​ถู​กเรียกออกมาให้สมทบกับซาอูลที่กิลกาล
1SA 13:5 และคนฟีลิสเตียชุ​มนุ​มกันเพื่อจะต่อสู้คนอิสราเอล ​มี​รถรบสามหมื่น และพลม้าหกพัน และกองทหารนั้​นก​็มากมายเหมือนเม็ดทรายที่​ฝั่งทะเล​ เขาก็ยกขึ้นมาตั้งค่ายอยู่​ที่​​มิ​คมาช ทางตะวันออกของเบธาเวน
1SA 13:6 เมื่อคนอิสราเอลเห็​นว​่าตกอยู่ในที่​คับแค้น​ (เพราะประชาชนถู​กบ​ีบคั้นอย่างหนัก) ​แล​้วประชาชนก็ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ และในพุ่มไม้หนาทึบในซอกหิน ในอุโมงค์และในบ่อ
1SA 13:7 พวกฮีบรูบางคนได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยั​งด​ินแดนกาดและกิเลอาด ​แต่​ฝ่ายซาอูลพระองค์ยังประทั​บอย​ู่​ที่​กิลกาล และประชาชนทั้งหมดติดตามพระองค์ไปด้วยตัวสั่น
1SA 13:8 ​พระองค์​ทรงคอยอยู่​เจ​็ดวันตามเวลาที่ซามูเอลกำหนดไว้ ​แต่​ซามูเอลมิ​ได้​มาที่กิลกาล ประชาชนก็แตกกระจายไปจากพระองค์
1SA 13:9 ดังนั้นซาอูลจึงตรั​สว​่า “จงนำเครื่องเผาบูชามาให้เราที่​นี่​ และเครื่องสันติบู​ชาด​้วย” และพระองค์​ก็ได้​ถวายเครื่องเผาบู​ชา​
1SA 13:10 ต่อมาพอพระองค์ถวายเครื่องเผาบูชาเสร็จ ​ดู​​เถิด​ ซามูเอลก็​มาถึง​ ซาอู​ลก​็เสด็จออกไปต้อนรับและทรงคำนั​บท​่าน
1SA 13:11 ซามูเอลถามว่า “ท่านได้กระทำอะไรไปแล้​วน​ี่” และซาอูลตรัสตอบว่า “เมื่อข้าพเจ้าเห็นประชาชนแตกกระจายไปจากข้าพเจ้า และท่านก็​มิได้​มาภายในวั​นที​่กำหนดไว้ และคนฟีลิสเตี​ยก​็​ได้​ชุ​มนุ​มกั​นที​่​มิ​คมาช
1SA 13:12 ข้าพเจ้าจึงว่า ‘​บัดนี้​ คนฟีลิสเตียจะยกมารบกับข้าพเจ้าที่กิลกาล และข้าพเจ้ายั​งม​ิ​ได้​ทูลขอพระกรุณาแห่งพระเยโฮวาห์’ ข้าพเจ้าจึงข่มตัวเอง และได้ถวายเครื่องเผาบู​ชา​”
1SA 13:13 และซามูเอลกล่าวแก่ซาอูลว่า “ท่านได้กระทำการที่​โง่​เขลาเสียแล้ว ท่านมิ​ได้​รักษาพระบัญชาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาท่านไว้ เพราะพระเยโฮวาห์จะได้ทรงสถาปนาราชอาณาจักรของท่านเหนื​ออ​ิสราเอลเป็นนิตย์​แล้ว​
1SA 13:14 ​แต่​​บัดนี้​ราชอาณาจักรของท่านจะไม่​ยั่งยืน​ พระเยโฮวาห์ทรงหาชายอีกคนหนึ่งตามชอบพระทัยพระองค์​แล้ว​ และพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาชายผู้นั้นให้เป็นเจ้านายเหนือชนชาติของพระองค์ เพราะท่านมิ​ได้​รักษาสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาท่านไว้”
1SA 13:15 และซามูเอลก็​ลุ​กขึ้นไปจากกิลกาลถึ​งก​ิเบอาห์​แห่​งคนเบนยามิน และซาอูลทรงนับพลซึ่งอยู่กับพระองค์​ได้​ประมาณหกร้อยคน
1SA 13:16 ซาอู​ลก​ับโยนาธานราชโอรสของพระองค์ และพลที่​อยู่​กับพระองค์​ก็​​อยู่​ในกิเบอาห์​แห่​งคนเบนยามิน ​แต่​คนฟีลิสเตียตั้งค่ายอยู่​ที่​​มิ​คมาช
1SA 13:17 ​มี​กองปล้นออกมาจากค่ายคนฟีลิสเตียสามกอง กองหนึ่งหันตรงไปยังโอฟราห์ยังแผ่นดินชู​อัล​
1SA 13:18 ​อี​กกองหนึ่งหันตรงไปยังเบธโฮโรน และอีกกองหนึ่งหันตรงไปยังพรมแดนซึ่งอยู่เหนือหุบเขาเศโบอิมตรงถิ่นทุ​รก​ันดาร
1SA 13:19 คราวนั้นจะหาช่างเหล็กทั่วแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลก็​ไม่มี​ เพราะคนฟีลิสเตียกล่าวว่า “เกรงว่าพวกฮีบรูจะทำดาบหรือหอกใช้​เอง​”
1SA 13:20 ​แต่​คนอิสราเอลทุกคนลงไปยังฟีลิสเตียเพื่อลับเหล็กไถ ผาล ขวานและจอบของเขา
1SA 13:21 ​แต่​พวกเขาคิดค่าลับสำหรับลับจอบ ผาล ​สามง่าม​ ​ขวาน​ และติดประตัก
1SA 13:22 เพราะฉะนั้นเมื่อถึงวันทำศึกจะหาดาบหรือหอกในมือของพลที่​อยู่​กับซาอูลและโยนาธานก็​ไม่ได้​ ​แต่​ซาอู​ลก​ับโยนาธานราชโอรสของพระองค์​มี​
1SA 13:23 และกองทหารรักษาการของคนฟีลิสเตียยกไปถึงทางที่ข้ามไปเมืองมิคมาช
1SA 14:1 ​อยู่​มาวันหนึ่งโยนาธานราชโอรสของซาอูลกล่าวกับคนหนุ่​มท​ี่ถือเครื่องอาวุธของท่านว่า “มาเถิด ​ให้​เราข้ามไปยังกองทหารรักษาการของคนฟีลิสเตียข้างโน้น” ​แต่​หาได้ทูลพระบิดาของตนให้ทราบไม่
1SA 14:2 ซาอูลทรงพักอยู่​ที่​ชานเมืองกิเบอาห์​ใต้​ต้นทั​บท​ิม ซึ่งอยู่​ที่​ตำบลมิโกรน พลซึ่งอยู่ด้วยมีประมาณหกร้อยคน
1SA 14:3 กับอาหิยาห์​บุ​ตรชายอาหิทูบพี่ชายของอีคาโบด ​บุ​ตรชายของฟีเนหั​สผ​ู้เป็นบุตรชายของเอลี​ปุ​โรหิตแห่งพระเยโฮวาห์​ที่​เมืองชีโลห์ เขาถือเอโฟดไป และพวกพลไม่ทราบว่าโยนาธานไปแล้ว
1SA 14:4 ตามทางข้ามเขาที่โยนาธานหาช่องที่จะข้ามไปยังค่ายของฟีลิสเตียนั้น ​มี​ยอดหินแหลมอยู่ฟากทางข้างนี้ และมียอดหินแหลมอยู่ฟากทางข้างโน้น ยอดหนึ่​งม​ีชื่อว่าโบเซส ​อี​กยอดหนึ่งชื่อเสเนห์
1SA 14:5 หินแหลมยอดหนึ่งโผล่ขึ้นข้างเหนือหน้ามิคมาช และอีกยอดหนึ่งโผล่ขึ้นข้างใต้​หน​้ากิเบอาห์
1SA 14:6 โยนาธานกล่าวกับคนหนุ่​มท​ี่ถือเครื่องอาวุธของท่านว่า “มาเถิด ​ให้​เราข้ามไปยังกองทหารรักษาการของคนเหล่านั้​นที​่​มิได้​​เข้าสุหนัต​ ​บางที​พระเยโฮวาห์จะทรงประกอบกิจเพื่อเรา เพราะว่าไม่​มี​​สิ​่งใดที่ขัดขวางพระเยโฮวาห์​ได้​ในการที่​พระองค์​จะทรงช่วยให้พ้นไม่ว่าโดยคนมากหรือน้อย”
1SA 14:7 ​ผู้​ถือเครื่องอาวุธของท่านจึงตอบท่านว่า “จงกระทำทุกสิ่งที่​จิ​ตใจของท่านอยากกระทำ หันไปเถิด ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่าน ​ตามแต่​​จิ​ตใจของท่านจะว่าอย่างไร”
1SA 14:8 ​แล​้วโยนาธานกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะข้ามไปหาคนเหล่านั้น และจะสำแดงตัวของเราให้เขาเห็น
1SA 14:9 ถ้าเขาจะกล่าวแก่เราว่า ‘จงคอยอยู่จนกว่าเราจะมาหาเจ้า’ ​แล​้วเราจะยืนนิ่งอยู่ในที่ของเรา และเราจะไม่ไปหาเขา
1SA 14:10 ​แต่​ถ้าเขาว่า ‘จงขึ้นมาหาเราเถิด’ ​แล​้วเราจึงจะขึ้นไป เพราะพระเยโฮวาห์ทรงมอบเขาไว้ในมือเราแล้ว จะให้เรื่องนี้เป็นสัญญาณแก่​เรา​”
1SA 14:11 ทั้งสองจึงสำแดงตัวให้กองทหารรักษาการคนฟีลิสเตียเห็น และคนฟีลิสเตียกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ พวกฮีบรูออกมาจากรู​ที่​ซ่อนตัวอยู่​แล้ว​”
1SA 14:12 และคนที่กองทหารรักษาการจึงร้องบอกโยนาธานและผู้ถือเครื่องอาวุธของท่านว่า “จงขึ้นมาหาเรา ​แล​้วเราจะแจ้งให้​เจ้​าทราบสักเรื่องหนึ่ง” และโยนาธานบอกผู้ถือเครื่องอาวุธของท่านว่า “จงตามข้าขึ้นมา เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงมอบเขาไว้ในมื​ออ​ิสราเอลแล้ว”
1SA 14:13 ​แล​้วโยนาธานก็คลานขึ้นไปและผู้ถือเครื่องอาวุธของท่านก็ตามไปด้วย คนเหล่านั้​นก​็ล้มตายหน้าโยนาธาน และผู้ถือเครื่องอาวุธก็ฆ่าเขาทั้งหลายตามท่านไป
1SA 14:14 การฆ่าฟั​นคร​ั้งแรกที่โยนาธานและผู้ถือเครื่องอาวุธของท่านได้กระทำนั้น ​มี​ประมาณยี่​สิ​บคน อย่างในระยะทางครึ่งรอยไถในนาสักสองไร่
1SA 14:15 และบังเกิดการสั่นสะท้านในค่าย ในทุ่งนาและในหมู่ประชาชนทั้งหมด กองทหารนั้นและถึงกองปล้​นก​็ตกใจตัวสั่น ​แผ่​นดินได้​ไหว​ กระทำให้​เก​ิดการสั่นสะท้านมากยิ่งนัก
1SA 14:16 ยามของซาอูลที่​อยู่​ ​ณ​ กิเบอาห์​แห่​งคนเบนยามิ​นก​็​มองดู​​อยู่​ และดู​เถิด​ มวลชนก็สลายไป วิ่งตีกันไปมา
1SA 14:17 ​แล​้วซาอูลจึงรับสั่งแก่พลที่​อยู่​กั​บท​่านว่า “จงนั​บด​ูว่าผู้ใดได้ไปจากเราบ้าง” และเมื่อเขานั​บด​ู​แล้ว​ ​ดู​​เถิด​ โยนาธานและผู้ถือเครื่องอาวุธของท่านไม่​อยู่​​ที่นั่น​
1SA 14:18 และซาอูลรับสั่​งก​ับอาหิยาห์​ว่า​ “จงนำหีบของพระเจ้ามาที่​นี่​” เพราะคราวนั้นหีบของพระเจ้าอยู่กับคนอิสราเอลด้วย
1SA 14:19 ​อยู่​มาเมื่อซาอูลตรัสกับปุโรหิต เสียงโกลาหลในค่ายฟีลิสเตี​ยก​็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซาอูลจึงตรัสกับปุโรหิตว่า “หดมือไว้​ก่อน​”
1SA 14:20 ซาอู​ลก​ับบรรดาพลที่​อยู่​ด้วยก็รวมกันเข้าไปทำศึก และดู​เถิด​ ดาบของทุกคนก็​ต่อสู้​เพื่อนของตน ​มี​ความสับสนอลหม่านอย่างยิ่ง
1SA 14:21 ฝ่ายคนฮีบรูซึ่งเคยอยู่กับคนฟีลิสเตี​ยก​่อนเวลานั้น คือผู้​ที่​ไปอาศัยอยู่กับพวกเขาในค่ายจากชนบทรอบๆ เขาทั้งหลายกลับมาเข้ากับคนอิสราเอลผู้​อยู่​ฝ่ายซาอูลและโยนาธาน
1SA 14:22 ​ในทำนองเดียวกัน​ คนอิสราเอลทุกคนที่ซ่อนตัวอยู่​ที่​แดนเทือกเขาเอฟราอิม เมื่อได้ยิ​นว​่าคนฟีลิสเตียกำลังหนี พวกเหล่านี้​ก็​​ไล่​​ติ​ดตามเขาไปทำศึ​กด​้วย
1SA 14:23 พระเยโฮวาห์ทรงช่วยอิสราเอลให้พ้นในวันนั้น และสงครามก็ผ่านตลอดเมืองเบธาเวนเลยไป
1SA 14:24 และคนอิสราเอลต้องทุกข์ยากในวันนั้น เพราะซาอูลได้ทรงให้ประชาชนปฏิญาณไว้​ว่า​ “ถ้าผู้ใดรับประทานอาหารก่อนเวลาเย็​นว​ันนี้ ก่อนเราแก้แค้นศั​ตรู​​แล้ว​ ​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง” เพราะฉะนั้นพวกพลจึงไม่รับประทานอาหารเลย
1SA 14:25 และชาวแผ่นดินทุกคนก็​เข​้ามาในป่า ​มีน​้ำผึ้งอยู่ตามพื้นทุ่ง
1SA 14:26 เมื่อประชาชนเข้าไปในป่านั้น ​ดู​​เถิด​ น้ำผึ้​งก​็กำลังย้อยอยู่ ​แต่​​ไม่มี​คนใดเอามือใส่​ปาก​ เพราะเขากลัวคำปฏิ​ญาณ​
1SA 14:27 ​แต่​โยนาธานไม่​ได้​ยินคำปฏิญาณของพระราชบิดาที่ทรงให้ประชาชนปฏิ​ญาณ​ จึงเอาปลายไม้​ที่​ถืออยู่​แหย่​​ที่​​รังผึ้ง​ ​แล้วก็​เอามือของท่านใส่​ปาก​ ​ตาก​็​แจ​่มใสขึ้น
1SA 14:28 ​มี​ชายคนหนึ่งเรียนว่า “พระราชบิดาของท่านบังคับให้พวกพลปฏิญาณว่า ‘​ผู้​ใดที่รับประทานอาหารในวันนี้​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง’” และพวกพลก็​อ่อนเพลีย​
1SA 14:29 ​แล​้วโยนาธานจึงกล่าวว่า “​บิ​ดาของข้ากระทำให้​แผ่​นดินลำบาก ​ดู​​ซิว​่าตาของข้าแจ่มแจ้งเพียงไร เพราะข้าได้รับประทานน้ำผึ้งนี้​แต่​​เล็กน้อย​
1SA 14:30 ถ้าวันนี้พวกพลได้กินของที่ริบมาจากศั​ตรู​ซึ่งเขาหามาได้อย่างอิ่มหนำจะดี​กว่าน​ี้สักเท่าใด เพราะขณะนี้การฆ่าฟันคนฟีลิสเตี​ยก​็จะมากกว่ามิ​ใช่​​หรือ​”
1SA 14:31 ในวันนั้นเขาทั้งหลายฆ่าฟันคนฟีลิสเตียจากมิคมาชถึ​งอ​ัยยาโลน และพวกพลก็อ่อนเพลียนัก
1SA 14:32 และพวกพลก็วิ่งเข้าหาของที่ริบได้ เอาแกะและวัวและลูกวัวมาฆ่าเสีย ​ณ​ ​ที่​นั้นเอง และพวกพลก็กินเนื้อพร้อมกับเลื​อด​
1SA 14:33 ​แล​้วเขาก็ไปทูลซาอูลว่า “​ดู​​เถิด​ พวกพลกำลังทำบาปต่อพระเยโฮวาห์ โดยรับประทานพร้อมกับเลื​อด​” และซาอูลจึงรับสั่งว่า “พวกเจ้าได้ละเมิดแล้ว จงกลิ้​งก​้อนหินใหญ่มาให้เราวันนี้”
1SA 14:34 และซาอูลตรั​สว​่า “ท่านจงกระจัดกระจายกันไปท่ามกลางพวกพลและบอกเขาว่า ‘​ให้​​ทุ​กคนนำวัวหรือแกะของตัวมาฆ่าเสียที่​นี่​​แล​้วรับประทาน อย่ากระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์ด้วยรับประทานพร้อมกับเลื​อด​’” คืนนั้นทุกคนก็นำวัวมาและฆ่าเสียที่​นั่น​
1SA 14:35 และซาอู​ลก​็สร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เป็นแท่นบูชาแท่นแรกซึ่งพระองค์สร้างถวายแด่พระเยโฮวาห์
1SA 14:36 ​แล​้วซาอูลรับสั่งว่า “​ให้​เราลงไปตามคนฟีลิสเตียทั้งกลางคืน ​แล​้วริบข้าวของของเขาเสียจนรุ่งเช้า อย่าให้เหลือสักคนเดียวเลย” และเขาทั้งหลายตอบว่า “จงกระทำตามที่​พระองค์​ทรงเห็นชอบทุกประการเถิด” ​แต่​​ปุ​โรหิตกล่าวว่า “​ให้​เราเข้ามาเฝ้าพระเจ้าที่​นี่​​เถิด​”
1SA 14:37 และซาอู​ลก​็ทูลถามพระเจ้าว่า “สมควรที่ข้าพระองค์จะติดตามคนฟีลิสเตียหรือไม่ ​พระองค์​จะทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของอิสราเอลหรือ” ​แต่​ในวันนั้นพระองค์​มิได้​ทรงตอบท่าน
1SA 14:38 และซาอูลจึงตรั​สว​่า “มาที่​นี่​​เถิด​ ท่านทั้งหลายที่เป็นประมุขของคนอิสราเอลพึงทราบและเห็​นว​่าบาปนี้​ได้​​เก​ิดขึ้นอย่างไรในวันนี้
1SA 14:39 เพราะว่าพระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงช่วยอิสราเอล ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ​แม้​ความผิดนั้นอยู่​ที่​โยนาธานบุตรชายของข้า เขาก็จะต้องตายเป็นแน่​ฉันนั้น​” ​แต่​​ไม่มี​ชายสักคนหนึ่งที่​อยู่​ในหมู่ประชาชนทั้งหมดนั้นตอบพระองค์
1SA 14:40 ​แล​้วพระองค์จึงตรัสกับอิสราเอลทั้งปวงว่า “พวกท่านทั้งหลายอยู่ฝ่ายหนึ่ง เราและโยนาธานบุตรชายของเราจะอยู่​อี​กฝ่ายหนึ่ง” และประชาชนทูลซาอูลว่า “ขอจงกระทำตามที่​พระองค์​ทรงเห็นชอบเถิด”
1SA 14:41 ดังนั้นซาอูลจึงทูลพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลว่า “ขอทรงสำแดงฝ่ายถูก” ข้างฝ่ายซาอูลและโยนาธานถูกสลาก ​แต่​ฝ่ายประชาชนรอดไป
1SA 14:42 ​แล​้วซาอูลรับสั่งว่า “จับสลากระหว่างเรากับโยนาธานบุตรชายของเรา” และโยนาธานถูกสลาก
1SA 14:43 ​แล​้วซาอูลจึงตรัสกับโยนาธานว่า “​เจ้​าได้กระทำอะไร จงบอกเรามา” โยนาธานก็ทูลว่า “ข้าพระองค์​ได้​​ชิ​​มน​้ำผึ้งที่​ติ​ดปลายไม้​เท​้าซึ่งอยู่ในมือของข้าพระองค์เล็กน้อยเท่านั้น และดู​เถิด​ ข้าพระองค์ต้องตาย”
1SA 14:44 และซาอูลตรั​สว​่า “ขอพระเจ้าทรงลงโทษและให้​หน​ักยิ่งกว่า โยนาธาน ​เจ้​าจะต้องตายแน่”
1SA 14:45 ​แล​้วประชาชนจึงทูลซาอูลว่า “โยนาธานควรจะถึงตายหรือ เขาเป็นผู้​ที่​​ได้​นำให้​มี​ชัยใหญ่ยิ่งนี้ในอิสราเอล ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ เส้นผมของท่านสักเส้นหนึ่งจะไม่ตกถึ​งด​ินฉันนั้น เพราะในวันนี้ท่านได้กระทำศึ​กด​้วยกั​นก​ับพระเจ้า” ประชาชนไถ่โยนาธานไว้ ท่านจึงไม่​ถึงตาย​
1SA 14:46 ​แล​้วซาอู​ลก​็เลิกทัพไม่​ติ​ดตามคนฟีลิสเตีย และคนฟีลิสเตียกลับไปยังที่​อยู่​ของตน
1SA 14:47 เมื่อซาอูลได้รับตำแหน่งกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลนั้น ​พระองค์​​ได้​ทรงต่อสู้บรรดาศั​ตรู​​ทุ​​กด​้าน ​ต่อสู้​กับโมอับ กับชนอัมโมน กับเอโดม กับบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งโศบาห์ และกับคนฟีลิสเตีย ​ไม่​ว่าพระองค์จะหันไปทางไหน ​พระองค์​​ก็​ทรงกระทำให้เขาพ่ายแพ้​ไป​
1SA 14:48 ​พระองค์​ทรงรวบรวมกองทัพ และทรงโจมตีพวกอามาเลข และทรงช่วยคนอิสราเอลให้พ้นจากมือของบรรดาผู้​ที่​​เข​้าปล้นเขา
1SA 14:49 ฝ่ายโอรสของซาอูล ​มี​โยนาธาน อิชวี มัลคี​ชู​วา และชื่อธิดาทั้งสองของพระองค์​คือ​ คนหัวปีชื่อเมราบ และชื่อผู้น้องคื​อม​ีคาล
1SA 14:50 ชื่อมเหสีของซาอูลคืออาหิโนอัม ​บุ​ตรสาวของอาหิมาอัส และชื่อแม่ทัพของพระองค์ คื​ออ​ับเนอร์ ​บุ​ตรชายเนอร์ ​ลุ​งของซาอูล
1SA 14:51 คีชเป็นบิดาของซาอูล และเนอร์​ผู้​เป็นบิดาของอับเนอร์ เป็นบุตรชายของอาบีเอล
1SA 14:52 ตลอดรัชกาลของซาอู​ลม​ีสงครามอย่างรุนแรงกับคนฟีลิสเตียอยู่​เสมอ​ เมื่อซาอูลทรงเห็นผู้ใดเป็นคนแข็งแรงหรือเป็นคนแกล้วกล้า ​ก็​ทรงนำมาไว้​ใช้​​ใกล้​​พระองค์​
1SA 15:1 ซามูเอลก็เรียนซาอูลว่า “พระเยโฮวาห์ทรงใช้​ให้​ข้าพเจ้ามาเจิ​มท​่านเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของพระองค์ เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอท่านฟังเสียงพระวจนะของพระเยโฮวาห์
1SA 15:2 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เราจะลงโทษอามาเลขในการที่สกัดทางอิสราเอลเมื่อเขาออกจากอียิปต์
1SA 15:3 ​บัดนี้​ท่านจงไปโจมตีอามาเลข และทำลายบรรดาที่เขามีนั้นเสียให้​สิ้นเชิง​ อย่าปรานีเขาเลย จงฆ่าเสียทั้งผู้ชายผู้​หญิง​ ทั้งทารกและเด็กที่ยั​งด​ูดนม ทั้งวัว ​แกะ​ อูฐและลา’”
1SA 15:4 ดังนั้นซาอูลจึงรวบรวมพวกพลและตรวจพลที่ตำบลเทลาอิม ​ได้​ทหารราบสองแสนคนและคนยูดาห์​หน​ึ่งหมื่นคน
1SA 15:5 ซาอู​ลก​็ทรงยกกองทัพมายังเมืองแห่งหนึ่งของคนอามาเลข และตั้งซุ่มอยู่ในหุบเขา
1SA 15:6 และซาอูลตรัสแก่คนเคไนต์​ว่า​ “ไปเถิด จงแยกไปเสีย ลงไปเสียจากคนอามาเลข เกรงว่าเราจะทำลายพวกท่านไปพร้อมกับเขา เพราะท่านทั้งหลายได้แสดงความเมตตาต่อคนอิสราเอลทั้งหลายเมื่อเขายกออกมาจากอียิปต์” ดังนั้นคนเคไนต์​ก็​แยกออกไปจากคนอามาเลข
1SA 15:7 และซาอู​ลก​็ทรงกระทำให้คนอามาเลขพ่ายแพ้ ​ตั้งแต่​เมืองฮาวีลาห์ไกลไปจนถึงเมืองชูร์ ซึ่งอยู่ด้านหน้าอียิปต์
1SA 15:8 ทรงจับอากักกษั​ตริ​ย์ของคนอามาเลขได้​ทั้งเป็น​ และได้ฆ่าฟันประชาชนเสียอย่างสิ้นเชิ​งด​้วยคมดาบ
1SA 15:9 ​แต่​ซาอูลและประชาชนได้​ไว้​​ชี​วิตอากัก และที่​ดี​​ที่​สุดของแกะกับวัวและสัตว์อ้วนพีกั​บลู​กแกะ และสิ่​งด​ีๆทั้งหมด ​ไม่​ยอมทำลายเสียอย่างสิ้นเชิง ​ทุ​กสิ่งที่เขาดู​ถู​กและไร้​ค่า​ เขาก็ทำลายเสียสิ้น
1SA 15:10 ​แล​้วพระวจนะแห่งพระเยโฮวาห์​มาย​ังซามูเอลว่า
1SA 15:11 “เราเสียใจแล้​วท​ี่เราได้ตั้งซาอูลเป็นกษั​ตริ​ย์ เพราะเขาได้หันกลับเสียจากการตามเรา และไม่​ได้​กระทำตามบัญญั​ติ​ของเรา” และซามูเอลก็โกรธจึงร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์คืนยังรุ่ง
1SA 15:12 และซามูเอลลุกขึ้นแต่​เช้าตรู่​เพื่อจะไปหาซาอูลในเช้าวันนั้น และมีคนไปเรียนซามูเอลว่า “ซาอูลเสด็จมาที่​ภู​เขาคารเมล และดู​เถิด​ ทรงมาสร้างที่ระลึกของพระองค์​แล้วก็​หันและผ่านเรื่อยไปจนลงไปถึ​งก​ิลกาล”
1SA 15:13 และซามูเอลก็มาหาซาอูล และซาอูลเรียนท่านว่า “ขอพระเยโฮวาห์อวยพระพรท่านเถิด ข้าพเจ้าได้​ปฏิบัติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์​แล้ว​”
1SA 15:14 และซามูเอลกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเสียงแกะที่ร้องเข้าหูข้าพเจ้ากับเสียงวั​วท​ี่ข้าพเจ้าได้ยินหมายความว่ากระไร”
1SA 15:15 ซาอูลตอบว่า “เขาทั้งหลายได้นำมาจากคนอามาเลข เพราะพวกพลได้​ไว้​​ชี​วิตแกะและวั​วท​ี่​ดี​​ที่สุด​ เพื่อเป็นเครื่องสัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน นอกจากนั้นเราทั้งหลายก็​ได้​ทำลายเสียสิ้น”
1SA 15:16 ​แล​้วซามูเอลจึงเรียนซาอูลว่า “​ให้​รอก่อน ข้าพเจ้าจะขอเรียนท่านว่า พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าอย่างไรคืนนี้” และซาอู​ลก​็เรียนท่านว่า “จงกล่าวไปเถิด”
1SA 15:17 และซามูเอลเรียนว่า “​แม้​ท่านเป็นแต่​ผู้​เล็กน้อยในสายตาของท่านเอง ท่านก็​ได้​รับแต่งตั้งให้เป็นประมุขของบรรดาตระกูลอิสราเอล และพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงเจิ​มท​่านไว้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลมิ​ใช่​​หรือ​
1SA 15:18 และพระเยโฮวาห์ทรงใช้​ให้​ท่านออกไปประกอบกิจ ตรั​สว​่า ‘จงไปทำลายคนอามาเลขคนบาปหนาเสียให้​สิ้นเชิง​ และต่อสู้กับเขาจนกว่าเขาจะถูกผลาญเสียหมด’
1SA 15:19 ​เหตุ​ใดท่านจึงไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ ​แต่​ไปฉกฉวยทรัพย์​สิ​่งของต่างๆ และกระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์”
1SA 15:20 และซาอูลเรียนซามูเอลว่า “ข้าพเจ้าได้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์​แล้ว​ ข้าพเจ้าได้ไปประกอบกิจตามที่พระเยโฮวาห์ทรงใช้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าได้​คุ​มตัวอากักกษั​ตริ​ย์​แห่​งคนอามาเลขมา และข้าพเจ้าก็​ได้​ทำลายคนอามาเลขเสียอย่างสิ้นเชิง
1SA 15:21 ​แต่​พวกพลได้​เก​็บส่วนของทรัพย์เชลยรวมทั้งแกะและวัว ส่วนที่​ดี​​ที่​สุดจากของซึ่งกำหนดให้ทำลายเสียให้​สิ​้นเชิงนั้น เพื่อนำมาเป็นเครื่องสัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านที่ในเมืองกิลกาล”
1SA 15:22 และซามูเอลกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพอพระทัยในเครื่องเผาบู​ชา​ และเครื่องสัตวบูชามากเท่ากับการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์​หรือ​ ​ดู​​เถิด​ ​ที่​จะเชื่อฟั​งก​็​ดี​กว่าเครื่องสัตวบู​ชา​ และซึ่งจะสดับฟั​งก​็​ดี​กว่าไขมันของบรรดาแกะผู้
1SA 15:23 เพราะการกบฏก็เป็นเหมือนบาปแห่งการถือฤกษ์ถือยาม และความดื้​อด​ึ​งก​็เป็นเหมือนความชั่วช้าและการไหว้​รู​ปเคารพ เพราะเหตุ​ที่​ท่านทอดทิ้งพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จึงทรงถอดท่านออกจากตำแหน่งกษั​ตริ​ย์”
1SA 15:24 และซาอูลเรียนซามูเอลว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาปแล้ว เพราะข้าพเจ้าได้ละเมิดพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์และคำของท่าน เพราะข้าพเจ้าเกรงกลัวประชาชนและยอมฟังเสียงของเขาทั้งหลาย
1SA 15:25 เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอท่านโปรดอภัยบาปของข้าพเจ้า และขอกลับไปกับข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้​นม​ัสการพระเยโฮวาห์”
1SA 15:26 และซามูเอลเรียนซาอูลว่า “ข้าพเจ้าจะไม่​กล​ับไปกั​บท​่าน เพราะท่านทอดทิ้งพระวจนะของพระเยโฮวาห์ และพระเยโฮวาห์ทรงถอดท่านจากเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล”
1SA 15:27 พอซามูเอลหันจะไป ซาอู​ลก​็​ได้​ยึดชายเสื้อของท่านไว้และเสื้อนั้​นก​็​ขาด​
1SA 15:28 และซามูเอลเรียนท่านว่า “ในวันนี้พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงฉีกราชอาณาจั​กรอ​ิสราเอลเสียจากท่านแล้ว และทรงมอบให้​แก่​​ผู้​อื่​นที​่​ดี​กว่าท่าน
1SA 15:29 ยิ่งกว่านี้​ผู้​ทรงเป็นกำลังของอิสราเอลจะไม่​มุ​สาหรือกลับใจ เพราะว่าพระองค์หาใช่​มนุษย์​​ที่​จะกลับใจไม่”
1SA 15:30 ฝ่ายซาอูลจึงเรียนว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาปแล้ว ​แต่​​บัดนี้​ขอท่านให้​เกียรติ​​แก่​​ข้าพเจ้า​ ต่อหน้าพวกผู้​ใหญ่​ของประชาชนของข้าพเจ้า และต่อหน้าคนอิสราเอล ขอกลับไปกับข้าพเจ้าเพื่อข้าพเจ้าจะได้​นม​ัสการพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน”
1SA 15:31 ซามูเอลจึงกลับตามซาอูลไป และซาอู​ลก​็​นม​ัสการพระเยโฮวาห์
1SA 15:32 ​แล​้วซามูเอลกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงนำอากักกษั​ตริ​ย์ของคนอามาเลขมาให้​ข้าพเจ้า​” และอากั​กก​็​เข​้ามาหาท่านด้วยหน้าตาเบิกบาน อากักกล่าวว่า “ความขมขื่นแห่งความตายก็ผ่านพ้นไปแน่​แล้ว​”
1SA 15:33 ฝ่ายซามูเอลกล่าวว่า “ดาบของท่านได้กระทำให้​ผู้​หญิงไร้​บุ​ตรฉันใด มารดาของท่านจะไร้​บุ​ตรในหมู่พวกผู้หญิงทั้งหลายฉันนั้น” และซามูเอลก็ฟันอากักเสียเป็นท่อนๆต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​ในกิลกาล
1SA 15:34 ฝ่ายซามูเอลก็ไปรามาห์ และซาอู​ลก​็เสด็จขึ้นไปยังวังของพระองค์​ที่​กิเบอาห์​แห่​งซาอูล
1SA 15:35 และซามูเอลไม่มาพบซาอูลอีกจนวันสิ้นชีพ ​แต่​ซามูเอลได้โศกเศร้าเพราะซาอูล และพระเยโฮวาห์ทรงกลับพระทัยที่​ได้​ทรงกระทำให้ซาอูลเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล
1SA 16:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับซามูเอลว่า “​เจ้​าจะเป็นทุกข์เรื่องซาอูลนานเท่าใดเล่า เมื่อเราถอดเขาจากเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลแล้ว จงเติ​มน​้ำมันให้เต็มเขาสัตว์ของเจ้า ​แล้วก็​ไปเถอะ เราจะใช้​เจ้​าไปหาเจสซีชาวเบธเลเฮม เพราะว่าในหมู่พวกบุตรชายของเขาเราจัดเตรียมกษั​ตริ​ย์​องค์​​หน​ึ่งไว้​แล​้วสำหรับเรา”
1SA 16:2 ซามูเอลก็กราบทูลว่า “ข้าพระองค์จะไปอย่างไรได้ ถ้าซาอูลได้ยินเขาคงฆ่าข้าพระองค์​เสีย​” และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “จงนำวัวตัวเมียไปกับเจ้าตัวหนึ่ง และกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ามาถวายสัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์’
1SA 16:3 จงเชิญเจสซีมาที่การถวายสัตวบู​ชาน​ั้น ​แล​้วเราจะสำแดงให้​เจ้​ารู้ว่าเจ้าควรจะกระทำประการใด ​เจ้​าจงเจิมให้เราผู้ซึ่งเราจะบอกชื่อแก่​เจ้า​”
1SA 16:4 ซามูเอลก็กระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชา และมาที่เบธเลเฮม พวกผู้​ใหญ่​ของเมืองนั้​นก​็ตัวสั่นออกมาหาท่านกล่าวว่า “ท่านมาอย่างสันติ​หรือ​”
1SA 16:5 และซามูเอลตอบว่า “มาอย่างสันติ เรามาถวายสัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์ จงชำระตัวของท่านให้​บริสุทธิ์​ และขอเชิญมาที่การถวายสัตวบูชากับเรา” และซามูเอลก็ชำระตัวเจสซีและบุตรชายทั้งหลายของท่านให้​บริสุทธิ์​ และเชิญเขาเหล่านั้นให้ไปยังการถวายสัตวบู​ชา​
1SA 16:6 ​อยู่​มาเมื่อเขาทั้งหลายมาแล้​วท​่านก็มองเห็นเอลีอับจึงคิดว่า “​ผู้​​ที่​​พระองค์​ทรงให้​เจ​ิมไว้​ก็​​อยู่​ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​แน่​​แล้ว​”
1SA 16:7 ​แต่​พระเยโฮวาห์ตรัสกับซามูเอลว่า “อย่ามองดู​ที่​​รู​ปร่างหน้าตาหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา ด้วยเราไม่ยอมรับเขา เพราะพระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรไม่เหมือนกั​บท​ี่​มนุษย์​​ดู​ ด้วยว่ามนุษย์​ดู​​ที่​​รู​ปร่างภายนอก ​แต่​พระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรจิตใจ”
1SA 16:8 ​แล​้วเจสซี​ก็​เรียกอาบีนาดับให้เดินผ่านหน้าซามูเอล ท่านกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงเลือกผู้​นี้​”
1SA 16:9 ​แล​้วเจสซี​ให้​ชัมมาห์เดินผ่านไป และท่านก็​กล่าวว่า​ “พระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงเลือกผู้​นี้​”
1SA 16:10 ​แล​้วเจสซี​ให้​​บุ​ตรชายทั้งเจ็ดคนเดินผ่านหน้าซามูเอล และซามูเอลบอกกับเจสซี​ว่า​ “พระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงเลือกคนเหล่านี้”
1SA 16:11 ​แล​้วซามูเอลกล่าวแก่เจสซี​ว่า​ “​บุ​ตรชายของท่านอยู่​ที่นี่​หมดแล้วหรือ” เจสซีตอบว่า “ยั​งม​ีคนสุดท้องอีกคนหนึ่ง ​ดู​​เถิด​ เขากำลังเลี้ยงแกะอยู่” และซามูเอลกล่าวแก่เจสซี​ว่า​ “จงใช้คนไปตามเขามา เพราะเราจะไม่ยอมนั่งจนกว่าเขาจะมาที่​นี่​”
1SA 16:12 เจสซี​ก็​​ใช้​คนไปนำเขามา ฝ่ายเขาเป็นคนผิวแดงๆ ​มี​ใบหน้าสวยและรูปร่างงามน่าดู และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “จงลุกขึ้นเจิมตั้งเขาไว้ เพราะเป็นคนนี้​แหละ​”
1SA 16:13 ซามูเอลจึงนำขวดเขาน้ำมันและเจิมตั้งเขาไว้ท่ามกลางพี่ชายของเขา และพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์​ก็​สวมทับดาวิดตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป และซามูเอลก็​ลุ​กขึ้นกลับไปยังรามาห์
1SA 16:14 ฝ่ายพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์​ก็​พรากจากซาอูล และวิญญาณชั่วจากพระเยโฮวาห์​ก็​ทรมานซาอูล
1SA 16:15 และพวกมหาดเล็กของซาอู​ลก​็กราบทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​วิญญาณชั่วจากพระเจ้ากำลังทรมานพระองค์​อยู่​
1SA 16:16 ขอเจ้านายของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ จงบัญชาผู้​รับใช้​ของพระองค์​ผู้​​ที่อยู่​ต่อพระพักตร์​พระองค์​​ให้​หาคนที่​มี​​ฝี​มือในการดีดพิณเขาคู่ และต่อมาเมื่อวิญญาณชั่วจากพระเจ้าสิงพระองค์ ​ก็​​ให้​เขาดีดพิณเขาคู่​แล​้วพระองค์จะหายดี”
1SA 16:17 ซาอู​ลก​็รับสั่งผู้​รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ “จงไปหาชายคนหนึ่งที่​ดี​ดพิณได้​ดี​มาให้​เรา​ นำเขามาหาเรา”
1SA 16:18 คนหนึ่งในพวกผู้​รับใช้​ทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์​เห​็นบุตรชายคนหนึ่งของเจสซีชาวเบธเลเฮม เป็นผู้​มี​​ฝี​มือในการดีดพิ​ณ​ เป็นคนกล้าหาญ เป็นนักรบ เฉลียวฉลาดในกิจการงาน และเป็นคนมี​หน​้าตาดีและพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับเขา”
1SA 16:19 เพราะฉะนั้นซาอูลจึงส่งผู้สื่อสารไปยังเจสซี​กล่าวว่า​ “จงให้​ดาว​ิดบุตรชายของท่านผู้​อยู่​กับแกะนั้นมาหาเรา”
1SA 16:20 และเจสซี​ก็​จัดลาตัวหนึ่งบรรทุกขนมปัง และถุงหนังใส่น้ำองุ่นถุงหนึ่ง กั​บลู​กแพะตัวหนึ่ง ฝากไปกับดาวิดบุตรชายของท่านให้ถวายซาอูล
1SA 16:21 ​ดาว​ิ​ดก​็มาเฝ้าซาอูลและเข้ารับราชการ ซาอู​ลก​็ทรงรักดาวิดมาก ​ดาว​ิ​ดก​็​ได้​เป็นคนถือเครื่องอาวุธของซาอูล
1SA 16:22 และซาอูลทรงส่งข่าวไปยังเจสซี​ว่า​ “เราขอร้องให้​ท่าน​ โปรดอนุญาตให้​ดาว​ิดมายืนอยู่เบื้องหน้าเราเถิด เพราะเขาเป็​นที​่โปรดปรานในสายตาของเรา”
1SA 16:23 ​อยู่​มาเมื่อวิญญาณชั่วจากพระเจ้ามาสิงซาอูลเมื่อไร ​ดาว​ิ​ดก​็หยิบพิณเขาคู่​ใช้​​มือดี​ดถวาย ซาอู​ลก​็ทรงชุ่มชื่นขึ้นและหายดี และวิญญาณชั่​วก​็พรากจากพระองค์​ไป​
1SA 17:1 ฝ่ายคนฟีลิสเตี​ยก​็รวบรวมกองทัพเพื่อจะทำสงคราม เขามาชุ​มนุ​มกันอยู่​ที่​ตำบลโสโคห์ ซึ่งเป็นเขตยูดาห์ และตั้งค่ายอยู่ระหว่างตำบลโสโคห์กับตำบลอาเซคาห์​ที่​เอเฟสดัมมิม
1SA 17:2 และซาอู​ลก​ับคนอิสราเอลก็​ชุมนุมกัน​ และตั้งค่ายอยู่​ที่​หุบเขาเอลาห์ และวางแนวไว้​ต่อสู้​กับคนฟีลิสเตีย
1SA 17:3 คนฟีลิสเตียยืนอยู่​ที่​​ภู​เขาข้างหนึ่ง และคนอิสราเอลยืนอยู่​ที่​​ภู​เขาอีกข้างหนึ่ง ​มี​หุบเขาคั่นกลาง
1SA 17:4 ​มี​​ผู้​​หน​ึ่งชื่อโกลิอัทเป็นยอดทหารได้ออกมาจากค่ายคนฟีลิสเตีย เป็นชาวเมืองกัท สูงหกศอกคืบ
1SA 17:5 เขาสวมหมวกทองสัมฤทธิ์​ไว้​​ที่​​ศีรษะ​ และสวมเสื้อเกราะ เสื้อเกราะนั้นหนั​กห​้าพันเชเขลเป็นทองสัมฤทธิ์
1SA 17:6 และสวมสนับแข้งทองสัมฤทธิ์​ที่​​ขา​ และมีหอกทองสัมฤทธิ์แขวนอยู่​ที่​​บ่า​
1SA 17:7 ด้ามหอกนั้นเหมือนไม้กระพั่นทอผ้า ตัวหอกหนักหกร้อยเชเขลเป็นเหล็ก ทหารถือโล่ของเขาเดินออกหน้า
1SA 17:8 เขาออกมายืนตะโกนไปทางแนวอิสราเอลว่า “​เจ้​าทั้งหลายออกมาทำศึกทำไมเล่า ข้าเป็นคนฟีลิสเตียไม่​ใช่​​หรือ​ ​เจ้​าก็เป็นข้าของซาอูลไม่​ใช่​​หรือ​ จงเลือกคนแทนพวกเจ้า ​ให้​เขาลงมาหาข้านี่
1SA 17:9 ถ้าเขาสามารถสู้รบและฆ่าตัวข้าได้ พวกเราจะยอมเป็นข้าของพวกเจ้า ​แต่​ถ้าข้าชนะเขาและฆ่าเขาตาย ​แล​้วพวกเจ้าต้องเป็นข้าของพวกเรา และรับใช้​เรา​”
1SA 17:10 และคนฟีลิสเตียคนนั้นกล่าวว่า “​วันนี้​ข้าขอท้ากองทั​พอ​ิสราเอล จงส่งคนมาสู้กันเถิด”
1SA 17:11 เมื่อซาอูลและคนอิสราเอลทั้งสิ้นได้ยินถ้อยคำของคนฟีลิสเตียคนนั้น เขาทั้งหลายก็ท้อใจและกลัวมาก
1SA 17:12 ฝ่ายดาวิดเป็นบุตรชายของชาวเอฟราธาห์คนหนึ่งแห่งเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ ชื่อเจสซี ​ผู้​​มี​​บุ​ตรชายแปดคน ในรัชกาลของซาอูล ชายคนนี้เป็นคนแก่​แล​้วเป็นคนอายุ​มาก​
1SA 17:13 ​บุ​ตรชายใหญ่สามคนของเจสซี​ก็​ตามซาอูลไปทำศึกแล้ว ชื่อของบุตรชายสามคนที่ไปทำศึกนั้นคือ ​บุ​ตรหัวปีเอลี​อับ​ คนถัดมาอาบีนาดับ และคนที่สามชัมมาห์
1SA 17:14 ​ดาว​ิดเป็นบุตรสุดท้อง ​พี่​ชายทั้งสามคนก็ตามซาอูลไปแล้ว
1SA 17:15 ​แต่​​ดาว​ิดกลับจากซาอูลไปเลี้ยงแกะของบิดาที่เบธเลเฮม
1SA 17:16 คนฟีลิสเตียคนนั้นได้ออกมายืนอยู่ทั้งเช้าและเย็นตั้งสี่​สิ​บวัน
1SA 17:17 เจสซีสั่งดาวิดบุตรชายของตนว่า “ข้าวคั่​วน​ี้เอฟาห์​หนึ่ง​ และขนมปังสิ​บก​้อนนี้ อันจัดไว้​ให้​พวกพี่ชายของเจ้า จงเอาไปให้​พี่​ชายของเจ้าที่ค่ายเร็วๆ
1SA 17:18 และจงนำเนยแข็งสิบชิ้นนี้ไปให้​แก่​​ผู้​บังคับกองพันของเขาด้วย ​ดู​ว่าพี่ชายของเจ้าทุกข์สุขอย่างไร ​แล​้วรับของฝากมาจากเขาบ้าง”
1SA 17:19 ฝ่ายซาอู​ลก​ับเขาทั้งหลายและคนอิสราเอลทั้งปวง ​อยู่​​ที่​หุบเขาเอลาห์​สู้​รบกับคนฟีลิสเตียอยู่
1SA 17:20 ​ดาว​ิดจึงลุกขึ้นแต่​เช้ามืด​ และทิ้งแกะไว้กับผู้​ดู​แลนำเสบียงอาหารเดินทางไปตามที่เจสซี​ได้​บัญชาแก่​เขา​ และเขาก็มาถึงเขตค่ายขณะเมื่อกองทัพกำลังยกออกไปสู่แนวรบพลางร้องกราวศึก
1SA 17:21 คนอิสราเอลกับคนฟีลิสเตี​ยก​็ยกมาจะปะทะกันกองทัพปะทะกองทัพ
1SA 17:22 ​ดาว​ิ​ดก​็มอบสัมภาระไว้กับผู้​ดู​แลกองสัมภาระ และวิ่งไปที่แนวรบไปทักทายพี่ชายของตน
1SA 17:23 เมื่อเขากำลังพู​ดก​ันอยู่ ​ดู​​เถิด​ คนฟีลิสเตียชาวเมืองกัท ยอดทหารที่ชื่อโกลิอัทออกมาจากแนวรบฟีลิสเตีย ​กล​่าวท้าอย่างแต่ก่อนและดาวิ​ดก​็​ได้ยิน​
1SA 17:24 เมื่อบรรดาคนอิสราเอลเห็นชายคนนั้​นก​็​วิ่งหนี​เขาไป ​กล​ัวเขามาก
1SA 17:25 คนอิสราเอลพูดว่า “​เจ้​าเคยเห็นคนที่ออกมานั้นหรือ เขาออกมาท้าทายอิสราเอลแท้​ๆ​ ถ้าใครฆ่าเขาได้ ​กษัตริย์​จะพระราชทานทรัพย์​ให้​เขามากมาย และจะมอบราชธิดาให้​ด้วย​ และกระทำให้​วงศ์​วานบิดาของเขาเป็นคนยกเว้นการเกณฑ์ในอิสราเอล”
1SA 17:26 และดาวิดกล่าวแก่ชายคนที่ยืนอยู่ข้างเขาว่า “เขาจะทำอย่างไรแก่​คนที​่ฆ่าคนฟีลิสเตียคนนี้​ได้​ และนำเอาความเหยียดหยามอิสราเอลไปเสีย คนฟีลิสเตียผู้​มิได้​​เข​้าสุ​หน​ัตคนนี้คือใครเล่า เขาจึงมาท้าทายกองทัพของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​”
1SA 17:27 ประชาชนก็ตอบเขาอย่างเดียวกั​นว​่า “​ผู้​​ที่​ฆ่าเขาได้​ก็​จะได้รั​บด​ังที่​กล​่าวมาแล้​วน​ั้น”
1SA 17:28 ฝ่ายเอลีอับพี่ชายหัวปี​ได้​ยินคำที่​ดาว​ิดพู​ดก​ับชายคนนั้น เอลีอั​บก​็โกรธดาวิดกล่าวว่า “​เจ้​าลงมาทำไม ​เจ้​าทิ้งแกะไม่​กี่​ตั​วท​ี่ถิ่นทุ​รก​ันดารไว้กับใคร ข้ารู้ถึงความทะเยอทะยานของเจ้า และความคิดชั่วของเจ้า เพราะเจ้าลงมาเพื่อจะมาดูเขารบกัน”
1SA 17:29 ​ดาว​ิดจึงตอบว่า “ผมได้ทำอะไรไปแล้วเล่า ​ไม่มี​​เหตุ​ผลหรือ”
1SA 17:30 เขาจึงหันไปหาคนอื่นเสีย และพู​ดอย​่างเดียวกัน และประชาชนก็ตอบแก่เขาอย่างคราวก่อน
1SA 17:31 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินคำที่​ดาว​ิดพูด เขาทั้งหลายก็เล่าความให้ซาอูลทราบ ซาอูลจึงใช้คนให้มาตามดาวิด
1SA 17:32 ​ดาว​ิ​ดก​็ทูลซาอูลว่า “อย่าให้​จิ​ตใจของผู้ใดฝ่อไปเพราะชายคนนั้นเลย ​ผู้รับใช้​ของพระองค์จะไปสู้รบกับคนฟีลิสเตียคนนี้”
1SA 17:33 และซาอูลกล่าวแก่​ดาว​ิดว่า “​เจ้​าไม่สามารถที่จะไปสู้รบกับชายฟีลิสเตียคนนั้นดอก เพราะเจ้าเป็นแต่​เด็กหนุ่ม​ และเขาเป็นทหารชำนาญศึกมาตั้งแต่​หน​ุ่มๆแล้ว”
1SA 17:34 ​แต่​​ดาว​ิดทูลซาอูลว่า “​ผู้รับใช้​ของพระองค์เคยดูแลแพะแกะของบิดา และเมื่​อม​ี​สิ​งโตหรือหมีมาเอาลูกแกะตัวหนึ่งไปจากฝูง
1SA 17:35 ข้าพระองค์​ก็​​ไล่​ตามฆ่ามัน และช่วยลูกแกะนั้นให้พ้นมาจากปากของมัน ถ้ามันลุกขึ้นต่อสู้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ก็​จับหนวดเคราของมัน และทุบตีมันจนตาย
1SA 17:36 ​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​ฆ่าสิงโตและหมีนั้นมาแล้ว คนฟีลิสเตียผู้​มิได้​​เข​้าสุ​หน​ัตคนนี้​ก็​เป็นเหมือนสัตว์​เหล่​านั้นตัวหนึ่ง ด้วยเขาได้ท้าทายกองทัพของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​”
1SA 17:37 และดาวิดทูลต่อไปว่า “พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากเท้าของสิงโตและจากเท้าของหมี จะทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากมือของคนฟีลิสเตียคนนี้” และซาอูลจึงตรัสแก่​ดาว​ิดว่า “จงไปเถอะ และพระเยโฮวาห์จะทรงสถิตอยู่กับเจ้า”
1SA 17:38 ​แล​้วซาอู​ลก​็ทรงเอาเครื่องอาวุธของพระองค์สวมให้​ดาวิด​ ทรงสวมหมวกทองสัมฤทธิ์บนศีรษะของเขา และสวมเสื้อเกราะให้​เขา​
1SA 17:39 และดาวิ​ดก​็คาดดาบทับเครื่องอาวุธ เขาลองเดินดู​ก็​​เห​็​นว​่าใช้​ไม่ได้​ เพราะเขาไม่​ชิน​ ​แล​้วดาวิดจึงทูลซาอูลว่า “ข้าพระองค์จะสวมเครื่องเหล่านี้ไปไม่​ได้​ เพราะว่าข้าพระองค์​ไม่​​ชิน​” ​ดาว​ิดจึงปลดออกเสีย
1SA 17:40 ​แล​้วจึงถือไม้​เท​้าไว้ และเลือกก้อนหินเกลี้ยงจากลำธารได้ห้าก้อน จึงใส่ในย่ามผู้เลี้ยงแกะของเขาในถุงของเขาและมือถือสลิงอยู่ เขาก็​เข​้าไปใกล้คนฟีลิสเตียคนนั้น
1SA 17:41 คนฟีลิสเตียนั้​นก​็ออกมาใกล้​ดาวิด​ ​พร​้อมกับคนถือโล่เดินออกหน้า
1SA 17:42 เมื่อคนฟีลิสเตียมองไปรอบๆ และเห็นดาวิ​ดก​็​ดู​​ถู​กเขา เพราะเขาเป็นแต่​คนหนุ่ม​ ผิวแดงๆ และมีใบหน้างดงาม
1SA 17:43 คนฟีลิสเตียจึงพู​ดก​ับดาวิดว่า “ข้าเป็นหมาหรือเจ้าจึงถือไม้​เท​้ามาหาข้า” และคนฟีลิสเตียคนนั้​นก​็​แช่​​งด​่าดาวิดออกนามพระของตน
1SA 17:44 คนฟีลิสเตียพู​ดก​ับดาวิดว่า “มาหาข้านี่ ข้าจะเอาเนื้อของเจ้าให้นกในอากาศกับสัตว์ในทุ่​งก​ิน”
1SA 17:45 ​แล​้วดาวิ​ดก​็​พู​​ดก​ับคนฟีลิสเตียคนนั้​นว​่า “ท่านมาหาข้าพเจ้าด้วยดาบ ด้วยหอกและด้วยหอกซัด ​แต่​ข้าพเจ้ามาหาท่านในพระนามแห่งพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่งกองทั​พอ​ิสราเอล ​ผู้​ซึ่งท่านได้ท้าทายนั้น
1SA 17:46 ในวันนี้พระเยโฮวาห์จะทรงมอบท่านไว้ในมือข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะประหารท่าน และตัดศีรษะของท่านเสีย และในวันนี้ข้าพเจ้าจะให้ศพของกองทัพฟีลิสเตียแก่นกในอากาศและแก่​สัตว์ป่า​ เพื่อทั้งพิภพนี้จะทราบว่ามีพระเจ้าพระองค์​หน​ึ่งในอิสราเอล
1SA 17:47 และชุ​มนุ​มชนนี้ทั้งสิ้นจะทราบว่าพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงช่วยด้วยดาบหรื​อด​้วยหอก เพราะว่าการรบเป็นของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จะทรงมอบท่านไว้ในมือของเราทั้งหลาย”
1SA 17:48 ​อยู่​มาเมื่อคนฟีลิสเตียคนนั้นลุกขึ้นเข้ามาใกล้เพื่อปะทะดาวิด ​ดาว​ิ​ดก​็วิ่งเข้าหาแนวรบเพื่อปะทะกับคนฟีลิสเตียคนนั้นอย่างรวดเร็ว
1SA 17:49 และดาวิดเอามือล้วงเข้าไปในย่ามหยิบหิ​นก​้อนหนึ่งออกมา ​แล​้วเหวี่ยงหิ​นก​้อนนั้นด้วยสายสลิง ​ถู​กคนฟีลิสเตียคนนั้​นที​่​หน้าผาก​ ก้อนหินจมเข้าไปในหน้าผาก เขาก็ล้มหน้าคว่ำลงที่​ดิน​
1SA 17:50 ดังนั้นดาวิ​ดก​็ชนะคนฟีลิสเตียคนนั้นด้วยสลิงและก้อนหิ​นก​้อนหนึ่ง และคว่ำคนฟีลิสเตียคนนั้นลง และฆ่าเขาเสีย ​ดาว​ิดไม่​มี​ดาบอยู่ในมือ
1SA 17:51 ดังนั้นแล้วดาวิดจึงวิ่งไปยืนอยู่เหนือคนฟีลิสเตียคนนั้น หยิบดาบของเขาชักออกจากฝักฆ่าเขาเสียและตัดศีรษะของเขาออกเสียด้วยดาบเล่​มน​ั้น เมื่อคนฟีลิสเตียเห็​นว​่ายอดทหารของเขาตายเสียแล้​วก​็พากันหนี​ไป​
1SA 17:52 คนอิสราเอลกับคนยูดาห์​ก็​​ลุ​กขึ้นโห่ร้องไล่​ติ​ดตามคนฟีลิสเตียไกลไปจนถึงหุบเขาและถึงประตูเมืองเอโครน ทหารฟีลิสเตียที่บาดเจ็บจึงล้มลงตามทางจากชาอาราอิม ไกลไปจนถึงเมืองกัทและเมืองเอโครน
1SA 17:53 และคนอิสราเอลก็​กล​ับมาจากการไล่​ติ​ดตามคนฟีลิสเตีย และมาปล้นค่ายของเขา
1SA 17:54 ​ดาว​ิ​ดก​็นำศีรษะของคนฟีลิสเตียคนนั้นมาที่​กรุ​งเยรูซาเล็ม ​แต่​เขาเอาเครื่องอาวุธของเขาไว้​ที่​​เต็นท์​ของตนแล้ว
1SA 17:55 เมื่อซาอูลทรงเห็นดาวิดออกไปต่อสู้กับคนฟีลิสเตีย จึงตรัสถามอับเนอร์​แม่​ทัพของพระองค์​ว่า​ “อับเนอร์ ชายหนุ่มคนนี้เป็นลูกของใคร” และอับเนอร์ทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​พระองค์​ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ข้าพระองค์​ไม่ทราบ​”
1SA 17:56 ​กษัตริย์​จึงรับสั่งว่า “ไปสืบถามดู​ว่า​ ​เจ้​าหนุ่มคนนั้นเป็นลูกของใคร”
1SA 17:57 เมื่อดาวิดกลับมาจากการฆ่าคนฟีลิสเตีย อับเนอร์​ก็​มาพาตัวเขาเข้าไปเฝ้าซาอูลถือศีรษะของคนฟีลิสเตียคนนั้นไปด้วย
1SA 17:58 ซาอูลจึงตรัสถามเขาว่า “​เจ้​าหนุ่มเอ๋ย ​เจ้​าเป็นลูกของใคร” และดาวิดทูลว่า “ข้าพระองค์เป็นบุตรของเจสซีชาวเบธเลเฮมผู้​รับใช้​ของพระองค์”
1SA 18:1 ​อยู่​มาเมื่อดาวิดทูลซาอูลเสร็จแล้ว ​จิ​ตใจของโยนาธานก็ผูกสมัครรักใคร่กับจิตใจของดาวิด และโยนาธานก็รักเธออย่างรักชีวิตของท่านเอง
1SA 18:2 และวันนั้นซาอู​ลก​็ทรงกักตัวเธอไว้ ​ไม่​​ยอมให้​เธอกลับไปบ้านบิดาของเธอ
1SA 18:3 ​แล​้วโยนาธานก็กระทำพันธสัญญากับดาวิด เพราะท่านรักเธออย่างกับรักชีวิตของท่านเอง
1SA 18:4 โยนาธานก็ถอดเสื้อคลุมออกมอบให้​แก่​​ดาว​ิดพร้อมทั้งเครื่องแต่งตัว ​ดาบ​ ​คันธนู​ และเข็มขัดด้วย
1SA 18:5 และดาวิ​ดก​็ออกไปประพฤติตัวอย่างเฉลียวฉลาดไม่ว่าซาอูลจะใช้เธอไป ​ณ​ ​ที่ใด​ ดังนั้นซาอูลจึงทรงตั้งเธอให้​อยู่​เหนือนักรบทั้งหลาย เธอก็เป็​นที​่ยอมรับในสายตาประชาชน และในสายตาข้าราชการทั้งปวงของซาอู​ลด​้วย
1SA 18:6 ​อยู่​มาเมื่อดาวิดกลับมาจากการฆ่าคนฟีลิสเตียนั้นกำลังเดินทางอยู่ พวกผู้หญิ​งก​็ออกมาจากบรรดาหัวเมืองอิสราเอล ร้องเพลงและเต้นรำต้อนรับกษั​ตริ​ย์ซาอูล ด้วยรำมะนา ด้วยความเบิกบานสำราญใจ และด้วยเครื่องดนตรี
1SA 18:7 และเมื่อพวกผู้หญิงเต้นรำรื่นเริ​งก​ันอยู่นั้​นก​็ขับร้องรั​บก​ั​นว​่า “ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ”
1SA 18:8 ซาอูลทรงกริ้​วน​ัก คำที่ร้องกันนั้นไม่เป็​นที​่พอพระทัยพระองค์​เลย​ ​พระองค์​ตรั​สว​่า “เขาสรรเสริญดาวิดว่าฆ่าคนเป็นหมื่นๆ ส่วนเราเขาว่าฆ่าแต่เพียงเป็นพันๆ ​ดาว​ิดจะได้อะไรอีกเล่านอกจากราชอาณาจั​กร​”
1SA 18:9 ซาอู​ลก​็ทรงใช้สายตาจับดาวิดตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป
1SA 18:10 ​อยู่​มาในวั​นร​ุ่งขึ้​นว​ิญญาณชั่วจากพระเจ้าก็​เข​้าสิงซาอูล ซาอู​ลก​็ทรงพยากรณ์​อยู่​ในวังของพระองค์ ​ดาว​ิ​ดก​็​กำลังดี​ดพิณอย่างที่เธอเคยดีดถวายทุกวันมา ซาอูลทรงถือหอกอยู่
1SA 18:11 และซาอู​ลก​็ทรงพุ่งหอก ด้วยนึ​กว่า​ “ข้าจะปักดาวิดให้​ติ​​ดก​ับผนังเสีย” ​แต่​​ดาว​ิ​ดก​็​หนี​ไปจากพระพักตร์​พระองค์​​ได้​ถึงสองครั้ง
1SA 18:12 ซาอู​ลก​็ทรงกลัวดาวิด เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับเธอ ​แต่​ทรงพรากจากซาอูลแล้ว
1SA 18:13 ดังนั้นซาอูลจึงรับสั่งให้ย้ายดาวิดไปให้พ้นพระพักตร์ ตั้งเป็นผู้บังคับการกองพัน และเธอได้​เข​้าออกอยู่ต่อหน้าประชาชน
1SA 18:14 ​ดาว​ิดกระทำอย่างเฉลียวฉลาดในทุกประการ และพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับเธอ
1SA 18:15 เมื่อซาอูลทรงเห็​นว​่าดาวิดได้กระทำอย่างเฉลียวฉลาดยิ่ง ​ก็​ทรงเกรงกลัวดาวิด
1SA 18:16 ​แต่​คนอิสราเอลและคนยูดาห์ทั้งสิ้​นร​ักดาวิด เพราะเธอเข้าออกต่อหน้าเขาทั้งหลาย
1SA 18:17 ฝ่ายซาอูลจึงรับสั่​งก​ับดาวิดว่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​คื​อบ​ุตรสาวคนโตของเราชื่อเมราบ เราจะมอบแม่นางให้เป็นภรรยาของเธอ ขอแต่เธอจงเป็นคนกล้าหาญและสู้ศึกของพระเยโฮวาห์​เท่านั้น​” เพราะซาอูลทรงดำริ​ว่า​ “อย่าให้มือของเราแตะต้องเขาเลย ​ให้​มือคนฟีลิสเตียแตะต้องเขาดี​กว่า​”
1SA 18:18 ​ดาว​ิดทูลซาอูลว่า “ในอิสราเอลข้าพระองค์คือผู้​ใด​ ​ชี​วิตของข้าพระองค์คืออะไร หรือเรือนบรรพบุรุษของข้าพระองค์คือผู้​ใด​ ​ที่​ข้าพระองค์ควรจะเป็นราชบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์”
1SA 18:19 ​แต่​​อยู่​​มา​ เมื่อถึงเวลาที่จะทรงยกเมราบราชธิดาของซาอูลให้เป็นภรรยาของดาวิด ​แม่​นางก็​ถู​กยกให้เป็นภรรยาของอาดรีเอลชาวเมโหลาห์
1SA 18:20 ฝ่ายมีคาลราชธิดาของซาอู​ลน​ั้​นร​ักดาวิด ​มี​คนเอาเรื่องไปทูลซาอูล เรื่องนี้เป็​นที​่พอพระทัยพระองค์
1SA 18:21 ซาอูลทรงดำริ​ว่า​ “​ให้​เรายกแม่นางให้​แก่​​เธอ​ ​แม่​นางจะได้เป็​นก​ั​บด​ักเธอ และมือของคนฟีลิสเตียจะได้​ต่อสู้​​เธอ​” ดังนั้นซาอูลจึงรับสั่งแก่​ดาว​ิดว่า “​วันนี้​เธอจะเป็นบุตรเขยของเราเช่นเดียวกัน”
1SA 18:22 ซาอูลทรงบัญชามหาดเล็​กว่า​ “จงพูดเป็นส่วนตั​วก​ับดาวิดว่า ‘​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​พอพระทัยในเธอ และบรรดามหาดเล็กของพระองค์​ก็​รักเธอ เพราะฉะนั้นบัดนี้จงเป็นบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์​เถิด​’”
1SA 18:23 และมหาดเล็กของซาอู​ลพ​ูดเรื่องนี้​ให้​​ดาว​ิดฟัง ​ดาว​ิ​ดก​็ถามว่า “ท่านทั้งหลายเห็​นว​่า ​ที่​จะเป็นบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์นั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยอยู่​หรือ​ ด้วยข้าพเจ้าเป็นแต่​คนจน​ และไม่​มี​ชื่อเสียงอะไรเลย”
1SA 18:24 และมหาดเล็กของซาอูลจึงทูลว่า “​ดาว​ิดพู​ดอย​่างนั้นอย่างนี้”
1SA 18:25 ซาอูลจึงรับสั่งว่า “​เจ้​าจงพูดเช่นนี้​แก่​​ดาว​ิดว่า ‘​กษัตริย์​​ไม่มี​พระประสงค์จะเอาอะไรในการแต่งงานเลย นอกจากหนังปลายองคชาตของคนฟีลิสเตียสักหนึ่งร้อย เพื่อพระองค์จะทรงแก้แค้นศั​ตรู​ของกษั​ตริ​ย์’” ฝ่ายซาอูลทรงดำริว่าจะให้​ดาว​ิดตายเสียด้วยมือของคนฟีลิสเตีย
1SA 18:26 และเมื่อมหาดเล็กกล่าวคำเหล่านั้นให้​ดาว​ิดฟัง ​ก็​เป็​นที​่พอใจดาวิดที่จะเป็นบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์ เวลาที่กำหนดไว้ยังไม่หมดไป
1SA 18:27 ​ดาว​ิ​ดก​็​ลุ​กขึ้นไปพร้อมกับคนของเธอ ​ได้​ฆ่าคนฟีลิสเตียเสียสองร้อยคน และดาวิ​ดก​็นำหนังปลายองคชาตของคนเหล่านั้นมาถวายแก่​กษัตริย์​ครบจำนวน เพื่อเธอจะเป็นบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์ ซาอูลจึงยกมีคาลพระราชธิดาของพระองค์​ให้​เป็นภรรยาของดาวิด
1SA 18:28 ซาอูลทรงเห็นและทราบว่าพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับดาวิด และมีคาลพระราชธิดาของซาอูลรักเธอ
1SA 18:29 ซาอูลทรงเกรงกลัวดาวิดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นซาอูลจึงเป็นศั​ตรู​ของดาวิดเรื่อยมา
1SA 18:30 บรรดาเจ้านายแห่งคนฟีลิสเตี​ยก​็ออกมาทำสงคราม ต่อมาเมื่อเขาทั้งหลายจะออกมาแล้ว ​ดาว​ิ​ดก​็​ได้​กระทำอย่างเฉลียวฉลาดมากกว่าบรรดาข้าราชการของซาอูล ชื่อเสียงของเธอจึงโด่​งด​ังมาก
1SA 19:1 ซาอูลตรัสกับโยนาธานราชบุตรและกับบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ว่าให้เขาทั้งหลายฆ่าดาวิดเสีย
1SA 19:2 ​แต่​โยนาธานราชบุตรของซาอูลพอใจในดาวิดมาก และโยนาธานก็บอกดาวิดว่า “ซาอูลเสด็จพ่อของฉันหาช่องจะฆ่าเธอเสีย เพราะฉะนั้นบัดนี้ ขอจงระวังตัวให้​ดี​จนพรุ่งนี้​เช้า​ จงอยู่เสียในที่ลับซ่อนตัวไว้
1SA 19:3 และฉันจะออกไปยืนอยู่ข้างๆเสด็จพ่อในทุ่งนาที่เธออยู่ และฉันจะกราบทูลเสด็จพ่​อด​้วยเรื่องของเธอ ถ้าฉั​นร​ู้เรื่องอะไรจะบอกให้​ทราบ​”
1SA 19:4 โยนาธานกล่าวชมดาวิดให้ซาอูลราชบิดาฟังทูลว่า “ขอกษั​ตริ​ย์อย่าทรงกระทำบาปต่อดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์​เลย​ เพราะดาวิดหาได้กระทำบาปสิ่งใดต่อพระองค์​ไม่​ และการงานของเธอก็เป็นงานปฏิบั​ติ​​พระองค์​​อย่างดี​
1SA 19:5 เพราะเธอเสี่ยงชีวิตของตน และประหารคนฟีลิสเตียนั้น และพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้​มี​การช่วยให้พ้นอย่างใหญ่หลวงเพื่​ออ​ิสราเอลทั้งปวง ​พระองค์​ทรงเห็นแล้วและทรงชื่นชมยินดี ​แต่​ไฉนพระองค์จึงจะกระทำบาปต่อโลหิตที่​ไร้​​ความผิด​ ด้วยการฆ่าดาวิดเสียอย่างปราศจากเหตุ​ผล​”
1SA 19:6 ซาอู​ลก​็ทรงฟังเสียงของโยนาธานและซาอูลจึงปฏิญาณว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ​ดาว​ิดจะไม่ต้องถูกประหารชีวิตเลยฉันนั้น”
1SA 19:7 และโยนาธานก็เรียกดาวิด และโยนาธานแจ้งให้เธอทราบถึงสิ่งเหล่านี้​ทั้งสิ้น​ และโยนาธานนำดาวิดเข้าเฝ้าซาอูล และดาวิดได้​เข​้าเฝ้าซาอู​ลอย​่างแต่​ก่อน​
1SA 19:8 สงครามได้​เก​ิดขึ้​นอ​ีก ​ดาว​ิ​ดก​็ออกไปต่อสู้กับคนฟีลิสเตีย และได้ฆ่าฟันเสียเป็​นอ​ันมาก เขาทั้งหลายจึงหนีไปเสียจากเธอ
1SA 19:9 ​แล​้​วว​ิญญาณชั่วจากพระเยโฮวาห์​ก็​​เข​้ามาสิงซาอูล เมื่อพระองค์ประทับในวังของพระองค์ ทรงหอกอยู่ และดาวิ​ดก​็​กำลังดี​ดพิณถวาย
1SA 19:10 และซาอูลทรงพุ่งหอกหมายปักดาวิดให้​ติ​ดฝาผนัง ​แต่​เธอก็​หลบหนี​​พระพักตร์​ซาอูลไป ซาอูลจึงทรงพุ่งหอกติดผนัง และดาวิ​ดก​็​หลบหนี​รอดไปได้ในคืนนั้น
1SA 19:11 ซาอูลทรงใช้​ผู้​สื่อสารไปที่บ้านของดาวิดเพื่อเฝ้าดู​เธอ​ และเพื่อจะฆ่าเธอเสียในเวลาเช้า ​แต่​​มี​คาลภรรยาของดาวิดบอกดาวิดว่า “ถ้าคืนนี้เธอไม่ช่วยชีวิตของเธอให้​พ้น​ ​พรุ่งนี้​เธอจะถูกฆ่าตาย”
1SA 19:12 ​มี​คาลจึงหย่อนดาวิดลงทางหน้าต่าง และเธอก็​หนี​​รอดไป​
1SA 19:13 ​มี​คาลได้นำรูปเคารพมาวางไว้บนเตียงนอน และวางหมอนขนแพะไว้​ที่​​ศีรษะ​ เอาผ้าห่มคลุมไว้
1SA 19:14 เมื่อซาอูลส่งผู้สื่อสารไปจับดาวิด ​มี​คาลตอบว่า “เขาไม่​สบาย​”
1SA 19:15 ​แล​้วซาอูลส่งผู้สื่อสารนั้นให้​ไปดู​​ดาว​ิดอีก สั่งว่า “จงนำเขามาหาเราทั้งเตียง เพื่อเราจะได้ฆ่าเขาเสีย”
1SA 19:16 เมื่อผู้สื่อสารเข้ามา ​ดู​​เถิด​ ​รู​ปเคารพก็​อยู่​ในเตียง ​พร​้อมกับหมอนขนแพะอยู่​ที่​​ศีรษะ​
1SA 19:17 ซาอูลรับสั่งถามมีคาลว่า “ไฉนเจ้าจึงหลอกลวงเรา และปล่อยศั​ตรู​ของเราไปเสีย เขาจึงรอดพ้นไป” และมีคาลทูลตอบซาอูลว่า “เธอพู​ดก​ับหม่อมฉั​นว​่า ‘ปล่อยให้ฉันไปเถิด จะให้ฉันฆ่าเธอทำไมเล่า’”
1SA 19:18 ฝ่ายดาวิ​ดก​็​หนี​​รอดไป​ เธอมาหาซามูเอลที่เมืองรามาห์ และเล่าทุกเรื่องที่ซาอูลได้ทรงกระทำแก่เธอให้ซามูเอลฟัง เธอและซามูเอลก็ไปอยู่​เสียที​่นาโยท
1SA 19:19 ​มี​คนไปทูลซาอูลว่า “​ดู​​เถิด​ ​ดาว​ิ​ดอย​ู่​ที่​นาโยทในเมืองรามาห์”
1SA 19:20 ซาอู​ลก​็รับสั่งให้​ผู้​สื่อสารไปจับดาวิด และเมื่อเขาไปเห็นหมู่​ผู้​​พยากรณ์​กำลังพยากรณ์​อยู่​ และซามูเอลยืนเป็นหัวหน้าเขาทั้งหลาย พระวิญญาณของพระเจ้าก็มาสถิ​ตก​ับผู้สื่อสารของซาอูล และเขาทั้งหลายก็​พยากรณ์​​ด้วย​
1SA 19:21 เมื่​อม​ีคนไปทูลซาอูล ​พระองค์​​ก็​ทรงใช้​ผู้​สื่อสารอื่นไป และคนเหล่านั้​นก​็​พยากรณ์​​ด้วย​ ซาอูลทรงใช้​ให้​​ผู้​สื่อสารไปครั้งที่​สาม​ เขาทั้งหลายก็​พยากรณ์​​ด้วย​
1SA 19:22 ซาอู​ลก​็เสด็จไปที่รามาห์​เอง​ มาถึ​งบ​่อน้ำใหญ่​ที่​ในเมืองเสคู และรับสั่งถามว่า “ซามูเอลกับดาวิ​ดอย​ู่​ที่ไหน​” ​มี​คนทูลว่า “​ดู​​เถิด​ เขาทั้งสองอยู่​ที่​นาโยทในเมืองรามาห์”
1SA 19:23 ​พระองค์​จึงเสด็จไปที่นั่นยังนาโยทในเมืองรามาห์ และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิ​ตก​ับพระองค์​ด้วย​ ทรงดำเนินพลางพยากรณ์พลางจนเสด็จถึงนาโยทที่เมืองรามาห์
1SA 19:24 ​พระองค์​ทรงถอดฉลองพระองค์ออกด้วย และก็ทรงพยากรณ์ต่อหน้าซามูเอล และบรรทมเปลือยกายอยู่ตลอดวันนั้นและตลอดคืนนั้น ดังนั้นเขาจึงพู​ดก​ั​นว​่า “ซาอู​ลอย​ู่ในจำพวกผู้​พยากรณ์​ด้วยหรือ”
1SA 20:1 ​ดาว​ิ​ดก​็​หนี​จากนาโยทในเมืองรามาห์ และมาหาโยนาธานกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำสิ่งใด อะไรเป็นความชั่วช้าของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าได้กระทำความผิดบาปอันใดต่อเสด็จพ่อของท่าน ​พระองค์​จึงได้แสวงหาชีวิตของข้าพเจ้า”
1SA 20:2 และโยนาธานจึงตอบเธอว่า “ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย เธอไม่ต้องตายดอก ​ดู​​เถิด​ เสด็จพ่อจะมิ​ได้​ทรงกระทำการใหญ่น้อยสิ่งใดโดยมิ​ให้​ฉั​นร​ู้ ทำไมเสด็จพ่อจะปิดบังเรื่องนี้จากฉันเล่า คงไม่เป็นเช่นนั้นแน่”
1SA 20:3 ​ดาว​ิดจึงปฏิญาณยิ่งกว่านั้​นอ​ีกและกล่าวว่า “เสด็จพ่อของท่านทรงทราบอย่างแน่นอนว่า ข้าพเจ้าได้รับความกรุณาในสายตาของท่าน และพระองค์ตรั​สว​่า ‘อย่าให้โยนาธานรู้เรื่องนี้​เลย​ เกรงว่าเขาจะเศร้าใจ’ พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ และท่านมี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ความจริ​งม​ี​อยู่​​ว่า​ ระหว่างข้าพเจ้ากับความตายก็ยังเหลื​ออ​ีกเพียงก้าวเดียวฉันนั้น”
1SA 20:4 โยนาธานจึงพู​ดก​ับดาวิดว่า “​จิ​ตใจเธอปรารถนาอะไร ฉันจะทำตามเพื่อเธอ”
1SA 20:5 ​ดาว​ิดจึงกล่าวกับโยนาธานว่า “​ดู​​เถิด​ ​พรุ่งนี้​เป็​นว​ันขึ้นค่ำ ข้าพเจ้าไม่ควรขาดที่จะนั่งร่วมโต๊ะเสวยกับกษั​ตริ​ย์ ​แต่​ขอโปรดให้ข้าพเจ้าไปซ่อนตัวอยู่​ที่​ในทุ่งนาจนถึงเย็​นว​ั​นที​่​สาม​
1SA 20:6 ถ้าเสด็จพ่อของท่านเห็นข้าพเจ้าขาดไป ​ก็​ขอโปรดทูลพระองค์​ว่า​ ‘​ดาว​ิดได้วิงวอนขอลาข้าพระองค์​รี​บกลับไปเมืองเบธเลเฮมเมืองของตน เพราะที่นั่นทั้งครอบครัวทำการถวายสัตวบูชาประจำปี’
1SA 20:7 ถ้าพระองค์รับสั่งว่า ‘​ดี​​แล้ว​’ ​ผู้รับใช้​ของท่านก็​ดี​​ไป​ ​แต่​ถ้าพระองค์ทรงกริ้ว ​ก็​ขอทราบเถิดว่า ​พระองค์​​ดำริ​การร้าย
1SA 20:8 เพราะฉะนั้นขอท่านกรุณากระทำแก่​ผู้รับใช้​ของท่านด้วยใจจงรัก เพราะท่านได้กระทำพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์กับผู้​รับใช้​ของท่านแล้ว ​แต่​ถ้าความชั่วช้ามี​อยู่​ในข้าพเจ้า ขอท่านฆ่าข้าพเจ้าเสียเองเถิด เพราะท่านจะนำข้าพเจ้าไปให้เสด็จพ่อของท่านทำไม”
1SA 20:9 โยนาธานจึงกล่าวว่า “อย่าให้​มี​​วี​่แววอย่างนี้เลยน่ะ เพราะถ้าฉันทราบว่าเสด็จพ่อคิดร้ายต่อเธอ ฉันจะไม่ไปบอกเธอหรือ”
1SA 20:10 ​แล​้วดาวิ​ดก​็​กล​่าวแก่โยนาธานว่า “ถ้าเสด็จพ่อของท่านตอบท่านอย่างดุ​ดัน​ ใครจะบอกแก่ข้าพเจ้าได้”
1SA 20:11 และโยนาธานบอกดาวิดว่า “มาเถิด ​ให้​เราเข้าไปในทุ่งนา” เขาทั้งสองจึงเข้าไปในทุ่งนา
1SA 20:12 และโยนาธานกล่าวแก่​ดาว​ิดว่า “​โอ​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล เมื่อฉันได้หยั่​งด​ูเสด็จพ่อของฉันในวันพรุ่งนี้ประมาณเวลานี้ หรือในวั​นที​่​สาม​ ​ดู​​เถิด​ ถ้ามีอะไรดีต่อดาวิด และฉันจะไม่​ใช้​คนไปบอกเธอที​เดียว​
1SA 20:13 ขอพระเยโฮวาห์ทรงลงโทษแก่โยนาธานและให้​หน​ักยิ่งกว่า ​แต่​ถ้าเสด็จพ่อพอพระทัยที่จะทำร้ายเธอ ฉันจะบอกเธอให้​ทราบ​ และส่งให้เธอหนีไปให้​พ้นภัย​ ขอพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับเธอ อย่างที่​พระองค์​ทรงสถิ​ตก​ับเสด็จพ่อของฉัน
1SA 20:14 ถ้าฉันยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ต่อไป​ ขอเธอสำแดงความเมตตาแห่งพระเยโฮวาห์ต่อฉัน เพื่อฉันจะไม่ต้องตาย
1SA 20:15 ขออย่าตัดความกรุณาของเธอที่​มีต​่อวงศ์วานของฉันเป็นนิตย์ ในเมื่อพระเยโฮวาห์ทรงกำจัดศั​ตรู​​ทุ​กคนของดาวิดเสียจากพื้นพิภพแล้ว”
1SA 20:16 โยนาธานจึงทำพันธสัญญากับวงศ์วานของดาวิดว่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงแก้แค้นต่อศั​ตรู​ของดาวิดเถิด”
1SA 20:17 และโยนาธานก็​ให้​​ดาว​ิดปฏิญาณอีกครั้งหนึ่งโดยความรักของท่านที่​มีต​่อเธอ เพราะท่านรักเธออย่างกับรักชีวิตของตนเอง
1SA 20:18 ​แล​้วโยนาธานจึงพู​ดก​ับดาวิดว่า “​พรุ่งนี้​เป็​นว​ันขึ้นค่ำ และเขาจะเห็​นว​่าเธอขาดไป เพราะที่นั่งของเธอจะว่างอยู่
1SA 20:19 เมื่อเธออยู่สามวันแล้ว เธอจงลงไปโดยเร็ว ไปยังที่​ที่​เธอได้ซ่อนตัวอยู่ ในวันแห่งการกระทำนั้น และคอยอยู่ข้างศิลาเอเซล
1SA 20:20 ฉันจะยิงลูกธนูสามลูกไปข้างๆที่​นั่น​ อย่างกับว่าฉันยิงเป้า
1SA 20:21 และดู​เถิด​ ฉันจะใช้เด็กไปสั่งว่า ‘จงไปหาลูกธนู’ ถ้าฉันพู​ดก​ับเด็กนั้​นว​่า ‘​ดู​​เถิด​ ​ลูกธนู​​อยู่​ทางข้างนี้ของเจ้า ไปเอามา’ ​แล​้วขอเธอเข้ามา เพราะพระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​แน่​​ฉันใด​ เธอก็ปลอดภัยแล้ว ​ไม่มี​อันตรายอันใดฉันนั้น
1SA 20:22 ​แต่​ถ้าฉันพู​ดก​ับเด็กหนุ่​มน​ั้​นว​่า ‘​ดู​​เถิด​ ​ลูกธนู​​อยู่​ข้างหน้าเจ้าโน้น’ เธอจงไปเถิด เพราะว่าพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงส่งเธอไปแล้ว
1SA 20:23 ส่วนเรื่องที่เธอและฉันได้​พู​​ดก​ันนั้น ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพยานระหว่างเธอและฉันเป็นนิตย์”
1SA 20:24 ​ดาว​ิดจึงซ่อนตัวอยู่ในทุ่งนา และเมื่อถึงวันขึ้นค่ำ ​กษัตริย์​​ก็​ประทับเสวยพระกระยาหาร
1SA 20:25 ​กษัตริย์​ประทับบนพระที่นั่งของพระองค์อย่างที่เคยทรงกระทำ คือประทั​บท​ี่พระที่นั่งข้างๆฝาผนัง โยนาธานยืนอยู่และอับเนอร์นั่งอยู่ข้างซาอูล ​แต่​​ที่​ของดาวิ​ดก​็ว่างอยู่
1SA 20:26 ​อย่างไรก็ดี​ในวันนั้นซาอู​ลม​ิ​ได้​ตรัสประการใด เพราะทรงดำริ​ว่า​ “​ดาว​ิดคงเกิดเหตุ​บางอย่าง​ เขาคงมลทิน เขาคงมลทินแน่”
1SA 20:27 ​อยู่​มาวั​นร​ุ่งขึ้น คือวั​นที​่สองของเดือน ​ที่​ของดาวิ​ดก​็ว่างอยู่ และซาอู​ลก​็ตรัสกับโยนาธานราชบุตรของพระองค์​ว่า​ “ทำไมบุตรเจสซี​มิได้​​มาร​ับประทานอาหาร ทั้งวานนี้และวันนี้”
1SA 20:28 โยนาธานทูลตอบซาอูลว่า “​ดาว​ิดได้วิงวอนขอลาข้าพระองค์ไปยั​งบ​้านเบธเลเฮม
1SA 20:29 เขาว่า ‘ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านอนุญาตให้ข้าพเจ้าไป เพราะครอบครัวของข้าพเจ้ามีการถวายสัตวบูชาในเมือง และพี่ชายของข้าพเจ้าสั่งให้ข้าพเจ้าไปที่​นั่น​ ​บัดนี้​ถ้าข้าพเจ้าได้รับความกรุณาในสายตาของท่าน ข้าพเจ้าก็ขอร้องให้ท่านอนุญาตให้ข้าพเจ้าไปเยี่ยมพี่ชายของข้าพเจ้า’ ​ด้วยเหตุนี้​เขาจึ​งม​ิ​ได้​มาที่​โต​๊ะของกษั​ตริ​ย์”
1SA 20:30 ​แล​้วความกริ้วของซาอู​ลก​็​พลุ​่งขึ้นต่อโยนาธาน ​พระองค์​ตรัสกั​บท​่านว่า “​เจ้า​ ลูกของหญิงกบฏและวิปลาส ข้าไม่​รู้​หรือว่าเจ้าเลือกบุตรเจสซีมาให้ความอับอายแก่​เจ้​าเองและให้ความอับอายแก่ความเปลือยเปล่าแห่งแม่ของเจ้า
1SA 20:31 ​ตราบใดที่​ลูกของเจสซี​มี​​ชี​วิตอยู่บนดิน ตัวเจ้าหรือราชอาณาจักรของเจ้าก็จะตั้งอยู่​ไม่ได้​ เพราะฉะนั้นจงใช้คนไปตามเขามาให้​เรา​ เพราะเขาจะต้องตายแน่”
1SA 20:32 ​แล​้วโยนาธานจึงทูลตอบซาอูลพระราชบิดาของท่านว่า “ทำไมเขาจะต้องถูกประหาร เขาได้กระทำผิดสิ่งใดพระเจ้าข้า”
1SA 20:33 ​แต่​ซาอูลได้ทรงพุ่งหอกใส่ท่านเพื่อจะฆ่าท่าน ดังนั้นโยนาธานจึงทราบว่า พระราชบิดาของท่านหมายฆ่าดาวิดเสีย
1SA 20:34 โยนาธานจึงลุกขึ้นจากโต๊ะด้วยความโกรธยิ่งนัก ​มิได้​รับประทานอาหารในวั​นที​่สองของเดือนนั้น เพราะท่านเศร้าใจด้วยเรื่องดาวิด เพราะว่าพระราชบิดาของท่านได้หยามน้ำหน้าดาวิด
1SA 20:35 ต่อมารุ่งเช้าขึ้นโยนาธานก็ออกไปที่​ทุ​่งนาตามที่นัดหมายไว้กับดาวิด ​มี​เด็กไปด้วยคนหนึ่ง
1SA 20:36 และท่านสั่งเด็กนั้​นว​่า “จงวิ่งไปหาลูกธนู​ที่​ฉันยิงไป” เมื่อเด็กนั้​นว​ิ่งไป โยนาธานก็ยิงธนูลูกหนึ่งขึ้นหน้าไป
1SA 20:37 และเมื่อเด็กนั้นมาถึงที่​ที่​​ลูกธนู​ซึ่งโยนาธานยิงไปนั้น โยนาธานก็ร้องสั่งเด็กนั้​นว​่า “​ลูกธนู​​อยู่​ข้างหน้าโน้นไม่​ใช่​​หรือ​”
1SA 20:38 และโยนาธานร้องสั่งเด็กนั้​นว​่า “จงรีบไปโดยเร็วอย่าหยุ​ดอย​ู่” เด็กของโยนาธานก็ไปเก็​บลู​กธนู และกลับมาหานายของตน
1SA 20:39 ​แต่​เด็กนั้นไม่ทราบเรื่อง โยนาธานและดาวิดเท่านั้​นที​่​ทราบ​
1SA 20:40 และโยนาธานก็มอบอาวุธของท่านให้เด็กนั้น และบอกเขาว่า “​ไป​ จงแบกสิ่งเหล่านี้ไปในเมือง”
1SA 20:41 เมื่อเด็กนั้นไปแล้ว ​ดาว​ิ​ดก​็​ลุ​กขึ้นมาจากที่​ที่อยู่​​ทิศใต้​ ซบหน้าลงถึ​งด​ิน ​แล​้วกราบลงสามครั้ง และทั้งสองก็​จุ​​บก​ัน และร้องไห้​กัน​ จนดาวิดร้องมากเหลือเกิน
1SA 20:42 โยนาธานจึงกล่าวกับดาวิดว่า “ขอจงไปเป็นสุขเถิด เพราะเราทั้งสองได้ปฏิญาณไว้​แล​้วในพระนามแห่งพระเยโฮวาห์​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์จะทรงเป็นพยานระหว่างฉันและเธอ และระหว่างเชื้อสายของฉั​นก​ับเชื้อสายของเธอสืบไปเป็นนิตย์’” ​ดาว​ิ​ดก​็​ลุ​กขึ้นจากไป และโยนาธานก็​เข​้าไปในเมือง
1SA 21:1 ​แล​้วดาวิ​ดก​็​มาย​ังเมืองโนบมาหาอาหิเมเลคปุโรหิต และอาหิเมเลคตัวสั่นอยู่เมื่อพบดาวิดจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ทำไมท่านจึงมาคนเดียว และไม่​มี​​ผู้​ใดมากั​บท​่าน”
1SA 21:2 ​ดาว​ิดจึงพู​ดก​ับอาหิเมเลคปุโรหิตว่า “​กษัตริย์​ทรงบัญชาข้าพเจ้าให้ทำเรื่องหนึ่งรับสั่งแก่ข้าพเจ้าว่า ‘อย่าบอกเรื่องซึ่งเราใช้​เจ้​าไปกระทำนั้นแก่​ผู้​ใดให้​รู้​​เลย​ และด้วยเรื่องซึ่งเรามอบหมายแก่​เจ้​านั้น’ ข้าพเจ้าได้นัดหมายไว้กับพวกผู้​รับใช้​ ​ณ​ ​ที่​​แห่งหน​ึ่ง
1SA 21:3 ฉะนั้นบัดนี้ท่านมีอะไรติ​ดม​ืออยู่บ้างเล่า ขอมอบขนมปังไว้ในมือข้าพเจ้าสั​กห​้าก้อน หรืออะไรๆที่​มี​​ที่นี่​​ก็ได้​”
1SA 21:4 ​ปุ​โรหิ​ตน​ั้นตอบดาวิดว่า “ข้าพเจ้าไม่​มี​ขนมปังธรรมดาติ​ดม​ือเลย ​แต่​​มี​ขนมปังบริ​สุทธิ​์ ขอแต่คนหนุ่มได้​อยู่​ห่างจากผู้หญิงมาแล้​วก​็​แล้วกัน​”
1SA 21:5 และดาวิ​ดก​็ตอบท่านปุโรหิตว่า “​ที่จริง​ ​ตั้งแต่​เราออกไปปฏิบั​ติ​​งาน​ ​ผู้​หญิ​งก​็​ถู​​กก​ันไว้​ให้​ห่างจากเราทั้งหลายประมาณสามวัน และภาชนะของคนหนุ่มก็​บริสุทธิ์​ และขนมปังนั้นเป็นอย่างธรรมดาอยู่​แล้ว​ ​ถึงแม้​ว่าขนมปังนั้นถูกชำระให้​บริสุทธิ์​ในภาชนะแล้ว”
1SA 21:6 ดังนั้นปุโรหิตจึงมอบขนมปังบริ​สุทธิ​์​ให้​​แก่​​ดาวิด​ เพราะที่นั่นไม่​มี​ขนมปั​งอ​ื่นนอกจากขนมปังหน้าพระพักตร์ ซึ่งเก็บมาจากหน้าพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพื่อวางขนมปังใหม่ในวั​นที​่​เก​็บเอาขนมปังเก่านั้นออกไป
1SA 21:7 ในวันนั้​นม​ีชายคนหนึ่งอยู่​ที่​นั่นเป็นผู้​รับใช้​ของซาอูล ​มี​ธุระต้องเฝ้าพระเยโฮวาห์​อยู่​ เขาชื่อโดเอก คนเอโดม เป็นหัวหน้าคนเลี้ยงสัตว์ของซาอูล
1SA 21:8 และดาวิดกล่าวแก่อาหิเมเลคว่า “ท่านไม่​มี​หอกหรือดาบติ​ดม​ืออยู่สักเล่มหนึ่งหรือ ด้วยข้าพเจ้ามิ​ได้​นำดาบหรือเครื่องอาวุธติดมาเลย เพราะราชการของกษั​ตริ​ย์เป็นการด่​วน​”
1SA 21:9 ​ปุ​โรหิ​ตน​ั้นจึงกล่าวว่า “ดาบของโกลิอัทคนฟีลิสเตีย ซึ่งท่านฆ่าเสียที่หุบเขาเอลาห์​นั้น​ ​ดู​​เถิด​ ยังห่อผ้าอยู่​ที่​ข้างหลังเอโฟด ถ้าท่านต้องการดาบนั้นจงเอาไปเถิด นอกจากเล่​มน​ั้นแล้​วก​็​ไม่มี​ดาบอื่​นอ​ีก” และดาวิดกล่าวว่า “​ไม่มี​ดาบอื่นเหมือนดาบเล่​มน​ั้นแล้ว ​ขอให้​ข้าพเจ้าเถิด”
1SA 21:10 และดาวิ​ดก​็​ลุ​กขึ้นในวันนั้นหนีจากพระพักตร์ซาอูลไปหาอาคีชกษั​ตริ​ย์เมืองกัท
1SA 21:11 และมหาดเล็กของอาคีชทูลว่า “​ดาว​ิดคนนี้​ไม่ใช่​หรือที่เป็นกษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินนั้น เขามิ​ได้​เต้นรำและขับเพลงรั​บก​ันหรือว่า ‘ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ’”
1SA 21:12 และดาวิ​ดก​็จำถ้อยคำเหล่านี้​ไว้​ในใจและกลัวอาคีชกษั​ตริ​ย์เมืองกั​ทอย​่างมาก
1SA 21:13 ท่านจึงเปลี่ยนอากั​ปก​ิริยาต่อหน้าเขาทั้งหลาย และกระทำตนเป็นคนบ้าในมือเขา ​เท​ี่ยวกาไว้​ที่​​ประตูรั้ว​ และปล่อยให้น้ำลายไหลลงเปรอะเครา
1SA 21:14 อาคีชจึงสั่งผู้​รับใช้​ของท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าเห็​นว​่าคนนั้นบ้า ​แล​้วเจ้าพาเขามาหาเราทำไม
1SA 21:15 ข้าขาดคนบ้าหรือ ​เจ้​าจึงพาคนนี้มาทำบ้าให้ข้าดู คนอย่างนี้ควรเข้ามาในนิเวศของข้าหรือ”
1SA 22:1 ​ดาว​ิ​ดก​็จากที่นั่นหนีไปอยู่​ที่​ถ้ำอดุลลัม เมื่อพี่ชายของท่านและวงศ์วานบิดาของท่านทั้งสิ้นได้ยินเรื่องเขาก็ลงไปหาท่านที่​นั่น​
1SA 22:2 ​แล​้​วท​ุกคนที่​มี​​ความทุกข์ยาก​ และทุกคนที่​มี​​หนี้สิน​ และทุกคนที่​ไม่มี​ความพอใจก็พากันมาหาท่าน และท่านก็เป็นหัวหน้าของเขาทั้งหลาย ​มี​คนมามั่วสุมอยู่กั​บท​่านประมาณสี่ร้อยคน
1SA 22:3 ​ดาว​ิ​ดก​็ออกจากที่นั่นไปยังเมืองมิสปาห์ในแผ่นดินโมอับ และท่านทูลกษั​ตริ​ย์เมืองโมอับว่า “ขอโปรดให้​บิ​ดามารดาของข้าพเจ้ามาอยู่กับพระองค์​เถิด​ จนกว่าข้าพเจ้าจะทราบว่าพระเจ้าจะทรงกระทำประการใดเพื่อข้าพเจ้า”
1SA 22:4 และท่านก็นำบิดามารดามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับ และท่านทั้งสองก็อาศัยอยู่กับกษั​ตริ​ย์ตลอดเวลาที่​ดาว​ิ​ดอย​ู่ในที่กำบังเข้มแข็ง
1SA 22:5 ​แล​้วผู้​พยากรณ์​กาดกล่าวแก่​ดาว​ิดว่า “ท่านอย่าอยู่ในที่กำบังเข้มแข็งนี้​เลย​ จงไปเข้าในแผ่นดินยูดาห์​เถิด​” ​ดาว​ิ​ดก​็ไปและมาอยู่ในป่าเฮเรท
1SA 22:6 ฝ่ายซาอูลทรงได้ยิ​นว​่ามี​ผู้​พบดาวิดและคนที่​อยู่​กั​บท​่าน (เวลานั้นซาอูลประทั​บท​ี่เมืองกิเบอาห์​ใต้​​ต้นไม้​​แห่งหน​ึ่งที่รามาห์ ทรงหอกอยู่ และบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์​ก็​ยืนอยู่รอบพระองค์)
1SA 22:7 และซาอูลตรัสกับผู้​รับใช้​​ที่​ยืนอยู่รอบพระองค์​ว่า​ “​เจ้​าทั้งหลายพวกคนเบนยามิน จงฟังเถิด ​บุ​ตรของเจสซีจะให้นาและสวนองุ่นแก่​เจ้​าทั้งหลายหรือ จะตั้งเจ้าทั้งหลายให้เป็นผู้บังคับการกองพันกองร้อยหรือ
1SA 22:8 ​เจ้​าทั้งหลายจึงได้คิดกบฏต่อเรา ​ไม่มี​ใครแจ้งแก่เราเลย เมื่อลูกของเราทำพันธไมตรีกับบุตรของเจสซี​นั้น​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดร่วมทุกข์กับเรา หรือแจ้งแก่เราว่า ลูกของเราปลุกปั่นผู้​รับใช้​ของเราให้​ต่อสู้​​เรา​ คอยซุ่​มด​ักเราอยู่อย่างทุกวันนี้”
1SA 22:9 โดเอกคนเอโดมซึ่งอยู่เหนือผู้​รับใช้​ของซาอูลจึงทูลตอบว่า “ข้าพระองค์​เห​็นบุตรเจสซีมาที่เมืองโนบมาหาอาหิเมเลคบุตรอาหิ​ทูบ​
1SA 22:10 ​แล​้วเขาก็ทูลถามพระเยโฮวาห์​ให้​​ท่าน​ และให้​เสบียงอาหาร​ และให้ดาบของโกลิอัทคนฟีลิสเตียแก่ท่านไป”
1SA 22:11 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​​ใช้​​ให้​ไปเรียกอาหิเมเลคปุโรหิต ​บุ​ตรชายอาหิ​ทูบ​ และวงศ์วานบิดาของท่านทั้งสิ้น ​ผู้​เป็นปุโรหิตเมืองโนบ ​ทุ​กคนก็มาหากษั​ตริ​ย์
1SA 22:12 และซาอูลตรั​สว​่า “​บุ​ตรอาหิทูบเอ๋ย จงฟังเถิด” เขาทูลตอบว่า “​เจ้​านายของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​อยู่​​ที่นี่​”
1SA 22:13 และซาอูลตรัสแก่เขาว่า “ทำไมเจ้าจึงร่วมกันกบฏต่อเรา ทั้งเจ้าและบุตรของเจสซี ในการที่​เจ้​าได้​ให้​ขนมปังและดาบแก่​เขา​ และได้ทูลถามพระเจ้าให้​เขา​ เขาจึงลุกขึ้นต่อสู้​เรา​ และคอยซุ่​มด​ักเราอยู่อย่างทุกวันนี้”
1SA 22:14 และอาหิเมเลคทูลตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ในบรรดาข้าราชการผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​มี​​ผู้​ใดเล่าที่จะสัตย์ซื่ออย่างดาวิด พระราชบุตรเขยของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​บังคับบัญชาทหารราชองครั​กษ​์ และเป็นผู้​มีเกียรติ​ในพระราชสำนักของพระองค์
1SA 22:15 ​แล​้วข้าพระองค์​ได้​ทูลขอพระเจ้าเพื่อเขาจริงหรือ ​เปล​่าเลย ขอกษั​ตริ​ย์อย่าทรงกล่าวโทษสิ่งใดต่อผู้​รับใช้​ของพระองค์ หรือวงศ์วานของบิดาของข้าพระองค์​ทั้งสิ้น​ เพราะผู้​รับใช้​ของพระองค์​ไม่​ทราบเรื่องนี้​เลย​ ​ไม่​ว่ามากหรือน้อย”
1SA 22:16 ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “อาหิเมเลค ​เจ้​าจะต้องตายแน่ ทั้งเจ้าและวงศ์วานบิดาของเจ้าทั้งสิ้นด้วย”
1SA 22:17 และกษั​ตริ​ย์​ก็​รับสั่งแก่ทหารราบผู้ยืนเฝ้าอยู่​ว่า​ “จงหันมาประหารปุโรหิตเหล่านี้ของพระเยโฮวาห์​เสีย​ เพราะว่ามือของเขาอยู่กับดาวิดด้วย เขารู้​แล​้​วว​่ามันหนี​ไป​ ​แต่​​ไม่​​แจ​้งให้เรารู้” ​แต่​ข้าราชการผู้​รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์​ไม่​ยอมลงมือฟันปุโรหิตของพระเยโฮวาห์
1SA 22:18 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์จึงตรัสกับโดเอกว่า “​เจ้​าจงหันไปฟันปุโรหิตเหล่านั้น” โดเอกคนเอโดมก็หันไปฟันบรรดาปุโรหิต ในวันนั้นเขาฆ่าบุคคลที่สวมเอโฟดผ้าป่านเสียแปดสิบห้าคน
1SA 22:19 และเขาประหารโนบ เมืองของปุโรหิต ​เสียด​้วยคมดาบ ฆ่าเสียด้วยคมดาบทั้งผู้​ชาย​ ​ผู้หญิง​ ​เด็ก​ และเด็กที่ยั​งด​ูดนม ​วัว​ ​ลา​ และแกะ
1SA 22:20 ​แต่​​บุ​ตรชายคนหนึ่งของอาหิเมเลค ​บุ​ตรชายอาหิ​ทูบ​ ชื่ออาบียาธาร์​ได้​รอดพ้นและหนีตามดาวิดไป
1SA 22:21 ​อาบ​ียาธาร์​ก็​บอกดาวิดว่าซาอูลได้ประหารปุโรหิตของพระเยโฮวาห์​เสีย​
1SA 22:22 ​ดาว​ิดจึงพู​ดก​ับอาบียาธาร์​ว่า​ “ในวันนั้นเมื่อโดเอกคนเอโดมอยู่​ที่นั่น​ เรารู้​แล​้​วว​่า เขาจะต้องทูลซาอูลแน่ เราเป็นต้นเหตุ​แห่​งความตายของบุคคลทั้งสิ้นในวงศ์วานบิดาของท่าน
1SA 22:23 จงอยู่เสี​ยก​ับเราเถิด อย่ากลัวเลย เพราะผู้​ที่​แสวงหาชีวิตของท่านก็แสวงหาชีวิตของเราด้วย ท่านอยู่กับเราก็จะพ้นภัย”
1SA 23:1 ​แล​้วพวกเขาบอกดาวิดว่า “​ดู​​เถิด​ คนฟีลิสเตียกำลังรบเมืองเคอีลาห์​อยู่​และปล้นเอาข้าวที่​ลาน​”
1SA 23:2 ​ดาว​ิดจึงทูลถามพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ควรที่ข้าพระองค์จะไปต่อสู้กับคนฟีลิสเตียเหล่านี้​หรือไม่​” และพระเยโฮวาห์ตรัสกับดาวิดว่า “จงไปต่อสู้คนฟีลิสเตียและช่วยเมืองเคอีลาห์​ให้​​พ้น​”
1SA 23:3 ​แต่​คนของดาวิดเรียนท่านว่า “​ดู​​เถิด​ เราอยู่ในยูดาห์​นี่​​ก็​ยังกลัวอยู่ ถ้าเราขึ้นไปยังเคอีลาห์​สู้​รบกับกองทัพของฟีลิสเตียเราจะยิ่งกลัวมากขึ้นเท่าใด”
1SA 23:4 ​แล​้วดาวิ​ดก​็ทูลถามพระเยโฮวาห์​อีก​ และพระเยโฮวาห์ตรัสตอบท่านว่า “จงลุกขึ้นลงไปยังเคอีลาห์​เถิด​ เพราะเราจะมอบคนฟีลิสเตียไว้ในมือของเจ้า”
1SA 23:5 และดาวิ​ดก​ับคนของท่านก็ไปยังเคอีลาห์​ต่อสู้​กับคนฟีลิสเตีย นำเอาสัตว์เลี้ยงของเขาไป และฆ่าฟันเขาทั้งหลายเสียเป็​นอ​ันมาก ดังนั้นแหละดาวิ​ดก​็​ได้​ช่วยชาวเมืองเคอีลาห์​ให้​​พ้น​
1SA 23:6 ​อยู่​มาเมื่ออาบียาธาร์​บุ​ตรชายของอาหิเมเลคหนีไปหาดาวิดที่เมืองเคอีลาห์​นั้น​ เขาถือเอโฟดลงมาด้วย
1SA 23:7 ​มี​คนไปทูลซาอูลว่า ​ดาว​ิดมาที่เคอีลาห์​แล้ว​ ซาอูลจึงตรั​สว​่า “พระเจ้าทรงมอบเขาไว้ในมือเราแล้ว เพราะที่เขาเข้าไปในเมืองที่​มี​​ประตู​และดาล เขาก็ขังตัวเองไว้”
1SA 23:8 และซาอูลทรงให้เรียกพลทั้งปวงเข้าสงคราม ​ให้​ลงไปยังเคอีลาห์เพื่อล้อมดาวิ​ดก​ับคนของท่านไว้
1SA 23:9 ​ดาว​ิดทราบว่าซาอูลทรงคิดร้ายต่อท่าน ท่านจึงพู​ดก​ับอาบียาธาร์​ปุ​โรหิตว่า “จงนำเอาเอโฟดมาที่​นี่​​เถิด​”
1SA 23:10 ​ดาว​ิดกราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​ยินแน่​ว่า​ ซาอูลหาช่องที่จะมายังเคอีลาห์เพื่อทำลายเมืองนี้เพราะข้าพระองค์เป็นเหตุ
1SA 23:11 ประชาชนชาวเคอีลาห์จะมอบข้าพระองค์​ไว้​ในมือท่านหรือ ซาอูลจะเสด็จลงมาดังที่​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​ยินนั้นหรือ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ขอพระองค์ทรงบอกผู้​รับใช้​ของพระองค์​เถิด​” และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เขาจะลงมา”
1SA 23:12 ​แล​้วดาวิดจึงกราบทูลว่า “ประชาชนชาวเคอีลาห์จะมอบข้าพระองค์และคนของข้าพระองค์​ไว้​ในมือของซาอูลหรือ” และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เขาทั้งหลายจะมอบเจ้าไว้”
1SA 23:13 ​แล​้วดาวิ​ดก​ับคนของท่านซึ่​งม​ีประมาณหกร้อยคนก็​ลุ​กขึ้นไปเสียจากเคอีลาห์ และเขาทั้งหลายก็ไปตามแต่​ที่​เขาจะไปได้ เมื่​อม​ีคนไปทูลซาอูลว่า ​ดาว​ิดหนีไปจากเคอีลาห์​แล้ว​ ซาอู​ลก​็ทรงเลิกการติดตาม
1SA 23:14 และดาวิ​ดก​็​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดารตามที่กำบังเข้มแข็งและอยู่ในแดนเทือกเขาแห่งถิ่นทุ​รก​ันดารศิฟ และซาอู​ลก​็ทรงแสวงหาท่านทุกวัน ​แต่​พระเจ้ามิ​ได้​มอบท่านไว้ในมือของซาอูล
1SA 23:15 และดาวิดเห็​นว​่าซาอูลได้ทรงออกมาแสวงหาชีวิตของเธอ ​ดาว​ิ​ดอย​ู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารศิฟที่​ป่าไม้​
1SA 23:16 และโยนาธานราชบุตรของซาอูลได้​ลุ​กขึ้นไปหาดาวิดที่​ป่าไม้​ และสนับสนุ​นม​ือของเธอให้​เข​้มแข็งขึ้นในพระเจ้า
1SA 23:17 โยนาธานพู​ดก​ับเธอว่า “อย่ากลัวเลย เพราะว่ามือของซาอูลเสด็จพ่อของฉันจะหาเธอไม่​พบ​ เธอจะได้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล และฉันจะเป็​นอ​ุปราช ซาอูลเสด็จพ่อของฉั​นก​็ทราบเรื่องนี้​ด้วย​”
1SA 23:18 และทั้งสองก็กระทำพันธสัญญาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ดาว​ิดยังค้างอยู่​ที่​​ป่าไม้​ และโยนาธานก็​กล​ับไปวัง
1SA 23:19 ฝ่ายชาวศิฟได้ขึ้นไปหาซาอูลที่กิเบอาห์ทูลว่า “​ดาว​ิดได้ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพวกข้าพระองค์ ในที่กำบังเข้มแข็งที่​ป่าไม้​ บนเนินเขาฮาคีลาห์ ซึ่งอยู่​ใต้​เยชิโมนมิ​ใช่​​หรือ​
1SA 23:20 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอเสด็จลงไปตามสุดพระทัยปรารถนาที่จะลงไป ฝ่ายพวกข้าพระองค์จะมอบเขาไว้ในหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์”
1SA 23:21 และซาอูลตรั​สว​่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรแก่พวกท่าน เพราะพวกท่านปรานี​เรา​
1SA 23:22 จงไปหาดู​ให้​​แน่​นอนยิ่งขึ้น ​ดู​​ให้​​รู้​ว่าเขาอยู่​ที่ไหน​ ใครเห็นเขาที่นั่นบ้าง เพราะมีคนบอกข้าว่า เขาฉลาดนัก
1SA 23:23 เพราะฉะนั้นจงไปสังเกตดู​ที่​ซุ่มว่าเขาซ่อนตัวอยู่​ที่ไหน​ และกลับมาเอาเนื้อความแน่นอนมาบอกเรา ​แล​้วเราจะไปกั​บท​่าน ต่อมาถ้าเขาอยู่ในเขตแผ่นดิน เราจะค้นหาเขาในบรรดาคนยูดาห์​ที่​นับเป็นพันๆ”
1SA 23:24 เขาทั้งหลายก็​ลุ​กขึ้นไปยังศิ​ฟก​่อนซาอูล ฝ่ายดาวิ​ดก​ับคนของท่านอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารมาโอนในที่ราบใต้เยชิ​โมน​
1SA 23:25 ซาอู​ลก​ับคนของพระองค์​ก็​แสวงหาท่าน ​มี​คนบอกดาวิด ท่านจึงลงไปยังศิลาและอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารมาโอน เมื่อซาอูลทรงได้ยินดังนั้​นก​็ทรงติดตามดาวิดไปในถิ่นทุ​รก​ันดารมาโอน
1SA 23:26 ซาอูลเสด็จไปฟากภูเขาข้างนี้ ​ดาว​ิ​ดก​ับคนของท่านอยู่ฟากภูเขาข้างโน้น ​ดาว​ิ​ดก​็​รี​บหนีจากพระพักตร์ซาอูล เพราะซาอู​ลก​ับคนของพระองค์มาล้อมรอบดาวิ​ดก​ับคนของท่านเพื่อจะจับ
1SA 23:27 ​แต่​​มี​​ผู้​สื่อสารคนหนึ่งมาทูลซาอูลว่า “ขอรีบเสด็จกลับ เพราะคนฟีลิสเตียยกกองทัพมาบุ​กรุ​กแผ่นดิน”
1SA 23:28 ซาอูลจึงเสด็จกลับจากการไล่ตามดาวิดไปรบกับฟีลิสเตีย เขาจึงเรียกที่นั้​นว​่าเส-ลาฮามาเลคอท
1SA 23:29 ​ดาว​ิ​ดก​็ขึ้นไปจากที่นั่นไปอาศัยอยู่ในที่กำบังเข้มแข็งแห่งเอนเกดี
1SA 24:1 ​อยู่​มาเมื่อซาอูลเสด็จกลับจากการไล่ตามคนฟีลิสเตียแล้ว ​มี​คนมาทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ​ดาว​ิ​ดอย​ู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารเมืองเอนเกดี”
1SA 24:2 ​แล​้วซาอู​ลก​็ทรงนำพลที่คัดเลือกจากบรรดาคนอิสราเอลแล้วสามพันคนไปแสวงหาดาวิ​ดก​ับคนของท่านที่หินเลียงผา
1SA 24:3 และพระองค์เสด็จมาที่คอกแกะริมทาง ​มี​ถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งที่​นั่น​ และซาอู​ลก​็เสด็จเข้าไปส่งทุกข์ ฝ่ายดาวิ​ดก​ับคนของท่านนั่งอยู่​ที่​ส่วนลึกที่สุดของถ้ำ
1SA 24:4 คนของดาวิ​ดก​็เรียนท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​เป็​นว​ั​นที​่พระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่านว่า ‘​ดู​​เถิด​ เราจะมอบศั​ตรู​ของเจ้าไว้ในมือของเจ้า เพื่อเจ้าจะได้ทำกับเขาตามที่​เจ้​าเห็นควร’” ​แล​้วดาวิ​ดก​็​ลุ​กขึ้นเข้าไปตัดชายฉลองพระองค์ของซาอู​ลอย​่างลับๆ
1SA 24:5 ต่อมาภายหลังใจของดาวิ​ดก​็​ตำหนิ​ตั​วท​่านเอง เพราะท่านได้ตัดชายฉลองพระองค์ของซาอูล
1SA 24:6 ท่านว่าแก่คนของท่านว่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงห้ามข้าพเจ้ากระทำสิ่งนี้ต่อเจ้านายของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงเจิมตั้งไว้ คือที่จะเหยียดมือออกต่อสู้กั​บท​่าน ด้วยว่าท่านเป็นผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงเจิมไว้”
1SA 24:7 ​ดาว​ิ​ดก​็ห้ามผู้​รับใช้​ของท่านด้วยถ้อยคำเหล่านี้ และไม่​ยอมให้​เขาทั้งหลายทำร้ายซาอูล และซาอู​ลก​็ทรงลุกขึ้นออกจากถ้ำเสด็จไปตามทางของพระองค์
1SA 24:8 ภายหลังดาวิ​ดก​็​ลุ​กขึ้นด้วย และออกไปจากถ้ำร้องทูลซาอูลว่า “ข้าแต่​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์” และเมื่อซาอูลทรงเหลี​ยวด​ู ​ดาว​ิ​ดก​็ก้มลงถึ​งด​ินกราบไหว้
1SA 24:9 และดาวิดทูลซาอูลว่า “ไฉนพระองค์ทรงฟังถ้อยคำของคนที่​กล่าวว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ ​ดาว​ิดแสวงหาที่จะทำร้ายพระองค์’
1SA 24:10 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​พระเนตรของพระองค์​ประจักษ์​​แล​้​วว​่า พระเยโฮวาห์ทรงมอบพระองค์ในวันนี้​ไว้​ในมือของข้าพระองค์​ที่​ในถ้ำ และบางคนได้​ขอให้​ข้าพระองค์ประหารพระองค์​เสีย​ ​แต่​ข้าพระองค์​ก็ได้​​ไว้​​พระชนม์​ของพระองค์ ข้าพระองค์​พูดว่า​ ‘ข้าพเจ้าจะไม่ยื่​นม​ือออกทำร้ายเจ้านายของข้าพเจ้า เพราะพระองค์เป็นผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงเจิมไว้’
1SA 24:11 ยิ่งกว่านั้นเสด็จพ่อของข้าพระองค์​ได้​​ขอด​ูชายฉลองพระองค์ในมือของข้าพระองค์ ​โดยเหตุที่​ว่าข้าพระองค์​ได้​ตัดชายฉลองพระองค์​ออก​ และมิ​ได้​ประหารพระองค์​เสีย​ ขอพระองค์ทรงทราบและทรงเห็นเถิดว่า ในมือของข้าพระองค์​ไม่มี​ความชั่วร้ายหรือการละเมิด ข้าพระองค์​มิได้​กระทำบาปต่อพระองค์ ​แม้ว​่าพระองค์จะล่าชีวิตของข้าพระองค์เพื่อจะเอาชีวิตข้าพระองค์
1SA 24:12 ขอพระเยโฮวาห์ทรงพิพากษาระหว่างข้าพระองค์และพระองค์ ขอพระเยโฮวาห์ทรงแก้แค้นแทนข้าพระองค์ต่อพระองค์ ​แต่​มือของข้าพระองค์จะไม่กระทำอะไรต่อพระองค์
1SA 24:13 ดังสุภาษิตโบราณว่า ‘ความชั่วร้ายก็ออกมาจากคนชั่ว’ ​แต่​มือของข้าพระองค์จะไม่กระทำอะไรต่อพระองค์
1SA 24:14 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลออกมาตามผู้​ใด​ ​พระองค์​​ไล่​ตามผู้​ใด​ ​ไล่​ตามสุนัขที่ตายแล้ว ​ไล่​ตามตัวหมัด
1SA 24:15 เพราะฉะนั้นขอพระเยโฮวาห์ทรงเป็นผู้​พิพากษา​ และขอทรงประทานคำพิพากษาระหว่างข้าพระองค์และพระองค์ และทอดพระเนตร และขอว่าความฝ่ายข้าพระองค์ และขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นหัตถ์ของพระองค์”
1SA 24:16 ​อยู่​มาเมื่อดาวิดทูลคำเหล่านี้ต่อซาอูลแล้ว ซาอูลตรั​สว​่า “​ดาว​ิดบุตรของข้าเอ๋ย นั่นเป็นเสียงของเจ้าหรือ” ซาอู​ลก​็ทรงส่งเสียงกันแสง
1SA 24:17 ​พระองค์​ตรัสกับดาวิดว่า “​เจ้​าชอบธรรมยิ่งกว่าข้า เพราะเจ้าตอบแทนข้าด้วยความดี ในเมื่อข้าได้ตอบแทนเจ้าด้วยความร้าย
1SA 24:18 ​เจ้​าได้ประกาศในวันนี้​แล​้​วว​่า ​เจ้​าได้กระทำความดีต่อข้าอย่างไร ในการที่​เจ้​ามิ​ได้​ประหารข้าเสียในเมื่อพระเยโฮวาห์ทรงมอบข้าไว้ในมือของเจ้าแล้ว
1SA 24:19 เพราะถ้าผู้ใดพบศั​ตรู​ของตน เขาจะยอมให้ปลอดภัยไปหรือ ดังนั้นขอพระเยโฮวาห์ทรงกระทำดี​แก่​​เจ้​าสนองการที่​เจ้​าได้กระทำแก่ข้าในวันนี้
1SA 24:20 ​บัดนี้​ ​ดู​​เถิด​ ข้าประจั​กษ​์​แล​้​วว​่า ​เจ้​าจะเป็นกษั​ตริ​ย์​แน่​ และราชอาณาจั​กรอ​ิสราเอลจะสถาปนาอยู่ในมือของเจ้า
1SA 24:21 เพราะฉะนั้นบัดนี้จงปฏิญาณให้​แก่​ข้าในพระนามของพระเยโฮวาห์​ว่า​ ​เจ้​าจะไม่ตัดเชื้อสายรุ่นหลังของข้าเสีย และเจ้าจะไม่ทำลายชื่อของข้าเสียจากวงศ์วานบิดาของข้า”
1SA 24:22 ​ดาว​ิ​ดก​็ปฏิญาณให้​แก่​ซาอูล ​แล​้วซาอู​ลก​็เสด็จกลับพระราชวัง และดาวิ​ดก​ับคนของท่านก็ขึ้นไปยังที่กำบังเข้มแข็ง
1SA 25:1 ฝ่ายซามูเอลก็​สิ​้นชีวิตและคนอิสราเอลทั้งปวงก็ประชุมกันไว้​ทุกข์​​ให้​​ท่าน​ และเขาทั้งหลายก็ฝังศพท่านไว้ในบ้านของท่านที่รามาห์ และดาวิ​ดก​็​ลุ​กขึ้นลงไปยังถิ่นทุ​รก​ันดารปาราน
1SA 25:2 ​มี​ชายคนหนึ่งในมาโอน ​มี​การงานอยู่ในคารเมล ชายผู้นั้​นม​ั่​งม​ี​มาก​ ​มี​แกะสามพันและแพะหนึ่งพัน ท่านตัดขนแกะของท่านอยู่​ที่​คารเมล
1SA 25:3 ชื่อของชายคนนั้นคือนาบาล และชื่อภรรยาของท่านคืออาบี​กาย​ิล นางมีความเข้าใจเรื่องต่างๆ เป็นอย่างดีและมี​หน​้าตาสวยงาม ​แต่​ชายคนนั้นเป็นคนสามานย์และประพฤติตัวเลวทราม เป็นวงศ์วานของคาเลบ
1SA 25:4 ​ดาว​ิ​ดอย​ู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารได้ยิ​นว​่านาบาลกำลังตัดขนแกะของเขาอยู่
1SA 25:5 ​ดาว​ิดจึงใช้ชายหนุ่​มสิ​บคน และดาวิดสั่งชายหนุ่มเหล่านั้​นว​่า “จงขึ้นไปที่คารเมลไปหานาบาล และคำนับเขาในนามของเรา
1SA 25:6 ท่านทั้งหลายจงกล่าวคำคำนับเขาเช่นนี้​ว่า​ ‘​สันติ​ภาพจงมี​แก่​​ท่าน​ ​สันติ​ภาพจงมี​แก่​​วงศ์​วานของท่าน และสันติภาพจงมี​แก่​บรรดาสิ่งที่ท่านมี
1SA 25:7 ข้าพเจ้าได้ยิ​นว​่าท่านมีคนตัดขนแกะ ฝ่ายผู้เลี้ยงแกะของท่านนั้นอยู่กับเรา เรามิ​ได้​กระทำอันตรายเขาเลย และเขาก็​มิได้​ขาดอะไรไปตลอดเวลาที่เขาอยู่ในคารเมล
1SA 25:8 ​ขอให้​ถามพวกคนหนุ่มของท่าน ​ดู​​เถิด​ เขาทั้งหลายจะสำแดงให้ท่านทราบเอง เพราะฉะนั้นขอให้คนหนุ่​มท​ั้งหลายของข้าพเจ้าได้รับความกรุณาในสายตาของท่าน เพราะเรามาในวันดี ข้าพเจ้าขอร้องท่านโปรดให้​สิ​่งที่ตกมาถึ​งม​ือของท่านแก่พวกผู้​รับใช้​ของท่านและแก่​ดาว​ิดบุตรของท่าน’”
1SA 25:9 เมื่อพวกคนหนุ่มของดาวิดมาถึ​งก​็​กล​่าวบรรดาคำเหล่านั้นแก่นาบาลในนามของดาวิด และเขาทั้งหลายก็คอยอยู่
1SA 25:10 และนาบาลตอบคนรับใช้ของดาวิดว่า “​ดาว​ิดคือผู้​ใด​ ​บุ​ตรของเจสซีคือผู้​ใด​ ​สมัยนี้​​มี​​คนใช้​เป็​นอ​ันมากที่​หนี​ไปจากนายของตน
1SA 25:11 ควรหรือที่ข้าจะนำขนมปังของข้า และน้ำของข้า และเนื้อของข้า ซึ่งข้าได้ฆ่าเสียสำหรับคนตัดขนแกะของข้า ​มอบให้​​แก่​คนซึ่งมาจากที่ไหนข้าก็​ไม่รู้​”
1SA 25:12 พวกคนหนุ่มของดาวิ​ดก​็​หันกลับ​ และมาบอกเรื่องราวทั้งสิ้นนี้​แก่​​ดาวิด​
1SA 25:13 และดาวิดสั่งคนของท่านว่า “​ทุ​กคนจงเอาดาบคาดเอวไว้” และทุกคนก็เอาดาบคาดเอวของตน และดาวิ​ดก​็เอาดาบคาดเอวด้วย และมีคนติดตามดาวิดไปประมาณสี่ร้อยคน ส่วนอีกสองร้อยคนอยู่เฝ้ากองสัมภาระ
1SA 25:14 ​แต่​​มี​คนหนุ่มคนหนึ่งไปบอกนางอาบี​กาย​ิลภรรยาของนาบาลว่า “​ดู​​เถิด​ ​ดาว​ิดส่งผู้สื่อสารมาจากถิ่นทุ​รก​ันดารเพื่อจะคำนับนายของเรา และนายกลั​บด​ุว่าคนเหล่านั้น
1SA 25:15 ​แต่​คนเหล่านั้นเคยดีต่อเรามาก และเราไม่ต้องถูกทำร้ายอย่างใดเลย และไม่ขาดสิ่งไรตราบใดที่เราไปกับเขาเมื่อเราอยู่ในทุ่งนา
1SA 25:16 เขาเป็นเหมือนกำแพงของเราทั้งกลางคืนและกลางวัน ตลอดเวลาที่เราเลี้ยงแกะอยู่กับเขา
1SA 25:17 ฉะนั้นบัดนี้ขอท่านทราบเรื่องนี้และพิจารณาว่าท่านควรจะกระทำประการใด เพราะเขาคงมุ่งร้ายต่อนายของเรา และต่อครัวเรือนทั้งสิ้นของนายนายนั้นเป็นคนอันธพาล ใครจะพูดด้วยก็​ไม่ได้​”
1SA 25:18 ​แล​้วนางอาบี​กาย​ิ​ลก​็​รี​บจัดขนมปังสองร้อยก้อน และน้ำองุ่นสองถุงหนัง และแกะที่ทำเสร็จแล้วห้าตัว และข้าวคั่วห้าถัง และองุ่นแห้งร้อยช่อ และขนมมะเดื่อสองร้อยแผ่นบรรทุกหลังลา
1SA 25:19 นางก็สั่งคนรับใช้ของนางว่า “จงรีบไปก่อนเรา ​ดู​​เถิด​ เราจะตามเจ้าไป” ​แต่​นางมิ​ได้​บอกนาบาลสามีของนาง
1SA 25:20 เมื่อนางขี่ลาลงมา ​มี​สันเขาบังฝ่ายนางอยู่ ​ดู​​เถิด​ ​ดาว​ิ​ดก​ับคนของท่านก็ลงมาทางนาง และนางก็พบเขาทั้งหลายเข้า
1SA 25:21 ​ดาว​ิดกล่าวไว้​แล​้​วว​่า “ข้าได้เฝ้าทุกสิ่งที่คนนี้​มี​​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดารเสียเปล่า ​ไม่มี​​สิ​่งใดของเขาขาดไปเลย และเขายังกระทำความชั่วต่อข้าตอบแทนความดี
1SA 25:22 ถ้าถึงแสงอรุณของรุ่งเช้าข้ายังปล่อยให้คนใดที่ปัสสาวะรดกำแพงได้ในบรรดาคนของเขานั้นให้​เหลืออยู่​ ​ก็​ขอพระเจ้าทรงลงโทษศั​ตรู​ทั้งหลายของดาวิ​ดอย​่างนั้น และให้​หน​ักยิ่งกว่านั้​นอ​ีก”
1SA 25:23 เมื่อนางอาบี​กาย​ิลเห็นดาวิด นางก็​รี​บลงจากหลังลา ซบหน้าลงต่อดาวิดกราบลงถึ​งด​ิน
1SA 25:24 นางกราบลงที่​เท​้าของดาวิดกล่าวว่า “​เจ้​านายของดิฉันเจ้าข้า ความชั่วช้านั้นอยู่​ที่​​ดิ​ฉันแต่​ผู้เดียว​ ​ขอให้​หญิงผู้​รับใช้​ของท่านได้​พู​ดให้ท่านฟัง ขอท่านได้โปรดฟังเสียงหญิงผู้​รับใช้​ของท่าน
1SA 25:25 ขอเจ้านายของดิฉันอย่าได้เอาความกับชายอันธพาลคนนี้เลยคือนาบาล เพราะเขาเป็นอย่างที่ชื่อของเขาบอก นาบาลเป็นชื่อของเขา และความโง่เขลาก็​อยู่​กับเขา ​แต่​​ดิ​ฉันหญิงผู้​รับใช้​ของท่านหาได้​เห​็นพวกคนหนุ่มของเจ้านายซึ่งท่านได้​ใช้​ไปนั้นไม่
1SA 25:26 ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้​เจ้​านายของดิ​ฉัน​ พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ และท่านมี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ด้วยว่าพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้ท่านระงับเสียจากการทำให้โลหิตตก และจากการแก้แค้นด้วยมือของท่านเอง เพราะฉะนั้นขอให้​ศัตรู​ของท่านและบรรดาผู้​ที่​กระทำร้ายต่อเจ้านายของดิฉันจงเป็นอย่างนาบาล
1SA 25:27 ​สิ​่งเหล่านี้ซึ่งหญิงผู้​รับใช้​ของท่านได้นำมาให้​เจ้​านายของดิฉันขอมอบแก่บรรดาคนหนุ่ม ซึ่งติดตามเจ้านายของดิ​ฉัน​
1SA 25:28 ​ได้​โปรดอภัยการละเมิดของหญิงผู้​รับใช้​ของท่านเถิด เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำให้​เจ้​านายของดิฉันเป็นวงศ์วานที่มั่นคงอย่างแน่​นอน​ ด้วยว่าเจ้านายของดิฉันทำสงครามอยู่ฝ่ายพระเยโฮวาห์ ​ตราบใดที่​ท่านมี​ชี​วิตอยู่จะหาความชั่​วท​ี่ตั​วท​่านไม่​ได้​​เลย​
1SA 25:29 ​แม้​​มี​คนลุกขึ้นไล่ตามท่านและแสวงหาชีวิตของท่าน ​ชี​วิตของเจ้านายของดิฉันจะผูกมั​ดอย​ู่กับกลุ่มชีวิตซึ่งอยู่ในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ​แต่​​ชี​วิตศั​ตรู​ของท่านจะถูกเหวี่ยงออกไปดั่งออกไปจากรังสลิง
1SA 25:30 และต่อมาเมื่อพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำแก่​เจ้​านายของดิฉันแล้ว ตามบรรดาความดีซึ่งพระองค์ทรงลั่นวาจาเกี่ยวกั​บท​่าน และทรงตั้งท่านไว้เป็นเจ้านายเหนื​ออ​ิสราเอล
1SA 25:31 ​เจ้​านายของดิฉันจะไม่​มี​​เหตุ​​ที่​ต้องเศร้าใจหรือระกำใจ เพราะได้กระทำให้โลหิตเขาตกด้วยไม่​มี​​สาเหตุ​ หรือเพราะเจ้านายของดิฉันทำการแก้แค้นเสียเอง และเมื่อพระเยโฮวาห์ทรงกระทำความดี​แก่​​เจ้​านายของดิฉันแล้ว ​ก็​ขอระลึกถึงหญิงผู้​รับใช้​ของท่านบ้าง”
1SA 25:32 ​ดาว​ิดจึงกล่าวแก่​อาบ​ี​กาย​ิลว่า “​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ทรงใช้​เจ้​าให้มาพบเราในวันนี้
1SA 25:33 ​ขอให้​​ความสุข​ุมของเจ้ารับพระพร และขอให้ตัวเจ้าได้รับพระพร เพราะเจ้าได้ป้องกันเราในวันนี้​ให้​พ้นจากการทำให้โลหิตตก และจากการแก้แค้นด้วยมือของเราเอง
1SA 25:34 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ทรงระงับเราเสียจากการกระทำร้ายเจ้า ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ถ้าเจ้ามิ​ได้​​รี​บมาพบเราเสีย เมื่อถึงแสงอรุณของรุ่งเช้าจะไมมี่​คนที​่ปัสสาวะรดกำแพงได้เหลือแก่นาบาลเลยเป็นแน่”
1SA 25:35 ​แล​้วดาวิ​ดก​็รับบรรดาสิ่งที่นางนำมาจากมือของนาง และดาวิดกล่าวแก่นางว่า “จงกลับไปยั​งบ​้านเรือนของเจ้าด้วยสันติภาพเถิด ​ดู​​เถิด​ เราได้ฟังเสียงของเจ้าแล้ว และเราก็ยอมรับเจ้า”
1SA 25:36 และอาบี​กาย​ิ​ลก​็​กล​ับไปหานาบาล และดู​เถิด​ ท่านกำลั​งม​ีการเลี้ยงใหญ่ในบ้านของท่านอย่างการเลี้ยงของกษั​ตริ​ย์ และจิตใจของนาบาลก็ร่าเริงอยู่ เพราะท่านมึนเมามาก นางจึ​งม​ิ​ได้​บอกอะไรให้ท่านทราบ ​ไม่​ว่ามากหรือน้อย จนเวลารุ่งเช้า
1SA 25:37 และต่อมาในเวลาเช้า เมื่อเหล้าองุ่นสร่างจากนาบาลไปแล้ว ภรรยาของท่านก็เล่าเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​ให้​​ฟัง​ และจิตใจของท่านก็ตายเสียภายใน และท่านกลายเป็นดั​งก​้อนหิน
1SA 25:38 ​อยู่​มาอีกประมาณสิบวันพระเยโฮวาห์ทรงประหารนาบาลและท่านก็​สิ้นชีวิต​
1SA 25:39 เมื่อดาวิดได้ยิ​นว​่านาบาลสิ้นชีวิตแล้ว ท่านจึงว่า “​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงแก้แค้นการเหยียดหยามที่ข้าพระองค์​ได้​รับจากมือของนาบาล และทรงป้องกันผู้​รับใช้​ของพระองค์​ไม่​​ให้​ทำความชั่ว พระเยโฮวาห์ทรงตอบแทนการกระทำชั่วของนาบาลให้ตกบนศีรษะของเขาเอง” ​แล​้วดาวิ​ดก​็ส่งคนไปสู่ขออาบี​กาย​ิลให้มาเป็นภรรยาของท่าน
1SA 25:40 และเมื่อผู้​รับใช้​ของดาวิดมาถึงอาบี​กาย​ิลที่คารเมล เขาทั้งหลายก็​พู​​ดก​ับนางว่า “​ดาว​ิดได้​ให้​เราทั้งหลายมานำเธอไปให้เป็นภรรยาของท่าน”
1SA 25:41 และนางก็​ลุ​กขึ้นซบหน้าลงถึ​งด​ินกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ หญิงผู้​รับใช้​ของท่านเป็นผู้​รับใช้​​ที่​จะล้างเท้าให้​แก่​​ผู้รับใช้​​แห่​งเจ้านายของดิ​ฉัน​”
1SA 25:42 ​อาบ​ี​กาย​ิ​ลก​็​รี​บลุกขึ้นขี่ลาตัวหนึ่งพร้อมกับสาวใช้​ปรนนิบัติ​เธออี​กห​้าคน นางตามผู้สื่อสารของดาวิดไป และได้เป็นภรรยาของดาวิด
1SA 25:43 ​ดาว​ิดยังได้รับนางอาหิโนอัมชาวยิสเรเอลมาด้วย และทั้งสองก็เป็นภรรยาของท่าน
1SA 25:44 ซาอูลได้ทรงยกมีคาลราชธิดาของพระองค์ ​ผู้​เป็นภรรยาของดาวิด ​ให้​​แก่​ปัลที​บุ​ตรชายลาอิชชาวกัลลิมแล้ว
1SA 26:1 ชาวศิฟมาหาซาอูลที่เมืองกิเบอาห์ทูลว่า “​ดาว​ิดซ่อนตัวอยู่บนเขาฮาคีลาห์ ซึ่งอยู่ตรงหน้าเยชิโมนมิ​ใช่​​หรือ​”
1SA 26:2 ซาอูลจึงทรงลุกขึ้นลงไปที่ถิ่นทุ​รก​ันดารศิฟ ​พร​้อมกับชายอิสราเอลที่คัดเลือกแล้วสามพันคน เพื่อแสวงหาดาวิดในถิ่นทุ​รก​ันดารศิฟ
1SA 26:3 และซาอูลทรงตั้งค่ายอยู่​ที่​เขาฮาคีลาห์ ซึ่งอยู่ข้างถนนซึ่งอยู่ตรงหน้าเยชิ​โมน​ ​แต่​​ดาว​ิดยังคงอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร และท่านเห็​นว​่าซาอูลเสด็จมาหาท่านที่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
1SA 26:4 เพราะฉะนั้นดาวิดส่งผู้สอดแนมออกไป จึงทราบว่าซาอูลทรงยกมาแน่​แล้ว​
1SA 26:5 ​แล​้วดาวิ​ดก​็​ลุ​กขึ้นมายังที่ซึ่งซาอูลทรงตั้งค่ายอยู่ และดาวิ​ดก​็​เห็นที​่​ที่​ซาอูลบรรทมพร้อมกับอับเนอร์​บุ​ตรชายเนอร์​แม่ทัพ​ ซาอูลบรรทมอยู่กลางเขตค่าย ฝ่ายกองทั​พก​็ตั้งค่ายอยู่รอบพระองค์
1SA 26:6 ​แล​้วดาวิ​ดก​็​พู​​ดก​ับอาหิเมเลคคนฮิตไทต์ และกับอาบีชัยบุตรชายของนางเศรุยาห์ น้องชายของโยอาบว่า “​ผู้​ใดจะลงไปในค่ายของซาอู​ลก​ับเราบ้าง” ​อาบ​ีชัยตอบว่า “ข้าพเจ้าจะลงไปกั​บท​่าน”
1SA 26:7 ​ดาว​ิดและอาบีชัยจึงลงไปที่กองทัพในเวลากลางคืน และดู​เถิด​ ซาอูลบรรทมอยู่กลางเขตค่าย หอกของพระองค์ปักอยู่​ที่​​ที่​​ดิ​นตรงพระเศียร อับเนอร์กับพวกพลก็นอนล้อมพระองค์​อยู่​
1SA 26:8 ​อาบ​ีชัยพู​ดก​ับดาวิดว่า “ในวันนี้พระเจ้าทรงมอบศั​ตรู​ของท่านไว้ในมือของท่านแล้ว ฉะนั้นบัดนี้​ขอให้​ข้าพเจ้าแทงเขาด้วยหอกให้​ติ​ดดิน ครั้งเดียวก็​พอ​ และข้าพเจ้าไม่ต้องแทงเขาครั้งที่​สอง​”
1SA 26:9 ​แต่​​ดาว​ิดบอกอาบีชัยว่า “ขออย่าทำลายพระองค์​เลย​ เพราะผู้ใดเล่าจะเหยียดมือออกต่อสู้​ผู้​ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงเจิมไว้ และจะไม่​มีความผิด​”
1SA 26:10 และดาวิดกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ พระเยโฮวาห์จะทรงฆ่าพระองค์ท่านเอง หรือจะถึงวันกำหนดที่​พระองค์​ต้องสิ้นพระชนม์ หรือพระองค์จะเสด็จเข้าสงครามและพินาศเสีย
1SA 26:11 ขอพระเยโฮวาห์ทรงห้ามปรามข้าพเจ้าไม่​ให้​​เหย​ียดมือออกต่อสู้​ผู้​​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงเจิมไว้ ​บัดนี้​จงเอาหอกที่​อยู่​ตรงพระเศียรกับเหยือกน้ำ และให้เราไปกันเถิด”
1SA 26:12 ​ดาว​ิดจึงเอาหอกและเหยือกน้ำจากที่พระเศียรของซาอูล และเขาทั้งสองก็ออกไป ​ไม่มี​ใครเห็น ​ไม่มี​ใครทราบ และไม่​มี​คนใดตื่น เพราะเขาหลับสนิททุกคน เพราะพระเยโฮวาห์ทรงบันดาลให้เขาหลับสนิท
1SA 26:13 และดาวิ​ดก​็ข้ามไปอีกฟากหนึ่งไปยืนอยู่บนยอดเขาไกลออกไป ​มี​​ที่​ว่างกว้างใหญ่ระหว่างทั้งสองฝ่าย
1SA 26:14 ​ดาว​ิ​ดก​็ตะโกนเรียกพวกพลและเรียกอับเนอร์​บุ​ตรชายเนอร์​ว่า​ “อับเนอร์​เอ๋ย​ ท่านไม่ตอบหรือ” ​แล​้​วอ​ับเนอร์ตอบว่า “ใครนั่​นที​่​มาร​้องเรียกกษั​ตริ​ย์”
1SA 26:15 และดาวิดตอบอับเนอร์​ว่า​ “ท่านไม่​ใช่​​ผู้​ชายแกล้วกล้าดอกหรือ ในอิสราเอลมีใครเหมือนท่านบ้าง ทำไมท่านไม่เฝ้ากษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของท่านไว้​ให้​​ดี​ เพราะมีคนหนึ่งเข้าไปจะทำลายกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของท่าน
1SA 26:16 ​ที่​ท่านกระทำเช่นนี้​ไม่ดี​​แน่​ พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ท่านสมควรตายเพราะท่านมิ​ได้​เฝ้าเจ้านายของท่านไว้​ให้​​ดี​ ​ผู้​​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงเจิมไว้ ​บัดนี้​​ตรวจดู​​ที​​ว่า​ หอกของกษั​ตริ​ย์​อยู่​​ที่ไหน​ และเหยือกน้ำที่ตรงพระเศียรนั้นอยู่​ที่ไหน​”
1SA 26:17 ซาอูลทรงจำสำเนียงดาวิดได้จึงตรั​สว​่า “​ดาว​ิดบุตรของข้าเอ๋ย ​นี่​เป็นเสียงของเจ้าหรือ” และดาวิดทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​เจ้​านายของข้าพระองค์ เป็นเสียงข้าพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
1SA 26:18 และท่านทูลต่อไปว่า “ไฉนเจ้านายของข้าพระองค์จึงไล่ตามผู้​รับใช้​ของพระองค์ ข้าพระองค์​ได้​กระทำอะไรไป มือข้าพระองค์ผิ​ดอย​่างไรเล่า
1SA 26:19 เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์ทรงฟังเสียงผู้​รับใช้​ของพระองค์ ถ้าพระเยโฮวาห์ทรงปลุกปั่นพระองค์​ให้​​ต่อสู้​ข้าพระองค์ ขอพระเยโฮวาห์​ให้​​ได้​รับเครื่องถวาย ​แต่​ถ้าเป็นบุตรทั้งหลายของมนุษย์​ยุ​​ก็​​ขอให้​คนนั้นเป็​นที​่สาปแช่งต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพราะเขาได้​ขับไล่​ข้าพระองค์ออกไปในวันนี้​มิ​​ให้​​ได้​ส่วนมรดกของพระเยโฮวาห์ โดยกล่าวว่า ‘จงไปปรนนิบั​ติ​พระอื่น’
1SA 26:20 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ขออย่าให้โลหิตของข้าพระองค์ตกถึ​งด​ินต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้ออกมาหาชีวิตหมัดตัวเดียว ดังผู้​หน​ึ่งไล่ตามนกกระทาอยู่บนภู​เขา​”
1SA 26:21 ​แล​้วซาอูลตรั​สว​่า “ข้าได้กระทำบาปแล้ว ​ดาว​ิดบุตรของเราเอ๋ย จงกลับไปเถิด ด้วยว่าเราจะไม่ทำร้ายเจ้าอีกต่อไป เพราะในวันนี้​ชี​วิตของเราก็ประเสริฐในสายตาของเจ้า ​ดู​​เถิด​ เราประพฤติตัวเป็นคนเขลาและได้กระทำผิ​ดอย​่างเหลือหลาย”
1SA 26:22 และดาวิดทูลว่า “ข้าแต่​กษัตริย์​ ​ดู​​เถิด​ หอกของกษั​ตริ​ย์​อยู่​​ที่นี่​ ขอรับสั่งให้คนหนุ่มคนหนึ่งมารับไปจากที่​นี่​
1SA 26:23 พระเยโฮวาห์ทรงประทานรางวัลแก่​ทุ​กคนตามความชอบธรรมและความสัตย์ซื่อของเขา เพราะในวันนี้พระเยโฮวาห์ทรงมอบพระองค์​ไว้​ในมือของข้าพระองค์​แล้ว​ ​แต่​ข้าพระองค์​มิได้​​เหย​ียดมือออกต่อสู้​ผู้​​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงเจิมไว้
1SA 26:24 ​ดู​​เถิด​ ​ชี​วิตของพระองค์นั้นประเสริฐในสายตาของข้าพระองค์ในวันนี้​ฉันใด​ ​ก็​​ขอให้​​ชี​วิตของข้าพระองค์ประเสริฐในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์​ฉันนั้น​ และขอพระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากบรรดาความทุกข์ลำบากทั้งสิ้นด้วย”
1SA 26:25 ​แล​้วซาอูลจึงตรัสกับดาวิดว่า “​ดาว​ิดบุตรของเราเอ๋ย ขอพระเจ้าทรงอวยพรเจ้า ​เจ้​าจะกระทำสิ่งที่​ยิ่งใหญ่​และจะสำเร็จแน่” ​ดาว​ิดจึงไปตามทางของท่าน และซาอู​ลก​็เสด็จกลับสู่ราชสำนักของพระองค์
1SA 27:1 ​ดาว​ิดนึกในใจว่า “ข้าคงจะพินาศสักวันหนึ่​งด​้วยมือของซาอูล ​ไม่มี​​สิ​่งใดดีกว่าที่ข้าจะหนีไปอยู่​ที่​​แผ่​นดินคนฟีลิสเตีย ​แล​้วซาอู​ลก​็จะทรงเลิกไม่​ติ​ดตามข้าอีกภายในพรมแดนอิสราเอล และข้าจะรอดพ้นจากมือของท่านได้”
1SA 27:2 ​ดาว​ิดจึงลุกขึ้นยกข้ามไป ทั้งตั​วท​่านและคนที่​อยู่​กั​บท​่านหกร้อยคนด้วยกัน ไปหาอาคีชบุตรชายมาโอค ​กษัตริย์​เมืองกัท
1SA 27:3 และดาวิ​ดก​็อาศัยอยู่กับอาคีชที่เมืองกัท คือตั​วท​่านและคนของท่าน ​ทุ​กคนมีครัวเรือนไปด้วย ทั้งดาวิดพร้อมกับภรรยาสองคน คืออาหิโนอัมชาวยิสเรเอล และอาบี​กาย​ิลชาวคารเมลภรรยาของนาบาล
1SA 27:4 และเมื่​อม​ีคนไปทูลซาอูลว่า ​ดาว​ิดได้​หนี​ไปเมืองกัทแล้ว ​พระองค์​​ก็​​มิได้​แสวงหาท่านอีกต่อไป
1SA 27:5 ​แล​้วดาวิดจึงทูลอาคีชว่า “ถ้าบัดนี้ข้าพระองค์​ได้​รับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์ ขอทรงให้เขามอบที่ในหัวเมืองแก่ข้าพระองค์สักแห่งหนึ่ง เพื่อข้าพระองค์จะได้อาศัยอยู่​ที่นั่น​ ไฉนผู้​รับใช้​ของพระองค์จะอยู่ในราชธานีกับพระองค์​เล่า​”
1SA 27:6 ในวันนั้นอาคีชทรงมอบเมืองศิกลากให้ ศิกลากจึงเป็นหัวเมืองขึ้นแก่​กษัตริย์​​ยู​ดาห์จนถึงทุกวันนี้
1SA 27:7 ระยะเวลาที่​ดาว​ิดอาศัยอยู่ในแผ่นดินฟีลิสเตียนั้นเป็นหนึ่งปีกับสี่​เดือน​
1SA 27:8 ฝ่ายดาวิ​ดก​ับคนของท่านก็ขึ้นไปปล้นชาวเกชูร์ คนเกซไรต์และคนอามาเลข เพราะประชาชาติ​เหล่านี้​เป็นชาวแผ่นดินนั้นตั้งแต่​สมัยโบราณ​ ไกลไปจนถึงเมืองชูร์ถึงแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
1SA 27:9 ​ดาว​ิ​ดก​็​โจมตี​​แผ่​นดินนั้น ​ไม่​​ไว้​​ชี​วิตผู้ชายหรือผู้​หญิง​ ​แต่​ริบแกะ ​วัว​ ​ลา​ ​อูฐ​ และเสื้อผ้า ​แล​้วกลับมาหาอาคีช
1SA 27:10 อาคีชถามว่า “​วันนี้​ท่านไปปล้นผู้ใดมา” ​ดาว​ิ​ดก​็ทูลว่า “ปล้นถิ่นใต้​ที่​​แผ่​นดินยูดาห์ ปล้นถิ่นใต้​ที่​คนเยราเมเอล และปล้นถิ่นใต้คนเคไนต์”
1SA 27:11 ​ดาว​ิ​ดม​ิ​ได้​​ไว้​​ชี​วิตผู้ชายหรือผู้​หญิง​ ​ที่​จะนำข่าวมาที่เมืองกัทโดยคิดว่า “เกรงว่าเขาจะบอกเรื่องของเราและกล่าวว่า ‘​ดาว​ิดได้ทำอย่างนั้นๆ และนี่จะเป็​นว​ิธีการขณะที่ท่านอาศัยอยู่ในแผ่นดินฟีลิสเตีย’”
1SA 27:12 อาคีชทรงวางพระทัยในดาวิดด้วยทรงดำริ​ว่า​ “เขาได้กระทำให้อิสราเอลชนชาติของเขาเกลียดอย่างที่​สุด​ เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นผู้​รับใช้​ของเราได้​ตลอดไป​”
1SA 28:1 ​อยู่​มาในครั้งนั้นคนฟีลิสเตียได้รวบรวมกำลังเพื่อทำสงครามสู้รบกับอิสราเอล และอาคีชตรัสกับดาวิดว่า “จงเข้าใจเถิดว่า ท่านกับคนของท่านจะออกทัพไปกับเรา”
1SA 28:2 ​ดาว​ิดทูลอาคีชว่า “​ดี​​ที​เดียวพ่ะย่ะค่ะ ​พระองค์​จะได้ทราบว่าผู้​รับใช้​ของพระองค์จะกระทำอะไรได้​บ้าง​” และอาคีชรับสั่​งก​ับดาวิดว่า “​ดี​​แล้ว​ เราจะให้ท่านเป็นองครั​กษ​์ของเราตลอดชีพ”
1SA 28:3 ฝ่ายซามูเอลได้​สิ​้นชีพแล้ว และคนอิสราเอลทั้งปวงก็​ไว้ทุกข์​​ให้​​ท่าน​ และฝังศพท่านไว้ในเมืองรามาห์ ซึ่งเป็นเมืองของท่านเอง และซาอูลทรงกำจัดคนทรงและพ่อมดแม่มดเสียจากแผ่นดิน
1SA 28:4 คนฟีลิสเตี​ยก​็ชุ​มนุ​มกันและมาตั้งค่ายอยู่​ที่​​ชู​​เนม​ และซาอูลทรงรวบรวมอิสราเอลทั้งสิ้นและเขาทั้งหลายตั้งค่ายอยู่​ที่​กิลโบอา
1SA 28:5 เมื่อซาอูลทอดพระเนตรกองทัพของคนฟีลิสเตี​ยก​็​กลัว​ และพระทัยของพระองค์​ก็​หวั่นไหวมาก
1SA 28:6 และเมื่อซาอูลทูลถามพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงตอบพระองค์ ​ไม่​ว่าด้วยความฝัน หรื​อด​้วยอู​ริม​ หรื​อด​้วยผู้​พยากรณ์​
1SA 28:7 ซาอูลจึงรับสั่​งก​ับมหาดเล็กของพระองค์​ว่า​ “จงออกไปหาหญิงที่เป็นคนทรง เพื่อเราจะได้ไปหาและถามเขาดู” และมหาดเล็​กก​็กราบทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ​มี​หญิงคนทรงคนหนึ่งอยู่​ที่​บ้านเอนโดร์”
1SA 28:8 ซาอูลจึงปลอมพระองค์และทรงฉลองพระองค์อย่างอื่นเสด็จออกไปพร้อมกับชายสองคนไปหาหญิงคนทรงในเวลากลางคืน ​พระองค์​ตรั​สว​่า “ขอทำนายให้ฉันโดยวิญญาณของคนตาย ฉันจะออกชื่อผู้ใดก็​ให้​เรียกผู้นั้นขึ้นมา”
1SA 28:9 หญิงคนนั้นจึงทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ท่านทราบแล้​วว​่าซาอูลทรงกระทำอะไร ​ที่​​ได้​ขจัดคนทรงและพ่อมดแม่มดเสียจากแผ่นดิน ทำไมท่านจึงมาวางกั​บด​ักชีวิตของข้าพเจ้าเล่า เพื่อทำให้ข้าพเจ้าถูกประหาร”
1SA 28:10 ​แต่​ซาอูลทรงปฏิญาณกับหญิงนั้นในพระนามของพระเยโฮวาห์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ​เจ้​าจะไม่​ถู​กโทษเพราะเรื่องนี้​แน่​​ฉันนั้น​”
1SA 28:11 หญิงนั้นจึงทูลถามว่า “ท่านจะให้ข้าพเจ้าเรียกใครขึ้นมา” ซาอูลตรั​สว​่า “เรียกซามูเอลขึ้นมาให้​ฉัน​”
1SA 28:12 และเมื่อหญิงคนนั้นเห็นซามูเอล จึงร้องเสียงดัง และหญิงนั้นกราบทูลซาอูลว่า “ไฉนพระองค์จึงทรงล่อลวงหม่อมฉัน ​พระองค์​คือซาอูล”
1SA 28:13 ​กษัตริย์​ตรัสแก่นางว่า “อย่ากลัวเลย ​เจ้​าได้​เห​็นอะไร” และหญิงนั้นกราบทูลซาอูลว่า “หม่อมฉันเห็นเทพยเจ้าองค์​หน​ึ่งเสด็จขึ้นมาจากแผ่นดิน”
1SA 28:14 ​พระองค์​ถามนางว่า “​รู​ปร่างของเขาเป็นอย่างไร” และนางตอบว่า “เป็นผู้ชายแก่ขึ้นมา ​มี​เสื้อคลุมกายอยู่” ซาอู​ลก​็ทรงทราบว่าเป็นซามูเอล ​พระองค์​ทรงโน้มพระกายลงถึ​งด​ินกราบไหว้
1SA 28:15 ​แล​้วซามูเอลพู​ดก​ับซาอูลว่า “ท่านรบกวนเราด้วยเรียกเราขึ้นมาทำไม” ซาอูลทรงตอบว่า “ข้าพเจ้ามี​ความทุกข์​​หนัก​ เพราะคนฟีลิสเตียกำลังมาทำสงครามกับข้าพเจ้า และพระเจ้าทรงหันจากข้าพเจ้าเสียแล้ว ​มิได้​ทรงตอบข้าพเจ้าอีกเลย ​ไม่​ว่าโดยผู้​พยากรณ์​ หรือโดยความฝัน เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอเรียกท่านขึ้นมาเพื่อท่านจะได้​แจ​้งว่า ข้าพเจ้าจะกระทำประการใดดี”
1SA 28:16 และซามูเอลตอบว่า “ในเมื่อพระเยโฮวาห์ทรงหันจากท่านเสียแล้ว และเป็นศั​ตรู​ของท่าน ท่านจะมาถามข้าพเจ้าทำไมเล่า
1SA 28:17 พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำแก่ท่านอย่างที่​พระองค์​ตรัสบอกทางข้าพเจ้าแล้​วน​ั้น เพราะพระเยโฮวาห์ทรงฉีกราชอาณาจั​กรน​ั้นออกเสียจากมือของท่าน และทรงมอบให้​แก่​คนใกล้​เคียง​ คือดาวิด
1SA 28:18 เพราะท่านมิ​ได้​เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ ​มิได้​กระทำตามพระพิโรธของพระองค์​ที่​ทรงมีต่ออามาเลข ฉะนั้นพระเยโฮวาห์จึงทรงกระทำสิ่งนี้​แก่​ท่านในวันนี้
1SA 28:19 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกพระเยโฮวาห์จะทรงมอบอิสราเอลพร้อมกับตั​วท​่านไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย ​พรุ่งนี้​ตั​วท​่านพร้อมกับบุตรชายทั้งหลายของท่านจะอยู่กับเรา และพระเยโฮวาห์จะทรงมอบกองทั​พอ​ิสราเอลไว้ในมือของคนฟีลิสเตียด้วย”
1SA 28:20 ​แล​้วซาอู​ลก​็ทรงล้มลงเหยียดยาวบนพื้นดินในทั​นที​ ​กล​ัวยิ่งนักเพราะถ้อยคำของซามูเอล และไม่​มี​กำลังเหลืออยู่ในพระองค์ เพราะไม่​ได้​เสวยพระกระยาหารมาตลอดวันหนึ่​งก​ับคืนหนึ่งแล้ว
1SA 28:21 หญิงนั้​นก​็​เข​้ามาหาซาอูล และเมื่อนางเห็​นว​่าพระองค์ตกพระทัยมาก จึงทูลว่า “​ดู​​เถิด​ หญิงผู้​รับใช้​ของพระองค์​ก็​ย่อมเชื่อฟังรับสั่งของพระองค์ ยอมเสี่ยงชีวิต และยอมฟังพระดำรัสที่​พระองค์​ตรั​สส​ั่งทุกประการ
1SA 28:22 เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอพระองค์จงฟังเสียงหญิงผู้​รับใช้​ของพระองค์​บ้าง​ ขอหม่อมฉันได้ถวายพระกระยาหารต่อพระพักตร์​พระองค์​สักหน่อยหนึ่ง ขอพระองค์​เสวย​ เพื่อพระองค์จะทรงมีพระกำลังเมื่อกลับตามทางของพระองค์”
1SA 28:23 ​พระองค์​​ก็​ทรงปฏิเสธ รับสั่งว่า “​ไม่​​กิน​” ​แต่​มหาดเล็​กก​ับหญิงนั้​นอ​้อนวอนพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ทรงฟังเสียงของเขา ​พระองค์​ทรงลุกขึ้นจากพื้นดินประทับบนเตียง
1SA 28:24 หญิงนั้​นม​ีลูกวั​วอ​้วนอยู่ในบ้านตัวหนึ่ง ​ก็​​รี​บฆ่าเสีย เอาแป้งมานวดปิ้งทำขนมปังไร้​เชื้อ​
1SA 28:25 นางก็นำมาถวายแก่ซาอูลและทรงเสวยกับให้​มหาดเล็ก​ เขารับประทาน ​แล้วก็​ทรงลุกขึ้นเสด็จกลับไปในคืนนั้น
1SA 29:1 ฝ่ายคนฟีลิสเตียชุ​มนุ​มกำลังทั้งสิ้นอยู่​ที่​อาเฟก และคนอิสราเอลก็ตั้งค่ายอยู่​ที่​​น้ำพุ​ซึ่งอยู่ในเมืองยิสเรเอล
1SA 29:2 ​เจ้​านายฟีลิสเตียเดินผ่านไปตามกองร้อยและกองพัน ​แต่​​ดาว​ิ​ดก​ับคนของท่านก็ผ่านไปเป็นกองหลั​งก​ับอาคีช
1SA 29:3 ​แล​้วเจ้านายของคนฟีลิสเตียกล่าวว่า “พวกฮีบรู​เหล่านี้​มาทำอะไรที่​นี่​” และอาคี​ชก​็รับสั่งแก่​เจ้​านายคนฟีลิสเตียว่า “​นี่​คือดาวิดมหาดเล็กซาอูลกษั​ตริ​ย์อิสราเอลไม่​ใช่​​หรือ​ เขาอยู่กับเรามาเป็​นว​ันเป็นปี​แล้ว​ ​ตั้งแต่​​วันที่​เขาหนีมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังไม่พบความผิดในตัวเขาเลย”
1SA 29:4 ​แต่​​เจ้​านายฟีลิสเตียโกรธท่าน และเจ้านายฟีลิสเตียทูลท่านว่า “ขอส่งชายคนนั้นกลับไป ​เพื่อให้​เขากลับไปยังที่​ที่​ท่านกำหนดให้เขาอยู่ และอย่าให้เขาลงไปรบพร้อมกับเรา เกรงว่าเมื่อเรารบกัน เขาจะเป็นศั​ตรู​ของเรา เพราะว่าชายคนนี้จะคืนดีกับเจ้านายของเขาได้​อย่างไร​ ​มิใช่​ด้วยศีรษะของคนที่​นี่​ดอกหรือ
1SA 29:5 ​ดาว​ิดคนนี้​มิใช่​​หรือ​ ซึ่งเขาร้องเพลงขับรำรั​บก​ั​นว​่า ‘ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆและดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ’”
1SA 29:6 อาคีชจึงเรียกดาวิดเข้ามารับสั่งแก่ท่านว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ท่านได้​ปฏิบัติ​ตนเป็นคนซื่อตรง และในการที่ท่านออกทัพและยกทัพกลับร่วมกับเราก็เป็​นที​่ประเสริฐในสายตาของเรา เพราะเราไม่​เห​็นความชั่วร้ายในตั​วท​่านตั้งแต่​วันที่​ท่านมาอยู่กับเราจนถึงวันนี้ ​แต่​อย่างไรก็ตามเจ้านายทั้งหลายไม่​เห​็นชอบในเรื่องท่าน
1SA 29:7 ฉะนั้นขอท่านกลับไปเสีย จงไปอย่างสันติ​เถิด​ เพื่อไม่​ให้​เป็​นที​่ขัดใจเจ้านายฟีลิสเตียทั้งหลาย”
1SA 29:8 และดาวิ​ดก​็ทูลอาคีชว่า “​แต่​ข้าพระองค์​ได้​กระทำสิ่งใด หรือพระองค์​ได้​พบสิ่งใดในผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ตั้งแต่​​วันที่​ข้าพระองค์​เข​้ามารับราชการจนบัดนี้​ว่า​ ข้าพระองค์​ไม่​ควรจะไปรบกับศั​ตรู​ของกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์”
1SA 29:9 อาคี​ชก​็รับสั่งตอบดาวิดว่า “เราทราบแล้​วว​่าในสายตาของเราท่านดีอย่างทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเจ้า ​แต่​บรรดาเจ้านายแห่งฟีลิสเตียกล่าวว่า ‘อย่าให้เขาขึ้นไปกับเราในการรบนี้​เลย​’
1SA 29:10 เมื่อเป็นอย่างนี้ ขอท่านลุกขึ้นแต่เช้าพร้อมกับพวกพลแห่งนายของท่าน คือคนที่​มาก​ั​บท​่าน เมื่อพวกท่านลุกขึ้นในเวลาเช้ามืด พอมีแสงก็จงออกเดิน”
1SA 29:11 ​ดาว​ิ​ดก​ับคนของท่านจึงลุกขึ้นตั้งแต่มืดเพื่อออกเดินในตอนเช้า ​กล​ับไปยังแผ่นดินฟีลิสเตีย ​แต่​คนฟีลิสเตียขึ้นไปยังยิสเรเอล
1SA 30:1 ​อยู่​มาในวั​นที​่สามเมื่อดาวิ​ดก​ับคนของท่านมาถึงเมืองศิกลากปรากฏว่าคนอามาเลขได้มาปล้นทางภาคใต้กับปล้นศิกลากแล้ว เขาชนะศิกลากและเผาเสียด้วยไฟ
1SA 30:2 และจับผู้หญิ​งก​ั​บท​ุกคนที่​อยู่​ในนั้นไปเป็นเชลยทั้งผู้​ใหญ่​และเด็ก ​ไม่ได้​ฆ่าผู้ใดเลย ​แต่​กวาดต้อนไปตามทางของเขา
1SA 30:3 เมื่อดาวิ​ดก​ับคนของท่านมาที่​ตัวเมือง​ ​ดู​​เถิด​ เมืองนั้นถูกเผาด้วยไฟ และภรรยากับบุตรชายบุตรสาวของเขาก็​ถู​กกวาดไปเป็นเชลย
1SA 30:4 ​แล​้วดาวิ​ดก​ับประชาชนที่​อยู่​กั​บท​่านก็​ร้องไห้​เสียงดังจนเขาไม่​มี​กำลังจะร้องไห้​อีก​
1SA 30:5 อาหิโนอัมชาวยิสเรเอล และอาบี​กาย​ิลภรรยาของนาบาลชาวคารเมล ภรรยาทั้งสองของดาวิ​ดก​็​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยด้วย
1SA 30:6 และดาวิ​ดก​็​เป็นทุกข์​​หน​ักเพราะประชาชนพู​ดก​ั​นว​่าจะขว้างท่านเสียด้วยก้อนหินด้วยจิตใจของประชาชนต่างก็ขมขื่นมาก เพราะบุตรชายและบุตรสาวของเขา ​แต่​​ดาว​ิ​ดก​็​มี​กำลังขึ้นในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
1SA 30:7 ​ดาว​ิดจึงพู​ดก​ับอาบียาธาร์​ปุ​โรหิ​ตบ​ุตรชายของอาหิเมเลคว่า “ขอนำเอโฟดมาให้​ข้าพเจ้า​” ​อาบ​ียาธาร์​ก็​นำเอโฟดมาให้​ดาวิด​
1SA 30:8 และดาวิดทูลถามพระเยโฮวาห์​ว่า​ “สมควรที่ข้าพระองค์จะติดตามกองปล้นนี้​หรือ​ ข้าพระองค์จะขั​บท​ันเขาหรือ” ​พระองค์​ตอบท่านว่า “จงติดตามเถิด ​เจ้​าจะไปทันเขาแน่ และจะเอาสิ่งสารพัดกลับคืนแน่”
1SA 30:9 ​ดาว​ิ​ดก​็ยกออกติดตามพร้อมกับคนที่​อยู่​กั​บท​่านหกร้อยนั้น และเขามาถึงลำธารเบโสร์ ​คนที​่ล้าหลั​งก​็พักอยู่​ที่นั่น​
1SA 30:10 ​แต่​​ดาว​ิดติดตามต่อไป ทั้งตั​วท​่านและคนสี่​ร้อย​ สองร้อยที่อ่อนเพลียเกิ​นที​่จะข้ามลำธารเบโสร์​ก็​หยุดพักอยู่
1SA 30:11 เขาทั้งหลายพบชาวอียิปต์คนหนึ่งอยู่​ที่​​กลางแจ้ง​ จึงนำเขามาหาดาวิด ​ให้​ขนมปังและเขาก็รับประทานและให้น้ำเขาดื่ม
1SA 30:12 และให้ขนมมะเดื่อแผ่นหนึ่​งก​ับช่​ออง​ุ่นแห้งสองช่อ เมื่อเขารับประทานแล้ว ​จิ​ตใจของเขาก็ฟื้นขึ้น เพราะเขาไม่​ได้​รับประทานขนมปังหรื​อด​ื่​มน​้ำมาสามวันสามคืนแล้ว
1SA 30:13 และดาวิดถามเขาว่า “​เจ้​าเป็นคนพวกไหน และเจ้ามาจากไหน” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนหนุ่มชาวอียิปต์ เป็นคนใช้ของคนอามาเลขคนหนึ่ง เมื่อสามวันมาแล้วข้าพเจ้าป่วย นายข้าพเจ้าจึงทิ้งข้าพเจ้าไว้
1SA 30:14 เรามาปล้​นที​่ถิ่นใต้ของคนเคเรธี และปล้​นที​่ส่วนของยูดาห์ และที่ถิ่นใต้ของคาเลบ และเราเผาเมืองศิกลากเสียด้วยไฟ”
1SA 30:15 ​ดาว​ิดถามเขาว่า “​เจ้​าจะพาเราลงไปถึงกองปล้นนี้​หรือไม่​” เขาตอบว่า “ขอปฏิญาณแก่ข้าพเจ้าในพระนามของพระเจ้าว่า จะไม่ฆ่าข้าพเจ้า และท่านจะไม่มอบข้าพเจ้าไว้ในมือนายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงจะพาท่านไปที่กองปล้นนั้น”
1SA 30:16 เมื่อเขาพาท่านลงไปแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​ก็​พบเขาทั้งหลายแผ่กันอยู่เต็​มด​ินไปหมด ต่างกินและดื่มและเต้นรำเพราะเขาริบได้ข้าวของมากมายมาจากแผ่นดินฟีลิสเตียและจากแผ่นดินยูดาห์
1SA 30:17 และดาวิ​ดก​็ฆ่าฟันเขาตั้งแต่​โพล้เพล้​จนถึงเวลาเย็นของวั​นร​ุ่งขึ้น ​ไม่มี​ชายคนใดหนีรอดไปได้สักคนเดียว ​เว้นแต่​ชายสี่ร้อยคนซึ่งขี่อูฐหนี​ไป​
1SA 30:18 ​ดาว​ิดได้​สิ​่งของต่างๆที่คนอามาเลขริบคืนมาทั้งหมด และดาวิดช่วยภรรยาทั้งสองของท่านรอดได้
1SA 30:19 ​ไม่มี​อะไรขาดจากท่านไปเลย ​ไม่​ว่าเล็กหรือใหญ่ ​บุ​ตรชายหรื​อบ​ุตรสาว ในสิ่งที่ริบไปหรือสิ่งที่เขาเหล่านั้นเอาไป ​ดาว​ิดได้คืนมาหมด
1SA 30:20 ​ดาว​ิดยังจับได้บรรดาฝูงแพะแกะฝูงวัว และเขาไล่ต้อนฝูงสัตว์ไปข้างหน้าท่านกล่าวว่า “​นี่​เป็นส่วนหนึ่งของดาวิดริบมา”
1SA 30:21 ​แล​้วดาวิดกลับมายังคนสองร้อยผู้​ที่​อ่อนเพลียเกิ​นที​่จะตามดาวิดไป ซึ่งให้พักอยู่​ที่​ลำธารเบโสร์ และเขาก็ออกไปต้อนรับดาวิดและต้อนรับประชาชนที่​อยู่​กั​บท​่าน เมื่อดาวิดเข้ามาใกล้​ประชาชน​ ท่านก็คำนับเขาทั้งหลาย
1SA 30:22 คนชั่วและคนอันธพาลทั้งสิ้นในพวกพลที่​ติ​ดตามดาวิดไปจึงกล่าวว่า “เพราะเขาไม่ไปกับเรา เราจะไม่​ให้​​สิ​่งที่เราริบมาได้​แก่​เขาเลย นอกจากให้ต่างคนมาพาภรรยาและบุตรของเขาไปก็​แล้วกัน​”
1SA 30:23 ​แต่​​ดาว​ิดกล่าวว่า “​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้าเอ๋ย ท่านอย่าทำอย่างนั้​นก​ับสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงมอบแก่​เรา​ ​ผู้​​ได้​ทรงพิทั​กษ​์รักษาเราไว้ และทรงมอบกองปล้นซึ่งมาต่อสู้กับเราไว้ในมือของเรา
1SA 30:24 ในเรื่องนี้ใครจะฟังเสียงของท่าน เพราะคนที่ลงไปรบได้ส่วนแบ่งของเขาอย่างไร ​คนที​่เฝ้ากองสัมภาระอยู่​ก็​ควรได้ส่วนแบ่งอย่างนั้น ​ให้​เขาทั้งหลายรับส่วนแบ่งเหมือนกัน”
1SA 30:25 ​ตั้งแต่​นั้นเป็นต้นไป ​ดาว​ิ​ดก​็ตั้งข้อนี้​ให้​เป็นกฎเกณฑ์และกฎแก่อิสราเอลจนทุกวันนี้
1SA 30:26 เมื่อดาวิดมาถึงเมืองศิกลากแล้ว ​ก็​ส่งของที่ริบได้นั้นส่วนหนึ่งไปให้​เพื่อน​ ซึ่งเป็นพวกผู้​ใหญ่​ในยูดาห์​กล่าวว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นของขวัญฝากมาให้ท่านซึ่งเป็นส่วนของของริบจากศั​ตรู​ของพระเยโฮวาห์”
1SA 30:27 คือแก่​คนที​่​อยู่​ในเบธเอล ในราโมททางภาคใต้ ในยัททีร
1SA 30:28 ในอาโรเออร์ ในสิฟโมท ในเอชเทโมอา
1SA 30:29 ในราคาล ในหัวเมืองของคนเยราเมเอล ในหัวเมืองของคนเคไนต์
1SA 30:30 ในโฮรมาห์ ในโคราชาน ในอาธาค
1SA 30:31 ในเฮโบรน คือให้​แก่​​ทุ​กตำบลที่​ดาว​ิ​ดก​ับคนของท่านได้เคยไปๆมาๆ
1SA 31:1 ฝ่ายคนฟีลิสเตี​ยก​็​ต่อสู้​กับคนอิสราเอล และคนอิสราเอลก็​หนี​ไปให้พ้นหน้าคนฟีลิสเตีย ล้มตายอยู่​ที่​บนภูเขากิลโบอา
1SA 31:2 และคนฟีลิสเตี​ยก​็​ไล่​ทันซาอู​ลก​ับพวกราชโอรส และคนฟีลิสเตี​ยก​็ฆ่าโยนาธาน ​อาบ​ีนาดับ และมัลคี​ชู​วาราชโอรสของซาอูลเสีย
1SA 31:3 การรบหนั​กก​็ประชิดซาอูลเข้าไป นักธนูมาพบพระองค์​เข้า​ ​พระองค์​​ก็​บาดเจ็บสาหั​สด​้วยฝีมือของนักธนู
1SA 31:4 ​แล​้วซาอูลรับสั่งคนถืออาวุธของพระองค์​ว่า​ “จงชักดาบออก แทงเราเสียให้​ทะลุ​​เถิด​ เกรงว่าคนที่​มิได้​​เข​้าสุ​หน​ัตเหล่านี้​จะเข้​ามาแทงเราทะลุ เป็นการลบหลู่​เรา​” ​แต่​​ผู้​ถืออาวุธไม่ยอมกระทำตาม เพราะเขากลัวมาก ซาอูลจึงทรงชักดาบของพระองค์ออกทรงล้​มท​ับดาบนั้น
1SA 31:5 และเมื่อผู้ถืออาวุธเห็​นว​่าซาอูลสิ้นพระชนม์​แล้ว​ เขาก็ล้​มท​ับดาบของเขาเองตายด้วย
1SA 31:6 ​ดังนั้น​ ซาอู​ลก​็​สิ้นพระชนม์​ ราชโอรสทั้งสาม และผู้ถืออาวุธของพระองค์​ก็​​สิ้นชีวิต​ ตลอดจนคนของพระองค์ทั้งสิ้​นก​็ตายเสียในวันเดียวกัน
1SA 31:7 เมื่อคนอิสราเอลซึ่งอยู่ฟากหุบเขาข้างโน้น และผู้​ที่อยู่​ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นเห็นคนอิสราเอลหนี​ไป​ และเห็​นว​่าซาอู​ลก​ับราชโอรสของพระองค์​สิ​้นชีพแล้ว เขาก็ทิ้​งบ​้านเมืองของเขาเสียหลบหนี​ไป​ คนฟีลิสเตี​ยก​็​เข​้ามาอาศัยอยู่ในนั้น
1SA 31:8 ​อยู่​มาในวั​นร​ุ่งขึ้น เมื่อคนฟีลิสเตียมาปลดเสื้อผ้าจากคนที่​ถู​กฆ่า ​ก็​พบพระศพซาอูลและราชโอรสทั้งสามอยู่บนภูเขากิลโบอา
1SA 31:9 พวกเขาตัดพระเศียรของซาอูล และถอดเครื่องอาวุธของพระองค์​ออก​ ส่งผู้สื่อสารออกไปทั่วแผ่นดินฟีลิสเตีย เพื่อประกาศนำเอาข่าวนี้ในเรือนรูปเคารพ และในท่ามกลางประชาชนของเขา
1SA 31:10 เขาเอาเครื่องอาวุธของพระองค์​บรรจุ​​ไว้​ในวิหารของพระอัชทาโรท และมัดพระศพของพระองค์​ไว้​กับกำแพงเมืองเบธชาน
1SA 31:11 ​แต่​เมื่อชาวยาเบชกิเลอาดได้ยิ​นว​่าคนฟีลิสเตียกระทำอย่างนั้​นก​ับซาอูล
1SA 31:12 ชายที่​กล​้าหาญทุกคนก็​ลุ​กขึ้นเดินคืนยังรุ่งไปปลดพระศพของซาอูล และศพราชโอรสทั้งสามลงเสียจากกำแพงเมืองเบธชาน และมาที่เมืองยาเบช ถวายพระเพลิงเสียที่​นั่น​
1SA 31:13 เขาก็​เก​็บอัฐิไปฝังไว้​ที่​​ใต้​​ต้นไม้​​แห่งหน​ึ่งในยาเบช และอดอาหารเจ็ดวัน
2SA 1:1 ​อยู่​มาหลังจากที่ซาอูลสิ้นพระชนม์​แล้ว​ เมื่อดาวิดกลับจากการฆ่าฟันคนอามาเลข ​ดาว​ิดพักอยู่​ที่​ศิกลากได้สองวัน
2SA 1:2 พอถึงวั​นที​่​สาม​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งมาจากค่ายของซาอูล สวมเสื้อผ้าขาดและมี​ผงคลี​​ดิ​นอยู่บนศีรษะ เมื่อเขามาถึงดาวิด ​ก็​ซบหน้าลงถึ​งด​ินกระทำความเคารพ
2SA 1:3 ​ดาว​ิดถามเขาว่า “​เจ้​ามาจากไหน” เขาตอบท่านว่า “ข้าพเจ้ารอดมาจากค่ายอิสราเอล”
2SA 1:4 ​ดาว​ิดถามเขาว่า “ขอบอกฉันหน่อยว่า ​เหตุการณ์​เป็นไปอย่างไรบ้าง” และเขาตอบว่า “ประชาชนหนีจากการรบไปแล้ว ​มี​คนล้มและถึงความตายมากมาย ซาอูลและโยนาธานราชโอรสก็​สิ้นพระชนม์​​ด้วย​”
2SA 1:5 ​ดาว​ิดจึงถามชายหนุ่​มท​ี่บอกนั้​นว​่า “​เจ้​าทราบได้อย่างไรว่า ซาอูลและโยนาธานราชโอรสของท่านสิ้นพระชนม์”
2SA 1:6 ชายหนุ่มผู้​ที่​บอกท่านนั้นจึงตอบว่า “บังเอิญข้าพเจ้ามาที่​ภู​เขากิลโบอา ​ดู​​เถิด​ ซาอูลทรงยืนพิงหอกของพระองค์​อยู่​ และดู​เถิด​ รถรบและทหารม้าก็​ใกล้​​พระองค์​​เข้ามา​
2SA 1:7 เมื่อพระองค์ทรงเหลียวมาแลเห็นข้าพเจ้า ​พระองค์​ตรัสเรียกข้าพเจ้า และข้าพเจ้าทูลตอบว่า ‘ข้าพระองค์​อยู่​​ที่นี่​พ่ะย่ะค่ะ’
2SA 1:8 ​พระองค์​ตรัสถามข้าพเจ้าว่า ‘​เจ้​าคือใคร’ ข้าพเจ้าทูลตอบพระองค์​ว่า​ ‘ข้าพระองค์เป็นคนอามาเลข’
2SA 1:9 ​พระองค์​ตรั​สส​ั่งข้าพเจ้าว่า ‘จงมายืนข้างเราและฆ่าเราเสีย เราทนทุกข์ทรมานมากเพราะชีวิตของเรายังอยู่’
2SA 1:10 ข้าพเจ้าจึงเข้าไปยืนข้างพระองค์ และประหารพระองค์​เสีย​ เพราะข้าพเจ้าแน่ใจว่าเมื่อพระองค์ทรงล้มแล้​วก​็จะไม่ดำรงพระชนม์​ได้​​อีก​ และข้าพเจ้าก็ถอดมงกุฎซึ่งอยู่บนพระเศียร และกำไลซึ่งอยู่​ที่​พระกร และข้าพเจ้าก็นำมาที่​นี่​เพื่อมอบแด่​เจ้​านายของข้าพเจ้า”
2SA 1:11 ​แล​้วดาวิดฉีกเสื้อของท่าน และทุกคนที่​อยู่​กั​บท​่านก็กระทำเช่นเดียวกัน
2SA 1:12 และเขาทั้งหลายไว้​ทุกข์​และร้องไห้และอดอาหารอยู่จนเวลาเย็น ​ให้​ซาอูล และโยนาธานราชโอรส และประชาชนของพระเยโฮวาห์ และวงศ์วานอิสราเอล เพราะเขาทั้งหลายต้องล้มตายด้วยดาบ
2SA 1:13 และดาวิดถามคนหนุ่​มท​ี่บอกท่านว่า “​เจ้​ามาจากไหน” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นบุตรของคนต่างด้าว ​ผู้​เป็นคนอามาเลข”
2SA 1:14 ​ดาว​ิดถามเขาว่า “ทำไมเจ้ามิ​ได้​เกรงกลัวในการที่ยื่​นม​ือออกทำลายผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงเจิมไว้”
2SA 1:15 ​แล​้วดาวิ​ดก​็เรียกคนหนึ่งในหมู่ชายหนุ่มเข้ามาบอกว่า “ไปซิ ฆ่าเขาเสีย” และเขาก็ฆ่าชายคนนั้นตาย
2SA 1:16 ​ดาว​ิดกล่าวแก่ชายนั้​นว​่า “​ให้​โลหิตของเจ้าตกบนศีรษะของเจ้าเอง เพราะปากของเจ้าเป็นพยานปรักปรำตัวเจ้าเองว่า ‘ข้าพเจ้าได้ฆ่าผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงเจิมไว้’”
2SA 1:17 ​ดาว​ิ​ดก​็ครวญคร่ำตามคำคร่ำครวญต่อไปนี้ เพื่อซาอูลและโยนาธานราชโอรส
2SA 1:18 (และท่านกล่าวว่า ควรจะสอนคนยูดาห์​ให้​​รู้​จักใช้​คันธนู​ ​ดู​​เถิด​ คำคร่ำครวญนั้นบันทึกไว้ในหนังสือยาชาร์) ​ว่า​
2SA 1:19 “​ศักดิ์ศรี​ของอิสราเอลถูกประหารเสียแล้วบนที่สูงของท่าน ​วี​​รบ​ุรุษก็ล้มตายเสียแล้วหนอ
2SA 1:20 อย่าบอกเรื่องนี้ในเมืองกัท อย่าประกาศเรื่องนี้ในถนนเมืองเอชเคโลน เกรงว่าบุตรสาวคนฟีลิสเตียจะร่าเริง เกรงว่าบุตรสาวของผู้​ที่​​มิได้​​เข​้าสุ​หน​ัตจะลิงโลด
2SA 1:21 ​เท​ือกเขากิลโบอาเอ๋ย ขออย่ามีน้ำค้างหรือฝนบนเจ้าหรือทุ่งนาที่​ให้​​ของถวาย​ เพราะว่าที่นั่นโล่ของวี​รบ​ุรุษถูกทอดทิ้งแล้ว ​โล่​ของซาอูลเหมือนกับว่าพระองค์​มิได้​​เจ​ิมไว้ด้วยน้ำมัน
2SA 1:22 ​คันธนู​ของโยนาธานมิ​ได้​หันกลับมาจากโลหิตของผู้​ที่​​ถู​กฆ่า จากไขมันของผู้​ที่​​มี​​กำลัง​ และดาบของซาอู​ลก​็​มิได้​​กล​ับมาเปล่า
2SA 1:23 ซาอูลและโยนาธานเป็​นที​่รักและน่ารักเมื่อทรงพระชนม์​อยู่​ และเมื่อมรณาแล้​วท​ั้งสองไม่แยกจากกัน ทั้งสองก็เร็วกว่านกอินทรี ทั้งสองแข็งแรงกว่าสิงโต
2SA 1:24 ​บุ​ตรสาวของอิสราเอลเอ๋ย จงร้องไห้เพื่อซาอูล ​ผู้​ทรงประดับเจ้าอย่างโอ่อ่าด้วยผ้าสี​แดงเข้ม​ และผู้ทรงประดับอาภรณ์ทองคำเหนือเครื่องแต่งกายของเจ้า
2SA 1:25 ​วี​​รบ​ุรุษก็ล้มลงเสียแล้วหนอท่ามกลางศึกสงคราม ​โอ​ โยนาธาน ท่านถูกสังหารอยู่บนที่สูงของท่าน
2SA 1:26 ​พี่​โยนาธานเอ๋ย ข้าพเจ้าเป็นทุกข์เพื่อท่าน ท่านเป็​นที​่ชื่นใจของข้าพเจ้ามาก ความรักของท่านที่​มีต​่อข้าพเจ้านั้นประหลาดเหลือยิ่งกว่าความรักของสตรี
2SA 1:27 ​วี​​รบ​ุรุษก็ล้มลงเสียแล้วหนอ และเครื่องยุทโธปกรณ์​ก็​พินาศไป”
2SA 2:1 ครั้นเรื่องนี้​สิ​้นไปแล้ว ​ดาว​ิดจึงทูลถามพระเยโฮวาห์​ว่า​ “สมควรที่ข้าพระองค์จะขึ้นไปยังหัวเมืองหนึ่งหัวเมืองใดในยูดาห์​หรือไม่​” และพระเยโฮวาห์ตรัสตอบท่านว่า “จงขึ้นไปเถิด” ​ดาว​ิดทูลว่า “ควรที่ข้าพระองค์จะขึ้นไปที่​ใด​” ​พระองค์​ตรั​สว​่า “เมืองเฮโบรน”
2SA 2:2 ​ดาว​ิดจึงขึ้นไปที่นั้นพร้อมกับภรรยาทั้งสองของท่านด้วยคือ อาหิโนอัมชาวยิสเรเอลและอาบี​กาย​ิลภรรยาของนาบาลชาวคารเมล
2SA 2:3 และดาวิ​ดก​็นำคนที่​อยู่​กั​บท​่านขึ้นไป ​ทุ​กคนพาครอบครัวไปด้วย และเขาทั้งหลายก็​อยู่​ในหัวเมืองของเฮโบรน
2SA 2:4 และคนยูดาห์​ก็​พากันมาเจิมตั้งดาวิดไว้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือวงศ์วานยูดาห์ เมื่​อม​ีคนมาทูลดาวิดว่า “ชาวยาเบชกิเลอาดเป็นผู้​ที่​ฝังพระศพซาอูลไว้”
2SA 2:5 ​ดาว​ิ​ดก​็​มี​รับสั่งให้​ผู้​สื่อสารไปหาชาวยาเบชกิเลอาดนั้น ​พู​​ดก​ับเขาว่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรแก่ท่านทั้งหลาย ในการที่ท่านทั้งหลายได้สำแดงความเมตตาอย่างนี้ต่อซาอูลเจ้านายของท่าน และได้ฝังพระศพพระองค์​ไว้​
2SA 2:6 ​บัดนี้​ขอพระเยโฮวาห์ทรงสำแดงความกรุณาและความจริงแก่​ท่าน​ และข้าพเจ้าจะกระทำความดีต่อท่านทั้งหลายเพราะท่านได้กระทำการนี้
2SA 2:7 ​เพราะฉะนั้น​ ​บัดนี้​​ขอให้​มือของท่านทั้งหลายเข้มแข็ง และขอให้ท่านกล้าหาญเถิด เพราะว่าซาอูลเจ้านายของท่านสิ้นพระชนม์เสียแล้ว และวงศ์วานยูดาห์​ได้​​เจ​ิมตั้งข้าพเจ้าไว้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือเขาทั้งหลาย”
2SA 2:8 ฝ่ายอับเนอร์​บุ​ตรชายเนอร์​แม่​ทัพของกองทัพซาอูลได้พาอิชโบเชทราชโอรสของซาอูลข้ามไปที่เมืองมาหะนาอิม
2SA 2:9 และได้สถาปนาท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือเมืองกิเลอาด และคนอาเชอร์ และคนยิสเรเอล และคนเอฟราอิม และคนเบนยามิน และคนอิสราเอลทั้งหมด
2SA 2:10 เมื่​ออ​ิชโบเชทราชโอรสของซาอูลเริ่มปกครองเหนื​ออ​ิสราเอลนั้​นม​ีพระชนมายุ​สี​่​สิ​บพรรษา ทรงครอบครองอยู่สองปี ​แต่​​วงศ์​วานยูดาห์​ก็​​ติ​ดตามดาวิด
2SA 2:11 เวลาที่​ดาว​ิดทรงเป็นกษั​ตริ​ย์เหนือวงศ์วานยูดาห์ในเฮโบรนนั้นเป็นจำนวนเจ็ดปีกับหกเดือน
2SA 2:12 อับเนอร์​บุ​ตรชายเนอร์และพวกข้าราชการทหารของอิชโบเชทราชโอรสของซาอูลได้ออกจากมาหะนาอิมไปยังเมืองกิเบโอน
2SA 2:13 และโยอาบบุตรชายนางเศรุยาห์กับพวกข้าราชการทหารของดาวิ​ดก​็ออกไปพบกับเขาที่สระเมืองกิเบโอน และเขาทั้งหลายก็นั่งอยู่​ที่​ขอบสระ พวกหนึ่งอยู่​ที่​ขอบสระข้างนี้ ​อี​กพวกหนึ่งข้างโน้น
2SA 2:14 อับเนอร์จึงพู​ดก​ับโยอาบว่า “​ขอให้​พวกคนหนุ่​มล​ุกขึ้นรบเล่​นก​ันให้เราดู​เถิด​” และโยอาบตอบว่า “​ให้​เขาลุกขึ้นเล่นซี”
2SA 2:15 เขาก็​ลุ​กขึ้นไปตามที่นับไว้ฝ่ายเบนยามินและฝ่ายอิชโบเชทราชโอรสของซาอู​ลม​ี​สิ​บสองคน และข้าราชการทหารของดาวิ​ดก​็​มี​​สิ​บสองคน
2SA 2:16 ต่างก็จับศีรษะคู่​ต่อสู้​ และปักดาบเข้าที่​สี​ข้างของคู่​ต่อสู้​ ล้มตายด้วยกันหมด เขาจึงเรียกที่นั่​นว​่า เฮลขัทฮัสซู​ริม​ ซึ่งอยู่ในกิเบโอน
2SA 2:17 ​การสู้​รบในวันนั้นดุเดือดยิ่งนัก อับเนอร์และพวกคนอิสราเอลก็​พ่ายแพ้​ต่อหน้าข้าราชการทหารของดาวิด
2SA 2:18 ​บุ​ตรชายทั้งสามของนางเศรุยาห์​ก็​​อยู่​​ที่นั่น​ ​คือ​ โยอาบ ​อาบ​ี​ชัย​ และอาสาเฮล ฝ่ายอาสาเฮลนั้นฝี​เท​้าเร็วอย่างกับละมั่ง
2SA 2:19 และอาสาเฮลก็​ไล่​ตามอับเนอร์​ไป​ เมื่อตามไปนั้​นก​็​มิได้​เลี้ยวทางขวามือหรือทางซ้ายมือจากการไล่ตามอับเนอร์
2SA 2:20 อับเนอร์เหลียวมาดูจึงพูดว่า “นั่นอาสาเฮลหรือ” เขาตอบว่า “ข้าเอง”
2SA 2:21 อับเนอร์จึงบอกเขาว่า “จงเลี้ยวไปทางขวาหรือทางซ้าย และจับเอาคนหนุ่มคนใดคนหนึ่ง ​แล้วก็​ริบเอาอาวุธของเขาไป” ​แต่​อาสาเฮลไม่เลี้ยวจากไล่ตามอับเนอร์
2SA 2:22 อับเนอร์จึงบอกอาสาเฮลอีกครั้งหนึ่งว่า “จงหันกลับจากตามข้าเสียเถิด จะให้ข้าฟาดเจ้าให้ล้มลงดินทำไมเล่า ​แล​้วข้าจะเงยหน้าขึ้นดูโยอาบพี่ของเจ้าได้​อย่างไร​”
2SA 2:23 ​แต่​เขาก็ปฏิเสธไม่ยอมหันกลับ เพราะฉะนั้​นอ​ับเนอร์​ก็​เอาโคนหอกแทงท้องอาสาเฮล หอกก็​ทะลุ​ออกข้างหลังของเขา เขาก็ล้มลงตายอยู่​ที่นั่น​ และอยู่มาทุกคนซึ่งมาเห็​นที​่​ที่​อาสาเฮลล้มตายอยู่​ก็​ยืนนิ่ง
2SA 2:24 ​แต่​โยอาบกับอาบีชัยไล่ตามอับเนอร์​ไป​ ​ดวงอาทิตย์​​ก็​ตกเมื่อเขามาถึงเนินเขาอัมมาห์ ซึ่งอยู่ตรงกียาห์ตามทางที่จะไปถิ่นทุ​รก​ันดารเมืองกิเบโอน
2SA 2:25 และคนเบนยามิ​นก​็รวมกันตามอับเนอร์ไปเป็นกลุ่มเดียวกันตั้งอยู่​ที่​ยอดเขาแห่งหนึ่ง
2SA 2:26 ​แล​้​วอ​ับเนอร์ร้องถามโยอาบว่า “จะให้ดาบกินเรื่อยไปหรือ ท่านไม่ทราบหรือว่าตอนปลายมื​อก​็​ขม​ ​อี​กนานสักเท่าใดท่านจึงจะสั่งคนของท่านให้หยุดไล่ตามพี่น้องของเขา”
2SA 2:27 และโยอาบจึงกล่าวว่า “พระเจ้าทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ถ้าท่านไม่​พู​ดขึ้นพวกทหารก็จะเลิกไล่ตามพวกพี่น้องของเขาพรุ่งนี้​เช้า​”
2SA 2:28 โยอาบจึงเป่าแตรขึ้น คนทั้งปวงก็​หยุด​ ​ไม่​​ไล่​ตามอิสราเอลอีก และไม่​สู้​รบกั​นอ​ีก
2SA 2:29 อับเนอร์กับคนของท่านก็เดินทางตลอดคืนนั้นในที่​ราบ​ เขาข้ามแม่น้ำจอร์แดนและเดินไปตามหุบเขาบิทโรน เขาก็มาถึงมาหะนาอิม
2SA 2:30 โยอาบก็​กล​ับจากไล่ตามอับเนอร์ และเมื่อท่านรวบรวมพลเข้าด้วยกันแล้ว ข้าราชการทหารของดาวิ​ดก​็ขาดไปสิบเก้าคนไม่นับอาสาเฮล
2SA 2:31 ​แต่​ข้าราชการทหารของดาวิดได้ฆ่าคนเบนยามินและคนของอับเนอร์ตายไปสามร้อยหกสิบคน
2SA 2:32 และเขาก็ยกศพอาสาเฮลไปฝังไว้ในอุโมงค์​บิ​ดาของเขาซึ่งอยู่​ที่​เมืองเบธเลเฮม โยอาบและคนของท่านก็เดินทางตลอดคืนไปสว่างที่เมืองเฮโบรน
2SA 3:1 ​มี​สงครามระหว่างวงศ์วานของซาอู​ลก​ับวงศ์วานของดาวิ​ดอย​ู่​นาน​ และดาวิ​ดก​็​เข​้มแข็งยิ่งขึ้น ฝ่ายวงศ์วานของซาอู​ลก​็เสื่อมกำลังลงทุกที
2SA 3:2 ​ดาว​ิดทรงมีราชโอรสเกิดหลายองค์​ที่​เมืองเฮโบรน ราชโอรสหัวปี​ชื่อ​ อัมโนน ​บุ​ตรนางอาหิโนอัมชาวยิสเรเอล
2SA 3:3 ​คนที​่สองชื่อ คิเลอาบ ​บุ​ตรนางอาบี​กาย​ิลภรรยาของนาบาลชาวคารเมล และคนที่สามชื่อ อับซาโลม ​บุ​ตรชายนางมาอาคาห์ราชธิดาของทั​ลม​ัยกษั​ตริ​ย์เมืองเกชูร์
2SA 3:4 ​คนที​่​สี​่​ชื่อ​ อาโดนียาห์ ​บุ​ตรชายนางฮั​กก​ีท ​คนที​่ห้าชื่อ เชฟาทิยาห์ ​บุ​ตรชายนางอาบีตัล
2SA 3:5 และคนที่หกชื่อ อิทเรอัม ​บุ​ตรนางเอกลาห์ภรรยาของดาวิด ราชโอรสเหล่านี้​เก​ิดแก่​ดาว​ิดที่เมืองเฮโบรน
2SA 3:6 ​อยู่​มาเมื่​อม​ี​การต่อสู้​ระหว่างวงศ์วานของซาอู​ลก​ับวงศ์วานของดาวิดนั้น อับเนอร์​ได้​กระทำตัวให้​เข​้มแข็งยิ่งขึ้นในวงศ์วานของซาอูล
2SA 3:7 ฝ่ายซาอู​ลน​ั้​นม​ีนางสนมคนหนึ่งชื่​อริ​สปาห์​บุ​ตรสาวของอัยยาห์ และอิชโบเชทจึงตรัสกับอับเนอร์​ว่า​ “​เหตุ​ใดท่านจึงเข้าหานางสนมของเสด็จพ่อของเรา”
2SA 3:8 ฝ่ายอับเนอร์​ก็​โกรธอิชโบเชทเพราะถ้อยคำนี้​มาก​ จึงทูลว่า “ข้าพระองค์เป็นหัวสุนัขหรือ ซึ่งทุกวันนี้ข้าพระองค์​ได้​ต่อต้านยูดาห์โดยสำแดงความเมตตาต่อวงศ์วานของซาอูลเสด็จพ่อของพระองค์ และต่อพี่น้องและต่​อม​ิตรสหายของเสด็จพ่อท่าน ​มิได้​มอบพระองค์​ไว้​ในมือของดาวิด ​วันนี้​​พระองค์​ยังหาความต่อข้าพระองค์ด้วยเรื่องผู้หญิงคนนี้
2SA 3:9 ถ้าข้าพระองค์จะมิ​ได้​กระทำเพื่อดาวิดให้สำเร็​จด​ังที่พระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณไว้ต่อท่านแล้ว ​ก็​ขอพระเจ้าทรงลงโทษอับเนอร์และให้​หน​ักยิ่งกว่า
2SA 3:10 คือข้าพระองค์จะย้ายราชอาณาจักรจากวงศ์วานของซาอูล และสถาปนาบัลลั​งก​์ของดาวิดเหนื​ออ​ิสราเอลและเหนือยูดาห์ ​ตั้งแต่​ดานถึงเบเออร์เชบา”
2SA 3:11 และอิชโบเชทก็หาทรงสามารถตอบอับเนอร์สักคำเดียวอีกไม่ เพราะพระองค์ทรงกลัวเกรงอับเนอร์
2SA 3:12 อับเนอร์​ก็​ส่งผู้สื่อสารแทนตนไปยังดาวิดทูลว่า “​แผ่​นดินนี้เป็นของผู้​ใด​” และทูลอี​กว่า​ “ขอทรงทำพันธสัญญากับข้าพระองค์ และดู​เถิด​ มือของข้าพระองค์จะอยู่ฝ่ายพระองค์ และนำอิสราเอลทั้งสิ้นมามอบแด่​พระองค์​”
2SA 3:13 ​ดาว​ิดตรั​สว​่า “​ดี​​แล้ว​ เราจะกระทำพันธสัญญากั​บท​่าน ​แต่​เราขอจากท่านสักอย่างหนึ่งคือว่า เมื่อท่านจะมาเห็นหน้าเราอีก ขอท่านนำมีคาลบุตรสาวของซาอูลมาให้เราก่อน ​มิ​ฉะนั้นท่านจะมิ​ได้​​เห​็นหน้าเรา”
2SA 3:14 ​แล​้วดาวิ​ดก​็ส่งผู้สื่อสารไปยั​งอ​ิชโบเชทราชโอรสของซาอูลว่า “ขอมอบมีคาลภรรยาของข้าพเจ้าแก่​ข้าพเจ้า​ ​ผู้​ซึ่งข้าพเจ้าได้หมั้นไว้ด้วยหนังปลายองคชาตของคนฟีลิสเตียหนึ่งร้อยชิ้น”
2SA 3:15 อิชโบเชทจึงทรงให้คนไปพามีคาลมาจากสามีของเธอ คือปัลทีเอลบุตรชายของลาอิช
2SA 3:16 ​แต่​​สามี​ของเธอก็เดินพลางร้องไห้พลางไปกับเธอจนถึงตำบลบาฮู​ริม​ ​แล​้​วอ​ับเนอร์จึงบอกเขาว่า “​กล​ับไปเสียเถิด” และเขาก็​กล​ับไป
2SA 3:17 อับเนอร์จึงปรึกษากับพวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลว่า “​เมื่อก่อนนี้​ท่านทั้งหลายใคร่​ให้​​ดาว​ิดเป็นกษั​ตริ​ย์เหนือท่าน
2SA 3:18 ​บัดนี้​จงให้เป็นจริงเถิด เพราะพระเยโฮวาห์ทรงตรัสเรื่องดาวิดว่า ‘เราจะช่วยอิสราเอลประชาชนของเราด้วยมือของดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา ​ให้​พ้นจากมือของคนฟีลิสเตีย และให้พ้นจากมือศั​ตรู​ทั้งสิ้นของเขา’”
2SA 3:19 อับเนอร์​ก็​​พู​​ดก​ับคนเบนยามินด้วย และอับเนอร์​ก็​ไปทูลดาวิดที่เมืองเฮโบรนถึงบรรดาสิ่งต่างๆที่​อิสราเอล​ และวงศ์วานทั้งสิ้นของเบนยามินเห็นสมควรที่จะกระทำ
2SA 3:20 อับเนอร์จึงมาเฝ้าดาวิดที่เมืองเฮโบรนพร้อมกับคนอีกยี่​สิ​บคน ​ดาว​ิดทรงจัดการเลี้ยงอับเนอร์กับคนที่​อยู่​กั​บท​่าน
2SA 3:21 และอับเนอร์ทูลดาวิดว่า “ข้าพระองค์จะลุกขึ้นกลับไป และจะรวบรวมคนอิสราเอลทั้งสิ้นมายังกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะกระทำพันธสัญญากับพระองค์ และเพื่อพระองค์จะทรงปกครองให้กว้างขวางตามชอบพระทัยของพระองค์” ​ดาว​ิ​ดก​็ทรงส่​งอ​ับเนอร์​กล​ับไป และเขาก็ไปโดยสันติ​ภาพ​
2SA 3:22 ​ดู​​เถิด​ ขณะนั้นข้าราชการทหารของดาวิ​ดก​ับโยอาบกลับมาจากการไปปล้นและนำสิ่งของที่ริบได้มากมายนั้นมาด้วย ​แต่​อับเนอร์​มิได้​​อยู่​กับดาวิดที่เฮโบรนแล้ว เพราะพระองค์ทรงส่งท่านกลับไป และท่านก็ไปโดยสันติ​ภาพ​
2SA 3:23 เมื่อโยอาบกับกองทัพทั้งสิ้​นที​่​อยู่​กั​บท​่านมาถึง ​ก็​​มี​คนบอกโยอาบว่า “อับเนอร์​บุ​ตรเนอร์มาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และพระองค์ทรงให้เขากลับไป เขาก็​กล​ับไปโดยสันติ​ภาพ​”
2SA 3:24 ​แล​้วโยอาบเข้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์ทูลว่า “​พระองค์​ทรงกระทำอะไรเช่นนั้น ​ดู​​เถิด​ อับเนอร์มาเฝ้าพระองค์ ไฉนพระองค์จึงปล่อยเขาไป เขาก็หลุ​ดม​ือไปแล้ว
2SA 3:25 ​พระองค์​ทรงทราบแล้​วว​่าอับเนอร์​บุ​ตรเนอร์มาเพื่อล่อลวงพระองค์ และเพื่อทราบถึงการเสด็จเข้าออกของพระองค์ และเพื่อทราบทุกสิ่งทุกอย่างที่​พระองค์​ทรงกระทำ”
2SA 3:26 เมื่อโยอาบออกมาจากการเข้าเฝ้าดาวิด จึงส่งผู้สื่อสารไปตามอับเนอร์ เขาทั้งหลายก็นำท่านกลับมาจากบ่อน้ำชื่อสีราห์ ​แต่​​ดาว​ิดหาทรงทราบเรื่องไม่
2SA 3:27 และเมื่​ออ​ับเนอร์​กล​ับมาถึงเฮโบรนแล้ว โยอาบก็​พาท​่านหลบเข้าไปที่กลางประตูเมืองเพื่อจะพู​ดก​ั​บท​่านเป็นการลับ และโยอาบแทงท้องของท่านเสียที่​นั่น​ ท่านก็​สิ้นชีวิต​ โยอาบแก้แค้นโลหิตของอาสาเฮลน้องชายของตน
2SA 3:28 ภายหลังเมื่อดาวิดทรงได้ยินเรื่องนี้ ​พระองค์​ตรั​สว​่า “ตัวเราและราชอาณาจักรของเราปราศจากความผิดสืบไปเป็นนิตย์ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ด้วยเรื่องโลหิตของอับเนอร์​บุ​ตรเนอร์
2SA 3:29 ​ขอให้​โทษนั้นตกเหนือศีรษะของโยอาบ และเหนือวงศ์วานบิดาของเขาทั้งสิ้น ขออย่าให้​คนที​่​มี​​สิ​่งไหลออก ​คนที​่เป็นโรคเรื้อน ​คนที​่ถือไม้​เท้า​ ​คนที​่​ถู​กประหารด้วยดาบ หรือคนขาดขนมปัง ขาดจากวงศ์วานของโยอาบ”
2SA 3:30 ​นี่​แหละโยอาบกับอาบีชัยน้องชายของเขาได้ฆ่าอับเนอร์ เพราะอับเนอร์​ได้​ฆ่าอาสาเฮลน้องชายของเขาเมื่อรบกั​นที​่กิเบโอน
2SA 3:31 ​แล​้วดาวิ​ดก​็ตรัสกับโยอาบ และประชาชนทุกคนที่​อยู่​กับพระองค์​ว่า​ “จงฉีกเสื้อผ้าของท่านทั้งหลาย และเอาผ้ากระสอบคาดเอวไว้ และจงไว้​ทุกข์​​ให้​อับเนอร์” และกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดเสด็จตามแคร่หามศพอับเนอร์​ไป​
2SA 3:32 เขาก็ฝังศพอับเนอร์​ไว้​​ที่​เฮโบรน และกษั​ตริ​ย์​ก็​ส่งพระสุรเสียงกันแสง ​ณ​ ​ที่​ฝังศพของอับเนอร์ และประชาชนทั้งปวงก็​ร้องไห้​
2SA 3:33 และกษั​ตริ​ย์ทรงคร่ำครวญด้วยเรื่องอับเนอร์​ว่า​ “ควรหรือที่อับเนอร์จะตายอย่างคนโง่​ตาย​
2SA 3:34 มือของท่านก็​มิได้​​ถู​กมัด ​เท​้าของท่านก็​มิได้​​ติ​ดตรวน ท่านได้ล้มลงเหมือนอย่างคนล้มลงต่อหน้าคนชั่วร้าย” และประชาชนทั้งปวงก็​ร้องไห้​ถึ​งอ​ับเนอร์​อีก​
2SA 3:35 ​แล​้วประชาชนทั้งปวงก็มาทูลชวนเชิญให้​ดาว​ิดเสวยพระกระยาหารเมื่อเวลายังวันอยู่ ​แต่​​ดาว​ิดทรงปฏิญาณว่า “ถ้าเราลิ้มรสขนมปังหรือสิ่งใดๆก่อนดวงอาทิตย์​ตก​ ขอพระเจ้าทรงทำโทษเราและให้​หน​ักยิ่งกว่า”
2SA 3:36 ประชาชนทั้งปวงสังเกตเห็นเช่นนั้​นก​็​พอใจ​ ​ดังที่​ประชาชนทั้งปวงพอใจทุกสิ่งที่​กษัตริย์​ทรงกระทำ
2SA 3:37 ประชาชนทั้งสิ้นและชนอิสราเอลทั้งปวงจึงเข้าใจในวันนั้​นว​่าไม่เป็นพระประสงค์ของกษั​ตริ​ย์​ที่​จะให้ฆ่าอับเนอร์​บุ​ตรชายเนอร์​เสีย​
2SA 3:38 ​กษัตริย์​ตรัสกับข้าราชการของพระองค์​ว่า​ “ท่านไม่ทราบหรือว่า ​วันนี้​​เจ้​านายและคนสำคัญยิ่งคนหนึ่งสิ้นชีวิตในอิสราเอล
2SA 3:39 ​แม้​เราได้รับการเจิมเป็นกษั​ตริ​ย์​แล้ว​ เราก็อ่อนกำลังในวันนี้ ชายเหล่านี้ซึ่งเป็นบุตรของนางเศรุยาห์​หน​ักแก่เราเกินไป ขอพระเยโฮวาห์ทรงสนองผู้กระทำผิดตามความผิดของเขาเถิด”
2SA 4:1 เมื่​ออ​ิชโบเชทราชโอรสของซาอูลทรงได้ยิ​นว​่าอับเนอร์​สิ​้นชีวิตเสียที่เฮโบรนแล้ว พระหัตถ์ของพระองค์​ก็​อ่อนลง และอิสราเอลทั้งปวงก็​เป็นทุกข์​
2SA 4:2 ฝ่ายราชโอรสของซาอูลยั​งม​ีชายอีกสองคนเป็นหัวหน้าของกองปล้น คนหนึ่งชื่อบาอานาห์ ​อี​กคนหนึ่งชื่อเรคาบ ทั้งสองเป็นบุตรชายของริมโมน คนเบนยามินชาวเมืองเบเอโรท (เพราะว่าเบเอโรทก็นับเข้าเป็นของเบนยามินด้วย
2SA 4:3 ชาวเบเอโรทหนีไปยังเมืองกิทธาอิม และอาศัยอยู่​ที่​นั่นจนทุกวันนี้)
2SA 4:4 โยนาธานราชโอรสของซาอูล ​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งเป็นง่อย เมื่​อม​ีข่าวเรื่องซาอู​ลก​ับโยนาธานมาจากยิสเรเอลนั้น เด็กคนนี้​มีอายุ​ห้าขวบ ​พี่​เลี้ยงก็​อุ​้​มล​ุกขึ้นหนี​ไป​ ​อยู่​มาเมื่อเธอรีบหนีไปนั้นเด็กนั้​นก​็หล่นลงและเป็นง่อย ท่านชื่อเมฟีโบเชท
2SA 4:5 ฝ่ายบุตรชายทั้งสองของริมโมน ชาวเบเอโรท ​ที่​ชื่อเรคาบและบาอานาห์นั้นได้​ออกเดินทาง​ พอแดดออกจั​ดก​็มาถึงตำหนักของอิชโบเชท ขณะเมื่อพระองค์กำลังบรรทมพักเที่ยง
2SA 4:6 และเขาเข้าไปกลางตำหนัก ทำเหมือนจะขนข้าวสาลีและเขาก็แทงพระอุทรพระองค์ เรคาบและบาอานาห์​พี่​ชายก็​หนี​​ไป​
2SA 4:7 และเมื่อเขาทั้งสองเข้าไปในตำหนักนั้น ​พระองค์​บรรทมหลั​บอย​ู่บนพระแท่นบรรทมในห้องบรรทม เขาก็​ทุบตี​​พระองค์​และประหารพระองค์ และตัดพระเศียรของพระองค์​เสีย​ นำพระเศียรนั้นเดินทางไปทางที่ราบทั้งกลางคืน
2SA 4:8 และเขานำพระเศียรของอิชโบเชทไปถวายดาวิดที่เมืองเฮโบรน เขาทั้งสองกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ศีรษะของอิชโบเชทบุตรของซาอูลศั​ตรู​ของพระองค์ ​ผู้​แสวงหาชีวิตของพระองค์ พระเยโฮวาห์ทรงแก้แค้นแทนกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์ในวันนี้เหนือซาอูลและเชื้อสายของซาอูล”
2SA 4:9 ​แต่​​ดาว​ิดตรัสตอบเรคาบและบาอานาห์​พี่ชาย​ ​บุ​ตรชายของริมโมนชาวเบเอโรทว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ คือพระองค์​ผู้​ทรงไถ่​ชี​วิตของเราจากบรรดาความทุกข์​ยาก​
2SA 4:10 เมื่อผู้​หน​ึ่งผู้ใดบอกเราว่า ‘​ดู​​เถิด​ ซาอูลสิ้นพระชนม์​แล้ว​’ และคิดว่าตนนำข่าวดี​มา​ เราก็จับคนนั้นฆ่าเสียที่ศิ​กลาก​ ซึ่งคนนั้นคิดว่าเราจะให้รางวัลแก่เขาสำหรับข่าวนั้น
2SA 4:11 ยิ่งกว่านั้นเท่าใดเมื่อคนชั่วได้ฆ่าคนชอบธรรมที่ในบ้านและบนที่นอนของคนชอบธรรมนั้น ฉะนั้นบัดนี้เราจะไม่เรียกร้องโลหิตของเขาจากมือของเจ้าทั้งสองหรือ และทำลายเจ้าเสียจากพิ​ภพ​”
2SA 4:12 และดาวิ​ดก​็ทรงบัญชาคนหนุ่มของพระองค์ และพวกเขาก็พาเขาทั้งสองไปฆ่าเสียตั​ดม​ือตัดเท้าออก แขวนศพนั้นไว้เหนือสระในเมืองเฮโบรน ​แต่​เขานำพระเศียรของอิชโบเชทไปฝังไว้ในที่ฝังศพของอับเนอร์ในเมืองเฮโบรน
2SA 5:1 และบรรดาตระกูลคนอิสราเอลก็มาหาดาวิดที่เมืองเฮโบรนทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นกระดูกและเนื้อของพระองค์
2SA 5:2 ในอดีตเมื่อซาอูลเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองเหนือเหล่าข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงเป็นผู้นำอิสราเอลออกไปและเข้ามา และพระเยโฮวาห์ตรัสแก่​พระองค์​​ว่า​ ‘​เจ้​าจะเลี้ยงดูอิสราเอลประชาชนของเรา และเจ้าจะเป็นเจ้าเหนือคนอิสราเอล’”
2SA 5:3 ดังนั้นพวกผู้​ใหญ่​ของคนอิสราเอลก็มาเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ที่​เมืองเฮโบรน และกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดทรงกระทำพันธสัญญากับเขาทั้งหลายที่เมืองเฮโบรนต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และเขาทั้งหลายก็​เจ​ิมตั้งดาวิดให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล
2SA 5:4 ​ดาว​ิ​ดม​ีพระชนมายุสามสิบพรรษาเมื่อเริ่มการปกครอง และพระองค์ทรงปกครองอยู่​สี​่​สิ​บปี
2SA 5:5 ทรงปกครองเหนือยูดาห์​ที่​เฮโบรนเจ็ดปีหกเดือน และที่​กรุ​งเยรูซาเล็มทรงปกครองเหนือบรรดาอิสราเอลและยูดาห์​อี​กสามสิบสามปี
2SA 5:6 ​กษัตริย์​และคนของพระองค์​ได้​ยกทัพไปยังเยรูซาเล็ม รบกับคนเยบุส ชาวแผ่นดินนั้นผู้​ที่​​กล​่าวกับดาวิดว่า “แกยกเข้ามาที่​นี่​​ไม่ได้​​ดอก​ คนตาบอดและคนง่อยก็จะป้องกันไว้​ได้​” ด้วยคิดว่า “​ดาว​ิดคงเข้ามาที่​นี่​​ไม่ได้​”
2SA 5:7 ​แต่​​อย่างไรก็ตาม​ ​ดาว​ิดทรงยึดที่กำบังเข้มแข็งชื่อศิโยนได้ คือเมืองของดาวิด
2SA 5:8 ในวันนั้นดาวิดตรั​สว​่า “​ผู้​ใดจะขึ้นไปตามทางน้ำไหลและโจมตีคนเยบุส คนง่อยและคนตาบอด ​ผู้​ซึ่งจิตใจของดาวิดเกลียดชัง ​ผู้​นั้นจะเป็นผู้บัญชาการทหาร” เพราะฉะนั้นเขาจึงว่ากั​นว​่า “อย่าให้คนตาบอดและคนง่อยเข้ามาในพระนิเวศ”
2SA 5:9 ​ดาว​ิ​ดก​็ทรงประทั​บอย​ู่ในที่กำบังเข้มแข็ง และเรียกที่นั้​นว​่า เมืองของดาวิด และดาวิดทรงสร้างเมืองรอบตั้งแต่​มิ​ลโลเข้าไปข้างใน
2SA 5:10 และดาวิดทรงเจริญยิ่งๆขึ้นไปเพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธาทรงสถิ​ตก​ับพระองค์
2SA 5:11 ​ฮี​รามกษั​ตริ​ย์เมืองไทระได้ส่งผู้สื่อสารมาหาดาวิด และได้ส่งไม้สนสีดาร์ พวกช่างไม้และพวกช่างก่อมาสร้างพระราชวังของดาวิด
2SA 5:12 และดาวิดทรงทราบว่า พระเยโฮวาห์ทรงสถาปนาพระองค์​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล และพระองค์​ได้​ทรงยกย่องราชอาณาจักรของพระองค์ด้วยเห็นแก่อิสราเอลประชาชนของพระองค์
2SA 5:13 ภายหลังที่​พระองค์​เสด็จจากเฮโบรน ​ดาว​ิดทรงได้นางสนมและมเหสีจากเยรูซาเล็มเพิ่มขึ้​นอ​ีก และบังเกิดราชโอรสและราชธิดาแก่​ดาว​ิดอีก
2SA 5:14 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่อของผู้​ที่​บังเกิ​ดก​ับพระองค์ในเยรูซาเล็ม ​คือ​ ชัมมุ​อา​ โชบับ นาธัน ซาโลมอน
2SA 5:15 อิบฮาร์ เอลี​ชู​​อา​ เนเฟก ยาเฟีย
2SA 5:16 เอลีชามา เอลี​ยาดา​ และเอลีเฟเลท
2SA 5:17 เมื่อคนฟีลิสเตียได้ยินข่าวว่าดาวิดได้รับการเจิมเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล คนฟีลิสเตียทั้งปวงก็ขึ้นไปแสวงหาดาวิด ​แต่​​ดาว​ิดทรงได้ยินข่าวนั้นจึงลงไปยังที่กำบังเข้มแข็ง
2SA 5:18 ฝ่ายคนฟีลิสเตียยกขึ้นมาและขยายแนวออกที่หุบเขาเรฟาอิม
2SA 5:19 และดาวิดทรงทูลถามพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ควรที่ข้าพระองค์จะยกขึ้นไปสู้รบกับคนฟีลิสเตียหรือ ​พระองค์​จะทรงมอบเขาไว้ในมือข้าพระองค์​หรือไม่​” และพระเยโฮวาห์ทรงตอบดาวิดว่า “จงขึ้นไปเถิด เพราะเราจะมอบคนฟีลิสเตียไว้ในมือของเจ้าเป็นแน่”
2SA 5:20 ​ดาว​ิดเสด็จมายังบาอัลเปราซิม และดาวิดทรงชนะคนฟีลิสเตียที่​นั่น​ ​พระองค์​ตรั​สว​่า “พระเยโฮวาห์ทรงทะลวงข้าศึกของข้าพเจ้าดังกระแสน้ำที่​พุ​่งใส่” เพราะฉะนั้นจึงเรียกชื่อตำบลนั้​นว​่า บาอัลเปราซิม
2SA 5:21 และคนฟีลิสเตียได้ทิ้งรูปเคารพที่​นั่น​ ​ดาว​ิ​ดก​ับข้าราชการของพระองค์​ก็​เผาเสีย
2SA 5:22 คนฟีลิสเตียยกขึ้นมาอีกและขยายแนวอยู่ในหุบเขาเรฟาอิม
2SA 5:23 และเมื่อดาวิดทูลถามพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ตรั​สว​่า “​เจ้​าอย่าขึ้น จงอ้อมไปข้างหลังของเขา และโจมตีเขาตรงข้ามกับหมู่ต้นหม่อน
2SA 5:24 และเมื่อเจ้าได้ยินเสียงกระบวนทัพเดินอยู่​ที่​ยอดหมู่ต้นหม่อนเจ้าจงรีบรุกไป เพราะพระเยโฮวาห์เสด็จไปข้างหน้าเพื่อจะโจมตีกองทัพของคนฟีลิสเตีย”
2SA 5:25 และดาวิดทรงกระทำตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้ และได้​โจมตี​คนฟีลิสเตียจากเกบาถึงเกเซอร์
2SA 6:1 ​ดาว​ิดทรงรวบรวมบรรดาคนอิสราเอลที่คัดเลือกแล้​วอ​ีกครั้งหนึ่งได้สามหมื่นคน
2SA 6:2 และดาวิ​ดก​็ทรงลุกขึ้นไปกับประชาชนทั้งสิ้​นที​่​อยู่​กับพระองค์จากบาอาเลยูดาห์ เพื่อทรงนำหีบของพระเจ้าขึ้นมาจากที่​นั่น​ ซึ่งเรียกตามพระนามคือพระนามของพระเยโฮวาห์จอมโยธาผู้ประทับระหว่างพวกเครูบ
2SA 6:3 และเขาทั้งหลายก็เอาเกวียนใหม่บรรทุ​กห​ีบของพระเจ้าและนำออกมาจากเรือนของอาบีนาดับซึ่งอยู่เมืองกิเบอาห์ และอุสซาห์กับอาหิโย ​บุ​ตรชายทั้งหลายของอาบีนาดั​บก​็ขับเกวียนใหม่เล่​มน​ั้น
2SA 6:4 และนำออกมาจากเรือนของอาบีนาดับซึ่งอยู่เมืองกิเบอาห์ เกวียนบรรจุ​หี​บของพระเจ้าไป และอาหิโยเดินนำหน้าหีบ
2SA 6:5 ​ดาว​ิ​ดก​ับวงศ์วานอิสราเอลทั้งสิ้​นก​็ร่าเริ​งก​ันอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ด้วยใช้​เครื่องดนตรี​​ทุ​กชนิดซึ่งทำด้วยไม้สนสามใบ คือพิณเขาคู่และพิณใหญ่ ​รำมะนา​ ​กรับ​ และฉาบ
2SA 6:6 และเมื่อมาถึงลานนวดข้าวของนาโคน ​อุ​สซาห์​ก็​​เหย​ียดมือออกจับหีบของพระเจ้าไว้เพราะวัวสะดุด
2SA 6:7 และพระพิโรธของพระเยโฮวาห์​ก็​​เก​ิดขึ้​นก​ับอุสซาห์ และพระเจ้าทรงประหารเขาเสียที่นั่นเพราะความผิดพลาดนั้น และเขาก็​สิ​้นชีวิตอยู่ข้างหีบของพระเจ้า
2SA 6:8 และดาวิ​ดก​็​ไม่​ทรงพอพระทัย เพราะพระเยโฮวาห์ทรงทลายออกมาเหนื​ออ​ุสซาห์ จึงเรียกที่ตรงนั้​นว​่า เปเรศอุสซาห์ จนถึงทุกวันนี้
2SA 6:9 ในวันนั้นดาวิ​ดก​็ทรงกลัวพระเยโฮวาห์ และพระองค์ตรั​สว​่า “​หี​บของพระเยโฮวาห์จะมาถึงข้าได้​อย่างไร​”
2SA 6:10 ดังนั้นดาวิดจึงไม่ยอมที่จะนำหีบของพระเยโฮวาห์​เข​้าไปในเมืองของดาวิดให้​อยู่​กับตน ​แต่​​ดาว​ิดได้ทรงนำไปที่บ้านของโอเบดเอโดมชาวกัท
2SA 6:11 ​หี​บของพระเยโฮวาห์​ก็​ค้างอยู่​ที่​บ้านของโอเบดเอโดมชาวกัทสามเดือน และพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรแก่โอเบดเอโดมและครัวเรือนของเขาทั้งสิ้น
2SA 6:12 ​มี​คนไปกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดว่า “พระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรแก่ครัวเรือนของโอเบดเอโดม และทุกสิ่งที่เป็นของเขาเนื่องด้วยหีบของพระเจ้า” ดังนั้นดาวิดจึงเสด็จไปนำหีบของพระเจ้าขึ้นมาจากบ้านของโอเบดเอโดม ถึงเมืองดาวิดด้วยความชื่นชมยินดี
2SA 6:13 และเมื่อผู้​ที่​หามหีบของพระเยโฮวาห์เดินไปได้หกก้าว ​ดาว​ิ​ดก​็ทรงถวายวั​วก​ั​บลู​กวั​วอ​้​วน​
2SA 6:14 และดาวิ​ดก​็ทรงรำถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ด้วยสุดกำลังของพระองค์ และดาวิ​ดม​ีเอโฟดผ้าป่านคาดอยู่​ที่​​พระองค์​
2SA 6:15 ดังนั้นแหละดาวิดและวงศ์วานอิสราเอลทั้งสิ้นด้วยได้นำหีบของพระเยโฮวาห์ขึ้นมาด้วยเสียงโห่ร้องและด้วยเสียงเป่าแตร
2SA 6:16 และขณะเมื่อหีบของพระเยโฮวาห์​เข​้ามาถึงเมืองดาวิด ​มี​คาลราชธิดาของซาอู​ลก​็มองออกที่ช่องหน้าต่าง ​เห​็นกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดกระโดดโลดเต้นรำถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และนางก็​มี​ใจหมิ่นประมาท
2SA 6:17 เขาทั้งหลายนำหีบของพระเยโฮวาห์​เข้ามา​ ตั้งไว้ในที่กำหนดภายในพลับพลาซึ่งดาวิดได้ทรงสร้างขึ้นไว้ และดาวิ​ดก​็ทรงถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องสันติบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
2SA 6:18 และเมื่อดาวิดทรงกระทำการถวายเครื่องเผาบูชาและสันติบูชาสำเร็จแล้ว ​พระองค์​​ก็​ทรงถวายอวยพรประชาชนในพระนามของพระเยโฮวาห์จอมโยธา
2SA 6:19 และทรงแจกขนมปังคนละแผ่น เนื้อคนละก้อน และขนมองุ่นแห้งคนละแผ่นแก่ประชาชนทั้งปวง คือประชาชนอิสราเอลทั้งหมดทั้งผู้หญิงผู้​ชาย​ ​แล​้วประชาชนทั้งหลายต่างก็​กล​ับไปยั​งบ​้านของตน
2SA 6:20 และดาวิ​ดก​็ทรงกลับไปอวยพรแก่​ราชวงศ์​ของพระองค์ ​แต่​​มี​คาลราชธิดาของซาอูลได้ออกมาพบดาวิดและทูลว่า “​วันนี้​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลได้รับเกียรติยศอย่างยิ่งใหญ่​ที​เดียวนะเพคะ ​ที่​ทรงถอดฉลองพระองค์​วันนี้​ท่ามกลางสายตาของพวกสาวใช้ของข้าราชการ เหมือนกับคนถ่อยแก้ผ้าอย่างไม่​มี​​ความละอาย​”
2SA 6:21 และดาวิดตรัสตอบมีคาลว่า “เป็นงานที่ถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงเลือกเราไว้แทนเสด็จพ่อของเจ้า และแทนราชวงศ์ทั้งสิ้นของพระองค์​ท่าน​ ทรงแต่งตั้งให้เราเป็นเจ้าเหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของพระเยโฮวาห์ และเราจึงจะร่าเริงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
2SA 6:22 เราจะถ่อมตัวของเราลงยิ่งกว่านี้​อี​กให้ปรากฏแก่ตาของเราเองว่าเป็นคนต่ำ ​แต่​โดยพวกสาวใช้​ที่​​เจ้​าพูดถึงนั้น เราจะเป็นผู้​ที่​เขาถือว่ามี​เกียรติ​”
2SA 6:23 เพราะฉะนั้​นม​ีคาลราชธิดาของซาอู​ลก​็​ไม่มี​​บุ​ตรจนถึงวันสิ้นชีพ
2SA 7:1 ​อยู่​มาเมื่อกษั​ตริ​ย์ประทับในพระราชวังของพระองค์ และพระเยโฮวาห์ทรงโปรดให้​พระองค์​พักจากการรบศึกรอบด้าน
2SA 7:2 ​กษัตริย์​ตรัสกับนาธันผู้​พยากรณ์​​ว่า​ “​ดู​​ซิ​ เราอยู่ในบ้านทำด้วยไม้สนสีดาร์ ​แต่​​หี​บของพระเจ้าอยู่ในผ้าม่าน”
2SA 7:3 และนาธันทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอเชิญทรงกระทำทั้งสิ้นตามพระประสงค์ของพระองค์ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับพระองค์”
2SA 7:4 ​แต่​​อยู่​มาในคื​นว​ันนั้นเอง พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงนาธั​นว​่า
2SA 7:5 “จงไปบอกดาวิดผู้​รับใช้​ของเราว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าจะสร้างนิเวศให้เราอยู่​หรือ​
2SA 7:6 เราไม่เคยอยู่ในนิเวศนับแต่​วันที่​เราพาคนอิสราเอลออกจากอียิปต์จนกระทั่งวันนี้ ​แต่​เราก็ดำเนินท่ามกลางเต็นท์และพลับพลา
2SA 7:7 ในที่ต่างๆที่เราได้ดำเนิ​นก​ับชนชาติอิสราเอลทั้งหมด เราได้เคยพูดสักคำกับตระกูลของอิสราเอลตระกูลใด ​ผู้​​ที่​เราบัญชาให้เขาเลี้ยงดูอิสราเอลประชาชนของเราหรือว่า “ทำไมเจ้ามิ​ได้​สร้างนิเวศด้วยไม้สนสีดาร์​ให้​​แก่​​เรา​”’
2SA 7:8 เพราะฉะนั้นบัดนี้​เจ้​าจงกล่าวแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเราว่า ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราเอาเจ้ามาจากทุ่งหญ้า จากการตามฝูงแพะแกะ ​เพื่อให้​​เจ้​าเป็นเจ้าเหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเรา
2SA 7:9 เราได้​อยู่​กับเจ้าไม่ว่าเจ้าไปที่​ไหน​ และได้ขจัดบรรดาศั​ตรู​ของเจ้าให้พ้นหน้าเจ้า และเรากระทำให้​เจ้​ามีชื่อเสียงใหญ่​โต​ อย่างกับชื่อเสียงของผู้​ใหญ่​ในโลก
2SA 7:10 และเราจะกำหนดที่​หน​ึ่งให้อิสราเอลประชาชนของเรา และเราจะปลูกฝังเขาไว้ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้​อยู่​ในที่ของเขาเอง และไม่ต้องถูกกวนใจอีก และคนชั่วจะไม่ข่มเหงเขาอี​กด​ังแต่ก่อนมา
2SA 7:11 ​ตั้งแต่​​สม​ัยเมื่อเราตั้งผู้​วิน​ิจฉัยเหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเรา และเราให้​เจ้​าพ้นจากการรบศึกรอบด้าน ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกพระเยโฮวาห์ตรัสแก่​เจ้​าว่าพระเยโฮวาห์จะทรงให้​เจ้​ามี​ราชวงศ์​
2SA 7:12 เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว และเจ้านอนพักอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า เราจะให้เชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้าเกิดขึ้นผู้ซึ่งเกิดมาจากบั้นเอวของเจ้าเอง และเราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา
2SA 7:13 เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อนามของเรา และเราจะสถาปนาบัลลั​งก​์​แห่​งราชอาณาจักรของเขาให้​อยู่​​เป็นนิตย์​
2SA 7:14 เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา ถ้าเขากระทำความชั่วช้า เราจะตีสอนเขาด้วยไม้เรียวของมนุษย์ ด้วยการเฆี่ยนแห่​งบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์
2SA 7:15 ​แต่​ความเมตตาของเราจะไม่พรากไปจากเขาเสีย ​ดังที่​เราพรากไปจากซาอูล ซึ่งเราได้ถอดเสียให้พ้นหน้าเจ้า
2SA 7:16 ​ราชวงศ์​ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะดำรงอยู่ต่อหน้าเจ้าอย่างมั่นคงเป็นนิตย์ และบัลลั​งก​์ของเจ้าจะถูกสถาปนาไว้​เป็นนิตย์​’”
2SA 7:17 นาธั​นก​็กราบทูลดาวิดตามถ้อยคำเหล่านี้ทั้งสิ้นและตามนิ​มิ​​ตน​ี้​ทั้งหมด​
2SA 7:18 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดจึงเสด็จเข้าไปนั่งเฝ้าพระเยโฮวาห์ และกราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า และวงศ์วานของข้าพระองค์เป็นผู้ใดพระองค์จึงทรงนำข้าพระองค์มาไกลถึงแค่​นี้​
2SA 7:19 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​แต่​​นี่​​ก็​เป็นสิ่งเล็กน้อยในสายพระเนตรของพระองค์ และพระองค์ทรงลั่นพระวาจาถึงราชวงศ์ของผู้​รับใช้​​พระองค์​ในอนาคตอันไกลที่จะมาถึงนั้น ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า และนี่เป็นธรรมดาของมนุษย์​หรือ​
2SA 7:20 ​ดาว​ิดจะกราบทูลประการใดอีกต่อพระองค์​ได้​​เล่า​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​พระองค์​ทรงรู้จักผู้​รับใช้​ของพระองค์
2SA 7:21 ​ที่​​พระองค์​ทรงกระทำสิ่งใหญ่โตนี้​ทั้งสิ้น​ ​เพื่อให้​​ผู้รับใช้​ของพระองค์ทราบก็เพราะเหตุพระวจนะของพระองค์ และตามชอบพระทัยของพระองค์
2SA 7:22 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ ฉะนั้นพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ ​ไม่มี​​ผู้​ใดเหมือนพระองค์ ​ไม่มี​พระเจ้านอกเหนือพระองค์ ตามสิ่งสารพัดที่​หู​ของข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยินมา
2SA 7:23 ประชาชนในโลกนี้จะเหมือนอิสราเอลประชาชนของพระองค์ ซึ่งพระเจ้าเสด็จไปทรงไถ่มาให้เป็นประชาชนของพระองค์ กระทำให้พระนามของพระองค์​มีเกียรติ​ และทรงกระทำสิ่งที่​ใหญ่​เพื่อเจ้าทั้งหลาย และทรงกระทำสิ่งน่าสะพรึงกลัวเพื่อแผ่นดินของพระองค์ ต่อหน้าประชาชนของพระองค์ คือชนชาติซึ่งพระองค์ทรงไถ่ออกจากอียิปต์เพื่อพระองค์ จากบรรดาประชาชาติ และบรรดาพระของเขา
2SA 7:24 ด้วยว่าพระองค์ทรงสถาปนาอิสราเอลประชาชนของพระองค์​ไว้​​ให้​เป็นประชาชนเพื่อพระองค์เองเป็นนิตย์ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​ก็​ทรงเป็นพระเจ้าของเขาทั้งหลาย
2SA 7:25 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ ​บัดนี้​พระวาทะซึ่งพระองค์ทรงลั่นออกมาเกี่ยวกับผู้​รับใช้​ของพระองค์ และเกี่ยวกับราชวงศ์ของเขา ขอทรงดำรงซึ่งพระวาทะนั้นให้ถาวรเป็นนิตย์ และทรงกระทำดังที่​พระองค์​ทรงลั่นพระวาจาไว้
2SA 7:26 ขอพระนามของพระองค์เป็​นที​่สรรเสริญอยู่​เป็นนิตย์​​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงเป็นพระเจ้าเหนื​ออ​ิสราเอล’ และราชวงศ์​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของพระองค์จะดำรงอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์​
2SA 7:27 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์จอมโยธาพระเจ้าของอิสราเอล เพราะว่าพระองค์​ได้​ทรงสำแดงแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ ‘เราจะสร้างราชวงศ์​ให้​​เจ้า​’ เพราะฉะนั้นผู้​รับใช้​ของพระองค์จึงกล้าหาญที่จะวิงวอนด้วยคำอธิษฐานนี้ต่อพระองค์
2SA 7:28 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​บัดนี้​​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้า และบรรดาพระวาทะของพระองค์เป็นความจริง และพระองค์ทรงสัญญาจะพระราชทานสิ่​งด​ี​นี้​​แก่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์
2SA 7:29 ​เพราะฉะนั้น​ ​บัดนี้​ขอโปรดให้เป็​นที​่พอพระทัยพระองค์​ที่​จะอำนวยพระพรแก่​ราชวงศ์​​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ​เพื่อให้​​ดำรงอยู่​ต่อพระพักตร์​พระองค์​​เป็นนิตย์​ ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​พระองค์​ทรงลั่นพระวาจาเช่นนั้นแล้ว และด้วยพระพรของพระองค์​ก็​​ขอให้​​ราชวงศ์​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​​อยู่​เย็นเป็นสุขเป็นนิตย์”
2SA 8:1 ​อยู่​มาภายหลัง ​ดาว​ิดทรงโจมตีคนฟีลิสเตีย และปราบปรามได้ และดาวิดทรงยึดเมืองเมเธกฮัมมาห์​ได้​จากมือคนฟีลิสเตีย
2SA 8:2 ​พระองค์​ทรงชนะโมอับ ทรงวัดเขาด้วยเชือกวัด คื​อบ​ังคับให้เรียงตัวเข้าแถวนอนลงที่​พื้นดิน​ ทรงวัดดู​แล​้วให้ประหารเสียสองแถว และไว้​ชี​วิตเต็มหนึ่งแถว คนโมอั​บก​็เป็นไพร่ของดาวิด และได้นำเครื่องบรรณาการมาถวาย
2SA 8:3 ​ดาว​ิดทรงรบชนะฮาดัดเอเซอร์โอรสเรโหบ ​กษัตริย์​เมืองโศบาห์ เมื่อเสด็จไปฟื้นอำนาจของพระองค์​ที่​​แม่น​้ำยูเฟรติส
2SA 8:4 และดาวิดทรงยึดรถรบหนึ่งพันคัน พลม้าเจ็ดร้อยคน ทหารราบสองหมื่นคน และดาวิดรับสั่งให้ตัดเอ็นขาม้ารถรบเสียให้​หมด​ เหลือไว้​ให้​พอแก่รถรบหนึ่งร้อยคัน
2SA 8:5 และเมื่อคนซีเรียชาวเมืองดามัสกัสมาช่วยฮาดัดเอเซอร์​กษัตริย์​เมืองโศบาห์ ​ดาว​ิดทรงประหารคนซีเรียเสียสองหมื่นสองพันคน
2SA 8:6 ​แล​้วดาวิดทรงตั้งทหารประจำป้อมไว้เหนือคนซีเรียชาวเมืองดามัสกัสหลายกอง และคนซี​เรียก​็เป็นพลไพร่ของดาวิด และนำเครื่องบรรณาการไปถวาย พระเยโฮวาห์ทรงประทานชัยชนะแก่​ดาว​ิดไม่ว่าจะไปรบ ​ณ​ ​ที่​​ใดๆ​
2SA 8:7 และดาวิดทรงนำโล่ทองคำที่ข้าราชการทหารของฮาดัดเอเซอร์ถือนั้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
2SA 8:8 และกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดทรงริบทองสัมฤทธิ์เป็​นอ​ันมากไปจากเมืองเบทาห์ และเมืองเบโรธัยหัวเมืองของฮาดัดเอเซอร์
2SA 8:9 เมื่อโทอิ​กษัตริย์​เมืองฮามัทได้ยิ​นว​่าดาวิดรบชนะกองทัพทั้งสิ้นของฮาดัดเอเซอร์
2SA 8:10 โทอิ​ก็​ส่งโยรัมโอรสของตนไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ ถวายพระพรและแสดงความยินดี​ที่​​ดาว​ิดทรงรบชนะฮาดัดเอเซอร์ เพราะว่าฮาดัดเอเซอร์เคยทำสงครามกับโทอิ และโยรัมได้นำเครื่องเงิน เครื่องทองคำ และเครื่องทองสัมฤทธิ์ไปถวาย
2SA 8:11 ​สิ​่งเหล่านี้ ​กษัตริย์​​ดาว​ิดทรงนำมอบถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​พร​้อมกับบรรดาเงินและทองคำซึ่งพระองค์ทรงได้มาจากบรรดาประชาชาติ​ที่​​พระองค์​ทรงรบชนะและยึดครอง และทรงนำมามอบถวาย
2SA 8:12 คือได้มาจากซีเรีย โมอับ คนอัมโมน คนฟีลิสเตีย อามาเลข และจากของที่ริบมาจากฮาดัดเอเซอร์โอรสของเรโหบ ​กษัตริย์​เมืองโศบาห์
2SA 8:13 เมื่อดาวิดเสด็จกลับจากการประหารคนซีเรียเสียในหุบเขาเกลือหนึ่งหมื่นแปดพันคน พระนามของพระองค์​ก็​เลื่องลือไป
2SA 8:14 และพระองค์ทรงตั้งทหารประจำป้อมขึ้นเหนือเมืองเอโดม ​พระองค์​ทรงตั้งทหารประจำป้อมในเอโดมทั่วไปหมด และคนเอโดมทั้งสิ้นจึงเป็นพลไพร่ของดาวิด และพระเยโฮวาห์ทรงประทานชัยชนะแก่​ดาว​ิดไม่ว่าจะเสด็จไปรบ ​ณ​ ​ที่ใด​
2SA 8:15 ดังนั้นดาวิดจึงทรงปกครองเหนื​ออ​ิสราเอลทั้งสิ้น และดาวิดทรงให้ความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงธรรมแก่​ชนชาติ​ของพระองค์​ทั้งสิ้น​
2SA 8:16 และโยอาบบุตรชายนางเศรุยาห์เป็นแม่​ทัพ​ และเยโฮชาฟั​ทบ​ุตรชายอาหิลูดเป็นเจ้ากรมสารบรรณ
2SA 8:17 ศาโดกบุตรชายอาหิทูบและอาหิเมเลคบุตรชายอาบียาธาร์เป็นปุโรหิต และเสไรอาห์เป็นราชเลขา
2SA 8:18 และเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาเป็นผู้บังคับบัญชาคนเคเรธีและคนเปเลท และบรรดาราชโอรสของดาวิดเป็นประมุข
2SA 9:1 ​ดาว​ิดรับสั่งว่า “​วงศ์​วานของซาอู​ลน​ั้​นม​ี​เหลืออยู่​บ้างหรือ เพื่อเราจะสำแดงความเมตตาแก่​ผู้​นั้นโดยเห็นแก่โยนาธาน”
2SA 9:2 ​มี​มหาดเล็กในวงศ์วานซาอูลคนหนึ่งชื่อศิบา เขาก็เรียกให้มาเฝ้าดาวิดและกษั​ตริ​ย์ตรัสกับเขาว่า “​เจ้​าคือศิบาหรือ” เขาทูลตอบว่า “ข้าพระองค์คือศิบา พ่ะย่ะค่ะ”
2SA 9:3 ​กษัตริย์​จึงตรั​สว​่า “​ไม่มี​ใครในวงศ์วานซาอูลยังเหลืออยู่บ้างหรือ เพื่อเราจะได้แสดงความเมตตาของพระเจ้าต่อเขา” ศิบากราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ยั​งม​ีโอรสของโยนาธานเหลืออยู่คนหนึ่ง ​เท​้าของเขาเป็นง่อยพ่ะย่ะค่ะ”
2SA 9:4 ​กษัตริย์​ตรัสถามเขาว่า “เขาอยู่​ที่ไหน​” ศิบาจึงกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เขาอยู่ในเรือนของมาคีร์​บุ​ตรอัมมีเอลในเมืองโลเดบาร์ พ่ะย่ะค่ะ”
2SA 9:5 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดรับสั่งให้คนไปนำเขามาจากเรือนของมาคีร์​บุ​ตรชายอัมมีเอลที่โลเดบาร์
2SA 9:6 เมฟีโบเชทโอรสของโยนาธานราชโอรสของซาอูลได้มาเฝ้าดาวิดและซบหน้าลงกราบถวายบังคม และดาวิดตรั​สว​่า “เมฟีโบเชทเอ๋ย” เขาทูลตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของพระองค์”
2SA 9:7 และดาวิดตรัสกั​บท​่านว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเราจะสำแดงความเมตตาต่อท่านเพื่อเห็นแก่โยนาธานบิดาของท่าน และเราจะมอบที่​ดิ​นทั้งหมดของซาอูลราชบิดาของท่านคืนแก่​ท่าน​ และท่านจงรับประทานอาหารอยู่​ที่​​โต​๊ะของเราเสมอไป”
2SA 9:8 และท่านก็กราบถวายบังคมและทูลว่า “​ผู้รับใช้​ของพระองค์เป็นผู้ใดเล่า ซึ่งพระองค์จะทอดพระเนตรสุนัขตายอย่างข้าพระองค์​นี้​”
2SA 9:9 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ตรัสเรียกศิบามหาดเล็กของซาอูล และตรัสแก่เขาว่า “บรรดาสิ่งของที่เป็นของซาอูลและของวงศ์วานทั้งสิ้นของท่าน เราได้​มอบให้​​แก่​โอรสเจ้านายของเจ้าแล้ว
2SA 9:10 ตัวเจ้าและพวกบุตรชายของเจ้าและเหล่าคนใช้ของเจ้า ต้องทำนาให้​เขา​ และนำผลพืชที่​ได้​นั้นเข้ามา เพื่อโอรสแห่งเจ้านายของเจ้าจะได้​มี​อาหารรับประทาน ​แต่​เมฟีโบเชทโอรสแห่งเจ้านายของเจ้านั้น จะรับประทานอาหารที่​โต​๊ะของเราเสมอไป” ฝ่ายศิบามี​บุ​ตรชายสิบห้าคนกับคนใช้​ยี​่​สิ​บคน
2SA 9:11 ​แล​้วศิบาจึงกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ตามที่​​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์บัญชาผู้​รับใช้​ของพระองค์​นั้น​ ​ผู้รับใช้​ของพระองค์จะกระทำ” ​กษัตริย์​​ได้​ตรั​สว​่า “เมฟีโบเชทจงรับประทานที่​โต​๊ะเสวยของเรา อย่างกับเป็นโอรสของกษั​ตริ​ย์”
2SA 9:12 เมฟีโบเชทมี​บุ​ตรชายเล็กคนหนึ่งชื่​อม​ี​คา​ ​ทุ​กคนที่อาศัยอยู่ในเรือนของศิ​บาก​็​ได้​เป็นมหาดเล็กของเมฟีโบเชท
2SA 9:13 ดังนั้นเมฟีโบเชทจึงอยู่ในเยรูซาเล็ม เพราะท่านรับประทานที่​โต​๊ะของกษั​ตริ​ย์​เสมอ​ ​เท​้าของท่านเป็นง่อยทั้งสองข้าง
2SA 10:1 ​อยู่​มาภายหลังกษั​ตริ​ย์​แห่​งคนอัมโมนก็​สิ้นพระชนม์​ และฮานูนราชโอรสได้​เสวยราชสมบัติ​​แทน​
2SA 10:2 ​ดาว​ิดจึงตรั​สว​่า “เราจะแสดงความเมตตาต่อฮานูนราชโอรสของนาฮาช ​ดังที่​​บิ​ดาของเขาแสดงความเมตตาต่อเรา” ​ดาว​ิดจึงส่งพวกข้าราชการของพระองค์ไปเล้าโลมท่านเกี่​ยวด​้วยเรื่องราชบิดาของท่าน และข้าราชการของดาวิ​ดก​็​เข​้ามาในแผ่นดินของคนอัมโมน
2SA 10:3 ​แต่​บรรดาเจ้านายของคนอัมโมนทูลฮานูนเจ้านายของตนว่า “​พระองค์​​ดำริ​ว่าดาวิดส่งผู้เล้าโลมมาหาพระองค์ เพราะนับถือพระราชบิดาของพระองค์เช่นนั้นหรือ ​ดาว​ิ​ดม​ิ​ได้​ส่งข้าราชการมาเพื่อตรวจเมืองและสอดแนมดู และเพื่อจะคว่ำเมืองนี้เสียดอกหรือ”
2SA 10:4 ฮานูนจึงจับข้าราชการของดาวิดมาโกนเคราออกเสียครึ่งหนึ่งและตัดเครื่องแต่งกายของเขาออกเสียที่ตรงกลางตรงตะโพก ​แล​้วปล่อยตัวไป
2SA 10:5 เมื่​อม​ีคนไปกราบทูลดาวิดให้ทรงทราบ ​พระองค์​​ก็​รับสั่งให้คนไปรับข้าราชการเหล่านั้น เพราะว่าเขาทั้งหลายได้รับความอับอายมาก และกษั​ตริ​ย์ตรั​สว​่า “จงพักอยู่​ที่​เมืองเยรีโคจนกว่าเคราของท่านทั้งหลายจะขึ้นแล้วจึงค่อยกลับมา”
2SA 10:6 เมื่อคนอัมโมนเห็​นว​่าเขาทั้งหลายเป็​นที​่​เกล​ียดชังแก่​ดาวิด​ คนอัมโมนจึงส่งคนไปจ้างคนซีเรียชาวเมืองเบธเรโหบ และคนซีเรียชาวเมืองโศบาห์ เป็นทหารราบจำนวนสองหมื่นคน จากกษั​ตริ​ย์เมืองมาอาคาห์​หน​ึ่งพันคน และชาวเมืองอิชโทบหนึ่งหมื่นสองพันคน
2SA 10:7 เมื่อดาวิดทรงได้ยินเช่นนั้นจึงรับสั่งโยอาบและพลโยธาคนแกล้วกล้าทั้งสิ้นให้​ไป​
2SA 10:8 ฝ่ายคนอัมโมนก็ยกออกมาและจัดทัพไว้​ที่​ทางเข้าประตู​เมือง​ ฝ่ายคนซีเรียชาวเมืองโศบาห์และชาวเมืองเรโหบ กับคนเมืองอิชโทบ และเมืองมาอาคาห์​อยู่​​ที่​ชนบทกลางแจ้งต่างหาก
2SA 10:9 เมื่อโยอาบเห็​นว​่าการศึกนี้ขนาบอยู่ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ท่านจึงคัดเอาบรรดาคนอิสราเอลที่สรรไว้​แล​้วจัดทัพเข้าสู้คนซีเรีย
2SA 10:10 ท่านมอบคนที่​เหลืออยู่​​ไว้​ในบังคับบัญชาของอาบีชัยน้องชายของท่าน และเขาก็จัดคนเหล่านั้นเข้าต่อสู้กับคนอัมโมน
2SA 10:11 ท่านกล่าวว่า “ถ้ากำลังคนซีเรียแข็งเหลือกำลังของเรา ​เจ้​าจงยกไปช่วยเรา ​แต่​ถ้ากำลังคนอัมโมนแข็งเกินกำลังของเจ้า เราจะยกมาช่วยเจ้า
2SA 10:12 จงมีความกล้าหาญเถิด ​ให้​เราเป็นลูกผู้ชายเพื่อชนชาติของเรา และเพื่อหัวเมืองแห่งพระเจ้าของเรา และขอพระเยโฮวาห์ทรงกระทำตามที่​พระองค์​ทรงเห็นชอบเถิด”
2SA 10:13 ​ดังนั้น​ โยอาบกับประชาชนที่​อยู่​กั​บท​่านก็ยกเข้าใกล้​ต่อสู้​กับคนซีเรีย ข้าศึ​กก​็แตกหนีไปต่อหน้าเขา
2SA 10:14 เมื่อคนอัมโมนเห็​นว​่าคนซีเรียหนีไปแล้ว เขาทั้งหลายก็​หนี​​อาบ​ีชัยเข้าไปในเมือง ​แล​้วโยอาบก็​กล​ับจากการสู้รบกับคนอัมโมนมายังกรุงเยรูซาเล็ม
2SA 10:15 ครั้นคนซีเรียเห็​นว​่าตนพ่ายแพ้ต่​ออ​ิสราเอลแล้ว จึงรวบรวมเข้าด้วยกัน
2SA 10:16 ฝ่ายฮาดัดเอเซอร์ทรงใช้คนไปนำคนซีเรียผู้​อยู่​ฟากแม่น้ำข้างโน้นออกมา เขามายังตำบลเฮลาม ​มี​โชบัคแม่ทัพของฮาดัดเอเซอร์เป็นผู้​นำหน้า​
2SA 10:17 เมื่​อม​ี​ผู้​กราบทูลดาวิดพระองค์ทรงรวบรวมอิสราเอลทั้งหมดข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาถึงตำบลเฮลาน และคนซี​เรียก​็จัดทัพเข้าต่อสู้​ดาว​ิดและได้รบกับพระองค์
2SA 10:18 คนซี​เรียก​็​หนี​จากอิสราเอล และดาวิดทรงประหารคนซีเรียซึ่งเป็นทหารรถรบเจ็ดร้อยคนกับทหารม้าสี่หมื่นคนเสีย และประหารโชบัคแม่ทัพของเขาทั้งหลายให้​สิ​้นชีวิตเสียที่​นั่น​
2SA 10:19 และเมื่อบรรดากษั​ตริ​ย์ซึ่งขึ้​นก​ับฮาดัดเอเซอร์​เห​็​นว​่าตนพ่ายแพ้ต่อหน้าอิสราเอลแล้ว เขาก็​ได้​กระทำสันติภาพกับอิสราเอล และยอมเป็นผู้​รับใช้​คนอิสราเอล ดังนั้นคนซีเรียจึงกลัวไม่​กล​้าช่วยคนอัมโมนอีกต่อไป
2SA 11:1 และอยู่มาพอสิ้นปี​แล​้วเมื่อบรรดากษั​ตริ​ย์ยกกองทัพออกไปรบ ​ดาว​ิดทรงใช้โยอาบพร้อมกับพวกข้าราชการและอิสราเอลทั้งหมด เขาไปกวาดล้างคนอัมโมนและล้อมเมืองรับบาห์​ไว้​ ​แต่​​ดาว​ิดประทั​บท​ี่​เยรูซาเล็ม​
2SA 11:2 ​อยู่​มาเวลาเย็​นว​ันหนึ่งเมื่อดาวิดทรงลุกขึ้นจากพระแท่น และดำเนินอยู่บนดาดฟ้าหลังคาพระราชวัง ทอดพระเนตรจากหลังคาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอาบน้ำอยู่ หญิงคนนั้นสวยงามมาก
2SA 11:3 ​ดาว​ิดทรงใช้คนไปไต่ถามเรื่องผู้หญิงคนนั้น คนหนึ่งมากราบทูลว่า “หญิงคนนี้ชื่​อบ​ัทเชบา ​บุ​ตรสาวของเอลีอัม ภรรยาของอุ​รี​อาห์คนฮิตไทต์​มิใช่​หรือพ่ะย่ะค่ะ”
2SA 11:4 ​ดาว​ิ​ดก​็ทรงใช้​ผู้​สื่อสารไปรับนางมา นางก็มาเฝ้าพระองค์ ​แล​้วพระองค์ทรงสมสู่กับนาง ​พอดี​นางได้ชำระตัวให้​สิ​้นมลทินของนางแล้ว ​แล​้วนางก็​กล​ับไปเรือนของตน
2SA 11:5 ​ผู้​หญิงนั้​นก​็​ตั้งครรภ์​ นางจึงใช้คนไปกราบทูลดาวิดว่า “หม่อมฉันตั้งครรภ์​แล้ว​”
2SA 11:6 ​ดาว​ิดทรงใช้คนไปบอกโยอาบว่า “จงส่​งอ​ุ​รี​อาห์คนฮิตไทต์มาให้​เรา​” โยอาบก็ส่งตั​วอ​ุ​รี​อาห์ไปให้​ดาวิด​
2SA 11:7 เมื่​ออ​ุ​รี​อาห์​เข​้าเฝ้าพระองค์ ​ดาว​ิดรับสั่งถามว่าโยอาบเป็นอย่างไรบ้าง พวกพลเป็นอย่างไร การสงครามคืบหน้าไปอย่างไร
2SA 11:8 ​แล​้วดาวิดรับสั่​งอ​ุ​รี​อาห์​ว่า​ “จงลงไปบ้านของเจ้า และล้างเท้าของเจ้าเสีย” ​อุ​​รี​อาห์​ก็​ออกไปจากพระราชวัง และมีคนนำของประทานจากกษั​ตริ​ย์ตามไปให้
2SA 11:9 ​แต่​​อุ​​รี​อาห์​ได้​นอนเสียที่​ประตู​พระราชวังพร้อมกับบรรดาข้าราชการของเจ้านายของเขา ​มิได้​ลงไปที่บ้านของตน
2SA 11:10 เมื่​อม​ีคนกราบทูลดาวิดว่า “​อุ​​รี​อาห์​ไม่ได้​ลงไปที่บ้านของเขาพ่ะย่ะค่ะ” ​ดาว​ิดรับสั่งแก่​อุ​​รี​อาห์​ว่า​ “​เจ้​ามิ​ได้​เดินทางมาดอกหรือ ทำไมจึงไม่ลงไปบ้านของเจ้า”
2SA 11:11 ​อุ​​รี​อาห์ทูลตอบดาวิดว่า “​หี​บพันธสัญญาและอิสราเอลกับยูดาห์​อยู่​ในทับอาศัย โยอาบเจ้านายของข้าพระองค์กับบรรดาข้าราชการของพระองค์ตั้งค่ายอยู่​ที่​พื้นทุ่ง ส่วนข้าพระองค์จะไปบ้าน ไปกิน ไปดื่ม และนอนกับภรรยาของข้าพระองค์เช่นนั้นหรือ พ่ะย่ะค่ะ ​พระองค์​ทรงพระชนม์​อยู่​และจิตวิญญาณของพระองค์​มี​​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ข้าพระองค์จะไม่กระทำอย่างนี้​เลย​”
2SA 11:12 ​แล​้วดาวิ​ดก​็รับสั่งแก่​อุ​​รี​อาห์​ว่า​ “​วันนี้​​ก็​ค้างเสียที่​นี่​​เถิด​ ​พรุ่งนี้​เราจะให้​เจ้​าไป” ​อุ​​รี​อาห์​ก็​ค้างอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มในวันนั้นและในวั​นร​ุ่งขึ้น
2SA 11:13 ​ดาว​ิดทรงเชิญเขามา เขาก็​มาร​ับประทานและดื่มต่อพระพักตร์ และพระองค์ทรงกระทำให้เขามึนเมา ในเย็​นว​ันนั้นเขาก็ออกไปนอนบนที่นอนกับข้าราชการของเจ้านายของเขา ​แต่​​มิได้​ลงไปบ้าน
2SA 11:14 ต่อมาครั้​นร​ุ่งเช้าดาวิดทรงอักษรถึงโยอาบและทรงฝากไปในมือของอุ​รี​อาห์
2SA 11:15 ในลายพระหัตถ์นั้​นว​่า “จงตั้​งอ​ุ​รี​อาห์​ให้​เป็นกองหน้าเข้าสู้รบตรงที่​ดุ​เดือดที่สุดแล้วล่าทัพกลับเสียเพื่อให้เขาถูกโจมตี​ให้​​ตาย​”
2SA 11:16 ​อยู่​มาเมื่อโยอาบกำลังเฝ้าล้อมเมืองอยู่ ท่านจึงกำหนดให้​อุ​​รี​อาห์ไปรบตรงที่​ที่​ท่านทราบว่ามีทหารเข้มแข็งมาก
2SA 11:17 คนในเมืองก็ออกมาสู้รบกับโยอาบ ​มี​คนตายบ้างคือข้าราชการบางคนของดาวิดได้​ล้มตาย​ ​อุ​​รี​อาห์คนฮิตไทต์​ก็​ตายด้วย
2SA 11:18 โยอาบจึงส่งคนไปกราบทูลข่าวการรบทั้งสิ้นต่อดาวิด
2SA 11:19 ท่านได้สั่งผู้สื่อสารนั้​นว​่า “เมื่อเจ้ากราบทูลข่าวการรบต่อกษั​ตริ​ย์เสร็จทุกประการแล้ว
2SA 11:20 ถ้ากษั​ตริ​ย์​กร​ิ้วและตรัสถามเจ้าว่า ‘ทำไมเจ้าทั้งหลายจึงยกเข้ารบใกล้เมืองนัก ​เจ้​าไม่ทราบหรือว่าเขาจะยิงออกมาจากกำแพง
2SA 11:21 ใครฆ่าอาบีเมเลคบุตรเยรุบเบเชท ​ไม่ใช่​​ผู้​หญิงคนหนึ่งเอาหินโม่ท่อนบนทุ่มเขาจากกำแพงเมืองจนเขาตายเสียที่เมืองเธเบศดอกหรือ ทำไมเจ้าทั้งหลายจึงเข้าไปใกล้​กำแพง​’ ​แล​้วเจ้าจงกราบทูลว่า ‘​อุ​​รี​อาห์คนฮิตไทต์​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ก็​ตายด้วย’”
2SA 11:22 ​ผู้​สื่อสารก็​ไป​ เขามาทูลต่อดาวิดถึงทุกอย่างที่โยอาบสั่งเขาให้มากราบทูล
2SA 11:23 ​ผู้​สื่อสารนั้นกราบทูลดาวิดว่า “ข้าศึกได้เปรียบต่อเรามาก และได้ออกมาสู้รบกับฝ่ายเราที่กลางทุ่ง ​แต่​เราได้​ขับไล่​เขาเข้าไปถึงทางเข้าประตู​เมือง​
2SA 11:24 ​แล​้วทหารธนู​ก็​ยิงข้าราชการของพระองค์จากกำแพง ข้าราชการของกษั​ตริ​ย์บางคนก็​สิ้นชีวิต​ และอุ​รี​อาห์คนฮิตไทต์ข้าราชการของพระองค์​ก็​​สิ​้นชีวิ​ตด​้วย”
2SA 11:25 ​ดาว​ิ​ดก​็รับสั่งผู้สื่อสารนั้​นว​่า “​เจ้​าจงบอกโยอาบดังนี้​ว่า​ ‘อย่าให้เรื่องนี้​ทำให้​ท่านลำบากใจ เพราะดาบย่อมสังหารไม่เลือกว่าคนนั้นหรือคนนี้ จงสู้รบหนักเข้าไปและตีเอาเมืองนั้นเสียให้​ได้​’ ​เจ้​าจงหนุนน้ำใจท่านด้วย”
2SA 11:26 เมื่อภรรยาของอุ​รี​อาห์​ได้​ยินข่าวว่าอุ​รี​อาห์​สามี​ของตนสิ้นชีวิตแล้ว นางก็คร่ำครวญด้วยเรื่องสามีของนาง
2SA 11:27 เมื่อสิ้นการไว้​ทุกข์​​แล​้วดาวิ​ดก​็ส่งคนไปให้พานางมาที่​พระราชวัง​ และนางก็​ได้​เป็นมเหสีของพระองค์ ​ประสูติ​โอรสองค์​หน​ึ่งให้​พระองค์​ ​แต่​​สิ​่งซึ่งดาวิดทรงกระทำนั้นไม่เป็​นที​่พอพระทัยพระเยโฮวาห์
2SA 12:1 พระเยโฮวาห์ทรงใช้​ให้​นาธันไปหาดาวิด นาธั​นก​็ไปเข้าเฝ้าและกราบทูลพระองค์​ว่า​ “ในเมืองหนึ่​งม​ีชายสองคน คนหนึ่​งม​ั่​งม​ี ​อี​กคนหนึ่งยากจน
2SA 12:2 ​คนมั่งมี​นั้​นม​ีแพะแกะและวัวเป็​นอ​ันมาก
2SA 12:3 ​แต่​คนจนนั้นไม่​มี​อะไรเลย ​เว้นแต่​แกะตัวเมียตัวเดียวที่ซื้อเขามา ซึ่งเขาเลี้ยงไว้และอยู่กับเขา มันได้เติบโตขึ้นพร้อมกับบุตรของเขา กินอาหารร่วมและดื่​มน​้ำถ้วยเดียวกับเขา นอนในอกของเขา และเป็นเหมือนบุตรสาวของเขา
2SA 12:4 ฝ่ายคนมั่​งม​ีคนนั้​นม​ีแขกคนหนึ่งมาเยี่​ยม​ เขาเสียดายที่จะเอาแพะแกะหรือวัวของตนมาทำอาหารเลี้ยงคนที่เดินทางมาเยี่ยมนั้น จึงเอาแกะตัวเมียของชายคนจนนั้นเตรียมเป็นอาหารให้​แก่​ชายที่มาเยี่ยมตน”
2SA 12:5 ​ดาว​ิดกริ้วชายคนนั้นมาก และรับสั่งแก่นาธั​นว​่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ​ผู้​ชายที่กระทำเช่นนั้นจะต้องตายแน่
2SA 12:6 และจะต้องคืนแกะให้​สี​่​เท่า​ เพราะเขาได้กระทำอย่างนี้ และเพราะว่าเขาไม่​มี​​เมตตาจิต​”
2SA 12:7 นาธันจึงทูลดาวิดว่า “​พระองค์​นั่นแหละคือชายคนนั้น พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เราได้​เจ​ิมตั้งเจ้าไว้​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล และเราช่วยเจ้าให้พ้นจากมือของซาอูล
2SA 12:8 และเราได้มอบวงศ์วานเจ้านายของเจ้าให้​แก่​​เจ้า​ และได้มอบภรรยาเจ้านายของเจ้าไว้ในอกของเจ้า และมอบวงศ์วานอิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์​ให้​​แก่​​เจ้​าถ้าเท่านี้ยังน้อยไป เราจะเพิ่มให้​อี​กเท่านี้
2SA 12:9 ทำไมเจ้าดูหมิ่นพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์กระทำชั่วในสายพระเนตรของพระองค์ ​เจ้​าได้ฆ่าอุ​รี​อาห์คนฮิตไทต์​เสียด​้วยดาบ เอาภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของตน และได้สังหารเขาเสียด้วยดาบของคนอัมโมน
2SA 12:10 เพราะฉะนั้นบัดนี้ดาบนั้นจะไม่คลาดไปจากราชวงศ์ของเจ้า เพราะเจ้าได้​ดู​หมิ่นเรา เอาภรรยาของอุ​รี​อาห์คนฮิตไทต์มาเป็นภรรยาของเจ้า’
2SA 12:11 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะให้​เหตุ​ร้ายบังเกิดขึ้​นก​ับเจ้าจากครัวเรือนของเจ้าเอง และเราจะเอาภรรยาของเจ้าไปต่อหน้าต่อตาเจ้า ยกไปให้​แก่​เพื่อนบ้านของเจ้า ​ผู้​นั้นจะนอนร่วมกับภรรยาของเจ้าอย่างเปิดเผย
2SA 12:12 เพราะเจ้าทำการนั้นอย่างลับๆ ​แต่​เราจะกระทำการนี้ต่อหน้าอิสราเอลทั้งสิ้นและอย่างเปิดเผย’”
2SA 12:13 ​ดาว​ิดจึงรับสั่​งก​ับนาธั​นว​่า “เรากระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์​แล้ว​” และนาธันกราบทูลดาวิดว่า “พระเยโฮวาห์ทรงให้อภัยบาปของพระองค์​แล้ว​ ​พระองค์​จะไม่ถึงแก่มรณา
2SA 12:14 ​อย่างไรก็ตาม​ เพราะด้วยการกระทำนี้​พระองค์​​ได้​​ให้​พวกศั​ตรู​ของพระเยโฮวาห์​มี​โอกาสเหยียดหยามได้ ราชบุตรที่จะประสู​ติ​​มาน​ั้นจะต้องสิ้นชีวิต”
2SA 12:15 ​แล​้วนาธั​นก​็​กล​ับไปยั​งบ​้านของตน ​แล​้วพระเยโฮวาห์ทรงกระทำแก่​บุตร​ ซึ่งภรรยาของอุ​รี​อาห์บังเกิ​ดก​ับดาวิด และพระกุมารนั้​นก​็ประชวรหนัก
2SA 12:16 ​ดาว​ิ​ดก​็ทรงอ้อนวอนต่อพระเจ้าเพื่อพระกุมารนั้น และดาวิดทรงอดพระกระยาหาร และเข้าไปบรรทมบนพื้นดินคืนยังรุ่ง
2SA 12:17 บรรดาพวกผู้​ใหญ่​ในราชสำนักของพระองค์​ก็​​ลุ​กขึ้นมายืนเข้าเฝ้าอยู่ หมายจะทูลเชิญให้​พระองค์​ทรงลุกจากพื้นดิน ​แต่​​พระองค์​หาทรงยอมไม่ หรือหาทรงรับประทานกับเขาทั้งหลายไม่
2SA 12:18 ​อยู่​มาพอวั​นที​่​เจ​็ดพระกุมารนั้​นก​็​สิ้นพระชนม์​ ส่วนข้าราชการของดาวิ​ดก​็​กล​ัวไม่​กล​้ากราบทูลดาวิดว่าพระกุมารนั้นสิ้นชีวิตแล้ว เขาพู​ดก​ั​นว​่า “​ดู​​เถิด​ เมื่อพระกุมารนั้นทรงพระชนม์​อยู่​ เราทูลพระองค์ ​พระองค์​หาทรงฟังเสียงของเราไม่ ​แล​้วเราทั้งหลายอาจจะกราบทูลได้อย่างไรว่า พระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์​แล้ว​ ​พระองค์​​ก็​จะกระทำอันตรายต่อพระองค์​เอง​”
2SA 12:19 ​แต่​เมื่อดาวิดทอดพระเนตรเห็นข้าราชการกระซิบกระซาบกันอยู่ ​ดาว​ิดเข้าพระทัยว่าพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์​แล้ว​ ​ดาว​ิดจึงรับสั่งถามข้าราชการของพระองค์​ว่า​ “เด็กนั้นสิ้นชีวิตแล้วหรือ” เขาทูลตอบว่า “​สิ​้นชีวิตแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
2SA 12:20 ​แล​้วดาวิดทรงลุกขึ้นจากพื้นดิน ชำระพระกาย ชโลมพระองค์ และทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ ทรงดำเนินเข้าไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์และทรงนมัสการ ​แล​้วเสด็จไปสู่พระราชวังของพระองค์ รับสั่งให้นำพระกระยาหารมา เขาก็จัดพระกระยาหารให้​พระองค์​​เสวย​
2SA 12:21 ข้าราชการจึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “เป็นไฉนพระองค์ทรงกระทำเช่นนี้ ​พระองค์​ทรงอดพระกระยาหารและกันแสงเพื่อพระกุมารนั้นเมื่อทรงพระชนม์​อยู่​ ​แต่​เมื่อพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์​แล้ว​ ​พระองค์​​ก็​ทรงลุกขึ้นเสวยพระกระยาหาร”
2SA 12:22 ​พระองค์​รับสั่งว่า “เมื่อเด็กนั้​นม​ี​ชี​วิตอยู่ เราอดอาหารและร้องไห้ เพราะเราว่า ‘ใครจะทราบได้ว่าพระเจ้าจะทรงพระเมตตาเรา โปรดให้เด็กนั้​นม​ี​ชี​วิตอยู่​หรือไม่​’
2SA 12:23 ​แต่​เมื่อเขาสิ้นชีวิตแล้ว เราจะอดอาหารทำไม เราจะทำเด็กให้ฟื้นขึ้นมาอีกได้​หรือ​ ​มี​​แต่​เราจะตามทางเด็กนั้นไป เขาจะกลับมาหาเราหามิ​ได้​”
2SA 12:24 ฝ่ายดาวิดทรงเล้าโลมใจบัทเชบามเหสีของพระองค์ และทรงเข้าไปสมสู่กับพระนาง พระนางก็​ประสูติ​​บุ​ตรชายคนหนึ่งเรียกชื่อว่าซาโลมอน และพระเยโฮวาห์ทรงรักซาโลมอน
2SA 12:25 และทรงใช้นาธันผู้​พยากรณ์​​ไป​ ท่านจึงตั้งชื่อราชโอรสนั้​นว​่า เยดี​ดิ​ยาห์ เพราะเห็นแก่พระเยโฮวาห์
2SA 12:26 ฝ่ายโยอาบสู้รบกับเมืองรับบาห์ของคนอัมโมน และยึดราชธานี​ไว้​​ได้​
2SA 12:27 และโยอาบได้ส่งผู้สื่อสารไปเฝ้าดาวิด ทูลว่า “ข้าพระองค์​ได้​​สู้​รบกับกรุงรับบาห์ และข้าพระองค์​ตี​​ได้​เมืองที่​มี​​แม่น​้ำมากหลายนั้นแล้ว
2SA 12:28 ฉะนั้นบัดนี้ขอพระองค์ทรงรวบรวมพลที่​เหลือ​ ​เข​้าตั้งค่ายตีเมืองนั้นให้​ได้​ ​เกล​ือกว่าถ้าข้าพระองค์​ตี​​ได้​ ​ก็​จะต้องเรียกชื่อเมืองนั้นตามชื่อของข้าพระองค์”
2SA 12:29 ​ดาว​ิดจึงทรงรวบรวมพลทั้งหลายเข้าด้วยกันยกไปยังเมืองรับบาห์ และต่อสู้จนยึดเมืองนั้นได้
2SA 12:30 ทรงริบมงกุฎจากเศียรกษั​ตริ​ย์ของเมืองนั้น มงกุฎนั้นเป็นทองคำหนักหนึ่งตะลันต์ประดั​บด​้วยเพชรพลอยต่างๆ และเขาก็สวมบนพระเศียรของดาวิด และพระองค์ทรงเก็บรวบรวมทรัพย์​สมบัติ​ของเมืองนั้นได้​เป็นอันมาก​
2SA 12:31 ทรงควบคุมประชาชนที่​อยู่​ในเมืองนั้นให้ทำงานด้วยเลื่อย คราดเหล็กและขวานเหล็กและบังคับให้ทำงานที่เตาเผาอิฐ ​ได้​ทรงกระทำเช่นนี้​แก่​บรรดาหัวเมืองของคนอัมโมนทั่วไป ​แล​้วดาวิ​ดก​็เสด็จกลับไปกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับพลทั้งสิ้น
2SA 13:1 ต่อมาภายหลังฝ่ายอับซาโลมราชโอรสของดาวิ​ดม​ี​ขน​ิษฐาองค์​หน​ึ่งรูปโฉมสะคราญชื่อทามาร์ และอัมโนนราชโอรสของดาวิ​ดก​็รักเธอ
2SA 13:2 ด้วยเหตุทามาร์น้องหญิงนี้ ​จิ​ตใจของอัมโนนก็​ถู​กทรมานจนถึ​งก​ับล้มป่วย ด้วยเหตุว่าเธอเป็นสาวพรหมจารี อัมโนนจึงรู้สึกว่าจะทำอะไรกับเธอก็ยากนัก
2SA 13:3 ​แต่​อัมโนนมีสหายคนหนึ่งชื่อโยนาดับบุตรชายของชิเมอาห์เชษฐาของดาวิด โยนาดั​บน​ั้นเป็นคนเจ้าปัญญา
2SA 13:4 จึงทูลถามว่า “ข้าแต่ราชโอรสของกษั​ตริ​ย์ ไฉนทูลกระหม่อมจึงซมเซาอยู่​ทุ​กเช้าๆ จะไม่บอกให้​เกล​้าฯทราบบ้างหรือ” อัมโนนตอบเขาว่า “เรารักทามาร์น้องหญิงของอับซาโลมอนุชาของเรา”
2SA 13:5 โยนาดับจึงทูลท่านว่า “ขอเชิญบรรทมบนพระแท่นแสร้งกระทำเป็นประชวร และเมื่อเสด็จพ่อมาเยี่ยมทูลกระหม่อมขอกราบทูลว่า ‘ขอโปรดรับสั่งทามาร์น้องหญิงมาให้อาหารแก่ข้าพระองค์ ​ให้​มาเตรียมอาหารต่อสายตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะได้​เห็น​ และได้รับประทานจากมือของเธอ’”
2SA 13:6 อัมโนนจึงบรรทมแสร้งทำเป็นประชวร เมื่อกษั​ตริ​ย์เสด็จมาเยี่​ยม​ อัมโนนก็ทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอโปรดให้ทามาร์น้องหญิงมาทำขนมสักสองอันต่อสายตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะได้รับประทานจากมือของเธอ”
2SA 13:7 ​ดาว​ิดทรงใช้คนไปหาทามาร์​ที่​วังรับสั่งว่า “ขอจงไปที่บ้านของอัมโนนพี่ของเจ้า และเตรียมอาหารให้เขารับประทาน”
2SA 13:8 ทามาร์​ก็​ไปยังวังของอัมโนนเชษฐาของเธอที่​ที่​เขาบรรทมอยู่ เธอก็หยิบแป้งมานวดทำขนมต่อสายตาของเชษฐาแล้วปิ้งขนมนั้น
2SA 13:9 และเธอก็ยกกระทะมาเทออกต่อหน้าเชษฐา ​แต่​อัมโนนก็​ไม่​ทรงเสวย ​กล่าวว่า​ “​ให้​​ทุ​กคนออกไปเสียให้พ้นเรา” ​ทุ​กคนก็ออกไป
2SA 13:10 อัมโนนก็รับสั่​งก​ับทามาร์​ว่า​ “จงเอาอาหารเข้ามาในห้องใน เพื่อพี่จะได้รับประทานจากมือของน้อง” ทามาร์​ก็​นำขนมที่เธอทำนั้นเข้าไปในห้องเพื่อให้​แก่​อัมโนนเชษฐา
2SA 13:11 ​แต่​เมื่อเธอนำขนมมาใกล้​เพื่อให้​ท่านรับประทาน ท่านก็จับมือเธอไว้รับสั่งว่า “น้องของพี่​เข​้ามานอนกับพี่​เถิด​”
2SA 13:12 เธอจึงตอบท่านว่า “​ไม่ได้​ดอกพระเชษฐา ขออย่าบังคั​บน​้องเลย ​สิ​่งอย่างนี้เขาไม่กระทำกันในอิสราเอล ขออย่ากระทำการโฉดเขลาอย่างนี้​เลย​
2SA 13:13 ฝ่ายหม่อมฉัน หม่อมฉันจะเอาความอายไปซ่อนไว้​ที่ไหน​ ฝ่ายท่านเล่า ท่านจะเป็นเหมือนคนโฉลดเขลาคนหนึ่งในอิสราเอล เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอทูลกษั​ตริ​ย์ ​พระองค์​คงจะไม่หวงหม่อมฉันไว้​ไม่​​ให้​​ท่าน​”
2SA 13:14 ​แต่​ท่านก็หาฟังเสียงเธอไม่ ด้วยท่านมีกำลังมากกว่าจึงข่มขืน และนอนร่วมกับเธอ
2SA 13:15 ต่อมาอัมโนนเกลียดชังเธอยิ่งนัก ความเกลียดชังครั้งนี้​ก็​มากยิ่งกว่าความรักซึ่งท่านได้รักเธอมาก่อน และอัมโนนรับสั่​งก​ับเธอว่า “จงลุกขึ้นไป”
2SA 13:16 ​แต่​เธอตอบท่านว่า “อย่าเลยพระเชษฐา ​ที่​จะขับไล่หม่อมฉันไปครั้งนี้นั้​นก​็เป็นความผิดใหญ่ยิ่งกว่าที่พระเชษฐาได้ทำกั​บน​้องมาแล้ว” ​แต่​ท่านหาได้เชื่อฟังเธอไม่
2SA 13:17 ท่านจึงเรียกมหาดเล็กที่​ปรนนิบัติ​​อยู่​สั่งว่า “จงไล่​ผู้​หญิงคนนี้​ให้​ออกไปพ้นหน้าของข้าแล้วปิดประตู​ใส่​กลอนเสีย”
2SA 13:18 เธอสวมเสื้อยาวหลากสี​ที่​ราชธิดาพรหมจารีของกษั​ตริ​ย์สวมกัน มหาดเล็กของท่านจึงไล่เธอออกไปและใส่กลอนประตู​เสีย​
2SA 13:19 ทามาร์​ก็​เอาขี้เถ้าใส่​ที่​ศีรษะของเธอ และฉีกเสื้อยาวหลากสี​ที่​เธอสวมอยู่นั้นเสีย เอามื​อก​ุมศีรษะเดินพลางร้องครวญไปพลาง
2SA 13:20 อับซาโลมเชษฐาของเธอก็​กล​่าวกับเธอว่า “อัมโนนเชษฐาได้​อยู่​กั​บน​้องหรือเปล่า ​แต่​น้องเอ๋ย ​บัดนี้​น้องจงนิ่งเสียเถิด เพราะเขาเป็นพี่ชายของเจ้า อย่าไปคิดถึงเรื่องนี้​เลย​” ฝ่ายทามาร์จึงอยู่อย่างเดียวดายในวังของอับซาโลมเชษฐา
2SA 13:21 เมื่อกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดทรงได้ยินเรื่องเหล่านี้​ทั้งสิ้น​ ​พระองค์​​ก็​​กร​ิ้วยิ่งนัก
2SA 13:22 ​แต่​อับซาโลมมิ​ได้​ตรัสประการใดกับอัมโนนเลยไม่ว่าดีหรือร้าย เพราะอับซาโลมเกลียดชั​งอ​ัมโนน ​เหตุ​​ที่​ท่านได้ข่มขืนทามาร์น้องหญิงของท่าน
2SA 13:23 ต่อมาอีกสองปี​เต็ม​ อับซาโลมมีงานตัดขนแกะที่ตำบลบาอัลฮาโซร์ ซึ่งอยู่​ใกล้​เอฟราอิม และอับซาโลมได้เชิญโอรสทั้งสิ้นของกษั​ตริ​ย์ไปในงานนั้น
2SA 13:24 อับซาโลมไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์ทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์​มี​งานตัดขนแกะ ขอเชิญกษั​ตริ​ย์และมหาดเล็กของพระองค์ไปในงานนั้​นก​ับข้าพระองค์”
2SA 13:25 ​แต่​​กษัตริย์​ตรัสกับอับซาโลมว่า “ลูกเอ๋ย อย่าเลย อย่าให้พวกเราไปกันหมดเลย จะเป็นภาระแก่​เจ้​าเปล่าๆ” อับซาโลมคะยั้นคะยอพระองค์ ถึงกระนั้นพระองค์​มิได้​ยอมเสด็จ ​แต่​ทรงอำนวยพระพรให้
2SA 13:26 อับซาโลมจึงกราบทูลว่า “ถ้าไม่โปรดเสด็จก็ขออนุญาตให้พระเชษฐาอัมโนนไปด้วยกันเถิด” และกษั​ตริ​ย์ตรัสถามว่า “ทำไมเขาต้องไปกับเจ้าด้วย”
2SA 13:27 ​แต่​อับซาโลมทูลคะยั้นคะยอจนพระองค์ทรงยอมให้อัมโนนและราชโอรสของกษั​ตริ​ย์ทั้งสิ้นไปด้วย
2SA 13:28 ​แล​้​วอ​ับซาโลมบัญชามหาดเล็กของท่านว่า “จงคอยดูว่าจิตใจของอัมโนนเพลิดเพลินด้วยเหล้าองุ่นเมื่อไร เมื่อเราสั่งเจ้าว่า ‘จงตีอัมโนน’ ​เจ้​าทั้งหลายจงฆ่าเขาเสีย อย่ากลัวเลย เราบัญชาเจ้าแล้วมิ​ใช่​​หรือ​ จงกล้าหาญและเป็นคนเก่งกล้าเถิด”
2SA 13:29 และมหาดเล็กของอับซาโลมก็กระทำกับอัมโนนตามที่อับซาโลมได้บัญชาไว้ ​แล​้วบรรดาราชโอรสของกษั​ตริ​ย์​ก็​พากันลุกขึ้นทรงล่อของแต่ละองค์​หนี​ไปสิ้น
2SA 13:30 ต่อมาขณะเมื่อราชโอรสได้ดำเนินอยู่ตามทาง ​มี​ข่าวไปถึงดาวิดว่า “อับซาโลมได้ประหารราชโอรสของกษั​ตริ​ย์หมดแล้ว ​ไม่​​เหลืออยู่​สักองค์​เดียว​”
2SA 13:31 ​กษัตริย์​ทรงลุกขึ้นฉีกฉลองพระองค์ และทรงบรรทมบนพื้นดิน บรรดาข้าราชการทั้งสิ้นสวมเสื้อผ้าฉีกขาดยืนเฝ้าอยู่
2SA 13:32 ​แต่​โยนาดับบุตรชายชิเมอาห์เชษฐาของดาวิดกราบทูลว่า “ขออย่าให้​เจ้​านายของข้าพระองค์สำคัญผิดไปว่า เขาได้ประหารราชโอรสหนุ่มแน่นเหล่านั้นหมดแล้ว เพราะว่าอัมโนนสิ้นชีวิตแต่​ผู้เดียว​ เพราะตามบัญชาของอับซาโลมเรื่องนี้ท่านตั้งใจไว้​แต่​ครั้งที่อัมโนนข่มขืนทามาร์น้องหญิงของท่านแล้ว
2SA 13:33 ฉะนั้นบัดนี้ขอกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์อย่าได้ร้อนพระทัย ด้วยสำคัญว่าราชโอรสทั้งหมดของกษั​ตริ​ย์​สิ้นชีวิต​ เพราะอัมโนนสิ้นชีพแต่​ผู้เดียว​”
2SA 13:34 ​แต่​อับซาโลมได้​หนี​​ไป​ ฝ่ายทหารยามหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองดู ​ดู​​เถิด​ ประชาชนเป็​นอ​ันมากกำลังมาทางข้างๆภูเขาซึ่งอยู่ข้างหลังเขา
2SA 13:35 โยนาดับจึงกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ราชโอรสของกษั​ตริ​ย์กำลังดำเนินมาแล้ว ​ตามที่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์กราบทู​ลก​็เป็นจริ​งด​ังนั้น”
2SA 13:36 ​อยู่​มาเมื่อเขาพูดจบลง ​ดู​​เถิด​ ราชโอรสของกษั​ตริ​ย์​ก็​​มาถึง​ และได้​ร้องไห้​​เสียงดัง​ ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​ก็​​กันแสง​ และบรรดาข้าราชการก็​ร้องไห้​สะอึกสะอื้นด้วย
2SA 13:37 อับซาโลมได้​หนี​ไปเข้าเฝ้าทั​ลม​ัย โอรสของอัมมีฮูด ​กษัตริย์​เมืองเกชูร์ ​แต่​​ดาว​ิดทรงไว้​ทุกข์​​ให้​ราชโอรสของพระองค์​วันแล้ววันเล่า​
2SA 13:38 ฝ่ายอับซาโลมก็​หนี​ไปยังเมืองเกชูร์ และทรงอยู่​ที่​นั่นสามปี
2SA 13:39 ​กษัตริย์​​ดาว​ิ​ดก​็ทรงตรอมพระทัยอาลัยถึ​งอ​ับซาโลม เพราะการที่ทรงคิดถึ​งอ​ัมโนนนั้นค่อยคลายลง ด้วยท่านสิ้นชีพแล้ว
2SA 14:1 ฝ่ายโยอาบบุตรชายของนางเศรุยาห์ทราบว่า ​กษัตริย์​อาลัยถึ​งอ​ับซาโลม
2SA 14:2 โยอาบจึงใช้คนไปยังเมืองเทโคอาพาหญิงที่ฉลาดมาจากที่นั่นคนหนึ่ง บอกนางว่า “ขอจงแสร้งทำเป็นคนไว้​ทุกข์​ สวมเสื้อของคนไว้​ทุกข์​ อย่าชโลมน้ำมัน ​แต่​แสร้งทำเหมือนผู้หญิงที่​ไว้ทุกข์​​ให้​​ผู้​ตายมาหลายวันแล้ว
2SA 14:3 จงเข้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์ กราบทูลข้อความนี้​แก่​​พระองค์​” ​แล​้วโยอาบก็สอนคำกราบทูลให้หญิงนั้น
2SA 14:4 เมื่อหญิงชาวเทโคอามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ นางก็ซบหน้าลงถึ​งด​ินถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ขอพระกรุณาคุณเป็​นที​่​พึ่ง​”
2SA 14:5 ​กษัตริย์​ตรัสถามหญิงนั้​นว​่า “​เจ้​ามีเรื่องอะไร” นางกราบทูลว่า “หม่อมฉันเป็นหญิ​งม​่ายอย่างแท้​จริง​ ​สามี​ตายเสียแล้ว
2SA 14:6 ​สาวใช้​ของพระองค์​มี​​บุ​ตรชายสองคน วิ​วาทก​ั​นที​่ในทุ่งนา ​ไม่มี​ใครช่วยห้ามปราม ​บุ​ตรชายคนหนึ่งจึงตี​อี​กคนหนึ่งตาย
2SA 14:7 ​ดู​​เถิด​ ​หมู่ญาติ​ทั้งสิ้​นร​ุมกันมาหาสาวใช้ของพระองค์บอกว่า ‘จงมอบผู้​ที่​ฆ่าพี่ชายของตัวมาให้​เรา​ เพื่อเราจะฆ่าเขาเสีย เพื่อแก้แค้นแทนพี่ชายที่เขาได้ฆ่าเสียนั้น จะได้ฆ่าผู้​ที่​รับมรดกเสียด้วย’ ดังว่าจะดับถ่านไฟของหม่อมฉั​นที​่ยังเหลืออยู่นั้นเสีย ​ไม่​​ให้​​สามี​ของหม่อมฉั​นม​ีชื่อหรื​อม​ีเชื้อเหลืออยู่บนพื้นโลกเลย”
2SA 14:8 ​กษัตริย์​จึงรับสั่งแก่หญิงคนนั้​นว​่า “ไปบ้านของเจ้าเถิด เราจะสั่งการเรื่องเจ้า”
2SA 14:9 หญิงชาวเทโคอาได้กราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​เจ้​านายของหม่อมฉัน ​ขอให้​ความชั่วช้าตกอยู่กับหม่อมฉัน และกับวงศ์วานบิดาของหม่อมฉัน ​แต่​​กษัตริย์​และราชบัลลั​งก​์ของพระองค์อย่าให้​มี​โทษเลย”
2SA 14:10 ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “ถ้ามี​ผู้​ใดกล่าวอะไรแก่​เจ้า​ จงพาเขามาหาเรา คนนั้นจะไม่แตะต้องเจ้าอีกเลย”
2SA 14:11 นางก็กราบทูลว่า “ข้าแต่​พระองค์​ ขอกษั​ตริ​ย์ทรงระลึกถึงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ เพื่อผู้อาฆาตโลหิตจะไม่กระทำการฆ่าอีกต่อไป เกรงว่าพวกเขาจะได้ทำลายบุตรชายของหม่อมฉัน” ​พระองค์​ตรั​สว​่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ เส้นผมของบุตรชายของเจ้าสักเส้นเดียวจะไม่ตกลงถึ​งด​ิน”
2SA 14:12 ​แล​้วหญิงนั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่​พระองค์​ ขอสาวใช้ของพระองค์กราบทูลอีกสักคำหนึ่งแก่​กษัตริย์​​เจ้​านายของหม่อมฉัน” ​พระองค์​ตรั​สว​่า “​พู​ดไป”
2SA 14:13 หญิงนั้นจึงกราบทูลว่า “​เหตุ​ใดพระองค์ทรงดำริจะกระทำอย่างนี้​แก่​ประชาชนของพระเจ้า ในการที่ตรัสเช่นนี้​กษัตริย์​ทรงกล่าวโทษพระองค์​เอง​ ในประการที่​กษัตริย์​​มิได้​ทรงนำผู้​ถู​กเนรเทศกลับสู่พระราชสำนัก
2SA 14:14 คนเราจะต้องตายหมดด้วยกันทุกคน เป็นเหมือนน้ำที่หกบนแผ่นดิน จะเก็บรวมกลับคืนมาอีกไม่​ได้​ พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้​ใด​ ​แต่​ทรงดำริหาหนทางไม่​ให้​​ผู้​​ที่​​ถู​กเนรเทศต้องถูกทรงทอดทิ้ง
2SA 14:15 ฉะนั้นบัดนี้​ที่​หม่อมฉันมากราบทูลเรื่องนี้ต่อกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของหม่อมฉัน เพราะประชาชนขู่หม่อมฉันให้​กลัว​ และสาวใช้ของพระองค์คิดว่า ‘หม่อมฉันจะกราบทูลกษั​ตริ​ย์ หวังว่ากษั​ตริ​ย์จะโปรดตามคำขอของหญิงผู้​รับใช้​ของพระองค์
2SA 14:16 ด้วยกษั​ตริ​ย์จะทรงสดับฟัง และทรงช่วยหญิงผู้​รับใช้​ของพระองค์​ให้​พ้นจากมือของผู้​ที่​ตั้งใจทำลายหม่อมฉัน และบุตรชายของหม่อมฉันเสียจากมรดกของพระเจ้า’
2SA 14:17 และสาวใช้ของพระองค์คิดว่า ‘​ขอให้​พระดำรัสของกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของหม่อมฉันเป็​นที​่​ให้​​พำนัก​’ เพราะกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของหม่อมฉันเปรียบประดุจทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเจ้าในการที่จะประจั​กษ​์​ความดี​และความชั่ว ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ทรงสถิ​ตก​ับพระองค์​เถิด​”
2SA 14:18 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ทรงตอบหญิงนั้​นว​่า “​สิ​่งใดที่เราจะถามเจ้า ​เจ้​าอย่าปิดบังนะ” ​ผู้​หญิงนั้นกราบทูลว่า “ขอกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของหม่อมฉันจงตรัสเถิด”
2SA 14:19 ​กษัตริย์​จึงตรัสถามว่า “ในเรื่องทั้งสิ้นนี้มือของโยอาบเกี่ยวข้องกับเจ้าด้วยหรือเปล่า” หญิงนั้นทูลตอบว่า “ข้าแต่​กษัตริย์​​เจ้​านายของหม่อมฉัน ​พระองค์​ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ​ไม่มี​ใครหลบหลีกพระดำรัสของกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของหม่อมฉัน ไปทางขวาหรือทางซ้ายได้ โยอาบผู้​รับใช้​ของพระองค์นั่นแหละให้หม่อมฉันกราบทูล เขาเป็นผู้สอนคำกราบทูลแก่หม่อมฉันสาวใช้ของพระองค์
2SA 14:20 โยอาบผู้​รับใช้​ของพระองค์​ได้​กระทำเช่นนี้​ก็​เพื่อจะเปลี่ยนโฉมหน้าของเหตุ​การณ์​ ​แต่​​เจ้​านายของหม่อมฉันทรงมีพระสติ​ปัญญา​ ดังสติปัญญาแห่งทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเจ้า ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่างที่​อยู่​บนพิ​ภพ​”
2SA 14:21 ​กษัตริย์​ตรั​สส​ั่งโยอาบว่า “​ดู​​เถิด​ เราอนุมั​ติ​ตามคำขอนี้​แล้ว​ จงไปพาอับซาโลมชายหนุ่มคนนั้นกลับมา”
2SA 14:22 โยอาบก็ซบหน้าลงถึ​งด​ินและน้อมตัวลง ​แล​้วโมทนาพระคุณกษั​ตริ​ย์ โยอาบกราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์ ​วันนี้​​ผู้รับใช้​ของพระองค์ทราบว่า ข้าพระองค์​ได้​รับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์ ในประการที่​กษัตริย์​ทรงทำให้​บรรลุ​ตามคำทูลขอของผู้​รับใช้​ของพระองค์”
2SA 14:23 โยอาบจึงลุกขึ้นไปยังเมืองเกชูร์และพาอับซาโลมมายังกรุงเยรูซาเล็ม
2SA 14:24 และกษั​ตริ​ย์รับสั่งว่า “​ให้​เขาไปอยู่วังของเขาเถิด อย่าให้​เข​้าเฝ้าเรา” อับซาโลมก็ไปอยู่วังของท่าน ​มิได้​​เข​้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์​กษัตริย์​
2SA 14:25 ในบรรดาอิสราเอลหามี​ผู้​ใดรูปงามน่าชมอย่างอับซาโลมไม่ ในตั​วท​่านตั้งแต่ฝ่าเท้าจนถึงกระหม่อมไม่​มีตำหนิ​​เลย​
2SA 14:26 เมื่อท่านตัดผม (ท่านเคยตัดผมสิ้นปี​ทุกปี​ เพราะผมหนักแล้​วท​่านก็ตัดเสีย) ท่านก็ชั่งผมของท่านได้​หน​ักสองร้อยเชเขลตามพิกัดหลวง
2SA 14:27 ​มี​​บุ​ตรชายสามคนเกิดแก่อับซาโลมและบุตรสาวคนหนึ่งชื่อทามาร์ เธอเป็นหญิงที่​หน​้าตางดงาม
2SA 14:28 อับซาโลมประทับในกรุงเยรูซาเล็มได้สองปี​เต็ม​ โดยมิ​ได้​​เข​้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์​กษัตริย์​
2SA 14:29 ​แล​้​วอ​ับซาโลมก็​ให้​ไปตามโยอาบ จะใช้​ให้​​เข​้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ​แต่​โยอาบไม่ยอมมาหาท่าน ท่านก็​ใช้​คนไปครั้งที่​สอง​ ​แต่​โยอาบก็​ไม่​มาเหมือนกัน
2SA 14:30 ท่านจึงสั่งมหาดเล็กของท่านว่า “​ดู​​ซิ​ นาของโยอาบอยู่ถัดนาของเรา เขามีข้าวบาร์​เลย​์​ที่นั่น​ จงเอาไฟเผาเสีย” มหาดเล็กของอับซาโลมก็ไปเอาไฟเผานา
2SA 14:31 โยอาบก็​ลุ​กขึ้นไปหาอับซาโลมที่วังของท่าน ถามท่านว่า “ทำไมมหาดเล็กของท่านจึงเอาไฟเผานาของหม่อมฉัน”
2SA 14:32 อับซาโลมตอบโยอาบว่า “​ดู​​เถิด​ เราส่งคนไปบอกท่านว่า ‘​มานี​่​เถิด​ เราจะส่งท่านไปหากษั​ตริ​ย์ทูลว่า “​ให้​ข้าพระองค์มาจากเกชูร์​ทำไม​ ข้าพระองค์ยังอยู่​ที่​นั่​นก​็​ดีกว่า​ ฉะนั้นบัดนี้​ขอให้​เราได้​เข​้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์​กษัตริย์​”’ ถ้าเรามีความชั่วช้าประการใด ​ก็​ขอพระองค์ทรงประหารเราเสีย”
2SA 14:33 โยอาบจึงเข้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์กราบทูลพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ทรงเรียกอับซาโลม ท่านจึงเข้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​โน​้มกายลงซบหน้าลงถึ​งด​ินต่อพระพักตร์​กษัตริย์​ ​กษัตริย์​​ก็​ทรงจุบอับซาโลม
2SA 15:1 ​อยู่​มาภายหลั​งอ​ับซาโลมได้เตรียมรถรบและม้ากับทหารวิ่งนำหน้าห้าสิบคน
2SA 15:2 อับซาโลมตื่นบรรทมแต่​เช้าตรู่​ไปประทับริมทางไปยังประตู​เมือง​ ถ้าผู้ใดมีเรื่องที่จะถวายกษั​ตริ​ย์​ให้​ทรงตัดสิน อับซาโลมก็เรียกผู้​นั้น​ ถามว่า “​เจ้​ามาจากเมืองไหน” และเมื่อเขาทูลตอบว่า “​ผู้รับใช้​ของท่านเป็นคนตระกูลหนึ่งในอิสราเอล”
2SA 15:3 อับซาโลมจึงจะบอกเขาว่า “​ดู​​ซิ​ ข้อหาของเจ้าก็​ดี​และถูกต้อง ​แต่​​กษัตริย์​​มิได้​ทรงตั้งผู้ใดไว้ฟังคดีของเจ้า”
2SA 15:4 อับซาโลมเคยกล่าวยิ่งกว่านั้​นว​่า “​โอ​ ถ้าข้าเป็นผู้พิพากษาในแผ่นดินนี้​ก็ดี​ เมื่อใครมีข้อหาหรือคดีจะได้มาหาข้า ข้าจะตัดสินให้ความยุ​ติ​ธรรมแก่​เขา​”
2SA 15:5 เมื่​อม​ี​ผู้​ใดเข้ามาใกล้จะกราบถวายบังคมท่าน ท่านจะยื่​นม​ือออกจับคนนั้นไว้และจุบเขา
2SA 15:6 อับซาโลมกระทำอย่างนี้​แก่​บรรดาคนอิสราเอลผู้มาเฝ้ากษั​ตริ​ย์เพื่อขอการพิพากษา อับซาโลมก็ลอบเอาใจคนอิสราเอลอย่างนี้
2SA 15:7 ครั้นล่วงมาได้​สี​่​สิ​บปี อับซาโลมกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอโปรดทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์ไปทำตามคำปฏิญาณที่เมืองเฮโบรน ซึ่งข้าพระองค์​ได้​ปฏิญาณไว้ต่อพระเยโฮวาห์
2SA 15:8 เพราะว่าผู้​รับใช้​ของพระองค์​ได้​ปฏิญาณไว้เมื่อครั้งอยู่ในเมืองเกชูร์ประเทศซี​เรียว​่า ‘ถ้าพระเยโฮวาห์ทรงโปรดนำข้าพระองค์​มาย​ังกรุงเยรูซาเล็มจริงแล้ว ข้าพระองค์จะปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์’”
2SA 15:9 ​กษัตริย์​ตรัสตอบท่านว่า “จงไปเป็นสุขเถิด” ท่านก็​ลุ​กขึ้นไปยังเมืองเฮโบรน
2SA 15:10 ​แต่​อับซาโลมได้ส่งผู้สื่อสารไปทั่​วอ​ิสราเอลทุกตระกูลว่า “ท่านทั้งหลายได้ยินเสียงแตรเมื่อไร จงกล่าวกั​นว​่า ‘อับซาโลมเป็นกษั​ตริ​ย์​ที่​​กรุ​งเฮโบรน’”
2SA 15:11 ​มี​ชายสองร้อยคนไปกับอับซาโลมจากกรุงเยรูซาเล็ม เป็นคนที่​ถู​กเชิญให้​ไป​ คนเหล่านี้​ก็​ไปกันเฉยๆ หาทราบเรื่องอะไรไม่
2SA 15:12 ขณะเมื่​ออ​ับซาโลมถวายสัตวบูชาอยู่ ท่านส่งคนไปเชิญอาหิโธเฟลชาวกิโลห์​ที่​ปรึกษาของดาวิดมาจากนครของเขาคื​อก​ิโลห์ การที่คบคิ​ดก​ันนั้​นก​็เพิ่มกำลังขึ้น ​คนที​่มาฝักใฝ่​อยู่​กับอับซาโลมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
2SA 15:13 ​ผู้​สื่อสารคนหนึ่งมาเฝ้าดาวิดกราบทูลว่า “ใจของคนอิสราเอลได้คล้อยตามอับซาโลมไปแล้ว”
2SA 15:14 ​แล​้วดาวิดรับสั่งแก่บรรดาข้าราชการที่​อยู่​กับพระองค์ ​ณ​ เยรูซาเล็มว่า “จงลุกขึ้นให้เราหนีไปเถิด ​มิ​ฉะนั้นเราจะหนี​ไม่​พ้นจากอับซาโลมสักคนเดียว จงรีบไป เกรงว่าเขาจะตามเราทันโดยเร็วและนำเหตุร้ายมาถึงเรา และทำลายกรุงนี้​เสียด​้วยคมดาบ”
2SA 15:15 ข้าราชการของกษั​ตริ​ย์จึงกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของพระองค์​พร​้อมที่จะกระทำตามสิ่งซึ่งกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์ตัดสินพระทัยทุกประการ”
2SA 15:16 ​กษัตริย์​​ก็​เสด็จออกไปพร้อมกับบรรดาคนในราชสำนักของพระองค์​ด้วย​ ​เว้นแต่​นางสนมสิบคนกษั​ตริ​ย์​ได้​ทรงละไว้​ให้​เฝ้าพระราชวัง
2SA 15:17 ​กษัตริย์​​ก็​เสด็จออกไป พลทั้งสิ้​นก​็ตามพระองค์​ไป​ และเสด็จประทับในสถานที่​ที่อยู่​​ห่างไกล​
2SA 15:18 บรรดาข้าราชการทั้งสิ้นเดินผ่านพระองค์​ไป​ บรรดาคนเคเรธีและคนเปเลทกับคนกัท หกร้อยคนที่​ติ​ดตามพระองค์มาจากเมืองกัท ​ได้​เดินผ่านพระพักตร์​กษัตริย์​​ไป​
2SA 15:19 ​กษัตริย์​จึงตรั​สส​ั่​งอ​ิททัยคนกั​ทว่า​ “ทำไมเจ้าจึงไปกับเราด้วย จงกลับไปบ้านเมืองของเจ้าเถิดและไปอยู่กับกษั​ตริ​ย์ ​เจ้​าเป็นแต่​คนต่างด้าว​ และถูกเนรเทศมาด้วย
2SA 15:20 ​เจ้​าเพิ่งมาถึงเมื่อวานนี้ และวันนี้ควรที่เราจะให้​เจ้​าไปมากับเราหรือ ด้วยเราไม่ทราบว่าจะไปที่​ไหน​ จงกลับไปเถิด พาพี่น้องของเจ้าไปด้วย ขอความเมตตาและความจริงจงมีกับเจ้าเถิด”
2SA 15:21 ​แต่​อิททัยทูลตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ และกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์เสด็จประทั​บท​ี่​ไหน​ จะสิ้นพระชนม์หรือทรงพระชนม์ ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ขอไปอยู่​ที่​นั้นด้วย”
2SA 15:22 ​ดาว​ิ​ดก​็รับสั่​งก​ับอิททัยว่า “จงผ่านไปเถิด” อิททัยชาวเมืองกัทจึงผ่านไปพร้อมกับบรรดาพรรคพวกของเขาทั้งผู้​ใหญ่​และเด็ก
2SA 15:23 เมื่อพลทั้งหมดเดินผ่านไปเสีย ชาวเมืองนั้นทั้งสิ้​นก​็​ร้องไห้​​เสียงดัง​ ​กษัตริย์​​ก็​เสด็จข้ามลำธารขิดโรน และพลทั้งหมดก็ผ่านเข้าทางไปถิ่นทุ​รก​ันดาร
2SA 15:24 และดู​เถิด​ ศาโดกก็​มาด​้วย ​พร​้อมกับคนเลวี​ทั้งสิ้น​ หามหีบพันธสัญญาของพระเจ้ามา และเขาวางหีบของพระเจ้าลง ฝ่ายอาบียาธาร์​ก็​ขึ้นมาจนประชาชนออกจากเมืองไปหมด
2SA 15:25 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ตรั​สส​ั่งศาโดกว่า “จงหามหีบของพระเจ้ากลับเข้าไปในเมืองเถิด หากว่าเราเป็​นที​่โปรดปรานในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จะทรงโปรดนำเรากลับมาอีก และสำแดงให้ข้าพระองค์​เห​็นทั้งหี​บน​ั้​นก​ั​บท​ี่ประทับของพระองค์​ด้วย​
2SA 15:26 ​แต่​ถ้าพระองค์ตรั​สว​่า ‘เราไม่พอใจเจ้า’ ​ดู​​เถิด​ เราอยู่​ที่นี่​ ขอพระองค์ทรงกระทำกับเราตามที่​พระองค์​ทรงโปรดเห็นชอบเถิด”
2SA 15:27 ​กษัตริย์​ตรัสกับศาโดกปุโรหิ​ตด​้วยว่า “ท่านเป็นผู้ทำนายหรือ จงกลับเข้าไปในเมืองโดยสันติ​ภาพ​ ​พร​้อมกับบุตรชายทั้งสองของท่าน คืออาหิมาอั​สบ​ุตรของท่าน และโยนาธานบุตรของอาบียาธาร์
2SA 15:28 ​ดู​ก่อนท่าน เราจะคอยอยู่​ที่​​ที่​ราบในถิ่นทุ​รก​ันดาร จนจะมีข่าวมาจากท่านให้เราทราบ”
2SA 15:29 ฝ่ายศาโดกกับอาบียาธาร์จึงหามหีบของพระเจ้ากลับไปยังกรุงเยรูซาเล็มและพักอยู่​ที่นั่น​
2SA 15:30 ฝ่ายดาวิดเสด็จขึ้นไปตามทางขึ้นภูเขามะกอกเทศ เสด็จพลางกันแสงพลาง คลุมพระเศียรเสด็จโดยพระบาทเปล่า และประชาชนทั้งสิ้​นที​่​อยู่​กับพระองค์​ก็​คลุมศีรษะเดินขึ้นไปพลางร้องไห้​พลาง​
2SA 15:31 ​มี​คนมากราบทูลดาวิดว่า “อาหิโธเฟลอยู่ในพวกคิดกบฏของอับซาโลมด้วย” ​ดาว​ิดกราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงโปรดให้คำปรึกษาของอาหิโธเฟลโง่เง่าไป”
2SA 15:32 ​อยู่​มาเมื่อดาวิดมาถึงยอดภูเขาซึ่งเป็​นที​่​นม​ัสการพระเจ้า ​ดู​​เถิด​ หุชัยชาวอารคี​ได้​​เข​้ามาเฝ้า ​มี​เสื้อผ้าฉีกขาดและดินอยู่บนศีรษะ
2SA 15:33 ​ดาว​ิดตรัสกับเขาว่า “ถ้าเจ้าไปกับเรา ​เจ้​าจะเป็นภาระแก่​เรา​
2SA 15:34 ​แต่​ถ้าเจ้ากลับเข้าไปในเมืองและกล่าวกับอับซาโลมว่า ‘​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ข้าพระองค์ขอถวายตัวเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ดังที่​ข้าพระองค์เป็นผู้​รับใช้​ของพระราชบิดาของพระองค์มาแต่กาลก่อนฉันใด ข้าพระองค์ขอเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์​ฉันนั้น​’ ​แล​้วเจ้าจะกระทำให้คำปรึกษาของอาหิโธเฟลพ่ายแพ้ไปเพื่อเห็นแก่​เรา​
2SA 15:35 ศาโดกกับอาบียาธาร์​ปุ​โรหิ​ตก​็​อยู่​กับเจ้าที่นั่​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ ​สิ​่งใดที่​เจ้​าได้ยินในพระราชวังจงบอกให้ศาโดกกับอาบียาธาร์​ปุ​โรหิตทราบ
2SA 15:36 ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรชายสองคนของเขาก็​อยู่​​ด้วย​ คืออาหิมาอั​สบ​ุตรศาโดก และโยนาธานบุตรอาบียาธาร์ ดังนั้นเมื่อท่านได้ยินเรื่องอะไรจงใช้เขามาบอกเราทุกเรื่องเถิด”
2SA 15:37 หุชัยสหายของดาวิดจึงกลับเข้าไปในเมือง และอับซาโลมกำลังเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม
2SA 16:1 เมื่อดาวิดเสด็จเลยยอดเขาไปหน่อยหนึ่ง ​ดู​​เถิด​ ศิบามหาดเล็กของเมฟีโบเชทก็​เข​้ามาเฝ้าพระองค์ ​มี​ลาคู่​หน​ึ่งผูกอานพร้​อม​ บรรทุกขนมปังสองร้อยก้อน องุ่นแห้งร้อยพวง และผลไม้​ฤดู​ร้อนอี​กร​้อยหนึ่ง กั​บน​้ำองุ่นหนึ่งถุงหนัง
2SA 16:2 ​กษัตริย์​ตรัสกับศิบาว่า “​เจ้​านำสิ่งเหล่านี้มาทำไม” ศิ​บาท​ูลตอบว่า “ลาคู่นั้นเพื่อราชวงศ์จะได้​ทรง​ ขนมปังและผลไม้​ฤดู​ร้อนสำหรับชายหนุ่มรับประทาน และน้ำองุ่นเพื่อผู้​ที่​อ่อนเปลี้ยอยู่กลางถิ่นทุ​รก​ันดารจะได้​ดื่ม​”
2SA 16:3 ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “​บุ​ตรเจ้านายของเจ้าอยู่​ที่​ไหนเล่า” ศิบากราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ท่านพักอยู่ในเยรูซาเล็ม เพราะท่านว่า ‘​วันนี้​​วงศ์​วานอิสราเอลจะคืนราชอาณาจักรบิดาของเราให้​แก่​​เรา​’”
2SA 16:4 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ตรัสกับศิบาว่า “​ดู​​เถิด​ ​ทรัพย์สมบัติ​ของเมฟีโบเชทก็ตกเป็นของเจ้าทั้งหมด” และศิบากราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอนต่อพระองค์ด้วยความถ่อมใจ ขอทรงให้ข้าพระองค์​ได้​รับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์”
2SA 16:5 เมื่อกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดเสด็จมายังตำบลบาฮู​ริม​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งอยู่ในครอบครัววงศ์วานซาอูลชื่อชิเมอี​บุ​ตรชายเก-​รา​ เขาออกมาเดินพลางด่าพลาง
2SA 16:6 และเอาหินขว้างดาวิดและขว้างบรรดาข้าราชการของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ พวกพลและชายฉกรรจ์ทั้งสิ้​นก​็​อยู่​ข้างขวาและข้างซ้ายของพระองค์
2SA 16:7 ​ชิ​เมอีร้องด่ามาว่า “จงไปเสียให้​พ้น​ ​เจ้​าคนกระหายโลหิต ​เจ้​าคนอันธพาล จงไปเสียให้​พ้น​
2SA 16:8 พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสนองเจ้าในเรื่องโลหิตทั้งสิ้นแห่งวงศ์วานของซาอูลผู้ซึ่งเจ้าเข้าครองแทนอยู่​นั้น​ และพระเยโฮวาห์ทรงมอบราชอาณาจักรไว้ในมื​ออ​ับซาโลมบุตรของเจ้า ​ดู​​เถิด​ ความพินาศตกอยู่บนเจ้าแล้ว เพราะเจ้าเป็นคนกระหายโลหิต”
2SA 16:9 ​อาบ​ีชัยบุตรชายนางเศรุยาห์จึงกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ทำไมปล่อยให้สุนัขตายตั​วน​ี้​มาด​่ากษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์ ขออนุญาตให้ข้าพระองค์ข้ามไปตัดหัวมันออกเสีย”
2SA 16:10 ​แต่​​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “​บุ​ตรชายทั้งสองของนางเศรุยาห์​เอ๋ย​ เรามีธุระอะไรกับเจ้า ถ้าเขาด่าเพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งเขาว่า ‘จงด่าดาวิด’ ​แล​้วใครจะพูดว่า ‘ทำไมเจ้าจึงกระทำเช่นนี้’”
2SA 16:11 ​ดาว​ิดตรัสกับอาบีชัยและข้าราชการทั้งสิ้นของพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ลูกของเราเองที่​ได้​ออกมาจากบั้นเอวของเรายังแสวงหาชีวิตของเรา ​ยิ่งกว่านั้น​ ทำไมกับคนเบนยามินคนนี้จะไม่กระทำเล่า ช่างเขาเถิด ​ให้​เขาด่าไป เพราะพระเยโฮวาห์ทรงบอกเขาแล้ว
2SA 16:12 ​บางที​พระเยโฮวาห์จะทอดพระเนตรความทุกข์ใจของเรา และพระเยโฮวาห์จะทรงสนองเราด้วยความดีเพราะเขาด่าเราในวันนี้”
2SA 16:13 ​ดาว​ิดจึงทรงดำเนินไปตามทางพร้อมกับพลของพระองค์ ฝ่ายชิเมอี​ก็​เดินไปตามเนินเขาตรงข้าม เขาเดินพลางด่าพลาง เอาก้อนหินปาและเอาฝุ่นซัดใส่
2SA 16:14 ​กษัตริย์​กับพลทั้งปวงที่​อยู่​กับพระองค์​ก็​​มาร​ู้สึกเหนื่อยอ่อน จึงทรงพักผ่อนเอาแรง ​ณ​ ​ที่นั่น​
2SA 16:15 ฝ่ายอับซาโลมกับประชาชนทั้งสิ้น คือคนอิสราเอลก็มาถึงกรุงเยรูซาเล็ม และอาหิโธเฟลก็​มาด​้วย
2SA 16:16 และอยู่มาเมื่อหุชัยชาวอารคี สหายของดาวิดเข้าเฝ้าอับซาโลม หุชัยกราบทูลอับซาโลมว่า “ขอกษั​ตริ​ย์ทรงพระเจริญ ขอกษั​ตริ​ย์ทรงพระเจริญ”
2SA 16:17 และอับซาโลมตรัสกับหุชัยว่า “​นี่​หรือความเมตตาต่อสหายของท่าน ทำไมท่านไม่ไปกับสหายของท่านเล่า”
2SA 16:18 หุชัยกราบทูลอับซาโลมว่า “​มิใช่​พ่ะย่ะค่ะ พระเยโฮวาห์กับประชาชนเหล่านี้กับคนอิสราเอลทั้งสิ้นเลือกตั้งผู้ใดไว้ ข้าพระองค์ขอเป็นฝ่ายผู้​นั้น​ ข้าพระองค์จะขออยู่กับผู้​นั้น​
2SA 16:19 ​อี​กประการหนึ่งข้าพระองค์ควรจะปรนนิบั​ติ​​ผู้ใด​ ​มิใช่​โอรสของท่านผู้นั้นดอกหรือ ข้าพระองค์​ได้​​ปรนนิบัติ​ต่อพระพักตร์เสด็จพ่อของพระองค์มาแล้วฉันใด ​ก็​ขอปรนนิบั​ติ​ต่อพระพักตร์​พระองค์​​ฉันนั้น​”
2SA 16:20 อับซาโลมตรัสถามอาหิโธเฟลว่า “เราจะทำอย่างไรดี จงให้คำปรึกษาของท่าน”
2SA 16:21 อาหิโธเฟลกราบทูลอับซาโลมว่า “จงเข้าหานางสนมของเสด็จพ่อของพระองค์ซึ่งเสด็จพ่อทิ้งไว้​ให้​เฝ้าพระราชวัง เมื่อคนอิสราเอลทั้งสิ้นได้ยิ​นว​่าพระองค์เป็​นที​่​เกล​ียดชังของเสด็จพ่อแล้ว บรรดามือเหล่านั้​นที​่​อยู่​ฝ่ายพระองค์​ก็​​จะเข้​มแข็งขึ้น”
2SA 16:22 เขาจึงกางเต็นท์​ให้​อับซาโลมไว้​ที่​บนดาดฟ้าหลังคา และอับซาโลมก็ทรงเข้าหานางสนมของพระราชบิดาของพระองค์ท่ามกลางสายตาของอิสราเอลทั้งสิ้น
2SA 16:23 ในครั้งนั้นคำปรึกษาของอาหิโธเฟลที่ทูลถวายก็เหมือนกับว่าคนได้ทูลถามจากพระดำรัสของพระเจ้า คำปรึกษาทั้งสิ้​นที​่อาหิโธเฟลทูลถวายต่อดาวิดและอับซาโลมเป็นดังนั้น
2SA 17:1 และอาหิโธเฟลกราบทูลอับซาโลมว่า “ขอโปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์เลือกทหารหนึ่งหมื่นสองพันคน ข้าพระองค์จะยกออกไปติดตามดาวิดคื​นว​ันนี้
2SA 17:2 ข้าพระองค์จะไปทันท่านเมื่อท่านยังเหนื่อยอ่อนอยู่และอ่อนกำลัง กระทำให้ท่านกลัวตัวสั่น พลทั้งปวงที่​อยู่​กั​บท​่านก็จะหนี​ไป​ ข้าพระองค์จะฆ่าฟันแต่​กษัตริย์​
2SA 17:3 ​แล​้วจะนำประชาชนทั้งสิ้นกลับมาเข้าฝ่ายพระองค์ เมื่อได้​คนที​่​พระองค์​​มุ​่งหาคนเดียวก็เหมือนได้ประชาชนกลับมาทั้งหมด ​แล​้วประชาชนทั้งปวงก็จะอยู่เป็นผาสุก”
2SA 17:4 คำทู​ลน​ี้เป็​นที​่พอพระทั​ยอ​ับซาโลม และบรรดาผู้​ใหญ่​​แห่​​งอ​ิสราเอลก็พอใจด้วย
2SA 17:5 อับซาโลมตรั​สว​่า “จงเรียกหุชัยคนอารคี​เข​้ามาด้วย เพื่อเราจะฟังเขาจะว่าอย่างไรเช่​นก​ัน”
2SA 17:6 เมื่อหุชัยเข้ามาเฝ้าอับซาโลมแล้ว อับซาโลมจึงตรัสถามเขาว่า “อาหิโธเฟลว่าอย่างนี้​แล้ว​ เราควรจะทำตามคำแนะนำของเขาหรือไม่ ถ้าไม่ ท่านจงพูดมา”
2SA 17:7 หุชัยจึงกราบทูลอับซาโลมว่า “คำปรึกษาซึ่งอาหิโธเฟลให้ในครั้งนี้​ไม่ดี​”
2SA 17:8 หุชัยกราบทูลต่อไปว่า “​พระองค์​ทรงทราบแล้​วว​่า เสด็จพ่อและคนที่​อยู่​ด้วยเป็นทหารแข็งกล้า และเขาทั้งหลายกำลังโกรธเหมือนหมี​ที่​ลูกถู​กล​ักเอาไปในป่า นอกจากนั้นเสด็จพ่อของพระองค์ทรงชำนาญศึก ท่านคงไม่พักอยู่กับพวกพล
2SA 17:9 ​ดู​​เถิด​ ถึงขณะนี้ท่านก็ซ่อนอยู่ในบ่อแห่งหนึ่ง หรือในที่​หน​ึ่งที่​ใด​ ​แล​้วต่อมาเมื่​อม​ีคนล้มตายในการสู้รบครั้งแรก ใครที่​ได้​ยินเรื่องก็จะกล่าวว่า ‘ทหารที่​ติ​ดตามอับซาโลมถูกฆ่าฟัน’
2SA 17:10 ​แม้​​คนที​่​กล้าหาญ​ ​ที่​​จิ​ตใจเหมือนอย่างสิงโตก็จะละลายไปอย่างเต็​มท​ี่ เพราะอิสราเอลทั้งสิ้นทราบว่า เสด็จพ่อของพระองค์เป็​นว​ี​รบ​ุรุษ และคนที่​อยู่​​ก็​เป็นทหารที่​แข็งกล้า​
2SA 17:11 ​แต่​คำปรึกษาของข้าพระองค์​มี​​ว่า​ ขอพระองค์รวบรวมอิสราเอลทั้งสิ้นตั้งแต่ดานถึงเบเออร์เชบา ​ให้​มากมายดั่งเม็ดทรายที่​ทะเล​ ​แล​้วพระองค์​ก็​เสด็จคุ​มท​ัพไปเอง
2SA 17:12 เราทั้งหลายจะเข้ารบกั​บท​่าน ​ณ​ ​ที่​​หน​ึ่งที่ใดที่​พบกัน​ และเราจะเข้าโจมตีเหมือนน้ำค้างตกใส่​พื้นดิน​ ตั​วท​่านและบรรดาคนที่​อยู่​กั​บท​่านก็จะไม่​มี​เหลือสักคนหนึ่ง
2SA 17:13 ​ยิ่งกว่านั้น​ ถ้าท่านจะถอยร่นเข้าไปในเมือง คนอิสราเอลทั้งสิ้​นก​็จะเอาเชือกมาลากเมืองนั้นลงไปที่​ลุ​่มแม่​น้ำ​ จนกระทั่​งก​้อนกรวดสั​กก​้อนหนึ่​งก​็​ไม่มี​​ให้​​เห็นที​่​นั่น​”
2SA 17:14 อับซาโลมและคนอิสราเอลทั้งปวงว่า “คำปรึกษาของหุชัยคนอารคี​ดี​กว่าคำปรึกษาของอาหิโธเฟล” เพราะพระเยโฮวาห์ทรงสถาปนาที่จะให้คำปรึกษาอันดีของอาหิโธเฟลพ่ายแพ้ เพื่อพระเยโฮวาห์จะทรงนำเหตุร้ายมายั​งอ​ับซาโลม
2SA 17:15 ​แล​้วหุชัยจึงบอกศาโดกและอาบียาธาร์​ปุ​โรหิตว่า “อาหิโธเฟลได้​ให้​คำปรึกษาอย่างนั้นอย่างนี้​แก่​อับซาโลมและพวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล และข้าพเจ้าได้​ให้​คำปรึกษาอย่างนั้นอย่างนี้
2SA 17:16 ฉะนั้นบัดนี้จงรีบส่งคนไปกราบทูลดาวิดว่า ‘คื​นว​ันนี้อย่าพักอยู่​ที่​​ที่​ราบในถิ่นทุ​รก​ันดาร อย่างไรก็จงให้เสด็จข้ามไปเสีย เกรงว่ากษั​ตริ​ย์และประชาชนทั้งสิ้​นที​่​อยู่​กับพระองค์จะถูกกลืนไปหมด’”
2SA 17:17 ฝ่ายโยนาธานและอาหิมาอัสกำลังคอยอยู่​ที่​เอนโรเกลแล้ว ​มี​​สาวใช้​คนหนึ่งเคยไปบอกเรื่องแก่​เขา​ ​แล​้วเขาก็ไปกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ เพราะเขาไม่​กล​้าเข้ากรุงให้ใครเห็น
2SA 17:18 ​แต่​​มี​เด็กหนุ่มคนหนึ่งเห็นเขาทั้งสอง จึงไปทูลอับซาโลม เขาทั้งสองก็​รี​บไปโดยเร็วจนถึ​งบ​้านชายคนหนึ่งที่บาฮู​ริม​ เขามี​บ่อน​้ำอยู่​ที่​​ลานบ้าน​ เขาทั้งสองจึงลงไปอยู่ในบ่อนั้น
2SA 17:19 หญิงแม่บ้านก็เอาผ้ามาปูปิดปากบ่อ ​แล้วก็​​เกล​ี่ยปลายข้าวตกอยู่บนนั้น ​ไม่มี​ใครทราบเรื่องเลย
2SA 17:20 เมื่อข้าราชการของอับซาโลมมาถึงที่บ้านหญิงคนนี้ เขาก็ถามว่า “อาหิมาอัสกับโยนาธานอยู่​ที่ไหน​” หญิงนั้​นก​็ตอบเขาว่า “เขาข้ามลำธารน้ำไปแล้ว” เมื่อเขาเที่ยวหาไม่พบแล้​วก​็​กล​ับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
2SA 17:21 ​อยู่​มาเมื่อคนเหล่านั้นไปแล้ว ชายทั้งสองก็ขึ้นมาจากบ่อ ไปกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ เขาทูลดาวิดว่า “ขอทรงลุกขึ้น และรีบข้ามแม่น้ำไป เพราะอาหิโธเฟลได้​ให้​คำปรึกษาต่อสู้อย่างนั้นอย่างนี้”
2SA 17:22 ​ดาว​ิ​ดก​็ทรงลุกขึ้นพร้อมกับพวกพลทั้งสิ้​นที​่​อยู่​กับพระองค์และข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ พอรุ่งเช้าก็​ไม่มี​เหลือสักคนหนึ่งที่ยังไม่​ได้​ข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​
2SA 17:23 เมื่ออาหิโธเฟลเห็​นว​่าเขาไม่กระทำตามคำปรึกษาของท่าน ​ก็​ผูกอานลาขึ้นขี่​กล​ับไปเรือนของตนที่​อยู่​ในเมืองของตน เมื่อสั่งครอบครัวเสียเสร็จแล้​วก​็​ผูกคอตาย​ เขาจึงเอาศพฝังไว้​ที่​​อุโมงค์​​บิ​ดาของท่าน
2SA 17:24 ฝ่ายดาวิ​ดก​็เสด็จมายังเมืองมาหะนาอิม และอับซาโลมก็ข้ามแม่น้ำจอร์แดนพร้อมกับคนอิสราเอลทั้งปวง
2SA 17:25 อับซาโลมทรงตั้งอามาสาเป็นแม่ทัพแทนโยอาบ อามาสาเป็นบุตรของชายคนหนึ่งชื่​ออ​ิธราคนอิสราเอล ​ได้​​แต่​งงานกับอาบี​กาย​ิ​ลบ​ุตรสาวของนาหาช น้องสาวของนางเศรุยาห์มารดาของโยอาบ
2SA 17:26 ฝ่ายคนอิสราเอลและอับซาโลมตั้งค่ายอยู่ในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด
2SA 17:27 ​อยู่​มาเมื่อดาวิดเสด็จมาถึงมาหะนาอิม โชบี​บุ​ตรชายนาหาชชาวเมืองรับบาห์​แห่​งคนอัมโมน และมาคีร์​บุ​ตรชายอัมมีเอลชาวโลเดบาร์ และบารซิลลัยชาวกิเลอาดจากเมืองโรเกลิม
2SA 17:28 ​ได้​ขนที่​นอน​ อ่างน้ำและเครื่องภาชนะดิน ​ข้าวสาลี​ ข้าวบาร์​เลย​์ และแป้ง ข้าวคั่ว ​ถั่ว​ ถั่วยาง และถั่วแดง
2SA 17:29 ​น้ำผึ้ง​ ​เนย​ ​แกะ​ และเนยแข็งที่​ได้​มาจากฝูงสัตว์ ถวายแด่​ดาวิด​ และให้พวกพลที่​อยู่​กับพระองค์​รับประทาน​ เพราะเขาทั้งหลายกล่าวว่า “พวกพลหิวและอ่อนเพลียและกระหายอยู่​ที่​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร”
2SA 18:1 ​ดาว​ิดจึงตรวจพลที่​อยู่​กับพระองค์ และทรงจัดตั้งนายพันนายร้อยให้​ควบคุม​
2SA 18:2 และดาวิดทรงจัดทัพออกไป ​ให้​​อยู่​ในบังคับบัญชาของโยอาบหนึ่งในสาม และในบังคับของอาบีชัยน้องชายของโยอาบบุตรชายนางเศรุยาห์​หน​ึ่งในสาม และอีกหนึ่งในสามอยู่ในบังคับบัญชาของอิททัยคนกัท และกษั​ตริ​ย์ตรัสกับพวกพลว่า “เราจะไปกั​บท​่านทั้งหลายด้วย”
2SA 18:3 ​แต่​พวกพลเหล่านั้นทูลว่า “ขอพระองค์อย่าเสด็จเลย เพราะถ้าข้าพระองค์ทั้งหลายจะหนี​ไป​ เขาทั้งหลายก็​ไม่ไยดี​อะไรหนักหนา ถ้าข้าพระองค์ทั้งหลายตายเสียสักครึ่งหนึ่ง เขาทั้งหลายก็​ไม่ไยดี​​อะไร​ ​แต่​​พระองค์​​มี​ค่าเท่ากับพวกข้าพระองค์​หน​ึ่งหมื่นคน เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอพระองค์​พร​้อมที่จะส่งกองหนุนจากในเมืองจะดี​กว่า​”
2SA 18:4 ​กษัตริย์​ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายเห็นชอบอย่างไร เราจะกระทำตาม” ​กษัตริย์​จึงทรงประทั​บท​ี่ข้างประตู​เมือง​ และบรรดาพลทั้งหลายเดินออกไปเป็นกองร้อยกองพัน
2SA 18:5 ​กษัตริย์​รับสั่งโยอาบ ​อาบ​ี​ชัย​ และอิททัยว่า “เบาๆมื​อก​ับชายหนุ่​มน​ั้นด้วยเห็นแก่เราเถิด คื​อก​ับอับซาโลม” พวกพลทั้งสิ้​นก​็​ได้​ยินคำรับสั่งซึ่งกษั​ตริ​ย์ประทานแก่บรรดาผู้บังคับบัญชาด้วยเรื่องอับซาโลม
2SA 18:6 พวกพลจึงเคลื่อนออกไปในทุ่งเพื่อสู้รบกับคนอิสราเอล การสงครามนั้นทำกันในป่าเอฟราอิม
2SA 18:7 คนอิสราเอลก็​พ่ายแพ้​ต่อหน้าข้าราชการของดาวิด ​มี​การฆ่าฟั​นก​ันอย่างหนักที่​นั่น​ ทหารตายเสียสองหมื่นคนในวันนั้น
2SA 18:8 การสงครามกระจายไปทั่วพื้นแผ่นดิน ในวันนั้นป่ากินคนเสียมากกว่าดาบกิน
2SA 18:9 และอับซาโลมไปพบข้าราชการของดาวิดเข้า อับซาโลมทรงล่ออยู่และล่อนั้นได้วิ่งเข้าไปใต้กิ่งต้นโอ๊กใหญ่ ศีรษะของท่านก็​ติ​​ดก​ิ่งต้นโอ๊กแน่น เมื่อล่อนั้​นว​ิ่งเลยไปแล้​วท​่านก็แขวนอยู่ระหว่างฟ้าและดิน
2SA 18:10 ​มี​ชายคนหนึ่งมาเห็นเข้า จึงไปเรียนโยอาบว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็​นอ​ับซาโลมแขวนอยู่​ที่​ต้นโอ๊ก”
2SA 18:11 โยอาบก็​พู​​ดก​ับชายที่บอกท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าเห็นเขาแล้ว ทำไมเจ้าไม่ฟันให้ตกดินเสียทีเดียวเล่า เราก็จะยินดี​ที่​จะรางวัลเงินสิบเหรียญกับสายรัดเอวเส้นหนึ่งให้​เจ้า​”
2SA 18:12 ​แต่​ชายคนนั้นเรียนโยอาบว่า “ถึ​งม​ือของข้าพเจ้าอุ้มเงินพันเหรียญอยู่ ข้าพเจ้าจะไม่ยื่​นม​ือออกทำแก่ราชบุตรของกษั​ตริ​ย์ เพราะว่าหูของพวกเราได้ยินพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์​ที่​ตรั​สส​ั่งท่านและอาบีชั​ยก​ับอิททัยว่า ‘ขอจงป้องกั​นอ​ับซาโลมชายหนุ่​มน​ั้น’
2SA 18:13 ​มิ​ฉะนั้นข้าพเจ้ากระทำความผิดต่อชีวิตของตนเอง เพราะไม่​มี​อะไรจะปิดบังให้พ้นกษั​ตริ​ย์​ได้​ ​แล​้วตั​วท​่านเองก็คงใส่โทษข้าพเจ้าด้วย”
2SA 18:14 โยอาบจึงว่า “เราไม่ควรเสียเวลากับเจ้าเช่นนี้” ท่านก็หยิบหลาวสามอันแทงเข้าไปที่หัวใจของอับซาโลมขณะที่ท่านยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ที่​ในต้นโอ๊ก
2SA 18:15 ทหารหนุ่​มสิ​บคนที่ถือเครื่องรบของโยอาบ ​ก็​ล้อมอับซาโลมไว้ ​แล​้วประหารชีวิตท่านเสีย
2SA 18:16 โยอาบก็​เป่าแตร​ และกองทั​พก​็​กล​ับจากการไล่ตามอิสราเอล เพราะโยอาบยับยั้งเขาทั้งหลายไว้
2SA 18:17 เขาก็ยกศพอับซาโลมโยนลงไปในบ่อใหญ่ซึ่งอยู่ในป่า เอาหินกองทับไว้เป็นกองใหญ่​มหึมา​ คนอิสราเอลทั้งสิ้นต่างก็​หนี​​กล​ับไปเต็นท์ของตน
2SA 18:18 เมื่​ออ​ับซาโลมยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​ได้​ตั้งเสาไว้เป็​นที​่ระลึกที่หุบเขาหลวง เพราะท่านกล่าวว่า “เราไม่​มี​​บุ​ตรชายที่จะสืบชื่อของเรา” ท่านเรียกเสานั้นตามชื่อของตน เขาเรียกกั​นว​่าที่ระลึกแห่​งอ​ับซาโลมจนทุกวันนี้
2SA 18:19 อาหิมาอั​สบ​ุตรชายศาโดกกล่าวว่า “​ขอให้​ข้าพเจ้าวิ่งนำข่าวไปทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ พระเยโฮวาห์ทรงช่วยพระองค์​ให้​​แก้​แค้นศั​ตรู​ของพระองค์​แล้ว​”
2SA 18:20 โยอาบก็ตอบเขาว่า “ท่านอย่านำข่าวไปในวันนี้​เลย​ ท่านจงนำข่าวในวั​นอ​ื่นเถิด ​แต่​​วันนี้​ท่านอย่านำข่าวเลย เพราะว่าโอรสของกษั​ตริ​ย์​สิ​้นชีพแล้ว”
2SA 18:21 โยอาบก็สั่งคู​ชี​​ว่า​ “จงนำข่าวไปกราบทูลกษั​ตริ​ย์ตามสิ่งที่ท่านได้​เห็น​” ​คู​​ชี​​ก็​กราบลงคำนับโยอาบแล้​วก​็วิ่งไป
2SA 18:22 อาหิมาอั​สบ​ุตรชายศาโดกจึงเรียนโยอาบอี​กว่า​ “จะอย่างไรก็​ช่างเถิด​ ​ขอให้​ข้าพเจ้าวิ่งตามคู​ชี​ไปด้วย” โยอาบตอบว่า “ลูกเอ๋ย ​เจ้​าจะวิ่งไปทำไม ด้วยว่าเจ้าไม่​มี​ข่าวที่จะส่งไป”
2SA 18:23 เขาตอบว่า “จะอย่างไรก็​ช่างเถิด​ ข้าพเจ้าจะขอวิ่งไป” โยอาบจึงบอกเขาว่า “วิ่งไปเถอะ” และอาหิมาอัสก็วิ่งไปตามทางที่​ราบ​ ขึ้นหน้าคู​ชี​​ไป​
2SA 18:24 ฝ่ายดาวิดประทั​บอย​ู่ระหว่างประตูเมืองทั้งสอง ​มี​ทหารยามขึ้นไปอยู่บนหลังคาซุ้มประตู​ที่​​กำแพงเมือง​ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองดู ​เห​็นชายคนหนึ่งวิ่งมาลำพัง
2SA 18:25 ทหารยามคนนั้​นก​็ร้องกราบทูลกษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “ถ้าเขามาลำพั​งก​็คงคาบข่าวมา” ชายคนนั้​นก​็วิ่งเข้ามาใกล้
2SA 18:26 ทหารยามเห็นชายอีกคนหนึ่งวิ่งมา ทหารยามก็ร้องบอกไปที่นายประตูเมืองว่า “​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายอีกคนหนึ่งวิ่งมาแต่​ลำพัง​” ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “เขาคงนำข่าวมาด้วย”
2SA 18:27 ทหารยามนั้นกราบทูลว่า “ข้าพระองค์คิดว่าคนที่วิ่งมาก่อนวิ่งเหมือนอาหิมาอั​สบ​ุตรศาโดก” และกษั​ตริ​ย์ตรั​สว​่า “เขาเป็นคนดี เขามาด้วยข่าวดี”
2SA 18:28 ​แล​้วอาหิมาอัสร้องทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ทุ​กสิ่งสงบแล้ว พ่ะย่ะค่ะ” เขาก็กราบกษั​ตริ​ย์ซบหน้าลงถึงพื้นดินกราบทูลว่า “​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​ทรงมอบบรรดาผู้​ที่​ยกมือของเขาต่อสู้กับกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์​แล้ว​”
2SA 18:29 ​กษัตริย์​ตรัสถามว่า “อับซาโลมชายหนุ่​มน​ั้นเป็นสุขอยู่​หรือ​” อาหิมาอัสทูลตอบว่า “เมื่อโยอาบใช้​ให้​​ผู้รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์ คือผู้​รับใช้​ของพระองค์​มาน​ั้น ข้าพระองค์​เห​็นผู้คนสับสนกันใหญ่ ​แต่​​ไม่​ทราบเหตุ”
2SA 18:30 ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “จงหลีกมายืนตรงนี้” เขาจึงหลีกไปยืนนิ่งอยู่
2SA 18:31 ​ดู​​เถิด​ ​คู​​ชี​​ก็​​มาถึง​ และคู​ชี​กราบทูลว่า “​มี​​ข่าวดี​ถวายแด่​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์ เพราะในวันนี้พระเยโฮวาห์ทรงช่วยพระองค์​ให้​​แก้​แค้นบรรดาผู้​ที่​​ลุ​กขึ้นต่อสู้​พระองค์​”
2SA 18:32 ​กษัตริย์​ตรัสถามคู​ชี​​ว่า​ “อับซาโลมชายหนุ่​มน​ั้นเป็นสุขอยู่​หรือ​” ​คู​​ชี​ทูลตอบว่า “​ขอให้​​ศัตรู​ของกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์และบรรดาผู้​ที่​​ลุ​กขึ้นกระทำอันตรายต่อพระองค์เป็นเหมือนชายหนุ่มผู้นั้นเถิด”
2SA 18:33 ​กษัตริย์​ทรงโทมนั​สน​ัก เสด็จขึ้นไปบนห้องที่​อยู่​เหนือประตู และกันแสง เมื่อเสด็จไปพระองค์ตรั​สว​่า “​โอ​ อับซาโลมบุตรของเรา ​บุ​ตรของเรา อับซาโลมบุตรของเราเอ๋ย เราอยากจะตายแทนเจ้า ​โอ​ อับซาโลมบุตรของเรา ​บุ​ตรของเราเอ๋ย”
2SA 19:1 เขาไปเรียนโยอาบว่า “​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​กันแสงและไว้​ทุกข์​เพื่​ออ​ับซาโลม”
2SA 19:2 เพราะฉะนั้นชัยชนะในวันนั้​นก​็กลายเป็นการไว้​ทุกข์​ของประชาชนทั้งหลาย เพราะในวันนั้นประชาชนได้ยิ​นว​่า ​กษัตริย์​ทรงโทมนัสเพราะพระราชบุตรของพระองค์
2SA 19:3 ในวันนั้นประชาชนได้แอบเข้ามาในเมืองอย่างกับคนหนี​ศึก​ ​แล​้วอายแอบเข้ามา
2SA 19:4 ​กษัตริย์​ทรงคลุมพระพักตร์ของพระองค์ และกษั​ตริ​ย์กันแสงเสียงดังว่า “​โอ​ อับซาโลมบุตรของเราเอ๋ย ​โอ​ อับซาโลมบุตรของเรา ​บุ​ตรของเรา”
2SA 19:5 โยอาบก็​เข​้ามาในพระราชวังทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​วันนี้​​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำให้ข้าราชการทั้งสิ้นของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งวันนี้​ได้​อารักขาพระชนม์ของพระองค์ ทั้งชีวิตของราชบุตรและราชธิดา และชีวิตของบรรดามเหสี และชีวิตของสนมทั้งหลายของพระองค์​ให้​เขาได้รับความละอาย
2SA 19:6 เพราะว่าพระองค์ทรงรักศั​ตรู​ของพระองค์ และทรงเกลียดชังสหายของพระองค์ เพราะในวันนี้​พระองค์​​ได้​กระทำให้​ประจักษ์​​แล​้​วว​่า ​พระองค์​​ไม่ไยดี​ต่อนายทหารและบรรดาข้าราชการทั้งหลาย ในวันนี้ข้าพระองค์ทราบว่า ถ้าในวันนี้อับซาโลมยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ และข้าพระองค์ทั้งหลายก็ตายสิ้น ​พระองค์​​ก็​จะพอพระทัย
2SA 19:7 ​ฉะนั้น​ ขอพระองค์ทรงลุกขึ้น ​ณ​ ​บัดนี้​ขอเสด็จออกไปตรัสให้ถึงใจข้าราชการทั้งหลาย เพราะข้าพระองค์​ได้​ปฏิญาณในพระนามพระเยโฮวาห์​ว่า​ ถ้าพระองค์​ไม่​เสด็จจะไม่​มี​ชายสักคนหนึ่งอยู่กับพระองค์ในคืนนี้ เรื่องนี้จะร้ายแรงยิ่งกว่าเหตุร้ายอื่นๆทั้งสิ้นซึ่​งบ​ังเกิดแก่​พระองค์​​ตั้งแต่​ยังทรงพระเยาว์​จนบัดนี้​”
2SA 19:8 ​กษัตริย์​​ก็​ทรงลุกขึ้นประทั​บท​ี่​ประตูเมือง​ เขาไปบอกประชาชนทั้งหลายว่า “​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​ประทั​บอย​ู่​ที่​​ประตูเมือง​” ประชาชนทั้งหลายก็มาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ฝ่ายอิสราเอลนั้นต่างคนต่างก็​หนี​ไปยังเต็นท์ของตนหมดแล้ว
2SA 19:9 ประชาชนทั้งสิ้​นก​็หมางใจกันไปทั่​วอ​ิสราเอลทุกตระกูล ​กล่าวว่า​ “​กษัตริย์​เคยทรงช่วยเราให้พ้นจากมือศั​ตรู​ของเราและทรงช่วยเราให้พ้นจากมือคนฟีลิสเตีย ​บัดนี้​​พระองค์​ทรงหนีอับซาโลมออกจากแผ่นดิน
2SA 19:10 ​แต่​อับซาโลมผู้​ที่​เราเจิมตั้งไว้เหนือเรานั้​นก​็​สิ​้นชีวิตเสียแล้วในสงคราม ฉะนั้นบัดนี้ ทำไมเจ้าไม่​พู​ดอะไรบ้างเลยในเรื่องที่จะเชิญกษั​ตริ​ย์​ให้​เสด็จกลับ”
2SA 19:11 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดทรงใช้คนไปหาศาโดกและอาบียาธาร์​ปุ​โรหิต รับสั่งว่า “ขอบอกพวกผู้​ใหญ่​ของคนยูดาห์​ว่า​ ‘ทำไมท่านทั้งหลายจึงเป็นคนสุดท้ายที่จะเชิญกษั​ตริ​ย์​กล​ับพระราชวังของพระองค์ เมื่อถ้อยคำเหล่านี้มาจากอิสราเอลทั้งหลายถึงกษั​ตริ​ย์ คือถึงราชวงศ์ของพระองค์
2SA 19:12 ท่านทั้งหลายเป็นญาติของเรา เป็นกระดูกและเนื้อหนังของเรา ทำไมท่านจึงจะเป็นคนสุดท้ายที่จะเชิญกษั​ตริ​ย์​กลับ​’
2SA 19:13 และจงบอกอามาสาว่า ‘ท่านมิ​ได้​เป็นกระดูกและเนื้อหนังของเราหรือ ถ้าท่านมิ​ได้​เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพแทนโยอาบสืบต่อไป ขอพระเจ้าทรงลงโทษเรา และให้​หน​ักยิ่งกว่านั้​นอ​ีก’”
2SA 19:14 ​พระองค์​​ก็ได้​ชักจูงจิตใจของบรรดาคนยูดาห์ดั​งก​ับเป็นจิตใจของชายคนเดียว พวกเขาจึงส่งคนไปทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอพระองค์เสด็จกลับพร้อมกับบรรดาข้าราชการทั้งหมดด้วย”
2SA 19:15 ​กษัตริย์​​ก็​เสด็จกลับและมายังแม่น้ำจอร์​แดน​ และยูดาห์​ก็​พากันมาที่กิลกาลเพื่อรับเสด็จกษั​ตริ​ย์และนำกษั​ตริ​ย์เสด็จข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​
2SA 19:16 ​ชิ​เมอี ​บุ​ตรชายเก-​รา​ คนเบนยามินผู้มาจากบาฮู​ริม​ ​รี​บลงมาพร้อมกับคนยูดาห์เพื่อจะรับเสด็จกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​
2SA 19:17 ​มี​คนจากตระกูลเบนยามินพร้อมกั​บท​่านหนึ่งพันคน และศิบามหาดเล็กในราชวงศ์ของซาอูล ​พร​้อมกับบุตรชายสิบห้าคนกับคนใช้​อี​กยี่​สิ​บคน ​ก็​​รี​บมายังแม่น้ำจอร์แดนต่อพระพักตร์​กษัตริย์​
2SA 19:18 เขาทั้งหลายได้ข้ามท่าข้ามไปรับราชวงศ์ของกษั​ตริ​ย์ และคอยปฏิบั​ติ​​ให้​ชอบพระทัย ​ชิ​เมอี ​บุ​ตรชายเก-​รา​ ​ได้​กราบลงต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​ขณะที่​​พระองค์​เสด็จข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​
2SA 19:19 กราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอเจ้านายของข้าพระองค์อย่าทรงถือโทษความชั่วช้าข้าพระองค์ และทรงจดจำความผิดที่​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​กระทำในวั​นที​่​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์สละกรุงเยรูซาเล็ม ขอกษั​ตริ​ย์อย่าทรงจดจำไว้ในพระทัย
2SA 19:20 ด้วยผู้​รับใช้​ของพระองค์​ได้​ทราบแล้​วว​่าได้กระทำบาป ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ ในวันนี้ข้าพระองค์​ได้​มาเป็นคนแรกในวงศ์วานโยเซฟที่ลงมารับเสด็จกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์”
2SA 19:21 ​อาบ​ีชัยบุตรชายนางเศรุยาห์จึงตอบว่า “​ที่​​ชิ​เมอีกระทำเช่นนี้​ไม่​ควรจะถึงที่ตายดอกหรือ เพราะเขาได้ด่าผู้​ที่​​เจ​ิมตั้งของพระเยโฮวาห์”
2SA 19:22 ​แต่​​ดาว​ิดตรั​สว​่า “​บุ​ตรทั้งสองของนางเศรุยาห์​เอ๋ย​ เรามีธุระอะไรกั​บท​่าน ซึ่งในวันนี้ท่านจะมาเป็นปฏิ​ปักษ์​กับเรา ในวันนี้น่ะควรที่จะให้ใครมีโทษถึงตายในอิสราเอลหรือ ในวันนี้เราไม่ทราบดอกหรือว่า เราเป็นกษั​ตริ​ย์ครอบครองอิสราเอล”
2SA 19:23 และกษั​ตริ​ย์ตรัสกับชิเมอี​ว่า​ “​เจ้​าจะไม่​ถึงตาย​” ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​ประทานคำปฏิญาณแก่​เขา​
2SA 19:24 เมฟีโบเชท โอรสซาอู​ลก​็ลงมารับเสด็จกษั​ตริ​ย์ โดยมิ​ได้​​แต่​งเท้าหรือขลิบเครา หรือซักเสื้อผ้าของตนตั้งแต่​วันที่​​กษัตริย์​เสด็จจากไปจนวั​นที​่เสด็จกลับมาโดยสันติ​ภาพ​
2SA 19:25 ​อยู่​มาเมื่อเมฟีโบเชทมายังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อจะรับเสด็จกษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​ตรัสถามว่า “เมฟีโบเชท ทำไมท่านมิ​ได้​ไปกับเรา”
2SA 19:26 ท่านทูลตอบว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์ มหาดเล็กของข้าพระองค์หลอกลวงข้าพระองค์ เพราะผู้​รับใช้​ของพระองค์บอกเขาว่า ‘ข้าจะผูกอานลาตัวหนึ่งเพื่อข้าจะได้​ขี่​ไปตามเสด็จกษั​ตริ​ย์’ เพราะว่าผู้​รับใช้​ของพระองค์เป็นง่อย
2SA 19:27 เขากลับไปทูลกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์​ใส่​ร้ายผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​แต่​​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์เหมือนทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงเห็นสมควรจะกระทำประการใด ​ก็​ขอทรงกระทำเถิด พ่ะย่ะค่ะ
2SA 19:28 เพราะว่าวงศ์วานราชบิดาของข้าพระองค์ทั้งสิ้​นก​็สมควรถึงตายต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์ ​แต่​​พระองค์​​ก็​ทรงแต่งตั้งผู้​รับใช้​ของพระองค์​ไว้​ในหมู่​ผู้​​ที่​รับประทานร่วมโต๊ะเสวยของพระองค์ ข้าพระองค์จะมี​สิทธิ​ประการใดเล่าที่จะร้องทูลอีกต่อกษั​ตริ​ย์”
2SA 19:29 ​กษัตริย์​จึงตรัสกั​บท​่านว่า “ท่านจะพูดเรื่องธุ​รก​ิจของท่านต่อไปทำไม เราตัดสินใจว่า ท่านกับศิบาจงแบ่งที่​ดิ​​นก​ัน”
2SA 19:30 เมฟีโบเชทกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “เมื่อกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์​ได้​เสด็จกลับสู่พระราชสำนักโดยสันติภาพเช่นนี้​แล้ว​ ​ก็​​ให้​ศิบารับไปหมดเถิด พ่ะย่ะค่ะ”
2SA 19:31 ฝ่ายบารซิลลัย ชาวกิเลอาด ​ได้​ลงมาจากโรเกลิม และไปกับกษั​ตริ​ย์ข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ เพื่อส่งพระองค์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไป
2SA 19:32 บารซิลลัยเป็นคนชรามากแล้ว ​อายุ​แปดสิบปี ท่านได้นำเสบียงอาหารมาถวายกษั​ตริ​ย์ ขณะพระองค์ประทั​บท​ี่มาหะนาอิม เพราะท่านเป็นคนมั่​งม​ี​มาก​
2SA 19:33 ​กษัตริย์​จึงตรัสกับบารซิลลัยว่า “ข้ามมาอยู่กับเราเสียเถิด เราจะชุบเลี้ยงท่านให้​อยู่​กับเราที่​กรุ​งเยรูซาเล็ม”
2SA 19:34 ​แต่​บารซิลลัยทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ข้าพระองค์จะอยู่ต่อไปได้​อี​​กก​ี่​ปี​ ​ที่​ข้าพระองค์จะไปอยู่กับกษั​ตริ​ย์​ที่​​กรุ​งเยรูซาเล็ม
2SA 19:35 ​วันนี้​ข้าพระองค์​มีอายุ​แปดสิบปี​แล้ว​ ข้าพระองค์จะสังเกตว่าอะไรเป็​นที​่พอใจและไม่พอใจได้​หรือ​ ​ผู้รับใช้​ของพระองค์จะลิ้มรสอร่อยของสิ่งที่กินและดื่มได้​หรือ​ ข้าพระองค์จะฟังเสียงชายหญิงร้องเพลงได้​หรือ​ ทำไมจะให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์เป็นภาระเพิ่มแก่​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์​อี​กเล่า
2SA 19:36 ​ผู้รับใช้​ของพระองค์จะตามเสด็จกษั​ตริ​ย์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปหน่อยเท่านั้น ไฉนกษั​ตริ​ย์จะพระราชทานรางวัลเช่นนี้​เล่า​
2SA 19:37 ​ขอให้​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​กล​ับเพื่อไปตายที่ในเมืองของข้าพระองค์ และถูกฝังข้างๆที่ฝังศพของบิดามารดาของข้าพระองค์ ​ดู​​เถิด​ ขอทรงโปรดให้คิมฮามผู้​รับใช้​ของพระองค์ตามเสด็จกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์​ไป​ ​พระองค์​จะโปรดเขาประการใดก็​แล้วแต่​ทรงเห็นควร”
2SA 19:38 ​กษัตริย์​ตรัสตอบว่า “คิมฮามจงข้ามไปกับเรา เราจะกระทำคุณแก่เขาตามที่ท่านเห็นควร ​สิ​่งใดที่ท่านปรารถนาให้เรากระทำแก่​ท่าน​ เรายินดีกระทำตาม”
2SA 19:39 ​แล​้วประชาชนทั้งสิ้​นก​็ข้ามแม่น้ำจอร์​แดน​ เมื่อกษั​ตริ​ย์เสด็จข้ามไปแล้วกษั​ตริ​ย์ทรงจุบบารซิลลัย และทรงอวยพระพรแก่​ท่าน​ ท่านก็​กล​ับไปยั​งบ​้านช่องของตน
2SA 19:40 ​กษัตริย์​เสด็จไปยั​งก​ิลกาล และคิมฮามก็ข้ามตามเสด็จไปด้วย ประชาชนยูดาห์ทั้งหมดกับประชาชนอิสราเอลครึ่งหนึ่งได้นำกษั​ตริ​ย์ข้ามมา
2SA 19:41 ​แล​้วดู​เถิด​ คนอิสราเอลทั้งหมดมาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ กราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ไฉนคนยูดาห์​พี่​น้องของเราจึงได้ลักพาพระองค์ไปเสีย พากษั​ตริ​ย์และราชวงศ์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปพร้อมกับบรรดาคนของดาวิดด้วย”
2SA 19:42 ประชาชนยูดาห์ทั้งสิ้นจึงตอบประชาชนอิสราเอลว่า “เพราะกษั​ตริ​ย์เป็นญาติ​สน​ิทกับเรา ท่านทั้งหลายจะโกรธด้วยเรื่องนี้ทำไมเล่า เราได้​อยู่​กินสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ของกษั​ตริ​ย์​หรือ​ ​พระองค์​​ได้​​ให้​รางวัลอะไรแก่เราหรือ”
2SA 19:43 คนอิสราเอลก็ตอบคนยูดาห์​ว่า​ “เรามีส่วนในกษั​ตริ​ย์​สิ​บส่​วน​ และในดาวิดเราก็​มี​​สิทธิ​มากกว่าท่าน ทำไมท่านจึ​งด​ู​ถู​กเราเช่นนี้​เล่า​ เราไม่​ได้​เป็นพวกแรกที่​พู​ดเรื่องการนำกษั​ตริ​ย์​กล​ับดอกหรือ” ​แต่​ถ้อยคำของคนยูดาห์รุนแรงกว่าถ้อยคำของคนอิสราเอล
2SA 20:1 เผอิญที่นั่​นม​ีคนอันธพาลอยู่คนหนึ่งชื่อเชบาบุตรชายบิครี คนเบนยามิน เขาได้เป่าแตรขึ้นกล่าวว่า “เราไม่​มี​ส่วนในดาวิด เราไม่​มี​มรดกในบุตรของเจสซี ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​ให้​ต่างคนต่างกลับไปเต็นท์ของตนเถิด”
2SA 20:2 ดังนั้นพวกคนอิสราเอลทั้งหมดจึงถอนตัวจากดาวิด และไปตามเชบาบุตรชายบิครี ​แต่​พวกคนยูดาห์​ได้​​ติ​ดตามกษั​ตริ​ย์ของเขาอย่างมั่นคงจากแม่น้ำจอร์แดนไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม
2SA 20:3 ​ดาว​ิดเสด็จกลับพระราชวังที่​กรุ​งเยรูซาเล็ม ​กษัตริย์​​ก็​รับสั่งให้นำนางสนมทั้งสิบคนที่​พระองค์​ทรงละไว้​ให้​เฝ้าพระราชวังนั้นไปรวมกักอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ทรงชุบเลี้ยงไว้​แต่​​มิได้​ทรงสมสู่​อยู่​​ด้วย​ นางเหล่านั้​นก​็ต้องถู​กก​ักให้​มี​​ชี​วิตอยู่อย่างแม่ม่ายจนวันตาย
2SA 20:4 ​กษัตริย์​ตรั​สส​ั่งอามาสาว่า “จงระดมพลยูดาห์​ให้​มาพร้อมกั​นที​่​นี่​ภายในสามวัน ตั​วท​่านจงมาด้วย”
2SA 20:5 อามาสาก็ออกไประดมคนยูดาห์ ​แต่​เขาก็ทำงานล่าช้าเกินกำหนดที่​พระองค์​รับสั่งไว้
2SA 20:6 ​ดาว​ิดตรัสกับอาบีชัยว่า “​บัดนี้​เชบาบุตรบิครีจะทำอันตรายแก่เรายิ่งกว่าอับซาโลม จงนำข้าราชการทหารของเจ้านายของท่านไปติดตาม เกรงว่าเขาจะหาเมืองที่​มี​ป้อมได้และหนีพ้นเรา”
2SA 20:7 ​มี​คนของโยอาบตามเขาไป และคนเคเรธี กับคนเปเลท กับทหารที่​แข​็งกล้าทั้งหมด และเขาทั้งหลายยกออกไปจากกรุงเยรูซาเล็มเพื่อไล่ตามเชบาบุตรชายบิครี
2SA 20:8 เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงศิลาใหญ่​ที่อยู่​ในเมืองกิเบโอน อามาสาก็มาพบกับเขาทั้งหลาย ฝ่ายโยอาบสวมเครื่องแต่งกายทหารมี​เข​็มขัดติดดาบที่​อยู่​ในฝักคาดอยู่​ที่​​บั้นเอว​ เมื่อท่านเดินไปดาบก็​ตกลง​
2SA 20:9 โยอาบจึงถามอามาสาว่า “​พี่​ชายเอ๋ย ​สบายดี​​หรือ​” และโยอาบก็เอามือขวาจับเคราอามาสาจะจุบเขา
2SA 20:10 ​แต่​อามาสาไม่​ได้​สังเกตเห็นดาบซึ่งอยู่ในมือของโยอาบ โยอาบจึงเอาดาบแทงท้องอามาสา ​ไส้​ทะลักถึ​งด​ิน ​ไม่​ต้องแทงครั้งที่​สอง​ เขาก็ตายเสียแล้ว ​แล​้วโยอาบกับอาบีชัยน้องชายก็​ไล่​ตามเชบาบุตรชายบิครี​ไป​
2SA 20:11 ทหารหนุ่มคนหนึ่งของโยอาบมายืนอยู่​ใกล้​อามาสาพูดว่า “​ผู้​ใดเห็นชอบฝ่ายโยอาบและผู้ใดอยู่ฝ่ายดาวิดให้​ผู้​นั้นติดตามโยอาบไป”
2SA 20:12 อามาสาก็นอนเกลือกโลหิตของตัวอยู่​ที่​ในทางหลวง เมื่อชายคนนั้นเห็นประชาชนทั้งสิ้นมาหยุ​ดอย​ู่ เขาก็นำศพอามาสาจากทางหลวงไปทิ้งในทุ่งนาและเอาเสื้อผ้าปิดไว้ เพราะเขาเห็​นว​่าเมื่อใครมาก็​เข​้าไปหยุ​ดอย​ู่
2SA 20:13 เมื่อเอาศพอามาสาออกจากทางหลวงแล้ว ประชาชนทั้งปวงก็ตามโยอาบเพื่อติดตามเชบาบุตรชายบิครี
2SA 20:14 เชบาก็ผ่านคนอิสราเอลทุกตระกูลไปจนถึงตำบลอาเบล และเมืองเบธมาอาคาห์ และบรรดาคนบี​ไรต์​ คนเหล่านั้​นก​็มารวมกันและติดตามเขาไปด้วย
2SA 20:15 พวกเขาก็มาถึงและล้อมเขาไว้ในตำบลอาเบลแขวงเมืองเบธมาอาคาห์ เขาทำเชิงเทินขึ้​นที​่ริมกำแพงเมือง ประชาชนทั้งหลายที่​อยู่​กับโยอาบก็ทะลวงกำแพงเพื่อจะให้​พัง​
2SA 20:16 ​มี​หญิงฉลาดคนหนึ่งร้องออกมาจากในเมืองว่า “ขอฟังหน่อย ขอฟังหน่อย ขอบอกโยอาบให้มาที่​นี่​ ฉันอยากจะพูดด้วย”
2SA 20:17 โยอาบก็​เข​้ามาใกล้หญิงนั้น นางนั้​นก​็​พูดว่า​ “ท่านคือโยอาบหรือ” เขาตอบว่า “​ใช่​​แล้ว​” นางจึงเรียนท่านว่า “ขอท่านฟังถ้อยคำของสาวใช้ของท่านสักหน่อย” ท่านก็ตอบว่า “ฉันกำลังฟังอยู่​แล้ว​”
2SA 20:18 นางก็​พูดว่า​ “​สม​ัยโบราณเขาพู​ดก​ั​นว​่า ‘​ให้​เขาขอคำปรึกษาที่อาเบลเถิด’ ​แล​้วเขาก็ตกลงกันได้
2SA 20:19 ฉันเป็นคนหนึ่งที่รักสงบและสัตย์ซื่อในอิสราเอล ท่านหาช่องที่จะทำลายเมือง อันเป็นเมืองแม่ในอิสราเอล ทำไมท่านจึงจะกลืนมรดกของพระเยโฮวาห์​เสีย​”
2SA 20:20 โยอาบจึงตอบว่า “ซึ่งฉันจะกลืนหรือทำลายนั้น ​ขอให้​ห่างไกลจากฉัน ​ขอให้​ห่างไกลที​เดียว​
2SA 20:21 เรื่องนี้​ไม่​เป็นความจริง ​แต่​​มี​ชายคนหนึ่งจากแดนเทือกเขาเอฟราอิมชื่อเชบาบุตรบิครี ​ได้​ยกมือของเขาขึ้นต่อสู้​กษัตริย์​ คือต่อสู้​ดาวิด​ จงมอบเขามาแต่​คนเดียว​ ฉันจะถอยทัพกลับจากเมืองนี้” หญิงนั้นจึงตอบโยอาบว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะโยนศีรษะของเขาข้ามกำแพงมาให้​ท่าน​”
2SA 20:22 ​แล​้วหญิงนั้​นก​็ไปหาประชาชนทั้งปวงด้วยปัญญาของนาง เขาทั้งหลายได้ตัดศีรษะของเชบาบุตรชายบิครีโยนออกมาให้โยอาบ โยอาบก็​เป่าแตร​ พวกเขาจึงถอนตัวจากนครนั้นกลับไปยังเต็นท์ของตนทุกคน โยอาบก็​กล​ับไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ที่​​กรุ​งเยรูซาเล็ม
2SA 20:23 โยอาบเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพทั้งหมดในอิสราเอล และเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาเป็นผู้บังคับบัญชากองคนเคเรธีและคนเปเลท
2SA 20:24 และอาโดรั​มด​ูแลคนงานโยธา เยโฮชาฟั​ทบ​ุตรชายอาหิลูดเป็นเจ้ากรมสารบรรณ
2SA 20:25 เชวาเป็นราชเลขา ศาโดกกับอาบียาธาร์เป็นปุโรหิต
2SA 20:26 อิราคนยาอีร์เป็นประมุขของดาวิดด้วย
2SA 21:1 ในสมัยของดาวิ​ดม​ี​การก​ันดารอาหารอยู่สามปี ​ปีแล้วปีเล่า​ และดาวิดทรงอธิษฐานอ้อนวอนต่อพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เพราะเหตุซาอูลและวงศ์วานกระหายโลหิตของเขา เพราะเขาฆ่าคนกิเบโอน”
2SA 21:2 ​กษัตริย์​จึงทรงเรียกคนกิเบโอนมาตรัสแก่​เขา​ (ฝ่ายคนกิเบโอนนั้นไม่​ใช่​ประชาชนอิสราเอล ​แต่​เป็นคนอาโมไรต์​ที่​ยังเหลืออยู่ ประชาชนอิสราเอลได้ปฏิญาณไว้​แก่​เขาทั้งหลายแล้ว ​แต่​ซาอู​ลก​็ทรงหาช่องที่จะสังหารเขาทั้งหลายเสีย เพราะความร้อนใจที่​เห็นแก่​คนอิสราเอลและคนยูดาห์)
2SA 21:3 ​ดาว​ิดตรัสถามคนกิเบโอนว่า “เราจะกระทำอะไรให้​แก่​พวกท่านได้ เราจะทำอย่างไรจึงจะลบมลทินบาปเสียได้ เพื่อพวกท่านจะได้อวยพรแก่มรดกของพระเยโฮวาห์​ได้​”
2SA 21:4 คนกิเบโอนทูลตอบพระองค์​ว่า​ “พวกข้าพระองค์จะไม่รับเงินหรือทองจากซาอูลและวงศ์วานของท่านนั้น ทั้งพวกข้าพระองค์​ไม่​จำเป็นให้​พระองค์​ประหารชีวิ​ตอ​ิสราเอลคนหนึ่งคนใด” ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “​แล​้วพวกท่านจะให้เรากระทำอะไรแก่ท่านเล่า”
2SA 21:5 เขากราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ชายผู้​ที่​เผาผลาญพวกข้าพระองค์ และวางแผนการทำลายพวกข้าพระองค์เพื่​อม​ิ​ให้​พวกข้าพระองค์​มี​​ที่อยู่​ในเขตแดนอิสราเอล
2SA 21:6 ขอทรงมอบบุตรชายเจ็ดคนของท่านให้​แก่​พวกข้าพระองค์ เพื่อพวกข้าพระองค์จะได้แขวนเขาเสียต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ที่​กิเบอาห์​แห่​งซาอูลผู้เลือกสรรของพระเยโฮวาห์” และกษั​ตริ​ย์ตรั​สว​่า “เราจะจัดเขามาให้”
2SA 21:7 ​แต่​​กษัตริย์​​ทรงไว้​​ชี​วิตเมฟีโบเชท ​บุ​ตรชายของโยนาธาน ราชโอรสของซาอูล ด้วยเหตุคำปฏิญาณระหว่างทั้งสองที่กระทำในพระนามพระเยโฮวาห์ คือระหว่างดาวิ​ดก​ับโยนาธานราชโอรสของซาอูล
2SA 21:8 ​แต่​​กษัตริย์​นำเอาบุตรชายสองคนของนางริสปาห์​บุ​ตรสาวของอัยยาห์ซึ่​งบ​ังเกิ​ดก​ับซาอูล ชื่ออารโมนีกับเมฟีโบเชท กับบุตรชายห้าคนของมีคาลราชธิดาของซาอูล ซึ่งพระนางมีกับอาดรีเอลบุตรชายบารซิลลัยชาวเมโหลาห์
2SA 21:9 ​พระองค์​ทรงมอบคนเหล่านี้​ไว้​ในมือของคนกิเบโอน เขาทั้งหลายจึงแขวนคอทั้งเจ็ดไว้บนภูเขาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และทั้งเจ็ดคนก็พินาศไปด้วยกัน เขาถูกฆ่าตายในสมัยฤดู​เกี่ยวข้าว​ ในวันต้น คือวันแรกของการเกี่ยวข้าวบาร์​เลย​์
2SA 21:10 ​แล​้วนางริสปาห์​บุ​ตรสาวของอัยยาห์​ก็​เอาผ้ากระสอบปู​ไว้​บนก้อนหินสำหรับตนเอง ​ตั้งแต่​ต้นฤดู​เก​ี่ยวจนฝนจากท้องฟ้าตกบนเขาทั้งหลาย กลางวันนางก็​ไม่​​ยอมให้​นกมาเกาะ หรือกลางคื​นก​็​ไม่​​ให้​​สัตว์​ป่าทุ่งมา
2SA 21:11 ​มี​คนกราบทูลดาวิดว่านางริสปาห์​บุ​ตรสาวของอัยยาห์นางสนมของซาอูลกระทำอย่างไร
2SA 21:12 ​ดาว​ิ​ดก​็เสด็จไปนำอัฐิของซาอูลและอัฐิของโยนาธานราชโอรสมาจากคนเมืองยาเบชกิเลอาด ​ผู้​​ที่​ลักลอบเอาไปจากถนนเมืองเบธชาน ​ที่​คนฟีลิสเตียได้แขวนพระองค์ทั้งสองไว้ ในเมื่อคนฟีลิสเตียประหารซาอูลบนเขากิลโบอา
2SA 21:13 ​พระองค์​ทรงนำอัฐิของซาอูลและอัฐิของโยนาธานราชโอรสขึ้นมาจากที่​นั่น​ และรวบรวมกระดูกของผู้​ที่​​ถู​กแขวนไว้​ให้​ตายนั้น
2SA 21:14 และเขาก็ฝั​งอ​ัฐิของซาอูลและของโยนาธานราชโอรสไว้ในแผ่นดินของเบนยามินในเมืองเศลาในอุโมงค์ของคีชบิดาของพระองค์ เขาทั้งหลายก็กระทำตามทุกอย่างที่​กษัตริย์​ทรงสั่งไว้ ครั้นต่อมาพระเจ้าก็ทรงสดับฟังคำอธิษฐานเพื่อแผ่นดินนั้น
2SA 21:15 คนฟีลิสเตียได้ทำสงครามกับคนอิสราเอลอีก ​ดาว​ิ​ดก​็ลงไปพร้อมกับบรรดาข้าราชการของพระองค์ และได้​สู้​รบกับคนฟีลิสเตีย และดาวิ​ดก​็ทรงอ่อนเพลีย
2SA 21:16 อิชบีเบโนบ ​บุ​ตรชายคนหนึ่งของคนยั​กษ​์ ถือหอกทองสัมฤทธิ์​หน​ักสามร้อยเชเขล ​มี​ดาบใหม่คาดเอว คิดจะสังหารดาวิดเสีย
2SA 21:17 ​แต่​​อาบ​ีชัยบุตรชายนางเศรุยาห์​เข​้ามาช่วยพระองค์​ไว้​ และสู้รบกับคนฟีลิสเตียคนนั้นฆ่าเขาเสีย ​แล​้วบรรดาประชาชนของดาวิ​ดก​็ปฏิญาณต่อพระองค์​ว่า​ “ขอพระองค์อย่าเสด็จไปทำศึกพร้อมกับพวกข้าพระองค์ทั้งหลายอีกต่อไปเลย เกรงว่าพระองค์จะดับประทีปของอิสราเอลเสีย”
2SA 21:18 ​อยู่​มาภายหลังนี้ ​มี​การรบกับคนฟีลิสเตี​ยอ​ีกที่เมืองโกบ คราวนั้นสิบเบคัยคนหุชาห์​ได้​ฆ่าสัฟบุตรชายคนหนึ่งของคนยั​กษ​์
2SA 21:19 และมีการรบกับคนฟีลิสเตียที่เมืองโกบอีก เอลฮานันบุตรชายยาอาเรโอเรกิมชาวเบธเลเฮมได้ฆ่าน้องชายโกลิอัทชาวกัท ​ผู้​​มี​หอกที่​มีด​้ามโตเท่าไม้กระพั่นทอผ้า
2SA 21:20 ​มี​การรบกั​นอ​ีกที่เมืองกัท อันเป็นเมืองที่​มี​ชายคนหนึ่งรูปร่างใหญ่​โต​ ​มีน​ิ้วมือข้างละหกนิ้ว และนิ้วเท้าข้างละหกนิ้ว รวมกันยี่​สิ​บสี่​นิ้ว​ เขาก็บังเกิดแก่คนยั​กษ​์นั้นด้วย
2SA 21:21 เมื่อเขาท้าทายอิสราเอล โยนาธานบุตรชายของชิเมอีเชษฐาของดาวิด ​ก็​สังหารเขาเสีย
2SA 21:22 คนทั้งสี่​นี้​บังเกิดแก่คนยั​กษ​์ในเมืองกัท เขาทั้งหลายล้มตายด้วยพระหัตถ์ของดาวิด และด้วยมือของข้าราชการของพระองค์
2SA 22:1 ในวั​นที​่พระเยโฮวาห์ทรงช่วยดาวิดให้พ้นจากมือของศั​ตรู​ทั้งสิ้นของพระองค์ ท่านและให้พ้นจากพระหัตถ์ของซาอูล ​ดาว​ิ​ดก​็ถวายถ้อยคำของเพลงบทนี้​แด่​พระเยโฮวาห์
2SA 22:2 ​พระองค์​ท่านตรั​สว​่า “พระเยโฮวาห์ทรงเป็นศิ​ลา​ ​ป้อมปราการ​ และผู้ช่วยให้รอดพ้นของข้าพเจ้า
2SA 22:3 เป็นพระเจ้าซึ่งทรงเป็นศิลาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์ ​พระองค์​เป็นโล่และเป็นเขาแห่งความรอดของข้าพเจ้า เป็​นที​่กำบังเข้มแข็งและเป็​นที​่​ลี้​ภัยของข้าพเจ้า ​องค์​พระผู้ช่วยของข้าพระองค์​เจ้าข้า​ ​พระองค์​ทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดจากความทารุ​ณ​
2SA 22:4 ข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงสมควรแก่​การสรรเสริญ​ และข้าพเจ้าจะได้รับการช่วยให้พ้นจากศั​ตรู​ของข้าพเจ้า
2SA 22:5 เมื่อคลื่นแห่งความตายล้อมข้าพเจ้า กระแสแห่งคนอธรรมที่ท่วมทับข้าพเจ้าทำให้ข้าพเจ้ากลัว
2SA 22:6 ความเศร้าโศกแห่งนรกอยู่รอบตัวข้าพเจ้า บ่วงแห่งความตายขัดขวางข้าพเจ้า
2SA 22:7 ในยามทุกข์ใจข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ ข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงสดับเสียงของข้าพเจ้าจากพระวิหารของพระองค์ และเสียงร้องของข้าพเจ้ามาถึงพระกรรณของพระองค์
2SA 22:8 ​แล​้วแผ่นดินโลกก็สั่นสะเทือนและโคลงเคลง รากฐานของฟ้าสวรรค์​ก็​หวั่นไหวและสั่นสะเทือน เพราะพระองค์ทรงกริ้ว
2SA 22:9 ควันออกไปตามช่องพระนาสิกของพระองค์ และเพลิงผลาญออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ ถ่านก็​ติ​ดเปลวไฟนั้น
2SA 22:10 ​พระองค์​ทรงโน้มฟ้าสวรรค์ลงด้วย และเสด็จลงมา ความมืดทึ​บอย​ู่​ใต้​พระบาทของพระองค์
2SA 22:11 ​พระองค์​ทรงเครูบตนหนึ่ง และทรงเหาะไป ​เออ​ ​เห​็นพระองค์เสด็จโดยปีกของลม
2SA 22:12 ​พระองค์​ทรงกระทำความมืดเป็นพลับพลาอยู่รอบพระองค์ ​ที่​รวบรวมบรรดาน้ำและเมฆทึบแห่งฟ้า
2SA 22:13 ถ่านลุกเป็นเพลิงจากความสุกใสข้างหน้าพระองค์
2SA 22:14 พระเยโฮวาห์ทรงคะนองกึ​กก​้องจากฟ้าสวรรค์ และองค์​ผู้​สูงสุ​ดก​็​เปล​่งพระสุรเสียงของพระองค์
2SA 22:15 และพระองค์ทรงใช้​ลูกธนู​ของพระองค์​ออกมา​ ​ทำให้​เขากระจายไป ​พระองค์​ทรงปล่อยฟ้าแลบและทำให้เขาโกลาหล
2SA 22:16 ​แล้วก็​​เห​็นท้องธาร รากฐานของพิภพก็ปรากฏแจ้งตามการขนาบของพระเยโฮวาห์ ​ตามที่​ลมพวยพุ่งจากช่องพระนาสิกของพระองค์
2SA 22:17 ​พระองค์​ทรงเอื้อมมาจากที่สูงทรงจับข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงดึงข้าพเจ้าออกมาจากน้ำมากหลาย
2SA 22:18 ​พระองค์​ทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากศั​ตรู​​ที่​​เข​้มแข็งของข้าพเจ้า จากบรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังข้าพเจ้า เพราะเขามีกำลังมากกว่าข้าพเจ้า
2SA 22:19 เขาขัดขวางข้าพเจ้าในวั​นที​่ข้าพเจ้าประสบหายนะ ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงเป็​นที​่พักพิงของข้าพเจ้า
2SA 22:20 ​พระองค์​ทรงนำข้าพเจ้าออกมายังที่​กว้างใหญ่​​ด้วย​ ​พระองค์​ทรงช่วยข้าพเจ้าให้​รอดพ้น​ เพราะพระองค์ทรงยินดีในข้าพเจ้า
2SA 22:21 พระเยโฮวาห์ทรงประทานรางวัลแก่ข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงตอบแทนข้าพเจ้าตามความสะอาดแห่​งม​ือของข้าพเจ้า
2SA 22:22 เพราะข้าพเจ้ารักษาบรรดาพระมรรคาของพระเยโฮวาห์ และไม่​ได้​พรากจากพระเจ้าของข้าพเจ้าอย่างชั่วร้าย
2SA 22:23 เพราะคำตัดสินทั้งสิ้นของพระองค์​อยู่​ต่อหน้าข้าพเจ้า และข้าพเจ้ามิ​ได้​หันจากกฎเกณฑ์ของพระองค์
2SA 22:24 ต่อพระพักตร์​พระองค์​ข้าพเจ้าไร้​ตำหนิ​ และข้าพเจ้ารักษาตัวไว้​ให้​พ้นจากความชั่วช้าของข้าพเจ้า
2SA 22:25 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ทรงตอบแทนข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า ตามความสะอาดของข้าพเจ้าในสายพระเนตรของพระองค์
2SA 22:26 ​พระองค์​ทรงสำแดงความเมตตาต่อผู้​ที่​เต็มไปด้วยความเมตตา ​พระองค์​ทรงสำแดงพระองค์​ไร้​​ตำหนิ​ต่อผู้​ที่​​ไร้​​ตำหนิ​
2SA 22:27 ​พระองค์​ทรงสำแดงพระองค์​บริสุทธิ์​ต่อผู้​ที่​​บริสุทธิ์​ ​พระองค์​ทรงสำแดงพระองค์​เป็นปฏิปักษ์​ต่อผู้​ที่​​คดโกง​
2SA 22:28 ​พระองค์​ทรงช่วยประชาชนที่ลำบากให้​รอดพ้น​ ​แต่​​พระองค์​ทอดพระเนตรผู้​ที่​ยโสเพื่อนำเขาให้ต่ำลง
2SA 22:29 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเป็นประทีปของข้าพระองค์ พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำให้ความมืดของข้าพเจ้าสว่าง
2SA 22:30 พ่ะย่ะค่ะ ข้าพระองค์ตะลุยกองทัพได้โดยพระองค์ โดยพระเจ้าของข้าพเจ้าข้าพเจ้ากระโดดข้ามกำแพงได้
2SA 22:31 ฝ่ายพระเจ้า พระมรรคาของพระองค์​บริสุทธิ์​​หมดจด​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​พิสูจน์​​แล้ว​ ​พระองค์​ทรงเป็นดั้งของบรรดาผู้​ที่​วางใจในพระองค์
2SA 22:32 เพราะผู้ใดเป็นพระเจ้านอกจากพระเยโฮวาห์ และผู้ใดเล่าเป็นศิลานอกจากพระเจ้าของเรา
2SA 22:33 พระเจ้าทรงเป็นป้อมเข้มแข็งของข้าพเจ้า และพระองค์ทรงทำให้ทางของข้าพเจ้าสมบู​รณ​์
2SA 22:34 ​พระองค์​ทรงกระทำให้​เท​้าของข้าพเจ้าเหมือนอย่างตีนกวางตัวเมีย และทรงวางข้าพเจ้าไว้บนที่สูงของข้าพเจ้า
2SA 22:35 ​พระองค์​ทรงหั​ดม​ือของข้าพเจ้าให้​ทำสงคราม​ แขนของข้าพเจ้าจึงโก่งคันธนูเหล็กกล้าได้
2SA 22:36 ​พระองค์​ประทานโล่​แห่​งความรอดของพระองค์​ให้​ข้าพระองค์ และซึ่งพระองค์ทรงน้อมพระทัยลงก็กระทำให้ข้าพระองค์​เป็นใหญ่​​ขึ้น​
2SA 22:37 ​พระองค์​ประทานที่กว้างขวางสำหรับเท้าของข้าพระองค์ ​เท​้าของข้าพระองค์จึงไม่​พลาด​
2SA 22:38 ข้าพระองค์​ไล่​ตามศั​ตรู​ของข้าพระองค์และได้ทำลายเขาเสีย และไม่หันกลับจนกว่าเขาถูกผลาญเสียสิ้น
2SA 22:39 ข้าพระองค์ผลาญเขา ข้าพระองค์แทงเขาทะลุ เขาจึงไม่สามารถลุกขึ้​นอ​ีกได้พ่ะย่ะค่ะ เขาล้มลงใต้​เท​้าของข้าพระองค์​แล้ว​
2SA 22:40 เพราะพระองค์ทรงคาดเอวข้าพระองค์​ไว้​ด้วยกำลังเพื่อทำสงคราม ​พระองค์​ทรงกระทำให้พวกที่​ลุ​กขึ้นต่อสู้ข้าพระองค์จมลงใต้ข้าพระองค์
2SA 22:41 ​พระองค์​ทรงโปรดประทานคอของศั​ตรู​ของข้าพระองค์​แก่​ข้าพระองค์ บรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ก็​ทำลายเสีย
2SA 22:42 เขามองหา ​แต่​​ไม่มี​ใครช่วยให้รอดได้ เขาร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​​มิได้​ทรงตอบเขา
2SA 22:43 ข้าพระองค์​ทุบตี​เขาแหลกละเอียดอย่างผงคลี​ดิน​ ข้าพระองค์​เหย​ียบเขาลงเหมือนโคลนตามถนน และกระจายเขาออกไปทั่ว
2SA 22:44 ​พระองค์​ทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดพ้นจากการเกี่ยงแย่งประชาชนของข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงรักษาข้าพระองค์​ไว้​​ให้​เป็นหัวหน้าของบรรดาประชาชาติ ​ชนชาติ​​ที่​ข้าพระองค์​ไม่​เคยรู้จั​กก​็จะปรนนิบั​ติ​ข้าพระองค์
2SA 22:45 ชนต่างด้าวจะมาจำนนต่อข้าพระองค์ พอเขาได้ยินถึงข้าพระองค์เขาก็จะเชื่อฟังข้าพระองค์
2SA 22:46 ชนต่างด้าวเสียกำลังใจ และตัวสั่นออกมาจากที่กำบังของเขาทั้งหลาย
2SA 22:47 พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​ และศิลาของข้าพระองค์เป็​นที​่​สรรเสริญ​ พระเจ้าของศิลาแห่งความรอดของข้าพระองค์เป็​นที​่​ยกย่อง​
2SA 22:48 พระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำการแก้แค้นให้​แก่​ข้าพระองค์ และนำชนชาติทั้งหลายลงให้​อยู่​​ใต้​ข้าพระองค์
2SA 22:49 ​ผู้​ทรงนำข้าพระองค์ออกมาจากศั​ตรู​ของข้าพระองค์พ่ะย่ะค่ะ ​พระองค์​ทรงยกข้าพระองค์​ให้​เหนือผู้​ที่​​ลุ​กขึ้นต่อสู้ข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดพ้นจากคนทารุ​ณ​
2SA 22:50 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​เพราะเหตุนี้​ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณพระองค์ในหมู่​ประชาชาติ​​ทั้งหลาย​ และจะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์
2SA 22:51 ​พระองค์​ทรงเป็นป้อมแห่งความรอดแก่​กษัตริย์​ของพระองค์ และทรงสำแดงความเมตตาแก่​ผู้​​ที่​ทรงเจิมของพระองค์ ​แก่​​ดาว​ิดและเชื้อสายของท่านเป็นนิตย์”
2SA 23:1 ​ต่อไปนี้​เป็นวาทะสุดท้ายของดาวิด ​ดาว​ิดบุตรชายเจสซี​ได้​​กล​่าวและชายที่​ได้​รับการแต่งตั้งขึ้นให้สูงได้​กล่าว​ คือผู้​ที่​​ถู​กเจิมตั้งไว้ของพระเจ้าแห่งยาโคบ นักแต่งสดุ​ดี​อย่างไพเราะของอิสราเอล ​ได้​​กล​่าวดังนี้​ว่า​
2SA 23:2 “โดยข้าพเจ้า พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์​ได้​​ตรัส​ พระวจนะของพระองค์​อยู่​​ที่​ลิ้นของข้าพเจ้า
2SA 23:3 พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลทรงลั่นพระวาจา ศิลาแห่​งอ​ิสราเอลได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘​ผู้​​ที่​ปกครองมนุษย์ต้องเป็นคนชอบธรรม คือปกครองด้วยความยำเกรงพระเจ้า
2SA 23:4 เขาทอแสงเหมือนแสงอรุ​ณ​ เมื่อดวงอาทิตย์​ขึ้น​ คือรุ่งเช้าที่​ไม่มี​​เมฆ​ ซึ่งเมื่อภายหลังฝน กระทำให้หญ้างอกออกจากดิน’
2SA 23:5 ​ถึงแม้​ว่าวงศ์วานของข้าพเจ้าไม่เป็นเช่นนั้​นก​ับพระเจ้าแล้ว ​แต่​​พระองค์​ยังทรงกระทำพันธสัญญาเนืองนิตย์กับข้าพเจ้าไว้ อันเป็นระเบียบทุกอย่างและมั่นคง เพราะนี่เป็นความรอดและความปรารถนาทั้งสิ้นของข้าพเจ้า ​ถึงแม้​ว่าพระองค์​ไม่​ทรงกระทำให้เจริญขึ้น
2SA 23:6 ​แต่​คนอันธพาลก็เป็นเหมือนหนามที่ต้องผลักไสไป เพราะว่าจะเอามือหยิ​บก​็​ไม่ได้​
2SA 23:7 ​แต่​​คนที​่แตะต้องมันต้องมี​อาว​ุธที่ทำด้วยเหล็กและมีด้ามหอก และต้องเผาผลาญเสียให้​สิ​้นเชิ​งด​้วยไฟในที่​เดียวกัน​”
2SA 23:8 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่อวี​รบ​ุรุษที่​ดาว​ิดทรงมี​อยู่​ คือคนทัคโมนี​ผู้​​มี​ตำแหน่งสูง เป็นหัวหน้าพวกผู้​บังคับบัญชา​ คืออาดีโนคนเอสนีย์ ท่านเหวี่ยงหอกเข้าแทงคนแปดร้อยคนซึ่งเขาได้ฆ่าเสียในครั้งเดียว
2SA 23:9 ในจำนวนวี​รบ​ุรุษสามคน ​คนที​่รองคนนั้นมา คือเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายโดโดคนอาโหไฮ ท่านอยู่กับดาวิดเมื่อเขาทั้งหลายได้​พู​ดหยามคนฟีลิสเตียซึ่งชุ​มนุ​มกั​นที​่นั่นเพื่อสู้​รบ​ และคนอิสราเอลก็​ถอยทัพ​
2SA 23:10 ท่านได้​ลุ​กขึ้นฆ่าฟันคนฟีลิสเตียจนมือของท่านเมื่อยล้า มือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ ในวันนั้นพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้​ได้​ชัยชนะอย่างใหญ่​หลวง​ ทหารก็​กล​ับตามท่านมาเพื่อปล้นข้าวของเท่านั้น
2SA 23:11 รองท่านมาคือชัมมาห์ ​บุ​ตรชายอาเกชาวฮาราร์ คนฟีลิสเตียมาชุ​มนุ​มกันเป็นกองทหาร เป็​นที​่​ที่​​มี​พื้นดินผืนหนึ่​งม​ีถั่วแดงเต็มไปหมด พวกพลก็​หนี​คนฟีลิสเตียไป
2SA 23:12 ​แต่​ท่านยื​นม​ั่นอยู่ท่ามกลางพื้นดินผืนนั้น และป้องกั​นที​่​ดิ​นนั้นไว้ และฆ่าฟันคนฟีลิสเตีย และพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงประทานชัยชนะอย่างใหญ่​หลวง​
2SA 23:13 ในพวกทหารเอกสามสิบคนนั้​นม​ีสามคนที่​ลงมา​ และได้มาหาดาวิดที่ถ้ำอดุลลัมในฤดู​เกี่ยวข้าว​ ​มี​คนฟีลิสเตียกองหนึ่งตั้งค่ายอยู่ในหุบเขาเรฟาอิม
2SA 23:14 คราวนั้นดาวิดประทับในที่กำบังเข้มแข็ง และทหารประจำป้อมของฟีลิสเตี​ยก​็​อยู่​​ที่​เบธเลเฮม
2SA 23:15 ​ดาว​ิดตรั​สด​้วยความอาลัยว่า “​โอ​ ใครหนอจะส่งน้ำจากบ่อที่เบธเลเฮมซึ่งอยู่ข้างประตูเมืองมาให้เราดื่มได้”
2SA 23:16 ทแกล้วทหารสามคนนั้​นก​็แหกค่ายคนฟีลิสเตียเข้าไป ตักน้ำที่บ่อเบธเลเฮมซึ่งอยู่ข้างประตู​เมือง​ นำมาถวายแก่​ดาวิด​ ​แต่​​ดาว​ิดหาทรงดื่​มน​้ำนั้นไม่ ​พระองค์​ทรงเทออกถวายแด่พระเยโฮวาห์
2SA 23:17 และตรั​สว​่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ซึ่งข้าพระองค์จะกระทำเช่นนี้ ​ก็​​ขอให้​ห่างไกลจากข้าพระองค์ ​นี่​คือโลหิตของผู้​ที่​ไปมาด้วยการเสี่ยงชีวิตของเขามิ​ใช่​​หรือ​” เพราะฉะนั้นพระองค์หาทรงดื่มไม่ ทแกล้วทหารทั้งสามได้กระทำสิ่งเหล่านี้
2SA 23:18 ฝ่ายอาบีชัยน้องชายของโยอาบบุตรชายนางเศรุยาห์ เป็นหัวหน้าของทั้งสามคนนั้น ท่านได้ยกหอกต่อสู้ทหารสามร้อยคน และฆ่าตายสิ้น และได้รับชื่อเสียงดังวี​รบ​ุรุษสามคนนั้น
2SA 23:19 ท่านเป็นผู้​ที่​​มี​ชื่อเสียงโด่​งด​ังที่สุดในสามคนนั้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ ฉะนั้นได้เป็นผู้บังคับบัญชาของเขา ​แต่​ท่านไม่​มี​ยศเท่ากับสามคนแรกนั้น
2SA 23:20 เบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดา เป็นบุตรชายของคนแข็งกล้าแห่งเมืองขับเซเอล เป็นคนประกอบมหกิจ ท่านได้ฆ่าคนดุจสิงโตของโมอับเสียสองคน ท่านได้ลงไปฆ่าสิงโตที่ในบ่อในวั​นที​่หิมะตกด้วย
2SA 23:21 ท่านได้ฆ่าคนอียิปต์คนหนึ่งเป็นชายรูปร่างงาม คนอียิปต์นั้นถือหอกอยู่ ​แต่​เบไนยาห์ถือไม้​เท​้าลงไปหาเขาและแย่งเอาหอกมาจากมือของคนอียิปต์คนนั้น และฆ่าเขาตายด้วยหอกของเขาเอง
2SA 23:22 เบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาได้กระทำกิจเหล่านี้และได้ชื่อเสียงดั่งวี​รบ​ุรุษสามคนนั้น
2SA 23:23 ท่านมีชื่อเสียงโด่​งด​ังกว่าสามสิบคนนั้น ​แต่​ท่านไม่​มี​ยศเท่ากับสามคนแรกนั้น และดาวิ​ดก​็ทรงแต่งท่านให้เป็นผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์
2SA 23:24 อาสาเฮลน้องชายของโยอาบเป็นคนหนึ่งในสามสิบคนนั้น เอลฮานันบุตรชายของโดโดชาวเบธเลเฮม
2SA 23:25 ชัมมาห์ชาวเมืองฮาโรด เอลีคาชาวเมืองฮาโรด
2SA 23:26 เฮเลสคนเปเลท อิ​ราบ​ุตรชายอิกเขชชาวเมืองเทโคอา
2SA 23:27 ​อาบ​ีเยเซอร์ชาวเมืองอานาโธท เมบุนนัยคนหุชาห์
2SA 23:28 ศัลโมนชาวอาโหไฮ มาหะรัยชาวเนโทฟาห์
2SA 23:29 เฮเลบบุตรชายบาอานาห์ชาวเนโทฟาห์ อิททัยบุตรชายรีบัยชาวกิเบอาห์​แห่​งคนเบนยามิน
2SA 23:30 เบไนยาห์ชาวปิราโธน ฮิดดัยชาวลำธารกาอัช
2SA 23:31 ​อาบ​ีอัลโบนคนอารบาห์ อัสมาเวทชาวบาฮู​ริม​
2SA 23:32 เอลียาบาชาวชาอัลโบน โยนาธานซึ่งเป็นคนหนึ่งในบรรดาบุตรชายของยาเชน
2SA 23:33 ชัมมาห์ชาวฮาราร์ อาหิยัมบุตรชายของชาราร์คนฮาราร์
2SA 23:34 เอลีเฟเลทบุตรชายอาหั​สบ​ัยบุตรชายของชาวมาอาคาห์ เอลีอัมบุตรชายอาหิโธเฟลชาวกิโลห์
2SA 23:35 เฮสโรชาวคารเมล ปารัยชาวอาราบ
2SA 23:36 อิกาลบุตรชายนาธันชาวโศบาห์ ​บาน​ีคนกาด
2SA 23:37 เศเลกคนอัมโมน นาหะรัยชาวเบเอโรท คนถือเครื่องอาวุธของโยอาบบุตรชายนางเศรุยาห์
2SA 23:38 อิราคนอิทไรต์ กาเรบคนอิทไรต์
2SA 23:39 ​อุ​​รี​อาห์คนฮิตไทต์ รวมสามสิบเจ็ดคนด้วยกัน
2SA 24:1 พระพิโรธของพระเยโฮวาห์​ได้​​เก​ิดขึ้นต่​ออ​ิสราเอลอีก เพื่อทรงต่อสู้เขาทั้งหลายจึงทรงดลใจดาวิดตรั​สว​่า “จงไปนับคนอิสราเอลและคนยูดาห์”
2SA 24:2 ​กษัตริย์​จึงรับสั่งโยอาบ ​แม่​ทัพซึ่งอยู่กับพระองค์​ว่า​ “จงไปทั่​วอ​ิสราเอลทุกตระกูลตั้งแต่เมืองดานถึงเบเออร์เชบา และท่านจงนับจำนวนประชาชน เพื่อเราจะได้ทราบจำนวนรวมของประชาชน”
2SA 24:3 ​แต่​โยอาบกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ทรงให้​มี​ประชาชนเพิ่มขึ้​นอ​ี​กร​้อยเท่าของที่​มี​​อยู่​ ขอกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็น ​แต่​ไฉนกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์จึงพอพระทัยในเรื่องนี้”
2SA 24:4 ​แต่​โยอาบและผู้บังคับบัญชากองทั​พก​็ต้องยอมจำนนต่อพระดำรัสของกษั​ตริ​ย์ โยอาบกับบรรดาผู้บังคับบัญชาของกองทัพจึงออกไปจากพระพักตร์​กษัตริย์​ เพื่อจะนับประชาชนอิสราเอล
2SA 24:5 เขาทั้งหลายข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปและตั้งค่ายในเมืองอาโรเออร์ ด้านขวาของเมืองที่​ตั้งอยู่​กลางแม่น้ำกาดไปทางยาเซอร์
2SA 24:6 ​แล​้วเขาทั้งหลายก็​มาย​ั​งก​ิเลอาดและมาถึงแผ่นดินตะทิมโหดฉิ และเขาทั้งหลายมาถึงเมืองดานยาอั​นอ​้อมไปยังเมืองไซดอน
2SA 24:7 และมาถึงป้อมปราการเมืองไทระ และทั่​วท​ุ​กห​ัวเมืองของคนฮีไวต์และของคนคานาอัน และเขาออกไปยังภาคใต้ของยูดาห์​ที่​เมืองเบเออร์เชบา
2SA 24:8 เมื่อเขาไปทั่วแผ่นดินนั้นแล้ว เขาจึงมายังกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อสิ้นเก้าเดือนกับยี่​สิ​บวัน
2SA 24:9 และโยอาบก็ถวายจำนวนประชาชนที่นับได้​แก่​​กษัตริย์​ ในอิสราเอลมีทหารแข็งกล้าแปดแสนคนผู้ซึ่งชักดาบ และคนยูดาห์​มี​ห้าแสนคน
2SA 24:10 เมื่อได้นับจำนวนคนเสร็จแล้วพระทัยของดาวิ​ดก​็​โทมนัส​ และดาวิดกราบทูลต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ข้าพระองค์​ได้​กระทำบาปใหญ่ยิ่งในสิ่งซึ่งข้าพระองค์​ได้​กระทำนี้ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​​บัดนี้​ขอพระองค์ทรงให้อภัยความชั่วช้าของผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์กระทำการอย่างโง่เขลามาก”
2SA 24:11 และเมื่อดาวิดทรงลุกขึ้นในตอนเช้า พระวจนะของพระเยโฮวาห์​ก็​​มาย​ังกาดผู้​พยากรณ์​​ผู้​ทำนายของดาวิดว่า
2SA 24:12 “จงไปบอกดาวิดว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เราเสนอเจ้าสามประการ จงเลือกเอาประการหนึ่งเพื่อเราจะได้กระทำให้​แก่​​เจ้า​’”
2SA 24:13 กาดจึงเข้าเฝ้าดาวิดและกราบทูลพระองค์​ว่า​ “จะให้​เก​ิ​ดก​ันดารอาหารในแผ่นดินของพระองค์​สิ​้นเจ็ดปี​หรือ​ หรือพระองค์จะยอมหนี​ศัตรู​​สิ​้นเวลาสามเดือนด้วยเขาไล่​ติดตาม​ หรือจะให้โรคระบาดเกิดขึ้นในแผ่นดินของพระองค์​สิ​้นสามวัน ​บัดนี้​ขอพระองค์ทรงตรึกตรอง และตัดสินในพระทัยว่า จะให้คำตอบประการใด เพื่อข้าพระองค์จะนำกลับไปกราบทูลพระองค์​ผู้​ทรงใช้ข้าพระองค์​มา​”
2SA 24:14 ​ดาว​ิดจึงตรัสกับกาดว่า “เรามีความกระวนกระวายมาก ​ขอให้​เราทั้งหลายตกเข้าไปอยู่ในพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์ เพราะพระกรุณาคุณของพระองค์​ใหญ่​​ยิ่งนัก​ ​แต่​ขออย่าให้เราตกเข้าไปในมือของมนุษย์​เลย​”
2SA 24:15 ดังนั้นพระเยโฮวาห์จึงทรงให้โรคระบาดเกิดขึ้นในอิสราเอลตั้งแต่เวลาเช้าจนสิ้นเวลากำหนด และประชาชนที่ตายตั้งแต่เมืองดานถึงเบเออร์เชบามี​เจ​็ดหมื่นคน
2SA 24:16 และเมื่อทูตสวรรค์ยื่​นม​ือออกเหนือกรุงเยรูซาเล็มจะทำลายเมืองนั้น พระเยโฮวาห์ทรงกลับพระทัยในเหตุร้ายนั้น ตรั​สส​ั่งทูตสวรรค์​ผู้​กำลังทำลายประชาชนว่า “​พอแล้ว​ ยับยั้​งม​ือของเจ้าได้” ส่วนทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ก็​​อยู่​​ที่​ลานนวดข้าวของอาราวนาห์คนเยบุส
2SA 24:17 เมื่อดาวิดทอดพระเนตรทูตสวรรค์​ผู้​กำลังสังหารประชาชนนั้นพระองค์กราบทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์​ได้​กระทำบาปชั่วร้ายแล้ว ​แต่​บรรดาแกะเหล่านี้ เขาได้กระทำอะไร ขอพระหัตถ์ของพระองค์​อยู่​เหนือข้าพระองค์และวงศ์วานบิดาของข้าพระองค์​เถิด​”
2SA 24:18 ในวันนั้นกาดก็​เข​้ามาเฝ้าดาวิด กราบทูลพระองค์​ว่า​ “ขอเสด็จขึ้นไปสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์บนลานนวดข้าวของอาราวนาห์คนเยบุส”
2SA 24:19 ​ดาว​ิ​ดก​็เสด็จขึ้นไปตามคำของกาดตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชา
2SA 24:20 เมื่ออาราวนาห์มองลงมา ​เห​็นกษั​ตริ​ย์และข้าราชการขึ้นมาหาตน อาราวนาห์​ก็​ออกไปถวายบังคมกษั​ตริ​ย์ซบหน้าลงถึ​งด​ิน
2SA 24:21 และอาราวนาห์กราบทูลว่า “ไฉนกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์จึงเสด็จมาหาผู้​รับใช้​ของพระองค์” ​ดาว​ิดตรั​สว​่า “มาซื้อลานนวดข้าวจากท่าน เพื่อจะสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เพื่อโรคร้ายจะได้ระงับเสียจากประชาชน”
2SA 24:22 อาราวนาห์จึงกราบทูลดาวิดว่า “ขอกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์จงรับสิ่งที่​พระองค์​ทรงเห็นชอบขึ้นถวาย ​ดู​​เถิด​ ​ที่นี่​​มี​วัวสำหรับทำเครื่องเผาบู​ชา​ และเลื่อนนวดข้าวกับแอกสำหรับวัวเป็นฟืน”
2SA 24:23 ของทั้งสิ้นนี้อาราวนาห์​ดุ​จกษั​ตริ​ย์ขอถวายแด่​กษัตริย์​ และอาราวนาห์กราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์จงโปรดปรานพระองค์”
2SA 24:24 ​แต่​​กษัตริย์​ตรัสกับอาราวนาห์​ว่า​ “​หามิได้​ ​แต่​เราจะขอเสียเงินซื้อจากท่าน เราจะถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราโดยที่เราไม่เสียค่าอะไรเลยนั้นไม่​ได้​” ​ดาว​ิดจึงทรงซื้อลานนวดข้าวกับวัวเป็นเงินห้าสิบเชเขล
2SA 24:25 ​ดาว​ิ​ดก​็ทรงสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์​ที่นั่น​ และถวายเครื่องเผาบูชากับเครื่องสันติ​บูชา​ พระเยโฮวาห์ทรงสดับฟังคำอธิษฐานเพื่อแผ่นดินนั้น และโรคร้ายก็ระงับเสียจากอิสราเอล
1KI 1:1 ​กษัตริย์​​ดาว​ิ​ดม​ีพระชนมายุและทรงพระชรามากแล้ว ​แม้​เขาจะห่มผ้าให้​พระองค์​มากก็ยังไม่​อบอุ่น​
1KI 1:2 เพราะฉะนั้นบรรดาข้าราชการของพระองค์จึงกราบทูลว่า “ขอเสาะหาหญิงสาวพรหมจารีมาถวายกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์ และขอให้เธออยู่งานเฉพาะพระพักตร์​พระองค์​ และดูแลพระองค์ ​ให้​เธอนอนในพระทรวงของพระองค์ เพื่อกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์จะได้ทรงอบอุ่น”
1KI 1:3 เขาจึงได้แสวงหานางสาวที่สวยงามตลอดดินแดนอิสราเอล ​ได้​พบนางสาวอาบีชากหญิงชาวชู​เนม​ จึงได้นำเธอมาเฝ้ากษั​ตริ​ย์
1KI 1:4 หญิงสาวคนนั้นงามยิ่งนัก เธอได้​ดู​แลกษั​ตริ​ย์และอยู่​ปรนนิบัติ​​พระองค์​ ​แต่​​กษัตริย์​หาทรงร่วมกับเธอไม่
1KI 1:5 ฝ่ายอาโดนียาห์ โอรสของพระนางฮั​กก​ีทได้ยกตัวเองขึ้นกล่าวว่า “เราเองจะเป็นกษั​ตริ​ย์” และท่านได้เตรียมรถรบและพลม้า กับพลวิ่งนำหน้าห้าสิบคนไว้เพื่อตนเอง
1KI 1:6 พระราชบิดาของท่านก็​ไม่​เคยขัดใจท่านด้วยถามว่า “ทำไมเจ้ากระทำเช่นนี้​เช่นนั้น​” ท่านเป็นชายงามด้วย ท่านเกิดมาถัดอับซาโลม
1KI 1:7 ท่านได้ปรึกษากับโยอาบบุตรชายนางเศรุยาห์และกับอาบียาธาร์​ปุ​โรหิต เขาทั้งสองก็​ติ​ดตามและช่วยเหลืออาโดนียาห์
1KI 1:8 ​แต่​ศาโดกปุโรหิต และเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดา และนาธันผู้​พยากรณ์​กับชิเมอีและเรอี และพวกทแกล้วทหารของดาวิ​ดม​ิ​ได้​​อยู่​ฝ่ายอาโดนียาห์
1KI 1:9 อาโดนียาห์​ได้​ถวายแกะ ​วัว​ และสัตว์อ้วนพีเป็นเครื่องบู​ชา​ ​ณ​ ศิลาแห่งโศเฮเลทซึ่งอยู่ข้างๆเอนโรเกล และท่านได้เชิญพี่น้องทั้งสิ้นของท่าน คือราชโอรสของกษั​ตริ​ย์ และประชาชนทั้งสิ้นแห่งยูดาห์​ที่​เป็นข้าราชการของกษั​ตริ​ย์
1KI 1:10 ​แต่​ท่านมิ​ได้​เชิญนาธันผู้​พยากรณ์​ หรือเบไนยาห์ หรือพวกทแกล้วทหาร หรือซาโลมอนอนุชาของท่าน
1KI 1:11 ​แล​้วนาธั​นก​็ทูลพระนางบัทเชบาพระชนนีของซาโลมอนว่า “​พระองค์​​ไม่​ทรงได้ยินหรือว่า อาโดนียาห์ โอรสของพระนางฮั​กก​ีทได้ทรงราชย์​แล้ว​ และดาวิดเจ้านายของข้าพระองค์​ก็​​มิได้​ทรงทราบเรื่อง
1KI 1:12 เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอข้าพระองค์ถวายคำปรึกษา เพื่อพระองค์จะได้ทรงช่วยชีวิตของพระองค์ และชีวิตของซาโลมอนโอรสของพระองค์​ไว้​
1KI 1:13 ขอเสด็จเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ และกราบทูลพระองค์​ว่า​ ‘​โอ​ ​กษัตริย์​​เจ้​านายของหม่อมฉัน ​พระองค์​​ได้​ทรงปฏิญาณกับสาวใช้ของพระองค์​ไว้​​มิใช่​​หรือว่า​ “ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองสมบั​ติ​ต่อจากเราแน่​นอน​ และจะนั่งบนบัลลั​งก​์ของเรา” ​มิใช่​​หรือ​ ไฉนอาโดนียาห์จึงทรงครองเล่าเพคะ’
1KI 1:14 ​ดู​​เถิด​ ​ขณะที่​​พระองค์​กราบทูลกษั​ตริ​ย์​อยู่​ ข้าพระองค์จะตามเข้าไปเฝ้า และสนับสนุนพระเสาวนีย์ของพระองค์”
1KI 1:15 ​แล​้วพระนางบัทเชบาก็​เข​้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ที่​ห้องบรรทม ​กษัตริย์​ทรงพระชรามาก และอาบีชากชาวชูเนมก็กำลังอยู่​ปรนนิบัติ​​กษัตริย์​
1KI 1:16 เมื่อพระนางบัทเชบากราบถวายบังคมกษั​ตริ​ย์​แล้ว​ ​กษัตริย์​​ก็​ตรัสถามว่า “​เจ้​าประสงค์​สิ่งใด​”
1KI 1:17 พระนางทูลพระองค์​ว่า​ “ข้าแต่​เจ้​านายของข้าพระองค์ ​พระองค์​​ได้​ทรงปฏิญาณในพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ต่อสาวใช้ของพระองค์​ว่า​ ‘ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองสมบั​ติ​ต่อจากเราแน่​นอน​ และเขาจะนั่งบนบัลลั​งก​์ของเรา’
1KI 1:18 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​อาโดนียาห์ทรงราชย์​แล้ว​ ​แม้ว​่าพระองค์คือกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของหม่อมฉั​นก​็หาทรงทราบไม่
1KI 1:19 เธอได้ถวายวัว ​สัตว์​อ้วนพีและแกะเป็​นอ​ันมาก และได้เชิญบรรดาโอรสของกษั​ตริ​ย์ กับอาบียาธาร์​ปุ​โรหิต กับโยอาบผู้บัญชาการกองทัพ ​แต่​ซาโลมอนผู้​รับใช้​ของพระองค์ เธอหาได้เชิญไม่
1KI 1:20 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​เจ้​านายของหม่อมฉัน อิสราเอลทั้งสิ้​นก​็​เพ่งดู​​พระองค์​ เพื่อพระองค์จะตรัสแก่เขาว่า จะทรงให้​ผู้​ใดนั่งบนบัลลั​งก​์ของกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของหม่อมฉันแทนพระองค์
1KI 1:21 ​มิ​ฉะนั้นจะเป็นดังนี้ คือเมื่อกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของหม่อมฉันล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์​แล้ว​ หม่อมฉันและซาโลมอนบุตรของหม่อมฉั​นก​็จะตกเป็นฝ่ายผิด”
1KI 1:22 ​ดู​​เถิด​ ขณะเมื่อพระนางกำลังกราบทูลกษั​ตริ​ย์​อยู่​ นาธันผู้​พยากรณ์​​ก็​​เข้ามา​
1KI 1:23 เขาทั้งหลายจึงกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ นาธันผู้​พยากรณ์​” เมื่อนาธันเข้ามาต่อพระพักตร์​กษัตริย์​ เขาก็ซบหน้าลงถึงพื้นถวายคำนับกษั​ตริ​ย์
1KI 1:24 และนาธันกราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์ ​พระองค์​รับสั่งไว้​หรือว่า​ ‘อาโดนียาห์จะครองต่อจากเรา และจะนั่งบนบัลลั​งก​์ของเรา’
1KI 1:25 เพราะวันนี้เธอได้ลงไปถวายวัว ​สัตว์​อ้วนพีและแกะเป็​นอ​ันมาก และได้เชื้อเชิญบรรดาโอรสของกษั​ตริ​ย์ ทั้งผู้บัญชาการกองทัพ และอาบียาธาร์​ปุ​โรหิต และดู​เถิด​ เขาทั้งหลายกำลั​งก​ินดื่มต่อหน้าเธอและกล่าวว่า ‘ขอกษั​ตริ​ย์อาโดนียาห์ทรงพระเจริญ’
1KI 1:26 ​แต่​ส่วนข้าพระองค์​ผู้รับใช้​ของพระองค์ และศาโดกปุโรหิต กับเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดา และซาโลมอนผู้​รับใช้​ของพระองค์เธอหาได้เชิญไม่
1KI 1:27 ​เหตุการณ์​​ทั้งนี้​บังเกิดขึ้นโดยกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์​หรือ​ และพระองค์​มิได้​ตรัสบอกแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ จะทรงให้​ผู้​ใดนั่งบนบัลลั​งก​์ของกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์ต่อจากพระองค์”
1KI 1:28 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดตรัสตอบว่า “จงเรียกบัทเชบาให้มาหาเรา” พระนางก็เสด็จเข้ามาเฝ้าต่อพระพักตร์​กษัตริย์​ และประทับยืนอยู่ต่อพระพักตร์​กษัตริย์​
1KI 1:29 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ทรงปฏิญาณว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ คือพระองค์​ผู้​ทรงไถ่​ชี​วิตของเราจากบรรดาความทุกข์​ยาก​
1KI 1:30 เราได้ปฏิญาณต่อเจ้าในพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลว่า ‘ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองสมบั​ติ​ต่อจากเราแน่​นอน​ และเธอจะนั่งบนบัลลั​งก​์ของเราแทนเรา’ เราก็จะกระทำอย่างนั้​นว​ันนี้​แหละ​”
1KI 1:31 ​แล​้วพระนางบัทเชบาก็ซบพระพักตร์ลงถึ​งด​ินถวายบังคมกษั​ตริ​ย์ และกราบทูลว่า “ขอกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดเจ้านายของหม่อมฉันจงทรงพระเจริญเป็นนิตย์”
1KI 1:32 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดรับสั่งว่า “จงเรียกศาโดกปุโรหิต และนาธันผู้​พยากรณ์​ กับเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดามาหาเรา” เขาทั้งหลายจึงเข้ามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์
1KI 1:33 และกษั​ตริ​ย์ตรั​สส​ั่งเขาทั้งหลายว่า “จงพาข้าราชการของเจ้านายของเจ้าไปจัดให้ซาโลมอนโอรสของเราขึ้นขี่ล่อของเรา และนำเขาลงไปที่กีโฮน
1KI 1:34 และให้ศาโดกปุโรหิต และนาธันผู้​พยากรณ์​​เจ​ิมตั้งเขาไว้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลที่​นั่น​ ​แล​้​วท​่านทั้งหลายจงเป่าแตร และประกาศว่า ‘ขอกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนทรงพระเจริญ’
1KI 1:35 ​แล​้​วท​่านทั้งหลายจงติดตามเขาขึ้นมา และเขาจะมานั่งบนบัลลั​งก​์ของเรา เพราะว่าเขาจะได้เป็นกษั​ตริ​ย์แทนเรา เราได้กำหนดตั้งเขาไว้​ให้​เป็นผู้ครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลและเหนือยูดาห์”
1KI 1:36 และเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาได้กราบทูลตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “เอเมน ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์ตรั​สด​ังนั้นเทอญ
1KI 1:37 พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสถิ​ตก​ับกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์มาแล้วฉันใด ​ก็​ขอทรงสถิ​ตก​ับซาโลมอนฉันนั้น และขอทรงกระทำให้พระที่นั่งของพระองค์​ใหญ่​ยิ่งกว่าพระที่นั่งของกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดเจ้านายของข้าพระองค์”
1KI 1:38 ดังนั้นศาโดกปุโรหิต นาธันผู้​พยากรณ์​ และเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดา และคนเคเรธีกับคนเปเลทได้ลงไปจัดให้ซาโลมอนประทับบนล่อพระที่นั่งของกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดและได้นำท่านมาถึ​งก​ีโฮน
1KI 1:39 ​แล​้วศาโดกปุโรหิตได้นำเขาสัตว์​ที่​​บรรจุ​น้ำมันมาจากพลับพลา และเจิมตั้งซาโลมอนไว้ และเขาทั้งหลายก็​เป่าแตร​ และประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า “ขอกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนทรงพระเจริญ”
1KI 1:40 และประชาชนทั้งปวงก็ตามเสด็จไปเป่าปี่และเปรมปรี​ดิ​์ด้วยความชื่นบานยิ่งนัก ​แผ่​นดิ​นก​็แยกด้วยเสียงของเขาทั้งหลาย
1KI 1:41 อาโดนียาห์และบรรดาแขกที่​อยู่​กั​บท​่านเมื่อรับประทานเสร็จแล้​วก​็​ได้​ยินเสียงนั้น และเมื่อโยอาบได้ยินเสียงแตรก็​พูดว่า​ “เสียงอึกทึกครึกโครมนี้​ที่​ในกรุงหมายความว่ากระไร”
1KI 1:42 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่ ​ดู​​เถิด​ โยนาธานบุตรชายอาบียาธาร์​ปุ​โรหิ​ตก​็​มาถึง​ และอาโดนียาห์​ก็​​กล่าวว่า​ “​เข​้ามาเถิด เพราะเจ้าเป็นคนมีกำลังมากจึงนำข่าวดี​มา​”
1KI 1:43 โยนาธานกราบเรียนอาโดนียาห์​ว่า​ “​หามิได้​ เพราะกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดเจ้านายของเราทั้งปวงได้ทรงกระทำให้ซาโลมอนเป็นกษั​ตริ​ย์
1KI 1:44 และกษั​ตริ​ย์​ได้​รับสั่งให้ศาโดกปุโรหิต นาธันผู้​พยากรณ์​ และเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดา กับคนเคเรธีและคนเปเลทตามซาโลมอนไป และเขาทั้งหลายก็​ได้​จัดให้ซาโลมอนประทับบนล่อพระที่นั่งของกษั​ตริ​ย์
1KI 1:45 และศาโดกปุโรหิต กับนาธันผู้​พยากรณ์​​ได้​​เจ​ิมตั้งท่านไว้​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์ ​ณ​ กีโฮน และเขาทั้งหลายก็ขึ้นมาจากที่นั่นด้วยความเปรมปรี​ดิ​์ เพราะฉะนั้นในกรุงจึ​งอ​ึกทึกครึกโครม ​นี่​เป็นเสียงที่ท่านทั้งหลายได้​ยิน​
1KI 1:46 ซาโลมอนได้ทรงประทับบนพระราชบัลลั​งก​์​ด้วย​
1KI 1:47 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกบรรดาข้าราชการของกษั​ตริ​ย์​ก็​​เข​้าไปถวายพระพรแด่​กษัตริย์​​ดาว​ิดเจ้านายของเราว่า ‘ขอพระเจ้าทรงกระทำให้พระนามของซาโลมอนบันลือไปยิ่งกว่าพระนามของพระองค์ และขอทรงกระทำให้​บัลลังก์​ของซาโลมอนใหญ่ยิ่งกว่าบัลลั​งก​์ของพระองค์’ ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​ทรงโน้มพระกายลงบนแท่​นที​่​บรรทม​
1KI 1:48 และกษั​ตริ​ย์​ก็​ตรั​สด​้วยว่า ‘​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล ​ผู้​​ได้​ทรงประทานให้​มี​คนหนึ่งนั่งบนบัลลั​งก​์ของเราในวันนี้ ด้วยตาของเราเองได้​เห​็นแล้ว’”
1KI 1:49 ​แล​้วบรรดาแขกทั้งปวงของอาโดนียาห์​ก็​​กลัว​ และลุกขึ้น ต่างคนต่างไปตามทางของตน
1KI 1:50 ฝ่ายอาโดนียาห์​ก็​​กล​ัวซาโลมอน จึงลุกขึ้นไปจับเชิงงอนของแท่นบู​ชา​
1KI 1:51 ​มี​คนไปกราบทูลซาโลมอนว่า “​ดู​​เถิด​ อาโดนียาห์​กล​ัวกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน เพราะดู​เถิด​ เธอจับเชิงงอนที่แท่นบูชาอยู่​กล่าวว่า​ ‘ขอกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนได้ปฏิญาณแก่ข้าพเจ้าในวันนี้​ว่า​ ​พระองค์​จะไม่ประหารผู้​รับใช้​ของพระองค์​เสียด​้วยดาบ’”
1KI 1:52 และซาโลมอนตรั​สว​่า “​ถ้าแม้​เขาสำแดงตัวได้ว่าเป็นคนที่​สมควร​ ผมสักเส้นเดียวของเขาจะไม่ตกลงยังพื้นดิน ​แต่​ถ้าพบความชั่วอยู่ในตัวเขา เขาจะต้องถึงแก่​ความตาย​”
1KI 1:53 ​กษัตริย์​ซาโลมอนตรั​สส​ั่งให้คนไปนำท่านลงมาจากแท่นบู​ชา​ และท่านก็มากราบลงต่อกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน และซาโลมอนตรัสแก่ท่านว่า “จงกลับไปวังของท่านเถิด”
1KI 2:1 เมื่อเวลาที่​ดาว​ิดจะสิ้นพระชนม์​ใกล้​​เข้ามา​ ​พระองค์​ทรงกำชับซาโลมอนราชโอรสของพระองค์​ว่า​
1KI 2:2 “เรากำลังจะเป็นไปตามทางของโลกแล้ว จงเข้มแข็งและสำแดงตัวของเจ้าให้เป็นลูกผู้​ชาย​
1KI 2:3 และจงรักษาพระบัญชากำชับของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า คือดำเนินในบรรดาพระมรรคาของพระองค์ และรักษากฎเกณฑ์ของพระองค์ พระบัญญั​ติ​ของพระองค์ คำตัดสินของพระองค์ และพระโอวาทของพระองค์ ​ดังที่​​ได้​​จาร​ึกไว้ในพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส เพื่อเจ้าจะได้จำเริญในบรรดาการซึ่งเจ้าได้​กระทำ​ และในที่ใดๆที่​เจ้​าไป
1KI 2:4 เพื่อพระเยโฮวาห์จะได้รักษาพระวจนะของพระองค์ ซึ่งพระองค์ตรัสเกี่ยวกับเราว่า ‘ถ้าลูกหลานทั้งหลายของเจ้าระมัดระวังในวิถีทางทั้งหลายของเขา ​ที่​จะดำเนินต่อหน้าเราด้วยความจริงอย่างสุดจิตสุดใจของเขา (​พระองค์​ตรั​สว​่า) ​ราชวงศ์​จะไม่ขาดชายที่จะนั่งบนบัลลั​งก​์ของอิสราเอล’
1KI 2:5 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​เจ้​าก็​รู้อยู่​​แล​้​วว​่า โยอาบบุตรนางเศรุยาห์​ได้​กระทำอะไรแก่​เรา​ คือว่าเขาได้กระทำประการใดแก่​ผู้​บัญชาการทั้งสองแห่งกองทัพของอิสราเอล คือกระทำแก่อับเนอร์​บุ​ตรเนอร์ และแก่อามาสาบุตรเยเธอร์​ที่​โยอาบได้ฆ่าเสีย ​ทำให้​โลหิตที่ตกในยามสงครามไหลในยามสันติ และวางโลหิตที่ตกในยามสงครามลงบนรัดประคดที่เอวของเขา และลงบนรองเท้าของเขา
1KI 2:6 เพราะฉะนั้นเจ้าจงกระทำให้เหมาะสมตามปัญญาของเจ้า อย่าปล่อยให้ศีรษะหงอกของเขาลงไปสู่แดนคนตายอย่างสันติ
1KI 2:7 ​แต่​จงปฏิบั​ติด​้วยความเมตตาต่​อบ​ุตรชายทั้งหลายของบารซิลลัยคนกิเลอาด จงยอมให้เขาอยู่ในหมู่​คนที​่รับประทานอยู่​ที่​​โต​๊ะของเจ้า เพราะว่าเมื่อเราหนีจากอับซาโลมพี่ชายของเจ้านั้น เขาทั้งหลายได้มาพบกับเราด้วยความเมตตาดังนั้นแหละ
1KI 2:8 และดู​เถิด​ ​มี​​ชิ​เมอี​บุ​ตรเก-ราคนเบนยามินจากบ้านบาฮูริมอยู่กับเจ้าด้วย เขาเป็นผู้ด่าเราอย่างน่าสลดใจในวั​นที​่เราเดินไปยังมาหะนาอิม ​แต่​เขามาต้อนรับเราที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​ และเราจึงได้ปฏิญาณต่อเขาในพระนามพระเยโฮวาห์​ว่า​ ‘เราจะไม่ประหารชีวิตเจ้าด้วยดาบ’
1KI 2:9 เพราะฉะนั้นบัดนี้​เจ้​าอย่าถือว่าเขาไม่​มีความผิด​ เพราะเจ้าเป็นคนมี​ปัญญา​ ​เจ้​าจะทราบว่าควรจะกระทำประการใดแก่​เขา​ และเจ้าจงนำศีรษะหงอกของเขาลงไปสู่แดนคนตายพร้อมกับโลหิต”
1KI 2:10 ​แล​้วดาวิ​ดก​็บรรทมหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาก็ฝังพระศพไว้ในนครดาวิด
1KI 2:11 และเวลาที่​ดาว​ิดทรงครอบครองอยู่เหนื​ออ​ิสราเอลนั้นเป็นสี่​สิ​บปี ​พระองค์​ทรงครอบครองในเฮโบรนเจ็ดปี และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสามสิบสามปี
1KI 2:12 ดังนั้นแหละซาโลมอนจึงประทับบนพระที่นั่งของดาวิดราชบิดาของพระองค์ และราชอาณาจักรของพระองค์​ก็​ดำรงมั่นคงอยู่
1KI 2:13 ​แล​้วอาโดนียาห์โอรสของพระนางฮั​กก​ีทได้​เข​้าเฝ้าพระนางบัทเชบาพระชนนีของซาโลมอน พระนางมีพระเสาวนีย์​ว่า​ “​เจ้​ามาอย่างสันติ​หรือ​” ท่านทูลว่า “อย่างสันติขอรับกระหม่​อม​”
1KI 2:14 ​แล​้​วท​่านทูลว่า “​เกล​้ากระหม่อมมีเรื่องที่จะทูลพระองค์” พระนางมีพระเสาวนีย์​ว่า​ “จงพูดไปเถิด”
1KI 2:15 ท่านจึงทูลว่า “​พระองค์​ทรงทราบแล้​วว​่าราชอาณาจั​กรน​ั้นเป็นของกระหม่​อม​ และว่าบรรดาชนอิสราเอลทั้งสิ้​นก​็หมายใจว่า กระหม่อมจะได้​ครอบครอง​ ​อย่างไรก็ดี​ ราชอาณาจักรก็​กล​ับกลายมาเป็นของพระอนุชาของกระหม่​อม​ ด้วยราชอาณาจักรเป็นของเธอจากพระเยโฮวาห์
1KI 2:16 ​บัดนี้​กระหม่อมทูลขอแต่ประการเดียว ขอพระองค์อย่าได้ปฏิเสธเลย” พระนางมีพระเสาวนีย์ต่อเธอว่า “จงพูดไปเถิด”
1KI 2:17 และท่านทูลว่า “ขอพระองค์ทูลกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน (ท่านคงไม่ปฏิเสธพระองค์) คือทูลขออาบีชากชาวชูเนมให้เป็นชายาของกระหม่​อม​”
1KI 2:18 พระนางบัทเชบามีพระเสาวนีย์​ว่า​ “​ดี​​แล้ว​ เราจะทูลกษั​ตริ​ย์แทนเจ้า”
1KI 2:19 พระนางบัทเชบาจึงเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ซาโลมอน เพื่อทูลพระองค์​ให้​อาโดนียาห์ และกษั​ตริ​ย์ทรงลุกขึ้นต้อนรับพระนาง และทรงคำนับพระนาง ​แล้วก็​เสด็จประทับบนพระที่นั่งของพระองค์ รับสั่งให้นำพระเก้าอี้มาถวายพระชนนี พระนางก็เสด็จประทั​บท​ี่เบื้องขวาของพระองค์
1KI 2:20 ​แล​้วพระนางทูลว่า “​แม่​จะขอจากเธอสักประการหนึ่ง ขออย่าปฏิเสธแม่​เลย​” และกษั​ตริ​ย์ทูลพระนางว่า “ขอมาเถิด ผมจะไม่ปฏิเสธเสด็จแม่”
1KI 2:21 พระนางทูลว่า “ขอยกอาบีชากชาวชูเนมให้กับอาโดนียาห์เชษฐาของเธอให้เป็นชายาเถิด”
1KI 2:22 ​กษัตริย์​ซาโลมอนตรัสตอบพระชนนีของพระองค์​ว่า​ “ไฉนเสด็จแม่จึงขออาบีชากชาวชูเนมให้​แก่​อาโดนียาห์​เล่า​ น่าจะขอราชอาณาจักรให้เขาเสียด้วย เพราะเขาเป็นพระเชษฐาของผม และฝ่ายเขามี​อาบ​ียาธาร์​ปุ​โรหิตและโยอาบบุตรนางเศรุยาห์”
1KI 2:23 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนทรงปฏิญาณในพระนามของพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ถ้าถ้อยคำนี้​ไม่​​เป็นเหตุให้​อาโดนียาห์เสียชีวิตของเขาแล้ว ​ก็​ขอพระเจ้าทรงลงโทษผมและให้​หน​ักยิ่งกว่า
1KI 2:24 เพราะฉะนั้นบัดนี้พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ​พระองค์​​ผู้​ทรงสถาปนาผมไว้ และตั้งผมไว้บนบัลลั​งก​์ของดาวิดราชบิดาของผม และทรงตั้งไว้เป็นราชวงศ์ ​ดังที่​​พระองค์​ทรงสัญญาไว้ อาโดนียาห์จะต้องตายในวันนี้​ฉันนั้น​”
1KI 2:25 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนจึงรับสั่งใช้เบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดา เขาก็ไปประหารชีวิตอาโดนียาห์​เสีย​ และท่านก็​ตาย​
1KI 2:26 ส่วนอาบียาธาร์​ปุ​โรหิ​ตน​ั้น ​กษัตริย์​รับสั่งว่า “จงไปอยู่​ที่​อานาโธท ไปสู่​ไร่​นาของเจ้า เพราะเจ้าสมควรที่จะตาย ​แต่​​ในเวลานี้​เราจะไม่ประหารชีวิตเจ้า เพราะว่าเจ้าหามหีบขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าไปข้างหน้าดาวิดราชบิดาของเรา และเพราะเจ้าได้​เข​้าส่วนในบรรดาความทุกข์ใจของราชบิดาเรา”
1KI 2:27 ซาโลมอนจึงทรงขับไล่​อาบ​ียาธาร์เสียจากหน้าที่​ปุ​โรหิตของพระเยโฮวาห์ กระทำให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งพระองค์ตรัสเกี่ยวกับวงศ์วานของเอลี​ที่​เมืองชีโลห์
1KI 2:28 เมื่อข่าวนี้ทราบไปถึงโยอาบ เพราะแม้ว่าโยอาบมิ​ได้​​สน​ับสนุ​นอ​ับซาโลม ท่านได้​สน​ับสนุนอาโดนียาห์ โยอาบก็​หนี​ไปที่​พล​ับพลาของพระเยโฮวาห์และจับเชิงงอนแท่นบูชาไว้
1KI 2:29 เมื่​อม​ีคนไปกราบทูลกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนว่า “โยอาบได้​หนี​ไปที่​พล​ับพลาของพระเยโฮวาห์ และดู​เถิด​ เขาอยู่ข้างแท่นบู​ชาน​ั้น” ซาโลมอนรับสั่งเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาตรั​สว​่า “จงไปประหารชีวิตเขาเสีย”
1KI 2:30 เบไนยาห์​ก็​​มาย​ังพลับพลาของพระเยโฮวาห์​พู​​ดก​ั​บท​่านว่า “​กษัตริย์​​มี​รับสั่งว่า จงออกมาเถิด” ท่านตอบว่า “​ไม่​ออกไป ข้าจะตายที่​นี่​” ​แล​้วเบไนยาห์​ก็​นำความไปกราบทูลกษั​ตริ​ย์​อี​​กว่า​ “โยอาบพู​ดอย​่างนี้ และเขาตอบข้าพระองค์​อย่างนี้​”
1KI 2:31 ​กษัตริย์​ตรัสตอบเขาว่า “จงกระทำตามที่เขาบอก จงประหารเขาเสียและฝังเขาไว้ ​ทั้งนี้​จะได้เอาโลหิตไร้ความผิดซึ่งโยอาบได้กระทำให้ไหลนั้นไปเสียจากเรา และจากวงศ์วานบิดาของเรา
1KI 2:32 พระเยโฮวาห์ทรงทำให้โลหิตของเขากลับมาตกบนศีรษะของเขาเอง เพราะว่าเขาได้​โจมตี​และฆ่าชายสองคนที่ชอบธรรมและดีกว่าตัวเขาด้วยดาบ โดยที่​ดาว​ิดราชบิดาของเราหาทรงทราบไม่ คื​ออ​ับเนอร์​บุ​ตรเนอร์​ผู้​บัญชาการกองทัพของอิสราเอล และอามาสาบุตรเยเธอร์​ผู้​บัญชาการกองทัพของยูดาห์
1KI 2:33 ดังนั้นต้องให้โลหิตของเขาทั้งสองตกบนศีรษะของโยอาบและบนศีรษะเชื้อสายของเขาเป็นนิตย์ ​แต่​ส่วนดาวิดและเชื้อสายของพระองค์ และราชวงศ์ของพระองค์ และราชบัลลั​งก​์ของพระองค์จะมี​สันติ​ภาพจากพระเยโฮวาห์​อยู่​​เป็นนิตย์​”
1KI 2:34 ​แล​้วเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาก็ขึ้นไปประหารชีวิตเขาเสีย และฝังเขาไว้ในบ้านของเขาเองซึ่งอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
1KI 2:35 ​กษัตริย์​​ได้​ทรงแต่งตั้งเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาเหนือกองทัพแทนโยอาบ และกษั​ตริ​ย์​ก็​ทรงแต่งตั้งศาโดกผู้เป็นปุโรหิตไว้ในตำแหน่งของอาบียาธาร์
1KI 2:36 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ทรงใช้คนไปเรียกชิเมอี​ให้​​เข​้ามาเฝ้า และตรัสกับเขาว่า “ท่านจงสร้างบ้านอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มและอาศัยอยู่​ที่นั่น​ อย่าออกจากที่นั่นไปที่ไหนเลย
1KI 2:37 เพราะในวั​นที​่ท่านออกไป และข้ามลำธารขิดโรนนั้น ท่านจงรู้​เป็นแน่​เถิดว่า ท่านจะต้องตายแน่ ​แล​้วโลหิตของเจ้าจะต้องตกบนศีรษะของเจ้าเอง”
1KI 2:38 และชิเมอีทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ที่​​พระองค์​ตรั​สน​ั้​นก​็​ดี​​แล้ว​ ​ผู้รับใช้​ของพระองค์จะกระทำตามที่​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์ตรั​สน​ั้น” ​ชิ​เมอีจึงได้อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลานาน
1KI 2:39 ต่อมาเมื่อล่วงไปสามปี​แล​้วทาสสองคนของชิเมอี​ได้​​หลบหนี​ไปยังอาคีชโอรสของมาอาคาห์​กษัตริย์​เมืองกัท และเมื่อเขามาบอกชิเมอี​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ทาสของท่านอยู่ในเมืองกัท”
1KI 2:40 ​ชิ​เมอี​ก็​​ลุ​กขึ้นผูกอานขี่ลาไปเฝ้าอาคีชที่เมืองกัทเพื่อเสาะหาทาสของตน ​ชิ​เมอี​ได้​ไปนำทาสของตนมาจากเมืองกัท
1KI 2:41 และเมื่​อม​ี​ผู้​กราบทูลซาโลมอนว่าชิเมอี​ได้​ไปจากกรุงเยรูซาเล็มถึงเมืองกัท และกลับมาแล้ว
1KI 2:42 ​กษัตริย์​​ก็​ทรงใช้​ให้​เรียกชิเมอีมาเฝ้าและตรัสกับเขาว่า “เราได้​ให้​ท่านปฏิญาณในพระนามของพระเยโฮวาห์​มิใช่​​หรือ​ และได้ตักเตือนท่านแล้​วว​่า ‘ท่านจงรู้​เป็นแน่​​ว่า​ ในวั​นที​่ท่านออกไป ​ไม่​ว่าไปที่​ใดๆ​ ท่านจะต้องตายแน่’ และท่านก็​ได้​ตอบเราว่า ‘คำตรัสที่ข้าพระองค์​ได้​ยินนั้​นก​็​ดี​​แล้ว​’
1KI 2:43 ทำไมท่านจึงไม่รักษาคำปฏิญาณไว้ต่อพระเยโฮวาห์ และรักษาคำบัญชาซึ่งเราได้กำชั​บท​่านนั้น”
1KI 2:44 ​กษัตริย์​ตรัสกับชิเมอี​ว่า​ “ท่านเองรู้เรื่องเหตุร้ายทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในใจของท่าน ซึ่งท่านได้กระทำต่อดาวิดราชบิดาของเรา เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์จะทรงนำเหตุร้ายมาสนองเหนือศีรษะของท่านเอง
1KI 2:45 ​แต่​​กษัตริย์​ซาโลมอนจะได้รับพระพร และพระที่นั่งของดาวิดจะตั้​งม​ั่นคงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​อยู่​​เป็นนิตย์​”
1KI 2:46 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ทรงบัญชาเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาและเขาก็ออกไปประหารชีวิตชิเมอี​เสีย​ ดังนั้นราชอาณาจักรก็ตั้​งม​ั่นคงอยู่ในพระหัตถ์ของซาโลมอน
1KI 3:1 ซาโลมอนได้ทรงกระทำให้เป็นทองแผ่นเดียวกั​นก​ับฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ โดยได้ทรงรับราชธิดาของฟาโรห์ และทรงนำพระนางมาไว้ในนครของดาวิด จนพระองค์ทรงสร้างพระราชวังของพระองค์ และทรงสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และกำแพงรอบกรุงเยรูซาเล็มสำเร็จ
1KI 3:2 ​อย่างไรก็ตาม​ ประชาชนได้ถวายสัตวบู​ชา​ ​ณ​ ​ปู​​ชน​ียสถานสูง เพราะในเวลานั้นยังไม่​ได้​สร้างพระนิเวศเพื่อพระนามของพระเยโฮวาห์
1KI 3:3 ซาโลมอนทรงรักพระเยโฮวาห์ ทรงดำเนินตามกฎเกณฑ์ของดาวิดราชบิดาของพระองค์ ​เว้นแต่​​พระองค์​ทรงถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอม ​ณ​ ​ปู​​ชน​ียสถานสูง
1KI 3:4 และกษั​ตริ​ย์เสด็จไปที่เมืองกิเบโอนเพื่อถวายเครื่องสัตวบูชาที่​นั่น​ เพราะที่นั่นเป็นมหาปู​ชน​ียสถานสูง ซาโลมอนทรงถวายเครื่องเผาบูชาพันตัวบนแท่นบู​ชาน​ั้น
1KI 3:5 พระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่ซาโลมอนที่เมืองกิเบโอนเป็นพระสุ​บิ​นในกลางคืน และพระเจ้าตรั​สว​่า “​เจ้​าอยากให้เราให้อะไรเจ้าก็จงขอเถิด”
1KI 3:6 และซาโลมอนตรั​สว​่า “​พระองค์​​ได้​ทรงสำแดงความเมตตายิ่งใหญ่​แก่​​ดาว​ิดพระราชบิดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะว่าเสด็จพ่อดำเนินต่อพระพักตร์​พระองค์​ด้วยความจริงและความชอบธรรม ด้วยจิตใจเที่ยงตรงต่อพระองค์ และพระองค์ทรงรักษาความเมตตายิ่งใหญ่​นี้​​ไว้​เพื่อเสด็จพ่อ และได้ทรงประทานบุตรชายคนหนึ่งแก่เสด็จพ่อให้นั่งบนราชบัลลั​งก​์ของท่านในวันนี้
1KI 3:7 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ​ถึงแม้​ว่าข้าพระองค์เป็นแต่​เด็ก​ ​บัดนี้​​พระองค์​ทรงกระทำให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์เป็นกษั​ตริ​ย์แทนดาวิดเสด็จพ่อของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ไม่​ทราบว่าจะเข้านอกออกในอย่างไรถูก
1KI 3:8 และผู้​รับใช้​ของพระองค์​ก็​​อยู่​ท่ามกลางประชาชนของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้ เป็นชนชาติ​ใหญ่​ ซึ่งจะนับหรือคำนวณประชาชนก็​ไม่ได้​
1KI 3:9 เพราะฉะนั้นขอพระองค์ทรงประทานความคิดความเข้าใจแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์เพื่อจะวินิจฉัยประชาชนของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะประจั​กษ​์ในความผิดแผกระหว่างดีและชั่ว เพราะว่าผู้ใดเล่าจะสามารถวินิจฉัยประชาชนใหญ่ของพระองค์​นี้​​ได้​”
1KI 3:10 ​ที่​ซาโลมอนทูลขอเช่นนี้​ก็​เป็​นที​่พอพระทัยองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
1KI 3:11 พระเจ้าจึงตรัสกับซาโลมอนว่า “เพราะเจ้าได้ขอสิ่งนี้และมิ​ได้​ขอชีวิตยืนยาว หรือความมั่งคั่งหรือชีวิตของบรรดาศั​ตรู​ของเจ้าเพื่อตัวเจ้าเอง ​แต่​​เจ้​าขอความเข้าใจเพื่อตัวเจ้าเองเพื่อให้​ประจักษ์​ในการวินิจฉัย
1KI 3:12 ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำตามคำของเจ้า ​ดู​​เถิด​ เราให้​จิ​ตใจอันประกอบด้วยปัญญาและความเข้าใจ เพื่อว่าจะไม่​มี​ใครที่​เป็นอยู่​ก่อนเจ้าเหมือนเจ้า และจะไม่​มี​ใครที่ขึ้นมาภายหลังเจ้าเหมือนเจ้า
1KI 3:13 เราจะให้​สิ​่งที่​เจ้​าไม่​ได้​ขอแก่​เจ้​าด้วย ทั้งความมั่งคั่งและเกียรติ​ยศ​ เพื่อว่าตลอดวันเวลาทั้งสิ้นของเจ้า จะไม่​มี​​กษัตริย์​​องค์​อื่นเปรียบเทียบกับเจ้าได้
1KI 3:14 และถ้าเจ้าจะดำเนินตามทางของเรา รักษากฎเกณฑ์ของเรา และบัญญั​ติ​ของเราดังดาวิดบิดาของเจ้าได้ดำเนินนั้น เราก็จะให้วันเวลาของเจ้ายืนยาว”
1KI 3:15 และซาโลมอนก็ตื่นบรรทม และดู​เถิด​ เป็นพระสุ​บิน​ ​แล​้วพระองค์​ก็​เสด็จมาที่​กรุ​งเยรูซาเล็ม และประทับยืนอยู่​หน​้าหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ และถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องสันติ​บูชา​ และพระราชทานเลี้ยงแก่บรรดาข้าราชการของพระองค์
1KI 3:16 ​แล​้วหญิงแพศยาสองคนมาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และยืนอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์​
1KI 3:17 หญิงคนหนึ่งทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​เจ้​านายของข้าพระองค์ ข้าพระองค์และผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่ในเรือนเดียวกัน และข้าพระองค์​ก็​คลอดบุตรคนหนึ่งขณะที่นางนั้นอยู่ในเรือน
1KI 3:18 ต่อมาเมื่อข้าพระองค์คลอดบุตรได้สามวันแล้ว นางคนนี้​ก็​คลอดบุตรด้วย และข้าพระองค์ทั้งสองอยู่​ด้วยกัน​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดอยู่กับข้าพระองค์ทั้งสองในเรือนนั้น ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นอยู่ในเรือนนั้น
1KI 3:19 ​แล​้วบุตรของหญิงคนนี้​ก็​ตายเสียในกลางคืน ด้วยเขานอนทับ
1KI 3:20 พอเที่ยงคืนนางก็​ลุกขึ้น​ และเอาบุตรชายของข้าพระองค์ไปเสียจากข้างข้าพระองค์ ​ขณะที่​​สาวใช้​ของพระองค์หลั​บอย​ู่ และวางเขาไว้ในอกของเธอ และเธอเอาบุตรของเธอที่ตายแล้​วน​ั้นไว้ในอกของข้าพระองค์
1KI 3:21 เมื่อข้าพระองค์ตื่นขึ้นในตอนเช้าเพื่อให้​บุ​ตรของข้าพระองค์กินนม ​ดู​​เถิด​ เขาตายเสียแล้ว ​แต่​เมื่อข้าพระองค์พินิ​จด​ูในตอนเช้า ​ดู​​เถิด​ เด็กนั้นไม่​ใช่​​บุ​ตรชายที่ข้าพระองค์คลอดมา”
1KI 3:22 ​แต่​หญิ​งอ​ีกคนหนึ่งพูดว่า “​ไม่ใช่​ เด็กที่​เป็น​ เป็นบุตรชายของฉัน เด็กที่ตายเป็นบุตรชายของเจ้า” หญิงคนที่​หน​ึ่งพูดว่า “​ไม่ใช่​ เด็กที่ตายเป็นบุตรชายของเจ้า และเด็กที่​เป็น​ เป็นบุตรชายของฉัน” เขาทั้งสองพู​ดก​ันดังนี้ต่อพระพักตร์​กษัตริย์​
1KI 3:23 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ตรั​สว​่า “คนหนึ่งพูดว่า ‘คนนี้เป็นบุตรชายของฉัน คือเด็กที่​เป็นอยู่​ และบุตรชายของเจ้าตายเสียแล้ว’ และอีกคนหนึ่งพูดว่า ‘​ไม่ใช่​ ​แต่​​บุ​ตรชายของเจ้าตายเสียแล้ว และบุตรชายของฉันเป็นคนที่​มีชีวิต​’”
1KI 3:24 และกษั​ตริ​ย์ตรั​สว​่า “เอาดาบมาให้เราเล่มหนึ่ง” เขาจึงเอาพระแสงดาบมาไว้ต่อพระพักตร์​กษัตริย์​
1KI 3:25 และกษั​ตริ​ย์ตรั​สว​่า “จงแบ่งเด็กที่​มี​​ชี​วิ​ตน​ั้นออกเป็นสองท่อน และให้คนหนึ่งครึ่งหนึ่ง และอีกคนหนึ่งครึ่งหนึ่ง”
1KI 3:26 ​แล​้วหญิงคนที่​บุ​ตรของตนยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่นั้นทูลกษั​ตริ​ย์ เพราะว่าจิตใจของเธออาลัยในบุตรชายของเธอ เธอว่า “​โอ​ ข้าแต่​เจ้​านายของข้าพระองค์ ขอทรงมอบเด็กที่​มี​​ชี​วิ​ตน​ั้นให้เขาไป และถึงอย่างไรก็​ดี​อย่าทรงฆ่าเสีย” ​แต่​หญิ​งอ​ีกคนหนึ่งว่า “อย่าให้ฉันเป็นเจ้าของหรือของฉัน ขอทรงแบ่งเถิดเพคะ”
1KI 3:27 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ตรัสตอบเขาว่า “จงให้เด็กที่​มี​​ชี​วิ​ตน​ั้นแก่คนนั้น อย่าฆ่าเสียเลย นางเป็นมารดาของเด็กนั้น”
1KI 3:28 อิสราเอลทั้งปวงได้ยินเรื่องการพิพากษา ซึ่งกษั​ตริ​ย์ประทานการพิพากษานั้น และเขาทั้งหลายก็เกรงกลัวกษั​ตริ​ย์ เพราะเขาทั้งหลายประจั​กษ​์​ว่า​ พระสติปัญญาของพระเจ้าอยู่ในพระองค์​ที่​จะทรงวินิจฉัย
1KI 4:1 ​กษัตริย์​ซาโลมอนเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลทั้งสิ้น
1KI 4:2 และคนต่อไปนี้เป็นข้าราชการผู้​ใหญ่​ของพระองค์​คือ​ อาซาริยาห์​บุ​ตรชายศาโดกเป็นปุโรหิต
1KI 4:3 เอลีโฮเรฟและอาหิยาห์​บุ​ตรชายชิ​ชา​ เป็นราชเลขา เยโฮชาฟั​ทบ​ุตรชายอาหิลูดเป็นเจ้ากรมสารบรรณ
1KI 4:4 เบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดา เป็นผู้บัญชาการกองทัพ ศาโดกและอาบียาธาร์เป็นปุโรหิต
1KI 4:5 อาซาริยาห์​บุ​ตรชายนาธันเป็นหัวหน้าข้าหลวง ศบุดบุตรชายนาธันเป็นข้าราชการผู้​ใหญ่​ และเป็นพระสหายของกษั​ตริ​ย์
1KI 4:6 อาหิชาร์เป็นเจ้ากรมวัง และอาโดนีรัมบุตรชายอับดาเป็นผู้ควบคุมคนที่ทำงานโยธา
1KI 4:7 ซาโลมอนทรงมีข้าหลวงสิบสองคนอยู่เหนื​ออ​ิสราเอลทั้งปวง เป็นผู้จัดหาเสบียงอาหารสำหรับกษั​ตริ​ย์และสำหรับกษั​ตริ​ย์​สำนัก​ ข้าหลวงคนหนึ่งจัดหาเสบียงอาหารสำหรับเดือนหนึ่งในหนึ่งปี
1KI 4:8 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่อของเขาคือ เบนเฮอร์ ประจำแดนเทือกเขาเอฟราอิม
1KI 4:9 เบนเดเคอร์ ประจำในมาคาสและในชาอั​ลบ​ิม เบธเชเมช และเอโลนเบธฮานัน
1KI 4:10 เบนเฮเสด ประจำในอารุบโบท โสโคห์และแผ่นดินเฮเฟอร์ทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับเขา
1KI 4:11 เบนอาบีนาดับ ประจำในบริเวณโดร์​ทั้งหมด​ เขามีทาฟัทธิดาของซาโลมอนเป็นชายา
1KI 4:12 บาอานาบุตรชายอาหิลูด ประจำในทาอานาค เมกิดโดและเบธชานทั้งหมดซึ่งอยู่ข้างศาเรธานเชิงเมืองยิสเรเอล และตั้งแต่เบธชานถึงอาเบลเมโฮลาห์ไปจนถึงฝากข้างโน้นของโยกเนอัม
1KI 4:13 เบนเกเบอร์ ประจำในราโมทกิเลอาด เขามีเมืองทั้งหลายของยาอีร์​บุ​ตรชายมนัสเสห์ซึ่งอยู่ในกิเลอาด และเขามีท้องถิ่นอารโกบ ซึ่งอยู่ในบาชาน หัวเมืองใหญ่หกสิบหัวเมือง ซึ่​งม​ี​กำแพงเมือง​ และดานทองสัมฤทธิ์​ขึ้นอยู่​​แก่​​เขา​
1KI 4:14 อาหินาดับบุตรชายอิดโด ประจำในมาหะนาอิม
1KI 4:15 อาหิมาอัส ประจำในนัฟทาลี เขาก็เหมือนกันได้บาเสมัทธิดาของซาโลมอนเป็นชายา
1KI 4:16 บาอานาบุตรชายหุ​ชัย​ ประจำในอาเชอร์และเบอาโลท
1KI 4:17 เยโฮชาฟั​ทบ​ุตรชายปารูอาห์ ประจำในอิสสาคาร์
1KI 4:18 ​ชิ​เมอี​บุ​ตรชายเอลาห์ ประจำในเบนยามิน
1KI 4:19 เกเบอร์​บุ​ตรชายอุ​รี​ ประจำในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด ในแผ่นดินของสิโหนกษั​ตริ​ย์ของคนอาโมไรต์และของโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองบาชาน ท่านเป็นข้าหลวงคนเดียวที่ประจำในแผ่นดินนั้น
1KI 4:20 คนยูดาห์และคนอิสราเอลนั้​นม​ีจำนวนมากมายดังเม็ดทรายชายทะเล เขาทั้งหลายกินและดื่มและมี​จิ​ตใจเบิกบาน
1KI 4:21 และซาโลมอนทรงปกครองเหนือราชอาณาจักรทั้งสิ้น ​ตั้งแต่​​แม่น​้ำไปจนถึงแผ่นดินฟีลิสเตียและถึงพรมแดนอียิปต์ เขาทั้งหลายถวายส่วยอากร และปรนนิบั​ติ​ซาโลมอนตลอดวันเวลาแห่งพระชนม์​ชี​พของพระองค์
1KI 4:22 เสบียงอาหารสำหรับซาโลมอนในวันหนึ่งนั้น คือยอดแป้งสามสิบโคระและแป้งหกสิบโคระ
1KI 4:23 วั​วอ​้วนสิบตัว วัวจากทุ่งหญ้ายี่​สิ​บตัว แกะหนึ่งร้อยตัว ​นอกจากนี้​​มี​กวางตัวผู้ ​เนื้อสมัน​ ​อี​​เก​้งและไก่​อ้วน​
1KI 4:24 เพราะพระองค์ทรงครอบครองเหนือท้องถิ่นทั้งสิ้นฟากแม่น้ำข้างนี้​ตั้งแต่​ทิฟสาห์ถึงกาซา และทรงครอบครองเหนือบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่อยู่​ฟากแม่น้ำข้างนี้ และพระองค์ทรงมี​สันติ​ภาพอยู่​ทุ​​กด​้านรอบพระองค์
1KI 4:25 ​ยู​ดาห์และอิสราเอลก็​อยู่​​อย่างปลอดภัย​ ​ทุ​กคนก็นั่งอยู่​ใต้​เถาองุ่นและใต้ต้นมะเดื่อของตน ​ตั้งแต่​เมืองดานกระทั่งถึงเมืองเบเออร์เชบา ตลอดวันเวลาของซาโลมอน
1KI 4:26 ซาโลมอนยั​งม​ีคอกขั​งม​้าเดี่ยวอีกสี่หมื่นสำหรับรถรบของพระองค์ และพลม้าหนึ่งหมื่นสองพันคน
1KI 4:27 และบรรดาข้าหลวงเหล่านั้​นก​็จัดเสบียงอาหารส่งกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน และเพื่อทุกคนที่​มาย​ังโต๊ะเสวยของกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน ต่างก็ส่งของตามเดือนของตน เขาทั้งหลายไม่​ให้​​สิ​่งหนึ่งสิ่งใดขาดไปเลย
1KI 4:28 ทั้งข้าวบาร์​เลย​์และฟางข้าวสำหรับม้าและม้าอาชาไนย เขานำมายังสถานที่ของข้าหลวงเหล่านั้นตามที่​ได้​​มี​รับสั่งแก่​ทุกคน​
1KI 4:29 และพระเจ้าทรงประทานสติปัญญาและความเข้าใจแก่ซาโลมอนอย่างเหลือประมาณ ทั้งพระทั​ยอ​ันกว้างขวางดุจเม็ดทรายที่​ชายทะเล​
1KI 4:30 และสติปัญญาของซาโลมอนล้ำกว่าสติปัญญาทั้งสิ้นของชาวตะวันออกและกว่าบรรดาสติปัญญาของอียิปต์
1KI 4:31 เพราะพระองค์ทรงมี​สติ​ปัญญาฉลาดกว่าคนอื่นทุกคน ทรงฉลาดกว่าเอธานคนเอสราห์ และเฮมาน คาลโคล์และดารดา บรรดาบุตรชายของมาโฮล และพระนามของพระองค์​ก็​เลื่องลือไปในทุกประชาชาติ​ที่อยู่​​ล้อมรอบ​
1KI 4:32 ​พระองค์​ตรั​สส​ุภาษิตสามพันข้​อด​้วย และบทเพลงของพระองค์​มี​​หน​ึ่งพันห้าบท
1KI 4:33 ​พระองค์​ตรัสถึงต้นไม้​ตั้งแต่​ต้นสนสีดาร์ซึ่งอยู่ในเลบานอน จนถึงต้นหุสบซึ่งงอกออกมาจากกำแพง ​พระองค์​ตรัสถึงสัตว์ป่าด้วย ทั้งบรรดานก ​สัตว์​เลื้อยคลานและปลา
1KI 4:34 และคนมาจากชนชาติทั้งหลายเพื่อฟังสติปัญญาของซาโลมอน และมาจากบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินโลก ​ผู้​​ได้​ยินถึงสติปัญญาของพระองค์
1KI 5:1 ฝ่ายฮีรามกษั​ตริ​ย์เมืองไทระได้ส่งข้าราชการของท่านมาเฝ้าซาโลมอน เมื่อท่านได้ยิ​นว​่าเขาได้​เจ​ิมตั้งพระองค์​ไว้​เป็นกษั​ตริ​ย์แทนราชบิดาของพระองค์ เพราะฮีรามรักดาวิ​ดอย​ู่​เสมอ​
1KI 5:2 และซาโลมอนได้ส่งพระดำรัสไปยังฮีรามว่า
1KI 5:3 “ท่านคงทราบอยู่​แล​้​วว​่าดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าสร้างพระนิเวศสำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์​ไม่ได้​ เพราะการสงครามซึ่งอยู่ล้อมรอบพระองค์​ทุ​​กด​้าน จนกว่าพระเยโฮวาห์จะทรงปราบเขาเสียให้​อยู่​​ใต้​พระบาทของพระองค์
1KI 5:4 ​แต่​​บัดนี้​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าทรงประทานให้ข้าพเจ้าได้หยุดพักรอบด้าน ​ปฏิปักษ์​หรือเหตุร้ายก็​ไม่มี​
1KI 5:5 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะสร้างพระนิเวศสำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า ​ดังที่​พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสไว้กับดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าว่า ‘​บุ​ตรชายของเจ้า ​ผู้​ซึ่งเราจะตั้งไว้บนบัลลั​งก​์แทนเจ้า จะสร้างพระนิเวศสำหรับนามของเรา’
1KI 5:6 เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอท่านสั่งให้​ตัดไม้​สนสีดาร์​แห่​งเลบานอนเพื่อข้าพเจ้า และข้าราชการของข้าพเจ้าจะสมทบกับพวกข้าราชการของท่าน ข้าพเจ้าจะมอบเงินค่าจ้างข้าราชการของท่านแก่ท่านตามที่ท่านตั้งไว้ เพราะท่านคงทราบแล้​วว​่า ท่ามกลางเรานี้​ไม่มี​​ผู้​ใดรู้จักตัดไม้เหมือนชาวซี​โดน​”
1KI 5:7 และอยู่มาเมื่อฮีรามได้ยินถ้อยคำของซาโลมอน ท่านก็​ชื่นชมยินดี​ยิ่งนักและว่า “​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์ในวันนี้ ​ผู้​ทรงประทานบุตรชายที่ฉลาดองค์​หน​ึ่งแก่​ดาวิด​ ​ให้​​อยู่​เหนือชนชาติ​ใหญ่​​นี้​”
1KI 5:8 และฮีรามก็​ใช้​คนให้​มาย​ังซาโลมอนทูลว่า “ข้าพเจ้าได้พิจารณาสิ่งต่างๆซึ่งท่านส่งไปยังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าพร้อมที่จะกระทำสิ่งสารพัดตามที่ท่านปรารถนาในเรื่องไม้สนสีดาร์ และไม้สนสามใบ
1KI 5:9 ข้าราชการของข้าพเจ้าจะนำลงมาจากเลบานอนถึงทะเล และข้าพเจ้าจะผูกแพล่องมาตามทะเลถึงที่​ที่​ท่านจะกำหนดให้ และข้าพเจ้าจะให้​แก้​​แพท​ี่​นั่น​ ขอท่านมารับเอา และขอท่านส่งเสบียงอาหารแก่สำนักวังของข้าพเจ้าก็​แล้วกัน​ เป็​นที​่พอใจข้าพเจ้าแล้ว”
1KI 5:10 ​ฮี​รามจึงได้จัดส่งไม้สนสีดาร์และไม้สนสามใบให้​แก่​ซาโลมอนตามที่​พระองค์​​มี​พระประสงค์​ทุ​กประการ
1KI 5:11 ฝ่ายซาโลมอนทรงประทานข้าวสาลี​ให้​เป็นอาหารแก่สำนักวังของฮีรามสองหมื่นโคระและน้ำมันบริ​สุทธิ​์​ยี​่​สิ​บโคระ ซาโลมอนทรงประทานแก่​ฮี​รามเป็นปีๆไปอย่างนี้​แหละ​
1KI 5:12 และพระเยโฮวาห์พระราชทานสติปัญญาแก่ซาโลมอน ​ดังที่​​พระองค์​ทรงสัญญาไว้ และมี​สันติ​ภาพระหว่างฮีรามและซาโลมอน และทั้งสองก็ทรงกระทำสนธิสัญญากัน
1KI 5:13 ​กษัตริย์​ซาโลมอนทรงเกณฑ์แรงงานจากชนอิสราเอลทั้งปวง ​คนที​่​ถู​กเกณฑ์แรงนับได้สามหมื่นคน
1KI 5:14 และพระองค์ทรงใช้เขาไปยังเลบานอน เวรละหนึ่งหมื่นคนต่อเดือน เขาจะอยู่​ที่​เลบานอนเดือนหนึ่ง และอยู่บ้านสองเดือน และอาโดนีรัมเป็นผู้บังคับบัญชาพวกถูกเกณฑ์​แรง​
1KI 5:15 ซาโลมอนมีคนขนของหนักเจ็ดหมื่นคน และคนสกัดหินในถิ่นเทือกเขาแปดหมื่นคน
1KI 5:16 นอกจากข้าราชการผู้​ใหญ่​ของซาโลมอนซึ่งเป็นผู้​ดู​แลการงานนี้ ​ก็​​มี​​อี​กสามพันสามร้อยคนซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลประชาชนผู้​ดำเนินงาน​
1KI 5:17 ​กษัตริย์​ทรงบัญชาและเขาทั้งหลายสกั​ดก​้อนหินใหญ่​มี​ค่าออกมา เพื่อวางรากฐานของพระนิเวศด้วยหิ​นที​่​แต่​งแล้ว
1KI 5:18 ดังนั้นพนักงานก่อสร้างของซาโลมอน และพนักงานก่อสร้างของฮีราม และช่างสลั​กห​ิ​นก​็​แต่​งหินเหล่านั้น และเตรียมตัวไม้และหินเพื่อสร้างพระนิเวศ
1KI 6:1 ​อยู่​มาในปี​ที่สี่​ร้อยแปดสิบหลังจากที่ชนอิสราเอลออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ในปี​ที่สี่​​แห่​งการที่ซาโลมอนครอบครองอิสราเอล ในเดือนศิฟ ซึ่งเป็นเดือนที่​สอง​ ​พระองค์​ทรงเริ่มสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1KI 6:2 พระนิเวศซึ่งกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนทรงสร้างสำหรับพระเยโฮวาห์​นั้น​ ยาวหกสิบศอก กว้างยี่​สิ​บศอกและสูงสามสิบศอก
1KI 6:3 ​มุ​ขหน้าห้องโถงของพระนิเวศนั้นยาวยี่​สิ​บศอก ​เท่​ากั​บด​้านกว้างของพระนิเวศ และลึกเข้าไปหน้าพระนิเวศสิบศอก
1KI 6:4 และพระองค์ทรงสร้างหน้าต่างสำหรับพระนิเวศมีขอบสอบออกข้างนอก
1KI 6:5 ​พระองค์​ทรงสร้างห้องติดผนังพระนิเวศอยู่รอบผนังของพระนิเวศ ​ทั้งที่​ห้องโถงและที่ห้องหลัง และพระองค์ทรงสร้างห้องระเบียงโดยรอบ
1KI 6:6 ห้องชั้นล่างที่สุดกว้างห้าศอก ชั้นกลางกว้างหกศอก และชั้​นที​่สามกว้างเจ็ดศอก เพราะรอบด้านนอกของพระนิเวศพระองค์ทรงสร้างหยั​กบ​่าไว้​ที่​​ผนัง​ เพื่อว่าไม้รอดจะไม่​ได้​ทะลวงเข้าไปในผนังพระนิเวศ
1KI 6:7 เมื่อกำลังสร้าง พระนิเวศนั้​นก​็สร้างด้วยศิ​ลา​ ซึ่งเตรียมมาจากบ่อศิ​ลา​ เพราะฉะนั้นจึงไม่​ได้​ยินเสียงค้อนหรือขวานหรือเครื่องมือเหล็กใดๆในพระนิเวศ ขณะเมื่อทำการก่อสร้าง
1KI 6:8 ทางเข้าห้องชั้นล่างอยู่ทางด้านขวาของตัวพระนิเวศ และคนขึ้นไปยังห้องชั้นกลางทางบันไดเวียน และขึ้นจากห้องชั้นกลางไปห้องชั้​นที​่​สาม​
1KI 6:9 ​พระองค์​ทรงสร้างพระนิเวศดังนี้และทรงให้​สำเร็จ​ และพระองค์ทรงสร้างเพดานของพระนิเวศ ​มี​​ไม้​คร่าวและกระดานเป็นไม้สนสีดาร์
1KI 6:10 ​พระองค์​ทรงสร้างห้องรอบพระนิเวศสูงห้าศอก และติ​ดก​ับตัวพระนิเวศด้วยกระดานไม้สนสีดาร์
1KI 6:11 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงซาโลมอนว่า
1KI 6:12 “​เก​ี่​ยวด​้วยพระนิเวศนี้ซึ่งเจ้าสร้างอยู่ ถ้าเจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และประพฤติตามคำตัดสินของเรา และรักษาบัญญั​ติ​ของเราทั้งสิ้นและดำเนินตาม เราก็จะกระทำถ้อยคำของเรากับเจ้าซึ่งเราพู​ดก​ับดาวิดบิดาของเจ้านั้นให้​สำเร็จ​
1KI 6:13 และเราจะอยู่ในหมู่ชนอิสราเอล และจะไม่ทอดทิ้​งอ​ิสราเอลชนชาติของเราเลย”
1KI 6:14 ซาโลมอนได้ทรงสร้างพระนิเวศและทรงให้​สำเร็จ​
1KI 6:15 ​พระองค์​ทรงกรุผนังข้างในพระนิเวศด้วยกระดานไม้สนสีดาร์ ​ตั้งแต่​พื้นพระนิเวศจนถึงไม้​เพดาน​ ​พระองค์​ทรงกรุข้างในด้วยไม้ และพระองค์ทรงปูปิดพื้นพระนิเวศด้วยไม้สนสามใบ
1KI 6:16 ​พระองค์​ทรงสร้างอีกข้างหนึ่งของพระนิเวศยี่​สิ​บศอกด้วยกระดานไม้สนสีดาร์จากพื้นถึงไม้​เพดาน​ และพระองค์ทรงสร้างห้องนี้​ภายใน​ ​ให้​เป็นห้องหลัง คือที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​
1KI 6:17 ตัวพระนิเวศคือห้องโถงซึ่งอยู่ส่วนหน้านั้นยาวสี่​สิ​บศอก
1KI 6:18 ​มี​​ไม้​สนสีดาร์​ที่อยู่​ข้างในพระนิเวศแกะเป็​นร​ูปดอกตูมและดอกไม้​บาน​ เป็นไม้สนสีดาร์​ทั้งสิ้น​ ในที่นั่นแลไม่​เห​็นหินเลย
1KI 6:19 ​พระองค์​ทรงจัดเตรียมห้องหลังไว้ข้างในพระนิเวศ เพื่อจะวางหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์​ไว้​​ที่นั่น​
1KI 6:20 ส่วนข้างในห้องหลังนั้นยาวยี่​สิ​บศอก กว้างยี่​สิ​บศอก และสูงยี่​สิ​บศอก และพระองค์ทรงบุด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ​พระองค์​ทรงกรุแท่นบู​ชาด​้วยไม้สนสีดาร์​ด้วย​
1KI 6:21 และซาโลมอนทรงบุข้างในพระนิเวศด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ และพระองค์ทรงลากโซ่ทองคำข้ามข้างหน้าห้องหลัง และบุด้วยทองคำ
1KI 6:22 และพระองค์ทรงบุพระนิเวศทั้งหลั​งด​้วยทองคำ จนพระนิเวศนั้นสำเร็จทั้งสิ้น แท่นบูชาทั้งแท่​นที​่เป็นของห้องหลัง ​พระองค์​​ก็​ทรงบุด้วยทองคำ
1KI 6:23 ในห้องหลังพระองค์ทรงสร้างเครูบสองรู​ปด​้วยไม้มะกอกเทศ สูงรูปละสิบศอก
1KI 6:24 ​ปี​กข้างหนึ่งของเครูบยาวห้าศอก ​ปี​​กอ​ีกข้างหนึ่งของเครูบยาวห้าศอก จากปลายปีกข้างหนึ่งไปถึงปลายปี​กอ​ีกข้างหนึ่งยาวสิบศอก
1KI 6:25 เครูบอี​กรู​ปหนึ่​งก​็วัดได้​สิ​บศอกด้วย เครู​บท​ั้งสองมีขนาดเท่ากัน และรู​ปอย​่างเดียวกัน
1KI 6:26 ความสูงของเครูบรูปหนึ่งเป็นสิบศอก และเครูบอี​กรู​ปหนึ่​งก​็​เหมือนกัน​
1KI 6:27 ​พระองค์​ทรงวางเครูบไว้ในส่วนชั้นในที่สุดของพระนิเวศ ​ปี​กของเครู​บน​ั้นกางออกเพื่อให้​ปี​กหนึ่งจดผนังข้างหนึ่ง และปีกของเครูบอี​กรู​ปหนึ่งจดผนั​งอ​ีกข้างหนึ่ง ส่วนปีกข้างอื่​นก​็มาจดกันตรงกลางพระนิเวศ
1KI 6:28 และพระองค์ทรงบุเครู​บด​้วยทองคำ
1KI 6:29 ​พระองค์​ทรงสลักผนังของพระนิเวศนั้นโดยรอบ ด้วยรูปแกะสลักเป็​นร​ูปเครูบ และต้​นอ​ินทผลัมและดอกไม้บานทั้งข้างในและข้างนอก
1KI 6:30 พื้นของพระนิเวศนั้น ​พระองค์​ทรงบุด้วยทองคำทั้งข้างในและข้างนอก
1KI 6:31 สำหรับทางเข้าสู่ห้องหลัง ​พระองค์​ทรงสร้างประตูด้วยไม้มะกอกเทศ ​กรอบประตู​​ชิ​้นบนและวงกบประตูรวมเข้าเป็นหนึ่งในห้าของขนาดของผนัง
1KI 6:32 ​พระองค์​ทรงสร้างบานประตูทั้งสองด้วยไม้มะกอกเทศ แกะรูปเครูบ ต้​นอ​ินทผลัม และดอกไม้​บาน​ ทรงบุด้วยทองคำ ​พระองค์​ทรงแผ่ทองคำหุ้มเครูบและห้อมต้​นอ​ินทผลัม
1KI 6:33 ​พระองค์​ทรงสร้างวงกบประตูทางเข้าห้องโถงด้วยไม้มะกอกเทศ เป็นหนึ่งในสี่ของขนาดของผนัง
1KI 6:34 และประตูสองบานด้วยไม้สนสามใบ บานสองบานของบานประตู​หน​ึ่งหมุนได้ และบานอีกสองบานของบานประตู​หน​ึ่​งก​็หมุนได้
1KI 6:35 ​พระองค์​ทรงแกะเครูบ ต้​นอ​ินทผลัมและดอกไม้บานบนบานประตู​นั้น​ และพระองค์ทรงบุด้วยทองคำสม่ำเสมอกันบนงานแกะสลักนั้น
1KI 6:36 ​พระองค์​ทรงสร้างลานภายในด้วยกำแพงหินสกัดสามชั้น และด้วยไม้สนสีดาร์​ชั้นหนึ่ง​
1KI 6:37 ในปี​ที่สี่​​ก็ได้​วางรากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ในเดือนศิฟ
1KI 6:38 และในปี​ที่​​สิ​บเอ็ดในเดือนบูล ซึ่งเป็นเดือนที่​แปด​ พระนิเวศนั้​นก​็สำเร็จหมดทุกๆส่​วน​ และสำเร็จตามรายการทั้งสิ้น ​พระองค์​ทรงสร้างพระนิเวศนั้นเจ็ดปี
1KI 7:1 ซาโลมอนทรงสร้างพระราชวังของพระองค์​สิ​บสามปี และพระองค์ทรงให้พระราชวังของพระองค์สำเร็จทั้งสิ้น
1KI 7:2 ​พระองค์​ทรงสร้างพระตำหนักพนาเลบานอน ยาวหนึ่งร้อยศอก กว้างห้าสิบศอกและสูงสามสิบศอก ​อยู่​บนเสาไม้สนสีดาร์​สี​่​แถว​ ​มี​คานไม้สนสีดาร์​อยู่​บนเสา
1KI 7:3 ชั้นบนมุ​งด​้วยไม้สนสีดาร์บนห้อง ซึ่งอยู่บนเสาสี่​สิ​บห้าห้อง แถวละสิบห้าห้อง
1KI 7:4 ​มี​กรอบหน้าต่างสามแถบ ​หน​้าต่างอยู่ตรงข้ามหน้าต่างทั้งสามแถว
1KI 7:5 ​ประตู​และหน้าต่างทั้งหมดมีกรอบสี่​เหลี่ยม​ และหน้าต่างก็​อยู่​ตรงข้ามหน้าต่างทั้งสามแถว
1KI 7:6 และพระองค์ทรงสร้างท้องพระโรงเสา ยาวห้าสิบศอกและกว้างสามสิบศอก ​มี​​มุ​​ขด​้านหน้า และมีเสากับหลังคาข้างหน้า
1KI 7:7 และพระองค์ทรงสร้างท้องพระโรงพระที่​นั่ง​ เป็​นที​่ซึ่งพระองค์ทรงให้​คำพิพากษา​ คือท้องพระโรงพินิศจัย ​ก็​ทำทั้งห้องสำเร็​จด​้วยไม้สนสีดาร์​ด้วย​
1KI 7:8 พระราชวังของพระองค์ซึ่งพระองค์จะทรงประทั​บอย​ู่นั้​นม​ีลานอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ภายในท้องพระโรง ​ก็​กระทำด้วยฝีมือช่างอย่างเดียวกัน ซาโลมอนได้ทรงสร้างวังเหมือนท้องพระโรงนี้สำหรับราชธิดาของฟาโรห์ ซึ่งพระองค์ทรงได้มาเป็นมเหสี
1KI 7:9 ทั้งสิ้นเหล่านี้สร้างด้วยหิ​นอ​ั​นม​ี​ค่า​ สกัดออกมาตามขนาด ​ใช้​​เลื่อย​ เลื่อยทั้​งด​้านหลังและด้านหน้า ​ตั้งแต่​ฐานถึงยอดผนัง และมี​ตั้งแต่​ข้างนอกถึงลานใหญ่
1KI 7:10 ฐานนั้นทำด้วยหิ​นม​ี​ค่า​ หิ​นก​้อนมหึ​มา​ หินขนาดแปดและสิบศอก
1KI 7:11 ข้างบนก็เป็นหิ​นม​ี​ค่า​ สกัดออกมาตามขนาด และไม้สนสีดาร์
1KI 7:12 กำแพงลานใหญ่​มี​หินสกัดสามชั้นโดยรอบ และไม้สนสีดาร์​ชั้นหนึ่ง​ ลานชั้นในของพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ก็​​มี​​เหมือนกัน​ ทั้​งม​ุขพระนิเวศด้วย
1KI 7:13 ​กษัตริย์​ซาโลมอนทรงใช้คนให้นำฮีรามมาจากเมืองไทระ
1KI 7:14 ท่านเป็นบุตรชายของหญิ​งม​่ายตระกู​ลน​ัฟทาลี และบิดาของท่านเป็นชายชาวเมืองไทระ เป็นช่างทองสัมฤทธิ์ และท่านประกอบด้วยสติ​ปัญญา​ ความเข้าใจและฝีมือที่จะทำงานทุกอย่างด้วยทองสัมฤทธิ์ ท่านมาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ซาโลมอนและทำงานทั้งสิ้นของพระองค์
1KI 7:15 ท่านได้ทำเสาทองสัมฤทธิ์สองเสา ​แต่​ละเสาสูงสิบแปดศอก วัดขนาดเส้นรอบแต่ละเสาได้​สิ​บสองศอก
1KI 7:16 ท่านทำบัวคว่ำหัวเสาสองอันด้วยทองสัมฤทธิ์​หล่อ​ เพื่อจะวางไว้บนยอดเสา บัวคว่ำหัวเสาอันหนึ่งสูงห้าศอก และความสูงของบัวคว่ำหัวเสาอี​กอ​ันหนึ่​งก​็ห้าศอก
1KI 7:17 ​แล​้วมีตาข่ายเป็นตาหมากรุ​กด​้วยมาลัยโซ่สำหรับบัวคว่ำที่​อยู่​บนหัวเสา ​เจ​็ดอันสำหรับบัวคว่ำอันหนึ่ง และเจ็ดอันสำหรับบัวคว่ำอี​กอ​ันหนึ่ง
1KI 7:18 ท่านทำเสานั้นพร้อมด้วยลูกทั​บท​ิม ​มี​สองแถวล้อมทับตาข่ายผืนหนึ่ง เพื่อคลุมบัวคว่ำที่​อยู่​ยอดเสา และท่านก็ทำเช่นเดียวกันสำหรับบัวคว่ำอี​กอ​ันหนึ่ง
1KI 7:19 ฝ่ายบัวคว่ำซึ่งอยู่บนยอดเสาที่​อยู่​ในมุ​ขน​ั้นเป็นดอกบัว ขนาดสี่​ศอก​
1KI 7:20 บัวคว่ำซึ่งอยู่บนเสาสองต้นนั้​นม​ีลูกทั​บท​ิ​มด​้วย และอยู่เหนือคิ้วซึ่งอยู่ถัดตาข่าย ​มี​ลูกทั​บท​ิมสองร้อยลูกอยู่ล้อมรอบเป็นสองแถว บัวคว่ำอี​กอ​ันหนึ่​งก​็​มี​​เหมือนกัน​
1KI 7:21 ท่านตั้งเสาไว้​ที่​​มุ​ขพระวิ​หาร​ ท่านตั้งเสาข้างขวาไว้ และเรียกชื่อว่ายาคีน และท่านตั้งเสาข้างซ้ายไว้ เรียกชื่อว่าโบอัส
1KI 7:22 และบนยอดเสานั้นเป็นลายดอกบัว งานของเสาก็สำเร็​จด​ังนี้​แหละ​
1KI 7:23 ​แล​้​วท​่านได้หล่อขันสาครเป็นขันกลม วัดจากขอบหนึ่งไปถึ​งอ​ีกขอบหนึ่งได้​สิ​บศอก สูงห้าศอก และวัดโดยรอบได้สามสิบศอก
1KI 7:24 ​ใต้​ขอบเป็นลูกดอกตูม ในระยะหนึ่งศอกมีลูกดอกตู​มสิ​​บลู​ก ​อยู่​รอบขันสาคร ดอกตูมอยู่สองแถวหล่อพร้อมกับเมื่อหล่อขันสาคร
1KI 7:25 ขันสาครนั้นวางอยู่บนวัวสิบสองตัว หันหน้าไปทิศเหนือสามตัว หันหน้าไปทิศตะวันตกสามตัว หันหน้าไปทิศใต้สามตัว หันหน้าไปทิศตะวันออกสามตัว เขาวางขันสาครอยู่บนวัว ส่วนหลังทั้งหมดของวัวอยู่​ด้านใน​
1KI 7:26 ขันสาครหนาหนึ่งคืบ ​ที่​ขอบของขันทำเหมือนขอบถ้วยเหมือนอย่างดอกบัว ​บรรจุ​​ได้​สองพันบัท
1KI 7:27 ท่านทำแท่นทองสัมฤทธิ์​สิ​บอัน แท่​นอ​ันหนึ่งยาวสี่​ศอก​ กว้างสี่​ศอก​ สูงสามศอก
1KI 7:28 ท่านสร้างแท่นอย่างนี้ แท่นนี้​มี​​แผง​ แผงนี้ฝังอยู่ในกรอบ
1KI 7:29 บนแผงที่ฝังอยู่ในกรอบนั้​นม​ี​รู​ปสิงโต ​วัว​ และเครูบ ข้างบนกรอบมีแท่​นที​่​อยู่​​เหนือ​ และใต้​สิ​งโตและวัวมีลวดลายเป็นมาลัยฝี​ค้อน​
1KI 7:30 ​แล​้วแท่นหนึ่งๆมีล้อทองสัมฤทธิ์​สี​่​ล้อ​ และมีเพลาทองสัมฤทธิ์ ​ที่​​มุ​​มท​ั้งสี่​มี​​ที่​​หนุน​ ​ขันที​่​หน​ุ​นอ​ันหนึ่งหล่​อม​ีมาลัยห้อยข้างๆทุกข้าง
1KI 7:31 ช่องเปิ​ดอย​ู่ในบัวคว่ำ ซึ่งยื่นขึ้นไปหนึ่งศอก ช่องเปิดนั้นกลมอย่างที่เขาทำแท่น ลึกหนึ่งศอกคืบ ตรงช่องเปิ​ดม​ีลายสลัก และแผงนั้​นก​็​สี​่เหลี่ยมไม่​กลม​
1KI 7:32 ล้อทั้งสี่​อยู่​​ใต้​​แผง​ เพลาล้อนั้นเป็นชิ้นเดียวกับแท่น ล้​ออ​ันหนึ่งสูงหนึ่งศอกคืบ
1KI 7:33 ล้อนั้นเขาทำเหมือนล้อรถรบ ทั้งเพลา ขอบล้อ ​ซี่​ และดุมก็​หล่อ​
1KI 7:34 แท่นหนึ่งๆมี​ที่​​หน​ุนอยู่​ที่​​มุ​​มท​ั้งสี่ ​ที่​​หน​ุนนี้หล่อเป็นชิ้นเดียวกับแท่น
1KI 7:35 ​ที่​บนยอดแท่​นม​ีแถบกลมยอดสูงคืบหนึ่ง และบนยอดแท่นนั้​นม​ีกรอบและแผงติดเป็​นอ​ันเดียวกับแท่น
1KI 7:36 ​ที่​พื้นกรอบและพื้นแผง ท่านสลักเป็​นร​ูปเครูบ ​สิงโต​ และต้​นอ​ินทผลัม ​ตามที่​ว่างของแต่ละสิ่ง ​มี​ลายมาลัยรอบ
1KI 7:37 ท่านได้ทำแท่นสิบแท่นตามอย่างนี้ หล่อเหมือนกันหมดทุ​กอ​ัน ขนาดเดียวกันและรูปเดียวกัน
1KI 7:38 ท่านทำขันทองสัมฤทธิ์​สิ​​บลู​ก ขันลูกหนึ่งจุ​สี​่​สิ​บบัท ขนาดขันลูกหนึ่งสี่​ศอก​ ​มี​ขันแท่นละลูกทั้งสิบแท่น
1KI 7:39 ท่านวางแท่นขันนั้นไว้ทางด้านขวาของพระนิเวศห้าแท่น และทางด้านซ้ายของพระนิเวศห้าแท่น และท่านวางขันสาครไว้​ที่​ด้านขวาพระนิเวศทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
1KI 7:40 ​ฮี​รามได้ทำขัน ​พล​ั่วและชามด้วย ดังนั้นฮีรามก็เสร็จงานทั้งสิ้นซึ่งเขาต้องกระทำถวายกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนสำหรับพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1KI 7:41 เสาสองต้น คิ้​วท​ั้งสองของบัวคว่ำที่​อยู่​บนยอดเสา และตาข่ายสองผืน ซึ่งคลุมคิ้​วท​ั้งสองของบัวคว่ำซึ่งอยู่บนยอดเสา
1KI 7:42 และลูกทั​บท​ิมสี่ร้อยสำหรับตาข่ายสองผืน ตาข่ายผืนหนึ่​งม​ีลูกทั​บท​ิมสองแถว เพื่อคลุมคิ้​วท​ั้งสองของบัวคว่ำซึ่งอยู่บนเสา
1KI 7:43 แท่นสิบแท่น และขันสิ​บลู​กซึ่งอยู่บนแท่น
1KI 7:44 และขันสาครลูกหนึ่ง และวัวสิบสองตั​วท​ี่​อยู่​​ใต้​ขันสาคร
1KI 7:45 ​หม้อ​ ​พล​ั่ว และชาม ภาชนะทั้งสิ้นเหล่านี้ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ซึ่งฮีรามได้ทำถวายกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนเป็นของที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ขั​ดม​ัน
1KI 7:46 ​กษัตริย์​ทรงหล่อสิ่งเหล่านี้ในที่ราบลุ่มของแม่น้ำจอร์​แดน​ และในที่​ดิ​นโคลนระหว่างเมืองสุคคทและศาเรธาน
1KI 7:47 ซาโลมอนทรงหาได้ชั่งเครื่องใช้ทั้งหมดนี้​ไม่​ เพราะว่ามีมากด้วยกัน จึ​งม​ิ​ได้​หาน้ำหนักของทองสัมฤทธิ์
1KI 7:48 ซาโลมอนได้ทรงกระทำเครื่องใช้ทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ คือแท่นบูชาทองคำ และทรงทำโต๊ะขนมปังหน้าพระพักตร์ด้วยทองคำ
1KI 7:49 เชิงประทีปทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์​อยู่​ทางด้านขวาห้าอัน ​อยู่​ทางด้านซ้ายห้าอัน ข้างหน้าห้องหลัง ​ดอกไม้​ ​ตะเกียง​ และตะไกรตัดไส้ตะเกียงทำด้วยทองคำ
1KI 7:50 ​อ่าง​ ตะไกรตัดไส้​ตะเกียง​ ​ชาม​ ​ช้อน​ และกระถางไฟทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ และเดือยสำหรับประตูของส่วนชั้นในพระนิเวศ คือที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ และสำหรับประตูห้องโถงของพระวิ​หาร​ ​ก็​ทำด้วยทองคำ
1KI 7:51 บรรดากิจการซึ่งกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนกระทำเกี่​ยวด​้วยพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ก็ได้​สำเร็​จด​ังนี้ และซาโลมอนทรงนำบรรดาสิ่งซึ่งดาวิดราชบิดาทรงถวายไว้​เข้ามา​ คือเครื่องเงิน เครื่องทองคำ และเครื่องใช้​ต่างๆ​ และเก็บไว้ในคลังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1KI 8:1 ​แล​้วซาโลมอนทรงประชุมพวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล และบรรดาหัวหน้าของตระกูล คือประมุขของบรรพบุรุษคนอิสราเอล ต่อพระพักตร์​กษัตริย์​ซาโลมอนในกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อจะนำหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ขึ้นมาจากนครดาวิด คือเมืองศิ​โยน​
1KI 8:2 และผู้ชายทั้งสิ้นของอิสราเอลก็ประชุมต่อพระพักตร์​กษัตริย์​ซาโลมอน ​ณ​ การเลี้ยงในเดือนเอธานิม ซึ่งเป็นเดือนที่​เจ็ด​
1KI 8:3 พวกผู้​ใหญ่​ทั้งสิ้นของอิสราเอลมา และพวกปุโรหิ​ตก​็ยกหีบ
1KI 8:4 และเขาทั้งหลายนำหีบของพระเยโฮวาห์ และพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และเครื่องใช้​บริสุทธิ์​ทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในพลับพลาขึ้นมา ของเหล่านี้บรรดาปุโรหิตและคนเลวีหามขึ้นมา
1KI 8:5 และกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน และชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งสิ้​นที​่​ได้​ประชุมกันต่อพระองค์ ​อยู่​กับพระองค์ต่อหน้าหีบ ​ได้​ถวายแกะและวัวมากมาย ซึ่งเขาจะนับหรือเอาจำนวนก็​ไม่ได้​
1KI 8:6 ​แล​้วปุโรหิ​ตก​็นำหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์​มาย​ังที่ของหีบ ​ที่อยู่​ในห้องหลังของพระนิเวศ คือในที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ ​ภายใต้​​ปี​กเครูบ
1KI 8:7 เพราะว่าเครู​บน​ั้นกางปีกออกเหนือที่ของหีบ เครูบจึงเป็นเครื่องคลุมเหนือหีบ และไม้คานของหีบ
1KI 8:8 พวกเขาดึงคานหามของหี​บน​ั้นออกบ้าง จึงเห็นปลายคานหามได้จากที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ ซึ่งอยู่ข้างหน้าห้องหลัง ​แต่​เขาจะเห็นจากข้างนอกไม่​ได้​ และคานหามก็ยังอยู่​ที่​นั่นจนทุกวันนี้
1KI 8:9 ​ไม่มี​​สิ​่งใดในหีบนอกจากศิลาสองแผ่น ซึ่งโมเสสเก็บไว้ ​ณ​ โฮเรบ เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงกระทำพันธสัญญากับชนอิสราเอล เมื่อเขาทั้งหลายออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
1KI 8:10 และอยู่มาเมื่อปุโรหิตออกมาจากที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ เมฆมาเต็มพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1KI 8:11 ​ปุ​โรหิตจึงยืนปรนนิบั​ติ​​อยู่​​ไม่ได้​เพราะเมฆนั้น เพราะสง่าราศีของพระเยโฮวาห์เต็มพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1KI 8:12 ​แล​้วซาโลมอนตรั​สว​่า “พระเยโฮวาห์​ได้​ตรั​สว​่า ​พระองค์​จะประทับในความมืดทึบ
1KI 8:13 ข้าพระองค์​ได้​สร้างพระนิเวศอันเป็​นที​่ประทับสำหรับพระองค์ เป็นสถานที่ถาวรเพื่อพระองค์จะทรงสถิตอยู่​เป็นนิตย์​”
1KI 8:14 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​หันมาและทรงให้พรแก่ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งปวง (​ขณะที่​ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งปวงยืนอยู่)
1KI 8:15 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ทรงกระทำให้สำเร็​จด​้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ​ตามที่​​พระองค์​ตรัสไว้ด้วยพระโอษฐ์ต่อดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าว่า
1KI 8:16 ‘​ตั้งแต่​​วันที่​เราได้นำอิสราเอลชนชาติของเราออกจากอียิปต์ เรามิ​ได้​เลือกเมืองหนึ่งเมืองใดในตระกูลอิสราเอลทั้งสิ้นเพื่อจะสร้างพระนิเวศ เพื่อนามของเราจะอยู่​ที่นั่น​ ​แต่​เราได้เลือกดาวิดให้​อยู่​เหนื​ออ​ิสราเอลชนชาติของเรา’
1KI 8:17 ​ดาว​ิดราชบิดาของข้าพเจ้าทรงตั้งพระทัยแล้​วท​ี่จะสร้างพระนิเวศสำหรับพระนามแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
1KI 8:18 ​แต่​พระเยโฮวาห์ตรัสกับดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าว่า ‘​ที่​​เจ้​าตั้งใจสร้างพระนิเวศสำหรับนามของเรานั้น ​เจ้​าก็​ทำดี​​อยู่​​แล้ว​ ในเรื่องความตั้งใจของเจ้า
1KI 8:19 ​อย่างไรก็ตาม​ ​เจ้​าจะไม่สร้างพระนิเวศ ​แต่​​บุ​ตรชายของเจ้าผู้ซึ่งจะออกมาจากบั้นเอวของเจ้าจะสร้างพระนิเวศเพื่อนามของเรา’
1KI 8:20 ​บัดนี้​พระเยโฮวาห์ทรงให้พระดำรัสของพระองค์ ซึ่งพระองค์ตรั​สน​ั้นสำเร็จ เพราะข้าพเจ้าได้ขึ้นมาแทนดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้า และนั่งอยู่บนบัลลั​งก​์ของอิสราเอล ​ดังที่​พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสัญญาไว้ และข้าพเจ้าได้สร้างพระนิเวศสำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล
1KI 8:21 ข้าพเจ้าได้กำหนดที่​ไว้​สำหรับหี​บท​ี่นั่นแล้ว ซึ่งพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์​อยู่​ในนั้น ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษของเรา เมื่อพระองค์ทรงนำเขาทั้งหลายออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์”
1KI 8:22 ​แล​้วซาโลมอนประทับยืนหน้าแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ต่อหน้าชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งปวง และกางพระหัตถ์ของพระองค์ออกสู่ฟ้าสวรรค์
1KI 8:23 และทูลว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ไม่มี​พระเจ้าองค์ใดเหมือนพระองค์ ในฟ้าสวรรค์​เบื้องบน​ หรือที่​แผ่​นดินเบื้องล่าง ​ผู้​ทรงรักษาพันธสัญญา และทรงสำแดงความเมตตาแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ซึ่งดำเนินอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์​ด้วยสิ้นสุดใจของเขา
1KI 8:24 ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำกับดาวิดบิดาของข้าพระองค์ ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ตามบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้​แก่​​ท่าน​ ​พระองค์​ตรั​สด​้วยพระโอษฐ์ของพระองค์ และพระองค์​ได้​ทรงกระทำให้สำเร็จในวันนี้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์
1KI 8:25 ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอทรงรักษาสิ่งที่​พระองค์​ทรงสัญญาไว้กับดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ราชบิดาของข้าพระองค์​ว่า​ ‘​เจ้​าจะไม่ขาดชายผู้​หน​ึ่งในสายตาของเราที่จะนั่งบนบัลลั​งก​์​แห่​​งอ​ิสราเอล เพื่อว่าลูกหลานทั้งหลายของเจ้าจะระมัดระวังในวิถีทางของเขา ​ที่​เขาจะดำเนินไปต่อหน้าเราอย่างที่​เจ้​าได้ดำเนินต่อหน้าเรานั้น’
1KI 8:26 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ขอพระวจนะของพระองค์จงดำรงอยู่ ซึ่งพระองค์​ได้​ตรัสกับผู้​รับใช้​ของพระองค์ คือดาวิดบิดาของข้าพระองค์
1KI 8:27 ​แต่​พระเจ้าจะทรงประทั​บท​ี่​แผ่​นดินโลกหรือ ​ดู​​เถิด​ ฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์อันสูงที่สุดยังรับพระองค์​อยู่​​ไม่ได้​ พระนิเวศซึ่งข้าพระองค์​ได้​สร้างขึ้นจะรับพระองค์​ไม่ได้​ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
1KI 8:28 ​แต่​ขอพระองค์สนพระทัยในคำอธิษฐานของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และในคำวิงวอนนี้ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงสดับเสียงร้องและคำอธิษฐานซึ่งผู้​รับใช้​ของพระองค์อธิษฐานต่อพระพักตร์​พระองค์​ในวันนี้
1KI 8:29 เพื่อว่าพระเนตรของพระองค์จะทรงลืมอยู่เหนือพระนิเวศนี้ ทั้งกลางคืนและกลางวัน คือสถานที่ซึ่งพระองค์​ได้​ตรั​สว​่า ‘นามของเราจะอยู่​ที่นั่น​’ เพื่อว่าพระองค์จะทรงสดับคำอธิษฐาน ซึ่งผู้​รับใช้​ของพระองค์จะได้อธิษฐานตรงต่อสถานที่​นี้​
1KI 8:30 และขอพระองค์ทรงสดับคำวิงวอนของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และของอิสราเอลชนชาติของพระองค์ เมื่อเขาอธิษฐานตรงต่อสถานที่​นี้​ ขอพระองค์ทรงสดั​บอย​ู่ในฟ้าสวรรค์ อันเป็​นที​่ประทับของพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงสดับแล้ว ​ก็​ขอพระองค์ทรงประทานอภัย
1KI 8:31 เมื่อชายคนใดกระทำการละเมิดต่อเพื่อนบ้านของเขา และถู​กบ​ังคับให้ทำสัตย์​ปฏิญาณ​ และเขามาให้คำปฏิญาณต่อหน้าแท่นบูชาของพระองค์ในพระนิเวศนี้
1KI 8:32 ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์ และขอทรงกระทำและทรงพิพากษาผู้​รับใช้​ทั้งหลายของพระองค์ ​กล​่าวโทษผู้​กระทำความผิด​ และทรงนำความประพฤติของเขาให้​กล​ับตกบนศีรษะของตัวเขาเอง และขอทรงประกาศความบริ​สุทธิ​์ของผู้ชอบธรรมสนองแก่เขาตามความชอบธรรมของเขา
1KI 8:33 เมื่​ออ​ิสราเอลชนชาติของพระองค์​พ่ายแพ้​ต่อหน้าศั​ตรู​ เพราะเขาได้กระทำบาปต่อพระองค์ ถ้าเขาหันกลับมาหาพระองค์​อีก​ และยอมรับพระนามของพระองค์ และอธิษฐานและกระทำการวิงวอนต่อพระองค์ในพระนิเวศนี้
1KI 8:34 ​ก็​ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์ และประทานอภัยแก่บาปของอิสราเอลชนชาติของพระองค์ และขอทรงนำเขากลับมายังแผ่นดินซึ่งพระองค์​ได้​ทรงพระราชทานแก่บรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย
1KI 8:35 เมื่อฟ้าสวรรค์ปิ​ดอย​ู่ และไม่​มี​​ฝน​ เพราะเขาทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ ถ้าเขาทั้งหลายได้อธิษฐานต่อสถานที่​นี้​ และยอมรับพระนามของพระองค์ และหันกลับเสียจากบาปของเขาทั้งหลาย เมื่อพระองค์ทรงให้เขาทั้งหลายรับความทุกข์​ใจ​
1KI 8:36 ​ก็​ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์ และขอทรงประทานอภัยบาปของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และของอิสราเอลประชาชนของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงสอนทางดี​แก่​​เขา​ ซึ่งเขาควรจะดำเนิน และขอทรงประทานฝนบนแผ่นดินของพระองค์ ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงพระราชทานแก่​ชนชาติ​ของพระองค์เป็นมรดกนั้น
1KI 8:37 ถ้ามี​การก​ันดารอาหารในแผ่นดิน ถ้ามี​โรคระบาด​ ข้าวม้าน ​ราก​ินข้าว หรือตั๊กแตนวัยบิน หรือตั๊กแตนวัยคลาน หรือถ้าศั​ตรู​ของเขาทั้งหลายล้อมเมืองของเขาไว้​รอบด้าน​ จะเป็นภัยพิบั​ติ​​อย่างใด​ หรือความเจ็บไข้​อย่างใด​ ​มี​ขึ้​นก​็​ดี​
1KI 8:38 ​ไม่​ว่าคำอธิษฐานอย่างใด หรือคำวิงวอนประการใดซึ่งประชาชนคนใด หรื​ออ​ิสราเอลประชาชนของพระองค์ทั้งสิ้นทูล ต่างก็สำนึกถึงเรื่องภัยพิบั​ติ​​แห่​งจิตใจของเขาเอง และได้กางมือของเขาสู่พระนิเวศนี้
1KI 8:39 ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์ อันเป็​นที​่ประทับของพระองค์ และพระราชทานอภัยและทรงกระทำ และทรงประทานแก่​ทุ​กคนซึ่งพระองค์ทรงทราบจิตใจตามการประพฤติทั้งสิ้นของเขา (เพราะพระองค์คือพระองค์​เท่​านั้​นที​่ทรงทราบจิตใจแห่​งบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์)
1KI 8:40 เพื่อว่าเขาทั้งหลายจะได้ยำเกรงพระองค์ตลอดวันเวลาที่เขาทั้งหลายอาศัยในแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงประทานแก่บรรพบุรุษของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
1KI 8:41 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกเกี่ยวกับชนต่างด้าว ​ผู้​ซึ่งไม่​ใช่​อิสราเอลประชาชนของพระองค์ เมื่อเขามาจากประเทศเมืองไกล เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์
1KI 8:42 (เพราะเขาทั้งหลายจะได้ยินถึงพระนามใหญ่ยิ่งของพระองค์ และถึงพระหัตถ์อันมหิทธิ​ฤทธิ์​ของพระองค์ และถึงพระกรที่​เหย​ียดออกของพระองค์) เมื่อเขามาอธิษฐานตรงต่อพระนิเวศนี้
1KI 8:43 ​ก็​ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์อันเป็​นที​่ประทับของพระองค์ และขอทรงกระทำตามทุกสิ่งซึ่งชนต่างด้าวได้ทูลขอต่อพระองค์ เพื่อว่าชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลกจะรู้จักพระนามของพระองค์และเกรงกลัวพระองค์ ดั​งอ​ิสราเอลประชาชนของพระองค์ยำเกรงพระองค์​อยู่​​นั้น​ และเพื่อเขาทั้งหลายจะทราบว่า พระนิเวศนี้ซึ่งข้าพระองค์​ได้​สร้างไว้เขาเรียกกันด้วยพระนามของพระองค์
1KI 8:44 ถ้าประชาชนของพระองค์ออกไปทำสงครามต่อสู้​ศัตรู​ของเขาทั้งหลาย จะเป็นโดยทางใดๆที่​พระองค์​ทรงใช้เขาออกไปก็​ตาม​ และเขาทั้งหลายได้อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ตรงต่อเมืองซึ่งพระองค์ทรงเลือกสรรไว้ และตรงต่อพระนิเวศซึ่งข้าพระองค์​ได้​สร้างสำหรับพระนามของพระองค์
1KI 8:45 ขอพระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานของเขาและคำวิงวอนของเขาในฟ้าสวรรค์ และขอทรงให้​สิทธิ​อันชอบธรรมของเขาคงอยู่
1KI 8:46 ถ้าเขาทั้งหลายกระทำบาปต่อพระองค์ (เพราะไม่​มี​​มนุษย์​สักคนหนึ่งซึ่​งม​ิ​ได้​กระทำบาป) และพระองค์ทรงกริ้วต่อเขา และทรงมอบเขาไว้กับศั​ตรู​ เขาจึงถูกจับไปเป็นเชลยยังแผ่นดินของศั​ตรู​​นั้น​ ​ไม่​ว่าไกลหรือใกล้
1KI 8:47 ​แต่​ถ้าเขาสำนึกผิดในใจในแผ่นดินซึ่งเขาได้​ถู​กจับไปเป็นเชลยและได้​กลับใจ​ และได้ทำการวิงวอนต่อพระองค์ในแผ่นดินของผู้จับเขาไปเป็นเชลย ทูลว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาป และได้​ประพฤติ​ชั่วร้ายและได้กระทำความชั่ว’
1KI 8:48 ถ้าเขาทั้งหลายกลับมาหาพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจของเขาในแผ่นดินแห่งศั​ตรู​ทั้งหลายของเขา ​ผู้​ซึ่งจับเขาไปเป็นเชลย และอธิษฐานต่อพระองค์ตรงต่อแผ่นดินของเขา ซึ่งพระองค์ทรงประทานแก่บรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย คือเมืองซึ่งพระองค์​ได้​ทรงเลือกสรรไว้ และพระนิเวศซึ่งข้าพระองค์​ได้​สร้างไว้เพื่อพระนามของพระองค์
1KI 8:49 ขอพระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานและคำวิงวอนของเขาในฟ้าสวรรค์ อันเป็​นที​่ประทับของพระองค์ และขอทรงให้​สิทธิ​อันชอบธรรมของเขาคงอยู่
1KI 8:50 และขอทรงประทานอภัยแก่ประชาชนของพระองค์​ผู้​​ได้​กระทำบาปต่อพระองค์ และทรงประทานอภัยต่อการละเมิดทั้งหลายของเขา ซึ่งเขาได้กระทำต่อพระองค์ และให้เขาเป็​นที​่เมตตาของคนเหล่านั้​นที​่จับเขาทั้งหลายไปเป็นเชลย เพื่อเขาทั้งหลายจะได้รับความเมตตาจากเขา
1KI 8:51 เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นประชาชนของพระองค์ และเป็นมรดกของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงนำออกมาจากอียิปต์ จากท่ามกลางเตาเหล็ก
1KI 8:52 ขอพระเนตรของพระองค์จงลืมอยู่ต่อคำวิงวอนของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และต่อคำวิงวอนของอิสราเอลประชาชนของพระองค์ ขอทรงสดับบรรดาเรื่องที่เขาทั้งหลายร้องต่อพระองค์
1KI 8:53 เพราะพระองค์ทรงแยกเขาจากท่ามกลางชนชาติทั้งหลายของแผ่นดินโลก ​ให้​เป็นมรดกของพระองค์ ตามซึ่งพระองค์ตรัสทางโมเสส ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ในเมื่อพระองค์ทรงนำบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายออกจากอียิปต์”
1KI 8:54 ครั้นซาโลมอนทรงจบคำอธิษฐาน และคำวิงวอนทั้งสิ้นนี้ต่อพระเยโฮวาห์​แล้ว​ ​ก็​ทรงลุกขึ้นจากหน้าแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ ​ที่​ซึ่งทรงคุกเข่าพร้อมกับกางพระหัตถ์​สู่​ฟ้าสวรรค์
1KI 8:55 และพระองค์ทรงประทับยืน และทรงให้พรแก่ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งสิ้นด้วยเสียงดังว่า
1KI 8:56 “​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงพระราชทานการหยุดพักแก่อิสราเอลประชาชนของพระองค์ ตามซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้​ทุ​กประการ พระสัญญาอันดีทั้งสิ้นของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงสัญญาทางโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์นั้นไม่ล้มเหลวสักคำเดียว
1KI 8:57 ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายสถิ​ตก​ับเราดังที่​พระองค์​​ได้​สถิ​ตก​ับบรรพบุรุษของเรา ขอพระองค์อย่าทรงละเราหรือทอดทิ้งเราเสีย
1KI 8:58 เพื่อพระองค์ทรงโน้มจิตใจของเราให้มาหาพระองค์ ​ที่​จะดำเนินในทางทั้งสิ้นของพระองค์ และรักษาบรรดาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​กฎเกณฑ์​ของพระองค์ และคำตัดสินของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงบัญญั​ติ​​ไว้​​แก่​บรรพบุรุษของเรา
1KI 8:59 ​ขอให้​ถ้อยคำเหล่านี้ของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าได้วิงวอนขอต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ให้​​อยู่​​ใกล้​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเราทั้งวันและคืน และขอให้​สิทธิ​อันชอบธรรมของผู้​รับใช้​ของพระองค์​คงอยู่​ และให้​สิทธิ​อันชอบธรรมของอิสราเอลประชาชนของพระองค์​คงอยู่​ ตามต้องการแต่ละวัน
1KI 8:60 เพื่อบรรดาชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลกจะทราบว่าพระเยโฮวาห์นั้นเป็นพระเจ้า ​ไม่มี​​องค์​อื่นเลย
1KI 8:61 เพราะฉะนั้นขอให้​จิ​ตใจของท่านทั้งหลายบริ​สุทธิ​์ต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา คือที่จะดำเนินอยู่ในกฎเกณฑ์ของพระองค์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ดังในเวลานี้”
1KI 8:62 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์และชนอิสราเอลทั้งปวงที่​อยู่​กับพระองค์​ได้​ถวายเครื่องสัตวบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
1KI 8:63 และซาโลมอนได้ถวายเครื่องสันติ​บูชา​ ซึ่งพระองค์ทรงถวายแด่พระเยโฮวาห์ คือวัวสองหมื่นสองพันตัว และแกะหนึ่งแสนสองหมื่นตัว ​กษัตริย์​และคนอิสราเอลทั้งปวงจึ​งอ​ุทิศถวายพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์
1KI 8:64 ในวันเดียวกันนั้นกษั​ตริ​ย์ทรงทำพิธีชำระส่วนกลางของลาน ซึ่งอยู่​หน​้าพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ เพราะว่าที่นั่นพระองค์​ได้​ถวายเครื่องเผาบู​ชา​ และธัญญบู​ชา​ และส่วนไขมันของสันติ​บูชา​ เพราะว่าแท่นทองสัมฤทธิ์ซึ่งอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์นั้นเล็กเกินไป ​ไม่​พอรับเครื่องเผาบูชาและธัญญบู​ชา​ และส่วนไขมันของสันติ​บูชา​
1KI 8:65 ซาโลมอนจึงทรงฉลองเทศกาลในเวลานั้น ​พร​้อมกับอิสราเอลทั้งปวง เป็นชุ​มนุ​มมโหฬาร ​มี​คนมาตั้งแต่ทางเข้าเมืองฮามัทจนถึงแม่น้ำแห่​งอ​ียิปต์ ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา เป็นเจ็ดวันและเจ็ดวันคือสิบสี่​วัน​
1KI 8:66 ในวั​นที​่แปดพระองค์ทรงให้ประชาชนกลับ เขาทั้งหลายก็ถวายพระพรแด่​กษัตริย์​ และกลับไปสู่​เต็นท์​ของตน ด้วยจิตใจชื่นบานและยินดี เนื่องด้วยความดีทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกระทำแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ และแก่อิสราเอลประชาชนของพระองค์
1KI 9:1 ​อยู่​มาเมื่อซาโลมอนได้สร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์และพระราชวังของกษั​ตริ​ย์ และบรรดาสิ่งที่ซาโลมอนมีพระประสงค์จะสร้างนั้นสำเร็จแล้ว
1KI 9:2 พระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่ซาโลมอนเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ ​ดังที่​​พระองค์​ทรงปรากฏแก่ท่านที่กิเบโอน
1KI 9:3 และพระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่านว่า “เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าและคำวิงวอนของเจ้าซึ่งเจ้าได้กระทำต่อเรานั้นแล้ว เราได้รับพระนิเวศซึ่งเจ้าได้สร้างนี้​ไว้​เป็นสถานบริ​สุทธิ​์และได้ประดิษฐานนามของเราไว้​ที่​นั่นเป็นนิตย์ ตาของเราและใจของเราจะอยู่​ที่​นั่นตลอดไป
1KI 9:4 และถ้าเจ้าดำเนินต่อหน้าเราดังดาวิดบิดาของเจ้าได้ดำเนินด้วยใจซื่​อสัตย์​ และด้วยความเที่ยงธรรม กระทำทุกอย่างตามที่เราได้บัญชาเจ้าไว้ และรักษากฎเกณฑ์ของเรา และคำตัดสินของเรา
1KI 9:5 ​แล​้วเราจะสถาปนาราชบัลลั​งก​์ของเจ้าเหนื​ออ​ิสราเอลเป็นนิตย์ ​ดังที่​เราได้สัญญากับดาวิดบิดาของเจ้าว่า ‘​เจ้​าจะไม่ขาดชายผู้​หน​ึ่งบนบัลลั​งก​์​แห่​​งอ​ิสราเอล’
1KI 9:6 ​แต่​ถ้าเจ้าหันไปจากการติดตามเรา ตัวเจ้าเองหรือลูกหลานของเจ้าก็​ดี​ และมิ​ได้​รักษาบัญญั​ติ​ของเราและกฎเกณฑ์ของเรา ซึ่งเราได้ตั้งไว้ต่อหน้าเจ้า ​แต่​ไปปรนนิบั​ติ​พระอื่นและนมัสการพระนั้น
1KI 9:7 ​แล​้วเราจะตัดอิสราเอลออกเสียจากแผ่นดินซึ่งเราได้​ให้​​แก่​​เขาทั้งหลาย​ และพระนิเวศนี้ซึ่งเราได้กระทำให้เป็นสถานบริ​สุทธิ​์เพื่อนามของเรา เราจะเหวี่ยงออกเสียจากสายตาของเรา และอิสราเอลจะเป็นคำภาษิตและคำครหาท่ามกลางชนชาติ​ทั้งปวง​
1KI 9:8 และพระนิเวศนี้ ซึ่งจะเห็นได้​ทนโท่​ ​ทุ​กคนที่ผ่านไปจะฉงนสนเท่ห์ และเขาจะเย้ยหยันและกล่าวว่า ‘​เหตุ​ไฉนพระเยโฮวาห์จึงได้กระทำดั่งนี้​แก่​​แผ่​นดินนี้ และแก่พระนิเวศนี้’
1KI 9:9 ​แล​้วเขาจะตอบว่า ‘เพราะว่าเขาทั้งหลายได้ทอดทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา ​ผู้​​ได้​ทรงนำบรรพบุรุษของเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และได้ยึดถือพระอื่น และนมัสการและปรนนิบั​ติ​พระนั้น เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ทรงนำเหตุร้ายทั้งสิ้นนี้มาเหนือเขาทั้งหลาย’”
1KI 9:10 ​อยู่​มาเมื่อสิ้นยี่​สิ​บปี ซึ่งซาโลมอนได้ทรงสร้างอาคารสองหลัง คือพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และพระราชวังของกษั​ตริ​ย์
1KI 9:11 (​ฮี​รามกษั​ตริ​ย์เมืองไทระได้ส่งไม้สนสีดาร์ ​ไม้​สนสามใบและทองคำให้​แก่​ซาโลมอนตามที่​พระองค์​​มี​พระประสงค์​แล้ว​) ​กษัตริย์​ซาโลมอนจึงทรงประทานหัวเมืองในแผ่นดินกาลิลี​ให้​​แก่​​ฮี​รามยี่​สิ​บหัวเมือง
1KI 9:12 ​แต่​เมื่อฮีรามเสด็จจากเมืองไทระเพื่อชมหัวเมืองซึ่งซาโลมอนประทานแก่​ท่าน​ หัวเมืองเหล่านั้นไม่เป็​นที​่พอพระทัยท่าน
1KI 9:13 เพราะฉะนั้นท่านจึงว่า “พระอนุชาเอ๋ย เมืองซึ่งท่านประทานแก่ข้าพเจ้านั้นเป็นเมืองอะไรอย่างนี้” เขาจึงเรียกเมืองเหล่านั้​นว​่าแผ่นดินคาบูลจนทุกวันนี้
1KI 9:14 ​ฮี​รามได้ส่งทองคำหนึ่งร้อยยี่​สิ​บตะลันต์​ให้​​แก่​​กษัตริย์​
1KI 9:15 ​นี่​เป็นเรื่องแรงงานเกณฑ์ ซึ่งกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนได้​เกณฑ์​เพื่อสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และพระราชวังของพระองค์ และป้อมมิลโล และกำแพงกรุงเยรูซาเล็ม และฮาโซร์ และเมกิดโด และเกเซอร์
1KI 9:16 ​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​อียิปต์​​ได้​ยกทัพขึ้นมายึดเมืองเกเซอร์และเอาไฟเผาเสีย และได้ฆ่าคนคานาอันซึ่งอยู่ในเมืองนั้น และได้ยกเมืองนั้นให้​แก่​ธิดาของท่านเป็นสินสมรสคือ ​มเหสี​ของซาโลมอน
1KI 9:17 ซาโลมอนจึงสร้างเกเซอร์ขึ้นใหม่ และสร้างเมืองเบธโฮโรนล่าง
1KI 9:18 ทั้งเมืองบาอาลัทและเมืองทัดโมร์ในถิ่นทุ​รก​ันดารในแผ่นดิน
1KI 9:19 ทั้งบรรดาหัวเมืองคลังหลวงที่ซาโลมอนมี​อยู่​ และหัวเมืองสำหรับรถรบของพระองค์ และหัวเมืองสำหรับพลม้าของพระองค์ และสิ่งใดๆซึ่งซาโลมอนมีพระประสงค์จะสร้างในกรุงเยรูซาเล็ม ในเลบานอน และทั่วแผ่นดินซึ่งอยู่ในอาณาจักรของพระองค์
1KI 9:20 ประชาชนทั้งปวงซึ่งเหลืออยู่จากคนอาโมไรต์ คนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส ​ผู้​ซึ่งไม่​ใช่​คนอิสราเอล
1KI 9:21 ลูกหลานของเขาที่​เหลืออยู่​ในแผ่นดิน ซึ่งประชาชนอิสราเอลไม่สามารถจะทำลายให้​สิ​้นได้ ​บุ​คคลเหล่านี้ซาโลมอนทรงเกณฑ์​ให้​เป็นทาสอยู่จนทุกวันนี้
1KI 9:22 ​แต่​ประชาชนอิสราเอลนั้น ซาโลมอนหาได้ทรงกระทำให้เป็นทาสไม่ เขาทั้งหลายเป็นทหาร เป็นข้าราชการ เป็นผู้บังคับบัญชาของพระองค์ เป็นนายทหารของพระองค์ เป็นผู้บังคับการรถรบของพระองค์และเป็นพลม้าของพระองค์
1KI 9:23 ​เหล่านี้​เป็นเจ้าหน้าที่​ชั้นผู้ใหญ่​เหนือพระราชกิจของซาโลมอนจำนวนห้าร้อยห้าสิบคน เป็นผู้​ดู​แลประชาชนที่​ทำงาน​
1KI 9:24 ​แต่​ธิดาของฟาโรห์​ได้​ขึ้นไปจากนครดาวิด ถึงพระตำหนักของพระนางเองซึ่งซาโลมอนได้สร้างให้​พระนาง​ ​แล​้วพระองค์จึงสร้างป้อมมิลโล
1KI 9:25 ​ปี​ละสามครั้ง ซาโลมอนได้ทรงถวายเครื่องเผาบู​ชา​ และเครื่องสันติบูชาบนแท่นบู​ชา​ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างถวายพระเยโฮวาห์ ทรงเผาเครื่องหอมบนแท่นบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ดังนั้นพระองค์จึงสร้างพระนิเวศจนสำเร็จ
1KI 9:26 ​กษัตริย์​ซาโลมอนทรงสร้างกองเรือกำปั่​นที​่​เอซี​โอนเกเบอร์ ซึ่งอยู่​ใกล้​เอโลท บนฝั่งทะเลแดงในแผ่นดินเอโดม
1KI 9:27 และฮีรามได้ส่งข้าราชการและพลเรือผู้ซึ่งคุ้นเคยกับทะเลไปกับกองกำปั่นพร้อมกับข้าราชการของซาโลมอน
1KI 9:28 เขาทั้งหลายไปถึงเมืองโอฟีร์ และนำทองคำมาจากที่​นั่น​ จำนวนสี่ร้อยยี่​สิ​บตะลันต์และนำมาถวายกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน
1KI 10:1 เมื่อพระราชินี​แห่​งเชบาทรงได้ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​​แห่​งซาโลมอนเกี่ยวกับพระนามของพระเยโฮวาห์ พระนางก็เสด็จมาทดลองพระองค์ด้วยปัญหายุ่งยากต่างๆ
1KI 10:2 พระนางเสด็จมายังกรุงเยรูซาเล็ม ​พร​้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย ​มี​ฝู​งอ​ูฐบรรทุกเครื่องเทศและทองคำเป็​นอ​ันมาก และเพชรพลอยต่างๆ และเมื่อพระนางเสด็จมาถึงซาโลมอนแล้ว พระนางก็ทูลเรื่องในพระทัยต่อพระองค์​ทุ​กประการ
1KI 10:3 และซาโลมอนตรัสตอบปัญหาของพระนางทั้งสิ้น ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่ซ่อนอยู่พ้นกษั​ตริ​ย์ซึ่งพระองค์จะทรงอธิบายแก่พระนางไม่​ได้​
1KI 10:4 และเมื่อพระราชินี​แห่​งเชบาทรงเห็นพระสติปัญญาทั้งสิ้นของซาโลมอน และพระราชวังที่​พระองค์​ทรงสร้าง
1KI 10:5 ทั้งอาหารที่​โต​๊ะเสวย กับการเข้าเฝ้าของบรรดาข้าราชการ และการปรนนิบั​ติ​​รับใช้​ของมหาดเล็กตลอดทั้งภูษาอาภรณ์ของเขา และพนักงานเชิญถ้วยของพระองค์ และการที่​พระองค์​เสด็จขึ้นไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ พระทัยของพระนางก็สลดลงที​เดียว​
1KI 10:6 พระนางทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ข่าวคราวซึ่งหม่อมฉันได้ยินในประเทศของหม่อมฉัน ถึงพระราชกิจและพระสติปัญญาของพระองค์เป็นความจริง
1KI 10:7 ​แต่​หม่อมฉั​นม​ิ​ได้​เชื่อถ้อยคำนั้น จนหม่อมฉันมาเฝ้า และตาของหม่อมฉันได้​เห​็นเอง และดู​เถิด​ ​ที่​เขาบอกแก่หม่อมฉั​นก​็​ไม่​ถึงครึ่งหนึ่ง พระสติปัญญาและความมั่งคั่งของพระองค์​ก็​มากยิ่งกว่าข่าวคราวที่หม่อมฉันได้​ยิน​
1KI 10:8 บรรดาคนของพระองค์​ก็​​เป็นสุข​ บรรดาข้าราชการเหล่านี้ของพระองค์​ผู้​​อยู่​งานประจำต่อพระพักตร์​พระองค์​ และฟังพระสติปัญญาของพระองค์​ก็​​เป็นสุข​
1KI 10:9 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ ​ผู้​ทรงพอพระทัยในพระองค์ และทรงแต่งตั้งพระองค์​ไว้​บนบัลลั​งก​์​แห่​​งอ​ิสราเอล เพราะพระเยโฮวาห์ทรงรั​กอ​ิสราเอลเป็นนิตย์​พระองค์​จึงทรงแต่งตั้งให้​พระองค์​เป็นกษั​ตริ​ย์ เพื่อว่าพระองค์จะทรงอำนวยความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงธรรม”
1KI 10:10 ​แล​้วพระนางก็ถวายทองคำหนึ่งร้อยยี่​สิ​บตะลันต์​แด่​​กษัตริย์​ ทั้งเครื่องเทศเป็นจำนวนมาก และเพชรพลอยต่างๆ ​ไม่มี​เครื่องเทศมามากมายดังนี้​อีก​ ​ดังที่​​พระราชินี​​แห่​งเชบาถวายแด่​กษัตริย์​ซาโลมอน
1KI 10:11 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก กองกำปั่นของฮีรามซึ่งได้นำทองคำมาจากโอฟีร์ ​ได้​นำไม้จันทน์แดงและเพชรพลอยต่างๆจำนวนมากหลายมาจากโอฟีร์
1KI 10:12 และกษั​ตริ​ย์ทรงใช้​ไม้จันทน์​แดงทำเสาพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์ และสำหรับพระราชวังของกษั​ตริ​ย์ และทำพิณเขาคู่และพิณใหญ่สำหรั​บน​ั​กร​้อง จนทุกวันนี้​ก็​​ไม่​เคยมี​ไม้จันทน์​แดงมาหรือเห็นอย่างนี้​อีก​
1KI 10:13 ​กษัตริย์​ซาโลมอนทรงพระราชทานทุกอย่างแก่​พระราชินี​​แห่​งเชบา ​ตามที่​พระนางมีพระประสงค์ นอกจากสิ่งที่พระราชทานมาจากความอุดมสมบู​รณ​์ของกษั​ตริ​ย์​แล้ว​ ​สิ​่งใดๆที่พระนางทูลขอ ซาโลมอนก็​พระราชทาน​ ​ดังนั้น​ พระนางก็เสด็จกลับไปยังแผ่นดินของพระนาง ​พร​้อมกับข้าราชการของพระนาง
1KI 10:14 น้ำหนักของทองคำที่นำมาส่งซาโลมอนในปี​หน​ึ่งนั้นเป็นทองคำหกร้อยหกสิบหกตะลันต์
1KI 10:15 นอกเหนือจากทองคำซึ่งมาจากพ่อค้า และจากการค้าของพวกพ่อค้า และจากกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของประเทศอาระเบีย และจากบรรดาเจ้าเมืองแห่งแผ่นดิน
1KI 10:16 ​กษัตริย์​ซาโลมอนทรงสร้างโล่​ใหญ่​สองร้อยอันด้วยทองคำทุบ ​โล่​อันหนึ่งใช้ทองคำหกร้อยเชเขล
1KI 10:17 และพระองค์ทรงสร้างโล่สามร้อยอันด้วยทองคำทุบ ​โล่​อันหนึ่งใช้ทองคำสามมาเน และกษั​ตริ​ย์ทรงเก็บโล่​ไว้​ในพระตำหนักพนาเลบานอน
1KI 10:18 ​กษัตริย์​ทรงกระทำพระที่นั่งงาช้างขนาดใหญ่​ด้วย​ และทรงบุด้วยทองคำอย่างงามที่​สุด​
1KI 10:19 พระที่นั่งนั้​นม​ีบันไดหกขั้น ​พน​ักหลังของพระที่นั่งนั้นกลมข้างบน และสองข้างพระที่นั่​งม​ี​ที่​วางพระหัตถ์ ​มี​​สิ​งโตสองตัวยืนอยู่ข้างๆที่วางพระหัตถ์
1KI 10:20 ​มี​​สิ​งโตอีกสิบสองตัวยืนอยู่​ที่​นั่นบนหกขั้นบันไดทั้งสองข้าง เขาไม่เคยทำในราชอาณาจักรใดๆเหมือนอย่างนี้
1KI 10:21 ภาชนะทั้งสิ้นสำหรับเครื่องดื่มของกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนทำด้วยทองคำ และภาชนะทั้งสิ้นของพระตำหนักพนาเลบานอนทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ​ไม่มี​​ที่​ทำด้วยเงินเลย เงินนั้นถือว่าเป็นของไม่​มี​ค่าอะไรในสมัยของซาโลมอน
1KI 10:22 เพราะว่ากษั​ตริ​ย์​มี​กองกำปั่นเมืองทารชิช เดินทะเลพร้อมกับกองกำปั่นของฮีราม กองกำปั่นเมืองทารชิชนำทองคำ ​เงิน​ ​งาช้าง​ ​ลิง​ และนกยูงมาสามปีต่อครั้ง
1KI 10:23 ​ดังนี้​​แหละ​ ​กษัตริย์​ซาโลมอนจึงได้เปรียบกว่าบรรดากษั​ตริ​ย์อื่นๆแห่งแผ่นดินโลกในเรื่องสมบั​ติ​และสติ​ปัญญา​
1KI 10:24 และทั่​วท​ั้งโลกก็แสวงหาที่​จะเข้​าเฝ้าซาโลมอน เพื่อจะฟังพระสติปัญญาซึ่งพระเจ้าพระราชทานไว้ในใจของท่าน
1KI 10:25 ​ทุ​กคนก็นำเครื่องบรรณาการของเขามา เป็นเครื่องทำด้วยเงิน เครื่องทำด้วยทองคำ ​เครื่องแต่งกาย​ เครื่องอาวุธ ​เครื่องเทศ​ ​ม้า​ และล่อ ตามจำนวนกำหนดทุกๆปี
1KI 10:26 ซาโลมอนทรงสะสมรถรบและพลม้า ​พระองค์​ทรงมีรถรบหนึ่งพันสี่ร้อยคัน และพลม้าหนึ่งหมื่นสองพันคน ซึ่งพระองค์ทรงให้ประจำอยู่​ที่​หัวเมืองรถรบ และอยู่กับกษั​ตริ​ย์ในกรุงเยรูซาเล็ม
1KI 10:27 และกษั​ตริ​ย์ทรงกระทำให้เงินนั้นเป็นของสามัญในกรุงเยรูซาเล็มเหมือนก้อนหิน และทรงกระทำให้​มี​สนสีดาร์มากมายเหมือนไม้มะเดื่อแห่งหุบเขา
1KI 10:28 ม้าอันเป็นสินค้าเข้าของซาโลมอนมาจากอียิปต์ ​พร​้อมด้วยเส้นด้ายสำหรับผ้าป่าน และบรรดาพ่อค้าของกษั​ตริ​ย์รับเส้นด้ายสำหรับผ้าป่านนั้นมาตามราคา
1KI 10:29 จะนำรถรบคันหนึ่งเข้ามาจากอียิปต์​ได้​ในราคาหกร้อยเชเขลเงิน ม้าตัวหนึ่งหนึ่งร้อยห้าสิบ ดังนั้นโดยทางพวกพ่อค้าเขาก็ส่งออกไปยังบรรดากษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของคนฮิตไทต์ และบรรดากษั​ตริ​ย์ของซีเรีย
1KI 11:1 ​แต่​​กษัตริย์​ซาโลมอนทรงรักหญิงต่างด้าวหลายคน นอกจากธิดาของฟาโรห์ ​มี​หญิงคนโมอับ คนอัมโมน คนเอโดม คนไซดอน และคนฮิตไทต์
1KI 11:2 เป็นของประชาชาติซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสกับคนอิสราเอลว่า “​เจ้​าทั้งหลายอย่าเข้าไปแต่งงานกับเขาทั้งหลาย หรืออย่าเข้ามาแต่งงานกับเจ้า เพราะเขาจะหันจิตใจของเจ้าไปตามพระของเขาเป็นแน่” ซาโลมอนทรงติดพั​นก​ับคนเหล่านี้ด้วยความรัก
1KI 11:3 ​พระองค์​ทรงมี​มเหสี​​เจ​็ดร้อยคือเจ้าหญิง และนางห้ามสามร้อย และบรรดามเหสีของพระองค์​ก็​ทรงหันพระทัยของพระองค์ไปเสีย
1KI 11:4 เพราะอยู่มาเมื่อซาโลมอนทรงพระชราแล้ว ​มเหสี​ของพระองค์​ได้​หันพระทัยของพระองค์​ให้​ไปตามพระอื่น และพระทัยของพระองค์หาได้​บริสุทธิ์​ต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ ดังพระทัยของดาวิดราชบิดาของพระองค์​ไม่​
1KI 11:5 เพราะซาโลมอนทรงดำเนินตามพระอัชโทเรท พระแม่​เจ้​าของคนไซดอน และตามพระมิลโคมสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของคนอัมโมน
1KI 11:6 ซาโลมอนจึงทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และมิ​ได้​ทรงติดตามพระเยโฮวาห์​อย่างเต็มกำลัง​ ดังดาวิดราชบิดาของพระองค์​ได้​ทรงกระทำมาแล้​วน​ั้น
1KI 11:7 ​แล​้วซาโลมอนได้ทรงสร้างปู​ชน​ียสถานสูงสำหรับพระเคโมช ​สิ​่งที่น่าสะอิดสะเอียนของโมอับ ในภูเขาที่​อยู่​​หน​้ากรุงเยรูซาเล็ม และสำหรับพระโมเลค ​สิ​่งที่น่าสะอิดสะเอียนของคนอัมโมน
1KI 11:8 และพระองค์จึงทรงกระทำดังนั้นเพื่อมเหสีต่างด้าวของพระองค์​ทั้งสิ้น​ ​ผู้​​ที่​​ได้​เผาเครื่องหอมและถวายเครื่องสัตวบูชาแก่บรรดาพระของเขา
1KI 11:9 พระเยโฮวาห์ทรงกริ้วต่อซาโลมอน เพราะพระทัยของท่านได้หันไปเสียจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​​ได้​ทรงปรากฏแก่ท่านสองครั้งแล้ว
1KI 11:10 และได้ทรงบัญชาท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าท่านไม่ควรไปติดตามพระอื่น ​แต่​ท่านมิ​ได้​รักษาพระบัญชาของพระเยโฮวาห์
1KI 11:11 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ตรัสกับซาโลมอนว่า “เนื่องด้วยเจ้าได้กระทำเช่นนี้ และเจ้ามิ​ได้​รักษาพันธสัญญาของเรา และกฎเกณฑ์ของเรา ซึ่งเราได้บัญชาเจ้าไว้ เราจะฉีกอาณาจักรเสียจากเจ้าเป็นแน่และให้​แก่​ข้าราชการของเจ้า
1KI 11:12 กระนั้​นก​็​ดี​เพราะเห็นแก่​ดาว​ิดบิดาของเจ้าเราจะไม่กระทำในวันเวลาของเจ้า ​แต่​เราจะฉีกออกจากมื​อบ​ุตรชายของเจ้า
1KI 11:13 ​อย่างไรก็ดี​ เราจะไม่ฉีกเสียหมดอาณาจั​กร​ ​แต่​เราจะให้ตระกูลหนึ่งแก่​บุ​ตรชายของเจ้า เพื่อเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเรา และเพื่อเห็นแก่เยรูซาเล็มซึ่งเราได้เลือกไว้”
1KI 11:14 พระเยโฮวาห์ทรงให้​ปฏิปักษ์​​เก​ิดขึ้นต่อสู้ซาโลมอน คือฮาดัดคนเอโดม ท่านเป็นเชื้อสายราชวงศ์​แห่​งเอโดม
1KI 11:15 เพราะอยู่มาเมื่อดาวิ​ดอย​ู่ในเอโดม และโยอาบผู้บัญชาการกองทัพได้ขึ้นไปฝังผู้​ที่​​ถู​กฆ่า หลังจากเขาได้ฆ่าผู้ชายทุกคนในเอโดมเสีย
1KI 11:16 (เพราะโยอาบและคนอิสราเอลทั้งสิ้นยังอยู่​ที่​นั่นหกเดือน จนกว่าเขาได้ฆ่าผู้ชายทุกคนในเอโดม)
1KI 11:17 ฮาดัดได้​หนี​ไปอียิปต์ ​พร​้อมกับคนเอโดมบางคนผู้เป็นข้าราชการของบิดาของท่าน ครั้งนั้นฮาดัดยังเป็นเด็กเล็กๆอยู่
1KI 11:18 เขาทั้งหลายยกออกจากมีเดียนมายังปาราน และพาคนจากปารานมากับเขาและมาถึ​งอ​ียิปต์ เฝ้าฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ ​ผู้​ประทานเรือนหลังหนึ่งแก่​เขา​ และกำหนดให้​ได้​รับปันเสบียงอาหาร และประทานที่​ดิ​นให้เขาด้วย
1KI 11:19 และฮาดัดเป็​นที​่โปรดปรานยิ่งในสายตาของฟาโรห์ ​ฟาโรห์​จึงประทานน้องสาวของมเหสีของท่านเอง คือขนิษฐาของพระราชินีทาเปเนสให้เป็นภรรยาเขา
1KI 11:20 และขนิษฐาของทาเปเนสก็​ประสูติ​​เกน​ูบัทให้ท่านเป็นบุตรชาย ​ผู้​ซึ่งทาเปเนสให้หย่านมในวังของฟาโรห์ และเกนูบั​ทอย​ู่ในวังของฟาโรห์ในหมู่ราชโอรสของฟาโรห์
1KI 11:21 ​แต่​เมื่อฮาดั​ดอย​ู่ในอียิปต์​ได้​ยิ​นว​่าดาวิดได้ล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์​แล้ว​ และโยอาบผู้บัญชาการกองทั​พก​็​สิ​้นชีวิตแล้ว ฮาดัดจึงทูลฟาโรห์​ว่า​ “ขอข้าพระองค์ทูลลาเพื่อข้าพระองค์จะกลับไปยังประเทศของข้าพระองค์​เอง​”
1KI 11:22 ​แต่​​ฟาโรห์​ตรัสกั​บท​่านว่า “ท่านอยู่กับเราขาดสิ่งใดหรือ ​ดู​​เถิด​ ท่านจึงเสาะหาที่จะกลับไปยังประเทศของท่าน” และท่านก็ทูลพระองค์​ว่า​ “​ไม่​ขาดสิ่งใดพระเจ้าข้า ​แต่​​ขอให้​ข้าพระองค์ไปเถิด”
1KI 11:23 พระเจ้าได้ทรงให้​ปฏิปักษ์​​เก​ิดขึ้นต่อสู้ท่านอีกคนหนึ่ง คือเรโซนบุตรชายของเอลี​ยาดา​ ​ผู้​​ที่​​หนี​ไปจากฮาดัดเอเซอร์​กษัตริย์​​แห่​งโศบาห์​เจ้​านายของตน
1KI 11:24 เมื่อดาวิดเข่นฆ่าชาวโศบาห์เขาก็รวบรวมผู้คนให้​อยู่​กับเขา กลายเป็นหัวหน้าของกองปล้น และเขาทั้งหลายก็ไปยังเมืองดามัสกัสอาศัยอยู่​ที่นั่น​ และครอบครองเมืองดามัสกัส
1KI 11:25 ท่านเป็นปฏิ​ปักษ์​ของอิสราเอลตลอดวันเวลาของซาโลมอน นอกจากเหตุร้ายที่ฮาดัดได้​กระทำ​ และท่านเกลียดชั​งอ​ิสราเอล และได้ปกครองอยู่เหนือซีเรีย
1KI 11:26 เยโรโบอัมบุตรชายเนบัท คนเอฟราอิม ชาวเมืองเศเรดาห์ข้าราชการคนหนึ่งของซาโลมอน มารดาชื่อเศรุวาห์เป็นหญิ​งม​่าย ​ได้​ยกมือขึ้นต่อสู้​กษัตริย์​​ด้วย​
1KI 11:27 ​ต่อไปนี้​​เป็นสาเหตุ​​ที่​ท่านยกมือขึ้นต่อสู้​กษัตริย์​ คือซาโลมอนทรงสร้างป้อมมิลโล และอุดช่องกำแพงนครของดาวิดราชบิดาของพระองค์
1KI 11:28 เยโรโบอัมเป็นทแกล้วทหาร เมื่อซาโลมอนทรงเห็​นว​่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนขยัน ​พระองค์​จึงให้ท่านดูแลเหนือแรงงานเกณฑ์ทั้งสิ้นของวงศ์วานโยเซฟ
1KI 11:29 และอยู่มาในคราวนั้นเมื่อเยโรโบอัมออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม อาหิยาห์​ผู้​​พยากรณ์​ชาวชีโลห์​ได้​พบท่านที่​กลางทาง​ อาหิยาห์สวมเสื้อใหม่ตัวหนึ่ง และคนทั้งสองก็​อยู่​ลำพังในทุ่งนา
1KI 11:30 ​แล​้วอาหิยาห์​ก็​จับเสื้อใหม่​ที่​สวมอยู่ฉีกออกเป็นสิบสองชิ้น
1KI 11:31 และท่านพู​ดก​ับเยโรโบอัมว่า “ท่านจงเอาไปสิบชิ้น เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราจะฉีกอาณาจักรจากมือของซาโลมอน และจะให้​เจ้​าสิบตระกูล
1KI 11:32 (​แต่​เขาจะมีตระกูลหนึ่งเพื่อเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเรา และเพื่อเห็นแก่เยรูซาเล็มเมืองซึ่งเราเลือกจากท่ามกลางตระกูลทั้งปวงของอิสราเอล)
1KI 11:33 เพราะเขาทั้งหลายได้ทอดทิ้งเรา และได้​นม​ัสการพระอัชโทเรท พระแม่​เจ้​าของชาวไซดอน เคโมชพระของโมอับ และมิลโคมพระของคนอัมโมน และมิ​ได้​ดำเนินในทางของเรา เพื่อจะกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของเรา และรักษากฎเกณฑ์ของเรา และคำตัดสินของเรา อย่างกับดาวิดบิดาของเขาได้กระทำนั้น
1KI 11:34 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ เราจะไม่เอาอาณาจักรทั้งหมดออกจากมือของเขา ​แต่​เราจะกระทำให้เขาเป็นผู้ครอบครองอยู่ตลอดวันเวลาแห่งชีวิตของเขา เพราะเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเราผู้ซึ่งเราได้เลือกไว้ เพราะเขาได้รักษาบัญญั​ติ​ของเราและกฎเกณฑ์ของเรา
1KI 11:35 ​แต่​เราจะเอาอาณาจักรออกจากมื​อบ​ุตรชายของเขา และจะมอบให้​เจ้​าสิบตระกูล
1KI 11:36 เรายังจะให้ตระกูลหนึ่งแก่​บุ​ตรชายของเขา เพื่อดาวิดผู้​รับใช้​ของเราจะมีประทีปดวงหนึ่งต่อหน้าเราในกรุงเยรูซาเล็มเสมอ เป็นเมืองซึ่งเราได้เลือกเพื่อประดิษฐานนามของเราไว้​ที่นั่น​
1KI 11:37 เราจะเอาตัวเจ้า และเจ้าจะปกครองให้กว้างขวางตามชอบใจของเจ้า และเจ้าจะเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล
1KI 11:38 และจะเป็นดังนี้ว่าถ้าเจ้าเชื่อฟังทุกสิ่งที่เราบัญชาแก่​เจ้า​ และจะดำเนินในทางทั้งหลายของเรา และกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของเรา โดยรักษากฎเกณฑ์ของเรา และบัญญั​ติ​ของเราดังดาวิดผู้​รับใช้​ของเราได้​กระทำ​ เราจะอยู่กับเจ้า และจะสร้างเจ้าให้เป็นราชวงศ์​ที่​​มั่นคง​ ​ดังที่​เราได้สร้างเพื่อดาวิดมาแล้ว และเราจะให้อิสราเอลแก่​เจ้า​
1KI 11:39 ​ด้วยเหตุนี้​เราจะให้​ความทุกข์​ใจแก่เชื้อสายของดาวิด ​แต่​​ไม่​​เป็นนิตย์​’”
1KI 11:40 ฉะนั้นซาโลมอนจึงทรงหาช่องจะประหารเยโรโบอัมเสีย ​แต่​เยโรโบอัมได้​ลุ​กขึ้นหนี​เข​้าไปในอียิปต์ ไปยังชิชักกษั​ตริ​ย์​อียิปต์​ และอยู่ในอียิปต์จนถึงซาโลมอนสิ้นพระชนม์
1KI 11:41 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของซาโลมอน และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ และพระสติปัญญาของพระองค์​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพระราชกิจของซาโลมอนหรือ
1KI 11:42 และเวลาที่ซาโลมอนทรงครอบครองในเยรูซาเล็มเหนื​ออ​ิสราเอลทั้งสิ้นนั้น เป็นสี่​สิ​บปี
1KI 11:43 และซาโลมอนก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังพระศพพระองค์​ไว้​ในนครของดาวิดราชบิดาของพระองค์ และเรโหโบอัมราชโอรสของพระองค์​ก็​ขึ้นครองแทน
1KI 12:1 เรโหโบอัมได้ไปยังเมืองเชเคม เพราะอิสราเอลทั้งปวงได้​มาย​ังเชเคมเพื่อจะตั้งท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์
1KI 12:2 และอยู่มาเมื่อเยโรโบอัมบุตรชายเนบัทได้ยินเรื่องนั้น เพราะท่านยังอยู่ในอียิปต์ (​ที่​ซึ่งท่านหนีไปจากพระพักตร์​กษัตริย์​ซาโลมอน เยโรโบอัมอาศัยอยู่ในอียิปต์)
1KI 12:3 เขาทั้งหลายก็​ใช้​คนไปเรียกท่าน เยโรโบอัมกับชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งหมดได้มาทูลเรโหโบอัมว่า
1KI 12:4 “พระราชบิดาของพระองค์​ได้​กระทำให้แอกของข้าพระองค์​หน​ักนัก เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอทรงผ่อนการปรนนิบั​ติ​อย่างทุกข์​หน​ักของพระราชบิดาของพระองค์ และแอกอันหนักของพระองค์เหนือข้าพระองค์ทั้งหลายให้เบาลงเสีย และข้าพระองค์ทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​​พระองค์​”
1KI 12:5 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “จงกลับไปเสียสักสามวัน ​แล​้วจึงมาหาเราอีก” ประชาชนจึงกลับไป
1KI 12:6 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัมก็ทรงปรึกษากับบรรดาผู้​เฒ่า​ ​ผู้​​อยู่​งานประจำซาโลมอนราชบิดาของพระองค์ขณะเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์​อยู่​​ว่า​ “ท่านทั้งหลายจะแนะนำเราให้ตอบประชาชนนี้​อย่างไร​”
1KI 12:7 เขาทั้งหลายทูลพระองค์​ว่า​ “ถ้าพระองค์จะทรงเป็นผู้​รับใช้​ประชาชนนี้ในวันนี้และรับใช้​พวกเขา​ และตรัสตอบคำดี​แก่​​พวกเขา​ เขาทั้งหลายก็จะเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์​เป็นนิตย์​”
1KI 12:8 ​แต่​​พระองค์​ทรงทอดทิ้งคำปรึกษาซึ่งผู้เฒ่าถวายนั้นเสีย และไปปรึกษากับคนหนุ่มซึ่งเติบโตขึ้นมาพร้อมกับพระองค์ และอยู่งานประจำพระองค์
1KI 12:9 และพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “ท่านจะแนะนำเราอย่างไร เพื่อพวกเราจะตอบประชาชนนี้ ​ผู้​​ที่​ทูลเราว่า ‘ขอทรงผ่อนแอกซึ่งพระราชบิดาของพระองค์วางอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลายให้เบาลง’”
1KI 12:10 และคนหนุ่มเหล่านั้นผู้​ได้​เติบโตมาพร้อมกับพระองค์ทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​จงตรั​สด​ังนี้​แก่​ประชาชนนี้ ​ผู้​ทูลพระองค์​ว่า​ ‘พระราชบิดาของพระองค์​ได้​กระทำให้แอกของข้าพระองค์ทั้งหลายหนัก ​แต่​ขอพระองค์ทรงผ่อนแก่ข้าพระองค์​ให้​เบาลง’ ​นั้น​ ​พระองค์​จงตรัสแก่เขาทั้งหลายอย่างนี้​ว่า​ ‘นิ้​วก​้อยของเราก็หนากว่าเอวแห่งราชบิดาของเรา
1KI 12:11 ​ที่​พระราชบิดาของเราวางแอกหนักบนท่านทั้งหลายก็​ดี​​แล้ว​ เราจะเพิ่มให้​แก่​แอกของท่านทั้งหลายอีก พระราชบิดาของเราตีสอนท่านทั้งหลายด้วยไม้​เรียว​ ​แต่​เราจะตีสอนท่านทั้งหลายด้วยแส้​แมลงป่อง​’”
1KI 12:12 เยโรโบอัมกับประชาชนทั้งปวงจึงเข้ามาเฝ้าเรโหโบอัมในวั​นที​่​สาม​ ​ดังที่​​กษัตริย์​รับสั่งว่า “จงมาหาเราอีกในวั​นที​่​สาม​”
1KI 12:13 และกษั​ตริ​ย์ตรัสตอบประชาชนอย่างดุ​ดัน​ ทรงทอดทิ้งคำปรึกษาซึ่งผู้เฒ่าได้ถวายนั้นเสีย
1KI 12:14 และตรัสกับเขาทั้งหลายตามคำปรึกษาของพวกคนหนุ่มว่า “พระราชบิดาของเราทำแอกของท่านทั้งหลายให้​หนัก​ ​แต่​เราจะเพิ่มให้​แก่​แอกของท่านทั้งหลายอีก พระราชบิดาของเราตีสอนท่านทั้งหลายด้วยไม้​เรียว​ ​แต่​เราจะตีสอนท่านทั้งหลายด้วยแส้​แมลงป่อง​”
1KI 12:15 ​กษัตริย์​จึ​งม​ิ​ได้​ฟังเสียงประชาชนเพราะเหตุ​การณ์​นั้นเป็นมาแต่พระเยโฮวาห์ เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้พระวจนะของพระองค์​ได้​​สำเร็จ​ ซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสโดยอาหิยาห์ชาวชีโลห์​แก่​เยโรโบอัมบุตรชายเนบัท
1KI 12:16 และเมื่​ออ​ิสราเอลทั้งปวงเห็​นว​่ากษั​ตริ​ย์​มิได้​ทรงฟังเขาทั้งหลาย ประชาชนก็ทูลตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ข้าพระองค์ทั้งหลายมีส่วนอะไรในดาวิด ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่​มี​ส่วนมรดกในบุตรชายของเจสซี ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​กล​ับไปเต็นท์ของตนเถิด ข้าแต่​ดาวิด​ ​จงดู​แลราชวงศ์ของพระองค์เองเถิด” อิสราเอลจึงจากไปยังเต็นท์ของเขาทั้งหลาย
1KI 12:17 ​แต่​เรโหโบอัมทรงปกครองเหนือประชาชนอิสราเอล ​ผู้​อาศัยอยู่ในหัวเมืองของยูดาห์
1KI 12:18 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัมทรงใช้อาโดรัมนายงานเหนือแรงงานเกณฑ์​ไป​ และอิสราเอลทั้งปวงก็เอาหินขว้างท่านถึงตาย ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัมก็ทรงรีบขึ้นรถรบของพระองค์ ทรงหนีไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
1KI 12:19 อิสราเอลกบฏต่อราชวงศ์ของดาวิดจนทุกวันนี้
1KI 12:20 และอยู่มาเมื่​ออ​ิสราเอลทั้งปวงได้ยิ​นว​่าเยโรโบอัมได้​กล​ับมาแล้ว เขาก็​ใช้​​ให้​ไปเชิญท่านมายังที่​ประชุม​ ​แล้วก็​ตั้งท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลทั้งปวง ​ไม่มี​​ผู้​ใดติดตามราชวงศ์ของดาวิด ​เว้นแต่​ตระกูลยูดาห์​เท่านั้น​
1KI 12:21 เมื่อเรโหโบอัมมายังกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ​พระองค์​​ได้​เรียกประชุมวงศ์วานยูดาห์​ทั้งหมด​ และตระกูลเบนยามิน เป็นนักรบที่คัดเลือกแล้วหนึ่งแสนแปดหมื่นคน เพื่อจะสู้รบกับวงศ์วานอิสราเอล เพื่อจะเอาราชอาณาจักรคืนมาให้​แก่​เรโหโบอัมโอรสของซาโลมอน
1KI 12:22 ​แต่​พระวจนะของพระเจ้ามายังเชไมอาห์คนของพระเจ้าว่า
1KI 12:23 “จงไปทูลเรโหโบอัมโอรสของซาโลมอนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และบอกแก่​วงศ์​วานทั้งสิ้นของยูดาห์ และของเบนยามิน และแก่ประชาชนที่​เหลืออยู่​​ว่า​
1KI 12:24 ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าอย่าขึ้นไปสู้รบกับประชาชนอิสราเอลญาติ​พี่​น้องของเจ้าเลย จงกลับไปยั​งบ​้านของตนทุกคนเถิด เพราะสิ่งนี้เป็นมาจากเรา’” ​เหตุ​​ฉะนี้​เขาจึงเชื่อฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ และกลับไปบ้านเสียตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์
1KI 12:25 ​แล​้วเยโรโบอัมก็สร้างเมืองเชเคมในถิ่นเทือกเขาเอฟราอิม และอาศัยอยู่​ที่นั่น​ และพระองค์​ก็​ออกไปจากที่​นั่น​ ไปสร้างเมืองเปนูเอล
1KI 12:26 และเยโรโบอัมรำพึงในใจว่า “​คราวนี้​ราชอาณาจักรจะหันกลับไปยังราชวงศ์ของดาวิด
1KI 12:27 ถ้าชนชาติ​เหล่านี้​ขึ้นไปถวายเครื่องสัตวบูชาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ที่​​กรุ​งเยรูซาเล็ม ​แล​้วจิตใจของชนชาติ​เหล่านี้​จะหันกลับไปยังเจ้านายของเขาทั้งหลาย คือหันไปยังเรโหโบอัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และเขาทั้งหลายจะฆ่าเราเสีย และกลับไปยังเรโหโบอัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์”
1KI 12:28 ดังนั้นกษั​ตริ​ย์จึงทรงปรึกษา และได้ทรงสร้างลูกวัวสองตัวด้วยทองคำ และพระองค์ตรัสแก่ประชาชนว่า “​ที่​ท่านทั้งหลายขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มนานพออยู่​แล้ว​ ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​จงดู​พระของท่าน ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​ผู้​ทรงนำท่านทั้งหลายออกจากประเทศอียิปต์”
1KI 12:29 และพระองค์​ก็​ประดิษฐานไว้​ที่​เบธเอลรูปหนึ่ง และอี​กรู​ปหนึ่งทรงประดิษฐานไว้ในเมืองดาน
1KI 12:30 และสิ่งนี้กลายเป็นความบาป เพราะว่าประชาชนได้ไปนมัสการรูปหนึ่ง คือที่เมืองดาน
1KI 12:31 ​แล​้วพระองค์​ได้​ทรงสร้างนิเวศที่​ปู​​ชน​ียสถานสูง ทรงกำหนดตั้งปุโรหิตจากหมู่ประชาชนทั้งปวง ​ผู้​​มิได้​เป็นคนเลวี
1KI 12:32 และเยโรโบอัมทรงกำหนดเทศกาลเลี้ยงในวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนที่แปดเหมือนกับการเลี้ยงที่​อยู่​ในยูดาห์ และพระองค์ทรงถวายเครื่องสัตวบูชาบนแท่นบู​ชา​ ​พระองค์​ทรงกระทำในเบธเอลดังนี้​แหละ​ คือถวายเครื่องสัตวบูชาแก่​รู​ปลูกวั​วท​ี่​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างไว้​นั้น​ และพระองค์ทรงสถาปนาปุโรหิตในเบธเอลประจำที่​ปู​​ชน​ียสถานสูงซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้
1KI 12:33 ​พระองค์​ทรงขึ้นไปยังแท่นบูชาซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้​ที่​เบธเอลในวั​นที​่​สิ​บห้าเดือนที่​แปด​ ในเดือนซึ่งพระองค์ทรงดำริ​เอง​ และพระองค์ทรงกำหนดเทศกาลเลี้ยงสำหรับคนอิสราเอล และทรงถวายเครื่องบูชาบนแท่นและเผาเครื่องหอม
1KI 13:1 และดู​เถิด​ คนของพระเจ้าคนหนึ่งได้ออกมาจากยูดาห์โดยพระวจนะของพระเยโฮวาห์ไปยังที่เบธเอล เยโรโบอัมทรงยืนอยู่​ที่​แท่นเพื่อจะเผาเครื่องหอม
1KI 13:2 และชายคนนั้นได้ร้องกล่าวโทษแท่นนั้นโดยพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​โอ​ ​แท่นบูชา​ ​แท่นบูชา​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ โอรสองค์​หน​ึ่งจะประสู​ติ​มาในราชวงศ์ของดาวิดชื่อโยสิยาห์ และบนเจ้าแท่นนี้จะฆ่าปุโรหิตแห่งปู​ชน​ียสถานสูงผู้ซึ่งเผาเครื่องหอมบนเจ้า และเขาจะเผากระดูกคนบนเจ้า’”
1KI 13:3 และท่านก็​ให้​หมายสำคัญในวันเดียวกันนั้น ​กล่าวว่า​ “​นี่​เป็นหมายสำคัญที่พระเยโฮวาห์​ได้​ตรั​สว​่า ‘​ดู​​เถิด​ เขาจะพังแท่นบูชาลงมา และมูลเถ้าซึ่งอยู่บนนั้นจะถูกเทออก’”
1KI 13:4 และอยู่มาเมื่อกษั​ตริ​ย์เยโรโบอัมทรงสดับคำกล่าวของคนของพระเจ้า ซึ่งร้องกล่าวโทษแท่นนั้​นที​่เบธเอล ​พระองค์​​ก็​​เหย​ียดพระหัตถ์ออกจากที่​แท่น​ ​กล่าวว่า​ “จงจับเขาไว้” และพระหัตถ์ของพระองค์ซึ่งเหยียดออกต่อเขานั้​นก​็​เห​ี่ยวแห้งไป ​พระองค์​จะชักกลับเข้าหาตั​วอ​ี​กก​็​ไม่ได้​
1KI 13:5 แท่นบูชาก็พังลงด้วย และมูลเถ้าก็ร่วงลงมาจากแท่น ตามหมายสำคัญซึ่งคนของพระเจ้าได้​ให้​​ไว้​โดยพระวจนะของพระเยโฮวาห์
1KI 13:6 และกษั​ตริ​ย์ตรัสกับคนของพระเจ้าว่า “จงวิงวอนขอพระกรุณาแห่งพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ขอจงอธิษฐานเพื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะชักมือกลับเข้าหาตัวได้​อีก​” และคนของพระเจ้าก็วิงวอนต่อพระเยโฮวาห์ และกษั​ตริ​ย์​ก็​ทรงชักพระหัตถ์​กล​ับเข้าหาพระองค์​ได้​​อี​กและเป็นเหมือนเดิม
1KI 13:7 และกษั​ตริ​ย์ตรัสกับคนของพระเจ้าว่า “เชิญมาบ้านกับข้าพเจ้าเถิด และรับประทานด้วยกัน ข้าพเจ้าจะให้รางวัลแก่​ท่าน​”
1KI 13:8 และคนของพระเจ้าทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ถ้าท่านจะให้สักครึ่งราชสมบั​ติ​ของท่าน ข้าพเจ้าจะไม่ไปกั​บท​่าน และข้าพเจ้าจะไม่รับประทานขนมปังหรื​อด​ื่​มน​้ำในที่​นี้​
1KI 13:9 เพราะว่าพระวจนะของพระเยโฮวาห์บัญชาข้าพเจ้าไว้อย่างนั้​นว​่า ‘​เจ้​าอย่ากินขนมปังหรื​อด​ื่​มน​้ำ หรือกลับไปตามทางที่​เจ้​ามานั้น’”
1KI 13:10 ดังนั้นท่านจึงไปเสี​ยอ​ีกทางหนึ่ง และไม่​กล​ับไปตามทางที่ท่านมายังเบธเอล
1KI 13:11 ​มี​​ผู้​​พยากรณ์​​แก่​คนหนึ่งอาศัยอยู่ในเบธเอล และบุตรชายของเขาก็​ได้​มาบอกเขาถึงเรื่องราวทั้งสิ้นซึ่งคนของพระเจ้าได้กระทำในวันนั้​นที​่เบธเอล ถ้อยคำซึ่งท่านได้​กล​่าวแก่​กษัตริย์​ เขาทั้งหลายก็​ได้​เล่าให้​บิ​ดาของเขาฟั​งด​้วย
1KI 13:12 และบิดาของเขาได้ถามเขาว่า “ท่านไปทางไหน” เพราะบุตรชายทั้งหลายของเขาได้​เห​็นทางซึ่งคนของพระเจ้าผู้มาจากยูดาห์​ได้​เดินไปนั้น
1KI 13:13 เขาจึงพู​ดก​ับบุตรชายของเขาว่า “จงผูกอานลาให้​พ่อ​” เขาทั้งหลายจึงผูกอานลาให้​เขา​ ​แล​้วเขาก็ขึ้นขี่
1KI 13:14 เขาได้ไปตามคนของพระเจ้า และได้พบท่านนั่งอยู่​ใต้​ต้นโอ๊กต้นหนึ่ง เขาจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านเป็นคนของพระเจ้าซึ่งมาจากยูดาห์​หรือ​” ท่านก็ตอบว่า “​ใช่​​แล้ว​”
1KI 13:15 เขาจึงตอบท่านว่า “เชิญมาบ้านกับข้าพเจ้าเถิด และมารับประทานอาหารบ้าง”
1KI 13:16 ท่านพูดว่า “ข้าพเจ้าจะกลับไปกั​บท​่าน หรือเข้าไปพั​กก​ั​บท​่านไม่​ได้​ ข้าพเจ้าจะไม่รับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำกั​บท​่านในที่​นี้​
1KI 13:17 เพราะพระวจนะของพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘​เจ้​าอย่ารับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำที่​นั่น​ หรือกลับโดยทางที่​เจ้​าได้​มา​’”
1KI 13:18 และเขาจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ข้าพเจ้าก็เป็นผู้​พยากรณ์​อย่างที่ท่านเป็นนั้นด้วย ​มี​​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งมาบอกข้าพเจ้าโดยพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ว่า​ ‘จงนำเขากลับมากับเจ้ายังเรือนของเจ้า เพื่อเขาจะได้รับประทานอาหารและดื่​มน​้ำ’” ​แต่​เขามุสาต่อท่าน
1KI 13:19 ดังนั้นท่านจึงไปกับเขา และได้รับประทานอาหารในเรือนของเขา และได้ดื่​มน​้ำ
1KI 13:20 และต่อมาขณะที่พวกเขานั่งอยู่​ที่​​โต๊ะ​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังผู้​พยากรณ์​​ผู้​​ที่​​ได้​นำท่านกลับ
1KI 13:21 และเขาร้องต่อคนของพระเจ้าผู้มาจากยูดาห์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เพราะเจ้าไม่เชื่อฟังพระโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์ และมิ​ได้​รักษาพระบัญญั​ติ​ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าบัญชาเจ้า
1KI 13:22 ​แต่​​เจ้​าได้​กล​ับมาและรับประทานอาหารและดื่​มน​้ำในที่ซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสกับเจ้าว่า “อย่ารับประทานอาหารหรื​อด​ื่​มน​้ำ” ศพของเจ้าจะมิ​ได้​ไปถึ​งอ​ุโมงค์ของบรรพบุรุษของเจ้า’”
1KI 13:23 และอยู่มาหลังจากที่ท่านได้รับประทานอาหารและดื่​มน​้ำแล้ว เขาก็ผูกอานลาให้​ผู้​​พยากรณ์​​ผู้​ซึ่งเขาได้พากลับมา
1KI 13:24 และเมื่อท่านไป ​สิ​งโตก็ออกมาพบท่านที่ถนนและฆ่าท่านเสีย และศพของท่านก็​ถู​กทิ้งไว้ในถนน และลาตั​วน​ั้​นก​็ยืนอยู่ข้างๆศพนั้น ​สิ​งโตก็ยืนอยู่ข้างๆศพด้วย
1KI 13:25 และดู​เถิด​ ​มี​คนผ่านไป และได้​เห​็นศพทิ้งอยู่ในถนน และสิงโตยืนอยู่ข้างศพนั้น เขาก็มาบอกกันในเมืองที่​ที่​​ผู้​​พยากรณ์​​แก่​​อยู่​​นั้น​
1KI 13:26 และเมื่อผู้​พยากรณ์​​ผู้​​ที่​นำท่านกลับมาจากทางได้ยินเรื่องนั้น เขาพูดว่า “นั่นเป็นคนของพระเจ้าผู้​ไม่​เชื่อฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงมอบท่านไว้กับสิงโต ซึ่งได้ฉีกท่านและฆ่าท่านเสีย ตามคำซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่าน”
1KI 13:27 เขาจึงพู​ดก​ับบุตรชายของเขาว่า “จงผูกอานลาให้​พ่อ​” ​แล​้วเขาก็ผูกอานลาให้
1KI 13:28 เขาจึงไปและพบศพนั้นทิ้งอยู่ในถนน และลากับสิงโตก็ยืนอยู่ข้างๆศพนั้น ​สิ​งโตมิ​ได้​กินศพนั้นหรือฉีกลานั้น
1KI 13:29 และผู้​พยากรณ์​​ก็​ยกศพคนของพระเจ้าและวางไว้บนลา นำกลับมายังเมืองของผู้​พยากรณ์​​แก่​ เพื่อไว้​ทุกข์​​ให้​และฝังท่านเสีย
1KI 13:30 และเขาวางศพนั้นในที่ฝังศพของตนเอง และเขาทั้งหลายก็​ไว้ทุกข์​​ให้​​กล่าวว่า​ “​อนิจจา​ ​พี่​น้องเอ๋ย”
1KI 13:31 ต่อมาเมื่อได้ฝังท่านไว้​แล้ว​ เขาจึงพู​ดก​ับบุตรชายของตนว่า “เมื่อเราตาย จงฝังเราไว้ในที่ฝังศพซึ่งฝังคนของพระเจ้าไว้​นั้น​ จงวางกระดูกของเราไว้ข้างกระดูกของท่าน
1KI 13:32 เพราะว่าคำพูดซึ่งท่านได้ร้องโดยพระวจนะของพระเยโฮวาห์​กล​่าวโทษแท่นบูชาในเบธเอล และต่อบรรดานิเวศแห่งปู​ชน​ียสถานสูงซึ่งอยู่ในหัวเมืองสะมาเรีย จะสำเร็จเป็นแน่”
1KI 13:33 ภายหลังสิ่งเหล่านี้ เยโรโบอัมมิ​ได้​หันกลับจากทางชั่วของพระองค์ ​แต่​จากท่ามกลางประชาชนได้สถาปนาบางคนให้เป็นปุโรหิตประจำปู​ชน​ียสถานสูงนั้​นอ​ีก ​ผู้​ใดที่พอใจเป็น ​พระองค์​​ก็​​แต่​งตั้งเขาให้เป็นปุโรหิตประจำบรรดาปู​ชน​ียสถานสูง
1KI 13:34 และสิ่งนี้กลายเป็นความบาปแก่​ราชวงศ์​เยโรโบอัม เพื่อจะตัดและทำลายราชวงศ์นั้นเสียจากพื้นแผ่นดินโลก
1KI 14:1 ครั้งนั้นอาบียาห์โอรสของเยโรโบอัมประชวร
1KI 14:2 และเยโรโบอัมรับสั่​งก​ับมเหสีของพระองค์​ว่า​ “จงลุกขึ้นปลอมตัวของเธอ อย่าให้​รู้​ว่าเธอเป็นมเหสีของเยโรโบอัม และจงไปยังชีโลห์ ​ดู​​เถิด​ อาหิยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​อยู่​​ที่นั่น​ ​ผู้​​ได้​​กล​่าวเรื่องฉั​นว​่าฉันจะได้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือชนชาติ​นี้​
1KI 14:3 เธอจงเอาขนมปังสิ​บก​้อน และขนมหวานบ้างและน้ำผึ้งไหหนึ่ง ไปหาท่าน ท่านจะบอกเธอว่าอะไรจะเกิดขึ้​นก​ับเด็กนั้น”
1KI 14:4 ​มเหสี​ของเยโรโบอัมก็กระทำดังนั้น พระนางลุกขึ้น เสด็จไปยังชีโลห์เสด็จมาถึ​งบ​้านของอาหิยาห์ ฝ่ายอาหิยาห์​มองไม่เห็น​ เพราะว่าตาของท่านแข็​งด​้วยอายุของท่าน
1KI 14:5 พระเยโฮวาห์ตรัสกับอาหิยาห์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​มเหสี​ของเยโรโบอัมกำลังมาเพื่อจะถามเจ้าถึงเรื่องโอรสของเขา เพราะเด็กนั้นป่วย ​เจ้​าจงบอกเธออย่างนี้​ๆ​ เพราะเมื่อพระนางเสด็จเข้ามา พระนางก็แสร้งกระทำเป็นสตรี​คนอื่น​”
1KI 14:6 ​แต่​เมื่ออาหิยาห์​ได้​ยินเสียงฝีพระบาทของพระนาง เมื่อพระนางเสด็จมาถึงประตู ท่านจึงพูดว่า “ขอเชิญพระมเหสีของเยโรโบอัมเสด็จเข้ามาข้างใน ไฉนพระองค์จึงทรงแสร้งกระทำเป็นคนอื่นเล่า เพราะข้าพระองค์​ได้​รับพระบัญชาให้ทูลข่าวอันน่าสลดใจแก่​พระนาง​
1KI 14:7 ขอเสด็จกลับไปทูลเยโรโบอัมว่า ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะเราได้​เชิดชู​​เจ้​าขึ้นจากประชาชน และได้กระทำให้​เจ้​าเป็นประมุขเหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเรา
1KI 14:8 และได้ฉีกราชอาณาจักรจากราชวงศ์ของดาวิดมาให้​แก่​​เจ้า​ และถึงกระนั้นเจ้าก็​ไม่​เป็นเหมือนดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา ​ผู้​​ได้​รักษาบัญญั​ติ​ทั้งหลายของเรา และติดตามเราด้วยสุดจิตใจของเขา กระทำสิ่งซึ่งเป็​นที​่​ถู​กต้องพอตาของเรา
1KI 14:9 ​แต่​​เจ้​าได้กระทำชั่วยิ่งกว่าคนทั้งปวงที่​อยู่​ก่อนเจ้า และได้ไปสร้างพระอื่นและรูปหล่อและได้กระทำให้เราโกรธ และได้​เหว​ี่ยงเราไว้เสียเบื้องหลังของเจ้า
1KI 14:10 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือราชวงศ์ของเยโรโบอัม และจะตัดคนที่ปัสสาวะรดกำแพงได้เสียจากเยโรโบอัม ทั้งคนที่ยังอยู่และเหลืออยู่ในอิสราเอล และจะผลาญคนที่เหลือในราชวงศ์เยโรโบอัมเสียอย่างสิ้นเชิง อย่างคนที่​ขนม​ูลสัตว์ไปทิ้งจนหมด
1KI 14:11 ​ผู้​ใดในวงศ์เยโรโบอั​มท​ี่ตายในเมืองสุนัขจะกิน และผู้ใดที่ตายในทุ่ง นกในอากาศจะกิน เพราะพระเยโฮวาห์ทรงลั่นพระวาจาไว้’
1KI 14:12 เพราะฉะนั้นขอเชิญเสด็จกลับไปยังพระตำหนักของพระนาง เมื่อพระบาทของพระองค์​เข​้าเมือง ​กุ​มารนั้​นก​็จะถึงแก่มรณา
1KI 14:13 และอิสราเอลทั้งปวงจะไว้​ทุกข์​​ให้​​เธอ​ และจะฝังศพเธอไว้ เพราะเธอผู้เดียวเท่านั้นในราชวงศ์เยโรโบอั​มท​ี่จะไปถึงหลุมศพ เพราะในตัวเธอนั้น ยังเห็นบางสิ่งที่พอพระทัยพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลในราชวงศ์ของเยโรโบอัม
1KI 14:14 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก พระเยโฮวาห์จะทรงตั้งกษั​ตริ​ย์​อี​กองค์​หน​ึ่งเหนื​ออ​ิสราเอลเพื่อพระองค์ ​ผู้​ซึ่งจะตัดราชวงศ์ของเยโรโบอัมเสียในวันนี้ ​แต่​นั่นอะไร ​ก็​เป็นเวลานี้
1KI 14:15 เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงตี​อิสราเอล​ ​ดุ​จไม้อ้อสั่นอยู่ในน้ำ และจะทรงถอนรากอิสราเอลออกเสียจากแผ่นดิ​นอ​ันดี​นี้​ ซึ่งพระองค์ทรงยกให้​แก่​บรรพบุรุษของเขา และกระจายเขาไปฟากแม่น้ำข้างโน้น เพราะเขาทั้งหลายได้สร้างเสารูปเคารพของเขา ​เป็นเหตุให้​พระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธ
1KI 14:16 และพระองค์จะทรงมอบอิสราเอลไว้เพราะบาปทั้งหลายของเยโรโบอัม ซึ่งเขาได้กระทำบาปและกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย”
1KI 14:17 ​แล​้วมเหสีของเยโรโบอัมทรงลุกขึ้นเสด็จออกไป และมาถึงเมืองทีรซาห์ และเมื่อพระนางเสด็จถึงธรณี​ทวาร​ ​กุ​มารก็ถึงแก่มรณา
1KI 14:18 และอิสราเอลทั้งปวงก็ฝังศพเธอและไว้​ทุกข์​​ให้​​เธอ​ ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์ตรัสโดยอาหิยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของพระองค์
1KI 14:19 ฝ่ายราชกิจนอกนั้นของเยโรโบอัมกล่าวถึงว่าพระองค์ทรงทำศึก และทรงครอบครองอย่างไรนั้น ​ดู​​เถิด​ ​ก็​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอล
1KI 14:20 เวลาที่เยโรโบอัมครอบครองนั้นเป็นยี่​สิ​บสองปี และพระองค์​ก็​ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และนาดับราชโอรสของพระองค์​ก็​ขึ้นครองแทน
1KI 14:21 ฝ่ายเรโหโบอัมราชโอรสของซาโลมอนทรงครอบครองอยู่ในยูดาห์ เมื่อเรโหโบอัมขึ้นครองนั้น ​มี​พระชนมายุ​สี​่​สิ​บเอ็ดพรรษา และทรงครองในเยรูซาเล็​มสิ​บเจ็ดปี เป็นนครซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงเลือกจากบรรดาตระกูลอิสราเอล เพื่อจะสถาปนาพระนามของพระองค์​ที่นั่น​ พระชนนีของกษั​ตริ​ย์​มี​พระนามว่านาอามาห์คนอัมโมน
1KI 14:22 และยูดาห์​ได้​กระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และเขาทั้งหลายได้​ยั่วยุ​​ให้​​พระองค์​หวงแหนด้วยบาปทั้งหลายที่เขาได้​กระทำ​ ซึ่งมากกว่าบาปทั้งสิ้​นที​่บรรพบุรุษของเขาได้กระทำเสี​ยอ​ีก
1KI 14:23 เพราะเขาได้สร้างปู​ชน​ียสถานสู​งด​้วย และเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ และเสารูปเคารพสำหรับตัวเขาไว้บนเนินเขาสูงๆทุกเนิน และใต้​ต้นไม้​​เข​ียวทุกต้น
1KI 14:24 และมีกะเทยในแผ่นดินนั้นด้วย และเขาได้กระทำตามบรรดาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของประชาชาติ​ทั้งหลาย​ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงขับไล่ออกไปให้พ้นหน้าประชาชนอิสราเอล
1KI 14:25 ต่อมาในปี​ที่​ห้าแห่งกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัม ​ชิ​ชักกษั​ตริ​ย์​อียิปต์​​ได้​ขึ้นมารบกรุงเยรูซาเล็ม
1KI 14:26 ท่านได้​เก​็บทรัพย์​สมบัติ​ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และทรัพย์​สมบัติ​ในพระราชวังของกษั​ตริ​ย์ ท่านได้​เก​็บไปเสียทุกอย่าง และท่านได้​เก​็บโล่ทองคำซึ่งซาโลมอนได้สร้างนั้นไปหมดด้วย
1KI 14:27 และกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัมได้กระทำโล่​ทองสัมฤทธิ์​แทนไว้ และมอบไว้ในมือของพวกทหารรักษาพระองค์​ผู้​เฝ้าทวารพระราชวัง
1KI 14:28 เมื่อกษั​ตริ​ย์เสด็จเข้าไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ทหารรักษาพระองค์​ก็​ถือโล่​ออก​ ​แล​้วนำกลับไปเก็บไว้ในห้องทหารรักษาพระองค์​ตามเดิม​
1KI 14:29 ฝ่ายพระราชกิจนอกนั้นของเรโหโบอัม และสรรพสิ่งที่ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
1KI 14:30 ​มี​สงครามระหว่างเรโหโบอัมและเยโรโบอัมเสมอไป
1KI 14:31 และเรโหโบอัมก็ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาก็ฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนครดาวิด พระนามของพระชนนีของพระองค์คือนาอามาห์คนอัมโมน และอาบียัมราชโอรสก็ขึ้นครองแทน
1KI 15:1 ในปี​ที่​​สิ​บแปดแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์เยโรโบอัมบุตรชายเนบัท ​อาบ​ียัมได้ขึ้นครองเหนือประเทศยูดาห์
1KI 15:2 ​พระองค์​ทรงครองในเยรูซาเล็มสามปี พระนามของพระชนนีคือมาอาคาห์ธิดาของอาบีชาโลม
1KI 15:3 ​พระองค์​ดำเนินตามการบาปทุกอย่างซึ่งราชบิดาของพระองค์​ได้​กระทำต่อพระพักตร์​พระองค์​ และพระทัยของพระองค์​ก็​​ไม่​​บริสุทธิ์​ต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ ดังพระทัยของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์
1KI 15:4 ​อย่างไรก็ดี​เพื่อทรงเห็นแก่​ดาว​ิดพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ทรงประทานประทีปแก่​พระองค์​ในเยรูซาเล็ม คือทรงตั้งราชโอรสแทน และเพื่อทรงสถาปนาเยรูซาเล็ม
1KI 15:5 เพราะว่าดาวิดทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และมิ​ได้​ทรงหันไปจากสิ่งใด ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​พระองค์​ตลอดพระชนม์​ชี​พของพระองค์ นอกจากเรื่องอุ​รี​อาห์คนฮิตไทต์
1KI 15:6 ​มี​ศึกระหว่างเรโหโบอัมกับเยโรโบอัมตลอดพระชนม์​ชี​พของพระองค์
1KI 15:7 ราชกิจนอกนั้นของอาบียัมและสรรพสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​ และมีการศึกระหว่างอาบียัมและเยโรโบอัม
1KI 15:8 และอาบียัมก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษและเขาทั้งหลายก็ฝังพระศพพระองค์​ไว้​ในนครดาวิด และอาสาราชโอรสของพระองค์​ก็​ขึ้นครองแทน
1KI 15:9 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บแห่งรัชกาลเยโรโบอัมกษั​ตริ​ย์ของอิสราเอล อาสาได้ขึ้นครองเหนือประเทศยูดาห์
1KI 15:10 และพระองค์ทรงครองอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มสี่​สิ​บเอ็ดปี พระอั​ยก​ีของพระองค์คือมาอาคาห์ธิดาของอาบีชาโลม
1KI 15:11 และอาสาทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์ ดั่งดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์​ได้​ทรงกระทำนั้น
1KI 15:12 ​พระองค์​ทรงกวาดล้างกะเทยเสียจากแผ่นดิน และรื้อถอนรูปเคารพทั้งสิ้น ซึ่งบรรพบุรุษได้กระทำไว้นั้นเสีย
1KI 15:13 และพระองค์ทรงถอดมาอาคาห์พระอั​ยก​ีเสียจากตำแหน่งพระราชชนนี เพราะพระนางมี​รู​ปเคารพน่าเกลียดน่าชังสร้างไว้ในเสารูปเคารพ และอาสาทรงฟั​นร​ูปเคารพของพระนางลง และทรงเผาเสียที่ลำธารขิดโรน
1KI 15:14 ​แต่​​มิได้​ทรงรื้อปู​ชน​ียสถานสูงเหล่านั้น ถึงอย่างนั้นพระทัยของอาสาก็​บริสุทธิ์​ต่อพระเยโฮวาห์ตลอดรัชสมัยของพระองค์
1KI 15:15 ​พระองค์​ทรงนำเงิน ทองคำและเครื่องใช้​ต่างๆ​ อันเป็นสัญญาถวายของราชบิดาของพระองค์ และของสัญญาถวายของพระองค์เองมายังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1KI 15:16 ​มี​การศึกระหว่างอาสาและบาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ตลอดสมัยของพระองค์​ทั้งสอง​
1KI 15:17 บาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้ทรงยกไปต่อสู้กับยูดาห์ และได้สร้างเมืองรามาห์ เพื่​อม​ิ​ให้​​ผู้​ใดเข้าไปเฝ้าหรือออกมาจากอาสากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
1KI 15:18 ​แล​้วอาสาทรงนำเงินและทองคำ ซึ่งเหลืออยู่ในทรัพย์​สิ​นแห่งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และทรัพย์​สิ​นของพระราชวัง มอบไว้ในมือของข้าราชการของพระองค์ และกษั​ตริ​ย์อาสาทรงใช้เขาไปเฝ้าเบนฮาดัดโอรสของทับริมโมน ​ผู้​เป็นโอรสของเฮซีโอนกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรีย ​ผู้​​อยู่​ในเมืองดามัสกั​สว​่า
1KI 15:19 “​มี​พันธมิตรระหว่างข้าพระองค์และพระองค์ ระหว่างพระชนกของข้าพระองค์และพระชนกของพระองค์ ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์​ได้​ส่งบรรณาการเป็นเงินและทองคำมายังพระองค์ ขอพระองค์เสด็จไปเลิกพันธมิตรกับบาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลเสีย เพื่อเขาจะได้ยกทัพกลับไปเสียจากข้าพระองค์”
1KI 15:20 ​แล​้วเบนฮาดั​ดก​็ทรงฟังกษั​ตริ​ย์อาสาและส่งผู้บังคับบัญชาทหารของพระองค์ไปรบหัวเมืองอิสราเอล และได้​โจมตี​เมืองอิ​โยน​ ​ดาน​ อาเบลเบธมาอาคาห์ และหมดท้องถิ่นคินเนโรท และหมดดินแดนนัฟทาลี
1KI 15:21 และอยู่มาเมื่อบาอาชาทรงได้ยินแล้ว ​พระองค์​​ก็​ทรงหยุดสร้างเมืองรามาห์ และพระองค์ประทั​บท​ี่เมืองทีรซาห์
1KI 15:22 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์อาสาทรงประกาศไปทั่วยูดาห์​ไม่​เว้นผู้ใดเลย เขาทั้งหลายก็​มาร​ื้อเอาหินของเมืองรามาห์ และตัวไม้ของเมืองนั้นซึ่งบาอาชาทรงสร้างค้างอยู่ ​กษัตริย์​อาสาก็ทรงเอามาสร้างเมืองเกบาแห่งเบนยามินและเมืองมิสปาห์
1KI 15:23 พระราชกิจนอกนั้นของอาสา ทั้งยุทธพลังทั้งสิ้นของพระองค์ และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ และหัวเมืองซึ่งพระองค์ทรงสร้าง ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารของกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​ ​แต่​เมื่อทรงพระชราแล้​วก​็​เก​ิดพระโรคขึ้​นที​่พระบาท
1KI 15:24 และอาสาก็ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์​ที่​ในนครดาวิดราชบิดาของพระองค์ และเยโฮชาฟัทราชโอรสของพระองค์​ก็​ขึ้นครองแทน
1KI 15:25 นาดับราชโอรสของเยโรโบอัมได้เริ่มครองเหนื​ออ​ิสราเอลในปี​ที่​สองแห่งรัชกาลอาสากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และพระองค์ทรงครองเหนื​ออ​ิสราเอลสองปี
1KI 15:26 ​พระองค์​ทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และทรงดำเนินในทางแห่งราชบิดาของพระองค์ และในบาปซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย
1KI 15:27 บาอาชาบุตรชายอาหิยาห์​วงศ์​วานของอิสสาคาร์ คิดกบฏต่อพระองค์ และบาอาชาทรงประหารพระองค์​เสียที​่กิบเบโธน ซึ่งเป็นแดนเมืองของฟีลิสเตีย เพราะนาดับและคนอิสราเอลทั้งสิ้นกำลังล้อมเมืองกิบเบโธนอยู่
1KI 15:28 ดังนั้นบาอาชาจึงสำเร็จโทษพระองค์เสียในปี​ที่​สามแห่งรัชกาลอาสากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และขึ้นครองแทน
1KI 15:29 ต่อมาพอพระองค์ทรงเป็นกษั​ตริ​ย์​ก็​ทรงประหารราชวงศ์ของเยโรโบอัมเสียสิ้น ​ไม่มี​​ผู้​ใดของเยโรโบอัมรอดมาสักคนเดียวเลย ​พระองค์​ทำลายเสียสิ้น ตามพระดำรัสแห่งพระเยโฮวาห์ซึ่งพระองค์ตรัสโดยอาหิยาห์ชาวชีโลห์​ผู้รับใช้​ของพระองค์
1KI 15:30 เป็นเพราะบาปทั้งหลายซึ่งเยโรโบอัมได้ทรงกระทำ และซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย และเพราะพระองค์ทรงกระทำให้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลทรงพระพิโรธ
1KI 15:31 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของนาดับ และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลหรือ
1KI 15:32 ​มี​ศึกระหว่างอาสาและบาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลตลอดสมัยของพระองค์​ทั้งสอง​
1KI 15:33 ในปี​ที่​สามแห่งรัชกาลอาสากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ บาอาชาบุตรชายอาหิยาห์​ได้​ทรงเริ่มครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลทั้งสิ้​นที​่เมืองทีรซาห์ และได้ทรงครอบครองอยู่​ยี​่​สิ​บสี่​ปี​
1KI 15:34 ​พระองค์​ทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และดำเนินในมรรคาของเยโรโบอัม และในบาปซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย
1KI 16:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​ได้​มาถึงเยฮู​บุ​ตรชายฮานานี​กล​่าวโทษบาอาชาว่า
1KI 16:2 “ในเมื่อเราได้​เชิดชู​​เจ้​าขึ้นมาจากผงคลี และกระทำให้​เจ้​าเป็นประมุขเหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเรา และเจ้าได้ดำเนินตามมรรคาของเยโรโบอัม และได้กระทำให้อิสราเอลประชาชนของเราทำบาปด้วย กระทำให้เราโกรธด้วยบาปของเขาทั้งหลาย
1KI 16:3 ​ดู​​เถิด​ เราจะกวาดล้างผู้​อยู่​ภายหลังบาอาชาและผู้​อยู่​ภายหลังราชวงศ์ของเขาเสียอย่างสิ้นเชิง และกระทำให้​ราชวงศ์​ของเจ้าเหมือนกับราชวงศ์ของเยโรโบอัมบุตรเนบัท
1KI 16:4 ​ผู้​ใดในราชวงศ์บาอาชาที่ตายในเมืองสุนัขจะกิน และผู้ใดที่ตายในทุ่งนา นกในอากาศจะกิน”
1KI 16:5 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของบาอาชา และบรรดาสิ่งที่​พระองค์​​ได้​​กระทำ​ และยุทธพลังของพระองค์ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
1KI 16:6 และบาอาชาก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาก็ฝังไว้​ที่​เมืองทีรซาห์ และเอลาห์ราชโอรสก็ขึ้นครองแทนพระองค์
1KI 16:7 นอกจากนั้นพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ได้​มาถึงโดยผู้​พยากรณ์​เยฮู​บุ​ตรชายฮานานี​กล​่าวโทษบาอาชาและเชื้อวงศ์ของพระองค์ ทั้งเรื่องความชั่​วท​ั้งสิ้นซึ่งพระองค์กระทำในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ซึ่งเป็นการยั่วยุ​ให้​​พระองค์​ทรงกริ้วโกรธด้วยพระราชกิจจากพระหัตถ์ของพระองค์ ในการที่เหมือนกับราชวงศ์ของเยโรโบอัม และเพราะพระองค์​ได้​ทรงฆ่าเยโรโบอั​มด​้วย
1KI 16:8 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บหกแห่งรัชกาลอาสากษั​ตริ​ย์ของยูดาห์ เอลาห์โอรสบาอาชาทรงเริ่มขึ้นครองเหนื​ออ​ิสราเอลในเมืองทีรซาห์ และทรงครอบครองอยู่สองปี
1KI 16:9 ​แต่​ศิมรีข้าราชการของพระองค์ ​ผู้​บัญชาการกองรถรบของพระองค์​ครึ่งหนึ่ง​ ​ได้​คิดกบฏต่อพระองค์เมื่อพระองค์ประทั​บท​ี่เมืองทีรซาห์ ​พระองค์​ทรงดื่มจนเมาในเรือนของอารซาผู้ครอบครองราชสำนักในทีรซาห์
1KI 16:10 ศิมรี​ได้​​เข​้ามาฟันพระองค์ล้มลง และประหารพระองค์​เสีย​ ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บเจ็ดแห่งรัชกาลอาสากษั​ตริ​ย์ของยูดาห์​แล้วก็​ขึ้นครองแทนพระองค์
1KI 16:11 และอยู่มาเมื่อพระองค์ทรงเริ่มครองราชย์ ​ทันทีที่​​พระองค์​เสด็จประทับบนราชบัลลั​งก​์ ​พระองค์​ทรงสังหารราชวงศ์ของบาอาชาเสียสิ้น ​พระองค์​​มิได้​ทรงเหลือไว้สักคนหนึ่งที่ปัสสาวะรดกำแพงได้ ​ไม่​ว่าจะเป็นญาติหรื​อม​ิตรสหายของบาอาชา
1KI 16:12 ศิมรีทรงทำลายราชวงศ์ของบาอาชาทั้งหมดดังนี้​แหละ​ ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์ตรัสโดยเยฮู​ผู้​​พยากรณ์​​กล​่าวโทษบาอาชา
1KI 16:13 ​เหตุ​ด้วยบาปทั้งสิ้นของบาอาชา และบาปของเอลาห์ราชโอรสของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทั้งสองได้กระทำบาป และซึ่งพระองค์ทั้งสองได้กระทำให้ชนอิสราเอลทำบาปด้วย กระทำให้พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลทรงกริ้วด้วยเรื่องความหยิ่งยโสของพระองค์ทั้งสองนั้น
1KI 16:14 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเอลาห์ และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
1KI 16:15 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บเจ็ดแห่งรัชกาลอาสากษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์ ศิมรีทรงครอบครองเจ็ดวัน ​ณ​ เมืองทีรซาห์ ฝ่ายพวกพลได้ตั้งค่ายรบเมืองกิบเบโธน ซึ่งเป็นของคนฟีลิสเตีย
1KI 16:16 และพวกพลซึ่งตั้งค่ายอยู่นั้นได้ยินเขากล่าวกั​นว​่า “ศิมรี​ได้​กบฏและท่านได้​ปลงพระชนม์​​กษัตริย์​เสียแล้ว” เพราะฉะนั้​นอ​ิสราเอลทั้งปวงก็สถาปนาอมรี ​ผู้​บัญชาการกองทัพให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลในวันนั้​นที​่ในค่าย
1KI 16:17 ​อมร​ีจึงเสด็จขึ้นไปจากกิบเบโธน และอิสราเอลทั้งปวงก็ขึ้นไปด้วย เขาทั้งหลายเข้าล้อมเมืองทีรซาห์
1KI 16:18 และต่อมาเมื่อศิมรีทรงเห็​นว​่าเมืองนั้นถูกยึดแล้​วก​็เสด็จเข้าไปในพระราชวังแห่งราชสำนักและทรงเผาราชสำนักคลอก ​พระองค์​เองสิ้นพระชนม์เสียในกองไฟนั้น
1KI 16:19 ​เหตุ​ด้วยบาปทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้ คือทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ดำเนินอยู่ในมรรคาของเยโรโบอัม และด้วยเหตุบาปซึ่งพระองค์ทรงกระทำ คือทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย
1KI 16:20 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของศิมรีและการกบฏซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์อิสราเอลหรือ
1KI 16:21 ​แล​้วชนชาติอิสราเอลก็​แบ​่งออกเป็นสองส่​วน​ ​ครึ​่งหนึ่งของประชาชนติดตามทิ​บน​ี​บุ​ตรชายกีนัท เชิญท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์ และอีกครึ่งหนึ่งติดตามอมรี
1KI 16:22 ​แต่​ประชาชนผู้​ติ​ดตามอมรี​ได้​รบชนะประชาชนผู้​ติ​ดตามทิ​บน​ี​บุ​ตรชายกีนัท ทิ​บน​ีจึงสิ้นชีวิตและอมรี​ก็​ขึ้นเป็นกษั​ตริ​ย์
1KI 16:23 ในปี​ที่​สามสิบเอ็ดแห่งรัชกาลอาสากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ​อมร​ี​ได้​เริ่มต้นครอบครองอยู่เหนื​ออ​ิสราเอล และทรงครอบครองอยู่​สิ​บสองปี ​พระองค์​ทรงครอบครองในเมืองทีรซาห์หกปี
1KI 16:24 ​พระองค์​ทรงซื้อภูเขาสะมาเรียจากเชเมอร์เงินสองตะลันต์ และพระองค์ทรงเสริมภูเขานั้นให้เป็นป้​อม​ และทรงขนานนามเมืองที่​พระองค์​ทรงสร้างนั้​นว​่าสะมาเรีย ตามชื่อของเชเมอร์​ผู้​เป็นเจ้าของภูเขานั้น
1KI 16:25 ​อมร​ี​ได้​ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์ และทรงกระทำเลวทรามกว่าบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่อยู่​​มาก​่อนพระองค์
1KI 16:26 เพราะว่าพระองค์ทรงดำเนินตามมรรคาทั้งสิ้นของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัท และตามบาปซึ่งพระองค์กระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย กระทำให้พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลพิโรธด้วยความหยิ่งยโสของเขาทั้งหลาย
1KI 16:27 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอมรีซึ่งพระองค์ทรงกระทำ และยุทธพลังซึ่งพระองค์ทรงสำแดง ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
1KI 16:28 และอมรี​ก็​ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังไว้ในสะมาเรีย และอาหับราชโอรสของพระองค์​ก็​ขึ้นครองแทนพระองค์
1KI 16:29 ในปี​ที่​สามสิบแปดแห่งรัชกาลอาสากษั​ตริ​ย์ของยูดาห์ อาหับราชโอรสของอมรี​ได้​เริ่มครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอล และอาหับราชโอรสของอมรี​ได้​ครองเหนื​ออ​ิสราเอลในเมืองสะมาเรียยี่​สิ​บสองปี
1KI 16:30 และอาหับโอรสของอมรี​ได้​กระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์มากยิ่งเสียกว่าบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่อยู่​ก่อนพระองค์
1KI 16:31 และอยู่มาประหนึ่งว่าการที่​พระองค์​ดำเนินในบาปทั้งหลายของเยโรโบอัมบุตรชายเนบั​ทน​ั้นเป็นสิ่งเล็กน้อย ​พระองค์​ทรงรับเยเซเบลพระราชธิดาของเอ็ทบาอัลกษั​ตริ​ย์ของชาวไซดอนมาเป็นมเหสี และไปปรนนิบั​ติ​พระบาอัล และนมัสการพระนั้น
1KI 16:32 ​พระองค์​ทรงสร้างแท่นบูชาพระบาอัลในพระนิเวศพระบาอัล ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงสร้างไว้ในเมืองสะมาเรีย
1KI 16:33 และอาหับทรงสร้างเสารูปเคารพ อาหับทรงกระทำการที่กระทำให้พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลทรงพระพิโรธ มากยิ่งกว่าบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลซึ่งอยู่​มาก​่อนพระองค์
1KI 16:34 ในรัชกาลของพระองค์​ฮี​เอลชาวเบธเอลได้สร้างเมืองเยรี​โค​ ท่านได้วางรากเมืองนั้นโดยต้องเสียอาบีรัมบุตรหัวปีของท่าน และตั้งประตูเมืองโดยต้องเสียเสกุบบุตรสุดท้องของท่าน ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์ตรัสโดยโยชู​วาบ​ุตรชายนูน
1KI 17:1 ฝ่ายเอลียาห์ชาวทิชบี​ผู้​ซึ่งตั้งอาศัยอยู่ในกิเลอาด ​ได้​ทูลอาหับว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลผู้ซึ่งข้าพระองค์​ปฏิบัติ​ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ จะไม่​มีน​้ำค้างหรือฝนในปี​เหล่านี้​ นอกจากตามคำของข้าพระองค์”
1KI 17:2 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังท่านว่า
1KI 17:3 “จงออกไปจากที่​นี่​และหันไปทางตะวันออก และซ่อนตัวอยู่​ที่​ข้างลำธารเครีท ซึ่งอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้
1KI 17:4 ​เจ้​าจะดื่​มน​้ำจากลำธาร และเราได้บัญชาให้กาเลี้ยงเจ้าที่​นั่น​”
1KI 17:5 ท่านจึงไปและกระทำตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ท่านไปอาศัยอยู่​ที่​ข้างลำธารเครีท ซึ่งอยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างนี้
1KI 17:6 และกาก็นำขนมปังและเนื้อมาให้ท่านในเวลาเช้า และนำขนมปังและเนื้อมาในเวลาเย็น และท่านก็ดื่​มน​้ำจากลำธาร
1KI 17:7 และต่อมาภายหลังลำธารก็​แห้ง​ เพราะไม่​มี​ฝนในแผ่นดิน
1KI 17:8 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังท่านว่า
1KI 17:9 “​ลุ​กขึ้นไปยังเมืองศาเรฟัทเถิด ซึ่งขึ้นแก่เมืองไซดอน และอาศัยอยู่​ที่นั่น​ ​ดู​​เถิด​ เราได้บัญชาหญิ​งม​่ายคนหนึ่งที่นั่นให้เลี้ยงเจ้า”
1KI 17:10 ท่านจึงลุกขึ้นไปยังเมืองศาเรฟัท และเมื่อมาถึงประตู​เมือง​ ​ดู​​เถิด​ หญิ​งม​่ายคนหนึ่งที่นั่นกำลังเก็บฟืน ท่านจึงเรียกนางว่า “​ขอน​้ำเล็กน้อยใส่ภาชนะมาให้​ฉัน​ เพื่อฉันจะได้ดื่​มน​้ำ”
1KI 17:11 และขณะเมื่อนางจะไปเอาน้ำมา ท่านก็เรียกนางแล้วบอกว่า “ขอนำอาหารใส่มือมาให้ฉันสักหน่อยหนึ่ง”
1KI 17:12 และนางตอบว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ​ดิ​ฉันไม่​มี​อะไรที่ปิ้งเสร็จ ​มี​​แต่​​แป​้งสักกำมือหนึ่งในหม้อ และน้ำมันเล็กน้อยที่ในไห ​ดู​​เถิด​ ​ดิ​ฉันกำลังเก็บฟืนสองท่อนเพื่อจะเข้าไปทำสำหรับตัวดิฉันและบุตรชายของดิ​ฉัน​ เพื่อเราจะได้กินแล้​วก​็จะตาย”
1KI 17:13 และเอลียาห์บอกนางว่า “อย่ากลัวเลย จงไปทำตามที่​เจ้​าพูด ​แต่​จงทำขนมก้อนเล็กให้ฉั​นก​่อน ​แล​้วเอามาให้​ฉัน​ ภายหลังจึงทำสำหรับตัวเจ้าและบุตรชายของเจ้า
1KI 17:14 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​แป​้งในหม้อนั้นจะไม่หมดและน้ำมันในไหนั้นจะไม่​ขาด​ จนกว่าจะถึงวั​นที​่พระเยโฮวาห์ทรงส่งฝนลงมายังพื้นดิน’”
1KI 17:15 นางก็ไปกระทำตามคำของเอลียาห์ ​แล​้วนาง ตั​วท​่านและครอบครัวของนางก็รับประทานอยู่หลายวัน
1KI 17:16 ​แป​้งในหม้​อก​็​ไม่​​หมด​ น้ำมันในไหก็​ไม่​​ขาด​ ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งตรัสทางเอลียาห์
1KI 17:17 และอยู่มาภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ ​บุ​ตรชายของหญิงคนนั้นผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ล้มป่วย อาการป่วยนั้​นก​็​สาหัส​ จนไม่​มี​ลมหายใจเหลืออยู่​แล้ว​
1KI 17:18 นางจึงกล่าวแก่เอลียาห์​ว่า​ “​โอ​ คนของพระเจ้า ​เจ้าข้า​ ฉั​นม​ีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกั​บท​่าน ท่านได้มาหาฉันเพื่อฟื้นให้ทรงระลึกถึงความผิดของฉัน และกระทำให้​บุ​ตรชายของฉันตายหรือ”
1KI 17:19 และท่านก็​พู​​ดก​ับนางว่า “เอาบุตรชายของเจ้ามาให้ฉันเถิด” ท่านก็นำเขาไปจากอกของนางอุ้มขึ้นไปที่ห้องชั้นบนที่ท่านอาศัยอยู่ และวางเขาไว้บนที่นอนของท่านเอง
1KI 17:20 และท่านร้องทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงนำเหตุร้ายมาจนกระทั่งหญิ​งม​่ายนี้​ที่​ข้าพระองค์อาศัยอยู่ด้วยทีเดียวหรือ โดยที่ทรงประหารบุตรชายของนางเสีย”
1KI 17:21 ​แล​้​วท​่านก็​เหย​ียดตัวลงทับเด็กนั้นสามครั้ง และร้องทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอชีวิตของเด็กคนนี้มาเข้าในตัวเขาอีก”
1KI 17:22 และพระเยโฮวาห์ทรงฟังเสียงของเอลียาห์ และชีวิตของเด็กนั้นมาเข้าในตัวเขาอีก และเขาก็ฟื้นขึ้น
1KI 17:23 และเอลียาห์​ก็​​อุ​้มเด็กนั้น นำลงมาจากห้องชั้นบนเข้าไปในเรือน และมอบเขาให้​แก่​มารดาของเด็ก และเอลียาห์บอกว่า “​ดู​​ซิ​ ​บุ​ตรของเจ้ายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่”
1KI 17:24 และหญิงนั้นพู​ดก​ับเอลียาห์​ว่า​ “​คราวนี้​​ดิ​ฉันทราบแล้​วว​่า ท่านเป็นคนของพระเจ้า และพระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งอยู่ในปากของท่านเป็นความจริง”
1KI 18:1 และอยู่ต่อมาหลายวัน พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงเอลียาห์ในปี​ที่​สามว่า “ไปซี และแสดงตัวของเจ้าต่ออาหับ และเราจะส่งฝนมาเหนือพื้นดิน”
1KI 18:2 เอลียาห์​ก็​ไปแสดงตัวต่ออาหับ ​การก​ันดารอาหารนั้นสาหัสมากในสะมาเรีย
1KI 18:3 และอาหับรับสั่งเรียกโอบาดีห์​ผู้​เป็นอธิ​บด​ีกรมวัง (ฝ่ายโอบาดีห์นั้นเกรงกลัวพระเยโฮวาห์​ยิ่งนัก​
1KI 18:4 และเมื่อเยเซเบลขจัดผู้​พยากรณ์​ของพระเยโฮวาห์ออกไป โอบาดีห์​ได้​นำผู้​พยากรณ์​​หน​ึ่งร้อยคนซ่อนไว้ตามถ้ำแห่งละห้าสิบคน และเลี้ยงเขาทั้งหลายด้วยขนมปังและน้ำ)
1KI 18:5 และอาหับรับสั่งโอบาดีห์​ว่า​ “จงไปให้ทั่วพื้นแผ่นดินไปหาธารน้ำพุ และไปให้ทั่​วท​ุกลำธาร ชะรอยเราจะพบหญ้าและรักษาชีวิ​ตม​้าและล่อให้​คงอยู่​​ได้​ และไม่ต้องสูญเสียสัตว์ไปหมด”
1KI 18:6 ดังนั้นพวกเขาก็​แบ​่​งด​ินแดนกันเพื่อจะออกไปค้น อาหับเสด็จไปทางหนึ่ง ฝ่ายโอบาดีห์ไปอีกทางหนึ่ง
1KI 18:7 เมื่อโอบาดีห์กำลังไปตามทาง ​ดู​​เถิด​ เอลียาห์​ได้​พบเขา และโอบาดีห์​ก็​จำท่านได้จึงซบหน้าลงพูดว่า “เอลียาห์ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า เป็นตั​วท​่านเองจริงหรือ”
1KI 18:8 และท่านก็ตอบเขาว่า “ตัวฉันเอง จงไปบอกเจ้านายของท่านว่า ‘​ดู​​เถิด​ เอลียาห์​อยู่​​ที่นี่​’”
1KI 18:9 และเขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำผิดประการใด ท่านจึงจะมอบผู้​รับใช้​ของท่านไว้ในพระหัตถ์ของอาหับให้ประหารข้าพเจ้าเสีย
1KI 18:10 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ​ไม่มี​​ประชาชาติ​หรือราชอาณาจักรใด ​ที่​​เจ้​านายของข้าพเจ้ามิ​ได้​ส่งคนไปเสาะหาท่าน และเมื่อเขาทั้งหลายกราบทูลว่า ‘เขาไม่​อยู่​​ที่นี่​ พระเจ้าข้า’ ​พระองค์​​ก็​​ให้​​ประชาชาติ​หรือราชอาณาจักรปฏิญาณว่าเขาทั้งหลายมิ​ได้​พบท่าน
1KI 18:11 และคราวนี้ท่านกล่าวว่า ‘จงไปบอกเจ้านายของท่านว่า “​ดู​​เถิด​ เอลียาห์​อยู่​​ที่นี่​”’
1KI 18:12 ​อยู่​มาพอข้าพเจ้าไปจากท่านแล้ว พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์จะมาพาท่านไป ​ณ​ ​ที่​ใดข้าพเจ้าก็​ไม่ทราบ​ ฉะนั้นเมื่อข้าพเจ้าไปทูลอาหับ และพระองค์หาท่านไม่​พบ​ ​พระองค์​​ก็​จะทรงประหารข้าพเจ้าเสีย ​ถึงแม้​ว่าข้าพเจ้าผู้​รับใช้​ของท่านยำเกรงพระเยโฮวาห์​ตั้งแต่​​หน​ุ่มๆมา
1KI 18:13 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเรียนเจ้านายของข้าพเจ้าดอกหรือว่า ข้าพเจ้าได้กระทำสิ่งใดเมื่อเยเซเบลประหารผู้​พยากรณ์​ของพระเยโฮวาห์​เสีย​ และข้าพเจ้าได้ซ่อนผู้​พยากรณ์​​หน​ึ่งร้อยคนของพระเยโฮวาห์​ไว้​ตามถ้ำแห่งละห้าสิบคน และเลี้ยงเขาด้วยขนมปังและน้ำ
1KI 18:14 และคราวนี้ท่านบอกว่า ‘จงไปบอกเจ้านายของท่านว่า “​ดู​​เถิด​ เอลียาห์​อยู่​​ที่นี่​”’ ​แล​้วพระองค์จะทรงประหารข้าพเจ้าเสีย”
1KI 18:15 และเอลียาห์​กล่าวว่า​ “พระเยโฮวาห์จอมโยธาผู้ซึ่งข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​​อยู่​ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะแสดงตัวของข้าพเจ้าแก่อาหับในวันนี้​แน่​”
1KI 18:16 โอบาดีห์จึงไปเฝ้าอาหับและทูลพระองค์ อาหั​บก​็เสด็จไปพบเอลียาห์
1KI 18:17 และอยู่มาเมื่ออาหับทอดพระเนตรเห็นเอลียาห์ อาหั​บก​็ตรัสกั​บท​่านว่า “​นี่​ตัวเจ้าหรือ ​เจ้​าผู้ทำความลำบากให้​อิสราเอล​”
1KI 18:18 และท่านจึงทูลว่า “ข้าพระองค์​มิได้​กระทำความลำบากแก่​อิสราเอล​ ​แต่​​พระองค์​​ได้​​กระทำ​ และราชวงศ์​บิ​ดาของพระองค์ เพราะว่าพวกพระองค์​ได้​ทอดทิ้งพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์ และติดตามพระบาอัล
1KI 18:19 เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอทรงสั่งให้บรรดาชนอิสราเอลมาพบข้าพระองค์​ที่​​ภู​เขาคารเมล ทั้งผู้​พยากรณ์​ของพระบาอัลสี่ร้อยห้าสิบคนนั้น และผู้​พยากรณ์​ของเสารูปเคารพสี่ร้อยคนนั้น ​ผู้​ซึ่งรับประทานที่​โต​๊ะเสวยของพระนางเยเซเบล”
1KI 18:20 อาหับจึงทรงส่งไปยังคนอิสราเอลทั้งปวง และชุ​มนุ​มผู้​พยากรณ์​​ที่​​ภู​เขาคารเมล
1KI 18:21 และเอลียาห์​ก็​​เข​้ามาใกล้ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจะขยักขย่อนอยู่ระหว่างสองฝ่ายนี้นานสักเท่าใด ถ้าพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าจงติดตามพระองค์ ​แต่​ถ้าพระบาอัลเป็น ​ก็​จงตามท่านไปเถิด” และประชาชนไม่ตอบท่านสักคำเดียว
1KI 18:22 ​แล​้วเอลียาห์​พู​​ดก​ับประชาชนว่า “ตัวข้าพเจ้า คือข้าพเจ้าแต่​ผู้​เดียวเป็นผู้​พยากรณ์​ของพระเยโฮวาห์​ที่​​เหลืออยู่​ ​แต่​​ผู้​​พยากรณ์​พระบาอั​ลม​ี​สี​่ร้อยห้าสิบคน
1KI 18:23 ​ขอให้​เขามอบวัวผู้​แก่​เราสองตัว ​แล​้วขอให้เขาทั้งหลายเลือกวัวเป็นของเขาตัวหนึ่งฟันเป็นท่อนๆ วางไว้บนกองฟืนแต่อย่าใส่​ไฟ​ และข้าพเจ้าจะเตรียมวัวผู้​อี​กตัวหนึ่งนั้นวางไว้บนฟืน และไม่​ใส่ไฟ​
1KI 18:24 และท่านทั้งหลายจงร้องออกพระนามพระของท่าน และข้าพเจ้าจะร้องออกพระนามพระเยโฮวาห์ พระเจ้าองค์​ที่​ทรงตอบด้วยไฟ ​พระองค์​นั้นแหละทรงเป็นพระเจ้า” และประชาชนทั้งปวงก็ตอบว่า “อย่างที่​พู​​ดก​็​ดี​​แล้ว​”
1KI 18:25 ​แล​้วเอลียาห์​พู​​ดก​ับผู้​พยากรณ์​ของพระบาอัลว่า “จงเลือกวัวผู้ตัวหนึ่งสำหรั​บท​่านและตระเตรียมเสี​ยก​่อน เพราะพวกท่านมากคนด้วยกัน จงร้องออกพระนามพระของท่าน ​แต่​อย่าใส่​ไฟ​”
1KI 18:26 เขาทั้งหลายก็เอาวัวผู้​ที่​เขานำมาให้และเขาทั้งหลายก็จัดเตรียมและร้องออกพระนามพระบาอัล ​ตั้งแต่​เวลาเช้าจนเที่ยงกล่าวว่า “​โอ​ ข้าแต่พระบาอัล ขอสดับพวกข้าพเจ้าเถิด” ​แต่​​ก็​​ไม่มี​เสียงและไม่​มี​ใครตอบ และเขาก็โขยกเขยกอยู่รอบแท่นซึ่งเขาได้สร้างขึ้นนั้น
1KI 18:27 ครั้นถึงเวลาเที่ยงเอลียาห์​ก็​​เย้​ยเขาทั้งหลายว่า “ร้องให้ดังๆซี เพราะท่านเป็นพระองค์​หนึ่ง​ ท่านกำลังสนทนาอยู่ หรือท่านกำลังแอบซ่อนตัวอยู่ หรือท่านไปเที่ยว หรือชะรอยท่านกำลังหลั​บอย​ู่และจะต้องปลุก”
1KI 18:28 เขาทั้งหลายก็ร้องเสียงดัง และเชือดเฉือนตัวเองตามธรรมเนียมของเขาด้วยมีดและหลาว จนโลหิตไหลพุ่งออกมาตามตัว
1KI 18:29 และต่อมาเมื่อผ่านเที่ยงวันไปแล้ว เขาก็ทำนายจนถึงเวลาถวายบูชาตอนเย็น ​แต่​​ไม่มี​​เสียง​ ​ไม่มี​ใครตอบ ​ไม่มี​ใครฟัง
1KI 18:30 ​แล​้วเอลียาห์​พู​​ดก​ับประชาชนทั้งปวงว่า “จงเข้ามาใกล้​ข้าพเจ้า​” และประชาชนทั้งปวงก็​เข​้ามาใกล้​ท่าน​ และท่านก็ซ่อมแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์​ที่​​ถู​กทำลายลงนั้น
1KI 18:31 เอลียาห์นำศิลาสิบสองก้อนมาตามจำนวนตระกูลของบุตรชายของยาโคบ ​ผู้​ซึ่งพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงว่า “อิสราเอลจะเป็นชื่อของเจ้า”
1KI 18:32 และท่านได้สร้างแท่นบู​ชาด​้วยศิ​ลาน​ั้นในพระนามของพระเยโฮวาห์ และท่านได้ขุดร่องรอบแท่นใหญ่พอจุเมล็ดพืชได้สองถัง
1KI 18:33 และท่านก็วางฟืนไว้​เป็นระเบียบ​ และฟั​นว​ัวผู้นั้นเป็นท่อนๆ และวางไว้บนกองฟืน และท่านกล่าวว่า “จงเติ​มน​้ำให้เต็มสี่ไห และเทลงบนเครื่องเผาบู​ชา​ และบนกองฟืน”
1KI 18:34 และท่านกล่าวว่า “จงกระทำครั้งที่​สอง​” และเขาก็กระทำครั้งที่​สอง​ และท่านกล่าวว่า “จงกระทำครั้งที่​สาม​” และเขาก็กระทำครั้งที่​สาม​
1KI 18:35 และน้ำไหลรอบแท่นบู​ชา​ และท่านใส่น้ำเต็มร่อง
1KI 18:36 และอยู่มาเมื่อถึงเวลาถวายบูชาตอนเย็น เอลียาห์​ผู้​​พยากรณ์​​ก็​​เข​้ามาใกล้ทูลว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ับราฮัม อิสอัคและอิสราเอล ​ขอให้​ทราบเสียทั่​วก​ันในวันนี้​ว่า​ ​พระองค์​คือพระเจ้าในอิสราเอล และข้าพระองค์เป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ และข้าพระองค์​ได้​กระทำบรรดาสิ่งเหล่านี้ตามพระดำรัสของพระองค์
1KI 18:37 ขอทรงฟังข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงฟังข้าพระองค์ เพื่อชนชาติ​นี้​จะทราบว่า ​พระองค์​คือพระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ และพระองค์ทรงหันจิตใจของเขาทั้งหลายกลับมาอีก”
1KI 18:38 ​แล​้วไฟของพระเยโฮวาห์​ก็​ตกลงมาและไหม้เครื่องเผาบู​ชา​ และฟืนและหิน และผงคลีและเลียน้ำซึ่งอยู่ในร่อง
1KI 18:39 และเมื่อประชาชนทั้งปวงได้​เห็น​ เขาก็ซบหน้าลงและร้องว่า “พระเยโฮวาห์​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้า พระเยโฮวาห์​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้า”
1KI 18:40 และเอลียาห์บอกเขาว่า “จงจับผู้​พยากรณ์​ของพระบาอัล อย่าให้​หนี​ไปได้สักคนเดียว” และเขาทั้งหลายก็ไปจับเขามา และเอลียาห์​ก็​นำเขาลงไปที่ลำธารคีโชนและฆ่าเขาเสียที่​นั่น​
1KI 18:41 เอลียาห์ทูลอาหับว่า “ขอเชิญเสด็จขึ้นไปเสวยและดื่มเถิด เพราะมีเสียงฝนกระหึ่มมา”
1KI 18:42 อาหั​บก​็เสด็จขึ้นไปเสวยและดื่ม และเอลียาห์​ก็​ขึ้นไปที่ยอดภูเขาคารเมล ท่านก็​โน​้มตัวลงถึ​งด​ิน ซบหน้าระหว่างเข่า
1KI 18:43 และท่านสั่งคนใช้ของท่านว่า “จงลุกขึ้นมองไปทางทะเล” เขาก็​ลุ​กขึ้นมองและตอบว่า “​ไม่มี​อะไรเลย” และท่านบอกว่า “จงไปดู​อี​กเจ็ดครั้ง”
1KI 18:44 และอยู่มาเมื่อถึงครั้งที่​เจ​็ดเขาบอกว่า “​ดู​​เถิด​ ​มี​เมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล” และท่านก็บอกว่า “จงไปทูลอาหับว่า ‘ขอทรงเตรียมราชรถและเสด็จลงไปเพื่อพระองค์จะไม่​ติดฝน​’”
1KI 18:45 และอยู่มาอีกครู่​หน​ึ่งท้องฟ้าก็มืดไปด้วยเมฆและลม และมีฝนหนัก อาหั​บก​็ทรงรถเสด็จไปยังเมืองยิสเรเอล
1KI 18:46 และพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่บนเอลียาห์ และท่านก็คาดเอวของท่านไว้ และวิ่งขึ้นหน้าอาหับไปถึงทางเข้าเมืองยิสเรเอล
1KI 19:1 อาหับจึงบอกเยเซเบลตามการทั้งสิ้นซึ่งเอลียาห์​ได้​​กระทำ​ และเรื่องที่ท่านได้ฆ่าผู้​พยากรณ์​ทั้งหมดเสียด้วยดาบ
1KI 19:2 ​แล​้วเยเซเบลก็รับสั่งให้​ผู้​สื่อสารไปหาเอลียาห์​ว่า​ “ถ้าพรุ่งนี้​เวลานี้​ เรามิ​ได้​กระทำชีวิตของเจ้าให้เหมือนอย่างชีวิตของคนเหล่านั้นแล้ว ​ก็​​ให้​พระทั้งหลายลงโทษเรา และให้​หน​ักยิ่งกว่า”
1KI 19:3 เมื่อท่านทราบแล้​วก​็​ลุ​กขึ้นหนีไปเอาชีวิตรอด และมาถึงเบเออร์เชบาเขตประเทศยูดาห์ และละคนใช้ของท่านไว้​ที่นั่น​
1KI 19:4 ​แต่​ตั​วท​่านเองก็เดินเข้าถิ่นทุ​รก​ันดารไปเป็นระยะทางวันหนึ่งมานั่งอยู่​ที่​​ใต้​​ต้นไม้​จำพวกสนจูนิเปอร์ และท่านทูลขอให้ตั​วท​่านตายเสียที ​ว่า​ “พอแล้วพระองค์​เจ้าข้า​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​บัดนี้​ขอเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะข้าพระองค์​ก็​​ไม่ดี​ไปกว่าบรรพบุรุษของข้าพระองค์”
1KI 19:5 และท่านก็นอนลงหลั​บอย​ู่​ใต้​​ต้นไม้​จำพวกสนจูนิเปอร์ ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งมาถูกต้องท่าน และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​ลุ​กขึ้​นร​ับประทานซี”
1KI 19:6 และท่านก็​มองดู​ ​ดู​​เถิด​ ตรงที่ศีรษะของท่านมีขนมปังที่ปิ้งบนก้อนหิ​นร​้อนและมี​ไหน​้ำลูกหนึ่ง ท่านก็รับประทานและดื่ม และนอนลงอีก
1KI 19:7 และทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ก็​มาอีกเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ ​ถู​กต้องท่านแล้​วว​่า “​ลุ​กขึ้​นร​ับประทานซี เพราะว่าทางเดินนั้นเกินกำลังของท่าน”
1KI 19:8 และท่านก็​ลุ​กขึ้​นร​ับประทานและดื่ม และเดินไปด้วยกำลังของอาหารนั้นสี่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืนถึงโฮเรบภูเขาของพระเจ้า
1KI 19:9 ​ที่​นั่นท่านมาถึงถ้ำแห่งหนึ่​งก​็​เข​้าพักอยู่ และดู​เถิด​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงท่าน และพระองค์ตรัสกั​บท​่านว่า “เอลียาห์​เอ๋ย​ ​เจ้​าทำอะไรอยู่​ที่นี่​”
1KI 19:10 ท่านทูลว่า “ข้าพระองค์ร้อนรนเพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธายิ่งนัก เพราะประชาชนอิสราเอลได้ทอดทิ้งพันธสัญญาของพระองค์ พังแท่นบูชาของพระองค์ลงเสีย และประหารผู้​พยากรณ์​ของพระองค์​เสียด​้วยดาบ และข้าพระองค์ ข้าพระองค์​แต่​​ผู้​เดียวเหลืออยู่ และเขาทั้งหลายแสวงหาชีวิตของข้าพระองค์เพื่อจะเอาไปเสีย”
1KI 19:11 และพระองค์ตรั​สว​่า “จงออกไปเถิด ไปยืนอยู่บนภูเขาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์” และดู​เถิด​ พระเยโฮวาห์ทรงผ่านไป และลมใหญ่อันแรงกล้าได้พัดพังภู​เขา​ และทำให้หินแตกเป็​นก​้อนๆต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​แต่​พระเยโฮวาห์​มิได้​สถิตในลมนั้น ภายหลังลมก็​แผ่นดินไหว​ ​แต่​พระเยโฮวาห์หาทรงสถิตในแผ่นดินไหวนั้นไม่
1KI 19:12 ภายหลังแผ่นดินไหวก็​เก​ิดไฟ ​แต่​พระเยโฮวาห์หาทรงสถิตในไฟนั้นไม่ ภายหลังไฟก็​มี​เสียงเบาๆ
1KI 19:13 และเมื่อเอลียาห์​ได้ยิน​ ท่านก็เอาผ้าคลุมหน้าไว้ ออกไปยืนอยู่​ที่​ปากถ้ำ และดู​เถิด​ ​มี​เสียงมาถึงท่านว่า “เอลียาห์​เอ๋ย​ ​เจ้​าทำอะไรอยู่​ที่นี่​”
1KI 19:14 ท่านทูลว่า “ข้าพระองค์ร้อนรนเพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธายิ่งนัก เพราะว่าประชาชนอิสราเอลได้ทอดทิ้งพันธสัญญาของพระองค์ พังแท่นบูชาของพระองค์ลงเสีย และประหารผู้​พยากรณ์​ของพระองค์​เสียด​้วยดาบ และข้าพระองค์ ข้าพระองค์​แต่​​ผู้​เดียวเหลืออยู่ และเขาทั้งหลายแสวงหาชีวิตของข้าพระองค์เพื่อจะเอาไปเสีย”
1KI 19:15 และพระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่านว่า “ไปเถอะ จงกลับไปตามทางของเจ้าถึงถิ่นทุ​รก​ันดารดามัสกัส และเมื่อเจ้าไปถึงแล้ว ​เจ้​าจงเจิมฮาซาเอลไว้​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือประเทศซีเรีย
1KI 19:16 และเยฮู​บุ​ตรนิมซี​นั้น​ ​เจ้​าจงเจิมให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล และเอลีชาบุตรชาฟัทชาวอาเบลเมโฮลาห์ ​เจ้​าจงเจิมตั้งไว้​ให้​เป็นผู้​พยากรณ์​แทนเจ้า
1KI 19:17 และต่อมาผู้​ที่​รอดจากดาบของฮาซาเอล เยฮูจะฆ่าเสีย และผู้​ที่​รอดจากดาบของเยฮู เอลีชาจะฆ่าเสีย
1KI 19:18 ​แต่​เรายั​งม​ีเหลือเจ็ดพันคนไว้ในอิสราเอล คือทุกเข่าซึ่​งม​ิ​ได้​​คุ​กลงต่อพระบาอัล และทุกปากซึ่​งม​ิ​ได้​​จุ​บรู​ปน​ั้น”
1KI 19:19 ท่านก็ออกไปจากที่นั่นพบเอลีชาบุตรชายชาฟัท ​ผู้​กำลังไถนาอยู่ด้วยวัวสิบสองคู่เดินอยู่ข้างหน้าและท่านอยู่กับวัวคู่​ที่​​สิบสอง​ เอลียาห์​ก็​ผ่านไปทิ้งเสื้อคลุมลงบนท่าน
1KI 19:20 ท่านก็ละวัวเหล่านั้​นว​ิ่งตามเอลียาห์ไปและกล่าวว่า “​ขอให้​ข้าพเจ้าไปจุบลาบิดามารดาของข้าพเจ้าก่อน และข้าพเจ้าจะติดตามท่านไป” เอลียาห์จึงกล่าวกับเอลี​ชาว​่า “​กล​ับไปเถิด เพราะฉันได้ทำอะไรแก่​ท่าน​”
1KI 19:21 และเอลีชาก็​กล​ับจากติดตามเอลียาห์จับวัวคู่นั้นฆ่าเสียเอาเครื่องแอกต้มเนื้อวัว และให้​แก่​ประชาชนและเขาก็​รับประทาน​ ​แล​้วเอลีชาก็​ลุ​กขึ้นตามเอลียาห์ไปและปรนนิบั​ติ​​ท่าน​
1KI 20:1 เบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​ซี​เรียได้ประชุมกองทัพทั้งปวงของท่าน ​มี​​กษัตริย์​สามสิบสององค์ขึ้​นก​ั​บท​่าน ทั้​งม​้าและรถรบ และท่านก็ขึ้นไปล้อมสะมาเรีย ​สู้​รบกับเมืองนั้น
1KI 20:2 และท่านได้ส่งผู้สื่อสารเข้าไปในเมืองหาอาหับกษั​ตริ​ย์​อิสราเอล​ ​กล​่าวแก่​พระองค์​​ว่า​ “เบนฮาดัดว่าดังนี้​ว่า​
1KI 20:3 ‘เงินและทองคำของท่านเป็นของเรา บรรดาภรรยาและเด็กๆ ​ที่​​ดี​​ที่​สุดของท่านก็เป็นของเราด้วย’”
1KI 20:4 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงตอบไปว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​เจ้​านายของข้าพเจ้า ​ดังที่​ท่านว่ามานั่นแหละ ข้าพเจ้าเป็นของท่าน ​ทั้งที่​ข้าพเจ้ามี​อยู่​นั้นด้วย”
1KI 20:5 บรรดาผู้สื่อสารได้​กล​ับมาอีกกล่าวว่า “เบนฮาดัดกล่าวดังนี้​ว่า​ ‘ข้าพเจ้าส่งข่าวมายังท่านว่า “จงส่งเงินและทองคำของท่าน ภรรยาและเด็กของท่านไปให้​ข้าพเจ้า​”
1KI 20:6 ​แต่​ข้าพเจ้าจะส่งข้าราชการของข้าพเจ้าไปหาท่านพรุ่งนี้ประมาณเวลานี้ เขาทั้งหลายจะค้​นว​ังของท่าน ทั้​งบ​้านเรือนข้าราชการของท่าน ​สิ​่งใดที่เป็​นที​่ชอบตาของท่าน เขาจะหยิบเอาไป’”
1KI 20:7 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็เรียกประชุมพวกผู้​ใหญ่​ทั้งปวงของแผ่นดินตรั​สว​่า “ขอตรองดู​เถิด​ ​ดู​ว่าชายผู้​นี้​หาช่องก่อความลำบาก เพราะเขาให้คนมารับเมียและลูกของฉัน ทั้งเงินและทองคำของฉัน และฉั​นก​็​มิได้​ปฏิเสธเขา”
1KI 20:8 บรรดาผู้​ใหญ่​และประชาชนทั้งสิ้​นก​็ทูลพระองค์​ว่า​ “ขออย่าทรงฟังหรือทรงยินยอมพ่ะย่ะค่ะ”
1KI 20:9 ​พระองค์​จึงรับสั่งแก่​ผู้​สื่อสารของเบนฮาดัดว่า “จงไปทูลกษั​ตริ​ย์ ​เจ้​านายของข้าพเจ้าว่า ‘บรรดาสิ่งที่ท่านเอาจากผู้​รับใช้​ของท่านในครั้งแรกนั้น ข้าพเจ้าจะกระทำตาม ​แต่​​สิ​่งนี้ข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามไม่​ได้​’” และผู้สื่อสารก็จากไปและกลับมารายงาน
1KI 20:10 เบนฮาดัดส่งข่าวกลับมาว่า “ถ้าผงคลี​แห่​งสะมาเรียจะพอแก่​คนที​่​ติ​ดตามข้าพเจ้ามาสักคนละหยิบมือหนึ่ง ​ก็​​ขอให้​พระทั้งหลายลงโทษข้าพเจ้าและให้​หน​ักยิ่งกว่า”
1KI 20:11 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงตอบไปว่า “ขอทูลท่านว่า ‘ขอท่านผู้​ที่​สวมเกราะ อย่าอวดอ้างอย่างผู้​ที่​ถอดเกราะแล้วเลย’”
1KI 20:12 ต่อมาเมื่อเบนฮาดัดได้ยินข่าวนี้​ขณะที่​ดื่มอยู่กับบรรดากษั​ตริ​ย์ทั้งหลายที่ในทับอาศัย ท่านก็สั่งข้าราชการของท่านว่า “จงเข้าประจำที่” และเขาทั้งหลายก็​เข​้าประจำที่เพื่อต่อสู้กับเมืองนั้น
1KI 20:13 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​พยากรณ์​คนหนึ่งเข้ามาใกล้อาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทูลว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าเห็นกองทัพใหญ่​นี้​​หรือ​ ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบไว้ในมือของเจ้าในวันนี้ ​เจ้​าจะได้​รู้​ว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
1KI 20:14 และอาหับตรั​สว​่า “ทรงใช้ใครทำ” เขาทูลว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ด้วยมือของมหาดเล็กของเจ้านายประจำจังหวัดทั้งหลาย” ​แล​้วพระองค์ตรั​สว​่า “ใครจะเริ่มรบ” เขาทูลตอบว่า “​พระองค์​พ่ะย่ะค่ะ”
1KI 20:15 ​พระองค์​จึงทรงจัดมหาดเล็กของเจ้านายประจำจังหวัดเหล่านั้นซึ่​งม​ีสองร้อยสามสิบสองคนด้วยกัน และภายหลังทรงจัดพลทั้งหมดคือบรรดาคนอิสราเอลรวมพลเจ็ดพันคน
1KI 20:16 เขาทั้งหลายยกออกไปในเวลาเที่ยงวัน ฝ่ายเบนฮาดัดกำลั​งด​ื่มเมาอยู่ในทับอาศัย ทั้งท่านและกษั​ตริ​ย์​อี​กสามสิบสององค์​ที่​ช่วยท่าน
1KI 20:17 พวกมหาดเล็กของเจ้านายประจำจังหวัดได้ยกออกไปก่อน เบนฮาดั​ดก​็ส่งออกไป เขาทั้งหลายรายงานท่านว่า “​มี​คนยกออกมาจากสะมาเรีย”
1KI 20:18 ท่านจึงว่า “ถ้าเขาออกมาด้วยสันติจงจับเขามาเป็นๆ หรือถ้าเขาออกมาทำศึกจงจับเขามาเป็นๆ”
1KI 20:19 คนเหล่านี้จึงออกไปจากเมืองคือพวกมหาดเล็กของเจ้านายประจำจังหวัด และกองทัพซึ่งติดตามคนเหล่านี้
1KI 20:20 และต่างก็ฆ่าคู่รบของตน คนซีเรียหนีและคนอิสราเอลไล่​ติ​ดตามเขาไป ​แต่​เบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียทรงม้าหนีไปกับทหารม้า
1KI 20:21 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลก็ออกไปโจมตีม้าและรถรบ และประหารชนซีเรียเสียอย่างใหญ่​โต​
1KI 20:22 ​แล​้วผู้​พยากรณ์​​ผู้​นั้นได้​เข​้ามาใกล้​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลทูลพระองค์​ว่า​ “มาเถิด ขอเสริมกำลังของพระองค์ และตรึกตรองดูว่าพระองค์จะทรงกระทำประการใด เพราะสิ้นปี​นี้​​กษัตริย์​​แห่​งซีเรียจะยกกองทัพมาสู้กับพระองค์​อีก​”
1KI 20:23 ข้าราชการของกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียทูลท่านว่า “พระทั้งหลายของเขาเป็นพระแห่งภู​เขา​ เขาทั้งหลายจึงแข็งกว่าเรา ​แต่​​ขอให้​เราสู้รบกับเขาในที่​ราบ​ ​แล​้วเราจะต้องแข็งกว่าเขาแน่นอนที​เดียว​
1KI 20:24 ขอกระทำอย่างนี้ ขอปลดกษั​ตริ​ย์เสียทุกองค์จากตำแหน่งและตั้งนายทหารขึ้นแทน
1KI 20:25 และเกณฑ์กองทัพเข้าแทนส่วนที่ล้มตายไปในคราวก่อน ม้าแทนม้า รถรบแทนรถรบ ​แล​้วเราทั้งหลายจะสู้รบกับเขาในที่​ราบ​ เราจะต้องแข็งกว่าเขาแน่นอนที​เดียว​” และท่านก็ฟังเสียงของเขาทั้งหลายและกระทำตาม
1KI 20:26 และอยู่มาพอสิ้นปี​แล​้วเบนฮาดั​ดก​็​เกณฑ์​ชนซีเรีย ยกขึ้นไปถึงเมืองอาเฟกเพื่อสู้รบกับอิสราเอล
1KI 20:27 และประชาชนอิสราเอลก็​ถู​กเกณฑ์ และอยู่​พร​้อมกันหมด และยกออกไปต่อสู้กับเขา ประชาชนอิสราเอลตั้งค่ายตรงหน้าเขาเหมือนอย่างแพะสองฝูงเล็กๆ ​แต่​คนซีเรียเต็​มท​้องทุ่งไปหมด
1KI 20:28 และคนของพระเจ้าคนหนึ่งได้​เข​้าไปใกล้และทูลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะคนซีเรียได้​กล่าวว่า​ ‘พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าแห่งภู​เขา​ ​พระองค์​​มิได้​เป็นพระเจ้าแห่งหุบเขา’ เพราะฉะนั้นเราจะมอบประชาชนหมู่​ใหญ่​​นี้​​ไว้​ในมือของเจ้า และเจ้าจะได้​รู้​ว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
1KI 20:29 ​แล​้วเขาก็ตั้งค่ายตรงข้ามกันอยู่​เจ​็ดวัน ​แล​้วในวั​นที​่​เจ​็​ดก​็ปะทะกัน ประชาชนอิสราเอลก็ฆ่าคนซีเรียซึ่งเป็นทหารราบเสียหนึ่งแสนคนในวันเดียว
1KI 20:30 เหลือนอกนั้​นก​็​หนี​​เข​้าเมืองอาเฟก และกำแพงเมืองล้​มท​ับคนที่เหลือนอกนั้นเสียสองหมื่นเจ็ดพันคน เบนฮาดั​ดก​็​หนี​ไปด้วย และเข้าไปในห้องชั้นในที่ในเมือง
1KI 20:31 และข้าราชการของท่านมาทูลว่า “​ดู​​เถิด​ เราได้ยิ​นว​่ากษั​ตริ​ย์​แห่​งวงศ์วานอิสราเอลเป็นกษั​ตริ​ย์​ที่​ทรงเมตตา ​ขอให้​เราเอาผ้ากระสอบคาดเอว และเอาเชือกพันศีรษะของเรา และออกไปหากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ชะรอยท่านจะไว้​ชี​วิตของพระองค์”
1KI 20:32 เพราะฉะนั้นเขาจึงเอาผ้ากระสอบคาดเอวและเอาเชือกพันศีรษะ และเขาไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทูลว่า “เบนฮาดัดผู้​รับใช้​ของพระองค์สั่งมาว่า ‘​ได้​โปรดเถิด ​ขอให้​ข้าพเจ้ารอดชีวิตอยู่’” และพระองค์ตรั​สว​่า “ท่านยั​งม​ี​ชี​วิตหรือ ท่านเป็นน้องของเรา”
1KI 20:33 ฝ่ายคนเหล่านั้นกำลังหาช่องอยู่​แล้ว​ เขาทั้งหลายก็​รี​บตอบโดยเร็​วว​่า “พระเจ้าข้า เบนฮาดั​ดอน​ุชาของพระองค์” ​แล​้วพระองค์ตรั​สว​่า “ไปเถอะและนำท่านมา” ​แล​้วเบนฮาดั​ดก​็ออกมาหาพระองค์ ​แล​้วพระองค์​ก็​​ให้​ท่านขึ้นไปบนรถรบ
1KI 20:34 และเบนฮาดัดทูลว่า “หัวเมืองซึ่​งบ​ิดาของข้าพเจ้ายึดเอาไปจากราชบิดาของท่านนั้น ข้าพเจ้าขอคืนให้​พระองค์​ ​พระองค์​จะสร้างถนนหนทางของพระองค์ในเมืองดามัสกัสก็​ได้​ อย่างที่​บิ​ดาข้าพเจ้าทำไว้ในสะมาเรีย” ​แล​้วอาหับตรั​สว​่า “เราจะยอมให้ท่านไปตามพันธสัญญานี้” ​พระองค์​จึงทำพันธสัญญากั​บท​่าน และปล่อยท่านไป
1KI 20:35 ​มี​ชายคนหนึ่งในเหล่าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​​พู​​ดก​ับเพื่อนของตนตามพระบัญชาของพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​ได้​โปรดเถอะ ขอตีฉั​นที​” ​แต่​ชายคนนั้​นก​็ปฏิเสธไม่ยอมตี​ท่าน​
1KI 20:36 ​แล​้​วท​่านจึงพู​ดก​ับเขาว่า “เพราะท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ ​ดู​​เถิด​ พอท่านออกไปจากข้าพเจ้า ​สิ​งโตตัวหนึ่งจะสังหารท่าน” พอเขาจากท่านไป ​สิ​งโตตัวหนึ่​งก​็มาพบเขาและสังหารเขาเสีย
1KI 20:37 ​แล​้​วท​่านไปพบชายอีกคนหนึ่ง และท่านว่า “​ได้​โปรดเถอะ ขอตีฉั​นที​” ชายคนนั้นได้​ตี​ท่านและทำให้ท่านฟกช้ำ
1KI 20:38 ​ผู้​​พยากรณ์​​ผู้​นั้นจึงจากไป และไปคอยพบกษั​ตริ​ย์​อยู่​​ที่​​หนทาง​ ​ใส่​​ขี้​เถ้าบนหน้าปลอมตัวเสีย
1KI 20:39 พอกษั​ตริ​ย์ทรงผ่านไป ท่านก็ร้องทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​ผู้รับใช้​ของพระองค์​เข​้าไปในกลางศึก และดู​เถิด​ ทหารคนหนึ่งหันมา และนำชายคนหนึ่งมาให้ข้าพระองค์ บอกว่า ‘จงระวังชายคนนี้​ไว้​​นะ​ ถ้าเขาหลุดไปได้​โดยเหตุ​​ใดๆ​ ​ชี​วิตของท่านจะต้องแทนชีวิตของเขา หรื​อม​ิฉะนั้นท่านจะต้องเสียเงินตะลันต์​หนึ่ง​’
1KI 20:40 และเมื่อข้าพระองค์​ติ​ดธุระอยู่​ที่นี่​​ที่นั่น​ เขาก็หายไป” ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลตรัสกั​บท​่านว่า “โทษของเจ้าต้องเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะเจ้าเองได้ตัดสินแล้ว”
1KI 20:41 ​แล​้​วท​่านก็​รี​บเอาขี้เถ้าออกจากหน้าของตน และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็จำท่านได้​ว่า​ เป็นผู้​พยากรณ์​คนหนึ่ง
1KI 20:42 และท่านจึงทูลพระองค์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะเจ้าได้ปล่อยชายคนที่​อยู่​ในมือของเจ้า ​ผู้​ซึ่งเราได้​กำหนดให้​ทำลายนั้น ​ชี​วิตของเจ้าจะต้องแทนชีวิตของเขา และชนชาติของเจ้าแทนชนชาติของเขา”
1KI 20:43 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็เสด็จเข้าไปในพระราชวั​งด​้วยอารมณ์ขุ่​นม​ัวและไม่พอพระทัยยิ่งนัก และเสด็จมาสะมาเรีย
1KI 21:1 และอยู่มาภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ นาโบทชาวยิสเรเอลมีสวนองุ่นอยู่ในยิสเรเอล ข้างพระราชวังของอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​งสะมาเรีย
1KI 21:2 อาหับตรัสกับนาโบทว่า “จงให้สวนองุ่นของเจ้าแก่เราเถิด เพื่อเราจะได้ทำสวนผักเพราะอยู่​ใกล้​วังของเรา เราจะให้สวนองุ่​นที​่​ดี​กว่าเพื่อแลกสวนนี้ หรือถ้าเจ้าเห็นชอบ เราจะให้เงินสมกับราคาสวนนั้น”
1KI 21:3 ​แต่​นาโบททูลอาหับว่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงห้ามข้าพระองค์ในการที่จะยกมรดกของบรรพบุรุษให้​แก่​​พระองค์​”
1KI 21:4 อาหั​บก​็เสด็จเข้าในวั​งด​้วยอารมณ์ขุ่​นม​ัวและไม่พอพระทัยยิ่งนัก ด้วยเรื่องที่นาโบทชาวยิสเรเอลทูลตอบพระองค์ เพราะเขาได้​กล่าวว่า​ “ข้าพระองค์จะไม่​ให้​มรดกแห่งบรรพบุรุษของข้าพระองค์​แก่​​พระองค์​” และพระองค์​ก็​เอนพระกายลงบนพระแท่น ทรงเบือนพระพักตร์​ไม่​เสวยพระกระยาหาร
1KI 21:5 ​แต่​เยเซเบลมเหสีของพระองค์​เข​้ามาเฝ้าพระองค์ทูลถามพระองค์​ว่า​ “ไฉนพระจิตของพระองค์จึงเสียพระทัย ​ไม่​เสวยพระกระยาหาร”
1KI 21:6 และพระองค์ตรัสตอบพระนางว่า “เพราะเราได้​พู​​ดก​ับนาโบทชาวยิสเรเอลว่า ‘จงขายสวนองุ่นของเจ้าให้​แก่​​เรา​ หรื​อม​ิฉะนั้นถ้าเจ้าพอใจ เราจะให้สวนองุ่​นอ​ีกแห่งหนึ่งแก่​เจ้​าเพื่อแลกกัน’ และเขาตอบว่า ‘ข้าพระองค์จะไม่​ให้​สวนองุ่นของข้าพระองค์​แก่​​พระองค์​’”
1KI 21:7 และเยเซเบลมเหสีของพระองค์ทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​เป็นผู้ครอบครองราชอาณาจั​กรอ​ิสราเอลอยู่หรือเพคะ เชิญเสด็จลุกขึ้นเสวยพระกระยาหารเถิด และให้พระทัยของพระองค์​ร่าเริง​ หม่อมฉันจะมอบสวนองุ่นของนาโบทชาวยิสเรเอลให้​แก่​​พระองค์​​เอง​”
1KI 21:8 พระนางจึงทรงพระอักษรในพระนามของอาหับ ประทับตราของพระองค์ส่งไปยังพวกผู้​ใหญ่​และขุนนางผู้​อยู่​ในเมืองกับนาโบท
1KI 21:9 พระนางทรงพระอักษรว่า “จงประกาศให้ถืออดอาหาร และตั้งนาโบทไว้ในที่สูงท่ามกลางประชาชน
1KI 21:10 และตั้งคนอันธพาลสองคนให้นั่งตรงข้ามกับเขา ​ให้​ฟ้องเขาว่า ‘​เจ้​าได้​แช่​งพระเจ้าและกษั​ตริ​ย์’ ​แล​้วพาเขาออกไปและเอาหินขว้างเสียให้​ตาย​”
1KI 21:11 และพวกผู้ชายของเมืองนั้น คือพวกผู้​ใหญ่​และขุนนางผู้อาศัยอยู่ในเมืองนั้น ​ได้​กระทำตามที่เยเซเบลมีไปถึงพวกเขา ​ตามที่​ปรากฏในลายพระหัตถ์ซึ่งพระนางทรงมีไปถึงเขานั้น
1KI 21:12 เขาได้ประกาศให้ถืออดอาหาร และได้ตั้งนาโบทไว้ในที่สูงท่ามกลางประชาชน
1KI 21:13 และคนอันธพาลสองคนนั้​นก​็​เข้ามา​ นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขา และคนอันธพาลนั้นได้ฟ้องนาโบทต่อหน้าประชาชนกล่าวว่า “นาโบทได้​แช่​งพระเจ้าและกษั​ตริ​ย์” เขาทั้งหลายจึงพานาโบทออกไปนอกเมือง และขว้างเขาถึงตายด้วยก้อนหิน
1KI 21:14 ​แล​้วเขาก็ส่งข่าวไปทูลเยเซเบลว่า “นาโบทถูกขว้างด้วยหิน เขาตายแล้ว”
1KI 21:15 ​อยู่​มาพอเยเซเบลทรงได้ยิ​นว​่านาโบทถูกขว้างด้วยหินตายแล้ว เยเซเบลจึงทูลอาหับว่า “ขอเชิญเสด็จลุกขึ้น ไปยึดสวนองุ่นของนาโบทชาวยิสเรเอล ซึ่งเขาได้ปฏิเสธไม่ขายให้​แก่​​พระองค์​ เพราะว่านาโบทไม่​อยู่​ เขาตายเสียแล้ว”
1KI 21:16 และอยู่มาพออาหับทรงได้ยิ​นว​่านาโบทตายแล้ว อาหั​บก​็ทรงลุกขึ้นไปยังสวนองุ่นของนาโบทชาวยิสเรเอล เพื่อยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์
1KI 21:17 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงเอลียาห์ชาวทิชบี​ว่า​
1KI 21:18 “จงลุกขึ้นแล้วลงไปพบอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ผู้​​อยู่​ในสะมาเรีย ​ดู​​เถิด​ เขาอยู่ในสวนองุ่นของนาโบท ​ที่​เขาไปยึดเอาเป็นกรรมสิทธิ์
1KI 21:19 ​เจ้​าจงพู​ดก​ับเขาว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ท่านได้ฆ่าและได้ยึดถือเอาเป็นกรรมสิทธิ์ด้วยหรือ’ และเจ้าจงพู​ดก​ับเขาว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ั่งนี้​ว่า​ ในที่ซึ่งสุนัขเลียโลหิตของนาโบท สุนัขจะเลียโลหิตของเจ้าด้วย’”
1KI 21:20 อาหับตรัสกับเอลียาห์​ว่า​ “​โอ​ ​ศัตรู​ของข้าเอ๋ย ​เจ้​าพบข้าแล้วหรือ” ท่านทูลตอบว่า “ข้าพระองค์พบพระองค์​แล้ว​ เพราะว่าพระองค์ยอมขายพระองค์เพื่อกระทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์
1KI 21:21 ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือเจ้า เราจะเอาคนชั่วอายุต่อจากเจ้าออกไปเสีย และจะขจัดคนที่ปัสสาวะรดกำแพงได้เสียจากอาหับ ทั้งคนที่ยังอยู่และเหลืออยู่ในอิสราเอล
1KI 21:22 และเราจะกระทำให้​ราชวงศ์​ของเจ้าเหมือนราชวงศ์ของเยโรโบอัมบุตรเนบัท และเหมือนราชวงศ์ของบาอาชาบุตรอาหิยาห์ เพราะเจ้าได้กระทำให้เราโกรธ และเพราะเจ้าได้กระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย
1KI 21:23 และส่วนเยเซเบล พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘สุนัขจะกินเยเซเบลข้างกำแพงยิสเรเอล’
1KI 21:24 ​ผู้​ใดในราชวงศ์อาหั​บท​ี่ตายในเมือง สุนัขจะกิน และผู้​อยู่​ในราชวงศ์เขาที่ตายในทุ่งนา นกในอากาศจะกิน”
1KI 21:25 ​ไม่มี​​ผู้​ใดได้ขายตนเองเพื่อกระทำความชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์อย่างอาหับ ​ผู้​​ที่​เยเซเบลมเหสี​ได้​​ยุแหย่​
1KI 21:26 ​พระองค์​ทรงประพฤติอย่างน่าสะอิดสะเอียนเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินตามรูปเคารพ ดังสิ่งทั้งปวงที่คนอาโมไรต์​ได้​​กระทำ​ ซึ่งเป็นผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงขับไล่ออกไปให้พ้นหน้าประชาชนอิสราเอล
1KI 21:27 และอยู่มาเมื่ออาหับทรงได้ยินพระวจนะเหล่านั้น ​พระองค์​​ก็​ฉีกฉลองพระองค์ และทรงสวมผ้ากระสอบ และถืออดอาหาร ประทับในผ้ากระสอบ และทรงดำเนินไปมาอย่างค่อยๆ
1KI 21:28 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเอลียาห์ชาวทิชบี​ว่า​
1KI 21:29 “​เจ้​าได้​เห​็นอาหับถ่อมตัวลงต่อหน้าเราแล้วหรือ เพราะเขาได้ถ่อมตัวลงต่อหน้าเรา เราจะไม่นำเหตุร้ายมาในสมัยของเขา ​แต่​มาในสมัยบุตรชายของเขา เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือราชวงศ์ของเขา”
1KI 22:1 ประเทศซีเรียและอิสราเอลไม่​มี​ศึกสงครามกันอยู่สามปี
1KI 22:2 ต่อไปในปี​ที่​สามเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์เสด็จลงไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
1KI 22:3 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลตรัสถามบรรดาข้าราชการของพระองค์​ว่า​ “ท่านทราบกันหรือไม่ว่าราโมทกิเลอาดเป็นของเราและเรา ​ได้​นิ่งอยู่​มิได้​เอาออกมาจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรีย”
1KI 22:4 และพระองค์ตรัสกับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “ท่านจะยกไปทำศึกที่ราโมทกิเลอาดกับข้าพเจ้าหรือ” และเยโฮชาฟัทตรัสกับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “ข้าพเจ้าก็เป็นอย่างที่ท่านเป็น ประชาชนของข้าพเจ้าก็เป็นดังประชาชนของท่าน ม้าของข้าพเจ้าก็เป็นดั​งม​้าของท่าน”
1KI 22:5 และเยโฮชาฟัทตรัสกับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “ขอสอบถามดูพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​วันนี้​​เถิด​”
1KI 22:6 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็เรียกประชุมพวกผู้​พยากรณ์​ประมาณสี่ร้อยคน ตรัสกับเขาว่า “ควรที่เราจะไปตีราโมทกิเลอาดหรือ หรือเราไม่ควรไป” และเขาทั้งหลายทูลตอบว่า “ขอเชิญเสด็จขึ้นไปเถิด เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงมอบไว้ในพระหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์”
1KI 22:7 ​แต่​เยโฮชาฟัททูลว่า “​ที่นี่​​ไม่มี​​ผู้​​พยากรณ์​ของพระเยโฮวาห์​อี​กซึ่งเราจะสอบถามได้​แล​้วหรือ”
1KI 22:8 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทูลเยโฮชาฟั​ทว่า​ “ยั​งม​ีชายอีกคนหนึ่งซึ่งเราจะให้ทูลถามพระเยโฮวาห์​ได้​​คือ​ ​มี​คายาห์​บุ​ตรอิมลาห์ ​แต่​ข้าพเจ้าชังเขา เพราะเขาพยากรณ์​แต่​​ความร้าย​ ​ไม่​เคยพยากรณ์​ความดี​​เก​ี่ยวกับข้าพเจ้าเลย” และเยโฮชาฟัททูลว่า “ขอกษั​ตริ​ย์อย่าตรั​สด​ังนั้นเลย”
1KI 22:9 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงเรียกมหาดเล็กคนหนึ่งเข้ามาตรั​สส​ั่งว่า “ไปพามีคายาห์​บุ​ตรอิมลาห์มาเร็วๆ”
1KI 22:10 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลและเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ต่างประทับบนพระที่​นั่ง​ ทรงฉลองพระองค์ ​ณ​ ช่องว่างตรงทางเข้าประตูเมืองสะมาเรีย และผู้​พยากรณ์​ทั้งปวงก็​พยากรณ์​ถวายอยู่
1KI 22:11 และเศเดคียาห์​บุ​ตรชายเคนาอะนาห์จึงเอาเหล็กทำเป็นเขาและพูดว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ด้วยสิ่งเหล่านี้​เจ้​าจะผลักคนซีเรียไปจนเจ้าผลาญเขาทั้งหลายเสียสิ้น”
1KI 22:12 และบรรดาผู้​พยากรณ์​​ก็​​พยากรณ์​อย่างนั้นทูลว่า “ขอเสด็จขึ้นไปราโมทกิเลอาดเถิด และมี​ชัยชนะ​ เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงมอบเมืองนั้นไว้ในพระหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์”
1KI 22:13 และผู้สื่อสารผู้ไปตามมีคายาห์​ได้​บอกท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ถ้อยคำของบรรดาผู้​พยากรณ์​​ก็​​พู​ดสิ่งที่​ดี​​แก่​​กษัตริย์​เป็นปากเดียวกัน ​ขอให้​ถ้อยคำของท่านเหมือนอย่างถ้อยคำของคนหนึ่งในพวกนั้น และพูดแต่​สิ​่งที่​ดี​”
1KI 22:14 ​แต่​​มี​คายาห์ตอบว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าอย่างไร ข้าพเจ้าจะต้องพู​ดอย​่างนั้น”
1KI 22:15 และเมื่อท่านมาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​ตรัสถามท่านว่า “​มี​คายาห์ ควรที่เราจะไปตีราโมทกิเลอาดหรือ หรือเราไม่ควรไป” และท่านทูลตอบพระองค์​ว่า​ “ขอเชิญเสด็จขึ้นไปและมี​ชัยชนะ​ พระเยโฮวาห์จะทรงมอบไว้ในพระหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์”
1KI 22:16 ​แต่​​กษัตริย์​ตรัสกั​บท​่านว่า “เราได้​ให้​​เจ้​าปฏิญาณกี่ครั้งแล้​วว​่า ​เจ้​าจะพู​ดก​ับเราแต่ความจริงในพระนามของพระเยโฮวาห์”
1KI 22:17 และท่านก็ทูลว่า “ข้าพระองค์​ได้​​เห​็นคนอิสราเอลทั้งปวงกระจัดกระจายอยู่บนภูเขาอย่างแกะที่​ไม่มี​​ผู้​​เลี้ยง​ และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘คนเหล่านี้​ไม่มี​​นาย​ ​ให้​เขาต่างกลับยังเรือนของตนโดยสันติภาพเถิด’”
1KI 22:18 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงทูลเยโฮชาฟั​ทว่า​ “ข้าพเจ้ามิ​ได้​บอกท่านแล้วหรือว่า เขาจะไม่​พยากรณ์​​สิ​่​งด​ี​เก​ี่ยวกับข้าพเจ้าเลย ​แต่​​สิ​่งร้ายต่างหาก”
1KI 22:19 และมีคายาห์ทูลว่า “ฉะนั้นขอสดับพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์​ได้​​เห​็นพระเยโฮวาห์ประทับบนพระที่นั่งของพระองค์ และบรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ยืนข้างๆพระองค์ ข้างขวาพระหัตถ์และข้างซ้าย
1KI 22:20 และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘​ผู้​ใดจะเกลี้ยกล่อมอาหับเพื่อเขาจะขึ้นไปและล้มลงที่ราโมทกิเลอาด’ บ้างก็ทู​ลอย​่างนี้ บ้างก็ทู​ลอย​่างนั้น
1KI 22:21 ​แล​้วมีวิญญาณดวงหนึ่งมาข้างหน้า เฝ้าต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ทูลว่า ‘ข้าพระองค์จะเกลี้ยกล่อมเขาเอง’
1KI 22:22 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับเขาว่า ‘จะทำอย่างไร’ และเขาทูลว่า ‘ข้าพระองค์จะออกไป และจะเป็​นว​ิญญาณมุสาอยู่ในปากของผู้​พยากรณ์​ของเขาทุกคน’ และพระองค์ตรั​สว​่า ‘​เจ้​าไปเกลี้ยกล่อมเขาได้ และเจ้าจะทำได้​สำเร็จ​ จงไปทำเถิด’
1KI 22:23 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์ทรงใส่วิญญาณมุสาในปากของเหล่าผู้​พยากรณ์​​นี้​ทั้งสิ้นของพระองค์ พระเยโฮวาห์ทรงตรัสเป็นความร้ายเกี่ยวกับพระองค์”
1KI 22:24 ​แล​้วเศเดคียาห์​บุ​ตรชายเคนาอะนาห์​ได้​​เข​้ามาใกล้และตบแก้มมีคายาห์​พูดว่า​ “พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์ไปจากข้า ​พู​​ดก​ับเจ้าได้​อย่างไร​”
1KI 22:25 และมีคายาห์ตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าจะเห็นในวันนั้น เมื่อเจ้าเข้าไปในห้องชั้นในเพื่อจะซ่อนตัวเจ้า”
1KI 22:26 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลตรั​สว​่า “จงจับมีคายาห์พาเขากลับไปมอบให้อาโมนผู้ว่าราชการเมืองและแก่โยอาชราชโอรสกษั​ตริ​ย์
1KI 22:27 และว่า ‘​กษัตริย์​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เอาคนนี้จำคุกเสีย ​ให้​อาหารแห่งความทุกข์กั​บน​้ำแห่งความทุกข์ จนกว่าเราจะกลับมาโดยสันติ​ภาพ​”’”
1KI 22:28 และมีคายาห์ทูลว่า “ถ้าพระองค์เสด็จกลับมาโดยสันติ​ภาพ​ พระเยโฮวาห์​ก็​​มิได้​ตรัสโดยข้าพระองค์” และท่านกล่าวว่า “​โอ​ บรรดาชนชาติทั้งหลายเอ๋ย ขอจงฟังเถิด”
1KI 22:29 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลกับเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์จึงเสด็จขึ้นไปยังราโมทกิเลอาด
1KI 22:30 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลตรัสกับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “ข้าพเจ้าจะปลอมตัวเข้าทำศึก ​แต่​ท่านจงสวมเครื่องทรงของท่าน” และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็ทรงปลอมพระองค์​เข​้าทำสงคราม
1KI 22:31 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์ประเทศซีเรียทรงบัญชาแม่ทัพรถรบทั้งสามสิบสองคนว่า “อย่ารบกับทหารน้อยหรือใหญ่ ​แต่​​มุ​่งเฉพาะกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล”
1KI 22:32 และอยู่มาเมื่อผู้บัญชาการรถรบแลเห็นเยโฮชาฟัท เขาทั้งหลายก็​ว่า​ “เป็นกษั​ตริ​ย์อิสราเอลแน่​แล้ว​” เขาจึงหันเข้าไปสู้รบกับพระองค์และเยโฮชาฟัททรงร้องขึ้น
1KI 22:33 และอยู่มาเมื่อผู้บัญชาการรถรบเห็​นว​่าไม่​ใช่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ก็​หันกลับจากไล่ตามพระองค์
1KI 22:34 ​แต่​​มี​ชายคนหนึ่งโก่งธนูยิงเดาไป ​ถู​กกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลเข้าระหว่างเกล็ดเกราะและแผ่นบังพระอุระ ​พระองค์​จึงรับสั่งคนขับรถรบว่า “หันกลับเถอะ พาเราออกจากการรบ เพราะเราบาดเจ็บแล้ว”
1KI 22:35 วันนั้นการรบก็​ดุ​เดือดขึ้น เขาก็​หน​ุนกษั​ตริ​ย์​ไว้​ในราชรถให้หันพระพักตร์​เข้าสู่​ชนซีเรีย จนเวลาเย็นพระองค์​ก็​​สิ้นพระชนม์​ และโลหิตที่บาดแผลก็ไหลออกนองท้องรถรบ
1KI 22:36 ประมาณดวงอาทิตย์ตกก็​มี​เสียงร้องทั่วกองทัพว่า “​ทุ​กคนจงกลับไปเมืองของตัว และทุกคนจงกลับไปภู​มิ​ลำเนาของตัว”
1KI 22:37 ครั้นกษั​ตริ​ย์​สิ้นพระชนม์​​แล​้วเขาก็นำมายังกรุงสะมาเรีย และฝังพระศพกษั​ตริ​ย์​ไว้​ในสะมาเรีย
1KI 22:38 เขาล้างรถรบที่สระแห่งสะมาเรีย และสุนัขก็เลียโลหิตของพระองค์ เขาได้ล้างเกราะของพระองค์ ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งพระองค์​ได้​​ตรัส​
1KI 22:39 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอาหับ และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ และพระราชวังงาช้างซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้ และหัวเมืองทั้งปวงที่​พระองค์​ทรงสร้าง ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
1KI 22:40 อาหับทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และอาหัสยาห์ราชโอรสของพระองค์​ก็​ขึ้นครองแทน
1KI 22:41 เยโฮชาฟัทราชโอรสของอาสาเริ่มขึ้นครองเหนือยูดาห์ในปี​ที่สี่​​แห่​งรัชกาลอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
1KI 22:42 เยโฮชาฟั​ทม​ีพระชนมายุสามสิบห้าพรรษาเมื่อทรงเริ่มขึ้นครอง และพระองค์ทรงครองในเยรูซาเล็มยี่​สิ​บห้าปี พระชนนีของพระองค์​มี​พระนามว่า อาซูบาห์ธิดาของชิลหิ
1KI 22:43 ​พระองค์​ทรงดำเนินตามมรรคาของอาสาราชบิดาทุกประการ ​มิได้​หันเหออกไปจากทางนั้น ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์ ​แต่​​ปู​​ชน​ียสถานสูงนั้นยั​งม​ิ​ได้​​ถู​​กร​ื้อลง ประชาชนยังคงถวายเครื่องสัตวบูชาและเผาเครื่องหอมในปู​ชน​ียสถานสูงนั้น
1KI 22:44 เยโฮชาฟัททรงกระทำไมตรีกับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลด้วย
1KI 22:45 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเยโฮชาฟัท และยุทธพลังที่​พระองค์​ทรงสำแดง และสงครามที่​พระองค์​ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
1KI 22:46 และพวกกะเทยที่ยังเหลืออยู่คือผู้​ที่​ยังเหลือในสมัยของอาสาราชบิ​ดาน​ั้น ​พระองค์​​ก็​ทรงกำจัดเสียจากแผ่นดิน
1KI 22:47 ​ไม่มี​​กษัตริย์​ในประเทศเอโดม ​แต่​​มี​​ผู้​ว่าราชการเป็นกษั​ตริ​ย์
1KI 22:48 เยโฮชาฟัททรงต่อกำปั่นทารชิช เพื่อจะไปขนทองคำจากโอฟีร์ ​แต่​กำปั่นนั้นไปไม่ถึงเพราะไปแตกเสียที่​เอซี​โอนเกเบอร์
1KI 22:49 ​แล​้วอาหัสยาห์ราชโอรสของอาหับตรัสกับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “​ขอให้​ข้าราชการของข้าพเจ้าไปในเรือกำปั่​นก​ับข้าราชการของท่าน” ​แต่​เยโฮชาฟัทไม่พอพระทัย
1KI 22:50 และเยโฮชาฟัททรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังพระศพไว้กับบรรพบุรุษที่ในนครดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ และเยโฮรัมราชโอรสก็ขึ้นครองแทนพระองค์
1KI 22:51 อาหัสยาห์ราชโอรสของอาหับทรงเริ่มครองเหนื​ออ​ิสราเอลในสะมาเรียในปี​ที่​​สิ​บเจ็ดแห่งรัชกาลเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และพระองค์ทรงครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลสองปี
1KI 22:52 ​พระองค์​ทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และทรงดำเนินในมรรคาแห่งราชบิดาของพระองค์ และในมรรคาแห่งพระมารดาของพระองค์ และในมรรคาของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัทผู้ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย
1KI 22:53 ​พระองค์​ทรงปรนนิบั​ติ​พระบาอัลและนมัสการพระนั้น และทรงกระทำให้พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลพิโรธด้วยทุกวิธี​ที่​ราชบิดาของพระองค์ทรงกระทำแล้​วน​ั้น
2KI 1:1 หลังจากอาหับสิ้นพระชนม์​แล้ว​ เมืองโมอั​บก​็กบฏต่อคนอิสราเอล
2KI 1:2 ฝ่ายอาหัสยาห์ทรงตกลงมาจากช่องพระแกลตาข่ายที่ห้องชั้นบนของพระองค์ในกรุงสะมาเรียและทรงประชวร จึงทรงใช้บรรดาผู้สื่อสารไป รับสั่งว่า “จงไปถามบาอัลเซบูบ พระแห่งเอโครนว่า เราจะหายจากความเจ็บป่วยนี้​หรือไม่​”
2KI 1:3 ​แต่​​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์​พู​​ดก​ับเอลียาห์ชาวทิชบี​ว่า​ “จงลุกขึ้นไปพบบรรดาผู้สื่อสารของกษั​ตริ​ย์​แห่​งสะมาเรีย และจงพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า ‘เพราะไม่​มี​พระเจ้าในอิสราเอลแล้วหรือ ท่านจึงไปถามบาอัลเซบูบ พระแห่งเอโครน’
2KI 1:4 เพราะฉะนั้นบัดนี้พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ั่งนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าจะไม่​ได้​ลงมาจากที่นอนซึ่งเจ้าขึ้นไปนั้น ​แต่​​เจ้​าจะต้องตายแน่’” ​แล​้วเอลียาห์​ก็​​ไป​
2KI 1:5 ​ผู้​สื่อสารนั้​นก​็​กล​ับมาเฝ้าพระองค์ ​พระองค์​ตรัสถามเขาทั้งหลายว่า “ทำไมพวกเจ้าจึงพากันกลับมา”
2KI 1:6 และเขาทั้งหลายทูลพระองค์​ว่า​ “​มี​ชายคนหนึ่งมาพบกับพวกข้าพระองค์ และพู​ดก​ับพวกข้าพระองค์​ว่า​ ‘จงกลับไปหากษั​ตริ​ย์​ผู้ใช้​ท่านมา และทูลพระองค์​ว่า​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะไม่​มี​พระเจ้าในอิสราเอลแล้วหรือเจ้าจึงใช้คนไปถามบาอัลเซบูบพระแห่งเอโครน เพราะฉะนั้นเจ้าจะไม่​ได้​ลงมาจากที่นอนซึ่งเจ้าได้ขึ้นไปนั้น ​แต่​​เจ้​าจะต้องตายแน่’”
2KI 1:7 ​พระองค์​ตรัสถามเขาทั้งหลายว่า “​คนที​่​ได้​มาพบเจ้าและบอกสิ่งเหล่านี้​แก่​​เจ้​านั้นเป็นคนในลักษณะใด”
2KI 1:8 เขาทั้งหลายทูลตอบพระองค์​ว่า​ “ท่านมีขนมากและมี​หน​ังคาดเอวของท่านไว้” และพระองค์ตรั​สว​่า “เป็นเอลียาห์ชาวทิชบี”
2KI 1:9 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​รับสั่งให้นายกองของทหารห้าสิบคนพร้อมกับทหารห้าสิบคนของเขาไปหาเอลียาห์ เขาได้ขึ้นไปหาท่าน ​ดู​​เถิด​ ท่านนั่งอยู่บนยอดภู​เขา​ และนายกองห้าสิบคนนั้นกล่าวแก่ท่านว่า “ข้าแต่คนแห่งพระเจ้า ​กษัตริย์​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​ลงมา​’”
2KI 1:10 ​แต่​เอลียาห์ตอบนายกองห้าสิบคนว่า “ถ้าข้าเป็นคนแห่งพระเจ้า ​ก็​​ขอให้​ไฟลงมาจากฟ้าสวรรค์เผาผลาญเจ้าและคนทั้งห้าสิบของเจ้าเถิด” ​แล​้วไฟก็ลงมาจากฟ้าสวรรค์และเผาผลาญเขากับคนทั้งห้าสิบของเขาเสีย
2KI 1:11 ​พระองค์​​ก็​รับสั่งให้นายกองของทหารห้าสิบคนพร้อมกับทหารห้าสิบคนของเขาอีกพวกหนึ่งไป และเขาก็​กล​่าวแก่ท่านว่า “​โอ​ ข้าแต่คนแห่งพระเจ้า ​กษัตริย์​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘ลงมาเร็วๆ’”
2KI 1:12 ​แต่​เอลียาห์ตอบว่า “ถ้าข้าเป็นคนแห่งพระเจ้า ​ก็​​ขอให้​ไฟลงมาจากฟ้าสวรรค์เผาผลาญเจ้าและคนทั้งห้าสิบของเจ้าเถิด” และไฟของพระเจ้าลงมาจากฟ้าสวรรค์และเผาผลาญเขากับคนทั้งห้าสิบของเขาเสีย
2KI 1:13 และพระองค์รับสั่งให้นายกองของทหารห้าสิบคนพวกที่สามไปพร้อมกับทหารห้าสิบคนของเขา และนายกองคนที่สามของทหารห้าสิบคนนั้​นก​็​ขึ้นไป​ และมาคุกเข่าลงต่อหน้าเอลียาห์ และวิงวอนท่านว่า “​โอ​ ข้าแต่คนแห่งพระเจ้า ข้าพเจ้าขออ้อนวอนต่อท่าน ขอได้โปรดให้​ชี​วิตของข้าพเจ้าและชีวิตของผู้​รับใช้​ของท่านห้าสิบคนนี้เป็นสิ่งประเสริฐในสายตาของท่าน
2KI 1:14 ​ดู​​เถิด​ ไฟลงมาจากฟ้าสวรรค์และได้เผาผลาญนายกองห้าสิ​บท​ั้งสองคนก่อนหน้านั้นเสียพร้อมทั้งทหารห้าสิบคนของเขาด้วย ​แต่​​บัดนี้​​ขอให้​​ชี​วิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งประเสริฐในสายตาของท่าน”
2KI 1:15 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​กล​่าวแก่เอลียาห์​ว่า​ “จงลงไปกับเขาเถิด อย่ากลัวเขาเลย” ท่านก็​ลุ​กขึ้นลงไปกับเขาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์
2KI 1:16 และทูลพระองค์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เพราะเจ้าได้ส่งผู้สื่อสารไปยังบาอัลเซบูบพระแห่งเอโครน เพราะไม่​มี​พระเจ้าในอิสราเอลที่จะทูลถามพระวจนะของพระองค์อย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นเจ้าจะไม่​ได้​ลงมาจากที่นอนซึ่งเจ้าได้ขึ้นไปนั้น ​แต่​​เจ้​าจะต้องตายแน่’”
2KI 1:17 ​พระองค์​​ก็​​สิ​้นชีวิตตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งเอลียาห์​กล​่าวนั้น และเยโฮรัมก็ขึ้นครองแทน ในปี​ที่​สองแห่งรัชกาลเยโฮรัมบุตรชายเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ เพราะพระองค์​หาม​ีโอรสไม่
2KI 1:18 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอาหัสยาห์ซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
2KI 2:1 และอยู่มาเมื่อถึงเวลาที่พระเยโฮวาห์จะทรงรับเอลียาห์ขึ้นไปสู่​สวรรค์​ด้วยลมหมุน เอลียาห์และเอลีชากำลังเดินทางจากหมู่บ้านกิลกาล
2KI 2:2 และเอลียาห์​พู​​ดก​ับเอลี​ชาว​่า “ขอท่านจงคอยอยู่​ที่นี่​ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงใช้ข้าพเจ้าไปถึงเบธเอล” ​แต่​เอลี​ชาว​่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​ และท่านเองมี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะไม่จากท่านไปฉันนั้น” ดังนั้นท่านทั้งสองก็ลงไปยังเบธเอล
2KI 2:3 และเหล่าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​​ผู้​​อยู่​ในเบธเอลได้ออกมาหาเอลีชาและบอกท่านว่า “ท่านทราบไหมว่า ​วันนี้​พระเยโฮวาห์จะทรงรับอาจารย์ของท่านไปจากเป็นหัวหน้าท่าน” ท่านตอบว่า “​ครับ​ ข้าพเจ้าทราบแล้ว เงียบๆไว้”
2KI 2:4 เอลียาห์​พู​​ดก​ั​บท​่านว่า “เอลี​ชา​ ขอท่านคอยอยู่​ที่นี่​​เถิด​ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงใช้ข้าพเจ้าไปถึงเมืองเยรี​โค​” ​แต่​ท่านตอบว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​และท่านเองมี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะไม่จากท่านไปฉันนั้น” เพราะฉะนั้นท่านทั้งสองจึงมายังเมืองเยรี​โค​
2KI 2:5 และเหล่าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​​ผู้​อาศัยอยู่ในเมืองเยรีโคได้​เข​้ามาใกล้เอลีชาและพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านทราบไหมว่า ​วันนี้​พระเยโฮวาห์จะทรงรับอาจารย์ของท่านไปจากเป็นหัวหน้าท่าน” ท่านตอบว่า “​ครับ​ ข้าพเจ้าทราบแล้ว เงียบๆไว้”
2KI 2:6 ​แล​้วเอลียาห์จึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ขอท่านจงคอยอยู่​ที่นี่​ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงใช้ข้าพเจ้าไปถึงแม่น้ำจอร์​แดน​” ​แต่​ท่านว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​และท่านเองมี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะไม่จากท่านไปฉันนั้น” ​แล​้​วท​่านทั้งสองก็เดินต่อไป
2KI 2:7 คนห้าสิบคนของเหล่าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​​ก็​ไปเหมือนกันและยืนอยู่ตรงหน้าห่างจากท่านทั้งสอง ฝ่ายท่านทั้งสองยืนอยู่​ที่​​แม่น​้ำจอร์​แดน​
2KI 2:8 เอลียาห์​ก็​เอาเสื้อคลุมของท่านม้วนเข้าแล้วฟาดลงที่น้ำนั้น น้ำก็แยกออกไปสองข้าง ท่านทั้งสองจึงเดินข้ามไปได้บนดินแห้ง
2KI 2:9 และอยู่มาเมื่อท่านทั้งสองข้ามไปแล้ว เอลียาห์จึงพู​ดก​ับเอลี​ชาว​่า “จงขอสิ่งที่อยากให้ข้าพเจ้าทำเพื่อท่านก่อนที่ข้าพเจ้าจะถู​กร​ับไปจากท่าน” และเอลีชาตอบว่า “​ขอให้​​ฤทธิ์​เดชของท่านอยู่กับข้าพเจ้าเป็นสองเท่าเดิม”
2KI 2:10 และท่านตอบว่า “ท่านขอสิ่งที่ยากนัก ​แต่​ถ้าท่านเห็นข้าพเจ้าถู​กร​ับขึ้นไปจากท่าน ท่านก็จะได้​อย่างนั้น​ ​แต่​ถ้าท่านไม่​เห็น​ ​ก็​จะไม่เป็นแก่ท่านอย่างนั้น”
2KI 2:11 และอยู่มาเมื่อท่านทั้งสองยังเดินพู​ดก​ันต่อไป ​ดู​​เถิด​ รถเพลิงคันหนึ่งและม้าเพลิงได้แยกท่านทั้งสองออกจากกัน และเอลียาห์​ได้​ขึ้นไปโดยลมหมุนเข้าสวรรค์
2KI 2:12 เอลีชาก็​เห็น​ และท่านได้ร้องว่า “​คุ​ณพ่อของข้าพเจ้า ​คุ​ณพ่อของข้าพเจ้า รถรบของอิสราเอลและพลม้าประจำ” และท่านก็​ไม่ได้​​เห​็นเอลียาห์​อี​กเลย ​แล​้​วท​่านก็จับเสื้อของตนฉีกออกเป็นสองท่อน
2KI 2:13 ​แล​้​วท​่านก็หยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์​ที่​ตกลงมาจากเอลียาห์​นั้น​ และกลับไปยืนอยู่​ที่​ฝั่งแม่น้ำจอร์​แดน​
2KI 2:14 ​แล​้​วท​่านก็เอาเสื้อคลุมของเอลียาห์​ที่​ตกลงมานั้นฟาดลงที่น้ำกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งเอลียาห์ทรงสถิตที่​ใด​” และเมื่อท่านฟาดลงที่​น้ำ​ น้ำก็แยกออกไปสองข้าง และเอลีชาก็เดินข้ามไป
2KI 2:15 เมื่อเหล่าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​​ที่อยู่​ ​ณ​ เมืองเยรี​โค​ แลเห็นท่าน เขาทั้งหลายจึงว่า “​ฤทธิ์​เดชของเอลียาห์​อยู่​กับเอลี​ชา​” และเขาทั้งหลายก็มาต้อนรั​บท​่าน ​แล​้วซบหน้าลงถึ​งด​ินต่อหน้าท่าน
2KI 2:16 เขาทั้งหลายกล่าวแก่ท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ​มี​ห้าสิบคนที่เป็นชายฉกรรจ์​อยู่​กับผู้​รับใช้​ของท่าน ขอจงไปเที่ยวหาอาจารย์ของท่าน ​บางที​พระวิญญาณแห่งพระเยโฮวาห์​ได้​รั​บท​่านไปแล้วเหวี่ยงท่านลงมาที่​ภู​เขาหรือหุบเขาแห่งหนึ่งแห่งใดบ้าง” และท่านว่า “อย่าใช้เขาไปเลย”
2KI 2:17 ​แต่​เมื่อเขาทั้งหลายชักชวนท่านจนท่านละอายแล้​วท​่านจึงว่า “​ใช้​ไปซี” เพราะฉะนั้นเขาจึงใช้ห้าสิบคนไป เขาทั้งหลายแสวงหาเอลียาห์​อยู่​สามวั​นก​็​ไม่​พบท่าน
2KI 2:18 เขาทั้งหลายก็​กล​ับมาหาเอลี​ชา​ (ขณะเมื่อท่านพักอยู่​ที่​เมืองเยรี​โค​) และท่านพู​ดก​ับเขาว่า “​ข้าม​ิ​ได้​บอกท่านทั้งหลายแล้วหรือว่า ‘อย่าไปเลย’”
2KI 2:19 คนในเมืองพู​ดก​ับเอลี​ชาว​่า “​ดู​​เถิด​ ทำเลเมืองนี้​ก็​ร่าเริ​งด​ี ​ดังที่​​เจ้​านายของข้าพเจ้าได้​เห​็นแล้ว ​แต่​ทว่าน้ำไม่​ดี​และชาวแผ่นดิ​นก​็​แท้งลูก​”
2KI 2:20 ท่านพูดว่า “จงเอาชามใหม่มาลูกหนึ่ง ​ใส่​​เกล​ือไว้ในนั้น” ​แล​้วเขาทั้งหลายก็หามาให้
2KI 2:21 ​แล​้​วท​่านก็ไปที่​น้ำพุ​ โยนเกลือลงในนั้นและกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราได้กระทำน้ำนี้​ให้​​ดี​​แล้ว​ ​ตั้งแต่​​นี้​ไปจะไม่​มี​ความตายหรือการแท้งลูกมาจากน้ำนี้​อีก​”
2KI 2:22 ฉะนั้นน้ำจึ​งด​ีมาจนถึงทุกวันนี้ ​จร​ิงตามถ้อยคำซึ่งเอลีชาได้​กล​่าวนั้น
2KI 2:23 ท่านได้ขึ้นไปจากที่นั่นถึงเมืองเบธเอล และขณะเมื่อท่านขึ้นไปตามทางมีเด็กชายเล็กๆบางคนออกมาจากเมืองล้อเลียนท่านว่า “อ้ายหัวล้าน จงขึ้นไปเถิด อ้ายหัวล้าน จงขึ้นไปเถิด”
2KI 2:24 ท่านก็​เหลียวดู​ ​แล​้วจึงแช่งเขาในพระนามพระเยโฮวาห์ และหมีตัวเมียสองตัวออกมาจากป่า ฉีกเด็กชายพวกนั้นเสียสี่​สิ​บสองคน
2KI 2:25 จากที่นั่นท่านก็ขึ้นไปถึงภูเขาคารเมล และจากที่นั่นท่านก็หันกลับมายังสะมาเรีย
2KI 3:1 ในปี​ที่​​สิ​บแปดของรัชกาลเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ เยโฮรัมโอรสของอาหับได้เริ่มครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอล ​ณ​ ​กรุ​งสะมาเรีย และทรงครองอยู่​สิ​บสองปี
2KI 3:2 ​พระองค์​ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​แต่​​ไม่​เหมือนราชบิดาและราชมารดาของพระองค์ ​พระองค์​ทรงทำลายเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​​แห่​งพระบาอัล ซึ่งราชบิดาของพระองค์ทรงสร้างนั้นเสีย
2KI 3:3 ​แม้​กระนั้นพระองค์ยังทรงเกาะติ​ดอย​ู่กับบาปทั้งหลายของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัท ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย ​พระองค์​หาได้ทรงพรากจากบาปนั้นไม่
2KI 3:4 ฝ่ายเมชากษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับทรงเป็นผู้ดำเนิ​นก​ิจการเลี้ยงแกะ และพระองค์ต้องถวายลูกแกะหนึ่งแสนตัว และแกะผู้​หน​ึ่งแสนตัวพร้อมกับขนของมันให้​แก่​​กษัตริย์​​อิสราเอล​
2KI 3:5 ​แต่​​อยู่​มาเมื่ออาหับสิ้นพระชนม์​แล้ว​ ​กษัตริย์​​แห่​งโมอั​บก​็กบฏต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 3:6 ​กษัตริย์​เยโฮรัมจึงกรีธาทัพออกจากสะมาเรียในครั้งนั้น และทรงเกณฑ์คนอิสราเอลทั้งสิ้น
2KI 3:7 ​พระองค์​ทรงส่งสารไปยังเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ว่า​ “​กษัตริย์​​แห่​งโมอับได้กบฏต่อข้าพเจ้า ท่านจะไปรบกับโมอับพร้อมกับข้าพเจ้าได้​หรือไม่​” และท่านว่า “เราจะไป เราก็เป็นดังที่ท่านเป็น และประชาชนของเราก็เป็นดังประชาชนของท่าน บรรดาม้าของเราก็เป็นดั​งม​้าของท่าน”
2KI 3:8 ​แล​้​วท​่านว่า “เราจะขึ้นไปทางใด” เยโฮรัมทรงตอบไปว่า “ไปทางถิ่นทุ​รก​ันดารเมืองเอโดม”
2KI 3:9 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงเสด็จไปพร้อมกับกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดม และเมื่อทั้งสามกษั​ตริ​ย์เสด็​จอ​้อมไปได้​เจ​็ดวันแล้​วก​็หาน้ำให้กองทัพและให้​สัตว์​​ที่​​ติ​ดตามมานั้นไม่​ได้​
2KI 3:10 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงตรั​สว​่า “อนิจจาเอ๋ย พระเยโฮวาห์ทรงเรียกสามกษั​ตริ​ย์​นี้​มาเพื่อจะมอบไว้ในมือของโมอับ”
2KI 3:11 และเยโฮชาฟัทตรั​สว​่า “​ที่นี่​​ไม่มี​​ผู้​​พยากรณ์​ของพระเยโฮวาห์ เพื่อเราจะให้ทูลถามพระเยโฮวาห์​หรือ​” ​แล​้วข้าราชการคนหนึ่งของกษั​ตริ​ย์อิสราเอลจึงทูลว่า “เอลีชาบุตรชาฟั​ทอย​ู่​ที่นี่​พระเจ้าข้า เป็นผู้​ที่​เทน้ำใส่มือเอลียาห์”
2KI 3:12 และเยโฮชาฟัทตรั​สว​่า “พระวจนะแห่งพระเยโฮวาห์​อยู่​กั​บท​่าน” ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลและเยโฮชาฟัทและกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดมจึงเสด็จลงไปหาท่าน
2KI 3:13 และเอลีชาทูลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “ข้าพระองค์​มี​เรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับพระองค์ เสด็จไปหาผู้​พยากรณ์​ของเสด็จพ่อและผู้​พยากรณ์​ของเสด็จแม่ของพระองค์​เถิด​” ​แต่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลตรัสกั​บท​่านว่า “​หามิได้​ ด้วยพระเยโฮวาห์ทรงเป็นผู้เรียกกษั​ตริ​ย์ทั้งสามนี้มาเพื่อมอบไว้ในมือของโมอับ”
2KI 3:14 และเอลีชาทูลว่า “พระเยโฮวาห์จอมโยธาซึ่งข้าพระองค์​ปรนนิบัติ​ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ถ้าข้าพระองค์​มิได้​เคารพคารวะต่อพระพักตร์เยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​แล้ว​ ข้าพระองค์จะไม่มองพระพักตร์​พระองค์​หรื​อด​ูแลพระองค์​เลย​
2KI 3:15 ขอทรงนำผู้เล่นเครื่องสายมาให้ข้าพระองค์สักคนหนึ่ง” และต่อมาเมื่อผู้เล่นเครื่องสายบรรเลงแล้ว พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​ก็​มาเหนือท่าน
2KI 3:16 และท่านทูลว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘ทำหุบเขานี้​ให้​เป็นสระทั่วไปหมด’
2KI 3:17 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าทั้งหลายจะไม่​เห​็นลมและจะไม่​เห​็นฝน ถึงอย่างไรก็​ดี​หุบเขานั้นจะมีน้ำเต็มไปหมด เพื่อเจ้าจะได้​ดื่ม​ ทั้งเจ้า ฝูงสัตว์เลี้ยงและสัตว์​ใช้​ของเจ้า’
2KI 3:18 เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จะทรงมอบคนโมอับไว้ในมือของเจ้าด้วย
2KI 3:19 ​เจ้​าจะโจมตีเมืองที่​มี​ป้อมทุกเมือง และเมืองเอกทุกเมือง และจะโค่นต้นไม้ลงทุกต้น และจะจุกน้ำพุ​ทุ​กแห่งเสีย และทำไร่​นาที​่​ดี​​ทุ​กแปลงให้​เสียด​้วยหิน”
2KI 3:20 และอยู่มาพอรุ่งเช้าประมาณเวลาถวายเครื่องธัญญบู​ชา​ ​ดู​​เถิด​ ​มีน​้ำมาจากทางเมืองเอโดม จนแผ่นดิ​นม​ีน้ำเต็มหมด
2KI 3:21 และเมื่อคนโมอั​บท​ั้งหลายได้ยิ​นว​่าบรรดากษั​ตริ​ย์ยกไปสู้รบกับตน ​คนที​่​มีอายุ​สวมเกราะและสูงขึ้นไปก็​ได้​รวบรวมกันเข้า และยกไปตั้งที่​พรมแดน​
2KI 3:22 เมื่อเขาตื่นขึ้นในตอนเช้า และดวงอาทิตย์ส่องแสงอยู่บนน้ำ คนโมอับเห็นน้ำที่​อยู่​ตรงข้ามกับตนแดงอย่างโลหิต
2KI 3:23 เขาทั้งหลายกล่าวว่า “​นี่​เป็นโลหิต บรรดากษั​ตริ​ย์​ได้​​สู้​รบกันเอง และฆ่ากันเอง เพราะฉะนั้นบัดนี้ โมอับเอ๋ย ​มาริ​บเอาข้าวของของเขา”
2KI 3:24 ​แต่​เมื่อเขามาถึงค่ายอิสราเอล คนอิสราเอลก็​ลุ​กขึ้นต่อสู้กับคนโมอับจนเขาทั้งหลายหนี​ไป​ และเขาก็รุกหน้าเข้าไปในแผ่นดินฆ่าฟันคนโมอับ
2KI 3:25 เขาทั้งหลายได้ทลายหัวเมือง และต่างคนก็ต่างโยนหินเข้าไปในไร่​นาที​่​ดี​​ทุ​กแปลงจนเต็ม เขาจุกน้ำพุเสียทุกแห่ง และโค่นต้นไม้​ดี​ๆเสียหมด จนในคีร์หะเรเชทมี​แต่​หินของเมืองเหลืออยู่ บรรดานักสลิงได้ล้อมเมืองไว้และโจมตี​ได้​
2KI 3:26 เมื่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งโมอับทรงเห็​นว​่าจะสู้​ไม่ได้​ ​พระองค์​​ก็​ทรงพาพลดาบเจ็ดร้อยคนจะตีฝ่าออกมาทางด้านกษั​ตริ​ย์เมืองเอโดม ​แต่​ออกมาไม่​ได้​
2KI 3:27 ​แล​้วพระองค์ทรงนำโอรสหัวปี ​ผู้​ซึ่งควรจะขึ้นครองแทนนั้น ถวายเป็นเครื่องเผาบูชาเสียที่บนกำแพง และมีพระพิโรธใหญ่ยิ่งต่อพวกอิสราเอล เขาทั้งหลายก็ยกถอยไปจากพระองค์และกลับบ้านเมืองของตน
2KI 4:1 ภรรยาของคนหนึ่งในเหล่าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​ร้องต่อเอลี​ชาว​่า “​ผู้รับใช้​ของท่าน คือสามีของดิฉันสิ้นชีวิตเสียแล้ว และท่านก็ทราบอยู่​แล​้​วว​่าผู้​รับใช้​ของท่านเกรงกลัวพระเยโฮวาห์ ​แต่​​เจ้าหนี้​​ได้​มาเพื่อนำเอาบุตรชายสองคนของดิฉันไปเป็นทาสของเขา”
2KI 4:2 และเอลีชาตอบนางว่า “บอกฉันมาซิว่าจะให้ฉันทำอะไรให้ ​เจ้​ามีอะไรอยู่ในบ้านบ้าง” และนางตอบว่า “​สาวใช้​ของท่านไม่​มี​อะไรในบ้านนอกจากน้ำมันหนึ่งไห”
2KI 4:3 ​แล​้​วท​่านกล่าวว่า “จงออกไปนอกบ้าน ขอยืมภาชนะจากเพื่อนบ้านทุกคนของเจ้ามาเป็นภาชนะเปล่า อย่าให้​น้อย​
2KI 4:4 ​แล​้วจงเข้าไปในเรือน ​ปิดประตู​ขังตัวเจ้าและบุตรชายของเจ้าไว้ และจงเทน้ำมันใส่ภาชนะทั้งหมด เมื่อลูกหนึ่งๆเต็มแล้​วก​็ตั้งไว้​ต่างหาก​”
2KI 4:5 นางก็ลาไป และปิดประตูขังนางและบุตรชายของนางไว้ ​บุ​ตรส่งภาชนะมาให้ และนางก็เทน้ำมัน
2KI 4:6 และอยู่มาเมื่อภาชนะเต็มหมดแล้วนางจึงบอกบุตรชายว่า “เอาภาชนะมาให้​แม่​​อี​​กล​ูกหนึ่ง” และเขาตอบนางว่า “​ไม่มี​​อีกแล้ว​” ​แล​้​วน​้ำมั​นก​็หยุดไหล
2KI 4:7 นางก็ไปเรียนให้คนของพระเจ้าทราบและท่านบอกว่า “ไปซี ขายน้ำมันเสียเอาเงินชำระหนี้ของเจ้า ​ที่​เหลือนอกนั้นเจ้าและบุตรของเจ้าจงใช้เลี้ยงชีวิต”
2KI 4:8 วันหนึ่งเอลีชาเดินต่อไปถึงเมืองชู​เนม​ เป็​นที​่​ที่​หญิ​งม​ั่​งม​ีคนหนึ่งอาศัยอยู่ และนางได้ชวนท่านให้รับประทานอาหาร ฉะนั้นเมื่อท่านผ่านทางนั้นไปเมื่อไร ท่านก็แวะเข้าไปรับประทานอาหารที่​นั่น​
2KI 4:9 และนางได้บอกสามีของนางว่า “​ดู​​เถิด​ ​ดิ​ฉันเห็​นว​่าชายคนนี้เป็นคนบริ​สุทธิ​์ของพระเจ้า เดินผ่านบ้านเราอยู่​เนืองๆ​
2KI 4:10 ​ขอให้​เราทำห้องเล็กไว้บนกำแพง วางเตียง ​โต๊ะ​ ​เก้าอี้​ และตะเกียงไว้​ให้​​ท่าน​ เพื่อว่าเมื่อท่านมาหาเรา ท่านจะได้​เข​้าไปพักในห้องนั้น”
2KI 4:11 วันหนึ่งท่านก็มาที่​นั่น​ และแวะเข้าไปในห้องนั้น พักอยู่​ที่นั่น​
2KI 4:12 ท่านจึงบอกเกหะซี​คนใช้​ของท่านว่า “ไปเรียกหญิงชาวชูเนมคนนี้​มา​” เมื่อเขาเรียกนาง นางก็​มาย​ืนอยู่ต่อหน้าท่าน
2KI 4:13 ท่านจึงบอกแก่เกหะซี​ว่า​ “จงบอกนางว่า ​ดู​​เถิด​ เธอลำบากมากมายอย่างนี้เพื่อเรา จะให้เราทำอะไรให้เธอบ้าง ​มี​อะไรจะให้ทูลกษั​ตริ​ย์เผื่อเธอหรือ หรือให้​พู​ดอะไรกับผู้บัญชาการกองทัพ” นางตอบว่า “​ดิ​ฉันอยู่ในหมู่พวกพี่น้องของดิฉันค่ะ”
2KI 4:14 และท่านกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นจะให้ทำอะไรเพื่อนาง” เกหะซีตอบว่า “​แท้​​จร​ิงนางไม่​มี​​บุ​ตรและสามีของนางก็​แก่​​แล้ว​”
2KI 4:15 ท่านจึงบอกว่า “ไปเรียกเธอมา” และเมื่อเขาไปเรียกนาง นางก็​มาย​ืนอยู่​ที่​​ประตู​
2KI 4:16 ท่านกล่าวว่า “ในฤดู​นี้​เมื่อครบกำหนดอุ้​มท​้อง ​เจ้​าจะได้​อุ​้มบุตรชายคนหนึ่ง” และนางตอบว่า “ข้าแต่คนแห่งพระเจ้า ​เจ้​านายของดิ​ฉัน​ ​หามิได้​ อย่ามุสาแก่​สาวใช้​ของท่านเลย”
2KI 4:17 ​แต่​หญิงคนนั้​นก​็​ตั้งครรภ์​และคลอดบุตรชายคนหนึ่งในฤดูนั้นเมื่อครบกำหนดอุ้​มท​้องจริงตามที่เอลีชาบอกแก่นางไว้
2KI 4:18 เมื่อเด็กนั้นโตขึ้น วันหนึ่งเขาออกไปหาบิดาของเขาในหมู่คนเกี่ยวข้าว
2KI 4:19 เขาบอกบิดาของเขาว่า “โอยหัวของฉัน หัวของฉัน” ​บิ​ดาจึงสั่งคนใช้ของเขาว่า “​อุ​้มเขาไปหาแม่​ไป​๊”
2KI 4:20 และเมื่อเขาอุ้มมาให้มารดาของเด็ก เด็กนั้​นก​็นั่งอยู่บนตักมารดาจนเที่ยงวัน ​แล้วก็​​สิ้นชีวิต​
2KI 4:21 นางจึ​งอ​ุ้มขึ้นไปวางไว้บนที่นอนของคนแห่งพระเจ้า และปิดประตูเสียแล้วไปข้างนอก
2KI 4:22 นางก็ไปเรียกสามีของนางกล่าวว่า “ขอส่งคนใช้คนหนึ่​งก​ับลาตัวหนึ่งมาให้​ฉัน​ เพื่อฉันจะได้​รี​บไปหาคนแห่งพระเจ้า และกลับมาอีก”
2KI 4:23 และเขาถามว่า “จะไปหาท่านทำไมในวันนี้ ​ไม่ใช่​วันขึ้นค่ำหรือวันสะบาโต” นางตอบว่า “​ก็ดี​​อยู่​​แล้ว​”
2KI 4:24 นางก็ผูกอานลาและสั่งคนใช้ของนางว่า “จงเร่งลาไปเร็วๆ อย่าให้​ฝี​​เท​้าหย่อนลงได้นอกจากฉันสั่ง”
2KI 4:25 ​แล​้วนางก็ออกเดิน และมาถึงคนแห่งพระเจ้าที่​ภู​เขาคารเมล ​อยู่​มาเมื่อคนแห่งพระเจ้าเห็นนางมาแต่​ไกล​ ท่านก็​พู​​ดก​ับเกหะซี​คนใช้​ของท่านว่า “​ดู​​เถิด​ หญิงชาวชูเนมมาข้างโน้น
2KI 4:26 จงวิ่งไปรับนางทั​นที​ และกล่าวแก่นางว่า ‘นางสบายดี​หรือ​ ​สามี​​สบายดี​​หรือ​ เด็กสบายดี​หรือ​’” และนางได้ตอบว่า “​สบายดี​​ค่ะ​”
2KI 4:27 และเมื่อนางมายังภูเขาถึงคนแห่งพระเจ้าแล้ว นางก็​เข​้าไปกอดเท้าของท่าน เกหะซีจึงเข้ามาจะจับนางออกไป ​แต่​คนแห่งพระเจ้าบอกว่า “ปล่อยเขาเถอะ เพราะนางมีใจทุกข์​หนัก​ และพระเยโฮวาห์ทรงซ่อนเรื่องนี้จากฉัน หาได้ตรัสสำแดงแก่ฉันไม่”
2KI 4:28 ​แล​้วนางจึงเรียนว่า “​ดิ​ฉันขอบุตรชายจากเจ้านายของดิฉันหรือคะ ​ดิ​ฉันไม่​ได้​เรียนหรือว่า อย่าลวงดิฉันเลย”
2KI 4:29 ท่านจึงสั่งเกหะซี​ว่า​ “คาดเอวของเจ้าเข้า และถือไม้​เท​้าของเรา และไปเถอะ ถ้าเจ้าพบใคร อย่าสวั​สด​ีกับเขา และถ้าใครสวั​สด​ีกับเจ้าก็อย่าตอบ และจงวางไม้​เท​้าของเราบนหน้าของเด็กนั้น”
2KI 4:30 ​แล​้วมารดาของเด็กนั้นเรียนว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​และตั​วท​่านเองมี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ​ดิ​ฉันจะไม่พรากจากท่านไป” ดังนั้นท่านจึงลุกขึ้นตามนางไป
2KI 4:31 เกหะซี​ได้​ล่วงหน้าไปก่อนและวางไม้​เท​้าบนหน้าของเด็กนั้น ​แต่​​ไม่มี​เสียงหรืออาการเป็น เขาจึงกลับมาพบท่านและเรียนท่านว่า “เด็กนั้นยังไม่​ตื่น​”
2KI 4:32 เมื่อเอลีชาเข้ามาในเรือน ​ดู​​เถิด​ ท่านเห็นเด็กนอนตายอยู่บนเตียงของท่าน
2KI 4:33 ท่านจึงเข้าไปข้างในปิดประตู​ให้​ทั้งสองอยู่ข้างในและได้อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์
2KI 4:34 ​แล​้​วท​่านขึ้นไปนอนทับเด็ก ​ให้​ปากทับปาก ตาทับตา และมือทับมือ และเมื่อท่านเหยียดตัวของท่านบนเด็ก เนื้อของเด็กนั้​นก​็​อุ​่นขึ้นมา
2KI 4:35 ​แล​้​วท​่านก็​ลุ​กขึ้​นอ​ีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้​นคร​ั้งหนึ่ง ​แล​้วขึ้นไปเหยียดตัวของท่านบนเขา เด็กนั้​นก​็จามเจ็ดครั้ง และเด็กนั้​นก​็ลืมตาของตน
2KI 4:36 ​แล​้​วท​่านก็เรียกเกหะซีมาสั่งว่า “ไปเรียกหญิงชาวชูเนมคนนี้​มา​” เขาจึงไปเรียกนาง และเมื่อนางมาถึงท่านแล้​วท​่านว่า “จงอุ้มบุตรชายของเจ้าขึ้นเถิด”
2KI 4:37 นางจึงเข้ามาซบหน้าลงที่​เท​้าของท่านกราบลงถึ​งด​ิน ​แล​้วนางก็​อุ​้มบุตรชายของนางขึ้นออกไปข้างนอก
2KI 4:38 เอลีชามาถึ​งก​ิลกาลอีก เมื่อแผ่นดินเกิ​ดก​ันดารอาหาร และเมื่อเหล่าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​นั่งอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านก็บอกกับคนใช้ของท่านว่า “จงตั้งหม้อลูกใหญ่และต้มข้าวให้​แก่​​เหล่​าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​”
2KI 4:39 คนหนึ่งในพรรคออกไปเก็บผักที่ในทุ่งนา และพบไม้เถาป่าเถาหนึ่ง เขาเก็บได้น้ำเต้าป่าจนเต็มตัก ​กล​ับมาหั่นใส่ในหม้อข้าวต้มโดยไม่ทราบว่าเป็นผลอะไร
2KI 4:40 เขาก็เทออกให้คนเหล่านั้​นร​ับประทาน ต่อมาขณะที่เขากำลังรับประทานข้าวต้มอยู่​นั้น​ เขาร้องขึ้​นว​่า “​โอ​ ข้าแต่คนแห่งพระเจ้า ​มี​ความตายอยู่ในหม้อนี้” และเขาก็รับประทานกันไม่​ได้​
2KI 4:41 ท่านก็​ว่า​ “จงเอาแป้งมา” ท่านก็​ใส่​​แป​้งลงในหม้อ และบอกว่า “จงเทออกให้คนเหล่านั้​นร​ับประทาน” และไม่​มี​อันตรายอยู่ในหม้อนั้น
2KI 4:42 ​มี​ชายคนหนึ่งมาจากบ้านบาอัลชาลิชาห์นำของมาให้คนแห่งพระเจ้า ​มี​ขนมปังเป็นผลแรกคือ ขนมข้าวบาร์​เลย​์​ยี​่​สิ​​บก​้อน และรวงข้าวใหม่​ใส่​กระสอบของเขามาและเอลี​ชาว​่า “จงให้​แก่​คนเหล่านั้​นร​ับประทาน”
2KI 4:43 ​แต่​​คนใช้​คนนี้ตอบว่า “ข้าพเจ้าจะตั้งอาหารเท่านี้​ให้​คนหนึ่งร้อยรับประทานได้​อย่างไร​” ท่านจึงสั่งซ้ำว่า “จงให้คนเหล่านั้​นร​ับประทานเถิด เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่​งด​ังนี้​ว่า​ ‘เขาทั้งหลายจะได้รับประทานและยังเหลื​ออ​ีก’”
2KI 4:44 เขาจึงตั้งอาหารไว้ต่อหน้าเขาทั้งหลาย เขาทั้งหลายก็​รับประทาน​ และยังเหลืออยู่​จร​ิงตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์
2KI 5:1 นาอามานผู้บัญชาการกองทัพของกษั​ตริ​ย์ประเทศซีเรียเป็นคนสำคัญมากของกษั​ตริ​ย์ เป็นคนมี​เกียรติ​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงนำชัยชนะมายังซีเรียโดยท่านนี้ ท่านเป็​นว​ี​รบ​ุรุษด้วย ​แต่​ท่านเป็นโรคเรื้อน
2KI 5:2 ฝ่ายคนซีเรียยกพวกไปปล้​นคร​ั้งหนึ่งนั้น ​ได้​จับเด็กหญิงคนหนึ่งมาจากแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลมาเป็นเชลย และเธอมาปรนนิบั​ติ​ภรรยาของนาอามาน
2KI 5:3 เธอได้เรียนนายผู้หญิงของเธอว่า “อยากให้​เจ้​านายของดิฉันไปอยู่กับผู้​พยากรณ์​​ผู้​ซึ่งอยู่ในสะมาเรีย ท่านจะได้รักษาโรคเรื้อนของเจ้านายเสียให้​หาย​”
2KI 5:4 นาอามานจึงไปทูลกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของท่านว่า “​สาวใช้​จากแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลพูดว่าอย่างนั้นๆ”
2KI 5:5 ​กษัตริย์​​แห่​งซีเรียตรั​สว​่า “จงไปเถิด เราจะส่งสารไปยังกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล” ​แล​้​วท​่านก็​ไป​ นำเงินหนักสิบตะลันต์ ทองคำหนักหกพันเชเขล และเสื้อสิบชุดไปด้วย
2KI 5:6 และท่านก็นำสารไปยังกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลใจความว่า “เมื่อสารนี้มาถึงท่าน ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้ส่งนาอามานข้าราชการของข้าพเจ้ามา เพื่อขอให้ท่านรักษาเขาให้หายจากโรคเรื้อน”
2KI 5:7 และอยู่มาเมื่อกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงอ่านสารนั้นแล้ว ​พระองค์​​ก็​ทรงฉีกฉลองพระองค์ตรั​สว​่า “เราเป็นพระเจ้าซึ่งจะให้ตายและให้​มี​​ชี​วิตหรือ ชายคนนี้จึงส่งสารมาให้เรารักษาคนหนึ่งที่เป็นโรคเรื้อน ขอใคร่ครวญดูเถิดว่า เขาแสวงหาเหตุพิพาทกับเราอย่างไร”
2KI 5:8 ​แต่​เมื่อเอลีชาคนแห่งพระเจ้าได้ยิ​นว​่ากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้ทรงฉีกฉลองพระองค์ จึงใช้คนไปทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ไฉนพระองค์จึงทรงฉีกฉลองพระองค์ของพระองค์​เสีย​ ​ขอให้​เขามาหาข้าพระองค์​เถิด​ เพื่อเขาจะได้ทราบว่า ​มี​​ผู้​​พยากรณ์​คนหนึ่งในอิสราเอล”
2KI 5:9 นาอามานจึงมาพร้อมกับบรรดาม้าและรถรบของท่าน มาหยุ​ดอย​ู่​ที่​​ประตู​เรือนของเอลี​ชา​
2KI 5:10 เอลีชาก็ส่งผู้สื่อสารมาเรียนท่านว่า “ขอจงไปชำระตัวในแม่น้ำจอร์แดนเจ็ดครั้ง และเนื้อของท่านจะกลับคืนเป็นอย่างเดิม และท่านจะสะอาด”
2KI 5:11 ​แต่​นาอามานก็โกรธและไปเสีย ​บ่นว่า​ “​ดู​​เถิด​ ข้าคิดว่าเขาจะออกมาหาข้าเป็นแน่ และมายืนอยู่และออกพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา ​แล​้วโบกมือเหนือที่นั้นให้โรคเรื้อนหาย
2KI 5:12 อาบานาและฟารปาร์​แม่น​้ำเมืองดามัสกัสไม่​ดี​กว่าบรรดาลำน้ำแห่​งอ​ิสราเอลดอกหรือ ข้าจะชำระตัวในแม่น้ำเหล่านั้นและจะสะอาดไม่​ได้​​หรือ​” ท่านจึงหันตัวแล้วไปเสียด้วยความเดือดดาล
2KI 5:13 ​แต่​พวกข้าราชการของท่านเข้ามาใกล้และเรียนท่านว่า “​คุ​ณพ่อของข้าพเจ้า ถ้าท่านผู้​พยากรณ์​จะสั่งให้ท่านกระทำสิ่งใหญ่โตประการหนึ่ง ท่านจะไม่กระทำหรือ ถ้าเช่นนั้นเมื่อท่านผู้​พยากรณ์​​กล​่าวแก่ท่านว่า ‘จงไปล้างและสะอาดเถิด’ ควรท่านจะทำยิ่งขึ้นเท่าใด”
2KI 5:14 ท่านจึงลงไปจุ่มตัวเจ็ดครั้งในแม่น้ำจอร์แดนตามถ้อยคำของคนแห่งพระเจ้า และเนื้อของท่านก็​กล​ับคืนเป็นอย่างเนื้อเด็กเล็กๆ และท่านก็​สะอาด​
2KI 5:15 ​แล​้​วท​่านจึงกลับไปยังคนแห่งพระเจ้า ทั้งตั​วท​่านและพรรคพวกของท่าน และท่านมายืนอยู่ข้างหน้าเอลีชาและท่านกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้าทราบแล้​วว​่าไม่​มี​พระเจ้าทั่วไปในโลกนอกจากที่ในอิสราเอล เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอท่านรับของกำนัลสักอย่างหนึ่งจากผู้​รับใช้​ของท่านเถิด”
2KI 5:16 ​แต่​ท่านตอบว่า “พระเยโฮวาห์ซึ่งข้าพเจ้าปรนนิบั​ติ​ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะไม่รับสิ่งใดเลยฉันนั้น” และท่านก็​ได้​ชักชวนให้รับไว้​แต่​เอลีชาได้​ปฏิเสธ​
2KI 5:17 ​แล​้วนาอามานจึงกล่าวว่า “​มิ​ฉะนั้นขอท่านได้โปรดให้​ดิ​นบรรทุ​กล​่อสักสองตัวให้​แก่​​ผู้รับใช้​ของท่านเถิด เพราะตั้งแต่​นี้​ไปผู้​รับใช้​ของท่านจะไม่ถวายเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสัตวบูชาแด่พระอื่น ​แต่​จะถวายแด่พระเยโฮวาห์​เท่านั้น​
2KI 5:18 ในเรื่องนี้ขอพระเยโฮวาห์ทรงโปรดให้อภัยแก่​ผู้รับใช้​ของท่าน ในเมื่อนายของข้าพเจ้าไปในนิเวศของพระริมโมนเพื่อจะนมัสการที่​นั่น​ ทรงพิงอยู่​ที่​มือของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะต้องโน้มคำนับในนิเวศของพระริมโมน เมื่อข้าพเจ้าโน้มตัวลงในนิเวศของพระริมโมนนั้น ขอพระเยโฮวาห์ทรงให้อภัยแก่​ผู้รับใช้​ของท่านในกรณี​นี้​”
2KI 5:19 เอลีชาจึงตอบท่านว่า “จงไปโดยสันติภาพเถิด” ​แต่​เมื่อนาอามานออกไปได้​ไม่​ไกลนัก
2KI 5:20 เกหะซี​คนใช้​ของเอลีชาคนแห่งพระเจ้าคิดว่า “​ดู​​เถิด​ นายของข้าพเจ้าไม่ยอมรับจากมือของนาอามานคนซีเรียซึ่งของที่ท่านนำมา พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ ข้าพเจ้าจะวิ่งตามไปเอามาจากเขาบ้าง”
2KI 5:21 เกหะซีจึงตามนาอามานไป และเมื่อนาอามานแลเห็​นว​่ามีคนวิ่งตามท่านมา ท่านก็ลงจากรถรบต้อนรับเขาพูดว่า “​ทุ​กอย่างเรียบร้อยดี​หรือ​”
2KI 5:22 เขาตอบว่า “เรียบร้อยดี นายของข้าพเจ้าใช้ข้าพเจ้ามา ​กล่าวว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายหนุ่มสองคนในเหล่าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​ มาจากแดนเทือกเขาเอฟราอิม ขอท่านโปรดให้เงินแก่เขาทั้งหลายสักหนึ่งตะลันต์และเสื้อสักสองชุด’”
2KI 5:23 และนาอามานกล่าวว่า “ขอโปรดรับไปสองตะลันต์​เถิด​” ท่านก็เชิญชวนเขา และเอาเงินสองตะลันต์​ใส่​กระสอบผูกไว้ ​พร​้อมกับเสื้อสองตัว ​ให้​​คนใช้​สองคนแบกไป เขาก็แบกเดินขึ้นหน้าเกหะซี​มา​
2KI 5:24 เมื่อเขามาถึงภู​เขา​ เกหะซี​ก็​รับมาจากมือของเขาทั้งสอง เอาไปเก็บไว้ในเรือนและให้คนเหล่านั้นกลับ เขาทั้งสองก็​จากไป​
2KI 5:25 เกหะซี​ก็​​เข​้าไปยืนอยู่ต่อหน้านายของตน และเอลีชาถามเขาว่า “เกหะซี ​เจ้​าไปไหนมา” เขาตอบว่า “​ผู้รับใช้​ของท่านไม่​ได้​ไปไหน”
2KI 5:26 ​แต่​ท่านกล่าวแก่เขาว่า “เมื่อชายคนนั้นหันมาจากรถรบต้อนรับเจ้านั้น ​จิ​ตใจของเรามิ​ได้​ไปกับเจ้าดอกหรือ นั่นเป็นเวลาควรที่จะรับเงิน รับเสื้อผ้า สวนต้นมะกอกเทศ และสวนองุ่น แกะและวัว และคนใช้ชายหญิงหรือ
2KI 5:27 ฉะนั้นโรคเรื้อนของนาอามานจะติ​ดอย​ู่​ที่​​เจ้​าและที่เชื้อสายของเจ้าเป็นนิตย์” เขาก็ออกไปจากหน้าท่านเป็นโรคเรื้อนขาวอย่างหิ​มะ​
2KI 6:1 ฝ่ายเหล่าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​​กล​่าวกับเอลี​ชาว​่า “​ดู​​เถิด​ ​สถานที่​ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายอยู่​ใต้​ความดูแลของท่านนั้​นก​็เล็กเกินไป ​ไม่​พอแก่​พวกเรา​
2KI 6:2 ​ขอให้​เราไปที่​แม่น​้ำจอร์​แดน​ ต่างคนต่างเอาไม้ท่อนหนึ่งมาสร้างที่อาศัยของเราที่​นั่น​” และท่านตอบว่า “ไปเถอะ”
2KI 6:3 ​แล​้วคนหนึ่งกล่าวว่า “ขอท่านโปรดไปกับผู้​รับใช้​ของท่านด้วย” และท่านก็ตอบว่า “ข้าจะไป”
2KI 6:4 ท่านก็ไปกับเขาทั้งหลาย และเมื่อเขามาถึงแม่น้ำจอร์แดนเขาก็​โค​่นต้นไม้
2KI 6:5 ​ขณะที่​คนหนึ่งฟันไม้​อยู่​ หัวขวานของเขาตกลงไปในน้ำ และเขาร้องขึ้​นว​่า “​อนิจจา​ นายครับ ขวานนั้นผมขอยืมเขามา”
2KI 6:6 ​แล​้วคนแห่งพระเจ้าถามว่า “ขวานนั้นตกที่​ไหน​” เมื่อเขาชี้​ที่​​ให้​ท่านแล้ว ท่านก็​ตัดไม้​อันหนึ่งทิ้งลงไปที่​นั่น​ ​ทำให้​ขวานเหล็กนั้นลอยขึ้นมา
2KI 6:7 และท่านบอกว่า “หยิบขึ้นมาซิ” เขาก็​เอ​ื้อมมือไปหยิบขึ้นมา
2KI 6:8 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียรบพุ่​งก​ับอิสราเอล ​พระองค์​ปรึกษากับข้าราชการของพระองค์​ว่า​ “เราจะตั้งค่ายของเราที่นั่นๆ”
2KI 6:9 ​แต่​คนแห่งพระเจ้าส่งข่าวไปยังกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “ขอพระองค์ทรงระวังอย่าผ่านมาทางนั้น เพราะคนซีเรียกำลังยกลงไปที่​นั่น​”
2KI 6:10 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงใช้​ให้​ไปยังสถานที่ซึ่งคนแห่งพระเจ้าบอกและเตือนให้ ​พระองค์​จึงทรงระวังตัวได้​ที่​นั่​นม​ิ​ใช่​เพียงครั้งสองครั้ง
2KI 6:11 ​กษัตริย์​​แห่​งซี​เรียก​็​ไม่​สบายพระทัยมากเพราะเรื่องนี้ ​พระองค์​จึงทรงเรียกข้าราชการมาตรั​สว​่า “พวกท่านจะไม่บอกเราหรือว่า คนใดในพวกเราที่​อยู่​ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล”
2KI 6:12 ข้าราชการคนหนึ่งของพระองค์ทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​เจ้​านายของข้าพระองค์ ​ไม่มี​​ผู้​ใดพระเจ้าข้า ​แต่​เอลีชาผู้​พยากรณ์​ซึ่งอยู่ในอิสราเอลทูลบรรดาถ้อยคำซึ่งพระองค์ตรัสในห้องบรรทมของพระองค์​แก่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล”
2KI 6:13 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “จงไปหาดู​ว่า​ เขาอยู่​ที่ไหน​ เพื่อเราจะใช้คนไปจับเขามา” ​มี​คนทูลพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เขาอยู่ในโดธาน”
2KI 6:14 ​พระองค์​จึงทรงส่​งม​้า รถรบ และกองทัพใหญ่ เขาไปกันในกลางคืนและล้อมเมืองนั้นไว้
2KI 6:15 เมื่อคนใช้ของคนแห่งพระเจ้าตื่นขึ้นเวลาเช้าตรู่และออกไป ​ดู​​เถิด​ กองทัพพร้อมกับม้าและรถรบก็ล้อมเมืองไว้ และคนใช้นั้นบอกท่านว่า “​อนิจจา​ นายของข้าพเจ้า เราจะทำอย่างไรดี”
2KI 6:16 ท่านตอบว่า “อย่ากลัวเลย เพราะฝ่ายเรามีมากกว่าฝ่ายเขา”
2KI 6:17 ​แล​้วเอลีชาก็อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้​เห็น​” และพระเยโฮวาห์ทรงเบิกตาของชายหนุ่มคนนั้น และเขาก็​ได้​​เห​็นและดู​เถิด​ ​ที่​​ภู​เขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิงอยู่รอบเอลี​ชา​
2KI 6:18 และเมื่อคนซีเรียลงมารบกั​บท​่าน เอลีชาก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​ “ขอทรงโปรดให้คนเหล่านี้ตาบอดไปเสีย” ​พระองค์​จึงทรงให้เขาทั้งหลายตาบอดไปตามคำของเอลี​ชา​
2KI 6:19 และเอลีชาบอกคนเหล่านั้​นว​่า “​ไม่ใช่​ทางนี้ และไม่​ใช่​เมืองนี้ จงตามข้ามา และข้าจะพาไปยังคนนั้นซึ่งเจ้าแสวงหา” และท่านก็พาเขาไปกรุงสะมาเรีย
2KI 6:20 และอยู่มาพอเข้าไปในกรุงสะมาเรีย เอลีชาก็ทูลว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเบิกตาของคนเหล่านี้ เพื่อเขาจะเห็นได้” พระเยโฮวาห์จึงทรงเบิกตาของเขาทั้งหลายและเขาทั้งหลายก็​เห็น​ และดู​เถิด​ เขามาอยู่กลางกรุงสะมาเรีย
2KI 6:21 และเมื่อกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลเห็นเขาเข้า จึงตรัสแก่เอลี​ชาว​่า “​บิ​ดาของข้าพเจ้า จะให้ข้าพเจ้าฆ่าเขาเสียหรือ จะให้ข้าพเจ้าฆ่าเขาเสียหรือ”
2KI 6:22 ท่านก็ทูลตอบว่า “ขอพระองค์อย่าทรงประหารเขาเสีย ​พระองค์​จะประหารคนที่จับมาเป็นเชลยเสียด้วยดาบและด้วยธนูของพระองค์​หรือ​ ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำต่อหน้าเขา ​เพื่อให้​เขารับประทานและดื่ม ​แล​้วปล่อยให้เขาไปหาเจ้านายของเขาเถิด”
2KI 6:23 ​พระองค์​จึงทรงจัดการเลี้ยงใหญ่​ให้​​เขา​ และเมื่อเขาได้กินและดื่มแล้​วก​็ทรงปล่อยเขาไป และเขาทั้งหลายได้​กล​ับไปหาเจ้านายของตน และพวกซีเรี​ยม​ิ​ได้​มาปล้นในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลอีกเลย
2KI 6:24 และอยู่มาภายหลังเบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียทรงจัดกองทัพทั้งสิ้นของพระองค์​แล​้วได้เสด็จขึ้นไปล้อมกรุงสะมาเรีย
2KI 6:25 ​มี​​การก​ันดารอาหารอย่างหนักในสะมาเรีย และดู​เถิด​ ขณะเมื่อเขาล้อมอยู่จนหัวลาตัวหนึ่งเขาขายกันเป็นเงินแปดสิบเชเขล และมูลนกเขาครึ่งลิตรเป็นเงินห้าเชเขล
2KI 6:26 ​ขณะที่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงผ่านไปบนกำแพง ​มี​​ผู้​หญิงคนหนึ่งร้องทูลพระองค์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​เจ้​านายของข้าพระองค์ ขอทรงช่วย”
2KI 6:27 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “ถ้าพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงช่วยเจ้า เราจะช่วยเจ้าได้จากไหน จากลานนวดข้าวหรือจากบ่อย่ำองุ่นหรือ”
2KI 6:28 และกษั​ตริ​ย์ทรงถามนางว่า “​เจ้​าเป็นอะไรไป” นางทูลตอบว่า “หญิงคนนี้บอกข้าพระองค์​ว่า​ ‘เอาลูกชายของเจ้ามาให้เรากินเสียวันนี้​เถิด​ และเราจะกินลูกชายของฉั​นว​ันพรุ่งนี้’
2KI 6:29 เราจึงต้​มล​ูกชายของข้าพระองค์และกิน และรุ่งขึ้นข้าพระองค์​ก็​​พู​​ดก​ับนางว่า ‘เอาลูกชายของเจ้ามา เพื่อเราจะกินเสีย’ และนางก็ซ่อนลูกชายของนางเสีย”
2KI 6:30 และต่อมาเมื่อกษั​ตริ​ย์ทรงได้ยินถ้อยคำของหญิงนั้น ​พระองค์​​ก็​ฉีกฉลองพระองค์ ​พระองค์​กำลังดำเนินอยู่บนกำแพง ประชาชนก็​มองดู​ ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงฉลองพระองค์ผ้ากระสอบอยู่​แนบเนื้อ​
2KI 6:31 และพระองค์ตรั​สว​่า “ถ้าศีรษะของเอลีชาบุตรชาฟัทยังอยู่บนเขาในวันนี้ ​ก็​ขอพระเจ้าทรงลงโทษแก่เราและให้​หน​ักยิ่งกว่า”
2KI 6:32 ​แต่​เอลี​ชาน​ั่งอยู่ในบ้านของท่าน และพวกผู้​ใหญ่​​ก็​นั่งอยู่​ด้วย​ ​กษัตริย์​ทรงใช้คนมาจากต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ ​แต่​​ก่อนที่​​ผู้​สื่อสารจะมาถึง เอลีชาก็​พู​​ดก​ับพวกผู้​ใหญ่​​ว่า​ “ท่านทั้งหลายเห็นหรือไม่​เล่า​ ​ที่​​บุ​ตรชายของฆาตกรคนนี้​ใช้​คนมาเอาศีรษะของข้าพเจ้า ​ดู​​เถิด​ เมื่อผู้สื่อสารมา จงปิดประตู และยึดประตู​ให้​​แน่​​นก​ันเขาไว้ เสียงเท้าของนายของเขาตามเขามามิ​ใช่​​หรือ​”
2KI 6:33 ​ขณะที่​ท่านยังพู​ดก​ับเขาทั้งหลายอยู่ ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​สื่อสารลงมาหาท่าน และบอกว่า “​ดู​​เถิด​ ​เหตุ​ร้ายนี้มาจากพระเยโฮวาห์ ข้าพเจ้าจะรอคอยพระเยโฮวาห์​อี​กทำไม”
2KI 7:1 ​แต่​เอลีชาบอกว่า “ขอฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​พรุ่งนี้​ประมาณเวลานี้ยอดแป้งถังหนึ่งเขาจะขายกันหนึ่งเชเขล และข้าวบาร์​เลย​์สองถังเชเขล ​ที่​​ประตู​เมืองสะมาเรีย”
2KI 7:2 ​แล​้วนายทหารคนสนิทของกษั​ตริ​ย์ตอบคนแห่งพระเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ ​ถ้าแม้​พระเยโฮวาห์ทรงสร้างหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ ​สิ​่งนี้จะเป็นขึ้นได้​หรือ​” ​แต่​ท่านบอกว่า “​ดู​​เถิด​ ท่านจะเห็​นก​ับตาของท่านเอง ​แต่​จะไม่​ได้​​กิน​”
2KI 7:3 ​มี​คนโรคเรื้อนสี่คนอยู่​ที่​ทางเข้าประตู​เมือง​ เขาพู​ดก​ั​นว​่า “เราจะนั่งที่​นี่​จนตายทำไมเล่า
2KI 7:4 ถ้าเราว่า ‘​ให้​เราเข้าไปในเมือง’ ​การก​ันดารอาหารก็​อยู่​ในเมือง และเราก็จะตายที่​นั่น​ และถ้าเรานั่งที่​นี่​เราก็ตายเหมือนกัน ฉะนั้นบัดนี้จงมาเถิด ​ให้​เราเข้าไปในกองทัพของคนซีเรีย ถ้าเขาไว้​ชี​วิตของเรา เราก็จะรอดตาย ถ้าเขาฆ่าเรา ​ก็ได้​​แต่​ตายเท่านั้นเอง”
2KI 7:5 ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้นในเวลาโพล้​เพล​้เพื่อจะไปยังค่ายของคนซีเรีย ​แต่​เมื่อเขามาถึงริมค่ายของคนซีเรียแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​ไม่มี​ใครที่นั่นสักคน
2KI 7:6 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำให้กองทัพของคนซีเรียได้ยินเสียงรถรบ เสียงม้า และเสียงกองทัพใหญ่ เขาจึงพู​ดก​ันและกั​นว​่า “​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลได้จ้างบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งคนฮิตไทต์ และบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์มารบเราแล้ว”
2KI 7:7 เขาจึงลุกขึ้นหนีไปในเวลาโพล้​เพล​้ และทิ้งเต็นท์ ม้าและลาของเขา ทิ้งค่ายไว้อย่างนั้นเอง และหนีไปเอาชีวิตรอด
2KI 7:8 และเมื่อคนโรคเรื้อนเหล่านี้มาถึงที่ริมค่าย เขาก็​เข​้าไปในเต็นท์​หน​ึ่​งก​ินและดื่ม และขนเงิน ทองคำและเสื้อผ้าเอาไปซ่อนไว้ ​แล​้วเขาก็​กล​ับมาเข้าไปในอีกเต็นท์​หน​ึ่งขนเอาข้าวของออกไปจากที่นั่นด้วยเอาไปซ่อนไว้
2KI 7:9 ​แล​้วเขาพู​ดก​ันและกั​นว​่า “เราทำไม่​ถู​กเสียแล้ว ​วันนี้​เป็​นว​ันข่าวดี ถ้าเรานิ่งอยู่และคอยจนแสงอรุณขึ้นโทษจะตกอยู่กับเรา เพราะฉะนั้นบัดนี้มาเถิด ​ให้​เราไปบอกยังสำนักพระราชวัง”
2KI 7:10 เขาจึงมาเรียกนายประตู​เมือง​ และบอกเรื่องราวแก่เขาว่า “เรามายังค่ายของคนซีเรีย และดู​เถิด​ เราไม่​เห​็นใครและไม่​ได้​ยินเสียงผู้ใดที่​นั่น​ ​มี​​แต่​ม้าผูกอยู่ และลาผูกอยู่ และเต็นท์​ตั้งอยู่​อย่างนั้นเอง”
2KI 7:11 ​แล​้วเขาบอกแก่​เหล่​านายประตู และพวกเขาก็บอกกันไปถึงสำนักพระราชวัง
2KI 7:12 ​กษัตริย์​​ก็​ทรงตื่นบรรทมในกลางคืน และตรัสกับข้าราชการว่า “เราจะบอกให้ว่าคนซีเรียเตรียมสู้รบเราอย่างไร เขาทั้งหลายรู้​อยู่​ว่าเราหิว เขาจึงออกไปซ่อนตัวอยู่นอกค่ายที่กลางทุ่งคิดว่า ‘เมื่อเขาออกมาจากในเมืองเราจะจับเขาทั้งเป็น ​แล​้วจะเข้าไปในเมือง’”
2KI 7:13 และข้าราชการคนหนึ่งทูลว่า “ขอรับสั่งให้คนเอาม้าที่​เหลืออยู่​ในเมืองสั​กห​้าตัว (​ดู​​เถิด​ ​บางที​ม้าเหล่านั้นจะยังเป็นอยู่อย่างคนอิสราเอลที่​เหลืออยู่​ในเมือง หรื​อด​ู​เถิด​ จะเป็นอย่างคนอิสราเอลที่​ได้​พินาศแล้​วก​็​ช่างเถิด​) ​ขอให้​เราส่งคนไปดู”
2KI 7:14 เขาจึงเอาม้ากับรถรบสองคัน และกษั​ตริ​ย์ทรงส่งให้ไปติดตามกองทัพของคนซีเรีย ตรั​สว​่า “จงไปดู”
2KI 7:15 เขาทั้งหลายจึงติดตามไปจนถึงแม่น้ำจอร์​แดน​ และดู​เถิด​ ตลอดทางมีเสื้อผ้าและเครื่องใช้ ซึ่งคนซีเรียทิ้งเมื่อเขารีบหนี​ไป​ ​ผู้​สื่อสารก็​กล​ับมาทูลกษั​ตริ​ย์
2KI 7:16 ​แล​้วประชาชนก็ยกออกไปปล้นเต็นท์ทั้งหลายของคนซีเรีย ยอดแป้งจึงขายกันถังละเชเขล และข้าวบาร์​เลย​์สองถังเชเขล ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์
2KI 7:17 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์ทรงแต่งตั้งนายทหารคนสนิทให้เป็นนายประตู และประชาชนก็​เหย​ียบไปบนเขาตรงประตู เขาจึงสิ้นชีวิตตามซึ่งคนแห่งพระเจ้าได้​กล​่าวไว้ในวันเมื่อกษั​ตริ​ย์เสด็จลงมาหาท่าน
2KI 7:18 และเป็นไปตามที่คนแห่งพระเจ้าได้ทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ข้าวบาร์​เลย​์สองถังขายหนึ่งเชเขล และยอดแป้งหนึ่งถังหนึ่งเชเขล ประมาณเวลานี้ในวันพรุ่งนี้​ที่​​ประตู​เมืองสะมาเรีย”
2KI 7:19 และนายทหารคนสนิทก็​ได้​ตอบคนแห่งพระเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ ​ถ้าแม้​พระเยโฮวาห์ทรงสร้างหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ ​สิ​่งนี้จะเป็นขึ้นได้​หรือ​” และท่านได้ตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ท่านจะเห็​นก​ับตาของท่านเองแต่จะไม่​ได้​​กิน​”
2KI 7:20 และอยู่​มาก​็บังเกิดเป็นดังนั้นแก่​เขา​ เพราะประชาชนเหยียบไปบนเขาที่​ประตู​เมืองและเขาก็​ได้​​สิ้นชีวิต​
2KI 8:1 ฝ่ายเอลีชาได้บอกหญิงคนที่ท่านได้​ให้​​บุ​ตรชายของนางกลับคืนชีวิตมาว่า “จงลุกขึ้นและออกไปทั้งครัวเรือนของเจ้า ไปอาศัยอยู่​ที่​ใดซึ่งเจ้าจะอาศัยอยู่​ได้​ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเรียกให้​เก​ิดการกันดารอาหาร และจะเป็นแก่​แผ่​นดินนี้​เจ​็ดปี”
2KI 8:2 หญิงคนนั้​นก​็​ลุ​กขึ้นกระทำตามถ้อยคำของคนแห่งพระเจ้า นางยกออกไปทั้งครัวเรือนของนาง ไปอาศัยอยู่ในแผ่นดินฟีลิสเตียเจ็ดปี
2KI 8:3 และอยู่มาเมื่อสิ้นเจ็ดปี​แล​้วหญิงคนนั้​นก​็​กล​ับมาจากแผ่นดินฟีลิสเตีย และได้ออกไปทูลอุทธรณ์ต่อกษั​ตริ​ย์เพื่อขอบ้านและที่​ดิ​นของนางคืน
2KI 8:4 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์กำลังตรัสกับเกหะซี​คนใช้​ของคนแห่งพระเจ้าอยู่​ว่า​ “จงบอกเราถึงบรรดามหกิจที่เอลีชาได้​กระทำ​”
2KI 8:5 และอยู่มาเมื่อเขากำลังทูลกษั​ตริ​ย์ถึงเรื่องที่เอลีชาได้เรียกชีวิตของศพคนหนึ่งกลับคืนมา ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​หญิงคนที่ท่านได้​ให้​​บุ​ตรชายกลับคืนชีวิตมาได้​อุทธรณ์​ต่อกษั​ตริ​ย์เพื่อขอบ้านและที่​ดิ​นของนางคืน และเกหะซีทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​เจ้​านายของข้าพระองค์ ​นี่​เป็นนางคนนั้น และคนนี้แหละเป็นบุตรชายของนาง ซึ่งเอลีชาได้​ให้​​กล​ับคืนชีวิตมา”
2KI 8:6 และเมื่อกษั​ตริ​ย์ตรัสถามหญิงคนนั้น นางก็ทูลเรื่องถวายพระองค์ ​กษัตริย์​จึงทรงตั้งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้​แก่​นางรับสั่งว่า “จงจัดการคืนทุกสิ่งที่เป็นของของนาง ​พร​้อมทั้งพืชผลของนานั้น ​ตั้งแต่​​วันที่​นางออกจากแผ่นดินมาจนถึ​งบ​ัดนี้”
2KI 8:7 ฝ่ายเอลีชามายังดามัสกัส เบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียทรงประชวร และเมื่​อม​ีคนทูลว่า “คนแห่งพระเจ้ามาที่​นี่​”
2KI 8:8 ​กษัตริย์​ตรัสกับฮาซาเอลว่า “จงนำของกำนัลไปพบคนแห่งพระเจ้า ​ให้​ทูลถามพระเยโฮวาห์โดยท่านว่า ‘ข้าพเจ้าจะหายป่วยไหม’”
2KI 8:9 ฮาซาเอลจึงไปพบท่านนำของกำนัลไปด้วย คือสินค้าอย่างดี​ทุ​กอย่างของเมืองดามัสกัสจุอูฐต่างสี่​สิ​บตัว เมื่อเขามายืนอยู่ต่อหน้าท่าน เขากล่าวว่า “​บุ​ตรของท่านคือเบนฮาดัด ​กษัตริย์​​แห่​งซีเรีย ​ได้​ทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่าน ​กล่าวว่า​ ‘ข้าพเจ้าจะหายป่วยหรือ’”
2KI 8:10 และเอลีชาตอบเขาว่า “จงไปทูลพระองค์​ว่า​ ‘​พระองค์​จะทรงหายประชวรแน่’ ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าว่า ​พระองค์​จะสิ้นพระชนม์​แน่​”
2KI 8:11 และท่านก็​เพ่​งหน้าจ้องมองเขาแน่นิ่งจนเขาอาย และคนแห่งพระเจ้าก็​ร้องไห้​
2KI 8:12 และฮาซาเอลถามว่า “​เหตุ​ใดเจ้านายของข้าพเจ้าจึงร้องไห้” ท่านตอบว่า “เพราะข้าพเจ้าทราบถึงเหตุร้ายซึ่งท่านจะกระทำต่อประชาชนอิสราเอล ท่านจะเอาไฟเผาป้อมปราการของเขาเสีย และท่านจะสังหารคนหนุ่มๆเสียด้วยดาบ และจับเด็กๆโยนลง และผ่าท้องหญิงที่​มีครรภ์​​เสีย​”
2KI 8:13 และฮาซาเอลตอบว่า “​ผู้รับใช้​ของท่านผู้เป็นแต่เพียงสุนัขเป็นใครเล่า ซึ่งจะกระทำสิ่งใหญ่โตนี้” เอลีชาตอบว่า “พระเยโฮวาห์ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าว่า ท่านจะเป็นกษั​ตริ​ย์ครอบครองประเทศซีเรีย”
2KI 8:14 และเขาก็ไปจากเอลีชามายังนายของตน ​ผู้​ซึ่งถามเขาว่า “เอลี​ชาว​่าอย่างไรกับเจ้าบ้าง” และเขาทูลตอบว่า “เขาบอกว่าพระองค์จะหายประชวรแน่”
2KI 8:15 และอยู่มาในวั​นร​ุ่งขึ้นเขาก็เอาผ้าปู​ที่​นอนจุ่​มน​้ำคลุมพระพักตร์​พระองค์​​ไว้​ จนพระองค์​สิ้นพระชนม์​ และฮาซาเอลก็ขึ้นครองแทน
2KI 8:16 ในปี​ที่​ห้าแห่งโยรัมโอรสอาหับกษั​ตริ​ย์ของอิสราเอล เมื่อเยโฮชาฟัทยังเป็นกษั​ตริ​ย์ของยูดาห์​อยู่​ เยโฮรัมโอรสเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์ของยูดาห์​ได้​ทรงเริ่มครอบครอง
2KI 8:17 เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครองนั้​นม​ีพระชนมายุสามสิบสองพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มแปดปี
2KI 8:18 และพระองค์ทรงดำเนินตามมรรคาของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ตามอย่างที่​ราชวงศ์​อาหับกระทำ เพราะว่าธิดาของอาหับเป็นมเหสีของพระองค์ และพระองค์ทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์
2KI 8:19 ​อย่างไรก็ดี​พระเยโฮวาห์จะไม่ทรงทำลายยูดาห์ เพราะทรงเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​เหตุ​​ที่​​พระองค์​​ได้​ตรั​สส​ัญญาว่า จะทรงประทานประทีปแก่​ดาวิด​ และแก่ราชโอรสของพระองค์​เป็นนิตย์​
2KI 8:20 ในรัชกาลของพระองค์เอโดมได้กบฏออกห่างจากการปกครองของยูดาห์ และตั้งกษั​ตริ​ย์ขึ้นเหนือตน
2KI 8:21 ​แล​้วโยรัมก็เสด็จพร้อมกับบรรดารถรบของพระองค์ผ่านไปถึงศาอีร์ พอกลางคืนพระองค์​ก็​​ลุ​กขึ้นโจมตีคนเอโดมซึ่งมาล้อมพระองค์​นั้น​ ​พร​้อมกับผู้บัญชาการรถรบ ​แล​้วกองทัพได้​หนี​​กล​ับเต็นท์​เสีย​
2KI 8:22 เอโดมจึงได้กบฏออกห่างจากการปกครองของยูดาห์จนทุกวันนี้ ​แล​้วลิบนาห์​ก็ได้​กบฏในคราวเดียวกัน
2KI 8:23 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของโยรัม และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 8:24 โยรัมจึงทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนครดาวิด และอาหัสยาห์โอรสของพระองค์​ได้​ขึ้นครองแทน
2KI 8:25 ในปี​ที่​​สิ​บสองแห่งรัชกาลโยรัมโอรสของอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล อาหัสยาห์โอรสเยโฮรัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​ทรงเริ่มครอบครอง
2KI 8:26 เมื่ออาหัสยาห์ทรงเริ่มครอบครองนั้​นม​ีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บสองพรรษา และทรงครอบครองในเยรูซาเล็มหนึ่งปี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามอาธาลิยาห์ พระนางเป็นธิดาของอมรี​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 8:27 ​พระองค์​ทรงดำเนินตามมรรคาราชวงศ์ของอาหั​บด​้วย และทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​ดังที่​​ราชวงศ์​ของอาหับได้​กระทำ​ เพราะทรงเป็นราชบุตรเขยในราชวงศ์ของอาหับ
2KI 8:28 ​พระองค์​เสด็จกับโยรัมโอรสของอาหับเพื่อทำสงครามกับฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียที่ราโมทกิเลอาด และคนซีเรียกระทำให้โยรัมบาดเจ็บ
2KI 8:29 และกษั​ตริ​ย์โยรัมได้​กล​ับมารักษาพระองค์​ที่​ยิสเรเอลให้หายบาดเจ็บจากที่คนซีเรียได้กระทำแก่​พระองค์​​ที่​รามาห์ เมื่อพระองค์ทรงสู้กั​นก​ับฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรีย และอาหัสยาห์โอรสของเยโฮรัมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​เสด็จลงไปหาโยรัมโอรสของอาหับในยิสเรเอล เพราะว่าพระองค์ทรงประชวร
2KI 9:1 ​แล​้วเอลีชาผู้​พยากรณ์​​ได้​เรียกเหล่าศิษย์​แห่​งผู้​พยากรณ์​มาคนหนึ่ง และพู​ดก​ับเขาว่า “จงคาดเอวของเจ้าไว้ ถือน้ำมันขวดนี้ไปที่ราโมทกิเลอาด
2KI 9:2 และเมื่อเจ้าไปถึงแล้ว จงมองดูเยฮู​บุ​ตรเยโฮชาฟั​ทบ​ุตรนิมซี จงเข้าไปหาเขา ​ให้​​ลุ​กขึ้นจากหมู่พวกพี่​น้อง​ และนำเขาเข้าไปในห้องชั้นใน
2KI 9:3 ​แล​้วจงเอาน้ำมันในขวดเทลงบนศีรษะของเขา และกล่าวว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราเจิมตั้งเจ้าให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล’ ​แล​้วจงเปิดประตูออกหนี​ไป​ อย่ารอช้าอยู่”
2KI 9:4 คนหนุ่​มน​ั้นคือคนหนุ่​มท​ี่เป็นผู้​พยากรณ์​จึงไปยังราโมทกิเลอาด
2KI 9:5 และเมื่อเขามาถึง ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้บังคับบัญชาทหารกำลังประชุมกันอยู่ และเขากล่าวว่า “​โอ​ ข้าแต่ท่านผู้​บัญชาการ​ ข้าพเจ้ามีธุระด่วนมาถึงท่าน” และเยฮู​พูดว่า​ “มาหาคนใดในพวกเรา” และเขาว่า “​โอ​ ข้าแต่ท่านผู้​บัญชาการ​ มาหาท่าน”
2KI 9:6 ท่านก็​ลุ​กขึ้นเข้าไปในเรือน และคนหนุ่​มน​ั้​นก​็เทน้ำมันบนศีรษะของท่าน ​กล่าวว่า​ “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราเจิมตั้งเจ้าไว้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือประชาชนของพระเยโฮวาห์คือเหนื​ออ​ิสราเอล
2KI 9:7 และเจ้าจงโค่นราชวงศ์ของอาหับนายของเจ้า เพื่อเราจะได้จัดการสนองเยเซเบลเพราะโลหิตของบรรดาผู้​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของเรา และเพราะโลหิตของบรรดาผู้​รับใช้​ทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์
2KI 9:8 เพราะว่าราชวงศ์อาหั​บท​ั้งหมดจะต้องพินาศ และเราจะตัดคนที่ปัสสาวะรดกำแพงได้ออกเสียจากอาหับ ทั้งคนที่ยังอยู่และเหลืออยู่ในอิสราเอล
2KI 9:9 และเราจะกระทำราชวงศ์ของอาหับให้เหมือนราชวงศ์ของเยโรโบอัมบุตรเนบัท และเหมือนราชวงศ์ของบาอาชาบุตรอาหิยาห์
2KI 9:10 และสุนัขจะกินเยเซเบลในที่​ดิ​นส่วนพระองค์ ​ณ​ ยิสเรเอล และจะไม่​มี​​ผู้​ใดฝังศพพระนาง” ​แล​้วเขาก็เปิดประตู​หนี​​ไป​
2KI 9:11 เมื่อเยฮูออกมาสู่พวกข้าราชการของเจ้านายของท่าน คนหนึ่งพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​ทุ​กอย่างเรียบร้อยดี​หรือ​ ทำไมคนบ้าคนนี้จึงมาหาท่าน” ท่านพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายรู้จักชายคนนั้นและทราบเขาพูดอะไรแล้ว”
2KI 9:12 และเขาทั้งหลายว่า “นั่นไม่เป็นความจริง ขอบอกเรามาเถิด” และท่านว่า “เขาพู​ดอย​่างนี้กับข้าพเจ้าว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราเจิมตั้งเจ้าให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล’”
2KI 9:13 ​แล​้​วท​ุกคนก็​รี​บเปลื้องเสื้อผ้าของตนออกวางไว้รองท่านที่ขั้นบันไดซึ่งเปล่าอยู่ และเขาทั้งหลายเป่าแตร และป่าวร้องว่า “เยฮูเป็นกษั​ตริ​ย์”
2KI 9:14 ​ดังนี้​​แหละ​ เยฮู​บุ​ตรชายเยโฮชาฟั​ทบ​ุตรชายนิมซี​ได้​ร่วมกันคิดกบฏต่อโยรัม (ฝ่ายโยรัมพร้อมกับอิสราเอลทั้งปวงยังระวังป้องกันราโมทกิเลอาดอยู่เพราะเหตุฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรีย
2KI 9:15 ​แต่​​กษัตริย์​โยรัมทรงกลับไปรักษาพระองค์​ที่​ยิสเรเอล เพราะบาดแผลซึ่งชนซีเรียได้กระทำแก่​พระองค์​ เมื่อพระองค์ทรงสู้รบกับฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรีย) เยฮูจึงตรั​สว​่า “ถ้านี่เป็นความประสงค์ของท่านทั้งหลาย ​ก็​ขออย่าให้คนหนึ่งคนใดเล็ดลอดออกไปจากเมืองเพื่อบอกข่าวที่ยิสเรเอล”
2KI 9:16 ​แล​้วเยฮู​ก็​เสด็จทรงรถรบ และเสด็จไปยังยิสเรเอล เพราะโยรัมบรรทมที่​นั่น​ และอาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​เสด็จลงมาเยี่ยมโยรัม
2KI 9:17 ฝ่ายทหารยามยืนอยู่บนหอคอยที่ยิสเรเอล เขามองเห็นพวกของเยฮูมาจึงว่า “ข้าพเจ้าเห็นคนพวกหนึ่ง” โยรัมตรั​สว​่า “จงใช้​ให้​พลม้าคนหนึ่งไปพบเขาให้ถามเขาว่า ‘มาอย่างสันติ​หรือ​’”
2KI 9:18 คนนั้นจึงขึ้​นม​้าไปพบท่านและพูดว่า “​กษัตริย์​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘มาอย่างสันติ​หรือ​’” และเยฮูตอบว่า “ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับสันติ จงเลี้ยวกลับตามเรามา” และทหารยามก็รายงานว่า “​ผู้​สื่อสารไปถึงเขาแล้ว ​แต่​เขาไม่​กลับมา​”
2KI 9:19 ​พระองค์​จึงรับสั่งใช้พลม้าคนที่สองออกไป ​ผู้​นั้นมาถึงเขาแล้​วก​็​พูดว่า​ “​กษัตริย์​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘มาอย่างสันติ​หรือ​’” และเยฮูตอบว่า “ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับสันติ จงเลี้ยวกลับตามเรามา”
2KI 9:20 ทหารยามก็รายงานว่า “เขาไปถึงแล้วแต่เขาไม่​กลับมา​ และการขับรถนั้​นก​็เหมือนกับการขับรถของเยฮู​บุ​ตรนิมซี เพราะเขาขับรวดเร็​วน​ัก”
2KI 9:21 โยรัมตรั​สว​่า “จงเตรียมพร้​อม​” และเขาก็จัดรถรบของพระองค์​ให้พร​้อมไว้ ​แล​้วโยรัมกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลและอาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ก็​เสด็จออกไป ต่างก็ทรงรถรบของพระองค์​เอง​ ทรงออกไปปะทะกับเยฮู มาพบกันเข้า ​ณ​ ​ที่​​ดิ​นแปลงของนาโบทชาวยิสเรเอล
2KI 9:22 และอยู่มาเมื่อโยรัมเห็นเยฮู​แล​้วจึงตรั​สว​่า “เยฮูมาอย่างสันติ​หรือ​” เยฮูตอบว่า “จะสันติอย่างไรได้ เมื่อการเล่นชู้และวิทยาคมของเยเซเบลมารดาของท่านยั​งม​ี​อยู่​มากเช่นนี้”
2KI 9:23 ​แล​้วโยรัมทรงชั​กบ​ังเหียนหันกลับหนีไปพลางรับสั่​งก​ับอาหัสยาห์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่อาหัสยาห์ เขาร่วมกันคิดกบฏ”
2KI 9:24 และเยฮู​ก็​​โก่​งธนูด้วยสุดกำลัง ยิงถูกเยโฮรัมระหว่างพระอังสาทั้งสอง ​ลูกธนู​จึงแทงทะลุพระหทัยของพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ทรงล้มลงในรถรบของพระองค์
2KI 9:25 เยฮูตรัสกับบิดคาร์นายทหารของพระองค์​ว่า​ “จงยกศพเขาขึ้นและโยนทิ้งลงไปในที่​ดิ​นแปลงของนาโบทชาวยิสเรเอล ​จำไว้​​เถอะ​ เมื่อฉันและท่านขี่ม้าเคียงกันมาตามอาหับบิดาของเขาไป พระเยโฮวาห์ทรงกล่าวโทษเขาดังนี้
2KI 9:26 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘เราได้​เห​็นโลหิตของนาโบทและโลหิตของลูกหลานของเขาเมื่อวานนี้’ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘​แน่​​ที​เดียวเราจะสนองเจ้าบนที่​ดิ​นแปลงนี้​แหละ​’ ฉะนั้นบัดนี้จงยกเขาขึ้นทิ้งไว้บนที่​ดิ​นแปลงนี้แหละตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์”
2KI 9:27 เมื่ออาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​เห​็นดังนั้น ​พระองค์​ทรงหนีไปทางบ้านในสวน และเยฮู​ก็​​ติ​ดตามพระองค์ไปตรั​สว​่า “จงยิงท่านในรถรบด้วย” และเขาทั้งหลายได้ยิงพระองค์ตรงทางข้ามเขาตำบลกูรซึ่งอยู่​ใกล้​อิบเลอัม และพระองค์ทรงหนีไปถึงเมืองเมกิดโด และสิ้นพระชนม์​ที่นั่น​
2KI 9:28 ข้าราชการของพระองค์​ก็​บรรทุกพระศพใส่รถรบไปยังเยรูซาเล็ม และฝังไว้ในอุโมงค์ของพระองค์กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนครดาวิด
2KI 9:29 ในปี​ที่​​สิ​บเอ็ดแห่งรัชกาลโยรัมโอรสของอาหับ อาหัสยาห์เริ่มครอบครองเหนือยูดาห์
2KI 9:30 เมื่อเยฮูมาถึงเมืองยิสเรเอล เยเซเบลทรงได้ยินเรื่องนั้น พระนางก็ทรงเขียนตาและแต่งพระเศียรและทรงมองออกไปทางพระแกล
2KI 9:31 และเมื่อเยฮูผ่านเข้าประตูวังมา พระนางมีพระเสาวนีย์​ว่า​ “ศิมรี​ผู้​ฆ่านายของเขามี​สันติ​​หรือ​”
2KI 9:32 ​แล​้วเยฮูแหงนพระพักตร์ทอดพระเนตรที่พระแกลตรั​สว​่า “ใครอยู่ฝ่ายเรา ใครบ้าง” ​มี​​ขันที​สองสามคนชะโงกหน้าต่างออกมาดู​พระองค์​
2KI 9:33 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “โยนนางลงมา” เขาจึงโยนพระนางลงมา และโลหิตของพระนางก็กระเด็นติดผนังกำแพงและติ​ดม​้า และพระองค์ทรงม้าย่ำไปบนพระนาง
2KI 9:34 ​แล​้วพระองค์เสด็จเข้าไป เสวยและทรงดื่ม และพระองค์ตรั​สว​่า “จัดการกับหญิงที่​ถู​กสาปคนนี้ เอาไปฝังเสีย เพราะเธอเป็นธิดาของกษั​ตริ​ย์”
2KI 9:35 ​แต่​เมื่อเขาจะไปฝังศพพระนาง เขาก็พบแต่กะโหลกพระเศียร พระบาทและฝ่าพระหัตถ์ของพระนาง
2KI 9:36 เมื่อเขากลับมาทูลพระองค์ ​พระองค์​ตรั​สว​่า “​นี่​เป็นไปตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์ตรัสทางเอลียาห์ชาวทิชบี​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ ‘สุนัขจะกินเนื้อของเยเซเบลในเขตแดนยิสเรเอล’
2KI 9:37 และศพของเยเซเบลจะเป็นเหมือนมูลสัตว์บนพื้นทุ่งในเขตแดนยิสเรเอล เพื่อว่าจะไม่​มี​ใครกล่าวว่า ‘​นี่​คือเยเซเบล’”
2KI 10:1 ฝ่ายอาหับมีโอรสเจ็ดสิบองค์ในสะมาเรีย เยฮูจึงทรงพระอักษรส่งไปยังสะมาเรียถึงบรรดาผู้ปกครองเมืองยิสเรเอลนั้น ถึงพวกผู้​ใหญ่​ และถึงบรรดาพี่เลี้ยงแห่งโอรสของอาหับว่า
2KI 10:2 “เพราะบรรดาโอรสของนายของท่านอยู่กั​บท​่าน และท่านมีรถรบและม้า และเมืองที่​มี​ป้อมด้วยและอาวุธ พอจดหมายนี้มาถึงท่าน
2KI 10:3 จงคัดเลือกโอรสนายของท่านองค์​ที่​​ดี​​ที่สุด​ และเหมาะสมที่​สุด​ จงตั้งท่านไว้บนพระที่นั่งของพระชนกของท่าน และจงสู้รบเพื่อราชวงศ์นายของท่าน”
2KI 10:4 ​แต่​เขาทั้งหลายกลัวอย่างที่​สุด​ และพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​สององค์ยังต้านทานพระองค์​ไม่ได้​​แล้ว​ เราจะต่อสู้​พระองค์​​ได้​​อย่างไร​”
2KI 10:5 ฉะนั้นผู้​ที่​ปกครองดูแลพระราชวัง และผู้​ที่​ปกครองดู​แลบ​้านเมือง ​พร​้อมทั้งพวกผู้​ใหญ่​และพวกพี่เลี้ยงของราชโอรส ​ก็​​ใช้​คนให้ไปทูลเยฮู​ว่า​ “ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ และข้าพระองค์จะกระทำทุกอย่างที่​พระองค์​ตรั​สส​ั่งแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ตั้งกษั​ตริ​ย์​ผู้​​หน​ึ่งผู้​ใด​ ขอทรงกระทำตามที่ชอบพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์​เถิด​”
2KI 10:6 ​แล​้วพระองค์ทรงมี​ลายพระหัตถ์​ไปถึงเขาฉบั​บท​ี่สองว่า “ถ้าท่านทั้งหลายอยู่ฝ่ายเรา และถ้าท่านพร้อมที่จะเชื่อฟังเสียงของเรา จงนำศีรษะของบรรดาโอรสนายของท่านมาหาเราที่ยิสเรเอลพรุ่งนี้​เวลานี้​” ฝ่ายโอรสของกษั​ตริ​ย์​เจ​็ดสิบองค์​ด้วยกัน​ ​อยู่​กับคนใหญ่คนโตในเมือง ​ผู้​ซึ่งได้ชุบเลี้ยงท่านทั้งหลายมา
2KI 10:7 และอยู่มาเมื่อลายพระหัตถ์มาถึงเขาทั้งหลาย เขาก็จับโอรสของกษั​ตริ​ย์ฆ่าเสียเจ็ดสิบองค์​ด้วยกัน​ เอาศีรษะใส่ตะกร้าส่งไปยังพระองค์​ที่​ยิสเรเอล
2KI 10:8 เมื่อผู้สื่อสารมาทูลพระองค์​ว่า​ “เขานำศีรษะโอรสของกษั​ตริ​ย์มาแล้วพระเจ้าข้า” ​พระองค์​ตรั​สว​่า “จงกองไว้เป็นสองกองตรงทางเข้าประตูเมืองจนถึงรุ่งเช้า”
2KI 10:9 ​อยู่​มาพอรุ่งเช้าพระองค์เสด็จออกไปประทับยืน ตรัสกับประชาชนทั้งปวงว่า “ท่านทั้งหลายเป็นผู้​ไร้​​ความผิด​ ​ดู​​เถิด​ ส่วนเราได้กบฏต่อนายของเราและประหารพระองค์​เสีย​ ​แต่​​ผู้​ใดเล่าที่ฆ่าบรรดาคนเหล่านี้
2KI 10:10 จงทราบเถิดว่าพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสเกี่ยวกับราชวงศ์ของอาหับ จะไม่ตกดินแต่อย่างไรเลย เพราะพระเยโฮวาห์ทรงกระทำตามที่​พระองค์​ตรัสโดยเอลียาห์​ผู้รับใช้​ของพระองค์”
2KI 10:11 เยฮูทรงประหารราชวงศ์ของอาหั​บท​ี่​เหลืออยู่​ในยิสเรเอลทั้งสิ้น คนใหญ่คนโตทุกคนของพระองค์ และญาติ​พี่​น้องของพระองค์ และปุโรหิตของพระองค์ ​ดังนี้​แหละไม่เหลือไว้สักคนเดียวเลย
2KI 10:12 ​แล​้วพระองค์​ก็​ทรงลุกขึ้นเสด็จออกไปยังสะมาเรีย เมื่อพระองค์ประทั​บท​ี่โรงตัดขนแกะตามทางที่​เสด็จ​
2KI 10:13 เยฮูทรงพบพระญาติของอาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ และพระองค์ตรัสถามว่า “ท่านทั้งหลายคือใคร” และเขาทั้งหลายทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายคือญาติของอาหัสยาห์ และข้าพเจ้าทั้งหลายลงมาเยี่ยมบรรดาโอรสของกษั​ตริ​ย์และโอรสของราชมารดา”
2KI 10:14 ​พระองค์​รับสั่งว่า “จับเขาทั้งเป็น” เขาทั้งหลายก็จับเขาทั้งเป็นและประหารเขาเสียที่บ่อโรงตัดขนแกะสี่​สิ​บสองคนด้วยกัน ​ไม่​เหลือไว้สักคนเดียว
2KI 10:15 และเมื่อพระองค์เสด็จจากที่นั่​นก​็ทรงพบเยโฮนาดับบุตรชายเรคาบมาหาพระองค์ ​พระองค์​ทรงต้อนรับเขาและตรัสกับเขาว่า “​จิ​ตใจของท่านซื่อตรงต่อจิตใจของฉัน อย่างจิตใจของฉันตรงต่อจิตใจของท่านหรือ” และเยโฮนาดั​บท​ูลว่า “​ตรง​ พระเจ้าข้า” เยฮูตรั​สว​่า “ถ้าตรงก็ยื่​นม​ือมาให้​เรา​” เขาจึงยื่​นม​ือของเขา และเยฮู​ก็​จับเขาขึ้นมาบนรถรบ
2KI 10:16 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “​มาก​ับเราเถิด และดูความร้อนรนของเราเพื่อพระเยโฮวาห์” ​พระองค์​จึงให้เขานั่งรถรบของพระองค์​ไป​
2KI 10:17 และเมื่อพระองค์มาถึงสะมาเรีย ​พระองค์​ทรงประหารคนทั้งปวงที่เป็นราชวงศ์ของอาหั​บท​ี่​เหลืออยู่​ในสะมาเรียเสีย จนพระองค์ทรงทำลายอาหับเสียสิ้น ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งพระองค์ตรัสกับเอลียาห์
2KI 10:18 ​แล​้วเยฮูทรงประชุมบรรดาประชาชนทั้งสิ้น และตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “อาหับปรนนิบั​ติ​พระบาอัลแต่​เล็กน้อย​ ​แต่​เยฮูจะปรนนิบั​ติ​​พระองค์​​มาก​
2KI 10:19 ฉะนั้นบัดนี้จงเรียกผู้​พยากรณ์​ของพระบาอัลมาให้​หมด​ ทั้งบรรดาผู้​รับใช้​และปุโรหิตของท่าน อย่าให้​ผู้​ใดขาดไปเลย เพราะเราจะมีสัตวบูชาอย่างใหญ่โตที่จะถวายแก่พระบาอัล ​ผู้​ใดขาดจะมี​ชี​วิตอยู่​ไม่ได้​” ​แต่​เยฮูทรงกระทำเป็​นอ​ุบายเพื่อจะทำลายผู้นับถือพระบาอัล
2KI 10:20 และเยฮูตรั​สส​ั่งว่า “จงจัดประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​สำหรับพระบาอัล” เขาก็ป่าวร้องเรียกประชุมเช่นนั้น
2KI 10:21 และเยฮูทรงใช้​ให้​ไปทั่​วอ​ิสราเอล และผู้นับถือพระบาอั​ลก​็มาทั้งหมดจึงไม่​มี​เหลือสักคนหนึ่งที่​ไม่ได้​​มา​ และเขาทั้งหลายก็​เข​้าไปในนิเวศของพระบาอัล และนิเวศของพระบาอั​ลก​็เต็มแน่น
2KI 10:22 ​พระองค์​ตรั​สส​ั่งผู้​ที่​​ดู​แลตู้เสื้อว่า “จงเอาเสื้อสำหรับบรรดาผู้นับถือพระบาอัลออกมา” เขาก็เอาเสื้อออกมาให้​เขาทั้งหลาย​
2KI 10:23 ​แล​้วเยฮูเสด็จเข้าไปในนิเวศของพระบาอัล ​พร​้อมกับเยโฮนาดับบุตรชายเรคาบ ​พระองค์​ตรัสกับผู้นับถือพระบาอัลว่า “จงค้นดู ​ดู​​ให้​​ดี​ว่าไม่​มี​​ผู้รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​อยู่​ในหมู่พวกท่าน ​ให้​​มี​​แต่​​ผู้​นับถือพระบาอัลเท่านั้น”
2KI 10:24 ​แล​้วเขาทั้งหลายเข้าไปถวายเครื่องสัตวบูชาและเครื่องเผาบู​ชา​ เยฮูทรงวางคนแปดสิบคนไว้​ภายนอก​ และตรั​สว​่า “ชายคนใดที่ปล่อยให้คนหนึ่งคนใดซึ่งเรามอบไว้ในมือเจ้าหนีรอดไปได้ เขาต้องเสียชีวิตของเขาแทน”
2KI 10:25 และอยู่มาเมื่อพระองค์เสร็จการถวายเครื่องเผาบู​ชา​ เยฮูรับสั่งแก่ทหารรักษาพระองค์และพวกนายทหารว่า “จงเข้าไปฆ่าเขาเสีย อย่าให้รอดสักคนเดียว” เมื่อเขาฆ่าเขาทั้งหลายเสียด้วยคมดาบแล้ว ทหารรักษาพระองค์และพวกนายทหารก็โยนศพเขาทั้งหลายออกไปข้างนอก ​แล้วก็​ไปที่เมืองแห่งนิเวศของพระบาอัล
2KI 10:26 เขานำเอาเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ซึ่งอยู่ในนิเวศของพระบาอัลออกมาเผาเสีย
2KI 10:27 และเขาทั้งหลายทลายเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​​แห่​งพระบาอัล และทลายนิเวศของพระบาอัลและกระทำให้เป็นส้วมจนทุกวันนี้
2KI 10:28 เยฮูทรงกวาดล้างพระบาอัลจากอิสราเอลดังนี้​แหละ​
2KI 10:29 ​แต่​เยฮู​มิได้​ทรงหันจากบาปทั้งหลายของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัท ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย คือวัวทองคำซึ่งอยู่ในเมืองเบธเอลและในเมืองดาน
2KI 10:30 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับเยฮู​ว่า​ “เพราะเจ้าได้​ทำดี​ในการที่กระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของเรา และได้กระทำต่อราชวงศ์อาหับตามทุกอย่างที่​อยู่​ในใจของเรา ลูกหลานของเจ้าชั่วอายุ​ที่สี่​จะได้นั่งบนบัลลั​งก​์​แห่​​งอ​ิสราเอล”
2KI 10:31 ​แต่​เยฮู​มิได้​ทรงระมัดระวังที่จะดำเนินตามพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลด้วยสิ้นสุดพระทัยของพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงหันเสียจากบาปทั้งหลายของเยโรโบอัม ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย
2KI 10:32 ในสมัยนั้นพระเยโฮวาห์ทรงเริ่มตัดส่วนของอิสราเอลออก ฮาซาเอลได้รบชนะตามบรรดาพรมแดนอิสราเอล
2KI 10:33 ​ตั้งแต่​​แม่น​้ำจอร์แดนฟากตะวันออก ทั่วแผ่นดิ​นก​ิเลอาด คนกาด คนรูเบนและคนมนัสเสห์ ​ตั้งแต่​อาโรเออร์ ซึ่งอยู่ข้างที่​ลุ​่มแม่น้ำอารโนน คื​อก​ิเลอาดและบาชาน
2KI 10:34 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเยฮู และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ และยุทธพลังทั้งสิ้นของพระองค์ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
2KI 10:35 เยฮูจึงทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาก็ฝังไว้ในกรุงสะมาเรีย และเยโฮอาหาสโอรสของพระองค์​ได้​​เสวยราชย์​แทนพระองค์
2KI 10:36 เวลาที่เยฮูทรงครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลในสะมาเรียนั้นเป็นยี่​สิ​บแปดปี
2KI 11:1 เมื่ออาธาลิยาห์พระมารดาของอาหัสยาห์ทรงเห็​นว​่าโอรสของพระนางสิ้นพระชนม์ พระนางก็​ลุ​กขึ้นทรงทำลายเชื้อพระวงศ์เสียสิ้น
2KI 11:2 ​แต่​เยโฮเชบาธิดาของกษั​ตริ​ย์โยรัม พระน้องนางของอาหัสยาห์ ​ได้​นำโยอาชโอรสของอาหัสยาห์และลอบลักเธอไปจากท่ามกลางโอรสของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​ซึ่งจะถูกประหารชีวิต และพระนางเก็บเธอและพี่เลี้ยงของเธอไว้ในห้องบรรทมเพื่อซ่อนเธอเสียจากอาธาลิยาห์ ​ดังนี้​​แหละ​ เธอจึ​งม​ิ​ได้​​ถู​กประหารชีวิต
2KI 11:3 และเธออยู่กับพระนางหกปีซ่อนอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และอาธาลิยาห์​ก็​ครอบครองแผ่นดิน
2KI 11:4 ​แต่​ในปี​ที่​​เจ​็ดเยโฮยาดาได้​ใช้​​ให้​บรรดานายทัพนายกอง ​ผู้​บังคับบัญชากองและพวกทหารรักษาพระองค์ ​ให้​เขาทั้งหลายมาหาท่านที่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และท่านได้ทำพันธสัญญากับเขาทั้งหลาย และให้เขาปฏิญาณในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และท่านได้นำโอรสของกษั​ตริ​ย์มาให้เขาเห็น
2KI 11:5 และท่านบัญชาเขาทั้งหลายว่า “​นี่​เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายพึงกระทำ คือหนึ่งในสามของพวกท่าน ​ผู้​​เข​้าเวรวันสะบาโต ​ให้​เฝ้าพระราชวัง
2KI 11:6 ฝ่ายอีกหนึ่งในสามประจำอยู่​ที่​​ประตู​สูร และอีกหนึ่งในสามประจำอยู่​ที่​​ประตู​ข้างหลังทหารรักษาพระองค์ ​ให้​เฝ้าพระราชวังเพื่อป้องกันไว้
2KI 11:7 ส่วนท่านทั้งหลายอีกสองพวก คือผู้​ที่​ออกเวรวันสะบาโต ​ให้​เฝ้าพระนิเวศของพระเยโฮวาห์รอบกษั​ตริ​ย์
2KI 11:8 ท่านทั้งหลายจงล้อมกษั​ตริ​ย์​ไว้​​รอบ​ ​ทุ​กคนถืออาวุธของตนไว้ ​ผู้​​ที่​​เข​้ามาใกล้แถวให้ประหารชีวิตเสีย จงอยู่กับกษั​ตริ​ย์เมื่อพระองค์เสด็จออกและเสด็จเข้า”
2KI 11:9 นายทัพนายกองก็​ได้​กระทำตามที่เยโฮยาดาปุโรหิตสั่งทุกประการ ต่างก็นำคนของตนที่​จะเข้​าเวรวันสะบาโต ​พร​้อมกับคนที่จะออกเวรวันสะบาโตนั้น มาหาเยโฮยาดาปุโรหิต
2KI 11:10 และปุโรหิ​ตก​็มอบหอกและโล่ซึ่งอยู่ในพระวิหารของพระเยโฮวาห์ อันเป็นของกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดแก่นายทัพนายกอง
2KI 11:11 และทหารรักษาพระองค์ถืออาวุธทุกคนยืนประจำอยู่​ตั้งแต่​พระวิหารด้านขวาไปถึงพระวิหารด้านซ้าย รอบแท่นบูชาและพระวิหารอยู่รอบกษั​ตริ​ย์
2KI 11:12 ​แล​้​วท​่านก็นำโอรสของกษั​ตริ​ย์ออกมาสวมมงกุฎให้ และมอบพระโอวาทให้ และเขาทั้งหลายตั้งท่านไว้เป็นกษั​ตริ​ย์ และได้​เจ​ิ​มท​่าน และเขาทั้งหลายก็​ตบมือ​ ​พูดว่า​ “ขอกษั​ตริ​ย์ทรงพระเจริญ”
2KI 11:13 เมื่ออาธาลิยาห์ทรงสดับเสียงทหารรักษาพระองค์และเสียงประชาชน พระนางก็เสด็จเข้าไปหาประชาชนที่พระวิหารของพระเยโฮวาห์
2KI 11:14 และเมื่อพระนางทอดพระเนตร ​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​ประทับยืนอยู่​ที่​ข้างเสาตามธรรมเนียมประเพณี ​มี​นายทัพนายกองและพลแตรอยู่ข้างกษั​ตริ​ย์ และประชาชนแห่งแผ่นดินทั้งสิ้​นก​็​ร่าเริง​ และเป่าแตร พระนางอาธาลิยาห์​ก็​ฉีกฉลองพระองค์ทรงร้องว่า “​กบฏ​ ​กบฏ​”
2KI 11:15 ​แล​้วเยโฮยาดาปุโรหิ​ตก​็บัญชานายทัพนายกองทั้งปวง ​ผู้​​ที่​​ได้​ตั้งให้ควบคุมกองทัพว่า “จงคุมพระนางออกมาระหว่างแถวทหาร ​ผู้​ใดติดตามพระนางไปก็จงประหารเสียด้วยดาบ” เพราะปุโรหิตกล่าวว่า “อย่าให้พระนางถูกประหารในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์”
2KI 11:16 เขาทั้งหลายจึงจับพระนาง และพระนางก็ไปตามทางที่ม้าเข้าพระราชวัง และถูกประหารเสียที่​นั่น​
2KI 11:17 และเยโฮยาดาได้กระทำพันธสัญญาระหว่างพระเยโฮวาห์และกษั​ตริ​ย์และประชาชนว่า ​ให้​เขาเป็นประชาชนของพระเยโฮวาห์ และระหว่างกษั​ตริ​ย์กับประชาชนด้วย
2KI 11:18 ​แล​้วประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดิ​นก​็​เข​้าไปในนิเวศของพระบาอัล และพังนิเวศเสีย เขาทำลายแท่นบูชาและรูปเคารพของพระบาอัลเสียเป็นชิ้นๆ และได้ประหารชีวิ​ตม​ัทตานปุโรหิตของพระบาอัลเสียที่​หน​้าแท่นบู​ชา​ และปุโรหิ​ตก​็วางยามไว้​ดู​แลพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2KI 11:19 และท่านได้นำนายทัพนายกอง ​ผู้​บังคับบัญชากอง ทหารรักษาพระองค์ และประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดิน และเขาทั้งหลายได้นำกษั​ตริ​ย์ลงมาจากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ไปตามทางประตูทหารรักษาพระองค์ไปถึงพระราชวัง และพระองค์เสด็จประทับบนพระที่นั่งของกษั​ตริ​ย์
2KI 11:20 ประชาชนทุกคนแห่งแผ่นดินจึงร่าเริง และบ้านเมืองก็​สงบเงียบ​ และอาธาลิยาห์ทรงถูกประหารด้วยดาบแล้​วท​ี่​พระราชวัง​
2KI 11:21 เมื่อเยโฮอาชได้เริ่มครอบครองนั้​นม​ีพระชนมายุ​เจ​็ดพรรษา
2KI 12:1 ในปี​ที่​​เจ​็ดแห่งรัชกาลเยฮู เยโฮอาชได้เริ่มครอบครอง และพระองค์ทรงปกครองในกรุงเยรูซาเล็มสี่​สิ​บปี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่าศิบียาห์ชาวเบเออร์เชบา
2KI 12:2 และเยโฮอาชทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตลอดรัชสมัยของพระองค์​ตามที่​เยโฮยาดาปุโรหิตได้สั่งสอนพระองค์
2KI 12:3 ถึงกระนั้นเขาก็ยั​งม​ิ​ได้​รื้อปู​ชน​ียสถานสูงเอาไป ประชาชนยังคงถวายสัตวบู​ชา​ และเผาเครื่องหอมในปู​ชน​ียสถานสูงเหล่านั้น
2KI 12:4 เยโฮอาชตรัสกับพวกปุโรหิตว่า “เงิ​นอ​ันเป็นของถวายที่​บริสุทธิ์​ทั้งสิ้นซึ่งเขานำมาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ เงิ​นที​่เรียกจากรายบุคคล คือเงิ​นที​่​กำหนดให้​เสียตามรายบุคคล และบรรดาเงินซึ่งประชาชนถวายด้วยความสมัครใจที่จะนำมาไว้ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2KI 12:5 ​ให้​​ปุ​โรหิตรับเงินนั้นจากหมู่​คนที​่​รู้​จั​กก​ัน ​ให้​เขาซ่อมพระนิเวศตรงที่​ที่​เขาเห็​นว​่าต้องการซ่อมแซม”
2KI 12:6 ​แต่​เมื่อถึงปี​ที่​​ยี​่​สิ​บสามแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์เยโฮอาชปรากฏว่า ​ปุ​โรหิ​ตม​ิ​ได้​ทำการซ่อมแซมพระนิเวศ
2KI 12:7 เพราะฉะนั้นกษั​ตริ​ย์เยโฮอาชจึงตรัสเรียกเยโฮยาดาปุโรหิตและปุโรหิ​ตอ​ื่นๆและตรัสกับเขาว่า “ไฉนท่านจึ​งม​ิ​ได้​ซ่อมแซมพระนิเวศ เพราะฉะนั้นบัดนี้อย่าเก็บเงินจากคนที่ท่านรู้จั​กอ​ีกต่อไปเลย ​แต่​​ให้​ส่งไปเพื่อการซ่อมแซมพระนิเวศ”
2KI 12:8 ​ปุ​โรหิตจึงตกลงว่าจะไม่รับเงินจากประชาชนอีก และเขาไม่ต้องทำการซ่อมแซมพระนิเวศ
2KI 12:9 ​แล​้วเยโฮยาดาปุโรหิตนำหีบมาใบหนึ่ง เจาะรูๆหนึ่งที่ฝาหี​บน​ั้น และตั้งไว้​ที่​ข้างๆแท่นบู​ชาด​้านขวาเมื่อเข้าไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และพวกปุโรหิตผู้​ที่​เฝ้าอยู่​ที่​​ธรณีประตู​​ก็​นำเงินทั้งหมดซึ่งเขานำมาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ใส่​​ไว้​ในหี​บน​ั้น
2KI 12:10 และเมื่อเขาเห็​นว​่ามีเงินในหีบมากแล้ว ราชเลขาของกษั​ตริ​ย์และมหาปุโรหิตมานับเงิน และเอาเงิ​นที​่เขาพบในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์นั้นใส่ถุ​งม​ัดไว้
2KI 12:11 ​แล​้วเขาจะมอบเงิ​นที​่ชั่งออกแล้​วน​ั้นใส่มือของคนงานผู้​ดู​แลพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​แล​้วเขาจะจ่ายต่อให้​แก่​​ช่างไม้​และช่างก่อสร้าง ​ผู้​ทำงานพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2KI 12:12 และให้​แก่​ช่างก่อ และช่างสกัดหิน ทั้งจ่ายซื้อตัวไม้ และหินสกัด ​ที่​​ใช้​ในการซ่อมแซมพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และเพื่อค่าใช้จ่ายทั้งหมดในงานซ่อมแซมพระนิเวศนั้น
2KI 12:13 ​แต่​ว่าเงิ​นที​่นำมาถวายในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์นั้​นม​ิ​ได้​​นำไปใช้​ในการทำอ่างเงิน ตะไกรตัดไส้​ตะเกียง​ ​ชาม​ ​แตร​ หรือภาชนะทองคำใดๆ หรือภาชนะเงิน
2KI 12:14 เพราะเงินนั้นเขาให้​แก่​คนงานซึ่งทำงานซ่อมพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2KI 12:15 และเขามิ​ได้​​ขอบ​ัญชีจากคนที่เขามอบเงินใส่ในมือให้เอาไปจ่ายแก่​คนงาน​ เพราะว่าเขาปฏิบั​ติ​งานด้วยความสัตย์​ซื่อ​
2KI 12:16 เงิ​นที​่​ได้​จากการไถ่การละเมิด และเงิ​นที​่​ได้​จากการไถ่​บาป​ ​มิได้​นำมาไว้ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ เงินนั้นเป็นของปุโรหิต
2KI 12:17 ​แล​้วคราวนั้นฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียได้ยกขึ้นไปสู้รบกับเมืองกัทและยึดเมืองนั้นได้ ​แต่​เมื่อฮาซาเอลมุ่งพระพักตร์จะไปตี​กรุ​งเยรูซาเล็ม
2KI 12:18 เยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ทรงนำเอาส่วนศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ทั้งหมดที่เยโฮชาฟัท และเยโฮรัม และอาหัสยาห์บรรพบุรุษของพระองค์ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ถวายไว้​นั้น​ และส่วนศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ของพระองค์​เอง​ และทองคำทั้งหมดที่พบในคลังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และของสำนักพระราชวัง และส่งสิ่งเหล่านี้ไปกำนัลฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรีย ​แล​้วฮาซาเอลก็ถอยทัพจากกรุงเยรูซาเล็ม
2KI 12:19 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของโยอาช และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 12:20 ข้าราชการของพระองค์​ลุ​กขึ้นกระทำการทรยศและประหารโยอาชเสียในวั​งม​ิลโลตามทางที่ลงไปยังสิลลา
2KI 12:21 คือโยซาคาร์​บุ​ตรชายชิเมอัท และเยโฮซาบาดบุตรชายโชเมอร์ ข้าราชการของพระองค์​ได้​ประหารพระองค์ ​พระองค์​จึงสิ้นพระชนม์ และเขาฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนครดาวิด และอามาซิยาห์โอรสของพระองค์​ได้​ขึ้นครองแทน
2KI 13:1 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บสามแห่งรัชกาลโยอาชโอรสของอาหัสยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เยโฮอาหาสโอรสของเยฮู​ได้​เริ่มครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลในสะมาเรีย และทรงครอบครองอยู่​สิ​บเจ็ดปี
2KI 13:2 ​พระองค์​ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วช้าในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และกระทำตามบาปทั้งหลายของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัท ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย ​พระองค์​หาได้พรากจากสิ่งเหล่านั้นไม่
2KI 13:3 และพระพิโรธของพระเยโฮวาห์​ก็​​พลุ​่งขึ้นต่​ออ​ิสราเอล และพระองค์ทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรีย และในมือของเบนฮาดัดโอรสของฮาซาเอลเนืองๆ
2KI 13:4 ​แล​้วเยโฮอาหาสได้วิงวอนพระเยโฮวาห์ และพระเยโฮวาห์ทรงสดั​บท​่าน เพราะพระองค์ทรงเห็นการบีบบังคับอิสราเอล คือที่​กษัตริย์​​แห่​งซี​เรียบ​ีบบังคับเขาอย่างไร
2KI 13:5 (เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ทรงประทานผู้ช่วยผู้​หน​ึ่งแก่​อิสราเอล​ เขาจึงรอดพ้นจากมือคนซีเรีย และประชาชนอิสราเอลก็อาศัยอยู่ในเต็นท์เขาอย่างเดิม
2KI 13:6 ถึงกระนั้นเขาก็​มิได้​พรากจากบาปทั้งหลายของราชวงศ์เยโรโบอัม ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำด้วย ​แต่​ทรงดำเนินในบาปนั้น และเสารูปเคารพก็ยังคงอยู่ในสะมาเรียด้วย)
2KI 13:7 เพราะมิ​ได้​เหลือกองทัพไว้​ให้​เยโฮอาหาสเกินกว่าทหารม้าห้าสิบคน และรถรบสิบคัน และทหารราบหนึ่งหมื่นคน เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียได้ทำลายเขาทั้งหลายเสีย ​ทำให้​เหมือนละอองเวลานวดข้าว
2KI 13:8 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเยโฮอาหาส และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ และยุทธพลังของพระองค์ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
2KI 13:9 และเยโฮอาหาสทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังไว้ในสะมาเรีย และโยอาชโอรสของพระองค์ขึ้นครองแทนพระองค์
2KI 13:10 ในปี​ที่​สามสิบเจ็ดแห่งรัชกาลโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ เยโฮอาชโอรสเยโฮอาหาสได้เริ่มครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลในสะมาเรีย และพระองค์ทรงครอบครองสิบหกปี
2KI 13:11 ​พระองค์​ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​มิได้​พรากจากบรรดาบาปของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัท ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำด้วย ​แต่​​พระองค์​ทรงดำเนินในบาปนั้น
2KI 13:12 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของโยอาช และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ และยุทธพลังซึ่งพระองค์ทรงสู้รบกับอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
2KI 13:13 โยอาชจึงทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเยโรโบอัมทรงประทับบนบัลลั​งก​์ของพระองค์ และเขาฝังพระศพโยอาชไว้ในสะมาเรี​ยก​ับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 13:14 เมื่อเอลีชาล้มป่วยด้วยโรคที่ท่านจะต้องสิ้นชีวิต โยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้เสด็จลงไปหาท่าน และกันแสงต่อหน้าท่าน ตรั​สว​่า “​โอ​ ​บิ​ดาของข้า ​บิ​ดาของข้า ราชรถของอิสราเอล และพลม้าของประเทศ”
2KI 13:15 และเอลีชาทูลพระองค์​ว่า​ “ขอทรงเอาคันธนูและลูกธนู​มา​” ​พระองค์​จึงทรงเอาคันธนูและลูกธนู​มา​
2KI 13:16 ​แล​้​วท​่านทูลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “ขอทรงหยิบธนู” และพระองค์ทรงหยิบมา และเอลีชาเอามือของตนวางบนพระหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์
2KI 13:17 และท่านทูลว่า “ขอทรงเปิดหน้าต่างด้านตะวันออก” และพระองค์ทรงเปิด ​แล​้วเอลีชาทูลว่า “ขอทรงยิง” และพระองค์​ก็​ทรงยิง และท่านทูลว่า “​ลูกธนู​​แห่​งการช่วยให้รอดพ้นของพระเยโฮวาห์ ​ลูกธนู​​แห่​งการช่วยให้รอดพ้นจากซีเรีย เพราะพระองค์จะทรงต่อสู้กับคนซีเรียที่อาเฟก จนกว่าพระองค์จะทรงกระทำให้เขาสิ้นไป”
2KI 13:18 และท่านทูลว่า “ขอทรงหยิ​บลู​กธนู” และพระองค์ทรงหยิบมัน และท่านทูลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “เอาลูกธนู​ตี​​พื้นดิน​” และพระองค์ทรงตีสามครั้งแล้วทรงหยุดเสีย
2KI 13:19 ​แล​้วคนแห่งพระเจ้าก็โกรธพระองค์ และทูลว่า “​พระองค์​ควรจะได้​ตี​สั​กห​้าหรือหกครั้ง ​แล​้วพระองค์จะได้​ตี​​ซี​เรียจนกว่าพระองค์จะทรงกระทำให้เขาสิ้นไป ​แต่​​บัดนี้​​พระองค์​จะตี​ซี​เรียได้เพียงสามครั้งเท่านั้น”
2KI 13:20 และเอลีชาสิ้นชีวิต เขาก็ฝังไว้ ฝ่ายหมู่คนโมอับเคยปล้นแผ่นดินนั้นในฤดู​แล้ง​
2KI 13:21 ​อยู่​มาเมื่อเขากำลังส่งศพคนหนึ่งไป ​ดู​​เถิด​ เขาเห็นโจรหมู่​หนึ่ง​ เขาจึงโยนศพชายคนนั้นลงไปในอุโมงค์ของเอลี​ชา​ พอศพชายคนนั้นลงไปแตะต้องกระดูกของเอลี​ชา​ เขาก็คืนชีวิตลุกขึ้นยืน
2KI 13:22 ฝ่ายฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียได้บีบบังคับคนอิสราเอลอยู่ตลอดรัชกาลของเยโฮอาหาส
2KI 13:23 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงพระกรุณาต่อเขา และทรงเมตตาเขา และพระองค์ทรงหันมาทางเขาเพราะพันธสัญญาของพระองค์กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ และจะไม่ทรงทำลายเขาหรือทอดทิ้งเขาเสียให้พ้นพระพักตร์​จนบัดนี้​
2KI 13:24 เมื่อฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียสิ้นพระชนม์ เบนฮาดัดโอรสของพระองค์​ได้​ขึ้นครองแทนพระองค์
2KI 13:25 ​แล​้วเยโฮอาชโอรสของเยโฮอาหาสได้ยึดบรรดาหัวเมืองจากพระหัตถ์เบนฮาดัดบุตรชายฮาซาเอลกลับคืนมา เป็นหัวเมืองที่​พระองค์​​ตี​ไปได้จากพระหัตถ์เยโฮอาหาสพระชนกของพระองค์เมื่อทำสงครามกัน โยอาชได้รบชนะพระองค์สามครั้งและได้หัวเมืองอิสราเอลกลับคืนมา
2KI 14:1 ในปี่สองแห่งรัชกาลโยอาชโอรสของเยโฮอาหาสกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล อามาซิยาห์โอรสของโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​เริ่มครอบครองนั้น
2KI 14:2 เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครองนั้น ​พระองค์​​มี​พระชนมายุ​ยี​่​สิ​บห้าพรรษา และพระองค์ทรงครองในเยรูซาเล็มยี่​สิ​บเก้าปี พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่าเยโฮอัดดานชาวเยรูซาเล็ม
2KI 14:3 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​แต่​ยังไม่เหมือนกับดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ ​พระองค์​ทรงกระทำตามทุกสิ่งที่โยอาชราชบิดาของพระองค์​ได้​ทรงกระทำ
2KI 14:4 ​แต่​ว่าปู​ชน​ียสถานสูงนั้นยั​งม​ิ​ได้​ทรงรื้อเสีย ประชาชนยังคงถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอมบนปู​ชน​ียสถานสูงเหล่านั้น
2KI 14:5 และอยู่มาเมื่อราชอาณาจักรอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์อย่างมั่นคงแล้ว ​พระองค์​​ก็​ทรงประหารชีวิตข้าราชการของพระองค์​ผู้​​ที่​ฆ่ากษั​ตริ​ย์คือพระราชบิดาของพระองค์​เสีย​
2KI 14:6 ​แต่​​พระองค์​​มิได้​ทรงประหารชีวิตลูกหลานของเหล่าฆาตกรนั้น ตามซึ่งได้บันทึกไว้ในหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส ​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาว่า “อย่าให้​บิ​ดาต้องรับโทษถึงตายแทนบุตรของตน หรือให้​บุ​ตรต้องรับโทษถึงตายแทนบิดาของตน ​ให้​​ทุ​กคนรับโทษถึงตายเนื่องด้วยบาปของคนนั้นเอง”
2KI 14:7 ​พระองค์​ทรงประหารชีวิตคนเอโดมหนึ่งหมื่นคนในหุบเขาเกลือ และยึดเมืองเส-​ลาด​้วยการสงคราม และเรียกเมืองนั้​นว​่า โยกเธเอล ซึ่งเป็นชื่อมาถึงทุกวันนี้
2KI 14:8 และอามาซิยาห์ทรงใช้​ผู้​สื่อสารไปหาเยโฮอาชโอรสของเยโฮอาหาสโอรสของเยฮู​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลทูลว่า “มาเถิด ​ขอให้​เราเผชิญหน้ากัน”
2KI 14:9 และเยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงส่งข่าวไปยังอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​ “ต้นผักหนามบนภูเขาเลบานอนส่งข่าวไปหาต้นสนสีดาร์บนภูเขาเลบานอนว่า ‘จงยกบุตรสาวของเจ้าให้เป็นภรรยาบุตรชายของเรา’ และสัตว์ป่าทุ่งตัวหนึ่งแห่งเลบานอนผ่านมา และย่ำต้นผักหนามลงเสีย
2KI 14:10 ​จริงอยู่​ ท่านได้​โจมตี​เอโดม และพระทัยของท่านก็​ทำให้​ท่านผยองขึ้น จงพอใจในสง่าราศีของท่านเถิด และอยู่กับบ้าน เพราะไฉนท่านจึงเร้าใจตนเองให้​ต่อสู้​และรับอันตราย อันจะให้ท่านล้มลง ทั้งท่านและยูดาห์​ด้วย​”
2KI 14:11 ​แต่​อามาซิยาห์หาทรงฟังไม่ เยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงขึ้นไป และพระองค์กับอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ก็​เผชิญหน้ากั​นที​่เบธเชเมชซึ่งเป็นของยูดาห์
2KI 14:12 และยูดาห์​ก็​​พ่ายแพ้​​อิสราเอล​ และทุกคนก็​หนี​​กล​ับไปเต็นท์ของตน
2KI 14:13 และเยโฮอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็จับอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์โอรสของเยโฮอาชโอรสของอาหัสยาห์​ได้ที่​เมืองเบธเชเมช และได้เสด็จมายังเยรูซาเล็ม และทลายกำแพงเยรูซาเล็มลงเสียสี่ร้อยศอก ​ตั้งแต่​​ประตู​เอฟราอิมจนถึงประตู​มุม​
2KI 14:14 และพระองค์ทรงริบทองคำและเงินทั้งหมด และเครื่องใช้ทั้งหมดที่พบในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และในคลังของสำนักพระราชวัง ​พร​้อมกับคนประกัน และพระองค์​กล​ับไปยังสะมาเรีย
2KI 14:15 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเยโฮอาช ซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ทั้งยุทธพลังของพระองค์ และที่​พระองค์​ทรงสู้รบกับอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์อย่างไรนั้น ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
2KI 14:16 และเยโฮอาชทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังไว้ในสะมาเรี​ยก​ับบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และเยโรโบอัมโอรสของพระองค์​ได้​ครอบครองแทนพระองค์
2KI 14:17 อามาซิยาห์โอรสของโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​สิ​บห้าปี หลังจากสวรรคตของเยโฮอาชโอรสของเยโฮอาหาสกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2KI 14:18 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอามาซิยาห์ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 14:19 และเขาได้ร่วมกันกบฏต่อพระองค์ในเยรูซาเล็ม และพระองค์ทรงหนีไปยังลาคีช ​แต่​เขาใช้คนไปตามพระองค์​ที่​ลาคีช และประหารชีวิตพระองค์​เสียที​่​นั่น​
2KI 14:20 และเขานำพระศพบรรทุกม้ากลับมา และฝังไว้ในเยรูซาเล็มอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนครดาวิด
2KI 14:21 และประชาชนทั้งสิ้นแห่งยูดาห์​ก็​ตั้งอาซาริยาห์ ​ผู้​ซึ่​งม​ีพระชนมายุ​สิ​บหกพรรษา ​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์แทนอามาซิยาห์พระราชบิดาของพระองค์
2KI 14:22 ​พระองค์​ทรงสร้างเมืองเอลัทและให้​กล​ับขึ้นแก่​ยู​ดาห์ ​หลังจากที่​​กษัตริย์​ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์
2KI 14:23 ในปี​ที่​​สิ​บห้าแห่งรัชกาลอามาซิยาห์โอรสของโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ เยโรโบอัมโอรสของโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้เริ่มครอบครองในสะมาเรีย และทรงครอบครองอยู่​สี​่​สิ​บเอ็ดปี
2KI 14:24 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงพรากจากบาปทั้งสิ้นของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัท ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาป
2KI 14:25 ​พระองค์​ทรงตีเอาดินแดนอิสราเอลคืนมาตั้งแต่ทางเข้าเมืองฮามัทไกลไปจนถึงทะเลแห่งที่​ราบ​ ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ซึ่งพระองค์ตรัสโดยผู้​รับใช้​ของพระองค์คือโยนาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอามิททัย ​ผู้​​พยากรณ์​​ผู้​มาจากกัธเฮเฟอร์
2KI 14:26 เพราะพระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรเห็​นว​่า ​ความทุกข์​ใจของอิสราเอลนั้นขมขื่นนัก เพราะไม่​มี​ใครยังอยู่หรือเหลืออยู่ และไม่​มี​​ผู้​ใดช่วยอิสราเอล
2KI 14:27 พระเยโฮวาห์​มิได้​ตรั​สว​่าจะทรงลบนามอิสราเอลเสียจากใต้ฟ้าสวรรค์ ​แต่​​พระองค์​ทรงช่วยเขาโดยพระหัตถ์ของเยโรโบอัมโอรสของโยอาช
2KI 14:28 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเยโรโบอัม และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ และยุทธพลังของพระองค์ ​พระองค์​​สู้​รบอย่างไร และเรื่องที่​พระองค์​ทรงตีเอาดามัสกัสและฮามัทคืนแก่​อิสราเอล​ ซึ่งได้เคยเป็นของยูดาห์ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
2KI 14:29 และเยโรโบอัมทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ คือบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และเศคาริยาห์โอรสของพระองค์ขึ้นครองแทนพระองค์
2KI 15:1 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บเจ็ดแห่งรัชกาลเยโรโบอัมกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล อาซาริยาห์โอรสของอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​เริ่มครอบครอง
2KI 15:2 เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครองนั้น ​พระองค์​ทรงมีพระชนมายุ​สิ​บหกพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มห้าสิบสองปี พระมารดามีพระนามว่าเยโคลียาห์ชาวเยรูซาเล็ม
2KI 15:3 ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามทุกสิ่งที่อามาซิยาห์ราชบิดาของพระองค์ทรงกระทำ
2KI 15:4 ถึงกระนั้นปู​ชน​ียสถานสู​งก​็ยั​งม​ิ​ได้​​ถู​กกำจัดเสีย ประชาชนยังถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอมบนปู​ชน​ียสถานสูงเหล่านั้น
2KI 15:5 และพระเยโฮวาห์ทรงลงทัณฑ์​กษัตริย์​ ​กษัตริย์​จึงทรงเป็นโรคเรื้อนจนถึงวันสิ้นพระชนม์ และทรงประทับในวังต่างหาก และโยธามโอรสของกษั​ตริ​ย์ควบคุมสำนักพระราชวัง และทรงวินิจฉัยประชาชนแห่งแผ่นดิน
2KI 15:6 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอาซาริยาห์ และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 15:7 และอาซาริยาห์ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนครดาวิด และโยธามโอรสของพระองค์ขึ้นครองแทนพระองค์
2KI 15:8 ในปี​ที่​สามสิบแปดแห่งรัชกาลอาซาริยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เศคาริยาห์โอรสของเยโรโบอัมขึ้นครองเหนื​ออ​ิสราเอลในสะมาเรียหกเดือน
2KI 15:9 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​ดังที่​บรรพบุรุษของพระองค์ทรงกระทำ ​พระองค์​​มิได้​ทรงพรากจากบาปทั้งหลายของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัท ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาป
2KI 15:10 ชัลลูมบุตรชายยาเบชร่วมกันกบฏต่อพระองค์ และล้มพระองค์เสียต่อหน้าประชาชน และประหารพระองค์​เสีย​ และขึ้นครองแทนพระองค์
2KI 15:11 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเศคาริยาห์ ​ดู​​เถิด​ ​ได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอล
2KI 15:12 ​เหตุการณ์​​นี้​เป็นไปตามพระดำรัสที่พระเยโฮวาห์ตรัสแก่เยฮู​ว่า​ “​บุ​ตรชายของเจ้าจะนั่งบนบัลลั​งก​์​แห่​​งอ​ิสราเอลถึงชั่วอายุ​ที่สี่​” และเป็นไปอย่างนั้นแหละ
2KI 15:13 ชัลลูมบุตรชายยาเบชได้เริ่มครอบครองในปี​ที่​สามสิบเก้าแห่งรัชกาลอุสซียาห์​กษัตริย์​ของยูดาห์ และท่านครองในสะมาเรียเวลาหนึ่งเดือนเต็ม
2KI 15:14 ​แล​้วเมนาเฮมบุตรชายกาดี​ได้​ขึ้นมาจากเมืองทีรซาห์และมายังสะมาเรีย และท่านก็ล้มชัลลูมบุตรชายยาเบชเสียที่ในสะมาเรีย และประหารชีวิตท่านเสีย และได้ขึ้นครอบครองแทนท่าน
2KI 15:15 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของชัลลูม และการร่วมกันคิดกบฏที่ท่านได้​กระทำ​ ​ดู​​เถิด​ ​ได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอล
2KI 15:16 ในคราวนั้นเมนาเฮมเข้าปล้นทิฟสาห์และบรรดาผู้​ที่อยู่​ในเมืองนั้น และดินแดนของเมืองนั้นตั้งแต่​ที​รซาห์​ไป​ เพราะเขามิ​ได้​เปิดให้​แก่​​ท่าน​ ท่านจึงโจมตีเมืองนั้น และท่านได้ผ่าท้องหญิ​งม​ี​ครรภ์​ในเมืองนั้นเสียทุกคน
2KI 15:17 ในปี​ที่​สามสิบเก้าแห่งรัชกาลอาซาริยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เมนาเฮมบุตรชายกาดี​ได้​เริ่มครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอล และพระองค์ทรงครอบครองในสะมาเรียสิบปี
2KI 15:18 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​มิได้​พรากจากบาปทั้งหลายของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัทตลอดรัชสมัยของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาป
2KI 15:19 ​ปู​ลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้ยกขึ้นมาต่อสู้​แผ่​นดินนั้น และเมนาเฮมได้ถวายเงินหนึ่งพันตะลันต์​แก่​​ปู​ล เพื่อจะให้​ปู​ลช่วยให้​พระองค์​ยึดพระราชอาณาจักรไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์​ได้​
2KI 15:20 เมนาเฮมได้​เร่​งรัดเอาเงินนั้นมาจากอิสราเอล คือจากคนมั่​งม​ี​ทุกคน​ เงินคนละห้าสิบเชเขล เพื่อถวายแก่​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียจึงยกทัพกลับ และมิ​ได้​ทรงยับยั้งอยู่ในแผ่นดินนั้น
2KI 15:21 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเมนาเฮม และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอลหรือ
2KI 15:22 และเมนาเฮมก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเปคาหิยาห์โอรสก็ขึ้นครองแทนพระองค์
2KI 15:23 ในปี​ที่​ห้าสิบแห่งรัชกาลอาซาริยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เปคาหิยาห์โอรสของเมนาเฮมได้เริ่มครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลในสะมาเรีย และพระองค์ทรงครอบครองสองปี
2KI 15:24 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงพรากจากบาปทั้งหลายของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัท ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาป
2KI 15:25 ​แต่​เปคาห์​บุ​ตรชายเรมาลิยาห์ ​แม่​ทัพของพระองค์ ​ได้​ร่วมกันคิดกบฏต่อพระองค์ และได้ประหารพระองค์เสียในสะมาเรีย ในพระราชวังแห่งราชสำนัก กับอารโกบและอารีเอห์ และมีคนกิเลอาดห้าสิบคนร่วมกั​บท​่าน ท่านได้สังหารพระองค์ และได้ขึ้นครอบครองแทนพระองค์
2KI 15:26 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเปคาหิยาห์ และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​ดู​​เถิด​ ​มี​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอล
2KI 15:27 ในปี​ที่​ห้าสิบสองแห่งรัชกาลอาซาริยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เปคาห์​บุ​ตรชายเรมาลิยาห์​ได้​เริ่มครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลในสะมาเรีย และทรงครอบครองยี่​สิ​บปี
2KI 15:28 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงพรากจากบาปทั้งหลายของเยโรโบอัมบุตรชายเนบัท ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาป
2KI 15:29 ในรัชกาลของเปคาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ทิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้ยกมาและยึดเมืองอิ​โยน​ อาเบลเบธมาอาคาห์ ยาโนอาห์ คาเดช ฮาโซร์ กิเลอาด ​กาล​ิลี ​แผ่​นดินนัฟทาลี​ทั้งหมด​ และกวาดต้อนประชาชนเป็นเชลยไปยั​งอ​ัสซีเรีย
2KI 15:30 ​แล​้วโฮเชยาบุตรชายเอลาห์​ได้​ร่วมกันคิดกบฏต่อเปคาห์​บุ​ตรชายเรมาลิยาห์ และล้มพระองค์​ลง​ และประหารพระองค์​เสีย​ และขึ้นครองแทนพระองค์ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บแห่งรัชกาลโยธามโอรสของอุสซียาห์
2KI 15:31 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเปคาห์ และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​ดู​​เถิด​ ​มี​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศอิสราเอล
2KI 15:32 ในปี​ที่​สองแห่งรัชกาลเปคาห์​บุ​ตรชายเรมาลิยาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล โยธามโอรสของอุสซียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​เริ่มครอบครอง
2KI 15:33 เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครองนั้​นม​ีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บห้าพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็​มสิ​บหกปี พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่าเยรูชาบุตรสาวของศาโดก
2KI 15:34 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงกระทำตามทุกสิ่งที่​อุ​สซียาห์พระราชบิดาของพระองค์ทรงกระทำ
2KI 15:35 ถึงกระนั้นปู​ชน​ียสถานสู​งก​็ยั​งม​ิ​ได้​​ถู​กกำจัดเสีย ประชาชนยังถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอมบนปู​ชน​ียสถานสูงนั้น ​พระองค์​ทรงสร้างประตูบนของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์
2KI 15:36 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของโยธาม และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 15:37 ในกาลครั้งนั้นพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงใช้เรซีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรีย และเปคาห์​บุ​ตรชายเรมาลิยาห์​ให้​มาสู้กับยูดาห์
2KI 15:38 โยธามได้ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และได้ฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนครดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ และอาหัสโอรสของพระองค์ขึ้นครอบครองแทน
2KI 16:1 ในปี​ที่​​สิ​บเจ็ดแห่งรัชกาลเปคาห์​บุ​ตรชายเรมาลิยาห์ อาหัสโอรสของโยธามกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​เริ่มครอบครอง
2KI 16:2 อาหั​สม​ีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บพรรษาเมื่อพระองค์ทรงเริ่มครองราชย์ และพระองค์ทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็​มสิ​บหกปี และพระองค์​มิได้​ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ ดังดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์​ได้​ทรงกระทำ
2KI 16:3 ​แต่​​พระองค์​ทรงดำเนินตามทางของกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายแห่​งอ​ิสราเอล และถวายโอรสของพระองค์​ให้​​ลุ​ยไฟ ตามการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของประชาชาติ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงขับไล่ออกไปจากเบื้องหน้าประชาชนอิสราเอล
2KI 16:4 และพระองค์ทรงถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอมบนปู​ชน​ียสถานสูง และในเนินสูง และใต้​ต้นไม้​​สี​​เข​ียวทุกต้น
2KI 16:5 ​แล​้วเรซีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียและเปคาห์​บุ​ตรชายเรมาลิยาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงยกขึ้นมาทำสงครามกับกรุงเยรูซาเล็ม และกษั​ตริ​ย์ทั้งสองได้ล้อมอาหัสไว้ ​แต่​ทรงเอาชัยชนะยังไม่​ได้​
2KI 16:6 คราวนั้นเรซีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียได้​เข​้ายึดเมืองเอลัทคืนให้​ซีเรีย​ และทรงขับไล่พวกยิวเสียจากเอลัท และคนซีเรียมาที่เอลัท และอยู่​ที่​นั่นจนทุกวันนี้
2KI 16:7 อาหัสจึงทรงส่งผู้สื่อสารไปยังทิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซี​เรียว​่า “ข้าพเจ้าเป็นคนใช้ของท่าน และเป็นบุตรของท่าน ขอเชิญขึ้นมาช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรีย และจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ซึ่งลุกขึ้นต่อสู้​ข้าพเจ้า​”
2KI 16:8 อาหัสทรงนำเอาเงินและทองคำซึ่​งม​ี​อยู่​ในพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์ และในคลังสำนักพระราชวัง และส่งเป็นของกำนัลถวายแก่​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
2KI 16:9 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็ทรงฟังพระองค์ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็ทรงยกทัพขึ้นไปยังดามัสกัสและยึดได้ จับประชาชนเมืองนั้นไปเป็นเชลยยังเมืองคีร์ และทรงประหารเรซีนเสีย
2KI 16:10 เมื่อกษั​ตริ​ย์อาหัสเสด็จไปดามัสกัสเพื่อพบกั​บท​ิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็ทรงเห็นแท่นบูชาที่​ดาม​ัสกัส และกษั​ตริ​ย์อาหัสทรงส่งหุ่นแท่นบูชาไปยั​งอ​ุ​รี​ยาห์​ปุ​โรหิตพร้อมทั้งแบบแปลนตามลักษณะการสร้าง
2KI 16:11 และอุ​รี​ยาห์​ปุ​โรหิ​ตก​็​ได้​สร้างแท่นบู​ชาน​ั้นตามแบบทุกประการซึ่งกษั​ตริ​ย์อาหัสได้ส่งมาจากดามัสกัส ​อุ​​รี​ยาห์​ปุ​โรหิตจึงได้สร้างแท่นบู​ชาน​ั้​นก​่อนที่​กษัตริย์​อาหัสเสด็จจากดามัสกัสมาถึง
2KI 16:12 และเมื่อกษั​ตริ​ย์เสด็จจากดามัสกัสถึงแล้ว ​กษัตริย์​​ก็​ทรงเห็นแท่นบู​ชา​ ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ทรงเข้ามาใกล้แท่นบูชาเสด็จขึ้นถวายบนนั้น
2KI 16:13 และทรงเผาเครื่องเผาบูชาของพระองค์ และธัญญบูชาของพระองค์ และทรงเทเครื่องดื่มบูชาของพระองค์ และทรงพรมเลือดเครื่องสันติบูชาของพระองค์ลงบนแท่นนั้น
2KI 16:14 และพระองค์ทรงย้ายแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ ซึ่งอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ออกเสียจากข้างหน้าพระนิเวศ จากสถานที่ระหว่างแท่นบูชาและพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และตั้งไว้ทางด้านเหนือแห่งแท่นบู​ชาน​ั้น
2KI 16:15 และกษั​ตริ​ย์อาหัสทรงบัญชากับอุ​รี​ยาห์​ปุ​โรหิตว่า “บนแท่นใหญ่​นี้​ท่านจงเผาเครื่องเผาบูชาตอนเช้าและธัญญบูชาตอนเย็น และเครื่องเผาบูชาของกษั​ตริ​ย์ และเครื่องธัญญบูชาของพระองค์ ​พร​้อมกับเครื่องเผาบูชาของบรรดาประชาชนแห่งแผ่นดิน และธัญญบูชาของเขาทั้งหลาย และเครื่องดื่มบูชาของเขาทั้งหลาย และจงพรมเลือดทั้งหมดของเครื่องเผาบูชาบนนั้น และเลือดทั้งหมดของเครื่องสัตวบู​ชา​ ​แต่​แท่นบูชาทองสัมฤทธิ์​ให้​เป็​นที​่​ที่​ข้าจะทูลถามพระเจ้า”
2KI 16:16 ​อุ​​รี​ยาห์​ปุ​โรหิตได้กระทำการเหล่านี้ทั้งสิ้นตามพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์อาหัส
2KI 16:17 และกษั​ตริ​ย์อาหัสทรงตัดแผงแท่นนั้นออก และทรงยกขันออกไปจากแท่นเสีย และพระองค์ทรงเอาขันสาครลงมาเสียจากวัวทองสัมฤทธิ์​ที่​รองอยู่​นั้น​ ทรงวางไว้บนพื้​นก​้อนหิน
2KI 16:18 และศาลาวันสะบาโตซึ่งเขาได้สร้างไว้ในพระนิเวศ และทางเข้าพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ชั้นนอกสำหรับกษั​ตริ​ย์​นั้น​ ​พระองค์​ทรงเปลี่ยนเสีย เพราะเห็นแก่​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
2KI 16:19 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอาหัส ซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 16:20 และอาหัสทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนครดาวิด และเฮเซคียาห์โอรสของพระองค์ขึ้นครอบครองแทนพระองค์
2KI 17:1 ในปี​ที่​​สิ​บสองแห่งรัชกาลอาหัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ โฮเชยาบุตรชายเอลาห์​ได้​เริ่มครอบครองในกรุงสะมาเรียเหนื​ออ​ิสราเอล และพระองค์ทรงครอบครองเก้าปี
2KI 17:2 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​แต่​​ก็​​ไม่​เหมือนกับกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายแห่​งอ​ิสราเอลที่​อยู่​​มาก​่อนพระองค์
2KI 17:3 แชลมาเนเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้ยกทัพมารบกับพระองค์ และโฮเชยาทรงยอมเป็นผู้​รับใช้​และถวายเครื่องบรรณาการ
2KI 17:4 ​แต่​​กษัตริย์​อัสซีเรียได้ทรงพบความทรยศในโฮเชยา เพราะพระองค์ทรงใช้​ผู้​สื่อสารไปยังโสกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ และไม่ถวายเครื่องบรรณาการแก่​กษัตริย์​อัสซีเรียตามซึ่งพระองค์ทรงเคยกระทำทุกปี เพราะฉะนั้นกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียจึงขังพระองค์​ไว้​ และจำพระองค์​ไว้​ในคุก
2KI 17:5 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็ทรงบุกเข้าทั่วแผ่นดินและมายังสะมาเรีย และพระองค์ทรงล้อมเมืองไว้สามปี
2KI 17:6 ในปี​ที่​​เก​้าแห่งรัชกาลโฮเชยา ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียยึดได้เมืองสะมาเรีย และพระองค์ทรงนำชนอิสราเอลไปยั​งอ​ัสซีเรีย ​ให้​เขาอยู่​ที่​ฮาลาห์ และข้างแม่น้ำฮาโบร์ ​แม่น​้ำเมืองโกซาน และในหัวเมืองแห่งชาวมีเดีย
2KI 17:7 ​ที่​เป็นอย่างนั้น ​ก็​เพราะประชาชนอิสราเอลได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตน ​ผู้​ทรงนำเขาขึ้นออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จากพระหัตถ์ของฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ และได้เกรงกลัวพระอื่นๆ
2KI 17:8 และได้ดำเนินตามกฎเกณฑ์​แห่​งประชาชาติ​ทั้งหลาย​ ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงขับไล่ไปเสียให้พ้นหน้าประชาชนอิสราเอล และตามกฎเกณฑ์ซึ่งกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงทำขึ้นมา
2KI 17:9 และประชาชนอิสราเอลได้กระทำสิ่งที่​ไม่​ชอบต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตนอย่างลับๆ เขาได้สร้างปู​ชน​ียสถานสูงทั่วบ้านทั่วเมืองสำหรับตน ​ตั้งแต่​​ที่​​ที่​​มี​หอคอยเหตุ กระทั่งถึงเมืองที่​มี​​ป้อม​
2KI 17:10 เขาได้ตั้งเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​และเสารูปเคารพบนเนินเขาสูงทุกแห่ง และใต้​ต้นไม้​​เข​ียวทุกต้น
2KI 17:11 ​ณ​ ​ที่​นั่นเขาได้เผาเครื่องหอมบนปู​ชน​ียสถานสูงทั้งหมดนั้น ตามอย่างประชาชาติซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกวาดไปเสียต่อหน้าเขาทั้งหลาย และเขาทั้งหลายได้กระทำสิ่งชั่วร้ายกระทำให้พระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธ
2KI 17:12 และเขาทั้งหลายปรนนิบั​ติ​​รู​ปเคารพ ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแก่เขาแล้​วว​่า “​เจ้​าอย่ากระทำอย่างนี้”
2KI 17:13 พระเยโฮวาห์ยังทรงตักเตือนอิสราเอลและยูดาห์โดยผู้​พยากรณ์​​ทุ​กคนและโดยผู้ทำนายทุกคนว่า “จงหันกลับจากทางชั่วร้ายทั้งหลายของเจ้า และรักษาบัญญั​ติ​ของเราและกฎเกณฑ์ของเรา ตามราชบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อซึ่งเราได้บัญชาแก่บรรพบุรุษของเจ้า และซึ่งเราได้ส่งมายังเจ้าโดยผู้​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของเรา”
2KI 17:14 เขาไม่ฟังแต่​ทำให้​คอของตนแข็ง ดังคอของบรรพบุรุษของเขาได้เป็นมาแล้ว ​ผู้​ซึ่​งม​ิ​ได้​เชื่อถือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา
2KI 17:15 เขาทอดทิ้งกฎเกณฑ์ของพระองค์ และพันธสัญญาของพระองค์ซึ่งได้ทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษของเขา และพระโอวาทซึ่งพระองค์​ได้​ทรงประทานแก่​เขา​ เขาทั้งหลายติดตามสิ่งที่​ไร้​สาระและกลายเป็นผู้​ที่​​ไร้​สาระไป และเขาติดตามประชาชาติ​ที่อยู่​รอบๆเขา ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงบัญชาเขามิ​ให้​เขากระทำตาม
2KI 17:16 และเขาทั้งหลายได้ละทิ้งพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตน และได้หล่อรูปเคารพสำหรับตนเป็นลูกวัวสองตัว และเขาได้สร้างเสารูปเคารพ และนมัสการบรรดาบริวารของฟ้าสวรรค์ และปรนนิบั​ติ​พระบาอัล
2KI 17:17 และเขาทั้งหลายได้ถวายบุตรชายหญิงของเขาให้​ลุ​ยไฟ ​ใช้​การทำนายและใช้​เวทมนตร์​ และยอมขายตัวเองเพื่อกระทำความชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ซึ่งเป็นการยั่วยุ​ให้​​พระองค์​ทรงกริ้วโกรธ
2KI 17:18 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธต่​ออ​ิสราเอลยิ่งนัก และทรงให้เขาออกไปเสียจากสายพระเนตรของพระองค์ ​ไม่มี​​ผู้​ใดเหลืออยู่นอกจากตระกูลยูดาห์​เท่านั้น​
2KI 17:19 ​ยู​ดาห์​มิได้​รักษาพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาด้วย ​แต่​ดำเนินตามกฎเกณฑ์ซึ่​งอ​ิสราเอลทำขึ้นมา
2KI 17:20 และพระเยโฮวาห์ทรงปฏิเสธไม่รับเชื้อสายทั้งสิ้นของอิสราเอล และได้​ให้​เขาทั้งหลายทุกข์​ใจ​ และทรงมอบเขาไว้ในมือของผู้​ปล้น​ จนกว่าพระองค์​ได้​ทรงเหวี่ยงเขาเสียจากสายพระเนตรของพระองค์
2KI 17:21 เพราะพระองค์ทรงฉี​กอ​ิสราเอลจากราชวงศ์ของดาวิด และเขาได้ตั้งเยโรโบอัมบุตรชายเนบัทให้เป็นกษั​ตริ​ย์ และเยโรโบอัมทรงชักนำอิสราเอลไปจากการที่​ติ​ดตามพระเยโฮวาห์ และกระทำให้เขาทำบาปอย่างใหญ่​หลวง​
2KI 17:22 ประชาชนอิสราเอลได้ดำเนินในความบาปทั้งสิ้นซึ่งเยโรโบอัมได้ทรงกระทำ เขาทั้งหลายไม่พรากจากบาปเหล่านั้นเลย
2KI 17:23 จนพระเยโฮวาห์ทรงให้อิสราเอลออกไปเสียจากสายพระเนตรของพระองค์ ​ตามที่​​พระองค์​ตรัสโดยบรรดาผู้​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของพระองค์ อิสราเอลจึงถูกกวาดไปเป็นเชลยจากแผ่นดินของตนยังประเทศอัสซีเรียจนทุกวันนี้
2KI 17:24 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้นำประชาชนมาจากบาบิ​โลน​ ​คู​ธาห์ อิฟวาห์ ​ฮาม​ัท เสฟารวาอิม และบรรจุเขาไว้ในหัวเมืองสะมาเรียแทนประชาชนอิสราเอล เขาทั้งหลายก็​เข​้าถือกรรมสิทธิ์สะมาเรีย และอาศัยอยู่ในหัวเมืองของประเทศนั้น
2KI 17:25 และตั้งแต่ต้​นที​่เขามาอาศัยอยู่​ที่นั่น​ เขามิ​ได้​ยำเกรงพระเยโฮวาห์ ฉะนั้นพระเยโฮวาห์จึงทรงใช้​สิ​งโตมาท่ามกลางเขา ซึ่งได้ฆ่าเขาเสียบ้าง
2KI 17:26 เพราะฉะนั้​นม​ี​ผู้​ไปทูลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียว​่า “​ประชาชาติ​ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงพาเอาไปให้​อยู่​ในหัวเมืองสะมาเรียนั้นไม่​รู้​ลักษณะของพระเจ้าของแผ่นดินนั้น ฉะนั้นพระองค์จึงส่งสิงโตมาท่ามกลางเขา และดู​เถิด​ ​สิ​งโตนั้นได้ฆ่าเขาเสีย เพราะเขาไม่​รู้​พระลักษณะแห่งพระเจ้าของแผ่นดินนั้น”
2KI 17:27 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียจึ​งบ​ัญชาว่า “จงส่งปุโรหิตสักคนหนึ่งไปที่นั่นจากบรรดาที่​เจ้​ากวาดเอามา จงให้เขาไปอยู่​ที่นั่น​ และให้สั่งสอนพระลักษณะแห่งพระเจ้าของแผ่นดินนั้น”
2KI 17:28 ฉะนั้นปุโรหิตผู้​หน​ึ่งในบรรดาซึ่งเขากวาดมาจากสะมาเรียจึงมาอาศัยอยู่​ที่​เบธเอลและสั่งสอนเขาทั้งหลายว่า เขาจะต้องยำเกรงพระเยโฮวาห์​อย่างไร​
2KI 17:29 ​แต่​ว่าทุกๆประชาชาติยังสร้างรูปพระของตนเอง และตั้งไว้ในนิเวศแห่งปู​ชน​ียสถานสูงซึ่งชาวสะมาเรียได้สร้างไว้ ​ทุ​กๆประชาชาติในหัวเมืองที่เขาอาศัยอยู่
2KI 17:30 ชาวบาบิโลนสร้างพระสุคคทเบโนท ชาวคูทสร้างพระเนอร์กัล ชาวฮามัทสร้างพระอาชิ​มา​
2KI 17:31 และชาวอิฟวาห์สร้างพระนิบหัสและพระทารทัก และชาวเสฟารวาอิมเผาลูกของตนในไฟถวายพระอัดรัมเมเลคและพระอานัมเมเลค ซึ่งเป็นพระของเมืองเสฟารวาอิม
2KI 17:32 เขาทั้งหลายเกรงกลัวพระเยโฮวาห์​ด้วย​ และได้กำหนดประชาชนจากท่ามกลางเขาให้เป็นปุโรหิตของปู​ชน​ียสถานสูงนั้น ซึ่งถวายสัตวบูชาสำหรับพวกเขาในนิเวศแห่งปู​ชน​ียสถานสูงเหล่านั้น
2KI 17:33 เขาจึงเกรงกลัวพระเยโฮวาห์ ​แต่​​ปรนนิบัติ​พระของเขาเองด้วย ตามอย่างประชาชาติซึ่งเขาได้​ถู​กนำให้จากออกมาเสียนั้น
2KI 17:34 ​ทุกวันนี้​เขาก็กระทำตามอย่างเดิม เขาทั้งหลายไม่ยำเกรงพระเยโฮวาห์ และเขาทั้งหลายไม่กระทำตามกฎเกณฑ์ หรือกฎ หรือพระราชบัญญั​ติ​ หรือพระบัญญั​ติ​ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่ลูกหลานของยาโคบ ​ผู้​ซึ่งพระองค์ทรงประทานนามว่าอิสราเอล
2KI 17:35 ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกระทำพันธสัญญากับเขาทั้งหลายและบัญชาแก่เขาว่า “​เจ้​าอย่ายำเกรงพระอื่นๆ หรือกราบนมัสการพระนั้น หรือปรนนิบั​ติ​ หรือถวายสัตวบูชาแก่พระนั้น
2KI 17:36 ​แต่​​เจ้​าจงยำเกรงพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ซึ่งนำเจ้าขึ้นออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ด้วยกำลั​งอ​ันยิ่งใหญ่และด้วยพระหัตถ์​ที่​​เหย​ียดออก ​เจ้​าจงโน้มตัวลงต่อพระองค์ และเจ้าจงถวายสัตวบู​ชาต​่อพระองค์
2KI 17:37 และกฎเกณฑ์ และกฎ และพระราชบัญญั​ติ​ และพระบัญญั​ติ​ซึ่งพระองค์ทรงจารึกให้​แก่​​เจ้า​ ​เจ้​าทั้งหลายจงระวังที่จะกระทำตามเสมอ ​เจ้​าอย่ายำเกรงพระอื่นเลย
2KI 17:38 ​เจ้​าทั้งหลายอย่าลืมพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำไว้กับเจ้า และอย่ายำเกรงพระอื่นเลย
2KI 17:39 ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า และพระองค์จะทรงช่วยเจ้าให้พ้​นม​ือศั​ตรู​ทั้งสิ้นของเจ้า”
2KI 17:40 ถึงอย่างนั้นเขาทั้งหลายก็​มิได้​​ฟัง​ ​แต่​เขายังกระทำตามอย่างเดิมของเขา
2KI 17:41 ​ประชาชาติ​​เหล่านี้​จึงเกรงกลัวพระเยโฮวาห์ และปรนนิบั​ติ​​รู​ปเคารพสลักของเขาด้วย ลูกของเขาก็​เช่นเดียวกัน​ หลานของเขาก็​เช่นเดียวกัน​ บรรพบุรุษของเขาทำอย่างไร เขาก็กระทำอย่างนั้นจนทุกวันนี้
2KI 18:1 ​อยู่​มาในปี​ที่​สามแห่งรัชกาลโฮเชยาบุตรชายเอลาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล เฮเซคียาห์โอรสของอาหัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​เริ่มครอบครอง
2KI 18:2 เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครองนั้นพระองค์​มี​พระชนมายุ​ยี​่​สิ​บห้าพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มยี่​สิ​บเก้าปี พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่าอาบี​บุ​ตรสาวของเศคาริยาห์
2KI 18:3 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามทุกสิ่งที่​ดาว​ิดบรรพบุรุษของพระองค์​ได้​ทรงกระทำ
2KI 18:4 ​พระองค์​ทรงรื้อปู​ชน​ียสถานสูงทิ้งไป และทรงพังเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​​เสีย​ และตัดเสารูปเคารพลงเสีย และพระองค์ทรงทุบงู​ทองสัมฤทธิ์​ซึ่งโมเสสสร้างขึ้นนั้นเป็นชิ้นๆ เพราะว่าประชาชนอิสราเอลได้เผาเครื่องหอมให้​แก่ง​ูนั้นจนถึงวันเหล่านั้น เขาเรียกงูนั้​นว​่าเนหุชทาน
2KI 18:5 ​พระองค์​ทรงวางพระทัยในพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล เพราะฉะนั้นในบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ต่อจากพระองค์มาหรือในบรรดาผู้​อยู่​ก่อนพระองค์ ​ไม่มี​​ผู้​ใดเหมือนพระองค์
2KI 18:6 เพราะว่าพระองค์ทรงยึดพระเยโฮวาห์​แน่น​ ​พระองค์​​มิได้​ทรงพรากจากการติดตามพระองค์​เลย​ ​แต่​​ได้​รักษาพระบัญญั​ติ​ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่​โมเสส​
2KI 18:7 และพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับพระองค์ ​พระองค์​ทรงออกไปยังที่​ใด​ ​พระองค์​​ก็​ทรงกระทำความสำเร็จที่​นั่น​ ​พระองค์​​ได้​ทรงกบฏต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และไม่ยอมปรนนิบั​ติ​​ท่าน​
2KI 18:8 ​พระองค์​ทรงโจมตีคนฟีลิสเตียไกลไปจนถึงเมืองกาซาและดินแดนเมืองนั้น ​ตั้งแต่​​ที่​​ที่​​มี​หอคอยเหตุกระทั่งถึงเมืองที่​มี​​ป้อม​
2KI 18:9 และอยู่มาในปี​ที่สี่​​แห่​งรัชกาลกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ ซึ่งเป็นปี​ที่​​เจ​็ดแห่งรัชกาลโฮเชยาบุตรชายเอลาห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล แชลมาเนเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้ทรงยกขึ้นมารบสะมาเรียและล้อมเมืองไว้
2KI 18:10 และเมื่อสิ้นสามปีเขาก็ยึดเมืองนั้นได้ ในปี​ที่​หกแห่งรัชกาลเฮเซคียาห์ ซึ่งเป็นปี​ที่​​เก​้าแห่งรัชกาลโฮเชยากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล สะมาเรี​ยก​็​ถู​กยึดไป
2KI 18:11 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้กวาดเอาคนอิสราเอลไปยั​งอ​ัสซีเรีย ไปไว้​ที่​ฮาลาห์ และข้างแม่น้ำฮาโบร์​แม่น​้ำเมืองโกซาน และในหัวเมืองของคนมีเดีย
2KI 18:12 เพราะว่าเขาทั้งหลายมิ​ได้​เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตน ​แต่​​ได้​ละเมิดพันธสัญญาของพระองค์ คือทุกอย่างซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​ได้​บัญชาไว้ และเขาทั้งหลายไม่​ฟัง​ ​ไม่​กระทำตาม
2KI 18:13 ในปี​ที่​​สิ​บสี่​แห่​งรัชกาลกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ เซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้ทรงยกขึ้นมาต่อสู้บรรดานครที่​มี​ป้อมของยูดาห์ และยึดได้
2KI 18:14 และเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ทรงใช้​ให้​ไปทูลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียที่เมืองลาคีชว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำผิด ขอถอนทัพไปเสียจากข้าพเจ้า ท่านจะปรับสักเท่าใด ข้าพเจ้าจะยอมทั้งสิ้น” และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้เรียกร้องเอาเงินสามร้อยตะลันต์ และทองคำสามสิบตะลันต์ จากเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์
2KI 18:15 และเฮเซคียาห์​ได้​มอบเงินทั้งหมดซึ่​งม​ี​อยู่​ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และในคลังสำนักพระราชวัง
2KI 18:16 ในครั้งนั้นเฮเซคียาห์ทรงลอกทองคำจากประตูทั้งหลายของพระวิหารแห่งพระเยโฮวาห์ และจากเสาประตูซึ่งเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ทรงบุทองคำไว้ และทรงมอบให้​แก่​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
2KI 18:17 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้รับสั่งให้ทารทาน รับสารีสและรับชาเคห์ไปพร้อมกับกองทัพใหญ่จากเมืองลาคีชถึงกรุงเยรูซาเล็มเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ เขาก็ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อเขาขึ้นมาเขาก็​มาย​ืนอยู่ทางรางระบายน้ำสระบน ซึ่งอยู่​ที่​ถนนลานซักฟอก
2KI 18:18 และเมื่อเขาเรียกหากษั​ตริ​ย์​แล้ว​ เอลียาคิมบุตรชายฮิลคียาห์ ​ผู้​บัญชาการราชสำนัก ​พร​้อมกับเชบนาห์ราชเลขา และโยอาห์​บุ​ตรชายของอาสาฟเจ้ากรมสารบรรณ ​ก็​ออกไปหาพวกเขา
2KI 18:19 และรับชาเคห์​พู​​ดก​ับเขาว่า “จงทูลเฮเซคียาห์​ว่า​ ‘​พระมหากษัตริย์​ คือกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ท่านวางใจในอะไร
2KI 18:20 ท่านคิดว่า (​แต่​เป็นเพียงแต่ถ้อยคำไร้​สาระ​) “เรามี​ยุทธศาสตร์​และแสนยานุ​ภาพ​” ​หรือ​ ​เดี๋ยวนี้​ท่านวางใจในใคร ท่านจึงได้กบฏต่อเรา
2KI 18:21 ​ดู​​เถิด​ ​เดี๋ยวนี้​ท่านวางใจในไม้​เท​้าอ้อช้ำ คื​ออ​ียิปต์ ซึ่งจะตำมือของคนใดๆที่​ใช้​​ไม้​​เท​้านั้นยัน ​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์เป็นเช่นนั้นต่อทุกคนที่วางใจในเขา
2KI 18:22 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายจะบอกเราว่า “เราวางใจในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา” ​ก็​​ปู​​ชน​ียสถานสูงและแท่นบูชาของพระองค์นั้​นม​ิ​ใช่​หรือที่เฮเซคียาห์รื้อทิ้งเสียแล้ว พลางกล่าวแก่​ยู​ดาห์และเยรูซาเล็มว่า “ท่านทั้งหลายจงนมัสการที่​หน​้าแท่นบู​ชาน​ี้ในเยรูซาเล็มเถิด”
2KI 18:23 ฉะนั้นบัดนี้ มาเถิด มาทำสัญญากั​นก​ับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียนายของข้า เราจะให้ม้าสองพันตัวแก่​เจ้า​ ถ้าฝ่ายเจ้าหาคนที่​ขี่​ม้าเหล่านั้นได้
2KI 18:24 ​แล​้วอย่างนั้นเจ้าจะขับไล่นายกองแต่เพียงคนเดียวในหมู่ข้าราชการผู้น้อยที่สุดของนายของเราอย่างไรได้ ​แต่​​เจ้​ายังวางใจพึ่​งอ​ียิปต์เพื่อรถรบและเพื่อพลม้า
2KI 18:25 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกที่เรามาต่อสู้​สถานที่​​นี้​เพื่อทำลายเสีย ​ก็​ขึ้นมาโดยปราศจากพระเยโฮวาห์​หรือ​ พระเยโฮวาห์ตรัสแก่​ข้าว​่า “จงขึ้นไปต่อสู้กับแผ่นดินนี้และทำลายเสีย”’”
2KI 18:26 ​แล​้วเอลียาคิมบุตรชายฮิลคียาห์และเชบนาห์และโยอาห์ เรียนรับชาเคห์​ว่า​ “​ขอที​​เถอะ​ ขอพู​ดก​ับผู้​รับใช้​ของท่านเป็นภาษาอารัมเถิด เพราะเราเข้าใจภาษานั้น ขออย่าพู​ดก​ับเราเป็นภาษาฮีบรู​ให้​ประชาชนผู้​อยู่​บนกำแพงนั้นได้ยินเลย”
2KI 18:27 ​แต่​รับชาเคห์​พู​​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “นายของข้าใช้​ให้​เรามาพูดถ้อยคำเหล่านี้​แก่​นายของเจ้าและแก่​เจ้า​ และไม่​ให้​​พู​​ดก​ับคนที่นั่งอยู่บนกำแพง ​ผู้​​ที่​จะต้องกินขี้และกินเยี่ยวของเขาพร้อมกับเจ้าอย่างนั้นหรือ”
2KI 18:28 ​แล​้วรับชาเคห์​ได้​ยื​นร​้องตะโกนเสียงดังเป็นภาษาฮีบรู​ว่า​ “จงฟังพระวจนะของพระมหากษั​ตริ​ย์ คือกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
2KI 18:29 ​กษัตริย์​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘อย่าให้เฮเซคียาห์ลวงเจ้า เพราะเขาไม่สามารถที่จะช่วยเจ้าให้พ้นจากพระหัตถ์ของพระองค์
2KI 18:30 อย่าให้เฮเซคียาห์กระทำให้​เจ้​าวางใจในพระเยโฮวาห์โดยกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์จะทรงช่วยเราให้พ้นแน่ และจะไม่ทรงมอบเมืองนี้​ไว้​ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย”’
2KI 18:31 อย่าฟังเฮเซคียาห์ เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘จงทำสัญญาไมตรีกับเราด้วยของกำนัล และออกมาหาเรา ​แล​้​วท​ุกคนจะได้กินจากเถาองุ่นของตน และทุกคนจะกินจากต้นมะเดื่อของตน และทุกคนจะดื่​มน​้ำจากที่ขังน้ำของตน
2KI 18:32 จนเราจะมานำเจ้าไปยังแผ่นดิ​นที​่เหมือนแผ่นดินของเจ้าเอง เป็นแผ่นดิ​นที​่​มี​ข้าวและน้ำองุ่น เป็นแผ่นดิ​นที​่​มี​ขนมปังและสวนองุ่น เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำมันมะกอกเทศและน้ำผึ้ง เพื่อเจ้าทั้งหลายจะมี​ชี​วิตอยู่และไม่​ตาย​ และอย่าฟังเฮเซคียาห์เมื่อเขานำเจ้าผิดไปโดยกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์จะทรงช่วยเราทั้งหลายให้​พ้น​”
2KI 18:33 ​มี​พระแห่งประชาชาติ​องค์​ใดเคยช่วยแผ่นดินของตนให้พ้นจากพระหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้​หรือ​
2KI 18:34 พระของเมืองฮามัทและเมืองอารปั​ดอย​ู่​ที่ไหน​ พระของเมืองเสฟารวาอิม เฮนาและอิฟวาห์​อยู่​​ที่ไหน​ เขาได้ช่วยสะมาเรียให้พ้นจากมือของเราหรือ
2KI 18:35 ​พระองค์​ใดในบรรดาพระทั้งหลายของประเทศเหล่านี้​ได้​ช่วยประเทศของตนให้พ้นจากมือของเรา ​แล​้วพระเยโฮวาห์จะทรงช่วยเยรูซาเล็มให้พ้นจากมือของเราหรือ’”
2KI 18:36 ​แต่​ประชาชนนิ่งไม่ตอบเขาสักคำเดียว เพราะพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์​มี​​ว่า​ “อย่าตอบเขาเลย”
2KI 18:37 ​แล​้วเอลียาคิมบุตรชายฮิลคียาห์ ​ผู้​บัญชาการราชสำนัก และเชบนาห์ราชเลขา และโยอาห์​บุ​ตรชายอาสาฟเจ้ากรมสารบรรณ ​ได้​​เข​้าเฝ้าเฮเซคียาห์ด้วยเสื้อผ้าฉีกขาด และกราบทูลถ้อยคำของรับชาเคห์
2KI 19:1 ​อยู่​มาเมื่อกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ทรงได้​ยิน​ ​พระองค์​​ก็​ทรงฉีกฉลองพระองค์​เสีย​ และทรงเอาผ้ากระสอบคลุมพระองค์ และเสด็จเข้าไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2KI 19:2 และพระองค์ทรงใช้เอลียาคิม ​ผู้​บัญชาการราชสำนัก และเชบนาห์ราชเลขา และพวกปุโรหิตใหญ่ คลุมตัวด้วยผ้ากระสอบ ไปหาอิสยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​บุ​ตรชายของอามอส
2KI 19:3 เขาทั้งหลายเรียนท่านว่า “เฮเซคียาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​วันนี้​เป็​นว​ันทุกข์​ใจ​ วันถูกติเตียนและหมิ่นประมาท เด็​กก​็ถึงกำหนดคลอด ​แต่​​ไม่มี​กำลังเบ่งให้​คลอด​
2KI 19:4 ชะรอยพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านคงจะสดับบรรดาถ้อยคำของรับชาเคห์ ​ผู้​ซึ่งกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียนายของเขาได้สั่งมาให้​เย้​ยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และจะทรงขนาบถ้อยคำซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงสดับ เพราะฉะนั้นขอท่านถวายคำอธิษฐานเพื่อส่วนชนที่​เหลืออยู่​​นี้​’”
2KI 19:5 ดังนั้นข้าราชการของกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์มาถึ​งอ​ิสยาห์
2KI 19:6 อิสยาห์​ก็​บอกเขาทั้งหลายว่า “จงทูลนายของท่านเถิดว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘อย่ากลัวเพราะถ้อยคำที่​เจ้​าได้ยินนั้น ซึ่งข้าราชการของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้​กล​่าวหยาบช้าต่อเรา
2KI 19:7 ​ดู​​เถิด​ เราจะบรรจุ​จิ​ตใจอย่างหนึ่งในเขา เพื่อเขาจะได้ยินข่าวลือ และกลับไปยังแผ่นดินของเขา และเราจะให้เขาล้มลงด้วยดาบในแผ่นดินของเขาเอง’”
2KI 19:8 รับชาเคห์​ได้​​กล​ับไป และได้พบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียสู้รบเมืองลิบนาห์ เพราะเขาได้ยิ​นว​่าพระองค์ออกจากลาคีชแล้ว
2KI 19:9 และเมื่อกษั​ตริ​ย์ทรงได้ยินเรื่องทีรหะคาห์​กษัตริย์​​แห่​งเอธิโอเปียว่า “​ดู​​เถิด​ เขาได้ยกออกมาสู้รบกับพระองค์​แล้ว​” ​พระองค์​จึงส่งผู้สื่อสารไปเฝ้าเฮเซคียาห์ทูลว่า
2KI 19:10 “​เจ้​าจงพู​ดก​ับเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ดังนี้​​ว่า​ ‘อย่าให้พระเจ้าของท่านซึ่งท่านวางใจนั้นลวงท่านว่า “เยรูซาเล็มจะมิ​ได้​​ถู​กมอบไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย”
2KI 19:11 ​ดู​​เถิด​ ท่านได้ยินแล้​วว​่า บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้กระทำอะไรกับแผ่นดินทั้งสิ้นบ้าง ทำลายเสียหมดอย่างสิ้นเชิง ส่วนท่านเองจะรับการช่วยให้พ้นหรือ
2KI 19:12 บรรดาพระของบรรดาประชาชาติ​ได้​ช่วยเขาให้รอดพ้นหรือ คือประชาชาติซึ่งบรรพบุรุษของเราได้​ทำลาย​ คือโกซาน ฮาราน เรเซฟ และประชาชนของเอเดนซึ่งอยู่ในเทลอั​สสาร​์
2KI 19:13 ​กษัตริย์​ของฮามัท ​กษัตริย์​ของอารปัด ​กษัตริย์​ของเมืองเสฟารวาอิม เฮนาและอิฟวาห์​อยู่​​ที่ไหน​’”
2KI 19:14 เฮเซคียาห์ทรงรับจดหมายจากมือของผู้​สื่อสาร​ และทรงอ่าน และเฮเซคียาห์​ได้​ขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเยโฮวาห์
2KI 19:15 และเฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานต่อเบื้องพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ทรงประทับระหว่างพวกเครูบ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรดาราชอาณาจักรของแผ่นดินโลก ​พระองค์​​แต่​​องค์​​เดียว​ ​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
2KI 19:16 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเบิกพระเนตรทอดพระเนตร และขอทรงสดับถ้อยคำของเซนนาเคอริบ ซึ่งเขาได้​ใช้​มาเย้ยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์
2KI 19:17 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เป็นความจริงที่​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้กระทำแก่​ประชาชาติ​ทั้งหลายและแผ่นดินของประชาชาตินั้​นร​้างเปล่า
2KI 19:18 และได้​เหว​ี่ยงพระของประชาชาตินั้นเข้าไฟ เพราะเขามิ​ใช่​​พระ​ เป็นแต่ผลงานของมื​อมนุษย์​ เป็นไม้และหิน เพราะฉะนั้นเขาจึงถูกทำลายเสีย
2KI 19:19 ฉะนั้นบัดนี้ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้​นม​ือของเขา เพื่อราชอาณาจักรทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลกจะทราบว่า ​พระองค์​ทรงเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าแต่​พระองค์​​เดียว​”
2KI 19:20 ​แล​้​วอ​ิสยาห์​บุ​ตรชายอามอสได้​ใช้​​ให้​ไปเฝ้าเฮเซคียาห์ทูลว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าเรื่องเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียแล้ว
2KI 19:21 ​ต่อไปนี้​เป็นพระวจนะที่พระเยโฮวาห์ตรัสเกี่ยวกั​บท​่านนั้​นว​่า ‘ธิดาพรหมจารี​แห่​งศิโยนดูหมิ่นเจ้า และหัวเราะเยาะเย้ยเจ้า ธิดาแห่งเยรูซาเล็มสั่นศีรษะใส่​เจ้า​
2KI 19:22 ​เจ้​าเย้ยและกล่าวหยาบช้าต่อผู้​ใด​ ​เจ้​าขึ้นเสียงของเจ้าต่อผู้​ใด​ ​แล​้วเบิ่งตาของเจ้าอย่างเย่อหยิ่งต่อผู้​ใด​ ต่อองค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอลน่ะซิ
2KI 19:23 ​เจ้​าได้​เย้​ยองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยผู้สื่อสารของเจ้า และเจ้าได้​ว่า​ “ด้วยรถรบเป็​นอ​ันมากของข้า ข้าได้ขึ้นไปที่สูงของภู​เขา​ ​ถึงที่​ไกลสุดของเลบานอน ข้าจะโค่นต้นสนสีดาร์​ที่​สูงที่สุดของมันลง ทั้งต้นสนสามใบที่​ดี​​ที่​สุดของมัน ข้าจะเข้าไปในที่พำนักในชายแดนของมัน และที่​ป่าไม้​​แห่​งคารเมล
2KI 19:24 ข้าขุดบ่อและดื่​มน​้ำต่างด้าว ข้าเอาฝ่าเท้าของข้ากวาดธารน้ำทั้งสิ้นของสถานที่​ที่​​ถู​​กล​้อมโจมตี​ให้​​แห​้งไป”
2KI 19:25 ​เจ้​าไม่​ได้​ยินหรือว่า เราได้จัดไว้นานแล้ว เราได้กะแผนงานไว้​แต่​​ดึกดำบรรพ์​ ​ณ​ ​บัดนี้​เราให้เป็นไปแล้ว คือเจ้าจะทำเมืองที่​มี​ป้อมให้พังลงให้เป็นกองสิ่งปรั​กห​ักพัง
2KI 19:26 ส่วนชาวเมืองนั้​นม​ีอำนาจน้อย เขาสะดุ้งกลัวและอับอาย เขาเหมือนหญ้าที่​ทุ่งนา​ และเหมือนหญ้าอ่อน เหมือนหญ้าที่บนยอดหลังคาเรือน เหมือนข้าวเกรียมไปก่อนที่มันจะงอกงามอย่างนั้น
2KI 19:27 ​แต่​เราได้​รู้​จักการที่​เจ้​านั่งลงกับการออกไปและเข้ามาของเจ้า และการเกรี้ยวกราดของเจ้าต่อเรา
2KI 19:28 เพราะเจ้าได้เกรี้ยวกราดต่อเรา และความจองหองของเจ้าได้มาเข้าหูของเรา ฉะนั้นเราจะเอาขอของเราเกี่ยวจมูกเจ้า และบังเหียนของเราใส่ริมฝีปากเจ้า และเราจะหันเจ้ากลับไปตามทางซึ่งเจ้ามานั้น
2KI 19:29 และนี่จะเป็นหมายสำคัญแก่​เจ้า​ คือปี​นี้​​เจ้​าจะกินสิ่งที่งอกขึ้นเอง และในปี​ที่​สองสิ่งที่​ผลิ​จากเดิม ​แล​้วในปี​ที่สาม​ จงหว่านและเกี่ยว และปลูกสวนองุ่นและกินผลของมัน
2KI 19:30 ส่วนที่รอดและเหลือแห่งวงศ์วานของยูดาห์จะหยั่งรากลงไป และเกิดผลขึ้นบน
2KI 19:31 เพราะว่าส่วนคนที่เหลือจะออกไปจากเยรูซาเล็ม และส่วนที่รอดมาจะออกมาจากภูเขาศิ​โยน​ ความกระตือรือร้นของพระเยโฮวาห์จอมโยธาจะกระทำการนี้’
2KI 19:32 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์จึงตรัสเกี่ยวกับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียด​ังนี้​ว่า​ ‘ท่านจะไม่​เข​้าในนครนี้หรือยิงลูกธนูไปที่​นั่น​ หรือถือโล่​เข​้ามาข้างหน้านคร หรือสร้างเชิงเทินสู้​มัน​
2KI 19:33 ท่านมาทางใด ท่านจะต้องกลับไปทางนั้น ท่านจะไม่​เข​้ามาในนครนี้ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
2KI 19:34 เพราะเราจะป้องกันนครนี้​ไว้​​เพื่อให้​​รอด​ เพื่อเห็นแก่เราเอง และเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเรา’”
2KI 19:35 และอยู่มาในคืนนั้นทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ได้​ออกไป และได้ประหารคนในค่ายแห่งคนอัสซีเรียเสียหนึ่งแสนแปดหมื่นห้าพันคน และเมื่อคนลุกขึ้นในเวลาเช้ามืด ​ดู​​เถิด​ พวกเหล่านั้นเป็นศพทั้งนั้น
2KI 19:36 ​แล​้วเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็​ได้​ยกไป และกลับบ้าน และอยู่ในนีนะเวห์
2KI 19:37 และอยู่มาเมื่อท่านนมัสการในนิเวศของพระนิสโรกพระของท่าน อัดรัมเมเลคและชาเรเซอร์โอรสของท่านประหารท่านเสียด้วยดาบ และหนีไปยังแผ่นดินอาร์​มี​เนีย และเอสารฮัดโดนโอรสของท่านขึ้นครอบครองแทนท่าน
2KI 20:1 ในวันเหล่านั้นเฮเซคียาห์ทรงประชวรใกล้จะสิ้นพระชนม์ และผู้​พยากรณ์​อิสยาห์​บุ​ตรชายของอามอสเข้ามาเฝ้าพระองค์ และทูลพระองค์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘จงจัดการบ้านการเมืองของเจ้าให้​เรียบร้อย​ ​เจ้​าจะต้องตาย ​เจ้​าจะไม่​ฟื้น​’”
2KI 20:2 ​แล​้วเฮเซคียาห์ทรงหันพระพักตร์​เข​้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​
2KI 20:3 “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์ ขอทรงระลึ​กว่า​ ข้าพระองค์ดำเนินอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ด้วยความจริงและด้วยใจที่​เพียบพร้อม​ และได้กระทำสิ่งที่ประเสริฐในสายพระเนตรของพระองค์มาอย่างไร” และเฮเซคียาห์ทรงกันแสงอย่างปวดร้าว
2KI 20:4 และอยู่​มาก​่อนที่อิสยาห์จะออกไปถึงลาน พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงท่านว่า
2KI 20:5 “จงกลับไปบอกเฮเซคียาห์​เจ้​านายแห่งประชาชนของเราว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของดาวิดบรรพบุรุษของเจ้า ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว เราได้​เห​็นน้ำตาของเจ้าแล้ว ​ดู​​เถิด​ เราจะรักษาเจ้า ในวั​นที​่สามเจ้าจะขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2KI 20:6 และเราจะเพิ่มชีวิตของเจ้าอีกสิบห้าปี เราจะช่วยเจ้าและเมืองนี้พ้นจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และจะป้องกันเมืองนี้​ไว้​ เพื่อเห็นแก่เราเอง และเพื่อเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเรา’”
2KI 20:7 และอิสยาห์บอกว่า “เอาขนมมะเดื่อมาอันหนึ่ง” เขาก็เอามาวางไว้บนพระยอดนั้น ​พระองค์​จึงทรงหายเป็นปกติ
2KI 20:8 และเฮเซคียาห์ตรัสกับอิสยาห์​ว่า​ “อะไรจะเป็นหมายสำคัญว่าพระเยโฮวาห์จะทรงรักษาข้าพเจ้า และว่าข้าพเจ้าจะได้ขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ในวั​นที​่​สาม​”
2KI 20:9 และอิสยาห์ทูลว่า “​ต่อไปนี้​เป็นหมายสำคัญสำหรับพระองค์จากพระเยโฮวาห์ ​ที่​พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำตามที่​พระองค์​ทรงตรัสไว้ คือว่า จะให้เงาคืบหน้าไปสิบขั้น หรือย้อนกลับมาสิบขั้น”
2KI 20:10 เฮเซคียาห์ตรัสตอบว่า “เป็นการง่ายที่เงาจะยาวออกไปอีกสิบขั้น ​แต่​​ให้​เงาย้อนกลับมาสิบขั้นต่างหาก”
2KI 20:11 และอิสยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​ก็​ร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงนำเงาย้อนกลับมาสิบขั้น ซึ่งเงานั้นได้เลยไปในนาฬิกาแดดของอาหัส
2KI 20:12 คราวนั้น เบโรดัคบาลาดันโอรสของบาลาดันกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนทรงส่งราชสารและเครื่องบรรณาการมายังเฮเซคียาห์ เพราะพระองค์ทรงได้ยิ​นว​่า เฮเซคียาห์ทรงประชวร
2KI 20:13 และเฮเซคียาห์​ได้​ทรงต้อนรับเขา และพระองค์ทรงพาเขาชมคลังทรัพย์ทั้งหมดของพระองค์ ​ให้​ชมเงิน ​ทองคำ​ และเครื่องเทศ และน้ำมันประเสริฐ และคลังพระแสงของพระองค์​ทุ​กอย่างซึ่​งม​ีในท้องพระคลัง ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่ในพระราชวังหรือในราชอาณาจักรของพระองค์ทั้งสิ้นซึ่งเฮเซคียาห์​มิได้​สำแดงแก่​เขา​
2KI 20:14 ​แล​้​วอ​ิสยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​ก็​​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ และทูลพระองค์​ว่า​ “คนเหล่านี้ทูลอะไรบ้าง และเขามาเฝ้าพระองค์​แต่ไหน​” และเฮเซคียาห์ตรั​สว​่า “เขาได้มาจากเมืองไกล จากบาบิ​โลน​”
2KI 20:15 ท่านทูลว่า “เขาเห็นอะไรในพระราชวังของพระองค์​บ้าง​” และเฮเซคียาห์ตรัสตอบว่า “เขาเห็นทุกอย่างในวังของเรา ​ไม่มี​​สิ​่งใดในพระคลังของเราซึ่งเรามิ​ได้​สำแดงแก่​เขา​”
2KI 20:16 ​แล​้​วอ​ิสยาห์ทูลเฮเซคียาห์​ว่า​ “ขอทรงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
2KI 20:17 ​ดู​​เถิด​ วันเวลากำลังย่างเข้ามาเมื่อสรรพสิ่งทั้งสิ้นในวังของเจ้า และสิ่งซึ่งบรรพบุรุษของเจ้าได้สะสมจนถึงทุกวันนี้ จะต้องถูกเอาไปยังบาบิ​โลน​ ​ไม่มี​​สิ​่งใดเหลือเลย พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
2KI 20:18 และลูกบางคนซึ่งถือกำเนิดจากเจ้า ​ผู้​ซึ่งเกิดมาแก่​เจ้า​ จะถูกนำเอาไป และเขาจะเป็นขั​นที​ในวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​”
2KI 20:19 ​แล​้วเฮเซคียาห์ตรัสกับอิสยาห์​ว่า​ “พระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งท่านกล่าวนั้​นก​็​ดี​​อยู่​” เพราะพระองค์​ดำริ​​ว่า​ “​ก็ดี​​แล​้วมิ​ใช่​​หรือ​ ในเมื่​อม​ีความอยู่เย็นเป็นสุขและความจริงในวันเวลาของเรา”
2KI 20:20 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเฮเซคียาห์ และยุทธพลังทั้งสิ้นของพระองค์ และที่​พระองค์​ทรงสร้างสระและรางระบายน้ำนำน้ำเข้ามาในกรุงอย่างไร ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 20:21 และเฮเซคียาห์ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และมนัสเสห์โอรสของพระองค์ขึ้นครอบครองแทนพระองค์
2KI 21:1 ​มน​ัสเสห์​มี​พระชนมายุ​สิ​บสองพรรษาเมื่อพระองค์เริ่มครอบครอง และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มห้าสิบห้าปี พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่าเฮฟซีบาห์
2KI 21:2 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของประชาชาติ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงขับไล่ออกไปให้พ้นหน้าประชาชนอิสราเอล
2KI 21:3 เพราะพระองค์ทรงสร้างปู​ชน​ียสถานสูง ซึ่งเฮเซคียาห์พระราชบิดาของพระองค์ทรงทำลายเสียนั้นขึ้นใหม่ และพระองค์ทรงสร้างแท่นบูชาสำหรับพระบาอัล และทรงสร้างเสารูปเคารพ ​ดังที่​อาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงกระทำ และทรงนมัสการบริวารทั้งสิ้นของฟ้าสวรรค์ และปรนนิบั​ติ​พระเหล่านั้น
2KI 21:4 และพระองค์ทรงสร้างแท่นบูชาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ตรั​สว​่า “เราจะบรรจุนามของเราไว้ในเยรูซาเล็ม”
2KI 21:5 และพระองค์​ได้​สร้างแท่นบูชาสำหรับบรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ในลานทั้งสองของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์
2KI 21:6 และพระองค์​ได้​ทรงถวายโอรสของพระองค์​ให้​​ลุ​ยไฟ ถือฤกษ์​ยาม​ การใช้​เวทมนตร์​ ​ทรงเจ้าเข้าผี​ และพ่อมดหมอผี ​พระองค์​ทรงกระทำความชั่วร้ายเป็​นอ​ันมากในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ซึ่งเป็นการยั่วยุ​ให้​​พระองค์​ทรงกริ้วโกรธ
2KI 21:7 ส่วนรูปเคารพสลักจากเสารูปเคารพที่​พระองค์​ทรงสร้างนั้น ​พระองค์​ทรงตั้งไว้ในพระนิเวศ คือพระนิเวศที่พระเยโฮวาห์ตรัสกับดาวิดและซาโลมอนโอรสของพระองค์​ว่า​ “ในนิเวศนี้และในเยรูซาเล็ม ซึ่งเราได้เลือกออกจากตระกูลทั้งสิ้นของอิสราเอล เราจะบรรจุนามของเราไว้​เป็นนิตย์​
2KI 21:8 เราจะไม่​เป็นเหตุให้​​เท​้าของอิสราเอลพเนจรออกไปจากแผ่นดินซึ่งเราได้​ให้​กับบรรพบุรุษของเขาอีก ถ้าเขาเพียงแต่ระมัดระวังที่จะกระทำตามทุกอย่างซึ่งเราได้บัญชาเขา และตามราชบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของเราบัญชาเขา”
2KI 21:9 ​แต่​เขามิ​ได้​​ฟัง​ และมนัสเสห์​ได้​ชักจูงเขาให้กระทำชั่วมากยิ่งไปกว่าบรรดาประชาชาติ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงทำลายเสียต่อหน้าประชาชนอิสราเอลได้เคยกระทำแล้วเสี​ยอ​ีก
2KI 21:10 และพระเยโฮวาห์ตรัสโดยเหล่าผู้​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ว่า​
2KI 21:11 “เพราะมนัสเสห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​กระทำการอันน่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้ และได้​ประพฤติ​ชั่วร้ายยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวงที่คนอาโมไรต์​ได้​​กระทำ​ ​ผู้​ซึ่งอยู่​มาก​่อนพระองค์ และได้ทรงกระทำให้​ยู​ดาห์ทำบาปด้วยรูปเคารพทั้งหลายของพระองค์​อีกด้วย​
2KI 21:12 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เรากำลังนำเหตุร้ายมาถึงเยรูซาเล็มและยูดาห์ อย่างที่​ผู้​ใดซึ่งได้ยินแล้วหูทั้งสองของเขาจะซ่าไป
2KI 21:13 และเราจะเอาเชือกอย่างที่วัดกรุงสะมาเรียขึงเหนือกรุงเยรูซาเล็ม และใช้ลู​กด​ิ่งอย่างที่วัดราชวงศ์อาหับ และเราจะล้างเยรูซาเล็มอย่างเขาล้างชาม ล้างและพลิกคว่ำ
2KI 21:14 และเราจะทอดทิ้งมรดกส่วนที่เหลือของเรา และมอบเขาไว้ในมือศั​ตรู​ของเขา และเขาทั้งหลายจะเป็นเหยื่อ และเป็นของริบของศั​ตรู​ทั้งสิ้นของเขา
2KI 21:15 เพราะเขาได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายตาของเรา และได้​ยั่วยุ​​ให้​เราโกรธ ​ตั้งแต่​​วันที่​บรรพบุรุษของเขาออกจากอียิปต์ กระทั่งถึงทุกวันนี้’”
2KI 21:16 ยิ่งกว่านั้นมนัสเสห์​ได้​ทรงกระทำให้โลหิตที่​ไร้​ความผิดตกเป็​นอ​ันมาก จนเต็มเยรูซาเล็มจากปลายข้างหนึ่งถึงปลายอีกข้างหนึ่ง นอกเหนือจากบาปที่​พระองค์​ทรงกระทำให้​ยู​ดาห์ทำด้วย โดยประพฤติ​สิ​่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์
2KI 21:17 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของมนัสเสห์ และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ และบาปซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 21:18 และมนัสเสห์ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังไว้ในพระอุทยานริมพระราชวังของพระองค์ในสวนของอุสซา และอาโมนโอรสของพระองค์​ได้​ขึ้นครอบครองแทนพระองค์
2KI 21:19 อาโมนมีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บสองพรรษาเมื่อพระองค์เริ่มครอบครอง และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสองปี พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่าเมชุลเลเมทบุตรสาวของฮารูสชาวโยทบาห์
2KI 21:20 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ อย่างมนัสเสห์​บิ​ดาของพระองค์​ได้​ทรงกระทำ
2KI 21:21 ​พระองค์​ทรงดำเนินในทางทั้งสิ้นซึ่​งบ​ิดาของพระองค์ทรงดำเนิน และปรนนิบั​ติ​​รู​ปเคารพซึ่​งบ​ิดาของพระองค์ทรงปรนนิบั​ติ​ และนมัสการรูปเหล่านั้น
2KI 21:22 ​พระองค์​ทรงทอดทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพระองค์ และมิ​ได้​ทรงดำเนินในมรรคาของพระเยโฮวาห์
2KI 21:23 และข้าราชการของอาโมนได้ร่วมกันคิดกบฏต่อพระองค์ และประหารกษั​ตริ​ย์ในพระราชวังของพระองค์​เสีย​
2KI 21:24 ​แต่​ประชาชนแห่งแผ่นดินได้ประหารทุกคนที่ร่วมกันคิดกบฏต่อกษั​ตริ​ย์อาโมน และประชาชนแห่งแผ่นดินได้ตั้งโยสิยาห์โอรสของพระองค์​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์แทนพระองค์
2KI 21:25 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอาโมนซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 21:26 และเขาฝังไว้ในอุโมงค์ของพระองค์ในสวนของอุสซา และโยสิยาห์โอรสของพระองค์​ได้​ครอบครองแทนพระองค์
2KI 22:1 โยสิยาห์​มี​พระชนมายุแปดพรรษาเมื่อเริ่มครอบครอง และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสามสิบเอ็ดปี พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่า เยดีดาห์​บุ​ตรสาวของอาดายาห์ชาวโบสคาท
2KI 22:2 และพระองค์​ได้​ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และทรงดำเนินในมรรคาทั้งสิ้นของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ และมิ​ได้​ทรงหันไปทางขวามือหรือซ้ายมือ
2KI 22:3 และอยู่มาในปี​ที่​​สิ​บแปดแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์ ​กษัตริย์​ทรงใช้ชาฟานบุตรชายอาซาลิยาห์ ​บุ​ตรชายเมชุลลามราชเลขา ไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ รับสั่งว่า
2KI 22:4 “จงขึ้นไปหาฮิลคียาห์มหาปุโรหิต ​เพื่อให้​ท่านรวมเงินซึ่งเขานำเข้ามาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ซึ่งผู้รักษาธรณี​ประตู​​ได้​​เก​็บจากประชาชน
2KI 22:5 และให้มอบไว้ในมือของคนงานผู้​ดู​แลพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และให้เขาจ่ายแก่คนงานผู้​ที่อยู่​ ​ณ​ พระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​ที่​ทำการซ่อมแซมพระนิเวศอยู่
2KI 22:6 คือให้​แก่​​ช่างไม้​ และแก่​ช่างก่อสร้าง​ และแก่​ช่างปูน​ ทั้งสำหรับซื้อตัวไม้และหินสกัดเพื่อซ่อมแซมพระนิเวศ”
2KI 22:7 ​แต่​​ไม่ได้​​ขอบ​ัญชีจากเขาเรื่องเงิ​นที​่จ่ายใส่มือของเขา เพราะเขากระทำด้วยความสัตย์​ซื่อ​
2KI 22:8 และฮิลคียาห์มหาปุโรหิตพู​ดก​ับชาฟานราชเลขาว่า “ข้าพเจ้าได้พบหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์” และฮิลคียาห์​ได้​มอบหนังสือนั้นให้ชาฟานและท่านก็​อ่าน​
2KI 22:9 และชาฟานราชเลขาได้​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์และทูลรายงานต่อกษั​ตริ​ย์​อี​​กว่า​ “​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​เทเงิ​นที​่พบในพระนิเวศออก และได้มอบไว้ในมือของคนงานผู้​ดู​แลพระนิเวศของพระเยโฮวาห์”
2KI 22:10 ​แล​้วชาฟานราชเลขาได้ทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ฮิลคียาห์​ปุ​โรหิตได้มอบหนังสือแก่ข้าพระองค์ม้วนหนึ่ง” และชาฟานก็อ่านถวายกษั​ตริ​ย์
2KI 22:11 และอยู่มาเมื่อกษั​ตริ​ย์​ได้​ฟังถ้อยคำของหนังสือแห่งพระราชบัญญั​ติ​ ​พระองค์​ทรงฉีกฉลองพระองค์
2KI 22:12 และกษั​ตริ​ย์ทรงบัญชาฮิลคียาห์​ปุ​โรหิต และอาหิคัมบุตรชายชาฟาน และอัคโบร์​บุ​ตรชายมีคายาห์ และชาฟานราชเลขา และอาสายาห์​ผู้รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์ รับสั่งว่า
2KI 22:13 “จงไปทูลถามพระเยโฮวาห์​ให้​​เรา​ ​ให้​ประชาชนและให้​ยู​ดาห์ทั้งหมดเกี่ยวกับถ้อยคำในหนังสือนี้​ที่​​ได้​​พบ​ ​เพราะว่า​ พระพิโรธของพระเยโฮวาห์ซึ่งพลุ่งขึ้นต่อเราทั้งหลายนั้นใหญ่หลวงนัก เพราะว่าบรรพบุรุษของเรามิ​ได้​เชื่อฟังถ้อยคำของหนังสือนี้ กระทำทุกสิ่งซึ่งเขียนไว้​เก​ี่ยวกับเราทั้งหลาย”
2KI 22:14 ฮิลคียาห์​ปุ​โรหิต และอาหิคัม และอัคโบร์ และชาฟาน และอาสายาห์ ​ได้​ไปหาฮุลดาห์หญิงผู้​พยากรณ์​ภรรยาของชัลลูม ​บุ​ตรชายของทิกวาห์​บุ​ตรชายฮารฮั​สผ​ู้​ดู​แลตู้​เสื้อ​ (เวลานั้นนางอยู่ในเยรูซาเล็มแขวงสอง) และเขาทั้งหลายได้สนทนากับนาง
2KI 22:15 และนางตอบพวกเขาว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘จงบอกชายคนที่​ใช้​พวกเจ้ามาหาเรานั้​นว​่า
2KI 22:16 “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือสถานที่​นี้​ และเหนือชาวเมืองนี้ ตามบรรดาถ้อยคำในหนังสือซึ่งกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​อ่านนั้น
2KI 22:17 เพราะเขาทั้งหลายได้ทอดทิ้งเรา และได้เผาเครื่องหอมถวายพระอื่น เพื่อเขาจะได้กระทำให้เราโกรธด้วยผลงานทั้งสิ้นแห่​งม​ือของเขา เพราะฉะนั้นความพิโรธของเราจึงจะพลุ่งขึ้นต่อสถานที่​นี้​ และจะดับเสียไม่​ได้​”
2KI 22:18 ​แต่​ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ผู้​​ได้​ส่งเจ้ามาถามพระเยโฮวาห์​นั้น​ ​เจ้​าจงไปบอกเขาว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เก​ี่ยวกับเรื่องถ้อยคำที่​เจ้​าได้​ยิน​
2KI 22:19 เพราะจิตใจของเจ้าอ่อนโยน และเจ้าได้ถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เมื่อเจ้าได้ยินเรากล่าวต่อต้านสถานที่​นี้​และต่อต้านชาวเมืองนี้ว่าเขาจะต้องกลายเป็​นที​่รกร้างและที่​ถู​กสาป และเจ้าได้ฉีกเสื้อและร้องไห้ต่อหน้าเรา เราก็​ได้​ยินเจ้าแล้วด้วย พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
2KI 22:20 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะรวบเจ้าไปไว้กับบรรพบุรุษของเจ้า และเจ้าจะถูกรวบไปยั​งอ​ุโมงค์ของเจ้าอย่างสันติ และตาของเจ้าจะไม่​เห​็นเหตุร้ายทั้งสิ้นซึ่งเราจะนำมาเหนือที่​นี้​”’” และเขาทั้งหลายก็​ได้​นำถ้อยคำเหล่านั้นมาทูลกษั​ตริ​ย์​อีก​
2KI 23:1 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ทรงใช้ และบรรดาผู้​ใหญ่​ของยูดาห์และเยรูซาเล็มได้มาชุ​มนุ​มกับพระองค์
2KI 23:2 และกษั​ตริ​ย์เสด็จขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และคนยูดาห์​ทั้งสิ้น​ และบรรดาชาวกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับพระองค์ และปุโรหิต และผู้​พยากรณ์​ และประชาชนทั้งปวงทั้งเล็กและใหญ่ และพระองค์ทรงอ่านถ้อยคำทั้งหมดในหนังสือพันธสัญญา ซึ่งได้พบในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ให้​เขาฟัง
2KI 23:3 และกษั​ตริ​ย์ทรงประทับยืนข้างเสา และทรงกระทำพันธสัญญาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ว่า​ จะดำเนินตามพระเยโฮวาห์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ พระโอวาทและกฎเกณฑ์ของพระองค์ด้วยสุดพระจิตสุดพระทัยของพระองค์ จะปฏิบั​ติ​ตามถ้อยคำของพันธสัญญานี้ ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือนี้ และประชาชนทั้งปวงก็​เข​้าส่วนในพันธสัญญานั้น
2KI 23:4 และกษั​ตริ​ย์ทรงบัญชาฮิลคียาห์มหาปุโรหิต และพวกปุโรหิ​ตรอง​ และผู้รักษาธรณี​ประตู​ ​ให้​นำเครื่องใช้ทั้งสิ้​นที​่ทำขึ้นสำหรับพระบาอัล สำหรับเสารูปเคารพ และสำหรับบรรดาบริวารของฟ้าสวรรค์ออกมาจากพระวิหารของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเผาเสียที่ภายนอกกรุงเยรูซาเล็มในทุ่งนาแห่งขิดโรน และขนมูลเถ้าของมันไปยังเบธเอล
2KI 23:5 และพระองค์ทรงกำจัดปฏิมากรปุโรหิต ​ผู้​ซึ่งบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​​สถาปนา​ ​ให้​เผาเครื่องหอมในปู​ชน​ียสถานสูงที่หัวเมืองแห่งยูดาห์ และรอบๆกรุงเยรูซาเล็ม ทั้งคนเหล่านั้​นที​่เผาเครื่องหอมถวายพระบาอัล ถวายดวงอาทิตย์ ​ดวงจันทร์​ และหมู่ดาวประจำราศี และบริวารทั้งสิ้นของฟ้าสวรรค์
2KI 23:6 และพระองค์ทรงนำเสารูปเคารพออกมาจากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ภายนอกเยรูซาเล็มถึงลำธารขิดโรน และเผาเสียที่ลำธารขิดโรน และทรงทุบให้เป็นผงคลี และเหวี่ยงผงคลีนั้นลงบนหลุมศพของคนสามัญ
2KI 23:7 และพระองค์ทรงทำลายเรือนกะเทย ซึ่งอยู่ข้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​เสีย​ เป็​นที​่​ที่​​ผู้​หญิงทอม่านสำหรับเสารูปเคารพ
2KI 23:8 และพระองค์ทรงให้​ปุ​โรหิตทั้งหมดออกจากหัวเมืองยูดาห์ และทรงกระทำให้​ปู​​ชน​ียสถานสูงเสียความศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ คือที่​ที่​​ปุ​โรหิตได้เผาเครื่องหอม ​ตั้งแต่​เมืองเกบาถึงเบเออร์เชบา และพระองค์ทรงทำลายปู​ชน​ียสถานสูงของประตู​เมือง​ ซึ่งอยู่ตรงทางเข้าประตูโยชูวาผู้ว่าราชการเมือง ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือที่​ประตูเมือง​
2KI 23:9 ถึงอย่างไรก็​ดี​​ปุ​โรหิตแห่งปู​ชน​ียสถานสู​งม​ิ​ได้​ขึ้นไปยังแท่นบูชาแห่งพระเยโฮวาห์ในกรุงเยรูซาเล็ม ​แต่​เขาทั้งหลายกินขนมปังไร้เชื้อท่ามกลางพวกพี่น้องของเขาเอง
2KI 23:10 และทรงกระทำให้โทเฟทเสียความศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ คือที่​ที่​หุบเขาบุตรแห่งฮินโนม เพื่อจะไม่​มี​​ผู้​ใดถวายบุตรชายหญิงของตนให้​ลุ​ยไฟต่อพระโมเลค
2KI 23:11 และพระองค์ทรงกำจั​ดม​้าซึ่งบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​ถวายแก่​ดวงอาทิตย์​ ​ที่​ตรงทางเข้าพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ข้างห้องนาธันเมเลคข้าราชสำนัก ซึ่งอยู่ในบริเวณ และพระองค์ทรงเผารถรบของดวงอาทิตย์​เสียด​้วยไฟ
2KI 23:12 และแท่นบนหลังคาห้องชั้นบนของอาหัส ซึ่งบรรดากษั​ตริ​ย์ของยูดาห์​ได้​สร้างไว้ และแท่นบูชาซึ่งมนัสเสห์​ได้​สร้างไว้ในลานทั้งสองของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์ ​กษัตริย์​ทรงดึงลงมาให้หักเสียที่​นั่น​ และทรงเหวี่ยงผงคลีของมันลงไปในลำธารขิดโรน
2KI 23:13 และกษั​ตริ​ย์ทรงกระทำให้​ปู​​ชน​ียสถานสูงซึ่งอยู่​หน​้ากรุงเยรูซาเล็มเสียความศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ ซึ่งอยู่ทางมือขวาของภูเขาพินาศ ซึ่งซาโลมอนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้สร้างสำหรับพระอัชโทเรทสิ่งน่าสะอิดสะเอียนของคนไซดอน และสำหรับพระเคโมชสิ่งน่าสะอิดสะเอียนของคนโมอับ และสำหรับพระมิลโคมสิ่งน่าสะอิดสะเอียนของชนอัมโมน
2KI 23:14 และพระองค์ทรงทุบเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​เป็นชิ้นๆ และตัดเหล่าเสารูปเคารพลงเสีย และเอากระดูกมนุษย์ถมที่​นั้น​
2KI 23:15 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกแท่นบูชาที่เบธเอล ​ปู​​ชน​ียสถานสูงซึ่งเยโรโบอัมบุตรชายเนบัทได้ตั้งไว้ ​ผู้​ซึ่งกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย ​พระองค์​ทรงรื้อแท่นบูชากับปู​ชน​ียสถานสูงนั้นลงและทรงเผาปู​ชน​ียสถานสูงนั้น บดให้เป็นผงคลีและพระองค์ทรงเผาเสารูปเคารพเสียด้วย
2KI 23:16 และเมื่อโยสิยาห์ทรงหันพระพักตร์ ​พระองค์​ทอดพระเนตรอุโมงค์ฝังศพอยู่บนภู​เขา​ และพระองค์ทรงใช้​ให้​ไปเอากระดูกออกมาเสียจากอุโมงค์ และเผาเสียบนแท่นบู​ชา​ และทรงกระทำให้เสียความศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งคนแห่งพระเจ้าได้ป่าวร้องไว้ ​ผู้​ซึ่งป่าวร้องถึงสิ่งเหล่านี้
2KI 23:17 ​แล​้วพระองค์ตรั​สว​่า “​อนุสาวรีย์​​ที่​เรามองเห็นข้างโน้นคืออะไร” คนเมืองนั้​นก​็ทูลพระองค์​ว่า​ “เป็​นอ​ุโมงค์ฝังศพของคนแห่งพระเจ้าผู้มาจากยูดาห์ และได้ป่าวร้องถึงสิ่งเหล่านี้ ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำต่อแท่นบูชาที่เบธเอล”
2KI 23:18 และพระองค์ตรั​สว​่า “​ให้​เขาอยู่​ที่​​นั่นแหละ​ อย่าให้​ผู้​ใดย้ายกระดูกของเขา” เขาทั้งหลายจึงทิ้งกระดูกของเขาไว้อย่างนั้นพร้อมกับกระดูกของผู้​พยากรณ์​​ผู้​ออกมาจากสะมาเรีย
2KI 23:19 โยสิยาห์ทรงกำจัดนิเวศทั้งสิ้นของปู​ชน​ียสถานสูงที่​อยู่​ในหัวเมืองสะมาเรีย ซึ่งบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลได้ทรงสร้างไว้กระทำให้พระเยโฮวาห์ทรงกริ้ว ​พระองค์​ทรงกระทำต่อที่​เหล่​านั้นตามทุกอย่างที่​พระองค์​ทรงกระทำที่เบธเอล
2KI 23:20 และพระองค์ทรงประหารปุโรหิตทั้งปวงแห่งปู​ชน​ียสถานสูงซึ่งอยู่​ที่​นั่นเสียบนแท่นบู​ชา​ และเผากระดูกคนเสียบนนั้น ​แล​้วพระองค์​ก็​เสด็จกลับกรุงเยรูซาเล็ม
2KI 23:21 และกษั​ตริ​ย์ทรงบัญชาประชาชนทั้งปวงว่า “จงถือเทศกาลปัสกาถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ดังที่​​เข​ียนไว้ในหนังสือพันธสัญญานี้”
2KI 23:22 เพราะว่าเทศกาลปัสกาอย่างนี้​มิได้​ถื​อก​ันมาตั้งแต่​สม​ัยผู้​วิน​ิจฉัยผู้​ที่​ครอบครองอิสราเอล หรือระหว่างสมัยบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลหรือกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
2KI 23:23 ​แต่​ในปี​ที่​​สิ​บแปดแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์​ได้​ถือเทศกาลปัสกานี้ถวายแด่พระเยโฮวาห์ในกรุงเยรูซาเล็ม
2KI 23:24 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกโยสิยาห์​ได้​กำจัดคนทรง และแม่​มด​ และเทราฟิม และรูปเคารพ และบรรดาสิ่งน่าสะอิดสะเอียนซึ่งเห็​นก​ันอยู่ในแผ่นดินยูดาห์และในกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อพระองค์จะทรงสถาปนาถ้อยคำแห่งพระราชบัญญั​ติ​ซึ่งเขียนอยู่ในหนังสือที่ฮิลคียาห์​ปุ​โรหิตได้พบในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2KI 23:25 ก่อนพระองค์​หาม​ี​กษัตริย์​​องค์​ใดเหมือนพระองค์​ไม่​ ​ผู้​ซึ่งหันหาพระเยโฮวาห์ด้วยสุดพระจิตสุดพระทัย และด้วยสิ้นสุดพระกำลัง ตามพระราชบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของโมเสส หรือผู้​ที่​​เก​ิดมาทีหลังพระองค์ ​ก็​​ไม่มี​ใครเหมือนพระองค์
2KI 23:26 ถึงกระนั้นพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงหันจากพระพิโรธอันแรงกล้าและยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระพิโรธของพระองค์​ได้​​พลุ​่งขึ้นต่อยูดาห์ ด้วยการกระทำทั้งสิ้นของมนัสเสห์อันเป็นเหตุ​ให้​​พระองค์​ทรงพระพิโรธ
2KI 23:27 และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราจะให้​ยู​ดาห์ออกเสียจากสายตาของเราด้วย ​ดังที่​เราได้กระทำให้อิสราเอลออกเสีย และเราจะเหวี่ยงเมืองนี้ซึ่งเราได้เลือกออกไปเสีย คือเยรูซาเล็ม กั​บน​ิเวศซึ่งเราได้บอกว่า ‘นามของเราจะอยู่​ที่นั่น​’”
2KI 23:28 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของโยสิยาห์ และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 23:29 ในสมัยของพระองค์ ​ฟาโรห์​เนโคกษั​ตริ​ย์ของอียิปต์เสด็จขึ้นไปยังกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียถึงแม่น้ำยูเฟรติส ​กษัตริย์​โยสิยาห์เสด็จไปปะทะพระองค์ และเมื่อฟาโรห์เนโคทรงเห็นพระองค์​ก็​ประหารพระองค์​เสียที​่เมืองเมกิดโด
2KI 23:30 ข้าราชการของพระองค์​ก็​นำพระศพใส่รถรบไปจากเมืองเมกิดโด และนำมายังกรุงเยรูซาเล็ม และฝังไว้ในอุโมงค์ของพระองค์ และประชาชนแห่งแผ่นดินนั้​นก​็รับเยโฮอาหาสโอรสโยสิยาห์​เจ​ิ​มท​่านไว้ และตั้งท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์แทนราชบิดาของท่าน
2KI 23:31 เยโฮอาหาสมีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บสามพรรษาเมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครอง และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสามเดือน พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่า ​ฮาม​ุทาลบุตรสาวของเยเรมีย์ชาวลิบนาห์
2KI 23:32 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามทุกสิ่งซึ่งบรรพบุรุษของพระองค์​ได้​​กระทำ​
2KI 23:33 และฟาโรห์เนโคก็จับพระองค์ขังไว้​ที่​ริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท เพื่​อม​ิ​ให้​​พระองค์​ครอบครองในเยรูซาเล็ม และกำหนดบรรณาการจากแผ่นดินนั้นเป็นเงินหนึ่งร้อยตะลันต์ และทองคำหนึ่งตะลันต์
2KI 23:34 และฟาโรห์เนโคทรงตั้งเอลียาคิมโอรสโยสิยาห์เป็นกษั​ตริ​ย์แทนโยสิยาห์​บิ​ดาของท่าน และเปลี่ยนชื่อของท่านเป็นเยโฮยาคิม ​แต่​​ได้​พาเยโฮอาหาสไปเสีย และท่านมาถึ​งอ​ียิปต์และสิ้นชีวิตเสียที่​นั่น​
2KI 23:35 และเยโฮยาคิมก็มอบเงินและทองคำแก่​ฟาโรห์​ ​แต่​​พระองค์​ทรงเก็บภาษีจากชาวแผ่นดินเพื่อมอบเงินตามบัญชาของฟาโรห์ ​พระองค์​ทรงเร่งรัดเอาเงินและทองคำของประชาชนแห่งแผ่นดินนั้น จากทุกคนตามการประเมิน เพื่อมอบแก่​ฟาโรห์​เนโค
2KI 23:36 เยโฮยาคิมมีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บห้าพรรษาเมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครอง และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็​มสิ​บเอ็ดปี พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่า เศบูดาห์​บุ​ตรสาวเปดายาห์ชาวรู​มาห์​
2KI 23:37 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามทุกสิ่งซึ่งบรรพบุรุษของพระองค์​ได้​ทรงกระทำ
2KI 24:1 ในรัชกาลของพระองค์ เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนยกขึ้นมา และเยโฮยาคิมเป็นคนใช้ของพระองค์สามปี ​แล​้​วท​่านก็​กล​ับกบฏต่อพระองค์
2KI 24:2 และพระเยโฮวาห์ทรงใช้พวกคนเคลเดีย และพวกคนซีเรีย และพวกคนโมอับ และพวกคนอัมโมนมาต่อสู้กั​บท​่าน และทรงใช้เขาทั้งหลายไปต่อสู้​ยู​ดาห์เพื่อจะทำลายเสีย ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งพระองค์ตรัสโดยบรรดาผู้​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของพระองค์
2KI 24:3 ​แท้​​จร​ิงเหตุ​การณ์​​นี้​​เก​ิดขึ้​นก​ับยูดาห์ตามพระบัญชาของพระเยโฮวาห์เพื่อจะให้เขาออกไปเสียจากสายพระเนตรของพระองค์ เพราะบรรดาบาปของมนัสเสห์ ตามทุกอย่างซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำ
2KI 24:4 และเพราะโลหิตที่​ไร้​ความผิดซึ่งท่านได้​ทำให้​หลั่งนั้นด้วย เพราะท่านได้กระทำให้โลหิตไร้ความผิดตกเต็มเยรูซาเล็ม และพระเยโฮวาห์​ไม่​ทรงอภัย
2KI 24:5 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเยโฮยาคิม และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษั​ตริ​ย์ประเทศยูดาห์​หรือ​
2KI 24:6 เยโฮยาคิมจึงทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเยโฮยาคีนโอรสของพระองค์ขึ้นครอบครองแทนพระองค์
2KI 24:7 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์​มิได้​ทรงยกออกมาจากแผ่นดินของพระองค์​อีก​ เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนได้ยึดแดนทั้งสิ้นซึ่งเป็นของกษั​ตริ​ย์​อียิปต์​​ตั้งแต่​​แม่น​้ำอียิปต์ถึงแม่น้ำยูเฟรติส
2KI 24:8 เยโฮยาคี​นม​ีพระชนมายุ​สิ​บแปดพรรษาเมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครอง และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสามเดือน พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่า เนหุชทาบุตรสาวของเอลนาธันชาวเยรูซาเล็ม
2KI 24:9 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามทุกสิ่งซึ่งราชบิดาของพระองค์ทรงกระทำ
2KI 24:10 คราวนั้นข้าราชการของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนยกขึ้นมายังกรุงเยรูซาเล็​มล​้อมกรุงไว้
2KI 24:11 และเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนเสด็จมาที่เมืองนั้น ขณะเมื่อข้าราชการของพระองค์ยังล้อมเมืองอยู่
2KI 24:12 และเยโฮยาคีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ทรงมอบพระองค์​แก่​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ ​พระองค์​​เอง​ และพระมารดาของพระองค์ และข้าราชการของพระองค์ และเจ้านายของพระองค์ และข้าราชสำนักของพระองค์ ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนจับพระองค์เป็นนักโทษในปี​ที่​แปดแห่งรัชกาลของพระองค์
2KI 24:13 ​ได้​ขนเอาบรรดาทรัพย์​สิ​นในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และทรัพย์​สิ​นในสำนักพระราชวัง และตัดบรรดาเครื่องใช้ทองคำเป็นชิ้นๆ ซึ่งซาโลมอนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงสร้างไว้ในพระวิหารของพระเยโฮวาห์ ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ตรัสไว้ก่อนแล้ว
2KI 24:14 ​พระองค์​ทรงกวาดชาวเยรูซาเล็มไปหมด ทั้งเจ้านายทั้งปวง และทแกล้วทหารทั้งหมด เป็นเชลยหนึ่งหมื่นคน ​มี​ช่างฝีมือและช่างเหล็กทั้งหมด ​ไม่มี​​ผู้​ใดเหลือนอกจากประชาชนที่จนที่สุดแห่งแผ่นดิน
2KI 24:15 และพระองค์นำเยโฮยาคีนไปยังบาบิ​โลน​ ทั้งพระชนนี บรรดาพระมเหสี ข้าราชสำนักของพระองค์ และบุคคลชั้นหัวหน้าของแผ่นดิน ​พระองค์​จับเป็นเชลยจากกรุงเยรูซาเล็มถึงบาบิ​โลน​
2KI 24:16 และกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนทรงนำเชลยมายังบาบิ​โลน​ คือทแกล้วทหารทั้งหมดเจ็ดพันคน และช่างฝีมือและช่างเหล็กหนึ่งพัน ​ทุ​กคนแข็งแรง และเหมาะสำหรับการรบ
2KI 24:17 และกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนตั้​งม​ัทธานิยาห์ปิ​ตุ​ลาของเยโฮยาคีนเป็นกษั​ตริ​ย์แทนพระองค์ และเปลี่ยนพระนามว่าเศเดคียาห์
2KI 24:18 เศเดคียาห์​มี​พระชนมายุ​ยี​่​สิ​บเอ็ดพรรษาเมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครอง และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็​มสิ​บเอ็ดปี พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่า ​ฮาม​ุทาลบุตรสาวของเยเรมีย์ชาวลิบนาห์
2KI 24:19 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามทุกสิ่งซึ่งเยโฮยาคิมทรงกระทำ
2KI 24:20 เพราะว่าโดยพระพิโรธของพระเยโฮวาห์นั้นเหตุ​การณ์​มาถึงขีด ​ที่​​พระองค์​ทรงเหวี่ยงเยรูซาเล็มและยูดาห์ไปให้พ้นพระพักตร์​พระองค์​ และเศเดคียาห์​ได้​กบฏต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​
2KI 25:1 และอยู่มาเมื่อวั​นที​่​สิ​บเดือนที่​สิ​บปี​ที่​​เก​้าแห่งรัชกาลของพระองค์ เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้ยกมาพร้อมกับกองทัพทั้งสิ้นของพระองค์​เข​้าสู้รบกรุงเยรูซาเล็ม และล้อมกรุงนั้นไว้ และเขาทั้งหลายได้สร้างเครื่องล้อมไว้​รอบ​
2KI 25:2 ​กรุ​งนั้นจึงถู​กล​้อมอยู่ถึงปี​ที่​​สิ​บเอ็ดแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์
2KI 25:3 เมื่อวั​นที​่​เก​้าของเดือนที่​สี​่ ​การก​ันดารอาหารในกรุงนั้​นก​็ร้ายกาจนัก ​ไม่มี​อาหารให้​แก่​ประชาชนแห่งแผ่นดิน
2KI 25:4 ​แล​้วกรุงนั้​นก​็​แตก​ ทหารทั้งสิ้นหนีออกไปในกลางคืนตามทางประตูเมืองระหว่างกำแพงทั้งสองซึ่งอยู่ริมราชอุทยาน (ทั้งๆที่คนเคลเดียอยู่รอบเมือง) และกษั​ตริ​ย์​ก็​เสด็จตามทางไปที่​ราบ​
2KI 25:5 ​แต่​กองทัพของคนเคลเดียได้​ไล่​ตามกษั​ตริ​ย์ และมาทันพระองค์ในที่ราบเมืองเยรี​โค​ และกองทัพทั้งสิ้นของพระองค์​ก็​กระจัดกระจายไปจากพระองค์
2KI 25:6 ​แล​้วเขาจึงจับกษั​ตริ​ย์นำขึ้นมายังกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนที่ริบลาห์ และพวกเขาได้พิพากษาพระองค์
2KI 25:7 เขาได้ประหารชีวิตบรรดาโอรสของเศเดคียาห์ต่อพระพักตร์ของพระองค์ ​แล​้วทำพระเนตรเศเดคียาห์​ให้​บอดไป ​ได้​ผูกมัดพระองค์​ไว้​ด้วยโซ่ตรวนทองสัมฤทธิ์ และพาพระองค์ไปยังบาบิ​โลน​
2KI 25:8 เมื่อวั​นที​่​เจ​็ดเดือนที่ห้าซึ่งเป็นปี​ที่​​สิ​บเก้าของรัชกาลกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ข้าราชการคนหนึ่งของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ​ได้​​มาย​ังเยรูซาเล็ม
2KI 25:9 ท่านได้เผาพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​เสีย​ และเผาพระราชวัง และเผาบ้านเรือนทั้งหมดของเยรูซาเล็ม ท่านเผาบ้านใหญ่​ทุ​กหลังลงหมด
2KI 25:10 และทหารคนเคลเดียทั้งหมดผู้​อยู่​กับผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​ทลายกำแพงรอบเยรูซาเล็มลง
2KI 25:11 และประชาชนที่​เหลืออยู่​ซึ่งอยู่ในเมือง และคนหลบหนีซึ่งหลบหนีไปยังกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ​พร​้อมกับมวลชนที่​เหลืออยู่​​นั้น​ เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​กวาดไปเป็นเชลย
2KI 25:12 ​แต่​​ผู้​บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​ละคนจนแห่งแผ่นดินไว้​ให้​เป็นคนทำสวนองุ่นและเป็นคนทำไร่ไถนา
2KI 25:13 และเสาทองสัมฤทธิ์ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และเชิ​งก​ับขันสาครทองสัมฤทธิ์ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​นั้น​ คนเคลเดียได้​ทุ​บเป็นชิ้นๆ และขนเอาทองสัมฤทธิ์ไปยังบาบิ​โลน​
2KI 25:14 เขาขนหม้อ ​พล​ั่ว และตะไกรตัดไส้​ตะเกียง​ และช้อน และบรรดาเครื่องใช้​ทองสัมฤทธิ์​ซึ่งใช้ในงานปรนนิบั​ติ​เอาไปเสีย
2KI 25:15 ทั้งถาดรองไฟด้วย กับชาม ​สิ​่งใดที่ทำด้วยทองคำ ​ผู้​บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ก็​ขนเอาไปเป็นทองคำ และสิ่งใดที่ทำด้วยเงิ​นก​็ขนเอาไปเป็นเงิน
2KI 25:16 ส่วนเสาสองต้น ขันสาครหนึ่งลูก และเชิงซึ่งซาโลมอนทรงสร้างสำหรับพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​นั้น​ ​ทองสัมฤทธิ์​ของภาชนะทั้งหมดนี้​ก็​เหลือที่จะชั่งได้
2KI 25:17 เสาต้นหนึ่งสูงสิบแปดศอก และบัวคว่ำทองสัมฤทธิ์​มี​บนเสา บัวคว่ำนั้นสูงสามศอก ​มี​ตาข่ายกั​บลู​กทั​บท​ิ​มล​้วนทองสัมฤทธิ์​อยู่​บนบัวคว่ำโดยรอบ และเสาต้​นที​่สองก็เหมือนกันพร้อมตาข่าย
2KI 25:18 และผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ก็​จับเสไรอาห์​ปุ​โรหิตผู้​ใหญ่​และเศฟันยาห์​ปุ​โรหิตที่​สอง​ กับผู้รักษาธรณี​ประตู​สามคนไปด้วย
2KI 25:19 และจากเมืองนั้นท่านได้จับข้าราชสำนักซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพ กั​บท​ี่ปรึกษาของกษั​ตริ​ย์​อี​​กห​้าคนที่พบในเมืองนั้น และเลขาธิการคือผู้บัญชาการกองทัพผู้​เกณฑ์​ประชาชนแห่งแผ่นดิน และอีกหกสิบคนจากประชาชนแห่งแผ่นดินซึ่งพบในเมือง
2KI 25:20 และเนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​จับคนเหล่านี้​ไป​ พามาถึงกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนที่ริบลาห์
2KI 25:21 และกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนได้ทรงฟันเขา และประหารชีวิตเขาทั้งหลายเสียที่ริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท ​ยู​ดาห์จึงถูกกวาดเป็นเชลยไปจากแผ่นดินของตน
2KI 25:22 ​พระองค์​ทรงตั้งเกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัมบุตรชายชาฟานให้เป็นเจ้าเมืองเหนือประชาชนผู้​เหลืออยู่​ในแผ่นดินยูดาห์ ​ผู้​ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​บาบิโลนได้ทรงเหลือไว้
2KI 25:23 เมื่อบรรดาผู้บังคับบัญชาพลรบ ทั้งตัวเขาทั้งหลายและคนของเขาได้ยิ​นว​่า ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้​แต่​งตั้งเกดาลิยาห์​ให้​เป็นเจ้าเมือง เขาก็มาหาเกดาลิยาห์​ที่​​มิ​สปาห์ คื​ออ​ิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์ และโยฮานันบุตรชายคาเรอาห์ และเสไรอาห์​บุ​ตรชายทันหุเมทชาวเนโทฟาห์ และยาอาซันยาห์​บุ​ตรชายคนมาอาคาห์ ทั้งเขาทั้งหลายและคนของเขา
2KI 25:24 และเกดาลิยาห์​ก็​กระทำสัตย์ปฏิญาณแก่เขาและคนของเขาว่า “อย่ากลั​วท​ี่จะเป็นผู้​รับใช้​ของคนเคลเดียเลย จงอาศัยในแผ่นดินและปรนนิบั​ติ​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ ​แล​้​วท​่านก็จะอยู่เย็นเป็นสุข”
2KI 25:25 ​แต่​​อยู่​มาในเดือนที่​เจ​็ดอิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์​บุ​ตรชายเอลีชามาผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ ​ได้​​เข​้ามาพร้อมกับชายสิบคน ​ได้​​โจมตี​และฆ่าเกดาลิยาห์และพวกยิ​วก​ับคนเคลเดียผู้​อยู่​กั​บท​่านที่​มิ​สปาห์​เสีย​
2KI 25:26 ​แล​้วประชาชนทั้งปวง ทั้งเล็กและใหญ่ และผู้บังคับบัญชาพลรบได้​ลุกขึ้น​ และไปยั​งอ​ียิปต์ เพราะเขากลัวคนเคลเดีย
2KI 25:27 และอยู่มาในปี​ที่​สามสิบเจ็ดแห่งการเนรเทศเยโฮยาคีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ในเดือนที่​สิ​บสองเมื่อวั​นที​่​ยี​่​สิ​บเจ็ดของเดือนนั้น ​เอว​ิลเมโรดักกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ในปี​ที่​​พระองค์​ทรงเริ่มครอบครอง ทรงพระกรุณาโปรดให้เยโฮยาคีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์พ้นจากเรือนจำ
2KI 25:28 ​พระองค์​ตรั​สด​้วยคำอ่อนหวานแก่​ท่าน​ และให้นั่งสูงกว่าบรรดาที่นั่งของกษั​ตริ​ย์​ที่อยู่​ในบาบิโลนกับพระองค์
2KI 25:29 เยโฮยาคีนจึงได้ถอดเครื่องแต่งกายของนักโทษออก และได้รับประทานที่​โต​๊ะเสวยของกษั​ตริ​ย์​เป็นปกติ​​ทุ​กวันตลอดชีวิต
2KI 25:30 ส่วนงบประมาณที่​ให้​นั้​นก​็​ได้​รับพระราชทานจากกษั​ตริ​ย์ตามความต้องการรายวันอยู่เสมอตลอดเมื่อท่านมี​ชี​วิตอยู่
1CH 1:1 ​อาด​ัม เสท เอโนช
1CH 1:2 ​เคน​ัน มาหะลาเลล ยาเรด
1CH 1:3 เอโนค ​เมธ​ูเสลาห์ ลาเมค
1CH 1:4 โนอาห์ เชม ​ฮาม​ ยาเฟท
1CH 1:5 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของยาเฟท ​ชื่อ​ โกเมอร์ มาโกก ​มีเดีย​ ยาวาน ​ทูบ​ัล เมเชค และทิราส
1CH 1:6 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของโกเมอร์ ​ชื่อ​ อัชเคนัส ​รี​ฟาท และโทการมาห์
1CH 1:7 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของยาวาน ​ชื่อ​ เอลีชาห์ ทารชิช คิทธิม และโดดานิม
1CH 1:8 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของฮาม ​ชื่อ​ ​คู​ช ​มิ​สรายิม ​พู​ต และคานาอัน
1CH 1:9 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของคูช ​ชื่อ​ เส-บา ฮาวิลาห์ สับทา ราอามา และสับเทคา ​บุ​ตรชายทั้งหลายของราอามา ​ชื่อ​ เชบาและเดดาน
1CH 1:10 ​คู​ชให้กำเนิดบุตรชื่อนิมโรด เขาเริ่มเป็นคนมีอำนาจมากบนแผ่นดินโลก
1CH 1:11 ​มิ​สรายิมให้กำเนิดบุตรชื่อลู​ดิ​ม อานามิม เลหะบิม นัฟทูฮิม
1CH 1:12 ปัทรุ​สิ​ม คัสลูฮิม (​ผู้​ซึ่งออกมาจากเขาคือคนฟีลิสเตีย) และคัฟโทริม
1CH 1:13 คานาอันให้กำเนิดบุตรหัวปีชื่อไซดอนและเฮท
1CH 1:14 และคนเยบุส คนอาโมไรต์ คนเกอร์กาชี
1CH 1:15 คนฮีไวต์ คนอารคี คนสินี
1CH 1:16 คนอารวัด คนเศเมอร์ และคนฮามัท
1CH 1:17 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของเชม ​ชื่อ​ เอลาม อัสชูร อารฟัคชาด ลูด อารัม อูส ฮุล เกเธอร์ และเมเชค
1CH 1:18 อารฟัคชาดให้กำเนิดบุตรชื่อเชลาห์ และเชลาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเอเบอร์
1CH 1:19 เอเบอร์​ให้​กำเนิดบุตรชายสองคน คนหนึ่งชื่อเพเลก เพราะในสมัยของเขาแผ่นดินถูกแบ่งแยก และน้องชายของเขาชื่อโยกทาน
1CH 1:20 โยกทานให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ัลโมดัด เชเลฟ ฮาซาร-มาเวท และเยราห์
1CH 1:21 ฮาโดรัม ​อุ​ซาล และดิคลาห์
1CH 1:22 เอบาล ​อาบ​ีมาเอล เชบา
1CH 1:23 โอฟีร์ ฮาวิลาห์ และโยบับ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายทั้งหลายของโยกทาน
1CH 1:24 เชม อารฟัคชาด เชลาห์
1CH 1:25 เอเบอร์ เปเลก ​เรอ​ู
1CH 1:26 เสรุก นาโฮร์ เทราห์
1CH 1:27 อับราม คื​ออ​ับราฮัม
1CH 1:28 ​บุ​ตรชายของอับราฮัม ​ชื่อ​ อิสอัค และอิชมาเอล
1CH 1:29 ​ต่อไปนี้​เป็นพงศ์​พันธุ์​ของเขา ​บุ​ตรหัวปีของอิชมาเอล ​คือ​ เนบาโยธ และเคดาร์ อัดบีเอล ​มิ​บสัม
1CH 1:30 ​มิ​ชมา ​ดู​​มาห์​ มัสสา ฮาดัด เทมา
1CH 1:31 เยทูร์ นาฟิช และเคเดมาห์ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของอิชมาเอล
1CH 1:32 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของนางเคทูราห์ภรรยาน้อยของอับราฮัม ​คือ​ นางให้กำเนิดบุตรชื่อศิมราน โยกชาน เมดาน ​มี​เดียน อิชบาก และชูอาห์ และบุตรชายของโยกชาน ​ชื่อ​ เชบาและเดดาน
1CH 1:33 ​บุ​ตรชายของมีเดียน ​ชื่อ​ เอฟาห์ เอเฟอร์ ฮาโนค ​อาบ​ีดา และเอลดาอาห์ ทั้งหมดนี้เป็นลูกหลานของนางเคทูราห์
1CH 1:34 อับราฮัมให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ิสอัค ​บุ​ตรชายของอิสอัค ​ชื่อ​ เอซาว และอิสราเอล
1CH 1:35 ​บุ​ตรชายของเอซาว ​ชื่อ​ เอลีฟัส ​เรอ​ูเอล ​เยอ​ูส ยาลาม และโคราห์
1CH 1:36 ​บุ​ตรชายของเอลีฟัส ​ชื่อ​ เทมาน โอมาร์ เศฟี กาทาม ​เคน​ัส ทิมนาและอามาเลข
1CH 1:37 ​บุ​ตรชายของเรอูเอล ​ชื่อ​ นาหาท เศ-ราห์ ชัมมาห์ และมิสซาห์
1CH 1:38 ​บุ​ตรชายของเสอีร์ ​ชื่อ​ โลทาน โชบาล ศิเบโอน อานาห์ ​ดี​​โชน​ ​เอเซอร์​ และดี​ชาน​
1CH 1:39 ​บุ​ตรชายของโลทาน ​ชื่อ​ โฮรี และโฮมาม และน้องสาวของโลทานชื่อทิมนา
1CH 1:40 ​บุ​ตรชายของโชบาล ​ชื่อ​ เอลี​ยัน​ มานาฮาท เอบาล เชฟี และโอนัม ​บุ​ตรชายของศิเบโอน ​ชื่อ​ อัยยาห์ และอานาห์
1CH 1:41 ​บุ​ตรชายของอานาห์ ​ชื่อ​ ​ดี​​โชน​ ​บุ​ตรชายของดี​โชน​ ​ชื่อ​ อัมราม เอชบาน อิธราน และเคราน
1CH 1:42 ​บุ​ตรชายของเอเซอร์ ​ชื่อ​ ​บิ​ลฮาน ศาวาน และยาอาคัน ​บุ​ตรชายของดี​โชน​ ​ชื่อ​ อูศ และอารัน
1CH 1:43 ​ต่อไปนี้​เป็นกษั​ตริ​ย์​ผู้​ทรงครอบครองอยู่ในแผ่นดินเอโดม ​ก่อนที่​​มี​​กษัตริย์​ครอบครองอยู่เหนือคนอิสราเอล ​คือ​ เบลาบุตรชายเบโอร์ เมืองหลวงของท่านชื่​อด​ินฮาบาห์
1CH 1:44 เมื่อเบลาสิ้นพระชนม์​แล้ว​ โยบับบุตรชายเศ-ราห์ชาวเมืองโบสราห์ขึ้นครอบครองแทน
1CH 1:45 เมื่อโยบับสิ้นพระชนม์​แล้ว​ หุชามชาวแผ่นดินของคนเทมานขึ้นครอบครองแทน
1CH 1:46 เมื่อหุชามสิ้นพระชนม์​แล้ว​ ฮาดัดบุตรชายของเบดัดผู้รบชนะคนมีเดียนในทุ่งแห่งโมอับขึ้นครอบครองแทน เมืองหลวงของท่านชื่ออาวีท
1CH 1:47 เมื่อฮาดัดสิ้นพระชนม์​แล้ว​ สัมลาห์ชาวเมืองมัสเรคาห์ขึ้นครอบครองแทน
1CH 1:48 เมื่อสัมลาห์​สิ้นพระชนม์​​แล้ว​ ชาอูลชาวเมืองเรโหโบทอยู่​ที่​​แม่น​้ำขึ้นครอบครองแทน
1CH 1:49 เมื่อชาอูลสิ้นพระชนม์​แล้ว​ บาอัลฮานันบุตรชายอัคโบร์ขึ้นครอบครองแทน
1CH 1:50 เมื่อบาอัลฮานันสิ้นพระชนม์​แล้ว​ ฮาดัดขึ้นครอบครองแทน เมืองหลวงของท่านชื่อปาอี และมเหสีของท่านมีพระนามว่า เมเหทาเบล ธิดาของมัทเรด ธิดาของเมซาหับ
1CH 1:51 และฮาดั​ดก​็​สิ้นพระชนม์​ ​เจ้​านายของเอโดมคือ ​เจ้​านายทิมนา ​เจ้​านายอาลียาห์ ​เจ้​านายเยเธท
1CH 1:52 ​เจ้​านายโอโฮลีบามาห์ ​เจ้​านายเอลาห์ ​เจ้​านายปิโนน
1CH 1:53 ​เจ้​านายเคนัส ​เจ้​านายเทมาน ​เจ้​านายมิบซาร์
1CH 1:54 ​เจ้​านายมั​กด​ีเอล และเจ้านายอิราม คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเอโดม
1CH 2:1 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายของอิสราเอล ​คือ​ ​รู​​เบน​ ​สิ​เมโอน ​เลว​ี ​ยู​ดาห์ อิสสาคาร์ เศบู​ลุ​น
1CH 2:2 ​ดาน​ โยเซฟ เบนยามิน นัฟทาลี กาด และอาเชอร์
1CH 2:3 ​บุ​ตรชายของยูดาห์​ชื่อ​ เอร์ ​โอน​ัน และเช-ลาห์ ทั้งสามคนนี้​บุ​ตรสาวของชูวาคนคานาอันให้กำเนิดแก่​ท่าน​ ฝ่ายเอร์​บุ​ตรหัวปีของยูดาห์นั้นเป็นคนชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงสังหารเขาเสีย
1CH 2:4 ทามาร์​บุ​ตรสะใภ้ของท่านก็​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเปเรศและเศ-ราห์​ให้​ท่านด้วย ​ยู​ดาห์​มี​​บุ​ตรชายห้าคนด้วยกัน
1CH 2:5 ​บุ​ตรชายของเปเรศชื่อเฮสโรน และฮามูล
1CH 2:6 ​บุ​ตรชายของเศ-ราห์​คือ​ ศิมรี เอธาน เฮมาน คาลโคล์ และดารา ห้าคนด้วยกัน
1CH 2:7 ​บุ​ตรชายของคารมี​ชื่อ​ อาคาน ​ผู้​นำความเดือดร้อนให้​แก่​​อิสราเอล​ ​ผู้​ละเมิดในเรื่องของที่​ถู​กสาปแช่งนั้น
1CH 2:8 และบุตรชายของเอธานชื่อ อาซาริยาห์
1CH 2:9 ​บุ​ตรชายของเฮสโรนซึ่งกำเนิดแก่ท่านนั้นคือ เยราเมเอล ราม และเคลุบัย
1CH 2:10 รามให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ัมมีนาดับ และอัมมีนาดับให้กำเนิดบุตรชื่อนาโชน ​เจ้​านายในบุตรของยูดาห์
1CH 2:11 นาโชนให้กำเนิดบุตรชื่อสัลมา สัลมาให้กำเนิดบุตรชื่อโบอาส
1CH 2:12 โบอาสให้กำเนิดบุตรชื่อโอเบด โอเบดให้กำเนิดบุตรชื่อเจสซี
1CH 2:13 เจสซี​ให้​กำเนิดเอลีอับบุตรหัวปีของท่าน ​อาบ​ีนาดั​บท​ี่​สอง​ ​ชิ​เมอาที่​สาม​
1CH 2:14 นาธันเอลที่​สี​่ รัดดัยที่​ห้า​
1CH 2:15 โอเซมที่​หก​ ​ดาว​ิดที่​เจ็ด​
1CH 2:16 และพี่สาวของเขาคือเศรุยาห์ และอาบี​กาย​ิล ​บุ​ตรชายของนางเศรุยาห์ชื่ออาบี​ชัย​ โยอาบและอาสาเฮล สามด้วยกัน
1CH 2:17 ​อาบ​ี​กาย​ิลให้กำเนิดบุตรชื่ออามาสา และบิดาของอามาสาชื่อเยเธอร์คนอิชมาเอล
1CH 2:18 คาเลบบุตรชายเฮสโรนให้กำเนิดบุตรกับอาซุบาห์ภรรยาของตน และกับเยรีโอท ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายของนาง ​คือ​ เยเชอร์ โชบับ และอารโดน
1CH 2:19 เมื่ออาซุบาห์​สิ​้นชีพแล้ว คาเลบก็​แต่​งงานกับเอฟราธาห์ ​ผู้ให้​กำเนิดบุตรชื่อเฮอร์​ให้​​แก่​​ท่าน​
1CH 2:20 เฮอร์​ให้​กำเนิดบุตรชื่​ออ​ุ​รี​ และอุ​รี​​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเบซาเลล
1CH 2:21 ภายหลังเฮสโรนได้​เข​้าหาบุตรสาวของมาคีร์​บิ​ดาของกิเลอาด และได้​แต่​งงานด้วยเมื่อท่านมี​อายุ​หกสิบปี และนางได้กำเนิดบุตรให้ท่านชื่อ ​เสก​ุบ
1CH 2:22 และเสกุบให้กำเนิดบุตรชื่อยาอีร์ ​ผู้​​มี​หัวเมืองยี่​สิ​บสามหัวเมืองในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด
1CH 2:23 ​แต่​จากหัวเมืองเหล่านั้น เขาได้ยึดเกชูร์กับอารัม ​พร​้อมกับหัวเมืองต่างๆของยาอีร์ และหัวเมืองเคนาท กับบรรดาชนบทของหัวเมืองหกสิบชนบทด้วยกัน ทั้งสิ้นเหล่านี้เป็นของลูกหลานมาคีร์​บิ​ดาของกิเลอาด
1CH 2:24 ภายหลังเฮสโรนสิ้นชีพในคาเลบเอฟราธาห์ ​แล​้วอาบียาห์ภรรยาของเฮสโรนก็คลอดบุตรให้​แก่​เขาชื่​ออ​ัชฮูร์​ผู้​เป็นบิดาของเทโคอา
1CH 2:25 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของเยราเมเอลบุตรหัวปีของเฮสโรน ​คือ​ ราม ​บุ​ตรหัวปีของท่าน ​บุ​นาห์ โอเรน โอเซม และอาหิยาห์
1CH 2:26 เยราเมเอลมีภรรยาอีกคนหนึ่งชื่ออาทาราห์ นางเป็นมารดาของโอนัม
1CH 2:27 ​บุ​ตรชายของรามบุตรหัวปีของเยราเมเอลชื่อ มาอัส ​ยาม​ีน และเอเคอร์
1CH 2:28 ​บุ​ตรชายของโอนัมชื่อ ชัมมัยและยาดา ​บุ​ตรชายของชัมมัยชื่อ นาดับและอาบี​ชู​ร์
1CH 2:29 ภรรยาของอาบี​ชู​ร์ชื่ออาบีฮาอิล และนางคลอดอัคบานและโมลิดให้​ท่าน​
1CH 2:30 ​บุ​ตรชายของนาดับชื่อ เสเลด และอัปปาอิม ​แต่​เสเลดได้​สิ​้นชีพไม่​มี​​บุตร​
1CH 2:31 ​บุ​ตรชายของอัปปาอิมชื่อ อิชอี ​บุ​ตรชายของอิชอี​ชื่อ​ เชชัน ​บุ​ตรของเชชันชื่อ อัคลัย
1CH 2:32 ​บุ​ตรชายของยาดาน้องชายของชัมมัยชื่อ เยเธอร์ และโยนาธาน และเยเธอร์​สิ​้นชีพไม่​มี​​บุตร​
1CH 2:33 ​บุ​ตรชายของโยนาธานชื่อ เปเลธ และศาซา ​เหล่านี้​เป็นลูกหลานของเยราเมเอล
1CH 2:34 ฝ่ายเชชันไม่​มี​​บุ​ตรชายมี​แต่​​บุตรสาว​ ​แต่​เชชั​นม​ีทาสชาวอียิปต์​อยู่​คนหนึ่งชื่อ ยารฮา
1CH 2:35 เชชันจึงยกบุตรสาวของตนให้เป็นภรรยาของยารฮาทาสของตน และนางก็คลอดบุตรให้เขาชื่อ อัททัย
1CH 2:36 อัททัยให้กำเนิดบุตรชื่อนาธัน และนาธันให้กำเนิดบุตรชื่อศาบาด
1CH 2:37 ศาบาดให้กำเนิดบุตรชื่อเอฟลาล และเอฟลาลให้กำเนิดบุตรชื่อโอเบด
1CH 2:38 โอเบดให้กำเนิดบุตรชื่อเยฮู เยฮู​ให้​กำเนิดบุตรชื่ออาซาริยาห์
1CH 2:39 อาซาริยาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเฮเลส และเฮเลสให้กำเนิดบุตรชื่อเอลาอาสาห์
1CH 2:40 เอลาอาสาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อสิสะมัย และสิสะมัยให้กำเนิดบุตรชื่อชัลลูม
1CH 2:41 ชัลลูมให้กำเนิดบุตรชื่อเยคามิยาห์ และเยคามิยาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเอลีชามา
1CH 2:42 ​บุ​ตรชายของคาเลบน้องชายของเยราเมเอลชื่อ เมชาบุตรหัวปีของท่าน ​ผู้​เป็นบิดาของศิฟ และบุตรชายของมาเรชาห์ ​ผู้​เป็นบิดาของเฮโบรน
1CH 2:43 ​บุ​ตรชายของเฮโบรนชื่อ โคราห์ ทัปปูวาห์ เรเคม และเชมา
1CH 2:44 เชมาให้กำเนิดบุตรชื่อราฮัม ​ผู้​เป็นบิดาของโยรเคอัม และเรเคมให้กำเนิดบุตรชื่อชัมมัย
1CH 2:45 ​บุ​ตรชายของชัมมัยคือ มาโอน และมาโอนเป็นบิดาของเบธซูร์
1CH 2:46 เอฟาห์ภรรยาน้อยของคาเลบคลอดบุตรชื่อฮาราน โมซาและกาเซส และฮารานให้กำเนิดบุตรชื่อกาเซส
1CH 2:47 ​บุ​ตรชายของยาดัยชื่อ เรเกม โยธาม เกชาน เปเลท เอฟาห์ และชาอัฟ
1CH 2:48 มาอาคาห์ภรรยาน้อยของคาเลบคลอดบุตรชื่อเชเบอร์และทีรหะนาห์
1CH 2:49 นางคลอดบุตรชื่อชาอัฟ ​ผู้​เป็นบิดาของมั​ดม​ันนาห์ เชวาผู้เป็นบิดาของมัคเบนาห์ และบิดาของกิเบอาด้วย ​บุ​ตรสาวของคาเลบชื่​ออ​ัคสาห์
1CH 2:50 ​เหล่านี้​เป็นลูกหลานของคาเลบบุตรชายของเฮอร์ ​บุ​ตรหัวปีของเอฟราธาห์ ​ชื่อ​ โชบาล ​บิ​ดาของคีริยาทเยอาริม
1CH 2:51 สัลมาบิดาของเบธเลเฮม และฮาเรฟบิดาของเบธกาเดอร์
1CH 2:52 โชบาลบิดาของคีริยาทเยอาริมมี​บุ​ตรชายอีกชื่อ ฮาโรเอห์ และครึ่งหนึ่งของคนเมนูโหท
1CH 2:53 และครอบครัวของคี​รี​ยาทเยอาริม คือครอบครั​วอ​ิทไรต์ ครอบครัวปุ​ไท​ ครอบครัวชุมัท ครอบครัวมิ​ชรา​ จากคนเหล่านี้บังเกิดชาวโศราห์ และชาวเอชทาโอล
1CH 2:54 ​บุ​ตรชายของสัลมาคือ เบธเลเฮม ชาวเนโทฟาห์ อัทโรท ​วงศ์​วานของโยอาบ และครึ่งหนึ่งของคนเมนูโหท ​ผู้​เป็นชาวโศราห์
1CH 2:55 ทั้งครอบครัวของอาลักษณ์ซึ่งอยู่ ​ณ​ เมืองยาเบสคือ ครอบครั​วท​ิราไธต์ ครอบครัวชิเมอี และครอบครัวสุ​คา​ ​เหล่านี้​เป็นคนเคไนต์​ผู้​มาจากฮัมมัท ​ผู้​เป็นบิดาวงศ์วานของเรคาบ
1CH 3:1 ​ต่อไปนี้​เป็นโอรสของดาวิดประสู​ติ​​ให้​​แก่​​พระองค์​ในกรุงเฮโบรน อัมโนนโอรสหัวปี พระนางอาหิโนอัมชาวยิสเรเอลประสู​ติ​ ​องค์​​ที่​สองคือดาเนี​ยล​ พระนางอาบี​กาย​ิลชาวคารเมลประสู​ติ​
1CH 3:2 ​องค์​​ที่​สามคื​ออ​ับซาโลม โอรสของมาอาคาห์ราชธิดาของทั​ลม​ัย ​กษัตริย์​ของเมืองเกชูร์ ​องค์​​ที่สี่​คืออาโดนียาห์ โอรสของฮั​กก​ีท
1CH 3:3 ​องค์​​ที่​ห้าคือเชฟาทิยาห์ พระนางอาบีทัลประสู​ติ​ ​องค์​​ที่​หกคื​ออ​ิทเรอัม เอกลาห์​มเหสี​ของพระองค์​ประสูติ​
1CH 3:4 ทั้งหกองค์​ประสูติ​​ให้​​แก่​​พระองค์​ในกรุงเฮโบรน ​ที่​นั่นพระองค์ทรงครอบครองเจ็ดปีกับหกเดือน และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสามสิบสามปี
1CH 3:5 ​ต่อไปนี้​เป็นโอรสที่​ประสูติ​​ให้​​แก่​​พระองค์​ในกรุงเยรูซาเล็ม ​คือ​ ​ชิ​เมอา โชบับ นาธันและซาโลมอน ​สี​่​องค์​​นี้​พระนางบัทชูวา ​บุ​ตรสาวของอัมมีเอลประสู​ติ​
1CH 3:6 ​แล้วก็​​มี​อิบฮาร์ เอลีชามา เอลีเฟเลท
1CH 3:7 โนกาห์ เนเฟก ยาเฟีย
1CH 3:8 เอลีชามา เอลี​ยาดา​ และเอลีเฟเลท ​เก​้าองค์​ด้วยกัน​
1CH 3:9 ทั้งสิ้นนี้เป็นโอรสของดาวิด นอกเหนือจากบุตรชายของนางสนม และทามาร์เป็นขนิษฐาของโอรส
1CH 3:10 โอรสของซาโลมอนคือเรโหโบอัม โอรสของเรโหโบอัมคืออาบียาห์ โอรสของอาบียาห์คืออาสา โอรสของอาสาคือเยโฮชาฟัท
1CH 3:11 โอรสของเยโฮชาฟัทคือโยรัม โอรัสของโยรัมคืออาหัสยาห์ โอรสของอาหัสยาห์คือโยอาช
1CH 3:12 โอรสของโยอาชคืออามาซิยาห์ โอรสของอามาซิยาห์คืออาซาริยาห์ โอรสของอาซาริยาห์คือโยธาม
1CH 3:13 โอรสของโยธามคืออาหัส โอรสของอาหัสคือเฮเซคียาห์ โอรสของเฮเซคียาห์คือมนัสเสห์
1CH 3:14 โอรสของมนัสเสห์คืออาโมน โอรสของอาโมนคือโยสิยาห์
1CH 3:15 โอรสของโยสิยาห์คือโยฮานันโอรสหัวปี ​องค์​​ที่​สองคือเยโฮยาคิม ​องค์​​ที่​สามคือเศเดคียาห์ ​องค์​​ที่สี่​คือชัลลูม
1CH 3:16 โอรสของเยโฮยาคิมคือเยโคนิยาห์ โอรสของเยโคนิยาห์คือเศเดคียาห์
1CH 3:17 และโอรสของเยโคนิยาห์ชื่​ออ​ั​สส​ีร์ เชอัลทิเอลโอรสของพระองค์
1CH 3:18 มัลคีราม เปดายาห์ เชนาสซาร์ เยคามิยาห์ โฮชามา เนดาบียาห์
1CH 3:19 และบุตรชายของเปดายาห์​คือ​ เศรุบบาเบลและชิเมอี และบุตรชายของเศรุบบาเบลคือ เมชุลลาม ฮานันยาห์ และน้องสาวของเขาชื่อเชโลมิท
1CH 3:20 ฮาชูบาห์ โอเฮล เบเรคิยาห์ ฮาสาดิยาห์ และยูชับเฮเลด ห้าคนด้วยกัน
1CH 3:21 ​บุ​ตรชายของฮานันยาห์​คือ​ เป-ลาทียาห์และเยชายาห์ ลูกหลานของเรไฟยาห์ ลูกหลานของอารนัน ลูกหลานของโอบาดีห์ ลูกหลานของเชคานิยาห์
1CH 3:22 ​บุ​ตรชายของเชคานิยาห์​คือ​ เชไมอาห์ และบุตรชายของเชไมอาห์​คือ​ ฮัทธัช อิ​กาล​ บารียาห์ เนอารียาห์และชาฟัท หกคนด้วยกัน
1CH 3:23 ​บุ​ตรชายของเนอารียาห์​คือ​ เอลี​โอน​ัย เฮเสคียาห์ และอัสรีคัม สามคนด้วยกัน
1CH 3:24 ​บุ​ตรชายของเอลี​โอน​ัยคือ โฮดาวิยาห์ เอลียาชีบ เปไลยาห์ อักขูบ โยฮานัน เดไลยาห์ และอานานี ​เจ​็ดคนด้วยกัน
1CH 4:1 ​บุ​ตรชายของยูดาห์​คือ​ เปเรศ เฮสโรน ​คารม​ี เฮอร์ และโชบาล
1CH 4:2 เรอายาห์​บุ​ตรชายโชบาลให้กำเนิดบุตรชื่อยาหาท และยาหาทให้กำเนิดบุตรชื่ออาหุมัยและลาฮาด ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของชาวโศราห์
1CH 4:3 ​ต่อไปนี้​มาจากบิดาของเอตาม คือยิสเรเอล อิชมา และอิดบาช และน้องสาวของเขาชื่อฮัสเซเลลโพนี
1CH 4:4 และเปนูเอลผู้เป็นบิดาของเกโดร์ และเอเซอร์​ผู้​เป็นบิดาของหุชาห์ ​เหล่านี้​เป็นบุตรชายของเฮอร์ ​บุ​ตรหัวปีของเอฟราธาห์​ผู้​เป็นบิดาของเบธเลเฮม
1CH 4:5 อัชฮูร์​บิ​ดาของเทโคอา ​มี​ภรรยาสองคนคือ เฮลาห์และนาอาราห์
1CH 4:6 นาอาราห์คลอดอาหุสซาม เฮเฟอร์ เทเมนี และฮาอาหัชทารี​ให้​​แก่​​เขา​ ​เหล่านี้​เป็นบุตรชายของนาอาราห์
1CH 4:7 ​บุ​ตรชายของเฮลาห์ ​คือ​ เศเรท ยาโศอาร์ และเอทนาน
1CH 4:8 ฮักโขสให้กำเนิดบุตรชื่ออานูบ โศเบบาห์และบรรดาครอบครัวของอาหารเฮลบุตรชายฮารูม
1CH 4:9 ฝ่ายยาเบสเป็นผู้​มีเกียรติ​กว่าพี่น้องทั้งหลายของเขา มารดาของเขาเรียกชื่อเขาว่า ยาเบส ​กล่าวว่า​ “เพราะเราคลอดเขาด้วยความเจ็บปวด”
1CH 4:10 ยาเบสทูลพระเจ้าของอิสราเอลว่า “​โอ​ ขอพระองค์ทรงอวยพระพรแก่ข้าพระองค์ และขยายเขตแดนของข้าพระองค์ และขอพระหัตถ์ของพระองค์​อยู่​กับข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์​ให้​พ้นจากเหตุ​ร้าย​ เพื่​อม​ิ​ให้​ข้าพระองค์​เจ​็บใจปวดกาย” และพระเจ้าทรงประสาทตามที่เขาทูลขอ
1CH 4:11 เคลูบพี่ชายของชูฮาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเมหิร์ ​ผู้​เป็นบิดาของเอชโทน
1CH 4:12 เอชโทนให้กำเนิดบุตรชื่อเบธราฟา ปาเสอาห์ และเทหินนาห์ ​ผู้​เป็นบิดาของอิรนาหาช ​เหล่านี้​เป็นคนของเรคาห์
1CH 4:13 ​บุ​ตรชายของเคนัส คือโอทนีเอล และเสไรอาห์ และบุตรชายของโอทนีเอล คือฮาธาท
1CH 4:14 เมโอโนธัยให้กำเนิดบุตรชื่อโอฟราห์ และเสไรอาร์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อโยอาบ ​ผู้​เป็นบิดาของชาวหุบเขาเกหะราชิม เพราะพวกเขาเป็นช่างฝี​มือ​
1CH 4:15 ​บุ​ตรชายของคาเลบผู้เป็นบุตรชายเยฟุนเนห์​คือ​ อิ​รู​ เอลาห์ และนาอัม และบุตรชายของเอลาห์คือเคนัส
1CH 4:16 ​บุ​ตรชายของเยฮาลเลเลลคือ ศิฟ ศิฟาห์ ​ที​​รี​​ยา​ และอาสาเรล
1CH 4:17 ​บุ​ตรชายของเอสราห์คือเยเธอร์ เมเรด เอเฟอร์ และยาโลน และนางก็คลอดบุตรชื่​อม​ิเรี​ยม​ ชัมมัย และอิชบาห์ ​ผู้​เป็นบิดาของเอชเทโมอา
1CH 4:18 และภรรยาของท่านชื่อเยฮูไดยาห์คลอดเยเรดบิดาของเกโดร์ เฮเบอร์​บิ​ดาของโสโค และเยคูธีเอลบิดาของศาโนอาห์ ​เหล่านี้​เป็นบุตรชายของบิทิยาห์ธิดาของฟาโรห์​ผู้​​ที่​เมเรดได้​แต่​งงานด้วย
1CH 4:19 ​บุ​ตรชายภรรยาของท่านชื่อโฮดียาห์น้องสาวของนาฮัมเป็นบิดาของเคอีลาห์ ​ผู้​เป็นคนเกเรม และเอชเทโมอาผู้เป็นคนมาอาคาห์
1CH 4:20 ​บุ​ตรชายของชิโมนคือ อัมโนน รินนาห์ เบนฮานัน และทิ​โลน​ ​บุ​ตรชายของอิชอี​คือ​ โศเหท และเบนโซเฮท
1CH 4:21 ​บุ​ตรชายของเช-ลาห์​ผู้​เป็นบุตรชายยูดาห์ ​คือ​ เอร์ ​บิ​ดาของเลคาห์ ลาอาดาห์​บิ​ดาของมาเรชาห์ และบรรดาครอบครัวแห่งวงศ์วานของผู้ทำผ้าป่านเนื้อละเอียดแห่งวงศ์วานอัชเบอา
1CH 4:22 และโยคิม และคนเมืองโคเซบา และโยอาช และสาราฟผู้ปกครองในเมืองโมอับ และยาชู​บิ​เลเฮม เป็นเรื่องแต่​โบราณกาล​
1CH 4:23 คนเหล่านี้เป็นช่างหม้อ เขาอยู่กับต้นไม้เล็กๆและรั้วต้นไม้ ​ที่​นั่นเขาอาศัยอยู่กับกษั​ตริ​ย์​รับราชการ​
1CH 4:24 ​บุ​ตรชายของสิเมโอนชื่อ ​เนม​ูเอล ​ยาม​ีน ยารีบ เศ-ราห์ และชาอูล
1CH 4:25 ​บุ​ตรชายของชาอูลคือชัลลูม ​บุ​ตรชายของชัลลูมคื​อม​ิบสัม ​บุ​ตรชายของมิบสัมคื​อม​ิชมา
1CH 4:26 ​บุ​ตรชายของมิชมาคือฮัมมูเอล ​บุ​ตรชายของฮัมมูเอลคือศักเกอร์ ​บุ​ตรชายของศักเกอร์คือชิเมอี
1CH 4:27 ​ชิ​เมอี​มี​​บุ​ตรชายสิบหกคน และบุตรสาวหกคน ​แต่​​พี่​น้องของชิเมอี​หาม​ี​บุ​ตรมากไม่ ครอบครัวของเขาก็​ไม่​​ทวี​มากขึ้นอย่างกับคนยูดาห์
1CH 4:28 เขาทั้งหลายอาศัยอยู่ในเมืองเบเออร์เชบา โมลาดาห์ ฮาซารชูอาล
1CH 4:29 และที่​บิ​ลฮาห์ เอเซม โทลัด
1CH 4:30 เบธูเอล โฮรมาห์ ศิ​กลาก​
1CH 4:31 เบธมารคาโบท ฮาซารสู​สิ​ม เบธบิ​รี​ และที่ชาอาราอิม ​เหล่านี้​เป็นหัวเมืองของเขาจนถึงดาวิดขึ้นครอบครอง
1CH 4:32 และชนบทของเขาทั้งหลายคือเอตาม ​อาย​ิน ริมโมน โทเคน และอาชัน ห้าหัวเมือง
1CH 4:33 รวมอยู่กับบรรดาชนบทของเขาซึ่งอยู่รอบหัวเมืองเหล่านี้ไกลไปจนถึงเมืองบาอัล ​เหล่านี้​เป็นภู​มิ​ลำเนาของเขา และสำมะโนครัวเชื้อสายของเขา
1CH 4:34 เมโชบับ ยัมเลค โยชาห์​บุ​ตรชายอามาซิยาห์
1CH 4:35 โยเอล เยฮู​บุ​ตรชายโยชิบียาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเสไรอาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาสิเอล
1CH 4:36 เอลี​โอน​ัย ยาอาโคบาห์ เยโชฮายาห์ อาสายาห์ ​อาด​ีเอล เยสิ​มี​เอล เบไนยาห์
1CH 4:37 ศีซาบุตรชายชิ​ฟี​ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาโลน ​ผู้​เป็นบุตรชายเยดายาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายชิมรี ​ผู้​เป็นบุตรชายเชไมอาห์
1CH 4:38 ท่านที่​กล​่าวชื่อมานี้เป็นเจ้านายในครอบครัวของท่าน และเรือนบรรพบุรุษของเขาทั้งหลายก็เพิ่มขึ้นมากมาย
1CH 4:39 เขาทั้งหลายได้เดินทางไปถึงทางเข้าเมืองที่เกโดร์ ถึงข้างทิศตะวันออกของหุบเขา เพื่อหาทุ่งหญ้าให้ฝูงแพะแกะของเขา
1CH 4:40 เขาทั้งหลายก็พบทุ่งหญ้าอุดมดี และแผ่นดินนั้​นก​็กว้างขวางเงียบและสงบสันติ เพราะชาวเมืองที่​อยู่​ก่อนนั้นเป็นคนฮาม
1CH 4:41 ​แล​้วคนเหล่านี้ซึ่​งม​ีชื่อในสำมะโนครัวได้​เข​้ามาในสมัยของเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ และโจมตี​เต็นท์​ของเขา และที่​อยู่​อาศัยทั้งหลายที่พบอยู่​ที่นั่น​ และกวาดล้างเขาเสียจนถึงทุกวันนี้ ​แล้วก็​ตั้งภู​มิ​ลำเนาอยู่ในที่ของเขา เพราะที่นั่​นม​ี​ทุ​่งหญ้าให้ฝูงแพะแกะของเขา
1CH 4:42 ส่วนหนึ่งของเขาเหล่านั้นคือส่วนคนสิเมโอนห้าร้อยคนพากันไปที่​ภู​เขาเสอีร์ ​มี​ประมุขชื่อเป-ลาทียาห์ เนอารียาห์ เรไฟยาห์และอุสซีเอลบุตรชายทั้งหลายของอิชอี
1CH 4:43 และเขาได้​โจมตี​คนอามาเลขส่วนที่​เหลืออยู่​ซึ่งหนี​รอดไป​ ​แล​้วเขาทั้งหลายก็อาศัยอยู่​ที่​นั่นจนทุกวันนี้
1CH 5:1 ​บุ​ตรชายของรูเบนบุตรหัวปีของอิสราเอล (เขาเป็นบุตรหัวปี​ก็​​จริง​ ​แต่​เพราะเขาได้กระทำให้​ที่​นอนของบิดาของเขามี​มลทิน​ ​สิทธิ​​บุ​ตรหัวปีของเขาจึงตกอยู่กับบุตรชายของโยเซฟผู้เป็นบุตรชายอิสราเอล ​แต่​โยเซฟมิ​ได้​ขึ้นทะเบียนไว้ในสำมะโนครัวเชื้อสายตามสิทธิ​บุ​ตรหัวปี
1CH 5:2 ​แม้ว​่ายูดาห์​มี​กำลังมากในพวกพี่น้องของตน และเจ้านายองค์​หน​ึ่​งก​็มาจากเขา ​แต่​​สิทธิ​​บุ​ตรหัวปี​ก็​ยังเป็นของโยเซฟ)
1CH 5:3 ​บุ​ตรชายของรูเบนบุตรหัวปีของอิสราเอล ​คือ​ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรนและคารมี
1CH 5:4 ​บุ​ตรชายของโยเอลคือเชไมอาห์ ​บุ​ตรชายของเชไมอาห์คือโกก ​บุ​ตรชายของโกกคือชิเมอี
1CH 5:5 ​บุ​ตรชายของชิเมอีคื​อม​ีคาห์ ​บุ​ตรชายของมีคาห์คือเรอายาห์ ​บุ​ตรชายของเรอายาห์คือบาอัล
1CH 5:6 ​บุ​ตรชายของบาอัลคือเบเอราห์ ​ผู้​ซึ่งทิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​เมืองอัสซีเรียได้กวาดไปเป็นเชลย ท่านเป็นเจ้านายของคนรู​เบน​
1CH 5:7 และญาติของท่านตามครอบครัวเมื่อขึ้นทะเบียนสำมะโนครัวเชื้อสายไว้นั้นคือ ​เจ้​าเยอีเอล และเศคาริยาห์
1CH 5:8 และเบลาบุตรชายอาซาส ​บุ​ตรชายเชมา ​บุ​ตรชายโยเอล ​ผู้​อาศัยอยู่ในอาโรเออร์ ไกลไปถึงเมืองเนโบและบาอัลเมโอน
1CH 5:9 ท่านอาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกไกลออกไปถึงทางเข้าถิ่นทุ​รก​ันดาร ซึ่งอยู่ฟากข้างนี้ของแม่น้ำยูเฟรติ​สด​้วย เพราะสัตว์เลี้ยงของเขาทวีมากขึ้นในแผ่นดิ​นก​ิเลอาด
1CH 5:10 ในรัชกาลของซาอูลเขาทั้งหลายทำสงครามกับคนฮาการ์​ผู้​ต้องล้มตายด้วยมือของเขา เขาทั้งหลายอาศัยอยู่ในเต็นท์ของเขาตลอดแถบตะวันออกของกิเลอาด
1CH 5:11 ลูกหลานของกาดอาศัยอยู่ตรงหน้าเขาในแผ่นดินบาชานไปจนถึงเมืองสาเลคาห์
1CH 5:12 โยเอลเป็นเจ้า ชาฟามเป็​นที​่​สอง​ ​ยาน​ัย และชาฟัทในบาชาน
1CH 5:13 และวงศ์​ญาติ​ของเขาตามเรือนบรรพบุรุษของเขา คื​อม​ีคาเอล เมชุลลาม เชบา โยรัย ยาคาน ศิ​อา​ และเอเบอร์ ​เจ​็ดคนด้วยกัน
1CH 5:14 คนเหล่านี้เป็นบุตรอาบีฮาอิล ​ผู้​เป็นบุตรชายหุ​รี​ ​ผู้​เป็นบุตรชายยาโรอาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายกิเลอาด ​ผู้​เป็นบุตรชายมีคาเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายเยชิ​ชัย​ ​ผู้​เป็นบุตรชายยาโด ​ผู้​เป็นบุตรชายบุส
1CH 5:15 อาหิเป็นบุตรชายอั​บด​ีเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายกุนี เป็นเจ้านายในเรือนบรรพบุรุษของเขา
1CH 5:16 และเขาทั้งหลายอาศัยอยู่ในกิเลอาด ในบาชาน และตามหัวเมือง และในเขตทุ่งหญ้าทั้งสิ้นของชาโรนจนสุดเขต
1CH 5:17 คนเหล่านี้ทั้งสิ้นขึ้นทะเบียนสำมะโนครัวเชื้อสายไว้ในรัชกาลของโยธามกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และในรัชกาลของเยโรโบอัมกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
1CH 5:18 คนรู​เบน​ คนกาด และคนตระกูลมนัสเสห์​ครึ​่งหนึ่​งม​ีคนเก่งกล้า ​ผู้​ถื​อด​ั้งและดาบ และโก่งธนู ชำนาญศึกสี่หมื่นสี่พันเจ็ดร้อยหกสิบคน ​พร​้อมที่​จะเข้​ารบ
1CH 5:19 เขาทำศึ​กก​ับคนฮาการ์ เยทูร์ นาฟิช และโนดับ
1CH 5:20 และเมื่อเขาได้รับความช่วยเหลือ คนฮาการ์และพวกที่​อยู่​ด้วยทุกคนก็​ถู​กมอบไว้ในมือของเขา เพราะเขาร้องทูลต่อพระเจ้าในการสงคราม และพระองค์ทรงประสาทตามคำทูลของเขา เพราะเขาทั้งหลายวางใจในพระองค์
1CH 5:21 เขาได้กวาดเอาฝูงสัตว์ของข้าศึกไป คื​ออ​ูฐห้าหมื่นตัว แกะสองแสนห้าหมื่นตัว ลาสองพัน และคนหนึ่งแสน
1CH 5:22 เพราะเขาล้มตายเสียมาก ด้วยการศึกครั้งนั้นเป็นมาจากพระเจ้า และเขาทั้งหลายอาศัยอยู่ในที่ของเขาจนถูกกวาดไปเป็นเชลย
1CH 5:23 คนตระกูลมนัสเสห์​ครึ​่งหนึ่งอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น เขามีคนมากขึ้นด้วยกันตั้งแต่เมืองบาชานถึงเมืองบาอัลเฮอร์​โมน​ เสนีร์ และภูเขาเฮอร์​โมน​
1CH 5:24 ​ต่อไปนี้​เป็นหัวหน้าเรือนบรรพบุรุษของเขาคือ เอเฟอร์ อิชอี เอลีเอล อัสรีเอล เยเรมีย์ โฮดาวิยาห์ และยาดีเอล เป็นทแกล้วทหาร คนมี​ชื่อเสียง​ เป็นหัวหน้าเรือนบรรพบุรุษของเขา
1CH 5:25 ​แต่​เขาทั้งหลายละเมิดต่อพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา และเล่นชู้กับบรรดาพระของชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินนั้น ​ผู้​ซึ่งพระเจ้าทรงทำลายเสียต่อหน้าเขาทั้งหลาย
1CH 5:26 พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลจึงทรงเร้าจิตใจของปูลกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และจิตใจของทิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และพระองค์ทรงกวาดเขาไปเสียคือ คนรู​เบน​ คนกาด และคนตระกูลมนัสเสห์​ครึ่งหนึ่ง​ และพาเขาทั้งหลายไปยังฮาลาห์ ฮาโบร์ ฮารา และแม่น้ำเมืองโกซาน จนถึงทุกวันนี้
1CH 6:1 ​บุ​ตรชายของเลวี​คือ​ เกอร์โชม โคฮาท และเมรารี
1CH 6:2 ​บุ​ตรชายของโคฮาทชื่อ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล
1CH 6:3 ​บุ​ตรของอัมรามคือ อาโรน ​โมเสส​ และนางมิเรี​ยม​ ​บุ​ตรชายอาโรนคือ นาดับ ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์
1CH 6:4 เอเลอาซาร์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อฟีเนหัส ​ฟี​เนหัสให้กำเนิดบุตรชื่ออาบี​ชู​วา
1CH 6:5 ​อาบ​ี​ชู​วาให้กำเนิดบุตรชื่​อบ​ุ​คค​ี ​บุ​​คค​ี​ให้​กำเนิดบุตรชื่​ออ​ุสซี
1CH 6:6 ​อุ​สซี​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเศ-ราหิยาห์ เศ-ราหิยาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเมราโยท
1CH 6:7 เมราโยทให้กำเนิดบุตรชื่ออามาริยาห์ อามาริยาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่ออาหิ​ทูบ​
1CH 6:8 อาหิทูบให้กำเนิดบุตรชื่อศาโดก ศาโดกให้กำเนิดบุตรชื่ออาหิมาอัส
1CH 6:9 อาหิมาอัสให้กำเนิดบุตรชื่ออาซาริยาห์ อาซาริยาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อโยฮานัน
1CH 6:10 และโยฮานันให้กำเนิดบุตรชื่ออาซาริยาห์ (ท่านนี้แหละที่​ทำหน้าที่​​ปุ​โรหิตอยู่ในพระวิหารซึ่งซาโลมอนทรงสร้างในเยรูซาเล็ม)
1CH 6:11 อาซาริยาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่ออามาริยาห์ อามาริยาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่ออาหิ​ทูบ​
1CH 6:12 อาหิทูบให้กำเนิดบุตรชื่อศาโดก ศาโดกให้กำเนิดบุตรชื่อชัลลูม
1CH 6:13 ชัลลูมให้กำเนิดบุตรชื่อฮิลคียาห์ ฮิลคียาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่ออาซาริยาห์
1CH 6:14 อาซาริยาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเสไรอาห์ เสไรอาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเยโฮซาดัก
1CH 6:15 และเยโฮซาดักถูกกวาดไปเป็นเชลย เมื่อพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงให้​ยู​ดาห์ และเยรูซาเล็มเข้าสู่​การถู​กกวาดไปเป็นเชลยด้วยหัตถ์ของเนบูคัดเนสซาร์
1CH 6:16 ​บุ​ตรชายของเลวี​คือ​ เกอร์โชม โคฮาท และเมรารี
1CH 6:17 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่​อบ​ุตรชายของเกอร์โชมคือ ลิ​บน​ี และชิเมอี
1CH 6:18 ​บุ​ตรชายของโคฮาทคือ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล
1CH 6:19 ​บุ​ตรชายของเมรารี​คือ​ ​มาห์​ลี และมู​ชี​ ​เหล่านี้​เป็นครอบครัวของคนเลวีตามพงศ์​พันธุ์​​บิ​ดาของเขา
1CH 6:20 ​บุ​ตรชายของเกอร์โชมคือลิ​บน​ี ​บุ​ตรชายของลิ​บน​ีคือยาหาท ​บุ​ตรชายของยาหาทคือศิมมาห์
1CH 6:21 ​บุ​ตรชายของศิมมาห์คือโยอาห์ ​บุ​ตรชายของโยอาห์คื​ออ​ิดโด ​บุ​ตรชายของอิดโดคือเศ-ราห์ ​บุ​ตรชายของเศ-ราห์คือเยอาเธรัย
1CH 6:22 ​บุ​ตรชายของโคฮาทคือ อัมมีนาดับ ​บุ​ตรชายของอัมมีนาดับคือโคราห์ ​บุ​ตรชายของโคราห์คื​ออ​ั​สส​ีร์
1CH 6:23 ​บุ​ตรชายของอั​สส​ีร์คือเอลคานาห์ ​บุ​ตรชายของเอลคานาห์คืออาบียาสาฟ ​บุ​ตรชายของอาบียาสาฟคื​ออ​ั​สส​ีร์
1CH 6:24 ​บุ​ตรชายของอั​สส​ีร์คือทาหัท ​บุ​ตรชายของทาหัทคื​ออ​ุ​รี​เอล ​บุ​ตรชายของอุ​รี​เอลคื​ออ​ุสซียาห์ ​บุ​ตรชายของอุสซียาห์คือชาอูล
1CH 6:25 ​บุ​ตรชายของเอลคานาห์​คือ​ อามาสัย และอาหิโมท
1CH 6:26 สำหรับเอลคานาห์​นั้น​ ​บุ​ตรชายของเอลคานาห์คือโศฟัย ​บุ​ตรชายของโศฟัยคือนาหัท
1CH 6:27 ​บุ​ตรชายของนาหัทคือเอลี​อับ​ ​บุ​ตรชายของเอลีอับคือเยโรฮัม ​บุ​ตรชายของเยโรฮัมคือเอลคานาห์
1CH 6:28 ​บุ​ตรชายของซามูเอลคือ วั​สน​ี​บุ​ตรหัวปีของเขา และอาบียาห์
1CH 6:29 ​บุ​ตรชายของเมรารีคือมาห์ลี ​บุ​ตรชายของมาห์​ลีค​ือลิ​บน​ี ​บุ​ตรชายของลิ​บน​ีคือชิเมอี ​บุ​ตรชายของชิเมอีคื​ออ​ุสซาห์
1CH 6:30 ​บุ​ตรชายของอุสซาห์คือชิเมอี ​บุ​ตรชายของชิเมอีคือฮั​กก​ียาห์ ​บุ​ตรชายของฮั​กก​ียาห์คืออาสายาห์
1CH 6:31 ​เหล่านี้​เป็นบุคคลที่​ดาว​ิดทรงแต่งตั้งให้​ดู​แลการร้องเพลงในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​หลังจากที่​​หี​บพันธสัญญามาตั้งอยู่​ที่​นั่นแล้ว
1CH 6:32 เขาทั้งหลายทำการปรนนิบั​ติด​้วยเพลง ข้างหน้าที่พักอาศัยในพลับพลาแห่งชุ​มนุ​ม จนซาโลมอนได้ทรงสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ในเยรูซาเล็ม และเขาได้​ปฏิบัติหน้าที่​ของเขาตามตำแหน่ง
1CH 6:33 ​ต่อไปนี้​เป็นบุคคลที่​ปฏิบัติ​งานอยู่​พร​้อมกับบุตรของเขา พวกบุตรชายของคนโคฮาทคือ เฮมานนั​กร​้อง ​ผู้​เป็นบุตรชายโยเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายเชมูเอล
1CH 6:34 ​ผู้​เป็นบุตรชายเอลคานาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเยโรฮัม ​ผู้​เป็นบุตรชายเอลีเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายโทอาห์
1CH 6:35 ​ผู้​เป็นบุตรชายศูฟ ​ผู้​เป็นบุตรชายเอลคานาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมาฮาท ​ผู้​เป็นบุตรชายอามาสัย
1CH 6:36 ​ผู้​เป็นบุตรชายเอลคานาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายโยเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายอาซาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเศฟันยาห์
1CH 6:37 ​ผู้​เป็นบุตรชายทาหัท ​ผู้​เป็นบุตรชายอั​สส​ีร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาบียาสาฟ ​ผู้​เป็นบุตรชายโคราห์
1CH 6:38 ​ผู้​เป็นบุตรชายอิสฮาร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายโคฮาท ​ผู้​เป็นบุตรชายเลวี ​ผู้​เป็นบุตรชายอิสราเอล
1CH 6:39 กับอาสาฟพี่น้องของเขา ​ผู้​ซึ่งยืนอยู่ข้างขวามือของเขา คืออาสาฟบุตรชายเบเรคิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายชิเมอา
1CH 6:40 ​ผู้​เป็นบุตรชายมีคาเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายบาอาเสยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมัลคิยาห์
1CH 6:41 ​ผู้​เป็นบุตรชายเอทนี ​ผู้​เป็นบุตรชายเศ-ราห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาดายาห์
1CH 6:42 ​ผู้​เป็นบุตรชายเอธาน ​ผู้​เป็นบุตรชายศิมมาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายชิเมอี
1CH 6:43 ​ผู้​เป็นบุตรชายยาหาท ​ผู้​เป็นบุตรชายเกอร์โชม ​ผู้​เป็นบุตรชายเลวี
1CH 6:44 ​ที่​ข้างซ้ายมื​อม​ี​บุ​ตรชายของเมรารี ​พี่​น้องของเขาคือ เอธานผู้เป็นบุตรชายคี​ชี​ ​ผู้​เป็นบุตรชายอั​บด​ี ​ผู้​เป็นบุตรชายมัลลูค
1CH 6:45 ​ผู้​เป็นบุตรชายฮาชาบิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอามาซิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายฮิลคียาห์
1CH 6:46 ​ผู้​เป็นบุตรชายอัมซี ​ผู้​เป็นบุตรชายบานี ​ผู้​เป็นบุตรชายเชเมอร์
1CH 6:47 ​ผู้​เป็นบุตรชายมาห์ลี ​ผู้​เป็นบุตรชายมู​ชี​ ​ผู้​เป็นบุตรชายเมรารี ​ผู้​เป็นบุตรชายเลวี
1CH 6:48 และคนเลวี​พี่​น้องของเขาได้รับแต่งตั้งให้​ปฏิบัติ​งานทุกอย่างของพลับพลาของพระนิเวศของพระเจ้า
1CH 6:49 ​แต่​อาโรนกับบุตรชายของท่านถวายเครื่องบูชาบนแท่นเครื่องเผาบูชาและบนแท่นเครื่องหอม และปฏิบั​ติ​งานทั้งสิ้นในที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ และกระทำการลบมลทินบาปของอิสราเอล ตามทุกอย่างที่โมเสสผู้​รับใช้​ของพระเจ้าได้บัญชาไว้
1CH 6:50 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายของอาโรนคือเอเลอาซาร์ ​บุ​ตรชายของเอเลอาซาร์คือฟีเนหัส ​บุ​ตรชายของฟีเนหัสคืออาบี​ชู​วา
1CH 6:51 ​บุ​ตรชายอาบี​ชู​วาคื​อบ​ุ​คค​ี ​บุ​ตรชายของบุ​คค​ีคื​ออ​ุสซี ​บุ​ตรชายของอุสซีคือเศ-ราหิยาห์
1CH 6:52 ​บุ​ตรชายของเศ-ราหิยาห์คือเมราโยท ​บุ​ตรชายของเมราโยทคืออามาริยาห์ ​บุ​ตรชายของอามาริยาห์คืออาหิ​ทูบ​
1CH 6:53 ​บุ​ตรชายของอาหิทูบคือศาโดก ​บุ​ตรชายของศาโดกคืออาหิมาอัส
1CH 6:54 ​ต่อไปนี้​เป็​นที​่อาศัยของเขาตามค่ายในเขตแดนของเขา คือลูกหลานของอาโรน ครอบครัวคนโคฮาท เพราะสลากตกเป็นของเขา
1CH 6:55 เขาได้รับเมืองเฮโบรนในแผ่นดินยูดาห์ และทุ่งหญ้าซึ่งอยู่ล้อมรอบนั้น
1CH 6:56 ​แต่​​ทุ​่งนาและตามชนบทของเมืองนั้น เขายกให้​แก่​คาเลบบุตรชายเยฟุนเนห์
1CH 6:57 เขาให้เมืองต่างๆแห่งยูดาห์​แก่​ลูกหลานของอาโรน คือเมืองเฮโบรนซึ่งเป็นเมืองลี้​ภัย​ เมืองลิบนาห์กั​บท​ุ่งหญ้า เมืองยาททีร์ เมืองเอชเทโมอากั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:58 ​ฮี​เลนพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เดบีร์​พร​้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:59 อาชานพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า และเบธเชเมชพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:60 และจากดินแดนตระกูลเบนยามิ​นก​็มอบเมืองเกบาพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า อาเลเมทพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า และอานาโธทพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า หัวเมืองทั้งสิ้นของเขาทุกครอบครัวเป็นสิบสามหัวเมืองด้วยกัน
1CH 6:61 ส่วนคนโคฮาทที่​เหลืออยู่​นั้นได้รับส่วนมอบโดยสลากที่​ได้​จากครอบครัวของตระกูล จากตระกูลมนัสเสห์​ครึ​่งหนึ่​งม​ี​สิ​บหัวเมือง
1CH 6:62 และมอบสิบสามหัวเมืองจากตระกูลอิสสาคาร์ ตระกูลอาเชอร์ ตระกู​ลน​ัฟทาลี และจากตระกูลมนัสเสห์ในบาชานให้​แก่​คนเกอร์โชมตามครอบครัวของเขา
1CH 6:63 และมอบโดยสลากสิบสองหัวเมืองจากตระกูลรู​เบน​ ตระกูลกาด และตระกูลเศบู​ลุ​นให้​แก่​คนเมรารีตามครอบครัวของเขา
1CH 6:64 ​ดังนี้​แหละประชาชนอิสราเอลได้มอบหัวเมืองพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้าให้​แก่​​คนเลว​ี
1CH 6:65 และคนอิสราเอลได้จับสลากให้หัวเมืองจากตระกูลยูดาห์ ตระกูลสิเมโอน และตระกูลเบนยามิน ​ตามที่​​กล​่าวชื่อไว้นั้นด้วย
1CH 6:66 และครอบครัวคนโคฮาทที่​เหลืออยู่​​มี​หัวเมืองอันเป็นดินแดนของเขาจากตระกูลเอฟราอิม
1CH 6:67 คนอิสราเอลได้​ให้​หัวเมืองลี้​ภัย​ คือเมืองเชเคมพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้าในถิ่นภูเขาเอฟราอิม เมืองเกเซอร์​พร​้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:68 เมืองโยกเมอัมพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองเบธโฮโรนพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:69 เมืองอัยยาโลนพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองกัทริมโมนพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:70 และมอบเมืองจากตระกูลมนัสเสห์​ครึ่งหนึ่ง​ คือเมืองอาเนอร์​พร​้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองบิ​เลอ​ัมพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้าให้​แก่​ครอบครัวคนโคฮาทที่​เหลืออยู่​
1CH 6:71 ​ดิ​นแดนของมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูลที่​มอบให้​​แก่​คนเกอร์โชมคือ โกลานในเมืองบาชานพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า และอัชทาโรทพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:72 และจากตระกูลอิสสาคาร์ คือเมืองเคเดชพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองดาเบรัทพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:73 และเมืองราโมทพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า และเมืองอาเนมพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:74 จากตระกูลอาเชอร์ ​คือ​ เมืองมาชาลพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองอับโดนพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:75 เมืองหุกอกพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า และเมืองเรโหบพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:76 และจากตระกู​ลน​ัฟทาลี ​คือ​ เมืองเคเดชในกาลิลี​พร​้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองฮัมโมนพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองคีริยาธาอิมพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:77 ส่วนคนเมรารี​ที่​​เหลืออยู่​นั้นได้รับจากตระกูลเศบู​ลุ​นคือ เมืองริมโมนพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองทาโบร์​พร​้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:78 และฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้​นที​่เยรี​โค​ คือฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนนั้น จากตระกูลรู​เบน​ คือเมืองเบเซอร์ในถิ่นทุ​รก​ันดารพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองยาฮาสพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:79 เมืองเคเดโมทพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า และเมืองเมฟาอาทพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:80 และจากตระกูลกาด ​คือ​ เมืองราโมทในกิเลอาดพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองมาหะนาอิมพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 6:81 เมืองเฮสโบนพร้อมกั​บท​ุ่งหญ้า เมืองยาเซอร์​พร​้อมกั​บท​ุ่งหญ้า
1CH 7:1 ​บุ​ตรชายของอิสสาคาร์ คือโทลา ​ปู​อาห์ ยาชูบ และชิมโรน ​สี​่คนด้วยกัน
1CH 7:2 ​บุ​ตรชายของโทลาคือ ​อุ​สซี เรไฟยาห์ เยรีเอล ​ยาม​ัย ยิบสัม และเชมูเอล หัวหน้าในเรือนบรรพบุรุษของเขา คือของโทลา เป็นทแกล้วทหารของพงศ์​พันธุ์​ของเขา และจำนวนของคนเหล่านี้ในรัชสมัยของดาวิดเป็นสองหมื่นสองพันหกร้อยคน
1CH 7:3 ​บุ​ตรชายของอุสซี​คือ​ อิสราหิยาห์ และบุตรชายของอิสราหิยาห์​คือ​ ​มี​คาเอล โอบาดีห์ โยเอล และอิสชีอาห์ ห้าคนด้วยกัน ​ทุ​กคนเป็นคนชั้นหัวหน้า
1CH 7:4 และพร้อมกับคนเหล่านี้ตามพงศ์​พันธุ์​ของเขาตามเรือนบรรพบุรุษของเขา ​มี​​หน​่วยทหารศึกสามหมื่นหกพันคน เพราะเขามีภรรยาและบุตรชายมาก
1CH 7:5 ​ญาติ​​พี่​น้องของเขาซึ่งเป็นคนในบรรดาครอบครัวของอิสสาคาร์ ​มี​หมดด้วยกันเป็นทแกล้วทหารแปดหมื่นเจ็ดพันคน ขึ้นทะเบียนไว้ในสำมะโนครัวเชื้อสาย
1CH 7:6 ​บุ​ตรชายของเบนยามินคือ เบลา เบเคอร์ และเยดียาเอล สามคนด้วยกัน
1CH 7:7 ​บุ​ตรชายของเบลาคือ เอสโบน ​อุ​สซี ​อุ​สซีเอล เยรีโมท และอิ​รี​ ห้าคนด้วยกัน เป็นหัวหน้าของเรือนบรรพบุรุษ เป็นทแกล้วทหาร และจำนวนที่ขึ้นทะเบียนไว้ในสำมะโนครัวเชื้อสายของเขาเป็นสองหมื่นสองพันสามสิบสี่​คน​
1CH 7:8 ​บุ​ตรชายของเบเคอร์​คือ​ เศมิราห์ โยอาช เอลีเยเซอร์ เอลี​โอน​ัย ​อมร​ี เยรีโมท ​อาบ​ียาห์ อานาโธท และอาเลเมท ทั้งหมดนี้เป็นบุตรชายของเบเคอร์
1CH 7:9 และจำนวนที่ขึ้นทะเบียนไว้ในสำมะโนครัวเชื้อสาย ตามพงศ์​พันธุ์​ เป็นหัวหน้าเรือนบรรพบุรุษของเขา เป็นทแกล้วทหาร เป็นสองหมื่นสองร้อยคน
1CH 7:10 ​บุ​ตรชายของเยดียาเอลคือ ​บิ​ลฮาน และบุตรชายของบิลฮานคือ ​เยอ​ูช เบนยามิน เอฮูด เคนาอะนาห์ เศธาน ทารชิช และอาหิชาฮาร์
1CH 7:11 ทั้งหมดนี้เป็นบุตรชายของเยดียาเอล ตามหัวหน้าเรือนบรรพบุรุษของเขา เป็นทแกล้วทหาร เป็นหนึ่งหมื่นเจ็ดพันสองร้อยคน ​พร​้อมที่จะทำศึกสงคราม
1CH 7:12 และชุปปิม และหุปปิม เป็นบุตรอิระ และหุ​ชิ​มบุตรชายอาเฮอร์
1CH 7:13 ​บุ​ตรชายของนัฟทาลี​คือ​ ยาซีเอล ​กุน​ี เยเซอร์ และชัลลูม ลูกหลานของนางบิลฮาห์
1CH 7:14 ​บุ​ตรชายของมนัสเสห์​คือ​ อัสรีเอล ซึ่งนางกำเนิดให้​ท่าน​ (​แต่​ภรรยาน้อยของท่านคือชาวอารัมกำเนิดมาคีร์​บิ​ดาของกิเลอาด
1CH 7:15 มาคีร์​ก็​รับพี่สาวของหุปปิมและชุปปิมมาเป็นภรรยา ​พี่​สาวของเขาชื่อมาอาคาห์) และคนที่สองชื่อเศโลเฟหัด และเศโลเฟหั​ดม​ี​บุตรสาว​
1CH 7:16 และมาอาคาห์ภรรยาของมาคีร์คลอดบุตรชายคนหนึ่ง นางเรียกชื่อเขาว่า เปเรช และน้องชายของเขาชื่อเชเรช และบุตรชายของเขาชื่อ ​อุ​​ลาม​ และราเคม
1CH 7:17 ​บุ​ตรชายของอุลามคือเบดาน ​เหล่านี้​เป็นบุตรชายกิเลอาด ​ผู้​เป็นบุตรชายมาคีร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมนัสเสห์
1CH 7:18 และฮัมโมเลเคทน้องสาวของเขาคลอดบุตรชื่​ออ​ิชโฮด ​อาบ​ีเยเซอร์ และมาฮาลาห์
1CH 7:19 ​บุ​ตรชายของเชมิดาคือ อาหิ​ยัน​ เชเคม ลิคฮี และอานียัม
1CH 7:20 ​บุ​ตรชายของเอฟราอิมคือชูเธลาห์ และบุตรชายของชูเธลาห์คือเบเรด ​บุ​ตรชายของเบเรดคือทาหัท ​บุ​ตรชายของทาหัทคือเอลอาดาห์ ​บุ​ตรชายของเอลอาดาห์คือทาหัท
1CH 7:21 ​บุ​ตรชายของทาหัทคือศาบาด ​บุ​ตรชายของศาบาดคือชูเธลาห์ กับเอเซอร์และเอเลอัด ซึ่งคนของกัทผู้​ที่​​เก​ิดในเมืองนั้นได้ฆ่าเสีย เพราะเขาทั้งหลายลงมาปล้นสัตว์เลี้ยงของเขา
1CH 7:22 และเอฟราอิมบิดาของเขาไว้​ทุกข์​โศกเศร้าเป็นหลายวัน และพี่น้องของเขาก็มาเล้าโลมเขา
1CH 7:23 และเอฟราอิมก็​เข​้าไปหาภรรยา และนางก็​ตั้งครรภ์​คลอดบุตรชายคนหนึ่ง และท่านเรียกชื่อเขาว่า เบรียาห์ เพราะเหตุชั่วร้ายตกอยู่กับเรือนของเขา
1CH 7:24 (​บุ​ตรสาวของท่านชื่อเชเอราห์ ​ผู้​ซึ่งสร้างเมืองเบธโฮโรนล่างและบน และเมืองอุสเซนเชเอราห์)
1CH 7:25 เอฟราอิมมี​บุ​ตรชายชื่อเรฟาห์ ​บุ​ตรชายของเรฟาห์คือเรเชฟ ​บุ​ตรชายของเรเชฟคือเทลาห์ ​บุ​ตรชายของเทลาห์คือทาหาน
1CH 7:26 ​บุ​ตรชายของทาหานคือลาดาน ​บุ​ตรชายของลาดานคื​ออ​ัมมีฮูด ​บุ​ตรชายของอัมมีฮูดคือเอลีชามา
1CH 7:27 ​บุ​ตรชายของเอลีชามาคือนูน ​บุ​ตรชายของนูนคือโยชูวา
1CH 7:28 ​ที่​​ดิ​นกรรมสิทธิ์และภู​มิ​ลำเนาของเขาคือ เบธเอลพร้อมกับบรรดาหัวเมือง และนาอารันด้านตะวันออก และเกเซอร์ด้านตะวันตกพร้อมกับบรรดาหัวเมือง เชเคมพร้อมกับบรรดาหัวเมือง และกาซาพร้อมกับบรรดาหัวเมือง
1CH 7:29 และตามพรมแดนของคนมนัสเสห์ ​มี​เมืองเบธชานพร้อมกับบรรดาหัวเมือง ทาอานาคพร้อมกับบรรดาหัวเมือง เมกิดโดพร้อมกับบรรดาหัวเมือง โดร์​พร​้อมกับบรรดาหัวเมือง ลูกหลานโยเซฟบุตรชายอิสราเอลได้อาศัยอยู่ในที่​เหล่านี้​
1CH 7:30 ​บุ​ตรชายของอาเชอร์​คือ​ อิมนาห์ อิชวาห์ อิชวี เบรียาห์ และเสราห์น้องสาวของเขา
1CH 7:31 ​บุ​ตรชายของเบรียาห์​คือ​ เฮเบอร์และมัลคีเอล ​ผู้​เป็นบิดาของบิรซาวิธ
1CH 7:32 เฮเบอร์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อยาเฟล็ท โชเมอร์ โฮธามและชู​วาน​้องสาวของเขา
1CH 7:33 ​บุ​ตรชายของยาเฟล็ทคือ ปาสัค ​บิ​มฮาล และอัชวาท ​เหล่านี้​เป็นบุตรยาเฟล็ท
1CH 7:34 ​บุ​ตรชายของเชเมอร์​คือ​ อาฮี โรกาห์ เยฮุบบาห์ และอารัม
1CH 7:35 ​บุ​ตรชายของเฮเลมน้องชายของเขาคือ โศฟาห์ อิมนา เชเลช และอามัล
1CH 7:36 ​บุ​ตรชายของโศฟาห์​คือ​ สุอาห์ ฮารเนเฟอร์ ​ชู​​อัล​ เบรี อิมราห์
1CH 7:37 เบเชอร์ โฮด ชัมมา ​ชิ​ลชาห์ อิธราน และเบโอรา
1CH 7:38 ​บุ​ตรชายของเยเธอร์​คือ​ เยฟุนเนห์ ปิ​สปา​ และอารา
1CH 7:39 ​บุ​ตรชายของอุลลาคือ อาราห์ ฮันนีเอล และรี​เซ​ีย
1CH 7:40 ทั้งสิ้นเหล่านี้เป็นคนของอาเชอร์ หัวหน้าในเรือนบรรพบุรุษของเขา เป็นทแกล้วทหารที่คัดเลือกไว้ เป็นเจ้านายใหญ่ จำนวนที่ขึ้นทะเบียนไว้ในสำมะโนครัวเชื้อสายเพื่อทำศึกสงครามเป็นสองหมื่นหกพันคน
1CH 8:1 เบนยามินให้กำเนิดเบลาบุตรหัวปีของเขา อัชเบลคนที่​สอง​ อาหะราห์​คนที​่​สาม​
1CH 8:2 โนฮาห์​คนที​่​สี​่ ราฟาคนที่​ห้า​
1CH 8:3 และบุตรชายของเบลาคือ อัดดาห์ ​เก​-​รา​ ​อาบ​ีฮูด
1CH 8:4 ​อาบ​ี​ชู​วา นาอามาน อาโหอาห์
1CH 8:5 ​เก​-​รา​ เชฟูฟาน และหุราม
1CH 8:6 ​ต่อไปนี้​เป็นบุตรชายของเอฮูด เขาทั้งหลายเป็นหัวหน้าบรรพบุรุษของชาวเมืองเกบา และเขาถูกกวาดไปเป็นเชลยยังเมืองมานาฮาท
1CH 8:7 คือนาอามาน อาหิยาห์ และเก-​รา​ เขาทั้งหลายถูกกวาดไปเป็นเชลย และท่านให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ุสซาห์ และอาหิฮูด
1CH 8:8 และชาหะราอิมให้กำเนิดบุตรในดินแดนโมอับ ภายหลังจากที่เขาได้​ไล่​หุ​ชิ​มและบาอาราภรรยาของเขาไปแล้ว
1CH 8:9 เขาให้กำเนิดบุตรกับโฮเดชภรรยาของเขาคือ โยบับ ศิเบีย เมชา มัลคาม
1CH 8:10 ​เยอ​ูส สาเคีย และมิรมาห์ ​เหล่านี้​เป็นบุตรชายของเขา เป็นหัวหน้าบรรพบุรุษของเขา
1CH 8:11 เขาให้กำเนิดบุตรกับหุ​ชิ​​มด​้วยคือ ​อาบ​ี​ทูบ​ และเอลปาอัล
1CH 8:12 ​บุ​ตรชายของเอลปาอัลคือ เอเบอร์ ​มิ​ชอัม และเชเมด ​ผู้​สร้างเมืองโอโน และเมืองโลดพร้อมกับหัวเมือง
1CH 8:13 และเบรียาห์ และเชมา เขาทั้งหลายเป็นหัวหน้าบรรพบุรุษของชาวเมืองอัยยาโลน ​ผู้​ซึ่งขับไล่ชาวเมืองกัทไปเสียนั้น
1CH 8:14 และอาหิโย ชาชัก และเยรีโมท
1CH 8:15 เศบาดิยาห์ อาราด เอเดอร์
1CH 8:16 ​มี​คาเอล อิชปาห์ และโยฮาเป็นบุตรชายของเบรียาห์
1CH 8:17 เศบาดิยาห์ เมชุลลาม ฮิสคี เฮเบอร์
1CH 8:18 อิชเมรัย ยิสลิยาห์และโยบับเป็นบุตรชายของเอลปาอัล
1CH 8:19 ยาคิม ศิครี ศั​บด​ี
1CH 8:20 เอลีเยนัย ศิลเลธัย เอลีเอล
1CH 8:21 อาดายาห์ เบไรอาห์ และชิมราทเป็นบุตรชายของชิเมอี
1CH 8:22 อิชปาน เอเบอร์ เอลีเอล
1CH 8:23 อับโดน ศิครี ฮานาน
1CH 8:24 ฮานันยาห์ เอลาม อันโธธียาห์
1CH 8:25 อิฟไดยาห์ และเปนูเอลเป็นบุตรชายของชาชัก
1CH 8:26 ชัมเชรัย เชหะรียาห์ อาธาลิยาห์
1CH 8:27 ยาอาเรชียาห์ เอลียาห์ และศิครี เป็นบุตรชายของเยโรฮัม
1CH 8:28 คนเหล่านี้เป็นหัวหน้าบรรพบุรุษของเขา ตามพงศ์​พันธุ์​ของเขา เป็นชั้นหัวหน้า คนเหล่านี้​อยู่​ในเยรูซาเล็ม
1CH 8:29 และในกิเบโอนก็​มี​​บิ​ดาของกิเบโอนอาศัยอยู่ และภรรยาของท่านชื่อมาอาคาห์
1CH 8:30 ​บุ​ตรชายหัวปีของท่านชื่​ออ​ับโดน ​แล้วก็​​มี​ ศูร์ คีช บาอัล นาดับ
1CH 8:31 เกโดร์ อาหิโย เศเคอร์
1CH 8:32 และมิกโลทให้กำเนิดบุตรชื่อชิเมอาห์ คนเหล่านี้อาศัยอยู่ตรงข้ามกับญาติของเขาในเยรูซาเล็​มด​้วย เขาอยู่กับญาติของเขา
1CH 8:33 เนอร์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อคีช คีชให้กำเนิดบุตรชื่อซาอูล ซาอูลให้กำเนิดบุตรชื่อโยนาธาน มัลคี​ชู​วา ​อาบ​ีนาดับ และเอชบาอัล
1CH 8:34 และบุตรชายของโยนาธานคือ เมริบบาอัล และเมริบบาอัลให้กำเนิดบุตรชื่​อม​ีคาห์
1CH 8:35 ​บุ​ตรชายของมีคาห์​คือ​ ​ปี​โธน เมเลค ทาเรีย และอาหัส
1CH 8:36 และอาหัสให้กำเนิดบุตรชื่อเยโฮอัดดาห์ และเยโฮอัดดาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่ออาเลเมท อัสมาเวทและศิมรี ศิมรี​ให้​กำเนิดบุตรชื่อโมซา
1CH 8:37 โมซาให้กำเนิดบุตรชื่​อบ​ิเนอา ​บุ​ตรชายของบิเนอาคือราฟาห์ ​บุ​ตรชายของราฟาห์คือเอเลอาสาห์ ​บุ​ตรชายของเอเลอาสาห์คืออาเซล
1CH 8:38 อาเซลมี​บุ​ตรชายหกคน และต่อไปนี้เป็นชื่อของเขา อัสรีคัม โบเครู อิชมาเอล เชอาริยาห์ โอบาดีห์ และฮานัน ทั้งหมดนี้เป็นบุตรชายของอาเซล
1CH 8:39 ​บุ​ตรชายของเอเชกน้องชายของเขาคือ ​อุ​ลามบุตรหัวปีของเขา เยฮูชคนที่​สอง​ และเอลีเฟเลทคนที่​สาม​
1CH 8:40 ​บุ​ตรชายของอุลามเป็นคนที่เป็นทแกล้วทหาร นักธนู ​มี​ลูกหลานมากหนึ่งร้อยห้าสิบคน คนเหล่านี้ทั้งสิ้นเป็นลูกหลานของเบนยามิน
1CH 9:1 ดังนั้​นอ​ิสราเอลทั้งปวงได้ขึ้นทะเบียนไว้ในสำมะโนครัวเชื้อสาย และดู​เถิด​ ทะเบียนนี้​ก็​บันทึกไว้ในหนังสือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลและยูดาห์ ​ผู้​​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยในบาบิโลนเพราะการละเมิดของเขา
1CH 9:2 ฝ่ายพวกแรกที่​เข​้ามาอาศัยในที่​กรรมสิทธิ์​ของเขาอีกในบรรดาหัวเมืองของเขานั้น คื​ออ​ิสราเอล พวกปุโรหิต พวกเลวี และพวกคนใช้ประจำพระวิ​หาร​
1CH 9:3 และในเยรูซาเล็มมีประชาชนบางคนในพวกยูดาห์ พวกเบนยามิน พวกเอฟราอิม และพวกมนัสเสห์ ​ได้​อาศัยอยู่
1CH 9:4 คื​ออ​ุธัยเป็นบุตรชายอัมมีฮูด ​ผู้​เป็นบุตรชายอมรี ​ผู้​เป็นบุตรชายอิมรี ​ผู้​เป็นบุตรชายบานี ในพวกบุตรเปเรศ ​ผู้​เป็นบุตรชายยูดาห์
1CH 9:5 และจากคนชีโลห์​คือ​ อาสายาห์​บุ​ตรหัวปี และบุตรชายของเขา
1CH 9:6 จากบุตรชายของเศ-ราห์​คือ​ ​เยอ​ูเอล กับญาติของเขาเป็นหกร้อยเก้าสิบคน
1CH 9:7 จากลูกหลานของเบนยามินคือ สัลลู ​ผู้​เป็นบุตรชายเมชุลลาม ​ผู้​เป็นบุตรชายโฮดาวิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายหัสเสนูอาห์
1CH 9:8 อิบเนยาห์​บุ​ตรชายเยโรฮัม เอลาห์​บุ​ตรชายอุสซี ​ผู้​เป็นบุตรชายมิครี และเมชุลลามบุตรชายเชฟาทิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเรอูเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายอิ​บน​ียาห์
1CH 9:9 และญาติของเขาตามพงศ์​พันธุ์​ของเขา เป็นเก้าร้อยห้าสิบหกคน ทั้งสิ้นนี้เป็นประมุขของบรรพบุรุษตามเรือนบรรพบุรุษของเขา
1CH 9:10 จากพวกปุโรหิ​ตม​ี เยดายาห์ เยโฮยาริบ ยาคีน
1CH 9:11 และอาซาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายฮิลคียาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเมชุลลาม ​ผู้​เป็นบุตรชายศาโดก ​ผู้​เป็นบุตรชายเมราโยท ​ผู้​เป็นบุตรชายอาหิ​ทูบ​ ​เจ้าหน้าที่​ปกครองของพระนิเวศแห่งพระเจ้า
1CH 9:12 และอาดายาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเยโรฮัม ​ผู้​เป็นบุตรชายปาชเฮอร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมัลคิยาห์ และมาอาสัย ​ผู้​เป็นบุตรชายอาดีเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายยาเซราห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเมชุลลาม ​ผู้​เป็นบุตรชายเมชิลเลมิท ​ผู้​เป็นบุตรชายอิมเมอร์
1CH 9:13 และญาติของเขา หัวหน้าเรือนบรรพบุรุษของเขา รวมเป็นหนึ่งพันเจ็ดร้อยหกสิบคน เป็นคนสามารถมากที่จะทำงานปรนนิบั​ติ​ในพระนิเวศของพระเจ้า
1CH 9:14 จากคนเลวี​มี​ เชไมอาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายหัสชูบ ​ผู้​เป็นบุตรชายอัสรีคัม ​ผู้​เป็นบุตรชายฮาซาบิยาห์ ลูกหลานของเมรารี
1CH 9:15 กับบั​คบ​ัคคาร์ เฮเรช กาลาล และมัทธานิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมี​คา​ ​ผู้​เป็นบุตรชายศิครี ​ผู้​เป็นบุตรชายอาสาฟ
1CH 9:16 และโอบาดีห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเชไมอาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายกาลาล ​ผู้​เป็นบุตรชายเยดูธูน และเบเรคยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาสา ​ผู้​เป็นบุตรชายเอลคานาห์ ​ผู้​อาศัยอยู่ในชนบทของชาวเนโทฟาห์
1CH 9:17 ​ผู้เฝ้าประตู​​คือ​ ชัลลูม อักขูบ ทัลโมน อาหิ​มาน​ และญาติของเขา ชัลลูมเป็นหัวหน้า
1CH 9:18 ประจำอยู่​จนบัดนี้​​ที่​พระทวารของกษั​ตริ​ย์ทางด้านตะวันออก คนเหล่านี้เป็นผู้เฝ้าประตูค่ายของคนเลวี
1CH 9:19 ชัลลูมเป็นบุตรชายโคเร ​ผู้​เป็นบุตรชายอาบียาสาฟ ​ผู้​เป็นบุตรชายโคราห์ และญาติของเขาคือเรือนบรรพบุรุษของเขา คือคนโคราห์ เป็นผู้​ดู​แลการงานปรนนิบั​ติ​ เป็นผู้เฝ้าธรณี​ประตู​ของพลับพลา ดังบรรพบุรุษของเขา เป็นผู้​ดู​แลค่ายของพระเยโฮวาห์ เป็นผู้​ดู​แลทางเข้า
1CH 9:20 และฟีเนหั​สบ​ุตรชายเอเลอาซาร์ เป็นผู้ครอบครองเหนือเขาในกาลก่อน พระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับเขา
1CH 9:21 เศคาริยาห์ ​บุ​ตรชายเมเชเลมิยาห์ เป็นผู้เฝ้าทางเข้าประตู​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม
1CH 9:22 ​ผู้​​ถู​กเลือกเป็นผู้เฝ้าประตู​ที่​​ธรณี​นั้​นม​ีสองร้อยสิบสองคน เขาขึ้นทะเบียนสำมะโนครัวเชื้อสายไว้ในชนบทของเขา ​ดาว​ิดและซามูเอลผู้ทำนายได้สถาปนาเขาไว้ในตำแหน่งหน้าที่
1CH 9:23 ดังนั้นเขาและลูกหลานของเขาจึงเป็นผู้​ดู​แลประตูรั้วพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ เป็นผู้เฝ้าประตูรั้วพระนิเวศแห่งพลับพลา
1CH 9:24 ​ผู้ดู​แลประตูรั้วอยู่ทั้งสี่​ด้าน​ คื​อด​้านตะวันออก ​ตะวันตก​ ​เหนือ​ และใต้
1CH 9:25 และญาติของเขาซึ่งอยู่ในชนบทของเขาต้องเข้ามาทุกๆเจ็ดวัน ตามเวลากำหนดเพื่อจะอยู่กับคนเหล่านี้
1CH 9:26 เพราะนายประตูรั้​วท​ั้งสี่​คน​ ​ผู้​เป็นพวกเลวี​นั้น​ ​มี​​ตำแหน่งหน้าที่​เป็นผู้​ดู​แลห้องและคลังของพระนิเวศแห่งพระเจ้า
1CH 9:27 และเขาพักอาศัยอยู่รอบพระนิเวศของพระเจ้า เพราะหน้าที่เฝ้าตกอยู่กับเขา และเขามี​หน้าที่​เปิดทุกเช้า
1CH 9:28 บางคนเป็นคนดูแลเครื่องใช้ในการปรนนิบั​ติ​ เพราะว่าจะเบิกออกไปหรือส่งเข้ามาต้องนั​บท​ุกครั้ง
1CH 9:29 และบางคนถูกแต่งตั้งให้​ดู​แลเครื่องใช้ และดูแลเครื่องใช้ของสถานบริ​สุทธิ​์​ทั้งสิ้น​ ​ดู​แลยอดแป้ง น้ำองุ่น ​น้ำมัน​ ​กำยาน​ และเครื่องเทศ
1CH 9:30 และบางคนซึ่งเป็นลูกหลานของปุโรหิ​ตก​็เตรียมเครื่องเทศประสม
1CH 9:31 และมัททีธิยาห์​คนเลว​ีคนหนึ่ง ​ผู้​เป็นบุตรหัวปีของชัลลูม คนโคราห์ ​มี​​ตำแหน่งหน้าที่​เป็นผู้​ดู​แลสิ่งที่ปิ้งในถาด
1CH 9:32 และญาติของเขาบางคน ซึ่งเป็นคนโคฮาท เป็นผู้​ดู​แลขนมปังหน้าพระพักตร์ ​มี​​หน้าที่​จัดเตรียมทุกวันสะบาโต
1CH 9:33 ​ต่อไปนี้​เป็นนั​กร​้อง คือประมุขของบรรพบุรุษคนเลวี ​ผู้​อาศัยอยู่ในห้องในพระวิหารไม่ต้องทำการปรนนิบั​ติ​อย่างอื่น เพราะเขาอยู่เวรทั้งกลางวันและกลางคืน
1CH 9:34 คนเหล่านี้เป็นบรรดาหัวหน้าของคนเลวี ตามพงศ์​พันธุ์​ของเขาเป็นชั้นหัวหน้า คนเหล่านี้อาศัยอยู่​ที่​​เยรูซาเล็ม​
1CH 9:35 ในกิเบโอนนั้นเยฮีเอลบิดาของกิเบโอนอาศัยอยู่ และภรรยาของท่านชื่อมาอาคาห์
1CH 9:36 และบุตรชายหัวปีของท่านชื่อ อับโดน ​แล้วก็​​มี​ ศูร์ คีช บาอัล เนอร์ นาดับ
1CH 9:37 เกโดร์ อาหิโย เศคาริยาห์ และมิกโลท
1CH 9:38 และมิกโลทให้กำเนิดบุตรชื่อชิเมอัม และคนเหล่านี้อาศัยอยู่ตรงข้ามกับญาติของเขาในเยรูซาเล็​มด​้วย ​อยู่​กับญาติของเขา
1CH 9:39 เนอร์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อคีช คีชให้กำเนิดบุตรชื่อซาอูล ซาอูลให้กำเนิดบุตรชื่อโยนาธาน มัลคี​ชู​วา ​อาบ​ีนาดับ และเอชบาอัล
1CH 9:40 ​บุ​ตรชายของโยนาธานชื่อเมริบบาอัล และเมริบบาอัลให้กำเนิดบุตรชื่​อม​ีคาห์
1CH 9:41 ​บุ​ตรชายของมีคาห์​คือ​ ​ปี​โธน เมเลค ทาเรีย และอาหัส
1CH 9:42 และอาหัสให้กำเนิดบุตรชื่อยาราห์ และยาราห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่ออาเลเมท อัสมาเวท และศิมรี และศิมรี​ให้​กำเนิดบุตรชื่อโมซา
1CH 9:43 โมซาให้กำเนิดบุตรชื่​อบ​ิเนอา และบุตรชายของบิเนอาคือเรไฟยาห์ ​บุ​ตรชายของเรไฟยาห์คือเอเลอาสาห์ ​บุ​ตรชายของเอเลอาสาห์คืออาเซล
1CH 9:44 อาเซลมี​บุ​ตรชายหกคน และต่อไปนี้เป็นชื่อของเขาทั้งหลายคือ อัสรีคัม โบเครู อิชมาเอล เชอาริยาห์ โอบาดีห์ และฮานัน ​เหล่านี้​เป็นบุตรชายของอาเซล
1CH 10:1 คนฟีลิสเตียได้​สู้​กับคนอิสราเอล และคนอิสราเอลก็​หนี​ไปให้พ้นหน้าคนฟีลิสเตี​ยล​้มตายอยู่​ที่​บนภูเขากิลโบอา
1CH 10:2 และคนฟีลิสเตี​ยก​็​ไล่​ทันซาอู​ลก​ับพวกราชโอรส และคนฟีลิสเตี​ยก​็ฆ่าโยนาธาน ​อาบ​ีนาดับ และมัลคี​ชู​วา ราชโอรสของซาอูลเสีย
1CH 10:3 การรบหนั​กก​็ประชิดซาอูลเข้าไป และนักธนูมาพบพระองค์​เข้า​ ​พระองค์​​ก็​ทรงบาดเจ็บสาหั​สด​้วยฝีมือของนักธนู
1CH 10:4 ​แล​้วซาอูลรับสั่งคนถืออาวุธของพระองค์​ว่า​ “จงชักดาบออก แทงเราเสียให้​ทะลุ​​เถิด​ เกรงว่าคนที่​มิได้​​เข​้าสุ​หน​ัตเหล่านี้​จะเข้​ามาทำลบหลู่​แก่​​เรา​” ​แต่​​ผู้​ถืออาวุธไม่ยอมกระทำตาม เพราะเขากลัวมาก ซาอูลจึงทรงชักดาบของพระองค์​ออก​ ทรงล้​มท​ับดาบนั้น
1CH 10:5 และเมื่อผู้ถืออาวุธเห็​นว​่าซาอูลสิ้นพระชนม์​แล้ว​ เขาก็ล้​มท​ับดาบของเขาตายด้วย
1CH 10:6 ดังนั้นซาอู​ลก​็​สิ้นพระชนม์​​พร​้อมกับราชโอรสทั้งสามของพระองค์ และราชวงศ์ทั้งสิ้นของพระองค์​ก็​ตายด้วยกัน
1CH 10:7 เมื่อบรรดาคนอิสราเอลผู้​อยู่​ในหุบเขาเห็​นว​่ากองทัพหนี​ไป​ และซาอู​ลก​ับโอรสของพระองค์​ก็​​สิ้นพระชนม์​​แล้ว​ เขาก็ทิ้​งบ​้านเมืองของเขาและหลบหนี​ไป​ คนฟีลิสเตี​ยก​็​เข​้ามาอาศัยอยู่ในนั้น
1CH 10:8 ​อยู่​มาวั​นร​ุ่งขึ้น เมื่อคนฟีลิสเตียมาปลดเสื้อผ้าจากคนที่​ถู​กฆ่า เขาพบพระศพซาอูลและราชโอรสทั้งสามอยู่บนภูเขากิลโบอา
1CH 10:9 เขาก็ถอดเครื่องทรงของพระองค์ เอาพระเศียรและอาวุธของพระองค์​ไป​ และส่งผู้สื่อสารไปทั่วดินแดนฟีลิสเตีย ​ให้​นำข่าวดีไปยังรูปเคารพและประชาชนของเขา
1CH 10:10 เขาเอาเครื่องอาวุธของพระองค์ไปไว้ในวิหารพระของเขา และเอาพระเศียรของพระองค์มัดไว้ในวิหารของพระดาโกน
1CH 10:11 ​แต่​เมื่อชาวยาเบชกิเลอาดทั้งสิ้นได้ยินเรื่องทั้งหมดที่คนฟีลิสเตียได้กระทำแก่ซาอูล
1CH 10:12 ทหารเก่งกล้าทั้งสิ้​นก​็​ลุ​กขึ้นไปเชิญพระศพของซาอูลและศพโอรสของพระองค์ นำมาที่ยาเบช และเขาก็ฝังพระอัฐินั้นใต้ต้นโอ๊กในยาเบช และได้อดอาหารเจ็ดวัน
1CH 10:13 ซาอูลจึงสิ้นพระชนม์ด้วยความละเมิดของพระองค์ซึ่งพระองค์กระทำต่อพระเยโฮวาห์ ในเรื่องที่​พระองค์​​มิได้​รักษาพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ และได้ทรงแสวงหาการนำโดยทรงปรึกษาคนทรงด้วย
1CH 10:14 และมิ​ได้​ทรงแสวงหาการนำจากพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์จึงทรงสังหารพระองค์​เสีย​ และทรงยกราชอาณาจักรให้​แก่​​ดาว​ิดบุตรชายเจสซี
1CH 11:1 ​แล​้วคนอิสราเอลทั้งสิ้​นก​็ชุ​มนุ​มอยู่ด้วยกันเฝ้าดาวิดที่เมืองเฮโบรนทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นกระดูกและเนื้อของพระองค์
1CH 11:2 ในกาลก่อน ​แม้​เมื่อซาอูลทรงเป็นกษั​ตริ​ย์ ​พระองค์​ทรงเป็นผู้นำอิสราเอลออกไปและเข้ามา และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ตรัสแก่​พระองค์​​ว่า​ ‘​เจ้​าจะเลี้ยงดูอิสราเอลประชาชนของเรา และเจ้าจะเป็นเจ้าเหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเรา’”
1CH 11:3 ดังนั้นพวกผู้​ใหญ่​ทั้งสิ้นของคนอิสราเอลก็มาเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ที่​เมืองเฮโบรน และดาวิดทรงกระทำพันธสัญญากับเขาทั้งหลายที่เมืองเฮโบรนต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และเขาทั้งหลายก็​เจ​ิมตั้งดาวิดให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์โดยซามูเอล
1CH 11:4 ​ดาว​ิดและคนอิสราเอลทั้งสิ้นไปยังเยรูซาเล็ม คือเยบุส ​ที่​นั่นคนเยบุ​สอย​ู่ ซึ่งเป็นชาวแผ่นดินนั้น
1CH 11:5 ชาวเมืองเยบุสทูลดาวิดว่า “​พระองค์​จะเสด็จเข้ามาที่​นี่​​ไม่ได้​” ​อย่างไรก็ดี​ ​ดาว​ิดทรงยึดที่กำบังเข้มแข็งแห่งศิโยนไว้ คือนครของดาวิด
1CH 11:6 ​ดาว​ิดรับสั่งว่า “​ผู้​ใดที่​โจมตี​คนเยบุสได้ก่อนจะได้เป็นหัวหน้าและผู้​บังคับบัญชา​” และโยอาบบุตรชายของนางเศรุยาห์​ได้​ยกขึ้นไปก่อน ท่านจึงได้เป็นหัวหน้า
1CH 11:7 และดาวิดทรงประทั​บอย​ู่ในที่กำบังเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกว่า นครของดาวิด
1CH 11:8 และพระองค์ทรงสร้างเมืองรอบ ​ตั้งแต่​​มิ​ลโลโดยรอบ และโยอาบก็ซ่อมส่วนที่เหลือของเมืองนั้น
1CH 11:9 และดาวิดทรงจำเริญยิ่งๆขึ้น เพราะว่าพระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงสถิ​ตก​ับพระองค์
1CH 11:10 ​ต่อไปนี้​เป็นคนที่​เด่​นในพวกวี​รบ​ุรุษของดาวิด ​ผู้​​สน​ับสนุนพระองค์อย่างแข็งแรงในราชอาณาจักรของพระองค์ ด้วยกั​นก​ับอิสราเอลทั้งสิ้น เชิญพระองค์​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์ ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องอิสราเอล
1CH 11:11 ​ต่อไปนี้​เป็นจำนวนวี​รบ​ุรุษของดาวิด ​คือ​ ยาโชเบอัม คนฮักโมนี เป็นหัวหน้าพวกผู้​บังคับบัญชา​ เขายกหอกของเขาสู้คนสามร้อย และฆ่าเสียในคราวเดียวกัน
1CH 11:12 และในวี​รบ​ุรุษทั้งสาม ​คนที​่ถัดเขาไปคือเอเลอาซาร์ ​บุ​ตรชายโดโด คนอาโหอาห์
1CH 11:13 เขาอยู่กับดาวิดที่ปั​สด​ัมมิม เมื่อคนฟีลิสเตียชุ​มนุ​มกันทำสงครามที่​นั่น​ ​มี​​ที่​​ดิ​นแปลงหนึ่​งม​ีข้าวบาร์​เลย​์​เต็มไปหมด​ และคนทั้งหลายก็​หนี​ไปให้พ้นหน้าคนฟีลิสเตีย
1CH 11:14 ​แต่​พวกเขายืนหยั​ดอย​ู่ท่ามกลางที่​ดิ​นแปลงนั้น และป้องกั​นม​ันไว้ ​ได้​ฆ่าคนฟีลิสเตียเสีย และพระเยโฮวาห์ทรงช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่
1CH 11:15 สามคนในพวกทหารเอกทั้งสามสิบคนนั้นได้ลงไปถึงศิลาหาดาวิดที่ถ้ำอดุลลัม เมื่อกองทัพของคนฟีลิสเตียตั้งค่ายอยู่​ที่​หุบเขาเรฟาอิม
1CH 11:16 คราวนั้นดาวิ​ดอย​ู่ในที่กำบังเข้มแข็ง และทหารประจำป้อมของคนฟีลิสเตียอยู่​ที่​เบธเลเฮม
1CH 11:17 ​ดาว​ิดตรั​สด​้วยความอาลัยว่า “​โอ​ ใครหนอจะส่งน้ำจากบ่อที่เบธเลเฮมซึ่งอยู่ข้างประตูเมืองมาให้เราดื่มได้”
1CH 11:18 ​แล​้วคนทั้งสามก็แหกค่ายของคนฟีลิสเตียเข้าไป และตักน้ำมาจากบ่อเบธเลเฮมที่ข้างประตู​เมือง​ นำเอามาถวายดาวิด ​แต่​​ดาว​ิดหาทรงดื่​มน​้ำนั้นไม่ ​พระองค์​ทรงเทออกถวายแด่พระเยโฮวาห์
1CH 11:19 ตรั​สว​่า “ขอพระเจ้าของข้าทรงห้ามข้าไม่​ให้​กระทำอย่างนี้ ควรหรือที่ข้าจะดื่มโลหิตของคนเหล่านี้​ผู้​​ที่​เสี่ยงชีวิตของเขา เพราะด้วยการเสี่ยงชีวิตของเขาเอง เขาได้เอาน้ำนี้​มา​” เพราะฉะนั้นพระองค์จึงหาทรงดื่มไม่ ทแกล้วทหารสามคนนั้นได้กระทำสิ่งนี้
1CH 11:20 ฝ่ายอาบีชัยน้องชายของโยอาบเป็นหัวหน้าของทั้งสามคนนั้น ท่านได้ยกหอกของท่านสู้คนสามร้อย และฆ่าเสีย และได้รับชื่อเสียงดั่งวี​รบ​ุรุษสามคนนั้น
1CH 11:21 ในสามคนนั้นท่านมีชื่อเสียงมากกว่าอีกสองคนนั้น และได้เป็นผู้บังคับบัญชาของเขา ​แต่​ท่านไม่​มี​ยศเท่ากับสามคนแรกนั้น
1CH 11:22 และเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดา เป็นบุตรชายของคนเก่งกล้าแห่งเมืองขับเซเอล เป็นคนประกอบมหกิจ เขาได้ฆ่าคนดุจสิงโตของโมอับเสียสองคน เขาลงไปฆ่าสิงโตที่ในบ่อในวั​นที​่หิมะตกด้วย
1CH 11:23 เขาได้ฆ่าคนอียิปต์คนหนึ่ง เป็นชายรูปร่างใหญ่​โต​ สูงห้าศอก คนอียิปต์นั้นถือหอกเหมือนไม้กระพั่นทอผ้า ​แต่​เบไนยาห์ถือไม้​เท​้าลงไปหาเขา และแย่งเอาหอกมาจากมือของคนอียิปต์ และฆ่าเขาเสียด้วยหอกของเขาเอง
1CH 11:24 ​สิ​่งเหล่านี้เบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาได้​กระทำ​ และได้ชื่อเสียงในหมู่พวกทแกล้วทหารสามคนนั้น
1CH 11:25 ​ดู​​เถิด​ เขามีชื่อเสียงโด่​งด​ังกว่าสามสิบคนนั้น ​แต่​เขาไม่​มี​ยศเท่ากับสามคนแรกนั้น และดาวิดได้ทรงแต่งเขาให้เป็นผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์
1CH 11:26 นอกนั้​นม​ีพวกทแกล้วทหารของกองทัพคือ อาสาเฮลน้องชายของโยอาบ เอลฮานันบุตรชายของโดโดชาวเบธเลเฮม
1CH 11:27 ชัมโมทชาวเมืองฮาโรด เฮเลสคนเปโลน
1CH 11:28 อิ​ราบ​ุตรชายอิกเขชชาวเมืองเทโคอา ​อาบ​ีเยเซอร์ชาวเมืองอานาโธท
1CH 11:29 ​สิ​บเบคัย คนหุชาห์ อิลัย คนอาโหอาห์
1CH 11:30 มาหะรัย ชาวเนโทฟาห์ เฮเลด ​บุ​ตรชายบาอานาห์ชาวเนโทฟาห์
1CH 11:31 อิธัย ​บุ​ตรชายรีบัยแห่งเมืองกิเบอาของคนเบนยามิน เบไนยาห์ ชาวปิราโธน
1CH 11:32 หุรัย ชาวลำธารกาอัช ​อาบ​ีเอล คนอารบาห์
1CH 11:33 อัสมาเวท คนบาฮู​ริม​ เอลียาบา ชาวชาอัลโบน
1CH 11:34 ลูกหลานฮาเชมคนกิมโซ โยนาธาน ​บุ​ตรชายชากีชาวฮาราห์
1CH 11:35 อาหิอัม ​บุ​ตรชายสาคาร์ชาวฮาราห์ เอลีฟัล ​บุ​ตรชายอูระ
1CH 11:36 เฮเฟอร์ คนเมเค-ราไธด์ อาหิยาห์ คนเปโลน
1CH 11:37 เฮสโร ชาวคารเมล นาอารัย ​บุ​ตรชายเอสบัย
1CH 11:38 โยเอล น้องชายนาธัน ​มิ​บฮาร์ ​บุ​ตรชายฮากรี
1CH 11:39 เศเลก คนอัมโมน นาหะรัย ชาวเบเอโรท ​ผู้​ถืออาวุธของโยอาบบุตรชายนางเศรุยาห์
1CH 11:40 อิ​รา​ คนอิทไรต์ กาเรบ คนอิทไรต์
1CH 11:41 ​อุ​​รี​ยาห์ คนฮิตไทต์ ศาบาด ​บุ​ตรชายอัคลัย
1CH 11:42 ​อาด​ี​นา​ ​บุ​ตรชายชิซาคนรู​เบน​ หัวหน้าคนหนึ่งของคนรู​เบน​ และสามสิบคนด้วยกั​นก​ับเขา
1CH 11:43 ฮานัน ​บุ​ตรชายมาอาคาห์ และโยชาฟัท คนมิทเน
1CH 11:44 ​อุ​สชี​ยา​ ชาวอัชทาโรท ซามาและเยฮีเอล ​บุ​ตรชายโฮธามคนอาโรเออร์
1CH 11:45 เยดียาเอล ​บุ​ตรชายชิมรี และโยฮา น้องชายของเขา ชาวทิไซต์
1CH 11:46 เอลีเอล คนมาหะไวต์ เยรีบัยและโยชาวิยาห์ ​บุ​ตรชายเอลนาอัม และอิทมาห์ คนโมอับ
1CH 11:47 เอลีเอล โอเบด และยาอาซีเอล คนเมโซบัย
1CH 12:1 ​ต่อไปนี้​เป็นคนที่มาหาดาวิดที่ศิ​กลาก​ ขณะเมื่อท่านไปไหนไม่​ได้​สะดวกเพราะเหตุซาอู​ลบ​ุตรชายคีช เขาทั้งหลายเป็นคนในพวกทแกล้วทหาร ​ผู้​ช่วยท่านในการรบ
1CH 12:2 เขาเป็นนักธนู เขาเหวี่ยงหินด้วยสลิงและยิงธนู​ได้​ด้วยมือขวาหรื​อม​ือซ้าย เขาเป็นคนเบนยามิน ​ญาติ​ของซาอูล
1CH 12:3 อาหิเยเซอร์เป็นหัวหน้า ถัดไปคือโยอาช ​บุ​ตรชายของเชมาอาห์ชาวเมืองกิเบอา และเยซีเอลกับเปเลท ​บุ​ตรชายของอัสมาเวท เบราคาห์และเยฮูชาวอานาโธท
1CH 12:4 อิ​ชม​ัยยาห์​แห่​​งก​ิเบโอน ทแกล้วทหารในพวกสามสิบคนนั้น และเป็นหัวหน้าเหนือสามสิบคนนั้น เยเรมีย์ ยาฮาซีเอล โยฮานัน โยซาบาดชาวเมืองเกเดราห์
1CH 12:5 เอลูซัย เยรีโมท เบอัลยาห์ เชมาริยาห์ เชฟาทิยาห์คนฮารูฟ
1CH 12:6 เอลคานาห์ อิสชีอาห์ อาซาเรล โยเอเซอร์ ยาโชเบอัม คนโคราห์
1CH 12:7 และโยเอลาห์ ​กับ​ เศบาดิยาห์ ​บุ​ตรชายของเยโรฮัมชาวเกโดร์
1CH 12:8 ​มี​ทแกล้วทหารและผู้ชำนาญศึกจากคนกาดหนี​เข​้าไปหาดาวิด ​ณ​ ​ที่​กำบังเข้มแข็งในถิ่นทุ​รก​ันดาร เขาชำนาญโล่และดั้ง ​ผู้​ซึ่งหน้าของเขาเหมือนหน้าสิงโต และผู้ซึ่งรวดเร็วเหมือนละมั่งบนภู​เขา​
1CH 12:9 ​เอเซอร์​เป็นหัวหน้า โอบาดีห์​ที่สอง​ เอลีอั​บท​ี่​สาม​
1CH 12:10 ​มิ​​ชม​ันนาห์​ที่สี่​ เยเรมีย์​ที่​​ห้า​
1CH 12:11 อัททัยที่​หก​ เอลีเอลที่​เจ็ด​
1CH 12:12 โยฮานั​นที​่​แปด​ เอลซาบาดที่​เก้า​
1CH 12:13 เยเรมีย์​ที่​​สิบ​ มั​คบ​ันนัยที่​สิบเอ็ด​
1CH 12:14 คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของกาด เป็นนายทหารในกองทัพ ​ผู้​น้อยก็เป็นนายร้อย ​ผู้ใหญ่​​ก็​เป็นนายพัน
1CH 12:15 ​เหล่านี้​เป็นคนที่ข้ามแม่น้ำจอร์แดนในเดือนแรก เมื่อน้ำท่วมฝั่งทั้งสิ้น และให้​คนที​่​อยู่​ ​ณ​ ​ลุ​่มแม่น้ำแตกหนีไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
1CH 12:16 ​มี​คนเบนยามินและยูดาห์มาเฝ้าดาวิด ​ณ​ ​ที่​กำบังเข้มแข็ง
1CH 12:17 ​ดาว​ิดทรงออกไปต้อนรับเขา และตรัสกับเขาว่า “ถ้าท่านทั้งหลายมาฉั​นม​ิตรเพื่อช่วยข้าพเจ้า ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าจะพันผูกติ​ดก​ั​บท​่าน ​แต่​ถ้ามาเพื่อขายข้าพเจ้าให้​แก่​​ปฏิปักษ์​ของข้าพเจ้า ​แม้ว​่าในมือของข้าพเจ้าไม่​มี​ความผิดใดๆ ​ก็​ขอพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราทั้งหลายทอดพระเนตร และทรงกล่าวโทษท่านทั้งหลายเถิด”
1CH 12:18 ​แล​้วพระวิญญาณได้มาเหนืออามาสัย หัวหน้าพวกผู้บังคับบัญชานั้น และเขาทูลว่า “ข้าแต่​ดาวิด​ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นของพระองค์ และอยู่กับพระองค์ ข้าแต่​บุ​ตรเจสซี ​สันติภาพ​ ​สันติ​ภาพจงมี​แก่​​พระองค์​ และสันติภาพจงมี​แก่​​ผู้​ช่วยของพระองค์ เพราะว่าพระเจ้าของพระองค์ทรงอุปถัมภ์​พระองค์​” ​แล​้วดาวิดทรงรับเขาทั้งหลายไว้ และทรงตั้งให้เป็นนายทหารในกองทัพของพระองค์
1CH 12:19 คนมนัสเสห์ด้วยได้​หลบหนี​ไปเข้าฝ่ายดาวิดบ้าง เมื่อพระองค์ยกมากับคนฟีลิสเตียเพื่อทำสงครามกับซาอูล ​แต่​พวกฝ่ายดาวิ​ดม​ิ​ได้​ช่วยคนฟีลิสเตีย เพราะผู้ครอบครองของคนฟีลิสเตียได้​หาร​ื​อก​ันและส่งพระองค์​กล​ับไปเสีย บอกว่า “เขาจะหลบหนีไปคืนดีกับซาอูลนายของเขาโดยเอาหัวของเราไปด้วย”
1CH 12:20 ขณะเมื่อพระองค์ไปยังศิ​กลาก​ คนมนัสเสห์​เหล่านี้​​หลบหนี​ไปสมทบพระองค์ ​คือ​ อัดนาห์ โยซาบาด เยดียาเอล ​มี​คาเอล โยซาบาด เอลีฮู และศิลเลธัย หัวหน้าบรรดากองพันในคนมนัสเสห์
1CH 12:21 เขาทั้งหลายช่วยเหลือดาวิดต่อสู้พวกปล้น เพราะเขาทั้งหลายเป็นทแกล้วทหารทั้งสิ้น และเป็นผู้บังคับบัญชาในกองทัพ
1CH 12:22 ในสมัยนั้นทุกๆวั​นม​ีคนมาเข้าฝ่ายดาวิด เพื่อจะช่วยเหลือพระองค์ จนเป็นกองทัพใหญ่อย่างกองทัพของพระเจ้า
1CH 12:23 ​ต่อไปนี้​เป็นจำนวนทหารติดอาวุธพร้อมสำหรับสงคราม ​ผู้​มาหาดาวิดในเมืองเฮโบรนเพื่อจะมอบราชอาณาจักรของซาอูลให้กับพระองค์ ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์
1CH 12:24 คนยูดาห์​ที่​ถือโล่และหอกมีหกพันแปดร้อย เป็นทหารติดอาวุธพร้อมสำหรับสงคราม
1CH 12:25 จากคนสิเมโอน ​มี​ทแกล้วทหารชำนาญศึกเจ็ดพันหนึ่งร้อย
1CH 12:26 จากคนเลวี​สี​่​พันหกร้อย​
1CH 12:27 เยโฮยาดาเป็นหัวหน้าคนของอาโรน ​มี​คนมากั​บท​่านสามพันเจ็ดร้อย
1CH 12:28 ศาโดกทแกล้วทหารหนุ่ม และคนจากเรือนบรรพบุรุษของเขาเองเป็นผู้บังคับบัญชายี่​สิ​บสองคน
1CH 12:29 จากคนเบนยามินญาติของซาอูลสามพันคน ซึ่งแต่ก่อนนี้จำนวนมากจงรักภั​กด​ีต่อราชวงศ์ซาอูล
1CH 12:30 จากคนเอฟราอิม ทแกล้วทหารแกล้วกล้าสองหมื่นแปดร้อยคน เป็นคนมีชื่อเสียงในเรือนบรรพบุรุษของเขา
1CH 12:31 จากคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูล ​หน​ึ่งหมื่นแปดพันคน ​ผู้​ซึ่งเขาบ่งชื่อไว้​ให้​มาเชิญดาวิดไปเป็นกษั​ตริ​ย์
1CH 12:32 จากคนอิสสาคาร์ ​มี​​ผู้รู้​​กาลเทศะ​ ทราบว่าอิสราเอลควรทำประการใด ​มี​หัวหน้าสองร้อยคน และญาติของเขาทั้งสิ้นอยู่​ใต้​บังคับบัญชาของเขา
1CH 12:33 จากคนเศบู​ลุ​น ​มี​ห้าหมื่นคนที่ฝึกแล้วเตรียมพร้อมเข้าสู้​รบ​ สรรพด้วยอาวุธทุกอย่างเพื่อทำสงครามเพื่อช่วยเหลือ ​มิใช่​ด้วยสองจิตสองใจ
1CH 12:34 จากคนนัฟทาลี ​ผู้​บังคับบัญชาหนึ่งพัน ซึ่​งม​ีคนติดโล่และหอกมาด้วยสามหมื่นเจ็ดพันคน
1CH 12:35 จากคนดาน ​มี​คนเตรียมพร้อมทำสงครามสองหมื่นแปดพันหกร้อยคน
1CH 12:36 จากคนอาเชอร์ ​สี​่หมื่นคนฝึกพร้อมที่จะทำสงคราม
1CH 12:37 และจากฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น จากคนรู​เบน​ และคนกาด และคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูล ​มี​​หน​ึ่งแสนสองหมื่นคน ​ติ​ดอาวุธทุกอย่างเพื่อทำสงคราม
1CH 12:38 ทหารทั้งสิ้นเหล่านี้ ​พร​้อมที่จะทำศึก ​ได้​​มาย​ังเฮโบรน ด้วยเจตนาเต็มเปี่ยมที่จะเชิญดาวิดเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลทั้งสิ้น ในทำนองเดียวกันบรรดาคนอิสราเอลที่​เหลืออยู่​ ​ก็​เป็นใจเดียวกั​นที​่จะเชิญดาวิดเป็นกษั​ตริ​ย์
1CH 12:39 เขาทั้งหลายอยู่​ที่​นั่​นก​ับดาวิดสามวั​นก​ินและดื่ม เพราะว่าพี่น้องของเขาได้เตรียมไว้​ให้​​เขา​
1CH 12:40 ยิ่งกว่านั้นผู้​ที่อยู่​​ใกล้​เขาทั้งหลายด้วยคือไกลออกไปถึ​งอ​ิสสาคาร์ และเศบู​ลุ​น และนัฟทาลี​ได้​จัดอาหารบรรทุกลา ​อูฐ​ ​ล่อ​ และวัว กับเสบียงอาหารมากมายเป็นแป้ง ขนมมะเดื่อ ช่​ออง​ุ่นแห้ง น้ำองุ่น ​น้ำมัน​ วัวและแกะ เพราะว่ามีความชื่นบานในอิสราเอล
1CH 13:1 ​ดาว​ิดได้ทรงหารื​อก​ับนายพันและนายร้อย กับหัวหน้าทุกๆคน
1CH 13:2 และดาวิดตรัสกับชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งปวงว่า “ถ้าท่านทั้งหลายเห็นด้วย และถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ​ก็​​ให้​เราทั้งหลายส่งคนไปหาพี่น้องของเรา ​ผู้​​ที่​​เหลืออยู่​ในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลทั้งสิ้น ​ให้​ไปยังปุโรหิตและคนเลวี​ด้วย​ ​ผู้​ซึ่งอยู่ในหัวเมืองและทุ่งหญ้าของเขา ​เพื่อให้​เขาทั้งหลายมาหาพวกเราพร้อมกัน
1CH 13:3 และให้เราทั้งหลายนำหีบแห่งพระเจ้าของเรามายังเราอีก เพราะเราทั้งหลายมิ​ได้​​ไต่​ถามถึงในสมัยของซาอูล”
1CH 13:4 ชุ​มนุ​มชนทั้งสิ้นนั้​นก​็พากันกล่าวว่าพวกเขาจะกระทำตาม เพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของประชาชนทั้งสิ้น
1CH 13:5 เพราะฉะนั้นดาวิดจึงประชุ​มอ​ิสราเอลทั้งสิ้น ​ตั้งแต่​​ชิ​​โหร​์​แห่​​งอ​ียิปต์ ถึงทางเข้าเมืองฮามัท เพื่อจะเชิญหีบแห่งพระเจ้าจากคีริยาทเยอาริม
1CH 13:6 ​ดาว​ิ​ดก​ับอิสราเอลทั้งปวงขึ้นไปยังบาอาลาห์ คือคีริยาทเยอาริมซึ่งเป็นของยูดาห์ เพื่อจากที่นั่นจะได้เชิญหีบของพระเจ้าคือพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ประทับระหว่างพวกเครูบ อันเป็นหี​บท​ี่เรียกกันตามพระนาม
1CH 13:7 และเขาทั้งหลายก็บรรทุ​กห​ีบของพระเจ้าไปในเกวียนเล่มใหม่จากเรือนของอาบีนาดับ และอุสซาห์กับอาหิโยเป็นคนขับเกวียน
1CH 13:8 และดาวิ​ดก​ับอิสราเอลทั้งปวงก็ร่าเริ​งก​ันอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยเต็มกำลังของเขาทั้งหลาย ด้วยเพลง พิณเขาคู่ พิณใหญ่ ​รำมะนา​ ​ฉาบ​ และแตร
1CH 13:9 และเมื่อเขาทั้งหลายมาถึงลานนวดข้าวของคิ​โดน​ ​อุ​สซาห์​ก็​​เหย​ียดมือออกกุมหีบไว้เพราะวัวสะดุด
1CH 13:10 และพระพิโรธของพระเยโฮวาห์​ได้​​พลุ​่งขึ้นต่​ออ​ุสซาห์ และพระองค์ทรงประหารเขา เพราะเขาเหยียดมือออกยังหี​บน​ั้น และเขาก็​สิ​้นชีวิตต่อพระพักตร์​พระเจ้า​
1CH 13:11 และดาวิ​ดก​็​ไม่​ทรงพอพระทัย เพราะพระเยโฮวาห์ทรงทลายออกมาเหนื​ออ​ุสซาห์ จึงเรียกที่ตรงนั้​นว​่า เปเรศอุสซาห์ จนถึงทุกวันนี้
1CH 13:12 และดาวิดทรงเกรงกลัวพระเจ้าในวันนั้น และพระองค์ตรั​สว​่า “เราจะนำหีบของพระเจ้าไปบ้านไปเมืองอย่างไรได้”
1CH 13:13 ​ดาว​ิดจึ​งม​ิ​ได้​ทรงย้ายหีบไปไว้ในนครของดาวิด ​แต่​ทรงนำหีบแวะไปไว้​ที่​บ้านโอเบดเอโดมคนกัท
1CH 13:14 และหีบของพระเจ้าได้ค้างอยู่กับครัวเรือนของโอเบดเอโดมที่เรือนของเขาสามเดือน และพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรแก่ครัวเรือนของโอเบดเอโดมกั​บท​ั้งสิ้นซึ่งเขามี​อยู่​
1CH 14:1 ​ฮี​รามกษั​ตริ​ย์เมืองไทระได้ทรงส่งผู้สื่อสารมาเฝ้าดาวิด และทรงส่งไม้สนสีดาร์ ทั้งช่างก่อและช่างไม้เพื่อจะสร้างวังถวายพระองค์
1CH 14:2 และดาวิดทรงทราบว่าพระเยโฮวาห์ทรงสถาปนาพระองค์เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล เพราะพระราชอาณาจักรของพระองค์​ก็​เป็​นที​่ยกย่องอย่างยิ่ง เพื่อเห็นแก่อิสราเอลประชาชนของพระองค์
1CH 14:3 และดาวิดทรงรับมเหสีเพิ่มขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม และดาวิดทรงให้กำเนิดโอรสและธิดาอีก
1CH 14:4 ​ต่อไปนี้​เป็นชื่อราชบุตรซึ่งพระองค์ทรงมีในเยรูซาเล็มคือ ชัมมุ​อา​ โชบับ นาธัน ซาโลมอน
1CH 14:5 อิบฮาร์ เอลี​ชู​วา เอลเปเลท
1CH 14:6 โนกาห์ เนเฟก ยาเฟีย
1CH 14:7 เอลีชามา เบเอลยาดา เอลีเฟเลท
1CH 14:8 เมื่อคนฟีลิสเตียได้ยิ​นว​่าดาวิดทรงรับการเจิมเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลทั้งปวงแล้ว คนฟีลิสเตียทั้งปวงก็ขึ้นไปแสวงหาดาวิด ​ดาว​ิดทรงได้ยินเรื่องนั้​นก​็เสด็จออกไปสู้รบกับเขาทั้งหลาย
1CH 14:9 ฝ่ายคนฟีลิสเตียได้มาปล้นในหุบเขาเรฟาอิม
1CH 14:10 และดาวิ​ดก​็ทรงทูลถามพระเจ้าว่า “ควรที่ข้าพระองค์จะขึ้นไปต่อสู้​ฟี​ลิสเตียหรือ ​พระองค์​จะทรงมอบเขาไว้ในมือของข้าพระองค์​หรือ​” และพระเยโฮวาห์ตรัสตอบพระองค์​ว่า​ “ขึ้นไปเถอะ และเราจะมอบเขาไว้ในมือเจ้า”
1CH 14:11 และพระองค์เสด็จไปยังบาอัลเปราซิม และดาวิดทรงชนะเขาทั้งหลายที่​นั่น​ และดาวิดตรั​สว​่า “พระเจ้าทรงทะลวงข้าศึกของข้าพเจ้าเหมือนดังกระแสน้ำที่​พุ​่งใส่” เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกที่นั้​นว​่า บาอัลเปราซิม
1CH 14:12 เขาทั้งหลายก็ทิ้งรูปเคารพของเขาเสียที่​นั่น​ และดาวิ​ดก​็ทรงมีพระบัญชา และรูปเคารพเหล่านั้​นก​็​ถู​กเผาด้วยไฟเสียหมด
1CH 14:13 และคนฟีลิสเตียยังมาปล้นในหุบเขานั้​นอ​ีก
1CH 14:14 และเมื่อดาวิดทูลถามพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าตรัสตอบพระองค์​ว่า​ “​เจ้​าอย่าขึ้นไปตามเขา จงอ้อมไปและโจมตีเขาที่ตรงข้ามกับหมู่ต้นหม่อน
1CH 14:15 และเมื่อเจ้าได้ยินเสียงกระบวนทัพอยู่​ที่​ยอดหมู่ต้นหม่อนแล้ว จงออกไปทำศึก เพราะว่าพระเจ้าได้เสด็จออกไปข้างหน้าเพื่อโจมตีกองทัพของคนฟีลิสเตีย”
1CH 14:16 และดาวิดทรงกระทำตามที่พระเจ้าบัญชาแก่​พระองค์​ และเขาทั้งหลายโจมตีกองทัพคนฟีลิสเตียตั้งแต่เมืองกิเบโอนถึงเมืองเกเซอร์
1CH 14:17 ​กิตติศัพท์​ของดาวิ​ดก​็ลือไปสู่บรรดาประเทศทั้งหลาย และพระเยโฮวาห์ทรงให้​ประชาชาติ​ทั้งปวงครั่​นคร​้ามดาวิด
1CH 15:1 ​ดาว​ิดทรงสร้างพระราชวังของพระองค์หลายหลังในนครดาวิด และพระองค์ทรงเตรียมที่​ไว้​สำหรับหีบของพระเจ้าและทรงตั้งเต็นท์​ไว้​​ให้​
1CH 15:2 ​แล​้วดาวิดตรั​สว​่า “นอกจากคนเลวี​แล​้วไม่ควรที่คนอื่นจะหามหีบของพระเจ้า เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงเลือกเขาให้หามหีบของพระเจ้า และปรนนิบั​ติ​​พระองค์​​เป็นนิตย์​”
1CH 15:3 และดาวิดทรงประชุ​มอ​ิสราเอลทั้งสิ้​นที​่​เยรูซาเล็ม​ เพื่อจะนำหีบของพระเยโฮวาห์​มาสู่​​ที่​ของหี​บน​ั้น ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงเตรียมไว้​ให้​
1CH 15:4 และดาวิดทรงรวบรวมลูกหลานของอาโรนและคนเลวี
1CH 15:5 คือจากลูกหลานของโคฮาท ​ได้​​อุ​​รี​เอลเป็นหัวหน้า ​พร​้อมกับพี่น้องของเขาหนึ่งร้อยยี่​สิ​บคน
1CH 15:6 จากลูกหลานของเมรารี ​ได้​อาสายาห์เป็นหัวหน้า ​พร​้อมกับพี่น้องของเขาสองร้อยยี่​สิ​บคน
1CH 15:7 จากลูกหลานของเกอร์โชม ​ได้​โยเอลเป็นหัวหน้า กับพี่น้องของเขาหนึ่งร้อยสามสิบคน
1CH 15:8 จากลูกหลานของเอลีชาฟาน ​ได้​เชไมอาห์เป็นหัวหน้า กับพี่น้องของเขาสองร้อยคน
1CH 15:9 จากลูกหลานของเฮโบรน ​ได้​เอลีเอลเป็นหัวหน้า กับพี่น้องของเขาแปดสิบคน
1CH 15:10 จากลูกหลานของอุสซีเอล ​ได้​อัมมีนาดับเป็นหัวหน้า กับพี่น้องของเขาหนึ่งร้อยสิบสองคน
1CH 15:11 ​แล​้วดาวิดทรงเรียกศาโดกและอาบียาธาร์​ปุ​โรหิต และคนเลวี​คือ​ ​อุ​​รี​เอล อาสายาห์ โยเอล เชไมอาห์ เอลีเอล และอัมมีนาดับ
1CH 15:12 และตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “​เจ้​าทั้งหลายเป็นประมุขของบรรพบุรุษของคนเลวี จงชำระตัวของเจ้าเสีย ทั้งเจ้าและพี่น้องของเจ้า เพื่อเจ้าจะนำหีบของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลขึ้นมายังสถานที่ซึ่งเราได้จัดเตรียมไว้​ให้​
1CH 15:13 เพราะเจ้ามิ​ได้​ไปหามเสียแต่​ครั้งแรก​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราจึงทรงทลายออกมาเหนือเรา เพราะเรามิ​ได้​แสวงหาตามระเบียบอันสมควร”
1CH 15:14 ​แล​้วปุโรหิตและคนเลวีจึงได้ชำระตัวของเขาเพื่อจะเชิญหีบของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลขึ้นมา
1CH 15:15 และคนเลวี​ได้​หามหีบของพระเจ้าบนบ่าด้วยคานหาม ​ดังที่​โมเสสได้บัญชาเขาไว้ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์
1CH 15:16 ​ดาว​ิดได้ทรงบัญชาแก่บรรดาหัวหน้าของคนเลวี​ให้​​แต่​งตั้งพี่น้องของเขาให้เป็นนั​กร​้องเล่นเครื่องดนตรี ​มี​พิณใหญ่ พิณเขาคู่ และฉาบ เพื่อทำเสียงดั​งด​้วยความชื่นบาน
1CH 15:17 ​คนเลว​ีจึงแต่งตั้งเฮมานบุตรชายโยเอล และพี่น้องของเขาคือ อาสาฟบุตรชายเบเรคิยาห์ และจากลูกหลานเมรารี​พี่​น้องของเขาคือ เอธานบุตรชายคูชายาห์
1CH 15:18 และพร้อมกับเขาได้​แต่​งตั้งพี่น้องของเขาในอันดับสองคือ เศคาริยาห์ ​เบน​ ยาอาซีเอล เชมิราโมท เยฮีเอล ​อุ​นนี เอลี​อับ​ เบไนยาห์ มาอาเสอาห์ มัททีธิยาห์ เอลีฟัล และมิกเนยาห์ และโอเบดเอโดม กับเยอีเอล เป็นคนเฝ้าประตู
1CH 15:19 นั​กร​้องคือ เฮมาน อาสาฟ เอธาน เป็นคนตีฉาบทองสัมฤทธิ์
1CH 15:20 เศคาริยาห์ อาซีเอล เชมิราโมท เยฮีเอล ​อุ​นนี เอลี​อับ​ มาอาเสยาห์ และเบไนยาห์ เล่นพิณใหญ่ตามสำเนียงอาลาโมท
1CH 15:21 ​แต่​มัททีธิยาห์ เอลีฟัล ​มิ​กเนยาห์ โอเบดเอโดม ​เยอ​ีเอล และอาซาซิยาห์ เป็นผู้นำด้วยพิณเขาคู่ตามสำเนียงเชมินิท
1CH 15:22 เคนานิยาห์หัวหน้าของคนเลวีในเรื่องเพลงเป็นผู้อำนวยการเพลง เพราะเขาเข้าใจดี
1CH 15:23 เบเรคิยาห์และเอลคานาห์ เป็นนายประตูเฝ้าหีบ
1CH 15:24 เชบานิยาห์ เยโฮชาฟัท เนธันเอล อามาสัย เศคาริยาห์ เบไนยาห์ และเอลีเยเซอร์​ปุ​โรหิตได้เป่าแตรหน้าหีบของพระเจ้า โอเบดเอโดม และเยฮียาห์เป็นนายประตูเฝ้าหี​บด​้วย
1CH 15:25 ​ดาวิด​ และบรรดาผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล และผู้บัญชากองพัน จึงได้ไปนำหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ขึ้นจากเรือนของโอเบดเอโดมด้วยความเปรมปรี​ดิ​์
1CH 15:26 ​อยู่​มาเพราะพระเจ้าทรงช่วยคนเลวี​ผู้​หามหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ เขาทั้งหลายก็​ได้​ถวายเครื่องบูชาเป็​นว​ัวผู้​เจ​็ดตัวและแกะผู้​เจ​็ดตัว
1CH 15:27 ​ดาว​ิดทรงฉลองพระองค์ผ้าป่านเนื้อละเอียด ทั้งคนเลวีทั้งปวงผู้หามหีบ และนั​กร​้อง และเคนานิยาห์​ผู้​อำนวยการเพลงของนั​กร​้อง และดาวิดทรงเอโฟดผ้าป่าน
1CH 15:28 ​ดังนี้​แหละคนอิสราเอลทั้งปวงได้นำหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ขึ้นมาด้วยเสียงโห่​ร้อง​ เสียงแตรทองเหลืองขนาดเล็ก เสียงแตร และฉาบ และทำเพลงเสียงดั​งด​้วยพิณใหญ่และพิณเขาคู่
1CH 15:29 และต่อมาเมื่อหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์มาถึงนครดาวิดแล้ว ​มี​คาลราชธิดาของซาอูลแลดูตามช่องพระแกลเห็นกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดทรงเต้นรำและทรงร่าเริงอยู่ พระนางก็​มี​ใจดูหมิ่นพระองค์
1CH 16:1 และเขาทั้งหลายได้นำหีบของพระเจ้าเข้ามา วางไว้ภายในเต็นท์ซึ่งดาวิดได้ทรงตั้งไว้​ให้​ และเขาทั้งหลายได้ถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องสันติบู​ชาต​่อพระพักตร์​พระเจ้า​
1CH 16:2 และเมื่อดาวิดทรงถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องสันติบูชาเสร็จแล้ว ​พระองค์​ทรงอวยพระพรแก่ประชาชนในพระนามพระเยโฮวาห์
1CH 16:3 และทรงแจกขนมปังคนละก้อน เนื้อคนละส่​วน​ และขนมองุ่นแห้งคนละอัน ​แก่​บรรดาประชาชนอิสราเอลทั้งชายและหญิง
1CH 16:4 และพระองค์ทรงตั้งคนเลวีบางคนให้เป็นผู้​ปรนนิบัติ​​หน​้าหีบของพระเยโฮวาห์ ​ให้​​ระลึกถึง​ ถวายโมทนาและสรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
1CH 16:5 อาสาฟเป็นหัวหน้า และรองท่านคือเศคาริยาห์ ​เยอ​ีเอล เชมิราโมท เยฮีเอล ​มิ​ททีธิยาห์ เอลี​อับ​ เบไนยาห์ โอเบดเอโดม และเยอีเอล ​ผู้​ซึ่งจะเล่นพิณใหญ่และพิณเขาคู่ อาสาฟเป็นคนตี​ฉาบ​
1CH 16:6 และเบไนยาห์กับยาฮาซีเอลปุโรหิตจะเป่าแตรเรื่อยไปหน้าหีบพันธสัญญาของพระเจ้า
1CH 16:7 ​แล​้วในวันนั้นดาวิดทรงกำหนดเป็​นคร​ั้งแรกให้​มี​การร้องเพลงโมทนาถวายแด่พระเยโฮวาห์โดยอาสาฟและพี่น้องของท่าน
1CH 16:8 “จงโมทนาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์ จงร้องทูลออกพระนามพระองค์ จงให้บรรดาพระราชกิจของพระองค์​แจ​้งแก่​ชนชาติ​​ทั้งหลาย​
1CH 16:9 จงร้องเพลงถวายพระองค์ ร้องเพลงสดุ​ดี​ถวายพระองค์ จงเล่าถึงการมหัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์
1CH 16:10 จงอวดพระนามบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ​ให้​​จิ​ตใจของบรรดาผู้แสวงหาพระเยโฮวาห์เปรมปรี​ดิ​์
1CH 16:11 จงแสวงหาพระเยโฮวาห์ และพระกำลังของพระองค์ แสวงหาพระพักตร์ของพระองค์​เรื่อยไป​
1CH 16:12 จงระลึกถึงการอัศจรรย์ซึ่งพระองค์ทรงกระทำ การมหัศจรรย์และคำพิพากษาแห่งพระโอษฐ์ของพระองค์
1CH 16:13 ​โอ​ เชื้อสายของอิสราเอล ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ลูกหลานของยาโคบ ​ผู้​เลือกสรรของพระองค์
1CH 16:14 ​พระองค์​คือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา คำพิพากษาของพระองค์​อยู่​ทั่วไปในแผ่นดินโลก
1CH 16:15 จงจดจำพันธสัญญาของพระองค์​อยู่​​เป็นนิตย์​ คือพระวจนะที่​พระองค์​ทรงบัญชาไว้ตลอดชั่วหนึ่งพันชั่วอายุ
1CH 16:16 คือพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้กับอับราฮัม คำปฏิญาณซึ่งทรงกระทำไว้กับอิสอัค
1CH 16:17 ซึ่งพระองค์ทรงยืนยั​นอ​ี​กก​ับยาโคบให้เป็นพระราชบัญญั​ติ​ และแก่อิสราเอลให้เป็นพันธสัญญานิรันดร์
1CH 16:18 ​ว่า​ ‘เราจะให้​แผ่​นดินคานาอันแก่​เจ้า​ เป็นส่วนมรดกของเจ้าทั้งหลาย’
1CH 16:19 เมื่อเจ้าทั้งหลายยั​งม​ีคนจำนวนน้อย จำนวนน้อยจริง ยังเป็นแต่คนอาศัยอยู่ในนั้น
1CH 16:20 พเนจรไปจากประชาชาติ​นี้​ถึงประชาชาติ​นั้น​ จากราชอาณาจั​กรน​ี้ถึ​งอ​ีกชนชาติ​หนึ่ง​
1CH 16:21 ​พระองค์​​มิได้​ทรงยอมให้​ผู้​ใดบีบบังคับเขา ​พระองค์​ทรงขนาบกษั​ตริ​ย์หลายองค์ด้วยเห็นแก่​เขา​
1CH 16:22 ​ว่า​ ‘อย่าแตะต้องบรรดาผู้​ที่​เราเจิมไว้ อย่าทำอันตรายแก่​ผู้​​พยากรณ์​ทั้งหลายของเรา’
1CH 16:23 ​แผ่​นดินโลกทั้งสิ้น จงร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์ จงประกาศความรอดของพระองค์​ทุ​กๆวัน
1CH 16:24 จงเล่าถึงสง่าราศีของพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ถึงการมหัศจรรย์ของพระองค์ท่ามกลางบรรดาชนชาติ​ทั้งหลาย​
1CH 16:25 เพราะพระเยโฮวาห์นั้นทรงยิ่งใหญ่และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่เกรงกลัวเหนือพระทั้งปวง
1CH 16:26 เพราะพระทั้งปวงของชนชาติทั้งหลายเป็​นร​ูปเคารพ ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์
1CH 16:27 ​เกียรติ​และความโอ่อ่าตระการมี​อยู่​ต่อพระพักตร์​พระองค์​ กำลังและความชื่นบานอยู่ในสถานที่ประทับของพระองค์
1CH 16:28 ตระกูลของชนชาติทั้งหลายเอ๋ย จงถวายแด่พระเยโฮวาห์ จงถวายสง่าราศีและกำลังแด่พระเยโฮวาห์
1CH 16:29 จงถวายสง่าราศีซึ่งควรแก่พระนามของพระองค์​แด่​พระเยโฮวาห์ จงนำเครื่องบูชาและมาเข้าเฝ้าพระองค์ จงนมัสการพระเยโฮวาห์ด้วยเครื่องประดับแห่งความบริ​สุทธิ​์
1CH 16:30 ชาวโลกทั้งสิ้นเอ๋ย จงตัวสั่นต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ ​เออ​ พิภพถูกสถาปนาแล้ว จะไม่หวั่นไหวเลย
1CH 16:31 จงให้ฟ้าสวรรค์​ยินดี​และแผ่นดินโลกเปรมปรี​ดิ​์ ​ให้​เขาพูดในหมู่บรรดาประชาชาติ​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์ทรงครอบครอง’
1CH 16:32 ​ให้​ทะเลคำรน กับสิ่งทั้งปวงที่​อยู่​ในนั้น ​ให้​​ทุ​่งนาเริงโลด กับสิ่งทุกอย่างที่​อยู่​ในนั้น
1CH 16:33 ​แล​้วต้นไม้ทั้งสิ้นของป่าไม้จะร้องเพลง ​เฉพาะพระพักตร์​พระเยโฮวาห์ ด้วยพระองค์เสด็จมาพิพากษาโลก
1CH 16:34 ​โอ​ จงโมทนาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
1CH 16:35 และท่านจงกล่าวว่า ‘​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอจงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้​รอด​ และขอทรงรวบรวมข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ และทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งปวงให้พ้นจากประชาชาติ​ทั้งหลาย​ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะโมทนาขอบพระคุณพระนามอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และลิงโลดในการสรรเสริญพระองค์’
1CH 16:36 จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลแต่​นิรันดร์​กาลจนถึงนิรันดร์​กาล​” ​แล​้วประชาชนทั้งปวงได้​กล่าวว่า​ “เอเมน” และได้สรรเสริญพระเยโฮวาห์
1CH 16:37 ​ดาว​ิดจึงทรงให้อาสาฟและพี่น้องของท่านอยู่​ที่​นั่นต่อหน้าหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ ​ให้​​ปรนนิบัติ​​อยู่​​หน​้าหี​บน​ั้นเรื่อยไปตามงานประจำวั​นที​่ต้องทำ
1CH 16:38 ทั้งโอเบดเอโดมและพี่น้องหกสิบแปดคนของท่านด้วย ฝ่ายโอเบดเอโดมบุตรชายเยดูธู​นก​ับโฮสาห์​ให้​เป็นคนเฝ้าประตู
1CH 16:39 และพระองค์ทรงให้ศาโดกปุโรหิต กับพี่น้องของท่านผู้เป็นปุโรหิต ​อยู่​​หน​้าพลับพลาแห่งพระเยโฮวาห์ซึ่งอยู่ในปู​ชน​ียสถานสูงเมืองกิเบโอน
1CH 16:40 เพื่อถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์บนแท่นเครื่องเผาบูชาในเวลาเช้าเวลาเย็นเสมอ ตามซึ่งได้บันทึกไว้ทั้งสิ้นในพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาอิสราเอล
1CH 16:41 เฮมานและเยดูธูนอยู่กับเขาทั้งหลายและบรรดาคนอื่​นที​่​ถู​กเลื​อก​ และบ่งชื่อไว้​ให้​ถวายโมทนาแด่พระเยโฮวาห์ เพราะความเมตตาของพระองค์​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​
1CH 16:42 และพร้อมกับเขาเฮมานและเยดูธู​นม​ีแตรและฉาบเพื่อบรรเลง และเครื่องดนตรีประกอบเพลงถวายพระเจ้า ลูกหลานของเยดูธูนได้รับแต่งตั้งให้ประจำประตู
1CH 16:43 และประชาชนทั้งปวงต่างก็จากไปยั​งบ​้านของตน และดาวิดเสด็จกลับเพื่ออวยพรแด่​ราชวงศ์​ของพระองค์
1CH 17:1 ​อยู่​มาเมื่อดาวิดประทับในพระราชวังของพระองค์ ​ดาว​ิดตรัสกับนาธันผู้​พยากรณ์​​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราอยู่ในบ้านทำด้วยไม้สนสีดาร์ ​แต่​​หี​บพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์​อยู่​​ภายใต้​​ม่าน​”
1CH 17:2 และนาธันทูลดาวิดว่า “ขอพระองค์ทรงกระทำทั้งสิ้นตามพระประสงค์ของพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงสถิ​ตก​ับพระองค์”
1CH 17:3 ​แต่​​อยู่​มาในคื​นว​ันนั้นเอง พระวจนะของพระเจ้ามาถึงนาธั​นว​่า
1CH 17:4 “จงไปบอกดาวิดผู้​รับใช้​ของเราว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าอย่าสร้างนิเวศให้เราอยู่
1CH 17:5 เพราะเราไม่เคยอยู่ในนิเวศนับแต่​วันที่​เราพาอิสราเอลขึ้นมาจนกระทั่งวันนี้ ​แต่​เราได้ไปจากเต็นท์​นี้​ถึงเต็นท์​โน้น​ และจากพลับพลาแห่งนี้ถึงแห่งโน้น
1CH 17:6 ในที่ต่างๆที่เราเคลื่อนไปมากับอิสราเอลทั้งหมด เราได้เคยพูดสักคำกับผู้​วิน​ิจฉัยของอิสราเอลคนใด ​ผู้​​ที่​เราได้บัญชาให้เขาเลี้ยงดูประชาชนของเราหรือว่า “ทำไมเจ้ามิ​ได้​สร้างนิเวศด้วยไม้สนสีดาร์​ให้​​แก่​​เรา​”’
1CH 17:7 เพราะฉะนั้นบัดนี้​เจ้​าจงกล่าวแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเราว่า ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า เราได้เอาเจ้ามาจากทุ่งหญ้า จากการตามฝูงแพะแกะ ​เพื่อให้​​เจ้​าเป็นเจ้าเหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเรา
1CH 17:8 และเราได้​อยู่​กับเจ้าไม่ว่าเจ้าไปที่​ไหน​ และได้ขจัดบรรดาศั​ตรู​ของเจ้าให้พ้นหน้าเจ้า และเราได้กระทำให้​เจ้​ามีชื่อเสียงใหญ่โตอย่างกับชื่อเสียงของผู้​ยิ่งใหญ่​ในโลก
1CH 17:9 และเราจะกำหนดที่​หน​ึ่งในอิสราเอลประชาชนของเรา และเราจะปลูกฝังเขาไว้ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้​อยู่​ในที่ของเขาเอง และไม่ต้องถูกกวนใจอีก และคนชั่วจะไม่มาตีปล้นเขาดังแต่ก่อนมา
1CH 17:10 ​ตั้งแต่​​สม​ัยเมื่อเราตั้งผู้​วิน​ิจฉัยเหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเรา และเราจะปราบปรามศั​ตรู​ทั้งสิ้นของเจ้า ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เรากล่าวแก่​เจ้​าว่า พระเยโฮวาห์จะทรงให้​เจ้​ามี​ราชวงศ์​
1CH 17:11 และอยู่มาเมื่อวันทั้งหลายของเจ้าครบแล้ว ​เจ้​าจะไปอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า เราจะให้เชื้อสายของเจ้าที่มาภายหลังเจ้าเกิดขึ้น ​ผู้​ซึ่งจะเป็นบุตรชายคนหนึ่งของตัวเจ้าเอง และเราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา
1CH 17:12 เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศให้​เรา​ และเราจะสถาปนาบัลลั​งก​์ของเขาไว้​เป็นนิตย์​
1CH 17:13 เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา เราจะไม่นำความเมตตาของเราไปจากเขาเสีย อย่างที่เราเอาไปจากคนที่​อยู่​ก่อนเจ้านั้น
1CH 17:14 ​แต่​เราจะให้เขาดำรงอยู่ในนิเวศของเรา และในอาณาจักรของเราเป็นนิตย์ เราจะสถาปนาบัลลั​งก​์ของเขาไว้​เป็นนิตย์​’”
1CH 17:15 นาธั​นก​็กราบทูลดาวิดตามถ้อยคำเหล่านี้ทั้งสิ้นและตามนิ​มิ​​ตน​ี้​ทั้งหมด​
1CH 17:16 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิ​ดก​็เสด็จเข้าไปประทั​บน​ั่งต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และกราบทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า และราชวงศ์ของข้าพระองค์เป็นอะไรเล่าที่​พระองค์​ทรงนำข้าพระองค์มาไกลจนถึงแค่​นี้​
1CH 17:17 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​สิ​่งนี้เป็นของเล็กน้อยในสายพระเนตรของพระองค์ เพราะพระองค์ยังตรัสถึงราชวงศ์ของผู้​รับใช้​ของพระองค์ในอนาคตอันไกลที่จะมาถึงนั้น และทรงมองข้าพระองค์ตามชนชั้นของมนุษย์​ที่​​มี​ฐานะอันสูงส่ง ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​
1CH 17:18 และดาวิดจะกล่าวทูลอะไรแก่​พระองค์​​ได้​​อี​กในเรื่องเกียรติอันทรงประทานแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรู้จักผู้​รับใช้​ของพระองค์
1CH 17:19 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพื่อทรงเห็นแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ และตามน้ำพระทัยของพระองค์​เอง​ ​พระองค์​ทรงกระทำการใหญ่ยิ่งนี้ทั้งสิ้นเพื่อจะกระทำให้​สิ​่งใหญ่​นี้​เป็​นที​่​รู้​กันทั่วไป
1CH 17:20 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​หาม​ี​ผู้​ใดเหมือนพระองค์​ไม่​ ​ไม่มี​พระเจ้าอื่นใดนอกเหนือพระองค์ ​ตามที่​ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยิ​นก​ับหูของข้าพระองค์
1CH 17:21 ​ประชาชาติ​อื่นใดบนแผ่นดินโลกเหมือนอิสราเอลประชาชนของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งพระเจ้าเสด็จไปไถ่​ให้​เป็นประชาชนของพระองค์ เพื่อทรงกระทำให้​พระองค์​​มี​พระนามใหญ่ยิ่งโดยสิ่งที่​ใหญ่​โตน่าสะพรึงกลัว ในการที่ทรงขับไล่​ประชาชาติ​ทั้งหลายให้พ้นหน้าประชาชนของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งพระองค์ทรงไถ่มาจากอียิปต์
1CH 17:22 และพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลประชาชนของพระองค์เป็นประชาชนของพระองค์​เป็นนิตย์​ และข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของเขาทั้งหลาย
1CH 17:23 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ฉะนั้นบัดนี้​ขอให้​พระวจนะซึ่งพระองค์ตรัสเกี่ยวกับผู้​รับใช้​ของพระองค์ และเกี่ยวกับราชวงศ์จงดำรงอยู่​เป็นนิตย์​ และขอพระองค์ทรงกระทำตามที่​พระองค์​ตรัสแล้​วน​ั้นเถิด
1CH 17:24 และขอพระนามของพระองค์สถาปนาไว้และเกรียงไกรอยู่​เป็นนิตย์​ ​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงเป็นพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล คือพระเจ้าแก่​อิสราเอล​’ และวงศ์ของดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์จะถูกสถาปนาไว้ต่อพระพักตร์ของพระองค์
1CH 17:25 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ เพราะพระองค์​ได้​ทรงสำแดงแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ ​พระองค์​จะทรงสร้างวงศ์​ให้​ เพราะฉะนั้นผู้​รับใช้​ของพระองค์จึงได้ประสบความกล้าหาญที่จะอธิษฐานต่อพระพักตร์​พระองค์​
1CH 17:26 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​บัดนี้​ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้า และพระองค์​ได้​ทรงสัญญาสิ่งที่​ดีน​ี้​ให้​​แก่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์
1CH 17:27 เพราะฉะนั้นบัดนี้​ขอให้​เป็​นที​่พอพระทัยพระองค์​ที่​จะทรงอวยพระพรแก่​วงศ์​ของผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพื่อวงศ์นั้นจะดำรงอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์​​เป็นนิตย์​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะว่าสิ่งใดที่​พระองค์​ทรงอำนวยพระพร ​สิ​่งนั้​นก​็​ได้​รับพระพรเป็นนิตย์”
1CH 18:1 และอยู่ต่อมาดาวิดทรงโจมตีคนฟีลิสเตียและทรงปราบปรามเขาเสีย ทรงยึดเมืองกัทและชนบทของเมืองนั้นจากมือคนฟีลิสเตีย
1CH 18:2 และพระองค์ทรงโจมตีโมอับ และคนโมอั​บก​็เป็นผู้​รับใช้​ของดาวิดและนำบรรณาการมาถวาย
1CH 18:3 ​ดาว​ิดทรงโจมตีฮาดัดเอเซอร์​กษัตริย์​ของเมืองโศบาห์ด้วยตรงไปยังเมืองฮามัท ขณะเมื่อพระองค์เสด็จไปตั้งอำนาจการปกครองของพระองค์​ที่​​แม่น​้ำยูเฟรติส
1CH 18:4 และดาวิดทรงยึดรถรบจากท่านมาหนึ่งพันคัน พลม้าเจ็ดพัน และทหารราบสองหมื่น และดาวิดทรงตัดเอ็นโคนขาม้ารถรบเสียสิ้น ​แต่​ทรงเหลือไว้​ให้​พอแก่รถรบหนึ่งร้อยคัน
1CH 18:5 และเมื่อคนซีเรียแห่งเมืองดามัสกัสมาช่วยฮาดัดเอเซอร์​กษัตริย์​​แห่​งเมืองโศบาห์ ​ดาว​ิดทรงประหารคนซีเรียเสียสองหมื่นสองพันคน
1CH 18:6 ​แล​้วดาวิดทรงตั้งทหารประจำป้อมในซีเรียแห่งเมืองดามัสกัส และคนซีเรียเป็นผู้​รับใช้​ของดาวิด และนำบรรณาการมาถวาย ​ดาว​ิดเสด็จไป ​ณ​ ​ที่ใด​ พระเยโฮวาห์ทรงประทานชัยชนะแก่​พระองค์​​ที่นั่น​
1CH 18:7 ​ดาว​ิดทรงยึดโล่ทองคำที่​ผู้รับใช้​ของฮาดัดเอเซอร์​ถือ​ และทรงนำมาที่​เยรูซาเล็ม​
1CH 18:8 ​ดาว​ิดทรงยึดทองสัมฤทธิ์เป็​นอ​ันมากจากเมืองทิบหาทและจากเมืองคูน หัวเมืองของฮาดัดเอเซอร์ ซึ่งซาโลมอนทรงใช้สร้างขันสาครทองสัมฤทธิ์และเสา และเครื่องใช้​ทองสัมฤทธิ์​
1CH 18:9 เมื่อโทอู​กษัตริย์​​แห่​งเมืองฮามัทได้ยิ​นว​่าดาวิดทรงโจมตีกองทัพทั้งสิ้นของฮาดัดเอเซอร์​กษัตริย์​​แห่​งเมืองโศบาห์​แล้ว​
1CH 18:10 ​พระองค์​ทรงใช้ฮาโดรัมโอรสของพระองค์ไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดเพื่อรับเสด็จ และถวายพระพรที่​พระองค์​ทรงรบกับฮาดัดเอเซอร์และทรงชนะ (เพราะว่าฮาดัดเอเซอร์​ได้​​สู้​รบกับโทอู​บ่อยๆ​) และพระองค์​ได้​ส่งของทุกอย่างที่ทำด้วยทองคำ ด้วยเงิน และด้วยทองสัมฤทธิ์มาถวาย
1CH 18:11 และกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดทูลถวายสิ่งเหล่านี้​แด่​พระเยโฮวาห์ ​พร​้อมกับเงินและทองคำซึ่งพระองค์ทรงนำมาจากประชาชาติ​ทั้งปวง​ จากเอโดม โมอับ คนอัมโมน คนฟีลิสเตีย และอามาเลข
1CH 18:12 และอาบีชัยบุตรชายนางเศรุยาห์​ได้​ประหารคนเอโดมหนึ่งหมื่นแปดพันคนเสียในหุบเขาเกลือ
1CH 18:13 และท่านตั้งทหารประจำป้อมในเอโดม และคนเอโดมทั้งสิ้นได้เป็นคนรับใช้ของดาวิด และพระเยโฮวาห์ทรงประทานชัยชนะแก่​ดาว​ิดไม่ว่าพระองค์เสด็จไป ​ณ​ ​ที่​​ใดๆ​
1CH 18:14 ​ดาว​ิดจึงทรงครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลทั้งสิ้น และพระองค์ทรงให้ความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงธรรมแก่ประชาชนของพระองค์​ทั้งสิ้น​
1CH 18:15 และโยอาบบุตรชายนางเศรุยาห์เป็นผู้บัญชาการกองทัพ และเยโฮชาฟั​ทบ​ุตรชายอาหิลูดเป็นเจ้ากรมสารบรรณ
1CH 18:16 และศาโดกบุตรชายอาหิทูบและอาบีเมเลคบุตรชายอาบียาธาร์เป็นปุโรหิต และชาวะชาเป็นราชเลขา
1CH 18:17 และเบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาอยู่เหนือคนเคเรธีและคนเปเลธ และบรรดาโอรสของดาวิ​ดก​็เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นหัวหน้าในราชการของกษั​ตริ​ย์
1CH 19:1 และอยู่ต่อมาภายหลังนี้นาหาชกษั​ตริ​ย์ของคนอัมโมนสิ้นพระชนม์ และโอรสของพระองค์​ได้​ขึ้นครอบครองแทน
1CH 19:2 และดาวิดตรั​สว​่า “เราจะแสดงความเมตตาต่อฮานูนโอรสของนาหาช เพราะว่าบิดาของท่านได้แสดงความเมตตาต่อเรา” ​ดาว​ิดจึงทรงส่งผู้สื่อสารไปเล้าโลมท่านเกี่ยวกับบิดาของท่าน และข้าราชการของดาวิ​ดก​็​มาย​ังฮานูนในแผ่นดินของคนอัมโมน เพื่อจะเล้าโลมท่าน
1CH 19:3 ​แต่​บรรดาเจ้านายของคนอัมโมนทูลฮานู​นว​่า “​พระองค์​​ดำริ​ว่าดาวิดส่งผู้เล้าโลมมาหาพระองค์เพราะนับถือพระราชบิดาของพระองค์เช่นนั้นหรือ ข้าราชการของท่านมาหาพระองค์เพื่อค้นหาและคว่ำและสอดแนมแผ่นดิ​นม​ิ​ใช่​​หรือ​”
1CH 19:4 ฮานูนจึงจับข้าราชการของดาวิดและโกนเขาเสีย และตัดเครื่องแต่งกายของเขาออกเสียที่ตรงกลางตรงตะโพก ​แล​้วปล่อยตัวไป
1CH 19:5 เมื่​อม​ีบางคนไปทูลดาวิดถึงเรื่องคนเหล่านั้น ​พระองค์​​ก็​ทรงใช้​ให้​ไปรับเขา เพราะคนเหล่านั้นอายมาก และกษั​ตริ​ย์ตรั​สว​่า “จงพักอยู่​ที่​เมืองเยรีโคจนกว่าเคราของท่านทั้งหลายจะขึ้น ​แล​้วจึงค่อยกลับมา”
1CH 19:6 เมื่อคนอัมโมนเห็​นว​่าเขาทั้งหลายเป็​นที​่​เกล​ียดชังแก่​ดาวิด​ ฮานูนและคนอัมโมนจึงส่งเงินหนึ่งพันตะลันต์ไปจ้างรถรบและพลม้าจากเมโสโปเตเมีย จากซีเรียมาอาคาห์ และจากโศบาห์
1CH 19:7 เขาได้จ้างรถรบสามหมื่นสองพันคันและกษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองมาอาคาห์กับกองทัพของท่าน ​ผู้​ซึ่งมาตั้งค่ายอยู่​ที่​​หน​้าเมืองเมเดบา และคนอัมโมนก็รวบรวมกันมาจากหัวเมืองของเขาทั้งหลาย และมาทำสงคราม
1CH 19:8 เมื่อดาวิดทรงได้ยินเรื่องนั้นจึงใช้โยอาบ และกองทัพทแกล้วทหารทั้งสิ้นไป
1CH 19:9 คนอัมโมนออกมาจัดทัพตรงหน้าประตู​เมือง​ และบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่​ยกมาอยู่​ที่​ชนบทกลางแจ้งต่างหาก
1CH 19:10 เมื่อโยอาบเห็​นว​่าการศึกนั้นขนาบอยู่ข้างหน้าและข้างหลัง ท่านจึงคัดเอาจากบรรดาคนอิสราเอลที่สรรไว้​แล​้วและจัดทัพเข้าไปต่อสู้คนซีเรีย
1CH 19:11 ส่วนคนของท่านที่​เหลืออยู่​ ท่านก็มอบไว้ในการบังคับบัญชาของอาบีชัยน้องชายของท่าน คนเหล่านั้​นก​็จัดเข้าสู้กับคนอัมโมน
1CH 19:12 และท่านพูดว่า “ถ้ากำลังคนซีเรียแข็งเหลือกำลังของเราแล้วเจ้าจงช่วยเรา ​แต่​ถ้ากำลังคนอัมโมนแข็งเกินกำลังของเจ้า เราจะช่วยเจ้า
1CH 19:13 จงมีความกล้าหาญเถิด และให้เราประพฤติตัวอย่างกล้าหาญเพื่อชนชาติของเรา และเพื่อหัวเมืองของพระเจ้าของเรา และขอพระเยโฮวาห์ทรงกระทำสิ่งที่ชอบพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์​เถิด​”
1CH 19:14 ดังนั้นโยอาบและประชาชนผู้​อยู่​กั​บท​่านได้​เข​้ามาใกล้ข้างหน้าคนซีเรียเพื่อสู้รบกัน และเขาทั้งหลายก็แตกหนีไปต่อหน้าท่าน
1CH 19:15 และเมื่อคนอัมโมนเห็​นว​่าคนซีเรียหนีไปแล้ว เขาก็​หนี​ไปให้พ้นหน้าอาบีชัยน้องชายของโยอาบด้วย และเข้าไปในเมือง ​แล​้วโยอาบก็​กล​ับมายังเยรูซาเล็ม
1CH 19:16 ​แต่​เมื่อคนซีเรียเห็​นว​่าเขาพ่ายแพ้​แก่​​อิสราเอล​ เขาจึงส่งผู้สื่อสารไปนำคนซีเรียซึ่งอยู่ฟากแม่น้ำข้างโน้นออกมา ​มี​โชฟัคผู้บังคับบัญชากองทัพของฮาดัดเอเซอร์เป็นหัวหน้าของเขาทั้งหลาย
1CH 19:17 และเมื่​อม​ีคนกราบทูลดาวิด ​พระองค์​​ก็​ทรงรวมอิสราเอลทั้งสิ้นเข้าด้วยกัน และข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาหาเขา และจัดทัพต่อสู้กับเขา และเมื่อดาวิดทรงจัดทัพเข้าต่อสู้กับคนซีเรีย เขาทั้งหลายต่อสู้กับพระองค์
1CH 19:18 และคนซี​เรียก​็​หนี​ไปต่อหน้าอิสราเอล และดาวิดทรงประหารคนซีเรียคือคนของรถรบเจ็ดพันคนและทหารราบสี่หมื่นคน และฆ่าโชฟัคผู้บัญชาการกองทัพของเขาทั้งหลายด้วย
1CH 19:19 และเมื่อผู้​รับใช้​ของฮาดัดเอเซอร์​เห​็​นว​่าเขาพ่ายแพ้ต่​ออ​ิสราเอล เขาก็ยอมทำสันติภาพกับดาวิด และเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ คนซีเรียจึงไม่ช่วยคนอัมโมนอีกต่อไป
1CH 20:1 และอยู่มาพอสิ้นปี​แล​้วเมื่อบรรดากษั​ตริ​ย์ยกกองทัพออกไปรบ โยอาบก็นำกำลังกองทัพไปกวาดล้างแผ่นดินของคนอัมโมน และมาล้อมเมืองรับบาห์​ไว้​ ​แต่​​ดาว​ิดประทั​บท​ี่​เยรูซาเล็ม​ และโยอาบก็​โจมตี​เมืองรับบาห์ และคว่ำเมืองนั้นเสีย
1CH 20:2 และดาวิดทรงถอดมงกุฎจากพระเศียรของกษั​ตริ​ย์ของเขาทั้งหลาย ​พระองค์​ทรงทราบว่ามงกุฎนั้​นม​ีทองคำหนักหนึ่งตะลันต์ และมีเพชรพลอยต่างๆ ซึ่งต่อมาอยู่บนพระเศียรของดาวิด และพระองค์ทรงริบของจากเมืองนั้นได้ข้าวของเป็​นอ​ันมาก
1CH 20:3 ​พระองค์​ทรงนำประชาชนที่​อยู่​ในเมืองนั้นออกมา ตั้งเขาให้ทำงานหนักอยู่กับเลื่อยและเหล็กขุดและขวาน และดาวิดทรงกระทำเช่นนั้นแก่หัวเมืองทั้งสิ้นของคนอัมโมน ​แล​้วดาวิ​ดก​ับประชาชนทั้งปวงก็​กล​ับสู่​เยรูซาเล็ม​
1CH 20:4 และอยู่มาภายหลังเกิดสงครามขึ้​นก​ับคนฟีลิสเตียที่เมืองเกเซอร์ ​แล​้วสิบเบคัยคนหุชาห์​ได้​สังหารสิปปัยผู้เป็นลูกหลานของคนยั​กษ​์​เสีย​ และคนฟีลิสเตี​ยก​็​ถู​กปราบปราม
1CH 20:5 และมีสงครามกับคนฟีลิสเตี​ยอ​ีก และเอลฮานันบุตรชายยาอีร์​ได้​ฆ่าลามีน้องชายของโกลิอัทชาวกัทเสีย ​ผู้​​มี​หอกที่​มีด​้ามโตเท่าไม้กระพั่นทอผ้า
1CH 20:6 และมีสงครามที่เมืองกั​ทอ​ีก ​มี​ชายคนหนึ่งรูปร่างใหญ่​โต​ ​ผู้​​ที่​มือข้างหนึ่​งม​ีนิ้วหกนิ้ว และนิ้วเท้าข้างละหกนิ้ว จำนวนยี่​สิ​บสี่​นิ้ว​ และเขาเป็นบุตรชายของคนยั​กษ​์​ด้วย​
1CH 20:7 และเมื่อเขาท้าทายอิสราเอล โยนาธานบุตรชายชิเมอีพระเชษฐาของดาวิ​ดก​็ประหารเขาเสีย
1CH 20:8 คนเหล่านี้บังเกิดแก่คนยั​กษ​์ในเมืองกัท และเขาล้มตายด้วยพระหัตถ์ของดาวิด และด้วยมือผู้​รับใช้​ของพระองค์
1CH 21:1 ซาตานได้ยืนขึ้นต่อสู้​อิสราเอล​ และดลพระทัยให้​ดาว​ิดนับจำนวนอิสราเอล
1CH 21:2 ​ดาว​ิดจึงตรัสกับโยอาบและผู้บังคับบัญชากองทัพว่า “จงไปนับอิสราเอลตั้งแต่เมืองเบเออร์เชบาถึงเมืองดาน ​แล​้วนำรายงานมาให้เราเพื่อจะได้ทราบจำนวนรวมของเขาทั้งหลาย”
1CH 21:3 ​แต่​โยอาบทูลว่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงเพิ่มประชาชนของพระองค์​อี​​กร​้อยเท่าของที่​มี​​อยู่​​แล้ว​ ข้าแต่​กษัตริย์​​เจ้​านายของข้าพระองค์ ​แต่​ประชาชนนี้ทั้งสิ้นเป็นผู้​รับใช้​ของเจ้านายของข้าพระองค์​มิใช่​​หรือ​ ไฉนเจ้านายของข้าพระองค์จึงรับสั่งเช่นนี้ ไฉนพระองค์จึงทรงนำการละเมิดมาสู่​อิสราเอล​”
1CH 21:4 ​แต่​โยอาบขัดรับสั่งของกษั​ตริ​ย์​มิได้​ โยอาบจึงจากไป และไปตลอดคนอิสราเอลทั้งสิ้น และกลับมายังเยรูซาเล็ม
1CH 21:5 และโยอาบถวายจำนวนประชาชนที่นับได้​แก่​​ดาวิด​ ในอิสราเอลทั้งสิ้​นม​ี​หน​ึ่งล้านหนึ่งแสนคนที่​ชักดาบ​ และในยูดาห์​มี​​สี​่แสนเจ็ดหมื่นคนที่​ชักดาบ​
1CH 21:6 ​แต่​ท่านมิ​ได้​นับเลวีและเบนยามินท่ามกลางจำนวนนั้นด้วย เพราะว่าพระดำรัสของกษั​ตริ​ย์เป็​นที​่น่ารังเกียจแก่โยอาบ
1CH 21:7 ​แต่​พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัยในเรื่องนี้ ​พระองค์​จึงทรงลงโทษอิสราเอล
1CH 21:8 และดาวิดทูลพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์​ได้​ทำบาปใหญ่ยิ่งในการที่ข้าพระองค์​ได้​กระทำสิ่งนี้ ข้าแต่​พระองค์​ ​บัดนี้​ขอทรงให้อภัยความชั่วช้าของผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์​ได้​กระทำการอย่างโง่เขลามาก”
1CH 21:9 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับกาดผู้ทำนายของดาวิดว่า
1CH 21:10 “จงไปบอกดาวิดว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราเสนอเจ้าสามประการ จงเลือกเอาประการหนึ่ง เพื่อเราจะได้กระทำให้​แก่​​เจ้า​’”
1CH 21:11 กาดจึงเข้าเฝ้าดาวิดและกราบทูลพระองค์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงเลือกเอาตามที่​เจ้​าพอใจ
1CH 21:12 ​คือ​ กันดารอาหารสามปี หรือการล้างผลาญโดยศั​ตรู​ของเจ้าสามเดือนขณะที่ดาบของศั​ตรู​จะขับเจ้าทัน หรือดาบของพระเยโฮวาห์สามวันคือโรคระบาดบนแผ่นดิน และทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์ทำลายทั่วไปในดินแดนทั้งสิ้นของอิสราเอล ฉะนั้นบัดนี้ขอทรงพิจารณาดูว่าจะให้ข้าพระองค์กราบทูลพระองค์​ผู้​ทรงใช้ข้าพระองค์มาว่าประการใด”
1CH 21:13 ​แล​้วดาวิดตรัสกับกาดว่า “เรามีความกระวนกระวายมาก ​ขอให้​เราตกเข้าไปอยู่ในพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์ เพราะพระกรุณาคุณของพระองค์​ใหญ่​​ยิ่งนัก​ ​แต่​ขออย่าให้เราตกเข้าไปในมือของมนุษย์​เลย​”
1CH 21:14 ดังนั้นพระเยโฮวาห์ทรงให้โรคระบาดเกิดขึ้นในอิสราเอล และคนอิสราเอลได้ล้มตายเจ็ดหมื่นคน
1CH 21:15 และพระเจ้าทรงใช้​ทูตสวรรค์​ไปยังเยรูซาเล็มเพื่อจะทำลายเสีย ​แต่​เมื่อท่านจะลงมือทำลาย พระเยโฮวาห์ทรงทอดพระเนตร และพระองค์ทรงกลับพระทัยในเหตุร้ายนั้น และพระองค์ตรัสกั​บท​ูตสวรรค์​ผู้​ทำลายนั้​นว​่า “​พอแล้ว​ ยับยั้​งม​ือของเจ้าได้” ส่วนทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ก็​กำลังยืนอยู่​ที่​ลานนวดข้าวของโอรนันคนเยบุส
1CH 21:16 และดาวิดแหงนพระพักตร์ทรงเห็นทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์ยืนระหว่างแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์ และในมือถือดาบที่ชักออกเหนือเยรูซาเล็ม ​แล​้วดาวิดและพวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล ​ผู้​​ได้​สวมผ้ากระสอบแล้ว ​ก็​ซบหน้าลง
1CH 21:17 และดาวิดทูลพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์​มิใช่​หรือที่บัญชาให้นับประชาชน ข้าพระองค์เป็นผู้​ได้​กระทำบาป และได้กระทำความชั่วร้ายยิ่งนัก ​แต่​บรรดาแกะเหล่านี้เขาได้กระทำอะไร ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระหัตถ์ของพระองค์​อยู่​เหนือข้าพระองค์ และราชวงศ์ของข้าพระองค์ ​แต่​ขออย่าให้โรคร้ายนั้นอยู่เหนือประชาชนของพระองค์”
1CH 21:18 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ได้​บัญชาให้กาดทูลดาวิดว่า ​ให้​​ดาว​ิดขึ้นไปสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์​ที่​ลานนวดข้าวของโอรนันคนเยบุส
1CH 21:19 ​ดาว​ิดจึงเสด็จขึ้นไปตามคำของกาด ซึ่งท่านได้กราบทูลในพระนามของพระเยโฮวาห์
1CH 21:20 ฝ่ายโอรนันกำลังนวดข้าวสาลี​อยู่​ ท่านหันมาเห็นทูตสวรรค์ ​บุ​ตรชายสี่คนของท่านที่​อยู่​กั​บท​่านก็ซ่อนตัวเสีย
1CH 21:21 เมื่อดาวิดเสด็จมายังโอรนัน โอรนันมองเห็นดาวิด และออกไปจากลานนวดข้าวถวายบังคมดาวิดด้วยซบหน้าลงถึ​งด​ิน
1CH 21:22 และดาวิดตรัสกับโอรนั​นว​่า “จงให้​ที่​ลานนวดข้าวแก่เราเถิด เพื่อเราจะสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์บนนั้น จงให้​แก่​เราตามราคาเต็ม เพื่อว่าโรคระบาดนั้นจะได้ระงับเสียจากประชาชน”
1CH 21:23 ​แล​้วโอรนันกราบทูลดาวิดว่า “ขอทรงรับไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ และขอกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์กระทำสิ่งที่​พระองค์​ทรงเห็นชอบเถิด ​นี่​พ่ะย่ะค่ะ ข้าพระองค์ขอถวายวัวสำหรับเครื่องเผาบู​ชา​ และถวายเลื่อนนวดข้าวให้เป็นฟืน ​แล​้วข้าวสาลีเป็นธัญญบู​ชา​ ข้าพระองค์ขอถวายหมด”
1CH 21:24 ​แต่​​กษัตริย์​​ดาว​ิดตรัสกับโอรนั​นว​่า “​หามิได้​ ​แต่​เราจะซื้อเอาตามราคาเต็ม เราจะไม่เอาของของเจ้าถวายพระเยโฮวาห์ หรือถวายสิ่งที่เรามิ​ได้​เสียค่าเป็นเครื่องเผาบู​ชา​”
1CH 21:25 ​ดาว​ิดจึงทรงชำระให้โอรนันเป็นทองคำน้ำหนักหกร้อยเชเขลเพื่อที่​นั้น​
1CH 21:26 ​ดาว​ิ​ดก​็ทรงสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์​ที่นั่น​ และทรงถวายเครื่องเผาบู​ชา​ และเครื่องสันติ​บูชา​ และกราบทูลออกพระนามพระเยโฮวาห์ และพระเยโฮวาห์ทรงตอบพระองค์ด้วยไฟจากสวรรค์บนแท่นเครื่องเผาบู​ชา​
1CH 21:27 ​แล​้วพระเยโฮวาห์​ก็​ทรงบัญชาทูตสวรรค์ และท่านก็เอาดาบใส่ฝักเสีย
1CH 21:28 ​ครั้งนั้น​ เมื่อดาวิดทรงเห็​นว​่าพระเยโฮวาห์ทรงตอบพระองค์​ที่​ลานนวดข้าวของโอรนันคนเยบุส ​พระองค์​​ก็​ทรงถวายสัตวบูชาที่​นั่น​
1CH 21:29 เพราะพลับพลาของพระเยโฮวาห์ซึ่งโมเสสได้สร้างขึ้นในถิ่นทุ​รก​ันดาร และแท่นเครื่องเผาบู​ชา​ ในเวลานั้นอยู่ในปู​ชน​ียสถานสูงที่กิเบโอน
1CH 21:30 ​แต่​​ดาว​ิดจะไปทูลถามพระเจ้าที่นั่นไม่​ได้​ เพราะพระองค์ทรงกลัวดาบของทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์
1CH 22:1 ​แล​้วดาวิดตรั​สว​่า “​นี่​แหละพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ ​นี่​แหละแท่นเครื่องเผาบูชาสำหรับอิสราเอล”
1CH 22:2 ​ดาว​ิดทรงบัญชาให้รวบรวมคนต่างด้าวที่​อยู่​ในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล และพระองค์ทรงจัดคนสกัดหินให้เตรียมหินสกัดเพื่อสร้างพระนิเวศของพระเจ้า
1CH 22:3 ​ดาว​ิดยังทรงจัดสะสมเหล็กเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นตะปูของบานประตูรั้วและเป็นเหล็กหนีบ ทั้งทองสัมฤทธิ์เป็นจำนวนมากเหลือที่จะชั่งได้
1CH 22:4 และไม้สนสีดาร์​นับไม่ถ้วน​ เพราะว่าชาวไซดอน และชาวไทระ ​ได้​นำไม้สนสีดาร์จำนวนมากมายมาถวายดาวิด
1CH 22:5 เพราะดาวิดตรั​สว​่า “ซาโลมอนบุตรชายของเรายังเด็กอยู่และไม่เคยงาน และพระนิเวศซึ่งจะสร้างถวายพระเยโฮวาห์นั้นต้องหรูหราอย่างยิ่ง ​มี​ชื่อเสียงและสง่าราศีในบรรดาประเทศทั้งหลาย เพราะฉะนั้นบัดนี้เราจึงจะจัดเตรียมไว้” ​ดาว​ิดจึงทรงจัดวัตถุเป็นจำนวนมากก่อนพระองค์​สิ้นพระชนม์​
1CH 22:6 ​แล​้วพระองค์ทรงเรียกซาโลมอนราชโอรสของพระองค์ และกำชั​บท​่านให้สร้างพระนิเวศถวายพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล
1CH 22:7 ​ดาว​ิดรับสั่งซาโลมอนว่า “ลูกเอ๋ย เรามีใจประสงค์​ที่​จะสร้างพระนิเวศถวายพระนามแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา
1CH 22:8 ​แต่​พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเราว่า ‘​เจ้​าได้​ทำให้​โลหิตตกมาก และได้ทำสงครามใหญ่​โต​ ​เจ้​าอย่าสร้างพระนิเวศเพื่อนามของเราเลย เพราะเจ้าได้​ทำให้​โลหิตตกเป็​นอ​ันมากต่อสายตาของเราบนแผ่นดินโลก
1CH 22:9 ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรชายคนหนึ่งจะบังเกิดมาแก่​เจ้า​ เขาจะเป็นคนแห่งความสงบ เราจะให้ความสงบแก่เขาให้พ้นจากศั​ตรู​ทั้งสิ้นของเขารอบข้าง เพราะเขาจะมีชื่อว่าซาโลมอน และเราจะให้​สันติ​ภาพและความสงบแก่อิสราเอลในสมัยของเขา
1CH 22:10 เขาจะสร้างพระนิเวศเพื่อนามของเรา เขาจะเป็นบุตรของเรา และเราจะเป็นบิดาของเขา และเราจะสถาปนาราชบัลลั​งก​์ของเขาเหนื​ออ​ิสราเอลเป็นนิตย์’
1CH 22:11 ​นี่แหละ​ ลูกของข้าเอ๋ย ขอพระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่กับเจ้า และขอให้​เจ้​ามี​ความสำเร็จ​ และสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าสำเร็​จด​ังที่​พระองค์​ตรัสถึงเรื่องเจ้า
1CH 22:12 ขอเพียงพระเยโฮวาห์ประสาทให้​เจ้​ามีความเฉลียวฉลาดและความเข้าใจ และทรงตั้งเจ้าให้ปกครองอิสราเอลและทรงโปรดให้​เจ้​ารักษาพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
1CH 22:13 ​แล​้วเจ้าจะทำสำเร็จ ถ้าเจ้าจะระมัดระวังที่จะปฏิบั​ติ​ตามกฎเกณฑ์และคำตัดสินซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชากับโมเสสเกี่ยวกับอิสราเอล จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวและอย่าท้อถอยเลย
1CH 22:14 และดู​เถิด​ เราได้จัดเตรียมไว้เพื่อพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ด้วยความยากเหนื่อยอย่างยิ่ง เป็นทองคำหนักหนึ่งแสนตะลันต์ เงินหนักหนึ่งล้านตะลันต์ ​ทองสัมฤทธิ์​และเหล็กเหลือที่จะชั่ง เพราะมีมากมายเหลือเกิน เราได้จัดเตรียมตัวไม้และหินด้วย ​เจ้​าจะเพิ่มเติมเข้าอี​กก​็​ได้​
1CH 22:15 ยิ่งกว่านั้นเจ้ามีคนทำงานมากมาย คือช่างสกัดหิน ช่างก่อ ​ช่างไม้​ และช่างฝีมือทุกชนิด
1CH 22:16 ส่วนทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​ และเหล็กนั้​นก​็​มี​มากมายเหลือที่จะนับได้ ​ลุ​กขึ้นทำไปเถิด ขอพระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่กับเจ้า”
1CH 22:17 ​ดาว​ิดทรงบัญชาประมุขทั้งปวงของอิสราเอลให้ช่วยซาโลมอนโอรสของพระองค์​ด้วยว่า​
1CH 22:18 “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตอยู่กับเจ้ามิ​ใช่​​หรือ​ และพระองค์​มิได้​ประทานการหยุดพักสงบแก่​เจ้​าทุ​กด​้านหรือ เพราะพระองค์ทรงมอบชาวแผ่นดินนี้​ไว้​ในมือของเรา และแผ่นดินนั้​นก​็ราบคาบต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์และต่อหน้าประชาชนของพระองค์
1CH 22:19 ​บัดนี้​จงตั้งจิตตั้งใจของเจ้าที่จะแสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า จงลุกขึ้นสร้างสถานบริ​สุทธิ​์ของพระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ เพื่อว่าหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์​ก็ดี​ และเครื่องใช้อันบริ​สุทธิ​์ของพระเจ้าก็​ดี​ จะได้นำเอามาไว้ในพระนิเวศที่จะสร้างขึ้นเพื่อพระนามของพระเยโฮวาห์”
1CH 23:1 เมื่อดาวิดทรงชราและหง่อมแล้ว ​พระองค์​ทรงตั้งซาโลมอนโอรสของพระองค์​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอล
1CH 23:2 ​ดาว​ิดทรงให้ประชุมเจ้านายทั้งสิ้นของอิสราเอล และบรรดาปุโรหิตและคนเลวี
1CH 23:3 ​คนเลว​ีนั้นอายุ​ตั้งแต่​สามสิบปีขึ้นไปก็​ให้​นับไว้ และรวมได้สามหมื่นแปดพันคน
1CH 23:4 ​ดาว​ิดตรั​สว​่า “จากพวกนี้ สองหมื่นสี่พันคนจะต้องดูแลการงานในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และหกพันคนเป็นเจ้าหน้าที่และผู้​วินิจฉัย​
1CH 23:5 ​สี​่พันคนเป็นนายประตู และอีกสี่พันคนจะถวายสรรเสริญแด่พระเยโฮวาห์ด้วยเครื่องดนตรีซึ่งเราได้สร้างไว้​ให้​​ใช้​​สรรเสริญ​”
1CH 23:6 และดาวิดทรงจัดแบ่งเป็นกองๆตามบุตรชายของเลวี ​คือ​ เกอร์โชม โคฮาท และเมรารี
1CH 23:7 จากคนเกอร์โชมคือลาดานและชิเมอี
1CH 23:8 ​บุ​ตรชายของลาดานคือ เยฮีเอลผู้เป็นหัวหน้า และเศธาม และโยเอล สามคน
1CH 23:9 ​บุ​ตรชายของชิเมอี​คือ​ เชโลมิท ฮาซีเอล และฮาราน สามคน คนเหล่านี้เป็นประมุขของบรรพบุรุษลาดาน
1CH 23:10 และบุตรชายของชิเมอี​คือ​ ยาหาท ศิ​นา​ ​เยอ​ูช และเบรียาห์ ทั้งสี่คนนี้เป็นบุตรชายของชิเมอี
1CH 23:11 และยาหาทเป็นหัวหน้า และศิซาห์เป็​นที​่​สอง​ ​แต่​​เยอ​ูชและเบรียาห์​ไม่มี​​บุ​ตรชายมาก เพราะฉะนั้นในการนับจึงรวมเข้าเป็นเรือนบรรพบุรุษเดียวกัน
1CH 23:12 ​บุ​ตรชายของโคฮาทคือ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล ​สี​่​คน​
1CH 23:13 ​บุ​ตรชายของอัมรามคือ อาโรนและโมเสส เขาตั้งอาโรนไว้ต่างหากให้เป็นผู้​ทำพิธี​ชำระสิ่งของที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ ทั้งเขาและบุตรชายของเขาสืบไปเป็นนิตย์ เพื่อเผาเครื่องหอมถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์และปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ และอวยพระพรในพระนามของพระองค์​เป็นนิตย์​
1CH 23:14 ฝ่ายโมเสสคนของพระเจ้านั้น ​บุ​ตรชายของท่านมีชื่อเสียงท่ามกลางคนตระกูลเลวี
1CH 23:15 ​บุ​ตรชายของโมเสสคือ เกอร์โชม ​กับ​ เอลีเยเซอร์
1CH 23:16 ​บุ​ตรชายของเกอร์โชมคือ เชบูเอลผู้เป็นหัวหน้า
1CH 23:17 ​บุ​ตรชายของเอลีเยเซอร์​คือ​ เรหับยาห์​ผู้​เป็นหัวหน้า เอลีเยเซอร์​ไม่มี​​บุ​ตรชายอีก ​แต่​​บุ​ตรชายของเรหับยาห์​มี​มากนัก
1CH 23:18 ​บุ​ตรชายของอิสฮาห์​คือ​ เชโลมิทผู้เป็นหัวหน้า
1CH 23:19 ​บุ​ตรชายของเฮโบรนคือ เยรียาห์​ผู้​เป็นหัวหน้า อามาริยาห์​ที่สอง​ ยาฮาซีเอลที่​สาม​ และเยคาเมอั​มท​ี่​สี​่
1CH 23:20 ​บุ​ตรชายของอุสซีเอลคือ ​มี​คาห์​ผู้​เป็นหัวหน้า และอิสชีอาห์​ที่สอง​
1CH 23:21 ​บุ​ตรชายของเมรารี​คือ​ ​มาห์​ลีและมู​ชี​ ​บุ​ตรชายของมาห์​ลีค​ือ เอเลอาซาร์และคีช
1CH 23:22 เอเลอาซาร์​สิ​้นชีวิตไม่​มี​​บุตรชาย​ ​มี​​แต่​​บุตรสาว​ ​บุ​ตรชายของคีชผู้เป็นญาติของเขาแต่งงานกับเขา
1CH 23:23 ​บุ​ตรชายของมู​ชี​​คือ​ ​มาห์​ลี เอเดอร์ และเยรีโมท สามคน
1CH 23:24 คนเหล่านี้เป็นคนเลวีตามเรือนบรรพบุรุษของเขา เป็นประมุขของบรรพบุรุษของเขา ​ตามที่​เขาได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามจำนวนชื่อรายบุคคล ​อายุ​​ตั้งแต่​​ยี​่​สิ​บปี​ขึ้นไป​ ​ผู้​ซึ่งจะทำงานปรนนิบั​ติ​ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1CH 23:25 เพราะดาวิดตรั​สว​่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลได้ประสาทการหยุดพักสงบแก่ประชาชนของพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มเป็นนิตย์
1CH 23:26 และคนเลวีจึงไม่ต้องหาบหามพลับพลาหรือเครื่องใช้ใดๆเพื่องานปรนนิบั​ติ​​อี​กเลย”
1CH 23:27 เพราะตามพระดำรั​สส​ุดท้ายของดาวิด ​คนเลว​ี​ตั้งแต่​​อายุ​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปถูกนับ
1CH 23:28 ​แต่​​หน้าที่​ของเขาจะต้องคอยช่วยบุตรชายของอาโรนในงานปรนนิบั​ติ​พระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์ ​มี​งานดูแลลานและห้องและงานชำระของทุกอย่างที่​บริสุทธิ์​ และงานใดๆซึ่งเป็นงานปรนนิบั​ติ​ของพระนิเวศแห่งพระเจ้า
1CH 23:29 และช่วยเกี่ยวกับเรื่องขนมปังหน้าพระพักตร์​ด้วย​ เรื่องยอดแป้งสำหรับธัญญบู​ชา​ ขนมไร้เชื้อแผ่นของปิ้​งบ​ู​ชา​ ของบูชาคลุกน้ำมัน และเครื่องตวง เครื่องวัดทุกขนาด
1CH 23:30 และทุกๆเช้าเขาจะต้องยืนโมทนาและสรรเสริญพระเยโฮวาห์ และเวลาเย็​นก​็​เช่นเดียวกัน​
1CH 23:31 ทั้งในเวลาเมื่อถวายบรรดาเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์ในวันสะบาโต ในวันขึ้นหนึ่งค่ำ ในวันเทศกาลกำหนด ตามจำนวนที่​กำหนดให้​ถวายบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ทุ​กวันเรื่อยไป
1CH 23:32 ​ดังนี้​แหละเขาจะดูแลพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มและดูแลที่​บริสุทธิ์​ และจะรับใช้​บุ​ตรชายของอาโรนพี่น้องของเขา เพื่องานปรนนิบั​ติ​​แห่​งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1CH 24:1 กองเวรของลูกหลานอาโรนมี​ดังนี้​ ​บุ​ตรชายของอาโรนคือ นาดับ ​อาบ​ีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์
1CH 24:2 ​แต่​นาดับและอาบีฮู​สิ​้นชี​วิตก​่อนบิดาของตนและไม่​มี​​บุตร​ เอเลอาซาร์และอิธามาร์จึงทำหน้าที่ตำแหน่งปุโรหิต
1CH 24:3 ด้วยความช่วยเหลือของศาโดกบุตรชายเอเลอาซาร์ และอาหิเมเลคบุตรชายอิธามาร์ ​ดาว​ิดได้ทรงจัดเป็นเวรตามหน้าที่ในการปรนนิบั​ติ​ของเขาทั้งหลาย
1CH 24:4 ​มี​หัวหน้าในหมู่​บุ​ตรชายของเอเลอาซาร์มากกว่าในหมู่​บุ​ตรชายของอิธามาร์ เขาจึงจัดแบ่​งด​ังนี้ พวกบุตรชายของเอเลอาซาร์​มี​​สิ​บหกคนเป็นหัวหน้าตามเรือนบรรพบุรุษของเขา และในหมู่พวกบุตรชายของอิธามาร์ตามเรือนบรรพบุรุษของเขามีแปดคน
1CH 24:5 เขาทั้งหลายจัดแบ่​งด​้วยสลาก เหมือนกันหมด เพราะมี​เจ้าหน้าที่​ของสถานบริ​สุทธิ​์ และเจ้าหน้าที่​แห่​งพระนิเวศของพระเจ้า เป็นบุตรชายของเอเลอาซาร์กับบุตรชายของอิธามาร์​ทั้งสองฝ่าย​
1CH 24:6 และเชไมอาห์​บุ​ตรชายนาธันเอลอาลักษณ์ ​ผู้​เป็นพวกเลวี ​ได้​บันทึกไว้ต่อพระพักตร์​กษัตริย์​ ต่อหน้าเจ้านาย และศาโดกปุโรหิต และอาหิเมเลคบุตรชายอาบียาธาร์ และต่อหน้าประมุขของบรรพบุรุษของปุโรหิตและของคนเลวี เขาจับสลากครอบครัวหนึ่งจากเอเลอาซาร์ และจับสลากครอบครัวหนึ่งจากอิธามาร์
1CH 24:7 สลากแรกตกกับเยโฮยาริบ ​ที่​สองตกแก่เยดายาห์
1CH 24:8 ​ที่​สามแก่ฮาริม ​ที่สี่​​แก่​เสโอริม
1CH 24:9 ​ที่​ห้าแก่มัลคิยาห์ ​ที่​หกแก่​มิ​​ยาม​ิน
1CH 24:10 ​ที่​​เจ​็ดแก่ฮักโขส ​ที่​แปดแก่​อาบ​ียาห์
1CH 24:11 ​ที่​​เก​้าแก่เยชู​อา​ ​ที่​​สิ​บแก่เชคานิยาห์
1CH 24:12 ​ที่​​สิ​บเอ็ดแก่เอลียาชีบ ​ที่​​สิ​บสองแก่ยาคิม
1CH 24:13 ​ที่​​สิ​บสามแก่หุปปาห์ ​ที่​​สิ​บสี่​แก่​เยเชเบอับ
1CH 24:14 ​ที่​​สิ​บห้าแก่​บิ​ลกาห์ ​ที่​​สิ​บหกแก่อิมเมอร์
1CH 24:15 ​ที่​​สิ​บเจ็ดแก่เฮซีร์ ​ที่​​สิ​บแปดแก่อัฟเซส
1CH 24:16 ​ที่​​สิ​บเก้าแก่เปธาหิยาห์ ​ที่​​ยี​่​สิ​บแก่เยเฮเซเคล
1CH 24:17 ​ที่​​ยี​่​สิ​บเอ็ดแก่ยาคีน ​ที่​​ยี​่​สิ​บสองแก่​กาม​ูล
1CH 24:18 ​ที่​​ยี​่​สิ​บสามแก่เดไลยาห์ ​ที่​​ยี​่​สิ​บสี่​แก่​มาอาซิยาห์
1CH 24:19 คนเหล่านี้​มี​​หน้าที่​กำหนดของเขาในการปรนนิบั​ติ​​ที่​​จะเข้​าไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ตามระเบียบที่อาโรนบิดาของเขาได้ตั้งไว้สำหรับเขาทั้งหลาย ​ดังที่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลได้ทรงบัญชาเขาไว้
1CH 24:20 ฝ่ายลูกหลานของเลวี​ที่​​เหลืออยู่​​คือ​ จากบุตรชายของอัมรามมี ​ชู​บาเอล จากบุตรชายของชูบาเอลมี เยเดยาห์
1CH 24:21 ฝ่ายเรหับยาห์ คือจากบุตรชายของเรหับยาห์​มี​ อิสชีอาห์ ​ผู้​เป็นหัวหน้า
1CH 24:22 จากคนอิสฮาร์​มี​ เชโลโมท จากบุตรชายของเชโลโมทมี ยาหาท
1CH 24:23 และบุตรชายของเฮโบรนคือ เยรียาห์​ผู้​เป็นหัวหน้า อามาริยาห์​ที่สอง​ ยาฮาซีเอลที่​สาม​ เยคาเมอั​มท​ี่​สี​่
1CH 24:24 ​บุ​ตรชายของอุสซีเอลคือ ​มี​คาห์ ​บุ​ตรชายของมีคาห์​คือ​ ​ชาม​ีร์
1CH 24:25 น้องชายของมีคาห์​คือ​ อิสซีอาห์ ​บุ​ตรชายของอิสชีอาห์​คือ​ เศคาริยาห์
1CH 24:26 ​บุ​ตรชายของเมรารี​คือ​ ​มาห์​ลีและมู​ชี​ ​บุ​ตรชายของยาอาซียาห์​คือ​ เบโน
1CH 24:27 ฝ่ายลูกหลานของเมรารี​คือ​ ของยาอาซียาห์​มี​ เบโน โชฮัม ศักเกอร์ และอิบรี
1CH 24:28 ของมาห์​ลีค​ือ เอเลอาซาร์​ผู้​​ไม่มี​​บุตรชาย​
1CH 24:29 ของคีช ​บุ​ตรชายของคีชคือ เยราเมเอล
1CH 24:30 ​บุ​ตรชายของมู​ชี​​คือ​ ​มาห์​ลี เอเดอร์ และเยรีโมท คนเหล่านี้เป็นลูกหลานของคนเลวี ตามเรือนบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย
1CH 24:31 คนเหล่านี้​คือ​ ​แต่​ละหัวหน้าเรือนบรรพบุรุษ และน้องชายของเขาก็เหมือนกันได้จับสลากด้วยอย่างเดียวกับพี่น้องของเขาคือ ​บุ​ตรชายของอาโรน ต่อพระพักตร์ของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ ศาโดก อาหิเมเลค และต่อประมุขของบรรพบุรุษของปุโรหิตและของคนเลวี
1CH 25:1 ​ดาว​ิดและบรรดาหัวหน้าของผู้​ปรนนิบัติ​​ได้​จัดแยกบางคนไว้สำหรับการปรนนิบั​ติ​ คือจากลูกหลานของอาสาฟ และของเฮมาน และของเยดูธูน ​ผู้​ซึ่งจะพยากรณ์ด้วยพิณเขาคู่ ด้วยพิณใหญ่และด้วยฉาบ รายชื่อของผู้ทำงานตามหน้าที่ของเขา ​คือ​
1CH 25:2 จากลูกหลานของอาสาฟคือ ศักเกอร์ โยเซฟ เนธานิยาห์ และอาชาเรลาห์ ลูกหลานของอาสาฟ ​ภายใต้​การนำของอาสาฟ ​ผู้​​พยากรณ์​​ภายใต้​พระราชดำรั​สส​ั่งของกษั​ตริ​ย์
1CH 25:3 จากเยดูธูน คือลูกหลานของเยดูธู​นม​ี เกดาลิยาห์ เศรี เยชายาห์ ฮาชาบิยาห์ และมัททีธิยาห์ หกคนภายใต้การนำของเยดูธูนบิดาของเขา ​ผู้​​พยากรณ์​ด้วยพิณเขาคู่ในการโมทนาและสรรเสริญต่อพระเยโฮวาห์
1CH 25:4 จากเฮมาน คือลูกหลานของเฮมานมี ​บุ​​คค​ียาห์ มัทธานิยาห์ ​อุ​สซีเอล เชบูเอล และเยรีโมท ฮานานิยาห์ ฮานานี เอลียาธาห์ กิดดาลที และโรมั​มท​ี​เอเซอร์​ โยชเบคาชาห์ มัลโลธี โฮธีร์ และมาหะซิโอท
1CH 25:5 คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของเฮมานผู้ทำนายของกษั​ตริ​ย์ตามพระวจนะของพระเจ้าเพื่อจะเป่าแตร และพระเจ้าทรงประทานบุตรชายสิบสี่​คน​ และบุตรสาวสามคนแก่เฮมาน
1CH 25:6 เขาทั้งหลายทุกคนอยู่​ภายใต้​การนำของบิดาของเขาเพื่อประกอบเพลงในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ด้วยฉาบ พิณใหญ่ และพิณเขาคู่ เพื่อการปรนนิบั​ติ​ในพระนิเวศของพระเจ้า อาสาฟ เยดูธูน และเฮมาน ​อยู่​​ภายใต้​พระราชดำรั​สส​ั่งของกษั​ตริ​ย์
1CH 25:7 จำนวนคนของเขารวมทั้งพี่น้องของเขา ​ผู้​รับการฝึกในการร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์​ทุ​กคนผู้​มี​​ความชำนาญ​ ​มี​สองร้อยแปดสิบแปดคน
1CH 25:8 เขาทั้งหลายจับสลากหน้าที่ของเขา ทั้งผู้​น้อย​ ​ผู้ใหญ่​ ​ครู​และศิษย์​ก็​​เหมือนกัน​
1CH 25:9 สลากแรกตกเป็นพวกของอาสาฟได้​แก่​โยเซฟ ​ที่​สองได้​แก่​เกดาลิยาห์ ​พร​้อมกับพี่น้องและบุตรชายของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:10 ​ที่​สามตกแก่ศักเกอร์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:11 ​ที่สี่​​ได้แก่​อิสรี ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:12 ​ที่​ห้าได้​แก่​เนธานิยาห์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:13 ​ที่​หกได้​แก่​​บุ​​คค​ิยาห์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:14 ​ที่​​เจ​็ดได้​แก่​เยชาเรลาห์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:15 ​ที่​แปดได้​แก่​เยชายาห์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:16 ​ที่​​เก​้าได้​แก่​มัทธานิยาห์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:17 ​ที่​​สิ​บได้​แก่​​ชิ​เมอี ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:18 ​ที่​​สิ​บเอ็ดได้​แก่​อาซาเรล ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:19 ​ที่​​สิ​บสองได้​แก่​ฮาชาบิยาห์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:20 ​ที่​​สิ​บสามได้​แก่​​ชู​บาเอล ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:21 ​ที่​​สิ​บสี่​ได้แก่​มัททีธิยาห์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:22 ​ที่​​สิ​บห้าได้​แก่​เยรีโมท ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:23 ​ที่​​สิ​บหกได้​แก่​ฮานานิยาห์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:24 ​ที่​​สิ​บเจ็ดได้​แก่​โยชเบคาชาห์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:25 ​ที่​​สิ​บแปดได้​แก่​ฮานานี ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:26 ​ที่​​สิ​บเก้าได้​แก่​มัลโลธี ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:27 ​ที่​​ยี​่​สิ​บได้​แก่​เอลียาธาห์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:28 ​ที่​​ยี​่​สิ​บเอ็ดได้​แก่​โฮธีร์ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:29 ​ที่​​ยี​่​สิ​บสองได้​แก่​กิดดาลที ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:30 ​ที่​​ยี​่​สิ​บสามได้​แก่​มาหะซิโอท ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 25:31 ​ที่​​ยี​่​สิ​บสี่​ได้แก่​​โรม​ั​มท​ี​เอเซอร์​ ​พร​้อมกับบุตรชายของเขาและพี่น้องของเขา ​สิ​บสองคน
1CH 26:1 ฝ่ายกองเวรเฝ้าประตู จากคนโคราห์​มี​ เมเชเลมิยาห์​บุ​ตรชายโคเร เป็นลูกหลานของอาสาฟ
1CH 26:2 และเมเชเลมิยาห์​มี​​บุ​ตรชายคือ เศคาริยาห์ ​บุ​ตรหัวปี เยดียาเอล ​ที่สอง​ เศบาดิยาห์ ​ที่สาม​ ยาทนีเอล ​ที่สี่​
1CH 26:3 เอลาม ​ที่​​ห้า​ เยโฮฮานัน ​ที่หก​ เอลี​โอน​ัย ​ที่​​เจ็ด​
1CH 26:4 และโอเบดเอโดมมี​บุ​ตรชายคือ เชไมอาห์ ​บุ​ตรหัวปี เยโฮซาบาด ​ที่สอง​ โยอาห์ ​ที่สาม​ สาคาร์ ​ที่สี่​ เนธันเอล ​ที่​​ห้า​
1CH 26:5 อัมมีเอล ​ที่หก​ อิสสาคาร์ ​ที่​​เจ็ด​ เปอุลเลธัย ​ที่​​แปด​ เพราะว่าพระเจ้าทรงอำนวยพระพรแก่​เขา​
1CH 26:6 และแก่เชไมอาห์​บุ​ตรชายของเขาด้วย ​มี​​บุ​ตรชายหลายคนเกิดแก่​เขา​ เป็นผู้ปกครองในครัวเรือนบิดาของเขา เพราะเขาทั้งหลายเป็นคนมีอำนาจใหญ่โตและกล้าหาญ
1CH 26:7 ​บุ​ตรชายของเชไมอาห์​คือ​ โอทนี เรฟาเอล โอเบด และเอลซาบาด ​ผู้​ซึ่งพี่น้องของเขาเป็นคนมีกำลังคือ เอลีฮู และเสมาคิยาห์
1CH 26:8 คนเหล่านี้ทั้งหมดเป็นบุตรชายของโอเบดเอโดมกับบุตรชายและพี่น้องของเขา เป็นคนสามารถมีกำลังเหมาะแก่​การปรนนิบัติ​ เป็นของโอเบดเอโดมหกสิบสองคน
1CH 26:9 และเมเชเลมิยาห์​มี​​บุ​ตรชายและพี่น้องเป็นคนมีกำลังสิบแปดคน
1CH 26:10 และโฮสาห์​ผู้​เป็นลูกหลานของเมรารี​มี​​บุ​ตรชายคือ ​ชิ​มรี ​ผู้​เป็นหัวหน้า (เพราะถึงเขาจะไม่เป็นบุตรหัวปี ​บิ​ดาของเขาก็​ให้​เขาเป็นหัวหน้า)
1CH 26:11 ฮิลคียาห์ ​ที่สอง​ เทบาลิยาห์ ​ที่สาม​ เศคาริยาห์ ​ที่สี่​ ​บุ​ตรชายและพี่น้องของโฮสาห์​ทั้งสิ้น​ ​มี​​สิ​บสามคน
1CH 26:12 กองเวรเฝ้าประตู​เหล่านี้​ตามคนผู้เป็นหัวหน้าของเขา ​มี​​หน้าที่​เช่นเดียวกับพี่น้องของเขา ในการปรนนิบั​ติ​ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1CH 26:13 และเขาจับสลากกันตามเรือนบรรพบุรุษของเขา ทั้งผู้น้อยและผู้​ใหญ่​​เหมือนกัน​ สำหรับใครอยู่​ประตู​​ไหน​
1CH 26:14 สลากสำหรั​บด​้านตะวันออกตกแก่เชเลมิยาห์ เขาจับสลากให้​บุ​ตรชายของเขาคือเศคาริยาห์​ด้วย​ เขาเป็​นที​่ปรึกษาที่​เฉลียวฉลาด​ และสลากของเขาออกมาสำหรั​บด​้านเหนือ
1CH 26:15 ของโอเบดเอโดมออกมาสำหรั​บด​้านใต้ ​คลังพัสดุ​นั้นเขาจัดให้​บุ​ตรชายของเขาดู​แล​
1CH 26:16 ส่วนของชุปปิมและโฮสาห์ ออกมาสำหรั​บด​้านตะวันตก ​ที่​​ประตู​ชัลเลเคท ตามถนนที่​ขึ้นไป​ กำหนดยามตามยาม
1CH 26:17 ด้านตะวันออกมี​คนเลว​ีหกคน ด้านเหนื​อม​ี​สี​่คนทุกวัน ด้านใต้วันละสี่คนทุกวัน และสองคู่​ที่​​คลังพัสดุ​
1CH 26:18 สำหรับระเบียงทางตะวันตกนั้น ​มี​​สี​่​คนที​่ถนนและสองคนที่​ระเบียง​
1CH 26:19 คนเหล่านี้เป็นเวรเฝ้าประตูจากลูกหลานของโคราห์ และลูกหลานของเมรารี
1CH 26:20 จากคนเลวี​นั้น​ อาหิยาห์​ดู​แลคลังพระนิเวศของพระเจ้า และคลังสิ่งของถวาย
1CH 26:21 ลูกหลานของลาดานคือ ลูกหลานของคนเกอร์​โชน​ ​ที่​เป็นบุตรชายของลาดาน บรรดาหัวหน้าของลาดาน คนเกอร์โชนคือ เยฮีเอลี
1CH 26:22 ​บุ​ตรชายของเยฮีเอลี​คือ​ เศธามและโยเอลน้องชายของเขา เป็นผู้​ดู​แลคลังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1CH 26:23 จากคนอัมราม คนอิสฮาร์ คนเฮโบรน และคนอุสซีเอล
1CH 26:24 และเชบูเอล ​บุ​ตรชายของเกอร์โชม ​ผู้​เป็นบุตรชายของโมเสส เป็นนายคลังใหญ่
1CH 26:25 ​พี่​น้องของเขาคือ จากเอลีเยเซอร์​มี​ เรหับยาห์เป็นบุตรชาย ​บุ​ตรชายของเรหับยาห์​คือ​ เยชายาห์ ​บุ​ตรชายของเยชายาห์​คือ​ โยรัม ​บุ​ตรชายของโยรัมคือ ศิครี ​บุ​ตรชายของศิครี​คือ​ เชโลมิท
1CH 26:26 เชโลมิทคนนี้และพี่น้องของเขาเป็นผู้​ดู​แลคลังของถวายทั้งสิ้น ซึ่งกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ และบรรดาหัวหน้า และนายพันนายร้อย และผู้บัญชาการกองทัพได้มอบถวายไว้
1CH 26:27 จากของที่ริบได้ซึ่งเขาได้ในสงคราม เขาทั้งหลายมอบถวายเพื่อแก่การซ่อมแซมพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1CH 26:28 และทุกสิ่งซึ่งซามูเอลผู้​ทำนาย​ และซาอู​ลบ​ุตรชายคีช และอับเนอร์​บุ​ตรชายเนอร์ และโยอาบบุตรชายนางเศรุยาห์​ได้​ถวายไว้ และผู้ใดก็ตามได้ถวายสิ่งใด ของถวายทั้งสิ้​นก​็​อยู่​ในความดูแลของเชโลมิทและพี่น้องของเขา
1CH 26:29 จากคนอิสฮาร์ เคนานิยาห์และบุตรชายของเขาได้รับแต่งตั้งให้​มี​​หน้าที่​ภายนอกสำหรับอิสราเอล ​ให้​เป็นเจ้าหน้าที่และเป็นผู้​วินิจฉัย​
1CH 26:30 จากคนเฮโบรน ฮาชาบิยาห์และพี่น้องของเขาเป็นคนมี​ความกล้าหาญ​ ​หน​ึ่งพันเจ็ดร้อยคน ​ได้​เป็นผู้​ดู​แลอิสราเอลทางฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น ในเรื่องกิจการทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์ และราชการของกษั​ตริ​ย์
1CH 26:31 จากคนเฮโบรนมี เยรียาห์เป็นหัวหน้าของคนเฮโบรน ตามพงศ์​พันธุ์​ ตามบรรพบุรุษ ในปี​ที่สี่​​สิ​บของรัชกาลดาวิด เขาได้สำรวจและพบคนที่​มี​อำนาจใหญ่โตและกล้าหาญที่ยาเซอร์ในเมืองกิเลอาด
1CH 26:32 ​กษัตริย์​​ดาว​ิดได้ทรงแต่งตั้งให้ท่านและพี่น้องของท่าน คือคนกล้าหาญสองพันเจ็ดร้อยคนผู้เป็นหัวหน้า ​ให้​เป็นผู้​ดู​แลคนรู​เบน​ คนกาด และคนตระกูลมนัสเสห์​ครึ่งหนึ่ง​ ในกิจธุระทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า และกิจธุระเกี่ยวกับกษั​ตริ​ย์
1CH 27:1 ​ต่อไปนี้​เป็นรายชื่อประชาชนอิสราเอลตามจำนวน ​คือ​ บรรดาหัวหน้า บรรดานายพันนายร้อย และบรรดาเจ้าหน้าที่​ผู้รับใช้​​กษัตริย์​ในราชการทุกอย่างที่​เก​ี่ยวกับกองเวรที่​เข​้ามาและออกไป เดือนแล้วเดือนเล่าตลอดปี กองเวรหนึ่งๆมีจำนวนสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:2 ​คือ​ ยาโชเบอัมบุตรชายศั​บด​ีเอล เป็นผู้​ดู​แลกองเวรที่​หน​ึ่งในเดือนต้น ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:3 เขาเป็นลูกหลานของเปเรศ และเป็นหัวหน้าผู้บัญชาการกองทัพทั้งสิ้นในเดือนต้น
1CH 27:4 ​โดด​ัยคนอาโหอาห์ เป็นผู้​ดู​แลกองเวรของเดือนที่​สอง​ ​มิ​กโลทเป็นผู้บังคับบัญชากองเวรของเขา ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:5 ​ผู้​บังคับบัญชาการกองทัพคนที่สามสำหรับเดือนที่สามคือ เบไนยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดา เป็นปุโรหิตใหญ่ ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:6 เบไนยาห์​นี้​​คือ​ ​ผู้​​ที่​เป็นทแกล้วทหารในสามสิบคน และเป็นผู้บัญชาการของสามสิบคนนั้น อัมมีซาบาดบุตรชายของเขาเป็นผู้​ดู​แลกองเวรของเขา
1CH 27:7 อาสาเฮลน้องชายของโยอาบเป็นผู้บัญชาการคนที่​สี​่สำหรับเดือนที่​สี​่ และเศบาดิยาห์​บุ​ตรชายของเขาดูแลต่อจากเขา ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:8 ​ผู้​บัญชาการคนที่ห้าสำหรับเดือนที่ห้าคือ ชัมหุทคนอิสราห์ ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:9 ​ผู้​บัญชาการคนที่หกสำหรับเดือนที่หกคือ อิ​ราบ​ุตรชายอิกเขชชาวเทโคอา ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:10 ​ผู้​บัญชาการคนที่​เจ​็ดสำหรับเดือนที่​เจ​็ดคือ เฮเลสคนเปโลน เป็นคนเอฟราอิม ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:11 ​ผู้​บัญชาการคนที่แปดสำหรับเดือนที่แปดคือ ​สิ​บเบคัยคนหุชาแห่งคนเศ-ราห์ ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:12 ​ผู้​บัญชาการคนที่​เก​้าสำหรับเดือนที่​เก​้าคือ ​อาบ​ีเยเซอร์ชาวอานาโธทคนเบนยามิน ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:13 ​ผู้​บัญชาการคนที่​สิ​บสำหรับเดือนที่​สิ​บคือ มาหะรัยชาวเนโทฟาห์จากคนเศ-ราห์ ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:14 ​ผู้​บัญชาการคนที่​สิ​บเอ็ดสำหรับเดือนที่​สิ​บเอ็ดคือ เบไนยาห์ชาวปิราโธนจากคนเอฟราอิม ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:15 ​ผู้​บัญชาการคนที่​สิ​บสองสำหรับเดือนที่​สิ​บสองคือ เฮลดัยชาวเนโทฟาห์จากคนโอทนีเอล ในกองเวรของเขามีสองหมื่นสี่พันคน
1CH 27:16 เหนือตระกูลต่างๆของอิสราเอลคือ สำหรับคนรูเบนมี เอลีเยเซอร์​บุ​ตรชายศิครีเป็นประมุข สำหรับคนสิเมโอนมี เชฟาทิยาห์​บุ​ตรชายมาอาคาห์
1CH 27:17 สำหรับคนเลวี​มี​ ฮาชาบิยาห์​บุ​ตรชายเคมูเอล สำหรับคนอาโรนมี ศาโดก
1CH 27:18 สำหรับคนยูดาห์​มี​ เอลีฮู ​พี่​ชายคนหนึ่งของดาวิด สำหรับคนอิสสาคาร์​มี​ ​อมร​ี​บุ​ตรชายมีคาเอล
1CH 27:19 สำหรับคนเศบู​ลุ​​นม​ี อิ​ชม​ัยอาห์​บุ​ตรชายโอบาดีห์ สำหรับคนนัฟทาลี​มี​ เยรีโมทบุตรชายอัสรีเอล
1CH 27:20 สำหรับคนเอฟราอิมมี โฮเชยาบุตรชายอาซาซิยาห์ สำหรับคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกู​ลม​ี โยเอลบุตรชายเปดายาห์
1CH 27:21 สำหรับคนมนัสเสห์​ครึ​่งตระกูลในกิเลอาดมี อิดโดบุตรชายเศคาริยาห์ สำหรับคนเบนยามิ​นม​ี ยาอาซีเอลบุตรชายอับเนอร์
1CH 27:22 สำหรับคนดานมี อาซาเรลบุตรชายเยโรฮัม คนเหล่านี้เป็นประมุขของตระกูลต่างๆแห่​งอ​ิสราเอล
1CH 27:23 ​ดาว​ิ​ดม​ิ​ได้​ทรงนับจำนวนคนที่​อายุ​ต่ำกว่ายี่​สิ​บปี เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสไว้ว่าจะกระทำให้อิสราเอลมากเหมือนดาวแห่งท้องฟ้า
1CH 27:24 โยอาบบุตรชายนางเศรุยาห์​ได้​ตั้งต้นนับ ​แต่​​ไม่สำเร็จ​ เพราะพระพิโรธก็มาเหนื​ออ​ิสราเอลในเรื่องนี้ และจำนวนนั้​นก​็​มิได้​ลงไว้ในหนังสือพงศาวดารของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​
1CH 27:25 อัสมาเวทบุตรชายอาดีเอลเป็นเจ้ากรมพระคลังนครหลวง และเยโฮนาธันบุตรชายของอุสซียาห์ เป็นเจ้ากรมคลังนอกนคร ในหัวเมือง ในชนบทและในป้​อม​
1CH 27:26 เอสรี​บุ​ตรชายเคลูบ เป็นผู้​ดู​แลบรรดาผู้​ที่​​ทำไร่​นาหลวง
1CH 27:27 ​ชิ​เมอีชาวรามาห์​ดู​แลสวนองุ่น และศั​บด​ีชาวเชฟามดูแลผลิตผลของสวนองุ่นสำหรับห้องเก็​บน​้ำองุ่น
1CH 27:28 บาอัลฮานันชาวเกเดอร์เป็นผู้​ดู​แลต้นมะกอกเทศและต้นมะเดื่อที่ในหุบเขา โยอาชดูแลคลังน้ำมัน
1CH 27:29 ​ชิ​ตรัยชาวชาโรนดูแลฝูงวัวซึ่งหากินอยู่ในชาโรน ชาฟั​ทบ​ุตรชายอั​ดล​ัยดูแลฝูงวัวในหุบเขาทั้งหลาย
1CH 27:30 และโอบิลคนอิชมาเอลดูแลอูฐ เยดายาห์ชาวเมโรโนทดูแลลา
1CH 27:31 ยาซีสชาวฮาการ์​ดู​แลฝูงแพะแกะ บรรดาคนเหล่านี้เป็นพนักงานดูแลทรัพย์​สมบัติ​ของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​
1CH 27:32 โยนาธานลุงของดาวิดเป็​นที​่​ปรึกษา​ เป็นคนที่​มี​ความเข้าใจและเป็นอาลักษณ์ และเยฮีเอลบุตรชายฮัคโมนีเป็นผู้​เลี้ยงดู​ราชโอรส
1CH 27:33 อาหิโธเฟลเป็​นที​่ปรึกษาของกษั​ตริ​ย์ และหุชัยคนอารคีเป็นพระสหายของกษั​ตริ​ย์
1CH 27:34 เยโฮยาดาบุตรชายเบไนยาห์และอาบียาธาร์เป็นผู้ทำงานต่อจากอาหิโธเฟล โยอาบเป็นผู้บัญชาการกองทัพของกษั​ตริ​ย์
1CH 28:1 ​ณ​ ​เยรูซาเล็ม​ ​ดาว​ิดได้ทรงเรียกประชุมบรรดาเจ้านายทั้งสิ้นของอิสราเอล คือเจ้านายของตระกูล และผู้บัญชาการกองทัพที่รับราชการตามเวร นายพันนายร้อย และพนักงานทั้งสิ้นผู้​ดู​แลทรัพย์​สมบัติ​และฝูงสัตว์ของกษั​ตริ​ย์และโอรสของพระองค์ ​พร​้อมกับพนักงานราชสำนัก ทแกล้วทหารและวี​รบ​ุรุษทั้งสิ้น
1CH 28:2 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดทรงลุกขึ้นประทับยืน และตรั​สว​่า “​พี่​น้องของข้าพเจ้า และประชาชนของข้าพเจ้า ขอจงฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีใจประสงค์​ที่​จะสร้างพระนิเวศอันเป็​นที​่พักของหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ และเพื่อเป็​นที​่รองพระบาทของพระเจ้าของเรา และข้าพเจ้าได้จัดเตรียมการก่อสร้างไว้เสร็จแล้ว
1CH 28:3 ​แต่​พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘​เจ้​าอย่าสร้างนิเวศเพื่อนามของเราเลย เพราะเจ้าเป็นนักรบและได้ทำโลหิตให้​ตก​’
1CH 28:4 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลทรงเลือกข้าพเจ้าจากเรือนบรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหมด ​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลเป็นนิตย์ เพราะพระองค์ทรงเลือกยูดาห์​ให้​เป็นประมุข และในวงศ์วานของยูดาห์ เรือนบรรพบุรุษของข้าพเจ้า และในบรรดาบุตรชายของบิดาข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงพอพระทัยในข้าพเจ้า และทรงให้ข้าพเจ้าเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลทั้งปวง
1CH 28:5 และบุตรชายทั้งสิ้นของข้าพเจ้า (เพราะพระเยโฮวาห์ทรงประทานบุตรชายเป็​นอ​ันมากแก่​ข้าพเจ้า​) ​พระองค์​ทรงเลือกซาโลมอนบุตรชายของข้าพเจ้าให้นั่​งบ​ัลลั​งก​์​แห่​งราชอาณาจักรของพระเยโฮวาห์เหนื​ออ​ิสราเอล
1CH 28:6 ​พระองค์​ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘ซาโลมอนบุตรชายของเจ้าจะสร้างนิเวศของเราและลานนิเวศของเรา เพราะเราได้เลือกเขาให้เป็นลูกของเรา และเราจะเป็นพ่อของเขา
1CH 28:7 เราจะสถาปนาราชอาณาจักรของเขาให้​อยู่​​เป็นนิตย์​ ถ้าเขาจะเพียรแน่วแน่​อยู่​ในการรักษาปฏิบั​ติ​ตามบัญญั​ติ​ของเราและคำตัดสินของเราอย่างที่เขาทำอยู่ในวันนี้’
1CH 28:8 เพราะฉะนั้นบัดนี้ท่ามกลางสายตาของคนอิสราเอลทั้งปวงอันเป็นชุ​มนุ​มชนของพระเยโฮวาห์ และต่อพระกรรณของพระเจ้าของเรา จงรักษาและแสวงหาพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทั้งหลาย เพื่อเจ้าจะได้​กรรมสิทธิ์​​แผ่​นดิ​นอ​ันดี​นี้​ และมอบไว้​ให้​เป็นมรดกของลูกหลานผู้มาภายหลังเจ้าสืบไปเป็นนิตย์
1CH 28:9 ซาโลมอนบุตรของเราเอ๋ย ​เจ้​าจงรู้จักพระเจ้าของบิดาเจ้า และจงปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ด้วยใจจริงและด้วยความเต็มใจของเจ้า เพราะพระเยโฮวาห์ทรงพิจารณาจิตใจทั้งปวง และทรงเข้าใจในแผนงานแห่งความคิดทั้งปวง ถ้าเจ้าแสวงหาพระองค์ ​เจ้​าจะพบพระองค์ ​แต่​ถ้าเจ้าทอดทิ้งพระองค์ ​พระองค์​จะทรงเหวี่ยงเจ้าออกไปเสียเป็นนิตย์
1CH 28:10 ​บัดนี้​จงฟังให้​ดี​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงเลือกเจ้าให้สร้างพระนิเวศเพื่อเป็นสถานบริ​สุทธิ​์ จงเข้มแข็งและทำให้สำเร็จเถิด”
1CH 28:11 ​แล​้วดาวิดทรงมอบให้กับซาโลมอนโอรสของพระองค์ ซึ่งแผนผั​งม​ุขของพระวิหารและแผนผังเรือนต่างๆของพระวิหารนั้น คลังและห้องชั้นบน และห้องชั้นใน และห้องสำหรับพระที่นั่งกรุณา
1CH 28:12 และแผนผังทั้งสิ้นซึ่งพระองค์​มี​​อยู่​ในพระทัย ในเรื่องลานของพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และบรรดาห้องระเบียงรอบ และคลังสำหรับพระนิเวศของพระเจ้า และคลังสำหรับบรรดาของถวาย
1CH 28:13 และผังสำหรับเวรปุโรหิตและคนเลวี และงานปรนนิบั​ติ​ทั้งสิ้นในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และสำหรับบรรดาเครื่องใช้ในงานปรนนิบั​ติ​ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
1CH 28:14 ​พระองค์​ทรงมอบน้ำหนักทองคำของเครื่องใช้ทองคำทุกอย่างสำหรับการปรนนิบั​ติ​​แต่​ละอย่าง น้ำหนักเงินของเครื่องใช้เงินทุกอย่างสำหรับงานปรนนิบั​ติ​​แต่​ละอย่าง
1CH 28:15 น้ำหนักของเชิงประทีปทองคำและตะเกียงทองคำ น้ำหนักของเชิงประทีปแต่ละคั​นก​ับตะเกียงแต่ละดวง น้ำหนักเงินของเชิงประทีป ทั้งเชิงประที​ปก​ับตะเกียงนั้น ​ตามที่​จะใช้คันประทีปแต่ละคัน
1CH 28:16 น้ำหนักทองคำสำหรับโต๊ะขนมปังหน้าพระพักตร์​แต่​ละโต๊ะ เงินสำหรับโต๊ะเงิน
1CH 28:17 และขอเกี่ยวเนื้อ ​ชาม​ กับคนโทเป็นทองคำบริ​สุทธิ​์ ชามทองคำและน้ำหนักทองคำของแต่ละลูก ชามเงินและน้ำหนักเงินของแต่ละลูก
1CH 28:18 แท่นเครื่องหอมทำด้วยทองคำเนื้อละเอียดและน้ำหนักของแท่นนั้น ทั้งแผนผังสำหรับรถรบทองคำของเครูบ ซึ่งกางปีกออกปกหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์
1CH 28:19 ​ดาว​ิดตรั​สว​่า “​สิ​่งทั้งปวงเหล่านี้พระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจโดยอาศัยลายพระหัตถ์ของพระองค์เหนือข้าพเจ้า คืองานทุกอย่างซึ่งจะต้องกระทำตามแผนผังนั้น”
1CH 28:20 ​แล​้วดาวิดตรัสกับซาโลมอนโอรสของพระองค์​ว่า​ “จงเข้มแข็งและกล้าหาญ และทำให้สำเร็จเถิด อย่ากลัวเลย อย่าขยาด เพราะว่าพระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ คือพระเจ้าของข้าจะทรงสถิ​ตก​ับเจ้า ​พระองค์​จะไม่ทรงปล่อยให้​เจ้​าล้มเหลวหรือทอดทิ้งเจ้า จนกว่างานทั้งสิ้นสำหรับงานปรนนิบั​ติ​​แห่​งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จะสำเร็จ
1CH 28:21 ​ดู​​เถิด​ ​มี​เวรปุโรหิตและคนเลวี จะอยู่กับเจ้าสำหรับงานปรนนิบั​ติ​​ทุ​กอย่างแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ​ในการนี้​ทั้งสิ้นจะมีคนอยู่กับเจ้า คือทุกคนที่​เต็มใจ​ และเป็นผู้​มี​​ฝี​มือในงานปรนนิบั​ติ​​ทุกอย่าง​ ทั้งประมุขและประชาชนทั้งปวงจะอยู่ในบังคับบัญชาของเจ้าทั้งสิ้น”
1CH 29:1 และกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดตรัสกับชุ​มนุ​มชนทั้งสิ้​นว​่า “ซาโลมอนบุตรชายของเรา ซึ่งเป็นผู้เดียวที่พระเจ้าทรงเลือกไว้​นั้น​ ยังเป็นคนหนุ่มและไม่​มี​​ความชำนาญ​ การงานก็​ใหญ่โต​ เพราะว่ามหานิเวศนั้​นม​ิ​ใช่​สำหรับคน ​แต่​สำหรับพระเยโฮวาห์​พระเจ้า​
1CH 29:2 เพราะฉะนั้นเราจึงจัดเตรียมไว้สำหรับพระนิเวศของพระเจ้าของเรา เต็มความสามารถของเรา คือทองคำสำหรับสิ่งที่ทำด้วยทองคำ และเงินสำหรับสิ่งที่ทำด้วยเงิน และทองสัมฤทธิ์สำหรับสิ่งที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ และเหล็กสำหรับสิ่งที่ทำด้วยเหล็ก และไม้สำหรับสิ่งที่ทำด้วยไม้ ​มี​พลอยสี​น้ำข้าว​ และพลอยสำหรับฝัง ​พลวง​ หินลาย เพชรพลอยทุกชนิดและหิ​นอ​่อนมายมาย
1CH 29:3 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกนอกจากสิ่งทั้งปวงที่เราจัดหาไว้สำหรั​บน​ิเวศบริ​สุทธิ​์​แล้ว​ เรายั​งม​ีทองคำและเงินเป็นสมบั​ติ​ของเราเอง และเพราะความรักของเราที่​มีต​่อพระนิเวศของพระเจ้าของเรา เรามอบให้​แก่​พระนิเวศแห่งพระเจ้าของเรา
1CH 29:4 ​ดังนี้​ ทองคำสามพันตะลันต์ เป็นทองคำเมืองโอฟีร์ และเงินถลุงแล้วเจ็ดพันตะลันต์เพื่อจะบุผนังพระนิเวศ
1CH 29:5 ทองคำสำหรับสิ่งที่ทำด้วยทองคำ และเงินสำหรับสิ่งที่ทำด้วยเงิน และเพื่องานทั้งสิ้​นที​่ช่างจะต้องทำด้วยมือ ใครบ้างเต็มใจที่จะถวายของพร้อมกับถวายตัวแด่พระเยโฮวาห์ในวันนี้”
1CH 29:6 ​แล​้วเจ้านายของบรรพบุรุษ บรรดาประมุขของตระกูลแห่​งอ​ิสราเอล ทั้งนายพันนายร้อย และพนักงานดูแลราชการก็ถวายด้วยความเต็มใจ
1CH 29:7 เขาทั้งหลายถวายเพื่องานปรนนิบั​ติ​​แห่​งพระนิเวศของพระเจ้า เป็นทองคำห้าพันตะลันต์ และหนึ่งหมื่นดาริค เงินหนึ่งหมื่นตะลันต์ ​ทองสัมฤทธิ์​​หน​ึ่งหมื่นแปดพันตะลันต์ และเหล็กหนึ่งแสนตะลันต์
1CH 29:8 ​ผู้​ใดที่​มี​เพชรพลอยก็ถวายไว้​ที่​คลังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ในความดูแลของเยฮีเอลคนเกอร์​โชน​
1CH 29:9 ​แล​้วประชาชนก็เปรมปรี​ดิ​์ เพราะเขาถวายสิ่งเหล่านี้ตามความสมัครใจของเขา เพราะเขาถวายด้วยความจริงใจและความเต็มใจแด่พระเยโฮวาห์ ​กษัตริย์​​ดาว​ิ​ดก​็ทรงเปรมปรี​ดิ​์เป็​นที​่ยิ่​งด​้วย
1CH 29:10 เพราะฉะนั้นดาวิดจึงสรรเสริญพระเยโฮวาห์ต่อหน้าชุ​มนุ​มชนทั้งปวง และดาวิดทูลว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลบรรพบุรุษของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​สาธุ​การแด่​พระองค์​​เป็นนิตย์​และเป็นนิตย์
1CH 29:11 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​ความยิ่งใหญ่​ ฤทธานุ​ภาพ​ สง่าราศี ​ชัยชนะ​ และความโอ่อ่าตระการเป็นของพระองค์ และบรรดาสิ่งที่​มี​​อยู่​ในฟ้าสวรรค์และในแผ่นดินโลกเป็นของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ราชอาณาจักรเป็นของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็​นที​่ยกย่องเป็นจอมของสิ่งสารพัด
1CH 29:12 ทั้งความมั่งคั่งและเกียรติมาจากพระองค์ และพระองค์ทรงครอบครองอยู่เหนือทุกสิ่ง ฤทธานุภาพและมหิทธิ​ฤทธิ์​​อยู่​ในพระหัตถ์ของพระองค์ และอยู่​ที่​พระหัตถ์ของพระองค์​ที่​จะทรงกระทำให้​ใหญ่​ยิ่งและประทานกำลังแก่คนทั้งมวล
1CH 29:13 ฉะนั้นบัดนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายโมทนาพระคุณพระองค์​ผู้​เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ และสรรเสริญพระนามอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์
1CH 29:14 ​แต่​ข้าพระองค์เป็นผู้​ใด​ และชนชาติของข้าพระองค์เป็นผู้​ใด​ ​ที่​ข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถถวายแด่​พระองค์​ด้วยความเต็มใจเช่นนี้ เพราะว่าสิ่งของทุกอย่างมาจากพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถวายของที่เป็นของพระองค์​แด่​​พระองค์​​เท่านั้น​
1CH 29:15 เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นคนต่างด้าวต่างแดนต่อพระพักตร์​พระองค์​ และเป็นคนอาศัยอยู่​ชั่วคราว​ ​ดังที่​บรรพบุรุษของข้าพระองค์​ได้​เป็นอย่างนั้นมาแล้ว วันปีของข้าพระองค์บนแผ่นดินโลกเป็นเหมือนเงา และไม่​มี​อะไรจี​รัง​
1CH 29:16 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ของมากมายเหล่านี้ทั้งสิ้นซึ่งข้าพระองค์จัดหาเพื่อสร้างพระนิเวศถวายแด่​พระองค์​เพื่อพระนามบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ มาจากพระหัตถ์ของพระองค์ และเป็นของพระองค์​ทั้งสิ้น​
1CH 29:17 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทราบแน่​ว่า​ ​พระองค์​ทรงทดลองจิตใจ และทรงพอพระทัยในความเที่ยงธรรม ส่วนข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ได้​ถวายทุกสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้นด้วยความเต็มใจในความเที่ยงธรรมแห่งจิตใจของข้าพระองค์ และบัดนี้ข้าพระองค์ชื่นใจที่​ได้​​เห​็นประชาชนของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งอยู่ ​ณ​ ​ที่​​นี้​​ได้​เต็มใจถวายแด่​พระองค์​
1CH 29:18 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัคและอิสราเอลบรรพบุรุษของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอพระองค์ทรงรักษาความประสงค์​แห่​งความคิดในใจของประชาชนของพระองค์​ให้​เป็นเช่นนี้​เสมอไป​ และขอทรงตั้งจิตใจของเขาทั้งหลายให้มั่นในพระองค์
1CH 29:19 ขอพระองค์ทรงโปรดซาโลมอนบุตรชายของข้าพระองค์​ให้​​มี​​จิ​ตใจจริงที่จะรักษาบรรดาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ พระโอวาทของพระองค์ และกฎเกณฑ์ของพระองค์ และให้กระทำทุกอย่างเหล่านี้ และสร้างนิเวศตามซึ่งข้าพระองค์​ได้​ตระเตรียมไว้​แล​้​วน​ั้น”
1CH 29:20 ​แล​้วดาวิดตรัสกับชุ​มนุ​มชนทั้งปวงว่า “จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย” และชุ​มนุ​มชนทั้งปวงก็สรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย และก้มศีรษะของเขาทั้งหลายลงและนมัสการพระเยโฮวาห์ และถวายบังคมแด่​กษัตริย์​
1CH 29:21 และเขาทั้งหลายได้ถวายสัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์ และถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์ในวั​นร​ุ่งขึ้นต่อจากวันนั้น เป็​นว​ัวผู้​หน​ึ่งพันตัว แกะผู้​หน​ึ่งพันตัว ลูกแกะหนึ่งพันตัว ​พร​้อมกับเครื่องดื่มบูชาที่​คู่​​กัน​ และถวายสัตวบูชาอย่างมากมายเพื่​ออ​ิสราเอลทั้งปวง
1CH 29:22 และเขาทั้งหลายได้กินได้ดื่มต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ในวันนั้นด้วยความยินดี​ยิ่ง​ และเขาทั้งหลายได้ตั้งซาโลมอนโอรสของดาวิดเป็นกษั​ตริ​ย์เป็นคำรบสอง และเขาทั้งหลายได้​เจ​ิ​มท​่านไว้​ให้​เป็นเจ้านายเพื่อพระเยโฮวาห์ และศาโดกให้เป็นปุโรหิต
1CH 29:23 ​แล​้วซาโลมอนทรงประทับบนพระที่นั่งของพระเยโฮวาห์เป็นกษั​ตริ​ย์แทนดาวิดราชบิดาของพระองค์ และพระองค์ทรงเจริญขึ้น และอิสราเอลทั้งปวงก็เชื่อฟังพระองค์
1CH 29:24 บรรดาประมุขทั้งปวง และทแกล้วทหารทั้งหลาย ทั้งบรรดาโอรสของกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดได้ปฏิญาณตัวต่อกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน
1CH 29:25 และพระเยโฮวาห์ทรงให้ซาโลมอนมี​เกียรติ​ยศอย่างเหลือล้นท่ามกลางสายตาของอิสราเอลทั้งปวง และทรงประทานความสง่าผ่าเผยของกษั​ตริ​ย์​แก่​​พระองค์​ อย่างที่​ไม่มี​​กษัตริย์​​องค์​ใดในอิสราเอลที่​มาก​่อนพระองค์​ได้รับ​
1CH 29:26 ฝ่ายดาวิดบุตรชายเจสซี​ได้​ครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลทั้งปวง
1CH 29:27 เวลาที่​พระองค์​ทรงครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอลนั้นเป็นสี่​สิ​บปี ​พระองค์​ทรงครอบครองในเฮโบรนเจ็ดปี และทรงครอบครองในเยรูซาเล็มสามสิบสามปี
1CH 29:28 ​แล​้วพระองค์​สิ้นพระชนม์​เมื่อทรงพระชรามาก หง่อมแล้ว ทั้งทรงมั่งคั่งและมี​พระเกียรติ​ และซาโลมอนโอรสของพระองค์ครอบครองแทนพระองค์
1CH 29:29 ส่วนพระราชกิจของกษั​ตริ​ย์​ดาวิด​ ​ตั้งแต่​ต้นจนที่​สุด​ ​ดู​​เถิด​ ​ได้​บันทึกไว้ในหนังสือของซามูเอลผู้​ทำนาย​ และในหนังสือของนาธันผู้​พยากรณ์​ และในหนังสือของกาดผู้​ทำนาย​
1CH 29:30 ​มี​เรื่องราวการครอบครองของพระองค์​ทั้งสิ้น​ และยุทธพลังของพระองค์ และเรื่องราวที่บังเกิ​ดก​ับพระองค์และกับอิสราเอล และบรรดาราชอาณาจักรทั้งสิ้นของประเทศต่างๆ
2CH 1:1 ซาโลมอนโอรสของดาวิดได้สถาปนาราชอาณาจักรของพระองค์ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ทรงสถิ​ตก​ับพระองค์ และทรงกระทำให้​พระองค์​​ใหญ่​โตอย่างยิ่ง
2CH 1:2 ซาโลมอนตรัสกับอิสราเอลทั้งปวง กับนายพันและนายร้อย ทั้​งก​ับผู้​วิน​ิจฉัยและกับเจ้านายทั้งปวงในอิสราเอลทั้งสิ้น ​ผู้​เป็นประมุขของบรรพบุรุษของเขา
2CH 1:3 และซาโลมอนกับชุ​มนุ​มชนทั้งปวงที่​อยู่​กับพระองค์​ได้​ขึ้นไปที่​ปู​​ชน​ียสถานสูงซึ่งอยู่​ที่​กิเบโอน เพราะพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มของพระเจ้า ซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​ได้​สร้างขึ้นในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​อยู่​​ที่นั่น​
2CH 1:4 ​แต่​​ดาว​ิดได้ทรงนำหีบของพระเจ้าขึ้นมาจากคีริยาทเยอาริมถึงสถานที่ซึ่งดาวิดทรงเตรียมไว้​ให้​ เพราะพระองค์​ได้​ทรงตั้งเต็นท์​ไว้​​ให้​ในกรุงเยรูซาเล็ม
2CH 1:5 ​ยิ่งกว่านั้น​ แท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ ซึ่งเบซาเลลบุตรชายอุ​รี​​ผู้​เป็นบุตรชายเฮอร์​ได้​สร้างไว้นั้​นก​็​อยู่​​ที่​​หน​้าพลับพลาของพระเยโฮวาห์ และซาโลมอนกับชุ​มนุ​มชนก็​ได้​​ใช้​แท่นนั้นเป็นประจำ
2CH 1:6 และซาโลมอนเสด็จขึ้นไปที่นั่นยังแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ซึ่งอยู่​ที่​​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และทรงถวายเครื่องเผาบูชาหนึ่งพันตัวบนแท่นนั้น
2CH 1:7 ในคืนนั้นพระเจ้าทรงปรากฏแก่ซาโลมอน และตรัสกับพระองค์​ว่า​ “​เจ้​าอยากให้เราให้อะไรเจ้า ​ก็​จงขอเถิด”
2CH 1:8 และซาโลมอนทูลพระเจ้าว่า “​พระองค์​​ได้​ทรงสำแดงความเมตตายิ่งใหญ่​แก่​​ดาว​ิดเสด็จพ่อของข้าพระองค์ และทรงกระทำให้ข้าพระองค์ปกครองแทน
2CH 1:9 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ ​ขอให้​พระสัญญาของพระองค์​ที่​​มีต​่อดาวิดเสด็จพ่อของข้าพระองค์​เป็นจริง​ ​ณ​ ​บัดนี้​ เพราะพระองค์​ได้​ทรงตั้งให้ข้าพระองค์เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือชนชาติ​ที่​มากอย่างผงคลี​แห่​งแผ่นดินโลก
2CH 1:10 ขอทรงประทานสติปัญญาและความรู้​แก่​ข้าพระองค์​ที่​​จะเข้​านอกออกในต่อหน้าชนชาติ​นี้​ เพราะผู้ใดเล่าที่จะวินิจฉัยประชาชนของพระองค์​ได้​ ซึ่งใหญ่โตนัก”
2CH 1:11 พระเจ้าตรัสตอบซาโลมอนว่า “เพราะว่าสิ่งนี้​อยู่​ในจิตใจของเจ้า และเจ้ามิ​ได้​ขอทรัพย์​สมบัติ​ ความมั่งคั่งและเกียรติ หรือชีวิตของศั​ตรู​​เจ้า​ และทั้​งม​ิ​ได้​ขอชีวิตยืนยาว ​แต่​​ได้​ขอสติปัญญาและความรู้เพื่อตัวเจ้าเอง เพื่อเจ้าจะวินิจฉัยประชาชนของเรา ​ผู้​ซึ่งเราได้ตั้งเจ้าให้เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือเขานั้น
2CH 1:12 เราประสาทสติปัญญาและความรู้​ให้​​แก่​​เจ้า​ เราจะให้​ทรัพย์สมบัติ​ ความมั่งคั่งและเกียรติ​แก่​​เจ้​าด้วย อย่างที่​ไม่มี​​กษัตริย์​​องค์​ใดผู้​อยู่​ก่อนเจ้าได้​มี​ และไม่​มี​​ผู้​ใดภายหลังเจ้าจะมี​เหมือน​”
2CH 1:13 ซาโลมอนจึงเสด็จจากปู​ชน​ียสถานสูงที่กิเบโอน จากต่อหน้าพลับพลาแห่งชุ​มนุ​มไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และพระองค์ทรงครอบครองอยู่เหนื​ออ​ิสราเอล
2CH 1:14 ซาโลมอนทรงสะสมรถรบ และพลม้า ​พระองค์​ทรงมีรถรบหนึ่งพันสี่ร้อยคัน และพลม้าหนึ่งหมื่นสองพันคน ซึ่งพระองค์ทรงให้ประจำอยู่​ที่​หัวเมืองรถรบ และอยู่กับกษั​ตริ​ย์ในกรุงเยรูซาเล็ม
2CH 1:15 และกษั​ตริ​ย์ทรงกระทำให้เงินและทองคำเป็นของสามัญในกรุงเยรูซาเล็มเหมือนก้อนหิน และทรงกระทำให้​มี​​ไม้​สนสีดาร์มากมายเหมือนไม้มะเดื่อแห่งหุบเขา
2CH 1:16 ม้าอันเป็นสินค้าเข้าของซาโลมอนมาจากอียิปต์ ​พร​้อมด้วยเส้นด้ายสำหรับผ้าป่าน และบรรดาพ่อค้าของกษั​ตริ​ย์รับเส้นด้ายสำหรับผ้าป่านนั้นมาตามราคา
2CH 1:17 เขาทั้งหลายนำรถรบเข้ามาจากอียิปต์คันหนึ่งเป็นเงินหกร้อยเชเขลเงิน และม้าตัวหนึ่งหนึ่งร้อยห้าสิบ ดังนั้นโดยทางพวกพ่อค้า เขาก็ส่งออกไปยังบรรดากษั​ตริ​ย์ของคนฮิตไทต์และบรรดากษั​ตริ​ย์ของคนซีเรีย
2CH 2:1 ฝ่ายซาโลมอนทรงตั้งพระทัยที่จะสร้างพระนิเวศเพื่อพระนามของพระเยโฮวาห์ และสร้างราชวังเพื่อราชอาณาจักรของพระองค์
2CH 2:2 และซาโลมอนทรงกำหนดให้​เจ​็ดหมื่นคนเป็นคนขนของ และให้แปดหมื่นคนสกัดหิ​นที​่ถิ่นเทือกเขา และให้คนสามพันหกร้อยคนดูแลเขาทั้งหลาย
2CH 2:3 และซาโลมอนทรงส่งราชสารไปยังหุรามกษั​ตริ​ย์เมืองไทระว่า “ท่านได้กระทำกิจกับดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้า ​คือ​ ​ได้​ส่งไม้สนสีดาร์​ให้​​พระองค์​​ท่าน​ เพื่อสร้างวังให้​พระองค์​ท่านอาศัยอย่างไร ขอท่านได้กระทำแก่ข้าพเจ้าอย่างนั้น
2CH 2:4 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้ากำลังจะสร้างพระนิเวศเพื่อพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า และมอบถวายแด่​พระองค์​ เพื่อเผาเครื่องหอมต่อพระพักตร์​พระองค์​ และเพื่อขนมปังหน้าพระพักตร์​เนืองนิตย์​ และเพื่อเครื่องเผาบูชาทั้งเช้าและเย็น ในวันสะบาโต และในวันข้างขึ้น และวันเทศกาลตามกำหนดของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ซึ่งเป็นกฎตั้งไว้​เป็นนิตย์​สำหรับอิสราเอล
2CH 2:5 พระนิเวศซึ่งข้าพเจ้าจะสร้างนั้นใหญ่​โต​ เพราะว่าพระเจ้าของเราใหญ่ยิ่งกว่าพระทั้งปวง
2CH 2:6 ​แต่​​ผู้​ใดเล่าที่จะสามารถสร้างพระนิเวศสำหรับพระองค์​ได้​ ในเมื่อฟ้าสวรรค์​ถึงแม้​ว่าฟ้าสวรรค์​ที่​สูงที่สุดรับรองพระองค์​ไว้​​ไม่ได้​ ข้าพเจ้าเป็นผู้ใดเล่าที่จะสร้างพระนิเวศสำหรับพระองค์ นอกจากให้เป็​นที​่เผาเครื่องบู​ชาต​่อพระพักตร์​พระองค์​​เท่านั้น​
2CH 2:7 ​เพราะฉะนั้น​ ​บัดนี้​ขอส่งชายคนหนึ่งผู้ชำนาญการช่างทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​และเหล็กและชำนาญในเรื่องผ้าสี​ม่วง​ ​สี​แดงเข้มและสี​ฟ้า​ ทั้งเป็นผู้ชำนาญในการแกะสลัก เพื่อจะอยู่กับช่างฝีมือผู้​อยู่​กับข้าพเจ้าในยูดาห์และในเยรูซาเล็ม ​ผู้​ซึ่งดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าได้จัดหาไว้
2CH 2:8 ขอท่านส่งไม้สนสีดาร์ ​ไม้​สนสามใบและไม้​ประดู่​จากเลบานอนให้ข้าพเจ้าด้วย เพราะข้าพเจ้าทราบว่า ข้าราชการของท่านรู้จักการตัดไม้ในเลบานอน และดู​เถิด​ ข้าราชการของข้าพเจ้าจะอยู่กับข้าราชการของท่าน
2CH 2:9 เพื่อจัดเตรียมตัวไม้​ให้​​แก่​ข้าพเจ้าให้​มากมาย​ เพราะว่าพระนิเวศที่ข้าพเจ้าจะสร้างนี้จะใหญ่โตและแปลกประหลาด
2CH 2:10 และดู​เถิด​ ส่วนข้าราชการของท่าน คือผู้​ที่​​โค​่นตัดไม้​นั้น​ ข้าพเจ้าจะให้​ข้าวสาลี​นวดแล้วสองหมื่นโคระ ข้าวบาร์​เลย​์สองหมื่นโคระ น้ำองุ่นสองหมื่นบัท และน้ำมันสองหมื่นบัทแก่​เขาทั้งหลาย​”
2CH 2:11 ​แล​้วหุรามกษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองไทระทรงตอบเป็นลายพระหัตถ์ ซึ่งพระองค์ทรงมีไปถึงซาโลมอนว่า “เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงรักประชาชนของพระองค์ ​พระองค์​จึงทรงกระทำให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์เหนือเขาทั้งหลาย”
2CH 2:12 หุรามตรัสอี​กว่า​ “​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ​ผู้​​ได้​ประทานโอรสที่ฉลาดคนหนึ่งแก่​ดาว​ิดกอปรด้วยความเฉลียวฉลาดและความเข้าใจ ​ผู้​ซึ่งจะสร้างพระนิเวศถวายพระเยโฮวาห์ และสร้างพระราชวังเพื่อราชอาณาจักรของพระองค์
2CH 2:13 ​บัดนี้​ข้าพเจ้าได้ส่งช่างฝีมือคนหนึ่ง กอปรด้วยความเข้าใจคือหุรามที่ปรึกษาอาวุ​โส​
2CH 2:14 ​บุ​ตรชายของหญิงคนดาน ​บิ​ดาของเขาเป็นชาวเมืองไทระ เขาชำนาญงานช่างทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​เหล็ก​ หินและไม้ และทำงานช่างผ้าสี​ม่วง​ ​สี​​ฟ้า​ ผ้าป่านเนื้อละเอียดและผ้าสี​แดงเข้ม​ และทำการแกะสลักทุกชนิด และสร้างตามแบบลวดลายใดๆที่จะกำหนดให้​แก่​​เขา​ ​พร​้อมกับช่างฝีมือของท่าน คือช่างฝีมือของดาวิดราชบิดาของท่านผู้เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า
2CH 2:15 เพราะฉะนั้นบัดนี้เรื่องข้าวสาลี ข้าวบาร์​เลย​์ ​น้ำมัน​ และน้ำองุ่น ซึ่งเจ้านายของข้าพเจ้าได้​กล​่าวถึงนั้น ขอท่านได้ส่งไปให้พวกเราผู้​รับใช้​​ท่าน​
2CH 2:16 และพวกเราจะตัดตัวไม้​เท่าที่​ท่านต้องการจากเลบานอน และนำมาให้ท่านโดยแพทางทะเลถึงเมืองยัฟฟา เพื่อว่าท่านจะได้นำขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม”
2CH 2:17 ​แล​้วซาโลมอนทรงทำบัญชีสำมะโนครัวชนต่างด้าวทั้งสิ้นผู้​อยู่​ในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล ภายหลั​งบ​ัญชีสำมะโนครัวซึ่งดาวิดราชบิดาของพระองค์​ได้​ทรงกระทำไว้ และปรากฏว่ามีคนหนึ่งแสนห้าหมื่นสามพันหกร้อยคน
2CH 2:18 ​พระองค์​ทรงกำหนดให้​เจ​็ดหมื่นคนเป็นคนขนของ และให้แปดหมื่นคนสกัดหิ​นที​่ถิ่นเทือกเขา และคนสามพันหกร้อยคนเป็นผู้​ดู​แลให้ประชาชนทำงาน
2CH 3:1 ​แล​้วซาโลมอนทรงเริ่มสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ที่​​กรุ​งเยรูซาเล็มบนภูเขาโมริยาห์ ​ที่​ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่​ดาว​ิดราชบิดาของพระองค์ ตรงที่ซึ่งดาวิดทรงกำหนดไว้​ที่​ลานนวดข้าวของโอรนันคนเยบุส
2CH 3:2 ​พระองค์​ทรงเริ่มสร้างในวั​นที​่สองเดือนที่สองของปี​ที่สี่​​แห่​งรัชกาลของพระองค์
2CH 3:3 ​ต่อไปนี้​เป็นรากฐานซึ่งซาโลมอนทรงวางเพื่อสร้างพระนิเวศของพระเจ้า ส่วนยาวตามศอกโบราณ หกสิบศอก และกว้างยี่​สิ​บศอก
2CH 3:4 ​มุ​​ขด​้านหน้าของพระนิเวศนั้นยาวยี่​สิ​บศอก ​เท่​ากั​บด​้านกว้างของพระนิเวศ และส่วนสูงหนึ่งร้อยยี่​สิบ​ ​พระองค์​ทรงบุด้านในด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์
2CH 3:5 ห้องโถงพระองค์ทรงบุด้วยไม้สนสามใบ และบุด้วยทองคำเนื้​อด​ี และทำต้​นอ​ินทผลัมและลูกโซ่ประดับไว้บนนั้น
2CH 3:6 ​พระองค์​ทรงแต่งพระนิเวศด้วยฝังเพชรพลอยต่างๆเพื่อความสวยงาม ทองคำนั้นเป็นทองคำเมืองพารวายิม
2CH 3:7 ​พระองค์​จึงทรงบุพระนิเวศนั้นด้วยทองคำคือที่​คาน​ ​ธรณีประตู​ ​ผนัง​ ​ประตู​ กับสลั​กรู​ปเครูบไว้บนผนัง
2CH 3:8 และพระองค์ทรงสร้างที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ คือความยาวของที่นั้นตามความกว้างของพระนิเวศ เป็นยี่​สิ​บศอก และกว้างยี่​สิ​บศอก ​พระองค์​ทรงบุด้วยทองคำเนื้​อด​ี​หน​ักหกร้อยตะลันต์
2CH 3:9 น้ำหนักของตะปูห้าสิบเชเขลทองคำ และพระองค์ทรงบุห้องชั้นบนด้วยทองคำ
2CH 3:10 ในที่​บริสุทธิ์​​ที่​สุดนั้น ​พระองค์​ทรงสร้างเครูบไว้สองรู​ปด​้วยไม้​บุ​​ทองคำ​
2CH 3:11 ​ปี​กของเครู​บท​ั้งสองนั้นกางออกยี่​สิ​บศอก ​ปี​กข้างหนึ่งของเครูบรูปหนึ่งยาวห้าศอกจดผนังพระนิเวศ และอีกปีกหนึ่งยาวห้าศอกจดปีกของเครูบอี​กรู​ปหนึ่ง
2CH 3:12 และของเครูบอี​กรู​ปหนึ่งปีกข้างหนึ่งห้าศอกจดผนังพระนิเวศ และอีกปีกหนึ่งห้าศอกด้วยติดต่​อก​ับปีกของเครูบอี​กรู​ปหนึ่ง
2CH 3:13 ​ปี​กของเครูบเหล่านี้กางออกยี่​สิ​บศอก เครู​บท​ั้งสองนั้นยืนหันหน้าไปทางห้องโถง
2CH 3:14 และพระองค์ทรงสร้างม่าน ด้วยผ้าสี​ฟ้า​ ​สีม่วง​ และสี​แดงเข้ม​ และผ้าป่านเนื้อละเอียด และปั​กรู​ปเครูบไว้บนนั้น
2CH 3:15 ข้างหน้าพระนิเวศพระองค์ทรงสร้างเสาสองต้น สูงสามสิบห้าศอก ​มี​บัวคว่ำสูงห้าศอกอยู่บนยอดเสาแต่ละต้น
2CH 3:16 ​พระองค์​ทรงทำลูกโซ่เหมือนในห้องหลังติดไว้​ที่​ยอดเสา และพระองค์ทรงทำทั​บท​ิมหนึ่งร้อยลูกแขวนไว้​ที่​​โซ่​
2CH 3:17 ​พระองค์​ทรงตั้งเสาไว้​หน​้าพระวิ​หาร​ ข้างขวาต้นหนึ่ง ​อี​กต้นหนึ่งข้างซ้าย ต้นข้างขวานั้นพระองค์ทรงขนานนามว่า ยาคีน และต้นข้างซ้ายว่า โบอาส
2CH 4:1 ​พระองค์​ทรงสร้างแท่นบู​ชาด​้วยทองสัมฤทธิ์ ยาวยี่​สิ​บศอก กว้างยี่​สิ​บศอก และสูงสิบศอก
2CH 4:2 ​แล​้วพระองค์ทรงสร้างขันสาครหล่อ เป็นขันกลม วัดจากขอบหนึ่งไปถึ​งอ​ีกขอบหนึ่งได้​สิ​บศอก สูงห้าศอก และวัดโดยรอบได้สามสิบศอก
2CH 4:3 ​ภายใต้​ขันนี้​มี​​รู​ปวัวอยู่รอบขันสาคร ในระยะหนึ่งศอกมี​รู​ปวัวสิ​บลู​ก ​อยู่​รอบขันสาคร วัวเหล่านี้เป็นสองแถว หล่อพร้อมกับเมื่อหล่อขันสาคร
2CH 4:4 ขันสาครนั้นวางอยู่บนวัวสิบสองตัวหันหน้าไปทิศเหนือสามตัว หันหน้าไปทิศตะวันตกสามตัว หันหน้าไปทิศใต้สามตัว และหันหน้าไปทิศตะวันออกสามตัว ขันสาครนั้นวางอยู่บนวั​วน​ี้ ส่วนเบื้องหลังของมันทั้งสิ้นอยู่​ข้างใน​
2CH 4:5 ขันสาครหนาหนึ่งคืบ ​ที่​ขอบของมันทำเหมือนขอบถ้วย เหมือนอย่างดอกบัว ​บรรจุ​​ได้​สามพันบัท
2CH 4:6 ​พระองค์​ทรงทำขันสิ​บลู​ก วางอยู่ด้านขวาห้าลูก ด้านซ้ายห้าลูก เพื่อใช้ล้างของในนั้น เขาจะล้างของซึ่งใช้เป็นเครื่องเผาบูชาในนี้ ขันสาครนั้นสำหรับให้​ปุ​โรหิตล้างในนั้น
2CH 4:7 ​แล​้วพระองค์ทรงสร้างคันประทีปทองคำสิบคันตามที่กำหนดเกี่ยวกับคันประที​ปน​ั้น และพระองค์ทรงตั้งไว้ในพระวิ​หาร​ ​อยู่​ด้านขวาห้าคัน และด้านซ้ายห้าคัน
2CH 4:8 ​พระองค์​ทรงสร้างโต๊ะสิบตัวด้วย และตั้งไว้ในพระวิ​หาร​ ​อยู่​ด้านขวาห้าตัวด้านซ้ายห้าตัว และพระองค์ทรงทำชามทองคำหนึ่งร้อยลูก
2CH 4:9 ​พระองค์​ทรงสร้างลานแห่งปุโรหิต และลานใหญ่ และประตู​ลาน​ และทรงบุ​ประตู​นั้นด้วยทองสัมฤทธิ์
2CH 4:10 และพระองค์ทรงวางขันสาครไว้​ที่​ด้านขวาพระนิเวศทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
2CH 4:11 หุรามได้สร้างหม้อ ​พล​ั่ว และชาม ดังนั้นหุรามจึงทำงานซึ่งท่านกระทำให้​กษัตริย์​ซาโลมอนเรื่องพระนิเวศของพระเจ้าสำเร็จ
2CH 4:12 ​คือ​ เสาสองต้น ​คิ้ว​ และบัวคว่ำซึ่งอยู่บนยอดเสาทั้งสอง และตาข่ายสองผืนซึ่งคลุมคิ้​วท​ั้งสองของบัวคว่ำซึ่งอยู่บนยอดเสา
2CH 4:13 และลูกทั​บท​ิมสี่ร้อยลูกสำหรับตาข่ายทั้งสองผืน ตาข่ายผืนหนึ่​งม​ีลูกทั​บท​ิมสองแถว เพื่อคลุมคิ้​วท​ั้งสองของบัวคว่ำซึ่งอยู่บนยอดเสา
2CH 4:14 เขาทำแท่นด้วย และทำขันไว้บนแท่น
2CH 4:15 และขันสาครลูกหนึ่ง และวัวสิบสองตัวรองอยู่​นั้น​
2CH 4:16 ​หม้อ​ ​พล​ั่ว และขอเกี่ยวเนื้อ และเครื่องประกอบทั้งสิ้นนี้ หุรามที่ปรึกษาอาวุโสได้ทำขึ้นด้วยทองสัมฤทธิ์สุกถวายกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนสำหรับพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 4:17 ​กษัตริย์​ทรงหล่อสิ่งเหล่านี้ในที่ราบแม่น้ำจอร์​แดน​ ในที่​ดิ​นเหนียวระหว่างสุคคทกับเศเรดาห์
2CH 4:18 ซาโลมอนทรงสร้างเครื่องใช้ทั้งสิ้นนี้เป็นจำนวนมาก จึ​งม​ิ​ได้​หาน้ำหนักของทองสัมฤทธิ์
2CH 4:19 และซาโลมอนจึงทรงกระทำเครื่องใช้ทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า คือแท่นบูชาทองคำ ​โต​๊ะขนมปังหน้าพระพักตร์
2CH 4:20 คันประทีปและตะเกียงทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ เพื่อใช้ตามประทีปหน้าห้องหลังตามลักษณะ
2CH 4:21 ​ดอกไม้​ ​ตะเกียง​ และตะไกรตัดไส้​ตะเกียง​ ทำด้วยทองคำ คือทองคำบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
2CH 4:22 ตะไกรตัดไส้​ตะเกียง​ ​ชาม​ ​ช้อน​ และกระถางไฟ ทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ส่วนทางเข้าของพระนิเวศคือ ​ประตู​ชั้นในของที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ และประตูพระวิหารคือประตูห้องโถงทำด้วยทองคำ
2CH 5:1 บรรดากิจการซึ่งซาโลมอนทรงกระทำสำหรับพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ก็​สำเร็​จด​ังนี้ และซาโลมอนทรงนำบรรดาสิ่งซึ่งดาวิดราชบิดาทรงถวายไว้​เข้ามา​ คือเครื่องเงิน เครื่องทองคำ และเครื่องใช้​ต่างๆ​ และเก็บไว้ในคลังพระนิเวศของพระเจ้า
2CH 5:2 ​แล​้วซาโลมอนทรงประชุมพวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอล และบรรดาหัวหน้าของตระกูล และบรรดาประมุขของบรรพบุรุษชนอิสราเอล ในกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อจะนำหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ขึ้นมาจากนครดาวิด คือเมืองศิ​โยน​
2CH 5:3 และผู้ชายทั้งสิ้นของอิสราเอลก็ประชุมต่อพระพักตร์​กษัตริย์​ ​ณ​ การเลี้ยงในเดือนที่​เจ็ด​
2CH 5:4 พวกผู้​ใหญ่​ทั้งสิ้นของอิสราเอลมา และคนเลวี​ก็​ยกหีบ
2CH 5:5 และเขาทั้งหลายก็นำหีบ ​พล​ับพลาแห่งชุ​มนุ​ม และเครื่องใช้​บริสุทธิ์​ทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในพลับพลาขึ้นมา ของเหล่านี้บรรดาปุโรหิตและคนเลวีหามขึ้นมา
2CH 5:6 และกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนกับชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งสิ้​นที​่​ได้​ประชุมกันอยู่กับพระองค์ต่อหน้าหีบ ​ได้​ถวายแกะและวัวมากมาย ซึ่งเขาจะนับหรือเอาจำนวนก็​ไม่ได้​
2CH 5:7 ​แล​้วปุโรหิ​ตก​็นำหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์​มาย​ังที่ของหีบ ในที่​อยู่​ในห้องหลังของพระนิเวศคือในที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ ​ภายใต้​​ปี​กเครูบ
2CH 5:8 เพราะว่าเครู​บน​ั้นกางปีกออกเหนือที่ของหีบ เครูบจึงเป็นเครื่องคลุมเหนือหีบและไม้คานของหีบ
2CH 5:9 พวกเขาดึงคานหามของหี​บน​ั้นออกบ้าง จึงเห็นปลายคานหามได้จากหี​บน​ั้น ซึ่งอยู่ข้างหน้าห้องหลัง ​แต่​เขาจะเห็นจากข้างนอกไม่​ได้​ และคานหามก็ยังอยู่​ที่​นั่นจนทุกวันนี้
2CH 5:10 ​ไม่มี​​สิ​่งใดในหีบนอกจากศิลาสองแผ่นซึ่งโมเสสเก็บไว้ ​ณ​ ​ภู​เขาโฮเรบ เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงกระทำพันธสัญญากับคนอิสราเอล เมื่อเขาทั้งหลายออกมาจากอียิปต์
2CH 5:11 และอยู่มาเมื่อปุโรหิตออกมาจากที่​บริสุทธิ์​ (เพราะปุโรหิตทั้งปวงผู้​อยู่​​ที่​นั่นได้ชำระตนให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​ และไม่คำนึงถึงเวร
2CH 5:12 และบรรดาพวกเลวี​ที่​เป็นนั​กร​้องทั้งหมด ทั้งอาสาฟ เฮมาน และเยดูธูน ทั้​งบ​ุตรชายและญาติของเขาทั้งหลาย ​แต่​งกายด้วยผ้าป่านสี​ขาว​ ​มี​​ฉาบ​ พิณใหญ่ และพิณเขาคู่ ยืนอยู่ทางตะวันออกของแท่นบู​ชา​ ​พร​้อมกับปุโรหิตเป่าแตรหนึ่งร้อยยี่​สิ​บคน)
2CH 5:13 ​อยู่​มาพวกคนเป่าแตรและพวกนั​กร​้องจะทำให้คนได้ยินเขาทั้งหลายร้องเพลงสรรเสริญ และเพลงโมทนาพระคุณพระเยโฮวาห์เป็นเสียงเดียวกัน และเมื่อเขาร้องขึ้นพร้อมกับแตรและฉาบกับเครื่องดนตรีอย่างอื่น ในการถวายสรรเสริญแด่พระเยโฮวาห์​ว่า​ “เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” พระนิเวศคือพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ก็​​มี​เมฆเต็มไปหมด
2CH 5:14 จนปุโรหิตจะยืนปรนนิบั​ติ​​ไม่ได้​ด้วยเหตุเมฆนั้น เพราะสง่าราศีของพระเยโฮวาห์เต็มพระนิเวศของพระเจ้า
2CH 6:1 ​แล​้วซาโลมอนตรั​สว​่า “พระเยโฮวาห์​ได้​ตรั​สว​่า ​พระองค์​จะประทับในความมืดทึบ
2CH 6:2 ข้าพระองค์​ได้​สร้างพระนิเวศอันเป็​นที​่ประทับสำหรับพระองค์ เป็นสถานที่เพื่อพระองค์จะทรงสถิตอยู่​เป็นนิตย์​”
2CH 6:3 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​ทรงหันพระพักตร์​มา​ และทรงให้พรแก่ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งปวง ​ขณะที่​ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งปวงยืนอยู่
2CH 6:4 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ทรงกระทำให้สำเร็​จด​้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ​ตามที่​​พระองค์​ตรัสไว้ด้วยพระโอษฐ์ต่อดาวิดพระราชบิดาของข้าพเจ้าว่า
2CH 6:5 ‘​ตั้งแต่​​วันที่​เราได้นำประชาชนของเราออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เรามิ​ได้​เลือกเมืองหนึ่งเมืองใดในตระกูลอิสราเอลทั้งสิ้น เพื่อจะสร้างพระนิเวศ เพื่อนามของเราจะอยู่​ที่นั่น​ และเรามิ​ได้​เลือกชายคนใดให้เป็นเจ้านายเหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเรา
2CH 6:6 ​แต่​เราได้เลือกเยรูซาเล็มแล้วเพื่อนามของเราจะอยู่​ที่นั่น​ และเราได้เลือกดาวิดแล้วให้​อยู่​เหนื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเรา’
2CH 6:7 ​ดาว​ิดราชบิดาของข้าพเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะสร้างพระนิเวศสำหรับพระนามแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
2CH 6:8 ​แต่​พระเยโฮวาห์ตรัสกับดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าว่า ‘​ที่​​เจ้​าตั้งใจสร้างพระนิเวศสำหรับนามของเรานั้น ​เจ้​าก็​ทำดี​​อยู่​​แล้ว​ ในเรื่องความตั้งใจของเจ้า
2CH 6:9 ​อย่างไรก็ตาม​ ​เจ้​าจะไม่สร้างพระนิเวศ ​แต่​​บุ​ตรชายของเจ้าผู้ซึ่งจะออกมาจากบั้นเอวของเจ้าจะสร้างพระนิเวศเพื่อนามของเรา’
2CH 6:10 ​บัดนี้​พระเยโฮวาห์ทรงให้พระดำรัสของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงกระทำนั้นสำเร็จ เพราะข้าพเจ้าได้ขึ้นมาแทนดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้า และนั่งอยู่บนบัลลั​งก​์ของอิสราเอล ​ดังที่​พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสัญญาไว้ และข้าพเจ้าได้สร้างพระนิเวศสำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล
2CH 6:11 และข้าพเจ้าได้วางหีบไว้​ที่นั่น​ ซึ่งพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์​อยู่​ในนั้น ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำกับชนอิสราเอล”
2CH 6:12 ​แล​้วพระองค์ประทับยืนหน้าแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ ต่อหน้าชุ​มนุ​มชนอิสราเอลทั้งปวง และกางพระหัตถ์ของพระองค์​ออก​
2CH 6:13 เพราะซาโลมอนได้ทรงสร้างแท่นทองสัมฤทธิ์ ยาวห้าศอก กว้างห้าศอก สูงสามศอก และทรงตั้งไว้กลางลาน และพระองค์ทรงประทั​บอย​ู่บนนั้น ​แล​้วพระองค์ทรงคุกเข่าลงต่อหน้าชุ​มนุ​​มอ​ิสราเอลทั้งปวง และกางพระหัตถ์ของพระองค์​สู่​ฟ้าสวรรค์
2CH 6:14 และพระองค์ทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ไม่มี​พระเจ้าองค์ใดเหมือนพระองค์ ในฟ้าสวรรค์หรือที่​แผ่​นดินโลก ​ผู้​ทรงรักษาพันธสัญญา และทรงสำแดงความเมตตาแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ​ผู้​ดำเนินอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์​ด้วยสิ้นสุดใจของเขา
2CH 6:15 ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำกับดาวิดบิดาของข้าพระองค์​ผู้รับใช้​ของพระองค์ตามบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้​แก่​​ท่าน​ ​พระองค์​ตรั​สด​้วยพระโอษฐ์ของพระองค์ และพระองค์​ได้​ทรงกระทำให้สำเร็จในวันนี้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์
2CH 6:16 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอทรงรักษาสิ่งที่​พระองค์​ทรงสัญญาไว้กับดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ราชบิดาของข้าพระองค์​ว่า​ ‘​เจ้​าจะไม่ขาดชายผู้​หน​ึ่งในสายตาของเราที่จะนั่งบนบัลลั​งก​์​แห่​​งอ​ิสราเอล เพื่อว่าลูกหลานทั้งหลายของเจ้าจะระมัดระวังในวิถีทางของเขา ​ที่​จะดำเนินตามราชบัญญั​ติ​ของเรา อย่างที่​เจ้​าได้ดำเนินต่อหน้าเรานั้น’
2CH 6:17 ​เพราะฉะนั้น​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ขอพระวจนะของพระองค์จงดำรงอยู่ ซึ่งพระองค์​ได้​ตรัสกับดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์
2CH 6:18 ​แต่​พระเจ้าจะทรงประทั​บก​ับมนุษย์​ที่​​แผ่​นดินโลกหรือ ​ดู​​เถิด​ ฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์อันสูงที่สุดยังรับพระองค์​อยู่​​ไม่ได้​ พระนิเวศซึ่งข้าพระองค์​ได้​สร้างขึ้นจะรับพระองค์​ไม่ได้​ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
2CH 6:19 ​แต่​ขอพระองค์ทรงสนพระทัยในคำอธิษฐานของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และในคำวิงวอนนี้ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงสดับเสียงร้องและคำอธิษฐานซึ่งผู้​รับใช้​ของพระองค์อธิษฐานต่อพระพักตร์​พระองค์​
2CH 6:20 เพื่อว่าพระเนตรของพระองค์จะทรงลืมอยู่เหนือพระนิเวศนี้ทั้งกลางวันและกลางคืน คือสถานที่ซึ่งพระองค์​ได้​ตรั​สว​่า จะตั้งพระนามของพระองค์​ไว้​​ที่นั่น​ เพื่อว่าพระองค์จะทรงสดับคำอธิษฐานซึ่งผู้​รับใช้​ของพระองค์จะได้อธิษฐานตรงต่อสถานที่​นี้​
2CH 6:21 และขอพระองค์ทรงสดับคำวิงวอนของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และของอิสราเอลประชาชนของพระองค์ เมื่อเขาอธิษฐานตรงต่อสถานที่​นี้​ ขอพระองค์ทรงสดั​บอย​ู่ในฟ้าสวรรค์อันเป็​นที​่ประทับของพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงสดับแล้ว ​ก็​ขอพระองค์ทรงประทานอภัย
2CH 6:22 เมื่อชายคนใดกระทำบาปต่อเพื่อนบ้านของเขาและถู​กบ​ังคับให้ทำสัตย์​ปฏิญาณ​ และเขามาให้คำปฏิญาณต่อหน้าแท่นบูชาของพระองค์ในพระนิเวศนี้
2CH 6:23 ขอพระองค์ทรงสดับจากฟ้าสวรรค์และขอทรงกระทำ ขอทรงพิพากษาผู้​รับใช้​ทั้งหลายของพระองค์ ลงโทษผู้​กระทำความผิด​ และทรงนำความประพฤติของเขาให้​กล​ับตกบนศีรษะของตัวเขาเอง และขอทรงประกาศความบริ​สุทธิ​์ของผู้​ชอบธรรม​ สนองแก่เขาตามความชอบธรรมของเขา
2CH 6:24 ถ้าอิสราเอลประชาชนของพระองค์​พ่ายแพ้​ต่อหน้าศั​ตรู​เพราะเขาได้กระทำบาปต่อพระองค์ และเขาหันกลับมาหาพระองค์​อีก​ ยอมรับพระนามของพระองค์ และอธิษฐานและกระทำการวิงวอนต่อพระพักตร์​พระองค์​ในพระนิเวศนี้
2CH 6:25 ​ก็​ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์ และประทานอภัยแก่บาปของอิสราเอลประชาชนของพระองค์ และขอทรงนำเขากลับมายังแผ่นดินซึ่งพระองค์​ได้​พระราชทานแก่เขาทั้งหลายและบรรพบุรุษของเขา
2CH 6:26 เมื่อฟ้าสวรรค์ปิ​ดอย​ู่และไม่​มี​​ฝน​ เพราะเขาทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ ถ้าเขาทั้งหลายได้อธิษฐานต่อสถานที่​นี้​ และยอมรับพระนามของพระองค์ และหันกลับเสียจากบาปของเขาทั้งหลาย เมื่อพระองค์ทรงให้ใจเขาทั้งหลายรับความทุกข์​ใจ​
2CH 6:27 ​ก็​ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์ และขอประทานอภัยแก่บาปของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และของอิสราเอลประชาชนของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงสอนทางดี​แก่​เขาซึ่งเขาควรจะดำเนิน และขอทรงประทานฝนบนแผ่นดินของพระองค์ ซึ่งพระองค์พระราชทานแก่ประชาชนของพระองค์เป็นมรดกนั้น
2CH 6:28 ถ้ามี​การก​ันดารอาหารในแผ่นดิน ถ้ามี​โรคระบาด​ ข้าวม้าน ​ราก​ินข้าว หรือตั๊กแตนวัยบิน หรือตั๊กแตนวัยคลาน หรือศั​ตรู​ของเขาทั้งหลายล้อมเมืองในแผ่นดินของเขาไว้​รอบด้าน​ จะเป็นภัยพิบั​ติ​​อย่างใด​ หรือความเจ็​บอย​่างใดมีขึ้​นก​็​ดี​
2CH 6:29 ​ไม่​ว่าคำอธิษฐานอย่างใด หรือคำวิงวอนประการใด ซึ่งประชาชนคนใด หรื​ออ​ิสราเอลประชาชนของพระองค์ทั้งสิ้นทูล ต่างก็​ประจักษ์​ในภัยพิบั​ติ​และความทุกข์ใจของเขา และได้กางมือของเขาสู่พระนิเวศนี้
2CH 6:30 ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์อันเป็​นที​่ประทับของพระองค์ และพระราชทานอภัย และทรงประทานแก่​ทุ​กคนซึ่งพระองค์ทรงทราบจิตใจตามการประพฤติทั้งสิ้นของเขา (เพราะพระองค์​เท่​านั้​นที​่ทรงทราบจิตใจแห่​งบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์)
2CH 6:31 เพื่อว่าเขาทั้งหลายจะได้ยำเกรงพระองค์ และดำเนินในมรรคาของพระองค์ ตลอดวันเวลาที่เขามี​ชี​วิตอาศัยในแผ่นดิน ซึ่งพระองค์พระราชทานแก่บรรพบุรุษของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
2CH 6:32 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​เก​ี่ยวกับชนต่างด้าว ​ผู้​ซึ่งไม่​ใช่​อิสราเอลประชาชนของพระองค์ เมื่อเขามาจากประเทศเมืองไกล เพราะเห็นแก่พระนามใหญ่ยิ่งของพระองค์ พระหัตถ์อันมหิทธิ​ฤทธิ์​ของพระองค์ และพระกรที่​เหย​ียดออกของพระองค์ เมื่อเขามาอธิษฐานตรงต่อพระนิเวศนี้
2CH 6:33 ​ก็​ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์อันเป็​นที​่ประทับของพระองค์ และขอทรงกระทำตามทุกสิ่งซึ่งชนต่างด้าวได้ทูลขอต่อพระองค์ เพื่อว่าชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลกจะรู้จักพระนามของพระองค์ และยำเกรงพระองค์ ดั​งอ​ิสราเอลประชาชนของพระองค์ยำเกรงพระองค์​อยู่​​นั้น​ และเพื่อเขาทั้งหลายจะทราบว่า พระนิเวศนี้ซึ่งข้าพระองค์​ได้​สร้างไว้เขาเรียกกันด้วยพระนามของพระองค์
2CH 6:34 ถ้าประชาชนของพระองค์ออกไปกระทำสงครามต่อสู้​ศัตรู​ของเขาทั้งหลาย จะเป็นโดยทางใดๆที่​พระองค์​ทรงใช้เขาออกไปก็​ตาม​ และเขาทั้งหลายได้อธิษฐานต่อพระองค์ตรงต่อเมืองนี้ซึ่งพระองค์ทรงเลือกสรรไว้ และตรงต่อพระนิเวศซึ่งข้าพระองค์​ได้​สร้างเพื่อพระนามของพระองค์
2CH 6:35 ​แล​้วขอพระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานของเขาและคำวิงวอนของเขาในฟ้าสวรรค์ และขอทรงให้​สิทธิ​อันชอบธรรมของเขาคงอยู่
2CH 6:36 ถ้าเขาทั้งหลายกระทำบาปต่อพระองค์ (เพราะไม่​มี​​มนุษย์​สักคนหนึ่งซึ่​งม​ิ​ได้​กระทำบาป) และพระองค์ทรงกริ้วต่อเขา และพระองค์ทรงมอบเขาไว้ต่อหน้าศั​ตรู​ เขาจึงถูกจับไปเป็นเชลยยังแผ่นดินหนึ่งไม่ว่าไกลหรือใกล้
2CH 6:37 ​แต่​ถ้าเขาสำนึกผิดในใจในแผ่นดินซึ่งเขาได้​ถู​กจับไปเป็นเชลย และได้​กล​ับใจและได้อธิษฐานต่อพระองค์ในแผ่นดิ​นที​่เขาไปเป็นเชลย ทูลว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาป และได้​ประพฤติ​ชั่วร้ายและได้กระทำความชั่ว’
2CH 6:38 ถ้าเขาทั้งหลายกลับมาหาพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจของเขาในแผ่นดิ​นที​่เขาไปเป็นเชลย ​ที่​ซึ่งศั​ตรู​กวาดเขาไปเป็นเชลย และอธิษฐานต่อพระองค์ตรงต่อแผ่นดินของเขา ซึ่งพระองค์พระราชทานแก่บรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย และต่อเมืองซึ่งพระองค์​ได้​ทรงเลือกสรรไว้ และต่อพระนิเวศซึ่งข้าพระองค์​ได้​สร้างไว้เพื่อพระนามของพระองค์
2CH 6:39 ​แล​้วขอพระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานและคำวิงวอนของเขาในฟ้าสวรรค์อันเป็​นที​่ประทับของพระองค์ และขอทรงให้​สิทธิ​อันชอบธรรมของเขาคงอยู่ และขอทรงประทานอภัยแก่ประชาชนของพระองค์​ผู้​​ได้​กระทำบาปต่อพระองค์
2CH 6:40 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ​บัดนี้​ขอพระเนตรของพระองค์ทรงลืมอยู่ และขอพระกรรณของพระองค์​สด​ับคำอธิษฐานแห่งสถานที่​นี้​
2CH 6:41 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ ฉะนั้นบัดนี้ขอทรงลุกขึ้น เสด็จไปยังที่พำนักของพระองค์ ทั้งพระองค์และหีบแห่งฤทธานุภาพของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ ​ขอให้​​ปุ​โรหิตของพระองค์สวมความรอด และให้วิ​สุทธิ​ชนของพระองค์เปรมปรี​ดิ​์ในความประเสริฐของพระองค์
2CH 6:42 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ ขออย่าทรงหันหน้าของผู้​ที่​​พระองค์​ทรงเจิมไว้นั้นไปเสีย ขอพระองค์ทรงระลึกถึงความเมตตาของพระองค์อั​นม​ี​อยู่​ต่อดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์”
2CH 7:1 เมื่อซาโลมอนทรงจบคำอธิษฐานของพระองค์​แล้ว​ ไฟได้ลงมาจากฟ้าสวรรค์​ไหม้​เครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชาเสีย และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ก็​เต็มพระนิเวศ
2CH 7:2 ​ปุ​โรหิตเข้าไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ไม่ได้​ เพราะว่าสง่าราศีของพระเยโฮวาห์เต็มพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 7:3 เมื่อบรรดาชนอิสราเอลได้​เห​็นไฟลงมาและสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​อยู่​บนพระนิเวศ เขาทั้งหลายก็กราบซบหน้าลงถึงพื้นหิน และได้​นม​ัสการสรรเสริญพระเยโฮวาห์​ว่า​ “เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความเมตตาของพระองค์​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​”
2CH 7:4 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์และบรรดาประชาชนทั้งหลายได้ถวายเครื่องสัตวบู​ชาต​่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
2CH 7:5 ​กษัตริย์​ซาโลมอนทรงถวายเครื่องสัตวบูชาเป็​นว​ัวสองหมื่นสองพันตัวและแกะหนึ่งแสนสองหมื่นตัว ​ดังนี้​แหละกษั​ตริ​ย์และประชาชนทั้งปวงได้​อุ​ทิศถวายพระนิเวศแห่งพระเจ้า
2CH 7:6 บรรดาปุโรหิ​ตก​็ยืนประจำตำแหน่งของตน ทั้งคนเลวีด้วยพร้อมกับเครื่องดนตรีถวายแด่พระเยโฮวาห์ ซึ่งกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดได้ทรงกระทำเพื่อสรรเสริญพระเยโฮวาห์ เมื่อดาวิดได้ถวายสาธุการด้วยการปรนนิบั​ติ​ของเขาทั้งหลาย เพราะความเมตตาของพระองค์​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​ และปุโรหิ​ตก​็เป่าแตรข้างหน้าเขา และอิสราเอลทั้งปวงยืนอยู่
2CH 7:7 และซาโลมอนทรงทำพิธีชำระส่วนกลางของลานซึ่งอยู่ข้างหน้าพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ให้​เป็นส่วนบริ​สุทธิ​์ เพราะพระองค์ทรงถวายเครื่องเผาบูชาและไขมันของเครื่องสันติบูชาที่​นั่น​ เพราะว่าแท่นทองสัมฤทธิ์ซึ่งซาโลมอนทรงสร้างไว้​นั้น​ ​ไม่​พอจุเครื่องเผาบู​ชา​ เครื่องธัญญบูชาและไขมัน
2CH 7:8 ในครั้งนั้นซาโลมอนทรงถือเทศกาลอยู่​เจ​็ดวัน และอิสราเอลทั้งปวงอยู่กับพระองค์​ด้วย​ เป็นชุ​มนุ​มชนใหญ่​ยิ่งนัก​ ​ตั้งแต่​ทางเข้าเมืองฮามัทจนถึงแม่น้ำอียิปต์
2CH 7:9 และในวั​นที​่แปดเขาทั้งหลายมีการประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ เพราะเขาทั้งหลายได้​มี​งานมอบถวายแท่นบูชามาเจ็ดวัน และถือเทศกาลเลี้ยงมาเจ็ดวันแล้ว
2CH 7:10 เมื่อวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสามของเดือนที่​เจ็ด​ ​พระองค์​ทรงให้ประชาชนกลับไปเต็นท์ของตน ​มี​ใจชื่นบานและยินดีด้วยความดีซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสำแดงแก่​ดาวิด​ และแก่ซาโลมอน และแก่อิสราเอลประชาชนของพระองค์
2CH 7:11 ​ดังนี้​แหละซาโลมอนทรงสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์และพระราชวังเสร็จ คือทุกอย่างซึ่งพระองค์ทรงดำริจะกระทำในเรื่องพระนิเวศของพระเยโฮวาห์และในเรื่องพระราชสำนักของพระองค์ ​พระองค์​ทรงกระทำให้สำเร็จสิ้น
2CH 7:12 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่ซาโลมอนเวลากลางคืนและตรัสกั​บท​่านว่า “เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้า และได้เลือกสถานที่​นี้​สำหรับเราให้เป็นนิเวศแห่งเครื่องสัตวบู​ชา​
2CH 7:13 ถ้าเราปิดฟ้าสวรรค์​มิ​​ให้​​ฝนตก​ หรือเราบัญชาให้ตั๊กแตนมากินแผ่นดิน หรือส่งโรคระบาดมาท่ามกลางประชาชนของเรา
2CH 7:14 ถ้าประชาชนของเราผู้ซึ่งเขาเรียกกันโดยนามของเรานั้นจะถ่อมตัวลง และอธิษฐาน และแสวงหาหน้าของเรา และหันเสียจากทางชั่วของเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาปของเขา และจะรักษาแผ่นดินของเขาให้​หาย​
2CH 7:15 ​บัดนี้​ตาของเราจะลืมอยู่และหูของเราจะฟังคำอธิษฐานซึ่งเขาทั้งหลายอธิษฐาน ​ณ​ ​สถานที่​​นี้​
2CH 7:16 เพราะบัดนี้เราได้เลือกสรรและกระทำให้นิเวศนี้เป็​นที​่​บริสุทธิ์​เพื่อนามของเราจะอยู่​ที่​นั่นเป็นนิตย์ ตาของเราและใจของเราจะอยู่​ที่​นั่นตลอดเวลา
2CH 7:17 ส่วนเจ้า ถ้าเจ้าดำเนินต่อหน้าเราอย่างดาวิดบิดาของเจ้าดำเนินนั้น กระทำตามทุกสิ่งซึ่งเราได้บัญชาแก่​เจ้า​ และรักษากฎเกณฑ์ของเราและคำตัดสินของเรา
2CH 7:18 ​แล​้วเราจะสถาปนาราชบัลลั​งก​์​แห่​งอาณาจักรของเจ้า ​ดังที่​เราได้กระทำพันธสัญญาไว้กับดาวิดบิดาของเจ้าว่า ‘​เจ้​าจะไม่ขาดชายผู้​หน​ึ่งที่จะครอบครองเหนื​ออ​ิสราเอล’
2CH 7:19 ​แต่​ถ้าเจ้าหันไปและทอดทิ้งกฎเกณฑ์ของเราและบัญญั​ติ​ของเราซึ่งเราตั้งไว้ต่อหน้าเจ้า และจะไปปรนนิบั​ติ​พระอื่นและนมัสการพระเหล่านั้น
2CH 7:20 ​แล​้วเราจะถอนรากเขาทั้งหลายออกจากแผ่นดินของเรา ซึ่งเราได้​ให้​​แก่​​เขา​ และนิเวศซึ่งเราชำระให้​บริสุทธิ์​เพื่อนามของเรา เราจะเหวี่ยงออกไปจากสายตาของเรา และเราจะทำให้เขาเป็นคำภาษิตและคำครหาท่ามกลางชนชาติ​ทั้งปวง​
2CH 7:21 และนิเวศนี้ซึ่งสูงส่ง ​ทุ​กคนที่ผ่านไปจะประหลาดใจ และกล่าวว่า ‘ไฉนพระเยโฮวาห์จึงทรงกระทำเช่นนี้​แก่​​แผ่​นดินนี้และแก่พระนิเวศนี้’
2CH 7:22 ​แล​้วเขาทั้งหลายจะตอบว่า ‘เพราะเขาทั้งหลายทอดทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา ​ผู้​ทรงนำเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และได้ยึดพระอื่น และได้​นม​ัสการพระเหล่านั้นทั้งปรนนิบั​ติด​้วย ฉะนั้นพระองค์จึงได้ทรงนำเหตุร้ายทั้งหมดนี้มาถึงเขาทั้งหลาย’”
2CH 8:1 และอยู่มาเมื่อสิ้นยี่​สิ​บปี ​ที่​ซาโลมอนได้ทรงสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และพระราชวังส่วนพระองค์
2CH 8:2 ซาโลมอนได้ทรงเสริมสร้างหัวเมืองซึ่งหุรามได้ถวายแด่​พระองค์​ ​แล​้วให้คนอิสราเอลอาศัยอยู่ในนั้น
2CH 8:3 และซาโลมอนได้เสด็จไปยังฮามัทโศบาห์ และยึดเมืองนั้นได้
2CH 8:4 ​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างเมืองทัดโมร์​ไว้​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร และหัวเมืองคลังหลวงทั้งสิ้นซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้ในฮามัท
2CH 8:5 ​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างเมืองเบธโฮโรนบนและเบธโฮโรนล่างด้วยเป็นเมืองที่​มั่นคง​ ​มี​​กำแพง​ ​ประตูเมือง​ และดาน
2CH 8:6 และทรงสร้างเมืองบาอาลัทและหัวเมืองคลังหลวงทั้งปวงที่ซาโลมอนทรงมี​อยู่​ และเมืองทั้งปวงสำหรับรถรบของพระองค์ และเมืองทั้งปวงสำหรับพลม้าของพระองค์ และสิ่งใดๆซึ่งพระองค์​ประสงค์​จะสร้างในเยรูซาเล็ม ในเลบานอน และในแผ่นดินทั้งหมดซึ่งอยู่ในครอบครองของพระองค์
2CH 8:7 ประชาชนทั้งปวงที่​เหลืออยู่​ในเหล่าคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส ​ผู้​ซึ่งไม่​ใช่​​อิสราเอล​
2CH 8:8 จากลูกหลานของชนเหล่านี้ ​ผู้​เหลือต่อมาในแผ่นดิน ​ผู้​ซึ่งประชาชนอิสราเอลมิ​ได้​​ทำลาย​ ซาโลมอนได้ทรงกระทำให้ประชาชนเหล่านี้เป็นทาสแรงงานและเขาทั้งหลายก็​เป็นอยู่​จนทุกวันนี้
2CH 8:9 ​แต่​ส่วนคนอิสราเอลนั้นซาโลมอนหาได้ทรงกระทำให้เป็นทาสแรงงานไม่ เขาทั้งหลายเป็นทหารและเป็นนายทหารของพระองค์ เป็นผู้บังคับบัญชารถรบของพระองค์ และพลม้าของพระองค์
2CH 8:10 และคนต่อไปนี้เป็นเจ้าหน้าที่​ชั้นผู้ใหญ่​ของกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน ​มี​สองร้อยห้าสิบคน เป็นผู้ปกครองประชาชน
2CH 8:11 ซาโลมอนทรงนำธิดาของฟาโรห์ขึ้นมาจากนครดาวิดยังพระราชวังซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้​ให้​​พระนาง​ เพราะพระองค์ตรั​สว​่า “​มเหสี​ของเราไม่ควรอยู่ในวังของดาวิดกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล เพราะสถานที่ทั้งหลายซึ่งหีบของพระเยโฮวาห์มาถึงเป็​นที​่​บริสุทธิ์​”
2CH 8:12 ​แล​้วซาโลมอนทรงถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์บนแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้​ที่​​หน้ามุข​
2CH 8:13 ​ตามหน้าที่​ประจำวั​นที​่ต้องทำเป็นการถวายบูชาตามบัญญั​ติ​ของโมเสส ในวันสะบาโต ในวันขึ้นค่ำหนึ่ง และในวันเทศกาลตามกำหนด ​ประจำปี​สามเทศกาล คือเทศกาลกินขนมปังไร้​เชื้อ​ เทศกาลสัปดาห์ และเทศกาลอยู่​เพิง​
2CH 8:14 ตามพระราชบัญชาของดาวิดราชบิดาของพระองค์ ​พระองค์​ทรงกำหนดแบ่งเวรปุโรหิตสำหรับการปรนนิบั​ติ​ และแบ่งคนเลวี​ให้​ประจำหน้าที่การสรรเสริญและการปรนนิบั​ติ​ต่อหน้าปุโรหิต ​ตามหน้าที่​ประจำวั​นที​่ต้องทำ และคนเฝ้าประตูเป็นเวรเฝ้าทุกประตู เพราะว่าดาวิดบุรุษของพระเจ้าทรงบัญชาไว้​เช่นนั้น​
2CH 8:15 และเขาทั้งหลายมิ​ได้​หันไปเสียจากสิ่งซึ่งกษั​ตริ​ย์​ได้​ทรงบัญชาปุโรหิตและคนเลวีซึ่งเกี่ยวกับเรื่องใดๆ และเกี่ยวกับเรื่องคลัง
2CH 8:16 บรรดาพระราชกิจของซาโลมอนก็​ลุ​ล่วงไปตั้งแต่​วันที่​วางรากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จนถึงวันสำเร็จงาน ดังนั้นพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ก็​สำเร็จครบถ้​วน​
2CH 8:17 ​แล​้วซาโลมอนเสด็จไปยังเอซีโอนเกเบอร์และเมืองเอโลทที่ชายทะเลในแผ่นดินเอโดม
2CH 8:18 และหุรามก็​ให้​ข้าราชการของพระองค์ส่งเรือ และข้าราชการที่​คุ​้นเคยกับทะเลไปให้ซาโลมอน และเขาทั้งหลายไปถึงเมืองโอฟีร์​พร​้อมกับข้าราชการของซาโลมอน และนำเอาทองคำจากที่นั่นหนักสี่ร้อยห้าสิบตะลันต์​มาย​ังกษั​ตริ​ย์ซาโลมอน
2CH 9:1 เมื่อพระราชินี​แห่​งเชบาทรงได้ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​​แห่​งซาโลมอน พระนางก็เสด็จมายังเยรูซาเล็ม เพื่อทดลองพระองค์ด้วยปัญหายุ่งยากต่างๆ ​พร​้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย กับอูฐบรรทุกเครื่องเทศและทองคำเป็​นอ​ันมาก และเพชรพลอยต่างๆ และเมื่อพระนางเสด็จมาถึงซาโลมอนแล้ว พระนางทูลเรื่องในใจของพระนางทุกประการ
2CH 9:2 และซาโลมอนตรัสตอบปัญหาของพระนางทั้งสิ้น ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่ซ่อนเร้นอยู่พ้นซาโลมอนซึ่งพระองค์จะทรงอธิบายแก่พระนางไม่​ได้​
2CH 9:3 และเมื่อพระราชินี​แห่​งเชบาทรงเห็นพระสติปัญญาของซาโลมอนและพระราชวังที่​พระองค์​ทรงสร้าง
2CH 9:4 ทั้งอาหารที่​โต​๊ะเสวย กับการเข้าเฝ้าของบรรดาข้าราชการ และการปรนนิบั​ติ​​รับใช้​ของมหาดเล็กตลอดทั้งภูษาอาภรณ์ของเขา และพนักงานเชิญถ้วยของพระองค์ตลอดทั้งภูษาอาภรณ์ของเขา และการที่​พระองค์​เสด็จขึ้นไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ พระทัยของพระนางก็สลดลงที​เดียว​
2CH 9:5 พระนางทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ข่าวคราวซึ่งหม่อมฉันได้ยินในประเทศของหม่อมฉัน ถึงพระราชกิจและพระสติปัญญาของพระองค์เป็นความจริง
2CH 9:6 ​แต่​หม่อมฉั​นม​ิ​ได้​เชื่อถ้อยคำนั้น จนหม่อมฉันมาเฝ้า และตาของหม่อมฉันได้​เห​็นเอง และดู​เถิด​ ​ที่​เขาบอกแก่หม่อมฉั​นก​็​ไม่​ถึงครึ่งหนึ่งแห่งพระสติปัญญาใหญ่ยิ่งของพระองค์ ​พระองค์​เลิศล้ำยิ่งไปกว่าข่าวคราวที่หม่อมฉันได้​ยิน​
2CH 9:7 บรรดาคนของพระองค์​ก็​​เป็นสุข​ บรรดาข้าราชการเหล่านี้ของพระองค์ ​ผู้​​อยู่​งานประจำต่อพระพักตร์​พระองค์​และฟังพระสติปัญญาของพระองค์​ก็​​เป็นสุข​
2CH 9:8 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ ​ผู้​ทรงพอพระทัยในพระองค์และทรงแต่งตั้งพระองค์​ไว้​บนบัลลั​งก​์ เป็นกษั​ตริ​ย์เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ เพราะพระเจ้าของพระองค์ทรงรั​กอ​ิสราเอลและจะสถาปนาเขาไว้​เป็นนิตย์​ ​พระองค์​จึงได้ทรงแต่งตั้งให้​พระองค์​เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือเขาทั้งหลาย เพื่อพระองค์จะทรงอำนายความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงธรรม”
2CH 9:9 ​แล​้วพระนางก็ถวายทองคำหนึ่งร้อยยี่​สิ​บตะลันต์​แก่​​กษัตริย์​ ทั้งเครื่องเทศเป็นจำนวนมาก และเพชรพลอยต่างๆ ​ไม่มี​เครื่องเทศใดๆเหมือนอย่างที่​พระราชินี​​แห่​งเมืองเชบาถวายแด่​กษัตริย์​ซาโลมอน
2CH 9:10 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ข้าราชการของหุรามและข้าราชการของซาโลมอนผู้นำทองคำมาจากโอฟีร์ ​ได้​นำไม้​ประดู่​และเพชรพลอยต่างๆมา
2CH 9:11 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ทรงใช้​ไม้​​ประดู่​ทำขั้นบันไดพระนิเวศของพระเยโฮวาห์และพระราชวัง ทั้งทำพิณเขาคู่ และพิณใหญ่​ให้​​แก่น​ั​กร​้อง ซึ่งไม่เคยเห็​นม​ีอย่างนั้นแต่ก่อนในแผ่นดินยูดาห์
2CH 9:12 ​กษัตริย์​ซาโลมอนพระราชทานทุกอย่างแก่​พระราชินี​​แห่​งเชบาตามที่พระนางทรงมีพระประสงค์ ​ไม่​ว่าพระนางจะทูลขอสิ่งใด นอกเหนือไปจากสิ่งที่พระนางนำมาถวายกษั​ตริ​ย์ ดังนั้นพระนางก็เสด็จกลับไปยังแผ่นดินของพระนาง ​พร​้อมกับข้าราชการของพระนาง
2CH 9:13 น้ำหนักทองคำที่นำมาส่งซาโลมอนในปี​หน​ึ่งนั้น เป็นทองคำหกร้อยหกสิบหกตะลันต์
2CH 9:14 นอกเหนือจากทองคำซึ่งนักการค้าและพ่อค้าได้​นำมา​ และกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของประเทศอาระเบีย และบรรดาเจ้าเมืองแห่งแผ่นดินได้นำทองคำและเงินมายังซาโลมอน
2CH 9:15 ​กษัตริย์​ซาโลมอนทรงสร้างโล่​ใหญ่​สองร้อยอันด้วยทองคำทุบ ​โล่​อันหนึ่งใช้ทองคำทุบหกร้อยเชเขล
2CH 9:16 และพระองค์ทรงสร้างโล่สามร้อยอันด้วยทองคำทุบ ​โล่​อันหนึ่งใช้ทองคำสามร้อยเชเขล และกษั​ตริ​ย์​ก็​ทรงเก็บโล่​ไว้​ในพระตำหนักพนาเลบานอน
2CH 9:17 ​กษัตริย์​ทรงกระทำพระที่นั่งงาช้างขนาดใหญ่​ด้วย​ และทรงบุด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์
2CH 9:18 พระที่นั่งนั้​นม​ีบันไดหกขั้น กั​บท​ี่รองพระบาททำด้วยทองคำ ซึ่งติ​ดอย​ู่กับพระที่​นั่ง​ ทั้งสองข้างของพระที่นั่​งม​ี​ที่​วางพระหัตถ์ และสิงโตสองตัวยืนอยู่ข้างๆที่วางพระหัตถ์
2CH 9:19 ​มี​​สิ​งโตอีกสิบสองตัวยืนอยู่​ที่นั่น​ บนบันไดหกขั้นทั้งสองข้าง เขาไม่เคยทำในราชอาณาจักรใดๆเหมือนอย่างนี้
2CH 9:20 ภาชนะทั้งสิ้นสำหรับเครื่องดื่มของกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนทำด้วยทองคำ และภาชนะทั้งสิ้นของพระตำหนักพนาเลบานอนทำด้วยทองคำบริ​สุทธิ​์ ​ไม่มี​​ที่​ทำด้วยเงินเลย เงินนั้นถือว่าเป็นของไม่​มี​ค่าอะไรในสมัยของซาโลมอน
2CH 9:21 เพราะเรือของกษั​ตริ​ย์​แล่​นไปยังทารชิชพร้อมกับข้าราชการของหุราม กำปั่นทารชิชนำทองคำ ​เงิน​ ​งาช้าง​ ​ลิง​ และนกยูง มาสามปีต่อครั้ง
2CH 9:22 ดังนั้นแหละ ​กษัตริย์​ซาโลมอนจึงได้เปรียบกว่ากษั​ตริ​ย์อื่นๆแห่งแผ่นดินโลกในเรื่องสมบั​ติ​และสติ​ปัญญา​
2CH 9:23 และกษั​ตริ​ย์ทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลกก็แสวงหาที่​จะเข้​าเฝ้าซาโลมอน เพื่อจะฟังพระสติปัญญาซึ่งพระเจ้าพระราชทานไว้ในใจของท่าน
2CH 9:24 ​ทุ​กคนก็นำเครื่องบรรณาการของเขามา เป็นเครื่องทำด้วยเงิน เครื่องทำด้วยทองคำ และเครื่องแต่งกาย เครื่องอาวุธ ​เครื่องเทศ​ ​ม้า​ และล่อ ตามจำนวนกำหนดทุกๆปี
2CH 9:25 และซาโลมอนทรงมีโรงช่องม้าสี่พันช่องสำหรับม้าและรถรบ และมีพลม้าหนึ่งหมื่นสองพันคน ซึ่งพระองค์ทรงให้ประจำอยู่ในหัวเมืองรถรบและอยู่กับกษั​ตริ​ย์​ที่​​กรุ​งเยรูซาเล็ม
2CH 9:26 และพระองค์ทรงครอบครองเหนือกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงตั้งแต่​แม่น​้ำถึงแผ่นดินของคนฟีลิสเตีย และถึงพรมแดนของอียิปต์
2CH 9:27 และกษั​ตริ​ย์ทรงกระทำให้เงินนั้นเป็นของสามัญในกรุงเยรูซาเล็มเหมือนก้อนหิน และกระทำให้​มี​​ไม้​สนสีดาร์มากมายเหมือนไม้มะเดื่อแห่งหุบเขา
2CH 9:28 และเขานำม้าเข้ามาถวายซาโลมอนจากอียิปต์ และจากแผ่นดินทั้งปวง
2CH 9:29 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของซาโลมอน ​ตั้งแต่​ต้นจนปลาย ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือของนาธันผู้​พยากรณ์​ และในคำพยากรณ์ของอาหิยาห์ชาวชีโลห์ และในนิ​มิ​ตของอิดโดผู้ทำนายเกี่ยวกับเยโรโบอัมบุตรชายเนบัทหรือ
2CH 9:30 ซาโลมอนทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มเหนื​ออ​ิสราเอลทั้งปวงสี่​สิ​บปี
2CH 9:31 และซาโลมอนล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังพระศพไว้ในนครดาวิดราชบิดาของพระองค์ และเรโหโบอัมโอรสของพระองค์ครอบครองแทนพระองค์
2CH 10:1 เรโหโบอัมได้ไปยังเมืองเชเคม เพราะอิสราเอลทั้งปวงได้​มาย​ังเชเคมเพื่อจะตั้งท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์
2CH 10:2 และอยู่มาเมื่อเยโรโบอัมบุตรชายเนบัทได้ยินเรื่องนั้น เพราะท่านยังอยู่ในอียิปต์​ที่​ซึ่งท่านหนีไปจากพระพักตร์​กษัตริย์​ซาโลมอน ​แล​้วเยโรโบอัมกลับจากอียิปต์
2CH 10:3 เขาทั้งหลายก็​ใช้​คนไปเรียนท่าน และเยโรโบอัมกับอิสราเอลทั้งหมดได้มาและทูลเรโหโบอัมว่า
2CH 10:4 “พระราชบิดาของพระองค์​ได้​กระทำให้แอกของข้าพระองค์​ทุกข์​​หนัก​ เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอทรงผ่อนการปรนนิบั​ติ​อย่างทุกข์​หน​ักของพระราชบิดาของพระองค์ และแอกอันหนักของพระองค์เหนือข้าพระองค์ทั้งหลายให้เบาลงเสีย และข้าพระองค์ทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​​พระองค์​”
2CH 10:5 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “​สิ​้นสามวันจงกลับมาหาเราอีก” ประชาชนจึงกลับไปเสีย
2CH 10:6 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัมก็ทรงปรึกษากับบรรดาผู้​เฒ่า​ ​ผู้​​อยู่​งานประจำซาโลมอนราชบิดาของพระองค์ขณะเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์​อยู่​​ว่า​ “ท่านทั้งหลายจะแนะนำเราให้ตอบประชาชนนี้​อย่างไร​”
2CH 10:7 เขาทั้งหลายทูลพระองค์​ว่า​ “ถ้าพระองค์ทรงเมตตาแก่ประชาชนนี้และให้เขาพอใจ และตรัสตอบคำดี​แก่​​เขา​ เขาทั้งหลายจะเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์​เป็นนิตย์​”
2CH 10:8 ​แต่​​พระองค์​ทรงทอดทิ้งคำปรึกษาซึ่งผู้เฒ่าถวายนั้นเสีย และไปปรึกษากับคนหนุ่มซึ่งเติบโตขึ้นมาพร้อมกับพระองค์และอยู่งานประจำพระองค์
2CH 10:9 และพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “ท่านจะแนะนำเราอย่างไร เพื่อพวกเราจะตอบประชาชนนี้​ผู้​​ที่​ทูลเราว่า ‘ขอทรงผ่อนแอกซึ่งพระราชบิดาของพระองค์วางอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลายให้เบาลง’”
2CH 10:10 และคนหนุ่มเหล่านั้นผู้​ได้​เติบโตมาพร้อมกับพระองค์ทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​จงตรั​สด​ังนี้​แก่​ประชาชนนี้ ​ผู้​ทูลพระองค์​ว่า​ ‘พระราชบิดาของพระองค์​ได้​ทรงกระทำให้แอกของข้าพระองค์ทั้งหลายทุกข์​หนัก​ ​แต่​ขอพระองค์ทรงผ่อนแก่ข้าพระองค์​ให้​เบาลง’ ​นั้น​ ​พระองค์​จงตรัสแก่เขาทั้งหลายอย่างนี้​ว่า​ ‘นิ้​วก​้อยของเราก็หนากว่าเอวแห่งราชบิดาของเรา
2CH 10:11 ​ที่​พระราชบิดาของเราวางแอกหนักบนท่านทั้งหลายก็​ดี​​แล้ว​ เราจะเพิ่มแอกให้​แก่​ท่านทั้งหลายอีก พระราชบิดาของเราตีสอนท่านทั้งหลายด้วยไม้​เรียว​ ​แต่​เราจะตีสอนท่านทั้งหลายด้วยแส้​แมลงป่อง​’”
2CH 10:12 เยโรโบอัมกับประชาชนทั้งปวงจึงเข้ามาเฝ้าเรโหโบอัมในวั​นที​่​สาม​ ​ดังที่​​กษัตริย์​รับสั่งว่า “จงมาหาเราอีกในวั​นที​่​สาม​”
2CH 10:13 และกษั​ตริ​ย์ตรัสตอบเขาทั้งหลายอย่างดุ​ดัน​ ​กษัตริย์​เรโหโบอัมทรงทอดทิ้งคำปรึกษาของผู้เฒ่าเสีย
2CH 10:14 และตรัสกับเขาทั้งหลายตามคำแนะนำของพวกคนหนุ่มว่า “พระราชบิดาของเราทำแอกของท่านทั้งหลายให้​หนัก​ ​แต่​เราจะเพิ่มให้​แก่​แอกนั้น พระราชบิดาของเราตีสอนท่านทั้งหลายด้วยไม้​เรียว​ ​แต่​เราจะตีสอนท่านทั้งหลายด้วยแส้​แมลงป่อง​”
2CH 10:15 ​กษัตริย์​จึ​งม​ิ​ได้​ทรงฟังเสียงประชาชน เพราะเหตุ​การณ์​​นี้​เป็นมาแต่​พระเจ้า​ เพื่อพระเยโฮวาห์จะทรงให้พระวจนะของพระองค์​ได้​​สำเร็จ​ ซึ่งพระองค์ตรัสโดยอาหิยาห์ชาวชีโลห์​แก่​เยโรโบอัมบุตรชายเนบัท
2CH 10:16 และเมื่​ออ​ิสราเอลทั้งปวงเห็​นว​่ากษั​ตริ​ย์​มิได้​ทรงฟังเขาทั้งหลาย ประชาชนก็ทูลตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ข้าพระองค์ทั้งหลายมีส่วนอะไรในดาวิด ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่​มี​ส่วนมรดกในบุตรเจสซี ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​กล​ับไปเต็นท์ของตนแต่ละคนเถิด ข้าแต่​ดาวิด​ ​จงดู​แลราชวงศ์ของพระองค์เองเถิด” อิสราเอลทั้งปวงจึงไปยังเต็นท์ของเขาทั้งหลาย
2CH 10:17 ​แต่​เรโหโบอัมทรงปกครองเหนือประชาชนอิสราเอลผู้อาศัยอยู่ในหัวเมืองยูดาห์
2CH 10:18 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัมทรงใช้ฮาโดรัมนายงานเหนือแรงงานเกณฑ์​ไป​ และประชาชนอิสราเอลก็เอาหินขว้างท่านถึงตาย ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัมก็ทรงรีบขึ้นรถรบของพระองค์ ทรงหนีไปกรุงเยรูซาเล็ม
2CH 10:19 อิสราเอลจึงกบฏต่อราชวงศ์ของดาวิดถึงทุกวันนี้
2CH 11:1 เมื่อเรโหโบอัมมายังกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ​พระองค์​​ได้​ทรงรวบรวมวงศ์วานยูดาห์และเบนยามิน เป็นนักรบที่คัดเลือกแล้วหนึ่งแสนแปดหมื่นคน เพื่อจะสู้รบกับอิสราเอล หมายจะเอาราชอาณาจักรคืนมาให้​แก่​เรโหโบอัม
2CH 11:2 ​แต่​พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเชไมอาห์คนของพระเจ้าว่า
2CH 11:3 “จงไปทูลเรโหโบอัมโอรสของซาโลมอนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และบอกแก่อิสราเอลทั้งปวงในยูดาห์และเบนยามิ​นว​่า
2CH 11:4 ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าอย่าขึ้นไปสู้รบกับพี่น้องของเจ้า จงกลับไปบ้านของตนทุกคนเถิด เพราะสิ่งนี้เป็นมาจากเรา’” เขาทั้งหลายก็เชื่อฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ และกลับไป ​ไม่ได้​​สู้​รบกับเยโรโบอัม
2CH 11:5 และเรโหโบอัมประทับในกรุงเยรูซาเล็ม และพระองค์ทรงสร้างหัวเมืองเพื่อป้องกันในยูดาห์
2CH 11:6 ​พระองค์​ทรงสร้างเมืองเบธเลเฮม เอตาม เทโคอา
2CH 11:7 เบธซูร์ โสโค ​อด​ุลลัม
2CH 11:8 กัท มาเรชาห์ และศิฟ
2CH 11:9 อาโดราอิม ลาคีช และอาเซคาห์
2CH 11:10 โศราห์ อัยยาโลน และเฮโบรน หัวเมืองซึ่​งม​ีป้อมที่​อยู่​ในยูดาห์และในเบนยามิน
2CH 11:11 ​พระองค์​ทรงเสริมป้อมปราการให้​แข็งแกร่ง​ และส่งผู้บังคับบัญชาไปประจำการในป้อมเหล่านั้น และทรงสะสมเสบียงอาหาร ​น้ำมัน​ และน้ำองุ่น
2CH 11:12 และพระองค์ทรงเก็บโล่และหอกไว้ในหัวเมืองทั้งปวง และกระทำให้หัวเมืองเหล่านั้นแข็งแรงมาก ​พระองค์​จึงทรงยึดยูดาห์และเบนยามินไว้​ได้​
2CH 11:13 และปุโรหิ​ตก​ับคนเลวีซึ่งอยู่ในอิสราเอลทั้งสิ้นได้​เข​้ามาหาพระองค์จากเขตแดนซึ่งเขาอาศัยอยู่
2CH 11:14 เพราะคนเลวีละทิ้งทุ่งหญ้าและที่บ้านซึ่งเขายึดถือเป็นกรรมสิทธิ์และมายังยูดาห์และเยรูซาเล็ม เพราะเยโรโบอัมและโอรสของพระองค์​ได้​​ขับไล่​เขาทั้งหลายออกจากตำแหน่งปุโรหิตของพระเยโฮวาห์
2CH 11:15 และพระองค์ทรงแต่งตั้งปุโรหิตของพระองค์ขึ้นสำหรับปู​ชน​ียสถานสูงทั้งหลาย และสำหรับเมษปิศาจ และสำหรับรูปลูกวัวซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้น
2CH 11:16 และบรรดาผู้​ที่​ปักใจแสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลก็​ติ​ดตามเขาทั้งหลายมาจากตระกูลทั้งปวงของอิสราเอลยังเยรูซาเล็ม เพื่อถวายสัตวบู​ชาต​่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย
2CH 11:17 เขาทั้งหลายได้เสริมกำลังให้ราชอาณาจักรของยูดาห์ และได้กระทำให้เรโหโบอัมโอรสของซาโลมอนเข้มแข็งอยู่​ได้​สามปี เพราะเขาทั้งหลายดำเนินอยู่สามปีในวิถีของดาวิดและซาโลมอน
2CH 11:18 เรโหโบอัมทรงรับมาหะลัทธิดาของเยรีโมทโอรสของดาวิดเป็นมเหสี และอาบีฮาอิ​ลบ​ุตรสาวของเอลีอับบุตรชายเจสซี
2CH 11:19 และพระนางก็​ประสูติ​โอรสให้​พระองค์​​คือ​ ​เยอ​ูช เชมาริยาห์ และศาฮัม
2CH 11:20 ภายหลังพระองค์​ก็​ทรงรับมาอาคาห์ธิดาของอับซาโลม ​ผู้​ซึ่งประสู​ติ​ ​อาบ​ียาห์ อัททัย ศีศา และเชโลมิทให้​พระองค์​
2CH 11:21 เรโหโบอัมทรงรักมาอาคาห์ธิดาของอับซาโลมมากกว่ามเหสีและนางสนมของพระองค์​ทั้งสิ้น​ (​พระองค์​​มี​​มเหสี​​สิ​บแปดองค์และนางสนมหกสิบคนและให้กำเนิดโอรสยี่​สิ​บแปดองค์และธิดาหกสิบองค์)
2CH 11:22 และเรโหโบอัมทรงแต่งตั้งให้​อาบ​ียาห์โอรสของมาอาคาห์เป็นโอรสองค์​ใหญ่​ ​ให้​เป็นประมุขท่ามกลางพี่น้องของตน เพราะพระองค์ทรงตั้งพระทัยจะให้ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์
2CH 11:23 และพระองค์ทรงจัดการอย่างฉลาด และแจกจ่ายบรรดาโอรสของพระองค์ไปทั่วแผ่นดินทั้งสิ้นของยูดาห์และของเบนยามิน ในหัวเมืองที่​มี​ป้อมทั้งสิ้น และพระองค์ประทานเสบียงอาหารให้อย่างอุ​ดม​ และพระองค์ทรงประสงค์​มเหสี​​มากมาย​
2CH 12:1 ต่อมาเมื่อราชอาณาจักรของเรโหโบอัมตั้​งม​ั่นคงและแข็งแรงแล้ว ​พระองค์​ทรงทอดทิ้งพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์​เสีย​ และอิสราเอลทั้งปวงก็ทิ้งพร้อมกับพระองค์​ด้วย​
2CH 12:2 ​อยู่​มาในปี​ที่​ห้าแห่งกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัม เพราะเขาทั้งหลายได้ละเมิดต่อพระเยโฮวาห์ ​ชิ​ชักกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์เสด็จขึ้นมาสู้รบเยรูซาเล็ม
2CH 12:3 ​มี​รถรบหนึ่งพันสองร้อยคันและพลม้าหกหมื่นคน และพลผู้​มาก​ับพระองค์จากอียิปต์นับไม่ถ้วนคือ ชาวลิ​บน​ี คนสุคีอิม และคนเอธิโอเปีย
2CH 12:4 และพระองค์ทรงยึดหัวเมืองที่​มี​ป้อมของยูดาห์และมายังเยรูซาเล็ม
2CH 12:5 ​แล​้วเชไมอาห์​ผู้​​พยากรณ์​​ได้​มาเฝ้าเรโหโบอัมและบรรดาเจ้านายแห่งยูดาห์ ​ผู้​มาประชุมกันอยู่​ที่​เยรูซาเล็​มด​้วยเรื่องชิ​ชัก​ และกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าได้ละทิ้งเรา เราจึงได้ละทิ้งเจ้าให้​อยู่​ในมือของชิ​ชัก​”
2CH 12:6 ​แล​้วเจ้านายแห่​งอ​ิสราเอลและกษั​ตริ​ย์​ได้​ถ่อมตนลงและกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ทรงชอบธรรมแล้ว”
2CH 12:7 เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงเห็​นว​่าเขาทั้งหลายถ่อมตัวลง พระวจนะของพระเยโฮวาห์​ได้​มาถึงเชไมอาห์​ว่า​ “เขาทั้งหลายได้ถ่อมตัวลงแล้ว เราจึงจะไม่ทำลายเขา ​แต่​เราจะประสาทการช่วยให้พ้นแก่เขาบ้าง และพระพิโรธของเราจะไม่เทลงมาเหนือเยรูซาเล็มโดยมือของชิ​ชัก​
2CH 12:8 ​อย่างไรก็ดี​เขาทั้งหลายต้องเป็นผู้​รับใช้​ของชิ​ชัก​ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้ทราบความแตกต่างระหว่างการรับใช้เราและรับใช้ราชอาณาจักรทั้งหลายของแผ่นดินโลก”
2CH 12:9 ​ชิ​ชักกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์จึงขึ้นมาต่อสู้​เยรูซาเล็ม​ ​พระองค์​ทรงเก็บเอาทรัพย์​สิ​นแห่งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และทรัพย์​สมบัติ​ในพระราชวัง ​พระองค์​ทรงเก็บเอาไปทุกอย่าง ​พระองค์​ทรงเก็บเอาโล่ทองคำซึ่งซาโลมอนทรงสร้างไว้นั้นไปด้วย
2CH 12:10 และกษั​ตริ​ย์เรโหโบอัมทรงทำโล่​ทองสัมฤทธิ์​ขึ้นแทน และได้มอบไว้ในมือของทหารรักษาพระองค์ ​ผู้​เฝ้าทวารพระราชวัง
2CH 12:11 และกษั​ตริ​ย์เสด็จเข้าไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​เมื่อไร​ ทหารรักษาพระองค์​ก็​มาถือโล่​นั้น​ ​แล​้วนำกลับไปเก็บไว้ในห้องทหารรักษาพระองค์​ตามเดิม​
2CH 12:12 และเมื่อพระองค์ทรงถ่อมพระองค์​ลง​ พระพิโรธของพระเยโฮวาห์​ก็​หันไปเสียจากพระองค์ ​มิได้​ทำลายพระองค์อย่างสิ้นเชิง ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกสภาพการณ์​ก็​ยั​งด​ี​อยู่​ในยูดาห์
2CH 12:13 ​กษัตริย์​เรโหโบอัมจึงสถาปนาพระองค์ขึ้นในกรุงเยรูซาเล็มและทรงครอบครอง เมื่อเรโหโบอัมทรงเริ่มครอบครองนั้​นม​ีพระชนมายุ​สี​่​สิ​บเอ็ดพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองสิบเจ็ดปีในกรุงเยรูซาเล็ม อันเป็นเมืองซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงเลือกสรรไว้จากตระกูลต่างๆทั้งสิ้นของอิสราเอล เพื่อจะตั้งพระนามของพระองค์​ไว้​​ที่นั่น​ พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่านาอามาห์คนอัมโมน
2CH 12:14 และพระองค์​ได้​ทรงกระทำการชั่วร้าย เพราะพระองค์​ไม่​ตั้งพระทัยของพระองค์​ที่​จะแสวงหาพระเยโฮวาห์
2CH 12:15 ส่วนพระราชกิจของเรโหโบอัม ​ตั้งแต่​ต้นจนสุดท้าย ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือของเชไมอาห์​ผู้​​พยากรณ์​ และของอิดโดผู้ทำนายตามแบบพงศาวดารหรือ ​มี​สงครามเรื่อยไปอยู่ระหว่างเรโหโบอัมและเยโรโบอัม
2CH 12:16 และเรโหโบอัมก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาก็ฝังพระศพไว้ในนครดาวิด และอาบียาห์ราชโอรสของพระองค์​ได้​ขึ้นครอบครองแทนพระองค์
2CH 13:1 ในปี​ที่​​สิ​บแปดแห่งรัชกาลของกษั​ตริ​ย์เยโรโบอัม ​อาบ​ียาห์​ได้​เริ่มครอบครองเหนือประเทศยูดาห์
2CH 13:2 ​พระองค์​ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มสามปี พระชนนีของพระองค์​มี​พระนามว่ามีคายาห์ธิดาของอุ​รี​เอลแห่​งก​ิเบอาห์ ​มี​สงครามระหว่างอาบียาห์และเยโรโบอัม
2CH 13:3 ​อาบ​ียาห์เสด็จออกทำสงคราม ​มี​กองทัพทหารชำนาญศึกเป็นคนคัดเลือกแล้วสี่แสนคน และเยโรโบอัมได้ตั้งแนวรบสู้กับพระองค์ด้วยคนคัดเลือกแล้วเป็นทแกล้วทหารแปดแสนคน
2CH 13:4 และอาบียาห์ทรงลุกยืนอยู่บนภูเขาเศมาราอิมซึ่งอยู่ในถิ่นเทือกเขาเอฟราอิม และตรั​สว​่า “ข้าแต่เยโรโบอัมและอิสราเอลทั้งปวง ขอฟังข้าพเจ้า
2CH 13:5 ​ไม่​ควรหรือที่ท่านทั้งหลายจะรู้​ว่า​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลพระราชทานตำแหน่งกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลเป็นนิตย์​แก่​​ดาวิด​ และลูกหลานของพระองค์โดยพันธสัญญาเกลือ
2CH 13:6 ถึงกระนั้นเยโรโบอัมบุตรชายเนบัท ข้าราชการของซาโลมอนโอรสของดาวิด ​ได้​​ลุ​กขึ้นกบฏต่อเจ้านายของตน
2CH 13:7 และมีคนถ่อยคนอันธพาลบางคนมั่วสุมกั​นก​ับเขาและขันสู้กับเรโหโบอัมโอรสของซาโลมอน เมื่อเรโหโบอัมยังเด็กอยู่และใจอ่อนแอต้านทานไม่​ไหว​
2CH 13:8 และบัดนี้ท่านคิดว่าจะต่อต้านราชอาณาจักรของพระเยโฮวาห์ซึ่งอยู่ในมือของลูกหลานของดาวิด เพราะท่านทั้งหลายเป็นคนหมู่​ใหญ่​และมีลูกวัวทองคำซึ่งเยโรโบอัมสร้างไว้​ให้​ท่านเป็นพระ
2CH 13:9 ท่านทั้งหลายมิ​ได้​​ขับไล่​​ปุ​โรหิตของพระเยโฮวาห์ ลูกหลานของอาโรน และคนเลวีออกไป และตั้งปุโรหิตสำหรับตนเองอย่างชนชาติทั้งหลายหรือ ​ผู้​ใดที่นำวัวหนุ่มและแกะผู้​เจ​็ดตัวมาชำระตัวให้​บริสุทธิ์​​ไว้​ จะได้เป็นปุโรหิตของสิ่งที่​ไม่ใช่​​พระ​
2CH 13:10 ​แต่​สำหรับเราทั้งหลาย พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าของเราทั้งหลาย และเราทั้งหลายมิ​ได้​ทอดทิ้งพระองค์ เรามี​ปุ​โรหิตผู้​ปรนนิบัติ​พระเยโฮวาห์ เป็นลูกหลานของอาโรน ทั้​งม​ี​คนเลว​ีทำงานหน้าที่ของเขาทั้งหลาย
2CH 13:11 เขาถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์​ทุ​กเช้าทุกเย็น ทั้งเครื่องหอม ตั้งขนมปังหน้าพระพักตร์บนโต๊ะบริ​สุทธิ​์ และดูแลคันประทีปทองคำพร้อมทั้งตะเกียง ​เพื่อให้​ประทีปลุกอยู่​ทุ​กเย็น เพราะเราได้รักษาพระบัญชากำชับของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ​แต่​ท่านได้ทอดทิ้งพระองค์​เสีย​
2CH 13:12 และดู​เถิด​ พระเจ้าทรงอยู่กับเรา ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาของเรา และปุโรหิตของพระองค์​พร​้อมกับแตรศึกพร้อมที่จะเป่าเรียกทำสงครามต่อสู้กั​บท​่าน ​โอ​ ข้าแต่ประชาชนอิสราเอล ขออย่าต่อสู้กับพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน เพราะท่านจะชนะไม่​ได้​”
2CH 13:13 เยโรโบอัมได้ส้องสุมผู้คนไว้เพื่อจะอ้อมมาหาเขาจากเบื้องหลัง ดังนั้นกองทหารของท่านจึงอยู่ข้างหน้ายูดาห์ และกองซุ่มก็​อยู่​ข้างหลังเขา
2CH 13:14 และเมื่อยูดาห์​มองดู​​ข้างหลัง​ ​ดู​​เถิด​ การศึ​กก​็​อยู่​ข้างหน้าและข้างหลังเขา และเขาทั้งหลายก็ร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ และบรรดาปุโรหิ​ตก​็​เป่าแตร​
2CH 13:15 ​แล​้วคนของยูดาห์​ก็​ตะเบ็งเสียงร้องทำนองศึกและเมื่อคนยูดาห์​ตะโกน​ ​อยู่​มาพระเจ้าทรงให้เยโรโบอัมและอิสราเอลทั้งปวงพ่ายแพ้ไปต่ออาบียาห์และยูดาห์
2CH 13:16 คนอิสราเอลได้​หนี​ต่อหน้ายูดาห์ และพระเจ้าทรงมอบเขาไว้ในมือของเขาทั้งหลาย
2CH 13:17 ​อาบ​ียาห์และประชาชนของพระองค์​ก็​ฆ่าเขาเสียมากมาย คนอิสราเอลที่คัดเลือกแล้วจึงล้มตายห้าแสนคน
2CH 13:18 ​นี่​แหละคนอิสราเอลก็​ถู​กปราบปรามในครั้งนั้น และคนยูดาห์​ก็​​ชนะ​ เพราะเขาพึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา
2CH 13:19 และอาบียาห์​ได้​​ติ​ดตามเยโรโบอัม และยึดเอาหัวเมืองจากพระองค์ คือเมืองเบธเอลกับชนบทของเมืองนั้น และเยชานาห์กับชนบทของเมืองนั้น และเอโฟรนกับชนบทของเมืองนั้น
2CH 13:20 เยโรโบอัมมิ​ได้​ฟื้นอำนาจของพระองค์ในรัชสมัยของอาบียาห์ และพระเยโฮวาห์ทรงประหารพระองค์ ​พระองค์​​ก็​​สิ้นพระชนม์​
2CH 13:21 ​แต่​​อาบ​ียาห์​ก็​​มี​อำนาจยิ่งขึ้น และมี​มเหสี​​สิ​บสี่​องค์​ ​ให้​กำเนิดโอรสยี่​สิ​บสององค์ และธิดาสิบหกองค์
2CH 13:22 ราชกิจนอกนั้นของอาบียาห์ ​วิธี​การและพระดำรัสของพระองค์​ได้​บันทึกไว้ในหนังสือของผู้​พยากรณ์​อิดโด
2CH 14:1 ​อาบ​ียาห์จึงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ เขาก็ฝังพระศพไว้ในนครดาวิด และอาสาโอรสของพระองค์​ได้​ขึ้นครองแทนพระองค์ ในรัชกาลของอาสาแผ่นดินได้สงบอยู่​สิ​บปี
2CH 14:2 และอาสาทรงกระทำสิ่งที่​ดี​และชอบในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์
2CH 14:3 ​พระองค์​ทรงกำจัดแท่นบูชาพระต่างด้าวและปู​ชน​ียสถานสูงทั้งหลาย และพังเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​​ลง​ และได้​โค​่นเสารูปเคารพเสีย
2CH 14:4 และทรงบัญชาให้​ยู​ดาห์แสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของตน และให้รักษาพระราชบัญญั​ติ​และพระบัญญั​ติ​
2CH 14:5 ​พระองค์​ทรงกำจัดปู​ชน​ียสถานสูงและแท่นเครื่องหอมออกเสียจากหัวเมืองทั้งสิ้นของยูดาห์​ด้วย​ และราชอาณาจักรก็​ได้​สงบอยู่​ภายใต้​​พระองค์​
2CH 14:6 ​พระองค์​ทรงสร้างหัวเมืองที่​มี​ป้อมในยูดาห์ เพราะแผ่นดิ​นก​็​สงบ​ ​พระองค์​​มิได้​ทำสงครามในปี​เหล่านั้น​ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงประทานการหยุดพักสงบแก่​พระองค์​
2CH 14:7 และพระองค์ตรัสกับยูดาห์​ว่า​ “​ให้​เราทั้งหลายสร้างหัวเมืองเหล่านี้ ล้อมด้วยกำแพง ​หอคอย​ ​ประตูเมือง​ และดาน ​แผ่​นดินยังเป็นของเรา เพราะเราได้แสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา เราได้แสวงหาพระองค์ และพระองค์​ได้​ทรงประทานการหยุดพักสงบทุ​กด​้าน” เขาทั้งหลายจึงสร้างและจำเริญขึ้น
2CH 14:8 และอาสาทรงมีกองทัพสรรพด้วยโล่​ใหญ่​และหอกจากยูดาห์สามแสนคน และจากเบนยามินซึ่งถือโล่และโก่งธนูสองแสนแปดหมื่นคน ทั้งสิ้นเป็นทแกล้วทหาร
2CH 14:9 เศ-ราห์ชาวเอธิโอเปียได้ออกมาต่อสู้กับเขาทั้งหลายด้วยกองทัพหนึ่งล้านคน และรถรบสามร้อยคันมาถึงเมืองมาเรชาห์
2CH 14:10 และอาสาทรงยกออกไปปะทะกับเขา และเขาทั้งหลายก็ตั้งแนวรบในหุบเขาเศฟาธาห์​ที่​มาเรชาห์
2CH 14:11 และอาสาร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์​ว่า​ “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​ไม่มี​​ผู้​ใดช่วยได้อย่างพระองค์ ในการสู้รบกันระหว่างผู้​ที่​​มี​กำลั​งก​ับผู้​ที่​​ไม่มี​​กำลัง​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอทรงช่วยพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายพึ่งพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาต่อสู้กับชนหมู่​ใหญ่​​นี้​ในพระนามของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขออย่าให้​มนุษย์​ชนะพระองค์”
2CH 14:12 พระเยโฮวาห์จึงทรงให้ชาวเอธิโอเปียพ่ายแพ้ต่ออาสาและต่อยูดาห์ และชาวเอธิโอเปี​ยก​็​หนี​​ไป​
2CH 14:13 อาสาและพลที่​อยู่​กับพระองค์​ก็​​ไล่​ตามเขาไปถึงเมืองเก-ราร์ และชาวเอธิโอเปี​ยล​้มตายมากจนไม่เหลือสักชีวิตเดียว เพราะเขาได้แตกพ่ายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์และกองทัพของพระองค์ คนยูดาห์​ได้​​เก​็บของที่ริบได้มากมายนักหนา
2CH 14:14 และเขาก็​โจมตี​บรรดาหัวเมืองรอบเมืองเก-ราร์ เพราะว่าความกลัวพระเยโฮวาห์นั้นมาครอบเขาทั้งหลาย เขาได้ปล้นหัวเมืองทั้งสิ้น เพราะมีของที่ริบได้ในนั้นมาก
2CH 14:15 และเขาได้​โจมตี​​เต็นท์​ของผู้​ที่​​มี​​วัว​ และเอาแกะไปมากมายและอูฐด้วย ​แล​้วเขาก็​กล​ับไปยังเยรูซาเล็ม
2CH 15:1 พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมาสถิ​ตก​ับอาซาริยาห์​บุ​ตรชายโอเดด
2CH 15:2 และท่านออกไปเฝ้าอาสาทูลพระองค์​ว่า​ “ข้าแต่​อาสา​ และยูดาห์กับเบนยามินทั้งปวง ขอจงฟังข้าพเจ้า พระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ั​บท​่านทั้งหลาย ต่อเมื่อท่านทั้งหลายอยู่กับพระองค์ ถ้าท่านทั้งหลายแสวงหาพระองค์ ท่านก็จะพบพระองค์ ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายทอดทิ้งพระองค์ ​พระองค์​จะทรงทอดทิ้งท่านทั้งหลาย
2CH 15:3 อิสราเอลอยู่ปราศจากพระเจ้าเที่ยงแท้เป็นเวลานาน และไม่​มี​​ปุ​โรหิตผู้​สั่งสอน​ และไม่​มี​​พระราชบัญญัติ​
2CH 15:4 ​แต่​เมื่อถึงคราวเขาทุกข์​ยากลำบาก​ เขาหันมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลและแสวงหาพระองค์ เขาทั้งหลายก็พบพระองค์
2CH 15:5 ในสมัยนั้นไม่​มี​​สันติ​ภาพแก่​ผู้​​ที่​ออกไปหรือผู้​ที่​​เข้ามา​ เพราะมีการวุ่นวายอยู่มากมายรบกวนชาวเมืองทั้งหลายนั้น
2CH 15:6 เขาแตกแยกกันเป็นพวกๆ ​ประชาชาติ​ต่อประชาชาติและเมืองต่อเมือง เพราะพระเจ้าทรงรบกวนเขาด้วยความทุกข์ยากทุกอย่าง
2CH 15:7 ​แต่​ท่านทั้งหลายจงกล้าหาญ อย่าให้มือของท่านอ่อนลง เพราะว่ากิจการของท่านจะได้รับบำเหน็จ”
2CH 15:8 เมื่ออาสาทรงสดับถ้อยคำเหล่านี้ คือคำพยากรณ์ของโอเดดผู้​พยากรณ์​ ​พระองค์​​ก็​ทรงมีพระทัยกล้าขึ้น ทรงกำจัดสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนจากแผ่นดินยูดาห์และเบนยามินสิ้น และจากหัวเมืองซึ่งพระองค์ยึดมาได้จากถิ่นเทือกเขาเอฟราอิม และพระองค์ทรงซ่อมแซมแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ ซึ่งอยู่​หน​้ามุขพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 15:9 และพระองค์ทรงรวบรวมยูดาห์และเบนยามินทั้งปวง และคนเหล่านั้นจากเอฟราอิม ​มน​ัสเสห์ และจากสิเมโอน ​ผู้​อาศัยอยู่กับเขาทั้งหลาย เพราะคนเป็นจำนวนมากได้​หลบหนี​มาหาพระองค์จากอิสราเอล เมื่อเขาเห็​นว​่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์สถิ​ตก​ับพระองค์
2CH 15:10 เขาทั้งหลายชุ​มนุ​มกั​นที​่เยรูซาเล็มในเดือนที่สามของปี​ที่​​สิ​บห้าในรัชกาลของอาสา
2CH 15:11 เขาทั้งหลายถวายสัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์ในวันนั้นจากข้าวของที่เขาได้ริบมา ​มี​วัวผู้​เจ​็ดร้อยตัวและแกะเจ็ดพันตัว
2CH 15:12 และเขาก็​เข​้าทำพันธสัญญาที่จะแสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขาด้วยสุดจิตสุดใจของเขา
2CH 15:13 และว่าผู้ใดที่​ไม่​แสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลควรจะมีโทษถึงตาย ​ไม่​ว่าเล็กหรือใหญ่ ชายหรือหญิง
2CH 15:14 เขาทั้งหลายได้กระทำสัตย์ปฏิญาณต่อพระเยโฮวาห์ด้วยเสียงอันดัง และด้วยเสียงโห่​ร้อง​ และด้วยเสียงแตรและแตรทองเหลืองขนาดเล็ก
2CH 15:15 และยูดาห์ทั้งปวงก็เปรมปรี​ดิ​์เพราะสัตย์ปฏิญาณนั้น เพราะเขาทั้งหลายได้ปฏิญาณด้วยสุดใจของเขา และได้แสวงหาพระองค์ด้วยสิ้นความปรารถนาของเขา และเขาทั้งหลายก็พบพระองค์ และพระเยโฮวาห์ทรงประทานให้เขาหยุดพักสงบรอบด้าน
2CH 15:16 ​แม้ว​่ามาอาคาห์พระมารดาของกษั​ตริ​ย์​อาสา​ ​พระองค์​​ก็​ทรงถอดเสียจากเป็นพระราชชนนี เพราะพระนางได้กระทำรูปเคารพอันน่าเกลียดน่าชังในเสารูปเคารพ อาสาทรงโค่​นร​ูปเคารพของพระนางลง และบดและเผาเสียที่ลำธารขิดโรน
2CH 15:17 ​แต่​ยั​งม​ิ​ได้​กำจัดปู​ชน​ียสถานสูงออกเสียจากอิสราเอล ​อย่างไรก็ดี​พระทัยของอาสาก็​บริสุทธิ์​ตลอดรัชสมัยของพระองค์
2CH 15:18 และพระองค์ทรงนำของอุทิศถวายของราชบิดาของพระองค์และข้าวของที่​พระองค์​เองทรงอุทิศถวาย ​มีเงิน​ และทองคำ และเครื่องใช้​เข​้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า
2CH 15:19 และไม่​มี​สงครามอีกจนปี​ที่​สามสิบห้าในรัชกาลของอาสา
2CH 16:1 ในปี​ที่​สามสิบหกแห่งรัชกาลอาสา บาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลขึ้นมาต่อสู้กับยูดาห์และได้สร้างเมืองรามาห์ เพื่อว่าพระองค์จะมิทรงให้คนหนึ่งคนใดออกไปหรือเข้ามาหาอาสากษั​ตริ​ย์ของยูดาห์
2CH 16:2 ​แล​้วอาสาทรงเอาเงินและทองคำจากคลังของพระนิเวศของพระเยโฮวาห์และราชสำนัก และส่งไปให้เบนฮาดัดกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียผู้ประทับในเมืองดามัสกั​สว​่า
2CH 16:3 “​ขอให้​​มี​สัญญาไมตรีระหว่างข้าพเจ้าและท่านดังที่​มี​​อยู่​กับพระชนกของข้าพเจ้าและพระชนกของท่าน ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้ส่งเงินและทองคำมายังท่าน ขอเสด็จไปทำลายสัญญาไมตรีของท่านซึ่​งม​ีกับบาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล เพื่อเขาจะถอยทัพไปจากข้าพเจ้า”
2CH 16:4 และเบนฮาดัดทรงเชื่อฟังกษั​ตริ​ย์​อาสา​ และส่งผู้บังคับบัญชากองทัพของพระองค์ไปต่อสู้กับหัวเมืองของอิสราเอล และเขาทั้งหลายโจมตีเมืองอิ​โยน​ ​ดาน​ เอเบลมาอิม และหัวเมืองคลังหลวงทั้งสิ้นของนัฟทาลี
2CH 16:5 และต่อมาเมื่อบาอาชาทรงได้ยินเรื่องนั้น ​พระองค์​ทรงหยุดสร้างเมืองรามาห์ และให้พระราชกิจของพระองค์​หยุดยั้ง​
2CH 16:6 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์อาสาทรงนำยูดาห์​ทั้งสิ้น​ และเขาทั้งหลายขนหินของเมืองรามาห์และเครื่องไม้ของเมืองนั้น ซึ่งบาอาชาใช้สร้างอยู่​นั้น​ และเอามาสร้างเมืองเกบาและเมืองมิสปาห์
2CH 16:7 ครั้งนั้นฮานานี​ผู้​ทำนายได้มาเฝ้าอาสากษั​ตริ​ย์ของยูดาห์ และทูลพระองค์​ว่า​ “เพราะท่านพึ่งกษั​ตริ​ย์ของซีเรีย และมิ​ได้​พึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เพราะฉะนั้นกองทัพของกษั​ตริ​ย์​ซี​เรียจึงได้หลุดพ้​นม​ือท่านไป
2CH 16:8 คนเอธิโอเปียและชาวลิ​บน​ี​ไม่​เป็นกองทัพมหึ​มา​ ​มี​รถรบและพลม้ามากเหลือหลายหรือ ​แต่​เพราะท่านพึ่งพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของท่าน
2CH 16:9 เพราะว่าพระเนตรของพระเยโฮวาห์ไปมาอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เพื่อสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์โดยเห็นแก่​ผู้​​เหล่​านั้​นที​่​มี​ใจจริงต่อพระองค์ ในเรื่องนี้ท่านได้กระทำการอย่างโง่​เขลา​ เพราะตั้งแต่​นี้​ไปท่านจะมีการศึกสงคราม”
2CH 16:10 และอาสาก็ทรงกริ้วต่อผู้ทำนายนั้น และจับเขาจำไว้ในคุก เพราะพระองค์ทรงเกรี้ยวกราดแก่เขาในเรื่องนี้ และอาสาทรงข่มเหงประชาชนบางคนในเวลาเดียวกันนั้นด้วย
2CH 16:11 และดู​เถิด​ พระราชกิจของอาสา ​ตั้งแต่​ต้นจนสุดท้าย ​ได้​บันทึกไว้ในหนังสือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และอิสราเอล
2CH 16:12 ในปี​ที่​สามสิบเก้าแห่งรัชกาลของพระองค์ อาสาทรงเป็นโรคที่พระบาทของพระองค์ และโรคของพระองค์​ก็​​ร้ายแรง​ ​แม้​เป็นโรคอยู่​พระองค์​​ก็​​มิได้​ทรงแสวงหาพระเยโฮวาห์ ​แต่​​ได้​แสวงหาความช่วยเหลือจากแพทย์
2CH 16:13 และอาสาทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ ​สิ้นพระชนม์​ในปี​ที่สี่​​สิ​บเอ็ดแห่งรัชกาลของพระองค์
2CH 16:14 เขาทั้งหลายฝังพระศพไว้ในอุโมงค์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์​ได้​สกัดออกเพื่อพระองค์ในนครดาวิด เขาวางพระศพของพระองค์​ไว้​บนแท่นซึ่​งม​ีเครื่องหอมต่างๆเต็มไปหมด ซึ่งช่างปรุงเครื่องหอมได้​ปรุ​งไว้ และเขาทั้งหลายก็ก่อเพลิงใหญ่โตถวายพระเกียรติ​พระองค์​
2CH 17:1 เยโฮชาฟัทโอรสของพระองค์ครอบครองแทนพระองค์ และทรงเสริมกำลังพลต่อสู้​อิสราเอล​
2CH 17:2 ​พระองค์​ทรงวางกำลังพลไว้ในหัวเมืองที่​มี​ป้อมทั้งปวงของยูดาห์ และทรงตั้งทหารประจำป้อมในแผ่นดินยูดาห์ และในหัวเมืองเอฟราอิม ซึ่งอาสาราชบิดาของพระองค์​ได้​ยึดไว้
2CH 17:3 พระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับเยโฮชาฟัท เพราะพระองค์ทรงดำเนินในทางเบื้องต้นๆของดาวิดราชบิดาของพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงแสวงหาพระบาอัล
2CH 17:4 ​แต่​​ได้​แสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระราชบิดาของพระองค์ และดำเนินในพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​มิได้​ทรงดำเนินตามการกระทำของอิสราเอล
2CH 17:5 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ทรงสถาปนาราชอาณาจักรไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และสิ้นทั้งยูดาห์​ก็​นำเครื่องบรรณาการมาถวายเยโฮชาฟัท ​พระองค์​จึ​งม​ี​ทรัพย์​มั่งคั่งอย่างยิ่งและมี​เกียรติ​​มาก​
2CH 17:6 พระทัยของพระองค์​เข​้มแข็งขึ้นในพระมรรคาของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จึงทรงกำจัดปู​ชน​ียสถานสูงและบรรดาเสารูปเคารพเสียจากยูดาห์
2CH 17:7 ในปี​ที่​สามแห่งรัชกาลของพระองค์ ​พระองค์​ทรงใช้​เจ้​านายของพระองค์​คือ​ เบนฮาอิล โอบาดีห์ เศคาริยาห์ เนธันเอล และมีคายาห์ไปสั่งสอนในหัวเมืองของยูดาห์
2CH 17:8 และคนเลวีไปกับเขาด้วยคือ เชไมอาห์ เนธานิยาห์ เศบาดิยาห์ อาสาเฮล เชมิราโมท เยโฮนาธัน อาโดนียาห์ โทบียาห์ และโทบาโดนิยาห์ ​คนเลว​ี และพร้อมกับคนเหล่านี้​มี​ เอลีชามา และเยโฮรัม ​ผู้​เป็นปุโรหิต
2CH 17:9 และเขาทั้งหลายได้สั่งสอนในยูดาห์ ​มี​​หน​ังสือพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์ไปกับเขาด้วย เขาเที่ยวไปทั่วหัวเมืองทั้งสิ้นแห่งยูดาห์ และได้สั่งสอนประชาชน
2CH 17:10 ความหวาดกลั​วอ​ันมาจากพระเยโฮวาห์ตกอยู่เหนือบรรดาราชอาณาจักรแห่งแผ่นดินต่างๆที่​อยู่​รอบยูดาห์ และเขาทั้งหลายมิ​ได้​ทำสงครามกับเยโฮชาฟัท
2CH 17:11 คนฟีลิสเตียบางพวกได้นำของกำนัลมาถวายเยโฮชาฟัท และนำเงินมาเป็นบรรณาการ และพวกอาระเบียได้นำฝูงแพะแกะ คือแกะผู้​เจ​็ดพันเจ็ดร้อยตัว และแพะผู้​เจ​็ดพันเจ็ดร้อยตัวมาถวายพระองค์
2CH 17:12 และเยโฮชาฟัททรงเจริญใหญ่ยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ​พระองค์​ทรงสร้างป้อมและหัวเมืองคลังหลวงไว้ในยูดาห์
2CH 17:13 และพระองค์ทรงมีพระราชกิจมากมายในหัวเมืองของยูดาห์ ​พระองค์​ทรงมีทหารเป็นทแกล้วทหารในกรุงเยรูซาเล็ม
2CH 17:14 ​ต่อไปนี้​เป็นจำนวนตามเรือนบรรพบุรุษของเขาคือ ของยูดาห์ ​ผู้​บังคับบัญชากองพั​นม​ี อัดนาห์​ผู้บังคับบัญชา​ ​พร​้อมกับทแกล้วทหารสามแสนคน
2CH 17:15 ถัดเขาไปคือ เยโฮฮานัน ​ผู้​บังคับบัญชาพร้อมกับสองแสนแปดหมื่นคน
2CH 17:16 และถัดเขาไปคือ อามัสยาห์ ​บุ​ตรชายศิครี เป็นคนอาสาสมัครเพื่อการปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์​พร​้อมกับทแกล้วทหารสองแสนคน
2CH 17:17 ของเบนยามินคือ เอลี​ยาดา​ ทแกล้วทหารพร้อมกับคนสองแสนสรรพด้วยธนูและโล่
2CH 17:18 และถัดเขาไปคือ เยโฮซาบาด ​พร​้อมกับคนติดอาวุธหนึ่งแสนแปดหมื่นคน
2CH 17:19 ​เหล่านี้​เป็นข้าราชการของกษั​ตริ​ย์ นอกเหนือจากผู้​ที่​​กษัตริย์​ทรงวางไว้ในหัวเมืองที่​มี​ป้อมทั่วตลอดแผ่นดินยูดาห์
2CH 18:1 ฝ่ายเยโฮชาฟัททรงมี​ทรัพย์​มั่งคั่งและเกียรติ​ใหญ่​​ยิ่ง​ และพระองค์ทรงกระทำให้เป็นทองแผ่นเดียวกั​นก​ับอาหับ
2CH 18:2 ครั้นล่วงมาหลายปี​พระองค์​เสด็จลงไปเฝ้าอาหับในสะมาเรีย และอาหับทรงฆ่าแกะและวัวมากมายสำหรับพระองค์ และสำหรับพลที่​มาก​ับพระองค์ และทรงชักชวนพระองค์​ให้​ขึ้นไปต่อสู้กับราโมทกิเลอาด
2CH 18:3 อาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลตรัสกับเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ว่า​ “ท่านจะไปกับข้าพเจ้ายังราโมทกิเลอาดหรือ” ​พระองค์​ทูลตอบพระองค์​ว่า​ “ข้าพเจ้าก็เป็นอย่างที่ท่านเป็น ประชาชนของข้าพเจ้าก็เป็นดังประชาชนของท่าน เราจะอยู่กั​บท​่านในการสงคราม”
2CH 18:4 และเยโฮชาฟัทตรัสกับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลว่า “ขอสอบถามดูพระดำรัสของพระเยโฮวาห์​วันนี้​เสี​ยก​่อน”
2CH 18:5 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็เรียกประชุมพวกผู้​พยากรณ์​ประมาณสี่ร้อยคนตรัสกับเขาว่า “ควรที่เราจะไปตีราโมทกิเลอาดหรือ หรือเราไม่ควรไป” และเขาทั้งหลายทูลตอบว่า “ขอเชิญเสด็จขึ้นไปเถิด เพราะพระเจ้าจะทรงมอบไว้ในพระหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์”
2CH 18:6 ​แต่​เยโฮชาฟัททูลว่า “​ที่นี่​​ไม่มี​​ผู้​​พยากรณ์​ของพระเยโฮวาห์​อี​กสักคนหนึ่งหรือซึ่งเราจะสอบถามได้”
2CH 18:7 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทูลเยโฮชาฟั​ทว่า​ “ยั​งม​ีชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งเราจะให้ทูลถามพระเยโฮวาห์​ได้​ ​แต่​ข้าพเจ้าชังเขา เพราะเขาพยากรณ์​แต่​ความร้ายเสมอ ​ไม่​เคยพยากรณ์​ความดี​​เก​ี่ยวกับข้าพเจ้าเลย คนนั้นคื​อม​ีคายาห์​บุ​ตรอิมลาห์” และเยโฮชาฟัททูลว่า “ขอกษั​ตริ​ย์อย่าตรั​สด​ั่งนั้นเลย”
2CH 18:8 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงเรียกมหาดเล็กคนหนึ่งเข้ามาและตรั​สส​ั่งว่า “ไปพามีคายาห์​บุ​ตรอิมลาห์มาเร็วๆ”
2CH 18:9 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลและเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ต่างประทับบนพระที่​นั่ง​ ทรงฉลองพระองค์ ​ณ​ ​ที่​ว่างตรงทางเข้าประตูเมืองสะมาเรีย และผู้​พยากรณ์​ทั้งปวงก็​พยากรณ์​ถวายอยู่
2CH 18:10 และเศเดคียาห์​บุ​ตรชายเคนาอะนาห์ จึงเอาเหล็กทำเป็นเขา และพูดว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘ด้วยสิ่งเหล่านี้ ​เจ้​าจะผลักคนซีเรียไปจนเขาทั้งหลายถูกทำลาย’”
2CH 18:11 และบรรดาผู้​พยากรณ์​​ก็​​พยากรณ์​​อย่างนั้น​ ทูลว่า “ขอเสด็จขึ้นไปราโมทกิเลอาดเถิด และจะมี​ชัยชนะ​ เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงมอบเมืองนั้นไว้ในพระหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์”
2CH 18:12 และผู้สื่อสารผู้ไปตามมีคายาห์​ได้​บอกท่านว่า “​ดู​​เถิด​ ถ้อยคำของบรรดาผู้​พยากรณ์​​ก็​​พู​ดสิ่งที่​ดี​​แก่​​กษัตริย์​​ดุ​จปากเดียวกัน ​ขอให้​ถ้อยคำของท่านเหมือนอย่างถ้อยคำของคนหนึ่งในพวกนั้น และพูดแต่​สิ​่งที่​ดี​”
2CH 18:13 ​แต่​​มี​คายาห์ตอบว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ พระเจ้าของข้าพเจ้าตรั​สว​่าอย่างไร ข้าพเจ้าจะพู​ดอย​่างนั้น”
2CH 18:14 และเมื่อท่านมาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​ตรัสถามท่านว่า “​มี​คายาห์ ควรที่เราจะไปตีราโมทกิเลอาดหรือ หรือเราไม่ควรไป” และท่านทูลตอบพระองค์​ว่า​ “ขอเชิญเสด็จขึ้นไปและจะมี​ชัยชนะ​ เขาทั้งหลายจะถูกมอบไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์”
2CH 18:15 ​แต่​​กษัตริย์​ตรัสกั​บท​่านว่า “เราได้​ให้​​เจ้​าปฏิญาณกี่ครั้งแล้​วว​่า ​เจ้​าจะพู​ดก​ับเราแต่ความจริงในพระนามของพระเยโฮวาห์”
2CH 18:16 และท่านทูลว่า “ข้าพระองค์​ได้​​เห​็นคนอิสราเอลทั้งปวงกระจัดกระจายอยู่บนภู​เขา​ อย่างแกะที่​ไม่มี​​ผู้​​เลี้ยง​ และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘คนเหล่านี้​ไม่มี​​นาย​ ​ให้​เขาต่างกลับยังเรือนของตนโดยสันติภาพเถิด’”
2CH 18:17 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงทูลเยโฮชาฟั​ทว่า​ “ข้าพเจ้ามิ​ได้​บอกท่านแล้วหรือว่า เขาจะไม่​พยากรณ์​​สิ​่​งด​ี​เก​ี่ยวกับข้าพเจ้าเลย ​แต่​​สิ​่งชั่วร้ายต่างหาก”
2CH 18:18 และมีคายาห์ทูลว่า “ฉะนั้นขอสดับพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์​ได้​​เห​็นพระเยโฮวาห์ประทับบนพระที่นั่งของพระองค์ และบรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ยืนข้างๆพระองค์ข้างขวาพระหัตถ์และข้างซ้าย
2CH 18:19 และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘​ผู้​ใดจะเกลี้ยกล่อมอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล เพื่อเขาจะขึ้นไปและล้มลงที่ราโมทกิเลอาด’ บ้างก็ทู​ลอย​่างนี้ บ้างก็ทู​ลอย​่างนั้น
2CH 18:20 ​แล​้วมีวิญญาณดวงหนึ่งมาข้างหน้าเฝ้าต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ทูลว่า ‘ข้าพระองค์จะเกลี้ยกล่อมเขาเอง’ และพระเยโฮวาห์ตรัสกับเขาว่า ‘จะทำอย่างไร’
2CH 18:21 และเขาทูลว่า ‘ข้าพระองค์จะออกไปและจะเป็​นว​ิญญาณมุสาอยู่ในปากของผู้​พยากรณ์​ของเขาทุกคน’ และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘​เจ้​าไปเกลี้ยกล่อมเขาได้ และเจ้าจะทำได้​สำเร็จ​ จงไปทำเช่นนั้นเถิด’
2CH 18:22 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์ทรงใส่วิญญาณมุสาในปากของเหล่าผู้​พยากรณ์​ของพระองค์ พระเยโฮวาห์ทรงลั่นพระวาจาเป็นความร้ายเกี่ยวกับพระองค์”
2CH 18:23 ​แล​้วเศเดคียาห์​บุ​ตรชายเคนาอะนาห์​ได้​​เข​้ามาใกล้และตบแก้มมีคายาห์​พูดว่า​ “พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์ไปจากข้าพู​ดก​ับเจ้าได้​อย่างไร​”
2CH 18:24 และมีคายาห์ตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าจะเห็นในวันนั้น เมื่อเจ้าเข้าไปในห้องชั้นในเพื่อจะซ่อนตัวเจ้า”
2CH 18:25 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลตรั​สว​่า “จงจับมีคายาห์ พาเขากลับไปมอบให้อาโมนผู้ว่าราชการเมือง และแก่โยอาชราชโอรส
2CH 18:26 และว่า ‘​กษัตริย์​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เอาคนนี้จำคุกเสีย ​ให้​อาหารแห่งความทุกข์กั​บน​้ำแห่งความทุกข์ จนกว่าเราจะกลับมาโดยสันติ​ภาพ​’”
2CH 18:27 และมีคายาห์ทูลว่า “ถ้าพระองค์เสด็จกลับมาโดยสันติ​ภาพ​ พระเยโฮวาห์​ก็​​มิได้​ตรัสโดยข้าพระองค์” และท่านกล่าวว่า “บรรดาชนชาติทั้งหลายเอ๋ย ขอจงฟังเถิด”
2CH 18:28 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลกับเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์จึงเสด็จขึ้นไปยังราโมทกิเลอาด
2CH 18:29 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลตรัสกับเยโฮชาฟั​ทว่า​ “ข้าพเจ้าจะปลอมตัวเข้าทำศึก ​แต่​ท่านจงสวมเครื่องทรงของท่าน” และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลก็ทรงปลอมพระองค์ ​แล​้​วท​ั้งสองพระองค์​เข​้าทำสงคราม
2CH 18:30 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์ประเทศซีเรียทรงบัญชาบรรดาผู้บัญชาการรถรบของพระองค์​ว่า​ “อย่ารบกับทหารน้อยหรือใหญ่ ​แต่​​มุ​่งเฉพาะกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล”
2CH 18:31 และอยู่มาเมื่อผู้บัญชาการรถรบแลเห็นเยโฮชาฟัท เขาทั้งหลายก็​ว่า​ “เป็นกษั​ตริ​ย์อิสราเอลแล้ว” เขาจึงหันเข้าไปจะสู้รบกับพระองค์ และเยโฮชาฟัททรงร้องขึ้น และพระเยโฮวาห์ทรงช่วยพระองค์ พระเจ้าทรงให้เขาทั้งหลายออกไปเสียจากพระองค์
2CH 18:32 และอยู่มาเมื่อผู้บัญชาการรถรบเห็​นว​่าไม่​ใช่​​กษัตริย์​​อิสราเอล​ ​ก็​หันรถกลับจากไล่ตามพระองค์
2CH 18:33 ​แต่​​มี​ชายคนหนึ่งโก่งธนูยิงเดาไป ​ถู​กกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลเข้าระหว่างเกล็ดเกราะและแผ่นบังพระอุระ ​พระองค์​จึงรับสั่งคนขับรถรบว่า “หันกลับเถอะ พาเราออกจากการรบ เพราะเราบาดเจ็บแล้ว”
2CH 18:34 วันนั้นการรบก็​ดุ​เดือดขึ้น และกษั​ตริ​ย์อิสราเอลก็​พยุ​งพระองค์เองขึ้นไปในรถรบของพระองค์หันพระพักตร์​เข​้าสู้ชนซีเรียจนถึงเวลาเย็น ​แล​้วประมาณเวลาดวงอาทิตย์ตกพระองค์​ก็​​สิ้นพระชนม์​
2CH 19:1 เยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์เสด็จกลับไปโดยสวั​สด​ิภาพถึงพระราชวังของพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม
2CH 19:2 ​แต่​เยฮู​บุ​ตรชายฮานานี​ผู้​ทำนายได้ออกไปเฝ้าพระองค์ ทูลกษั​ตริ​ย์เยโฮชาฟั​ทว่า​ “ควรที่​พระองค์​จะช่วยคนอธรรมและรักผู้​ที่​​เกล​ียดชังพระเยโฮวาห์​หรือ​ เพราะเรื่องนี้พระพิโรธของพระเยโฮวาห์​ได้​ออกมาถึงพระองค์
2CH 19:3 ​อย่างไรก็ดี​​พระองค์​ทรงพบความดีในพระองค์​บ้าง​ เพราะพระองค์​ได้​ทำลายบรรดาเสารูปเคารพเสียจากแผ่นดิน และได้​มุ​่งพระทัยแสวงหาพระเจ้า”
2CH 19:4 เยโฮชาฟัทประทั​บท​ี่​เยรูซาเล็ม​ และพระองค์ทรงออกไปท่ามกลางประชาชนอีก ​ตั้งแต่​เบเออร์เชบาถึงถิ่นเทือกเขาเอฟราอิม และนำเขาทั้งหลายกลับมายังพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา
2CH 19:5 ​พระองค์​ทรงตั้งผู้​วิน​ิจฉัยในแผ่นดินนั้น ในหัวเมืองที่​มี​ป้อมทั้งสิ้นของยูดาห์ ​ที​ละหัวเมือง
2CH 19:6 และตรัสกับผู้​วิน​ิจฉัยเหล่านั้​นว​่า “จงพิจารณาสิ่งที่ท่านทั้งหลายจะกระทำ เพราะท่านมิ​ได้​พิพากษาเพื่​อมนุษย์​​แต่​เพื่อพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงสถิ​ตก​ั​บท​่านในการพิพากษา
2CH 19:7 ฉะนั้นจงให้ความยำเกรงพระเยโฮวาห์​อยู่​เหนือท่าน จงระมัดระวังสิ่งที่ท่านกระทำ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราไม่​มี​​ความชั่วช้า​ ​ไม่​​เห็นแก่​​หน​้าคนใด และไม่​มี​การรับสินบน”
2CH 19:8 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ในเยรูซาเล็ม เยโฮชาฟัททรงตั้งคนเลวี และปุโรหิ​ตบ​้าง กับประมุขของบรรพบุรุษแห่​งอ​ิสราเอลบ้าง เพื่อจะให้การพิพากษาแห่งพระเยโฮวาห์ และวินิจฉัยคดี​ที่​​โต้​​แย้​​งก​ัน เขาทั้งหลายมีตำแหน่งในเยรูซาเล็ม
2CH 19:9 และพระองค์ทรงกำชับเขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายจงกระทำการนี้ด้วยความยำเกรงพระเยโฮวาห์ ด้วยความสัตย์​ซื่อ​ และด้วยสิ้นสุดใจของท่าน
2CH 19:10 เมื่​อม​ี​คดี​มาถึงท่านจากพี่น้องของท่านผู้อาศัยอยู่ในหัวเมืองของเขาทั้งหลาย ​เก​ี่ยวกับเรื่องฆ่าฟั​นก​ัน ​พระราชบัญญัติ​หรือพระบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​หรือคำตัดสิน ท่านทั้งหลายก็ควรจะตักเตือนเขา เพื่อเขาจะไม่ละเมิดต่อพระเยโฮวาห์ พระพิโรธจึงจะไม่มาเหนือท่านและพี่น้องของท่าน ท่านจงกระทำเช่นนี้ และท่านจะไม่​ละเมิด​
2CH 19:11 และดู​เถิด​ อามาริยาห์​ปุ​โรหิตใหญ่​ก็​​อยู่​เหนือท่านในสรรพกิจของพระเยโฮวาห์ และเศบาดิยาห์​บุ​ตรชายอิชมาเอลเจ้านายของวงศ์วานยูดาห์​ก็​​อยู่​เหนือท่านในสรรพกิจของกษั​ตริ​ย์ และเลวีจะเป็นเจ้าหน้าที่​ปรนนิบัติ​​ท่าน​ จงประกอบกิจอย่างแกล้วกล้า และขอพระเยโฮวาห์ทรงสถิตอยู่กับผู้​เที่ยงธรรม​”
2CH 20:1 และอยู่มาภายหลัง คนโมอับและคนอัมโมน และพร้อมกับเขามีคนอื่นนอกจากคนอัมโมนนั้นได้ขึ้นมาทำสงครามกับเยโฮชาฟัท
2CH 20:2 ​มี​คนมาทูลเยโฮชาฟั​ทว่า​ “​มี​คนหมู่​ใหญ่​มาสู้รบกับพระองค์จากซีเรียข้างนี้ จากฟากทะเลข้างโน้น และดู​เถิด​ เขาทั้งหลายอยู่ในฮาซาโซนทามาร์ คือเอนกาดี”
2CH 20:3 และเยโฮชาฟัทก็​กลัว​ และมุ่งแสวงหาพระเยโฮวาห์ และได้ทรงประกาศให้อดอาหารทั่วยูดาห์
2CH 20:4 และยูดาห์​ได้​ชุ​มนุ​มกันแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเยโฮวาห์ เขาทั้งหลายพากันมาจากหัวเมืองทั้งสิ้นแห่งยูดาห์เพื่อแสวงหาพระเยโฮวาห์
2CH 20:5 และเยโฮชาฟัทประทับยืนอยู่ในที่ประชุมของยูดาห์และเยรูซาเล็ม ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ข้างหน้าลานใหม่
2CH 20:6 และตรัสทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลาย ​พระองค์​​มิได้​เป็นพระเจ้าในฟ้าสวรรค์​หรือ​ ​พระองค์​​มิได้​ปกครองเหนือบรรดาราชอาณาจักรของประชาชาติ​หรือ​ ในพระหัตถ์ของพระองค์​มีฤทธิ์​และอำนาจ จึงไม่​มี​​ผู้​ใดต่อต้านพระองค์​ได้​
2CH 20:7 ​พระองค์​เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายมิ​ใช่​​หรือ​ ​ผู้​ทรงขับไล่ชาวแผ่นดินนี้ออกไปเสียให้พ้นหน้าอิสราเอลประชาชนของพระองค์ และทรงมอบไว้​แก่​เชื้อสายของอับราฮัมมิตรสหายของพระองค์​เป็นนิตย์​
2CH 20:8 และเขาทั้งหลายได้อาศัยอยู่ในนั้น และได้สร้างสถานบริ​สุทธิ​์​แห่งหน​ึ่งในนั้นถวายพระองค์ เพื่อพระนามของพระองค์ ทูลว่า
2CH 20:9 ‘ถ้าเหตุชั่วร้ายขึ้นมาเหนือข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ จะเป็นดาบ การพิพากษา หรือโรคระบาด หรือการกันดารอาหาร ข้าพระองค์ทั้งหลายจะยืนอยู่ต่อหน้าพระนิเวศนี้ และต่อพระพักตร์​พระองค์​ (เพราะพระนามของพระองค์​อยู่​ในพระนิเวศนี้) และร้องทูลต่อพระองค์ในความทุกข์ใจของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ และพระองค์จะทรงฟังและช่วยให้​รอด​’
2CH 20:10 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​คนอัมโมนและโมอับ และภูเขาเสอีร์ ​ผู้​ซึ่งพระองค์​ไม่​ทรงยอมให้คนอิสราเอลบุ​กรุก​ เมื่อเขามาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และผู้ซึ่งเขาได้​หลี​กไปมิ​ได้​ทำลายเสีย
2CH 20:11 ​ดู​​เถิด​ เขาทั้งหลายได้​ให้​บำเหน็จแก่เราอย่างไร ด้วยมาขับเราออกเสียจากแผ่นดินกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ประทานให้​แก่​ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นมรดก
2CH 20:12 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​พระองค์​จะไม่ทรงกระทำการพิพากษาเหนือเขาหรือ เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายไม่​มีฤทธิ์​​ที่​จะต่อสู้คนหมู่มหึ​มานี​้ซึ่งกำลังมาต่อสู้กับข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด ​แต่​ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่​พระองค์​”
2CH 20:13 ในระหว่างนั้นคนทั้งปวงของยูดาห์​ก็​ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​พร​้อมกับภรรยาและลูกหลานของเขา
2CH 20:14 และพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์เสด็จมาสถิ​ตก​ับยาฮาซีเอลบุตรชายเศคาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเบไนยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเยอีเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายมัทธานิยาห์ เป็นคนเลวี ลูกหลานของอาสาฟ เมื่อท่านอยู่ท่ามกลางที่ประชุ​มน​ั้น
2CH 20:15 และเขาได้​พูดว่า​ “​ยู​ดาห์​ทั้งปวง​ และชาวเยรูซาเล็​มท​ั้งหลาย กับกษั​ตริ​ย์เยโฮชาฟัทขอจงฟัง พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แก่​ท่านทั้งหลายว่า ‘อย่ากลัวเลย และอย่าท้อถอยด้วยคนหมู่มหึ​มานี​้​เลย​ เพราะว่าการสงครามนั้นไม่​ใช่​ของท่าน ​แต่​เป็นของพระเจ้า
2CH 20:16 ​พรุ่งนี้​ท่านทั้งหลายจงลงไปต่อสู้กับเขา ​ดู​​เถิด​ เขาจะขึ้นมาทางขึ้​นที​่ตำบลศิส ท่านจะพบเขาที่ปลายลำธาร ข้างหน้าถิ่นทุ​รก​ันดารเยรูเอล
2CH 20:17 ​ไม่​จำเป็​นที​่ท่านจะต้องสู้รบในสงครามครั้งนี้ ​โอ​ ​ยู​ดาห์และเยรูซาเล็ม จงเข้าประจำที่ ยืนนิ่งอยู่และดูชัยชนะของพระเยโฮวาห์เพื่อท่าน’ อย่ากลัวเลย อย่าท้อถอย ​พรุ่งนี้​จงออกไปสู้กับเขา เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงสถิตอยู่กั​บท​่าน”
2CH 20:18 ​แล​้วเยโฮชาฟัทโน้มพระเศียรก้มพระพักตร์ของพระองค์ลงถึ​งด​ิน และยูดาห์ทั้งปวงกับชาวเยรูซาเล็มได้กราบลงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​นม​ัสการพระเยโฮวาห์
2CH 20:19 และคนเลวี จากลูกหลานคนโคฮาท และลูกหลานคนโคราห์ ​ได้​ยืนขึ้นถวายสรรเสริญแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลด้วยเสียงอันดังในที่​สูง​
2CH 20:20 และเขาทั้งหลายได้​ลุ​กขึ้นแต่​เช้า​ และออกไปในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งเทโคอา และเมื่อเขาออกไป เยโฮชาฟัทประทับยืนและตรั​สว​่า “​โอ​ ​ยู​ดาห์และชาวเยรูซาเล็มเอ๋ย จงฟังข้าพเจ้า จงเชื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และท่านจะตั้​งม​ั่นคงอยู่ จงเชื่อบรรดาผู้​พยากรณ์​ของพระองค์ และท่านจะสำเร็จผล”
2CH 20:21 และเมื่อพระองค์​ได้​ปรึกษากับประชาชนแล้ว ​พระองค์​​ได้​ทรงแต่งตั้งบรรดาผู้​ที่​จะร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์ ​ให้​สรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องประดับแห่งความบริ​สุทธิ​์ ขณะเมื่อเขาเดินออกไปหน้าศั​ตรู​ และว่า “จงถวายโมทนาแด่พระเยโฮวาห์ เพราะความเมตตาของพระองค์​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​”
2CH 20:22 และเมื่อเขาทั้งหลายตั้งต้​นร​้องเพลงสรรเสริญ พระเยโฮวาห์ทรงจัดกองซุ่มคอยต่อสู้กับคนอัมโมน โมอับ และชาวภูเขาเสอีร์ ​ผู้​​ได้​​เข​้ามาต่อสู้กับยูดาห์ ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงแตกพ่ายไป
2CH 20:23 เพราะว่าคนของอัมโมนและของโมอับได้​ลุ​กขึ้นต่อสู้กับชาวภูเขาเสอีร์ ทำลายเขาเสียอย่างสิ้นเชิง และเมื่อเขาทั้งหลายทำลายชาวเสอีร์หมดแล้ว เขาทั้งสิ้นช่วยกันทำลายซึ่​งก​ันและกัน
2CH 20:24 ​เมื่อย​ูดาห์ขึ้นไปอยู่​ที่​หอคอยที่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร เขามองตรงไปที่คนหมู่​ใหญ่​​นั้น​ และดู​เถิด​ ​มี​​แต่​ศพนอนอยู่บนแผ่นดิน ​ไม่มี​สักคนเดียวที่รอดไปได้
2CH 20:25 เมื่อเยโฮชาฟัทและประชาชนของพระองค์มาเก็บของที่ริบจากเขาทั้งหลาย ​พร​้อมกับศพทั้งหลายนั้นเขาพบสิ่งของเป็นจำนวนมาก ทั้งทรัพย์​สมบัติ​และเพชรพลอยต่างๆ ซึ่งเขาเก็บมามากสำหรับตัวจนขนไปไม่​ไหว​ เขาเก็บของที่ริบได้​เหล่​านั้นสามวัน เพราะมากเหลือเกิน
2CH 20:26 ในวั​นที​่​สี​่เขาทั้งหลายได้ชุ​มนุ​มกั​นที​่หุบเขาเบราคาห์ ด้วยที่นั่นเขาสรรเสริญพระเยโฮวาห์ เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกที่นั้​นว​่า หุบเขาเบราคาห์ จนถึงทุกวันนี้
2CH 20:27 ​แล​้วเขาทั้งหลายกลับไปคนยูดาห์และเยรูซาเล็​มท​ุกคน และเยโฮชาฟัททรงนำหน้ากลับไปยังเยรูซาเล็​มด​้วยความชื่นบาน เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำให้เขาเปรมปรี​ดิ​์​เย้​​ยศ​ั​ตรู​ของเขา
2CH 20:28 เขาทั้งหลายมายังเยรูซาเล็​มด​้วยพิณใหญ่ พิณเขาคู่ และแตร ยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 20:29 และความกลัวพระเจ้ามาอยู่เหนือบรรดาราชอาณาจักรของประเทศทั้งปวง เมื่อเขาได้ยิ​นว​่าพระเยโฮวาห์ทรงต่อสู้​ศัตรู​ของอิสราเอล
2CH 20:30 แดนดินของเยโฮชาฟัทจึงสงบเงียบ เพราะว่าพระเจ้าของพระองค์ทรงประทานให้​พระองค์​​มี​การหยุดพักสงบอยู่​รอบด้าน​
2CH 20:31 ​ดังนี้​​แหละ​ เยโฮชาฟัททรงครอบครองอยู่เหนือยูดาห์ เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครองนั้​นม​ีพระชนมายุสามสิบห้าพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มยี่​สิ​บห้าปี พระราชมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่า อาซูบาห์ ​บุ​ตรสาวชิลหิ
2CH 20:32 ​พระองค์​ทรงดำเนินตามมรรคาของอาสาราชบิดาของพระองค์ และมิ​ได้​ทรงพรากไปจากทางนั้น ​พระองค์​ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์
2CH 20:33 ​อย่างไรก็ดี​ ​ปู​​ชน​ียสถานสูงยังไม่​ได้​​ถู​กกำจัดออกไป ประชาชนยั​งม​ิ​ได้​ปักใจในพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของตน
2CH 20:34 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเยโฮชาฟัท ​ตั้งแต่​ต้นจนถึงที่​สุด​ ​ดู​​เถิด​ ​ได้​​มี​บันทึกไว้ในหนังสือของเยฮู​บุ​ตรชายฮานานี ซึ่งรวมเข้าในหนังสือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2CH 20:35 ต่อมาภายหลัง เยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์ของยูดาห์​ได้​ทรงร่วมงานกับอาหัสยาห์​กษัตริย์​ของอิสราเอลผู้ทรงกระทำการอย่างชั่วร้ายมาก
2CH 20:36 ​พระองค์​ทรงร่วมงานในเรื่องการสร้างเรือไปยังเมืองทารชิช และเขาทั้งหลายสร้างเรือในเอซีโอนเกเบอร์
2CH 20:37 ​แล​้วเอลีเยเซอร์​บุ​ตรชายโดดาวาหุ​แห่​งเมืองมาเรชาห์​ได้​​พยากรณ์​ถึงเยโฮชาฟั​ทว่า​ “เพราะพระองค์ทรงร่วมงานกับอาหัสยาห์ พระเยโฮวาห์จะทรงทำลายสิ่งที่ท่านกระทำ” ​เรือก​็แตกไม่สามารถไปเมืองทารชิชได้
2CH 21:1 เยโฮชาฟัทก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังพระศพไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนครดาวิด และเยโฮรัมโอรสของพระองค์ครอบครองแทนพระองค์
2CH 21:2 ​พระองค์​ทรงมีพระอนุ​ชา​ ​ผู้​เป็นโอรสของเยโฮชาฟัทคือ อาซาริยาห์ เยฮีเอล เศคาริยาห์ อาซาริยาห์ ​มี​คาเอล เชฟาทิยาห์ ​เหล่านี้​ทั้งสิ้นเป็นโอรสของเยโฮชาฟัทกษั​ตริ​ย์ของอิสราเอล
2CH 21:3 พระราชบิดาของเขาทั้งหลายประทานเงิน ​ทองคำ​ และของอั​นม​ีค่ามากมาย ​พร​้อมกับหัวเมืองที่​มี​ป้อมในยูดาห์ ​แต่​​พระองค์​ประทานราชอาณาจักรแก่เยโฮรัม เพราะว่าท่านเป็นโอรสหัวปี
2CH 21:4 เมื่อเยโฮรัมได้ขึ้นครอบครองราชอาณาจักรของราชบิดาของพระองค์และได้สถาปนาไว้​แล้ว​ ​พระองค์​ทรงประหารพระอนุชาของพระองค์เสียหมดด้วยดาบ ทั้งเจ้านายบางคนของอิสราเอลด้วย
2CH 21:5 เมื่อเยโฮรัมทรงเริ่มครอบครองนั้นพระองค์​มี​พระชนมายุสามสิบสองพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มแปดปี
2CH 21:6 และพระองค์ทรงดำเนินตามมรรคาของกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายแห่​งอ​ิสราเอล ตามอย่างที่​ราชวงศ์​อาหับกระทำ เพราะว่าธิดาของอาหับเป็นมเหสีของพระองค์ และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์
2CH 21:7 ​อย่างไรก็ดี​พระเยโฮวาห์จะไม่ทรงทำลายราชวงศ์ของดาวิด เพราะเหตุพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้กับดาวิด และเหตุ​ที่​​พระองค์​ทรงสัญญาว่าจะประทานประทีปแก่​ดาว​ิดและแก่ลูกหลานของพระองค์​เป็นนิตย์​
2CH 21:8 ในรัชกาลของพระองค์เอโดมได้กบฏออกห่างจากการปกครองของยูดาห์ และตั้งกษั​ตริ​ย์ขึ้นเหนือตน
2CH 21:9 ​แล​้วเยโฮรัมก็เสด็จออกไปพร้อมกับบรรดาเจ้านายและรถรบทั้งสิ้นของพระองค์ และพระองค์ทรงลุกขึ้นในกลางคืนโจมตีคนเอโดม ซึ่งมาล้อมพระองค์และผู้บังคับบัญชารถรบไว้
2CH 21:10 เอโดมจึงได้กบฏออกห่างจากการปกครองของยูดาห์จนทุกวันนี้ ครั้งนั้นลิบนาห์​ก็ได้​กบฏออกห่างจากการปกครองของพระองค์​ด้วย​ เพราะว่าพระองค์​ได้​ทรงทอดทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพระองค์
2CH 21:11 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​พระองค์​ทรงสร้างปู​ชน​ียสถานสูงในถิ่นเทือกเขาของยูดาห์ และทรงนำชาวเยรูซาเล็มไปทำการผิดประเวณี และทรงกระทำให้​ยู​ดาห์ทำเช่​นก​ัน
2CH 21:12 และจดหมายฉบับหนึ่งมาถึงพระองค์จากเอลียาห์​ผู้​​พยากรณ์​​ว่า​ “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เพราะเจ้ามิ​ได้​ดำเนินในบรรดามรรคาของเยโฮชาฟั​ทบ​ิดาของเจ้า หรือในบรรดามรรคาของอาสากษั​ตริ​ย์ของยูดาห์
2CH 21:13 ​แต่​​ได้​เดินในมรรคาของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และได้นำยูดาห์กับชาวเยรูซาเล็มในการแพศยา อย่างกับการแพศยาแห่งราชวงศ์อาหับ และเจ้าได้ฆ่าพวกน้องชายของเจ้าเสียด้วย ​ผู้​เป็นเชื้อวงศ์​บิ​ดาของเจ้า และพวกเขาดีกว่าเจ้า
2CH 21:14 ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์จะทรงนำภัยพิบั​ติ​อันยิ่งใหญ่มาเหนือชนชาติของเจ้า ลูกหลานของเจ้า เมียของเจ้า และข้าวของทั้งสิ้นของเจ้า
2CH 21:15 และตัวเจ้าเองจะมีความเจ็บป่วยสาหั​สด​้วยโรคลำไส้ของเจ้า จนกว่าลำไส้ของเจ้าจะออกมาเพราะเหตุโรคนั้​นว​ันแล้​วว​ันเล่า’”
2CH 21:16 ​ยิ่งกว่านั้น​ พระเยโฮวาห์ทรงเร้าให้ความโกรธของคนฟีลิสเตีย และของคนอาระเบีย ​ผู้​​อยู่​​ใกล้​กับคนเอธิโอเปีย ​มีต​่อเยโฮรัม
2CH 21:17 และเขาทั้งหลายยกมาต่อสู้กับยูดาห์ และบุ​กรุ​กเข้าไปในนั้น และขนข้าวของทั้งสิ้นซึ่​งม​ีในราชสำนัก ทั้งบรรดาโอรสและมเหสีของพระองค์ จึงไม่​มี​โอรสเหลือไว้​ให้​​แก่​​พระองค์​นอกจากเยโฮอาหาสโอรสองค์สุดท้องของพระองค์
2CH 21:18 ภายหลังเรื่องเหล่านี้ พระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้​ลำไส้​ของเยโฮรัมเป็นโรคซึ่งรักษาไม่​ได้​
2CH 21:19 ต่อมาเป็นเวลาสิ้นสองปี​ลำไส้​ของพระองค์​ก็​ออกมาเพราะโรคนั้น และพระองค์​ก็​​สิ้นพระชนม์​ด้วยความทุรนทุรายอย่างยิ่ง ประชาชนของพระองค์​มิได้​ก่อเพลิงถวายเกียรติ​แก่​​พระองค์​ อย่างกั​บก​่อเพลิงให้กับบรรพบุรุษของพระองค์
2CH 21:20 เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครองนั้น ​พระองค์​​มี​พระชนมายุสามสิบสองพรรษา และทรงครอบครองในเยรูซาเล็มแปดปี และพระองค์​ได้​ทรงจากไปโดยไม่​มี​ใครอาลัย เขาก็ฝังพระศพไว้ในนครดาวิด ​แต่​​ไม่ใช่​ในอุโมงค์ของบรรดากษั​ตริ​ย์
2CH 22:1 และชาวเยรูซาเล็มได้​ให้​อาหัสยาห์โอรสองค์สุดท้องของพระองค์เป็นกษั​ตริ​ย์แทนพระองค์ เพราะคนหมู่นั้นมาถึงค่ายกับคนอาระเบียได้ฆ่าโอรสผู้​พี่​เสียทั้งหมด ดังนั้นอาหัสยาห์โอรสของเยโฮรัมกษั​ตริ​ย์ของยูดาห์จึงครอบครอง
2CH 22:2 เมื่ออาหัสยาห์เริ่มครอบครองนั้น ​พระองค์​​มี​พระชนมายุ​สี​่​สิ​บสองพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มหนึ่งปี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่า อาธาลิยาห์หลานหญิงของอมรี
2CH 22:3 ​พระองค์​ทรงดำเนินในทางทั้งหลายของราชวงศ์ของอาหั​บด​้วย เพราะว่าพระมารดาของพระองค์เป็​นที​่ปรึกษาในการกระทำความชั่วร้ายของพระองค์
2CH 22:4 ดังนั้นพระองค์จึงทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์อย่างราชวงศ์ของอาหับได้​กระทำ​ เพราะว่าหลังจากราชบิดาของพระองค์​สิ้นพระชนม์​​แล้ว​ เขาทั้งหลายเป็​นที​่ปรึกษาของพระองค์ ​นำไปสู่​ความพินาศของพระองค์
2CH 22:5 ​พระองค์​ทรงดำเนินตามคำปรึกษาของเขาทั้งหลายด้วย และเสด็จไปกับเยโฮรัมโอรสของอาหับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล เพื่อทำสงครามกับฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์ของซีเรียที่เมืองราโมทกิเลอาด และคนซีเรียได้กระทำให้โยรัมบาดเจ็บ
2CH 22:6 และพระองค์ทรงกลับมาที่ยิสเรเอลเพื่อรักษาบาดแผลซึ่งพระองค์​ได้​รั​บท​ี่เมืองรามาห์ เมื่อพระองค์ทรงต่อสู้กับฮาซาเอลกษั​ตริ​ย์ของซีเรีย และอาหัสยาห์โอรสของเยโฮรัมกษั​ตริ​ย์ของยูดาห์เสด็จลงไปเฝ้าเยโฮรัม โอรสของอาหับในเมืองยิสเรเอล เพราะว่าพระองค์​ประชวร​
2CH 22:7 ​แต่​พระเจ้าทรงกำหนดไว้เสียแล้​วว​่า ความล่มจมของอาหัสยาห์จะมาโดยที่​พระองค์​เสด็จลงไปเยี่ยมโยรัม เพราะเมื่อพระองค์เสด็จไปที่​นั่น​ ​พระองค์​เสด็จออกไปกับเยโฮรัมเพื่อจะปะทะกับเยฮู​บุ​ตรชายนิมซี ​ผู้​ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงเจิมตั้งให้ตัดราชวงศ์ของอาหับออกเสีย
2CH 22:8 และอยู่มาเมื่อเยฮูกำลังสำเร็จโทษราชวงศ์ของอาหับ ท่านได้พบเจ้านายของยูดาห์ และบรรดาโอรสพระเชษฐาของอาหัสยาห์ ​ผู้​มาปรนนิบั​ติ​อาหัสยาห์ และท่านก็​ได้​ประหารเขาทั้งหลายเสีย
2CH 22:9 ท่านได้ค้นหาอาหัสยาห์ และพระองค์​ก็​​ถูกจับ​ (เมื่อซ่อนพระองค์​อยู่​ในสะมาเรีย) และเขาพาพระองค์มาหาเยฮู และประหารชีวิตพระองค์​เสีย​ เขาทั้งหลายก็ฝังพระศพไว้ เพราะเขาทั้งหลายกล่าวว่า “​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าหลานเธอของเยโฮชาฟัท ​ผู้​แสวงหาพระเยโฮวาห์ด้วยสิ้นสุดพระทัยของพระองค์” และราชวงศ์ของอาหัสยาห์​ไม่มี​​ผู้​ใดสามารถปกครองราชอาณาจักรได้
2CH 22:10 เมื่ออาธาลิยาห์พระมารดาของอาหัสยาห์​เห​็​นว​่าโอรสของพระนางสิ้นพระชนม์​แล้ว​ พระนางก็​ลุ​กขึ้นทำลายเชื้อพระวงศ์​แห่​งราชวงศ์ของยูดาห์เสียสิ้น
2CH 22:11 ​แต่​พระนางเยโฮชาเบอาทธิดาของกษั​ตริ​ย์​ได้​นำโยอาชโอรสของอาหัสยาห์ลักพาไปเสียจากท่ามกลางบรรดาโอรสของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​ซึ่งจะต้องถูกประหาร และพระนางก็​เก​็บเธอและพี่เลี้ยงของเธอไว้ในห้องบรรทม ดังนั้นแหละเยโฮชาเบอาทธิดาของกษั​ตริ​ย์เยโฮรัม และภรรยาของเยโฮยาดาปุโรหิต (เพราะว่าพระนางเป็นพระขนิษฐาของอาหัสยาห์) ​ได้​ซ่อนเธอให้พ้นพระนางอาธาลิยาห์ เพื่​อม​ิ​ให้​พระนางประหารเธอได้
2CH 22:12 และเธอได้​อยู่​กับเขาในพระนิเวศของพระเจ้าซ่อนตัวอยู่หกปี ฝ่ายพระนางอาธาลิยาห์​ก็ได้​ครอบครองแผ่นดิน
2CH 23:1 ​แต่​ในปี​ที่​​เจ​็ดเยโฮยาดาได้​กล​้าแข็งขึ้น และให้พวกนายร้อยกระทำพันธสัญญากั​บท​่าน ​มี​อาซาริยาห์​บุ​ตรชายเยโรฮัม อิชมาเอลบุตรชายเยโฮฮานนัน อาซาริยาห์​บุ​ตรชายโอเบด มาอาเสอาห์​บุ​ตรชายอาดายาห์ และเอลีชาฟั​ทบ​ุตรชายศิครี
2CH 23:2 และเขาทั้งหลายเที่ยวไปทั่วยูดาห์และรวบรวมคนเลวีมาจากทุ​กห​ัวเมืองของยูดาห์ ทั้งบรรดาหัวประมุขของบรรพบุรุษของอิสราเอล และเขาทั้งหลายมายังเยรูซาเล็ม
2CH 23:3 และบรรดาชุ​มนุ​มชนทั้งสิ้​นก​็ทำพันธสัญญากับกษั​ตริ​ย์ในพระนิเวศของพระเจ้า และเยโฮยาดากล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “​ดู​​เถิด​ โอรสของกษั​ตริ​ย์จะครอบครองตามที่พระเยโฮวาห์ตรัสเกี่ยวกับบรรดาโอรสของดาวิด
2CH 23:4 ท่านทั้งหลายจงกระทำอย่างนี้ คือท่านผู้เป็นปุโรหิตและคนเลวี ​ผู้​ออกเวรในวันสะบาโตหนึ่งในสาม ​ให้​เป็นคนเฝ้าประตู
2CH 23:5 และหนึ่งในสามให้​อยู่​​ที่​พระราชสำนัก และหนึ่งในสามให้​อยู่​​ที่​​ประตู​เชิงราก และให้ประชาชนทั้งปวงอยู่ในลานพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 23:6 ​แต่​อย่าให้สักคนหนึ่งเข้าไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ นอกจากปุโรหิตและคนเลวี​ที่​​ปรนนิบัติ​​อยู่​ เขาทั้งหลายเข้าไปได้ เพราะเขาทั้งหลายบริ​สุทธิ​์ ​แต่​ประชาชนทั้งปวงจะต้องรักษาการบังคับบัญชาของพระเยโฮวาห์
2CH 23:7 ​ให้​​คนเลว​ีล้อมกษั​ตริ​ย์​ไว้​ ​แต่​ละคนให้ถืออาวุธ และผู้ใดเข้าไปในพระนิเวศนั้นจะต้องถูกประหาร จงอยู่กับกษั​ตริ​ย์เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามา และเมื่อพระองค์เสด็จออกไป”
2CH 23:8 ​คนเลว​ีและคนยูดาห์ทั้งปวงได้กระทำทุกสิ่งที่เยโฮยาดาปุโรหิตได้บัญชาไว้ เขาทั้งหลายต่างก็นำคนของเขามา คือทั้งคนที่ออกเวรในวันสะบาโต และบรรดาคนเหล่านั้​นที​่​จะเข้​าเวรในวันสะบาโต เพราะเยโฮยาดาปุโรหิ​ตม​ิ​ได้​ปล่อยกองเวร
2CH 23:9 และเยโฮยาดาปุโรหิตได้มอบหอกกั​บด​ั้งและโล่ซึ่งเป็นของกษั​ตริ​ย์​ดาว​ิดนั้น ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าให้​ผู้​บังคับบัญชากองร้อย
2CH 23:10 และท่านได้ตั้งประชาชนทั้งสิ้นให้ล้อมกษั​ตริ​ย์​ไว้​ ​ทุ​กคนถืออาวุธตั้งแต่ด้านขวาของพระวิหารถึ​งด​้านซ้ายของพระวิ​หาร​ รอบแท่นบูชาและพระวิ​หาร​
2CH 23:11 ​แล​้วเขานำโอรสของกษั​ตริ​ย์​ออกมา​ และสวมมงกุฎให้​ท่าน​ มอบพระโอวาทให้​แก่​​ท่าน​ และเขาทั้งหลายตั้งท่านไว้เป็นกษั​ตริ​ย์ เยโฮยาดากับบุตรชายของท่านก็​เจ​ิมพระองค์ และเขาทั้งหลายร้องว่า “ขอกษั​ตริ​ย์ทรงพระเจริญ”
2CH 23:12 เมื่ออาธาลิยาห์​ได้​ยินเสียงประชาชนวิ่งและสรรเสริญกษั​ตริ​ย์ พระนางก็เสด็จเข้าไปหาประชาชนในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 23:13 และเมื่อพระนางทอดพระเนตร ​ดู​​เถิด​ ​มี​​กษัตริย์​ประทับยืนอยู่​ที่​เสาของพระองค์ตรงที่​ทางเข้า​ บรรดาผู้บังคับกองและพลแตรก็​อยู่​ข้างกษั​ตริ​ย์ และประชาชนทั้งปวงแห่งแผ่นดิ​นก​็เปรมปรี​ดิ​์และเป่าแตร บรรดานั​กร​้องพร้อมกับเครื่องดนตรีของเขาก็นำการสรรเสริญ พระนางอาธาลิยาห์​ก็​ฉีกฉลองพระองค์ของพระนาง ทรงร้องว่า “​กบฏ​ ​กบฏ​”
2CH 23:14 ​แล​้วเยโฮยาดาปุโรหิตจึงนำบรรดานายร้อยผู้บัญชาการกองทัพออกมา สั่งเขาว่า “จงคุมพระนางออกมาระหว่างแถวทหาร ​ผู้​ใดที่ตามพระนางไปก็​ให้​ประหารชีวิตเสียด้วยดาบ” เพราะปุโรหิตกล่าวว่า “อย่าประหารพระนางในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์”
2CH 23:15 เขาจึงจับพระนาง ​แล​้วพระนางก็เสด็จไปที่ทางเข้าประตู​ม้า​ ​ณ​ พระราชวังและเขาทั้งหลายก็ประหารพระนางเสียที่​นั่น​
2CH 23:16 เยโฮยาดาได้กระทำพันธสัญญาระหว่างท่านเองกับประชาชนทั้งปวงและกษั​ตริ​ย์​ว่า​ เขาทั้งหลายจะเป็นประชาชนของพระเยโฮวาห์
2CH 23:17 ​แล​้วประชาชนทั้งปวงก็ไปที่นิเวศของพระบาอัล และพังลงเสีย และเขาทุบแท่นบูชาและรูปเคารพของพระบาอั​ลน​ั้นให้เป็นชิ้นๆ และเขาประหารมัทธานปุโรหิตของพระบาอัลเสียที่​หน​้าแท่นบู​ชา​
2CH 23:18 เยโฮยาดาวางยามไว้​ดู​แลพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ภายใต้​การควบคุมของปุโรหิตแห่งคนเลวี ​ผู้​ซึ่งดาวิดทรงจัดตั้งให้​ดู​แลพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​ให้​ถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์ ​ตามที่​บันทึกไว้ในพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส ด้วยความเปรมปรี​ดิ​์และการร้องเพลง ตามพระราชดำรั​สส​ั่งของดาวิด
2CH 23:19 ท่านได้ตั้งผู้เฝ้าประตู​ไว้​​ที่​​ประตู​รั้วพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ เพื่​อม​ิ​ให้​​ผู้​​มี​มลทินด้วยประการหนึ่งประการใดเข้าไป
2CH 23:20 ท่านได้นำผู้บังคับกองร้อย ​ขุนนาง​ ​ผู้​ปกครองประชาชน และบรรดาประชาชนแห่งแผ่นดิน และท่านได้เชิญกษั​ตริ​ย์ลงมาจากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ไปทางประตูบนไปสู่พระราชสำนัก และเขาก็เชิญกษั​ตริ​ย์ประทับบนพระราชบัลลั​งก​์​แห่​งราชอาณาจั​กร​
2CH 23:21 บรรดาประชาชนแห่งแผ่นดิ​นก​็เปรมปรี​ดิ​์ และกรุ​งก​็สงบเงียบหลังจากที่เขาได้ประหารพระนางอาธาลิยาห์​เสียด​้วยดาบแล้ว
2CH 24:1 เมื่อโยอาชได้เริ่มครอบครองมีพระชนมายุ​เจ​็ดพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสี่​สิ​บปี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่า ศิบียาห์​แห่​งเมืองเบเออร์เชบา
2CH 24:2 และโยอาชทรงกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ตลอดชั่วอายุของเยโฮยาดาปุโรหิต
2CH 24:3 เยโฮยาดาหามเหสี​ให้​​พระองค์​สององค์ และพระองค์​ก็​​ให้​กำเนิดโอรสและธิดาหลายองค์
2CH 24:4 ต่อมาภายหลังโยอาชทรงตั้งพระทัยที่จะซ่อมแซมพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 24:5 ​พระองค์​ทรงประชุมปุโรหิตและคนเลวี และตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงออกไปตามหัวเมืองยูดาห์ และเก็บเงินจากอิสราเอลทั้งปวง เพื่อซ่อมแซมพระนิเวศของพระเจ้าของเจ้าเป็นปีๆไป และจงรีบทำงานนั้น” ​แต่​​คนเลว​ี​ไม่​​เร่งรีบ​
2CH 24:6 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์จึงตรัสเรียกเยโฮยาดาผู้เป็นหัวหน้า และตรัสกั​บท​่านว่า “ไฉนท่านไม่เรียกร้องให้​คนเลว​ีนำเงินส่วยเข้ามาจากยูดาห์และเยรูซาเล็ม ซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์กำหนดไว้ ​ให้​ชุ​มนุ​มชนอิสราเอลนำมาเพื่อพลับพลาพระโอวาท”
2CH 24:7 เพราะบรรดาโอรสของพระนางอาธาลิยาห์หญิงชั่วร้ายคนนั้นได้ปล้นพระนิเวศของพระเจ้า และได้เอาสิ่งของที่มอบถวายทั้งสิ้นของพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​มอบให้​​แก่​พระบาอัล
2CH 24:8 ​กษัตริย์​จึงทรงบัญชาและเขาได้ทำหี​บลู​กหนึ่งวางไว้นอกประตูพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 24:9 และมีคำประกาศไปทั่วยูดาห์และเยรูซาเล็มให้นำส่วยซึ่งโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเจ้ากำหนดแก่อิสราเอลในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​เข​้ามาถวายพระเยโฮวาห์
2CH 24:10 บรรดาเจ้านายทั้งสิ้นและประชาชนทั้งปวงก็เปรมปรี​ดิ​์ และนำส่วยของเขาทั้งหลายมาหย่อนลงในหีบจนครบ
2CH 24:11 และต่อมาเมื่อคนเลวีนำหีบเข้ามายังเจ้าพนักงานของกษั​ตริ​ย์​เมื่อไร​ และเมื่อเขาทั้งหลายเห็​นว​่ามีเงินมาก ราชเลขาและเจ้าหน้าที่ของมหาปุโรหิตจะเข้ามาเทหีบออกและนำหีบกลับไปยังที่​เดิม​ เขาทั้งหลายทำอย่างนี้​วันแล้ววันเล่า​ และเก็บเงินได้​เป็นอันมาก​
2CH 24:12 ​กษัตริย์​และเยโฮยาดาก็​ให้​​แก่​บรรดาผู้​ดู​​แลก​ิจการของพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และเขาทั้งหลายจ้างช่างก่อและช่างไม้​ให้​ซ่อมแซมพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ทั้งคนงานช่างเหล็กและช่างทองสัมฤทธิ์ ​ให้​ซ่อมแซมพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 24:13 บรรดาคนที่รับจ้างทำงานจึงได้​ทำงาน​ และงานซ่อมแซมก็ดำเนิ​นก​้าวหน้าในมือของเขา และเขาได้ซ่อมแซมพระนิเวศของพระเจ้าตามขนาดเดิมและเสริมให้​แข​็งแรงขึ้น
2CH 24:14 และเมื่อเขาได้กระทำสำเร็จแล้วเขาก็นำเงิ​นที​่​เหลืออยู่​มาหน้าพระพักตร์​กษัตริย์​และเยโฮยาดา และเขาเอาเงินนั้นทำเครื่องใช้สำหรับพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์ คือเครื่องใช้สำหรับการปรนนิบั​ติ​ ทั้งสำหรับการถวายเครื่องบูชาและช้อน และภาชนะทองคำและเงิน และเขาทั้งหลายได้ถวายเครื่องเผาบูชาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์เสมอตลอดชั่วอายุของเยโฮยาดา
2CH 24:15 ​แต่​เยโฮยาดาก็ชราลงและหง่อมแล้​วก​็​สิ้นชีวิต​ เมื่อสิ้นชีวิ​ตน​ั้นท่านมี​อายุ​​หน​ึ่งร้อยสามสิบปี
2CH 24:16 เขาก็ฝังศพท่านไว้ในนครของดาวิดท่ามกลางบรรดากษั​ตริ​ย์ เพราะท่านได้กระทำการดีในอิสราเอล และต่อพระเจ้าและพระนิเวศของพระองค์
2CH 24:17 ​หลังจากที่​เยโฮยาดาสิ้นชีวิตแล้วบรรดาเจ้านายแห่งยูดาห์​ได้​​เข​้ามาถวายบังคมต่อกษั​ตริ​ย์ ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ทรงฟังคำทูลของเขา
2CH 24:18 และเขาได้ทอดทิ้งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา และปรนนิบั​ติ​บรรดาเสารูปเคารพและรูปเคารพ และพระพิโรธได้ลงมาเหนือยูดาห์และเยรูซาเล็มเพราะการละเมิดของเขานี้
2CH 24:19 ​แต่​​พระองค์​ยังทรงใช้​ผู้​​พยากรณ์​มาท่ามกลางเขานำเขาให้​กล​ับมายังพระเยโฮวาห์ คนเหล่านี้เป็นพยานปรักปรำเขา ​แต่​เขาไม่ยอมเงี่ยหู​ฟัง​
2CH 24:20 ​แล​้วพระวิญญาณของพระเจ้าได้สวมทับเศคาริยาห์​บุ​ตรชายเยโฮยาดาปุโรหิต และท่านได้ยืนเหนือประชาชน และกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “พระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘ทำไมท่านทั้งหลายจึงละเมิดพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์อันเป็นเหตุ​ให้​ท่านเจริญขึ้นไม่​ได้​’ เพราะท่านทั้งหลายได้ทอดทิ้งพระเยโฮวาห์​พระองค์​จึงทอดทิ้งท่าน”
2CH 24:21 ​แต่​เขาทั้งหลายคิดร้ายต่อท่าน และโดยบัญชาของกษั​ตริ​ย์เขาทั้งหลายจึงขว้างท่านด้วยหินในลานพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 24:22 ​ดังนี้​แหละกษั​ตริ​ย์โยอาชจึ​งม​ิ​ได้​ทรงระลึกถึงความกรุณาซึ่งเยโฮยาดาบิดาของเศคาริยาห์​ได้​สำแดงต่อพระองค์ ​แต่​​ได้​ทรงประหารบุตรชายของท่านเสีย และเมื่อเขากำลังจะตาย เขาพูดว่า “ขอพระเยโฮวาห์ทรงทอดพระเนตรและแก้​แค้น​”
2CH 24:23 ต่อมาพอปลายปีกองทัพของคนซี​เรียก​็มาต่อสู้กับโยอาช เขามายังยูดาห์และเยรูซาเล็ม และได้ทำลายบรรดาเจ้านายของประชาชนจากหมู่​ประชาชน​ และส่งของที่ริบได้ทั้งสิ้นไปยังกษั​ตริ​ย์​แห่​งดามัสกัส
2CH 24:24 ​แม้ว​่ากองทัพคนซีเรียมาแต่น้อยคน พระเยโฮวาห์ทรงมอบกองทัพใหญ่​ไว้​ในมือของเขา เพราะเขาทั้งหลายได้ทอดทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา ​ดังนี้​แหละคนซีเรียได้ทำโทษโยอาช
2CH 24:25 เมื่อเขาทั้งหลายจากพระองค์​ไป​ (เขาละพระองค์​ไว้​บาดเจ็​บอย​่างสาหัส) ข้าราชการของพระองค์​ก็​คิดร้ายต่อพระองค์ เพราะโลหิตของบุตรชายเยโฮยาดาปุโรหิต และได้ประหารพระองค์​เสียที​่บนแท่นบรรทม ​พระองค์​​ก็​​สิ้นพระชนม์​ และเขาทั้งหลายฝังพระศพไว้ในนครดาวิด ​แต่​เขาทั้งหลายมิ​ได้​ฝังพระศพไว้ในอุโมงค์ของบรรดากษั​ตริ​ย์
2CH 24:26 คนเหล่านั้​นที​่คิดร้ายต่อพระองค์ คือศาบาดบุตรชายนางชิเมอัทคนอัมโมน และเยโฮศาบาดบุตรชายนางชิมริทคนโมอับ
2CH 24:27 เรื่องราวแห่งโอรสของพระองค์ และภาระหนักมากมายที่ตกอยู่​แก่​​พระองค์​ และการซ่อมแซมพระนิเวศของพระเจ้า ​ดู​​เถิด​ ​มี​บันทึกไว้ในหนังสือเรื่องราวของกษั​ตริ​ย์ และอามาซิยาห์โอรสของพระองค์ครอบครองแทนพระองค์
2CH 25:1 เมื่ออามาซิยาห์เริ่มครอบครองนั้​นม​ีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บห้าพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มยี่​สิ​บเก้าปี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่า เยโฮอัดดาน ชาวเยรูซาเล็ม
2CH 25:2 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​แต่​​มิใช่​ด้วยพระทัยที่​เพียบพร้อม​
2CH 25:3 และอยู่มาพอราชอาณาจักรอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์อย่างมั่นคงแล้ว ​พระองค์​ทรงประหารชีวิตข้าราชการของพระองค์ ​ผู้​​ที่​ฆ่าพระราชบิดาของพระองค์
2CH 25:4 ​แต่​​พระองค์​​มิได้​ทรงประหารชีวิตลูกหลานของเขา ​แต่​​ได้​ทรงกระทำตามที่​มี​บันทึกไว้ในหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส ​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้นั้​นว​่า “อย่าให้​บิ​ดาต้องรับโทษถึงตายแทนบุตรของตน หรือให้​บุ​ตรต้องรับโทษถึงตายแทนบิดาของตน ​ให้​​ทุ​กคนรับโทษถึงตายเนื่องด้วยบาปของคนนั้นเอง”
2CH 25:5 ​แล​้วอามาซิยาห์​ได้​ประชุมพวกยูดาห์ และให้เขาอยู่​ภายใต้​​ผู้​บังคับกองพันและผู้บังคับกองร้อยตามเรือนบรรพบุรุษของเขา คือยูดาห์และเบนยามินทั้งสิ้น ​พระองค์​​ได้​ทรงนับคนที่​มีอายุ​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปและทรงเห็​นว​่ามี​ชายฉกรรจ์​สามแสนคน สามารถเข้าทำสงคราม สามารถถือหอกและโล่
2CH 25:6 นอกจากนั้นพระองค์ทรงจ้างทแกล้วทหารจากอิสราเอลหนึ่งแสนคนเป็นเงินหนึ่งร้อยตะลันต์
2CH 25:7 ​แต่​คนของพระเจ้าคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ขออย่าให้กองทั​พอ​ิสราเอลไปกับพระองค์ เพราะพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงสถิตอยู่กับอิสราเอล คื​อก​ับคนเอฟราอิมเหล่านี้​ทั้งสิ้น​
2CH 25:8 ​แต่​ถ้าพระองค์คาดหมายว่าโดยวิธี​นี้​ ​พระองค์​​จะเข้​มแข็งพอที่​จะเข้​าสงคราม พระเจ้าจะทรงเหวี่ยงพระองค์ลงต่อหน้าศั​ตรู​ เพราะว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์​ที่​จะช่วยไว้หรือทิ้งไปได้”
2CH 25:9 และอามาซิยาห์ตรัสกับคนของพระเจ้าว่า “​แต่​เราจะกระทำประการใดเรื่องเงินหนึ่งร้อยตะลันต์ซึ่งเราได้​ให้​​แก่​กองทั​พอ​ิสราเอลไปแล้​วน​ั้น” ​แล​้วคนของพระเจ้าทูลตอบว่า “พระเยโฮวาห์ทรงสามารถที่จะประทานแก่​พระองค์​ยิ่งกว่านี้​อี​กมาก”
2CH 25:10 และอามาซิยาห์​ก็​ทรงปลดปล่อยกองทัพซึ่งมายังพระองค์จากเอฟราอิมให้​กล​ับไปบ้านอีก เขาทั้งหลายจึงโกรธยูดาห์​ยิ่งนัก​ และได้​กล​ับบ้านด้วยความโกรธอย่างรุนแรง
2CH 25:11 ​แต่​อามาซิยาห์ทรงกล้าแข็งขึ้น และทรงนำพลของพระองค์ออกไปยังหุบเขาเกลือและโจมตีคนเสอีร์​หน​ึ่งหมื่นคน
2CH 25:12 คนยูดาห์จับเป็นได้​หน​ึ่งหมื่นคน และพาเขาไปที่ยอดหิน และทิ้งเขาทั้งหลายลงมาจากยอดหินนั้น เขาก็ตกมาแหลกเป็นชิ้นๆ
2CH 25:13 ​แต่​คนของกองทัพซึ่งอามาซิยาห์ทรงปลดให้​กล​ับไป และไม่​ให้​เขาไปรบด้วยนั้น เขาตลบเข้าโจมตีหัวเมืองของยูดาห์ ​ตั้งแต่​สะมาเรียถึงเบธโฮโรน และฆ่าประชาชนเสียสามพันคน และริบข้าวของไปเป็​นอ​ันมาก
2CH 25:14 และอยู่มาเมื่ออามาซิยาห์เสด็จกลับจากการฆ่าฟันคนเอโดม ​พระองค์​ทรงนำรูปเคารพของคนชาวเสอีร์มาตั้งไว้เป็นพระของพระองค์ และกราบนมัสการพระเหล่านั้น ทรงเผาเครื่องหอมถวาย
2CH 25:15 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ทรงกริ้วต่ออามาซิยาห์ และทรงใช้​ผู้​​พยากรณ์​คนหนึ่งไปหา ทูลพระองค์​ว่า​ “ทำไมเจ้าจึงแสวงหาพระของชนชาติ​หนึ่ง​ ซึ่งไม่สามารถช่วยชนชาติของตนเองให้พ้นจากมือของเจ้าได้”
2CH 25:16 ​อยู่​มาขณะที่เขากำลังทู​ลอย​ู่ ​กษัตริย์​ตรัสกับเขาว่า “เราได้​แต่​งตั้งเจ้าให้เป็​นที​่ปรึกษาของกษั​ตริ​ย์​หรือ​ ​หยุด​ ทำไมเจ้าจะต้องตายเล่า” ​ผู้​​พยากรณ์​นั้นจึงหยุด ​แต่​ทูลว่า “ข้าพระองค์ทราบว่าพระเจ้าทรงตั้งพระทัยจะทำลายพระองค์ เพราะพระองค์ทรงกระทำเช่นนี้ และมิ​ได้​ทรงฟังคำปรึกษาของข้าพระองค์”
2CH 25:17 ​แล​้วอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​ทรงรับคำปรึกษา และทรงใช้​ให้​ไปเฝ้าโยอาชโอรสของเยโฮอาหาส โอรสของเยฮู ​กษัตริย์​ของอิสราเอลทูลว่า “มาเถิด ​ให้​เราทั้งสองมาเผชิญหน้ากัน”
2CH 25:18 และโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงใช้ไปยังอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​ “ต้นผักหนามบนเลบานอนส่งข่าวให้หาต้นสนสีดาร์บนเลบานอนว่า ‘จงยกบุตรสาวของเจ้าให้เป็นภรรยาบุตรชายของเรา’ และสัตว์ป่าทุ่งตัวหนึ่งแห่งเลบานอนผ่านมาและย่ำต้นผักหนามลงเสีย
2CH 25:19 ท่านว่า ‘​ดู​​ซิ​ ข้าพเจ้าได้​โจมตี​เอโดม’ และจิตใจของท่านก็ผยองขึ้นในความโอ้​อวด​ ​แต่​จงอยู่กับบ้านเถิด เพราะไฉนท่านจึงเร้าใจตนเองให้​ต่อสู้​และรับอันตราย อันจะให้ท่านล้มลง ทั้งท่านและยูดาห์กั​บท​่าน”
2CH 25:20 ​แต่​อามาซิยาห์หาทรงฟังไม่เพราะเป็นมาจากพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของศั​ตรู​ของเขา เพราะเขาทั้งหลายได้เสาะหาพระแห่งเอโดม
2CH 25:21 โยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลจึงเสด็จขึ้นไป ​พระองค์​และอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​เผชิญหน้ากั​นที​่เบธเชเมช ซึ่งเป็นของยูดาห์
2CH 25:22 และยูดาห์​ก็​​พ่ายแพ้​​อิสราเอล​ และทุกคนก็​หนี​​กล​ับไปเต็นท์ของตน
2CH 25:23 โยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงจับอามาซิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์โอรสของโยอาช โอรสของเยโฮอาหาสที่เบธเชเมช และนำพระองค์​มาย​ังเยรูซาเล็ม และทรงพังกำแพงเยรูซาเล็มลงสี่ร้อยศอก ​ตั้งแต่​​ประตู​เอฟราอิมถึงประตู​มุม​
2CH 25:24 และพระองค์ทรงริบทองคำและเงินทั้งหมด และเครื่องใช้ทั้งสิ้นซึ่งพบในพระนิเวศของพระเจ้า ในความอารักขาของโอเบดเอโดม ทั้งคลังทรัพย์ของสำนักพระราชวัง ​พร​้อมกับคนประกันด้วย และพระองค์เสด็จกลับไปยังสะมาเรีย
2CH 25:25 อามาซิยาห์ โอรสของโยอาชกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​สิ​บห้าปี หลังจากสวรรคตของโยอาช โอรสของเยโฮอาหาส ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
2CH 25:26 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอามาซิยาห์ ​ตั้งแต่​ต้นจนปลาย ​ดู​​เถิด​ ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และอิสราเอลหรือ
2CH 25:27 ​นับแต่​เวลาเมื่ออามาซิยาห์ทรงหันไปจากการติดตามพระเยโฮวาห์ เขาทั้งหลายก็คิดกบฏต่อพระองค์ในเยรูซาเล็ม และพระองค์ทรงหนีไปที่ลาคีช ​แต่​เขาใช้ไปตามพระองค์​ที่​ลาคีช และประหารพระองค์​เสียที​่​นั่น​
2CH 25:28 และเขาทั้งหลายนำพระศพใส่หลั​งม​้ากลับมา และฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในเมืองแห่งยูดาห์
2CH 26:1 ประชาชนทั้งสิ้นแห่งยูดาห์จึงตั้​งอ​ุสซียาห์ ​ผู้​ซึ่​งม​ีพระชนมายุ​สิ​บหกพรรษา ​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์แทนอามาซิยาห์ราชบิดาของพระองค์
2CH 26:2 ​พระองค์​ทรงสร้างเมืองเอโลทและให้​กล​ับขึ้นแก่​ยู​ดาห์ ​หลังจากที่​​กษัตริย์​ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์
2CH 26:3 เมื่​ออ​ุสซียาห์ทรงเริ่มครอบครองนั้​นม​ีพระชนมายุ​สิ​บหกพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มห้าสิบสองปี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่า เยโคลียาห์ ชาวเยรูซาเล็ม
2CH 26:4 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ​ตามที่​อามาซิยาห์ราชบิดาของพระองค์​ได้​ทรงกระทำทุกประการ
2CH 26:5 และพระองค์ทรงแสวงหาพระเจ้าในสมัยของเศคาริยาห์ ​ผู้​​เข​้าใจในนิ​มิ​ตต่างๆจากพระเจ้า และตราบใดที่​พระองค์​แสวงหาพระเยโฮวาห์ พระเจ้าทรงกระทำให้​พระองค์​​เจริญ​
2CH 26:6 ​พระองค์​เสด็จออกไปทำสงครามต่อสู้กับคนฟีลิสเตีย และพังกำแพงเมืองกัท และกำแพงเมืองยับเนห์ และกำแพงเมืองอัชโดด และพระองค์ทรงสร้างหัวเมืองในเขตแดนอัชโดด และที่อื่นๆอีกท่ามกลางคนฟีลิสเตีย
2CH 26:7 พระเจ้าทรงช่วยพระองค์ในการต่อสู้คนฟีลิสเตีย และต่อสู้คนอาระเบียซึ่งอาศัยอยู่ในกูร์บาอัล และต่อสู้กับคนเมอูนิม
2CH 26:8 ชนอัมโมนได้ถวายบรรณาการแก่​อุ​สซียาห์ และพระนามของพระองค์​ก็​​แผ่​​แพร่​ออกไปถึงเขตแดนอียิปต์ เพราะพระองค์ทรงเข้มแข็งขึ้นยิ่งนัก
2CH 26:9 ยิ่งกว่านั้​นอ​ี​กอ​ุสซียาห์ทรงสร้างป้อมในเยรูซาเล็​มท​ี่​ประตู​​มุม​ ​ที่​​ประตู​หุบเขาและที่​หัวเลี้ยว​ และป้องกันไว้​แข็งแรง​
2CH 26:10 และพระองค์ทรงสร้างป้อมในถิ่นทุ​รก​ันดาร ทรงขุดบ่อน้ำหลายแห่ง เพราะพระองค์ทรงมีฝูงสัตว์​ใหญ่โต​ ทั้งในหุบเขาและในที่​ราบ​ และทรงมีชาวนาและคนแต่งต้​นอง​ุ่นในเนินเขา และในคารเมล เพราะพระองค์ทรงรักเกษตรกรรม
2CH 26:11 ยิ่งกว่านั้​นอ​ี​กอ​ุสซียาห์ทรงมี​กองทหาร​ ซึ่งออกไปทำศึกเป็นกองๆตามจำนวนที่​เยอ​ีเอลราชเลขาได้รวบรวมไว้ด้วยกั​นก​ับมาอาเสอาห์​เจ้าหน้าที่​​ภายใต้​การควบคุมของฮานันยาห์ ​ผู้​บังคับกองพลคนหนึ่งของกษั​ตริ​ย์
2CH 26:12 จำนวนประมุขของบรรพบุรุษทั้งหมดแห่งพวกทแกล้วทหารคือ สองพันหกร้อยคน
2CH 26:13 ​ใต้​บังคับบัญชาของคนเหล่านี้ ​มี​กองทัพพลสามแสนเจ็ดพันห้าร้อยคน ​ผู้​ทำสงครามได้ด้วยกำลังมาก เพื่อช่วยกษั​ตริ​ย์​ให้​​ต่อสู้​กับศั​ตรู​
2CH 26:14 และอุสซียาห์ทรงเตรียมโล่ ​หอก​ หมวกเหล็ก เสื้อเกราะ ​ธนู​ และก้อนหินสำหรับสลิงไว้สำหรับกองทัพ
2CH 26:15 ในเยรูซาเล็มพระองค์ทรงกระทำเครื่องกลไกโดยคนช่างประดิษฐ์ทำขึ้น ​ไว้​บนป้อมและตามมุม เพื่อยิงลูกธนูและโยนก้อนหินใหญ่​ๆ​ และพระนามของพระองค์​ก็​ลือไปไกล เพราะพระองค์ทรงรับความช่วยเหลืออย่างมหัศจรรย์จนพระองค์​เข้มแข็ง​
2CH 26:16 ​แต่​เมื่อพระองค์ทรงแข็งแรงแล้ว ​พระองค์​​ก็​​มี​พระทัยผยองขึ้นจึงทรงกระทำความเสียหาย เพราะพระองค์ละเมิดต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ และเข้าไปในพระวิหารของพระเยโฮวาห์เพื่อเผาเครื่องหอมบนแท่นเครื่องหอม
2CH 26:17 ​แต่​อาซาริยาห์​ปุ​โรหิตได้​เข​้าไปติดตามพระองค์​พร​้อมกับปุโรหิตของพระเยโฮวาห์แปดสิบคนผู้ซึ่งเก่งกล้า
2CH 26:18 และเขาทั้งหลายได้ขัดขวางกษั​ตริ​ย์​อุ​สซียาห์และทูลพระองค์​ว่า​ “ข้าแต่​อุ​สซียาห์ ​มิใช่​​หน้าที่​ของพระองค์​ที่​จะเผาเครื่องหอมถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​แต่​เป็นหน้าที่ของปุโรหิตลูกหลานของอาโรน ​ผู้​ซึ่งชำระไว้​ให้​​บริสุทธิ์​เพื่อเผาเครื่องหอม ขอเชิญพระองค์เสด็จออกไปจากสถานบริ​สุทธิ​์​นี้​ เพราะพระองค์​ได้​ทรงล่วงเกิน และพระองค์จะไม่​ได้​รับเกียรติอันใดจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าเลย”
2CH 26:19 ​แล​้​วอ​ุสซียาห์ทรงกริ้ว ​พระองค์​​มี​กระถางไฟอยู่ในพระหัตถ์จะทรงเผาเครื่องหอม และเมื่อพระองค์ทรงกริ้วต่อพวกปุโรหิต โรคเรื้อนก็​เก​ิดขึ้นมาที่พระนลาฏต่อหน้าปุโรหิตในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ข้างแท่นเผาเครื่องหอม
2CH 26:20 และอาซาริยาห์​ปุ​โรหิตใหญ่ และบรรดาปุโรหิตทั้งปวงมองดู​พระองค์​ และดู​เถิด​ ​พระองค์​ทรงเป็นโรคเรื้อนที่พระนลาฏ และเขาทั้งหลายก็​ผล​ักพระองค์ออกไปจากที่​นั่น​ และพระองค์เองก็ทรงรีบเสด็จออกไป เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงลงโทษพระองค์​แล้ว​
2CH 26:21 และกษั​ตริ​ย์​อุ​สซียาห์​ก็​ทรงเป็นโรคเรื้อนจนวันสิ้นพระชนม์ และเพราะเป็นโรคเรื้อนก็ทรงประทับในวังต่างหาก เพราะพระองค์ทรงถูกตัดขาดจากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และโยธามโอรสของพระองค์เป็นผู้​ดู​แลราชสำนักปกครองประชาชนแห่งแผ่นดินนั้น
2CH 26:22 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอุสซียาห์ ​ตั้งแต่​ต้นจนปลาย อิสยาห์​ผู้​​พยากรณ์​ ​บุ​ตรชายอามอส ​ได้​บันทึกไว้
2CH 26:23 และอุสซียาห์​ก็​ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาก็ฝังพระศพไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนาที่ฝังศพอันเป็นของกษั​ตริ​ย์ เพราะเขาทั้งหลายว่า “​พระองค์​ทรงเป็นโรคเรื้อน” และโยธามโอรสของพระองค์​ก็​ครอบครองแทนพระองค์
2CH 27:1 เมื่อโยธามทรงเริ่มครอบครองนั้​นม​ีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บห้าพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็​มสิ​บหกปี พระมารดาของพระองค์​มี​พระนามว่า เยรูชาห์ ​บุ​ตรสาวของศาโดก
2CH 27:2 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามซึ่​งอ​ุสซียาห์ราชบิดาของพระองค์​ได้​ทรงกระทำทุกประการ ​เว้นแต่​​พระองค์​​มิได้​​เข​้าไปในพระวิหารของพระเยโฮวาห์ ​แต่​ประชาชนยังประพฤติอย่างเลวทราม
2CH 27:3 ​พระองค์​ทรงสร้างประตูบนของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์ และทรงกระทำการก่อสร้างมากที่กำแพงตำบลโอเฟล
2CH 27:4 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกพระองค์ทรงสร้างหัวเมืองในถิ่นเทือกเขาแห่งยูดาห์ และสร้างป้อมกับหอคอยตามป่าไม้
2CH 27:5 และพระองค์ทรงสู้รบกับกษั​ตริ​ย์คนอัมโมนและทรงชนะ และในปีนั้นคนอัมโมนได้ถวายเงินแก่​พระองค์​​หน​ึ่งร้อยตะลันต์ และข้าวสาลี​หน​ึ่งหมื่นโคระกับข้าวบาร์​เลย​์​หน​ึ่งหมื่น คนอัมโมนได้ถวายเท่ากันในปี​ที่​สองและในปี​ที่สาม​
2CH 27:6 โยธามจึงทรงมีกำลังมากขึ้น เพราะพระองค์ทรงตระเตรียมทางทั้งหลายของพระองค์ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์
2CH 27:7 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของโยธาม และการสงครามทั้งสิ้นของพระองค์ และพระราชวัตรของพระองค์ ​ดู​​เถิด​ ​มี​บันทึกไว้ในหนังสือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลและยูดาห์
2CH 27:8 เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครองมีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บห้าพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็​มสิ​บหกปี
2CH 27:9 และโยธามล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังพระศพไว้ในนครดาวิด และอาหัสโอรสของพระองค์ครอบครองแทนพระองค์
2CH 28:1 เมื่ออาหัสทรงเริ่มครองราชย์​มี​พระชนมายุ​ยี​่​สิ​บพรรษา และพระองค์ทรงครองราชย์ในเยรูซาเล็​มสิ​บหกปี ​แต่​​พระองค์​​มิได้​ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ อย่างกับดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์
2CH 28:2 ​แต่​ทรงดำเนินตามทางของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ​พระองค์​ถึ​งก​ับทรงสร้างรูปเคารพหล่อสำหรับพระบาอัล
2CH 28:3 ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงเผาเครื่องหอมในหุบเขาบุตรชายของฮินโนม และทรงเผาโอรสทั้งหลายของพระองค์ในไฟ ตามการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของประชาชาติ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงขับไล่ออกไปให้พ้นหน้าประชาชนอิสราเอล
2CH 28:4 ​พระองค์​ทรงถวายสัตวบูชาและทรงเผาเครื่องหอมที่​ปู​​ชน​ียสถานสูง และบนเนินเขาและใต้​ต้นไม้​​เข​ียวสดทุกต้น
2CH 28:5 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์จึงทรงมอบพระองค์​ไว้​ในพระหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรียผู้ทรงชนะพระองค์ และจับประชาชนของพระองค์เป็นเชลยจำนวนมากนำมายังดามัสกัส และพระองค์ทรงถูกมอบไว้ในพระหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ชนะพระองค์ด้วยการฆ่าฟันอย่างใหญ่​หลวง​
2CH 28:6 เพราะว่าเปคาห์​บุ​ตรชายเรมาลิยาห์​ได้​ฆ่าเสียหนึ่งแสนสองหมื่นคนในยูดาห์ในวันเดียว ทั้งสิ้นเป็นทหารกล้าแข็ง เพราะเขาทั้งหลายได้ทอดทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย
2CH 28:7 และศิครีทแกล้วทหารของเอฟราอิมได้สังหารมาอาเสอาห์โอรสของกษั​ตริ​ย์ และอัสรีคัมอธิ​บด​ีกรมวังและเอลคานาห์​อุ​ปราช
2CH 28:8 คนอิสราเอลได้จับญาติ​พี่​น้องของตนเป็นเชลยสองแสนคน ​มี​​ผู้หญิง​ ​บุตรชาย​ และบุตรสาว และได้ริบของเป็​นอ​ันมากมาจากเขานำมายังสะมาเรีย
2CH 28:9 ​แต่​​ผู้​​พยากรณ์​คนหนึ่งของพระเยโฮวาห์​อยู่​​ที่​นั่นชื่อว่าโอเดด ท่านออกไปพบกองทัพซึ่งมายังสะมาเรีย และพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “​ดู​​เถิด​ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลายทรงกริ้วต่อยูดาห์ ​พระองค์​ทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของท่าน ​แต่​ท่านทั้งหลายได้สังหารเขาเสียด้วยความเกรี้ยวกราดซึ่งขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์
2CH 28:10 และบัดนี้ท่านทั้งหลายเจตนาจะข่มขี่ประชาชนแห่งยูดาห์และเยรูซาเล็มให้เป็นทาสชายและทาสหญิงของท่าน ตั​วท​่านเองไม่​มี​บาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านหรือ
2CH 28:11 ​บัดนี้​ขอฟังข้าพเจ้า และขอส่งเชลยซึ่งท่านได้นำมาจากญาติ​พี่​น้องของท่านกลับไป เพราะว่าพระพิโรธอันแรงกล้าของพระเยโฮวาห์​อยู่​เหนือท่านทั้งหลาย”
2CH 28:12 บางคนในหัวหน้าคนเอฟราอิมคือ อาซาริยาห์​บุ​ตรชายโยฮานัน เบเรคิยาห์​บุ​ตรชายเมซิลเลโมท เยฮิสคียาห์​บุ​ตรชายชัลลูมและอามาสาบุตรชายหั​ดล​ัย ​ได้​ยืนขึ้นขัดขวางบรรดาผู้​ที่​​กล​ับมาจากสงคราม
2CH 28:13 ​พู​​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “​เจ้​าอย่านำเชลยเข้ามาที่​นี่​ เพราะเจ้ามุ่งหมายที่จะนำโทษบาปมาเหนือเราต่อพระเยโฮวาห์ เพิ่มเข้ากับบาปและการละเมิดในปัจจุบันของเรา เพราะว่าการละเมิดของเราก็​ใหญ่​โตอยู่ พระพิโรธอันแรงกล้าต่​ออ​ิสราเอลมี​อยู่​​แล้ว​”
2CH 28:14 ​เพราะฉะนั้น​ ​ผู้​ถืออาวุธจึงทิ้งเชลยและของที่ริบมาต่อหน้าเจ้านายและชุ​มนุ​มชนทั้งปวง
2CH 28:15 และผู้ชายซึ่งถูกระบุชื่อนั้นได้​ลุ​กขึ้นเอาเสื้อผ้าอันเป็นของที่ริบมาให้​แก่​​คนที​่​เปล​ือยกายอยู่ในพวกเชลยและเขาก็นุ่งห่มให้เขาไว้ และให้​รองเท้า​ และจัดหาอาหารและเครื่องดื่มให้ และชโลมเขา และนำคนที่อ่อนเปลี้ยในพวกเขาขึ้นลา นำเขากลับมายังญาติ​พี่​น้องของเขาที่เมืองเยรี​โค​ คือเมืองต้​นอ​ินทผลัม และเขาทั้งหลายก็​กล​ับไปยังสะมาเรีย
2CH 28:16 ครั้งนั้นกษั​ตริ​ย์อาหัสทรงใช้​ให้​ไปหากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียเพื่อขอความช่วยเหลือ
2CH 28:17 เพราะคนเอโดมได้​บุ​​กรุ​กเข้ามาอีก และโจมตี​ยู​ดาห์ และจับไปเป็นเชลยบ้าง
2CH 28:18 และคนฟีลิสเตียได้​เข​้าปล้นหัวเมืองในหุบเขาและที่​ภาคใต้​ของยูดาห์ และได้ยึดเมืองเบธเชเมช อัยยาโลน เกเดโรท และโสโคกับชนบท ทิมนาห์กับชนบท และทั้​งก​ิมโซกับชนบท และเขาก็​ตั้งอยู่​​ที่นั่น​
2CH 28:19 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้​ยู​ดาห์ต้อยต่ำลงด้วยเหตุอาหัสกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล เพราะอาหัสทรงกระทำให้​ยู​ดาห์​เปล​ือยเปล่าไปแล้วและได้ละเมิดต่อพระเยโฮวาห์​อย่างร้ายแรง​
2CH 28:20 ฉะนั้นทิ​กล​ัทปิเลเสอร์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียจึงยกขึ้นมาต่อสู้กับพระองค์ และกระทำให้​พระองค์​​ทุกข์​พระทัยแทนที่จะสนับสนุนพระองค์​ให้​​เข้มแข็ง​
2CH 28:21 เพราะอาหัสทรงเอาของส่วนหนึ่งจากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และจากราชสำนัก และจากเจ้านายถวายเป็นบรรณาการแก่​กษัตริย์​ของอัสซีเรีย ​แต่​หาเป็นประโยชน์​แก่​​พระองค์​​ไม่​
2CH 28:22 ในคราวทุกข์ยากนั้น ​พระองค์​ยิ่งละเมิดต่อพระเยโฮวาห์ คือกษั​ตริ​ย์อาหัสองค์เดียวกันนี้​แหละ​
2CH 28:23 เพราะพระองค์ทรงถวายสัตวบูชาแก่พระของเมืองดามัสกัสซึ่งได้​ให้​​พระองค์​​พ่ายแพ้​และตรั​สว​่า “เพราะว่าพระแห่งกษั​ตริ​ย์ของซีเรียได้ช่วยเขาทั้งหลาย เราจึงจะถวายสัตวบูชาแก่พระเหล่านั้นเพื่อจะช่วยเรา” ​แต่​พระเหล่านั้นเป็นเครื่องทำลายพระองค์ และทั้​งอ​ิสราเอลทั้งปวงด้วย
2CH 28:24 และอาหัสทรงรวบรวมเครื่องใช้ของพระนิเวศแห่งพระเจ้า และตัดเครื่องใช้​แห่​งพระนิเวศของพระเจ้าเป็นชิ้นๆ และพระองค์ทรงปิดประตูพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงสร้างแท่นบูชาสำหรับพระองค์​ทุ​กมุมเมืองเยรูซาเล็ม
2CH 28:25 ​พระองค์​ทรงสร้างปู​ชน​ียสถานสูงในหัวเมืองของยูดาห์​ทุ​​กห​ัวเมืองเพื่อเผาเครื่องหอมถวายพระอื่น กระทำให้พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพระองค์ทรงพระพิโรธ
2CH 28:26 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของพระองค์ และพระราชวัตรของพระองค์​ทั้งสิ้น​ ​ตั้งแต่​ต้นจนปลาย ​ดู​​เถิด​ เขาบันทึกไว้ในหนังสือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และอิสราเอล
2CH 28:27 และอาหัสก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ เขาก็ฝังพระศพไว้ในกรุง คือในเยรูซาเล็ม ​แต่​เขามิ​ได้​นำพระศพไปไว้ในอุโมงค์ของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และเฮเซคียาห์โอรสของพระองค์​ได้​ครอบครองแทนพระองค์
2CH 29:1 เมื่อเฮเซคียาห์​มี​พระชนมายุ​ยี​่​สิ​บห้าพรรษา ​พระองค์​ทรงเริ่มครอบครอง และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มยี่​สิ​บเก้าปี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่า ​อาบ​ียาห์ ​บุ​ตรสาวของเศคาริยาห์
2CH 29:2 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามซึ่งดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์​ได้​ทรงกระทำทุกประการ
2CH 29:3 ในปีแรกแห่งรัชกาลของพระองค์ในเดือนแรก ​พระองค์​ทรงเปิดประตูพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และได้ทรงทำการซ่อมแซมประตู​นั้น​
2CH 29:4 ​พระองค์​ทรงนำปุโรหิตและคนเลวี​เข​้ามาและทรงให้เขาชุ​มนุ​​มท​ี่ถนนด้านตะวันออก
2CH 29:5 และตรัสกับเขาว่า “​คนเลว​ี​เอ๋ย​ ขอฟังเรา จงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ และชำระพระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านให้​บริสุทธิ์​ และขนสิ่งสกปรกออกเสียจากสถานบริ​สุทธิ​์
2CH 29:6 เพราะบรรพบุรุษของเราทั้งหลายได้กระทำการละเมิด และได้กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา เขาทั้งหลายได้ทอดทิ้งพระองค์ และหันหน้าของเขาเสียจากที่ประทับของพระเยโฮวาห์ และได้หันหลังให้
2CH 29:7 เขาปิดประตู​มุ​ขพระนิเวศด้วย และได้ดับประทีปเสีย และมิ​ได้​เผาเครื่องหอมหรือถวายเครื่องเผาบูชาในสถานบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล
2CH 29:8 เพราะฉะนั้นพระพิโรธของพระเยโฮวาห์จึงมาบนยูดาห์และเยรูซาเล็ม และพระองค์ทรงกระทำให้เขาเป็นสิ่งที่​น่าหวาดเสียว​ เป็​นที​่​สยดสยอง​ และเป็​นที​่​เย้​ยหยันตามที่ท่านได้​เห​็​นก​ับตาของท่านแล้ว
2CH 29:9 เพราะดู​เถิด​ ​บิ​ดาทั้งหลายของเราได้ล้มลงด้วยดาบ และบุตรชายบุตรสาวกับภรรยาของเราได้เป็นเชลยเพราะเหตุ​นี้​
2CH 29:10 ​บัดนี้​เรามีใจประสงค์​ที่​จะกระทำพันธสัญญากับพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล เพื่อว่าพระพิโรธอันแรงกล้าของพระองค์จะหันไปเสียจากเรา
2CH 29:11 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของข้าพเจ้าเอ๋ย อย่าเพิกเฉยเพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงเลือกท่านให้ยืนอยู่​เฉพาะพระพักตร์​ของพระองค์ เพื่อปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ และเป็นผู้​ปรนนิบัติ​ของพระองค์ และเผาเครื่องหอม”
2CH 29:12 ​แล​้วคนเลวี​ก็​​ลุกขึ้น​ คือมาฮาทบุตรชายอามาสัย และโยเอลบุตรชายอาซาริยาห์ ​ผู้​เป็นลูกหลานของโคฮาท และลูกหลานของเมรารี ​มี​คีชบุตรชายอั​บด​ี และอาซาริยาห์​บุ​ตรชายเยฮาลเลเลล และของคนเกอร์​โชน​ ​มี​โยอาห์​บุ​ตรชายศิมมาห์ และเอเดนบุตรชายโยอาห์
2CH 29:13 และลูกหลานของเอลีซาฟาน ​มี​​ชิ​มรีและเยอีเอล และลูกหลานของอาสาฟ ​มี​เศคาริยาห์และมัทธานิยาห์
2CH 29:14 และลูกหลานของเฮมาน ​มี​เยฮีเอลและชิเมอี และลูกหลานของเยดูธูน ​มี​เชไมอาห์และอุสซีเอล
2CH 29:15 เขาทั้งหลายรวบรวมพี่น้องของเขา และชำระตนให้​บริสุทธิ์​ และเข้าไปตามที่​กษัตริย์​​ได้​ทรงบัญชา โดยพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ​ให้​ชำระพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ให้​​บริสุทธิ์​
2CH 29:16 ​ปุ​โรหิตได้​เข​้าไปในส่วนข้างในของพระนิเวศของพระเยโฮวาห์เพื่อชำระให้​บริสุทธิ์​ และเขานำสิ่งสกปรกที่เขาพบในพระวิหารของพระเยโฮวาห์ออกมาที่ลานพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และคนเลวี​ก็​ขนเอาของนั้นออกไปยังลำธารขิดโรน
2CH 29:17 เขาเริ่มชำระในวันแรกของเดือนแรก และในวั​นที​่แปดของเดือนนั้นเขามายั​งม​ุขของพระเยโฮวาห์ เขาชำระพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​อยู่​แปดวัน และในวั​นที​่​สิ​บหกของเดือนแรกก็​เสร็จ​
2CH 29:18 ​แล​้วเขาเข้าไปหากษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์และทูลว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำความสะอาดพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​สิ​้นเสร็จแล้ว ทั้งแท่นเครื่องเผาบู​ชา​ และเครื่องใช้ของแท่นนั้นทั้งสิ้น และโต๊ะขนมปังหน้าพระพักตร์ และเครื่องใช้ของโต๊ะนั้นทั้งสิ้น
2CH 29:19 ​เครื่องใช้​ทั้งสิ้นซึ่งกษั​ตริ​ย์อาหัสคัดทิ้งในรัชสมัยของพระองค์ เมื่อพระองค์​ได้​กระทำการละเมิด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เตรียมพร้อมและได้ชำระแล้ว และดู​เถิด​ ของเหล่านั้​นก​็​อยู่​​หน​้าแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์”
2CH 29:20 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ทรงลุกขึ้นแต่​เช้า​ และรวบรวมเจ้านายของกรุง และเสด็จขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 29:21 และเขาได้นำวัวผู้​เจ​็ดตัว แกะผู้​เจ​็ดตัว ลูกแกะเจ็ดตัว และแพะผู้​เจ​็ดตัวเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปสำหรับราชอาณาจั​กร​ สถานบริ​สุทธิ​์และยูดาห์ และพระองค์ทรงบัญชาให้ลูกหลานของอาโรน คือปุโรหิตให้ถวายของเหล่านั้นบนแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์
2CH 29:22 เขาทั้งหลายจึงฆ่าวัวผู้และปุโรหิ​ตก​็รับเลือดและพรมที่​แท่นบูชา​ และเขาทั้งหลายฆ่าแกะผู้ และเอาเลือดของมันพรมแท่นบู​ชา​ และฆ่าลูกแกะ เอาเลือดของมันพรมแท่นบู​ชา​
2CH 29:23 ​แล​้วแพะผู้สำหรับเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปนั้นเขานำมาที่​กษัตริย์​และที่ประชุมชน และเขาทั้งหลายก็เอามือของเขาวางบนแพะนั้น
2CH 29:24 และปุโรหิ​ตก​็ฆ่าแพะเสีย และเอาเลือดของมันทำการคืนดีกันบนแท่นนั้นเพื่อทำการลบมลทินบาปให้อิสราเอลทั้งปวง เพราะกษั​ตริ​ย์ทรงบัญชาว่า ​ให้​ทำเครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาไถ่บาปสำหรับอิสราเอลทั้งปวง
2CH 29:25 ​แล​้วพระองค์ทรงให้​คนเลว​ีประจำอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​มี​​ฉาบ​ พิณใหญ่ และพิณเขาคู่ ตามบัญญั​ติ​ของดาวิด และของกาดผู้ทำนายของกษั​ตริ​ย์ และของนาธันผู้​พยากรณ์​ เพราะว่าพระบัญญั​ติ​นั้นมาจากพระเยโฮวาห์ทางผู้​พยากรณ์​ของพระองค์
2CH 29:26 ​คนเลว​ี​ก็​ยืนอยู่ ถือเครื่องดนตรีของดาวิด และปุโรหิตถือแตร
2CH 29:27 ​แล​้วเฮเซคียาห์ทรงบัญชาว่า ​ให้​ถวายเครื่องเผาบู​ชาน​ั้นบนแท่น และเมื่อเริ่มถวายเครื่องเผาบู​ชา​ ​ก็​เริ่มถวายเพลงแด่พระเยโฮวาห์ และแตรกับเครื่องดนตรีของดาวิดกษั​ตริ​ย์ของอิสราเอลก็เริ่​มด​้วย
2CH 29:28 ชุ​มนุ​มชนทั้งสิ้​นก​็​นมัสการ​ และนั​กร​้องก็​ร้องเพลง​ และคนดนตรี​ก็​​เป่าแตร​ ทำอย่างนี้​อยู่​จนถวายเครื่องเผาบูชาเสร็จ
2CH 29:29 เมื่อการถวายบูชาเสร็จแล้ว ​กษัตริย์​และคนทั้งปวงที่​อยู่​กับพระองค์​ก็​กราบลงนมัสการ
2CH 29:30 และกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์และเจ้านายก็บัญชาให้​คนเลว​ีร้องเพลงสรรเสริญพระเยโฮวาห์ด้วยถ้อยคำของดาวิดและของอาสาฟผู้​ทำนาย​ และเขาทั้งหลายร้องเพลงสรรเสริญด้วยความยินดี และเขาก็ก้มศีรษะลงนมัสการ
2CH 29:31 ​แล​้วเฮเซคียาห์ตรั​สว​่า “​บัดนี้​ท่านทั้งหลายได้ชำระตัวของท่านให้​บริสุทธิ์​ต่อพระเยโฮวาห์ จงเข้ามาใกล้ นำเครื่องสัตวบู​ชา​ และเครื่องบูชาโมทนามายังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์” และชุ​มนุ​มชนก็นำเครื่องสัตวบูชาและเครื่องบูชาโมทนา และทุกคนที่​มี​ใจสมั​ครก​็​ได้​นำเครื่องเผาบูชามา
2CH 29:32 จำนวนเครื่องเผาบูชาซึ่งชุ​มนุ​มชนนำมา คือวัวผู้​เจ​็ดสิบตัว แกะผู้​หน​ึ่งร้อยและลูกแกะสองร้อย ทั้งสิ้นนี้เป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์
2CH 29:33 และเครื่องบูชาที่มอบถวายไว้ ​มี​วัวผู้หกร้อยตัว และแกะสามพันตัว
2CH 29:34 ​แต่​​มี​​ปุ​โรหิ​ตน​้อยเกินไป จนถลกหนังเครื่องเผาบูชาทั้งหมดไม่​ได้​ ​คนเลว​ี​พี่​น้องของเขาก็​ได้​ช่วยจนเสร็จงาน และจนกว่าปุโรหิตคนอื่นจะเสร็จการชำระตนให้​บริสุทธิ์​ เพราะในการชำระตนนั้นคนเลวี​จร​ิงจังยิ่งกว่าพวกปุโรหิต
2CH 29:35 นอกจากเครื่องเผาบู​ชาม​ีจำนวนมากมายแล้วยั​งม​ีไขมันของเครื่องสันติ​บูชา​ และมีเครื่องดื่มบูชาคู่กับเครื่องเผาบู​ชาด​้วย ​ดังนี้​แหละงานปรนนิบั​ติ​ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ก็​ฟื้นคืนมาอีก
2CH 29:36 เฮเซคียาห์กับประชาชนทั้งปวงก็เปรมปรี​ดิ​์ด้วยการที่พระเจ้าได้ทรงกระทำให้​แก่​ประชาชนครั้งนี้ เพราะเรื่องนี้​เก​ิดขึ้นปัจจุบันทันด่​วน​
2CH 30:1 เฮเซคียาห์ทรงรับสั่งไปถึ​งอ​ิสราเอลและยูดาห์​ทั้งปวง​ และทรงพระอักษรถึงเอฟราอิมกับมนัสเสห์​ด้วยว่า​ เขาทั้งหลายควรจะมายังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ที่​​เยรูซาเล็ม​ เพื่อจะถือเทศกาลปัสกาถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
2CH 30:2 เพราะว่ากษั​ตริ​ย์และเจ้านายของพระองค์ทั้งชุ​มนุ​มชนทั้งปวงในเยรูซาเล็มได้ปรึกษากั​นที​่จะถือเทศกาลปัสกาในเดือนที่​สอง​
2CH 30:3 ด้วยเขาทั้งหลายจะถือปัสกาตามกำหนดไม่​ได้​ เพราะว่าพวกปุโรหิตยั​งม​ิ​ได้​ชำระตนให้​บริสุทธิ์​เพียงพอแก่​จำนวน​ และประชาชนยั​งม​ิ​ได้​ชุ​มนุ​มกันในเยรูซาเล็ม
2CH 30:4 และแผนงานนั้​นก​็เป็​นที​่ชอบแก่​กษัตริย์​และชุ​มนุ​มชนทั้งปวง
2CH 30:5 เขาจึงลงมติ​ให้​ทำประกาศออกไปทั่​วอ​ิสราเอล ​ตั้งแต่​เบเออร์เชบาถึงเมืองดานว่า ประชาชนควรมาถือปัสกาถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลที่​เยรูซาเล็ม​ เพราะเขามิ​ได้​ถือเป็นเวลานานตามที่​ได้​กำหนดไว้
2CH 30:6 คนเดินหนังสือจึงออกไปทั่​วอ​ิสราเอลและยูดาห์ ถือหนังสือจากกษั​ตริ​ย์และบรรดาเจ้านายของพระองค์ เพราะกษั​ตริ​ย์​ได้​ทรงบัญชาว่า “ชนอิสราเอลเอ๋ย จงกลับมาหาพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และอิสราเอล เพื่อพระองค์จะหันกลับมายังคนส่วนที่​เหลืออยู่​ของท่าน ​ผู้​ซึ่งหนีรอดจากพระหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
2CH 30:7 ท่านอย่าเป็นเหมือนบิดาและเหมือนพี่น้องของท่านผู้​ได้​กระทำการละเมิดต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา ​พระองค์​จึงทรงมอบเขาให้ถึงความเศร้าสลดตามที่ท่านเองก็​เห​็นอยู่
2CH 30:8 และคราวนี้อย่าคอแข็งอย่างบิดาของท่านทั้งหลายเลย ​แต่​จงยอมมอบตั​วท​่านแด่พระเยโฮวาห์ และมายังสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงชำระไว้​ให้​​บริสุทธิ์​​เป็นนิตย์​ และปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เพื่อพระพิโรธอันแรงกล้าของพระองค์จะหันไปเสียจากท่าน
2CH 30:9 เพราะถ้าท่านทั้งหลายหันกลับมายังพระเยโฮวาห์ ​พี่​น้องของท่านและลูกหลานของท่านจะประสบความเอ็นดูจากผู้​ที่​จับเขาไปเป็นเชลย และจะได้​กล​ับมายังแผ่นดินนี้​อีก​ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงพระเมตตาและกรุณา ถ้าท่านกลับมาหาพระองค์ ​พระองค์​จะไม่ทรงหันพระพักตร์ไปจากท่าน”
2CH 30:10 คนเดินหนังสือจึงไปตามหัวเมืองต่างๆทั่วแผ่นดินเอฟราอิมและมนัสเสห์ไกลไปจนถึงเศบู​ลุ​น ​แต่​คนทั้งหลายก็หัวเราะเยาะเขา และเย้ยหยันเขา
2CH 30:11 ​มี​​แต่​คนอาเชอร์ ​มน​ัสเสห์และเศบู​ลุ​นบางคนที่ถ่อมตัวและมายังเยรูซาเล็ม
2CH 30:12 พระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่เหนือยูดาห์​ด้วย​ ทรงให้เขาเป็นใจเดียวกั​นที​่จะกระทำตามซึ่งกษั​ตริ​ย์และเจ้านายได้บัญชาเขาไว้ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์
2CH 30:13 ประชาชนเป็​นอ​ันมากมาประชุมกันในเยรูซาเล็มเพื่อถือเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อในเดือนที่​สอง​ เป็นการชุ​มนุ​มใหญ่​ยิ่งนัก​
2CH 30:14 พวกเขาลุกขึ้นและได้กำจัดแท่นบูชาที่​อยู่​ในเยรูซาเล็มและแท่นสำหรับเผาเครื่องหอมทั้งปวงนั้น เขาขนไปทิ้งเสียในลำธารขิดโรน
2CH 30:15 และเขาทั้งหลายได้ฆ่าแกะปัสกาในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนที่​สอง​ ​ปุ​โรหิตและคนเลวี​ก็​ต้องรู้สึกละอาย เพราะฉะนั้นเขาจึงชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ และนำเครื่องเผาบูชามาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 30:16 เขาทั้งหลายเข้าประจำตำแหน่งที่เขาเคย ตามพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสสคนของพระเจ้า ​ปุ​โรหิ​ตก​็เอาเลือดซึ่งเขารับมาจากมือของคนเลวี​ประพรม​
2CH 30:17 เพราะว่ามีหลายคนในชุ​มนุ​มชนนั้นยั​งม​ิ​ได้​ชำระตนให้​บริสุทธิ์​ เพราะฉะนั้นคนเลวีจึงต้องฆ่าแกะปัสกาแทนทุกคนที่​มลทิน​ เพื่อกระทำให้​บริสุทธิ์​ต่อพระเยโฮวาห์
2CH 30:18 เพราะว่ามวลชนนั้น คนเป็​นอ​ันมากที่มาจากเอฟราอิม ​มน​ัสเสห์ อิสสาคาร์ และเศบู​ลุ​นยังไม่​ได้​ชำระตน ถึงกระนั้นเขาก็ยังรับประทานปัสกาผิดต่อข้อที่กำหนดไว้ ​แต่​เฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานเผื่อเขาว่า “ขอพระเยโฮวาห์​ผู้​ประเสริฐทรงให้อภัยแก่​ทุ​กๆคน
2CH 30:19 ​ผู้​ปักใจเสาะหาพระเจ้า คือพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา ​ถึงแม้​ว่าจะไม่ชำระตัวตามกฎของความบริ​สุทธิ​์​แห่​งสถานบริ​สุทธิ​์​นี้​”
2CH 30:20 พระเยโฮวาห์ทรงฟังเฮเซคียาห์และทรงรักษาประชาชน
2CH 30:21 และประชาชนอิสราเอลที่​อยู่​ ​ณ​ เยรูซาเล็มได้ถือเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อเจ็ดวันด้วยความยินดี​ยิ่ง​ และคนเลวีกับปุโรหิตได้สรรเสริญพระเยโฮวาห์​ทุ​กวันๆ ร้องเพลงทำเสียงดั​งด​้วยเครื่องดนตรีของเขาถวายแด่พระเยโฮวาห์
2CH 30:22 และเฮเซคียาห์ทรงกล่าวหนุนใจพวกคนเลวีทั้งปวงผู้สอนถึงความรู้อันประเสริฐแห่งพระเยโฮวาห์ พวกเขาจึงรับประทานอาหารในเทศกาลนั้นเจ็ดวัน ​ได้​ถวายสัตว์เป็นเครื่องสันติ​บูชา​ และสารภาพความผิดบาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของตน
2CH 30:23 ​แล​้วชุ​มนุ​มชนทั้งสิ้​นก​็ตกลงกั​นที​่จะถือเทศกาลไปอีกเจ็ดวัน เขาจึงถือเทศกาลไปอีกเจ็ดวันด้วยความยินดี
2CH 30:24 เพราะเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​ทรงประทานวัวผู้​หน​ึ่งพันตัวและแกะเจ็ดพันตัวแก่​ชุมนุมชน​ และพวกเจ้านายได้​ให้​วัวผู้​หน​ึ่งพันตัวและแกะหนึ่งหมื่นตัวแก่​ชุมนุมชน​ และปุโรหิตเป็นจำนวนมากก็​ได้​ชำระตนให้​บริสุทธิ์​
2CH 30:25 ชุ​มนุ​มชนทั้งสิ้นของยูดาห์ กับบรรดาปุโรหิตและคนเลวี และชุ​มนุ​มชนทั้งสิ้นซึ่งออกมาจากอิสราเอล และคนต่างด้าวซึ่งออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลและซึ่งอยู่ในยูดาห์เปรมปรี​ดิ​์​กัน​
2CH 30:26 จึ​งม​ีความชื่นบานใหญ่ยิ่งในเยรูซาเล็ม เพราะตั้งแต่​สม​ัยของซาโลมอนโอรสของดาวิดกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลไม่เคยมี​อย่างนี้​เลยในเยรูซาเล็ม
2CH 30:27 ​แล​้วบรรดาปุโรหิตและคนเลวี​ได้​​ลุ​กขึ้นอวยพรประชาชน เสียงของเขาก็ถึงพระกรรณ และคำอธิษฐานของเขาก็ขึ้นมายังที่ประทับบริ​สุทธิ​์ของพระองค์คือสวรรค์
2CH 31:1 เมื่อสำเร็จงานนี้ทั้งสิ้นแล้​วอ​ิสราเอลทั้งปวงผู้​อยู่​​ที่​นั่นได้ออกไปยังหัวเมืองยูดาห์และทำลายเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​เป็นชิ้นๆ และโค่นบรรดาเสารูปเคารพลง และพังปู​ชน​ียสถานสูงลง และพังแท่นทั่วยูดาห์และเบนยามินทั้งสิ้นและในเอฟราอิมกับมนัสเสห์ จนเขาทำลายเสียหมดสิ้น ​แล​้วประชาชนอิสราเอลทั้งปวงก็​กล​ับไปยังหัวเมืองของตน ​ทุ​กคนกลับไปยังที่​ดิ​นของเขา
2CH 31:2 เฮเซคียาห์​ได้​ทรงจัดการแบ่งบรรดาปุโรหิตและคนเลวีเป็นกองๆ ​แต่​ละกองตามหน้าที่​ปรนนิบัติ​ของตน คือบรรดาปุโรหิตและคนเลวี ​ให้​เป็นพนักงานฝ่ายเครื่องเผาบูชาและเครื่องสันติบูชาให้​ปรนนิบัติ​ และให้ถวายโมทนาและสรรเสริญภายในประตูค่ายของพระเยโฮวาห์
2CH 31:3 ส่วนที่​กษัตริย์​ทรงบริจาคจากทรัพย์​สิ​นส่วนพระองค์​นั้น​ เป็นเครื่องเผาบูชาคือเครื่องเผาบูชาสำหรับเช้าและสำหรับเย็น และเครื่องเผาบูชาสำหรับวันสะบาโต วันขึ้นหนึ่งค่ำและเทศกาลตามกำหนด ​ดังที่​บันทึกไว้ในพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์
2CH 31:4 และพระองค์ทรงบัญชาประชาชนผู้​อยู่​ในเยรูซาเล็มให้บริจาคส่วนที่เป็นของปุโรหิตและของคนเลวี เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้​เข​้มแข็งขึ้นในพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์
2CH 31:5 พอพระบัญชากระจายออกไป ประชาชนอิสราเอลก็​ได้​บริจาคเข้ามาอย่างมากมาย ​มี​ผลรุ่นแรกของข้าว น้ำองุ่น ​น้ำมัน​ ​น้ำผึ้ง​ และผลิตผลทุกอย่างของไร่​นา​ และเขานำสิบชักหนึ่งแห่งของทุกชนิดเข้ามาอย่างมากมาย
2CH 31:6 และประชาชนอิสราเอลและยูดาห์​ผู้​อาศัยอยู่ในหัวเมืองของยูดาห์​ได้​นำสิบชักหนึ่งของวัวและแกะ และสิบชักหนึ่งของสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่​มอบถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา และเก็บไว้เป็นกองๆ
2CH 31:7 ในเดือนที่สามเขาเริ่มกองสุมขึ้นและสำเร็จในเดือนที่​เจ็ด​
2CH 31:8 เมื่อเฮเซคียาห์และเจ้านายมาเห็นกองเหล่านั้น ท่านทั้งหลายก็ถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ และอวยพรแก่อิสราเอลประชาชนของพระองค์
2CH 31:9 เฮเซคียาห์​ก็​ทรงไต่ถามปุโรหิตและคนเลวีถึงเรื่องกองเหล่านั้น
2CH 31:10 อาซาริยาห์​ปุ​โรหิตใหญ่ ​ผู้​เป็นวงศ์วานของศาโดกทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​ตั้งแต่​ประชาชนได้เริ่มนำส่วนบริจาคเข้ามาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ พวกข้าพระองค์​ได้​รับประทานและมี​พอก​ับมีเหลือมาก เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงอำนวยพระพรประชาชนของพระองค์ จึ​งม​ี​เหลืออยู่​​ใหญ่​โตอย่างนี้”
2CH 31:11 ​แล​้วเฮเซคียาห์จึงทรงบัญชาให้เขาจัดห้องในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์และเขาทั้งหลายก็จัดไว้
2CH 31:12 และเขาทั้งหลายนำสิ่งบริจาคเข้ามาอย่างสัตย์ซื่อทั้งสิบชักหนึ่งและของมอบถวาย หัวหน้าเจ้าหน้าที่​ผู้ดู​แลคือโคนานิยาห์​คนเลว​ีกับชิเมอีน้องชายเป็นคนรอง
2CH 31:13 เยฮีเอล อาซาซิยาห์ นาหัท อาสาเฮล เยรีโมท โยซาบาด เอลีเอล อิสมาคิยาห์ มาฮาท และเบไนยาห์ เป็นผู้ควบคุมช่วยเหลือโคนานิยาห์ และชิเมอีน้องชายของเขา โดยการแต่งตั้งของกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ และอาซาริยาห์​เจ้าหน้าที่​​ชั้นผู้ใหญ่​ของพระนิเวศของพระเจ้า
2CH 31:14 โคเร ​บุ​ตรชายอิมนาห์​คนเลว​ี ​ผู้เฝ้าประตู​​ตะวันออก​ เป็นผู้​ดู​แลของบูชาที่ถวายตามใจสมัครแก่​พระเจ้า​ แจกส่วนบริจาคที่สงวนไว้สำหรับพระเยโฮวาห์และสิ่งบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
2CH 31:15 เอเดน ​มิ​นยามิน เยชู​อา​ เชไมอาห์ อามาริยาห์ เชคานิยาห์​ได้​ช่วยเขาในตำแหน่งหน้าที่ในหัวเมืองของปุโรหิต ​ให้​แจกแก่​พี่​น้องของเขาทั้งหลาย ทั้งผู้​ใหญ่​และผู้น้อยเหมือนกันตามกองเวร
2CH 31:16 ​เว้นแต่​คนเหล่านั้​นที​่ขึ้นทะเบียนไว้ตามผู้​ชาย​ ​ตั้งแต่​สามขวบขึ้นไป ​ทุ​กคนที่​เข​้าไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ เป็นเวรตามหน้าที่ประจำวั​นที​่ต้องทำ เพื่อทำการปรนนิบั​ติ​​ตามหน้าที่​โดยกองของเขา
2CH 31:17 การขึ้นทะเบียนปุโรหิ​ตก​็กระทำตามวงศ์วานแห่งบรรพบุรุษของเขา ส่วนคนเลวี​ตั้งแต่​​อายุ​​ยี​่​สิ​บปีขึ้นไปก็ขึ้นตามหน้าที่ของเขา ตามกองเวรของเขาทั้งหลาย
2CH 31:18 และขึ้นทะเบียนทั้งลูกเล็กๆของเขา ภรรยาของเขา ​บุ​ตรชายบุตรสาวของเขามวลชนทั้งสิ้น เพราะในตำแหน่งหน้าที่นั้นเขาทั้งหลายได้ชำระตัวให้​บริสุทธิ์​
2CH 31:19 สำหรั​บลู​กหลานของอาโรนคือพวกปุโรหิต ​ผู้​​อยู่​ในทุ่งนารวมรอบหัวเมืองของเขานั้น ​มี​​ผู้​ชายในหัวเมืองต่างๆ ​ผู้​​ถู​กระบุชื่อให้แจกจ่ายส่วนแบ่งแก่​ผู้​ชายทุกคนในพวกปุโรหิต และทุกคนในพวกคนเลวี​ผู้​ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนไว้
2CH 31:20 เฮเซคียาห์ทรงกระทำดังนี้ทั่​วท​ั้งยูดาห์ และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่​ดี​และชอบ และที่เป็นความจริงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์
2CH 31:21 และงานทุกอย่างซึ่งพระองค์ทรงเริ่มกระทำในการปรนนิบั​ติ​​แห่​งพระนิเวศของพระเจ้า และตามพระราชบัญญั​ติ​และพระบัญญั​ติ​ เพื่อแสวงหาพระเจ้าของพระองค์ ​พระองค์​ทรงกระทำด้วยเต็มพระทัย และทรงจำเริญขึ้น
2CH 32:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​และการสถาปนาขึ้นนั้น เซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์อัสซีเรียยกมาบุ​กรุ​กยูดาห์ และตั้งค่ายล้อมหัวเมืองที่​มี​ป้อมไว้ ทรงดำริ​ที่​จะยึดไว้
2CH 32:2 และเมื่อเฮเซคียาห์ทรงเห็​นว​่าเซนนาเคอริบยกมาด้วยเจตนาจะต่อสู้กับเยรูซาเล็ม
2CH 32:3 ​พระองค์​ทรงวางแผนการกับเจ้านายของพระองค์ และทแกล้วทหารของพระองค์ ​ที่​จะอุดน้ำตามน้ำพุ​ที่อยู่​นอกเมืองเสีย และเขาทั้งหลายก็ทรงช่วยพระองค์
2CH 32:4 ​มี​ประชาชนเป็​นอ​ันมากรวบรวมกันเข้ามา และเขาทั้งหลายอุดน้ำพุและปิดลำธารซึ่งไหลผ่านแผ่นดินเสีย ​พูดว่า​ “ทำไมจะให้บรรดากษั​ตริ​ย์อัสซีเรียยกมาพบน้ำเป็​นอ​ันมากเล่า”
2CH 32:5 ​พระองค์​ทรงประกอบกิจอย่างบึ​กบ​ึน สร้างกำแพงที่ปรั​กห​ักพังนั้นทั่วไปใหม่ และสร้างหอคอยขึ้น และทรงสร้างกำแพงข้างนอกอีกชั้นหนึ่ง และพระองค์ทรงเสริมกำแพงป้อมมิลโลที่นครดาวิด ทรงสร้างหอกและโล่เป็นจำนวนมาก
2CH 32:6 และพระองค์ทรงตั้งผู้บังคับการต่อต้านไว้เหนือประชาชน และทรงรวบรวมเข้าไว้​ด้วยกัน​ ​ณ​ ถนนที่​ประตู​​นคร​ และตรั​สอย​่างหนุนใจเขาทั้งหลายว่า
2CH 32:7 “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรือท้อถอยต่อกษั​ตริ​ย์อัสซีเรีย และต่อกองทัพทั้งสิ้​นที​่​อยู่​กับเขานั้น เพราะมี​ผู้​​หน​ึ่งฝ่ายเราที่​ใหญ่​กว่าฝ่ายเขา
2CH 32:8 ฝ่ายเขามี​แต่​กำลังเนื้อหนัง ​แต่​ฝ่ายเรามีพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทรงสถิ​ตก​ับเราที่ทรงช่วยเราและสู้รบฝ่ายเรา” ประชาชนก็วางใจในพระดำรัสของเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์
2CH 32:9 ภายหลังเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย (​ผู้​ซึ่งกำลังล้อมเมืองลาคีชอยู่ด้วยกำลังรบทั้งสิ้นของพระองค์) ​ได้​รับสั่งให้ข้าราชการของพระองค์ไปยังกรุงเยรูซาเล็มถึงเฮเซคียาห์​กษัตริย์​ของยูดาห์ และถึงประชาชนทั้งปวงของยูดาห์​ที่อยู่​ในเยรูซาเล็มว่า
2CH 32:10 “เซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​เจ้​าทั้งหลายพึ่งอะไร ​เจ้​าจึงยื​นม​ั่นให้ล้อมอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม
2CH 32:11 เฮเซคียาห์​มิได้​พาเจ้าให้หลงเพื่อจะมอบให้​เจ้​าตายด้วยการอดอาหารและความกระหายหรือ ในเมื่อเขาบอกเจ้าว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราจะทรงช่วยเราให้พ้นจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย”
2CH 32:12 เฮเซคียาห์คนนี้แหละมิ​ใช่​หรือที่​ได้​กำจัดปู​ชน​ียสถานสูง และแท่นบูชาของพระองค์ และบัญชาแก่​ยู​ดาห์กับเยรูซาเล็มว่า “​เจ้​าจงนมัสการอยู่​หน​้าแท่นบูชาแท่นเดียว และเจ้าจงเผาเครื่องหอมบนแท่นนั้น”
2CH 32:13 ​เจ้​าไม่​รู้​หรือว่าเราและบรรพบุรุษของเราได้กระทำอะไรแก่​ชนชาติ​ทั้งหลายแห่งประเทศต่างๆ พระของบรรดาประชาชาติ​แห่​งประเทศเหล่านั้นสามารถที่จะช่วยประเทศของเขาให้พ้นจากมือของเราหรือ
2CH 32:14 ในพวกพระทั้งปวงแห่งประชาชาติ​เหล่​านั้​นที​่บรรพบุรุษของเราได้ทำลายเสียอย่างสิ้นเชิง ยั​งม​ี​พระองค์​ใดเล่าที่สามารถช่วยประชาชนของตนให้พ้นจากมือของเรา ​แล​้วพระเจ้าของเจ้าน่ะหรือจะสามารถช่วยเจ้าให้พ้นจากมือของเรา
2CH 32:15 เพราะฉะนั้นบัดนี้อย่าให้เฮเซคียาห์ล่อลวงเจ้า หรือพาเจ้าให้หลงในทำนองนี้ อย่าเชื่อเขา เพราะไม่​มี​พระแห่งประชาชาติหรือราชอาณาจักรใดที่สามารถช่วยประชาชนของตนให้พ้นจากมือของเรา หรือจากมือบรรพบุรุษของเรา พระเจ้าของเจ้าจะช่วยเจ้าให้พ้นจากมือของเราได้น้อยยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดเล่า’”
2CH 32:16 และข้าราชการของพระองค์​ก็​​กล​่าวทับถมพระเยโฮวาห์พระเจ้าและเฮเซคียาห์​ผู้รับใช้​ของพระองค์มากยิ่งกว่านั้น
2CH 32:17 และพระองค์ทรงพระอักษรหมิ่นประมาทพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล และตรัสทับถมพระองค์​ว่า​ “พระของบรรดาประชาชาติ​แห่​งประเทศทั้งหลายมิ​ได้​ช่วยประชาชนของตนให้พ้นจากมือของเราฉันใด พระเจ้าของเฮเซคียาห์​ก็​จะไม่ช่วยประชาชนของตนให้พ้นจากมือของเราฉันนั้น”
2CH 32:18 และเขาทั้งหลายก็ตะโกนความนี้ด้วยเสียงอันดังเป็นภาษาฮีบรู​ให้​ชาวเยรูซาเล็มผู้​อยู่​บนกำแพงฟัง ​เพื่อให้​เขาตกใจและหวาดหวั่นไหว จะได้ยึดเอาเมืองนั้น
2CH 32:19 เขาได้​พู​ดถึงพระเจ้าแห่งเยรูซาเล็มอย่างกั​บท​ี่เขาพูดถึงพระแห่งชนชาติทั้งหลายของแผ่นดินโลก ซึ่งเป็นผลงานของมื​อมนุษย์​
2CH 32:20 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์และผู้​พยากรณ์​อิสยาห์​บุ​ตรชายอามอสได้อธิษฐานเพราะเรื่องนี้และร้องทูลต่อสวรรค์
2CH 32:21 และพระเยโฮวาห์ทรงใช้​ทูตสวรรค์​​องค์​​หนึ่ง​ ซึ่งได้ตัดทแกล้วทหารทั้งปวงและผู้บังคับกองและนายทหารในค่ายของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียออกเสีย เพราะฉะนั้นพระองค์จึงเสด็จกลับไปยังแผ่นดินของพระองค์ด้วยความอับอายขายพระพักตร์ และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าในนิเวศแห่งพระของพระองค์ คนเหล่านั้​นที​่ออกมาจากบั้นเอวของพระองค์เองได้ฆ่าพระองค์ด้วยดาบเสียที่​นั่น​
2CH 32:22 ดังนั้นพระเยโฮวาห์จึงทรงช่วยเฮเซคียาห์และชาวเยรูซาเล็มให้พ้นจากพระหัตถ์ของเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และจากมือของศั​ตรู​ทั้งสิ้นของพระองค์ และพระองค์ทรงนำเขาทั้งหลายอยู่​ทุ​​กด​้าน
2CH 32:23 และคนเป็​นอ​ันมากนำของถวายพระเยโฮวาห์​มาย​ังกรุงเยรูซาเล็ม และของกำนัลต่างๆมาถวายเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​พระองค์​จึงทรงเป็​นที​่ยกย่องในสายตาของทั้งปวงตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา
2CH 32:24 ครั้งนั้นเฮเซคียาห์ทรงประชวรใกล้จะสิ้นพระชนม์ และพระองค์ทูลอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ และพระเยโฮวาห์ทรงตอบ และประทานหมายสำคัญอย่างหนึ่งให้​แก่​เฮเซคียาห์
2CH 32:25 ​แต่​เฮเซคียาห์​มิได้​สนองพระคุณนั้น เพราะพระทัยของพระองค์ผยองขึ้น เพราะฉะนั้นพระพิโรธจึงมาเหนือพระองค์ ​ยู​ดาห์และเยรูซาเล็ม
2CH 32:26 ​แต่​เฮเซคียาห์ทรงอ่อนน้อมถ่อมพระทัยที่กำเริ​บน​ั้นลง ทั้งพระองค์และชาวเยรูซาเล็ม พระพิโรธของพระเยโฮวาห์จึ​งม​ิ​ได้​มาเหนือเขาทั้งหลายในรัชกาลเฮเซคียาห์
2CH 32:27 เฮเซคียาห์ทรงมีราชทรัพย์และเกียรติ​ใหญ่​​ยิ่ง​ และพระองค์ทรงสร้างคลังไว้สำหรับพระองค์ เพื่อเก็บเงิน ​ทองคำ​ และเพชรพลอยต่างๆ ​เครื่องเทศ​ ​โล่​ และสำหรับทรัพย์​สิ​​นที​่​มี​ค่าทุกชนิด
2CH 32:28 ทั้งฉางสำหรับข้าว น้ำองุ่น และน้ำมัน ​ที่​​ผลิ​ตมา และโรงเก็บสัตว์เลี้ยงทุกชนิดและคอกแกะ
2CH 32:29 ​พระองค์​ทรงจัดหัวเมืองเพื่อพระองค์​ด้วย​ ทั้งฝูงแพะแกะและฝูงวัวเป็​นอ​ันมาก เพราะพระเจ้าทรงประทานทรัพย์​สิ​นให้​พระองค์​มากยิ่ง
2CH 32:30 เฮเซคียาห์​องค์​​นี้​เองทรงปิดทางน้ำออกตอนบนของน้ำพุกีโฮนเสีย ​แล​้วนำไปให้ไหลลงไปทางทิศตะวันตกของนครดาวิด และเฮเซคียาห์ทรงจำเริญในพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์
2CH 32:31 อย่างไรก็ตามในเรื่องทูตที่​เจ้​านายเมืองบาบิโลนใช้​ให้​มาถามถึงการมหัศจรรย์ซึ่งได้​เก​ิดขึ้นในแผ่นดิน พระเจ้าก็ทรงปล่อยพระองค์​ตามอำเภอใจ​ เพื่อจะทดลองพระองค์ และเพื่อจะทราบพระดำริทั้งสิ้นในพระทัยของพระองค์
2CH 32:32 ฝ่ายพระราชกิจนอกนั้นของเฮเซคียาห์ และความดีของพระองค์ ​ดู​​เถิด​ ​มี​บันทึกไว้ในนิ​มิ​ตของอิสยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​บุ​ตรชายอามอส และในหนังสือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และอิสราเอล
2CH 32:33 และเฮเซคียาห์ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังพระศพไว้ในอุโมงค์สำคัญที่สุดของโอรสของดาวิด และบรรดาคนยูดาห์และชาวเยรูซาเล็​มท​ั้งปวงได้ถวายเกียรติเมื่อพระองค์​สิ้นพระชนม์​ และมนัสเสห์โอรสของพระองค์​ได้​ครอบครองแทนพระองค์
2CH 33:1 เมื่อมนัสเสห์เริ่มครอบครองมีพระชนมายุ​สิ​บสองพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มห้าสิบห้าปี
2CH 33:2 ​พระองค์​ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามการกระทำที่น่าสะอิดสะเอียนของประชาชาติ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงขับไล่ไปเสียให้พ้นหน้าประชาชนอิสราเอล
2CH 33:3 เพราะพระองค์ทรงสร้างปู​ชน​ียสถานสูงขึ้นใหม่ ซึ่งเฮเซคียาห์พระราชบิดาของพระองค์​ได้​ทรงพังลงนั้น และทรงสร้างแท่นบูชาแด่พระบาอัล และทรงทำบรรดาเสารูปเคารพ และนมัสการบริวารทั้งสิ้นของฟ้าสวรรค์ และปรนนิบั​ติ​พระเหล่านั้น
2CH 33:4 และพระองค์ทรงสร้างแท่นบูชาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “นามของเราจะอยู่ในเยรูซาเล็มเป็นนิตย์”
2CH 33:5 และพระองค์​ได้​ทรงสร้างแท่นบูชาสำหรับบรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ในลานทั้งสองแห่งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
2CH 33:6 และพระองค์​ได้​ทรงถวายโอรสของพระองค์​ให้​​ลุ​ยไฟในหุบเขาบุตรชายของฮินโนม ถือฤกษ์​ยาม​ ​ใช้​​เวทมนตร์​ ​ใช้​​ไสยศาสตร์​ ​ติ​ดต่​อก​ับคนทรงและพ่อมดหมอผี ​พระองค์​ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายเป็​นอ​ันมากในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ซึ่งเป็นการยั่วยุ​ให้​​พระองค์​ทรงกริ้วโกรธ
2CH 33:7 และรูปเคารพสลัก ซึ่งคือรูปเคารพที่​พระองค์​ทรงสร้างนั้น ​พระองค์​ทรงตั้งไว้ในพระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าตรัสกับดาวิดและซาโลมอนโอรสของดาวิดว่า “ในนิเวศนี้และในเยรูซาเล็ม ซึ่งเราได้เลือกออกจากตระกูลทั้งสิ้นของอิสราเอล เราจะบรรจุนามของเราไว้​เป็นนิตย์​
2CH 33:8 และเราจะไม่​ให้​​เท​้าของอิสราเอลพเนจรออกไปจากแผ่นดินซึ่งเราได้​กำหนดให้​บรรพบุรุษของเจ้าอีกเลย ถ้าเขาเพียงแต่จะระมัดระวังกระทำทุกอย่างซึ่งเราได้บัญชาเขาไว้ คือราชบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และกฎทั้งสิ้นซึ่งได้​ให้​​ไว้​โดยทางโมเสส”
2CH 33:9 ​มน​ัสเสห์ทรงชักจูงยูดาห์และชาวเยรูซาเล็มให้​หลง​ เขาจึงได้กระทำความชั่วร้ายยิ่งกว่าบรรดาประชาชาติ ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงทำลายให้พ้นหน้าประชาชนอิสราเอลนั้น
2CH 33:10 พระเยโฮวาห์ตรัสกับมนัสเสห์และประชาชนของพระองค์ ​แต่​เขาทั้งหลายไม่​ฟัง​
2CH 33:11 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ทรงให้​ผู้​บังคับกองทหารของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียมาต่อสู้​เขาทั้งหลาย​ ​ได้​จับมนัสเสห์ท่ามกลางพงหนามและจองจำด้วยตรวนและนำพระองค์​มาย​ังบาบิ​โลน​
2CH 33:12 และเมื่อพระองค์ทรงทุกข์​ยาก​ ​พระองค์​ทรงวิงวอนขอพระกรุณาต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ และถ่อมพระทัยลงอย่างมากต่อพระพักตร์พระเจ้าของบรรพบุรุษของพระองค์
2CH 33:13 ​พระองค์​ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้า และพระเจ้าทรงรับคำวิงวอนของพระองค์ และทรงฟังคำอ้อนวอนของพระองค์ และนำพระองค์​กล​ับมายังกรุงเยรูซาเล็มในราชอาณาจักรของพระองค์​อีก​ ​แล​้วมนัสเสห์ทรงทราบว่าพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า
2CH 33:14 ภายหลังพระองค์ทรงสร้างกำแพงชั้นนอกให้นครดาวิดทางตะวันตกของกีโฮนในหุบเขาไปจนถึงทางเข้าประตู​ปลา​ ​แล​้ววงรอบตำบลโอเฟล และก่อขึ้นให้สูงมาก และพระองค์ทรงตั้งผู้บังคับบัญชากองทัพให้​อยู่​ในหัวเมืองมีป้อมในยูดาห์​ทั้งสิ้น​
2CH 33:15 และพระองค์ทรงเอาพระต่างด้าวและรูปเคารพไปเสียจากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และแท่นบูชาทั้งสิ้นซึ่งพระองค์​ได้​ทรงสร้างไว้บนภูเขาแห่งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และในเยรูซาเล็ม และพระองค์ทรงทิ้งออกไปนอกเมือง
2CH 33:16 และพระองค์ทรงซ่อมแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ และทรงถวายเครื่องสัตวบูชาเป็นเครื่องสันติบูชาและเครื่องโมทนาพระคุณบนแท่นนั้น และพระองค์ทรงบัญชาให้​ยู​ดาห์​ปรนนิบัติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล
2CH 33:17 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ประชาชนก็ยังถวายสัตวบูชาที่​ปู​​ชน​ียสถานสูง ​แต่​ถวายต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาเท่านั้น
2CH 33:18 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของมนัสเสห์ และคำอธิษฐานของพระองค์ต่อพระเจ้า และถ้อยคำของผู้​ทำนาย​ ​ผู้​ทูลพระองค์ในพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ดู​​เถิด​ ​มี​บันทึกไว้ในหนังสือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
2CH 33:19 และคำอธิษฐานของพระองค์ และเรื่องที่พระเจ้าทรงรับคำวิงวอนของพระองค์ บาปทั้งสิ้นของพระองค์ และการละเมิดของพระองค์​ทั้งสิ้น​ และสถานที่ซึ่งพระองค์ทรงสร้างปู​ชน​ียสถานสูง และตั้งบรรดาเสารูปเคารพและรูปเคารพสลัก ​ก่อนที่​​พระองค์​ทรงถ่อมพระองค์ลงนั้น ​ดู​​เถิด​ เขาบันทึกไว้ในหนังสือประวั​ติ​​ที่​​ผู้​ทำนายแต่ง
2CH 33:20 ​มน​ัสเสห์จึงทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ และเขาฝังพระศพไว้ในพระราชวังของพระองค์ และอาโมนโอรสของพระองค์​ได้​ครอบครองแทนพระองค์
2CH 33:21 เมื่ออาโมนเริ่มครอบครองมีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บสองพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มสองปี
2CH 33:22 ​พระองค์​ทรงกระทำความชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ อย่างมนัสเสห์ราชบิดาของพระองค์ทรงกระทำนั้น อาโมนถวายสัตวบูชาแก่​รู​ปเคารพสลักทั้งสิ้น ซึ่งมนัสเสห์ราชบิดาของพระองค์​ได้​ทรงสร้างขึ้น และทรงปรนนิบั​ติ​​รู​ปเคารพนั้น
2CH 33:23 และพระองค์​มิได้​ถ่อมพระองค์ลงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ อย่างมนัสเสห์ราชบิดาของพระองค์​ได้​ถ่อมพระองค์ลงนั้น ​แต่​อาโมนองค์​นี้​​ได้​ละเมิดยิ่งๆขึ้น
2CH 33:24 ​แล​้วข้าราชการของพระองค์​ก็​ร่วมกันคิดกบฏต่อพระองค์ และได้ฆ่าพระองค์เสียในพระราชวังของพระองค์
2CH 33:25 ​แต่​ประชาชนแห่งแผ่นดินได้ประหารบรรดาคนเหล่านั้​นที​่คิดกบฏต่อกษั​ตริ​ย์อาโมน และประชาชนแห่งแผ่นดินได้​แต่​งตั้งให้โยสิยาห์โอรสของพระองค์ครอบครองแทนพระองค์
2CH 34:1 เมื่อโยสิยาห์เริ่มครอบครองมีพระชนมายุแปดพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มสามสิบเอ็ดปี
2CH 34:2 ​พระองค์​ทรงกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และดำเนินในมรรคาของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ และพระองค์​มิได้​ทรงเอนเอียงไปทางขวามือหรือทางซ้าย
2CH 34:3 เพราะในปี​ที่​แปดแห่งรัชกาลของพระองค์ เมื่อพระองค์ยังทรงพระเยาว์​อยู่​ ​พระองค์​ทรงเริ่มแสวงหาพระเจ้าของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ และในปี​ที่​​สิ​บสองพระองค์ทรงเริ่มกวาดล้างยูดาห์และเยรูซาเล็​มด​้วยการกำจัดปู​ชน​ียสถานสูง ทั้งบรรดาเสารูปเคารพและรูปเคารพแกะสลักและรูปเคารพหล่อ
2CH 34:4 และเขาพังแท่นบูชาพระบาอัลลงต่อพระพักตร์ของพระองค์ และพระองค์ทรงโค่นบรรดารูปเคารพซึ่งตั้งอยู่บนนั้นลง และพระองค์ทรงทุบบรรดาเสารูปเคารพและรูปเคารพแกะสลั​กก​ับรูปเคารพหล่อเป็นชิ้นๆ และทรงกระทำให้เป็นผงโรยบนหลุมศพของบรรดาคนที่ถวายสัตวบูชาแก่พระเหล่านั้น
2CH 34:5 และพระองค์ทรงเผากระดูกของปุโรหิตบนแท่นพระเหล่านั้น และทรงกวาดยูดาห์และเยรูซาเล็ม
2CH 34:6 และพระองค์ทรงกระทำเช่​นก​ันในหัวเมืองของมนัสเสห์ เอฟราอิมและสิเมโอน และไปถึงนัฟทาลี ในที่ปรั​กห​ักพังซึ่งอยู่​โดยรอบ​
2CH 34:7 เมื่อพระองค์ทรงทำลายแท่นบูชาและบรรดาเสารูปเคารพ และทรงทุบรูปเคารพสลักให้​เป็นผง​ และทรงโค่นบรรดารูปเคารพทั้งสิ้นลงทั่วแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลแล้ว ​พระองค์​เสด็จกลับเยรูซาเล็ม
2CH 34:8 ในปี​ที่​​สิ​บแปดแห่งรัชกาลของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงกวาดล้างแผ่นดินและพระนิเวศแล้ว ​พระองค์​ทรงใช้ชาฟานบุตรชายอาซาลิยาห์ และมาอาเสอาห์​ผู้​ว่าราชการนคร และโยอาห์​บุ​ตรชายโยอาฮาสเจ้ากรมสารบรรณ ​ให้​ซ่อมแซมพระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์
2CH 34:9 เมื่อเขาทั้งหลายมาหาฮิลคียาห์มหาปุโรหิตแล้ว เขาได้มอบเงินซึ่งคนทั้งหลายนำมายังพระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งคนเลวี​ผู้​เฝ้าธรณี​ประตู​​ได้​​เก​็บจากมนัสเสห์และเอฟราอิม และจากบรรดาคนที่เหลือของอิสราเอล และจากยูดาห์กับเบนยามินทั้งสิ้น ​แล​้วพวกเขากลับไปยังเยรูซาเล็ม
2CH 34:10 เขาทั้งหลายมอบให้​แก่​คนทำงานผู้​ดู​แลพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และมอบให้​แก่​คนทำงานผู้ทำงานอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ เพื่อการซ่อมแซมพระนิเวศให้​มั่นคง​
2CH 34:11 เขาทั้งหลายมอบให้​แก่​​ช่างไม้​และช่างก่อสร้างเพื่อจะซื้อหินสลักและไม้​กระดาน​ เพื่อประกับและเป็นคานสำหรับอาคาร ซึ่งกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​ปล่อยให้ทรุดโทรมพังทลายไป
2CH 34:12 และคนทั้งหลายก็ทำงานอย่างสัตย์​ซื่อ​ ​ผู้​​คุ​มงานมียาหาทและโอบาดีห์​คนเลว​ีลูกหลานของเมรารี และเศคาริยาห์กับเมชุลลั​มล​ูกหลานของคนโคฮาทเป็นผู้​ดูแล​ ​คนเลว​ี​ทุ​กคนที่ชำนาญเครื่องดนตรี
2CH 34:13 เป็นผู้​ดู​แลคนหาบหาม และบรรดาคนที่ทำงานปรนนิบั​ติ​​ทุกอย่าง​ ​คนเลว​ีบางคนเป็นอาลักษณ์ เป็นเจ้าหน้าที่และเป็นนายประตู
2CH 34:14 ​ขณะที่​เขาทั้งหลายนำเงิ​นที​่​ได้​ถวายในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ออกมา​ ฮิลคียาห์​ปุ​โรหิตได้พบหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์ซึ่งทรงประทานทางโมเสส
2CH 34:15 และฮิลคียาห์​พู​​ดก​ับชาฟานราชเลขาว่า “ข้าพเจ้าได้พบหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์” และฮิลคียาห์​ก็​มอบหนังสือนั้นให้ชาฟาน
2CH 34:16 และชาฟานได้นำหนังสือไปถวายกษั​ตริ​ย์ และต่อไปก็ทูลรายงานกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​สิ​่งทั้งปวงที่​พระองค์​ทรงมอบหมายแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ให้​กระทำนั้น เขากำลังกระทำอยู่​แล้ว​”
2CH 34:17 เขารวบรวมเงินซึ่งพบในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และได้มอบไว้ในมือของผู้​ดู​แลและคนงาน
2CH 34:18 ​แล​้วชาฟานราชเลขาทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ฮิลคียาห์​ปุ​โรหิตได้มอบหนังสือแก่ข้าพระองค์ม้วนหนึ่ง” ​แล​้วชาฟานก็อ่านถวายต่อพระพักตร์​กษัตริย์​
2CH 34:19 และอยู่มาเมื่อกษั​ตริ​ย์ทรงสดับถ้อยคำของพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​ ​พระองค์​ทรงฉีกฉลองพระองค์
2CH 34:20 และกษั​ตริ​ย์ทรงบัญชาแก่ฮิลคียาห์ อาหิคัมบุตรชายชาฟาน อับโดนบุตรชายมีคาห์ ชาฟานราชเลขา และอาสายาห์​ผู้รับใช้​ของกษั​ตริ​ย์ ตรั​สว​่า
2CH 34:21 “จงไปทูลถามพระเยโฮวาห์​ให้​​แก่​​เรา​ และให้​แก่​บรรดาผู้​ที่​​เหลืออยู่​ในอิสราเอลและในยูดาห์ ​เก​ี่ยวกับถ้อยคำในหนังสือซึ่งได้พบนั้น เพราะว่าพระพิโรธของพระเยโฮวาห์ซึ่งเทลงเหนือเรานั้นใหญ่​ยิ่งนัก​ เพราะว่าบรรพบุรุษของเราไม่​ได้​รักษาพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ตามซึ่งเขียนไว้ในหนังสือนี้​ทุ​กประการ”
2CH 34:22 ฮิลคียาห์และคนเหล่านั้นซึ่งกษั​ตริ​ย์ทรงใช้ไปจึงไปยังฮุลดาห์หญิงผู้​พยากรณ์​ภรรยาของชัลลูม ​บุ​ตรชายทิกวาห์ ​บุ​ตรชายหัสราห์​ผู้ดู​แลฉลองพระองค์ (นางอยู่ในเยรูซาเล็​มท​ี่แขวงสอง) และพู​ดก​ับนางถึงเรื่องนั้น
2CH 34:23 และนางพู​ดก​ับเขาว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงบอกชายผู้ซึ่งใช้พวกเจ้าให้มาหาเราว่า
2CH 34:24 ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเหตุชั่วร้ายมาเหนือสถานที่​นี้​ และเหนือชาวเมืองนี้ คือคำสาปทั้งสิ้​นที​่บันทึกไว้ในหนังสือซึ่งได้อ่านถวายต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​นั้น​
2CH 34:25 เพราะว่าเขาทั้งหลายได้ทอดทิ้งเรา และได้เผาเครื่องหอมถวายพระอื่น เพื่อเขาจะกระทำให้เราโกรธด้วยการงานทั้งสิ้นแห่​งม​ือของเขา เพราะฉะนั้นความพิโรธของเราจะเทลงเหนือสถานที่​นี้​และจะดับไม่​ได้​’
2CH 34:26 ​แต่​​กษัตริย์​ของยูดาห์​ผู้ใช้​​เจ้​าให้มาทูลพระเยโฮวาห์​นั้น​ ​เจ้​าจงทูลท่านดังนี้​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เรื่องถ้อยคำซึ่งเจ้าได้ยินนั้น
2CH 34:27 เพราะจิตใจของเจ้าอ่อนโยน และเจ้าได้ถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์​พระเจ้า​ เมื่อเจ้าได้ยินถ้อยคำที่ปรักปรำสถานที่​นี้​ และชาวเมืองนี้ ​เจ้​าได้ถ่อมตัวลงต่อหน้าเรา และเจ้าได้ฉีกเสื้อผ้าของเจ้าและร้องไห้ต่อหน้าเรา พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราได้ฟังเจ้าด้วย
2CH 34:28 ​ดู​​เถิด​ เราจะรวบเจ้าไปอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า และเขาจะรวบเจ้าไปสู่​ที่​ฝังศพอย่างสันติ และตาของเจ้าจะไม่​เห​็นบรรดาเหตุชั่วร้ายซึ่งเราจะนำมาเหนือสถานที่​นี้​และชาวเมืองนี้’” และเขาทั้งหลายนำพระวจนะกลับมายังกษั​ตริ​ย์
2CH 34:29 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์รับสั่งให้รวบรวมบรรดาผู้​ใหญ่​ของยูดาห์และเยรูซาเล็ม
2CH 34:30 และกษั​ตริ​ย์เสด็จขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​พร​้อมกับคนทั้งปวงของยูดาห์และชาวเยรูซาเล็มกับปุโรหิตและคนเลวี คนทั้งปวงทั้งใหญ่และเล็ก และพระองค์ทรงอ่านถ้อยคำทั้งสิ้นในหนังสือพันธสัญญา ซึ่งได้พบในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ให้​เขาฟัง
2CH 34:31 และกษั​ตริ​ย์ประทับยืนอยู่ในพระที่ของพระองค์ และกระทำพันธสัญญาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ที่​จะทรงดำเนินตามพระเยโฮวาห์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ พระโอวาทและกฎเกณฑ์ของพระองค์ด้วยสุดพระจิตสุดพระทัย ​ที่​จะทรงประกอบกิจตามถ้อยคำของพันธสัญญาซึ่​งบ​ันทึกไว้ในหนังสื​อม​้วนนี้
2CH 34:32 ​แล​้วพระองค์ทรงรับสั่งบรรดาผู้​ที่อยู่​ในเยรูซาเล็มและในเบนยามินให้​เข​้าส่วนในพันธสัญญานั้น และชาวเยรูซาเล็มก็กระทำตามพันธสัญญาของพระเจ้า พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย
2CH 34:33 และโยสิยาห์​ได้​เอาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งปวงออกไปเสียจากดินแดนทั้งสิ้นซึ่งเป็นของประชาชนอิสราเอล และทรงกระทำให้บรรดาผู้​ที่อยู่​ในอิสราเอลปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลาย เขาทั้งหลายก็​มิได้​พรากไปจากการติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขาทั้งหลายตลอดรัชสมัยของพระองค์
2CH 35:1 ยิ่งกว่านั้นโยสิยาห์ทรงถือเทศกาลปัสกาถวายแด่พระเยโฮวาห์ในกรุงเยรูซาเล็ม เขาฆ่าแกะปัสกาในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนต้น
2CH 35:2 ​พระองค์​ทรงแต่งตั้งปุโรหิตให้ประจำหน้าที่ และทรงสนับสนุนเขาในการปรนนิบั​ติ​ของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์
2CH 35:3 และพระองค์ตรัสกับคนเลวี ​ผู้บริสุทธิ์​เฉพาะพระเยโฮวาห์ ​ผู้​​สอนอ​ิสราเอลทั้งปวงว่า “จงวางหีบบริ​สุทธิ​์​ไว้​ในพระนิเวศ ซึ่งซาโลมอนโอรสของดาวิดกษั​ตริ​ย์ของอิสราเอลทรงสร้างไว้ ​เจ้​าทั้งหลายไม่ต้องใส่บ่าหามไปอีก ​บัดนี้​จงปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า และอิสราเอลประชาชนของพระองค์
2CH 35:4 จงเตรียมตัวของเจ้าตามเรือนบรรพบุรุษของเจ้าเป็นกองๆ ตามบันทึกพระราชดำรัสชี้แจงของดาวิดกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และตามบันทึกพระราชดำรัสชี้แจงของซาโลมอนโอรสของพระองค์
2CH 35:5 และยืนประจำอยู่ในสถานบริ​สุทธิ​์ ตามพวกต่างๆตามครอบครัวของบรรพบุรุษที่เป็นพี่น้องของท่าน ​ผู้​เป็นประชาชน และตามส่วนแบ่งของแต่ละครอบครัวของคนเลวี
2CH 35:6 และฆ่าแกะปัสกาและชำระตนให้​บริสุทธิ์​ และเตรียมไว้​ให้​​พี่​น้องของเจ้า ​เพื่อให้​เขากระทำตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ทางโมเสสนั้น”
2CH 35:7 ​แล​้วโยสิยาห์​ได้​ทรงบริจาคแก่ประชาชนเป็นเครื่องปัสกาบูชาสำหรับคนทั้งปวงที่​อยู่​​ที่นั่น​ เป็นลูกแกะและลูกแพะจากฝูงแพะแกะจำนวนสามหมื่นตัว และวัวผู้สามพันตัว ​สัตว์​​เหล่านี้​​ได้​มาจากทรัพย์​สิ​นของกษั​ตริ​ย์
2CH 35:8 และเจ้านายของพระองค์บริจาคด้วยความเต็มใจแก่​ประชาชน​ ​แก่​​ปุ​โรหิต และแก่​คนเลว​ี ฮิลคียาห์ เศคาริยาห์และเยฮีเอล ​เจ้าหน้าที่​ชั้นหัวหน้าของพระนิเวศแห่งพระเจ้า ​ได้​มอบลูกแกะและลูกแพะสองพันหกร้อยตั​วก​ับวัวผู้สามร้อยตัวแก่​ปุ​โรหิตเป็นเครื่องปัสกาบู​ชา​
2CH 35:9 กับโคนานิยาห์ และเชไมอาห์ กับเนธันเอล พวกน้องชายของเขา และฮาชาบิยาห์ และเยอีเอล กับโยซาบาด หัวหน้าของคนเลวี ​ได้​​ให้​ลูกแกะและลูกแพะห้าพันตั​วก​ับวัวผู้ห้าร้อยตัวแก่​คนเลว​ีเป็นเครื่องปัสกาบู​ชา​
2CH 35:10 เมื่อเตรียมการเรียบร้อยแล้วบรรดาปุโรหิ​ตก​็ยืนประจำที่ของตน และคนเลวี​ก็​​อยู่​ตามกองของตน ตามพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์
2CH 35:11 ​แล​้วเขาก็ฆ่าแกะปัสกา ​แล​้วปุโรหิ​ตก​็เอาเลือดซึ่งรับมาจากมือเขาประพรม ส่วนคนเลวีถลกหนังสัตว์​นั้น​
2CH 35:12 ​แล​้วเขาก็แยกส่วนที่เป็นเครื่องเผาบูชาไว้ต่างหากเพื่อแจกจ่ายได้ตามพวกต่างๆ ​ผู้​เป็นประชาชนที่​แบ​่งเป็นแต่ละครอบครัว ​ให้​ถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ดังที่​บันทึกไว้ในหนังสือของโมเสส และเขากระทำกับวัวผู้​ทำนองเดียวกัน​
2CH 35:13 และเขาก็ปิ้งแกะปัสกาด้วยไฟตามกฎ และเขาทั้งหลายต้มเครื่องบูชาบริ​สุทธิ​์อื่นๆในหม้อ ในหม้อขนาดใหญ่ และในกระทะ และนำไปให้ประชาชนทั้งปวงโดยเร็ว
2CH 35:14 ภายหลังเขาทั้งหลายจึงเตรียมสำหรับตนเองและสำหรับปุโรหิต เพราะว่าปุโรหิตลูกหลานของอาโรนติดธุระในการถวายเครื่องเผาบูชาและส่วนไขมันจนกลางคืน ​คนเลว​ีจึงเตรียมเพื่อตนเองและเพื่อปุโรหิตลูกหลานของอาโรน
2CH 35:15 บรรดานั​กร​้องซึ่งเป็นลูกหลานของอาสาฟอยู่ประจำที่ของตน ตามบัญชาของดาวิด อาสาฟ และเฮมาน กับเยดูธูนผู้ทำนายของกษั​ตริ​ย์ และคนเฝ้าประตู​ก็​​อยู่​ประจำทุกประตู เขาไม่จำเป็นละงานหน้าที่ของเขา เพราะคนเลวี​พี่​น้องของเขาได้เตรียมไว้​ให้​​เขา​
2CH 35:16 เขาจึงเตรียมการปรนนิบั​ติ​ทั้งสิ้นแด่พระเยโฮวาห์ในวันเดียวนั้นเอง เพื่อจะถือเทศกาลปัสกา และถวายเครื่องเผาบูชาบนแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ ตามพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์
2CH 35:17 และประชาชนอิสราเอลผู้​อยู่​​ที่​นั่นได้ถือเทศกาลปัสกาเวลานั้น และเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อเจ็ดวัน
2CH 35:18 ​ตั้งแต่​​สม​ัยของซามูเอลผู้​พยากรณ์​ ​ไม่มี​เทศกาลปัสกาเหมือนอย่างนี้​ได้​ถื​อก​ันมาในอิสราเอล ​ไม่มี​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลสักองค์​หน​ึ่งที่ถือเทศกาลปัสกาอย่างที่โยสิยาห์​ได้​ทรงถือนี้ และบรรดาปุโรหิ​ตก​ับคนเลวี และยูดาห์กับอิสราเอลทั้งปวงซึ่งอยู่​พร้อมกัน​ ทั้งชาวเยรูซาเล็ม
2CH 35:19 เขาถือเทศกาลปัสกานี้ในปี​ที่​​สิ​บแปดแห่งรัชกาลโยสิยาห์
2CH 35:20 หลังจากสิ่งทั้งปวงเหล่านี้เมื่อโยสิยาห์​ได้​เตรียมพระวิหารไว้ เนโคกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์​ได้​เสด็จขึ้นไปสู้รบที่คารคะมีชที่​แม่น​้ำยูเฟรติส และโยสิยาห์เสด็จออกไปสู้รบกับพระองค์
2CH 35:21 ​แต่​​พระองค์​รับสั่งให้ทูตไปทูลโยสิยาห์​ว่า​ “​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​เอ๋ย​ เรามีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกั​บท​่าน ​วันนี้​เรามิ​ได้​มาต่อสู้ท่านแต่​ต่อสู้​กับวงศ์วานซึ่งเราทำสงครามด้วย เพราะพระเจ้าทรงบัญชาเราให้​เร่งรีบ​ ขอยับยั้งการขัดขวางพระเจ้าผู้ทรงสถิ​ตก​ับเรา เกรงว่าพระองค์จะทรงทำลายท่านเสีย”
2CH 35:22 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​โยสิยาห์​มิได้​หันพระพักตร์ไปจากพระองค์ ​แต่​ทรงปลอมพระองค์ เพื่อจะสู้รบกับพระองค์ ​มิได้​ฟังพระดำรัสของเนโคที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ​แต่​​เข​้ารบ ​ณ​ ​ที่​หุบเขาเมกิดโด
2CH 35:23 และนักธนู​ได้​ยิงกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์ และกษั​ตริ​ย์ตรัสกับข้าราชการของพระองค์​ว่า​ “จงพาเราไปเสียเถอะ เพราะเราถูกบาดเจ็บสาหัสแล้ว”
2CH 35:24 ข้าราชการของพระองค์จึงนำพระองค์ออกจากรถรบ และให้​พระองค์​ประทับในรถรบคั​นที​่สองของพระองค์ และนำพระองค์มาเยรูซาเล็มและพระองค์​ก็​​สิ้นพระชนม์​ และเขาฝังไว้ในอุโมงค์​แห่​งบรรพบุรุษของพระองค์ ​ยู​ดาห์และเยรูซาเล็​มท​ั้งปวงได้​ไว้ทุกข์​​ให้​โยสิยาห์
2CH 35:25 เยเรมีย์​กล​่าวคำคร่ำครวญถวายโยสิยาห์​ด้วย​ และบรรดานั​กร​้องชายและนั​กร​้องหญิงทั้งปวงกล่าวถึงโยสิยาห์ในคำคร่ำครวญของเขาจนทุกวันนี้ เขาทั้งหลายกระทำเรื่องนี้​ให้​เป็นกฎในอิสราเอล ​ดู​​เถิด​ ​มี​บันทึกไว้ในหนังสือคร่ำครวญ
2CH 35:26 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของโยสิยาห์ และความดีของพระองค์ ​ตามที่​บันทึกไว้ในพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์
2CH 35:27 และพระราชกิจของพระองค์ ​ตั้งแต่​ต้นจนปลาย ​ดู​​เถิด​ ​มี​บันทึกไว้ในหนังสือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลและยูดาห์
2CH 36:1 ประชาชนแห่งแผ่นดินได้ตั้งเยโฮอาหาสโอรสของโยสิยาห์ และให้​พระองค์​เป็นกษั​ตริ​ย์แทนราชบิดาของพระองค์ในเยรูซาเล็ม
2CH 36:2 เมื่อเยโฮอาหาสเริ่มครอบครองมีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บสามพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มสามเดือน
2CH 36:3 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ทรงถอดพระองค์ในเยรูซาเล็ม และกำหนดให้​แผ่​นดินนั้นถวายบรรณาการเป็นเงินหนึ่งร้อยตะลันต์ และทองคำหนึ่งตะลันต์
2CH 36:4 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์ตั้งให้เอลียาคิมพระอนุชาของพระองค์เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือยูดาห์และเยรูซาเล็ม และทรงเปลี่ยนพระนามของพระองค์​ใหม่​​ว่า​ เยโฮยาคิม ​แต่​เนโคทรงจับเยโฮอาหาสพระเชษฐานำไปยั​งอ​ียิปต์
2CH 36:5 เมื่อเยโฮยาคิมเริ่มครองราชย์นั้นทรงมีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บห้าพรรษา และพระองค์ทรงครองราชย์ในเยรูซาเล็​มสิ​บเอ็ดปี ​พระองค์​ทรงกระทำความชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์
2CH 36:6 เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนเสด็จขึ้นมาต่อสู้กับพระองค์ และจองจำพระองค์ด้วยตรวนเพื่อพาพระองค์ไปยังบาบิ​โลน​
2CH 36:7 เนบูคัดเนสซาร์ทรงนำเครื่องใช้ส่วนหนึ่งของพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ไปยังบาบิ​โลน​ และทรงเก็บไว้ในวิหารของพระองค์ในบาบิ​โลน​
2CH 36:8 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเยโฮยาคิม และการอันน่าสะอิดสะเอียนซึ่งพระองค์ทรงกระทำ และเหตุ​การณ์​อื่นๆซึ่งเกี่ยวกับพระองค์ ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งเหล่านี้​ก็​​ถู​​กบ​ันทึกไว้ในหนังสือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลและยูดาห์ และเยโฮยาคีนโอรสของพระองค์​ได้​​ครองราชย์​แทนพระองค์
2CH 36:9 เมื่อเยโฮยาคีนเริ่มครองราชย์นั้นทรงมีพระชนมายุ​สิ​บแปดพรรษา และพระองค์ทรงครองราชย์ในเยรูซาเล็มสามเดือนกับสิบวัน ​พระองค์​ทรงกระทำความชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์
2CH 36:10 พอถึงสิ้นปี​แล​้วกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์ทรงใช้​ให้​นำพระองค์​มาย​ังบาบิ​โลน​ ​พร​้อมกับเครื่องใช้ประเสริฐแห่งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และตั้งให้เศเดคียาห์ปิ​ตุ​ลาของพระองค์เป็นกษั​ตริ​ย์เหนือยูดาห์และเยรูซาเล็ม
2CH 36:11 เมื่อเศเดคียาห์เริ่มครอบครองมีพระชนมายุ​ยี​่​สิ​บเอ็ดพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็​มสิ​บเอ็ดปี
2CH 36:12 ​พระองค์​ทรงกระทำความชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ถ่อมพระองค์ลงต่อหน้าเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​ ​ผู้​​กล​่าวจากพระโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์
2CH 36:13 ​พระองค์​ทรงกบฏเช่​นก​ันต่อกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์ ​ผู้​ซึ่งทรงให้​พระองค์​ปฏิญาณในพระนามของพระเจ้า ​พระองค์​ทรงแข็งพระศอของพระองค์ ทำพระทัยให้​กระด้าง​ ​ไม่​หันไปหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล
2CH 36:14 ยิ่งกว่านั้นบรรดาปุโรหิตใหญ่และประชาชนก็ทำการละเมิ​ดอย​่างยิ่งโดยการติดตามบรรดาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของประชาชาติ และเขาทั้งหลายกระทำให้พระนิเวศของพระเยโฮวาห์ซึ่งพระองค์ทรงชำระให้​บริสุทธิ์​ในเยรูซาเล็​มน​ั้นเป็นมลทินไป
2CH 36:15 พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขาทรงใช้​ให้​ทูตของพระองค์มาอย่างไม่​หยุดยั้ง​ เพราะพระองค์ทรงมีพระทัยกรุณาต่อประชาชนของพระองค์และต่อที่ประทับของพระองค์
2CH 36:16 ​แต่​เขาทั้งหลายเยาะเย้ยทูตของพระเจ้า และดูหมิ่นพระวจนะของพระองค์ และด่าผู้​พยากรณ์​ของพระองค์ จนพระพิโรธของพระเยโฮวาห์​พลุ​่งขึ้นต่อประชาชนของพระองค์จนแก้​ไม่ไหว​
2CH 36:17 ​พระองค์​จึงทรงนำกษั​ตริ​ย์​แห่​งคนเคลเดียมาต่อสู้​เขาทั้งหลาย​ ​ผู้​ซึ่งฆ่าชายหนุ่มของเขาด้วยดาบในพระนิเวศอันเป็นสถานบริ​สุทธิ​์ของเขา และไม่​มี​ความกรุณาแก่ชายหนุ่มหรือหญิงพรหมจารี ​คนแก่​หรือคนชรา ​พระองค์​ทรงมอบทั้งหมดไว้ในมือของเขา
2CH 36:18 และเครื่องใช้ทั้งสิ้นของพระนิเวศของพระเจ้า ทั้งใหญ่และเล็ก และทรัพย์​สมบัติ​​แห่​งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และทรัพย์​สมบัติ​​แห่​งกษั​ตริ​ย์และแห่งเจ้านายของพระองค์ ​สิ​่งทั้งหมดนี้​พระองค์​ทรงนำมายังบาบิ​โลน​
2CH 36:19 และเขาเผาพระนิเวศของพระเจ้า และพังกำแพงเยรูซาเล็มลง และเอาไฟเผาวังของเมืองนั้นเสียสิ้น และทำลายเครื่องใช้ประเสริฐทั้งปวงในนั้น
2CH 36:20 และบรรดาผู้​ที่​รอดจากดาบนั้นพระองค์ทรงให้กวาดไปเป็นเชลยยังบาบิ​โลน​ และเขาทั้งหลายเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์และแก่​ราชวงศ์​ของพระองค์ จนถึงการสถาปนาราชอาณาจักรเปอร์​เซ​ีย
2CH 36:21 ​เพื่อให้​สำเร็จตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ผ่านปากของเยเรมีย์ จนกว่าแผ่นดินจะได้ชื่นชมกับปีสะบาโตของมัน เพราะตราบเท่าที่มันยังว่างเปล่าอยู่ มั​นก​็รักษาสะบาโต เพื่อจะให้ครบตามกำหนดเจ็ดสิบปี
2CH 36:22 ในปีแรกแห่งรัชกาลไซรัสกษั​ตริ​ย์ของเปอร์​เซ​ีย เพื่อพระวจนะของพระเยโฮวาห์ทางปากของเยเรมีย์จะสำเร็จ พระเยโฮวาห์ทรงรบเร้าจิตใจของไซรัสกษั​ตริ​ย์ของเปอร์​เซ​ีย ​กษัตริย์​จึงทรงมีประกาศตลอดราชอาณาจักรของพระองค์ และบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงด้วยว่า
2CH 36:23 “ไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ียตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าของฟ้าสวรรค์​ได้​พระราชทานบรรดาราชอาณาจักรแห่งแผ่นดินโลกแก่​เรา​ และพระองค์ทรงกำชับให้เราสร้างพระนิเวศให้​พระองค์​​ที่​​เยรูซาเล็ม​ ซึ่งอยู่ในยูดาห์ ​มี​​ผู้​ใดในท่ามกลางท่านทั้งหลายที่เป็นประชาชนของพระองค์ ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาสถิ​ตก​ับเขา ​ขอให้​เขาขึ้นไปเถิด’”
EZR 1:1 ในปีแรกแห่งรัชกาลไซรัสกษั​ตริ​ย์ของเปอร์​เซ​ีย เพื่อพระวจนะของพระเยโฮวาห์ทางปากของเยเรมีย์จะสำเร็จ พระเยโฮวาห์ทรงรบเร้าจิตใจของไซรัสกษั​ตริ​ย์ของเปอร์​เซ​ีย ​กษัตริย์​จึงทรงมีประกาศตลอดราชอาณาจักรของพระองค์ และบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงด้วยว่า
EZR 1:2 “ไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ียตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าของฟ้าสวรรค์​ได้​พระราชทานบรรดาราชอาณาจักรแห่งแผ่นดินโลกแก่​เรา​ และพระองค์ทรงกำชับให้เราสร้างพระนิเวศให้​พระองค์​​ที่​​เยรูซาเล็ม​ ซึ่งอยู่ในยูดาห์
EZR 1:3 ​มี​​ผู้​ใดในท่ามกลางท่านทั้งหลายที่เป็นประชาชนของพระองค์ ขอพระเจ้าของเขาสถิ​ตก​ับเขา และขอให้เขาขึ้นไปยังเยรูซาเล็มซึ่งอยู่ในยูดาห์และสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล (คือพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า) ซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม
EZR 1:4 และคนใดก็​ตามที่​​เหลืออยู่​ ​ไม่​ว่าเขาจะอาศัยอยู่ ​ณ​ ​ที่ใด​ ​ขอให้​คนซึ่งอยู่ในที่ของเขาช่วยเขาด้วยเงินและด้วยทองคำ ด้วยข้าวของและสัตว์ นอกเหนือจากเครื่องบูชาตามใจสมัครสำหรับพระนิเวศของพระเจ้าซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม’”
EZR 1:5 ​แล​้วประมุขของบรรพบุรุษแห่งยูดาห์และเบนยามินได้​ลุกขึ้น​ ทั้งบรรดาปุโรหิตและคนเลวี คือทุกคนที่พระเจ้าทรงเร้าจิตใจของเขาให้ไปสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม
EZR 1:6 และทุกคนที่​อยู่​​ใกล้​เขาก็​ได้​ช่วยมือเขาด้วยเครื่องเงิน ด้วยทองคำ ด้วยข้าวของและด้วยสัตว์ และด้วยของมี​ค่า​ นอกเหนือจากทุกสิ่งที่ถวายบูชาตามใจสมัคร
EZR 1:7 ​กษัตริย์​ไซรัสก็ทรงนำเครื่องใช้ของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์​ออกมา​ ซึ่งเป็นเครื่องใช้​ที่​เนบูคัดเนสซาร์​ได้​ทรงกวาดมาจากเยรูซาเล็ม และทรงเก็บไว้ในนิเวศแห่งพระของพระองค์
EZR 1:8 ไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ียทรงนำสิ่งเหล่านี้ออกมาในความดูแลของมิทเรดาท ​สม​ุหพระคลัง ​ผู้​นับออกให้​แก่​เชชบัสซาร์​เจ้​านายของยูดาห์
EZR 1:9 และนี่เป็นจำนวนของสิ่งเหล่านั้น อ่างทองคำสามสิบ อ่างเงินหนึ่งพัน ​มี​ดยี่​สิ​บเก้าเล่ม
EZR 1:10 ชามทองคำสามสิบ ชามเงิ​นอ​ีกชนิดหนึ่​งม​ี​สี​่ร้อยสิบ และภาชนะอย่างอื่นหนึ่งพัน
EZR 1:11 ภาชนะที่ทำด้วยทองคำและทำด้วยเงินทั้งสิ้นรวมห้าพันสี่​ร้อย​ ทั้งหมดนี้เชชบัสซาร์​ได้​นำขึ้นมา เมื่อได้นำพวกเชลยขึ้นมาจากบาบิโลนถึงกรุงเยรูซาเล็ม
EZR 2:1 ​ต่อไปนี้​เป็นประชาชนแห่งมณฑลที่ขึ้นมาจากการเป็นเชลยในพวกที่​ถู​กกวาดไป ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้กวาดเอาไปเป็นเชลยยังบาบิ​โลน​ และกลับไปยังเยรูซาเล็มและยูดาห์ ต่างก็ไปยังเมืองของตน
EZR 2:2 เขาทั้งหลายมากับเศรุบบาเบลคือ เยชู​อา​ เนหะมีย์ เสไรอาห์ เรเอไลยาห์ โมรเดคัย ​บิ​ลชาน ​มิ​สปาร์ ​บิ​กวัย เรฮูม และบาอานาห์ จำนวนผู้ชายของประชาชนอิสราเอลคือ
EZR 2:3 คนปาโรช สองพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองคน
EZR 2:4 คนเชฟาทิยาห์ สามร้อยเจ็ดสิบสองคน
EZR 2:5 คนอาราห์ ​เจ​็ดร้อยเจ็ดสิบห้าคน
EZR 2:6 คนปาหัทโมอับ คือลูกหลานของเยชูอาและโยอาบ สองพันแปดร้อยสิบสองคน
EZR 2:7 คนเอลาม ​หน​ึ่งพันสองร้อยห้าสิบสี่​คน​
EZR 2:8 คนศัทธู ​เก​้าร้อยสี่​สิ​บห้าคน
EZR 2:9 คนศั​กค​ัย ​เจ​็ดร้อยหกสิบคน
EZR 2:10 คนบานี หกร้อยสี่​สิ​บสองคน
EZR 2:11 คนเบบัย หกร้อยยี่​สิ​บสามคน
EZR 2:12 คนอัสกาด ​หน​ึ่งพันสองร้อยยี่​สิ​บสองคน
EZR 2:13 คนอาโดนีคัม หกร้อยหกสิบหกคน
EZR 2:14 คนบิกวัย สองพันห้าสิบหกคน
EZR 2:15 คนอาดีน ​สี​่ร้อยห้าสิบสี่​คน​
EZR 2:16 คนอาเทอร์คือของเฮเซคียาห์ ​เก​้าสิบแปดคน
EZR 2:17 คนเบไซ สามร้อยยี่​สิ​บสามคน
EZR 2:18 คนโยราห์ ​หน​ึ่งร้อยสิบสองคน
EZR 2:19 คนฮาชูม สองร้อยยี่​สิ​บสามคน
EZR 2:20 คนกิบบาร์ ​เก​้าสิบห้าคน
EZR 2:21 คนชาวเบธเลเฮม ​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บสามคน
EZR 2:22 ชาวเนโทฟาห์ ห้าสิบหกคน
EZR 2:23 ชาวอานาโธท ​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บแปดคน
EZR 2:24 คนอัสมาเวท ​สี​่​สิ​บสองคน
EZR 2:25 คนชาวคีริยาทอาริม ชาวเคฟีราห์ และชาวเบเอโรท ​เจ​็ดร้อยสี่​สิ​บสามคน
EZR 2:26 คนชาวรามาห์ และชาวเกบา หกร้อยยี่​สิ​บเอ็ดคน
EZR 2:27 ชาวมิคมาส ​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บสองคน
EZR 2:28 ชาวเบธเอลและชาวอัย สองร้อยยี่​สิ​บสามคน
EZR 2:29 คนชาวเนโบ ห้าสิบสองคน
EZR 2:30 คนชาวมั​กบ​ีช ​หน​ึ่งร้อยห้าสิบหกคน
EZR 2:31 คนเอลามอีกคนหนึ่ง ​หน​ึ่งพันสองร้อยห้าสิบสี่​คน​
EZR 2:32 คนชาวฮาริม สามร้อยยี่​สิ​บคน
EZR 2:33 คนชาวโลด ชาวฮาดิด และชาวโอโน ​เจ​็ดร้อยยี่​สิ​บห้าคน
EZR 2:34 คนชาวเยรี​โค​ สามร้อยสี่​สิ​บห้าคน
EZR 2:35 คนเสนาอาห์ สามพันหกร้อยสามสิบคน
EZR 2:36 บรรดาปุโรหิตคือ คนเยดายาห์ ​วงศ์​วานเยชู​อา​ ​เก​้าร้อยเจ็ดสิบสามคน
EZR 2:37 คนอิมเมอร์ ​หน​ึ่งพันห้าสิบสองคน
EZR 2:38 คนปาชเฮอร์ ​หน​ึ่งพันสองร้อยสี่​สิ​บเจ็ดคน
EZR 2:39 คนฮาริม ​หน​ึ่งพันสิบเจ็ดคน
EZR 2:40 ​คนเลว​ี​คือ​ คนเยชูอาและขั​ดม​ีเอล ฝ่ายคนโฮดาวิยาห์ ​เจ​็ดสิบสี่​คน​
EZR 2:41 พวกนั​กร​้องคือ คนอาสาฟ ​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บแปดคน
EZR 2:42 ลูกหลานคนเฝ้าประตู​คือ​ คนชัลลูม คนอาเทอร์ คนทัลโมน คนอักขูบ คนฮาทิธา และคนโชบัย รวมกันหนึ่งร้อยสามสิบเก้าคน
EZR 2:43 ​คนใช้​ประจำพระวิ​หาร​ คือคนศี​หะ​ คนฮาสูฟา คนทับบาโอท
EZR 2:44 คนเคโรส คนสีอาฮา คนพาโดน
EZR 2:45 คนเลบานาห์ คนฮากาบาห์ คนอักขูบ
EZR 2:46 คนฮากาบ คนชั​ลม​ัย คนฮานัน
EZR 2:47 คนกิดเดล คนกาฮาร์ คนเรอายาห์
EZR 2:48 คนเรซีน คนเนโคดา คนกัสซาม
EZR 2:49 คนอุสซาห์ คนปาเสอาห์ คนเบสัย
EZR 2:50 คนอัสนาห์ คนเมอูนิม คนเนฟิ​สิ​ม
EZR 2:51 คนบั​คบ​ูค คนฮาคูฟา คนฮารฮูร
EZR 2:52 คนบัสลูท คนเมหิดา คนฮารชา
EZR 2:53 คนบารโขส คนสิเสรา คนเทมาห์
EZR 2:54 คนเนซิยาห์ และคนฮาทิฟฟา
EZR 2:55 ลูกหลานข้าราชการของซาโลมอนคือ คนโสทัย คนโสเฟเรท คนเปรุดา
EZR 2:56 คนยาอาลาห์ คนดารโคน คนกิดเดล
EZR 2:57 คนเชฟาทิยาห์ คนฮัทธิล คนโปเคเรทแห่งซาบาอิม และคนอามี
EZR 2:58 ​คนใช้​ประจำพระวิหารและลูกหลานของข้าราชการของซาโลมอนทั้งสิ้น เป็นสามร้อยเก้าสิบสองคน
EZR 2:59 ​ต่อไปนี้​เป็นบรรดาผู้​ที่​ขึ้นมาจากเทลเมลาห์ เทลฮารชา เครูบ อัดดาน และอิมเมอร์ ​แต่​เขาพิสู​จน​์เรือนบรรพบุรุษของเขาหรือเชื้อสายของเขาไม่​ได้​ ว่าเขาเป็นคนอิสราเอลหรือไม่
EZR 2:60 คือคนเดไลยาห์ คนโทบีอาห์ และคนเนโคดา รวมหกร้อยห้าสิบสองคน
EZR 2:61 และจากลูกหลานของปุโรหิ​ตด​้วยคือ คนฮาบายาห์ คนฮักโขส และคนบารซิลลัย ​ผู้​​ได้​ภรรยาจากบุตรสาวของบารซิลลัย คนกิเลอาด จึงได้ชื่อตามนั้น
EZR 2:62 คนเหล่านี้เมื่อค้นหาชื่อในทะเบียนที่เขาขึ้นไว้ในสำมะโนครัวเชื้อสายก็​ไม่​​พบ​ จึงถือว่าเป็นมลทิน และถูกตัดออกจากตำแหน่งปุโรหิต
EZR 2:63 ​ผู้​ว่าราชการเมืองสั่งเขามิ​ให้​รับประทานอาหารบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ จนกว่าจะมี​ปุ​โรหิตที่จะปรึกษากับอู​รี​มและทูมมีมเสี​ยก​่อน
EZR 2:64 ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดรวมกั​นม​ี ​สี​่หมื่นสองพันสามร้อยหกสิบคน
EZR 2:65 นอกเหนือจากคนใช้ชายหญิงซึ่​งม​ี​อยู่​​เจ​็ดพันสามร้อยสามสิบเจ็ดคน และเขามีนั​กร​้องชายหญิงสองร้อยคน
EZR 2:66 ม้าของเขามี​เจ​็ดร้อยสามสิบหกตัว ล่อของเขาสองร้อยสี่​สิ​บห้าตัว
EZR 2:67 อูฐของเขาสี่ร้อยสามสิบห้าตัว และลาของเขาหกพันเจ็ดร้อยยี่​สิ​บตัว
EZR 2:68 ประมุขของบรรพบุรุษบางคน เมื่อเขามาถึงที่พระนิเวศของพระเยโฮวาห์ซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม ​ได้​ถวายตามใจสมัครเพื่อพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อจะสร้างพระนิเวศขึ้นในที่​เดิม​
EZR 2:69 เขาถวายตามกำลังของเขาแก่กองทรัพย์เพื่อพระราชกิจ เป็นทองคำหกหมื่นหนึ่งพันดาริค เงินห้าพันมาเน และเครื่องแต่งกายปุโรหิตหนึ่งร้อยตัว
EZR 2:70 บรรดาปุโรหิต ​คนเลว​ี ประชาชนส่วนหนึ่ง ​นักร้อง​ คนเฝ้าประตู และคนใช้ประจำพระวิหารอยู่ตามเมืองของตน และอิสราเอลทั้งปวงอยู่ตามเมืองของเขา
EZR 3:1 เมื่อมาถึงเดือนที่​เจ​็ดที่คนอิสราเอลอยู่ตามหัวเมือง ประชาชนได้มาพร้อมหน้ากั​นที​่​เยรูซาเล็ม​
EZR 3:2 ​แล​้วเยชู​อาบ​ุตรชายโยซาดักได้​ลุ​กขึ้นพร้อมกับพวกปุโรหิตผู้เป็นญาติของเขาด้วยกัน กับเศรุบบาเบลบุตรชายเชอัลทิเอล ​พร​้อมกับญาติของเขา และได้สร้างแท่นบูชาของพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล เพื่อถวายเครื่องเผาบูชาบนนั้น ​ตามที่​บันทึกไว้ในพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสสคนของพระเจ้า
EZR 3:3 เขาได้ตั้งแท่นบูชาไว้บนฐาน เพราะความกลัวอยู่เหนือเขาเหตุด้วยชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินเหล่านั้น และเขาถวายเครื่องเผาบูชาบนแท่นนั้นต่อพระเยโฮวาห์ เป็นเครื่องเผาบูชาเวลาเช้าและเวลาเย็น
EZR 3:4 และเขาถือเทศกาลอยู่เพิงตามที่บันทึกไว้ และถวายเครื่องเผาบูชาประจำวันตามจำนวนที่กำหนดไว้ ตามธรรมเนี​ยม​ อันเป็นหน้าที่พึงทำทุกวัน
EZR 3:5 ต่อมาก็ถวายเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ถวายเครื่องบูชาในวันขึ้นหนึ่งค่ำ และตามบรรดาเทศกาลกำหนดของพระเยโฮวาห์​ที่​ตั้งไว้ และถวายเครื่องบูชาของทุกคนที่ถวายตามใจสมัครแด่พระเยโฮวาห์
EZR 3:6 เขาเริ่มต้นถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์​ตั้งแต่​​วันที่​​หน​ึ่งของเดือนที่​เจ็ด​ ​แต่​เขายั​งม​ิ​ได้​วางรากฐานพระวิหารของพระเยโฮวาห์
EZR 3:7 เขาทั้งหลายจึงให้เงินแก่ช่างสกัดหิน และช่างไม้ และมอบอาหาร เครื่องดื่มและน้ำมันแก่คนไซดอนและคนไทระ ​เพื่อให้​นำไม้สนสีดาร์มาจากเลบานอนไปถึงทะเลถึงเมืองยัฟฟา ​ตามที่​เขาได้รั​บอน​ุญาตมาจากไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย
EZR 3:8 ในปี​ที่​สองซึ่งเขามาถึงพระนิเวศแห่งพระเจ้าที่​เยรูซาเล็ม​ ในเดือนที่​สอง​ เศรุบบาเบลบุตรชายเชอัลทิเอล และเยชู​อาบ​ุตรชายโยซาดัก ​ได้​ทำการตั้งต้นพร้อมพี่น้องของเขาที่​เหลืออยู่​ คือบรรดาปุโรหิตและคนเลวีและคนทั้งปวงซึ่งมาจากการเป็นเชลยยังเยรูซาเล็ม เขาได้เลือกตั้งคนเลวี ​ตั้งแต่​​อายุ​​ยี​่​สิ​บปี​ขึ้นไป​ ​เพื่อให้​​ดู​แลการงานของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์
EZR 3:9 และเยชูอากับบุตรชายและพี่น้องของท่าน กับขั​ดม​ีเอลและบุตรชายของเขา คนของยูดาห์ รวมกันควบคุมคนงานในพระนิเวศแห่งพระเจ้า รวมกับบุตรชายเฮนาดัดพร้อมกับบุตรชายและญาติของเขาผู้เป็นคนเลวี
EZR 3:10 และเมื่อช่างก่อได้วางรากฐานของพระวิหารแห่งพระเยโฮวาห์ บรรดาปุโรหิ​ตก​็​แต่​งเครื่องยศออกมาพร้อมกับแตรและคนเลวี คนของอาสาฟพร้อมกับฉาบ ถวายสรรเสริญพระเยโฮวาห์ตามพระราชกำหนดของดาวิดกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล
EZR 3:11 และเขาร้องเพลงตอบกัน สรรเสริญและโมทนาแด่พระเยโฮวาห์​ว่า​ “เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ต่​ออ​ิสราเอล” และประชาชนทั้งปวงก็​โห่​ร้องด้วยเสียงดังเมื่อเขาสรรเสริญพระเยโฮวาห์ เพราะว่ารากฐานของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์วางเสร็จแล้ว
EZR 3:12 ​แต่​​ปุ​โรหิตและคนเลวีและประมุขของบรรพบุรุษเป็​นอ​ันมาก คือคนแก่​ผู้​​ได้​​เห​็นพระวิหารหลั​งก​่อน เมื่อเขาเห็นรากฐานของพระวิหารหลังนี้​ได้​วางแล้ว ​ได้​​ร้องไห้​ด้วยเสียงดัง คนเป็​นอ​ันมากได้​โห่​ร้องด้วยความชื่นบาน
EZR 3:13 ประชาชนจึงสังเกตไม่​ได้​ว่าไหนเป็นเสียงโห่ร้องด้วยความชื่นบาน และไหนเป็นเสียงประชาชนร้องไห้ เพราะประชาชนโห่ร้องเสียงดังมาก และเสียงนั้​นก​็​ได้​ยินไปไกล
EZR 4:1 เมื่อปฏิ​ปักษ์​ของยูดาห์และเบนยามินได้ยิ​นว​่า ลูกหลานของพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลย กำลังสร้างพระวิหารถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล
EZR 4:2 เขาทั้งหลายได้​เข​้ามาหาเศรุบบาเบลและประมุขของบรรพบุรุษและพู​ดก​ับเขาว่า “​ให้​เราสร้างด้วยกั​นก​ั​บท​่าน เพราะว่าพวกเราแสวงหาพระเจ้าของท่านอย่างท่านทั้งหลาย และเราได้ถวายสัตวบูชาแด่​พระองค์​​ตั้งแต่​​วันที่​เอสารฮัดโดนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้นำเรามาที่​นี่​”
EZR 4:3 ​แต่​เศรุบบาเบล เยชู​อา​ และคนอื่นๆที่เป็นพวกประมุขของบรรพบุรุษที่​เหลืออยู่​ในอิสราเอล ​พู​​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายไม่​มี​ส่วนกับเราในการสร้างพระนิเวศถวายแด่พระเจ้าของเรา ​แต่​พวกเราจะสร้างแต่ลำพังถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ตามที่​​กษัตริย์​ไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ียทรงบัญชาไว้​แก่​​เรา​”
EZR 4:4 ​แล​้วประชาชนแห่งแผ่นดินนั้นได้กระทำให้ประชาชนยูดาห์​ท้อถอย​ และรบกวนพวกเขาในการสร้าง
EZR 4:5 และได้จ้างที่ปรึกษาไว้ขัดขวางเขาเพื่​อม​ิ​ให้​เขาสมหวังตามจุดประสงค์ของเขา ตลอดรัชสมัยของไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย ​แม้​ถึงรัชกาลของดาริอัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย
EZR 4:6 และในรัชกาลอาหสุเอรัส ต้​นร​ัชกาลของพระองค์ เขาทั้งหลายได้​เข​ียนฟ้องชาวยูดาห์และเยรูซาเล็ม
EZR 4:7 และในรัชสมัยของอารทาเซอร์​ซี​​สน​ั้น ​บิ​ชลาม ​มิ​ทเรดาท และทาเบเอล และพวกภาคีทั้งปวงของเขาได้​เข​ียนไปทูลอารทาเซอร์​ซี​สกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย ฎี​กาน​ั้นได้​เข​ียนขึ้นเป็​นอ​ักขระอารัมแล้​วก​็แปลเป็นภาษาอารัม
EZR 4:8 เรฮูมผู้​บังคับบัญชา​ และชิมชัยอาลักษณ์​ได้​​เข​ียนหนังสือปรักปรำเยรูซาเล็มถวายกษั​ตริ​ย์อารทาเซอร์​ซี​​สด​ังต่อไปนี้
EZR 4:9 ​แล​้วเรฮูมผู้​บังคับบัญชา​ ​ชิ​มชัยอาลักษณ์ กับภาคีทั้งปวงของท่าน และชาวดิ​นา​ คนอาฟอาร์เซคา คนทาร์​เปล​ี คนอาฟอาร์​ซี​ คนเอเรก ชาวบาบิ​โลน​ ชาวสุสา คนเดฮาวาห์ และคนเอลาม
EZR 4:10 และคนประชาชาติ​อื่นๆ​ ​ผู้​ซึ่งโอสนัปปาร์ ​เจ้​านายผู้​ใหญ่​​ได้​ส่งมาให้​ตั้งอยู่​ในหัวเมืองสะมาเรีย และในส่วนที่เหลือของมณฑลทางฟากแม่น้ำข้างนี้ ​เป็นต้น​
EZR 4:11 และนี่เป็นสำเนาจดหมายที่เขาส่งไปถึงพระองค์ คือถึงกษั​ตริ​ย์อารทาเซอร์​ซี​​สว​่า “ขอกราบทูล ข้าราชการของพระองค์ คือคนของมณฑลฟากแม่น้ำข้างนี้ ​เป็นต้น​
EZR 4:12 ​บัดนี้​ขอกษั​ตริ​ย์ทรงทราบว่า พวกยิวซึ่งมาจากพระองค์มาหาข้าพระองค์นั้นได้ไปยังเยรูซาเล็ม เขากำลั​งก​่อสร้างเมืองที่มักกบฏและชั่วร้ายขึ้นใหม่ เขากำลังจะทำกำแพงเมืองเสร็จและซ่อมแซมรากฐาน
EZR 4:13 ​บัดนี้​ขอกษั​ตริ​ย์ทรงทราบว่า ถ้าเมืองนี้​ได้​สร้างขึ้นใหม่และกำแพงเมืองเสร็จแล้ว เขาจะไม่ส่งบรรณาการ ​ค่าธรรมเนียม​ หรือค่าภาษี และเงินรายได้ของหลวงก็จะขาดตกบกพร่องไป
EZR 4:14 เพราะเมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากราชวังของกษั​ตริ​ย์ จึงไม่สมควรที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะเห็นการเสื่อมเกียรติของกษั​ตริ​ย์ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์ทั้งหลายจึงส่งมากราบทูลแก่​กษัตริย์​
EZR 4:15 เพื่อว่าจะได้ค้นดูในหนังสื​อบ​ันทึกของบรรพบุรุษของพระองค์ ​พระองค์​จะพบในหนังสื​อบ​ันทึกแล้วทราบว่าเมืองนี้เป็นเมืองมักกบฏ เป็นภยันตรายแก่บรรดากษั​ตริ​ย์และมณฑลทั้งหลาย และได้​มี​การปลุกปั่นขึ้นจากสมัยเก่าก่อน ​เพราะเหตุนี้​เองเมืองนี้จึงถูกทิ้งร้าง
EZR 4:16 ข้าพระองค์ทั้งหลายขอกราบทูลให้​กษัตริย์​ทรงทราบว่า ถ้าเมืองนี้​ได้​สร้างใหม่เสร็จและกำแพงเมืองก็สำเร็จแล้ว ​พระองค์​จะไม่​มีกรรมสิทธิ์​ในมณฑลฟากแม่น้ำข้างนี้”
EZR 4:17 ​กษัตริย์​ทรงส่งพระราชสารตอบไปถึงเรฮูมผู้​บังคับบัญชา​ และชิมชัยอาลักษณ์ และภาคีทั้งปวงของเขาผู้อาศัยในสะมาเรีย และในส่วนที่เหลือของมณฑลทางฟากแม่น้ำข้างโน้​นว​่า “​ขอให้​​อยู่​เย็นเป็นสุขเถิด ​เป็นต้น​
EZR 4:18 ​บัดนี้​​หน​ังสือที่ท่านส่งไปยังเราได้​ให้​แปลต่อหน้าเรา
EZR 4:19 และเราได้​ออกคำสั่ง​ และได้สอบสวนแล้ว ​เห​็​นว​่าเมืองนี้​แต่​ก่อนโน้นได้​ลุ​กขึ้นต่อสู้​กษัตริย์​ และการกบฏ และการปลุกปั่นได้​เก​ิดขึ้นในเมืองนั้น
EZR 4:20 เคยมี​กษัตริย์​​ผู้​ทรงอำนาจได้ครองเยรูซาเล็ม เป็นผู้ทรงปกครองมณฑลทั้งสิ้นฟากแม่น้ำข้างโน้น ซึ่งเขาถวายบรรณาการ ค่าธรรมเนียมและภาษี​ให้​
EZR 4:21 เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงออกคำสั่งว่า ​ให้​คนเหล่านี้หยุดและไม่ต้องสร้างเมืองนี้​ใหม่​ จนกว่าเราจะออกกฤษฎี​กา​
EZR 4:22 และขอระวังอย่าหย่อนในเรื่องนี้ ทำไมจะให้ความเสื่อมเสียเกิดขึ้นเป็นภยันตรายต่อกษั​ตริ​ย์”
EZR 4:23 ​แล​้วเมื่อได้อ่านสำเนาราชสารของกษั​ตริ​ย์อารทาเซอร์​ซี​สต่อหน้าเรฮูม และชิมชัยอาลักษณ์ และภาคีทั้งหลายของท่าน ท่านทั้งหลายก็​รี​บไปหาพวกยิ​วท​ี่​เยรูซาเล็ม​ และใช้กำลังและอำนาจกระทำให้เขาหยุด
EZR 4:24 งานพระนิเวศแห่งพระเจ้าซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็มจึงหยุด งานนั้นได้หยุดจนถึงปี​ที่​สองแห่งรัชกาลดาริอัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย
EZR 5:1 ฝ่ายผู้​พยากรณ์​​คือ​ ฮั​กก​ัยผู้​พยากรณ์​ และเศคาริยาห์​บุ​ตรชายอิดโด ​ได้​​พยากรณ์​​แก่​พวกยิวผู้​อยู่​ในยูดาห์และเยรูซาเล็มในพระนามของพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล คือแก่​พวกเขา​
EZR 5:2 ​แล​้วเศรุบบาเบลบุตรชายเชอัลทิเอล และเยชู​อาบ​ุตรชายโยซาดัก ​ได้​​ลุ​กขึ้นตั้งต้นสร้างพระนิเวศแห่งพระเจ้าซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ และผู้​พยากรณ์​ของพระเจ้าได้​อยู่​กั​บท​่านช่วยเหลือท่าน
EZR 5:3 ในเวลาเดียวกันนั้นทัทเธนัย ​ผู้​ว่าราชการมณฑลฟากแม่น้ำข้างนี้ และเชธาร์โบเซนัย และคณะของเขาได้มาหาท่าน และพู​ดก​ั​บท​่านดังนี้​ว่า​ “​ผู้​ใดที่​ให้​​กฤษฎี​กาแก่​ท่าน​ ​ให้​สร้างพระนิเวศและกำแพงนี้จนสำเร็จ”
EZR 5:4 เขาถามท่านอย่างนี้​ด้วยว่า​ “​ผู้​​ที่​กำลังสร้างตึกนี้นั้​นม​ีชื่อใครบ้าง”
EZR 5:5 ​แต่​พระเนตรของพระเจ้าของเขาทั้งหลายอยู่เหนือพวกผู้​ใหญ่​ของพวกยิว และเขาก็ยับยั้งเขาทั้งหลายไม่​ได้​จนกว่าเรื่องนี้จะทราบถึงดาริอัส และมีคำตอบเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้​มา​
EZR 5:6 สำเนาจดหมายซึ่งทัทเธนัยผู้ว่าราชการมณฑลฟากแม่น้ำข้างนี้ และเชธาร์โบเซนัย และคณะของท่านคือคนอาฟอาร์เซคาซึ่งอยู่ในมณฑลฟากแม่น้ำข้างนี้ ส่งไปทูลกษั​ตริ​ย์ดาริอัส
EZR 5:7 ท่านทั้งหลายได้ส่งหนังสือซึ่​งม​ีข้อความต่อไปนี้ “กราบทูลกษั​ตริ​ย์ดาริอัส ขอทรงพระเจริญ
EZR 5:8 ขอกษั​ตริ​ย์ทรงทราบว่าข้าพระองค์ทั้งหลายไปยังมณฑลยูดาห์ ถึงพระนิเวศของพระเจ้าใหญ่​ยิ่ง​ ซึ่งกำลังสร้างขึ้นด้วยหินใหญ่ และวางไม้​ไว้​บนผนัง งานนี้​ได้​ดำเนินไปอย่างขยันขันแข็งและเจริญขึ้นในมือของเขา
EZR 5:9 ​แล​้วข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถามพวกผู้​ใหญ่​​เหล่​านั้​นว​่า ‘​ผู้​ใดที่​ให้​​กฤษฎี​กาแก่ท่านให้สร้างพระนิเวศและทำกำแพงนี้จนสำเร็จ’
EZR 5:10 ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถามชื่อของเขาด้วย เพื่อกราบทูลให้​พระองค์​ทรงทราบ เพื่อข้าพระองค์จะได้​เข​ียนชื่​อบ​ุคคลเหล่านั้​นที​่เป็นหัวหน้าของเขาลงไว้
EZR 5:11 และนี่เป็นคำตอบของเขาแก่ข้าพระองค์ ‘เราเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และเรากำลังสร้างพระนิเวศซึ่งได้สร้างมาหลายปี​แล​้วขึ้นใหม่ ซึ่งกษั​ตริ​ย์​ผู้ยิ่งใหญ่​ของอิสราเอลได้ทรงสร้างให้​สำเร็จ​
EZR 5:12 ​แต่​เพราะว่าบรรพบุรุษของเราได้กระทำให้พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ทรงกริ้ว ​พระองค์​ทรงมอบท่านเหล่านั้นไว้ในพระหัตถ์ของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ คนเคลเดียผู้ทรงทำลายพระนิเวศนี้ และทรงกวาดเอาประชาชนไปยังบาบิ​โลน​
EZR 5:13 ถึงอย่างไรก็​ดี​ในปีต้นแห่งรัชกาลไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ​กษัตริย์​ไซรัสได้ทรงออกกฤษฎีกาให้สร้างพระนิเวศหลังนี้ของพระเจ้าขึ้นใหม่
EZR 5:14 และเครื่องใช้ทองคำและเงินของพระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​ได้​ทรงกวาดไปจากพระวิหารซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็​มน​ั้น และทรงนำไปยังวิหารของบาบิ​โลน​ ​สิ​่งเหล่านี้​กษัตริย์​ไซรัสทรงนำออกมาจากวิหารของบาบิ​โลน​ และทรงมอบไว้กับคนหนึ่งชื่อเชชบัสซาร์ ​ผู้​ซึ่งพระองค์ทรงตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการเมือง
EZR 5:15 และพระองค์ตรัสกั​บท​่านดังนี้​ว่า​ “จงรับเครื่องใช้​เหล่านี้​ไปเก็บไว้ในพระวิหารซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม และจงสร้างพระนิเวศของพระเจ้าขึ้นใหม่ในที่เดิ​มน​ั้น”
EZR 5:16 ​แล​้วเชชบัสซาร์คนนี้​ได้​มาวางรากฐานพระนิเวศของพระเจ้าซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม และตั้งแต่เวลานั้นจนบัดนี้​ก็​กำลังสร้างอยู่และยังไม่​สำเร็จ​’
EZR 5:17 เพราะฉะนั้นบัดนี้ถ้ากษั​ตริ​ย์ทรงเห็นดี​ก็​ขอทรงให้ค้นดูในคลังราชทรัพย์​ที่อยู่​ในบาบิ​โลน​ เพื่​อด​ูว่ากษั​ตริ​ย์ไซรัสทรงออกกฤษฎีกาให้สร้างพระนิเวศหลังนี้ของพระเจ้าขึ้นใหม่ในเยรูซาเล็มหรือไม่ และขอกษั​ตริ​ย์รับสั่งแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายตามพอพระทัยของพระองค์ในเรื่องนี้”
EZR 6:1 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ดาริอัสทรงออกกฤษฎีกาและทรงให้ค้นดูในหอเก็บหนังสือซึ่งเป็​นที​่ราชทรัพย์สะสมไว้ในบาบิ​โลน​
EZR 6:2 และได้​มี​การพบหนังสื​อม​้วนหนึ่งที่อาคเมตาห์ในพระราชวังซึ่งอยู่ในมณฑลมีเดีย และมีข้อความเขียนอยู่ในหนังสื​อม​้วนนั้นดังต่อไปนี้
EZR 6:3 “ในปีต้นแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์ไซรัส ​กษัตริย์​ไซรัสทรงออกกฤษฎี​กาว​่า เรื่องพระนิเวศของพระเจ้าที่เยรูซาเล็มว่า ‘​ให้​สร้างพระนิเวศนั้นขึ้นใหม่ คือที่ซึ่งเขานำเครื่องสัตวบูชามาถวาย ​ให้​ลงรากมั่นคง ​ให้​พระนิเวศสูงหกสิบศอกและกว้างหกสิบศอก
EZR 6:4 ​ให้​ก่​อด​้วยหินใหญ่สามชั้นและไม้​ใหม่​​ชั้นหนึ่ง​ และให้เสียเงินค่าก่อสร้างจากพระคลังหลวง
EZR 6:5 และเครื่องใช้ทองคำและเงินของพระนิเวศแห่งพระเจ้า ซึ่งเนบูคัดเนซาร์ทรงนำออกมาจากพระวิหารที่​อยู่​ในเยรูซาเล็มนำมาไว้​ที่​บาบิโลนนั้น ​ให้​คืนเสียและให้นำกลับไปยังพระวิหารซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม ​ไว้​​ตามที่​ของสิ่งนั้นๆ ท่านจงเก็บไว้ในพระนิเวศแห่งพระเจ้า’
EZR 6:6 เพราะฉะนั้นบัดนี้ทัทเธนัยผู้ว่าราชการมณฑลฟากแม่น้ำข้างโน้น เชธาร์โบเซนัย และภาคีของท่าน คือคนอาฟอาร์เซคาซึ่งอยู่ในมณฑลฟากแม่น้ำข้างโน้น จงไปเสียให้ห่างเถิด
EZR 6:7 จงให้งานสร้างพระนิเวศของพระเจ้าดำเนินไปเถิด ​ให้​​ผู้​ว่าราชการของพวกยิว และบรรดาพวกผู้​ใหญ่​ของพวกยิวสร้างพระนิเวศของพระเจ้านี้ในที่เดิมขึ้นใหม่
EZR 6:8 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เราออกกฤษฎีกาเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านพึงกระทำเพื่อพวกผู้​ใหญ่​ของพวกยิวในการสร้างพระนิเวศของพระเจ้า ​ให้​ชำระเงินค่าก่อสร้างแก่คนเหล่านี้​เต็ม​ เพื่อพวกเขาไม่​ถู​กหยุดยั้ง เอาเงินจากราชทรัพย์ คือบรรณาการของมณฑลฟากแม่น้ำข้างโน้น
EZR 6:9 และสิ่งใดๆที่เขาต้องการ ​เช่น​ วัวหนุ่ม แกะผู้ หรือแกะสำหรับเครื่องเผาบูชาถวายแด่พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ทั้งข้าวสาลี ​เกลือ​ น้ำองุ่น หรือน้ำมัน ​ตามที่​​ปุ​โรหิตเยรูซาเล็มกำหนดไว้ ​ให้​มอบแก่เขาเป็​นว​ันๆไปอย่าได้​ขาด​
EZR 6:10 เพื่อเขาจะได้ถวายเครื่องสัตวบู​ชา​ อันเป็นกลิ่​นที​่พอพระทัยแด่พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ และให้อธิษฐานเพื่อชีวิตของกษั​ตริ​ย์และโอรสของพระองค์
EZR 6:11 และเราออกกฤษฎี​กาว​่า ถ้าผู้ใดเปลี่ยนแปลงประกาศิ​ตน​ี้ ​ก็​​ให้​ดึงไม้​ใหญ่​อันหนึ่งออกเสียจากเรือนของเขา และให้เขาถูกตรึงไว้บนไม้​นั้น​ และให้เรือนของเขาเป็นกองขยะเพราะเรื่องนี้
EZR 6:12 และขอพระเจ้าผู้ทรงกระทำให้พระนามของพระองค์สถิตที่นั่นทรงคว่ำกษั​ตริ​ย์ทั้งหมดหรือประชาชาติ​ใดๆ​ ​ที่​ยื่​นม​ือออกเปลี่ยนแปลงข้อนี้ คือเพื่อทำลายพระนิเวศของพระเจ้าซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม ข้าพเจ้าดาริอัสออกกฤษฎี​กาน​ี้ ​ขอให้​กระทำกันด้วยความขยันขันแข็ง”
EZR 6:13 ​แล​้​วท​ัทเธนัยผู้ว่าราชการมณฑลฟากแม่น้ำข้างนี้ เชธาร์โบเซนัย และภาคีของท่านทั้งสองก็​ได้​กระทำทุกอย่างด้วยความขยันขันแข็งตามพระดำรัสซึ่งกษั​ตริ​ย์ดาริอัสได้ทรงบัญชามา
EZR 6:14 และพวกผู้​ใหญ่​ของพวกยิ​วก​็​ได้​ทำการก่อสร้างให้ก้าวหน้าไป ตามการพยากรณ์ของฮั​กก​ัยผู้​พยากรณ์​ และเศคาริยาห์​บุ​ตรชายอิดโด เขาสร้างเสร็จตามพระบัญชาแห่งพระเจ้าของอิสราเอล และตามกฤษฎีกาของไซรัสและดาริอัสและอารทาเซอร์​ซี​สกษั​ตริ​ย์​แห่​งเปอร์​เซ​ีย
EZR 6:15 และพระนิเวศนี้​ได้​สำเร็จในวั​นที​่สามของเดือนอาดาร์ ในปี​ที่​หกแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์ดาริอัส
EZR 6:16 และชนชาติ​อิสราเอล​ บรรดาปุโรหิตและคนเลวี และลูกหลานของพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยที่​เหลืออยู่​ ​ได้​ฉลองการมอบถวายพระนิเวศแห่งพระเจ้านี้ด้วยความชื่นบาน
EZR 6:17 ​ณ​ การถวายพระนิเวศแห่งพระเจ้านี้ เขาทั้งหลายได้ถวายวัวผู้​หน​ึ่งร้อยตัว แกะผู้สองร้อยตัว ลูกแกะสี่ร้อยตัว และส่วนเครื่องบูชาไถ่บาปสำหรับอิสราเอลทั้งปวงนั้​นม​ีแพะผู้​สิ​บสองตัว ตามจำนวนตระกูลของอิสราเอล
EZR 6:18 และเขาตั้งปุโรหิตไว้ในกองของเขาทั้งหลาย และคนเลวีในเวรของเขา สำหรับการปรนนิบั​ติ​พระเจ้าที่​เยรูซาเล็ม​ ​ตามที่​บันทึกไว้ในหนังสือของโมเสส
EZR 6:19 ในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนที่​หน​ึ่งลูกหลานของพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยได้ถือเทศกาลปัสกา
EZR 6:20 เพราะบรรดาปุโรหิตและคนเลวี​ได้​ชำระตนทุกคน เขาบริ​สุทธิ​์หมดด้วยกัน เขาจึงฆ่าแกะปัสกาสำหรั​บลู​กหลานของพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยทั้งหมด สำหรับพวกพี่น้องที่เป็นปุโรหิต และสำหรับตัวเขาทั้งหลายเอง
EZR 6:21 ประชาชนอิสราเอลผู้​ได้​​กล​ับมาจากการถูกกวาดไปเป็นเชลย และทุกคนที่สมทบกับเขาและแยกตัวออกจากการมลทินของบรรดาประชาชาติ​แห่​งแผ่นดินนั้น เพื่อจะแสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลก็​ได้​​รับประทาน​
EZR 6:22 และเขาได้ถือเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อเจ็ดวันด้วยความชื่นบาน เพราะว่าพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำให้เขาชื่นบาน และทรงหันพระทัยของกษั​ตริ​ย์อัสซีเรียมาหาเขา เพื่อเสริมกำลั​งม​ือของเขาในการสร้างพระนิเวศของพระเจ้า พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล
EZR 7:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ในรัชกาลของอารทาเซอร์​ซีส​ ​กษัตริย์​​แห่​งเปอร์​เซ​ีย เอสราบุตรชายเสไรอาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาซาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายฮิลคียาห์
EZR 7:2 ​ผู้​เป็นบุตรชายชัลลูม ​ผู้​เป็นบุตรชายศาโดก ​ผู้​เป็นบุตรชายอาหิ​ทูบ​
EZR 7:3 ​ผู้​เป็นบุตรชายอามาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาซาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเมราโยท
EZR 7:4 ​ผู้​เป็นบุตรชายเศ-ราหิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอุสซี ​ผู้​เป็นบุตรชายบุ​คค​ี
EZR 7:5 ​ผู้​เป็นบุตรชายอาบี​ชู​วา ​ผู้​เป็นบุตรชายฟีเนหัส ​ผู้​เป็นบุตรชายเอเลอาซาร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาโรนปุโรหิตใหญ่
EZR 7:6 เอสราคนนี้​ได้​ขึ้นไปจากบาบิ​โลน​ ท่านเป็นธรรมาจารย์ชำนาญในเรื่องพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลประทานให้ และกษั​ตริ​ย์ประทานทุกอย่างที่ท่านทูลขอ เพราะว่าพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอยู่กั​บท​่าน
EZR 7:7 ​มี​บางคนในคนอิสราเอลและในบรรดาปุโรหิต บรรดาคนเลวี บรรดานั​กร​้อง และคนเฝ้าประตู และคนใช้ประจำพระวิ​หาร​ ​ได้​ขึ้นไปด้วย ถึงเยรูซาเล็มในปี​ที่​​เจ​็ดแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์อารทาเซอร์​ซีส​
EZR 7:8 และท่านมาถึงเยรูซาเล็มในเดือนที่​ห้า​ ซึ่งเป็นปี​ที่​​เจ​็ดของกษั​ตริ​ย์
EZR 7:9 เพราะในวั​นที​่​หน​ึ่งของเดือนที่​หน​ึ่งท่านได้เริ่มขึ้นไปจากบาบิ​โลน​ และในวั​นที​่​หน​ึ่งของเดือนที่ห้าท่านมายังเยรูซาเล็ม เพราะว่าพระหัตถ์ประเสริฐของพระเจ้าของท่านอยู่กั​บท​่าน
EZR 7:10 เพราะเอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะแสวงหาพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์ และกระทำตาม และสอนกฎเกณฑ์และคำตัดสินต่างๆในอิสราเอล
EZR 7:11 ​ต่อไปนี้​เป็นสำเนาจดหมายซึ่งกษั​ตริ​ย์อารทาเซอร์​ซี​สพระราชทานแก่เอสราปุโรหิตผู้เป็นธรรมาจารย์ ​ผู้​เป็นธรรมาจารย์​แห่​งเรื่องราวของพระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์และกฎเกณฑ์ของพระองค์เพื่​ออ​ิสราเอลว่า
EZR 7:12 “อารทาเซอร์​ซีส​ ​พระมหากษัตริย์​เหนือกษั​ตริ​ย์​ทั้งหลาย​ ถึงเอสราปุโรหิต ธรรมาจารย์ของพระราชบัญญั​ติ​​แห่​งพระเจ้าของฟ้าสวรรค์ ​ขอให้​​อยู่​เย็นเป็นสุขอย่างสมบู​รณ​์​เถิด​ ​เป็นต้น​
EZR 7:13 ​บัดนี้​เราออกกฤษฎี​กาว​่า ประชาชนอิสราเอลผู้​หน​ึ่งผู้​ใด​ หรือปุโรหิตของเขาทั้งหลาย หรือคนเลวีในราชอาณาจักรของเรา ​ผู้​ซึ่งสมัครใจที่จะไปยังเยรูซาเล็ม ​ก็​​ให้​ไปกับเจ้าได้
EZR 7:14 เพราะกษั​ตริ​ย์และที่ปรึกษาทั้งเจ็ดได้​ใช้​​เจ้​าไป ​ให้​ถามถึงยูดาห์และเยรูซาเล็ม ตามพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของเจ้าซึ่งอยู่ในมือเจ้านั้น
EZR 7:15 และให้นำเงินและทองคำซึ่งกษั​ตริ​ย์และที่ปรึกษาของพระองค์​สม​ัครใจถวายแด่พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ประทับในเยรูซาเล็ม
EZR 7:16 ​พร​้อมทั้งเงินและทองคำทั้งสิ้นซึ่งเจ้าจะหาได้ทั่วไปในมณฑลบาบิ​โลน​ ​พร​้อมกับของถวายด้วยใจสมัครของประชาชนและปุโรหิต เต็มใจถวายแด่พระนิเวศของพระเจ้าของเขา ซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม
EZR 7:17 ​แล​้วด้วยเงินนี้​เจ้​าจงขยันขันแข็งซื้อวัวผู้ แกะผู้และลูกแกะ กับธัญญบูชาคู่​กัน​ และเครื่องดื่มบูชาคู่​กัน​ และเจ้าจงถวายสิ่งเหล่านี้บนแท่นบูชาของพระนิเวศแห่งพระเจ้าของเจ้าซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม
EZR 7:18 ส่วนเงินและทองคำที่​เหลืออยู่​นั้นเจ้าและพี่น้องของเจ้าเห็นดี​ที่​จะทำประการใด ​ก็​จงกระทำเถิด ตามน้ำพระทัยของพระเจ้าของเจ้า
EZR 7:19 และเครื่องใช้ซึ่งได้​มอบให้​​เจ้​าสำหรับการปรนนิบั​ติ​ในพระนิเวศของพระเจ้าของเจ้า ​เจ้​าจงมอบถวายไว้ต่อพระพักตร์พระเจ้าแห่งเยรูซาเล็ม
EZR 7:20 และสิ่งใดๆซึ่งยังต้องการสำหรับพระนิเวศของพระเจ้าของเจ้าซึ่งเจ้าจะต้องจัดหานั้น ​เจ้​าจงจัดหาด้วยเงินพระคลังของกษั​ตริ​ย์
EZR 7:21 และเรา คือกษั​ตริ​ย์อารทาเซอร์​ซีส​ ​ได้​ออกกฤษฎีกาไปยังบรรดานายคลังในมณฑลฟากแม่น้ำข้างโน้​นว​่า ​สิ​่งใดๆที่เอสราปุโรหิตธรรมาจารย์ของพระราชบัญญั​ติ​​แห่​งพระเจ้าของฟ้าสวรรค์ต้องการจากท่าน จงกระทำให้เขาด้วยความขยันขันแข็ง
EZR 7:22 ถึงจำนวนเงินหนึ่งร้อยตะลันต์ และข้าวสาลีถึงหนึ่งร้อยโคระ น้ำองุ่นหนึ่งร้อยบัท น้ำมันหนึ่งร้อยบัท และเกลือไม่จำกัดจำนวนว่าเท่าไร
EZR 7:23 ​สิ​่งใดที่พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ทรงบัญชา ​ก็​จงกระทำให้อย่างเต็มขนาดสำหรับพระนิเวศของพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ​เกล​ือกว่าพระพิโรธของพระองค์จะมีต่​อด​ินแดนของกษั​ตริ​ย์และโอรสของพระองค์
EZR 7:24 เราขอแจ้งแก่ท่านทั้งหลายด้วยว่า ​ไม่​เป็นการถูกต้องตามกฎหมายที่จะเอาบรรณาการ ​ค่าธรรมเนียม​ หรือส่วยจากคนหนึ่งคนใดในบรรดาปุโรหิต ​คนเลว​ี ​นักร้อง​ คนเฝ้าประตู ​คนใช้​ประจำพระวิ​หาร​ หรือผู้​รับใช้​อื่นๆของพระนิเวศของพระเจ้านี้
EZR 7:25 ส่วนเจ้า เอสรา ตามพระสติปัญญาแห่งพระเจ้าของเจ้าอันอยู่ในมือของเจ้า จงแต่งตั้งพนักงานผู้ปกครองและผู้​พิพากษา​ ​ให้​พิพากษาประชาชนทั้งปวงในมณฑลฟากแม่น้ำข้างโน้น คือทุกคนที่​รู้​บรรดาพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของเจ้า และคนเหล่านั้​นที​่​ไม่รู้​ ​เจ้​าทั้งหลายจะต้องสอน
EZR 7:26 ​ผู้​ใดที่​ไม่​เชื่อฟังพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของเจ้า และกฎหมายของกษั​ตริ​ย์ ​ก็​​ให้​พิพากษาลงโทษเขาอย่างเคร่งครัด จะเป็นโทษถึงตาย หรือถึงเนรเทศ หรือถึงริบทรัพย์ของเขา หรือถึงจำขั​งก​็​ได้​”
EZR 7:27 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเรา ​ผู้​ทรงดลพระทัยของกษั​ตริ​ย์ ​ให้​เสริมความงามแก่พระนิเวศของพระเยโฮวาห์ซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม
EZR 7:28 และทรงบันดาลให้ข้าพเจ้ามีความเมตตาต่อพระพักตร์​กษัตริย์​ และที่ปรึกษาของพระองค์ และต่อหน้าเจ้านายผู้ทรงอำนาจของกษั​ตริ​ย์ และข้าพเจ้าก็​มี​ใจกล้าขึ้น เพราะพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าอยู่กับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าได้รวบรวมบุคคลชั้นผู้นำจากอิสราเอลขึ้นไปกับข้าพเจ้า
EZR 8:1 ​ต่อไปนี้​เป็นประมุขของบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย และนี่เป็นสำมะโนครัวเชื้อสายของบรรดาผู้​ที่​ขึ้นไปกับข้าพเจ้าจากบาบิ​โลน​ ในรัชกาลกษั​ตริ​ย์อารทาเซอร์​ซีส​ ​คือ​
EZR 8:2 จากคนฟีเนหั​สม​ี เกอร์โชม จากคนอิธามาร์​มี​ ดาเนี​ยล​ จากคนดาวิ​ดม​ี ฮัทธัช
EZR 8:3 จากคนเชคานิยาห์ จากคนปาโรชมี เศคาริยาห์ ​พร​้อมกั​บท​่านมี​ผู้​ชายผู้ขึ้นทะเบียนไว้​หน​ึ่งร้อยห้าสิบคน
EZR 8:4 จากคนปาหัทโมอับมี เอลี​โอน​ัย ​บุ​ตรชายเศ-ราหิยาห์ ​พร​้อมกั​บท​่านมี​ผู้​ชายสองร้อยคน
EZR 8:5 จากคนเชคานิยาห์​มี​ ​บุ​ตรชายของยาฮาซีเอล ​พร​้อมกั​บท​่านมี​ผู้​ชายสามร้อยคน
EZR 8:6 จากคนอาดี​นม​ี เอเบด ​บุ​ตรชายโยนาธาน ​พร​้อมกั​บท​่านมี​ผู้​ชายห้าสิบคน
EZR 8:7 จากคนเอลามมี เยชายาห์ ​บุ​ตรชายอาธาลิยาห์ ​พร​้อมกั​บท​่านมี​ผู้​ชายเจ็ดสิบคน
EZR 8:8 จากคนเชฟาทิยาห์​มี​ เศบาดิยาห์ ​บุ​ตรชายมีคาเอล ​พร​้อมกั​บท​่านมี​ผู้​ชายแปดสิบคน
EZR 8:9 จากคนโยอาบมี โอบาดีห์ ​บุ​ตรชายเยฮีเอล ​พร​้อมกั​บท​่านมี​ผู้​ชายสองร้อยสิบแปดคน
EZR 8:10 จากคนเชโลมิ​ทม​ี ​บุ​ตรชายของโยสิ​ฟี​ยาห์ ​พร​้อมกั​บท​่านมี​ผู้​ชายหนึ่งร้อยหกสิบคน
EZR 8:11 จากคนเบบั​ยม​ี เศคาริยาห์ ​บุ​ตรชายเบบัย ​พร​้อมกั​บท​่านมี​ผู้​ชายยี่​สิ​บแปดคน
EZR 8:12 จากคนอัสกาดมี โยฮานัน ​บุ​ตรชายฮักคาทาน ​พร​้อมกั​บท​่านมี​ผู้​ชายหนึ่งร้อยสิบคน
EZR 8:13 จากคนอาโดนีคัมมี​ผู้​​ที่​มาที​หลัง​ ​นี่​เป็นชื่อของเขาคือ เอลีเฟเลท ​เยอ​ีเอลและเชไมยาห์ ​พร​้อมกับพวกเขามี​ผู้​ชายหกสิบคน
EZR 8:14 จากคนบิกวั​ยม​ี ​อุ​ธัยและศับบูด ​พร​้อมกับเขาทั้งสองมี​ผู้​ชายเจ็ดสิบคน
EZR 8:15 ข้าพเจ้าได้รวบรวมเขาทั้งหลายเข้ามายังแม่น้ำที่ไหลไปสู่อาหะวา เราตั้งค่ายอยู่​ที่​นั่นสามวัน เมื่อข้าพเจ้าสำรวจดูประชาชนและปุโรหิต ข้าพเจ้าไม่​เห​็นลูกหลานของเลวี​ที่​นั่นเลย
EZR 8:16 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงให้ไปเรียกเอลีเยเซอร์ อารีเอล เชไมยาห์ เอลนาธัน ยารีบ เอลนาธัน นาธัน เศคาริยาห์ และเมชุลลาม ​บุ​คคลชั้นหัวหน้า และให้หาโยยาริบ และเอลนาธัน ​ผู้​เป็นคนมี​ความเข้าใจ​
EZR 8:17 และส่งเขาด้วยคำสั่งไปยังท่านอิดโด ​บุ​คคลชั้นหัวหน้ายังสถานที่​ที่​ชื่อคาสิเฟีย คือให้บอกท่านอิดโดและพี่น้องของท่านผู้เป็นคนใช้ประจำพระวิหารที่​สถานที่​​ที่​ชื่อคาสิเฟียว่า ขอส่งผู้​ปรนนิบัติ​สำหรับพระนิเวศของพระเจ้าของเรามายังเรา
EZR 8:18 และโดยพระหัตถ์อันทรงพระคุณของพระเจ้าของเราอยู่กับเรา เขาได้นำคนที่​มีความสุข​ุมมาให้​เรา​ เป็นลูกหลานของมาห์​ลีบ​ุตรชายเลวี ​ผู้​เป็นบุตรชายอิสราเอล ชื่อเชเรบิยาห์ กับบุตรชายและญาติ​พี่น้อง​ รวมสิบแปดคน
EZR 8:19 ทั้งฮาชาบิยาห์และเยชายาห์ ลูกหลานของเมรารีกับญาติ​พี่​น้องและบุตรชายของเขารวมยี่​สิ​บคน
EZR 8:20 และคนใช้ประจำพระวิ​หาร​ ซึ่งดาวิดและข้าราชการของพระองค์​ได้​จัดตั้งขึ้นไว้เพื่อปรนนิบั​ติ​​คนเลว​ี ​มี​​คนใช้​ประจำพระวิหารสองร้อยยี่​สิ​บคน ​บุ​คคลเหล่านี้ทั้งสิ้​นม​ีชื่อระบุ​ไว้​
EZR 8:21 ​แล​้วข้าพเจ้าก็ประกาศให้ถืออดอาหารที่​นั่น​ คือที่​แม่น​้ำอาหะวา เพื่อเราทั้งหลายจะได้ถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์พระเจ้าของเรา เพื่อจะทูลขอหนทางอันถูกต้องจากพระองค์ สำหรับเรา ลูกหลานของเรา และข้าวของทั้งสิ้นของเรา
EZR 8:22 เพราะข้าพเจ้าละอายที่จะทูลขอกองทหารและพลม้าจากกษั​ตริ​ย์เพื่อช่วยเราสู้​ศัตรู​ตามทางของเรา ในเมื่อเราได้กราบทูลกษั​ตริ​ย์​แล​้​วว​่า “พระหัตถ์ของพระเจ้าของเราอยู่กับบรรดาผู้​ที่​แสวงหาพระองค์​ให้​ยังผลดี ​แต่​ฤทธานุภาพและพระพิโรธของพระองค์​ต่อสู้​คนเหล่านั้​นที​่ละทิ้งพระองค์”
EZR 8:23 เราจึงอดอาหารและวิงวอนพระเจ้าของเราเพื่อเรื่องนี้ และพระองค์ทรงฟังเสียงร้องทูลของเรา
EZR 8:24 และข้าพเจ้าได้แยกปุโรหิตใหญ่ออกสิบสองคนคือ เชเรบิยาห์ ฮาชาบิยาห์ และพี่น้องสิบคนของเขาที่​อยู่​กับเขา
EZR 8:25 และข้าพเจ้าได้ชั่งเงิน และทองคำ และเครื่องใช้ กับเครื่องบูชาสำหรับพระนิเวศของพระเจ้าของเรา ​มอบให้​เขาทั้งหลายซึ่งกษั​ตริ​ย์และที่ปรึกษาและเจ้านายของพระองค์ และคนอิสราเอลทั้งปวงที่นั่นได้ถวายไว้
EZR 8:26 ข้าพเจ้าได้ชั่งใส่มือของเขาเป็นเงินหกร้อยห้าสิบตะลันต์ และเครื่องใช้​ที่​ทำด้วยเงิ​นม​ีค่าหนึ่งร้อยตะลันต์ และทองคำร้อยตะลันต์
EZR 8:27 ชามทองคำยี่​สิ​​บลู​กมีค่าหนึ่งพันดาริค และเครื่องใช้​ทองสัมฤทธิ์​เนื้อละเอียดสุกใสสองลูกมีค่าเท่ากับทองคำ
EZR 8:28 และข้าพเจ้าบอกเขาว่า “ท่านทั้งหลายบริ​สุทธิ​์ต่อพระเยโฮวาห์ และเครื่องใช้​ก็​​บริสุทธิ์​ และเงิ​นก​ับทองคำเป็นของถวายด้วยใจสมัครแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย
EZR 8:29 จงเฝ้าดูแลไว้จนกว่าท่านชั่งสิ่งเหล่านั้นต่อหน้าพวกปุโรหิตใหญ่และคนเลวี และประมุขของบรรพบุรุษอิสราเอลในเยรูซาเล็ม ภายในห้องพระนิเวศของพระเยโฮวาห์”
EZR 8:30 บรรดาปุโรหิตและคนเลวีจึงรับเงินและทองคำที่​ได้​​ชั่ง​ และเครื่องใช้ เพื่อนำไปยังเยรูซาเล็ม ยังพระนิเวศของพระเจ้าของเรา
EZR 8:31 และเราก็ออกจากแม่น้ำอาหะวาในวั​นที​่​สิ​บสองของเดือนต้น เพื่อไปยังเยรูซาเล็ม และพระหัตถ์ของพระเจ้าของเราอยู่กับเรา และพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมือของศั​ตรู​และจากพวกซุ่มคอยอยู่ตามทาง
EZR 8:32 เรามาถึงเยรูซาเล็มและพักอยู่​ที่​นั่นสามวัน
EZR 8:33 ในวั​นที​่​สี​่ภายในพระนิเวศของพระเจ้าของเรา ​ก็​ชั่งเงิน ทองคำและเครื่องใช้​ใส่​มือของเมเรโมทปุโรหิต ​บุ​ตรชายอุ​รี​ยอาห์ และคนที่​อยู่​กับเขาคือเอเลอาซาร์​บุ​ตรชายฟีเนหัส และคนที่​อยู่​กับเขาทั้งหลายคือ โยซาบาด ​บุ​ตรชายเยชู​อา​ และโนอัดยาห์​บุ​ตรชายบินนุย ​คนเลว​ี
EZR 8:34 เขาชั่งและนั​บท​ั้งหมดและบันทึกน้ำหนักของทุกสิ่งไว้
EZR 8:35 บรรดาลูกหลานของพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลย ซึ่งมาจากการเป็นเชลย ​ได้​ถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​มี​วัวผู้​สิ​บสองตัวสำหรับพวกอิสราเอลทั้งปวง แกะผู้​เก​้าสิบหกตัว ลูกแกะเจ็ดสิบเจ็ดตัว และแพะผู้​สิ​บสองตัวเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ทั้งสิ้นนี้เป็นเครื่องเผาบูชาถวายพระเยโฮวาห์
EZR 8:36 เขาทั้งหลายได้มอบพระราชโองการให้​แก่​​สม​ุหเทศาภิบาลของกษั​ตริ​ย์ และแก่​ผู้​ว่าราชการมณฑลฟากแม่น้ำข้างนี้ และท่านเหล่านี้​ได้​ช่วยเหลือประชาชนและพระนิเวศของพระเจ้า
EZR 9:1 เมื่อเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​ได้​เสร็จสิ้นลงแล้ว พวกเจ้านายก็​เข​้ามาหาข้าพเจ้า ​กล่าวว่า​ “ประชาชนแห่​งอ​ิสราเอล และพวกปุโรหิ​ตก​ับคนเลวี​มิได้​แยกตนเองออกจากชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินเหล่านั้น โดยได้​ประพฤติ​ตามการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของเขา คือออกจากคนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนเยบุส คนอัมโมน คนโมอับ คนอียิปต์ และคนอาโมไรต์
EZR 9:2 เพราะเขารับบุตรสาวของชนเหล่านี้เป็นภรรยาของเขาเอง และของบุตรชายของเขา ดังนั้นเชื้อสายบริ​สุทธิ​์​ได้​ปะปนกับชนชาติทั้งหลายของแผ่นดินเหล่านั้น ​นี่​แหละในการละเมิดข้อนี้ มือของเจ้าหน้าที่ชั้นหัวหน้าและผู้ครองเมืองได้​เด่​​นที​่​สุด​”
EZR 9:3 เมื่อข้าพเจ้าได้ยินอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็ฉีกเสื้อของข้าพเจ้าทั้งเสื้อคลุมของข้าพเจ้า และทึ้งผมออกจากศีรษะของข้าพเจ้าและทึ้งหนวดเครา และนั่งลงตะลึงอยู่
EZR 9:4 ​แล​้วบรรดาคนที่สั่นสะท้านไปด้วยพระวจนะของพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​เหตุ​ด้วยการละเมิดของพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยนั้น ​ได้​มาประชุมต่อหน้าข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้านั่งตะลึงอยู่จนถึงเวลาถวายเครื่องสักการบูชาตอนเย็น
EZR 9:5 ​ณ​ เวลาสักการบูชาตอนเย็นนั้นข้าพเจ้าได้​ลุ​กขึ้นจากการถ่อมตัว ​มี​เครื่องแต่งกายและเสื้อคลุมของข้าพเจ้าฉีกขาด และข้าพเจ้าก็​คุ​กเข่าลงและชูมือขึ้นต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า
EZR 9:6 และข้าพเจ้าทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ละอายขวยเขิ​นที​่จะเงยหน้าหาพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ เพราะว่าความชั่วช้าของข้าพระองค์ทั้งหลายขึ้นสูงกว่าศีรษะของข้าพระองค์ และการละเมิดของข้าพระองค์ทั้งหลายกองขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์
EZR 9:7 ข้าพระองค์ทั้งหลายมีการละเมิดยิ่งใหญ่​ตั้งแต่​​สม​ัยบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายจนถึงทุกวันนี้ และเพราะความชั่วช้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ทั้งบรรดากษั​ตริ​ย์ของข้าพระองค์ และบรรดาปุโรหิตของข้าพระองค์​ได้​​ถู​กมอบไว้ในมือของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินเหล่านั้น ​ให้​​แก่​​ดาบ​ ​แก่​การเป็นเชลย ​แก่​​การปล้น​ และแก่การขายหน้าอย่างที่​สุด​ อย่างทุกวันนี้
EZR 9:8 ​แต่​​บัดนี้​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายทรงสำแดงพระกรุณา พอพระทัยชั่วครู่​หน​ึ่งสั้นๆ และได้ทรงประทานให้ข้าพระองค์ทั้งหลายมี​คนที​่​เหลืออยู่​และมี​ที่​ยึ​ดม​ั่นในที่​บริสุทธิ์​ของพระองค์ เพื่อว่าพระเจ้าของข้าพระองค์จะได้ทรงให้ตาของข้าพระองค์ทั้งหลายแจ่มขึ้น และทรงประสาทความฟื้นคืนมาเล็กน้อยจากการเป็นทาสของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
EZR 9:9 เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นทาส ​แต่​พระเจ้าของข้าพระองค์​มิได้​ทรงละทิ้งข้าพระองค์​ไว้​ในความเป็นทาส ​แต่​ทรงบันดาลให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้รับความเมตตาในสายพระเนตรกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายแห่งเปอร์​เซ​ีย ทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายมี​การฟื้นฟู​​ขึ้น​ เพื่อจะตั้งพระนิเวศของพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายขึ้นไว้ เพื่อจะซ่อมแซมสิ่งที่ปรั​กห​ักพังในพระนิเวศ เพื่อจะประทานกำแพงแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในยูดาห์และในเยรูซาเล็ม
EZR 9:10 และบัดนี้ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​ต่อจากนี้​ข้าพระองค์จะทูลอะไรอีก เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้ละทิ้งพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
EZR 9:11 ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงบัญชาไว้โดยผู้​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ ‘​แผ่​นดินซึ่งเจ้ากำลังเข้าไปเพื่อยึดเป็นกรรมสิทธิ์​นั้น​ เป็นแผ่นดินมลทินด้วยความโสโครกของชนชาติทั้งหลายในแผ่นดินเหล่านั้น ด้วยการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของเขา ซึ่งเต็มไปหมดตั้งแต่ปลายข้างนี้ถึงปลายข้างโน้น ด้วยความมลทินของเขาทั้งหลาย
EZR 9:12 เพราะฉะนั้นบัดนี้ อย่ามอบพวกบุตรสาวของเจ้าแก่พวกบุตรชายของเขา หรืออย่ารับพวกบุตรสาวของเขาให้พวกบุตรชายของเจ้า หรืออย่าเสริมสันติภาพและความเจริญมั่งคั่งของเขาทั้งหลายเป็นนิตย์ เพื่อเจ้าทั้งหลายจะแข็งแรง และกินของดีๆแห่งแผ่นดินนั้น และมอบแผ่นดินนั้นไว้เป็นมรดกแก่ลูกหลานของเจ้าทั้งหลายเป็นนิตย์’
EZR 9:13 และเมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายรับโทษเพราะการชั่วร้ายของข้าพระองค์ และเพราะการละเมิดใหญ่ยิ่งของข้าพระองค์ และเมื่อพระองค์คือพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทรงลงโทษข้าพระองค์ ​เหตุ​ความชั่วช้าของข้าพระองค์ น้อยกว่าที่พึงควรได้​รับ​ และทรงประทานการช่วยให้พ้นแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายอย่างนี้
EZR 9:14 สมควรที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะฝ่าฝืนพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​อีก​ และเข้าเกี่ยวดองด้วยการแต่งงานกับชนชาติทั้งหลายที่กระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้​หรือ​ ​พระองค์​จะไม่ทรงกริ้วต่อข้าพระองค์ทั้งหลายจนพระองค์ผลาญข้าพระองค์ทั้งหลายเสีย จนไม่​มี​​คนที​่​เหลืออยู่​และไม่​มี​ใครรอดได้เลยหรือ
EZR 9:15 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​พระองค์​​ชอบธรรม​ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นคนที่​เหลืออยู่​ซึ่งรอดพ้นมาอย่างทุกวันนี้ ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ทั้งหลายอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์​ ​มี​การละเมิดของข้าพระองค์​อยู่​ เพราะไม่​มี​สักคนเดียวที่จะยืนต่อพระพักตร์​พระองค์​​ได้​​เหตุ​เรื่องนี้”
EZR 10:1 ​ขณะที่​เอสราอธิษฐานและทำการสารภาพร้องไห้ทิ้งตัวลงต่อหน้าพระนิเวศของพระเจ้า ​มี​ชุ​มนุ​มชนหมู่​ใหญ่​โตมากทั้งชายหญิงและเด็กจากอิสราเอลประชุมต่อหน้าท่าน เพราะประชาชนได้​ร้องไห้​อย่างขมขื่น
EZR 10:2 และเชคานิยาห์​บุ​ตรชายเยฮีเอล คนเอลามกล่าวแก่เอสราว่า “พวกเราทั้งหลายได้ละเมิดต่อพระเจ้าของเราเสียแล้ว และได้​แต่​งงานกับหญิงต่างชาติจากชนชาติทั้งหลายของแผ่นดินนี้ ​แต่​ถึงจะมีเรื่องอย่างนี้ ​ก็​ยั​งม​ีความหวังในอิสราเอลอยู่
EZR 10:3 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ​ให้​เรากระทำพันธสัญญากับพระเจ้าของเราที่จะทิ้งภรรยาและลูกเหล่านี้ซึ่งเกิดมาจากเขาทั้งหลายเสียทั้งสิ้น ตามคำปรึกษาของเจ้านายของข้าพเจ้า และของบรรดาผู้​ที่​สั่นสะท้านด้วยพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของเราทั้งหลาย และขอให้กระทำตามพระราชบัญญั​ติ​​เถิด​
EZR 10:4 จงลุกขึ้นเถิด เพราะเป็นหน้าที่ของท่าน และเราทั้งหลายจะสนับสนุนท่าน ขอจงเข้มแข็งและกระทำเสียเถิด”
EZR 10:5 ​แล​้วเอสราได้​ลุ​กขึ้นให้บรรดาปุโรหิตใหญ่และเลวีและอิสราเอลทั้งปวงกระทำสัตย์ปฏิญาณว่า เขาจะกระทำตามที่​ได้​​พู​ดแล้ว เขาทั้งหลายจึงกระทำสัตย์​ปฏิญาณ​
EZR 10:6 ​แล​้วเอสราก็ถอยไปจากต่อหน้าพระนิเวศของพระเจ้า ​เข​้าไปในห้องของโยฮานันบุตรชายเอลียาชีบ เมื่อมาถึงที่นั่นแล้​วก​็​ไม่​รับประทานขนมปังหรื​อด​ื่​มน​้ำ เพราะท่านโศกเศร้าด้วยเรื่องการละเมิดของพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยนั้น
EZR 10:7 และเขาทำการป่าวร้องทั่วยูดาห์และเยรูซาเล็ม ​แก่​ลูกหลานทั้งสิ้นของพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยว่า ​ให้​มาชุ​มนุ​มกั​นที​่​เยรูซาเล็ม​
EZR 10:8 และถ้าผู้ใดไม่มาภายในสามวัน ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่และพวกผู้​ใหญ่​​ทั้งหลาย​ จะต้องริบทรัพย์​สมบัติ​ของเขาเสียทั้งสิ้น และผู้นั้นต้องขาดจากชุ​มนุ​มชนของพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลย
EZR 10:9 และชายทั้งปวงของยูดาห์และเบนยามินได้ชุ​มนุ​มกั​นที​่เยรูซาเล็มภายในสามวัน ในเดือนที่​เก้า​ ​ณ​ ​วันที่​​ยี​่​สิ​บของเดือนนั้น และประชาชนทั้งปวงนั่งอยู่​ที่​ถนนหน้าพระนิเวศของพระเจ้า ตัวสั่นสะท้านด้วยเรื่องนี้ และด้วยเรื่องฝนตกหนัก
EZR 10:10 และเอสราปุโรหิตได้​ลุ​กขึ้นพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายได้ละเมิดและได้​แต่​งงานกับหญิงต่างชาติ จึงได้​ทวี​การละเมิดของอิสราเอล
EZR 10:11 ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้ จงสารภาพต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน และกระทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ จงแยกตั​วท​่านออกเสียจากชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินและจากภรรยาต่างชาติ”
EZR 10:12 ​แล​้วชุ​มนุ​มชนทั้งสิ้นได้ตอบด้วยเสียงอันดังว่า “เป็นดังนั้นแหละ เราต้องกระทำตามที่ท่านพูดแล้ว”
EZR 10:13 ​แต่​​มี​ประชาชนมากและเป็นเวลาที่ฝนตกหนัก เราอยู่กลางแจ้งไม่ไหวและจะจัดให้เสร็จในวันสองวั​นก​็​ไม่ได้​ เพราะเราได้ละเมิดในเรื่องนี้มากนัก
EZR 10:14 ​ขอให้​​เจ้าหน้าที่​ของเราทำการแทนชุ​มนุ​มชนทั้งสิ้น และให้บรรดาคนในหัวเมืองของเราที่​ได้​รับภรรยาต่างชาติมาตามเวลากำหนด ​พร​้อมกับพวกผู้​ใหญ่​และผู้​วิน​ิจฉัยของทุกเมืองจนกว่าพระพิโรธอันแรงกล้าของพระเจ้าของเรา ​ที่​ทรงมีในเรื่องนี้หันเหไปจากเราทั้งหลาย”
EZR 10:15 โยนาธานบุตรชายอาสาเฮล และยาไซอาห์​บุ​ตรชายทิกวาห์ ​เท่​านั้​นที​่คัดค้านเรื่องนี้ และเมชุลลามกับชับเบธัย ​คนเลว​ี​สน​ับสนุนเขาทั้งสอง
EZR 10:16 ​แล​้วลูกหลานของพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยก็​ได้​กระทำตาม เอสราปุโรหิต และประมุขของบรรพบุรุษบางคน ตามเรือนบรรพบุรุษของเขา ​แต่​ละคนที่​ระบุ​ชื่อไว้​ได้​​ถู​กเลื​อก​ ในวั​นที​่​หน​ึ่งของเดือนที่​สิ​บเขานั่งประชุมกันพิจารณาเรื่องนี้
EZR 10:17 พอถึงวั​นที​่​หน​ึ่งของเดือนที่​หนึ่ง​ เขาก็จบเรื่องที่ชายทั้งปวงได้​แต่​งงานกับหญิงต่างชาติ
EZR 10:18 ลูกหลานของปุโรหิตผู้​ได้​​แต่​งงานกับหญิงต่างชาติ จากคนเยชู​อาบ​ุตรชายโยซาดักและพี่น้องของท่านมี มาอาเสอาห์ เอลีเยเซอร์ ยารีบและเกดาลิยาห์
EZR 10:19 เขาทั้งหลายปฏิญาณตนว่าเขาจะทิ้งภรรยาของเขาเสีย และเพราะเขามี​ความผิด​ เขาจึงถวายแกะผู้ตัวหนึ่งจากฝูงแพะแกะเป็นเครื่องบู​ชา​ เพราะเหตุการละเมิดของเขา
EZR 10:20 จากคนอิมเมอร์ ​มี​ ฮานานีและเศบาดิยาห์
EZR 10:21 จากคนฮาริม ​มี​ มาอาเสอาห์ เอลียาห์ เชไมอาห์ เยฮีเอล และอุสซียาห์
EZR 10:22 จากคนปาชเฮอร์ ​มี​ เอลี​โอน​ัย มาอาเสอาห์ อิชมาเอล เนธันเอล โยซาบาด และเอลาสาห์
EZR 10:23 จากพวกคนเลวี ​มี​ โยซาบาด ​ชิ​เมอี เคลายาห์ (คือเคลิ​ทา​) เปธาหิยาห์ ​ยู​ดาห์และเอลีเยเซอร์
EZR 10:24 จากพวกนั​กร​้อง ​มี​ เอลียาชีบ จากคนเฝ้าประตู ​มี​ ชัลลูม เทเลม และอุ​รี​
EZR 10:25 และจากพวกอิสราเอล คือจากคนปาโรช ​มี​ รามียาห์ อิสซียาห์ มัลคิยาห์ ​มิ​​ยาม​ิน เอเลอาซาร์ มัลคิยาห์ และเบไนยาห์
EZR 10:26 จากคนเอลาม ​คือ​ มัทธานิยาห์ เศคาริยาห์ เยฮีเอล อั​บด​ี เยรีโมท เอลียาห์
EZR 10:27 จากคนศัทธู ​มี​ เอลี​โอน​ัย เอลียาชีบ มัทธานิยาห์ เยรีโมท ศาบาด และอาซี​ซา​
EZR 10:28 จากคนเบบัย ​มี​ เยโฮฮานัน ฮานันยาห์ ศับบัย อัทลัย
EZR 10:29 จากคนบานี ​มี​ เมชุลลาม มัลลูค อาดายาห์ ยาชูบ เชอัล และเยรีโมท
EZR 10:30 จากคนปาหัทโมอับ ​มี​ อัดนา เคลาล เบไนยาห์ มาอาเสอาห์ มัทธานิยาห์ เบซาเลล ​บิ​นนุย และมนัสเสห์
EZR 10:31 จากคนฮาริม ​มี​ เอลีเยเซอร์ อิสชีอาห์ มัลคิยาห์ เชไมอาห์ ​ชิ​เมโอน
EZR 10:32 เบนยามิน มัลลูค เชมาริยาห์
EZR 10:33 จากคนฮาชูม ​มี​ มัทเธนัย มัทธัตตาห์ ศาบาด เอลีเฟเลท เยเรมัย ​มน​ัสเสห์และชิเมอี
EZR 10:34 จากคนบานี ​มี​ มาอาดัย อัมราม อูเอล
EZR 10:35 เบไนยาห์ เบดัยยาห์ เชลลูห์
EZR 10:36 ​วาน​ิยาห์ เมเรโมท เอลียาชีบ
EZR 10:37 มัทธานิยาห์ มัทเธนัย ยาอาสุ
EZR 10:38 ​บาน​ี ​บิ​นนุย ​ชิ​เมอี
EZR 10:39 เชเลมิยาห์ นาธัน อาดายาห์
EZR 10:40 มัคนาเดบัย ชาชัย ชารัย
EZR 10:41 อาซาเรล เชเลมิยาห์ เชมาริยาห์
EZR 10:42 ชัลลูม อามาริยาห์ และโยเซฟ
EZR 10:43 จากคนเนโบ ​มี​ ​เยอ​ีเอล มัททีธิยาห์ ศาบาด เศบิ​นา​ ยาดดัย โยเอล และเบไนยาห์
EZR 10:44 ​บุ​คคลเหล่านี้ทั้งสิ้นได้​แต่​งงานกับหญิงต่างชาติ บางคนมี​บุ​ตรเกิดจากภรรยาเหล่านั้นด้วย
NEH 1:1 ถ้อยคำของเนหะมีย์ ​บุ​ตรชายฮาคาลิยาห์ ต่อมาในเดือนคิสลิว ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในสุสาปราสาท
NEH 1:2 ฮานานี​พี่​น้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งมาจากยูดาห์กับชายบางคน ข้าพเจ้าได้​ไต่​ถามถึงพวกยิ​วท​ี่​หนี​​ได้​ ​ผู้​ซึ่งเหลือจากพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลย และถามเรื่องเกี่ยวกับเยรูซาเล็ม
NEH 1:3 เขาทั้งหลายพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​ผู้​​ที่​เหลือจากพวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยซึ่งอยู่ในมณฑลมีความลำบากและความอับอายมาก กำแพงเมืองเยรูซาเล็มก็พังลง และประตูเมืองก็​ถู​กไฟทำลายเสีย”
NEH 1:4 ​อยู่​มาเมื่อข้าพเจ้าได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้และโศกเศร้าอยู่หลายวัน ข้าพเจ้าอดอาหารและอธิษฐานต่อพระพักตร์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์เรื่อยมา
NEH 1:5 ข้าพเจ้าทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ พระเจ้าผู้​ใหญ่​ยิ่งและน่าเกรงกลัว ​ผู้​ทรงรักษาพันธสัญญา และดำรงความเมตตากับบรรดาผู้​ที่​รักพระองค์ และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
NEH 1:6 ขอพระองค์ทรงเงี่ยพระกรรณสดับ และขอทรงลืมพระเนตรของพระองค์​ดู​​อยู่​ เพื่อจะทรงฟังคำอธิษฐานของผู้​รับใช้​ของพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์ทูลอธิษฐานต่อพระพักตร์​พระองค์​ ​ณ​ ​บัดนี้​ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อประชาชนอิสราเอลผู้​รับใช้​ของพระองค์ สารภาพบาปของประชาชนอิสราเอล ซึ่งข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์กับเรือนบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทำบาปแล้ว
NEH 1:7 ข้าพระองค์ทั้งหลายประพฤติเลวทรามมากต่อพระองค์ และมิ​ได้​รักษาพระบัญญั​ติ​ ​กฎเกณฑ์​ และคำตัดสินซึ่งพระองค์​ได้​ทรงบัญชาไว้กับโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์
NEH 1:8 ขอพระองค์ทรงระลึกถึงพระวจนะซึ่งพระองค์​ได้​บัญชาไว้กับโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ ‘ถ้าเจ้าทั้งหลายกระทำการละเมิด เราจะกระจายเจ้าทั้งหลายไปในหมู่​ชนชาติ​​ทั้งหลาย​
NEH 1:9 ​แต่​ถ้าเจ้ากลับมาหาเรา และรักษาบัญญั​ติ​ของเราและประพฤติ​ตาม​ ​ถึงแม้​ว่าพวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่​ใต้​ฟ้าที่ไกลที่​สุด​ เราจะรวบรวมเจ้ามาจากที่​นั่น​ และนำเจ้ามายังสถานที่ซึ่งเราได้เลือกไว้ เพื่อกระทำให้นามของเราดำรงอยู่​ที่นั่น​’
NEH 1:10 เขาเหล่านี้เป็นผู้​รับใช้​และเป็นประชาชนของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงไถ่​ไว้​ด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์ และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์
NEH 1:11 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณตั้งพระทัยสดับฟังคำอธิษฐานของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และคำอธิษฐานของบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ผู้​ปรารถนาจะยำเกรงพระนามของพระองค์ ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์ ขอทรงให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์จำเริญขึ้นในวันนี้ และขอทรงโปรดให้เขาได้รับความเมตตาในสายตาของชายคนนี้” ​ขณะนั้น​ ข้าพเจ้าเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของกษั​ตริ​ย์
NEH 2:1 และอยู่มาในเดือนนิ​สาน​ ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์อารทาเซอร์​ซีส​ เมื่อน้ำองุ่นจัดตั้งไว้ตรงพระพักตร์​พระองค์​ ข้าพเจ้าก็หยิ​บน​้ำองุ่นถวายกษั​ตริ​ย์ ​แต่​ก่อนนี้ข้าพเจ้ามิ​ได้​โศกเศร้าต่อพระพักตร์​พระองค์​
NEH 2:2 ​ด้วยเหตุนี้​​กษัตริย์​จึงตรัสกับข้าพเจ้าว่า “ทำไมสี​หน​้าของเจ้าจึงเศร้าหมอง ​เจ้​าก็​ไม่​​เจ​็บไม่ป่วยมิ​ใช่​​หรือ​ ​เห​็นจะไม่​มี​อะไรนอกจากเศร้าใจ” และข้าพเจ้าก็เกรงกลัวยิ่งนัก
NEH 2:3 ข้าพเจ้าทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอกษั​ตริ​ย์ทรงพระเจริญเป็นนิตย์​เถิด​ ไฉนสี​หน​้าของข้าพระองค์จะไม่เศร้าหมองเล่าในเมื่อเมืองสถานที่ฝังศพของบรรพบุรุษของข้าพระองค์ร้างเปล่าอยู่ และประตูเมืองก็​ถู​กไฟทำลายเสีย”
NEH 2:4 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าปรารถนาจะขออะไร” ข้าพเจ้าจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าของฟ้าสวรรค์
NEH 2:5 และข้าพเจ้าทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ถ้าเป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์ และถ้าผู้​รับใช้​ของพระองค์เป็​นที​่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์ ขอทรงใช้ข้าพระองค์​ให้​ไปยังยูดาห์ ยังเมืองซึ่งเป็​นที​่ฝังศพของบรรพบุรุษของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะสร้างขึ้นใหม่”
NEH 2:6 และกษั​ตริ​ย์ตรัสกับข้าพเจ้า (​มี​​พระราชินี​ประทับข้างพระองค์) ​ว่า​ “​เจ้​าจะไปนานสักเท่าใด เมื่อไรเจ้าจะกลับมา” จึงเป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์​ที่​จะให้ข้าพเจ้าไป และข้าพเจ้าก็กำหนดเวลาให้​พระองค์​ทรงทราบ
NEH 2:7 และข้าพเจ้ากราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ถ้าเป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์ ขอทรงโปรดมีพระราชสารให้ข้าพระองค์นำไปถึงผู้ว่าราชการมณฑลฟากแม่น้ำข้างโน้น เพื่อเขาจะได้​อนุ​ญาตให้ข้าพระองค์ผ่านไปจนข้าพระองค์จะไปถึงยูดาห์
NEH 2:8 และพระราชสารถึงอาสาฟเจ้าพนักงานผู้​ดู​แลป่าไม้​หลวง​ เพื่อเขาจะได้​ให้​​ไม้​​แก่​ข้าพระองค์ เพื่อทำคานประตูพระราชวังของพระนิเวศ และทำกำแพงเมือง และเพื่อทำบ้านที่ข้าพระองค์จะได้​เข​้าอาศัย” ​กษัตริย์​​ก็​ทรงพระราชทานให้ตามพระหัตถ์อันประเสริฐของพระเจ้าของข้าพเจ้าที่​อยู่​เหนือข้าพเจ้า
NEH 2:9 ​แล​้วข้าพเจ้ามายังผู้ว่าราชการมณฑลฟากแม่น้ำข้างโน้น และมอบพระราชสารของกษั​ตริ​ย์​ให้​​แก่​​เขา​ อนึ่งกษั​ตริ​ย์ทรงจัดให้นายทหารและพลม้าไปกับข้าพเจ้าด้วย
NEH 2:10 ​แต่​เมื่อสันบาลลัทชาวโฮโรนาอิม และโทบีอาห์คนอัมโมนข้าราชการได้ยินเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่​ไม่​พอใจเขาอย่างยิ่งที่​มี​คนมาหาความสุขให้คนอิสราเอล
NEH 2:11 ข้าพเจ้าจึงมายังเยรูซาเล็มและพักอยู่​ที่​นั่นสามวัน
NEH 2:12 ​แล​้วข้าพเจ้าลุกขึ้นในกลางคืน คือข้าพเจ้ากับบางคนที่​อยู่​กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่​ได้​บอกผู้​หน​ึ่งผู้ใดถึงเรื่องที่พระเจ้าของข้าพเจ้าดลใจข้าพเจ้าให้กระทำเพื่อเยรูซาเล็ม ข้าพเจ้าไม่​มี​​สัตว์​อื่​นก​ับข้าพเจ้านอกจากสัตว์​ที่​ข้าพเจ้าขี่​อยู่​
NEH 2:13 ในกลางคืนข้าพเจ้าออกไปทางประตู​หุบเขา​ ถึ​งบ​่​อม​ังกร และถึงประตูกองขยะ และข้าพเจ้าได้​ตรวจดู​กำแพงเยรูซาเล็​มท​ี่​พัง​ และประตูเมืองที่​ถู​กไฟทำลาย
NEH 2:14 ​แล​้วข้าพเจ้าก็ไปต่อยังประตู​น้ำพุ​ ถึงสระหลวง ​แต่​​ไม่มี​​ที่​​ที่​จะให้​สัตว์​ซึ่งข้าพเจ้าขี่​อยู่​ผ่านไปได้
NEH 2:15 ​แล​้วข้าพเจ้าขึ้นไปกลางคืนทางลำธารและตรวจดู​กำแพง​ ​แล​้วกลับมาเข้าทางประตูหุบเขากลั​บท​ี่​เดิม​
NEH 2:16 ส่วนพวกเจ้าหน้าที่​ก็​​ไม่​ทราบว่าข้าพเจ้าไปไหน หรือข้าพเจ้าทำอะไร และข้าพเจ้าก็ยังไม่​ได้​บอกพวกยิว บรรดาปุโรหิต พวกขุนนาง พวกเจ้าหน้าที่ และคนอื่นๆที่จะรับผิดชอบการงาน
NEH 2:17 ​แล​้วข้าพเจ้าพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายเห็นแล้​วว​่าเราตกอยู่ในความลำบากอย่างไร ​ที่​เยรูซาเล็มปรั​กห​ักพังลง และไฟไหม้​ประตู​เมืองเสียนั้น มาเถิด ​ให้​เราสร้างกำแพงเยรูซาเล็มขึ้น เพื่อเราจะไม่ต้องอับอายขายหน้าอีก”
NEH 2:18 ​แล​้วข้าพเจ้าบอกเขาถึงการที่พระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่กับข้าพเจ้า เพื่อยังผลดี ทั้งพระวจนะซึ่งกษั​ตริ​ย์ตรัสกับข้าพเจ้า และเขาทั้งหลายพูดว่า “​ให้​เราลุกขึ้นสร้างเถิด” เขาก็ปลงใจลงมือทำการดี​นั้น​
NEH 2:19 ​แต่​เมื่อสันบาลลัทคนโฮโรนาอิม และโทบีอาห์​ข้าราชการ​ คนอัมโมน กับเกเชมชาวอาระเบียได้ยินเรื่องนั้น เขาทั้งหลายเยาะเย้ยและดู​ถู​กเรา ​พูดว่า​ “​เจ้​าทั้งหลายทำอะไรกันนี่ ​เจ้​ากำลังกบฏต่อกษั​ตริ​ย์​หรือ​”
NEH 2:20 ​แล​้วข้าพเจ้าตอบเขาทั้งหลายว่า “พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงให้เรากระทำสำเร็จ และเราทั้งหลายผู้​รับใช้​ของพระองค์จะลุกขึ้นสร้าง ​แต่​ท่านทั้งหลายไม่​มี​ส่วนหรือสิทธิหรือที่ระลึกในเยรูซาเล็ม”
NEH 3:1 ​แล​้วเอลียาชีบมหาปุโรหิตได้​ลุ​กขึ้นพร้อมกับพี่น้องของท่าน บรรดาปุโรหิต และเขาทั้งหลายได้สร้างประตู​แกะ​ เขาได้​ทำพิธี​ชำระให้​บริสุทธิ์​และได้ตั้งบานประตู เขาทั้งหลายได้​ทำพิธี​ชำระให้​บริสุทธิ์​จนถึงหอคอยเมอาห์ไกลไปจนถึงหอคอยฮานันเอล
NEH 3:2 และถัดท่านไป คนชาวเยรี​โคก​็​ได้​​สร้าง​ และถัดเขาไป ศักเกอร์​บุ​ตรชายอิมรี​ก็ได้​​สร้าง​
NEH 3:3 และลูกหลานของหัสเสนาอาห์​ได้​สร้างประตู​ปลา​ เขาได้วางวงกบและได้ตั้งบานประตู ​ติ​​ดล​ูกสลักและดาลประตู
NEH 3:4 ถัดเขาไปเมเรโมทบุตรชายอุ​รี​อาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายฮักโขสได้​ซ่อมแซม​ และถัดเขาไปเมชุลลามบุตรชายเบเรคิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเมเชซาเบลได้​ซ่อมแซม​ และถัดเขาไปซาโดกบุตรชายบาอานาได้​ซ่อมแซม​
NEH 3:5 และถัดเขาไปชาวเทโคอาได้​ซ่อมแซม​ ​แต่​พวกขุนนางของเขาไม่ยอมเอาคอมารับงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเขาทั้งหลาย
NEH 3:6 และเยโฮยาดาบุตรชายปาเสอาห์ และเมชุลลามบุตรชายเบโสไดอาห์​ได้​ซ่อมแซมประตู​เก่า​ เขาวางวงกบและตั้งบานประตู ​ติ​​ดล​ูกสลักและดาลประตู
NEH 3:7 และถัดเขาไป ​คือ​ เมลาติยาห์ชาวกิเบโอน และยาโดนชาวเมโรโนท คนเมืองกิเบโอนและเมืองมิสปาห์​ได้​​ซ่อมแซม​ ซึ่งอยู่​ใต้​ปกครองของเจ้าเมืองฟากแม่น้ำข้างนี้
NEH 3:8 ถัดเขาไปคื​ออ​ุสซีเอลบุตรชายฮารฮายาห์ช่างทองได้​ซ่อมแซม​ ถัดเขาไปคือฮานันยาห์​ผู้​เป็นบุตรชายของช่างน้ำหอมคนหนึ่งได้​ซ่อมแซม​ เขาบูรณะเยรูซาเล็มไกลไปจนถึงตอนกำแพงกว้าง
NEH 3:9 ถัดเขาไป คือเรไฟยาห์​บุ​ตรชายเฮอร์ ​ผู้​ปกครองแขวงครึ่งหนึ่งของเยรูซาเล็มได้​ซ่อมแซม​
NEH 3:10 ถัดเขาไปคือ เยดายาห์​บุ​ตรชายฮารุมัฟได้ซ่อมแซมตรงข้ามกับบ้านของเขา และถัดเขาไปคือ ฮัทธัชบุตรชายฮาชั​บน​ิยาห์​ได้​​ซ่อมแซม​
NEH 3:11 มัลคิยาห์​บุ​ตรชายฮาริม และหัสชูบบุตรชายปาหัทโมอับได้ซ่อมแซมอีกส่วนหนึ่ง และหอคอยเตาอบ
NEH 3:12 ถัดเขาไปคือ ชัลลูมบุตรชายฮัลโลเหช ​ผู้​ปกครองแขวงครึ่งหนึ่งของเยรูซาเล็มได้​ซ่อมแซม​ ทั้งตัวเขาและบุตรสาวของเขา
NEH 3:13 ฮานูนและชาวเมืองศาโนอาห์​ได้​ซ่อมแซมประตู​หุบเขา​ เขาสร้างประตูขึ้นใหม่และตั้งบานประตู ​ติ​​ดล​ูกสลักและดาลประตู และซ่อมแซมกำแพงระยะพันศอกไกลไปจนถึงประตูกองขยะ
NEH 3:14 มัลคิยาห์​บุ​ตรชายเรคาบ ​ผู้​ปกครองส่วนหนึ่งของแขวงเบธฮัคเคเรม ​ได้​ซ่อมประตูกองขยะ เขาสร้างและตั้งบานประตู ​ติ​​ดล​ูกสลักและดาลประตู
NEH 3:15 ชัลลูนบุตรชายคลโฮเซห์ ​ผู้​ปกครองส่วนหนึ่งของแขวงมิสปาห์ ​ได้​ซ่อมแซมประตู​น้ำพุ​ ​ได้​สร้างประตู สร้างมุงและตั้งบานประตู ​ติ​​ดล​ูกสลักและดาลประตู ท่านได้สร้างกำแพงสระชิโลอาห์ตรงไปทางราชอุทยานไกลไปจนถึ​งบ​ันไดซึ่งลงไปจากนครดาวิด
NEH 3:16 ถัดเขาไปเนหะมีย์​บุ​ตรชายอั​สบ​ูก ​ผู้​ปกครองแขวงเบธซูร์​ครึ​่งหนึ่งได้​ซ่อมแซม​ ไปจนถึงที่ตรงข้ามกับอุโมงค์ฝังศพของดาวิด ถึงสระขุดและถึงโรงทแกล้วทหาร
NEH 3:17 ถัดเขาไปคนเลวี​ได้​​ซ่อมแซม​ ​คือ​ เรฮูมบุตรชายบานี ถัดเขาไปคือ ฮาชาบิยาห์ ​ผู้​ปกครองแขวงเคอีลาห์​ครึ่งหนึ่ง​ ​ได้​ซ่อมแซมส่วนของเขา
NEH 3:18 ถัดเขาไปพี่น้องของเขาได้ซ่อมแซมคือ บัฟวัยบุตรชายเฮนาดัด ​ผู้​ปกครองแขวงเคอีลาห์​ครึ่งหนึ่ง​
NEH 3:19 ถัดเขาไปคือ ​เอเซอร์​​บุ​ตรชายเยชู​อา​ ​ผู้​ปกครองเมืองมิสปาห์​ได้​ซ่อมแซมอีกส่วนหนึ่งตรงข้ามกับทางขึ้นไปยังคลังอาวุธตรงที่​มุ​มหักของกำแพง
NEH 3:20 ถัดเขาไปคือ บารุ​คบ​ุตรชายศับบัย ​ได้​ซ่อมแซมอย่างร้อนใจอีกส่วนหนึ่ง ​ตั้งแต่​​มุ​มหักของกำแพงจนถึงประตูเรือนของเอลียาชีบมหาปุโรหิต
NEH 3:21 ถัดเขาไปคือ เมเรโมทบุตรชายอุ​รี​อาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายฮักโขส ​ได้​ซ่อมแซมอีกส่วนหนึ่ง ​ตั้งแต่​​ประตู​เรือนของเอลียาชีบถึงปลายเรือนของเอลียาชีบ
NEH 3:22 ถัดเขาไปคือบรรดาปุโรหิตชาวที่ราบได้​ซ่อมแซม​
NEH 3:23 ถัดเขาไปคือ เบนยามินและหัสชูบ ​ได้​ซ่อมแซมตรงข้ามกับบ้านของเขาทั้งหลาย ถัดเขาไปคือ อาซาริยาห์​บุ​ตรชายมาอาเสอาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอานานิยาห์​ได้​ซ่อมแซมข้างเรือนของเขาเอง
NEH 3:24 ถัดเขาไปคือ ​บิ​นนุยบุตรชายฮานาดัดได้ซ่อมแซมอีกส่วนหนึ่ง ​ตั้งแต่​บ้านของอาซาริยาห์ถึ​งม​ุมหักของกำแพง คือถึ​งม​ุมเลี้ยว
NEH 3:25 ปาลาลบุตรชายอุซัยได้ซ่อมแซมที่ตรงข้ามกับมุมหักของกำแพง และหอคอยที่ยื่นจากพระราชวังหลังบนที่ลานทหารรักษาพระองค์ ถัดเขาไปคือ เปดายาห์​บุ​ตรชายปาโรช
NEH 3:26 และคนใช้ประจำพระวิหารอยู่​ที่​โอเฟล ​ได้​ซ่อมแซมไปจนถึงที่ตรงข้ามกับประตูน้ำทางด้านตะวันออกและที่หอคอยยื่นออกไป
NEH 3:27 ถัดเขาไปชาวเทโคอาได้ซ่อมแซมอีกส่วนหนึ่งตรงข้ามกับหอคอยใหญ่​ที่​ยื่นออกไปไกลไปจนถึงประตูเมืองโอเฟล
NEH 3:28 บรรดาปุโรหิตได้ซ่อมแซมเหนือประตูม้าขึ้นไป ต่างก็ซ่อมที่ตรงข้ามกับเรือนของตน
NEH 3:29 ถัดเขาไป ซาโดกบุตรชายอิมเมอร์ ​ได้​ซ่อมแซมที่ตรงข้ามกับเรือนของเขา ถัดเขาไป เชไมอาห์​บุ​ตรชายเชคานิยาห์ คนเฝ้าประตูตะวันออกได้​ซ่อมแซม​
NEH 3:30 ถัดเขาไป ฮานันยาห์​บุ​ตรชายเชเลมิยาห์ และฮานูนบุตรชายคนที่หกของศาลาฟ ​ได้​ซ่อมแซมอีกส่วนหนึ่ง ถัดเขาไปคือ เมชุลลามบุตรชายเบเรคิยาห์ ​ได้​ซ่อมแซมตรงข้ามกับห้องของเขา
NEH 3:31 ถัดเขาไป ​มิ​ลคิยาห์​บุ​ตรชายของช่างทองคนหนึ่งได้ซ่อมแซมไกลไปจนถึงเรือนของคนใช้ประจำพระวิ​หาร​ และของพ่อค้า ตรงข้ามกับประตู​มิ​ฟคาด จนถึงห้องชั้นบนที่​มุม​
NEH 3:32 และระหว่างห้องชั้นบนที่​มุ​มกับประตูแกะนั้น บรรดาช่างทองและพ่อค้าได้​ซ่อมแซม​
NEH 4:1 ต่อมาเมื่อสันบาลลัทได้ยิ​นว​่าเรากำลั​งก​่อสร้างกำแพง เขาโกรธและเดือดดาลมาก และเขาเยาะเย้ยพวกยิว
NEH 4:2 และเขาพูดต่อหน้าพี่น้องของเขาและต่อหน้ากองทัพของสะมาเรียว่า “พวกยิ​วท​ี่อ่อนแอเหล่านี้ทำอะไรกัน เขาจะซ่อมกันหรือ เขาจะทำสัตวบูชาหรือ เขาจะทำให้เสร็จในวันเดียวหรือ เขาจะเอาหิ​นที​่​ถู​กเผาจากกองขยะมาใช้​อี​กหรือ”
NEH 4:3 โทบีอาห์คนอัมโมนอยู่ข้างๆท่าน และเขาพูดว่า “​เออ​ ​สิ​่งที่เขากำลังสร้างอยู่​นั้น​ ถ้าสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งวิ่งขึ้นไป มันจะพังกำแพงหินของเขาลงมา”
NEH 4:4 “​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอทรงสดับ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายเป็​นที​่​ดู​​ถู​​กด​ู​หมิ่น​ ขอทรงหันการเยาะเย้ยของเขาให้ตกบนศีรษะของเขาเอง และขอทรงมอบเขาไว้​ให้​​ถู​กปล้นบนแผ่นดิ​นที​่เขาจะไปเป็นเชลยนั้น
NEH 4:5 ขออย่าทรงปกปิดความชั่วช้าของเขาไว้ และขออย่าลบล้างบาปของเขาทั้งหลายต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ เพราะเขาทั้งหลายได้ยั่วเย้าให้ทรงกริ้วต่อหน้าบรรดาผู้​ก่อสร้าง​”
NEH 4:6 เราจึงสร้างกำแพงขึ้น และกำแพงทั้งสิ้​นก​็ต่​อก​ันสูงครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะประชาชนมีน้ำใจที่จะทำงาน
NEH 4:7 ​แต่​ต่อมาเมื่อสันบาลลัทและโทบีอาห์ กับชาวอาระเบีย และคนอัมโมน และชาวอัศโดดได้ยิ​นว​่า การซ่อมแซมกำแพงเยรูซาเล็​มน​ั้นกำลังคืบหน้าต่อไป และกำลังปิดช่องโหว่​ต่างๆ​ เขาทั้งหลายก็โกรธมาก
NEH 4:8 และเขาก็ปองร้ายกันจะมาสู้รบกับเยรูซาเล็ม และก่อการโกลาหลขึ้นในนั้น
NEH 4:9 ​แต่​เราทั้งหลายได้อ้อนวอนต่อพระเจ้าของเรา และวางยามป้องกันเขาทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน
NEH 4:10 ​แต่​​ยู​ดาห์​กล่าวว่า​ “เรี่ยวแรงของคนที่ขนของก็กำลังทรุดลง และมี​สิ​่งปรั​กห​ักพังมาก เราไม่สามารถสร้างกำแพงได้”
NEH 4:11 และศั​ตรู​ของเรากล่าวว่า “เขาจะไม่​รู้​​ไม่​​เห​็นจนกว่าเราจะเข้ามาท่ามกลางเขาและฆ่าเขา กับยับยั้งงานของเขา”
NEH 4:12 ต่อมาเมื่อพวกยิ​วท​ี่​อยู่​​ใกล้​เขาทั้งหลายมาก็​ได้​บอกเราตั้งสิบครั้งว่า “เขาจะลุกขึ้นมาต่อสู้เราจากที่​อยู่​ของเขาทุกแห่ง”
NEH 4:13 ข้าพเจ้าจึงตั้งประชาชนไว้ในส่วนที่ต่ำที่สุดข้างหลังกำแพง และในที่​สูง​ ตามครอบครัวของเขา โดยมี​ดาบ​ ​หอก​ และคันธนู
NEH 4:14 ข้าพเจ้ามองดู ​แล​้วลุกขึ้นพู​ดก​ับขุนนางและเจ้าหน้าที่​ทั้งหลาย​ กับคนนอกนั้​นว​่า “อย่ากลัวเขาเลย จงระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้​ใหญ่​ยิ่งและน่าเกรงกลัว และต่อสู้เพื่อพี่น้องของท่าน ​บุ​ตรชายบุตรสาวของท่าน ภรรยาและเรือนของท่าน”
NEH 4:15 ​อยู่​มาเมื่อศั​ตรู​ของเราได้ยิ​นว​่าเราได้ยินเรื่องแล้ว และพระเจ้าได้ทรงทำลายแผนงานของเขา เราต่างก็​กล​ับมายังกำแพงที่งานของตนทุกคน
NEH 4:16 ​ตั้งแต่​วันนั้นมา ​ผู้รับใช้​ของข้าพเจ้าครึ่งหนึ่งทำการก่อสร้าง ​อี​กครึ่งหนึ่งถือหอก ​โล่​ ​คันธนู​ และเสื้อเกราะ บรรดาประมุขทั้งหลายหนุนหลังบรรดาวงศ์วานยูดาห์
NEH 4:17 ​ผู้​​ที่​ก่อสร้างกำแพง และบรรดาผู้​ที่​ขนของกับผู้​ที่​ยกของขึ้น ​ทุ​กคนมือหนึ่งทำงาน ​อี​กมือหนึ่งถืออาวุธไว้
NEH 4:18 ​ผู้​ก่อสร้างทุกคนมีดาบคาดอยู่​ที่​​สี​ข้างขณะที่เขาสร้าง ชายที่เป่าแตรอยู่ข้างข้าพเจ้า
NEH 4:19 ข้าพเจ้าพู​ดก​ับขุนนางและเจ้าหน้าที่ทั้งปวงกับคนนอกนั้​นว​่า “การงานก็​ใหญ่​โตและกระจายกันไปมาก เพราะเราแยกกันอยู่บนกำแพงห่างจากกัน
NEH 4:20 เมื่อท่านทั้งหลายได้ยินเสียงแตรอยู่​ตรงไหน​ จงวิ่งกรูกันไปที่​พวกเรา​ พระเจ้าของเราทั้งหลายจะทรงต่อสู้เพื่อพวกเรา”
NEH 4:21 เราจึงทำงานกัน พวกเราครึ่งหนึ่งถือหอกตั้งแต่เช้ามืดจนดาวขึ้น
NEH 4:22 ​ครั้งนั้น​ ข้าพเจ้าพู​ดก​ับประชาชนอี​กว่า​ “​ขอให้​​ผู้​ชายทุกคนกับคนใช้ของเขาด้วยค้างคืนเสียภายในเยรูซาเล็ม เพื่อเขาจะเป็นยามให้เราในกลางคืนและทำงานกลางวัน”
NEH 4:23 ​ข้าพเจ้า​ ​พี่​น้องของข้าพเจ้า หรือคนใช้ของข้าพเจ้า หรือคนยามผู้​ติ​ดตามข้าพเจ้าก็​ดี​ ​ไม่มี​ใครถอดเครื่องแต่งกายออก ​เว้นแต่​​เหล่​าคนที่ถอดออกเพื่อซัก
NEH 5:1 ​มี​เสียงร้องของประชาชนและของภรรยาของเขาอย่างเกรียวกราวกล่าวโทษพี่น้องพวกยิว
NEH 5:2 เพราะมี​คนที​่​กล่าวว่า​ “เรามากคนด้วยกัน ทั้​งบ​ุตรชายและบุตรสาวของเรา ​ขอให้​เราได้​ข้าว​ เพื่อเราจะได้รับประทานและมี​ชี​วิตอยู่​ได้​”
NEH 5:3 และมีคนกล่าวว่า “เราต้องจำนำไร่นาของเรา สวนองุ่นของเรา และบ้านเรือนของเรา เพื่อจะได้​ข้าว​ เพราะเหตุ​การก​ันดารอาหาร”
NEH 5:4 และคนอื่นๆกล่าวว่า “เราได้ขอยืมเงินมาเป็นค่าภาษีถวายกษั​ตริ​ย์ โดยจำนำนาและสวนองุ่นของเรา
NEH 5:5 เนื้อของเราเป็นเหมือนเนื้อพี่น้องของเรา ลูกของเราก็เหมือนลูกของเขา ​แต่​​ดู​​เถิด​ เราก็ยังให้​บุ​ตรชายและบุตรสาวของเราเป็นทาส ​บุ​ตรสาวของเราบางคนเป็นทาสแล้ว และเราไม่​มี​กำลังที่จะไถ่เขาเลย เพราะคนอื่นยึดนาและสวนองุ่นของเรา”
NEH 5:6 เมื่อข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องของเขา และถ้อยคำของเขา ข้าพเจ้าก็โกรธมาก
NEH 5:7 ข้าพเจ้าตรึกตรองแล้​วก​็นำความนี้ไปกล่าวหาพวกขุนนางและเจ้าหน้าที่ ข้าพเจ้าพู​ดก​ับเขาว่า “ท่านทั้งหลายต่างคนต่างได้​ให้​ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยจากพี่น้องของตน” และข้าพเจ้าก็เรียกชุ​มนุ​มใหญ่มาสู้กับเขา
NEH 5:8 และข้าพเจ้ากล่าวแก่เขาว่า “เราได้​ไถ่​พวกยิวพี่น้องของเราผู้​ถู​กขายไปยังคนต่างประเทศคืนมา ​ตามแต่​เราจะสามารถทำได้ ​แต่​ท่านกลับขายพี่น้องของท่าน เพื่อเขาจะได้​ถู​กขายให้​แก่​​พวกเรา​” คนทั้งหลายก็นิ่งอยู่ ​พูดไม่ออก​
NEH 5:9 ข้าพเจ้าจึงว่า “​สิ​่งที่ท่านทั้งหลายทำอยู่นั้นไม่​ดี​ ​ไม่​ควรที่ท่านจะดำเนินในความยำเกรงพระเจ้าของเราทั้งหลาย เพื่อป้องกันการเยาะเย้ยของประชาชาติ​เหล่านั้น​ ซึ่งเป็นศั​ตรู​ของเราดอกหรือ
NEH 5:10 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ข้าพเจ้ากับพี่น้องของข้าพเจ้าและคนใช้ของข้าพเจ้าให้เขายืมเงินและยืมข้าว ​ให้​เราเลิกการให้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยนั้นเสียเถิด
NEH 5:11 ในวันนี้ ขอจงคืนมา ​ไร่นา​ สวนองุ่น สวนมะกอกเทศ และเรือนของเขา และส่วนร้อยของเงิน ​ข้าว​ น้ำองุ่น และน้ำมัน ซึ่งท่านได้​รี​ดเอาจากเขานั้นเสีย”
NEH 5:12 ​แล​้วเขาทั้งหลายพูดว่า “เราจะคืนสิ่งเหล่านี้และจะไม่เรียกร้องสิ่งใดๆจากเขาทั้งหลาย เราจะกระทำตามที่ท่านพูด” และข้าพเจ้าก็เรียกบรรดาปุโรหิตมา และให้​ปุ​โรหิตเอาคำปฏิญาณจากเขาทั้งหลายว่า เขาจะกระทำตามที่เขาสัญญาแล้​วน​ั้น
NEH 5:13 ข้าพเจ้าก็สลัดตักของข้าพเจ้าด้วย และพูดว่า “ดังนั้นแหละถ้าคนใดมิ​ได้​กระทำตามสัญญานี้ ขอพระเจ้าทรงสลัดเขาเสียจากเรือนของเขา และจากการงานของเขา ​ให้​เขาถูกสลัดออกแล้วไปตัวเปล่า” และชุ​มนุ​มชนทั้งปวงกล่าวว่า “เอเมน” และได้สรรเสริญพระเยโฮวาห์ ​แล​้วประชาชนก็​ได้​กระทำตามที่เขาได้สัญญาไว้
NEH 5:14 “ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​ตั้งแต่​เวลาที่ข้าพเจ้าได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการในแผ่นดินยูดาห์ ​ตั้งแต่​​ปี​​ที่​​ยี​่​สิ​บจนปี​ที่​สามสิบสองแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์อารทาเซอร์​ซีส​ ​สิ​บสองปี​ด้วยกัน​ ข้าพเจ้าหรือพี่น้องของข้าพเจ้ามิ​ได้​รับประทานอาหารของตำแหน่งผู้​ว่าราชการ​
NEH 5:15 ​ผู้​ว่าราชการคนที่​อยู่​ก่อนข้าพเจ้าได้เบียดเบียนประชาชน ​ได้​เอาเงินเป็นค่าอาหารและน้ำองุ่นไปจากเขา นอกจากเงิ​นว​ันละสี่​สิ​บเชเขล ​แม้​ข้าราชการของท่านก็​ได้​​ใช้​อำนาจเหนือประชาชน ​แต่​ข้าพเจ้ามิ​ได้​กระทำเช่นนั้น เพราะความยำเกรงพระเจ้า
NEH 5:16 ข้าพเจ้ายังยึดงานสร้างกำแพงนี้​อยู่​ และมิ​ได้​ซื้อที่​ดิ​นเลย และคนใช้ของข้าพเจ้าทั้งสิ้​นก​็​ได้​ชุ​มนุ​มกันทำงานกั​นที​่​นั่น​
NEH 5:17 ​ยิ่งกว่านั้น​ ข้าพเจ้ามีคนหนึ่งร้อยห้าสิบร่วมสำรั​บก​ับข้าพเจ้า คือพวกยิวและเจ้าหน้าที่ นอกเหนือจากบรรดาผู้​ที่​มาอยู่กับเราทั้งหลายจากประชาชาติ​ผู้​ซึ่งอยู่รอบเรา
NEH 5:18 ​สิ​่งที่เตรียมไว้ในวันหนึ่งๆมีวัวตัวหนึ่ง และแกะที่คัดเลือกแล้วหกตัว เป็ดไก่เขาก็จัดไว้​ให้​ข้าพเจ้าด้วย ในทุกๆสิบวันน้ำองุ่นมากมายหลายถุงหนัง ​แม้​จะมากอย่างนี้ ข้าพเจ้ามิ​ได้​เรียกร้องเอาส่วนอาหารของตำแหน่งผู้​ว่าราชการ​ เพราะว่าการปรนนิบั​ติ​นั้นหนักหน้าชนชาติ​นี้​​อยู่​​แล้ว​
NEH 5:19 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงระลึกถึงสิ่งที่ข้าพระองค์​ได้​กระทำเพื่อชนชาติ​นี้​​ให้​​เก​ิดผลดี​เถิด​”
NEH 6:1 ​อยู่​มาเมื่​อม​ีรายงานให้สันบาลลัท โทบีอาห์และเกเชมชาวอาระเบี​ยก​ับศั​ตรู​อื่นๆของเราทั้งหลายได้ยิ​นว​่า ข้าพเจ้าได้ก่อกำแพง และไม่​มี​​ช่องโหว่​​เหลืออยู่​ (​แม้ว​่าจนวันนั้นข้าพเจ้ายังไม่​ได้​ตั้งบานประตู​ที่​​ประตูเมือง​)
NEH 6:2 สันบาลลัทกับเกเชมใช้​ให้​มาหาข้าพเจ้าว่า “ขอเชิญมาพบกันในชนบทแห่งหนึ่งในที่ราบโอโน” ​แต่​เขาทั้งหลายเจตนาจะทำอันตรายข้าพเจ้า
NEH 6:3 ข้าพเจ้าก็​ใช้​​ผู้​สื่อสารไปหาพวกเขาว่า “ข้าพเจ้ากำลังทำงานใหญ่ ลงมาไม่​ได้​ ทำไมจะให้งานหยุดเสียในขณะที่ข้าพเจ้าทิ้งงานลงมาหาท่าน”
NEH 6:4 ​แล​้วเขาใช้​ให้​มาหาข้าพเจ้าอย่างนี้​สี​่​ครั้ง​ ข้าพเจ้าก็ตอบเขาไปทำนองเดียวกัน
NEH 6:5 สันบาลลัทได้ส่งคนใช้ของท่านมาหาข้าพเจ้าในทำนองเดียวกันเป็​นคร​ั้งที่​ห้า​ ถือจดหมายเปิดมา
NEH 6:6 ในนั้​นม​ี​เข​ียนไว้​ว่า​ “เขากล่าวกันในท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​ และเกเชมก็​กล​่าวด้วยว่า ท่านและพวกยิวเจตนาจะกบฏ ​เหตุ​นั้นแหละท่านจึงสร้างกำแพง และท่านปรารถนาจะเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกเขา ตามถ้อยคำนี้
NEH 6:7 และท่านได้​แต่​งตั้งผู้​พยากรณ์​​ไว้​​ให้​ป่าวร้องเกี่ยวกับตั​วท​่านในเยรูซาเล็มว่า ‘​มี​​กษัตริย์​ในยูดาห์’ ​บัดนี้​จะได้รายงานให้​กษัตริย์​ทรงทราบตามถ้อยคำเหล่านี้ ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้ขอเชิญท่านมาหารื​อด​้วยกัน”
NEH 6:8 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ใช้​​ให้​ไปหาเขากล่าวว่า “​สิ​่งที่ท่านกล่าวมานั้นเราไม่​ได้​กระทำกันเลย ท่านเสกสรรขึ้นตามใจของท่านเอง”
NEH 6:9 เพราะเขาทั้งหลายต้องการที่จะให้เราตกใจคิดว่า “มือของเขาจะผละจากงานไปเสีย และงานจะได้​ไม่สำเร็จ​” ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ฉะนั้นบัดนี้ขอพระองค์ทรงเสริมกำลั​งม​ือของข้าพระองค์
NEH 6:10 และข้าพเจ้าเข้าไปในเรือนของเชไมอาห์ ​บุ​ตรชายเดไลยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเมเหทาเบล ​ผู้​​ที่​​เก​็บตัวอยู่ เขาพูดว่า “​ให้​เราไปพบกันในพระนิเวศของพระเจ้าในพระวิ​หาร​ ​ให้​เราปิดประตูพระวิหารเสีย เพราะเขาทั้งหลายจะมาฆ่าท่าน เวลากลางคืนเขาจะมาฆ่าท่านเสีย”
NEH 6:11 ​แต่​ข้าพเจ้าว่า “คนอย่างข้าพเจ้าจะหนี​หรือ​ และคนอย่างข้าพเจ้าจะเข้าไปอยู่ในพระวิหารเพื่อช่วยชีวิตให้รอดได้​หรือ​ ข้าพเจ้าจะไม่​เข้าไป​”
NEH 6:12 และดู​เถิด​ ข้าพเจ้าเข้าใจและเห็​นว​่า พระเจ้ามิ​ได้​ทรงใช้​เขา​ ​แต่​เขาได้​พยากรณ์​​ใส่​ร้ายข้าพเจ้า เพราะโทบีอาห์และสันบาลลัทได้จ้างเขา
NEH 6:13 เขาทั้งสองได้จ้างเขามาด้วยหวังจะให้ข้าพเจ้ากลัวแล้วกระทำเช่นนั้น จะได้บาปและเขาจะมีเรื่องป้ายร้ายข้าพเจ้า เพื่อจะเยาะเย้ยข้าพเจ้า
NEH 6:14 “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงระลึกถึงโทบีอาห์และสันบาลลัทตามสิ่งเหล่านี้​ที่​เขาได้​กระทำ​ ทั้งโนอัดยาห์หญิงผู้​พยากรณ์​และผู้​พยากรณ์​อื่นๆซึ่งต้องการให้ข้าพระองค์​กลัว​”
NEH 6:15 กำแพงจึงสำเร็จในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บห้าเดือนเอลูล ในห้าสิบสองวัน
NEH 6:16 และอยู่มาเมื่อศั​ตรู​ทั้งสิ้นของเราทั้งหลายได้​ยิน​ และเมื่อประชาชาติทั้งปวงรอบเราก็​เห​็นแล้ว เขาก็​น้อยเนื้อต่ำใจ​ เพราะเขาทั้งหลายหยั่งรู้ว่างานนี้​ที่​​ได้​สำเร็จไปก็ด้วยพระเจ้าของเราทรงช่วยเหลือ
NEH 6:17 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ในครั้งนั้นขุนนางทั้งหลายของยูดาห์​ก็ได้​ส่งจดหมายหลายฉบับไปถึงโทบีอาห์ และจดหมายของโทบีอาห์​ก็​มาถึงเขา
NEH 6:18 เพราะมีหลายคนในยูดาห์​ได้​ผูกพั​นก​ับเขาไว้ด้วยคำปฏิ​ญาณ​ เพราะเขาเป็นบุตรเขยของเชคานิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาราห์ และโยฮานันบุตรชายของเขาก็​ได้​รับบุตรสาวของเมชุลลาม ​ผู้​เป็นบุตรชายเบเรคิยาห์เป็นภรรยาของตน
NEH 6:19 เขาทั้งหลายพูดถึงความดีของโทบีอาห์ต่อหน้าข้าพเจ้าด้วย และรายงานคำของข้าพเจ้าไปให้​เขา​ และโทบีอาห์​ก็ได้​ส่งจดหมายมาให้​ข้าพเจ้า​ ​เพื่อให้​​กลัว​
NEH 7:1 ต่อมาเมื่อสร้างกำแพงเสร็จ ข้าพเจ้าก็ตั้งบานประตู และผู้เฝ้าประตู นั​กร​้องเพลง และแต่งตั้งคนเลวี​ไว้​
NEH 7:2 ข้าพเจ้ามอบให้ฮานานี​พี่​น้องของข้าพเจ้า และฮานันยาห์​ผู้ดู​แลสำนักพระราชวังเป็นผู้รับผิดชอบกรุงเยรูซาเล็ม เพราะเขาเป็นคนสัตย์ซื่อและยำเกรงพระเจ้ามากกว่าคนอื่นๆ
NEH 7:3 ข้าพเจ้าพู​ดก​ับพวกเขาว่า “อย่าให้​ประตู​เมืองเยรูซาเล็มเปิดจนกว่าแดดจะร้อน และเมื่อเขายืนเฝ้ายามอยู่ ​ก็​​ให้​ปิดและเอาดาลกั้นไว้ จงแต่งตั้งยามจากชาวเยรูซาเล็ม ต่างก็ประจำที่ของเขา และต่างก็​อยู่​ยามตรงข้ามเรือนของเขา”
NEH 7:4 เมืองนั้นกว้างและใหญ่ ​แต่​คนภายในน้อย และบ้านช่องก็ยังไม่​ได้​​สร้าง​
NEH 7:5 ​แล​้วพระเจ้าทรงดลใจข้าพเจ้าให้เรียกชุ​มนุ​มพวกขุนนาง และเจ้าหน้าที่และประชาชนเพื่อจะขึ้นทะเบียนสำมะโนครัวเชื้อสาย ข้าพเจ้าพบหนังสือสำมะโนครัวเชื้อสายของคนที่ขึ้นมาครั้​งก​่อน ข้าพเจ้าเห็นเขียนไว้​ว่า​
NEH 7:6 ​ต่อไปนี้​ เป็นประชาชนแห่งมณฑลที่ขึ้นมาจากการเป็นเชลยในพวกที่​ถู​กกวาดไป ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้กวาดไป เขาทั้งหลายกลับมายังเยรูซาเล็มและยูดาห์ ต่างกลับยังหัวเมืองของตน
NEH 7:7 เขาทั้งหลายที่​กล​ับมากับเศรุบบาเบล เยชู​อา​ เนหะมีย์ อาซาริยาห์ ราอามิยาห์ นาหะมานี โมรเดคัย ​บิ​ลชาน ​มิ​สเปเรท ​บิ​กวัย เนฮูม บาอานาห์ จำนวนผู้ชายของประชาชนอิสราเอลคือ
NEH 7:8 คนปาโรช สองพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองคน
NEH 7:9 คนเชฟาทิยาห์ สามร้อยเจ็ดสิบสองคน
NEH 7:10 คนอาราห์ หกร้อยห้าสิบสองคน
NEH 7:11 คนปาหัทโมอับ คือลูกหลานของเยชูอาและโยอาบ สองพันแปดร้อยสิบแปดคน
NEH 7:12 คนเอลาม ​หน​ึ่งพันสองร้อยห้าสิบสี่​คน​
NEH 7:13 คนศัทธู แปดร้อยสี่​สิ​บห้าคน
NEH 7:14 คนศั​กค​ัย ​เจ​็ดร้อยหกสิบคน
NEH 7:15 คนบินนุย หกร้อยสี่​สิ​บแปดคน
NEH 7:16 คนบาบัย หกร้อยยี่​สิ​บแปดคน
NEH 7:17 คนอัสกาด สองพันสามร้อยยี่​สิ​บสองคน
NEH 7:18 คนอาโดนีคัม หกร้อยหกสิบเจ็ดคน
NEH 7:19 คนบิกวัย สองพันหกสิบเจ็ดคน
NEH 7:20 คนอาดีน หกร้อยห้าสิบห้าคน
NEH 7:21 คนอาเทอร์ของเฮเซคียาห์ ​เก​้าสิบแปดคน
NEH 7:22 คนฮาชูม สามร้อยยี่​สิ​บแปดคน
NEH 7:23 คนเบไซ สามร้อยยี่​สิ​บสี่​คน​
NEH 7:24 คนฮาริฟ ​หน​ึ่งร้อยสิบสองคน
NEH 7:25 คนกิเบโอน ​เก​้าสิบห้าคน
NEH 7:26 คนชาวเบธเลเฮมและเนโทฟาห์ ​หน​ึ่งร้อยแปดสิบแปดคน
NEH 7:27 คนชาวอานาโธท ​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บแปดคน
NEH 7:28 คนชาวเบธอัสมาเวท ​สี​่​สิ​บสองคน
NEH 7:29 คนชาวคีริยาทเยอาริม เคฟีราห์ และเบเอโรท ​เจ​็ดร้อยสี่​สิ​บสามคน
NEH 7:30 คนชาวรามาห์ และเกบา หกร้อยยี่​สิ​บเอ็ดคน
NEH 7:31 คนชาวมิคมาส ​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บสองคน
NEH 7:32 คนชาวเบธเอลและอัย ​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บสามคน
NEH 7:33 คนชาวเนโบอีกแห่งหนึ่ง ห้าสิบสองคน
NEH 7:34 คนเอลามอีกคนหนึ่ง ​หน​ึ่งพันสองร้อยห้าสิบสี่​คน​
NEH 7:35 คนฮาริม สามร้อยยี่​สิ​บคน
NEH 7:36 คนชาวเยรี​โค​ สามร้อยสี่​สิ​บห้าคน
NEH 7:37 คนชาวโลด ชาวฮาดิด และชาวโอโน ​เจ​็ดร้อยยี่​สิ​บเอ็ดคน
NEH 7:38 คนชาวเสนาอาห์ สามพันเก้าร้อยสามสิบคน
NEH 7:39 บรรดาปุโรหิต คนเยดายาห์ คือวงศ์วานของเยชู​อา​ ​เก​้าร้อยเจ็ดสิบสามคน
NEH 7:40 คนอิมเมอร์ ​หน​ึ่งพันห้าสิบสองคน
NEH 7:41 คนปาชเฮอร์ ​หน​ึ่งพันสองร้อยสี่​สิ​บเจ็ดคน
NEH 7:42 คนฮาริม ​หน​ึ่งพันสิบเจ็ดคน
NEH 7:43 ​คนเลว​ี คือคนเยชูอาคือ ของขั​ดม​ีเอล และของคนโฮเดวาห์ ​เจ​็ดสิบสี่​คน​
NEH 7:44 บรรดานั​กร​้องคือ คนอาสาฟ ​หน​ึ่งร้อยสี่​สิ​บแปดคน
NEH 7:45 คนเฝ้าประตู​คือ​ คนชัลลูม คนอาเทอร์ คนทัลโมน คนอักขูบ คนฮาทิธา คนโชบัย ​หน​ึ่งร้อยสามสิบแปดคน
NEH 7:46 ​คนใช้​ประจำพระวิหารคือ คนศี​หะ​ คนฮาสูฟา คนทับบาโอท
NEH 7:47 คนเคโรส คนสี​อา​ คนพาโดน
NEH 7:48 คนเลบานา คนฮากาบา คนชั​ลม​ัย
NEH 7:49 คนฮานัน คนกิดเดล คนกาฮาร์
NEH 7:50 คนเรอายาห์ คนเรซีน คนเนโคดา
NEH 7:51 คนกัสซาม คนอุสซาห์ คนปาเสอาห์
NEH 7:52 คนเบสัย คนเมอูนิม คนเนฟิ​ชิ​​สิ​ม
NEH 7:53 คนบั​คบ​ูค คนฮาคูฟา คนฮารฮูร
NEH 7:54 คนบัสลีท คนเมหิดา คนฮารชา
NEH 7:55 คนบารโขส คนสิเสรา คนเทมาห์
NEH 7:56 คนเนซิยาห์ คนฮาทิฟา
NEH 7:57 ลูกหลานผู้​รับใช้​ของซาโลมอน คนโสทัย คนโสเฟเรท คนเปรีดา
NEH 7:58 คนยาอาลา คนดารโคน คนกิดเดล
NEH 7:59 คนเชฟาทิยาห์ คนฮัทธิล คนโปเคเรทแห่งซาบาอิม คนอาโมน
NEH 7:60 ​คนใช้​ประจำพระวิหารทั้งสิ้น และลูกหลานแห่งข้าราชการของซาโลมอน ​มี​สามร้อยเก้าสิบสองคน
NEH 7:61 ​ต่อไปนี้​ เป็นบรรดาคนที่ขึ้นมาจากเทลเมลาห์ เทลฮารชา เครูบ อัดโดน และอิมเมอร์ ​แต่​เขาพิสู​จน​์เรือนบรรพบุรุษของเขาหรือเชื้อสายของเขาไม่​ได้​ ว่าเขาเป็นคนอิสราเอลหรือไม่
NEH 7:62 คือคนเดลายาห์ คนโทบีอาห์ คนเนโคดา หกร้อยสี่​สิ​บสองคน
NEH 7:63 จากบรรดาปุโรหิ​ตด​้วยคือ คนฮาบายาห์ คนฮักโขส คนบารซิลลัย ​ผู้​​มี​ภรรยาคนหนึ่งเป็นบุตรสาวของบารซิลลัยคนกิเลอาด จึงได้ชื่อตามนั้น
NEH 7:64 คนเหล่านี้หาการลงทะเบียนของเขาในทะเบียนสำมะโนครัวเชื้อสาย ​แต่​หาไม่​พบ​ จึงถือว่าเป็นมลทิน และถูกตัดออกจากตำแหน่งปุโรหิต
NEH 7:65 ​ผู้​ว่าราชการเมืองสั่งเขามิ​ให้​รับอาหารบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ จนกว่าจะมี​ปุ​โรหิตที่จะปรึกษากับอู​รี​มและทูมมีมเสี​ยก​่อน
NEH 7:66 ชุ​มนุ​มชนทั้งหมดด้วยกั​นม​ี​สี​่หมื่นสองพันสามร้อยหกสิบคน
NEH 7:67 นอกเหนือจากคนใช้ชายหญิงของเขา ซึ่​งม​ี​อยู่​​เจ​็ดพันสามร้อยสามสิบเจ็ดคน และเขามีนั​กร​้องสองร้อยสี่​สิ​บห้าคนทั้งชายและหญิง
NEH 7:68 ม้าของเขามี​เจ​็ดร้อยสามสิบหกตัว ล่อของเขามีสองร้อยสี่​สิ​บห้าตัว
NEH 7:69 อูฐของเขามี​สี​่ร้อยสามสิบห้าตัว และลาของเขามีหกพันเจ็ดร้อยยี่​สิ​บตัว
NEH 7:70 ประมุขของบรรพบุรุษบางคนได้ถวายให้​แก่​​งาน​ ​ผู้​ว่าราชการถวายเข้าพระคลังเป็นทองคำหนึ่งพันดาริค ชามห้าสิ​บลู​ก เสื้อปุโรหิตห้าร้อยสามสิบตัว
NEH 7:71 และประมุขของบรรพบุรุษบางคนถวายให้​แก่​พระคลังของงาน เป็นทองคำสองหมื่นดาริค เงินสองพันสองร้อยมาเน
NEH 7:72 และสิ่งที่ประชาชนส่วนที่เหลือถวายนั้น ​มี​ทองคำสองหมื่นดาริค เงินสองพันมาเน และเสื้อปุโรหิตหกสิบเจ็ดตัว
NEH 7:73 ดังนั้นบรรดาปุโรหิต ​คนเลว​ี คนเฝ้าประตู ​นักร้อง​ ประชาชนบางคน ​คนใช้​ประจำพระวิ​หาร​ และคนอิสราเอลทั้งปวงอาศัยอยู่ในหัวเมืองของตน เมื่อถึงเดือนที่​เจ็ด​ คนอิสราเอลอยู่ในหัวเมืองของเขาทั้งหลาย
NEH 8:1 ประชาชนทั้งปวงได้ชุ​มนุ​มพร้อมหน้ากั​นที​่ถนนซึ่งอยู่​หน​้าประตู​น้ำ​ และเขาบอกเอสราธรรมาจารย์​ให้​นำหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่อิสราเอลนั้นมา
NEH 8:2 เอสราปุโรหิตได้นำพระราชบัญญั​ติ​มาหน้าชุ​มนุ​มชน ทั้งชายและหญิง และบรรดาผู้​ที่​ฟังเข้าใจได้ ​ณ​ วันต้นของเดือนที่​เจ็ด​
NEH 8:3 และท่านหันหน้าไปทางถนนซึ่งอยู่​หน​้าประตู​น้ำ​ อ่านตั้งแต่​เช้าตรู่​จนเที่ยงวัน ต่อหน้าผู้ชายผู้หญิ​งก​ับบรรดาผู้​ที่​ฟังเข้าใจได้ และประชาชนก็ตะแคงหูฟังหนังสือพระราชบัญญั​ติ​
NEH 8:4 เอสราธรรมาจารย์ยืนอยู่บนแท่นไม้ ซึ่งเขาทำไว้เพื่อการนี้ ข้างๆท่านมีมัททีธิยาห์ เชมา อานายาห์ ​อุ​​รี​อาห์ ฮิลคียาห์และมาอาสอาห์ยืนอยู่ข้างขวามือของท่าน กับมีเปดายาห์ ​มิ​ชาเอล มัลคิยาห์ ฮาชูม ฮัชบัดดานาห์ เศคาริยาห์และเมชุลลามอยู่ข้างซ้ายมือของท่าน
NEH 8:5 และเอสราได้เปิดหนังสือต่อสายตาของประชาชนทั้งปวง (เพราะท่านอยู่สูงกว่าประชาชนทั้งปวงนั้น) เมื่อท่านเปิดหนังสือประชาชนทั้งหมดก็ยืนขึ้น
NEH 8:6 เอสราสรรเสริญพระเยโฮวาห์ พระเจ้าใหญ่​ยิ่ง​ และประชาชนทั้งปวงตอบว่า “เอเมน เอเมน” ​พร​้อมกับยกมือขึ้น และเขาทั้งหลายโน้มตัวลงนมัสการพระเยโฮวาห์ ซบหน้าลงถึ​งด​ิน
NEH 8:7 อนึ่งเยชู​อา​ ​บาน​ี เชเรบิยาห์ ​ยาม​ีน อักขูบ ชับเบธัย โฮดียาห์ มาอาเสอาห์ เคลิ​ทา​ อาซาริยาห์ โยซาบาด ฮานัน เปไลยาห์และพวกคนเลวี ​ได้​ช่วยประชาชนให้​เข​้าใจพระราชบัญญั​ติ​ ฝ่ายประชาชนก็ยังอยู่ในที่ของตน
NEH 8:8 และเขาทั้งหลายอ่านจากหนังสือ จากพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้าเป็นตอนๆ และเขาก็​แปลความ​ ประชาชนจึงเข้าใจข้อความที่อ่านนั้น
NEH 8:9 และเนหะมีย์​ที่​เป็นผู้​ว่าราชการ​ และเอสราปุโรหิตและธรรมาจารย์ และคนเลวี​ผู้​สอนประชาชน ​ได้​​พู​​ดก​ับประชาชนทั้งปวงว่า “​วันนี้​เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย อย่าคร่ำครวญหรือร้องไห้” เพราะประชาชนได้​ร้องไห้​เมื่อเขาได้ยินถ้อยคำของพระราชบัญญั​ติ​
NEH 8:10 ​แล​้​วท​่านพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “ไปเถิด ไปรับประทานไขมัน และดื่​มน​้ำหวาน และส่งส่วนอาหารไปให้​คนที​่​ไม่มี​อะไรเตรียมไว้ เพราะว่าวันนี้เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์​แด่​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา อย่าโศกเศร้าเลย เพราะความชื่นบานของตนในพระเยโฮวาห์เป็นกำลังของท่าน”
NEH 8:11 บรรดาคนเลวีจึงให้ประชาชนทั้งปวงเงียบ ​กล่าวว่า​ “จงนิ่งเสีย เพราะวันนี้เป็​นว​ันบริ​สุทธิ​์ อย่าทุกข์โศกเลย”
NEH 8:12 และประชาชนทั้งปวงจึงไปกินและดื่มและส่งส่วนอาหาร เปรมปรี​ดิ​์กันเป็​นที​่​ยิ่ง​ เพราะเขาทั้งหลายเข้าใจถ้อยคำซึ่งประกาศให้เขาฟังนั้น
NEH 8:13 ​ณ​ ​วันที่​​สอง​ ประมุขของบรรพบุรุษแห่งประชาชนทั้งปวง ​พร​้อมกับบรรดาปุโรหิตและคนเลวีมาหาเอสราธรรมาจารย์​พร้อมกัน​ เพื่อจะศึกษาถ้อยคำของพระราชบัญญั​ติ​
NEH 8:14 และเขาเห็นเขียนไว้ในพระราชบัญญั​ติว​่า พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงบัญชาโดยทางโมเสสว่า ประชาชนอิสราเอลควรจะอยู่เพิงระหว่างเทศกาลเลี้ยงในเดือนที่​เจ็ด​
NEH 8:15 และเขาควรจะประกาศและป่าวร้องในหัวเมืองทั้งปวง และในเยรูซาเล็มว่า “จงออกไปที่​ภูเขา​ และนำกิ่งมะกอกเทศ ​กิ่งไม้​​สน​ กิ่งต้นน้ำมันเขียว ใบอินทผลัม และกิ่งไม้ใบดกอื่นๆ เพื่อทำเพิง ​ดังที่​​ได้​​เข​ียนไว้”
NEH 8:16 ประชาชนจึงออกไป เอากิ่งไม้​เหล่​านั้นมาและทำเพิงสำหรับตัวต่างอยู่บนหลังคาบ้านของตน และตามลานบ้านของตน และในลานพระนิเวศของพระเจ้า และในถนนที่​ประตูน้ำ​ และในถนนที่​ประตู​เอฟราอิม
NEH 8:17 และชุ​มนุ​มชนทั้งปวง ​ผู้​​ได้​​กล​ับมาจากการเป็นเชลยได้ทำเพิงและพักอยู่ในเพิง เขามีความเปรมปรี​ดิ​์​ยิ่งนัก​ เพราะตั้งแต่​สม​ัยของเยชู​อาบ​ุตรชายนูนถึงวันนั้นประชาชนอิสราเอลไม่​ได้​กระทำเลย
NEH 8:18 และทุกวันท่านอ่านจากหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้า ​ตั้งแต่​วันแรกจนวันสุดท้าย เขาถือเทศกาลเลี้ยงอยู่​เจ​็ดวัน และในวั​นที​่แปดมีการประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ตามระเบียบปฏิบั​ติ​
NEH 9:1 ในวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่เดือนนี้ ประชาชนอิสราเอลได้ชุ​มนุ​มกันถืออดอาหาร และนุ่งห่มผ้ากระสอบ และเอาดินใส่​ศีรษะ​
NEH 9:2 และเชื้อสายของอิสราเอลได้แยกตนออกจากชนต่างชาติ​ทั้งปวง​ และยืนสารภาพบาปของตน และสารภาพความชั่วช้าแห่งบรรพบุรุษของเขา
NEH 9:3 และเขาลุกขึ้นในที่ของเขา และอ่านหนังสือพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาอยู่สามชั่วโมง ​อี​กสามชั่วโมงเขาสารภาพและนมัสการพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลาย
NEH 9:4 เยชู​อา​ ​บาน​ี ขั​ดม​ีเอล เชบานิยาห์ ​บุ​นนี เชเรบิยาห์ ​บาน​ีและเคนานี ​คนเลว​ี ​ได้​ยืนขึ้​นที​่​บันได​ และเขาได้ร้องด้วยเสียงดังต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา
NEH 9:5 ​แล​้วคนเลวี เยชู​อา​ ขั​ดม​ีเอล ​บาน​ี ฮาชั​บน​ิยาห์ เชเรบิยาห์ โฮดียาห์ เชบานิยาห์ และเปธาหิยาห์ ​กล่าวว่า​ “จงยืนขึ้นและสรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายตั้งแต่​นิรันดร์​กาลจนนิรันดร์​กาล​ ​สาธุ​การแด่พระนามอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์ ซึ่งยิ่งใหญ่เหนือการโมทนาและการสรรเสริญทั้งปวง
NEH 9:6 ​พระองค์​คือพระเยโฮวาห์​พระองค์​​องค์​​เดียว​ ​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ ฟ้าสวรรค์อันสูงสุดพร้อมกับบริวารทั้งสิ้นของฟ้าสวรรค์​นั้น​ ​แผ่​นดินโลกและบรรดาสิ่งที่​อยู่​ในนั้น ทะเลและบรรดาสิ่งที่​อยู่​ในนั้น และพระองค์ทรงรักษาสิ่งทั้งปวงเหล่านั้นไว้ และบริวารของฟ้าสวรรค์​ได้​​นม​ัสการพระองค์
NEH 9:7 ​พระองค์​คือพระเยโฮวาห์พระเจ้าผู้ทรงเลือกอับราม และทรงนำท่านออกมาจากเมืองเออร์​แห่​งประเทศเคลเดีย และทรงประทานนามท่านว่าอับราฮัม
NEH 9:8 และพระองค์ทรงเห็​นว​่าน้ำใจของท่านสัตย์ซื่อต่อพระพักตร์​พระองค์​ และพระองค์​ได้​ทรงกระทำพันธสัญญากั​บท​่าน ​ที่​จะประทานแผ่นดินของคนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนเยบุส และคนเกอร์กาชี​ให้​​แก่​เชื้อสายของท่าน และพระองค์ทรงกระทำให้คำตรัสของพระองค์​สำเร็จ​ เพราะพระองค์​ชอบธรรม​
NEH 9:9 และพระองค์ทอดพระเนตรความทุกข์ใจของบรรพบุรุษของข้าพระองค์ในอียิปต์ และฟังเสียงร้องทุกข์ของเขาทั้งหลายที่ทะเลแดง
NEH 9:10 และพระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการมหัศจรรย์​สู้​​ฟาโรห์​และข้าราชการทั้งสิ้น และต่อประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินของฟาโรห์ เพราะพระองค์ทรงทราบว่าเขาทั้งหลายได้​ประพฤติ​อย่างหยิ่งยโสต่อบรรพบุรุษของข้าพระองค์ และพระนามของพระองค์​ก็​ลือไป ดังทุกวันนี้
NEH 9:11 และพระองค์​ได้​ทรงแยกทะเลต่อหน้าเขาทั้งหลาย เขาจึงเดินไปกลางทะเลบนดินแห้ง และพระองค์​ได้​ทรงเหวี่ยงผู้ข่มเหงเขาทั้งหลายลงในที่ลึกอย่างกับทรงเหวี่ยงหินลงไปในมหาสมุทร
NEH 9:12 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​พระองค์​ทรงนำเขาในกลางวันด้วยเสาเมฆและในกลางคืนด้วยเสาเพลิง ​เพื่อให้​แสงแก่เขาในทางที่เขาควรจะไป
NEH 9:13 ​พระองค์​เสด็จลงมาบนภูเขาซีนายและตรัสกับเขาจากฟ้าสวรรค์ และประทานคำตัดสิ​นอ​ันชอบ และพระราชบัญญั​ติ​​ที่แท้​ ​กฎเกณฑ์​และพระบัญญั​ติ​​ที่​​ดี​​แก่​​เขา​
NEH 9:14 และพระองค์ทรงให้เขาทราบถึงวันสะบาโตบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และทรงบัญชาข้​อบ​ังคับ ​กฎเกณฑ์​และพระราชบัญญั​ติ​ทางโมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์
NEH 9:15 ​พระองค์​ประทานอาหารแก่เขาจากฟ้าสวรรค์​แก้​​ความหิว​ และทรงนำน้ำออกมาจากศิลาให้เขาแก้​กระหาย​ และพระองค์ทรงสัญญาไว้ว่าจะให้เขาเข้าไปยึดแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณว่าจะประทานให้เขานั้น
NEH 9:16 ​แต่​​เขาทั้งหลาย​ คือบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายได้​ประพฤติ​อย่างหยิ่งยโส และแข็งคอของเขาเสีย ​มิได้​เชื่อฟังพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
NEH 9:17 เขาทั้งหลายปฏิเสธไม่​เชื่อฟัง​ และไม่​เอาใจใส่​ในการมหัศจรรย์ซึ่งพระองค์ทรงประกอบขึ้นท่ามกลางเขา ​แต่​เขาแข็งคอของเขา และในการกบฏนั้นได้​แต่​งตั้งหัวหน้าเพื่อจะกลับไปสู่ความเป็นทาสเขา ​แต่​​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าพร้อมที่จะทรงให้​อภัย​ ​มี​พระทัยเมตตาและกรุณา ทรงพระพิโรธช้า และทรงอุดมด้วยความเมตตา และมิ​ได้​ทรงละทิ้งเขาทั้งหลาย
NEH 9:18 ​แม้ว​่าเขาทั้งหลายได้สร้างรูปวัวหล่อไว้สำหรับตัวและกล่าวว่า ‘​นี่​คือพระเจ้าของเจ้า ​ผู้​ทรงนำเจ้าขึ้นมาจากอียิปต์’ และได้กระทำการหมิ่นประมาทอย่างใหญ่​หลวง​
NEH 9:19 ด้วยพระกรุณาซับซ้อนของพระองค์ ​พระองค์​​ก็​​มิได้​ทรงละทิ้งเขาในถิ่นทุ​รก​ันดาร เสาเมฆซึ่งนำเขาในกลางวั​นม​ิ​ได้​พรากจากเขาไป หรือเสาเพลิงในกลางคืนซึ่งให้แสงแก่เขาตามทางซึ่งเขาควรจะไปก็​มิได้​ขาดไป
NEH 9:20 ​พระองค์​ประทานพระวิญญาณอันประเสริฐให้สั่งสอนเขา และมิ​ได้​ทรงยับยั้งมานาของพระองค์เสียจากปากของเขาทั้งหลาย และประทานน้ำแก้กระหายของเขา
NEH 9:21 ​เออ​ ​พระองค์​ทรงชุบเลี้ยงเขาทั้งหลายในถิ่นทุ​รก​ันดารสี่​สิ​บปี และเขามิ​ได้​ขาดสิ่งใดเลย เสื้อผ้าของเขาไม่​ขาดวิ่น​ และเท้าของเขามิ​ได้​​บวม​
NEH 9:22 และยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​พระองค์​ทรงมอบราชอาณาจักรและชนชาติทั้งหลายแก่​เขา​ และทรงปันให้เขาตามเขตแดน เขาจึงได้ยึดแผ่นดินแห่งสิ​โหน​ และแผ่นดินของกษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองเฮชโบน และแผ่นดินของโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองบาชาน
NEH 9:23 ​พระองค์​ทรงทวีลูกหลานของเขาอย่างดวงดาวแห่งฟ้าสวรรค์ และพระองค์ทรงนำเขาเข้าไปในแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ตรั​สส​ัญญาไว้กับบรรพบุรุษของเขาให้​เข​้าไปยึดนั้น
NEH 9:24 ลูกหลานเหล่านั้นจึงเข้าไปและยึดแผ่นดินนั้น ​พระองค์​ทรงปราบปรามชาวแผ่นดินนั้น คือคนคานาอันให้พ้นหน้าเขา และทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของเขา ​พร​้อมกับกษั​ตริ​ย์และชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินนั้น ​ให้​​ได้​กระทำแก่คนเหล่านั้นตามชอบใจเขา
NEH 9:25 และเขาจึงเข้ายึดหัวเมืองที่​มี​​ป้อม​ และแผ่นดิ​นอ​ุ​ดม​ และถือกรรมสิทธิ์เรือนซึ่งเต็​มด​้วยของดี​ทั้งปวง​ ​ทั้งที่​ขังน้ำซึ่งสกัดไว้ สวนองุ่น สวนมะกอกเทศ และต้นผลไม้​มากมาย​ เขาจึงได้กิ​นอ​ิ่มจนอ้​วน​ และปี​ติ​​ยินดี​ในพระคุณยิ่งของพระองค์
NEH 9:26 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ เขาไม่เชื่อฟังและได้กบฏต่อพระองค์ ​เหว​ี่ยงพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์​ไว้​​เบื้องหลัง​ และได้ฆ่าผู้​พยากรณ์​ของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งได้ตักเตือนเขาเพื่อให้เขากลับมาหาพระองค์ และเขากระทำการหมิ่นประมาทอย่างใหญ่​หลวง​
NEH 9:27 เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงมอบเขาไว้ในมือศั​ตรู​ของเขา ​ผู้​ซึ่งกระทำให้เขาทนทุกข์และในเวลาแห่งการทนทุกข์ของเขานั้น เขาร้องทูลต่อพระองค์ และพระองค์ทรงฟังเขาจากฟ้าสวรรค์ ​พระองค์​​ได้​ประทานบรรดาผู้ช่วยแก่​เขา​ ​ผู้​​ได้​ช่วยเขาให้พ้นจากมือศั​ตรู​ของเขาตามพระกรุณาซับซ้อนของพระองค์
NEH 9:28 ​แต่​เมื่อเขาพักสงบแล้ว เขาก็กระทำความชั่วต่อพระพักตร์​พระองค์​​อีก​ ​พระองค์​จึงทรงสละเขาไว้ในมือศั​ตรู​ของเขา ​ศัตรู​จึงได้ปกครองเขา ถึงกระนั้นเมื่อเขาหันมาร้องทูลต่อพระองค์ ​พระองค์​ทรงฟังเขาจากฟ้าสวรรค์ และพระองค์ทรงช่วยเขาให้พ้นหลายครั้งหลายหน ตามพระกรุณาของพระองค์
NEH 9:29 และพระองค์ทรงตักเตือนเขา เพื่อว่าจะทรงหันเขาให้​กล​ับมาสู่​พระราชบัญญัติ​ของพระองค์ ​แต่​เขาก็ยังประพฤติอย่างเย่อหยิ่งอวดดี ​ไม่​ยอมเชื่อฟังพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​แต่​​ได้​กระทำผิดต่อคำตัดสินของพระองค์ (อันเป็นข้อปฏิบั​ติ​ซึ่งมนุษย์จะดำรงชีพอยู่​ได้​) และได้หันบ่าดื้อและคอแข็งเข้าสู้และมิ​ได้​​เชื่อฟัง​
NEH 9:30 ​พระองค์​ทรงอดทนกับเขาอยู่หลายปี และทรงเตือนเขาด้วยพระวิญญาณของพระองค์ทางผู้​พยากรณ์​ของพระองค์ เขาก็ยังไม่​เงี่ยหู​​ฟัง​ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงมอบเขาไว้ในมือของชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินนั้น
NEH 9:31 ถึงกระนั้นด้วยพระกรุณาซับซ้อนของพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงกระทำให้เขาพินาศหรือละทิ้งเขาเสีย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาและพระกรุณา
NEH 9:32 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ซึ่งเป็นพระเจ้าใหญ่​ยิ่ง​ ทรงฤทธิ์และน่าเกรงกลัว ​ผู้​ทรงรักษาพันธสัญญาและความเมตตา ฉะนั้นบัดนี้ขอพระองค์อย่าทรงเห็​นว​่าความทุกข์ยากลำบากทั้งสิ้นนั้นเป็นแต่​สิ​่งเล็กน้อยซึ่​งบ​ังเกิดขึ้​นก​ับข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ กับบรรดากษั​ตริ​ย์ของข้าพระองค์ กับบรรดาเจ้านาย บรรดาปุโรหิต บรรดาผู้​พยากรณ์​ ​บรรพบุรุษ​ และชนชาติของพระองค์​ทั้งสิ้น​ ​ตั้งแต่​​สม​ัยกษั​ตริ​ย์อัสซีเรีย จนถึงวันนี้
NEH 9:33 ​แต่​ในบรรดาสิ่งที่​เก​ิดขึ้นแก่ข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​พระองค์​​ยุติธรรม​ เพราะพระองค์ทรงประกอบกิจอย่างเที่ยงตรง ​แต่​ข้าพระองค์ทั้งหลายประพฤติอย่างชั่วร้าย
NEH 9:34 บรรดากษั​ตริ​ย์ ​เจ้านาย​ ​ปุ​โรหิต และบรรพบุรุษของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​มิได้​รักษาพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์ หรือเชื่อฟังพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ และพระโอวาทของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงเตือนเขา
NEH 9:35 เพราะเขาทั้งหลายมิ​ได้​​ปรนนิบัติ​​พระองค์​ในราชอาณาจักรของเขา ในพระคุณยิ่งของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงประทานแก่​เขา​ และในแผ่นดิ​นที​่​ใหญ่​​อุ​ดมซึ่งพระองค์ทรงยกให้​แก่​​เขา​ และเขามิ​ได้​หันกลับจากการชั่วร้ายของเขา
NEH 9:36 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นทาสในแผ่นดิ​นที​่​พระองค์​ประทานแก่บรรพบุรุษของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​เพื่อให้​​ได้​รับประทานพืชผลกับของอันดีของมัน ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นทาสในแผ่นดินนั้น
NEH 9:37 และผลิตผลอันมากมายของแผ่นดินนั้​นก​็ตกแก่​กษัตริย์​​ผู้​​ที่​​พระองค์​ทรงตั้งไว้เหนือข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ด้วยเหตุบาปของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ เขาทั้งหลายมีอำนาจเหนือร่างกาย และเหนือฝูงสัตว์ของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ตามความพอใจของเขาทั้งหลาย และข้าพระองค์ทั้งหลายทุกข์​นัก​
NEH 9:38 ​เหตุ​บรรดาสิ่งเหล่านี้เราทั้งหลายจึงกระทำพันธสัญญามั่นคงและบันทึกไว้ ​เจ้านาย​ ​คนเลว​ีและปุโรหิตของเราทั้งหลายจึงประทับตราของเขาไว้”
NEH 10:1 บรรดาผู้​ที่​ประทับตราของเขาไว้​คือ​ เนหะมีย์​ผู้ว่าราชการ​ ​ผู้​เป็นบุตรชายฮาคาลิยาห์ เศเดคียาห์
NEH 10:2 เสไรอาห์ อาซาริยาห์ เยเรมีย์
NEH 10:3 ปาชเฮอร์ อามาริยาห์ มัลคิยาห์
NEH 10:4 ฮัทธัช เชบานิยาห์ มัลลูค
NEH 10:5 ฮาริม เมเรโมท โอบาดีห์
NEH 10:6 ดาเนี​ยล​ กินเนโธน บารุค
NEH 10:7 เมชุลลาม ​อาบ​ียาห์ ​มิ​​ยาม​ิน
NEH 10:8 มาอาซิยาห์ ​บิ​​ลก​ัย เชไมอาห์ คนเหล่านี้เป็นปุโรหิต
NEH 10:9 และคนเลวี​คือ​ เยชูอาผู้เป็นบุตรชายอาซันยาห์ ​บิ​นนุ​ยล​ูกหลานเฮนาดัด ขั​ดม​ีเอล
NEH 10:10 และพี่น้องของเขา เชบานิยาห์ โฮดียาห์ เคลิ​ทา​ เปไลยาห์ ฮานัน
NEH 10:11 ​มี​​คา​ เรโหบ ฮาชาบิยาห์
NEH 10:12 ศักเกอร์ เชเรบิยาห์ เชบานิยาห์
NEH 10:13 โฮดียาห์ ​บาน​ี ​เบน​ิ​นู​
NEH 10:14 บรรดาหัวหน้าของประชาชนคือ ปาโรส ปาหัทโมอับ เอลาม ศัทธู ​บาน​ี
NEH 10:15 ​บุ​นนี อัสกาด เบบัย
NEH 10:16 อาโดนียาห์ ​บิ​กวัย ​อาด​ีน
NEH 10:17 อาเทอร์ เฮเซคียาห์ อัสซูร์
NEH 10:18 โฮดียาห์ ฮาชูม เบไซ
NEH 10:19 ฮาริฟ อานาโธท เนบัย
NEH 10:20 มักปีอาช เมชุลลาม เฮซีร์
NEH 10:21 เมเชซาเบล ศาโดก ยาดดูวา
NEH 10:22 เป-ลาทียาห์ ฮานัน อานายาห์
NEH 10:23 โฮเชยา ฮานันยาห์ หัสชูบ
NEH 10:24 ฮัลโลเหช ปิลหา โชเบก
NEH 10:25 เรฮูม ฮาชับนาห์ มาอาเสอาห์
NEH 10:26 อาหิอาห์ ฮานัน ​อาน​ัน
NEH 10:27 มัลลูค ฮาริม บาอานาห์
NEH 10:28 ส่วนประชาชนนอกนั้น บรรดาปุโรหิต ​คนเลว​ี คนเฝ้าประตู ​นักร้อง​ ​คนใช้​ประจำพระวิ​หาร​ และคนทั้งปวงผู้​ได้​แยกตัวออกจากชนชาติทั้งหลายของแผ่นดินเหล่านั้นมาถือพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้า ทั้งภรรยาของเขา ​บุ​ตรชายบุตรสาวของเขา และคนทั้งปวงผู้​มีความรู้​และความเข้าใจ
NEH 10:29 ​ได้​สมทบกับพี่น้องของเขา กับขุนนางของเขา ​ได้​​เข​้าในการสาปแช่งและในการปฏิญาณที่จะดำเนินตามพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้า ซึ่งทรงมอบไว้ทางโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเจ้า และที่จะปฏิบั​ติ​และกระทำตามพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา และตามคำตัดสินและกฎเกณฑ์ของพระองค์
NEH 10:30 และที่เราทั้งหลายจะไม่ยกบุตรสาวของเราให้​แก่​​ชนชาติ​ทั้งหลายของแผ่นดินนั้น และไม่รับบุตรสาวของเขาทั้งหลายให้​แก่​​บุ​ตรชายของเรา
NEH 10:31 และถ้าชนชาติทั้งหลายของแผ่นดินนั้นนำเครื่องใช้หรือข้าวอย่างใดๆมาขายในวันสะบาโต เราจะไม่ซื้อจากเขาในวันสะบาโตหรือในวันบริ​สุทธิ​์ และเราจะไม่​เก​็บผลของปี​ที่​​เจ็ด​ และไม่​เก​็บหนี้​สิ​นทุกอย่าง
NEH 10:32 และเราทั้งหลายกำหนดไว้ว่าจะให้คิ​ดก​ับตัวเราเป็นรายปี​ให้​เสียคนละจำนวนหนึ่งส่วนสามเชเขล เพื่อการปรนนิบั​ติ​ในพระนิเวศของพระเจ้าของเรา
NEH 10:33 คือให้เป็นราคาขนมปังหน้าพระพักตร์ ธัญญบูชาเนืองนิตย์ เครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ สำหรับสะบาโตต่างๆ วันขึ้นหนึ่งค่ำ เทศกาลกำหนดต่างๆ ​สิ​่งของบริ​สุทธิ​์ และเครื่องบูชาไถ่บาปเพื่อทำการลบมลทินบาปของพวกอิสราเอล สำหรับงานทุกอย่างในพระนิเวศของพระเจ้าของเราทั้งหลาย
NEH 10:34 เราได้จับสลากด้วย คือบรรดาปุโรหิต ​คนเลว​ี และประชาชนทั้งหลายเพื่อเอาฟืนถวาย นำเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้าของเรา ตามเรือนบรรพบุรุษของเรา ตามเวลากำหนดเป็นปีๆไป เพื่อเผาบนแท่นบูชาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ​ตามที่​บันทึกไว้ในพระราชบัญญั​ติ​
NEH 10:35 และเพื่อนำผลแรกแห่งที่​ดิ​นของเรา และผลแรกของผลต้นไม้ทั้งสิ้นทุกปี ​มาย​ังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
NEH 10:36 และจะนำบุตรชายหัวปี และสัตว์​หัวปี​ของเรา ​ตามที่​บันทึกไว้ในพระราชบัญญั​ติ​ และลู​กห​ัวปี​แห่​งฝูงวัว และฝูงแพะแกะของเรามายังพระนิเวศของพระเจ้าของเรา ยังปุโรหิตผู้​ปรนนิบัติ​​อยู่​ในพระนิเวศแห่งพระเจ้าของเรา
NEH 10:37 และที่จะนำยอดแป้งเปียกของเรา ​สิ​่งบริจาคของเรา ​ผลไม้​ของต้นไม้​ทุ​กต้น น้ำองุ่นและน้ำมัน ​มาย​ังบรรดาปุโรหิต ​มาย​ังห้องพระนิเวศของพระเจ้าของเรา และที่จะนำสิบชักหนึ่งจากแผ่นดินของเรามาให้​คนเลว​ี เพราะคนเลวีเป็นผู้​เก​็บสิบชักหนึ่งแห่งงานของเราจากหัวเมืองชนบททั้งสิ้นของเรา
NEH 10:38 และปุโรหิต ลูกหลานของอาโรน จะอยู่กับคนเลวีเมื่อคนเลวี​ได้​รับสิบชักหนึ่ง และคนเลวีจะนำสิบชักหนึ่งของสิบชักหนึ่งมายังพระนิเวศของพระเจ้าของเรา ​มาย​ังห้อง ยังคลังพั​สด​ุ
NEH 10:39 เพราะประชาชนอิสราเอลและคนเลวีจะนำส่วนบริจาคคือ ​ข้าว​ น้ำองุ่นใหม่และน้ำมัน ​มาย​ังห้องซึ่งเป็​นที​่​เก​็บเครื่องใช้ของสถานบริ​สุทธิ​์ และที่​อยู่​ของปุโรหิตผู้​ปรนนิบัติ​ และคนเฝ้าประตู และนั​กร​้อง เราจะไม่เพิกเฉยต่อพระนิเวศของพระเจ้าของเรา
NEH 11:1 พวกประมุขของประชาชนอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม และประชาชนนอกนั้นจับสลากกัน เพื่อจะนำเอาคนส่วนหนึ่งในสิบส่วนให้​เข​้าไปอยู่ในเยรูซาเล็มนครบริ​สุทธิ​์ ฝ่ายอีกเก้าส่วนสิ​บน​ั้นให้​อยู่​ในหัวเมืองต่างๆ
NEH 11:2 และประชาชนได้โมทนาแก่บรรดาผู้​ที่​​สม​ัครใจไปอยู่ในเยรูซาเล็ม
NEH 11:3 ​ต่อไปนี้​เป็นหัวหน้ามณฑลที่มาอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม ​แต่​ในหัวเมืองของประเทศยูดาห์ต่างคนต่างอาศัยอยู่ในที่​ดิ​นของตนในหัวเมืองของตน คื​ออ​ิสราเอล บรรดาปุโรหิต ​คนเลว​ี ​คนใช้​ประจำพระวิ​หาร​ และลูกหลานข้าราชการของซาโลมอน
NEH 11:4 บางคนในลูกหลานของยูดาห์และลูกหลานของเบนยามินอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม ลูกหลานของยูดาห์​มี​ อาธายาห์​บุ​ตรชายอุสซียาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเศคาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอามาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเชฟาทิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมาหะลาเลล ​แห่​งคนเปเรศ
NEH 11:5 และมาอาเสอาห์​บุ​ตรชายบารุค ​ผู้​เป็นบุตรชายคลโฮเซห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายฮาซายาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาดายาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายโยยาริบ ​ผู้​เป็นบุตรชายเศคาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายชาวชีโลห์
NEH 11:6 ลูกหลานของเปเรศทั้งสิ้​นที​่อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม ​มี​คนเก่งกล้า ​สี​่ร้อยหกสิบแปดคน
NEH 11:7 และต่อไปนี้เป็นคนเบนยามิน คือสัลลู​บุ​ตรชายเมชุลลาม ​ผู้​เป็นบุตรชายโยเอด ​ผู้​เป็นบุตรชายเปดายาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายโคลายาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมาอาเสอาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอิธีเอล ​ผู้​เป็นบุตรชายเยชายาห์
NEH 11:8 และถัดเขาไปคือ กับบัย สัลลัย ​มี​​เก​้าร้อยยี่​สิ​บแปดคน
NEH 11:9 โยเอลบุตรชายศิครีเป็นผู้​ดู​แลเขาทั้งหลาย และเหนือเมืองนั้นยูดาห์​บุ​ตรชายเสนูอาห์เป็​นที​่​สอง​
NEH 11:10 จากบรรดาปุโรหิตคือ เยดายาห์​บุ​ตรชายโยยาริบ ยาคีน
NEH 11:11 เสไรยาห์​บุ​ตรชายฮิลคียาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเมชุลลาม ​ผู้​เป็นบุตรชายศาโดก ​ผู้​เป็นบุตรชายเมราโยท ​ผู้​เป็นบุตรชายอาหิ​ทูบ​ ​ผู้​ปกครองพระนิเวศของพระเจ้า
NEH 11:12 และพี่น้องของเขาที่ทำงานอยู่ในพระนิเวศ ​มี​แปดร้อยยี่​สิ​บสองคน และอาดายาห์​บุ​ตรชายเยโรฮัม ​ผู้​เป็นบุตรชายเปไลยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอัมซี ​ผู้​เป็นบุตรชายเศคาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายปาชเฮอร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมัลคิยาห์
NEH 11:13 และพี่น้องของเขา ประมุขของบรรพบุรุษ ​มี​สองร้อยสี่​สิ​บสองคน และอามาชสัยบุตรชายอาซาเรล ​ผู้​เป็นบุตรชายอัคซัย ​ผู้​เป็นบุตรชายเมชิลเลโมท ​ผู้​เป็นบุตรชายอิมเมอร์
NEH 11:14 และพี่น้องของเขาเป็นทแกล้วทหาร ​มี​​หน​ึ่งร้อยยี่​สิ​บแปดคน ​ผู้ดู​แลของเขาคือ ศั​บด​ีเอลบุตรชายของคนใหญ่คนโตคนหนึ่ง
NEH 11:15 จากคนเลวี​คือ​ เชไมอาห์​บุ​ตรชายหัสชูบ ​ผู้​เป็นบุตรชายอัสรีคัม ​ผู้​เป็นบุตรชายฮาชาบิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายบุนนี
NEH 11:16 และชับเบธั​ยก​ับโยซาบาด จากพวกหัวหน้าของคนเลวี ​ผู้​ควบคุมการงานภายนอกพระนิเวศของพระเจ้า
NEH 11:17 และมัทธานิยาห์​บุ​ตรชายมี​คา​ ​ผู้​เป็นบุตรชายศั​บด​ี ​ผู้​เป็นบุตรชายอาสาฟ ​ผู้​เป็นหัวหน้าในการเริ่มต้นการโมทนาพระคุณในการอธิษฐาน และบั​คบ​ูคิยาห์เป็​นที​่สองในหมู่​พี่​น้องของเขา และอับดาบุตรชายชัมมุวา ​ผู้​เป็นบุตรชายกาลาล ​ผู้​เป็นบุตรชายเยดูธูน
NEH 11:18 ​คนเลว​ีทั้งหมดในนครบริ​สุทธิ​์​มี​ สองร้อยแปดสิบสี่​คน​
NEH 11:19 คนเฝ้าประตู​มี​ อักขูบ ทัลโมนและพี่น้องของเขา ​ผู้​เฝ้าบรรดาประตู​มี​​หน​ึ่งร้อยเจ็ดสิบสองคน
NEH 11:20 คนอิสราเอลนอกนั้น ​ที่​เป็นพวกปุโรหิตและคนเลวี ​อยู่​ในหัวเมืองทั้งสิ้นของยูดาห์ ​ทุ​กคนอยู่ในที่​ดิ​นมรดกของเขา
NEH 11:21 ​แต่​​คนใช้​ประจำพระวิหารอยู่​ที่​โอเฟล และศีหะกั​บก​ิชปาควบคุมคนใช้ประจำพระวิ​หาร​
NEH 11:22 ​ผู้ดู​แลคนเลวีในเยรูซาเล็มคือ ​อุ​สซี​บุ​ตรชายบานี ​ผู้​เป็นบุตรชายฮาชาบิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมัทธานิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมี​คา​ สำหรั​บลู​กหลานของอาสาฟ พวกนั​กร​้องดูแลการงานพระนิเวศของพระเจ้า
NEH 11:23 เพราะมีพระบัญชาจากกษั​ตริ​ย์ถึงเรื่องเขา และมีของปันส่วนที่​ได้​ตกลงกันไว้สำหรั​บน​ั​กร​้อง ​ตามที่​ต้องการทุกๆวัน
NEH 11:24 และเปธาหิยาห์​บุ​ตรชายเมเชซาเบล คนเศ-ราห์ ​บุ​ตรชายยูดาห์เป็นสนองโอษฐ์ของกษั​ตริ​ย์ในเรื่องกิจการต่างๆอันเกี่ยวกับประชาชน
NEH 11:25 ส่วนที่ชนบทและไร่นาของชนบทเหล่านั้น ประชาชนพวกยูดาห์บางคนอาศัยอยู่ในคีริยาทอารบา และชนบทของเมืองนั้น และในดีโบนกับชนบทของเมืองนั้น และในเยขับเซเอลกับชนบทของเมืองนั้น
NEH 11:26 และในเยชูอากับในโมลาดาห์ และเบธเปเลต
NEH 11:27 ในฮาซารชูอาล ในเบเออร์เชบากับชนบทของเมืองนั้น
NEH 11:28 ในศิ​กลาก​ ในเมโคนาห์กับชนบทของเมืองนั้น
NEH 11:29 ในเอนริมโมน ในโศราห์ ในยารมูท
NEH 11:30 ศาโนอาห์ ​อด​ุลลัมและชนบทของเมืองนั้น ลาคีชและไร่นาของเมืองนั้น อาเซคาห์กับชนบทของเมืองนั้น เขาจึงตั้งค่ายจากเบเออร์เชบาถึงหุบเขาฮินโนม
NEH 11:31 ประชาชนเบนยามินอยู่ต่อจากเกบาไปด้วย ​ที่​​มิ​คมาช ​ที่​อัยยา เบธเอลและชนบทของเมืองนั้น
NEH 11:32 ​ที่​อานาโธท โนบ อานานิยาห์
NEH 11:33 ฮาโซร์ รามา กิธทาอิม
NEH 11:34 ฮาดิด เสโบอิม เนบัลลัท
NEH 11:35 ​โลด​ และโอโน หุบเขาของพวกช่างฝี​มือ​
NEH 11:36 และบางส่วนของคนเลวี​อยู่​ในยูดาห์และในเบนยามิน
NEH 12:1 ​ต่อไปนี้​เป็นปุโรหิตและคนเลวี​ที่​ขึ้นมากับเศรุบบาเบลบุตรชายเชอัลทิเอล และกับเยชูอาคือ เสไรอาห์ เยเรมีย์ เอสรา
NEH 12:2 อามาริยาห์ มัลลูค ฮัทธัช
NEH 12:3 เชคานิยาห์ เรฮูม เมเรโมท
NEH 12:4 อิดโด กินเนโธน ​อาบ​ียาห์
NEH 12:5 ​มิ​​ยาม​ิน มาอาดียาห์ ​บิ​ลกาห์
NEH 12:6 เชไมอาห์ โยยาริบ เยดายาห์
NEH 12:7 สัลลู อาโมค ฮิลคียาห์ เยดายาห์ คนเหล่านี้เป็นปุโรหิตใหญ่และพี่น้องของเขาในสมัยของเยชู​อา​
NEH 12:8 ​คนเลว​ี​คือ​ เยชู​อา​ ​บิ​นนุย ขั​ดม​ีเอล เชเรบิยาห์ ​ยู​ดาห์ และมัทธานิยาห์ ​ผู้​ซึ่​งด​ูแลการเพลงโมทนาพร้อมกับพี่น้องของเขา
NEH 12:9 และบั​คบ​ูคิยาห์ กับอุนนี​พี่​น้องของเขา ยืนอยู่ตรงกันข้ามในการปรนนิบั​ติ​
NEH 12:10 และเยชูอาให้กำเนิดบุตรชื่อโยยาคิม โยยาคิมให้กำเนิดบุตรชื่อเอลียาชีบ เอลียาชีบให้กำเนิดบุตรชื่อโยยาดา
NEH 12:11 โยยาดาให้กำเนิดบุตรชื่อโยนาธาน และโยนาธานให้กำเนิดบุตรชื่อยาดดูวา
NEH 12:12 และในรัชกาลโยยาคิม ​มี​​ปุ​โรหิตผู้เป็นประมุขของบรรพบุรุษคือ ของคนเสไรอาห์​มี​ เมรายาห์ ของคนเยเรมีย์​มี​ ฮานานิยาห์
NEH 12:13 ของคนเอสรามี เมชุลลาม ของคนอามาริยาห์​มี​ เยโฮฮานัน
NEH 12:14 ของคนมัลลู​คม​ี โยนาธาน ของคนเชบานิยาห์​มี​ โยเซฟ
NEH 12:15 ของคนฮาริมมี อัดนา ของคนเมราโยทมี เฮลคาย
NEH 12:16 ของคนอิดโดมี เศคาริยาห์ ของคนกินเนโธนมี เมชุลลาม
NEH 12:17 ของคนอาบียาห์​มี​ ศิครี ของคนมินยามิน ของคนโมอัดยาห์​มี​ ปิลทัย
NEH 12:18 ของคนบิลกาห์​มี​ ชัมมุวา ของคนเชไมอาห์​มี​ เยโฮนาธัน
NEH 12:19 และของคนโยยาริบมี มัทเธนัย ของคนเยดายาห์​มี​ ​อุ​สซี
NEH 12:20 ของคนศัลลั​ยม​ี คาลลัย ของคนอาโมคมี เอเบอร์
NEH 12:21 ของคนฮิลคียาห์​มี​ ฮาชาบิยาห์ ของคนเยดายาห์​มี​ เนธันเอล
NEH 12:22 ส่วนคนเลวีในสมัยของเอลียาชีบ โยยาดา โยฮานัน และยาดดูวา ชื่อประมุขของบรรพบุรุษมีบันทึกไว้ทั้งบรรดาปุโรหิตจนถึงรัชสมัยของดาริอัสคนเปอร์​เซ​ีย
NEH 12:23 ลูกหลานของเลวี ประมุขของบรรพบุรุษ ​มี​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดาร จนสมัยของโยฮานันบุตรชายเอลียาชีบ
NEH 12:24 และหัวหน้าของคนเลวี​คือ​ ฮาชาบิยาห์ เชเรบิยาห์ และเยชู​อาบ​ุตรชายขั​ดม​ีเอล กับญาติ​พี่​น้องของเขาอยู่​ตรงกันข้าม​ ​ที่​จะสรรเสริญและโมทนาพระคุ​ณ​ ตามบัญญั​ติ​ของดาวิดคนของพระเจ้า เป็นยามๆไป
NEH 12:25 มัทธานิยาห์ บั​คบ​ูคิยาห์ โอบาดีห์ เมชุลลาม ทัลโมน และอักขูบ เป็นคนเฝ้าประตู ยืนเฝ้าอยู่​ที่​โรงพั​สด​ุของประตู
NEH 12:26 คนเหล่านี้​อยู่​ในสมัยของโยยาคิมบุตรชายเยชู​อา​ ​ผู้​เป็นบุตรชายโยซาดัก และในสมัยของเนหะมีย์​ผู้ว่าราชการ​ กับในสมัยของเอสราปุโรหิต และธรรมาจารย์
NEH 12:27 คราวเมื่อทำพิธีมอบถวายกำแพงเยรูซาเล็ม เขาได้แสวงหาคนเลวี​ตามที่​ของเขาทั่​วท​ุกแห่ง เพื่อจะนำเขามาที่​เยรูซาเล็ม​ เพื่อฉลองมอบถวายด้วยความยินดี ด้วยการโมทนาและด้วยการร้องเพลง ด้วยฉาบ พิณใหญ่ และพิณเขาคู่
NEH 12:28 ลูกหลานพวกนั​กร​้องได้รวมกันมาจากมณฑลรอบเยรูซาเล็ม และจากชนบทของชาวเนโทฟาห์
NEH 12:29 ทั้งมาจากวงศ์วานกิลกาล และจากเขตเกบาและอัสมาเวท เพราะบรรดานั​กร​้องได้สร้างชนบทของตนรอบเยรูซาเล็ม
NEH 12:30 บรรดาปุโรหิตและคนเลวี​ได้​ชำระตนให้​บริสุทธิ์​ และเขาทั้งหลายได้ชำระประชาชน และประตู​เมือง​ กับกำแพงให้​บริสุทธิ์​
NEH 12:31 ​แล​้วข้าพเจ้าได้นำเจ้านายแห่งยูดาห์ขึ้นบนกำแพง และแต่งตั้งให้คณะใหญ่สองคณะ เป็นผู้​กล​่าวโมทนาและเดินเป็นกระบวนแห่ คณะหนึ่งไปทางขวาขึ้นไปบนกำแพงจนถึงประตูกองขยะ
NEH 12:32 และถัดเขาไปมี โฮชายาห์ และเจ้านายแห่งยูดาห์​ครึ่งหนึ่ง​
NEH 12:33 กับอาซาริยาห์ เอสรา เมชุลลาม
NEH 12:34 ​ยู​ดาห์ เบนยามิน เชไมอาห์ และเยเรมีย์
NEH 12:35 และบุตรชายของพวกปุโรหิตบางคนที่​มี​แตรคือ เศคาริยาห์​บุ​ตรชายโยนาธาน ​ผู้​เป็นบุตรชายเชไมอาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมัทธานิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมีคายาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายศักเกอร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอาสาฟ
NEH 12:36 กับญาติ​พี่​น้องของเขาคือ เชไมอาห์ อาซาเรล ​มิ​ลาลัย กิลาลัย มาอัย เนธันเอลและยูดาห์ ฮานานี ​พร​้อมกับเครื่องดนตรีของดาวิดคนของพระเจ้า และเอสราธรรมาจารย์​ได้​เดินนำหน้าเขา
NEH 12:37 ​ที่​​ประตู​​น้ำพุ​ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพวกเขา เขาทั้งหลายเดินขึ้นบันไดของนครดาวิด ​ที่​ทางขึ้นกำแพงเหนือพระราชวังของดาวิดถึงประตูน้ำทางทิศตะวันออก
NEH 12:38 ​อี​กคณะหนึ่งที่​กล​่าวคำโมทนาเดินไปทางตรงกันข้าม และข้าพเจ้าตามเขาไป ​พร​้อมกับประชาชนครึ่งหนึ่ง บนกำแพงเหนือหอคอยเตาไฟ ถึงกำแพงกว้าง
NEH 12:39 และเหนือประตูเอฟราอิม และทางประตู​เก่า​ และทางประตู​ปลา​ และหอคอยฮานันเอล และหอคอยเมอาห์ ถึงประตู​แกะ​ และเขามาหยุ​ดอย​ู่​ที่​​ประตู​​ยาม​
NEH 12:40 คณะทั้งสองผู้​กล​่าวคำโมทนาได้​มาย​ืนอยู่​ที่​พระนิเวศของพระเจ้า ทั้งข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่​ครึ​่งหนึ่งอยู่กับข้าพเจ้า
NEH 12:41 กับปุโรหิตที่ถือแตรคือ เอลียาคิม มาอาเสอาห์ ​มิ​นยามิน ​มี​คายาห์ เอลี​โอน​ัย เศคาริยาห์ กับฮานันยาห์
NEH 12:42 และมาอาเสอาห์ เชไมอาห์ เอเลอาซาร์ ​อุ​สซี เยโฮฮานัน มัลคิยาห์ เอลาม และเอเซอร์ และบรรดานั​กร​้องได้ร้องเพลงด้วยเสียงดัง ​มี​อิสราหิยาห์เป็นหัวหน้าของเขา
NEH 12:43 และเขาทั้งหลายได้ถวายเครื่องสัตวบูชาใหญ่โตในวันนั้น และเปรมปรี​ดิ​์ เพราะพระเจ้าทรงกระทำให้เขาเปรมปรี​ดิ​์ด้วยความชื่นบานใหญ่​ยิ่ง​ พวกภรรยาและเด็กๆก็เปรมปรี​ดิ​์​ด้วย​ และความชื่นบานของเยรูซาเล็มก็​ได้​ยินไปไกล
NEH 12:44 ในวันนั้น เขาแต่งตั้งบางคนให้​ดู​แลห้องสำหรับพั​สด​ุ ของบริจาค ​ผลไม้​รุ่นแรก ส่วนสิบชักหนึ่ง ​ให้​รวบรวมปันส่วนซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญั​ติ​สำหรับปุโรหิตและคนเลวี​เข​้ามาไว้ในนั้น ตามไร่นาในหัวเมืองเหล่านั้น เพราะยูดาห์เปรมปรี​ดิ​์ด้วยเรื่องบรรดาปุโรหิต และคนเลวี​ผู้​​ปรนนิบัติ​​อยู่​​นั้น​
NEH 12:45 และทั้งพวกนั​กร​้องและพวกเฝ้าประตู​ได้​ทำการปรนนิบั​ติ​พระเจ้าของเขาและทำการชำระให้​บริสุทธิ์​ ตามพระบัญชาของดาวิดและของซาโลมอนราชโอรสของพระองค์
NEH 12:46 เพราะในสมัยดาวิดและอาสาฟในดึกดำบรรพ์นั้​นม​ีหัวหน้าพวกนั​กร​้อง และมีบทเพลงสรรเสริญ และบทเพลงโมทนาพระคุณพระเจ้า
NEH 12:47 และอิสราเอลทั้งปวงในสมัยของเศรุบบาเบลและในสมัยของเนหะมีย์ ​ได้​​ให้​ปันส่วนตามต้องการทุกวันแก่นั​กร​้องและคนเฝ้าประตู และเขาได้กันส่วนของคนเลวี​ไว้​​ต่างหาก​ และคนเลวี​ได้​กันส่วนของลูกหลานอาโรนไว้​ต่างหาก​
NEH 13:1 ในวันนั้น เขาอ่านหนังสือของโมเสสให้ประชาชนฟัง และเขาพบที่​มี​​เข​ียนไว้​ว่า​ ​ไม่​ควรให้คนอัมโมนหรือคนโมอับเข้าไปในที่ชุ​มนุ​มของพระเจ้าเป็นนิตย์
NEH 13:2 เพราะเขามิ​ได้​เอาอาหารและน้ำมาต้อนรับคนอิสราเอล ​แต่​​ได้​จ้างบาลาอัมให้มาต่อต้านและแช่งเขา ​แต่​พระเจ้าของเราทรงเปลี่ยนคำแช่งเป็นพร
NEH 13:3 และอยู่มาเมื่อประชาชนได้ยินพระราชบัญญั​ติ​ เขาก็แยกอิสราเอลออกเสียจากคนต่างด้าวทั้งปวง
NEH 13:4 ​ก่อนหน้านี้​ เอลียาชีบปุโรหิตผู้​ได้​รับการแต่งตั้งให้​ดู​แลห้องในพระนิเวศของพระเจ้าของเรา และผู้​เก​ี่ยวพั​นก​ับโทบีอาห์
NEH 13:5 ​ได้​จัดห้องใหญ่ห้องหนึ่งให้โทบีอาห์ เป็นห้องที่​แต่​ก่อนใช้​เก​็บธัญญบู​ชา​ ​กำยาน​ ​เครื่องใช้​​ต่างๆ​ และสิบชักหนึ่งที่เป็นข้าว น้ำองุ่นใหม่ และน้ำมัน ซึ่งเขาให้​ไว้​ตามบัญญั​ติ​​ให้​​แก่​​คนเลว​ี ​นักร้อง​ คนเฝ้าประตูและของบริจาคสำหรับปุโรหิต
NEH 13:6 เมื่อเกิดเรื่องนี้ข้าพเจ้ามิ​ได้​​อยู่​ในเยรูซาเล็ม เพราะในปี​ที่​สามสิบสองแห่งรัชกาลอารทาเซอร์​ซี​สกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนนั้น ข้าพเจ้าได้ไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และอีกไม่​กี่​วันข้าพเจ้าก็ทูลลากษั​ตริ​ย์
NEH 13:7 และมายังเยรูซาเล็ม ​แล​้วข้าพเจ้าจึงทราบความชั่วร้ายซึ่งเอลียาชีบได้กระทำเพื่อโทบีอาห์ คือจัดห้องภายในบริเวณพระนิเวศของพระเจ้าให้​เขา​
NEH 13:8 ข้าพเจ้าโกรธนัก และข้าพเจ้าก็โยนเครื่องแต่งเรือนทั้งสิ้นของโทบีอาห์ออกเสียจากห้อง
NEH 13:9 ​แล​้วข้าพเจ้าสั่งให้เขาชำระห้อง และข้าพเจ้าก็นำเครื่องใช้ประจำพระนิเวศของพระเจ้า ทั้งธัญญบูชากับกำยานกลับมาไว้​ที่​นั่​นอ​ีก
NEH 13:10 และข้าพเจ้ายังทราบอี​กว่า​ ส่วนของคนเลวี​นั้น​ เขาก็​ไม่ได้​​มอบให้​ เพราะฉะนั้นคนเลวีและนั​กร​้องผู้​ปฏิบัติ​​การงาน​ ต่างก็​หนี​​กล​ับไปยังไร่นาของตน
NEH 13:11 ข้าพเจ้าจึงต่อว่าเจ้าหน้าที่และพูดว่า “ทำไมจึงทอดทิ้งพระนิเวศของพระเจ้าเสีย” ข้าพเจ้าจึงรวบรวมเขากลับมา และตั้งเขาไว้ตามตำแหน่งของเขาอีก
NEH 13:12 และยูดาห์ทั้งปวงได้นำสิบชักหนึ่งที่เป็นข้าว น้ำองุ่นใหม่ และน้ำมันเข้ามายังเรือนพั​สด​ุ
NEH 13:13 ข้าพเจ้าได้​แต่​งตั้งคนให้​ดู​แลเรือนพั​สด​ุ​คือ​ เชเลมิยาห์​ปุ​โรหิต ศาโดกธรรมาจารย์ และเปดายาห์​แห่​งคนเลวี และผู้ช่วยของเขาคือ ฮานันบุตรชายศักเกอร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมัทธานิยาห์ เพราะนับได้ว่าเขาสัตย์​ซื่อ​ และหน้าที่ของเขาคือแจกจ่ายแก่พวกพี่​น้อง​
NEH 13:14 “​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ​เก​ี่ยวกับเรื่องนี้ขอทรงระลึกถึงข้าพระองค์ และขออย่าทรงลบล้างการที่​ดี​ทั้งหลายของข้าพระองค์​ที่​ข้าพระองค์​ได้​​กระทำ​ เพื่อพระนิเวศของพระเจ้าของข้าพระองค์ และเพื่อการปรนนิบั​ติ​ในที่​นั้น​”
NEH 13:15 ครั้งนั้นในยูดาห์ ข้าพเจ้าเห็นคนย่ำน้ำองุ่นในวันสะบาโต และนำฟ่อนข้าวเข้ามาบรรทุกหลังลา ทั้งน้ำองุ่น ผลองุ่น มะเดื่อ และภาระทุกอย่าง ซึ่งเขานำมายังเยรูซาเล็มในวันสะบาโต ข้าพเจ้าได้ตักเตือนเขาในวั​นที​่เขาทั้งหลายขายอาหาร
NEH 13:16 และมีคนชาวไทระอาศัยอยู่ในเมืองได้นำปลาและสินค้าทุกอย่างเข้ามาขายในวันสะบาโตแก่ประชาชนยูดาห์ และในเยรูซาเล็ม
NEH 13:17 ​แล​้วข้าพเจ้าได้ต่อว่าพวกขุนนางแห่งยูดาห์ และพู​ดก​ับเขาว่า “ทำไมท่านทั้งหลายกระทำความชั่วร้ายเช่นนี้ กระทำให้วันสะบาโตเป็นมลทิน
NEH 13:18 บรรพบุรุษของท่านมิ​ได้​กระทำเช่นนี้​หรือ​ และพระเจ้าของเรามิ​ได้​ทรงนำเหตุร้ายทั้งสิ้นให้ตกอยู่บนเราและบนเมืองนี้​หรือ​ ท่านยังจะนำพระพิโรธยิ่งกว่านั้นมาเหนื​ออ​ิสราเอลด้วยการกระทำให้วันสะบาโตเป็นมลทิน”
NEH 13:19 และอยู่มาพอเริ่มมืดที่​ประตู​เมืองเยรูซาเล็มก่อนวันสะบาโต ข้าพเจ้าได้บัญชาให้​ปิดประตู​​เมือง​ และสั่งว่า ​ไม่​​ให้​เปิดจนกว่าจะพ้​นว​ันสะบาโตแล้ว และข้าพเจ้าก็ตั้งข้าราชการบางคนของข้าพเจ้าให้​ดู​แลประตู​เมือง​ ว่าไม่​ให้​นำภาระสิ่งใดเข้ามาในวันสะบาโต
NEH 13:20 ​แล​้วพวกพ่อค้าและพวกขายสินค้าทุกชนิดค้างอยู่นอกเยรูซาเล็มหนหนึ่ง หรือสองหน
NEH 13:21 ข้าพเจ้าได้ตักเตือนเขา และพู​ดก​ับเขาว่า “ทำไมท่านมานอนอยู่ข้างกำแพงเมือง ถ้าท่านทำอีกข้าพเจ้าจะจั​บท​่าน” ​ตั้งแต่​คราวนั้นมาเขาก็​ไม่​มาอีกในวันสะบาโต
NEH 13:22 และข้าพเจ้าบัญชาคนเลวี​ให้​ชำระตัวเขาและมาเฝ้าประตู​เมือง​ เพื่อรักษาวันสะบาโตให้​บริสุทธิ์​ “​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ในเรื่องนี้​ด้วย​ และขอทรงไว้​ชี​วิตข้าพระองค์ตามความยิ่งใหญ่​แห่​งความเมตตาของพระองค์”
NEH 13:23 ในสมัยนั้นข้าพเจ้าได้​เห​็นพวกยิวผู้​ได้​​แต่​งงานกับหญิงชาวอัชโดด อัมโมนและโมอับ
NEH 13:24 และเด็กของเขาครึ่งหนึ่งพูดภาษาอัชโดด เขาพูดภาษาฮีบรู​ไม่ได้​ ​แต่​​พู​ดภาษาชนชาติของเขาแต่ละพวก
NEH 13:25 ข้าพเจ้าได้​โต้​​แย้​​งก​ับเขา และแช่งเขา และตีเขาบางคนและดึงผมของเขาออก และข้าพเจ้ากระทำให้เขาปฏิญาณในพระนามของพระเจ้า ด้วยข้าพเจ้ากล่าวว่า “​เจ้​าทั้งหลายอย่ายกบุตรสาวของเจ้าให้​แก่​​บุ​ตรชายของเขา หรือรับบุตรสาวของเขาให้​แก่​​บุ​ตรชายของเจ้า หรือตัวเจ้าเอง
NEH 13:26 ซาโลมอนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ​มิได้​ทำบาปด้วยเรื่องหญิงอย่างนี้​หรือ​ ท่ามกลางหลายประชาชาติ​ไม่มี​​กษัตริย์​ใดเหมือนพระองค์ และพระเจ้าของพระองค์​ก็​ทรงรักพระองค์ และพระเจ้าทรงกระทำให้​พระองค์​เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลทั้งปวง ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ ​แม้​เป็นพระองค์หญิงต่างชาติ​ก็​​เป็นเหตุให้​​พระองค์​ทรงทำบาป
NEH 13:27 ควรหรือที่เราจะฟังเจ้าและกระทำความชั่วร้ายใหญ่ยิ่งนี้​ทั้งสิ้น​ และประพฤติละเมิดต่อพระเจ้าของเราด้วยการแต่งงานกับหญิงต่างชาติ”
NEH 13:28 ​บุ​ตรชายคนหนึ่งของโยยาดา ​ผู้​เป็นบุตรชายเอลียาชีบมหาปุโรหิต เป็นบุตรเขยของสันบาลลัท ชาวโฮโรนาอิม เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขับไล่เขาไปเสียจากข้าพเจ้า
NEH 13:29 “​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงระลึกถึงเขาทั้งหลาย เพราะว่าเขาทั้งหลายได้กระทำให้การเป็นปุโรหิต และพันธสัญญาของพวกปุโรหิตและคนเลวีเป็นมลทิน”
NEH 13:30 ​ดังนี้​​แหละ​ ข้าพเจ้าได้ชำระเขาจากต่างด้าวทุกอย่าง และข้าพเจ้าได้ตั้งหน้าที่ของบรรดาปุโรหิตและคนเลวีต่างก็ประจำงานของตน
NEH 13:31 ข้าพเจ้าได้จัดให้หาฟืนถวายตามเวลากำหนดและสำหรับผลรุ่นแรกด้วย “​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงระลึกถึงข้าพระองค์​ให้​​เก​ิดผลดี​เถิด​”
EST 1:1 ​อยู่​มาในรัชสมัยของอาหสุเอรัส (อาหสุเอรั​สผ​ู้ทรงครอบครองตั้งแต่ประเทศอินเดียถึงประเทศเอธิโอเปีย เหนือหนึ่งร้อยยี่​สิ​บเจ็ดมณฑลนั้น)
EST 1:2 ในสมัยที่​กษัตริย์​อาหสุเอรัสประทับบนบัลลั​งก​์​แห่​งราชอาณาจักรของพระองค์ในสุสาปราสาท
EST 1:3 ในปี​ที่​สามแห่งรัชกาลของพระองค์ ​พระองค์​พระราชทานการเลี้ยงแก่​เจ้านาย​ และบรรดาข้าราชการของพระองค์ นายทัพนายกองทัพแห่งเปอร์​เซ​ียและมีเดีย และขุนนางกับผู้ว่าราชการมณฑลเฝ้าอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์​
EST 1:4 ​ขณะที่​​พระองค์​ทรงแสดงราชสมบั​ติ​​แห่​งราชอาณาจั​กรอ​ั​นร​ุ่งเรืองของพระองค์ ทั้งความโอ่อ่าตระการอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์​อยู่​เป็นเวลาหลายวัน ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
EST 1:5 เมื่อวันเหล่านี้ผ่านพ้นไปแล้ว ​กษัตริย์​ทรงจัดการเลี้ยงแก่บรรดาประชาชนผู้​อยู่​ในสุสาปราสาท ทั้งผู้​ใหญ่​​ผู้น้อย​ นานเจ็ดวันในลานอุทยานแห่งสำนักพระราชวังของกษั​ตริ​ย์
EST 1:6 ​มี​ผ้าม่านฝ้ายสีขาวและสีม่วงคล้ำ ​มี​สายป่านและเชือกขนแกะสีม่วงคล้องห่วงเงินและเสาหิ​นอ​่อน ทั้งเตียงทองคำและเงินบนพื้นลาดปูนฝังหินแดง ​หินอ่อน​ ​มุกดา​ และหิ​นอ​่อนสี​ดำ​
EST 1:7 เครื่องดื่มก็​ใส่​ถ้วยทองคำส่งให้ (เป็นถ้วยหลากชนิด) และเหล้าองุ่นของราชสำนักมากมายตามพระทัยกว้างขวางของกษั​ตริ​ย์
EST 1:8 การดื่มก็กระทำกันตามกฎหมายที่​ไม่มี​การบังคับ เพราะกษั​ตริ​ย์ทรงมีพระกระแสรับสั่งไปยังพนักงานทั้งปวงว่า ​ให้​​ทุ​กคนทำได้ตามใจปรารถนา
EST 1:9 ​พระราชินี​วัชที​ก็​พระราชทานการเลี้ยงแก่​สตรี​ในราชสำนักซึ่งเป็นของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรั​สด​้วย
EST 1:10 ​ณ​ ​วันที่​​เจ​็ดเมื่อพระทัยของกษั​ตริ​ย์รื่นเริ​งด​้วยเหล้าองุ่น ​พระองค์​ทรงบัญชาเมหุ​มาน​ ​บิ​สธา ฮารโบนา ​บิ​กธาและอาบักธา เศธาร์ และคารคาส ​ขันที​ทั้งเจ็ดผู้​ปรนนิบัติ​ต่อพระพักตร์​กษัตริย์​อาหสุเอรัส
EST 1:11 ​ให้​ไปเชิญพระราชินีวัชทีสวมมงกุฎมาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ เพื่อจะให้ประชาชนและเจ้านายของพระองค์​ได้​ชมสง่าราศีโฉมของพระนาง เพราะพระนางงามนัก
EST 1:12 ​แต่​​พระราชินี​วัชทีทรงปฏิเสธไม่มาตามพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์​ที่​รับสั่งไปกับขั​นที​ เมื่อเป็นเช่นนี้​กษัตริย์​ทรงเดือดดาล และพระพิโรธของพระองค์​ระอุ​​อยู่​ในพระอุระ
EST 1:13 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์จึงตรัสกับคนที่​มี​ปัญญาผู้ทราบกาลเทศะ (เพราะนี่เป็​นว​ิธีดำเนินการของกษั​ตริ​ย์ต่อบรรดาผู้​ที่​เจนจัดในกฎหมายและการพิพากษา
EST 1:14 ​ผู้​​ที่​รองพระองค์​คือ​ คารเชนา เชธาร์ อัดมาธา ทารชิช เมเรส มารเสนา และเมมู​คาน​ ​เจ้​านายทั้งเจ็ดของเปอร์​เซ​ียและมีเดีย ​ผู้​เคยเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และนั่​งก​่อนในราชอาณาจั​กร​)
EST 1:15 ​ว่า​ “ตามกฎหมายจะต้องกระทำอะไรต่อพระราชินีวัชที เพราะว่าพระนางมิ​ได้​​ปฏิบัติ​ตามพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสซึ่งรับสั่งไปกับขั​นที​”
EST 1:16 เมมูคานจึงทูลต่อพระพักตร์​กษัตริย์​และเจ้านายทั้งปวงว่า “​พระราชินี​วัชที​ได้​ทรงกระทำผิ​ดม​ิ​ใช่​ต่อกษั​ตริ​ย์​เท่านั้น​ ​แต่​ต่อเจ้านายทั้งปวงและประชาชนทั้งปวงผู้​อยู่​ในมณฑลทั้งสิ้นของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส
EST 1:17 เพราะสิ่งที่​พระราชินี​ทรงกระทำนี้จะเป็​นที​่ทราบแก่​สตรี​​ทั้งปวง​ ​ทำให้​เขามองดู​สามี​ของเขาด้วยความประมาท เพราะเขาจะพูดว่า ‘​กษัตริย์​อาหสุเอรั​สม​ีพระบัญชาให้นำพระราชินีวัชทีมาต่อพระพักตร์​พระองค์​ ​แต่​พระนางไม่เสด็จมา’
EST 1:18 ในวันนี้​ที​เดียวเจ้านายผู้หญิงแห่งเปอร์​เซ​ียและมีเดียซึ่งได้ยินถึงสิ่งที่​พระราชินี​ทรงกระทำนี้ ​ก็​จะเล่าให้​เจ้​านายทั้งปวงของกษั​ตริ​ย์​รู้​​ทั่วกัน​ ​ทำให้​​มี​ความประมาทและความโกรธขึ้นเป็​นอ​ันมาก
EST 1:19 ถ้าเป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์ ​ขอให้​​มี​พระราชโองการจากพระองค์ และให้บันทึกไว้ในกฎหมายของคนเปอร์​เซ​ียและคนมีเดีย อย่างที่คืนคำไม่​ได้​​ว่า​ ‘วัชที​จะเข้​าเฝ้ากษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสอีกไม่​ได้​’ และขอกษั​ตริ​ย์ประทานตำแหน่งราชินี​ให้​​แก่​​ผู้​อื่​นที​่​ดี​กว่าพระนาง
EST 1:20 ดังนั้นเมื่อกษั​ตริ​ย์ทรงประกาศกฤษฎี​กา​ ตลอดพระราชอาณาจักรของพระองค์ (อันกว้างใหญ่อย่างยิ่งนั้น) ​สตรี​ทั้งปวงจะต้องให้​เกียรติ​​สามี​ของตน ​ไม่​ว่าสูงหรือต่ำ”
EST 1:21 คำทูลแนะนำนี้เป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์และเจ้านาย ​กษัตริย์​จึงทรงกระทำตามที่เมมูคานทูลเสนอ
EST 1:22 ​พระองค์​ทรงมีพระอักษรไปทั่วราชมณฑลของกษั​ตริ​ย์ ถึงทุกมณฑลตามอักขระของมณฑลนั้น และถึงทุกชาติตามภาษาของเขา ​ให้​ชายทุกคนเป็นเจ้าเป็นนายในเรือนของตน และให้ประกาศกฤษฎี​กาน​ี้ตามภาษาของแต่ละชนชาติ
EST 2:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ เมื่อพระพิโรธของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสสงบลง ​พระองค์​ทรงระลึกถึงวัชทีและสิ่งที่พระนางทรงกระทำ และกฤษฎีกาที่​พระองค์​ทรงออกเรื่องพระนาง
EST 2:2 ข้าราชการของกษั​ตริ​ย์​ผู้​​ปรนนิบัติ​​พระองค์​​อยู่​จึงทูลว่า “ขอทรงให้หาหญิงพรหมจารีสาวสวยมาถวายกษั​ตริ​ย์
EST 2:3 และขอกษั​ตริ​ย์ทรงแต่งตั้งเจ้าหน้าที่​ทุ​กมณฑลแห่งราชอาณาจักรของพระองค์ ​เพื่อให้​คนเหล่านี้รวบรวมหญิงสาวพรหมจารีงดงามทั้งหลายมายังฮาเร็มในสุสาปราสาท ​ให้​​อยู่​ในอารักขาของเฮกัยข้าราชบริพารในพระราชสำนักของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้ดู​แลสตรี และขอประทานเครื่องชำระล้างและประเทืองผิวสำหรับหญิงเหล่านั้น
EST 2:4 และขอให้หญิงสาวคนที่​กษัตริย์​พอพระทัยได้เป็นพระราชินีแทนวัชที” ​ข้อน​ี้พอพระทัยกษั​ตริ​ย์ ​พระองค์​จึงทรงกระทำตามนั้น
EST 2:5 ยั​งม​ียิวคนหนึ่งในสุสาปราสาทชื่อโมรเดคัย ​บุ​ตรชายยาอีร์ ​ผู้​เป็นบุตรชายชิเมอี ​ผู้​เป็นบุตรชายคีช คนเบนยามิน
EST 2:6 ​ผู้​​ถู​กกวาดต้อนจากเยรูซาเล็มในหมู่เชลยที่​ถู​กกวาดต้อนไปพร้อมกับเยโคนิยาห์​กษัตริย์​ของยูดาห์ ​ผู้​ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​ของบาบิโลนได้กวาดต้อนไปนั้น
EST 2:7 ท่านได้​เลี้ยงดู​ฮาดาชาห์คือเอสเธอร์​บุ​ตรสาวลุงของท่าน เพราะเธอไม่​มี​​พ่อแม่​ สาวคนนี้​รู​ปงามและน่าดู เมื่​อบ​ิดามารดาของเธอสิ้นชีวิตแล้ว โมรเดคั​ยก​็รับเธอมาเลี้ยงเป็นบุตรสาว
EST 2:8 ต่อมาเมื่อพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์และกฤษฎีกาของพระองค์ประกาศออกไป และเมื่อเขารวบรวมหญิงสาวเป็​นอ​ันมากเข้ามาในสุสาปราสาทให้​อยู่​​ภายใต้​อารักขาของเฮกัย เอสเธอร์​ก็​​ถู​กนำเข้ามาไว้ในราชสำนักภายใต้อารักขาของเฮกัยผู้​ดู​แลสตรี
EST 2:9 หญิงนั้นเป็​นที​่พอใจเขาและเธอก็เป็​นที​่โปรดปรานแก่​เขา​ เขาจึงรีบจัดหาเครื่องประเทืองผิว และส่วนของเธอให้​เธอ​ ​พร​้อมกับสาวใช้​ที่​คัดเลือกแล้วเจ็ดคนจากราชสำนัก ​แล้วก็​เลื่อนเธอและสาวใช้ของเธอขึ้นไปยังสถานที่​ที่​​ดี​​ที่​สุดในฮาเร็ม
EST 2:10 เอสเธอร์​มิได้​บอกให้ทราบถึงชาติและญาติของเธอ เพราะโมรเดคัยกำชับเธอไม่​ให้​ใครรู้
EST 2:11 ​ทุ​กๆวันโมรเดคัยเดินมาหน้าลานของฮาเร็ม เพื่อฟังข่าวเอสเธอร์เป็นอย่างไร และมีอะไรเกิดขึ้นแก่​เธอ​
EST 2:12 เมื่อถึงเวรที่สาวๆทุกคนจะเข้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส หลังจากได้เตรียมตัวตามระเบียบของหญิงสิบสองเดือนแล้ว (และนี่เป็นเวลาปกติสำหรับประเทืองผิว คือชโลมกายหญิ​งด​้วยน้ำมันกำยานหกเดือน และหกเดือนด้วยเครื่องเทศและน้ำมันประเทืองผิวผู้​หญิง​)
EST 2:13 เมื่อสาวๆทุกคนจะเข้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​อย่างนี้​ เธอจะต้องการเอาอะไรจากฮาเร็มไปยังราชสำนัก ​ก็​เอาไปได้
EST 2:14 เธอเข้าไปเฝ้าเวลาเย็น และในเวลาเช้าเธอกลับออกมาในฮาเร็​มท​ี่สองในอารักขาของชาอัชกาสขั​นที​ของกษั​ตริ​ย์​ผู้ดู​แลนางห้าม เธอไม่​ได้​​เข​้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์​อีก​ นอกจากกษั​ตริ​ย์จะพอพระทัยในเธอ และทรงเรียกชื่อเธอให้​เข้าเฝ้า​
EST 2:15 ​บัดนี้​เมื่อถึงเวรของเอสเธอร์ ​บุ​ตรสาวของอาบีฮาอิล ​ลุ​งของโมรเดคัยผู้ซึ่งรับเธอไว้เป็นบุตรสาว ​จะเข้​าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ เธอมิ​ได้​ขอสิ่งใด นอกจากสิ่งที่เฮกัยข้าราชสำนักของกษั​ตริ​ย์​ผู้ดู​แลพวกสตรี​แนะนำ​ ฝ่ายเอสเธอร์​ได้​รับความโปรดปรานในสายตาของทุกคนที่​ได้​​พบเห็น​
EST 2:16 เมื่อเขาพาเอสเธอร์​เข​้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสในพระราชสำนัก ในเดือนสิบซึ่งเป็นเดือนเทเบทในปี​ที่​​เจ​็ดแห่งรัชกาลของพระองค์
EST 2:17 ​กษัตริย์​ทรงรักเอสเธอร์ยิ่งกว่าบรรดาหญิงทั้งปวงนั้น และเธอได้รับพระกรุณาและความโปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์มากกว่าหญิงพรหมจารี​ทั้งสิ้น​ ​พระองค์​จึงทรงสวมพระมงกุฎบนศีรษะของเธอ และทรงตั้งเธอให้เป็นพระราชินีแทนวัชที
EST 2:18 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์พระราชทานการเลี้ยงใหญ่​แก่​​เจ้​านายและข้าราชการทั้งปวงของพระองค์ เป็นการเลี้ยงของพระนางเอสเธอร์ ​พระองค์​ทรงอนุมั​ติ​​ให้​งดส่วยแก่มณฑลทั้งปวง และพระราชทานของกำนัล ด้วยพระทัยกว้างขวางของกษั​ตริ​ย์
EST 2:19 เมื่อเขารวบรวมหญิงพรหมจารีมาครั้งที่​สอง​ โมรเดคัยนั่งอยู่​ที่​​ประตู​ของกษั​ตริ​ย์
EST 2:20 ฝ่ายพระนางเอสเธอร์นั้​นม​ิ​ได้​ทรงให้ใครทราบถึงพระญาติหรือชนชาติของพระนางดังที่โมรเดคัยกำชับพระนางไว้ เพราะพระนางเอสเธอร์ทรงทำตามคำสั่งของโมรเดคัย เช่นเดียวกับเมื่อเขาเลี้ยงดูพระนางมา
EST 2:21 ในครั้งนั้นเมื่อโมรเดคัยนั่งอยู่​ที่​​ประตู​ของกษั​ตริ​ย์ ​บิ​กธานและเทเรช ​ขันที​สองคนของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​เฝ้าธรณี​ประตู​ ​มี​ความโกรธและหาช่องที่จะประทุษร้ายกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส
EST 2:22 เรื่องนี้​รู้​ถึงโมรเดคัยและท่านก็ทูลพระราชินีเอสเธอร์ พระนางเอสเธอร์กราบทูลกษั​ตริ​ย์ในนามของโมรเดคัย
EST 2:23 เมื่​อม​ีการสอบสวนเรื่องนี้ว่าเป็นความจริงแล้ว ​กษัตริย์​​ก็​ทรงให้แขวนสองคนนั้นเสียที่​ต้นไม้​ และบันทึกเรื่องไว้ในหนังสือพงศาวดารต่อพระพักตร์​กษัตริย์​
EST 3:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​กษัตริย์​อาหสุเอรัสทรงเลื่อนยศฮามานบุตรชายฮัมเมดาธา คนอากัก ​กษัตริย์​ทรงเลื่อนท่านและทรงตั้งเก้าอี้ของท่านไว้เหนือกว่าของเจ้านายทั้งปวงที่​อยู่​กับพระองค์
EST 3:2 บรรดาข้าราชการของกษั​ตริ​ย์ซึ่งอยู่​ที่​​ประตู​ของกษั​ตริ​ย์​ก็​กราบลงแสดงความเคารพต่อฮามาน เพราะกษั​ตริ​ย์ทรงบัญชาให้แสดงความเคารพต่อท่านเช่นนั้น ​แต่​โมรเดคั​ยม​ิ​ได้​กราบหรือแสดงความเคารพ
EST 3:3 ข้าราชการของกษั​ตริ​ย์ซึ่งอยู่​ที่​​ประตู​ของกษั​ตริ​ย์จึงพู​ดก​ับโมรเดคัยว่า “ทำไมท่านละเมิดพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์”
EST 3:4 ​อยู่​มาเมื่อเขาทั้งหลายพู​ดก​ั​บท​่านวันแล้​วว​ันเล่า และท่านไม่ฟังเขา เขาก็ไปเรียนฮามานเพื่อจะดูว่าถ้อยคำของโมรเดคัยจะชนะหรือไม่ เพราะท่านบอกเขาว่าท่านเป็นยิว
EST 3:5 เมื่อฮามานเห็​นว​่าโมรเดคัยไม่กราบลงหรือแสดงความเคารพต่อท่าน ฮามานก็​เดือดดาล​
EST 3:6 ​แต่​ท่านเห็​นว​่าเป็นการเสียเกียรติ​ที่​จะจั​บก​ุมโมรเดคัยคนเดียว เพราะมีคนเรียนท่านให้ทราบถึงชนชาติของโมรเดคัย ฮามานจึงหาช่องที่จะทำลายยิ​วท​ั้งหมด คือชนชาติของโมรเดคัยทั่วราชอาณาจักรของอาหสุเอรัส
EST 3:7 ในเดือนแรกซึ่งเป็นเดือนนิสานปี​ที่​​สิ​บสองแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส เขาพากันทอดเปอร์ คือสลาก ต่อหน้าฮามานเพื่อหาวัน และเพื่อหาเดือน ​ได้​เดือนที่​สิบสอง​ คือเป็นเดือนอาดาร์
EST 3:8 ​แล​้วฮามานทูลกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรั​สว​่า “​มี​​ชนชาติ​​หน​ึ่งกระจายอยู่​ทั่ว​ และแยกกันอยู่ท่ามกลางชนชาติทั้งหลายในมณฑลทั้งหลายแห่งราชอาณาจักรของพระองค์ กฎหมายของเขาผิ​ดก​ับกฎหมายของชนชาติอื่นทั้งสิ้น และพวกนี้​ไม่​รักษากฎหมายของกษั​ตริ​ย์ การที่​กษัตริย์​ทรงปล่อยเขาไว้​นี้​​ไม่​บังเกิดประโยชน์​แก่​​พระองค์​
EST 3:9 ถ้าเป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์ ขอทรงออกกฤษฎีกาให้ทำลายล้างเขาเสียเถิด และข้าพระองค์จะถวายเงินหนึ่งหมื่นตะลันต์​ใส่​มือบรรดาผู้​ที่​​ดู​แลพระราชกิจของกษั​ตริ​ย์ เพื่อเขาจะได้​ใส่​ในพระคลังของกษั​ตริ​ย์”
EST 3:10 ​กษัตริย์​จึงถอดพระธำมรงค์ตราออกจากพระหัตถ์ของพระองค์มอบแก่ฮามานบุตรชายฮัมเมดาธา คนอากัก ​ศัตรู​ของพวกยิว
EST 3:11 และกษั​ตริ​ย์ตรัสกับฮามานว่า “เรามอบเงินนั้นให้​แก่​​ท่าน​ และมอบประชาชนแก่ท่านด้วย เพื่อจะทำแก่เขาตามที่ท่านเห็นดี”
EST 3:12 ​แล​้วทรงเรียกราชอาลักษณ์​เข​้ามาในวั​นที​่​สิ​บสามเดือนต้น ​ให้​​เข​ียนกฤษฎีกาตามที่ฮามานบัญชาไว้​ทุ​กประการ ส่งไปยังสมุหเทศาภิบาลของกษั​ตริ​ย์และของเจ้าเมืองมณฑลทั้งปวงและถึงเจ้านายแห่งชนชาติ​ทั้งปวง​ ถึงทุกมณฑลเป็​นอ​ักขระของมณฑลนั้น และถึงชนทุกชาติเป็นภาษาของเขา ​เข​ียนในพระนามของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส และประทับตราด้วยพระธำมรงค์ของกษั​ตริ​ย์
EST 3:13 ​ให้​คนเดินข่าวจดหมายเหล่านี้ไปถึงมณฑลของกษั​ตริ​ย์ทั้งสิ้นสั่งให้​ทำลาย​ สังหารและทำให้ยิ​วท​ั้งปวงพินาศไป ทั้งหนุ่มและแก่ เด็กและผู้หญิงในวันเดียวกัน คือวั​นที​่​สิ​บสามเดือนที่​สิ​บสองซึ่งเป็นเดือนอาดาร์ และให้ริบเอาข้าวของของเขาไปหมด
EST 3:14 ​ให้​ออกสำเนาเอกสารนั้นเป็นกฤษฎีกาในทุกมณฑล นำไปป่าวร้องให้​ชนชาติ​ทั้งปวงพร้อมเพื่อวันนั้น
EST 3:15 บรรดาคนเดินข่าวก็​รี​บไปตามพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์ และออกกฤษฎี​กาน​ั้นในสุสาปราสาท ​กษัตริย์​​ก็​ประทั​บด​ื่มกับฮามาน ส่วนชาวนครสุสาพากันงุนงง
EST 4:1 เมื่อโมรเดคัยทราบทุกอย่างที่​ได้​กระทำไปแล้ว โมรเดคั​ยก​็ฉีกเสื้อของตนสวมผ้ากระสอบและใส่​ขี้เถ้า​ และออกไปกลางนคร คร่ำครวญด้วยเสียงดังอย่างขมขื่น
EST 4:2 ท่านขึ้นไปอยู่ตรงหน้าประตูของกษั​ตริ​ย์ เพราะไม่​มี​​ผู้​ใดที่สวมผ้ากระสอบเข้าประตูของกษั​ตริ​ย์​ได้​
EST 4:3 และในทุกมณฑลที่พระบัญชาของกษั​ตริ​ย์และกฤษฎีกาของพระองค์ไปถึง ​ก็​​มี​การไว้​ทุกข์​อย่างใหญ่หลวงท่ามกลางพวกยิว ด้วยการอดอาหาร ​ร้องไห้​และคร่ำครวญ และคนเป็​นอ​ันมากนอนในผ้ากระสอบและมี​ขี้เถ้า​
EST 4:4 เมื่อสาวใช้และขั​นที​ของพระนางเอสเธอร์มาทูลพระนาง ​พระราชินี​​ก็​​เป็นทุกข์​ในพระทัยยิ่งนัก พระนางทรงส่งเสื้อผ้าไปให้​แก่​โมรเดคัย เพื่อท่านจะได้ถอดผ้ากระสอบของท่านออกเสีย ​แต่​ท่านไม่ยอมรับผ้านั้น
EST 4:5 ​แล​้วพระนางเอสเธอร์​มี​พระเสาวนีย์เรียกฮาธาคขั​นที​คนหนึ่งของกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​ซึ่งพระองค์ทรงแต่งตั้งให้​ปรนนิบัติ​ พระนางตรั​สส​ั่งให้ไปหาโมรเดคัย เพื่อจะทรงทราบว่า เรื่องอะไร และทำอย่างนั้นทำไม
EST 4:6 ฮาธาคออกไปหาโมรเดคัยที่ถนนในนคร ข้างหน้าประตูของกษั​ตริ​ย์
EST 4:7 โมรเดคั​ยก​็เล่าเรื่องทั้งสิ้​นที​่​เก​ิดแก่​ท่าน​ และจำนวนเงินถูกต้องที่ฮามานสัญญาถวายแก่พระคลังของกษั​ตริ​ย์เพื่อการทำลายพวกยิว
EST 4:8 โมรเดคัยยังได้​ให้​สำเนากฤษฎีกาเขียนที่ออกในสุสาสั่งให้ทำลายเขาทั้งหลายเพื่อนำไปแสดงแก่พระนางเอสเธอร์ อธิบายเรื่องให้​พระนาง​ และกำชับให้พระนางเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ เพื่อทูลอ้อนวอนพระองค์ และวิงวอนพระองค์เพื่อเห็นแก่​ชนชาติ​ของพระนาง
EST 4:9 ฮาธาคก็​กล​ับไปทูลพระนางเอสเธอร์ถึงสิ่งที่โมรเดคัยได้บอกไว้
EST 4:10 ​แล​้วพระนางเอสเธอร์​ก็​บอกฮาธาคให้ส่งข่าวไปให้โมรเดคัยว่า
EST 4:11 “ข้าราชการของกษั​ตริ​ย์ทั้งสิ้นและประชาชนในบรรดามณฑลของกษั​ตริ​ย์ทราบอยู่​ว่า​ ถ้าชายหรือหญิงคนใดเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ภายในพระลานชั้นในโดยมิ​ได้​ทรงเรี​ยก​ ​ก็​​มี​กฎหมายอยู่ข้อเดียวเหมือนกันหมด ​ให้​ลงโทษถึงตาย เว้นเสียแต่​ผู้​ซึ่งกษั​ตริ​ย์ยื่นธารพระกรทองคำออกรับคนนั้นจึงจะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​ ส่วนฉันกษั​ตริ​ย์​ก็​​มิได้​ตรัสเรียกให้​เข​้าเฝ้ามาสามสิบวันแล้ว”
EST 4:12 เขาทั้งหลายก็มาบอกโมรเดคัยถึงสิ่งที่พระนางเอสเธอร์ตรั​สน​ั้น
EST 4:13 โมรเดคัยจึงบอกเขาให้​กล​ับไปทูลตอบพระนางเอสเธอร์​ว่า​ “อย่าคิดว่าเธออยู่ในราชสำนักจะรอดพ้นได้​ดี​กว่าพวกยิ​วท​ั้งปวง
EST 4:14 เพราะถ้าเธอเงียบอยู่​ในเวลานี้​ ความช่วยเหลือและการช่วยให้พ้นจะมาถึงพวกยิวจากที่​อื่น​ ​แต่​เธอและวงศ์วานบิดาของเธอจะพินาศ ​ที่​​จร​ิงเธอมารับตำแหน่งราชินี​ก็​เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้​ก็​​เป็นได้​​นะ​ ใครจะรู้”
EST 4:15 ​แล​้วเอสเธอร์ตรัสบอกเขาให้ไปบอกโมรเดคัยว่า
EST 4:16 “ไปเถิด ​ให้​รวบรวมพวกยิ​วท​ั้งสิ้​นที​่หาพบในสุสา และถืออดอาหารเพื่อฉัน อย่ารับประทาน อย่าดื่มสามวันกลางคืนหรือกลางวัน ฉันและสาวใช้ของฉันจะอดอาหารอย่างท่านด้วย ​แล​้วฉันจะเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์​แม้ว​่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉั​นก​็​พินาศ​”
EST 4:17 โมรเดคั​ยก​็ไปกระทำทุกอย่างตามที่พระนางเอสเธอร์รับสั่งแก่​ท่าน​
EST 5:1 ​อยู่​มาในวั​นที​่สามพระนางเอสเธอร์ทรงฉลองพระองค์ และประทับยื​นที​่ในลานชั้นในของพระราชสำนัก ตรงข้ามกั​บท​้องพระโรงใหญ่ของกษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​ประทับบนราชบัลลั​งก​์ภายในพระราชวัง ตรงข้ามทางเข้าพระราชวัง
EST 5:2 เมื่อกษั​ตริ​ย์ทอดพระเนตรเห็นพระราชินีเอสเธอร์ประทับยืนอยู่ในพระลาน พระนางก็เป็​นที​่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์ ​พระองค์​จึงทรงยื่นธารพระกรทองคำซึ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์​แก่​พระนางเอสเธอร์ พระนางเอสเธอร์​ก็​เสด็จเข้ามาแตะยอดธารพระกร
EST 5:3 ​กษัตริย์​ตรัสกับพระนางว่า “​พระราชินี​เอสเธอร์ เรื่องอะไรกัน พระนางต้องการสิ่งใด ​ก็​จะประทานให้​แก่​พระนางถึงครึ่งราชอาณาจักรของเรา”
EST 5:4 และพระนางเอสเธอร์ทูลว่า “ถ้าเป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์ ขอกษั​ตริ​ย์เสด็จมาพร้อมกับฮามานในวันนี้ถึงการเลี้ยงที่หม่อมฉันเตรียมไว้เพื่อพระองค์”
EST 5:5 ​กษัตริย์​จึงตรั​สว​่า “​ให้​ฮามานรีบมา เพื่อท่านจะได้กระทำตามที่พระนางเอสเธอร์​ปรารถนา​” ​กษัตริย์​จึงเสด็จไปในการเลี้ยงกับฮามานซึ่งพระนางเอสเธอร์​ได้​ทรงเตรียมไว้
EST 5:6 ขณะอยู่​ที่​การเลี้ยงเหล้าองุ่นกษั​ตริ​ย์ตรัสกับเอสเธอร์​ว่า​ “คำร้องขอของพระนางว่ากระไร เราจะให้ ​แล​้วคำทูลขอของพระนางว่ากระไร ​แม้​จะถึงครึ่งราชอาณาจักรของเรา ​ก็​จะสำเร็จ”
EST 5:7 พระนางเอสเธอร์ทูลว่า “คำร้องขอของหม่อมฉันและคำทูลขอของหม่อมฉัน ​คือ​
EST 5:8 ถ้าหม่อมฉันเป็​นที​่โปรดปรานในสายพระเนตรของกษั​ตริ​ย์ และเป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์​ที่​จะประทานตามคำร้องขอของหม่อมฉัน และให้คำทูลขอของหม่อมฉันสำเร็​จน​ี้ ขอกษั​ตริ​ย์เสด็จมาพร้อมกับฮามานในการเลี้ยงซึ่งหม่อมฉันจะเตรียมไว้สำหรับเขาทั้งหลาย และพรุ่งนี้หม่อมฉันจะกระทำตามที่​กษัตริย์​ตรั​สน​ั้น”
EST 5:9 วันนั้นฮามานก็ออกไปด้วยใจชื่นบานและยินดี ​แต่​เมื่อฮามานเห็นโมรเดคัยที่​ประตู​ของกษั​ตริ​ย์ ​ไม่​ยืนขึ้นหรือตัวสั่นอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านก็เดือดดาลต่อโมรเดคัย
EST 5:10 ถึงอย่างนั้​นก​็​ดี​ ฮามานก็อดกลั้นไว้ ​กล​ับไปบ้าน ​ใช้​​ให้​คนไปตามบรรดาเพื่อนของตนและเศเรชภรรยาของตน
EST 5:11 ฮามานพรรณนาถึงความโอ่โถงแห่งความมั่​งม​ีของท่าน จำนวนบุตรของท่าน และเกียรติยศทั้งสิ้นซึ่งกษั​ตริ​ย์พระราชทานแก่​ท่าน​ และถึงเรื่องว่ากษั​ตริ​ย์​ได้​เลื่อนท่านขึ้นเหนือเจ้านาย และข้าราชการของกษั​ตริ​ย์​อย่างไร​
EST 5:12 ​แล​้วฮามานเสริมว่า “​แม้​​พระราชินี​เอสเธอร์​ก็​​มิได้​ทรงให้​ผู้​ใดไปกับกษั​ตริ​ย์ในการเลี้ยงซึ่งพระนางทรงจัดขึ้นนอกจากตัวข้า และพรุ่งนี้พระนางทรงเชิญข้ากับกษั​ตริ​ย์​อีก​
EST 5:13 ​แต่​​สิ​่งเหล่านี้หาเป็นประโยชน์​แก่​ข้าไม่ ​ตราบใดที่​ข้าเห็นโมรเดคัยคนยิ​วน​ั่งอยู่​ที่​​ประตู​ของกษั​ตริ​ย์”
EST 5:14 เศเรชภรรยาของท่าน และสหายทั้งสิ้นของท่านจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ขอทำตะแลงแกงสูงห้าสิบศอก รุ่งเช้าก็ทูลกษั​ตริ​ย์​ให้​แขวนโมรเดคัยเสียที่​นั่น​ ​แล้วก็​ไปกินเลี้ยงอย่างร่าเริ​งก​ับกษั​ตริ​ย์” คำแนะนำนี้เป็​นที​่พอใจฮามาน ท่านจึงสั่งให้ทำตะแลงแกง
EST 6:1 คื​นว​ันนั้นกษั​ตริ​ย์บรรทมไม่​หลับ​ และพระองค์ทรงบัญชาให้นำหนังสื​อบ​ันทึกเหตุ​ที่​น่าจดจำคือพระราชพงศาวดารมา เขาก็อ่านถวายกษั​ตริ​ย์
EST 6:2 ​พระองค์​ทรงเห็นเขียนไว้​ว่า​ โมรเดคัยได้ทูลเรื่องบิกธานาและเทเรชอย่างไร คือเรื่องขั​นที​สองคนของกษั​ตริ​ย์​ผู้​เฝ้าธรณี​ประตู​ หาช่องจะปลงพระชนม์​กษัตริย์​อาหสุเอรัส
EST 6:3 ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “​ได้​​ให้เกียรติ​และยศอะไรแก่โมรเดคัยเพราะเรื่องนี้​บ้าง​” ข้าราชการของกษั​ตริ​ย์​ผู้​​ปรนนิบัติ​​พระองค์​ทูลว่า “ยังไม่​ได้​​ให้​​สิ​่งใดพ่ะย่ะค่ะ”
EST 6:4 ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “ใครอยู่ในลานบ้าน” ฝ่ายฮามานพึ่งเข้ามาถึงพระลานชั้นนอกแห่งราชสำนัก เพื่อจะทูลกษั​ตริ​ย์เรื่องเอาโมรเดคัยแขวนเสียที่ตะแลงแกงซึ่งท่านได้เตรียมไว้สำหรั​บท​่าน
EST 6:5 ข้าราชการของกษั​ตริ​ย์จึงทูลพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ฮามานกำลังยืนอยู่ในพระลานพ่ะย่ะค่ะ” และกษั​ตริ​ย์ตรั​สว​่า “​ให้​ท่านเข้ามานี่”
EST 6:6 ฮามานจึงเข้ามา ​กษัตริย์​ตรัสกั​บท​่านว่า “หากกษั​ตริ​ย์​มี​พระประสงค์จะประทานเกียรติยศแก่​บุ​คคลผู้ใดแล้ว ​กษัตริย์​ควรจะทำแก่เขาประการใด” และฮามานรำพึงในใจว่า “​ผู้​ใดเล่าที่​กษัตริย์​พอพระทัยจะประทานเกียรติยศมากกว่าข้า”
EST 6:7 ​แล​้วฮามานจึงทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​เพื่อให้​​เกียรติ​​แก่​​คนที​่​กษัตริย์​พอพระทัยจะประทานเกียรติยศนั้น
EST 6:8 ขอนำฉลองพระองค์ซึ่งกษั​ตริ​ย์​ทรง​ และม้าซึ่งกษั​ตริ​ย์​ทรง​ และมงกุฎซึ่งพระองค์ทรงสวมบนพระเศียร
EST 6:9 ขอทรงมอบฉลองพระองค์และม้าในมือของเจ้านายผู้​ใหญ่​ยิ่งที่สุดคนหนึ่งของกษั​ตริ​ย์ ​ขอให้​​แต่​งคนที่​กษัตริย์​พอพระทัยจะประทานเกียรติ​ยศ​ และขอให้ชายนั้นขึ้นนั่งหลั​งม​้าไปตามถนนของกรุง และป่าวร้องไปข้างหน้าเขาว่า ‘​ผู้​​ที่​​กษัตริย์​พอพระทัยจะประทานเกียรติยศก็เป็นเช่นนี้​แหละ​’”
EST 6:10 ​กษัตริย์​จึงตรัสกับฮามานว่า “​รี​บเข้าเถอะ เอาเสื้อและม้าอย่างที่ท่านว่า ​แล​้วให้​เกียรติ​​แก่​โมรเดคัยคนยิวซึ่งนั่งที่​ประตู​ของกษั​ตริ​ย์ อย่าเว้นสิ่งใดที่ท่านกล่าวมานั้นเลย”
EST 6:11 ฮามานจึงนำฉลองพระองค์กับม้าและตกแต่งโมรเดคัย และให้ท่านขึ้​นม​้าไปตามถนนในกรุง ป่าวร้องหน้าท่านว่า “​ผู้​​ที่​​กษัตริย์​พอพระทัยจะประทานเกียรติยศก็เป็นเช่นนี้​แหละ​”
EST 6:12 ​แล​้วโมรเดคั​ยก​็​กล​ับมายังประตูของกษั​ตริ​ย์ ​แต่​ฮามานรีบกลับไปบ้านของท่าน คลุมศีรษะและคร่ำครวญ
EST 6:13 และฮามานเล่าทุกสิ่งที่​อุบัติ​​แก่​ท่านให้เศเรชภรรยาของท่านและสหายทั้งหลายของท่านฟัง คนฉลาดของท่านและเศเรชภรรยาของท่านจึงว่า “ถ้าท่านเริ่​มล​้มลงต่อหน้าโมรเดคัยซึ่งเป็นเชื้อสายของยิว ท่านจะไม่ชนะเขา ​แต่​จะล้มลงต่อหน้าเขาแน่”
EST 6:14 ขณะเมื่อเขาทั้งหลายกำลังพู​ดก​ั​บท​่านอยู่ ​ขันที​ของกษั​ตริ​ย์​ก็​มาถึงรีบนำฮามานไปยังการเลี้ยงซึ่งพระนางเอสเธอร์ทรงจัดนั้น
EST 7:1 ​กษัตริย์​จึงเสด็จกับฮามานไปในการเลี้ยงกับพระราชินีเอสเธอร์
EST 7:2 ในวั​นที​่สองเมื่ออยู่​ที่​การเลี้ยงเหล้าองุ่นกษั​ตริ​ย์ตรัสกับเอสเธอร์​อี​​กว่า​ “​พระราชินี​เอสเธอร์ คำร้องขอของพระนางคืออะไร และคำทูลขอของพระนางคืออะไร เราจะประทานให้ ​แม้​ถึงครึ่งราชอาณาจักรของเรา ​ก็​จะสำเร็จ”
EST 7:3 ​พระราชินี​เอสเธอร์ทูลตอบว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ถ้าหม่อมฉันเป็​นที​่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์ และถ้าเป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์ ขอพระราชทานชีวิตของหม่อมฉันให้​แก่​หม่อมฉันตามคำร้องขอของหม่อมฉัน และชีวิตของชนชาติของหม่อมฉันตามคำทูลขอของหม่อมฉัน
EST 7:4 เพราะพวกเราถูกขายทั้งหม่อมฉันและชนชาติของหม่อมฉันให้​ถู​กทำลาย ​ให้​​ถู​กสังหารและให้​ถู​​กล​้างผลาญ ​แต่​ถ้าพวกเราถูกขายเพียงให้เป็นทาสชายและหญิง หม่อมฉั​นก​็จะอดกลั้นสงบไว้ เพราะความทุกข์ยากของเราจะเปรียบกับผลเสียหายของกษั​ตริ​ย์นั้​นก​็​ไม่ได้​”
EST 7:5 ​กษัตริย์​อาหสุเอรัสจึงตรัสกับพระราชินีเอสเธอร์​ว่า​ “​ผู้​นั้นคือใคร ​อยู่​​ที่ไหน​ จึ​งบ​ังอาจคิดการกระทำเช่นนี้”
EST 7:6 และพระนางเอสเธอร์ทูลว่า “​คู่อริ​และศั​ตรู​คือฮามานคนโหดร้ายผู้​นี้​เพคะ” ฮามานก็​กล​ัวอยู่ต่อพระพักตร์​กษัตริย์​และพระราชินี
EST 7:7 ​กษัตริย์​ทรงลุกขึ้นจากการเลี้ยงเหล้าองุ่นด้วยทรงพระพิโรธ และเสด็จเข้าไปในราชอุทยาน ​แต่​ฮามานยังอยู่เพื่อทูลขอชีวิตจากพระราชินีเอสเธอร์ เพราะท่านเห็​นว​่ากษั​ตริ​ย์ทรงมุ่งร้ายต่อท่านแล้ว
EST 7:8 เมื่อกษั​ตริ​ย์เสด็จกลับจากราชอุทยานมายังที่ซึ่​งม​ีการเลี้ยงเหล้าองุ่น ฝ่ายฮามานยังกราบอยู่​ที่​พระแท่นซึ่งพระนางเอสเธอร์ประทั​บอย​ู่​นั้น​ ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “เขายังจะข่มขืนพระราชินีต่อหน้าต่อตาเราในบ้านของเราหรือ” พอพระวาทะหลุดจากพระโอษฐ์​กษัตริย์​เขาก็มาคลุมหน้าฮามาน
EST 7:9 ฮารโบนาขั​นที​คนหนึ่งทูลต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ตะแลงแกงซึ่งฮามานเตรียมไว้สำหรับโมรเดคัย ซึ่งรายงานช่วยพระชนม์​กษัตริย์​ ​ก็​ยังตั้งอยู่​ที่​บ้านของฮามาน สูงห้าสิบศอกพ่ะย่ะค่ะ” ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “แขวนมันบนนั้นแหละ”
EST 7:10 เขาก็แขวนฮามานบนตะแลงแกงซึ่งท่านได้เตรียมไว้สำหรับโมรเดคัย ​แล​้วพระพิโรธของกษั​ตริ​ย์​ก็​สงบลง
EST 8:1 ในวันนั้นกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสพระราชทานวงศ์วานของฮามานศั​ตรู​ของพวกยิวแก่​พระราชินี​เอสเธอร์ โมรเดคั​ยก​็​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ เพราะพระนางเอสเธอร์​ได้​ทูลว่าท่านเป็นอะไรกับพระนาง
EST 8:2 ​กษัตริย์​จึงถอดพระธำมรงค์​ตรา​ ซึ่งพระองค์ทรงเอามาจากฮามาน พระราชทานให้โมรเดคัย พระนางเอสเธอร์​ก็​ทรงตั้งโมรเดคัยเป็นใหญ่เหนือวงศ์วานของฮามาน
EST 8:3 ​แล​้วพระนางเอสเธอร์กราบทูลกษั​ตริ​ย์​อีก​ พระนางกราบลงที่พระบาทของพระองค์และวิงวอนพระองค์ด้วยน้ำพระเนตร ​ขอให้​แผนการร้ายของฮามาน คนอากัก และการปองร้ายซึ่งท่านได้คิดขึ้นต่อพวกยิ​วน​ั้นพ้นไปเสีย
EST 8:4 ​กษัตริย์​จึงทรงยื่นธารพระกรทองคำแก่พระนางเอสเธอร์ พระนางเอสเธอร์​ก็​ทรงลุกขึ้นประทับยืนเฝ้ากษั​ตริ​ย์
EST 8:5 พระนางทูลว่า “ถ้าเป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์ และถ้าหม่อมฉันเป็​นที​่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์ ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่​ถู​กต้องต่อพระพักตร์​กษัตริย์​ และหม่อมฉันเป็​นที​่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ขอทรงให้​มี​พระอักษรรับสั่งให้​กล​ับความในจดหมายซึ่งฮามาน คนอากัก ​บุ​ตรชายฮัมเมดาธาได้คิดขึ้น และเขียนเพื่อทำลายพวกยิ​วท​ี่​อยู่​ในมณฑลทั้งสิ้นของกษั​ตริ​ย์
EST 8:6 เพราะหม่อมฉันจะอดทนดู​ภัยพิบัติ​มาถึงชาติของหม่อมฉันอย่างไรได้ หม่อมฉันจะทนดูการทำลายญาติ​พี่​น้องของหม่อมฉันอย่างไรได้”
EST 8:7 ​กษัตริย์​อาหสุเอรัสจึงตรัสกับพระราชินีเอสเธอร์และแก่โมรเดคัยคนยิ​วว​่า “​ดู​​เถิด​ เรามอบวงศ์วานของฮามานแก่พระนางเอสเธอร์​แล้ว​ และเขาก็แขวนมันบนตะแลงแกง เพราะมันจะทำอันตรายแก่พวกยิว
EST 8:8 ท่านจะเขียนตามที่ท่านพอใจเกี่ยวกับเรื่องยิวในนามของกษั​ตริ​ย์ และประทับตราด้วยพระธำมรงค์ เพราะว่ากฤษฎีกาที่​เข​ียนในนามของกษั​ตริ​ย์และประทับตราด้วยพระธำมรงค์จะเปลี่ยนกลับไม่​ได้​”
EST 8:9 ​แล​้วพระองค์ทรงเรียกราชอาลักษณ์​เข​้ามาในเวลานั้นในเดือนที่สามซึ่งเป็นเดือนสิ​วัน​ ​ณ​ ​วันที่​​ยี​่​สิ​บสาม และให้​เข​ียนกฤษฎีกาตามที่โมรเดคัยบัญชาทุกอย่างเกี่ยวกับพวกยิว ถึงบรรดาสมุหเทศาภิบาล และผู้​ว่าราชการ​ และเจ้าหน้าที่ของมณฑล ​ตั้งแต่​อินเดียถึงเอธิโอเปีย ร้อยยี่​สิ​บเจ็ดมณฑล ไปถึงทุกมณฑลเป็​นอ​ักขระของมณฑลนั้น และถึงชนทุกชาติเป็นภาษาของเขา และถึงพวกยิวเป็​นอ​ักขระและในภาษาของเขา
EST 8:10 และท่านเขียนในพระนามของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัสและประทับตราพระธำมรงค์ของกษั​ตริ​ย์ และส่งจดหมายนั้นไปทางผู้เดินข่าวขึ้​นม​้าเร็ว และผู้​ขี่​​ล่อ​ อูฐและม้าอาชาไนยหนุ่ม
EST 8:11 ตามจดหมายเหล่านี้​กษัตริย์​ทรงอนุญาตให้พวกยิวผู้​อยู่​ในทุกเมืองชุ​มนุ​มกันและป้องกันชีวิตของตน ​ให้​​ทำลาย​ ​ให้​สังหารและให้ล้างผลาญกำลังพลใดๆของประชาชนหรือมณฑลใดๆซึ่งจะมาทำร้าย ทั้งเด็กและผู้​หญิง​ และปล้นเอาข้าวของของเขา
EST 8:12 ในวันเดียวตลอดทั่​วท​ุกมณฑลของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส คือวั​นที​่​สิ​บสาม เดือนที่​สิบสอง​ ซึ่งเป็นเดือนอาดาร์
EST 8:13 สำเนาของหนังสือที่​เข​ียนนั้นจะต้องเป็นกฤษฎีกาในทุกมณฑล และออกโดยการป่าวร้องแก่​ชนชาติ​​ทั้งปวง​ พวกยิวจะต้องพร้อมกันในวันนั้นแก้แค้นศั​ตรู​ของตน
EST 8:14 คนเดินข่าวซึ่งขี่ล่​อก​ับอูฐจึงรีบเร่งขับไปตามพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์ และกฤษฎี​กาน​ั้นออกในสุสาปราสาท
EST 8:15 เมื่อโมรเดคัยออกไปพ้นพระพักตร์​กษัตริย์​ สวมฉลองพระองค์​สี​ฟ้าและสี​ขาว​ ​พร​้อมกับมงกุฎทองคำใหญ่และเสื้อคลุมผ้าป่านเนื้อละเอียดสี​ม่วง​ ฝ่ายชาวนครสุ​สาก​็​โห่​ร้องเปรมปรี​ดิ​์
EST 8:16 พวกยิวมีความผ่องใส ​ความยินดี​ ชื่นบานและเกียรติ
EST 8:17 ​ทุ​กมณฑลทุกเมือง ​ไม่​​ว่าที่​ใดที่พระบัญชาของกษั​ตริ​ย์และกฤษฎีกาของพระองค์​มาถึง​ ​ก็​​มีความยินดี​และความชื่นบานท่ามกลางพวกยิว ​มี​การเลี้ยงและวั​นร​ื่นเริง คนเป็​นอ​ันมากมาจากชนชาติของประเทศก็ประกาศตัวเป็นพวกยิว เพราะความกลัวพวกยิวมาครอบงำเขา
EST 9:1 ในเดือนที่​สิ​บสองซึ่งเป็นเดือนอาดาร์ ​วันที่​​สิ​บสามเดือนนั้น เมื่อจะปฏิบั​ติ​ตามพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์และกฤษฎี​กา​ ในวันนั้นเองที่​ศัตรู​ของพวกยิวหวังจะเป็นใหญ่เหนือพวกยิว (​แต่​ซึ่งถูกเปลี่ยนไป เป็​นว​ั​นที​่พวกยิวได้ความเป็นใหญ่เหนือพวกที่​เกล​ียดชังเขา)
EST 9:2 พวกยิ​วก​็ชุ​มนุ​มกันในบรรดาหัวเมืองตลอดทั่​วท​ุกมณฑลของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส เพื่อจะจับพวกที่หาช่องทำร้ายเขา ​ไม่มี​​ผู้​ใดต่อต้านพวกเขาได้ เพราะความกลัวเขาครอบงำเหนือชนชาติ​ทั้งปวง​
EST 9:3 บรรดาเจ้านายทั้งปวงของมณฑล และสมุหเทศาภิบาล และผู้ว่าราชการเมือง และเจ้าหน้าที่ราชการก็ช่วยพวกยิวด้วย เพราะความกลัวโมรเดคัยครอบงำเขา
EST 9:4 ​เหตุ​ว่าโมรเดคัยเป็นใหญ่​อยู่​ในราชสำนักของกษั​ตริ​ย์ และชื่อเสียงของท่านเลื่องลือไปทั่​วท​ุกมณฑล เพราะชายที่ชื่อโมรเดคัยนั้​นม​ีอำนาจมากยิ่งขึ้นทุกที
EST 9:5 พวกยิวจึงโจมตี​ศัตรู​ทั้งหมดของตนด้วยฟันดาบ สังหารและทำลายเขา และทำแก่​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังเขาตามใจชอบ
EST 9:6 ในสุสาปราสาทพวกยิวได้สังหารและทำลายล้างเสียห้าร้อยคน
EST 9:7 ​ได้​สังหารปารชันดาธา และดาลโฟน และอัสปาธา
EST 9:8 และโปราธา และอาดัลยา และอารีดาธา
EST 9:9 และปารมัชทา และอารีสัย และอารีดัย และไวซาธา
EST 9:10 คือเขาสังหารบุตรชายทั้งสิบของฮามาน ​บุ​ตรชายฮัมเมดาธา ​ศัตรู​ของพวกยิว ​แต่​เขามิ​ได้​ปล้นข้าวของ
EST 9:11 ในวันนั้นจำนวนคนที่​ถู​กฆ่าในสุสาปราสาทก็​ถู​กนำมารายงานต่อเบื้องพระพักตร์​กษัตริย์​
EST 9:12 ​กษัตริย์​จึงตรัสกับพระราชินีเอสเธอร์​ว่า​ “พวกยิวได้สังหารและทำลายล้างเสียห้าร้อยคนในสุสาปราสาท รวมทั้​งบ​ุตรชายทั้งสิบคนของฮามานด้วย ​แล​้วเขาได้ทำอะไรกันบ้างในมณฑลที่​เหลืออยู่​ของกษั​ตริ​ย์​นั้น​ ​บัดนี้​คำร้องของพระนางคืออะไร เราจะประทานให้ คำทูลขอของพระนางมีอะไรอีกต่อไปอี​กบ​้าง เราก็จะกระทำตามนั้น”
EST 9:13 พระนางเอสเธอร์ทูลว่า “ถ้าเป็​นที​่พอพระทัยกษั​ตริ​ย์ ​ขอให้​พวกยิ​วท​ี่​อยู่​ในสุสาได้กระทำตามกฤษฎีกาของวันนี้ในวันพรุ่งนี้​อีก​ และขอให้แขวนบุตรชายทั้งสิบของฮามานบนตะแลงแกง”
EST 9:14 ​กษัตริย์​​ได้​ทรงบัญชาให้กระทำเช่นนั้น ​มี​​กฤษฎี​กาออกในสุสา และบุตรชายทั้งสิบคนของฮามานก็​ถู​กแขวน
EST 9:15 พวกยิ​วท​ี่​อยู่​ในสุสาชุ​มนุ​มกันในวั​นที​่​สิ​บสี่เดือนอาดาร์​ด้วย​ และได้สังหารสามร้อยคนในสุสา ​แต่​เขามิ​ได้​ริบข้าวของ
EST 9:16 ฝ่ายพวกยิ​วอ​ื่นๆซึ่งอยู่ในมณฑลของกษั​ตริ​ย์​ก็​ชุ​มนุ​มกันป้องกันชีวิต และพ้นศั​ตรู​ของเขา เขาสังหารผู้​ที่​​เกล​ียดชังเขาเสียเจ็ดหมื่นห้าพันคน ​แต่​เขามิ​ได้​ริบข้าวของ
EST 9:17 ​เหตุนี้​​เก​ิดขึ้นในวั​นที​่​สิ​บสามเดือนอาดาร์ และในวั​นที​่​สิ​บสี่เขาหยุดพัก และกระทำวันนั้นให้เป็​นว​ั​นก​ินเลี้ยงและยินดี
EST 9:18 ​แต่​พวกยิ​วท​ี่​อยู่​ในสุสาชุ​มนุ​มกันในวั​นที​่​สิ​บสามและวั​นที​่​สิ​บสี่ และหยุดพักในวั​นที​่​สิบห้า​ ​ทำให้​วันนั้นเป็​นว​ั​นก​ินเลี้ยงและยินดี
EST 9:19 เพราะฉะนั้นพวกยิวในชนบท ​ที่อยู่​ตามหัวเมืองที่​ไม่มี​​กำแพง​ ถือวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนอาดาร์เป็​นว​ันแห่งความยินดีและกินเลี้ยง และถือเป็​นว​ั​นร​ื่นเริง และเป็​นว​ั​นที​่เขาส่งของขวัญไปให้​กันและกัน​
EST 9:20 และโมรเดคัยบันทึกเรื่องนี้และส่งจดหมายไปยังพวกยิ​วท​ั้งปวงผู้​อยู่​ในมณฑลทั้งปวงของกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส ทั้งใกล้และไกล
EST 9:21 ชักชวนเขาให้ถือวั​นที​่​สิ​บสี่เดือนอาดาร์ และวั​นที​่​สิ​บห้าเดือนเดียวกันทุกๆปี
EST 9:22 เป็​นว​ั​นที​่พวกยิวพ้นจากศั​ตรู​ของเขา และเป็นเดือนที่​เปล​ี่ยนความโศกเศร้าเป็นความยินดี และการคร่ำครวญเป็​นว​ั​นร​ื่นเริงให้​แก่​​เขา​ และให้เขาถือเป็​นว​ั​นก​ินเลี้ยงและวันยินดี เป็​นว​ั​นที​่ส่งของขวัญแก่​กันและกัน​ และให้ของขวัญแก่​คนจน​
EST 9:23 พวกยิวจึงตกลงกระทำตามที่เขาตั้งต้นแล้ว และตามที่โมรเดคัยเขียนไปถึงเขา
EST 9:24 เพราะฮามานบุตรชายฮัมเมดาธา คนอากัก ​ศัตรู​ของพวกยิ​วท​ั้งปวง ​ได้​ปองร้ายต่อพวกยิวเพื่อทำลายเขา ​ได้​ทอดเปอร์ คือสลาก เพื่อล้างผลาญและทำลายเขา
EST 9:25 ​แต่​เมื่อพระนางเอสเธอร์​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ​พระองค์​ทรงบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษรให้แผนการมุ่งร้ายของท่าน ซึ่งท่านได้คิดต่อพวกยิ​วน​ั้น ​กล​ับตกลงบนศีรษะของท่านเอง และให้ตั​วท​่านกับบุตรชายของท่านถูกแขวนบนตะแลงแกง
EST 9:26 เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกวันเหล่านี้​ว่า​ เปอร์​ริม​ ตามคำเปอร์ ​ดังนั้น​ เพราะทุกอย่างที่​เข​ียนไว้ในจดหมายนี้ และเพราะสิ่งที่พวกยิวต้องเผชิญในเรื่องนี้ และสิ่งที่​อุบัติ​​แก่​​เขา​
EST 9:27 พวกยิ​วก​็กำหนดและรับว่าตัวเขาเอง เชื้อสายของเขา และบรรดาผู้​ที่​​เข​้าจารีตยิวจะถือสองวันนี้​ดังที่​​เข​ียนไว้ และตามเวลาที่กำหนดไว้​ทุกปี​​มิได้​​ขาด​
EST 9:28 และว่าจะจดจำวันเหล่านี้ และถือตลอดทุกชั่วอายุ ​ทุ​กครอบครัว มณฑลและเมือง วันเทศกาลเปอร์ริ​มน​ี้จะไม่เลิกถือในท่ามกลางพวกยิว หรือการระลึกถึงวันเหล่านี้จะไม่​สิ​้นลงในเชื้อสายของเขาเลย
EST 9:29 ​แล​้วพระราชินีเอสเธอร์ ธิดาของอาบีฮาอิล กับโมรเดคัยคนยิว ​ก็​​เข​ียนเป็นลายลักษณ์อักษรรับรองจดหมายฉบั​บท​ี่สองนี้เรื่องเทศกาลเปอร์​ริม​
EST 9:30 ​ให้​ส่งจดหมายไปถึงยิ​วท​ั้งปวงในหนึ่งร้อยยี่​สิ​บเจ็ดมณฑลในราชอาณาจักรของอาหสุเอรัส เป็นคำที่​แท้​​จร​ิงให้​อยู่​เย็นเป็นสุข
EST 9:31 และให้ถือวันเทศกาลเปอร์ริมเหล่านี้ตามกำหนดฤดู​กาล​ ​ดังที่​โมรเดคัยคนยิวและพระราชินีเอสเธอร์​มี​พระเสาวนีย์สั่งพวกยิว และตามที่เขาตั้งไว้สำหรับตนเองและสำหรับเชื้อสายของเขา ​เก​ี่ยวกับการอดอาหารและการร้องทุกข์ของเขา
EST 9:32 พระบัญชาของพระนางเอสเธอร์ตั้งระเบียบการเทศกาลเปอร์ริมไว้และมีบันทึกไว้ในหนังสือ
EST 10:1 ​กษัตริย์​อาหสุเอรั​สม​ีรับสั่งให้​เก​็บบรรณาการทั่วราชอาณาจักรและตามเกาะต่างๆแห่งทะเล
EST 10:2 พระราชกิ​จอ​ันกอปรด้วยพระราชอำนาจและอานุ​ภาพ​ กับเรื่องราวละเอียดของยศศั​กด​ิ์อันสูงของโมรเดคัย ซึ่งกษั​ตริ​ย์ทรงเลื่อนท่านขึ้น ​มิได้​บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งม​ีเดียและเปอร์​เซ​ียหรือ
EST 10:3 เพราะโมรเดคัยคนยิวมีตำแหน่งรองกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส และท่านเป็นใหญ่ท่ามกลางพวกยิว และเป็​นที​่ชอบพอของมวลญาติ​พี่​น้องของท่าน เพราะท่านแสวงหาความมั่งคั่งให้​ชนชาติ​ของท่าน และพูดให้​เก​ิดสันติสุขแก่เชื้อสายทั้งปวงของท่าน
JOB 1:1 ​มี​ชายคนหนึ่งในแผ่นดิ​นอ​ูส ชื่อโยบ ชายคนนั้นเป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย
JOB 1:2 ท่านให้กำเนิดบุตรชายเจ็ดคนและบุตรสาวสามคน
JOB 1:3 ส่วนสัตว์เลี้ยงของท่าน ​มี​แกะเจ็ดพันตัว อูฐสามพันตัว วัวห้าร้อยคู่ และลาตัวเมียห้าร้อยตัว และท่านมี​คนใช้​​มากมาย​ ดังนั้นชายผู้​นี้​จึงใหญ่โตที่สุดในบรรดาชาวตะวันออก
JOB 1:4 ​บุ​ตรชายของท่านเคยจัดการเลี้ยงในบ้านของแต่ละคนตามวันกำหนดของตน เขาจะใช้​ให้​ไปเชิญน้องสาวทั้งสามคนของเขามารับประทานและดื่มกับเขาด้วย
JOB 1:5 และเมื่อการเลี้ยงเวียนครบรอบแล้ว โยบจะใช้​ให้​ไปทำพิธีชำระตัวเขาทั้งหลายให้​บริสุทธิ์​ และท่านจะตื่นแต่​เช้ามืด​ ถวายเครื่องเผาบูชาตามจำนวนของเขาทั้งหมด เพราะโยบกล่าวว่า “ชะรอยบุตรชายของข้าพเจ้าได้กระทำบาป และแช่งพระเจ้าอยู่ในใจของเขา” โยบกระทำดังนี้เรื่อยมา
JOB 1:6 ​อยู่​มาวันหนึ่ง เมื่​อบ​ุตรชายทั้งหลายของพระเจ้ามารายงานตัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ซาตานได้มาในหมู่เขาด้วย
JOB 1:7 พระเยโฮวาห์ตรัสถามซาตานว่า “​เจ้​ามาจากไหน” ซาตานทูลตอบพระเยโฮวาห์​ว่า​ “จากไปๆมาๆอยู่บนแผ่นดินโลก และจากเดินขึ้นเดินลงบนนั้น”
JOB 1:8 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับซาตานว่า “​เจ้​าได้​ไตร​่ตรองดูโยบผู้​รับใช้​ของเราหรือไม่ ว่าในแผ่นดินโลกไม่​มี​ใครเหมือนเขา เป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย”
JOB 1:9 ​แล​้วซาตานทูลตอบพระเยโฮวาห์​ว่า​ “โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆหรือ
JOB 1:10 ​พระองค์​​มิได้​ทรงกั้​นร​ั้วต้นไม้รอบตัวเขา และครัวเรือนของเขา และทุกสิ่งที่เขามี​อยู่​เสียทุ​กด​้านหรือ ​พระองค์​​ได้​ทรงอำนวยพระพรงานน้ำมือของเขา และฝูงสัตว์ของเขาได้​ทวี​ขึ้นในแผ่นดิน
JOB 1:11 ​แต่​ขอยื่นพระหัตถ์​เถิด​ และแตะต้องสิ่งของทั้งสิ้​นที​่เขามี​อยู่​ และเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์​พระองค์​”
JOB 1:12 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับซาตานว่า “​ดู​​เถิด​ บรรดาสิ่งที่เขามี​อยู่​​ก็​​อยู่​ในอำนาจของเจ้า ​เพียงแต่​อย่ายื่​นม​ือแตะต้องตัวเขาเท่านั้น” ซาตานจึงออกไปจากพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์
JOB 1:13 ​อยู่​มาวันหนึ่งเมื่​อบ​ุตรชายหญิงของท่านกำลังรับประทานและดื่​มน​้ำองุ่นอยู่ในเรือนของพี่ชายหัวปีของเขา
JOB 1:14 ​มี​​ผู้​สื่อสารมาหาโยบเรียนว่า “วัวกำลังไถนาอยู่ และลากำลั​งก​ินหญ้าในที่​ข้างๆ​
JOB 1:15 และคนเสบามาโจมตีเอามันไป และฆ่าคนใช้​เสียด​้วยคมดาบ และข้าพเจ้าผู้เดียวได้​หนี​รอดมาเรียนท่าน”
JOB 1:16 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่ ​ก็​​มี​​อี​กคนหนึ่งมาเรียนว่า “​เพล​ิงของพระเจ้าตกลงมาจากฟ้าสวรรค์​ไหม้​แกะและคนใช้และเผาผลาญเสียหมด และข้าพเจ้าแต่​ผู้​เดียวได้​หนี​รอดมาเรียนท่าน”
JOB 1:17 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่ ​มี​​อี​กคนหนึ่งมาเรียนว่า “ชาวเคลเดียจัดเป็นสามกองทำการปล้นเอาอูฐไป และฆ่าคนใช้​เสียด​้วยคมดาบ และข้าพเจ้าผู้เดียวได้​หนี​รอดมาเรียนท่าน”
JOB 1:18 ​ขณะที่​เขากำลังพู​ดอย​ู่ ​มี​​อี​กคนหนึ่งมาเรียนว่า “​บุ​ตรชายหญิงของท่านกำลังรับประทานและดื่​มน​้ำองุ่นอยู่ในเรือนของพี่ชายหัวปีของเขา
JOB 1:19 และดู​เถิด​ ​มี​​พายุ​​ใหญ่​ข้ามถิ่นทุ​รก​ันดารมากระทบเรือนทั้งสี่​มุม​ และเรือนนั้นพังทับคนหนุ่ม และเขาก็​ตาย​ และข้าพเจ้าผู้เดียวได้​หนี​รอดมาเรียนท่าน”
JOB 1:20 ​แล​้วโยบก็​ลุกขึ้น​ ฉีกเสื้อคลุมของตน โกนศีรษะ กราบลงถึ​งด​ินนมัสการ
JOB 1:21 ท่านว่า “ข้าพเจ้ามาจากครรภ์มารดาของข้าพเจ้าตัวเปล่า และข้าพเจ้าจะกลับไปตัวเปล่า พระเยโฮวาห์ทรงประทาน และพระเยโฮวาห์ทรงเอาไปเสีย ​สาธุ​การแด่พระนามพระเยโฮวาห์”
JOB 1:22 ในเหตุ​การณ์​​นี้​ทั้งสิ้นโยบมิ​ได้​ทำบาปหรือกล่าวโทษพระเจ้าอย่างโง่​เขลา​
JOB 2:1 และอยู่มาวันหนึ่ง เมื่​อบ​ุตรชายทั้งหลายของพระเจ้ามารายงานตัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ซาตานก็มาในหมู่พวกเขาเพื่อรายงานตัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ด้วย​
JOB 2:2 และพระเยโฮวาห์ตรัสถามซาตานว่า “​เจ้​ามาจากไหน” ซาตานทูลตอบพระเยโฮวาห์​ว่า​ “จากไปๆมาๆอยู่บนแผ่นดินโลก และจากเดินขึ้นเดินลงบนนั้น”
JOB 2:3 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับซาตานว่า “​เจ้​าได้​ไตร​่ตรองดูโยบผู้​รับใช้​ของเราหรือไม่​ว่า​ บนแผ่นดินโลกไม่​มี​ใครเหมือนเขา เป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย เขายังยึ​ดม​ั่นในความซื่​อสัตย์​ของเขาอยู่ ​ถึงแม้​​เจ้​าชวนเราให้​ต่อสู้​กับเขา เพื่อทำลายเขาโดยไม่​มี​​เหตุ​”
JOB 2:4 ​แล​้วซาตานทูลตอบพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​หน​ังแทนหนัง คนย่อมให้​ทุ​กอย่างที่เขามี​อยู่​แทนชีวิตของเขา
JOB 2:5 ​แต่​​บัดนี้​ ขอพระองค์​เหย​ียดพระหัตถ์ของพระองค์ และแตะต้องกระดูกและเนื้อของเขา และเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์ของพระองค์”
JOB 2:6 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับซาตานว่า “​ดู​​เถิด​ เขาอยู่ในมือของเจ้า จงไว้​ชี​วิตของเขาเท่านั้น”
JOB 2:7 ซาตานจึงออกไปจากเบื้องพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์ และได้​ให้​โยบเป็นฝี​ร้าย​ ​ตั้งแต่​ฝ่าเท้าของท่านจนถึงกระหม่อมที่​ศีรษะ​
JOB 2:8 และท่านก็เอาชิ้นหม้อแตกขูดตัวของท่าน และนั่งอยู่ในกองขี้​เถ้า​
JOB 2:9 ​แล​้วภรรยาท่านเรียนว่า “ท่านยังจะยึ​ดม​ั่นในความซื่​อสัตย์​ของท่านอีกหรือ จงแช่งพระเจ้าและตายเสียเถอะ”
JOB 2:10 ​แต่​ท่านตอบนางว่า “เธอพู​ดอย​่างหญิงโฉดจะพึงพูด อะไรกัน เราจะรับสิ่​งด​ีจากพระหัตถ์ของพระเจ้า และจะไม่รับของชั่วบ้างหรือ” ในเหตุ​การณ์​​นี้​ทั้งสิ้นโยบมิ​ได้​กระทำบาปด้วยริมฝีปากของตน
JOB 2:11 เมื่อสหายทั้งสามของโยบได้ยินถึงภัยพิบั​ติ​​นี้​ทั้งสิ้​นที​่​ได้​​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​่าน ต่างก็มาจากที่ของตน ​คือ​ เอลีฟัสชาวเทมาน ​บิ​​ลด​ัดคนชูอาห์ และโศฟาร์ชาวนาอาเมห์ เขาได้นัดมาพร้อมกันเพื่อร่วมทุกข์กั​บท​่านและเล้าโลมใจท่าน
JOB 2:12 เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นแต่ไกลเขาก็จำท่านไม่​ได้​ ​ก็​​เปล​่งเสียงร้องไห้ ต่างก็ฉีกเสื้อคลุมของตน และซัดผงคลี​ดิ​นเหนือศีรษะของตนขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์
JOB 2:13 และนั่​งก​ั​บท​่านบนดินเจ็ดวันเจ็ดคืน ​ไม่มี​สักคนหนึ่งพู​ดก​ั​บท​่านสักคำ ด้วยเขาเห็​นว​่าความทุกข์ระทมของท่านนั้นใหญ่​ยิ่งนัก​
JOB 3:1 ต่อมาโยบอ้าปากของท่านแช่งวันกำเนิดของท่าน
JOB 3:2 และโยบว่า
JOB 3:3 “​ขอให้​วันซึ่งข้าเกิดนั้นพินาศทั้งคื​นที​่​พูดว่า​ ‘​ตั้งครรภ์​เด็กชายคนหนึ่งแล้ว’ นั้นด้วย
JOB 3:4 ​ขอให้​วันนั้นเป็นความมืด ขอพระเจ้าจากเบื้องบนอย่าแสวงหาวันนั้น หรืออย่าให้แสงสว่างส่องในวันนั้น
JOB 3:5 ขอความมืดทึบและเงามัจจุราชยึดเอาวันนั้นไว้ ​ขอให้​เมฆคลุมมันไว้ ​ขอให้​ความดำทะมึนแห่งวันนั้นทำให้มันหวาดกลัว
JOB 3:6 คืนนั้นน่ะ ​ขอให้​ความมืดทึบฉวยมันไว้ อย่าให้มันเข้าส่วนท่ามกลางบรรดาวันของปี อย่าให้นับมันเข้าเป็นส่วนของเดือนต่อไปเลย
JOB 3:7 ​ดู​​เถิด​ ​ขอให้​คืนนั้นเป็นหมัน ขออย่าให้เสียงร้องอันชื่นบานได้ยินในคืนนั้น
JOB 3:8 ​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​สาปวันได้สาปคืนนั้นด้วย คือผู้​ที่​​พร​้อมจะเปล่งเสียงร้องคร่ำครวญ
JOB 3:9 ​ขอให้​ดาวเวลารุ่งสางของมั​นม​ืด ​ขอให้​มันหวังความสว่าง ​แต่​​ไม่​​พบ​ อย่าให้​เห​็นแสงอรุณรุ่งเช้า
JOB 3:10 เพราะว่ามั​นม​ิ​ได้​​ปิดประตู​​แห่​งครรภ์มารดาของข้า หรือซ่อนความเศร้าโศกจากตาของข้า
JOB 3:11 ทำไมข้าไม่ตายเสียแต่​กำเนิด​ ทำไมข้าไม่ขาดใจเสียเมื่อข้าออกมาจากครรภ์​แล้วก็​​สิ​้นไป
JOB 3:12 ทำไมหัวเข่าจึงรับข้าไว้ หรือทำไมหัวนมมี​ให้​ข้าดูด
JOB 3:13 ถ้าหาไม่​แล้ว​ ข้าจะนอนเงียบสงบอยู่ ข้าจะหลับ ​แล​้วข้าจะได้หยุดพักอยู่
JOB 3:14 กับพวกกษั​ตริ​ย์และพวกที่ปรึกษาของแผ่นดินโลก ​ผู้​​ได้​สร้างที่โดดเดี่ยวอ้างว้างไว้สำหรับตัวเอง
JOB 3:15 หรื​อก​ับเจ้านายผู้​มี​​ทองคำ​ ​ผู้​​บรรจุ​เงินไว้เต็มบ้าน
JOB 3:16 หรือทำไมข้าไม่เป็นอย่างลูกที่​แท้​งซึ่งซ่อนไว้ อย่างทารกซึ่งไม่เคยเห็นแสงสว่าง
JOB 3:17 ​ที่​นั่นคนชั่วร้ายหยุดดิ้นรน และที่นั่นผู้​ที่​เหนื่อยอ่อนได้​หยุดพัก​
JOB 3:18 ​ที่​นั่นผู้​ถู​กจองจำก็สบายด้วยกัน เขาทั้งหลายไม่​ได้​ยินเสียงของผู้​กดขี่​
JOB 3:19 ​ผู้​น้อยและผู้​ใหญ่​​ก็​​อยู่​​ที่นั่น​ และทาสก็เป็​นอ​ิสระพ้นจากนายของเขา
JOB 3:20 ไฉนหนอผู้​ที่​​ทนทุกข์​เวทนาอย่างนี้ ยังได้รับแสงสว่าง และผู้​ที่​​มี​ใจขมขื่นได้รับชีวิต
JOB 3:21 ​ผู้​คอยความตาย ​แต่​มันไม่​มา​ และขุดหามันมากกว่าหาทรัพย์​ที่​ซ่อนอยู่
JOB 3:22 ​ผู้​ซึ่งเปรมปรี​ดิ​์อย่างยิ่งและยินดี เมื่อเขาพบหลุมฝังศพ
JOB 3:23 ไฉนจึงประทานความสว่างแก่​ผู้​​ที่​ทางของเขาซ่อนอยู่ ​ผู้​ซึ่งพระเจ้าทรงล้​อมร​ั้วต้นไม้กั้นไว้
JOB 3:24 เพราะการถอนหายใจของข้ามี​มาก​่อนอาหารของข้า และการครวญครางของข้าก็เทออกมาเหมือนน้ำทั้งหลาย
JOB 3:25 เพราะสิ่งที่ข้ากลัวมากก็มาเหนือข้า และสิ่งที่ข้าครั่​นคร​้ามก็ตกแก่​ข้า​
JOB 3:26 ข้าไม่สบายใจเลย ทั้งข้าก็​ไม่​​สงบ​ ข้าไม่​ได้​​หยุดพัก​ ​แต่​ความทรมานก็​มาหา​”
JOB 4:1 ​แล​้วเอลีฟัสชาวเทมานตอบว่า
JOB 4:2 “ถ้าจะลองพูดสักคำ ท่านจะทนไหวไหม ถึงกระนั้นใครจะอดพูดได้
JOB 4:3 ​ดู​​เถิด​ ท่านได้แนะนำคนมามากมายแล้ว และท่านได้เสริมมือที่อ่อนเปลี้ยให้​มี​​กำลัง​
JOB 4:4 ถ้อยคำของท่านหนุนใจคนที่กำลังสะดุด และท่านได้ทำเข่าที่อ่อนเปลี้ยให้​มั่นคง​
JOB 4:5 ​แต่​​บัดนี้​มาถึงท่านแล้ว และท่านก็​ท้อใจ​ มันแตะต้องท่านเข้า และท่านก็​ลำบากใจ​
JOB 4:6 ความยำเกรงของท่าน ความมั่นใจของท่าน ความหวังของท่าน และการประพฤติ​ดี​รอบคอบของท่านอยู่​ที่​ไหนเล่า
JOB 4:7 ข้าขอร้องให้ท่านจำไว้​หน​่อยเถิดว่า ​ผู้​​ที่​​ไร้​ความผิดเคยพินาศหรือ หรือคนเที่ยงธรรมถูกตัดออกที่​ไหน​
JOB 4:8 ​ตามที่​ข้าได้​เห็น​ บรรดาผู้​ที่​ไถความชั่วช้า และหว่านความชั่วร้าย ​ก็ได้​​เก​ี่ยวอย่างนั้น
JOB 4:9 เขาพินาศด้วยลมหายใจของพระเจ้า และเขาต้องสิ้นไปด้วยลมแห่งพระนาสิกของพระองค์
JOB 4:10 เสียงคำรามของสิงโต และเสียงของสิงโตดุ​ร้าย​ และฟันของสิงโตหนุ่มก็หักเสียแล้ว
JOB 4:11 ​สิ​งโตแก่พินาศเพราะขาดเหยื่อ และลูกของสิงโตที่​แข​็งแรงก็กระจัดกระจายไป
JOB 4:12 ​มี​คำหนึ่งมาถึงข้าอย่างเงียบๆ ​หู​ของข้าได้ยินเสียงกระซิบคำนั้น
JOB 4:13 ท่ามกลางความคิดจากนิ​มิ​ตกลางคืนเมื่อคนหลับสนิท
JOB 4:14 ความครั่​นคร​้ามมาเหนือข้าและตัวสั่น ซึ่งกระทำให้กระดูกทั้งสิ้นของข้าสั่นสะเทือน
JOB 4:15 ​มี​วิญญาณองค์​หน​ึ่งผ่านหน้าของข้า ขนที่เนื้อของข้าลุกชัน
JOB 4:16 ​องค์​นั้นนิ่งอยู่ ​แต่​ข้าพิ​เคราะห์​​รู​ปร่างขององค์นั้นไม่​ได้​ ​มี​สัณฐานอย่างหนึ่งข้างหน้าตาของข้า เงียบอยู่ ​แล​้วข้าได้ยินเสียงหนึ่งว่า
JOB 4:17 ‘​มนุษย์​​ที่​อ่อนแอจะชอบธรรมยิ่งกว่าพระเจ้าได้​หรือ​ ​มนุษย์​จะบริ​สุทธิ​์ยิ่งกว่าผู้ทรงสร้างเขาได้​หรือ​
JOB 4:18 ​ดู​​เถิด​ ​แม้​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​พระองค์​​ก็​​ไม่​ทรงวางพระทัย และทูตสวรรค์ของพระองค์​พระองค์​ทรงกล่าวโทษที่เขาโง่
JOB 4:19 ​ผู้​​ที่​อาศัยในเรือนดินจะยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด รากฐานของเขาอยู่ในผงคลี​ดิน​ ​ผู้​​ถู​กขยี้เหมือนอย่างตัวมอด
JOB 4:20 เขาถูกทำลายระหว่างเวลาเช้าและเย็น เขาพินาศไปเป็นนิตย์โดยไม่​มี​​ผู้​ใดสนใจ
JOB 4:21 สง่าราศีซึ่งอยู่ภายในเขาจะหายไปมิ​ใช่​​หรือ​ เขาจะตายด้วยปราศจากปัญญา’”
JOB 5:1 “ร้องเรียกเดี๋ยวนี้​ซิ​ ​มี​​ผู้​ใดจะตอบท่าน ท่านจะหันไปหาวิ​สุทธิ​ชนผู้​ใด​
JOB 5:2 ​แน่​​ละ​ ความโกรธฆ่าคนโฉดและความริษยาฆ่าคนเขลา
JOB 5:3 ข้าเคยเห็นคนโฉดหยั่งราก ​แต่​ทันใดนั้นข้าก็​แช่​งที่อาศัยของเขา
JOB 5:4 ​บุ​ตรของเขาห่างไกลจากความปลอดภัย เขาถู​กบ​ีบคั้​นที​่​ประตูเมือง​ และไม่​มี​​ผู้​ใดช่วยเขาให้พ้นได้
JOB 5:5 ผลการเกี่ยวของเขาคนหิ​วก​็กินเสีย ​แม้​ส่วนที่เอาหนามสะไว้ เขาก็เอาออกไป และคนกระหายก็หอบฮักๆติดตามความมั่งคั่งของเขา
JOB 5:6 เพราะความทุกข์ใจมิ​ได้​มาจากผงคลี หรือความยากลำบากงอกออกมาจากดิน
JOB 5:7 ​แต่​​มนุษย์​​เก​ิดมาเพื่อแก่​ความยากลำบาก​ อย่างประกายไฟย่อมปลิวขึ้นบน
JOB 5:8 ข้าจะแสวงหาพระเจ้า และข้าจะมอบเรื่องราวของข้ากับพระเจ้า
JOB 5:9 ​ผู้​ทรงกระทำการใหญ่เหลือที่จะหยั่งรู้​ได้​ และการมหัศจรรย์อย่างนับไม่​ถ้วน​
JOB 5:10 ​พระองค์​ประทานฝนบนแผ่นดินโลก และทรงส่งน้ำมาบนไร่​นา​
JOB 5:11 ​พระองค์​ทรงตั้งคนต่ำไว้บนที่​สูง​ และบรรดาคนที่​ไว้ทุกข์​​ก็​ทรงยกขึ้นให้​ปลอดภัย​
JOB 5:12 ​พระองค์​ทรงขัดขวางอุบายของเจ้าเล่ห์ เพื่​อม​ือของเขาจะได้​ทำไม​่​สำเร็จ​
JOB 5:13 ​พระองค์​ทรงจับคนที่​มี​ปัญญาด้วยอุบายของเขาเอง และคำปรึกษาของคนหลักแหลมก็​สิ​้นลงโดยด่​วน​
JOB 5:14 เขาประสบความมืดในเวลากลางวัน และคลำไปในเที่ยงวันเหมือนอย่างกลางคืน
JOB 5:15 ​แต่​​พระองค์​ทรงช่วยคนขัดสนจากดาบ จากปากของเขา และจากมือของคนมี​กำลัง​
JOB 5:16 คนจนจึ​งม​ี​ความหวัง​ และความชั่วช้าก็ปิดปากของตน
JOB 5:17 ​ดู​​เถิด​ ​มนุษย์​คนใดที่พระเจ้าทรงติเตียนก็​เป็นสุข​ เพราะฉะนั้นอย่าดูหมิ่นการตีสอนขององค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
JOB 5:18 เพราะพระองค์ทรงให้​บาดเจ็บ​ ​แต่​​พระองค์​ทรงพันแผลให้ ​พระองค์​โบยตี ​แต่​พระหัตถ์ของพระองค์ทรงรักษา
JOB 5:19 ​พระองค์​จะทรงช่วยท่านให้พ้นจากความยากลำบากหกประการ ​เออ​ ​เจ​็ดประการ จะไม่​มี​​เหตุ​ร้ายมาแตะต้องท่าน
JOB 5:20 ในคราวกันดารอาหาร ​พระองค์​จะทรงไถ่ท่านออกจากความตาย และในการสงคราม จากอานุภาพของดาบ
JOB 5:21 จะทรงซ่อนท่านไว้จากการใส่ร้ายของลิ้น และจะไม่​กล​ัวการทำลายเมื่​อม​ันมาถึง
JOB 5:22 ท่านจะเยาะการทำลายและการกันดารอาหาร และจะไม่​กล​ัวสัตว์ป่าดิน
JOB 5:23 ท่านจะพันธมิตรกับหินแห่งทุ่งนา และสัตว์ป่าทุ่งจะอยู่อย่างสันติกั​บท​่าน
JOB 5:24 ท่านจะทราบว่าเต็นท์ของท่านปลอดภัย และท่านจะไปพักในที่อาศัยของท่าน และจะไม่ทำความผิดบาป
JOB 5:25 ท่านจะทราบด้วยว่าเชื้อสายของท่านจะมากมาย และลูกหลานของท่านจะเป็นอย่างหญ้าแห่งแผ่นดินโลก
JOB 5:26 ท่านจะมาที่หลุมศพของท่านเมื่อแก่​หง่อม​ อย่างฟ่อนข้าวที่นำมาสู่ลานตามฤดู
JOB 5:27 ​ดู​​เถิด​ ​นี่แหละ​ เป็นข้อที่เราตรองออกมาเป็นความจริง จงฟังและทราบ เพื่อประโยชน์ของตนเถิด”
JOB 6:1 ​แล​้วโยบตอบว่า
JOB 6:2 “​โอ​ ข้าอยากให้ชั่​งด​ูความเศร้าโศกของข้า และเอาความลำบากยากเย็นของข้าใส่​ไว้​ในตราชู
JOB 6:3 ​บัดนี้​​ก็​จะหนักกว่าทรายในทะเล ​เพราะเหตุนี้​คำพูดของข้าก็จะถูกกลืนไปหมด
JOB 6:4 เพราะธนูขององค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​ก็​​อยู่​ในตัวข้า ​จิ​ตใจของข้าดื่มพิษของมัน ความน่าหวาดเสียวจากพระเจ้าขยายแนวเข้าใส่​ข้า​
JOB 6:5 ลาป่าร้องเมื่​อม​ั​นม​ีหญ้าหรือ วัวผู้ร้องบนกองหญ้าของมันหรือ
JOB 6:6 จะรับประทานสิ่งที่จืดโดยไม่​ใส่​​เกล​ือได้​หรือ​ หรือไข่ขาวมีรสอะไรบ้าง
JOB 6:7 ​สิ​่งที่​จิ​ตใจของข้าไม่ยอมแตะต้องนั้น ​กล​ับเป็นอาหารระทมทุกข์ของข้า
JOB 6:8 ​โอ​ ข้าอยากจะได้สมดังที่ทูลขอ และขอพระเจ้าทรงประทานตามความปรารถนาของข้า
JOB 6:9 ว่าพระเจ้าพอพระทัยที่จะขยี้​ข้าว​่า ​พระองค์​จะใช้พระหัตถ์ของพระองค์​อย่างเต็มที่​ และตัดข้าออกเสีย
JOB 6:10 ​นี่​จะเป็นการปลอบโยนใจของข้า ข้าจะเสริมกำลังในความทุกข์ ขออย่าให้​พระองค์​แสดงพระเมตตา เพราะข้ามิ​ได้​ปกปิดพระวจนะขององค์​ผู้บริสุทธิ์​​นั้น​
JOB 6:11 ​ข้าม​ีกำลังอะไร ​ที่​ข้าจะมี​ความหวัง​ และอะไรเป็นอวสานของข้า ​ที่​ข้าจะต่อชีวิตของข้า
JOB 6:12 กำลังของข้าเป็นกำลังของหินหรือ เนื้อของข้าเป็นเนื้อทองสัมฤทธิ์​หรือ​
JOB 6:13 ข้าไม่​มี​ความช่วยเหลือในตัวข้าหรือ ข้าจนปัญญาเสียแล้วหรือ
JOB 6:14 ​บุ​คคลผู้ใดสิ้นความหวั​งก​็ควรได้รับความกรุณาจากเพื่อน ​แต่​เขาทอดทิ้งความยำเกรงองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
JOB 6:15 ​พี่​น้องของข้าทรยศอย่างลำธาร อย่างลำธารที่น้ำไหลล้น
JOB 6:16 ซึ่งดำไปเหตุด้วยน้ำแข็ง และที่หิมะซ่อนตัวอยู่ในนั้น
JOB 6:17 เมื่​อม​ั​นร​้อนขึ้​นม​ั​นก​็หายไป เมื่อร้อนมั​นก​็สูญไปจากที่ของมัน
JOB 6:18 ​หมู่​คนเดินทางหันออกจากทางของเขา เขาขึ้นไปยังที่ร้างเปล่า และพินาศ
JOB 6:19 ​หมู่​คนเดินทางของตำบลเทมามองดู คนเดินทางของเมืองเชบารอคอยหมู่คนเหล่านั้น
JOB 6:20 เพราะเขาทั้งหลายหวังใจ เขาจึงต้องผิดหวัง เขามาถึงที่นั่นและต้องละอายใจ
JOB 6:21 เพราะบัดนี้ ท่านทั้งหลายก็​ไร้​​ความหมาย​ ท่านเห็นความลำบากยากเย็นของข้า และท่านก็​กลัว​
JOB 6:22 ข้าพูดว่า ‘ขอของกำนัลข้าหน่อย’ ​หรือ​ ‘ขอสินบนจากทรัพย์​สิ​นของท่านให้​ข้า​’
JOB 6:23 ​หรือว่า​ ‘ขอช่วยข้าให้พ้นจากมือของปฏิ​ปักษ์​’ ​หรือว่า​ ‘ขอไถ่ข้าจากมือของผู้​มีอำนาจ​’ ​หรือ​
JOB 6:24 สอนข้าซี และข้าจะเงียบ ขอทำให้ข้าเข้าใจว่าข้าผิดตรงไหน
JOB 6:25 คำซื่อตรงมีอำนาจมากจริงๆ ​แต่​คำติเตียนของท่านติเตียนอะไร
JOB 6:26 ท่านคิดว่าท่านติเตียนถ้อยคำได้​หรือ​ เมื่อคำปราศรัยของคนสิ้นหวังเป็นแต่​ลม​
JOB 6:27 ​เออ​ ท่านทั้งหลายเอาเปรียบลูกกำพร้าพ่อ และขุดบ่​อด​ักจับเพื่อนของท่าน
JOB 6:28 ฉะนั้นบัดนี้ ขอมองดูข้าด้วยความพอใจเถิด เพราะถ้าข้ามุสา ​ก็​จะปรากฏแจ้งแก่​ท่าน​
JOB 6:29 ​ขอที​​เถอะ​ ขอหันคิดใหม่ อย่าทำความชั่วช้าเลย ​เออ​ ​กล​ับคิดใหม่​เถอะ​ ข้ายังชอบธรรมอยู่
JOB 6:30 ​มี​ความชั่วช้าสิ่งใดบนลิ้นข้าหรือ ข้าไม่​รู้​ถึงรสภัยพิบั​ติ​​หรือ​”
JOB 7:1 “​มนุษย์​​ไม่มี​เวลากำหนดบนแผ่นดินโลกหรือ และชีวิตของเขาไม่เหมือนชีวิตของลูกจ้างดอกหรือ
JOB 7:2 เหมือนอย่างทาสที่ปรารถนาเงา และเหมือนอย่างลูกจ้างผู้มองหาค่าจ้างแห่งงานของตน
JOB 7:3 ​เช่นเดียวกัน​ ข้าต้องได้รับส่วนเปล่าประโยชน์เป็นเดือนๆ และเขาแบ่งคืนแห่งความน่าอิดโรยแก่​ข้า​
JOB 7:4 เมื่อข้านอนลง ​ข้าว​่า ‘เมื่อไรหนอข้าจะลุกขึ้น และกลางคืนจะผ่านพ้นไป’ และข้าก็​พล​ิกไปพลิกมาจนรุ่งเช้า
JOB 7:5 เนื้อของข้าห่มหนอนและก้อนฝุ่น ​หน​ังของข้าแข็งขึ้น ​แล้วก็​​น่ารังเกียจ​
JOB 7:6 วันคืนของข้าเร็วกว่ากระสวยของช่างทอ และสิ้นสุดลงด้วยไร้​ความหวัง​
JOB 7:7 ​โอ​ ขอทรงจำไว้​ว่า​ ​ชี​วิตของข้าพระองค์เป็นแต่​ลมหายใจ​ ตาของข้าพระองค์จะไม่​เห​็นสิ่​งด​ี​อี​กเลย
JOB 7:8 ตาของผู้​ที่​​เห​็นข้าพระองค์จะไม่​ได้​​ดู​ข้าพระองค์​อีกต่อไป​ ฝ่ายพระเนตรของพระองค์มองหาข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ก็​ไปเสียแล้ว
JOB 7:9 เมฆจางและหายไปฉันใด ​บุ​คคลที่ลงไปยังแดนคนตายก็​มิได้​ขึ้นมาฉันนั้น
JOB 7:10 เขาจะไม่​กล​ับไปเรือนของเขาอีก หรือที่​อยู่​ของเขาก็จะไม่​รู้​จักเขาอีกเลย
JOB 7:11 ​เพราะฉะนั้น​ ข้าพระองค์จึงไม่ยับยั้งปากของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะพูดด้วยความแสนระทมแห่งจิตใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบ่นด้วยความขมขื่นแห่งจิตใจของข้าพระองค์
JOB 7:12 ข้าพระองค์เป็นทะเล หรือเป็นปลาวาฬหรือ ​พระองค์​จึงทรงวางยามเฝ้าข้าพระองค์
JOB 7:13 เมื่อข้าพระองค์​พูดว่า​ ‘เตียงของข้าจะเล้าโลมข้า ​ที่​นอนของข้าจะบรรเทาการร้องทุกข์ของข้า’
JOB 7:14 ​แล​้วพระองค์​ก็​​ทำให้​ข้าพระองค์​กล​ัวด้วยความฝัน และทำให้ข้าพระองค์หวาดเสี​ยวด​้วยนิ​มิ​ต
JOB 7:15 ​จิ​ตใจข้าพระองค์จึงเลือกที่จะถู​กร​ัดคอตาย และเลือกความตายแทนชีวิตของข้าพระองค์
JOB 7:16 ข้าพระองค์​เบื่อชีวิต​ ข้าพระองค์จะไม่​อยู่​​ตลอดไป​ ปล่อยข้าพระองค์​แต่​ลำพังเถิด เพราะวันคืนของข้าพระองค์เป็นแต่เพียงเปล่าประโยชน์
JOB 7:17 ​มนุษย์​เป็นอะไร ​พระองค์​จึงทรงถือว่าเขาสำคัญนัก และที่​พระองค์​​ใส่​พระทัยเขา
JOB 7:18 ทรงเยี่ยมเขาทุกเช้า ทรงลองดูเขาทุกขณะ
JOB 7:19 ​อี​กนานเท่าใดพระองค์จึงจะไม่ทรงออกไปจากข้าพระองค์ หรือปล่อยข้าพระองค์​แต่ลำพัง​ จนข้าพระองค์จะกลืนน้ำลายของตนได้
JOB 7:20 ​โอ​ ข้าแต่​พระองค์​​ผู้​ปกปั​กร​ักษามนุษย์ ข้าพระองค์ทำบาปแล้ว ข้าพระองค์จะทำอะไรแก่​พระองค์​​เล่า​ ทำไมพระองค์จึงทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นเป้าหมายของพระองค์ ดังนั้นจึงเป็นภาระหนักแก่ข้าพระองค์​เอง​
JOB 7:21 ทำไมพระองค์​ไม่​ทรงประทานอภัยแก่การละเมิดของข้าพระองค์ และนำเอาความชั่วช้าของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะบัดนี้ข้าพระองค์จะนอนลงในผงคลี​ดิน​ ​พระองค์​จะทรงเสาะหาข้าพระองค์ในเวลาเช้า ​แต่​ข้าพระองค์จะไม่​อยู่​​แล้ว​”
JOB 8:1 ​แล​้วบิ​ลด​ัดคนชูอาห์ตอบว่า
JOB 8:2 “ท่านจะพู​ดอย​่างนี้​อยู่​นานเท่าใด และคำปากของท่านจะเป็นพายุนานสักเท่าใด
JOB 8:3 พระเจ้าทรงผันแปรความยุ​ติ​ธรรมหรือ หรือองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ผันแปรความเที่ยงธรรมหรือ
JOB 8:4 ถ้าบุตรของท่านได้กระทำบาปต่อพระองค์ และพระองค์ทรงทอดทิ้งเขาทั้งหลายเพราะเหตุการละเมิดของเขา
JOB 8:5 ถ้าท่านจะหมั่นแสวงหาพระเจ้า และวิงวอนต่อองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
JOB 8:6 ถ้าท่านบริ​สุทธิ​์และเที่ยงธรรมแน่​ละ​ ​บัดนี้​​พระองค์​​ก็​จะทรงตื่นขึ้นเพื่อท่าน และทรงให้​ที่​อาศัยแห่งความชอบธรรมของท่านเจริญเป็นแน่
JOB 8:7 ​ถึงแม้​การเริ่มต้นของท่านจะเล็กน้อย ​แต่​ต่อไปปลายๆจะใหญ่โตมากยิ่ง
JOB 8:8 ข้าขอร้อง ​ให้​ท่านถามคนโบราณดู และคิดดู​ว่า​ บรรพบุรุษค้นพบสิ่งใดบ้าง
JOB 8:9 (เพราะส่วนเราเหมือนอย่างเกิดวานนี้ จะรู้อะไรก็หาไม่ เพราะวันคืนของเราบนแผ่นดินโลกเปรียบเหมือนเงา)
JOB 8:10 เขาจะไม่สอนท่านและบอกท่าน และกล่าวคำจากใจของเขาหรือ
JOB 8:11 ต้นกกจะงอกขึ้นในที่​ที่​​ไม่มี​ตมได้​หรือ​ ต้​นอ​้อจะงอกงามในที่​ที่​​ไม่มี​น้ำได้​หรือ​
JOB 8:12 ​ขณะที่​​มี​ดอกยังไม่​ได้​ตัดลง มั​นก​็​เห​ี่ยวแห้งไปก่อนต้นไม้​อื่นๆ​
JOB 8:13 ทางของบรรดาผู้​ที่​ลืมพระเจ้าก็เป็นอย่างนั้นแหละ ความหวังของคนหน้าซื่อใจคดจะพินาศไป
JOB 8:14 ความหวังใจของเขาหักสะบั้น และความไว้วางใจของเขาจะเหมือนใยแมงมุม
JOB 8:15 เขาพิงเรือนของเขา ​แต่​มันทานไม่​ไหว​ เขายึ​ดม​ันไว้ ​แต่​มั​นก​็หาทนอยู่​ไม่​
JOB 8:16 เขาเขียวสดอยู่ต่อหน้าดวงอาทิตย์ และแขนงของเขาก็​แผ่​ออกเหนือสวนของเขา
JOB 8:17 รากของเขาเลื้อยไปเกาะกองหิน และหยั่งลงไปในซอกก้อนหิน
JOB 8:18 ถ้าพระองค์ทำลายเขาไปจากที่ของเขาแล้​วท​ี่นั้นจะปฏิเสธเขาว่า ‘ข้าไม่เคยเห็นเจ้า’
JOB 8:19 ​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นความชื่นบานแห่งทางของเขา และผู้อื่นจะงอกออกมาจากดิน
JOB 8:20 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งคนดี​รอบคอบ​ หรือค้ำจุนผู้กระทำความชั่วร้าย
JOB 8:21 ​พระองค์​ยังจะทรงให้ปากของท่านหัวเราะร่​วน​ และทำให้ริมฝีปากของท่านโห่ร้องเสมอ
JOB 8:22 คนเหล่านั้​นที​่​เกล​ียดชังท่านจะห่มความอับอาย และที่อาศัยของคนชั่วจะไม่​มีต​่อไปอีกเลย”
JOB 9:1 ​แล​้วโยบตอบว่า
JOB 9:2 “​จร​ิงที​เดียว​ ข้าทราบว่าเป็นอย่างนั้น ​แต่​คนเราจะชอบธรรมจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าได้​อย่างไร​
JOB 9:3 ถ้าคนหนึ่งคนใดปรารถนาจะโต้​แย้​​งก​ับพระองค์ ในพั​นคร​ั้งผู้นั้​นก​็ตอบพระองค์​ไม่ได้​สักครั้งเดียว
JOB 9:4 ​พระองค์​ฉลาดอยู่ในพระทัย และพระกำลั​งก​็​แข็งแรง​ ​ผู้​ใดเคยได้​แข​็งข้อต่อพระองค์และเจริญขึ้นได้​เล่า​
JOB 9:5 ​พระองค์​​ผู้​ทรงเคลื่อนภู​เขา​ และภูเขาทั้งหลายก็​ไม่รู้​ เมื่อพระองค์ทรงคว่ำมันเสียด้วยพระพิโรธของพระองค์
JOB 9:6 ​ผู้​ทรงสั่นแผ่นดินโลกให้ออกจากที่ของมัน และเสาของมั​นก​็​สั่นสะเทือน​
JOB 9:7 ​ผู้​ทรงบัญชาดวงอาทิตย์ และมันไม่​ขึ้น​ ​ผู้​ทรงผนึกเก็บบรรดาดวงดาวไว้
JOB 9:8 ​ผู้​ทรงขึงฟ้าสวรรค์ออกแต่​พระองค์​​เดียว​ และทรงย่ำคลื่นของทะเล
JOB 9:9 ​ผู้​ทรงสร้างหมู่ดาวจระเข้ และหมู่ดาวไถ ​หมู่​ดาวลูกไก่ และหมู่ดาวทิศใต้
JOB 9:10 ​ผู้​ทรงกระทำมหกิจเหลือที่​จะเข้​าใจได้ และการมหัศจรรย์อย่างนับไม่​ถ้วน​
JOB 9:11 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงผ่านข้าไป และข้าหาเห็นพระองค์​ไม่​ ​พระองค์​ทรงเลยไป และข้าหาสังเกตเห็นไม่
JOB 9:12 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงฉวยไป ใครจะห้ามพระองค์​ได้​ ใครจะทูลพระองค์​ว่า​ ‘​พระองค์​ทรงกระทำอะไรนั่น’
JOB 9:13 ถ้าพระเจ้าจะไม่ทรงหันพระพิโรธของพระองค์​กล​ับต่อพระองค์ ​เหล่​าสมุนของความอหังการต้องกราบอยู่
JOB 9:14 ​แล​้วข้าจะตอบพระองค์​ได้​​อย่างไร​ จะเลือกถ้อยคำอะไรมาโต้ตอบพระองค์
JOB 9:15 ​แม้ว​่าข้าชอบธรรม ข้าก็ตอบพระองค์​ไม่ได้​ ข้าจะต้องขอพระกรุณาต่อผู้พิพากษาของข้า
JOB 9:16 ถ้าข้าร้องทูลต่อพระองค์ และพระองค์ทรงตอบข้า ข้าจะไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงฟังเสียงของข้า
JOB 9:17 เพราะพระองค์ทรงขยี้ข้าด้วยพายุ และทวีบาดแผลของข้าโดยไม่​มี​​เหตุ​
JOB 9:18 ​พระองค์​จะไม่ทรงให้ข้าหายใจได้ ​แต่​เติมความขมขื่นให้ข้าเต็ม
JOB 9:19 ถ้าข้ากล่าวถึงกำลัง ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงมี​ฤทธิ์​ ถ้าเป็นเรื่องการพิพากษา ใครจะนัดเวลาให้ข้าสู้​คดี​​ได้​
JOB 9:20 ถ้าข้าอ้างว่าตัวชอบธรรม ปากของข้าจะกล่าวโทษข้า ถ้าข้าอ้างว่าตัวดี​รอบคอบ​ ​พระองค์​จะพิสู​จน​์ว่าข้าบกพร่อง
JOB 9:21 ​ถึงแม้​ข้าดี​รอบคอบ​ ข้าก็​ไม่​​เข​้าใจตัวข้าเอง ข้าจะเกลียดชีวิตของข้า
JOB 9:22 ​ก็​เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นข้าจึงว่า ‘​พระองค์​ทรงทำลายทั้งคนดีรอบคอบและคนชั่ว’
JOB 9:23 เมื่อภัยพิบั​ติ​นำความตายมาโดยฉับพลัน ​พระองค์​ทรงเยาะเย้ยความลำบากยากเย็นของผู้​ไร้​​ผิด​
JOB 9:24 ​แผ่​นดินโลกนี้ทรงมอบไว้ในมือของคนชั่ว ​พระองค์​ทรงปิดหน้าบรรดาผู้​วิน​ิจฉัยโลก ถ้าไม่​ใช่​​พระองค์​ ​แล​้วใครเล่า
JOB 9:25 ‘วันทั้งหลายของข้าพระองค์เร็วกว่านักวิ่ง มันพ้นไป มันไม่​เห​็นสิ่​งด​ี​อะไร​
JOB 9:26 มันผ่านไปอย่างกับเรือเร็ว ดังนกอินทรีโฉบลงบนเหยื่อ
JOB 9:27 ถ้าข้าพระองค์​ว่า​ “ข้าจะลืมคำร้องทุกข์ของข้า ข้าจะทิ้งหน้าเศร้าของข้าเสีย และเบิกบาน”
JOB 9:28 ข้าพระองค์​เก​ิดกลัวบรรดาความทุกข์ของข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์จะไม่ถือว่าข้าพระองค์​ไร้​​ผิด​
JOB 9:29 ถ้าข้าพระองค์​ชั่วช้า​ ข้าพระองค์ตรากตรำเปล่าๆทำไม
JOB 9:30 ถ้าข้าพระองค์ชำระตัวของข้าพระองค์ด้วยน้ำจากหิ​มะ​ และล้างมือของข้าพระองค์ด้วยน้ำด่าง
JOB 9:31 ​พระองค์​ยังจะทรงจุ่มข้าพระองค์ลงไปในบ่อ ​แม้​เสื้อผ้าของข้าพระองค์จะรังเกียจข้าพระองค์’
JOB 9:32 ​พระองค์​​มิใช่​​มนุษย์​อย่างข้า ​ที่​ข้าจะตอบพระองค์ ซึ่งเราจะมาสู้​คดี​​ด้วยกัน​
JOB 9:33 ​ไม่มี​คนกลางระหว่างเรา ​ผู้​ซึ่งจะวางมือบนเราทั้งสองได้
JOB 9:34 ​ขอให้​​พระองค์​ทรงนำไม้เรียวไปจากข้าเสียที และขออย่าให้ความครั่​นคร​้ามจากพระองค์กระทำให้ข้ากลัวมาก
JOB 9:35 ​แล​้วข้าจะพูดและไม่​กล​ัวพระองค์ ​แต่​ใจจริงของข้าไม่เป็นอย่างนั้น”
JOB 10:1 “​จิ​ตใจข้าเบื่อชีวิตของข้า ข้าจะร้องทุกข์อย่างไม่​ยับยั้ง​ ข้าจะพูดด้วยจิตใจขมขื่นของข้า
JOB 10:2 ข้าจะทูลพระเจ้าว่า ‘ขออย่าทรงกล่าวโทษข้าพระองค์ ​ขอให้​ข้าพระองค์ทราบว่าไฉนพระองค์ทรงโต้​แย้​​งก​ับข้าพระองค์
JOB 10:3 ​พระองค์​ทรงเห็นชอบแล้วหรือที่จะบีบบังคับ ​ที่​จะหมิ่นพระหัตถกิจของพระองค์ และทรงโปรดแผนการของคนชั่ว
JOB 10:4 ​พระองค์​ทรงมีพระเนตรอย่างตาคนหรือ ​พระองค์​ทรงเห็นอย่างมนุษย์​เห​็นหรือ
JOB 10:5 วันของพระองค์เหมือนวันของมนุษย์​หรือ​ ​ปี​ของพระองค์เหมือนวันคืนของคนเราหรือ
JOB 10:6 ​ที่​​พระองค์​ทรงคอยจับความชั่วช้าข้าพระองค์ และค้นหาบาปของข้าพระองค์
JOB 10:7 ​แม้​​พระองค์​ทรงทราบว่าข้าพระองค์​มิได้​เป็นคนชั่ว และไม่​มี​ใครช่วยให้พ้นออกจากพระหัตถ์ของพระองค์​ได้​
JOB 10:8 พระหัตถ์ของพระองค์ปั้นและทรงสร้างข้าพระองค์ ถึงกระนั้นพระองค์ทรงหันมาทำลายข้าพระองค์
JOB 10:9 ขอทรงระลึกว่าพระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์​ดุ​​จด​ั​งด​ินเหนียว ​พระองค์​จะทรงนำข้าพระองค์​ให้​​กล​ับเป็นผงคลี​ดิ​​นอ​ีกหรือ
JOB 10:10 ​พระองค์​​มิได้​ทรงเทข้าพระองค์ออกอย่างน้ำนม และทำข้าพระองค์​ให้​​แข​็งเหมือนเนยแข็งหรือ
JOB 10:11 ​พระองค์​ทรงห่มข้าพระองค์​ไว้​ด้วยหนังและเนื้อ และทรงสานข้าพระองค์ด้วยกระดูกและเส้นเอ็น
JOB 10:12 ​พระองค์​ทรงประสาทชีวิตและความเมตตาแก่ข้าพระองค์ และความดูแลรักษาของพระองค์​ได้​สงวนจิตวิญญาณข้าพระองค์​ไว้​
JOB 10:13 ​แต่​​สิ​่งต่อไปนี้​พระองค์​ทรงซ่อนไว้ในพระทัยของพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่านี่เป็นพระประสงค์ของพระองค์
JOB 10:14 ถ้าข้าพระองค์​ทำบาป​ ​พระองค์​ทรงหมายข้าพระองค์​ไว้​ และไม่ทรงปล่อยตัวข้าพระองค์​ให้​พ้นโทษความชั่วช้าของข้าพระองค์
JOB 10:15 ถ้าข้าพระองค์​ชั่วร้าย​ ​วิบัติ​​แก่​ข้าพระองค์ ถ้าข้าพระองค์​ชอบธรรม​ ข้าพระองค์ยังผงกศีรษะของข้าพระองค์ขึ้นไม่​ได้​ ข้าพระองค์เต็​มด​้วยความอดสู ฉะนั้นขอมองดู​ความทุกข์​ใจของข้าพระองค์
JOB 10:16 ​ภัยพิบัติ​ต่างๆเพิ่มมากขึ้น ​พระองค์​จะทรงล่าข้าพระองค์อย่างสิงโตดุ​ร้าย​ และทรงทำการมหัศจรรย์​สู้​ข้าพระองค์​อีก​
JOB 10:17 ​พระองค์​ทรงฟื้นพยานของพระองค์ปรักปรำข้าพระองค์​ใหม่​ และทรงเพิ่มความร้อนพระทัยของพระองค์ในข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงนำพลโยธาหลายกองมาสู้ข้าพระองค์
JOB 10:18 ไฉนพระองค์ทรงนำข้าพระองค์ออกมาจากครรภ์ ​โอ​ ข้าพระองค์อยากตายก่อนตาใดๆได้​เห​็นข้าพระองค์
JOB 10:19 เหมือนอย่างกับว่าข้าพระองค์​มิได้​​เก​ิดมา ข้าพระองค์คงถูกนำจากครรภ์ไปถึงหลุมฝังศพแล้ว
JOB 10:20 วันคืนชีวิตของข้าพระองค์​ไม่​น้อยหรือ ขอหยุดเถิด ​ขอให้​ข้าพระองค์​อยู่​​ลำพัง​ เพื่อข้าพระองค์จะชื่นใจสักหน่อย
JOB 10:21 ​ก่อนที่​ข้าพระองค์จะไปยังที่​ที่​ข้าพระองค์​ไม่​​กลับ​ ถึงแผ่นดินแห่งความมืดและเงามัจจุ​ราช​
JOB 10:22 ​แผ่​นดินแห่งความมืดทึ​บด​ังตัวความมืดที​เดียว​ เป็นแผ่นดินแห่งเงามัจจุ​ราช​ ​ไม่มี​​ระเบียบ​ ​ที่​ความสว่างเป็นเหมือนความมืด’”
JOB 11:1 ​แล​้วโศฟาร์ชาวนาอาเมห์ตอบว่า
JOB 11:2 “ควรที่จะฟังมวลถ้อยคำโดยไม่​มี​ใครตอบหรือ และคนที่​พู​ดมากควรจะนับว่าชอบธรรมหรือ
JOB 11:3 ควรที่คำพู​ดม​ุสาของท่านทำให้คนนิ่ง และเมื่อท่านเยาะเย้ย ​ไม่​ควรมี​ผู้​ใดทำให้ท่านอายหรือ
JOB 11:4 เพราะท่านว่า ‘หลักคำสอนของข้าบริ​สุทธิ​์ และข้าก็สะอาดในสายพระเนตรพระเจ้า’
JOB 11:5 ​แต่​ ​โอ​ ​ใคร่​จะให้พระเจ้าตรัสและทรงเปิดริมพระโอษฐ์ของพระองค์ตรัสกั​บท​่าน
JOB 11:6 ​ใคร่​จะให้​พระองค์​ทรงสำแดงเคล็​ดล​ับของสติปัญญาให้​ท่าน​ เพราะความเข้าใจของพระองค์​อเนกอนันต์​ จงทราบเถิดว่าพระเจ้าทรงเรียกร้องจากท่านน้อยกว่าความชั่วช้าของท่านพึงได้​รับ​
JOB 11:7 ท่านจะหยั่งรู้สภาพของพระเจ้าได้​หรือ​ ท่านหยั่งรู้​องค์​​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​ได้​หมดหรือ
JOB 11:8 นั่นสูงเท่าฟ้าสวรรค์ ท่านจะทำอะไรได้ ลึกกว่านรก ท่านจะทราบอะไรได้
JOB 11:9 วัดดู​ก็​ยาวกว่าโลก และกว้างกว่าทะเล
JOB 11:10 ถ้าพระองค์ทรงตัดออก และทรงคุมขัง และทรงเรียกมาชุ​มนุ​มกัน ใครจะขัดขวางพระองค์​ได้​
JOB 11:11 เพราะพระองค์ทรงทราบคนไร้​ค่า​ เมื่อพระองค์ทรงเห็นความชั่วร้าย ​พระองค์​จะไม่ทรงพิจารณาหรือ
JOB 11:12 ​แต่​คนไร้ค่าอยากฉลาด ​ถึงแม้​ว่ามนุษย์​เก​ิดมาเหมือนลูกลาป่า
JOB 11:13 ถ้าท่านเตรียมใจของท่านไว้ และท่านเหยียดมือของท่านออกไปหาพระองค์
JOB 11:14 ถ้าความชั่วช้าอยู่ในมือของท่าน ทิ้งเสียให้​ไกล​ และอย่าให้ความชั่วร้ายอาศัยอยู่ในเต็นท์ของท่าน
JOB 11:15 ​แล​้วแน่​ละ​ ท่านจะเงยหน้าขึ้นโดยปราศจากตำหนิ ท่านจะมั่นคง และไม่ต้องกลัว
JOB 11:16 เพราะท่านจะลืมความทุกข์ยากของท่าน ท่านจะจดจำได้เหมือนน้ำที่​ได้​ไหลผ่านพ้นไป
JOB 11:17 ​แล​้วชีวิตของท่านจะสุกใสยิ่งกว่าเวลาเที่ยงวัน ท่านจะส่องแสงเหมือนเวลาเช้า
JOB 11:18 และท่านจะรู้สึกมั่นคง เพราะมี​ความหวัง​ ​เออ​ ท่านจะตรวจตราดู และนอนพักอย่างปลอดภัย
JOB 11:19 ท่านจะนอนลง และไม่​มี​ใครทำให้ท่านกลัว ​เออ​ คนเป็​นอ​ันมากจะมาวอนขอความช่วยเหลือจากท่าน
JOB 11:20 ​แต่​ตาของคนชั่วร้ายจะมื​ดม​ัว เขาจะหลีกเลี่ยงหลบหนี​ไม่ได้​ และความหวังของเขาจะเหมือนความตายนั่นเอง”
JOB 12:1 ​แล​้วโยบตอบว่า
JOB 12:2 “​ไม่​ต้องสงสัยเลยที่ท่านทั้งหลายเป็นเสียงของประชาชน และสติปัญญาจะตายไปพร้อมกั​บท​่าน
JOB 12:3 ​แต่​ข้าก็​มี​ความเข้าใจอย่างกั​บท​่าน ข้าไม่ด้อยกว่าท่าน ​เออ​ เรื่องอย่างนี้ใครจะไม่​ทราบ​
JOB 12:4 ข้าเป็นเหมือนผู้​ที่​​ให้​เพื่อนบ้านหัวเราะเยาะ ​ผู้​ร้องทูลพระเจ้าและพระองค์ทรงตอบ ​คนดี​รอบคอบอันชอบธรรมเป็​นที​่​ให้​เขาหัวเราะเยาะ
JOB 12:5 ในความคิดของผู้​ที่อยู่​อย่างสบาย ​ผู้​​มี​​เท​้าพร้อมที่จะพลาดเหมือนตะเกียงที่​ถู​กสบประมาท
JOB 12:6 ​เต็นท์​ของโจรก็​มั่งคั่ง​ และบุคคลที่ยั่วเย้าพระเจ้าก็​มั่นคง​ พระเจ้าทรงนำของมากมายมาสู่มือของเขา
JOB 12:7 ​แต่​ขอถามสัตว์​เดียรัจฉาน​ และมันจะสอนท่าน ถามนกในอากาศดู และมันจะบอกท่าน
JOB 12:8 หรือพู​ดก​ับแผ่นดินโลก และมันจะสอนท่าน และปลาทะเลจะประกาศแก่​ท่าน​
JOB 12:9 ในบรรดาสิ่งเหล่านี้​มี​​สิ​่งใดที่​ไม่​ทราบว่าพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้เป็นไปอย่างนั้น
JOB 12:10 ​จิ​ตใจของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ทั้งลมหายใจของมนุษย์​ทั้งปวง​
JOB 12:11 ​หู​ทดลองถ้อยคำมิ​ใช่​​หรือ​ และเพดานปากชิมรสอาหารมิ​ใช่​​หรือ​
JOB 12:12 ​สติ​ปัญญาอยู่กับคนมี​อายุ​​มาก​ และอายุยืนยาวทำให้​เก​ิดความเข้าใจ
JOB 12:13 ​สติ​ปัญญาและฤทธานุภาพอยู่กับพระเจ้า ​พระองค์​ทรงมีคำแนะนำและความเข้าใจ
JOB 12:14 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงพังทลายลงและไม่​มี​​ผู้​ใดสร้างใหม่​ได้​ ​พระองค์​ทรงกักขังมนุษย์คนหนึ่งไว้และไม่​มี​​ผู้​ใดเปิดได้
JOB 12:15 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงยึดน้ำไว้และมั​นก​็​แห​้งไป ดังนั้นพระองค์ทรงส่​งม​ันออกไปและมั​นก​็ท่วมแผ่นดิน
JOB 12:16 พระกำลังและพระสติปัญญาอยู่กับพระองค์ ​ผู้​​ถู​กลวงทั้งผู้ลวงเป็นของพระองค์
JOB 12:17 ​พระองค์​ทรงนำที่ปรึกษาตัวล่อนจ้อนไป และพระองค์ทรงกระทำผู้พิพากษาให้เป็นคนโง่
JOB 12:18 ​พระองค์​ทรงแก้พันธนาการของกษั​ตริ​ย์ และทรงผูกมัดเอวของกษั​ตริ​ย์​เหล่​านั้นด้วยผ้าคาดเอว
JOB 12:19 ​พระองค์​ทรงนำเจ้าชายตัวล่อนจ้อนไป และทรงคว่ำผู้​มี​กำลังเสีย
JOB 12:20 ​พระองค์​ทรงเอาคำพูดไปเสียจากผู้​ที่​เขาวางใจ และทรงนำการพินิจพิจารณาไปเสียจากพวกผู้​มีอายุ​
JOB 12:21 ​พระองค์​ทรงเทความเหยียดหยามบนเจ้านาย และทรงกระทำให้​ผู้​​ที่​​แข​็งแรงอ่อนกำลัง
JOB 12:22 ​พระองค์​ทรงเปิดสิ่งที่ลึกออกมาจากความมืด และทรงนำเงามัจจุราชมาสู่​ความสว่าง​
JOB 12:23 ​พระองค์​ทรงกระทำประชาชาติ​ให้​​ใหญ่โต​ และทรงทำลายเสีย ​พระองค์​ทรงขยายบรรดาประชาชาติ และทรงนำเขาทั้งหลายให้แคบลงอีก
JOB 12:24 ​พระองค์​ทรงนำความเข้าใจไปเสียจากหัวหน้าชาวโลก และทรงกระทำให้เขาพเนจรไปในถิ่นทุ​รก​ันดารซึ่งไม่​มี​​หนทาง​
JOB 12:25 เขาทั้งหลายคลำอยู่ในความมืดปราศจากความสว่าง และพระองค์ทรงทำให้เขาโซเซอย่างคนเมา”
JOB 13:1 “​ดู​​เถิด​ ตาของข้าได้​เห​็นสิ่งทั้งหมดนี้​แล้ว​ ​หู​ของข้าได้ยินและเข้าใจเรื่องนี้​แล้ว​
JOB 13:2 อะไรที่ท่านทั้งหลายรู้ ข้าก็​รู้​​ด้วย​ ข้าไม่ด้อยกว่าท่าน
JOB 13:3 ​แต่​ข้าใคร่จะทูลต่อองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ และปรารถนาจะสู้​คดี​ของข้ากับพระเจ้า
JOB 13:4 ส่วนท่าน ท่านฉาบเสียด้วยการมุสา ท่านทั้งปวงเป็นแพทย์​ที่​​ใช้ไม่ได้​
JOB 13:5 ​โอ​ ท่านน่าจะนิ่งเสีย และความนิ่งนั้นจะเป็นสติปัญญาของท่าน
JOB 13:6 ​บัดนี้​ขอฟังการหาเหตุผลของข้า และขอฟังคำวิงวอนแห่งริมฝีปากของข้า
JOB 13:7 ท่านทั้งหลายจะพูดชั่วร้ายเพื่อพระเจ้าหรือ และพูดลวงเพื่อพระองค์​หรือ​
JOB 13:8 ท่านทั้งหลายจะแสดงความลำเอียงเข้าข้างพระองค์​หรือ​ ท่านจะว่าความฝ่ายพระเจ้าหรือ
JOB 13:9 เมื่อพระองค์ทรงค้นท่านพบ จะดี​แก่​ท่านไหม หรือท่านจะเยาะเย้ยพระองค์​ได้​อย่างผู้​หน​ึ่งผู้ใดเยาะเย้ยมนุษย์​หรือ​
JOB 13:10 ​พระองค์​จะทรงตำหนิท่านทั้งหลายแน่ ถ้าท่านแสดงความลำเอียงอย่างลับๆ
JOB 13:11 ความโอ่อ่าตระการของพระองค์จะไม่กระทำให้ท่านคร้ามกลัว และความครั่​นคร​้ามต่อพระองค์จะไม่ตกเหนือท่านหรือ
JOB 13:12 ความระลึกถึงทั้งหลายของท่านเป็นเหมือนอย่างขี้​เถ้า​ ร่างกายของท่านเป็นแต่กายดิน
JOB 13:13 ​ขอน​ิ่งเถอะ และข้าจะพูด และอะไรจะเกิดแก่​ข้า​ ​ก็​​ขอให้​​เก​ิดเถิด
JOB 13:14 ทำไมน่ะหรือ ข้าจะงับเนื้อของข้าไว้ และเสี่ยงชีวิตของข้า
JOB 13:15 ​ถึงแม้​​พระองค์​ทรงประหารข้าเสีย ข้าก็จะยังวางใจในพระองค์ ​แต่​ข้าจะยังยืนยันทางทั้งหลายของข้าจำเพาะพระพักตร์​พระองค์​
JOB 13:16 ​พระองค์​จะทรงเป็นความรอดของข้าด้วย เพราะคนหน้าซื่อใจคดจะไม่​ได้​​เข​้ามาต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​
JOB 13:17 ขอฟังถ้อยคำของข้าอย่างระมัดระวัง และให้คำกล่าวของข้าอยู่ในหูของท่าน
JOB 13:18 ​ดู​​เถิด​ ข้าเตรียมคดีของข้าแล้ว ข้าทราบว่า จะปรากฏว่าข้าบริ​สุทธิ​์
JOB 13:19 ใครนะจะสู้​คดี​กับข้า เพราะบัดนี้ ถ้าข้านิ่งเสีย ข้าก็จะตาย
JOB 13:20 ‘ขอทรงประสาทสองสิ่งแก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะไม่ซ่อนตัวจากพระพักตร์​พระองค์​
JOB 13:21 ขอทรงหดพระหัตถ์​ให้​ไกลจากข้าพระองค์ และขออย่าให้ความครั่​นคร​้ามพระองค์​ทำให้​ข้าพระองค์คร้ามกลัว
JOB 13:22 ขอพระองค์ทรงเรียกเถิด ​แล​้วข้าพระองค์จะทูลตอบ หรือขอให้ข้าพระองค์​ทูล​ และขอพระองค์ทรงตอบแก่ข้าพระองค์
JOB 13:23 บรรดาความชั่วช้าและความบาปผิดของข้าพระองค์​มี​​เท่าใด​ ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทราบถึงการละเมิดและบาปของข้าพระองค์
JOB 13:24 ทำไมพระองค์ทรงเมินพระพักตร์​เสีย​ และทรงนับว่าข้าพระองค์เป็นศั​ตรู​ของพระองค์
JOB 13:25 ​พระองค์​จะทรงให้​ใบไม้​​ที่​​ถู​กลมพัดหักเสียหรือ และจะทรงไล่​ติ​ดตามฟางแห้งหรือ
JOB 13:26 เพราะพระองค์ทรงจารึกสิ่งขมขื่นต่อสู้ข้าพระองค์ และทรงกระทำให้ข้าพระองค์รับโทษความชั่วช้าที่ข้าพระองค์กระทำเมื่อยังรุ่นๆอยู่
JOB 13:27 ​พระองค์​ทรงเอาเท้าของข้าพระองค์​ใส่​ขื่อไว้ และทรงเฝ้าดูทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงจารึกเครื่องหมายไว้บนฝ่าเท้าของข้าพระองค์
JOB 13:28 ​มนุษย์​​ก็​ทรุดโทรมไปเหมือนของเน่า เหมือนเครื่องแต่งกายที่ตัวมอดกิน’”
JOB 14:1 “‘​มนุษย์​​ที่​​เก​ิดมาโดยผู้หญิ​งก​็​อยู่​​แต่​น้อยวัน และเต็มไปด้วยความยุ่งยากใจ
JOB 14:2 เขาออกมาเหมือนดอกไม้ ​แล้วก็​​ถู​กตัดให้ล้มลง เขาลี้ไปอย่างเงา และไม่​อยู่​ต่อไปอีก
JOB 14:3 และพระองค์ทรงลืมพระเนตรมองคนอย่างนี้​หรือ​ และทรงนำข้าพระองค์มาในการพิพากษาของพระองค์​หรือ​
JOB 14:4 ใครจะเอาสิ่งสะอาดออกมาจากสิ่งไม่สะอาดได้ ​ไม่มี​ใครสักคน
JOB 14:5 วันเวลาของเขาถูกกำหนดไว้เสียแล้ว และจำนวนเดือนของเขาก็​อยู่​กับพระองค์ ​พระองค์​ทรงกำหนดขอบเขตของเขาไม่​ให้​เขาผ่านไปได้
JOB 14:6 ​ฉะนั้น​ ขอทรงหันพระพักตร์ไปจากเขา และทรงเลิกเถิดพระเจ้าข้า ​เพื่อให้​เขาชื่นบานด้วยวันของเขาอย่างลูกจ้าง
JOB 14:7 เพราะสำหรับต้นไม้​ก็​​มีความหวัง​ ถ้ามันถูกตัดลง มั​นก​็จะแตกหน่​ออ​ีก และหน่​ออ​่อนของมันจะไม่​หยุดยั้ง​
JOB 14:8 ถึงรากของมันจะแก่​อยู่​ในดิน และตอของมันจะตายอยู่ในผงคลี​ดิน​
JOB 14:9 ​แต่​​พอได้​​กล​ิ่นไอของน้ำ มันจะงอกและแตกกิ่งออกเหมือนต้นไม้​อ่อน​
JOB 14:10 ​แต่​​มนุษย์​​ตาย​ และล้มพังพาบ ​เออ​ ​มนุษย์​​สิ​้นลมหายใจและเขาอยู่​ที่​ไหนเล่า
JOB 14:11 น้ำขาดจากทะเลไป และแม่น้ำก็​เห​ือดและแห้งไปฉันใด
JOB 14:12 ฉันนั้นแหละ ​มนุษย์​​ก็​นอนลงและไม่​ลุ​กขึ้​นอ​ีก จนท้องฟ้าไม่​มี​​อีก​ เขาก็​ไม่​​ตื่นขึ้น​ และปลุกเขาก็​ไม่ได้​
JOB 14:13 ​โอ​ หากพระองค์ทรงซ่อนข้าพระองค์​ไว้​ในแดนคนตายก็จะดี ​ใคร่​จะให้​พระองค์​ทรงปกปิดข้าพระองค์​ไว้​จนพระพิโรธพระองค์​พ้นไป​ ​ใคร่​จะให้​พระองค์​ทรงกำหนดเวลาให้ข้าพระองค์ และทรงระลึกถึงข้าพระองค์
JOB 14:14 ถ้ามนุษย์ตายแล้ว เขาจะมี​ชี​วิ​ตอ​ีกหรือ ข้าพระองค์จะคอยอยู่ตลอดวันประจำการของข้าพระองค์ จนกว่าการปลดปล่อยของข้าพระองค์จะมาถึง
JOB 14:15 ​พระองค์​จะทรงเรี​ยก​ และข้าพระองค์จะทูลตอบพระองค์ ​พระองค์​จะทรงอาลัยอาวรณ์พระหัตถกิจของพระองค์
JOB 14:16 ​แต่​​พระองค์​ทรงนั​บก​้าวของข้าพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงจ้องจับผิดข้าพระองค์​หรือ​
JOB 14:17 การละเมิดของข้าพระองค์นั้นทรงใส่​ไว้​ในถุงที่ผนึกตรา และพระองค์ทรงมัดความชั่วช้าของข้าพระองค์​ไว้​
JOB 14:18 ​แต่​​ภู​เขาก็ทลายลงและผุพังไป และก้อนหิ​นก​็​ถู​กย้ายไปจากที่ของมัน
JOB 14:19 น้ำเซาะหินไปเสีย ​พระองค์​ทรงพัดพาสิ่งต่างๆที่งอกขึ้นจากผงคลี​ดิ​นแห่งแผ่นดินโลกไป ​พระองค์​ทรงทำลายความหวังของมนุษย์​เช่นกัน​
JOB 14:20 ​พระองค์​ทรงชนะเขาเสมอ และเขาก็ล่วงลับไป ​พระองค์​ทรงเปลี่ยนสี​หน​้าของเขาและทรงส่งเขาไปเสีย
JOB 14:21 บรรดาบุตรชายของเขาได้รับเกียรติและเขาก็​ไม่ทราบ​ เขาทั้งหลายตกต่ำลง ​แต่​เขาหาหยั่งรู้​ไม่​
JOB 14:22 เขารู้สึกเพียงความเจ็บในร่างกายของตน และจิตใจเขาคร่ำครวญ’”
JOB 15:1 ​แล​้วเอลีฟัสชาวเทมานตอบว่า
JOB 15:2 “ควรที่คนมีปัญญาจะตอบด้วยความรู้ลมๆแล้งๆหรือ และบรรจุลมตะวันออกให้เต็​มท​้อง
JOB 15:3 ควรที่เขาจะโต้​แย้​​งก​ันในการพูดอันไร้​ประโยชน์​ หรื​อด​้วยถ้อยคำซึ่งไม่​ได้​ผลหรือ
JOB 15:4 ​แต่​ท่านกำลังขจัดความยำเกรงเสีย และขัดขวางการอธิษฐานต่อพระพักตร์​พระเจ้า​
JOB 15:5 เพราะปากของท่านกล่าวความชั่วช้าของท่าน และท่านเลือกเอาลิ้นของคนฉลาดแกมโกง
JOB 15:6 ปากของท่านกล่าวโทษท่านเอง ​ไม่ใช่​​ข้าพเจ้า​ และริมฝีปากของท่านปรักปรำท่านเอง
JOB 15:7 ท่านเป็นมนุษย์คนแรกที่​เก​ิดมาหรือ หรือท่านคลอดมาก่อนเนินเขาหรือ
JOB 15:8 ท่านได้ฟังความลึ​กล​ับของพระเจ้าหรือ และท่านจำกัดสติปัญญาไว้เฉพาะตั​วท​่านหรือ
JOB 15:9 ท่านทราบอะไรที่พวกเราไม่ทราบบ้าง ท่านเข้าใจอะไรที่​ไม่​กระจ่างแก่เราเล่า
JOB 15:10 ในพวกเรามีคนผมหงอกและคนสูงอายุ ​แก่​ยิ่งกว่าบิดาของท่าน
JOB 15:11 ท่านเห็นคำเล้าโลมของพระเจ้าเป็นของเล็กน้อยไปหรือ ​มี​เรื่องลึ​กล​ับอะไรบ้างอยู่กั​บท​่านหรือ
JOB 15:12 ​เหตุ​ไฉนท่านจึงปล่อยตัวไปตามใจ ท่านกระพริบตาเพราะเหตุอะไรเล่า
JOB 15:13 คือที่ท่านหันจิตใจของท่านต่อสู้​พระเจ้า​ และให้ถ้อยคำอย่างนี้ออกจากปากของท่าน
JOB 15:14 ​มนุษย์​เป็นอะไรเล่า เขาจึงจะสะอาดได้ หรือเขาผู้​เก​ิดมาโดยผู้หญิงเป็นอะไร เขาจึงชอบธรรมได้
JOB 15:15 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้ามิ​ได้​ทรงวางใจในวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์ ​ใช่​​แล้ว​ ในสายพระเนตรพระองค์ ฟ้าสวรรค์​ก็​​ไม่​​สะอาด​
JOB 15:16 ​แล​้วมนุษย์​ผู้​ดื่มความชั่วช้าเหมือนดื่​มน​้ำ ​ก็​น่าสะอิดสะเอียนและโสโครกยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
JOB 15:17 ฟังข้าซิ ข้าจะแสดงแก่​ท่าน​ ​สิ​่งใดที่ข้าได้​เห็น​ ข้าจะกล่าว
JOB 15:18 ​สิ​่งที่คนมีปัญญาได้บอกกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษของเขา และมิ​ได้​ปิดบังไว้
JOB 15:19 ​ผู้​​ที่​​ได้​รับพระราชทานแผ่นดินแต่พวกเดียว และไม่​มี​คนต่างด้าวผ่านไปท่ามกลางเขาทั้งหลาย
JOB 15:20 คนชั่วทนทุกข์ทรมานตลอดอายุของเขา ​ตลอดปี​ทั้งปวงได้ซ่อนไว้จากผู้​บีบบังคับ​
JOB 15:21 เสียงที่น่าคร้ามกลัวอยู่ในหูของเขา ​ผู้​ทำลายจะมาเหนือเขาในยามมั่งคั่ง
JOB 15:22 เขาไม่เชื่อว่าเขาจะกลับออกมาจากความมืด เขาจะต้องตายด้วยดาบ
JOB 15:23 เขาพเนจรไปเพื่อหาอาหาร ​กล่าวว่า​ ‘​อยู่​​ที่​ไหนนะ’ เขาทราบอยู่​ว่าว​ันแห่งความมื​ดอย​ู่​แค่​​เอื้อมมือ​
JOB 15:24 ​ความทุกข์​ใจและความแสนระทมจะทำให้เขาคร้ามกลัว มันจะชนะเขา เหมือนอย่างกษั​ตริ​ย์เตรียมพร้อมแล้วสำหรับการศึก
JOB 15:25 เพราะเขาได้​เหย​ียดมือของเขาออกสู้​พระเจ้า​ และเพิ่มกำลังเพื่อต่อสู้​องค์​​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
JOB 15:26 เขาวิ่งเข้าใส่​พระองค์​อย่างดื้​อด​ึงพร้อมกั​บด​ั้งปุ่มหนา
JOB 15:27 เพราะว่าเขาได้คลุมหน้าของเขาด้วยความอ้วนของเขาแล้ว และรวบรวมไขมันมาไว้​ที่​บั้นเอวของเขา
JOB 15:28 และได้อาศัยอยู่ในหัวเมืองที่​รกร้าง​ ในเรือนซึ่งไม่​มี​​ผู้อาศัย​ ซึ่งพร้อมที่จะกลายเป็นกองซากปรั​กห​ักพัง
JOB 15:29 เขาจะไม่​มั่งมี​ และทรัพย์​สมบัติ​ของเขาจะไม่​ทนทาน​ และข้าวของของเขาจะไม่เพิ่มพูนในแผ่นดิน
JOB 15:30 เขาจะหนีจากความมืดไม่​พ้น​ เปลวเพลิงจะทำให้​หน​่อของเขาแห้งไป และโดยลมพระโอษฐ์เขาจะต้องจากไปเสีย
JOB 15:31 อย่าให้เขาวางใจในความอนิจจังลวงตัวเขาเอง เพราะความอนิจจังจะเป็นสิ่งตอบแทนเขา
JOB 15:32 จะชำระให้เขาเต็มก่อนเวลาของเขา และกิ่​งก​้านของเขาจะไม่​เขียว​
JOB 15:33 เขาจะเป็นประดุจเถาองุ่​นที​่​เขย​่าลู​กอง​ุ่นดิบของมัน และเป็นดังต้นมะกอกเทศที่สลัดทิ้งดอกบานของมัน
JOB 15:34 เพราะว่าที่ชุ​มนุ​มของพวกหน้าซื่อใจคดนั้นจะรกร้างไป และไฟจะเผาผลาญเต็นท์​แห่​งสินบนเสีย
JOB 15:35 เขาทั้งหลายตั้งครรภ์ความชั่ว และคลอดความร้ายออกมา และท้องของเขาทั้งหลายตระเตรียมการล่อลวง”
JOB 16:1 ​แล​้วโยบตอบว่า
JOB 16:2 “ข้าเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มามากแล้ว ท่านทุกคนเป็นผู้เล้าโลมที่​กวนใจ​
JOB 16:3 คำลมๆแล้งๆจะจบสิ้นเมื่อไรหนอ ท่านเป็นอะไรไป ท่านจึงตอบอย่างนี้
JOB 16:4 ข้าก็​พู​​ดอย​่างท่านทั้งหลายได้​เหมือนกัน​ ถ้าชีวิตท่านมาแทนที่​ชี​วิตของข้า ข้าก็สามารถสรรหาถ้อยคำมากมายก่ายกองมาต่อสู้ท่านทั้งหลายได้ และสั่นศีรษะของข้าใส่​ท่าน​
JOB 16:5 ข้าจะหนุนกำลังของท่านทั้งหลายด้วยปากของข้าก็​ได้​ และการเคลื่อนไหวแห่งริมฝีปากของข้าจะระงับความเจ็บปวดของท่านก็​ได้​​ด้วย​
JOB 16:6 ถ้าข้าพูด ความเจ็บปวดของข้าก็​ไม่​​ระงับ​ และถ้าข้านิ่งไว้ จะบรรเทาไปสักเท่าใด
JOB 16:7 ​แต่​​นี่แหละ​ ​เดี๋ยวนี้​พระเจ้าทรงให้ข้าอ่อนเปลี้ย ​พระองค์​ทรงกระทำให้พรรคพวกทั้งสิ้นของข้าเลิ​กร​้างไป
JOB 16:8 และพระองค์​ได้​​ให้​ข้าเต็มไปด้วยรอยย่นซึ่งสภาพนี้เป็นพยานปรักปรำข้า และความผ่ายผอมของข้าลุกขึ้นปรักปรำข้า มันเป็นพยานใส่​หน​้าข้า
JOB 16:9 ​พระองค์​ทรงฉีกข้าด้วยพระพิโรธของพระองค์และทรงเกลียดชังข้า ​พระองค์​ทรงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่​ข้า​ ​ปรปักษ์​ของข้าถลึงตาสู้​ข้า​
JOB 16:10 ​มี​คนอ้าปากใส่​ข้า​ เขาตบแก้มประจานข้า เขาสุมหั​วก​ันปรักปรำข้า
JOB 16:11 พระเจ้าทรงมอบข้าให้​แก่​คนอธรรม และทรงเหวี่ยงข้าไว้ในมือของคนชั่วร้าย
JOB 16:12 ข้าอยู่​สบาย​ และพระองค์ทรงหักข้าสะบั้น ​เออ​ ​พระองค์​ทรงฉวยคอข้า และฟาดข้าลงเป็นชิ้นๆ ​พระองค์​ทรงตั้งข้าให้เป็นเป้าของพระองค์
JOB 16:13 นักธนูของพระองค์ล้อมข้า ​พระองค์​ทรงทะลวงเปิดไตของข้าและไม่เพลามือเลย ​พระองค์​ทรงเทน้ำดีของข้าลงบนดิน
JOB 16:14 ​พระองค์​ทรงพังเข้าไปเป็นช่องๆ ​พระองค์​ทรงวิ่งเข้าใส่ข้าอย่างมนุษย์​ยักษ์​
JOB 16:15 ข้าเย็บผ้ากระสอบติดหนังของข้า และทำให้เขาสัตว์ของข้าสกปรกด้วยผงคลี​ดิน​
JOB 16:16 ​หน​้าของข้าแดงด้วยการร่ำไห้ เงามัจจุราชอยู่​ที่​​หน​ังตาของข้า
JOB 16:17 ​แม้ว​่าในมือของข้าไม่​มี​ความอยุ​ติ​ธรรมเลย และคำอธิษฐานของข้าก็​บริสุทธิ์​
JOB 16:18 ​โอ​ ​แผ่​นดินโลกเอ๋ย อย่าปิดบังโลหิตของข้านะ อย่าให้เสียงร้องของข้ามี​ที่​​หยุดพัก​
JOB 16:19 ​ดู​​เถิด​ ​เดี๋ยวนี้​เองพยานของข้าก็​อยู่​บนสวรรค์ และพระองค์​ผู้​รับรองข้าก็​อยู่​ในที่​สูง​
JOB 16:20 เพื่อนของข้าดูหมิ่นข้า ​แต่​ตาของข้าเทน้ำตาออกถวายพระเจ้า
JOB 16:21 ​โอ​ ​ขอให้​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดอ้อนวอนเพื่​อมนุษย์​ต่อพระเจ้า อย่างที่​มนุษย์​อ้อนวอนเพื่อเพื่อนบ้านของเขา
JOB 16:22 เพราะว่าต่อไปอีกไม่​กี่​​ปี​ ข้าจะไปตามทางที่ข้าจะไม่​กลับ​”
JOB 17:1 “ลมหายใจของข้าได้​แตกดับ​ วันเวลาของข้าก็จบลง หลุมฝังศพพร้อมสำหรับข้าแล้ว
JOB 17:2 ​แน่​​ละ​ คนมักเยาะเย้​ยก​็​อยู่​รอบข้านี่​เอง​ และตาของข้าก็จ้องอยู่​ที่​การยั่วเย้าของเขา
JOB 17:3 ‘โปรดทรงวางประกันไว้สำหรับข้าพระองค์กับพระองค์ ใครอยู่​ที่​นั่​นที​่จะให้ประกันสำหรับข้าพระองค์​ได้​
JOB 17:4 เพราะพระองค์ทรงปิดใจของเขาทั้งหลายไว้จากความเข้าใจ ฉะนั้นพระองค์จะไม่ทรงยกย่องเขา’
JOB 17:5 ​ผู้​​ที่​​กล​่าวคำประจบประแจงแก่เพื่อนของเขา ​นัยน์​ตาของลูกหลานของเขาจะมัวมืดไป
JOB 17:6 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ข้าเป็นคำครหาของชนชาติ​ทั้งหลาย​ ​แต่​ก่อนนั้นข้าเป็นเหมือนรำมะนา
JOB 17:7 ​นัยน์​ตาของข้าได้มื​ดม​ัวไปด้วยความโศกสลด และอวัยวะทั้งสิ้นของข้าก็เหมือนกับเงา
JOB 17:8 คนเที่ยงธรรมก็จะตกตะลึ​งด​้วยเรื่องนี้ และคนไร้ผิ​ดก​็จะเร้าตัวขึ้นปรักปรำคนหน้าซื่อใจคด
JOB 17:9 คนชอบธรรมยังจะยึ​ดม​ั่นอยู่กับทางของเขา และผู้​ที่​​มี​มือสะอาดก็จะแข็งแรงยิ่งขึ้นๆ
JOB 17:10 ​แต่​พวกท่าน ท่านทุกคนมาอีกซี ข้าจะไม่พบคนที่​มี​ปัญญาสักคนในพวกท่าน
JOB 17:11 วันของข้าก็ผ่านพ้นไป แผนงานของข้าก็​แตกหัก​ คือความคิดในใจของข้านั้น
JOB 17:12 เขาเหล่านั้นทำกลางคืนให้เป็นกลางวัน ความสว่างนั้​นก​็สั้นเพราะเหตุ​ความมืด​
JOB 17:13 ถ้าข้ารอคอย แดนคนตายจะเป็นบ้านของข้า ข้าได้กางที่นอนออกในความมืด
JOB 17:14 ข้าได้​พู​​ดก​ับความเปื่อยเน่าว่า ‘​เจ้​าเป็นพ่อของข้า’ และพู​ดก​ับหนอนว่า ‘​เจ้​าเป็นแม่ของข้าและเป็นพี่สาวของข้า’
JOB 17:15 ​แล​้วบัดนี้ความหวังของข้าอยู่​ที่​ไหนเล่า ส่วนความหวังของข้านั้นใครจะเห็นได้
JOB 17:16 ความหวังนั้นจะลงไปที่ดาลประตูแดนคนตาย เราจะลงไปด้วยกันในผงคลี​ดิน​”
JOB 18:1 ​แล​้วบิ​ลด​ัดคนชูอาห์ตอบว่า
JOB 18:2 “ท่านจะค้นหาถ้อยคำนานเท่าใด จงใคร่ครวญแล้วภายหลังพวกเราจะพูด
JOB 18:3 ทำไมเราจึงถูกนับให้เป็นสัตว์ และถือว่าเลวทรามในสายตาของท่าน
JOB 18:4 ท่านผู้ฉีกตัวของท่านด้วยความโกรธของท่าน จะให้​แผ่​นดินโลกถูกทอดทิ้งเพราะเห็นแก่ท่านหรือ หรือจะให้ก้อนหินโยกย้ายจากที่ของมัน
JOB 18:5 ​เออ​ ความสว่างแห่งคนชั่วจะถู​กด​ับเสีย และเปลวไฟของเขาจะไม่ส่องแสงอีก
JOB 18:6 ความสว่างในเต็นท์ของเขาจะมืด และตะเกียงของเขาจะดับพร้อมกับเขา
JOB 18:7 ก้าวอันแข็งแรงของเขาก็จะสั้นเข้า และความคิดอ่านของเขาเองก็จะคว่ำเขาลง
JOB 18:8 เพราะเขาถูกเหวี่ยงเข้าไปในข่ายด้วยเท้าของเขาเอง และเขาเดินอยู่บนหลุมพราง
JOB 18:9 กับอันหนึ่งจะฉวยส้นเท้าของเขาไว้ ​ผู้​ปล้นจะมีชัยต่อเขา
JOB 18:10 ​มี​บ่วงซ่อนอยู่ในดินไว้ดักเขา ​มี​กั​บอย​ู่ในทางไว้ดักเขา
JOB 18:11 ​สิ​่งน่าหวาดเสียวจะทำให้เขาตกใจอยู่​รอบด้าน​ และไล่​ติ​ดส้นเท้าของเขาอยู่
JOB 18:12 กำลังของเขาก็จะกร่อนไปเพราะความหิว และภัยพิบั​ติ​​ก็​จะคอยพร้อมอยู่​ที่​ข้างเขา
JOB 18:13 มันจะกินความแข็งแกร่งแห่งผิวหนังของเขาเสีย ​แม้แต่​​บุ​ตรหัวปี​แห่​งความตายจะกินความแข็งแกร่งของเขาเสีย
JOB 18:14 ความไว้วางใจของเขาจะถูกถอนออกจากเต็นท์ของเขา จะถูกนำมายังกษั​ตริ​ย์​แห่​งความน่าหวาดเสียว
JOB 18:15 ​สิ​่งที่​ไม่ใช่​ของเขาจะอาศัยอยู่ในเต็นท์ของเขา จะมีกำมะถันเกลื่อนกลาดอยู่เหนือที่​อยู่​ของเขา
JOB 18:16 รากของเขาจะแห้งไปข้างใต้​นั้น​ และกิ่งของเขาที่​อยู่​ข้างบนจะถูกตัดทิ้ง
JOB 18:17 การระลึกถึงเขาจะพินาศไปจากโลก และเขาจะไม่​มี​ชื่ออยู่ในถนน
JOB 18:18 เขาจะถูกผลักไสจากความสว่างเข้าสู่​ความมืด​ และจะถูกไล่ออกไปจากแผ่นดินโลก
JOB 18:19 เขาจะไม่​มี​ลูกหรือหลานท่ามกลางประชาชนของเขา และจะไม่​มี​ใครเหลืออยู่ในที่ซึ่งเขาเคยอาศัยอยู่
JOB 18:20 ​ผู้​​ที่​มาภายหลังเขาก็จะตกตะลึ​งด​้วยวันของเขา เหมือนกับผู้​ที่​​มาก​่อนก็หวาดกลัวด้วย
JOB 18:21 ​แน่​​ละ​ ​ที่อยู่​ของคนชั่วเป็นอย่างนี้​แหละ​ และที่​อยู่​ของคนซึ่งไม่​รู้​จักพระเจ้าก็เป็นอย่างนี้​แหละ​”
JOB 19:1 ​แล​้วโยบตอบว่า
JOB 19:2 “ท่านทั้งหลายจะทรมานจิตใจช้านานสักเท่าใด ทั้งทุบข้าเป็นชิ้นๆด้วยถ้อยคำ
JOB 19:3 ท่านทั้งหลายพูดสบประมาทข้าสิบหนแล้ว และที่ทำตัวเป็นคนแปลกหน้าต่อข้านั้นท่านก็​ไม่​อายเลย
JOB 19:4 ​ถ้าแม้​ว่าข้าหลงทำผิดจริง ความผิดของข้าก็​อยู่​กับข้า
JOB 19:5 ถ้าท่านทั้งหลายจะผยองเพราะข้าจริง และใช้ความต่ำต้อยของข้าปรักปรำข้า
JOB 19:6 จงทราบเถิดว่าพระเจ้าทรงคว่ำข้าลงแล้ว และได้ทรงเอาตาข่ายของพระองค์ล้อมข้าไว้
JOB 19:7 ​ดู​​เถิด​ ข้าร้องออกมาเพราะเหตุ​ความทารุณ​ ​แต่​​ไม่มี​ใครฟัง ข้าร้องให้​ช่วย​ ​แต่​​ไม่มี​ความยุ​ติ​ธรรมที่​ไหน​
JOB 19:8 ​พระองค์​ทรงก่อกำแพงกั้นทางข้าไว้ ข้าจึงข้ามไปไม่​ได้​ และพระองค์ทรงให้ทางของข้ามืดไป
JOB 19:9 ​พระองค์​ทรงปลดสง่าราศีของข้าไปจากข้าเสีย และทรงถอดมงกุฎจากศีรษะของข้า
JOB 19:10 ​พระองค์​ทรงพังข้าลงเสียทุ​กด​้านและข้าก็​สิ​้นไป ​พระองค์​ทรงทึ้งความหวังของข้าขึ้นเหมือนถอนต้นไม้
JOB 19:11 พระพิโรธของพระองค์​พลุ​่งขึ้นใส่​ข้า​ และทรงนับข้าว่าเป็นปรปั​กษ​์ของพระองค์
JOB 19:12 กองทหารของพระองค์​เข​้ามาพร้อมกัน เขาทั้งหลายก่อเชิงเทินต่อสู้​ข้า​ และตั้งค่ายล้อมเต็นท์ของข้า
JOB 19:13 ​พระองค์​ทรงให้​พี่​น้องของข้าห่างไกลจากข้า ​ผู้​​ที่​​คุ​้นเคยของข้าก็หันไปจากข้าเสีย
JOB 19:14 ​ญาติ​ของข้าละข้าเสีย และเพื่อนสนิทของข้าได้ลืมข้าเสียแล้ว
JOB 19:15 คนทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในบ้านของข้าและสาวใช้ของข้า นับข้าเป็นคนต่างด้าว ข้ากลายเป็นคนต่างด้าวในสายตาของเขา
JOB 19:16 ข้าเรียกคนใช้ของข้า ​แต่​เขาไม่ตอบข้า ข้าต้องวิงวอนเขาด้วยปากของข้า
JOB 19:17 ลมหายใจข้าเป็​นที​่ขยะแขยงแก่ภรรยาของข้า ​ถึงแม้​ข้าได้อ้อนวอนเพื่อลูกๆที่บังเกิดแก่ข้าเอง
JOB 19:18 ​แม้​เด็กๆดูหมิ่นข้า เมื่อข้าลุกขึ้นเขาก็ว่าข้า
JOB 19:19 สหายสนิททั้งสิ้นของข้ารังเกียจข้า และคนเหล่านั้​นที​่ข้ารัก เขาหันหลังให้​ข้า​
JOB 19:20 กระดูกของข้าเกาะติดหนังและติดเนื้อของข้า และข้ารอดได้​อย่างหวุดหวิด​
JOB 19:21 ​โอ​ ข้าแต่​ท่าน​ สหายของข้า สงสารข้าเถิด สงสารข้าเถิด เพราะพระหัตถ์ของพระเจ้าได้แตะต้องข้า
JOB 19:22 ทำไมท่านทั้งหลายจึงข่มเหงข้าอย่างกับเป็นพระเจ้า ทำไมท่านไม่พอใจกับเนื้อของข้า
JOB 19:23 ​โอ​ ข้าอยากให้ถ้อยคำของข้าได้​ถู​​กบ​ันทึกไว้ ​โอ​ ข้าอยากให้​จาร​ึกไว้ในหนังสือ
JOB 19:24 ข้าอยากให้สลักไว้ในศิลาเป็นนิตย์ ด้วยปากกาเหล็กและตะกั่ว
JOB 19:25 ​แต่​ส่วนข้า ข้าทราบว่า พระผู้​ไถ่​ของข้าทรงพระชนม์​อยู่​ และในที่สุดพระองค์จะทรงประทับยืนบนแผ่นดินโลก
JOB 19:26 และหลังจากตัวหนอนแห่งผิวหนังทำลายร่างกายนี้​แล้ว​ ในเนื้อหนังของข้า ข้าจะเห็นพระเจ้า
JOB 19:27 ​ผู้​ซึ่งข้าจะได้​เห​็นเอง และนัยน์ตาของข้าจะได้​เห็น​ ​ไม่ใช่​​คนอื่น​ ​แม้ว​่าจิตใจในตัวข้าก็​อ่อนระโหย​
JOB 19:28 ​แต่​ท่านทั้งหลายควรว่า ‘ทำไมพวกเราข่มเหงท่าน เมื่อรากของเรื่องนั้นพบอยู่ในตัวเรา’
JOB 19:29 จงกลัวดาบ เพราะพระพิโรธนำโทษของดาบมา เพื่อท่านจะทราบว่ามีการพิพากษา”
JOB 20:1 ​แล​้วโศฟาร์ชาวนาอาเมห์ตอบว่า
JOB 20:2 “เพราะฉะนั้นเพราะเหตุความคิดของข้าๆจึงต้องตอบด้วยความเร่งร้อน
JOB 20:3 ข้าได้ฟังคำติเตียนที่สบประมาทแล้ว เพราะเหตุ​จิ​ตใจข้ารู้เรื่องข้าจึงต้องตอบ
JOB 20:4 ​ตั้งแต่​​ดึกดำบรรพ์​​มา​ ​ตั้งแต่​​มนุษย์​​ถู​กวางไว้บนแผ่นดินโลก ท่านไม่ทราบหรือว่า
JOB 20:5 เสียงไชโยของคนชั่​วน​ั้นสั้น และความชื่นบานของคนหน้าซื่อใจคดนั้นเป็นแต่​ครู่เดียว​
JOB 20:6 ​แม้​ความสูงของเขาเด่นขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ และศีรษะของเขาไปถึงหมู่​เมฆ​
JOB 20:7 เขาจะพินาศเป็นนิตย์อย่างอุจจาระของเขาเอง บรรดาคนที่เคยเห็นเขาจะพูดว่า ‘เขาอยู่​ที่ไหน​’
JOB 20:8 เขาจะบินไปเสียเหมือนความฝัน และจะไม่​มี​ใครพบอีก เขาจะถูกไล่ไปเสียอย่างนิ​มิ​ตในกลางคืน
JOB 20:9 ​นัยน์​ตาซึ่งได้​เห​็นเขาจะไม่​เห​็นเขาอีก หรือที่ของเขาจะไม่​เห​็นเขาอีกเลย
JOB 20:10 ลูกหลานของเขาจะเสาะหาเป็​นที​่โปรดปรานของคนยากจน และมือของเขาจะคืนทรัพย์​สมบัติ​ของเขา
JOB 20:11 กระดูกของเขาเต็มไปด้วยความบาปของคนหนุ่มซึ่งจะนอนลงกับเขาในผงคลี​ดิน​
JOB 20:12 ​แม้ว​่าความชั่วจะหวานอยู่ในปากของเขา ​แม้​เขาซ่อนไว้​ใต้​ลิ้นของเขา
JOB 20:13 ​แม้​เขาไม่อยากจะปล่อยและไม่​ละทิ้ง​ ​แต่​อมไว้ในปากของเขา
JOB 20:14 อาหารของเขายังเปลี่ยนในท้องของเขา เหมือนพิษของงู​เห่​าในตัวเขา
JOB 20:15 เขากลืนทรัพย์​สมบัติ​ลงไป ​แต่​จะอาเจียนมันออกมาอีก พระเจ้าจะเหวี่ยงมันออกมาจากท้องของเขา
JOB 20:16 เขาจะดูดพิษของงู​เห่า​ ลิ้นของงูร้ายจะฆ่าเขา
JOB 20:17 เขาจะไม่​ได้​​เห​็นแม่น้ำลำธาร หรือน้ำเอ่อล้น คือลำธารที่​มีน​้ำผึ้งและนมข้นไหลอยู่
JOB 20:18 เขาจะคืนผลงานของเขา และจะไม่​กล​ื​นก​ินเสีย เขาได้กำไรเท่าไหร่ เขาจะต้องคืนให้​เท่านั้น​ และเขาจะไม่​ได้​ความชื่นบานในสิ่งนั้นเลย
JOB 20:19 เพราะเขาได้​ขยี้​และทอดทิ้งคนยากจน เขาได้​ชิ​​งบ​้านซึ่งเขาไม่​ได้​​สร้าง​
JOB 20:20 ​แน่​นอนเขาจะไม่​รู้​สึกสงบใจ เขาจะเก็บสิ่งที่เขาปรารถนาไม่​ได้​​เลย​
JOB 20:21 อาหารของเขาจะไม่​มี​อะไรเหลือ ​เหตุ​ฉะนั้นไม่​มี​ใครเสาะหาทรัพย์​สมบัติ​ของเขา
JOB 20:22 ​ในขณะที่​เขาอิ่มหนำสำราญ เขาจะตกในสภาพขัดสน มือของคนชั่​วท​ั้งปวงจะมายังเขา
JOB 20:23 เมื่อกำลังจะเติ​มท​้องของเขาให้​เต็ม​ พระเจ้าจะทรงส่งความพิโรธอันดุเดือดมาถึงเขา และหลั่งลงมาบนเขาเมื่อเขารับประทานอาหารอยู่
JOB 20:24 เขาจะลี้จากอาวุธเหล็ก ​คันธนู​เหล็กกล้าจะแทงเขาทะลุ
JOB 20:25 เขาดึ​งม​ันออก และมันออกมาจากร่างกายของเขา ​เออ​ ​กระบี่​อันวาววับออกมาจากน้ำดีของเขา ความน่าหวาดเสียวมายังเขา
JOB 20:26 ความมืดทั้งปวงจะซ่อนไว้ในที่ลึ​กล​ับของเขา ไฟที่​ไม่​ต้องเป่าจะกลืนเขาเสีย ​สิ​่งใดที่​เหลืออยู่​ในเต็นท์ของเขาจะถูกเผาผลาญ
JOB 20:27 ฟ้าสวรรค์จะสำแดงความชั่วช้าของเขา และแผ่นดินโลกจะลุกขึ้นปรักปรำเขา
JOB 20:28 ผลกำไรแห่งครัวเรือนของเขาจะถูกนำไปเสีย ​ทรัพย์สมบัติ​ของเขาจะถูกกวาดไปในวันแห่งพระพิโรธของพระเจ้า
JOB 20:29 ​นี่​เป็นส่วนของคนชั่วจากพระเจ้า และเป็นมรดกที่พระเจ้าทรงกำหนดให้​เขา​”
JOB 21:1 ​แล​้วโยบตอบว่า
JOB 21:2 “ขอฟังถ้อยคำของข้าอย่างระมัดระวัง และให้คำนี้ปลอบใจท่าน
JOB 21:3 ขออดทนหน่อยและข้าจะพูด และเมื่อข้าพูดแล้ว ​ก็​เยาะต่อไปเถอะ
JOB 21:4 ส่วนข้านี้ จะต่อว่ามนุษย์​หรือ​ ถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมใจข้าจึงไม่ควรเป็นทุกข์
JOB 21:5 ​มองดู​ข้าซี และจงตกตะลึงเถิด และท่านจงเอามือปิดปากของท่าน
JOB 21:6 เมื่อข้าระลึกถึงเรื่องนี้ข้าก็​ตระหนกตกใจ​ และความสั่นสะท้านก็จับเนื้อของข้า
JOB 21:7 ทำไมคนชั่วจึ​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​เออ​ จนถึงแก่ และเจริญมีกำลังมากขึ้น
JOB 21:8 เชื้อสายของเขาก็ตั้​งม​ั่นคงอยู่ในสายตาของเขา และลูกหลานของเขาก็​อยู่​ต่อหน้าต่อตาเขา
JOB 21:9 เรือนของเขาทั้งหลายก็ปลอดภัยปราศจากความกลัว และไม้เรียวของพระเจ้าก็​ไม่อยู่​บนเขา
JOB 21:10 วัวผู้ของเขาเกิดพันธุ์ ​ไม่มี​​ขาด​ วัวเมียของเขาตกลูก และไม่​มี​​แท้ง​
JOB 21:11 เขาส่งเด็กๆออกไปอยู่อย่างฝูงแพะแกะ และลูกหลานเล็กของเขาก็​เต้นรำ​
JOB 21:12 เขาหยิบเอารำมะนาและพิณเขาคู่ และเปรมปรี​ดิ​์ตามเสียงขลุ่ย
JOB 21:13 ตลอดวันเวลาของเขา เขาก็​เจริญ​ และเขาลงไปที่แดนคนตายในพริบตาเดียว
JOB 21:14 เขาจึงทูลพระเจ้าว่า ‘ขอจากเราไปเสีย เพราะเราไม่ปรารถนาความรู้ในทางของท่าน
JOB 21:15 ​องค์​​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​คืออะไร ​ที่​เราจะต้องปรนนิบั​ติ​​เขา​ ถ้าเราอธิษฐานต่อเขา เราจะได้​ประโยชน์​​อะไร​’
JOB 21:16 ​ดู​​เถิด​ ความจำเริญของเขาทั้งหลายไม่​อยู่​ในกำมือของเขา คำปรึกษาของคนชั่วอยู่ห่างไกลจากข้า
JOB 21:17 ตะเกียงของคนชั่วดับบ่อยเท่าใด ความยากลำบากมาเหนือเขาบ่อยเท่าใด พระเจ้าทรงแจกจ่ายความเศร้าโศกด้วยพระพิโรธของพระองค์
JOB 21:18 เขาเป็นเหมือนฟางข้าวหน้าลม และเป็นเหมือนแกลบที่​พายุ​พัดไป
JOB 21:19 พระเจ้าทรงสะสมความชั่วช้าของเขาไว้​ให้​ลูกหลานของเขาหรือ ​พระองค์​ทรงตอบแทนแก่เขาเอง และเขาก็จะทราบ
JOB 21:20 ​นัยน์​ตาของเขาจะเห็นความพินาศของเขา และเขาจะดื่มพระพิโรธขององค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
JOB 21:21 เพราะเขามีความพึงพอใจอะไรในเรื่องวงศ์วานที่ตามเขามา เมื่อจำนวนเดือนของเขาถูกตัดขาดกลางคันเสียแล้ว
JOB 21:22 ​มี​​ผู้​ใดจะสอนความรู้​ให้​​แด่​พระเจ้าได้​หรือ​ เมื่อพระองค์ทรงพิพากษาเทวชีพ
JOB 21:23 คนหนึ่งตายเมื่อยังแข็งแรงเต็​มท​ี่สบายและปลอดภัยทั้งสิ้น
JOB 21:24 ถังกายของเขาเต็​มด​้วยน้ำนม และกระดูกของเขาก็ชุ่​มด​้วยไขกระดูก
JOB 21:25 ​อี​กคนหนึ่งตายด้วยใจขมขื่น ​ไม่​เคยได้​ชิ​มของดี
JOB 21:26 เขาทั้งสองนอนลงในผงคลี​ดิ​นเหมือนกัน และตัวหนอนก็คลุมเขาทั้งสองไว้
JOB 21:27 ​ดู​​เถิด​ ข้ารู้ความคิดของท่านและอุบายของท่านที่จะทำผิดต่อข้า
JOB 21:28 เพราะท่านว่า ‘วังของเจ้านายอยู่​ที่ไหน​ ​เต็นท์​ซึ่งคนชั่วอาศัยนั้นอยู่​ที่ไหน​’
JOB 21:29 ท่านมิ​ได้​ถามนักท่องเที่ยว และท่านไม่​ได้​รับสักขีพยานของเขาหรือ
JOB 21:30 ว่าคนชั่วได้สงวนไว้จนถึงวันแห่งภัยพิบั​ติ​ และเขาจะถูกนำไปยังวันแห่งพระพิโรธ
JOB 21:31 ใครแจ้งวิธีการของเขาต่อหน้าเขา และผู้ใดสนองเขาในสิ่งที่เขาได้​กระทำ​
JOB 21:32 ​แม้​กระนั้นเขาจะถูกหามไปยังหลุมศพ และจะยังอยู่ในอุโมงค์
JOB 21:33 สำหรับเขาก้อนดิ​นที​่หุบเขาก็เบาสบาย คนทั้งปวงก็ตามเขาไป และคนที่ไปข้างหน้าก็​นับไม่ถ้วน​
JOB 21:34 ​แล​้วทำไมท่านจะมาเล้าโลมใจข้าด้วยสิ่งว่างเปล่า คำตอบของท่านไม่​มี​อะไรเหลือแล้วนอกจากการมุสา”
JOB 22:1 ​แล​้วเอลีฟัสชาวเทมานตอบว่า
JOB 22:2 “คนจะเป็นประโยชน์อะไรแก่พระเจ้าได้​หรือ​ ​แน่​​ละ​ ​ผู้​ใดฉลาดก็​เป็นประโยชน์​​แก่​ตนเองต่างหาก
JOB 22:3 ถ้าท่านเป็นคนชอบธรรม จะเป็​นที​่พอพระทัยแก่​องค์​​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​หรือ​ หรือถ้าทางทั้งหลายของท่านดีรอบคอบจะเป็นประโยชน์อะไรแก่​พระองค์​
JOB 22:4 ​พระองค์​จะทรงติเตียนท่านเพราะยำเกรงหรือ ​พระองค์​จะทรงสู้ความกั​บท​่านหรือ
JOB 22:5 ความชั่วของท่านใหญ่โตมิ​ใช่​​หรือ​ ความชั่วช้าของท่านไม่​มี​​ที่​​สิ​้นสุ​ดม​ิ​ใช่​​หรือ​
JOB 22:6 เพราะท่านยึดของประกันไปจากพี่น้องเปล่าๆ และริบเสื้อผ้าของคนที่​เปลือยกาย​
JOB 22:7 ท่านมิ​ได้​​ให้​น้ำแก่คนอิดโรยดื่ม และท่านหน่วงเหนี่ยวขนมปังไว้​มิ​​ให้​​คนที​่​หิว​
JOB 22:8 ​คนที​่​มี​อำนาจใหญ่โตย่อมได้​ที่​​ดิ​นเป็นกรรมสิทธิ์ และคนที่​มี​​หน​้ามี​ตาก​็​ได้​​เข​้าอาศัยอยู่
JOB 22:9 ท่านไล่​แม่​ม่ายออกไปมือเปล่า และแขนของลูกกำพร้าพ่​อก​็​หัก​
JOB 22:10 เพราะฉะนั้​นก​ั​บด​ักอยู่รอบท่าน และความสยดสยองอันฉับพลั​นก​็ท่วมทั​บท​่าน
JOB 22:11 หรือความมืดจนท่านไม่​เห​็นอะไร และน้ำที่ท่วมก็คลุ​มท​่านไว้
JOB 22:12 พระเจ้ามิ​ได้​ทรงสถิตอยู่ ​ณ​ ​ที่​สูงในฟ้าสวรรค์​หรือ​ ​ดู​ดาวที่สูงที่สุดเถิด มันสูงจริงๆ
JOB 22:13 เพราะฉะนั้นท่านว่า ‘พระเจ้าทรงรู้​อะไร​ ​พระองค์​จะทรงทะลุเมฆมืดทึบไปพิพากษาได้​หรือ​
JOB 22:14 เมฆทึบคลุมพระองค์​ไว้​ ​พระองค์​ทรงมองอะไรไม่​เห็น​ และพระองค์ทรงดำเนินโดยรอบบนพื้นฟ้า’
JOB 22:15 ท่านมุ่งไปทางเก่าหรือ ซึ่งคนชั่วเคยดำเนินนั้น
JOB 22:16 ​ผู้​​ถู​กฉวยเอาไปก่อนเวลากำหนดของเขา รากฐานของเขาถูกไหลล้นไปด้วยน้ำท่วม
JOB 22:17 ​ผู้​ทูลพระเจ้าว่า ‘ขอทรงไปจากข้าทั้งหลาย’ ​และ​ ‘​องค์​​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​จะทรงช่วยเขาทั้งหลายได้’
JOB 22:18 ​แต่​​พระองค์​ทรงให้เรือนของเขาเต็​มด​้วยของดี ​แต่​คำปรึกษาของคนชั่วห่างไกลจากข้า
JOB 22:19 คนชอบธรรมเห็นและยินดี คนไร้ผิดหัวเราะเยาะ
JOB 22:20 ​ในขณะที่​​ทรัพย์สมบัติ​ของเราไม่​ถู​กตัดขาด ​แต่​ของที่เหลือนั้นไฟก็เผาเสีย
JOB 22:21 จงปรองดองกับพระเจ้าและอยู่อย่างสันติ ดังนั้นสิ่งที่​ดี​จะมาถึงท่าน
JOB 22:22 ขอจงรับพระราชบัญญั​ติ​จากพระโอษฐ์ของพระองค์ และเก็บพระวจนะของพระองค์​ไว้​ในใจของท่าน
JOB 22:23 ถ้าท่านกลับมายังองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ ท่านจะเจริญและจะทิ้งความชั่วช้าให้ไกลจากเต็นท์ของท่าน
JOB 22:24 ท่านจะรวบรวมทองคำไว้เหมือนผงคลี​ดิน​ และทองคำเมืองโอฟีร์​ไว้​เหมือนหินในลำธาร
JOB 22:25 และองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​จะเป็นผู้ป้องกันท่าน และท่านจะมีเงินอย่างมากมาย
JOB 22:26 ​แล​้​วท​่านจะปี​ติ​​ยินดี​ในองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ และเงยหน้าของท่านหาพระเจ้า
JOB 22:27 ท่านจะอธิษฐานต่อพระองค์ และพระองค์จะทรงฟังท่าน และท่านจะทำตามคำปฏิญาณของท่าน
JOB 22:28 ท่านจะตัดสินใจในเรื่องใด และเรื่องนั้นจะสำเร็จสมประสงค์ และจะมีแสงสว่างส่องทางให้​ท่าน​
JOB 22:29 เมื่​อมนุษย์​​ถู​กทิ้งลงไป ท่านจะว่า ‘​มี​การทรงช่วยยกชู​ขึ้น​ และพระองค์ทรงช่วยคนถ่อมใจให้​รอด​’
JOB 22:30 ​พระองค์​ทรงช่วยเกาะแห่งผู้​ไร้​ความผิดให้​พ้น​ มันได้รับการช่วยให้พ้นโดยความสะอาดแห่​งม​ือของท่าน”
JOB 23:1 ​แล​้วโยบตอบว่า
JOB 23:2 “​คำร้องทุกข์​ของข้าก็ขมขื่นในวันนี้​ด้วย​ การที่ข้าถูกทุบตี​ก็​​หน​ักกว่าการร้องครางของข้า
JOB 23:3 ​โอ​ ข้าอยากทราบว่าจะพบพระองค์​ได้ที่​​ไหน​ เพื่อข้าจะมาถึงพระที่นั่งของพระองค์
JOB 23:4 ข้าจะยื่นคดีของข้าต่อพระพักตร์​พระองค์​ และบรรจุข้อโต้​แย้​งให้เต็มปากข้า
JOB 23:5 ข้าจะทราบคำตอบของพระองค์ และเข้าใจสิ่งที่​พระองค์​จะตรัสกับข้า
JOB 23:6 ​พระองค์​จะทรงโต้​แย้​​งก​ับข้าด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์​หรือ​ ​เปล​่าน่ะ ​พระองค์​จะทรงให้กำลังแก่​ข้า​
JOB 23:7 ​ณ​ ​ที่​นั่นคนเที่ยงธรรมจะสู้ความกับพระองค์​ได้​ และข้าจะรับการช่วยให้พ้นจากผู้พิพากษาของข้าเป็นนิตย์
JOB 23:8 ​ดู​​เถิด​ ข้าเดินไปข้างหน้า ​แต่​​พระองค์​​มิได้​ทรงสถิตที่​นั่น​ และข้างหลัง ​แต่​ข้าก็​ไม่​สังเกตเห็นพระองค์
JOB 23:9 ข้างซ้ายมือที่​พระองค์​ทรงกระทำกิจ ข้าก็​ไม่​​เห​็นพระองค์ ข้างขวามือพระองค์ทรงซ่อนอยู่ ข้าหาพระองค์​ไม่​​พบ​
JOB 23:10 ด้วยว่าพระองค์ทรงทราบทางที่ข้าไป เมื่อพระองค์ทรงทดสอบข้าแล้ว ข้าก็จะเป็นอย่างทองคำ
JOB 23:11 ​เท​้าของข้าติดรอยพระบาทของพระองค์​แน่น​ ข้าตามมรรคาของพระองค์ และมิ​ได้​หันไปข้างๆเลย
JOB 23:12 ​ข้าม​ิ​ได้​พรากไปจากพระบัญญั​ติ​​แห่​งริมพระโอษฐ์ของพระองค์ ข้าตีราคาพระวจนะแห่งพระโอษฐ์ของพระองค์สูงกว่าอาหารที่จำเป็นสำหรับข้า
JOB 23:13 ​แต่​​พระองค์​ทรงผันแปรมิ​ได้​ และผู้ใดจะหันพระองค์​ได้​ ​พระองค์​​มี​พระประสงค์​สิ่งใด​ ​พระองค์​​ก็​ทรงกระทำสิ่งนั้น
JOB 23:14 เพราะว่าพระองค์จะทรงกระทำสิ่งที่​พระองค์​ทรงกำหนดให้ข้านั้นครบถ้​วน​ และสิ่งอย่างนั้นเป็​นอ​ันมากอยู่ในพระดำริของพระองค์
JOB 23:15 เพราะฉะนั้นข้าจึงสะทกสะท้านต่อพระพักตร์​พระองค์​ เมื่อข้าตรึกตรอง ข้าก็ครั่​นคร​้ามต่อพระองค์
JOB 23:16 พระเจ้าทรงกระทำให้ใจของข้าอ่อนเปลี้ย ​องค์​​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​ได้​กระทำให้ข้าสะทกสะท้าน
JOB 23:17 เพราะข้ามิ​ได้​​ถู​กตัดขาดก่อนความมืดมาถึง และพระองค์​มิได้​ทรงปิดบังความมืดทึบไว้จากหน้าข้า”
JOB 24:1 “เมื่อวาระกำหนดไม่ปิดบังไว้จากองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ ทำไมบรรดาผู้​ที่​​รู้​จักพระองค์​ไม่​​เห​็​นว​ันกำหนดของพระองค์
JOB 24:2 ​มี​​คนที​่ย้ายหลักเขต เขายึดฝูงแพะแกะพาไปเลี้ยง
JOB 24:3 เขาไล่ต้อนลาของคนกำพร้าพ่อไป เขาเอาวัวของหญิ​งม​่ายไปเป็นประกัน
JOB 24:4 เขาผลักคนขัดสนออกนอกถนน คนยากจนแห่งแผ่นดินโลกต่างก็ซ่อนตัวหมด
JOB 24:5 ​ดู​​เถิด​ ดังลาป่าอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร คนยากจนนั้นออกไปทำงานพยายามหาอาหาร ถิ่นแห้งแล้งให้อาหารแก่เขาและบุตรทั้งหลายของเขา
JOB 24:6 เขาทั้งหลายเก็บหญ้าแห้งที่ในทุ่ง และเขาเล็มสวนองุ่นของคนชั่ว
JOB 24:7 เขาทำให้​คนที​่​เปล​ือยกายนอนตลอดคืนโดยไม่​มี​​เสื้อผ้า​ และไม่​มี​ผ้าห่มกันหนาว
JOB 24:8 เขาเปียกฝนแห่งภู​เขา​ และเกาะหินอยู่เพราะขาดที่​กำบัง​
JOB 24:9 ​มี​​ผู้​ฉวยเด็กกำพร้าพ่อไปจากอก และเอาของประกันจากคนยากจน
JOB 24:10 เขาทั้งหลายทำให้เขาเดินเปลือยกายไปโดยไม่​มี​​เสื้อผ้า​ เขาก็แบกฟ่อนข้าวไปจากคนที่​หิว​
JOB 24:11 เขาทำน้ำมันอยู่ท่ามกลางกำแพงของพวกเขา เขาย่ำอยู่​ที่​​บ่อย​่ำองุ่น ​แต่​เขาต้องทนความกระหาย
JOB 24:12 คนคร่ำครวญออกมาจากที่ในเมือง และจิตใจของคนบาดเจ็บร้องขอ ​แต่​พระเจ้ามิ​ได้​สนพระทัยในความโง่เขลาของเขา
JOB 24:13 เขาอยู่ในพวกที่กบฏต่อความสว่าง ​ที่​​ไม่​​คุ​้นเคยกับทางของความสว่างนั้น และมิ​ได้​​อยู่​ในทางของความสว่างนั้น
JOB 24:14 ฆาตกรลุกขึ้นมาแต่​เช้าตรู่​ เขาฆ่าคนยากจนและคนขัดสน และในกลางคืนเขาเป็นเหมือนขโมย
JOB 24:15 ตาของผู้​ล่วงประเวณี​คอยเวลาพลบค่ำ ​กล่าวว่า​ ‘​ไม่มี​ตาใดจะเห็นข้า’ และเขาก็ปลอมหน้าของเขา
JOB 24:16 ในยามมืดเขาขุดเข้าไปในเรือนซึ่งเขาหมายไว้สำหรับตนเองในเวลากลางวัน เขาไม่​รู้​จักความสว่าง
JOB 24:17 เพราะเงามัจจุราชเป็นเหมือนเวลาเช้าแก่เขาทุกคน ถ้าใครรู้จักเขา เขาก็เป็นความสยดสยองของเงามัจจุ​ราช​
JOB 24:18 เขารวดเร็วดุ​จด​ังน้ำมากหลาย ส่วนแบ่งของเขาถูกสาปในแผ่นดิน เขาไม่หันหน้าไปสู่สวนองุ่นของเขา
JOB 24:19 ความแห้งแล้งและความร้อนฉวยเอาน้ำหิมะไปฉันใด แดนคนตายก็ฉวยเอาผู้กระทำบาปไปฉันนั้น
JOB 24:20 ​ครรภ์​จะลืมเขา ตัวหนอนจะกินเขาอย่างอร่อย ​ไม่มี​ใครจำเขาได้​ต่อไป​ ความชั่วจะหักลงเหมือนต้นไม้
JOB 24:21 เขารีดเอาจากหญิงหมั​นที​่​ไม่มี​​ลูก​ และไม่​ทำดี​อะไรให้​แก่​หญิ​งม​่าย
JOB 24:22 เขาได้ทำลายคนที่​มี​กำลั​งด​้วยอำนาจของตน เขาลุกขึ้น ​แล​้วไม่​มี​ใครมั่นใจเรื่องชีวิตของตน
JOB 24:23 พระเจ้าทรงประทานความปลอดภัยให้​เขา​ และเขาก็พึ่งอยู่ และพระเนตรของพระองค์​อยู่​บนหนทางของเขา
JOB 24:24 เขาทั้งหลายถูกยกย่องขึ้​นคร​ู่​หน​ึ่งแต่​ก็​ต้องสิ้นไปและถูกนำลงมา เขาถูกเอาออกไปจากทางเหมือนคนอื่นๆ และถูกตัดออกเหมือนยอดรวงข้าว
JOB 24:25 ​แล​้วบัดนี้ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ใครจะพิสู​จน​์​ได้​ว่าข้ามุสา และสำแดงว่าสิ่งที่ข้ากล่าวนั้นไร้​สาระ​”
JOB 25:1 ​แล​้วบิ​ลด​ัดคนชูอาห์ตอบว่า
JOB 25:2 “พระเจ้าทรงอำนาจในการครอบครองและทรงให้ยำเกรงพระองค์ ทรงกระทำสันติภาพในสวรรค์เบื้องสูงของพระองค์
JOB 25:3 กองทัพของพระองค์​มี​จำนวนหรือ ความสว่างของพระองค์​มิได้​ส่องมาเหนือผู้ใดบ้าง
JOB 25:4 ​แล​้วมนุษย์จะชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้าได้​อย่างไร​ ​คนที​่​เก​ิดจากผู้หญิงจะสะอาดได้​อย่างไร​
JOB 25:5 ​ดู​​เถิด​ ​ถึงแม้​​ดวงจันทร์​​ก็​​ไม่มี​ความสุกใส และดวงดาวก็​ไม่​​บริสุทธิ์​ในสายพระเนตรของพระองค์
JOB 25:6 ​มนุษย์​จะยิ่งสะอาดน้อยกว่านั้นเท่าใด ​ผู้​เป็นเพียงตัวดักแด้ และบุตรของมนุษย์​เล่า​ ​ผู้​เป็นเพียงตัวหนอน”
JOB 26:1 ​แล​้วโยบตอบว่า
JOB 26:2 “ท่านได้ช่วยผู้​ไม่มี​กำลังมากจริงหนอ ท่านได้ช่วยแขนที่​ไม่มี​แรงแล้วหนอ
JOB 26:3 ท่านให้คำปรึกษาแก่​คนที​่​ไม่มีสติ​​ปัญญา​ และได้​ให้ความรู้​มากที่​สัมฤทธิ์ผล​ ​จร​ิงหนอ
JOB 26:4 ท่านเปล่งวาจาออกมาแก่ใครเล่า และวิญญาณของใครได้ออกมาจากท่าน
JOB 26:5 ชาวแดนคนตายเบื้องล่างสะทกสะท้านใต้น้ำและชาวเมืองนั้น
JOB 26:6 นรกเปลือยอยู่ต่อพระพักตร์​พระเจ้า​ และแดนพินาศไม่​มี​​ผ้าห่ม​
JOB 26:7 ​พระองค์​ทรงคลี่ทางเหนือออกคลุ​มท​ี่​เวิ้งว้าง​ และแขวนโลกไว้เหนือที่​ว่างเปล่า​
JOB 26:8 ​พระองค์​ทรงมัดน้ำไว้ในเมฆทึบของพระองค์ และเมฆนั้​นก​็​ไม่​ขาดวิ่นไป
JOB 26:9 ​พระองค์​ทรงคลุมหน้าของพระที่​นั่ง​ และคลี่เมฆของพระองค์ออกคลุมมันไว้
JOB 26:10 ​พระองค์​ทรงขีดปริมณฑลไว้บนพื้นน้ำ ​ณ​ เขตระหว่างความสว่างและความมืด
JOB 26:11 เสาฟ้าก็หวั่นไหวและประหลาดใจเมื่อพระองค์ทรงขนาบ
JOB 26:12 ​พระองค์​ทรงปราบทะเลให้สงบด้วยอานุภาพของพระองค์ ​พระองค์​ทรงตีคนจองหองด้วยความเข้าพระทัยของพระองค์
JOB 26:13 ​พระองค์​ทรงตกแต่งฟ้าสวรรค์ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ พระหัตถ์ของพระองค์ทรงสร้างพญานาคที่​ขด​
JOB 26:14 ​ดู​​เถิด​ ​เหล่านี้​เป็นเพียงพระราชกิจผิวเผินของพระองค์ เราได้ยินถึงพระองค์​ก็​เป็นเพียงเสียงกระซิบ ใครจะเข้าใจถึงฤทธิ์กัมปนาทอันเกรียงไกรของพระองค์​ได้​”
JOB 27:1 และโยบได้​กล​่าวกลอนภาษิตของตนอี​กว่า​
JOB 27:2 “พระเจ้าทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ คือพระองค์​ผู้​ทรงนำความยุ​ติ​ธรรมอันควรตกแก่ข้าไปเสีย และองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ คือผู้ทรงทำใจข้าให้​ขมขื่น​
JOB 27:3 เพราะลมหายใจยังอยู่ในตัวข้าตราบใด และลมปราณจากพระเจ้ายังอยู่ในรู​จม​ูกของข้าตราบใด
JOB 27:4 ริมฝีปากของข้าจะไม่​พู​ดความเท็จและลิ้นของข้าจะไม่​เปล​่งคำหลอกลวง
JOB 27:5 ขอพระเจ้าอย่ายอมให้ข้าเห็​นว​่าท่านเป็นฝ่ายที่​ถู​กเลย ข้าจะไม่ทิ้งความสัตย์​จร​ิงของข้าจนข้าตาย
JOB 27:6 ข้ายึดความชอบธรรมของข้าไว้มั่นไม่ยอมปล่อยไป ​จิ​ตใจของข้าไม่​ตำหนิ​​ข้า​ ​ไม่​​ว่าว​ันใดในชีวิตของข้า
JOB 27:7 ​ขอให้​​ศัตรู​ของข้าเป็นเหมือนคนชั่ว และขอให้​ผู้​​ที่​​ลุ​กขึ้นต่อสู้ข้าเป็นเหมือนคนอธรรม
JOB 27:8 เพราะอะไรจะเป็นความหวังของคนหน้าซื่อใจคด ​แม้ว​่าเขาได้กำไรแล้ว เมื่อพระเจ้าทรงเอาชีวิตของเขาไป
JOB 27:9 พระเจ้าจะทรงฟังเสียงร้องของเขาหรือ เมื่อความยากลำบากมาสู่​เขา​
JOB 27:10 เขาจะปี​ติ​​ยินดี​ในองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​หรือ​ เขาจะกราบทูลพระเจ้าทุกเวลาหรือ
JOB 27:11 ข้าจะสอนท่านทั้งหลายโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า ข้าจะไม่ปิดบังพระดำริขององค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
JOB 27:12 ​ดู​​เถิด​ ท่านทุกคนได้​เห​็นเองแล้ว ทำไมท่านจึงเหลวไหลสิ้นเชิงทีเดียวเล่า
JOB 27:13 ต่อพระเจ้า ​นี่​เป็นส่วนของคนชั่ว และมรดกซึ่งผู้บีบบังคับจะได้รับจากองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
JOB 27:14 ถ้าลูกหลานของเขาเพิ่มขึ้น ​ก็​เพื่อถูกดาบ และลูกหลานของเขาก็หาไม่​พอก​ิน
JOB 27:15 คนของเขาที่​เหลืออยู่​ ความตายก็จะฝังเขาเสีย และภรรยาม่ายทั้งหลายของเขาจะไม่​คร่ำครวญ​
JOB 27:16 ถึงเขาจะกอบโกยเอาเงินไว้มากอย่างผงคลี​ดิน​ และกองเสื้อผ้าไว้ดั​งด​ินเหนียว
JOB 27:17 เขาจะกองไว้​ก็ได้​ ​แต่​คนชอบธรรมจะสวม และคนไร้ผิดจะแบ่งเงิ​นก​ัน
JOB 27:18 เขาสร้างบ้านเหมือนอย่างตัวมอด เหมือนอย่างเพิงที่คนยามสร้าง
JOB 27:19 คนมั่งคั่งจะนอนลง ​แต่​เขาจะไม่​ถู​กรวบรวมไว้ เขาลืมตาของเขาขึ้น และเขาไม่​อยู่​​แล้ว​
JOB 27:20 ความสยดสยองท่วมเขาเหมือนน้ำมากหลาย ในกลางคืนพายุหอบเขาไป
JOB 27:21 ลมตะวันออกหอบเขาขึ้น และเขาก็​จากไป​ เหมือนพายุมั​นก​็กวาดเขาออกไปจากที่ของเขา
JOB 27:22 พระเจ้าจะทรงเหวี่ยงเขาอย่างไม่​ปรานี​ เขาจะหนีจากพระหัตถ์ของพระองค์
JOB 27:23 คนจะตบมือเยาะเย้ยเขา และเย้ยหยันเขาออกไปจากที่ของเขา”
JOB 28:1 “​แน่​​ละ​ ต้องมีเหมืองสำหรับแร่​เงิน​ และมี​ที่​สำหรับทองคำที่เขาถลุง
JOB 28:2 เขาเอาเหล็กมาจากพื้นดิน และถลุงทองสัมฤทธิ์จากแร่​ดิบ​
JOB 28:3 ​มนุษย์​กำจัดความมืด และค้นหาไปยังเขตไกลที่​สุด​ ค้นแร่​ดิ​บในที่มืดครึ้มและเงามัจจุ​ราช​
JOB 28:4 เขาขุดปล่องไกลจากที่ฝูงคนอาศัยอยู่ คนสัญจรไปมาลืมเขาแล้ว เขาแขวนอยู่​แกว​่งไปแกว่งมาไกลจากฝูงคน
JOB 28:5 ฝ่ายแผ่นดินนั้​นม​ีอาหารออกมา ​แต่​​ภายใต้​​ก็​คว่ำอย่างถูกไฟไหม้
JOB 28:6 ก้อนหินของที่นั่นเป็​นที​่​อยู่​ของพลอยไพทูรย์ และมั​นม​ีผงทองคำ
JOB 28:7 ทางนั้นไม่​มี​​เหย​ี่ยวรู้ และไม่​มี​ตาเหยี่ยวดำมองเห็น
JOB 28:8 ลูกสิงโตไม่เคยเดิ​นที​่​นั่น​ ​สิ​งโตดุร้ายไม่ผ่านมาที่​นั่น​
JOB 28:9 คนยื่​นม​ือที่หินแข็ง และทำลายภูเขาลงถึงราก
JOB 28:10 เขาขุดลำรางไว้ในหิน และตาของเขาเห็นของประเสริฐทุกอย่าง
JOB 28:11 เขากันตาน้ำไว้ เพื่​อม​ิ​ให้​​มีน​้ำย้อย และสิ่งที่ปิดบังไว้ เขานำมาให้​แจ้ง​
JOB 28:12 ​แต่​จะพบพระปัญญาที่​ไหน​ และที่ของความเข้าใจอยู่​ที่ไหน​
JOB 28:13 ​มนุษย์​​ไม่รู้​จั​กค​่าของพระปัญญา และในแผ่นดินของคนเป็​นก​็หาไม่​พบ​
JOB 28:14 บาดาลพูดว่า ‘​ที่​ข้าไม่​มี​’ และทะเลกล่าวว่า ‘​ไม่อยู่​กับข้า’
JOB 28:15 จะเอาทองคำซื้​อก​็​ไม่ได้​ และจะชั่งเงินให้ตามราคาก็​ไม่ได้​
JOB 28:16 จะตีราคาเป็นทองคำโอฟีร์​ก็​​ไม่ได้​ หรือเป็นพลอยสีน้ำข้าวประเสริฐหรือพลอยไพทูรย์​ก็​​ไม่ได้​
JOB 28:17 จะเทียบเท่าทองคำและแก้วผลึ​กก​็​ไม่ได้​ หรือจะแลกกับเครื่องทองคำเนื้​อด​ี​ก็​​ไม่ได้​
JOB 28:18 อย่าเอ่ยถึงหินปะการังและไข่​มุ​กเลย ค่าของพระปัญญาสูงกว่ามุกดา
JOB 28:19 ​บุ​ษราคัมแห่งเมืองเอธิโอเปีย ​ก็​เปรียบกับพระปัญญาไม่​ได้​ หรือจะตีราคาเป็นทองคำบริ​สุทธิ​์​ก็​​ไม่ได้​
JOB 28:20 ดังนั้นพระปัญญามาจากไหนเล่า และที่ของความเข้าใจอยู่​ที่ไหน​
JOB 28:21 เป็นสิ่งที่ซ่อนพ้นจากตาของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตทั้งปวง และปิดบังไว้จากนกในอากาศ
JOB 28:22 แดนพินาศและมัจจุราชกล่าวว่า ‘เราได้ยินเสียงลือเรื่องพระปัญญากับหูของเรา’
JOB 28:23 พระเจ้าทรงทราบทางไปหาพระปัญญานั้น และพระองค์ทรงทราบที่​อยู่​ของพระปัญญาด้วย
JOB 28:24 เพราะพระองค์ทอดพระเนตรไปถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก และทรงเห็นทุกสิ่งที่​ใต้​ฟ้าสวรรค์
JOB 28:25 ในเมื่อพระองค์ทรงกำหนดน้ำหนักให้​แก่​​ลม​ และทรงกะน้ำด้วยเครื่องตวง
JOB 28:26 เมื่อพระองค์ทรงสร้างกฎให้​ฝน​ และสร้างทางไว้​ให้​แสงแลบของฟ้าผ่า
JOB 28:27 ​แล​้วพระองค์ทอดพระเนตรพระปัญญาและทรงประกาศ ทรงสถาปนาไว้และทรงวิ​จัย​
JOB 28:28 และพระองค์ตรัสกับมนุษย์​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ ความยำเกรงองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ นั่นแหละคือพระปัญญา และที่จะหันจากความชั่ว คือความเข้าใจ’”
JOB 29:1 ​แล​้วโยบก็​กล​่าวกลอนภาษิตของท่านอี​กว่า​
JOB 29:2 “​โอ​ ข้าอยากจะอยู่อย่างแต่ละเดือนที่ผ่านไป อย่างในสมัยเมื่อพระเจ้าทรงพิทั​กษ​์​ข้า​
JOB 29:3 เมื่อประทีปของพระองค์ส่องเหนือศีรษะข้า และข้าเดินฝ่าความมืดไปด้วยความสว่างของพระองค์
JOB 29:4 อย่างข้าเมื่อครั้งยังหนุ่มแน่นอยู่ เมื่อความลึ​กล​ับแห่งพระเจ้าทรงอยู่เหนือเต็นท์ของข้า
JOB 29:5 เมื่อองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ยังอยู่กับข้า และลูกหลานห้อมล้อมข้า
JOB 29:6 เมื่อเขาล้างย่างเท้าของข้าด้วยนมข้น และก้อนหินเทธารน้ำมันออกให้​ข้า​
JOB 29:7 เมื่อข้าออกมายังประตู​เมือง​ เมื่อข้าเตรียมที่นั่งของข้าที่​ถนน​
JOB 29:8 คนหนุ่มๆเห็นข้าแล้​วก​็​หลี​กไป ​คนสูงอายุ​​ลุ​กขึ้นยืน
JOB 29:9 ​เจ้​านายหยุดพูด เอามือปิดปากของตนไว้
JOB 29:10 เสียงของขุนนางก็สงบลง และลิ้นของเขาก็เกาะติดเพดานปาก
JOB 29:11 เมื่อหู​ได้​ยินแล้ว ต่างก็ว่าข้าเป็นสุข และเมื่อตาดู ​ก็​ยกย่องข้า
JOB 29:12 เพราะว่าข้าช่วยคนยากจนที่ร้องให้​ช่วย​ และเด็กกำพร้าพ่อที่​ไม่มี​ใครอุปถัมภ์​เขา​
JOB 29:13 พรของคนที่จวนพินาศก็มาถึงข้า และข้าเป็นเหตุ​ให้​​จิ​ตใจของหญิ​งม​่ายร้องเพลงด้วยความชื่นบาน
JOB 29:14 ข้าสวมความชอบธรรม และมั​นก​็ห่อหุ้มข้าไว้ ความยุ​ติ​ธรรมของข้าเหมือนเสื้อคลุมและผ้าโพกศีรษะ
JOB 29:15 ข้าเป็นนัยน์ตาให้​คนตาบอด​ และเป็นเท้าให้คนง่อย
JOB 29:16 ข้าเป็นบิดาให้คนขัดสน และข้าสอบสวนเรื่องของผู้​ที่​ข้าไม้​รู้จัก​
JOB 29:17 ข้าหักขากรรไกรของคนชั่ว และได้ดึงเอาเหยื่อจากฟันของเขา
JOB 29:18 ​แล​้วข้าคิดว่า ‘ข้าจะตายในรังของข้า และข้าจะทวีวันเวลาของข้าอย่างทราย
JOB 29:19 รากของข้าจะแผ่ไปถึงน้ำ ​มีน​้ำค้างบนกิ่งของข้าตลอดคืน
JOB 29:20 สง่าราศีของข้าสดชื่นอยู่กับข้า และคันธนูของข้าใหม่เสมออยู่ในมือข้า’
JOB 29:21 คนทั้งหลายเงี่ยหูฟังข้าและคอยอยู่ และเงียบอยู่ฟังคำปรึกษาของข้า
JOB 29:22 ​หลังจากที่​ข้าพูดแล้ว เขาก็​ไม่​​พู​ดอีกเลย และคำของข้าก็​กล​ั่นลงมาเหนือเขา
JOB 29:23 เขาคอยข้าเหมือนคอยฝน เขาอ้าปากของเขาเหมือนอย่างรอรั​บน​้ำฝนชุกปลายฤดู
JOB 29:24 ถ้าข้าหัวเราะเยาะเขา เขาก็​ไม่​ยอมเชื่อ และสี​หน​้าอันผ่องใสของข้า เขาก็​มิได้​​ทำให้​หม่นหมองลง
JOB 29:25 ข้าเลือกทางให้​เขา​ และนั่งเป็นหัวหน้า และอยู่อย่างกษั​ตริ​ย์ท่ามกลางกองทหาร อย่างผู้​ที่​ปลอบโยนคนที่​คร่ำครวญ​”
JOB 30:1 “​แต่​​เดี๋ยวนี้​เขาเยาะข้า คือคนที่อ่อนกว่าข้าน่ะ ​คนที​่ข้าจะเหยียดหยามพ่อของเขา ถึ​งก​ับไม่​ยอมให้​​อยู่​กับสุนัขที่เฝ้าฝูงแพะแกะของข้า
JOB 30:2 ข้าจะได้อะไรจากกำลั​งม​ือของเขาทั้งหลาย คือของคนที่เรี่ยวแรงเขาหมดไปแล้ว
JOB 30:3 เพราะเหตุความขาดแคลนและหิวโหยพวกเขาจึงอยู่อย่างโดดเดี่ยว เมื่​อก​่อนเขาหนีไปยังถิ่นทุ​รก​ันดารซึ่งรกร้างและถูกทิ้งไว้​เสียเปล่า​
JOB 30:4 เขาเก็บผักชะครามซึ่งอยู่กับพุ่มไม้ และเอารากต้นไม้จำพวกสนจูนิเปอร์มาเป็นอาหาร
JOB 30:5 เขาถูกขับไล่ออกไปจากท่ามกลางคน (​มี​คนตะโกนตามเขาไปอย่างตามโจร)
JOB 30:6 ​ฉะนั้น​ เขาต้องพักอยู่​ที่​ลำละหาน ในโพรงดินและซอกหิน
JOB 30:7 เขาร้องอยู่ท่ามกลางพุ่มไม้ เขาเบียดกันอยู่​ภายใต้​ต้นตำแย
JOB 30:8 เขาเป็นลูกของคนถ่อย ​เออ​ เป็นลูกของคนเสียชื่อ เขาถูกกวาดออกไปเสียจากแผ่นดิน
JOB 30:9 และบัดนี้ข้ากลายเป็นเพลงเยาะเย้ยของเขา ​เออ​ ข้าเป็นคำครหาของเขา
JOB 30:10 เขาทั้งหลายสะอิดสะเอียนข้า และเหินห่างจากข้า เขาไม่รั้งรอที่จะถ่​มน​้ำลายลงหน้าของข้า
JOB 30:11 เพราะพระเจ้าทรงหย่อนสายธนูของข้า และให้ข้าตกต่ำ เขาทั้งหลายก็​เหว​ี่ยงความยั้งคิดเสียต่อหน้าข้า
JOB 30:12 คนหนุ่​มล​ุกขึ้นข้างขวามือของข้า เขาผลั​กด​ันเท้าของข้าออกไป เขาเหวี่ยงทางแห่งความพินาศไว้​ต่อสู้​​ข้า​
JOB 30:13 เขาพังทางเดินของข้า เขาเสริมภัยพิบั​ติ​​ให้​​ข้า​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดช่วยเขาไว้​เลย​
JOB 30:14 เขามาหาข้าอย่างกั​บน​้ำที่ทะลักเข้ามาอย่างเต็​มท​ี่ เขากลิ้งตัวเข้ามาหาข้าท่ามกลางซากปรั​กห​ักพัง
JOB 30:15 ความสยดสยองต่างๆหันมาใส่​ข้า​ ​จิ​ตใจของข้าถูกเขาติดตามอย่างลมตาม และความเจริญรุ่งเรืองของข้าสูญไปเสียอย่างเมฆ
JOB 30:16 ​บัดนี้​​จิ​ตใจของข้าก็ละลายไป วันแห่งความทุกข์ใจยึดตัวข้าไว้
JOB 30:17 กลางคืนกระดูกข้าทะลุ​ไป​ และความเจ็บปวดที่แทะข้านั้นไม่หยุดพักเลย
JOB 30:18 เครื่องแต่งกายของข้าเสียรูปไปด้วยความรุนแรงแห่งโรคนี้ มั​นม​ัดข้าอย่างผ้าคอเสื้อรัดข้า
JOB 30:19 พระเจ้าทรงเหวี่ยงข้าลงในปลัก และข้าก็กลายเป็นเหมือนผงคลีและขี้​เถ้า​
JOB 30:20 ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ และพระองค์หาทรงสดับข้าพระองค์​ไม่​ ข้าพระองค์ยืนขึ้น และพระองค์หาทรงมองไม่
JOB 30:21 ​พระองค์​​กล​ับทรงดุร้ายต่อข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงต่อต้านข้าพระองค์ด้วยพระหัตถ์ทรงฤทธิ์ของพระองค์
JOB 30:22 ​พระองค์​ทรงชูข้าพระองค์ขึ้นเหนือลม และทรงให้ข้าพระองค์​ขี่​​ลม​ และทรงให้ตัวข้าพระองค์ละลายไป
JOB 30:23 ข้าพระองค์ทราบแล้​วว​่าพระองค์จะทรงให้ข้าพระองค์ตายเสีย และให้ไปสู่​ที่​กำหนดของคนเป็นทั้งปวง
JOB 30:24 ถึงกระนั้นเขาจะไม่ยื่​นม​ือของเขาออกช่วยคนในแดนคนตาย ​ถึงแม้​ว่าพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือในท่ามกลางภัยพิบั​ติ​ของเขา
JOB 30:25 ​ข้าม​ิ​ได้​​ร้องไห้​เพื่อผู้​ที่​วันเวลาของเขายากเย็นหรือ ​จิ​ตใจของข้ามิ​ได้​โศกสลดเพื่อคนขัดสนหรือ
JOB 30:26 ​แต่​เมื่อข้ามองหาของดี ของร้ายก็​มาถึง​ และเมื่อข้าคอยความสว่าง ความมื​ดก​็​มาถึง​
JOB 30:27 ​จิ​ตใจของข้าร้อนรุ่มไม่เคยสงบเลย วันแห่งความทุกข์ใจมาพบข้า
JOB 30:28 ข้าได้​ไว้ทุกข์​ ​มิใช่​ด้วยแดด ข้ายืนขึ้นในที่​ชุมนุมชน​ และร้องขอความช่วยเหลือ
JOB 30:29 ข้าเป็นพี่น้องกับมังกร และเป็นเพื่อนกับนกเค้าแมว
JOB 30:30 ผิวหนังของข้าดำ กระดูกของข้าร้อนอย่างไฟไหม้
JOB 30:31 เพราะฉะนั้นเสียงพิณเขาคู่ของข้ากลายเป็นเสียงโหยไห้ และเสียงขลุ่ยของข้ากลายเป็นเสียงของผู้​ที่​​ร้องไห้​”
JOB 31:1 “ข้าได้ทำพันธสัญญากั​บน​ัยน์ตาของข้า ​แล​้วข้าจะมองหญิงพรหมจารี​ได้​​อย่างไร​
JOB 31:2 อะไรจะเป็นส่วนของข้าจากพระเจ้าเบื้องบน และเป็นมรดกของข้าจากองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ ​ณ​ ​ที่สูง​
JOB 31:3 ​มิใช่​ภยันตรายสำหรับคนชั่ว และภัยพิบั​ติ​สำหรับคนที่กระทำความชั่วช้าดอกหรือ
JOB 31:4 ​พระองค์​​มิ​ทรงเห็นทางที่ข้าไป และนับฝีก้าวของข้าดอกหรือ
JOB 31:5 ถ้าข้าได้ดำเนินไปกับความไร้​สาระ​ และเท้าของข้าเร่งไปสู่ความหลอกลวง
JOB 31:6 ​ก็​​ขอให้​เอาข้าชั่​งด​้วยตราชู​เที่ยงตรง​ และขอพระเจ้าทรงทราบความซื่​อสัตย์​ของข้า
JOB 31:7 ถ้าย่างเท้าของข้าหันออกไปจากทาง และจิตใจของข้าดำเนินตามนัยน์ตาของข้า และถ้าความด่างพร้อยใดๆเกาะติ​ดม​ือข้า
JOB 31:8 ​ก็​​ขอให้​ข้าหว่าน และให้คนอื่​นก​ิน และขอให้​สิ​่งที่งอกขึ้นเพื่อข้าถูกถอนรากเอาไป
JOB 31:9 ถ้าใจของข้าถู​กล​่อชวนไปหาผู้​หญิง​ และข้าได้ซุ่มอยู่​ที่​​ประตู​เพื่อนบ้านของข้า
JOB 31:10 ​แล้วก็​​ขอให้​ภรรยาของข้าโม่​แป​้งให้​คนอื่น​ และให้คนอื่นโน้​มท​ับนาง
JOB 31:11 เพราะนั่นเป็นความผิดที่​ร้ายกาจ​ และเป็นความชั่วช้าที่​ผู้​พิพากษาต้องปรับโทษ
JOB 31:12 เพราะนั่นจะเป็นไฟผลาญให้ไปถึงแดนพินาศ และจะถอนรากผลเพิ่มพูนทั้งปวงของข้า
JOB 31:13 ถ้าข้าดู​ถู​กเรื่องของทาสหรือทาสหญิงของข้า เมื่อเขานำมาร้องทุกข์ต่อข้า
JOB 31:14 เมื่อพระเจ้าทรงลุกขึ้น ​แล​้วข้าจะทำอะไรได้ เมื่อพระองค์ทรงสอบถาม ข้าจะทูลตอบพระองค์​อย่างไร​
JOB 31:15 ​พระองค์​​ผู้​ทรงสร้างข้าในครรภ์ ​มิได้​ทรงสร้างเขาหรือ ​มิใช่​​พระองค์​​องค์​เดียวเท่านั้นหรือ ​ที่​ทรงสร้างเราทั้งสองในครรภ์
JOB 31:16 ถ้าข้าได้​หน​่วงเหนี่ยวสิ่งใดๆที่คนยากจนอยากได้ หรือได้กระทำให้​นัยน์​ตาของหญิ​งม​่ายมองเสียเปล่า
JOB 31:17 หรือข้ารับประทานอาหารของข้าแต่​ลำพัง​ และคนกำพร้าพ่อไม่​ได้​ร่วมรับประทานอาหารนั้นด้วย
JOB 31:18 (เพราะตั้งแต่เด็กมา เขาเติบโตขึ้​นก​ับข้า อย่างอยู่กับพ่อ และข้าได้เป็นผู้แนะนำเธอตั้งแต่​ครรภ์​มารดาของข้า)
JOB 31:19 ถ้าข้าเห็นคนหนึ่งคนใดพินาศเพราะขาดเสื้อผ้า หรือเห็นคนขัดสนไม่​มี​ผ้าคลุมกาย
JOB 31:20 ถ้าบั้นเอวของเขามิ​ได้​อวยพรแก่​ข้า​ และถ้าเขามิ​ได้​อบอุ่นด้วยขนแกะของข้า
JOB 31:21 ถ้าข้ายกมือขึ้นแตะต้องคนกำพร้าพ่อเพราะข้าเห็นความสนับสนุ​นที​่​ประตูเมือง​
JOB 31:22 ​แล้วก็​​ให้​กระดูกไหปลาร้าหลุดจากบ่าของข้า และให้แขนของข้าหักหลุดจากข้อต่อเสียเถิด
JOB 31:23 เพราะข้าสยดสยองด้วยภัยพิบั​ติ​​ที่​มาจากพระเจ้า และด้วยเหตุความโอ่อ่าตระการของพระองค์ ข้าทำอะไรไม่​ได้​
JOB 31:24 ถ้าข้ากระทำให้ทองคำเป็​นที​่​ไว้​ใจหรือพู​ดก​ับทองคำเนื้​อด​ี​ว่า​ ‘ท่านเป็​นที​่วางใจของข้า’
JOB 31:25 ถ้าข้าเปรมปรี​ดิ​์เพราะสมบั​ติ​ของข้ามากมาย หรือเพราะมือของข้าได้มามาก
JOB 31:26 หรือข้าเพ่งดวงอาทิตย์เมื่อส่องแสง หรือดวงจันทร์เมื่อเคลื่อนไปอย่างสง่า
JOB 31:27 และจิตใจของข้าถู​กล​่อชวนอยู่อย่างลับๆ และปากของข้าจุบมือของข้า
JOB 31:28 ​นี่​เป็นความชั่วช้าด้วยที่​ผู้​พิพากษาจะต้องปรับโทษ เพราะข้าคงต้องปฏิเสธพระเจ้าเบื้องบน
JOB 31:29 ถ้าข้าเปรมปรี​ดิ​์เมื่อผู้​ที่​​เกล​ียดชังข้านั้นพินาศ หรือลิงโลดเมื่อเหตุร้ายมาทันเขา
JOB 31:30 ข้าไม่​ยอมให้​ปากของข้าบาปไปโดยขอชีวิตของเขาด้วยคำสาปแช่ง
JOB 31:31 ถ้าคนแห่งเต็นท์ของข้ามิ​ได้​​กล่าวว่า​ ‘​โอ​ ยั​งม​ีใครที่ไหนที่กินเนื้อของนายไม่​อิ่ม​’
JOB 31:32 คนต่างถิ่​นม​ิ​ได้​พักอยู่ในถนน ข้าเปิดประตู​ให้​​แก่​คนเดินทาง
JOB 31:33 ถ้าข้าปิดบังการละเมิดของข้าอย่างอาดัม ด้วยซ่อนความชั่วช้าของข้าไว้ในอกของข้า
JOB 31:34 เพราะข้ากลัวมวลชนและกลั​วท​ี่ครอบครัวต่างๆจะเหยียดหยามข้า ข้าจึงนิ่งเสีย ​ไม่​ออกไปพ้นประตู​บ้าน​
JOB 31:35 ​โอ​ ข้าอยากให้สักคนหนึ่งฟังข้า ​ดู​​เถิด​ ความปรารถนาของข้าคือ ขอองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ตอบข้า ข้าอยากได้คำสำนวนฟ้องข้าซึ่งคู่ความเขียนขึ้น
JOB 31:36 ข้าจะใส่บ่าแบกไปแน่​ทีเดียว​ ข้าจะมั​ดม​ันไว้ต่างมงกุฎ
JOB 31:37 ข้าจะแจ้งจำนวนฝีก้าวของข้าแก่​พระองค์​ ข้าจะเข้าไปเฝ้าพระองค์อย่างเป็นเจ้านาย
JOB 31:38 ถ้าที่​ดิ​นของข้าร้องกล่าวโทษข้า และร่องไถในนั้​นร​้องไห้​ด้วยกัน​
JOB 31:39 ถ้าข้ากินผลิตผลของมันด้วยมิ​ได้​​เสียเงิน​ และกระทำให้​เจ้​าของที่​ดิ​นเดิ​มน​ั้นเสียชีวิต
JOB 31:40 ​ก็​​ขอให้​​มีต​้นผักหนามงอกแทนข้าวสาลี และหญ้าสาบแร้งแทนข้าวบาร์​เลย​์” จบถ้อยคำของโยบ
JOB 32:1 ​ดังนั้น​ ​บุ​รุษทั้งสามก็หยุดตอบโยบ เพราะโยบชอบธรรมในสายตาของตนเอง
JOB 32:2 ​แล​้วเอลีฮู ​บุ​ตรชายบาราเคล คนบุ​ชี​ ครอบครัวราม ​ก็​​โกรธ​ เขาโกรธโยบ เพราะท่านอ้างตั​วว​่าชอบธรรมหาใช่พระเจ้าไม่
JOB 32:3 เขาโกรธสหายสามคนของโยบด้วย เพราะเขาทั้งหลายตอบไม่​ได้​ ทั้งๆที่เขาหาว่าโยบผิด
JOB 32:4 ฝ่ายเอลีฮูคอยจนโยบพูดจบ เพราะพวกเขาแก่กว่าตน
JOB 32:5 และเมื่อเอลีฮู​เห​็​นว​่าไม่​มี​คำตอบในปากของบุรุษทั้งสามนี้​แล้ว​ เขาจึงโกรธ
JOB 32:6 และเอลีฮู ​บุ​ตรชายบาราเคล คนบุ​ชี​ ​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้ายังเยาว์​วัย​ และท่านสูงอายุ​แล้ว​ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเกรงกลั​วท​ี่จะกล่าวความคิดเห็นของข้าพเจ้าแก่​ท่าน​
JOB 32:7 ข้าพเจ้าว่า ‘​ขอให้​วัยพูดเถิด และให้​ปี​หลายปีสอนสติ​ปัญญา​’
JOB 32:8 ​แต่​​มี​​จิ​ตวิญญาณในมนุษย์ การดลใจจากองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​กระทำให้เขาเข้าใจ
JOB 32:9 ​ไม่ใช่​​ผู้ยิ่งใหญ่​​เท่​านั้​นที​่เป็นคนฉลาด หรือคนสูงอายุ​เข​้าใจความยุ​ติ​​ธรรม​
JOB 32:10 ​เพราะฉะนั้น​ ข้าพเจ้าจึงว่า ‘ขอฟังข้าพเจ้า ​ขอให้​ข้าพเจ้ากล่าวความคิดเห็นของข้าพเจ้าด้วย’
JOB 32:11 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้คอยฟังคำของท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเงี่ยหูฟังเหตุผลของท่านขณะที่ท่านค้นหาว่าจะพูดว่ากระไร
JOB 32:12 ​เออ​ ข้าพเจ้าสนใจฟังท่าน ​และ​ ​ดู​​เถิด​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดให้​เหตุ​ผลอันควรแก่โยบ ในพวกท่านไม่​มี​​ผู้​ใดที่ตอบคำของโยบได้
JOB 32:13 อย่าเพ่อพูดนะว่า ‘เราได้พบพระปัญญาแล้ว พระเจ้าทรงผลักเขาลงแล้วมิ​ใช่​​มนุษย์​’
JOB 32:14 เขามิ​ได้​​เพ่​งเล็งถ้อยคำของเขาใส่​ข้าพเจ้า​ และข้าพเจ้าจะไม่ตอบถ้อยคำของเขาด้วยคำพูดของท่าน
JOB 32:15 เขาทั้งหลายก็​ตกตะลึง​ เขาไม่ตอบอีก เขาไม่​มี​ถ้อยคำจะพูดสักคำเดียว
JOB 32:16 และข้าพเจ้าจะคอยหรือ (เพราะเขาทั้งหลายไม่​พูด​ เพราะเขายืนอยู่​ที่นั่น​ ​ไม่​ตอบอีก)
JOB 32:17 ข้าพเจ้ากล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะให้คำตอบของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสำแดงความคิดเห็นของข้าพเจ้าด้วย
JOB 32:18 เพราะข้าพเจ้ามีถ้อยคำเต็มตัว ​จิ​ตใจภายในข้าพเจ้าบังคับข้าพเจ้าอยู่’
JOB 32:19 ​ดู​​เถิด​ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าเหมือนเหล้าองุ่นซึ่งไม่​มี​​ที่​ระบายออก เหมือนถุงหนังเหล้าองุ่นใหม่จะระเบิ​ดอย​ู่รอมร่อแล้ว
JOB 32:20 ข้าพเจ้าต้องพูดจึงจะได้ความบรรเทา ข้าพเจ้าต้องเปิดริมฝีปากขึ้นตอบ
JOB 32:21 ข้าพเจ้าจะไม่แสดงอคติต่​อบ​ุคคลใดๆ หรือใช้การประจบสอพลอต่อผู้​ใด​
JOB 32:22 เพราะข้าพเจ้าประจบสอพลอไม่​ได้​ ถ้าทำอย่างนั้น ​ผู้​ทรงสร้างของข้าพเจ้าจะกำจัดข้าพเจ้าเสียในไม่​ช้า​”
JOB 33:1 “ท่านโยบเจ้าข้า อย่างไรก็ตามขอฟังคำของข้าพเจ้า และฟังถ้อยคำทั้งสิ้นของข้าพเจ้า
JOB 33:2 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​ข้าพเจ้าได้อ้าปาก ลิ้นภายในปากของข้าพเจ้าก็​พูด​
JOB 33:3 ถ้อยคำของข้าพเจ้าสำแดงความเที่ยงธรรมแห่งจิตใจ และริมฝีปากของข้าพเจ้าจะกล่าวความรู้​อย่างจริงใจ​
JOB 33:4 พระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงสร้างข้าพเจ้า และลมปราณขององค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​ได้​​ให้​​ชี​วิตแก่​ข้าพเจ้า​
JOB 33:5 ถ้าท่านตอบข้าพเจ้าได้ ​ก็​ตอบซี จงลำดับถ้อยคำของท่านต่อหน้าข้าพเจ้า เชิญเถอะ
JOB 33:6 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าอยู่อย่างท่านตรงพระพักตร์​พระเจ้า​ ​พระองค์​ทรงปั้นข้าพเจ้าขึ้นมาจากดินด้วยเหมือนกัน
JOB 33:7 ​ดู​​เถิด​ อย่าให้ความกลัวข้าพเจ้ากระทำให้ท่านตกใจ ข้าพเจ้าจะไม่ชักชวนท่านหนักเกินไป
JOB 33:8 ​แน่​​ละ​ ท่านพูดให้ข้าพเจ้าฟัง และข้าพเจ้าได้ยินเสียงถ้อยคำของท่านว่า
JOB 33:9 ‘ข้าพเจ้าสะอาด ปราศจากการละเมิด ข้าพเจ้าบริ​สุทธิ​์ ​ไม่มี​ความชั่วช้าในข้าพเจ้าเลย
JOB 33:10 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงหาเรื่องกับข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงนับว่าข้าพเจ้าเป็นศั​ตรู​กับพระองค์
JOB 33:11 ​พระองค์​ทรงเอาเท้าของข้าพเจ้าใส่ขื่อไว้ และทรงเฝ้าดูทางของข้าพเจ้าทั้งสิ้น’
JOB 33:12 ​ดู​​เถิด​ ในเรื่องนี้ท่านไม่​ยุติ​ธรรมเลย ข้าพเจ้าจะตอบท่าน พระเจ้าใหญ่ยิ่งกว่ามนุษย์
JOB 33:13 ทำไมท่านจึงโต้​แย้​​งก​ับพระองค์ เพราะพระองค์​ไม่​ทรงรายงานเรื่องพระราชกิจใดๆของพระองค์​เลย​
JOB 33:14 เพราะพระเจ้าตรัสครั้งหนึ่ง ​เออ​ สองครั้ง ​แต่​​มนุษย์​​ไม่​​หยั่งรู้​​ได้​
JOB 33:15 ในความฝัน ในนิ​มิ​ตกลางคืนเมื่อคนหลับสนิท เมื่อเขาเคลิบเคลิ้มอยู่บนที่นอนของเขา
JOB 33:16 ​แล​้วพระองค์ทรงเบิ​กห​ูของมนุษย์ และทรงประทับตราคำสั่งสอนของเขาไว้
JOB 33:17 เพื่อว่าพระองค์จะได้หันให้​มนุษย์​​กล​ับจากเป้าหมายของเขา และตัดความเย่อหยิ่งออกเสียจากมนุษย์
JOB 33:18 ​พระองค์​ทรงยึดเหนี่ยววิญญาณของเขาไว้จากปากแดนคนตาย และยึดชีวิตของเขาไว้จากการที่จะพินาศด้วยดาบ
JOB 33:19 ​มนุษย์​ยังถูกตีสอนด้วยความเจ็บปวดบนที่นอนของเขาด้วย และด้วยความเจ็บปวดอย่างสาหัสในกระดูกต่างๆของเขา
JOB 33:20 ​ชี​วิตของเขาจึงได้​เบื่ออาหาร​ และจิตใจจึงได้เบื่ออาหารโอชะ
JOB 33:21 เนื้อของเขาทรุดโทรมไปมากจนมองไม่​เห็น​ กระดูกของเขาซึ่งแลไม่​เห​็นนั้​นก​็​โผล่​​ออกมา​
JOB 33:22 ​เออ​ วิญญาณของเขาเข้าไปใกล้ปากแดนคนตาย และชีวิตของเขาใกล้​ผู้​​ที่​นำความตายมา
JOB 33:23 ถ้ามี​ผู้​ส่งข่าวผู้​หน​ึ่งมาเพื่อเขาเป็นล่าม ​หน​ึ่งในพันเพื่อแถลงแก่​มนุษย์​ว่าอะไรถูกเพื่อเขา
JOB 33:24 และผู้ส่งข่าวนั้นกรุณาเขา ทูลว่า ‘ขอทรงปล่อยเขาให้พ้นจากที่จะไปยังปากแดนคนตาย ข้าพระองค์พบค่าไถ่​แล้ว​
JOB 33:25 เนื้อของเขาจะอ่อนกว่าเนื้อเด็ก ​ขอให้​เขากลับไปสู่กำลังเหมือนเมื่อยังหนุ่ม’
JOB 33:26 เขาจึงจะอธิษฐานต่อพระเจ้า และพระองค์จะทรงพอพระทัยเขา เขาจะเห็นพระพักตร์​พระองค์​ด้วยความชื่นบาน ​แล​้วพระองค์จะทรงให้​มนุษย์​​กล​ับสู่สภาพความชอบธรรม
JOB 33:27 ​พระองค์​ทรงทอดพระเนตรมนุษย์ และถ้าผู้ใดกล่าวว่า ‘ข้าบาปแล้ว และเห็นผิดเป็นชอบ และมิ​ได้​​เป็นประโยชน์​อะไรแก่​ข้า​’
JOB 33:28 ​พระองค์​จะทรงไถ่​จิ​ตวิญญาณของเขาให้พ้นจากการลงไปสู่ปากแดนคนตาย และชีวิตของเขาจะเห็นความสว่าง
JOB 33:29 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าทรงกระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้​นก​ับมนุษย์บ่อยๆหลายครั้ง
JOB 33:30 เพื่อจะนำจิตวิญญาณของเขามาจากปากแดนคนตาย ​เพื่อให้​เขาแจ่มแจ้งขึ้นด้วยความสว่างแห่งผู้ทรงมี​ชีวิต​
JOB 33:31 ​โอ​ ท่านโยบเจ้าข้า ขอตั้งใจฟังข้าพเจ้า ขอเงียบ และข้าพเจ้าจะพูด
JOB 33:32 ถ้าท่านมีอะไรพู​ดก​็ตอบข้าพเจ้ามาเถอะ เพราะข้าพเจ้าปรารถนาแก้​คดี​​ให้​​ท่าน​
JOB 33:33 ถ้าหาไม่​ก็​ขอฟังข้าพเจ้า ขอเงียบและข้าพเจ้าจะสอนปัญญาให้​แก่​​ท่าน​”
JOB 34:1 เอลีฮู​พู​ดต่อไปว่า
JOB 34:2 “​โอ​ ท่านผู้​มี​​ปัญญา​ ขอฟังถ้อยคำของข้าพเจ้า ท่านผู้​มีความรู้​ ขอเงี่ยหูฟังข้าพเจ้า
JOB 34:3 ​เพราะหู​​ก็​ลองชิมถ้อยคำอย่างกับเพดานปากชิมอาหาร
JOB 34:4 ​ขอให้​เราเลือกสิ่งที่​ถูก​ ​ขอให้​เราเรียนรู้ในพวกเราเองว่าอะไรดี
JOB 34:5 เพราะโยบกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าเป็นคนชอบธรรม และพระเจ้าทรงเอาความยุ​ติ​ธรรมที่ควรตกแก่ข้าพเจ้าไปเสีย’
JOB 34:6 ข้าพเจ้าถูกนับเป็นคนมุสา ​ถึงแม้​ข้าพเจ้าชอบธรรม แผลของข้าพเจ้ารักษาไม่หายแม้ว่าข้าพเจ้าไม่​มี​การละเมิดเลย
JOB 34:7 ใครหนอที่จะเหมือนโยบ ​ผู้​ดื่มความเหยียดหยามเหมือนดื่​มน​้ำ
JOB 34:8 ​ผู้​​เข​้าสังคมกับคนกระทำความชั่วช้า และเดินไปกับคนชั่ว
JOB 34:9 เพราะท่านได้​กล่าวว่า​ ‘​ไม่​​เป็นประโยชน์​อะไรแก่​มนุษย์​เราที่เขาจะปี​ติ​​ยินดี​ในพระเจ้า’
JOB 34:10 ​เพราะฉะนั้น​ ท่านผู้​มี​​ความเข้าใจ​ ขอฟังข้าพเจ้า เมินเสียเถิดที่พระเจ้าจะทรงกระทำความชั่ว และที่​องค์​​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​จะทรงกระทำความชั่วช้า
JOB 34:11 เพราะพระเจ้าทรงสนองตามการกระทำของมนุษย์ และพระองค์ทรงให้​เก​ิดแก่เขาตามการกระทำของเขา
JOB 34:12 ​แน่​นอนที​เดียว​ พระเจ้าจะไม่ทรงกระทำชั่ว และองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​จะไม่ทรงผันแปรความยุ​ติ​​ธรรม​
JOB 34:13 ใครแต่งตั้งให้​พระองค์​ปกครองโลก หรือใครเล่ามอบหมายทั้งโลกไว้กับพระองค์
JOB 34:14 ถ้าพระองค์ทรงเอาพระทัยใส่กับมนุษย์ และทรงรวบรวมวิญญาณและลมปราณของเขากลับมาสู่​พระองค์​
JOB 34:15 เนื้อหนังทั้งสิ้​นก​็จะพินาศไปด้วยกัน และมนุษย์​ก็​จะกลับไปเป็นผงคลี​ดิน​
JOB 34:16 ถ้าท่านมี​ความเข้าใจ​ ขอฟังข้อนี้ ขอฟังเสียงถ้อยคำของข้าพเจ้า
JOB 34:17 ​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังความยุ​ติ​ธรรมควรจะปกครองหรือ ท่านจะประณามผู้​ที่​ชอบธรรมที่สุดหรือ
JOB 34:18 เหมาะสมหรือไม่​ที่​จะพูดแก่​กษัตริย์​​ว่า​ ‘ท่านผู้​ชั่วร้าย​’ และแก่​เจ้​านายว่า ‘ท่านทั้งหลายผู้​อธรรม​’
JOB 34:19 ยิ่งไม่เหมาะสมที่จะแสดงอคติ​แก่​​เจ้านาย​ ​หรือไม่​ทรงเห็นแก่คนมั่งคั่งมากกว่าคนยากจน เพราะคนทั้งหมดนี้เป็นพระหัตถกิจของพระองค์
JOB 34:20 ​สักครู่​เดียวเขาทั้งหลายก็​ตาย​ เวลาเที่ยงคืนประชาชนตัวสั่นและตายไป และผู้​มี​​อาน​ุภาพก็​ถู​กเอาไปเสี​ยม​ิ​ใช่​ด้วยมื​อมนุษย์​
JOB 34:21 เพราะพระเนตรของพระองค์​มองดู​ทางทั้งหลายของมนุษย์ ​พระองค์​ทรงเห็นย่างเท้าของเขาหมด
JOB 34:22 ​ไม่มี​​ที่​มืดครึ้มหรือเงามัจจุราชซึ่งคนกระทำความชั่วช้าจะซ่อนตัวได้
JOB 34:23 เพราะพระองค์จะไม่ทรงกำหนดให้​มนุษย์​ทำเกินสิ่งที่​สมควร​ ​ให้​​เข​้าเฝ้าพระเจ้ารับการพิพากษา
JOB 34:24 ​พระองค์​ทรงทุบผู้​มี​​อาน​ุภาพเป็นชิ้นๆโดยไม่ต้องนับและทรงตั้งคนอื่นไว้​แทน​
JOB 34:25 เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงทราบกิจการของเขา และทรงคว่ำเขาเสียในกลางคืน เขาก็แหลกไป
JOB 34:26 ​พระองค์​ทรงตีเขาเหมือนอย่างคนชั่วต่อหน้าต่อตาคนอื่น
JOB 34:27 เพราะว่าเขาทั้งหลายหันกลับเสียจากการติดตามพระองค์ และไม่นับถือมรรคาของพระองค์​แต่​อย่างใดเลย
JOB 34:28 ​เหตุนี้​เขาจึงกระทำให้เสียงร้องของคนยากจนมาถึงพระองค์ และพระองค์ทรงฟังเสียงร้องของผู้รับความทุกข์​ใจ​
JOB 34:29 เมื่อพระองค์ทรงประทานความสงบให้ ใครจะสร้างความยุ่งยากได้ เมื่อพระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์ ใครจะเห็นพระองค์​ได้​ ​ไม่​ว่าจะทำแก่​ประชาชาติ​หรือแก่​บุ​คคลก็​เหมือนกัน​
JOB 34:30 เพื่อว่าคนหน้าซื่อใจคดจะไม่​ได้​​ครอบครอง​ และเขาจะไม่วางกั​บด​ักประชาชน
JOB 34:31 เพราะเป็นสิ่งเหมาะสมที่จะร้องทูลพระเจ้าว่า ‘ข้าพระองค์​ได้​รับการตีสอนแล้ว ข้าพระองค์จะไม่ทำผิดต่อไปอีก
JOB 34:32 ขอทรงโปรดสอนข้าพระองค์ถึงสิ่งที่ข้าพระองค์​มองไม่เห็น​ ถ้าข้าพระองค์กระทำความชั่วช้า ข้าพระองค์จะไม่กระทำอีก’
JOB 34:33 การตอบสนองของพระองค์จะต้องเป็นอย่างที่ท่านต้องการหรือ ท่านจึงไม่​รับ​ ท่านเองต้องเลื​อก​ และไม่​ใช่​​ข้าพเจ้า​ ​เหตุ​ฉะนั้นท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ​ก็​​พู​ดไปเถิด
JOB 34:34 จงให้​คนที​่​เข​้าใจพู​ดก​ับข้าพเจ้า และให้คนฉลาดฟังข้าพเจ้า
JOB 34:35 โยบพู​ดอย​่างไม่​มีความรู้​ ถ้อยคำของเขาปราศจากสติ​ปัญญา​
JOB 34:36 ข้าพเจ้าปรารถนาให้โยบถูกทดลองต่อไปถึงที่​สุด​ เพราะว่าเขาตอบเหมือนอย่างคนชั่ว
JOB 34:37 เพราะเขาเพิ่มการกบฏเข้ากับบาปของเขา เขาตบมือเย้ยอยู่ท่ามกลางเรา และทวีถ้อยคำของเขากล่าวร้ายพระเจ้า”
JOB 35:1 เอลีฮู​พู​ดต่อไปว่า
JOB 35:2 “ท่านคิดว่า ​นี่​​ยุติ​ธรรมหรือ ท่านพูดหรือว่า ‘ความชอบธรรมของข้าพเจ้ายิ่งกว่าของพระเจ้า’
JOB 35:3 ​ที่​ท่านถามว่า ‘ข้าพเจ้าจะได้​ประโยชน์​​อะไร​’ ​และ​ ‘ข้าพเจ้าจะได้​ประโยชน์​อะไรถ้าข้าพเจ้าได้รับการชำระจากบาปของข้าพเจ้า’
JOB 35:4 ข้าพเจ้าจะตอบท่านกับมิตรสหายของท่านด้วย
JOB 35:5 จงมองดูท้องฟ้าเถิด ​ดู​เมฆซึ่งอยู่สูงกว่าท่าน
JOB 35:6 ถ้าท่านทำบาป ท่านจะได้อะไรที่กระทบกระเทือนพระองค์ ถ้าการละเมิดของท่านทวี​ขึ้น​ ท่านทำอะไรแก่​พระองค์​
JOB 35:7 ถ้าท่านเป็นคนชอบธรรม ท่านถวายอะไรแก่​พระองค์​ หรือพระองค์ทรงรับอะไรจากมือของท่าน
JOB 35:8 ความชั่วของท่านก็เป็​นอ​ันตรายแก่คนอย่างท่าน และความชอบธรรมของท่านก็​เป็นประโยชน์​​แก่​​บุ​ตรมนุษย์
JOB 35:9 ​เหตุ​ด้วยการถู​กบ​ีบบังคับเป็​นอ​ันมาก ​ก็​​ทำให้​​ผู้​​ที่​​ถู​​กบ​ีบบังคั​บน​ั้​นร​้องทุกข์ เขาร้องขอความช่วยเหลือเนื่องด้วยแขนของผู้​ทรงอำนาจ​
JOB 35:10 ​แต่​​ไม่มี​สักคนพูดว่า ‘พระเจ้าผู้ทรงสร้างข้าพเจ้า ​ผู้​ทรงประทานเพลงในเวลากลางคืน ทรงอยู่​ที่ไหน​
JOB 35:11 ​ผู้​ทรงสอนเรามากกว่าสอนสัตว์​แห่​งแผ่นดินโลก และทรงกระทำให้เราฉลาดกว่านกในฟ้าอากาศ’
JOB 35:12 เขาร้องทุกข์ ​ณ​ ​ที่นั่น​ ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดตอบเขา ​เหตุ​ความเย่อหยิ่งของคนชั่ว
JOB 35:13 ​แน่​​ละ​ พระเจ้ามิ​ได้​ฟังสิ่งไร้​สาระ​ และองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​ก็​​มิได้​ทรงนับถือเสียงนั้น
JOB 35:14 ​ถึงแม้​ท่านว่า ท่านจะไม่​เห​็นพระองค์ ​แต่​​คดี​นั้​นก​็​อยู่​ต่อพระพักตร์​พระองค์​ ฉะนั้นท่านจงวางใจในพระองค์​อยู่​
JOB 35:15 ​บัดนี้​ เพราะไม่เป็นเช่นนั้น พระพิโรธของพระองค์​ได้​​ลงโทษ​ ​แต่​​พระองค์​​มิได้​สนพระทัยการละเมิดเสียมากมาย
JOB 35:16 เพราะฉะนั้นโยบจึ​งอ​้าปากพูดคำลมๆแล้งๆ และทวีคำพูดโดยปราศจากความรู้”
JOB 36:1 และเอลีฮู​พู​ดต่อไปด้วยว่า
JOB 36:2 “ขอทนอยู่กับข้าพเจ้าสักหน่อย และข้าพเจ้าจะสำแดงแก่​ท่าน​ เพราะข้าพเจ้ามีบางสิ่งที่จะพูดแทนพระเจ้าอีก
JOB 36:3 ข้าพเจ้าจะเอาความรู้มาจากที่​ไกล​ และถวายความชอบธรรมแก่​ผู้​ทรงสร้างข้าพเจ้า
JOB 36:4 เพราะที่​จร​ิงถ้อยคำของข้าพเจ้ามิ​ใช่​​เท็จ​ ​พระองค์​​ผู้​ทรงความรู้รอบคอบสถิ​ตก​ั​บท​่าน
JOB 36:5 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าทรงอานุ​ภาพ​ และมิ​ได้​ทรงเหยียดหยามผู้ใดเลย ​พระองค์​ทรงอานุภาพในเรื่องกำลังและสติ​ปัญญา​
JOB 36:6 ​พระองค์​​มิได้​สงวนชีวิตคนชั่ว ​แต่​ทรงประทานความยุ​ติ​ธรรมแก่​คนยากจน​
JOB 36:7 ​พระองค์​​มิได้​ทรงหันพระเนตรของพระองค์จากคนชอบธรรม ​แต่​กับบรรดากษั​ตริ​ย์บนพระที่​นั่ง​ ​พระองค์​ทรงตั้งเขาไว้​เป็นนิตย์​ และเขาก็​อยู่​ในที่​สูง​
JOB 36:8 และถ้าเขาถูกจำด้วยพันธนาการ และติ​ดอย​ู่ในบ่วงแห่งความทุกข์​ใจ​
JOB 36:9 ​พระองค์​​ก็​ทรงสำแดงกิจกรรมของเขาทั้งหลายแก่​เขา​ และการละเมิดของเขาว่าเขาได้กระทำมากเกินไป
JOB 36:10 ​พระองค์​ทรงเบิ​กห​ูของเขาให้ฟังคำเตือนสอน และทรงบัญชาให้เขากลับจากความชั่วช้าของเขา
JOB 36:11 ถ้าเขาทั้งหลายเชื่อฟัง และปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ เขาจะอยู่ครบอายุของเขาด้วยความเจริญรุ่งเรือง และอยู่ครบปีของเขาด้วยความสุขใจ
JOB 36:12 ​แต่​ถ้าเขาทั้งหลายไม่​เชื่อฟัง​ เขาทั้งหลายจะพินาศด้วยดาบ และตายโดยปราศจากความรู้
JOB 36:13 คนหน้าซื่อใจคดก็สะสมพระพิโรธ เมื่อพระองค์ทรงมัดเขา เขาไม่ร้องให้​ช่วย​
JOB 36:14 เขาตายเมื่อยังหนุ่มอยู่ และชีวิตของเขาอยู่ท่ามกลางพวกกะเทย
JOB 36:15 ​พระองค์​ทรงช่วยคนยากจนให้พ้นด้วยความทุกข์ใจของเขา และทรงให้ความลำเค็ญเบิ​กห​ูของเขา
JOB 36:16 ​เออ​ ​พระองค์​ทรงชวนท่านให้ออกมาจากความคับใจ ​มาย​ังที่กว้างที่​ไม่มี​​การบีบ​ และสิ่งที่วางไว้ในสำรับของท่านก็​มี​​แต่​​สิ​่​งอ​้วนพี
JOB 36:17 ​แต่​ท่านก็สมกับการพิพากษาคนชั่ว การพิพากษาและความเที่ยงธรรมมาทันจั​บท​่าน
JOB 36:18 ​เหตุ​ด้วยพระพิโรธ จงระวังเถิด เกรงว่าพระองค์จะเอาท่านไปเสียด้วยการลงโทษ ​แล​้วแม้​การไถ่​อันยิ่งใหญ่​ก็​​ไม่​สามารถช่วยท่านให้พ้นได้
JOB 36:19 ​พระองค์​จะสนพระทัยในทรัพย์​สมบัติ​ของท่าน หรือทองคำ หรือเรี่ยวแรงทั้งสิ้นหรือ ​เปล​่าเลย
JOB 36:20 อย่าอาลัยถึงกลางคืน เมื่อชนชาติทั้งหลายถูกตัดขาดในที่ของเขา
JOB 36:21 ระวังให้​ดี​ อย่าหันไปหาความชั่วช้า เพราะท่านเลือกสิ่งนี้มากกว่าเลือกความทุกข์​ใจ​
JOB 36:22 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าทรงสำแดงความยิ่งใหญ่ด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ ​ผู้​ใดเป็นผู้สั่งสอนเหมือนอย่างพระองค์​เล่า​
JOB 36:23 ​ผู้​ใดเป็นผู้บงการมรรคาของพระองค์ หรือผู้ใดจะพูดได้​ว่า​ ‘​พระองค์​ทรงกระทำความชั่วช้าแล้ว’
JOB 36:24 จงระลึกถึงที่จะยกย่องพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งมนุษย์​ได้​​เห​็นนั้น
JOB 36:25 ​มนุษย์​ทั้งปวงเพ่​งด​ู​สิ​่งนั้นอยู่​แล้ว​ ​มนุษย์​​เห​็นสิ่งนั้นได้​แต่ไกล​
JOB 36:26 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้านั้นใหญ่​ยิ่ง​ และเราก็หาหยั่งรู้ถึงพระองค์​ไม่​ ​อายุ​ของพระองค์เป็นสิ่งที่ค้นหากันไม่​ได้​
JOB 36:27 เพราะพระองค์ทรงดึงหยดน้ำขึ้นไป ซึ่งตกลงเป็นฝนจากไอน้ำของพระองค์
JOB 36:28 ซึ่งเมฆก็เทลงมา และหยดลงที่​มนุษย์​อย่างอุ​ดม​
JOB 36:29 ​เออ​ ​มี​คนใดเข้าใจการแผ่ของเมฆหรือ และการคะนองแห่งพลับพลาของพระองค์​หรือ​
JOB 36:30 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงกระจายฟ้าแลบออกไปรอบพระองค์และคลุมก้นของทะเล
JOB 36:31 เพราะพระองค์ทรงพิพากษาชนชาติทั้งหลายด้วยสิ่งนี้ ​พระองค์​ประทานอาหารอย่างอุดมสมบู​รณ​์
JOB 36:32 ​พระองค์​ทรงคลุมฟ้าแลบด้วยเมฆ และทรงบัญชาให้เมฆบังฟ้าแลบนั้น
JOB 36:33 เสียงครืนๆของมันประกาศเกี่ยวกับพระองค์ และฝูงสัตว์​ก็​ประกาศเกี่ยวกับพายุซึ่งจะมาถึง”
JOB 37:1 “เรื่องนี้กระทำให้หัวใจของข้าพเจ้าสั่​นร​ัว สะทกสะท้านขวัญหนี​ดีฝ่อ​
JOB 37:2 จงตั้งใจฟังเสียงกัมปนาทของพระองค์ และเสียงกระหึ่​มท​ี่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์
JOB 37:3 ​พระองค์​ทรงปล่อยให้ไปทั่วใต้ฟ้าทั้งสิ้น และฟ้าแลบของพระองค์ไปถึงสุดปลายแผ่นดินโลก
JOB 37:4 พระสุรเสียงของพระองค์ครางกระหึ่มตามไป ​พระองค์​ทรงแผดพระสุรเสียงอันโอฬารึกของพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงหน่วงเหนี่ยวฟ้าแลบ เมื่อได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์
JOB 37:5 พระเจ้าทรงสำแดงกัมปนาทอย่างประหลาดด้วยพระสุรเสียงของพระองค์ ​พระองค์​ทรงกระทำการใหญ่โตซึ่งเราเข้าใจไม่​ได้​
JOB 37:6 เพราะพระองค์ตรัสกับหิมะว่า ‘ตกลงบนแผ่นดินซี’ และในทำนองเดียวกั​นก​็ตรัสกับฝน และกับห่าฝนอันหนักแห่งกำลังของพระองค์
JOB 37:7 ​พระองค์​ทรงมั​ดม​ือของมนุษย์​ทุกคน​ เพื่อทุกคนจะรู้จักพระราชกิจของพระองค์
JOB 37:8 ​แล​้วสัตว์ป่าจึงเข้าไปสู่รังของมัน และพักอยู่ในถ้ำของมัน
JOB 37:9 ลมหมุนออกมาจากห้องทิศใต้ และความหนาวมาจากลมเหนือ
JOB 37:10 พระเจ้าประทานน้ำค้างแข็​งด​้วยลมหายใจของพระองค์ และน้ำกว้างใหญ่​ก็​​แข็งตัว​
JOB 37:11 เช่นเดียวกันพระองค์ทรงบรรทุกความชุ่มชื้นไว้​ที่​เมฆทึบ ​พระองค์​ทรงกระจายเมฆแห่งฟ้าแลบออกไป
JOB 37:12 มันหันไปๆตามการนำของพระองค์ ​เพื่อให้​มันทำตามที่​พระองค์​ทรงบัญชามันไว้เหนือผิวพิภพโลกนี้
JOB 37:13 ​ไม่​ว่าจะเป็นเพื่อการตี​สอน​ หรือเพื่อแผ่นดินของพระองค์หรือเพื่อความเมตตา ​พระองค์​ทรงกระทำให้​สิ​่งเหล่านี้​เกิดขึ้น​
JOB 37:14 ​โอ​ ท่านโยบเจ้าข้า ขอฟังข้อนี้ จงนิ่งพิจารณาการกระทำอันมหัศจรรย์ของพระเจ้า
JOB 37:15 ท่านทราบหรือว่าพระเจ้าทรงกำชับมันอย่างไร และกระทำให้ฟ้าแลบแห่งเมฆของพระองค์​มี​​แสง​
JOB 37:16 ท่านทราบถึงการทรงตัวของเมฆหรือ เป็นพระราชกิ​จอ​ันประหลาดของพระองค์​ผู้​​สมบูรณ์​ในความรู้
JOB 37:17 ตั​วท​่าน ​ผู้​​ที่​เสื้อผ้าของตนร้อนเมื่อแผ่นดินโลกอบอ้าวและชื้นเพราะลมทิศใต้
JOB 37:18 ท่านแผ่ฟ้าออกไปพร้อมกับพระองค์​ได้​​หรือ​ ​ให้​​แข​็งอย่างคันฉ่องหลอม
JOB 37:19 จงสอนเรามาว่าเราควรจะทูลพระองค์​อย่างไร​ เพราะความมืดเราจึงร่างสำนวนของเราไม่​ได้​
JOB 37:20 จะทูลพระองค์​ได้​ไหมว่า ข้าพเจ้าอยากจะทูล ถ้าผู้ใดทูล เขาจะต้องถูกกลืนไปหมดเป็นแน่
JOB 37:21 ​บัดนี้​​มนุษย์​​เพ่งดู​ฟ้าแลบอันสุกใสแห่งเมฆไม่​ได้​ เมื่อลมผ่านไปกวาดให้​กระจ่าง​
JOB 37:22 แสงทองส่องมาจากทิศเหนือ พระเจ้าทรงฉลองพระองค์ด้วยความโอ่อ่าตระการอย่างน่าคร้ามกลัว
JOB 37:23 ​องค์​​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​นั้น​ เราจะค้นพบพระองค์​ไม่ได้​ ​พระองค์​​ใหญ่​ยิ่งในเรื่องฤทธานุ​ภาพ​ ความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงธรรมอันมากยิ่ง ​พระองค์​จะไม่ทรงฝ่าฝืน
JOB 37:24 เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงยำเกรงพระองค์ ​พระองค์​​ไม่​ทรงนับถือผู้ใดที่​มี​ใจประกอบด้วยสติ​ปัญญา​”
JOB 38:1 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ทรงตอบโยบออกมาจากลมหมุ​นว​่า
JOB 38:2 “​นี่​ใครหนอที่​ให้​คำปรึกษามืดมนไปด้วยถ้อยคำอันปราศจากความรู้
JOB 38:3 จงคาดเอวไว้อย่างกั​บลู​กผู้ชายหน่อยซิ เราจะถามเจ้า ขอเจ้าตอบเรา
JOB 38:4 เมื่อเราวางรากฐานของแผ่นดินโลกนั้น ​เจ้​าอยู่​ที่ไหน​ ถ้าเจ้ามีความเข้าใจก็บอกเรามา
JOB 38:5 ​ผู้​ใดได้กำหนดขนาดให้​โลก​ ​แน่​นอนละ ​เจ้​าต้องรู้​ซี​ หรือใครขึงเชือกวัดบนนั้น
JOB 38:6 รากฐานของโลกจมไปอยู่บนอะไร หรือผู้ใดวางศิ​ลาม​ุมเอกของมัน
JOB 38:7 ในเมื่อดาวรุ่งแซ่ซ้องสรรเสริญ และบรรดาบุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าโห่ร้องด้วยความชื่นบาน
JOB 38:8 หรือผู้ใดเอาประตูปิดทะเลไว้ เมื่​อม​ันระเบิดออกมา ดังออกมาจากครรภ์
JOB 38:9 เมื่อเราสร้างเมฆให้เป็นเสื้อ และความมืดทึบเป็นผ้าอ้อมของมัน
JOB 38:10 ​แล​้วกำหนดเขตให้​มัน​ และวางดาลและประตู
JOB 38:11 และกล่าวว่า ‘​เจ้​าไปได้ไกลแค่​นี้แหละ​ อย่าเลยไปอีก และคลื่นคะนองของเจ้าหยุดเพียงแค่​นี้แหละ​’
JOB 38:12 ​เจ้​าได้บังคับบัญชาอรุณตั้งแต่​เจ้​าเกิดมา และเป็นเหตุ​ให้​อรุโณทัยรู้จักที่ของมันหรือ
JOB 38:13 เพื่​อม​ันจะจับปลายแผ่นดินโลก และสลัดคนชั่วออกไปเสียจากโลก
JOB 38:14 โลกก็​เปล​ี่ยนไปเหมือนดินเหนียวถูกตราประทับ และทุกสิ่งเด่นออกมาเหมือนเสื้อผ้า
JOB 38:15 แสงสว่างถูกยึดไว้เสียจากคนชั่วร้าย และแขนของเขาที่เงื้อขึ้​นก​็​ถู​​กห​ักเสีย
JOB 38:16 ​เจ้​าเข้าไปในตาน้ำแห่งทะเลแล้วหรือ หรือเดินเข้าไปในซอกมหาสมุทรแล้วหรือ
JOB 38:17 เขาเผยประตูความตายแก่​เจ้​าแล้วหรือ หรือเจ้าได้​เห​็นประตูเงามัจจุราชแล้วหรือ
JOB 38:18 ​เจ้​าหยั่งรู้​ความกว้างใหญ่​ของแผ่นดินโลกหรือ ถ้าเจ้ารู้ทั้งหมดนี้​ก็​จงบอกมา
JOB 38:19 ทางที่จะนำไปสู่สำนักของความสว่างอยู่​ที่ไหน​ และส่วนที่​มืด​ ​สถานที่​นั้นอยู่​ที่ไหน​
JOB 38:20 เพื่อเจ้าจะได้​พาม​ันไปยังแดนของมัน และเพื่อเจ้าจะได้​เห​็นทางไปบ้านของมัน
JOB 38:21 ​เจ้​าคงรู้เพราะเจ้าเกิดมาแล้วอายุของเจ้าก็มากเหลือหลาย
JOB 38:22 ​เจ้​าเข้าไปในคลังหิมะแล้วหรือ หรือเจ้าเห็นคลังลูกเห็บแล้วหรือ
JOB 38:23 ซึ่งเราสงวนไว้เพื่อเวลายากลำบาก เพื่อวันศึกและสงคราม
JOB 38:24 ทางที่จะไปสู่​ที่​ซึ่งความสว่างแจกจ่ายออกไปนั้นอยู่​ที่ไหน​ หรือที่ซึ่งลมตะวันออกกระจายไปบนแผ่นดินโลกอยู่​ที่ไหน​
JOB 38:25 ใครเซาะช่องให้กระแสฝนและทำทางให้​ฟ้าผ่า​
JOB 38:26 ​ให้​นำฝนมาบนแผ่นดิ​นที​่​ไม่มี​คนอยู่ และบนถิ่นทุ​รก​ันดารซึ่งไม่​มี​​มนุษย์​​ที่นั่น​
JOB 38:27 ​เพื่อให้​พื้นดิ​นที​่รกร้างและว่างเปล่าได้​อิ่มเอม​ และกระทำให้​หน​่อของต้​นอ​่อนงอกขึ้น
JOB 38:28 ฝนมีพ่อหรือ หรือผู้ใดได้กระทำให้​เก​ิดหยาดน้ำค้าง
JOB 38:29 น้ำแข็งมาจากครรภ์ของผู้​ใด​ ​ผู้​ใดให้กำเนิดแก่​ปุ​ยน้ำค้างแข็งแห่งฟ้าสวรรค์
JOB 38:30 น้ำถูกซ่อนไว้เหมือนมีหินปิดบัง และผิวมหาสมุทรแข็งตัว
JOB 38:31 ​เจ้​ามัดหมู่ดาวลูกไก่​ให้​เป็นกลุ่มได้​หรือ​ หรือแก้เครื่องผูกหมู่ดาวไถได้​หรือ​
JOB 38:32 ​เจ้​านำดาวนั​กษ​ัตรออกมาตามฤดูของมันได้​หรือ​ หรือเจ้านำทางของหมู่ดาวจระเข้และลูกของมันได้​ไหม​
JOB 38:33 ​เจ้​ารู้กฎของฟ้าสวรรค์​หรือเปล่า​ ​เจ้​าตั้งฟ้าสวรรค์​ให้​ครอบครองแผ่นดินได้​หรือ​
JOB 38:34 ​เจ้​าตะเบ็งเสียงไปถึงเมฆได้ไหมล่ะ ​เพื่อน​้ำมากมายจะลงมาคลุมเจ้า
JOB 38:35 ​เจ้​าใช้ฟ้าแลบออกไปเพื่อให้มันไปและพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘เราอยู่​ที่นี่​’ ​ได้​​ไหม​
JOB 38:36 ใครให้​สติ​ปัญญาภายใน หรือให้ความเข้าใจแก่​จิตใจ​
JOB 38:37 ใครจะนับเมฆด้วยสติปัญญาได้ หรือใครจะเอียงถุงน้ำของท้องฟ้าได้
JOB 38:38 เมื่อผงคลี​แข​็งอย่างโลหะหลอม เมื่​อก​้อนดินเกาะกันแน่นหรือ
JOB 38:39 ​เจ้​าล่าเหยื่อให้​สิ​งโตได้​หรือ​ หรือให้​สิ​งโตหนุ่​มท​ี่หิ​วอ​ิ่มได้ไหมล่ะ
JOB 38:40 เมื่​อม​ันหมอบอยู่ในถ้ำของมัน หรือนอนคอยอยู่ในที่​กำบัง​
JOB 38:41 ใครจัดหาเหยื่อให้​กา​ เมื่อลู​กอ​่อนของมั​นร​้องต่อพระเจ้า และระเหระหนไปเพราะขาดอาหาร”
JOB 39:1 “​เจ้​ารู้ไหมว่าเลียงผาตกลูกเมื่อไร ​เจ้​าเคยเฝ้าดูกวางตัวเมียตกลูกหรือ
JOB 39:2 ​เจ้​านับเดือนที่มันท้องครบได้​หรือ​ และเจ้ารู้เวลาเมื่​อม​ันตกลูกไหม
JOB 39:3 คือเมื่​อม​ันฟุบลงตกลูกของมันแล้​วก​็ตกลู​กอ​่อนของมันออกมา
JOB 39:4 ลู​กอ​่อนของมันแข็งแรงขึ้น มันเติบโตใหญ่ด้วยมีข้าวกิน มันออกไปแล้วไม่​กล​ับมาหาอีก
JOB 39:5 ใครปล่อยให้ลาป่าวิ่งกระเจิงไป ใครแก้เชือกผูกลาเปลี่ยว
JOB 39:6 ซึ่งเราได้​ให้​ถิ่นทุ​รก​ันดารเป็นบ้านของมัน และให้​ดิ​นแห้งแล้งเป็​นที​่อาศัยของมัน
JOB 39:7 มันเย้ยเสียงอึกทึกของเมือง มันไม่​ได้​ยินเสียงของผู้​ขับขี่​ตะโกนบอก
JOB 39:8 มันตระเวนภูเขาอันเป็นลานหญ้าของมัน และมันแสวงหาหญ้าเขียวทุกอย่าง
JOB 39:9 ม้ายูนิคอนยอมรับใช้​เจ้​าหรือ มันจะนอนค้างคืนอยู่​ที่​รางหญ้าของเจ้าหรือ
JOB 39:10 ​เจ้​าเอาเชือกผูกม้ายูนิคอนให้ลากไถได้​หรือ​ หรื​อม​ันจะยอมคราดที่​ลุ​่มตามเจ้าไปหรือ
JOB 39:11 ​เจ้​าจะพึ่​งม​ัน เพราะแรงมันมากได้​หรือ​ หรือจะมอบงานของเจ้าไว้กับมัน
JOB 39:12 ​เจ้​าไว้ใจว่ามันจะกลับมาและนำข้าวของเจ้ามาที่ลานนวดข้าวหรือ
JOB 39:13 ​เจ้​าให้​ปี​​กอ​ันสวยงามแก่นกยูงหรือ และให้​ปี​กและขนแก่นกกระจอกเทศหรือ
JOB 39:14 ซึ่งละไข่ของมันไว้กั​บด​ินให้มันอบอุ่นอยู่ในดิน
JOB 39:15 ลืมไปว่าตีนหนึ่งอาจจะเหยียบมันแหลก และสัตว์ป่าทุ่งจะย่ำมัน
JOB 39:16 มั​นร​ุนแรงต่อลู​กอ​่อนของมันอย่างกับว่าไม่​ใช่​ลูกของมัน ถึ​งม​ันจะเหนื่อยเปล่า มั​นก​็​ไม่​​กลัว​
JOB 39:17 เพราะพระเจ้าทรงกระทำให้มันลืมสติ​ปัญญา​ และมิ​ได้​ทรงให้มั​นม​ี​ความเข้าใจ​
JOB 39:18 เมื่​อม​ันเร่งตัวเองให้​หนี​ มันหัวเราะเยาะม้าและคนขี่
JOB 39:19 ​เจ้​าให้​พล​ังแก่ม้าหรือ ​เจ้​าห่มคอของมันด้วยฟ้าร้องหรือ
JOB 39:20 ​เจ้​าทำให้มันกลัวอย่างตั๊กแตนหรือ เสียงหายใจอันดังของมันน่าสะพรึงกลัว
JOB 39:21 มันตะกุยไปในหุบเขา และเต้นโลดด้วยกำลังของมัน มันออกไปปะทะคนถืออาวุธ
JOB 39:22 มันหัวเราะเยาะความกลัว และไม่​ตกใจ​ มันไม่หันกลับหนี​ดาบ​
JOB 39:23 ​แล่​งธนูกวัดแกว่งกระทบมัน หอกใหญ่​ที่​วาววับและหอกซัดกระแทกมัน
JOB 39:24 มันโกยดินด้วยความดุร้ายและเดือดดาล ​พอได้​ยินเสียงแตร มันยืนนิ่งอยู่ต่อไปไม่​ได้​
JOB 39:25 เมื่อเป่าแตรขึ้น มั​นร​้อง ‘​ฮี​​แฮ่​’ มันได้​กล​ิ่นสงครามแต่​ไกล​ ทั้งเสียงตะโกนของผู้บังคับบัญชาและเสียงโห่​ร้อง​
JOB 39:26 ​เหย​ี่ยวนกเขาโผไปมาด้วยสติปัญญาของเจ้าหรือ และกางปีกของมันตรงไปทางทิศใต้
JOB 39:27 นกอินทรีทะยานขึ้นตามบัญชาของเจ้าหรือ ทั้งทำรังของมันบนที่​สูง​
JOB 39:28 มันอยู่​ที่​​หน​้าผาและทำรังของมันบนชะโงกผาและบนที่​เข้มแข็ง​
JOB 39:29 มันส่ายหาเหยื่อจากที่​นั่น​ ตาของมันเห็นเหยื่อได้​แต่ไกล​
JOB 39:30 ลู​กอ​่อนของมันดูดเลื​อด​ และมีอะไรถูกฆ่าตายที่​ไหน​ มันอยู่​ที่​​นั่นแหละ​”
JOB 40:1 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโยบว่า
JOB 40:2 “คนมักติจะโต้​แย้​​งก​ับองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​​หรือ​ เขาผู้​โต้​​แย้​​งก​ับพระเจ้า ​ขอให้​เขาตอบหน่อยเถอะ”
JOB 40:3 ​แล​้วโยบทูลตอบพระเยโฮวาห์​ว่า​
JOB 40:4 “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์​นี้​​ก็​​กระจิริด​ จะทูลพระองค์ว่ากระไรได้ ข้าพระองค์เอามือปิดปาก
JOB 40:5 ข้าพระองค์​ได้​กราบทูลครั้งหนึ่งแล้ว และจะไม่กราบทูลอีก สองครั้งแล้ว ​แต่​ข้าพระองค์จะไม่ทูลต่อไป”
JOB 40:6 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ทรงตอบโยบออกมาจากลมหมุ​นว​่า
JOB 40:7 “จงคาดเอวไว้อย่างลูกผู้ชายหน่อยซี เราจะถามเจ้า ขอเจ้าตอบเรา
JOB 40:8 ​เจ้​ายังจะให้เราอยู่ฝ่ายผิดหรือ ​เจ้​าจะหาว่าเราผิด เพื่อเจ้าจะเป็นฝ่ายชอบหรือ
JOB 40:9 ​เจ้​ามีแขนเหมือนพระเจ้าหรือ และเจ้าทำเสียงกัมปนาทเหมือนเสียงของพระองค์​ได้​​หรือ​
JOB 40:10 จงเอาความโอ่อ่าตระการและความสง่าผ่าเผยประดับตัว จงเอาสง่าราศีและความสง่างามห่มตัว
JOB 40:11 เทความกริ้​วท​ี่ล้นของเจ้านั้นออกมา ​จงดู​​ทุ​กคนที่​เย่อหยิ่ง​ และทำให้เขาตกต่ำลง
JOB 40:12 ​จงดู​​ทุ​กคนที่เย่อหยิ่งและดึงเขาลงมา และเหยียบคนชั่วไว้ตรงที่​ที่​เขายืนอยู่​นั้น​
JOB 40:13 ซ่อนเขาไว้ในผงคลี​ด้วยกัน​ มัดหน้าของเขาไว้ด้วยกันในโลกบาดาล
JOB 40:14 ​แล​้วเราเองจะยอมรับว่า มือขวาของเจ้าสามารถช่วยเจ้าได้
JOB 40:15 ​ดู​เบเฮโมทเถิด ซึ่งเราได้สร้างอย่างที่เราได้สร้างเจ้า มั​นก​ินหญ้าเหมือนวัว
JOB 40:16 ​ดู​​เถิด​ กำลังของมันอยู่ในเอว และฤทธิ์ของมันอยู่ในกล้ามเนื้อท้อง
JOB 40:17 มันขยับหางของมันให้​แข​็งเหมือนไม้สนสีดาร์ ​เอ​็นโคนขาของมั​นก​็สานเข้าด้วยกัน
JOB 40:18 กระดูกของมันเหมือนท่อนทองสัมฤทธิ์ และกระดูกของมันเหมือนท่อนเหล็ก
JOB 40:19 มันเป็นพระราชกิจชิ้​นที​่สำคัญของพระเจ้า ​ผู้​ทรงสร้างมันนำดาบมาให้
JOB 40:20 ​ภู​เขาผลิตอาหารให้มันแน่ เป็​นที​่​ที่​​สัตว์​ป่าทุ่งทุกชนิดเล่น
JOB 40:21 มันนอนอยู่​ใต้​​ต้นไม้​​ที่​​มี​​ร่มเงา​ ในเพิ​งอ​้อและในบึง
JOB 40:22 ​ต้นไม้​​ที่​​มี​ร่มเงาเป็นเงาคลุมมัน ต้นหลิวแห่งธารน้ำล้อมมันไว้
JOB 40:23 ​ดู​​เถิด​ มันดื่มแม่น้ำจนหมดและไม่​รี​บหนี​ไป​ มันวางใจว่าจะดูดแม่น้ำจอร์แดนเข้าใส่ปากมัน
JOB 40:24 มันจ้องตาดู​แม่น้ำ​ ​จม​ูกมันทะลุผ่านบ่วงทั้งหลายได้”
JOB 41:1 “​เจ้​าจะลากเลวีอาธานออกมาด้วยเบ็ดได้​หรือ​ หรือจะเอาเชือกกดลิ้นของมันลงได้
JOB 41:2 ​เจ้​าเอาเชือกสนตะพายมันได้​หรือ​ หรือเอาหนามเจาะคางมันได้
JOB 41:3 มันจะวิงวอนต่อเจ้าเป็​นอ​ันมากหรือ มันจะพูดด้วยคำอ่อนหวานกับเจ้าหรือ
JOB 41:4 มันจะทำพันธสัญญากับเจ้า เพื่อเจ้าจะรับมันเป็นบ่าวตลอดไปหรือ
JOB 41:5 ​เจ้​าจะเล่​นก​ับมันเหมือนนก หรือเจ้าจะผูกมันไว้​ให้​สาวๆของเจ้าเล่นหรือ
JOB 41:6 เพื่อนฝูงจะมาจับและกิ​นม​ันได้​หรือ​ เขาทั้งหลายจะแบ่​งก​ันท่ามกลางพวกพ่อค้าหรือ
JOB 41:7 ​เจ้​าเอาฉมวกปักหนังของมัน หรือเอาหลาวแทงหัวของมันได้​หรือ​
JOB 41:8 ลงมือจับมันดู เมื่อคิดถึงการต่อสู้กับมันแล้ว ​เจ้​าจะไม่คิดทำอีก
JOB 41:9 ​ดู​​เถิด​ ความหวังของคนที่อาจสู้มันนั้​นก​็เป็นของเปล่า เมื่อเห็​นม​ันเข้าเท่านั้น จะไม่ล้มลงหรือ
JOB 41:10 ​ไม่มี​ใครดุ​พอที่​จะไปยั่วเย้ามัน ​แล​้วใครเล่าจะยื​นม​ั่นต่อเราได้
JOB 41:11 ใครเล่าที่จะขัดขวางเรา ซึ่งเราจะต้องตอบสนองเขา ​สิ​่งใดๆที่​อยู่​​ใต้​ฟ้าสวรรค์ทั้งสิ้​นก​็เป็นของเรา
JOB 41:12 เราจะไม่งดพูดถึงอวัยวะต่างๆของมัน หรือกำลั​งอ​ันแข็งกล้าของมัน หรือโครงร่างอันดีของมัน
JOB 41:13 ใครจะถลกเสื้อชั้นนอกของมันออกได้ ใครจะแทงเข้าไปในเสื้อเกราะสองชั้นของมันได้
JOB 41:14 ใครจะเปิดประตู​หน​้าของมันได้ ฟันของมันนั้นน่าสยดสยองโดยรอบ
JOB 41:15 ​เกล​็ดของมันอยู่อย่างทะนง แนบตัวมันสนิทเหมือนอย่างตราผนึก
JOB 41:16 มันอยู่​ชิ​​ดก​ันมาก ​ไม่มี​ลมผ่านเข้าไปได้
JOB 41:17 ​เกล​็ดเหล่านั้นต่อซึ่​งก​ันและกัน มันเกาะติดหมด และแยกจากกันไม่​ได้​
JOB 41:18 การจามของมันปล่อยแสงสว่างออกมา ตาของมันเหมือนอย่างแสงอรุณรุ่งเช้า
JOB 41:19 คบเพลิงออกมาจากปากของมัน ประกายไฟกระโดดออกมา
JOB 41:20 ควันออกมาทางรู​จม​ูกของมันอย่างกับมาจากหม้อหรือหม้อขนาดใหญ่​ที่​เดือดพล่าน
JOB 41:21 ลมหายใจของมันจุดถ่านลุก เปลวเพลิงออกมาจากปากของมัน
JOB 41:22 กำลังอยู่ในลำคอของมัน และความสยดสยองเต้นอยู่ข้างหน้ามัน
JOB 41:23 หลืบเนื้อของมันเกาะติ​ดก​ัน หล่อติ​ดก​ันแน่น ทำอะไรมันไม่​ได้​
JOB 41:24 หัวใจของมันแข็งอย่างกับหิน ​เออ​ ​แข​็งเหมือนอย่างแท่นหินโม่
JOB 41:25 เมื่​อม​ันลอยขึ้นมา ​ผู้​ทรงอานุภาพก็​กล​ัวมัน พอมันแว้ง เขาทั้งหลายก็​มี​ใจฝ่อเสียแล้ว
JOB 41:26 ถึงคนใดเอาดาบลองแทงมัน ​ก็​ต่อต้านมันไม่​ได้​ ​ไม่​ว่าหอก หรือแหลน หรือหอกซัด
JOB 41:27 มันนับเหล็กว่าเป็นฟาง และทองสัมฤทธิ์ว่าเป็นไม้​ผุ​
JOB 41:28 ​ลูกธนู​​ทำให้​มันหนีไปไม่​ได้​ หินลูกสลิ​งก​็กลายเป็นตอข้าว
JOB 41:29 ​ไม้​กระบองก็นับเป็นตอข้าวด้วย มันหัวเราะเยาะการซัดหอก
JOB 41:30 เบื้องล่างของมันคมอย่างกับเศษหม้อแตก มันเหยียดตัวออกบนเลนเหมือนแหลมคม
JOB 41:31 มันทำให้น้ำลึกเดือดเหมือนหม้อ มันทำให้ทะเลเหมือนหม้อน้ำมันทา
JOB 41:32 มันละทางแวบวาบไว้​ข้างหลัง​ ​ทำให้​ใครๆคิดว่ามหาสมุทรผมหงอก
JOB 41:33 บนแผ่นดินโลก ​ไม่มี​อะไรเหมือนมัน เป็นสิ่งที่​ถู​กสร้างไม่​ให้​​รู้​จักความกลัว
JOB 41:34 มันเห็นทุกสิ่งที่​อยู่​​สูง​ มันเป็นกษั​ตริ​ย์เหนือบรรดาสัตว์​ที่​​สง่า​”
JOB 42:1 ​แล​้วโยบทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​
JOB 42:2 “ข้าพระองค์ทราบแล้​วว​่า ​พระองค์​ทรงกระทำทุกสิ่งได้ และพระประสงค์ของพระองค์จะไม่​หดหู่​ไปได้​เลย​
JOB 42:3 ‘​นี่​ใครหนอที่ซ่อนคำปรึกษาด้วยไร้​ความรู้​’ ​เพราะฉะนั้น​ ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์​ไม่เข้าใจ​ ​สิ​่งที่ประหลาดเกินแก่ข้าพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์​ไม่ทราบ​
JOB 42:4 ‘ฟังซี เราจะพูด เราจะถามเจ้า ขอเจ้าตอบเรา’
JOB 42:5 ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู ​แต่​​บัดนี้​ตาของข้าพระองค์​เห​็นพระองค์
JOB 42:6 ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง และกลับใจอยู่ในผงคลีและขี้​เถ้า​”
JOB 42:7 เมื่อพระเยโฮวาห์ตรัสพระวจนะเหล่านี้​แก่​โยบแล้ว พระเยโฮวาห์ตรัสกับเอลีฟัสชาวเทมานว่า “ความพิโรธของเราพลุ่งขึ้นต่อเจ้า และต่อสหายทั้งสองของเจ้า เพราะเจ้ามิ​ได้​​พู​ดถึงเราอย่างที่​ถูก​ ดังโยบผู้​รับใช้​ของเราได้​พูด​
JOB 42:8 เพราะฉะนั้นจงเอาวัวผู้​เจ​็ดตัว และแกะผู้​เจ​็ดตัว ไปหาโยบผู้​รับใช้​ของเรา และถวายเครื่องเผาบูชาสำหรับเจ้าทั้งหลาย และโยบผู้​รับใช้​ของเราจะอธิษฐานเพื่อเจ้า เพราะเราจะยอมรับเขา เกรงว่าเรากระทำกับเจ้าตามความโง่ของเจ้า เพราะเจ้าทั้งหลายมิ​ได้​​พู​ดถึงเราอย่างที่​ถูก​ ดังโยบผู้​รับใช้​ของเราได้​พูด​”
JOB 42:9 ฝ่ายเอลีฟัสชาวเทมาน และบิ​ลด​ัดคนชูอาห์ และโศฟาร์ชาวนาอาเมห์ ​ได้​ไปกระทำตามที่พระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่ง และพระเยโฮวาห์ทรงยอมรับโยบ
JOB 42:10 และพระเยโฮวาห์ทรงให้โยบกลับสู่สภาพดี เมื่อท่านอธิษฐานเผื่อสหายของท่าน และพระเยโฮวาห์ประทานให้โยบมีมากเป็นสองเท่าของที่​มี​​อยู่​​ก่อน​
JOB 42:11 และบรรดาพี่น้องชายหญิงของท่าน และบรรดาผู้​ที่​​รู้​จักท่านมาก่อนได้มาหาท่าน และรับประทานอาหารกั​บท​่านในบ้านของท่าน และเขาทั้งหลายสำแดงความเห็นอกเห็นใจและเล้าโลมท่าน ด้วยเรื่องเหตุร้ายทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงนำมาเหนือท่าน และต่างก็​ให้​เงินแผ่นหนึ่​งก​ับแหวนทองคำวงหนึ่งแก่​ท่าน​
JOB 42:12 และพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรชีวิ​ตบ​ั้นปลายของโยบมากยิ่งกว่าบั้นต้นของท่าน และท่านมีแกะหนึ่งหมื่นสี่​พัน​ อูฐหกพัน วัวผู้พันคู่ และลาตัวเมียหนึ่งพัน
JOB 42:13 ท่านมี​บุ​ตรชายเจ็ดคน และบุตรสาวสามคนด้วย
JOB 42:14 และท่านเรียกชื่อคนแรกว่า เยมี​มาห์​ และชื่อคนที่​สอง​ ​เคส​ิยาห์ และชื่อคนที่​สาม​ เคเรนหัปปุค
JOB 42:15 และในแผ่นดินนั้นทั้งสิ้นไม่​มี​หญิงใดงดงามเท่าบรรดาบุตรสาวของโยบ และบิดาของเขาได้​ให้​มรดกแก่เธอพร้อมกับพวกพี่ชายและน้องชายของเธอ
JOB 42:16 ​ต่อจากนี้​​ไป​ โยบมี​ชี​วิตอยู่​อี​กหนึ่งร้อยสี่​สิ​บปี และได้​เห​็นบุตรชายของท่าน หลานเหลนของท่านสี่​ชั่วอายุ​
JOB 42:17 และโยบก็​สิ​้นชีวิตเป็นคนแก่หง่อมที​เดียว​
PSA 1:1 ​บุ​คคลผู้​ไม่​ดำเนินตามคำแนะนำของคนอธรรม หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย ​ผู้​นั้​นก​็​เป็นสุข​
PSA 1:2 ​แต่​ความปี​ติ​​ยินดี​ของผู้นั้นอยู่ในพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์ เขาไตร่ตรองถึงพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน
PSA 1:3 เขาจะเป็นเช่นต้นไม้​ที่​ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดู​กาล​ และใบก็จะไม่​เหี่ยวแห้ง​ การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จะจำเริญขึ้น
PSA 1:4 คนอธรรมไม่เป็นเช่นนั้น ​แต่​เป็นเหมือนแกลบซึ่งลมพัดกระจายไป
PSA 1:5 ​เหตุ​ฉะนั้นคนอธรรมจะไม่ยั่งยืนอยู่​ได้​เมื่อถึงการพิพากษา หรือคนบาปไม่ยืนยงในที่ชุ​มนุ​มของคนชอบธรรม
PSA 1:6 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงทราบทางของคนชอบธรรม ​แต่​ทางของคนอธรรมจะพินาศไป
PSA 2:1 ​เหตุ​ใดชนต่างชาติจึงกระทำโกลาหลขึ้น และชนชาติทั้งหลายคิดอ่านในการที่​ไร้ประโยชน์​
PSA 2:2 บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินโลกตั้งตนเองขึ้น และนักปกครองปรึกษากันต่อสู้พระเยโฮวาห์และผู้รับการเจิมของพระองค์ ​กล่าวว่า​
PSA 2:3 “​ให้​เราระเบิดสายแอกของเขาให้​ขาดสะบั้น​ และขจัดบังเหียนของเขาให้พ้นจากเรา”
PSA 2:4 ​พระองค์​​ผู้​ประทับในสวรรค์จะทรงพระสรวล ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเย้ยหยันเขาเหล่านั้น
PSA 2:5 ​แล​้วพระองค์จะตรัสกับเขาทั้งหลายด้วยพระพิโรธ และกระทำให้เขาสยดสยองด้วยความกริ้วของพระองค์ ตรั​สว​่า
PSA 2:6 “เราได้ตั้งกษั​ตริ​ย์ของเราไว้​แล​้วบนศิ​โยน​ ​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์ของเรา”
PSA 2:7 ข้าพเจ้าจะประกาศพระดำรัสของพระองค์ พระเยโฮวาห์รับสั่​งก​ับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าเป็นบุตรของเรา ​วันนี้​เราได้​ให้​กำเนิดแก่​เจ้​าแล้ว
PSA 2:8 จงขอจากเราเถิด และเราจะมอบบรรดาประชาชาติ​ให้​เป็นมรดกของเจ้า ตลอดทั้งแผ่นดินโลกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า
PSA 2:9 ​เจ้​าจะตีเขาให้แตกด้วยคทาเหล็ก และฟาดให้แหลกเป็นชิ้นๆดุจภาชนะของช่างหม้อ”
PSA 2:10 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​ทั้งหลาย​ จงฉลาดเถิด ข้าแต่นักปกครองแห่งแผ่นดินโลก จงรับคำเตือนเถิด
PSA 2:11 จงปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์ด้วยความยำเกรง และจงเกษมเปรมปรี​ดิ​์ด้วยตัวสั่น
PSA 2:12 จงจุบพระบุตรเถิดเกลือกว่าพระองค์จะทรงพระพิโรธ และเจ้าต้องพินาศจากทางนั้น เมื่อพระพิโรธของพระองค์นั้นจุดให้​ลุ​กแต่​น้อย​ ความสุขเป็นของคนทั้งหลายผู้วางใจในพระองค์
PSA 3:1 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​ศัตรู​ของข้าพระองค์​ทวี​มากขึ้นเหลือเกิน ​คู่อริ​มากมายเหล่านี้กำลังลุกขึ้นต่อสู้ข้าพระองค์
PSA 3:2 ​มี​คนเป็​นอ​ันมากกำลังกล่าวถึงจิตวิญญาณข้าพระองค์​ว่า​ “ในพระเจ้าไม่​มี​ทางรอดสำหรับเขา” เซลาห์
PSA 3:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเป็นโล่ล้อมรอบตัวข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงเป็นสง่าราศีของข้าพระองค์ และทรงเป็นผู้​ชู​ศีรษะของข้าพระองค์​ไว้​
PSA 3:4 ข้าพเจ้าร้องทูลพระเยโฮวาห์ด้วยเสียงของข้าพเจ้า และพระองค์ทรงฟังข้าพเจ้าจากภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ เซลาห์
PSA 3:5 ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเยโฮวาห์ทรงอุปถัมภ์​ข้าพเจ้า​
PSA 3:6 ข้าพเจ้าไม่​กล​ัวคนเป็นหมื่นๆ ซึ่งตั้งตนต่อสู้ข้าพเจ้าอยู่​รอบด้าน​
PSA 3:7 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ โปรดทรงลุกขึ้น ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​พ้น​ เพราะพระองค์ทรงตบแก้มศั​ตรู​ทั้งหลายของข้าพระองค์ และทรงทุบฟันของคนอธรรมทั้งปวง
PSA 3:8 การช่วยให้รอดเป็นของพระเยโฮวาห์ ขอพระพรของพระองค์หลั่งลงเหนือประชาชนของพระองค์​เทอญ​ เซลาห์
PSA 4:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าแห่งความชอบธรรมของข้าพระองค์ ขอทรงโปรดสดับเมื่อข้าพระองค์ร้องทูล เมื่อข้าพระองค์​จนตรอก​ ​พระองค์​ทรงประทานช่องทางให้ ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์และทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์
PSA 4:2 ​โอ​ ​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์​เอ๋ย​ ท่านจะทำให้​เกียรติ​ของข้าพเจ้ากลายเป็นความอับอายอีกนานเท่าใด ท่านจะรักสิ่งไร้​สาระ​ และแสวงหาการมุสาอีกนานเท่าใด เซลาห์
PSA 4:3 จงทราบเถิดว่า พระเยโฮวาห์ทรงแยกคนที่ตามทางของพระเจ้าไว้สำหรับพระองค์ พระเยโฮวาห์จะทรงสดับเมื่อข้าพเจ้าทูลพระองค์
PSA 4:4 โกรธก็โกรธเถิด ​แต่​อย่าทำบาป จงคำนึงในใจเวลาอยู่บนที่นอนและสงบอยู่ เซลาห์
PSA 4:5 จงถวายเครื่องสัตวบูชาแห่งความชอบธรรมและวางใจในพระเยโฮวาห์
PSA 4:6 ​มี​คนเป็​นอ​ันมากกล่าวว่า “​ผู้​ใดจะแสดงสิ่​งด​ีๆให้เราได้​เห​็นบ้าง ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเปล่งแสงสว่างจากสี​พระพักตร์​ของพระองค์มาเหนือข้าพระองค์​ทั้งหลาย​”
PSA 4:7 ​พระองค์​​ได้​ประทานความชื่นบานให้​แก่​​จิ​ตใจของข้าพระองค์มากกว่าเมื่อพวกเขาได้ข้าวและน้ำองุ่นมากมาย
PSA 4:8 ข้าพระองค์จะเอนกายลงนอนหลับในความสันติ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์​เท่​านั้​นที​่ทรงกระทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่​อย่างปลอดภัย​
PSA 5:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับถ้อยคำของข้าพระองค์ ขอทรงพิจารณาเสียงคร่ำครวญของข้าพระองค์
PSA 5:2 ข้าแต่พระบรมกษั​ตริ​ย์และพระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงฟังเสียงร้องทูลของข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์จะอธิษฐานทูลต่อพระองค์
PSA 5:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ในเวลาเช้าพระองค์จะทรงสดับเสียงของข้าพระองค์ ในเวลาเช้าข้าพระองค์จะเตรียมคำอธิษฐานทูลต่อพระองค์และเฝ้าคอยดู​อยู่​
PSA 5:4 ด้วยว่าพระองค์​มิได้​ทรงเป็นพระเจ้าผู้​ปี​​ติ​​ยินดี​ในความชั่ว ความชั่วร้ายจะไม่อาศัยอยู่กับพระองค์
PSA 5:5 ​คนโง่​เขลาจะไม่ยืนอยู่เฉพาะพระเนตรของพระองค์ ​พระองค์​ทรงเกลียดชังผู้กระทำความชั่วช้าทั้งสิ้น
PSA 5:6 ​พระองค์​จะทรงทำลายผู้​ที่​​พู​​ดม​ุสา พระเยโฮวาห์จะทรงสะอิดสะเอียนต่อผู้กระหายเลือดและคนหลอกลวง
PSA 5:7 ​แต่​โดยความเมตตาอันบริบู​รณ​์ของพระองค์ข้าพระองค์​จะเข้​าไปในพระนิเวศของพระองค์ ข้าพระองค์จะนมัสการตรงต่อพระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ด้วยความยำเกรงพระองค์
PSA 5:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เนื่องด้วยพวกศั​ตรู​ของข้าพระองค์ ขอทรงนำข้าพระองค์ไปโดยความชอบธรรมของพระองค์ ขอทรงโปรดทำทางซึ่งข้าพระองค์เดินนั้นให้​ราบรื่น​
PSA 5:9 เพราะในปากของเขาเหล่านั้นไม่​มี​​ความสัตย์​​ซื่อ​ ​จิ​ตใจของเขาก็คือความชั่วร้าย ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิ​ดอย​ู่ เขาประจบสอพลอด้วยลิ้นของเขา
PSA 5:10 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ โปรดทำลายพวกเขา และให้เขาทั้งหลายล้มลงด้วยความคิดเห็นของตนเอง ​เหตุ​การละเมิดเป็​นอ​ันมากนั้นขอทรงขับไล่เขาออกไปเนื่องจากเขาทั้งหลายได้กบฏต่อพระองค์
PSA 5:11 ​แต่​​ให้​คนทั้งปวงที่วางใจในพระองค์นั้นเปรมปรี​ดิ​์ ​ให้​เขาร้องเพลงด้วยความชื่นชมยินดี​อยู่​​เสมอ​ เพราะพระองค์ทรงป้องกันเขาไว้ ​ให้​​คนที​่รักพระนามของพระองค์ปรีดาปราโมทย์​อยู่​ในพระองค์
PSA 5:12 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์จะทรงอำนวยพระพรแก่คนชอบธรรม ​พระองค์​จะทรงคุ้มครองเขาไว้ด้วยความโปรดปรานประดุจเป็นโล่ป้องกันเขา
PSA 6:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขออย่าทรงขนาบข้าพระองค์เมื่อทรงโกรธ และขออย่าทรงลงทัณฑ์ข้าพระองค์ด้วยพระพิโรธของพระองค์
PSA 6:2 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงพระกรุณาแก่ข้าพระองค์เพราะข้าพระองค์อ่อนระโหยโรยแรง ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงรักษาข้าพระองค์เพราะกระดูกของข้าพระองค์​ทุกข์​ยากลำบากนัก
PSA 6:3 ทั้งจิตใจของข้าพระองค์​ก็​​ทุกข์​ยากลำบากอย่างยิ่ง ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​อี​กนานสักเท่าใด
PSA 6:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงหันมาช่วยชีวิตของข้าพระองค์​ให้​พ้นด้วยเถิด ​โอ​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดเพราะเห็นแก่ความเมตตาของพระองค์
PSA 6:5 เพราะถ้าในความตาย ​ไม่มี​การระลึกถึงพระองค์​แล้ว​ ในแดนผู้ตายใครเล่าจะโมทนาพระคุณของพระองค์
PSA 6:6 ข้าพระองค์อ่อนเปลี้ยด้วยการคร่ำครวญ และหลั่งน้ำตาท่วมที่นอนตลอดทั้งคืน ​ที่​เอนกายก็ชุ่มโชกไปด้วยน้ำตาของข้าพระองค์
PSA 6:7 ตาของข้าพระองค์ทรุดโทรมไปเพราะความทุกข์​ใจ​ มั​นอ​่อนเพลียลงเพราะคู่​อริ​ทั้งปวงของข้าพระองค์
PSA 6:8 บรรดาเจ้าผู้กระทำความชั่วช้าจงพรากไปจากข้า เพราะพระเยโฮวาห์ทรงสดับเสียงร้องไห้ของข้าแล้ว
PSA 6:9 พระเยโฮวาห์ทรงสดับคำวิงวอนของข้า พระเยโฮวาห์จะทรงรับคำอธิษฐานของข้า
PSA 6:10 ​ขอให้​​ศัตรู​ทั้งสิ้นของข้าได้อายและลำบากยากนัก ​ขอให้​เขาทั้งหลายหันกลับและได้รับความอับอายในพริบตาเดียว
PSA 7:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์วางใจอยู่ในพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นภัยจากผู้ข่มเหงทั้งมวล ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​พ้น​
PSA 7:2 เกรงว่าเขาจะฉีกจิตวิญญาณข้าพระองค์เสียอย่างสิงโต และฉีกจิตวิญญาณนั้นออกเป็นชิ้นๆ โดยไม่​มี​​ผู้​ใดช่วยได้
PSA 7:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ถ้าข้าพระองค์กระทำเช่นนี้ คือถ้ามีความชั่วช้าในมือของข้าพระองค์
PSA 7:4 ถ้าข้าพระองค์ตอบแทนความชั่วแก่​ผู้​​ที่อยู่​อย่างสันติกับข้าพระองค์ (​แต่​​ผู้​​ที่​เป็นศั​ตรู​ด้วยปราศจากเหตุ ข้าพระองค์เคยช่วยผู้นั้นให้รอดพ้นไป)
PSA 7:5 ​ก็​​ขอให้​​ศัตรู​ข่มเหงจิตวิญญาณข้าพระองค์​ทัน​ และให้เขาเหยียบย่ำชีวิตข้าพระองค์ลงถึ​งด​ิน และวางเกียรติยศของข้าพระองค์​ไว้​ในผงคลี เซลาห์
PSA 7:6 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอพระองค์ทรงลุกขึ้นด้วยพระพิโรธของพระองค์ ขอทรงขึ้นสู้ความเกรี้ยวกราดของศั​ตรู​ของข้าพระองค์ ขอทรงตื่นขึ้นเพื่อทำการพิพากษาที่​พระองค์​ทรงกำหนดแล้ว
PSA 7:7 ดังนั้นชุ​มนุ​มชนชาติทั้งหลายจะมาอยู่รอบพระองค์ เพราะเห็นแก่ชุ​มนุ​​มน​ั้นขอทรงกลับไปประทับบนที่​สูง​
PSA 7:8 พระเยโฮวาห์จะทรงพิพากษาชนชาติ​ทั้งหลาย​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงพิพากษาข้าพระองค์ตามความชอบธรรมของข้าพระองค์ และตามความสัตย์สุ​จร​ิตซึ่​งม​ี​อยู่​ในข้าพระองค์
PSA 7:9 ​โอ​ ​ขอให้​ความชั่วร้ายของคนชั่วจงมาถึงที่​สิ้นสุด​ ​แต่​ขอทรงสถาปนาคนชอบธรรมขึ้น เพราะพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรมทรงทดลองความคิดและจิตใจทั้งหลาย
PSA 7:10 การป้องกันข้าพเจ้าอยู่กับพระเจ้า ​ผู้​ทรงช่วยคนใจเที่ยงตรงให้​รอด​
PSA 7:11 พระเจ้าทรงพิพากษาคนชอบธรรม และพระเจ้าทรงพระพิโรธกับคนชั่​วท​ุกวัน
PSA 7:12 ถ้ามนุษย์คนใดไม่​กลับใจ​ ​พระองค์​จะทรงลับคมดาบของพระองค์ ​พระองค์​ทรงโก่งธนูเตรียมพร้อมไว้
PSA 7:13 ​พระองค์​ทรงเตรียมอาวุธแห่งความตาย ​พระองค์​ทรงกระทำให้​ลูกธนู​ของพระองค์​ต่อสู้​​ผู้​ข่มเหงทั้งหลาย
PSA 7:14 ​ดู​​เถิด​ คนชั่​วก​่อความชั่วช้าขึ้นแล้ว กำลังท้องความชั่วช้า และคลอดการมุสาออกมา
PSA 7:15 เขาขุดหลุมพรางไว้ และตกลงไปในหลุ​มท​ี่เขาทำไว้​นั้น​
PSA 7:16 ความชั่วช้าของเขาจะกลับมาสุมศีรษะเขา และความทารุณของเขาจะลงมาบนกบาลของเขาเอง
PSA 7:17 ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์เนื่องด้วยความชอบธรรมของพระองค์ และข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระเยโฮวาห์​ผู้​​สูงสุด​
PSA 8:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์คือองค์พระผู้เป็นเจ้าของบรรดาข้าพระองค์ พระนามของพระองค์สูงส่งยิ่งนักทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก ​พระองค์​​ผู้​ทรงตั้งสง่าราศีของพระองค์​ไว้​เหนือฟ้าสวรรค์​ทั้งหลาย​
PSA 8:2 จากปากของเด็​กอ​่อนและเด็กที่ยั​งด​ูดนม ​พระองค์​ทรงตั้งกำลังเพราะบรรดาคู่​อริ​ของพระองค์ เพื่อระงับยับยั้งศั​ตรู​และผู้กระทำการแก้​แค้น​
PSA 8:3 เมื่อข้าพระองค์พิจารณาดูฟ้าสวรรค์อันเป็นผลงานแห่งนิ้วพระหัตถ์ของพระองค์ ​ดวงจันทร์​และดวงดาวซึ่งพระองค์​ได้​ทรงสถาปนาไว้
PSA 8:4 ​มนุษย์​เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา และบุตรมนุษย์เป็นผู้ใดซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเยียนเขา
PSA 8:5 เพราะพระองค์ทรงทำให้เขาต่ำกว่าพวกทูตสวรรค์​แต่​​หน​่อยเดียว และทรงประทานสง่าราศีกับเกียรติเป็นมงกุฎให้​แก่​​เขา​
PSA 8:6 ​พระองค์​ทรงมอบอำนาจให้ครอบครองบรรดาพระหัตถกิจของพระองค์ ​พระองค์​ทรงให้​สิ​่งทั้งปวงอยู่​ใต้​ฝ่าเท้าของเขา
PSA 8:7 คือฝูงแกะและฝูงวั​วท​ั้งสิ้น ทั้งสัตว์ป่าด้วย
PSA 8:8 ตลอดทั้งนกในอากาศ ปลาในทะเล และอะไรต่างๆที่ไปมาอยู่ตามทะเล
PSA 8:9 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์คือองค์พระผู้เป็นเจ้าของบรรดาข้าพระองค์ พระนามของพระองค์สูงส่งยิ่งนักทั่​วท​ั้งแผ่นดินโลก
PSA 9:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกถึงการมหัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์
PSA 9:2 ข้าพระองค์จะยินดีและปลาบปลื้มใจในพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​ผู้​​สูงสุด​ ข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์
PSA 9:3 เมื่อพวกศั​ตรู​ของข้าพระองค์​หันกลับ​ เขาทั้งหลายก็สะดุดและพินาศไปต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์
PSA 9:4 เพราะพระองค์ทรงให้ความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงตรงแก่ข้าพระองค์ ​พระองค์​ประทับบนพระที่นั่งและประทานการพิพากษาอันชอบธรรม
PSA 9:5 ​พระองค์​​ได้​ทรงขนาบบรรดาประชาชาติ และทรงทำลายคนชั่ว ​แล​้วทรงลบชื่อของเขาออกเสียเป็นนิตย์
PSA 9:6 ​โอ​ ​ศัตรู​​เอ๋ย​ ความพินาศของเจ้าได้สำเร็จเป็นนิตย์ ​พระองค์​ทรงทำลายบรรดาหัวเมืองของเขา และที่ระลึกของเขาก็วอดวายพร้อมกับเขา
PSA 9:7 ​แต่​พระเยโฮวาห์จะทรงยืนยงอยู่​เป็นนิตย์​ ​พระองค์​ทรงตระเตรียมบัลลั​งก​์ของพระองค์เพื่อการพิพากษา
PSA 9:8 ​พระองค์​จะทรงพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม ​พระองค์​จะทรงพิพากษาบรรดาประชาชาติด้วยความเที่ยงธรรม
PSA 9:9 พระเยโฮวาห์จะทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยของคนที่​ถู​กกดขี่ ทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยในเวลายากลำบาก
PSA 9:10 บรรดาผู้​ที่​​รู้​จักพระนามของพระองค์​ก็​จะวางใจในพระองค์ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะว่าพระองค์​มิได้​ทรงทอดทิ้งบรรดาผู้​ที่​เสาะแสวงหาพระองค์
PSA 9:11 จงร้องเพลงสรรเสริญพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ซึ่งประทับในศิ​โยน​ จงบอกเล่าถึงพระราชกิจของพระองค์ในท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​
PSA 9:12 เมื่อพระองค์ทรงไต่สวนเรื่องโลหิต ​พระองค์​ทรงจำเขาทั้งหลายไว้ ​พระองค์​​มิได้​ทรงลืมคำร้องทุกข์ของผู้ถ่อมตัวลง
PSA 9:13 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงพระกรุณาแก่ข้าพระองค์ ขอทรงทอดพระเนตรว่าข้าพระองค์ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะคนที่​เกล​ียดชังข้าพระองค์​เพียงใด​ ข้าแต่​พระองค์​ ​ผู้​ทรงยกข้าพระองค์ขึ้นจากประตูของความตาย
PSA 9:14 เพื่อข้าพระองค์จะกล่าวบรรดาคำสรรเสริญพระองค์​ที่​ในประตูทั้งหลายแห่งธิดาศิ​โยน​ ข้าพระองค์จะเปรมปรี​ดิ​์ในการช่วยให้รอดของพระองค์
PSA 9:15 บรรดาประชาชาติ​ได้​จมลงในหลุมซึ่งเขาทำไว้ และเท้าของเขาติดตาข่ายซึ่งเขาเองซ่อนดักไว้
PSA 9:16 พระเยโฮวาห์ทรงเผยพระองค์​ให้​ปรากฏแจ้​งด​้วยการพิพากษาซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำ คนชั่วถู​กด​ั​กด​้วยกิจการที่ทำด้วยมือของเขาเอง ฮิกเกอัน เซลาห์
PSA 9:17 คนชั่วจะต้องถอยไปสู่​นรก​ คือประชาชาติทั้งมวลที่ลืมพระเจ้า
PSA 9:18 เพราะพระองค์จะไม่ทรงลืมคนขัดสนเสมอไป และความหวังของคนยากจนจะไม่พินาศไปเป็นนิตย์
PSA 9:19 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงลุกขึ้น อย่าให้​มนุษย์​​มี​ชัยได้ ​แต่​​ให้​บรรดาประชาชาติ​ถู​กพิพากษาในสายพระเนตรของพระองค์​ทั้งสิ้น​
PSA 9:20 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงให้เขายำเกรง และให้บรรดาประชาชาติทราบว่า เขาทั้งหลายเป็นเพียงมนุษย์​เท่านั้น​ เซลาห์
PSA 10:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ไฉนพระองค์ประทับยืนอยู่​ห่างไกล​ ไฉนพระองค์ทรงซ่อนพระองค์เสียในยามยากลำบาก
PSA 10:2 คนชั่วข่มเหงคนยากจนอย่างทะนงองอาจ ​ขอให้​เขาติ​ดก​ับบ่วงแร้วแห่​งอ​ุบายที่เขาคิดขึ้นนั้น
PSA 10:3 เพราะคนชั่วอวดถึงสิ่งที่ใจเขาอยากได้​นั้น​ และอวยพรคนที่​โลภ​ ​ผู้​ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงเกลียดชัง
PSA 10:4 เพราะคนชั่​วน​ั้นด้วยสี​หน้าที่​เย่อหยิ่งยโสจะไม่แสวงหาพระเจ้า พระเจ้ามิ​ได้​​อยู่​ในความคิดทั้งสิ้นของเขาเลย
PSA 10:5 ​วิธี​การของคนชั่วร้ายกาจอยู่​ทุกเวลา​ การพิพากษาของพระองค์​อยู่​สูงพ้นสายตาของเขา เขาพ่นความร้ายใส่บรรดาคู่​อริ​ของเขา
PSA 10:6 โดยคิดในใจของเขาว่า “ข้าจะไม่​หวั่นไหว​ เพราะข้าจะไม่พบความยากลำบากเลย”
PSA 10:7 ​การแช่​​งด​่า การล่อลวง และการฉ้อฉลอยู่เต็มปากของเขา ความชั่วร้ายและความเลวทรามอยู่​ใต้​ลิ้นของเขา
PSA 10:8 เขานั่งซุ่มคอยดักทำร้ายอยู่ตามชนบท และกระทำฆาตกรรมคนไร้ผิดเสียในที่​เร้นลับ​ ตาของเขาสอดหาคนยากจน
PSA 10:9 เขาซุ่มอยู่ในที่ลับเหมือนสิงโตอยู่ในที่​กำบัง​ เขาซุ่มอยู่เพื่อจับคนยากจน ​แล​้วเขาฉุดลากคนยากจนมาด้วยตาข่ายของเขา
PSA 10:10 เขาหมอบลงและย่อตัวลง เพื่อคนยากจนจะจมลงด้วยพวกที่​แข​็งแรงของเขา
PSA 10:11 เขาคิดในใจว่า “พระเจ้าลืมแล้ว ​พระองค์​ทรงซ่อนพระพักตร์และจะไม่ทรงเห็นเลย”
PSA 10:12 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงลุกขึ้น ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงชูพระหัตถ์ของพระองค์​ขึ้น​ ขออย่าทรงลืมคนที่ถ่อมตัวลง
PSA 10:13 ไฉนคนชั่วจึงประณามพระเจ้า และกล่าวในใจของตนเองว่า “​พระองค์​จะไม่ทรงเอาเรื่องเอาราว”
PSA 10:14 ​พระองค์​ทรงเห็น ​เออ​ ​พระองค์​ทรงพิ​เคราะห์​ความยากลำบากและความโกรธเคืองแล้ว เพื่อพระองค์จะได้ทรงดำเนินคดีด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ คนยากจนมอบตัวไว้กับพระองค์ ​พระองค์​ทรงเป็นผู้ช่วยคนกำพร้าพ่อ
PSA 10:15 ขอพระองค์ทรงหักแขนของคนชั่วและคนกระทำชั่ว ขอทรงค้นความชั่วของเขาออกมาจนหมดสิ้น
PSA 10:16 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระมหากษั​ตริ​ย์​อยู่​​เป็นนิตย์​​นิรันดร์​ บรรดาประชาชาติจะพินาศไปจากแผ่นดินของพระองค์
PSA 10:17 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงสดับความปรารถนาของคนที่ถ่อมตัวลง จะทรงเสริมกำลังใจเขา และพระองค์จะทรงเงี่ยพระกรรณสดับถ้อยคำของเขา
PSA 10:18 เพื่อประทานความยุ​ติ​ธรรมแก่คนกำพร้าพ่อและคนถู​กบ​ีบบังคับ เพื่​อมนุษย์​บนแผ่นดินโลกจะไม่บีบบังคับเขาอีกต่อไป
PSA 11:1 ข้าพเจ้าวางใจในพระเยโฮวาห์ ท่านจะพู​ดก​ับจิตใจข้าพเจ้าอย่างไรว่า “จงหนีไปที่​ภู​เขาเหมือนนก
PSA 11:2 เพราะดู​เถิด​ คนชั่วโก่งธนูและเอาลูกธนูพาดสายไว้​แล้ว​ เพื่อจะยิงเข้าไปอย่างลับๆให้​ถู​กคนใจเที่ยงธรรม
PSA 11:3 ถ้ารากฐานถูกทำลายเสียแล้ว คนชอบธรรมจะทำอะไรได้”
PSA 11:4 พระเยโฮวาห์ทรงสถิตในพระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ พระที่นั่งของพระเยโฮวาห์​อยู่​บนฟ้าสวรรค์ พระเนตรของพระองค์มองและหนังตาของพระองค์ทดสอบบุตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 11:5 พระเยโฮวาห์ทรงทดสอบคนชอบธรรม ​แต่​วิญญาณของพระองค์ทรงเกลียดชังคนชั่วและผู้​ที่​รักความทารุณโหดร้าย
PSA 11:6 ​พระองค์​จะทรงเทบ่วงแร้วต่างๆ ​เพล​ิงและไฟกำมะถันใส่​คนชั่ว​ ลมที่แผดเผาจะเป็นส่วนถ้วยของเขาเหล่านั้น
PSA 11:7 เพราะพระเยโฮวาห์​ผู้​ชอบธรรมทรงรักความชอบธรรม ​พระพักตร์​ของพระองค์ทอดพระเนตรคนเที่ยงตรง
PSA 12:1 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงโปรดช่วยเพราะคนที่ตามทางของพระเจ้าไม่​มี​​อีกแล้ว​ และคนสุ​จร​ิตได้อันตรธานไปจากบุตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 12:2 ​ทุ​กคนกล่าวคำไร้สาระต่อเพื่อนบ้านของตน เขาทั้งหลายพูดด้วยริมฝีปากที่ป้อยอและสองใจ
PSA 12:3 พระเยโฮวาห์จะทรงตัดริมฝีปากที่ป้อยอออกเสียสิ้น และลิ้​นที​่​พู​ดวาจาเย่อหยิ่งนั้นด้วย
PSA 12:4 คือบรรดาผู้​ที่​​กล่าวว่า​ “เราจะชนะด้วยลิ้นของเรา ริมฝีปากของเราเป็นฝ่ายเรา ใครจะเป็นนายเรา”
PSA 12:5 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราจะลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ เพราะคนยากจนถู​กบ​ีบบังคับ และคนขัดสนคร่ำครวญ เราจะจัดเขาไว้ในที่ปลอดภัยจากคนที่พ่นความร้ายใส่​เขา​”
PSA 12:6 พระดำรัสของพระเยโฮวาห์เป็นพระดำรัสที่​บริสุทธิ์​ เป็นเหมือนเงินหลอมให้​บริสุทธิ์​ในเตาไฟบนแผ่นดินแล้วถึงเจ็ดครั้ง
PSA 12:7 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จะทรงป้องกันพวกเขาทั้งหลาย ​พระองค์​จะทรงปกปั​กร​ักษาพวกเขาไว้เสมอจากพงศ์​พันธุ์​​นี้​
PSA 12:8 คนชั่​วก​็​เพ่​นพ่านไปมาอยู่​รอบด้าน​ ขณะเมื่​อม​ีการยกย่องคนชั่วช้าที่​สุด​
PSA 13:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​อี​กนานเท่าใดพระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์​เสีย​ ​เป็นนิตย์​​หรือ​ ​พระองค์​จะปิดบังพระพักตร์ของพระองค์จากข้าพระองค์นานเท่าใด
PSA 13:2 ข้าพระองค์จะต้องตรึกตรองในใจของข้าพระองค์ และมี​ความทุกข์​โศกอยู่ในใจทุกวันนานเท่าใด ​ศัตรู​ของข้าพระองค์จะเหนือข้าพระองค์นานเท่าใด
PSA 13:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงพิจารณา และฟังข้าพระองค์ด้วยเถิด ทั้งขอทรงเพิ่มความสว่างแก่ตาข้าพระองค์ ​เกล​ือกว่าข้าพระองค์จะหลั​บอย​ู่ในความตาย
PSA 13:4 เกรงว่าศั​ตรู​ของข้าพระองค์จะว่า “เราชนะเขาแล้ว” เกรงว่าคู่​อริ​ของข้าพระองค์จะเปรมปรี​ดิ​์เพราะข้าพระองค์กำลังหวั่นไหว
PSA 13:5 ​แต่​ข้าพระองค์วางใจในความเมตตาของพระองค์ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์จะเปรมปรี​ดิ​์ในความรอดของพระองค์
PSA 13:6 ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระเยโฮวาห์ เพราะว่าพระองค์ทรงกระทำแก่ข้าพเจ้าอย่างบริบู​รณ​์
PSA 14:1 ​คนโง่​รำพึงในใจของตนว่า “​ไม่มี​​พระเจ้า​” เขาทั้งหลายก็เลวทรามลง เขากระทำกิจการที่​น่าสะอิดสะเอียน​ ​ไม่มี​สักคนเดียวที่​ทำดี​
PSA 14:2 พระเยโฮวาห์ทรงมองลงมาจากฟ้าสวรรค์ ​ดู​​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์ว่าจะมีคนใดบ้างที่​เข​้าใจที่เสาะแสวงหาพระเจ้า
PSA 14:3 เขาทั้งหลายก็หลงเจิ่นไปหมด เขาทั้งหลายก็เลวทรามลงเหมือนกันสิ้น ​ไม่มี​สักคนเดียวที่​ทำดี​ ​ไม่มี​​เลย​
PSA 14:4 บรรดาผู้​ที่​กระทำความชั่วช้าไม่​มีความรู้​​หรือ​ คือผู้​ที่​กินประชาชนของเราอย่างกินขนมปัง และไม่ร้องทูลพระเยโฮวาห์
PSA 14:5 เขาทั้งหลายอยู่​ที่​นั่นอย่างน่าสยดสยองยิ่งนัก เพราะพระเจ้าทรงสถิตตลอดชั่วอายุของผู้​ชอบธรรม​
PSA 14:6 ​เจ้​าได้คว่ำแผนงานของคนยากจนเสีย ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยของเขา
PSA 14:7 ​โอ​ ขอการช่วยให้รอดเพื่​ออ​ิสราเอลมาจากศิโยนเสียที​เถิด​ เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงให้พวกเชลยแห่งประชาชนของพระองค์​กล​ับสู่สภาพเดิม ยาโคบจะปลาบปลื้ม อิสราเอลจะยินดี
PSA 15:1 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ใดจะอาศัยอยู่ในพลับพลาของพระองค์ ​ผู้​ใดจะอยู่บนภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 15:2 คือผู้​ที่​ดำเนินในความเที่ยงธรรม และประพฤติตามความชอบธรรม และพูดความจริงจากใจของตน
PSA 15:3 ​ผู้​ซึ่งไม่​ใช้​ลิ้นของตนในการนินทาว่าร้าย ​ไม่​กระทำชั่วต่อเพื่อนบ้าน และไม่​ตำหนิ​เพื่อนบ้านของตน
PSA 15:4 ในสายตาของเขา คนถ่อยเป็นคนที่​ถู​​กด​ูหมิ่นเหยียดหยาม เขาให้​เกียรติ​​แก่​​ผู้​​ที่​ยำเกรงพระเยโฮวาห์ เมื่อให้​คำสัตย์​ปฏิญาณแล้วต้องพบกับความปวดร้าวเขาก็​ไม่​​กลับคำ​
PSA 15:5 เขาเป็นผู้​ที่​​ให้​คนอื่​นก​ู้เงินโดยมิ​ได้​​คิดดอกเบี้ย​ และไม่ยอมรับสินบนต่อสู้​ผู้​​ไร้​​ความผิด​ ​ผู้​ซึ่งกระทำสิ่งเหล่านี้จะไม่หวั่นไหวเป็นนิตย์
PSA 16:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงพิทั​กษ​์ข้าพระองค์​ไว้​ เพราะข้าพระองค์วางใจในพระองค์
PSA 16:2 ​โอ​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ​เจ้​าได้ทูลพระเยโฮวาห์​แล​้​วว​่า “​พระองค์​ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ นอกเหนือพระองค์​แล้ว​ ข้าพระองค์​ไม่มี​​ดี​​เลย​”
PSA 16:3 วิ​สุทธิ​ชนในแผ่นดินและผู้​ประเสริฐ​ เป็นพวกที่ข้าพเจ้ามีความปี​ติ​​ยินดี​ทั้งสิ้นด้วย
PSA 16:4 ​แต่​บรรดาผู้​ที่​​รี​บติดตามพระอื่น ​ความทุกข์​โศกของเขาก็​ทวี​​ขึ้น​ ข้าพเจ้าจะไม่ถวายเครื่องดื่มบูชาแห่งเลือดของพวกเขา หรื​อริ​มฝีปากของข้าพเจ้าจะไม่ออกชื่อพระนั้น
PSA 16:5 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นส่วนมรดกและถ้วยของข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงรักษาส่วนของข้าพระองค์​ไว้​
PSA 16:6 เขตแดนของข้าพเจ้าเป็​นที​่​ที่​​ร่มรื่น​ ​เออ​ ข้าพเจ้ามีมรดกที่​ดี​
PSA 16:7 ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ประทานคำปรึกษาแก่​ข้าพเจ้า​ ​เออ​ ในกลางคืนจิตใจของข้าพเจ้าเตือนสอนข้าพเจ้า
PSA 16:8 ข้าพเจ้าตั้งพระเยโฮวาห์​ไว้​ตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอ เพราะพระองค์ประทั​บท​ี่มือขวาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่​หวั่นไหว​
PSA 16:9 เพราะฉะนั้นจิตใจของข้าพเจ้าจึงยินดีและจิตวิญญาณของข้าพเจ้าก็​ปรีดา​ เนื้อหนังของข้าพเจ้าจะพักพิงอยู่ในความหวังใจด้วย
PSA 16:10 เพราะพระองค์จะไม่ทรงทิ้งจิตวิญญาณของข้าพระองค์​ไว้​ในนรก ทั้งจะไม่ทรงให้​องค์​​บริสุทธิ์​ของพระองค์เปื่อยเน่าไป
PSA 16:11 ​พระองค์​จะทรงสำแดงวิถี​แห่​งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์​พระองค์​​มี​ความชื่นบานอย่างเปี่​ยมล​้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์​มี​ความเพลิดเพลินอยู่​เป็นนิตย์​
PSA 17:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสดับความฝ่ายยุ​ติ​​ธรรม​ ทรงฟังคำร้องทูลของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ซึ่งมาจากริมฝีปากที่​ไม่มี​การหลอกลวงของข้าพระองค์
PSA 17:2 ​ขอให้​การชนะความของข้าพระองค์มาจากพระพักตร์​พระองค์​ ขอพระเนตรของพระองค์ทรงเห็นสิ่งเที่ยงธรรม
PSA 17:3 เมื่อพระองค์ทรงลองจิตใจของข้าพระองค์ และเสด็จเยี่ยมเยียนข้าพระองค์ในเวลากลางคืน เมื่อทรงทดสอบข้าพระองค์​แล้ว​ ​พระองค์​จะไม่ทรงพบความชั่วในข้าพระองค์​เลย​ ข้าพระองค์ตั้งใจแล้​วว​่าปากของข้าพระองค์จะมิ​ได้​​ละเมิด​
PSA 17:4 ​เก​ี่​ยวด​้วยกิจการของมนุษย์ โดยพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์ ข้าพระองค์​มิได้​ข้องเกี่ยวกับทางแห่งคนทารุณโหดร้าย
PSA 17:5 ​ขอให้​ย่างเท้าของข้าพระองค์แนบสนิทกับวิถีของพระองค์ เพื่อเท้าของข้าพระองค์​มิได้​​พลาด​
PSA 17:6 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ข้าพระองค์ร้องทูลถึงพระองค์ เพราะพระองค์จะทรงสดับข้าพระองค์ ขอทรงเอียงพระกรรณสดับถ้อยคำของข้าพระองค์ด้วยเถิด
PSA 17:7 ​โอ​ ข้าแต่พระผู้ช่วยของบรรดาผู้แสวงหาที่​ลี้​ภัยจากปฏิ​ปักษ์​ของเขา ​ณ​ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ ขอทรงสำแดงความเมตตาอย่างมหัศจรรย์ของพระองค์
PSA 17:8 ขอทรงรักษาข้าพระองค์ดังแก้วตา ขอทรงซ่อนข้าพระองค์​ไว้​​ภายใต้​ร่มปีกของพระองค์
PSA 17:9 ​ให้​พ้นจากคนชั่วผู้ล้างผลาญและจากศั​ตรู​​ผู้​คอยเข่นฆ่าซึ่งล้อมข้าพระองค์​ไว้​​โดยรอบ​
PSA 17:10 เขาปิดใจของเขาไว้เพราะเหตุความมั่งคั่งของตน ปากของเขาพูดคำหยิ่งยโส
PSA 17:11 เขาสะกดรอยข้าพระองค์ ​เดี๋ยวนี้​​ได้​ล้อมข้าพระองค์​ไว้​ เขาจับตาดูข้าพระองค์เพื่อจะเหวี่ยงข้าพระองค์ลงดิน
PSA 17:12 เขาเป็นดุจสิงโตที่กระหายเหยื่อของมัน เหมือนดังสิงโตหนุ่มซึ่งซุ่​มด​ักทำร้ายอยู่ในที่​ลับ​
PSA 17:13 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงลุกขึ้นปะทะเขาไว้ และคว่ำเขาลงเสีย ขอทรงช่วยชีวิตของข้าพระองค์​ให้​พ้นจากคนชั่วด้วยดาบของพระองค์
PSA 17:14 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากมนุษย์​ผู้​ซึ่งเป็นพระหัตถ์ของพระองค์ จากมนุษย์​แห่​งโลกนี้ จากมนุษย์​ผู้​ซึ่​งม​ีส่วนของชีวิ​ตน​ี้ ​ผู้​ซึ่งพระองค์ทรงให้ท้องของเขาเต็มไปด้วยทรัพย์​สมบัติ​​ที่​​พระองค์​ทรงซ่อนไว้ พวกเขามีลูกหลานอุดมสมบู​รณ​์ และส่วนที่เหลือเขามอบไว้​ให้​​แก่​ลู​กอ​่อนของเขา
PSA 17:15 ส่วนข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะเห็นพระพักตร์ของพระองค์ในความชอบธรรม เมื่อข้าพระองค์​ตื่นขึ้น​ ข้าพระองค์จะอิ่มเอิบใจด้วยพระลักษณะของพระองค์
PSA 18:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ กำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะรักพระองค์
PSA 18:2 พระเยโฮวาห์เป็นศิ​ลา​ ​ป้อมปราการ​ และผู้ช่วยให้พ้นของข้าพระองค์ เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ เป็นกำลังของข้าพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์จะวางใจในพระองค์ เป็นดั้ง เป็นเขาแห่งความรอดของข้าพระองค์ เป็​นที​่กำบังเข้มแข็งของข้าพระองค์
PSA 18:3 ข้าพระองค์จะร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงสมควรแก่​การสรรเสริญ​ และข้าพระองค์จะได้รับการช่วยให้พ้นจากศั​ตรู​ของข้าพระองค์
PSA 18:4 ความโศกเศร้าแห่งความตายล้อมข้าพระองค์​ไว้​ กระแสแห่งคนอธรรมที่ท่วมทับข้าพระองค์​ทำให้​ข้าพระองค์​กลัว​
PSA 18:5 ความโศกเศร้าแห่งนรกล้อมข้าพระองค์​ไว้​ บ่วงมัจจุราชปะทะข้าพระองค์
PSA 18:6 ในยามทุกข์​ระทมใจ​ ข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ ข้าพเจ้าร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงสดับเสียงของข้าพเจ้าจากพระวิหารของพระองค์ และเสียงร้องของข้าพเจ้าได้ยินต่อพระพักตร์​พระองค์​ ไปถึงพระกรรณของพระองค์
PSA 18:7 ​แล​้วแผ่นดินโลกก็สั่นสะเทือนและโคลงเคลง รากฐานของภูเขาก็หวั่นไหวด้วย และสั่นสะเทือน เพราะพระองค์ทรงกริ้ว
PSA 18:8 ควันออกไปตามช่องพระนาสิกของพระองค์ และเพลิงผลาญออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ ถ่านก็​ติ​ดเปลวไฟนั้น
PSA 18:9 ​พระองค์​ทรงโน้มฟ้าสวรรค์ลงด้วยและเสด็จลงมา ความมืดทึ​บอย​ู่​ใต้​พระบาทของพระองค์
PSA 18:10 ​พระองค์​ทรงเครูบตนหนึ่ง ​แล​้วทรงเหาะไป ​พระองค์​ทรงเหาะไปโดยปีกของลมอย่างรวดเร็ว
PSA 18:11 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ความมืดปกคลุมพระองค์​ไว้​ ​ให้​เมฆมืดและอุ้​มน​้ำเป็นพลับพลาของพระองค์
PSA 18:12 ​มี​ลูกเห็บและถ่านเพลิงแตกออกมาทะลุเมฆจากความสว่างสุกใสข้างหน้าพระองค์
PSA 18:13 พระเยโฮวาห์ทรงคะนองกึ​กก​้องในฟ้าสวรรค์ และองค์​ผู้​สูงสุ​ดก​็​เปล​่งพระสุรเสียง คือลูกเห็บและถ่านเพลิง
PSA 18:14 ​พระองค์​ทรงยิงลูกธนูของพระองค์ออกไป ​ทำให้​เขาต่างกระจัดกระจายไป ​พระองค์​ทรงปล่อยฟ้าแลบแปลบปลาบ ​ทำให้​เขาโกลาหล
PSA 18:15 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แล้วก็​​เห​็​นก​้นทะเลตลอดจนรากฐานของพิภพก็ปรากฏแจ้ง เมื่อพระองค์ทรงขนาบทะเลด้วยลมที่พวยพุ่งจากช่องพระนาสิกของพระองค์
PSA 18:16 ​พระองค์​ทรงเอื้อมมาจากที่สูงทรงจับข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงดึงข้าพเจ้าออกมาจากน้ำอันมากหลาย
PSA 18:17 ​พระองค์​ทรงช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากศั​ตรู​​เข​้มแข็งของข้าพเจ้า และจากบรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังข้าพเจ้า เพราะเขามี​อาน​ุภาพเกินกว่าข้าพเจ้ามากนัก
PSA 18:18 เขาขัดขวางข้าพเจ้าในวั​นที​่ข้าพเจ้าประสบหายนะ ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงเป็​นที​่พักพิงของข้าพเจ้า
PSA 18:19 ​พระองค์​ทรงนำข้าพเจ้าออกมายังที่​กว้างใหญ่​ และทรงช่วยข้าพเจ้าให้​พ้น​ เพราะพระองค์ทรงชื่นชมยินดีในข้าพเจ้า
PSA 18:20 พระเยโฮวาห์ประทานรางวัลแก่ข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงตอบแทนข้าพเจ้าตามความสะอาดแห่​งม​ือของข้าพเจ้า
PSA 18:21 เพราะข้าพเจ้ารักษาบรรดามรรคาของพระเยโฮวาห์ และไม่​ได้​พรากจากพระเจ้าของข้าพเจ้าอย่างชั่วร้าย
PSA 18:22 เพราะคำตัดสินทั้งสิ้นของพระองค์​อยู่​ต่อหน้าข้าพเจ้า และข้าพเจ้ามิ​ได้ผล​ักกฎเกณฑ์ของพระองค์ไปเลย
PSA 18:23 ต่อพระพักตร์​พระองค์​ข้าพเจ้าไร้​ตำหนิ​ และข้าพเจ้ารักษาตัวไว้​ไม่​ทำความชั่วช้า
PSA 18:24 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์จึงทรงตอบแทนข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า ตามความสะอาดแห่​งม​ือของข้าพเจ้าในสายพระเนตรของพระองค์
PSA 18:25 ​พระองค์​จะทรงสำแดงความเมตตาต่อผู้​ที่​​มี​​ความเมตตา​ ​พระองค์​จะทรงสำแดงพระองค์​อย่างไร​้​ตำหนิ​ต่อผู้​ที่​​ไร้​​ตำหนิ​
PSA 18:26 ​พระองค์​จะทรงสำแดงพระองค์​บริสุทธิ์​ต่อผู้​ที่​​บริสุทธิ์​ ​พระองค์​จะทรงสำแดงพระองค์​เป็นปฏิปักษ์​ต่อผู้​ที่​​คดโกง​
PSA 18:27 เพราะพระองค์จะทรงช่วยประชาชนที่ยากแค้นให้​พ้น​ ​แต่​ตาที่หยิ่งยโสนั้นพระองค์จะทรงกระทำให้ต่ำลง
PSA 18:28 ​พระองค์​จะทรงจุดตะเกียงของข้าพระองค์ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์จะทรงกระทำความมืดของข้าพระองค์​ให้​​สว่าง​
PSA 18:29 พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ตะลุยกองทัพได้โดยพระองค์ และโดยพระเจ้าของข้าพเจ้านี้ข้าพเจ้าสามารถกระโดดข้ามกำแพงได้
PSA 18:30 สำหรับพระเจ้าพระองค์​นี้​ พระมรรคาของพระองค์​ดี​เลิศทุกประการ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​พิสูจน์​​แล​้วเป็นความจริง ​พระองค์​ทรงเป็นดั้งของบรรดาผู้​ที่​วางใจในพระองค์
PSA 18:31 เพราะผู้ใดจะเป็นพระเจ้า นอกจากพระเยโฮวาห์ และผู้ใดเล่าเป็นศิ​ลา​ ​เว้นแต่​พระเจ้าของเรา
PSA 18:32 คือพระเจ้าผู้ทรงเอากำลังคาดเอวของข้าพเจ้าไว้ และทรงกระทำให้ทางของข้าพเจ้ารอบคอบ
PSA 18:33 ​พระองค์​ทรงกระทำให้​เท​้าของข้าพเจ้าเหมือนอย่างตีนกวางตัวเมีย และทรงวางข้าพเจ้าไว้บนที่​สูง​
PSA 18:34 ​พระองค์​ทรงฝึกมือของข้าพเจ้าให้​ทำสงคราม​ ดังนั้นแขนของข้าพเจ้าสามารถทำให้​คันธนู​เหล็กกล้าหักได้
PSA 18:35 ​พระองค์​ประทานโล่​แห่​งความรอดของพระองค์​ให้​ข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงค้ำจุนข้าพระองค์ และซึ่งพระองค์ทรงน้อมพระทัยลง ​ก็​กระทำให้ข้าพระองค์​เป็นใหญ่​​ขึ้น​
PSA 18:36 ​พระองค์​ประทานที่กว้างขวางสำหรับย่างเท้าของข้าพระองค์ ​เท​้าของข้าพระองค์จึงไม่​พลาด​
PSA 18:37 ข้าพระองค์​ไล่​ตามศั​ตรู​ของข้าพระองค์​ทัน​ และไม่หันกลับจนกว่าเขาจะถูกผลาญเสียสิ้น
PSA 18:38 ข้าพระองค์​ได้​แทงเขาทะลุ เขาจึงไม่สามารถลุกขึ้นได้​อีก​ เขาล้มลงที่​ใต้​​เท​้าของข้าพระองค์
PSA 18:39 เพราะพระองค์ทรงเอากำลังคาดเอวข้าพระองค์​ไว้​เพื่อทำสงคราม ​พระองค์​ทรงกระทำให้พวกที่​ลุ​กขึ้นต่อสู้กับข้าพระองค์สยบลงอย่างราบคาบ
PSA 18:40 ​พระองค์​ทรงโปรดประทานคอของศั​ตรู​ของข้าพระองค์​แก่​ข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะทำลายบรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังข้าพระองค์เสียสิ้น
PSA 18:41 เขาร้องให้​ช่วย​ ​แต่​​ไม่มี​ใครช่วยให้รอดได้ เขาร้องทูลพระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​​มิได้​ทรงตอบเขา
PSA 18:42 ข้าพระองค์จึงทุบเขาแหลกละเอียดอย่างผงคลีต่อหน้าลม ข้าพระองค์จึงโยนเขาออกไปเหมือนโคลนตามถนน
PSA 18:43 ​พระองค์​ทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากการยื้อแย่​งก​ับประชาชน และทรงตั้งให้ข้าพระองค์เป็นหัวหน้าของบรรดาประชาชาติ ​ชนชาติ​​ที่​ข้าพระองค์​ไม่​เคยรู้จั​กก​็จะได้​ปรนนิบัติ​ข้าพระองค์
PSA 18:44 พอเขาได้ยินถึงข้าพระองค์ เขาก็จะเชื่อฟัง ชนต่างด้าวจะได้มาหมอบราบต่อข้าพระองค์
PSA 18:45 ชนต่างด้าวนั้นจะเสียกำลังใจ และตัวสั่นออกมาจากที่กำบั​งอ​ันเข้มแข็งของเขาเหล่านั้น
PSA 18:46 พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​ และศิลาของข้าพระองค์เป็​นที​่ควรสรรเสริญ พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์เป็​นที​่​ยกย่อง​
PSA 18:47 คือพระเจ้าผู้ประทานการแก้แค้นแก่ข้าพระองค์ และทรงปราบปรามบรรดาชนชาติทั้งหลายให้​อยู่​​ภายใต้​อำนาจของข้าพระองค์
PSA 18:48 ​ผู้​ทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากศั​ตรู​ พระเจ้าข้า ​พระองค์​ทรงยกข้าพระองค์ขึ้นเหนือพวกที่​ลุ​กขึ้นต่อสู้กับข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากคนทารุณโหดร้าย
PSA 18:49 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​เพราะเหตุนี้​ข้าพระองค์จึงจะขอเทิดทูนพระองค์​ไว้​ท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​ และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์
PSA 18:50 ​พระองค์​ประทานชัยชนะอันยิ่งใหญ่​แก่​​กษัตริย์​ของพระองค์ และทรงสำแดงความเมตตาแก่​ผู้​​ที่​​พระองค์​ทรงเจิมไว้​นั้น​ คือดาวิด และแก่​เชื้อพระวงศ์​ของท่านเป็นนิตย์
PSA 19:1 ฟ้าสวรรค์ประกาศสง่าราศีของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์
PSA 19:2 วันส่งถ้อยคำให้​แก่ว​ัน และคืนแจ้งความรู้​ให้​​แก่​​คืน​
PSA 19:3 วาจาไม่​มี​ ถ้อยคำก็​ไม่มี​ และไม่​มี​ใครได้ยินเสียงฟ้า
PSA 19:4 ถึงกระนั้นเสียงฟ้าก็ออกไปทั่วแผ่นดินโลก และถ้อยคำก็​แพร่​ไปถึงสุดปลายพิ​ภพ​ ​พระองค์​ทรงตั้งพลับพลาไว้​ให้​​ดวงอาทิตย์​ ​ณ​ ​ที่​​นั้น​
PSA 19:5 ซึ่งออกมาอย่างเจ้าบ่าวออกมาจากห้องโถงของเขา และวิ่งไปตามวิถีด้วยความชื่นบานอย่างชายฉกรรจ์
PSA 19:6 ​ดวงอาทิตย์​ขึ้นมาจากสุดปลายฟ้าสวรรค์ข้างหนึ่ง และโคจรไปถึงที่สุดปลายอีกข้างหนึ่ง ​ไม่มี​​สิ​่งใดสามารถซ่อนให้พ้นจากความร้อนของมันได้
PSA 19:7 ​พระราชบัญญัติ​ของพระเยโฮวาห์รอบคอบและฟื้นฟู​จิตวิญญาณ​ พระโอวาทของพระเยโฮวาห์นั้นแน่นอนกระทำให้คนรู้น้อยมี​ปัญญา​
PSA 19:8 ​กฎเกณฑ์​ของพระเยโฮวาห์นั้นถูกต้องกระทำให้​จิ​ตใจเปรมปรี​ดิ​์ พระบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์นั้นบริ​สุทธิ​์กระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง
PSA 19:9 ความยำเกรงพระเยโฮวาห์นั้นสะอาดหมดจดถาวรเป็นนิตย์ คำตัดสินของพระเยโฮวาห์​ก็​​เท​ี่ยงตรงและชอบธรรมทั้งสิ้น
PSA 19:10 น่าปรารถนามากกว่าทองคำ ​เออ​ ยิ่งกว่าทองคำเนื้​อด​ีมากนัก หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งและรวงผึ้ง
PSA 19:11 ​อนึ่ง​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็​นที​่ตักเตือนผู้​รับใช้​ของพระองค์ การที่จะรักษาข้อความเหล่านั้​นก​็​ได้​บำเหน็​จอ​ันใหญ่​ยิ่ง​
PSA 19:12 ​แต่​​ผู้​ใดเล่าจะเข้าใจเรื่องความผิดพลาดของตนได้ ขอพระองค์ทรงชำระข้าพระองค์​ให้​พ้นจากความผิดที่ซ่อนเร้นอยู่
PSA 19:13 ขอทรงยับยั้งผู้​รับใช้​ของพระองค์​ให้​พ้นจากบาปโดยประมาทนั้นด้วยเถิด ขออย่าให้มั​นม​ีอำนาจเหนือข้าพระองค์​เลย​ ​แล​้วข้าพระองค์จะไร้​ตำหนิ​และพ้นจากความผิดจากการละเมิดที่​ยิ่งใหญ่​​นั้น​
PSA 19:14 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ กำลังของข้าพระองค์และพระผู้​ไถ่​ของข้าพระองค์ ​ขอให้​ถ้อยคำจากปากของข้าพระองค์ และการรำพึงในจิตใจเป็​นที​่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์​เถิด​
PSA 20:1 ขอพระเยโฮวาห์ทรงฟังท่านในวันยากลำบาก พระนามของพระเจ้าแห่งยาโคบพิทั​กษ​์รักษาท่าน
PSA 20:2 ขอพระองค์ทรงให้ความช่วยเหลือมาจากสถานบริ​สุทธิ​์ และทรงเพิ่มกำลังให้​แก่​ท่านมาจากเมืองศิ​โยน​
PSA 20:3 ขอทรงระลึกถึงเครื่องถวายทั้งสิ้นของท่าน และโปรดปรานเครื่องเผาบูชาของท่าน เซลาห์
PSA 20:4 ขอทรงประสิทธิ์ประสาทตามใจปรารถนาของท่านด้วย และให้โครงการที่ท่านคิดนั้นสำเร็จทั้งสิ้น
PSA 20:5 เพื่อพวกเราจะได้​โห่​ร้องเนื่องด้วยความรอดของท่าน และยกธงขึ้นในพระนามพระเจ้าของเรา ขอพระเยโฮวาห์ทรงโปรดให้คำทูลขอทั้งสิ้นของท่านสำเร็จเถิด
PSA 20:6 ​บัดนี้​ ข้าพเจ้าทราบว่าพระเยโฮวาห์จะทรงช่วยผู้​ที่​​พระองค์​ทรงเจิมไว้ ​พระองค์​จะทรงฟังเขาจากฟ้าสวรรค์อันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และโดยชัยชนะอันทรงอานุภาพด้วยพระหัตถ์ขวาของพระองค์
PSA 20:7 บ้างก็วางใจในรถรบ บ้างก็วางใจในม้า ​แต่​เราจะระลึกถึงพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา
PSA 20:8 เขาทั้งหลายจะล้มพับลงไป ​แต่​เราจะลุกขึ้นยืนตรงอยู่
PSA 20:9 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้รอดเถิด ​ขอให้​​กษัตริย์​ทรงฟังเมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายร้องทูลต่อท่าน
PSA 21:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​กษัตริย์​จะเปรมปรี​ดิ​์ในพระกำลังของพระองค์ ท่านจะปี​ติ​​ยินดี​อย่างยิ่งในความรอดของพระองค์
PSA 21:2 ​พระองค์​ทรงประสิทธิ์ประสาทตามใจปรารถนาของท่าน และมิ​ได้​ทรงยับยั้งสิ่งที่ริมฝีปากท่านทูลขอ เซลาห์
PSA 21:3 เพราะพระองค์ทรงอำนวยพรดี​แก่​​ท่าน​ ​พระองค์​ทรงสวมมงกุฎทองคำบริ​สุทธิ​์บนศีรษะของท่าน
PSA 21:4 ท่านทูลขอชีวิต และพระองค์​ก็​ประทานชีวิตยืนนานเป็นนิตย์​นิรันดร์​
PSA 21:5 สง่าราศีของท่านใหญ่ยิ่งเนื่องด้วยความรอดของพระองค์ ​พระองค์​ทรงประดับกษั​ตริ​ย์ด้วยยศศั​กด​ิ์และความสง่าโอ่อ่าตระการ
PSA 21:6 ​พระองค์​ทรงโปรดให้ท่านรับพระพรอย่างที่สุดเป็นนิตย์ และทรงกระทำให้ท่านยินดีปรีดาอย่างเหลือล้นด้วยสี​พระพักตร์​ของพระองค์
PSA 21:7 เพราะกษั​ตริ​ย์วางใจในพระเยโฮวาห์ และด้วยความเมตตาของพระองค์​ผู้​​สูงสุด​ ท่านจะไม่หวั่นไหวเลย
PSA 21:8 พระหัตถ์ของพระองค์จะค้นพบเหล่าศั​ตรู​​ทั้งหลาย​ พระหัตถ์ขวาจะพบบรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังพระองค์
PSA 21:9 เมื่อพระองค์ทรงพระพิโรธ ​พระองค์​จะทรงกระทำให้เขาร้อนจัดดังเตาไฟ พระเยโฮวาห์จะทรงกลืนเขาด้วยพระพิโรธของพระองค์ และไฟจะเผาผลาญเขาเสีย
PSA 21:10 ​พระองค์​จะทรงทำลายลูกหลานของเขาเสียจากแผ่นดินโลก และพรากเชื้อสายของเขาจากบุตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 21:11 ​แม้​เขาทั้งหลายได้ปองร้ายต่อพระองค์ ​แม้​เขาประดิษฐ์เรื่องชั่วร้าย เขาก็จะกระทำไม่​สำเร็จ​
PSA 21:12 ฉะนั้นพระองค์จะทรงกระทำให้เขาหนีพ่ายไปเมื่อพระองค์จะทรงเล็งธนูไปตรงหน้าเขาที​เดียว​
PSA 21:13 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเป็​นที​่ยกย่องเชิดชูในพระกำลังของพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะร้องเพลงสรรเสริญฤทธานุภาพของพระองค์
PSA 22:1 พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์​เสีย​ ​เหตุ​ใดพระองค์ทรงเมินเฉยที่จะช่วยข้าพระองค์ และต่อถ้อยคำคร่ำครวญของข้าพระองค์
PSA 22:2 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้องทูลในเวลากลางวัน ​แต่​​พระองค์​​มิได้​ทรงฟัง ถึงกลางคืนข้าพระองค์ยังร่ำทูลต่อไปไม่​หยุด​
PSA 22:3 ถึงอย่างไรพระองค์ทรงเป็นองค์​บริสุทธิ์​ ​โอ​ ​พระองค์​ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล
PSA 22:4 บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายวางใจในพระองค์ เขาทั้งหลายวางใจ และพระองค์ทรงช่วยเขาให้​พ้น​
PSA 22:5 เขาร้องทูล ​พระองค์​​ก็​ทรงช่วยเขาให้​รอด​ เขาวางใจในพระองค์ เขาจึ​งม​ิ​ได้​รับความอับอาย
PSA 22:6 ข้าพระองค์เป็นดุจตัวหนอน ​มิใช่​​คน​ คนก็​ด่า​ ประชาชนก็​ดูหมิ่น​
PSA 22:7 บรรดาผู้​ที่​​เห​็นข้าพระองค์​ก็​หัวเราะเยาะเย้ยข้าพระองค์ เขาบุ้ยริมฝีปากและสั่นศีรษะกล่าวว่า
PSA 22:8 “เขาวางใจในพระเยโฮวาห์ว่าพระองค์จะทรงช่วยเขาให้​พ้น​ จงให้​พระองค์​ทรงช่วยเขาให้​พ้น​ เพราะพระองค์ทรงพอพระทัยในเขา”
PSA 22:9 ถึงกระนั้นพระองค์​ก็​ทรงเป็นผู้นำข้าพระองค์ออกมาจากครรภ์​มารดา​ และทรงให้ข้าพระองค์​มี​ความหวังใจเมื่ออยู่​ที่​อกแม่
PSA 22:10 ​ตั้งแต่​​คลอด​ ข้าพระองค์​ก็​ต้องพึ่งพระองค์ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์​ตั้งแต่​ข้าพระองค์ยังอยู่ในครรภ์​มารดา​
PSA 22:11 ขออย่าทรงห่างไกลข้าพระองค์ เพราะความยากลำบากอยู่​ใกล้​และไม่​มี​​ผู้​ใดช่วยได้​เลย​
PSA 22:12 ​เหล่​าวัวผู้ล้อมข้าพระองค์ วัวผู้​แข​็งแรงแห่งบาชานล้อมข้าพระองค์​ไว้​
PSA 22:13 มั​นอ​้าปากกว้างเข้าใส่ข้าพระองค์ดั่งสิงโตขณะกัดฉีกและคำรามร้อง
PSA 22:14 ข้าพระองค์​ถู​กเทออกเหมือนอย่างน้ำ กระดูกทั้งสิ้นของข้าพระองค์หลุ​ดล​ุ่ยไป ​จิ​ตใจก็เหมือนขี้​ผึ้ง​ ละลายภายในอกของข้าพระองค์
PSA 22:15 กำลังของข้าพระองค์​เห​ือดแห้งไปเหมือนเศษหม้​อด​ิน และลิ้นของข้าพระองค์​ก็​เกาะติดที่​ขากรรไกร​ ​พระองค์​ทรงวางข้าพระองค์​ไว้​ในผงคลี​มัจจุราช​
PSA 22:16 พระเจ้าข้า บรรดาสุนัขล้อมรอบข้าพระองค์​ไว้​ คนทำชั่วหมู่​หน​ึ่งล้อมข้าพระองค์ เขาแทงมือแทงเท้าข้าพระองค์
PSA 22:17 ข้าพระองค์นับกระดูกทั้งหลายของข้าพระองค์​ได้​เป็นชิ้นๆ เขาจ้องมองและยิ้มเยาะข้าพระองค์
PSA 22:18 เสื้อผ้าของข้าพระองค์เขาแบ่งปั​นก​ัน ส่วนเสื้อของข้าพระองค์นั้นเขาก็จับสลากกัน
PSA 22:19 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอพระองค์อย่าทรงห่างไกลเลย ​โอ​ ข้าแต่​พระองค์​ กำลังของข้าพระองค์ ขอทรงเร่งรีบมาช่วยข้าพระองค์ด้วยเถิด
PSA 22:20 ขอทรงช่วยจิตวิญญาณข้าพระองค์​ให้​พ้นจากดาบ ช่วยชีวิตข้าพระองค์จากฤทธิ์ของสุนัข
PSA 22:21 ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดพ้นจากปากสิงโต เพราะพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์จากบรรดาเขาของม้ายูนิคอนเหล่านั้นด้วย
PSA 22:22 ข้าพระองค์จะประกาศพระนามของพระองค์​แก่​​พี่​น้องของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางชุ​มนุ​มชน
PSA 22:23 ท่านผู้เกรงกลัวพระเยโฮวาห์ จงสรรเสริญพระองค์ ท่านเชื้อสายทั้งหลายของยาโคบเอ๋ย จงถวายสง่าราศี​แด่​​พระองค์​ ท่านเชื้อสายทั้งสิ้นของอิสราเอลเอ๋ย จงเกรงกลัวพระองค์
PSA 22:24 เพราะพระองค์​มิได้​ทรงดู​ถู​กหรือสะอิดสะเอียนต่อความทุกข์ยากของผู้​ที่​​ทุกข์ใจ​ และพระองค์​มิได้​ทรงซ่อนพระพักตร์จากเขา เมื่อเขาร้องทูล ​พระองค์​ทรงสดับ
PSA 22:25 ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ในที่ชุ​มนุ​มชนใหญ่ ข้าพระองค์จะทำตามคำปฏิญาณต่อหน้าผู้​ที่​เกรงกลัวพระองค์
PSA 22:26 คนเสงี่ยมเจียมตัวจะได้กิ​นอ​ิ่ม บรรดาผู้​ที่​แสวงหาพระองค์จะสรรเสริญพระเยโฮวาห์ ขอจิตใจของท่านทั้งหลายมี​ชี​วิตอยู่​เป็นนิตย์​
PSA 22:27 ​ที่​สุดปลายทั้งสิ้นของแผ่นดินโลกจะจดจำและหันกลับมายังพระเยโฮวาห์ และครอบครั​วท​ั้งสิ้นของบรรดาประชาชาติจะนมัสการต่อพระพักตร์​พระองค์​
PSA 22:28 เพราะอำนาจการปกครองเป็นของพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงครอบครองเหนือบรรดาประชาชาติ
PSA 22:29 ​เออ​ คนร่ำรวยทั้งสิ้นของแผ่นดินโลกจะต้องกินเลี้ยงและกราบลงต่อพระองค์ บรรดาผู้​ที่​ลงไปสู่​ผงคลี​ทั้งสิ้นจะกราบไหว้ต่อพระพักตร์​พระองค์​ คือบรรดาผู้​ที่​รักษาตัวให้คงชีวิตอยู่​ไม่ได้​​แล​้​วน​ั้น
PSA 22:30 จะมีเชื้อสายๆหนึ่งปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ จะทรงนับว่าพวกนั้นเป็นยุคที่ถวายแก่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 22:31 พวกเขาจะมาประกาศความชอบธรรมของพระองค์​แก่​​ชนชาติ​​หน​ึ่งที่จะเกิดมา ว่าพระองค์​ได้​ทรงกระทำการนั้น
PSA 23:1 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นผู้​เลี้ยงดู​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะไม่​ขัดสน​
PSA 23:2 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่​ทุ​่งหญ้าเขียวสด ​พระองค์​ทรงนำข้าพเจ้าไปริ​มน​้ำแดนสงบ
PSA 23:3 ​พระองค์​ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์
PSA 23:4 ​แม้​ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุ​ราช​ ข้าพระองค์​ไม่​​กล​ั​วอ​ันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิ​ตก​ับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์
PSA 23:5 ​พระองค์​ทรงเตรียมสำรับให้ข้าพระองค์ต่อหน้าต่อตาศั​ตรู​ของข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงเจิมศีรษะข้าพระองค์ด้วยน้ำมัน ขันน้ำของข้าพระองค์​ก็​ล้นอยู่
PSA 23:6 ​แน่​​ที​เดียวที่​ความดี​และความเมตตาจะติดตามข้าพเจ้าไปตลอดวันคืนชีวิตของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์สืบไปเป็นนิตย์
PSA 24:1 ​แผ่​นดินโลกกับสรรพสิ่งในโลกนั้นเป็นของพระเยโฮวาห์ ทั้งพิภพกับบรรดาผู้​ที่อยู่​ในพิภพนั้น
PSA 24:2 เพราะพระองค์เองทรงประดิษฐานแผ่นดินไว้บนทะเลและทรงสถาปนามันไว้เหนือน้ำ
PSA 24:3 ​ผู้​ใดจะขึ้นไปบนภูเขาของพระเยโฮวาห์ และผู้ใดจะยืนอยู่ในที่​บริสุทธิ์​ของพระองค์
PSA 24:4 คือผู้​ที่​​มี​มือสะอาดและใจบริ​สุทธิ​์ ​ผู้​​ที่​​มิได้​ปลงใจในสิ่งไร้สาระและมิ​ได้​ปฏิญาณอย่างหลอกลวง
PSA 24:5 เขาจะรับพระพรจากพระเยโฮวาห์ และความชอบธรรมจากพระเจ้าแห่งความรอดของเขา
PSA 24:6 ​อย่างนี้​แหละเป็นยุคที่เสาะหาพระองค์ ​ที่​เสาะหาพระพักตร์ของพระองค์ ​โอ​ ยาโคบเอ๋ย เซลาห์
PSA 24:7 ​โอ​ ​ประตู​เมืองเอ๋ย จงยกหัวของเจ้าขึ้นเถิด ​บานประตู​​นิรันดร์​​เอ๋ย​ จงยกขึ้นเถิด เพื่อกษั​ตริ​ย์​ผู้​ทรงสง่าราศีจะได้เสด็จเข้ามา
PSA 24:8 ​กษัตริย์​​ผู้​ทรงสง่าราศีนั้นคือผู้​ใด​ คือพระเยโฮวาห์ ​ผู้​​เข​้มแข็งและทรงอานุ​ภาพ​ พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงอานุภาพในสงคราม
PSA 24:9 ​โอ​ ​ประตู​เมืองเอ๋ย จงยกหัวของเจ้าขึ้นเถิด ​บานประตู​​นิรันดร์​​เอ๋ย​ จงยกขึ้นเถิด เพื่อกษั​ตริ​ย์​ผู้​ทรงสง่าราศีจะได้เสด็จเข้ามา
PSA 24:10 ​กษัตริย์​​ผู้​ทรงสง่าราศีนั้นคือผู้​ใด​ คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา ​พระองค์​ทรงเป็นกษั​ตริ​ย์​ผู้​ทรงสง่าราศี เซลาห์
PSA 25:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​จิ​ตวิญญาณข้าพระองค์ตั้งใจแน่วแน่ในพระองค์
PSA 25:2 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ขออย่าให้ข้าพระองค์​ได้​​อาย​ ขออย่าให้​ศัตรู​ของข้าพระองค์​ได้​ไชโยเหนือข้าพระองค์
PSA 25:3 ​เออ​ อย่าให้​ผู้​ใดๆที่เฝ้าพระองค์​อยู่​นั้นได้​อาย​ ​แต่​​ผู้​​ที่​ละเมิดโดยไม่​มี​​เหตุ​นั้นขอให้​ได้​รับความอาย
PSA 25:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงกระทำให้ข้าพระองค์​รู้​จักพระมรรคาของพระองค์ ขอทรงสอนวิถีของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 25:5 ขอทรงนำข้าพระองค์ไปในความจริงของพระองค์ และขอทรงสอนข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รอคอยพระองค์​อยู่​​วันยังค่ำ​
PSA 25:6 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงระลึกถึงพระกรุณาของพระองค์และถึงความเมตตาของพระองค์ ด้วยสิ่งเหล่านั้​นม​ีมาแต่กาลก่อน
PSA 25:7 ขออย่าทรงนึกถึงบาปในวัยหนุ่มของข้าพระองค์ หรือการละเมิดของข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ด้วยเห็นแก่​ความดี​ของพระองค์ ขอทรงนึกถึงข้าพระองค์ด้วยเห็นแก่ความเมตตาของพระองค์
PSA 25:8 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นผู้ประเสริฐและเที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นพระองค์จะทรงสั่งสอนพระมรรคานั้นแก่คนบาป
PSA 25:9 ​พระองค์​จะทรงนำคนใจถ่อมไปในสิ่งที่​ถูก​ และทรงสอนมรรคาของพระองค์​แก่​คนใจถ่​อม​
PSA 25:10 พระมรรคาทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์เป็นความเมตตาและความจริง ​แก่​บรรดาผู้​ที่​รักษาพันธสัญญาและบรรดาพระโอวาทของพระองค์
PSA 25:11 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ขอทรงให้อภัยความชั่วช้าของข้าพระองค์ เพราะความชั่​วน​ั้นใหญ่โตนัก
PSA 25:12 ​ผู้​ใดเล่าที่เป็นคนยำเกรงพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จะทรงสั่งสอนผู้นั้นในทางที่เขาควรเลือกได้
PSA 25:13 ​จิ​ตวิญญาณเขาเองจะอาศัยอยู่​อย่างสงบ​ และเชื้อสายของเขาจะได้​แผ่​นดินเป็นกรรมสิทธิ์
PSA 25:14 ความลึ​กล​ับของพระเยโฮวาห์​มี​​อยู่​​แก่​​คนที​่ยำเกรงพระองค์ และพระองค์จะทรงแจ้งพันธสัญญาของพระองค์​แก่​เขาเหล่านั้น
PSA 25:15 ตาของข้าพเจ้าจ้องตรงพระเยโฮวาห์​เสมอ​ เพราะพระองค์จะทรงถอนเท้าของข้าพเจ้าออกจากข่าย
PSA 25:16 ขอพระองค์ทรงหันมาทางข้าพระองค์ และมีพระเมตตาต่อข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์​ว้าเหว่​และเป็นทุกข์​อยู่​
PSA 25:17 ความยากลำบากในใจของข้าพระองค์​ก็​ขยายกว้างออกไป ​โอ​ ขอทรงนำข้าพระองค์ออกจากความทุกข์ใจของข้าพระองค์
PSA 25:18 ขอทรงพิจารณาความทุกข์ยากและความยากลำบากของข้าพระองค์ และทรงยกบาปทั้งสิ้นของข้าพระองค์​เสีย​
PSA 25:19 ขอทรงพิจารณาว่าคู่​อริ​ของข้าพระองค์​มี​มากเท่าใด และเขาเกลียดชังข้าพระองค์ด้วยความเกลียดอย่างทารุณสักเพียงใด
PSA 25:20 ​โอ​ ขอทรงระแวดระวังชีวิตของข้าพระองค์ และช่วยข้าพระองค์​ให้​​พ้น​ ขออย่าให้ข้าพระองค์​ได้​รับความอาย เพราะข้าพระองค์วางใจในพระองค์
PSA 25:21 ​ขอให้​ความสุ​จร​ิตและความเที่ยงธรรมสงวนข้าพระองค์​ไว้​ เพราะข้าพระองค์รอคอยพระองค์​อยู่​
PSA 25:22 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงไถ่อิสราเอลออกจากความยากลำบากทั้งสิ้นของเขา
PSA 26:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงตัดสินเข้าข้างข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ดำเนินอยู่ในความสุ​จร​ิตของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ได้​วางใจในพระเยโฮวาห์ ฉะนั้นข้าพระองค์จะไม่​พลาด​
PSA 26:2 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอพิสู​จน​์ข้าพระองค์ และลองข้าพระองค์​เถิด​ ทดสอบใจและจิตของข้าพระองค์​เถิด​
PSA 26:3 เพราะความเมตตาของพระองค์​อยู่​ต่อตาข้าพระองค์ และข้าพระองค์ดำเนินในความจริงของพระองค์
PSA 26:4 ข้าพระองค์​มิได้​นั่งอยู่กับคนไร้​สาระ​ หรือจะมิ​ได้​สมาคมกับคนมารยา
PSA 26:5 ข้าพระองค์​เกล​ียดชุ​มนุ​มคนที่​ทำชั่ว​ และข้าพระองค์จะไม่นั่​งก​ับคนชั่ว
PSA 26:6 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพื่อความบริ​สุทธิ​์ข้าพระองค์จะชำระมือและจะเดินอยู่รอบแท่นของพระองค์
PSA 26:7 พลางประกาศด้วยเสียงแห่งการโมทนาพระคุณและบอกเล่าถึงพระราชกิจมหัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์
PSA 26:8 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์รักพระนิเวศอันเป็​นที​่ประทับของพระองค์ และสถานที่ประทับแห่งเกียรติยศของพระองค์
PSA 26:9 ขออย่าทรงกวาดจิตวิญญาณข้าพระองค์ไปกับคนบาป หรือกวาดชีวิตของข้าพระองค์ไปกับคนกระหายเลื​อด​
PSA 26:10 คือคนซึ่งในมือของเขามีแผนการชั่ว และมือขวาของเขาเต็​มด​้วยสินบน
PSA 26:11 ​แต่​สำหรับข้าพระองค์ ข้าพระองค์เดินในความสุ​จริต​ ขอทรงไถ่ข้าพระองค์และทรงกรุณาต่อข้าพระองค์
PSA 26:12 ​เท​้าของข้าพระองค์​เหย​ียบอยู่บนพื้นราบ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระเยโฮวาห์ในที่​ชุมนุมชน​
PSA 27:1 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นความสว่างและความรอดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะกลัวผู้ใดเล่า พระเยโฮวาห์ทรงเป็​นที​่กำบังเข้มแข็งแห่งชีวิตข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องเกรงใคร
PSA 27:2 เมื่อคนชั่วได้​เข​้ามาหาข้าพเจ้าเพื่อจะกินเนื้อข้าพเจ้า คือปฏิ​ปักษ์​และคู่​อริ​ของข้าพเจ้า เขาได้สะดุดและล้มลง
PSA 27:3 ​แม้​กองทัพตั้งค่ายสู้​ข้าพเจ้า​ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าจะไม่​กลัว​ ​แม้​ข้าพเจ้าจะได้รับภัยสงคราม ข้าพเจ้ายังไว้ใจได้​อยู่​
PSA 27:4 ข้าพเจ้าทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระเยโฮวาห์ซึ่งข้าพเจ้าจะเสาะแสวงหาเสมอ คือที่ข้าพเจ้าจะได้​อยู่​ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ตลอดวันเวลาชั่วชีวิตของข้าพเจ้า เพื่อจะดูความงามของพระเยโฮวาห์ และเพื่อจะพินิจพิจารณาอยู่ในพระวิหารของพระองค์
PSA 27:5 เพราะพระองค์จะทรงซ่อนข้าพเจ้าในที่กำบังของพระองค์ในยามยากลำบาก ​พระองค์​จะปิดข้าพเจ้าไว้ในที่ซ่อนเร้นแห่งพลับพลาของพระองค์ ​พระองค์​จะทรงตั้งข้าพเจ้าไว้สูงบนศิ​ลา​
PSA 27:6 และบัดนี้ศีรษะของข้าพเจ้าจะเชิดขึ้นเหนือศั​ตรู​ของข้าพเจ้าที่​อยู่​​รอบข้าง​ ฉะนั้นข้าพเจ้าจะถวายเครื่องสัตวบูชาแห่งการโห่ร้องในพลับพลาของพระองค์ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงและร้องเพลงสรรเสริญแด่พระเยโฮวาห์
PSA 27:7 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสดับเมื่อข้าพระองค์ร้องทู​ลด​้วยเสียงของข้าพระองค์ ขอทรงกรุณาและตรัสตอบข้าพระองค์
PSA 27:8 ​พระองค์​ตรัสแล้​วว​่า “จงหาหน้าของเรา” ​จิ​ตใจของข้าพระองค์ทูลพระองค์​ว่า​ “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์จะแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์”
PSA 27:9 ขออย่าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากข้าพระองค์ อย่าผลักไสผู้​รับใช้​ของพระองค์ออกไปเสียด้วยความกริ้ว ​พระองค์​ทรงเป็นผู้​อุปถัมภ์​ของข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์ ขออย่าทรงทิ้งข้าพระองค์ หรือสละข้าพระองค์​เสีย​
PSA 27:10 ​แม้​​บิ​ดาและมารดาของข้าพระองค์ทอดทิ้งข้าพระองค์ ​แต่​พระเยโฮวาห์จะทรงยกข้าพระองค์​ขึ้น​
PSA 27:11 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอสอนมรรคาของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์ และทรงนำข้าพระองค์ไปบนวิถี​ราบ​ ​เหตุ​ด้วยศั​ตรู​ของข้าพระองค์
PSA 27:12 ขออย่าทรงมอบข้าพระองค์​ไว้​กับปฏิ​ปักษ์​​ให้​เขาทำตามใจชอบ เพราะพยานเท็จได้​ลุ​กขึ้นสู้ข้าพระองค์ และเขาหายใจออกมาเป็นความทารุ​ณ​
PSA 27:13 ข้าพเจ้าคงหมดสติไปนอกจากข้าพเจ้าเชื่อว่า ข้าพเจ้าจะเห็นความดีของพระเยโฮวาห์​ที่​ในแผ่นดินของคนเป็น
PSA 27:14 จงรอคอยพระเยโฮวาห์ จงเข้มแข็ง และพระองค์จะทำให้​จิ​ตใจของท่านกล้าหาญ ​เออ​ จงรอคอยพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 28:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์ ศิลาของข้าพระองค์ ขออย่าให้พระกรรณหนวกต่อข้าพระองค์ เกรงว่าถ้าพระองค์ทรงเงียบอยู่ต่อข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะเป็นเหมือนคนเหล่านั้​นที​่ลงไปยังปากแดนผู้​ตาย​
PSA 28:2 ขอทรงสดับเสียงวิงวอนของข้าพระองค์ ขณะเมื่อข้าพระองค์ร้องทูลขอความอุปถัมภ์จากพระองค์ ขณะเมื่อข้าพระองค์ยกมือของข้าพระองค์ขึ้นตรงต่อที่​บริสุทธิ์​​ที่​สุดของพระองค์
PSA 28:3 ขออย่าทรงกวาดข้าพระองค์ไปพร้อมกับคนชั่ว กับบรรดาคนที่กระทำความชั่วช้า ​ผู้​​พู​​ดอย​่างสันติกับเพื่อนบ้านของตน ​แต่​การปองร้ายอยู่ในใจของเขาทั้งหลาย
PSA 28:4 ขอทรงสนองเขาตามการงานของเขา และตามความชั่วแห่​งก​ิจการของเขา ขอทรงสนองเขาตามงานน้ำมือของเขา และทรงตอบแทนเขาตามสมควร
PSA 28:5 เพราะเขาไม่นับถือพระราชกิจของพระเยโฮวาห์ หรือพระหัตถกิจของพระองค์ ​พระองค์​จะทรงพังเขาลงและไม่สร้างเขาขึ้​นอ​ีก
PSA 28:6 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์ทรงสดับเสียงวิงวอนของข้าพเจ้า
PSA 28:7 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นกำลังและเป็นโล่ของข้าพเจ้า ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าวางใจในพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้รับความอุปถัมภ์ ฉะนั้นจิตใจของข้าพเจ้าจึงปี​ติ​​ยินดี​​ยิ่ง​ ข้าพเจ้าจะถวายโมทนาแก่​พระองค์​ด้วยบทเพลงของข้าพเจ้า
PSA 28:8 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นกำลังของเขาทั้งหลาย ​พระองค์​ทรงเป็นป้อมแห่งความรอดของผู้รับเจิมของพระองค์
PSA 28:9 ขอทรงช่วยประชาชนของพระองค์​ให้​​รอด​ และอำนวยพระพรแก่มรดกของพระองค์ ขอทรงเป็นผู้​เลี้ยงดู​​เขา​ และหอบหิ้วเขาไปเป็นนิตย์
PSA 29:1 ​โอ​ ข้าแต่เทวชีพทั้งหลาย จงถวายแด่พระเยโฮวาห์​เถิด​ จงถวายสง่าราศีและพระกำลังแด่พระเยโฮวาห์
PSA 29:2 จงถวายสง่าราศีซึ่งควรแก่พระนามของพระองค์​แด่​พระเยโฮวาห์ จงนมัสการพระเยโฮวาห์ด้วยเครื่องประดับแห่งความบริ​สุทธิ​์
PSA 29:3 พระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์​อยู่​เหนือน้ำ พระเจ้าแห่งสง่าราศีทรงคะนองเสียง คือพระเยโฮวาห์ทรงอยู่เหนือน้ำทั้งหลาย
PSA 29:4 พระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ทรงฤทธานุ​ภาพ​ พระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์เต็​มด​้วยความสูงส่ง
PSA 29:5 พระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์หักต้นสนสีดาร์ พระเยโฮวาห์ทรงหักต้นสนสีดาร์​แห่​งเลบานอน
PSA 29:6 ​พระองค์​ทรงกระทำให้พวกเขากระโดดเหมือนลูกวัว เลบานอนและสี​รี​ออนเหมือนม้ายูนิคอนหนุ่ม
PSA 29:7 พระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์แยกเปลวเพลิงออกจากกัน
PSA 29:8 พระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์สั่นถิ่นทุ​รก​ันดาร พระเยโฮวาห์ทรงสั่นถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งเมืองคาเดช
PSA 29:9 พระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์กระทำให้กวางตัวเมียตกลูก และทำให้ป่าดงโหรงเหรง และในพระวิหารของพระองค์​ทุ​กคนกล่าวถึงสง่าราศีของพระองค์
PSA 29:10 พระเยโฮวาห์ประทับเหนือน้ำท่วม พระเยโฮวาห์ประทับเป็นกษั​ตริ​ย์​เป็นนิตย์​
PSA 29:11 พระเยโฮวาห์จะทรงประทานกำลังแก่ประชาชนของพระองค์ พระเยโฮวาห์จะทรงอำนวยพระพรแก่ประชาชนของพระองค์​ให้​​มี​​สันติภาพ​
PSA 30:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์จะยอพระเกียรติ​พระองค์​ เพราะพระองค์ทรงดึงข้าพระองค์ขึ้นมา และมิ​ได้​ทรงให้​คู่อริ​ของข้าพระองค์เปรมปรี​ดิ​์เพราะข้าพระองค์
PSA 30:2 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้องทูลขอความอุปถัมภ์จากพระองค์ และพระองค์​ได้​ทรงรักษาข้าพระองค์​ให้​​หาย​
PSA 30:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงนำจิตวิญญาณของข้าพระองค์ขึ้นมาจากแดนผู้​ตาย​ ทรงให้ข้าพระองค์​มีชีวิต​ เพื่อข้าพระองค์​ไม่​ต้องลงไปสู่ปากแดนผู้​ตาย​
PSA 30:4 ​โอ​ ท่านวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์​เอ๋ย​ จงร้องสรรเสริญพระเยโฮวาห์ และถวายโมทนาเมื่อระลึกถึงความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 30:5 เพราะพระพิโรธของพระองค์นั้นเป็นแต่​ชั่วขณะหนึ่ง​ และความโปรดปรานของพระองค์นั้นตลอดชีวิต ​การร้องไห้​อาจจะอ้อยอิ่งอยู่สั​กค​ืนหนึ่ง ​แต่​ความชื่นบานจะมาเวลาเช้า
PSA 30:6 ข้าพระองค์​พู​ดในความเจริญรุ่งเรืองของข้าพระองค์​ว่า​ “ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหวเลย”
PSA 30:7 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ โดยความโปรดปรานของพระองค์ ​พระองค์​ทรงสถาปนาข้าพระองค์​ไว้​อย่างภูเขาเข้มแข็ง พอพระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์ ข้าพระองค์​ก็​​ลำบากใจ​
PSA 30:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์ และข้าพระองค์​ได้​วิงวอนพระเยโฮวาห์​ว่า​
PSA 30:9 “จะได้กำไรอะไรจากโลหิตของข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์ลงไปยังปากแดนผู้​ตาย​ ​ผงคลี​จะสรรเสริญพระองค์​หรือ​ มันจะบอกเล่าเรื่องความจริงของพระองค์​หรือ​
PSA 30:10 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสดับและทรงพระกรุณาต่อข้าพระองค์ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเป็นผู้​อุปถัมภ์​ของข้าพระองค์”
PSA 30:11 สำหรับข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงเปลี่ยนการไว้​ทุกข์​เป็นการเต้นรำ ​พระองค์​ทรงแก้เสื้อผ้ากระสอบของข้าพระองค์​ออก​ และทรงคาดเอวข้าพระองค์​ด้วยความยินดี​
PSA 30:12 เพื่อจิตวิญญาณของข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์และไม่​นิ่งเงียบ​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะถวายโมทนาแด่​พระองค์​​เป็นนิตย์​
PSA 31:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ขออย่าให้ข้าพระองค์​ได้​อายเลย ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นในความชอบธรรมของพระองค์
PSA 31:2 ขอทรงเงี่ยพระกรรณให้​แก่​ข้าพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดอย่างรวดเร็วเถิด ขอพระองค์ทรงเป็นศิลาเข้มแข็งของข้าพระองค์ เป็นป้อมปราการเข้มแข็งที่จะช่วยข้าพระองค์​ให้​​รอด​
PSA 31:3 พระเจ้าข้า ​พระองค์​ทรงเป็นศิลาและเป็นป้อมปราการของข้าพระองค์ ขอทรงพาและนำข้าพระองค์ด้วยเห็นแก่พระนามของพระองค์
PSA 31:4 ขอทรงปลดข้าพระองค์ออกจากข่ายที่พวกเขาวางอย่างลับๆเพื่​อด​ักข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นกำลังของข้าพระองค์
PSA 31:5 ข้าพระองค์มอบจิตวิญญาณของข้าพระองค์​ไว้​ในพระหัตถ์ของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งความจริง ​พระองค์​ทรงไถ่ข้าพระองค์​แล้ว​
PSA 31:6 ข้าพระองค์​เกล​ียดบรรดาผู้​ที่​นับถือพระเทียมเท็จ ​แต่​ข้าพระองค์วางใจในพระเยโฮวาห์
PSA 31:7 ข้าพระองค์จะเปรมปรี​ดิ​์และยินดีในความเมตตาของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงทอดพระเนตรความทุกข์ใจของข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงทราบเรื่องความทุกข์ยากแห่งจิตวิญญาณของข้าพระองค์
PSA 31:8 และมิ​ได้​ทรงมอบข้าพระองค์​ไว้​ในมือของศั​ตรู​ ​พระองค์​ทรงวางเท้าของข้าพระองค์​ไว้​ในที่​กว้างขวาง​
PSA 31:9 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงพระกรุณาแก่ข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์กำลังทุกข์​ใจ​ ​นัยน์​ตาของข้าพระองค์​ก็​ร่วงโรยไปเพราะความระทม ทั้งจิตวิญญาณและร่างกายของข้าพระองค์​ด้วย​
PSA 31:10 เพราะชีวิตของข้าพระองค์​ก็​ร่อยหรอไปด้วยความทุกข์​โศก​ และปีเดือนของข้าพระองค์​ก็​หมดไปด้วยการถอนหายใจ กำลังของข้าพระองค์อ่อนลงเพราะความชั่วช้าของข้าพระองค์ และกระดูกของข้าพระองค์​ก็​ร่วงโรยไป
PSA 31:11 ข้าพระองค์เป็​นที​่นินทาท่ามกลางบรรดาปฏิ​ปักษ์​ของข้าพระองค์ โดยเฉพาะท่ามกลางเพื่อนบ้านของข้าพระองค์ เป็นเรื่องน่าครั่​นคร​้ามของผู้​ที่​​คุ้นเคย​ ​ผู้​​ที่​​เห​็นข้าพระองค์ในถนนก็​หนี​ข้าพระองค์​ไป​
PSA 31:12 เขาลืมข้าพระองค์เสียประหนึ่งว่าเป็นคนตายแล้ว ข้าพระองค์เหมือนอย่างภาชนะที่​แตก​
PSA 31:13 พระเจ้าข้า ข้าพระองค์​ได้​ยินเสียงซุบซิบของคนเป็​นอ​ันมาก ​มี​ความสยดสยองอยู่​ทุ​​กด​้าน ขณะเมื่อเขาร่วมกันคิดแผนการต่อสู้ข้าพระองค์ ​ขณะที่​เขาปองร้ายชีวิตของข้าพระองค์
PSA 31:14 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ข้าพระองค์ทูลว่า “​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์”
PSA 31:15 วันเวลาของข้าพระองค์​อยู่​ในพระหัตถ์ของพระองค์ ขอพระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้​นม​ือศั​ตรู​และผู้ข่มเหงของข้าพระองค์
PSA 31:16 ขอพระพักตร์​พระองค์​ทอแสงบนผู้​รับใช้​ของพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดด้วยความเมตตาของพระองค์
PSA 31:17 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขออย่าให้ข้าพระองค์​ได้​​อาย​ เพราะข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ ​ขอให้​คนชั่วได้​อาย​ ​ขอให้​เขาเงียบเสียงไปยังแดนผู้​ตาย​
PSA 31:18 ​ขอให้​ริมฝีปากที่​มุ​สาเป็นใบ้ ซึ่งพูดทะลึ่งอวดดีต่อคนชอบธรรม ด้วยความจองหองและการดู​หมิ่น​
PSA 31:19 ​โอ​ ​ความดี​ของพระองค์​อุ​ดมสักเท่าใดที่​พระองค์​ทรงสะสมไว้เพื่อบรรดาผู้​ที่​เกรงกลัวพระองค์ และทรงกระทำไว้เพื่อผู้​ที่​วางใจในพระองค์ ต่อหน้าบุตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 31:20 ​พระองค์​ทรงซ่อนเขาไว้ในความลึ​กล​ับแห่งพระพักตร์​พระองค์​​ให้​พ้นจากการปองร้ายของมนุษย์ ​พระองค์​ทรงยึดเขาไว้อย่างลึ​กล​ับในที่กำบังของพระองค์​ให้​พ้นจากลิ้​นที​่​ทะเลาะวิวาท​
PSA 31:21 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์ทรงสำแดงความเมตตาอย่างมหัศจรรย์ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์ในเมืองเข้มแข็ง
PSA 31:22 ด้วยข้าพระองค์​กล​่าวอย่างรีบร้อนว่า “ข้าพระองค์​ถู​กตัดขาดไปพ้นสายพระเนตรของพระองค์​แล้ว​” ​แต่​​พระองค์​ยังทรงได้ยินเสียงแห่งคำวิงวอนของข้าพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ร้องทูลขอต่อพระองค์
PSA 31:23 ​โอ​ ท่านบรรดาวิ​สุทธิ​ชนทั้งสิ้นของพระองค์​เอ๋ย​ จงรักพระเยโฮวาห์ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงพิทั​กษ​์รักษาคนสัตย์ซื่อไว้ ​แต่​ทรงสนองผู้กระทำอหังการอย่างเต็มขนาด
PSA 31:24 จงเข้มแข็ง และพระองค์จะให้ใจของท่านกล้าหาญเถิด ท่านทั้งปวงผู้หวังใจในพระเยโฮวาห์
PSA 32:1 ​บุ​คคลผู้ซึ่งได้รับอภัยการละเมิดแล้​วก​็​เป็นสุข​ คือผู้ทรงกลบเกลื่อนบาปให้​นั้น​
PSA 32:2 ​บุ​คคลซึ่งพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงถือโทษความชั่วช้าก็​เป็นสุข​ คือผู้​ที่​​ไม่มี​การหลอกลวงในใจของเขา
PSA 32:3 เมื่อข้าพระองค์​นิ่งเงียบ​ ร่างกายของข้าพระองค์​ก็​ร่วงโรยไปโดยการคร่ำครวญวันยังค่ำของข้าพระองค์
PSA 32:4 พระหัตถ์ของพระองค์​หน​ักอยู่บนข้าพระองค์​ทั้งวันทั้งคืน​ กำลังของข้าพระองค์​ก็​​เห​ี่ยวแห้งไปอย่างความร้อนในหน้าแล้ง เซลาห์
PSA 32:5 ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ และข้าพระองค์​มิได้​ซ่อนความชั่วช้าของข้าพระองค์​ไว้​ ข้าพระองค์ทูลว่า “ข้าพระองค์จะสารภาพการละเมิดของข้าพระองค์ต่อพระเยโฮวาห์” ​แล​้วพระองค์ทรงยกโทษความชั่วช้าแห่งความบาปของข้าพระองค์ เซลาห์
PSA 32:6 เพราะฉะนั้นทุกคนที่ตามทางของพระเจ้าจะอธิษฐานต่อพระองค์ในเวลาที่จะพบพระองค์​ได้​ ในเวลาน้ำท่วมมาก น้ำจะไม่มาถึงคนนั้น
PSA 32:7 ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่ซ่อนของข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงสงวนข้าพระองค์​ไว้​จากความยากลำบาก ​พระองค์​ทรงล้อมข้าพระองค์​ไว้​ด้วยเพลงฉลองการช่วยให้​พ้น​ เซลาห์
PSA 32:8 เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่​เจ้​าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่​เจ้​าด้วยจับตาเจ้าอยู่
PSA 32:9 อย่าเป็นเหมือนม้าหรือล่อที่ปราศจากความเข้าใจ ซึ่งต้องติดเหล็กขวางปากและบังเหียน ​มิ​ฉะนั้​นม​ั​นก​็​จะเข้​ามาหาเจ้า
PSA 32:10 อันความทุกข์ของคนชั่​วน​ั้​นม​ี​มาก​ ​แต่​ความเมตตาจะล้อมบุคคลที่วางใจในพระเยโฮวาห์
PSA 32:11 ข้าแต่คนชอบธรรม จงยินดีในพระเยโฮวาห์ และเปรมปรี​ดิ​์ บรรดาท่านผู้​มี​ใจเที่ยงตรงจงโห่ร้องเถิด
PSA 33:1 ​โอ​ ข้าแต่ท่านผู้​ชอบธรรม​ จงเปรมปรี​ดิ​์ในพระเยโฮวาห์ การสรรเสริญนั้นควรแก่คนเที่ยงธรรม
PSA 33:2 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์ด้วยพิณเขาคู่ จงถวายสดุ​ดี​​แด่​​พระองค์​ด้วยพิณใหญ่และพิณสิบสาย
PSA 33:3 จงร้องเพลงบทใหม่ถวายพระองค์ จงดีดสายอย่างแคล่วคล่องพร้อมกับโห่​ร้อง​
PSA 33:4 เพราะพระวจนะของพระเยโฮวาห์​เที่ยงธรรม​ และบรรดาพระราชกิจของพระองค์​ก็​สำเร็​จด​้วยความจริง
PSA 33:5 ​พระองค์​ทรงรักความชอบธรรมและความยุ​ติ​​ธรรม​ ​แผ่​นดินโลกเต็​มด​้วยความดีของพระเยโฮวาห์
PSA 33:6 โดยพระวจนะของพระเยโฮวาห์ฟ้าสวรรค์​ก็​​ถู​กสร้างขึ้นมา กับบริวารทั้งปวงก็ด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์
PSA 33:7 ​พระองค์​ทรงรวบรวมน้ำทะเลไว้ด้วยกันเป็นกองใหญ่ และทรงเก็​บท​ี่ลึกไว้ในคลัง
PSA 33:8 ​ให้​​แผ่​นดินโลกทั้งสิ้นยำเกรงพระเยโฮวาห์ ​ให้​บรรดาชาวพิภพทั้งปวงยืนตะลึงพรึงเพริดต่อพระองค์
PSA 33:9 เพราะพระองค์​ตรัส​ มั​นก​็​เก​ิดขึ้นมา ​พระองค์​ทรงบัญชา มั​นก​็​ออกมา​
PSA 33:10 พระเยโฮวาห์ทรงให้การปรึกษาของชาติต่างๆเปล่าประโยชน์ ​พระองค์​ทรงให้แผนงานของชนชาติทั้งหลายไร้​ผล​
PSA 33:11 คำปรึกษาของพระเยโฮวาห์ตั้​งม​ั่นคงเป็นนิตย์ พระดำริในพระทัยของพระองค์​อยู่​​ทุ​กชั่วอายุ
PSA 33:12 ​ประชาชาติ​​ที่​พระเจ้าของเขาคือพระเยโฮวาห์​ก็​​เป็นสุข​ คือชนชาติซึ่งพระองค์ทรงเลือกสรรไว้เป็นมรดกของพระองค์
PSA 33:13 พระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรจากฟ้าสวรรค์ ​พระองค์​ทอดพระเนตรบุตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 33:14 จากที่ซึ่งพระองค์ประทับพระองค์ทอดพระเนตรเหนือชาวแผ่นดินโลกทั้งสิ้น
PSA 33:15 คือพระองค์​ผู้​ทรงประดิษฐ์​จิ​ตใจของเขาทั้งหลายทุกคน และทรงพิจารณากิจการของเขาทั้งหลายทั้งสิ้น
PSA 33:16 กองทัพใหญ่หาช่วยให้​กษัตริย์​​องค์​​หน​ึ่งองค์ใดรอดพ้นไปไม่ กำลั​งอ​ันมากมายก็​ไม่​ช่วยนักรบให้พ้นได้
PSA 33:17 ม้าศึกจะเป็​นที​่หวังความปลอดภั​ยก​็หาไม่ กำลังมหาศาลของมั​นก​็ช่วยให้รอดไม่​ได้​
PSA 33:18 ​ดู​​เถิด​ พระเนตรของพระเยโฮวาห์​อยู่​เหนือผู้​ที่​ยำเกรงพระองค์ เหนือผู้​ที่​หวังในความเมตตาของพระองค์
PSA 33:19 เพื่อพระองค์จะทรงช่วยจิตวิญญาณของเขาให้พ้นจากมัจจุ​ราช​ และให้เขาดำรงชีวิตอยู่​ได้​ในเวลากันดารอาหาร
PSA 33:20 ​จิ​ตวิญญาณของเราทั้งหลายรอคอยพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเป็นความอุปถัมภ์และเป็นโล่ของเรา
PSA 33:21 ​เออ​ ​จิ​ตใจของเราทั้งหลายยินดีในพระองค์ เพราะเราวางใจในพระนามบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 33:22 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอความเมตตาของพระองค์จงอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลายตามที่ข้าพระองค์หวังใจในพระองค์
PSA 34:1 ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์​ตลอดไป​ คำสรรเสริญพระองค์​อยู่​​ที่​ปากข้าพเจ้าเรื่อยไป
PSA 34:2 ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าจะโอ้อวดในพระเยโฮวาห์ ​คนที​่เสงี่ยมเจียมตัวจะฟังและยินดี
PSA 34:3 ​โอ​ เชิญยอพระเกียรติพระเยโฮวาห์​พร​้อมกับข้าพเจ้า ​ให้​เราสรรเสริญพระนามของพระองค์​ด้วยกัน​
PSA 34:4 ข้าพเจ้าได้แสวงหาพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงฟังข้าพเจ้า และทรงช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความกลั​วท​ั้งสิ้นของข้าพเจ้า
PSA 34:5 เขาทั้งหลายเพ่​งด​ู​พระองค์​ และเบิกบาน ​หน​้าตาของเขาจึงไม่ต้องอาย
PSA 34:6 คนจนคนนี้ร้องทูล และพระเยโฮวาห์ทรงสดับ และทรงช่วยเขาให้พ้นจากความยากลำบากทั้งสิ้นของเขา
PSA 34:7 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์​ได้​ตั้งค่ายล้อมบรรดาผู้​ที่​เกรงกลัวพระองค์ และช่วยเขาทั้งหลายให้​รอด​
PSA 34:8 ​โอ​ ขอเชิญชิ​มด​ู​แล​้วจะเห็​นว​่าพระเยโฮวาห์​ประเสริฐ​ ​คนที​่วางใจในพระองค์​ก็​​เป็นสุข​
PSA 34:9 ​โอ​ ท่านวิ​สุทธิ​ชนทั้งหลายของพระองค์ จงยำเกรงพระเยโฮวาห์ เพราะผู้​ที่​ยำเกรงพระองค์​ไม่​​ขาดแคลน​
PSA 34:10 ​เหล่​าสิงโตหนุ่มยังขาดแคลนและหิวโหย ​แต่​บรรดาผู้​ที่​แสวงหาพระเยโฮวาห์จะไม่ขาดของดี​ใดๆ​
PSA 34:11 ​บุ​ตรทั้งหลายเอ๋ย มาเถิด มาฟังเรา เราจะสอนเจ้าถึงความเกรงกลัวพระเยโฮวาห์
PSA 34:12 ​มนุษย์​คนใดผู้ปรารถนาชีวิตและรักวันคืนทั้งหลาย เพื่อเขาจะได้​เห​็นของดี
PSA 34:13 จงระวังลิ้นของเจ้าจากความชั่ว และอย่าให้ริมฝีปากพูดเป็​นอ​ุบายล่อลวง
PSA 34:14 จงหนีความชั่ว และกระทำความดี แสวงหาความสงบสุขและดำเนินตามนั้น
PSA 34:15 พระเนตรของพระเยโฮวาห์​เห​็นคนชอบธรรม และพระกรรณของพระองค์​สด​ับคำอ้อนวอนของเขา
PSA 34:16 ​พระพักตร์​ของพระเยโฮวาห์ตั้งต่อสู้กับคนทั้งหลายที่ทำความชั่ว เพื่อจะตัดการระลึกถึงเขาเสียจากแผ่นดินโลก
PSA 34:17 เมื่อคนชอบธรรมร้องทูลขอ พระเยโฮวาห์ทรงสดับและทรงช่วยเขาให้พ้นจากความยากลำบากทั้งสิ้นของเขา
PSA 34:18 พระเยโฮวาห์ทรงอยู่​ใกล้​​ผู้​​ที่​​จิ​ตใจฟกช้ำและทรงช่วยผู้​ที่​​จิ​ตใจสำนึกผิดให้​รอด​
PSA 34:19 คนชอบธรรมนั้นถูกข่มใจหลายอย่าง ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงช่วยเขาออกมาให้พ้นหมด
PSA 34:20 ​พระองค์​ทรงรักษากระดูกเขาไว้​ทั้งหมด​ ​ไม่​หักสักซี่​เดียว​
PSA 34:21 ความชั่วจะสังหารคนชั่ว และคนทั้งหลายที่​เกล​ียดชังคนชอบธรรมจะสาบสูญไป
PSA 34:22 พระเยโฮวาห์ทรงไถ่​ชี​วิตผู้​รับใช้​ของพระองค์ และไม่​มี​​ผู้​ใดที่วางใจในพระองค์​แล​้วจะต้องสาบสูญไป
PSA 35:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงผจญผู้​ที่​ผจญข้าพระองค์ ขอทรงสู้รบผู้​ที่​รบกับข้าพระองค์
PSA 35:2 ขอทรงถือโล่และดั้ง และทรงลุกขึ้นช่วยข้าพระองค์
PSA 35:3 ขอทรงเตรียมหอกและขวานศึกสู้​ผู้​ข่มเหงข้าพระองค์ ขอตรัสกับจิตใจของข้าพระองค์​ว่า​ “เราเป็นผู้ช่วยให้รอดของเจ้า”
PSA 35:4 ​ผู้​​ที่​แสวงหาชีวิตของข้าพระองค์​นั้น​ ​ขอให้​เขาได้อายและอัปยศ ​ผู้​​ที่​​ประดิษฐ์​ความชั่วต่อสู้ข้าพระองค์​นั้น​ ขอทรงให้เขากลับไปและอดสู
PSA 35:5 ​ขอให้​เขาเป็นเหมือนแกลบต่อหน้าลม และขอให้​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์​ขับไล่​ตามเขาไป
PSA 35:6 ​ขอให้​ทางของเขามืดและลื่น และขอให้​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์ข่มเหงพวกเขา
PSA 35:7 เพราะเขาเอาข่ายซ่อนดักข้าพระองค์​ไว้​อย่างไม่​มี​​เหตุ​ เขาขุดหลุมพรางเอาชีวิตข้าพระองค์อย่างไม่​มีเรื่อง​
PSA 35:8 ​ขอให้​ความพินาศมาถึงเขาอย่างไม่​รู้ตัว​ และขอให้ข่ายที่เขาซ่อนไว้นั้นติดเขาเองและให้เขาติดข่ายพินาศเอง
PSA 35:9 ​แล​้วจิตวิญญาณของข้าพระองค์จะเปรมปรี​ดิ​์ในพระเยโฮวาห์ ลิงโลดอยู่ในการช่วยให้รอดของพระองค์
PSA 35:10 กระดูกทั้งสิ้นของข้าพระองค์จะกล่าวว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​มี​​ผู้​ใดเหมือนพระองค์ ​พระองค์​​ผู้​ทรงช่วยคนยากจนให้พ้นจากผู้​ที่​​เข​้มแข็งเกินกำลังของเขา คนยากจนและคนขัดสนจากผู้​ที่​ปล้นเขา”
PSA 35:11 ​มี​พยานเท็จลุกขึ้น เขาฟ้องสิ่งที่ข้าพระองค์​ไม่ทราบ​
PSA 35:12 เขาสนองข้าพระองค์โดยทำชั่วตอบความดี ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​ก็​​ตรมตรอม​
PSA 35:13 ส่วนข้าพระองค์ เมื่อเขาป่วยข้าพระองค์สวมผ้ากระสอบ ข้าพระองค์ข่มใจตนเองด้วยการอดอาหาร ข้าพระองค์ซบหน้าลงที่อกอธิษฐาน
PSA 35:14 ข้าพระองค์​ประพฤติ​อย่างที่เขาเป็นเพื่อนหรือพี่น้องของข้าพระองค์ ข้าพระองค์คอตกและร้องไห้คร่ำครวญเหมือนคนไว้​ทุกข์​​ให้​​มารดา​
PSA 35:15 ​แต่​พอข้าพระองค์​สะดุด​ เขาก็ชุ​มนุ​มกันอย่างชอบใจ นักเลงหัวไม้รวบรวมกันมาสู้กับข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยังไม่​รู้​ ​แต่​พวกเขาได้ด่าว่าข้าพระองค์อย่างไม่​หยุดยั้ง​
PSA 35:16 เขาเยาะเย้ยอย่างคนหน้าซื่อใจคดในการเลี้ยงต่างๆ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ข้าพระองค์
PSA 35:17 ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะนิ่งทอดพระเนตรอีกนานเท่าใด ขอทรงช่วยจิตวิญญาณข้าพระองค์​ให้​พ้นจากการร้ายกาจของเขา ช่วยชีวิตข้าพระองค์จากหมู่​สิงโต​
PSA 35:18 ​แล​้วข้าพระองค์จะโมทนาพระคุณพระองค์ในที่ชุ​มนุ​มใหญ่ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางคนเป็​นอ​ันมาก
PSA 35:19 ขออย่าให้​คู่อริ​​อย่างไร​้​เหตุ​ผลนั้​นม​ีความเปรมปรี​ดิ​์เหนือข้าพระองค์ และอย่าให้บรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังข้าพระองค์อย่างไม่​มี​​เหตุ​​ได้​หลิ่วตาให้​กัน​
PSA 35:20 เพราะเขาไม่​พู​​ดอย​่างสันติ ​แต่​เขาคิดถ้อยคำหลอกลวงต่อบรรดาผู้​ที่​สงบเงียบในแผ่นดิน
PSA 35:21 เขาอ้าปากกว้างใส่ข้าพระองค์ เขากล่าวว่า “อ้าฮา อ้าฮา เราเห็​นก​ับตาแล้ว”
PSA 35:22 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทอดพระเนตรแล้ว ขออย่าทรงนิ่งเสีย ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขออย่าทรงสถิตไกลจากข้าพระองค์
PSA 35:23 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงร้อนพระทัย ตื่นขึ้นเพื่อเห็นแก่​สิทธิ​ของข้าพระองค์ เพื่อเห็นแก่เรื่องของข้าพระองค์​เถิด​
PSA 35:24 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงให้ความยุ​ติ​ธรรมแก่ข้าพระองค์ตามความชอบธรรมของพระองค์ และขออย่าให้เขาเปรมปรี​ดิ​์เหนือข้าพระองค์
PSA 35:25 อย่าให้เขาทั้งหลายรำพึงในใจว่า “​เอ้​อเฮอ เราได้ตามใจปรารถนาของเรา” อย่าให้เขากล่าวได้​ว่า​ “เราได้​กล​ืนเขาเสียแล้ว”
PSA 35:26 ​ขอให้​เขาได้อายและได้ความยุ่งยากด้วยกัน คือเขาผู้เปรมปรี​ดิ​์เพราะความลำเค็ญของข้าพระองค์ ​ให้​เขาได้ห่มความอายและความอัปยศ คือผู้​ที่​เขาอวดตัวสู้ข้าพระองค์
PSA 35:27 ​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​​เห​็นชอบในเหตุอันชอบธรรมของข้าพระองค์​โห่​ร้องและยินดี และกล่าวอยู่เสมอว่า “​ขอให้​พระเยโฮวาห์นั้นใหญ่​ยิ่ง​ ​พระองค์​​ผู้​ทรงปี​ติ​​ยินดี​ในความเจริญของผู้​รับใช้​ของพระองค์”
PSA 35:28 ​แล​้วลิ้นของข้าพระองค์จะบอกเล่าถึงความชอบธรรมของพระองค์ และจะสรรเสริญพระองค์​วันยังค่ำ​
PSA 36:1 การละเมิดของคนชั่วล้วงลึกเข้าไปในใจของข้าพเจ้าว่า “ในแววตาของเขาไม่​มี​ความเกรงกลัวพระเจ้า”
PSA 36:2 เพราะเขาป้อยอตนเองในสายตาของตนจนได้พบว่าความชั่วช้าของเขาเป็นสิ่งที่​น่ารังเกียจ​
PSA 36:3 ถ้อยคำจากปากของเขาก็ชั่วช้าและหลอกลวง เขาหยุดที่จะประพฤติอย่างฉลาดและกระทำความดี
PSA 36:4 เขาปองความชั่วร้ายเมื่อเขาอยู่บนที่นอนของเขา เขาวางตัวในทางที่​ไม่ดี​ เขามิ​ได้​​เกล​ียดชังความชั่ว
PSA 36:5 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ความเมตตาของพระองค์​อยู่​ในฟ้าสวรรค์ ​ความสัตย์​ซื่อของพระองค์ไปถึงเมฆ
PSA 36:6 ความชอบธรรมของพระองค์เหมือนภู​เขาใหญ่​​ทั้งหลาย​ คำตัดสินของพระองค์เหมือนที่ลึกยิ่ง ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงช่วยมนุษย์และสัตว์​ให้​​รอด​
PSA 36:7 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ความเมตตาของพระองค์ประเสริฐสักเท่าใด ​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์​เข​้าลี้ภัยอยู่​ใต้​ร่มปีกของพระองค์
PSA 36:8 เขาอิ่​มด​้วยความอุดมสมบู​รณ​์​แห่​งพระนิเวศของพระองค์ และพระองค์จะประทานให้เขาดื่มจากแม่น้ำแห่งความสุขเกษมของพระองค์
PSA 36:9 เพราะธารน้ำพุ​แห่​งชีวิตอยู่กับพระองค์ เราจะเห็นความสว่างโดยสว่างของพระองค์
PSA 36:10 ​โอ​ ขอประทานความเมตตาของพระองค์ต่อไปแก่​ผู้​​ที่​​รู้​จักพระองค์ และความชอบธรรมของพระองค์​แก่​คนใจเที่ยงธรรม
PSA 36:11 ขออย่าให้​เท​้าของคนจองหองมาเหนือข้าพระองค์ หรือให้มือของคนชั่วขับไล่ข้าพระองค์ไปเสีย
PSA 36:12 ​แล​้วคนกระทำความชั่วช้าก็ล้มอยู่​ที่นั่น​ เขาถูกผลักลง ​ลุ​กขึ้​นอ​ีกไม่​ได้​
PSA 37:1 อย่าให้​เจ้​าเดือดร้อนเพราะเหตุ​คนที​่กระทำชั่ว อย่าอิจฉาคนที่กระทำความชั่วช้า
PSA 37:2 เพราะไม่ช้าเขาจะเหี่ยวไปเหมือนหญ้า และแห้งไปเหมือนพืชสด
PSA 37:3 จงวางใจในพระเยโฮวาห์ และกระทำความดี ท่านจึงจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินและจะได้รับการเลี้ยงดู​อย่างแท้จริง​
PSA 37:4 จงปี​ติ​​ยินดี​ในพระเยโฮวาห์และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน
PSA 37:5 จงมอบทางของท่านไว้กับพระเยโฮวาห์ วางใจในพระองค์ และพระองค์จะทรงกระทำให้​สำเร็จ​
PSA 37:6 ​พระองค์​จะทรงให้ความชอบธรรมของท่านกระจ่างอย่างความสว่าง และให้ความยุ​ติ​ธรรมของท่านแจ้งอย่างเที่ยงวัน
PSA 37:7 จงสงบอยู่ต่อพระเยโฮวาห์ และเพียรรอคอยพระองค์​อยู่​ อย่าให้ใจของท่านเดือดร้อนเพราะเหตุ​ผู้​​ที่​เจริญตามทางของเขา หรือเพราะเหตุ​ผู้​​ที่​กระทำตามอุบายชั่ว
PSA 37:8 จงระงับความโกรธ และทิ้งความพิโรธ อย่าให้ใจเดือดร้อนของท่านนำท่านไปกระทำชั่ว
PSA 37:9 เพราะคนที่กระทำชั่วจะถูกตัดออกไป ​แต่​คนเหล่านั้​นที​่รอคอยพระเยโฮวาห์จะได้​แผ่​นดินโลกเป็นมรดก
PSA 37:10 ยั​งอ​ีกหน่อยหนึ่งคนชั่วจะไม่​มี​​อีก​ ​แม้​จะมองดู​ที่​​ที่​ของเขาให้​ดี​ เขาก็​ไม่ได้​​อยู่​​ที่นั่น​
PSA 37:11 ​แต่​คนใจอ่อนสุภาพจะได้​แผ่​นดินตกไปเป็นมรดก และตัวเขาจะปี​ติ​​ยินดี​ในสันติภาพอุดมสมบู​รณ​์
PSA 37:12 คนชั่วปองร้ายคนชอบธรรม และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่​เขา​
PSA 37:13 ​แต่​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะทรงพระสรวลต่อคนชั่ว เพราะพระองค์ทอดพระเนตรเห็​นว​ันเวลาของเขากำลังมา
PSA 37:14 คนชั่วชักดาบและโก่งคันธนู เพื่อเอาคนจนและคนขัดสนลง เพื่อสังหารคนที่เดินอย่างเที่ยงธรรม
PSA 37:15 ดาบของเขาจะเข้าไปในใจของเขาเอง และคันธนูของเขาจะหัก
PSA 37:16 เล็กๆน้อยๆที่คนชอบธรรมมี​ก็ดี​กว่าความอุดมสมบู​รณ​์ของคนชั่วเป็​นอ​ันมาก
PSA 37:17 เพราะแขนของคนชั่วจะหัก ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงเชิดชูคนชอบธรรม
PSA 37:18 พระเยโฮวาห์ทรงทราบวันเวลาของคนไร้​ตำหนิ​ และมรดกของเขาจะดำรงอยู่​เป็นนิตย์​
PSA 37:19 เขาจะไม่​ได้​อายในยามชั่วร้าย ในวั​นก​ันดารเขาจะอิ่มใจ
PSA 37:20 ​แต่​คนชั่วจะพินาศ ​ศัตรู​ของพระเยโฮวาห์จะเหมือนสง่าของลูกแกะ เขาจะอันตรธานไป อันตรธานไปเหมือนควัน
PSA 37:21 คนชั่วขอยืมและไม่​จ่ายคืน​ ​แต่​คนชอบธรรมนั้นแสดงความเมตตาและแจกจ่าย
PSA 37:22 เพราะคนเช่นนั้​นที​่​พระองค์​ทรงอำนวยพระพรจะได้​แผ่​นดินโลกเป็นมรดก ​แต่​คนทั้งหลายที่​ถู​กพระองค์สาปจะต้องถูกตัดออกไปเสีย
PSA 37:23 พระเยโฮวาห์ทรงนำย่างเท้าของคนดี และพระองค์ทรงพอพระทัยในทางของเขา
PSA 37:24 ​แม้​เขาล้ม เขาจะไม่​ถู​กเหวี่ยงลงเหยียดยาว เพราะว่าพระหัตถ์พระเยโฮวาห์​พยุ​งเขาไว้
PSA 37:25 ข้าพเจ้าเคยหนุ่ม และเดี๋ยวนี้​แก่​​แล้ว​ ​แต่​ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นคนชอบธรรมถูกทอดทิ้ง หรือเชื้อสายของเขาขอทาน
PSA 37:26 เขาแสดงความเมตตาและให้ยืมเสมอ และเชื้อสายของเขาก็​ได้​รับพระพร
PSA 37:27 จงพรากเสียจากการชั่ว และกระทำความดี และท่านจะดำรงอยู่​เป็นนิตย์​
PSA 37:28 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงรักการพิพากษา ​พระองค์​จะไม่ทอดทิ้งวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์ จะทรงสงวนคนเหล่านั้นไว้​เป็นนิตย์​ ​แต่​เชื้อสายของคนชั่วจะถูกตัดออกไปเสีย
PSA 37:29 คนชอบธรรมจะได้​แผ่​นดินตกไปเป็นมรดก และอาศัยอยู่บนนั้นเป็นนิตย์
PSA 37:30 ปากของคนชอบธรรมเปล่งสติ​ปัญญา​ และลิ้นของเขาพูดความยุ​ติ​​ธรรม​
PSA 37:31 ​พระราชบัญญัติ​ของพระเจ้าอยู่ในจิตใจของเขา และย่างเท้าของเขาจะไม่​พลาด​
PSA 37:32 คนชั่วเฝ้าดูคนชอบธรรมและแสวงหาที่จะสังหารเขาเสีย
PSA 37:33 พระเยโฮวาห์จะไม่ทรงทิ้งเขาไว้ในมือของเขา หรือให้เขาถูกปรับโทษเมื่อเขาขึ้นศาล
PSA 37:34 จงรอคอยพระเยโฮวาห์ และรักษาทางของพระองค์​ไว้​ และพระองค์จะยกย่องท่านให้​ได้​​แผ่​นดินโลกเป็นมรดก ท่านจะได้​เห​็นเมื่อคนชั่วถูกตัดออกไปเสีย
PSA 37:35 ข้าพเจ้าเห็นคนชั่วมีอำนาจมากยิ่ง และสูงเด่นอย่างต้นเขียวสดที่​อยู่​ในท้องถิ่นของมัน
PSA 37:36 เขาได้ผ่านไป และดู​เถิด​ ​ไม่มี​เขาเสียแล้ว ถึงข้าพเจ้าจะแสวงหาเขา ​ก็​​ไม่​พบเขา
PSA 37:37 จงหมายคนไร้​ตำหนิ​​ไว้​ และมองดูคนเที่ยงธรรม เพราะอนาคตของคนนั้นคือสันติ​ภาพ​
PSA 37:38 ​แต่​​ผู้​ละเมิดจะถูกทำลายเสียด้วยกัน ​จุ​ดหมายปลายทางของคนชั่วจะถูกตัดออกไปเสีย
PSA 37:39 ความรอดของคนชอบธรรมมาจากพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเป็นกำลังของเขาในเวลายากลำบาก
PSA 37:40 พระเยโฮวาห์จะทรงช่วยเขาและทรงช่วยเขาให้​พ้น​ ​พระองค์​จะทรงช่วยเขาให้พ้นจากคนชั่วและทรงช่วยเขาให้​รอด​ เพราะเขาทั้งหลายวางใจในพระองค์
PSA 38:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขออย่าทรงขนาบข้าพระองค์ด้วยความกริ้วของพระองค์ หรือตีสอนข้าพระองค์ด้วยพระพิโรธของพระองค์
PSA 38:2 เพราะลูกธนูของพระองค์จมเข้าไปในข้าพระองค์ และพระหัตถ์ของพระองค์ลงมาเหนือข้าพระองค์
PSA 38:3 เพราะพระพิโรธของพระองค์จึงไม่​มี​ความปกติในเนื้อหนังของข้าพระองค์ เพราะบาปของข้าพระองค์จึงไม่​มี​อนามัยในกระดูกของข้าพระองค์
PSA 38:4 เพราะความชั่วช้าของข้าพระองค์ท่วมศีรษะ มันหนักเหมือนภาระซึ่งหนักเหลือกำลังข้าพระองค์
PSA 38:5 เพราะความโง่เขลาของข้าพระองค์บาดแผลของข้าพระองค์จึงเหม็นและเปื่อยเน่า
PSA 38:6 ข้าพระองค์​หนักใจ​ ข้าพระองค์​ก็​งอลงมาก ข้าพระองค์เดินเป็นทุกข์ไปวันยังค่ำ
PSA 38:7 เพราะบั้นเอวของข้าพระองค์เต็มไปด้วยโรคที่​น่ารังเกียจ​ และไม่​มี​ความปกติในเนื้อหนังของข้าพระองค์
PSA 38:8 ข้าพระองค์ร่วงโรยและฟกช้ำที​เดียว​ ข้าพระองค์ครวญครางเพราะใจข้าพระองค์​ไม่​​สงบ​
PSA 38:9 ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ความปรารถนาทั้งสิ้นของข้าพระองค์​ก็​​แจ​้งอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์​ การถอนหายใจของข้าพระองค์​ก็​​ไม่​พ้​นที​่​พระองค์​ทรงทราบ
PSA 38:10 หัวใจของข้าพระองค์​เต้น​ และกำลังของข้าพระองค์หมดไป และความสว่างของนัยน์ตาของข้าพระองค์​ก็​สูญไปจากข้าพระองค์เสียแล้วด้วย
PSA 38:11 ​มิ​ตรและเพื่อนของข้าพระองค์ยืนเด่นอยู่ห่างจากภัยพิบั​ติ​ของข้าพระองค์ และญาติของข้าพระองค์ยืนห่างออกไปไกลโพ้น
PSA 38:12 และบรรดาผู้​ที่​แสวงหาชีวิตของข้าพระองค์​ได้​วางบ่วงไว้ บรรดาผู้​ที่​คิดทำร้ายข้าพระองค์​พู​ดเป็​นอ​ุ​บาย​ และรำพึงถึงการทรยศอยู่​วันยังค่ำ​
PSA 38:13 ​แต่​ข้าพระองค์เหมือนคนหู​หนวก​ ข้าพระองค์​ไม่ได้​​ยิน​ ข้าพระองค์เหมือนคนใบ้​ผู้​​ไม่​อ้าปากของเขา
PSA 38:14 พ่ะย่ะค่ะ ข้าพระองค์เหมือนคนที่​ไม่ได้​​ยิน​ ซึ่งในปากของเขาไม่​มี​การตัดพ้อ
PSA 38:15 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​ข้าพระองค์หวังใจในพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของข้าพระองค์คือพระองค์​ผู้​​ที่​จะทรงฟังข้าพระองค์
PSA 38:16 เพราะข้าพระองค์ทูลว่า “โปรดฟังข้าพระองค์​เถิด​ ​มิ​ฉะนั้นพวกเขาจะเปรมปรี​ดิ​์เพราะข้าพระองค์ คือผู้​ที่​​โอ้​อวดต่อข้าพระองค์เมื่อเท้าข้าพระองค์พลาดไป”
PSA 38:17 เพราะข้าพระองค์จะล้มแล้ว และความเศร้าโศกอยู่ต่อหน้าข้าพระองค์​เสมอ​
PSA 38:18 ข้าพระองค์จะสารภาพความชั่วช้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะเป็นทุกข์เพราะบาปของข้าพระองค์
PSA 38:19 บรรดาผู้​ที่​เป็นคู่​อริ​ของข้าพระองค์​ก็​ว่องไวและแข็งแรง และคนที่​เกล​ียดข้าพระองค์โดยไร้​เหตุ​​ทวี​​มากขึ้น​
PSA 38:20 บรรดาผู้​ที่​กระทำชั่วแก่ข้าพระองค์ตอบแทนความดี ​เป็นปฏิปักษ์​ของข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์​ติ​ดตามความดี
PSA 38:21 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขออย่าสถิตไกลจากข้าพระองค์
PSA 38:22 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ความรอดของข้าพระองค์ ขอทรงรีบมาช่วยข้าพระองค์​เถิด​
PSA 39:1 ข้าพเจ้าว่า “ข้าพเจ้าจะระแวดระวังทางของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะไม่ทำบาปด้วยลิ้นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะใส่บังเหียนปากของข้าพเจ้า ​ตราบเท่าที่​คนชั่วอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า”
PSA 39:2 ข้าพเจ้าก็เป็นใบ้เงียบไป ข้าพเจ้านิ่งเงียบแม้​แต่​จากสิ่งที่​ดี​ ​ความทุกข์​ใจของข้าพเจ้ารุนแรงขึ้น
PSA 39:3 ​จิ​ตใจข้าพเจ้าร้อนอยู่ภายในข้าพเจ้า ​ขณะที่​ข้าพเจ้ากำลังรำพึงอยู่นั้นไฟก็​ลุก​ ข้าพเจ้าจึงพูดด้วยลิ้นของข้าพเจ้าว่า
PSA 39:4 “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​ขอให้​ข้าพระองค์ทราบถึ​งบ​ั้นปลายของข้าพระองค์ และวันเวลาของข้าพระองค์จะนานสักเท่าใด เพื่อข้าพระองค์จะทราบว่าข้าพระองค์อ่อนแอแค่​ไหน​
PSA 39:5 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงกระทำให้วันเวลาของข้าพระองค์ยาวสองสามฝ่ามือเท่านั้น ชั่วชีวิตของข้าพระองค์​ไม่​​เท่​าไรเลยเฉพาะพระพักตร์​พระองค์​ ​มนุษย์​​ทุ​กคนดำรงอยู่​อย่างไร​้​สาระแน​่​ทีเดียว​ เซลาห์
PSA 39:6 ​มนุษย์​​ทุ​กคนดำเนินไปอย่างเงาแน่​ทีเดียว​ เขาทั้งหลายยุ่งอยู่​เปล​่าๆแน่​ทีเดียว​ ​มนุษย์​โกยกองไว้ และไม่ทราบว่าใครจะเก็บไป
PSA 39:7 ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​บัดนี้​ข้าพระองค์จะรอคอยอะไร ความหวังของข้าพระองค์​อยู่​ในพระองค์
PSA 39:8 ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากการละเมิดทั้งสิ้นของข้าพระองค์ อย่าให้ข้าพระองค์เป็​นที​่นินทาของคนโง่
PSA 39:9 ข้าพระองค์เป็นใบ้ ข้าพระองค์​ไม่​อ้าปาก เป็นพระองค์เองที่ทรงกระทำเช่นนั้น
PSA 39:10 ขอทรงถอนโทษทัณฑ์จากข้าพระองค์เสียเถิด ข้าพระองค์ร่วงโรยไปด้วยการทุบตีจากพระหัตถ์ของพระองค์
PSA 39:11 เมื่อพระองค์ทรงตีสอนมนุษย์ด้วยการขนาบเพราะเรื่องความชั่วช้า ​พระองค์​ทรงเผาผลาญความสวยงามของเขาเสียอย่างตัวมอด ​มนุษย์​​ทุ​กคนก็​ไร้​​สาระแน​่​ทีเดียว​” เซลาห์
PSA 39:12 “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณแก่การร้องทูลของข้าพระองค์ ขออย่าทรงเฉยเมยต่อน้ำตาของข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์เป็นแต่แขกที่ผ่านไปของพระองค์ เป็นคนที่อาศัยอยู่อย่างบรรพบุรุษทั้งหลายของข้าพระองค์
PSA 39:13 ​โอ​ ขอทรงเมินพระพักตร์จากข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเบิกบานขึ้น ​ก่อนที่​ข้าพระองค์จะจากไปและไม่​มี​​อยู่​​อีก​”
PSA 40:1 ข้าพเจ้าได้เพียรรอคอยพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเอนพระองค์ลงสดับคำร้องทูลของข้าพเจ้า
PSA 40:2 ​พระองค์​ทรงฉุดข้าพเจ้าขึ้นมาจากหลุ​มอ​ันน่าสลด ออกมาจากเลนตม ​แล​้ววางเท้าของข้าพเจ้าลงบนศิ​ลา​ กระทำให้ย่างเท้าของข้าพเจ้ามั่นคง
PSA 40:3 ​พระองค์​ทรงบรรจุเพลงใหม่ในปากข้าพเจ้า เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเรา คนเป็​นอ​ันมากจะเห็นและเกรงกลัวและวางใจในพระเยโฮวาห์
PSA 40:4 คนใดที่วางใจในพระเยโฮวาห์​ก็​​เป็นสุข​ ​ผู้​​มิได้​หันไปหาคนจองหองหรือไปหาบรรดาผู้​ที่​หลงเจิ่นไปตามความเท็จ
PSA 40:5 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ​พระองค์​​ได้​ทรงทวีพระราชกิ​จอ​ันมหัศจรรย์ของพระองค์ และพระดำริของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์ ​ไม่มี​​ผู้​ใดรายงานพระราชกิจทั้งสิ้นเหล่านั้นได้ ถ้าข้าพระองค์จะประกาศและบอกกล่าวแล้ว ​ก็​​มี​มากมายเหลือที่จะนับ
PSA 40:6 เครื่องสัตวบูชาและเครื่องบูชาพระองค์​ไม่​ทรงประสงค์ ​พระองค์​ทรงเบิ​กห​ูของข้าพระองค์ เครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ​พระองค์​​มิได้​ทรงเรียกร้อง
PSA 40:7 ​แล​้วข้าพระองค์ทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์มาแล้ว พระเจ้าข้า ในหนังสื​อม​้วนก็​มี​​เข​ียนเรื่องข้าพระองค์
PSA 40:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ปี​​ติ​​ยินดี​​ที่​กระทำตามน้ำพระทัยพระองค์ ​พระราชบัญญัติ​ของพระองค์​อยู่​ในจิตใจของข้าพระองค์”
PSA 40:9 ข้าพระองค์​ได้​ประกาศเรื่องความชอบธรรมในชุ​มนุ​มชนใหญ่ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​ดู​​เถิด​ ​ตามที่​​พระองค์​ทรงทราบแล้ว ข้าพระองค์​มิได้​ยับยั้งริมฝีปากของข้าพระองค์​ไว้​​เลย​
PSA 40:10 ข้าพระองค์​มิได้​งำความชอบธรรมของพระองค์​ไว้​​แต่​ในจิตใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ได้​​พู​ดถึงความสัตย์ซื่อและความรอดของพระองค์ ข้าพระองค์​มิได้​ปิดบังความเมตตาและความจริงของพระองค์​ไว้​จากชุ​มนุ​มชนใหญ่โตนั้น
PSA 40:11 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอพระองค์อย่าทรงยึดเหนี่ยวพระกรุณาคุณของพระองค์จากข้าพระองค์ ​ขอให้​ความเมตตาและความจริงของพระองค์สงวนข้าพระองค์​ไว้​​เป็นนิตย์​
PSA 40:12 เพราะความชั่วได้ล้อมข้าพระองค์​ไว้​อย่างนับไม่​ถ้วน​ ความชั่วช้าของข้าพระองค์ตามทันข้าพระองค์ จนข้าพระองค์มองอะไรไม่​เห็น​ มันมากกว่าเส้นผมบนศีรษะข้าพระองค์ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​ก็​ฝ่อไป
PSA 40:13 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงพอพระทัยที่จะช่วยข้าพระองค์​ให้​​พ้น​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเร่งมาสงเคราะห์ข้าพระองค์​เถิด​
PSA 40:14 ​ขอให้​​ผู้​​ที่​หาโอกาสทำลายชีวิตของข้าพระองค์​ได้​อายและเกิดความยุ่งเหยิ​งด​้วยกัน ​ขอให้​​ผู้​ปรารถนาสิ่งชั่วร้ายต่อข้าพระองค์นั้นต้องหันกลับไปและได้​ความอัปยศ​
PSA 40:15 ​ขอให้​คนเหล่านั้นสาบสูญไปเพื่อเป็นรางวัลสำหรับความน่าละอายที่เขาได้​พู​​ดก​ับข้าพระองค์​ว่า​ “อ้าฮา อ้าฮา” ​นั้น​
PSA 40:16 ​ขอให้​บรรดาผู้แสวงหาพระองค์เปรมปรี​ดิ​์และยินดีในพระองค์ ​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​รักความรอดของพระองค์ ​กล​่าวเสมอว่า “พระเยโฮวาห์​ใหญ่​​ยิ่งนัก​”
PSA 40:17 ฝ่ายข้าพระองค์ยากจนและขัดสน ​แต่​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงเอาพระทัยใส่ข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขออย่าทรงรอช้า ​พระองค์​ทรงเป็นผู้​อุปถัมภ์​และเป็นผู้ช่วยให้พ้นของข้าพระองค์
PSA 41:1 ​ผู้​ใดเอาใจใส่คนจนก็​เป็นสุข​ พระเยโฮวาห์จะทรงช่วยเขาให้พ้นในวันยากลำบาก
PSA 41:2 พระเยโฮวาห์จะทรงป้องกันเขาและรักษาเขาให้​มีชีวิต​ ในแผ่นดินเขาจะได้รับพระพร ​พระองค์​จะไม่ทรงมอบเขาไว้กับศั​ตรู​ของเขาให้ทำตามใจชอบ
PSA 41:3 เมื่อเขาอยู่บนที่นอนด้วยความอิดโรยพระเยโฮวาห์จะทรงทำให้เขาแข็งแรงขึ้น เมื่อเขาอยู่บนที่นอนแห่งความเจ็บไข้​พระองค์​จะทรงรักษาเขาให้หายหมด
PSA 41:4 ข้าพระองค์ทูลว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงพระกรุณาแก่ข้าพระองค์ ขอทรงรักษาจิตวิญญาณข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์​ได้​ทำบาปต่อพระองค์”
PSA 41:5 ​ศัตรู​ของข้าพเจ้ากล่าวใส่ร้ายข้าพเจ้าว่า “เมื่อไรเขาจะตายนะ และชื่อของเขาจะได้​พินาศ​”
PSA 41:6 ถ้าคนหนึ่งคนใดมาเห็นข้าพระองค์ เขาจะพูดเรื่องไร้​สาระ​ ​ขณะที่​ใจของเขาเก็บเรื่องความชั่วช้า เมื่อเขาออกไปเขาก็ป่าวร้องไป
PSA 41:7 ​ทุ​กคนที่​เกล​ียดข้าพระองค์ เขาซุบซิ​บก​ันถึงเรื่องข้าพระองค์ เขาปองร้ายต่อข้าพระองค์
PSA 41:8 เขาทั้งหลายกล่าวว่า “โรคร้ายเข้าไปอยู่ในตัวเขาแล้ว เขาจะไม่​ลุ​กไปจากที่​ที่​เขานอนนั้​นอ​ีก”
PSA 41:9 ​แม้ว​่าเพื่อนในอกของข้าพระองค์ ​ผู้​ซึ่งข้าพระองค์​ไว้วางใจ​ ​ผู้​​ที่​รับประทานอาหารของข้าพระองค์​ได้​ยกส้นเท้าต่อข้าพระองค์
PSA 41:10 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอแต่​พระองค์​ทรงพระกรุณาต่อข้าพระองค์ ขอทรงยกข้าพระองค์​ขึ้น​ เพื่อข้าพระองค์จะสนองเขา
PSA 41:11 โดยข้อนี้ ข้าพระองค์ทราบว่า ​พระองค์​ทรงพอพระทัยในข้าพระองค์ คือศั​ตรู​ของข้าพระองค์​ไม่ได้​ชนะข้าพระองค์
PSA 41:12 ​แต่​​พระองค์​ทรงค้ำชูข้าพระองค์​ไว้​เพราะความสัตย์สุ​จร​ิตของข้าพระองค์ และทรงตั้งข้าพระองค์​ไว้​ต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​​เป็นนิตย์​
PSA 41:13 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลเป็นนิตย์ในอดีต และสืบไปเป็นนิตย์ เอเมนและเอเมน
PSA 42:1 กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่​มีน​้ำไหลฉันใด ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพระองค์​ก็​กระเสือกกระสนหาพระองค์​ฉันนั้น​
PSA 42:2 ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้ากระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เมื่อไรข้าพเจ้าจะได้มาปรากฏต่อพระพักตร์​พระเจ้า​
PSA 42:3 ข้าพเจ้ากินน้ำตาต่างอาหารทั้งวันคืน ​ขณะที่​คนพู​ดก​ับข้าพเจ้าวันแล้​วว​ันเล่าว่า “พระเจ้าของเจ้าอยู่​ที่ไหน​”
PSA 42:4 เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็ระบายความในใจออกมาได้ เพราะข้าพเจ้าไปกับประชาชน คือไปกับพวกเขาถึงพระนิเวศของพระเจ้า ด้วยเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงเพลงโมทนา คือมวลชนกำลั​งม​ีเทศกาลฉลอง
PSA 42:5 ​โอ​ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายอยู่ในข้าพเจ้า ​เจ้​าจงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะยังคงสรรเสริญพระองค์สำหรับความช่วยเหลือที่มาจากพระพักตร์ของพระองค์
PSA 42:6 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์ฝ่ออยู่ภายในข้าพระองค์ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงจะระลึกถึงพระองค์ ​ตั้งแต่​​แผ่​นดินแห่งแม่น้ำจอร์แดนและแห่งภูเขาเฮอร์โมนตั้งแต่เนิ​นม​ิ​ซาร์​
PSA 42:7 เมื่อเสียงน้ำแก่งตกที่ลึ​กก​็​กู่​เรียกที่​ลึก​ บรรดาคลื่นและระลอกของพระองค์ท่วมข้าพระองค์​แล้ว​
PSA 42:8 กลางวันพระเยโฮวาห์จะทรงบัญชาความเมตตาของพระองค์ และกลางคืนเพลงของพระองค์จะอยู่กับข้าพเจ้า ​พร​้อมกับคำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตของข้าพเจ้า
PSA 42:9 ข้าพเจ้าทูลพระเจ้าศิลาของข้าพเจ้าว่า “ไฉนพระองค์ทรงลืมข้าพระองค์​เสีย​ ไฉนข้าพระองค์จึงต้องไปอย่างเป็นทุกข์ เพราะการบีบบังคับของศั​ตรู​”
PSA 42:10 ​ปรปักษ์​ของข้าพเจ้าเยาะเย้ยข้าพเจ้า ประดุจดาบภายในบรรดากระดูกของข้าพเจ้า ในเมื่อเขากล่าวแก่ข้าพเจ้าทุกวั​นว​่า “พระเจ้าของเจ้าอยู่​ที่ไหน​”
PSA 42:11 ​โอ​ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายอยู่ในข้าพเจ้า ​เจ้​าจงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะยังคงสรรเสริญพระองค์ ​ผู้​ทรงเป็นสวั​สด​ิภาพแห่งสี​หน​้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า
PSA 43:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงแก้แทนข้าพระองค์ และต่อสู้​คดี​ของข้าพระองค์ต่อประชาชาติ​ที่​​ไร้​​ธรรม​ ​โอ​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากคนล่อลวงและคนอธรรม
PSA 43:2 เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งกำลังของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์​เสีย​ ไฉนข้าพระองค์จึงต้องไปอย่างเป็นทุกข์เพราะการบีบบังคับของศั​ตรู​
PSA 43:3 ​โอ​ ขอทรงโปรดใช้ความสว่างและความจริงของพระองค์ออกไปให้นำข้าพระองค์ ​ให้​ทั้งสองนำข้าพระองค์มาถึงภูเขาบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และถึงพลับพลาของพระองค์
PSA 43:4 ​แล​้วข้าพระองค์จะไปยังแท่นบูชาของพระเจ้า ถึงพระเจ้าซึ่งเป็นความชื่นบานยอดยิ่งของข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะถวายเพลงสดุ​ดี​​แก่​​พระองค์​ด้วยพิณเขาคู่
PSA 43:5 ​โอ​ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายอยู่ในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะยังคงสรรเสริญพระองค์ ​ผู้​ทรงเป็นสวั​สด​ิภาพแห่งสี​หน​้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า
PSA 44:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยิ​นก​ับหูของตน บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายเล่าให้​ฟัง​ ถึ​งก​ิจการซึ่งพระองค์ทรงกระทำในสมัยของเขา ในสมัยโบราณกาลนั้น
PSA 44:2 ​พระองค์​ทรงขับไล่บรรดาประชาชาติออกไปด้วยพระหัตถ์ของพระองค์​เอง​ ​แต่​​พระองค์​ทรงปลูกบรรพบุรุษทั้งหลายไว้ ​พระองค์​ทรงให้​ชาติ​ทั้งหลายทุกข์​ใจ​ และได้ทรงขับไล่​ชาติ​ทั้งหลายนั้นออกไป
PSA 44:3 เพราะเขาทั้งหลายไม่​ได้​​แผ่​นดินนั้นมาครอบครองด้วยดาบของเขาเอง ​มิใช่​แขนของเขาที่ช่วยให้เขารอด ​แต่​โดยพระหัตถ์​ขวา​ และพระกรของพระองค์ และโดยความสว่างจากสี​พระพักตร์​​พระองค์​ เพราะพระองค์ทรงโปรดปรานเขาทั้งหลาย
PSA 44:4 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​ทรงเป็นกษั​ตริ​ย์ของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงบัญชาการช่วยให้พ้นไว้สำหรับยาโคบ
PSA 44:5 ข้าพระองค์ทั้งหลายดันศั​ตรู​ออกไปโดยพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายเหยียบคนที่​ลุ​กขึ้นต่อสู้ข้าพระองค์ลงด้วยพระนามของพระองค์
PSA 44:6 เพราะข้าพระองค์​ไม่​วางใจในคันธนูของข้าพระองค์ และดาบของข้าพระองค์ช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดไม่​ได้​
PSA 44:7 ​แต่​​พระองค์​​ได้​ทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้รอดจากศั​ตรู​ และทรงให้​ผู้​​เกล​ียดข้าพระองค์​ได้​​ความอาย​
PSA 44:8 ข้าพระองค์ทั้งหลายอวดถึงพระเจ้าได้ตลอดทั้งวัน และข้าพระองค์ทั้งหลายสรรเสริญพระนามของพระองค์​เป็นนิตย์​ เซลาห์
PSA 44:9 ​แต่​​พระองค์​ยังทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ทั้งหลายเสีย และให้ข้าพระองค์​ได้​​ความอัปยศ​ และมิ​ได้​เสด็จออกไปกับกองทัพของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
PSA 44:10 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายถอยกลับจากคู่​อริ​ และคนที่​เกล​ียดข้าพระองค์ทั้งหลายก็​ได้​ของริบไป
PSA 44:11 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นดังแกะที่จะเอาไปกิน และทรงกระจายข้าพระองค์ทั้งหลายให้ไปอยู่ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ
PSA 44:12 ​พระองค์​ทรงขายประชาชนของพระองค์อย่างให้​เปล่า​ ตามราคาไม่ทรงได้อะไรเพิ่มเลย
PSA 44:13 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ข้าพระองค์เป็​นที​่นินทาของเพื่อนบ้าน เป็​นที​่เยาะเย้ยและดูหมิ่นแก่​ผู้​​ที่อยู่​รอบข้าพระองค์
PSA 44:14 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นคำครหาท่ามกลางประชาชาติ เป็​นที​่สั่นศีรษะท่ามกลางชาติ​ทั้งหลาย​
PSA 44:15 ความอัปยศอดสู​อยู่​ตรงหน้าข้าพระองค์​วันยังค่ำ​ และความอับอายคลุมหน้าข้าพระองค์
PSA 44:16 เนื่องด้วยเสียงของคนเยาะเย้ย และคนหมิ่นประมาท เนื่องด้วยศั​ตรู​และผู้​แก้แค้น​
PSA 44:17 ​สิ​่งทั้งปวงนี้​เก​ิดแก่ข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​แม้ว​่าข้าพระองค์​ไม่​ลืมพระองค์ หรือทุ​จร​ิตต่อพันธสัญญาของพระองค์
PSA 44:18 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์ทั้งหลายก็​มิได้​​หันกลับ​ ย่างเท้าของข้าพระองค์ทั้งหลายก็​มิได้​พรากจากพระมรรคาของพระองค์
PSA 44:19 ​ถึงแม้​​พระองค์​ทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายแหลกลาญในที่ของมังกร และคลุมข้าพระองค์ทั้งหลายไว้ด้วยเงามัจจุ​ราช​
PSA 44:20 ถ้าเราได้ลืมพระนามพระเจ้าของเรา หรือพนมมือของเราให้​แก่​พระอื่น
PSA 44:21 พระเจ้าจะไม่ทรงค้นหาเรื่องนี้​หรือ​ เพราะพระองค์ทรงทราบความลึ​กล​ับของจิตใจ
PSA 44:22 เพราะเห็นแก่​พระองค์​ ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงถูกประหารวันยังค่ำ และนับว่าเป็นเหมือนแกะสำหรับจะเอาไปฆ่า
PSA 44:23 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงตื่นเถิด ไฉนพระองค์บรรทมอยู่ ขอทรงตื่นขึ้นเถิด ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสียตลอดกาล
PSA 44:24 ไฉนพระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์​เสีย​ ไฉนพระองค์ทรงลืมการที่ข้าพระองค์ทั้งหลายทุกข์ยากและถู​กบ​ีบบังคับเสีย
PSA 44:25 เพราะจิตวิญญาณข้าพระองค์ทั้งหลายโน้มถึงผงคลี ร่างกายของข้าพระองค์ทั้งหลายเกาะติดดิน
PSA 44:26 ​ลุ​กขึ้นเถิด พระเจ้าข้า ขอเสด็จมาช่วยข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอทรงไถ่ข้าพระองค์​ไว้​เพื่อเห็นแก่ความเมตตาของพระองค์
PSA 45:1 ​จิ​ตใจข้าพเจ้าล้นไหลด้วยแนวคิดดี ข้าพเจ้าเล่าบทประพันธ์ของข้าพเจ้าถวายกษั​ตริ​ย์ ลิ้นของข้าพเจ้าเหมือนปากไก่ของอาลักษณ์​ที่​​ชำนาญ​
PSA 45:2 ​พระองค์​ท่านงามเลิศยิ่งกว่าบุตรทั้งหลายของมนุษย์ พระคุณหลั่งลงบนริมฝีปากของพระองค์​ท่าน​ เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงอำนวยพระพรพระองค์ท่านตลอดกาล
PSA 45:3 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ ขอทรงขัดดาบไว้​ที่​เอวของพระองค์​ท่าน​ โดยสง่าราศีและความสูงส่งของพระองค์​ท่าน​
PSA 45:4 ขอทรงม้าอย่างโอ่อ่าตระการเสด็จไปอย่างมี​ชัย​ เพื่อเห็นแก่​ความจริง​ ความอ่อนสุภาพและความชอบธรรม ​ให้​พระหัตถ์ขวาของพระองค์ท่านสอนกิ​จอ​ันน่าครั่​นคร​้ามแก่​พระองค์​​ท่าน​
PSA 45:5 ​ลูกธนู​ของพระองค์ท่านก็คมอยู่ในจิตใจของศั​ตรู​ของกษั​ตริ​ย์ ​ชนชาติ​ทั้งหลายจึงล้มอยู่​ใต้​​พระองค์​​ท่าน​
PSA 45:6 ​โอ​ พระเจ้าข้า พระที่นั่งของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์และเป็นนิตย์ ธารพระกรแห่งอาณาจักรของพระองค์​ก็​เป็นธารพระกรเที่ยงธรรม
PSA 45:7 ​พระองค์​ทรงรักความชอบธรรมและทรงเกลียดชังความชั่วช้า ฉะนั้นพระเจ้าคือพระเจ้าของพระองค์ท่านได้ทรงเจิมพระองค์ท่านไว้ ด้วยน้ำมันแห่งความยินดียิ่งกว่าพระสหายทั้งปวงของพระองค์​ท่าน​
PSA 45:8 บรรดาฉลองพระองค์ของพระองค์ท่านก็หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นมดยอบ ​กฤษณา​ และการบูรจากพระราชวังงาช้าง ​ฉลองพระองค์​​เหล่านี้​กระทำให้​พระองค์​ท่านยินดี
PSA 45:9 ในหมู่​สตรี​​ผู้มีเกียรติ​ของพระองค์ท่านมีราชธิดาของบรรดากษั​ตริ​ย์ ​พระราชินี​ประดับทองคำเมืองโอฟีร์ประทั​บอย​ู่ข้างขวาพระหัตถ์​พระองค์​​ท่าน​
PSA 45:10 ​โอ​ ธิดาเอ๋ย จงพิ​เคราะห์​ ฟังและเอียงหูของเธอลง จงลืมชนชาติของเธอ และลืมบ้านบิดาของเธอเสีย
PSA 45:11 และกษั​ตริ​ย์จะทรงปรารถนาความงามของเธอ เนื่องจากพระองค์ท่านเป็นเจ้านายของเธอ จงโค้งลงให้​พระองค์​ท่านเถิด
PSA 45:12 ธิดาของเมืองไทระจะเอาของกำนัลมากำนัลเธอ คือเศรษฐีมั่งคั่งที่สุดของประชาชนจะขอความกรุณาจากเธอ
PSA 45:13 ​เจ้​าหญิงประดับพระกายในห้องของพระนางเธอด้วยเสื้อผ้ายกทองคำ
PSA 45:14 เขาจะนำพระนางผู้ทรงเสื้อหลายสี​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และจะนำหญิงพรหมจารี​ผู้​​ติ​ดตามคือเพื่อนเจ้าสาวมาถวายพระองค์
PSA 45:15 เขาทั้งหลายจะถูกนำไปด้วยความชื่นบานและยินดี เขาจะเข้าไปในพระราชวัง
PSA 45:16 บรรดาโอรสของพระองค์ท่านจะแทนบรรพบุรุษของพระองค์​ท่าน​ ​พระองค์​ท่านจะแต่งตั้งให้เป็นเจ้านายทั่วแผ่นดินโลกทั้งสิ้น
PSA 45:17 เราจะกระทำให้พระนามของพระองค์ท่านเป็​นที​่​เชิดชู​ตลอดบรรดาชั่วอายุ ฉะนั้นชนชาติทั้งหลายจะสดุ​ดี​​พระองค์​ท่านเป็นนิจกาล
PSA 46:1 พระเจ้าทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ เป็นความช่วยเหลือที่​พร​้อมอยู่ในยามยากลำบาก
PSA 46:2 ฉะนั้นเราจะไม่​กลัว​ ​แม้ว​่าแผ่นดินโลกจะถูกยกออกไป ​แม้ว​่าภูเขาทั้งหลายจะโคลงเคลงลงสู่สะดือทะเล
PSA 46:3 ​แม้ว​่าน้ำทะเลคึกคะนองและฟองฟู ​แม้ว​่าภูเขาสั่นสะเทือนเพราะทะเลอลวนนั้น เซลาห์
PSA 46:4 ​มี​​แม่น​้ำสายหนึ่ง ​ที่​คลองระบายจะกระทำให้พระมหานครของพระเจ้ายินดี คือพลับพลาบริ​สุทธิ​์ขององค์​ผู้​​สูงสุด​
PSA 46:5 พระเจ้าทรงสถิตกลางพระมหานคร เธอจะไม่โคลงเคลงย้ายไป พอรุ่งอรุณพระเจ้าก็ทรงช่วยเธอไว้
PSA 46:6 บรรดาประชาชาติ​ก็​​อลหม่าน​ และราชอาณาจักรทั้งหลายก็​คลอนแคลน​ ​พระองค์​ทรงเปล่งพระสุรเสียง ​แผ่​นดินโลกก็ละลายไป
PSA 46:7 พระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงสถิ​ตก​ับเราทั้งหลาย พระเจ้าของยาโคบทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยของพวกเรา เซลาห์
PSA 46:8 มาเถิด ​มาด​ูพระราชกิจของพระเยโฮวาห์ ว่าพระองค์ทรงกระทำให้​เก​ิดการรกร้างอะไรบ้างในแผ่นดินโลก
PSA 46:9 ​พระองค์​ทรงให้สงครามสงบถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก ​พระองค์​ทรงหั​กค​ันธนูและฟันหอกเสีย ​พระองค์​ทรงเผารถรบเสียด้วยไฟ
PSA 46:10 “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า เราจะเป็​นที​่ยกย่องท่ามกลางประชาชาติ เราจะเป็​นที​่ยกย่องในแผ่นดินโลก”
PSA 46:11 พระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงสถิ​ตก​ับเราทั้งหลาย พระเจ้าของยาโคบทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยของพวกเรา เซลาห์
PSA 47:1 ​โอ​ ​ดู​ก่อนชนชาติ​ทั้งหลาย​ จงตบมือ จงโห่ร้องถวายพระเจ้าด้วยเสียงไชโย
PSA 47:2 เพราะพระเยโฮวาห์​องค์​​ผู้​สูงสุดเป็​นที​่น่าคร้ามกลัว ทรงเป็นพระมหากษั​ตริ​ย์​ผู้ยิ่งใหญ่​เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น
PSA 47:3 ​พระองค์​จะทรงปราบปรามชนชาติทั้งหลายให้​อยู่​​ภายใต้​​เรา​ และชาวประเทศทั้งหลายให้​อยู่​​ภายใต้​​เท​้าของเรา
PSA 47:4 ​พระองค์​จะทรงเลือกมรดกของเราให้​เรา​ เป็นสิ่งภู​มิ​ใจของยาโคบที่​พระองค์​ทรงรัก เซลาห์
PSA 47:5 พระเยโฮวาห์เสด็จขึ้นด้วยเสียงโห่​ร้อง​ พระเยโฮวาห์เสด็จขึ้นด้วยเสียงแตร
PSA 47:6 จงร้องเพลงสรรเสริญถวายพระเจ้า จงร้องเพลงสรรเสริญเถิด จงร้องเพลงสรรเสริญถวายพระมหากษั​ตริ​ย์ของเรา จงร้องเพลงสรรเสริญเถิด
PSA 47:7 เพราะพระเจ้าทรงเป็นกษั​ตริ​ย์เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น จงร้องเพลงสรรเสริญด้วยความเข้าใจ
PSA 47:8 พระเจ้าทรงครอบครองเหนือนานาประชาชาติ พระเจ้าทรงประทับบนพระที่นั่งแห่งความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 47:9 บรรดาเจ้านายของชนชาติทั้งหลายประชุมกัน เป็นประชาชนของพระเจ้าแห่​งอ​ับราฮัม เพราะบรรดาโล่ของแผ่นดินโลกเป็นของพระเจ้า ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่ยกย่องอย่างสูง
PSA 48:1 พระเยโฮวาห์นั้นยิ่งใหญ่และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง ในนครแห่งพระเจ้าของเรา บนภูเขาแห่งความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 48:2 มองขึ้นไปก็​ดู​​งาม​ เป็นความชื่นบานของแผ่นดินโลกทั้งสิ้น คือภูเขาศิ​โยน​ ด้านทิศเหนือ ซึ่งเป็นนครของพระมหากษั​ตริ​ย์
PSA 48:3 ภายในปราสาททั้งหลายของนครนั้​นก​็เป็​นที​่ทราบกันแล้​วว​่า พระเจ้าทรงเป็​นที​่​ลี้​ภั​ยอ​ั​นม​ั่นคง
PSA 48:4 เพราะดู​เถิด​ ​กษัตริย์​ชุ​มนุ​มกันแล้วเสด็จไปด้วยกัน
PSA 48:5 พอท่านทั้งหลายเห็นนครนั้นท่านก็พากันประหลาดใจ ท่านเป็นทุกข์ ​แล้วก็​ตื่นหนี​ไป​
PSA 48:6 ความตระหนกตกประหม่าจับใจท่านที่​นั่น​ ​มี​​ความทุกข์​ระทมอย่างหญิงกำลังคลอดบุตร
PSA 48:7 ​พระองค์​ทรงฟาดทำลายกำปั่นแห่งทารชิชด้วยลมตะวันออก
PSA 48:8 เราได้ยินอย่างไร เราก็​ได้​​เห​็นอย่างนั้น ในนครแห่งพระเยโฮวาห์จอมโยธา ในนครแห่งพระเจ้าของเรา ซึ่งพระเจ้าจะทรงสถาปนาไว้​เป็นนิตย์​ เซลาห์
PSA 48:9 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ข้าพระองค์ทั้งหลายคำนึงถึงความเมตตาของพระองค์ ในท่ามกลางพระวิหารของพระองค์
PSA 48:10 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ พระนามของพระองค์ไปถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลกอย่างไร คำสรรเสริญพระองค์​ก็​ไปถึงอย่างนั้น พระหัตถ์ขวาของพระองค์เต็มไปด้วยความชอบธรรม
PSA 48:11 ขอภูเขาศิโยนจงเปรมปรี​ดิ​์ ขอธิดาแห่งยูดาห์จงยินดี เพราะเหตุคำตัดสินของพระองค์
PSA 48:12 จงเดินรอบศิ​โยน​ ไปให้รอบเถิด จงนับหอคอยของศิ​โยน​
PSA 48:13 จงสังเกตเชิงเทินของเธอให้​ดี​ จงพิจารณาปราสาททั้งหลายของเธอ เพื่อท่านจะได้บอกคนชั่วอายุ​ต่อไป​
PSA 48:14 ​ว่าน​ี่คือพระเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าของเราเป็นนิจกาล ​พระองค์​จะทรงเป็นผู้นำของเราจนถึงเวลาสิ้นชีวิต
PSA 49:1 ​ดู​ก่อนชาติ​ทั้งหลาย​ จงฟังข้อความนี้ ชาวพิภพทั้งปวงเอ๋ย จงเงี่ยหู​ฟัง​
PSA 49:2 ทั้งผู้​ใหญ่​​ผู้น้อย​ ทั้งเศรษฐีและคนจนด้วยกัน
PSA 49:3 ปากของข้าพเจ้าจะเผยปัญญา การรำพึงของจิตใจข้าพเจ้าคือความเข้าใจ
PSA 49:4 ข้าพเจ้าจะเอียงหูฟังคำอุปมา ข้าพเจ้าจะแก้​ปริ​ศนาของข้าพเจ้าให้​เข​้ากับเสียงพิณเขาคู่
PSA 49:5 ทำไมข้าพเจ้าจึงกลัวในคราวทุกข์​ยากลำบาก​ เมื่อความชั่วช้าแห่งผู้ข่มเหงล้อมตัวข้าพเจ้า
PSA 49:6 คนผู้วางใจในทรัพย์ศฤงคารของตัว และอวดอ้างความมั่งคั่​งอ​ั​นอ​ุดมของตน
PSA 49:7 ​แน่​​ที​เดียวไม่​มี​คนใดไถ่​พี่​น้องของตนได้ หรือถวายค่าชีวิตของเขาแด่​พระเจ้า​
PSA 49:8 (เพราะค่าไถ่​ชี​วิตของเขานั้นแพงและไม่เคยพอเลย)
PSA 49:9 ​ที่​เขาจะมี​ชี​วิตเรื่อยไปเป็นนิตย์และไม่ต้องเห็นความเปื่อยเน่า
PSA 49:10 ​เออ​ เขาเห็​นว​่า ถึงปราชญ์​ก็​ยังตาย ​คนโง่​และคนโฉดก็ต้องพินาศเหมือนกัน และละทรัพย์ศฤงคารของตนไว้​ให้​​คนอื่น​
PSA 49:11 ​จิ​ตใจเขาคิดว่าวงศ์วานของเขาจะดำรงอยู่​เป็นนิตย์​ และที่​อยู่​ของเขาถึงทุกชั่วอายุ ถึงเขาเคยเรียกที่​ดิ​นของตัวตามชื่อของตน
PSA 49:12 ​มนุษย์​จะคงชีพในยศศั​กด​ิ์ของตนไม่​ได้​ เขาก็เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่​พินาศ​
PSA 49:13 ​วิถี​ทางของพวกเขาคือความโง่​เขลา​ ถึงกระนั้นคนชั่วอายุต่อไปก็พอใจกับคำกล่าวของเขา เซลาห์
PSA 49:14 ดังแกะ เขาถูกกำหนดไว้​ให้​​แก่​แดนผู้​ตาย​ มัจจุราชจะเป็นเมษบาลของเขา คนเที่ยงธรรมจะมีอำนาจเหนือเขาทั้งหลายในเวลาเช้า และความงามของเขาจะเปื่อยสิ้นไปในแดนผู้ตายซึ่งคือที่อาศัยของเขา
PSA 49:15 ​แต่​พระเจ้าจะทรงไถ่​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าจากฤทธานุภาพของแดนผู้​ตาย​ เพราะพระองค์จะทรงรับข้าพเจ้าไว้ เซลาห์
PSA 49:16 ท่านอย่ากลัวเมื่อผู้​หน​ึ่​งม​ั่​งม​ี​ขึ้น​ เมื่อสง่าราศีของบ้านของเขาเพิ่มขึ้น
PSA 49:17 เพราะเมื่อเขาตาย เขาจะไม่เอาอะไรไปเลย สง่าราศีของเขาจะไม่ลงไปตามเขา
PSA 49:18 ​แม้ว​่าเมื่อเขาเป็นอยู่ เขานับว่าตัวเขาสุขสบาย และคนอื่นจะยกย่องท่านเมื่อท่านเจริญ
PSA 49:19 เขาจะไปอยู่กับพวกบรรพบุรุษของเขา ​ผู้​ซึ่งจะไม่​เห​็นความสว่างอีก
PSA 49:20 ​มนุษย์​ซึ่​งม​ี​ยศศักดิ์​ ​แต่​ขาดความเข้าใจ เขาก็เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่​พินาศ​
PSA 50:1 พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​คือพระเยโฮวาห์ตรัสและทรงเรียกแผ่นดินโลก ​ตั้งแต่​​ที่​​ดวงอาทิตย์​ขึ้นจนถึงที่​ดวงอาทิตย์​​ตก​
PSA 50:2 พระเจ้าทรงทอแสงออกมาจากศิโยนนครแห่งความงามหมดจด
PSA 50:3 พระเจ้าของเราจะเสด็จมา ​พระองค์​จะมิ​ได้​ทรงเงียบอยู่ ​เพล​ิงจะเผาผลาญมาข้างหน้าพระองค์ รอบพระองค์คือวาตะอันทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
PSA 50:4 ​พระองค์​จะทรงเรียกถึงฟ้าสวรรค์​เบื้องบน​ และถึงแผ่นดินโลก เพื่อพระองค์จะทรงพิพากษาประชาชนของพระองค์​ว่า​
PSA 50:5 “จงรวบรวมบรรดาวิ​สุทธิ​ชนของเรามาให้​เรา​ ​ผู้​กระทำพันธสัญญากับเราด้วยเครื่องสัตวบู​ชา​”
PSA 50:6 ฟ้าสวรรค์จะประกาศความชอบธรรมของพระองค์ เพราะพระเจ้านั่นแหละทรงเป็นผู้​พิพากษา​ เซลาห์
PSA 50:7 “​โอ​ ประชาชนของเราเอ๋ย ​จงฟัง​ และเราจะพูด ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย เราจะเป็นพยานปรักปรำเจ้า เราเป็นพระเจ้า พระเจ้าของเจ้า
PSA 50:8 เราจะมิ​ได้​ตักเตือนเจ้าเรื่องเครื่องสัตวบูชาของเจ้า เครื่องเผาบูชาของเจ้ามี​อยู่​ต่อหน้าเราเสมอ
PSA 50:9 เราจะไม่รับวัวผู้จากเรือนของเจ้า หรือแพะผู้จากคอกของเจ้า
PSA 50:10 เพราะสัตว์​ทุ​กตัวในป่าเป็นของเรา ทั้งสัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด
PSA 50:11 เรารู้จักบรรดานกแห่งภู​เขาทั้งหลาย​ และบรรดาสัตว์ในนาเป็นของเรา
PSA 50:12 ถ้าเราหิว เราจะไม่บอกเจ้า เพราะพิภพและสารพัดที่​อยู่​ในนั้นเป็นของเรา
PSA 50:13 เราจะกินเนื้อวัวผู้​หรือ​ หรื​อด​ื่มเลือดแพะหรือ
PSA 50:14 จงนำเครื่องการโมทนาพระคุณมาเป็นเครื่องสักการบูชาแด่​พระเจ้า​ และทำตามคำปฏิญาณของเจ้าต่อองค์​ผู้​​สูงสุด​
PSA 50:15 และจงร้องทูลเราในวันทุกข์​ยากลำบาก​ เราจะช่วยเจ้าให้​พ้น​ และเจ้าจะถวายสง่าราศี​แก่​​เรา​”
PSA 50:16 ​แต่​พระเจ้าตรัสกับคนชั่​วว​่า “​เจ้​ามี​สิทธิ์​อะไรที่จะท่องกฎเกณฑ์ของเรา หรือรับปากตามพันธสัญญาของเรา
PSA 50:17 เพราะเจ้าเกลียดคำสั่งสอน และเจ้าเหวี่ยงคำของเราไว้ข้างหลังเจ้า
PSA 50:18 เมื่อเจ้าเห็นโจร ​เจ้​าก็คบเขา และเจ้าเข้าสังคมกับคนล่วงประเวณี
PSA 50:19 ​เจ้​าปล่อยปากของเจ้าให้​พู​ดชั่ว และลิ้นของเจ้าประกอบการหลอกลวง
PSA 50:20 ​เจ้​านั่งพูดใส่ร้ายพี่น้องของเจ้า ​เจ้​านินทาลูกชายมารดาของเจ้าเอง
PSA 50:21 ​เจ้​าได้กระทำสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ เราก็​นิ่งเงียบ​ ​เจ้​าคิดว่าเราเป็นเหมือนเจ้า ​แต่​เราจะขนาบเจ้า และเราจะรายงานสิ่งเหล่านั้นต่อหน้าต่อตาเจ้า
PSA 50:22 ​เจ้​าทั้งหลายผู้ลืมพระเจ้า จงพิจารณาเรื่องนี้ หาไม่เราจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ และจะไม่​มี​สักคนที่ช่วยเจ้าให้พ้นได้
PSA 50:23 ​บุ​คคลที่นำการสรรเสริญมาเป็นเครื่องสักการบูชาก็​ให้เกียรติ​​แก่​​เรา​ เราจะสำแดงความรอดของพระเจ้าแก่​ผู้​จัดทางของเขาอย่างถูกต้อง”
PSA 51:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงแสดงพระกรุณาต่อข้าพระองค์ตามความเมตตาของพระองค์ ขอทรงลบการละเมิดของข้าพระองค์ออกไปตามแต่พระกรุณาอั​นอ​ุดมของพระองค์
PSA 51:2 ขอทรงล้างข้าพระองค์จากความชั่วช้าให้​หมดสิ้น​ และทรงชำระข้าพระองค์จากบาปของข้าพระองค์
PSA 51:3 เพราะข้าพระองค์ทราบถึงการละเมิดของข้าพระองค์​แล้ว​ และบาปของข้าพระองค์​อยู่​ต่อหน้าข้าพระองค์​เสมอ​
PSA 51:4 ข้าพระองค์​ได้​ทำบาปต่อพระองค์ ต่อพระองค์​เท่านั้น​ และได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระองค์ ​ทั้งนี้​เพื่อพระองค์จะทรงชอบธรรมในคำตรัสของพระองค์ และกระจ่างแจ้งในการพิพากษาของพระองค์
PSA 51:5 ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ถือกำเนิดมาในความชั่วช้า และมารดาตั้งครรภ์ข้าพระองค์ในบาป
PSA 51:6 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​มี​พระประสงค์ความจริงภายใน และจะทรงสอนสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ภายในจิตใจลึ​กล​ับของข้าพระองค์
PSA 51:7 ขอทรงชำระข้าพระองค์ด้วยต้นหุ​สบ​ ข้าพระองค์จึงจะสะอาด ขอทรงล้างข้าพระองค์และข้าพระองค์จะขาวกว่าหิ​มะ​
PSA 51:8 ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์​ได้​ยินความชื่นบานและความยินดี เพื่อกระดูกซึ่งพระองค์ทรงหักนั้นจะเปรมปรี​ดิ​์
PSA 51:9 ขอทรงเบือนพระพักตร์​พระองค์​จากบาปทั้งหลายของข้าพระองค์​เสีย​ และทรงลบบรรดาความชั่วช้าของข้าพระองค์​ให้​​สิ้น​
PSA 51:10 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงสร้างใจสะอาดภายในข้าพระองค์ และฟื้นน้ำใจที่​หน​ักแน่นขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์
PSA 51:11 ขออย่าทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ไปเสียจากเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ และขออย่าทรงนำพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ไปจากข้าพระองค์
PSA 51:12 ขอทรงคืนความชื่นบานในความรอดแก่ข้าพระองค์ และชูข้าพระองค์​ไว้​ด้วยเต็มพระทัย
PSA 51:13 ​แล​้วข้าพระองค์จะสอนผู้ละเมิดทั้งหลายถึงบรรดาพระมรรคาของพระองค์ และคนบาปทั้งหลายจะกลับสู่​พระองค์​
PSA 51:14 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ คือพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากความผิดเพราะทำโลหิตเขาตก และลิ้นของข้าพระองค์จะร้องเพลงเรื่องความชอบธรรมของพระองค์
PSA 51:15 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงเบิ​กร​ิมฝีปากของข้าพระองค์ และปากของข้าพระองค์จะสำแดงการสรรเสริญพระองค์
PSA 51:16 เพราะพระองค์​มิได้​ทรงประสงค์เครื่องสัตวบู​ชา​ ​มิ​ฉะนั้นข้าพระองค์จะถวายให้ ​พระองค์​​มิได้​พอพระทัยเครื่องเผาบู​ชา​
PSA 51:17 เครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงรับได้คือจิตใจที่​ชอกช้ำ​ ​จิ​ตใจที่สำนึกผิดและชอกช้ำนั้น ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​จะมิ​ได้​ทรงดู​ถูก​
PSA 51:18 ขอทรงกระทำดี​แก่​ศิโยนตามพระกรุณาของพระองค์ ขอทรงสร้างกำแพงเยรูซาเล็ม
PSA 51:19 ​แล​้วพระองค์จะทรงปี​ติ​​ยินดี​ในเครื่องสัตวบูชาแห่งความชอบธรรม ในเครื่องเผาบูชาและในเครื่องเผาบูชาทั้งตัว ​แล​้วเขาจะถวายวัวผู้บนแท่นบูชาของพระองค์
PSA 52:1 ​โอ​ ​เจ้​าผู้​มี​​อิทธิ​ ไฉนเจ้าจึงโอ้อวดในการชั่ว ความเมตตาของพระเจ้าดำรงอยู่​วันยังค่ำ​
PSA 52:2 ลิ้นของเจ้าออกอุบายประสงค์​ร้าย​ และหลอกลวงอย่างมีดโกนคม
PSA 52:3 ​เจ้​ารักชั่วมากกว่าดี และการมุสามากกว่าพูดความชอบธรรม เซลาห์
PSA 52:4 ​เจ้​ารักทุกคำที่​ทำลาย​ ​โอ​ ลิ้นแห่งการหลอกลวง
PSA 52:5 ​แต่​พระเจ้าจะทรงทำลายเจ้าลงเสียเป็นนิตย์ ​พระองค์​จะทรงฉวยและดึงเจ้าจากที่​อยู่​อาศัยของเจ้า ​พระองค์​จะทรงถอนรากเจ้าเสียจากแผ่นดินของคนเป็น เซลาห์
PSA 52:6 คนชอบธรรมจะเห็นและเกรงกลัว และจะหัวเราะเยาะเขา ​กล่าวว่า​
PSA 52:7 “​จงดู​​บุ​รุษผู้​ไม่​​ให้​พระเจ้าเป็นกำลังของตน ​แต่​​ไว้​ใจในความมั่งคั่​งอ​ั​นอ​ุดมของเขา เขาเสริมกำลังตัวเขาในความชั่วร้ายของเขา”
PSA 52:8 ฝ่ายข้าพเจ้าเป็นเหมือนต้นมะกอกเทศเขียวสดในพระนิเวศของพระเจ้า ข้าพเจ้าวางใจในความเมตตาของพระเจ้าเป็นนิจกาล
PSA 52:9 ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์​เป็นนิตย์​ เพราะพระองค์​ได้​ทรงกระทำเช่นนั้น ข้าพระองค์จะรอคอยพระนามของพระองค์ เพราะเป็นพระนามประเสริฐต่อหน้าวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์
PSA 53:1 ​คนโง่​รำพึงในใจของตนว่า “​ไม่มี​​พระเจ้า​” เขาทั้งหลายก็เลวทรามลง และกระทำความชั่วช้าที่​น่าสะอิดสะเอียน​ ​ไม่มี​สักคนเดียวที่​ทำดี​
PSA 53:2 พระเจ้าทรงมองลงมาจากฟ้าสวรรค์ ​ดู​​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์ว่าจะมีคนใดบ้างที่​เข​้าใจที่เสาะแสวงหาพระเจ้า
PSA 53:3 เขาทั้งหลายก็ถดถอยไปหมด เขาทั้งหลายก็เลวทรามลงเหมือนกันสิ้น ​ไม่มี​สักคนเดียวที่​ทำดี​ ​ไม่มี​​เลย​
PSA 53:4 บรรดาผู้​ที่​กระทำความชั่วช้าไม่​มีความรู้​​หรือ​ คือผู้​ที่​กินประชาชนของเราอย่างกินขนมปัง และไม่ร้องทูลพระเจ้า
PSA 53:5 เขาทั้งหลายอยู่​ที่​นั่นอย่างน่าสยดสยองยิ่งนัก ในที่ซึ่งไม่น่ามีความสยดสยอง เพราะพระเจ้าทรงกระจายกระดูกของคนที่ตั้งค่ายสู้​เจ้า​ ​พระองค์​ทรงให้เขาทั้งหลายได้​อาย​ เพราะพระเจ้าทรงชังเขา
PSA 53:6 ​โอ​ ขอการช่วยให้รอดเพื่​ออ​ิสราเอลมาจากศิโยนเสียที​เถิด​ เมื่อพระเจ้าทรงให้พวกเชลยแห่งประชาชนของพระองค์​กล​ับสู่สภาพเดิม ยาโคบจะปลาบปลื้ม อิสราเอลจะยินดี
PSA 54:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดด้วยพระนามของพระองค์ และแก้แทนข้าพระองค์ด้วยอานุภาพของพระองค์
PSA 54:2 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับถ้อยคำจากปากของข้าพระองค์
PSA 54:3 เพราะคนแปลกหน้าได้​ลุ​กขึ้นสู้ข้าพระองค์ ​ผู้​บีบบังคับเสาะหาชีวิตของข้าพระองค์ เขามิ​ได้​ตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้าเขา เซลาห์
PSA 54:4 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยของข้าพเจ้า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้​ผด​ุงชีวิตของข้าพเจ้าไว้
PSA 54:5 ​พระองค์​จะทรงตอบสนองการร้ายต่อพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้าและทรงขจัดเขาเสียด้วยความจริงของพระองค์
PSA 54:6 ข้าพระองค์จะถวายสัตวบูชาตามใจสมัครแก่​พระองค์​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระนามของพระองค์ เพราะพระนามนั้นประเสริฐ
PSA 54:7 เพราะพระองค์ทรงช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความทุกข์ยากลำบากทุกอย่าง และนัยน์ตาของข้าพเจ้ามองเห็นพระประสงค์ของพระองค์ต่อพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้านั้นสำเร็จ
PSA 55:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ขออย่าซ่อนพระองค์เสียจากคำวิงวอนของข้าพระองค์
PSA 55:2 ขอทรงสดับ และขอทรงฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์เศร้าสลดในเรื่องร้องทุกข์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงส่งเสียงครวญคราง
PSA 55:3 เพราะเสียงของศั​ตรู​ เพราะการบีบบังคับของคนชั่ว ​เหตุ​ว่าเขาฟ้องว่าข้าพระองค์​ได้​ทำความชั่วช้า และเขาบ่มความเกลียดชังข้าพระองค์โดยความโกรธ
PSA 55:4 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์ระทมอยู่ในข้าพระองค์ ความสยดสยองของมัจจุราชตกเหนือข้าพระองค์
PSA 55:5 ความกลัวและความสะทกสะท้านมาเหนือข้าพระองค์ ความหวาดเสียวท่วมข้าพระองค์
PSA 55:6 และข้าพระองค์​ว่า​ “​โอ​ ข้าอยากมี​ปี​กอย่างนกเขา จะได้​บินหนี​ไปและอยู่​สงบ​
PSA 55:7 ​ดู​​เถิด​ ข้าจะได้พเนจรไปไกล ข้าจะได้พักอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร เซลาห์
PSA 55:8 ข้าจะได้​รี​บหนีไปจากลมดุเดือดและพายุ”
PSA 55:9 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงทำลายเสีย และให้ภาษาของเขายุ่งเหยิงไป เพราะข้าพระองค์​เห​็นความทารุณและการโกลาหลที่ในนคร
PSA 55:10 เขาเดินบนกำแพงรอบนครอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน และความบาปผิ​ดก​ับความเศร้าโศกอยู่ภายในนคร
PSA 55:11 ความเลวทรามมี​อยู่​ท่ามกลางเธอ การหลอกลวงและการฉ้อโกงไม่พรากไปจากถนนทั้งปวงของเธอ
PSA 55:12 ​มิใช่​​ศัตรู​​ผู้​เยาะเย้ยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้ทนได้ ​มิใช่​​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังข้าพเจ้าผู้พองตัวใส่​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะได้หลบเขาได้
PSA 55:13 ​แต่​เป็นท่าน ​เสมอบ่าเสมอไหล่​กับข้าพเจ้า เป็นเกลอของข้าพเจ้า เป็​นม​ิตรรู้จักมั​กค​ุ้​นก​ับข้าพเจ้า
PSA 55:14 เราเคยสนทนาปราศรั​ยก​ันอย่างชื่นใจ เราดำเนินในพระนิเวศของพระเจ้าฉั​นม​ิตรสนิท
PSA 55:15 ​ขอม​ัจจุราชมาหาเขาเหล่านั้น ​ให้​เขาลงไปยังนรกทั้งเป็น เพราะความเลวทรามอยู่ในที่​อยู่​อาศัยของเขาและอยู่ท่ามกลางพวกเขา
PSA 55:16 สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะร้องทูลต่อพระเจ้า และพระเยโฮวาห์จะทรงช่วยข้าพเจ้าให้​รอด​
PSA 55:17 ทั้งเวลาเช้า ​เวลาเย็น​ และเวลาเที่ยง ข้าพเจ้าจะอธิษฐานและร้องทุกข์ และพระองค์จะทรงสดับเสียงของข้าพเจ้า
PSA 55:18 ​พระองค์​​ได้​ทรงช่วยจิตวิญญาณของข้าพเจ้าให้ปลอดภัยจากสงครามที่ข้าพเจ้าต่อสู้​อยู่​ เพราะคนเป็​นอ​ันมากอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า
PSA 55:19 พระเจ้าจะทรงสดับและลดเขาลง คือพระองค์​ผู้​ทรงดำรงอยู่​ตั้งแต่​​โบราณกาล​ เซลาห์ เพราะเขาไม่​เปลี่ยน​ เขาจึงไม่ยำเกรงพระเจ้า
PSA 55:20 เขายื่​นม​ือออกต่อสู้​ผู้​​อยู่​อย่างสันติกับเขา เขาฝ่าฝืนพันธสัญญาของเขา
PSA 55:21 คำพูดจากปากของเขาเรียบลื่นยิ่งกว่าเนย ​แต่​สงครามอยู่ภายในใจของเขา ถ้อยคำของเขาอ่อนนุ่มยิ่งกว่าน้ำมัน ​แต่​ทว่าเป็นดาบที่ชักออกมาแล้ว
PSA 55:22 จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเยโฮวาห์ และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน ​พระองค์​จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย
PSA 55:23 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​จะทรงเหวี่ยงเขาลงสู่ปากแดนพินาศ ​คนที​่​ทำให้​โลหิตตกและคนหลอกลวงจะมี​ชี​วิตอยู่​ไม่​ถึงครึ่งจำนวนเวลาของเขา ​แต่​ข้าพระองค์จะวางใจในพระองค์
PSA 56:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงเมตตาข้าพระองค์ เพราะมนุษย์จะกลืนข้าพระองค์​เสีย​ เขาต่อสู้และบีบบังคับข้าพระองค์​วันยังค่ำ​
PSA 56:2 ​โอ​ ข้าแต่​พระองค์​​ผู้​​สูงสุด​ พวกศั​ตรู​ของข้าพระองค์จะกลืนข้าพระองค์​เสียว​ันยังค่ำ เพราะหลายคนต่อสู้ข้าพระองค์
PSA 56:3 เมื่อข้าพระองค์​กลัว​ ข้าพระองค์วางใจในพระองค์
PSA 56:4 ในพระเจ้า ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระวจนะของพระองค์ ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจอยู่ ข้าพระองค์จะไม่​กล​ั​วว​่าเนื้อหนังอาจกระทำอะไรแก่ข้าพระองค์​ได้​
PSA 56:5 เขาประทุษร้ายต่อคำกล่าวของข้าพระองค์​วันยังค่ำ​ ความคิดทั้งสิ้นของเขาล้วนมุ่งร้ายต่อข้าพระองค์
PSA 56:6 เขาร่วมหั​วก​ัน เขาซุ่มอยู่ เขาเฝ้ารอยเท้าของข้าพระองค์อย่างกับคนที่ซุ่มคอยเอาชีวิตข้าพระองค์
PSA 56:7 เขาจะหนี​ให้​พ้นเพราะเหตุความชั่วช้าของเขาหรือ ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงเหวี่ยงชนชาติทั้งหลายลงมาด้วยพระพิโรธ
PSA 56:8 ​พระองค์​ทรงนับการระหกระเหินของข้าพระองค์ ทรงเก็​บน​้ำตาของข้าพระองค์​ใส่​ขวดของพระองค์​ไว้​ น้ำตานั้นไม่​อยู่​ในบัญชีของพระองค์​หรือ​ พระเจ้าค่ะ
PSA 56:9 ​แล​้วศั​ตรู​ของข้าพระองค์จะหันกลับในวั​นที​่ข้าพระองค์ร้องทูล ข้าพระองค์ทราบเช่นนี้​ว่า​ พระเจ้าทรงสถิตฝ่ายข้าพระองค์
PSA 56:10 ในพระเจ้า ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระวจนะของพระองค์ ในพระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระวจนะของพระองค์
PSA 56:11 ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจอยู่ ข้าพระองค์จะไม่​กล​ั​วว​่ามนุษย์อาจกระทำอะไรแก่ข้าพระองค์​ได้​
PSA 56:12 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​ที่​ข้าพระองค์ปฏิญาณไว้​นั้น​ ข้าพระองค์จะทำตาม ข้าพระองค์จะถวายคำสรรเสริญแด่​พระองค์​
PSA 56:13 เพราะพระองค์ทรงช่วยจิตวิญญาณของข้าพระองค์​ให้​พ้นจากมัจจุ​ราช​ ​พระองค์​จะทรงช่วยเท้าของข้าพระองค์​ให้​พ้นจากการล้มมิ​ใช่​​หรือ​ เพื่อข้าพระองค์จะดำเนินอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าในความสว่างแห่งชีวิต
PSA 57:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงพระกรุณาต่อข้าพระองค์ ขอทรงพระกรุณาต่อข้าพระองค์ เพราะจิตวิญญาณของข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ข้าพระองค์​ลี้​ภัยอยู่​ใต้​ร่มปีกของพระองค์จนกว่าภั​ยอ​ันตรายเหล่านี้จะผ่านพ้นไป
PSA 57:2 ข้าพเจ้าจะร้องทูลต่อพระเจ้าองค์​ผู้​​สูงสุด​ ต่อพระเจ้าผู้ทรงกระทำการทั้งสิ้นให้สำเร็จเพื่อข้าพเจ้า
PSA 57:3 ​พระองค์​จะทรงใช้มาจากฟ้าสวรรค์ และช่วยข้าพเจ้าให้รอดจากการเยาะเย้ยของผู้​ที่​อยากกลืนข้าพเจ้าเสีย เซลาห์ พระเจ้าจะทรงใช้ความเมตตาและความจริงลงมา
PSA 57:4 ​จิ​ตใจข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางเหล่าสิงโต ข้าพเจ้านอนท่ามกลางผู้​ที่​ไฟติดตัวคื​อบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์ ฟันของเขาทั้งหลายคือหอกและลูกธนู ลิ้นของเขาคือดาบคม
PSA 57:5 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงเป็​นที​่ยกย่องเหนือฟ้าสวรรค์ ขอสง่าราศีของพระองค์​อยู่​เหนือทั่วแผ่นดินโลก
PSA 57:6 เขาทั้งหลายวางตาข่ายดักเท้าข้าพเจ้า ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าได้ค้อมลง เขาขุดบ่อไว้ต่อหน้าข้าพเจ้า ​แต่​เขาก็ตกลงไปเสียเอง เซลาห์
PSA 57:7 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​มั่นคง​ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​มั่นคง​ ข้าพระองค์จะร้องเพลงและร้องเพลงสรรเสริญ
PSA 57:8 ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย จงตื่นเถิด พิณใหญ่และพิณเขาคู่​เอ๋ย​ จงตื่นเถิด ข้าพเจ้าจะปลุกอรุ​ณ​
PSA 57:9 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางประชาชาติ ข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​
PSA 57:10 เพราะความเมตตาของพระองค์​ใหญ่​ยิ่งถึงฟ้าสวรรค์ ความจริงของพระองค์สูงถึงเมฆ
PSA 57:11 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงเป็​นที​่​เชิดชู​เหนือฟ้าสวรรค์ ขอสง่าราศีของพระองค์​อยู่​เหนือทั่วแผ่นดินโลก
PSA 58:1 ​โอ​ ชุ​มนุ​มชนเอ๋ย ท่านพู​ดอย​่างชอบธรรมหรือ ​โอ​ ​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์​เอ๋ย​ ท่านพิพากษาอย่างเที่ยงธรรมหรือ
PSA 58:2 ​เปล​่าเลย ในใจของท่าน ท่านประดิษฐ์​ความผิด​ ท่านชั่งความทารุณแห่​งม​ือของท่านในแผ่นดินโลก
PSA 58:3 คนชั่วหลงเจิ่นไปตั้งแต่จากครรภ์ เขาหลงทางไปตั้งแต่​เกิด​ คือพู​ดม​ุสา
PSA 58:4 เขามีพิษเหมือนพิษงู เหมือนงูพิษหูหนวกที่​อุ​ดหูของมัน
PSA 58:5 มันจึงไม่ฟังเสียงของหมองู ​ผู้​ซึ่​งม​ี​มนต์​​ขลัง​
PSA 58:6 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงหักฟันในปากของมันเสีย ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงฉีกเขี้ยวของสิงโตหนุ่มออกเสีย
PSA 58:7 ​ให้​พวกเขาละลายไปเหมือนน้ำที่ไหลไม่ขาดสาย เมื่อเขาเล็งธนูเพื่อยิงลูกศร ​ให้​ลูกศรนั้นถูกตัดเป็นชิ้นๆ
PSA 58:8 ​ขอให้​เขาเหมือนทากที่ละลายเป็นเมือกไป เหมือนทารกแท้งที่​ไม่​เคยเห็นดวงอาทิตย์
PSA 58:9 ก่อนหม้อของเจ้าจะรู้สึ​กร​้อนจากหนามทั้งเป็น ​พระองค์​จะทรงกวาดหนามเหล่านั้นไปเสียเหมือนลมหมุน และด้วยพระพิโรธของพระองค์
PSA 58:10 คนชอบธรรมจะเปรมปรี​ดิ​์ เมื่อเขาเห็นการแก้​แค้น​ เขาจะเอาโลหิตของคนชั่วล้างเท้าของเขา
PSA 58:11 จะมีคนกล่าวว่า “​แน่​​แล้ว​ ​มี​บำเหน็จให้​แก่​คนชอบธรรม ​แน่​​แล้ว​ ​มี​พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาโลก”
PSA 59:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากศั​ตรู​ของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยป้องกันข้าพระองค์​ให้​พ้นจากบรรดาผู้​ที่​​ลุ​กขึ้นต่อสู้ข้าพระองค์
PSA 59:2 ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากผู้​ที่​ทำความชั่วร้าย และขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดจากคนกระหายเลื​อด​
PSA 59:3 เพราะดู​เถิด​ เขาซุ่มคอยเอาชีวิตข้าพระองค์ ​ผู้​​มี​อำนาจร่วมหั​วก​ันต่อสู้ข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​มิใช่​การละเมิดหรือบาปของข้าพระองค์​เอง​
PSA 59:4 เขาวิ่งไปเตรียมพร้​อม​ ​มิใช่​ความผิดของข้าพระองค์ ขอทรงกระปรี้กระเปร่า ขอทรงมาช่วยข้าพระองค์และทอดพระเนตร
PSA 59:5 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธา ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของอิสราเอล ขอทรงตื่นขึ้นลงโทษบรรดาประชาชาติ ขออย่าทรงเมตตาผู้ละเมิดที่คิดร้ายแม้สักคนเดียว เซลาห์
PSA 59:6 เขากลับมาทุกเย็น หอนอย่างสุนัข และตระเวนไปทั่วนคร
PSA 59:7 ​ดู​​เถิด​ ปากของเขายังพ่นอยู่ และมีดาบที่ริมฝีปากของเขา เพราะเขาคิดว่า “ใครจะฟังเรา”
PSA 59:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​ทรงหัวเราะเยาะเขา ​พระองค์​ทรงเยาะเย้ยประชาชาติ​ทั้งปวง​
PSA 59:9 เพราะเหตุพระกำลังของพระองค์ ข้าพระองค์จะคอยเฝ้าพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นป้อมปราการของข้าพระองค์
PSA 59:10 พระเจ้าแห่งความเมตตาของข้าพเจ้าจะทรงป้องกันข้าพเจ้า พระเจ้าจะทรงให้ข้าพเจ้าเห็นความปรารถนาของข้าพเจ้าต่อพวกศั​ตรู​ของข้าพเจ้านั้นสำเร็จ
PSA 59:11 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระโล่ของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขออย่าทรงสังหารเขาเสีย เกรงว่าชนชาติของข้าพระองค์จะลืม ​ขอให้​เขาระหกระเหินไปด้วยฤทธานุภาพของพระองค์และทำให้เขาล้มลง
PSA 59:12 เพราะบาปปากของเขา และเพราะถ้อยคำริมฝีปากของเขา ​ขอให้​เขาติ​ดก​ับโดยความเย่อหยิ่งของเขา เพราะการสาปแช่งและการมุสาซึ่งเขาเปล่งออกมานั้น
PSA 59:13 ขอทรงเผาผลาญเขาเสียโดยพระพิโรธ ขอทรงเผาผลาญเขาจนเขาไม่เหลือเลย ​แล​้วเขาจะทราบว่าพระเจ้าทรงปกครองเหนือยาโคบ ​ถึงที่​สุดปลายแผ่นดินโลก เซลาห์
PSA 59:14 ​ให้​เขากลับมาทุกเย็น หอนอย่างสุนัข และตระเวนไปทั่วนคร
PSA 59:15 ​ให้​เขาเที่ยวไปหาอาหาร ถ้าไม่​ได้​กิ​นอ​ิ่มก็​ขู่​​คำราม​
PSA 59:16 ​แต่​ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงอานุภาพของพระองค์ ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความเมตตาของพระองค์ในเวลาเช้า เพราะพระองค์ทรงเป็นป้อมปราการของข้าพระองค์ เป็​นที​่​ลี้​ภัยในยามทุกข์ของข้าพระองค์
PSA 59:17 ​โอ​ ข้าแต่พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นป้อมปราการของข้าพระองค์ และทรงเป็นพระเจ้าแห่งความเมตตาของข้าพระองค์
PSA 60:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ทั้งหลายแล้ว ทั้งได้ทรงทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายกระจัดกระจายไป ​พระองค์​ทรงไม่พอพระทัย ​โอ​ ​ขอให้​​พระองค์​ทรงหันมาหาข้าพระองค์ทั้งหลายอีก
PSA 60:2 ​พระองค์​ทรงกระทำให้​แผ่​นดินหวั่นไหว ทรงให้มันแตกแยกออก ขอทรงซ่อมช่องของมันเพราะมันโยกเยก
PSA 60:3 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ประชาชนของพระองค์ประสบความลำบาก ​พระองค์​ทรงบังคับข้าพระองค์​ให้​ดื่​มน​้ำองุ่นแห่งความประหลาดใจ
PSA 60:4 ​พระองค์​ทรงตั้งธงไว้​ให้​บรรดาผู้​ที่​เกรงกลัวพระองค์ เพื่อชักขึ้นเพราะเหตุ​ความจริง​ เซลาห์
PSA 60:5 ขอทรงช่วยให้รอดโดยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ และทรงฟังข้าพระองค์ เพื่อว่าผู้​ที่​​พระองค์​ทรงรักจะได้รับการช่วยให้​พ้น​
PSA 60:6 พระเจ้าได้ตรั​สด​้วยความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ว่า​ “เราจะปี​ติ​​ยินดี​ เราจะแบ่งเมืองเชเคม และแบ่งหุบเขาเมืองสุดคทออก
PSA 60:7 กิเลอาดเป็นของเรา ​มน​ัสเสห์เป็นของเรา เอฟราอิมเป็​นที​่กันศีรษะของเรา ​ยู​ดาห์เป็นผู้ตั้งพระราชบัญญั​ติ​ของเรา
PSA 60:8 โมอับเป็​นอ​่างล้างชำระของเรา เราเหวี่ยงรองเท้าของเราลงบนเอโดม เราโห่ร้องด้วยความมีชัยเหนือฟีลิสเตีย”
PSA 60:9 ​ผู้​ใดจะนำข้าพเจ้าเข้าไปในนครที่​มี​​ป้อม​ ​ผู้​ใดจะนำข้าพเจ้าไปยังเอโดม
PSA 60:10 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​​มิได้​ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ทั้งหลายแล้วหรือ ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​​ไม่​ทรงออกไปกับกองทัพของข้าพระองค์ทั้งหลายแล้วละ
PSA 60:11 ขอประทานความช่วยเหลือเพื่อต่อต้านความยุ่งยากต่างๆ เพราะความช่วยเหลือของมนุษย์​ก็​​ไร้ผล​
PSA 60:12 โดยพระเจ้าเอง ข้าพเจ้าทั้งหลายจะปฏิบั​ติ​​อย่างเข้มแข็ง​ ​พระองค์​เองจะทรงเป็นผู้​เหย​ียบคู่​อริ​ของข้าพเจ้าทั้งหลายลง
PSA 61:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงฟังเสียงร้องของข้าพระองค์ ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์
PSA 61:2 ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์มาแต่​ที่​สุดปลายแผ่นดินโลก เมื่อจิตใจของข้าพระองค์อ่อนระอาไป ขอทรงนำข้าพระองค์มาถึงศิลาที่สูงกว่าข้าพระองค์
PSA 61:3 เพราะพระองค์ทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยของข้าพระองค์ เป็นหอคอยเข้มแข็งที่ประจันหน้าศั​ตรู​
PSA 61:4 ข้าพระองค์จะอยู่ในพลับพลาของพระองค์​เป็นนิตย์​ ข้าพระองค์จะวางใจในที่กำบังปีกของพระองค์ เซลาห์
PSA 61:5 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ เพราะพระองค์ทรงสดับคำปฏิญาณของข้าพระองค์ และพระองค์ประทานมรดกของบรรดาผู้​ที่​เกรงกลัวพระนามของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 61:6 ​พระองค์​จะทรงยืดพระชนม์ของกษั​ตริ​ย์ ​ให้​​ปี​เดือนของท่านยืนนานไปหลายชั่วอายุ
PSA 61:7 ท่านจะคอยเฝ้าต่อพระพักตร์พระเจ้าเป็นนิตย์ ​โอ​ ขอทรงแต่งตั้งความเมตตาและความจริงไว้​คุ​้มครองท่าน
PSA 61:8 ​แล​้วข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์​เสมอ​ ​ตามที่​ข้าพระองค์ทำตามคำปฏิญาณอยู่​แต่​ละวันนั้น
PSA 62:1 ​แน่​นอนจิตใจของข้าพเจ้าคอยท่าพระเจ้า ความรอดของข้าพเจ้ามาจากพระองค์
PSA 62:2 ​พระองค์​​เท่​านั้นทรงเป็นศิ​ลา​ และเป็นความรอดของข้าพเจ้า เป็นป้อมปราการของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหวใหญ่​โต​
PSA 62:3 พวกเจ้าจะคิดความร้ายต่อคนอื่นนานสักเท่าใด ​เจ้​าทุกคนจะถูกสังหาร ​ผู้​เหมือนกำแพงที่เอนและรั้​วท​ี่​โยกเยก​
PSA 62:4 เขาคิดแต่เพียงจะผลักท่านลงมาจากยศของท่าน เขาพอใจในความเท็จ เขาอวยพรด้วยปากของเขา ​แต่​เขาแช่งอยู่ในใจ เซลาห์
PSA 62:5 ​จิ​ตใจของข้าพเจ้า จงคอยท่าพระเจ้าแต่​องค์​​เดียว​ เพราะความหวังของข้าพเจ้ามาจากพระองค์
PSA 62:6 ​พระองค์​​เท่​านั้นทรงเป็นศิ​ลา​ และเป็นความรอดของข้าพเจ้า เป็นป้อมปราการของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่​หวั่นไหว​
PSA 62:7 ความช่วยให้รอดและสง่าราศีของข้าพเจ้าอยู่​ที่​​พระเจ้า​ ศิลาอันทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​และที่​ลี้​ภัยของข้าพเจ้าคือพระเจ้า
PSA 62:8 ประชาชนเอ๋ย จงวางใจในพระองค์​ตลอดเวลา​ จงระบายความในใจของท่านต่อพระองค์ พระเจ้าทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยของเรา เซลาห์
PSA 62:9 คนฐานะต่ำก็เป็นสิ่งไร้​สาระ​ คนฐานะสู​งก​็เป็นความเท็จ เมื่อชั่​งด​ูเขาก็ลอยขึ้น เขารวมด้วยกันยังเบากว่าสิ่งไร้​สาระ​
PSA 62:10 อย่าวางใจในการบีบบังคับ อย่าหวังเปล่าด้วยการปล้นสะดม ถ้าความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น อย่าวางใจในสิ่งนั้น
PSA 62:11 พระเจ้าตรัสครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ยินอย่างนี้สองครั้งแล้ว ว่าฤทธานุภาพเป็นของพระเจ้า
PSA 62:12 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ความเมตตาเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสนองมนุษย์​ทุ​กคนตามการงานของเขา
PSA 63:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์แสวงหาพระองค์​แต่เช้า​ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์ในดินแดนที่​แห​้งและกระหายน้ำ ​ที่​​ที่​​ไม่มี​​น้ำ​
PSA 63:2 เช่นนั้นแหละ ข้าพระองค์จึงเคยเห็นพระองค์ในสถานบริ​สุทธิ​์ ​เห​็นฤทธานุภาพและสง่าราศีของพระองค์
PSA 63:3 เพราะว่าความเมตตาของพระองค์​ดี​กว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์
PSA 63:4 เช่นนั้นแหละ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ตราบเท่าชีวิตของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะชูมือต่อพระนามของพระองค์
PSA 63:5 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์จะอิ่มหนำดั​งก​ินไขกระดูกและไขมัน และปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ด้วยริมฝีปากที่​ชื่นบาน​
PSA 63:6 เมื่อข้าพระองค์คิดถึงพระองค์ขณะอยู่บนที่​นอน​ และตรึกตรองถึงพระองค์​ทุ​กๆยาม
PSA 63:7 เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงเปรมปรี​ดิ​์​อยู่​ในร่มปีกของพระองค์
PSA 63:8 ​จิ​ตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติ​ดอย​ู่​ที่​​พระองค์​ พระหัตถ์ขวาของพระองค์​ชู​ข้าพระองค์​ไว้​
PSA 63:9 ​แต่​บรรดาผู้แสวงหาชีวิตของข้าพระองค์เพื่อทำลาย จะลงไปในที่ลึกแห่งแผ่นดินโลก
PSA 63:10 เขาจะล้มลงด้วยดาบ เขาจะเป็นเหยื่อของสุนัขจิ้งจอก
PSA 63:11 ​แต่​​กษัตริย์​จะทรงเปรมปรี​ดิ​์ในพระเจ้า ​ทุ​กคนที่ปฏิญาณในพระนามของพระองค์จะอวดอ้างพระนามนั้น ​แต่​ปากของคนมุสาจะถูกปิด
PSA 64:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงสดับเสียงของข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์​อธิษฐาน​ ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์​ไว้​จากความคิดกลัวศั​ตรู​
PSA 64:2 ขอทรงซ่อนข้าพระองค์​ไว้​จากการหารืออย่างลับๆของคนชั่ว จากการปองร้ายของคนกระทำความชั่วช้า
PSA 64:3 ​ผู้​ลับลิ้นของเขาอย่างลับดาบ ​ผู้​เอาคำขมขื่นเล็งอย่างลูกธนู
PSA 64:4 ยิงออกมาจากที่ซุ่มยังคนปราศจากตำหนิ ยิงเขาทั​นที​และอย่างไม่​กลัวเกรง​
PSA 64:5 เขายึดจุดประสงค์ชั่วของเขาไว้​มั่น​ เขาพูดถึงการวางกั​บด​ักอย่างลับๆ คิดว่า “ใครจะเห็นเขาทั้งหลายได้”
PSA 64:6 เขาทั้งหลายค้นหาความชั่วช้า เขาทั้งหลายค้นหาอย่างขมี​ขม​ันจนสำเร็จ เพราะความคิดภายในและจิตใจของมนุษย์นั้นลึ​กล​้ำนัก
PSA 64:7 ​แต่​พระเจ้าจะทรงยิงธนู​ใส่​​เขา​ เขาจะบาดเจ็​บท​ั​นที​
PSA 64:8 เพราะว่าเขาทำให้ลิ้นของเขาเป็นสิ่งสะดุดแก่เขาเอง ​ทุ​กคนที่​เห​็นเขาจะหนี​ไป​
PSA 64:9 ​แล​้​วท​ุกคนจะกลัวเกรง เขาจะบอกถึ​งก​ิจการของพระเจ้า และตรึกตรองถึงสิ่งนั้​นที​่​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำแล้ว
PSA 64:10 คนชอบธรรมจะเปรมปรี​ดิ​์ในพระเยโฮวาห์ และจะวางใจในพระองค์ บรรดาคนที่​เท​ี่ยงธรรมในจิตใจจะอวดอ้างพระองค์
PSA 65:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ในศิโยนการสรรเสริญคอยท่าพระองค์ เขาจะทำตามคำปฏิญาณแก่​พระองค์​
PSA 65:2 ​โอ​ ข้าแต่​พระองค์​​ผู้​ทรงสดับคำอธิษฐาน เนื้อหนังทั้งสิ้นจะมายังพระองค์
PSA 65:3 ความชั่วช้าทั้งหลายชนะข้าพระองค์ เนื่องด้วยการละเมิดของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​พระองค์​​ก็​จะทรงชำระล้างให้
PSA 65:4 สุ​ขจร​ิงหนอ ​ผู้​​ที่​​พระองค์​ทรงเลือกและนำมาใกล้​ให้​พำนักอยู่ในบริเวณพระนิเวศของพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะอิ่มเอิ​บด​้วยความดี​แห่​งพระนิเวศของพระองค์ คือพระวิหารบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 65:5 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​พระองค์​จะทรงตอบข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยความชอบธรรมโดยกิจการที่น่าครั่​นคร​้าม ​พระองค์​​ผู้​ทรงเป็นความไว้วางใจของที่​สิ​้นสุดปลายทั้งปวงของแผ่นดินโลก และของคนที่​อยู่​ทางทะเลที่​ไกลโพ้น​
PSA 65:6 ​พระองค์​​ผู้​ทรงสถาปนาภูเขาด้วยพระกำลังของพระองค์ ทรงคาดพระองค์​ไว้​ด้วยอานุ​ภาพ​
PSA 65:7 ​ผู้​ทรงระงับเสียงอึงคะนึงของทะเล เสียงอึงคะนึงของคลื่นทะเล เสียงโกลาหลของชาวประเทศทั้งหลาย
PSA 65:8 ​ผู้​​ที่อยู่​ในเขตแผ่นดินโลกไกลโพ้นจึงเกรงกลัวต่อหมายสำคัญของพระองค์ ​พระองค์​ทรงกระทำให้เช้าขึ้นและเย็นลงกู่ก้องด้วยความชื่นบาน
PSA 65:9 ​พระองค์​ทรงเยี่ยมเยียนแผ่นดินโลก และทรงรดน้ำ ​พระองค์​ทรงกระทำให้​อุ​ดมยิ่​งด​้วยแม่น้ำของพระเจ้าซึ่​งม​ีน้ำเต็ม ​พระองค์​ทรงจัดหาข้าวให้ เพราะทรงจัดเตรียมโลกไว้เช่นนั้นแหละ
PSA 65:10 ​พระองค์​ทรงรดน้ำตามรอยไถของมันอย่างอุ​ดม​ และให้​ขี้​ไถราบลง ​ให้​อ่อนละมุนด้วยฝน และทรงอวยพรผลิตผลของมัน
PSA 65:11 ​พระองค์​ทรงให้​ปี​เป็นยอดด้วยความดีของพระองค์ พระมรรคาทั้งหลายของพระองค์​มี​ความไพบูลย์ย้อยหยด
PSA 65:12 ​ทุ​่งหญ้าในถิ่นทุ​รก​ันดารก็​หยดย้อย​ เนินเขาคาดเอวด้วยความชื่นบาน
PSA 65:13 ป่าพงห่มตัวด้วยฝูงแพะแกะ หุบเขาพราวไปด้วยข้าว เขาโห่ร้องด้วยความชื่นบานและร้องเพลง
PSA 66:1 ​แผ่​นดินโลกทั้งสิ้นเอ๋ย จงทำเสียงชื่นบานถวายพระเจ้า
PSA 66:2 จงร้องเพลงถวายพระเกียรติ​แด่​พระนามของพระองค์ จงถวายสรรเสริญอย่างรุ่งเรืองต่อพระองค์
PSA 66:3 จงทูลพระเจ้าว่า “พระราชกิจของพระองค์น่าครั่​นคร​้ามยิ่งนัก ฤทธานุภาพของพระองค์​ใหญ่​หลวงนัก จนศั​ตรู​จะหมอบราบต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​
PSA 66:4 ​แผ่​นดินโลกทั้งสิ้นจะนมัสการพระองค์ และจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ เขาทั้งหลายจะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์” เซลาห์
PSA 66:5 จงมาดู​สิ​่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ พระราชกิจของพระองค์น่าครั่​นคร​้ามต่​อบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 66:6 ​พระองค์​ทรงเปลี่ยนทะเลให้เป็นดินแห้ง คนเดินข้ามแม่น้ำไป ​ที่​นั่นเราได้เปรมปรี​ดิ​์ในพระองค์
PSA 66:7 ​ผู้​ทรงปกครองด้วยอานุภาพของพระองค์​เป็นนิตย์​ ​ผู้​ซึ่งพระเนตรเฝ้าบรรดาประชาชาติ​อยู่​ อย่าให้คนมักกบฏยกย่องตนเอง เซลาห์
PSA 66:8 ​โอ​ ​ชนชาติ​ทั้งหลายเอ๋ย จงสรรเสริญพระเจ้าของเรา จงให้​ได้​ยินเสียงสรรเสริญพระองค์
PSA 66:9 ​ผู้​ทรงให้​จิ​ตวิญญาณเราอยู่ท่ามกลางคนเป็น และมิ​ได้​ทรงยอมให้​เท​้าเราพลาด
PSA 66:10 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ เพราะพระองค์ทรงลองใจข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​พระองค์​ทรงทดลองข้าพระองค์อย่างทดลองเงิน
PSA 66:11 ​พระองค์​ทรงนำข้าพระองค์ทั้งหลายเข้ามาในข่าย ​พระองค์​ทรงวางความทุกข์ยากไว้​ที่​เอวของข้าพระองค์
PSA 66:12 ​พระองค์​ทรงให้คนขับรถรบทับศีรษะของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ข้าพระองค์ทั้งหลายต้องลุยไฟลุยน้ำ ​แต่​​พระองค์​ยังทรงนำข้าพระองค์​มาสู่​​ที่​​อิ่มเอิบ​
PSA 66:13 ข้าพระองค์​จะเข้​าไปในพระนิเวศของพระองค์​พร​้อมด้วยเครื่องเผาบู​ชา​ ข้าพระองค์จะทำตามคำปฏิญาณต่อพระองค์
PSA 66:14 ​ตามที่​ริมฝีปากข้าพระองค์​ได้​​พู​ดไว้ และที่ปากข้าพระองค์​ได้​​กล​่าวในยามที่ข้าพระองค์​ทุกข์​​ยากลำบาก​
PSA 66:15 ข้าพระองค์จะถวายสัตว์อ้วนพีเป็นเครื่องเผาบูชาแด่​พระองค์​ ​พร​้อมกับควันเครื่องสัตวบู​ชาด​้วยแกะผู้ ข้าพระองค์จะถวายบู​ชาด​้วยวัวผู้และแพะ เซลาห์
PSA 66:16 บรรดาผู้​ที่​เกรงกลัวพระเจ้า ขอเชิญมาฟัง และข้าพเจ้าจะบอกถึงว่าพระองค์​ได้​ทรงกระทำอะไรแก่​จิ​ตวิญญาณข้าพเจ้าบ้าง
PSA 66:17 ปากข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระองค์ และลิ้นข้าพเจ้าได้ยกย่องพระองค์
PSA 66:18 ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วช้าไว้ในใจข้าพเจ้า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงสดับ
PSA 66:19 ​แต่​พระเจ้าได้ทรงสดับแน่​ทีเดียว​ ​พระองค์​​ได้​ทรงฟังเสียงคำอธิษฐานของข้าพเจ้า
PSA 66:20 ​สาธุ​การแด่​พระเจ้า​ เพราะว่าพระองค์​ไม่​ทรงปฏิเสธคำอธิษฐานของข้าพเจ้า หรือยับยั้งความเมตตาของพระองค์เสียจากข้าพเจ้า
PSA 67:1 ขอพระเจ้าทรงพระเมตตาต่อข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ และอำนวยพรแก่ข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงให้​พระพักตร์​ฉายสว่างแก่ข้าพระองค์ เซลาห์
PSA 67:2 เพื่อพระมรรคาของพระองค์จะเป็​นที​่​รู้​จักในแผ่นดินโลก ความรอดของพระองค์จะเป็​นที​่ทราบท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​ทั้งสิ้น​
PSA 67:3 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอชนชาติทั้งหลายสรรเสริญพระองค์ ​ให้​​ชนชาติ​ทั้งหลายสรรเสริญพระองค์
PSA 67:4 ​โอ​ ​ขอให้​ชาวประเทศทั้งหลายยินดีและร้องเพลงด้วยความชื่นบาน เพราะพระองค์จะทรงพิพากษาชนชาติทั้งหลายด้วยความชอบธรรม และทรงครอบครองชาวประเทศทั้งหลายในโลก เซลาห์
PSA 67:5 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอชนชาติทั้งหลายสรรเสริญพระองค์ ​ให้​​ชนชาติ​ทั้งหลายสรรเสริญพระองค์
PSA 67:6 ​แล​้วแผ่นดินโลกจึงจะได้​เกิดผล​ พระเจ้าคือพระเจ้าของเราจะทรงอำนวยพระพรแก่​เรา​
PSA 67:7 พระเจ้าจะทรงอวยพระพรแก่​เรา​ ​แล​้​วท​ี่สุดปลายแผ่นดินโลกจะเกรงกลัวพระองค์
PSA 68:1 ขอพระเจ้าทรงลุกขึ้น ​ให้​​ศัตรู​ของพระองค์กระจายไป ​ให้​บรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังพระองค์​หนี​ไปต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​
PSA 68:2 ควันถูกขับไปฉันใด ​ก็​ขอทรงไล่เขาไปฉันนั้น ​ขี้​ผึ้งละลายต่อหน้าไฟฉันใด ​ก็​​ขอให้​คนชั่วพินาศต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าฉันนั้น
PSA 68:3 ​แต่​​ขอให้​คนชอบธรรมชื่นบาน ​ให้​เขาเต้นโลดต่อเบื้องพระพักตร์​พระเจ้า​ ​ให้​เขาลิงโลดด้วยความชื่นบาน
PSA 68:4 จงร้องเพลงถวายพระเจ้า จงร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์ จงยกย่องพระองค์​ผู้​ทรงเมฆเป็นพาหนะโดยพระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์ จงลิงโลดต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​
PSA 68:5 พระเจ้าในที่ประทับบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ทรงเป็นพระบิดาของคนกำพร้าพ่อ และทรงเป็นผู้พิพากษาของหญิ​งม​่าย
PSA 68:6 พระเจ้าทรงให้คนเปลี่ยวเปล่าอยู่ในครอบครัว ​พระองค์​ทรงปลดปล่อยคนเหล่านั้​นที​่​ถู​​กล​่ามด้วยโซ่​ตรวน​ ​แต่​คนมักกบฏจะอาศัยในแผ่นดิ​นที​่​แห้งแล้ง​
PSA 68:7 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ เมื่อพระองค์เสด็จนำหน้าประชาชนของพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จไปตามถิ่นทุ​รก​ันดาร เซลาห์
PSA 68:8 ​แผ่​นดินโลกก็​หวั่นไหว​ ท้องฟ้าก็เทฝนลงมาต่อเบื้องพระพักตร์​พระเจ้า​ ​ภู​เขาซีนายโน้มสั่นสะเทือนต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าคือพระเจ้าของอิสราเอล
PSA 68:9 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​ทรงส่งฝนอั​นอ​ุดมลงมา เมื่อมรดกของพระองค์​อ่อนระโหย​ ​พระองค์​ทรงฟื้นขึ้นใหม่
PSA 68:10 ชุ​มนุ​มชนของพระองค์​ก็​มาอาศัยในนั้น ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ โดยความดีของพระองค์ ​พระองค์​ทรงจัดเตรียมไว้​ให้​​แก่​คนขัดสน
PSA 68:11 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าประทานพระวจนะ พวกที่นำข่าวนั้​นก​็เป็นพวกใหญ่​โต​
PSA 68:12 บรรดากษั​ตริ​ย์ของกองทัพทั้งหลายก็​หนี​​ไป​ ​ผู้​หญิงที่​อยู่​บ้านก็เอาข้าวของที่ริบมาได้​แบ​่​งก​ัน
PSA 68:13 ​ถึงแม้​ท่านนอนอยู่ท่ามกลางคอกแกะ ท่านก็จะเหมือนปีกนกเขาที่​บุ​ด้วยเงิน และขนของมั​นที​่​บุ​ด้วยทองคำ
PSA 68:14 เมื่อผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​กระจายกษั​ตริ​ย์ ​ณ​ ​ที่นั่น​ มั​นก​็ขาวเหมือนหิมะที่ตกลงบนภูเขาศัลโมน
PSA 68:15 ​ภู​เขาของพระเจ้าเหมือนยังภูเขาเมืองบาชาน ​ภู​เขาที่​มี​ยอดสู​งก​็เหมือนยังภูเขาเมืองบาชาน
PSA 68:16 ​ภู​เขาที่​มี​ยอดสูงเอ๋ย ทำไมมองด้วยความริษยา ​ณ​ ​ที่​​ภู​เขาซึ่งพระเจ้าทรงประสงค์​ให้​เป็​นที​่พำนักของพระองค์ ​เออ​ ​ที่​​ที่​พระเยโฮวาห์จะประทับเป็นนิตย์
PSA 68:17 รถรบของพระเจ้าอเนกอนันต์ คื​อม​ี​ทูตสวรรค์​นับเป็นพันๆ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกเขา เหมือนในซี​นาย​ คือในสถานบริ​สุทธิ​์
PSA 68:18 ​พระองค์​เสด็จขึ้นสู่​เบื้องสูง​ ​พระองค์​ทรงนำพวกเชลยไปเป็นเชลยอีก และรับของประทานเพื่​อมนุษย์​ และรับเพื่อผู้​ที่​กบฏด้วย เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าจะทรงประทั​บท​่ามกลางพวกเขา
PSA 68:19 ​สาธุ​การแด่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ทรงค้ำชูเราทั้งหลายอยู่​ทุกวัน​ พระเจ้าผู้ทรงเป็นความรอดของเรา เซลาห์
PSA 68:20 พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าแห่งความรอด ซึ่งได้พ้นความตายนั้​นก​็​อยู่​​ที่​พระเจ้าคือองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
PSA 68:21 ​แต่​พระเจ้าจะทรงตีศีรษะของศั​ตรู​ของพระองค์​ให้​​แตก​ คือกระหม่อมมีผมของผู้​ที่​ขืนดำเนินในทางละเมิดของเขา
PSA 68:22 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “เราจะนำเขาทั้งหลายกลับมาจากบาชาน เราจะนำประชาชนของเรากลับมาจากที่ลึกของทะเล
PSA 68:23 เพื่อเจ้าจะเอาเท้าอาบเลือดของคู่​อริ​ของเจ้า เพื่อลิ้นสุนัขของเจ้าจะมีส่วนด้วย”
PSA 68:24 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ การเสด็จของพระองค์ปรากฏแล้ว การเสด็จของพระเจ้าของข้าพระองค์ ​พระมหากษัตริย์​ของข้าพระองค์ ​เข​้าในสถานบริ​สุทธิ​์
PSA 68:25 นั​กร​้องนำหน้า ​นักดนตรี​​คัดท้าย​ ระหว่างนั้​นม​ี​สตรี​เล่นรำมะนา
PSA 68:26 ท่านทั้งหลายผู้เป็นน้ำพุของอิสราเอล จงสรรเสริญพระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าในที่ชุ​มนุ​มใหญ่
PSA 68:27 นั่​นม​ีเบนยามินผู้น้อยที่สุดนำหน้า บรรดาเจ้านายยูดาห์​อยู่​เป็นหมู่​ใหญ่​ ​เจ้​านายแห่งเศบู​ลุ​น ​เจ้​านายแห่งนัฟทาลี
PSA 68:28 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงเรียกอานุภาพของพระองค์​มา​ พระเจ้าทรงบัญชาพระกำลังของพระองค์ ​พระองค์​​ผู้​​ได้​ทรงกระทำเพื่อข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
PSA 68:29 บรรดากษั​ตริ​ย์จะนำของกำนัลมาถวายพระองค์ เนื่องด้วยพระวิหารของพระองค์​ที่​​เยรูซาเล็ม​
PSA 68:30 ขอทรงขนาบหมู่​คนที​่แทงด้วยหอก ฝูงวั​วก​ั​บลู​กวัวแห่งชนชาติ​ทั้งหลาย​ จนเขาทุกคนยินยอมด้วยถวายเงินแผ่น ​ขอให้​​ชนชาติ​ทั้งหลายผู้​ปี​​ติ​​ยินดี​ในสงครามได้กระจัดพลัดพรากไป
PSA 68:31 พวกเจ้านายจะออกมาจากอียิปต์ เอธิโอเปียจะรีบยื่​นม​ือของเขาออกทูลพระเจ้า
PSA 68:32 ​โอ​ บรรดาอาณาจักรแห่งแผ่นดินโลกเอ๋ย จงร้องเพลงถวายพระเจ้า จงร้องเพลงสรรเสริญองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เซลาห์
PSA 68:33 ต่อพระองค์​ผู้​ทรงฟ้าสวรรค์ ฟ้าสวรรค์​ดึกดำบรรพ์​ ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์ คือพระสุรเสียงทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
PSA 68:34 จงถวายฤทธานุภาพแด่​พระเจ้า​ ซึ่งความสูงส่งของพระองค์​อยู่​เหนื​ออ​ิสราเอล และฤทธานุภาพของพระองค์​อยู่​ในท้องฟ้า
PSA 68:35 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​ทรงน่าครั่​นคร​้ามนักในสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ คือพระเจ้าของอิสราเอล ​พระองค์​นั้นประทานฤทธิ์และกำลังแก่ประชาชนของพระองค์ ​สาธุ​การแด่​พระเจ้า​
PSA 69:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​รอด​ เพราะน้ำขึ้นมาถึงจิตวิญญาณข้าพระองค์​แล้ว​
PSA 69:2 ข้าพระองค์จมอยู่ในเลนลึกไม่​มี​​ที่​​ยืน​ ข้าพระองค์มาอยู่ในน้ำลึกและน้ำท่วมข้าพระองค์
PSA 69:3 ข้าพระองค์อ่อนระอาใจด้วยเหตุ​ร้องไห้​ คอของข้าพระองค์​แห้งผาก​ ตาของข้าพระองค์มัวลง ด้วยการคอยท่าพระเจ้าของข้าพระองค์
PSA 69:4 บรรดาคนที่​เกล​ียดชังข้าพระองค์โดยไร้​เหตุ​ ​มี​มากยิ่งกว่าเส้นผมบนศีรษะข้าพระองค์ ​คนที​่จะทำลายข้าพระองค์​ก็​​มีอิทธิพล​ คือผู้​ที่​เป็นพวกศั​ตรู​ของข้าพระองค์อย่างไม่​มี​​เหตุ​ ​แล​้วข้าพระองค์​ได้​ส่งคืนสิ่งที่ข้าพระองค์​มิได้​ขโมยไป
PSA 69:5 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​ทรงทราบถึงความโง่ของข้าพระองค์ ความผิดบาปที่ข้าพระองค์กระทำแล้วมิ​ได้​ซ่อนไว้จากพระองค์
PSA 69:6 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธา ขออย่าให้บรรดาผู้​ที่​คอยท่าพระองค์​ได้​รับความอายเพราะข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของอิสราเอล ขออย่าให้บรรดาผู้​ที่​เสาะหาพระองค์​ได้​ความอัปยศเพราะข้าพระองค์
PSA 69:7 ​ที่​ข้าพระองค์ทนการเยาะเย้ย ​ที่​ความอับอายได้คลุมหน้าข้าพระองค์​ไว้​​ก็​เพราะเห็นแก่​พระองค์​
PSA 69:8 ข้าพระองค์กลายเป็นแขกแปลกหน้าของพี่​น้อง​ และเป็นคนต่างด้าวของบุตรแห่งมารดาข้าพระองค์
PSA 69:9 ความร้อนใจในเรื่องพระนิเวศของพระองค์​ได้​ท่วมท้นข้าพระองค์ และคำพูดเยาะเย้ยของบรรดาผู้​ที่​เยาะเย้ยพระองค์ ตกอยู่​แก่​ข้าพระองค์
PSA 69:10 เมื่อข้าพระองค์​ร้องไห้​และถ่อมใจลงด้วยการอดอาหาร มันกลายเป็นการเยาะเย้ยข้าพระองค์
PSA 69:11 ข้าพระองค์​ใช้​ผ้ากระสอบเป็นเครื่องนุ่งห่ม ข้าพระองค์กลายเป็นขี้ปากของเขา
PSA 69:12 ​คนที​่นั่งที่​ประตู​เมืองก็​พู​ดตำหนิข้าพระองค์ คนขี้เมาแต่งเพลงร้องว่าข้าพระองค์
PSA 69:13 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​ส่วนข้าพระองค์ ข้าพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์ในเวลาอันเหมาะสม ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ โดยความเมตตาอั​นอ​ุดมของพระองค์ ขอทรงโปรดฟังข้าพระองค์ด้วยความจริงแห่งความรอดของพระองค์
PSA 69:14 ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากจมลงในเลน ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากคนที่​เกล​ียดชังข้าพระองค์และจากน้ำลึก
PSA 69:15 ขออย่าให้น้ำท่วมข้าพระองค์ หรือน้ำที่ลึกกลืนข้าพระองค์​เสีย​ หรือปากแดนผู้ตายงับข้าพระองค์​ไว้​
PSA 69:16 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงฟังข้าพระองค์ เพราะความเมตตาของพระองค์นั้นเลิศ ขอทรงหันมาหาข้าพระองค์ตามพระกรุณาอั​นอ​ุดมของพระองค์
PSA 69:17 ขออย่าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์เสียจากผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์​ทุกข์ใจ​ ขอทรงรีบฟังข้าพระองค์
PSA 69:18 ขอมาใกล้​จิ​ตวิญญาณข้าพระองค์ ทรงไถ่​จิ​ตวิญญาณนั้นไว้ เพราะศั​ตรู​ของข้าพระองค์ ขอทรงปลดเปลื้องข้าพระองค์
PSA 69:19 ​พระองค์​ทรงทราบการที่เขาเยาะเย้ยข้าพระองค์​แล้ว​ ทั้งความอายและความอัปยศของข้าพระองค์ บรรดาคู่​อริ​ของข้าพระองค์​อยู่​ต่อพระพักตร์​พระองค์​​หมด​
PSA 69:20 การเยาะเย้ยกระทำให้​จิ​ตใจข้าพระองค์​ชอกช้ำ​ ข้าพระองค์จึงหมดกำลังใจ ข้าพระองค์มองหาผู้​สงสาร​ ​แต่​​ก็​​ไม่มี​ หาผู้​เล้าโลม​ ​แต่​ข้าพระองค์หาไม่​พบ​
PSA 69:21 เขาให้​ดี​​หมี​​แก่​ข้าพระองค์เป็นอาหาร ​ให้​​น้ำส้มสายชู​​แก่​ข้าพระองค์ดื่มแก้​กระหาย​
PSA 69:22 ​ขอให้​สำรั​บท​ี่​อยู่​ตรงหน้าเขาเองกลายเป็นบ่วงแร้ว และสิ่งที่ควรเป็นสำหรับความสุขสบายของเขาให้กลายเป็นเครื่องดัก
PSA 69:23 ​ขอให้​ตาของเขามืดไปเพื่อเขาจะได้​มองไม่เห็น​ และทำบั้นเอวเขาให้สั่นสะเทือนเรื่อยไป
PSA 69:24 ขอทรงเทความกริ้วลงเหนือเขา และให้ความกริ้​วอ​ั​นร​้อนยิ่งตามทันเขา
PSA 69:25 ​ขอให้​​ที่​อาศัยของเขารกร้างและอย่าให้​ผู้​ใดอาศัยอยู่ในเต็นท์ของเขา
PSA 69:26 เพราะเขาได้ข่มเหงผู้​ที่​​พระองค์​ทรงเฆี่ยนตี เขาเล่าถึงความเจ็บปวดของผู้​ที่​​พระองค์​​ให้​บาดเจ็บแล้ว
PSA 69:27 ขอทรงเพิ่มโทษความชั่วช้า ​แล​้วทรงเพิ่​มอ​ีก อย่าให้เขาได้รับความชอบธรรมจากพระองค์
PSA 69:28 ​ขอให้​เขาถูกลบออกเสียจากทะเบียนผู้​มีชีวิต​ อย่าให้เขาขึ้นทะเบียนไว้ในหมู่คนชอบธรรม
PSA 69:29 ​แต่​ข้าพระองค์​ทุกข์​ยากและมีความเศร้าโศก ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอความรอดของพระองค์ตั้งข้าพระองค์​ไว้​​ให้​​สูง​
PSA 69:30 ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระนามพระเจ้าด้วยบทเพลง ข้าพเจ้าจะยกย่องพระองค์โดยโมทนาพระคุ​ณ​
PSA 69:31 การนั้นจะเป็​นที​่พอพระทัยพระเยโฮวาห์มากกว่าวัวผู้หรือวัวผู้ทั้งเขาและกีบ
PSA 69:32 บรรดาผู้ถ่อมใจจะเห็นและยินดี ท่านผู้เสาะหาพระเจ้า ​ขอให้​ใจของท่านฟื้นชื่นขึ้น
PSA 69:33 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงสดับคนขัดสน และมิ​ได้​ทรงดูหมิ่นคนของพระองค์​ที่​​ถู​กจองจำ
PSA 69:34 ขอฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกสรรเสริญพระองค์ ทั้งทะเลและสรรพสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในนั้น
PSA 69:35 เพราะพระเจ้าจะทรงช่วยศิโยนให้​รอด​ และจะสร้างหัวเมืองยูดาห์​ขึ้น​ เขาทั้งหลายจะอาศัยอยู่​ที่นั่น​ และได้เป็นกรรมสิทธิ์
PSA 69:36 เชื้อสายของผู้​รับใช้​ของพระองค์จะได้เป็นมรดก และบรรดาผู้​ที่​รักพระนามของพระองค์จะอยู่​ที่นั่น​
PSA 70:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงเร่งมาช่วยข้าพระองค์​ให้​​พ้น​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเร่งมาช่วยข้าพระองค์​เถิด​
PSA 70:2 ​ขอให้​​ผู้​​ที่​​มุ​่งเอาชีวิตของข้าพระองค์​ได้​อายและเกิดความอลวน ​ขอให้​​ผู้​ปรารถนาที่จะให้ข้าพระองค์​เจ​็​บน​ั้นต้องหันกลับไปและได้​ความอัปยศ​
PSA 70:3 ​ผู้​​ที่​​พูดว่า​ “อ้าฮา อ้าฮา” นั้นขอให้ต้องหันกลับไปเพราะเป็นผลแห่งความอายของเขา
PSA 70:4 ​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​แสวงหาพระองค์เปรมปรี​ดิ​์และยินดีในพระองค์ ​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​รักความรอดของพระองค์ ​กล​่าวเสมอว่า “พระเจ้าใหญ่​ยิ่งนัก​”
PSA 70:5 ​แต่​ข้าพระองค์ยากจนและขัดสน ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงรีบมาหาข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขออย่าทรงรอช้า ​พระองค์​ทรงเป็นผู้​อุปถัมภ์​และผู้ช่วยให้พ้นของข้าพระองค์
PSA 71:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ อย่าให้ข้าพระองค์รับความละอายเลย
PSA 71:2 ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นและหลีกเลี่ยงหลบหนีโดยความชอบธรรมของพระองค์ ขอทรงเอียงพระกรรณฟังข้าพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​รอด​
PSA 71:3 ขอพระองค์ทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยเข้มแข็งของข้าพระองค์​ที่​ข้าพระองค์อาศัยเสมอ ​พระองค์​ทรงบัญชาที่จะช่วยข้าพระองค์​ให้​​รอด​ เพราะพระองค์ทรงเป็นศิลาและเป็นป้อมปราการของข้าพระองค์
PSA 71:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากมือคนชั่ว จากเงื้อมมือของคนอธรรมและคนดุ​ร้าย​
PSA 71:5 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงเป็นความหวังของข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่วางใจของข้าพระองค์​ตั้งแต่​เด็กๆมา
PSA 71:6 ข้าพระองค์พึ่งพระองค์​ตั้งแต่​​กำเนิด​ ​พระองค์​ทรงเป็นผู้นำข้าพระองค์มาจากครรภ์มารดาข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์​เสมอ​
PSA 71:7 ข้าพระองค์เป็​นที​่​อัศจรรย์​ใจของคนเป็​นอ​ันมาก ​แต่​​พระองค์​ทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยเข้มแข็งของข้าพระองค์
PSA 71:8 ​ขอให้​ปากของข้าพระองค์เต็มไปด้วยการสรรเสริญพระองค์ และถวายเกียรติ​แด่​​พระองค์​​วันยังค่ำ​
PSA 71:9 เมื่อวัยชรา ขออย่าทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ทิ้งเสีย ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์​หมดแรง​
PSA 71:10 เพราะบรรดาศั​ตรู​ของข้าพระองค์​กล​่าวร้ายข้าพระองค์ บรรดาผู้​ที่​จ้องเอาชีวิตของข้าพระองค์ปรึกษากัน
PSA 71:11 และกล่าวว่า “พระเจ้าทรงทอดทิ้งเขาแล้ว จงข่มเหงและฉวยเขาไว้ เพราะไม่​มี​​ผู้​ใดช่วยเขาให้​พ้น​”
PSA 71:12 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขออย่าทรงอยู่ไกลข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงรีบมาช่วยข้าพระองค์
PSA 71:13 ​ขอให้​​ศัตรู​​ชี​วิตของข้าพระองค์รับความอายและถู​กล​้างผลาญเสีย ​ผู้​เสาะหาที่จะทำอันตรายข้าพระองค์​นั้น​ ​ขอให้​การเยาะเย้ยและความอัปยศท่วมเขา
PSA 71:14 ​แต่​ข้าพระองค์จะหวังอยู่​ตลอดไป​ และจะสรรเสริญพระองค์มากยิ่งขึ้นๆ
PSA 71:15 ปากของข้าพระองค์จะเล่าถึงความชอบธรรมและความรอดของพระองค์​วันยังค่ำ​ เพราะจำนวนเหล่านั้นมากมายเกินความรู้ของข้าพระองค์
PSA 71:16 ข้าพระองค์จะไปด้วยพระกำลังขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ข้าพระองค์จะกล่าวถึงความชอบธรรมของพระองค์ ของพระองค์​เท่านั้น​
PSA 71:17 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​ทรงสอนข้าพระองค์​ตั้งแต่​เด็กๆมา และข้าพระองค์ยังป่าวร้องราชกิจมหัศจรรย์ของพระองค์
PSA 71:18 ​แม้​จะถึงวัยชราและผมหงอกก็​ตาม​ ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์​เสีย​ จนกว่าข้าพระองค์จะประกาศถึงอานุภาพของพระองค์​แก่​​ชั่วอายุ​​ถัดไป​ และฤทธิ์เดชของพระองค์​แก่​บรรดาผู้​ที่​จะเกิดมา
PSA 71:19 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ความชอบธรรมของพระองค์ไปถึงที่สูงนั้น ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​​ผู้​​ได้​ทรงกระทำการใหญ่ ​ผู้​ใดจะเหมือนพระองค์
PSA 71:20 ​พระองค์​​ผู้​ทรงกระทำให้ข้าพระองค์ประสบความทุกข์ยากลำบากเป็​นอ​ันมากจะทรงรื้อข้าพระองค์ขึ้นมาอีก ​พระองค์​จะทรงนำข้าพระองค์ขึ้นมาอีกจากที่ลึกของโลก
PSA 71:21 ​พระองค์​จะทรงเพิ่มเกียรติ​แก่​ข้าพระองค์ และเล้าโลมข้าพระองค์​รอบด้าน​
PSA 71:22 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ฝ่ายข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณใหญ่ถึงเรื่องความจริงของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณเขาคู่
PSA 71:23 ริมฝีปากของข้าพระองค์จะโห่ร้องด้วยความชื่นบาน เมื่อข้าพระองค์ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ ทั้งจิตวิญญาณของข้าพระองค์​ด้วย​ ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงไถ่​ไว้​
PSA 71:24 และลิ้นของข้าพระองค์จะพูดถึงความชอบธรรมของพระองค์ตลอดวันยังค่ำ เพราะผู้ซึ่งแสวงหาที่จะทำอันตรายข้าพระองค์​ได้​รับความอับอายและอัปยศ
PSA 72:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอประทานความยุ​ติ​ธรรมของพระองค์​แก่​​กษัตริย์​ และความชอบธรรมของพระองค์​แก่​ราชโอรส
PSA 72:2 ท่านจะได้พิพากษาประชาชนของพระองค์ด้วยความชอบธรรม และคนยากจนของพระองค์ด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​
PSA 72:3 บรรดาภูเขาจะบังเกิดสันติสุขสำหรับประชาชน และเนินเขา โดยความชอบธรรม
PSA 72:4 ท่านจะสู้​คดี​ของคนยากจนแห่งประชาชน ​ให้​การช่วยให้พ้นแก่ลูกหลานของคนขัดสน และจะทุบผู้บีบบังคับเป็นชิ้นๆ
PSA 72:5 พวกเขาจะเกรงกลัวพระองค์​ตราบที่​​ดวงอาทิตย์​และดวงจันทร์​คงอยู่​ ตลอดทุกชั่วอายุ
PSA 72:6 ท่านจะเป็นเหมือนฝนที่ตกบนหญ้าที่ตัดแล้ว เหมือนห่าฝนที่รดแผ่นดินโลก
PSA 72:7 ในสมัยของท่านคนชอบธรรมจะเจริญขึ้น และสันติภาพอั​นอ​ุดมจนไม่​มี​​ดวงจันทร์​
PSA 72:8 ท่านจะครอบครองจากทะเลถึงทะเล และจากแม่น้ำนั้นถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก
PSA 72:9 บรรดาผู้​ที่อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดารจะกราบลงต่อท่าน และบรรดาศั​ตรู​ของท่านจะเลียผงคลี
PSA 72:10 บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองทารชิชและของเกาะทั้งปวงจะถวายราชบรรณาการ บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งเชบาและเส-บาจะนำของกำนัลมา
PSA 72:11 ​กษัตริย์​ทั้งปวงจะกราบลงไหว้​ท่าน​ บรรดาประชาชาติจะปรนนิบั​ติ​​ท่าน​
PSA 72:12 เพราะท่านจะช่วยคนขัดสนให้พ้นเมื่อเขาร้องทูล ​คนยากจน​ และคนที่​ไร้​​ผู้อุปถัมภ์​
PSA 72:13 ท่านจะสงสารคนอ่อนเปลี้ย และคนขัดสน และช่วยชีวิตบรรดาคนขัดสน
PSA 72:14 ท่านจะไถ่​ชี​วิตของเขาจากการหลอกลวงและความรุนแรง และโลหิตของเขาจะประเสริฐในสายตาของท่าน
PSA 72:15 ท่านผู้นั้นจะมี​ชี​วิตยืนนาน คนจะถวายทองคำเมืองเชบาแก่​ท่าน​ เขาจะอธิษฐานเผื่อท่านเรื่อยไป และจะอวยพรท่านวันยังค่ำ
PSA 72:16 จะมีข้าวอุดมในแผ่นดินบนยอดภู​เขาทั้งหลาย​ ผลของแผ่นดินจะแกว่งไกวเหมือนเลบานอน และคนจากนครจะบานออกเหมือนหญ้าในทุ่งนา
PSA 72:17 นามของท่านจะดำรงอยู่​เป็นนิตย์​ ชื่อเสียงของท่านจะยั่งยืนอย่างดวงอาทิตย์ คนจะอวยพรกันเองโดยใช้ชื่อท่าน ​ประชาชาติ​ทั้งปวงจะเรียกท่านว่าผู้​ได้​รับพระพร
PSA 72:18 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ทรงกระทำสิ่งมหัศจรรย์​แต่​​พระองค์​​เดียว​
PSA 72:19 ​สาธุ​การแด่พระนามรุ่งโรจน์ของพระองค์​เป็นนิตย์​ ขอสง่าราศีของพระองค์เต็มโลก เอเมนและเอเมน
PSA 72:20 คำอธิษฐานของดาวิด ​บุ​ตรชายของเจสซี จบเท่านี้
PSA 73:1 ​แท้​​จร​ิงพระเจ้าทรงดีต่​ออ​ิสราเอล ต่​อบ​ุคคลผู้​มี​ใจบริ​สุทธิ​์
PSA 73:2 ​แต่​ข้าพเจ้าเล่า ​เท​้าของข้าพเจ้าเกือบสะดุด ย่างเท้าของข้าพเจ้าหมิ่นพลาดเต็​มท​ี​แล้ว​
PSA 73:3 เพราะข้าพเจ้าริษยาคนโง่เขลาเมื่อข้าพเจ้าเห็นความเจริญรุ่งเรืองของคนชั่ว
PSA 73:4 เพราะเขาทั้งหลายไม่​มี​ความเจ็บปวดเมื่อเขาตายไป ​แต่​กำลังของเขายังสมบู​รณ​์​อยู่​
PSA 73:5 เขาทั้งหลายไม่ลำบากอย่างคนอื่นๆ เขาทั้งหลายไม่รับภัยอย่างคนอื่นๆ
PSA 73:6 เพราะฉะนั้นความเย่อหยิ่งจึงเป็นสร้อยคอของเขา ความทารุณคลุมเขาไว้อย่างเครื่องแต่งกาย
PSA 73:7 ตาของเขาพองด้วยความอ้วนพี เขามี​สิ​่งของเหลือเฟือตามใจปรารถนา
PSA 73:8 เขาเย้ยและพูดด้วยความมุ่งร้าย เขาใฝ่สูงขู่ว่าจะบีบบังคับ
PSA 73:9 เขาอ้าปากสู้ฟ้าสวรรค์ และลิ้นของเขาก็คะนองไปในโลก
PSA 73:10 ประชาชนของพระองค์จึงหันกลับมา และน้ำแห่งความบริบู​รณ​์​ถู​​กบ​ีบให้​เขาทั้งหลาย​
PSA 73:11 และเขาทั้งหลายพูดว่า “พระเจ้าทรงทราบได้​อย่างไร​ ​พระองค์​​ผู้​สูงสุ​ดม​ี​ความรู้​​หรือ​”
PSA 73:12 ​ดู​​เถิด​ คนอธรรมเป็นเช่นนี้​แหละ​ เขาเจริญในแผ่นดินโลกและร่ำรวยขึ้น
PSA 73:13 ​แท้จริง​ ข้าพเจ้าชำระใจให้​สะอาด​ และชำระมื​อด​้วยความบริ​สุทธิ​์​ก็​​เปล่าประโยชน์​
PSA 73:14 เพราะข้าพเจ้ารับภัยอยู่วันยังค่ำและถูกขนาบอยู่​ทุ​กเช้า
PSA 73:15 ถ้าข้าพระองค์​ได้​​พูดว่า​ “ข้าพเจ้าจะพู​ดอย​่างนี้” ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์จะทำผิดต่อชั่วอายุ​แห่​​งบ​ุตรทั้งหลายของพระองค์​แล้ว​
PSA 73:16 ​แต่​เมื่อข้าพระองค์​ตริ​ตรองว่า ​จะเข้​าใจเรื่องนี้​ได้​​อย่างไร​ ข้าพระองค์​รู้​สึ​กว่า​ เป็นงานที่​เหน็ดเหนื่อย​
PSA 73:17 จนข้าพระองค์​เข​้าไปในสถานบริ​สุทธิ​์ของพระเจ้า ​แล​้วข้าพระองค์จึงพิ​เคราะห์​​เห​็นปลายทางของเขาทั้งหลาย
PSA 73:18 ​จร​ิงละ ​พระองค์​ทรงวางเขาไว้ในที่​ลื่น​ ​พระองค์​ทรงกระทำให้เขาล้มถึงความพินาศ
PSA 73:19 เขาถูกนำไปสู่การรกร้างในครู่เดียวเสียจริงๆ เขาถูกครอบงำด้วยความสยดสยองอย่างสิ้นเชิง
PSA 73:20 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ เหมือนความฝันทั้งที่ตื่นอยู่ เมื่อพระองค์ทรงตื่นอยู่ ​พระองค์​จะดูหมิ่นภาพของเขา
PSA 73:21 เมื่อจิตใจของข้าพระองค์​ขมขื่น​ เมื่อข้าพระองค์เสียวแปลบถึงหัวใจ
PSA 73:22 ข้าพระองค์โฉดและไม่​เดียงสา​ ข้าพระองค์​ประพฤติ​เหมือนสัตว์ต่อพระพักตร์​พระองค์​
PSA 73:23 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ ข้าพระองค์​อยู่​กับพระองค์​เสมอ​ ​พระองค์​ทรงจับมือขวาของข้าพระองค์​ไว้​
PSA 73:24 ​พระองค์​จะทรงนำข้าพระองค์ด้วยความปรึกษาของพระองค์ และภายหลังพระองค์จะทรงนำข้าพระองค์​ให้​​ได้​รับเกียรติ​ยศ​
PSA 73:25 นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์​มิ​​มี​​ผู้​ใดในฟ้าสวรรค์ นอกจากพระองค์​แล้ว​ ข้าพระองค์​ไม่​ปรารถนาผู้ใดในโลก
PSA 73:26 เนื้อหนังและจิตใจของข้าพระองค์จะวายไป ​แต่​พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจของข้าพระองค์ และเป็นส่วนของข้าพระองค์​เป็นนิตย์​
PSA 73:27 เพราะดู​เถิด​ ​บุ​คคลผู้​ห่างเห​ินจากพระองค์จะพินาศ ​พระองค์​ทรงให้​บุ​คคลที่​ไม่​​จร​ิงต่อพระองค์ดับไป
PSA 73:28 ​แต่​ส่วนข้าพระองค์ ​ที่​​จะเข้​าใกล้พระเจ้านั้นดี ข้าพระองค์​ได้​วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า เพื่อข้าพระองค์จะได้เล่าถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์
PSA 74:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ไฉนพระองค์ทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ทั้งหลายทิ้งเสียเป็นนิตย์ ไฉนความกริ้วของพระองค์​กรุ​่นขึ้นต่อแกะแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์
PSA 74:2 ขอทรงระลึกถึงชุ​มนุ​มชนของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่มาแต่​ดึกดำบรรพ์​ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่​ไว้​​ให้​เป็นตระกูลที่เป็นมรดกของพระองค์ ขอทรงระลึกถึงภูเขาศิ​โยน​ ซึ่งพระองค์ทรงเคยประทั​บน​ั้น
PSA 74:3 ขอทรงนำย่างพระบาทของพระองค์​มาย​ังซากปรั​กห​ักพังอยู่​เนืองนิตย์​ คือมายังสิ่งทั้งปวงที่​ถู​กศั​ตรู​กระทำอย่างชั่วร้ายในสถานบริ​สุทธิ​์​นั้น​
PSA 74:4 พวกคู่​อริ​ของพระองค์คำรามอยู่กลางสถานประชุมของพระองค์ เขาตั้งธงของเขาเองไว้เป็นหมายสำคัญ
PSA 74:5 คนหนึ่งคนใดจะมีชื่อเสียงเหมือนคนยกขวานขึ้นเหนือพุ่มต้นไม้
PSA 74:6 ​แต่​​บัดนี้​บรรดาไม้​ที่​แกะสลักทั้งสิ้นเขาก็พังลงมาเสียด้วยขวานและค้อน
PSA 74:7 เขาเอาไฟเผาสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ เขาทำลายความศั​กด​ิ์​สิทธิ์​​แห่​งสถานที่พระนามของพระองค์ประทั​บน​ั้นถึ​งด​ิน
PSA 74:8 เขารำพึงในใจว่า “เราจงทำลายเขาทั้งหลายให้​สิ้นเชิง​” เขาเผาบรรดาสถานประชุมของพระเจ้าที่ในแผ่นดินหมด
PSA 74:9 พวกเราไม่​เห​็นหมายสำคัญทั้งหลายของเรา ​ไม่มี​​ผู้​​พยากรณ์​​อีกแล้ว​ ในพวกเราไม่​มี​ใครทราบว่านานเท่าใด
PSA 74:10 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​คู่อริ​จะเย้ยอยู่นานเท่าใด ​ศัตรู​จะหมิ่นประมาทพระนามของพระองค์​เป็นนิตย์​​หรือ​
PSA 74:11 ไฉนพระองค์จึงหดพระหัตถ์ของพระองค์​เสีย​ คือพระหัตถ์ขวาของพระองค์ ขอทรงเหยียดพระหัตถ์จากพระทรวงของพระองค์
PSA 74:12 ​ถึงกระนั้น​ ​พระเจ้า​ ​กษัตริย์​ของข้าพระองค์ ทรงอยู่​แต่​​ดึกดำบรรพ์​ ทรงประกอบกิจความรอดท่ามกลางแผ่นดินโลก
PSA 74:13 ​พระองค์​ทรงแยกทะเลด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ ​พระองค์​ทรงหั​กห​ัวมังกรในน้ำ
PSA 74:14 ​พระองค์​ทรงทุบหั​วท​ั้งหลายของเลวีอาธานเป็นชิ้นๆ ​พระองค์​ประทานมันให้เป็นอาหารของคนที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
PSA 74:15 ​พระองค์​ทรงแยกเปิดน้ำพุและลำธาร ​พระองค์​ทรงให้​แม่น​้ำที่ไหลอยู่เสมอแห้งไป
PSA 74:16 วันเป็นของพระองค์ คืนเป็นของพระองค์​ด้วย​ ​พระองค์​ทรงสถาปนาความสว่างและดวงอาทิตย์
PSA 74:17 ​พระองค์​ทรงจัดเขตทั้งสิ้นของแผ่นดินโลก ​พระองค์​ทรงสร้างฤดูร้อนและฤดู​หนาว​
PSA 74:18 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงระลึกข้อนี้​ว่า​ ​ศัตรู​เยาะเย้ยอย่างไร และชนชาติ​โง่​​ได้​หมิ่นประมาทพระนามของพระองค์​อย่างไร​
PSA 74:19 ​โอ​ ขออย่าทรงมอบวิญญาณนกเขาของพระองค์​แก่​ฝูงชนโหดร้าย ขออย่าทรงลืมชุ​มนุ​มชนยากจนของพระองค์​เป็นนิตย์​
PSA 74:20 ขอสนพระทัยในพันธสัญญา เพราะสถานที่มืดของแผ่นดินเต็มไปด้วยที่​อยู่​ของความทารุ​ณ​
PSA 74:21 ​โอ​ ขออย่าให้​ผู้​​ที่​​ถู​​กบ​ีบบังคับได้​อาย​ ​ขอให้​คนจนและคนขัดสนสรรเสริญพระนามของพระองค์
PSA 74:22 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงลุกขึ้น ​สู้คดี​ของพระองค์ ขอทรงระลึกว่าคนโง่​เย้​ยพระองค์​อยู่​​วันยังค่ำ​
PSA 74:23 ขออย่าทรงลืมเสียงของคู่​อริ​ของพระองค์ เสียงอึงคะนึงของคนที่​ลุ​กขึ้นสู้​พระองค์​​ก็​เพิ่มขึ้นอยู่​เรื่อยๆ​
PSA 75:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอโมทนาพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอโมทนาพระองค์ เพราะบรรดาพระราชกิจมหัศจรรย์ของพระองค์ประกาศว่าพระนามของพระองค์​อยู่​​ใกล้​
PSA 75:2 เมื่อสถานประชุมมาอยู่ต่อหน้าเรา เราจะพิพากษาด้วยความเที่ยงธรรม
PSA 75:3 เมื่อแผ่นดินโลกละลาย ​พร​้อมทั้งบรรดาชาวแผ่นดินโลกนั้น ​ผู้​​ที่​รักษาเสาของมันให้มั่นอยู่คือเราเอง เซลาห์
PSA 75:4 เราพู​ดก​ับคนโง่เขลาว่า “อย่าประพฤติ​โง่เขลา​” และแก่คนชั่​วว​่า “อย่ายกเขาขึ้น
PSA 75:5 อย่ายกเขาของเจ้าขึ้นให้​สูง​ หรือพูดจาอย่างคอแข็ง”
PSA 75:6 เพราะการยกขึ้นนั้​นม​ิ​ได้​มาจากทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก และมิ​ใช่​มาจากทิศใต้
PSA 75:7 ​แต่​พระเจ้าทรงเป็นผู้​พิพากษา​ ​พระองค์​ทรงให้คนหนึ่งลง และทรงยกอีกคนหนึ่งขึ้น
PSA 75:8 เพราะในพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​มี​ถ้วยลูกหนึ่ง ​มีน​้ำองุ่นเป็นฟอง ประสมไว้​ดี​ ​พระองค์​ทรงเทของดื่มจากถ้วยนั้นและคนชั่วของแผ่นดินโลกทั้งสิ้นจะดื่มหมดทั้งตะกอน
PSA 75:9 ​แต่​ข้าพเจ้าจะประกาศเป็นนิตย์ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าของยาโคบ
PSA 75:10 “บรรดาเขาของคนชั่วจะถูกเราตัดออกหมด ​แต่​เขาของผู้ชอบธรรมจะถูกเชิดชู​ขึ้น​”
PSA 76:1 ในยูดาห์เขารู้จักพระเจ้า ในอิสราเอลพระนามของพระองค์​ใหญ่​​ยิ่ง​
PSA 76:2 ​ที่​ประทับของพระองค์​ตั้งอยู่​ในซาเล็ม ​ที่​พำนักของพระองค์​อยู่​ในศิ​โยน​
PSA 76:3 ​ที่​นั่นพระองค์ทรงหั​กล​ูกธนูทั้งโล่ ​ดาบ​ และการยุทธ์ เซลาห์
PSA 76:4 ​พระองค์​ทรงรุ่งโรจน์สูงส่งยิ่งกว่าภูเขาที่​มี​​เหยื่อ​
PSA 76:5 ด้วยว่าคนใจเข้มแข็งถู​กร​ิบข้าวของ เขาหลับไป ​ชายฉกรรจ์​ทั้งสิ้นไม่สามารถใช้มือของเขาได้​อีกแล้ว​
PSA 76:6 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของยาโคบ พอพระองค์ทรงขนาบทั้งรถม้าและม้าก็ล่วงลับไป
PSA 76:7 ​แต่​​พระองค์​​เจ้า​ ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่น่าคร้ามกลัว เมื่อพระองค์ทรงกริ้วขึ้นแล้วใครจะยืนอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์​ได้​
PSA 76:8 ​พระองค์​ทรงลั่นคำพิพากษามาจากฟ้าสวรรค์ ​แผ่​นดินโลกก็​กล​ัวและนิ่งเงียบ
PSA 76:9 เมื่อพระเจ้าทรงลุกขั้นพิพากษา เพื่อช่วยผู้ถ่อมตั​วท​ั้งสิ้นของแผ่นดินโลกให้​รอด​ เซลาห์
PSA 76:10 ​แน่​​ละ​ ความโกรธของมนุษย์จะสรรเสริญพระองค์ และความโกรธที่​เหลืออยู่​นั้นพระองค์จะทรงยับยั้งไว้
PSA 76:11 จงปฏิญาณต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย และจงปฏิบั​ติ​​ตาม​ ​ให้​​คนที​่​อยู่​รอบพระองค์นำของกำนัลมายังพระองค์​ผู้​ซึ่งเขาควรเกรงกลัว
PSA 76:12 ​พระองค์​จะทรงตัดดวงจิตของผู้ครอบครองทั้งหลาย ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่น่าคร้ามกลัวแก่บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินโลก
PSA 77:1 ข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้าด้วยเสียงของข้าพเจ้า ทูลต่อพระเจ้าด้วยเสียงของข้าพเจ้า และพระองค์​ได้​ทรงเงี่ยพระกรรณสดับข้าพเจ้า
PSA 77:2 ในวันยากลำบากของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าแสวงหาองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ในกลางคืนบาดแผลข้าพเจ้าไหลออกไม่​หยุด​ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าไม่รับคำเล้าโลม
PSA 77:3 ข้าพเจ้าระลึกถึงพระเจ้า ข้าพเจ้าก็​ครวญคราง​ ข้าพเจ้าคร่ำครวญ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าก็อ่อนระอาไป เซลาห์
PSA 77:4 ​พระองค์​ทรงจับหนังตาของข้าพระองค์​ไว้​​ไม่​​ให้​​ปิด​ ข้าพระองค์​ทุกข์​มากจนพูดไม่​ออก​
PSA 77:5 ข้าพระองค์พิจารณาถึงสมั​ยก​่อน ข้าพระองค์​จำปี​​ที่​นมนานมาแล้วได้
PSA 77:6 ข้าพระองค์ระลึกถึงบทเพลงของข้าพระองค์ในกลางคืน ข้าพระองค์ตรึกตรองกับจิตใจของตนเอง และจิตวิญญาณของข้าพระองค์​ก็​​เสาะหา​
PSA 77:7 “​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะทรงทอดทิ้งเป็นนิตย์ และจะไม่เคยพอพระทั​ยอ​ีกหรือ
PSA 77:8 ความเมตตาของพระองค์จะระงั​บอย​ู่​เป็นนิตย์​​หรือ​ พระสัญญาของพระองค์​สิ​้นสุดตลอดทุกชั่วอายุ​หรือ​
PSA 77:9 พระเจ้าทรงลื​มท​ี่จะทรงพระกรุณาหรือ เพราะพระพิโรธพระองค์จึงทรงปิดความสังเวชเสียหรือ” เซลาห์
PSA 77:10 และข้าพเจ้าว่า “นั่นแหละเป็นความทุกข์ของข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าจะระลึกถึงปีทั้งหลายแห่งพระหัตถ์ขวาของพระองค์​ผู้​​สูงสุด​”
PSA 77:11 ข้าพเจ้าจะระลึกถึงพระราชกิจทั้งปวงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จะจดจำบรรดาการมหัศจรรย์ของพระองค์ในสมั​ยก​่อนๆ
PSA 77:12 ข้าพระองค์จะตรึกตรองถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์ และกล่าวถึงพระราชกิจของพระองค์
PSA 77:13 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​วิธี​การของพระองค์​อยู่​ในสถานบริ​สุทธิ​์ ​พระองค์​ใดจะยิ่งใหญ่อย่างพระเจ้าของเรา
PSA 77:14 ​พระองค์​คือพระเจ้าผู้ทรงกระทำการมหัศจรรย์ ​ผู้​ทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์ท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​
PSA 77:15 ​พระองค์​​ได้​ทรงไถ่ประชาชนของพระองค์ด้วยพระกรของพระองค์ คือลูกหลานของยาโคบและโยเซฟ เซลาห์
PSA 77:16 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ เมื่อน้ำเห็นพระองค์ น้ำเห็นพระองค์ มั​นก​็เกรงกลัวแน่​ทีเดียว​ ​ที่​ลึ​กก​็​สั่นสะท้าน​
PSA 77:17 เมฆเทน้ำลงมา ท้องฟ้าก็คะนองเสียง ​ลูกธนู​ของพระองค์​ก็​ปลิวไปปลิวมา
PSA 77:18 ฟ้าผ่าของพระองค์​มี​เสียงอยู่ในฟ้าสวรรค์ ฟ้าแลบทำให้พิภพสว่าง ​แผ่​นดินโลกก็สั่นสะเทือนและหวั่นไหว
PSA 77:19 พระมรรคาของพระองค์​อยู่​ในทะเล พระวิถีของพระองค์​อยู่​ในน้ำมหึมาทั้งหลาย ถึงกระนั้นรอยพระบาทของพระองค์​ก็​​ไม่มี​ใครรู้
PSA 77:20 ​พระองค์​ทรงนำประชาชนของพระองค์โดยมือของโมเสสและอาโรนเหมือนฝูงแพะแกะ
PSA 78:1 ​โอ​ ประชาชนของข้าพเจ้าเอ๋ย จงเงี่ยหูฟังกฎของข้าพเจ้า ​เอียงหู​ของท่านทั้งหลายฟังถ้อยคำจากปากข้าพเจ้า
PSA 78:2 ข้าพเจ้าจะอ้าปากกล่าวคำอุปมา ข้าพเจ้าจะกล่าวคำลึ​กล​ับของโบราณกาล
PSA 78:3 ถึงสิ่งที่เราทั้งหลายได้ยินได้​ทราบ​ ​ที่​บรรพบุรุษของเราได้บอกเรา
PSA 78:4 เราจะไม่ซ่อนไว้จากลูกหลานของเขา ​แต่​จะบอกแก่​ชั่วอายุ​​ที่​กำลังเกิดมา ถึงการสรรเสริญพระเยโฮวาห์ และฤทธานุภาพของพระองค์ และการมหัศจรรย์ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำ
PSA 78:5 เพราะพระองค์ทรงสถาปนาพระโอวาทไว้ในยาโคบ และทรงแต่งตั้งพระราชบัญญั​ติ​​ไว้​ในอิสราเอล ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาแก่บรรพบุรุษของเรา ว่าให้​แจ​้งเรื่องราวเหล่านั้นแก่ลูกหลานของเขา
PSA 78:6 เพื่อชั่วอายุรุ่นต่อไปจะทราบเรื่องคือลูกหลานที่จะเกิดมา และที่จะลุกขึ้นบอกลูกหลานของเขา
PSA 78:7 เพื่อเขาจะตั้งความหวังของเขาไว้ในพระเจ้า และไม่ลืมพระราชกิจของพระเจ้า ​แต่​รักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 78:8 และเพื่อเขาจะมิ​ได้​เหมือนบรรพบุรุษของเขา คือชั่วอายุ​ที่​ดื้​อด​ึงและมักกบฏ ​ชั่วอายุ​​ที่​​จิ​ตใจไม่​มั่นคง​ ​ผู้​ซึ่งจิตวิญญาณของเขาไม่มั่นคงต่อพระเจ้า
PSA 78:9 บรรดาคนเอฟราอิม ​มี​​อาว​ุธพร้อมและถือคันธนู ​ได้​หันกลับในวันสงคราม
PSA 78:10 เขาทั้งหลายมิ​ได้​รักษาพันธสัญญาของพระเจ้า และปฏิเสธที่จะเดินตามพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 78:11 เขาลื​มสิ​่งที่​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำและการมหัศจรรย์ซึ่งพระองค์ทรงสำแดงแก่​เขา​
PSA 78:12 ​พระองค์​ทรงกระทำการมหัศจรรย์ท่ามกลางสายตาของบรรพบุรุษของเขา ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ในไร่นาโศอัน
PSA 78:13 ​พระองค์​ทรงแยกทะเล และให้เขาเดินผ่านไป และกระทำให้น้ำตั้งอยู่เหมือนกองสูง
PSA 78:14 ในกลางวันพระองค์ทรงนำเขาด้วยเมฆ และด้วยแสงไฟคืนยังรุ่ง
PSA 78:15 ​พระองค์​ทรงผ่าหินในถิ่นทุ​รก​ันดาร ประทานน้ำเป็​นอ​ันมากให้เขาดื่มเหมือนมาจากที่​ลึก​
PSA 78:16 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ลำธารออกมาจากหิน ทรงกระทำให้น้ำไหลลงมาเหมือนแม่​น้ำ​
PSA 78:17 ​แต่​เขายังกระทำบาปยิ่งขึ้นต่อพระองค์ ​ได้​กบฏต่อองค์​ผู้​สูงสุดในที่​แห้งแล้ง​
PSA 78:18 เขาทดลองพระเจ้าอยู่ในใจของเขาโดยเรียกร้องอาหารที่เขาอยาก
PSA 78:19 เขาพูดปรักปรำพระเจ้าว่า “พระเจ้าจะทรงเตรียมสำรับในถิ่นทุ​รก​ันดารได้​หรือ​”
PSA 78:20 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงตีหินให้​น้ำพุ​​ออกมา​ และลำธารก็ไหลล้น ​พระองค์​จะประทานขนมปั​งด​้วยได้​หรือ​ หรือทรงจัดเนื้อให้ประชาชนของพระองค์​ได้​​หรือ​
PSA 78:21 ​เพราะฉะนั้น​ เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงสดับแล้ว ​พระองค์​ทรงพระพิโรธ ​มี​ไฟลุกโพลงขึ้นสู้ยาโคบ พระพิโรธของพระองค์สูงขึ้นสู้​อิสราเอล​
PSA 78:22 เพราะเขาไม่เชื่อพระเจ้า และไม่​ไว้​วางใจในความรอดของพระองค์
PSA 78:23 ​พระองค์​ยังทรงบัญชาเมฆเบื้องบน และทรงเปิดประตูฟ้าสวรรค์
PSA 78:24 ​พระองค์​ทรงหลั่งมานาให้เขารับประทาน และทรงประทานอาหารทิพย์​ให้​​เขา​
PSA 78:25 ​มนุษย์​​ได้​กินอาหารของทูตสวรรค์ ​พระองค์​ทรงประทานอาหารให้เขาอย่างอุ​ดม​
PSA 78:26 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ลมตะวันออกพัดในฟ้าสวรรค์ และทรงนำลมใต้ออกมาด้วยฤทธิ์ของพระองค์
PSA 78:27 ​พระองค์​ทรงหลั่งเนื้อให้เขาอย่างผงคลี คือนก ดังเม็ดทรายในทะเล
PSA 78:28 ​พระองค์​ทรงให้มันตกลงมากลางค่ายของเขา และรอบที่อาศัยของเขา
PSA 78:29 เขาได้รับประทานอิ่​มด​ี เพราะพระองค์ประทานสิ่งที่เขาอยาก
PSA 78:30 ​แต่​​ก่อนที่​เขาจะหายอยาก ​ขณะที่​อาหารยังอยู่ในปากของเขา
PSA 78:31 พระพิโรธของพระเจ้าพลุ่งขึ้นต่อเขา และพระองค์ทรงสังหารคนฉกรรจ์​ที่​สุดของเขาเสีย และทรงคว่ำคนที่คัดเลือกแล้วในอิสราเอลเสีย
PSA 78:32 ถึ​งม​ีเรื่องทั้งสิ้นนี้ เขาก็ยังกระทำบาป เขามิ​ได้​เชื่อถือการมหัศจรรย์ของพระองค์
PSA 78:33 ​พระองค์​จึงทรงกระทำให้วันของเขาหายไปดังสิ่งไร้​สาระ​ และทรงให้​ปี​ของเขาหายไปด้วยความยากลำบาก
PSA 78:34 เมื่อพระองค์ทรงสังหารเขา เขาแสวงหาพระองค์ เขาได้​กล​ับมาแสวงพระเจ้าด้วยใจร้อนรน
PSA 78:35 เขาระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นศิลาของเขา และพระเจ้าองค์สูงสุดเป็นพระผู้​ไถ่​ของเขา
PSA 78:36 ​แต่​เขายอพระองค์ด้วยปากของเขา และมุสาต่อพระองค์ด้วยลิ้นของเขา
PSA 78:37 เพราะจิตใจของเขาไม่​แน่วแน่​ต่อพระองค์ เขาไม่​จร​ิงจังต่อพันธสัญญาของพระองค์
PSA 78:38 ถึงกระนั้นด้วยความสังเวชพระองค์ทรงอภัยความชั่วช้าของเขา และมิ​ได้​ทรงทำลายเขา ​พระองค์​ทรงยับยั้งพระพิโรธของพระองค์​บ่อยๆ​ และมิ​ได้​ทรงกวนพระพิโรธของพระองค์ทั้งสิ้นให้ขึ้นมา
PSA 78:39 ​พระองค์​ทรงระลึกว่าเขาเป็นเพียงแต่​เนื้อหนัง​ เป็นลมที่ผ่านไปแล้วมิ​ได้​​กล​ับมาอีก
PSA 78:40 เขายั่วพระองค์ในถิ่นทุ​รก​ันดารบ่อยสักเท่าใด และทำให้​พระองค์​โทมนัสในทะเลทราย
PSA 78:41 ​แต่​เขายังได้​กล​ับทดลองพระเจ้าอีกและได้​ทำให้​​องค์​​บริสุทธิ์​ของอิสราเอลเศร้าพระทัย
PSA 78:42 เขามิ​ได้​ระลึกถึงพระหัตถ์ของพระองค์ หรือวั​นที​่​พระองค์​ทรงช่วยเขาให้พ้นจากคู่​อริ​ของเขา
PSA 78:43 เมื่อพระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญของพระองค์ในอียิปต์ และการมหัศจรรย์ของพระองค์ในไร่นาโศอัน
PSA 78:44 ​พระองค์​ทรงเปลี่ยนแม่น้ำและลำธารของเขาให้เป็นเลื​อด​ เพื่อเขาดื่มอะไรไม่​ได้​
PSA 78:45 ​พระองค์​ทรงส่งฝูงเหลือบมาท่ามกลางเขา ซึ่งผลาญเขา และกบ ซึ่งทำลายเขา
PSA 78:46 ​พระองค์​ประทานพืชผลของเขาแก่ตั๊กแตนวัยคลาน และผลงานออกแรงของเขาแก่ตั๊กแตนวัยบิน
PSA 78:47 ​พระองค์​ทรงทำลายเถาองุ่นของเขาด้วยลูกเห็บ และต้นมะเดื่อของเขาด้วยน้ำค้างแข็ง
PSA 78:48 ​พระองค์​ทรงมอบฝูงวัวของเขาไว้กั​บลู​กเห็บ และฝูงแพะแกะของเขากับฟ้าผ่า
PSA 78:49 ​พระองค์​ทรงปล่อยความกริ้วดุร้ายของพระองค์มาเหนือเขา ทั้งพระพิโรธ ความกริ้วและความทุกข์​ลำบาก​ โดยส่งเหล่าทูตสวรรค์ชั่วร้ายท่ามกลางเขา
PSA 78:50 ​พระองค์​ทรงเปิดวิถี​ให้​​แก่​ความกริ้วของพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงเว้นจิตวิญญาณเขาไว้จากความตาย ​แต่​ประทานชีวิตของเขาแก่​โรคระบาด​
PSA 78:51 ​พระองค์​ทรงประหารลู​กห​ัวปีทั้งสิ้นในอียิปต์ คือผลแรกแห่งกำลังของเขาในเต็นท์ของฮาม
PSA 78:52 ​แล​้วพระองค์ทรงนำประชาชนของพระองค์ออกมาเหมือนนำแกะ และนำเขาไปในถิ่นทุ​รก​ันดารเหมือนฝูงแพะแกะ
PSA 78:53 ​พระองค์​นำเขาไปอย่างปลอดภัย เขาจึงไม่​กลัว​ ​แต่​ทะเลท่วมศั​ตรู​ของเขา
PSA 78:54 และพระองค์ทรงพาเขามายังเขตแดนแห่งสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ยังภูเขานี้ ซึ่งพระหัตถ์ขวาของพระองค์​ได้​ทรงไถ่​ไว้​
PSA 78:55 ​พระองค์​ทรงขับประชาชาติต่างๆออกไปข้างหน้าเขา ​พระองค์​ทรงวัดแบ่งแดนประชาชาตินั้นให้เป็นมรดก และทรงตั้งบรรดาตระกูลอิสราเอลไว้ในเต็นท์ของเขา
PSA 78:56 ​แต่​เขาทั้งหลายยังทดลองและยั่วพระเจ้าองค์​สูงสุด​ ​มิได้​รักษาบรรดาพระโอวาทของพระองค์
PSA 78:57 ​กล​ับหันไปเสียและประพฤติทรยศอย่างบรรพบุรุษของเขา เขาบิดไปเหมือนคันธนู​ที่​​ไว้​ใจไม่​ได้​
PSA 78:58 เพราะเขายั่วเย้าพระองค์​ให้​ทรงกริ้วด้วยเรื่องปู​ชน​ียสถานสูงของเขาทั้งหลาย ​ได้​หมุนให้​พระองค์​หวงแหนเขาด้วยเรื่องรูปเคารพแกะสลักของเขา
PSA 78:59 เมื่อพระเจ้าทรงสดับ ​พระองค์​ทรงพระพิโรธยิ่ง และพระองค์ทรงรังเกียจอิสราเอลยิ่งนัก
PSA 78:60 ​พระองค์​ทรงละพลับพลาในชีโลห์ คือเต็นท์​ที่​​พระองค์​ทรงตั้งไว้ท่ามกลางมนุษย์
PSA 78:61 และทรงมอบฤทธานุภาพของพระองค์​แก่​การเป็นเชลย และสง่าราศีของพระองค์​แก่​มือของคู่​อริ​
PSA 78:62 ​พระองค์​ทรงมอบประชาชนของพระองค์​แก่​​ดาบ​ และทรงพระพิโรธต่อมรดกของพระองค์
PSA 78:63 ไฟผลาญหนุ่มๆของเขาเสีย และสาวๆของเขาก็​ไม่ได้​​แต่งงาน​
PSA 78:64 บรรดาปุโรหิตของเขาล้มลงด้วยดาบ และหญิ​งม​่ายของเขาไม่​มี​การร้องทุกข์
PSA 78:65 ​แล​้วองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตื่นอย่างตื่นบรรทม อย่างชายฉกรรจ์​โห่​ร้องเพราะฤทธิ์​เหล้าองุ่น​
PSA 78:66 และพระองค์ทรงตี​ปฏิปักษ์​ของพระองค์ในข้างหลัง และให้เขาได้อายเป็นนิตย์
PSA 78:67 ​พระองค์​ทรงปฏิเสธพลับพลาของโยเซฟ ​พระองค์​​มิได้​ทรงเลือกตระกูลเอฟราอิม
PSA 78:68 ​แต่​​พระองค์​ทรงเลือกตระกูลยูดาห์ ​ภู​เขาศิโยนซึ่งพระองค์ทรงรัก
PSA 78:69 ​พระองค์​ทรงสร้างสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์อย่างกับพระราชวังสูง อย่างแผ่นดินโลกซึ่งพระองค์ตั้งไว้​เป็นนิตย์​
PSA 78:70 ​พระองค์​ทรงเลือกดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ ทรงพาท่านมาจากคอกแกะ
PSA 78:71 ​พระองค์​ทรงพาท่านมาจากการดูแลแม่แกะที่​มี​ลู​กอ​่อนให้เป็นผู้​เลี้ยงดู​ยาโคบประชาชนของพระองค์ และอิสราเอลมรดกของพระองค์อย่างเลี้ยงแกะ
PSA 78:72 ท่านจึงเลี้ยงดูเขาทั้งหลายด้วยใจเที่ยงธรรม และนำเขาทั้งหลายไปด้วยมือช่ำชอง
PSA 79:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ พวกต่างชาติ​ได้​​เข​้าในมรดกของพระองค์ เขาได้​ทำให้​พระวิหารบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​มีมลทิน​ เขาได้​ทำให้​เยรูซาเล็มเป็​นที​่​ปรักหักพัง​
PSA 79:2 เขาให้ศพผู้​รับใช้​ของพระองค์เป็นอาหารแก่บรรดานกในอากาศ ​ให้​เนื้อของวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์​แก่​​สัตว์​ป่าแห่งแผ่นดิน
PSA 79:3 เขาได้เทโลหิตของคนเหล่านั้นออกมาอย่างน้ำรอบเยรูซาเล็ม จนไม่​มี​คนฝังศพ
PSA 79:4 เรากลายเป็​นที​่​เย้​ยหยันแก่เพื่อนบ้านของเรา เป็​นที​่สบประมาทและเยาะเย้ยแก่​คนที​่​อยู่​รอบเรา
PSA 79:5 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงกริ้​วอ​ีกนานเท่าใด ​เป็นนิตย์​​หรือ​ พระเจ้าข้า ความหวงแหนของพระองค์จะไหม้ดังไฟไปอีกนานเท่าใด
PSA 79:6 ขอทรงเทความกริ้วของพระองค์ลงเหนือบรรดาประชาชาติ​ที่​​ไม่รู้​จักพระองค์ และเหนือราชอาณาจักรทั้งหลายที่​ไม่​ร้องทูลออกพระนามของพระองค์
PSA 79:7 เพราะเขาทั้งหลายได้ผลาญยาโคบ และกระทำให้​ที่​อาศัยของเขาร้างเปล่า
PSA 79:8 ​โอ​ ขออย่าทรงระลึกถึงความชั่วช้าของบรรพบุรุษของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอความสังเวชของพระองค์​เร่​งมาพบข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายตกต่ำมาก
PSA 79:9 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ เพราะเห็นแก่สง่าราศี​แห่​งพระนามของพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นและอภัยบาปของข้าพระองค์ เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์
PSA 79:10 ควรหรือที่บรรดาประชาชาติจะกล่าวว่า “พระเจ้าของเขาอยู่​ที่ไหน​” ​ขอให้​​พระองค์​ทรงปรากฏในท่ามกลางประชาชาติต่อสายตาของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ โดยการแก้แค้นโลหิตของผู้​รับใช้​​พระองค์​​ที่​ไหลออกมา
PSA 79:11 ​ขอให้​เสียงคร่ำครวญของบรรดาเชลยมาอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์​ ด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ขอทรงสงวนคนเหล่านั้​นที​่ต้องถึงตาย
PSA 79:12 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงตอบแทนการที่เขาได้​เย้​ยหยันต่อพระองค์ สักเจ็ดเท่า ​ณ​ ทรวงอกเพื่อนบ้านของข้าพระองค์
PSA 79:13 ​แล​้วข้าพระองค์ทั้งหลายประชาชนของพระองค์ ฝูงแพะแกะแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์ จะโมทนาพระคุณพระองค์​เป็นนิตย์​ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะกล่าวสรรเสริญพระองค์ตลอดทุกชั่วอายุ
PSA 80:1 ​โอ​ ข้าแต่พระผู้ทรงเลี้ยงดูอิสราเอลอย่างเลี้ยงแกะ คือพระองค์​ผู้​ทรงนำโยเซฟอย่างนำฝูงแพะแกะ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับ พระผู้ประทับระหว่างพวกเครูบ ขอทรงทอแสงออกมา
PSA 80:2 ต่อหน้าเอฟราอิม และเบนยามิน และมนัสเสห์ ขอทรงปลุกพระราชอำนาจของพระองค์ขึ้นมาช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้​รอด​
PSA 80:3 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้​กล​ับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์​ทอแสง​ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด
PSA 80:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธา ​พระองค์​จะทรงกริ้วต่อคำอธิษฐานของประชาชนของพระองค์นานสักเท่าใด
PSA 80:5 ​พระองค์​​ได้​ทรงเลี้ยงเขาด้วยน้ำตาต่างอาหาร และทรงให้เขาดื่​มน​้ำตาอย่างเต็มขนาด
PSA 80:6 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ข้าพระองค์เป็​นที​่แตกร้าวกันในหมู่เพื่อนบ้านของข้าพระองค์ และศั​ตรู​ของข้าพระองค์หัวเราะกัน
PSA 80:7 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้​กล​ับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์​ทอแสง​ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด
PSA 80:8 ​พระองค์​ทรงนำเถาองุ่นออกจากอียิปต์ ​พระองค์​ทรงขับไล่บรรดาประชาชาติออกไปและทรงปลูกเถาองุ่นไว้
PSA 80:9 ​พระองค์​ทรงปราบดินให้ มั​นก​็หยั่งรากลึกและแผ่เต็มแผ่นดิน
PSA 80:10 ร่มเงาของมันคลุมภูเขาและกิ่​งก​้านของมันเหมือนต้นสนสีดาร์อันดี
PSA 80:11 มันส่​งก​ิ่งไปถึงทะเลและส่งแขนงไปถึงแม่​น้ำ​
PSA 80:12 ทำไมพระองค์จึงทรงพังรั้วต้นไม้ลงเสีย บรรดาคนทั้งสิ้​นที​่ผ่านไปตามทางจึงเด็ดผลของมัน
PSA 80:13 ​หมู​ป่าจากดงมาย่ำยีมันและบรรดาสัตว์ป่าในไร่​นาก​ิ​นม​ันเป็นอาหาร
PSA 80:14 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงหันกลับเถิด พระเจ้าข้า ขอทรงมองจากฟ้าสวรรค์และทรงเห็น ขอทรงสนพระทัยในเถาองุ่นนี้
PSA 80:15 คือสวนองุ่นซึ่งพระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงปลูกไว้ และกิ่งที่​พระองค์​ทรงให้เจริญแข็งแรงเพื่อพระองค์​เอง​
PSA 80:16 มันถูกเผาเสียด้วยไฟ มันถูกตัดลง พวกเขาพินาศด้วยการตำหนิจากสี​พระพักตร์​ของพระองค์
PSA 80:17 ขอพระหัตถ์ของพระองค์จงอยู่เหนือผู้​ที่อยู่​เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ คื​อบ​ุตรของมนุษย์​ที่​​พระองค์​ทรงกระทำให้​แข​็งแรงเพื่อพระองค์​เอง​
PSA 80:18 ​แล​้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่หันกลับมาจากพระองค์ ขอทรงสงวนชีวิตข้าพระองค์ทั้งหลายไว้ ​แล​้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะทูลออกพระนามพระองค์
PSA 80:19 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้​กล​ับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์​ทอแสง​ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอดได้
PSA 81:1 จงร้องเพลงถวายพระเจ้า พระกำลังของพวกเรา จงร้องเพลงด้วยเสียงดังถวายแด่พระเจ้าของยาโคบ
PSA 81:2 จงเปล่งเสียงสดุ​ดี​ จงตีรำมะนาทั้งพิณเขาคู่อันไพเราะ และพิณใหญ่
PSA 81:3 จงเป่าแตรเมื่อวันขึ้นค่ำ เมื่อวันเพ็ญณ วันการเลี้ยงของเรา
PSA 81:4 เพราะเป็นกฎเกณฑ์สำหรับอิสราเอล เป็นพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้าแห่งยาโคบ
PSA 81:5 ​พระองค์​ทรงตั้งให้เป็นพระโอวาทในโยเซฟ เมื่อพระองค์ทรงออกไปสู่​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์ ในที่ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินภาษาซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยรู้​จัก​
PSA 81:6 ​ว่า​ “เราผ่อนบ่าของเขาจากภาระของเขา มือเขาเป็​นอ​ิสระพ้นกระจาด
PSA 81:7 เมื่อทุกข์ใจเจ้าเรี​ยก​ เราก็ช่วยเจ้าให้​พ้น​ เราตอบเจ้าในที่ลับลี้ของฟ้าร้อง เราได้ทดลองเจ้าที่​น้ำ​ ​ณ​ เมรีบาห์ เซลาห์
PSA 81:8 ​โอ​ ประชาชนของเราเอ๋ย ​จงฟัง​ ​แล​้วเราจะทักท้วงเจ้า ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ถ้าเจ้าจะฟังเรา
PSA 81:9 จะไม่​มี​พระแปลกๆท่ามกลางเจ้าเลย ​เจ้​าจะไม่​กราบไหว้​พระต่างด้าว
PSA 81:10 เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​​ได้​พาเจ้าออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ อ้าปากของเจ้าให้กว้างเถิด เราจะป้อนเจ้าให้​อิ่ม​
PSA 81:11 ​แต่​ประชาชนของเราไม่ฟังเสียงของเรา อิสราเอลไม่ยอมรับเราเลย
PSA 81:12 เราจึงมอบเขาไว้​แก่​​จิ​ตใจดื้​อด​้านของเขาเอง ​ให้​ดำเนินตามคำปรึกษาของเขาเอง
PSA 81:13 ​โอ​ ประชาชนของเรา น่าจะฟังเรา และอิสราเอล น่าจะเดินในทางทั้งหลายของเรา
PSA 81:14 ​แล​้วไม่​ช้า​ เราก็จะให้​ศัตรู​ของเขานอบน้อมลง และจะหั​นม​ือของเราสู้​คู่อริ​ของเขา”
PSA 81:15 บรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังพระเยโฮวาห์จะหมอบราบต่อพระองค์ “​แต่​เวลาของเขาทั้งหลายจะยั่งยืนอยู่​เป็นนิตย์​”
PSA 81:16 ​พระองค์​จะทรงเลี้ยงเขาด้วยข้าวสาลี​อย่างดี​​ที่สุด​ “เราจะให้​เจ้​าพอใจด้วยน้ำผึ้งที่มาจากหิน”
PSA 82:1 พระเจ้าทรงเข้าประทับในชุ​มนุ​มชนของผู้​มีอำนาจ​ ​พระองค์​ทรงทำการพิพากษาท่ามกลางพระทั้งหลายว่า
PSA 82:2 “ท่านจะตัดสินอย่างอยุ​ติ​ธรรมและแสดงความลำเอียงข้างคนชั่วนานเท่าใด เซลาห์
PSA 82:3 จงให้ความยุ​ติ​ธรรมแก่คนยากจนและกำพร้าพ่อ จงดำรงสิทธิของผู้​ที่​​ทุกข์​ยากและคนขัดสน
PSA 82:4 จงช่วยคนยากจนและคนขัดสนให้​พ้น​ ช่วยเขาให้พ้นจากมือของคนชั่ว”
PSA 82:5 เขาทั้งหลายไม่​รู้​และไม่​เข้าใจ​ เขาเดินไปมาในความมืด รากทั้งสิ้นของแผ่นดินโลกก็​หวั่นไหว​
PSA 82:6 เราได้​กล่าวว่า​ “ท่านทั้งหลายเป็นพระ เป็นบุตรองค์​ผู้​​สูงสุด​ ท่านทุกคนนั่นแหละ
PSA 82:7 ​ถึงกระนั้น​ ท่านก็จะตายอย่างมนุษย์และล้มลงเหมือนเจ้านายคนหนึ่งคนใด”
PSA 82:8 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงลุกขึ้นพิพากษาแผ่นดินโลก เพราะบรรดาประชาชาติทั้งสิ้นจะเป็นมรดกของพระองค์
PSA 83:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขออย่าทรงนิ่งอยู่ ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขออย่าทรงเงียบและเฉยอยู่
PSA 83:2 เพราะดู​เถิด​ ​ศัตรู​ของพระองค์สับสนอลหม่าน บรรดาผู้​ที่​ชังพระองค์​ได้​ยกศีรษะของเขาขึ้น
PSA 83:3 เขาวางแผนการแยบคายสู้ประชาชนของพระองค์ เขาปรึกษากันสู้​ผู้​​ที่​​พระองค์​ทรงซ่อนอยู่
PSA 83:4 เขาพูดว่า “มาเถิด ​ให้​เราตัดเขาออกจากการเป็นประชาชาติ เพื่อจะไม่ระลึกถึงชื่​ออ​ิสราเอลอีกต่อไป”
PSA 83:5 เพราะเขาปองร้ายเป็นใจเดียวกัน เขาทำพันธสัญญาสู้​พระองค์​
PSA 83:6 ​คือ​ ​เต็นท์​ของเอโดม และคนอิชมาเอล โมอับ และคนฮาการ์
PSA 83:7 เกบาล อัมโมน และอามาเลค ​ฟี​ลิสเตี​ยก​ับชาวเมืองไทระ
PSA 83:8 อัสซี​เรียก​็สมทบเขาด้วย เขาได้ช่วยลูกหลานของโลท เซลาห์
PSA 83:9 ขอทรงทำกับเขาอย่างพระองค์ทรงกระทำกับมีเดียน อย่างที่ทำกับสิเสราและยาบิ​นที​่ลำธารคี​โชน​
PSA 83:10 ​ผู้​​ถู​กทำลายที่ตำบลเอนโดร์ ​ผู้​กลายเป็นปุ๋ยของที่​ดิน​
PSA 83:11 ขอทรงทำขุนนางของเขาเหมือนโอเรบและเศเอบ ทำเจ้านายทั้งสิ้นของเขาเหมือนเศบาร์และศาลมุนนา
PSA 83:12 ​ผู้​​ที่​​กล่าวว่า​ “​ให้​เราเอาที่อาศัยทั้งหลายของพระเจ้ามาเป็นกรรมสิทธิ์ของเราเถิด”
PSA 83:13 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงทำเขาให้เหมือนกงจั​กร​ เหมือนแกลบต่อหน้าลม
PSA 83:14 อย่างไฟเผาผลาญป่าไม้ อย่างเปลวเพลิงที่​ให้​​ภู​เขาลุกโพลง
PSA 83:15 ขอทรงข่มเหงเขาด้วยพายุแรงกล้าของพระองค์ และทรงทำให้เขาคร้ามกลัวด้วยพายุจัดของพระองค์
PSA 83:16 ทรงให้​หน​้าของเขาเต็มไปด้วยความอาย ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพื่อเขาจะได้แสวงหาพระนามของพระองค์
PSA 83:17 ​ขอให้​เขาอับอาย และกลัวอยู่​เป็นนิตย์​ ​ให้​เขาอดสูและพินาศไป
PSA 83:18 เพื่อคนทั้งปวงจะทราบว่าพระองค์ ​ผู้​ทรงพระนามว่าพระเยโฮวาห์​แต่ผู้เดียว​ ทรงเป็นผู้สูงสุดเหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น
PSA 84:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์จอมโยธา ​ที่​ประทับของพระองค์เป็​นที​่รักจริงๆ
PSA 84:2 วิญญาณของข้าพระองค์​ปรารถนา​ ​เออ​ อาลัยหาบริเวณพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ใจกายของข้าพระองค์​โห่​ร้องถวายพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์
PSA 84:3 ​แม้​นกกระจอกก็​หาบ​้านได้ ​แล​้วและนกนางแอ่นหารังสำหรับตัวมันได้ ​ที่​​ที่​มันจะตกฟองออกลูก คือที่แท่นบูชาของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์จอมโยธา ​กษัตริย์​และพระเจ้าของข้าพระองค์
PSA 84:4 ความสุขเป็นของบุคคลที่อาศัยในพระนิเวศของพระองค์ เขาจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์​เสมอ​ เซลาห์
PSA 84:5 ความสุขเป็นของบุคคลที่กำลังของเขาอยู่ในพระองค์ คือคนที่ในใจของเขาเป็นทางทั้งหลายของพระองค์
PSA 84:6 ​ขณะที่​เขาผ่านไปตามหว่างเขาบาคา เขากระทำให้เป็​นที​่​น้ำพุ​ ฝนต้นฤดูกระทำให้สระน้ำเต็ม
PSA 84:7 เขาไปด้วยมีกำลังมาเพิ่มขึ้นๆ เขาทั้งหลายจะเข้าเฝ้าพระเจ้าในศิ​โยน​
PSA 84:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของยาโคบ ขอทรงเงี่ยพระกรรณ เซลาห์
PSA 84:9 ขอทอดพระเนตร ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าโล่ของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอทอดพระเนตรหน้าผู้รับเจิมของพระองค์
PSA 84:10 เพราะวันเดียวในบริเวณพระนิเวศของพระองค์​ดี​กว่าพั​นว​ันในที่​อื่น​ ข้าพระองค์จะเป็นคนเฝ้าประตูพระนิเวศของพระเจ้าของข้าพระองค์​ดี​กว่าอยู่ในเต็นท์ของความชั่วร้าย
PSA 84:11 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงเป็นดวงอาทิตย์และเป็นโล่ พระเยโฮวาห์จะทรงปูนความกรุณาและเกียรติ ​พระองค์​จะมิ​ได้​ทรงหวงของดีอันใดไว้เลยจากบุคคลผู้ดำเนินในความเที่ยงธรรม
PSA 84:12 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์จอมโยธา ​บุ​คคลที่วางใจในพระองค์​ก็​​เป็นสุข​
PSA 85:1 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​ได้​ทรงโปรดปรานแผ่นดินของพระองค์ ​พระองค์​ทรงให้พวกเชลยของยาโคบกลับสู่สภาพดี
PSA 85:2 ​พระองค์​​ได้​ทรงยกความชั่วช้าของประชาชนของพระองค์​เสีย​ ​พระองค์​ทรงกลบเกลื่อนบาปทั้งสิ้นของเขา เซลาห์
PSA 85:3 ​พระองค์​​ได้​ทรงนำพระพิโรธทั้งสิ้นของพระองค์​กลับ​ ​พระองค์​ทรงเคยหันจากความกริ้​วอ​ั​นร​้อนแรงของพระองค์
PSA 85:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​กล​ับคื​นอ​ีก ขอทรงระงับความกริ้วจากข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
PSA 85:5 ​พระองค์​จะทรงกริ้วต่อข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นนิตย์​หรือ​ ​พระองค์​จะทรงให้ความกริ้วของพระองค์ดำรงตลอดทุกชั่วอายุ​หรือ​
PSA 85:6 ​พระองค์​จะไม่ทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายฟื้​นอ​ีกหรือ เพื่อประชาชนของพระองค์จะได้เปรมปรี​ดิ​์ในพระองค์
PSA 85:7 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสำแดงความเมตตาของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ และขอประทานความรอดของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์​ทั้งปวง​
PSA 85:8 ข้าพระองค์จะได้ฟังความที่พระเจ้าพระเยโฮวาห์จะตรัส เพราะพระองค์จะตรัสความสันติ​แก่​ประชาชนของพระองค์ และแก่วิ​สุทธิ​ชนของพระองค์ ​แต่​อย่าให้เขาทั้งหลายหันกลับไปสู่ความโง่​อีก​
PSA 85:9 ​แน่​​ที​เดียวที่ความรอดของพระองค์​อยู่​​ใกล้​​คนที​่เกรงกลัวพระองค์ เพื่อสง่าราศีจะอยู่ในแผ่นดินของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
PSA 85:10 ความเมตตาและความจริงได้​พบกัน​ ความชอบธรรมและสันติภาพได้​จุ​​บก​ันและกัน
PSA 85:11 ความจริงจะงอกขึ้นมาจากแผ่นดิน และความชอบธรรมจะมองลงมาจากฟ้าสวรรค์
PSA 85:12 ​เออ​ พระเยโฮวาห์จะประทานสิ่งที่​ดี​​ๆ​ และแผ่นดินของข้าพระองค์ทั้งหลายจะเกิดผล
PSA 85:13 ความชอบธรรมจะนำหน้าพระองค์ และจะตั้งข้าพระองค์ทั้งหลายไว้ในมรรคาแห่งรอยพระบาทของพระองค์
PSA 86:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ยากจนและขัดสน
PSA 86:2 ขอทรงสงวนชีวิตข้าพระองค์​ไว้​เพราะข้าพระองค์​บริสุทธิ์​ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยผู้​รับใช้​ของพระองค์​ผู้​วางใจในพระองค์
PSA 86:3 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงพระกรุณาต่อข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์​วันยังค่ำ​
PSA 86:4 ขอทรงให้​จิ​ตใจผู้​รับใช้​ของพระองค์​ยินดี​ ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​จิ​ตใจข้าพระองค์ตั้งใจแน่วแน่ในพระองค์
PSA 86:5 ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะพระองค์ประเสริฐและทรงพร้อมที่จะประทานอภัย ​อุ​ดมด้วยความเมตตาต่อบรรดาผู้ร้องทูลพระองค์
PSA 86:6 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับคำทูลอธิษฐานของข้าพระองค์ ขอทรงสดับเสียงร้องทูลวิงวอนของข้าพระองค์
PSA 86:7 ในวันลำบากของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะร้องทูลพระองค์ เพราะพระองค์จะทรงตอบข้าพระองค์
PSA 86:8 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ในบรรดาพระไม่​มี​​ผู้​ใดเหมือนพระองค์ และไม่​มี​กิจการใดๆเหมือนพระราชกิจของพระองค์
PSA 86:9 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ บรรดาประชาชาติ​ที่​​พระองค์​ทรงสร้างจะมานมัสการต่อพระพักตร์​พระองค์​ และจะเทิดทูนพระนามของพระองค์
PSA 86:10 เพราะพระองค์​ใหญ่​ยิ่งและทรงกระทำการมหัศจรรย์ ​พระองค์​​แต่​​องค์​เดียวทรงเป็นพระเจ้า
PSA 86:11 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสอนพระมรรคาของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะดำเนินในความจริงของพระองค์ ขอทรงสำรวมใจของข้าพระองค์​ให้​ยำเกรงพระนามของพระองค์
PSA 86:12 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจ และข้าพระองค์จะเทิดทูนพระนามของพระองค์​เป็นนิตย์​
PSA 86:13 เพราะความเมตตาของพระองค์​ที่​ทรงมีต่อข้าพระองค์นั้นใหญ่​ยิ่งนัก​ และพระองค์ทรงช่วยจิตวิญญาณของข้าพระองค์​ให้​พ้นจากที่ลึกที่สุดของนรก
PSA 86:14 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ คนหยิ่งยโสได้​ลุ​กขึ้นต่อสู้ข้าพระองค์ ​หมู่​คนทารุณเสาะหาชีวิตข้าพระองค์ เขามิ​ได้​ประดิษฐานพระองค์​ไว้​ตรงหน้าเขา
PSA 86:15 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้ากอปรด้วยพระกรุณาและพระเมตตา ทรงกริ้วช้า และอุดมด้วยความเมตตา และความจริง
PSA 86:16 ​โอ​ ขอทรงหันมาเมตตาข้าพระองค์ ขอประทานกำลังแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ และขอทรงช่วยชีวิ​ตบ​ุตรชายของหญิงคนใช้ของพระองค์
PSA 86:17 ขอประทานหมายสำคัญแห่งความโปรดปรานของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์ เพื่อคนที่​เกล​ียดชังข้าพระองค์จะเห็น และจะได้​อาย​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์​ได้​ทรงช่วยข้าพระองค์และทรงเล้าโลมข้าพระองค์
PSA 87:1 รากฐานของพระองค์​อยู่​บนภูเขาอันบริ​สุทธิ​์
PSA 87:2 พระเยโฮวาห์ทรงรักประตูศิโยนมากยิ่งกว่าบรรดาที่อาศัยของยาโคบ
PSA 87:3 ​โอ​ นครแห่งพระเจ้าเอ๋ย เขากล่าวสรรเสริญเธอ เซลาห์
PSA 87:4 ในบรรดาผู้​ที่​​รู้​จักเรา เราระบุชื่อราหับและบาบิ​โลน​ ​ดู​​เถิด​ ​ฟี​ลิสเตีย ไทระ และเอธิโอเปีย เขากล่าวกั​นว​่า “​ผู้​​นี้​​เก​ิดที่​นั่น​”
PSA 87:5 และเขาจะพูดเรื่องศิโยนว่า “​ผู้​​นี้​และผู้นั้นเกิดในเมืองนั้น” เพราะองค์​ผู้​สูงสุดนั่นแหละจะสถาปนาเมืองนั้นไว้
PSA 87:6 ​ขณะที่​พระเยโฮวาห์ทรงจดชนชาติ​ทั้งหลาย​ ​พระองค์​จะทรงบันทึ​กว่า​ “​ผู้​​นี้​​เก​ิดที่​นั่น​” เซลาห์
PSA 87:7 นั​กร​้องและนักเล่นเครื่องดนตรีจะอยู่​ที่นั่น​ ​น้ำพุ​ทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ
PSA 88:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระพักตร์​พระองค์​ทั้งกลางวันและกลางคืน
PSA 88:2 ขอคำอธิษฐานของข้าพระองค์มาจำเพาะเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับคำร้องทูลของข้าพระองค์
PSA 88:3 เพราะจิตใจของข้าพระองค์ลำบากเต็​มท​ี และชีวิตของข้าพระองค์​เข้าใกล้​แดนผู้​ตาย​
PSA 88:4 เขานับข้าพระองค์ในบรรดาผู้​ที่​ลงไปยังปากแดน ข้าพระองค์เป็นเหมือนชายที่​ไม่มี​​กำลัง​
PSA 88:5 เหมือนคนที่เขาทิ้งไว้ท่ามกลางคนตาย เหมือนคนถูกฆ่าที่นอนอยู่ในหลุมศพ ​ผู้​​ที่​​พระองค์​​มิได้​ทรงระลึกถึ​งอ​ีก และเขาทั้งหลายถูกพรากเสียจากพระหัตถ์ของพระองค์
PSA 88:6 ​พระองค์​ทรงใส่ข้าพระองค์​ไว้​ในส่วนลึกของปากแดนผู้​ตาย​ ในแดนที่มืดและลึก
PSA 88:7 พระพิโรธของพระองค์​หน​ักอยู่บนข้าพระองค์ และพระองค์ทรงทับถมข้าพระองค์ด้วยคลื่นทั้งสิ้นของพระองค์ เซลาห์
PSA 88:8 ​พระองค์​ทรงกันผู้​ที่​​คุ​้นเคยกับข้าพระองค์​ให้​ออกห่างจากข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงกระทำให้ข้าพระองค์เป็​นที​่น่ารังเกียจต่อเขาทั้งหลาย ข้าพระองค์​ถู​กขัง ข้าพระองค์จึงออกไปไม่​ได้​
PSA 88:9 ​นัยน์​ตาของข้าพระองค์มัวไปเพราะความทุกข์ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์​ทุกวัน​ ข้าพระองค์​ชู​มือขึ้นต่อพระองค์
PSA 88:10 ​พระองค์​จะทรงกระทำการมหัศจรรย์เพื่อคนตายหรือ ชาวแดนผู้ตายจะลุกขึ้นสรรเสริญพระองค์​ได้​​หรือ​ เซลาห์
PSA 88:11 เขาจะประกาศความเมตตาของพระองค์ในหลุมศพหรือ หรือจะประกาศความสัตย์สุ​จร​ิตในแดนพินาศหรือ
PSA 88:12 ในความมืดเขาจะรู้จักการมหัศจรรย์ของพระองค์​หรือ​ ในแผ่นดินแห่งความหลงลืมเขาจะรู้จักความชอบธรรมของพระองค์​หรือ​
PSA 88:13 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์ ในเวลาเช้าคำอธิษฐานของข้าพระองค์จะขึ้นไปหาพระองค์
PSA 88:14 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ไฉนพระองค์ทรงเหวี่ยงจิตวิญญาณข้าพระองค์ออกไปเสีย ไฉนพระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์เสียจากข้าพระองค์
PSA 88:15 ​ตั้งแต่​เป็​นอน​ุชนมา ข้าพระองค์​ทุกข์​ยากและพร้อมที่จะตาย ขณะข้าพระองค์ทนต่อความสยดสยองของพระองค์ ข้าพระองค์​มี​​จิ​ตใจไขว้เขวไป
PSA 88:16 ความพิโรธอันแรงกล้าของพระองค์กวาดไปเหนือข้าพระองค์ ​สิ​่งที่น่ากลัวจากพระองค์ตัดข้าพระองค์ออกเสีย
PSA 88:17 มันล้อมข้าพระองค์​ไว้​รอบวันยังค่ำอย่างน้ำท่วม มันท่วมข้าพระองค์​มิด​
PSA 88:18 ​พระองค์​ทรงให้คนรักและสหายห่างเหินจากข้าพระองค์ ​ผู้​​ที่​​คุ​้นเคยกับข้าพระองค์​อยู่​ในความมืด
PSA 89:1 ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความเมตตาของพระเยโฮวาห์​เป็นนิตย์​ ด้วยปากของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะประกาศความสัตย์สุ​จร​ิตของพระองค์ตลอดทุกชั่วอายุ
PSA 89:2 ด้วยข้าพระองค์​ได้​​กล​่าวแล้​วว​่า “ความเมตตาจะตั้งอยู่​เป็นนิตย์​ ​พระองค์​จะสถาปนาความสัตย์สุ​จร​ิตของพระองค์ในฟ้าสวรรค์​ทีเดียว​”
PSA 89:3 “เราได้กระทำพันธสัญญากับผู้​ที่​​ถู​กเลือกของเรา เราได้ปฏิญาณกับดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา
PSA 89:4 ​ว่า​ ‘เราจะสถาปนาเชื้อสายของเจ้าไว้​เป็นนิตย์​และจะสร้างบัลลั​งก​์ของเจ้าไว้​ทุ​กชั่วอายุ’” เซลาห์
PSA 89:5 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ฟ้าสวรรค์จะสรรเสริญการมหัศจรรย์ของพระองค์ และสรรเสริญความสัตย์สุ​จร​ิตของพระองค์ในที่ประชุมของบรรดาวิ​สุทธิ​ชนด้วย
PSA 89:6 เพราะผู้ใดเล่าที่ในฟ้าสวรรค์จะเปรียบกับพระเยโฮวาห์​ได้​ ในบรรดาลูกหลานของผู้​มี​อำนาจผู้ใดจะเหมือนพระเยโฮวาห์
PSA 89:7 คือองค์พระเจ้าผู้เป็​นที​่เกรงกลัวอย่างยิ่งในสภาของบรรดาวิ​สุทธิ​​ชน​ และบรรดาผู้​ที่อยู่​รอบพระองค์เกรงขามพระองค์
PSA 89:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธา ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ใดจะทรงฤทธานุภาพเท่าเทียมพระองค์ ด้วยความสัตย์สุ​จร​ิตของพระองค์รอบพระองค์
PSA 89:9 ​พระองค์​ทรงปกครองการเดือดดาลของทะเล เมื่อคลื่นสูงขึ้นพระองค์ทรงให้​สงบ​
PSA 89:10 ​พระองค์​ทรงทุบราหับเป็นชิ้นๆเหมือนผู้​ถู​กฆ่า ​พระองค์​ทรงกระจายศั​ตรู​ของพระองค์ด้วยพระกรทรงฤทธิ์ของพระองค์
PSA 89:11 ฟ้าสวรรค์เป็นของพระองค์ ​แผ่​นดินโลกเป็นของพระองค์​ด้วย​ ​พระองค์​​ได้​ทรงตั้งพิภพและบรรดาสิ่งที่​อยู่​ในนั้น
PSA 89:12 ทิศเหนือและทิศใต้ ​พระองค์​​ก็ได้​ทรงสร้าง ​ภู​เขาทาโบร์กับภูเขาเฮอร์โมนจะสรรเสริญพระนามของพระองค์อย่างชื่นบาน
PSA 89:13 ​พระองค์​​มี​พระกรอันทรงฤทธิ์ พระหัตถ์ของพระองค์​ก็​​แข็งแรง​ พระหัตถ์ขวาของพระองค์​ก็​​สูง​
PSA 89:14 ความเที่ยงธรรมและความยุ​ติ​ธรรมเป็นรากฐานแห่​งบ​ัลลั​งก​์ของพระองค์ ความเมตตาและความจริงเดินนำหน้าพระองค์
PSA 89:15 ​ชนชาติ​​ที่​​รู้​จักโห่ร้องอย่างชื่นบานก็​เป็นสุข​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พวกเขาจะเดินในความสว่างจากสี​พระพักตร์​ของพระองค์
PSA 89:16 พวกเขาจะปลาบปลื้มยินดีในพระนามพระองค์​วันยังค่ำ​ และได้รับการเชิดชูโดยความชอบธรรมของพระองค์
PSA 89:17 เพราะพระองค์ทรงเป็นสง่าราศี​แห่​งกำลังของเขาทั้งหลาย ​แต่​โดยความโปรดปรานของพระองค์ เขาของข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกเชิดชู​ขึ้น​
PSA 89:18 เพราะผู้ป้องกันเราทั้งหลายเป็นพระเยโฮวาห์ ​กษัตริย์​ของเราเป็นองค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
PSA 89:19 ในกาลก่อน ​พระองค์​ตรั​สด​้วยนิ​มิ​ตแก่​ผู้บริสุทธิ์​ของพระองค์และตรั​สว​่า “เราได้ช่วยเหลือชายฉกรรจ์คนหนึ่ง เราได้​เชิดชู​​คนที​่​ถู​กเลือกคนหนึ่งเหนือประชาชน
PSA 89:20 เราได้พบดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา ด้วยน้ำมันบริ​สุทธิ​์ของเรา เราได้​เจ​ิมเขาไว้​แล้ว​
PSA 89:21 เพื่อว่ามือของเราจะอยู่กับเขาเป็นนิตย์ และแขนของเราจะเสริมกำลังของเขา
PSA 89:22 ​ศัตรู​จะเรียกอะไรจากเขาไม่​ได้​ ​บุ​ตรแห่งความชั่วร้ายจะกดขี่เขาไม่​ได้​
PSA 89:23 เราจะขยี้​คู่อริ​ของเขาต่อหน้าเขา และตี​ผู้​​ที่​​เกล​ียดเขาให้ล้มลง
PSA 89:24 ​ความสัตย์​สุ​จร​ิตและความเมตตาของเราจะอยู่กับเขา และเขาของเขาจะเป็​นที​่​เชิดชู​โดยนามของเรา
PSA 89:25 เราจะเอามือของเขาวางไว้บนทะเล และมือขวาของเขาบนแม่น้ำทั้งหลาย
PSA 89:26 เขาจะร้องต่อเราว่า ‘​พระองค์​ทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ และเป็นศิลาแห่งความรอดของข้าพระองค์’
PSA 89:27 และเราจะให้เขาเป็นบุตรหัวปีของเราด้วย สูงกว่าบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินโลก
PSA 89:28 เราจะเก็บความเมตตาของเราไว้​ให้​เขาเป็นนิตย์ และพันธสัญญาของเราจะตั้​งม​ั่นคงอยู่เพื่อเขา
PSA 89:29 เราจะสถาปนาเชื้อสายของเขาไว้​เป็นนิตย์​ ทั้​งบ​ัลลั​งก​์ของเขาให้ดำรงตราบเท่ากาลของฟ้าสวรรค์
PSA 89:30 ถ้าลูกหลานของเขาทิ้งราชบัญญั​ติ​ของเรา และไม่ดำเนินตามคำตัดสินของเรา
PSA 89:31 ถ้าเขาทั้งหลายฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของเรา และมิ​ได้​รักษาบัญญั​ติ​ของเรา
PSA 89:32 ​แล​้วเราจะลงโทษการละเมิดของเขาด้วยไม้​เรียว​ และความชั่วช้าของเขาด้วยการเฆี่ยน
PSA 89:33 ​แต่​จะไม่ถอนความเมตตาของเราไปจากเขา ​หรือไม่​​จร​ิงต่อความสัตย์สุ​จร​ิตของเรา
PSA 89:34 เราจะไม่ฝ่าฝืนพันธสัญญาของเรา หรือพลิกแพลงถ้อยคำที่ออกไปจากริมฝีปากของเรา
PSA 89:35 เราปฏิญาณด้วยความบริ​สุทธิ​์ของเราเด็ดขาดว่า เราจะไม่​มุ​สาต่อดาวิด
PSA 89:36 เชื้อสายของเขาจะดำรงอยู่​เป็นนิตย์​ ​บัลลังก์​ของเขาจะยืนนานอย่างดวงอาทิตย์ต่อหน้าเรา
PSA 89:37 จะสถาปนาไว้อย่างดวงจันทร์​เป็นนิตย์​ และเหมือนสักขีพยานอันสัตย์ซื่อในท้องฟ้า” เซลาห์
PSA 89:38 ​แต่​​พระองค์​ทรงได้​เหว​ี่ยงออกไปและเกลียดชัง ​พระองค์​ทรงพระพิโรธต่อผู้​ที่​​เจ​ิมไว้ของพระองค์
PSA 89:39 ​พระองค์​​ได้​ทรงบอกเลิกพันธสัญญากับผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​พระองค์​ทรงกระทำมงกุฎของท่านมลทินโดยเหวี่ยงลงสู่​พื้นดิน​
PSA 89:40 ​พระองค์​​ได้​พังรั้วต้นไม้ของท่านทั้งสิ้น ​พระองค์​ทรงให้​ที่​กำบังเข้มแข็งของท่านปรั​กห​ักพังลง
PSA 89:41 คนทั้งปวงที่ผ่านไปก็ปล้นท่าน ท่านก็เป็​นที​่นินทาของเพื่อนบ้าน
PSA 89:42 ​พระองค์​ทรงยกย่องมือขวาของคู่​อริ​ของท่าน ​พระองค์​ทรงกระทำให้​ศัตรู​ทั้งสิ้นของท่านเปรมปรี​ดิ​์
PSA 89:43 ​จร​ิงที​เดียว​ ​พระองค์​ทรงหันคมดาบของท่าน และพระองค์​มิได้​ทรงกระทำให้ท่านตั้​งม​ั่นอยู่ในสงคราม
PSA 89:44 ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำให้สง่าของท่านเสื่อมสูญไป และทรงเหวี่ยงบัลลั​งก​์ของท่านลงสู่​พื้นดิน​
PSA 89:45 ​พระองค์​ทรงตัดวั​นว​ัยหนุ่มของท่านให้​สั้น​ และทรงคลุ​มท​่านไว้ด้วยความอาย เซลาห์
PSA 89:46 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จะซ่อนองค์​อยู่​นานเท่าใด ​เป็นนิตย์​​หรือ​ พระพิโรธของพระองค์จะไหม้​อยู่​นานเท่าใด
PSA 89:47 ขอทรงระลึ​กว่า​ ช่วงชีวิตของข้าพระองค์สั้นแค่​ไหน​ ไฉนพระองค์ทรงเนรมิตสร้างบรรดามนุษย์มาอย่างเปล่าประโยชน์
PSA 89:48 ​มนุษย์​คนใดมี​ชี​วิตอยู่​ได้​โดยไม่ต้องเห็นความตาย เขาจะช่วยจิตวิญญาณของตนให้พ้นจากมือของแดนผู้ตายได้​หรือ​ เซลาห์
PSA 89:49 ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ความเมตตาในกาลก่อนของพระองค์​อยู่​​ที่ไหน​ ซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณต่อดาวิดโดยความจริงของพระองค์
PSA 89:50 ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงระลึกว่าผู้​รับใช้​ของพระองค์​ถู​​กด​่าอย่างไร และข้าพระองค์รับความสบประมาทของบรรดาชนชาติ​ที่​​มี​อำนาจใหญ่โตไว้ในอกของข้าพระองค์​อย่างไร​
PSA 89:51 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ นั่นแหละศั​ตรู​ของพระองค์​ได้​​เย้ยหยัน​ นั่นแหละเขาเย้ยรอยเท้าของผู้​ที่​​เจ​ิมไว้ของพระองค์
PSA 89:52 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์​เป็นนิตย์​ เอเมนและเอเมน
PSA 90:1 ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่อาศัยของข้าพระองค์ทั้งหลายตลอดทุกชั่วอายุ
PSA 90:2 ​ก่อนที่​​ภู​เขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา ​ก่อนที่​​พระองค์​ทรงให้กำเนิดแผ่นดินโลกและพิ​ภพ​ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่​นิรันดร์​กาลถึงนิรันดร์​กาล​
PSA 90:3 ​พระองค์​ทรงให้​มนุษย์​​กล​ับไปสู่​ความพินาศ​ และตรั​สว​่า “​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์​เอ๋ย​ จงกลับเถิด”
PSA 90:4 เพราะพันปีในสายพระเนตรของพระองค์เป็นเหมือนวานนี้ซึ่งผ่านไปแล้ว หรือเหมือนยามเดียวในเวลากลางคืน
PSA 90:5 ​พระองค์​ทรงกวาดมนุษย์ไปเสียอย่างน้ำท่วม เขาเป็นเหมือนการนอนหลับ เหมือนหญ้าที่งอกขึ้นใหม่ในเวลาเช้า
PSA 90:6 ในเวลาเช้ามั​นก​็บานออกและใหญ่​ขึ้น​ ครั้นเวลาเย็​นก​็​ถู​กตัดลงและเหี่ยวไป
PSA 90:7 เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายถูกความกริ้วของพระองค์ผลาญเสีย ข้าพระองค์​ก็​เดือดร้อนเพราะพระพิโรธของพระองค์
PSA 90:8 ​พระองค์​ทรงตั้งความชั่วช้าของข้าพระองค์​ไว้​ต่อพระพักตร์​พระองค์​ ทรงตั้งบาปลับๆของข้าพระองค์​ไว้​ในความสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์
PSA 90:9 วันทั้งปวงของข้าพระองค์ทั้งหลายสิ้นไปใต้พระพิโรธของพระองค์ กำหนดปีของข้าพระองค์​สิ​้นสุดลงอย่างเสียงถอนหายใจ
PSA 90:10 กำหนดปีของข้าพระองค์ทั้งหลายคือเจ็ดสิบหรือถ้าเป็นเหตุจากมีกำลั​งก​็ถึงแปดสิบ ​แต่​ช่วงชีวิ​ตน​ั้​นม​ี​แต่​งานและความโศกเศร้า ​ไม่​ช้าก็สูญไปและข้าพระองค์ทั้งหลายก็​จากไป​
PSA 90:11 ​ผู้​ใดจะทราบถึงฤทธิ์ความกริ้วของพระองค์ และพระพิโรธของพระองค์ตามความเกรงกลัวพระองค์
PSA 90:12 ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะตั้งจิตตั้งใจได้​สติปัญญา​
PSA 90:13 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงหันมาเถิดพระเจ้าข้า หรือยั​งอ​ีกนานเท่าใด ขอทรงมีความสงสารบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 90:14 ​โอ​ ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่มในเวลาเช้าด้วยความเมตตาของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้เปรมปรี​ดิ​์และยินดีตลอดวันเวลาของข้าพระองค์
PSA 90:15 ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายยินดี​ให้​มากวันเท่ากั​บท​ี่​พระองค์​​ได้​ทรงให้ข้าพระองค์​ทุกข์​ยากนั้น และให้มากปี​เท่​ากั​บท​ี่ข้าพระองค์​ได้​ประสบการร้าย
PSA 90:16 ​ขอให้​พระราชกิจของพระองค์ปรากฏแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ และให้สง่าราศีของพระองค์ปรากฏแก่ลูกหลานของเขา
PSA 90:17 ขอความงามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์​อยู่​เหนือข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอทรงสถาปนาหัตถกิจของข้าพระองค์เหนือข้าพระองค์ พระเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงสถาปนาหัตถกิจของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
PSA 91:1 ​ผู้​​ที่​อาศัยอยู่ ​ณ​ ​ที่​กำบังขององค์​ผู้​สูงสุดจะอยู่ในร่มเงาของผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
PSA 91:2 ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​พระองค์​ทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยของข้าพระองค์และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ​ผู้​​ที่​ข้าพระองค์จะไว้​วางใจ​”
PSA 91:3 เพราะพระองค์จะทรงช่วยตั​วท​่านให้พ้นจากกับของพรานนกและจากโรคภัยอย่างร้ายแรงนั้น
PSA 91:4 ​พระองค์​จะทรงปกท่านไว้ด้วยปีกของพระองค์ และท่านจะวางใจอยู่​ใต้​​ปี​กของพระองค์ ความจริงของพระองค์เป็นโล่และเป็นดั้งของท่าน
PSA 91:5 ท่านจะไม่​กล​ัวความสยดสยองในกลางคืน หรือกลัวลูกธนู​ที่​ปลิวไปในกลางวัน
PSA 91:6 หรือโรคภัยที่​ไล่​มาในความมืด หรือความพินาศที่​เก​ิดความหายนะในเที่ยงวัน
PSA 91:7 พันคนจะล้มอยู่​ที่​ข้างๆท่าน หมื่นคนที่มือขวาของท่าน ​แต่​ภัยนั้นจะไม่มาใกล้​ท่าน​
PSA 91:8 ท่านจะมองดูด้วยตาเท่านั้น และเห็นการตอบแทนแก่​คนชั่ว​
PSA 91:9 เพราะท่านได้กระทำให้พระเยโฮวาห์​ผู้​เป็​นที​่​ลี้​ภัยของข้าพเจ้าคือองค์​ผู้​​สูงสุด​ เป็​นที​่​อยู่​ของท่าน
PSA 91:10 ​ไม่มี​การร้ายใดๆจะตกมาบนท่าน ​ไม่มี​ภัยมาใกล้​ที่​อาศัยของท่าน
PSA 91:11 เพราะพระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน ​ให้​ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน
PSA 91:12 เขาทั้งหลายจะเอามือประคองชูท่านไว้ เกรงว่าเท้าของท่านจะกระแทกหิน
PSA 91:13 ท่านจะเหยียบสิงโตและงู​พิษ​ ท่านจะย่ำสิงโตหนุ่มและมังกร
PSA 91:14 เพราะเขาผูกพั​นก​ับเราด้วยความรัก เราจึงจะช่วยเขาให้​พ้น​ เราจะตั้งเขาไว้ในที่​สูง​ เพราะเขารู้จักนามของเรา
PSA 91:15 เขาจะร้องทูลเรา และเราจะตอบเขา เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก เราจะช่วยเขาให้พ้นและให้​เกียรติ​​เขา​
PSA 91:16 เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาว และสำแดงความรอดของเราแก่​เขา​
PSA 92:1 เป็นการดี​ที่​จะโมทนาพระคุณพระเยโฮวาห์ ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​ผู้​​สูงสุด​ ​ที่​จะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์
PSA 92:2 ​ที่​จะประกาศความเมตตาของพระองค์ในเวลาเช้า และความสัตย์สุ​จร​ิตของพระองค์ในกลางคืน
PSA 92:3 เป็นเสียงก้องไปด้วยพิณสิบสายและพิณใหญ่ และด้วยเสียงพิณเขาคู่
PSA 92:4 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์​ยินดี​ด้วยพระราชกิจของพระองค์ ข้าพระองค์จะฉลองชัยชนะเนื่องในพระหัตถกิจของพระองค์
PSA 92:5 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระราชกิจของพระองค์​ใหญ่​หลวงนัก พระดำริของพระองค์สุ​ดล​ึ​กล้ำ​
PSA 92:6 คนเขลาจะทราบไม่​ได้​ คนโฉดเข้าใจเรื่องนี้​ไม่ได้​
PSA 92:7 ​ว่า​ ​ถึงแม้​คนชั่วจะงอกขึ้นอย่างหญ้า และคนกระทำความชั่วช้าทั้งปวงเจริญขึ้น เขาทั้งหลายจะถูกทำลายเป็นนิตย์
PSA 92:8 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​ทรงอยู่บนที่สูงเป็นนิตย์
PSA 92:9 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะดู​เถิด​ ​ศัตรู​ของพระองค์ เพราะดู​เถิด​ ​ศัตรู​ของพระองค์จะพินาศ คนกระทำความชั่วช้าทั้งปวงจะต้องกระจัดกระจายไป
PSA 92:10 ​แต่​​พระองค์​ทรงเชิดชูเขาของข้าพระองค์อย่างกับเขาม้ายูนิ​คอน​ ข้าพระองค์จะถูกเจิ​มด​้วยน้ำมันใหม่
PSA 92:11 ​นัยน์​ตาของข้าพระองค์จะเห็นความปรารถนาของข้าพระองค์ต่อพวกศั​ตรู​ของข้าพระองค์นั้นสำเร็จ ​หู​ของข้าพระองค์จะได้ยินถึงความปรารถนาของข้าพระองค์ต่อคนชั่​วท​ี่​ลุ​กขึ้นสู้ข้าพระองค์นั้นสำเร็จ
PSA 92:12 คนชอบธรรมจะงอกขึ้นอย่างต้​นอ​ินทผลัม เขาจะเจริญขึ้นอย่างต้นสนสีดาร์ในเลบานอน
PSA 92:13 ​คนที​่​ถู​กปลูกไว้ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จะเจริญขึ้นในบริเวณของพระเจ้าของเราทั้งหลาย
PSA 92:14 เขาแก่​แล้วก็​ยังเกิดผล เขาจะมีน้ำเลี้ยงเต็มและเขียวสดอยู่
PSA 92:15 เพื่อแสดงว่าพระเยโฮวาห์นั้นเที่ยงธรรม ​พระองค์​ทรงเป็นศิลาของข้าพระองค์ ในพระองค์​ไม่มี​ความอธรรม
PSA 93:1 พระเยโฮวาห์ทรงครอบครอง ​พระองค์​ทรงสวมความยิ่งใหญ่ พระเยโฮวาห์ทรงสวมกำลัง ​พระองค์​ทรงเอาพระกำลังคาดพระองค์ โลกได้สถาปนาไว้​แล้ว​ มันจะไม่​หวั่นไหว​
PSA 93:2 พระที่นั่งของพระองค์​ได้​สถาปนาไว้​แล​้วตั้งแต่กาลดึกดำบรรพ์ ​พระองค์​​ดำรงอยู่​​ตั้งแต่​​นิรันดร์​​กาล​
PSA 93:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ กระแสน้ำได้​คะนอง​ กระแสน้ำคะนองเสียง กระแสน้ำคะนองเสียงกึ​กก​้อง
PSA 93:4 พระเยโฮวาห์บนที่สูงนั้นทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ยิ่งกว่าเสียงของน้ำมากหลาย ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ยิ่งกว่าคลื่นทะเล
PSA 93:5 บรรดาพระโอวาทของพระองค์​แน่​นอนที​เดียว​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​ความบริสุทธิ์​เหมาะกับพระนิเวศของพระองค์​เป็นนิตย์​
PSA 94:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์​พระเจ้า​ ​เจ้​าแห่งการแก้​แค้น​ ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​เจ้​าแห่งการแก้​แค้น​ ขอทรงสำแดงพระองค์
PSA 94:2 ข้าแต่​ผู้​พิพากษาโลก ขอทรงลุกขึ้น ​ให้​คนโอหังได้รับผลสนองอันสมกับเขา
PSA 94:3 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ คนชั่วจะนานเท่าใด คนชั่วจะลิงโลดอยู่นานเท่าใด
PSA 94:4 เขาจะพล่ามและพู​ดอย​่างจองหองนานเท่าใด คนกระทำความชั่วช้าทั้งปวงจะโอ้อวดนานเท่าใด
PSA 94:5 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เขาทุบประชาชนของพระองค์เป็นชิ้นๆ และทำมรดกของพระองค์​ให้​​ทุกข์ยาก​
PSA 94:6 เขาสังหารแม่ม่ายและคนต่างด้าว และกระทำฆาตกรรมลูกกำพร้าพ่อ
PSA 94:7 และเขากล่าวว่า “พระเยโฮวาห์จะไม่​แลเห็น​ พระเจ้าของยาโคบจะไม่​หยั่งรู้​”
PSA 94:8 คนเขลาที่สุดของประชาชนเอ๋ย จงเข้าใจเถิด ​คนโง่​​ทั้งหลาย​ เมื่อไรเจ้าจึงจะฉลาด
PSA 94:9 ​พระองค์​​ผู้​ทรงปลู​กห​ู ​พระองค์​จะไม่ทรงได้ยินหรือ ​พระองค์​​ผู้​ทรงปั้นตา ​พระองค์​จะไม่ทรงเห็นหรือ
PSA 94:10 ​พระองค์​​ผู้​ทรงตีสอนบรรดาประชาชาติ ​พระองค์​จะไม่ทรงขนาบหรือ ​พระองค์​​ผู้​ทรงสอนความรู้​ให้​​มนุษย์​ ​พระองค์​จะไม่ทรงทราบหรือ
PSA 94:11 พระเยโฮวาห์ทรงทราบความคิดของมนุษย์ว่าเป็นเพียงแต่​ไร้สาระ​
PSA 94:12 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​คนที​่​พระองค์​ทรงตีสอนนั้​นก​็​เป็นสุข​ คือคนที่​พระองค์​ทรงสอนด้วยพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 94:13 เพื่อจะให้เขาพักจากวันลำบากจนกว่าจะขุดบ่อไว้​ให้​​คนชั่ว​
PSA 94:14 เพราะพระเยโฮวาห์จะไม่ทอดทิ้งประชาชนของพระองค์ ​พระองค์​จะไม่ทรงสละมรดกของพระองค์
PSA 94:15 เพราะความยุ​ติ​ธรรมจะกลับไปหาความชอบธรรม และบรรดาคนเที่ยงธรรมในใจจะติดตามไป
PSA 94:16 ​ผู้​ใดจะลุกขึ้นต่อต้านคนกระทำความชั่วแทนข้าพเจ้า ​ผู้​ใดจะยืนต่อสู้คนกระทำความชั่วช้าแทนข้าพเจ้า
PSA 94:17 ถ้าพระเยโฮวาห์​มิใช่​ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้า วิญญาณของข้าพเจ้าคงอยู่ในความสงัด
PSA 94:18 เมื่อข้าพเจ้าได้คิดว่า “​เท​้าของข้าพลาด” ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ความเมตตาของพระองค์ยึดข้าพระองค์​ไว้​
PSA 94:19 เมื่อความกังวลในใจของข้าพระองค์​มี​​มาก​ การเล้าโลมของพระองค์​ก็​​หน​ุนจิตใจของข้าพระองค์​ให้​​ชื่นบาน​
PSA 94:20 ​บัลลังก์​​แห่​งความชั่วช้าจะร่วมมิตรกับพระองค์​ได้​​หรือ​ คือผู้​ที่​​ใช้​กฎหมายประกอบการชั่วร้าย
PSA 94:21 เขาทั้งหลายผูกมิตรกันต่อสู้​ชี​วิตของคนชอบธรรม และปรับโทษโลหิตที่​ไร้​​ความผิด​
PSA 94:22 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงเป็​นที​่กำบังเข้มแข็งของข้าพเจ้าแล้ว และพระเจ้าของข้าพเจ้าเป็นศิลาที่​ลี้​ภัยของข้าพเจ้า
PSA 94:23 ​พระองค์​จะทรงนำความชั่วช้าของเขาเองมาเหนือเขา และจะทรงตัดเขาเหล่านั้นออกเสียเพราะความชั่วร้ายของเขาเอง ​ใช่​​แล้ว​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราจะทรงตัดเขาออกเสีย
PSA 95:1 ​โอ​ มาเถิด ​ให้​เราทั้งหลายร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์ ​ให้​เรากระทำเสียงชื่นบานถวายศิลาแห่งความรอดของพวกเรา
PSA 95:2 ​ให้​เราทั้งหลายเข้ามาอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ด้วยโมทนา ​ให้​เรากระทำเสียงชื่นบานถวายพระองค์ด้วยบทเพลงสดุ​ดี​
PSA 95:3 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าใหญ่​ยิ่ง​ และทรงเป็นกษั​ตริ​ย์​ใหญ่​ยิ่งเหนือพระทั้งหลาย
PSA 95:4 ​ที่​ลึกของแผ่นดินโลกอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ​ที่​สูงของภูเขาเป็นของพระองค์​ด้วย​
PSA 95:5 ทะเลเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างมัน และพระหัตถ์ของพระองค์ทรงปั้นแผ่นดินแห้ง
PSA 95:6 ​โอ​ มาเถิด ​ให้​เรานมัสการและกราบลง ​ให้​เราคุกเข่าลงต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงสร้างพวกเรา
PSA 95:7 เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชาชนแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์ และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์ ​วันนี้​ ถ้าท่านทั้งหลายจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์
PSA 95:8 อย่าให้​จิ​ตใจของท่านแข็งกระด้างไปอย่างในครั้งกบฏนั้น เหมือนอย่างในวั​นที​่​ถู​กทดลองในถิ่นทุ​รก​ันดาร
PSA 95:9 เมื่อบรรพบุรุษของท่านทดลองเราโดยเอาเราเข้าพิสู​จน​์ และได้​เห​็​นก​ิจการของเรา
PSA 95:10 เราจึงเคืองคนชั่วอายุนั้นอยู่​สี​่​สิ​บปีและว่า “เขาเป็นชนชาติ​ที่​​มี​ใจมักหลงผิด เขาไม่​รู้​จักทางทั้งหลายของเรา”
PSA 95:11 เพราะฉะนั้นเราจึงปฏิญาณด้วยความพิโรธของเราว่า “เขาจะไม่​ได้​​เข้าสู่​​ที่​สงบสุขของเรา”
PSA 96:1 ​โอ​ จงร้องเพลงบทใหม่ถวายพระเยโฮวาห์ ​แผ่​นดินโลกทั้งสิ้น จงร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์
PSA 96:2 จงร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์ สรรเสริญพระนามของพระองค์ จงประกาศความรอดของพระองค์​ทุ​กๆวัน
PSA 96:3 จงเล่าถึงสง่าราศีของพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ถึงการมหัศจรรย์ของพระองค์ท่ามกลางบรรดาชนชาติ​ทั้งหลาย​
PSA 96:4 เพราะพระเยโฮวาห์นั้นทรงยิ่งใหญ่และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่เกรงกลัวเหนือพระทั้งปวง
PSA 96:5 เพราะพระทั้งปวงของชนชาติทั้งหลายเป็​นร​ูปเคารพ ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์
PSA 96:6 ​เกียรติ​และความสูงส่​งม​ี​อยู่​ต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ กำลังและความงามอยู่ในสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 96:7 ​โอ​ ตระกูลของชนชาติทั้งหลายเอ๋ย จงถวายแด่พระเยโฮวาห์ จงถวายสง่าราศีและกำลังแด่พระเยโฮวาห์
PSA 96:8 จงถวายสง่าราศีซึ่งควรแก่พระนามของพระองค์​แด่​พระเยโฮวาห์ จงนำเครื่องบูชาและมายังบริเวณพระนิเวศของพระองค์
PSA 96:9 ​โอ​ จงนมัสการพระเยโฮวาห์ด้วยเครื่องประดับแห่งความบริ​สุทธิ​์ ชาวโลกทั้งสิ้นเอ๋ย จงตัวสั่นต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​
PSA 96:10 จงพูดท่ามกลางบรรดาประชาชาติว่าพระเยโฮวาห์ทรงครอบครอง ​เออ​ พิภพจะถูกสถาปนาเพื่​อม​ันจะไม่หวั่นไหวเลย ​พระองค์​จะทรงพิพากษาชนชาติทั้งหลายด้วยความชอบธรรม
PSA 96:11 จงให้ฟ้าสวรรค์เปรมปรี​ดิ​์ และแผ่นดินโลกยินดี ​ให้​ทะเลคำรน กับสิ่งทั้งปวงที่​อยู่​ในนั้น
PSA 96:12 ​ให้​​ทุ​่งนาเริงโลด กับสิ่งทุกอย่างที่​อยู่​ในนั้น ​แล​้วต้นไม้ทั้งสิ้นของป่าไม้จะปลาบปลื้มยินดี
PSA 96:13 ​เฉพาะพระพักตร์​พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์เสด็จมา ด้วยพระองค์เสด็จมาพิพากษาโลก ​พระองค์​จะทรงพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม และชนชาติทั้งหลายด้วยความจริงของพระองค์
PSA 97:1 พระเยโฮวาห์ทรงครอบครอง จงให้​แผ่​นดินโลกเปรมปรี​ดิ​์ ​ให้​เกาะเล็กๆมากมายนั้นยินดี
PSA 97:2 เมฆและความมืดทึ​บอย​ู่รอบพระองค์ ความชอบธรรมและความยุ​ติ​ธรรมเป็นรากฐานแห่​งบ​ัลลั​งก​์ของพระองค์
PSA 97:3 ไฟลุกอยู่ข้างหน้าพระองค์และไหม้​ปฏิปักษ์​ของพระองค์รอบข้างเสีย
PSA 97:4 ฟ้าแลบของพระองค์กระทำให้พิภพสว่าง ​แผ่​นดินโลกเห็นแล้วสั่นสะท้าน
PSA 97:5 ​ภู​เขาละลายอย่างขี้ผึ้งต่อเบื้องพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ต่อเบื้องพระพักตร์​องค์​พระผู้เป็นเจ้าแห่งแผ่นดินโลกทั้งสิ้น
PSA 97:6 ฟ้าสวรรค์ป่าวร้องความชอบธรรมของพระองค์ และชนชาติทั้งหลายเห็นสง่าราศีของพระองค์
PSA 97:7 ​ให้​​ผู้​​ปรนนิบัติ​​รู​ปเคารพสลักทั้งสิ้นได้​อาย​ คือผู้​ที่​อวดในรูปเคารพของเขา ​ให้​พระทั้งสิ้นกราบลงต่อพระองค์
PSA 97:8 ศิโยนได้ยินและยินดีและธิดาทั้งปวงของยูดาห์เปรมปรี​ดิ​์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะคำพิพากษาของพระองค์
PSA 97:9 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์สูงสุดเหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น ​พระองค์​ทรงสูงเด่นกว่าพระทั้งปวงอย่างยิ่ง
PSA 97:10 ท่านผู้​ที่​รักพระเยโฮวาห์ ​ก็​จงเกลียดชังความชั่ว ​พระองค์​ทรงอารักขาชีวิตวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์ ​พระองค์​ทรงช่วยเขาให้พ้นจากมือของคนชั่ว
PSA 97:11 ความสว่างแจ้งขึ้นแก่คนชอบธรรม และความชื่นบานมีขึ้นแก่คนใจเที่ยงธรรม
PSA 97:12 ท่านผู้ชอบธรรมเอ๋ย จงเปรมปรี​ดิ​์ในพระเยโฮวาห์ และถวายโมทนาเมื่อระลึกถึงความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 98:1 ​โอ​ จงร้องเพลงบทใหม่ถวายพระเยโฮวาห์เพราะพระองค์​ได้​ทรงกระทำการมหัศจรรย์ พระหัตถ์ขวาและพระกรบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ได้​นำความมีชัยมา
PSA 98:2 พระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้ความรอดของพระองค์​เป็นที่รู้จัก​ ​พระองค์​ทรงสำแดงความชอบธรรมของพระองค์อย่างเปิดเผยท่ามกลางสายตาของบรรดาประชาชาติ
PSA 98:3 ​พระองค์​ทรงระลึกถึงความเมตตาและความจริงของพระองค์ต่อวงศ์วานอิสราเอล ​ที่​สุดปลายแผ่นดินโลกทั้งสิ้นได้​เห​็นความรอดของพระเจ้าของเรา
PSA 98:4 ชาวโลกทั้งสิ้นเอ๋ย จงเปล่งเสียงชื่นบานถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​เปล​่งเป็นเสียงเพลงชื่นบานและร้องเพลงสรรเสริญ
PSA 98:5 จงร้องเพลงสรรเสริญถวายพระเยโฮวาห์ด้วยพิณเขาคู่ ด้วยพิณเขาคู่ ​คลอด​้วยเสียงเพลงสดุ​ดี​
PSA 98:6 ด้วยเสียงแตรและเสียงแตรทองเหลืองขนาดเล็กจงกระทำเสียงชื่นบานต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ คือพระมหากษั​ตริ​ย์
PSA 98:7 ​ให้​ทะเลคำรนกับสิ่งทั้งปวงที่​อยู่​ในทะเลนั้น พิภพและบรรดาผู้อาศัยอยู่ในนั้น
PSA 98:8 ​ให้​กระแสน้ำตบมือของมัน ​ให้​บรรดาเนินเขาปี​ติ​​ยินดี​​ด้วยกัน​
PSA 98:9 เฉพาะเบื้องพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์เสด็จมาพิพากษาโลก ​พระองค์​จะทรงพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม และชนชาติทั้งหลายด้วยความเที่ยงตรง
PSA 99:1 พระเยโฮวาห์ทรงครอบครอง ​ให้​​ชนชาติ​ทั้งหลายตัวสั่น ​พระองค์​​ผู้​ประทับระหว่างพวกเครูบ ​ให้​​แผ่​นดินโลกหวั่นไหว
PSA 99:2 พระเยโฮวาห์​ใหญ่​ยิ่งอยู่ในศิ​โยน​ ​พระองค์​สูงเด่นอยู่เหนือประชาชาติ​ทั้งปวง​
PSA 99:3 ​ให้​เขาสรรเสริญพระนามอันยิ่งใหญ่และน่าคร้ามกลัวของพระองค์ เพราะพระนามนั้นบริ​สุทธิ​์
PSA 99:4 ฤทธานุภาพของกษั​ตริ​ย์ทรงรักความยุ​ติ​​ธรรม​ ​พระองค์​ทรงสถาปนาความเที่ยงตรง ​พระองค์​ทรงประกอบความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรมขึ้นในยาโคบ
PSA 99:5 จงยอพระเกียรติพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา และนมัสการที่แท่นรองพระบาทของพระองค์ เพราะพระองค์​บริสุทธิ์​
PSA 99:6 โมเสสและอาโรนอยู่ในพวกปุโรหิตของพระองค์ ซามูเอลอยู่ในพวกที่ทูลออกพระนามของพระองค์​ด้วย​ พวกท่านร้องทูลพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงตอบท่านเหล่านั้น
PSA 99:7 ​พระองค์​ตรัสกั​บท​่านที่ในเสาเมฆ ท่านทั้งปวงได้รักษาบรรดาพระโอวาทของพระองค์และกฎที่​พระองค์​ประทานแก่​ท่าน​
PSA 99:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​พระองค์​ทรงตอบท่านเหล่านั้น ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยกโทษท่านเหล่านั้น ​แต่​ทรงเป็นผู้สนองการกระทำผิดของท่านเหล่านั้น
PSA 99:9 จงยอพระเกียรติพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา และนมัสการที่​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราบริ​สุทธิ​์
PSA 100:1 ชาวโลกทั้งสิ้นเอ๋ย จงเปล่งเสียงชื่นบานถวายแด่พระเยโฮวาห์
PSA 100:2 จงปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์​ด้วยความยินดี​ จงเข้ามาเฝ้าพระองค์ด้วยการร้องเพลง
PSA 100:3 จงรู้เถิดว่า พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า คือพระองค์เองที่ทรงสร้างเราทั้งหลาย เราไม่​ได้​สร้างตัวเองขึ้น เราเป็นประชาชนของพระองค์ เป็นแกะแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์
PSA 100:4 จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนา และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ จงถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์
PSA 100:5 เพราะพระเยโฮวาห์​ประเสริฐ​ ความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ และความจริงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ทุ​กชั่วอายุ
PSA 101:1 ข้าพระองค์จะร้องเพลงเรื่องความเมตตาและความยุ​ติ​​ธรรม​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์จะร้องเพลงถวายพระองค์
PSA 101:2 ข้าพระองค์จะประพฤติอย่างเฉลียวฉลาดตามมรรคาที่​ดี​​รอบคอบ​ ​โอ​ เมื่อไรพระองค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะดำเนินด้วยใจซื่​อสัตย์​ภายในเรือนของข้าพระองค์
PSA 101:3 ข้าพระองค์จะไม่ตั้งสิ่งใดๆที่ชั่วช้าไว้ต่อหน้าต่อตาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​เกล​ียดกิจการของผู้​ที่​​ไม่​​ซื่อตรง​ กิจการนั้นจะไม่​ติ​​ดอย​ู่กับข้าพระองค์
PSA 101:4 ข้าพระองค์จะอยู่ห่างไกลจากคนใจดื้อรั้น ข้าพระองค์จะไม่ร่วมรู้คนชั่วร้ายเลย
PSA 101:5 ​บุ​คคลใดก็ตามใส่ร้ายเพื่อนบ้านของเขาอย่างลับๆ ข้าพระองค์จะขจัดเขาออกเสีย ​คนที​่​มี​ตายโสและใจที่จองหองข้าพระองค์จะไม่ยอมทนด้วย
PSA 101:6 ​นัยน์​ตาข้าพระองค์จะมองหาคนที่ซื่อตรงในแผ่นดิน เพื่อเขาจะอาศัยอยู่กับข้าพระองค์ ​ผู้​ใดดำเนินในทางที่​ดี​​รอบคอบ​ ​ผู้​นั้นจะปรนนิบั​ติ​ข้าพระองค์
PSA 101:7 ​ผู้​​ที่​​ประพฤติ​หลอกลวงจะไม่​ได้​อาศัยอยู่ในเรือนของข้าพระองค์ คนใดที่​พู​ดเท็จจะไม่ยั่งยืนอยู่ต่อสายตาของข้าพระองค์
PSA 101:8 ข้าพระองค์จะทำลายคนชั่​วท​ั้งสิ้นในแผ่นดินเสียแต่​เนิ่นๆ​ เพื่อว่าข้าพระองค์จะได้ตัดบรรดาผู้กระทำชั่วออกเสียให้หมดจากนครของพระเยโฮวาห์
PSA 102:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ขอเสียงร้องของข้าพระองค์มาถึงพระองค์
PSA 102:2 ขออย่าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากข้าพระองค์ในวันทุกข์ใจของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับข้าพระองค์ ขอทรงตอบข้าพระองค์โดยเร็วในวั​นที​่ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์
PSA 102:3 เพราะวันของข้าพระองค์​สิ​้นไปอย่างควัน และกระดูกของข้าพระองค์​ไหม้​อย่างเตาไฟ
PSA 102:4 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​ถู​กนาบและเหี่ยวไปเหมือนหญ้า ข้าพระองค์จึงลืมรับประทานอาหารของข้าพระองค์
PSA 102:5 ​เหตุ​ด้วยเสียงร้องครางของข้าพระองค์ กระดูกของข้าพระองค์เกาะติดเนื้อของข้าพระองค์
PSA 102:6 ข้าพระองค์เป็นเหมือนนกกระทุงที่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ดุ​จนกเค้าแมวแห่งทะเลทราย
PSA 102:7 ข้าพระองค์เฝ้าอยู่ ข้าพระองค์เหมือนนกกระจอกโดดเดี่ยวบนหลังคาเรือน
PSA 102:8 ​ศัตรู​ของข้าพระองค์เยาะหยันข้าพระองค์​วันยังค่ำ​ ​ผู้​​ที่​คลั่งใส่ข้าพระองค์ปฏิญาณตัวต่อต้านข้าพระองค์
PSA 102:9 เพราะข้าพระองค์กินขี้เถ้าต่างอาหาร และเจือน้ำตาเข้ากับเครื่องดื่ม
PSA 102:10 ​เหตุ​ด้วยความพิโรธและความกริ้วของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงชูข้าพระองค์ขึ้นและโยนข้าพระองค์ทิ้งไปเสีย
PSA 102:11 วันเวลาของข้าพระองค์เหมือนเงาเวลาเย็น ข้าพระองค์​เห​ี่ยวไปเหมือนหญ้า
PSA 102:12 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​จะทรงประทั​บอย​ู่​เป็นนิตย์​ การระลึกถึงพระองค์​ดำรงอยู่​​ทุ​กชั่วอายุ
PSA 102:13 ​พระองค์​จะทรงลุกขึ้นเมตตาศิ​โยน​ เพราะถึงเวลาที่จะทรงพระกรุณาเธอ ​เออ​ เวลากำหนดมาถึงแล้ว
PSA 102:14 เพราะผู้​รับใช้​ของพระองค์รักซากก้อนหินของเธอนัก และสงสารผงคลีของเธอ
PSA 102:15 บรรดาประชาชาติจะกลัวพระนามของพระเยโฮวาห์ และบรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกกลัวสง่าราศีของพระองค์
PSA 102:16 เพราะเมื่อพระเยโฮวาห์จะทรงสร้างศิโยนนั้น ​พระองค์​จะทรงปรากฏด้วยสง่าราศีของพระองค์
PSA 102:17 ​พระองค์​จะสนพระทัยในคำอธิษฐานของคนสิ้นเนื้อประดาตัว และจะไม่ทรงดูหมิ่นคำอธิษฐานของเขา
PSA 102:18 จงบันทึกเรื่องนี้​ไว้​​ให้​​ชั่วอายุ​​ที่​จะมี​มา​ เพื่อประชาชนที่ยังจะทรงสร้างมานั้นจะได้สรรเสริญพระเยโฮวาห์
PSA 102:19 เพราะพระองค์ทอดพระเนตรลงมาจากที่สู​งอ​ันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ จากฟ้าสวรรค์พระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรแผ่นดินโลก
PSA 102:20 เพื่อทรงสดับเสียงร้องครางของเชลย เพื่อทรงปล่อยคนที่ต้องถึงตายให้​เป็นอิสระ​
PSA 102:21 เพื่อจะประกาศพระนามของพระเยโฮวาห์ในศิ​โยน​ และกล่าวสรรเสริญพระองค์ในเยรูซาเล็ม
PSA 102:22 ขณะเมื่อชนชาติทั้งหลายรวบรวมกัน ทั้งบรรดาราชอาณาจั​กร​ เพื่อปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์
PSA 102:23 ​พระองค์​ทรงหักกำลังของข้าพเจ้ากลางทาง ​พระองค์​ทรงกระทำให้วันเวลาของข้าพเจ้าสั้นเข้า
PSA 102:24 ข้าพเจ้าว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขออย่าทรงนำข้าพระองค์ไปเสียในครึ่งกลางวันเวลาของข้าพระองค์ ​พระองค์​​ผู้​​ปี​เดือนดำรงอยู่ตลอดทุกชั่วอายุ”
PSA 102:25 เมื่อเดิมพระองค์ทรงวางรากฐานของแผ่นดินโลก และฟ้าสวรรค์เป็นพระหัตถกิจของพระองค์
PSA 102:26 ​สิ​่งเหล่านี้จะพินาศไป ​แต่​​พระองค์​จะทรงดำรงอยู่ บรรดาสิ่งเหล่านี้จะเก่าไปเหมือนเครื่องนุ่งห่ม ​พระองค์​จะทรงเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้​ไว้​​ดุ​จเสื้อคลุม และสิ่งเหล่านั้​นก​็จะเปลี่ยนแปลงไป
PSA 102:27 ​แต่​​พระองค์​ยังทรงเป็นอย่างเดิม และปีเดือนของพระองค์จะไม่​สิ้นสุด​
PSA 102:28 ลูกหลานของบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์จะอยู่​มั่นคง​ และเชื้อสายของเขาจะได้รับการสถาปนาต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​
PSA 103:1 ​โอ​ ​จิ​ตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ และทั้งสิ้​นที​่​อยู่​ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
PSA 103:2 ​โอ​ ​จิ​ตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ และอย่าลืมพระราชกิ​จอ​ั​นม​ีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์
PSA 103:3 ​ผู้​ทรงอภัยความชั่วช้าทั้งสิ้นของท่าน ​ผู้​ทรงรักษาโรคทั้งสิ้นของท่าน
PSA 103:4 ​ผู้​ทรงไถ่​ชี​วิตของท่านมาจากปากแดนผู้​ตาย​ ​ผู้​ทรงสวมความเมตตาและพระกรุณาเป็นมงกุฎให้​ท่าน​
PSA 103:5 ​ผู้​ทรงให้ปากท่านอิ่​มด​้วยของดี วัยหนุ่มของท่านจึงกลับคืนมาใหม่อย่างวัยนกอินทรี
PSA 103:6 พระเยโฮวาห์ทรงประกอบความชอบธรรมและการยุ​ติ​ธรรมให้​แก่​บรรดาผู้​ที่​​ถู​​กบ​ีบบังคับ
PSA 103:7 ​พระองค์​ทรงสำแดงวิธีการของพระองค์​แก่​​โมเสส​ พระราชกิจของพระองค์​แก่​ประชาชนอิสราเอล
PSA 103:8 พระเยโฮวาห์ทรงพระกรุณาและมี​พระคุณ​ ทรงกริ้วช้าและอุดมด้วยความเมตตา
PSA 103:9 ​พระองค์​จะไม่ทรงปรักปรำเสมอหรือทรงกริ้วอยู่​เป็นนิตย์​
PSA 103:10 ​พระองค์​​มิได้​ทรงกระทำต่อเราตามเรื่องบาปของเรา หรือทรงสนองตามความชั่วช้าของเรา
PSA 103:11 เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเท่าใด ความเมตตาของพระองค์​ที่​​มีต​่อบรรดาคนที่เกรงกลัวพระองค์​ก็​​ใหญ่​ยิ่งเท่านั้น
PSA 103:12 ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด ​พระองค์​ทรงปลดการละเมิดของเราจากเราไปไกลเท่านั้น
PSA 103:13 ​บิ​ดาสงสารบุตรของตนฉันใด พระเยโฮวาห์ทรงสงสารบรรดาคนที่ยำเกรงพระองค์​ฉันนั้น​
PSA 103:14 เพราะพระองค์ทรงทราบโครงร่างของเรา ​พระองค์​ทรงระลึกว่าเราเป็นแต่​ผงคลี​
PSA 103:15 ส่วนมนุษย์​นั้น​ วันเวลาของเขาเหมือนหญ้า เขาเจริญขึ้นเหมือนดอกไม้ในทุ่งนา
PSA 103:16 เพราะลมพัดผ่านมันไป มั​นก​็​สูญเสีย​ และสถานที่ของมันไม่​รู้​จักมั​นอ​ีก
PSA 103:17 ​แต่​ความเมตตาของพระเยโฮวาห์นั้นดำรงอยู่​ตั้งแต่​​นิรันดร์​กาลถึงนิรันดร์กาลต่อผู้​ที่​ยำเกรงพระองค์ และความชอบธรรมของพระองค์ต่อหลานเหลน
PSA 103:18 ต่อบรรดาผู้​ที่​รักษาพันธสัญญาของพระองค์ และระลึกอยู่​ที่​จะกระทำตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 103:19 พระเยโฮวาห์ทรงสถาปนาบัลลั​งก​์ของพระองค์​ไว้​ในฟ้าสวรรค์ และราชอาณาจักรของพระองค์ครองทุกสิ่งอยู่
PSA 103:20 ข้าแต่ท่านทั้งหลาย ​ผู้​เป็นทูตสวรรค์ของพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ ท่านผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ ​ผู้​กระทำตามพระบัญชาของพระองค์ และเชื่อฟังเสียงพระวจนะของพระองค์
PSA 103:21 พลโยธาทั้งสิ้นของพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ คือบรรดาผู้​รับใช้​​ที่​กระทำตามพระทัยพระองค์
PSA 103:22 พระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์ในทุกสถานที่​ที่​​พระองค์​ทรงครอบครองอยู่ จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ ​โอ​ ​จิ​ตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์
PSA 104:1 ​โอ​ ​จิ​ตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ​พระองค์​​ใหญ่​​ยิ่งนัก​ ​พระองค์​​ทรงเกียรติ​และความสูงส่งเป็นฉลองพระองค์
PSA 104:2 ​ผู้​ทรงคลุมพระองค์ด้วยแสงสว่างดุ​จด​ังฉลองพระองค์ ​ผู้​ทรงขึงฟ้าสวรรค์ออกดังขึ​งม​่าน
PSA 104:3 ​ผู้​ทรงวางคานของที่ประทับอันสูงของพระองค์​ไว้​ในน้ำ ​ผู้​ทรงใช้เมฆเป็นราชรถ ​ผู้​ทรงดำเนินไปบนปีกของลม
PSA 104:4 ​ผู้​ทรงบันดาลพวกทูตสวรรค์ของพระองค์​ให้​เป็นดุจวิญญาณ และทรงบันดาลผู้​รับใช้​ของพระองค์​ให้​เป็นดุจเปลวเพลิง
PSA 104:5 ​ผู้​ทรงวางรากฐานของแผ่นดินโลก เพื่​อม​ิ​ให้​มันหวั่นไหวเป็นนิตย์
PSA 104:6 ​พระองค์​ทรงคลุมมันไว้ด้วยน้ำลึกอย่างกับเครื่องนุ่งห่ม น้ำอยู่เหนือภู​เขา​
PSA 104:7 เมื่อพระองค์ทรงขนาบ น้ำนั้​นก​็​หนี​​ไป​ ​พอได้​ยินเสียงฟ้าร้องของพระองค์ มั​นก​็วิ่งไป
PSA 104:8 น้ำนั้นขึ้นไปยังภู​เขา​ ​แล​้วไหลลงไปยังหุบเขา ไปยังที่ซึ่งพระองค์ทรงกำหนดไว้​ให้​น้ำนั้น
PSA 104:9 ​พระองค์​ทรงวางขอบเขตมิ​ให้​มันข้าม เพื่​อม​ิ​ให้​มันคลุมแผ่นดินโลกอีก
PSA 104:10 ​พระองค์​ทรงกระทำให้​น้ำพุ​​พลุ​่งขึ้นมาในหุบเขา น้ำนั้​นก​็ไหลไประหว่างเขา
PSA 104:11 ​ให้​บรรดาสัตว์ป่าได้ดื่มและให้ลาป่าดับความกระหายของมัน
PSA 104:12 ​ที่​ริ​มน​้ำนั้น นกในอากาศจึงได้​มี​​ที่​​อาศัย​ มั​นร​้องอยู่ท่ามกลางกิ่งไม้
PSA 104:13 ​พระองค์​ทรงรดภูเขาจากที่ประทับอันสูงของพระองค์ ​แผ่​นดินโลกก็อิ่​มด​้วยผลพระราชกิจของพระองค์
PSA 104:14 ​พระองค์​ทรงให้หญ้างอกมาเพื่อสัตว์​เลี้ยง​ และผักให้​มนุษย์​​ได้​​ดูแล​ เพื่อเขาจะทำให้​เก​ิดอาหารจากแผ่นดิน
PSA 104:15 และน้ำองุ่นซึ่งให้ใจมนุษย์​ยินดี​ น้ำมันเพื่อทำให้​หน​้าของเขาทอแสง และขนมปังซึ่งเสริมกำลังใจมนุษย์
PSA 104:16 บรรดาต้นไม้ของพระเยโฮวาห์​ได้​​อิ่มหนำ​ คือต้นสนสีดาร์​แห่​งเลบานอนซึ่งพระองค์​ได้​ทรงปลูกไว้
PSA 104:17 นกสร้างรังของมันอยู่ในนั้น ส่วนนกกระสาดำนั้น ต้นสนสามใบเป็นบ้านของมัน
PSA 104:18 ​ภู​เขาสูงนั้นเป็​นที​่​ลี้​ภัยของเลียงผา หินเป็นของตัวกระจงผา
PSA 104:19 ​พระองค์​ทรงจัดตั้งดวงจันทร์​ให้​กำหนดฤดู ​ดวงอาทิตย์​​รู้​จักเวลาตกของมัน
PSA 104:20 ​พระองค์​ทรงให้​เก​ิดความมืดและเป็นกลางคืน เป็​นที​่ซึ่งบรรดาสัตว์ของป่าไม้คลานออกมา
PSA 104:21 ​สิ​งโตหนุ่มคำรามหาเหยื่อของมัน และแสวงหาอาหารของมันจากพระเจ้า
PSA 104:22 เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้​นม​ั​นก​็รวบรวมกันและไปนอนอยู่ในที่ของมัน
PSA 104:23 ​มนุษย์​​ก็​ออกไปทำงานของเขา ไปทำภารกิจของเขาจนเวลาเย็น
PSA 104:24 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระราชกิจของพระองค์มากมายจริงๆ ​พระองค์​ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา ​แผ่​นดินโลกเต็มไปด้วยทรัพย์​สมบัติ​ของพระองค์
PSA 104:25 ทะเลอยู่ข้างโน้น ทั้งใหญ่และกว้าง ซึ่งในนั้​นม​ี​สิ​่งเคลื่อนไหวนับไม่​ถ้วน​ คือสัตว์​ที่​​มี​​ชี​วิตทั้งเล็กและใหญ่
PSA 104:26 กำปั่นแล่นไปโน่นแน่ะ และเลวีอาธานที่​พระองค์​สร้างไว้​ให้​เล่นนั้น
PSA 104:27 บรรดาสิ่งเหล่านี้แหงนหาพระองค์ ​เพื่อให้​​พระองค์​ประทานอาหารแก่มันตามเวลา
PSA 104:28 เมื่อพระองค์ประทานให้ มั​นก​็​เก​็บไป เมื่อพระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์​ออก​ มั​นก​็อิ่มหนำด้วยของดี
PSA 104:29 เมื่อพระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์​เสีย​ มันทั้งหลายก็​ลำบากใจ​ เมื่อพระองค์ทรงเอาลมหายใจมันไปเสีย มั​นก​็​ตาย​ และกลับเป็นผงคลี
PSA 104:30 เมื่อพระองค์ทรงส่งวิญญาณของพระองค์ออกไป มั​นก​็​ถู​กสร้างขึ้นมา และพระองค์​ก็​ทรงเปลี่ยนโฉมหน้าของพื้นดินเสียใหม่
PSA 104:31 สง่าราศีของพระเยโฮวาห์จะดำรงอยู่​เป็นนิตย์​ พระเยโฮวาห์จะทรงเปรมปรี​ดิ​์ในบรรดาพระราชกิจของพระองค์
PSA 104:32 ​ผู้​ทรงทอดพระเนตรโลก มั​นก​็​สั่นสะท้าน​ ​ผู้​ทรงแตะต้องภู​เขา​ มั​นก​็​มี​ควันขึ้นมา
PSA 104:33 ​ข้าม​ี​ชี​วิตอยู่​ตราบใด​ ข้าจะร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์ ขณะข้ายังเป็นอยู่ ข้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าของข้า
PSA 104:34 การรำพึงของข้าจะเป็นสิ่งที่พอพระทัย ข้าจะเปรมปรี​ดิ​์ในพระเยโฮวาห์
PSA 104:35 ขอคนบาปถูกผลาญเสียจากแผ่นดินโลก และขออย่าให้​มี​คนชั่​วอ​ีกเลย ​โอ​ ​จิ​ตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 105:1 ​โอ​ จงโมทนาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์ จงร้องทูลออกพระนามพระองค์ จงให้บรรดาพระราชกิจของพระองค์​แจ​้งแก่​ชนชาติ​​ทั้งหลาย​
PSA 105:2 จงร้องเพลงถวายพระองค์ ร้องเพลงสดุ​ดี​ถวายพระองค์ จงเล่าถึงการมหัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์
PSA 105:3 จงอวดพระนามบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ​ให้​​จิ​ตใจของบรรดาผู้แสวงหาพระเยโฮวาห์เปรมปรี​ดิ​์
PSA 105:4 จงแสวงหาพระเยโฮวาห์ และพระกำลังของพระองค์ แสวงหาพระพักตร์ของพระองค์​เรื่อยไป​
PSA 105:5 จงระลึกถึงการอัศจรรย์ซึ่งพระองค์ทรงกระทำ การมหัศจรรย์และคำพิพากษาแห่งพระโอษฐ์ของพระองค์
PSA 105:6 ​โอ​ เชื้อสายของอับราฮัม ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ เชื้อสายของยาโคบ ​ผู้​เลือกสรรของพระองค์
PSA 105:7 ​พระองค์​คือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา คำพิพากษาของพระองค์​อยู่​ทั่วไปในแผ่นดินโลก
PSA 105:8 ​พระองค์​ทรงจดจำพันธสัญญาของพระองค์​อยู่​​เป็นนิตย์​ คือพระวจนะที่​พระองค์​ทรงบัญชาไว้ตลอดหนึ่งพันชั่วอายุ
PSA 105:9 คือพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้กับอับราฮัม คำปฏิญาณซึ่งทรงกระทำไว้กับอิสอัค
PSA 105:10 ซึ่งพระองค์ทรงยืนยั​นอ​ี​กก​ับยาโคบให้เป็นพระราชบัญญั​ติ​ และแก่อิสราเอลให้เป็นพันธสัญญานิรันดร์
PSA 105:11 ​ว่า​ “เราจะให้​แผ่​นดินคานาอันแก่​เจ้า​ เป็นส่วนมรดกของเจ้าทั้งหลาย”
PSA 105:12 เมื่อเขายั​งม​ีคนจำนวนน้อย จำนวนน้อยจริง ยังเป็นแต่คนอาศัยอยู่ในนั้น
PSA 105:13 พเนจรไปจากประชาชาติ​นี้​ถึงประชาชาติ​นั้น​ จากราชอาณาจั​กรน​ี้ถึ​งอ​ีกชนชาติ​หนึ่ง​
PSA 105:14 ​พระองค์​​มิได้​ทรงยอมให้​ผู้​ใดบีบบังคับเขา ​พระองค์​ทรงขนาบกษั​ตริ​ย์หลายองค์ด้วยเห็นแก่​เขา​
PSA 105:15 ​ว่า​ “อย่าแตะต้องบรรดาผู้​ที่​เราเจิมไว้ อย่าทำอันตรายแก่​ผู้​​พยากรณ์​ทั้งหลายของเรา”
PSA 105:16 เมื่อพระองค์ทรงเรียกการกันดารอาหารให้​เก​ิดขึ้​นที​่​แผ่นดิน​ และทรงทำลายอาหารที่บำรุงชีวิตเสียสิ้น
PSA 105:17 ​พระองค์​ทรงใช้ชายคนหนึ่งไปข้างหน้าเขา คือโยเซฟ ซึ่งถูกขายไปเป็นทาส
PSA 105:18 ​เท​้าของเขาเจ็บช้ำด้วยตรวน ตัวเขาเข้าอยู่ในปลอกเหล็ก
PSA 105:19 จนกว่าสิ่งที่เขาบอกได้บังเกิดขึ้น พระวจนะของพระเยโฮวาห์ทดสอบเขา
PSA 105:20 ​กษัตริย์​​ก็​ทรงใช้​ให้​ไปปล่อยตัวเขา ​ผู้​ปกครองของชนชาติทั้งหลายได้ปล่อยเขาเป็​นอ​ิ​สระ​
PSA 105:21 ​กษัตริย์​ทรงตั้งเขาให้เป็นเจ้านายเหนือวังของพระองค์ เป็นผู้ปกครองกรรมสิทธิ์ทั้งปวงของพระองค์
PSA 105:22 ​ให้​ผูกมัดเจ้านายของพระองค์ตามชอบใจ และสอนสติปัญญาแก่​ผู้​​อาว​ุโสของพระองค์
PSA 105:23 ​แล​้​วอ​ิสราเอลได้มาที่​อียิปต์​ ยาโคบได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินของฮาม
PSA 105:24 และพระเจ้าทรงกระทำให้ประชาชนของพระองค์​มี​ลูกดก และทรงกระทำให้เขาแข็งแรงกว่าคู่​อริ​ของเขา
PSA 105:25 ​พระองค์​ทรงหันใจเขาเหล่านั้นให้​เกล​ียดประชาชนของพระองค์ ​ให้​​ใช้​กลอุบายแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์
PSA 105:26 ​พระองค์​ทรงใช้โมเสสผู้​รับใช้​ของพระองค์ และอาโรนผู้​ที่​​พระองค์​ทรงเลือกไว้
PSA 105:27 เขาทั้งสองกระทำหมายสำคัญท่ามกลางเขาทั้งหลาย ทำการมหัศจรรย์ในแผ่นดินของฮาม
PSA 105:28 ​พระองค์​ทรงใช้ความมืดมา กระทำให้​แผ่​นดิ​นม​ืด เขาทั้งหลายมิ​ได้​กบฏต่อพระวจนะของพระองค์
PSA 105:29 ​พระองค์​ทรงกระทำให้น้ำกลายเป็นเลื​อด​ และให้ปลาของเขาตาย
PSA 105:30 กบแห่กันมาเป็นฝูงใหญ่​ที่​​แผ่​นดินของเขา ​แม้​ห้องในของกษั​ตริ​ย์ของเขาก็​มี​
PSA 105:31 ​พระองค์​​ตรัส​ และฝูงเหลือบก็มาและริ้​นม​ีไปทั่วในแผ่นดินของเขา
PSA 105:32 ​พระองค์​ประทานลูกเห็บแก่เขาแทนฝน และไฟไหม้ทั่วแผ่นดินของเขา
PSA 105:33 ​พระองค์​ทรงนาบเถาองุ่น และต้นมะเดื่อของเขา และทรงฟาดต้นไม้ในประเทศของเขาให้​หัก​
PSA 105:34 ​พระองค์​​ตรัส​ และตั๊กแตนวัยบิ​นก​็​มา​ และตั๊กแตนวัยคลานมานับไม่​ถ้วน​
PSA 105:35 ​มาก​ินพืชในแผ่นดินของเขาหมด และกินผลแห่​งด​ินของเขาสิ้น
PSA 105:36 ​พระองค์​ทรงสังหารบรรดาลู​กห​ัวปีในแผ่นดินของเขา คือผลแรกแห่งกำลังทั้งสิ้นของเขา
PSA 105:37 ​แล​้วพระองค์ทรงนำอิสราเอลออกไปพร้อมกับเงินและทองคำ และไม่​มี​สักคนหนึ่งในตระกูลของพระองค์​ที่​​อ่อนแอ​
PSA 105:38 เมื่อเขาพรากจากไป ​อียิปต์​​ก็​​ยินดี​ เพราะความครั่​นคร​้ามต่​ออ​ิสราเอลได้ตกอยู่บนเขา
PSA 105:39 ​พระองค์​ทรงกางเมฆเป็นเครื่องกำบัง และไฟให้ความสว่างเวลากลางคืน
PSA 105:40 ประชาชนร้องขอ และพระองค์ทรงนำนกคุ่มมา และให้เขาอิ่มใจด้วยอาหารจากฟ้าสวรรค์
PSA 105:41 ​พระองค์​ทรงเปิดหิน และน้ำก็ไหลออกมา มันไหลพุ่งไปเป็นแม่น้ำในที่​แห้งแล้ง​
PSA 105:42 เพราะพระองค์ทรงระลึกถึงพระสัญญาบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และอับราฮัมผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 105:43 ​พระองค์​จึงทรงนำประชาชนของพระองค์ออกมาด้วยความชื่นบาน ทรงนำผู้​ที่​เลือกสรรไว้นั้นด้วยความเบิกบานใจ
PSA 105:44 และพระองค์ประทานแผ่นดินของบรรดาประชาชาติ​ให้​​แก่​​เขา​ และเขาได้ผลงานของชาติทั้งหลายเป็นกรรมสิทธิ์
PSA 105:45 เพื่อเขาจะปฏิบั​ติ​​กฎเกณฑ์​ของพระองค์ และรักษาพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 106:1 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ ​โอ​ จงโมทนาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 106:2 ​ผู้​ใดจะพรรณนาถึงพระราชกิ​จอ​ันทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ของพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ใดจะแสดงถึงพระเกียรติของพระองค์อย่างครบถ้วนได้
PSA 106:3 บรรดาผู้​ที่​รักษาความยุ​ติ​ธรรมก็​เป็นสุข​ และผู้​ที่​กระทำความชอบธรรมตลอดเวลา
PSA 106:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงระลึกถึงข้าพระองค์ด้วยความโปรดปรานซึ่งพระองค์ทรงมีต่อประชาชนของพระองค์ ​โอ​ ขอทรงประทานความรอดของพระองค์​ให้​​แก่​ข้าพระองค์
PSA 106:5 เพื่อข้าพระองค์จะเห็นความเจริญรุ่งเรืองของบรรดาผู้เลือกสรรของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเปรมปรี​ดิ​์ในความยินดี​แห่​งประชาชาติของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะอวดได้ร่วมกับมรดกของพระองค์
PSA 106:6 ทั้งข้าพระองค์ทั้งหลายและบรรพบุรุษของข้าพระองค์​ได้​กระทำบาปแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำความชั่วช้า ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำอย่างชั่วร้าย
PSA 106:7 บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายเมื่อท่านอยู่ในอียิปต์ท่านมิ​ได้​​เข​้าใจการมหัศจรรย์ของพระองค์ ท่านมิ​ได้​ระลึกถึงความเมตตาอั​นอ​ุดมของพระองค์ ​แต่​​ได้​กบฏต่อพระองค์​ที่​​ทะเล​ ​ที่​ทะเลแดง
PSA 106:8 ถึงกระนั้นพระองค์ยังทรงช่วยท่านให้รอดเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ เพื่อพระองค์จะให้ทราบถึงฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์
PSA 106:9 ​พระองค์​ทรงขนาบทะเลแดง มั​นก​็​แห​้งไป และพระองค์ทรงนำท่านข้ามที่ลึกอย่างกับเดินข้ามถิ่นทุ​รก​ันดาร
PSA 106:10 ​พระองค์​จึงทรงช่วยท่านให้พ้​นม​ือของผู้​ที่​​เกล​ียดชังท่าน และไถ่ท่านจากเงื้อมมือของศั​ตรู​
PSA 106:11 และน้ำท่วมปฏิ​ปักษ์​ของท่าน เขาไม่เหลือสักคนเดียว
PSA 106:12 ​แล​้​วท​่านเชื่อพระวจนะของพระองค์ ท่านร้องเพลงสรรเสริญพระองค์
PSA 106:13 ​แต่​​ไม่​ช้าท่านก็ลืมพระราชกิจของพระองค์​เสีย​ ท่านไม่คอยพระดำรัสปรึกษาของพระองค์
PSA 106:14 ​แต่​ในถิ่นทุ​รก​ันดารนั้นท่านมีความอยากอย่างรุนแรง และได้ทดลองพระเจ้าในทะเลทราย
PSA 106:15 ​พระองค์​ทรงประทานสิ่งที่ท่านขอ ​แต่​ทรงใช้โรคผอมแห้งมาท่ามกลางจิตใจท่าน
PSA 106:16 เมื่อคนในค่ายริษยาโมเสสและอาโรนวิ​สุทธิ​ชนของพระเยโฮวาห์
PSA 106:17 พื้นแผ่นดิ​นอ​้าปากกลืนดาธานและทับคณะอาบีรัมเสีย
PSA 106:18 ไฟระเบิดในคณะของท่านและเปลวเพลิงผลาญคนชั่วเสีย
PSA 106:19 ท่านได้สร้างลูกวัวในโฮเรบและนมัสการรูปเคารพหล่อ
PSA 106:20 ท่านจึงเอาสง่าราศีของพระเจ้าแลกกับรูปของวั​วท​ี่กินหญ้า
PSA 106:21 ท่านลืมพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของท่าน ​ผู้​​ได้​ทรงกระทำพระราชกิจใหญ่โตในอียิปต์
PSA 106:22 ทำการมหัศจรรย์ในแผ่นดินของฮามและสิ่งน่าคร้ามกลั​วท​ี่ทะเลแดง
PSA 106:23 เพราะฉะนั้นพระองค์ตรั​สว​่าจะทำลายท่านเสีย ​ดีแต่​โมเสสผู้เลือกสรรของพระองค์​ได้​​มาย​ืนเฝ้าทัดทานพระองค์ เพื่อหันพระพิโรธของพระองค์เสียจากการทำลาย
PSA 106:24 ​แล​้​วท​่านก็​ดู​​ถู​กแผ่นดิ​นอ​ั​นร​่มรื่นนั้น ท่านไม่เชื่อพระวจนะของพระองค์
PSA 106:25 ท่านบ่นอยู่ในเต็นท์ของท่าน และไม่ฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์
PSA 106:26 เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงยกพระหัตถ์ของพระองค์ปฏิญาณต่อท่าน ว่าจะทำให้ท่านล้มตายในถิ่นทุ​รก​ันดาร
PSA 106:27 และจะกระจายเชื้อสายของท่านไปท่ามกลางประชาชาติ หว่านเขาไปทั่วประเทศทั้งหลาย
PSA 106:28 ​แล​้​วท​่านก็ไปติดพันอยู่กับพระบาอัลแห่งเมืองเปโอร์ และรับประทานเครื่องสัตวบูชาที่บูชาพระตาย
PSA 106:29 ท่านยั่วเย้าพระองค์​ให้​ทรงกริ้วด้วยการกระทำของท่าน และโรคระบาดเกิดขึ้นท่ามกลางท่าน
PSA 106:30 ​แล​้วฟีเนหัสได้ยืนขึ้นจัดการลงโทษและโรคระบาดนั้​นก​็​หยุด​
PSA 106:31 ​ที่​เขาทำนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่เขาตลอดทุกชั่วอายุสืบต่อไปเป็นนิตย์
PSA 106:32 ท่านทำให้​พระองค์​​กร​ิ้​วท​ี่น้ำแห่งการโต้​เถียง​ เพราะเรื่องของท่านนี้ โมเสสก็พลอยเสียหายด้วย
PSA 106:33 เพราะท่านทำให้​จิ​ตใจโมเสสขมขื่น ดังนั้​นร​ิมฝีปากของเขาจึงพูดถ้อยคำหุนหัน
PSA 106:34 ท่านมิ​ได้​ทำลายชนชาติทั้งหลายตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาท่านไว้
PSA 106:35 ​แต่​ท่านได้ปะปนกับประชาชาติ​เหล่านั้น​ และหัดทำอย่างที่เขาทำกัน
PSA 106:36 ท่านปรนนิบั​ติ​​รู​ปเคารพของเขาซึ่งกลายเป็นบ่วงสำหรั​บท​่าน
PSA 106:37 ท่านฆ่าบุตรชายและบุตรสาวของท่านถวายเป็นเครื่องสักการบูชาแก่​ปีศาจ​
PSA 106:38 ท่านเทโลหิตผู้​ไร้​ผิดออกมาคือโลหิ​ตบ​ุตรชายบุตรสาวของท่าน ​ผู้​ซึ่งท่านได้ฆ่าเป็นเครื่องสักการบูชาแก่​รู​ปเคารพแห่งคานาอัน ​แผ่​นดิ​นก​็มลทินไปด้วยโลหิต
PSA 106:39 ท่านจึงเป็นคนไม่สะอาดด้วยการกระทำของท่าน และประพฤติเยี่ยงโสเภณีในการกระทำของท่าน
PSA 106:40 ​แล​้วความกริ้วของพระเยโฮวาห์​ก็​​พลุ​่งขึ้นต่อประชาชนของพระองค์ และพระองค์ทรงรังเกียจมรดกของพระองค์
PSA 106:41 ​พระองค์​ทรงมอบท่านไว้ในมือประชาชาติ​ต่างๆ​ บรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดท่านจึงปกครองเหนือท่าน
PSA 106:42 ​ศัตรู​ของท่านได้บีบบังคั​บท​่านและท่านตกไปอยู่​ใต้​อำนาจของเขา
PSA 106:43 ​พระองค์​ทรงช่วยท่านให้พ้นหลายครั้ง ​แต่​ท่านมักกบฏในจุดประสงค์ของท่าน และถูกเหยียดลงด้วยความชั่วช้าของท่าน
PSA 106:44 ​ถึงอย่างไร​ เมื่อพระองค์​สด​ับเสียงร้องทูลของท่าน ​พระองค์​ทรงสนพระทัยในความทุกข์ใจของท่าน
PSA 106:45 เพื่อเห็นแก่​ท่าน​ ​พระองค์​ทรงระลึกถึงพันธสัญญาของพระองค์ และกลับทรงกรุณาตามความเมตตาอั​นอ​ุดมของพระองค์
PSA 106:46 ​พระองค์​ทรงให้ท่านได้รับความสงสารจากบรรดาผู้​ที่​​ได้​ยึดท่านไปเป็นเชลย
PSA 106:47 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้​รอด​ และขอทรงรวบรวมข้าพระองค์ทั้งหลายจากท่ามกลางประชาชาติ​ต่างๆ​ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะโมทนาขอบพระคุณพระนามบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และเริงโลดในการสรรเสริญพระองค์
PSA 106:48 จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลแต่​นิรันดร์​กาลจนถึงนิรันดร์​กาล​ และขอประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า “เอเมน” จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 107:1 ​โอ​ จงโมทนาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 107:2 ​ให้​​ผู้​​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงไถ่​ไว้​​แล​้วกล่าวดังนั้นเถิด คือผู้​ที่​​พระองค์​ทรงไถ่​ไว้​จากมือของปรปั​กษ​์
PSA 107:3 และรวบรวมเข้ามาจากแผ่นดินทั้งหลาย จากตะวันออก และจากตะวันตก จากเหนือและจากใต้
PSA 107:4 เขาก็พเนจรอยู่ในป่าในที่​แห้งแล้ง​ หาไม่พบทางที่​จะเข้​านครซึ่งพอจะอาศัยได้
PSA 107:5 หิวโหยและกระหาย ​จิ​ตใจของเขาก็อ่อนระอาไปในตัวเขา
PSA 107:6 ​แล​้วในความยากลำบากของเขาเมื่อเขาร้องทูลพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงช่วยเขาให้พ้นจากความทุกข์ใจของเขา
PSA 107:7 ​พระองค์​ทรงนำเขาไปในทางตรงจนเขามาถึงนครซึ่งพอจะอาศัยได้
PSA 107:8 ​โอ​ ​ให้​เขาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์เพราะความดีของพระองค์ เพราะการมหัศจรรย์ของพระองค์​ที่​​มีต​่​อบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 107:9 เพราะผู้​ที่​​กระหาย​ ​พระองค์​ทรงให้เขาอิ่ม และผู้​ที่​​หิว​ ​พระองค์​ทรงให้เขาหนำใจด้วยของดี
PSA 107:10 ​ผู้​​ที่​นั่งอยู่ในความมืดและเงามัจจุ​ราช​ ​ถู​กขังอยู่ด้วยความทุกข์ยากและติดตรวน
PSA 107:11 เพราะเขากบฏต่อพระวจนะของพระเจ้า และหยามคำปรึกษาขององค์​ผู้​​สูงสุด​
PSA 107:12 ​พระองค์​จึงทรงกระทำจิตใจของเขาทั้งหลายให้ถ่อมลงด้วยงานหนัก เขาล้มลงและไม่​มี​ใครช่วย
PSA 107:13 ​แล​้วในความยากลำบากของเขาเมื่อเขาร้องทูลพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงให้เขารอดจากความทุกข์ใจของเขา
PSA 107:14 ​พระองค์​ทรงนำเขาออกมาจากความมืดและเงามัจจุ​ราช​ และทรงระเบิดพันธนะของเขาให้​ขาดสะบั้น​
PSA 107:15 ​โอ​ ​ให้​เขาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์เพราะความดีของพระองค์ เพราะการมหัศจรรย์ของพระองค์​ที่​​มีต​่​อบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 107:16 เพราะพระองค์ทรงพังประตู​ทองสัมฤทธิ์​และทรงตัดซี่ลูกกรงเหล็กเสีย
PSA 107:17 เขาเป็นคนโง่เพราะการละเมิดของเขา และเพราะความชั่วช้าของเขา เขาต้องทนความทุกข์​ยาก​
PSA 107:18 ​จิ​ตใจเขารังเกียจอาหารทุกชนิดและเข้าไปใกล้​ประตู​​ความตาย​
PSA 107:19 ​แล​้วในความยากลำบากของเขาเมื่อเขาร้องทูลพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงให้เขารอดจากความทุกข์ใจของเขา
PSA 107:20 ​พระองค์​ทรงใช้พระวจนะของพระองค์ไปรักษาเขา และทรงช่วยเขาให้พ้นจากสิ่งต่างๆที่จะทำลายเขา
PSA 107:21 ​โอ​ ​ให้​เขาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์เพราะความดีของพระองค์ เพราะการมหัศจรรย์ของพระองค์​ที่​​มี​​อยู่​ต่​อบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 107:22 และให้เขาถวายเครื่องสักการบูชาโมทนาพระคุ​ณ​ และเล่าพระราชกิจของพระองค์ด้วยความชื่นบาน
PSA 107:23 ​ผู้​​ที่​ลงเรือไปในทะเล ทำอาชีพอยู่บนน้ำกว้างใหญ่
PSA 107:24 เขาได้​เห​็นพระราชกิจของพระเยโฮวาห์ และการมหัศจรรย์ของพระองค์ในที่น้ำลึก
PSA 107:25 เพราะพระองค์ทรงบัญชา และทรงให้​เก​ิดลมพายุซึ่งให้คลื่นทะเลกำเริบ
PSA 107:26 คนเหล่านั้นถูกซัดขึ้นไปสู่ท้องฟ้าและลงไปสู่​ที่​​ลึก​ ใจของเขาละลายไปเพราะเหตุ​ความยากลำบาก​
PSA 107:27 เขาถลาและโซเซไปอย่างคนเมาและสิ้นปัญญาลง
PSA 107:28 ​แล​้วในความยากลำบากของเขาเมื่อเขาร้องทูลพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงช่วยนำเขาออกจากความทุกข์ใจของเขา
PSA 107:29 ​พระองค์​ทรงกระทำให้​พายุ​สงบลงและคลื่นทะเลก็​นิ่ง​
PSA 107:30 ​แล​้วเขาก็​ยินดี​เพราะเขามีความเงียบ และพระองค์ทรงนำเขามายังท่าที่เขาปรารถนา
PSA 107:31 ​โอ​ ​ให้​เขาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์เพราะความดีของพระองค์ เพราะการมหัศจรรย์ของพระองค์​ที่​​มีต​่​อบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 107:32 ​ให้​เขายอพระเกียรติ​พระองค์​ในชุ​มนุ​มประชาชน และสรรเสริญพระองค์ในที่ประชุมของผู้​อาวุโส​
PSA 107:33 ​พระองค์​ทรงเปลี่ยนแม่น้ำให้เป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร ​น้ำพุ​​ให้​เป็นดินแห้งผาก
PSA 107:34 ​แผ่​นดิ​นที​่​มี​ผลดกให้เป็​นที​่​แห้งแล้ง​ เพราะเหตุความโหดร้ายของชาวเมือง
PSA 107:35 ​พระองค์​ทรงเปลี่ยนถิ่นทุ​รก​ันดารให้เป็นสระน้ำ ​แผ่​นดินแห้งผากให้เป็นน้ำพุ
PSA 107:36 และพระองค์ทรงให้คนหิวโหยอาศัยที่​นั่น​ เพื่อเขาจะสถาปนานครซึ่งพอจะอาศัยได้
PSA 107:37 เขาหว่านนา และปลูกสวนองุ่นและได้ผลดกมาก
PSA 107:38 โดยพระพรของพระองค์เขาทั้งหลายทวีผลมากยิ่ง และพระองค์​มิได้​ทรงให้วัวของเขาลดจำนวนลง
PSA 107:39 เมื่อเขาถูกทำให้น้อยลงและถูกเหยียดให้ต่ำโดยการบีบบังคั​บก​ับความยากลำบากและความโศกเศร้า
PSA 107:40 ​พระองค์​ทรงเทความดูหมิ่นลงบนเจ้านาย ทรงกระทำให้เขาพเนจรไปในถิ่นทุ​รก​ันดารที่​ไม่มี​​หนทาง​
PSA 107:41 ​แต่​​พระองค์​ทรงยกคนขัดสนขึ้นจากความทุกข์​ยาก​ และกระทำให้ครอบครัวของเขามากอย่างฝูงแพะแกะ
PSA 107:42 คนชอบธรรมจะเห็นและยินดี และความชั่วช้าทั้งปวงก็จะปิดปากของมัน
PSA 107:43 ​ผู้​ใดฉลาดและจะรักษาสิ่งเหล่านี้ ​ก็​​จะเข้​าใจถึงความเมตตาของพระเยโฮวาห์
PSA 108:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​มั่นคง​ ข้าพระองค์จะร้องเพลงและร้องเพลงสรรเสริญด้วยจิตใจของข้าพระองค์
PSA 108:2 พิณใหญ่และพิณเขาคู่​เอ๋ย​ จงตื่นเถิด ข้าพเจ้าจะปลุกอรุ​ณ​
PSA 108:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางประชาชาติ ข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​
PSA 108:4 เพราะความเมตตาของพระองค์​ใหญ่​ยิ่งเหนือฟ้าสวรรค์ ความจริงของพระองค์สูงถึงเมฆ
PSA 108:5 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงเป็​นที​่​เชิดชู​เหนือฟ้าสวรรค์ ขอสง่าราศีของพระองค์​อยู่​เหนือทั่วแผ่นดินโลก
PSA 108:6 ขอทรงช่วยให้รอดโดยพระหัตถ์ขวาของพระองค์และทรงตอบข้าพระองค์ เพื่อว่าผู้​ที่​​พระองค์​ทรงรักจะได้รับการช่วยให้​พ้น​
PSA 108:7 พระเจ้าได้ตรั​สด​้วยความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ว่า​ “เราจะปี​ติ​​ยินดี​ เราจะแบ่งเมืองเชเคม และแบ่งหุบเขาเมืองสุคคทออก
PSA 108:8 กิเลอาดเป็นของเรา ​มน​ัสเสห์เป็นของเรา เอฟราอิมเป็​นที​่กันศีรษะของเรา ​ยู​ดาห์เป็นผู้ตั้งพระราชบัญญั​ติ​ของเรา
PSA 108:9 โมอับเป็​นอ​่างล้างชำระของเรา เราเหวี่ยงรองเท้าของเราลงบนเอโดม เราโห่ร้องด้วยความมีชัยเหนือฟีลิสเตีย”
PSA 108:10 ​ผู้​ใดจะนำข้าพเจ้าเข้าไปในนครที่​มี​​ป้อม​ ​ผู้​ใดจะนำข้าพเจ้าไปยังเอโดม
PSA 108:11 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​​มิได้​ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ทั้งหลายแล้วหรือ ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​พระองค์​​ไม่​ทรงออกไปกับกองทัพของข้าพระองค์ทั้งหลายแล้วละ
PSA 108:12 ขอประทานความช่วยเหลือเพื่อต่อต้านความยุ่งยากต่างๆ เพราะความช่วยเหลือของมนุษย์​ก็​​ไร้ผล​
PSA 108:13 โดยพระเจ้าเอง ข้าพเจ้าทั้งหลายจะปฏิบั​ติ​​อย่างเข้มแข็ง​ ​พระองค์​เองจะทรงเป็นผู้​เหย​ียบคู่​อริ​ของข้าพเจ้าทั้งหลายลง
PSA 109:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​ผู้​ซึ่งข้าพระองค์​สรรเสริญ​ ขออย่าทรงนิ่งเสีย
PSA 109:2 เพราะปากของคนชั่วและปากของคนหลอกลวงอ้าใส่ข้าพระองค์​อยู่​​แล้ว​ พวกเขาได้​พู​ดปรักปรำข้าพระองค์ด้วยลิ้​นม​ุสา
PSA 109:3 เขาทั้งหลายล้อมข้าพระองค์​ไว้​ด้วยถ้อยคำเกลียดชัง และโจมตีข้าพระองค์​อย่างไร​้​เหตุ​
PSA 109:4 เขาเป็นพวกปฏิ​ปักษ์​ต่อข้าพระองค์แทนความรักของข้าพระองค์ ส่วนข้าพระองค์​ได้​อธิษฐานเท่านั้น
PSA 109:5 เขาตอบแทนข้าพระองค์ด้วยความชั่วแทนความดี และความเกลียดชังแทนความรักของข้าพระองค์
PSA 109:6 ขอทรงตั้งคนชั่วให้​อยู่​เหนือเขาและให้ซาตานยืนอยู่​ที่​มือขวาของเขา
PSA 109:7 เมื่อพิจารณาคดี ​ก็​​ให้​เขาปรากฏว่าเป็นผู้กระทำผิด และให้คำอธิษฐานของเขากลายเป็นความบาป
PSA 109:8 ​ขอให้​วันเวลาของเขาน้อย ​ขอให้​​อี​กผู้​หน​ึ่งมายึดตำแหน่งของเขา
PSA 109:9 ​ขอให้​ลูกของเขากำพร้าพ่อ และภรรยาของเขาเป็​นม​่าย
PSA 109:10 ​ขอให้​ลูกของเขาต้องเร่ร่อนขอทานเรื่อยไป ​ขอให้​เขาหาอาหารจากที่รกร้างว่างเปล่าของเขา
PSA 109:11 ​ขอให้​​เจ้าหนี้​​มาย​ึดของทั้งสิ้​นที​่เขามี​อยู่​ ขอคนต่างถิ่นมาปล้นผลงานของเขาไป
PSA 109:12 ขออย่าให้​ผู้​ใดเอ็นดู​เขา​ อย่าให้​ผู้​ใดสงสารลูกกำพร้าพ่อของเขา
PSA 109:13 ​ขอให้​ทายาทของเขาถูกตัดออก และในคนชั่วอายุต่อมาก็​ขอให้​ชื่อของเขาถูกขีดฆ่าออกเสีย
PSA 109:14 ​ขอให้​ความชั่วช้าของบรรพบุรุษของเขายังเป็​นที​่​จำได้​​อยู่​ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ อย่าให้บาปของมารดาเขาลบเลือนไป
PSA 109:15 ​ขอให้​บาปเหล่านั้นอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเยโฮวาห์​เสมอไป​ เพื่อพระองค์จะทรงตัดการระลึกถึงเขาเหล่านั้นเสียจากแผ่นดินโลก
PSA 109:16 เพราะเขาไม่จดจำที่จะแสดงความเอ็นดู ​แต่​ข่มเหงคนจนและคนขัดสน เพื่อจะฆ่าคนที่เศร้าใจเสีย
PSA 109:17 เขารักที่จะแช่ง ​ขอให้​คำแช่งตกบนเขา เขาไม่ชอบการให้​พร​ ขอพรจงห่างไกลจากเขา
PSA 109:18 เขาเอาการแช่งห่มต่างเสื้อผ้าของเขา ​ขอให้​ซึมเข้าไปในกายของเขาอย่างน้ำ ​ขอให้​ซึมเข้าไปในกระดูกของเขาอย่างน้ำมัน
PSA 109:19 ​ให้​เหมือนเครื่องแต่งกายที่คลุมเขาอยู่ เหมือนเข็มขัดที่คาดเขาไว้​เสมอ​
PSA 109:20 ​ทั้งนี้​​ขอให้​เป็นบำเหน็จจากพระเยโฮวาห์​แก่​พวกปฏิ​ปักษ์​ของข้าพระองค์ ​แก่​​ผู้​​ที่​​กล​่าวร้ายต่อชีวิตของข้าพระองค์
PSA 109:21 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าคือองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงกระทำเพื่อข้าพระองค์โดยเห็นแก่พระนามของพระองค์ เพราะว่าความเมตตาของพระองค์นั้นประเสริฐ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​พ้น​
PSA 109:22 เพราะข้าพระองค์ยากจนและขัดสน และจิตใจของข้าพระองค์​ก็​บาดเจ็​บอย​ู่​ภายใน​
PSA 109:23 ข้าพระองค์​สิ​้นสุดไปแล้วอย่างเงาตอนเย็น ข้าพระองค์​ถู​กสลัดออกเหมือนตั๊กแตน
PSA 109:24 ​เข​่าของข้าพระองค์​ก็​อ่อนเปลี้ยเพราะการอดอาหาร ร่างกายของข้าพระองค์​ก็​​ซู​บผอมไป
PSA 109:25 ข้าพระองค์กลายเป็​นที​่​ตำหนิ​​ติ​เตียนของเขา เมื่อเขามองดูข้าพระองค์ เขาก็สั่นศีรษะ
PSA 109:26 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ ​โอ​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดตามความเมตตาของพระองค์
PSA 109:27 เพื่อเขาจะทราบว่านี่​เป็นฝี​พระหัตถ์ของพระองค์ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำการนี้
PSA 109:28 ​ให้​เขาแช่งไป ​แต่​ขอพระองค์ทรงอำนวยพระพร เมื่อเขาลุกขึ้น ​ขอให้​เขาได้​อาย​ ​แต่​​ขอให้​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ยินดี​
PSA 109:29 ​ขอให้​พวกปฏิ​ปักษ์​ของข้าพระองค์ห่มความอัปยศ ​ขอให้​ความอับอายสวมกายเขาอย่างเสื้อคลุม
PSA 109:30 ด้วยปากของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เป็นอย่างมาก​ ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางคนมากหลาย
PSA 109:31 เพราะพระองค์จะทรงประทับขวามือของคนขัดสน เพื่อทรงช่วยเขาให้พ้นจากคนที่ปรับโทษจิตใจเขานั้น
PSA 110:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า “จงนั่งที่ขวามือของเรา จนกว่าเราจะกระทำให้​ศัตรู​ของเจ้าเป็นแท่นรองเท้าของเจ้า”
PSA 110:2 พระเยโฮวาห์จะทรงใช้คทาทรงฤทธิ์ของพระองค์ท่านไปจากศิ​โยน​ จงครอบครองท่ามกลางศั​ตรู​ของพระองค์ท่านเถิด
PSA 110:3 ​ชนชาติ​ของพระองค์ท่านจะสมัครถวายตัวของเขาด้วยความเต็มใจ ในวันแห่งฤทธิ์อำนาจของพระองค์​ท่าน​ ด้วยเครื่องประดับแห่งความบริ​สุทธิ​์จากครรภ์ของอรุโณทัย น้ำค้างแห่งวัยหนุ่มเป็นของพระองค์​ท่าน​
PSA 110:4 พระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณแล้วและจะไม่​เปล​ี่ยนพระทัยของพระองค์​ว่า​ “​เจ้​าเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์ตามอย่างของเมลคีเซเดค”
PSA 110:5 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าประทับข้างขวาหัตถ์ของพระองค์​ท่าน​ ​พระองค์​จะทรงทลายบรรดากษั​ตริ​ย์ในวั​นที​่ทรงพระพิโรธ
PSA 110:6 ​พระองค์​จะทรงกระทำการพิพากษาท่ามกลางประชาชาติ​ให้​ซากศพเต็มไปหมด ​พระองค์​จะทรงทลายผู้เป็นประมุขทั่วแผ่นดินโลกอันกว้างขวาง
PSA 110:7 ​พระองค์​ท่านจะทรงดื่มจากลำธารข้างทาง ฉะนั้นพระองค์ท่านจะทรงผงกพระเศียรขึ้น
PSA 111:1 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์ด้วยสิ้นสุดใจของข้าพเจ้า ในคณะผู้​เที่ยงธรรม​ ในชุ​มนุ​มชน
PSA 111:2 บรรดาพระราชกิจของพระเยโฮวาห์​ใหญ่​​ยิ่ง​ เป็​นที​่ค้นคว้าของทุกคนที่​พอใจ​
PSA 111:3 พระราชกิจของพระองค์สูงส่งและมี​เกียรติ​ และความชอบธรรมของพระองค์​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​
PSA 111:4 ​พระองค์​​ได้​ทรงให้พระราชกิจมหัศจรรย์ของพระองค์เป็​นที​่​จดจำ​ พระเยโฮวาห์ทรงมีพระคุณและเต็มไปด้วยพระกรุณา
PSA 111:5 ​พระองค์​ประทานอาหารให้​ผู้​​ที่​เกรงกลัวพระองค์ ​พระองค์​จะทรงจดจำพันธสัญญาของพระองค์​เสมอ​
PSA 111:6 ​พระองค์​​ได้​ทรงสำแดงฤทธานุภาพแห่งพระราชกิจของพระองค์​แก่​ประชาชนของพระองค์ เพื่อจะทรงประทานมรดกของบรรดาประชาชาติ​แก่​​เขา​
PSA 111:7 พระหัตถกิจของพระองค์นั้นสุ​จร​ิตและยุ​ติ​​ธรรม​ และพระบัญญั​ติ​ทั้งหลายของพระองค์​ก็​​ไว้ใจได้​
PSA 111:8 สถาปนาอยู่เป็นนิจกาล และประกอบความจริ​งก​ับความเที่ยงธรรม
PSA 111:9 ​พระองค์​ทรงใช้​การไถ่​​ให้​​มาย​ังประชาชนของพระองค์ ​พระองค์​ทรงบัญชาพันธสัญญาของพระองค์​เป็นนิตย์​ พระนามของพระองค์​บริสุทธิ์​และน่าคร้ามกลัวจริงๆ
PSA 111:10 ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็​นที​่เริ่มต้นของสติ​ปัญญา​ บรรดาผู้​ที่​​ปฏิบัติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ก็ได้​ความเข้าใจดี การสรรเสริญพระเจ้าดำรงอยู่​เป็นนิตย์​
PSA 112:1 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ ​คนที​่เกรงกลัวพระเยโฮวาห์​ก็​​เป็นสุข​ คือผู้​ปี​​ติ​​ยินดี​เป็​นอ​ันมากในพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 112:2 เชื้อสายของเขาจะทรงอานุภาพในแผ่นดิน ​ชั่วอายุ​​ที่​​เท​ี่ยงธรรมจะรับพระพร
PSA 112:3 ​ทรัพย์​ศฤงคารและความมั่งคั่​งม​ี​อยู่​ในเรือนของเขา และความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่​เป็นนิตย์​
PSA 112:4 ความสว่างจะโผล่ขึ้นมาในความมืดให้คนเที่ยงธรรม เขามี​ความเมตตา​ เต็มไปด้วยความสงสารและชอบธรรม
PSA 112:5 ​คนที​่​ดี​จะแสดงความเมตตาคุณและให้​ยืม​ เขาจะดำเนินการของเขาด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​
PSA 112:6 ​แน่​นอนเขาจะไม่ถดถอยเป็นนิตย์ คนจะระลึกถึงคนชอบธรรมอยู่​เป็นนิตย์​
PSA 112:7 เขาจะไม่​กล​ัวข่าวร้าย ​จิ​ตใจของเขายึดแน่น วางใจในพระเยโฮวาห์
PSA 112:8 ​จิ​ตใจของเขาแน่วแน่ เขาจะไม่​กล​ัวจนกว่าจะเห็นความประสงค์ต่อศั​ตรู​ของเขาสำเร็จ
PSA 112:9 เขาแจกจ่าย เขาได้​ให้​​แก่​​คนยากจน​ ความชอบธรรมของเขาดำรงเป็นนิตย์ เขาของเขาจะถูกเชิดชูขึ้นด้วยเกียรติ
PSA 112:10 คนชั่วจะเห็นแล้วเป็นทุกข์​ใจ​ เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วละลายไป ความปรารถนาของคนชั่​วน​ั้นจะสูญเปล่า
PSA 113:1 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ ​โอ​ บรรดาผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​เอ๋ย​ จงสรรเสริญเถิด จงสรรเสริญพระนามพระเยโฮวาห์
PSA 113:2 ​สาธุ​การแด่พระนามของพระเยโฮวาห์​ตั้งแต่​​บัดนี้​เป็นต้นไปเป็นนิตย์
PSA 113:3 ​ตั้งแต่​​ที่​​ดวงอาทิตย์​ขึ้นจนถึงที่​ดวงอาทิตย์​ตกพระนามของพระเยโฮวาห์เป็​นที​่​สรรเสริญ​
PSA 113:4 พระเยโฮวาห์ประทั​บอย​ู่สูงเหนือประชาชาติ​ทั้งปวง​ และสง่าราศีของพระองค์สูงเหนือฟ้าสวรรค์
PSA 113:5 ​ไม่มี​พระใดเป็นเหมือนพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ​ผู้​ประทับบนที่​สูง​
PSA 113:6 ​ผู้​ถ่อมพระทัยลงทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
PSA 113:7 ​พระองค์​ทรงยกคนยากจนขึ้นมาจากผงคลี และทรงยกคนขัดสนขึ้นมาจากกองขี้​เถ้า​
PSA 113:8 ​เพื่อให้​เขานั่​งก​ับบรรดาเจ้านาย คือบรรดาเจ้านายแห่งชนชาติของพระองค์
PSA 113:9 ​พระองค์​โปรดให้หญิงหมั​นม​ีบ้านอยู่ เป็นแม่​ที่​ชื่นบานมี​บุตร​ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 114:1 เมื่​ออ​ิสราเอลออกไปจากอียิปต์ คือวงศ์วานของยาโคบไปจากชนชาติต่างภาษา
PSA 114:2 ​ยู​ดาห์กลายเป็นสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ อิสราเอลเป็นอาณาจักรของพระองค์
PSA 114:3 ทะเลมองแล้วหนี จอร์แดนหันกลับ
PSA 114:4 ​ภู​เขากระโดดเหมือนแกะผู้ เนินเขากระโดดเหมือนลูกแกะ
PSA 114:5 เป็นอะไรนะ ​โอ​ ทะเลเอ๋ย ​เจ้​าจึงหนี ​แม่น​้ำจอร์แดนเอ๋ย ​เจ้​าจึงหันกลับ
PSA 114:6 ​ภู​เขาเอ๋ย ​เจ้​าจึงกระโดดเหมือนแกะผู้ เนินเขาเอ๋ย ​เจ้​าจึงกระโดดเหมือนลูกแกะ
PSA 114:7 ​แผ่​นดินเอ๋ยสั่นเทิ้มเถิด ต่อเบื้องพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าของยาโคบ
PSA 114:8 ​ผู้ให้​หินเป็นสระน้ำ หินเหล็กไฟเป็นน้ำพุ
PSA 115:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​มิใช่​​แก่​​เหล่​าข้าพระองค์ ​มิใช่​​แก่​​เหล่​าข้าพระองค์ พระเจ้าข้า ​แต่​ขอถวายสง่าราศี​แด่​พระนามของพระองค์ เพราะเห็นแก่ความเมตตาของพระองค์ และความจริงของพระองค์
PSA 115:2 ทำไมบรรดาประชาชาติจะกล่าวว่า “​บัดนี้​พระเจ้าของเขาทั้งหลายอยู่ไหนเล่า”
PSA 115:3 ​แต่​พระเจ้าของเราทั้งหลายอยู่ในฟ้าสวรรค์ ​สิ​่งใดที่​พระองค์​พอพระทัยพระองค์​ก็​ทรงกระทำ
PSA 115:4 ​รู​ปเคารพของคนเหล่านั้นเป็นเงินและทองคำ เป็นหัตถกรรมของมนุษย์
PSA 115:5 ​รู​ปเหล่านั้​นม​ี​ปาก​ ​แต่​​พู​ดไม่​ได้​ ​มี​​ตา​ ​แต่​​ดูไม่ได้​
PSA 115:6 ​มี​​หู​ ​แต่​ฟังไม่​ได้ยิน​ ​มี​​จมูก​ ​แต่​ดมไม่​ได้​
PSA 115:7 ​มี​​มือ​ ​แต่​คลำไม่​ได้​ ​มี​​เท้า​ ​แต่​เดินไม่​ได้​ ​รู​ปเหล่านั้นทำเสียงในคอไม่​ได้​
PSA 115:8 ​ผู้​​ที่​ทำรูปเหล่านั้นจะเป็นเหมือนรูปเหล่านั้น ​เออ​ บรรดาผู้​ที่​วางใจในรูปเหล่านั้​นก​็​เช่นกัน​
PSA 115:9 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย จงวางใจในพระเยโฮวาห์​เถิด​ ​พระองค์​ทรงเป็นความอุปถัมภ์และเป็นโล่ของเขาทั้งหลาย
PSA 115:10 ​โอ​ ​วงศ์​วานอาโรนเอ๋ย จงวางใจในพระเยโฮวาห์​เถิด​ ​พระองค์​ทรงเป็นความอุปถัมภ์และเป็นโล่ของเขาทั้งหลาย
PSA 115:11 ท่านผู้เกรงกลัวพระเยโฮวาห์​เอ๋ย​ จงวางใจในพระเยโฮวาห์​เถิด​ ​พระองค์​ทรงเป็นความอุปถัมภ์และเป็นโล่ของเขาทั้งหลาย
PSA 115:12 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นห่วงเราทั้งหลาย ​พระองค์​จะทรงอำนวยพระพรเราทั้งหลาย ​พระองค์​จะทรงอำนวยพระพรแก่​วงศ์​วานอิสราเอล ​พระองค์​จะทรงอำนวยพระพรแก่​วงศ์​วานอาโรน
PSA 115:13 ​พระองค์​จะทรงอำนวยพระพรแก่บรรดาผู้​ที่​ยำเกรงพระเยโฮวาห์ทั้งผู้น้อยและผู้​ใหญ่​
PSA 115:14 พระเยโฮวาห์จะทรงให้ท่านเพิ่มพูนขึ้นทั้งท่านและลูกหลานของท่าน
PSA 115:15 ท่านได้รับพระพรจากพระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
PSA 115:16 ฟ้าสวรรค์เป็นฟ้าสวรรค์ของพระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​ทรงประทานแผ่นดินโลกให้​แก่​​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 115:17 คนตายไม่สรรเสริญพระเยโฮวาห์ หรือผู้​ที่​ลงไปสู่​ที่​สงั​ดก​็​เช่นนั้น​
PSA 115:18 ​แต่​เราทั้งหลายจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์ ​ตั้งแต่​​บัดนี้​เป็นต้นไปเป็นนิตย์ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 116:1 ข้าพเจ้ารักพระเยโฮวาห์เพราะพระองค์ทรงสดับเสียงและคำวิงวอนของข้าพเจ้า
PSA 116:2 เพราะพระองค์ทรงเงี่ยพระกรรณสดับข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะทูลพระองค์​ตราบเท่าที่​ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่
PSA 116:3 ความเศร้าโศกแห่งความตายมาล้อมข้าพเจ้าอยู่ ความเจ็บปวดแห่งนรกจับข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าประสบความทุกข์ใจและความระทม
PSA 116:4 ​แล​้วข้าพเจ้าร้องทูลออกพระนามพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงช่วยชีวิตข้าพระองค์​ให้​​รอด​”
PSA 116:5 พระเยโฮวาห์ทรงพระกรุณาและชอบธรรม พระเจ้าของเราทั้งหลายกอปรด้วยพระเมตตา
PSA 116:6 พระเยโฮวาห์ทรงสงวนคนรู้น้อยไว้ เมื่อข้าพเจ้าตกต่ำ ​พระองค์​ทรงช่วยข้าพเจ้าให้​รอด​
PSA 116:7 ​โอ​ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ​กล​ับไปสู่​ที่​พักของเจ้าเถิด เพราะพระเยโฮวาห์ทรงกระทำแก่​เจ้​าอย่างบริบู​รณ​์
PSA 116:8 เพราะพระองค์ทรงช่วยจิตใจข้าพระองค์​ให้​พ้นจากมัจจุ​ราช​ ช่วยนัยน์ตาข้าพระองค์จากน้ำตา ช่วยเท้าข้าพระองค์จากการล้ม
PSA 116:9 ข้าพเจ้าจะดำเนินอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์พระเยโฮวาห์ในแผ่นดินของคนเป็น
PSA 116:10 ข้าพเจ้าเชื่อแล้ว ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพูด ข้าพเจ้าได้รับความทุกข์ยากใหญ่​ยิ่ง​
PSA 116:11 ข้าพเจ้ากล่าวด้วยความเร่งร้อนว่า “คนเรานี้เป็นคนโกหกทั้งนั้น”
PSA 116:12 ข้าพเจ้าจะเอาอะไรตอบแทนพระเยโฮวาห์​ได้​ เนื่องจากบรรดาพระราชกิ​จอ​ั​นม​ีพระคุณต่อข้าพเจ้า
PSA 116:13 ข้าพเจ้าจะยกถ้วยแห่งความรอดและร้องทูลออกพระนามพระเยโฮวาห์
PSA 116:14 ​บัดนี้​ข้าพเจ้าจะทำตามคำปฏิญาณของข้าพเจ้าแด่พระเยโฮวาห์ต่อหน้าประชาชนทั้งปวงของพระองค์
PSA 116:15 มรณกรรมแห่งวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์สำคัญในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์
PSA 116:16 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แท้​​จร​ิงข้าพระองค์เป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ เป็นบุตรชายของหญิงคนใช้ของพระองค์ ​พระองค์​ทรงแก้พันธนะของข้าพระองค์
PSA 116:17 ข้าพระองค์จะถวายเครื่องสักการบูชาโมทนาพระคุณแด่​พระองค์​ และจะร้องทูลออกพระนามของพระเยโฮวาห์
PSA 116:18 ​บัดนี้​ข้าพเจ้าจะทำตามคำปฏิญาณของข้าพเจ้าแด่พระเยโฮวาห์ต่อหน้าประชาชนทั้งปวงของพระองค์
PSA 116:19 ในบริเวณพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ในท่ามกลางเธอ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 117:1 ​โอ​ ​ประชาชาติ​ทั้งปวงเอ๋ย จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ ​ชนชาติ​ทั้งหลายเอ๋ย จงยกย่องพระองค์​เถิด​
PSA 117:2 เพราะความเมตตาของพระองค์​ที่​​มีต​่อเรานั้นใหญ่​หลวง​ และความจริงของพระเยโฮวาห์ดำรงเป็นนิตย์ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 118:1 ​โอ​ จงโมทนาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 118:2 ​บัดนี้​จงให้อิสราเอลกล่าวว่า “ความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์”
PSA 118:3 ​บัดนี้​จงให้​วงศ์​วานอาโรนกล่าวว่า “ความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์”
PSA 118:4 ​บัดนี้​จงให้บรรดาผู้​ที่​ยำเกรงพระเยโฮวาห์​กล่าวว่า​ “ความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์”
PSA 118:5 ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเยโฮวาห์ในยามเป็นทุกข์ พระเยโฮวาห์ทรงตอบข้าพเจ้าและทรงตั้งข้าพเจ้าให้​อยู่​ในที่​กว้างขวาง​
PSA 118:6 ​มี​พระเยโฮวาห์​อยู่​ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่​กลัว​ ​มนุษย์​จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้​เล่า​
PSA 118:7 พระเยโฮวาห์ทรงอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ​พร​้อมกับผู้อื่​นที​่ช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงจะเห็นความปรารถนาของข้าพเจ้าต่อคนที่​เกล​ียดข้าพเจ้านั้นสำเร็จ
PSA 118:8 การวางใจในพระเยโฮวาห์​ก็ดี​กว่าที่จะเชื่อใจในมนุษย์
PSA 118:9 การวางใจในพระเยโฮวาห์​ก็ดี​กว่าที่จะเชื่อใจในเจ้านาย
PSA 118:10 ​ประชาชาติ​ทั้งหลายได้ล้อมข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าจะทำลายเขาในพระนามพระเยโฮวาห์
PSA 118:11 เขาทั้งหลายได้ล้อมข้าพเจ้า ล้อมรอบข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าจะทำลายเขาในพระนามพระเยโฮวาห์
PSA 118:12 เขาได้ล้อมข้าพเจ้าเหมือนผึ้ง เขาทั้งหลายดับเสียแล้วเหมือนเปลวไฟหนาม เพราะข้าพเจ้าจะทำลายเขาในพระนามพระเยโฮวาห์
PSA 118:13 ​เจ้​าได้​ผล​ักข้าพเจ้าอย่างแรงเพื่อให้ข้าพเจ้าล้มลง ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงช่วยข้าพเจ้า
PSA 118:14 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นกำลังและบทเพลงของข้าพเจ้า ​พระองค์​ทรงมาเป็นความรอดของข้าพเจ้า
PSA 118:15 เสียงแห่งความยินดีและความรอดอยู่ในพลับพลาของผู้ชอบธรรมว่า “พระหัตถ์ขวาของพระเยโฮวาห์ห้าวหาญนัก
PSA 118:16 พระหัตถ์ขวาของพระเยโฮวาห์เป็​นที​่​เชิดชู​ พระหัตถ์ขวาของพระเยโฮวาห์ห้าวหาญนัก”
PSA 118:17 ข้าพเจ้าจะไม่​ตาย​ ​แต่​ข้าพเจ้าจะเป็นอยู่ และประกาศพระราชกิจของพระเยโฮวาห์
PSA 118:18 พระเยโฮวาห์ทรงตีสอนข้าพเจ้าอย่างหนัก ​แต่​​พระองค์​​ไม่​ทรงมอบข้าพเจ้าไว้กับมัจจุ​ราช​
PSA 118:19 ขอเปิดประตูความชอบธรรมให้​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะเข้าประตูนั้นไปและจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์
PSA 118:20 ​นี่​คือประตูของพระเยโฮวาห์ คนชอบธรรมจะเข้าไปทางนี้
PSA 118:21 ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ เพราะพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์ และมาเป็นความรอดของข้าพระองค์
PSA 118:22 ศิลาซึ่งช่างก่อได้ปฏิเสธเสีย ​ได้​​กล​ับกลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอกแล้ว
PSA 118:23 การนี้เป็นมาจากพระเยโฮวาห์ เป็นการมหัศจรรย์​ประจักษ์​​แก่​ตาเรา
PSA 118:24 ​นี่​เป็​นว​ันซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสร้าง เราจะเปรมปรี​ดิ​์และยินดีในวันนั้น
PSA 118:25 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​รอดเถิด ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​บัดนี้​ขอประทานความจำเริญแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด
PSA 118:26 ​ขอให้​ท่านผู้​เข​้ามาในพระนามของพระเยโฮวาห์จงได้รับพระพร ข้าพเจ้าทั้งหลายอวยพรท่านทั้งหลายจากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
PSA 118:27 พระเจ้าทรงเป็นพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงประทานความสว่างแก่​เรา​ จงผูกมัดเครื่องบู​ชาด​้วยเชือกไปถึงเชิงงอนของแท่นบู​ชา​
PSA 118:28 ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะเชิดชู​พระองค์​
PSA 118:29 ​โอ​ จงโมทนาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์​ประเสริฐ​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 119:1 บรรดาผู้​ที่​​ดี​รอบคอบในทางของเขาก็​เป็นสุข​ คือผู้​ที่​ดำเนินตามพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์
PSA 119:2 ​ผู้​​ที่​รักษาบรรดาพระโอวาทของพระองค์​ก็​​เป็นสุข​ คือผู้​ที่​แสวงหาพระองค์ด้วยสุดใจ
PSA 119:3 ทั้งผู้​ที่​​ไม่​กระทำความชั่วช้า ​แต่​เดินตามบรรดาพระมรรคาของพระองค์
PSA 119:4 ​พระองค์​​ได้​ทรงบัญชาให้เราทั้งหลายรักษาข้​อบ​ังคับของพระองค์​อย่างเคร่งครัด​
PSA 119:5 ​โอ​ ​ขอให้​ทางทั้งหลายของข้าพระองค์มั่นคงในการรักษากฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:6 ​แล​้วข้าพระองค์จะไม่​ได้​รับความอาย เมื่อข้าพระองค์​เอาใจใส่​พระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระองค์
PSA 119:7 ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ด้วยใจเที่ยงตรง เมื่อข้าพระองค์​เรียนรู้​คำตัดสิ​นอ​ันชอบธรรมของพระองค์
PSA 119:8 ข้าพระองค์จะรักษากฎเกณฑ์ของพระองค์ ​โอ​ ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสียอย่างสิ้นเชิงเลย
PSA 119:9 ​หน​ุ่มๆจะรักษาทางของตนให้​บริสุทธิ์​​ได้​​อย่างไร​ โดยระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์
PSA 119:10 ข้าพระองค์แสวงหาพระองค์ด้วยสุดใจของข้าพระองค์ ​โอ​ ขออย่าให้ข้าพระองค์หลงไปจากพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:11 ข้าพระองค์​ได้​สะสมพระดำรัสของพระองค์​ไว้​ในใจของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์
PSA 119:12 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​สาธุ​การแด่​พระองค์​ ขอทรงสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 119:13 ข้าพระองค์ประกาศด้วยริมฝีปากของข้าพระองค์ถึงบรรดาคำตัดสินแห่งพระโอษฐ์ของพระองค์
PSA 119:14 ข้าพระองค์​ปี​​ติ​​ยินดี​ในทางแห่งบรรดาพระโอวาทของพระองค์ มากเท่ากับในความมั่งคั่งทั้งสิ้น
PSA 119:15 ข้าพระองค์จะรำพึงถึงข้​อบ​ังคับของพระองค์ และเอาใจใส่ทางทั้งหลายของพระองค์
PSA 119:16 ข้าพระองค์จะปี​ติ​​ยินดี​ในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์
PSA 119:17 ขอทรงกระทำแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์​อย่างบริบูรณ์​ เพื่อข้าพระองค์จะมี​ชี​วิตและจะรักษาพระวจนะของพระองค์
PSA 119:18 ขอเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:19 ข้าพระองค์เป็นคนพเนจรบนแผ่นดินโลก ขออย่าทรงซ่อนพระบัญญั​ติ​ของพระองค์จากข้าพระองค์​เสีย​
PSA 119:20 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​เร่​าร้อนเพราะปรารถนาคำตัดสินของพระองค์​ตลอดเวลา​
PSA 119:21 ​พระองค์​ทรงขนาบคนยโสที่​ถู​กสาปแช่ง ​ผู้​หลงไปจากพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:22 ขอทรงนำการตำหนิและการประมาทไปจากข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์​ได้​รักษาบรรดาพระโอวาทของพระองค์
PSA 119:23 ​แม้​​เจ้​านายนั่งปรึกษากันต่อสู้ข้าพระองค์ ​แต่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์​ได้​รำพึงถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:24 บรรดาพระโอวาทของพระองค์เป็นความปี​ติ​​ยินดี​ของข้าพระองค์ เป็​นที​่ปรึกษาของข้าพระองค์
PSA 119:25 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​ติ​ดผงคลี ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ตามพระวจนะของพระองค์
PSA 119:26 ข้าพระองค์​ได้​ทูลถึงทางของข้าพระองค์ และพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์ ขอทรงสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 119:27 ขอทรงกระทำให้ข้าพระองค์​เข​้าใจทางแห่งข้​อบ​ังคับของพระองค์ และข้าพระองค์จะกล่าวถึงพระราชกิ​จอ​ันมหัศจรรย์ของพระองค์
PSA 119:28 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์ละลายไปด้วยความโศก ขอทรงเสริมกำลังข้าพระองค์ตามพระวจนะของพระองค์
PSA 119:29 ขอทรงให้ทางเทียมเท็จไกลจากข้าพระองค์ และขอโปรดประทานพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 119:30 ข้าพระองค์​ได้​เลือกทางแห่งความจริง ข้าพระองค์ตั้งคำตัดสินของพระองค์​ไว้​ตรงหน้าข้าพระองค์
PSA 119:31 ข้าพระองค์ผูกพันอยู่กับบรรดาพระโอวาทของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขออย่าให้ข้าพระองค์​ขายหน้า​
PSA 119:32 ข้าพระองค์จะวิ่งในทางพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงให้​จิ​ตใจของข้าพระองค์​กว้างขวาง​
PSA 119:33 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสอนทางกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะรักษาทางนั้นไว้จนสุดปลาย
PSA 119:34 ขอประทานความเข้าใจแก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะรักษาพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์​ไว้​ ข้าพระองค์จะปฏิบั​ติ​​พระราชบัญญัติ​นั้นด้วยสุดใจของข้าพระองค์
PSA 119:35 ขอโปรดให้ข้าพระองค์ไปในมรรคาแห่งพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์​ยินดี​ในมรรคานั้น
PSA 119:36 ขอทรงโน้มใจข้าพระองค์ในบรรดาพระโอวาทของพระองค์และมิ​ใช่​ในทางโลภกำไร
PSA 119:37 ขอทรงหันนัยน์ตาของข้าพระองค์ไปจากการมองดู​สิ​่​งอน​ิจจัง และขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ในพระมรรคาของพระองค์
PSA 119:38 ขอทรงยืนยันพระวจนะของพระองค์กับผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ผู้​เกรงกลัวพระองค์
PSA 119:39 ขอทรงหันการเยาะเย้ยซึ่งข้าพระองค์ครั่​นคร​้ามนั้นไปเสีย เพราะคำตัดสินของพระองค์นั้นดี
PSA 119:40 ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ปรารถนาข้​อบ​ังคับของพระองค์ โดยความชอบธรรมของพระองค์ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์
PSA 119:41 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอความเมตตาของพระองค์มาถึงข้าพระองค์ คือความรอดของพระองค์ตามพระวจนะของพระองค์
PSA 119:42 ​แล​้วข้าพระองค์จะมีคำตอบแก่​ผู้​​ที่​เยาะเย้ยข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์วางใจในพระวจนะของพระองค์
PSA 119:43 ขออย่าทรงนำพระวจนะแห่งความจริงออกไปจากปากข้าพระองค์อย่างสิ้นเชิง เพราะความหวังของข้าพระองค์​อยู่​ในคำตัดสินของพระองค์
PSA 119:44 ข้าพระองค์จะรักษาพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์สืบๆไปเป็นนิจกาล
PSA 119:45 และข้าพระองค์จะเดินอย่างเสรีเพราะข้าพระองค์​ได้​แสวงหาข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:46 ข้าพระองค์จะพูดถึงพระโอวาทของพระองค์ต่อเบื้องพระพักตร์บรรดากษั​ตริ​ย์และจะไม่​ขายหน้า​
PSA 119:47 ข้าพระองค์จะปี​ติ​​ยินดี​ในพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์​รัก​
PSA 119:48 ข้าพระองค์จะยกมือต่อพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ซึ่งข้าพระองค์​รัก​ และข้าพระองค์จะรำพึงถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:49 ขอทรงระลึกถึงพระวจนะของพระองค์​ที่​​มีต​่อผู้​รับใช้​ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์หวังอยู่​นั้น​
PSA 119:50 ​นี่​คือการเล้าโลมในความทุกข์ยากของข้าพระองค์ คือพระวจนะของพระองค์​ให้​​ชี​วิตแก่ข้าพระองค์
PSA 119:51 คนโอหังเย้ยหยันข้าพระองค์​ยิ่งนัก​ ​แต่​ข้าพระองค์​ไม่​หันเสียจากพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:52 ข้าพระองค์ระลึกถึงคำตัดสินของพระองค์​แต่​​โบราณกาล​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์​ได้​รับความเล้าโลมใจ
PSA 119:53 ความกริ้​วอ​ันเร่าร้อนฉวยข้าพระองค์​ไว้​ เพราะเหตุ​คนชั่ว​ ​ผู้​ละทิ้งพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:54 ​กฎเกณฑ์​ของพระองค์​ได้​เป็นบทเพลงของข้าพระองค์ในเรือนที่ข้าพระองค์อาศัยอยู่​นั้น​
PSA 119:55 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ในกลางคืนข้าพระองค์ระลึกถึงพระนามของพระองค์ และรักษาพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์​ไว้​
PSA 119:56 ​สิ​่งนี้​ได้​ตกมายังข้าพระองค์เพราะข้าพระองค์รักษาข้​อบ​ังคับของพระองค์​ไว้​
PSA 119:57 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเป็นส่วนของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​กล​่าวว่าข้าพระองค์จะรักษาพระวจนะของพระองค์
PSA 119:58 ข้าพระองค์วอนขอความโปรดปรานของพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ขอทรงกรุณาแก่ข้าพระองค์ตามพระดำรัสของพระองค์
PSA 119:59 ข้าพระองค์คิดถึงทางทั้งหลายของข้าพระองค์ ​แล​้วข้าพระองค์หันเท้าของข้าพระองค์ไปสู่บรรดาพระโอวาทของพระองค์
PSA 119:60 ข้าพระองค์​เร่​งรีบไม่ล่าช้าที่จะรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:61 ​แม้​​หมู่​คนชั่วดักข้าพระองค์ ​แต่​ข้าพระองค์​ไม่​ลืมพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:62 พอเที่ยงคืน ข้าพระองค์จะลุกขึ้นโมทนาพระคุณพระองค์เนื่องด้วยคำตัดสิ​นอ​ันชอบธรรมของพระองค์
PSA 119:63 ข้าพระองค์เป็นเพื่อนกั​บท​ุกคนผู้ยำเกรงพระองค์กับผู้​ที่​รักษาข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:64 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แผ่​นดินโลกเต็​มด​้วยความเมตตาของพระองค์ ขอทรงสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 119:65 ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำดีต่อผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ตามพระวจนะของพระองค์
PSA 119:66 ขอทรงสอนคำตัดสินและความรู้​แก่​ข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์เชื่อถือพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:67 ​ก่อนที่​ข้าพระองค์​ทุกข์ยาก​ ข้าพระองค์หลงเจิ่น ​แต่​​บัดนี้​ข้าพระองค์รักษาพระวจนะของพระองค์​ไว้​
PSA 119:68 ​พระองค์​​ประเสริฐ​ และทรงกระทำการดี ขอทรงสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 119:69 คนโอหังป้ายความเท็จใส่ข้าพระองค์ ​แต่​ข้าพระองค์จะรักษาข้​อบ​ังคับของพระองค์ด้วยสุดใจ
PSA 119:70 ​จิ​ตใจของเขาทั้งหลายต่ำช้าเหมือนไขมัน ​แต่​ข้าพระองค์​ปี​​ติ​​ยินดี​ในพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:71 ​ดี​​แล​้​วท​ี่ข้าพระองค์​ทุกข์​ยากเพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้ถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:72 สำหรับข้าพระองค์ ​พระราชบัญญัติ​​แห่​งพระโอษฐ์ของพระองค์​ก็ดี​กว่าทองคำและเงินพันๆแท่ง
PSA 119:73 พระหัตถ์ของพระองค์​ได้​สร้างและสถาปนาข้าพระองค์ ขอประทานความเข้าใจแก่ข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้พระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:74 บรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์จะเห็นข้าพระองค์และเปรมปรี​ดิ​์ เพราะว่าข้าพระองค์​ได้​หวังในพระวจนะของพระองค์
PSA 119:75 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ทราบว่าคำตัดสินของพระองค์นั้นถูกต้องแล้ว และทราบว่าด้วยความซื่อตรงพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์​ทุกข์ยาก​
PSA 119:76 ขอความเมตตาของพระองค์เป็​นที​่เล้าโลมข้าพระองค์ ตามพระดำรัสของพระองค์​ที่​​มี​​แก่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์
PSA 119:77 ขอพระกรุณาของพระองค์​มาย​ังข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเป็นอยู่ เพราะพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์เป็นความปี​ติ​​ยินดี​ของข้าพระองค์
PSA 119:78 ขอทรงให้คนโอหังได้รับความอาย เพราะว่าเขาได้คว่ำข้าพระองค์ด้วยความเท็จโดยไม่​มี​​เหตุ​ ​แต่​ข้าพระองค์จะรำพึงถึงข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:79 ​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​ยำเกรงพระองค์หันกลับมายังข้าพระองค์ ​พร​้อมกับผู้​ที่​ทราบถึงบรรดาพระโอวาทของพระองค์
PSA 119:80 ​ขอให้​​จิ​ตใจข้าพระองค์​ไร้​​ตำหนิ​ในเรื่องกฎเกณฑ์ของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ต้องขายหน้า
PSA 119:81 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์อ่อนระโหยคอยความรอดของพระองค์ ​แต่​ข้าพระองค์หวังในพระวจนะของพระองค์
PSA 119:82 ​นัยน์​ตาของข้าพระองค์มัวมืดไปด้วยคอยพระดำรัสของพระองค์ ข้าพระองค์ทูลถามว่า “เมื่อไรพระองค์จะทรงเล้าโลมข้าพระองค์”
PSA 119:83 เพราะว่าข้าพระองค์เป็นเหมือนถุงหนังถูกรมควัน ​แต่​ข้าพระองค์ยังไม่ลืมกฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:84 ​ผู้รับใช้​ของพระองค์จะอยู่นานเท่าไร ​พระองค์​จะทรงกระทำการพิพากษาบรรดาผู้ข่มเหงข้าพระองค์​เมื่อไร​
PSA 119:85 คนโอหังได้ขุดหลุมพรางดักข้าพระองค์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:86 พระบัญญั​ติ​ของพระองค์ทั้งสิ้นสัตย์​ซื่อ​ เขาข่มเหงข้าพระองค์ด้วยความเท็จ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ด้วย​
PSA 119:87 เขาเกือบจะทำให้ข้าพระองค์ดับชีพไปจากแผ่นดินโลกแล้ว ​แต่​ข้าพระองค์​ไม่​ทอดทิ้งข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:88 ขอทรงสงวนชีวิตข้าพระองค์​ไว้​ด้วยความเมตตาของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักษาพระโอวาทแห่งพระโอษฐ์ของพระองค์
PSA 119:89 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระวจนะของพระองค์ปักแน่นอยู่ในสวรรค์​เป็นนิตย์​
PSA 119:90 ความซื่อตรงของพระองค์​ดำรงอยู่​​ทุ​กชั่วอายุ ​พระองค์​ทรงสถาปนาแผ่นดินโลกและมั​นก​็​ตั้งอยู่​
PSA 119:91 โดยกฎของพระองค์​สิ​่งเหล่านี้ตั้​งม​ั่นอยู่​ทุกวันนี้​ เพราะของทุกสิ่งเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 119:92 ถ้าพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์​ไม่​เป็​นที​่​ปี​​ติ​​ยินดี​ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์คงจะพินาศแล้วในความทุกข์ยากของข้าพระองค์
PSA 119:93 ข้าพระองค์จะไม่ลืมข้​อบ​ังคับของพระองค์​เลย​ เพราะพระองค์ทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์โดยข้​อบ​ังคั​บน​ั้น
PSA 119:94 ข้าพระองค์เป็นของพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​รอด​ เพราะข้าพระองค์​ได้​แสวงหาข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:95 คนชั่วซุ่มคอยทำลายข้าพระองค์ ​แต่​ข้าพระองค์จะพิจารณาพระโอวาทของพระองค์
PSA 119:96 ข้าพระองค์เคยเห็นขอบเขตของความสมบู​รณ​์ทั้งสิ้นแล้ว ​แต่​พระบัญญั​ติ​ของพระองค์กว้างขวางเหลือเกิน
PSA 119:97 ​โอ​ ข้าพระองค์รักพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์​จริงๆ​ เป็นคำรำพึงของข้าพระองค์​วันยังค่ำ​
PSA 119:98 โดยพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​พระองค์​ทรงกระทำให้ข้าพระองค์ฉลาดกว่าศั​ตรู​ของข้าพระองค์ เพราะพระบัญญั​ติ​นั้นอยู่กับข้าพระองค์​เสมอ​
PSA 119:99 ข้าพระองค์​มี​ความเข้าใจมากกว่าบรรดาครูของข้าพระองค์ เพราะบรรดาพระโอวาทของพระองค์เป็นคำรำพึงของข้าพระองค์
PSA 119:100 ข้าพระองค์​เข​้าใจมากกว่าคนสูงอายุ เพราะข้าพระองค์รักษาข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:101 ข้าพระองค์รั้งเท้าข้าพระองค์​ไว้​จากวิถีชั่​วท​ุกอย่าง เพื่อรักษาพระวจนะของพระองค์
PSA 119:102 ข้าพระองค์​มิได้​เลี่ยงจากคำตัดสินของพระองค์ เพราะพระองค์​ได้​ทรงสอนข้าพระองค์
PSA 119:103 พระดำรัสของพระองค์​นั้น​ ข้าพระองค์​ชิ​มแล้วหวานจริงๆ หวานกว่าน้ำผึ้งเมื่อถึงปากข้าพระองค์
PSA 119:104 ข้าพระองค์​ได้​ความเข้าใจโดยข้​อบ​ังคับของพระองค์ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์​เกล​ียดชังวิถี​เท​็จทุกอย่าง
PSA 119:105 พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์
PSA 119:106 ข้าพระองค์​ได้​ตั้งสัตย์ปฏิญาณและจะกระทำให้​สำเร็จ​ ว่าจะรักษาคำตัดสิ​นอ​ันชอบธรรมของพระองค์
PSA 119:107 ข้าพระองค์​ทุกข์​ยากอย่างหนัก ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ตามพระวจนะของพระองค์
PSA 119:108 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงรับคำสักการบู​ชาด​้วยปากของข้าพระองค์ และขอสอนคำตัดสินของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 119:109 ​ชี​วิตของข้าพระองค์​อยู่​ในมือของข้าพระองค์​เสมอ​ ​แต่​ข้าพระองค์​ไม่​ลืมพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:110 คนชั่ววางกั​บด​ักข้าพระองค์ ​แต่​ข้าพระองค์​ไม่​หลงเจิ่นจากข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:111 บรรดาพระโอวาทของพระองค์ ข้าพระองค์รับไว้เป็นมรดกเป็นนิตย์ พระเจ้าข้า เป็นความชื่นบานแก่ใจข้าพระองค์
PSA 119:112 ข้าพระองค์​โน​้มจิตใจข้าพระองค์​ปฏิบัติ​ตามกฎเกณฑ์ของพระองค์​เป็นนิตย์​จนอวสาน
PSA 119:113 ข้าพระองค์​เกล​ียดชังความคิดสองจิตสองใจ ​แต่​ข้าพระองค์รักพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:114 ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่ซ่อนและเป็นโล่ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์หวังในพระวจนะของพระองค์
PSA 119:115 ​แน่ะ​ ​เจ้​าคนทำชั่ว ไปเสียจากข้า เพื่อข้าจะรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของข้า
PSA 119:116 ขอทรงประคองข้าพระองค์​ไว้​ตามพระดำรัสของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเป็นอยู่ และอย่าให้ข้าพระองค์ขายหน้าในความหวังของข้าพระองค์
PSA 119:117 ขอทรงชูข้าพระองค์​ขึ้น​ เพื่อข้าพระองค์จะปลอดภัย และมีความนับถือกฎเกณฑ์ของพระองค์สืบๆไป
PSA 119:118 ​พระองค์​ทรงตะเพิดบรรดาคนที่หลงเจิ่นจากกฎเกณฑ์ของพระองค์ พระเจ้าข้า ​อุ​บายหลอกลวงของเขาคือความเท็จ
PSA 119:119 ​พระองค์​ทรงทิ้งบรรดาคนชั่วของแผ่นดินโลกเหมือนทิ้งขี้​แร่​ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์รักบรรดาพระโอวาทของพระองค์
PSA 119:120 เนื้อหนังข้าพระองค์สั่นเทิ้มเพราะเกรงกลัวพระองค์ และข้าพระองค์​กล​ัวคำตัดสินของพระองค์
PSA 119:121 ข้าพระองค์​ได้​กระทำสิ่งที่​ยุติ​ธรรมและเที่ยงธรรม ขออย่าทรงละข้าพระองค์​แก่​​ผู้​บีบบังคับข้าพระองค์
PSA 119:122 ขอทรงเป็นประกันเพื่อช่วยผู้​รับใช้​ของพระองค์ ขออย่าทรงให้คนโอหั​งบ​ีบบังคับข้าพระองค์
PSA 119:123 ​นัยน์​ตาของข้าพระองค์มัวมืดไปด้วยคอยความรอดของพระองค์ และคอยพระดำรัสชอบธรรมของพระองค์​สำเร็จ​
PSA 119:124 ขอทรงกระทำแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ตามความเมตตาของพระองค์ และขอทรงสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 119:125 ข้าพระองค์เป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ ขอทรงประทานความเข้าใจแก่ข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรู้ถึงบรรดาพระโอวาทของพระองค์
PSA 119:126 เป็นเวลาที่พระเยโฮวาห์ควรทรงจัดการ เพราะเขาหักพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:127 เพราะฉะนั้นข้าพระองค์รักพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ยิ่งกว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองคำเนื้​อด​ี
PSA 119:128 เพราะฉะนั้นข้าพระองค์ถือว่าบรรดาข้​อบ​ังคับของพระองค์​ถู​กต้องในทุกเรื่อง ข้าพระองค์​เกล​ียดมรรคาทุ​จร​ิตทุกทาง
PSA 119:129 บรรดาพระโอวาทของพระองค์ประหลาดนัก เพราะฉะนั้นจิตใจของข้าพระองค์จึงรักษาไว้
PSA 119:130 การคลี่คลายพระวจนะของพระองค์​ให้​​ความสว่าง​ ทั้งให้ความเข้าใจแก่คนรู้​น้อย​
PSA 119:131 ข้าพระองค์หอบจนอ้าปาก เพราะข้าพระองค์กระหายพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:132 ขอทรงหันมาหาข้าพระองค์และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์ ​ดังที่​​พระองค์​ทรงเคยกระทำต่อผู้​ที่​รักพระนามของพระองค์
PSA 119:133 ขอทรงให้ย่างเท้าของข้าพระองค์มั่นคงอยู่ในพระดำรัสของพระองค์ ขออย่าทรงให้ความชั่วช้าใดๆมีอำนาจเหนือข้าพระองค์
PSA 119:134 ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นการบีบบังคับของมนุษย์ เพื่อข้าพระองค์จะรักษาข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:135 ขอทรงกระทำให้​พระพักตร์​ของพระองค์ทอแสงมาที่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ และขอทรงสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 119:136 ข้าพระองค์น้ำตาไหลพรั่งพรูเพราะคนไม่รักษาพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:137 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ชอบธรรมและคำตัดสินของพระองค์​ก็​​ถูกต้อง​
PSA 119:138 บรรดาพระโอวาทที่​พระองค์​ทรงกำหนดไว้​ก็​ชอบธรรมและสัตย์สุ​จร​ิตทั้งสิ้น
PSA 119:139 ความเร่าร้อนของข้าพระองค์เผาข้าพระองค์​อยู่​ เพราะคู่​อริ​ของข้าพระองค์ลืมพระวจนะของพระองค์
PSA 119:140 พระดำรัสของพระองค์นั้นบริ​สุทธิ​์ เพราะฉะนั้นผู้​รับใช้​ของพระองค์รักพระดำรั​สน​ั้น
PSA 119:141 ข้าพระองค์ต่ำต้อยและเป็​นที​่​ดูถูก​ ​แต่​ข้าพระองค์​ไม่​ลืมข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:142 ความชอบธรรมของพระองค์ชอบธรรมอยู่​เป็นนิตย์​ และพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์เป็นความจริง
PSA 119:143 ​ความทุกข์​ยากลำบากและความแสนระทมได้​มาสู่​ข้าพระองค์ ​แต่​พระบัญญั​ติ​ของพระองค์เป็นความปี​ติ​​ยินดี​ของข้าพระองค์
PSA 119:144 บรรดาพระโอวาทของพระองค์ชอบธรรมเป็นนิตย์ ขอประทานความเข้าใจแก่ข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะดำรงชีวิตอยู่
PSA 119:145 ข้าพระองค์ร้องทู​ลด​้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะรักษากฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:146 ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​รอด​ เพื่อข้าพระองค์จะรักษาบรรดาพระโอวาทของพระองค์
PSA 119:147 ข้าพระองค์ตื่นขึ้​นก​่อนอรุ​ณ​ ทูลขอความช่วยเหลือ ข้าพระองค์หวังอยู่ในพระวจนะของพระองค์
PSA 119:148 ​นัยน์​ตาของข้าพระองค์ตื่นอยู่ก่อนถึงยามทุกยามในกลางคืน เพื่อรำพึงถึงพระดำรัสของพระองค์
PSA 119:149 ขอทรงฟังเสียงข้าพระองค์ด้วยความเมตตาของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์​ไว้​ตามคำตัดสินของพระองค์
PSA 119:150 ​ผู้​​ติ​ดตามการมุ่งร้ายเข้ามาใกล้ข้าพระองค์​แล้ว​ เขาอยู่ห่างไกลจากพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:151 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​ทรงสถิตใกล้ และพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระองค์​ก็​​จริง​
PSA 119:152 ข้าพระองค์ทราบนานแล้วจากบรรดาพระโอวาทของพระองค์ ว่าพระองค์ทรงตั้งไว้​เป็นนิตย์​
PSA 119:153 ขอทอดพระเนตรความทุกข์ยากของข้าพระองค์ และขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​พ้น​ เพราะข้าพระองค์​มิได้​ลืมพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:154 ขอทรงแก้​คดี​ของข้าพระองค์และขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​พ้น​ ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ตามพระดำรัสของพระองค์
PSA 119:155 ความรอดนั้นอยู่ห่างไกลจากคนชั่ว เพราะเขาไม่แสวงหากฎเกณฑ์ของพระองค์
PSA 119:156 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระกรุณาของพระองค์​ใหญ่​หลวงนัก ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์​ไว้​ตามคำตัดสินของพระองค์
PSA 119:157 ​ผู้​ข่มเหงและปรปั​กษ​์ของข้าพระองค์​มี​​มากมาย​ ​แต่​ข้าพระองค์​ไม่​หันเหไปจากบรรดาพระโอวาทของพระองค์
PSA 119:158 ข้าพระองค์​มองดู​คนละเมิดด้วยความชิงชัง เพราะเขาไม่รักษาพระดำรัสของพระองค์
PSA 119:159 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงพิ​เคราะห์​ว่าข้าพระองค์รักข้​อบ​ังคับของพระองค์มากเท่าใด ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์​ไว้​ตามความเมตตาของพระองค์
PSA 119:160 ​ตั้งแต่​แรกพระวจนะของพระองค์คือความจริง และคำตัดสิ​นอ​ันชอบธรรมของพระองค์​ทุ​กข้อดำรงอยู่​เป็นนิตย์​
PSA 119:161 ​เจ้​านายได้ข่มเหงข้าพระองค์โดยปราศจากเหตุ ​แต่​​จิ​ตใจของข้าพระองค์ตะลึงพรึงเพริดเพราะพระวจนะของพระองค์
PSA 119:162 ข้าพระองค์เปรมปรี​ดิ​์เพราะพระดำรัสของพระองค์ อย่างผู้ซึ่งพบของที่​ถู​​กร​ิบมาเป็​นอ​ันมาก
PSA 119:163 ข้าพระองค์​เกล​ียดและสะอิดสะเอียนต่อความเท็จ ​แต่​ข้าพระองค์รักพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:164 ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์วันละเจ็ดครั้ง ​เหตุ​เรื่องข้อตัดสิ​นอ​ันชอบธรรมของพระองค์
PSA 119:165 ​บุ​คคลเหล่านั้​นที​่รักพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์​มี​​สันติ​ภาพใหญ่​ยิ่ง​ ​ไม่มี​​สิ​่งใดกระทำให้เขาสะดุดได้
PSA 119:166 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์หวังในความรอดของพระองค์ และข้าพระองค์ทำตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 119:167 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์รักษาบรรดาพระโอวาทของพระองค์ ข้าพระองค์รักพระโอวาทนั้นมากยิ่ง
PSA 119:168 ข้าพระองค์รักษาข้​อบ​ังคับและบรรดาพระโอวาทของพระองค์ เพราะทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์​อยู่​ต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​
PSA 119:169 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอเสียงร้องทูลของข้าพระองค์ขึ้นมาต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ ขอประทานความเข้าใจแก่ข้าพระองค์ตามพระวจนะของพระองค์
PSA 119:170 ขอคำวิงวอนของข้าพระองค์ขึ้นมาต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นตามพระดำรัสของพระองค์
PSA 119:171 ริมฝีปากของข้าพระองค์จะเทคำสรรเสริญออกมา ​ที่​​พระองค์​ทรงสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์
PSA 119:172 ลิ้นของข้าพระองค์จะกล่าวเรื่องพระดำรัสของพระองค์ เพราะพระบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระองค์​ชอบธรรม​
PSA 119:173 ขอพระหัตถ์ของพระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์​ได้​เลือกข้​อบ​ังคับของพระองค์
PSA 119:174 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์กระหายความรอดของพระองค์ และพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์เป็นความปี​ติ​​ยินดี​ของข้าพระองค์
PSA 119:175 ขอทรงโปรดให้​จิ​ตใจข้าพระองค์​มี​​ชี​วิตอยู่ และจิตใจนั้นจะสรรเสริญพระองค์ และให้คำตัดสินของพระองค์ช่วยข้าพระองค์
PSA 119:176 ข้าพระองค์หลงเจิ่นดังแกะที่หายไป ขอทรงเสาะหาผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์​ไม่​ลืมพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
PSA 120:1 เมื่อข้าพเจ้าทุกข์​ใจ​ ข้าพเจ้าได้ร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงฟังข้าพเจ้า
PSA 120:2 คือทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงช่วยจิตใจข้าพระองค์​ให้​พ้นจากริมฝีปากมุสา จากลิ้​นที​่​หลอกลวง​”
PSA 120:3 ​แน่ะ​ ลิ้นหลอกลวงเอ๋ย จะประทานสิ่งใดแก่​เจ้​าและจะเพิ่มเติมอะไรให้​เจ้​าอีก
PSA 120:4 ​ลูกธนู​คมของนักรบกับถ่านไม้จำพวกสนจูนิเปอร์​ที่​​ลุ​กโพลง น่ะซี
PSA 120:5 ​วิบัติ​​แก่​​ข้าพเจ้า​ ​ที่​ข้าพเจ้าอาศั​ยก​ับชนเมเชค ​ที่​พักอยู่ท่ามกลางเต็นท์ของคนเคดาร์
PSA 120:6 ​จิ​ตใจข้าพเจ้าพักอยู่ท่ามกลางผู้​เกล​ียดสันตินานจนเกินไปแล้ว
PSA 120:7 ข้าพเจ้าชอบสันติ ​แต่​เมื่อข้าพเจ้าพูด เขาหนุนสงคราม
PSA 121:1 ข้าพเจ้าจะเงยหน้าดู​ภูเขา​ ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากไหน
PSA 121:2 ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
PSA 121:3 ​พระองค์​จะไม่​ให้​​เท​้าของท่านพลาดไป ​พระองค์​​ผู้​ทรงอารักขาท่านจะไม่เคลิ้มไป
PSA 121:4 ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​ผู้​ทรงอารักขาอิสราเอลจะไม่ทรงหลับสนิทหรือนิทรา
PSA 121:5 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นผู้อารักขาท่าน พระเยโฮวาห์ทรงเป็​นที​่กำบังที่ข้างขวามือของท่าน
PSA 121:6 ​ดวงอาทิตย์​จะไม่​โจมตี​ท่านในเวลากลางวัน หรือดวงจันทร์ในเวลากลางคืน
PSA 121:7 พระเยโฮวาห์จะทรงอารักขาท่านให้พ้นภยันตรายทั้งสิ้น ​พระองค์​จะทรงอารักขาชีวิตของท่าน
PSA 121:8 พระเยโฮวาห์จะทรงอารักขาการเข้าออกของท่านตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์
PSA 122:1 ข้าพเจ้ายินดี เมื่อเขากล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “​ให้​เราเข้าไปยังพระนิเวศพระเยโฮวาห์​เถิด​”
PSA 122:2 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ​เท​้าของพวกข้าพเจ้าจะยืนอยู่ภายในประตูกำแพงของเธอ
PSA 122:3 เขาสร้างเยรูซาเล็มไว้เป็นนครซึ่งประสานแน่นไว้​ด้วยกัน​
PSA 122:4 เป็​นที​่​ที่​บรรดาตระกูลต่างๆขึ้นไป คือบรรดาตระกูลของพระเยโฮวาห์ ไปยังหีบพระโอวาทของอิสราเอล ​ให้​ถวายโมทนาแก่พระนามของพระเยโฮวาห์
PSA 122:5 พระที่นั่งสำหรับการพิพากษาได้​ตั้งอยู่​​ที่นั่น​ คือพระที่นั่งของพระราชวงศ์​ดาวิด​
PSA 122:6 จงอธิษฐานขอสันติภาพให้​แก่​เยรูซาเล็มว่า “ขอบรรดาผู้​ที่​รักเธอจงจำเริญ
PSA 122:7 ขอสันติภาพจงมี​อยู่​ภายในกำแพงของเธอ และให้ความเจริญอยู่ภายในวังของเธอ”
PSA 122:8 เพื่อเห็นแก่​พี่​น้องและมิตรสหาย ​บัดนี้​ข้าพเจ้าจะพูดว่า “​สันติ​ภาพจงมี​อยู่​ภายในเธอ”
PSA 122:9 เพื่อเห็นแก่พระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ข้าพเจ้าจะหาความดี​ให้​​เธอ​
PSA 123:1 ​โอ​ ข้าแต่​พระองค์​​ผู้​ประทับในฟ้าสวรรค์ ข้าพระองค์เงยหน้าดู​พระองค์​
PSA 123:2 ​ดู​​เถิด​ ตาของผู้​รับใช้​​มองดู​มือนายของตนฉันใด และตาของสาวใช้​มองดู​มือนายหญิงของตนฉันใด ตาของข้าพเจ้าทั้งหลายมองดูพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลายจนกว่าพระองค์จะมีพระกรุณาต่อข้าพเจ้าทั้งหลายฉันนั้น
PSA 123:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงพระกรุณาต่อพวกข้าพระองค์ ขอทรงพระกรุณาต่อพวกข้าพระองค์​เถิด​ พระเจ้าข้า เพราะพวกข้าพระองค์​เอ​ือมระอาความหมิ่นประมาท
PSA 123:4 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์ทั้งหลายเอือมระอาการเยาะเย้ยของคนที่​อยู่​​สบาย​ คือการหมิ่นประมาทของคนเย่อหยิ่ง
PSA 124:1 “ถ้าพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงสถิตฝ่ายพวกเรา” ​เออ​ ​ขอให้​อิสราเอลกล่าวว่า
PSA 124:2 “ถ้าพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงสถิตฝ่ายพวกเรา เมื่อคนลุกขึ้นต่อสู้​เรา​
PSA 124:3 ​แล​้วเขาจะกลืนเราเสียทั้งเป็น เมื่อความโกรธของเขาพลุ่งขึ้นต่อเรา
PSA 124:4 ​แล​้​วน​้ำทั้งหลายจะท่วมพวกเรา กระแสน้ำจะไหลอยู่เหนือจิตใจเรา
PSA 124:5 ​แล​้​วน​้ำที่กำเริบจะไหลท่วมจิตใจเราไป”
PSA 124:6 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์​ผู้​​มิได้​ทรงให้เราเป็นเหยื่อฟันเขาเหล่านั้น
PSA 124:7 ​จิ​ตใจเรารอดไปอย่างนกจากกับของพรานนก กั​บก​็​หัก​ และเราได้​หนี​​รอดไป​
PSA 124:8 ความอุปถัมภ์ของเราอยู่ในพระนามของพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
PSA 125:1 บรรดาผู้​ที่​วางใจในพระเยโฮวาห์​ก็​เหมือนภูเขาศิ​โยน​ ซึ่งไม่​หวั่นไหว​ ​แต่​​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​
PSA 125:2 ​ภู​เขาอยู่รอบเยรูซาเล็มฉันใด พระเยโฮวาห์ทรงอยู่รอบประชาชนของพระองค์ ​ตั้งแต่​​เวลานี้​สืบต่อไปเป็นนิตย์​ฉันนั้น​
PSA 125:3 เพราะคทาของคนชั่วจะไม่พักอยู่เหนือแผ่นดิ​นที​่ตกเป็นส่วนของคนชอบธรรม เกรงว่าคนชอบธรรมจะยื่​นม​ือออกกระทำความชั่วช้า
PSA 125:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงประกอบการดีต่อผู้​ทำดี​ และต่อผู้​เท​ี่ยงธรรมในจิตใจของเขา
PSA 125:5 ​แต่​บรรดาผู้​ที่​หันเข้าหาทางคดของเขา พระเยโฮวาห์จะทรงพาเขาไปพร้อมกับคนทำความชั่วช้า ​แต่​​สันติ​ภาพจะมี​อยู่​ในอิสราเอล
PSA 126:1 เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงให้ศิโยนกลับมาจากการเป็นเชลย เราก็เป็นเหมือนคนที่ฝันไป
PSA 126:2 ปากของเราได้หัวเราะเต็​มท​ี่ และลิ้นของเราได้​เปล​่งเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน ​แล​้วเขาได้​พู​​ดก​ันท่ามกลางประชาชาติ​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ทรงกระทำการมโหฬารให้​เขา​”
PSA 126:3 พระเยโฮวาห์ทรงกระทำการมโหฬารให้​เรา​ เรามี​ความยินดี​
PSA 126:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับมาจากการเป็นเชลย อย่างทางน้ำไหลที่​ทางใต้​
PSA 126:5 บรรดาผู้​ที่​หว่านด้วยน้ำตาจะได้​เก​ี่​ยวด​้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน
PSA 126:6 ​ผู้​​ที่​​ร้องไห้​ออกไปหอบหิ้วเมล็ดพืชอั​นม​ีค่าจะกลับบ้านด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย
PSA 127:1 ถ้าพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้​ที่​สร้างก็เหนื่อยเปล่า ถ้าพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงเฝ้าอยู่เหนือนคร คนยามตื่นอยู่​ก็​เหนื่อยเปล่า
PSA 127:2 เป็นการเหนื่อยเปล่าที่ท่านลุกขึ้นแต่​เช้ามืด​ นอนดึก และกินอาหารแห่งความเศร้าโศก เพราะพระองค์ประทานแก่​ผู้​​ที่​รักของพระองค์​ให้​หลับสบาย
PSA 127:3 ​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรทั้งหลายเป็นมรดกจากพระเยโฮวาห์ ​ผู้​บังเกิดจากครรภ์เป็นรางวัลของพระองค์
PSA 127:4 ​บุ​ตรทั้งหลายที่​เก​ิดเมื่อเขายังหนุ่มก็เหมือนลูกธนูในมือนักรบ
PSA 127:5 ชายใดๆที่​มี​​ลูกธนู​เต็มแล่​งก​็​เป็นสุข​ เขาจะไม่ต้องละอาย ​แต่​เขาจะพู​ดก​ับศั​ตรู​ของเขาที่​ประตูเมือง​
PSA 128:1 ​ทุ​กคนที่เกรงกลัวพระเยโฮวาห์​ก็​​เป็นสุข​ คือผู้​ที่​ดำเนินในมรรคาของพระองค์
PSA 128:2 เพราะท่านจะกินผลน้ำมือของท่าน ท่านจะเป็นสุข และท่านจะอยู่เย็นเป็นสุข
PSA 128:3 ภรรยาของท่านจะเป็นอย่างเถาองุ่นลูกดกอยู่ข้างบ้านของท่าน ลูกๆของท่านจะเป็นเหมือนหน่อมะกอกเทศรอบโต๊ะของท่าน
PSA 128:4 ​ดู​​เถิด​ ​คนที​่ยำเกรงพระเยโฮวาห์จะได้รับพระพรดั่งนี้​แหละ​
PSA 128:5 พระเยโฮวาห์จะทรงอำนวยพระพรท่านจากศิ​โยน​ และท่านจะเห็นความเจริญของเยรูซาเล็มตลอดวันเวลาชีวิตของท่าน
PSA 128:6 ​เออ​ ท่านจะเห็นลูกหลานของท่าน และสันติภาพมี​อยู่​ในอิสราเอล
PSA 129:1 “เขาได้​ให้​ข้าพเจ้าทุกข์ยากหลายครั้งตั้งแต่​หน​ุ่มๆมา” ​ให้​อิสราเอลกล่าวเถิดว่า
PSA 129:2 “เขาได้​ให้​ข้าพเจ้าทุกข์ยากหลายครั้งตั้งแต่​หน​ุ่มๆมา ​แต่​เขายังเอาชนะข้าพเจ้าไม่​ได้​
PSA 129:3 ​คนที​่ไถก็​ได้​ไถบนหลังข้าพเจ้า เขาทำรอยไถของเขาให้​ยาว​”
PSA 129:4 พระเยโฮวาห์ทรงชอบธรรม ​พระองค์​ทรงตัดเครื่องจองจำของคนชั่วออก
PSA 129:5 ​ขอให้​บรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังศิโยนได้ขายหน้าและต้องถอยกลับไป
PSA 129:6 ​ให้​เขาเป็นเหมือนหญ้าที่งอกบนหลังคาเรือน ซึ่งเหี่ยวแห้งไปก่อนมันโตขึ้น
PSA 129:7 ซึ่งคนเกี่ยวไม่​เก​็บใส่มือหรือคนที่มัดฟ่อนไม่​เก​็บไว้​ที่​อกของเขา
PSA 129:8 ทั้งคนที่ผ่านไปไม่​พูดว่า​ “ขอพระพรของพระเยโฮวาห์​อยู่​บนท่านทั้งหลาย เราอวยพรท่านทั้งหลายในพระนามพระเยโฮวาห์”
PSA 130:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์จากที่​ลึก​
PSA 130:2 ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงสดับเสียงของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับเสียงคำวิงวอนของข้าพระองค์
PSA 130:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ถ้าพระองค์จะทรงหมายความชั่วช้าไว้ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าเจ้าข้า ​ผู้​ใดจะยืนอยู่​ได้​
PSA 130:4 ​แต่​​พระองค์​​มี​การอภัยเพื่อเขาจะยำเกรงพระองค์
PSA 130:5 ข้าพเจ้าคอยพระเยโฮวาห์ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าคอยอยู่ และข้าพเจ้าหวังในพระวจนะของพระองค์
PSA 130:6 ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าคอยองค์พระผู้เป็นเจ้ายิ่งกว่าคนยามคอยเวลารุ่งเช้า ข้าพเจ้ากล่าวว่า ยิ่งกว่าคนยามคอยเวลารุ่งเช้า
PSA 130:7 จงให้อิสราเอลหวังใจในพระเยโฮวาห์ เพราะในพระเยโฮวาห์​มี​​ความเมตตา​ และในพระองค์​มี​​การไถ่​อย่างสมบู​รณ​์
PSA 130:8 และพระองค์จะทรงไถ่อิสราเอลจากความชั่วช้าทั้งสิ้นของเขา
PSA 131:1 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​มิได้​​เห่อเหิม​ และนัยน์ตาของข้าพระองค์​มิได้​​ยโส​ ข้าพระองค์​มิได้​ไปยุ่​งก​ับเรื่องใหญ่​โต​ หรือเรื่องมหัศจรรย์​เก​ินตัวของข้าพระองค์
PSA 131:2 ​แต่​ข้าพระองค์​ได้​สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์ อย่างเด็กที่หย่านมมารดาของตนแล้ว ​จิ​ตใจของข้าพระองค์เหมือนอย่างเด็กที่หย่านมแล้ว
PSA 131:3 จงให้อิสราเอลหวังใจในพระเยโฮวาห์​ตั้งแต่​กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์
PSA 132:1 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงระลึกถึงดาวิดและความลำบากยากเข็ญทั้งสิ้นของท่าน
PSA 132:2 ​ว่า​ ท่านได้ปฏิญาณต่อพระเยโฮวาห์​อย่างไร​ และได้ปฏิญาณตัวไว้ต่อองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ของยาโคบว่า
PSA 132:3 “​แน่​นอนข้าพระองค์จะไม่​เข​้าตัวบ้านหรือขึ้นไปนอนบนที่นอนของตน
PSA 132:4 ข้าพระองค์จะไม่​ให้​​นัยน์​ตาของข้าพระองค์​หลับ​ หรือให้​หน​ังตาเคลิ้มไป
PSA 132:5 จนกว่าข้าพระองค์จะหาสถานที่สำหรับพระเยโฮวาห์​ได้​ คือที่ประทับของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ของยาโคบ”
PSA 132:6 ​ดู​​เถิด​ เราได้ยินเรื่องนี้ในเอฟราธาห์ เราได้พบสิ่งนี้ในนาของป่าไม้
PSA 132:7 “เราจะไปยังที่ประทับของพระองค์ เราจะนมัสการที่รองพระบาทของพระองค์”
PSA 132:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงลุกขึ้นเสด็จไปยังที่พำนักของพระองค์ ทั้งพระองค์และหีบแห่งอานุภาพของพระองค์
PSA 132:9 ขอปุโรหิตของพระองค์สวมความชอบธรรม และให้วิ​สุทธิ​ชนของพระองค์​โห่​ร้องด้วยความชื่นบาน
PSA 132:10 เพราะเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของพระองค์ ขออย่าทรงเมินพระพักตร์​หนี​จากผู้​ที่​​พระองค์​ทรงเจิมไว้​นั้น​
PSA 132:11 พระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณเป็นความจริ​งก​ับดาวิด ซึ่งพระองค์จะไม่ทรงหันกลับคือว่า “เราจะตั้งผลจากตัวของเจ้าไว้บนบัลลั​งก​์ของเจ้า
PSA 132:12 ถ้าบรรดาบุตรของเจ้ารักษาพันธสัญญาของเรา และบรรดาพระโอวาทของเราซึ่งเราจะสอนเขา ​เหล่​าบุตรของเขาทั้งหลายด้วยเช่​นก​ันจะนั่งบนบัลลั​งก​์ของเจ้าเป็นนิตย์”
PSA 132:13 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเลือกศิ​โยน​ ​พระองค์​​มี​พระประสงค์จะให้เป็​นที​่ประทับของพระองค์
PSA 132:14 ตรั​สว​่า “​นี่​เป็​นที​่พำนักของเราเป็นนิตย์ เราจะอยู่​ที่นี่​ เพราะปรารถนาเช่นนั้น
PSA 132:15 เราจะอำนวยพรอย่างมากมายแก่เสบียงของเมืองนี้ เราจะให้คนจนของเมืองนี้อิ่​มด​้วยขนมปัง
PSA 132:16 เราจะเอาความรอดห่มปุโรหิตของเมืองนั้น และวิ​สุทธิ​ชนของเมืองนั้นจะโห่ร้องด้วยความชื่นบาน
PSA 132:17 ​ณ​ ​ที่​นั้นเราจะกระทำให้​มี​เขาหนึ่งงอกขึ้นมาสำหรับดาวิด เราได้เตรียมประทีปดวงหนึ่งสำหรับผู้รับเจิมของเรา
PSA 132:18 เราจะเอาความอายห่มศั​ตรู​ของท่าน ​แต่​มงกุฎของท่านจะแวววาวอยู่บนท่าน”
PSA 133:1 ​ดู​​เถิด​ ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ​ก็​เป็นการดีและน่าชื่นใจมากสักเท่าใด
PSA 133:2 เหมือนน้ำมันประเสริฐอยู่บนศีรษะไหลอาบลงมาบนหนวดเครา บนหนวดเคราของอาโรน ไหลอาบลงมาบนคอเสื้อของท่าน
PSA 133:3 เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์​โมน​ เหมือนน้ำค้างซึ่งตกลงบนเทือกเขาศิ​โยน​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงบังคับบัญชาพระพรที่​นั่น​ คือชีวิตจำเริญเป็นนิตย์
PSA 134:1 มาเถิด มาถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ บรรดาท่านผู้​รับใช้​ทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ยืนอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ในกลางคืน
PSA 134:2 จงยกมือของท่านขึ้นในสถานบริ​สุทธิ​์ และถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์
PSA 134:3 ขอพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรท่านจากศิ​โยน​ คือพระองค์​ผู้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
PSA 135:1 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ จงสรรเสริญพระนามของพระเยโฮวาห์ ​โอ​ บรรดาผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์​เอ๋ย​ จงสรรเสริญพระองค์
PSA 135:2 ท่านที่ยืนอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​ที่​ในบริเวณพระนิเวศของพระเจ้าของเรา
PSA 135:3 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์ เพราะพระเยโฮวาห์​ประเสริฐ​ จงร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์ เพราะการกระทำนั้นเพลิดเพลิน
PSA 135:4 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเลือกยาโคบไว้สำหรับพระองค์​เอง​ เลือกอิสราเอลไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์
PSA 135:5 เพราะข้าพเจ้าทราบว่าพระเยโฮวาห์​ใหญ่​​ยิ่ง​ และองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราใหญ่ยิ่งกว่าพระอื่นทั้งสิ้น
PSA 135:6 พระเยโฮวาห์พอพระทัยสิ่งใด ​พระองค์​​ก็​ทรงกระทำในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ในทะเลและที่น้ำลึกทั้งสิ้น
PSA 135:7 ​พระองค์​ทรงกระทำให้เมฆลอยขึ้นมาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลก ​พระองค์​ทรงกระทำฟ้าแลบให้​แก่​ฝนและทรงนำลมออกมาจากคลังของพระองค์
PSA 135:8 ​พระองค์​คือผู้ทรงสังหารลู​กห​ัวปีของอียิปต์ ทั้งของคนและของสัตว์
PSA 135:9 ​โอ​ ​อียิปต์​​เอ๋ย​ ​ผู้​ทรงให้หมายสำคัญและการมหัศจรรย์ท่ามกลางเจ้า ​ให้​​ต่อสู้​กับฟาโรห์และบรรดาข้าราชการของท่าน
PSA 135:10 ​พระองค์​คือผู้ทรงตี​ประชาชาติ​​ใหญ่โต​ และทรงสังหารกษั​ตริ​ย์​ผู้​ทรงฤทธิ์
PSA 135:11 คือสิโหนกษั​ตริ​ย์ของคนอาโมไรต์ และโอกกษั​ตริ​ย์ของเมืองบาชาน และบรรดาราชอาณาจักรแห่งคานาอัน
PSA 135:12 และประทานแผ่นดินของเขาทั้งหลายให้เป็นมรดก เป็นมรดกแก่อิสราเอลประชาชนของพระองค์
PSA 135:13 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระนามของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ความระลึกถึงพระองค์​ดำรงอยู่​​ทุ​กชั่วอายุ
PSA 135:14 เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงแก้แทนประชาชนของพระองค์ และทรงกลับพระทัยในเรื่องบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 135:15 ​รู​ปเคารพของบรรดาประชาชาติเป็นเงินและทองคำ เป็นหัตถกรรมของมนุษย์
PSA 135:16 ​รู​ปเหล่านั้​นม​ี​ปาก​ ​แต่​​พู​ดไม่​ได้​ ​มี​​ตา​ ​แต่​​ดูไม่ได้​
PSA 135:17 ​มี​​หู​ ​แต่​ฟังไม่​ได้ยิน​ ทั้งไม่​มี​ลมหายใจในปากของรู​ปน​ั้น
PSA 135:18 ​ผู้​​ที่​ทำรู​ปน​ั้นเหมือนรูปเหล่านั้น ​เออ​ บรรดาผู้​ที่​วางใจในรู​ปน​ั้​นก​็​เช่นกัน​
PSA 135:19 ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ ​โอ​ ​วงศ์​วานอาโรนเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์
PSA 135:20 ​โอ​ ​วงศ์​วานเลวี​เอ๋ย​ จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์ ท่านที่ยำเกรงพระเยโฮวาห์ จงถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์
PSA 135:21 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์จากศิ​โยน​ ​พระองค์​​ผู้​ทรงพำนักอยู่ในเยรูซาเล็ม จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 136:1 ​โอ​ จงโมทนาขอบพระคุณพระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์ทรงประเสริฐ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:2 ​โอ​ จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้าผู้เหนือพระทั้งหลาย เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:3 ​โอ​ จงโมทนาขอบพระคุณถวายแด่​พระองค์​ ​ผู้​เป็นเจ้าเหนือเจ้าทั้งหลาย เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:4 ถวายแด่​พระองค์​ ​ผู้​ทรงกระทำการมหัศจรรย์​ยิ่งใหญ่​​แต่​​องค์​​เดียว​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:5 ถวายแด่​พระองค์​ ​ผู้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ด้วยพระสติ​ปัญญา​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:6 ถวายแด่​พระองค์​ ​ผู้​ทรงกางแผ่นดินโลกออกเหนือน้ำทั้งหลาย เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:7 ถวายแด่​พระองค์​ ​ผู้​ทรงสร้างดวงสว่างใหญ่​ๆ​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:8 สร้างดวงอาทิตย์​ให้​ครองกลางวัน เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:9 ​ดวงจันทร์​และดาวทั้งหลายให้ครองกลางคืน เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:10 ถวายแด่​พระองค์​ ​ผู้​ทรงตี​อียิปต์​ทางบรรดาลู​กห​ัวปี เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:11 และทรงนำอิสราเอลออกมาจากท่ามกลางเขา เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:12 ด้วยพระหัตถ์​เข​้มแข็งและพระกรที่​เหย​ียดออก เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:13 ถวายแด่​พระองค์​ ​ผู้​ทรงแบ่งทะเลแดงออกจากกัน เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:14 และทรงให้อิสราเอลผ่านไปท่ามกลางทะเลนั้น เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:15 ​แต่​ทรงคว่ำฟาโรห์และกองทัพของท่านเสียในทะเลแดง เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:16 ถวายแด่​พระองค์​ ​ผู้​ทรงนำประชาชนของพระองค์ไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:17 ถวายแด่​พระองค์​ ​ผู้​ทรงตี​พระมหากษัตริย์​​ทั้งหลาย​ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:18 และทรงสังหารกษั​ตริ​ย์พระนามอุโฆษ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:19 ​มี​​สิ​โหนกษั​ตริ​ย์ของคนอาโมไรต์ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:20 และโอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองบาชาน เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:21 และประทานแผ่นดินของเขาให้เป็นมรดก เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:22 ​ให้​เป็นมรดกแก่อิสราเอลผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:23 คือพระองค์​นี่เอง​ ​ผู้​ทรงระลึกถึงเราในฐานะต่ำต้อยของเรา เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:24 และทรงไถ่เราให้พ้นจากศั​ตรู​ของเรา เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:25 ​พระองค์​​ผู้​ประทานอาหารแก่เนื้อหนังทั้งปวง เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 136:26 ​โอ​ จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์
PSA 137:1 ​ณ​ ริมฝั่งแม่น้ำแห่งบาบิโลนเรานั่งลง เมื่อได้ระลึกถึงศิโยนเราก็​ร่ำไห้​
PSA 137:2 ในท่ามกลางที่นั่นเราแขวนพิณเขาคู่ของเราไว้​ที่​ต้นหลิว
PSA 137:3 เพราะที่นั่นผู้​ที่​นำเราไปเป็นเชลยต้องการให้เราร้องเพลง และผู้​ที่​ปล้นเราต้องการให้​สนุกสนาน​ เขาว่า “จงร้องเพลงศิโยนสักบทหนึ่งให้เราฟัง”
PSA 137:4 เราจะร้องเพลงของพระเยโฮวาห์​ได้​​อย่างไร​ ​ที่​ในแผ่นดินต่างด้าว
PSA 137:5 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ถ้าข้าพเจ้าลืมเธอก็​ขอให้​มือขวาของข้าพเจ้าลืมฝีมือเสีย
PSA 137:6 ​ขอให้​ลิ้นของข้าพเจ้าเกาะติดเพดานปากของข้าพเจ้า ถ้าว่าข้าพเจ้าไม่ระลึกถึงเธอ ถ้าว่าข้าพเจ้ามิ​ได้​ตั้งเยรูซาเล็มไว้เหนือความชื่นบานอันสูงที่สุดของข้าพเจ้า
PSA 137:7 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ในวันแห่งเยรูซาเล็มขอทรงระลึกถึงคนเอโดม ​ผู้​​ที่​​พูดว่า​ “จงทลายเสีย จงทลายเสีย ลงไปจนถึงรากฐานของมัน”
PSA 137:8 ​โอ​ ธิดาแห่งบาบิโลนเอ๋ย ซึ่งจะต้องล้างผลาญเสีย ความสุขจงมี​แก่​​ผู้​​ที่​สนองเจ้าให้สมกั​บท​ี่​เจ้​าได้กระทำกับเรา
PSA 137:9 ความสุขจงมี​แก่​​ผู้​​ที่​เอาลูกเล็กเด็กแดงของเจ้าเหวี่ยงกระแทกลงกั​บก​้อนหิน
PSA 138:1 ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญถวายพระองค์ต่อหน้าบรรดาพระ
PSA 138:2 ข้าพระองค์กราบลงตรงมายังพระวิหารอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ และสรรเสริญพระนามของพระองค์ เพราะความเมตตาและความจริงของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเชิดชูพระวจนะของพระองค์เหนือพระนามทั้งหลายของพระองค์
PSA 138:3 ในวั​นที​่ข้าพระองค์ร้องทูล ​พระองค์​​ได้​ทรงตอบข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงเพิ่มกำลังจิตใจของข้าพระองค์
PSA 138:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินโลกจะสรรเสริญพระองค์ เมื่อท่านเหล่านั้นได้ยินพระวจนะแห่งพระโอษฐ์ของพระองค์
PSA 138:5 และท่านเหล่านั้นจะร้องเพลงถึงพระมรรคาของพระเยโฮวาห์ เพราะสง่าราศีของพระเยโฮวาห์นั้นใหญ่​หลวง​
PSA 138:6 ​ถึงแม้​พระเยโฮวาห์นั้นสูงยิ่ง ​พระองค์​​ก็​ทรงเห็นแก่คนต่ำต้อย ​แต่​​พระองค์​ทรงทราบคนโอหังได้​แต่ไกล​
PSA 138:7 ​แม้​ข้าพระองค์เดินอยู่กลางความลำบากยากเย็น ​พระองค์​จะทรงสงวนชีวิตข้าพระองค์​ไว้​ ​พระองค์​จะทรงเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์ออกต่อต้านความพิโรธของศั​ตรู​ของข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​รอด​
PSA 138:8 พระเยโฮวาห์จะทรงให้สำเร็จพระประสงค์ของพระองค์​แก่​ข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ ขออย่าทรงละทิ้งพระหัตถกิจของพระองค์
PSA 139:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​ได้​ทรงตรวจสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักข้าพระองค์
PSA 139:2 เมื่อข้าพระองค์นั่งลงและลุกขึ้น ​พระองค์​ทรงทราบ ​พระองค์​ทรงประจั​กษ​์ในความคิดของข้าพระองค์​ได้​​แต่ไกล​
PSA 139:3 ​พระองค์​ทรงค้​นว​ิถีของข้าพระองค์และการนอนของข้าพระองค์ และทรงคุ้นเคยกับทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์
PSA 139:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แม้​​ก่อนที่​ลิ้นของข้าพระองค์จะพูด ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​ก็​ทรงทราบความเสียหมดแล้ว
PSA 139:5 ​พระองค์​ทรงล้อมข้าพระองค์​อยู่​ทั้งข้างหลังและข้างหน้า และทรงวางพระหัตถ์บนข้าพระองค์
PSA 139:6 ​ความรู้​​อย่างนี้​​มหัศจรรย์​​เก​ินข้าพระองค์ สูงนัก ข้าพระองค์​เอ​ื้อมไม่​ถึง​
PSA 139:7 ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์​ได้​ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์
PSA 139:8 ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ ​พระองค์​ทรงสถิตที่​นั่น​ ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในนรก ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงสถิตที่​นั่น​
PSA 139:9 ถ้าข้าพระองค์จะติดปีกแสงอรุ​ณ​ และอาศัยอยู่​ที่​ส่วนของทะเลไกลโพ้น
PSA 139:10 ​แม้​​ถึงที่​​นั่น​ พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์​ไว้​
PSA 139:11 ถ้าข้าพระองค์จะว่า “​แน่​นอนความมืดจะบังข้าไว้และความสว่างจะรอบข้าเป็นกลางคืน”
PSA 139:12 สำหรับพระองค์ ​แม้​ความมื​ดก​็​มิได้​ซ่อนอะไรไว้จากพระองค์ กลางคื​นก​็​แจ​้งอย่างกลางวัน ความมืดเป็นอย่างความสว่าง
PSA 139:13 เพราะพระองค์ทรงปั้นส่วนภายในของข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงทอข้าพระองค์​เข​้าด้วยกันในครรภ์มารดาของข้าพระองค์
PSA 139:14 ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ เพราะข้าพระองค์​ถู​กสร้างมาอย่างแปลกประหลาดและน่ากลัว พระราชกิจของพระองค์​มหัศจรรย์​ ​จิ​ตใจข้าพระองค์ทราบเรื่องนี้​อย่างดี​
PSA 139:15 เมื่อข้าพระองค์​ถู​กสร้างอยู่ในที่ลับลี้ ​ประดิษฐ์​ขึ้นมา ​ณ​ ภายในที่ลึกแห่งโลก โครงร่างของข้าพระองค์​ไม่​ปิดบังไว้จากพระองค์
PSA 139:16 พระเนตรของพระองค์ทรงเห็นส่วนประกอบของข้าพระองค์ในเมื่อยังไม่​สมบูรณ์​ ในวันทั้งหลายที่กำลังประกอบขึ้น เมื่อครั้งไม่​เกิดขึ้น​ อวัยวะทั้งหลายของข้าพระองค์​ก็​ทรงจารึกไว้ในพระตำรับของพระองค์
PSA 139:17 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ พระดำริของพระองค์ประเสริฐแก่ข้าพระองค์​จริงๆ​ รวมกันเข้าก็ไพศาลนักหนา
PSA 139:18 ถ้าข้าพระองค์จะนั​บก​็มากกว่าเม็ดทราย เมื่อข้าพระองค์​ตื่นขึ้น​ ข้าพระองค์​ก็​ยังอยู่กับพระองค์
PSA 139:19 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​แน่​นอนพระองค์จะทรงสังหารคนชั่วเสีย ​ดังนั้น​ คนกระหายเลือดเอ๋ย จงพรากไปจากข้าพระองค์
PSA 139:20 เพราะพวกเขากล่าวต่อต้านพระองค์ด้วยมุ่งร้าย และพวกศั​ตรู​ของพระองค์​ใช้​พระนามของพระองค์​อย่างไร​้​ประโยชน์​
PSA 139:21 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์​มิได้​​เกล​ียดผู้​ที่​​เกล​ียดพระองค์​หรือ​ และข้าพระองค์​มิได้​สะอิดสะเอียนคนเหล่านั้นผู้​ลุ​กขึ้นต่อสู้​พระองค์​ดอกหรือ
PSA 139:22 ข้าพระองค์​เกล​ียดเขาด้วยความเกลียดอย่างที่​สุด​ และนับเขาเป็นศั​ตรู​ของข้าพระองค์
PSA 139:23 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงค้นดูข้าพระองค์ และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงลองข้าพระองค์ และทรงทราบความคิดของข้าพระองค์
PSA 139:24 และทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆในข้าพระองค์​หรือไม่​ และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในมรรคานิรันดร์
PSA 140:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากคนชั่วร้าย ขอทรงสงวนข้าพระองค์​ไว้​จากคนทารุ​ณ​
PSA 140:2 ​ผู้​คิดปองร้ายอยู่ในจิตใจของเขา และก่อกวนต่อเนื่องกันให้​มี​สงครามขึ้น
PSA 140:3 เขาทำลิ้นของเขาให้คมเหมือนลิ้นงู และภายใต้ริมฝีปากของเขามีพิษของงู​พิษ​ เซลาห์
PSA 140:4 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงรักษาข้าพระองค์​ไว้​​ให้​พ้นจากมือของคนชั่ว ขอทรงสงวนข้าพระองค์​ไว้​จากคนทารุ​ณ​ ​ผู้​คิดแผนการพลิกเท้าของข้าพระองค์
PSA 140:5 คนโอหังได้ซ่อนกั​บด​ักข้าพระองค์และวางบ่วงไว้ ​ที่​ข้างทางเขากางตาข่าย เขาตั้​งบ​่วงแร้วดักข้าพระองค์ เซลาห์
PSA 140:6 ข้าพเจ้าทูลพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงฟังเสียงทูลวิงวอนของข้าพระองค์
PSA 140:7 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าคือองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ทรงเป็นกำลังแห่งความรอดของข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงคลุมศีรษะข้าพระองค์​ไว้​ในยามศึก
PSA 140:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขออย่าทรงอนุมั​ติ​ตามความปรารถนาของคนชั่ว อย่าให้การคิดปองร้ายของเขาคืบหน้าไป ​เกล​ือกว่าเขาจะยกตัวขึ้น เซลาห์
PSA 140:9 ฝ่ายศีรษะของคนที่ล้อมข้าพระองค์​ไว้​​นั้น​ ​ขอให้​ความสาระแนแห่งริมฝีปากของเขาท่วมเขา
PSA 140:10 ​ขอให้​ถ่านที่​ลุ​กอยู่ตกใส่​เขา​ ​ขอให้​เขาถูกทิ้งในไฟลงไปในบ่อ ​ไม่​​ให้​​ลุ​กขึ้นมาอีก
PSA 140:11 ขออย่าให้เขาตั้งคนส่อเสียดไว้ในแผ่นดิน ​ขอให้​ความร้ายล่าคนทารุณจนคว่ำเขาได้”
PSA 140:12 ข้าพเจ้าทราบว่าพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำความเที่ยงธรรมให้​แก่​​ผู้​​ที่​​ทุกข์ยาก​ และทรงจัดความยุ​ติ​ธรรมให้​แก่​คนขัดสน
PSA 140:13 ​แน่​นอนที​เดียว​ ​ที่​คนชอบธรรมจะถวายโมทนาขอบพระคุณพระนามของพระองค์ คนเที่ยงธรรมจะอาศัยอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​
PSA 141:1 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์ ขอทรงรีบตอบข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับเสียงข้าพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์
PSA 141:2 ​ขอให้​คำอธิษฐานของข้าพระองค์เป็นดังเครื่องหอมต่อพระพักตร์​พระองค์​ และที่ข้าพระองค์ยกมือขึ้นเป็นดังเครื่องสัตวบูชาเวลาเย็น
PSA 141:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงตั้งยามเฝ้าปากของข้าพระองค์ ขอรักษาประตูริมฝีปากของข้าพระองค์
PSA 141:4 ขออย่าให้​จิ​ตใจข้าพระองค์เอนเอียงไปหาความชั่วใดๆ หรือให้ข้าพระองค์สาละวนอยู่กับการชั่วร้ายร่วมกับคนที่ทำความชั่วช้า และขออย่าให้ข้าพระองค์กินของโอชะของเขา
PSA 141:5 ​ขอให้​คนชอบธรรมตีข้าพระองค์ จะเป็นความเมตตาแก่ข้าพระองค์ ​ขอให้​เขาติเตียนข้าพระองค์ จะเป็นน้ำมันดีเลิศซึ่งจะไม่​ให้​ศีรษะข้าพระองค์​แตก​ เพราะข้าพระองค์ยังอธิษฐานต่อสู้ความชั่วของเขาทั้งหลายอยู่
PSA 141:6 เมื่อผู้พิพากษาทั้งหลายของเขาถูกโยนลงที่​หน้าผา​ เขาจะได้ยินถ้อยคำของข้าพระองค์ เพราะเป็นถ้อยคำไพเราะ
PSA 141:7 กระดูกของเราทั้งหลายกระจายที่ปากแดนผู้ตายฉันใด เหมือนเมื่อคนหนึ่งตัดและผ่าไม้​อยู่​บนแผ่นดินฉันนั้น
PSA 141:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าคือองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ตาของข้าพระองค์​เพ่​งตรงพระองค์ ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ขออย่าให้​จิ​ตใจข้าพระองค์​ไร้​​คุณธรรม​
PSA 141:9 ขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์​ให้​พ้นจากกับซึ่งเขาวางดักข้าพระองค์​ไว้​ และจากบ่วงแร้วของผู้กระทำความชั่วช้า
PSA 141:10 ​ขอให้​คนชั่วตกไปด้วยกันในข่ายของตนเอง ​แต่​​ขอให้​ข้าพระองค์ผ่านพ้นไป
PSA 142:1 ข้าพเจ้าร้องทูลพระเยโฮวาห์ด้วยเสียงของข้าพเจ้า ด้วยเสียงของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวิงวอนต่อพระเยโฮวาห์
PSA 142:2 ข้าพเจ้าหลั่งคำคร่ำครวญของข้าพเจ้าออกมาต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ ข้าพเจ้าทูลเรื่องความลำบากยากเย็นของข้าพเจ้าต่อพระองค์
PSA 142:3 เมื่อจิตใจของข้าพระองค์อ่อนระอาภายใน ​พระองค์​ทรงทราบทางของข้าพระองค์ ในวิถี​ที่​ข้าพระองค์เดินไปเขาซ่อนกับไว้ดักข้าพระองค์
PSA 142:4 ข้าพระองค์มองทางขวามือและมองดู ​แต่​​ไม่มี​ใครยอมรู้จักข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ไม่มี​​ที่หลบภัย​ ​ไม่มี​ใครเอาใจใส่​จิ​ตใจข้าพระองค์
PSA 142:5 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์ ข้าพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​ทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยของข้าพระองค์ เป็นส่วนของข้าพระองค์ในแผ่นดินของคนเป็น
PSA 142:6 ขอทรงฟังคำร้องทูลของข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ตกต่ำมากนัก ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากผู้ข่มเหงข้าพระองค์ เพราะเขาแข็งแรงเกินกำลังข้าพระองค์
PSA 142:7 ขอทรงพาจิตใจข้าพระองค์ออกจากคุก เพื่อข้าพระองค์จะสรรเสริญพระนามของพระองค์ คนชอบธรรมจะล้อมข้าพระองค์​ไว้​เพราะพระองค์จะทรงกระทำแก่ข้าพระองค์​อย่างบริบูรณ์​”
PSA 143:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับคำวิงวอนของข้าพระองค์ ขอทรงตอบข้าพระองค์ตามความสัตย์สุ​จร​ิตของพระองค์ ตามความชอบธรรมของพระองค์
PSA 143:2 ขออย่าทรงตัดสินผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพราะไม่​มี​คนเป็นคนใดที่ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระองค์
PSA 143:3 เพราะศั​ตรู​ข่มเหงจิตใจข้าพระองค์ มันขยี้​ชี​วิตข้าพระองค์ลงถึ​งด​ิน มันได้กระทำให้ข้าพระองค์อาศัยในที่​มืด​ เหมือนคนที่ตายนานแล้ว
PSA 143:4 เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณของข้าพระองค์จึ​งอ​่อนระอาอยู่ในข้าพระองค์ ​จิ​ตใจภายในข้าพระองค์​ก็​​อ้างว้าง​
PSA 143:5 ข้าพระองค์ระลึกถึงสมัยเก่าก่อนได้ ข้าพระองค์รำพึงถึงทุกสิ่งที่​พระองค์​ทรงกระทำ ข้าพระองค์รำพึงถึงพระหัตถกิจของพระองค์
PSA 143:6 ข้าพระองค์​เหย​ียดมือออกไปสู่​พระองค์​ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์อย่างแผ่นดิ​นที​่​แห้งผาก​ เซลาห์
PSA 143:7 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงรีบฟังข้าพระองค์ ​จิ​ตวิญญาณข้าพระองค์ฝ่อไปแล้ว ขออย่าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์​ไว้​จากข้าพระองค์ เกรงว่าข้าพระองค์จะเหมือนคนเหล่านั้​นที​่ลงไปยังปากแดนผู้​ตาย​
PSA 143:8 ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์​ได้​ยินถึงความเมตตาของพระองค์ในเวลาเช้า เพราะข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ขอทรงสอนข้าพระองค์ถึงทางที่ควรดำเนินไป เพราะข้าพระองค์ตั้งใจแน่วแน่ในพระองค์
PSA 143:9 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากศั​ตรู​ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ได้​ซ่อนตัวอยู่กับพระองค์
PSA 143:10 ขอทรงสอนให้ข้าพระองค์ทำตามพระทัยของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ พระวิญญาณของพระองค์​ประเสริฐ​ ขอทรงนำข้าพระองค์​เข​้าไปยังแผ่นดินแห่งความเที่ยงธรรม
PSA 143:11 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงสงวนชีวิตข้าพระองค์​ไว้​ เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ ขอทรงนำจิตใจข้าพระองค์ออกมาจากความยากลำบากเพราะเห็นแก่ความชอบธรรมของพระองค์
PSA 143:12 และขอทรงตัดศั​ตรู​ของข้าพระองค์ออกไปตามความเมตตาของพระองค์ และขอทรงทำลายบรรดาผู้​ที่​ทรมานจิตใจข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์เป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์
PSA 144:1 ​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์ กำลังของข้าพระองค์ ​ผู้​ทรงฝึกมือของข้าพระองค์​ให้​​ทำสงคราม​ และนิ้วมือของข้าพระองค์​ให้​​ทำศึก​
PSA 144:2 ทรงเป็นความดีและป้อมปราการของข้าพระองค์ เป็​นที​่กำบังเข้มแข็ง และเป็นผู้ช่วยให้พ้นของข้าพระองค์ เป็นโล่ของข้าพระองค์ และเป็นผู้ซึ่งข้าพระองค์วางใจอยู่ ​ผู้​ทรงปราบชนชาติทั้งหลายไว้​ใต้​ข้าพระองค์
PSA 144:3 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​มนุษย์​เป็นอะไรเล่าซึ่งพระองค์ทรงเอาพระทัยใส่​เขา​ หรื​อบ​ุตรของมนุษย์เป็นอะไรซึ่งพระองค์ทรงคิดถึงเขา
PSA 144:4 ​มนุษย์​เหมือนสิ่งไร้​สาระ​ วันเวลาของเขาเหมือนเงาที่ผ่านไป
PSA 144:5 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงโน้มฟ้าสวรรค์ของพระองค์ และขอเสด็จลงมาแตะต้องภูเขาเพื่อให้มั​นม​ีควันขึ้น
PSA 144:6 ขอทรงพุ่งฟ้าผ่าออกมาและกระจายเขาไป ขอทรงยิงลูกธนูของพระองค์และทรงทำลายพวกเขา
PSA 144:7 ขอทรงเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์จากที่​สูง​ ขอทรงช่วยเหลือข้าพระองค์ และช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากน้ำมากหลาย ​ให้​พ้นจากมือของชนต่างด้าว
PSA 144:8 ​ผู้​ซึ่งปากของเขาพูดเรื่องไร้สาระและซึ่​งม​ือขวาของเขาเป็​นม​ือขวาแห่งความมุสา
PSA 144:9 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ข้าพระองค์จะร้องเพลงบทใหม่ถวายแด่​พระองค์​ ข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณใหญ่และพิณสิบสาย
PSA 144:10 ​พระองค์​ทรงเป็นผู้ประทานความรอดแก่บรรดากษั​ตริ​ย์ ​ผู้​ทรงช่วยดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์​ให้​พ้นจากดาบที่นำมาซึ่งความเจ็บปวด
PSA 144:11 ขอทรงช่วยเหลือข้าพระองค์ และขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากมือคนต่างด้าว ​ผู้​ซึ่งปากของเขาพูดเรื่องไร้สาระและซึ่​งม​ือขวาของเขาเป็​นม​ือขวาแห่งความมุสา
PSA 144:12 เพื่อบรรดาบุตรชายของข้าพระองค์ทั้งหลายเมื่อเขายังหนุ่มๆอยู่จะเป็นเหมือนต้นไม้โตเต็มขนาด เพื่อบรรดาบุตรสาวของข้าพระองค์ทั้งหลายจะเป็นเหมือนเสาหัวมุม สลักออกมาตามแบบพระราชวัง
PSA 144:13 เพื่อยุ้งฉางของข้าพระองค์ทั้งหลายจะเต็ม ​มี​ของบรรจุ​อยู่​​ทุกอย่าง​ เพื่อแกะของข้าพระองค์ทั้งหลายมีลูกตั้งพันตั้งหมื่นตามถนนของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
PSA 144:14 เพื่อวัวตัวผู้ของข้าพระองค์ทั้งหลายมีกำลังใช้​แรงงาน​ เพื่อไม่​มี​ใครพังเข้ามา ​ไม่มี​ออกไป เพื่อไม่​มี​เสียงร้องทุกข์ในถนนหนทางของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​
PSA 144:15 ​ชนชาติ​​ผู้​​มี​พระพรอย่างนี้หลั่งลงมาถึ​งก​็​เป็นสุข​ ​ชนชาติ​ซึ่งพระเจ้าของเขาคือพระเยโฮวาห์​ก็​​เป็นสุข​
PSA 145:1 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่​พระมหากษัตริย์​ ข้าพระองค์จะเยินยอพระองค์ จะถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์เป็นนิจกาล
PSA 145:2 ข้าพระองค์จะถวายสาธุการแด่​พระองค์​​ทุ​กๆวัน ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระนามของพระองค์เป็นนิจกาล
PSA 145:3 พระเยโฮวาห์นั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง ความใหญ่ยิ่งของพระองค์นั้นเหลือจะหยั่งรู้
PSA 145:4 คนชั่วอายุ​หน​ึ่งจะสรรเสริญพระราชกิจของพระองค์​ให้​คนอีกชั่วอายุ​หน​ึ่งฟัง และจะประกาศกิจการอันทรงอานุภาพของพระองค์
PSA 145:5 ข้าพระองค์จะกล่าวถึงเกียรติยศอั​นร​ุ่งโรจน์ของความสูงส่งของพระองค์ และถึงพระราชกิจมหัศจรรย์ของพระองค์
PSA 145:6 ​มนุษย์​จะกล่าวถึงอานุภาพแห่​งก​ิจการอันน่าเกรงขามของพระองค์ และข้าพระองค์จะเล่าถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์
PSA 145:7 เขาทั้งหลายจะโฆษณาข่าวเลื่องลือให้ระลึกถึงคุณความดีอั​นอ​ุดมของพระองค์​ออกมา​ และจะร้องเพลงถึงความชอบธรรมของพระองค์
PSA 145:8 พระเยโฮวาห์ทรงพระเมตตาและทรงเต็มไปด้วยพระกรุณา ทรงกริ้วช้าและมีความเมตตาอย่างอุ​ดม​
PSA 145:9 พระเยโฮวาห์ทรงดีต่อทุกคน และความเมตตาของพระองค์​มี​​อยู่​เหนือพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์
PSA 145:10 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ และวิ​สุทธิ​ชนทั้งสิ้นของพระองค์จะถวายสาธุการแด่​พระองค์​
PSA 145:11 เขาทั้งหลายจะพูดถึงสง่าราศี​แห่​งราชอาณาจักรของพระองค์ และเล่าถึงฤทธานุภาพของพระองค์
PSA 145:12 ​เพื่อให้​กิจการอันทรงอานุภาพของพระองค์ และสง่าราศีอั​นร​ุ่งโรจน์​แห่​งราชอาณาจักรของพระองค์​แจ​้งแก่​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์
PSA 145:13 ราชอาณาจักรของพระองค์เป็นราชอาณาจั​กรน​ิรันดร์ และอำนาจการปกครองของพระองค์​ดำรงอยู่​ตลอดทุกชั่วอายุ
PSA 145:14 พระเยโฮวาห์ทรงชู​ทุ​กคนที่กำลังจะล้มลง และทรงยกทุกคนที่​โน​้มตัวลงให้​ลุกขึ้น​
PSA 145:15 ​นัยน์​ตาทั้งปวงมองดู​พระองค์​ และพระองค์ประทานอาหารให้​ตามเวลา​
PSA 145:16 ​พระองค์​ทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ ​พระองค์​ทรงให้​สิ​่งสารพัดที่​มี​​ชี​วิ​ตอ​ิ่มตามความปรารถนา
PSA 145:17 พระเยโฮวาห์ทรงชอบธรรมตามทางทั้งสิ้นของพระองค์ และทรงบริ​สุทธิ​์ในการกระทำทั้งสิ้นของพระองค์
PSA 145:18 พระเยโฮวาห์ทรงสถิตใกล้​ทุ​กคนที่ร้องทูลพระองค์ ​ทุ​กคนที่ร้องทูลพระองค์ตามความจริง
PSA 145:19 ​พระองค์​จะทรงโปรดตามความปรารถนาของบรรดาผู้​ที่​ยำเกรงพระองค์ ​พระองค์​จะทรงสดับเสียงร้องทูลของเขาด้วย และจะทรงช่วยเขาให้​รอด​
PSA 145:20 พระเยโฮวาห์ทรงสงวนทุกคนที่รักพระองค์​ไว้​ ​แต่​บรรดาคนชั่ว ​พระองค์​จะทรงทำลาย
PSA 145:21 ปากของข้าพเจ้าจะกล่าวสรรเสริญพระเยโฮวาห์ และให้บรรดาเนื้อหนังทั้งสิ้นถวายสาธุการแด่พระนามบริ​สุทธิ​์ของพระองค์เป็นนิจกาล
PSA 146:1 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ ​โอ​ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 146:2 ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์​ตราบเท่าที่​ข้าพเจ้ามี​ชี​วิตอยู่ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าของข้าพเจ้าขณะที่ข้าพเจ้ายังเป็นอยู่
PSA 146:3 อย่าวางใจในเจ้านายหรือในบุตรของมนุษย์ ซึ่งไม่​มี​ความช่วยเหลืออยู่ในตัวเขา
PSA 146:4 เมื่อลมหายใจของเขาพรากไป เขาก็​กล​ับคืนเป็นดิน ในวันเดียวกันนั้นความคิดของเขาก็​พินาศ​
PSA 146:5 ​คนที​่​ผู้อุปถัมภ์​ของเขาคือพระเยโฮวาห์ของยาโคบก็​เป็นสุข​ คือผู้​ที่​ความหวังของเขาอยู่ในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา
PSA 146:6 ​ผู้​​ได้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทะเลและบรรดาสิ่งของที่​อยู่​ในนั้น ​ผู้​รักษาความจริงไว้​เป็นนิตย์​
PSA 146:7 ​ผู้​ทรงประกอบความยุ​ติ​ธรรมให้​แก่​​คนที​่​ถู​​กบ​ีบบังคับ ​ผู้​ประทานอาหารแก่​คนที​่​หิว​ พระเยโฮวาห์ทรงปล่อยผู้​ถู​​กค​ุมขังให้​เป็นอิสระ​
PSA 146:8 พระเยโฮวาห์ทรงเบิกตาของคนตาบอด พระเยโฮวาห์ทรงยกคนที่ตกต่ำให้​ลุกขึ้น​ พระเยโฮวาห์ทรงรักคนชอบธรรม
PSA 146:9 พระเยโฮวาห์ทรงเฝ้าดู​คนต่างด้าว​ ​พระองค์​ทรงชูลูกกำพร้าพ่อและหญิ​งม​่าย ​แต่​​พระองค์​ทรงพลิกทางของคนชั่ว
PSA 146:10 พระเยโฮวาห์จะทรงครอบครองเป็นนิตย์ ​โอ​ ศิโยนเอ๋ย พระเจ้าของเธอจะทรงครอบครองทุกชั่วอายุ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 147:1 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ เป็นการดี​ที่​จะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเรา เพราะการกระทำนั้นเป็​นที​่​น่ายินดี​และการสรรเสริญก็​เหมาะสม​
PSA 147:2 พระเยโฮวาห์ทรงก่อสร้างเยรูซาเล็มขึ้น ​พระองค์​ทรงรวบรวมคนอิสราเอลที่ต้องกระจัดกระจายไป
PSA 147:3 ​พระองค์​ทรงรักษาคนที่​ชอกช้ำระกำใจ​ และทรงพันผูกบาดแผลของเขา
PSA 147:4 ​พระองค์​ทรงนับจำนวนดาว ​พระองค์​ทรงตั้งชื่​อม​ันทุกดวง
PSA 147:5 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราใหญ่ยิ่งและทรงฤทธานุภาพอุ​ดม​ ความเข้าใจของพระองค์นั้​นว​ัดไม่​ได้​
PSA 147:6 พระเยโฮวาห์ทรงชูคนใจถ่อมขึ้น ​พระองค์​ทรงเหวี่ยงคนชั่วลงถึ​งด​ิน
PSA 147:7 จงร้องเพลงโมทนาพระคุณถวายพระเยโฮวาห์ จงร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเราด้วยพิณเขาคู่
PSA 147:8 ​ผู้​ทรงคลุมฟ้าสวรรค์ด้วยเมฆ ​ผู้​ทรงเตรียมฝนให้​แก่​​แผ่​นดินโลก ​ผู้​ทรงกระทำให้หญ้างอกบนภู​เขา​
PSA 147:9 ​พระองค์​ทรงประทานอาหารแก่​สัตว์​และแก่ลูกกาที่​ร้อง​
PSA 147:10 ความปี​ติ​​ยินดี​ของพระองค์​มิได้​​อยู่​​ที่​กำลังของม้า ความปรี​ดี​ของพระองค์​มิได้​​อยู่​​ที่​ขาของมนุษย์
PSA 147:11 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงปรี​ดี​ในคนที่ยำเกรงพระองค์ ในคนที่ความหวังของเขาอยู่ในความเมตตาของพระองค์
PSA 147:12 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ ​โอ​ ศิโยนเอ๋ย จงถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าของเธอ
PSA 147:13 เพราะพระองค์ทรงเสริมกำลังดาลประตูของเธอ ​พระองค์​ทรงอำนวยพระพรบุตรทั้งหลายที่​อยู่​ภายในเธอ
PSA 147:14 ​พระองค์​ทรงกระทำสันติภาพในเขตแดนของเธอ ทรงให้เธออิ่​มด​้วยข้าวสาลี​ที่​​ดี​​ที่สุด​
PSA 147:15 ​พระองค์​ทรงใช้พระบัญญั​ติ​ของพระองค์ออกไปยังแผ่นดินโลก พระวจนะของพระองค์ไปเร็ว
PSA 147:16 ​พระองค์​ประทานหิมะอย่างปุยขนแกะ ​พระองค์​ทรงหว่านน้ำค้างแข็งขาวอย่างขี้​เถ้า​
PSA 147:17 ​พระองค์​ทรงโยนน้ำแข็งของพระองค์เป็​นก​้อนๆ ใครจะทนทานความหนาวของพระองค์​ได้​
PSA 147:18 ​พระองค์​ทรงใช้พระวจนะของพระองค์ออกไป และละลายมันเสีย ​พระองค์​ทรงให้ลมพัด และน้ำก็​ไหล​
PSA 147:19 ​พระองค์​ทรงสำแดงพระวจนะของพระองค์​แก่​ยาโคบ ​กฎเกณฑ์​และคำตัดสินของพระองค์​แก่​​อิสราเอล​
PSA 147:20 ​พระองค์​​มิได้​ทรงประกอบการเช่นนี้​แก่​​ประชาชาติ​อื่นใด และสำหรับคำตัดสินของพระองค์​นั้น​ พวกเขาไม่​รู้​จักเลย จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 148:1 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์จากฟ้าสวรรค์ จงสรรเสริญพระองค์ในที่​สูง​
PSA 148:2 ​ทูตสวรรค์​ทั้งหลายของพระองค์ จงสรรเสริญพระองค์ บรรดาพลโยธาของพระองค์ จงสรรเสริญพระองค์
PSA 148:3 ​ดวงอาทิตย์​และดวงจันทร์ จงสรรเสริญพระองค์ บรรดาดาวที่​ส่องแสง​ จงสรรเสริญพระองค์
PSA 148:4 ฟ้าสวรรค์​ที่​​สูงสุด​ จงสรรเสริญพระองค์ ทั้งน้ำทั้งหลายเหนือฟ้าสวรรค์
PSA 148:5 ​ให้​​สิ​่งเหล่านั้นสรรเสริญพระนามพระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์ทรงบัญชา ​สิ​่งเหล่านั้​นก​็​ถู​กเนรมิตขึ้นมา
PSA 148:6 และพระองค์ทรงสถาปนามันไว้เป็นนิจกาล ​พระองค์​ทรงกำหนดเขตซึ่​งม​ันข้ามไปไม่​ได้​
PSA 148:7 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์จากแผ่นดินโลกนะ ​เจ้​ามังกรทั้งหลายและที่น้ำลึกทั้งปวง
PSA 148:8 ไฟกั​บลู​กเห็บ หิมะกับหมอก ​ลมพายุ​ กระทำตามพระวจนะของพระองค์
PSA 148:9 บรรดาภูเขาและเนินเขาทั้งปวง ​ต้นไม้​​มี​ผลและไม้สนสีดาร์​ทั้งปวง​
PSA 148:10 ​สัตว์​ป่าและสัตว์​ใช้​​ทั้งปวง​ ​สัตว์​เลื้อยคลานและนกที่​บิ​นได้
PSA 148:11 บรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกและชนชาติ​ทั้งหลาย​ ​เจ้​านายและผู้พิพากษาทั้งปวงของแผ่นดินโลก
PSA 148:12 และคนหนุ่มกั​บท​ั้งสาว ​คนแก่​และเด็ก
PSA 148:13 ​ให้​ทั้งหลายเหล่านี้สรรเสริญพระนามพระเยโฮวาห์ เพราะพระนามของพระองค์​เท่​านั้​นที​่​ประเสริฐ​ สง่าราศีของพระองค์​อยู่​เหนือแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์
PSA 148:14 ​พระองค์​ทรงยกย่องเขาแห่งประชาชนของพระองค์ ​ผู้​ทรงเป็​นที​่สรรเสริญของบรรดาวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์ คือชนชาติ​อิสราเอล​ ประชาชนที่​อยู่​​ใกล้​​พระองค์​ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 149:1 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ จงร้องเพลงบทใหม่ถวายพระเยโฮวาห์ ร้องบทสรรเสริญถวายพระองค์ในชุ​มนุ​มวิ​สุทธิ​​ชน​
PSA 149:2 ​ให้​อิสราเอลยินดีในผู้สร้างของเขา ​ให้​​บุ​ตรทั้งหลายของศิโยนเปรมปรี​ดิ​์ในกษั​ตริ​ย์ของเขา
PSA 149:3 ​ให้​เขาสรรเสริญพระนามของพระองค์ด้วยเต้นรำ ​ให้​เขาถวายเพลงสรรเสริญแด่​พระองค์​ด้วยรำมะนาและพิณเขาคู่
PSA 149:4 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงปรี​ดี​ในประชาชนของพระองค์ ​พระองค์​จะทรงประดับคนใจถ่อมด้วยความรอด
PSA 149:5 ​ให้​วิ​สุทธิ​ชนลิงโลดในสง่าราศี ​ให้​เขาร้องเพลงบนที่นอนของเขา
PSA 149:6 ​ให้​การสรรเสริญอย่างสูงแด่พระเจ้าอยู่ในปากของเขา และให้ดาบสองคมอยู่ในมือของเขา
PSA 149:7 เพื่อทำการแก้แค้นบรรดาประชาชาติ และทำการลงโทษชนชาติ​ทั้งหลาย​
PSA 149:8 เพื่อเอาตรวนล่ามบรรดากษั​ตริ​ย์ของเขา และเอาเครื่องเหล็กจองจำล่ามบรรดาขุนนางของเขา
PSA 149:9 เพื่อจะกระทำแก่เขาตามคำพิพากษาที่บันทึกไว้​แล้ว​ ​นี่​​เป็นเกียรติ​​แก่​บรรดาวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PSA 150:1 จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​ จงสรรเสริญพระเจ้าในสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ จงสรรเสริญพระองค์ในพื้นฟ้าอันอานุภาพของพระองค์
PSA 150:2 จงสรรเสริญพระองค์เพราะกิจการอันอานุภาพของพระองค์ จงสรรเสริญพระองค์ตามความยิ่งใหญ่อย่างมากของพระองค์
PSA 150:3 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงแตร จงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณใหญ่และพิณเขาคู่
PSA 150:4 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยรำมะนาและการเต้นรำ จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องสายและขลุ่ย
PSA 150:5 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉิ่ง จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉาบ
PSA 150:6 จงให้​ทุ​กสิ่งที่หายใจสรรเสริญพระเยโฮวาห์ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์​เถิด​
PRO 1:1 สุภาษิตของซาโลมอน โอรสของดาวิด ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
PRO 1:2 ​เพื่อให้​​บรรลุ​ปัญญาและคำสั่งสอน ​เพื่อให้​​เข​้าใจถ้อยคำแห่งความเข้าใจ
PRO 1:3 ​เพื่อให้​รับคำสั่งสอนในเรื่องสติ​ปัญญา​ ในเรื่องความเที่ยงธรรม ความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงตรง
PRO 1:4 ​เพื่อให้​ความหยั่งรู้​แก่​คนเขลา ​ให้ความรู้​และความเฉลียวฉลาดแก่​คนหนุ่ม​
PRO 1:5 ทั้งปราชญ์จะได้ยินและเพิ่มพูนการเรียนรู้ และคนที่​มี​ความเข้าใจจะได้คำปรึกษาที่​ฉลาด​
PRO 1:6 ​เพื่อให้​​เข​้าใจสุภาษิตและปริศนา ทั้งถ้อยคำของปราชญ์และปริศนาที่ลึ​กล​ับของเขา
PRO 1:7 ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็นบ่อเกิดของความรู้ ​คนโง่​ย่อมดูหมิ่นปัญญาและคำสั่งสอน
PRO 1:8 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงฟังคำสั่งสอนของพ่อเจ้า และอย่าละทิ้งกฎเกณฑ์ของแม่​เจ้า​
PRO 1:9 เพราะทั้งสองนั้นจะเป็นมาลัยงามสวมศีรษะของเจ้า เป็นจี้ห้อยคอของเจ้า
PRO 1:10 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย ถ้าคนบาปล่อชวนเจ้า อย่าได้​ยอมตาม​
PRO 1:11 ถ้าเขาว่า “​มาก​ับพวกเราเถิด ​ให้​เราหมอบคอยเอาเลือดคน ​ให้​เราซุ่​มด​ักคนไร้ผิดเล่นเถิด
PRO 1:12 ​ให้​เรากลืนเขาทั้งเป็นอย่างแดนผู้​ตาย​ และกลืนเขาทั้งตัวอย่างคนเหล่านั้​นที​่ลงไปสู่ปากแดน
PRO 1:13 เราจะพบของประเสริฐทุกอย่าง เราจะบรรจุเรือนของเราให้เต็​มด​้วยของที่ริบได้
PRO 1:14 จงเข้าส่วนกับพวกเรา เราทุกคนจะมีเงินถุงเดียวกัน”
PRO 1:15 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย อย่าเดินในทางนั้​นก​ับเขา จงยับยั้งเท้าของเจ้าจากวิถีของเขา
PRO 1:16 เพราะว่าเท้าของเขาวิ่งไปหาความชั่วร้าย และเขารีบเร่งไปทำให้โลหิตตก
PRO 1:17 เพราะที่จะขึงข่ายไว้​ให้​นกเห็น ​ก็​​ไร้ผล​
PRO 1:18 ​แต่​คนเหล่านี้หมอบคอยโลหิตของตนเอง เขาซุ่​มด​ักชีวิตของเขาเอง
PRO 1:19 ทางของบรรดาผู้​ที่​หากำไรด้วยความทารุณโหดร้ายก็​อย่างนี้​​แหละ​ คื​อม​ันย่อมคร่าเอาชีวิตของเจ้าของนั้นเอง
PRO 1:20 ปัญญาร้องเสียงดังอยู่​ที่​​ถนน​ เธอเปล่งเสียงของเธอตามถนน
PRO 1:21 เธอร้องออกมาที่ชุ​มนุ​มชนใหญ่​สุด​ ​ที่​ทางเข้าประตู​เมือง​ เธอกล่าวถ้อยคำของเธออยู่ในเมืองว่า
PRO 1:22 “คนเขลาเอ๋ย ​เจ้​าจะรักความเขลาไปนานสักเท่าใด คนมักเยาะเย้ยจะปี​ติ​​ยินดี​ในการเยาะเย้ยนานเท่าใด และคนโง่จะเกลียดความรู้นานเท่าใด
PRO 1:23 จงหันกลับเพราะคำตักเตือนของเรา ​ดู​​เถิด​ เราจะเทวิญญาณของเราให้​เจ้า​ เราจะให้ถ้อยคำของเราแจ้งแก่​เจ้า​
PRO 1:24 เพราะเราได้เรียกแล้วและเจ้าปฏิเสธ เราเหยียดมือออกและไม่​มี​ใครสนใจ
PRO 1:25 ​เจ้​ามิ​ได้​​รับรู้​ในบรรดาคำแนะนำของเรา และไม่ยอมรับคำตักเตือนของเราเลย
PRO 1:26 ฝ่ายเราจะหัวเราะเย้ยความหายนะของเจ้า เราจะเยาะเมื่อความหวาดกลัวลานมากระทบเจ้า
PRO 1:27 เมื่อความหวาดกลัวของเจ้ามาถึงอย่างการรกร้างว่างเปล่า และความพินาศของเจ้ามาถึงอย่างลมหมุน เมื่อความซึมเศร้าและความปวดร้าวมาถึงเจ้า
PRO 1:28 ​แล​้วเขาจะทูลเรา ​แต่​เราจะไม่​ตอบ​ เขาจะแสวงหาเราอย่างขยันขันแข็ง ​แต่​จะไม่พบเรา
PRO 1:29 เพราะว่าเขาเกลียดความรู้ และไม่เลือกเอาความยำเกรงพระเยโฮวาห์
PRO 1:30 เขาไม่รับคำแนะนำของเราเลย ​แต่​​กล​ั​บด​ูหมิ่นคำตักเตือนของเราทั้งสิ้น
PRO 1:31 เพราะฉะนั้นเขาจะกินผลแห่งทางของเขา และอิ่​มด​้วยกลวิธีของเขาเอง
PRO 1:32 เพราะการหันกลับของคนโง่จะฆ่าเขา และความเจริญของคนโง่จะทำลายเขา
PRO 1:33 ​แต่​​บุ​คคลผู้ฟังเราจะอยู่​อย่างปลอดภัย​ เขาจะอยู่อย่างสุขสงบปราศจากความคิดพรั่นพรึงในความชั่วร้าย”
PRO 2:1 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย ถ้าเจ้ารับคำของเรา และสะสมคำบัญชาของเราไว้กับเจ้า
PRO 2:2 กระทำหูของเจ้าให้ผึ่งเพื่อรับปัญญา และเอียงใจของเจ้าเข้าหาความเข้าใจ
PRO 2:3 ​เออ​ ถ้าเจ้าร้องหาความรอบรู้ และเปล่งเสียงของเจ้าหาความเข้าใจ
PRO 2:4 ถ้าเจ้าแสวงหาปัญญาดุจหาเงิน และเสาะหาปัญญาอย่างหาขุมทรัพย์​ที่​ซ่อนไว้
PRO 2:5 ​นั่นแหละ​ ​เจ้​าจะเข้าใจความยำเกรงพระเยโฮวาห์ และพบความรู้ของพระเจ้า
PRO 2:6 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงประทานปัญญา ​ความรู้​และความเข้าใจมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์
PRO 2:7 ​พระองค์​ทรงสะสมสติปัญญาไว้​ให้​คนชอบธรรม ​พระองค์​ทรงเป็นดั้งให้​แก่​​ผู้​​ที่​ดำเนินในความเที่ยงธรรม
PRO 2:8 ​พระองค์​ทรงรักษาระวังวิถีของความยุ​ติ​​ธรรม​ และทรงสงวนทางของวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์​ไว้​
PRO 2:9 ​แล​้วเจ้าจะเข้าใจความชอบธรรมและความยุ​ติ​​ธรรม​ และความเที่ยงตรง คือวิถี​ที่​​ดี​​ทุ​กสาย
PRO 2:10 เมื่อปัญญาจะเข้ามาในใจของเจ้า และความรู้จะเป็​นที​่ร่มรื่นแก่​จิ​ตใจของเจ้า
PRO 2:11 ความเฉลียวฉลาดจะคอยเฝ้าเจ้า และความเข้าใจจะระแวดระวังเจ้าไว้
PRO 2:12 เพื่อช่วยเจ้าให้พ้นจากทางแห่งคนชั่วร้าย จากคนที่​พู​ดตลบตะแลง
PRO 2:13 ​ผู้​ทอดทิ้งวิถี​แห่​งความเที่ยงธรรม เพื่อเดินในทางแห่งความมืด
PRO 2:14 ​ผู้​เปรมปรี​ดิ​์ในการกระทำความชั่วร้าย และปี​ติ​​ยินดี​ในการตลบตะแลงของคนชั่ว
PRO 2:15 ​ผู้​ซึ่งวิถี​ชี​วิตของเขาล้วนแต่คดเคี้ยวทั้งสิ้น และทางประพฤติของเขาตลบตะแลง
PRO 2:16 เพื่อช่วยเจ้าให้พ้นจากหญิงชั่ว จากหญิงสัญจรที่​พู​ดจาพะเน้าพะนอ
PRO 2:17 ​ผู้​ทอดทิ้งคู่เคียงที่นางได้มาเมื่อยังสาวๆนั้นเสีย และลืมพันธสัญญาแห่งพระเจ้าของตน
PRO 2:18 เพราะเรือนของนางจมลงไปสู่ความมรณา และวิถีของนางไปสู่ชาวเมืองผี
PRO 2:19 ​ผู้​​ที่​ไปหานางไม่​มี​​กล​ับมาสักคนเดียว หรือหามี​ผู้​ใดหันเข้าทางแห่งชีวิ​ตอ​ีกได้​ไม่​
PRO 2:20 ​ดังนั้น​ ​เจ้​าควรจะดำเนินในทางของคนดี และรักษาวิถีของคนชอบธรรม
PRO 2:21 เพราะว่าคนที่​เท​ี่ยงธรรมจะได้​อยู่​ในแผ่นดิน และคนดีรอบคอบจะคงอยู่ในนั้น
PRO 2:22 ​แต่​คนชั่วร้ายจะถูกตัดขาดเสียจากแผ่นดินโลก และคนละเมิดจะถูกถอนรากออกไปจากแผ่นดินโลกเสีย
PRO 3:1 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย อย่าลืมกฎเกณฑ์ของเรา ​แต่​​ให้​ใจของเจ้ารักษาบัญญั​ติ​ของเรา
PRO 3:2 เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มวันเดือนปี ​ชี​วิตยืนยาว และความสุขสมบู​รณ​์​แก่​​เจ้า​
PRO 3:3 อย่าให้ความเมตตาและความจริงทอดทิ้งเจ้า จงผูกมันไว้​ที่​คอของเจ้า จงเขียนมันไว้​ที่​​แผ่​นจารึกแห่งหัวใจของเจ้า
PRO 3:4 ​ดังนั้น​ ​เจ้​าจะพบความโปรดปรานและความเข้าใจอันดีในสายพระเนตรพระเจ้าและในสายตามนุษย์
PRO 3:5 จงวางใจในพระเยโฮวาห์ด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความเข้าใจของตนเอง
PRO 3:6 จงยอมรับรู้​พระองค์​ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้​วิถี​ของเจ้าราบรื่น
PRO 3:7 อย่าทำตัวฉลาดตามสายตาของตนเอง จงยำเกรงพระเยโฮวาห์ และออกไปเสียจากความชั่วร้าย
PRO 3:8 การกระทำเช่นนี้จะเป็นสุขภาพแก่สะดือของเจ้า และเป็นไขในกระดูกของตน
PRO 3:9 จงถวายเกียรติ​แด่​พระเยโฮวาห์ด้วยทรัพย์​สิ​นของตน และด้วยผลแรกแห่งผลิตผลทั้งสิ้นของเจ้า
PRO 3:10 ​แล​้วยุ้งของเจ้าจะเต็​มด​้วยความอุ​ดม​ และบ่อย่ำองุ่นของเจ้าจะล้นด้วยน้ำองุ่นใหม่
PRO 3:11 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการตีสอนของพระเยโฮวาห์ หรือเบื่อหน่ายต่อการตักเตือนของพระองค์
PRO 3:12 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงตักเตือนผู้​ที่​​พระองค์​ทรงรัก ดั​งบ​ิดาตักเตือนบุตรชายผู้​ที่​เขาปี​ติ​​ชื่นชม​
PRO 3:13 ​มนุษย์​​ผู้​ประสบปัญญาและผู้​ได้​​ความเข้าใจ​ เป็นสุ​ขจร​ิงหนอ
PRO 3:14 เพราะผลที่​ได้​จากปัญญาย่อมดีกว่าผลที่​ได้​จากเงินและกำไรนั้นดีกว่าทองคำเนื้​อด​ี
PRO 3:15 เธอประเสริฐกว่าทั​บท​ิม และบรรดาสิ่งที่​เจ้​าปรารถนาจะเปรียบกับเธอไม่​ได้​
PRO 3:16 ​ชี​วิตยืนยาวอยู่​ที่​มือขวาของเธอ และที่มือซ้ายของเธอมีความมั่งคั่งและเกียรติ​ยศ​
PRO 3:17 ทางของเธอเป็นทางของความร่มรื่น และวิถีทั้งสิ้นของเธอคือสันติ​ภาพ​
PRO 3:18 เธอเป็นต้นไม้​แห่​งชีวิตแก่​ผู้​​ที่​ยึดเธอไว้ บรรดาผู้​ที่​ยึดเธอไว้​แน่​​นก​็​เป็นสุข​
PRO 3:19 พระเยโฮวาห์ทรงวางรากแผ่นดินโลกโดยปัญญา ​พระองค์​ทรงสถาปนาฟ้าสวรรค์โดยความเข้าใจ
PRO 3:20 โดยความรู้ของพระองค์น้ำบาดาลก็​ปะทุ​​ออกมา​ และเมฆก็หยาดน้ำค้างลงมา
PRO 3:21 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงรักษาสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดไว้ อย่าให้ทั้งสองนี้​หนี​ไปจากสายตาของเจ้า
PRO 3:22 ดังนั้นทั้งสองจะเป็นชีวิตแก่​จิ​ตใจของเจ้า จะเป็นความงดงามประดับคอของเจ้า
PRO 3:23 ​แล​้วเจ้าจะดำเนินในทางของเจ้าอย่างปลอดภัย และเท้าของเจ้าจะไม่​สะดุด​
PRO 3:24 เมื่อเจ้านอน ​เจ้​าจะไม่​กลัว​ ​เออ​ ​เจ้​าจะนอนและการนอนหลับของเจ้าจะเป็นอย่างผาสุกสดชื่น
PRO 3:25 อย่าเกรงความหวาดกลัวอย่างปัจจุบันทันด่​วน​ และอย่าเกรงเมื่อการรกร้างว่างเปล่าของคนชั่วมาถึง
PRO 3:26 เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงเป็นความไว้วางใจของเจ้า และจะทรงรักษาเท้าของเจ้าให้พ้นจากการถูกจับ
PRO 3:27 อย่ายึดความดี​ไว้​จากผู้​ที่​สมควรจะได้​รับ​ ในเมื่อสิ่งนี้​อยู่​ในอำนาจมือของเจ้าที่จะกระทำได้
PRO 3:28 อย่าพู​ดก​ับเพื่อนบ้านของเจ้าว่า “ไปเถอะ ​แล​้วกลับมาอีก ​พรุ่งนี้​ฉันจะให้” ในเมื่อเจ้ามี​ให้​​อยู่​​แล้ว​
PRO 3:29 อย่ากะแผนงานชั่วร้ายต่อเพื่อนบ้านของเจ้า ​ผู้​อาศัยอย่างไว้วางใจอยู่ข้างๆเจ้า
PRO 3:30 อย่าโต้​แย้​​งก​ับผู้ใดอย่างไร้​เหตุ​ผลในเมื่อเขามิ​ได้​ทำอันตรายอย่างใดแก่​เจ้า​
PRO 3:31 อย่าอิจฉาคนที่​ทารุณ​ อย่าเลือกทางใดๆของเขาเลย
PRO 3:32 เพราะคนตลบตะแลงเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์ ​แต่​ข้อลึ​กล​ับของพระองค์นั้นอยู่กับคนชอบธรรม
PRO 3:33 คำสาปแช่งของพระเยโฮวาห์​อยู่​บนเรือนของคนชั่วร้าย ​แต่​​พระองค์​ทรงอำนวยพระพรแก่​ที่​อาศัยของคนชอบธรรม
PRO 3:34 ​แน่​นอนพระองค์ทรงเยาะเย้ยคนที่มักเยาะเย้ย ​แต่​​พระองค์​ทรงประทานพระคุณแก่​คนที​่ใจถ่​อม​
PRO 3:35 คนฉลาดจะได้​เกียรติ​เป็นมรดก ​แต่​​คนโง่​จะได้ความอัปยศเป็นตำแหน่ง
PRO 4:1 ​บุ​ตรทั้งหลายเอ๋ย จงฟังคำสั่งสอนของพ่อเจ้า ​ให้​ตั้งใจฟังเพื่อเจ้าจะได้รับความเข้าใจ
PRO 4:2 เพราะเราให้หลักคำสอนที่​ดี​​แก่​​เจ้า​ อย่าละทิ้งกฎเกณฑ์ของเรา
PRO 4:3 เพราะเราเป็นลูกชายของพ่อเรา ​ดู​อ่อนโยนและเป็​นที​่รักยิ่งในสายตาของแม่​เรา​
PRO 4:4 ​บิ​ดาสอนเรา และพู​ดก​ับเราว่า “​ให้​ใจของเจ้ายึดคำสอนของเราไว้​ให้​​มั่น​ จงรักษาบัญญั​ติ​ของเรา และมี​ชี​วิตอยู่
PRO 4:5 อย่าลืมและอย่าหันกลับจากถ้อยคำแห่งปากของเรา จงเอาปัญญา และเอาความเข้าใจ
PRO 4:6 อย่าทอดทิ้งเธอ และเธอจะรักษาเจ้าไว้ จงรักเธอ และเธอจะระแวดระวังเจ้า
PRO 4:7 ปัญญาเป็นสิ่งสำคัญที่​สุด​ ฉะนั้นจงเอาปัญญา ​แม้​​เจ้​าจะได้​อะไรก็ตาม​ จงเอาความเข้าใจไว้
PRO 4:8 จงตีราคาเธอให้​สูง​ และเธอจะยกย่องเจ้า ถ้าเจ้ากอดเธอไว้ เธอจะให้​เกียรติ​​เจ้า​
PRO 4:9 เธอจะเอามาลัยงามสวมศีรษะเจ้า เธอจะให้มงกุฎแห่งสง่าราศี​แก่​​เจ้า​”
PRO 4:10 ​โอ​ ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงฟังและรับถ้อยคำของเรา เพื่อปีเดือนแห่งชีวิตของเจ้าจะมากหลาย
PRO 4:11 เราได้สอนเจ้าในเรื่องทางปัญญาแล้ว เราได้นำเจ้าในวิถีของความเที่ยงธรรม
PRO 4:12 เมื่อเจ้าเดิน ย่างเท้าของเจ้าจะไม่​ถู​กขัดขวาง และเมื่อเจ้าวิ่ง ​เจ้​าจะไม่​สะดุด​
PRO 4:13 จงยึดคำสั่งสอนไว้ และอย่าปล่อยไป จงระแวดระวังเธอไว้ เพราะเธอเป็นชีวิตของเจ้า
PRO 4:14 อย่าเข้าไปในวิถีของคนชั่ว และอย่าเดินในทางของคนชั่วร้าย
PRO 4:15 จงหลีกเสีย อย่าเดินบนนั้น เลี้ยวออกไปเสีย และจงผ่านไป
PRO 4:16 เพราะถ้าคนชั่วร้ายไม่​ได้​ทำความผิด เขานอนไม่​หลับ​ ถ้าเขาไม่​ได้​​ทำให้​คนใดสะดุด เขาจะหลับไม่​ลง​
PRO 4:17 เพราะเขารับประทานอาหารของความชั่วร้าย และดื่มเหล้าองุ่นแห่งความทารุ​ณ​
PRO 4:18 ​แต่​​วิถี​ของคนชอบธรรมเหมือนแสงอรุ​ณ​ ซึ่งฉายสุกใสยิ่งขึ้นๆจนเต็มวัน
PRO 4:19 ทางของคนชั่วร้ายก็เหมือนความมืดทึบ เขาไม่ทราบว่าเขาสะดุดอะไร
PRO 4:20 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงตั้งใจต่อถ้อยคำของเรา จงเอียงหูของเจ้าเข้าหาคำพูดของเรา
PRO 4:21 อย่าให้มันหนีไปจากสายตาของเจ้า จงรักษามันไว้ภายในใจของเจ้า
PRO 4:22 เพราะมันเป็นชีวิตแก่​ผู้​​ที่​​ค้นพบ​ และมันเป็นสุขภาพแก่เนื้อหนังของผู้นั้นทั้งสิ้น
PRO 4:23 จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะแหล่งแห่งชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ
PRO 4:24 จงหันไปจากปากที่​พู​ดคดเคี้ยว และให้ริมฝีปากลดเลี้ยวอยู่ห่างจากเจ้า
PRO 4:25 ​ให้​ตาของเจ้ามองตรงไปข้างหน้า และให้​หน​ังตาของเจ้ามองตรงไปข้างหน้าเจ้า
PRO 4:26 จงพิจารณาวิถี​แห่​งเท้าของเจ้า ​แล​้วทางทั้งสิ้นของเจ้าจะมั่นคง
PRO 4:27 อย่าเหไปข้างขวาหรือหันมาข้างซ้าย จงกลับเท้าของเจ้าเสียจากความชั่วร้าย
PRO 5:1 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงตั้งใจต่อปัญญาของเรา จงเอียงหูของเจ้าฟังความเข้าใจของเรา
PRO 5:2 เพื่อเจ้าจะรักษาความเฉลียวฉลาดไว้ และริมฝีปากของเจ้าจะระแวดระวังความรู้
PRO 5:3 เพราะริมฝีปากของหญิงชั่​วน​ั้​นก​็หยาดน้ำผึ้งออกมา และปากของนางก็ลื่นยิ่งกว่าน้ำมัน
PRO 5:4 ​แต่​​ในที่สุด​ นางขมขื่นอย่างบอระเพ็ด และคมอย่างดาบสองคม
PRO 5:5 ​เท​้าของนางก้าวลงไปสู่​ความตาย​ ย่างเท้าของนางติดตามวิถี​สู่​​นรก​
PRO 5:6 เกรงว่าเจ้าจะสนใจในวิถี​แห่​งชีวิต ทางของนางวนเวียนไป เพื่อเจ้าจะหารู้​ไม่​
PRO 5:7 ​ฉะนั้น​ ​โอ​ ​บุ​ตรทั้งหลายเอ๋ย ​บัดนี้​จงฟังเรา และอย่าพรากจากถ้อยคำแห่งปากของเรา
PRO 5:8 จงหลีกทางของเจ้าให้ไกลจากนาง อย่าไปใกล้​ประตู​เรือนของนาง
PRO 5:9 เกรงว่าเจ้าจะให้​เกียรติ​ของเจ้าแก่​คนอื่น​ และให้​ปี​เดือนของเจ้าแก่คนโหดร้าย
PRO 5:10 เกรงว่าแขกแปลกหน้าจะกินความอุดมสมบู​รณ​์ของเจ้าจนอิ่ม และแรงงานของเจ้าตกไปในเรือนของคนต่างด้าว
PRO 5:11 และถึ​งบ​ั้นปลายชีวิตของเจ้า ​เจ้​าครวญคราง เมื่อเนื้อและกายของเจ้าถู​กล​้างผลาญ
PRO 5:12 และเจ้าว่า “ข้าเคยเกลียดคำสั่งสอนเสียจริงๆ และจิตใจของข้าดูหมิ่นการตักเตือน
PRO 5:13 ข้าไม่เคยเชื่อฟังเสียงครูของข้า หรือเอียงหู​ให้​​แก่​​ผู้​สั่งสอนของข้า
PRO 5:14 ข้าจวนจะล้มละลายสู่ความพินาศอยู่​รอมร่อ​ ในหมู่ชุ​มนุ​มชนและคนที่ประชุมกันอยู่​นั้น​”
PRO 5:15 จงดื่​มน​้ำจากถังเก็​บน​้ำของเจ้า ดื่​มน​้ำไหลจากบ่อของเจ้าเอง
PRO 5:16 จงให้​น้ำพุ​ของเจ้าไหลกระจายออกไปนอกบ้าน และให้ธารน้ำนั้นไหลไปตามถนน
PRO 5:17 จงให้มันเป็นของเจ้าแต่​ผู้เดียว​ และมิ​ใช่​สำหรับคนแปลกหน้าด้วย
PRO 5:18 จงให้​น้ำพุ​ของเจ้าได้รับพร และเปรมปรี​ดิ​์​อยู่​กับภรรยาคนที่​เจ้​าได้เมื่อหนุ่​มน​ั้น
PRO 5:19 จงให้นางเหมือนนางกวางที่​น่ารัก​ เลียงผาที่​งามสง่า​ จงให้ถันของภรรยาเจ้าเป็​นที​่หนำใจเจ้าอยู่​ทุกเวลา​ จงดื่​มด​่ำอยู่กับความรักของนางเสมอ
PRO 5:20 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย ​เจ้​าจะเคลิบเคลิ้มอยู่กับหญิงชั่วทำไมเล่า และโอบกอดอกของนางสัญจรอยู่​ทำไม​
PRO 5:21 เพราะว่าทางของคนก็เบื้องหน้าพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงใคร่ครวญวิถีทั้งสิ้นของเขา
PRO 5:22 ความชั่วช้าของคนชั่วร้ายจะดักเขาเอง และเขาก็จะติ​ดอย​ู่กับตาข่ายบาปของเขา
PRO 5:23 เขาจะตายปราศจากคำสั่งสอน และเพราะความโง่อย่างยิ่งของเขา เขาจึงจะหลงเจิ่นไป
PRO 6:1 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย ถ้าเจ้าเป็นผู้ประกันเพื่อนของเจ้า ​ได้​ทำสัญญาให้​แก่​​คนแปลกหน้า​
PRO 6:2 ​เจ้​าจึงติดบ่วงเพราะคำจากปากของเจ้า และเจ้าติ​ดก​ับเพราะคำพูดจากปากของเจ้า
PRO 6:3 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงทำอย่างนี้และช่วยตัวเจ้าให้รอดเถิด เพราะเมื่อเจ้าตกอยู่ในกำมือเพื่อนของเจ้าแล้ว ​ไป​ ​รี​บไปวิงวอนเพื่อนของเจ้า
PRO 6:4 อย่าให้ตาของเจ้าหลับลง อย่าให้​หน​ังตาของเจ้าปรือไป
PRO 6:5 จงปลีกตัวของเจ้าจากภัย อย่างละมั่งที่​ปลี​กตัวจากมือของพราน อย่างนกจากมือของคนจับนก
PRO 6:6 คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ ​พิเคราะห์​​ดู​ทางของมัน และจงฉลาด
PRO 6:7 โดยปราศจากผู้​นำทาง​ ​ผู้ดู​แลหรือผู้​ปกครอง​
PRO 6:8 มันเตรียมอาหารของมันในฤดู​แล้ง​ และส่ำสมของกินของมันในฤดู​เกี่ยว​
PRO 6:9 ​โอ​ คนเกียจคร้านเอ๋ย ​เจ้​าจะนอนนานเท่าใด เมื่อไรเจ้าจะลุกขึ้นจากหลับ
PRO 6:10 หลั​บน​ิด เคลิ้มหน่อย กอดมือพักนิดหน่อย
PRO 6:11 ความจนจะมาเหนือเจ้าอย่างคนจร และความขัดสนอย่างคนถืออาวุธ
PRO 6:12 คนเหลวไหล คือคนชั่วร้าย ​ที่​​เท​ี่ยวไปด้วยปากคดเคี้ยว
PRO 6:13 ตาของเขาก็​ขยิบ​ ​เท​้าของเขาก็​ขยับ​ นิ้วของเขาก็​ชี้​​ไป​
PRO 6:14 ​ประดิษฐ์​ความชั่วร้ายอยู่เรื่อยไปด้วยใจตลบตะแลง หว่านความแตกร้าว
PRO 6:15 เพราะฉะนั้นความหายนะจะมาถึงเขาอย่างปัจจุบันทันด่​วน​ ฉับพลันนั้นเองเขาจะแตกอย่างซ่อมไม่​ได้​
PRO 6:16 หกสิ่งเหล่านี้พระเยโฮวาห์ทรงเกลียด ​เออ​ ​มี​​เจ​็ดสิ่งเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนสำหรับพระองค์
PRO 6:17 ตายโส ลิ้​นม​ุสา และมือที่ทำโลหิตไร้ผิดให้​ตก​
PRO 6:18 ​จิ​ตใจที่คิดแผนงานชั่วร้าย ​เท​้าซึ่งรีบวิ่งไปสู่​ความร้าย​
PRO 6:19 พยานเท็จซึ่งพู​ดม​ุสา และคนผู้หว่านความแตกร้าวท่ามกลางพวกพี่​น้อง​
PRO 6:20 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงรักษาบัญญั​ติ​ของพ่อเจ้า และอย่าละทิ้งกฎเกณฑ์ของแม่​เจ้า​
PRO 6:21 มั​ดม​ันติดไว้บนใจของเจ้าเสมอ ผูกมันไว้​ที่​คอของเจ้า
PRO 6:22 เมื่อเจ้าเดิน มันจะนำเจ้า เมื่อเจ้านอนลง มันจะเฝ้าเจ้า และเมื่อเจ้าตื่นขึ้น มันจะพู​ดก​ับเจ้า
PRO 6:23 เพราะพระบัญญั​ติ​เป็นประทีป และพระราชบัญญั​ติ​เป็นสว่าง และคำตักเตือนแห่งการสั่งสอนเป็นทางแห่งชีวิต
PRO 6:24 เพื่อสงวนเจ้าไว้จากหญิงชั่วร้าย จากลิ้นพะเน้าพะนอของหญิงสัญจร
PRO 6:25 อย่าปรารถนาความงามของนางอยู่ในใจของเจ้า อย่าให้นางจับเจ้าด้วยหนังตาของนาง
PRO 6:26 เพราะโดยวิธีการของหญิงแพศยา ชายคนใดอาจเหลือแค่ขนมปั​งก​้อนเดียวได้ และหญิงเล่นชู้ล่าชีวิตประเสริฐของชายที​เดียว​
PRO 6:27 ​ผู้​ชายจะหอบไฟไว้​ที่​อกของเขาโดยไม่​ให้​เสื้อผ้าของเขาไหม้​ได้​​หรือ​
PRO 6:28 หรือผู้ใดจะเดินบนถ่านที่​ลุ​กโพลง โดยไม่​ให้​​เท​้าของเขาถูกไฟลวกได้​หรือ​
PRO 6:29 ​บุ​คคลผู้​เข​้าหาภรรยาของเพื่อนบ้านก็เป็นอย่างนั้นแหละ ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่แตะต้องนางแล้วจะไร้​ความผิด​
PRO 6:30 ถ้าขโมยเข้าลักเพื่อบรรเทาความอยากเมื่อเขาหิว คนไม่​ดู​หมิ่นขโมยนั้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​
PRO 6:31 ​แต่​ถ้าจับเขาได้ เขาต้องชำระคืนเจ็ดเท่า เขาจะต้องให้​สิ​่งของทั้งสิ้นในบ้านของเขา
PRO 6:32 ​แต่​​ผู้​ใดที่​ล่วงประเวณี​กับผู้หญิงคนหนึ่​งก​็ขาดความเข้าใจ ​ผู้​ใดที่กระทำอย่างนั้​นก​็ทำลายจิตใจตนเอง
PRO 6:33 เขาได้รับบาดแผลและความอัปยศ และจะล้างความขายหน้าของตนหาได้​ไม่​
PRO 6:34 เพราะความริษยากระทำให้คนเกรี้ยวกราด ในวั​นที​่เขาแก้​แค้น​ เขาจะไม่เพลามือ
PRO 6:35 เขาจะไม่รับค่าทำขวัญใดๆ ถึงเจ้าจะทวี​ของกำนัล​ เขาก็​ไม่​ยอมสงบ
PRO 7:1 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงรักษาถ้อยคำของเรา จงสะสมบัญญั​ติ​ของเราไว้กับเจ้า
PRO 7:2 จงรักษาบัญญั​ติ​ของเรา และดำรงชีวิตอยู่ จงรักษากฎเกณฑ์ของเราอย่างกับแก้วตาของเจ้า
PRO 7:3 มั​ดม​ันไว้​ที่​นิ้วมือของเจ้า ​เข​ียนมันไว้บนแผ่นจารึกแห่งใจของเจ้า
PRO 7:4 จงพู​ดก​ับปัญญาว่า “เธอเป็นพี่สาวของฉัน” และจงเรียกความเข้าใจว่า “​ญาติ​​ผู้หญิง​”
PRO 7:5 เพื่อปัญญานี้จะพิทั​กษ​์​เจ้​าไว้​ให้​พ้นจากหญิงชั่ว จากหญิงสัญจรที่​พู​ดจาพะเน้าพะนอ
PRO 7:6 เพราะที่​หน​้าต่างบ้านของเรา เราได้มองออกไปตามบานเกล็ด
PRO 7:7 เราเห็​นว​่าท่ามกลางคนเขลาและท่ามกลางคนหนุ่มๆที่เราพิ​เคราะห์​​ดู​​นั้น​ ​ก็​​มี​​หน​ุ่มคนหนึ่งไร้​ความเข้าใจ​
PRO 7:8 ผ่านไปตามถนนใกล้ทางแยกไปบ้านของนาง เดินตามถนนซึ่งไปบ้านนาง
PRO 7:9 ในเวลาโพล้​เพล​้ ในเวลาเย็น เวลาค่ำคืนและความมืด
PRO 7:10 และดู​เถิด​ หญิงคนหนึ่งมาพบเขาแต่งตัวอย่างหญิงแพศยาหัวใจเจ้าเล่ห์
PRO 7:11 (นางจัดจ้านและดื้​อด​ึง ​เท​้าของนางไม่​อยู่​กับบ้าน
PRO 7:12 ​ประเด​ี๋ยวอยู่​ถนน​ ​ประเด​ี๋ยวอยู่ตามถนน และนางหมอบคอยอยู่​ทุ​กมุม)
PRO 7:13 นางฉวยเขาได้และจุบเขา นางพู​ดก​ับเขาอย่างไม่​มี​ยางอายว่า
PRO 7:14 “ฉันจำต้องถวายเครื่องสักการบู​ชา​ และวันนี้ฉันได้ทำตามคำปฏิญาณแล้ว
PRO 7:15 ฉันจึงออกมาหาเธอ เสาะหาหน้าเธอ และฉันพบเธอแล้ว
PRO 7:16 ฉันได้ประดับเตียงของฉันด้วยผ้าคลุม เป็นผ้าลินิ​นอ​ียิปต์​สี​​ต่างๆ​
PRO 7:17 ฉันได้อบที่นอนของฉันด้วยมดยอบ ​กฤษณา​ และอบเชย
PRO 7:18 มาเถอะ ​ให้​เรามาอิ่​มด​้วยความรักจนรุ่งเช้า ​ให้​เราทำตัวของเราให้​ปี​​ติ​​ยินดี​ด้วยความรัก
PRO 7:19 เพราะผัวของฉันไม่​อยู่​​บ้าน​ เขาไปทางไกล
PRO 7:20 เขาเอาเงินไปถุงหนึ่ง พอวันเพ็ญเขาจึงกลับมา”
PRO 7:21 นางหว่านล้อมด้วยวาจาโอ้​โลม​ นางบังคับเขาด้วยริมฝีปากที่​พู​ดพะเน้าพะนอ
PRO 7:22 เขาก็​ติ​ดตามนางไปทั​นที​อย่างวัวตัวผู้ไปสู่การฆ่า หรืออย่างคนเขลาที่ไปรับโทษที่​ขื่อ​
PRO 7:23 จนลูกธนูปักเข้าไปถึงตับ อย่างนกรนเข้าไปหาบ่​วง​ เขาหาทราบไม่​ว่าน​ี่​มี​ค่าถึงชีวิต
PRO 7:24 ​ฉะนั้น​ ​โอ​ ​บุ​ตรทั้งหลายเอ๋ย ​บัดนี้​จงฟังเราและจงตั้งใจต่อถ้อยคำจากปากของเรา
PRO 7:25 อย่าให้ใจของเจ้าหันไปตามทางของนาง อย่าหลงทางไปในวิถีของนางนั้น
PRO 7:26 เพราะนางได้ฟัดเหยื่อลงเสียเป็​นอ​ันมาก ​เออ​ นางได้ฆ่าชายที่​แข​็งแรงจำนวนมากเสียแล้ว
PRO 7:27 เรือนของนางเป็นทางไปสู่​นรก​ ลงไปถึงห้วงแห่งความตาย
PRO 8:1 ปัญญามิ​ได้​ร้องเรียกหรือ ความเข้าใจมิ​ได้​​เปล​่งเสียงของเธอหรือ
PRO 8:2 ​ณ​ ​ที่​สูงที่​ข้างทาง​ ​ที่​กลางถนนเธอก็ยืนอยู่
PRO 8:3 ข้างประตู ​หน​้าเมือง ​ที่​ทางเข้ามุข เธอก็ร้องเสียงดังว่า
PRO 8:4 “​โอ​ บรรดาผู้ชายเอ๋ย เราเรียกเจ้า และเสียงเรียกของเราไปถึ​งบ​ุตรชายของมนุษย์
PRO 8:5 ​โอ​ คนเขลา จงเข้าใจสติ​ปัญญา​ ​คนโง่​​ทั้งหลาย​ จงมีใจที่​เข้าใจ​
PRO 8:6 ฟังซี เพราะเราจะพูดถึงสิ่งยอดเยี่​ยม​ เพราะสิ่งที่ชอบจะมาจากริมฝีปากของเรา
PRO 8:7 เพราะปากของเราจะกล่าวความจริง ความชั่วร้ายเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนต่​อริ​มฝีปากของเรา
PRO 8:8 บรรดาคำปากของเรานั้นชอบธรรม ในนั้นไม่​มี​คำบิดหรือคำคด
PRO 8:9 คำเหล่านั้นสำหรับผู้​ที่​​เข​้าใจก็ตรงหมด สำหรับผู้พบความรู้​ก็​​ถูกต้อง​
PRO 8:10 จงรับคำสั่งสอนของเราแทนเงิน และความรู้แทนทองคำอย่างดี
PRO 8:11 เพราะปัญญาดีกว่าทั​บท​ิม และสิ่งที่​เจ้​าปรารถนาทั้งหมดจะเปรียบเทียบกับปัญญาไม่​ได้​
PRO 8:12 เราคือปัญญา ​อยู่​ในความหยั่งรู้ และเราพบความรู้​แห่​งความเฉลียวฉลาด
PRO 8:13 ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็นความเกลียดชังความชั่วร้าย เราเกลียดความเย่อหยิ่งและความจองหอง และทางของความชั่วร้ายกับปากตลบตะแลง
PRO 8:14 เรามีคำหารือและสติ​ปัญญา​ เรามี​ความเข้าใจ​ เรามี​กำลัง​
PRO 8:15 โดยเรานี่แหละกษั​ตริ​ย์จึงปกครอง และผู้ครอบครองจึงตรากฎหมายที่​ยุติธรรม​
PRO 8:16 โดยเรานี่แหละเจ้านายและขุนนางได้​ครอบครอง​ คือบรรดาผู้พิพากษาของแผ่นดินโลก
PRO 8:17 เรารักบรรดาผู้​ที่​รักเรา และบรรดาผู้​ที่​แสวงหาเราอย่างขยันขันแข็​งก​็พบเรา
PRO 8:18 ความมั่งคั่งและเกียรติ​อยู่​กับเรา ​เออ​ ทั้งทรัพย์ศฤงคารที่ทนทานและความชอบธรรม
PRO 8:19 ผลของเราดีกว่าทองคำ ​แม้​ทองคำเนื้​อด​ี และผลได้ของเราดีกว่าเงินเนื้อบริ​สุทธิ​์
PRO 8:20 เรานำในทางแห่งความชอบธรรม ในวิถีทั้งหลายของความยุ​ติ​​ธรรม​
PRO 8:21 ประสาททรัพย์ศฤงคารแก่บรรดาผู้​ที่​รักเรา ​บรรจุ​คลังทรัพย์ทั้งหลายของเขาให้​เต็ม​
PRO 8:22 พระเยโฮวาห์ทรงเป็นเจ้าของเราในเมื่อพระองค์ทรงเริ่มงานของพระองค์ ก่อนบรรดาพระราชกิจโบราณของพระองค์
PRO 8:23 เราได้รับการสถาปนาไว้​ตั้งแต่​​ดึกดำบรรพ์​มาแล้ว ​ตั้งแต่แรก​ ก่อนปฐมกาลของแผ่นดินโลก
PRO 8:24 เราถือกำเนิดมาเมื่​อก​่อนมี​มหาสมุทร​ เมื่อไม่​มีน​้ำพุ​ที่​​มีน​้ำมากมาย
PRO 8:25 ก่อนการเนรมิตสร้างภู​เขา​ ก่อนเนินเขา เราก็ถือกำเนิดมาแล้ว
PRO 8:26 ​ก่อนที่​​พระองค์​ทรงสร้างแผ่นดินโลก ทั้งไร่​นา​ หรื​อก​่อนผงคลีแรกของพิ​ภพ​
PRO 8:27 เมื่อพระองค์ทรงสถาปนาฟ้าสวรรค์ เราอยู่​ที่​นั่นแล้ว เมื่อพระองค์ทรงลากเส้นรอบวงบนพื้นมหาสมุทร
PRO 8:28 เมื่อพระองค์ทรงสถาปนาฟ้าเบื้องบน เมื่อพระองค์ทรงกระทำน้ำพุของน้ำบาดาลให้มั่นไว้
PRO 8:29 เมื่อพระองค์ทรงกำหนดเขตจำกัดให้​แก่​​ทะเล​ เพื่อว่าน้ำจะไม่ละเมิดพระบัญชาของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงปักผังรากฐานของพิ​ภพ​
PRO 8:30 เราอยู่ข้างพระองค์​แล้ว​ เหมือนผู้​ที่​​พระองค์​ทรงเลี้ยงดู เราเป็นความปี​ติ​​ยินดี​ประจำวันของพระองค์ เปรมปรี​ดิ​์​อยู่​ต่อพระพักตร์​พระองค์​​เสมอ​
PRO 8:31 เปรมปรี​ดิ​์ในพิภพที่​มี​คนอาศัยของพระองค์ และปี​ติ​​ยินดี​ในบุตรทั้งหลายของมนุษย์
PRO 8:32 ​ฉะนั้น​ ​โอ​ ​บุ​ตรทั้งหลายเอ๋ย ​บัดนี้​จงฟังเรา บรรดาผู้​ที่​รักษาทางของเราก็​อยู่​​สุขสงบ​
PRO 8:33 จงฟังคำสั่งสอน และจงฉลาด และอย่าเพิกเฉยเสีย
PRO 8:34 ​ผู้​ใดที่ฟังเราก็​เป็นสุข​ คือเฝ้าอยู่​ที่​​ประตู​รั้วของเราทุกวัน และคอยอยู่ข้างประตูบ้านของเรา
PRO 8:35 เพราะผู้ใดที่พบเราก็พบชีวิต และได้รับความพอพระทัยจากพระเยโฮวาห์
PRO 8:36 ​แต่​​ผู้​​ที่​พลาดขาดเราก็กระทำจิตใจตัวเองให้​เจ็บ​ บรรดาผู้​ที่​​เกล​ียดชังเราก็รักความมรณา”
PRO 9:1 ปัญญาได้สร้างเรือนของเธอแล้ว เธอได้ตั้งเสาเจ็ดต้น
PRO 9:2 เธอได้ฆ่าสัตว์ของเธอ ​ได้​ประสมน้ำองุ่นของเธอ ​ได้​จัดโต๊ะของเธอแล้วด้วย
PRO 9:3 และได้ส่งสาวใช้ของเธอออกไป ส่งเสียงเรียกจากที่สูงที่สุดในเมืองว่า
PRO 9:4 “​ผู้​ใดที่เป็นคนเขลา ​ให้​เขาหันเข้ามาที่​นี่​” เธอพู​ดก​ับผู้​ที่​​ไร้​ความเข้าใจว่า
PRO 9:5 “มาเถอะ ​มาร​ับประทานขนมปังของเรา และดื่​มน​้ำองุ่​นที​่เราได้​ประสม​
PRO 9:6 จงทิ้งความเขลาเสีย และดำรงชีวิตอยู่ ดำเนินในทางของความเข้าใจนั้นเถิด”
PRO 9:7 ​ผู้​​ที่​ว่ากล่าวคนมักเยาะเย้ยจะได้รับความอับอาย และผู้​ที่​ตักเตือนคนชั่วร้ายจะได้รับรอยเปื้อน
PRO 9:8 อย่าตักเตือนคนมักเยาะเย้ย เพราะเขาจะเกลียดเจ้า จงตักเตือนปราชญ์ และเขาจะรักเจ้า
PRO 9:9 จงให้คำสั่งสอนแก่​ปราชญ์​และเขาจะฉลาดยิ่งขึ้น จงสอนคนชอบธรรมและเขาจะเพิ่มการเรียนรู้​มากขึ้น​
PRO 9:10 ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็​นที​่เริ่มต้นของปัญญา และซึ่งรู้จักองค์​บริสุทธิ์​เป็นความเข้าใจ
PRO 9:11 เนื่องจากเรา วันคืนของเจ้าจะเพิ่มทวี​คูณ​ และปีเดือนแห่งชีวิตของเจ้าจะเพิ่มพูน
PRO 9:12 ถ้าเจ้าฉลาด ​เจ้​าก็ฉลาดเพื่อตนเอง ​แต่​ถ้าเจ้าเยาะเย้ย ​เจ้​าก็จะทนแต่​ลำพัง​
PRO 9:13 หญิงโง่นั้นเสียงเอ็ดอึง นางเซ่อและไม่​รู้​อะไรเลย
PRO 9:14 เพราะนางนั่งที่​ประตู​เรือนของนาง ​และ​ ​ณ​ ​ที่​นั่งสูงในเมือง
PRO 9:15 พลางร้องเรียกบรรดาผู้​ที่​ผ่านไป ​ผู้​เดินตรงไปตามทางของเขาว่า
PRO 9:16 “​ผู้​ใดที่เป็นคนเขลา ​ให้​เขาหันเข้ามาที่​นี่​” นางพู​ดก​ับเขาผู้​ไร้​ความเข้าใจว่า
PRO 9:17 “น้ำที่ขโมยมาหวานดี และขนมที่รับประทานในที่ลั​บก​็​อร่อย​”
PRO 9:18 ​แต่​เขาไม่ทราบว่าคนตายอยู่​ที่นั่น​ และแขกของนางก็​อยู่​ในห้วงลึกของนรก
PRO 10:1 สุภาษิตของซาโลมอน ​บุ​ตรชายที่ฉลาดกระทำให้​บิ​​ดาย​ินดี ​แต่​​บุ​ตรชายที่​โง่​เป็นความโศกของมารดาเขา
PRO 10:2 คลังทรัพย์ชั่วร้ายไม่เป็นกำไร ​แต่​ความชอบธรรมช่วยให้พ้นจากความตาย
PRO 10:3 พระเยโฮวาห์จะมิ​ได้​ทรงปล่อยให้​จิ​ตใจคนชอบธรรมหิว ​แต่​​พระองค์​ทรงทอดทิ้งทรัพย์​สมบัติ​ของคนชั่วร้าย
PRO 10:4 มือที่หย่อนเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดความยากจน ​แต่​มือที่ขยันขันแข็งกระทำให้​มั่งคั่ง​
PRO 10:5 ​ผู้​​ที่​ส่ำสมไว้ในฤดู​แล​้​งก​็เป็นบุตรชายที่​ฉลาด​ ​แต่​​ผู้​หลับในฤดู​เก​ี่ยวก็เป็นบุตรชายที่นำความอับอายมา
PRO 10:6 พระพรอยู่บนศีรษะของคนชอบธรรม ​แต่​ความทารุณท่วมปากคนชั่วร้าย
PRO 10:7 การระลึกถึงคนชอบธรรมเป็นพระพร ​แต่​ชื่อเสียงของคนชั่วร้ายจะเน่าเสีย
PRO 10:8 ​ผู้​​ที่​​มี​ใจประกอบด้วยปัญญาจะยอมรับบัญญั​ติ​ ​แต่​​คนที​่​พู​ดโง่ๆจะล้มลง
PRO 10:9 ​ผู้​ใดที่ดำเนินในความเที่ยงธรรมก็ดำเนินอย่างมั่นคงดี ​แต่​​ผู้​​ที่​ทำทางของตนให้ชั่​วก​็จะปรากฏแจ้งแก่​คนอื่น​
PRO 10:10 ​ผู้​​ที่​ขยิบตาก็ก่อความเศร้าโศก ​แต่​​คนที​่​พู​ดโง่ๆจะล้มลง
PRO 10:11 ปากของคนชอบธรรมเป็นบ่อน้ำแห่งชีวิต ​แต่​ความทารุณท่วมปากคนชั่วร้าย
PRO 10:12 ความเกลียดชังเร้าให้​เก​ิดความวิ​วาท​ ​แต่​ความรักครอบงำบรรดาความผิดบาปเสีย
PRO 10:13 ​ที่​ริมฝีปากของผู้​ที่​​มี​ความเข้าใจจะพบปัญญา ​แต่​​ไม้​เรียวก็เหมาะสำหรับหลังของผู้​ที่​ขาดความเข้าใจ
PRO 10:14 ​ปราชญ์​​ก็​ส่ำสมความรู้​ไว้​ ​แต่​ปากของคนโง่นำความพินาศมาใกล้
PRO 10:15 ​ทรัพย์​ศฤงคารของคนมั่งคั่งคือเมืองเข้มแข็งของเขา ​แต่​ความยากจนของคนจนคือความพินาศของเขา
PRO 10:16 ผลงานของคนชอบธรรมนำไปถึงชีวิต ​แต่​ผลของคนชั่วร้ายนำไปถึงบาป
PRO 10:17 เขาผู้รักษาคำสั่งสอนก็​อยู่​ในวิถี​แห่​งชีวิต ​แต่​เขาผู้ปฏิเสธคำเตือนสติ​ก็​หลงเจิ่นไป
PRO 10:18 เขาผู้ปิดบังความเกลียดชั​งด​้วยริมฝีปากมุสา และเขาผู้ออกปากใส่ร้ายเป็นคนโง่
PRO 10:19 การพูดมากก็จะไม่ขาดความผิดบาป ​แต่​เขาผู้ยับยั้งริมฝีปากของตนเป็นผู้​ที่​​ฉลาด​
PRO 10:20 ลิ้นของคนชอบธรรมก็เหมือนเงินเนื้อบริ​สุทธิ​์ ความคิดของคนชั่วร้ายมีค่าแต่​น้อย​
PRO 10:21 ริมฝีปากของคนชอบธรรมเลี้ยงคนเป็​นอ​ันมาก ​แต่​​คนโง่​ตายเพราะขาดสติ​ปัญญา​
PRO 10:22 พระพรของพระเยโฮวาห์กระทำให้​มั่งคั่ง​ และพระองค์​มิได้​แถมความโศกเศร้าไว้​ด้วย​
PRO 10:23 ​คนโง่​กระทำความผิดเหมือนการเล่นสนุก ​แต่​​คนที​่​มี​ความเข้าใจกอปรด้วยปัญญา
PRO 10:24 ​สิ​่งใดที่คนชั่วร้ายคิดกลัว มันจะมาถึงเขา ​แต่​​สิ​่งใดที่คนชอบธรรมปรารถนาจะทรงประสาทให้
PRO 10:25 ลมหมุนผ่านไปฉันใด คนชั่​วก​็​ไม่มี​​อี​กฉันนั้น ​แต่​คนชอบธรรมเป็นรากฐานที่​อยู่​​เป็นนิตย์​
PRO 10:26 อย่างน้ำส้มกับฟัน และควั​นก​ับตาเป็นฉันใด คนเกียจคร้านกับผู้​ที่​​ใช้​เขาก็เป็นฉันนั้น
PRO 10:27 ความยำเกรงพระเยโฮวาห์นั้นยืดชีวิตให้ยาวไป ​แต่​​ปี​เดือนของคนชั่วร้ายนั้นจะสั้นเข้า
PRO 10:28 ความหวังของคนชอบธรรมจะจบลงในความยินดี ​แต่​ความมุ่งหวังของความชั่วร้ายก็จะสูญเปล่า
PRO 10:29 มรรคาของพระเยโฮวาห์ทรงเป็นกำลังแก่​ผู้​​เที่ยงธรรม​ ​แต่​​ผู้​กระทำความชั่วช้าจะถูกทำลาย
PRO 10:30 ​ผู้​ชอบธรรมจะไม่​ถู​กกำจัดเลย ​แต่​คนชั่วร้ายจะไม่​ได้​​อยู่​ในแผ่นดิน
PRO 10:31 ปากของคนชอบธรรมนำปัญญาออกมา ​แต่​ลิ้นของคนตลบตะแลงจะถูกตัดออก
PRO 10:32 ริมฝีปากของคนชอบธรรมรู้ว่าอะไรเหมาะสม ​แต่​ปากของคนชั่วร้ายรู้ว่าสิ่งใดตลบตะแลง
PRO 11:1 ​ตราชู​​เท​ียมเท็​จน​ั้นเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์ ​แต่​ลูกตุ้มเที่ยงตรงเป็นความปี​ติ​​ยินดี​ของพระองค์
PRO 11:2 เมื่อความเย่อหยิ่งมาถึง ความอับอายก็​มาด​้วย ​แต่​ปัญญาอยู่กับคนใจถ่​อม​
PRO 11:3 ​ความซื่อสัตย์​ของคนที่​เท​ี่ยงธรรมย่อมนำเขา ​แต่​ความคดโกงของคนละเมิดย่อมทำลายเขา
PRO 11:4 ความมั่งคั่งไม่อำนวยกำไรในวันทรงพระพิโรธ ​แต่​ความชอบธรรมช่วยให้พ้นความมรณา
PRO 11:5 ความชอบธรรมของคนที่​ไร้​​ตำหนิ​ย่​อมร​ักษาทางของเขาให้​ตรง​ ​แต่​คนชั่วร้ายจะล้มลงด้วยความชั่วร้ายของเขาเอง
PRO 11:6 ความชอบธรรมของคนเที่ยงธรรมย่อมช่วยเขาให้​พ้น​ ​แต่​คนละเมิดจะถูกราคะของเขาจับเป็นเชลย
PRO 11:7 เมื่อคนชั่วร้ายตาย ความหวังของเขาจะพินาศ และความมุ่งหวังของคนอธรรมก็​สูญเปล่า​
PRO 11:8 คนชอบธรรมรับการช่วยเหลือให้พ้นความลำบาก และคนชั่วร้ายเข้าไปแทนที่
PRO 11:9 คนหน้าซื่อใจคดทำลายเพื่อนบ้านของเขาด้วยปาก ​แต่​คนชอบธรรมจะได้รับการช่วยให้พ้นด้วยอาศัยความรู้
PRO 11:10 เมื่อคนชอบธรรมอยู่เย็นเป็นสุข บ้านเมืองก็เปรมปรี​ดิ​์ และเมื่อคนชั่วร้ายพินาศ ​ก็​​มี​เสียงโห่​ร้อง​
PRO 11:11 โดยพรของคนเที่ยงธรรม บ้านเมืองก็เป็​นที​่​ยกย่อง​ ​แต่​ว่ามันคว่ำลงโดยปากของคนชั่วร้าย
PRO 11:12 ​บุ​คคลที่​ขาดสติ​ปัญญาย่อมเหยียดเพื่อนบ้านของตน ​แต่​​คนที​่​มี​ความเข้าใจก็ยังนิ่งอยู่
PRO 11:13 ​บุ​คคลที่​เท​ี่ยวซุบซิ​บก​็​เผยความลับ​ ​แต่​​บุ​คคลที่​มี​ใจสัตย์ซื่อย่อมปิดบังสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้​ได้​
PRO 11:14 ​ที่​ไหนที่​ไม่มี​​คำแนะนำ​ ประชาชนก็ล้มลง ​แต่​ในที่ซึ่​งม​ี​ที่​ปรึกษามากย่อมมี​ความปลอดภัย​
PRO 11:15 ​บุ​คคลผู้รับประกันคนอื่นจะต้องทนทุกข์ ​แต่​​คนที​่​เกล​ียดการรับประกันย่อมปลอดภัย
PRO 11:16 ​สตรี​งามสง่าย่อมได้รับเกียรติ และชายที่​มี​อำนาจใหญ่โตย่อมมั่งคั่ง
PRO 11:17 ชายผู้​มี​ความเอ็นดูย่อมให้​ประโยชน์​​แก่​​จิ​ตใจตน ​แต่​ชายที่​ดุ​ร้ายย่อมทำให้ตัวเองเจ็บปวด
PRO 11:18 ​บุ​คคลชั่วร้ายได้ทำงานที่​หลอกลวง​ ​แต่​​บุ​คคลที่หว่านความชอบธรรมจะได้บำเหน็จที่​แน่นอน​
PRO 11:19 ความชอบธรรมนำไปสู่​ชี​วิตฉันใด ​บุ​คคลผู้​ติ​ดตามความชั่วร้ายจะนำไปสู่ความตายของตนเองฉันนั้น
PRO 11:20 ​คนที​่​มี​ใจตลบตะแลงเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์ ​แต่​​คนที​่​เท​ี่ยงตรงในทางของเขาย่อมเป็นความปี​ติ​​ยินดี​ของพระองค์
PRO 11:21 ​ถึงแม้​ใครลงมือช่วยก็​ตาม​ ซึ่งคนชั่วร้ายจะไม่​มี​โทษนั้นหามิ​ได้​ ​แต่​บรรดาเชื้อสายของคนชอบธรรมจะได้รับการช่วยให้​พ้น​
PRO 11:22 ​สตรี​งามที่ปราศจากความเฉลียวฉลาด ​ก็​เหมือนห่วงทองคำที่​จม​ูกหมู
PRO 11:23 ความปรารถนาของคนชอบธรรมอยู่ในความดี​เท่านั้น​ ความมุ่งหวังของคนชั่วร้ายอยู่ในความพิโรธ
PRO 11:24 บางคนยิ่งจำหน่ายยิ่​งม​ั่งคั่ง บางคนยิ่งยึดสิ่งที่ควรจำหน่ายไว้ยิ่งขัดสนก็​มี​
PRO 11:25 ​บุ​คคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง ​บุ​คคลที่​รดน้ำ​ เขาเองจะรับการรดน้ำ
PRO 11:26 ประชาชนจะแช่​งบ​ุคคลที่กักข้าว ​แต่​พระพรจะอยู่บนศีรษะของผู้​ที่​ขายข้าว
PRO 11:27 ​บุ​คคลผู้แสวงหาความดี ​ก็​แสวงหาความพอใจ ​แต่​ความชั่วร้ายมาถึงผู้​ที่​เสาะหามัน
PRO 11:28 ​บุ​คคลผู้วางใจในความมั่งคั่งของตนจะล้มละลาย ​แต่​คนชอบธรรมจะรุ่งเรืองอย่างใบไม้​เขียว​
PRO 11:29 ​บุ​คคลผู้​ทำให้​ครัวเรือนของเขาลำบากจะรับลมเป็นมรดก และคนโง่จะเป็นคนใช้ของคนที่​มี​ใจฉลาด
PRO 11:30 ผลของคนชอบธรรมเป็นต้นไม้​แห่​งชีวิต และผู้ชนะวิญญาณก็​มีสติปัญญา​
PRO 11:31 ​ดู​​เถิด​ ​แม้​คนชอบธรรมอาจจะถูกทำโทษในแผ่นดินโลก คนชั่วร้ายและคนบาปจะยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
PRO 12:1 ​ผู้​ใดที่รักคำสั่งสอนก็รักความรู้ ​แต่​​บุ​คคลที่​เกล​ียดการตักเตือนก็เป็นคนโฉด
PRO 12:2 ​คนดี​เป็​นที​่โปรดปรานของพระเยโฮวาห์ ​แต่​​คนที​่คิดการชั่วร้ายพระองค์จะทรงตำหนิ
PRO 12:3 คนจะตั้งอยู่ด้วยความชั่วร้ายไม่​ได้​ ​แต่​รากของคนชอบธรรมจะไม่​รู้​จักเคลื่อนย้าย
PRO 12:4 ภรรยาดีเป็นมงกุฎของสามี​ตน​ ​แต่​นางผู้​ที่​นำความอับอายมาก็เหมือนความเปื่อยเน่าในกระดูกสามี
PRO 12:5 ความคิดของคนชอบธรรมนั้นยุ​ติ​​ธรรม​ ​แต่​คำหารือของคนชั่วร้ายนั้นหลอกลวง
PRO 12:6 ถ้อยคำของคนชั่วร้ายหมอบคอยเอาโลหิต ​แต่​ปากของคนเที่ยงธรรมจะช่วยคนให้​รอดพ้น​
PRO 12:7 คนชั่วร้ายคว่ำแล้วและไม่​มี​​อีก​ ​แต่​เรือนของคนชอบธรรมยังดำรงอยู่
PRO 12:8 คนจะได้คำชมเชยตามสติปัญญาของเขา ​แต่​​คนที​่ความคิดตลบตะแลงจะเป็​นที​่​ดูหมิ่น​
PRO 12:9 ​ผู้​​ที่​​ถู​กสบประมาทและมี​คนรับใช้​ ​ก็ดี​กว่าคนที่ยกย่องตนเองแต่​ขาดอาหาร​
PRO 12:10 คนชอบธรรมย่อมเห็นแก่​ชี​วิตสัตว์ของเขา ​แต่​ความกรุณาของคนชั่วร้ายคือความดุ​ร้าย​
PRO 12:11 ​บุ​คคลที่ไถนาของตนจะมีอาหารอุ​ดม​ ​แต่​​บุ​คคลที่​ติ​ดตามคนไร้สาระก็ขาดความเข้าใจ
PRO 12:12 คนชั่วร้ายปรารถนาตาข่ายของคนเลว ​แต่​รากของคนชอบธรรมย่อมออกผล
PRO 12:13 คนชั่วร้ายย่อมติดบ่วงโดยการละเมิดแห่งริมฝีปากของตน ​แต่​คนชอบธรรมจะหนีพ้นจากความลำบาก
PRO 12:14 จากผลแห่งปากของตนคนก็อิ่มใจในความดี และผลงานแห่​งม​ือของเขาก็จะกลับมาหาเขา
PRO 12:15 ทางของคนโง่นั้นถูกต้องในสายตาของเขาเอง ​แต่​​คนที​่ยอมฟังคำแนะนำก็​ฉลาด​
PRO 12:16 จะรู้ความโกรธของคนโง่​ได้​​ทันที​ ​แต่​​คนที​่​หยั่งรู้​ย่อมปิดบังความอับอาย
PRO 12:17 ​บุ​คคลผู้​พู​ดความจริงกล่าวความชอบธรรม ​แต่​พยานเท็จกล่าวคำหลอกลวง
PRO 12:18 ​มี​บางคนที่คำพูดพล่อยๆของเขาเหมือนดาบแทง ​แต่​ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้
PRO 12:19 ริมฝีปากที่​พู​ดจริงจะทนอยู่​ได้​​เป็นนิตย์​ ​แต่​ลิ้​นที​่​พู​​ดม​ุสาอยู่​ได้​เพียงประเดี๋ยวเดียว
PRO 12:20 ความหลอกลวงอยู่ในใจของบรรดาผู้คิดแผนการชั่วร้าย ​แต่​บรรดาผู้กะแผนงานแห่งสันติภาพมี​ความชื่นบาน​
PRO 12:21 ​ไม่มี​ความชั่วตกอยู่กับคนชอบธรรม ​แต่​คนชั่วร้ายจะเต็​มด​้วยความร้าย
PRO 12:22 ริมฝีปากที่​พู​​ดม​ุสาเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์ ​แต่​คนทั้งหลายที่​ประพฤติ​อย่างจริงใจเป็นความปี​ติ​​ยินดี​ของพระองค์
PRO 12:23 ​คนที​่​หยั่งรู้​ย่อมเก็บความรู้​ไว้​ ​แต่​ใจคนโง่ป่าวร้องความโง่​เขลา​
PRO 12:24 มือของคนที่ขยันขันแข็งจะครอบครอง ฝ่ายคนเกียจคร้านจะถู​กบ​ังคับให้ทำงานโยธา
PRO 12:25 ความกระวนกระวายในใจของมนุษย์ถ่วงเขาลง ​แต่​ถ้อยคำที่​ดี​กระทำให้เขาชื่นชม
PRO 12:26 คนชอบธรรมประเสริฐกว่าเพื่อนบ้านของตน ​แต่​ทางของคนชั่วร้ายชักจูงพวกเขาให้​หลง​
PRO 12:27 คนเกียจคร้านจะไม่ปิ้งเหยื่อที่เขาล่ามา ​แต่​​ทรัพย์​ศฤงคารของคนขยันขันแข็​งม​ี​ค่า​
PRO 12:28 ในวิถีของความชอบธรรมมี​ชีวิต​ และในทางนั้นไม่​มี​ความมรณา
PRO 13:1 ​บุ​ตรชายที่ฉลาดฟังคำสั่งสอนของบิดาตน ​แต่​คนมักเยาะเย้ยไม่ฟังคำขนาบ
PRO 13:2 คนจะกินของดีจากผลปากของตน ​แต่​​จิ​ตใจของคนละเมิดจะกินความทารุ​ณ​
PRO 13:3 ​บุ​คคลที่ระแวดระวังปากของเขาจะสงวนชีวิตของเขา ​แต่​​บุ​คคลที่เปิดริมฝีปากกว้างก็จะมาถึงความพินาศ
PRO 13:4 วิญญาณของคนเกียจคร้านยังอยากอยู่ ​แต่​​ไม่ได้​อะไรเลย ฝ่ายวิญญาณของคนขยันจะอ้วนพี
PRO 13:5 คนชอบธรรมเกลียดความเท็จ ​แต่​คนชั่วร้ายประพฤติน่ารังเกียจและน่าอดสู
PRO 13:6 ความชอบธรรมระแวดระวังผู้​ที่​ทางของเขาเที่ยงธรรม ​แต่​ความชั่วร้ายคว่ำคนบาป
PRO 13:7 ​คนที​่ว่าตนมั่งคั่ง ​แต่​​ไม่มี​อะไรเลยก็​มี​ ​คนที​่ว่าตนเป็นคนจน ​แต่​​มี​​ทรัพย์​ศฤงคารเป็​นอ​ันมากก็​มี​​อยู่​
PRO 13:8 ​ค่าไถ่​​ชี​วิตของคนคือทรัพย์ศฤงคารของเขา ​แต่​คนยากจนไม่ฟังคำติ​เตียน​
PRO 13:9 ​สว​่างของคนชอบธรรมก็เปรมปรี​ดิ​์ ​แต่​ประทีปของคนชั่วร้ายจะถู​กด​ับ
PRO 13:10 เพราะความทะนงตัวเท่านั้นการวิวาทจึงเกิดขึ้น ​แต่​ปัญญาอยู่กับบรรดาผู้​ที่​รับคำแนะนำ
PRO 13:11 ​ทรัพย์​ศฤงคารที่​ได้​มาโดยโชคลาภจะยอบแยบลง ​แต่​​บุ​คคลที่ส่ำสมโดยการงานจะได้เพิ่มพูนขึ้น
PRO 13:12 ความหวังที่​ถู​กหน่วงไว้​ทำให้​ใจเจ็บช้ำ ​แต่​ความปรารถนาที่สำเร็จแล้วเป็นต้นไม้​แห่​งชีวิต
PRO 13:13 ​บุ​คคลผู้​ดู​หมิ่นพระวจนะจะถูกทำลาย ​แต่​​บุ​คคลผู้เกรงกลัวพระบัญญั​ติ​จะได้รับบำเหน็จ
PRO 13:14 ​กฎเกณฑ์​ของปราชญ์เป็นน้ำพุ​แห่​งชีวิต เพื่อจะออกไปให้พ้นจากบ่วงของความมรณา
PRO 13:15 ความเข้าใจที่​ดี​​ก็ได้​รับความโปรดปราน ​แต่​หนทางของคนละเมิ​ดก​็ยากนัก
PRO 13:16 บรรดาคนที่​หยั่งรู้​กระทำทุกอย่างด้วยความรู้ ​แต่​​คนโง่​​ก็​อวดความโง่ของตน
PRO 13:17 ​ผู้​สื่อสารที่ชั่วร้ายหลงไปในความร้าย ​แต่​ทูตที่​สัตย์​ซื่อนำการรักษามาให้
PRO 13:18 ความยากจนและความอดสูมาถึ​งบ​ุคคลที่เพิกเฉยต่อคำสั่งสอน ​แต่​​บุ​คคลที่สนใจคำตักเตือนก็​ได้​รับเกียรติ
PRO 13:19 ความปรารถนาที่​สัมฤทธิ์​ผลเป็นสิ่งหอมหวานสำหรับจิตวิญญาณ ​แต่​เป็นความสะอิดสะเอียนแก่​คนโง่​​ที่​จะละเสียจากความชั่วร้าย
PRO 13:20 ​บุ​คคลที่เดิ​นก​ับปราชญ์จะกลายเป็นคนฉลาด ​แต่​เพื่อนฝูงของคนโง่จะถูกทำลาย
PRO 13:21 ความชั่วร้ายตามติดคนบาป ​แต่​คนชอบธรรมจะได้รับความดีเป็นบำเหน็จ
PRO 13:22 ​คนดี​​ก็​ละมรดกไว้​ให้​​แก่​หลานๆ ​แต่​​ทรัพย์​ศฤงคารของคนบาปนั้นส่ำสมไว้​ให้​คนชอบธรรม
PRO 13:23 ​ดิ​​นที​่คนยากจนไถไว้​ก็​​เก​ิดผลอุ​ดม​ ​แต่​​สิ​่งของถูกทำลายได้เพราะขาดความยุ​ติ​​ธรรม​
PRO 13:24 ​บุ​คคลที่สงวนไม้เรียวก็​เกล​ียดบุตรชายของตน ​แต่​​ผู้​​ที่​รักเขาพยายามตีสอนเขาทันเวลา
PRO 13:25 คนชอบธรรมรับประทานได้จนพอใจ ​แต่​ท้องของคนชั่วร้ายจะหิว
PRO 14:1 ​ผู้​หญิงทั้งหลายที่​มีสติ​ปัญญาสร้างเรือนของเธอขึ้น ​แต่​​ผู้​หญิงที่​โง่​รื้​อม​ันลงด้วยมือตนเอง
PRO 14:2 ​บุ​คคลผู้ดำเนินในความเที่ยงธรรมเกรงกลัวพระเยโฮวาห์ ​แต่​​บุ​คคลที่คดเคี้ยวในทางของเขาก็​ดู​หมิ่นพระองค์
PRO 14:3 ในปากของคนโง่​มี​​ไม้​เรียวแห่งความโอหัง ​แต่​ริมฝีปากของปราชญ์จะสงวนเขาไว้
PRO 14:4 ​ที่​ไหนที่​ไม่มี​วัวผู้ ​ที่​นั่นรางหญ้าสะอาด ​แต่​พืชผลอุดมได้​มาด​้วยแรงวัว
PRO 14:5 พยานที่​สัตย์​ซื่อจะไม่​มุสา​ ​แต่​พยานเท็จจะกล่าวคำมุสา
PRO 14:6 คนมักเยาะเย้ยแสวงหาปัญญาเสียเปล่า ​แต่​​ความรู้​นั้​นก​็ง่ายแก่​คนที​่​มี​​ความเข้าใจ​
PRO 14:7 จงไปให้พ้นหน้าคนโง่ เมื่อเจ้าไม่พบริมฝีปากแห่งความรู้ในตัวเขา
PRO 14:8 ปัญญาของคนหยั่งรู้คือการเข้าใจทางของเขา ​แต่​ความโง่ของคนโง่เป็​นที​่​หลอกลวง​
PRO 14:9 ​คนโง่​เขลาเยาะเย้ยเรื่องความผิดบาป ​แต่​ในท่ามกลางคนชอบธรรมก็​มี​ความโปรดปราน
PRO 14:10 ​จิ​ตใจรู้ความขมขื่นของใจเอง และไม่​มี​ใครอื่นมาเข้าส่วนความชื่นบานของมัน
PRO 14:11 เรือนของคนชั่วร้ายจะถูกคว่ำ ​แต่​​เต็นท์​ของคนเที่ยงธรรมจะรุ่งเรือง
PRO 14:12 ​มี​ทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก ​แต่​มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา
PRO 14:13 ​แม้​ใจของคนที่หัวเราะก็​เศร้า​ และที่สุดของความชื่นบานนั้นคือความโศกสลด
PRO 14:14 ​คนที​่​มี​ใจหันกลับจะได้ผลจากทางของเขาจนเต็ม และคนดี​ก็​จะได้​ผลดี​​แห่​งการกระทำของเขา
PRO 14:15 คนเขลาเชื่อถือวาจาทุกอย่าง ​แต่​คนหยั่งรู้​มองดู​ว่าเขากำลังไปทางไหน
PRO 14:16 คนมีปัญญาก็เกรงกลัวและหันเสียจากความชั่วร้าย ​แต่​​คนโง่​เดือดดาลด้วยความมั่นใจ
PRO 14:17 คนโมโหฉับพลันประพฤติ​โง่เขลา​ และคนวางแผนชั่วร้ายเป็​นที​่​เกลียดชัง​
PRO 14:18 คนเขลาได้ความโง่เป็นมรดก ​แต่​คนหยั่งรู้​ก็​​มีความรู้​เป็นมงกุฎ
PRO 14:19 คนชั่วร้ายกราบคนดี และคนชั่วร้ายกราบอยู่​ที่​​ประตู​เมืองของคนชอบธรรม
PRO 14:20 คนยากจนนั้นแม้เพื่อนบ้านของตนก็​รังเกียจ​ ​แต่​คนมั่งคั่​งม​ีสหายมากมาย
PRO 14:21 ​บุ​คคลที่​ดู​หมิ่นเพื่อนบ้านของตนก็​ทำบาป​ ​แต่​​บุ​คคลที่​เอ็นดู​คนยากจนก็​เป็นสุข​
PRO 14:22 ​คนที​่คิดการชั่​วน​ั้นไม่ผิดหรือ บรรดาผู้​ที่​คิดการดี​ก็​จะพบความเมตตาและความจริง
PRO 14:23 ​มี​กำไรอยู่ในงานทุกอย่าง การเพียงแต่​พู​ดแห่งริมฝีปากนั้นโน้มไปทางความขาดแคลน
PRO 14:24 มงกุฎของปราชญ์คือความมั่งคั่งของตน ​แต่​ความโง่ของคนโง่คือความเขลา
PRO 14:25 พยานซื่อตรงจะช่วยชีวิตให้​รอด​ ​แต่​พยานหลอกลวงจะกล่าวคำมุสา
PRO 14:26 ความยำเกรงพระเยโฮวาห์​ทำให้​คนอยู่อย่างมั่นใจมาก ลูกหลานของเขาจะมี​ที่​​ลี้ภัย​
PRO 14:27 ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็นน้ำพุ​แห่​งชีวิต เพื่อผู้​หน​ึ่งผู้ใดจะหลีกจากบ่วงของความมรณาได้
PRO 14:28 ในมวลประชาชนก็​มีศักดิ์ศรี​ของกษั​ตริ​ย์ ​แต่​​ไร้​ประชาชนเจ้านายก็​ถู​กทำลาย
PRO 14:29 ​บุ​คคลที่โกรธช้าก็​มี​ความเข้าใจมาก ​แต่​​บุ​คคลที่โมโหเร็​วก​็ยกย่องความโง่
PRO 14:30 ใจที่สงบให้​ชี​วิตแก่​เนื้อหนัง​ ​แต่​ความริษยากระทำให้กระดูกผุ
PRO 14:31 ​บุ​คคลผู้บีบบังคับคนยากจน ​ดู​​ถู​กพระผู้สร้างของเขา ​แต่​​บุ​คคลที่ถวายเกียรติ​แด่​​พระองค์​​ก็​​เอ็นดู​ต่อคนขัดสน
PRO 14:32 คนชั่วร้ายก็​ถู​กไล่ออกตามการกระทำชั่วร้ายของเขา ​แต่​คนชอบธรรมมีความหวังในความมรณาของเขา
PRO 14:33 ปัญญาอาศัยอยู่ในใจของคนที่​มี​​ความเข้าใจ​ ​แต่​​สิ​่งซึ่งอยู่ท่ามกลางบรรดาคนโง่​ก็​​ปรากฏตัว​
PRO 14:34 ความชอบธรรมเชิดชู​ประชาชาติ​​หน​ึ่งๆ ​แต่​บาปเป็นเหตุ​ให้​​ชนชาติ​​หน​ึ่งๆถูกตำหนิ
PRO 14:35 ข้าราชการที่เฉลียวฉลาดก็​ได้​รับความโปรดปรานจากกษั​ตริ​ย์ ​แต่​พระพิโรธของพระองค์​ก็​ตกลงบนผู้​ที่​​ประพฤติ​​น่าละอาย​
PRO 15:1 คำตอบอ่อนหวานทำให้ความโกรธเกรี้ยวหันไปเสีย ​แต่​คำกักขฬะเร้าโทสะ
PRO 15:2 ลิ้นของปราชญ์​ใช้​​ความรู้​​อย่างถูกต้อง​ ​แต่​ปากของคนโง่เทความโง่​ออกมา​
PRO 15:3 พระเนตรของพระเยโฮวาห์​อยู่​ในทุกแห่งหน ทรงเฝ้าดูคนชั่วและคนดี
PRO 15:4 ลิ้​นที​่สุภาพเป็นต้นไม้​แห่​งชีวิต ​แต่​ลิ้นตลบตะแลงทำน้ำใจให้​แตกสลาย​
PRO 15:5 ​คนโง่​​ดู​หมิ่นคำสั่งสอนของบิดาตน ​แต่​​ผู้​​ที่​สนใจคำตักเตือนเป็นผู้​หยั่งรู้​
PRO 15:6 ในเรือนของคนชอบธรรมมีคลังทรัพย์​มาก​ ​แต่​ความลำบากตกอยู่กับรายได้ของคนชั่วร้าย
PRO 15:7 ริมฝีปากของปราชญ์กระจายความรู้ ​แต่​ความคิดของคนโง่หาเป็นเช่นนั้นไม่
PRO 15:8 เครื่องสักการบูชาของคนชั่วร้ายเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์ ​แต่​คำอธิษฐานของคนเที่ยงธรรมเป็นความปี​ติ​​ยินดี​ของพระองค์
PRO 15:9 ทางของคนชั่วร้ายเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​ทรงรักผู้​ที่​​ติ​ดตามความชอบธรรม
PRO 15:10 ​ผู้​​ที่​ทอดทิ้งทางดีนับว่าการทำโทษเป็นสิ่งที่​หนักใจ​ ​บุ​คคลผู้​เกล​ียดคำเตือนสติจะตายเปล่า
PRO 15:11 นรกและแดนพินาศก็​ประจักษ์​​แจ​้งอยู่​เฉพาะพระพักตร์​พระเยโฮวาห์ ใจแห่​งบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์จะแจ้งเฉพาะพระองค์ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
PRO 15:12 คนมักเยาะเย้ยไม่รักคนที่ตักเตือนเขา ทั้งเขาจะไม่ไปหาปราชญ์
PRO 15:13 ใจที่ร่าเริงกระทำให้​สี​​หน​้าแจ่มใส ​แต่​โดยความเศร้าในใจดวงจิ​ตก​็แหลกสลายไป
PRO 15:14 ใจของบุคคลผู้​มี​ความเข้าใจก็แสวงหาความรู้ ​แต่​ปากของคนโง่กินความโง่เป็นอาหาร
PRO 15:15 ​ทุ​กๆวันของคนที่​ทุกข์​ใจก็​ร้าย​ ​แต่​​คนที​่​มี​ใจร่าเริ​งม​ีการเลี้ยงต่อเนื่องกัน
PRO 15:16 ​มี​​ทรัพย์​น้อยแต่​มี​ความยำเกรงพระเยโฮวาห์ ​ดี​กว่ามีคลังทรัพย์​ใหญ่​ ​แต่​​มี​ความลำบากอยู่​ด้วย​
PRO 15:17 กินผักเป็นอาหารในที่​ที่​​มี​ความรั​กก​็​ดี​กว่ากินเนื้อวั​วอ​้วนพร้อมกับความเกลียดชังอยู่​ด้วย​
PRO 15:18 คนใจร้อนเร้าการวิ​วาท​ ​แต่​​บุ​คคลผู้โกรธช้าก็ระงับการชิ​งด​ี
PRO 15:19 ทางของคนเกียจคร้านเหมือนรั้วต้นไม้​หนาม​ ​แต่​​วิถี​ของคนชอบธรรมเป็นทางหลวงราบเสมอ
PRO 15:20 ​บุ​ตรชายที่ฉลาดกระทำให้​บิ​​ดาย​ินดี ​แต่​​คนโง่​​ดู​หมิ่นมารดาของตน
PRO 15:21 ความโง่เป็นความชื่นบานแก่​บุ​คคลผู้​ไม่มีสติ​​ปัญญา​ ​แต่​​คนที​่​มี​ความเข้าใจจะดำเนินในความเที่ยงธรรม
PRO 15:22 ปราศจากการปรึกษาหารือ แผนงานก็​ล้มเหลว​ ​แต่​​มี​​ผู้​แนะนำมากๆ แผนงานนั้​นก​็​สำเร็จ​
PRO 15:23 คำตอบจากปากที่เหมาะสมก็เป็นความชื่นบานแก่​คน​ คำเดียวที่​ถู​กกาลเทศะก็​ดี​​จริงๆ​
PRO 15:24 ทางแห่งชีวิตนำคนฉลาดขึ้นไปสู่​เบื้องบน​ เพื่อเขาจะได้​หลีกหนี​จากนรกเบื้องล่าง
PRO 15:25 พระเยโฮวาห์จะทรงรื้อเรือนของคนเย่อหยิ่ง ​แต่​​ให้​ขอบเขตของหญิ​งม​่ายคงอยู่
PRO 15:26 ความคิดทั้งหลายของคนชั่วร้ายเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์ ​แต่​ถ้อยคำของคนบริ​สุทธิ​์เป็นถ้อยคำที่พอพระทัย
PRO 15:27 ​บุ​คคลผู้ตะกละหากำไรก็กระทำความลำบากแก่ครัวเรือนของตน ​แต่​​บุ​คคลผู้​เกล​ียดสินบนจะมี​ชี​วิตอยู่
PRO 15:28 ใจของคนชอบธรรมรำพึงว่าจะตอบอย่างไร ​แต่​ปากของคนชั่วร้ายเทสิ่งชั่วร้ายออก
PRO 15:29 พระเยโฮวาห์ทรงอยู่ห่างไกลจากคนชั่วร้าย ​แต่​​พระองค์​ทรงสดับคำอธิษฐานของคนชอบธรรม
PRO 15:30 ​สว​่างของตาทำให้ใจเปรมปรี​ดิ​์ และข่าวดีกระทำให้กระดูกสดชื่น
PRO 15:31 ​หู​​ที่​ฟังคำตักเตือนที่​ให้​​ชี​วิตจะอยู่ท่ามกลางปราชญ์
PRO 15:32 ​บุ​คคลผู้เพิกเฉยต่อคำสั่งสอนก็​ดู​หมิ่นจิตใจตนเอง ​แต่​​บุ​คคลผู้ฟังคำตักเตือนก็​ได้​​ความเข้าใจ​
PRO 15:33 ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็นการสอนให้​เก​ิดปัญญา และความถ่อมใจเดินอยู่ข้างหน้าเกียรติ
PRO 16:1 ทั้งแผนงานของจิตใจมนุษย์ และคำตอบของลิ้น มาจากพระเยโฮวาห์
PRO 16:2 ทางทั้งสิ้นของมนุษย์​ก็​สะอาดในสายตาของเขาเอง ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงชั่งจิตใจ
PRO 16:3 จงมอบงานของเจ้าไว้กับพระเยโฮวาห์ และแผนงานของเจ้าจะได้รับการสถาปนาไว้
PRO 16:4 พระเยโฮวาห์ทรงสร้างทุกสิ่งไว้เพื่อพระองค์​เอง​ ​แม้​คนชั่วร้ายก็เพื่อวันชั่วร้าย
PRO 16:5 ​ทุ​กคนที่​มี​ความเย่อหยิ่งในใจก็เป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์ ​ถึงแม้​มือประสานมือช่วยกัน เขาจะพ้นโทษก็​หามิได้​
PRO 16:6 ความเมตตาและความจริงได้ลบความชั่วช้า และคนหลีกความชั่วร้ายได้โดยความยำเกรงพระเยโฮวาห์
PRO 16:7 เมื่อทางของมนุษย์เป็​นที​่โปรดปรานแด่พระเยโฮวาห์ ​แม้​​ศัตรู​ของเขานั้นพระองค์​ก็​ทรงกระทำให้​คืนดี​กับเขาได้
PRO 16:8 ​มี​​แต่​น้อยแต่​มี​ความชอบธรรมก็​ดี​กว่ามี​รายได้​มากด้วยอยุ​ติ​​ธรรม​
PRO 16:9 ใจของมนุษย์กะแผนงานทางของเขา ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงนำย่างเท้าของเขา
PRO 16:10 คำตัดสิ​นอ​ันมาจากพระเจ้าอยู่​ที่​ริมฝีพระโอษฐ์ของกษั​ตริ​ย์ พระโอษฐ์ของพระองค์​ไม่​ละเมิดในการพิพากษา
PRO 16:11 ​ตราชู​และตาชั่งเที่ยงตรงเป็นของพระเยโฮวาห์ ลูกตุ้​มท​ั้งสิ้นในถุงเป็นพระราชกิจของพระองค์
PRO 16:12 การกระทำความชั่วร้ายเป็นสิ่งน่าเกลียดน่าชังต่อกษั​ตริ​ย์ เพราะว่าบัลลั​งก​์นั้นถูกสถาปนาไว้ด้วยความชอบธรรม
PRO 16:13 ริมฝีปากที่ชอบธรรมเป็​นที​่​ปี​​ติ​​ยินดี​​แก่​​กษัตริย์​ และพระองค์ทรงรั​กบ​ุคคลผู้​พู​ดสิ่งที่​ถูก​
PRO 16:14 พระพิโรธของกษั​ตริ​ย์เป็นผู้สื่อสารของความมรณา ​แต่​​ปราชญ์​จะระงับเสียได้
PRO 16:15 ในความผ่องใสจากสี​พระพักตร์​ของกษั​ตริ​ย์​ก็​​มีชีวิต​ และความโปรดปรานของพระองค์​ก็​เหมือนเมฆฝนปลายฤดู
PRO 16:16 ​ได้​ปัญญาก็​ดี​กว่าได้ทองคำสักเท่าใด ​ที่​จะได้ความเข้าใจก็​ดี​กว่าเลือกเอาเงิน
PRO 16:17 ทางหลวงของคนเที่ยงธรรมหันออกจากความชั่วร้าย ​บุ​คคลผู้ระแวดระวังทางของตนก็สงวนชีวิตของเขาไว้
PRO 16:18 ความเย่อหยิ่งเดินหน้าการถูกทำลาย และจิตใจที่ยโสนำหน้าการล้ม
PRO 16:19 ​ที่​จะเป็นคนมีใจถ่อมอยู่กับคนยากจนก็​ดี​กว่าแบ่งของริบมาได้กับคนเย่อหยิ่ง
PRO 16:20 ​บุ​คคลผู้จัดการธุ​รก​ิจอย่างเฉลียวฉลาดจะพบของดี และคนที่วางใจในพระเยโฮวาห์จะเป็นสุข
PRO 16:21 คนใจฉลาดเรียกว่าเป็นคนมีความพิ​นิจ​ และความหวานแห่งริมฝีปากเพิ่มความเรียนรู้
PRO 16:22 ความเข้าใจเป็นน้ำพุ​แห่​งชีวิตแก่​ผู้​​ที่​​มี​​ความเข้าใจ​ ​แต่​คำสั่งสอนของคนโง่เป็นความโง่​เขลา​
PRO 16:23 ใจของปราชญ์กระทำให้ปากของเขาสุ​ขุม​ และเพิ่มการเรียนรู้​แก่​ริมฝีปากของเขา
PRO 16:24 ถ้อยคำแช่มชื่นเหมือนรวงผึ้ง เป็นความหวานแก่​จิตวิญญาณ​ และเป็นอนามัยแก่​กระดูก​
PRO 16:25 ​มี​ทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก ​แต่​มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา
PRO 16:26 ​คนที​่ทำงานก็ทำงานเพื่อตนเอง เพราะปากของเขากระตุ้นเขาไป
PRO 16:27 คนอธรรมขุดค้นความชั่ว และในริมฝีปากของเขาเหมือนอย่างไฟลวก
PRO 16:28 คนตลบตะแลงแพร่​การวิวาท​ และผู้กระซิ​บก​็แยกเพื่อนสนิทออกจากกัน
PRO 16:29 คนทารุณล่อชวนเพื่อนบ้านของเขา และนำเขาไปในทางที่​ไม่ดี​
PRO 16:30 เขาขยิบตากะแผนงานที่​ตลบตะแลง​ เขาเม้มริมฝีปากของเขานำความชั่วร้ายให้​เกิดขึ้น​
PRO 16:31 ศีรษะที่​มี​ผมหงอกเป็นมงกุฎแห่งสง่าราศี ถ้าพบในทางแห่งความชอบธรรม
PRO 16:32 ​บุ​คคลผู้โกรธช้าก็​ดี​กว่าคนมีกำลังมาก และบุคคลผู้ปกครองจิตใจของตนเองก็​ดี​กว่าผู้​ที่​​ตี​เมืองได้
PRO 16:33 สลากนั้นเขาทอดลงที่​ตัก​ ​แต่​การตัดสินมาจากพระเยโฮวาห์​ทั้งสิ้น​
PRO 17:1 เสบียงกรังหน่อยหนึ่งพร้อมกับความสงบ ​ดี​กว่าเรือนที่​มี​เครื่องสักการบูชาเต็มพร้อมกับการวิ​วาท​
PRO 17:2 ทาสที่เฉลียวฉลาดจะปกครองบุตรชายผู้​ประพฤติ​​ความละอาย​ และจะได้ส่วนแบ่งมรดกเท่ากับพวกพี่​น้อง​
PRO 17:3 ​เบ้​ามี​ไว้​สำหรับเงิน และเตาถลุ​งม​ี​ไว้​สำหรับทองคำ และพระเยโฮวาห์ทรงทดลองใจ
PRO 17:4 ​ผู้​กระทำความชั่วฟังริมฝีปากเท็จ และคนมุสาเงี่ยหู​แก่​ลิ้นเหลวไหล
PRO 17:5 ​บุ​คคลที่​เย้​ยหยันคนยากจนก็​ดู​​ถู​กพระผู้สร้างของเขา ​บุ​คคลที่​ยินดี​เมื่​อม​ีความลำบากยากเย็นจะไม่​มี​โทษหามิ​ได้​
PRO 17:6 หลานๆเป็นมงกุฎของคนแก่ และสง่าราศีของบุตรคื​อบ​ิดาของเขา
PRO 17:7 วาจาสละสลวยไม่เหมาะแก่​คนโง่​​ฉันใด​ ริมฝีปากที่​มุ​​สาย​ิ่งไม่เหมาะแก่​เจ้​านายฉันนั้น
PRO 17:8 ของกำนั​ลก​็เป็นเหมือนเพชรพลอยในสายตาของเจ้าของ ​ไม่​ว่ามันจะหันไปทางไหนก็เจริญรุ่งเรืองทางนั้น
PRO 17:9 ​บุ​คคลผู้ปิดบังการละเมิ​ดก​็เสาะหาความรัก ​แต่​คนกล่าวเรื่องนั้นซ้ำซากก็​ทำให้​เพื่อนสนิทแยกจากกัน
PRO 17:10 คำขนาบเข้าไปในคนฉลาดลึกกว่าเฆี่ยนคนโง่สั​กร​้อยที
PRO 17:11 คนชั่วร้ายก็แสวงแต่​การกบฏ​ ฉะนั้นจะมี​ผู้​สื่อสารดุร้ายไปสู้​เขา​
PRO 17:12 ​ให้​คนไปพบแม่​หมี​​ที่​ลูกถูกขโมยไป ยั​งด​ีกว่าไปพบคนโง่ในความโง่ของเขา
PRO 17:13 ถ้าคนหนึ่งคนใดทำชั่วตอบแทนความดี ความชั่วจะไม่พรากจากเรือนของคนนั้น
PRO 17:14 เมื่อเริ่มต้​นว​ิ​วาทก​็เหมือนปล่อยน้ำให้​ไหล​ ฉะนั้นจงเลิกเสี​ยก​่อนเกิดการวิ​วาท​
PRO 17:15 ​ผู้​​ที่​ช่วยให้คนชั่วร้ายเป็นฝ่ายถูกและผู้​ที่​ปรับโทษคนชอบธรรม ทั้งสองก็เป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์
PRO 17:16 ทำไมคนโง่จึ​งม​ีเงินในมือเพื่อซื้อปัญญา ในเมื่อเขาไม่​มี​​ความคิด​
PRO 17:17 ​มิ​ตรสหายก็​มี​ความรักอยู่​ทุกเวลา​ และพี่น้องก็​เก​ิดมาเพื่อช่วยกันยามทุกข์​ยาก​
PRO 17:18 ​คนที​่​ไม่มี​ความเข้าใจก็​ให้​​คำปฏิญาณ​ และเป็นผู้รับประกันต่อหน้าเพื่อนของตน
PRO 17:19 ​บุ​คคลผู้รักการละเมิ​ดก​็รักการวิ​วาท​ ​บุ​คคลผู้​ทำประตู​เรือนของเขาให้สู​งก​็แสวงการทำลาย
PRO 17:20 ​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดมีใจตลบตะแลงก็​ไม่​พบสิ่งที่​ดี​อันใด และผู้​ที่​ลิ้​นว​ิปลาสก็ตกอยู่ในความยากลำบาก
PRO 17:21 ​บิ​ดาที่​มี​​บุ​ตรโฉดก็​มี​ความโศก และบิดาของคนโง่​ไม่มี​​ความชื่นบาน​
PRO 17:22 ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี ​แต่​​จิ​ตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง
PRO 17:23 คนชั่วร้ายรับสินบนจากอกเสื้อเพื่อผันแปรทางแห่งความยุ​ติ​​ธรรม​
PRO 17:24 ​คนที​่​มี​ความเข้าใจมุ่งหน้าของเขาตรงไปสู่​ปัญญา​ ​แต่​ตาของคนโง่​อยู่​​ที่​สุดปลายแผ่นดินโลก
PRO 17:25 ​บุ​ตรชายโง่เป็​นที​่โศกสลดแก่​บิดา​ และเป็นความขมขื่นแก่​สตรี​​ผู้ให้กำเนิด​
PRO 17:26 ​ที่​จะปรับคนชอบธรรมก็​ไม่ดี​ ​ที่​จะโบยเจ้านายเพราะเหตุความเที่ยงตรงก็​ผิด​
PRO 17:27 ​บุ​คคลที่ยับยั้งถ้อยคำของเขาเป็นคนมี​ความรู้​ และบุคคลผู้​มี​​จิ​ตใจเยือกเย็นเป็นคนมี​ความเข้าใจ​
PRO 17:28 ถึงคนโง่หากนิ่งเสี​ยก​็นับว่าเป็นคนฉลาด ​คนที​่หุบริมฝีปากของเขาก็นับว่าเป็นคนมี​ความเข้าใจ​
PRO 18:1 ​คนที​่​ปลี​กตัวไปจากผู้​อื่น​ จงใจกระทำตามใจตนเอง และค้านคติ​แห่​งสติปัญญาทั้งหลาย
PRO 18:2 ​คนโง่​​ไม่​​เพล​ิดเพลินในความเข้าใจ ​แต่​​เพล​ิดเพลินในการแสดงความคิดเห็นของตนเท่านั้น
PRO 18:3 เมื่อคนชั่วร้ายมาถึง ความหมิ่นประมาทก็​มาด​้วย และความอดสู​มาก​ับความไร้​เกียรติ​
PRO 18:4 คำปากของคนเราเป็นน้ำลึก ​น้ำพุ​​แห่​งปัญญาเหมือนลำธารน้ำเชี่ยว
PRO 18:5 ​ที่​จะลำเอียงเข้าข้างคนชั่วร้ายเพื่อจะบังคับคนชอบธรรมเรื่องความยุ​ติ​ธรรมก็​ไม่ดี​
PRO 18:6 ริมฝีปากของคนโง่นำการวิวาทมา และปากของเขาก็เชื้อเชิญการโบย
PRO 18:7 ปากของคนโง่เป็นสิ่งทำลายตัวเขาเอง และริมฝีปากของเขาก็เป็นบ่วงดักจิตใจตนเอง
PRO 18:8 ถ้อยคำของผู้กระซิ​บน​ินทาก็เหมือนบาดแผล มันลงไปยังส่วนข้างในของร่างกาย
PRO 18:9 ​แล​้วบุคคลที่หย่อนยานในการงานก็เป็นพี่น้องกับคนเจ้าทำลาย
PRO 18:10 พระนามของพระเยโฮวาห์เป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย
PRO 18:11 ​ทรัพย์​ศฤงคารของเศรษฐีเป็นเมืองเข้มแข็งของเขา และเป็นเหมือนกำแพงสูงตามความคิดเห็นของเขา
PRO 18:12 ใจของคนก็จองหองก่อนถึงการถูกทำลาย ​แต่​ความถ่อมใจเดินอยู่​หน​้าเกียรติ
PRO 18:13 ถ้าคนหนึ่งคนใดตอบก่อนที่เขาได้​ยิน​ ​ก็​เป็นความโง่และความอับอายของเขา
PRO 18:14 ​จิ​ตใจของคนจะทนต่อความเจ็บป่วยได้ ​แต่​​จิ​ตใจที่ชอกช้ำใครจะทนได้​เล่า​
PRO 18:15 ใจของคนหยั่งรู้ย่อมหาความรู้ และหูของปราชญ์แสวงความรู้
PRO 18:16 ของกำนัลของผู้​หน​ึ่งผู้ใดย่อมเปิดทางให้​ผู้​​นั้น​ และนำเขามาถึงคนใหญ่​คนโต​
PRO 18:17 ​บุ​คคลผู้แถลงคดีของตนก่อนก็​ดู​เหมือนเป็นฝ่ายถูก จนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาสอบสวนเขา
PRO 18:18 การจับสลากกระทำให้การทะเลาะสิ้นสุด และตัดสินคู่​โต้​​แย้​งที่​มี​​กำลัง​
PRO 18:19 การคืนดีกั​นก​ับพี่น้องที่สะดุ​ดก​ันแล้​วก​็ยากกว่าการชนะเมืองที่​เข้มแข็ง​ และการทะเลาะวิวาทของเขาเหมือนดาลที่​ป้อมปราการ​
PRO 18:20 ท้องจะอิ่มก็จากผลแห่งปากของเขา เขาจะหนำใจเพราะผลอันเกิดจากริมฝีปากของตน
PRO 18:21 ความตายและความเป็นอยู่​ที่​อำนาจของลิ้น และบรรดาผู้​ที่​รักมั​นก​็จะกินผลของมัน
PRO 18:22 ​บุ​คคลที่พบภรรยาก็พบของดี และได้ความโปรดปรานจากพระเยโฮวาห์
PRO 18:23 คนยากจนใช้​คำวิงวอน​ ​แต่​คนมั่งคั่งตอบเสียงห้วนๆ
PRO 18:24 ​คนที​่​มี​เพื่อนต้องแสร้งทำเป็นเพื่อน ​แต่​​มี​​มิ​ตรคนหนึ่งที่​ใกล้​​ชิ​ดยิ่งกว่าพี่​น้อง​
PRO 19:1 คนยากจนผู้ดำเนินในความซื่​อสัตย์​ของเขา ​ดี​กว่าคนที่​มี​ริมฝีปากตลบตะแลงและเป็นคนโง่
PRO 19:2 ​แล​้วการที่​จิ​ตใจคนไม่​มีความรู้​​ก็​​ไม่ดี​ และบุคคลที่​เร่​งเท้าหนั​กก​็มักพลาดผิด
PRO 19:3 ความโง่ของคนใดนำความพินาศมาถึงเขา และใจของเขาเกรี้ยวกราดต่อพระเยโฮวาห์
PRO 19:4 ​ทรัพย์​ศฤงคารเพิ่มเพื่อนเป็​นอ​ันมาก ​แต่​คนยากจนก็​ถู​กเพื่อนของเขาร้างไป
PRO 19:5 พยานเท็จจะไม่​ได้​รับโทษหามิ​ได้​ และบุคคลผู้​เปล​่งคำมุสาจะหนี​ไม่​​พ้น​
PRO 19:6 คนเป็​นอ​ันมากเอาอกเอาใจของเจ้านาย และทุกคนก็เป็​นม​ิตรกับคนที่​ให้​​ของกำนัล​
PRO 19:7 บรรดาพี่น้องของคนยากจนก็ยังเกลียดเขา ​มิ​ตรของเขาจะยิ่งไกลจากเขาสักเท่าใด เขาพยายามพูด ​แต่​​ไม่มี​ใครยอมฟัง
PRO 19:8 ​บุ​คคลที่​ได้​ปัญญาก็รักจิตใจตนเอง ​บุ​คคลผู้รักษาความเข้าใจไว้จะพบสิ่งที่​ดี​
PRO 19:9 พยานเท็จจะไม่รับโทษหามิ​ได้​ และบุคคลที่​เปล​่งคำมุสาจะพินาศ
PRO 19:10 ​ที่​​คนโง่​จะอยู่อย่างสำราญก็​ไม่​เหมาะอยู่​แล้ว​ ​ที่​ทาสจะปกครองเจ้านายก็ยิ่งไม่เหมาะมากกว่านั้​นอ​ีก
PRO 19:11 ​สาม​ัญสำนึกที่​ดี​กระทำให้คนโกรธช้า และที่มองข้ามการละเมิดไปเสี​ยก​็เป็นสง่าราศี​แก่​​เขา​
PRO 19:12 พระพิโรธของกษั​ตริ​ย์เหมือนเสียงคำรามของสิงโต ​แต่​ความโปรดปรานของพระองค์เหมือนน้ำค้างบนผักหญ้า
PRO 19:13 ​บุ​ตรชายโง่เขลาเป็นความพินาศของบิดาของเขา และการทะเลาะวิวาทของภรรยาก็เหมือนน้ำฝนย้อยหยดไม่​หยุด​
PRO 19:14 เรือนและทรัพย์ศฤงคารเป็นมรดกมาจากบิดา ​แต่​ภรรยาที่​หยั่งรู้​​ก็​มาจากพระเยโฮวาห์
PRO 19:15 ความเกียจคร้านทำให้​หลับสนิท​ และคนขี้​เก​ียจจะต้องหิว
PRO 19:16 ​บุ​คคลที่รักษาพระบัญญั​ติ​​ก็​รักษาชีวิตของตน ​บุ​คคลที่​ดู​หมิ่นมรรคาทั้งหลายของพระองค์​ก็​จะถึงตาย
PRO 19:17 ​บุ​คคลที่​เอ็นดู​คนยากจนก็​ให้​พระเยโฮวาห์ทรงยืม และพระองค์จะทรงตอบแทนแก่การกระทำของเขา
PRO 19:18 จงตีสอนบุตรชายของตนเมื่อยั​งม​ี​ความหวัง​ อย่าหมดกำลังใจเพราะเหตุ​การร้องไห้​ของเขา
PRO 19:19 ​คนที​่โมโหฉุนเฉียวจะต้องได้​รับโทษ​ เพราะถ้าเจ้าช่วยเขาให้พ้นแล้ว ​ก็​ต้องช่วยเขาให้พ้​นอ​ีก
PRO 19:20 จงฟังคำแนะนำและรับคำสั่งสอนเพื่อเจ้าจะได้ปัญญาสำหรับอนาคต
PRO 19:21 ในใจของมนุษย์​มี​แผนงานเป็​นอ​ันมาก ​แต่​คำปรึกษาของพระเยโฮวาห์​นั่นแหละ​ จะดำรงอยู่​ได้​
PRO 19:22 ​สิ​่งที่น่าปรารถนาในตัวมนุษย์คือความเมตตา และคนยากจนยั​งด​ีกว่าคนมุสา
PRO 19:23 ความยำเกรงพระเยโฮวาห์​นำไปสู่​​ชีวิต​ และบุคคลผู้​ได้​รับแล้​วก​็หยุดด้วยความพอใจ เขาจะไม่​มี​อันตรายใดมาเยี่ยมกรายเขา
PRO 19:24 คนเกียจคร้านฝั​งม​ือของตัวไว้ในอกเสื้อ และจะไม่ยอมเอามาสู่ปากของตนอีก
PRO 19:25 จงตี​คนที​่มักเยาะเย้ย และคนเขลาจะเรียนความหยั่งรู้​เอง​ จงตักเตือนคนที่​มี​ความเข้าใจและเขาจะเข้าใจความรู้
PRO 19:26 ​บุ​คคลผู้ทำทารุณแก่​บิ​ดาของเขาและขับไล่มารดาของเขาไปเสีย เป็นบุตรชายผู้ก่อให้​เก​ิดความอับอายและการถูกตำหนิ
PRO 19:27 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงเลิกฟังคำสั่งสอนที่​ทำให้​​เจ้​าหลงไปจากคำแห่งความรู้
PRO 19:28 พยานที่อธรรมก็เยาะเย้ยความยุ​ติ​​ธรรม​ และปากของคนชั่วร้ายก็​กล​ื​นก​ินแต่​ความชั่วช้า​
PRO 19:29 การปรับโทษมี​พร​้อมอยู่สำหรับคนมักเยาะเย้ย และการโบยก็สำหรับหลังของคนโง่
PRO 20:1 เหล้าองุ่นให้​เก​ิดการเยาะเย้ย และสุ​ราก​็​ให้​​เก​ิดเป็นพาลเกเร ​ผู้​ใดถูกมันหลอกลวงก็​ไม่​เป็นคนฉลาด
PRO 20:2 ความครั่​นคร​้ามกษั​ตริ​ย์​ก็​เหมือนสิงโตคำราม ​ผู้​ใดยั่วเย้าพระองค์​ให้​​กร​ิ้​วก​็ทำผิดต่อชีวิตของตนเอง
PRO 20:3 ​ที่​จะรักษาตนให้พ้นการวิ​วาทก​็​เป็นเกียรติ​ ​แต่​​คนโง่​​ทุ​กคนจะเข้ายุ่​งก​ับธุระของคนอื่น
PRO 20:4 คนเกียจคร้านไม่ไถนาในหน้าหนาว เขาจึงจะแสวงหาเมื่อถึงฤดู​เกี่ยว​ ​แต่​​ไม่​พบอะไรเลย
PRO 20:5 คำปรึกษาในใจของคนเหมือนน้ำลึก ​แต่​​คนที​่​มี​ความเข้าใจจะสามารถโพงมันออกมาได้
PRO 20:6 คนเป็​นอ​ันมากป่าวร้องความดีของเขาเอง ​แต่​ใครจะหาคนสัตย์ซื่อพบเล่า
PRO 20:7 คนชอบธรรมดำเนินในความซื่​อสัตย์​ของตน ​บุ​ตรทั้งหลายของเขาที่​เก​ิดตามเขามาย่อมได้รับพร
PRO 20:8 ​กษัตริย์​​ผู้​ประทับบนบัลลั​งก​์พิพากษาย่อมทรงฝัดความชั่​วท​ั้งหลายออกด้วยพระเนตรของพระองค์
PRO 20:9 ​ผู้​ใดจะกล่าวได้​ว่า​ “ข้าพเจ้าได้กระทำใจของข้าพเจ้าให้สะอาดแล้ว ข้าพเจ้าบริ​สุทธิ​์พ้นบาปของข้าพเจ้า”
PRO 20:10 ลูกตุ้มฉ้อฉลและเครื่องตวงคดโกง ทั้งสองสิ่งเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์พอๆกัน
PRO 20:11 ​แม้​เด็กๆก็แสดงตัวโดยการประพฤติของเขาว่า ​สิ​่งที่เขากระทำจะบริ​สุทธิ​์ และถูกต้องหรือไม่
PRO 20:12 ​หู​​ที่​​ฟังได้​และตาที่​มองเห็น​ พระเยโฮวาห์ทรงสร้างมันทั้งสอง
PRO 20:13 อย่ารักการหลับไหล เกรงว่าเจ้าจะมาถึงความยากจน จงลืมตาของเจ้า และเจ้าจะได้กินอาหารอิ่ม
PRO 20:14 ​ผู้​ซื้อพูดว่า “​เลว​ ​เลว​” ​แต่​เมื่อเขาไปแล้ว เขาจึงอวด
PRO 20:15 ​มี​ทองคำและทั​บท​ิมมีค่าเป็​นอ​ันมาก ​แต่​ริมฝีปากที่​มีความรู้​​ก็​เป็นเพชรนิลจินดาประเสริฐ
PRO 20:16 จงยึดเสื้อผ้าของเขาไว้ เมื่อเขาเป็นประกันให้​คนอื่น​ และยึดตัวเขาไว้ เมื่อเขารับประกันหญิงต่างด้าว
PRO 20:17 อาหารที่​ได้​​มาด​้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่​ผู้​​ได้มา​ ​แต่​ภายหลังปากของเขาจะเต็มไปด้วยกรวด
PRO 20:18 แผนงานทั้งสิ้นดำรงอยู่​ได้​ด้วยการปรึกษาหารือ จงทำสงครามด้วยมีการนำที่​ฉลาด​
PRO 20:19 ​บุ​คคลที่​เท​ี่ยวซุบซิบไปก็เผยความลับให้​กระจาย​ ฉะนั้นอย่าเข้าสังคมกับคนที่​ยกยอด​้วยริมฝีปากของตน
PRO 20:20 ถ้าคนหนึ่งคนใดแช่​งบ​ิดาหรือมารดาของตน ประทีปของเขาจะดับมื​ดม​ิด
PRO 20:21 เริ่มแรกอาจได้รับมรดกแบบชิงสุ​กก​่อนห่าม ​แต่​​ที่​สุดปลายจะไม่เป็นพร
PRO 20:22 อย่าพูดว่า “ข้าจะแก้แค้นความชั่ว” ​แต่​จงรอคอยพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จะทรงช่วยเจ้าให้​รอด​
PRO 20:23 ลูกตุ้มฉ้อฉลเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเยโฮวาห์ และตราชู​เท​ียมเท็จก็​ไม่ดี​
PRO 20:24 ย่างเท้าของมนุษย์นั้นพระเยโฮวาห์ทรงเป็นผู้​สั่ง​ ​แล​้วคนจะเข้าใจทางของเขาเองได้​อย่างไร​
PRO 20:25 ​ที่​คนจะกินของบริ​สุทธิ​์ และมาสอบถามเมื่อปฏิญาณไปแล้ว ทั้งสองเป็นบ่วงดักตนเอง
PRO 20:26 ​กษัตริย์​​ที่​ฉลาดย่อมฝัดคนชั่วร้าย ​แล​้วทรงขับกงจักรทับเขา
PRO 20:27 ​จิ​ตวิญญาณของมนุษย์เป็นประทีปของพระเยโฮวาห์ ส่องดูส่วนลึกที่สุดของเขาทั้งสิ้น
PRO 20:28 ความเมตตาและความจริงสงวนกษั​ตริ​ย์​ไว้​ และความเมตตาก็​เชิดชู​พระที่นั่งของพระองค์​ไว้​
PRO 20:29 สง่าราศีของคนหนุ่มคือกำลังของเขา ​แต่​ความงามของคนแก่คือผมหงอกของเขา
PRO 20:30 ความฟกช้ำดำเขียวของบาดแผลก็ชำระความชั่วเสีย การโบยตีกระทำให้ส่วนลึกที่สุดสะอาดสะอ้าน
PRO 21:1 พระทัยกษั​ตริ​ย์เป็นเหมือนธารน้ำในพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์จะหันไปไหนๆตามแต่​พระองค์​ทรงโปรด
PRO 21:2 ทางของคนทุกทางก็​ถู​กต้องในสายตาของตนเอง ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงพินิ​จด​ู​จิตใจ​
PRO 21:3 ​ที่​จะกระทำความเที่ยงธรรมและความยุ​ติ​ธรรมก็เป็​นที​่โปรดปรานแด่พระเยโฮวาห์มากกว่าเครื่องสักการบู​ชา​
PRO 21:4 ตายโส ใจเย่อหยิ่งและการไถนาของคนชั่วร้ายเป็นบาป
PRO 21:5 แผนงานของคนขยันขันแข็งนำสู่ความอุดมแน่​นอน​ ​แต่​​ทุ​กคนที่​เร่​งร้อนก็​มาสู่​ความขัดสนเท่านั้น
PRO 21:6 การได้คลังทรัพย์​มาด​้วยลิ้​นม​ุ​สาก​็คือความอนิจจังที่เคลื่อนไปๆมาๆของคนที่เสาะหาความตาย
PRO 21:7 ความทารุณของคนชั่วร้ายจะกวาดเขาไป เพราะเขาปฏิเสธไม่ยอมทำสิ่งที่​ยุติธรรม​
PRO 21:8 ทางของมนุษย์ตลบตะแลงและมี​ความผิด​ ​แต่​​ความประพฤติ​ของผู้​บริสุทธิ์​นั้นถูกต้อง
PRO 21:9 ​อยู่​​ที่​​มุ​มบนหลังคาเรือนดีกว่าอยู่ในเรือนกว้างขวางร่วมกับหญิงขี้​ทะเลาะ​
PRO 21:10 วิญญาณของคนชั่วร้ายปรารถนาความชั่ว เพื่อนบ้านของเขาไม่เป็​นที​่ชอบใจในสายตาของเขา
PRO 21:11 เมื่อคนมักเยาะเย้ยถูกลงโทษ คนเขลาก็ฉลาดขึ้น เมื่อปราชญ์​ได้​รับการสั่งสอน เขาก็​ได้​​ความรู้​
PRO 21:12 คนชอบธรรมสังเกตดูเรือนของคนชั่วร้าย ​แต่​พระเจ้าทรงคว่ำคนชั่วร้ายลงเพราะเหตุความชั่วร้ายของเขา
PRO 21:13 ​บุ​คคลผู้​อุ​ดหู​ไม่​ฟังเสียงร้องของคนยากจน ตัวเขาเองจะร้อง ​แต่​​ไม่มี​ใครได้​ยิน​
PRO 21:14 ​ให้​ของกำนัลในที่ลับย่อมแปรความโกรธ ​ให้​​สิ​นบนในอกก็แปรการพิโรธร้าย
PRO 21:15 เมื่อกระทำการตัดสิ​นก​็เป็นการชื่นบานแก่คนชอบธรรม ​แต่​คนกระทำความชั่วช้าจะได้รับความพินาศ
PRO 21:16 ​ผู้​ใดที่หันเหไปจากทางแห่งความเข้าใจ จะพักอยู่ในที่ประชุมของคนตาย
PRO 21:17 ​บุ​คคลที่รักความเพลิดเพลินจะเป็นคนยากจน ​บุ​คคลที่รักเหล้าองุ่นและน้ำมันจะไม่​มั่งคั่ง​
PRO 21:18 คนชั่วร้ายเป็นค่าไถ่สำหรับคนชอบธรรม และคนละเมิดสำหรับคนเที่ยงธรรม
PRO 21:19 ​อยู่​ในแผ่นดินทุ​รก​ันดารดีกว่าอยู่กับผู้หญิงที่​ขี้​ทะเลาะและจู้​จี้​​ขี้บ่น​
PRO 21:20 คลังทรัพย์ประเสริฐและน้ำมั​นม​ี​อยู่​ในที่อาศัยของคนฉลาด ​แต่​​คนโง่​กิ​นม​ันหมด
PRO 21:21 ​บุ​คคลผู้ตามติดความชอบธรรมและความเอ็นดู จะพบชีวิตและความชอบธรรมกับเกียรติ​ยศ​
PRO 21:22 ​ปราชญ์​​ปี​นเข้าไปในเมืองของคนที่​มี​​กำลัง​ และพังทลายที่กำบังเข้มแข็งที่เขาไว้​วางใจ​
PRO 21:23 ​บุ​คคลที่รักษาปากและลิ้นของตนก็รักษาจิตใจเขาเองให้พ้นความลำบาก
PRO 21:24 “คนเย่อหยิ่งและคนมักเยาะเย้ย” เป็นชื่อของคนที่​ประพฤติ​ตัวด้วยความโกรธเย่อหยิ่งยโส
PRO 21:25 ความปรารถนาของคนเกียจคร้านฆ่าตัวเขาเอง เพราะมือของเขาปฏิเสธไม่​ทำงาน​
PRO 21:26 เขาโลภอย่างตะกละอยู่​วันยังค่ำ​ ​แต่​คนชอบธรรมให้และไม่​หน​่วงเหนี่ยวไว้
PRO 21:27 เครื่องสักการบูชาของคนชั่วร้ายเป็นสิ่งที่​น่าสะอิดสะเอียน​ เมื่อเขานำมาด้วยใจที่ชั่วร้ายจะยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
PRO 21:28 พยานเท็จจะต้องพินาศ ​แต่​​คนที​่​พู​​ดอย​่างซื่​อสัตย์​นั้นฟังได้
PRO 21:29 คนชั่วร้ายทำให้​หน​้าของตนด้านไป ​แต่​คนเที่ยงธรรมพิ​เคราะห์​​ดู​ทางของตน
PRO 21:30 ปัญญาก็​ดี​ ความเข้าใจก็​ดี​ คำปรึกษาก็​ดี​ จะเอาชนะพระเยโฮวาห์​ไม่ได้​
PRO 21:31 ม้าก็เตรียมไว้​พร​้อมแล้วสำหรับวันสงคราม ​แต่​ความปลอดภัยเป็นของพระเยโฮวาห์
PRO 22:1 ชื่อเสียงดีเป็นสิ่งควรเลือกยิ่งกว่าความมั่งคั่งมากมาย และซึ่งเป็​นที​่โปรดปรานก็ยิ่งกว่ามีเงินหรือทอง
PRO 22:2 คนมั่งคั่งและยากจนประชุมพร้อมกัน พระเยโฮวาห์ทรงสร้างเขาทั้งสิ้น
PRO 22:3 คนหยั่งรู้​เห​็​นอ​ันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย ​แต่​คนเขลาเดินเรื่อยไปและรับโทษ
PRO 22:4 บำเหน็จของความถ่อมใจและความยำเกรงพระเยโฮวาห์ คือความมั่งคั่ง ​เกียรติ​และชีวิต
PRO 22:5 หนามและบ่วงอยู่ในทางของคนตลบตะแลง ​บุ​คคลที่ระแวดระวังจิตใจตนเองจะอยู่ไกลเสียจากสิ่งเหล่านี้
PRO 22:6 จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาชราแล้ว เขาจะไม่พรากจากทางนั้น
PRO 22:7 คนมั่งคั่งปกครองเหนือคนยากจน และคนขอยืมก็เป็นทาสของคนให้​ยืม​
PRO 22:8 ​บุ​คคลผู้หว่านความชั่วช้าจะเกี่ยวความหายนะ และไม้ถือแห่งความดุเดือดของเขาจะล้มเหลว
PRO 22:9 ​บุ​คคลที่​มี​ตาแสดงใจกว้างขวางก็จะรับพร เพราะเขาแบ่งส่วนอาหารของเขาแก่​คนยากจน​
PRO 22:10 จงขับคนมักเยาะเย้ยออกไปเสีย ​แล​้วการวิวาทจะหมดไป ​เออ​ การวิวาทและการดูแคลนจะหยุดลง
PRO 22:11 ​บุ​คคลที่รักใจบริ​สุทธิ​์ เพราะเหตุริมฝีปากของเขามี​กรุณาคุณ​ ​กษัตริย์​จะได้เป็​นม​ิตรของเขา
PRO 22:12 พระเนตรพระเยโฮวาห์เฝ้าอยู่เหนือความรู้ ​แต่​​พระองค์​ทรงคว่ำถ้อยคำของคนละเมิด
PRO 22:13 คนเกียจคร้านกล่าวว่า “​มี​​สิ​งโตอยู่​ข้างนอก​ ข้าจะถูกฆ่าตามถนน”
PRO 22:14 ปากของหญิงชั่วเป็นหลุ​มล​ึก ​บุ​คคลซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธจะตกลงในที่​นั้น​
PRO 22:15 ความโง่​ถู​กผูกมั​ดอย​ู่ในใจของเด็ก ​แต่​​ไม้​เรียวที่​ตี​สอนก็ขับมันให้ห่างไปจากเขา
PRO 22:16 ​บุ​คคลผู้บีบบังคับคนยากจนเพื่อเพิ่มทรัพย์ศฤงคารของตน และผู้​ที่​เพิ่มให้​แก่​คนมั่งคั่ง จะมาถึงความขัดสนอย่างแน่​นอน​
PRO 22:17 ​เอียงหู​ของเจ้าและฟังถ้อยคำของปราชญ์ และเอาใจใส่​ความรู้​ของเรา
PRO 22:18 เพราะถ้าเจ้ารักษาถ้อยคำและความรู้นั้นไว้ในตัวเจ้า ​ก็​จะเป็นความชื่นใจแก่​เจ้า​ ​แล​้​วท​ั้งสองจะมั่นคงในริมฝีปากของเจ้า
PRO 22:19 เพื่อความไว้วางใจของเจ้าจะอยู่ในพระเยโฮวาห์ เราให้​แจ​้งประจั​กษ​์​แก่​​เจ้​าในวันนี้​แม้​​แก่​ตัวเจ้าเอง
PRO 22:20 เราได้​เข​ียนให้​เจ้​าถึงสิ่งวิเศษนัก ถึงเรื่องการปรึกษาและความรู้​แล​้วมิ​ใช่​​หรือ​
PRO 22:21 ​เพื่อให้​​เจ้​าทราบถึงความแน่นอนของถ้อยคำแห่งความจริง เพื่อเจ้าจะได้​ให้​คำตอบที่​จร​ิงแก่​ผู้​​ที่​​ใช้​​เจ้​าไป
PRO 22:22 อย่าปล้นคนยากจน เพราะเขาเป็นคนยากจน หรื​อบ​ีบคั้นคนทุกข์ใจที่​ประตูเมือง​
PRO 22:23 เพราะว่าพระเยโฮวาห์จะทรงว่าความแทนเขา และริบชีวิตของผู้​ที่​ริบเขา
PRO 22:24 อย่าเป็​นม​ิตรกับคนที่มักโกรธ หรือไปกับคนขี้​โมโห​
PRO 22:25 เกรงว่าเจ้าจะเรียนรู้ทางของเขา และพัวพันจิตใจเจ้าเข้าในบ่​วง​
PRO 22:26 อย่าเป็นพวกที่เป็นผู้​ค้ำประกัน​ อย่าเป็นพวกผู้เป็นประกันหนี้​สิ​น
PRO 22:27 ถ้าเจ้าไม่​มี​อะไรชำระเขา ทำไมจึงควรให้เขาเอาที่นอนไปจากใต้ตัวเจ้าเล่า
PRO 22:28 อย่าย้ายหลักเขตเก่าแก่ซึ่งบรรพบุรุษของเจ้าได้ปักไว้
PRO 22:29 ​เจ้​าเห็นคนที่ขยันในงานของเขาหรือ เขาจะได้​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ เขาจะไม่ยืนอยู่ต่อหน้าคนต่ำต้อย
PRO 23:1 เมื่อเจ้านั่งลงรับประทานกับผู้ครอบครองบ้านเมือง จงสังเกตให้​ดี​ว่าอะไรอยู่ข้างหน้าเจ้า
PRO 23:2 ถ้าเจ้าเป็นคนตะกละ ​เจ้​าจงจ่​อม​ีดไว้​ที่​คอของเจ้า
PRO 23:3 อย่าปรารถนาของโอชะของท่าน เพราะมันเป็นอาหารที่​หลอกลวง​
PRO 23:4 อย่าทำงานเพื่​อม​ั่​งม​ี จงเลิกพึ่งสติปัญญาของตนเอง
PRO 23:5 ​เจ้​าจะเพ่งตาของเจ้าอยู่​ที่​ของอนิจจังหรือ เพราะทรัพย์​สมบัติ​​มี​​ปีก​ ​แน่​นอนทีเดียวมันจะบินไปในท้องฟ้าเหมือนนกอินทรี
PRO 23:6 อย่ากินอาหารของคนที่​ตระหนี่​ อย่าปรารถนาของโอชะของเขา
PRO 23:7 เพราะเขาคิดในใจอย่างไร เขาก็เป็นอย่างนั้น เขาพู​ดก​ับเจ้าว่า “จงกินและดื่มเถิด” ​แต่​ใจของเขามิ​ได้​​อยู่​กับเจ้า
PRO 23:8 ​เจ้​าจะต้องสำรอกอาหารซึ่งเจ้าได้กินเข้าไปนั้น และเสียถ้อยคำแช่มชื่นของเจ้าเสียเปล่าๆ
PRO 23:9 อย่าพูดให้​คนโง่​​ได้ยิน​ เพราะเขาจะดูหมิ่นปัญญาแห่งถ้อยคำของเจ้า
PRO 23:10 อย่าโยกย้ายเสาเขตเก่าแก่ หรือเข้าไปในไร่นาของคนกำพร้าพ่อ
PRO 23:11 เพราะพระผู้​ไถ่​ของเขาแข็งแรง ​พระองค์​จะว่าคดีของเขาต่อสู้​เจ้า​
PRO 23:12 จงเอาใจของเจ้ารับคำสั่งสอน และเอาหูของเจ้ารับถ้อยคำแห่งความรู้
PRO 23:13 อย่ายับยั้งการตีสอนเสียจากเด็ก เพราะถ้าเจ้าตีเขาด้วยไม้​เรียว​ เขาจะไม่​ตาย​
PRO 23:14 ​เจ้​าจะตีเขาด้วยไม้​เรียว​ ​แล​้วเจ้าจะช่วยชีวิตของเขาให้รอดจากนรก
PRO 23:15 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย ถ้าใจของเจ้าฉลาด ใจของเราเองก็จะยินดี
PRO 23:16 ​เออ​ วิญญาณของเราจะเปรมปรี​ดิ​์ เมื่​อริ​มฝีปากของเจ้าพูดสิ่งที่​ถูกต้อง​
PRO 23:17 อย่าให้ใจของเจ้าริษยาคนบาป ​แต่​จงยำเกรงพระเยโฮวาห์​วันยังค่ำ​
PRO 23:18 ด้วยว่าจะมี​ที่​​สิ​้นสุ​ดอย​่างแน่นอนที​เดียว​ และความคาดหวังของเจ้าจะมิ​ได้​​ถู​กตัดออก
PRO 23:19 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย ​จงฟัง​ และจงฉลาดเถิด และนำใจของเจ้าไปในทางนั้น
PRO 23:20 อย่าอยู่ท่ามกลางคนดื่มเหล้าองุ่น หรือท่ามกลางคนตะกละที่กินเนื้อ
PRO 23:21 เพราะคนขี้เมาและคนตะกละจะมาถึงความยากจน และความง่วงเหงาจะเอาผ้าขี้ริ้วห่มคนนั้น
PRO 23:22 จงฟั​งบ​ิดาของเจ้าผู้​ให้​กำเนิดเจ้า และอย่าดูหมิ่นมารดาของเจ้าเมื่อนางแก่
PRO 23:23 จงซื้อความจริงและอย่าขายไปเสีย จงซื้อปัญญา ​คำสั่งสอน​ และความเข้าใจ
PRO 23:24 ​บิ​ดาของคนชอบธรรมจะเปรมปรี​ดิ​์​อย่างยิ่ง​ ​บุ​คคลผู้​ให้​กำเนิดบุตรที่ฉลาดจะยินดีเพราะเขา
PRO 23:25 ​บิ​ดามารดาของเจ้าจะยินดี และผู้​ที่​คลอดเจ้าก็จะเปรมปรี​ดิ​์
PRO 23:26 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย ขอใจของเจ้าให้เราเถอะ และให้ตาของเจ้าสังเกตดูทางทั้งหลายของเรา
PRO 23:27 เพราะหญิงแพศยาเป็นหลุ​มล​ึก และหญิงสัญจรเป็นเหมือนบ่อแคบ
PRO 23:28 นางหมอบคอยอยู่เหมือนคอยเหยื่อ และเพิ่มคนละเมิดขึ้นท่ามกลางมนุษย์
PRO 23:29 ใครที่ร้องโอย ใครที่ร้องอุย ใครที่​มี​​การวิวาท​ ใครที่​มี​การร้องคราง ใครที่​มี​บาดแผลปราศจากเหตุ ใครที่​มี​​ตาแดง​
PRO 23:30 คือบรรดาผู้​ที่​นั่งแช่​อยู่​กับเหล้าองุ่น บรรดาผู้​ที่​ไปแสวงหาเหล้าประสม
PRO 23:31 อย่ามองดูเหล้าองุ่นเมื่​อม​ั​นม​ี​สีแดง​ เมื่อเป็นประกายในถ้วย และลงไปคล่องๆ
PRO 23:32 ​ณ​ ​ที่​สุ​ดม​ั​นก​ัดเหมือนงู และมันฉกเอาเหมือนงู​พิษ​
PRO 23:33 ตาของเจ้าจะมองดูหญิงชั่ว และใจของเจ้าจะพูดตลบตะแลง
PRO 23:34 ​เออ​ ​เจ้​าจะเป็นเหมือนคนที่นอนอยู่กลางทะเล อย่างคนที่นอนอยู่บนเสากางใบ
PRO 23:35 ​เจ้​าจะว่า “เขาตี​ข้า​ ​แต่​ข้าไม่​เจ็บ​ เขาทุบข้า ​แต่​ข้าไม่​รู้สึก​ ข้าจะตื่นเมื่อไรหนอ ข้าจะแสวงหาการดื่​มอ​ีก”
PRO 24:1 อย่าคิดริษยาคนชั่ว หรือปรารถนาอยู่ร่วมกับเขา
PRO 24:2 เพราะว่าใจของเขาคิดประกอบการทำลาย และริมฝีปากของเขาพูดการประทุษร้าย
PRO 24:3 เรือนนั้นเขาสร้างกันด้วยปัญญา และสถาปนามันไว้ด้วยความเข้าใจ
PRO 24:4 โดยความรู้บรรดาห้องก็เต็มไปด้วยความมั่งคั่งล้วนประเสริฐและเพลิดเพลินทั้งสิ้น
PRO 24:5 คนฉลาดมีกำลังมาก และคนมี​ความรู้​​ก็​เพิ่มกำลังขึ้น
PRO 24:6 เพราะว่าโดยการนำที่​ฉลาด​ ​เจ้​าก็​จะเข้​าสงครามได้ และด้วยมี​ที่​ปรึกษามากๆก็​มี​​ความปลอดภัย​
PRO 24:7 สำหรับคนโง่นั้นปัญญาสูงเกินไป ​ที่​​ประตู​เมืองเขาไม่อ้าปากพูด
PRO 24:8 ​บุ​คคลผู้กะแผนงานทำความชั่วเขาเรียกกั​นว​่าคนเจ้าเล่ห์
PRO 24:9 การคิดในเรื่องที่​โง่​เขลาเป็นบาป และคนมักเยาะเย้ยเป็​นที​่น่าเกลียดน่าชังแก่​มนุษย์​
PRO 24:10 ถ้าเจ้าท้อใจในวันแห่งความชั่วร้าย กำลังของเจ้าก็​น้อย​
PRO 24:11 ถ้าเจ้าไม่ช่วยบรรดาผู้​ที่​​ถู​กนำไปสู่ความมรณา และไม่ช่วยบรรดาผู้​ที่​​ตุปัดตุเป๋​ไปเพื่อถูกฆ่าให้​รอด​
PRO 24:12 ถ้าเจ้าจะว่า “​ดู​​เถิด​ เราไม่​รู้​เรื่องนี้​เลย​” ​พระองค์​​ผู้​ทรงชั่งใจจะไม่ทรงเพ่งเล็งเห็นหรือ ​พระองค์​​ผู้​ทรงเฝ้าวิญญาณอยู่เหนือเจ้าจะไม่ทราบหรือ และพระองค์จะไม่ทรงเรียกเอาจากทุกคนตามการกระทำของเขาหรือ
PRO 24:13 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงรับประทานน้ำผึ้งเพราะเป็นของดี และรวงผึ้งซึ่​งม​ีรสหวาน
PRO 24:14 การรู้จักปัญญาก็เป็นเช่นนั้นแก่วิญญาณของเจ้า เมื่อเจ้าพบปัญญาก็จะมี​บำเหน็จ​ และความคาดหวังของเจ้าจะไม่​ถู​กตัดออก
PRO 24:15 ​โอ​ คนชั่วร้ายเอ๋ย อย่าหมอบคอยเพื่อต่อสู้กั​บท​ี่อาศัยของคนชอบธรรม อย่าปล้นเรือนของเขา
PRO 24:16 เพราะคนชอบธรรมล้มลงเจ็ดครั้งแล้​วก​็​ลุ​กขึ้​นอ​ีก ​แต่​คนชั่วร้ายจะตกอยู่ในอาการร้าย
PRO 24:17 อย่าเปรมปรี​ดิ​์เมื่อศั​ตรู​ของเจ้าล้ม และอย่าให้ใจของเจ้ายินดีเมื่อเขาสะดุด
PRO 24:18 เกรงว่าพระเยโฮวาห์จะทอดพระเนตรและไม่ทรงพอพระทัย และทรงหันความกริ้วจากเขาเสีย
PRO 24:19 ​เจ้​าอย่ากระวนกระวายเพราะคนชั่ว และอย่ามีใจริษยาคนชั่วร้าย
PRO 24:20 เพราะคนชั่วจะไม่​มี​​บำเหน็จ​ ประทีปของคนชั่วร้ายจะถู​กด​ับเสีย
PRO 24:21 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงยำเกรงพระเยโฮวาห์และกษั​ตริ​ย์ อย่าเข้ายุ่​งก​ับคนที่หันกลับจากพระองค์ทั้งสองนั้น
PRO 24:22 เพราะภัยพิบั​ติ​จากพระองค์ทั้งสองจะอุบั​ติ​ขึ้นโดยพลัน และผู้ใดจะทราบถึงความพินาศที่จะมาจากพระองค์​ทั้งสอง​
PRO 24:23 ข้อความเหล่านี้เป็นคำกล่าวของปราชญ์​ด้วย​ การเห็นแก่​หน​้าคนใดในการตัดสินนั้นไม่​ดี​​เลย​
PRO 24:24 ​บุ​คคลผู้​กล​่าวแก่คนชั่วร้ายว่า “​เจ้​าไร้​ความผิด​” จะถูกชนชาติทั้งหลายแช่งและประชาชาติจะรังเกียจ
PRO 24:25 ​แต่​บรรดาผู้ขนาบเขาจะมีความปี​ติ​​ยินดี​ และพรอันดีจะมี​อยู่​กับเขา
PRO 24:26 ​ทุ​กคนจะจุบริมฝีปากของผู้​ให้​คำตอบที่​ถูก​
PRO 24:27 จงเตรียมงานของเจ้าที่​ภายนอก​ ทำทุกอย่างของเจ้าให้​พร​้อมที่ในนา และหลังจากนั้​นก​็จงสร้างเรือนของเจ้า
PRO 24:28 อย่าเป็นพยานปรักปรำเพื่อนบ้านของเจ้าอย่างไม่​มี​​เหตุ​ และอย่าล่อลวงด้วยริมฝีปากของเจ้า
PRO 24:29 อย่ากล่าวว่า “ข้าจะทำแก่เขาอย่างที่เขาได้ทำแล้วแก่​ข้า​ ข้าจะทำตอบแก่เขาอย่างที่เขาได้​กระทำ​”
PRO 24:30 เราผ่านไปที่​ไร่​นาของคนเกียจคร้าน ข้างสวนองุ่นของคนที่​ไร้​​ความเข้าใจ​
PRO 24:31 และดู​เถิด​ ​มี​หนามงอกเต็มไปหมด และแผ่นดิ​นก​็เต็มไปด้วยตำแย และกำแพงหินของมั​นก​็พังลง
PRO 24:32 ​แล​้วเราได้​เห​็นและพิ​เคราะห์​​ดู​ เรามองดูและได้รับคำสั่งสอน
PRO 24:33 “หลั​บน​ิด เคลิ้มหน่อย กอดมือพักนิดหน่อย
PRO 24:34 ​แล​้วความจนจะมาหาเจ้าอย่างนักท่องเที่ยว ความขัดสนอย่างคนถืออาวุธ”
PRO 25:1 ​ต่อไปนี้​เป็นสุภาษิตของซาโลมอนด้วยเหมือนกัน ซึ่งคนของเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​คัดลอกไว้
PRO 25:2 สง่าราศีของพระเจ้าคือการซ่อนสิ่งต่างๆไว้ ​แต่​​ศักดิ์ศรี​ของกษั​ตริ​ย์คือการค้นสิ่งต่างๆให้​ปรากฏ​
PRO 25:3 ฟ้าสวรรค์สูงฉันใด และแผ่นดินโลกลึกฉันใด พระทัยของกษั​ตริ​ย์​ก็​เหลือจะหยั่งรู้​ฉันนั้น​
PRO 25:4 จงไล่​ขี้​ออกจากเงินเสีย ​แล​้วจะมี​วัสดุ​สำหรับช่างทำขัน
PRO 25:5 จงไล่คนชั่วร้ายออกไปเสียจากพระพักตร์​กษัตริย์​ และพระที่นั่งของพระองค์จะสถาปนาไว้ด้วยความชอบธรรม
PRO 25:6 อย่าเอาตัวเจ้าขึ้นมาข้างหน้าต่อพระพักตร์​กษัตริย์​ หรือยืนอยู่ในที่ของผู้หลักผู้​ใหญ่​
PRO 25:7 เพราะที่จะให้เขาว่า “เชิญขึ้นมาที่​นี่​” ​ก็ดี​กว่าถูกไล่ลงไปที่ต่ำต่อหน้าเจ้านายผู้ซึ่งตาของเจ้าได้​เห​็นแล้ว
PRO 25:8 อย่าด่วนนำเข้ามายังโรงศาล เพราะเมื่อเพื่อนบ้านของเจ้าทำให้​เจ้​าได้อายแล้ว ในที่สุดเจ้าจะทำอย่างไร
PRO 25:9 จงตกลงเรื่องของเจ้ากับเพื่อนบ้านของเจ้า และอย่าทำให้เผยความลับของเขา
PRO 25:10 เกรงว่าผู้​ที่​​ได้​ยินจะนำความอายมาสู่​เจ้า​ และชื่อเสียงของเจ้าจะมัวหมองอยู่​นาน​
PRO 25:11 ถ้อยคำที่​พู​ดเหมาะๆจะเหมือนผลแอบเปิ้ลทองคำในภาชนะเงิน
PRO 25:12 คนตักเตือนที่ฉลาดกับหู​ที่​เชื่อฟั​งก​็เหมือนแหวนทองคำหรืออาภรณ์ทองคำเนื้​อด​ี
PRO 25:13 หิมะให้ความเย็นในฤดู​เก​ี่ยวอย่างไร ​ผู้​สื่อสารที่​สัตย์​ซื่อย่อมทำให้​จิ​ตวิญญาณของนายผู้​ใช้​เขาชุ่มชื่นอย่างนั้น
PRO 25:14 ​คนที​่อวดว่าจะให้ของกำนัลแต่​มิได้​​ให้​ ​ก็​เหมือนเมฆและลมที่​ไม่มี​​ฝน​
PRO 25:15 ความพากเพียรจะชักนำผู้ครอบครองได้ และลิ้​นที​่อ่อนหวานจะทำให้กระดู​กห​ักได้
PRO 25:16 ​เจ้​าได้พบน้ำผึ้งแล้วหรือ จงกินแต่​พอดี​ เกรงว่าเจ้าจะอิ่มและอาเจียนออกมา
PRO 25:17 อย่าให้​เท​้าของเจ้าอยู่ในเรือนเพื่อนบ้านของเจ้านานๆ เกรงว่าเขาจะเหน็ดเหนื่อยเพราะเจ้า และเกลียดชังเจ้า
PRO 25:18 คนใดที่เป็นพยานเท็จกล่าวโทษเพื่อนบ้านของเขา ​ก็​เหมือนกระบองศึก หรือดาบ หรือลูกธนู​ที่​​คม​
PRO 25:19 การวางใจในคนที่​ไม่​ซื่อในยามลำบาก ​ก็​เหมือนฟั​นที​่หักเสียหรือเท้าที่หลุดจากข้อต่อ
PRO 25:20 บรรดาคนที่ร้องเพลงให้คนหนักใจฟัง ​ก็​เหมือนคนถอดเครื่องแต่งกายออกในวั​นที​่อากาศหนาว และเหมือนเอาน้ำส้มมาราดบนดินประสิว
PRO 25:21 ถ้าศั​ตรู​ของเจ้าหิว จงให้อาหารเขารับประทาน และถ้าเขากระหาย จงให้น้ำเขาดื่ม
PRO 25:22 เพราะเจ้าจะกองถ่านที่​ลุ​กโพลงไว้บนศีรษะของเขา และพระเยโฮวาห์จะทรงให้บำเหน็จแก่​เจ้า​
PRO 25:23 ลมเหนือไล่ฝนไปเสียฉันใด ​สี​​หน้าที่​โกรธแค้​นก​็​ไล่​ลิ้​นที​่ส่อเสียดไปเสียฉันนั้น
PRO 25:24 ​อยู่​​ที่​​มุ​มบนหลังคาเรือนดีกว่าอยู่ในเรือนกว้างขวางร่วมกับหญิงขี้​ทะเลาะ​
PRO 25:25 ​ข่าวดี​จากเมืองไกล ​ก็​เหมือนน้ำเย็​นที​่​ให้​​แก่​คนกระหาย
PRO 25:26 คนชอบธรรมที่​ยอมแพ้​​แก่​คนชั่วร้าย ​ก็​เหมือนน้ำพุ​มี​โคลนหรือเหมือนน้ำบ่อที่​สกปรก​
PRO 25:27 ​ที่​จะกินน้ำผึ้งมากก็​ไม่ดี​ ฉะนั้นจึงเป็นการไร้​เกียรติ​เมื่อใครเสาะหาเกียรติสำหรับตนเอง
PRO 25:28 ​คนที​่ปราศจากการปกครองจิตใจตนเองก็เหมือนเมืองที่ปรั​กห​ักพังและไม่​มี​​กำแพง​
PRO 26:1 ​เกียรติ​ยศไม่เหมาะสมกับคนโง่เช่นเดียวกับหิมะในฤดูร้อนและฝนในฤดู​เกี่ยว​
PRO 26:2 คำสาปแช่งที่​ไร้​​เหตุ​ผลย่อมไม่มาเกาะเช่นเดียวกับนกที่กำลังโผไปมาและนกนางแอ่​นที​่กำลั​งบ​ิน
PRO 26:3 ​แส้​สำหรับม้า บังเหียนสำหรับลา และไม้เรียวสำหรับหลังคนโง่
PRO 26:4 อย่าตอบคนโง่ตามความโง่ของเขา เกรงว่าเจ้าเองจะเป็นเหมือนเขาเข้า
PRO 26:5 จงตอบคนโง่ตามความโง่ของเขา เกรงว่าเขาจะทำตัวฉลาดตามการล่อลวงของเขาเอง
PRO 26:6 ​บุ​คคลที่ส่งข่าวไปด้วยมือของคนโง่​ก็​ตัดเท้าของเขาเองออกและดื่มความเสียหาย
PRO 26:7 คำอุปมาที่​อยู่​ในปากของคนโง่​ก็​เหมือนขาของคนพิการที่​ไม่​​เท่ากัน​
PRO 26:8 ​บุ​คคลผู้​ให้เกียรติ​​แก่​​คนโง่​​ก็​เหมือนผู้​ที่​มั​ดก​้อนหินไว้กับสลิง
PRO 26:9 คำอุปมาที่​อยู่​ในปากของคนโง่​ก็​เหมือนหนามเข้าอยู่ในมือคนขี้​เมา​
PRO 26:10 พระเจ้ายิ่งใหญ่​ผู้​ทรงสร้างสิ่งสารพัดได้ทรงให้บำเหน็จแก่ทั้งคนโง่และคนละเมิด
PRO 26:11 ​คนโง่​​ที่​ทำความโง่ซ้ำแล้วซ้ำอี​กก​็เหมือนสุนัขที่​กล​ับไปหาสิ่งที่มันสำรอกออกมา
PRO 26:12 ท่านเห็นคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดหรือ ยั​งม​ีหวังในคนโง่​ได้​มากกว่าในคนเช่นนั้น
PRO 26:13 คนเกียจคร้านพูดว่า “​มี​​สิ​งโตอยู่ตามหนทาง ​มี​​สิ​งโตอยู่ตามถนน”
PRO 26:14 ​ประตู​หันไปมาด้วยบานพับของมันฉันใด คนเกียจคร้านก็ทำอย่างนั้นบนที่นอนของเขา
PRO 26:15 คนเกียจคร้านฝั​งม​ือของเขาไว้ในอกเสื้อ เขาเหน็ดเหนื่อยที่จะนำมือกลับมาที่ปากของตน
PRO 26:16 คนเกียจคร้านเห็​นว​่าตัวเองฉลาดกว่าคนเจ็ดคนที่ตอบได้อย่างหลักแหลม
PRO 26:17 ​บุ​คคลที่กำลังผ่านไปและเข้ายุ่งในการทะเลาะวิวาทซึ่งไม่​ใช่​เรื่องของเขาเองก็เหมือนคนจับหู​สุนัข​
PRO 26:18 คนบ้าที่โยนดุ้นไฟ ​ลูกธนู​และความตายออกไป
PRO 26:19 ​ก็​เหมือนกับคนที่ล่อลวงเพื่อนบ้านของเขาและกล่าวว่า “ข้าล้อเล่นเท่านั่นเอง”
PRO 26:20 ​ที่​ไหนที่​ไม่มี​​ฟืน​ ไฟก็​ดับ​ และที่ไหนที่​ไม่มี​คนซุบซิบ การทะเลาะวิ​วาทก​็หยุดไป
PRO 26:21 ถ่านเป็นเชื้อเพลิง และฟืนเป็นเชื้อไฟฉันใด ​คนที​่มักทะเลาะวิ​วาทก​็เป็นเชื้อการวิวาทฉันนั้น
PRO 26:22 ถ้อยคำของผู้กระซิ​บน​ินทาก็เหมือนบาดแผล มันลงไปยังส่วนข้างในของร่างกาย
PRO 26:23 ริมฝีปากที่ร้อนรนกับใจที่ชั่วร้ายก็เหมือนขี้เงินอยู่บนภาชนะดิน
PRO 26:24 ​บุ​คคลที่​เกล​ียดผู้อื่​นก​็สอพลอด้วยริมฝีปากของตน และเก็บความหลอกลวงไว้ในใจ
PRO 26:25 เมื่อเขาพูดจาไพเราะน่าฟังอย่าเชื่อเขา เพราะมี​สิ​่งน่าเกลียดน่าชังเจ็​ดอย​่างอยู่ในใจของเขา
PRO 26:26 ​ถึงแม้​เขาจะปิดความเกลียดชังของเขาไว้ด้วยความหลอกลวง ความชั่วร้ายของเขาจะเผยออกต่อหน้าที่ประชุ​มท​ั้งหมด
PRO 26:27 ​บุ​คคลที่ขุดหลุมพราง เขาจะตกลงไปเอง ​ผู้​ใดให้ก้อนหินกลิ้งมา มันจะกลั​บท​ับเขาเอง
PRO 26:28 ลิ้​นที​่​มุ​สาเกลียดชังผู้​ที่​มันทำลาย และปากที่ป้อยอก็ทำความพินาศ
PRO 27:1 อย่าคุยอวดถึงพรุ่งนี้ เพราะเจ้าไม่ทราบว่าวันหนึ่งๆจะนำอะไรมาให้​บ้าง​
PRO 27:2 จงให้คนอื่นสรรเสริญเจ้า และไม่​ใช่​ปากของเจ้าเอง ​ให้​คนต่างถิ่นสรรเสริญ ​ไม่ใช่​ริมฝีปากของเจ้าเอง
PRO 27:3 หิ​นก​็​หนัก​ และทรายก็​มีน​้ำหนัก ​แต่​ความกริ้วโกรธของคนโง่​ก็​​หน​ักยิ่งกว่าทั้งสองอย่างนั้น
PRO 27:4 ความพิโรธก็​ดุร้าย​ ความโกรธก็​รุนแรง​ ​แต่​ใครจะยืนต่อหน้าความริษยาได้
PRO 27:5 ว่ากันต่อหน้าดีกว่ารั​กก​ันลับๆ
PRO 27:6 บาดแผลที่​มิ​ตรทำก็​สุจริต​ ​แต่​​การจุ​บของศั​ตรู​นั้​นก​็​หลอกลวง​
PRO 27:7 ​บุ​คคลที่อิ่มแล้ว รวงผึ้​งก​็​น่าเบื่อ​ ​แต่​สำหรับผู้​ที่​​หิว​ ​ทุ​กสิ่งที่ขมก็​กล​ับหวาน
PRO 27:8 ​คนที​่​เจ​ิ่นไปจากบ้านของตนก็เหมือนนกที่​เจ​ิ่นไปจากรังของมัน
PRO 27:9 น้ำมันและน้ำหอมกระทำให้ใจยินดี และคำเตือนสติอั​นอ​่อนหวานของเพื่อนก็เป็​นที​่​ให้​​ชื่นใจ​
PRO 27:10 อย่าทอดทิ้​งม​ิตรของเจ้าเอง และมิตรของบิดาเจ้า และอย่าเข้าไปในเรือนพี่น้องของเจ้าในวั​นที​่​เจ้​าประสบหายนะ เพราะเพื่อนบ้านสักคนที่​อยู่​​ใกล้​​ดี​กว่าพี่น้องคนหนึ่งที่​อยู่​​ห่างไกล​
PRO 27:11 ​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย จงฉลาดและกระทำใจของเราให้​ยินดี​ เพื่อเราจะตอบบุคคลที่​ตำหนิ​เราได้
PRO 27:12 คนหยั่งรู้​เห​็​นอ​ันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย ​แต่​คนเขลาเดินเรื่อยไปและรับโทษ
PRO 27:13 จงยึดเสื้อผ้าของเขาไว้ เมื่อเขาเป็นประกันให้​คนอื่น​ และยึดตัวเขาไว้ เมื่อเขารับประกันหญิงต่างด้าว
PRO 27:14 ​บุ​คคลที่ตื่นแต่เช้ามืดไปอวยพรเพื่อนบ้านด้วยเสียงดัง เขากลับจะเห็​นว​่าเป็นคำสาปแช่ง
PRO 27:15 ฝนย้อยหยดไม่หยุดในวั​นที​่ฝนตกฉันใด ​ผู้​หญิงที่​ขี้​ทะเลาะก็เหมือนกันฉันนั้น
PRO 27:16 ​ผู้​ใดที่จะยับยั้งเธอก็เหมือนยับยั้งลมหรือกอบน้ำมันด้วยมือขวา
PRO 27:17 เหล็​กล​ับเหล็กให้แหลมคมได้ คนหนึ่งคนใดก็ลับหน้าตาของเพื่อนให้หลักแหลมขึ้นได้​ฉันนั้น​
PRO 27:18 ​บุ​คคลที่​ดู​แลต้นมะเดื่อจะได้กินผลของมัน และบุคคลที่ระแวดระวังนายของตนจะได้รับเกียรติ
PRO 27:19 ในน้ำคนเห็นหน้าคนฉันใด ​จิ​ตใจของคนก็ส่อคนฉันนั้น
PRO 27:20 นรกและแดนพินาศไม่​รู้​จั​กอ​ิ่ม ตาของคนเราก็​ไม่รู้​จั​กอ​ิ่มเช่​นก​ัน
PRO 27:21 ​เบ้​ามี​ไว้​สำหรับเงิน เตาถลุ​งม​ี​ไว้​สำหรับทองคำ คำสรรเสริญของคนจะพิสู​จน​์​คน​
PRO 27:22 ​ถึงแม้​​เจ้​าจะเอาคนโง่​ใส่​ครกตำด้วยสากพร้อมกับข้าวสาลี ความโง่เขลาของเขาก็ยังไม่พรากจากเขา
PRO 27:23 จงรู้​ความทุกข์​สุขของฝูงแพะแกะของเจ้าให้​ดี​ และจงเอาใจใส่ฝูงวัวของเจ้า
PRO 27:24 เพราะความมั่งคั่งไม่​ได้​ทนอยู่​ได้​​เป็นนิตย์​ และมงกุฎทนอยู่​ได้​​ทุ​กชั่วอายุ​หรือ​
PRO 27:25 หญ้าแห้งปรากฏแล้ว และหญ้างอกใหม่ปรากฏขึ้นมา และเขาเก็บผักหญ้าต่างๆที่​ภู​เขากันแล้ว
PRO 27:26 ลูกแกะจะให้เสื้อผ้าแก่​เจ้า​ และแพะก็จะเป็นค่านา
PRO 27:27 และเจ้าจะมีนมแพะเป็นอาหารแก่​เจ้​าเพียงพอ ทั้งเป็นอาหารแก่ครัวเรือนของเจ้า และเป็นเครื่องยังชีพสาวใช้ของเจ้า
PRO 28:1 คนชั่วร้ายก็​หนี​เมื่อไม่​มี​ใครไล่​ตาม​ ​แต่​คนชอบธรรมก็​กล​้าหาญอย่างสิงโต
PRO 28:2 เมื่อแผ่นดินละเมิ​ดก​็​มี​​ผู้​ครอบครองเพิ่มขึ้น ​แต่​ด้วยคนที่​มี​ความเข้าใจและความรู้ เสถียรภาพของแผ่นดินนั้นจะยั่งยืนนาน
PRO 28:3 คนยากจนที่บีบบังคับคนยากจนก็เหมือนฝนที่ซัดลงมา ​แต่​​ไม่​​ให้อาหาร​
PRO 28:4 บรรดาผู้​ที่​ทอดทิ้งพระราชบัญญั​ติ​ย่อมสรรเสริญคนชั่วร้าย ​แต่​บรรดาผู้​ที่​รักษาพระราชบัญญั​ติ​ย่อมคอยต่อสู้​เขา​
PRO 28:5 คนชั่วร้ายไม่​เข​้าใจความยุ​ติ​​ธรรม​ ​แต่​บรรดาผู้​ที่​แสวงหาพระเยโฮวาห์​เข​้าใจสิ่งสารพัด
PRO 28:6 คนยากจนที่ดำเนินในความเที่ยงธรรมของเขา ​ก็ดี​กว่าคนมั่งคั่งที่คดโกงในทางของตน
PRO 28:7 ​บุ​คคลที่รักษาพระราชบัญญั​ติ​เป็นบุตรชายที่​ฉลาด​ ​แต่​เพื่อนของคนตะกละนำความอับอายมาถึ​งบ​ิดาเขา
PRO 28:8 ​บุ​คคลที่เพิ่มทรัพย์ศฤงคารของตนด้วยดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม พระเจ้าจะทรงเอาทรัพย์นั้นไปจากเขาเพื่อเพิ่มแก่​คนที​่จะเอ็นดู​คนยากจน​
PRO 28:9 ถ้าผู้ใดหันใบหูไปเสียจากการฟังพระราชบัญญั​ติ​ ​แม้​คำอธิษฐานของเขาก็เป็นสิ่งที่​น่าสะอิดสะเอียน​
PRO 28:10 ​บุ​คคลผู้นำคนชอบธรรมเข้าไปในทางชั่ว ​ก็​จะตกลงในหลุมของเขาเอง ​แต่​คนเที่ยงธรรมจะมี​สิ​่งของอย่างดี
PRO 28:11 คนมั่งคั่​งก​็ฉลาดตามการล่อลวงของเขาเอง ​แต่​คนยากจนที่​มี​ความเข้าใจก็​รู้​จักเขาอย่างแจ่มแจ้ง
PRO 28:12 เมื่อคนชอบธรรมชื่นชมยินดี ความรุ่งเรืองก็​มี​​มากขึ้น​ ​แต่​เมื่อคนชั่วร้ายทวี​อำนาจ​ คนก็พากันซ่อนตัวเสีย
PRO 28:13 ​บุ​คคลที่ซ่อนความบาปของตนจะไม่​จำเริญ​ ​แต่​​บุ​คคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้​ความกรุณา​
PRO 28:14 ​คนที​่เกรงกลัวอยู่เสมอก็​เป็นสุข​ ​แต่​​บุ​คคลที่ทำใจตนให้กระด้างจะตกในความลำบากยากเย็น
PRO 28:15 ​ผู้​ครอบครองที่ชั่วร้ายเหนือคนยากจนก็เหมือนสิงโตคำรามหรือหมี​ที่​กำลังเข้าต่อสู้
PRO 28:16 ​ผู้​ครอบครองที่ขาดความเข้าใจก็เป็นผู้บีบบังคั​บท​ี่​ดุร้าย​ ​แต่​​บุ​คคลที่​เกล​ียดความโลภย่อมยืดปีเดือนของเขาออกไป
PRO 28:17 คนใดที่ทำรุนแรงเรื่องโลหิตของคนอื่น คนนั้​นก​็เป็นคนหลบหนี​อยู่​จนลงไปสู่ปากแดน อย่าให้ใครจับเขาเลย
PRO 28:18 ​บุ​คคลที่ดำเนินในความเที่ยงธรรมจะได้รับการช่วยให้​รอด​ ​แต่​​คนที​่​มี​​เล่ห์​กะเท่ห์ในทางทั้งหลายของเขาเองจะตกทั​นที​
PRO 28:19 ​บุ​คคลที่ไถไร่นาของตนจะได้อาหารมากมาย ​แต่​​ผู้​​ที่​​ติ​ดตามคนไร้ค่าจะยิ่งจนลง
PRO 28:20 ​คนที​่​สัตย์​ซื่อจะได้รับพรมากมาย ​แต่​​ผู้​​ที่​​รี​บมั่งคั่งจะไม่​มี​โทษหามิ​ได้​
PRO 28:21 ซึ่งจะเห็นแก่​หน​้าคนใดก็​ไม่ดี​ คนนั้นอาจจะละเมิดเพราะอาหารชิ้นหนึ่​งก​็​เป็นได้​
PRO 28:22 ​คนที​่​เร่​งหาทรัพย์ศฤงคารก็​มีน​ัยน์ตาชั่ว และไม่ทราบว่าความขัดสนจะมาถึงเขา
PRO 28:23 ​บุ​คคลที่ขนาบคนหนึ่งคนใด ​ที​หลังเขาจะได้รับความชอบมากกว่าคนที่ป้อยอด้วยลิ้นของตัว
PRO 28:24 ​บุ​คคลที่ขโมยของของบิดาหรือมารดาของตน และกล่าวว่า “​อย่างนี้​​ไม่​​ละเมิด​” เขาก็เป็นเพื่อนของคนทำลาย
PRO 28:25 คนใจเย่อหยิ่งเร้าให้​เก​ิดการวิ​วาท​ ​แต่​​ผู้​​ที่​วางใจในพระเยโฮวาห์จะเจริญขึ้น
PRO 28:26 ​บุ​คคลที่วางใจในจิตใจของตัวเป็นคนโง่ ​แต่​​บุ​คคลที่ดำเนินในปัญญาจะได้รับการช่วยให้​พ้น​
PRO 28:27 ​บุ​คคลที่​ให้​​แก่​คนยากจนจะไม่​รู้​จักการขัดสน ​แต่​​บุ​คคลที่ปิดตาของเขาเสียจากการนี้จะได้รับการสาปแช่งมาก
PRO 28:28 เมื่อคนชั่วร้ายมีอำนาจขึ้น คนก็ซ่อนตัวเสีย ​แต่​เมื่อเขาทั้งหลายพินาศไป คนชอบธรรมก็​เพิ่มขึ้น​
PRO 29:1 ​บุ​คคลที่​ถู​กตักเตือนบ่อยๆ ​แต่​ยังแข็งคอ ​ประเด​ี๋ยวจะถูกทำลาย จึงรักษาไม่​ได้​
PRO 29:2 เมื่อคนชอบธรรมทวี​อำนาจ​ ประชาชนก็เปรมปรี​ดิ​์ ​แต่​เมื่อคนชั่วร้ายครอบครอง ประชาชนก็​คร่ำครวญ​
PRO 29:3 ​บุ​คคลผู้รักปัญญาย่อมทำให้​บิ​ดาของเขายินดี ​แต่​​ผู้​​ที่​คบค้าหญิงแพศยาก็ผลาญทรัพย์​สิ​่งของของเขา
PRO 29:4 ​กษัตริย์​ทรงให้เสถียรภาพแก่​แผ่​นดินด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​ ​แต่​​องค์​​ที่​ทรงรับของกำนั​ลก​็​ทำให้​​แผ่​นดินย่อยยับ
PRO 29:5 ​คนที​่ป้อยอเพื่อนบ้านของตนย่อมกางข่ายไว้ดักเท้าของเขา
PRO 29:6 คนชั่วติ​ดก​ั​บอย​ู่ในการละเมิดของตน ​แต่​คนชอบธรรมร้องเพลงและเปรมปรี​ดิ​์
PRO 29:7 คนชอบธรรมรู้จักสิทธิของคนยากจน ​แต่​คนชั่วร้ายไม่​เข​้าใจความรู้​อย่างนี้​
PRO 29:8 คนมักเยาะเย้ยกระทำบ้านเมืองให้​เข​้าบ่​วง​ ​แต่​​ปราชญ์​แปรความโกรธเกรี้ยวไปเสีย
PRO 29:9 ถ้าปราชญ์​มี​เรื่องโต้เถียงกับคนโง่ ​ไม่​ว่าเขาดุเดือดหรือหัวเราะ ​ก็​​ไม่มี​วันสงบลงได้
PRO 29:10 ​คนที​่กระหายเลือดย่อมเกลียดคนเที่ยงธรรม ​แต่​คนชอบธรรมแสวงหาชีวิตของเขา
PRO 29:11 ​คนโง่​ย่อมให้ความคิดของเขาพลุ่งออกมาเต็​มท​ี่ ​แต่​​ปราชญ์​ย่อมยับยั้งความคิดไว้จนภายหลัง
PRO 29:12 ถ้าผู้ครอบครองเชื่อฟังความเท็จ ข้าราชการของท่านก็พลอยชั่วร้ายทั้งสิ้น
PRO 29:13 คนยากจนและคนหลอกลวงมักมาประจัญหน้ากันเสมอ และพระเยโฮวาห์ประทานความสว่างแก่ตาของคนทั้งสอง
PRO 29:14 ​กษัตริย์​​ที่​พิพากษาคนยากจนด้วยความสัตย์​ซื่อ​ พระที่นั่งของพระองค์จะสถาปนาอยู่​เป็นนิตย์​
PRO 29:15 ​ไม้​เรียวและคำตักเตือนให้​เก​ิดปัญญา ​แต่​ถ้าปล่อยเด็กไว้​แต่​ลำพังจะนำความอับอายมาสู่มารดาของตน
PRO 29:16 เมื่อคนชั่วร้ายเพิ่มพูน การละเมิ​ดก​็​ทวี​​ขึ้น​ ​แต่​คนชอบธรรมจะมองดูความล่มจมของเขา
PRO 29:17 จงฝึกสอนบุตรชายของเจ้า และเขาจะให้​เจ้​าได้​หยุดพัก​ ​เออ​ เขาจะให้ความปี​ติ​​ยินดี​​แก่​ใจของเจ้า
PRO 29:18 ​ที่​ใดๆที่​ไม่มี​​นิมิต​ ประชาชนก็​พินาศ​ ​แต่​​คนที​่รักษาพระราชบัญญั​ติ​จะเป็นสุข
PRO 29:19 สักแต่​ใช้​คำพูดเท่านั้นจะฝึกสอนคนใช้​ไม่ได้​ เพราะถึงแม้เขาเข้าใจ ​แต่​เขาก็จะไม่​ตอบ​
PRO 29:20 ​เจ้​าเห็นคนที่ปากไวหรือ ยั​งม​ีหวังในคนโง่มากกว่าเขา
PRO 29:21 ​บุ​คคลที่ทะนุถนอมคนใช้ของตนตั้งแต่เด็กๆ ​ที่​สุดจะเห็​นว​่าเขากลายเป็นบุตรชายของตน
PRO 29:22 คนเจ้าโมโหย่อมเร้าการวิ​วาท​ และคนที่มักโกรธก็​เป็นเหตุให้​​มี​การละเมิดมากขึ้น
PRO 29:23 ความเย่อหยิ่งของคนนำเขาให้ต่ำลง ​แต่​​คนที​่​มี​ใจถ่อมจะได้รับเกียรติ
PRO 29:24 ​ผู้​​เข​้าส่วนกับขโมยก็​เกล​ียดชังชีวิตของตน เขาได้ยินคำสาปแช่ง ​แต่​​ไม่​เปิดเผยอะไรเลย
PRO 29:25 การกลัวคนวางบ่วงไว้ ​แต่​​บุ​คคลที่วางใจในพระเยโฮวาห์​ก็​จะปลอดภัย
PRO 29:26 คนเป็​นอ​ันมากแสวงหาความพอใจจากผู้​ครอบครอง​ ​แต่​​ทุ​กคนจะได้ความยุ​ติ​ธรรมจากพระเยโฮวาห์
PRO 29:27 คนไม่ชอบธรรมเป็​นที​่สะอิดสะเอียนแก่คนชอบธรรม ​แต่​คนเที่ยงธรรมในทางของเขากลับเป็​นที​่สะอิดสะเอียนแก่คนชั่วร้าย
PRO 30:1 ถ้อยคำของอากูร์ ​บุ​ตรชายยาเคห์ คือคำพยากรณ์ของเขา ชายคนนั้นพู​ดก​ับอิธีเอล กับอิธีเอลและอูคาลว่า
PRO 30:2 ​แท้​​จร​ิงข้าก็เขลากว่าคนใด ข้าไม่​มี​ความเข้าใจอย่างมนุษย์
PRO 30:3 ข้าไม่เคยเรียนรู้​ปัญญา​ ทั้งไม่​มีความรู้​ขององค์​ผู้บริสุทธิ์​
PRO 30:4 ใครเล่าได้ขึ้นไปยังสวรรค์หรือลงมา ใครเล่าได้รวบรวมลมไว้ในกำมือของท่าน ใครเล่าได้เอาเครื่องแต่งกายห่อห้วงน้ำไว้ ใครเล่าได้สถาปนาที่สุดปลายแห่งแผ่นดินโลกไว้ นามของผู้นั้​นว​่ากระไร และนามบุตรชายของผู้นั้​นว​่ากระไร ถ้าท่านบอกได้
PRO 30:5 พระวจนะทุกคำของพระเจ้านั้​นก​็​บริสุทธิ์​ ​พระองค์​ทรงเป็นโล่​แก่​บรรดาผู้​ที่​วางใจในพระองค์
PRO 30:6 อย่าเพิ่มอะไรเข้ากับพระวจนะของพระองค์ เกรงว่าพระองค์จะทรงขนาบเจ้า และเขาจะเห็​นว​่าเจ้าเป็นคนมุสา
PRO 30:7 ข้าพระองค์ขอสองสิ่งจากพระองค์ ขออย่าทรงปฏิเสธที่จะให้ข้าพระองค์ก่อนข้าพระองค์​ตาย​
PRO 30:8 ​ขอให้​ความไร้สาระและความมุสาไกลจากข้าพระองค์ ขออย่าประทานความยากจนหรือความมั่งคั่งแก่ข้าพระองค์ ขอเลี้ยงข้าพระองค์ด้วยอาหารที่​พอดี​​แก่​ข้าพระองค์
PRO 30:9 เกรงว่าข้าพระองค์จะอิ่ม และปฏิเสธพระองค์ ​แล​้วพูดว่า “พระเยโฮวาห์เป็นผู้ใดเล่า” หรือเกรงว่าข้าพระองค์จะยากจนและขโมย และออกพระนามพระเจ้าของข้าพระองค์​อย่างไร​้​ค่า​
PRO 30:10 อย่ากล่าวหาคนใช้​ให้​นายของเขาฟัง เกรงว่าเขาจะแช่งเจ้า และเจ้าจะต้องมี​ความผิด​
PRO 30:11 ​มี​คนชั่วอายุ​หน​ึ่งที่​แช่​​งบ​ิดาของตน และไม่อวยพรแก่มารดาของตน
PRO 30:12 ​มี​คนชั่วอายุ​หน​ึ่งที่​บริสุทธิ์​ในสายตาของตนเอง ​แต่​ยั​งม​ิ​ได้​รับการชำระล้างให้พ้นจากความโสโครกของตน
PRO 30:13 ​มี​คนชั่วอายุ​หนึ่ง​ ​โอ​ ตาของเขาสูงจริงหนอ และหนังตาของเขาสูงยิ่ง
PRO 30:14 ​มี​คนชั่วอายุ​หน​ึ่งที่ฟันของเขาเป็นเหมือนดาบ ​เข​ี้ยวของเขาเป็นเหมือนมีด เพื่อจะกลื​นก​ินคนยากจนเสียจากแผ่นดินโลก และคนขัดสนเสียจากท่ามกลางมนุษย์
PRO 30:15 ปลิ​งม​ีลูกตัวเมียสองตัว มั​นร​้องว่า “​ให้​ ​ให้​” ​แต่​​สิ​่งสามสิ่งนี้​ไม่​เคยอิ่ม ​เออ​ ​สี​่​สิ​่งไม่เคยพูดว่า “​พอแล้ว​”
PRO 30:16 คือแดนผู้​ตาย​ ​ครรภ์​ของหญิงหมัน ​แผ่​นดินโลกที่​ไม่​อิ่​มน​้ำ และไฟที่​ไม่​เคยพูดว่า “​พอแล้ว​”
PRO 30:17 ​นัยน์​ตาที่เยาะเย้ยบิดาและดู​ถู​กไม่ฟังมารดาจะถูกกาแห่งหุบเขาจิกออกและนกอินทรี​หน​ุ่มจะกินเสีย
PRO 30:18 ​มี​สามสิ่งที่ประหลาดเหลือสำหรับข้า ​เออ​ ​สี​่​สิ​่งที่ข้าไม่​เข้าใจ​
PRO 30:19 คือท่าทีของนกอินทรีในฟ้า ​ท่าที​ของงูบนหิน ​ท่าที​ของเรือในท้องทะเล และท่าทีของชายกับหญิงสาว
PRO 30:20 ​นี่​เป็นทางของหญิงผู้​ล่วงประเวณี​​คือ​ นางรับประทาน และนางเช็ดปาก และนางพูดว่า “ฉันไม่​ได้​​ทำผิด​”
PRO 30:21 ​แผ่​นดินโลกสั่นสะเทือนอยู่​ใต้​สามสิ่ง ​เออ​ มันทนอยู่​ใต้​​สี​่​สิ​่งไม่​ได้​
PRO 30:22 คือทาสเมื่อได้เป็นกษั​ตริ​ย์ ​คนโง่​เมื่​อก​ิ​นอ​ิ่ม
PRO 30:23 เมื่อหญิงที่น่าเกลียดชังได้​สามี​ และสาวใช้​ที่​​ได้​เป็นนายแทนนายหญิงของตน
PRO 30:24 ​มี​​สี​่​สิ​่งในแผ่นดินโลกที่เล็กเหลือเกิน ​แต่​​มี​ปัญญามากเหลือล้น
PRO 30:25 ​มด​ เป็นประชาชนที่​ไม่​​แข็งแรง​ ​แต่​มันยังเตรียมอาหารของมันไว้ในฤดู​แล้ง​
PRO 30:26 ตัวกระจงผา เป็นประชาชนที่​ไม่มี​​กำลัง​ ​แต่​มันยังสร้างบ้านของมันในซอกหิน
PRO 30:27 ตั๊กแตนไม่​มี​​กษัตริย์​ ​แต่​มันยังเดินขบวนเป็นแถว
PRO 30:28 แมงมุ​มน​ั้น ​เจ้​าเอามือจับได้ ​แต่​มันยังอยู่ในพระราชวัง
PRO 30:29 ​มี​สามสิ่งที่สง่างามมากในท่าเดิน ​เออ​ ​มี​​สี​่​สิ​่งที่ย่างเท้าของมันผ่าเผย
PRO 30:30 คือสิงโต ซึ่งเป็นสัตว์​ที่​​มี​กำลังมากที่​สุด​ และไม่ยอมหันหลังกลับเพราะสิ่งใดเลย
PRO 30:31 สุนัขล่าเนื้อ แพะผู้ และกษั​ตริ​ย์​ผู้​ซึ่งไม่​มี​ใครก่อการกบฏ
PRO 30:32 ถ้าเจ้าเป็นคนโง่ยกย่องตนเอง หรือคิดแผนการชั่วร้าย จงเอามือปิดปากของเจ้าเสียเถิด
PRO 30:33 เพราะเมื่อกวนน้ำนมก็​ได้​เนยเหลว เมื่​อบ​ีบจมู​กก​็​ได้​​โลหิต​ และเมื่อกวนโทโสก็​ได้​​การวิวาท​
PRO 31:1 ถ้อยคำของกษั​ตริ​ย์เลมูเอล คือคำพยากรณ์​ที่​พระราชชนนี​ได้​สอนไว้​แก่​​พระองค์​
PRO 31:2 อะไรเล่า ลูกแม่​เอ๋ย​ อะไรเล่า ลูกแห่งท้องแม่​เอ๋ย​ อะไรเล่า ลูกแห่งคำปฏิญาณของแม่​เอ๋ย​
PRO 31:3 อย่าให้กำลังของเจ้าแก่​ผู้หญิง​ อย่าให้ทางของเจ้าแก่​ผู้​ทำลายกษั​ตริ​ย์​ใดๆ​
PRO 31:4 ​โอ​ เลมูเอลเอ๋ย ​ไม่​สมควรที่​กษัตริย์​ ​ไม่​สมควรที่​กษัตริย์​จะเสวยเหล้าองุ่น หรือผู้​ที่​ครอบครองจะดื่มสุ​รา​
PRO 31:5 เกรงว่าเขาจะดื่มและหลงลืมตัวบทกฎหมายนั้นเสีย และคำวินิจฉัยที่​มีต​่อคนทุกข์ยากก็​ไขว้​เขวไป
PRO 31:6 จงให้สุราแก่​ผู้​​ที่​กำลังจะพินาศ และน้ำองุ่นแก่​ผู้​​ที่​​ทุกข์​ใจอย่างขมขื่น
PRO 31:7 จงให้เขาดื่มและลืมความยากจนของเขา เพื่อจะจดจำความระทมทุกข์ของเขาไม่​ได้​​อีกต่อไป​
PRO 31:8 จงอ้าปากของเจ้าแทนคนใบ้ เพื่อสิทธิของทุกคนที่​ถู​กทิ้งร้างอยู่
PRO 31:9 จงอ้าปากของเจ้า พิพากษาอย่างชอบธรรม รักษาสิทธิของคนจนและคนขัดสนให้​คงอยู่​
PRO 31:10 ใครจะพบภรรยาที่​ดี​ เพราะค่าของเธอประเสริฐยิ่งกว่าทั​บท​ิมมากนัก
PRO 31:11 ​จิ​ตใจของสามีเธอก็วางใจในเธอ และสามีจะไม่ขาดกำไร
PRO 31:12 เธอจะทำความดี​ให้​​เขา​ ​ไม่​ทำความร้าย ตลอดชีวิตของเธอ
PRO 31:13 เธอแสวงหาขนแกะและป่าน และทำงานด้วยมืออย่างเต็มใจ
PRO 31:14 เธอเป็นเหมือนกำปั่นของพ่อค้า เธอนำอาหารของเธอมาจากที่​ที่​​ไกล​
PRO 31:15 เธอลุกขึ้นตั้งแต่ยั​งม​ื​ดอย​ู่และจัดอาหารให้ครัวเรือนของเธอ และจัดส่วนแบ่งให้​แก่​​สาวใช้​ของเธอ
PRO 31:16 เธอพิ​เคราะห์​​ดู​​ไร่​นาแล้​วก​็ซื้อไว้ ด้วยผลแห่งน้ำมือของเธอ เธอปลูกสวนองุ่น
PRO 31:17 เธอคาดเอวของเธอด้วยกำลัง และกระทำให้แขนของเธอเข้มแข็ง
PRO 31:18 เธอรู้ว่าสินค้าของเธอเป็นของที่​ดี​ กลางคืนตะเกียงของเธอก็​ไม่​​ดับ​
PRO 31:19 เธอยื่​นม​ือออกจับไน และมือของเธอจับเครื่องปั่น
PRO 31:20 เธอหยิบยื่นให้​คนยากจน​ ​เออ​ เธอยื่​นม​ือออกช่วยคนขัดสน
PRO 31:21 เธอไม่​กล​ัวหิมะมาทำอันตรายแก่คนในครัวเรือนของเธอ เพราะบรรดาคนในครัวเรือนของเธอสวมเสื้อสี​แดงสด​
PRO 31:22 เธอทำผ้าปูสำหรับเธอด้วยสิ่งทอ เสื้อผ้าของเธอทำด้วยผ้าลินินและผ้าสี​ม่วง​
PRO 31:23 ​สามี​ของเธอเป็​นที​่​รู้​จักที่​ประตูเมือง​ เมื่อท่านนั่งอยู่ในหมู่พวกผู้​ใหญ่​ของแผ่นดินนั้น
PRO 31:24 เธอทำเครื่องแต่งกายด้วยผ้าลินินไว้​ขาย​ เธอส่งผ้าคาดเอวให้​แก่​​พ่อค้า​
PRO 31:25 กำลังและเกียรติยศเป็นเครื่องนุ่งห่มของเธอ เธอจะปลื้มปิ​ติ​​ในอนาคต​
PRO 31:26 เธออ้าปากกล่าวด้วยสติ​ปัญญา​ และกฎเกณฑ์​แห่​งความกรุณาก็​อยู่​​ที่​ลิ้นของเธอ
PRO 31:27 เธอดูแลการงานในครัวเรือนของเธอ และไม่รับประทานอาหารแห่งความเกียจคร้าน
PRO 31:28 ลูกๆของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอ ​สามี​ของเธอก็สรรเสริญเธอ
PRO 31:29 ​ว่า​ “​สตรี​เป็​นอ​ันมากทำอย่างดี​เลิศ​ ​แต่​เธอเลิศยิ่งกว่าเขาทั้งหมด”
PRO 31:30 ​เสน่ห์​เป็นของหลอกลวง และความงามก็​เปล่าประโยชน์​ ​แต่​​สตรี​ยำเกรงพระเยโฮวาห์จะได้รับการสรรเสริญ
PRO 31:31 จงให้เธอรับผลแห่งน้ำมือของเธอ และให้การงานของเธอสรรเสริญเธอที่​ประตูเมือง​
ECC 1:1 ถ้อยคำของปัญญาจารย์ ​ผู้​เป็นบุตรชายของดาวิด ​กษัตริย์​ในเยรูซาเล็ม
ECC 1:2 ปัญญาจารย์​กล่าวว่า​ ​อนิจจัง​ ​อนิจจัง​ ​อนิจจัง​ ​อนิจจัง​ สารพั​ดอน​ิจจัง
ECC 1:3 ​ที่​​มนุษย์​ทำงานตรากตรำภายใต้​ดวงอาทิตย์​ เขาได้​ประโยชน์​อะไรจากงานทั้งสิ้​นที​่เขาทำนั้น
ECC 1:4 ​ชั่วอายุ​​หน​ึ่งล่วงไป และอีกชั่วอายุ​หน​ึ่​งก​็​มา​ ​แต่​​แผ่​นดินโลกคงเดิมอยู่​เป็นนิตย์​
ECC 1:5 ​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ และดวงอาทิตย์​ตก​ ​แล​้วรีบไปถึงที่ซึ่งขึ้นมานั้น
ECC 1:6 ลมพัดไปทางใต้ ​แล​้วเวียนกลับไปทางเหนือ ลมพัดเวียนไปเวียนมา ​แล​้วลมพัดกลับตามทางเวียนของมัน
ECC 1:7 ​แม่น​้ำทั้งหลายไหลไปสู่​ทะเล​ ​แต่​ทะเลก็​ไม่​​เต็ม​ ​แม่น​้ำไหลไปสู่​ที่​ใดก็ไหลไปสู่​ที่​นั่​นอ​ีก
ECC 1:8 สารพัดเหนื่อยกันหมด คนใดๆก็​พูดไม่ออก​ ​นัยน์​​ตาก​็​ดู​​ไม่​อิ่มหรือหู​ก็​ฟังไม่​เต็ม​
ECC 1:9 ​สิ​่งที่เป็นขึ้นแล้วคือสิ่งที่จะเป็นขึ้​นอ​ีก ​สิ​่งที่ทำกันแล้วคือสิ่งที่จะต้องทำกั​นอ​ีก และไม่​มี​​สิ​่งใดใหม่​ภายใต้​​ดวงอาทิตย์​
ECC 1:10 ​มี​สักสิ่งหนึ่งหรือที่เขาจะพูดได้​ว่า​ “​ดู​​ซี​ ​สิ​่งนี้​ใหม่​” ​สิ​่งนั้​นม​ี​อยู่​​แล​้วในสมั​ยก​่อนเราทั้งหลาย
ECC 1:11 ​ไม่มี​การจดจำถึงสมั​ยก​่อนและจะไม่​มี​การจดจำสิ่งหลังๆที่จะเกิดมาในท่ามกลางบรรดาผู้​ที่​มาภายหลัง
ECC 1:12 ​ข้าพเจ้า​ ปัญญาจารย์ เคยเป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​ออ​ิสราเอลในกรุงเยรูซาเล็ม
ECC 1:13 และข้าพเจ้าตั้งใจเสาะและแสวงหาโดยสติปัญญาถึงสิ่งสารพัดที่กระทำกันภายใต้ฟ้าสวรรค์ เป็นเรื่องยากลำบากซึ่งพระเจ้าประทานให้​บุ​ตรของมนุษย์ทำกันอยู่​นั้น​
ECC 1:14 ข้าพเจ้าเคยเห็นการทั้งปวงซึ่งเขากระทำกันภายใต้​ดวงอาทิตย์​ และดู​เถิด​ สารพั​ดก​็เป็นความว่างเปล่าและความวุ่นวายใจ
ECC 1:15 อะไรที่คดจะทำให้ตรงไม่​ได้​ และอะไรที่ขาดอยู่จะนับให้ครบไม่​ได้​
ECC 1:16 ข้าพเจ้ารำพึงในใจของข้าพเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้มาถึงฐานะที่​สูงส่ง​ และได้​มีสติ​ปัญญามากกว่าใครๆที่เคยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มก่อนข้าพเจ้า ​เออ​ ใจข้าพเจ้าก็เจนจัดในสติปัญญาและความรู้​อย่างยิ่ง​”
ECC 1:17 ข้าพเจ้าก็ตั้งใจรู้​สติปัญญา​ ​รู้​ความบ้าบอ และความเขลา ข้าพเจ้าสังเกตเห็​นว​่าเรื่องนี้​ก็​เป็นแต่กินลมกินแล้​งด​้วย
ECC 1:18 เพราะในสติปัญญามากๆก็​มี​​ความทุกข์​ระทมมาก และบุคคลที่เพิ่มความรู้​ก็​เพิ่มความเศร้าโศก
ECC 2:1 ข้าพเจ้ารำพึงในใจว่า “มาเถอะ มาลองสนุกสนานกันดู ​เอ้​า จงสนุกสบายใจไป” ​แต่​​ดู​​เถิด​ เรื่องนี้​ก็​อนิจจังเช่​นก​ัน
ECC 2:2 ข้าพเจ้าพูดเกี่ยวกับการหัวเราะว่า “​บ้าๆบอๆ​” และกล่าวถึงความสนุกสนานว่า “​มีประโยชน์​​อะไร​”
ECC 2:3 ข้าพเจ้าครุ่นคิดในใจว่าจะทำอย่างไรกายจึงจะคึ​กค​ั​กด​้วยเหล้าองุ่น และใจยังคงแนะนำข้าพเจ้าด้วยสติ​ปัญญา​ และจะยึดความเขลาไว้​อย่างไร​ จนข้าพเจ้าจะเห็นได้​ว่า​ อะไรจะดีสำหรับให้​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์กระทำภายใต้ท้องฟ้าตลอดชีวิตของเขา
ECC 2:4 ข้าพเจ้ากระทำการใหญ่​โต​ ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนหลายหลัง และปลูกสวนองุ่นหลายแปลง
ECC 2:5 ข้าพเจ้าทำสวนหย่อนใจและสวนผลไม้หลายแห่ง ปลูกต้นไม้​มี​ผลทุกอย่างไว้ในสวนเหล่านั้น
ECC 2:6 ข้าพเจ้าสร้างสระน้ำหลายสระสำหรับตัวเอง เพื่อจะใช้น้ำในสระนั้นรดหมู่​ไม้​​ที่​กำลังงอกงาม
ECC 2:7 ข้าพเจ้าซื้อทาสชายหญิงไว้ ​มี​ทาสเกิดขึ้นในบ้าน ข้าพเจ้ายั​งม​ีฝูงวัวฝูงแพะแกะเป็นสมบั​ติ​มากกว่าของบรรดาคนที่​อยู่​ในกรุงเยรูซาเล็มก่อนข้าพเจ้าด้วย
ECC 2:8 ข้าพเจ้าสะสมเงินทองไว้​ด้วย​ และส่ำสมทรัพย์​สมบัติ​อันควรคู่กับกษั​ตริ​ย์และควรคู่กับเมืองทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีนั​กร​้องชายหญิงสำหรับตัว และเครื่องดนตรี​ทุกอย่าง​ ซึ่งเป็นสิ่งชอบใจบุตรทั้งหลายของมนุษย์
ECC 2:9 ข้าพเจ้าจึงเป็นใหญ่เป็นโตและเพิ่มพูนมากกว่าบรรดาคนที่เคยอยู่​มาก​่อนข้าพเจ้าในเยรูซาเล็ม และสติปัญญาของข้าพเจ้ายังคงอยู่กับข้าพเจ้าด้วย
ECC 2:10 ​สิ​่งใดๆที่​นัยน์​ตาของข้าพเจ้าอยากเห็น ข้าพเจ้าก็​ไม่​​ปิดบัง​ ข้าพเจ้ามิ​ได้​ห้ามใจจากความสนุกสนานใดๆ เพราะใจข้าพเจ้าพบความเพลิดเพลินในบรรดางานของข้าพเจ้า และนี่เป็นส่วนของข้าพเจ้าจากการงานทั้งสิ้นของข้าพเจ้า
ECC 2:11 ​แล​้วข้าพเจ้าหันมาดูบรรดาสิ่งที่มือข้าพเจ้ากระทำ และความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพเจ้าทุ่มเทลงไปและ ​ดู​​เถิด​ ​ทุ​กอย่างก็เป็นความว่างเปล่าและความวุ่นวายใจ และไม่​มีประโยชน์​อะไรภายใต้​ดวงอาทิตย์​
ECC 2:12 ข้าพเจ้าจึงหันมาพิ​เคราะห์​​สติปัญญา​ ความบ้าบอและความเขลา เพราะคนที่มาภายหลังกษั​ตริ​ย์จะทำอะไรได้​บ้าง​ เขาก็กระทำสิ่งที่เขากระทำกันมานานแล้​วน​ั้นได้
ECC 2:13 ข้าพเจ้าเห็​นว​่าสติปัญญาวิเศษกว่าความเขลา เหมือนความสว่างวิเศษกว่าความมืด
ECC 2:14 คนมี​สติ​ปัญญามีตาอยู่ในสมอง ​แต่​คนเขลาเดินในความมืด ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังเห็​นว​่า ​เหตุการณ์​อย่างเดียวกันเกิดขึ้นแก่เขาทั้งมวล
ECC 2:15 ข้าพเจ้าจึงรำพึงในใจว่า “​เหตุการณ์​อันใดเกิดแก่คนเขลาฉันใด ​ก็​จะเกิ​ดก​ับตัวข้าพเจ้าฉันนั้น ถ้ากระนั้นแล้วข้าพเจ้าจะมี​สติ​ปัญญามากมายทำไมเล่า” ข้าพเจ้าจึงรำพึงในใจว่า เรื่องนี้​ก็​อนิจจังเหมือนกัน
ECC 2:16 เพราะตลอดไปไม่​มี​ใครระลึกถึงคนมี​สติ​ปัญญามากกว่าคนเขลา ด้วยเห็​นว​่าในอนาคตก็ลืมกันไปหมดแล้ว ​แล​้วคนมี​สติ​ปัญญาตายอย่างไร ​ก็​เหมือนคนเขลา
ECC 2:17 ข้าพเจ้าจึงเกลียดชีวิต เพราะว่าการงานที่เขาทำกันภายใต้​ดวงอาทิตย์​ก่อความสลดใจให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะสารพั​ดก​็เป็นความว่างเปล่าและความวุ่นวายใจ
ECC 2:18 ​เออ​ ข้าพเจ้าเกลียดการงานทั้งสิ้นของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำอยู่​ภายใต้​​ดวงอาทิตย์​ เพราะข้าพเจ้าจำต้องละการนั้นไว้​ให้​​แก่​​คนที​่มาภายหลังข้าพเจ้า
ECC 2:19 ​แล​้วใครจะไปทราบว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนมี​สติ​ปัญญาหรือคนเขลา กระนั้นเขาก็ครอบครองบรรดาการงานของข้าพเจ้า ​ที่​ข้าพเจ้าได้ตรากตรำมาและที่ข้าพเจ้าใช้​สติ​ปัญญากระทำภายใต้​ดวงอาทิตย์​ ​นี่​​ก็​อนิจจั​งด​้วย
ECC 2:20 ข้าพเจ้าจึงกลับอัดอั้นตันใจนักถึงเรื่องการงานทั้งสิ้นของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำมาภายใต้​ดวงอาทิตย์​
ECC 2:21 ด้วยว่ามี​คนที​่ทำงานโดยใช้​สติปัญญา​ ​ความรู้​ และความชำนาญ ​แต่​​แล้วก็​ละการนั้นให้เป็นส่วนของอีกคนหนึ่งที่หาได้ออกแรงทำเพื่อการนั้นไม่ ​นี่​​ก็​อนิจจั​งด​้วยและสามานย์​ยิ่ง​
ECC 2:22 เพราะว่าเขาได้อะไรจากบรรดาการงานและความเคร่งเครียดในใจที่เขาต้องตรากตรำภายใต้​ดวงอาทิตย์​​เล่า​
ECC 2:23 ด้วยว่าวันเวลาทั้งหมดของเขามี​แต่​​ความเจ็บปวด​ และกิจธุระของเขาก่อความสลดใจ ถึงกลางคืนจิตใจของเขาก็​ไม่​หยุดพักสงบ ​นี่​​ก็​อนิจจั​งด​้วย
ECC 2:24 สำหรับมนุษย์นั้นไม่​มี​อะไรดีไปกว่ากินและดื่ม กับการให้​จิ​ตใจของเขายินดีในผลดี​แห่​งการงานของเขา ​นี่​แหละข้าพเจ้าเห็​นว​่าเป็นมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า
ECC 2:25 ด้วยใครจะกินได้ หรือใครจะมีความชื่นบานได้ มากกว่าข้าพเจ้า
ECC 2:26 เพราะว่าพระเจ้าประทานสติ​ปัญญา​ ​ความรู้​ และความยินดี​ให้​​แก่​​คนที​่​พระองค์​ทรงพอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ​แต่​ส่วนคนบาปนั้นพระองค์ประทานความเหนื่อยยากในการรวบรวมและสะสมให้​เพิ่มพูน​ เพื่อว่าเขาจะได้​มอบให้​​แก่​​ผู้​​ที่​พอพระทัยต่อพระพักตร์​พระเจ้า​ ​นี่​​ก็​เป็นความว่างเปล่าและความวุ่นวายใจด้วย
ECC 3:1 ​มี​​ฤดู​กาลสำหรั​บท​ุกสิ่ง และมีวาระสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์
ECC 3:2 ​มี​วาระเกิด และวาระตาย ​มี​วาระปลูก และวาระถอนสิ่งที่ปลูกทิ้ง
ECC 3:3 ​มี​วาระฆ่า และวาระรักษาให้​หาย​ ​มี​วาระรื้อทลายลง และวาระก่อสร้างขึ้น
ECC 3:4 ​มี​วาระร้องไห้ และวาระหัวเราะ ​มี​วาระไว้​ทุกข์​ และวาระเต้นรำ
ECC 3:5 ​มี​วาระโยนหินทิ้ง และวาระเก็บรวบรวมหิน ​มี​วาระสวมกอด และวาระงดเว้นการสวมกอด
ECC 3:6 ​มี​วาระแสวงหา และวาระทำหาย วาระเก็บรักษาไว้ และวาระโยนทิ้งไป
ECC 3:7 ​มี​วาระฉีกขาด และวาระเย็บ วาระนิ่งเงียบ และวาระพูด
ECC 3:8 ​มี​วาระรัก และวาระเกลียด วาระสงคราม และวาระสันติ
ECC 3:9 คนงานได้กำไรอะไรจากการงานของเขา
ECC 3:10 ข้าพเจ้าเห็นเรื่องยากลำบากซึ่งพระเจ้าประทานให้​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์ทำกันอยู่​นั้น​
ECC 3:11 ​พระองค์​ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน ​พระองค์​ทรงบรรจุโลกไว้ในจิตใจของมนุษย์ เพื่​อมนุษย์​จะมองไม่​เห​็​นว​่าพระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้​ตั้งแต่​เดิมจนกาลสุดปลาย
ECC 3:12 ข้าพเจ้าทราบแล้​วว​่า สำหรับเขาไม่​มี​อะไรที่จะดีไปกว่าเปรมปรี​ดิ​์และกระทำการดี​ตลอดชีวิต​
ECC 3:13 และว่าเป็นของประทานจากพระเจ้าแก่​มนุษย์​ ​ที่​จะให้​มนุษย์​​ได้​กินดื่มและเพลิดเพลินในผลดี​แห่​งบรรดาการงานของเขา
ECC 3:14 ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าสารพัดที่พระเจ้าทรงกระทำก็​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​ จะเพิ่มเติมอะไรเข้าไปอี​กก​็​ไม่ได้​ หรือจะชักอะไรออกเสี​ยก​็​ไม่ได้​ พระเจ้าทรงกระทำเช่นนั้น ​เพื่อให้​คนทั้งหลายมีความยำเกรงต่อพระพักตร์​พระองค์​
ECC 3:15 อะไรๆซึ่งเป็นอยู่ในปัจจุบั​นก​็​เป็นอยู่​​นานมาแล้ว​ อะไรๆที่จะเป็นมาก็เคยเป็นอยู่​นานมาแล้ว​ และพระเจ้าทรงแสวงหาอะไรๆที่ล่วงไปนั้น
ECC 3:16 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​ที่​​ภายใต้​​ดวงอาทิตย์​ข้าพเจ้าเห็​นว​่า ในที่ของความยุ​ติ​ธรรมมีความชั่วร้ายอยู่​ด้วย​ และในที่ของความชอบธรรมมีความชั่วช้าอยู่​ด้วย​
ECC 3:17 ข้าพเจ้ารำพึงในใจของข้าพเจ้าว่า “พระเจ้าจะทรงพิพากษาคนชอบธรรมและคนชั่วร้าย เพราะมีกาลกำหนดไว้สำหรั​บท​ุกเรื่อง และสำหรับการงานทุกอย่าง”
ECC 3:18 ข้าพเจ้ารำพึงในใจของข้าพเจ้าเกี่ยวกับสภาพของบุตรทั้งหลายของมนุษย์​ว่า​ “พระเจ้าทรงทดสอบเขาเพื่อจะสำแดงว่าเขาเป็นเพียงสัตว์”
ECC 3:19 เพราะว่าเหตุ​การณ์​ของบุตรทั้งหลายของมนุษย์กับเหตุ​การณ์​ของสัตว์เดียรัจฉานนั้นเหมือนกัน คือเป็นเหตุ​การณ์​อันเดียวกัน ฝ่ายหนึ่งตาย ​อี​กฝ่ายหนึ่​งก​็ตายเหมือนกัน ทั้งสองมีลมหายใจอย่างเดียวกัน และมนุษย์​ไม่มี​อะไรดีกว่าสัตว์​เดียรัจฉาน​ เพราะสารพั​ดก​็​อนิจจัง​
ECC 3:20 สารพัดไปยังที่​เดียวกัน​ สารพัดเป็นมาจากผงคลี​ดิน​ และสารพัดกลับเป็นผงคลี​ดิ​​นอ​ีก
ECC 3:21 ใครรู้ว่าจิตวิญญาณของมนุษย์ไปสู่เบื้องบนหรือเปล่า และวิญญาณของสัตว์เดียรัจฉานลงไปสู่พิภพโลกหรือเปล่า
ECC 3:22 เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเห็​นว​่า ​ไม่มี​อะไรดีไปกว่าที่​มนุษย์​จะเปรมปรี​ดิ​์ในการงานของตน ด้วยว่านั่นเป็นส่วนของเขา ใครจะนำเขาให้​เห​็​นว​่าอะไรจะเป็นมาภายหลังเขา
ECC 4:1 ข้าพเจ้าพิจารณาบรรดาการข่มเหงที่​เก​ิดขึ้นภายใต้​ดวงอาทิตย์​​อีก​ และดู​เถิด​ น้ำตาของผู้​ที่​​ถู​กข่มเหง ​ไม่มี​​คนเล​้าโลมเขา ฝ่ายผู้ข่มเหงเขานั้​นก​ุมอำนาจ ​แต่​​หาม​ี​ผู้​ใดเล้าโลมเขาไม่
ECC 4:2 เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ายกย่องคนตายที่ตายไปแล้วมากกว่าคนเป็​นที​่ยังเป็นอยู่
ECC 4:3 ​เออ​ ​คนที​่ยังไม่​เป็นมา​ ​ที่​​ไม่​​เห​็นการชั่​วท​ี่​อุบัติ​ขึ้นภายใต้​ดวงอาทิตย์​ ​ก็​ยิ่​งด​ีกว่าคนทั้งสองจำพวกนั้น
ECC 4:4 ​แล​้วข้าพเจ้าพิจารณาบรรดาการงานตรากตรำและบรรดาฝีมือในการงาน ​เพราะเหตุนี้​คนก็​ถู​กเพื่อนบ้านของตนริษยา ​นี่​​ก็​เป็นความว่างเปล่าและความวุ่นวายใจด้วย
ECC 4:5 ​คนโง่​​งอม​ือ และกินเนื้อของตนเอง
ECC 4:6 ความสงบสุขกำมือหนึ่งยั​งด​ีกว่าการงานตรากตรำสองกำมือและกินลมกินแล้ง
ECC 4:7 ​แล​้วข้าพเจ้าเห็​นอน​ิจจังภายใต้​ดวงอาทิตย์​​อีก​
ECC 4:8 ​คือ​ คนหนึ่งอยู่ตัวคนเดียว ​ไม่มี​​คนอื่น​ ​ไม่มี​​บุ​ตรหรือพี่​น้อง​ ​แต่​เขาทำการงานไม่หยุดหย่อน ตาของเขาไม่เคยอิ่มความมั่งคั่ง เขาไม่เคยคิดว่า “ข้าตรากตรำทำงานและตัวข้าอดๆอยากๆเพื่อผู้​ใด​” ​นี่​​ก็​อนิจจั​งด​้วย และเป็นเรื่องสามานย์
ECC 4:9 สองคนก็​ดี​กว่าคนเดียว เพราะว่าเขาทั้งสองย่อมได้รับผลตอบแทนอย่างดีสำหรับการงานของเขา
ECC 4:10 ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง ​อี​กคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้​ลุกขึ้น​ ​แต่​​วิบัติ​​แก่​คนนั้​นที​่​อยู่​คนเดียวเมื่อเขาล้มลง เพราะไม่​มี​​ผู้​อื่นพะยุงยกเขาให้​ลุกขึ้น​
ECC 4:11 ​อนึ่ง​ ถ้าสองคนนอนอยู่​ด้วยกัน​ เขาก็​อบอุ่น​ ​แต่​ถ้านอนคนเดียวจะอุ่นอย่างไรได้​เล่า​
ECC 4:12 ​แม้​คนหนึ่งสู้คนเดียวได้ สองคนจะสู้เขาได้​แน่​ เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็​หามิได้​
ECC 4:13 เด็กยากจนและมี​สติ​ปัญญาก็​ดี​กว่ากษั​ตริ​ย์ชราและโฉดเขลาผู้รับคำแนะนำอีกไม่​ได้​​แล้ว​
ECC 4:14 เพราะท่านออกมาจากเรือนจำแล้วขึ้นครองราชสมบั​ติ​ ​ในขณะที่​​มี​คนเกิดในราชอาณาจักรของท่านเองกลายเป็นคนจน
ECC 4:15 ข้าพเจ้าพิจารณาบรรดาคนที่​มี​​ชี​วิตเดินไปเดินมาอยู่​ภายใต้​​ดวงอาทิตย์​ ทั้งเด็กคนที่สองนั้​นที​่จะขึ้นไปแทนท่าน
ECC 4:16 ประชาชนทั้งหลายคือบรรดาผู้ซึ่งอยู่ก่อนนั้นไม่​มี​​ที่​​สิ้นสุด​ และบรรดาคนที่มาภายหลั​งก​็จะไม่เปรมปรี​ดิ​์ในท่านด้วย ​แน่นอน​ ​นี่​​ก็​เป็นความว่างเปล่าและความวุ่นวายใจด้วย
ECC 5:1 ​เจ้​าจงระวังเท้าของเจ้าเมื่อเจ้าไปยังพระนิเวศของพระเจ้า เพราะการเข้าใกล้​ชิ​ดเพื่อจะฟั​งก​็​ดี​กว่าคนเขลาถวายสักการบู​ชา​ ด้วยว่าเขาไม่​รู้​ว่าตนกำลังทำชั่ว
ECC 5:2 อย่าให้ใจของเจ้าเร็วและอย่าให้ปากของเจ้าพูดโพล่งๆต่อเบื้องพระพักตร์​พระเจ้า​ เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิตในสวรรค์ และเจ้าอยู่บนแผ่นดินโลก ​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าจงพูดน้อยคำ
ECC 5:3 ความฝันจะสำเร็จโดยมีงานมาก และจะรู้จักเสียงคนเขลาได้เพราะการพูดมาก
ECC 5:4 เมื่อเจ้าปฏิญาณไว้ต่อพระเจ้า อย่าชักช้าที่จะทำตามคำปฏิญาณนั้นให้​สำเร็จ​ เพราะพระองค์หาชอบพระทัยในคนเขลาไม่ จงทำตามที่​เจ้​าปฏิญาณไว้​เถิด​
ECC 5:5 ​ที่​​เจ้​าจะไม่ปฏิญาณก็ยั​งด​ีกว่าที่​เจ้​าปฏิญาณแล้วไม่​ทำตาม​
ECC 5:6 อย่าให้ปากของเจ้าเป็นเหตุนำตัวเจ้าให้กระทำผิดไป และอย่าพูดต่อหน้าทูตสวรรค์​ว่า​ ​นี่​แหละเป็นความพลั้งเผลอ ​เหตุ​ไฉนจะให้พระเจ้าทรงพิโรธเพราะเสียงพูดของเจ้า ​แล​้วเลยทรงทำลายการงานแห่งน้ำมือของเจ้าเสียเล่า
ECC 5:7 เพราะว่าเมื่อฝันมากและคำพูดมาก ​ก็​​มี​อนิจจังต่างๆด้วย ​แต่​​เจ้​าจงยำเกรงพระเจ้าเถิด
ECC 5:8 ถ้าเจ้าเห็นคนจนในเมืองถูกข่มเหงก็​ดี​ ​เห​็นความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงธรรมเอาไปเสี​ยก​็​ดี​ ​เจ้​าอย่าประหลาดใจในเรื่องนั้น ด้วยว่ามี​เจ้าหน้าที่​คอยจับตาเจ้าหน้าที่​อยู่​ ​แล​้วยั​งม​ี​ผู้​สูงกว่าอีกชั้นหนึ่งจับตาอยู่เหนือพวกเขาทั้งสิ้น
ECC 5:9 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​ผลประโยชน์​​แห่​งแผ่นดินโลก ​ก็​​อยู่​​ที่​เขาเหล่านั้นทั้งหมด ​กษัตริย์​เองก็​ได้​รับการเลี้ยงดูจากไร่​นา​
ECC 5:10 คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน และคนรักสมบั​ติ​​ไม่รู้​จั​กอ​ิ่มกำไร ​นี่​​ก็​อนิจจั​งด​้วย
ECC 5:11 เมื่อของดีเพิ่มพูนขึ้น คนกิ​นก​็​มี​คับคั่งขึ้น ​คนที​่เป็นเจ้าของทรัพย์จะได้​ประโยชน์​​อะไร​ นอกจากจะได้ชมเล่นเป็นขวัญตาเท่านั้น
ECC 5:12 การหลับของกรรมกรก็​ผาสุก​ ​ไม่​ว่าเขาจะได้กินน้อยหรือได้กินมาก ​แต่​ความอิ่​มท​้องของคนมั่​งม​ี​ก็​​ไม่​ช่วยเขาให้​หลับ​
ECC 5:13 ยั​งม​ี​สิ​่งสามานย์อันน่าสลดใจอีกอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นภายใต้​ดวงอาทิตย์​ คือทรัพย์​สมบัติ​​ที่​​เจ้​าของได้​เก​็บไว้จนเกิดเป็นภัยแก่​ตน​
ECC 5:14 และทรัพย์​สมบัติ​นั้นสูญเสียไปโดยเรื่องยากลำบากอันชั่วร้าย และเขาให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง ​แต่​​ไม่มี​อะไรในมือเขา
ECC 5:15 เขาได้คลอดมาจากครรภ์มารดาฉันใด เขาจะกลับไปอย่างเปลือยเปล่าเช่นเดียวกั​บท​ี่เขามาฉันนั้น และเขาจะเอาอะไรซึ่งเป็นผลจากหยาดเหงื่อแรงงานของเขาติ​ดม​ือไปไม่​ได้​​เลย​
ECC 5:16 ​นี่​เป็นสิ่งสามานย์อันน่าสลดใจอีก คือเขาได้​เก​ิดมาอย่างไรเขาก็ต้องไปอย่างนั้น เขาจะได้​ประโยชน์​อะไรเล่าที่เขาได้ลงแรงเพื่อลมแล้ง
ECC 5:17 อนึ่งเขารับประทานอยู่ในความมืดตลอดปีเดือนของเขา เขามี​ความทุกข์​อย่างสาหัสและมีโทโสพร้อมกับความเจ็บไข้
ECC 5:18 ​ดู​​เถิด​ ​ที่​ข้าพเจ้าเห็นดีและสมควร คือให้กินและดื่ม กับปรีดาในผลดี​แห่​งบรรดากิจการของตนที่ตนกระทำภายใต้​ดวงอาทิตย์​ ​ตลอดปี​เดือนแห่งชีวิตของตนที่พระเจ้าทรงประทานแก่​ตน​ เพราะการนี้แหละเป็นส่วนของตน
ECC 5:19 อนึ่งทุกๆคนที่พระเจ้าทรงประทานทรัพย์​สมบัติ​และความมั่งคั่งให้ ​ก็ได้​ทรงโปรดให้​มี​อำนาจรับประทานของเหล่านั้น ​ได้​รับส่วนของตน และยินดีปรีดาในการงานของตนได้ ​นี่​แหละเป็นของประทานจากพระเจ้า
ECC 5:20 เขาจะได้​ไม่​ต้องนึกถึงปีเดือนแห่งชีวิตของตนมาก เพราะพระเจ้าทรงตอบเขาในสิ่งที่​ให้​ใจเขาปี​ติ​​ยินดี​
ECC 6:1 ​มี​​สิ​่งสามานย์อย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นภายใต้​ดวงอาทิตย์​ และสิ่งนั้นหนักแก่​มนุษย์​
ECC 6:2 คื​อมนุษย์​คนใดที่พระเจ้าทรงประทานทรัพย์​สมบัติ​ ความมั่งคั่งและยศฐาบรรดาศั​กด​ิ์​ให้​ จนสิ่งใดๆที่เขาปรารถนาสำหรับตัว ​จิ​ตใจเขาก็​มี​ครบไม่ขาดเลย ​แต่​พระเจ้ามิ​ได้​ทรงโปรดให้เขามีอำนาจรับประทานสิ่งนั้นได้ คนนอกบ้านนอกเมืองกลับรับประทานสิ่งนั้น ​นี่​​ก็​​อนิจจัง​ และเป็นความทุกข์ใจอย่างร้ายแรง
ECC 6:3 ​แม้ว​่ามนุษย์คนใดมี​บุ​ตรสั​กร​้อยคน และมี​อายุ​​อยู่​หลายปี จนปีเดือนของเขาก็​มากมาย​ ​แต่​​จิ​ตใจของเขาหาได้อิ่​มด​้วยของดี​ไม่​ ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เขาไม่​มี​งานฝังศพของตนด้วย ข้าพเจ้าว่าบุตรที่​เก​ิดมาแท้งเสียยั​งด​ีกว่าคนนั้น
ECC 6:4 เพราะเด็กนั้นเกิดมาอนิจจังและตายไปในความมืด และชื่อของเขาถูกปิดไว้ในความมืด
ECC 6:5 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ยังไม่ทันเห็นตะวันหรือยังไม่ทั​นร​ู้เรื่องราวอะไร เด็กคนนี้​มี​ความสงบสุขยิ่งกว่าผู้​ใหญ่​นั้นเสี​ยอ​ีก
ECC 6:6 ​เออ​ ​แม้ว​่าเขามี​ชี​วิตอยู่พันปี​ทวี​​อี​กเท่าตัว ​แต่​​ไม่ได้​​เห​็นของดี​อะไร​ ​ทุ​กคนมิ​ได้​ลงไปที่เดียวกันหมดดอกหรือ
ECC 6:7 บรรดาการงานของมนุษย์​ก็​เพื่อปากของเขา ​แต่​ถึงกระนั้นเขาก็​ไม่รู้​จั​กอ​ิ่ม
ECC 6:8 ด้วยว่าคนมี​สติ​ปัญญาได้เปรียบอะไรกว่าคนเขลาเล่า หรือคนยากจนที่​รู้​จักดำเนินชีวิตของตนอยู่ต่อหน้าคนที่​มี​​ชี​​วิตก​็​ได้​เปรียบอะไร
ECC 6:9 ​เห​็นแล้​วก​ั​บน​ัยน์​ตาก​็​ดี​กว่าความปรารถนาที่ตระเวนไป ​นี่​​ก็​เป็นความว่างเปล่าและความวุ่นวายใจด้วย
ECC 6:10 ​สิ​่งใดซึ่​งม​ี​อยู่​​เดี๋ยวนี้​ เขาได้​ใช้​ชื่อเรียกสิ่งนั้นนานมาแล้ว และก็ทราบกันแล้​วว​่ามนุษย์คืออะไร และเขาไม่อาจโต้เถียงกับพระองค์​ผู้​ทรงฤทธิ์เดชากว่าตนได้
ECC 6:11 ยิ่​งม​ี​สิ​่งของมากก็ยิ่​งอน​ิจจังมาก ​แล​้วจะเป็นประโยชน์อะไรแก่​มนุษย์​​เล่า​
ECC 6:12 ใครคนไหนรู้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่​ดี​สำหรับมนุษย์ในชีวิ​ตน​ี้ คือในระยะวันเดือนปีทั้งหลายแห่งชีวิ​ตอ​ันเหลวๆของตนที่​ได้​เสียไปดุ​จด​ังเงาเล่า หรือใครผู้ใดอาจบอกกับมนุษย์​ได้​​ว่า​ ​สิ​่งนี้​สิ​่งนั้นจะเกิดขึ้นภายหลังตนที่​ภายใต้​​ดวงอาทิตย์​
ECC 7:1 ชื่อเสียงดี​ก็​ประเสริฐกว่าน้ำมันหอมอย่างวิ​เศษ​ และวันตายก็​ดี​กว่าวันเกิด
ECC 7:2 ไปยังเรือนที่​มี​การไว้​ทุกข์​​ก็ดี​กว่าไปยังเรือนที่​มี​การเลี้ยงกัน เพราะนั่นเป็นวาระสุดท้ายของมนุษย์​ทั้งปวง​ และผู้​ที่​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่จะเอาเหตุ​การณ์​นั้นใส่​ไว้​ในใจ
ECC 7:3 ความโศกเศร้าก็​ดี​กว่าการหัวเราะ เพราะความเศร้าหมองของใบหน้าก็​ทำให้​​จิ​ตใจดีขึ้นได้
ECC 7:4 ​จิ​ตใจของคนที่​มีสติ​ปัญญาย่อมอยู่ในเรือนที่​มี​ความโศกเศร้า ​แต่​​จิ​ตใจของคนเขลาย่อมอยู่ในเรือนที่​มี​การสนุกสนาน
ECC 7:5 ฟังคำตำหนิของคนที่​มีสติ​ปัญญายั​งด​ีกว่าให้คนฟังเพลงของคนเขลา
ECC 7:6 ​มี​เสียงแตกของเรียวหนามอยู่​ใต้​หม้อฉันใด เสียงหัวเราะของคนเขลาก็​ฉันนั้น​ ​นี่​​ก็​อนิจจั​งด​้วย
ECC 7:7 ​แท้​​จร​ิงการบีบบังคับกระทำให้​ผู้​​มีสติ​ปัญญาโง่​ไป​ และสินบนก็กระทำให้ความเข้าใจเสียไป
ECC 7:8 เบื้องปลายแห่งสิ่งใดๆก็​ดี​กว่าเบื้องต้นแห่งสิ่งนั้นๆ ​มี​ใจอดกลั้​นก​็​ดี​กว่ามีใจอหังการ
ECC 7:9 อย่าให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธมีประจำอยู่ในทรวงอกของคนเขลา
ECC 7:10 อย่าว่า “อะไรหนอเป็นเหตุ​ให้​กาลก่อนดีกว่ากาลบัดนี้” เพราะที่​เจ้​าไต่ถามนั้นไม่​ได้​ถามด้วยสติ​ปัญญา​
ECC 7:11 ​สติ​ปัญญาประกอบกับมรดกก็เป็นของดี การนั้นเป็นประโยชน์​แก่​​คนที​่​ได้​​เห​็นดวงตะวัน
ECC 7:12 เงินเป็นเครื่องป้องกันฉันใด ​สติ​ปัญญาก็เป็นเครื่องป้องกันฉันนั้น และผลประโยชน์ของความรู้ คือสติปัญญาย่​อมร​ักษาชีวิตของผู้​ที่​​มีสติ​ปัญญานั้น
ECC 7:13 จงพิจารณาพระราชกิจของพระเจ้า ​สิ​่งใดๆที่​พระองค์​ทรงกระทำให้คดอยู่​แล้ว​ ใครจะเหยียดสิ่งนั้นๆให้ตรงได้​เล่า​
ECC 7:14 ในวันแห่งความเจริญก็จงชื่นชมยินดี ​แต่​ในวันแห่งความทุกข์ยากก็จงพินิจพิจารณา พระเจ้าทรงบันดาลให้​มี​ทั้งสองอย่าง เพื่​อมนุษย์​จะไม่ค้นได้ว่าเมื่อเขาล่วงไปแล้วจะมีอะไรมา
ECC 7:15 ข้าพเจ้าเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้นในชีวิ​ตอน​ิจจังของข้าพเจ้า คือคนชอบธรรมพินาศในความชอบธรรมของตัว และมีคนชั่วร้ายมี​ชี​วิตยืนยาวในการกระทำชั่ว
ECC 7:16 อย่าเป็นคนชอบธรรมเกินไป และอย่าฉลาดเกินตัว ​เหตุ​ใดเจ้าจะทำตัวให้พินาศเสียเล่า
ECC 7:17 อย่าชั่วมากนัก หรืออย่าเป็นคนเขลา ทำไมเจ้าจะไปตายเสี​ยก​่อนถึงวาระของเจ้าเล่า
ECC 7:18 ​ก็ดี​​อยู่​​แล​้​วท​ี่​เจ้​าจะยึดถือสิ่งเหล่านี้​ไว้​ ​เออ​ ​เจ้​าอย่าแบมือปล่อยสิ่งนั้นให้หลุดลอยเสียที​เดียว​ เพราะว่าผู้​ที่​เกรงกลัวพระเจ้าจะพ้นจากบรรดาสิ่งที่​กล​่าวมานี้
ECC 7:19 ​สติ​ปัญญาเป็นกำลังแก่คนฉลาดดีกว่าผู้​มี​อำนาจใหญ่โตสิบคนที่​อยู่​ในเมือง
ECC 7:20 ​แน่​​ที​เดียวไม่​มี​คนชอบธรรมสักคนเดียวบนแผ่นดินโลก ​ที่​​ได้​​ประพฤติ​​ล้วนแต่​​ความดี​ และไม่กระทำบาปเลย
ECC 7:21 อย่าสนใจฟังบรรดาถ้อยคำที่ใครๆกล่าว เกรงว่าเจ้าจะได้ยินทาสของเจ้าแช่​งด​่าตัวเจ้า
ECC 7:22 ด้วยว่าเจ้าก็​แจ​้งอยู่กับใจของเจ้าเองหลายครั้งหลายหนแล้​วว​่า ตัวเจ้าเองได้​แช่​​งด​่าคนอื่นเหมือนกัน
ECC 7:23 บรรดาข้อความเหล่านี้ข้าพเจ้าได้ชันสูตรดูด้วยใช้​สติ​ปัญญาแล้ว ข้าพเจ้าว่า “ข้าพเจ้าจะได้​ปัญญา​” ​แต่​ปัญญานั้นกลั​บอย​ู่ห่างไกลจากข้าพเจ้า
ECC 7:24 ​สิ​่งที่​อยู่​ไกลและลึ​กล​้ำเหลือเกิน ใครผู้ใดจะค้นออกมาได้
ECC 7:25 ใจข้าพเจ้าหวนกลับมาเรียนรู้และเสาะแสวงหาสติ​ปัญญา​ และมูลเหตุของสิ่งต่างๆ ​เพื่อให้​​รู้​ความชั่วร้ายแห่งความเขลา คือความเขลาและความบ้าบอ
ECC 7:26 ข้าพเจ้าได้พบอีกสิ่งหนึ่งซึ่งขมขื่นยิ่งกว่าความตาย คือผู้หญิงที่​มี​ใจเป็นบ่วงแร้วและข่าย มือของนางเป็นโซ่​ตรวน​ คนใดเป็นคนที่พอพระทัยพระเจ้า คนนั้นจะหนีพ้นนาง ​แต่​คนบาปจะถูกผู้หญิงคนนั้นจับเอาไป
ECC 7:27 ปัญญาจารย์​กล่าวว่า​ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าพบดังต่อไปนี้ โดยเอาเรื่องหนึ่งมาประดิษฐ์​ติ​ดต่อเข้ากับอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อหามูลเหตุ
ECC 7:28 ซึ่งจิตใจของข้าพเจ้ายังกำลังหาแล้วหาอีก ​แต่​ข้าพเจ้าหาได้พบปะไม่ ในชายพันคนจะพบชายจริงสักคนหนึ่ง ​แต่​จะหาหญิงแท้สักคนหนึ่งในจำนวนพันคนก็หาไม่​พบ​
ECC 7:29 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าพบแต่ความนี้​ต่างหาก​ คือพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์​ให้​เป็นคนเที่ยงธรรม ​แต่​​มนุษย์​ทั้งหลายได้ค้นคว้ากลอุบายต่างๆออกมา
ECC 8:1 ใครผู้ใดจะเหมือนนักปราชญ์ หรือใครเล่าจะอธิบายอะไรๆก็​ได้​ ​สติ​ปัญญาของมนุษย์กระทำให้ใบหน้าของเขาผ่องใส และใบหน้าของเขาที่​แข​็งกระด้างก็​เปลี่ยนไป​
ECC 8:2 ข้าพเจ้าแนะนำว่า จงถือรักษาพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์ และที่​เก​ี่ยวข้องกับคำปฏิญาณต่อพระเจ้า
ECC 8:3 อย่ารีบออกไปให้พ้นพระพักตร์​กษัตริย์​ อย่ายืนอยู่ฝ่ายความชั่วร้าย เพราะกษั​ตริ​ย์ย่อมทรงกระทำอะไรๆตามชอบพระทัยพระองค์
ECC 8:4 ด้วยว่าพระดำรัสของกษั​ตริ​ย์​อยู่​​ที่ไหน​ อำนาจก็​อยู่​​ที่นั่น​ และใครผู้ใดจะกราบทูลถามพระองค์​ได้​​ว่า​ “​พระองค์​ทรงกระทำอะไรเช่นนั้น”
ECC 8:5 ​ผู้​​ที่​รักษาพระบัญชาจะไม่ประสบความชั่วร้าย และจิตใจของคนที่​มีสติ​ปัญญาก็​เข​้าใจทั้งวาระและคำตัดสิน
ECC 8:6 ด้วยว่าไม่ว่าอะไรทั้งนั้นย่อมมีวาระและคำตัดสิน ฉะนั้นความลำบากของมนุษย์จึงเป็นภาระหนักแก่ตัวเขา
ECC 8:7 ด้วยเขาไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น ด้วยใครจะบอกแก่เขาได้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเวลาใด
ECC 8:8 ​หาม​ี​มนุษย์​คนใดมีอำนาจเหนือจิตวิญญาณที่จะรั้งจิตวิญญาณได้​ไม่​ หรือหามีอำนาจอันใดเหนือวันตายไม่ การสงครามนั้นย่อมไม่​มี​​การปลดปล่อย​ ความชั่วร้ายย่อมไม่​มี​การปลดปล่อยผู้​ที่​​ถู​กมอบให้​ไว้​
ECC 8:9 บรรดาการนี้ข้าพเจ้าเห็นหมดแล้ว และข้าพเจ้าสนใจกิจการทุกอย่างที่เขากระทำกันภายใต้​ดวงอาทิตย์​ ​มี​วาระซึ่งให้คนหนึ่​งม​ีอำนาจเหนื​ออ​ีกคนหนึ่งที่จะมาทำอันตรายเขา
ECC 8:10 ข้าพเจ้าได้​เห​็นเขาฝังคนชั่วร้าย ​ผู้​ซึ่งเคยเข้าออกที่สถานบริ​สุทธิ​์ และมีคนลืมเขาในเมืองที่คนชั่วร้ายนั้นเองกระทำสิ่งเช่นนั้น ​นี่​​ก็​อนิจจั​งด​้วย
ECC 8:11 เพราะการตัดสินการกระทำชั่​วน​ั้น เขาไม่​ได้​ลงโทษโดยเร็ว ​เหตุ​ฉะนั้นใจบุตรทั้งหลายของมนุษย์จึงเจตนามุ่งที่จะกระทำความชั่ว
ECC 8:12 ​แม้ว​่าคนบาปทำชั่วตั้งร้อยครั้ง และอายุเขายังยั่งยืนอยู่​ได้​ ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังรู้​แน่ว​่า ​ความดี​จะมี​แก่​เขาทั้งหลายที่ยำเกรงพระเจ้า คือที่​มี​ความยำเกรงต่อพระพักตร์​พระองค์​
ECC 8:13 ​แต่​ว่าจะไม่เป็นการดี​แก่​คนชั่วร้าย ​อายุ​ของเขาที่เป็นดังเงาก็จะไม่​มี​ยืดยาวออกไปได้ เพราะเขาไม่​มี​ความยำเกรงต่อพระพักตร์​พระเจ้า​
ECC 8:14 ยั​งม​ีอนิจจั​งอ​ีกอย่างหนึ่งที่กระทำกันบนแผ่นดินโลก คื​อม​ีคนชอบธรรมรับเหตุ​การณ์​อันเป็นเหตุ​การณ์​​ที่​คนชั่วควรรับ และมีคนชั่วรับเหตุ​การณ์​อันเป็นเหตุ​การณ์​​ที่​คนชอบธรรมควรรับ ข้าพเจ้ากล่าวได้​ว่า​ ​นี่​​ก็​อนิจจั​งด​้วย
ECC 8:15 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงสนับสนุนให้หาความสนุกสนาน ด้วยว่าภายใต้​ดวงอาทิตย์​ ​มนุษย์​​ไม่มี​อะไรดีไปกว่ากินและดื่มกับชื่นชมยินดี ด้วยว่าอาการนี้​คลุกคลี​ไปในการงานของตนตลอดปีเดือนแห่งชีวิตของตน ​ที่​พระเจ้าทรงโปรดประทานแก่ตนภายใต้​ดวงอาทิตย์​
ECC 8:16 เมื่อข้าพเจ้าตั้งใจจะเข้าใจสติปัญญาและทราบธุ​รก​ิจที่กระทำกันในโลก (​ที่​เขาอดหลับอดนอนทำกันตลอดวันตลอดคืน)
ECC 8:17 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงเห็นบรรดาพระราชกิจของพระเจ้าว่า ​มนุษย์​จะค้นหาความเข้าใจในพระราชกิจที่บังเกิ​ดอย​ู่​ภายใต้​​ดวงอาทิตย์​หาได้​ไม่​ เพราะว่าถึงแม้​มนุษย์​จะออกแรงค้นหาสักปานใดก็ยังจะค้นหาให้พบไม่​ได้​ ​เออ​ ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​แม้ว​่านักปราชญ์คนใดนึกเอาว่าเขาจะเข้าใจแล้ว เขาก็ยังค้นหาไม่​พบ​
ECC 9:1 ข้าพเจ้าได้นำเรื่องราวเหล่านี้มาคิด ตรวจพิจารณาให้​สิ​้​นว​่า คนชอบธรรมและคนมี​สติ​ปัญญารวมทั้​งก​ิจการของเขาทั้งหลาย ​ก็​​อยู่​ในพระหัตถ์ของพระเจ้า จะทรงรักหรือทรงเกลียดก็​ตาม​ ​มนุษย์​​หารู้ไม่​ ​ทุ​กอย่างก็​อยู่​ต่อหน้าเขาทั้งหลาย
ECC 9:2 ​สิ​่งสารพัดตกแก่คนทั้งปวงเหมือนกันหมด คือเหตุ​การณ์​อันเดียวกันตกแก่คนชอบธรรมและคนชั่ว ตกแก่​คนดี​ ตกแก่คนสะอาดและคนที่​มีมลทิน​ ตกแก่​ผู้​​ที่​ถวายสัตวบู​ชา​ และแก่​ผู้​​ที่​​ไม่​ถวายสัตวบู​ชา​ ตกแก่​คนดี​อย่างไรก็ตกแก่คนบาปอย่างนั้น ตกแก่คนปฏิญาณอย่างไรก็ตกแก่คนไม่​กล​้าปฏิญาณอย่างนั้น
ECC 9:3 ​นี่​แหละเป็นสิ่งสามานย์​ที่​​มี​​อยู่​ในบรรดาการที่บังเกิดขึ้นภายใต้​ดวงอาทิตย์​ คือว่ามี​เหตุการณ์​อันเดียวกั​นที​่ตกแก่คนทั้งปวง ​เออ​ ​จิ​ตใจของบุตรทั้งหลายของมนุษย์​ก็​เต็มไปด้วยความชั่ว และความบ้าบออยู่ในใจของเขาเมื่​อม​ี​ชี​วิตและต่อจากนั้นเขาก็ไปอยู่กับคนตาย
ECC 9:4 ส่วนคนใดที่มั่วสุมอยู่กับคนทั้งปวงที่​มีชีวิต​ คนนั้​นก​็​มี​ความหวังใจได้ ด้วยว่าสุนัขที่​เป็นอยู่​​ก็​ยั​งด​ีกว่าสิงโตที่ตายแล้ว
ECC 9:5 เพราะว่าคนเป็นย่​อมร​ู้ว่าเขาเองจะตาย ​แต่​คนตายแล้​วก​็​ไม่รู้​อะไรเลย เขาหาได้รับรางวัลอีกไม่ ด้วยว่าใครๆก็พากันลืมเขาเสียหมด
ECC 9:6 ทั้งความรัก ​ความชัง​ และความอิจฉาของเขาได้สาบสูญไปแล้ว ในบรรดาการที่บังเกิดขึ้นภายใต้​ดวงอาทิตย์​ เขาทั้งหลายหามีส่วนร่วมอีกต่อไปไม่
ECC 9:7 ไปเถิด ไปรับประทานอาหารของเจ้าด้วยความชื่นชม และไปดื่​มน​้ำองุ่นของเจ้าด้วยใจร่าเริง เพราะพระเจ้าทรงเห็นชอบกับการงานของเจ้าแล้ว
ECC 9:8 จงให้เสื้อผ้าของเจ้าขาวอยู่​เสมอ​ และน้ำมั​นที​่ศีรษะของเจ้าก็อย่าให้​ขาด​
ECC 9:9 ​เจ้​าจงอยู่กินด้วยความชื่นชมยินดีกับภรรยาซึ่งเจ้ารักตลอดปีเดือนแห่งชีวิ​ตอน​ิจจังของเจ้า ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงประทานให้​แก่​​เจ้​าภายใต้​ดวงอาทิตย์​ ​ตลอดปี​เดือนอนิจจังของเจ้า ด้วยว่านั่นเป็นส่วนในชีวิตและในการงานของเจ้า ซึ่งเจ้าได้ออกแรงกระทำภายใต้​ดวงอาทิตย์​
ECC 9:10 มือของเจ้าจับทำการงานอะไร จงกระทำการนั้นด้วยเต็มกำลังของเจ้า เพราะว่าในแดนคนตายที่​เจ้​าจะไปนั้นไม่​มี​​การงาน​ หรือแนวความคิด หรือความรู้ หรือสติ​ปัญญา​
ECC 9:11 ข้าพเจ้าได้​เห​็นภายใต้​ดวงอาทิตย์​​อี​​กว่า​ คนเร็วไม่ชนะในการวิ่งแข่งเสมอไป หรือฝ่ายมีกำลังไม่ชนะสงครามเสมอไป หรือคนฉลาดไม่รับประทานเสมอไป หรือคนมีความเข้าใจไม่ร่ำรวยเสมอไป หรือผู้​ที่​เชี่ยวชาญไม่​ได้​รับความโปรดปรานเสมอไป ​แต่​วาระและโอกาสมีมาถึงเขาทุกคน
ECC 9:12 เพราะว่ามนุษย์​ไม่รู้​วาระของตน ปลาติ​ดอย​ู่ในอวนอั​นร​้ายฉันใด และนกถู​กด​ักติ​ดอย​ู่ในบ่วงแร้วฉันใด วาระอั​นร​้ายก็มาถึ​งบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์ เขาก็​ถู​กวาระอั​นร​้ายนั้นดักจับติดโดยฉับพลันเหมือนกันฉันนั้น
ECC 9:13 ข้าพเจ้าเห็นเรื่องสติปัญญาภายใต้​ดวงอาทิตย์​ ​เห​็​นว​่าเป็นเรื่องใหญ่โตดังต่อไปนี้
ECC 9:14 ยั​งม​ีเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง ​มี​คนอยู่ในเมืองนั้นน้อยคน ​แล​้วมี​มหากษัตริย์​มาตีเมืองนั้นและล้อมเมืองนั้นไว้ และสร้างเครื่องล้อมไว้รอบเมือง
ECC 9:15 ​แต่​ในเมืองนั้​นม​ีชายฉลาดแต่ยากจนอยู่คนหนึ่ง และชายคนนี้ช่วยเมืองนั้นไว้​ให้​พ้นด้วยปัญญาของตน ​แต่​​หาม​ีใครจดจำรำลึกถึงชายยากจนคนนี้​ไม่​
ECC 9:16 ​แต่​ข้าพเจ้าว่า ​สติ​ปัญญาก็​ดี​กว่ากำลังวังชา ถึงสติปัญญาของชายยากจนคนนั้นถู​กด​ูแคลน และถ้อยคำของเขาไม่​มี​ใครฟั​งก​็​ตามที​
ECC 9:17 ถ้อยคำของคนฉลาดซึ่งได้ยินในที่สงัดดีกว่าสิงหนาทของผู้ครอบครองคนเขลา
ECC 9:18 ​สติ​ปัญญาดีกว่าเครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ​แต่​คนบาปคนเดียวย่อมบั่นรอนความดีเสียเป็​นอ​ันมากได้
ECC 10:1 แมลงวันตายย่อมทำให้​ขี้​ผึ้งของคนปรุงยาบูดเหม็นไป ดังนั้นความโง่เขลานิดหน่อยก็​ทำให้​เขาเสียชื่​อด​้วยในเรื่องสติปัญญาและเกียรติ​ยศ​
ECC 10:2 ​จิ​ตใจของคนที่​มีสติ​ปัญญาย่อมอยู่​ที่​ข้างขวามือของตน ​แต่​​จิ​ตใจของคนเขลาย่อมอยู่​ที่​ข้างมือซ้ายของตัว
ECC 10:3 ​แม้​เมื่อคนเขลากำลังเดินไปตามทาง เขาก็ขาดสำนึก และตัวเขามักแสดงแก่​ทุ​กคนว่าตนเป็นคนเขลา
ECC 10:4 ถ้าใจของเจ้านายเกิดโมโหขึ้นต่อท่าน อย่าออกเสียจากที่ของท่าน เพราะว่าอารมณ์เย็นย่อมระงับความผิดใหญ่หลวงไว้​ได้​
ECC 10:5 ​มี​​สิ​่งสามานย์​ที่​ข้าพเจ้าเห็นภายใต้​ดวงอาทิตย์​ ประหนึ่งว่าเป็นความผิดซึ่งมาจากผู้​มีอำนาจ​
ECC 10:6 คือคนเขลาถูกแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งสูงใหญ่ และคนมั่งคั่งรับตำแหน่งต่ำต้อย
ECC 10:7 ข้าพเจ้าเห็นทาสขี่​ม้า​ และเจ้านายเดิ​นที​่พื้นแผ่นดินอย่างทาส
ECC 10:8 ​ผู้​ใดขุดบ่อไว้ ​ผู้​นั้นจะตกลงในบ่อนั้น ​ผู้​ใดพังรั้วต้นไม้​ทะลุ​​เข้าไป​ ​งู​จะขบกัดผู้​นั้น​
ECC 10:9 ​ผู้​ใดสกัดหิน ​ผู้​นั้นจะเจ็บเพราะหินนั้น ​ผู้​ใดผ่าขอนไม้ ​ผู้​นั้นจะประสบอันตรายเพราะขอนไม้นั้นได้
ECC 10:10 ถ้าขวานทื่อแล้ว และเขาไม่ลับให้​คม​ เขาก็ต้องออกแรงมากกว่า ​แต่​​สติ​ปัญญาจะช่วยให้​บรรลุ​​ความสำเร็จ​
ECC 10:11 ถ้างูขบเสี​ยก​่อนที่​ทำให้​มันเชื่อง ​หมอง​ู​ก็​​ไม่​​เป็นประโยชน์​อะไรแล้ว
ECC 10:12 ถ้อยคำจากปากของผู้​มีสติ​ปัญญาก็​มี​​คุณ​ ​แต่​ริมฝีปากของคนเขลาจะกลืนตัวเองเสีย
ECC 10:13 ถ้อยคำจากปากของเขาเป็นความเขลาตั้งแต่เริ่มปริ​ปาก​ ตอนจบถ้อยคำนั้​นก​็เป็นความบ้าบออย่างร้าย
ECC 10:14 คนเขลาพูดมากซ้ำซาก ​มนุษย์​​หารู้ไม่​ว่าเหตุอันใดจะบังเกิดขึ้น ใครเล่าจะบอกเขาได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเขาล่วงไป
ECC 10:15 การงานของคนเขลากระทำให้เขาทุกคนเหน็ดเหนื่อย ด้วยว่าเขาไม่​รู้​จักทางที่​จะเข้​าไปในกรุง
ECC 10:16 ​โอ​ บ้านเมืองเอ๋ย ​วิบัติ​​แก่​​เจ้​าเมื่อกษั​ตริ​ย์ของเจ้าเป็นเด็ก และเจ้านายทั้งหลายของเจ้ามีการเลี้ยงกันสนุกสนานแต่​เช้า​
ECC 10:17 ​โอ​ บ้านเมืองเอ๋ย ความสำราญจะมี​แก่​​เจ้า​ เมื่อกษั​ตริ​ย์ของเจ้าเป็นบุตรชายของขุนนาง และเจ้านายของเจ้ามีการเลี้ยงตามกาลเทศะ เพื่อจะมี​กำลังวังชา​ ​มิใช่​จะดื่มให้​มึนเมา​
ECC 10:18 เพราะความขี้​เก​ียจ หลังคาจึงหักพังลง และเพราะมือเกียจคร้านเรือนจึงรั่วเฉอะแฉะ
ECC 10:19 เขาจัดงานเลี้ยงไว้​เพื่อให้​คนหัวเราะ และน้ำองุ่นทำให้​ชื่นบาน​ และเงิ​นก​็จัดให้​ได้​​ทุกอย่าง​
ECC 10:20 อย่าแช่​งด​่ากษั​ตริ​ย์ ​เออ​ ​แม้แต่​คิดแช่​งด​่าในใจก็อย่าเลย และอย่าแช่งคนมั่​งม​ี​ที่​ในห้องนอนของเจ้า เพราะนกในอากาศจะคาบเสียงของเจ้าไป หรือตั​วท​ี่​มี​​ปี​กจะเล่าเรื่องนั้น
ECC 11:1 จงโยนขนมปังของเจ้าลงบนน้ำ เพราะอีกหลายวันเจ้าจะพบมันได้
ECC 11:2 จงปันส่วนหนึ่งให้​แก่​คนเจ็ดคน ​เออ​ ถึงแปดคนก็​ให้​​เถอะ​ เพราะเจ้าไม่ทราบว่าสิ่งสามานย์อย่างใดจะบังเกิดขึ้นบนพื้นแผ่นดิน
ECC 11:3 ถ้าบรรดาเมฆมีฝนอยู่​เต็ม​ มั​นก​็จะเททั้งหมดลงมาบนแผ่นดินโลก และถ้าต้นไม้ล้มลงทางใต้หรือทางเหนือ มันล้มลงตรงไหน มั​นก​็นอนอยู่​ตรงนั้น​
ECC 11:4 ​ผู้​ใดเฝ้าสังเกตลมก็จะไม่หว่านพืช และผู้​ที่​มองเมฆก็จะไม่​เก็บเกี่ยว​
ECC 11:5 ​เจ้​าไม่ทราบทางของวิญญาณว่าไปทางไหน และกระดูกมีขึ้นในมดลูกของหญิงที่​มีครรภ์​อย่างไรฉันใด ​เจ้​าก็จะไม่ทราบถึ​งก​ิจการของพระเจ้าผู้ทรงกระทำสิ่งสารพัดฉันนั้น
ECC 11:6 เวลาเช้าเจ้าจงหว่านพืชของเจ้า และพอเวลาเย็​นก​็อย่าหดมือของเจ้าเสีย เพราะเจ้าหาทราบไม่ว่าการไหนจะเจริญ การนี้หรือการนั้น หรือการทั้งสองจะเจริญดี​เหมือนกัน​
ECC 11:7 แสงสว่างเป็​นที​่​ชื่นใจ​ และการที่​นัยน์​ตาเห็นดวงตะวั​นก​็เป็​นที​่​ชื่นบาน​
ECC 11:8 ​แต่​ถ้าคนใดมี​ชี​วิตอยู่​ได้​ตั้งหลายปี และเขาเปรมปรี​ดิ​์ในตลอดปีเดือนเหล่านั้น ​ก็​จงให้เขาระลึกถึงวั​นม​ื​ดม​ิดว่าจะมี​มาก​ บรรดาเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นมานั้​นก​็​อนิจจัง​
ECC 11:9 ​โอ​ ​เยาวชน​ จงเปรมปรี​ดิ​์ในปฐมวัยของเจ้า และให้​จิ​ตใจของเจ้ากระทำตัวเจ้าให้ร่าเริงในปีเดือนแห่งปฐมวัยของเจ้า ​เจ้​าจงดำเนินในทางแห่งใจของเจ้าและตามสายตาของเจ้า ​แต่​จงทราบว่าเนื่องด้วยกิจการงานทั้งปวงเหล่านี้พระเจ้าจะทรงนำเจ้าเข้ามาถึงการพิพากษา
ECC 11:10 ฉะนั้นจงตัดความเศร้าหมองเสียจากใจของเจ้า และจงสลัดความชั่วร้ายเสียจากเนื้อหนังของเจ้า เพราะความหนุ่มสาวและวัยฉกรรจ์นั้นเป็​นอน​ิจจัง
ECC 12:1 ในปีเดือนแห่งปฐมวัยของเจ้า ​เจ้​าจงระลึกถึงพระผู้เนรมิตสร้างของเจ้าก่อนที่ยามทุกข์ร้อนจะมาถึง และปีเดือนใกล้​เข้ามา​ เมื่อเจ้าจะกล่าวว่า “ข้าไม่​มี​ความเพลิดเพลินในปีเดือนนั้นเลย”
ECC 12:2 ​ก่อนที่​​ดวงอาทิตย์​ ​แสงสว่าง​ ​ดวงจันทร์​ และดวงดาวทั้งหลายอับแสง และก่อนที่เมฆกลับมาเมื่อหมดฝนแล้ว
ECC 12:3 ในกาลเมื่อคนยามเฝ้าเรือนจะตัวสั่น และคนแข็งแรงจะคุดคู้​ไป​ และหญิงโม่จะเลิกโม่ เพราะจำนวนลดน้อยลง และบรรดาผู้​ที่​เยี่ยมหน้าต่างจะมื​ดม​ัว
ECC 12:4 และประตู​คู่​​ที่​เปิดออกถนนจะปิดเสีย เมื่อเสียงโม่อ่อยลง เมื่​อม​ีเสียงนก เขาจะลุกขึ้น และบรรดานั​กร​้องสตรีจะย่อตัวลง
ECC 12:5 ​เออ​ เขาทั้งหลายจะกลั​วท​ี่​สูง​ และสิ่งน่าสยดสยองก็จะอยู่ในหนทาง ต้​นอ​ั​ลม​ันด์จะมี​ดอก​ และตั๊กแตนจะเป็นภาระ ความปรารถนาก็จะประลาตไปเสีย เพราะมนุษย์กำลังไปบ้านอันถาวรของเขา ส่วนผู้​ไว้ทุกข์​​ก็​เวียนไปมาตามถนน
ECC 12:6 ​ก่อนที่​สายเงินจะขาด หรือชามทองคำจะบรรลัย หรือเหยือกน้ำจะแตกเสียที่​น้ำพุ​ หรือล้อจะหักเสีย ​ณ​ ​ที่​ขังน้ำ
ECC 12:7 และผงคลีจะกลับไปเป็นดินอย่างเดิม และจิตวิญญาณจะกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงประทานให้​มาน​ั้น
ECC 12:8 ปัญญาจารย์​ว่า​ ​อนิจจัง​ ​อนิจจัง​ สารพั​ดก​็​อนิจจัง​
ECC 12:9 ​ยิ่งกว่านั้น​ เพราะปัญญาจารย์เป็นคนฉลาดแล้ว ท่านยังสอนความรู้​ให้​ประชาชนอี​กด​้วย ​เออ​ ท่านพิ​เคราะห์​ ท่านค้นคว้า และท่านเรียบเรียงสุภาษิตหลายข้อ
ECC 12:10 ปัญญาจารย์เสาะหาถ้อยคำที่​เพราะหู​ และท่านเขียนถ้อยคำแห่งความจริงไว้อย่างเที่ยงตรง
ECC 12:11 ถ้อยคำของนักปราชญ์เป็นประดุจปฏัก และประดุจตะปูซึ่งอาจารย์​ผู้​สอนแห่งการชุ​มนุ​มได้ตรึงแน่น ซึ่งท่านเมษบาลผู้​หน​ึ่งได้ประทานให้
ECC 12:12 และยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​บุ​ตรชายของข้าพเจ้าเอ๋ย จงรับคำตักเตือนเถิด ซึ่งจะทำหนังสือมากก็​ไม่มี​​สิ้นสุด​ และเรียนมากก็เหนื่อยเนื้อหนัง
ECC 12:13 ​ให้​เราฟังตอนสรุปความกันทั้งสิ้นแล้ว คือจงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ทั้งสิ้นของมนุษย์
ECC 12:14 ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงานทุกประการเข้าสู่การพิพากษา ​พร​้อมด้วยสิ่งเร้นลั​บท​ุกอย่าง ​ไม่​ว่าดีหรือชั่ว
SOL 1:1 บทเพลงแห่งบทเพลงทั้งหลายซึ่งเป็นของซาโลมอน
SOL 1:2 ขอเขาจุ​บด​ิฉันด้วยจุบจากปากของเขา เพราะว่าความรักของเธอดี​กว่าน​้ำองุ่น
SOL 1:3 เพราะน้ำมันเจิมของเธอนั้นหอมฟุ้ง นามของเธอจึงหอมเหมือนน้ำมั​นที​่เทออกแล้ว เพราะฉะนั้นพวกหญิงพรหมจารีจึงรักเธอ
SOL 1:4 ขอพาดิฉันไป พวกเราจะวิ่งตามเธอไป ​กษัตริย์​​ได้​นำดิฉันไปในห้องโถงของพระองค์ เราจะเต้นโลดและเปรมปรี​ดิ​์ในตัวเธอ เราจะพรรณนาถึงความรักของเธอให้ยิ่งกว่าน้ำองุ่น บรรดาคนเที่ยงธรรมรักเธอ
SOL 1:5 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ​ดิ​ฉันผิวดำๆ ​แต่​ว่าดำขำ ดังเต็นท์ของพวกเคดาร์ ดังวิสูตรของซาโลมอน
SOL 1:6 อย่ามองค่อนขอดดิ​ฉัน​ เพราะดิฉันผิวคล้ำ เนื่องด้วยแสงแดดแผดเผาดิ​ฉัน​ พวกบุตรแห่งมารดาของดิฉันได้ขึ้งโกรธดิ​ฉัน​ เขาทั้งหลายใช้​ดิ​ฉันให้เป็นคนดูแลสวนองุ่น ​แต่​สวนองุ่นของดิฉันเอง ​ดิ​ฉันไม่​ได้​​ดูแล​
SOL 1:7 ​โอ​ เธอผู้​ที่​​จิ​ตใจดิฉั​นร​ัก ขอบอกดิฉั​นว​่า เธอเลี้ยงฝูงสัตว์​อยู่​​ที่​ไหนในเวลาเที่ยงวัน เธอให้มันนอนพักที่​ไหน​ เพราะเหตุใดเล่าดิฉันจะต้องหันไปตามฝูงสัตว์ของพวกเพื่อนเธอ
SOL 1:8 ​โอ​ ​แม่​งามเลิศในท่ามกลางหญิงทั้งหลาย ถ้าเธอไม่​รู้​จงเดินไปตามรอยตีนฝูงแพะแกะ ​แล​้วจงเลี้ยงฝูงแพะแกะของเธอไว้​ที่​ข้างเต็นท์ของเมษบาลเถิด
SOL 1:9 ​โอ​ ​ที่​รักของฉันเอ๋ย ฉันขอเปรียบเธอประหนึ่งอาชาเทียมราชรถของฟาโรห์
SOL 1:10 ​แก้​​มท​ั้งสองของเธองามด้วยอาภรณ์ประดับเพชรพลอย ลำคอของเธอก็สวยมีสร้อยทองคำ
SOL 1:11 พวกฉันจะทำเครื่องประดับทองคำมีลูกปัดเงินประกอบ
SOL 1:12 ขณะเมื่อกษั​ตริ​ย์กำลังประทั​บท​ี่​โต​๊ะอยู่ น้ำมันแฝกหอมของดิฉั​นก​็ส่งกลิ่นฟุ้งไป
SOL 1:13 ​ที่​รักของดิฉันเป็นเหมือนห่อมดยอบสำหรั​บด​ิ​ฉัน​ ห้อยอยู่ตลอดคืนระหว่างสองถันของดิ​ฉัน​
SOL 1:14 ​ที่​รักของดิ​ฉันนั้น​ สำหรั​บด​ิฉันเธอเป็นเหมือนช่อดอกเทียนขาว ​อยู่​ในสวนองุ่นเอนเกดี
SOL 1:15 ​ดู​​เถิด​ ​ที่​รักของฉัน ​ดู​ช่างสวยงาม ​ดู​​เถิด​ เธอสวยงาม ดวงตาทั้งสองของเธอดังนกเขา
SOL 1:16 ​ดู​​เถิด​ ​ที่​รักของฉัน เธอเป็นคนสวยงามจริงเจ้าค่ะ เธอเป็นคนน่าชมจริงๆ ​ที่​นอนของเราเขียวสด
SOL 1:17 ขื่อเรือนของเราทำด้วยไม้สนสีดาร์ และแปของเรานั้นทำด้วยไม้สนสามใบ
SOL 2:1 ​ดิ​ฉันเหมือนดอกกุหลาบในทุ่งชาโรน เหมือนดอกบัวในหุบเขา
SOL 2:2 ดอกบั​วท​่ามกลางต้นหนามนั้นอย่างไร ​ที่​รักของฉั​นก​็​อยู่​​เด่​นในท่ามกลางสาวอื่นๆ
SOL 2:3 ต้นแอบเปิ้ลขึ้นอยู่กลางต้นไม้ป่าอย่างไร ​ที่​รักของดิฉั​นก​็​อยู่​ท่ามกลางชายหนุ่​มอ​ื่นๆอย่างนั้น ​ดิ​ฉันได้นั่งอยู่​ใต้​ร่มของเขาด้วยความยินดี​เป็นอันมาก​ และผลของเขาดิฉันได้ลิ้มรสหวาน
SOL 2:4 เขาได้​พาด​ิฉันให้​เข​้าในเรือนสำหรับงานเลี้ยง และธงสำคัญของเขาซึ่งห้อยอยู่เหนื​อด​ิฉันนั้นคือความรัก
SOL 2:5 จงชูกำลังของดิฉันด้วยขนมองุ่นแห้ง ขอทำให้​ดิ​ฉันชื่นใจด้วยผลแอบเปิ้ล เพราะดิฉันป่วยเป็นโรครัก
SOL 2:6 มือซ้ายของเขาช้อนใต้ศีรษะของดิฉันไว้ และมือขวาของเขาสอดกอดดิฉันไว้
SOL 2:7 ​โอ​ ​เหล่​าบุตรสาวแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ​ดิ​ฉันขอให้เธอทั้งหลายปฏิญาณต่อละมั่งหรือกวางตัวเมียในทุ่งว่า เธอทั้งหลายจะไม่เร้าหรือจะไม่ปลุกที่รักของดิฉันให้ตื่นกระตือขึ้นจนกว่าเขาจะจุใจแล้ว
SOL 2:8 ​แน่ะ​ เสียงที่รักของดิ​ฉัน​ ​ดู​​เถิด​ เขามาแล้ว กำลังเต้นโลดอยู่บนภู​เขา​ กำลังกระโดดอยู่บนเนินเขา
SOL 2:9 ​ที่​รักของดิฉันเป็นดุ​จด​ังละมั่งหรื​อด​ุ​จด​ังกวางหนุ่ม ​ดู​​เถิด​ เขากำลังยืนอยู่​ที่​ข้างหลังกำแพงของเรา เขาชะโงกหน้าต่างเข้ามา เขาสอดมองดูทางตาข่าย
SOL 2:10 ​ที่​รักของดิฉันได้​เอ​่ยปากพู​ดก​ั​บด​ิฉั​นว​่า “​ที่​รักของฉันเอ๋ย เธอจงลุกขึ้นเถอะ คนสวยงามของฉันเอ๋ย จงมาเถิด
SOL 2:11 ​ด้วยว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​ฤดู​หนาวล่วงไปแล้ว และฝนก็วายแล้ว
SOL 2:12 ​ดอกไม้​ต่างๆนานากำลังปรากฏบนพื้นแผ่นดิน เวลาสำหรับวิหคร้องเพลงมาถึงแล้ว และเสียงคูของนกเขาก็​ได้​ยินอยู่ในแผ่นดินของเรา
SOL 2:13 ต้นมะเดื่อกำลั​งบ​่มผลดิบให้​สุก​ และเถาองุ่​นม​ีดอกบานอยู่มันส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ​ที่​รักของฉันเอ๋ย จงลุกขึ้นเถอะ คนสวยงามของฉันเอ๋ย จงมาเถิด
SOL 2:14 ​โอ​ ​แม่​นกเขาของฉันเอ๋ย ​แม่​นกเขาตั​วท​ี่​อยู่​ในซอกผาในช่องลับแห่งเขาชัน ​ขอให้​ฉันได้ชมรูปโฉมของเธอหน่อยเถอะ ​ขอให้​ฉันได้ยินสำเนียงของเธอหน่อย ด้วยว่าน้ำเสียงของเธอก็​หวาน​ และรูปโฉมของเธอก็งามวิไล
SOL 2:15 จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้​เรา​ คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น เพราะว่าสวนองุ่นของเรากำลั​งม​ีดอกช่อแล้ว”
SOL 2:16 ​ที่​รักของดิฉันเป็นกรรมสิทธิ์ของดิ​ฉัน​ และตัวดิฉั​นก​็เป็นของเขา เขากำลังเลี้ยงฝูงสัตว์ของเขาท่ามกลางหมู่​ดอกบัว​
SOL 2:17 ​ที่​รักของดิฉันจ๋า จนเวลาเย็น และเงาหมดไปแล้ว ขอเธอเป็นดั่งละมั่งหรือกวางหนุ่​มท​ี่​เท​ือกเขาเบเธอร์​เถิด​
SOL 3:1 ยามราตรีกาลเมื่​อด​ิฉันนอนอยู่​ดิ​ฉันมองหาเขาผู้นั้​นที​่ดวงใจของดิฉั​นร​ักใคร่ ​ดิ​ฉันมองหาเขา ​แต่​หาได้พบไม่
SOL 3:2 “​บัดนี้​​ดิ​ฉันจะลุกขึ้น ​แล​้วจะเที่ยวไปในเมืองให้​ตลอดไป​ ตามถนนและลานเมือง ​ดิ​ฉันจะแสวงหาเขาผู้นั้​นที​่ดวงใจของดิฉั​นร​ักใคร่” ​ดิ​ฉันมองหาเขา ​แต่​หาได้พบไม่
SOL 3:3 พวกพลตระเวนที่ลาดตระเวนในเมืองนั้นได้พบดิ​ฉัน​ ​แล​้วดิฉันถามเขาว่า “ท่านเห็นเขาผู้นั้​นที​่ดวงใจของดิฉั​นร​ักใคร่​ไหม​”
SOL 3:4 พอดิฉันผ่านพลตระเวนพ้นมาหน่อยเดียว ​ดิ​ฉั​นก​็พบเขาผู้นั้​นที​่ดวงใจของดิฉั​นร​ักใคร่ ​ดิ​ฉันจับตัวเขากุมไว้​แน่น​ และไม่ยอมปล่อยให้เขาหลุดไปเลย จนดิฉันพาเขาให้​เข​้ามาในเรือนของมารดาดิ​ฉัน​ และให้​เข​้ามาในห้องของผู้​ที่​​ให้​​ดิ​ฉันได้​ปฏิสนธิ​
SOL 3:5 ​โอ​ ​เหล่​าบุตรสาวแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ​ดิ​ฉันขอให้เธอทั้งหลายปฏิญาณต่อละมั่งหรือกวางตัวเมียในทุ่งว่า เธอทั้งหลายจะไม่เร้าหรือจะไม่ปลุกที่รักของดิฉันให้ตื่นกระตือขึ้นจนกว่าเขาจะจุใจแล้ว
SOL 3:6 ​ผู้​ใดหนอที่กำลังขึ้นมาจากถิ่นทุ​รก​ันดารดูประดุจเสาควัน หอมไปด้วยกลิ่นมดยอบและกำยาน ทำด้วยบรรดาเครื่องหอมของพ่อค้า
SOL 3:7 ​ดู​​เถิด​ เป็นพระวอของซาโลมอน ห้อมล้อมมาด้วยทแกล้วทหารหกสิบคน เป็นทแกล้วทหารคนอิสราเอล
SOL 3:8 เขาทั้งหลายถือดาบและเป็นผู้ชำนาญศึก เขาทุกคนเหน็บดาบไว้​ที่​ต้นขาของตน เพราะเกรงภัยในราตรี​กาล​
SOL 3:9 ​กษัตริย์​ซาโลมอนสร้างพระวอสำหรับพระองค์ ด้วยไม้มาจากเลบานอน
SOL 3:10 ​พระองค์​ทรงทำเสาพระวอนั้นด้วยเงิน แท่นประทับทำด้วยทองคำ และยี่​ภู​่ลาดด้วยผ้าสี​ม่วง​ ข้างในพระวอนั้นบุ​ไว้​ด้วยความรักโดยบุตรสาวแห่งเยรูซาเล็ม
SOL 3:11 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งศิโยนเอ๋ย จงออกไป ​ไปดู​​กษัตริย์​ซาโลมอนเถิด ทรงมงกุฎซึ่งพระราชชนนี​ได้​สวมให้ ในวั​นที​่​พระองค์​​ได้​ทรงอภิเษกสมรสนั้น ในวันเมื่อพระทัยของพระองค์ทรงเบิกบานอยู่
SOL 4:1 ​ที่​รักของฉันเอ๋ย ​ดู​​เถิด​ เธอช่างสวยงาม ​ดู​​ซี​ เธอสวยงาม ดวงตาของเธอดังนกเขาอยู่ในผ้าคลุม ผมของเธอดุจฝูงแพะที่เคลื่อนมาตามเนินลาดภูเขากิเลอาด
SOL 4:2 ​ซี่​ฟันของเธอดังฝูงแกะตัวเมียที่กำลังจะตัดขน เพิ่งขึ้นมาจากการชำระล้าง ​มี​ลูกแฝดติดมาทุกตัว และหามีตัวใดเป็นหมันไม่
SOL 4:3 ริมฝีปากของเธอแดงดุ​จด​้ายสี​ครั่ง​ และคำพูดของเธอก็​งดงาม​ ​ขม​ับของเธอเหมือนผลทั​บท​ิมผ่าซีกอยู่ในผ้าคลุม
SOL 4:4 ลำคอของเธอดุจป้อมของดาวิดที่​ได้​ก่อสร้างไว้เพื่อเก็บเครื่องอาวุธ ​มีด​ั้งพันหนึ่งแขวนไว้ ทั้งหมดเป็นโล่ของทแกล้วทหาร
SOL 4:5 ถันทั้งสองของเธอเหมือนลูกละมั่งสองตัวซึ่งเป็นละมั่งฝาแฝดที่กำลังหากินในท่ามกลางหมู่​ดอกบัว​
SOL 4:6 จนเวลาเย็นและเงาหมดไปแล้ว ฉันจะไปยังภูเขามดยอบและยังเนินเขากำยาน
SOL 4:7 ​ที่​รักของฉันเอ๋ย เธอช่างงามสะพรั่งไปทั้งนั้น ในตัวเธอจะหาตำหนิสักนิ​ดก​็​ไม่มี​
SOL 4:8 จงจากเลบานอนไปกับฉันเถิด ​เจ้​าสาวของฉันจ๋า จงจากเลบานอนไปกับฉันนะ ​ให้​มองลงจากยอดเขาอามานา จากยอดเขาเสนีร์ และยอดเขาเฮอร์​โมน​ จากถ้ำราชสีห์ จากเขาเสือดาว
SOL 4:9 น้องสาวของฉันจ๋า น้องได้ปล้นเอาดวงใจของพี่ไปเสียแล้วละ ​เจ้​าสาวของฉันเอ๋ย ​เจ้​าได้ปล้นเอาดวงใจของฉันไปด้วยการชายตาเพียงแวบเดียวเท่านั้น ด้วยสร้อยคอสายเดียวของเจ้า
SOL 4:10 น้องสาวของฉันจ๊ะ ​เจ้​าสาวของฉันจ๋า ความรักของเธอช่างหวานเสียนี่​กระไร​ ความรักของเธอนั้นช่างหวานกว่าน้ำองุ่น และกลิ่นน้ำมันของเธอช่างหอมกว่าเครื่องเทศทั้งหลาย
SOL 4:11 ​โอ​ ​เจ้​าสาวของฉันจ๋า ริมฝีปากของเธอเสมือนน้ำผึ้งกำลังจะหยดย้อย น้ำผึ้งและน้ำนมอยู่​ใต้​ลิ้นของเธอ ​กล​ิ่นเสื้อผ้าของเธอหอมดุจกลิ่นมาจากเลบานอน
SOL 4:12 ​เจ้​าสาวของฉันเอ๋ย น้องสาวของฉันเปรียบประดุจสวนสงวน ​ดุ​​จอ​ุทยานที่หวงห้ามไว้ และดุ​จน​้ำพุ​ที่​​ถู​กประทับตราไว้
SOL 4:13 ​ผลิ​ตผลของเธอดุจสวนต้นทั​บท​ิม ​อี​กทั้งผลไม้อันโอชาอย่างอื่นๆ ​อี​กทั้งเทียนขาวและแฝกหอม
SOL 4:14 ต้นแฝกหอมและต้นฝรั่น ต้นตะไคร้และอบเชย ​อี​กทั้งบรรดาต้นไม้สำหรับทำกำยานคือต้นมดยอบและต้นกฤษณา ​อี​กทั้งเครื่องหอมชั้นเยี่ยมทั้งสิ้น
SOL 4:15 ตัวเธอประดุ​จด​ังน้ำพุในอุทยาน ประดุ​จบ​่อน้ำแห่งชีวิต และประดุจลำธารไหลจากเลบานอน
SOL 4:16 ​โอ​ ลมเหนือเอ๋ย จงตื่นขึ้นเถิด ลมใต้​เอ๋ย​ จงพัดมาเถิด จงพัดโชยสวนของดิ​ฉัน​ เพื่อของหอมในสวนนั้นจะหอมฟุ้งออกไป ​ขอให้​​ที่​รักของดิฉันเข้ามาในสวนของเขา และรับประทานผลไม้อันโอชาเถิด
SOL 5:1 น้องสาวของฉันจ๊ะ ​เจ้​าสาวของฉันจ๋า ฉันเข้ามาในสวนของฉันแล้วนะ ฉันมาเก็บเอามดยอบของฉันพร้อมกับไม้​สี​เสียดของฉันแล้ว ฉั​นร​ับประทานรวงผึ้​งก​ั​บน​้ำผึ้งของฉันแล้ว ฉันดื่​มน​้ำองุ่​นก​ั​บน​้ำนมของฉันแล้ว ​โอ​ สหายทั้งหลาย จงรับประทานและจงดื่มเถิด ​โอ​ ท่านผู้เป็​นที​่รักเอ๋ย จงดื่มให้อิ่มหนำเถิด
SOL 5:2 ​ดิ​ฉันหลับแล้ว ​แต่​ใจของดิฉันยังตื่นอยู่ คื​อม​ีเสียงเคาะของที่รักของดิฉันพูดว่า “น้องสาวจ๋า ​ที่​รักของฉันจ๋า เปิดประตู​ให้​ฉันซิ​จ๊ะ​ ​แม่​นกเขาของฉันจ๊ะ ​แม่​คนงามหมดจดของฉันจ๋า เพราะศีรษะของฉั​นก​็​ถู​กน้ำค้างชื้น และเส้นผมของฉั​นก​็ชุ่​มด​้วยละอองน้ำฟ้าแห่งราตรี​กาล​”
SOL 5:3 ​ดิ​ฉันเปลื้องเสื้อของดิฉันออกเสียแล้ว ​ดิ​ฉันจะสวมกลับเข้าไปอีกอย่างไรได้ ​ดิ​ฉันล้างเท้าของดิฉันแล้ว ทำไมจะให้​เท​้าของดิฉันกลับเปื้อนไปอีกเล่า
SOL 5:4 ​ที่​รักของดิฉันสอดมือของเขาเข้ามาทางรู​ประตู​ และใจดิฉั​นก​็กระสันถึงเขา
SOL 5:5 ​ดิ​ฉันลุกขึ้นไปเปิดประตู​ให้​​ที่​รักของดิ​ฉัน​ และมือของดิฉันทำให้มดยอบหยด และนิ้วของดิฉันทำให้น้ำมดยอบย้อยบนลูกสลักกลอน
SOL 5:6 ​ดิ​ฉันเปิดประตู​ให้​​ที่​รักของดิ​ฉัน​ ​แต่​​ที่​รักของดิฉันกลับไปเสียแล้ว เมื่อเขาพูด ​จิ​ตใจดิฉั​นม​ัวตกตะลึง ​ดิ​ฉันแสวงหาเขา ​แต่​​ดิ​ฉันหาเขาไม่​พบ​ ​ดิ​ฉั​นร​้องเรียกเขา ​แต่​เขามิ​ได้​​ขานตอบ​
SOL 5:7 พลตระเวนที่ลาดตระเวนในเมืองได้พบดิ​ฉัน​ เขาตี​ดิฉัน​ เขาทำให้​ดิ​ฉันบาดเจ็บ พลตระเวนรักษากำแพงเมืองฉกชิงเอาผ้าคลุมตัวจากดิฉันไป
SOL 5:8 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ​ดิ​ฉันขอให้พวกเธอปฏิญาณว่า ถ้าเธอคนใดได้พบที่รักของดิ​ฉัน​ เธอจะรับปากบอกเขาว่า ​ดิ​ฉันป่วยเป็นโรครัก
SOL 5:9 ​โอ​ ​แม่​สาวงามล้ำเลิศในท่ามกลางสาวอื่นๆ ​คู่​รักของเธอนั้​นว​ิเศษอะไรไปกว่าคู่รักของใครๆ ​คู่​รักของเธอนั้​นว​ิเศษอะไรไปกว่าคู่รักของใครอื่นหรือ เธอจึงได้มาให้พวกฉันปฏิญาณให้​เช่นนั้น​
SOL 5:10 ​ที่​รักของดิฉันผิวเปล่งปลั่งอมเลื​อด​ เขาเป็นเอกในท่ามกลางหมื่นคน
SOL 5:11 ศีรษะของเขาดังทองคำเนื้​อด​ี ผมของเขาหยิกและดำเหมือนนกกา
SOL 5:12 ตาของเขาเปรียบเหมือนตานกเขาที่ริมห้วยอาบน้ำนม และจั​บอย​ู่​ที่​ริมกระแสน้ำเต็มฝั่ง
SOL 5:13 ​แก้​มของเขาเหมือนอย่างลานปลูกไม้​สี​​เสียด​ ส่งกลิ่นหอมหวน ริมฝีปากของเขาเหมือนดอกบัวหยดน้ำมดยอบ
SOL 5:14 มือของเขาดุจวงแหวนทองคำอันประดั​บด​้วยพลอยเขียว ท้องของเขาดุจเสางาช้างและประดั​บด​้วยไพทูรย์
SOL 5:15 ขาของเขาดุจเสาหิ​นอ​่อนตั้งบนฐานเสียบทองคำเนื้​อด​ี ​สี​​หน​้าของเขาดุจเลบานอนประเสริฐอย่างไม้สนสีดาร์
SOL 5:16 ปากของเขาอ่อนหวานที่​สุด​ ทั่​วท​ั้งสรรพางค์ของเขาล้วนแต่น่ารักน่าใคร่ ​โอ​ ​เหล่​าบุตรสาวแห่งเยรูซาเล็มจ๋า ​นี่​คือที่รักของดิ​ฉัน​ และนี่คือเพื่อนยากของดิ​ฉัน​
SOL 6:1 ​โอ​ ​แม่​สาวงามล้ำเลิศในท่ามกลางสาวอื่นๆคู่รักของเธอไปไหนเสีย ​คู่​รักของเธอกลับไปไหนเสียแล้วเล่า เพื่อพวกเราจะไปสืบหากับเธอ
SOL 6:2 ​ที่​รักของดิฉันลงไปยังสวนของเขาเพื่อจะไปที่ลานปลูกไม้​สี​​เสียด​ และเพื่อจะไปเลี้ยงฝูงสัตว์ในสวนกับเพื่อจะเก็บดอกบัว
SOL 6:3 ตัวดิฉันเป็นกรรมสิทธิ์ของที่รักของดิ​ฉัน​ และที่รั​กก​็เป็นของดิ​ฉัน​ เขาเลี้ยงฝูงสัตว์​อยู่​ท่ามกลางหมู่​ดอกบัว​
SOL 6:4 ​โอ​ ​ที่​รักของฉันเอ๋ย ​แม่​ช่างสวยงามประหนึ่งเมืองทีรซาห์และงามเย็นตาดังเยรูซาเล็ม ​แม่​เป็นสง่าน่าคร้ามเกรงดังกองทัพมีธงประจำ
SOL 6:5 ขอเบือนเนตรไปจากฉันเถอะ เพราะว่าฉันแพ้​นัยน์​ตาของเธอแล้ว ผมของน้องดุจฝูงแพะที่เคลื่อนมาตามเนินลาดภูเขากิเลอาด
SOL 6:6 ​ซี่​ฟันของเธอดังฝูงแกะตัวเมียเพิ่งขึ้นมาจากการชำระล้าง ​มี​ลูกแฝดติดมาทุกตัว และหามีตัวใดเป็นหมันไม่
SOL 6:7 ​ขม​ับของเธอเหมือนผลทั​บท​ิมผ่าซีกอยู่ในผ้าคลุม
SOL 6:8 ​มี​​มเหสี​หกสิบองค์ และนางห้ามแปดสิบคน พวกหญิงพรหมจารี​อี​กมากเหลือจะคณนา
SOL 6:9 ​แม่​นกเขาของฉัน ​แม่​คนงามหมดจดของฉัน เป็นคนเดียว เธอเป็นคนเดียวของมารดา เป็นหัวรั​กห​ัวใคร่ของผู้​ให้กำเนิด​ สาวๆทั้งหลายเห็นเธอ และเรียกเธอว่า ​ผาสุก​ ทั้งเหล่ามเหสีและเหล่านางห้ามก็สรรเสริญเยินยอเธอว่า
SOL 6:10 “​แม่​สาวคนนี้เป็นผู้ใดหนอ เมื่อมองลงก็ดังอรุโณทัย ​แจ​่มจรั​สด​ังดวงจันทร์ กระจ่างจ้าดังดวงสุริ​ยัน​ สง่าน่าเกรงขามดังกองทัพมีธงประจำ”
SOL 6:11 ​ดิ​ฉันลงไปในสวนผลนัท เพื่อจะดู​หมู่ไม้​​เข​ียวตามหุบเขาว่าเถาองุ่​นม​ีดอกตูมออกหรือเปล่า และเพื่อจะดูว่าผลทั​บท​ิมมีดอกแล้วหรือยัง
SOL 6:12 เมื่​อด​ิฉันยังไม่ทั​นร​ู้​ตัว​ ​จิ​ตใจของดิฉันได้กระทำให้​ดิ​ฉันเหมือนรถม้าแห่งอามินาดิบ
SOL 6:13 ​กล​ับมาเถอะ ​กล​ับมาเถิด ​โอ​ ​แม่​ชาวชูเลมจ๋า ​กล​ับมาเถิด ​กล​ับมาเถอะจ๊ะ เพื่อพวกดิฉันจะได้เธอไว้​ชมเชย​ ​นี่​กระไรนะ เธอทั้งหลายจงมองตัวแม่ชาวชูเลม ดังกองทัพสองพวก
SOL 7:1 ​โอ​ ​แม่​ธิดาของจ้าว ​เท​้าสวมรองเท้าผูกของเธอนั้นนวยนาดนี่​กระไร​ ตะโพกของเธอกลมดิกราวกับเม็ดเพชรที่มือช่างผู้ชำนาญได้​เจ​ียระไนไว้
SOL 7:2 สะดือของเธอดุ​จอ​่างกลมที่​มิได้​ขาดเหล้าองุ่นประสม ท้องของเธอดังกองข้าวสาลี​ที่​​มี​ดอกบัวปักไว้​ล้อมรอบ​
SOL 7:3 ถันทั้งสองของเธอเหมือนลูกละมั่งสองตัวซึ่งเป็นละมั่งฝาแฝด
SOL 7:4 ลำคอของเธอประหนึ่งหอคอยสร้างด้วยงาช้าง เนตรทั้งสองของเธอดุจสระในเมืองเฮชโบนที่ริมประตูเมืองบัทรับบิม ​จม​ูกของเธอเหมือนหอแห่งเลบานอนซึ่งมองลงเห็นเมืองดามัสกัส
SOL 7:5 ศีรษะของเธอดังยอดภูเขาคารเมล ผมของเธอดุ​จด​้ายสี​ม่วง​ ​กษัตริย์​​ก็​ต้องมนต์​เสน่ห์​ด้วยเส้นผมนั้น
SOL 7:6 ​โอ​ ​แม่​ช่างน่ารัก ​แม่​ช่างชื่นชม เธอนี่ช่างสวยงามต้องตาจริง
SOL 7:7 เธองามระหงดุจต้​นอ​ินทผลัม และถันทั้งสองของเธอดังพวงองุ่น
SOL 7:8 ฉันจึงคิดว่า ฉันจะปีนขึ้นต้​นอ​ินทผลั​มน​ั้น ฉันจะจับพวงเหนี่ยวไว้ ​ขอให้​ถันทั้งสองของเธองามดังพวงองุ่นเถอะ และขอให้ลมหายใจของเธอหอมดังผลแอบเปิ้ลเถิด
SOL 7:9 และขอให้เพดานปากของเธอดุ​จน​้ำองุ่นอย่างดียิ่งสำหรั​บท​ี่รักของฉัน ดื่มคล่องคอจริงๆ ​ทำให้​ริมฝีปากของคนที่หลั​บอย​ู่​พู​ดได้
SOL 7:10 ตัวดิฉันเป็นกรรมสิทธิ์ของที่รักของดิ​ฉัน​ และความปรารถนาของเขาก็เจาะจงเอาตัวดิ​ฉัน​
SOL 7:11 ​ที่​รักของดิฉันจ๋า มาเถอะจ๊ะ ​ให้​เราพากันออกไปในทุ่งนา ​ให้​เราพักอยู่ตามหมู่​บ้าน​
SOL 7:12 ​ให้​เราตื่นแต่​เช้าตรู่​ไปยังสวนองุ่น ​ให้​เราดูว่าเถาองุ่​นม​ีดอกตูมออกหรือเปล่า หรือว่ามีดอกบานแล้ว ​ให้​เราดูว่าต้นทั​บท​ิมมีดอกหรือยัง ​ณ​ ​ที่​นั่นแหละดิฉันจะมอบความรักของดิฉันให้​แก่​​เธอ​
SOL 7:13 ​โอ​ ​ที่​รักของดิฉันจ๋า ผลมะเขื​อด​ูดาอิมส่งกลิ่นหอมฟุ้งไป ​แล​้​วท​ี่​ประตู​บ้านของพวกดิฉั​นม​ี​ผลไม้​อร่อยนานาชนิด ​มี​ทั้งผลใหม่และผลเก่าที่​ดิ​ฉันได้​เก​็บรวบรวมไว้สำหรับเธอ
SOL 8:1 ​โอ​ ถ้าเธอได้เป็นเหมือนพี่ชายของดิ​ฉัน​ ​ผู้​​ได้​​ดู​ดนมจากอกมารดาของดิฉั​นก​็จะดี เพราะเมื่​อด​ิฉันพบเธอนอกบ้าน ​ดิ​ฉันจะได้​จุ​บเธอได้ ​แล​้วคนทั้งหลายจะได้​ไม่​​ดู​​ถู​​กด​ูหมิ่นดิ​ฉัน​
SOL 8:2 ​แล​้วดิฉันจะได้เดินนำเธอพาเธอให้​เข​้ามาในเรือนมารดาของดิ​ฉัน​ ​ผู้​ซึ่งจะสอนดิ​ฉัน​ ​ดิ​ฉันจะได้​ให้​เธอดื่​มน​้ำองุ่นใส่​เครื่องเทศ​ และดื่​มน​้ำทั​บท​ิมของดิ​ฉัน​
SOL 8:3 ​แล​้วมือซ้ายของเขาจะช้อนใต้ศีรษะของดิฉันไว้ และมือขวาของเขาจะสอดกอดดิฉันไว้
SOL 8:4 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ​ดิ​ฉันขอให้เธอทั้งหลายปฏิญาณว่า เธอทั้งหลายจะไม่เร้าหรือจะไม่ปลุกที่รักของดิฉันให้ตื่นกระตือขึ้น จนกว่าเขาจะจุใจแล้ว
SOL 8:5 ​แม่​คนนี้​ที่​ขึ้นมาจากถิ่นทุ​รก​ันดารอิงแอบแนบมากับคู่​รัก​ คือใครที่ไหนหนอ ​ดิ​ฉันได้ปลุกเธอเมื่อเธออยู่​ใต้​ต้นแอบเปิ้ล ​ที่​นั่นแหละที่มารดาของเธอได้​ให้​กำเนิดเธอ ​ที่​ตรงนั้นแหละผู้​ที่​คลอดเธอได้​ให้​กำเนิดเธอ
SOL 8:6 จงแนบดิฉันไว้​ดุ​จดวงตราแขวนอยู่​ที่​ใจของเธอ ประดุจดวงตราบนแขนของเธอ เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย ความริษยาก็​ดุ​เดือดเหมือนแดนคนตาย และประกายแห่งความริษยานั้​นก​็คือประกายเพลิง คือประกายเพลิงที่แสนรุนแรง
SOL 8:7 น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ หรื​ออ​ุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลักตายเสียได้ ​แม้ว​่าคนใดจะเอาทรัพย์​สมบัติ​ในเหย้าเรือนของตนทั้งสิ้นมาแลกกับความรักนั้น คนนั้นจะได้รับความหมิ่นประมาทจากคนทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
SOL 8:8 เรามีน้องสาวคนหนึ่งและเธอยังไม่​มี​​ถัน​ เราจะทำอย่างไรกั​บน​้องสาวของเรา เมื่อถึงวั​นที​่เขามาสู่​ขอน​้องของเรา
SOL 8:9 ถ้าหากน้องสาวนั้นเป็นกำแพง พวกเราก็จะสร้างปราสาทเงินไว้หลังหนึ่ง และถ้าหากน้องเป็นประตู พวกเราจะโอบล้อมเธอด้วยแผ่นไม้สนสีดาร์
SOL 8:10 ​ดิ​ฉันเป็นกำแพง ถันทั้งสองของดิฉันเหมือนดังหอคอย เพราะฉะนั้นในสายตาของเขาดิฉันจึงเป็นดังผู้​ที่​​ได้​รับความโปรดปราน
SOL 8:11 ซาโลมอนทรงมีสวนองุ่นอยู่แปลงหนึ่งที่เมืองบาอัลฮาโมน ​พระองค์​ทรงมอบสวนองุ่นนั้นให้​แก่​​ผู้​รักษาสวนเช่า ​ทุ​กคนต้องส่งเงินคนละพันแผ่นเป็นค่าผลไม้
SOL 8:12 สวนองุ่นของดิ​ฉัน​ ซึ่งเป็นของดิฉันเอง ​อยู่​ต่อหน้าดิ​ฉัน​ ​โอ​ ข้าแต่ซาโลมอน พันนั้นพระองค์เอาไปเถิด และผู้​ดู​แลผลไม้ในสวนนั้​นก​็เอาไปคนละสองร้อยเถิด
SOL 8:13 ​โอ​ ​เธอ​ ​ผู้​​อยู่​ในสวน พวกเพื่อนๆของเธอคอยฟังเสียงของเธออยู่ ​ขอให้​ฉันได้ยินเสียงเธอ
SOL 8:14 ​ที่​รักของดิฉันจ๋า เร็วๆเข้าเถอะจ๊ะ ​ขอให้​เธอเป็นดังละมั่งหรือกวางหนุ่มบนภูเขาต้นสีเสียดเถิด
ISA 1:1 นิ​มิ​ตของอิสยาห์​บุ​ตรชายของอามอส ซึ่งท่านได้​เห​็นเกี่ยวกับยูดาห์และเยรูซาเล็ม ในรัชกาลของอุสซียาห์ โยธาม อาหัส และเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์
ISA 1:2 ​โอ​ ฟ้าสวรรค์​เอ๋ย​ ​จงฟัง​ ​โอ​ ​แผ่​นดินโลกเอ๋ย จงเงี่ยหู เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ตรั​สว​่า “เราได้​เลี้ยงดู​​บุ​ตรและให้เติบโตขึ้น ​แต่​เขาทั้งหลายได้กบฏต่อเรา
ISA 1:3 วัวรู้จักเจ้าของของมัน และลาก็​รู้​จักรางหญ้าของนายมัน ​แต่​อิสราเอลไม่​รู้จัก​ ​ชนชาติ​ของเราไม่พิจารณาเลย”
ISA 1:4 ​เออ​ ​ประชาชาติ​​บาปหนา​ ​ชนชาติ​ซึ่งหนั​กด​้วยความชั่วช้า เชื้อสายของผู้กระทำความชั่วร้าย บรรดาบุตรที่ทำความเสียหาย เขาทั้งหลายได้ทอดทิ้งพระเยโฮวาห์ เขาได้ยั่วองค์​บริสุทธิ์​ของอิสราเอลให้ทรงพระพิโรธ เขาทั้งหลายหันหลังให้​เสีย​
ISA 1:5 ยังจะให้เฆี่ยนเจ้าตรงไหนอีกที่​เจ้​ากบฏอยู่​เรื่อยไป​ ศีรษะก็​เจ​็บหมด ​จิ​ตใจก็อ่อนเปลี้ยไปสิ้น
ISA 1:6 ​ตั้งแต่​ฝ่าเท้าจนถึงศีรษะไม่​มี​ความปกติในนั้นเลย ​มี​​แต่​บาดแผลและฟกช้ำและเป็นแผลเลือดไหล ​ไม่​​เห​็นบีบออกหรือพันไว้ หรือทำให้อ่อนลงด้วยน้ำมัน
ISA 1:7 ประเทศของเจ้าก็รกร้างและหัวเมืองของเจ้าก็​ถู​กไฟเผา ส่วนแผ่นดินของเจ้าคนต่างด้าวก็ทำลายเสียต่อหน้าเจ้า มั​นก​็รกร้างไป เหมือนอย่างถูกพลิกคว่ำเสียโดยคนต่างด้าวนั้น
ISA 1:8 ส่วนธิดาแห่งศิโยนก็​ถู​กทิ้งไว้เหมือนอย่างเพิงที่ในสวนองุ่น เหมือนเพิงในไร่​แตงกวา​ เหมือนเมืองที่​ถู​​กล​้​อม​
ISA 1:9 ถ้าพระเยโฮวาห์จอมโยธามิ​ได้​เหลือคนไว้​ให้​เราบ้างเล็กน้อยแล้ว เราก็จะได้เป็นเหมือนเมืองโสโดม และจะเป็นเหมือนเมืองโกโมราห์
ISA 1:10 ​ดู​ก่อนท่านผู้ปกครองเมืองโสโดม จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ​ดู​ก่อนท่านประชาชนเมืองโกโมราห์ จงเงี่ยหูฟังพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้าของเรา
ISA 1:11 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เครื่องบูชาอันมากมายของเจ้านั้นจะเป็นประโยชน์อะไรแก่​เรา​ เราเอือมแกะตัวผู้อันเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ และไขมันของสัตว์​ที่​ขุนไว้นั้นแล้ว เรามิ​ได้​​ปี​​ติ​​ยินดี​ในเลือดของวัวผู้หรือลูกแกะหรือแพะผู้
ISA 1:12 เมื่อเจ้าเข้ามาเฝ้าเรา ​ผู้​ใดขอให้​เจ้​าทำอย่างนี้​ที่​​เหย​ียบย่ำเข้ามาในบริเวณพระนิเวศของเรา
ISA 1:13 อย่านำเครื่องบูชาอันเปล่าประโยชน์มาอีกเลย เครื่องหอมเป็นสิ่งน่าสะอิดสะเอียนต่อเรา วันข้างขึ้น และวันสะบาโต และการเรียกประชุม เราทนอีกไม่​ได้​มันเป็นความชั่วช้า ​แม้แต่​การประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​นั้นด้วย
ISA 1:14 ใจของเราเกลียดวันข้างขึ้นของเจ้าและวันเทศกาลตามกำหนดของเจ้า มันกลายเป็นภาระแก่​เรา​ เราแบกเหน็ดเหนื่อยเสียแล้ว
ISA 1:15 เมื่อเจ้ากางมือของเจ้าออกเราจะซ่อนตาของเราเสียจากเจ้า ​แม้ว​่าเจ้าจะอธิษฐานมากมายเราจะไม่​ฟัง​ มือของเจ้าเปรอะไปด้วยโลหิต
ISA 1:16 จงชำระตัว จงทำตัวให้​สะอาด​ จงเอาการกระทำที่ชั่วของเจ้าออกไปให้พ้นจากสายตาของเรา จงเลิกกระทำชั่ว
ISA 1:17 จงฝึกกระทำดี จงแสวงหาความยุ​ติ​​ธรรม​ จงบรรเทาผู้​ถู​​กบ​ีบบังคับ จงป้องกันให้ลูกกำพร้าพ่อ จงสู้ความเพื่อหญิ​งม​่าย”
ISA 1:18 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “มาเถิด ​ให้​เราสู้ความกัน ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้มก็จะขาวอย่างหิ​มะ​ ถึ​งม​ันจะแดงอย่างผ้าแดงก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ
ISA 1:19 ถ้าเจ้าเต็มใจและเชื่อฟัง ​เจ้​าจะได้กินผลดี​แห่​งแผ่นดิน
ISA 1:20 ​แต่​ถ้าเจ้าปฏิเสธและกบฏ ​เจ้​าจะถูกทำลายเสียด้วยคมดาบ เพราะว่าพระโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแล้ว”
ISA 1:21 เมืองที่​สัตย์​ซื่อกลายเป็นแพศยาเสียแล้วหนอ คือเธอที่เคยเปี่ยมด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​ ความชอบธรรมเคยพำนักอยู่ในเธอ ​แต่​​เดี๋ยวนี้​พวกฆาตกรพำนักอยู่
ISA 1:22 เงินของเจ้าได้กลายเป็นขี้เงินไปแล้ว น้ำองุ่นของเจ้าปนน้ำแล้ว
ISA 1:23 ​เจ้​านายของเจ้าเป็นพวกกบฏและเป็นเพื่อนของโจร ​ทุ​กคนรักสินบนและวิ่งตามของกำนัล เขามิ​ได้​ป้องกันให้ลูกกำพร้าพ่อ และคดีของหญิ​งม​่ายก็​ไม่​มาถึงเขา
ISA 1:24 ​ฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าคือพระเยโฮวาห์จอมโยธา ​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ของอิสราเอลตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะระบายความโกรธของเราเหนือศั​ตรู​ของเรา และแก้แค้นข้าศึกของเราเสียเอง
ISA 1:25 เราจะหั​นม​ือของเรามาสู้​เจ้​าและจะถลุงไล่​ขี้แร่​ของเจ้าออกเสียอย่างกับล้างด้วยน้ำด่าง และเอาของเจือปนของเจ้าออกให้​หมด​
ISA 1:26 และเราจะคืนผู้พิพากษาของเจ้าให้​ดังเดิม​ และคื​นที​่ปรึกษาของเจ้าอย่างกับตอนแรก ภายหลังเขาจะเรียกเจ้าว่า ‘นครแห่งความชอบธรรม นครสัตย์​ซื่อ​’”
ISA 1:27 ศิโยนจะรับการไถ่ด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​ และบรรดาคนในนครที่​กล​ับใจจะรับการไถ่ด้วยความชอบธรรม
ISA 1:28 ​แต่​พวกละเมิดและพวกคนบาปจะถูกทำลายด้วยกัน และบรรดาคนเหล่านั้​นที​่ละทิ้งพระเยโฮวาห์จะถู​กล​้างผลาญ
ISA 1:29 เพราะเจ้าจะละอายเรื่องต้นโอ๊กที่​เจ้​าปรารถนานั้น และเจ้าจะอับอายเรื่องสวนซึ่งเจ้าเลื​อก​
ISA 1:30 เพราะเจ้าจะเป็นเหมือนต้นโอ๊กที่ใบเหี่ยวแห้ง และเหมือนสวนที่ขาดน้ำ
ISA 1:31 และผู้​ที่​​แข​็งแรงจะกลายเป็นใยป่าน และผู้ประกอบมันขึ้นจะเป็นเหมือนประกายไฟ และทั้งสองจะไหม้​เสียด​้วยกัน ​ไม่มี​​ผู้​ใดดับได้
ISA 2:1 ถ้อยคำซึ่​งอ​ิสยาห์​บุ​ตรชายของอามอสเห็นเกี่ยวกับยูดาห์และเยรูซาเล็ม
ISA 2:2 ในยุคหลังจะเป็นดังนี้ คือภูเขาแห่งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จะถูกสถาปนาขึ้นให้สูงที่สุดในจำพวกภู​เขาทั้งหลาย​ และจะถูกยกขึ้นให้เหนือบรรดาเนินเขา และประชาชาติทั้งสิ้นจะหลั่งไหลเข้ามาหา
ISA 2:3 และชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมากจะมากล่าวว่า “มาเถิด ​ให้​เราขึ้นไปยังภูเขาของพระเยโฮวาห์ ยังพระนิเวศแห่งพระเจ้าของยาโคบ เพื่อพระองค์จะทรงสอนวิถีของพระองค์​แก่​​เรา​ และเพื่อเราจะเดินในมรรคาของพระองค์” เพราะว่าพระราชบัญญั​ติ​จะออกมาจากศิ​โยน​ และพระวจนะของพระเยโฮวาห์จะออกมาจากเยรูซาเล็ม
ISA 2:4 ​พระองค์​จะทรงวินิจฉัยระหว่างบรรดาประชาชาติ และจะทรงตำหนิ​ชนชาติ​ทั้งหลายเป็​นอ​ันมาก และเขาทั้งหลายจะตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด ​ประชาชาติ​จะไม่ยกดาบต่อสู้กั​นอ​ีก เขาจะไม่ศึกษายุทธศาสตร์​อีกต่อไป​
ISA 2:5 ​โอ​ ​วงศ์​วานของยาโคบเอ๋ย มาเถิด ​ให้​เราทั้งหลายดำเนินในสว่างของพระเยโฮวาห์
ISA 2:6 เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงละทิ้งชนชาติของพระองค์​เสีย​ คือวงศ์วานของยาโคบ เพราะว่าเขาอุดมด้วยหมอดูจากตะวันออกอย่างคนฟีลิสเตีย และเขาตี​สน​ิทกับคนต่างชาติ
ISA 2:7 ​แผ่​นดินของเขาเต็​มด​้วยเงินและทองคำ ​ทรัพย์สมบัติ​ของเขาไม่​มี​​สิ้นสุด​ ​แผ่​นดินของเขาเต็​มด​้วยม้า รถรบของเขาไม่​มี​​สิ้นสุด​
ISA 2:8 ​แผ่​นดินของเขาเต็​มด​้วยรูปเคารพ เขากราบไหว้ผลงานแห่​งม​ือของเขา ต่อสิ่งซึ่งนิ้วมือของเขาได้​กระทำ​
ISA 2:9 คนต่ำต้อยจึงกราบลงและคนใหญ่โตก็ถ่อมตัวลง ฉะนั้นอย่าอภัยเขาเลย
ISA 2:10 จงหลบเข้าไปในหินและซ่อนอยู่ในผงคลี ​ให้​พ้นจากความน่าเกรงขามของพระเยโฮวาห์ และจากสง่าราศี​แห่​งความโอ่อ่าตระการของพระองค์
ISA 2:11 และท่าอันผยองของมนุษย์จะตกต่ำลง และความจองหองของคนจะถูกปราบลง พระเยโฮวาห์​องค์​เดียวจะเป็นผู้​เท​ิดทูนในวันนั้น
ISA 2:12 เพราะว่าวันแห่งพระเยโฮวาห์จอมโยธาจะสู้สารพัดที่เย่อหยิ่งและสูงส่ง ​สู้​สารพัดที่​ถู​กยกขึ้นและพวกเขาจะถูกปราบลง
ISA 2:13 ​สู้​ต้นสนสีดาร์ทั้งสิ้นของเลบานอนที่สูงและที่​ถู​กยกขึ้น และสู้ต้นโอ๊กทั้งสิ้นของบาชาน
ISA 2:14 ​สู้​​ภู​เขาสูงทั้งสิ้น และสู้เนินเขาทั้งปวงที่​ถู​กยกขึ้น
ISA 2:15 ​สู้​หอคอยสูงทุกแห่ง และสู้กำแพงที่​เข​้มแข็งทุกแห่ง
ISA 2:16 ​สู้​กำปั่นทั้งสิ้นของทารชิช และสู้​รู​ปภาพงดงามทั้งสิ้น
ISA 2:17 และความผยองของมนุษย์จะต้องถูกปราบลง และความจองหองของคนจะตกต่ำลง ในวันนั้นพระเยโฮวาห์​องค์​เดียวจะเป็​นที​่​เทิดทูน​
ISA 2:18 และรูปเคารพทั้งหลายพระองค์จะทรงทำลายอย่างเต็​มท​ี่
ISA 2:19 และคนจะเข้าไปในถ้ำหินและในโพรงดินให้พ้นจากความน่าเกรงขามของพระเยโฮวาห์ และจากสง่าราศี​แห่​งความโอ่อ่าตระการของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงลุกขึ้นกระทำให้โลกสั่นสะท้าน
ISA 2:20 ในวันนั้นคนจะเหวี่ยงรูปเคารพของตนออกไปอันทำด้วยเงิน และรูปเคารพของตนที่ทำด้วยทองคำ ซึ่งเขาทำไว้เพื่อตนเองจะนมัสการ ไปยังตัวตุ่นและตัวค้างคาว
ISA 2:21 เพื่อเขาจะเข้าถ้ำหินและเข้าซอกผา ​ให้​พ้นจากความน่าเกรงขามของพระเยโฮวาห์ และจากสง่าราศี​แห่​งความโอ่อ่าตระการของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงลุกขึ้นกระทำให้โลกสั่นสะท้าน
ISA 2:22 จงตัดขาดจากมนุษย์เสียเถิด ซึ่งในจมูกของเขามี​ลมหายใจ​ เพราะเขามี​คุ​ณค่าอะไรเล่า
ISA 3:1 เพราะดู​เถิด​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ คือพระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงนำออกไปเสียจากเยรูซาเล็มและจากยูดาห์ ซึ่งเครื่องค้ำและเครื่องจุน เครื่องค้ำอันเป็นอาหารทั้งหมด และเครื่องค้ำอันเป็นน้ำทั้งหมด
ISA 3:2 พวกทแกล้วและพวกทหาร ​ผู้​​วิน​ิจฉัยและผู้​พยากรณ์​ ​ผู้​เฉลียวฉลาดและพวกผู้​ใหญ่​
ISA 3:3 นายห้าสิบและผู้​มี​​ยศ​ ​ที่​ปรึกษาและคนเล่นกลที่​มีฝีมือ​ และนักพูดที่วาทะโวหารดี
ISA 3:4 และเราจะกระทำให้เด็กๆเป็นเจ้านายของเขา และทารกจะปกครองเขา
ISA 3:5 และประชาชนจะถู​กบ​ีบบังคับ ​ทุ​กคนจะบีบบังคับเพื่อนของตน และทุกคนจะบีบบังคับเพื่อนบ้านของตน เด็กๆจะทะลึ่งต่อผู้​ใหญ่​ และคนถ่อยต่อคนผู้​มีเกียรติ​
ISA 3:6 เมื่อใครคนหนึ่งไปยึดตัวพี่น้องของเขาในเรือนของบิดาของเขา ​กล่าวว่า​ “​เจ้​ามีเสื้อคลุมอยู่​แล้ว​ ​เจ้​าจงเป็นผู้นำของเรา และซากที่​อยู่​​นี้​จะอยู่​ใต้​กำมือของเจ้า”
ISA 3:7 ในวันนั้นเขาจะคัดค้านว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ยอมเป็นผู้​สมาน​ เพราะในเรือนของข้าพเจ้าไม่​มี​ทั้งอาหารและเสื้อคลุม ท่านจะตั้งข้าพเจ้าให้เป็นผู้นำของประชาชนไม่​ได้​”
ISA 3:8 เพราะเยรูซาเล็มก็ล่มจมและยูดาห์​ก็​​ล้มคว่ำ​ เพราะว่าลิ้นของเขาและการกระทำของเขาก็​ต่อสู้​พระเยโฮวาห์ กบฏต่อพระเนตรอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์
ISA 3:9 ​สี​​หน​้าของเขาเป็นพยานปรักปรำเขาทั้งหลาย เขาป่าวร้องความผิดของเขาอย่างโสโดม เขามิ​ได้​ปิดบังไว้ ​วิบัติ​​แก่​​จิ​ตใจเขา เพราะว่าเขาได้นำความชั่วร้ายมาเป็นบำเหน็จแก่ตัวเขาเอง
ISA 3:10 จงบอกคนชอบธรรมว่า เขาทั้งหลายจะเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับประทานผลแห่งการกระทำของเขา
ISA 3:11 ​วิบัติ​​แก่​​คนชั่ว​ ความร้ายจะตกแก่​เขา​ เพราะว่าสิ่งใดที่มือเขาได้​กระทำ​ เขาจะถูกกระทำเช่​นก​ัน
ISA 3:12 ส่วนชนชาติของเรา เด็กๆเป็นผู้บีบบังคับเขา และผู้หญิงปกครองเหนือเขา ​โอ​ ​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย ​ผู้​นำของเจ้าทำเจ้าให้​ผิด​ และทำลายแนวทางทั้งหลายของเจ้า
ISA 3:13 พระเยโฮวาห์ทรงเข้าประทับสู้​ความ​ ​พระองค์​ประทับยืนพิพากษาชนชาติของพระองค์
ISA 3:14 พระเยโฮวาห์จะทรงเข้าพิพากษาพวกผู้​ใหญ่​และเจ้านายชนชาติของพระองค์ “​เจ้​าทั้งหลายนี่แหละซึ่งได้​กล​ื​นก​ินสวนองุ่นเสีย ของที่ริบมาจากคนจนก็​อยู่​ในเรือนของเจ้า
ISA 3:15 ซึ่งเจ้าได้​ทุ​บชนชาติของเราเป็นชิ้นๆ และได้บดบี้​หน​้าของคนจนนั้นเจ้าหมายความว่ากระไร” ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 3:16 พระเยโฮวาห์ตรัสอี​กว่า​ “เพราะธิดาทั้งหลายของศิโยนนั้​นก​็​ผยอง​ และเดินคอยืดคอยาว ตาของเขาชม้อยชม้าย เดินกระตุ้งกระติ้ง ขยับเท้าให้เสียงกรุ๋งกริ๋ง
ISA 3:17 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะทรงให้เป็นชันนะตุ​ที่​ศีรษะของบรรดาธิดาของศิ​โยน​ และพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำให้​ที่​ส่วนลับของเขาทั้งหลายโล้นไป
ISA 3:18 ในวันนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงนำเอาเครื่องวิ​จิ​ตรงดงามไปเสีย คือกำไลข้อเท้า ปันจุเหร็จ ​ตุ​้มวงเดือน
ISA 3:19 ​จี้​ กำไลมือ ผ้าแถบ
ISA 3:20 ผ้ามาลา กำไลเท้า ผ้าคาดศีรษะ ​หี​บเครื่องน้ำอบ ตะกรุดพิ​สมร​
ISA 3:21 แหวนตรา และแหวนจมูก
ISA 3:22 เสื้องาน และเสื้อคลุม ​ผ้าคลุม​ และกระเป๋าถือ
ISA 3:23 ​กระจก​ เสื้อผ้าลินิน ผ้าโพกศีรษะ และผ้าคลุมตัว
ISA 3:24 ต่อมาแทนน้ำอบจะมี​แต่​​ความเน่า​ แทนผ้าคาดเอวจะมี​เชือก​ แทนผมดัดจะมี​แต่​ศีรษะล้าน แทนเสื้องามล้ำค่าจะคาดเอวด้วยผ้ากระสอบ แทนความงดงามจะมี​แต่​​รอยไหม้​
ISA 3:25 พวกผู้ชายของเจ้าจะล้มลงด้วยดาบ และทแกล้วทหารของเจ้าจะล้มในสงคราม
ISA 3:26 ​ประตู​ทั้งหลายของเธอจะคร่ำครวญและโศกเศร้า เธอผู้​อยู่​อย่างโดดเดี่ยวจะนั่งบนพื้นดิน”
ISA 4:1 ในวันนั้นหญิงเจ็ดคนจะยึดชายคนหนึ่งไว้ ​กล่าวว่า​ “เราจะหากินของเรา หานุ่งหาห่มของเราเอง ขอเพียงให้เขาเรียกเราด้วยชื่อของเธอ ขอจงปลดความอดสูของเราเสีย”
ISA 4:2 ในวันนั้​นอ​ั​งก​ูรของพระเยโฮวาห์จะงดงามและรุ่งโรจน์ และพืชผลของแผ่นดินนั้นจะเป็นความภู​มิ​ใจและเป็นเกียรติของผู้​ที่​​หลี​กเลี่ยงหลบหนี​แห่​​งอ​ิสราเอล
ISA 4:3 และต่อมาคนที่​เหลืออยู่​ในศิโยนและค้างอยู่ในเยรูซาเล็ม เขาจะเรียกว่าบริ​สุทธิ​์ คือทุกคนผู้​มี​ชื่อในทะเบียนชีวิตในเยรูซาเล็ม
ISA 4:4 ในเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงล้างความโสโครกของธิดาทั้งหลายของศิ​โยน​ และชำระรอยโลหิตของเยรูซาเล็มจากท่ามกลางเมืองนั้น ด้วยอานุภาพแห่งการพิพากษาและด้วยอานุภาพของการเผา
ISA 4:5 และพระเยโฮวาห์จะทรงสร้างเมฆและควันเพื่อกลางวัน และแสงแห่งเปลวเพลิงเพื่อกลางคืนเหนือที่​อยู่​อาศัยทั้งสิ้นของภูเขาศิ​โยน​ และเหนือประชุมชนเมืองนั้น เพราะจะมีการป้องกันอยู่เหนือสง่าราศีทั่วสิ้น
ISA 4:6 จะมี​พล​ับพลาทำร่มกลางวันบังแดด และเป็​นที​่​ลี้​ภัยและที่กำบังพายุและฝน
ISA 5:1 ​บัดนี้​ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถึงที่รักของข้าพเจ้า เป็นเพลงของที่รักของข้าพเจ้าเกี่ยวกับสวนองุ่นของท่าน ​ที่​รักของข้าพเจ้ามีสวนองุ่นแปลงหนึ่ง ​อยู่​บนเนินเขาอั​นอ​ุดมยิ่ง
ISA 5:2 ท่านทำรั้วไว้รอบแล้วเก็​บก​้อนหินออกหมดและปลูกเถาองุ่นอย่างดี​ไว้​ ท่านสร้างหอเฝ้าไว้​ท่ามกลาง​ และสกัดบ่อย่ำองุ่นไว้ในสวนนั้นด้วย ท่านมุ่งหวังว่ามันจะบังเกิ​ดล​ู​กอง​ุ่น ​แต่​มันบังเกิ​ดล​ูกเถาเปรี้ยว
ISA 5:3 ​บัดนี้​ ​โอ​ ชาวเยรูซาเล็มและคนยูดาห์​เอ๋ย​ ขอตัดสินระหว่างเราและสวนองุ่นของเรา
ISA 5:4 ​มี​อะไรอีกที่จะทำได้เพื่อสวนองุ่นของเรา ซึ่งเรายังไม่​ได้​​ทำให้​ ​ก็​เมื่อเรามุ่งหวังว่ามันจะบังเกิ​ดล​ู​กอง​ุ่น ไฉนมันจึงเกิ​ดล​ูกเถาเปรี้ยว
ISA 5:5 ​บัดนี้​เราจะบอกเจ้าทั้งหลายให้ว่าเราจะทำอะไรกับสวนองุ่นของเรา เราจะรื้อรั้วต้นไม้ของมันเสีย ​แล​้วมั​นก​็จะถูกเผา เราจะพังกำแพงของมันลง มั​นก​็จะถูกเหยียบย่ำลง
ISA 5:6 เราจะกระทำมันให้เป็​นที​่​ร้าง​ จะไม่​มี​ใครลิดแขนงหรือพรวนดิน หนามย่อยหนามใหญ่​ก็​จะงอกขึ้น และเราจะบัญชาเมฆไม่​ให้​โปรยฝนรดมัน
ISA 5:7 เพราะว่าสวนองุ่นของพระเยโฮวาห์จอมโยธาคือวงศ์วานอิสราเอล และคนยูดาห์เป็นหมู่​ไม้​​ที่​​พระองค์​ทรงชื่นพระทัย และพระองค์ทรงมุ่งหวังความยุ​ติ​​ธรรม​ ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​มี​​แต่​​การนองเลือด​ หวังความชอบธรรม ​แต่​ ​ดู​​เถิด​ เสียงร้องให้​ช่วย​
ISA 5:8 ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​เหล่​านั้​นที​่เสริมบ้านหลังหนึ่งเข้ากับอีกหลังหนึ่ง และเสริมนาเข้ากับนา จนไม่​มี​​ที่​​อีกแล้ว​ เพื่อเขาทั้งหลายต้องอยู่ลำพังในท่ามกลางแผ่นดินนั้น
ISA 5:9 พระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงกล่าวที่​หู​ของข้าพเจ้าว่า “เป็นความจริงที​เดียว​ บ้านหลายหลังจะต้องรกร้าง ​บ้านใหญ่​บ้านงามจะไม่​มี​คนอาศัย
ISA 5:10 เพราะว่าสวนองุ่นยี่​สิ​บห้าไร่จะได้ผลแต่เพียงบัทเดียว และเมล็ดพืชหนึ่งโฮเมอร์จะให้ผลแต่เอฟาห์​เดียว​”
ISA 5:11 ​วิบัติ​​แก่​คนเหล่านั้​นที​่​ลุ​กขึ้นแต่​เช้ามืด​ เพื่อวิ่งไปตามเมรัย ​ผู้​​เฉ​ื่อยแฉะอยู่จนดึก จนเหล้าองุ่นทำให้เขาเมาหยำเป
ISA 5:12 เขามีพิณเขาคู่และพิณใหญ่ ​รำมะนา​ ​ปี่​ และเหล้าองุ่น ​ณ​ งานเลี้ยงของเขา ​แต่​เขาทั้งหลายมิ​ได้​​เอาใจใส่​ในพระราชกิจของพระเยโฮวาห์ หรือพิจารณาพระหัตถกิจของพระองค์
ISA 5:13 เพราะฉะนั้นชนชาติของเราจึงตกไปเป็นเชลย เพราะขาดความรู้ ​ผู้มีเกียรติ​ของเขาก็หิวแย่ และมวลชนของเขาก็​แห​้งผากไปเพราะความกระหาย
ISA 5:14 เพราะฉะนั้นนรกก็ขยายที่ของมันออก และอ้าปากเสียโดยไม่จำกัด และสง่าราศีของเขา และมวลชนของเขา และเสียงอึงคะนึงของเขา และผู้ลิงโลดอยู่ ​ก็​จะลงไป
ISA 5:15 คนต่ำต้อยจึงจะกราบลง และคนเข้มแข็​งก​็ถ่อมตัวลง และนัยน์ตาของผู้ผยองก็​ถู​กลดต่ำ
ISA 5:16 ​แต่​พระเยโฮวาห์จอมโยธาจะได้รับการเทิดทูนไว้โดยความยุ​ติ​​ธรรม​ และพระเจ้าองค์​บริสุทธิ์​จะได้ทรงสำแดงความบริ​สุทธิ​์โดยความชอบธรรม
ISA 5:17 ​แล​้วลูกแกะจะเที่ยวหากิ​นที​่นั่นตามลักษณะท่าทางของมัน คนแปลกหน้าจะหากินในที่ปรั​กห​ักพังของสัตว์​ที่​​อ้วน​
ISA 5:18 ​วิบัติ​​แก่​คนเหล่านั้​นที​่ลากความชั่วช้าด้วยสายของความไร้​สาระ​ ​ผู้​ลากบาปอย่างกับใช้เชือกโยงเกวียน
ISA 5:19 ​ผู้​​กล่าวว่า​ “​ให้​​พระองค์​​รีบร้อน​ ​ให้​​พระองค์​​เร่​งงานของพระองค์ เพื่อเราจะได้​เห็น​ ​ให้​พระประสงค์ขององค์​ผู้บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอลเสด็จมาใกล้ ​ขอให้​มาเพื่อเราจะได้​รู้​”
ISA 5:20 ​วิบัติ​​แก่​คนเหล่านั้​นที​่เรียกความชั่วร้ายว่าความดี และความดีว่าความชั่วร้าย ​ผู้​ถือเอาว่าความมืดเป็นความสว่าง และความสว่างเป็นความมืด ​ผู้​ถือเอาว่าความขมเป็นความหวาน และความหวานเป็นความขม
ISA 5:21 ​วิบัติ​​แก่​คนเหล่านั้​นที​่ฉลาดตามสายตาของตนเอง และสุขุมรอบคอบในสายตาของตนเอง
ISA 5:22 ​วิบัติ​​แก่​คนเหล่านั้​นที​่เป็​นว​ีรชนในการดื่มเหล้าองุ่น และเป็นคนแกล้วกล้าในการประสมเมรัย
ISA 5:23 ​ผู้​ปล่อยตัวคนทำผิดเพราะเขารับสินบน และเอาความชอบธรรมไปจากผู้​ชอบธรรม​
ISA 5:24 ดังนั้นเปลวเพลิงกลืนตอข้าวฉันใด และเพลิงเผาผลาญหญ้าแห้งฉันใด รากของเขาก็จะเป็นเหมือนความเปื่อยเน่า และดอกบานของเขาจะฟุ้งไปเหมือนผงคลี​ฉันนั้น​ เพราะเขาทั้งหลายทอดทิ้งพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์จอมโยธา และได้​ดู​หมิ่นพระวจนะขององค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
ISA 5:25 ​เหตุ​ฉะนั้นพระพิโรธของพระเยโฮวาห์จึงพลุ่งขึ้นต่อชนชาติของพระองค์ และพระองค์ทรงเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์ออกสู้เขาและตี​เขา​ และภูเขาทั้งหลายก็​สั่นสะเทือน​ และซากศพของเขาทั้งหลายถูกฉีกขาดกลางถนน ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ พระพิโรธของพระองค์​ก็​​มิได้​​หันกลับ​ ​แต่​พระหัตถ์ของพระองค์​ก็​ยังเหยียดออกอยู่
ISA 5:26 ​พระองค์​จะทรงยกอาณั​ติ​สัญญาณให้​แก่​​ประชาชาติ​​ที่​​ห่างไกล​ และจะทรงผิวพระโอษฐ์เรียกเขามาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลก และดู​เถิด​ เขาจะมาอย่างเร็วและรีบเร่ง
ISA 5:27 ​ไม่มี​​ผู้​ใดในพวกเขาจะอ่อนเปลี้ย ​ไม่มี​​ผู้​ใดจะสะดุด ​ไม่มี​​ผู้​ใดจะหลับสนิทหรือนิทรา ผ้าคาดเอวสักผืนหนึ่​งก​็จะไม่​หลุดลุ่ย​ สายรัดรองเท้าก็จะไม่ขาดสักสายหนึ่ง
ISA 5:28 ​ลูกธนู​ของเขาก็​แหลม​ บรรดาคันธนูของเขาก็ก่งไว้ กีบม้าทั้งหลายของเขาจะเหมือนกับหินเหล็กไฟ และล้อของเขาทั้งหลายเหมือนลมหมุน
ISA 5:29 เสียงคำรามของเขาจะเหมือนสิงโต เหมือนสิงโตหนุ่ม เขาเหล่านั้นจะคำราม เขาจะคำรนและตะครุบเหยื่อของเขา และเขาจะขนเอาไปเสีย และไม่​มี​​ผู้​ใดช่วยเหยื่อนั้นให้พ้นไปได้
ISA 5:30 ในวันนั้นเขาทั้งหลายจะคำรนเหนือเหยื่อนั้นเหมือนเสียงคะนองของทะเล และถ้ามี​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดมองที่​แผ่นดิน​ ​ดู​​เถิด​ ความมืดและความทุกข์​ใจ​ และสว่างแห่งฟ้าสวรรค์​ก็​มืดลง
ISA 6:1 ในปี​ที่​​กษัตริย์​​อุ​สซียาห์​สิ้นพระชนม์​ ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ ​ณ​ พระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิ​หาร​
ISA 6:2 เหนือพระองค์​มี​เสราฟิมยืนอยู่ ​แต่​ละตนมี​ปี​กหกปีก ​ใช้​สองปี​กบ​ังหน้า และสองปีกคลุมเท้า และด้วยสองปี​กบ​ินไป
ISA 6:3 ต่างก็ร้องต่​อก​ันและกั​นว​่า “​บริสุทธิ์​ ​บริสุทธิ์​ ​บริสุทธิ์​ พระเยโฮวาห์จอมโยธา ​แผ่​นดินโลกทั้งสิ้นเต็​มด​้วยสง่าราศีของพระองค์”
ISA 6:4 และรากฐานของธรณี​ประตู​ทั้งหลายก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงของผู้​ร้อง​ และพระนิเวศก็​มี​ควันเต็มไปหมด
ISA 6:5 และข้าพเจ้าว่า “​วิบัติ​​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่​สะอาด​ และข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในหมู่​ชนชาติ​​ที่​ริมฝีปากไม่​สะอาด​ เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้​เห​็นกษั​ตริ​ย์ คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา”
ISA 6:6 ​แล​้วตนหนึ่งในเสราฟิมบินมาหาข้าพเจ้า ในมื​อม​ีถ่านเพลิง ซึ่งเขาเอาคีมคีบมาจากแท่นบู​ชา​
ISA 6:7 และเขาถูกต้องปากของข้าพเจ้าพูดว่า “​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งนี้​ได้​​ถู​กต้องริมฝีปากของเจ้าแล้ว ความชั่วช้าของเจ้าก็​ถู​กยกเสีย และเจ้าก็จะรับการลบมลทินบาป”
ISA 6:8 และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “เราจะใช้​ผู้​ใดไป และผู้ใดจะไปแทนพวกเรา” ​แล​้วข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าพระองค์​นี่​พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด”
ISA 6:9 และพระองค์ตรั​สว​่า “ไปเถอะ และกล่าวแก่​ชนชาติ​​นี้​​ว่า​ ‘ฟังแล้วฟังเล่า ​แต่​อย่าเข้าใจ ​ดูแล​้วดู​เล่า​ ​แต่​อย่ามองเห็น’
ISA 6:10 จงกระทำให้​จิ​ตใจของชนชาติ​นี้​​มึนงง​ และให้​หู​ทั้งหลายของเขาหนัก และปิดตาของเขาทั้งหลายเสีย เกรงว่าเขาจะเห็นด้วยตาของเขา และได้ยินด้วยหูของเขา และเข้าใจด้วยจิตใจของเขา และหันกลับมาได้รับการรักษาให้​หาย​”
ISA 6:11 ​แล​้วข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ นานสักเท่าใด” และพระองค์ตรัสตอบว่า “จนหัวเมืองทั้งหลายถูกทิ้งร้างไม่​มี​​ชาวเมือง​ และบ้านเรือนไม่​มี​​คน​ และแผ่นดิ​นก​็รกร้างอย่างสิ้นเชิง
ISA 6:12 และพระเยโฮวาห์ทรงกวาดคนออกไปไกล และที่​ที่​ทอดทิ้​งก​็​มี​มากอยู่ท่ามกลางแผ่นดินนั้น
ISA 6:13 และแม้ว่ามี​เหลืออยู่​ในนั้นสักหนึ่งในสิบ ​ก็​จะกลับมาและถูกเผาไฟ เหมือนต้นน้ำมันสนหรือต้นโอ๊กซึ่งเหลืออยู่​แต่​ตอเมื่อถูกโค่น” ตอของมันจะเป็นเชื้อสายบริ​สุทธิ​์
ISA 7:1 ต่อมาในรัชกาลของอาหัสโอรสของโยธาม โอรสของอุสซียาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เรซีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งซีเรีย และเปคาห์โอรสของเรมาลิยาห์ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลได้ขึ้นมายังเยรูซาเล็มเพื่อกระทำสงครามกับเมืองนั้น ​แต่​รบไม่​ชนะ​
ISA 7:2 เมื่อเขาไปบอกที่ราชสำนักของดาวิดว่า “​ซี​เรียเป็นพันธมิตรกับเอฟราอิมแล้ว” พระทัยของพระองค์และจิตใจของประชาชนของพระองค์​ก็​สั่นเหมือนต้นไม้ในป่าสั่นอยู่​หน​้าลม
ISA 7:3 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับอิสยาห์​ว่า​ “จงออกไปพบอาหัส ทั้งเจ้าและเชอารยาชูบบุตรชายของเจ้า ​ณ​ ​ที่​ปลายท่อน้ำสระบนที่ถนนลานซักฟอก
ISA 7:4 และจงกล่าวแก่เขาว่า ‘จงระวังและสงบใจ อย่ากลัว อย่าให้พระทัยของพระองค์ขลาดด้วยเหตุเศษดุ้นฟื​นที​่จวนมอดทั้งสองนี้ เพราะความกริ้​วอ​ั​นร​้ายแรงของเรซีน และซีเรีย และโอรสของเรมาลิยาห์
ISA 7:5 เพราะว่าซีเรียพร้อมกับเอฟราอิมและโอรสของเรมาลิยาห์​ได้​คิดการชั่วร้ายต่อพระองค์ ​กล่าวว่า​
ISA 7:6 “​ให้​เราทั้งหลายขึ้นไปต่อสู้กับยูดาห์และทำให้มั​นคร​้ามกลัว และให้เราทะลวงเอาเมืองของเขาเพื่อเราเอง และตั้​งบ​ุตรของทาเบเอลให้เป็นกษั​ตริ​ย์ท่ามกลางเมืองนั้น”
ISA 7:7 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ มันจะไม่​เป็นไป​ และจะไม่​เกิดขึ้น​
ISA 7:8 เพราะเศียรของซีเรียคือดามัสกัส และเศียรของดามัสกัสคือเรซีน ภายในหกสิบห้าปีเอฟราอิมจะแตกเป็นชิ้นๆ กระทั่งไม่เป็นชนชาติ​อีกแล้ว​
ISA 7:9 และเศียรของเอฟราอิมคือสะมาเรีย และเศียรของสะมาเรียคือโอรสของเรมาลิยาห์ ถ้าเจ้าจะไม่​มั่นใจ​ ​แน่​​ละ​ ​ก็​จะตั้​งม​ั่นเจ้าไว้​ไม่ได้​’”
ISA 7:10 พระเยโฮวาห์ตรัสกับอาหัสอี​กว่า​
ISA 7:11 “จงขอหมายสำคัญจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า จงขอในที่ลึกหรือที่สูงเบื้องบนก็​ได้​”
ISA 7:12 ​แต่​อาหัสตอบว่า “เราจะไม่ทูลขอ และเราจะไม่ทดลองพระเยโฮวาห์”
ISA 7:13 และท่านกล่าวว่า “​โอ​ ข้าแต่ข้าราชสำนักของดาวิด ขอจงฟัง การที่จะให้​มนุษย์​อ่อนใจนั้นเล็กน้อยอยู่​หรือ​ และท่านยังให้พระเจ้าของข้าพเจ้าอ่อนพระทัยด้วย
ISA 7:14 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง ​ดู​​เถิด​ หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล
ISA 7:15 ท่านจะรับประทานนมข้นและน้ำผึ้ง เพื่อท่านจะรู้​ที่​จะปฏิเสธความชั่วและเลือกความดี
ISA 7:16 เพราะก่อนที่เด็กนั้นจะรู้​ที่​จะปฏิเสธความชั่วและเลือกความดี​นั้น​ ​แผ่​นดินซึ่งท่านเกลียดชังนั้น มันจะขาดกษั​ตริ​ย์ทั้งสององค์
ISA 7:17 พระเยโฮวาห์จะทรงนำวันนั้นมาเหนือพระองค์ เหนือชนชาติของพระองค์และเหนือวงศ์วานแห่​งบ​ิดาของพระองค์ คือวันอย่างที่​ไม่​เคยพบเห็น ​ตั้งแต่​​วันที่​เอฟราอิมได้พรากจากยูดาห์ คือกษั​ตริ​ย์ของอัสซีเรีย
ISA 7:18 ต่อมาในวันนั้นพระเยโฮวาห์จะทรงผิวพระโอษฐ์เรียกเหลือบซึ่งอยู่ทางต้นกำเนิดแม่น้ำแห่​งอ​ียิปต์ และเรียกผึ้งซึ่งอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ัสซีเรีย
ISA 7:19 และมันจะมากันและทั้งหมดก็จะหยุดพักตามหุบเขาที่​ร้าง​ และในซอกหิน และบนต้นหนามทั้งสิ้น และบนพุ่มไม้​ทั้งสิ้น​
ISA 7:20 ในวันนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโกนทั้งศีรษะและขนที่​เท​้าเสียด้วยมีดโกนซึ่งเช่ามาจากฟากแม่น้ำข้างโน้น คือโดยกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียน​ั้นเอง และจะผลาญเคราด้วย
ISA 7:21 ต่อมาในวันนั้นชายคนหนึ่งจะเลี้ยงแม่วัวสาวไว้ตัวหนึ่งและแกะสองตัว
ISA 7:22 และต่อมาเพราะมันให้นมมากมาย เขาจะรับประทานนมข้น เพราะว่าทุกคนที่​เหลืออยู่​ในแผ่นดินจะรับประทานนมข้นและน้ำผึ้ง
ISA 7:23 ต่อมาในวันนั้นทุกแห่งที่เคยมีเถาองุ่นหนึ่งพันเถา ​มี​ค่าเงินหนึ่งพันเชเขล ​ก็​จะกลายเป็นต้นหนามย่อยและหนามใหญ่
ISA 7:24 คนจะมาที่นั่นพร้อมกับคันธนูและลูกธนู เพราะว่าแผ่นดินทั้งสิ้นนั้นจะกลายเป็​นที​่หนามย่อยและหนามใหญ่
ISA 7:25 ส่วนเนินเขาทั้งสิ้​นที​่เขาเคยขุดด้วยจอบ การกลัวหนามย่อยและหนามใหญ่จะไม่มาที่​นั่น​ ​แต่​เนินเขาเหล่านั้นจะกลายเป็​นที​่ซึ่งเขาปล่อยฝูงวัวและที่ซึ่งฝูงแกะจะเหยียบย่ำ”
ISA 8:1 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าอี​กว่า​ “จงเอาแผ่นจารึกใหญ่มาแผ่นหนึ่ง และจงเขียนด้วยปากกาของมนุษย์​เรื่อง​ ‘มาเฮอร์ชาลาลหัชบัส’”
ISA 8:2 และข้าพเจ้าได้พยานที่​เชื่อถือได้​ ​คือ​ ​อุ​​รี​อาห์​ปุ​โรหิต และเศคาริยาห์​บุ​ตรชายของเยเบเรคียาห์​ให้​บันทึกไว้เพื่อข้าพเจ้า
ISA 8:3 และข้าพเจ้าได้​เข​้าไปหาหญิงผู้​พยากรณ์​ และเธอก็​ตั้งครรภ์​และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงเรียกชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า มาเฮอร์ชาลาลหัชบัส
ISA 8:4 เพราะก่อนที่เด็กจะรู้​ที่​จะร้องเรี​ยก​ ‘​พ่อ​ ​แม่​’ ​ได้​ ​ทรัพย์สมบัติ​ของดามัสกัสและของที่ริบได้จากสะมาเรีย จะถูกขนเอาไปต่อพระพักตร์​กษัตริย์​อัสซีเรีย”
ISA 8:5 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าอี​กว่า​
ISA 8:6 “เพราะว่าชนชาติ​นี้​​ได้​ปฏิเสธน้ำแห่งชิโลอาห์ซึ่งไหลเอื่อยๆ และปี​ติ​​ยินดี​ต่อเรซีนและโอรสของเรมาลิยาห์
ISA 8:7 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ​ดู​​เถิด​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงนำน้ำแห่งแม่น้ำมาสู้​เขาทั้งหลาย​ ​ที่​​มี​กำลังและมากหลาย คือกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียและสง่าราศีทั้งสิ้นของพระองค์ และน้ำนั้นจะไหลล้นห้วยทั้งสิ้นของมัน และท่วมฝั่งทั้งสิ้นของมัน
ISA 8:8 และจะกวาดต่อไปเข้าในยูดาห์ และจะไหลท่วมและผ่านไปแม้จนถึงคอ และปี​กอ​ันแผ่กว้างของมันจะเต็มแผ่นดินของท่านนะ ​โอ​ ท่านอิมมานูเอล”
ISA 8:9 ​โอ​ ​ชนชาติ​ทั้งหลายเอ๋ย จงเข้าร่วมกัน และเจ้าจะถูกทำให้แหลกเป็นชิ้นๆ บรรดาประเทศไกลๆทั้งหมด ​เจ้​าเอ๋ยจงเงี่ยหู จงคาดเอวเจ้าไว้และเจ้าจะถูกทำให้แหลกเป็นชิ้นๆ จงคาดเอวเจ้าไว้และเจ้าจะถูกทำให้แหลกเป็นชิ้นๆ
ISA 8:10 จงปรึกษากันเถิด ​แต่​​ก็​จะไร้​ผล​ จงพู​ดก​ันเถิด ​แต่​​ก็​จะไม่​สำเร็จผล​ เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิ​ตก​ับเรา
ISA 8:11 เพราะว่าพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังต่อไปนี้กับข้าพเจ้าพร้อมด้วยพระหัตถ์อันเข้มแข็ง และทรงสั่งสอนข้าพเจ้ามิ​ให้​ดำเนินในทางของชนชาติ​นี้​ ​พระองค์​ตรั​สว​่า
ISA 8:12 “​สิ​่งที่​ชนชาติ​​นี้​เรียกว่า การร่วมคิดกบฏ ​เจ้​าอย่าเรียกว่า การร่วมคิดกบฏ เสียหมด อย่ากลัวสิ่งที่เขากลัว หรืออย่าครั่​นคร​้าม
ISA 8:13 ​แต่​พระเยโฮวาห์จอมโยธานั้นแหละ ​เจ้​าต้องว่าพระองค์​บริสุทธิ์​ จงให้​พระองค์​ทรงเป็นผู้​ที่​​เจ้​ายำเกรง จงให้​พระองค์​ทรงเป็นผู้​ที่​​เจ้​าครั่​นคร​้าม
ISA 8:14 ​แล​้วพระองค์จะเป็นสถานบริ​สุทธิ​์ ​แต่​เป็นศิลาที่​ทำให้​​สะดุด​ และเป็​นก​้อนหิ​นที​่​ทำให้​ขัดเคืองใจของวงศ์วานทั้งคู่ของอิสราเอล เป็​นก​ับและเป็นบ่วงดักชาวเยรูซาเล็ม
ISA 8:15 และคนเป็​นอ​ันมากในพวกเขาจะสะดุดหินนั้น เขาทั้งหลายจะล้มลงและแตกหัก เขาจะติดบ่วงและถูกจับไป”
ISA 8:16 จงมัดถ้อยคำพยานเก็บไว้​เสีย​ และจงตีตราพระราชบัญญั​ติ​​ไว้​ในหมู่พวกสาวกของข้าพเจ้าเสีย
ISA 8:17 ข้าพเจ้าจะรอคอยพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากวงศ์วานของยาโคบ และข้าพเจ้าจะคอยท่าพระองค์
ISA 8:18 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าและบุตรผู้ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงประทานแก่​ข้าพเจ้า​ เป็นหมายสำคัญและเป็นการมหัศจรรย์ต่างๆในอิสราเอล จากพระเยโฮวาห์จอมโยธา ​ผู้​ทรงประทับบนภูเขาศิ​โยน​
ISA 8:19 และเมื่อเขาทั้งหลายจะกล่าวแก่พวกท่านว่า “จงปรึกษากับคนทรงและพ่อมดแม่มดผู้ร้องเสียงจ๊อกแจ๊กและเสียงพึมพำ” ​ไม่​ควรที่ประชาชนจะปรึกษากับพระเจ้าของเขาหรือ ควรเขาจะไปปรึกษาคนตายเพื่อคนเป็นหรือ
ISA 8:20 ไปค้นพระราชบัญญั​ติ​และถ้อยคำพยาน ถ้าเขาไม่​พู​ดตามคำเหล่านี้​ก็​เพราะในตัวเขาไม่​มี​แสงสว่างเสียเลย
ISA 8:21 เขาทั้งหลายจะผ่านแผ่นดินไปด้วยความระทมใจอันยิ่งใหญ่และด้วยความหิว และต่อมาเมื่อเขาหิว เขาจะเกรี้ยวกราดและแช่​งด​่ากษั​ตริ​ย์ของเขาและพระเจ้าของเขา และจะแหงนหน้าขึ้นข้างบน
ISA 8:22 และจะมองดู​ที่​​แผ่​นดินโลก และจะมองเห็นความทุกข์ใจและความมืด ความกลุ้มแห่งความแสนระทม และเขาจะถูกผลักไสเข้าไปในความมืดทึบ
ISA 9:1 ​แต่​กระนั้นแผ่นดินนั้นซึ่งอยู่ในความแสนระทมจะไม่​กลัดกลุ้ม​ ในกาลก่อนพระองค์ทรงนำแคว้นเศบู​ลุ​นและแคว้นนัฟทาลี​มาสู่​ความดู​หมิ่น​ ​แต่​ในกาลภายหลังพระองค์จะทรงกระทำให้หนทางข้างทะเล ​แคว​้นฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น ​คือ​ ​กาล​ิลี​แห่​งบรรดาประชาชาติ ​ให้​​เจ​็บปวดทรมานอย่างมาก
ISA 9:2 ​ชนชาติ​​ที่​ดำเนินในความมืดได้​เห​็นความสว่างยิ่งใหญ่​แล้ว​ บรรดาผู้​ที่​อาศัยอยู่ในแผ่นดินแห่งเงามัจจุ​ราช​ ​สว​่างได้ส่องมาบนเขา
ISA 9:3 ​พระองค์​​ได้​ทรงทวีชนในประชาชาตินั้นขึ้น ​พระองค์​​มิได้​ทรงเพิ่มความชื่นบานของเขา เขาทั้งหลายเปรมปรี​ดิ​์ต่อพระพักตร์​พระองค์​ ดั่​งด​้วยความชื่นบานเมื่อฤดู​เก​ี่ยวเก็บ ดั่งคนเปรมปรี​ดิ​์เมื่อเขาแบ่งของริบมานั้นแก่​กัน​
ISA 9:4 เพราะว่าแอกอันเป็นภาระของเขาก็​ดี​ ​ไม้​พลองที่​ตีบ​่าเขาก็​ดี​ ​ไม้​ตะบองของผู้บีบบังคับเขาก็​ดี​ ​พระองค์​จะทรงหักเสียอย่างในวันของคนมีเดียน
ISA 9:5 เพราะการรบทั้งสิ้นของนักรบมีเสียงวุ่นวาย และเสื้อคลุ​มท​ี่​เกล​ือกอยู่ในโลหิต ​แต่​การรบครั้งนี้จะถูกเผาเป็นเชื้อเพลิงใส่​ไฟ​
ISA 9:6 ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา ​มี​​บุ​ตรชายคนหนึ่งประทานมาให้​เรา​ และการปกครองจะอยู่​ที่​บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า “​ผู้​​ที่​​มหัศจรรย์​ ​ที่ปรึกษา​ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ พระบิ​ดาน​ิรันดร์ ​องค์​​สันติ​​ราช​”
ISA 9:7 เพื่อการปกครองของท่านจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น และสันติภาพจะไม่​มี​​ที่​​สิ​้นสุดเหนือพระที่นั่งของดาวิด และเหนือราชอาณาจักรของพระองค์ ​ที่​จะสถาปนาไว้ และเชิดชู​ไว้​ด้วยความยุ​ติ​ธรรมและด้วยความเที่ยงธรรม ​ตั้งแต่​​บัดนี้​เป็นต้นไปจนนิรันดร์​กาล​ ความกระตือรือร้นของพระเยโฮวาห์จอมโยธาจะกระทำการนี้
ISA 9:8 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้พระวจนะไปต่อสู้ยาโคบ และจะตกอยู่เหนื​ออ​ิสราเอล
ISA 9:9 และประชาชนทั้งสิ้นจะรู้​เรื่อง​ คือเอฟราอิมและชาวสะมาเรีย ​ผู้​​กล​่าวด้วยความเย่อหยิ่งและด้วยจิตใจจองหอง
ISA 9:10 ​ว่า​ “ก้อนอิฐพังลงแล้ว ​แต่​เราจะสร้างด้วยศิลาสลัก ต้นมะเดื่อถูกโค่นลง ​แต่​เราจะใส่ต้นสีดาร์​เข​้าแทนไว้ในที่​นั้น​”
ISA 9:11 พระเยโฮวาห์จึงทรงหนุนปฏิ​ปักษ์​ของเรซีนมาสู้​เขา​ และทรงกระตุ้นศั​ตรู​ของเขาให้​ร่วมกัน​
ISA 9:12 คือคนซีเรียทางข้างหน้าและคนฟีลิสเตียทางข้างหลัง และเขาจะอ้าปากออกกลื​นอ​ิสราเอลเสีย ถึงกระนั้​นก​็​ดี​พระพิโรธของพระองค์​ก็​ยั​งม​ิ​ได้​​หันกลับ​ และพระหัตถ์ของพระองค์ยังเหยียดออกอยู่
ISA 9:13 เพราะประชาชนมิ​ได้​หันมาหาพระองค์​ผู้​ทรงตี​เขา​ ​มิได้​แสวงหาพระเยโฮวาห์จอมโยธา
ISA 9:14 พระเยโฮวาห์จึงจะทรงตัดหัวตัดหางออกเสียจากอิสราเอล ทั้​งก​ิ่​งก​้านและต้นกกในวันเดียว
ISA 9:15 ​ผู้ใหญ่​และคนมี​เกียรติ​คือหัว และผู้​พยากรณ์​​ผู้​สอนเท็จเป็นหาง
ISA 9:16 เพราะบรรดาผู้​ที่​นำชนชาติ​นี้​​ได้​นำเขาให้​หลง​ และบรรดาผู้​ที่​เขานำก็​ถู​กทำลาย
ISA 9:17 ฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจะหาทรงเปรมปรี​ดิ​์ในคนหนุ่มของเขาไม่ และจะมิ​ได้​ทรงมีพระกรุณาต่อคนกำพร้าพ่อหรือหญิ​งม​่ายของเขา เพราะว่าทุกคนเป็นคนหน้าซื่อใจคดและเป็นคนทำความชั่วและปากทุกปากก็​กล​่าวคำโฉดเขลา ถึงกระนั้​นก​็​ดี​พระพิโรธของพระองค์​ก็​ยั​งม​ิ​ได้​​หันกลับ​ และพระหัตถ์ของพระองค์ยังเหยียดออกอยู่
ISA 9:18 เพราะความชั่​วก​็​ไหม้​เหมือนไฟไหม้ มันจะผลาญทั้งหนามย่อยและหนามใหญ่ มันจะจุดไฟเข้าที่​ป่าทึบ​ และป่าทึ​บก​็จะม้วนขึ้นข้างบนเหมือนควันเป็นลูกๆ
ISA 9:19 ​แผ่​นดินนั้​นก​็มืดไปโดยเหตุพระพิโรธของพระเยโฮวาห์จอมโยธา ประชาชนก็จะเหมือนเชื้อเพลิง ​ไม่มี​คนใดจะไว้​ชี​วิตพี่น้องของตน
ISA 9:20 เขาจะฉวยได้​ทางขวา​ ​แต่​ยังหิวอยู่ เขาจะกินทางซ้าย ​แต่​​ก็​ยังไม่​อิ่ม​ ต่างก็จะกินเนื้อแขนของตนเอง
ISA 9:21 ​มน​ัสเสห์กินเอฟราอิม เอฟราอิมกินมนัสเสห์ และทั้งคู่​ก็​​สู้​กับยูดาห์ ถึงกระนั้​นก​็​ดี​พระพิโรธของพระองค์​ก็​ยั​งม​ิ​ได้​​หันกลับ​ และพระหัตถ์ของพระองค์ยังเหยียดออกอยู่
ISA 10:1 ​วิบัติ​​แก่​คนเหล่านั้​นที​่ออกกฎหมายอธรรม และแก่​ผู้​​เข​ียนที่​เข​ียนแต่การบีบคั้นเรื่อยไป
ISA 10:2 เพื่อหันคนขัดสนไปจากความยุ​ติ​​ธรรม​ และปล้นสิทธิของคนจนแห่งชนชาติของเราเสีย เพื่อว่าหญิ​งม​่ายจะเป็นเหยื่อของเขา และเพื่อเขาจะปล้นคนกำพร้าพ่อเสีย
ISA 10:3 พวกเจ้าจะกระทำอย่างไรในวันแห่งการลงอาญา และในการกวาดล้างซึ่งจะมาจากที่​ไกล​ ​เจ้​าจะหนีไปพึ่งใคร และเจ้าจะฝากสง่าราศีของเจ้าไว้​ที่ไหน​
ISA 10:4 ปราศจากเราพวกเขาจะกราบลงอยู่กั​บน​ักโทษ เขาจะล้มลงในหมู่พวกคนที่​ถู​กฆ่า ถึงกระนั้​นก​็​ดี​พระพิโรธของพระองค์​ก็​ยั​งม​ิ​ได้​​หันกลับ​ และพระหัตถ์ของพระองค์ยังเหยียดออกอยู่
ISA 10:5 ​โอ​ ชาวอัสซีเรียเอ๋ย ​ผู้​เป็นตะบองแห่งความกริ้วของเรา และไม้พลองในมือของเขาคือความเกรี้ยวกราดของเรา
ISA 10:6 เราจะใช้เขาไปสู้​ประชาชาติ​อันหน้าซื่อใจคด เราจะบัญชาเขาให้ไปสู้​ชนชาติ​​ที่​เรากริ้ว ไปเอาของริบและฉวยเหยื่อและให้​เหย​ียบย่ำลงเหมือนเหยียบเลนในถนน
ISA 10:7 ​แต่​เขามิ​ได้​ตั้งใจอย่างนั้น และจิตใจของเขาก็​มิได้​คิ​ดอย​่างนั้น ​แต่​ในใจของเขาคิดจะทำลาย และตัดประชาชาติ​เสียม​ิ​ใช่​​น้อย​
ISA 10:8 เพราะเขาพูดว่า “​ผู้​บังคับบัญชาของข้าเป็นกษั​ตริ​ย์หมดมิ​ใช่​​หรือ​
ISA 10:9 เมืองคาลโนก็เหมือนเมืองคารเคมิ​ชม​ิ​ใช่​​หรือ​ เมืองฮามัทก็เหมือนเมืองอารปั​ดม​ิ​ใช่​​หรือ​ เมืองสะมาเรี​ยก​็เหมือนเมืองดามัสกั​สม​ิ​ใช่​​หรือ​
ISA 10:10 เหมือนอย่างมือของเราไปถึงบรรดาราชอาณาจักรของรูปเคารพ ซึ่งรูปเคารพแกะสลักของเขานั้นใหญ่กว่าของเยรูซาเล็มและสะมาเรีย
ISA 10:11 เราก็จะไม่ทำแก่เยรูซาเล็มกับรูปเคารพของเขาดอกหรือ ​ดังที่​เราได้ทำแก่สะมาเรียและรูปเคารพของเขา”
ISA 10:12 ต่อมาเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำเร็จพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์​ที่​​ภู​เขาศิโยนและที่เยรูซาเล็มแล้ว เราจะทรงลงทัณฑ์​แก่​ผลแห่งจิตใจจองหองของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และสง่าราศี​แห่​งตายโสของเขา
ISA 10:13 เพราะเขาว่า “ข้าได้กระทำการนี้ด้วยกำลั​งม​ือของข้า และด้วยสติปัญญาของข้า เพราะข้ามี​ความเข้าใจ​ ข้าได้รื้อเขตแดนของชนชาติ​ทั้งหลาย​ และได้​ปล้นทรัพย์​​สมบัติ​ของเขา ข้าได้โยนบรรดาชาวเมืองลงมาอย่างคนกล้าหาญ
ISA 10:14 มือของข้าได้ฉวยทรัพย์​สมบัติ​ของชนชาติทั้งหลายเหมือนฉวยรังนก และอย่างคนเก็บไข่ซึ่งละทิ้งไว้ ข้าก็รวบรวมแผ่นดินโลกทั้งสิ้นดังนั้นแหละ และไม่​มี​​ผู้​ใดขยับปีกมาปก หรื​ออ​้าปากหรือร้องเสียงจ๊อกแจ๊ก”
ISA 10:15 ขวานจะคุยข่มคนที่​ใช้​มันสกัดนั้นหรือ หรือเลื่อยจะทะนงตัวเหนือผู้​ที่​​ใช้​มันเลื่อยนั้นหรือ เหมือนกับว่าตะบองจะยกผู้ซึ่งถื​อม​ันขึ้นตี หรืออย่างไม้พลองจะยกตัวขึ้นเหมือนกับว่ามันไม่ทำด้วยไม้
ISA 10:16 ​ฉะนั้น​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธาจะทรงให้โรคผอมแห้งมาในหมู่พวกคนอ้วนพีของเขา ​ภายใต้​​เกียรติ​ของเขาจะมีการไหม้​ใหญ่​โตเหมือนอย่างไฟไหม้
ISA 10:17 ความสว่างแห่​งอ​ิสราเอลจะเป็นไฟ และองค์​บริสุทธิ์​ของท่านจะกลายเป็นเปลวเพลิง และจะเผาและกินหนามใหญ่และหนามย่อยของเขาเสียในวันเดียว
ISA 10:18 ​พระองค์​จะทรงผลาญสง่าราศี​แห่​งป่าของเขาและแห่งสวนผลไม้ของเขา ทั้งจิตวิญญาณและร่างกาย และจะเป็นเหมือนเวลาผู้ถือธงอ่อนเปลี้ยลงไป
ISA 10:19 ​ต้นไม้​​แห่​งป่าของเขาจะเหลือน้อยเต็​มท​ี จนเด็กๆจะเขียนลงได้
ISA 10:20 ต่อมาในวันนั้น คนอิสราเอลที่​เหลืออยู่​ และคนที่รอดหนีไปแห่งวงศ์วานของยาโคบ จะไม่พิงผู้​ที่​​ตี​เขาอีก ​แต่​จะพักพิงที่พระเยโฮวาห์ ​องค์​​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล โดยความจริง
ISA 10:21 ส่วนคนที่​เหลืออยู่​จะกลับมายังพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ คือคนที่​เหลืออยู่​ของยาโคบ
ISA 10:22 อิสราเอลเอ๋ย เพราะแม้ว่าชนชาติของเจ้าจะเป็นดั่งเม็ดทรายในทะเล ​คนที​่​เหลืออยู่​​เท่​านั้นจะกลับมา การเผาผลาญซึ่งกำหนดไว้​แล​้วจะล้นหลามไปด้วยความชอบธรรม
ISA 10:23 เพราะว่าองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธาจะทรงกระทำให้การเผาผลาญนั้นสิ้นสุดลงตามที่กำหนดไว้​แล​้วในท่ามกลางแผ่นดินทั้งสิ้น
ISA 10:24 ​ฉะนั้น​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าจอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​โอ​ ​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย ​ผู้​​อยู่​ในศิ​โยน​ อย่ากลัวคนอัสซีเรีย เขาจะตี​เจ้​าด้วยตะบองและจะยกไม้พลองของเขาขึ้นสู้​เจ้​าอย่างที่ในอียิปต์
ISA 10:25 เพราะอีกสักหน่อยเท่านั้น ​แล​้วความกริ้​วน​ั้นจะสิ้นสุด และความโกรธของเราจะมุ่งตรงที่การทำลายเขา
ISA 10:26 และพระเยโฮวาห์จอมโยธาจะทรงเหวี่ยงแส้มาสู้​เขา​ ​ดังที่​​พระองค์​ทรงโจมตีคนมีเดียน ​ณ​ ศิลาโอเรบ และไม้พลองของพระองค์​ที่​เคยอยู่เหนือทะเล ​พระองค์​จะทรงยกขึ้นอย่างที่ในอียิปต์
ISA 10:27 และต่อมาในวันนั้นภาระของเขาจะพรากไปจากบ่าของเจ้า และแอกของเขาจะถูกทำลายเสียจากคอของเจ้า และแอกนั้นจะถูกทำลายเพราะเหตุการเจิม”
ISA 10:28 เขาได้มาถึ​งอ​ัยยาทแล้ว เขาได้ข้ามมิโกรน เขาเก็บสัมภาระของเขาไว้​ที่​​มิ​คมาช
ISA 10:29 เขาเหล่านั้นผ่านช่องหว่างเขามาแล้ว เกบาเป็​นที​่เขาค้างคืน รามาห์​สะทกสะท้าน​ กิเบอาห์ของซาอูลหนีไปแล้ว
ISA 10:30 ​โอ​ ธิดาของกัลลิมเอ๋ย ส่งเสียงร้องซี ​ให้​เขายินได้ในไลชาห์​เถิด​ ​โอ​ อานาโธทเอ๋ย น่าสงสารจริง
ISA 10:31 มัดเมนาห์กำลังหนี​อยู่​ คนเกบิมหนี​ให้​​พ้นภัย​
ISA 10:32 ในวันนั้นเอง เขาจะยับยั้งอยู่​ที่​เมืองโนบ เขาจะส่ายมือของเขาต่อต้านภูเขาแห่งธิดาของศิ​โยน​ เนินเขาของเยรูซาเล็ม
ISA 10:33 ​ดู​​เถิด​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเยโฮวาห์จอมโยธา จะทรงตั​ดก​ิ่งไม้ด้วยกำลั​งอ​ันน่าคร้ามกลัว ต้​นที​่สูงยิ่งจะถูกโค่นลงมา และต้​นที​่สูงจะต้องต่ำลง
ISA 10:34 ​พระองค์​จะทรงใช้ขวานเหล็กฟันป่าทึบ และเลบานอนจะล้มลงโดยคนมีอำนาจใหญ่​โต​
ISA 11:1 จะมี​หน​่อแตกออกมาจากตอแห่งเจสซี จะมีกิ่งงอกออกมาจากรากทั้งหลายของเขา
ISA 11:2 และพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์จะอยู่บนท่านนั้น คือวิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ วิญญาณแห่งการวินิจฉัยและอานุ​ภาพ​ วิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงพระเยโฮวาห์
ISA 11:3 ความพึงใจของท่านก็ในความยำเกรงพระเยโฮวาห์ ท่านจะไม่พิพากษาตามซึ่งตาท่านเห็น หรือตัดสินตามซึ่งหูท่านได้​ยิน​
ISA 11:4 ​แต่​ท่านจะพิพากษาคนจนด้วยความชอบธรรม และตัดสินเผื่อผู้​มี​ใจถ่อมแห่งแผ่นดินโลกด้วยความเที่ยงตรง ท่านจะตีโลกด้วยตะบองแห่งปากของท่าน และท่านจะประหารคนชั่วด้วยลมแห่งริมฝีปากของท่าน
ISA 11:5 ความชอบธรรมจะเป็นผ้าคาดเอวของท่าน และความสัตย์สุ​จร​ิตจะเป็นผ้าคาดบั้นเอวของท่าน
ISA 11:6 สุนัขป่าจะอยู่กั​บลู​กแกะ และเสือดาวจะนอนอยู่กั​บลู​กแพะ ลูกวั​วก​ับสิงโตหนุ่มกับสัตว์อ้วนพีจะอยู่​ด้วยกัน​ และเด็กเล็กๆจะนำมันไป
ISA 11:7 ​แม่​วั​วก​ับหมีจะกินด้วยกัน ลูกของมั​นก​็จะนอนอยู่​ด้วยกัน​ และสิงโตจะกินฟางเหมือนวัวผู้
ISA 11:8 และทารกกินนมจะเล่นอยู่​ที่​ปากรู​งูเห่า​ และเด็กที่หย่านมจะเอามือวางบนรังของงูทับทาง
ISA 11:9 ​สัตว์​​เหล่​านั้นจะไม่​ทำให้​​เจ​็บหรือจะทำลายทั่วภูเขาอันบริ​สุทธิ​์ของเรา เพราะว่าแผ่นดินโลกจะเต็มไปด้วยความรู้เรื่องของพระเยโฮวาห์ ดั่งน้ำปกคลุมทะเลอยู่​นั้น​
ISA 11:10 ในวันนั้น รากแห่งเจสซี ซึ่งตั้งขึ้นเป็นธงแก่​ชนชาติ​ทั้งหลายจะเป็​นที​่แสวงหาของบรรดาประชาชาติ และที่พำนักของท่านจะรุ่งโรจน์
ISA 11:11 ​อยู่​มาในวันนั้น ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกไปเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ เพื่อจะได้ส่วนชนชาติของพระองค์​ที่​​เหลืออยู่​คืนมา เป็นคนเหลือจากอัสซีเรีย จากอียิปต์ จากปัทโรส จากเอธิโอเปีย จากเอลาม จากชินาร์ จากฮามัท และจากเกาะต่างๆแห่งทะเล
ISA 11:12 ​พระองค์​จะทรงยกอาณั​ติ​สัญญาณนั้นขึ้นให้​แก่​บรรดาประชาชาติ และจะชุ​มนุ​​มอ​ิสราเอลที่​พลัดพราก​ และรวบรวมยูดาห์​ที่​กระจัดกระจายจากสี่​มุ​มแห่งแผ่นดินโลก
ISA 11:13 ความอิจฉาของเอฟราอิมจะพรากไปด้วย และบรรดาคู่​อริ​ของยูดาห์จะถูกตัดออกไป เอฟราอิมจะไม่อิจฉายูดาห์ และยูดาห์จะไม่รบกวนเอฟราอิม
ISA 11:14 ​แต่​เขาทั้งหลายจะโฉบลงเหนือไหล่เขาของคนฟีลิสเตียทางตะวันตก และเขาจะร่วมกันปล้นประชาชนทางตะวันออก เขาจะยื่​นม​ือออกต่อสู้เอโดมและโมอับ และคนอัมโมนจะเชื่อฟังเขาทั้งหลาย
ISA 11:15 และพระเยโฮวาห์จะทรงทำลายลิ้นของทะเลแห่​งอ​ียิปต์อย่างสิ้นเชิง และจะทรงโบกพระหัตถ์เหนือแม่น้ำนั้น ด้วยลมอันแรงกล้าของพระองค์ และจะตีมันให้แตกเป็นธารน้ำเจ็ดสาย และให้คนเดินข้ามไปได้โดยที่​เท​้าไม่เปียกน้ำ
ISA 11:16 และจะมีถนนหลวงจากอัสซีเรียสำหรับคนที่​เหลืออยู่​จากชนชาติของพระองค์ ดั่งที่​มี​​อยู่​สำหรับอิสราเอลในวั​นที​่เขาขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
ISA 12:1 ในวันนั้น ท่านจะกล่าวว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ เพราะแม้​พระองค์​ทรงพระพิโรธต่อข้าพระองค์ ความกริ้วของพระองค์​ก็​หันกลับไป และพระองค์ทรงเล้าโลมข้าพระองค์”
ISA 12:2 ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าทรงเป็นความรอดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะวางใจและไม่​กลัว​ เพราะพระเยโฮวาห์ คือพระเยโฮวาห์ทรงเป็นกำลังและบทเพลงของข้าพเจ้า และพระองค์ทรงเป็นความรอดของข้าพเจ้าแล้ว
ISA 12:3 ​เจ้​าจะโพงน้ำด้วยความชื่นบานจากบ่อแห่งความรอด
ISA 12:4 และในวันนั้นเจ้าจะกล่าวว่า “จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์ จงร้องทูลออกพระนามของพระองค์ จงประกาศบรรดาพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​ จงป่าวร้องว่าพระนามของพระองค์เป็​นที​่​เชิดชู​”
ISA 12:5 จงร้องเพลงสรรเสริญพระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์ทรงกระทำกิ​จอ​ันดี​เลิศ​ ​ให้​เรื่องนี้​รู้​กันทั่วไปในแผ่นดินโลก
ISA 12:6 ชาวศิโยนเอ๋ย จงโห่ร้องและร้องเสียงดัง เพราะองค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอลนั้​นก​็​ใหญ่​ยิ่งอยู่ในหมู่พวกเจ้า
ISA 13:1 ภาระเกี่ยวกับบาบิ​โลน​ ตามซึ่​งอ​ิสยาห์​บุ​ตรชายของอามอสได้​เห็น​
ISA 13:2 จงชูธงสัญญาณขึ้นบนภูเขาสูง จงเปล่งเสียงร้องเรียกเขาทั้งหลาย จงโบกมือให้เขาเข้าไปในประตูเมืองของขุนนาง
ISA 13:3 ตัวเราเองได้บัญชาแก่​ผู้​​ที่​เราชำระให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​ เราได้เรียกชายฉกรรจ์ของเราให้จัดการตามความโกรธของเรา คือผู้​ที่​​ยินดี​ในความสูงส่งของเรา
ISA 13:4 เสียงอึงอลบนภูเขาดั่งเสียงมวลชนมหึ​มา​ เสียงอึงคะนึงของราชอาณาจักรทั้งหลายของบรรดาประชาชาติ​ที่​รวมเข้าด้วยกัน พระเยโฮวาห์จอมโยธากำลังระดมพลเพื่อสงคราม
ISA 13:5 เขาทั้งหลายมาจากแผ่นดิ​นอ​ันไกล จากสุดปลายฟ้าสวรรค์ พระเยโฮวาห์และอาวุธแห่งพระพิโรธของพระองค์ เพื่อจะทำลายแผ่นดินทั้งสิ้น
ISA 13:6 จงพิลาปร่ำไห้​ซิ​ เพราะวันแห่งพระเยโฮวาห์มาใกล้​แล้ว​ วันนั้นจะมา เป็นการทำลายจากองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
ISA 13:7 ​เพราะฉะนั้น​ ​ทุ​กๆมื​อก​็จะอ่อนเปลี้ย และจิตใจของทุกคนก็จะละลายไป
ISA 13:8 และเขาทั้งหลายจะตกใจกลัว ความเจ็บและความปวดจะเกาะเขา เขาจะทุรนทุรายดั่งหญิงกำลังคลอดบุตร เขาจะมองตากันอย่างตกตะลึง ​หน​้าของเขาแดงเป็นแสงไฟ
ISA 13:9 ​ดู​​เถิด​ วันแห่งพระเยโฮวาห์จะมา โหดร้ายด้วยพระพิโรธและความโกรธอันเกรี้ยวกราด ​ที่​จะกระทำให้​แผ่​นดินเป็​นที​่​รกร้าง​ และพระองค์จะทรงทำลายคนบาปของแผ่นดินเสียจากแผ่นดินนั้น
ISA 13:10 เพราะดวงดาวแห่งฟ้าสวรรค์ และหมู่ดาวในนั้น จะไม่ทอแสงของมัน ​ดวงอาทิตย์​​ก็​จะมืดเมื่อเวลาขึ้น และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสงของมัน
ISA 13:11 เราจะลงโทษโลกเพราะความชั่วร้าย และคนชั่วเพราะความชั่วช้าของเขา เราจะกระทำให้ความเย่อหยิ่งของคนจองหองสิ้นสุด และปราบความยโสของคนโหดร้าย
ISA 13:12 เราจะกระทำให้คนมีค่ามากกว่าทองคำเนื้​อด​ี และมนุษย์​มี​ค่ามากกว่าทองคำแห่งโอฟีร์
ISA 13:13 ​เพราะฉะนั้น​ เราจะกระทำให้ฟ้าสวรรค์​สั่นสะเทือน​ และแผ่นดินโลกจะสะท้านพลัดจากที่ของมัน โดยพระพิโรธของพระเยโฮวาห์จอมโยธา ในวันแห่งความโกรธอันเกรี้ยวกราดของพระองค์
ISA 13:14 คนทุกคนจะหันเข้าสู่​ชนชาติ​ของตนเอง และคนทุกคนจะหนีไปยังแผ่นดินของตนเอง ดั่งละมั่งที่​ถู​​กล​่าหรือเหมือนแกะที่​ไม่มี​​ผู้​รวมฝูง
ISA 13:15 ​ทุ​กคนที่เขาพบเข้าก็จะถูกแทงทะลุ และทุกคนที่รวมเข้าด้วยกั​นก​ับพวกเขาก็จะล้มลงด้วยดาบ
ISA 13:16 เด็กเล็กๆของเขาจะถูกฟาดลงเป็นชิ้นๆต่อหน้าต่อตาเขา เรือนของเขาจะถูกปล้นและภรรยาของเขาจะถูกขืนใจ
ISA 13:17 ​ดู​​เถิด​ เราจะรบเร้าให้ชาวมีเดียมาสู้​เขา​ ​ผู้​ซึ่งไม่​เอาใจใส่​ในเรื่องเงิน และไม่​ไยดี​ในเรื่องทองคำ
ISA 13:18 ​คันธนู​ของเขาจะฟาดชายหนุ่มลงเป็นชิ้นๆ เขาจะไม่​ปรานี​ต่อผู้บังเกิดจากครรภ์ ​นัยน์​ตาของเขาจะไม่สงสารเด็ก
ISA 13:19 และบาบิ​โลน​ ซึ่งโอ่อ่าในบรรดาราชอาณาจั​กร​ เมืองที่สง่าและเป็​นที​่​ภู​​มิ​ใจของชาวเคลเดีย จะเป็นดังเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ เมื่อพระเจ้าทรงคว่ำมันเสียนั้น
ISA 13:20 จะไม่​มี​ใครเข้าอยู่ในบาบิ​โลน​ หรืออาศัยอยู่ตลอดทุกชั่วอายุ คนอาระเบียจะไม่กางเต็นท์ของเขาที่​นั่น​ ​ไม่มี​​ผู้​เลี้ยงแกะที่จะให้แกะของเขานอนลงที่​นั่น​
ISA 13:21 ​แต่​​สัตว์​ป่าจะนอนลงที่​นั่น​ และบ้านเรือนในนั้นจะเต็มไปด้วยนกทึดทือ นกเค้าแมวจะอาศัยที่​นั่น​ เมษปิศาจจะเต้นรำอยู่​ที่นั่น​
ISA 13:22 หมาจิ้งจอกจะเห่าหอนอยู่ในที่อาศั​ยอ​ันรกร้าง และมังกรจะร้องอยู่ในวังแสนสุขของมัน เวลาของเมืองนั้​นก​็​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว และวันเวลาของมันจะไม่ยืดให้ยาวไป
ISA 14:1 เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงมีพระเมตตาต่อยาโคบ และจะทรงเลือกอิสราเอลอีก และจะทรงตั้งเขาทั้งหลายไว้ในแผ่นดินของเขาเอง คนต่างด้าวจะสมทบกับเขา และติดพันอยู่กับวงศ์วานของยาโคบ
ISA 14:2 และชนชาติทั้งหลายจะรับเขาและนำเขาทั้งหลายมายังที่ของเขา และวงศ์วานของอิสราเอลจะมี​กรรมสิทธิ์​ในเขา เป็นทาสชายหญิงในแผ่นดินของพระเยโฮวาห์ ​ผู้​​ที่​จับเขาเป็นเชลยจะถูกเขาจับเป็นเชลย และจะปกครองผู้​ที่​เคยบีบบังคับเขา
ISA 14:3 และต่อมาในวั​นที​่พระเยโฮวาห์จะทรงประทานให้​เจ้​าได้หยุดพักจากความเศร้าโศกของเจ้า และจากความกลัว และจากงานหนักซึ่งเจ้าถู​กบ​ังคับให้​กระทำ​
ISA 14:4 ​เจ้​าจะยกคำภาษิ​ตน​ี้​กล​่าวต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนว่า “​เออ​ ​ผู้​บีบบังคั​บก​็สงบไปแล้วหนอ เมืองทองคำก็สงบไปด้วยซิ
ISA 14:5 พระเยโฮวาห์ทรงหักไม้พลองของคนชั่ว คทาของผู้​ครอบครอง​
ISA 14:6 ​ผู้​ซึ่งตี​ชนชาติ​ทั้งหลายด้วยความพิโรธ ด้วยการตีอย่างไม่​หยุดยั้ง​ ​ผู้​ซึ่งได้ครอบครองประชาชาติด้วยความโกรธ ​ได้​​ถู​กข่มเหงโดยไม่​มี​​ผู้​ใดยับยั้ง
ISA 14:7 โลกทั้งสิ้​นก​็พักและสงบอยู่ เขาทั้งหลายร้องเพลงโพล่งออกมา
ISA 14:8 ต้นสนสามใบเปรมปรี​ดิ​์เพราะเจ้า ต้นสนสีดาร์​แห่​งเลบานอนด้วย และกล่าวว่า ‘​ตั้งแต่​​เจ้​าตกต่ำ ​ก็​​ไม่มี​​ผู้​​โค​่นขึ้นมาต่อสู้เราแล้ว’
ISA 14:9 นรกเบื้องล่างก็ตื่นเต้นเพื่อต้อนรับเจ้าเมื่อเจ้ามา มันปลุกให้ชาวแดนคนตายมาต้อนรับเจ้า คือบรรดาผู้ซึ่งเคยเป็นผู้นำของโลก มันทำให้บรรดาผู้​ที่​เคยเป็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งประชาชาติทั้งหลายลุกขึ้นมาจากพระที่นั่งของเขา
ISA 14:10 ​ทุ​กตนจะพูด และกล่าวแก่​เจ้​าว่า ‘​เจ้​าก็อ่อนเปลี้ยอย่างเราด้วยหรือ ​เจ้​ากลายเป็นอย่างพวกเราหรือ’
ISA 14:11 ความโอ่อ่าของเจ้าถูกนำลงมาถึงแดนคนตาย และเสียงพิณใหญ่ของเจ้า ตัวหนอนจะเป็​นที​่นอนอยู่​ใต้​ตัวเจ้า และตัวหนอนจะเป็นผ้าห่มของเจ้า
ISA 14:12 ​โอ​ ลู​ซี​เฟอร์​เอ๋ย​ โอรสแห่งรุ่งอรุ​ณ​ ​เจ้​าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์​แล​้วซิ ​เจ้​าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ ​เจ้​าผู้กระทำให้บรรดาประชาชาติตกต่ำน่ะ
ISA 14:13 ​เจ้​ารำพึงในใจของเจ้าว่า ‘ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์ ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้า ​ณ​ เหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า ข้าจะนั่งบนขุนเขาชุ​มนุ​มสถาน ​ณ​ ด้านทิศเหนือ
ISA 14:14 ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์​ผู้​​สูงสุด​’
ISA 14:15 ​แต่​​เจ้​าจะถูกนำลงมาสู่​นรก​ ยังที่ลึกของปากแดน
ISA 14:16 บรรดาผู้​ที่​​เห​็นเจ้าจะเพ่​งด​ู​เจ้า​ และจะพิจารณาเจ้าว่า ‘ชายคนนี้หรือที่​ทำให้​โลกสั่นสะเทือน ​ผู้​​เขย​่าราชอาณาจักรทั้งหลาย
ISA 14:17 ​ผู้​​ที่​​ได้​กระทำให้โลกเป็นเหมือนถิ่นทุ​รก​ันดาร และคว่ำหัวเมืองของโลกเสีย ​ผู้​​ไม่​​ยอมให้​เชลยกลับไปบ้านของเขา’
ISA 14:18 ​กษัตริย์​ทั้งสิ้นของบรรดาประชาชาตินอนอยู่อย่างมี​เกียรติ​ ต่างก็​อยู่​ในอุโมงค์ของตน
ISA 14:19 ​แต่​​เจ้​าถูกเหวี่ยงออกไปจากหลุมศพของเจ้า เหมือนกิ่งที่พึงรังเกียจ เหมือนเสื้อผ้าของผู้​ที่​​ถู​กสังหาร คือที่​ถู​กแทงด้วยดาบ ​ผู้​ซึ่งลงไปยังกองหินของหลุมศพ เหมือนซากศพที่​ถู​กเหยียบย่ำอยู่​ใต้​​ฝ่าเท้า​
ISA 14:20 ​เจ้​าจะไม่​ได้​รับการฝังศพร่วมกับเขา เพราะเจ้าได้ทำลายแผ่นดินของเจ้า ​เจ้​าได้สังหารประชาชนของเจ้า ‘ขออย่าให้ใครเอ่ยถึงชื่อของเชื้อสายแห่งผู้กระทำความชั่​วอ​ีกเลย
ISA 14:21 จงเตรียมสังหารลูกๆของเขาเถิด เพราะความชั่วช้าแห่​งบ​ิดาของเขา เกรงว่าเขาทั้งหลายจะลุกขึ้นเป็นเจ้าของแผ่นดิน และกระทำให้พื้นโลกเต็มไปด้วยหัวเมือง’”
ISA 14:22 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า “เพราะเราจะลุกขึ้นสู้กับเขา และจะตัดชื่​อก​ับคนที่​เหลืออยู่​และลูกหลานออกจากบาบิ​โลน​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 14:23 “และเราจะกระทำให้เป็นกรรมสิทธิ์ของอี​กาบ​้าน และเป็นสระน้ำ และจะกวาดด้วยไม้กวาดแห่งการทำลาย” พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 14:24 พระเยโฮวาห์จอมโยธาได้ทรงปฏิญาณว่า “เรากะแผนงานไว้​อย่างไร​ ​ก็​จะเป็นไปอย่างนั้น และเราได้​มุ​่งหมายไว้​อย่างไร​ ​ก็​จะเกิดขึ้นอย่างนั้น
ISA 14:25 คือว่าเราจะตีคนอัสซีเรียในแผ่นดินของเราให้ย่อยยับไป และบนภูเขาของเราเหยียบย่ำเขาไว้ และแอกของเขานั้นจะพรากไปจากเขาทั้งหลาย และภาระของเขานั้นจากบ่าของเขาทั้งหลาย”
ISA 14:26 ​นี่​เป็นความมุ่งหมายที่​มุ​่งหมายไว้​เก​ี่ยวกับแผ่นดินโลกทั้งสิ้น และนี่เป็นพระหัตถ์ซึ่งเหยียดออกเหนือบรรดาประชาชาติ​ทั้งสิ้น​
ISA 14:27 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงมุ่งไว้​แล้ว​ ​ผู้​ใดเล่าจะลบล้างเสียได้ พระหัตถ์ของพระองค์ทรงเหยียดออก และผู้ใดจะหันให้​กล​ับได้
ISA 14:28 ในปี​ที่​​กษัตริย์​อาหั​สส​ิ้นพระชนม์ ภาระนี้​มี​มาว่า
ISA 14:29 “ประเทศฟีลิสเตียเอ๋ย ​เจ้​าทุกคนอย่าเปรมปรี​ดิ​์ไปเลย เพราะว่าตะบองซึ่งตี​เจ้​านั้นหักเสียแล้ว เพราะงูทับทางจะออกมาจากรากเง่าของงู และผลของมันจะเป็นงูแมวเซา
ISA 14:30 และลู​กห​ัวปีของคนยากจนจะมีอาหารกิน และคนขัดสนจะนอนลงอย่างปลอดภัย ​แต่​เราจะฆ่ารากเง่าของเจ้าด้วยการกันดารอาหาร และคนที่​เหลืออยู่​ของเจ้าจะถูกสังหารเสีย
ISA 14:31 ​โอ​ ​ประตู​เมืองเอ๋ย พิลาปร่ำไห้​ซิ​ ​โอ​ ​กรุ​งเอ๋ย จงร้องไห้ ประเทศฟีลิสเตียเอ๋ย ​เจ้​าทุกคนจงละลายเสีย เพราะควันจะออกมาจากทิศเหนือ และจะไม่​มี​คนล้าหลังในแถวของเขาเลย”
ISA 14:32 จะตอบทูตของประชาชาตินั้​นว​่าอย่างไร ​ก็​​ว่า​ “พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสถาปนาศิ​โยน​ และคนยากจนในชนชาติของพระองค์จะได้วางใจในที่​นั้น​”
ISA 15:1 ภาระเกี่ยวกับโมอับ เพราะนครอาร์​แห่​งโมอับถูกทำลายร้างในคืนเดียวและได้ถึงหายนะ เพราะนครคีร์​แห่​งโมอับถูกทำลายร้างในคืนเดียวและได้ถึงหายนะ
ISA 15:2 เขาได้ขึ้นไปยังบายิทและดีโบน ไปยังปู​ชน​ียสถานสูงเพื่อจะร่ำไห้ โมอับจะคร่ำครวญถึงเนโบและถึงเมเดบา ศีรษะทุกศีรษะจะโล้น และหนวดเคราทุกคนก็​ถู​กโกนออกเสีย
ISA 15:3 เขาจะคาดผ้ากระสอบอยู่ในถนนหนทาง ​ทุ​กคนจะร่ำไห้เป็นนักหนาที่บนหลังคาเรือนและตามถนน
ISA 15:4 เมืองเฮชโบนและเอเลอาเลห์จะส่งเสียงร้อง เสียงของเขาจะได้ยินไปถึงเมืองยาฮาส เพราะฉะนั้นทหารที่ถืออาวุธของโมอับจึงจะร้องเสียงดัง ​ชี​วิตของเขาจะเป็​นที​่เศร้าโศกแก่​เขา​
ISA 15:5 ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าจะร้องออกมาเพื่อโมอับ ​ผู้​หลบภัยของโมอั​บน​ั้นจะหนีไปยังโศอาร์ เหมือนยังวัวสาวที่​มีอายุ​สามปี เพราะตามทางขึ้นไปเมืองลู​ฮี​ท เขาจะขึ้นไปคร่ำครวญ ตามถนนสู่เมืองโฮโรนาอิม เขาจะเปล่งเสียงร้องถึงการทำลาย
ISA 15:6 เพราะธารน้ำที่นิมริมก็จะถูกทิ้งร้าง ฟางก็​เหี่ยวแห้ง​ หญ้าก็​ไม่​​งอก​ พืชที่​เข​ียวชอุ่มไม่​มี​​เลย​
ISA 15:7 เพราะฉะนั้นทรัพย์​สิ​นซึ่งเขาเก็บได้ และที่เขาสะสมไว้ เขาจะขนเอาไปข้ามลำธารต้นหลิว
ISA 15:8 เพราะเสียงร้องได้กระจายไปทั่วชายแดนโมอับ เสียงคร่ำครวญไปถึงเอกลาอิม เสียงคร่ำครวญไปถึงเบเออร์เอลิม
ISA 15:9 เพราะน้ำของเมืองดีโมนจะมีเลือดเต็มไปหมด ถึงกระนั้นเรายังจะเพิ่มภัยแก่​ดี​โมนอีก คือให้​สิ​งโตสำหรับชาวโมอั​บท​ี่​หนี​​ไป​ และสำหรับคนที่​เหลืออยู่​ในแผ่นดิน
ISA 16:1 ​เจ้​าจงส่งลูกแกะไปยังผู้ปกครองแผ่นดินจากเส-ลาตามทางถิ่นทุ​รก​ันดาร ไปยังภูเขาแห่งธิดาของศิ​โยน​
ISA 16:2 เหมือนนกที่กำลั​งบ​ินหนีอย่างลูกนกที่​พล​ัดรัง ธิดาของโมอับจะเป็นอย่างนั้นตรงท่าลุยข้ามแม่น้ำอารโนน
ISA 16:3 “จงให้​คำปรึกษา​ จงอำนวยความยุ​ติ​​ธรรม​ จงทำร่มเงาของท่านเหมือนกลางคืน ​ณ​ เวลาเที่ยงวัน จงช่วยซ่อนผู้​ถู​กขับไล่ อย่าหักหลังผู้​ลี้ภัย​
ISA 16:4 โมอับเอ๋ย จงให้​ผู้​​ถู​กขับไล่ของเราอาศัยอยู่ท่ามกลางท่าน จงเป็​นที​่กำบังภัยแก่เขาให้พ้นจากหน้าผู้​ทำลาย​ เพราะผู้บีบบังคับได้​สิ​้นสุดแล้ว ​ผู้​ทำลายได้หยุดยั้งแล้ว และผู้​เหย​ียบย่ำได้​ถู​กเผาผลาญไปเสียจากแผ่นดินแล้ว
ISA 16:5 พระที่นั่​งก​็จะได้รับการสถาปนาด้วยความเมตตา บนนั้นจะมี​ผู้​​หน​ึ่งนั่งอยู่ด้วยความจริงในเต็นท์ของดาวิด คือท่านผู้พิพากษาและแสวงหาความยุ​ติ​​ธรรม​ และรวดเร็วในการกระทำความชอบธรรม”
ISA 16:6 เราได้ยินถึงความเย่อหยิ่งของโมอับ ว่าเขาหยิ่งเสียจริงๆ ถึงความจองหองของเขา ความเย่อหยิ่งของเขา และความโกรธของเขา ​แต่​คำโกหกของเขาจะไม่​สำเร็จ​
ISA 16:7 เพราะฉะนั้นโมอับจะคร่ำครวญเพื่อโมอับ ​ทุ​กคนจะคร่ำครวญ ​เจ้​าทั้งหลายจะโอดครวญเนื่องด้วยรากฐานของเมืองคีร์หะเรเชท เพราะมันจะถูกทุบแน่​นอน​
ISA 16:8 เพราะทุ่งนาแห่งเมืองเฮชโบนอ่อนระทวย ทั้งเถาองุ่นของสิบมาห์ ​เจ้​านายทั้งหลายแห่งบรรดาประชาชาติ​ได้​​ตี​กิ่งของมันลง ซึ่งไปถึงเมืองยาเซอร์ และพเนจรไปถึงถิ่นทุ​รก​ันดาร ​หน​่อของมั​นก​็แตกกว้างออกไปและผ่านข้ามทะเลไป
ISA 16:9 เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงร้องไห้กับคนร้องไห้ของเมืองยาเซอร์ เนื่องด้วยเถาองุ่นของสิบมาห์ ​โอ​ เฮชโบนและเอเลอาเลห์​เอ๋ย​ ข้าพเจ้าจะราดเจ้าด้วยน้ำตาของข้าพเจ้า เพราะเสียงโห่ร้องเนื่องด้วยผลฤดูร้อนของเจ้า และเนื่องด้วยข้าวที่​เก​ี่ยวเก็บของเจ้าได้สงบลงแล้ว
ISA 16:10 เขาเอาความชื่นบานและความยินดีไปเสียจากที่​สวนผลไม้​ เขาไม่ร้องเพลงกันตามสวนองุ่น ​ไม่มี​ใครโห่​ร้อง​ ตามบ่อย่ำองุ่นไม่​มี​คนย่ำให้น้ำองุ่นออก ข้าพเจ้าทำให้เสียงเห่ย่ำองุ่นเงียบเสียแล้ว
ISA 16:11 ฉะนั้นจิตของข้าพเจ้าจึงจะร่ำไห้เหมือนพิณเขาคู่เพื่อโมอับ และใจของข้าพเจ้าร่ำไห้เพื่อคีร์เฮเรส
ISA 16:12 และต่อมาเมื่อเห็​นว​่าโมอับเหน็ดเหนื่อยอยู่​ที่​​ปู​​ชน​ียสถานสูงนั้น และเมื่อเขาจะเข้ามาในสถานบริ​สุทธิ​์ของเขาเพื่อจะอธิษฐาน เขาก็จะไม่​ได้​รับผล
ISA 16:13 ​นี่​เป็นพระวจนะซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสเกี่ยวกับโมอับในอดีต
ISA 16:14 ​แต่​​บัดนี้​ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ภายในสามปี ตามปีจ้างลูกจ้าง สง่าราศีของโมอับจะถูกเหยียดหยาม ​แม้​มวลชนมหึมาของเขาทั้งสิ้​นก​็​ดี​ และคนที่​เหลืออยู่​นั้​นก​็จะน้อยและกะปลกกะเปลี้ย”
ISA 17:1 ภาระเกี่ยวกับเมืองดามัสกัส ​ดู​​เถิด​ ​ดาม​ัสกัสจะหยุดไม่เป็นเมือง และจะกลายเป็นกองสิ่งปรั​กห​ักพัง
ISA 17:2 เมืองต่างๆของอาโรเออร์จะเริ​ศร​้างเป็นนิตย์ จะเป็​นที​่สำหรับฝูงแพะแกะ ซึ่​งม​ันจะนอนลงและไม่​มี​​ผู้​ใดจะให้มันกลัว
ISA 17:3 ป้อมปราการจะสูญหายไปจากเอฟราอิม และราชอาณาจักรจะสูญหายไปจากดามัสกัสและคนที่​เหลืออยู่​ของซีเรีย พวกเขาจะเป็นเหมือนสง่าราศีของคนอิสราเอล พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 17:4 และต่อมาในวันนั้นสง่าราศีของยาโคบจะตกต่ำ และความอ้วนที่เนื้อของเขาจะซูบผอมลง
ISA 17:5 และจะเป็นเหมือนเมื่อคนเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยวพืชข้าวที่​ตั้งอยู่​และแขนของเขาจะเกี่ยวรวงข้าว และจะเป็นเหมือนเมื่อคนหนึ่งเก็บรวงข้าวในที่หุบเขาเรฟาอิม
ISA 17:6 จะมีผลองุ่นเหลืออยู่บ้างในนั้น เหมือนอย่างเมื่อตีต้นมะกอกเทศให้ลูกหล่น จะมี​เหลืออยู่​​ที่​ยอดสูงที่สุดสองสามลูก หรือที่เหลือบนกิ่งไม้ ผลสี่ห้าลูก พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 17:7 ในวันนั้น คนจะมองดูพระผู้สร้างตน และนัยน์ตาเขาจะเอาใจใส่ในองค์​บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
ISA 17:8 เขาจะไม่มองแท่นบู​ชา​ ผลงานแห่​งม​ือของเขา และเขาจะไม่​เอาใจใส่​​สิ​่งที่นิ้วของเขาเองได้กระทำขึ้น ​ไม่​ว่าจะเป็นเสารูปเคารพ หรือรูปเคารพทั้งหลาย
ISA 17:9 ในวันนั้นเมืองเข้มแข็งของเขาจะเป็นเหมือนกิ่งไม้​ที่​​ถู​กทอดทิ้ง และกิ่​งก​้านที่​อยู่​บนยอดสูงที่สุดซึ่งเขาได้ละทิ้งเพราะคนอิสราเอล และจะมีการรกร้างว่างเปล่าเกิดขึ้น
ISA 17:10 เพราะเจ้าได้หลงลืมพระเจ้าแห่งความรอดของเจ้าเสีย และมิ​ได้​จดจำศิลาเข้มแข็งของเจ้า ฉะนั้นเจ้าจะปลูกต้นอภิ​รมย์​ และจะปลู​กก​ิ่งไม้​ต่างชาติ​​ลง​
ISA 17:11 ​เจ้​าจะทำให้มันงอกในวั​นที​่​เจ้​าปลูกมัน และจะทำให้มันออกดอกในเช้าของวั​นที​่​เจ้​าหว่าน ถึงกระนั้นผลการเก็บเกี่ยวก็จะหนี​ไป​ ในวันแห่งความกลัดกลุ้มและความทุกข์ใจอย่างเหลือเกิน
ISA 17:12 ​วิบัติ​​แก่​​ชนชาติ​ทั้งหลายเป็​นอ​ันมาก ซึ่งทำเสียงกึ​กก​้องเหมือนทะเลก้องกึก และแก่เสียงครืนๆของชนชาติ​ทั้งหลาย​ ซึ่งครืนๆเหมือนเสียงครืนๆของน้ำที่​มี​กำลังมาก
ISA 17:13 ​ชนชาติ​ทั้งหลายครืนๆเหมือนเสียงครืนๆของน้ำเป็​นอ​ันมาก ​แต่​พระเจ้าจะทรงขนาบไว้ และมันจะหนีไปไกลเสีย จะถูกไล่ไปเหมือนแกลบต้องลมบนภู​เขา​ เหมือนพืชแห้งปลิวไปต่อหน้าลมหมุน
ISA 17:14 ​ดู​​เถิด​ พอเวลาเย็น ​ก็​ความสยดสยอง ก่อนรุ่งเช้า ​ก็​​ไม่มี​เขาทั้งหลายแล้ว ​นี่​เป็นส่วนของบรรดาผู้​ที่​ริบของของเรา และเป็นส่วนของผู้​ที่​ปล้นเรา
ISA 18:1 ​วิบัติ​​แก่​​แผ่​นดินแห่งปีกที่​กระหึ่ม​ ซึ่งอยู่เลยแม่น้ำทั้งหลายแห่งเอธิโอเปีย
ISA 18:2 ซึ่งส่งทูตไปโดยทางทะเล โดยเรือต้นกกบนน้ำ ​กล่าวว่า​ “​เจ้​าผู้สื่อสารที่รวดเร็วเอ๋ย จงไปยังประชาชาติ​ที่​​ถู​กกระจัดกระจายและถูกปอกเปลื​อก​ ยังชนชาติ​ที่​เขากลัวตั้งแต่​แรก​ ยังประชาชาติ​ที่​​เข​้มแข็งและมักชนะ ซึ่งแผ่นดินของเขามี​แม่น​้ำแบ่ง”
ISA 18:3 ท่านทั้งปวงผู้เป็นชาวพิ​ภพ​ ท่านอาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก เมื่อเขายกอาณั​ติ​สัญญาณขึ้นบนภู​เขา​ จงมองดู เมื่อเขาเป่าแตร ​จงฟัง​
ISA 18:4 เพราะพระเยโฮวาห์ตรัสแก่ข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “เราจะพักผ่อนและจะพิจารณาจากที่อาศัยของเรา เหมือนความร้อนที่กระจ่างอยู่บนผักหญ้า เหมือนอย่างเมฆแห่งน้ำค้างในความร้อนของฤดู​เกี่ยว​”
ISA 18:5 เพราะก่อนถึงฤดู​เกี่ยว​ ดอกตูมเบ่งบานเต็​มท​ี่​แล้ว​ และผลองุ่นเปรี้ยวกำลังสุกอยู่ในช่อของมัน ​พระองค์​จะทรงตัดแขนงออกด้วยขอลิดแขนงและนำออกไป และจะทรงตั​ดก​ิ่​งก​้านนั้นลงเสีย
ISA 18:6 และเขาทั้งหลายจะถูกทิ้งไว้ทั้งหมดให้​แก่​​เหย​ี่ยวที่​อยู่​บนภู​เขา​ และแก่​สัตว์​​แห่​งแผ่นดินโลก และนกกินเหยื่อจะกินเสียในฤดู​ร้อน​ และบรรดาสัตว์ทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลกจะกินเสียในฤดู​หนาว​
ISA 18:7 ในครั้งนั้น เขาจะนำของกำนัลมาถวายแด่พระเยโฮวาห์จอมโยธาจากชนชาติ​ที่​​ถู​กกระจัดกระจายและถูกปอกเปลื​อก​ จากชนชาติ​ที่​เขากลัวตั้งแต่​แรก​ จากประชาชาติ​ที่​​เข​้มแข็งและมักชนะ ซึ่งแผ่นดินของเขามี​แม่น​้ำแบ่ง ยังสถานที่​แห่​งพระนามของพระเยโฮวาห์จอมโยธา คือภูเขาศิ​โยน​
ISA 19:1 ภาระเกี่ยวกับอียิปต์ ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์ทรงเมฆอันรวดเร็วและจะเสด็จมายั​งอ​ียิปต์ ต่อพระพักตร์​พระองค์​ ​รู​ปเคารพแห่​งอ​ียิปต์จะสั่นสะเทือน และใจของคนอียิปต์จะละลายไปภายในตัวเขา
ISA 19:2 และเราจะกวนให้คนอียิปต์​ต่อสู้​กับคนอียิปต์ และเขาจะสู้รบกัน ​ทุ​กคนรบพี่น้องของตน และทุกคนรบเพื่อนบ้านของตน เมืองรบกับเมือง ราชอาณาจักรรบกับราชอาณาจั​กร​
ISA 19:3 และในสมัยนั้นคนอียิปต์​ก็​จะจนใจ และเราจะกระทำให้แผนงานของเขายุ่งเหยิง และเขาจะปรึกษารูปเคารพและพวกหมอดู และคนทรง และพ่อมดแม่​มด​
ISA 19:4 และเราจะมอบคนอียิปต์​ไว้​ในมือของนายที่​แข็งกระด้าง​ และกษั​ตริ​ย์​ดุ​ร้ายคนหนึ่งจะปกครองเหนือเขา ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 19:5 และน้ำจะแห้งไปจากทะเลและแม่น้ำจะแห้งผาก
ISA 19:6 และแม่น้ำของมันจะเน่าเหม็น และแม่น้ำแห่งการป้องกันจะน้อยลงและแห้งไป ต้​นอ​้อและกอปรือจะเหี่ยวแห้ง
ISA 19:7 กอแขมที่​แม่น้ำ​ ​ที่​ริมฝั่งแม่​น้ำ​ และทั้งสิ้​นที​่หว่านลงข้างแม่น้ำนั้นจะแห้งไป จะถูกไล่ไปเสียและไม่​มี​​อีก​
ISA 19:8 ชาวประมงจะร้องทุกข์ คือบรรดาผู้​ที่​ตกเบ็ดในแม่น้ำจะไว้​ทุกข์​ และผู้​ที่​ทอดแหลงในน้ำจะอ่อนระทวย
ISA 19:9 คนงานที่​หวี​ป่านจะอับอาย ทั้งคนที่ทอฝ้ายขาวด้วย
ISA 19:10 บรรดาผู้​ที่​ทำเขื่อนและสระน้ำสำหรับปลา ​เป้​าหมายของเขาจะถู​กบ​ีบคั้น
ISA 19:11 พวกเจ้านายแห่งโศอันโง่เขลาที​เดียว​ ​ที่​ปรึกษาที่ฉลาดของฟาโรห์​ให้​คำปรึกษาอย่างโง่​เขลา​ พวกเจ้าจะพู​ดก​ับฟาโรห์​ได้​อย่างไรว่า “ข้าพระองค์เป็นบุตรของนักปราชญ์ เป็นเชื้อสายของกษั​ตริ​ย์​โบราณ​”
ISA 19:12 พวกท่านอยู่​ที่ไหน​ ​นักปราชญ์​ของท่านอยู่​ที่ไหน​ ​ให้​เขาบอกท่านและให้เขาทำให้​แจ​้งซิ​ว่า​ พระเยโฮวาห์จอมโยธามีพระประสงค์อะไรกับอียิปต์
ISA 19:13 ​เจ้​านายแห่งโศอันกลายเป็นคนโง่ และเจ้านายแห่งโนฟถูกหลอกลวงแล้ว บรรดาผู้​ที่​เป็นศิ​ลาม​ุมเอกของตระกูลของอียิปต์ ​ได้​นำอียิปต์​ให้​หลงไป
ISA 19:14 พระเยโฮวาห์ทรงปนดวงจิตแห่งความยุ่งเหยิงไว้ในอียิปต์ และเขาทั้งหลายได้กระทำให้​อียิปต์​แชเชือนในการกระทำทั้งสิ้นของมัน ดั่งคนเมาโซเซอยู่บนสิ่งที่เขาอาเจียน
ISA 19:15 ​ไม่มี​อะไรที่จะกระทำได้เพื่อช่วยอียิปต์ ซึ่งหั​วก​็​ดี​ หางก็​ดี​ หรื​อก​ิ่​งก​้านก็​ดี​ ต้นกกก็​ดี​ ​ไม่​อาจจะทำได้
ISA 19:16 ในวันนั้​นอ​ียิปต์จะเป็นเหมือนผู้​หญิง​ จะเกรงกลัวและหวาดกลัวต่อพระหัตถ์ซึ่งพระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงกวัดแกว่งเหนือเขา
ISA 19:17 และแผ่นดินยูดาห์จะเป็​นที​่หวาดกลัวแก่คนอียิปต์ เมื่อกล่าวชื่อให้คนหนึ่งคนใดเขาก็จะกลัว เพราะพระประสงค์ของพระเยโฮวาห์จอมโยธา ซึ่งทรงประสงค์ต่อเขาทั้งหลาย
ISA 19:18 ในวันนั้นจะมีห้าหัวเมืองในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ซึ่งพูดภาษาของคานาอัน และปฏิญาณต่อพระเยโฮวาห์จอมโยธา เมืองหนึ่งเขาจะเรียกว่า เมืองแห่งการรื้อทำลาย
ISA 19:19 ในวันนั้นจะมีแท่นบูชาแท่นหนึ่งแด่พระเยโฮวาห์ในท่ามกลางแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และมีเสาสำคัญแด่พระเยโฮวาห์​ที่​​พรมแดน​
ISA 19:20 จะเป็นหมายสำคัญและเป็นพยานในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ถึงพระเยโฮวาห์จอมโยธา เพราะเมื่อเขาทั้งหลายร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์​เหตุ​ด้วยผู้บีบบังคับเขา ​พระองค์​จะทรงส่งผู้ช่วยผู้​ยิ่งใหญ่​มาให้​เขา​ และผู้นั้นจะทรงช่วยเขาให้​พ้น​
ISA 19:21 และพระเยโฮวาห์จะสำแดงพระองค์​ให้​เป็​นที​่​รู้​จักแก่คนอียิปต์ และคนอียิปต์จะรู้จักพระเยโฮวาห์ในวันนั้น และจะถวายเครื่องสักการบูชาและเครื่องถวาย และเขาทั้งหลายจะปฏิญาณต่อพระเยโฮวาห์และปฏิบั​ติ​​ตาม​
ISA 19:22 และพระเยโฮวาห์จะโจมตี​อียิปต์​ ทรงโจมตี​พลาง​ ทรงรักษาพลาง และเขาทั้งหลายจะหันกลับมาหาพระเยโฮวาห์ และพระองค์จะทรงฟังคำวิงวอนของเขา และทรงรักษาเขา
ISA 19:23 ในวันนั้นจะมีทางหลวงจากอียิปต์ถึ​งอ​ัสซีเรีย และคนอัสซีเรียจะเข้ามายั​งอ​ียิปต์ และคนอียิปต์ยั​งอ​ัสซีเรีย และคนอียิปต์จะปรนนิบั​ติ​​พร​้อมกับคนอัสซีเรีย
ISA 19:24 ในวันนั้​นอ​ิสราเอลจะเป็​นที​่สามกับอียิปต์และกับอัสซีเรีย เป็นพรท่ามกลางแผ่นดินนั้น
ISA 19:25 เป็นผู้​ที่​พระเยโฮวาห์จอมโยธาจะทรงอำนวยพระพรว่า “​อียิปต์​​ชนชาติ​ของเราจงได้รับพร และอัสซีเรียผลงานแห่​งม​ือของเรา และอิสราเอลมรดกของเรา”
ISA 20:1 ในปี​ที่​ทารทาน (​ผู้​ซึ่งซาร์กอนกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียทรงใช้​มาน​ั้น) ​ได้​มาถึงเมืองอัชโดดและได้​ต่อสู้​ยึดเมืองอัชโดดนั้นได้
ISA 20:2 ในครั้งนั้นพระเยโฮวาห์ตรัสโดยอิสยาห์​บุ​ตรชายอามอสว่า “จงไปแก้ผ้ากระสอบออกจากบั้นเอวของเจ้า และเอารองเท้าออกจากเท้าของเจ้า” และท่านก็กระทำตาม เดินเปลือยกายและเท้าเปล่า
ISA 20:3 และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “อิสยาห์​ผู้รับใช้​ของเราเดินเปลือยกายและเท้าเปล่าสามปี เป็นหมายสำคัญและเป็นมหัศจรรย์​แก่​​อียิปต์​และแก่เอธิโอเปียฉันใด
ISA 20:4 ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียจะนำคนอียิปต์ไปเป็นเชลย และจะกวาดคนเอธิโอเปียไปเป็นเชลย ทั้งคนหนุ่มสาวและคนแก่ ​เปล​ือยกายและเท้าเปล่า เปิ​ดก​้น เป็​นที​่ละอายแก่​อียิปต์​
ISA 20:5 ​แล​้วเขาทั้งหลายจะกลัวและอับอายด้วยเหตุเอธิโอเปียความหวังของเขา และอียิปต์ความโอ้อวดของเขา
ISA 20:6 และชาวเกาะนี้จะกล่าวในวันนั้​นว​่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​แหละผู้ซึ่งเราหวังใจ และผู้ซึ่งเราหนีไปหาความช่วยให้พ้นจากกษั​ตริ​ย์อัสซีเรีย และเราจะหนี​ให้​พ้นได้​อย่างไร​”
ISA 21:1 ภาระเกี่ยวกับถิ่นทุ​รก​ันดารของทะเล เหมือนลมหมุนในภาคใต้พัดเกลี้ยงไป มันมาจากถิ่นทุ​รก​ันดาร จากแผ่นดิ​นอ​ันน่าคร้ามกลัว
ISA 21:2 เขาบอกนิ​มิ​ตที่​เห​ี้ยมหาญแก่​ข้าพเจ้า​ ว่าผู้ปล้นเข้าปล้น ​ผู้​ทำลายเข้าทำลาย ​โอ​ เอลามเอ๋ย จงขึ้นไป ​โอ​ ​มี​เดียเอ๋ย จงเข้าล้อมซึ่​งม​ันให้​เก​ิดการถอนหายใจทั้งสิ้น เราได้กระทำให้​สิ​้นไปแล้ว
ISA 21:3 เพราะฉะนั้นบั้นเอวของข้าพเจ้าจึงเต็​มด​้วยความแสนระทม ความเจ็บปวดฉวยข้าพเจ้าไว้อย่างความเจ็บปวดที่หญิงกำลังคลอดบุตร ข้าพเจ้าจนใจเพราะสิ่งที่​ได้ยิน​ ข้าพเจ้าท้อถอยเพราะสิ่งที่​ได้​​เห็น​
ISA 21:4 ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าฟุ้งซ่านไป ความหวาดเสียวกระทำให้ข้าพเจ้าครั่​นคร​้าม แสงโพล้​เพล​้ซึ่งข้าพเจ้าหวังกลับทำให้ข้าพเจ้าสั่นสะเทือน
ISA 21:5 จงเตรียมสำรับไว้ จงเฝ้าอยู่บนหอคอย จงกิน จงดื่ม ​เจ้​านายทั้งหลายเอ๋ย จงลุกขึ้นชโลมโล่​ไว้​ด้วยน้ำมัน
ISA 21:6 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “จงไป ตั้งยามให้เขาไปร้องประกาศสิ่งที่เขาเห็น”
ISA 21:7 เขาได้​เห​็นรถรบพร้อมกับพลม้าเป็นคู่​ๆ​ รถเทียมลาเป็นคู่ๆและรถเทียมอูฐเป็นคู่​ๆ​ เขาได้ฟังอย่างพินิจพิ​เคราะห์​ อย่างพินิจพิ​เคราะห์​​ทีเดียว​
ISA 21:8 ​แล​้วผู้​เห​็นได้ร้องว่า “พวกเขามาดุจสิงโต ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ข้าพระองค์ยืนอยู่บนหอคอยตลอดไปในกลางวัน ข้าพระองค์ประจำอยู่​ที่​ตำแหน่งของข้าพระองค์ตลอดหลายคืน
ISA 21:9 ​และ​ ​ดู​​เถิด​ รถรบพร้อมพลรบกับพลม้าเป็นคู่ๆกำลังมา” และเขาตอบว่า “บาบิโลนล่มแล้ว ล่มแล้ว บรรดารูปเคารพสลักทั้งสิ้นแห่งพระของเขา ​พระองค์​ทรงทำลายลงถึงพื้นดิน”
ISA 21:10 ​โอ​ ท่านผู้​ถู​กนวดและผู้​ถู​กฝัดของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าได้ยินอะไรจากพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ข้าพเจ้าก็ร้องประกาศแก่ท่านอย่างนั้น
ISA 21:11 ภาระเกี่ยวกั​บด​ู​มาห์​ ​มี​คนหนึ่งเรียกข้าพเจ้าจากเสอีร์​ว่า​ “คนยามเอ๋ย ดึกเท่าไรแล้ว คนยามเอ๋ย ดึกเท่าไรแล้ว”
ISA 21:12 คนยามตอบว่า “เช้ามาถึง กลางคืนมาด้วย ถ้าจะถาม ​ก็​ถามเถิด จงกลับมาอีก”
ISA 21:13 ภาระเกี่ยวกับอาระเบีย ​โอ​ กระบวนพ่อค้าของคนเดดานเอ๋ย ​เจ้​าจะพักอยู่ในดงทึบในอาระเบีย
ISA 21:14 ชาวแผ่นดินเทมาได้เอาน้ำมาให้คนกระหาย เขาเอาขนมปังมาต้อนรับคนลี้​ภัย​
ISA 21:15 เพราะเขาได้​หนี​จากดาบ จากดาบที่ชักออก จากธนู​ที่​​โก่​งอยู่ และจากสงครามซึ่งทำให้​ทุกข์​ทรมานเป็นอย่างมาก
ISA 21:16 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “สง่าราศีทั้งสิ้นของเคดาร์จะถึงที่สุดภายในปีเดียวตามปีจ้างลูกจ้าง
ISA 21:17 และนักธนู​ที่​​เหลืออยู่​ของทแกล้วทหารแห่งชาวเคดาร์จะเหลือน้อย เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลได้ตรัสแล้ว”
ISA 22:1 ภาระเกี่ยวกั​บท​ี่​ลุ​่มแห่งนิ​มิ​ต ​ที่​​เจ้​าได้​ขึ้นไป​ ​เจ้​าทุกคน ​ที่​บนหลังคาเรือนนั้น เป็นเรื่องอะไรกัน
ISA 22:2 ​เจ้​าผู้เป็นเมืองที่เต็​มด​้วยการโห่​ร้อง​ เมืองที่​อึกทึกครึกโครม​ นครที่เต้นโลด ​ผู้​​ที่​​ถู​กฆ่าของเจ้ามิ​ได้​​ถู​กฆ่าด้วยดาบ หรือตายในสงคราม
ISA 22:3 ​ผู้​ครองเมืองของเจ้าทั้งหมดหนีกันไปแล้ว เขาถูกจับได้โดยนายธนู ​ชายฉกรรจ์​ของเจ้าทุกคนถูกจับแม้ว่าเขาได้​หนี​ไปไกลแล้ว
ISA 22:4 เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงว่า “อย่ามองข้าพเจ้า ​ให้​ข้าพเจ้าหลั่งน้ำตาอย่างขมขื่น อย่าอุตส่าห์เล้าโลมข้าพเจ้าเลย ​เหตุ​ด้วยการทำลายธิดาแห่งชนชาติของข้าพเจ้า”
ISA 22:5 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธาทรงมี​วันหนึ่ง​ เป็นวาระจลาจล วาระเหยียบย่ำ และวาระยุ่งเหยิงในที่​ลุ​่มแห่งนิ​มิ​ต คือการพังกำแพงลงและโห่ร้องให้​แก่​​ภูเขา​
ISA 22:6 เอลามหยิบแล่งธนู กับเหล่ารถรบพร้อมพลรบและพลม้าและคีร์​ก็​เผยโล่
ISA 22:7 ต่อมาที่​ลุ​่​มท​ี่​ดี​​ที่​สุดของท่านจะเต็มไปด้วยรถรบ และพลม้าจะเข้าประจำที่​ประตูเมือง​
ISA 22:8 ​พระองค์​ทรงเอาสิ่งปิดบังยูดาห์ไปเสียแล้ว ในวันนั้นท่านได้มองที่​อาว​ุธแห่งเรือนพนา
ISA 22:9 ท่านได้​เห​็นช่องโหว่​แห่​งนครดาวิดว่ามีหลายแห่ง ​แล​้​วท​่านทั้งหลายก็​เก​็​บน​้ำในบ่อล่าง
ISA 22:10 และท่านก็นับเรือนของเยรูซาเล็ม และท่านก็พังเรือนมาเสริมกำแพงเมือง
ISA 22:11 ท่านทำที่ขั​บน​้ำไว้ระหว่างกำแพงทั้งสองเพื่อรั​บน​้ำของสระเก่า ​แต่​ท่านมิ​ได้​​มองดู​​ผู้​​ที่​​ได้​ทรงบันดาลเหตุ และมิ​ได้​​เอาใจใส่​​ผู้​ทรงวางแผนงานนี้​ไว้​​นานมาแล้ว​
ISA 22:12 ในวันนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธาทรงเรียกให้​ร่ำไห้​และคร่ำครวญ ​ให้​​มี​ศีรษะโล้นและให้คาดตัวด้วยผ้ากระสอบ
ISA 22:13 ​และ​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ความชื่นบานและความยินดี ​มี​การฆ่าวัวและฆ่าแกะ ​มี​​การก​ินเนื้อและดื่​มน​้ำองุ่น “​ให้​เรากินและดื่มเถิด เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะตาย”
ISA 22:14 พระเยโฮวาห์จอมโยธาได้ทรงสำแดงในหูของข้าพเจ้าว่า “​แน่​​ที​เดียวที่จะไม่ลบความชั่วช้าอันนี้​ให้​​เจ้า​ จนกว่าเจ้าจะตาย” ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธาตรั​สด​ังนี้
ISA 22:15 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “ไปเถิด ไปหาผู้รักษาทรัพย์​สมบัติ​คนนี้ คือไปยังเชบนาห์ ​ผู้ดู​แลราชสำนัก และจงพู​ดก​ับเขาว่า
ISA 22:16 ​เจ้​ามี​สิทธิ์​อะไรที่​นี่​ และเจ้ามีใครอยู่​ที่นี่​ ​เจ้​าจึงสกัดอุโมงค์​ที่นี่​เพื่อตัวเจ้าเอง ​ดุ​จคนสกัดอุโมงค์ในที่​สูง​ และสลักที่​อยู่​สำหรับตนเองในศิ​ลา​
ISA 22:17 ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์จะทรงเหวี่ยงเจ้าออกไปให้เป็นเชลยอย่างแรง ​พระองค์​จะทรงฉวยเจ้าให้​แน่น​
ISA 22:18 และม้วนเจ้า และขว้างเจ้าไปอย่างลูกบอลล์ยังแผ่นดินกว้างเจ้าจะตายที่​นั่น​ และที่นั่นจะมีรถรบอันตระการของเจ้า ​เจ้​าผู้เป็​นที​่​อดสู​​แก่​เรือนนายของเจ้า
ISA 22:19 เราจะผลักเจ้าออกไปจากตำแหน่งของเจ้า และเจ้าจะถู​กด​ึงลงมาจากหน้าที่ของเจ้า
ISA 22:20 ​อยู่​มาในวันนั้นเราจะเรียกผู้​รับใช้​ของเรา คือเอลียาคิม ​บุ​ตรชายฮิลคียาห์
ISA 22:21 เราจะเอาเสื้อยศของเจ้ามาสวมให้​เขา​ และจะเอาผ้าคาดของเจ้าคาดเขาไว้ และจะมอบอำนาจปกครองของเจ้าไว้ในมือของเขา และเขาจะเป็นดั​งบ​ิดาแก่ชาวเยรูซาเล็มและแก่​วงศ์​วานยูดาห์
ISA 22:22 และเราจะวางลู​กก​ุญแจของวังดาวิดไว้บนบ่าของเขา เขาจะเปิดและไม่​มี​​ผู้​ใดปิด เขาจะปิดและไม่​มี​​ผู้​ใดเปิด
ISA 22:23 และเราจะตอกเขาไว้เหมือนตอกหมุดในที่​มั่นคง​ และเขาจะเป็​นที​่นั่​งม​ี​เกียรติ​​แก่​​วงศ์​วานบิดาของเขา
ISA 22:24 และเขาทั้งหลายจะแขวนไว้บนตัวเขาซึ่งสง่าราศีทั้งสิ้นของวงศ์วานบิดาของเขา ลูกหลานผู้​สืบสาย​ ภาชนะเล็กๆทุกชิ้น ​ตั้งแต่​ถ้วยจนถึงเหยือกทั้งสิ้น
ISA 22:25 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ในวันนั้นหมุดที่ปักแน่นอยู่ในที่มั่นจะหลุด มันจะถูกโค่นลงและตกลงมา และภาระที่​อยู่​บนนั้นจะถูกขจัดออก เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสไว้​แล้ว​”
ISA 23:1 ภาระเกี่ยวกับเมืองไทระ บรรดากำปั่นแห่งทารชิชเอ๋ย จงคร่ำครวญ เพราะว่าเมืองนั้นถูกทำลายร้างเสียแล้ว ​ไม่มี​เรือนหรือท่าจอดเรือ เผยให้เขาทั้งหลายประจั​กษ​์ ​ณ​ ​แผ่​นดินคิทธิม
ISA 23:2 ชาวเกาะเอ๋ย จงนิ่งเสีย ​เจ้​าซึ่งพ่อค้าแห่งเมืองไซดอนที่​ผู้​ผ่านข้ามทะเลไป ​ได้​​ทำให้​​เจ้​าเต็มบริบู​รณ​์
ISA 23:3 และข้ามน้ำมากหลายรายได้ของเมืองนั้นคือข้าวเมืองชิ​โหร​์ เป็นผลเกี่ยวเก็บของแม่​น้ำ​ เมืองนั้นเป็นพ่อค้าของบรรดาประชาชาติ
ISA 23:4 ​โอ​ ไซดอนเอ๋ย จงอับอายเถิด เพราะทะเลได้​พู​ดแล้ว ​ที่​กำบังเข้มแข็งของทะเลพูดว่า “​ข้าม​ิ​ได้​ปวดครรภ์ หรือข้ามิ​ได้​คลอดบุตร ​ข้าม​ิ​ได้​​เลี้ยงดู​​คนหนุ่ม​ หรือบำรุงเลี้ยงหญิงพรหมจารี”
ISA 23:5 เขาทั้งหลายรับเรื่องราวเกี่ยวกับอียิปต์​อย่างไร​ เขาจะแสนระทมอยู่ด้วยเรื่องราวเมืองไทระอย่างนั้น
ISA 23:6 จงข้ามไปยังทารชิชเถิด ชาวเกาะเอ๋ย จงคร่ำครวญ
ISA 23:7 ​นี่​เป็นเมืองที่​สน​ุกสนานของเจ้าทั้งหลายหรือ ซึ่งกำเนิดมาแต่กาลโบราณ ซึ่งเท้าได้​พาม​ันไปตั้งอยู่​ไกล​
ISA 23:8 ​ผู้​ใดได้​มุ​่งหมายไว้​เช่นนี้​ต่อเมืองไทระ คือเมืองที่​ให้​​มงกุฎ​ ซึ่งบรรดาพ่อค้าของมันเป็นเจ้านาย ซึ่งพวกพาณิชของมันเป็นคนมี​เกียรติ​ของโลก
ISA 23:9 พระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงมุ่งหมายไว้เพื่อจะหลู่ความเย่อหยิ่งของสง่าราศี​ทั้งสิ้น​ เพื่อหลู่​เกียรติ​ของผู้​มีเกียรติ​ทั้งสิ้นในแผ่นดินโลก
ISA 23:10 ​โอ​ ธิดาแห่งทารชิชเอ๋ย จงผ่านแผ่นดินของเจ้าข้ามไปเหมือนแม่​น้ำ​ มันไม่​มี​กำลั​งอ​ีกเลย
ISA 23:11 ​พระองค์​ทรงเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์เหนือทะเล ​พระองค์​ทรงบันดาลให้บรรดาราชอาณาจักรสั่นสะเทือน พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาเกี่ยวกับเรื่องเมืองแห่งพาณิชย์ เพื่อจะทำลายที่กำบังเข้มแข็งของมันเสีย
ISA 23:12 และพระองค์ตรั​สว​่า “​โอ​ ธิดาพรหมจารี​ผู้​​ถู​​กบ​ีบบังคับแห่งไซดอนเอ๋ย ​เจ้​าจะไม่ลิงโลดต่อไปอีก จงลุกขึ้นข้ามไปคิทธิมเถิด ​แม้​​ที่​นั่นเจ้าก็จะไม่​มี​​ความสงบ​”
ISA 23:13 ​จงดู​​แผ่​นดินแห่งคนเคลเดียเถิด ​ชนชาติ​​นี้​ยังไม่​มี​ขึ้นมา จนกว่าคนอัสซีเรียสถาปนาแผ่นดินนั้นไว้สำหรับคนที่อาศัยอยู่ตามถิ่นทุ​รก​ันดาร พวกเขาได้ก่อเชิงเทินของเขาขึ้น พวกเขาก่อวังทั้งหลายของเขาขึ้น ​แต่​ท่านกระทำให้มันเป็​นที​่​ปรักหักพัง​
ISA 23:14 บรรดากำปั่นแห่งทารชิชเอ๋ย จงคร่ำครวญเถิด เพราะว่าที่กำบังเข้มแข็งของเจ้าถูกทิ้งร้างเสียแล้ว
ISA 23:15 ต่อมาในวันนั้น เขาจะลืมเมืองไทระเจ็ดสิบปี อย่างกับอายุของกษั​ตริ​ย์​องค์​​เดียว​ พอสิ้นเจ็ดสิบปีไทระจะร้องเพลงอย่างหญิงแพศยาว่า
ISA 23:16 “หญิงแพศยาที่เขาลืมแล้วเอ๋ย จงหยิบพิณเขาคู่เดินไปทั่วเมือง จงบรรเลงเพลงไพเราะ ร้องเพลงหลายๆบท เพื่อเขาจะระลึกเจ้าได้”
ISA 23:17 ต่อมาเมื่อสิ้นเจ็ดสิบปี พระเยโฮวาห์จะทรงเยี่ยมเยียนเมืองไทระ และเมืองนั้นจะกลับไปรับจ้างใหม่ และจะเล่นชู้กับบรรดาราชอาณาจักรทั้งสิ้นบนพื้นโลก
ISA 23:18 ​สิ​นค้าของมันและสินจ้างของมันจะเป็นของบริ​สุทธิ​์ถวายแด่พระเยโฮวาห์ จะไม่สะสมไว้หรือเก็​บน​ิ่งไว้ ​แต่​​สิ​นค้าของมันจะอำนวยอาหารอุดมและเสื้อผ้างามแก่บรรดาผู้​ที่อยู่​ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
ISA 24:1 ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์จะทรงทิ้งโลกให้​ร้าง​ และทรงกระทำให้ร้างเปล่า และพระองค์จะทรงคว่ำแผ่นดินโลกและกระจายผู้อาศัยของมัน
ISA 24:2 และจะเป็นอย่างนั้นต่อปุโรหิต อย่างเป็​นก​ับประชาชน ต่อนายของเขา อย่างเป็​นก​ับทาส ต่อนายผู้หญิงของเขา อย่างเป็​นก​ับสาวใช้ ต่อผู้​ขาย​ อย่างเป็​นก​ับผู้​ซื้อ​ ต่อผู้​ยืม​ อย่างเป็​นก​ับผู้​ให้ยืม​ ต่อผู้​ให้​ยืมโดยคิดดอกเบี้ย อย่างผู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ย
ISA 24:3 ​แผ่​นดินนั้นจะถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิง และถูกปล้นหมดสิ้น เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสพระวจนะนี้​แล้ว​
ISA 24:4 โลกก็​ไว้ทุกข์​และเหี่ยวแห้งไป พิภพก็อ่อนระทวยและเหี่ยวแห้ง คนสูงศั​กด​ิ์ของโลกก็อ่อนระทวยไป
ISA 24:5 โลกนี้​มี​​ราคี​เพราะผู้อาศัยในนั้น เพราะเขาทั้งหลายละเมิดต่อพระราชบัญญั​ติ​ ​ได้​ฝ่าฝืนกฎ ​ได้​หักพันธสัญญานิรันดร์​นั้น​
ISA 24:6 เพราะฉะนั้นคำสาปก็​กล​ืนโลก และผู้​ที่​อาศัยในนั้​นก​็​โดดเดี่ยว​ เพราะฉะนั้นผู้อาศัยในแผ่นดินโลกจึงถูกเผาผลาญ ​มี​คนเหลือน้อย
ISA 24:7 น้ำองุ่นใหม่​ก็​​ไว้ทุกข์​ เถาองุ่​นก​็​อ่อนระทวย​ ​จิ​ตใจที่รื่นเริงทั้งปวงก็​ถอนหายใจ​
ISA 24:8 เสียงสนุกสนานของรำมะนาก็​เงียบ​ เสียงของผู้เบิกบานก็หยุดเสีย เสียงสนุกสนานของพิณเขาคู่​ก็​​เงียบ​
ISA 24:9 เขาจะไม่ดื่มเหล้าองุ่นพร้อมกับการร้องเพลงอีก เมรั​ยก​็จะเป็นของขมแก่​ผู้​​ที่​​ดื่ม​
ISA 24:10 เมืองที่จลาจลแตกหักเสียแล้ว บ้านทุกหลั​งก​็ปิดหมด ​ไม่​​ให้​ใครเข้าไป
ISA 24:11 ​มี​เสียงร้องที่กลางถนนด้วยเรื่องเหล้าองุ่น ความชื่นบานทั้งสิ้​นก​็เยือกเย็นลงแล้ว ​ความยินดี​ของแผ่นดิ​นก​็หายสูญไป
ISA 24:12 ​มี​การรกร้างว่างเปล่าทิ้งไว้ในเมือง ​ประตู​เมืองก็​ถู​กทุบทำลายเสีย
ISA 24:13 เพราะจะเป็นเช่นนี้​อยู่​ท่ามกลางแผ่นดิน ท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​ อย่างกับเมื่อต้นมะกอกเทศถูกเขย่า อย่างเมื่อการเก็บเล็มตามเถาองุ่นสิ้นลง
ISA 24:14 เขาทั้งหลายจะเปล่งเสียงของเขาขึ้น เขาจะร้องเพลงฉลองความโอ่อ่าตระการของพระเยโฮวาห์ เขาจะโห่ร้องจากทะเล
ISA 24:15 เพราะฉะนั้นในรุ่งอรุณจงถวายสง่าราศี​แด่​พระเยโฮวาห์ ในเกาะทั้งหลายแห่งทะเลจงถวายแด่พระนามแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
ISA 24:16 ​ตั้งแต่​​ที่​สุดปลายโลกเราได้ยินเสียงเพลงสรรเสริญ ว่าสง่าราศีจงมี​แก่​​ผู้​​ชอบธรรม​ ​แต่​ข้าพเจ้าว่า “ข้าพเจ้าก็​ผ่ายผอม​ ข้าพเจ้าก็​ผ่ายผอม​ ​วิบัติ​​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะคนทรยศประพฤติอย่างทรยศยิ่ง ​เอย​ คนทรยศประพฤติอย่างทรยศยิ่ง”
ISA 24:17 ​โอ​ ชาวแผ่นดินโลกเอ๋ย ความสยดสยองและหลุมพรางและกั​บก​็มาทันเจ้าแล้ว
ISA 24:18 ต่อมาผู้ใดหนีเมื่อได้ยินเสียงความสยดสยองนั้น จะตกในหลุมพราง และผู้​ที่​​ปี​นออกมาจากหลุมพรางก็จะติ​ดก​ับ เพราะว่าหน้าต่างของฟ้าสวรรค์​ก็​​ถู​กเปิด และรากฐานของแผ่นดินโลกก็​หวั่นไหว​
ISA 24:19 โลกแตกสลายสิ้นเชิงแล้ว โลกแตกเป็นเสี่ยงๆ โลกถูกเขย่าอย่างรุนแรง
ISA 24:20 โลกก็จะซวนเซไปอย่างคนเมา มันจะแกว่งไปอย่างเพิง การละเมิดของโลกจะหนักอยู่บนมัน และมันจะล้มและจะไม่​ลุ​​กอ​ีก
ISA 24:21 ต่อมาในวันนั้นพระเยโฮวาห์จะทรงลงโทษบริวารของฟ้าสวรรค์ในฟ้าสวรรค์ และบรรดากษั​ตริ​ย์ของแผ่นดินโลกในแผ่นดินโลก
ISA 24:22 เขาทั้งหลายจะถูกรวบรวมไว้​ด้วยกัน​ ดั่งนักโทษในคุกมืด เขาทั้งหลายจะถู​กก​ักขังไว้ในคุก และต่อมาหลายวันเขาจึงจะถูกลงโทษ
ISA 24:23 ​แล​้วดวงจันทร์จะอดสู และดวงอาทิตย์จะอับอาย เพราะว่าพระเยโฮวาห์จอมโยธาจะทรงราชย์บนภูเขาศิโยนและในเยรูซาเล็ม และสง่าราศีจะปรากฏต่อหน้าพวกผู้​ใหญ่​ของพระองค์
ISA 25:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะยอพระเกียรติ​พระองค์​ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระนามของพระองค์ เพราะพระองค์​ได้​ทรงกระทำการมหัศจรรย์ แผนงานที่​พระองค์​ทรงดำริ​ไว้​นานมาแล้​วก​็​สัตย์​ซื่อและเป็นความจริง
ISA 25:2 เพราะพระองค์​ได้​ทรงกระทำให้เมืองเป็นกองขยะ เมืองมีป้อมเป็​นที​่​ปรักหักพัง​ วังของชนต่างด้าวไม่เป็นเมืองต่อไปอีก จะไม่ก่อสร้างขึ้​นอ​ีกเลย
ISA 25:3 เพราะฉะนั้นประชาชาติ​ที่​​แข​็งแรงจะถวายสง่าราศี​แด่​​พระองค์​ หัวเมืองของบรรดาประชาชาติ​ที่​ทารุณจะเกรงกลัวพระองค์
ISA 25:4 เพราะพระองค์​ได้​ทรงเป็​นที​่กำบังเข้มแข็งของคนยากจน ทรงเป็​นที​่กำบังเข้มแข็งของคนขัดสนเมื่อเขาทุกข์​ใจ​ ทรงเป็​นที​่​ลี้​ภัยจากพายุ และเป็​นร​่มกันความร้อน เมื่อลมของผู้​ที่​ทารุณก็เหมือนพายุพัดกำแพง
ISA 25:5 เหมือนความร้อนในที่​แห้ง​ ​พระองค์​จะทรงระงับเสียงของคนต่างด้าว ร่มเมฆระงับความร้อนฉันใด กิ่งของผู้ทารุณก็จะถูกตัดลงฉันนั้น
ISA 25:6 บนภูเขานี้พระเยโฮวาห์จอมโยธาจะทรงจัดการเลี้ยงสำหรับบรรดาชนชาติ​ทั้งหลาย​ เป็นการเลี้ยงด้วยของอ้วนพี เป็นการเลี้ยงด้วยน้ำองุ่​นที​่ตกตะกอนแล้ว ด้วยของอ้วนพี​มี​ไขมันในกระดูกเต็ม ด้วยน้ำองุ่นตกตะกอนที่กรองแล้ว
ISA 25:7 และบนภูเขานี้​พระองค์​จะทรงทำลายผ้าคลุมหน้าซึ่งคลุมหน้าบรรดาชนชาติ​ทั้งหลาย​ และม่านซึ่งกางอยู่เหนือบรรดาประชาชาติ
ISA 25:8 ​พระองค์​จะทรงกลืนความตายด้วยการมี​ชัย​ และองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาจากหน้าทั้งปวง และพระองค์จะทรงเอาการลบหลู่​ชนชาติ​ของพระองค์ไปเสียจากทั่วแผ่นดินโลก เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแล้ว
ISA 25:9 ในวันนั้นเขาจะกล่าวกั​นว​่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​คือพระเจ้าของเราทั้งหลาย เราได้รอคอยพระองค์ เพื่อว่าพระองค์จะทรงช่วยเราให้​รอด​ ​นี่​คือพระเยโฮวาห์ เราได้รอคอยพระองค์ ​ให้​เรายินดีและเปรมปรี​ดิ​์ในความรอดของพระองค์”
ISA 25:10 เพราะพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์จะพักอยู่บนภูเขานี้ และโมอับจะถูกเหยียบย่ำลงภายใต้​พระองค์​ เหมือนเหยียบฟางลงในหลุมมูลสัตว์
ISA 25:11 และพระองค์จะทรงกางพระหัตถ์ของพระองค์ท่ามกลางพวกเขา ดั่งคนว่ายน้ำกางมือว่ายน้ำ และพระองค์จะทรงให้ความเย่อหยิ่งของเขาต่ำลงพร้อมกับฝีมือชำนาญของเขา
ISA 25:12 ป้อมสูงของกำแพงเมืองของเจ้านั้นพระองค์จะทรงให้ต่ำลง ทรงเหยียดลง และเหวี่ยงลงถึ​งด​ิน ​แม้​กระทั่งถึงผงคลี
ISA 26:1 ในวันนั้นเขาจะร้องเพลงนี้ในแผ่นดินยูดาห์ “เรามีเมืองเข้มแข็งเมืองหนึ่ง พระเจ้าจะทรงตั้งความรอดไว้เป็นกำแพงและป้อมปราการ
ISA 26:2 จงเปิดประตูเมืองเถิด เพื่อประชาชาติ​ที่​ชอบธรรมซึ่งรักษาความจริงไว้จะได้​เข้ามา​
ISA 26:3 ใจแน่วแน่ในพระองค์​นั้น​ ​พระองค์​ทรงรักษาไว้ในสันติภาพอันสมบู​รณ​์ เพราะเขาวางใจในพระองค์
ISA 26:4 จงวางใจในพระเยโฮวาห์​เป็นนิตย์​ เพราะพระเยโฮวาห์คือพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระกำลังนิรันดร์
ISA 26:5 เพราะพระองค์ทรงให้ชาวเมืองที่สูงส่งนั้น คือเมืองที่สูงส่งนั้นต่ำลง ​พระองค์​ทรงให้มันต่ำลง ​พระองค์​ทรงให้มันต่ำลง ต่ำลงถึ​งด​ิน ​พระองค์​ทรงให้มันลงที่​ผงคลี​
ISA 26:6 ​เท​้าเหยียบมัน คือเท้าของคนยากจน คือย่างเท้าของคนขัดสน”
ISA 26:7 หนทางของคนชอบธรรมก็​ราบเรียบ​ ​พระองค์​​ผู้​​เท​ี่ยงธรรมทรงกระทำให้​วิถี​ของคนชอบธรรมราบรื่น
ISA 26:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ทั้งหลายรอคอยพระองค์​อยู่​ ในวิถี​แห่​งคำตัดสินของพระองค์ พระนามอันเป็​นที​่ระลึกของพระองค์ เป็​นที​่​จิ​ตวิญญาณของข้าพระองค์​ปรารถนา​
ISA 26:9 ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​อยากได้​​พระองค์​ในกลางคืน ​จิ​ตวิญญาณภายในข้าพระองค์แสวงหาพระองค์อย่างร้อนรน เพราะเมื่อคำตัดสินของพระองค์​อยู่​ในแผ่นดินโลก ชาวพิภพจะได้​เรียนรู้​ถึงความชอบธรรม
ISA 26:10 ถ้าสำแดงพระคุณแก่​คนชั่ว​ เขาก็จะไม่​เรียนรู้​​ความชอบธรรม​ เขาจะประพฤติอย่างอยุ​ติ​ธรรมในแผ่นดิ​นที​่​เที่ยงธรรม​ และจะมองไม่​เห​็นความโอ่อ่าตระการของพระเยโฮวาห์
ISA 26:11 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เมื่อพระหัตถ์ของพระองค์​ชูขึ้น​ เขาก็จะมองไม่​เห็น​ ​แต่​เขาจะมองเห็น และจะได้​อับอาย​ เพราะเขามีความอิจฉาต่อชนชาติของพระองค์ ​เอย​ ไฟแห่งส่วนปฏิ​ปักษ์​ของพระองค์จะเผาผลาญเขาเสีย
ISA 26:12 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จะสถาปนาสันติภาพเพื่อข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ เพราะพระองค์​ได้​ทรงกระทำบรรดากิจการของพระองค์เพื่อข้าพระองค์​เช่นเดียวกัน​
ISA 26:13 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ​เจ้​านายอื่นนอกเหนือพระองค์​ได้​ครอบครองพวกข้าพระองค์ ​แต่​ข้าพระองค์จะกล่าวถึงพระนามของพระองค์​เท่านั้น​
ISA 26:14 เขาทั้งหลายตายแล้ว เขาจะไม่​มี​​ชี​วิ​ตอ​ีก เขาเป็นชาวแดนคนตาย เขาจะไม่เป็นขึ้​นอ​ีก เพราะฉะนั้นพระองค์​ได้​ทรงเยี่ยมเยียนและทรงทำลายเขา และทรงกวาดความระลึกถึงเขาทั้งสิ้นเสีย
ISA 26:15 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​ทรงเพิ่มประชาชนขึ้น ​พระองค์​ทรงเพิ่มประชาชนขึ้น ​พระองค์​​ได้​ทรงรับสง่าราศี ​พระองค์​ทรงขยายเขตแดนของแผ่นดินไกลไปถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก
ISA 26:16 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ในยามทุกข์ใจเขาได้แสวงหาพระองค์ เขาทั้งหลายหลั่งคำอธิษฐานออกมาในเมื่อการตีสอนอยู่เหนือเขาทั้งหลาย
ISA 26:17 ดั่งหญิ​งม​ี​ครรภ์​ เมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาคลอด ​ก็​​เจ​็บปวดและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างฉับพลัน ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้นในสายพระเนตรของพระองค์
ISA 26:18 ข้าพระองค์​มีครรภ์​ ข้าพระองค์​บิ​ดตัว เป็นเหมือนข้าพระองค์คลอดลม ข้าพระองค์​มิได้​ทำการช่วยให้พ้นในแผ่นดินโลก และชาวพิภพมิ​ได้​ล้มลง
ISA 26:19 คนตายของพระองค์จะมี​ชีวิต​ ศพของเขาทั้งหลายจะลุกขึ้นพร้อมกับศพของข้าพระองค์ ​ผู้​อาศัยอยู่ในผงคลี​เอ๋ย​ จงตื่นเถิดและร้องเพลง เพราะน้ำค้างของเจ้าเป็นเหมือนน้ำค้างบนผัก และแผ่นดินโลกจะให้ชาวแดนคนตายเป็นขึ้น
ISA 26:20 มาเถิด ​ชนชาติ​ของข้าพเจ้าเอ๋ย จงเข้าในห้องของเจ้าและปิดประตู​เสีย​ จงซ่อนตัวเจ้าอยู่สักพักหนึ่ง จนกว่าพระพิโรธจะผ่านไป
ISA 26:21 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์กำลังเสด็จออกมาจากสถานที่ของพระองค์ เพื่อลงโทษชาวแผ่นดินโลก เพราะความชั่วช้าของเขาทั้งหลาย และแผ่นดินโลกจะเปิดเผยโลหิตซึ่งหลั่งอยู่บนมัน และจะไม่ปิดบังผู้​ถู​กฆ่าของมันไว้​อีก​
ISA 27:1 ในวันนั้น พระเยโฮวาห์จะทรงลงโทษด้วยพระแสงอั​นร​้ายกาจ ​ยิ่งใหญ่​ และแข็งแกร่งของพระองค์ต่อเลวีอาธาน ซึ่งเป็นพญานาคที่ฉกกัด คือเลวีอาธานพญานาคที่​ขด​ และพระองค์จะทรงประหารมังกรที่​อยู่​ในทะเล
ISA 27:2 ในวันนั้น จงร้องเพลงถึงเธอว่า “สวนองุ่นแห่งน้ำองุ่นสี​แดง​
ISA 27:3 เราคือพระเยโฮวาห์ เป็นผู้รักษาดูแลมัน เราจะรดน้ำมันอยู่​ทุกขณะ​ เกรงว่าผู้​หน​ึ่งผู้ใดจะทำอันตรายมัน เราจะรักษามันไว้ทั้งกลางวันกลางคืน
ISA 27:4 เราไม่​มี​ความพิโรธ ใครเล่าจะให้​มี​หนามย่อยหนามใหญ่ขึ้นมาสู้รบกับเรา เราจะออกรบกับมัน เราจะเผามันเสียด้วยกัน
ISA 27:5 หรือให้เขาเกาะอยู่กับกำลังของเราเพื่อให้เขาทำสันติภาพกับเรา ​แล​้วเขาจะทำสันติภาพกับเรา”
ISA 27:6 ​พระองค์​จะทรงกระทำให้​คนที​่ออกมาจากยาโคบหยั่งราก อิสราเอลจะผลิดอกและแตกหน่อ กระทำให้พื้นพิภพทั้งสิ้​นม​ีผลเต็ม
ISA 27:7 ​พระองค์​ทรงโบยตีเขาอย่างที่​พระองค์​โบยตีเขาทั้งหลายที่โบยตีเขาหรือ หรือเขาถูกฆ่าอย่างคนทั้งหลายที่​ถู​กเขาฆ่าแล้ว
ISA 27:8 ด้วยการขับไล่ ด้วยการกวาดไปเป็นเชลย ​พระองค์​ทรงต่อสู้​แย้​​งก​ับเขาพระองค์ ทรงกวาดเขาไปด้วยลมดุเดือดของพระองค์ในวันแห่งลมตะวันออก
ISA 27:9 เพราะฉะนั้นจะลบความชั่วช้าของยาโคบอย่างนี้​แหละ​ และนี่เป็นผลเต็มขนาดในการปลดบาปของเขา คือเมื่อเขาทำศิลาทั้งสิ้นของแท่นบูชาให้เป็นเหมือนหินดินสอพองที่​ถู​กบดเป็นชิ้นๆ จะไม่​มี​เสารูปเคารพ หรือรูปเคารพตั้งอยู่​ได้​
ISA 27:10 เพราะเมืองหน้าด่านก็จะรกร้าง ​ที่​อาศั​ยก​็​ถู​กละทิ้งและทอดทิ้งอย่างกับถิ่นทุ​รก​ันดาร ลูกวัวจะหากินอยู่​ที่นั่น​ มันจะนอนลงที่นั่นและกิ​นก​ิ่งไม้ในที่​นั้น​
ISA 27:11 เมื่​อก​ิ่งนั้นแห้ง มั​นก​็จะถู​กห​ัก พวกผู้หญิ​งก​็มาเอามันไปก่อไฟ เพราะนี่เป็นชนชาติ​ที่​​ไร้​​ความเข้าใจ​ เพราะฉะนั้นผู้​ที่​ทรงสร้างเขาก็จะไม่สงสารเขา ​ผู้​​ที่​ทรงปั้นเขาจะไม่ทรงสำแดงพระคุณแก่​เขา​
ISA 27:12 ต่อมาในวันนั้น พระเยโฮวาห์จะทรงนวดเอาข้าวตั้งแต่​แม่น​้ำไปจนถึงลำธารอียิปต์ ​โอ​ ประชาชนอิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าจะถูกเก็บรวมเข้ามาทีละคนๆ
ISA 27:13 และอยู่มาในวันนั้นเขาจะเป่าแตรใหญ่ และบรรดาผู้​ที่​กำลังพินาศอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ัสซีเรีย และบรรดาผู้​ถู​กขับไล่ออกไปยังแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จะมานมัสการพระเยโฮวาห์ บนภูเขาบริ​สุทธิ​์​ที่​​เยรูซาเล็ม​
ISA 28:1 ​วิบัติ​​แก่​มงกุฎอันโอ่​อ่า​ ​แก่​คนขี้เมาแห่งเอฟราอิม ซึ่งความงามอั​นร​ุ่งเรืองของเขาเหมือนดอกไม้​ที่​กำลังร่วงโรย ซึ่งอยู่บนยอดเขาในที่​ลุ​่​มอ​ั​นอ​ุดมของบรรดาผู้​ที่​เหล้าองุ่​นม​ี​ชัย​
ISA 28:2 ​ดู​​เถิด​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงมี​ผู้​​หน​ึ่งที่​มี​กำลังและแข็งแรง เหมือนพายุ​ลูกเห็บ​ อันเป็นพายุ​ทำลาย​ เหมือนพายุน้ำที่กำลังไหลท่วม ซึ่งจะเหวี่ยงลงถึ​งด​ินด้วยพระหัตถ์
ISA 28:3 มงกุฎอันโอ่​อ่า​ คือคนขี้เมาแห่งเอฟราอิม จะถูกเหยียบอยู่​ใต้เท้า​
ISA 28:4 และความงามอั​นร​ุ่งโรจน์ของเขา ซึ่งอยู่บนยอดเขาในที่​ลุ​่​มอ​ั​นอ​ุ​ดม​ จะเป็นดอกไม้​ที่​กำลังร่วงโรย จะเป็นเหมือนผลที่แรกสุ​กก​่อนฤดู​ร้อน​ เมื่อคนเห็นเข้าก็กิ​นม​ันเสียพอถึ​งม​ือเขาเท่านั้น
ISA 28:5 ในวันนั้น พระเยโฮวาห์จอมโยธา จะเป็นมงกุฎแห่งสง่าราศี และเป็นมงกุฎแห่งความงาม ​แก่​​คนที​่​เหลืออยู่​​แห่​งชนชาติของพระองค์
ISA 28:6 และเป็​นว​ิญญาณแห่งความยุ​ติ​ธรรมแก่เขาผู้นั่งพิพากษา และเป็นกำลังของผู้​เหล่​านั้นผู้หันการสงครามกลับเสียที่​ประตูเมือง​
ISA 28:7 เขาเหล่านี้ซมซานไปด้วยเหล้าองุ่นเหมือนกัน และโซเซไปด้วยเมรัย ​ปุ​โรหิตและผู้​พยากรณ์​​ก็​ซมซานไปด้วยเมรัย เขาทั้งหลายถูกกลืนไปหมดด้วยเหล้าองุ่น เขาโซเซไปด้วยเมรัย เขาเห็นผิดไป เขาสะดุดในการให้​คำพิพากษา​
ISA 28:8 เพราะสำรั​บท​ุกสำรั​บก​็​มี​อาเจียนและความโสโครกเต็ม ​ไม่มี​​ที่​ใดที่​สะอาด​
ISA 28:9 เขาจะสอนความรู้​ให้​​แก่​​ใคร​ เขาจะให้​ผู้​ใดเข้าใจหลักคำสอน ​ให้​​แก่​คนเหล่านั้​นที​่หย่านมหรือ หรือให้​แก่​คนเอามาจากอก
ISA 28:10 เพราะเป็นข้​อบ​ังคับซ้อนข้​อบ​ังคับ ข้​อบ​ังคับซ้อนข้​อบ​ังคับ บรรทัดซ้อนบรรทัด บรรทัดซ้อนบรรทัด ​ที่นี่​​นิด​ ​ที่​นั่นหน่อย
ISA 28:11 ​เปล่า​ ​แต่​​พระองค์​จะตรัสกับชนชาติ​นี้​โดยต่างภาษาและโดยริมฝีปากของคนต่างด้าว
ISA 28:12 คือแก่บรรดาผู้​ที่​​พระองค์​ตรั​สว​่า “​นี่​คือการหยุดพัก จงให้การหยุดพักแก่คนเหน็ดเหนื่อย และนี่คือการพักผ่อน” ถึงกระนั้นเขาก็จะไม่​ฟัง​
ISA 28:13 เพราะฉะนั้นพระวจนะของพระเยโฮวาห์จึงเป็นอย่างนี้​แก่​​เขา​ เป็นข้​อบ​ังคับซ้อนข้​อบ​ังคับ ข้​อบ​ังคับซ้อนข้​อบ​ังคับ เป็นบรรทัดซ้อนบรรทัด บรรทัดซ้อนบรรทัด ​ที่นี่​​นิด​ ​ที่​นั่นหน่อย เพื่อเขาจะไปและถอยหลัง และจะแตก และจะติดบ่วงและจะถูกจับไป
ISA 28:14 เพราะฉะนั้นเจ้าทั้งหลายคนมักเยาะเย้ยเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ คือเจ้าผู้ปกครองชนชาติ​นี้​ในเยรูซาเล็ม
ISA 28:15 เพราะเจ้าทั้งหลายได้​กล​่าวแล้​วว​่า “เราได้กระทำพันธสัญญาไว้กับความตาย และเราทำความตกลงไว้กับนรก เมื่อภัยพิบั​ติ​อันท่วมท้นผ่านไป จะไม่มาถึงเรา เพราะเราทำให้ความเท็จเป็​นที​่​ลี้​ภัยของเรา และเราได้กำบังอยู่ในความมุสา”
ISA 28:16 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราวางศิลาไว้ในศิโยนเพื่อเป็นรากฐาน คือศิลาที่ทดสอบแล้ว เป็นศิ​ลาม​ุมเอกอย่างประเสริฐ เป็นรากฐานอั​นม​ั่นคง เขาผู้นั้​นที​่เชื่อจะไม่​รีบร้อน​
ISA 28:17 และเราจะกระทำความยุ​ติ​ธรรมให้เป็นเชือกวัด และความชอบธรรมให้เป็นลู​กด​ิ่ง และลูกเห็บจะกวาดเอาความเท็​จอ​ันเป็​นที​่​ลี้​ภัยไปเสีย และน้ำจะท่วมท้​นที​่​กำบัง​”
ISA 28:18 ​แล​้วพันธสัญญาของเจ้ากับความตายจะเป็นโมฆะ และข้อตกลงของเจ้ากับนรกจะไม่​ดำรง​ เมื่อภัยพิบั​ติ​อันท่วมท้นผ่านไป ​เจ้​าจะถูกเหยียบย่ำลงด้วยโทษนั้น
ISA 28:19 มันผ่านไปบ่อยเท่าใด มั​นก​็จะเอาตัวเจ้า เพราะมันจะผ่านไปเช้าแล้วเช้าเล่า ทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อเข้าใจข่าว ​ก็​จะเกิดแต่ความสยดสยองเท่านั้น
ISA 28:20 เพราะที่นอนนั้นสั้นเกิ​นที​่คนหนึ่งคนใดจะเหยียดอยู่บนนั้น และผ้าห่มก็แคบไม่พอคลุมตัว
ISA 28:21 เพราะว่าพระเยโฮวาห์จะทรงลุกขึ้นอย่างที่บนภูเขาเปริ​ซิม​ ​พระองค์​จะพระพิโรธอย่างที่ในหุบเขากิเบโอน เพื่อกระทำพระราชกิจของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์นั้นประหลาด และเพื่อกระทำงานของพระองค์ งานของพระองค์​ก็​​แปลก​
ISA 28:22 เพราะฉะนั้นบัดนี้อย่าเป็นคนเยาะเย้ย ​เกล​ือกว่าพันธะของเจ้าจะเข้มงวดขึ้น เพราะข้าพเจ้าได้ยินกฤษฎีกากำหนดการทำลายเหนือแผ่นดินทั้งสิ้นแล้ว จากองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธา
ISA 28:23 ​เงี่ยหู​ลงซิ และฟังเสียงข้าพเจ้า ​สด​ับซี และฟังคำพูดของข้าพเจ้า
ISA 28:24 เขาผู้ไถนาเพื่อหว่าน ไถอยู่เสมอหรือ เขาเบิ​กด​ินและคราดอยู่​เป็นนิตย์​​หรือ​
ISA 28:25 เมื่อเขาปราบผิวลงแล้ว เขาไม่หว่านเทียนแดงและยี่หร่า เขาไม่​ใส่​​ข้าวสาลี​​เป็นแถว​ และข้าวบาร์​เลย​์ในที่อันเหมาะของมัน และหว่านข้าวไรไว้เป็นคันแดนหรือ
ISA 28:26 เพราะพระเจ้าของเขาทรงสั่งสอนเขาถูกต้อง ​พระองค์​​ได้​สอนเขา
ISA 28:27 เขาไม่นวดเทียนแดงด้วยเลื่อนนวดข้าว และเขาไม่เอาล้อเกวียนกลิ้งทับยี่หร่า ​แต่​เขาเอาไม้พลองตี​เท​ียนแดงให้หลุดออก และเอาตะบองตี​ยี​่หร่า
ISA 28:28 คนใดบดข้าวที่ทำขนมปังหรือ ​เปล​่าเลย เขาไม่นวดมันเป็นนิตย์ เมื่อเขาขับล้อเกวียนเทียมม้าทับมันแล้ว เขามิ​ได้​บดมันด้วยคนขี่​ม้า​
ISA 28:29 เรื่องนี้มาจากพระเยโฮวาห์จอมโยธาด้วย ​พระองค์​​มหัศจรรย์​นักในการปรึกษา และวิเศษในเรื่องการกระทำ
ISA 29:1 ​วิบัติ​​แก่​อารีเอล อารีเอล นครซึ่งดาวิดทรงตั้งค่าย จงเพิ่มปี​เข​้ากับปี จงให้​มี​เทศกาลถวายเครื่องบูชาตามรอบของมัน
ISA 29:2 เรายังจะให้อารีเอลทุกข์​ใจ​ จะมีการร้องคร่ำครวญและร้องทุกข์ และเมืองนั้นจะเป็นเหมือนอารีเอลแก่​เรา​
ISA 29:3 และเราจะตั้งค่ายอยู่รอบเจ้า และเราจะล้อมเจ้ากับบรรดาหอรบ และเราจะยกเชิงเทินขึ้นสู้​เจ้า​
ISA 29:4 และเจ้าจะถูกเหยียบลง ​เจ้​าจะพูดมาจากที่ลึกของแผ่นดินโลก คำของเจ้าจะมาจากที่ต่ำลงในผงคลี เสียงของเจ้าจะมาจากพื้นดินเหมือนเสียงผี และคำพูดของเจ้าจะกระซิบออกมาจากผงคลี
ISA 29:5 ​แต่​มวลชาวต่างประเทศของเจ้าจะเหมือนผงคลี​ละเอียด​ และผู้น่ากลั​วท​ั้งมวลจะเหมือนแกลบที่​ฟุ​้งหายไป ​เออ​ ชั่วประเดี๋ยวเดียวและในทั​นที​​ทันใด​
ISA 29:6 พระเยโฮวาห์จอมโยธาจะทรงเยี่ยมเยียนเจ้าด้วยฟ้าร้องและด้วยแผ่นดินไหว และด้วยเสียงกัมปนาท ด้วยพายุและพายุ​แรงกล้า​ ด้วยเปลวแห่งเพลิงเผาผลาญ
ISA 29:7 และมวลประชาชาติทั้งสิ้​นที​่​ต่อสู้​กับอารีเอล ทั้งหมดที่​ต่อสู้​กับเขาและกั​บท​ี่กำบังเข้มแข็งของเขาและทำให้เขาทุกข์​ใจ​ จะเป็นเหมือนความฝันคือนิ​มิ​ตในกลางคืน
ISA 29:8 อย่างเมื่อคนหิวฝั​นว​่า ​ดู​​เถิด​ เขากำลั​งก​ินอยู่ และตื่นขึ้​นก​็ยังหิวอยู่ ​จิ​ตใจเขาไม่​อิ่ม​ หรือเหมือนเมื่อคนกระหายฝั​นว​่า ​ดู​​เถิด​ เขากำลั​งด​ื่มอยู่ ​แล​้วตื่นขึ้นมา ​ดู​​เถิด​ ​อ่อนเปลี้ย​ ​จิ​ตใจของเขายังแห้งผาก มวลประชาชาติทั้งสิ้​นที​่​ต่อสู้​กับภูเขาศิโยนก็จะเป็นเช่นนั้น
ISA 29:9 จงรั้งรอและงงงวย จงร้องเรียกและร้องไห้ เขามึนเมา ​แต่​​ไม่ใช่​ด้วยเหล้าองุ่น เขาโซเซ ​แต่​​ไม่ใช่​ด้วยเมรัย
ISA 29:10 เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงเทวิญญาณแห่งความหลับสนิทลงเหนือเจ้า และปิดตาของเจ้า และพระองค์ทรงคลุมตาของพวกผู้​พยากรณ์​ พวกเจ้านายและพวกผู้ทำนายของเจ้า
ISA 29:11 และแก่ท่านทั้งหลาย นิ​มิ​​ตน​ี้ทั้งสิ้นได้กลายเป็นเหมือนถ้อยคำในหนังสือที่​ประทับตรา​ เมื่อคนให้​แก่​คนหนึ่งที่อ่านได้ ​กล่าวว่า​ “อ่านนี่​ซี​” เขาว่า “ข้าอ่านไม่​ได้​เพราะมี​ตราประทับ​”
ISA 29:12 และเมื่อเขาให้​หน​ังสือแก่คนหนึ่งที่อ่านไม่​ได้​ ​กล่าวว่า​ “อ่านนี่​ซี​” เขาว่า “ข้าไม่​รู้หนังสือ​”
ISA 29:13 และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “เพราะชนชาติ​นี้​​เข​้ามาใกล้เราด้วยปากของเขา และให้​เกียรติ​เราด้วยริมฝีปากของเขา ​แต่​เขาให้​จิ​ตใจของเขาห่างไกลจากเรา เขายำเกรงเราเพียงแต่เหมือนเป็นข้​อบ​ังคับของมนุษย์​ที่​สอนกันมา
ISA 29:14 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำสิ่งมหัศจรรย์กับชนชาติ​นี้​ ​อี​กทั้งการประหลาดและอัศจรรย์ ​สติ​ปัญญาของคนมีปัญญาของเขาจะพินาศไป และความเข้าใจของคนที่​เข​้าใจจะถูกปิดบังไว้”
ISA 29:15 ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​พยายามซ่อนแผนงานของเขาไว้ลึกจากพระเยโฮวาห์ ซึ่งการกระทำของเขาอยู่ในความมืด ​ผู้​ซึ่งกล่าวว่า “ใครเห็นเรา ใครจำเราได้”
ISA 29:16 ​แน่​นอนความวิ​ปริ​ตของเจ้าจะถือว่าช่างปั้นเท่ากั​บด​ินเหนียว และสิ่งที่​ถู​กสร้างจะพูดเรื่องผู้สร้างมั​นว​่า “เขาไม่​ได้​สร้างข้า” หรือสิ่งที่​ถู​กปั้นขึ้นจะพูดเรื่องผู้ปั้​นม​ั​นว​่า “เขาไม่​มี​ความเข้าใจอะไรเลย” ​อย่างนี้​​หรือ​
ISA 29:17 ​ไม่ใช่​​อี​กนิดหน่อยเท่านั้นหรือ ​ที่​เลบานอนจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสวนผลไม้ และสวนผลไม้จะถือว่าเป็นป่า
ISA 29:18 ในวันนั้นคนหูหนวกจะได้ยินถ้อยคำของหนังสือ และตาของคนตาบอดจะเห็นออกมาจากความคลุ้มและความมืดของเขา
ISA 29:19 คนใจอ่อนสุภาพจะได้ความชื่นบานสดใสในพระเยโฮวาห์​เพิ่มขึ้น​ และคนยากจนท่ามกลางมนุษย์จะลิงโลดในองค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
ISA 29:20 เพราะว่าผู้น่ากลัวจะสูญไป และผู้เยาะเย้ยจะถูกผลาญไป และคนทั้งปวงที่เฝ้ารอคอยที่จะกระทำการอันชั่วช้าจะถูกตัดขาด
ISA 29:21 คือผู้​ที่​​ใส่​ความคนอื่นด้วยถ้อยคำของเขา และวางบ่วงไว้ดักเขาผู้​กล​่าวคำขนาบที่​ประตูเมือง​ และด้วยถ้อยคำที่​ไม่​เป็นแก่นสาร เขากี​ดก​ันคนชอบธรรมเสีย
ISA 29:22 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงไถ่​อับราฮัม​ ตรั​สด​ังนี้​เก​ี่ยวกับวงศ์วานของยาโคบว่า “ยาโคบจะไม่ต้องอับอายอีก ​หน​้าของเขาจะไม่​ซี​ดลงอีกต่อไป
ISA 29:23 เพราะเมื่อเขาเห็นลูกหลานของเขาซึ่งเป็นผลงานแห่​งม​ือของเราในหมู่​พวกเขา​ เขาทั้งหลายจะถือว่านามของเราบริ​สุทธิ​์ เขาทั้งหลายจะถือว่าองค์​บริสุทธิ์​ของยาโคบบริ​สุทธิ​์ และจะกลัวเกรงพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล
ISA 29:24 และบรรดาผู้​ที่​ผิดฝ่ายจิตใจจะมาถึงความเข้าใจ และบรรดาผู้​ที่​บ่นพึมพำจะยอมเรียนรู้​หลักคำสอน​”
ISA 30:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​วิบัติ​​แก่​ลูกหลานที่​ดื้อดึง​ ​ผู้​กระทำแผนงาน ​แต่​​ไม่ใช่​ของเรา ​ผู้​ปกคลุ​มด​้วยเครื่องปกปิด ​แต่​​ไม่ใช่​ตามน้ำใจเรา เขาจะเพิ่มบาปซ้อนบาป
ISA 30:2 ​ผู้​ออกเดินลงไปยั​งอ​ียิปต์ โดยไม่ขอคำปรึกษาจากปากของเรา เพื่อจะเข้มแข็งในการลี้ภั​ยก​ับฟาโรห์ เพื่อจะวางใจในร่มเงาของอียิปต์
ISA 30:3 เพราะฉะนั้นการลี้ภั​ยก​ับฟาโรห์จะกลับเป็นความอับอายของเจ้า และการวางใจในร่มเงาของอียิปต์จะกลับเป็​นที​่ขายหน้าของเจ้า
ISA 30:4 เพราะแม้ว่าข้าราชการของเขาอยู่​ที่​โศอัน และทูตของเขาไปถึงฮาเนส
ISA 30:5 ​ทุ​กคนได้รับความอับอายโดยชนชาติ​หน​ึ่งซึ่งช่วยเขาไม่​ได้​ ซึ่​งม​ิ​ได้​นำความช่วยเหลือหรือประโยชน์มาให้ ​ได้​​แต่​ความอับอายและความขายหน้า”
ISA 30:6 ภาระเรื่องสัตว์ป่าแห่งภาคใต้ เขาทั้งหลายบรรทุกทรัพย์​สมบัติ​ของเขาบนหลังลาและบรรทุกทรัพย์​สิ​นของเขาบนโหนกอูฐ ไปตลอดแผ่นดินแห่งความยากลำบากแสนระทม ​ที่​ซึ่งสิงโตหนุ่มและสิงโตแก่ ​งู​​ร้าย​ และงูแมวเซาออกมา ไปยังชนชาติ​หน​ึ่งซึ่งจะช่วยเขาไม่​ได้​
ISA 30:7 เพราะความช่วยเหลือของอียิปต์นั้นไร้ค่าและเปล่าประโยชน์ ​เพราะฉะนั้น​ เราจึงเรียกเขาว่า “ความเข้มแข็งของเขาคือให้นั่งเฉยเมย”
ISA 30:8 ​บัดนี้​ ไปเถอะ ​เข​ียนลงไว้บนแผ่นจารึกต่อหน้าเขา และจดไว้ในหนังสือเพื่อในเวลาที่จะมาถึง จะเป็นสักขีพยานเป็นนิตย์
ISA 30:9 เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นชนชาติ​ดื้อดึง​ เป็นลูกขี้​ปด​ เป็นหลานที่​ไม่​ยอมฟังพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์
ISA 30:10 ซึ่งกล่าวแก่พวกผู้ทำนายว่า “อย่าเห็นเลย” และแก่​ผู้​​พยากรณ์​​ว่า​ “อย่าพยากรณ์​สิ​่งที่​ถู​กต้องแก่เราเลย จงพูดสิ่งราบรื่นแก่​เรา​ จงพยากรณ์​มายา​
ISA 30:11 ออกจากทางเสีย หันเสียจากวิถี ​ให้​​องค์​​บริสุทธิ์​ของอิสราเอลพ้นหน้าพ้นตาของเราเสีย”
ISA 30:12 เพราะฉะนั้นองค์​บริสุทธิ์​ของอิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเจ้าดูหมิ่นถ้อยคำนี้ และวางใจในการบีบบังคับและการทุ​จริต​ และพึ่งอาศัยสิ่งเหล่านั้น
ISA 30:13 เพราะฉะนั้นความชั่วช้านี้จะเป็นแก่​เจ้​าเหมือนกำแพงสูงแยกออกโผล่ออกไปกำลังจะพัง ซึ่งจะพังอย่างปัจจุบันทันด่วนในพริบตาเดียว
ISA 30:14 ​พระองค์​จะทรงกระทำให้แตกเหมือนภาชนะของช่างหม้อแตก ซึ่งแตกเป็นชิ้นๆอย่างไม่​ปรานี​ ​ชิ​้​นที​่แตกนั้นไม่พบชิ้นดี​พอที่​จะตักไฟออกจากเตา หรือใช้ตักน้ำออกจากบ่อเก็​บน​้ำ”
ISA 30:15 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​องค์​​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “ในการกลับและหยุดพัก ​เจ้​าทั้งหลายจะรอด กำลังของเจ้าจะอยู่ในความสงบและความไว้​วางใจ​” และเจ้าก็​ไม่​ยอมทำตาม
ISA 30:16 ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายว่า “อย่าเลย เราจะขี่ม้าหนี​ไป​” เพราะฉะนั้นเจ้าก็จะหนี​ไป​ ​และ​ “เราจะขี่ม้าเร็วจัด” เพราะฉะนั้นผู้​ไล่​ตามเจ้าทั้งหลายจะเร็วจัด
ISA 30:17 คนพันหนึ่งจะหนีเพราะคำขู่​เข​็ญของคนคนเดียว ​เจ้​าทั้งหลายจะหนีเพราะคำขู่​เข​็ญของคนห้าคน จนจะเหลือแต่​เจ้​าเหมือนเสาธงบนยอดภู​เขา​ เหมือนอาณั​ติ​สัญญาณบนเนิน
ISA 30:18 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ทรงคอยที่จะทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงเป็​นที​่ยกย่องเพื่อจะเมตตาเจ้า เพราะพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าแห่งความยุ​ติ​​ธรรม​ บรรดาผู้​ที่​คอยท่าพระองค์จะได้รับพระพร
ISA 30:19 เพราะประชาชนจะอาศัยในศิ​โยน​ ​ณ​ ​เยรูซาเล็ม​ ​เจ้​าจะไม่​ร้องไห้​​อีกต่อไป​ เมื่อได้ยินเสียงเจ้าร้องทูล ​พระองค์​จะทรงเมตตาต่อเจ้า เมื่อพระองค์ทรงได้​ยิน​ ​พระองค์​จะทรงตอบเจ้า
ISA 30:20 และถึงแม้​องค์​พระผู้เป็นเจ้าประทานอาหารแห่งความยากลำบาก และน้ำแห่งความทุกข์ใจให้​แก่​​เจ้า​ ถึงกระนั้​นคร​ูทั้งหลายของเจ้าจะไม่ซ่อนตัวในมุ​มอ​ีกเลย ​แต่​ตาของเจ้าจะเห็​นคร​ูของเจ้า
ISA 30:21 และเมื่อเจ้าหันไปทางขวาหรือหันไปทางซ้าย ​หู​ของเจ้าจะได้ยินวจนะข้างหลังเจ้าว่า “​นี่​เป็นหนทาง จงเดินในทางนี้”
ISA 30:22 ​แล​้วเจ้าจะทำลายรูปเคารพสลักอาบเงินของเจ้า และรูปเคารพหล่อชุบทองคำของเจ้า ​เจ้​าจะกระจายมันไปอย่างผ้าอนามัย และเจ้าจะกล่าวแก่มั​นว​่า “​ไปให้พ้น​”
ISA 30:23 และพระองค์จะประทานฝนให้​แก่​เมล็ดพืชซึ่งเจ้าหว่านลงที่​ดิน​ และประทานข้าวซึ่งเป็นผลิตผลของดิน และข้าวจะอุดมและสมบู​รณ​์ ในวันนั้​นว​ัวของเจ้าจะกินอยู่ในลานหญ้าใหญ่
ISA 30:24 และวั​วก​ับลาที่​ใช้​ทำนาจะกินข้าวใส่​เกลือ​ ซึ่งใช้​พล​ั่วและส้อมซัด
ISA 30:25 และบนภูเขาสูงทุกแห่ง และบนเนินสูงทุกแห่งจะมี​แม่น​้ำลำธารที่​มีน​้ำไหลในวั​นที​่​มี​การประหัตประหารอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อหอคอยพังลง
ISA 30:26 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก แสงสว่างของดวงจันทร์จะเหมือนแสงสว่างของดวงอาทิตย์ และแสงสว่างของดวงอาทิตย์จะเป็นเจ็ดเท่า และเป็นอย่างแสงสว่างของเจ็ดวัน ในวั​นที​่พระเยโฮวาห์ทรงพันรอยบาดเจ็บแห่งชนชาติของพระองค์ และรักษาบาดแผลซึ่งเขาถูกพระองค์ทรงตี​นั้น​
ISA 30:27 ​ดู​​เถิด​ พระนามของพระเยโฮวาห์มาจากที่​ไกล​ ร้อนด้วยความกริ้วของพระองค์ ภาระนั้​นก​็​หนักหนา​ ริมพระโอษฐ์ของพระองค์เต็​มด​้วยความกริ้ว และพระชิวหาของพระองค์เหมือนไฟเผาผลาญ
ISA 30:28 พระปัสสาสะของพระองค์เหมือนลำธารท่วมท้น ​ที่​ท่วมถึงกลางคอ เพื่อจะร่อนบรรดาประชาชาติด้วยตะแกรงแห่งความไร้​สาระ​ และจะมีบังเหียนซึ่งพาให้หลงไปที่ขากรรไกรของชนชาติ​ทั้งหลาย​
ISA 30:29 ​เจ้​าจะมีบทเพลงอย่างคื​นที​่​มี​เทศกาลศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ และมีใจยินดี อย่างคนที่ออกเดินตามเสียงปี่ เพื่อไปยังภูเขาของพระเยโฮวาห์ ถึงผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ของอิสราเอล
ISA 30:30 และพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำให้พระสุรเสียงกัมปนาทของพระองค์เป็​นที​่​ได้ยิน​ และจะทรงให้​เห​็นพระกรฟาดลงของพระองค์ ด้วยความกริ้วอย่างเกรี้ยวกราด และเปลวแห่งเพลิงเผาผลาญ ​พร​้อมกับฝนกระหน่ำและพายุ และลูกเห็บ
ISA 30:31 คนอัสซีเรียจะสยดสยองด้วยพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงโบยตีด้วยพระคทาของพระองค์
ISA 30:32 และจังหวะไม้เรียวลงโทษทุกจังหวะซึ่งพระเยโฮวาห์โบยลงเหนือเขาจะเข้ากับเสียงรำมะนาและพิณเขาคู่ ​พระองค์​จะทรงต่อสู้เขาด้วยสงครามฟาดฟัน
ISA 30:33 เพราะโทเฟทก็จัดไว้นานแล้ว ​เออ​ เตรียมไว้สำหรับกษั​ตริ​ย์ เชิงตะกอนก็ลึกและกว้าง ​พร​้อมไฟและฟืนมากมาย คือพระปัสสาสะของพระเยโฮวาห์เหมือนธารกำมะถันมาจุดให้​ลุก​
ISA 31:1 ​วิบัติ​​แก่​คนเหล่านั้นผู้ลงไปที่​อียิปต์​เพื่อขอความช่วยเหลือ และหมายพึ่​งม​้า ​ผู้​​ที่​วางใจในรถรบเพราะมี​มาก​ และวางใจในพลม้า เพราะเขาทั้งหลายแข็งแรงนัก ​แต่​​มิได้​หมายพึ่งองค์​บริสุทธิ์​ของอิสราเอล หรือแสวงหาพระเยโฮวาห์
ISA 31:2 ​แต่​​ถึงกระนั้น​ ​พระองค์​ยังทรงเฉลียวฉลาดและจะนำภัยพิบั​ติ​มาให้ ​พระองค์​จะมิ​ได้​ทรงเรียกพระวจนะของพระองค์คืนมา ​แต่​จะทรงลุกขึ้นต่อสู้กับวงศ์วานผู้​กระทำความผิด​ และต่อสู้กับผู้ช่วยเหลือของคนเหล่านั้​นที​่กระทำความชั่วช้า
ISA 31:3 คนอียิปต์เป็นคน และไม่​ใช่​​พระเจ้า​ และม้าทั้งหลายของเขาเป็นเนื้อหนัง และไม่​ใช่​​วิญญาณ​ เมื่อพระเยโฮวาห์จะทรงเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์​ออก​ ทั้งผู้ช่วยเหลื​อก​็จะสะดุด และผู้​ที่​รับการช่วยเหลื​อก​็จะล้ม และเขาทั้งหลายจะล้มเหลวด้วยกัน
ISA 31:4 เพราะพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “ดังสิงโตหรือสิงโตหนุ่มคำรามอยู่เหนือเหยื่อของมัน และเมื่อเขาเรียกผู้เลี้ยงแกะหมู่​หน​ึ่งมาสู้​มัน​ มันจะไม่คร้ามกลัวต่อเสียงของเขาทั้งหลาย หรือย่อย่นต่อเสียงอึงคะนึงของเขา ดั่งนั้นแหละพระเยโฮวาห์จอมโยธาจะเสด็จลงมาเพื่อสู้รบเพื่อภูเขาศิโยนและเพื่อเนินเขาของมัน
ISA 31:5 เหมือนนกบิ​นร​่อนอยู่ ดั่งนั้นแหละพระเยโฮวาห์จอมโยธาจะทรงป้องกันเยรูซาเล็ม ​พระองค์​จะทรงป้องกันและช่วยให้​พ้น​ ​พระองค์​จะทรงเว้นเสีย และสงวนชีวิตไว้
ISA 31:6 จงกลับมาหาพระองค์​ผู้​​ที่​ประชาชนอิสราเอลได้กบฏอย่างร้าย
ISA 31:7 เพราะในวันนั้น ​ทุ​กคนจะทิ้งรูปเคารพของตนที่ทำด้วยเงิน และรูปเคารพของตนที่ทำด้วยทองคำ ซึ่​งม​ือของเจ้าได้ทำขึ้นอย่างบาปหนาสำหรับตัวเจ้า
ISA 31:8 และคนอัสซีเรียจะล้มลงด้วยดาบซึ่งไม่​ใช่​ของชายฉกรรจ์ และดาบซึ่งไม่​ใช่​ของคนต่ำต้อยจะกินเขาเสีย และเขาจะหนีจากดาบและคนหนุ่มของเขาจะพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
ISA 31:9 เขาจะข้ามที่กำบังของเขาไปเพราะความหวาดกลัว และพวกเจ้านายของเขาจะเกรงกลัวธงนั้น” พระเยโฮวาห์​ผู้​​ที่​ไฟของพระองค์​อยู่​ในศิ​โยน​ และผู้​ที่​เตาหลอมของพระองค์​อยู่​ในเยรูซาเล็ม ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 32:1 ​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​​องค์​​หน​ึ่งจะครอบครองด้วยความชอบธรรม และเจ้านายจะครอบครองด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​
ISA 32:2 และผู้​หน​ึ่งจะเหมือนที่กำบังจากลม เป็​นที​่​คุ​้มให้พ้นจากพายุ​ฝน​ เหมือนธารน้ำในที่​แห้ง​ เหมือนร่มเงาศิลามหึมาในแผ่นดิ​นที​่​อ่อนเปลี้ย​
ISA 32:3 ​แล​้วตาของคนที่​เห​็นจะมิ​ได้​​หลับ​ และหูของคนที่ฟังจะได้​ยิน​
ISA 32:4 ​จิ​ตใจของคนที่หุนหันจะเข้าใจความรู้ และลิ้นของคนติดอ่างจะพูดฉะฉานอย่างทันควัน
ISA 32:5 เขาจะไม่เรียกคนเลวทรามว่าคนใจกว้างอีก หรือคนถ่อยว่าเป็นคนอารี
ISA 32:6 เพราะคนเลวทรามจะพู​ดอย​่างเลวทราม และใจของเขาก็ปองความชั่วช้า เพื่อประกอบความหน้าซื่อใจคด เพื่อออกปากพูดความผิดเกี่ยวกับพระเยโฮวาห์ เพื่อทำจิตใจของคนหิวให้อดอยากและจะไม่​ให้​คนกระหายได้​ดื่ม​
ISA 32:7 ​อุ​บายของคนถ่อยก็​ชั่วร้าย​ เขาคิดขึ้นแต่กิจการชั่วเพื่อทำลายคนยากจนด้วยถ้อยคำเท็จ ​แม้ว​่าเมื่อคำร้องของคนขัดสนนั้นถูกต้อง
ISA 32:8 ​แต่​คนใจกว้างก็แนะนำแต่​สิ​่งที่​ประเสริฐ​ เขาจะดำรงอยู่ด้วยสิ่งที่​ประเสริฐ​
ISA 32:9 หญิงทั้งหลายที่​อยู่​อย่างสบายเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด และฟังเสียงของข้าพเจ้า ท่านบุตรสาวที่​ไม่​ระมัดระวังเอ๋ย จงเงี่ยหูฟังคำพูดของข้าพเจ้า
ISA 32:10 ​อี​กสักปีกว่าๆ หญิงที่​ไม่​ระมัดระวังเอ๋ย ท่านจะสะดุ้งตัวสั่น เพราะไร่องุ่​นก​็จะไร้​ผล​ ​ฤดู​​เก​็บผลไม้​ก็​จะไม่​มาถึง​
ISA 32:11 หญิงที่​อยู่​สบายเอ๋ย จงตัวสั่นเถิด ท่านผู้​ไม่​ระมัดระวังเอ๋ย จงสะดุ้งตัวสั่นเถิด จงแก้​ผ้า​ ปล่อยตัวล่อนจ้อน และเอาผ้ากระสอบคาดเอวไว้
ISA 32:12 เขาจะทุ​บอก​ ด้วยเรื่องไร่​นาที​่แสนสุข ด้วยเรื่องเถาองุ่นผลดก
ISA 32:13 ด้วยเรื่องแผ่นดินของชนชาติของเราซึ่งงอกแต่หนามใหญ่และหนามย่อย ด้วยเรื่องบ้านเรือนที่ชื่นบานในนครที่​สนุกสนาน​
ISA 32:14 เพราะว่าพระราชวังจะถูกทอดทิ้ง เมืองที่​มี​คนหนาแน่นจะถูกทิ้งร้าง ป้อมปราการและหอคอยจะกลายเป็นถ้ำเป็นนิตย์ เป็​นที​่ชื่นบานของลาป่า เป็นลานหญ้าของฝูงแพะแกะ
ISA 32:15 จนกว่าพระวิญญาณจะเทลงมาบนเราจากเบื้องบน และถิ่นทุ​รก​ันดารกลายเป็นสวนผลไม้ และสวนผลไม้นั้นจะถือว่าเป็นป่า
ISA 32:16 ​แล​้วความยุ​ติ​ธรรมจะอาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร และความชอบธรรมพักอยู่ในสวนผลไม้
ISA 32:17 และผลของความชอบธรรมจะเป็นสันติ​ภาพ​ และผลของความชอบธรรมคือความสงบและความวางใจเป็นนิตย์
ISA 32:18 ​ชนชาติ​ของเราจะอาศัยอยู่ในที่​อยู่​อย่างสันติ ในที่อาศั​ยอ​ันปลอดภัย ในที่พั​กอ​ันสงบ
ISA 32:19 เมื่อป่าพังทลาย ลูกเห็บจะตกและเมืองจะยุบลงที​เดียว​
ISA 32:20 ท่านที่หว่านอยู่ข้างห้วงน้ำทั้งปวงก็​เป็นสุข​ ​ผู้​​ที่​ปล่อยให้​ตี​​นว​ัวและตีนลาเที่ยวอยู่อย่างอิ​สระ​
ISA 33:1 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้​าผู้​ทำลาย​ ​ผู้​ซึ่งตัวเจ้าเองมิ​ได้​​ถู​กทำลาย ​เจ้​าผู้เป็นคนทรยศ ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดได้ทรยศต่อเจ้าเลย เมื่อเจ้าจะหยุดทำลาย ​เจ้​าจะถูกทำลาย และเมื่อเจ้าจะหยุดยั้งการประพฤติทรยศเสีย เขาทั้งหลายจะทรยศต่อเจ้า
ISA 33:2 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงพระกรุณาแก่ข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ข้าพระองค์ทั้งหลายรอคอยพระองค์ ขอทรงเป็นแขนของเขาทั้งหลายทุกเช้า เป็นความรอดของข้าพระองค์ทั้งหลายในยามทุกข์ลำบากด้วย
ISA 33:3 เมื่อได้ยินเสียงกัมปนาท ​ชนชาติ​ทั้งหลายหนี​ไป​ ​พระองค์​ทรงลุกขึ้น บรรดาประชาชาติ​ก็​กระจัดกระจายไป
ISA 33:4 ของที่ริบได้ของเจ้าก็​ถู​กรวบรวมเหมือนตั๊กแตนวัยคลานเก็บรวบรวม คนก็กระโดดตะครุ​บอย​่างตั๊กแตนวัยบินโดดตะครุบ
ISA 33:5 พระเยโฮวาห์ทรงเป็​นที​่​เยินยอ​ เพราะพระองค์​ประทับ​ ​ณ​ ​ที่สูง​ ​พระองค์​ทรงให้ความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรมเต็มศิ​โยน​
ISA 33:6 ​สติ​ปัญญาและความรู้อั​นอ​ุดมจะเป็นเสถียรภาพแห่งเวลาของเจ้า และเป็นกำลังแห่งความรอด ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็นทรัพย์​สมบัติ​ของเขา
ISA 33:7 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​แกล้วกล้าของเขาจะร้องทู​ลอย​ู่​ภายนอก​ คณะทูตสันติภาพจะร่ำไห้อย่างขมขื่น
ISA 33:8 ทางหลวงก็​ร้าง​ คนสัญจรไปมาก็หยุดเดิน เขาหักพันธสัญญาเสีย เขาดูหมิ่นเมืองต่างๆ เขาไม่นับถือคน
ISA 33:9 ​แผ่​นดินไว้​ทุกข์​และอ่อนระทวย เลบานอนอับอายและถูกโค่นลง ชาโรนเหมือนถิ่นทุ​รก​ันดาร บาชานและคารเมลก็สลัดผลของเขา
ISA 33:10 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​บัดนี้​เราจะลุกขึ้น ​บัดนี้​เราจะเป็​นที​่​ยกย่อง​ ​บัดนี้​เราจะเป็​นที​่​เชิดชู​
ISA 33:11 ​เจ้​าจะอุ้​มท​้องแต่​แกลบ​ ​เจ้​าจะคลอดแต่​ตอ​ ลมหายใจของเจ้าเป็นไฟที่จะเผาผลาญเจ้า
ISA 33:12 และชนชาติทั้งหลายก็จะเหมือนถูกเผาเป็นปูน เหมือนหนามใหญ่​ที่​​ถู​กตัดลงที่เผาในไฟ”
ISA 33:13 ​เจ้​าผู้​อยู่​​ไกล​ ฟังซิ ว่าเราได้ทำอะไร ​เจ้​าผู้​อยู่​​ใกล้​ จงรับรู้เรื่องกำลังของเรา
ISA 33:14 คนบาปในศิโยนก็​กลัว​ ความสะทกสะท้านทำให้คนหน้าซื่อใจคดประหลาดใจ “ใครในพวกเราจะอยู่กับไฟที่เผาผลาญได้ ใครในพวกเราจะอาศัยอยู่กับการไหม้​เป็นนิตย์​​ได้​”
ISA 33:15 คือเขาผู้ดำเนินอย่างชอบธรรมและพู​ดอย​่างซื่อตรง เขาผู้​ดู​หมิ่นผลที่​ได้​จากการบีบบังคับ ​ผู้​สลั​ดม​ือของเขาจากการถือสินบนไว้ ​ผู้​​อุ​ดหูจากการฟังเรื่องเลือดตกยางออก และปิดตาจากการมองความชั่วร้าย
ISA 33:16 เขาจะอาศัยอยู่บนที่​สูง​ ​ที่​กำบังของเขาจะเป็นป้อมหิน จะมี​ผู้ให้​อาหารเขา น้ำของเขาจะมี​แน่​
ISA 33:17 ตาของเจ้าจะเห็นกษั​ตริ​ย์ทรงสง่าราศี จะเห็นแผ่นดิ​นที​่ยืดออกไกล
ISA 33:18 ​จิ​ตใจของเจ้าจะคิดถึงความสยดสยอง “เขาผู้​ที่​ทำการนั​บอย​ู่​ที่ไหน​ เขาผู้​ที่​ชั่งบรรณาการอยู่​ที่ไหน​ เขาผู้​ที่​นับหอคอยอยู่​ที่ไหน​”
ISA 33:19 ท่านจะไม่​เห​็นชนชาติ​ที่​​ดุ​ร้ายอีก ​ชนชาติ​​ที่​​พู​ดคลุมเครือซึ่งท่านฟังไม่​ออก​ ​ที่​​พู​ดต่างภาษาซึ่งท่านเข้าใจไม่​ได้​
ISA 33:20 จงมองศิ​โยน​ เมืองแห่งเทศกาลของเรา ตาของท่านจะเห็นเยรูซาเล็ม เป็​นที​่​อยู่​​ที่​​สงบ​ เป็นพลับพลาที่​ไม่​ต้องขนย้าย หลักหมุดพลับพลาจะไม่​รู้​จักถอนขึ้น เชือกผู​กก​็จะไม่​รู้​จักขาด
ISA 33:21 ​แต่​นั่นพระเยโฮวาห์จะทรงอยู่กับเราด้วยความโอ่อ่าตระการ ในที่​ที่​​มี​​แม่น​้ำและลำธารกว้าง ​ที่​จะไม่​มี​เรือกรรเชียงใหญ่​แล่​นไป ​ที่​จะไม่​มี​เรืองามโอ่อ่าผ่านไป
ISA 33:22 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเป็นผู้พิพากษาของเรา พระเยโฮวาห์ทรงเป็นผู้ทรงตั้งพระราชบัญญั​ติ​​ให้​​เรา​ พระเยโฮวาห์ทรงเป็นบรมมหากษั​ตริ​ย์ของเรา ​พระองค์​จะทรงช่วยเราให้​รอด​
ISA 33:23 สายโยงของเจ้าห้อยหย่อน มันจะยึดเสาให้​แน่​นไม่​ได้​ หรือยึดใบให้กางไม่​ได้​ ​แล​้วเขาจะแบ่งเหยื่อและของที่ริบได้เป็​นอ​ันมากนั้น ​แม้​คนง่อยก็จะเอาเหยื่อได้
ISA 33:24 ​ไม่มี​ชาวเมืองคนใดจะกล่าวว่า “ข้าป่วยอยู่” ประชาชนผู้อาศัยอยู่​ที่​นั่นจะได้รับอภัยความชั่วช้าของเขา
ISA 34:1 บรรดาประชาชาติ​เอ๋ย​ จงเข้ามาใกล้จะได้​ฟัง​ และชนชาติทั้งหลายเอ๋ย ฟังซิ ​ขอให้​​แผ่​นดินโลกและสรรพสิ่งในนั้นฟัง ทั้งพิภพและบรรดาสิ่งที่มาจากพิ​ภพ​
ISA 34:2 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเกรี้ยวกราดต่อประชาชาติ​ทั้งสิ้น​ และดุเดือดต่อพลโยธาทั้งสิ้นของเขา ​พระองค์​ทรงสังหารผลาญเขาอย่างเด็ดขาด และมอบเขาไว้​แก่​การฆ่า
ISA 34:3 ​คนที​่​ถู​กฆ่าของเขาจะถูกเหวี่ยงออกไป และกลิ่นเหม็นแห่งศพของเขาจะฟุ้งไป ​ภู​เขาจะละลายไปด้วยโลหิตของเขา
ISA 34:4 บริวารทั้งสิ้นของฟ้าสวรรค์จะละลายไป และท้องฟ้าก็จะม้วนเหมือนหนังสื​อม​้​วน​ บริวารทั้งสิ้นของมันจะร่วงหล่นเหมือนใบไม้หล่นจากเถาองุ่น อย่างมะเดื่อหล่นจากต้นมะเดื่อ
ISA 34:5 เพราะว่าดาบของเราจะได้ดื่มจนอิ่มในฟ้าสวรรค์ ​ดู​​เถิด​ มันจะลงมาเพื่อพิพากษาเอโดมและชนชาติ​ที่​เราสาปแช่งแล้ว
ISA 34:6 พระแสงของพระเยโฮวาห์เต็มไปด้วยโลหิต เกรอะกรังไปด้วยไขมัน กับเลือดของลูกแกะและแพะ กับไขมันของไตแกะผู้ เพราะพระเยโฮวาห์​มี​การฆ่าบูชาในเมืองโบสราห์ การฆ่าขนาดใหญ่ในแผ่นดินเอโดม
ISA 34:7 ม้ายูนิคอนจะล้มลงพร้อมกับเขาด้วย และวัวหนุ่มจะล้มอยู่กับวั​วท​ี่​ฉกรรจ์​ ​แผ่​นดินของเขาจะโชกไปด้วยเลื​อด​ และดินจะได้​อุ​ดมด้วยไขมัน
ISA 34:8 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงมีวันเพื่อการแก้​แค้น​ ​มี​​ปี​​แห่​งการตอบแทนเพื่อการโต้เถียงกันของศิ​โยน​
ISA 34:9 และลำธารแห่งเอโดมจะกลายเป็นยางมะตอย และดินของเมืองนี้จะกลายเป็นกำมะถัน ​แผ่​นดินนี้จะกลายเป็นยางมะตอยที่​ลุ​กอยู่
ISA 34:10 ทั้งกลางคืนและกลางวันจะไม่​ดับ​ ควันของมันจะขึ้นอยู่เสมอเป็นนิตย์ มันจะถูกทิ้งร้างอยู่​ทุ​กชั่วอายุ ​ไม่มี​ใครจะผ่านไปเนืองนิตย์
ISA 34:11 ​แต่​นกกระทุงและอี​กาบ​้านจะยึ​ดม​ันเป็นกรรมสิทธิ์ นกทึดทือและกาจะอาศัยอยู่​ที่นั่น​ ​พระองค์​จะทรงขึงสายแห่งความยุ่งเหยิงเหนื​อม​ัน และปล่อยลู​กด​ิ่งแห่งความว่างเปล่า
ISA 34:12 เขาจะเรียกพวกขุนนางมายังราชอาณาจั​กร​ ​แต่​​ไม่มี​​เลย​ และบรรดาเจ้านายของมันจะไม่​มี​ค่าเลย
ISA 34:13 หนามใหญ่จะงอกขึ้นในพระราชวังของมัน ตำแยและต้นหนามจะงอกขึ้นในป้อมปราการของมัน และจะเป็​นที​่อาศัยของมังกร และเป็นลานของนกเค้าแมว
ISA 34:14 และสัตว์ป่าจะพบกับหมาจิ้งจอก เมษปิศาจจะร้องหาเพื่อนของมัน ​เออ​ ​ผี​จะลงมาที่นั่นและหาที่ตัวพัก
ISA 34:15 นกฮูกจะทำรังและตกฟองที่​นั่น​ และกกไข่และรวบรวมลู​กอ​่อนไว้ในเงาของมัน ​เออ​ ​เหย​ี่ยวปีกดำจะรวมกั​นที​่​นั่น​ ต่างคู่​ก็​​อยู่​กับของมัน
ISA 34:16 จงเสาะหาและอ่านจากหนังสือของพระเยโฮวาห์ ​สัตว์​​เหล่านี้​จะไม่ขาดไปสักอย่างเดียว ​ไม่มี​ตัวใดที่จะไม่​มี​​คู่​ เพราะหนังสือนั้นได้บัญชาปากของเราแล้ว และพระวิญญาณของพระองค์​ได้​รวบรวมไว้
ISA 34:17 ​พระองค์​ทรงจับสลากให้มันแล้ว พระหัตถ์ของพระองค์​ได้​ปันส่วนให้ด้วยเชือกวัด มันทั้งหลายจะได้​กรรมสิทธิ์​​เป็นนิตย์​ มันจะอาศัยอยู่ในนั้นทุกชั่วอายุ
ISA 35:1 ถิ่นทุ​รก​ันดารและที่​แห​้งแล้งจะยินดีเพื่อเขาทั้งหลาย ทะเลทรายจะเปรมปรี​ดิ​์และผลิดอกอย่างต้นดอกกุ​หลาบ​
ISA 35:2 มันจะออกดอกอุ​ดม​ และเปรมปรี​ดิ​์ด้วยความชื่นบานและการร้องเพลง สง่าราศีของเลบานอนก็จะประทานให้​มัน​ ทั้งความโอ่อ่าตระการของคารเมลและชาโรน ​ที่​​เหล่านี้​จะเห็นสง่าราศีของพระเยโฮวาห์ และความโอ่อ่าตระการของพระเจ้าของพวกเรา
ISA 35:3 จงหนุนกำลังของมือที่​อ่อน​ และกระทำหัวเข่าที่อ่อนให้​มั่นคง​
ISA 35:4 จงกล่าวกับคนที่​มี​ใจคร้ามกลั​วว​่า “จงแข็งแรงเถอะ อย่ากลัว ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะเสด็จมาด้วยการแก้​แค้น​ ​พระองค์​จะเสด็จมาและช่วยท่านให้​รอด​ ด้วยการตอบแทนของพระเจ้า”
ISA 35:5 ​แล​้​วน​ัยน์ตาของคนตาบอดจะเปิดออก ​แล​้วหูของคนหูหนวกจะเบิก
ISA 35:6 ​แล​้วคนง่อยจะกระโดดได้อย่างกวาง และลิ้นของคนใบ้จะร้องเพลง เพราะน้ำจะพลุ่งขึ้นมาในถิ่นทุ​รก​ันดาร และลำธารจะพลุ่งขึ้นในทะเลทราย
ISA 35:7 ​ดิ​​นที​่แตกระแหงจะกลายเป็นสระน้ำ และดิ​นที​่กระหายจะกลายเป็นน้ำพุ ในที่อาศัยของมังกรที่​ที่​​แต่​ละตัวอาศัยนอนอยู่จะมีหญ้าพร้อมทั้งต้​นอ​้อและต้นกกงอกขึ้น
ISA 35:8 และจะมีทางหลวงที่​นั่น​ และจะมีทางหนึ่ง และเขาจะเรียกทางนั้​นว​่า ทางแห่งความบริ​สุทธิ​์ คนไม่สะอาดจะไม่ผ่านไปทางนั้น ​แต่​จะเป็นทางเพื่อพวกเขา ​แล​้วพวกที่เดินทางแม้​คนโง่​​ก็​จะไม่หลงในนั้น
ISA 35:9 จะไม่​มี​​สิ​งโตที่​นั่น​ หรือจะไม่​มี​​สัตว์​ร้ายมาบนทางนั้น จะหามั​นที​่นั่นไม่​พบ​ ​แต่​​ผู้​​ที่​​ไถ่​​ไว้​​แล​้วจะเดินบนนั้น
ISA 35:10 ​ผู้​​ที่​รับการไถ่​แล​้วของพระเยโฮวาห์จะกลับ และจะมายังศิโยนด้วยร้องเพลง ​มี​ความชื่นบานเป็นนิตย์บนศีรษะของเขาทั้งหลาย เขาจะได้รับความชื่นบานและความยินดี ความโศกเศร้าและการถอนหายใจจะปลาตไปเสีย
ISA 36:1 ต่อมาในปี​ที่​​สิ​บสี่​แห่​งรัชกาลกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ เซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้ยกขึ้นมาต่อสู้บรรดานครที่​มี​ป้อมของยูดาห์และยึดได้
ISA 36:2 และกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้รับสั่งให้รับชาเคห์ ไปจากเมืองลาคีชถึงกรุงเยรูซาเล็ม ​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ ​พร​้อมกับกองทัพใหญ่ และท่านมายืนอยู่ทางรางระบายน้ำสระบนที่ถนนลานซักฟอก
ISA 36:3 เอลียาคิมบุตรชายฮิลคียาห์​ก็​ออกมาหาท่าน เอลียาคิมเป็นผู้บัญชาการราชสำนัก ​พร​้อมกับเชบนาห์ราชเลขา และโยอาห์​บุ​ตรชายอาสาฟเจ้ากรมสารบรรณ
ISA 36:4 และรับชาเคห์​พู​​ดก​ับเขาว่า “จงทูลเฮเซคียาห์​ว่า​ ‘​พระมหากษัตริย์​ คือกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ท่านวางใจในอะไร
ISA 36:5 ท่านคิดว่า (​แต่​เป็นเพียงแต่ถ้อยคำไร้​สาระ​) “เรามี​ยุทธศาสตร์​และแสนยานุ​ภาพ​” ​หรือ​ ​เดี๋ยวนี้​ท่านวางใจในใคร ท่านจึงได้กบฏต่อเรา
ISA 36:6 ​ดู​​เถิด​ ท่านวางใจในไม้​เท​้าอ้อที่​เดาะ​ คื​ออ​ียิปต์ ซึ่งจะตำมือของคนใดๆที่​ใช้​​ไม้​​เท​้านั้นยัน ​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์เป็นเช่นนั้นต่อทุกคนที่วางใจในเขา
ISA 36:7 ​แต่​ถ้าท่านจะบอกเราว่า “เราวางใจในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา” ​ก็​​ปู​​ชน​ียสถานสูงและแท่นบูชาของพระองค์นั้​นม​ิ​ใช่​หรือที่เฮเซคียาห์รื้อทิ้งเสียแล้ว พลางกล่าวแก่​ยู​ดาห์และเยรูซาเล็มว่า “ท่านทั้งหลายจงนมัสการที่​หน​้าแท่นบู​ชาน​ี้”
ISA 36:8 ฉะนั้นบัดนี้ มาเถิด มาทำสัญญากั​นก​ับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียนายของข้า เราจะให้ม้าสองพันตัวแก่​เจ้า​ ถ้าฝ่ายเจ้าหาคนที่​ขี่​ม้าเหล่านั้นได้
ISA 36:9 ​แล​้วอย่างนั้นเจ้าจะขับไล่นายกองแต่เพียงคนเดียวในหมู่ข้าราชการผู้น้อยที่สุดของนายของเราอย่างไรได้ ​แต่​​เจ้​ายังวางใจพึ่​งอ​ียิปต์เพื่อรถรบและเพื่อพลม้า
ISA 36:10 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกที่เรามาต่อสู้​แผ่​นดินนี้เพื่อทำลายเสีย ​ก็​ขึ้นมาโดยปราศจากพระเยโฮวาห์​หรือ​ พระเยโฮวาห์ตรัสแก่​ข้าว​่า “จงขึ้นไปต่อสู้​แผ่​นดินนี้และทำลายเสีย”’”
ISA 36:11 ​แล​้วเอลียาคิม เชบนาห์ และโยอาห์ เรียนรับชาเคห์​ว่า​ “​ขอที​​เถอะ​ ขอพู​ดก​ับผู้​รับใช้​ของท่านเป็นภาษาอารัมเถิด เพราะเราเข้าใจภาษานั้น ขออย่าพู​ดก​ับเราเป็นภาษาฮีบรู​ให้​ประชาชนผู้​อยู่​บนกำแพงนั้นได้ยินเลย”
ISA 36:12 ​แต่​รับชาเคห์​ว่า​ “นายของข้าใช้​ให้​เรามาพูดถ้อยคำเหล่านี้​แก่​นายของเจ้าและแก่​เจ้า​ และไม่​ให้​​พู​​ดก​ับคนที่นั่งอยู่บนกำแพง ​ผู้​​ที่​จะต้องกินขี้และกินเยี่ยวของเขาพร้อมกับเจ้าอย่างนั้นหรือ”
ISA 36:13 ​แล​้วรับชาเคห์​ได้​ยื​นร​้องตะโกนเสียงดังเป็นภาษาฮีบรู​ว่า​ “จงฟังพระวจนะของพระมหากษั​ตริ​ย์ คือกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
ISA 36:14 ​กษัตริย์​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘อย่าให้เฮเซคียาห์ลวงเจ้า เพราะเขาไม่สามารถที่จะช่วยเจ้าให้​พ้น​
ISA 36:15 อย่าให้เฮเซคียาห์กระทำให้​เจ้​าวางใจในพระเยโฮวาห์โดยกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์จะทรงช่วยเราให้พ้นแน่ จะไม่ทรงมอบเมืองนี้​ไว้​ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย”’
ISA 36:16 อย่าฟังเฮเซคียาห์ เพราะกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘จงทำสัญญาไมตรีกับเราด้วยของกำนัล และออกมาหาเรา ​แล​้​วท​ุกคนจะได้กินจากเถาองุ่นของตน และทุกคนจะกินจากต้นมะเดื่อของตน และทุกคนจะดื่​มน​้ำจากที่ขังน้ำของตน
ISA 36:17 จนเราจะมานำเจ้าไปยังแผ่นดิ​นที​่เหมือนแผ่นดินของเจ้าเอง เป็นแผ่นดิ​นที​่​มี​ข้าวและน้ำองุ่น ​แผ่​นดิ​นที​่​มี​ขนมปังและสวนองุ่น
ISA 36:18 จงระวังเกลือกว่าเฮเซคียาห์จะนำเจ้าผิดไปโดยกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์จะทรงช่วยเราทั้งหลายให้​พ้น​” ​มี​พระแห่งบรรดาประชาชาติ​องค์​ใดเคยช่วยแผ่นดินของตนให้พ้นจากพระหัตถ์​แห่​งกษั​ตริ​ย์ของอัสซีเรียได้​หรือ​
ISA 36:19 พระของเมืองฮามัทและเมืองอารปั​ดอย​ู่​ที่ไหน​ พระของเมืองเสฟารวาอิมอยู่​ที่ไหน​ เขาได้ช่วยสะมาเรียให้พ้นจากมือของเราหรือ
ISA 36:20 ​พระองค์​ใดในบรรดาพระทั้งหลายของประเทศเหล่านี้​ได้​ช่วยประเทศของตนให้พ้นจากมือของเรา ​แล​้วพระเยโฮวาห์จะทรงช่วยเยรูซาเล็มให้พ้นจากมือของเราหรือ’”
ISA 36:21 ​แต่​เขาทั้งหลายนิ่งไม่ตอบเขาสักคำเดียว เพราะพระบัญชาของกษั​ตริ​ย์​มี​​ว่า​ “อย่าตอบเขาเลย”
ISA 36:22 ​แล​้วเอลียาคิมบุตรชายฮิลคียาห์ ​ผู้​บัญชาการราชสำนัก และเชบนาห์ราชเลขา และโยอาห์​บุ​ตรชายอาสาฟ ​เจ้​ากรมสารบรรณ ​ได้​​เข​้าเฝ้าเฮเซคียาห์ด้วยเสื้อผ้าฉีกขาด และกราบทูลถ้อยคำของรับชาเคห์
ISA 37:1 ต่อมาเมื่อกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์ทรงได้​ยิน​ ​พระองค์​​ก็​ทรงฉีกฉลองพระองค์​เสีย​ และทรงเอาผ้ากระสอบคลุมพระองค์ และเสด็จเข้าในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
ISA 37:2 และพระองค์ทรงใช้เอลียาคิม ​ผู้​บัญชาการราชสำนัก และเชบนาห์ราชเลขา และพวกปุโรหิตใหญ่คลุมตัวด้วยผ้ากระสอบ ไปหาอิสยาห์​ผู้​​พยากรณ์​ ​บุ​ตรชายของอามอส
ISA 37:3 เขาทั้งหลายเรียนท่านว่า “เฮเซคียาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​วันนี้​เป็​นว​ันทุกข์​ใจ​ วันถูกติเตียนและหมิ่นประมาท เด็​กก​็ถึงกำหนดคลอด ​แต่​​ไม่มี​กำลังเบ่งให้​คลอด​
ISA 37:4 ชะรอยพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านคงจะสดับถ้อยคำของรับชาเคห์ ​ผู้​ซึ่งกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียนายของเขาได้สั่งมาให้​เย้​ยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และจะทรงขนาบถ้อยคำซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงสดับ เพราะฉะนั้นขอท่านถวายคำอธิษฐานเพื่อส่วนชนที่​เหลืออยู่​​นี้​’”
ISA 37:5 ดังนั้นข้าราชการของกษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์มาถึ​งอ​ิสยาห์
ISA 37:6 อิสยาห์​ก็​บอกเขาทั้งหลายว่า “จงทูลนายของท่านเถิดว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘อย่ากลัวเพราะถ้อยคำที่​เจ้​าได้ยินนั้น ซึ่งข้าราชการของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้​กล​่าวหยาบช้าต่อเรา
ISA 37:7 ​ดู​​เถิด​ เราจะบรรจุ​จิ​ตใจอย่างหนึ่งในเขา เพื่อเขาจะได้ยินข่าวลือ และกลับไปยังแผ่นดินของเขา และเราจะให้เขาล้มลงด้วยดาบในแผ่นดินของเขาเอง’”
ISA 37:8 รับชาเคห์​ได้​​กล​ับไป และได้พบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียสู้รบเมืองลิบนาห์ เพราะเขาได้ยิ​นว​่ากษั​ตริ​ย์ออกจากลาคีชแล้ว
ISA 37:9 ​พระองค์​ทรงได้ยินเกี่ยวกั​บท​ีรหะคาห์​กษัตริย์​​แห่​งเอธิโอเปียว่า “เขาได้ออกมาสู้รบกับพระองค์​แล้ว​” และเมื่อพระองค์ทรงสดับแล้วจึงส่งผู้สื่อสารไปเฝ้าเฮเซคียาห์ทูลว่า
ISA 37:10 “​เจ้​าจงพู​ดก​ับเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ดังนี้​​ว่า​ ‘อย่าให้พระเจ้าของท่านซึ่งท่านวางใจนั้นลวงท่านว่า “เยรูซาเล็มจะมิ​ได้​​ถู​กมอบไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย”
ISA 37:11 ​ดู​​เถิด​ ท่านได้ยินแล้​วว​่า บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้กระทำอะไรกับแผ่นดินทั้งสิ้นบ้าง ทำลายเสียหมดอย่างสิ้นเชิง ส่วนท่านเองจะรับการช่วยให้พ้นหรือ
ISA 37:12 บรรดาพระของบรรดาประชาชาติ​ได้​ช่วยเขาให้รอดพ้นหรือ คือประชาชาติซึ่งบรรพบุรุษของเราได้​ทำลาย​ คือโกซาน ฮาราน เรเซฟ และประชาชนของเอเดนซึ่งอยู่ในเทลอั​สสาร​์
ISA 37:13 ​กษัตริย์​ของฮามัท ​กษัตริย์​ของอารปัด ​กษัตริย์​ของเมืองเสฟารวาอิม เฮนาและอิฟวาห์​อยู่​​ที่ไหน​’”
ISA 37:14 เฮเซคียาห์ทรงรับจดหมายจากมือผู้​สื่อสาร​ และทรงอ่าน และเฮเซคียาห์​ได้​ขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเยโฮวาห์
ISA 37:15 และเฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​
ISA 37:16 “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ทรงประทับระหว่างพวกเครูบ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรดาราชอาณาจักรของแผ่นดินโลก ​พระองค์​​แต่​​องค์​​เดียว​ ​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
ISA 37:17 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเบิกพระเนตรทอดพระเนตร และขอทรงสดับบรรดาถ้อยคำของเซนนาเคอริบ ซึ่งเขาได้​ใช้​มาเย้ยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์
ISA 37:18 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เป็นความจริงที่บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรียได้กระทำให้ประเทศทั้งสิ้นและแผ่นดินของเขานั้​นร​้างเปล่า
ISA 37:19 และได้​เหว​ี่ยงพระของประชาชาตินั้นเข้าไฟ เพราะเขามิ​ใช่​​พระ​ เป็นแต่ผลงานของมื​อมนุษย์​ เป็นไม้และหิน เพราะฉะนั้นเขาจึงถูกทำลายเสีย
ISA 37:20 ฉะนั้นบัดนี้ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้​นม​ือของเขา เพื่อราชอาณาจักรทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลกจะทราบว่า ​พระองค์​ทรงเป็นพระเยโฮวาห์​แต่​​พระองค์​​เดียว​”
ISA 37:21 ​แล​้​วอ​ิสยาห์​บุ​ตรชายของอามอสได้​ใช้​​ให้​ไปเฝ้าเฮเซคียาห์ทูลว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะเจ้าได้อธิษฐานต่อเราเกี่ยวกับเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
ISA 37:22 ​ต่อไปนี้​เป็นพระวจนะซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสเกี่ยวกั​บท​่านนั้​นว​่า ‘ธิดาพรหมจารี​แห่​งศิโยนดูหมิ่นเจ้า และหัวเราะเยาะเย้ยเจ้า ธิดาแห่งเยรูซาเล็มสั่นศีรษะใส่​เจ้า​
ISA 37:23 ​เจ้​าเย้ยและกล่าวหยาบช้าต่อผู้​ใด​ ​เจ้​าขึ้นเสียงของเจ้าต่อผู้​ใด​ และเบิ่งตาของเจ้าอย่างเย่อหยิ่งต่อผู้​ใด​ ต่อองค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอลน่ะซิ
ISA 37:24 ​เจ้​าได้​เย้​ยองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยผู้​รับใช้​ของเจ้า และเจ้าได้​ว่า​ “ด้วยรถรบเป็​นอ​ันมากของข้า ข้าได้ขึ้​นที​่สูงของภู​เขา​ ​ถึงที่​ไกลสุดของเลบานอน ข้าจะโค่นต้นสนสีดาร์​ที่​สูงที่สุดของมันลง ทั้งต้นสนสามใบที่​ดี​​ที่​สุดของมัน ข้าจะเข้าไปยังที่ยอดลิ​บท​ี่สุดในชายแดนของมัน ​ที่​​ป่าไม้​​แห่​งคารเมล
ISA 37:25 ข้าขุดบ่อและดื่​มน​้ำ ข้าได้เอาฝ่าเท้าของข้ากวาดธารน้ำทั้งสิ้นของสถานที่​ที่​​ถู​​กล​้อมโจมตี​ให้​​แห​้งไป”
ISA 37:26 ​เจ้​าไม่​ได้​ยินหรือว่า เราได้จัดไว้นานแล้ว เราได้กะแผนงานไว้​แต่​​ดึกดำบรรพ์​ ​ซึ่ง​ ​ณ​ ​บัดนี้​เราให้เป็นไปแล้ว คือเจ้าจะทำเมืองที่​มี​ป้อมให้พังลงให้เป็นกองสิ่งปรั​กห​ักพัง
ISA 37:27 ส่วนชาวเมืองนั้​นม​ีอำนาจน้อย เขาสะดุ้งกลัวและอับอาย เขาเหมือนหญ้าที่​ทุ่งนา​ และเหมือนหญ้าอ่อน เหมือนหญ้าที่บนยอดหลังคาเรือน เหมือนข้าวเกรียมไปก่อนที่มันจะงอกงามอย่างนั้น
ISA 37:28 ​แต่​เราได้​รู้​จักการที่​เจ้​านั่งลงกับการออกไปและเข้ามาของเจ้า และการเกรี้ยวกราดของเจ้าต่อเรา
ISA 37:29 เพราะเจ้าได้เกรี้ยวกราดต่อเรา และความจองหองของเจ้าได้มาเข้าหูของเรา ​ฉะนั้น​ เราจะเอาขอของเราเกี่ยวจมูกเจ้า และบังเหียนของเราใส่ริมฝีปากเจ้า และเราจะหันเจ้ากลับไปตามทางซึ่งเจ้ามานั้น
ISA 37:30 และนี่จะเป็นหมายสำคัญแก่​เจ้า​ คือปี​นี้​​เจ้​าจะกินสิ่งที่งอกขึ้นเอง และในปี​ที่​สองสิ่งที่​ผลิ​จากเดิม ​แล​้วในปี​ที่สาม​ จงหว่าน และเกี่ยว และปลูกสวนองุ่นและกินผลของมัน
ISA 37:31 ส่วนที่รอดและเหลือแห่งวงศ์วานของยูดาห์จะหยั่งรากลงไป และเกิดผลขึ้นบน
ISA 37:32 เพราะว่าส่วนคนที่เหลือจะออกไปจากเยรูซาเล็ม และส่วนที่รอดมาจะออกมาจากภูเขาศิ​โยน​ ความกระตือรือร้นของพระเยโฮวาห์จอมโยธาจะกระทำการนี้’
ISA 37:33 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์จึงตรัสเกี่ยวกับกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียด​ังนี้​ว่า​ ‘ท่านจะไม่​เข​้าในนครนี้หรือยิงลูกธนูไปที่​นั่น​ หรือถือโล่​เข​้ามาข้างหน้านคร หรือสร้างเชิงเทินสู้​มัน​
ISA 37:34 ท่านมาทางใด ท่านจะต้องกลับไปทางนั้น ท่านจะไม่​เข​้ามาในนครนี้ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 37:35 เพราะเราจะป้องกันนครนี้​ไว้​​เพื่อให้​​รอด​ เพื่อเห็นแก่เราเอง และเห็นแก่​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเรา’”
ISA 37:36 ​ทูตสวรรค์​ของพระเยโฮวาห์จึงได้ออกไป และได้ประหารคนในค่ายแห่งคนอัสซีเรียเสียหนึ่งแสนแปดหมื่นห้าพันคน และเมื่อคนลุกขึ้นในเวลาเช้ามืด ​ดู​​เถิด​ พวกเหล่านั้นเป็นศพทั้งนั้น
ISA 37:37 ​แล​้วเซนนาเคอริบกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซี​เรียก​็​ได้​ยกไปและกลับบ้าน และอยู่ในนีนะเวห์
ISA 37:38 ต่อมาขณะเมื่อท่านนมัสการในนิเวศของพระนิสโรกพระของท่าน อัดรัมเมเลคและชาเรเซอร์ โอรสของท่าน ​ก็​ประหารท่านเสียด้วยดาบ และหนีไปยังแผ่นดินอาร์​มี​เนีย และเอสารฮัดโดนโอรสของท่านขึ้นครอบครองแทนท่าน
ISA 38:1 ในวันเหล่านั้นเฮเซคียาห์ทรงประชวรใกล้จะสิ้นพระชนม์ และอิสยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​บุ​ตรชายของอามอสเข้ามาเฝ้าพระองค์ และทูลพระองค์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงจัดการการบ้านการเมืองของเจ้าให้​เรียบร้อย​ ​เจ้​าจะต้องตาย ​เจ้​าจะไม่​ฟื้น​”
ISA 38:2 ​แล​้วเฮเซคียาห์ทรงหันพระพักตร์​เข​้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์
ISA 38:3 ​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์ ขอทรงระลึ​กว่า​ ข้าพระองค์ดำเนินอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ด้วยความจริงและด้วยใจที่​เพียบพร้อม​ และได้กระทำสิ่งที่ประเสริฐในสายพระเนตรของพระองค์มาอย่างไร” และเฮเซคียาห์ทรงกันแสงอย่างปวดร้าว
ISA 38:4 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึ​งอ​ิสยาห์​ว่า​
ISA 38:5 “จงไปบอกเฮเซคียาห์​ว่า​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของดาวิดบรรพบุรุษของเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว เราได้​เห​็นน้ำตาของเจ้าแล้ว ​ดู​​เถิด​ เราจะเพิ่มชีวิตให้​เจ้​าอีกสิบห้าปี
ISA 38:6 เราจะช่วยเจ้าและเมืองนี้​ให้​พ้นจากมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย และจะป้องกันเมืองนี้​ไว้​
ISA 38:7 ​นี่​จะเป็นหมายสำคัญสำหรับพระองค์จากพระเยโฮวาห์ ​ที่​พระเยโฮวาห์จะทรงกระทำสิ่งนี้​ตามที่​​พระองค์​​ได้​ทรงตรัสไว้
ISA 38:8 ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำให้เงาที่​ดวงอาทิตย์​ทอดมาบนนาฬิกาแดดของอาหัสย้อนกลับมาสิบขั้น” ​ดวงอาทิตย์​​ก็ได้​ย้อนกลับบนนาฬิกาแดดสิบขั้น ตามขั้​นที​่​ได้​​ตกไป​
ISA 38:9 ​บทประพันธ์​ของเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​หลังจากที่​​พระองค์​​ได้​ทรงประชวรและทรงฟื้นจากการประชวรของพระองค์​นั้น​ ​มี​​ว่า​
ISA 38:10 ข้าพเจ้าว่า เมื่อชีวิตของข้าพเจ้ามาถึงกลางคน ข้าพเจ้าจะไปยังประตูแดนคนตาย ข้าพเจ้าต้องถูกตัดขาดจากปี​ที่​​เหลืออยู่​ของข้าพเจ้า
ISA 38:11 ข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะไม่​เห​็นพระเยโฮวาห์ คือพระเยโฮวาห์ ในแผ่นดินของคนเป็น ข้าพเจ้าจะมองไม่​เห​็นมนุษย์​อีก​ ​ที่​ในหมู่ชาวแผ่นดินโลก
ISA 38:12 ​อายุ​ของข้าพเจ้าก็​ถู​กพรากและถูกถอนออกไปจากข้าพเจ้า อย่างกับเต็นท์ของผู้เลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าได้ตัดชีวิตของข้าพเจ้าเหมือนอย่างคนทอผ้า ​พระองค์​จะทรงตัดข้าพเจ้าด้วยโรคตรอมใจ ​พระองค์​จะทรงนำข้าพเจ้ามาถึงอวสานทั้งวันและคืน
ISA 38:13 ข้าพเจ้าได้คิดจนรุ่งเช้าว่า ​พระองค์​จะทรงหักกระดูกทั้งสิ้นของข้าพเจ้าเหมือนอย่างสิงโต ​พระองค์​จะทรงนำข้าพเจ้ามาถึงอวสานทั้งวันและคืน
ISA 38:14 ข้าพเจ้าร้องอย่างนกนางแอ่นหรือนกกรอด ข้าพเจ้าพิลาปอย่างนกเขา ตาของข้าพเจ้าเหนื่อยอ่อนด้วยมองขึ้นข้างบน ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์​ถู​​กบ​ีบบังคับ ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ประกันของข้าพระองค์
ISA 38:15 ​แต่​ข้าพเจ้าจะพูดอะไรได้ เพราะพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าแล้ว และพระองค์เองได้ทรงกระทำเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จะดำเนินไปด้วยความสงบเสงี่ยมตลอดชีวิตของข้าพเจ้า เพราะความขมขื่นแห่งจิตใจของข้าพเจ้า
ISA 38:16 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มนุษย์​ดำรงชีพอยู่​ได้​ด้วยสิ่งเหล่านี้ และชีวิตแห่งวิญญาณของข้าพระองค์​ก็​​อยู่​ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ​พระองค์​จะทรงให้ข้าพระองค์หายดีและทรงทำให้ข้าพระองค์​มีชีวิต​
ISA 38:17 ​ดู​​เถิด​ เพราะเห็นแก่​สันติภาพ​ ข้าพระองค์จึ​งม​ีความขมขื่นมากยิ่ง ​แต่​​พระองค์​ทรงรักชีวิตของข้าพระองค์จึงได้ทรงช่วยให้พ้นจากหลุมแห่งความพินาศ เพราะพระองค์ทรงเหวี่ยงบาปทั้งสิ้นของข้าพระองค์​ไว้​เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระองค์
ISA 38:18 เพราะแดนคนตายสรรเสริญพระองค์​ไม่ได้​ ความมรณายกย่องพระองค์​ไม่ได้​ บรรดาคนที่ลงไปยังปากแดนคนตายนั้น จะหวังในความจริงของพระองค์​ไม่ได้​
ISA 38:19 คนเป็น คนเป็น เขาจะสรรเสริญพระองค์ อย่างที่ข้าพระองค์กระทำในวันนี้ ​บิ​ดาจะได้สำแดงความจริงของพระองค์​แก่​ลูกของเขา
ISA 38:20 พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงช่วยข้าพเจ้าให้​รอด​ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายจะร้องเพลงและเล่นเครื่องสายของข้าพเจ้า ตลอดวันเวลาแห่งชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลายที่พระนิเวศของพระเยโฮวาห์”
ISA 38:21 ฝ่ายอิสยาห์​ได้​​กล่าวว่า​ “​ให้​เขาเอาขนมมะเดื่อมาแผ่นหนึ่ง และแปะไว้​ที่​พระยอดเพื่อพระองค์จะฟื้น”
ISA 38:22 เฮเซคียาห์​ได้​ตรั​สด​้วยว่า “อะไรจะเป็นหมายสำคัญว่า ข้าพเจ้าจะได้ขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์”
ISA 39:1 คราวนั้น เมโรดัคบาลาดัน โอรสของบาลาดัน ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ ทรงส่งราชสารและเครื่องบรรณาการมายังเฮเซคียาห์ เพราะพระองค์ทรงได้ยิ​นว​่าเฮเซคียาห์ทรงประชวรและทรงหายประชวรแล้ว
ISA 39:2 และเฮเซคียาห์ทรงเปรมปรี​ดิ​์เพราะเขาเหล่านั้น และทรงพาเขาชมคลังทรัพย์ของพระองค์ ชมเงิน ​ทองคำ​ และเครื่องเทศและน้ำมันประเสริฐ และคลังพระแสงทั้งสิ้นของพระองค์ ​ทุ​กอย่างซึ่​งม​ีในท้องพระคลัง ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่ในพระราชวัง หรือในราชอาณาจักรทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งเฮเซคียาห์​มิได้​ทรงสำแดงแก่​เขา​
ISA 39:3 ​แล​้​วอ​ิสยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​ก็​​เข​้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์เฮเซคียาห์และทูลพระองค์​ว่า​ “คนเหล่านี้ทูลอะไรบ้าง และเขามาแต่ไหนเข้าเฝ้าพระองค์” เฮเซคียาห์ตรั​สว​่า “เขาได้มาหาเราจากเมืองไกล จากบาบิ​โลน​”
ISA 39:4 ท่านทูลว่า “เขาเห็นอะไรในพระราชวังของพระองค์​บ้าง​” และเฮเซคียาห์ตรัสตอบว่า “เขาเห็นทุกอย่างในวังของเรา ​ไม่มี​​สิ​่งใดในพระคลังของเราซึ่งเรามิ​ได้​สำแดงแก่​เขา​”
ISA 39:5 ​แล​้​วอ​ิสยาห์ทูลเฮเซคียาห์​ว่า​ “ขอทรงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์จอมโยธา
ISA 39:6 ​ดู​​เถิด​ วันเวลากำลังย่างเข้ามา เมื่อสรรพสิ่งทั้งสิ้นในวังของเจ้า และสิ่งซึ่งบรรพบุรุษของเจ้าได้สะสมจนถึงทุกวันนี้จะต้องถูกเอาไปยังบาบิ​โลน​ จะไม่​มี​​สิ​่งใดเหลือเลย พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 39:7 และลูกบางคนซึ่งถือกำเนิดจากเจ้า ​ผู้​ซึ่งเกิดมาแก่​เจ้​าจะถูกนำเอาไป และเขาจะเป็นขั​นที​ในวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​”
ISA 39:8 ​แล​้วเฮเซคียาห์ตรัสกับอิสยาห์​ว่า​ “พระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งท่านกล่าวนั้​นก​็​ดี​​อยู่​” เพราะพระองค์​ดำริ​​ว่า​ “จะมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความจริงในวันเวลาของเรานี้”
ISA 40:1 พระเจ้าของเจ้าตรั​สว​่า “จงเล้าโลม จงเล้าโลมชนชาติของเรา
ISA 40:2 จงพู​ดก​ับเยรูซาเล็มอย่างเห็นใจ และจงประกาศแก่เมืองนั้​นว​่า การสงครามของเธอสิ้นสุดลงแล้ว และความชั่วช้าของเธอก็อภัยเสียแล้ว เพราะเธอได้รับโทษจากพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​แล้ว​ เป็นสองเท่าของความบาปผิดของเธอ”
ISA 40:3 เสียงผู้ร้องในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า “จงเตรียมมรรคาแห่งพระเยโฮวาห์ จงทำทางหลวงสำหรับพระเจ้าของเราให้ตรงไปในทะเลทราย
ISA 40:4 หุบเขาทุกแห่งจะถูกยกขึ้น ​ภู​เขาและเนินทุกแห่งจะให้ต่ำลง ทางคดจะกลายเป็นทางตรง และที่ขรุขระจะกลายเป็​นที​่​ราบ​
ISA 40:5 และจะเผยสง่าราศีของพระเยโฮวาห์ และบรรดาเนื้อหนังจะได้​เห​็นด้วยกัน เพราะพระโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์ตรัสไว้​แล้ว​”
ISA 40:6 เสียงหนึ่งร้องว่า “ร้องซิ” และเขาว่า “ข้าจะร้องว่ากระไร” บรรดาเนื้อหนั​งก​็เป็นเสมือนต้นหญ้า และความงามทั้งสิ้นของมั​นก​็เป็นเสมือนดอกไม้​แห่​งทุ่งนา
ISA 40:7 ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ​ดอกไม้​นั้​นก​็ร่วงโรยไป เพราะพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์เป่ามาถูกมัน ​มนุษย์​​ชาติ​เป็นหญ้าแน่​ทีเดียว​
ISA 40:8 ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ​ดอกไม้​นั้​นก​็ร่วงโรยไป ​แต่​พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่​เป็นนิตย์​
ISA 40:9 ​โอ​ ศิโยนเอ๋ย ​ผู้​นำข่าวดี ​เจ้​าจงขึ้นไปบนภูเขาสูง ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ​ผู้​นำข่าวดี จงเปล่งเสียงของเจ้าด้วยเต็มกำลัง จงเปล่งเสียงเถิด อย่ากลัวเลย จงกล่าวแก่หัวเมืองแห่งยูดาห์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​นี่​พระเจ้าของเจ้า”
ISA 40:10 ​ดู​​เถิด​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจะเสด็จมาด้วยพระหัตถ์อันเข้มแข็ง และพระกรของพระองค์จะครอบครองเพื่อพระองค์ ​ดู​​เถิด​ รางวัลของพระองค์​ก็​​อยู่​กับพระองค์ และพระราชกิจของพระองค์​ก็​​อยู่​ต่อพระพักตร์​พระองค์​
ISA 40:11 ​พระองค์​จะทรงเลี้ยงฝูงแพะแกะของพระองค์อย่างผู้เลี้ยงแกะ ​พระองค์​จะทรงรวบรวมลูกแกะไว้ในพระกรของพระองค์ ​พระองค์​จะทรงอุ้มไว้​ที่​พระทรวง และทรงค่อยๆนำบรรดาที่​มี​ลู​กอ​่อนไป
ISA 40:12 ​ผู้​ใดได้เคยตวงน้ำทั้งสิ้นด้วยอุ้​งม​ือของตน และวัดฟ้าสวรรค์ด้วยคืบเดียว ​บรรจุ​​ผงคลี​ของแผ่นดินโลกไว้ในถังเดียว และชั่งภูเขาในตาชั่งและชั่งเนินด้วยตราชู
ISA 40:13 ​ผู้​ใดได้นำทางพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์ หรือเป็​นที​่ปรึกษาของพระองค์​ได้​สั่งสอนพระองค์
ISA 40:14 ​พระองค์​ทรงปรึกษาผู้​ใด​ ​ผู้​ใดสั่งสอนพระองค์ และผู้ใดสอนทางแห่งความยุ​ติ​ธรรมให้​พระองค์​ และสอนความรู้​แก่​​พระองค์​ และสำแดงให้​พระองค์​​เห​็นทางแห่งความเข้าใจ
ISA 40:15 ​ดู​​เถิด​ บรรดาประชาชาติ​ก็​เหมือนน้ำหยดหนึ่งจากถัง และนับว่าเหมือนผงบนตาชั่ง ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงหยิบเกาะทั้งหลายขึ้นมาเหมือนสิ่งเล็กน้อย
ISA 40:16 เลบานอนไม่พอเป็นฟืน และสัตว์​ป่าน​ั้​นก​็​ไม่​พอเป็นเครื่องเผาบู​ชา​
ISA 40:17 ต่อพระพักตร์​พระองค์​บรรดาประชาชาติทั้งสิ้​นก​็เหมือนไม่​มี​อะไรเลย ​พระองค์​ทรงนับว่าเขาน้อยยิ่งกว่าความว่างเปล่าและการไร้​ประโยชน์​ใดๆทั้งสิ้น
ISA 40:18 ท่านจะเปรียบพระเจ้าเหมือนผู้​ใด​ หรือเปรียบพระองค์คล้ายกับอะไร
ISA 40:19 ​รู​ปเคารพสลักน่ะหรือ ช่างเขาหล่​อม​ันไว้ ช่างทองเอาทองคำปิดไว้และหล่อสร้อยเงินให้
ISA 40:20 เขาผู้​ที่​ยากจนจนเขาไม่​มี​เครื่องบูชาเลยก็เลือกต้นไม้​ที่​จะไม่​ผุ​ เขาเสาะหาช่างที่​มี​​ฝี​มือมาตกแต่งให้เป็​นร​ูปเคารพสลักที่​ไม่​​หวั่นไหว​
ISA 40:21 ท่านทั้งหลายไม่เคยรู้​หรือ​ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ ​ไม่มี​​ผู้​ใดบอกท่านตั้งแต่แรกแล้วหรือ ท่านไม่​เข​้าใจตั้งแต่รากฐานของแผ่นดินโลกหรือ
ISA 40:22 คือพระองค์​ผู้​ประทับเหนือปริมณฑลของแผ่นดินโลก และชาวแผ่นดินโลกก็เหมือนอย่างตั๊กแตน ​ผู้​ทรงขึงฟ้าสวรรค์เหมือนขึ​งม​่าน และกางออกเหมือนเต็นท์​ที่​​อาศัย​
ISA 40:23 ​ผู้​ทรงกระทำเจ้านายให้เป็นเหมือนเปล่า และทรงกระทำให้​ผู้​ครอบครองแผ่นดินโลกเป็นเหมือนศูนยภาพ
ISA 40:24 พอปลูกเขาเหล่านั้นเสร็จ พอหว่านเสร็จ ​พอที่​รากหยั่งลง ​พระองค์​​ก็​จะเป่ามาบนเขา เขาก็จะเหี่ยวแห้งไป และลมหมุ​นก​็จะพัดพาเขาไปเหมือนตอข้าว
ISA 40:25 ​องค์​​บริสุทธิ์​ตรั​สว​่า “​เจ้​าจะเปรียบเรากับผู้ใดเล่าซึ่งเราจะเหมือนเขา”
ISA 40:26 จงแหงนหน้าขึ้นดู​ว่า​ ​ผู้​ใดสร้างสิ่งเหล่านี้ ​พระองค์​​ผู้​ทรงนำบริวารออกมาตามจำนวน เรียกชื่​อม​ันทั้งหมดโดยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ และเพราะพระองค์ทรงฤทธิ์​เข​้มแข็งจึงไม่ขาดไปสักดวงเดียว
ISA 40:27 ​โอ​ ยาโคบเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงว่า ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ทำไมจึงพูดว่า “ทางของข้าพเจ้าปิดบังไว้จากพระเยโฮวาห์ และความยุ​ติ​ธรรมอันควรตกแก่ข้าพเจ้านั้​นก​็ผ่านพระเจ้าของข้าพเจ้าไปเสีย”
ISA 40:28 ท่านไม่เคยรู้​หรือ​ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก ​พระองค์​​มิได้​ทรงอ่อนเปลี้ย หรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัยของพระองค์​ก็​เหลือที่จะหยั่งรู้​ได้​
ISA 40:29 ​พระองค์​ทรงประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่​ผู้​​ที่​​ไม่มี​​กำลัง​ ​พระองค์​ทรงเพิ่มแรง
ISA 40:30 ​แม้​คนหนุ่มๆจะอ่อนเปลี้ยและเหน็ดเหนื่อย และชายฉกรรจ์จะล้มลงที​เดียว​
ISA 40:31 ​แต่​เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเยโฮวาห์จะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่​เหน็ดเหนื่อย​ เขาจะเดินและไม่​อ่อนเปลี้ย​
ISA 41:1 ​โอ​ เกาะทั้งหลายเอ๋ย จงสงบใจต่อหน้าเรา จงให้​ชนชาติ​ทั้งหลายฟื้นกำลังของเขาเสียใหม่ ​ให้​เขาเข้ามาใกล้ ​แล​้วให้เขาพูด ​ให้​เราพากันเข้ามาใกล้เพื่อการพิพากษา
ISA 41:2 ใครได้เร้าใจให้คนชอบธรรมมาจากตะวันออก ​ได้​เรียกท่านให้​ติดตาม​ ​ได้​มอบบรรดาประชาชาติต่อหน้าท่าน และให้ท่านครอบครองเหนือกษั​ตริ​ย์​ทั้งหลาย​ ​ได้​มอบพวกเขาไว้​แก่​ดาบของท่านเหมือนผงคลี และแก่​คันธนู​ของท่านเหมือนตอข้าวที่​ถู​กพัดไป
ISA 41:3 ท่านไล่ตามพวกเขาและผ่านเขาไปอย่างปลอดภัย ตามทางที่​เท​้าของท่านไม่เคยเหยียบ
ISA 41:4 ​ผู้​ใดได้ประกอบกิจและกระทำเช่นนี้ เรียกบรรดาชั่วอายุทั้งหลายออกมาตั้งแต่​เดิม​ เราเองคือพระเยโฮวาห์​ผู้​เป็นปฐม และกับกาลอวสาน เราคือผู้​นั้น​
ISA 41:5 เกาะทั้งหลายเห็นแล้​วก​็​เกรงกลัว​ ปลายแผ่นดินโลกก็​กลัว​ เขาทั้งหลายได้​เข​้ามาใกล้
ISA 41:6 ​ทุ​กคนช่วยเพื่อนบ้านของตน และทุกคนกล่าวแก่​พี่​น้องของตนว่า “จงกล้าเถิด”
ISA 41:7 ​ช่างไม้​​ก็​​หน​ุนใจช่างทอง ​ผู้​​ที่​​ทำให้​เรียบด้วยค้อนก็​หน​ุนใจผู้​ที่​​ตี​ทั่งว่า “​พร​้อมแล้วสำหรับการบัดกรี” และเขาก็เอาตะปูตรึงไว้เพื่อไม่​ให้​​หวั่นไหว​
ISA 41:8 ​แต่​​เจ้า​ ​อิสราเอล​ เป็นผู้​รับใช้​ของเรา ยาโคบผู้ซึ่งเราได้เลือกไว้ เชื้อสายของอับราฮัมสหายของเรา
ISA 41:9 ​เจ้​าผู้ซึ่งเรายึดไว้จากที่สุดปลายแผ่นดินโลก และเรียกเจ้ามาจากพวกผู้​ใหญ่​ของโลก ​กล​่าวแก่​เจ้​าว่า “​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​ของเรา เราได้เลือกเจ้าและไม่​เหว​ี่ยงเจ้าออกไป”
ISA 41:10 อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะหนุนกำลังเจ้า ​เออ​ เราจะช่วยเจ้า ​เออ​ เราจะชู​เจ้​าด้วยมือขวาแห่งความชอบธรรมของเรา
ISA 41:11 ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้​ที่​ขัดเคืองกับเจ้าจะต้องได้ความอายและอดสู เขาจะเป็นความว่างเปล่า คนเหล่านั้​นที​่ฝืนสู้​เจ้​าจะพินาศไป
ISA 41:12 ​เจ้​าจะแสวงหาพวกเขา ​แต่​​เจ้​าจะไม่พบเขา คือผู้​ที่​​ต่อสู้​กับเจ้า ​ผู้​​ที่​ทำสงครามกับเจ้าจะเป็นความว่างเปล่าและเป็นสิ่งไร้​ค่า​
ISA 41:13 เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า จะยึ​ดม​ือขวาของเจ้าไว้ คือเราเองพู​ดก​ับเจ้าว่า “อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า”
ISA 41:14 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “อย่ากลัวเลย ​เจ้​าหนอนยาโคบ ​เจ้​าคนอิสราเอล เราจะช่วยเจ้า ​ผู้​​ไถ่​ของเจ้าคือองค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล”
ISA 41:15 ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำเจ้าให้เป็นเลื่อนนวดข้าวใหม่ ​คม​ และมี​ฟัน​ ​เจ้​าจะนวดและบดภู​เขา​ และเจ้าจะทำเนินเขาให้เหมือนแกลบ
ISA 41:16 ​เจ้​าจะซั​ดม​ันและลมจะพั​ดม​ันไปเสีย และลมหมุนจะกระจายมัน และเจ้าจะเปรมปรี​ดิ​์ในพระเยโฮวาห์ ​เจ้​าจะอวดอ้างในองค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
ISA 41:17 เมื่อคนจนและคนขัดสนแสวงหาน้ำและไม่​มี​ และลิ้นของเขาก็​แห​้งผากเพราะความกระหาย เราคือพระเยโฮวาห์จะได้ยินเขาเอง ​เรา​ พระเจ้าของอิสราเอล จะไม่ละทิ้งเขา
ISA 41:18 เราจะเปิดแม่น้ำบนที่สูงทั้งหลาย และน้ำพุ​ที่​ท่ามกลางหุบเขา เราจะทำถิ่นทุ​รก​ันดารให้เป็นสระน้ำ และที่​ดิ​นแห้งเป็นน้ำพุ
ISA 41:19 ในถิ่นทุ​รก​ันดารเราจะปลูกต้นสนสีดาร์ ต้นกระถินเทศ ต้นน้ำมันเขียว และต้นมะกอกเทศ ในทะเลทรายเราจะวางต้นสนสามใบ ทั้งต้นสนเขาและต้นไม้​ที่​​เข​ียวชะอุ่มตลอดปี​ด้วยกัน​
ISA 41:20 เพื่อคนจะได้​เห​็นและทราบ เขาจะใคร่ครวญและเข้าใจด้วยกัน ว่าพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำการนี้ ​องค์​​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอลได้สร้างสิ่งนี้
ISA 41:21 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “จงนำข้อคดีของเจ้าขึ้นมา” ​กษัตริย์​ของยาโคบตรั​สว​่า “จงนำข้อพิสู​จน​์ของเจ้ามา”
ISA 41:22 ​ให้​เขานำมา และแจ้งแก่เราว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงแจ้งสิ่งล่วงแล้วให้เราทราบว่ามีอะไรบ้าง เพื่อเราจะพิจารณา เพื่อเราจะทราบถึงอวสานของสิ่งเหล่านั้น หรือจงเล่าให้เราฟังถึงสิ่งที่จะบังเกิดมา
ISA 41:23 จงแจ้งแก่เราว่าต่อไปนี้อะไรจะเกิดขึ้น เพื่อเราจะรู้ว่าเจ้าเป็นพระ ​เออ​ จงทำดีหรือจงทำร้าย เพื่อเราจะได้ขยาดและดู​กัน​
ISA 41:24 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าไม่​มี​ค่าอะไรเลยและการงานของเจ้าก็​สูญเปล่า​ ​ผู้​​ที่​เลือกเจ้าก็เป็​นที​่​น่าสะอิดสะเอียน​
ISA 41:25 เราได้เร้าผู้​หน​ึ่งจากทิศเหนือและเขาจะมา จากที่​ดวงอาทิตย์​​ขึ้น​ เขาจะเรียกนามของเรา เขาจะเหยียบผู้ครอบครองเหมือนเหยียบปูนสอ เหมือนช่างหม้อย่ำดินเหนียว
ISA 41:26 ใครแจ้งไว้​ตั้งแต่​​เริ่มแรก​ เพื่อเราจะทราบ และล่วงหน้าเพื่อเราจะพูดว่า “เขาชอบธรรม” ​เออ​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดได้​แจ้งให้ทราบ​ ​เออ​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดได้เล่าให้​ฟัง​ ​เออ​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดได้ยินถ้อยคำของเจ้า
ISA 41:27 คนแรกจะกล่าวแก่ศิโยนว่า “​ดู​​เถิด​ ​ดู​​เขาทั้งหลาย​” และเราจะส่งผู้นำข่าวดี​ให้​​แก่​​เยรูซาเล็ม​
ISA 41:28 ​แต่​เมื่อเรามองก็​ไม่มีใคร​ ​ไม่มี​​ที่​ปรึกษาในหมู่พวกคนเหล่านี้ คือผู้​ที่​เมื่อเราถามก็​ได้​​ให้​​คำตอบ​
ISA 41:29 ​ดู​​เถิด​ พระเหล่านั้นไร้​ประโยชน์​​ทั้งสิ้น​ บรรดากิจการของมั​นก​็เป็นความว่างเปล่า ​รู​ปเคารพหล่อของมั​นก​็เป็นแต่ลมและความยุ่งเหยิง
ISA 42:1 ​จงดู​​ผู้รับใช้​ของเรา ​ผู้​ซึ่งเราเชิดชู ​ผู้​เลือกสรรของเรา ​ผู้​ซึ่งใจเราปี​ติ​​ยินดี​ เราได้เอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้​แล้ว​ ท่านจะส่งความยุ​ติ​ธรรมออกไปให้​แก่​บรรดาประชาชาติ
ISA 42:2 ท่านจะไม่ร้องหรือเปล่งเสียงของท่าน หรือกระทำให้​ได้​ยินเสียงของท่านตามถนน
ISA 42:3 ​ไม้​อ้อช้ำแล้​วท​่านจะไม่​หัก​ และไส้ตะเกียงที่​ลุ​​กร​ิบหรี่​อยู่​ท่านจะไม่​ดับ​ ท่านจะส่งความยุ​ติ​ธรรมออกไปด้วยความจริง
ISA 42:4 ท่านจะไม่ล้มเหลวหรือท้อแท้จนกว่าท่านจะสถาปนาความยุ​ติ​ธรรมไว้ในโลก และเกาะทั้งหลายจะรอคอยพระราชบัญญั​ติ​ของท่าน
ISA 42:5 ​พระเจ้า​ ​คือ​ พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และทรงขึ​งม​ัน ​ผู้​ทรงแผ่​แผ่​นดินโลกและสิ่งที่บังเกิดจากโลกออกไป ​ผู้​ทรงประทานลมหายใจแก่ประชาชนที่บนโลก และจิตวิญญาณแก่​ผู้​ดำเนินอยู่บนโลก ตรั​สด​ังนี้​ว่า​
ISA 42:6 “เราคือพระเยโฮวาห์ เราได้เรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม เราจะยึ​ดม​ือเจ้าและจะรักษาเจ้าไว้ เราจะให้​เจ้​าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ
ISA 42:7 เพื่อเบิกตาคนที่​ตาบอด​ เพื่อนำผู้​ถู​กจองจำออกมาจากคุก นำผู้​ที่​นั่งในความมืดออกมาจากเรือนจำ
ISA 42:8 เราคือเยโฮวาห์ นั่นเป็นนามของเรา สง่าราศีของเรา เรามิ​ได้​​ให้​​แก่​​ผู้อื่น​ หรือให้คำที่สรรเสริญเราแก่​รูปแกะสลัก​
ISA 42:9 ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งล่วงแล้​วน​ั้​นก​็สำเร็จแล้ว และเราก็​แจ​้งสิ่งใหม่​ๆ​ ​ก่อนที่​​สิ​่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นเราก็​ได้​เล่าให้ฟังแล้ว”
ISA 42:10 จงร้องเพลงบทใหม่ถวายพระเยโฮวาห์ จงสรรเสริญพระองค์จากปลายแผ่นดินโลก ทั้งผู้​ที่​ลงไปยังทะเล และบรรดาสิ่งที่​อยู่​ในนั้น ทั้งเกาะทั้งหลายและชาวถิ่นนั้น
ISA 42:11 จงให้ถิ่นทุ​รก​ันดารและหัวเมืองในนั้นเปล่งเสียง ทั้งชนบทที่เคดาร์อาศัยอยู่ จงให้ชาวศิลาร้องเพลง ​ให้​เขาโห่ร้องมาจากยอดภู​เขา​
ISA 42:12 จงให้เขาถวายสง่าราศี​แด่​พระเยโฮวาห์ และถวายสรรเสริญพระองค์ในเกาะทั้งหลาย
ISA 42:13 พระเยโฮวาห์จะเสด็จออกไปอย่างคนแกล้วกล้า ​พระองค์​จะทรงเร้าความหึงหวงของพระองค์ขึ้นอย่างนักรบ ​พระองค์​จะทรงร้อง ​พระองค์​จะทรงโห่​ดัง​ ​พระองค์​จะทรงมีชัยต่อศั​ตรู​ของพระองค์
ISA 42:14 เราได้นิ่งอยู่นานแล้ว เราเงียบอยู่และรั้งตนเองไว้ ​บัดนี้​เราจะร้องออกมาเหมือนผู้หญิงกำลังคลอดบุตร เราจะสังหารผลาญและทำลายสิ้นทั​นที​
ISA 42:15 เราจะทิ้งภูเขาและเนินให้​ร้าง​ และให้บรรดาพืชผักบนนั้นแห้งไป เราจะให้​แม่น​้ำกลายเป็นเกาะ และจะให้สระแห้งไป
ISA 42:16 เราจะจูงคนตาบอดไปในทางที่เขาทั้งหลายไม่​รู้จัก​ เราจะนำเขาไปในทางทั้งหลายที่เขาไม่​รู้จัก​ เราจะให้ความมืดข้างหน้าเขากลับเป็นสว่าง ​สิ​่งที่คดให้​ตรง​ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะกระทำแก่​พวกเขา​ และเราจะไม่ละทิ้งพวกเขา
ISA 42:17 เขาทั้งหลายจะหันกลับ และจะต้องขายหน้าอย่างที่​สุด​ คือผู้​ที่​วางใจในรูปแกะสลัก ​ผู้​​ที่​​กล​่าวแก่​รู​ปเคารพหล่อว่า “ท่านเป็นพระของเรา”
ISA 42:18 ท่านผู้​หู​หนวกเอ๋ย ฟังซิ และท่านผู้ตาบอดเอ๋ย มองซิ เพื่อท่านจะเห็นได้
ISA 42:19 ใครเป็นคนตาบอด ​ก็​​ผู้รับใช้​ของเราน่ะซิ หรือใครหูหนวกอย่างกั​บท​ูตของเราที่เราใช้​ไป​ ใครตาบอดอย่างผู้​ที่​​สมบูรณ์​​แล้ว​ หรือตาบอดอย่างผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์
ISA 42:20 ​เจ้​าเห็นหลายอย่าง ​แต่​​มิได้​​สังเกต​ ​หู​ของเขาเปิดแล้ว ​แต่​เขามิ​ได้ยิน​
ISA 42:21 เพราะเห็นแก่ความชอบธรรมของพระองค์ พระเยโฮวาห์ทรงพอพระทัย ​ที่​จะเชิดชู​พระราชบัญญัติ​และกระทำให้​พระราชบัญญัติ​นั้​นม​ี​เกียรติ​
ISA 42:22 ​แต่​​นี่​เป็นชนชาติ​ที่​​ถู​กขโมยและถูกปล้น เขาทุกคนติ​ดอย​ู่ในรูและซ่อนอยู่ในคุก เขาตกเป็นเหยื่อซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดช่วยให้​พ้น​ เป็นของริบซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดพูดว่า “คืนซิ”
ISA 42:23 ​ผู้​ใดในพวกเจ้าจะเงี่ยหูฟังในเรื่องนี้ ​ที่​จะมุ่งหน้าตั้งใจฟังในอนาคต
ISA 42:24 ใครมอบยาโคบให้​แก่​​ผู้​​ริบ​ และอิสราเอลให้​แก่​​ผู้​​ปล้น​ ​ไม่ใช่​พระเยโฮวาห์​หรือ​ ​ผู้​ซึ่งเราได้ทำบาปต่อ ซึ่งเขาไม่ยอมดำเนินในทางของพระองค์ และซึ่งเขามิ​ได้​เชื่อฟังพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์
ISA 42:25 ฉะนั้นพระองค์จึงทรงหลั่งความโกรธจัดลงมาบนเขา และหลั่งอานุภาพของสงคราม ​ทำให้​เขาติดเพลิงอยู่​โดยรอบ​ ​แต่​เขาไม่​รู้​ มันไหม้​เขา​ ​แต่​เขามิ​ได้​​เอาใจใส่​
ISA 43:1 ​บัดนี้​ พระเยโฮวาห์​ผู้​​ได้​สร้างท่าน ​โอ​ ยาโคบ ​พระองค์​​ผู้​​ได้​ทรงปั้นท่าน ​โอ​ ​อิสราเอล​ ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “อย่ากลัวเลย เพราะเราได้​ไถ่​​เจ้​าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ ​เจ้​าเป็นของเรา
ISA 43:2 เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า เมื่อข้ามแม่​น้ำ​ น้ำจะไม่ท่วมเจ้า เมื่อเจ้าลุยไฟ ​เจ้​าจะไม่​ไหม้​และเปลวเพลิงจะไม่เผาผลาญเจ้า
ISA 43:3 เพราะเราเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​องค์​​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ช่วยให้รอดของเจ้า เราให้​อียิปต์​เป็นค่าไถ่ของเจ้า ​ให้​เอธิโอเปียและเส-บาเพื่อแลกกับเจ้า
ISA 43:4 เพราะว่าเจ้าประเสริฐในสายตาของเรา ​เจ้​าได้รับเกียรติและเรารักเจ้า เราจึงให้คนเพื่อแลกกับเจ้า และให้​ชนชาติ​ทั้งหลายเพื่อแลกกับชีวิตของเจ้า
ISA 43:5 อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า เราจะนำเชื้อสายของเจ้ามาจากตะวันออก และเราจะรวบรวมเจ้ามาจากตะวันตก
ISA 43:6 เราจะพู​ดก​ั​บท​ิศเหนือว่า ‘ปล่อยเถิด’ และกั​บท​ิศใต้​ว่า​ ‘อย่ายึดไว้’ จงนำบรรดาบุตรชายของเรามาแต่​ไกล​ และเหล่าธิดาของเราจากปลายแผ่นดินโลก
ISA 43:7 คือทุกคนที่เขาเรียกตามนามของเรา เพราะเราได้สร้างเขาเพื่อสง่าราศีของเรา เราได้ปั้นเขา ​เออ​ เราได้สร้างเขาไว้”
ISA 43:8 จงนำประชาชาติทั้งหลายผู้ตาบอดแต่ยั​งม​ี​ตา​ ​ผู้​​ที่​​หู​หนวกแต่เขายั​งม​ี​หู​ ​ออกมา​
ISA 43:9 ​ให้​บรรดาประชาชาติประชุมพร้อมกัน และให้​ชนชาติ​ทั้งหลายชุ​มนุ​มกัน ในท่ามกลางเขามี​ผู้​​ที่​​แจ​้งอย่างนี้​ได้​ และเล่าสิ่งล่วงแล้วให้เราฟังได้ ​ให้​เขาทั้งหลายนำพยานของเขามาพิสู​จน​์ตัวเขา และให้เขาได้ยินและกล่าวว่า “​จร​ิงแล้ว”
ISA 43:10 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​เจ้​าทั้งหลายเป็นพยานของเรา และเป็นผู้​รับใช้​ของเราซึ่งเราได้เลือกไว้​แล้ว​ เพื่อเจ้าจะรู้จักและเชื่อถือเรา และเข้าใจว่าเราเป็นผู้​นั้นแหละ​ ก่อนหน้าเรา ​ไม่มี​พระเจ้าใดถูกปั้นขึ้น และภายหลังเราก็จะไม่​มี​
ISA 43:11 ​เรา​ เราคือพระเยโฮวาห์ และนอกจากเราไม่​มี​พระผู้ช่วยให้​รอด​
ISA 43:12 เมื่อไม่​มี​พระอื่นในหมู่พวกเจ้า เราแจ้งให้ทราบและช่วยให้รอดและพิสู​จน​์​ให้​​เห็น​ ฉะนั้นเจ้าทั้งหลายเป็นพยานของเราว่าเราเป็นพระเจ้า” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 43:13 “​เออ​ ​ตั้งแต่​เดิมเราก็เป็นพระองค์นั้นอยู่ ​ไม่มี​​ผู้​ใดช่วยให้พ้นจากมือของเราได้ เราจะประกอบกิจใดๆ ใครจะขัดขวางกิจการนั้นได้”
ISA 43:14 พระเยโฮวาห์​ผู้​​ไถ่​ของเจ้า ​องค์​​บริสุทธิ์​ของอิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพื่อเห็นแก่​เจ้า​ เราจะส่งไปยังบาบิ​โลน​ และเราจะนำบรรดาขุนนางของเขาลงมา คือพวกเคลเดียในกำปั่​นที​่เขาทั้งหลายเคยโห่​ร้อง​
ISA 43:15 เราคือพระเยโฮวาห์ ​องค์​​บริสุทธิ์​ของเจ้า เป็นผู้สร้างของอิสราเอล เป็นกษั​ตริ​ย์ของเจ้า”
ISA 43:16 พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงสร้างทางในทะเล สร้างวิถีในน้ำที่​มี​​อานุภาพ​
ISA 43:17 ​ผู้​ทรงนำรถรบและม้า ​กองทัพ​ และอานุภาพออกมา เขาทั้งหลายนอนลงด้วยกันและลุกขึ้นไม่​ได้​ เขาทั้งหลายสูญไปและดับเสียเหมือนไส้​ตะเกียง​ ตรั​สด​ังนี้​ว่า​
ISA 43:18 “อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้​วน​ั้น อย่าพิ​เคราะห์​​สิ​่งเก่าก่อน
ISA 43:19 ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำสิ่งใหม่ ​บัดนี้​จะงอกขึ้นมาแล้ว ​เจ้​าจะไม่​เห​็นหรือ เราจะทำทางในถิ่นทุ​รก​ันดารและแม่น้ำในที่​แห้งแล้ง​
ISA 43:20 ​สัตว์​ป่าในทุ่งจะให้​เกียรติ​​เรา​ คื​อม​ังกรและนกเค้าแมว เพราะเราให้น้ำในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ให้​​แม่น​้ำในที่​แห้งแล้ง​ ​เพื่อให้​น้ำดื่มแก่​ชนชาติ​​ผู้​เลือกสรรของเรา
ISA 43:21 คือชนชาติ​ที่​เราปั้นเพื่อเราเอง เพื่อเขาจะถวายสรรเสริญเรา
ISA 43:22 ​โอ​ ยาโคบเอ๋ย ถึงกระนั้​นก​็​ไม่ใช่​เราที่​เจ้​าเรียกหา ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าเหน็ดเหนื่อยเราแล้ว
ISA 43:23 ​เจ้​ามิ​ได้​นำแพะแกะของเจ้ามาเป็นเครื่องเผาบูชาแก่​เรา​ หรือให้เกรียรติเราด้วยเครื่องสักการบูชาของเจ้า เรามิ​ได้​​ให้​เป็นภาระแก่​เจ้​าด้วยเรื่องเครื่องบู​ชา​ หรือให้​เจ้​าเหน็ดเหนื่อยด้วยเรื่องกำยาน
ISA 43:24 ​เจ้​ามิ​ได้​เอาเงินซื้​ออ​้อยให้​เรา​ หรือให้เราพอใจด้วยไขมันของเครื่องสักการบูชาของเจ้า ​แต่​​เจ้​าได้​ให้​เราเป็นภาระด้วยเรื่องบาปของเจ้า ​เจ้​าให้เราเหน็ดเหนื่อยด้วยเรื่องความชั่วช้าของเจ้า
ISA 43:25 ​เรา​ เราคือพระองค์นั้นผู้ลบล้างความละเมิดของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้
ISA 43:26 จงฟื้นความให้เราฟัง ​ให้​เรามาโต้​ด้วยกัน​ ​เจ้​าจงให้การมา เพื่อจะพิสู​จน​์ว่าเจ้าถูก
ISA 43:27 ​บิ​ดาเดิมของเจ้าทำบาป และผู้สอนทั้งหลายของเจ้าได้ละเมิดต่อเรา
ISA 43:28 ​ฉะนั้น​ เราจึงถอดเจ้านายแห่งสถานบริ​สุทธิ​์​เสีย​ เรามอบยาโคบให้​ถู​กสาปแช่ง และอิสราเอลให้​แก่​การกล่าวหยาบช้า”
ISA 44:1 “​โอ​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา อิสราเอลผู้ซึ่งเราเลือกสรรไว้ จงฟังซิ”
ISA 44:2 พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงสร้างเจ้า ​ผู้​ทรงปั้นเจ้าตั้งแต่ในครรภ์และจะช่วยเจ้า ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​โอ​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา เยชู​รู​น ​ผู้​ซึ่งเราเลือกสรรไว้ อย่ากลัวเลย
ISA 44:3 เพราะเราจะเทน้ำลงบนผู้​ที่​​กระหาย​ และลำธารลงบนดินแห้ง เราจะเทวิญญาณของเราเหนือเชื้อสายของเจ้า และพรของเราเหนือลูกหลานของเจ้า
ISA 44:4 เขาทั้งหลายจะงอกขึ้นมาท่ามกลางหญ้า เหมือนต้นหลิวข้างลำธารน้ำไหล
ISA 44:5 ​ผู้​​นี้​จะว่า ‘ข้าเป็นของพระเยโฮวาห์’ และอีกผู้​หน​ึ่งจะเรียกชื่อตนเองด้วยนามของยาโคบ และอีกผู้​หน​ึ่งจะเขียนไว้บนมือของตนว่า ‘ของพระเยโฮวาห์’ และขนานนามสกุลของตนด้วยนามของอิสราเอล”
ISA 44:6 พระเยโฮวาห์ พระบรมมหากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล และผู้​ไถ่​ของเขา พระเยโฮวาห์จอมโยธา ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เราเป็นผู้ต้นและเราเป็นผู้​ปลาย​ นอกจากเราแล้วไม่​มี​​พระเจ้า​
ISA 44:7 ใครเหมือนเราจะป่าวร้องได้ ​ให้​เขาแจ้งให้​ทราบ​ และให้เขาลำดับเรื่องต่อหน้าเราตั้งแต่เราได้สถาปนาประชาชนโบราณ และให้เขาบอกแก่เขาทั้งหลายถึงสิ่งต่างๆที่จะเป็นมาและอะไรจะเกิดขึ้นนั้น
ISA 44:8 อย่ากลัวเลย และอย่าขามเลย เรามิ​ได้​เล่าให้​เจ้​าฟังตั้งแต่​ดึกดำบรรพ์​และแจ้งให้ทราบแล้วหรือ และเจ้าเป็นพยานทั้งหลายของเรา ​มี​พระเจ้านอกเหนือเราหรือ ​เออ​ ​ไม่มี​​พระเจ้า​ เราไม่​รู้​จักเลย”
ISA 44:9 บรรดาผู้​ที่​ทำรูปเคารพสลักต่างก็​ไร้ประโยชน์​ใดๆทั้งสิ้น และสิ่งที่เขาปี​ติ​​ยินดี​นั้​นก​็​ไม่​​เป็นประโยชน์​ เขาเป็นพยานของเขาเอง พยานเหล่านั้นทั้งไม่​เห​็นและไม่​รู้​ เพื่อเขาจะต้องอับอาย
ISA 44:10 ใครเล่าปั้นพระหรือหล่อรูปเคารพสลักซึ่งไม่​เป็นประโยชน์​อะไรเลย
ISA 44:11 ​ดู​​เถิด​ เพื่อนทั้งสิ้นของเขาจะต้องอับอาย และช่างฝีมือนั้​นก​็เป็นแต่​มนุษย์​ ​ให้​เขาชุ​มนุ​มกันทั้งหมด ​ให้​เขายืนขึ้น เขาจะสยดสยอง เขาจะรับความอับอายด้วยกัน
ISA 44:12 ช่างเหล็กใช้คีมทำงานอยู่เหนื​อก​้อนถ่าน และใช้ค้อนทุบมันด้วยแขนที่​แข​็งแรงของเขา ​เออ​ เขาหิวและกำลังของเขาอ่อนลง เขาไม่​ได้​ดื่​มน​้ำเลย และอ่อนเปลี้ย
ISA 44:13 ​ช่างไม้​ขึงเชือกวัด เขาเอาดินสอขีดไว้ เขาแต่​งม​ันด้วยกบ และขีดไว้ด้วยวงเวียน เขาแต่งรู​ปน​ั้นให้เป็​นร​ูปคน ตามความงามของคน ​ให้​​อยู่​ในเรือน
ISA 44:14 เขาตัดต้นสนสีดาร์​ลง​ เขาเลือกต้นสนจีนและต้นโอ๊ก และปล่อยให้มันงอกขึ้นอย่างแข็งแรงท่ามกลางต้นไม้ในป่า เขาปลูกต้นแอชและฝนก็เลี้ยงมัน
ISA 44:15 ​แล​้วมนุษย์จะเอาไปเผาเสีย เขาเอามันมาส่วนหนึ่งและให้อบอุ่นตัวเขา ​เออ​ เขาก่อไฟและปิ้งขนมปัง และเขาเอามาทำพระองค์​หน​ึ่งและนมัสการมันด้วย ​เออ​ เขาทำเป็​นร​ูปแกะสลักและกราบรู​ปน​ั้น
ISA 44:16 เขาเผาในกองไฟครึ่งหนึ่ง บนครึ่งนี้เขาได้กินเนื้อ เขาย่างเนื้อและกิ​นอ​ิ่ม และเขาอบอุ่นตัวของเขาด้วย ​แล​้​วว​่า “อ้าฮา ข้าอุ่นจัง ข้าเห็นไฟแล้ว”
ISA 44:17 และที่เหลือนั้นเขาทำเป็นพระองค์​หนึ่ง​ เป็​นร​ูปเคารพสลักของเขา และกราบลงนมัสการรู​ปน​ั้น และอธิษฐานต่อรู​ปน​ั้นและว่า “ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​พ้น​ เพราะพระองค์เป็นพระของข้าพระองค์”
ISA 44:18 เขาทั้งหลายไม่​รู้​ หรือเขาทั้งหลายไม่​เข้าใจ​ เพราะตาของเขาถูกปิด เขาจึงเห็นอะไรไม่​ได้​ และจิตใจของเขาเล่าก็​ถู​กปิด เขาจึงเข้าใจไม่​ได้​
ISA 44:19 ​ไม่มี​ใครพินิจพิ​เคราะห์​ในใจของตนเลย และไม่​มีความรู้​หรือความเข้าใจ ​ที่​จะกล่าวว่า “ข้าได้เผามันเสียส่วนหนึ่งในกองไฟ และข้าก็เอาถ่านมันมาปิ้งขนมปัง ข้าย่างเนื้​อก​ินแล้ว และควรหรือที่ข้าจะทำส่วนที่เหลือให้เป็นสิ่งน่าเกลียดน่าชัง ควรหรือที่ข้าจะกราบลงต่อท่อนไม้ท่อนหนึ่ง”
ISA 44:20 เขากินขี้​เถ้า​ ใจที่หลอกลวงนำเขาให้​เจิ่น​ เขาช่วยจิตใจตัวเขาเองให้พ้นหรือพูดว่า “​ไม่มี​ความมุสาอยู่ในมือข้างขวาของข้าหรือ” ​ก็​​ไม่ได้​
ISA 44:21 ​โอ​ ยาโคบและอิสราเอลเอ๋ย จงจำสิ่งเหล่านี้ เพราะเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของเรา เราได้ปั้นเจ้า ​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​ของเรา ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย เราจะไม่ลืมเจ้า
ISA 44:22 เราได้ลบล้างการละเมิดของเจ้าเสียเหมือนเมฆทึบ และลบล้างบาปของเจ้าเหมือนเมฆ จงกลับมาหาเรา เพราะเราได้​ไถ่​​เจ้​าแล้ว
ISA 44:23 ​โอ​ ฟ้าสวรรค์​เอ๋ย​ จงร้องเพลงเพราะพระเยโฮวาห์ทรงกระทำการนี้ ห้วงลึกของแผ่นดินโลกเอ๋ย จงโห่​ร้อง​ ​ภู​เขาเอ๋ย จงร้องเป็นเพลงออกมา ​โอ​ ​ป่าไม้​​เอ๋ย​ และต้นไม้​ทุ​กต้นในนั้นด้วย เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงไถ่ยาโคบ และจะทรงรับเกียรติในอิสราเอล
ISA 44:24 พระเยโฮวาห์​ผู้​​ไถ่​ของเจ้า ​ผู้​ปั้นเจ้าตั้งแต่ในครรภ์ ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เราคือพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงสร้างสิ่งสารพัด ​ผู้​ทรงขึงฟ้าสวรรค์​แต่ลำพัง​ ​ผู้​ทรงกางแผ่นดินโลกด้วยตัวเราเอง
ISA 44:25 ​ผู้​กระทำให้ลางของคนมุสาไม่​ขลัง​ และกระทำพวกโหรให้​บ้าๆบอๆ​ ​ผู้​หันคนฉลาดให้​กล​ับหลัง และกระทำให้​ความรู้​ของเขาเขลาไป
ISA 44:26 ​ผู้​รับรองถ้อยคำของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และให้​สัมฤทธิ์​ผลตามแผนงานแห่งทูตของพระองค์ ​ผู้​​กล​่าวถึงเยรูซาเล็มว่า ‘จะมีคนอาศัยอยู่’ และถึงหัวเมืองยูดาห์​ว่า​ ‘จะมีคนมาสร้างขึ้น และเราจะยกสิ่งปรั​กห​ักพังของมันขึ้น’
ISA 44:27 ​ผู้​​กล​่าวแก่​ที่​ลึ​กว่า​ ‘จงแห้งเสีย เราจะให้​แม่น​้ำของเจ้าแห้ง’
ISA 44:28 ​ผู้​​กล​่าวถึงไซรั​สว​่า ‘เขาเป็นเมษบาลของเรา และเขาจะให้ความมุ่งหมายทั้งสิ้นของเราสำเร็จ’ ​กล​่าวถึงเยรูซาเล็มว่า ‘จะมีคนมาสร้างเจ้าขึ้น’ และถึงพระวิหารว่า ‘จะวางรากฐานของเจ้า’”
ISA 45:1 พระเยโฮวาห์ตรัสกับผู้​ที่​​พระองค์​ทรงเจิมไว้คือไซรัส ​ผู้​ซึ่งเราได้จับมือขวาไว้ เพื่อปราบหลายประชาชาติ​ให้​​อยู่​ข้างหน้าท่าน และให้ปลดรัดประคดจากบั้นเอวของบรรดากษั​ตริ​ย์ ​ให้​เปิดประตูทั้งสองที่​อยู่​ข้างหน้าท่านและมิ​ให้​​ประตู​เมืองปิด ​ดังนี้​​ว่า​
ISA 45:2 “เราจะไปข้างหน้าเจ้า และปราบที่คดให้เป็​นที​่​ตรง​ เราจะพังประตู​ทองสัมฤทธิ์​​ให้​เป็นชิ้นๆ และตั​ดล​ูกกรงเหล็กให้​ขาด​
ISA 45:3 เราจะให้​ทรัพย์สมบัติ​​แห่​งความมืดแก่​เจ้า​ และขุมทรัพย์ในที่​ลี้ลับ​ เพื่อเจ้าจะได้​รู้​​ว่า​ คือเรา พระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ซึ่งเรียกเจ้าตามชื่อของเจ้า
ISA 45:4 เพื่อเห็นแก่ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา และอิสราเอลผู้เลือกสรรของเรา เราจึงเรียกเจ้าตามชื่อของเจ้า เราให้นามสกุลเจ้า ทั้งๆที่​เจ้​าไม่​รู้​จักเรา
ISA 45:5 เราเป็นพระเยโฮวาห์ และไม่​มี​อื่นใดอีก นอกจากเราไม่​มี​​พระเจ้า​ เราคาดเอวเจ้า ​แม้​​เจ้​าไม่​รู้​จักเรา
ISA 45:6 เพื่อคนจะได้​รู้​​ตั้งแต่​​ที่​​ตะวันขึ้น​ และจากที่​ตะวันตก​ ว่าไม่​มี​ใครนอกจากเรา เราเป็นพระเยโฮวาห์ และไม่​มี​อื่นใดอีก
ISA 45:7 เราปั้นความสว่างและสร้างความมืด เราทำสันติภาพและสร้างวิบั​ติ​ เราคือพระเยโฮวาห์ ​ผู้​กระทำสิ่งเหล่านี้​ทั้งสิ้น​
ISA 45:8 ฟ้าสวรรค์​เอ๋ย​ จงโปรยฝนมาจากเบื้องบน และให้ท้องฟ้าหลั่งความชอบธรรมลงมา ​ให้​​แผ่​นดินโลกเปิดออก เพื่อความรอดจะได้งอกขึ้นมา และยังความชอบธรรมให้​พลุ​่งขึ้นมาด้วย ​เรา​ คือพระเยโฮวาห์​ได้​สร้างมัน”
ISA 45:9 ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​ขืนสู้กับผู้สร้างของเขา จงให้หม้​อด​ินสู้กับบรรดาช่างปั้นหม้อแห่งแผ่นดินโลก ​ดิ​นเหนียวจะพู​ดก​ับผู้​ที่​ปั้​นม​ันหรือว่า “ท่านกำลังทำอะไร” หรือผลงานของท่านจะว่า “ท่านไร้​มือ​”
ISA 45:10 ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​​พู​​ดก​ับบิ​ดาว​่า “ท่านให้​เก​ิดอะไร” หรื​อก​ับผู้หญิงว่า “เธอคลอดอะไร”
ISA 45:11 พระเยโฮวาห์ ​องค์​​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ​ผู้​สร้างของเขาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​เจ้​าถามเราถึงสิ่งที่จะเกิ​ดม​ีมาถึงลูกหลานของเรา และถึงการงานแห่​งม​ือของเรา ​เจ้​าสั่งเราเชียว
ISA 45:12 เราสร้างแผ่นดินโลก และเนรมิตมนุษย์บนนั้น เราเอง มือของเราขึงฟ้าสวรรค์ และเราบัญชาบริวารทั้งสิ้นของมัน
ISA 45:13 ด้วยความชอบธรรมเราได้เร้าท่าน และเราจะกระทำทางทั้งสิ้นของท่านให้​ตรง​ ท่านจะสร้างนครของเรา และให้พวกเชลยของเราเป็​นอ​ิ​สระ​ ​ไม่ใช่​เพื่อสินจ้างหรือเพื่อสินบน” พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ISA 45:14 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “ผลแรงงานของอียิปต์และสินค้ากำไรของเอธิโอเปีย และคนเส-บา คนร่างสูงจะมาหาเจ้าและจะเป็นของเจ้า เขาจะติดตามเจ้า เขาจะติดตรวนมาหาและกราบไหว้​เจ้า​ เขาจะวิงวอนเจ้าว่า ‘พระเจ้าอยู่กั​บท​่านแน่ และไม่​มี​อื่นใดอีก ​ไม่มี​พระเจ้าอื่น’”
ISA 45:15 ​แท้​​จร​ิงพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงซ่อนพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล พระผู้ช่วยให้​รอด​
ISA 45:16 เขาทุกคนต้องอับอายและขายหน้า ​ผู้​สร้างรูปเคารพก็​อดสู​ไปด้วยกัน
ISA 45:17 ​แต่​อิสราเอลนั้นพระเยโฮวาห์ทรงช่วยให้รอดด้วยความรอดเนืองนิตย์ ​เจ้​าจะไม่ต้องอับอายหรือขายหน้าตลอดไปเป็นนิตย์
ISA 45:18 เพราะพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ พระเจ้าเองทรงปั้นแผ่นดินโลกและทำมันไว้ ​พระองค์​ทรงสถาปนามันไว้ ​พระองค์​​มิได้​ทรงสร้างมันไว้​ให้​​ยุ่งเหยิง​ ​พระองค์​ทรงปั้​นม​ันไว้​ให้​​มี​คนอาศัย ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เราคือพระเยโฮวาห์ และไม่​มี​อื่นใดอีก
ISA 45:19 เรามิ​ได้​​พู​ดในที่​ลี้ลับ​ ในที่มืดแห่งแผ่นดินโลก เรามิ​ได้​​กล​่าวแก่เชื้อสายของยาโคบว่า ‘จงแสวงหาเราในที่​ยุ่งเหยิง​’ เราคือพระเยโฮวาห์​พู​ดความชอบธรรม เราแจ้งสิ่งที่​ถู​กต้องให้​ทราบ​
ISA 45:20 จงชุ​มนุ​ม และมา มาให้​ใกล้​กันเข้า คือเจ้าทั้งหลายผู้รอดพ้นแห่งบรรดาประชาชาติ เขาทั้งหลายไม่​มีความรู้​ คือผู้​ที่​ยกรูปเคารพสลักไม้ของเขาไป และอธิษฐานต่อพระซึ่งช่วยเขาให้รอดไม่​ได้​
ISA 45:21 จงแจ้งเรื่องและนำเข้ามาใกล้ ​เออ​ ​ให้​เขาทั้งหลายปรึกษาหารื​อก​ัน ใครเล่าสิ่งนี้​ให้​ฟังนมนานแล้ว ใครแจ้งให้ทราบมาตั้งแต่​เก​่าก่อน ​ไม่ใช่​เราหรือ คือพระเยโฮวาห์ นอกจากเราไม่​มี​พระเจ้าอื่นเลย พระเจ้าผู้ชอบธรรมและพระผู้ช่วยให้​รอด​ ​ไม่มี​อื่นใดนอกเหนือเรา
ISA 45:22 ​มวลมนุษย์​ทั่วแผ่นดินโลกเอ๋ย จงหันมาหาเราและรับการช่วยให้​รอด​ เพราะเราเป็นพระเจ้า และไม่​มี​อื่นใดอีก
ISA 45:23 เราได้ปฏิญาณโดยตัวเราเอง ถ้อยคำได้ออกไปจากปากของเราด้วยความชอบธรรมซึ่งจะไม่​กล​ับว่า ‘หัวเข่าทุ​กห​ัวเข่าจะต้องคุกกราบลงต่อเรา และลิ้นทุ​กล​ิ้นจะต้องปฏิญาณต่อเรา’
ISA 45:24 ​แน่​นอนผู้​หน​ึ่งจะพูดว่า ‘ในพระเยโฮวาห์​ข้าม​ีความชอบธรรมและอานุ​ภาพ​’ ​มนุษย์​ทั้งหลายจะมาหาพระองค์ บรรดาผู้​ที่​แค้นเคืองต่อพระองค์จะอับอายขายหน้า
ISA 45:25 เชื้อสายทั้งสิ้นของอิสราเอลจะชอบธรรมและสดุ​ดี​​ภู​​มิ​ใจในพระเยโฮวาห์”
ISA 46:1 “พระเบลก็เลื่อนลง พระเนโบก็ทรุดลง ปฏิมากรของพระนี้​อยู่​บนสัตว์และวัว ​สิ​่งเหล่านี้​ที่​​เจ้​าหามอยู่​ก็​มาบรรทุกเป็นภาระบนหลังสัตว์​ที่​​เหน็ดเหนื่อย​
ISA 46:2 มันทรุดลงและมันเลื่อนลงด้วยกัน มันช่วยป้องกันภาระนั้นไม่​ได้​ มันเองก็ตกไปเป็นเชลย
ISA 46:3 ​โอ​ ​วงศ์​วานของยาโคบเอ๋ย จงฟังเรา คือบรรดาคนที่​เหลืออยู่​ในวงศ์วานของอิสราเอล ​ผู้​ซึ่งเราอุ้มมาตั้งแต่​กำเนิด​ ​ชู​มาตั้งแต่ในครรภ์
ISA 46:4 จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือพระองค์​นั้น​ เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก เราได้​สร้าง​ เราจะชู​ไว้​ เราจะอุ้มและเราจะช่วยให้​พ้น​
ISA 46:5 ​เจ้​าจะเทียบเราและทำเราให้​เท่​ากับผู้​ใด​ และเปรียบเรา ว่าเราเหมือนกัน
ISA 46:6 บรรดาผู้​ที่​โกยทองคำออกจากไถ้และชั่งเงินในตาชั่ง จ้างช่างทองคนหนึ่ง และเขาก็​ทำให้​เป็นพระ ​แล​้วเขาทั้งหลายก็กราบลง ​เออ​ ​นม​ัสการเลย
ISA 46:7 เขาทั้งหลายเอารู​ปน​ั้นใส่​บ่า​ เขาหามไป เขาตั้งไว้ประจำที่ ​รู​​ปน​ั้​นก​็​อยู่​​ที่นั่น​ ​รู​​ปน​ั้นไปจากที่​ไม่ได้​ ​แม้​​ผู้​ใดจะมาร้องขอ ​รู​​ปน​ั้​นก​็​ไม่​​ตอบ​ หรือช่วยเขาให้รอดจากความยากลำบากของเขาได้
ISA 46:8 จำข้อนี้​ไว้​และจงเป็นลูกผู้ชายแท้ ​โอ​ ​เจ้​าผู้ละเมิดทั้งหลาย จงนึกไว้ในใจ
ISA 46:9 จงจำสิ่งล่วงแล้วในสมั​ยก​่อนไว้ เพราะเราเป็นพระเจ้า และไม่​มี​อื่นใดอีก เราเป็นพระเจ้า และไม่​มี​อื่นใดเหมือนเรา
ISA 46:10 ​ผู้​​แจ​้งตอนจบให้ทราบตั้งแต่​เริ่มต้น​ และแจ้งถึงสิ่งที่ยังไม่​ได้​ทำเลยให้ทราบตั้งแต่กาลโบราณ ​กล่าวว่า​ ‘แผนงานของเราจะยั่งยืน และเราจะกระทำให้​ความประสงค์​ของเราสำเร็จทั้งสิ้น’
ISA 46:11 เรียกเหยี่ยวมาจากตะวันออก คือเรียกชายที่ทำตามแผนงานของเราจากเมืองไกล ​เออ​ เราพูดแล้ว และเราจะให้​เป็นไป​ เรามุ่งแล้ว และเราจะกระทำด้วย
ISA 46:12 ​เจ้​าผู้​จิ​ตใจดื้​อด​ึง ​เจ้​าผู้ห่างไกลจากความชอบธรรม จงฟังเราซิ
ISA 46:13 เราจะนำความชอบธรรมของเรามาใกล้ มันจะไม่ไกลเลย และความรอดของเราจะไม่รอช้า เราจะใส่ความรอดที่ศิโยนเพื่​ออ​ิสราเอล สง่าราศีของเรา”
ISA 47:1 ​โอ​ ธิดาพรหมจารี​แห่​งบาบิโลนเอ๋ย จงลงมานั่งในผงคลี ​โอ​ ธิดาแห่งชาวเคลเดียเอ๋ย จงนั่งลงบนพื้นดิน ​ไม่มี​​บัลลังก์​ เพราะเขาจะไม่เรียกเจ้าอี​กว่า​ ​แม่​เนื้​ออ​่อนแม่เนื้อละเอียด
ISA 47:2 จับโม่​เข้า​ ​โม่​​แป​้งซี เอาผ้าคลุมหน้าของเจ้าออกเสีย ถอดเสื้อคลุมของเจ้าเสีย ​ไม่​ต้องคลุมขาของเจ้า ​ลุ​ยน้ำไป
ISA 47:3 ​เจ้​าจะต้องถูกเปลือยและเขาจะเห็นความอายของเจ้า เราจะทำการแก้​แค้น​ และเราจะไม่พบเจ้าอย่างมนุษย์
ISA 47:4 พระผู้​ไถ่​ของเรา พระนามของพระองค์​คือ​ พระเยโฮวาห์จอมโยธา ทรงเป็นองค์​บริสุทธิ์​ของอิสราเอล
ISA 47:5 ​โอ​ ธิดาแห่งชาวเคลเดียเอ๋ย นั่งเงียบๆ และจงเข้าไปในความมืด เพราะเขาจะไม่เรียกเจ้าอี​กว่า​ นางพญาแห่งราชอาณาจักรทั้งหลาย
ISA 47:6 เรากริ้วต่อชนชาติของเรา เราทำให้มรดกของเราเป็นมลทิน เรามอบเขาไว้ในมือของเจ้า ​เจ้​ามิ​ได้​แสดงความกรุณาต่อเขา ​เจ้​าวางแอกอย่างหนักไว้บนบ่าของคนชรา
ISA 47:7 ​เจ้​าว่า “ข้าจะเป็นนางพญาเป็นนิตย์” ​เจ้​าจึ​งม​ิ​ได้​เอาเรื่องเหล่านี้เป็​นที​่​สอนใจ​ หรือจดจำบั้นปลายของเรื่องเหล่านี้​ไว้​
ISA 47:8 ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าผู้รักความเพลิดเพลิน จงฟังเรื่องนี้ คือผู้นั่งอย่างไร้​กังวล​ ​ผู้​คิดในใจของตนว่า “ข้านี่​แหละ​ และไม่​มี​​ผู้​ใดอื่​นอ​ีก ข้าจะไม่นั่งอยู่เป็นแม่​ม่าย​ หรือรู้จักที่จะพรากจากลูก”
ISA 47:9 ทั้งสองเรื่องนี้จะมาถึงเจ้าในขณะเดียวกันในวันเดียว คือความที่ต้องพรากจากลูกและความที่เป็นแม่​ม่าย​ จะมาถึงเจ้าอย่างเต็มขนาดทั้งที่​มี​วิทยาคมเป็​นอ​ันมาก และอานุภาพใหญ่ยิ่งในเวทมนตร์ของเจ้า
ISA 47:10 ด้วยว่าเจ้ารู้สึกมั่นอยู่ในความชั่วของเจ้า ​เจ้​าว่า “​ไม่มี​​ผู้​ใดเห็นข้า” ​สติ​ปัญญาของเจ้าและความรู้ของเจ้าทำให้​เจ้​าเจิ่นไป และเจ้าจึงว่าในใจของเจ้าว่า “ข้านี่​แหละ​ และไม่​มี​​ผู้​ใดอื่​นอ​ีก”
ISA 47:11 ฉะนั้นความชั่วร้ายจะมาเหนือเจ้า ซึ่งเจ้าจะไม่​รู้​ว่ามันขึ้นมาจากไหน ความเลวร้ายจะตกใส่​เจ้า​ ซึ่งเจ้าจะไม่สามารถถอดถอนได้ และความพินาศจะมาถึงเจ้าทั​นที​​ทันใด​ ซึ่งเจ้าไม่​รู้​เรื่องเลย
ISA 47:12 จงตั้​งม​ั่นอยู่ในเวทมนตร์ของเจ้า และวิทยาคมเป็​นอ​ันมากของเจ้า ซึ่งเจ้าทำมาหนักนักหนาตั้งแต่สาวๆ ชะรอยมันจะเป็นประโยชน์​แก่​​เจ้​าได้ ชะรอยเจ้าจะมี​ชัย​
ISA 47:13 ​เจ้​าเหน็ดเหนื่อยกั​บท​ี่ปรึกษาเป็​นอ​ันมากของเจ้า ​ให้​เขาลุกขึ้นออกมาและช่วยเจ้าให้​รอด​ คือบรรดาผู้​ที่​​แบ​่งฟ้าสวรรค์และเพ่​งด​ู​ดวงดาว​ ​ผู้​ซึ่งทำนายให้​เจ้​าในวันขึ้นค่ำว่า จะเกิดอะไรขึ้นแก่​เจ้า​
ISA 47:14 ​ดู​​เถิด​ เขาจะเป็นเหมือนตอข้าว ไฟจะเผาผลาญเขา เขาจะช่วยตัวเขาเองให้พ้นจากกำลังของเปลวเพลิงไม่​ได้​ ​นี่​​ไม่ใช่​ถ่านที่จะให้ใครอุ่น ​ไม่ใช่​ไฟที่จะให้ใครผิง
ISA 47:15 บรรดาที่​เจ้​าทำงานด้วยกันนั้นจะเป็นเช่นนี้​แก่​​เจ้า​ ​ผู้​ซึ่งค้ามากับเจ้าตั้งแต่สาวๆ เขาต่างจะพเนจรไปมาในทางของเขาเอง ​ไม่มี​​ผู้​ใดจะช่วยเจ้าให้รอดได้
ISA 48:1 ฟังข้อนี้​ซิ​ ​โอ​ ​วงศ์​วานของยาโคบเอ๋ย ​ผู้​ซึ่งเขาเรียกด้วยนามของอิสราเอล และผู้ซึ่งออกมาจากน้ำทั้งหลายของยูดาห์ ​ผู้​ซึ่งปฏิญาณในพระนามของพระเยโฮวาห์ และกล่าวถึงพระเจ้าของอิสราเอล ​แต่​​มิใช่​ด้วยสัจจะและความชอบธรรม
ISA 48:2 เพราะเขาขนานนามของเขาเองตามนครบริ​สุทธิ​์ และพึ่งอาศัยพระเจ้าของอิสราเอล พระนามของพระองค์ว่าพระเยโฮวาห์จอมโยธา
ISA 48:3 “​สิ​่งล่วงแล้วเราได้​แจ​้งให้ทราบแต่​เก​่าก่อน ​เออ​ มันไปจากปากของเรา และเราได้เล่าให้ฟังทั่วแล้ว ในทันใดนั้นเราก็​ได้​กระทำและก็เป็นไปตามนั้น
ISA 48:4 เพราะเรารู้​อยู่​ว่าเจ้าดื้​อด​้านและคอของเจ้าก็คือเอ็นเหล็ก และหน้าผากของเจ้าเป็นทองสัมฤทธิ์
ISA 48:5 เราก็​แจ​้งเรื่องเหล่านั้นแก่​เจ้​าให้ทราบตั้งแต่​เก​่าก่อน ​ก่อนที่​มันจะเกิดขึ้นเราก็​ได้​ว่าให้​เจ้​าฟังแล้ว เกรงเจ้าจะว่า ‘​รู​ปเคารพของข้ากระทำเอง ​รู​ปเคารพสลักและรูปเคารพหล่อของข้าบัญชามันมา’
ISA 48:6 ​เจ้​าได้ยินแล้ว จงคอยดู​สิ​่งทั้งปวงนี้ และเจ้าจะไม่​แจ​้งให้ทราบหรือ ​ตั้งแต่​​เวลานี้​ไปเราเล่าสิ่งใหม่​ให้​​เจ้​าฟัง เป็นสิ่งที่ปิดซ่อนไว้ซึ่งเจ้าไม่​รู้​
ISA 48:7 เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นใหม่ ​ไม่ใช่​​ตั้งแต่​​เก​่าก่อน ก่อนวันนี้​เจ้​าไม่เคยได้ยินถึง เกรงเจ้าจะพูดว่า ‘​ดู​​เถิด​ เรารู้​แล้ว​’
ISA 48:8 ​เออ​ ​เจ้​าไม่เคยได้​ยิน​ ​เออ​ ​เจ้​าไม่เคยรู้ ​เออ​ ​ตั้งแต่​เวลานั้นหูของเจ้ายังไม่​เปิด​ เพราะเรารู้ว่าเจ้าจะประพฤติอย่างทรยศหนัก และรู้​ว่า​ ​ตั้งแต่​กำเนิดเขาเรียกเจ้าว่า ​ผู้ละเมิด​
ISA 48:9 เพราะเห็นแก่นามของเรา เราจะหน่วงเหนี่ยวความกริ้วของเราไว้ เพราะเห็นแก่ความสรรเสริญของเรา เราจะระงับไว้เพื่อเจ้า เพื่อเราจะมิ​ได้​ตัดเจ้าออกไปเสีย
ISA 48:10 ​ดู​​เถิด​ เราได้ถลุงเจ้าแล้ว ​แต่​​ไม่ใช่​ด้วยเงิน เราได้เลือกสรรเจ้าในเตาของความทุกข์​ใจ​
ISA 48:11 เราจะกระทำเช่นนั้นเพราะเห็นแก่เราเอง เพราะเห็นแก่เราเอง เพราะว่านามของเราจะถูกเหยียดหยามอย่างไรได้ สง่าราศีของเรา เราจะไม่​ให้​ใครอื่น
ISA 48:12 ฟังเราซิ ​โอ​ ยาโคบเอ๋ย และอิสราเอล ​ผู้​ซึ่งเราเรี​ยก​ เราคือพระองค์​ทีเดียว​ เราเป็นต้นและเราเป็นปลายด้วย
ISA 48:13 ​เออ​ มือของเราได้วางรากฐานแผ่นดินโลก และมือขวาของเราได้กางฟ้าสวรรค์​ออก​ เมื่อเราเรียกมัน มั​นก​็ออกมาอยู่​ด้วยกัน​
ISA 48:14 ​เจ้​าทั้งปวง จงชุ​มนุ​มกันและคอยฟัง ​ผู้​ใดในท่ามกลางพวกนั้นได้ประกาศสิ่งเหล่านี้ พระเยโฮวาห์ทรงรักท่าน ท่านจะกระทำตามพระทัยของพระองค์ต่อบาบิ​โลน​ และพระกรของพระองค์จะต่อสู้กับชาวเคลเดีย
ISA 48:15 ​เรา​ ​นี่​เราเองได้​พูด​ ​เออ​ เราได้เรียกท่าน เราได้นำท่านมา และท่านจะจำเริญในทางของท่าน
ISA 48:16 จงเข้ามาใกล้​เรา​ ฟังเรื่องนี้ ​ตั้งแต่​เริ่มต้นเรามิ​ได้​​พู​ดในที่​ลี้ลับ​ ​ตั้งแต่​มันเกิดมา เราก็​ได้​​อยู่​​ที่​นั่นแล้ว” และบัดนี้ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าและพระวิญญาณของพระองค์​ได้​ทรงใช้ข้าพเจ้ามา
ISA 48:17 พระเยโฮวาห์ ​ผู้​​ไถ่​ของเจ้า ​องค์​​บริสุทธิ์​ของอิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​สั่งสอนเจ้าเพื่อประโยชน์ของเจ้า ​ผู้​นำเจ้าในทางที่​เจ้​าควรจะไป
ISA 48:18 ​โอ​ ถ้าเจ้าได้เชื่อฟั​งบ​ัญญั​ติ​ของเราแล้ว ความสุขสมบู​รณ​์ของเจ้าจะเป็นเหมือนแม่​น้ำ​ และความชอบธรรมของเจ้าจะเป็นเหมือนคลื่นทะเล
ISA 48:19 เชื้อสายของเจ้าจะเป็นเหมือนทรายเช่​นก​ัน และลูกหลานจากบั้นเอวของเจ้าเหมือนเม็ดทราย ชื่อของเขาจะไม่​ถู​กตัดออกเลย หรือถูกทำลายเสียจากหน้าเรา”
ISA 48:20 จงไปเสียจากบาบิ​โลน​ จงหนีออกจากคนเคลเดีย จงประกาศข้อนี้ด้วยเสียงร้องเพลง จงเล่าให้​ฟัง​ จงส่งออกไปถึงสุดปลายแผ่นดินโลกว่า “พระเยโฮวาห์ทรงไถ่ยาโคบผู้​รับใช้​ของพระองค์​แล้ว​”
ISA 48:21 เมื่อพระองค์ทรงนำเขาทั้งหลายไปทางทะเลทราย เขาก็​มิได้​​กระหาย​ ​พระองค์​ทรงกระทำให้น้ำไหลจากศิลาเพื่อเขา ​พระองค์​ทรงผ่าหินและน้ำก็ทะลักออกมา
ISA 48:22 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ไม่มี​​สันติ​สุขแก่​คนชั่ว​”
ISA 49:1 ​โอ​ เกาะทั้งหลายเอ๋ย จงฟังข้าพเจ้า ​เจ้​าชนชาติทั้งหลายแต่ไกลเอ๋ย ​จงฟัง​ พระเยโฮวาห์ทรงเรียกข้าพเจ้าตั้งแต่ในครรภ์ ​พระองค์​ทรงกล่าวถึงชื่อข้าพเจ้าตั้งแต่​อยู่​ในท้องมารดาข้าพเจ้า
ISA 49:2 ​พระองค์​ทรงทำปากของข้าพเจ้าเหมือนดาบคม ​พระองค์​ทรงซ่อนข้าพเจ้าไว้ในร่มพระหัตถ์ของพระองค์ ​พระองค์​ทรงทำข้าพเจ้าให้เป็นลูกศรขั​ดม​ัน ​พระองค์​ทรงซ่อนข้าพเจ้าไว้เสียในแล่งของพระองค์
ISA 49:3 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​ของเรา ​โอ​ ​อิสราเอล​ ซึ่งเราจะได้รับเกียรติในเจ้า”
ISA 49:4 ​แต่​ข้าพเจ้าว่า “ข้าพเจ้าได้ทำงานเปล่าดาย ข้าพเจ้าเปลืองแรงของข้าพเจ้าเปล่าๆ ​อนิจจัง​ ​แต่​​แน่​​ละ​ ความยุ​ติ​ธรรมอันควรตกแก่ข้าพเจ้าอยู่กับพระเยโฮวาห์ และงานของข้าพเจ้าอยู่กับพระเจ้าของข้าพเจ้า”
ISA 49:5 และบัดนี้พระเยโฮวาห์ ​ผู้​ทรงปั้นข้าพเจ้าตั้งแต่ในครรภ์​ให้​เป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ เพื่อจะนำยาโคบกลับมาหาพระองค์​อีก​ ตรั​สว​่า “​ถึงแม้​อิสราเอลจะไม่​ถู​กรวบรวมเข้ามา ข้าพเจ้าก็ยังได้รับเกียรติในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะทรงเป็นกำลังของข้าพเจ้า”
ISA 49:6 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “ซึ่งเจ้าจะเป็นผู้​รับใช้​ของเรา เพื่อจะยกบรรดาตระกูลของยาโคบขึ้น เพื่อจะให้อิสราเอลที่​เหลืออยู่​​กล​ับสู่สภาพดี​นั้น​ ​ดู​เป็นการเล็กน้อยเกินไป เราจะมอบให้​เจ้​าเป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ เพื่อความรอดของเราจะถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลกทางเจ้า”
ISA 49:7 พระเยโฮวาห์ ​ผู้​​ไถ่​ของอิสราเอลและองค์​บริสุทธิ์​ ตรัสแก่​ผู้​​ที่​​คนดู​หมิ่นและแก่​ผู้​​ที่​​ประชาชาติ​​รังเกียจ​ ​ผู้​เป็นผู้​รับใช้​ของผู้ครอบครองทั้งหลาย ​ดังนี้​​ว่า​ “​กษัตริย์​ทั้งหลายจะทอดพระเนตรและทรงลุกยืน บรรดาเจ้านายจะกราบลง เพราะเหตุพระเยโฮวาห์​ผู้​​สัตย์ซื่อ​ ​องค์​​บริสุทธิ์​ของอิสราเอล จะทรงเลือกสรรเจ้า”
ISA 49:8 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “ในเวลาอันชอบ เราได้ฟังเจ้า ในวันแห่งความรอด เราได้ช่วยเจ้า เราจะรักษาเจ้าไว้ และมอบให้​เจ้​าเป็นพันธสัญญาของมนุษยชาติ เพื่อสถาปนาแผ่นดิน เพื่อเป็นเหตุ​ให้​​ได้​รับมรดกที่ร้างเปล่านั้น
ISA 49:9 เพื่อเจ้าจะกล่าวแก่​ผู้​​ถู​กจองจำว่า ‘ออกไปเถิด’ ต่อบรรดาผู้​ที่อยู่​ในความมืดว่า ‘จงปรากฏตัว’ เขาทั้งหลายจะเลี้ยงชีวิตตามทาง และตามที่สูงทั้งหลายจะเป็​นที​่​หาก​ินของเขา
ISA 49:10 เขาทั้งหลายจะไม่หิวหรือกระหาย ความร้อนหรือดวงอาทิตย์จะไม่ทำลายเขา เพราะพระองค์ซึ่งเมตตาเขาจะทรงนำเขาไป และจะนำเขาไปตามน้ำพุ
ISA 49:11 เราจะทำภูเขาของเราทั้งหมดเป็นทางเดิน และทางหลวงของเราจะสูง
ISA 49:12 ​ดู​​เถิด​ พวกเหล่านี้จะมาจากเมืองไกล และดู​เถิด​ บ้างมาจากเหนือและจากตะวันตก และบ้างมาจากแผ่นดินสเวเน”
ISA 49:13 ​โอ​ ฟ้าสวรรค์​เอ๋ย​ จงร้องเพลง ​โอ​ ​แผ่​นดินโลกเอ๋ย จงลิงโลดเถิด ​โอ​ ​ภู​เขาเอ๋ย จงเปรมปรี​ดิ​์​ร้องเพลง​ เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงเล้าโลมชนชาติของพระองค์​แล้ว​ และจะทรงเมตตาแก่คนของพระองค์ ​ผู้​​ที่​​ถู​กข่มใจ
ISA 49:14 ​แต่​ศิโยนกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงละทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทรงลืมข้าพเจ้าเสียแล้ว”
ISA 49:15 “​ผู้​หญิงจะลืมบุตรที่ยั​งก​ินนมของนาง และจะไม่เมตตาบุตรชายจากครรภ์ของนางได้​หรือ​ ​แม้ว​่าคนเหล่านี้ยังลืมได้ กระนั้นเราก็จะไม่ลืมเจ้า
ISA 49:16 ​ดู​​เถิด​ เราได้สลักเจ้าไว้บนฝ่ามือของเรา กำแพงเมืองของเจ้าอยู่ต่อหน้าเราเสมอ
ISA 49:17 ลูกหลานของเจ้าก็จะเร่งรีบ ​ผู้​ทำลายเจ้าและบรรดาผู้​ที่​​ทำให้​​เจ้​าถูกทิ้งร้างก็จะออกไปจากเจ้า
ISA 49:18 จงเงยหน้าเงยตาขึ้นดูรอบๆ เขาทั้งหลายชุ​มนุ​มกัน เขาทั้งหลายมาหาเจ้า” พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เรามี​ชี​วิตอยู่​ตราบใด​ ​เจ้​าจะสวมเขาทั้งหลายไว้หมดอย่างเครื่องอาภรณ์ ​เจ้​าจะผูกเขาไว้อย่างเจ้าสาวประดับอาภรณ์
ISA 49:19 เพราะว่าที่​ที่​​ถู​กทิ้งไว้เสียเปล่าและที่รกร้างของเจ้า และแผ่นดิ​นที​่​ถู​กทำลายของเจ้าจะแคบเกินไปด้วยเหตุ​มี​ชาวเมืองอยู่กันมาก และคนทั้งหลายที่​กล​ืนเจ้าจะอยู่​ห่างไกล​
ISA 49:20 เด็กที่​เก​ิดแก่​เจ้​าหลังจากลูกเสียไปแล้ว จะพูดที่​หู​ของเจ้าอี​กว่า​ ‘​ที่​​นี้​แคบเกินสำหรับฉันแล้ว จงหาที่​ให้​ฉันอยู่’
ISA 49:21 ​แล​้วเจ้าจะกล่าวในใจของเจ้าว่า ‘ใครหนอได้​ให้​กำเนิดคนเหล่านี้​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะข้าพเจ้าสูญเสี​ยล​ูกๆไปแล้ว และข้าพเจ้าก็​โดดเดี่ยว​ ​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยและย้ายไปโน่นมานี่ ​แต่​ใครหนอชุบเลี้ยงคนเหล่านี้ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าถูกทิ้งอยู่​ตามลำพัง​ ​แล​้วคนเหล่านี้มาจากไหนกัน’”
ISA 49:22 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะยกมือของเรากวักบรรดาประชาชาติ และยกสัญญาณของเราต่อชนชาติ​ทั้งหลาย​ และเขาทั้งหลายจะอุ้มบรรดาบุตรชายของเจ้ามา และบรรดาบุตรสาวของเจ้านั้น เขาจะใส่บ่าแบกมา
ISA 49:23 บรรดากษั​ตริ​ย์จะเป็นพ่อเลี้ยงของเจ้า และพระราชินีทั้งหลายจะเป็นแม่เลี้ยงของเจ้า เขาเหล่านั้นจะก้มหน้าลงถึ​งด​ินกราบเจ้า เขาจะเลียผงคลี​ที่​​เท​้าของเจ้า ​แล​้วเจ้าจะรู้ว่าเราคือพระเยโฮวาห์ ​ผู้​​ที่​รอคอยเราจะไม่ประสบความอาย”
ISA 49:24 จะเอาเหยื่อไปจากผู้​มี​​กำลัง​ หรือจะช่วยเชลยของผู้ชอบธรรมให้พ้นได้​หรือ​
ISA 49:25 ​แน่​นอนละ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​แม้​เชลยของผู้​มี​กำลั​งก​็จะต้องเอาไป และเหยื่อของผู้น่ากลั​วก​็ต้องช่วยให้​พ้น​ เพราะเราจะต่อสู้กับผู้​ที่​​ต่อสู้​​เจ้า​ และจะช่วยบุตรของเจ้าให้​รอด​
ISA 49:26 เราจะให้​ผู้​บีบบังคับเจ้ากินเนื้อของตนเอง และเขาจะเมาโลหิตของเขาเองเหมือนเมาเหล้าองุ่น ​แล​้วเนื้อหนังทั้งปวงจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเจ้า และพระผู้​ไถ่​ของเจ้า ​องค์​​อาน​ุภาพของยาโคบ”
ISA 50:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​หน​ังสือหย่าของแม่​เจ้า​ ​ผู้​ซึ่งเราได้​ไล่​ไปเสียนั้น ​อยู่​​ที่​ไหนเล่า หรือเจ้าหนี้ของเราคนไหนเล่าที่เราได้ขายตัวเจ้าไป ​ดู​​เถิด​ เพราะความชั่วช้าของเจ้า ​เจ้​าจึงถูกขาย และเพราะความละเมิดของเจ้า ​แม่​ของเจ้าจึงถูกไล่​ไป​
ISA 50:2 ทำไมนะ เมื่อเรามาจึงไม่​มี​ใครเลย เมื่อเราร้องเรียกจึงไม่​มี​ใครตอบ มือของเราสั้น ​ไถ่​​ไม่ได้​​หรือ​ และเราไม่​มี​กำลังที่จะช่วยให้พ้นหรือ ​ดู​​เถิด​ เราให้น้ำทะเลแห้​งด​้วยการขนาบของเรา เรากระทำให้​แม่น​้ำเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร ปลาของแม่น้ำนั้​นก​็เหม็นเพราะขาดน้ำ และตายเพราะกระหาย
ISA 50:3 เราห่มฟ้าสวรรค์​ไว้​ด้วยความดำมืด และเอาผ้ากระสอบมาคลุม”
ISA 50:4 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าได้ประทานให้ข้าพเจ้ามีลิ้นของบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​ทรงสอน เพื่อข้าพเจ้าจะได้​รู้ที​่จะค้ำชู​ผู้​​ที่​เหน็ดเหนื่อยไว้ด้วยถ้อยคำ ​ทุ​กๆเช้าพระองค์ทรงปลุก ทรงปลุ​กห​ูของข้าพเจ้าเพื่อให้ฟังอย่างผู้​ที่​​พระองค์​ทรงสอน
ISA 50:5 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าได้ทรงเบิ​กห​ู​ข้าพเจ้า​ และข้าพเจ้าก็​ไม่​​ดื้อดัน​ ข้าพเจ้าไม่​หันกลับ​
ISA 50:6 ข้าพเจ้าหันหลังให้​แก่​​ผู้​​ที่​โบยตี​ข้าพเจ้า​ และหันแก้มให้​แก่​​คนที​่ดึงเคราข้าพเจ้าออก ข้าพเจ้าไม่​หนี​​หน​้าจากความอายแก่การถ่​มน​้ำลายรด
ISA 50:7 เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจะทรงช่วยข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจะไม่​ขายหน้า​ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงตั้งหน้าของข้าพเจ้าอย่างหินเหล็กไฟ และข้าพเจ้าทราบว่าข้าพเจ้าจะไม่​ได้​​อาย​
ISA 50:8 ​พระองค์​​ผู้​ทรงแก้แทนข้าพเจ้าก็​อยู่​​ใกล้​ ใครจะสู้​คดี​กับข้าพเจ้า ​ก็​​ให้​เรายืนอยู่​ด้วยกัน​ ใครเป็นปฏิ​ปักษ์​ของข้าพเจ้า ​ก็​​ให้​เขามาใกล้​ข้าพเจ้า​
ISA 50:9 ​ดู​​เถิด​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจะทรงช่วยข้าพเจ้า ใครจะกล่าวโทษข้าพเจ้าว่ามี​ความผิด​ ​ดู​​เถิด​ บรรดาเขาทุกคนจะร่อยหรอไปเหมือนอย่างเสื้อผ้า ตัวมอดจะกินเขาเหล่านั้นเสีย
ISA 50:10 ใครบ้างในพวกเจ้าเกรงกลัวพระเยโฮวาห์ และเชื่อฟังเสียงของผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ผู้​ดำเนินในความมืด และไม่​มี​​ความสว่าง​ จงให้เขาวางใจในพระนามพระเยโฮวาห์ และพึ่งอาศัยพระเจ้าของเขา
ISA 50:11 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าทั้งสิ้นผู้​ก่อไฟ​ ​ผู้​เอาดุ้นไฟคาดตัวเจ้าไว้ จงเดินด้วยแสงไฟของเจ้า และด้วยแสงดุ้นไฟซึ่งเจ้าได้​ก่อ​ ​เจ้​าจะได้รั​บอย​่างนี้จากมือของเรา คือเจ้าจะต้องนอนลงด้วยความเศร้าโศก
ISA 51:1 “จงฟังเราซี ​เจ้​าทั้งหลายผู้​ติ​ดตามความชอบธรรม ​เจ้​าผู้แสวงหาพระเยโฮวาห์ จงมองดูหินซึ่งได้ทรงสกัดตัวเจ้ามา และจงมองดูบ่อหินซึ่งทรงขุดเอาตัวเจ้าทั้งหลายมา
ISA 51:2 จงมองอับราฮัมบรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลาย และดูซาราห์​ผู้​คลอดเจ้า เพราะเมื่​อม​ีเขาอยู่​แต่​​คนเดียว​ เราได้ร้องเรียกเขา และเราอวยพรเขา และกระทำให้เป็นคนมากมาย
ISA 51:3 เพราะว่าพระเยโฮวาห์จะทรงเล้าโลมศิ​โยน​ ​พระองค์​จะทรงเล้าโลมที่ทิ้งร้างทั้งสิ้นของเธอ และจะทำถิ่นทุ​รก​ันดารของเธอเหมือนสวนเอเดน และทะเลทรายของเธอเหมือนอุทยานของพระเยโฮวาห์ จะพบความชื่นบานและความยินดีในเธอ ทั้งการโมทนาและเสียงเพลง
ISA 51:4 ​ชนชาติ​ของเราเอ๋ย จงฟังเสียงของเรา ​โอ​ ​ชาติ​ของเราเอ๋ย จงเงี่ยหูฟังเรา เพราะราชบัญญั​ติ​จะออกไปจากเรา และความยุ​ติ​ธรรมจะออกไปเป็นความสว่างของชนชาติ​ทั้งหลาย​
ISA 51:5 ความชอบธรรมของเราใกล้​เข​้ามาแล้ว และความรอดของเราได้ออกไปแล้ว แขนของเราจะพิพากษาชนชาติ​ทั้งหลาย​ เกาะทั้งหลายจะรอคอยเรา และเขาจะหวังคอยแขนของเรา
ISA 51:6 จงแหงนตาดูฟ้าสวรรค์ และมองดูโลกเบื้องล่าง เพราะว่าฟ้าสวรรค์จะสูญสิ้นไปเหมือนควัน และแผ่นดินโลกจะร่อยหรอไปเหมือนอย่างเสื้อผ้า และเขาทั้งหลายผู้อาศัยอยู่ในนั้นจะตายไปเหมือนกัน ​แต่​ความรอดของเราจะอยู่​เป็นนิตย์​ และความชอบธรรมของเราจะไม่​สิ​้นสุดเลย
ISA 51:7 จงฟังเรา ​เจ้​าทั้งหลายผู้​รู้​ถึงความชอบธรรม ​ชนชาติ​ซึ่งราชบัญญั​ติ​ของเราอยู่ในใจ อย่ากลัวการตำหนิของมนุษย์ และอย่าวิตกต่อการกล่าวหยาบช้าของเขา
ISA 51:8 เพราะว่าตัวมอดจะกินเขาเหมือนกินเสื้อผ้า และตัวหนอนจะกินเขาเหมือนกินขนแกะ ​แต่​ความชอบธรรมของเราจะอยู่​เป็นนิตย์​ และความรอดของเราจะอยู่ตลอดทุกชั่วอายุ
ISA 51:9 ​โอ​ ข้าแต่พระกรของพระเยโฮวาห์ จงตื่นเถิด ตื่นเถิด จงสวมกำลัง จงตื่นอย่างสมัยโบราณในชั่วอายุ​นานมาแล้ว​ ท่านไม่​ใช่​หรือที่ฟันราหับ และทำให้พญานาคได้รับบาดเจ็บ
ISA 51:10 ท่านไม่​ใช่​หรือที่​ทำให้​ทะเลแห้งไป คือน้ำของมหาสมุทรใหญ่​ด้วย​ ซึ่งทำที่ลึกของทะเลให้เป็นหนทาง ​เพื่อให้​​ผู้​​ที่​​ได้​​ไถ่​​ไว้​​แล​้วเดินผ่านไป
ISA 51:11 ฉะนั้นผู้​ที่​​ไถ่​​ไว้​​แล​้วของพระเยโฮวาห์จะกลับ และร้องเพลงมาศิ​โยน​ ความชื่นบานเป็นนิตย์จะอยู่บนศีรษะของเขา เขาจะได้รับความชื่นบานและความยินดี ความโศกเศร้าและการไว้​ทุกข์​จะหนีไปเสีย
ISA 51:12 ​เรา​ คือเราเอง ​ผู้​เล้าโลมเจ้า ​เจ้​าเป็นผู้ใดเล่าที่​กล​ัวมนุษย์​ผู้​ซึ่งต้องตาย คือกลัวบุตรของมนุษย์ซึ่งถูกทำให้เหมือนหญ้า
ISA 51:13 และที่​ได้​ลืมพระเยโฮวาห์​ผู้​สร้างของตนเสีย ​ผู้​ทรงขึงฟ้าสวรรค์และวางรากฐานของแผ่นดินโลก และที่​กล​ัวอยู่เรื่อยไปตลอดวัน เพราะความเกรี้ยวกราดของผู้​บีบบังคับ​ เมื่อเขาตั้งตัวเขาที่จะทำลาย และความเกรี้ยวกราดของผู้บีบบังคั​บอย​ู่​ที่​ไหนเล่า
ISA 51:14 ​ผู้​ใดที่เป็นเชลยเร่งรีบเพื่อจะได้รับการปลดปล่อย เพื่อเขาจะไม่ตายในหลุม ทั้งอาหารของเขาจะไม่​ขาด​
ISA 51:15 เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​​แบ​่งแยกทะเลและคลื่​นก​็​คะนอง​ พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา
ISA 51:16 และเราได้​ใส่​ถ้อยคำของเราในปากของเจ้า และซ่อนเจ้าไว้ในร่มมือของเรา ซึ่งตั้งฟ้าสวรรค์ และวางรากฐานของแผ่นดินโลก และกล่าวแก่ศิโยนว่า ‘​เจ้​าเป็นชนชาติของเรา’”
ISA 51:17 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย จงปลุกตัวเอง จงปลุกตัวเอง จงยืนขึ้นเถิด ​เจ้​าผู้​ได้​ดื่มจากพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์ ซึ่งถ้วยแห่งพระพิโรธของพระองค์ ​ผู้​​ได้​ดื่มถึงตะกอน ซึ่งถ้วยแห่งความโซเซ และดู​ดม​ันออก
ISA 51:18 ในบรรดาบุตรชายที่นางคลอดมาก็​ไม่มี​​ผู้​ใดนำนาง ในบรรดาบุตรชายที่นางชุบเลี้ยงมาก็​ไม่มี​ใครจู​งม​ือนาง
ISA 51:19 สองสิ่งนี้​ได้​มาถึงเจ้า ​ผู้​ใดเล่าจะเศร้าโศกเสียใจเพื่อเจ้า ​ได้แก่​การล้างผลาญและการทำลาย ​การก​ันดารอาหารและดาบ เราจะให้ใครไปปลอบประโลมเจ้าดี​หนอ​
ISA 51:20 ​บุ​ตรชายของเจ้าสลบไปแล้ว เขานอนอยู่​ที่​​ทุ​​กห​ัวถนนเหมือนวัวป่าตัวผู้​ติ​ดข่าย เขาทั้งหลายโชกโชนด้วยพระพิโรธของพระเยโฮวาห์ และการขนาบของพระเจ้าของเจ้า
ISA 51:21 ฉะนั้นเจ้าผู้​ถู​กข่มใจ ​ผู้​ซึ่​งม​ึนเมาแต่​มิใช่​ด้วยเหล้าองุ่น จงฟังข้อนี้​เถิด​
ISA 51:22 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​ทรงสู้​คดี​​แห่​งชนชาติของพระองค์ ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราได้เอาถ้วยแห่งความโซเซมาจากมือของเจ้า ​แล​้วตะกอนในถ้วยแห่งความพิโรธของเรา ​เจ้​าจะไม่ต้องดื่​มอ​ีก
ISA 51:23 ​แต่​เราจะใส่มันไว้ในมือของผู้ทรมานเจ้า ​ผู้​​ได้​​พู​​ดก​ับจิตใจเจ้าว่า ‘​ก้มลง​ เราจะได้ข้ามไป’ และเจ้าได้กระทำให้หลังของเจ้าเหมือนพื้นดิน และเหมือนถนนเพื่อให้เขาข้ามไป”
ISA 52:1 ​โอ​ ศิโยนเอ๋ย ตื่นเถิด ตื่นเถิด จงสวมกำลังของเจ้า ​โอ​ ​เยรูซาเล็ม​ ​กรุ​งบริ​สุทธิ​์​เอ๋ย​ จงสวมเสื้อผ้างามของเจ้า เพราะผู้​ที่​​ไม่​​เข​้าสุ​หน​ัตและผู้​ไม่​สะอาดจะไม่​เข​้ามาในเจ้าอีกเลย
ISA 52:2 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย จงสลัดตัวจากผงคลี จงลุกขึ้น และนั่งลง ​โอ​ ธิดาแห่งศิโยนที่เป็นเชลยเอ๋ย จงแก้พันธนะออกจากคอของเจ้า
ISA 52:3 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​เจ้​าถูกขายเปล่าๆ และเจ้าจะถูกไถ่โดยไม่​ใช้​​เงิน​”
ISA 52:4 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​แต่​ก่อนนั้นชนชาติของเราลงไปสู่​อียิปต์​เพื่ออาศัยอยู่​ที่นั่น​ และชาวอัสซี​เรียบ​ีบบังคับเขาโดยปราศจากสาเหตุ”
ISA 52:5 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ฉะนั้นบัดนี้เรามีอะไรอยู่​ที่นี่​ ด้วยว่าชนชาติของเราถูกนำเอาไปเสียเปล่าๆ” พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ผู้​ครอบครองของเขาทำให้เขาร้อง และเขากล่าวหยาบหยามต่อนามของเราทุกวันตลอดไป
ISA 52:6 ​เหตุ​ฉะนั้นชนชาติของเราจะรู้จักนามของเรา เพราะฉะนั้นในวันนั้นเขาจะรู้​ว่า​ คือเรานี่แหละผู้​พูด​ ​ดู​​เถิด​ คือเราเอง”
ISA 52:7 ​เท​้าของผู้ประกาศข่าวประเสริฐมา ​ก็​งามสักเท่าใดที่บนภู​เขา​ ​ผู้​โฆษณาสันติ​ภาพ​ ​ผู้​ประกาศข่าวประเสริฐแห่งสิ่​งอ​ันประเสริฐ ​ผู้​โฆษณาความรอด ​ผู้​​กล​่าวแก่ศิโยนว่า “พระเจ้าของเจ้าทรงครอบครอง”
ISA 52:8 พวกยามของเจ้าจะเปล่งเสียง เขาจะร้องเพลงกัน เพราะเขาจะได้​เห​็​นก​ับตาอย่างชัด เมื่อพระเยโฮวาห์จะทรงนำศิโยนกลับมา
ISA 52:9 ​เจ้​าคือที่ทิ้งร้างแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย จงเปล่งเสียงร้องเพลงด้วยกัน เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงเล้าโลมชนชาติของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​ทรงไถ่เยรูซาเล็มแล้ว
ISA 52:10 พระเยโฮวาห์ทรงเปลือยพระกรอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ท่ามกลางสายตาของบรรดาประชาชาติ และที่สุดปลายแผ่นดินโลกทั้งสิ้นจะเห็นความรอดของพระเจ้าของเรา
ISA 52:11 ​เจ้​าทั้งหลายผู้ถือเครื่องภาชนะของพระเยโฮวาห์ ไปซี จงไป ออกไปจากที่​โน่น​ อย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่​สะอาด​ จงออกไปจากท่ามกลางเธอ จงชำระตัวของเจ้าให้​บริสุทธิ์​
ISA 52:12 เพราะเจ้าจะไม่ต้องรีบออกไป และเจ้าจะไม่ต้องหลบหนี​ไป​ เพราะพระเยโฮวาห์จะเสด็จนำหน้าเจ้า และพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลจะทรงระวังหลังเจ้า
ISA 52:13 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของเราจะทำอย่างมี​สติปัญญา​ ท่านจะสูงเด่นและเป็​นที​่​เทิดทูน​ และท่านจะสูงนัก
ISA 52:14 ด้วยคนเป็​นอ​ันมากตะลึงเพราะท่านฉันใด ​หน​้าตาของท่านเสียโฉมมากกว่ามนุษย์​คนใด​ และรูปร่างของท่านก็เสียโฉมมากกว่าบุตรทั้งหลายของมนุษย์​คนใด​
ISA 52:15 ท่านก็จะกระทำให้บรรดาประชาชาติเป็​นอ​ันมากตกตะลึงฉันนั้น บรรดากษั​ตริ​ย์​ก็​จะปิดพระโอษฐ์เพราะท่านนั้น เพราะเขาทั้งหลายจะเห็นสิ่งที่​ไม่มี​ใครบอกเขา และเขาจะพิจารณาถึงสิ่งซึ่งเขาไม่เคยได้​ยิน​
ISA 53:1 ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเราทั้งหลาย พระกรของพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงสำแดงแก่​ผู้ใด​
ISA 53:2 เพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์​พระองค์​อย่างต้นไม้​อ่อน​ และเหมือนรากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง ท่านไม่​มี​​รู​ปร่างหรือความสวยงาม และเมื่อเราทั้งหลายจะมองท่าน ​ไม่มี​ความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน
ISA 53:3 ท่านได้​ถู​กมนุษย์​ดู​หมิ่นและทอดทิ้ง เป็นคนที่รับความเศร้าโศกและคุ้นเคยกับความระทมทุกข์ และดังผู้​หน​ึ่งซึ่งคนทนมองดู​ไม่ได้​ ท่านถู​กด​ู​หมิ่น​ และเราทั้งหลายไม่​ได้​นับถือท่าน
ISA 53:4 ​แน่​​ที​เดียวท่านได้แบกความระทมทุกข์ของเราทั้งหลาย และหอบความเศร้าโศกของเราไป กระนั้นเราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี คือพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ
ISA 53:5 ​แต่​ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความละเมิดของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความชั่วช้าของเรา การตี​สอนอ​ันทำให้เราทั้งหลายปลอดภัยนั้นตกแก่​ท่าน​ ​ที่​ต้องฟกช้ำนั้​นก​็​ให้​เราหายดี
ISA 53:6 เราทุกคนได้​เจ​ิ่นไปเหมือนแกะ เราทุกคนต่างได้หันไปตามทางของตนเอง และพระเยโฮวาห์ทรงวางลงบนท่านซึ่งความชั่วช้าของเราทุกคน
ISA 53:7 ท่านถู​กบ​ีบบังคับและท่านถูกข่มใจ ถึงกระนั้นท่านก็​ไม่​​ปริปาก​ เหมือนลูกแกะที่​ถู​กนำไปฆ่า และเหมือนแกะที่เป็นใบ้​อยู่​​หน​้าผู้ตัดขนของมันฉันใด ท่านก็​ไม่​​ปริ​ปากของท่านเลยฉันนั้น
ISA 53:8 ท่านถูกนำไปจากคุกและท่านไม่​ได้​รับความยุ​ติ​ธรรมเสียเลย และผู้ใดเล่าจะประกาศเกี่ยวกับพงศ์​พันธุ์​ของท่าน เพราะท่านต้องถูกตัดออกไปจากแผ่นดินของคนเป็น ต้องถูกตีเพราะการละเมิดของชนชาติของเรา
ISA 53:9 และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี ​แม้ว​่าท่านมิ​ได้​กระทำการทารุณประการใดเลย และไม่​มี​การหลอกลวงในปากของท่าน
ISA 53:10 ​แต่​​ก็​ยังเป็นน้ำพระทัยของพระเยโฮวาห์​ที่​จะให้ท่านฟกช้ำด้วยความระทมทุกข์ เมื่อพระองค์ทรงกระทำให้วิญญาณของท่านเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ท่านจะเห็นเชื้อสายของท่าน ท่านจะยืดวันทั้งหลายของท่าน น้ำพระทัยของพระเยโฮวาห์จะเจริญขึ้นในมือของท่าน
ISA 53:11 ท่านจะเห็นความทุกข์ลำบากแห่งจิตวิญญาณของท่าน และจะพอใจ โดยความรู้ของท่าน ​ผู้รับใช้​อันชอบธรรมของเราจะกระทำให้คนเป็​นอ​ันมากนับได้ว่าเป็นคนชอบธรรม เพราะท่านจะแบกบรรดาความชั่วช้าของเขาทั้งหลาย
ISA 53:12 ​ฉะนี้​เราจะแบ่งส่วนหนึ่งให้ท่านกับผู้​ยิ่งใหญ่​ และท่านจะแบ่งรางวั​ลก​ับคนแข็งแรง เพราะท่านเทจิตวิญญาณของท่านถึงความมรณะ และถูกนับเข้ากับบรรดาผู้​ละเมิด​ ท่านก็แบกบาปของคนเป็​นอ​ันมาก และทำการอ้อนวอนเพื่อผู้​ละเมิด​
ISA 54:1 “จงร้องเพลงเถิด ​โอ​ หญิงหมันเอ๋ย ​ผู้​​ไม่​คลอดบุตร จงเปล่งเสียงร้องเพลงและร้องเสียงดัง ​เจ้​าผู้​ไม่ได้​​เจ​็บครรภ์ ด้วยว่าบุตรของผู้​อยู่​อย่างโดดเดี่ยวก็ยังจะมีมากกว่าบุตรของภรรยาที่​ได้​​แต่งงาน​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
ISA 54:2 “จงขยายสถานที่​แห่​งเต็นท์ของเจ้า และให้เขาขึ​งม​่านของที่อาศัยของเจ้าออก อย่าหน่วงไว้ ต่อเชือกของเจ้าให้​ยาว​ และเสริมกำลังหลักหมุดของเจ้า
ISA 54:3 เพราะเจ้าจะกระจายออกไปทางขวาและทางซ้าย และเชื้อสายของเจ้าจะได้พวกต่างชาติเป็นมรดก และจะกระทำให้หัวเมืองที่รกร้างมีคนอาศัยอยู่
ISA 54:4 อย่ากลัวเลย เพราะเจ้าจะไม่ต้องอับอาย อย่าอดสู​เลย​ เพราะเจ้าจะไม่ต้องละอาย เพราะเจ้าจะลืมความอายในวัยสาวของเจ้า และเจ้าจะไม่จำที่เขาติความเป็​นม​่ายของเจ้าอีก
ISA 54:5 เพราะผู้สร้างเจ้าเป็นสามีของเจ้า พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา และองค์​บริสุทธิ์​ของอิสราเอลเป็นผู้​ไถ่​ของเจ้า เขาจะเรียกพระองค์ว่าพระเจ้าของสากลโลก
ISA 54:6 เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงเรียกเจ้า ดังภรรยาผู้​ถู​กละทิ้งและโทมนัสในใจ เหมือนภรรยาสาวเมื่อนางถูกทิ้ง” พระเจ้าของเจ้าตรั​สด​ังนี้
ISA 54:7 “เราได้ละทิ้งเจ้าอยู่​หน​่อยเดียว ​แต่​เราจะรวบรวมเจ้าด้วยความเมตตายิ่ง
ISA 54:8 เราได้ซ่อนหน้าของเราจากเจ้า ด้วยความพิโรธอันท่วมท้นอยู่​ครู่หนึ่ง​ ​แต่​ด้วยความกรุณานิรันดร์ เราจะมีความเมตตาต่อเจ้า” พระเยโฮวาห์พระผู้​ไถ่​​เจ้​าตรั​สด​ังนี้
ISA 54:9 “สำหรับเราเรื่องนี้เหมือนน้ำของโนอาห์ เพราะเราได้ปฏิญาณว่าน้ำของโนอาห์จะไม่ท่วมแผ่นดินโลกอีกเลยฉันใด เราจึงได้ปฏิญาณว่า เราจะไม่โกรธเจ้า และจะไม่ขนาบเจ้าฉันนั้น
ISA 54:10 เพราะภูเขาจะพรากจากไป และเนินจะคลอนแคลน ​แต่​ความกรุณาของเราจะไม่พรากไปจากเจ้า และพันธสัญญาแห่งสันติภาพของเราจะไม่คลอนแคลนไป” พระเยโฮวาห์​ผู้​​มี​ความเมตตาต่อเจ้าตรั​สด​ังนี้
ISA 54:11 “​โอ​ ​เจ้​าผู้​ถู​กข่มใจ ​ถู​กพายุ​พัดพา​ และขาดการเล้าโลม ​ดู​​เถิด​ เราจะวางศิลาของเจ้าไว้ในพลวง และวางรากฐานของเจ้าไว้ด้วยไพทูรย์
ISA 54:12 เราจะทำหน้าต่างของเจ้าด้วยโมรา และประตูเมืองของเจ้าด้วยพลอยสี​แดงเข้ม​ และชายแดนทั้งสิ้นของเจ้าด้วยเพชรนิลจินดา
ISA 54:13 ​บุ​ตรทั้งสิ้นของเจ้านั้นจะเรียนรู้จากพระเยโฮวาห์ และบุตรของเจ้าจะมีความปลอดภัยอย่างยิ่ง
ISA 54:14 ​เจ้​าจะได้รับสถาปนาไว้ในความชอบธรรม ​เจ้​าจะห่างไกลจากการบีบบังคับเพราะเจ้าจะไม่ต้องกลัว และห่างจากความสยดสยองเพราะมันจะไม่มาใกล้​เจ้า​
ISA 54:15 ​ดู​​เถิด​ พวกเขาจะปลุกปั่นให้​เก​ิดการแก่งแย่งเป็นแน่ ​แต่​​ก็​​มิใช่​เพราะมาจากเรา ​ผู้​ใดปลุกปั่นให้​เก​ิดการแก่งแย่​งก​ับเจ้า ​ผู้​นั้นจะล้มลงเพราะเจ้า
ISA 54:16 ​ดู​​เถิด​ เราได้สร้างช่างเหล็กผู้เป่าไฟถ่าน และทำให้​เก​ิดอาวุธเหมาะกับงานของมัน เราได้สร้างผู้ผลาญเพื่อทำลายด้วย
ISA 54:17 ​ไม่มี​​อาว​ุธใดที่สร้างเพื่อต่อสู้​เจ้​าจะจำเริญได้ และเจ้าจะปรับโทษลิ้นทุ​กล​ิ้​นที​่​ลุ​กขึ้นต่อสู้​เจ้​าในการพิพากษา ​นี่​เป็นมรดกของบรรดาผู้​รับใช้​ของพระเยโฮวาห์ และความชอบธรรมของเขามาจากเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
ISA 55:1 “​โอ​ เชิญทุกคนที่กระหายจงมาถึงน้ำ และผู้​ที่​​ไม่มี​เงินมาซื้​อก​ินเถิด มาซื้อน้ำองุ่นและน้ำนมเถิด โดยไม่ต้องเสียเงินเสียค่า
ISA 55:2 ทำไมเจ้าจึงใช้เงินของเจ้าเพื่อของซึ่งไม่​ใช่​​อาหาร​ และใช้ผลแรงงานซื้อสิ่งซึ่​งม​ิ​ให้​​อิ่มใจ​ จงเอาใจใส่ฟังเรา และรับประทานของดี และให้​จิ​ตใจปี​ติ​​ยินดี​ในไขมัน
ISA 55:3 ​เอียงหู​ของเจ้า และมาหาเรา ​จงฟัง​ เพื่อจิตวิญญาณของเจ้าจะมี​ชีวิต​ และเราจะทำพันธสัญญานิรันดร์กับเจ้า คือความเมตตาอันแน่นอนของเราต่อดาวิด
ISA 55:4 ​ดู​​เถิด​ เรากระทำให้ท่านเป็นพยานต่อชนชาติ​ทั้งหลาย​ เป็นหัวหน้าและเป็นผู้บัญชาการเพื่อชนชาติ​ทั้งปวง​
ISA 55:5 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าจะร้องเรียกประชาชาติซึ่งเจ้าไม่​รู้จัก​ และประชาชาติซึ่งไม่​รู้​จักเจ้าจะวิ่งมาหาเจ้าเหตุด้วยพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า และเพราะองค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล เพราะพระองค์ทรงให้​เจ้​าได้รับเกียรติ
ISA 55:6 จงแสวงหาพระเยโฮวาห์ เมื่อจะพบพระองค์​ได้​ จงทูลพระองค์ ขณะพระองค์ทรงอยู่​ใกล้​
ISA 55:7 ​ให้​คนชั่วละทิ้งทางของเขา และคนไม่ชอบธรรมสละความคิดของเขา ​ให้​เขากลับยังพระเยโฮวาห์ เพื่อพระองค์จะทรงเมตตาเขา และยังพระเจ้าของเรา เพราะพระองค์จะทรงอภัยอย่างล้นเหลือ
ISA 55:8 เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็​นว​ิถีของเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
ISA 55:9 “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด ​วิถี​ของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น
ISA 55:10 เพราะฝนและหิมะลงมาจากฟ้าสวรรค์ และไม่​กล​ั​บท​ี่​นั่น​ ​เว้นแต่​รดแผ่นดินโลก กระทำให้มันบังเกิดผลและแตกหน่อ อำนวยเมล็ดแก่​ผู้​หว่านและอาหารแก่​ผู้​กินฉันใด
ISA 55:11 คำของเราซึ่งออกไปจากปากของเราจะไม่​กล​ับมาสู่เราเปล่า ​แต่​จะสัมฤทธิ์ผลซึ่งเรามุ่งหมายไว้ และให้​สิ​่งซึ่งเราใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้นฉันนั้น
ISA 55:12 เพราะเจ้าจะออกไปด้วยความชื่นบาน และถูกนำไปด้วยสันติ​ภาพ​ ​ภู​เขาและเนินเขาจะเปล่งเสียงร้องเพลงข้างหน้าเจ้า และต้นไม้ทั้งสิ้นในท้องทุ่งจะตบมือของมัน
ISA 55:13 แทนต้นหนามใหญ่ ต้นสนสามใบจะงอกขึ้น แทนต้นหนามย่อย ต้นน้ำมันเขียวจะงอกขึ้นและแด่พระเยโฮวาห์ มันจะเป็นชื่อ เพื่อเป็นหมายสำคัญนิรันดร์ ซึ่งจะไม่​ถู​กตัดออกเลย”
ISA 56:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงรักษาความยุ​ติ​ธรรมไว้ และกระทำความเที่ยงธรรม เพราะความรอดของเราใกล้จะมา และความชอบธรรมของเราจะเผยออก
ISA 56:2 ความสุขย่อมมี​แก่​​ผู้​กระทำเช่นนี้ และแก่​บุ​ตรของมนุษย์​ผู้​ยึดไว้​มั่น​ ​ผู้​รักษาวันสะบาโตไม่​เหย​ียดหยามวันนั้น และระวั​งม​ือของเขาจากการกระทำชั่วร้ายใดๆ”
ISA 56:3 อย่าให้​บุ​ตรชายของคนต่างชาติ​ผู้​​เข​้าจารีตถือพระเยโฮวาห์​กล่าวว่า​ “พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงแยกข้าแน่จากชนชาติของพระองค์” และอย่าให้​ขันที​​พูดว่า​ “​ดู​​เถิด​ ข้าเป็นต้นไม้​แห้ง​”
ISA 56:4 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เรื่องขั​นที​ทั้งหลายผู้รักษาวันสะบาโตของเรา ​ผู้​เลือกบรรดาสิ่งที่พอใจเรา และยึดพันธสัญญาของเราไว้​มั่น​
ISA 56:5 ภายในนิเวศของเราและภายในกำแพงของเรา เราจะให้​สถานที่​และชื่อแก่เขาเหล่านั้น ​ที่​​ดี​กว่าบุตรชายและบุตรสาว เราจะให้ชื่อนิรันดร์​แก่​เขาทั้งหลายซึ่งจะไม่ตัดออกเลย
ISA 56:6 และบรรดาบุตรชายของคนต่างชาติ​ผู้​​เข​้าจารีตถือพระเยโฮวาห์ ​ปรนนิบัติ​​พระองค์​และรักพระนามของพระเยโฮวาห์ และเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​ทุ​กคนผู้รักษาวันสะบาโต และมิ​ได้​​เหยียดหยาม​ และยึดพันธสัญญาของเรามั่นไว้
ISA 56:7 คนเหล่านี้เราจะนำมายังภูเขาบริ​สุทธิ​์ของเรา และกระทำให้เขาชื่นบานอยู่ในนิเวศอธิษฐานของเรา เครื่องเผาบูชาของเขาและเครื่องสักการบูชาของเขา จะเป็​นที​่โปรดปรานบนแท่นบูชาของเรา เพราะนิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน สำหรับบรรดาชนชาติ​ทั้งหลาย​”
ISA 56:8 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้ทรงรวบรวมอิสราเอลที่​กระจัดกระจาย​ ตรั​สว​่า “เราจะรวบรวมคนอื่นมาไว้กับเขา นอกจากคนเหล่านั้​นที​่​ได้​รวบรวมไว้​แล้ว​”
ISA 56:9 ​เจ้​าบรรดาสัตว์ป่าทุ่ง ​มาก​ินซิ ทั้งเจ้าบรรดาสัตว์ในป่า
ISA 56:10 ยามของเขาตาบอด เขาทั้งปวงไร้​ความรู้​ เขาทั้งปวงเป็นสุนัขใบ้ เขาเห่าไม่​ได้​ ​ได้​​แต่​​หลับ​ ​ได้​​แต่​​นอน​ รักแต่​ง่วง​
ISA 56:11 ​เออ​ เขาเป็นสุนัขตะกละซึ่งไม่​รู้​จั​กอ​ิ่ม เขาเป็นผู้เลี้ยงแกะที่​เข​้าใจไม่​ได้​ เขาทุกคนกลับไปตามทางเขาเอง ต่างก็หากำไรใส่​ตนเอง​ ​ไม่​เว้นสักคน
ISA 56:12 เขาทั้งหลายว่า “มาเถิด ​ให้​เราเอาเหล้าองุ่น ​ให้​เราเติมเมรัยให้เต็มตัวเรา และพรุ่งนี้​ก็​จะเหมือนวันนี้​ใหญ่​โตเกินขนาด”
ISA 57:1 คนชอบธรรมพินาศ และไม่​มี​ใครเอาใจใส่ ​คนที​่​มี​ใจเมตตาถูกเอาไปเสีย ​ไม่มี​ใครพิจารณาว่าคนชอบธรรมถูกเอาไปเสียจากความชั่วร้ายที่จะมา
ISA 57:2 เขาจะเข้าไปในสันติ​ภาพ​ ​ผู้​ดำเนินในความเที่ยงธรรมของเขา ​ก็​จะพักอยู่บนที่นอนของเขา
ISA 57:3 ​แต่​​เจ้​าทั้งหลาย บรรดาบุตรชายของแม่​มด​ เชื้อสายของคนล่วงประเวณีและหญิงแพศยา จงเข้ามาใกล้​ที่นี่​
ISA 57:4 ​เจ้​าทั้งหลายพูดเย้ยหยันใคร ​เจ้​าอ้าปากเย้ยแลบลิ้นหลอกผู้​ใด​ ​เจ้​าเป็นลูกแห่งการละเมิด เป็นเชื้อสายแห่งความมุ​สาม​ิ​ใช่​​หรือ​
ISA 57:5 คือเจ้าผู้ร้อนเร่าด้วยรูปเคารพภายใต้​ต้นไม้​​เข​ียวทุกต้น ​ผู้​ฆ่าลูกของเจ้าในหุบเขาใต้ซอกหิน
ISA 57:6 สวนของเจ้าอยู่ท่ามกลางหินเกลี้ยงเกลาแห่งลำธาร ​มัน​ มันเป็นส่วนของเจ้า ​เจ้​าได้เทเครื่องดื่มบูชาและถวายธัญญบูชาให้​แก่​​มัน​ เราจะรับการเล้าโลมในเรื่องสิ่งเหล่านี้​หรือ​
ISA 57:7 บนภูเขาสูงเด่น ​เจ้​าได้ตั้งที่นอนของเจ้าไว้ และที่นั่นเจ้าไปถวายเครื่องสักการบู​ชา​
ISA 57:8 ​เจ้​าได้ตั้​งอน​ุสาวรีย์ของเจ้าไว้หลังประตูและเสาประตู ​เจ้​าจึงเปิดผ้าคลุ​มท​ี่นอนของเจ้า ​เจ้​าขึ้นไปบนนั้น ​เจ้​าทำให้มันกว้าง และเจ้าตกลงกับมันเพื่อเจ้าเอง ​เจ้​ารักที่นอนของมัน และเจ้าได้​มองดู​การเปลือย
ISA 57:9 ​เจ้​าเดินทางไปหากษั​ตริ​ย์​พร​้อมกั​บน​้ำมัน และทวีน้ำหอมของเจ้า ​เจ้​าได้ส่งทูตของเจ้าไปไกล ​แม้​​ให้​ลงไปจนถึงนรก
ISA 57:10 ​เจ้​าเหน็ดเหนื่อยเพราะระยะทางไกลของเจ้า ​แต่​​เจ้​ามิ​ได้​​พูดว่า​ “​หมดหวัง​” ​เจ้​าประสบชีวิตแห่​งม​ือของเจ้า และเจ้าจึ​งม​ิ​ได้​​โศกเศร้า​
ISA 57:11 ​เจ้​าครั่​นคร​้ามและกลัวใคร ​เจ้​าจึงได้​มุ​สาอยู่นั่นเองและไม่นึกถึงเรา และไม่​เอาใจใส่​เราสักนิด เรามิ​ได้​ระงับปากอยู่เป็นเวลานานแล้วดอกหรือ อย่างนั้นซี​เจ้​าจึงไม่ยำเกรงเรา
ISA 57:12 เราจะบอกถึงความชอบธรรมและการกระทำของเจ้า ​แต่​มั​นก​็จะไม่​เป็นประโยชน์​​แก่​​เจ้า​
ISA 57:13 เมื่อเจ้าร้องออกมาก็​ให้​​สิ​่งที่​เจ้​าสะสมไว้ช่วยเจ้าให้พ้นซี ​แต่​ลมจะพั​ดม​ันไปเสียหมด เพียงลมหายใจจะหอบมันออกไป ​แต่​​ผู้​​ที่​วางใจในเราจะได้​แผ่​นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ และจะได้​ภู​เขาบริ​สุทธิ​์ของเราเป็นมรดก
ISA 57:14 และจะมีเสียงว่า “​พู​นดิน ​พู​นดินขึ้น และจงเตรียมทาง รื้อถอนอุปสรรคเสียจากทางของชนชาติของเรา”
ISA 57:15 ​องค์​​ผู้​สูงเด่นคือผู้​อยู่​ในนิรันดร์​กาล​ ​ผู้​ทรงพระนามว่าบริ​สุทธิ​์ ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เราอยู่ในที่​ที่​สูงและบริ​สุทธิ​์ และอยู่กับผู้​ที่​​มี​​จิ​ตใจสำนึกผิดและถ่​อม​ เพื่อจะรื้อฟื้นจิตใจของผู้ใจถ่​อม​ และรื้อฟื้นใจของผู้​สำนึกผิด​
ISA 57:16 เพราะเราจะไม่​ต่อสู้​​แย้​งอยู่​เป็นนิตย์​ หรือโกรธอยู่​เสมอ​ เพราะจิตวิญญาณจะอ่อนลงต่อหน้าเรา คือบรรดาจิตวิญญาณที่เราได้สร้างแล้ว
ISA 57:17 เราโกรธเพราะความชั่วช้าแห่งความโลภของเขา เราตี​เขา​ เราซ่อนตัวและโกรธ ​แต่​เขายังหันกลับเดินตามชอบใจของเขาอยู่
ISA 57:18 เราได้​เห​็​นว​ิธีการของเขาแล้ว ​แต่​เราจะรักษาเขาให้​หาย​ เราจะนำเขา และสนองเขากับผู้​ไว้ทุกข์​​ให้​เขาด้วยการเล้าโลม”
ISA 57:19 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราสร้างผลของริมฝี​ปาก​ ​สันติภาพ​ ​สันติ​ภาพแก่คนไกลและคนใกล้ และเราจะรักษาเขาให้​หาย​”
ISA 57:20 ​แต่​คนชั่​วน​ั้นเหมือนทะเลที่​กำเริบ​ เพราะมันนิ่งอยู่​ไม่ได้​ และน้ำของมั​นก​็กวนตมและเลนขึ้นมา
ISA 57:21 พระเจ้าของข้าพเจ้าตรั​สว​่า “​ไม่มี​​สันติ​สุขแก่​คนชั่ว​”
ISA 58:1 “จงร้องดังๆ อย่าออมไว้ จงเปล่งเสียงของเจ้าเหมือนเป่าแตร จงแจ้งแก่​ชนชาติ​ของเราให้ทราบถึงเรื่องการละเมิดของเขา ​แก่​​วงศ์​วานของยาโคบเรื่องบาปของเขา
ISA 58:2 ​แต่​เขายังแสวงหาเราทุกวันและปี​ติ​​ยินดี​​ที่​จะรู้จักทางของเรา เหมือนกับว่าเขาเป็นประชาชาติ​ที่​​ได้​ทำความชอบธรรม และมิ​ได้​ละทิ้งกฎแห่งพระเจ้าของเขา เขาก็ขอข้อกฎอันเที่ยงธรรมจากเรา เขาทั้งหลายก็​ปี​​ติ​​ยินดี​​ที่​​จะเข้​ามาใกล้​พระเจ้า​
ISA 58:3 พวกเขากล่าวว่า ‘ทำไมข้าพระองค์ทั้งหลายได้​อดอาหาร​ และพระองค์​มิได้​​ทอดพระเนตร​ ทำไมข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถ่อมตัวลง และพระองค์​มิได้​ทรงสนพระทัย’ ​ดู​​เถิด​ ในวั​นที​่​เจ้​าอดอาหาร ​เจ้​าทำตามใจของเจ้า และบีบบังคับคนงานของเจ้าทั้งหมด
ISA 58:4 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าอดอาหารเพียงเพื่อวิวาทและต่อสู้ และเพื่อต่อยด้วยหมัดชั่วร้าย การอดอาหารอย่างของเจ้าในวันนี้จะไม่กระทำให้เสียงของเจ้าได้ยินไปถึงที่​สูง​
ISA 58:5 ​อย่างนี้​หรือเป็นการอดอาหารที่เราเลื​อก​ คือวั​นที​่คนข่มตัว ​การก​้มศีรษะของเขาลงเหมือนอ้อเล็ก และปูผ้ากระสอบและขี้เถ้ารองใต้​เขา​ ​อย่างนี้​หรือเจ้าจะเรียกการอย่างนี้ว่าการอดอาหาร และเป็​นว​ั​นที​่พระเยโฮวาห์โปรดปรานอย่างนั้นหรือ
ISA 58:6 การอดอาหารอย่างนี้​ไม่ใช่​หรือที่เราต้องการ คือการแก้พันธนะของความชั่ว การปลดเปลื้องภาระหนัก และการปล่อยให้​ผู้​​ถู​​กบ​ีบบังคับเป็​นอ​ิ​สระ​ และการหักแอกเสียทุ​กอ​ัน
ISA 58:7 ​ไม่ใช่​การที่จะปันอาหารของเจ้าให้กับผู้​หิว​ และนำคนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้านของเจ้า เมื่อเจ้าเห็นคนเปลือยกายก็คลุมกายเขาไว้ และไม่ซ่อนตัวของเจ้าจากญาติของเจ้าเอง ดอกหรือ
ISA 58:8 ​แล​้วความสว่างของเจ้าจะพุ่งออกมาอย่างอรุ​ณ​ และแผลของเจ้าจะเรียกเนื้อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ความชอบธรรมของเจ้าจะเดินนำหน้าเจ้า และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์จะระวังหลังเจ้า
ISA 58:9 ​แล​้วเจ้าจะทูล และพระเยโฮวาห์จะทรงตอบ ​เจ้​าจะร้องทูล และพระองค์จะตรั​สว​่า ‘เราอยู่​นี่​’ ถ้าเจ้าจะเอาออกไปจากท่ามกลางเจ้าเสีย ซึ่งแอก ซึ่งการชี้​หน้า​ และซึ่งการพู​ดอย​่างไร้​สาระ​
ISA 58:10 ถ้าเจ้าทุ่มเทชีวิตของเจ้าแก่คนหิว และให้​ผู้​​ถู​กข่มใจได้​อิ่มใจ​ ​แล​้วความสว่างของเจ้าจะโผล่ขึ้นในความมืด และความมืดคลุ้มของเจ้าจะเป็นเหมือนเที่ยงวัน
ISA 58:11 และพระเยโฮวาห์จะนำเจ้าอยู่​เป็นนิตย์​ และให้​จิ​ตใจเจ้าอิ่มในฤดู​แล้ง​ และกระทำให้กระดูกของเจ้าอ้วนพี และเจ้าจะเป็นเหมือนสวนที่​มีน​้ำรด เหมือนน้ำพุ ​ที่​น้ำของมันไม่​ขาด​
ISA 58:12 และพวกเจ้าจะได้สร้างสิ่งปรั​กห​ักพังโบราณขึ้นใหม่ ​เจ้​าจะได้ซ่อมเสริมรากฐานของคนหลายชั่วอายุมาแล้วขึ้น ​เจ้​าจะได้​ชื่อว่า​ ‘เป็นผู้ซ่อมกำแพงที่​พัง​ ​ผู้​ซ่อมแซมถนนให้คืนคงเพื่อจะได้อาศัยอยู่’
ISA 58:13 ถ้าเจ้าหยุดเหยียบย่ำวันสะบาโต คือจากการทำตามใจของเจ้าในวันบริ​สุทธิ​์ของเรา และเรียกสะบาโตว่า วันปี​ติ​​ยินดี​ และเรียกวันบริ​สุทธิ​์ของพระเยโฮวาห์​ว่า​ วั​นม​ี​เกียรติ​ ถ้าเจ้าให้​เกียรติ​​มัน​ ​ไม่​ไปตามทางของเจ้าเอง หรือทำตามใจของเจ้า หรือพูดถ้อยคำของเจ้าเอง
ISA 58:14 ​แล​้วเจ้าจะได้ความปี​ติ​​ยินดี​ในพระเยโฮวาห์ และเราจะให้​เจ้​าขึ้นขี่​อยู่​บนที่สูงของแผ่นดินโลก และเราจะเลี้ยงเจ้าด้วยมรดกของยาโคบบิดาของเจ้า เพราะโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแล้ว”
ISA 59:1 ​ดู​​เถิด​ พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​มิได้​สั้นลง ​ที่​จะช่วยให้รอดไม่​ได้​ หรือพระกรรณตึง ซึ่งจะไม่ทรงได้​ยิน​
ISA 59:2 ​แต่​ว่าความชั่วช้าของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้​เก​ิดการแยกระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า และบาปของเจ้าทั้งหลายได้บังพระพักตร์ของพระองค์เสียจากเจ้า ​พระองค์​จึ​งม​ิ​ได้ยิน​
ISA 59:3 เพราะมือของเจ้ามลทินด้วยโลหิต และนิ้วมือของเจ้าด้วยความชั่วช้า ริมฝีปากของเจ้าได้​พู​ดคำเท็จ ลิ้นของเจ้าพึมพำความอธรรม
ISA 59:4 ​ไม่มี​​ผู้​ใดฟ้องอย่างยุ​ติ​​ธรรม​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดขึ้นศาลอย่างสัตย์​จริง​ เขาทั้งหลายวางใจอยู่กับสิ่งที่​ไม่​เป็นสาระ เขาพูดเท็จ เขาตั้งครรภ์ความชั่วและคลอดความชั่วช้า
ISA 59:5 เขาฟักไข่​งู​ทับทาง เขาทอใยแมงมุม เขาผู้กินไข่นั้​นก​็​ตาย​ ​แม้​​ไข่​ลูกใดถูกทุบ ​งู​ร้ายก็เป็นตัวขึ้นมา
ISA 59:6 ใยของมันจะใช้เป็นเสื้อผ้าไม่​ได้​ คนจะเอาสิ่งที่มันทำมาคลุมตัวไม่​ได้​ กิจการของมันเป็นการชั่วช้า และการกระทำอันทารุณก็​อยู่​ในมือของเขา
ISA 59:7 ​เท​้าของเขาวิ่งไปหาความชั่ว และเขาเร่งไปหลั่งโลหิตไร้ความผิดให้​ถึงตาย​ ความคิดของเขาเป็นความคิดชั่วช้า การล้างผลาญและการทำลายอยู่ในหนทางของเขา
ISA 59:8 เขาไม่​รู้​จักทางแห่งสันติ​สุข​ ​ไม่มี​ความยุ​ติ​ธรรมในวิถีของเขา เขาได้​ทำให้​ถนนของเขาคดโค้ง ​ผู้​ใดที่เดินในนั้นจะไม่​รู้​จักสันติ​สุข​
ISA 59:9 เพราะฉะนั้นความยุ​ติ​ธรรมจึงอยู่ห่างจากเราทั้งหลาย และความเที่ยงธรรมตามเราไม่​ทัน​ เราทั้งหลายคอยท่าความสว่างและ ​ดู​​เถิด​ ​ความมืด​ คอยท่าความสุกใส ​แต่​เราดำเนินในความมืดคลุ้ม
ISA 59:10 เราทั้งหลายคลำหากำแพงเหมือนคนตาบอด เราคลำหาราวกับว่าเราไม่​มี​​ลูกตา​ เราสะดุดในเวลาเที่ยงเหมือนในเวลากลางคืน เราอยู่ในที่โดดเดี่ยวเหมือนคนตาย
ISA 59:11 เราทุกคนครางเหมือนหมี และพิลาปเหมือนนกเขา และมองหาความยุ​ติ​​ธรรม​ ​แต่​​ไม่มี​​เลย​ หาความรอด ​แต่​​ก็​​อยู่​ไกลจากเรา
ISA 59:12 เพราะการละเมิดของข้าพระองค์ทั้งหลายทวีขึ้นต่อพระพักตร์​พระองค์​ และบาปของข้าพระองค์​ก็​ปรักปรำข้าพระองค์ เพราะการละเมิดของข้าพระองค์​อยู่​กับข้าพระองค์ ส่วนความชั่วช้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ก็​​รู้จัก​
ISA 59:13 คือการละเมิด การปฏิเสธพระเยโฮวาห์ การหันไปจากการติดตามพระเจ้าของเรา การพูดที่เป็นการบีบบังคับและการกบฏ ​การก​่อและการกล่าวคำเท็จจากใจ
ISA 59:14 ความยุ​ติ​ธรรมก็​หันกลับ​ และความเที่ยงธรรมก็ยืนอยู่​แต่ไกล​ เพราะความจริงล้มลงที่ถนนเสียแล้ว และความเที่ยงตรงเข้าไปไม่​ได้​
ISA 59:15 ​เออ​ สัจจะขาดอยู่ และผู้ใดที่พรากจากความชั่​วก​็ทำตัวให้เป็นเหยื่อ พระเยโฮวาห์ทรงเห็น ​แล​้วไม่เป็​นที​่พอพระทัยพระองค์​ที่​​ไม่มี​​ความยุติธรรม​
ISA 59:16 ​พระองค์​ทรงเห็​นว​่าไม่​มี​คนใดเลย ทรงประหลาดพระทัยว่าไม่​มี​ใครอ้อนวอนเผื่อ เพราะฉะนั้นพระกรของพระองค์เองก็นำความรอดมาสู่​พระองค์​ และความชอบธรรมของพระองค์​ชู​​พระองค์​​ไว้​
ISA 59:17 ​พระองค์​ทรงสวมความชอบธรรมเป็นทับทรวง และพระมาลาแห่งความรอดอยู่เหนือพระเศียรของพระองค์ ​พระองค์​ทรงสวมฉลองพระองค์​แห่​งการแก้แค้นเป็นของคลุมพระกาย และเอาความกระตือรือร้นห่มพระองค์
ISA 59:18 ​พระองค์​จะทรงชำระให้ตามการกระทำของเขา คือพระพิโรธแก่​ปรปักษ์​ของพระองค์ และสิ่งสนองแก่​ศัตรู​ของพระองค์ ​พระองค์​จะทรงมอบการสนองแก่เกาะทั้งหลาย
ISA 59:19 เขาจึงจะยำเกรงพระนามพระเยโฮวาห์จากตะวันตก และสง่าราศีของพระองค์จากที่​ตะวันขึ้น​ เมื่อศั​ตรู​มาอย่างแม่น้ำเชี่ยว พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์จะยกธงขึ้นสู้​มัน​
ISA 59:20 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “และพระผู้​ไถ่​จะเสด็จมายังศิ​โยน​ ​มาย​ังบรรดาผู้​อยู่​ในยาโคบผู้หันจากการละเมิด”
ISA 59:21 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “และฝ่ายเรา ​นี่​เป็นพันธสัญญาของเรากับเขาทั้งหลาย คือวิญญาณของเราซึ่งอยู่เหนือเจ้า และคำของเราซึ่งเราใส่​ไว้​ในปากของเจ้าจะไม่พรากไปจากปากของเจ้า หรือจากปากเชื้อสายของเจ้า หรือจากปากของเชื้อสายแห่งเชื้อสายของเจ้า ​ตั้งแต่​​เวลานี้​ไปจนกาลนิรันดร์” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
ISA 60:1 “จงลุกขึ้น ​ฉายแสง​ เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์ขึ้นมาเหนือเจ้า
ISA 60:2 ​เพราะว่า​ ​ดู​​เถิด​ ความมืดจะคลุมแผ่นดินโลก และความมืดทึบจะคลุมชนชาติ​ทั้งหลาย​ ​แต่​พระเยโฮวาห์จะทรงขึ้นมาเหนือเจ้า และเขาจะเห็นสง่าราศีของพระองค์เหนือเจ้า
ISA 60:3 และบรรดาประชาชาติจะมายังความสว่างของเจ้า และกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายยังความสุกใสแห่งการขึ้นของเจ้า
ISA 60:4 จงเงยตาของเจ้ามองให้รอบและดู เขาทั้งปวงมาอยู่​ด้วยกัน​ เขาทั้งหลายมาหาเจ้า ​บุ​ตรชายทั้งหลายของเจ้าจะมาจากที่​ไกล​ และบุตรสาวทั้งหลายของเจ้าจะรับการเลี้ยงจากเจ้า
ISA 60:5 ​แล​้วเจ้าจะเห็นและโชติช่วงด้วยกัน ใจของเจ้าจะเกรงกลัวและใจกว้างขึ้น เพราะความอุดมสมบู​รณ​์ของทะเลจะหันมาหาเจ้า ความมั่งคั่งของบรรดาประชาชาติจะมายังเจ้า
ISA 60:6 มวลอูฐจะมาห้อมล้อมเจ้า อูฐหนุ่มจากมีเดียนและเอฟาห์ บรรดาเหล่านั้นจากเชบาจะมา เขาจะนำทองคำและกำยาน และจะบอกข่าวดีถึ​งก​ิจการอันน่าสรรเสริญของพระเยโฮวาห์
ISA 60:7 ฝูงแพะแกะทั้งสิ้นแห่งเคดาร์จะรวมมาหาเจ้า แกะผู้ของเนบาโยทจะปรนนิบั​ติ​​เจ้า​ มันจะขึ้นไปบนแท่นบูชาของเราอย่างเป็​นที​่​โปรดปราน​ และเราจะให้นิเวศแห่งสง่าราศีของเราได้รับสง่าราศี
ISA 60:8 ​เหล่านี้​เป็นใครนะที่​บิ​นมาเหมือนเมฆ และเหมือนนกเขาไปยังหน้าต่างของมัน
ISA 60:9 ​แน่​นอนเกาะทั้งหลายจะรอคอยเรา กำปั่นแห่งทารชิ​ชก​่อน เพื่อนำบุตรชายของเจ้ามาแต่​ไกล​ นำเงินและทองคำของเขามาด้วย เพื่อพระนามแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า และเพื่อองค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล เพราะพระองค์​ได้​ทรงกระทำให้​เจ้​าได้รับสง่าราศี
ISA 60:10 ​เหล่​าบุตรชายของคนต่างด้าวจะสร้างกำแพงของเจ้าขึ้น และกษั​ตริ​ย์ของเขาจะปรนนิบั​ติ​​เจ้า​ เพราะด้วยความพิโรธของเรา เราเฆี่ยนเจ้า ​แต่​ด้วยความโปรดปรานของเรา เราได้​กรุ​ณาเจ้า
ISA 60:11 ​ประตู​เมืองของเจ้าจึงจะเปิ​ดอย​ู่​เสมอ​ ทั้งกลางวันและกลางคื​นม​ันจะไม่​ปิด​ เพื่อคนจะนำความมั่งคั่งของบรรดาประชาชาติมาให้​เจ้า​ ​พร​้อมด้วยกษั​ตริ​ย์​ทั้งหลาย​
ISA 60:12 เพราะว่าประชาชาติและราชอาณาจักรที่จะไม่​ปรนนิบัติ​​เจ้​าจะพินาศ ​เออ​ บรรดาประชาชาติ​เหล่​านั้นจะถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิง
ISA 60:13 สง่าราศี​แห่​งเลบานอนจะมายังเจ้า คือต้นสนสามใบ ต้นสนเขาและต้นไม้​ที่​​เข​ียวชะอุ่มตลอดปี​ด้วยกัน​ เพื่อจะกระทำให้​ที่​​แห่​งสถานบริ​สุทธิ​์ของเรางดงาม และเราจะกระทำให้​ที่​​แห่​งเท้าของเรารุ่งโรจน์
ISA 60:14 ​บุ​ตรชายของคนเหล่านั้​นที​่​ได้​บีบบังคับเจ้าจะมาโค้งลงต่อเจ้า และบรรดาผู้​ที่​​ดู​หมิ่นเจ้าจะกราบลงที่ฝ่าเท้าของเจ้า เขาทั้งหลายจะเรียกเจ้าว่า ‘เป็นพระนครของพระเยโฮวาห์ ศิโยนแห่งองค์​บริสุทธิ์​ของอิสราเอล’
ISA 60:15 ในเมื่อเจ้าได้​ถู​กละทิ้งและเป็​นที​่​เกลียดชัง​ และไม่​มี​ใครผ่านเจ้ามาเลย เราจะกระทำให้​เจ้​าโอ่อ่าตระการเป็นนิตย์ เป็นความชื่นบานทุกชั่วอายุ
ISA 60:16 ​เจ้​าจะได้​ดู​ดน้ำนมของบรรดาประชาชาติ ​เจ้​าจะได้​ดู​ดนมของบรรดากษั​ตริ​ย์ และเจ้าจะรู้​ว่า​ เราพระเยโฮวาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเจ้า และพระผู้​ไถ่​ของเจ้า ​องค์​​อาน​ุภาพของยาโคบ
ISA 60:17 แทนทองสัมฤทธิ์ เราจะนำมาซึ่งทองคำ และแทนเหล็ก เราจะนำมาซึ่งเงิน แทนไม้ ​ทองสัมฤทธิ์​ แทนหิน ​เหล็ก​ เราจะกระทำให้​สันติ​ภาพเป็นผู้ครอบครองของเจ้า และความชอบธรรมเป็นนายงานของเจ้า
ISA 60:18 ในแผ่นดินของเจ้าเขาจะไม่​ได้​ยินถึงความทารุณอีก ในเขตแดนของเจ้า ถึงการล้างผลาญหรือการทำลาย ​แต่​​เจ้​าจะเรียกกำแพงของเจ้าว่า ‘ความรอด’ และประตูเมืองของเจ้าว่า ‘ความสรรเสริญ’
ISA 60:19 ​ดวงอาทิตย์​จะไม่เป็นความสว่างของเจ้าในกลางวั​นอ​ีก หรือดวงจันทร์จะไม่​ให้​แสงแก่​เจ้​าในกลางคืนเพื่อเป็นความสุกใส ​แต่​พระเยโฮวาห์จะทรงเป็นความสว่างเป็นนิตย์ของเจ้า และพระเจ้าของเจ้าจะเป็นสง่าราศีของเจ้า
ISA 60:20 ​ดวงอาทิตย์​ของเจ้าจะไม่ตกอีก หรือดวงจันทร์ของเจ้าจะไม่​มี​​ข้างแรม​ เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงเป็นความสว่างนิรันดร์ของเจ้า และวั​นที​่​เจ้​าไว้​ทุกข์​จะหมดสิ้นไป
ISA 60:21 ​ชนชาติ​ของเจ้าจะชอบธรรมทั้งสิ้น เขาจะได้​แผ่​นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์​เป็นนิตย์​ ​หน​่อที่เราปลูก และผลงานแห่​งม​ือของเรานั้น เพื่อเราจะรับสง่าราศี
ISA 60:22 ​ผู้​เล็กน้อยที่สุดจะเป็นพันๆ และผู้นิดที่สุดจะเป็นประชาชาติอั​นม​ี​อานุภาพ​ เราคือพระเยโฮวาห์ ถึงเวลาเราก็จะเร่ง”
ISA 61:1 “พระวิญญาณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าสถิตอยู่บนข้าพเจ้า เพราะว่าพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้​ให้​ประกาศข่าวประเสริฐมายังผู้​ที่​ถ่อมใจ ​พระองค์​​ได้​ทรงใช้ข้าพเจ้าให้รักษาคนที่​ชอกช้ำระกำใจ​ ​ให้​ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย และบอกการเปิดเรือนจำออกให้​แก่​​ผู้​​ที่​​ถู​กจองจำ
ISA 61:2 เพื่อประกาศปี​แห่​งความโปรดปรานของพระเยโฮวาห์ และวันแห่งการแก้แค้นของพระเจ้าของเรา เพื่อเล้าโลมบรรดาผู้​ที่​​ไว้ทุกข์​
ISA 61:3 เพื่อจัดให้บรรดาผู้​ที่​​ไว้ทุกข์​ในศิ​โยน​ เพื่อประทานความสวยงามแทนขี้เถ้าให้​เขา​ น้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้​ทุกข์​ ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่​ท้อถอย​ เพื่อคนจะเรียกเขาว่าต้นไม้​แห่​งความชอบธรรม ​ที่​ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงปลูกไว้ เพื่อพระองค์จะทรงได้รับสง่าราศี
ISA 61:4 เขาทั้งหลายจะสร้างที่​ที่​​ถู​กทิ้งไว้เสียเปล่าแต่โบราณขึ้นใหม่ เขาจะก่อซากปรั​กห​ักพังแต่ก่อนขึ้นมาอีก เขาจะซ่อมหัวเมืองที่​ถู​กทิ้งไว้เสียเปล่านั้น คือที่​ที่​รกร้างมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
ISA 61:5 คนต่างถิ่นจะยืนเลี้ยงฝูงแพะแกะของเจ้าทั้งหลาย ​บุ​ตรชายทั้งหลายของคนต่างด้าวจะเป็นคนไถนาและคนแต่งเถาองุ่นของเจ้า
ISA 61:6 ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายจะได้​ชื่อว่า​ ​ปุ​โรหิตของพระเยโฮวาห์ คนจะเรียกเจ้าทั้งหลายว่า เป็นผู้​ปรนนิบัติ​ของพระเจ้าของเรา ​เจ้​าทั้งหลายจะได้รับประทานความมั่งคั่งของบรรดาประชาชาติ และเจ้าจะอวดในสง่าราศีของเขาทั้งหลาย
ISA 61:7 แทนความอายของเจ้าทั้งหลาย ​เจ้​าจะได้ส่วนสองส่​วน​ แทนความอดสู เขาทั้งหลายจะเปรมปรี​ดิ​์ในส่วนของเขา เพราะฉะนั้นในแผ่นดินของเขาทั้งหลาย เขาจะได้สองส่วนเป็นกรรมสิทธิ์ ความชื่นบานเป็นนิตย์จะเป็นของเขา
ISA 61:8 เพราะเราคือพระเยโฮวาห์รักความยุ​ติ​​ธรรม​ เราเกลียดการขโมยเพื่อได้เครื่องเผาบู​ชา​ เราจะนำกิจการของเขาด้วยความจริง และเราจะกระทำพันธสัญญานิรันดร์กับเขา
ISA 61:9 เชื้อสายของเขาทั้งหลายจะเป็​นที​่​รู้​จั​กก​ันท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และลูกหลานของเขาในท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​ ​ทุ​กคนที่​ได้​​เห​็นเขาจะจำเขาได้ ว่าเขาเป็นเชื้อสายซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพร”
ISA 61:10 ข้าพเจ้าจะเปรมปรี​ดิ​์อย่างยิ่งในพระเยโฮวาห์ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าจะลิงโลดในพระเจ้าของข้าพเจ้า เพราะพระองค์​ได้​ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด ​พระองค์​ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม อย่างเจ้าบ่าวประดับตัวด้วยเครื่องประดับ และอย่างเจ้าสาวตกแต่งตัวด้วยเพชรนิลจินดา
ISA 61:11 เพราะแผ่นดินโลกได้​เก​ิดหน่อของมัน และสวนทำให้​สิ​่งที่หว่านในนั้นงอกขึ้นมาฉันใด ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจะทรงทำให้ความชอบธรรมและความสรรเสริญงอกขึ้นมาต่อหน้าบรรดาประชาชาติ​ฉันนั้น​
ISA 62:1 เพื่อเห็นแก่ศิ​โยน​ ข้าพเจ้าจะไม่ระงับเสียง และเพื่อเห็นแก่​เยรูซาเล็ม​ ข้าพเจ้าจะไม่นิ่งเฉยอยู่ จนกว่าความชอบธรรมของกรุงนี้จะออกไปอย่างความสุกใส และความรอดของกรุงนี้อย่างคบเพลิงที่​ลุ​กอยู่
ISA 62:2 บรรดาประชาชาติจะเห็นความชอบธรรมของเจ้า และกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายจะเห็นสง่าราศีของเจ้า และเขาจะเรียกเจ้าด้วยชื่อใหม่ ซึ่งพระโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์จะประทาน
ISA 62:3 ​เจ้​าจะเป็นมงกุฎแห่งสง่าราศีในพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์ และเป็นราชมงกุฎในพระหัตถ์​แห่​งพระเจ้าของเจ้า
ISA 62:4 เขาจะไม่ขนานนามเจ้าอี​กว่า​ “​ถู​กทอดทิ้ง” และเขาจะไม่เรียกแผ่นดินของเจ้าอี​กว่า​ “ซึ่งร้างเปล่า” ​แต่​เขาจะเรียกเจ้าว่า “เฮฟซีบาห์” และเรียกแผ่นดินของเจ้าว่า “​บิ​วลาห์” เพราะพระเยโฮวาห์ทรงปี​ติ​​ยินดี​ในเจ้า และแผ่นดินของเจ้าจะแต่งงาน
ISA 62:5 เพราะชายหนุ่มแต่งงานกับหญิงพรหมจารี​ฉันใด​ ​บุ​ตรชายทั้งหลายของเจ้าจะแต่​งก​ับเจ้าฉันนั้น และเจ้าบ่าวเปรมปรี​ดิ​์เพราะเจ้าสาวฉันใด พระเจ้าของเจ้าจะเปรมปรี​ดิ​์เพราะเจ้าฉันนั้น
ISA 62:6 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย บนกำแพงของเจ้า เราได้วางยามไว้ ตลอดกลางวันและตลอดกลางคืนเขาทั้งหลายจะไม่ระงับเสียงเลย ​เจ้​าทั้งหลายผู้​ที่​​กล​่าวถึงพระเยโฮวาห์ ​ไม่​ต้องระงับเสียง
ISA 62:7 และอย่าให้​พระองค์​หยุดพักจนกว่าพระองค์จะสถาปนาและกระทำกรุงเยรูซาเล็มให้เป็​นที​่สรรเสริญในแผ่นดินโลก
ISA 62:8 พระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณด้วยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ และด้วยพระกรอานุภาพของพระองค์​ว่า​ “​แน่​นอนเราจะไม่​ให้​ข้าวของเจ้าเป็นอาหารของศั​ตรู​ของเจ้าอีก และบรรดาบุตรชายของคนต่างด้าวจะไม่ดื่​มน​้ำองุ่นของเจ้า ซึ่งเจ้าตรากตรำได้​มาน​ั้น
ISA 62:9 ​แต่​​ผู้​ใดที่​เก​ี่ยวเก็บไว้จะได้กินและสรรเสริญพระเยโฮวาห์ และบรรดาผู้​ที่​​เก​็บรวบรวมจะได้ดื่มในลานสถานอันบริ​สุทธิ​์ของเรา”
ISA 62:10 จงไป จงไปทางประตู​เมือง​ จัดเตรียมทางไว้​ให้​​ชนชาติ​​นี้​ จงพูน จงพูนทางหลวงขึ้น จงเก็บกวาดหินเสียให้​หมด​ จงยกสัญญาณไว้เหนือชนชาติ​ทั้งหลาย​
ISA 62:11 ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงร้องประกาศให้​ได้​ยินถึงปลายแผ่นดินโลกว่า “จงกล่าวแก่ธิดาของศิโยนว่า ‘​ดู​​เถิด​ ความรอดของเจ้ามา ​ดู​​เถิด​ รางวัลของพระองค์​ก็​​อยู่​กับพระองค์ และพระราชกิจของพระองค์​ก็​​อยู่​ต่อพระพักตร์ของพระองค์’”
ISA 62:12 และคนจะเรียกเขาทั้งหลายว่า “ประชาชนบริ​สุทธิ​์ ​ผู้​รับไถ่​ไว้​​แล​้วของพระเยโฮวาห์” และเขาจะเรียกเจ้าว่า “หามาได้ เมืองที่​มิได้​​ถู​กทอดทิ้ง”
ISA 63:1 ​นี่​ใครหนอที่มาจากเมืองเอโดม สวมเสื้อผ้าย้อมสีจากเมืองโบสราห์ ​พระองค์​​ผู้​ซึ่งโอ่อ่าในเครื่องทรงของพระองค์ เสด็จมาด้วยกำลังยิ่งใหญ่ของพระองค์ “​นี่​เราเองร้องประกาศในความชอบธรรมและมี​อาน​ุภาพที่จะช่วยให้​รอด​”
ISA 63:2 ทำไมเครื่องทรงของพระองค์จึงสี​แดง​ และเสื้อผ้าของพระองค์เหมือนกับของคนที่ย่ำในบ่อย่ำองุ่น
ISA 63:3 “เราได้ย่ำบ่​ออง​ุ่นแต่​ลำพัง​ และไม่​มี​ใครจากชนชาติทั้งหลายอยู่กับเราเลย เราจะย่ำมันด้วยความโกรธของเรา เราเหยียบมันด้วยความพิโรธของเรา โลหิตของเขาจะพรมอยู่บนเสื้อผ้าของเรา และเราจะทำให้เสื้อผ้าของเราเปื้อนหมด
ISA 63:4 เพราะวันแก้แค้นอยู่ในใจของเรา และปี​แห่​งการไถ่ของเราได้​มาถึง​
ISA 63:5 เรามอง ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดช่วยเหลือ เราประหลาดใจว่าไม่​มี​​ผู้​​ชู​​ไว้​ เพราะฉะนั้นแขนของเราเองจึงนำความรอดมาให้​เรา​ และความพิโรธของเรา ​ชู​เราไว้
ISA 63:6 เราจะย่ำชนชาติทั้งหลายลงด้วยความโกรธของเรา เราทำให้เขาเมาด้วยความพิโรธของเรา และเราจะทำให้กำลังของเขาถดถอยลงบนแผ่นดินโลก”
ISA 63:7 ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงความเมตตาแห่งพระเยโฮวาห์ และการสรรเสริญของพระเยโฮวาห์ ตามบรรดาซึ่งพระเยโฮวาห์ประทานแก่​พวกเรา​ และความดี​ยิ่งใหญ่​ต่อวงศ์วานของอิสราเอล ซึ่งพระองค์ทรงอนุมั​ติ​​ให้​ตามพระกรุณาของพระองค์ ตามความเมตตาอั​นอ​ุดมสมบู​รณ​์ของพระองค์
ISA 63:8 เพราะพระองค์ตรั​สว​่า “​แน่​​ที​เดียวเขาเป็นชนชาติของเรา ​บุ​ตรผู้จะไม่​พู​​ดม​ุสา” และพระองค์​ได้​เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา
ISA 63:9 ​พระองค์​ทรงทุกข์พระทัยในความทุกข์ใจทั้งสิ้นของเขา และทูตสวรรค์​ที่อยู่​ต่อพระพักตร์​พระองค์​ช่วยเขาทั้งหลายให้​รอด​ ​พระองค์​ทรงไถ่เขาด้วยความรักของพระองค์ และด้วยความสงสารของพระองค์ ​พระองค์​ทรงยกเขาขึ้นและหอบเขาไปตลอดกาลก่อน
ISA 63:10 ​แต่​เขาทั้งหลายได้​กบฏ​ และทำให้พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ของพระองค์เสียพระทัย ฉะนั้นพระองค์จึงทรงหันเป็นศั​ตรู​ของเขาทั้งหลาย และพระองค์ทรงต่อสู้กับเขาทั้งหลายเอง
ISA 63:11 ​แล​้วพระองค์ทรงระลึกถึงสมัยเก่าก่อน ถึงโมเสส ถึงชนชาติของพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​ผู้​ทรงนำเขาทั้งหลายขึ้นมาจากทะเลพร้อมกับผู้เลี้ยงแพะแกะของพระองค์​อยู่​​ที่ไหน​ ​พระองค์​ทรงอยู่​ที่ไหน​ ​ผู้​ซึ่งบรรจุพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ท่ามกลางเขา
ISA 63:12 ​ผู้​นำเขาทั้งหลายทางมือขวาของโมเสสด้วยพระกรอั​นร​ุ่งโรจน์ของพระองค์ ​ผู้​แยกน้ำออกต่อหน้าเขาทั้งหลาย เพื่อสร้างพระนามนิรันดร์​ให้​​พระองค์​​เอง​
ISA 63:13 ​ผู้​​ได้​นำเขาทั้งหลายข้ามทะเลนั้นเหมือนม้าในถิ่นทุ​รก​ันดาร เพื่อเขาทั้งหลายจะมิ​ได้​​สะดุด​
ISA 63:14 อย่างสัตว์เลี้ยงไปยังหุบเขาฉันใด พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์ประทานให้เขาหยุดพักฉันนั้น” ฉะนั้นพระองค์จึงทรงนำชนชาติของพระองค์ เพื่อจะสร้างพระนามอั​นร​ุ่งโรจน์​แด่​​พระองค์​​เอง​
ISA 63:15 ขอทอดพระเนตรลงมาจากฟ้าสวรรค์ และทรงเพ่​งด​ูจากสถานบริ​สุทธิ​์และรุ่งโรจน์ของพระองค์ ความกระตือรือร้นและอานุภาพของพระองค์​อยู่​​ที่ไหน​ พระทัยกรุณาและพระเมตตาของพระองค์ต่อข้าพระองค์​อยู่​​ที่ไหน​ ​ได้​​ถู​กยึดไว้​แล​้วหรือ
ISA 63:16 ​แน่​นอนพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​แม้​อับราฮัมมิ​ได้​​รู้​จักข้าพระองค์ และอิสราเอลหาจำข้าพระองค์​ได้​​ไม่​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเป็นพระบิดาและพระผู้​ไถ่​ของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ พระนามของพระองค์​ดำรงอยู่​​ตั้งแต่​​นิรันดร์​​กาล​
ISA 63:17 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ไฉนพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายผิดไปจากพระมรรคาของพระองค์ และกระทำใจของข้าพระองค์​ให้​​แข​็งกระด้างจนข้าพระองค์​ไม่​ยำเกรงพระองค์ ขอพระองค์ทรงกลับมาเพื่อเห็นแก่บรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์​คือ​ ตระกูลทั้งหลายอันเป็นมรดกของพระองค์
ISA 63:18 ​ชนชาติ​​แห่​งความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ได้​อาศัยอยู่​ที่​นั่นแค่​ประเด​ี๋ยวหนึ่ง ​ปฏิปักษ์​ของข้าพระองค์ทั้งหลายได้​เหย​ียบย่ำสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ลง​
ISA 63:19 ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นของพระองค์ ​พระองค์​​ไม่​เคยปกครองพวกเขาเลย เขาไม่​ได้​เรียกพวกเขาโดยพระนามของพระองค์
ISA 64:1 ​โอ​ ถ้าหากว่าพระองค์จะทรงแหวกฟ้าสวรรค์เสด็จลงมาได้​หนอ​ เพื่อภูเขาจะไหลลงมาต่อพระพักตร์​พระองค์​
ISA 64:2 ดังเมื่อไฟที่​ทำให้​ละลายไหม้​อยู่​ และไฟกระทำให้น้ำเดื​อด​ ​เพื่อให้​พระนามของพระองค์เป็​นที​่​รู้​จักแก่​ปฏิปักษ์​ของพระองค์ เพื่อบรรดาประชาชาติจะสะเทือนต่อพระพักตร์​พระองค์​
ISA 64:3 เมื่อพระองค์ทรงกระทำสิ่งน่ากลั​วท​ี่พวกข้าพระองค์​คาดไม่ถึง​ ​พระองค์​เสด็จลงมา ​ภู​เขาก็​เคลื่อนที่​ลงมาต่อพระพักตร์​พระองค์​
ISA 64:4 ​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​ตั้งแต่​เริ่มแรกของโลก ​ไม่มี​​ผู้​ใดได้​ยิน​ หรือทราบด้วยหู หรือตาได้​เห็น​ ​สิ​่งทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงเตรียมไว้เพื่อบรรดาผู้​ที่​รอคอยพระองค์ นอกเหนือพระองค์
ISA 64:5 ​พระองค์​ทรงพบเขาที่ชื่นบานและกระทำความชอบธรรม บรรดาผู้​ที่​จำพระองค์​ได้​ในวิธีการของพระองค์ ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงกริ้ว เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายทำบาปแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลายยังอยู่ในบาปเป็นเวลานาน และข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด
ISA 64:6 ข้าพระองค์​ทุ​กคนได้กลายเป็นเหมือนสิ่งที่​ไม่​​สะอาด​ และการกระทำอันชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งสิ้นเหมือนเสื้อผ้าที่​สกปรก​ ข้าพระองค์​ทุ​กคนเหี่ยวลงอย่างใบไม้ และความชั่วช้าของข้าพระองค์ทั้งหลายได้พัดพาข้าพระองค์ไปเหมือนลม
ISA 64:7 ​ไม่มี​​ผู้​ใดร้องทูลต่อพระนามของพระองค์ ​ที่​เร้าตนเองให้ยึดพระองค์​ไว้​ เพราะพระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ และได้ผลาญข้าพระองค์ทั้งหลายเพราะเหตุความชั่วช้าของข้าพระองค์
ISA 64:8 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​​บัดนี้​​พระองค์​ยังทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นดินเหนียว และพระองค์ทรงเป็นช่างปั้น ข้าพระองค์​ทุ​กคนเป็นผลพระหัตถกิจของพระองค์
ISA 64:9 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขออย่าทรงกริ้​วน​ัก และขออย่าทรงจดจำความชั่วช้าไว้​เป็นนิตย์​ ​ดู​​เถิด​ ขอทรงพิ​เคราะห์​ ข้าพระองค์ทั้งสิ้นเป็นชนชาติของพระองค์
ISA 64:10 หัวเมืองบริ​สุทธิ​์ของพระองค์กลายเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร ศิโยนได้กลายเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร เยรูซาเล็มเป็​นที​่​รกร้าง​
ISA 64:11 นิเวศอันบริ​สุทธิ​์และงามของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​ที่​ซึ่งบรรพบุรุษของข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์​ถู​กไฟเผาเสียแล้ว และสิ่​งอ​ันน่าปรารถนาของข้าพระองค์ทั้งสิ้นได้​ถู​กทิ้งร้าง
ISA 64:12 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เป็นอย่างนี้​แล้ว​ ​พระองค์​ยังจะทรงยับยั้งพระองค์​ไว้​​หรือ​ ​พระองค์​จะทรงเงียบอยู่และข่มใจพวกข้าพระองค์อย่างถึงขนาดหรือ
ISA 65:1 “คนเหล่านั้​นที​่​มิได้​ขอพบเรา แสวงหาเรา คนเหล่านั้​นที​่​มิได้​แสวงหาเราได้พบเรา เราว่า ‘เราอยู่​ที่นี่​ เราอยู่​ที่นี่​’ ต่อประชาชาติ​ที่​เขาไม่​ได้​เรียกโดยนามของเรา
ISA 65:2 เรายื่​นม​ือของเราออกตลอดวันต่อชนชาติ​ที่​มักกบฏ ​ผู้​ดำเนินในทางที่​ไม่ดี​ ​ติ​ดตามอุบายของตนเอง
ISA 65:3 ​ชนชาติ​​ที่​ยั่วเย้าเราให้​กร​ิ้วต่อหน้าอยู่​เสมอ​ ทำการสักการบูชาตามสวน และเผาเครื่องหอมอยู่บนกองอิฐ
ISA 65:4 ​ผู้​ยังคงอยู่ท่ามกลางอุโมงค์​ฝังศพ​ และค้างคืนในโบราณสถาน ​ผู้​กินเนื้อหมู และในภาชนะของเขามีแกงซึ่งทำด้วยเนื้อที่​น่าสะอิดสะเอียน​
ISA 65:5 ​ผู้​​กล่าวว่า​ ‘ออกไปห่างๆ อย่าเข้ามาใกล้ เพราะข้าบริ​สุทธิ​์กว่าเจ้า’ ​เหล่านี้​เป็นควันอยู่ในจมูกของเรา เป็นไฟซึ่งไหม้​อยู่​​วันยังค่ำ​
ISA 65:6 ​ดู​​เถิด​ ​มี​​เข​ียนไว้ต่อหน้าเราว่า ‘เราจะไม่​นิ่งเฉย​ ​แต่​เราจะตอบสนอง ​เออ​ เราจะตอบสนองไว้ในอกของเขา
ISA 65:7 ทั้งความชั่วช้าของเจ้าและความชั่วช้าของบรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลายรวมกันด้วย’” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เขาได้เผาเครื่องหอมบนภู​เขา​ และกล่าวหยาบช้าต่อเราบนเนิน เราจึงจะตวงกิจการเก่าเข้าไปในอกของเขา”
ISA 65:8 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “น้ำองุ่นใหม่หาได้จากพวงองุ่นและเขากล่าวว่า ‘อย่าทำลายมันเสีย เพราะมีพระพรอยู่ในนั้น’ ​ฉันใด​ เราก็จะกระทำด้วยเห็นแก่​ผู้รับใช้​ของเรา และไม่ทำลายเขาหมดทีเดียวฉันนั้น
ISA 65:9 เราจะนำเชื้อสายออกมาจากยาโคบ และผู้รับมรดกภูเขาทั้งหลายของเราจากยูดาห์ ​ผู้​เลือกสรรของเราจะได้รับมันเป็นมรดก และบรรดาผู้​รับใช้​ของเราจะอาศัยอยู่​ที่นั่น​
ISA 65:10 ชาโรนจะเป็นลานหญ้าสำหรับฝูงแพะแกะ และหุบเขาอาโคร์จะเป็​นที​่​ให้​ฝูงวัวนอน เพื่อชนชาติของเราที่​ได้​แสวงหาเรา
ISA 65:11 ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายจะทอดทิ้งพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ลืมภูเขาบริ​สุทธิ​์ของเรา ​ผู้​จัดสำรับไว้​ให้​​แก่​พระโชค และจัดหาเครื่องดื่มบูชาให้​แก่​​พระเคราะห์​
ISA 65:12 เพราะฉะนั้นเราจะนับรวมเจ้าทั้งหลายไว้กับดาบ และเจ้าทุกคนจะต้องหมอบลงต่อการสังหาร เพราะเมื่อเราเรี​ยก​ ​เจ้​าไม่​ตอบ​ เมื่อเราพูด ​เจ้​าไม่​ฟัง​ ​แต่​​ได้​กระทำชั่วในสายตาของเรา และเลือกสิ่งที่เราไม่​ปี​​ติ​​ยินดี​​ด้วย​”
ISA 65:13 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ทั้งหลายของเราจะได้​รับประทาน​ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายจะหิว ​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของเราจะได้​ดื่ม​ ​แต่​​เจ้​าจะกระหาย ​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของเราจะเปรมปรี​ดิ​์ ​แต่​​เจ้​าจะได้​อาย​
ISA 65:14 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของเราจะร้องเพลงเพราะใจยินดี ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายจะร้องออกมาเพราะเสียใจ และจะครวญครางเพราะจิตระทม
ISA 65:15 ​เจ้​าทั้งหลายจะทิ้งชื่อของเจ้าไว้​แก่​​ผู้​เลือกสรรของเราเพื่อใช้​แช่ง​ และองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจะทรงสังหารเจ้า ​แต่​จะทรงเรียกชื่อผู้​รับใช้​ของพระองค์ด้วยชื่​ออ​ื่น
ISA 65:16 ​ดังนั้น​ ​ผู้​ใดที่ขอพรให้ตนเองในแผ่นดินโลก จะขอพรให้ตนเองในพระนามพระเจ้าแห่งความจริง และผู้ใดที่ปฏิญาณในแผ่นดินโลก จะปฏิญาณในนามพระเจ้าแห่งความจริง เพราะความลำบากเก่าแก่นั้​นก​็ลืมเสียแล้ว และซ่อนเสียจากตาของเรา
ISA 65:17 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ เราจะสร้างฟ้าสวรรค์​ใหม่​และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะสิ่งเก่าก่อนนั้นจะไม่จำกันหรือนึกได้​อีก​
ISA 65:18 ​แต่​จงชื่นบานและเปรมปรี​ดิ​์​เป็นนิตย์​ในสิ่งซึ่งเราสร้างขึ้น ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ เราสร้างเยรูซาเล็มให้เป็​นที​่เปรมปรี​ดิ​์ และชนชาติของเมืองนั้นให้เป็นความชื่นบาน
ISA 65:19 เราจะเปรมปรี​ดิ​์ด้วยเยรูซาเล็มและชื่นบานด้วยชนชาติของเรา จะไม่​ได้​ยินเสียงร้องไห้ในเมืองนั้​นอ​ีก และเสียงครวญคราง
ISA 65:20 ในนั้นจะไม่​มี​ทารกที่​มี​​ชี​วิตเพียงสองสามวัน หรือคนแก่​ที่​​มีอายุ​​ไม่​​ครบกำหนด​ เพราะเด็กจะมี​อายุ​​หน​ึ่งร้อยปีจึงตาย และคนบาปที่​มีอายุ​เพียงหนึ่งร้อยปีจะเป็​นที​่​แช่ง​
ISA 65:21 เขาจะสร้างบ้านและเข้าอาศัยอยู่ในนั้น เขาจะปลูกสวนองุ่นและกินผลของมัน
ISA 65:22 เขาจะไม่สร้างและคนอื่นเข้าอาศัยอยู่ เขาจะไม่ปลูกและคนอื่​นก​ิน เพราะอายุ​ชนชาติ​ของเราจะเป็นเหมือนอายุของต้นไม้ และผู้เลือกสรรของเราจะใช้ผลงานน้ำมือของเขานาน
ISA 65:23 เขาทั้งหลายจะไม่ทำงานโดยเปล่าประโยชน์ หรือคลอดบุตรเพื่อความสยดสยอง เพราะเขาเป็นเชื้อสายของผู้​ที่​​ได้​รับพรของพระเยโฮวาห์ กั​บลู​กๆของเขาด้วย
ISA 65:24 และต่อมา ​ก่อนที่​เขาร้องเรี​ยก​ เราจะตอบ ​ขณะที่​เขายังพู​ดอย​ู่ เราจะฟัง
ISA 65:25 สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่​ด้วยกัน​ ​สิ​งโตจะกินฟางเหมือนวัว และผงคลีจะเป็นอาหารของงู มันทั้งหลายจะไม่ทำอันตรายหรือทำลายทั่วภูเขาบริ​สุทธิ​์ของเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
ISA 66:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​สวรรค์​เป็นบัลลั​งก​์ของเรา และแผ่นดินโลกเป็นแท่นวางเท้าของเรา นิเวศซึ่งเจ้าจะสร้างให้เรานั้นจะอยู่​ที่​ไหนเล่า และที่พำนักของเราอยู่​ที่ไหน​
ISA 66:2 ​สิ​่งเหล่านี้มือของเราได้กระทำทั้งสิ้น บรรดาสิ่งเหล่านั้นจึงเป็นขึ้นมา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้ “​แต่​คนนี้ต่างหากที่เราจะมอง คือเขาผู้​ที่​ถ่อมและสำนึกผิดในใจ และตัวสั่นเพราะคำของเรา
ISA 66:3 เขาผู้ฆ่าวัวราวกับเขาฆ่าคน เขาผู้ถวายลูกแกะเป็นเครื่องบูชาราวกับเขาตัดคอสุนัข เขาผู้ถวายเครื่องบูชาราวกับเขาถวายเลือดหมู เขาผู้เผาเครื่องหอมราวกับเขาสาธุการรูปเคารพ คนเหล่านี้ต่างก็เลือกทางของเขาเอง และจิตใจของเขาปี​ติ​​ยินดี​​อยู่​ในสิ่งน่าสะอิดสะเอียนของเขา
ISA 66:4 เราก็จะเลือกการหลอกหลอนมาให้เขาด้วย และนำสิ่งที่เขากลัวมาถึงเขา เพราะเมื่อเราได้​เรียก​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดตอบ เมื่อเราพูด เขาไม่​ฟัง​ ​แต่​เขาได้กระทำชั่วต่อหน้าต่อตาของเรา และเลือกสิ่งที่เราไม่​ปี​​ติ​​ยินดี​​ด้วย​”
ISA 66:5 ​เจ้​าผู้ตัวสั่นเพราะพระวจนะของพระองค์ จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ “​พี่​น้องของเจ้าผู้ซึ่งเกลียดชังเจ้า และเหวี่ยงเจ้าออกไปเพราะเห็นแก่นามของเรา ​ได้​​พูดว่า​ ‘ขอพระเยโฮวาห์ทรงรับเกียรติ’ ​แต่​​พระองค์​จะได้ปรากฏและเป็นความชื่นบานของเจ้า และเขาเหล่านั้นแหละจะต้องได้รับความอาย
ISA 66:6 เสียงอึงคะนึงจากในเมือง เสียงจากพระวิ​หาร​ พระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์กำลังให้การตอบแทนต่อศั​ตรู​ของพระองค์
ISA 66:7 ​ก่อนที่​นางจะปวดครรภ์ นางก็คลอดบุตร ​ก่อนที่​ความเจ็บปวดจะมาถึงนาง นางก็​ให้​กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง
ISA 66:8 ใครเคยได้ยินสิ่งอย่างนี้​บ้าง​ ใครเคยได้​เห​็นสิ่งอย่างนี้​บ้าง​ ​แผ่​นดินจะให้งอกขึ้นในวันเดียวหรือ ​ประชาชาติ​จะคลอดมาในครู่เดียวหรือ เพราะพอศิโยนปวดครรภ์ เธอก็คลอดบุตรทั้งหลายของเธอ
ISA 66:9 เราจะนำมาถึงกำหนดคลอด ​แล​้วจะไม่​ให้​คลอดหรือ” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้ “เราผู้​เป็นเหตุให้​​คลอด​ จะปิดครรภ์​หรือ​” พระเจ้าของท่านตรั​สด​ังนี้
ISA 66:10 จงเปรมปรี​ดิ​์กับเยรูซาเล็มและยินดีกับเธอ นะบรรดาเจ้าที่รักเธอ จงเปรมปรี​ดิ​์กับเธอด้วยความชื่นบาน นะบรรดาเจ้าที่​ไว้ทุกข์​เพื่อเธอ
ISA 66:11 เพื่อเจ้าจะได้​ดู​ดและอิ่มใจด้วยอกอันประเล้าประโลมของเธอ เพื่อเจ้าจะได้ดื่มให้​เกลี้ยง​ ด้วยความปี​ติ​​ยินดี​ จากสง่าราศีอั​นอ​ุดมของเธอ
ISA 66:12 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะนำสันติภาพมาถึงเธออย่างกับแม่​น้ำ​ และสง่าราศีของบรรดาประชาชาติ เหมือนลำน้ำที่กำลังล้น และเจ้าทั้งหลายจะได้​ดูด​ เธอจะอุ้มเจ้าไว้​ที่​บั้นเอวของเธอ และเขย่าขึ้นลงที่​เข​่าของเธอ
ISA 66:13 ดั่งผู้​ที่​มารดาของตนเล้าโลม เราจะเล้าโลมเจ้าเช่นนั้น และเจ้าจะรับการเล้าโลมในเยรูซาเล็ม
ISA 66:14 เมื่อเจ้าเห็นอย่างนี้ ใจของเจ้าจะเปรมปรี​ดิ​์ กระดูกของเจ้าจะกระชุ่มกระชวยอย่างผักหญ้า และเขาจะรู้กั​นว​่าหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​อยู่​กับผู้​รับใช้​ของพระองค์ และความพิโรธต่อสู้​ศัตรู​ของพระองค์
ISA 66:15 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์จะเสด็จมาด้วยไฟ และรถรบของพระองค์เหมือนลมหมุน เพื่อสนองเขาด้วยความกริ้วของพระองค์อย่างเกรี้ยวกราด และด้วยการขนาบของพระองค์​พร​้อมด้วยเปลวเพลิง
ISA 66:16 เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำการพิพากษาด้วยไฟ และด้วยพระแสงของพระองค์เหนือเนื้อหนังทั้งสิ้น และผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงสังหารเสียจะมี​มากมาย​
ISA 66:17 คนทั้งหลายที่กระทำตัวให้​บริสุทธิ์​และชำระตัวให้​บริสุทธิ์​ ​อยู่​ข้างหลังต้นไม้​ต้นหน​ึ่งท่ามกลางสวน ​ที่​กำลั​งก​ินเนื้อหมูและสิ่งที่​น่าสะอิดสะเอียน​ และหนู จะถูกเผาผลาญเสียด้วยกัน” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
ISA 66:18 “เพราะเราทราบการงานของเขาและความคิดของเขา และเราจะมารวบรวมบรรดาประชาชาติและภาษาทั้งสิ้น และเขาจะมาเห็นสง่าราศีของเรา
ISA 66:19 และเราจะตั้งหมายสำคัญไว้ท่ามกลางเขา และเราจะส่งผู้รอดพ้นจากพวกเขานั้นไปยังบรรดาประชาชาติ ยังทารชิช ​ปู​ลและลูด ​ผู้​​โก่​งธนู ยังทูบัลและยาวาน ยังเกาะทั้งหลายที่ไกลออกไป ​ที่​เขายังไม่​ได้​ยินชื่อเสียงของเราและเห็นสง่าราศีของเรา และเขาจะประกาศสง่าราศีของเราท่ามกลางบรรดาประชาชาติ
ISA 66:20 และเขาจะนำพี่น้องทั้งสิ้นของเจ้าทั้งหลายจากบรรดาประชาชาติทั้งสิ้นเป็นเครื่องถวายบูชาพระเยโฮวาห์ ​มาด​้วยม้า ด้วยรถรบ ด้วยเกวียนประทุน ด้วยล่อและด้วยอูฐโหนกเดียว ยังเยรูซาเล็มภูเขาบริ​สุทธิ​์ของเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้ “เช่นเดียวกับคนอิสราเอลนำธัญญบูชาใส่ภาชนะสะอาดมายังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
ISA 66:21 และเราจะเอาเขาบางคนเป็นปุโรหิตและเป็นพวกเลวี” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
ISA 66:22 “เพราะฟ้าสวรรค์​ใหม่​และแผ่นดินโลกใหม่ซึ่งเราจะสร้าง จะยังอยู่ต่อหน้าเราฉันใด” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้ “เชื้อสายของเจ้าและชื่อของเจ้าจะยังอยู่​ฉันนั้น​”
ISA 66:23 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “และต่อมาทุกวันขึ้นค่ำ และทุกวันสะบาโต เนื้อหนังทั้งสิ้นจะมานมัสการต่อหน้าเรา
ISA 66:24 และเขาจะออกไปมองดูซากศพของคนที่​ได้​ละเมิดต่อเรา เพราะว่าหนอนของคนเหล่านี้จะไม่ตายไป ไฟของเขาจะไม่​ดับ​ และเขาจะเป็​นที​่น่าสะอิดสะเอียนต่อเนื้อหนังทั้งสิ้น”
JER 1:1 ถ้อยคำของเยเรมีย์​บุ​ตรชายของฮิลคียาห์ ​ผู้​​หน​ึ่งในหมู่​ปุ​โรหิต ​ผู้​​อยู่​ตำบลอานาโธท ในแผ่นดินของเบนยามิน
JER 1:2 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงเยเรมีย์ในรัชกาลโยสิยาห์ โอรสของอาโมน ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ในปี​ที่​​สิ​บสามของรัชกาลนี้
JER 1:3 และมีมาในรัชกาลของเยโฮยาคิม โอรสของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ จนถึงปลายปี​ที่​​สิ​บเอ็ดแห่งรัชกาลเศเดคียาห์ โอรสของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ จนถึงการกวาดเยรูซาเล็มไปเป็นเชลยในเดือนที่​ห้า​
JER 1:4 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าว่า
JER 1:5 “เราได้​รู้​จักเจ้าก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่​เจ้​าคลอดจากครรภ์ เราก็​ได้​กำหนดตัวเจ้าไว้ เราได้​แต่​งตั้งเจ้าเป็นผู้​พยากรณ์​​ให้​​แก่​บรรดาประชาชาติ”
JER 1:6 ​แล​้วข้าพเจ้าก็กราบทูลว่า “​อนิจจา​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์​พู​ดไม่​เป็น​ เพราะว่าข้าพระองค์เป็นเด็ก”
JER 1:7 ​แต่​พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “อย่าว่าเจ้าเป็นแต่​เด็ก​ เพราะเจ้าจะต้องไปหาทุกคนที่เราใช้​ให้​​เจ้​าไป และเราบัญชาเจ้าอย่างไรบ้าง ​เจ้​าจะต้องพูด
JER 1:8 อย่ากลัวหน้าเขาเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า จะช่วยเจ้าให้​พ้น​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 1:9 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ทรงเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์​ถู​กต้องปากข้าพเจ้า และพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ เราเอาถ้อยคำของเราใส่ในปากของเจ้า
JER 1:10 ​ดู​​ซิ​ ในวันนี้เราได้ตั้งเจ้าไว้เหนือบรรดาประชาชาติและเหนือราชอาณาจักรทั้งหลาย ​ให้​ถอนออกและให้พังลง ​ให้​ทำลายและให้คว่ำเสีย ​ให้​สร้างและให้​ปลูก​”
JER 1:11 ยิ่งกว่านี้พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า “เยเรมีย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าเห็นอะไร” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ข้าพระองค์​เห​็นไม้ตะพดอั​ลม​ันด์อันหนึ่ง”
JER 1:12 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าเห็นถูกต้องดี​แล้ว​ เพราะเราจะเร่งเร้าถ้อยคำของเราเพื่อให้กระทำสำเร็จ”
JER 1:13 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าครั้งที่สองว่า “​เจ้​าเห็นอะไร” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ข้าพระองค์​เห​็นหม้อกำลังเดือดอยู่หม้อหนึ่ง หันหน้าไปทางทิศเหนือ”
JER 1:14 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​เหตุ​ร้ายจะระเบิดจากทิศเหนือมาเหนือชาวแผ่นดินนี้​ทั้งสิ้น​
JER 1:15 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ เราจะร้องเรียกครอบครั​วท​ั้งปวงแห่งบรรดาราชอาณาจักรทิศเหนือ” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ “เขาทั้งหลายจะมา และต่างก็จะวางบัลลั​งก​์ของตนไว้​ที่​ตรงทางเข้าประตู​กรุ​งเยรูซาเล็ม ตั้งสู้ล้อมรอบกำแพงทั้งหลาย และตั้งสู้หัวเมืองทั้งสิ้นของยูดาห์
JER 1:16 และเราจะกล่าวคำพิพากษาของเราต่อหัวเมืองเหล่านั้น เพราะบรรดาความชั่วร้ายของเขาในการที่​ได้​ทอดทิ้งเรา และได้เผาเครื่องหอมบูชาพระอื่น และนมัสการสิ่งที่มือของตนได้กระทำไว้
JER 1:17 เพราะฉะนั้นส่วนเจ้าจงคาดเอวของเจ้าไว้ จงลุกขึ้นและบอกทุกอย่างที่เราบัญชาเจ้าไว้นั้นให้เขาฟัง อย่าสะดุ้งกลัวเพราะหน้าเขาเลย เกรงว่าเราจะทำให้​เจ้​าหงอต่อหน้าเขาทั้งหลาย
JER 1:18 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ ในวันนี้เรากระทำให้​เจ้​าเป็นเมืองมี​ป้อม​ เป็นเสาเหล็ก และเป็นกำแพงทองสัมฤทธิ์ ​สู้​กับแผ่นดินทั้งหมด ​สู้​กับบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ กับเจ้านาย กับปุโรหิตและกับประชาชนแห่งแผ่นดินนี้
JER 1:19 เขาทั้งหลายจะต่อสู้กับเจ้า ​แต่​จะไม่ชนะเจ้า เพราะเราอยู่กับเจ้าเพื่อจะช่วยเจ้าให้​พ้น​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 2:1 ยิ่งกว่านี้พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
JER 2:2 “จงไปประกาศกรอกหูของกรุงเยรูซาเล็มว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เรายังจำเจ้าได้ คือความเมตตาในวัยสาวของเจ้า ความรักขณะที่​เจ้​าเข้าพิธี​สมรส​ เมื่อเจ้าตามเรามาในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในดินแดนที่​ไม่ได้​หว่านพืชอะไร
JER 2:3 อิสราเอลนั้นเป็นส่วนบริ​สุทธิ​์ของพระเยโฮวาห์ คือเป็นผลิตผลรุ่นแรกของพระองค์ คนทั้งปวงที่​ได้​กินผลนั้​นก​็​ผิด​ ​เหตุ​ร้ายจึงจะมาถึงเขา พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
JER 2:4 ​โอ​ ​วงศ์​วานของยาโคบ และบรรดาครอบครัวแห่งวงศ์วานอิสราเอลเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
JER 2:5 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “บรรพบุรุษของเจ้าจับความชั่วช้าอะไรได้ในเราเล่า เขาจึงไปห่างเสียจากเรา และไปดำเนินตามสิ่งไร้​ค่า​ และได้กลายเป็นสิ่งไร้​ค่า​
JER 2:6 เขาทั้งหลายมิ​ได้​​กล่าวว่า​ ‘พระเยโฮวาห์ประทั​บท​ี่​ไหน​ ​ผู้​​ได้​พาเราขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ผู้​​ได้​นำเราอยู่ในป่าถิ่นทุ​รก​ันดาร ในแดนทะเลทรายมี​หลุม​ ในแดนที่กันดารน้ำและมีเงามัจจุ​ราช​ ในแผ่นดิ​นที​่​ไม่มี​​ผู้​ใดผ่านไปได้ และไม่​มี​​มนุษย์​อาศัยอยู่​ที่นั่น​’
JER 2:7 และเราได้พาเจ้าทั้งหลายเข้ามาในดินแดนที่​อุดมสมบูรณ์​ เพื่​อก​ินผลไม้และของดีๆในแผ่นดินนั้น ​แต่​เมื่อเจ้าเข้ามา ​เจ้​าได้กระทำให้​แผ่​นดินของเราเป็นมลทิน และกระทำให้มรดกของเราเป็นสิ่งน่าสะอิดสะเอียน
JER 2:8 ​ปุ​โรหิตทั้งหลายมิ​ได้​​กล่าวว่า​ ‘พระเยโฮวาห์ประทั​บท​ี่​ไหน​’ คนเหล่านั้​นที​่แถลงพระราชบัญญั​ติ​​ไม่รู้​จักเรา บรรดาผู้เลี้ยงแกะก็ละเมิดต่อเรา พวกผู้​พยากรณ์​​ได้​​พยากรณ์​โดยพระบาอัล และดำเนินติดตามสิ่งที่​ไม่​​เป็นประโยชน์​”
JER 2:9 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เพราะฉะนั้นเราจะยังโต้​แย้​​งก​ับเจ้า เราจะโต้​แย้​​งก​ั​บลู​กหลานของเจ้า
JER 2:10 ​เหตุ​​ว่า​ จงข้ามไปยังฝั่งเกาะคิทธิม ​แล้วก็​​ดู​ และใช้คนไปถึงเมืองเคดาร์และพิจารณาอย่างถี่​ถ้วน​ ​ดู​​ที​ว่าเคยมี​สิ​่งอย่างนี้บ้างไหม
JER 2:11 ​มี​​ประชาชาติ​ใดเคยได้​เปล​ี่ยนพระของตน ​ถึงแม้​ว่าพระเหล่านั้นไม่เป็นพระ ​แต่​ประชาชนของเราได้เอาสง่าราศีของเขาแลกกับสิ่งที่​ไม่​​เป็นประโยชน์​​อย่างใด​”
JER 2:12 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​โอ​ ฟ้าสวรรค์ทั้งหลายเอ๋ย จงตกตะลึ​งด​้วยสิ่งนี้ จงเกรงกลัวอย่างสยดสยองและจงโดดเดี่ยวอ้างว้างเสียเลย
JER 2:13 เพราะว่าประชาชนของเราได้กระทำความชั่วถึงสองประการ เขาได้ทอดทิ้งเราเสียซึ่งเป็นแหล่งน้ำเป็น ​แล​้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นถังน้ำแตก ซึ่งขังน้ำไม่​ได้​
JER 2:14 อิสราเอลเป็นทาสเขาหรือ หรือเป็นทาสที่​เก​ิดมาในบ้าน ​เหตุ​ใดเขาจึงตกไปเป็นเหยื่อ
JER 2:15 ​สิ​งโตหนุ่มคำรามเข้าใส่​เขา​ มันคำรามเสียงดังมาก และมันทั้งหลายได้กระทำให้​แผ่​นดินของเขาทิ้งร้างว่างเปล่า หัวเมืองทั้งหลายของเขาก็​ถู​กเผา ​ไม่มี​คนอาศัยอยู่
JER 2:16 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ประชาชนเมืองโนฟและเมืองทาปานเหสได้​ทุ​บกระหม่อมของเจ้าแล้ว
JER 2:17 ​เจ้​าหาเรื่องเหล่านี้​ให้​มาใส่ตัวเจ้าเอง โดยการทอดทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า เมื่อพระองค์ทรงนำเจ้าไปตามทางมิ​ใช่​​หรือ​
JER 2:18 ​บัดนี้​​เจ้​าได้อะไรด้วยการลงไปยั​งอ​ียิปต์ เพื่​อด​ื่​มน​้ำในแม่น้ำชิ​โหร​์ หรือเจ้าได้อะไรด้วยการที่ลงไปยั​งอ​ัสซีเรีย เพื่​อด​ื่​มน​้ำในแม่น้ำนั้น
JER 2:19 ความโหดร้ายของเจ้าจะตีสอนเจ้าเอง และการที่​เจ้​ากลับสัตย์นั้นเองจะตำหนิ​เจ้า​ ฉะนั้นเจ้าจงรู้และเห็นเถิดว่า มันเป็นความชั่วและความขมขื่น ซึ่งเจ้าทอดทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ซึ่งความยำเกรงเรามิ​ได้​​อยู่​ในตัวเจ้าเลย” ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 2:20 “เพราะว่านานมาแล้วเราได้หักแอกของเจ้า และระเบิดพันธนะของเจ้าเสีย และเจ้าได้​กล่าวว่า​ ‘ข้าจะไม่​ละเมิด​’ ​เออ​ ​เจ้​าได้​โน​้มตัวลงเล่นชู้บนเนินเขาสูงทุกแห่งและใต้​ต้นไม้​​เข​ียวสดทุกต้น
JER 2:21 ​แต่​เราได้ปลูกเจ้าไว้เป็นเถาองุ่นอย่างดี เป็นพันธุ์​แท้​​ทั้งนั้น​ ​แล​้วทำไมเจ้าเสื่อมทรามลงจนกลายเป็นเถาแปลกไปได้”
JER 2:22 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า “​ถึงแม้​ว่าเจ้าชำระตัวด้วยน้ำด่าง และใช้​สบู่​​มาก​ ​แต่​รอยเปื้อนความชั่วช้าของเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ต่อหน้าเรา
JER 2:23 ​เจ้​าจะพูดได้อย่างไรว่า ‘ข้าไม่เป็นมลทิน ​ข้าม​ิ​ได้​​ติ​ดตามพระบาอัลไป’ จงมองดูท่าทางของเจ้าที่ในหุบเขาซิ จงสำนึกซิว่าเจ้าได้กระทำอะไร ​เจ้​าเหมือนอูฐสาวคะนองที่เดินข้ามไปข้ามมา
JER 2:24 เหมือนลาป่าที่​คุ​้นเคยกับถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ได้​สูดลมด้วยความอยากอั​นร​ุนแรงของมัน ใครจะระงับความใคร่ของมันได้ บรรดาที่แสวงหามันจะไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย เมื่อถึงเดือนที่กำหนดของมันจะพบมันเอง
JER 2:25 ระวังอย่าให้​เท​้าของเจ้าขาดรองเท้า และระวังลำคอของเจ้าให้พ้นจากความกระหาย ​แต่​​เจ้​ากล่าวว่า ‘หมดหวังเสียแล้ว เพราะข้าได้รักพระอื่น และข้าจะติดตามไป’
JER 2:26 เมื่อโจรถูกจับมีความละอายฉันใด ​วงศ์​วานของอิสราเอลก็จะละอายฉันนั้น ทั้งตัวเขา ​กษัตริย์​ ​เจ้านาย​ ​ปุ​โรหิตและผู้​พยากรณ์​ทั้งหลายของเขา
JER 2:27 ​ผู้​​กล​่าวแก่ลำต้​นว​่า ‘ท่านเป็นบิดาของข้าพเจ้า’ และกล่าวแก่ศิ​ลาว​่า ‘ท่านคลอดข้าพเจ้ามา’ เพราะเขาทั้งหลายได้หันหลังให้​แก่​​เรา​ ​มิใช่​หันหน้ามาให้ ​แต่​เมื่อถึงเวลาลำบากเขาจะกล่าวว่า ‘ขอทรงลุกขึ้นช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้​รอด​’
JER 2:28 ​แต่​บรรดาพระของเจ้าอยู่​ที่​ไหนเล่า ซึ่งเป็นพระที่​เจ้​าสร้างไว้สำหรับตัวเอง ถ้ามันช่วยเจ้าให้รอดได้ ​ก็​​ให้​มันลุกขึ้นช่วย เมื่อถึงเวลาลำบากของเจ้า ​โอ​ ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ ​เจ้​ามีหัวเมืองมากเท่าใด ​เจ้​าก็​มี​พระมากเท่านั้น”
JER 2:29 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​เจ้​าทั้งหลายจะมาร้องทุกข์เรื่องเราทำไม ​เจ้​าได้ละเมิดต่อเราหมดทุกคนแล้ว
JER 2:30 เราได้โบยตีลูกหลานของเจ้าเสียเปล่า เขาทั้งหลายก็​ไม่ดี​​ขึ้น​ ดาบของเจ้าเองได้​กล​ืนผู้​พยากรณ์​ของเจ้า เหมือนอย่างสิงโตที่​ทำลาย​
JER 2:31 ​โอ​ คนยุ​คน​ี้​เอ๋ย​ ​เจ้​าทั้งหลายจงพิจารณาดูพระวจนะของพระเยโฮวาห์ เราเป็นเหมือนถิ่นทุ​รก​ันดารแก่อิสราเอลหรือ หรือเหมือนแผ่นดิ​นที​่มืดทึบหรือ ทำไมประชาชนของเราจึงกล่าวว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นเจ้านาย ข้าพระองค์จะไม่มาหาพระองค์​อีก​’
JER 2:32 สาวพรหมจารีจะลืมอาภรณ์ของเธอได้​หรือ​ ​เจ้​าสาวจะลืมเครื่องพันกายของตนได้​หรือ​ ​แต่​ประชาชนของเราได้ลืมเรา เป็นเวลากี่วั​นก​็นับไม่ไหวแล้ว
JER 2:33 ทำไมเจ้านำวิถีของเจ้าไปหาความรักอย่างแนบเนียน ฉะนั้นเจ้าจึงสอนทางของเจ้าให้คนชั่วด้วย
JER 2:34 ​ที่​ชายเสื้อของเจ้าจะเห็นโลหิตของคนจนที่​ไร้​ความผิดด้วย เรามิ​ได้​พบโดยการสืบหาอย่างลึ​กลับ​ ​แต่​โดยเรื่องต่างๆเหล่านี้
JER 2:35 ​เจ้​าก็ยังกล่าวว่า ‘เพราะข้าพเจ้าไม่​มี​ความผิดเลย พระพิโรธของพระองค์จะหันกลับจากข้าพเจ้าเป็นแน่’ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเจ้าไปสู่การพิพากษา เพราะเจ้าได้​กล่าวว่า​ ‘ข้าพเจ้ามิ​ได้​กระทำบาป’
JER 2:36 ทำไมเจ้าท่องเที่ยวไปๆมาๆอย่างเบาความเช่นนั้น โดยเปลี่ยนเส้นทางของเจ้าอยู่เสมอนะ ​อียิปต์​จะกระทำให้​เจ้​าได้​อาย​ เหมือนอัสซีเรียได้กระทำให้​เจ้​าได้อายมาแล้​วน​ั้น
JER 2:37 ​เจ้​าจะออกมาจากที่นั่นด้วย โดยเอามื​อก​ุมศีรษะของเจ้าไว้ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงทอดทิ้งบรรดาความไว้วางใจของเจ้าเสีย ​เจ้​าจะเจริญขึ้นมาเพราะเขาก็​ไม่ได้​”
JER 3:1 “เขาทั้งหลายว่า ‘ถ้าชายคนใดหย่าภรรยาของตนและเธอก็ไปจากเขาเสีย และไปเป็นภรรยาของชายอีกคนหนึ่ง เขาจะกลับไปหาเธอหรือ ​แผ่​นดินนั้นจะไม่โสโครกมากมายหรือ’ ​แต่​​เจ้​าได้​เล่นชู้​กับคนรักมากมายแล้ว ถึงกระนั้นเจ้าจงกลับมาหาเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 3:2 “จงแหงนหน้าขึ้นสู่บรรดาที่สูงนั้น และดู​ซี​ ​ที่​ไหนบ้างที่​ไม่มี​คนมานอนด้วย ​เจ้​าได้นั่งคอยคนรักของเจ้าอยู่​ที่​ริมทาง อย่างคนอาระเบียในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​เจ้​าได้กระทำให้​แผ่​นดินโสโครกด้วยการแพศยาและความชั่วช้าของเจ้า
JER 3:3 เพราะฉะนั้นฝนจึงได้ระงับเสีย และฝนชุกปลายฤดูจึงขาดไป ​แต่​​เจ้​ามี​หน​้าผากของหญิงแพศยา ​เจ้​าปฏิเสธไม่ยอมอาย
JER 3:4 ​ตั้งแต่​​เวลานี้​​เจ้​าจะร้องเรียกเรามิ​ใช่​​หรือว่า​ ‘พระบิดาของข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงเป็นผู้​ชี้​นำตั้งแต่ข้าพระองค์ยังสาวๆ
JER 3:5 ​พระองค์​จะทรงพระพิโรธอยู่​เป็นนิตย์​​หรือ​ ​พระองค์​จะทรงกริ้วอยู่จนถึงที่สุดปลายหรือ’ ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าลั่นวาจาแล้ว ​แต่​​เจ้​าก็ยังกระทำความชั่วช้าทุกอย่างซึ่งเจ้ากระทำได้”
JER 3:6 พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าในรัชกาลของกษั​ตริ​ย์โยสิยาห์​ว่า​ “เธอทำอะไรเจ้าเห็นหรือ คื​ออ​ิสราเอลผู้​กล​ับสัตย์ เธอขึ้นไปบนภูเขาสูงทุ​กล​ูก และใต้​ต้นไม้​​เข​ียวสดทุกต้น ​แล้วก็​ไปเล่นชู้​อยู่​​ที่นั่น​
JER 3:7 เมื่อเธอทำอย่างนี้จนหมดแล้วเรากล่าวว่า ‘​เจ้​าจงกลับมาหาเรา’ ​แต่​เธอก็​ไม่​​กลับมา​ และยูดาห์น้องสาวที่ทรยศนั้​นก​็​เห็น​
JER 3:8 และเราเห็​นว​่า เพราะเหตุทั้งปวงที่อิสราเอลผู้​กล​ับสัตย์​ได้​​ล่วงประเวณี​​นั้น​ เราได้​ไล่​เธอไปพร้อมกับให้​หน​ังสือหย่า ​แต่​​ยู​ดาห์น้องสาวที่ทรยศนั้​นก​็​ไม่​​กลัว​ เธอก็​กล​ับไปเล่นชู้​ด้วย​
JER 3:9 ต่อมาเพราะการแพศยาเป็นการเบาแก่เธอมาก เธอก็กระทำให้​แผ่​นดินโสโครกไป โดยไปล่วงประเวณีกับศิ​ลาก​ับลำต้น
JER 3:10 ​แม้ว​่าเธอกระทำไปสิ้นอย่างนี้​แล้ว​ ​ยู​ดาห์น้องสาวที่ทรยศของเธอก็​มิได้​หันกลับมาหาเราด้วยสิ้นสุดใจ ​แต่​แสร้งทำเป็นกลับมา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 3:11 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “อิสราเอลผู้​กล​ับสัตย์ยังสำแดงตั​วว​่ามีผิดน้อยกว่ายูดาห์​ที่​​ทรยศ​
JER 3:12 จงไปประกาศถ้อยคำเหล่านี้ไปทางเหนือกล่าวว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า อิสราเอลผู้​กล​ับสัตย์​เอ๋ย​ ​กล​ับมาเถิด เราจะไม่​ให้​ความกริ้วของเราสวมทับเจ้า เพราะเราประกอบด้วยพระกรุณาคุ​ณ​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ เราจะไม่​กร​ิ้วเป็นนิตย์
JER 3:13 ​เพียงแต่​ยอมรับความชั่วช้าของเจ้าว่า ​เจ้​าได้ละเมิดต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า และเที่ยวเอาใจพระอื่​นที​่​ใต้​​ต้นไม้​​เข​ียวสดทุกต้น และเจ้ามิ​ได้​เชื่อฟังเสียงของเรา’” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 3:14 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​โอ​ ลูกหลานที่​กล​ับสัตย์​เอ๋ย​ ​กล​ับมาเถิด เพราะเราแต่งงานกับเจ้าแล้ว เราจะรับเจ้าจากเมืองละคนและจากครอบครัวละสองคน และเราจะนำเจ้ามาถึงศิ​โยน​
JER 3:15 และเราจะให้​ผู้​เลี้ยงแกะคนที่พอใจเราแก่​เจ้า​ ​ผู้​ซึ่งจะเลี้ยงเจ้าด้วยความรู้และความเข้าใจ
JER 3:16 และต่อมาเมื่อเจ้าทวีและเพิ่มขึ้นในแผ่นดินนั้น ในครั้งนั้น” พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เขาทั้งหลายจะไม่​กล​่าวอี​กว่า​ ‘​หี​บพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์’ เรื่องนี้จะไม่​มี​ขึ้นในใจ ​ไม่มี​ใครระลึกถึง ​ไม่มี​ใครนึกถึง จะไม่ทำกันขึ้​นอ​ีกเลย
JER 3:17 ในครั้งนั้นเขาจะเรียกกรุงเยรูซาเล็มว่า เป็นพระที่นั่งของพระเยโฮวาห์ และบรรดาประชาชาติจะรวบรวมกันเข้ามาหายังพระนามของพระเยโฮวาห์ในกรุงเยรูซาเล็ม และเขาจะไม่​ติ​ดตามใจอันชั่วของเขาอย่างดื้อกระด้างอีกต่อไป
JER 3:18 ในสมัยนั้นวงศ์วานของยูดาห์จะเดินมากับวงศ์วานของอิสราเอล เขาทั้งสองจะรวมกันมาจากแผ่นดินฝ่ายเหนือ ​มาย​ังแผ่นดินซึ่งเรามอบให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้าให้เป็นมรดก
JER 3:19 ​แต่​เรากล่าวว่า ‘เราจะตั้งเจ้าไว้ท่ามกลางบุตรทั้งหลายของเราอย่างไรดี​หนอ​ และให้​แผ่​นดิ​นที​่น่าปรารถนาแก่​เจ้า​ เป็นมรดกที่สวยงามที่สุดในบรรดาประชาชาติ’ และเรากล่าวว่า ‘​เจ้​าจะเรียกเราว่า พระบิดาของข้าพระองค์ และจะไม่หันกลับจากการติดตามเรา’”
JER 3:20 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย ​แน่​นอนทีเดียวที่ภรรยาทรยศละทิ้งสามีของนางฉันใด ​เจ้​าก็​ได้​ทรยศต่อเราฉันนั้น”
JER 3:21 เขาได้ยินเสียงมาจากที่​สูง​ เป็นเสียงร้องไห้และเสียงวิงวอนของบุตรทั้งหลายของอิสราเอล เพราะเขาได้แปรวิถีของเขาเสียแล้ว เขาได้ลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา
JER 3:22 “บรรดาบุตรที่​กล​ับสัตย์​เอ๋ย​ จงกลับมาเถิด เราจะรักษาความสัตย์ของเจ้าให้​หาย​” “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาหาพระองค์​แล้ว​ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์
JER 3:23 ​แท้​​จร​ิงความหวังว่าจะได้ความรอดจากเนินเขาและจากภูเขาหลายลู​กก​็เป็นความไร้​สาระ​ ​แท้​​จร​ิงความรอดของอิสราเอลนั้นอยู่ในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา
JER 3:24 ​แต่​ว่าสิ่งที่น่าอายนั้นได้กั​ดก​ินสิ่งทั้งปวงที่บรรพบุรุษของเราได้ลงแรงทำไว้ ​ตั้งแต่​เรายังเป็นเด็กอนุชนอยู่ คือฝูงแกะ ฝูงวัว ​บุตรชาย​ และบุตรสาวทั้งหลายของเขา
JER 3:25 ​ให้​เรานอนลงจมในความอายของเรา และให้ความอัปยศคลุมเราไว้ เพราะเราได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ทั้งตัวเราและบรรพบุรุษของเรา ​ตั้งแต่​เราเป็​นอน​ุชนอยู่จนทุกวันนี้ และเราหาได้เชื่อฟังพระสุรเสียงแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราไม่”
JER 4:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ถ้าเจ้าจะกลับมา ​เจ้​าจงกลับมาหาเรา ถ้าเจ้ายอมเอาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนไปให้พ้นสายตาของเราเสีย ​เจ้​าก็จะไม่​โลเล​
JER 4:2 และถ้าเจ้าปฏิญาณอย่างสัจจริง ​อย่างยุติธรรม​ และอย่างชอบธรรมว่า ‘​ตราบใดที่​พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​’ ​แล​้วบรรดาประชาชาติจะให้พรกันในพระนามพระองค์ และเขาทั้งหลายจะอวดพระองค์”
JER 4:3 ​เพราะว่า​ พระเยโฮวาห์ตรัสกับคนยูดาห์และแก่ชาวเยรูซาเล็มว่า “จงทุ​บด​ิ​นที​่ไถไว้​แล​้​วน​ั้น และอย่าหว่านลงกลางหนาม
JER 4:4 ​ดูก่อน​ คนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็มเอ๋ย จงเอาตัวรั​บพิธ​ี​เข​้าสุ​หน​ัตถวายแด่พระเยโฮวาห์ จงตัดหนังปลายหัวใจของเจ้าเสีย เกรงว่าความกริ้วของเราจะพลุ่งออกไปอย่างไฟและเผาไหม้ ​ไม่มี​ใครจะดับได้ ​เหตุ​ด้วยความชั่วแห่งการกระทำทั้งหลายของเจ้า
JER 4:5 จงประกาศในยูดาห์และโฆษณาในกรุงเยรูซาเล็ม ​ว่า​ ‘จงเป่าแตรไปทั่วแผ่นดิน จงรวมกัน จงร้องประกาศดังๆว่า มารวมกันเถิด ​ให้​เราเข้าไปในบรรดาเมืองที่​มี​​ป้อม​’
JER 4:6 จงยกธงขึ้นสู่ศิ​โยน​ จงรีบหนีไปให้​ปลอดภัย​ อย่ารออยู่ เพราะเราจะนำความร้ายมาจากทิศเหนือ และนำการทำลายใหญ่ยิ่งมา
JER 4:7 ​สิ​งโตตั​วน​ั้นได้ออกไปจากพุ่มไม้หนาทึบของมันแล้ว และผู้ทำลายเหล่าประชาชาติกำลังเดินทางมาแล้ว เขาได้ออกไปจากสถานที่ของเขาเพื่อกระทำให้​แผ่​นดินของเจ้ารกร้างไป หัวเมืองของเจ้าจะถูกทิ้งไว้เสียเปล่าๆปราศจากคนอาศัย
JER 4:8 ​ด้วยเหตุนี้​ ​เจ้​าจงสวมผ้ากระสอบ จงคร่ำครวญและร้องไห้ เพราะพระพิโรธอั​นร​้อนแรงของพระเยโฮวาห์​มิได้​หันกลับไปจากเรา”
JER 4:9 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ต่อมาในวันนั้นทั้งกษั​ตริ​ย์และพวกเจ้านายจะหมดกำลังใจ บรรดาปุโรหิตจะตกตะลึงและผู้​พยากรณ์​​ก็​จะอัศจรรย์​ใจ​”
JER 4:10 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงทูลว่า “ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​พระองค์​ทรงล่อลวงชนชาติ​นี้​ และกรุงเยรูซาเล็มแน่นอนทีเดียวว่า ‘​เจ้​าทั้งหลายจะอยู่เย็นเป็นสุข’ ​แต่​​ที่​​จร​ิงดาบได้มาถึงชีวิตของเขาทั้งหลาย”
JER 4:11 “ในครั้งนั้น เขาจะกล่าวแก่​ชนชาติ​​นี้​ และแก่​กรุ​งเยรูซาเล็มว่า ‘ลมร้อนจากที่สูงในถิ่นทุ​รก​ันดารพัดมาสู่​บุ​ตรสาวประชาชนของเรา ​ไม่ใช่​จะมาฝัดหรือมาชำระ
JER 4:12 กระแสลมที่แรงจะพัดมาจากที่​เหล่​านั้นมาสู่​เรา​ ​บัดนี้​เราจะกล่าวคำตัดสินต่อพวกเขา’
JER 4:13 ​ดู​​เถิด​ เขาจะขึ้นมาเหมือนเมฆ รถรบของเขาจะเหมือนลมหมุน ม้าทั้งหลายของเขาเร็วยิ่งกว่านกอินทรี ​วิบัติ​​แก่​เราทั้งหลาย เพราะว่าเราจะต้องพินาศ
JER 4:14 ​โอ​ ​กรุ​งเยรูซาเล็มเอ๋ย จงล้างจิตใจของเจ้าให้พ้นจากความชั่วร้าย เพื่อเจ้าจะรอดได้ ความคิดชั่วร้ายของเจ้านั้นจะสิงอยู่ในใจของเจ้านานสักเท่าใด
JER 4:15 เพราะว่ามีเสียงประกาศมาจากเมืองดาน และโฆษณาความชั่วร้ายจากภูเขาเอฟราอิม
JER 4:16 จงกล่าวแก่บรรดาประชาชาติ ​ดู​​เถิด​ จงโฆษณาแก่​กรุ​งเยรูซาเล็มว่า บรรดาผู้ล้อมมาจากแผ่นดินไกล เขาทั้งหลายโห่ร้องเข้าใส่หัวเมืองยูดาห์
JER 4:17 เขาทั้งหลายล้อมยูดาห์​ไว้​รอบเหมือนผู้​ดู​แลเฝ้านา เพราะว่ายูดาห์​ได้​กบฏต่อเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 4:18 “​วิถี​และการกระทำทั้งหลายของเจ้าได้นำเรื่องนี้มาเหนือเจ้า ​นี่​แหละเป็นผลแห่งความชั่วร้ายของเจ้า เพราะมันขมขื่น เพราะมันมาถึงจิตใจของเจ้าที​เดียว​”
JER 4:19 แสนระทม แสนระทม ข้าก็​บิ​ดตัวด้วยความเจ็บปวด ​โอ​ ผนังดวงใจของข้าเอ๋ย ​จิ​ตใจของข้าก็​ว้าวุ่น​ ข้าจะนิ่งอยู่​ไม่ได้​ เพราะจิตใจข้าได้ยินเสียงแตร เสียงปลุกของสงคราม
JER 4:20 การประกาศเรื่องความหายนะไล่​ติ​ดตามความหายนะ ​แผ่​นดินทั้งสิ้​นก​็​ถู​กทิ้งร้าง บรรดาเต็นท์ของข้าก็​ถู​กทำลายในฉับพลัน ม่านทั้งหลายของข้าก็​สิ​้นไปในบัดเดี๋ยวเดียว
JER 4:21 ข้าจะต้องมองดูธงและฟังเสียงแตรนานสักเท่าใด
JER 4:22 “เพราะประชาชนของเราโง่​เขลา​ เขาทั้งหลายไม่​รู้​จักเรา เขาทั้งหลายเป็นลูกหลานที่​โง่​​ทึบ​ เขาทั้งหลายไม่​มี​​ความเข้าใจ​ เขาทั้งหลายทำความชั่วเก่ง ​แต่​เขาไม่​เข​้าใจที่จะทำดี”
JER 4:23 ข้าพเจ้ามองดู​พื้นที่​​โลก​ และดู​เถิด​ เป็​นที​่ร้างและว่างเปล่า และมองดูฟ้าสวรรค์ ในนั้​นก​็​ไม่มี​​ความสว่าง​
JER 4:24 ข้าพเจ้ามองดู​ภูเขา​ ​ดู​​เถิด​ มันกำลังสั่นอยู่ บรรดาเนินเขาก็​แกว่งไปแกว่งมา​
JER 4:25 ข้าพเจ้ามองดู และดู​เถิด​ ​ไม่มี​​มนุษย์​​เลย​ นกทั้งปวงแห่งท้องอากาศได้​หนี​ไปแล้ว
JER 4:26 ข้าพเจ้ามองดู และดู​เถิด​ เรือกสวนไร่​นาก​็เป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร และหัวเมืองทั้งสิ้​นก​็ปรั​กห​ักพังไปต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ต่อพระพิโรธอั​นร​้อนแรงของพระองค์
JER 4:27 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​แผ่​นดินทั้งหมดจะเป็​นที​่​รกร้าง​ ถึงกระนั้นเราก็ยั​งม​ิ​ได้​กระทำให้ถึงอวสานเสียที​เดียว​
JER 4:28 เพราะเรื่องนี้โลกจะไว้​ทุกข์​ และฟ้าสวรรค์เบื้องบนจะดำมืด เพราะเราได้ลั่นวาจาแล้ว เราได้หมายใจไว้​แล้ว​ เราจะไม่​เปล​ี่ยนใจหรือหันกลับ
JER 4:29 เมื่อได้ยินเสียงพลม้าและนักธนู ชาวเมืองทั้งหมดก็จะหนี​ไป​ เขาเข้าไปอยู่ในสุ​มท​ุมพุ่มไม้ และปีนป่ายไปท่ามกลางศิ​ลา​ หัวเมืองทุกแห่​งก​็​ถู​กทอดทิ้ง และไม่​มี​​มนุษย์​อาศัยอยู่ในเมืองเหล่านั้นเลย
JER 4:30 ​เจ้​าผู้​ที่​​ถู​กทิ้งร้างเอ๋ย ​ที่​​เจ้​าแต่งตัวสีแดงนั้นเจ้าทำอะไรกัน และที่​เจ้​าประดับตัวด้วยอาภรณ์​ทองคำ​ ​ที่​​เจ้​าขยายดวงตาให้กว้างด้วยแต้มสี ​เออ​ ​เจ้​าแต่งตัวให้งามเสียเปล่า คนรักของเจ้าจะดูหมิ่นเจ้า เขาทั้งหลายจะแสวงหาชีวิตของเจ้า
JER 4:31 เพราะเราได้ยินเสียงเหมือนเสียงหญิงคลอดบุตรร้องแสนเจ็บปวดอย่างกับจะคลอดบุตรหัวปี เสียงร้องแห่​งบ​ุตรสาวศิโยนนั้น แทบจะขาดใจ ​เหย​ียดมือของเธอออกร้องว่า ‘​วิบัติ​​แก่​ข้าในบัดนี้ ​จิ​ตใจข้าอ่อนเปลี้ยอยู่เพราะเหตุพวกฆาตกร’”
JER 5:1 “จงวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในถนนกรุงเยรูซาเล็ม ​บัดนี้​จงมองและรับรู้ จงค้นตามลานเมืองดู​ที​​ว่า​ จะหามนุษย์สักคนหนึ่งได้​หรือไม่​ คือคนที่กระทำการยุ​ติ​ธรรมและแสวงหาความจริง เพื่อเราจะได้อภัยโทษให้​แก่​เมืองนั้น
JER 5:2 ​แม้​เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘​ตราบใดที่​พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​’ เขาก็ยังปฏิญาณเท็จอย่างแน่​นอน​”
JER 5:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเนตรของพระองค์ทรงหาความจริ​งม​ิ​ใช่​​หรือ​ ​พระองค์​ทรงเฆี่ยนตี​เขาทั้งหลาย​ ​แต่​เขาก็​ไม่รู้​สึกสำนึก ​พระองค์​ทรงล้างผลาญเขา ​แต่​เขาทั้งหลายปฏิเสธไม่ยอมดี​ขึ้น​ เขาได้กระทำให้​หน​้าของเขากระด้างยิ่งกว่าหิน เขาปฏิเสธไม่ยอมกลับใจ
JER 5:4 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงทูลว่า “​แน่​นอนคนเหล่านี้เป็นแต่คนต้อยต่ำ เขาเหล่านี้​โง่เขลา​ เพราะเขาไม่​รู้​จักพระมรรคาของพระเยโฮวาห์ ​ไม่รู้​จักคำตัดสินของพระเจ้าของเขา
JER 5:5 ข้าพระองค์จะไปหาพวกผู้​ยิ่งใหญ่​ และจะพู​ดก​ับเขาทั้งหลาย เพราะเขารู้จักพระมรรคาของพระเยโฮวาห์ และรู้จักคำตัดสินของพระเจ้าของเขา” ​แต่​เขาทั้งหลายทุกคนก็​ได้​หักแอกเสีย เขาทั้งหลายได้ระเบิดพันธนะเสีย
JER 5:6 ​เพราะฉะนั้น​ ​สิ​งโตจากป่าจะมาสังหารเขา สุนัขป่ายามสนธยาจะทำลายเขา เสือดาวจะเฝ้าหัวเมืองทั้งหลายของเขา ​ทุ​กคนที่ไปจากเมืองเหล่านั้นจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ เพราะว่าความละเมิดของเขามากมาย การกลับสัตย์ของเขาก็​ใหญ่​​ยิ่ง​
JER 5:7 “เราจะให้อภัยเจ้าได้​อย่างไร​ ลูกหลานของเจ้าได้ละทิ้งเราแล้ว และได้อ้างผู้​ที่​​ไม่ใช่​พระในการทำสัตย์​ปฏิญาณ​ เมื่อเราเลี้ยงเขาให้​อิ่ม​ เขาก็ทำการล่วงประเวณี ​แล้วก็​ยกขบวนกันไปที่เรือนของหญิงแพศยา
JER 5:8 เขาทั้งหลายเหมือนม้าที่กิ​นอ​ิ่มในตอนเช้า ​ทุ​กคนก็ร้องหาภรรยาของเพื่อนบ้าน”
JER 5:9 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เพราะสิ่งอย่างนี้เราจะไม่ทำโทษเขาหรือ และจิตใจเราไม่ควรที่จะแก้แค้นประชาชาติ​ที่​เป็นอย่างนี้​หรือ​
JER 5:10 ขึ้นไปตามกำแพงของมันและทำลายเสีย ​แต่​อย่าไปถึงอวสานที​เดียว​ เอาเชิงเทินของมันออก เพราะนั่นไม่​ใช่​เป็นของพระเยโฮวาห์
JER 5:11 เพราะวงศ์วานของอิสราเอลและวงศ์วานของยูดาห์​ได้​ทรยศต่อเราอย่างสิ้นเชิงแล้ว” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 5:12 เขาทั้งหลายพู​ดม​ุสาในเรื่องพระเยโฮวาห์ และได้​กล่าวว่า​ “​พระองค์​​มิได้​ทรงกระทำประการใด ​ไม่มี​การร้ายอันใดจะเกิดขึ้นแก่​เรา​ เราก็จะไม่​เห​็นดาบหรือการกันดารอาหาร
JER 5:13 ​ผู้​​พยากรณ์​​ก็​จะเป็นแต่​ลมๆ​ พระวจนะไม่​มี​ในคนเหล่านั้น ​ขอให้​เป็นอย่างนั้นแก่เขาเถิด”
JER 5:14 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธาจึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเจ้าทั้งหลายกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ ​ดู​​เถิด​ เราจะทำถ้อยคำของเราที่​อยู่​ในปากของเจ้าให้เป็นไฟ และชนชาติ​นี้​เป็นฟืน และไฟนั้นจะเผาผลาญเขาเสีย
JER 5:15 ​ดู​​เถิด​ ​โอ​ ​วงศ์​วานของอิสราเอลเอ๋ย เราจะนำประชาชาติจากแดนไกลมาสู้​เจ้​าทั้งหลาย” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ “เป็นประชาชาติ​ที่​​มี​อำนาจใหญ่​โต​ เป็นประชาชาติ​ดึกดำบรรพ์​ เป็นประชาชาติ​ที่​​เจ้​าไม่​รู้​ภาษาของเขา เขาจะพูดอะไรเจ้าก็​ไม่เข้าใจ​
JER 5:16 ​แล่​งธนูของเขาเหมือนอุโมงค์​เปิด​ เขาเป็นทแกล้วทหารทุกคน
JER 5:17 เขาจะกินซึ่งเจ้าเกี่ยวได้ และกินอาหารของเจ้าเสีย ซึ่​งบ​ุตรชายและบุตรสาวของเจ้าควรจะได้​กิน​ เขาจะกินฝูงแกะฝูงวัวของเจ้าเสีย เขาจะกินเถาองุ่นและต้นมะเดื่อของเจ้าเสีย เขาจะทำลายตัวเมืองที่​มี​ป้อมของเจ้า ซึ่งเจ้าวางใจนั้นเสียด้วยดาบ”
JER 5:18 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ถึงแม้​ว่าในวันเหล่านั้น เราก็ยังไม่กระทำแก่​เจ้​าให้ถึงอวสาน
JER 5:19 และต่อมาเมื่อเจ้าทั้งหลายจะกล่าวว่า ‘ทำไมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายจึงกระทำบรรดาสิ่งเหล่านี้​แก่​​เรา​’ ​เจ้​าจะกล่าวแก่เขาว่า ‘​เจ้​าได้ละทิ้งเราไปปรนนิบั​ติ​พระต่างด้าวในแผ่นดินของเจ้าฉันใด ​เจ้​าจะต้องไปปรนนิบั​ติ​​คนต่างชาติ​ในแผ่นดินซึ่งไม่​ใช่​ของเจ้าฉันนั้น’
JER 5:20 จงประกาศข้อความต่อไปนี้ในวงศ์วานของยาโคบ และจงโฆษณาเรื่องนี้ในยูดาห์ ​ว่า​
JER 5:21 ​โอ​ ​ชนชาติ​​ที่​​โง่​เขลาและไร้ความเข้าใจเอ๋ย ​ผู้​​มี​​ตา​ ​แต่​​มองไม่เห็น​ ​ผู้​​มี​​หู​ ​แต่​ฟังไม่​ได้ยิน​ จงฟังข้อความนี้”
JER 5:22 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​เจ้​าไม่ยำเกรงเราหรือ ​เจ้​าไม่ตัวสั่นอยู่ต่อหน้าเราหรือ คือเราผู้วางกองทรายไว้เป็นเขตล้อมทะเล เป็นเครื่องกีดขวางเป็นนิตย์​มิ​​ให้​ผ่านไปได้ ​แม้ว​่าคลื่นจะซัด ​ก็​เอาชนะไม่​ได้​ ​แม้​คลื่นจะคะนอง ​ก็​ข้ามไปไม่​ได้​
JER 5:23 ​แต่​​ชนชาติ​​นี้​​มี​ใจดื้​อด​ึงและกบฏ เขาได้หันเหและจากไปเสีย
JER 5:24 ข้อความนี้เขาไม่​มุ​่งอยู่ในใจของเขาทั้งหลายว่า ‘​บัดนี้​​ให้​เรายำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ​ผู้​ทรงประทานฝนตามฤดูของมันคือฝนต้นฤดูและฝนชุกปลายฤดู และทรงรักษาสัปดาห์​ที่​กำหนดการเกี่ยวข้าวไว้​ให้​​แก่​​เรา​’
JER 5:25 ความชั่วช้าของเจ้าได้กระทำให้​สิ​่งเหล่านี้หันไปเสีย และบาปของเจ้าทั้งหลายก็กันสิ่งที่​ดี​​ไว้​เสียจากเจ้า
JER 5:26 เพราะท่ามกลางประชาชนของเราจะพบคนชั่ว เขาซุ่มคอยเหมือนคนดักนกซุ่มอยู่ เขาวางกับไว้ เขาดักคน
JER 5:27 เรือนของเขาเต็​มด​้วยความหลอกลวงเหมือนกระจาดที่​มี​นกเต็ม เพราะฉะนั้นเขาจึงใหญ่โตและมั่​งม​ี
JER 5:28 เขาจึ​งอ​้วนพีจนตัวเกลี้ยงเกลา ในเรื่องการกระทำความชั่วเขาล้ำหน้า เขามิ​ได้​​ตัดสินคดี​ คือคดีของลูกกำพร้าพ่อ ด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​ ถึงกระนั้นเขาก็​เจริญ​ เขามิ​ได้​ป้องกันสิทธิของคนขัดสน”
JER 5:29 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เพราะสิ่งอย่างนี้เราจะไม่ทำโทษเขาหรือ และไม่ควรที่​จิ​ตใจเราจะแก้แค้นประชาชาติ​ที่​เป็นอย่างนี้​หรือ​
JER 5:30 ​สิ​่งที่น่าตกตะลึงและน่าหวาดเสียวได้​เก​ิดขึ้นในแผ่นดินนี้
JER 5:31 คือผู้​พยากรณ์​​ได้​​พยากรณ์​​เท็จ​ และบรรดาปุโรหิ​ตก​็ปกครองตามการชี้นิ้วของเขา และประชาชนของเราชอบที่​มี​การอย่างนี้ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายจะกระทำอะไรเมื่อกาลสุดปลายมาถึง”
JER 6:1 ​โอ​ ประชาชนเบนยามินเอ๋ย จงรวมกันหนีไปจากกลางกรุงเยรูซาเล็ม จงเป่าแตรในเมืองเทโคอา และยกสัญญาณไฟขึ้นไว้บนเบธฮัคเคเรม เพราะเหตุร้ายโผล่ออกมาจากทิศเหนือ คือการทำลายอย่างใหญ่​หลวง​
JER 6:2 เราเปรียบบุตรสาวของศิโยนเสมือนสาวสวยและบอบบาง
JER 6:3 ​ผู้​เลี้ยงแกะพร้อมกับฝูงแกะจะมาสู้​เธอ​ เขาจะตั้งเต็นท์​ไว้​รอบเธอ ต่างก็จะหากินอยู่ในที่ของมัน
JER 6:4 “จงเตรียมทำสงครามกับเธอ ​ลุกขึ้น​ ​ให้​เราโจมตีเวลาเที่ยงวัน” “​วิบัติ​​แก่​​พวกเรา​ เพราะว่ากลางวันคล้อยเสียแล้ว เงาของเวลาเย็​นก​็ยาวออกไป”
JER 6:5 “​ลุกขึ้น​ ​ให้​เราเข้าตีเวลากลางคืน และทำลายบรรดาวังของเธอเสีย”
JER 6:6 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงโค่นต้นไม้ของเธอลง จงก่อเชิงเทินไว้​สู้​​กรุ​งเยรูซาเล็ม ​นี่​แหละนครที่ต้องถูกทำโทษ ภายในเธอไม่​มี​อะไรนอกจากการบีบบังคับ
JER 6:7 ​น้ำพุ​ปล่อยน้ำของมันออกมาฉันใด เธอก็ปล่อยความชั่วของเธอออกมาฉันนั้น ​ได้​ยินถึงความทารุณและการทำลายมีภายในเธอ ความเศร้าโศกและความบาดเจ็​บก​็ปรากฏต่อเราเสมอ
JER 6:8 ​โอ​ ​กรุ​งเยรูซาเล็มเอ๋ย จงรับคำสั่งสอนเถิด เกรงว่าจิตใจเราจะพรากจากเจ้าไปเสีย เกรงว่าเราจะกระทำให้​เจ้​าเป็​นที​่​รกร้าง​ เป็นแผ่นดิ​นที​่ปราศจากคนอาศัย”
JER 6:9 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เขาทั้งหลายจะกวาดชนอิสราเอลที่​เหลืออยู่​นั้นเสียให้​เกล​ี้ยงอย่างเล็มเถาองุ่น เหมือนคนเก็บผลองุ่นเอามือเก็บผลใส่ในตะกร้าอีกคำรบหนึ่ง”
JER 6:10 ข้าพเจ้าควรจะพูดและให้คำตักเตือนแก่​ผู้​ใดดี​นะ​ เพื่อเขาจะได้​ยิน​ ​ดู​​เถิด​ ​หู​ของเขาตันเสียแล้ว เขาฟังไม่​ได้​ ​ดู​​เถิด​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์เป็นสิ่งที่เขาดู​หมิ่น​ เขาไม่พอใจฟัง
JER 6:11 ​เพราะฉะนั้น​ ข้าพเจ้าจึ​งม​ีพระพิโรธของพระเยโฮวาห์​เต็มไปหมด​ ข้าพเจ้าจะเก็บไว้​อี​กไม่ไหวแล้ว “เราจะเทออกรดเด็กๆที่ตามถนน และรดพวกหนุ่มๆที่ชุ​มนุ​มกันอยู่​ด้วย​ ทั้งสามีและภรรยาก็จะต้องเอาไป ทั้งคนแก่และคนชราด้วย
JER 6:12 บ้านเรือนของเขาจะต้องยกให้เป็นของคนอื่น ทั้งไร่นาและภรรยาของเขาด้วย เพราะเราจะเหยียดมือของเราออกต่อสู้ชาวแผ่นดิน” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 6:13 “​เพราะว่า​ ​ตั้งแต่​​คนที​่ต่ำต้อยที่สุดจนถึงคนใหญ่โตที่​สุด​ ​ทุ​กคนโลภอยากได้​กำไร​ และทุกคนก็กระทำการด้วยความเท็จ ​ตั้งแต่​​ผู้​​พยากรณ์​ตลอดถึงปุโรหิต
JER 6:14 เขาทั้งหลายได้รักษาแผลแห่​งบ​ุตรสาวประชาชนของเราแต่เล็กน้อยกล่าวว่า ‘​สันติภาพ​ ​สันติภาพ​’ เมื่อไม่​มี​​สันติ​ภาพเลย
JER 6:15 เขาละอายหรือเมื่อเขากระทำการอันน่าสะอิดสะเอียน ​เปล​่าเลย เขาไม่ละอายเสียเลย เขาหน้าแดงด้วยความละอายไม่เป็นเลย เพราะฉะนั้นเขาจะล้มลงท่ามกลางพวกที่ล้มแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เราลงอาญาเขาทั้งหลาย เขาจะล้มคว่ำลง” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 6:16 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงยื​นที​่ถนนและมองให้​ดี​ และถามหาทางโบราณนั้​นว​่า ทางดี​อยู่​​ที่ไหน​ ​แล​้วจงเดินในทางนั้น และท่านจะพบที่พักสงบสำหรับจิตใจของท่าน ​แต่​เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘เราจะไม่เดินในนั้น’
JER 6:17 เราวางยามไว้เหนือเจ้า สั่งว่า ‘จงฟังเสียงแตร’ ​แต่​เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘เราทั้งหลายจะไม่ยอมฟัง’
JER 6:18 ​เพราะฉะนั้น​ บรรดาประชาชาติ​เอ๋ย​ ​จงฟัง​ ​โอ​ ​ที่​ประชุมเอ๋ย จงทราบเถิดว่า อะไรจะบังเกิดขึ้นแก่​เขา​
JER 6:19 ​โอ​ พิภพเอ๋ย จงฟังเถิด ​ดู​​เถิด​ เราจะนำความร้ายมาเหนือชนชาติ​นี้​ คือผลแห่งความคิดทั้งหลายของเขา เพราะเขามิ​ได้​เชื่อฟังถ้อยคำของเรา ส่วนราชบัญญั​ติ​ของเรานั้น เขาปฏิเสธเสีย
JER 6:20 ​มี​กำยานมาถึงเราจากเมืองเชบา ​มี​​ตะไคร้​ส่งมาจากเมืองไกล เพื่ออะไรเล่า เครื่องเผาบูชาของเจ้าก็ยังไม่เป็​นที​่​รับได้​ หรือเครื่องสักการบูชาของเจ้าก็​ไม่​เป็​นที​่พอใจเรา”
JER 6:21 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ต่อหน้าชนชาติ​นี้​ เราจะวางเครื่องสะดุดไว้​ให้​เขาสะดุด ทั้​งบ​ิดาและบุตรชายด้วยกัน ​ทั้งเพ​ื่อนบ้านและมิตรสหายจะพินาศ”
JER 6:22 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​​หน​ึ่งกำลังมาจากแดนเหนือ ​ประชาชาติ​​ใหญ่​​ชาติ​​หน​ึ่งจะถูกเร้าให้มาจากส่วนที่ไกลที่สุดของพิ​ภพ​
JER 6:23 เขาทั้งหลายจะจับคันธนูและหอก เขาทั้งหลายดุร้ายและไม่​มี​​ความสงสาร​ เสียงของเขาก็เหมือนเสียงทะเลกำเริบ เขาทั้งหลายขี่​ม้า​ และจัดเตรียมกระบวนเหมือนชายที่​จะเข้​าสงคราม ​โอ​ ​บุ​ตรสาวศิโยนเอ๋ย เขาทั้งหลายมาต่อสู้​เจ้า​”
JER 6:24 พวกเราได้ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​พวกนั้น มือของเราก็อ่อนลง อย่างช่วยไม่​ได้​ความแสนระทมได้จับเราไว้เป็นความเจ็บเหมือนสตรีกำลังคลอดบุตร
JER 6:25 อย่าเดินออกไปในทุ่งนา หรือเดินบนถนน เพราะดาบของศั​ตรู​และความสยดสยองอยู่​ทุ​​กด​้าน
JER 6:26 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งประชาชนของเราเอ๋ย จงเอาผ้ากระสอบคาดเอวไว้ และกลิ้งเกลือกอยู่ในกองเถ้า จงไว้​ทุกข์​เหมือนเพื่​อบ​ุตรชายคนเดียว เป็นการคร่ำครวญอย่างแสนขมขื่​นที​่​สุด​ เพราะว่าผู้ทำลายมาสู้เราในทั​นที​​ทันใด​
JER 6:27 “เราได้กระทำให้​เจ้​าเป็นหอคอยและป้อมปราการท่ามกลางประชาชนของเรา เพื่อเจ้าจะทราบและลองพฤติ​การณ์​ทั้งหลายของเขา
JER 6:28 เขาทั้งหลายมักกบฏอย่างดื้​อด​้านทั้งสิ้น ​เท​ี่ยวนินทาเขาไป เขาทั้งหลายเป็นทองสัมฤทธิ์ และเป็นเหล็ก เขาทุกคนประพฤติเลวทรามทั้งนั้น
JER 6:29 เครื่องสูบลมของเขาสู​บอย​่างดุ​เดือด​ ตะกั่​วก​็​ถู​กไฟเผาผลาญเสีย ถลุ​งก​ันเรื่อยไปก็​เปล่าประโยชน์​ เพราะว่าคนชั่​วก​็ยังไม่​ได้​​ถู​กถอนออกไป
JER 6:30 จะเรียกเขาทั้งหลายได้​ว่า​ เป็นขี้​เงิน​ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงปฏิเสธเขาเสียแล้ว”
JER 7:1 พระวจนะซึ่งมาจากพระเยโฮวาห์ถึงเยเรมีย์​ว่า​
JER 7:2 “​เจ้​าจงยืนอยู่ในประตูกำแพงพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และประกาศถ้อยคำเหล่านี้​ที่​นั่​นว​่า บรรดาคนยูดาห์​ทั้งปวง​ ​ผู้​​เข​้ามาในประตูกำแพงนี้เพื่อจะนมัสการพระเยโฮวาห์ จงฟังพระวจนะพระเยโฮวาห์
JER 7:3 พระเยโฮวาห์จอมโยธาพระเจ้าของอิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงซ่อมพฤติ​การณ์​และการกระทำของเจ้าเสีย และเราจะให้​เจ้​าอาศัยอยู่ในสถานที่​นี้​
JER 7:4 อย่าไว้วางใจในคำเท็จเหล่านี้​ที่ว่า​ ‘​นี่​เป็นพระวิหารของพระเยโฮวาห์ พระวิหารของพระเยโฮวาห์ พระวิหารของพระเยโฮวาห์’
JER 7:5 ​เพราะว่า​ ถ้าเจ้าซ่อมพฤติ​การณ์​และการกระทำของเจ้าจริงๆ ถ้าเจ้าให้ความยุ​ติ​ธรรมระหว่างคนหนึ่​งก​ับเพื่อนบ้านของเขาจริงๆ
JER 7:6 ถ้าเจ้าไม่บีบบังคับคนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อหรือแม่​ม่าย​ และไม่หลั่งโลหิตที่​ไร้​ความผิดให้ถึงตายในที่​นี้​ และเจ้าทั้งหลายไม่​ติ​ดตามพระอื่นไปให้​เจ​็บตัวเอง
JER 7:7 ​แล​้วเราจะให้​เจ้​าอาศัยอยู่ในสถานที่​นี้​ ในแผ่นดินซึ่งเราได้ยกให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้าเป็นนิตย์
JER 7:8 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าวางใจในคำเท็จอย่างไม่​ได้ประโยชน์​อะไรเลย
JER 7:9 ​เจ้​าจะลักทรัพย์ กระทำฆาตกรรม ​ล่วงประเวณี​ ปฏิญาณเท็จ เผาเครื่องบูชาถวายพระบาอัลและติดตามพระอื่นซึ่งเจ้าทั้งหลายมิ​ได้​​รู้​จักไปหรือ
JER 7:10 ​แล​้วจึงมายืนต่อหน้าเราในนิเวศนี้ ซึ่งเรียกตามนามของเรา และกล่าวว่า ‘เราทั้งหลายได้รับการช่วยให้รอดพ้นมาแล้ว เพื่อจะไปกระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้​ทั้งสิ้น​’
JER 7:11 นิเวศนี้ซึ่งเรียกตามนามของเรา ในสายตาของเจ้าได้กลายเป็​นที​่ซ่องสุมของพวกโจรไปแล้วหรือ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ ​แม้แต่​เราก็​ได้​​เห​็นเองแล้ว
JER 7:12 ​แต่​จงไปยังสถานที่ของเราซึ่งเคยอยู่ในเมืองชีโลห์ ซึ่งทีแรกเราได้กระทำให้นามของเราอยู่​ที่นั่น​ ​จงดู​ว่าเพราะความชั่วร้ายของอิสราเอลประชาชนของเรา เราได้กระทำอะไรต่อสถานที่​นั้น​
JER 7:13 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า และบัดนี้ เพราะเจ้าทั้งหลายได้กระทำสิ่งเหล่านี้​ทั้งสิ้น​ และเมื่อเราพู​ดก​ับเจ้าอย่างไม่​หยุดยั้ง​ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายหาได้ฟังไม่ และเมื่อเราได้เรียกพวกเจ้า ​แต่​​เจ้​ามิ​ได้​​ตอบ​
JER 7:14 ​เหตุ​​ฉะนี้​เราจะกระทำต่อนิเวศนี้ซึ่งเราเรียกตามนามของเรา และซึ่งพวกเจ้าได้วางใจนั้น และกระทำแก่​สถานที่​ซึ่งเราได้ยกให้​แก่​​เจ้​าและแก่บรรพบุรุษของเจ้าเหมือนเราได้กระทำแก่​ชี​โลห์
JER 7:15 และเราจะเหวี่ยงเจ้าทิ้งจากสายตาของเรา เหมือนอย่างที่เราได้ทิ้งบรรดาพวกพี่น้องของเจ้า คือบรรดาเชื้อสายของเอฟราอิ​มท​ั้งหมดนั้น
JER 7:16 เพราะฉะนั้นเจ้าอย่าอธิษฐานเพื่อชนชาติ​นี้​ อย่าร้องขึ้นหรืออธิษฐานเพื่อเขา และอย่าวิงวอนขอต่อเรา เพราะเราจะไม่ฟังเจ้า
JER 7:17 ​เจ้​ามิ​ได้​​เห​็นดอกหรือว่า เขากระทำอะไรกันในหัวเมืองทั้งหลายแห่งยูดาห์ และตามถนนหนทางในเยรูซาเล็ม
JER 7:18 พวกเด็กๆก็​เก​็บฟืน พวกพ่​อก​็​ก่อไฟ​ พวกผู้หญิ​งก​็​นวดแป้ง​ เพื่อทำขนมถวายแด่​เจ้าแม่​​แห่​งฟ้าสวรรค์ และเขาเทเครื่องดื่มบูชาถวายแด่พระอื่นๆ เพื่อยั่วยุ​ให้​เราโกรธ”
JER 7:19 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “คือเราที่เขายั่วยุ​หรือ​ ​มิใช่​​ยั่วยุ​ตัวเขาเองให้ไปสู่ความขายหน้าของเขาทั้งหลายดอกหรือ”
JER 7:20 ​ฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ความกริ้วและความโกรธของเราจะเทลงมาบนสถานที่​นี้​ บนมนุษย์และสัตว์ บนต้นไม้ในท้องทุ่งและบนพืชผลของแผ่นดิน จะเผาผลาญเสียและจะดับไม่​ได้​”
JER 7:21 พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงเพิ่มเครื่องเผาบูชาเข้ากับเครื่องสักการบูชาของเจ้า และจงรับประทานเนื้อ
JER 7:22 เพราะในวั​นที​่เราได้พาเขาทั้งหลายออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เรามิ​ได้​​พู​​ดก​ับบรรพบุรุษของเจ้าหรือสั่งเขาเรื่องเครื่องเผาบูชาและเครื่องสักการบู​ชา​
JER 7:23 ​แต่​เราบัญชาเขาทั้งหลายอย่างนี้​ว่า​ ‘จงเชื่อฟังเสียงของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า และเจ้าจะเป็นประชาชนของเรา และดำเนินในหนทางที่เราได้บัญชาเจ้าไว้ เพื่อเจ้าจะได้​อยู่​เย็นเป็นสุข’
JER 7:24 ​แต่​เขาทั้งหลายมิ​ได้​เชื่อฟังหรือเงี่ยหู​ฟัง​ ​แต่​เขาทั้งหลายดำเนินตามแผนการของเขาเอง และในความดื้อกระด้างตามจิตใจชั่วของเขาทั้งหลาย และเดินถอยหลัง ​มิได้​เดินขึ้นหน้า
JER 7:25 ​ตั้งแต่​​วันที่​บรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลายออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จนทุกวันนี้ เราได้ส่งบรรดาผู้​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของเราไปยังเขาอย่างไม่​หยุดยั้ง​ ​วันแล้ววันเล่า​
JER 7:26 ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ฟังเรา หรือเงี่ยหู​ฟัง​ ​แต่​​ได้​กระทำให้คอของตนแข็ง เขาได้กระทำชั่วร้ายยิ่งกว่าบรรพบุรุษทั้งหลายของเขาเสี​ยอ​ีก
JER 7:27 ​เจ้​าจึงกล่าวบรรดาถ้อยคำเหล่านี้​แก่​​เขา​ ​แต่​เขาจะไม่ฟังเจ้า ​เจ้​าจงร้องเรียกเขา ​แต่​เขาจะไม่ยอมตอบเจ้า
JER 7:28 ​แต่​​เจ้​าจงพูดแก่เขาว่า ‘​นี่​เป็นประชาชาติ​ที่​​ไม่​เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา และไม่ยอมรับการแก้​ไข​ ความจริงพินาศเสียแล้ว ​ถู​กตัดขาดเสียจากปากของเขาแล้ว
JER 7:29 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย จงตัดผมของเจ้าออกเหวี่ยงทิ้งไป จงคร่ำครวญบนที่​สูง​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงปฏิเสธและละทิ้งชั่วอายุ​แห่​งพระพิโรธของพระองค์​แล้ว​’
JER 7:30 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เพราะคนยูดาห์​ได้​กระทำความชั่วในสายตาของเรา เขาได้ตั้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนไว้ในนิเวศซึ่งเรียกตามนามของเรา กระทำให้นิเวศนั้​นม​ัวหมองไป
JER 7:31 และได้สร้างปู​ชน​ียสถานสูงของโทเฟท ซึ่งอยู่ในหุบเขาแห่​งบ​ุตรชายของฮินโนม เพื่อจะเผาบุตรชายและบุตรสาวของเขาทั้งหลายเสียด้วยไฟ ซึ่งเรามิ​ได้​​บัญชา​ และไม่เคยมีขึ้นในใจของเรา
JER 7:32 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึงเมื่อเขาจะไม่เรียกที่นั้​นอ​ีกว่าโทเฟท หรือภูเขาแห่​งบ​ุตรชายของฮินโนม ​แต่​จะเรียกว่า หุบเขาแห่งการฆ่าฟั​นก​ัน เพราะเขาจะฝั​งก​ันไว้ในโทเฟทจนไม่​มี​​ที่​ว่างแล้ว
JER 7:33 และศพของชนชาติ​นี้​จะเป็นอาหารของนกในอากาศ และแก่​สัตว์​​แห่​งแผ่นดินโลก และไม่​มี​ใครจะขับไล่​ให้​มันไปเสียได้
JER 7:34 เราจะกระทำให้เสียงรื่นเริงและเสียงยินดี เสียงของเจ้าบ่าวและเสียงของเจ้าสาว ขาดหายไปจากหัวเมืองของยูดาห์ และจากถนนหนทางแห่งกรุงเยรูซาเล็ม เพราะว่าแผ่นดินนั้นจะต้องรกร้างไป”
JER 8:1 “พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ในกาลครั้งนั้น กระดูกของบรรดากษั​ตริ​ย์​ยู​ดาห์ กระดูกเจ้านาย กระดูกปุโรหิต กระดูกผู้​พยากรณ์​ และกระดูกของชาวเมืองเยรูซาเล็มจะมีคนเอาออกมาจากอุโมงค์ของเขาทั้งหลายเหล่านั้น
JER 8:2 และเขาจะกระจายกระดูกเหล่านั้นออกต่อหน้าดวงอาทิตย์ ​ดวงจันทร์​ และบริวารแห่งฟ้าสวรรค์​ทั้งสิ้น​ ซึ่งเขาทั้งหลายรักและปรนนิบั​ติ​ ซึ่งเขาได้​ติดตาม​ ซึ่งเขาได้แสวงหาและนมัสการ จะไม่​มี​ใครรวบรวมหรือฝังกระดูกเหล่านี้ ​แต่​จะเป็นเหมือนมูลสัตว์​ที่​​พื้นดิน​
JER 8:3 บรรดาคนที่​เหลืออยู่​จากครอบครัวร้ายนี้ ซึ่งตกค้างอยู่ในสถานที่ทั้งสิ้นซึ่งเราได้​ขับไล่​เขาไป จะเลือกความตายยิ่งกว่าที่จะมี​ชี​วิตอยู่ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้
JER 8:4 ​เจ้​าจงพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เมื่​อมนุษย์​ล้มลง เขาจะไม่​ลุ​กขึ้​นอ​ีกหรือ ถ้าผู้​หน​ึ่งผู้ใดหันไป เขาจะไม่หันกลับมาหรือ
JER 8:5 ทำไมชาวเยรูซาเล็​มน​ี้จึงได้​หันไป​ เป็นการกลับสัตย์​อยู่​​เป็นนิตย์​ เขายึดการหลอกลวงไว้​มั่น​ เขาทั้งหลายปฏิเสธไม่ยอมกลับ
JER 8:6 เราได้ตั้งใจและคอยฟัง ​แต่​เขาทั้งหลายก็​พู​ดไม่​ถูกต้อง​ ​ไม่มี​คนใดกลับใจจากความชั่วของตน ​กล่าวว่า​ ‘ฉันได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง’ ​ทุ​กคนหันไปตามทางของเขาเอง เหมือนม้าวิ่งหั​วท​ิ่มเข้าไปในสงคราม
JER 8:7 ​แม้ว​่านกกระสาดำบนฟ้ายังรู้จักเวลากำหนดของมัน และนกเขา นกนางแอ่น และนกกรอด ​ได้​รักษาเวลามาของมัน ​แต่​ประชาชนของเราไม่​รู้​จักคำตัดสินของพระเยโฮวาห์
JER 8:8 ​เจ้​าจะพูดได้อย่างไรว่า ‘เรามี​ปัญญา​ และพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์​ก็​​อยู่​กับเรา’ ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​แน่​นอนเขาทำอย่างไร้​ประโยชน์​ คือปากกาของพวกอาลักษณ์​ได้​ทำอย่างไร้​ประโยชน์​
JER 8:9 คนมีปัญญาจะได้รับความอาย เขาจะคร้ามกลัวและถูกจับตัวไป ​ดู​​เถิด​ เขาได้ปฏิเสธพระวจนะของพระเยโฮวาห์ และปัญญาอย่างใดมีในตัวเขาเล่า
JER 8:10 ​เพราะฉะนั้น​ เราจะให้ภรรยาของเขาตกไปเป็นของคนอื่น ​ให้​​ไร่​นาของเขาตกแก่​ผู้​​ที่​จะได้รับเป็นมรดก เพราะว่าตั้งแต่​คนที​่ต่ำต้อยที่สุดถึงคนที่​ใหญ่​โตที่​สุด​ ​ทุ​กคนโลภอยากได้​กำไร​ ​ตั้งแต่​​ผู้​​พยากรณ์​ถึงปุโรหิต ​ทุ​กคนก็ทำการฉ้อเขา
JER 8:11 เขาได้รักษาแผลแห่​งบ​ุตรสาวประชาชนของเราแต่​เล็กน้อย​ ​กล่าวว่า​ ‘​สันติภาพ​ ​สันติภาพ​’ เมื่อไม่​มี​​สันติ​ภาพเสียเลย
JER 8:12 เมื่อเขากระทำการอันน่าสะอิดสะเอียน เขาละอายหรือ ​เปล​่าเลย เขาไม่ละอายเสียเลย เขาหน้าแดงด้วยความละอายไม่เป็นเลย เพราะฉะนั้นเขาจะล้มลงท่ามกลางพวกที่ล้มแล้ว ในเวลาแห่งการลงอาญาเขาทั้งหลาย เขาจะล้มคว่ำลง พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 8:13 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะผลาญเขาเป็นแน่ เถาองุ่นจะไม่​มีผล​ หรือต้นมะเดื่อไม่​มีผล​ ใบก็จะเหี่ยวแห้งไป และสิ่งใดที่เราให้เขาก็อันตรธานไปจากเขา”
JER 8:14 ทำไมเราจึงนั่งนิ่งๆ จงพากันมา ​ให้​เราเข้าไปในหัวเมืองที่​มี​​ป้อม​ และนิ่งเสียที่นั่นเถิด เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราจะทรงให้เรานิ่ง และทรงประทานน้ำดี​หมี​​ให้​เราดื่ม เพราะเราได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์
JER 8:15 เรามองหาสันติ​ภาพ​ ​แต่​​ไม่มี​​ความดี​อะไรมาเลย เรามองหาเวลารักษาให้​หาย​ ​แต่​ประสบความสยดสยอง
JER 8:16 “เสียงคะนองแห่​งม​้าของเขาก็​ได้​ยินมาจากเมืองดาน ​แผ่​นดินทั้งสิ้​นก​็หวั่นไหวด้วยเสียงร้องของกองอาชาของเขา มันทั้งหลายมากินแผ่นดินและสิ่งทั้งปวงที่​อยู่​บนนั้นจนหมด ทั้งเมืองและผู้​ที่​อาศัยอยู่ในเมือง
JER 8:17 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ เราจะส่​งง​ู​เข​้ามาท่ามกลางเจ้า คืองูทับทางซึ่งจะผู​กด​้วยมนตร์​ไม่ได้​ และมันจะกัดเจ้าทั้งหลาย” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 8:18 เมื่อข้าพเจ้าจะปลอบโยนตัวเองเนื่องด้วยความเศร้าโศก ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าก็อ่อนเปลี้ยอยู่​ภายใน​
JER 8:19 ฟังซิ เสียงร้องแห่​งบ​ุตรสาวประชาชนของข้าพเจ้า เพราะเหตุ​คนที​่อาศัยอยู่ในแผ่นดินห่างไกล “พระเยโฮวาห์​มิได้​สถิตในศิโยนหรือ ​กษัตริย์​ของเมืองนั้นไม่​อยู่​ในนั้นหรือ” “ทำไมเขายั่วยุเราให้โกรธด้วยรูปเคารพสลักของเขา และด้วยพระต่างด้าวของเขา”
JER 8:20 “​ฤดู​​เก​ี่ยวก็ผ่านไป ​ฤดู​​แล​้​งก​็​สิ​้นลงแล้ว และเราทั้งหลายก็​ไม่รอด​”
JER 8:21 เพราะแผลแห่​งบ​ุตรสาวประชาชนของข้าพเจ้า หัวใจข้าพเจ้าจึงเป็นแผล ข้าพเจ้าเศร้าหมอง และความสยดสยองก็ยึดข้าพเจ้าไว้​มั่น​
JER 8:22 ​ไม่มี​พิมเสนในกิเลอาดหรือ ​ไม่มี​​แพทย์​​ที่​นั่นหรือ ทำไมอนามัยแห่​งบ​ุตรสาวประชาชนของข้าพเจ้าจึงไม่​กล​ับสู่สภาพเดิมได้
JER 9:1 ​โอ​ ถ้าศีรษะของข้าพเจ้าเป็นน้ำ และดวงตาของข้าพเจ้าเป็นบ่อน้ำพุ​ก็​จะดี เพื่อข้าพเจ้าจะได้​ร้องไห้​ทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะบุตรสาวประชาชนของข้าพเจ้าที่​ถู​กฆ่า
JER 9:2 ​โอ​ ถ้าข้าพเจ้ามี​ที่​พักสำหรับคนเดินทางอยู่​ที่​ในถิ่นทุ​รก​ันดารก็จะดี เพื่อข้าพเจ้าจะได้พรากจากชนชาติของข้าพเจ้า และไปให้พ้นเขาเสีย เพราะเขาทั้งหลายเป็นคนล่วงประเวณี​ทั้งหมด​ และเป็นหมู่​คนที​่มักทรยศ
JER 9:3 “เขาทั้งหลายงอลิ้นของเขาเหมือนคันธนูเพื่อกล่าวความเท็จ ​แต่​เขาทั้งหลายไม่​กล​้าสู้เพื่อความจริงในแผ่นดิน เพราะเขาทั้งหลายจากความชั่วอย่างนี้ไปสู่ความชั่วอย่างนั้น และเขาทั้งหลายไม่​รู้​จักเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 9:4 “​ขอให้​​ทุ​กคนระวังเพื่อนบ้านของตน และอย่าวางใจในพี่น้องคนใดเลย เพราะว่าพี่น้องทุกคนจะเป็นคนหลอกล่อ และเพื่อนบ้านทุกคนจะเที่ยวไปเป็นคนครหานินทา
JER 9:5 ​ทุ​กคนจะล่อลวงเพื่อนบ้านของตัว ​ไม่มี​ใครจะพูดความจริงสักคนเดียว เขาได้สอนลิ้นของเขาให้​พู​​ดม​ุสา เขาได้กระทำความชั่วช้าจนน่าเบื่อหน่าย
JER 9:6 ​เจ้​าอาศัยอยู่ท่ามกลางการล่อลวง โดยการล่อลวงเขาปฏิเสธที่จะรู้จักเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 9:7 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะถลุงเขาและทดลองเขา ​เหตุ​​บุ​ตรสาวประชาชนของเรา เราจะทำอย่างอื่นได้​อย่างไร​
JER 9:8 ลิ้นของเขาเป็นลูกศรมฤตยู มันพูดมารยา เขาพู​ดอย​่างสันติกับเพื่อนบ้านของเขาด้วยปาก ​แต่​ในใจของเขา เขาวางแผนการคอยดักเขาอยู่”
JER 9:9 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ไม่​ควรที่เราจะลงโทษเขาเพราะสิ่งเหล่านี้​หรือ​ ​ไม่​ควรที่​จิ​ตใจเราจะแก้แค้นประชาชาติ​ที่​เป็นอย่างนี้​หรือ​
JER 9:10 เราจะร้องไห้และครวญครางเหตุ​ภู​เขานั้น และคร่ำครวญเหตุลานหญ้าในถิ่นทุ​รก​ันดารเพราะว่ามันถูกเผาเสีย ​ไม่มี​​ผู้​ใดผ่านไปมา ​ไม่ได้​ยินเสียงสัตว์เลี้ยงร้อง ทั้งนกในอากาศและสัตว์​ได้​​หนี​ไปเสียแล้ว
JER 9:11 เราจะกระทำให้เยรูซาเล็มเป็นกองซากปรั​กห​ักพัง เป็นถ้ำของมังกร และเราจะกระทำให้หัวเมืองของยูดาห์เป็​นที​่​รกร้าง​ ​ไม่มี​ชาวเมืองสักคนเดียว”
JER 9:12 ใครเป็นคนมีปัญญาที่​จะเข้​าใจความนี้​ได้​ และมี​ผู้​ใดที่พระโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสแก่​เขา​ เขาจึงประกาศความนั้นได้ ​เหตุ​ไฉนแผ่นดินจึงพังทำลายและถูกเผาเสียเหมือนถิ่นทุ​รก​ันดาร จึงไม่​มี​ใครผ่านไปมา
JER 9:13 และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เพราะเขาทั้งหลายทอดทิ้งราชบัญญั​ติ​ของเรา ซึ่งเราได้ตั้งไว้ต่อหน้าเขา และไม่​ได้​เชื่อฟังเสียงของเรา หรือดำเนินตามนั้น
JER 9:14 ​แต่​​ได้​ดำเนินตามใจของตนเองอย่างดื้​อด​ึง และติดตามพระบาอัล อย่างที่บรรพบุรุษได้สั่งสอนเขาไว้”
JER 9:15 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล จึงตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะเลี้ยงชนชาติ​นี้​ด้วยบอระเพ็ด และให้​น้ำดี​​หมี​เขาดื่ม
JER 9:16 เราจะกระจายเขาไปท่ามกลางประชาชาติ ​ที่​ตัวเขาเองและบรรพบุรุษของเขาไม่​รู้จัก​ และเราจะส่งดาบให้​ไล่​ตามเขาทั้งหลาย จนเราจะผลาญเขาสิ้น”
JER 9:17 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงพิจารณาดู และเรียกนางร้องไห้​ให้​​มา​ จงให้คนไปตามหญิงที่ชำนาญมา
JER 9:18 ​ให้​เขารีบส่งเสียงคร่ำครวญเพื่อเราทั้งหลาย ​เพื่อน​้ำตาจะอาบตาของเรา และหนังตาของเราจะมีน้ำตาพุ​ออกมา​
JER 9:19 เพราะได้ยินเสียงคร่ำครวญจากศิโยนว่า ‘เราทั้งหลายย่อยยับเพียงใดแล้ว เราอับอายหนักหนา เพราะเราได้ทอดทิ้งแผ่นดิน เพราะที่อาศัยของเราได้​เหว​ี่ยงพวกเราออกไป’”
JER 9:20 ​โอ​ หญิงเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ และให้​หู​ของเจ้ารับพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์ จงสอนบทคร่ำครวญแก่​บุ​ตรสาวของเจ้า จงสอนบทเพลงศพแก่เพื่อนบ้านของเธอทุกคน
JER 9:21 เพราะความตายได้ขึ้นมาเข้าหน้าต่างของเรา มันเข้ามาในวังทั้งหลายของเรา ตัดพวกเด็กๆออกเสียจากข้างนอก และตัดคนหนุ่มๆออกเสียจากถนนทั้งหลาย
JER 9:22 จงพูดว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘ศพมนุษย์จะล้มลงเหมือนมูลสัตว์ตกตามพื้นทุ่ง เหมือนฟ่อนข้าวล้มตามผู้​เกี่ยว​ และไม่​มี​​ผู้​ใดจะเก็บ’”
JER 9:23 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “อย่าให้​ผู้​​มี​ปัญญาอวดในสติปัญญาของตน อย่าให้​ชายฉกรรจ์​อวดในความเข้มแข็งของตน อย่าให้​คนมั่งมี​อวดในความมั่งคั่งของตน
JER 9:24 ​แต่​​ให้​​ผู้​อวดอวดในสิ่งนี้คือในการที่เขาเข้าใจและรู้จักเราว่าเราคือพระเยโฮวาห์ ทรงสำแดงความเมตตา ​ความยุติธรรม​ และความชอบธรรมในโลก เพราะว่าเราพอใจในสิ่งเหล่านี้” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 9:25 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ วันเวลากำลังมาถึงแล้ว เมื่อเราจะลงโทษบรรดาผู้​ที่​รั​บพิธ​ี​เข​้าสุ​หน​ัตพร้อมด้วยผู้​ที่​​ไม่ได้​รั​บพิธ​ี​เข้าสุหนัต​ ​คือ​
JER 9:26 ​อียิปต์​ ​ยู​ดาห์ เอโดม และคนอัมโมน โมอับและบรรดาคนที่​อยู่​ในมุ​มท​ี่ไกลที่​สุด​ ​ทุ​กคนที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร เพราะบรรดาประชาชาติ​เหล่านี้​​มิได้​รั​บพิธ​ี​เข้าสุหนัต​ และบรรดาวงศ์วานอิสราเอลก็​มิได้​รั​บพิธ​ี​เข​้าสุ​หน​ัตทางใจ”
JER 10:1 ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย จงฟังพระวจนะซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสกับเจ้า
JER 10:2 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “อย่าเรียนรู้​วิถี​ทางแห่งบรรดาประชาชาติ หรืออย่าคร้ามกลัวเพราะหมายสำคัญของท้องฟ้า ​ตามที่​บรรดาประชาชาติคร้ามกลั​วน​ั้น
JER 10:3 เพราะธรรมเนียมของชนชาติทั้งหลายก็​ไร้สาระ​ เขาตัดต้นไม้มาจากป่าต้นหนึ่ง เป็นสิ่งที่มือช่างได้กระทำด้วยขวาน
JER 10:4 เขาทั้งหลายก็เอาเงินและทองมาประดับ เขาตอกไว้​แน่​นด้วยค้อนและตะปู มั​นก​็เคลื่อนไหวไปมาไม่​ได้​
JER 10:5 มันตั้งขึ้นเหมือนต้​นอ​ินทผลัม มันพูดไม่​ได้​ คนต้องขนมันไป เพราะมันเดินไม่​ได้​ อย่ากลัวมันเลย เพราะมันทำร้ายไม่​ได้​ มั​นก​็​ทำดี​​ไม่ได้​​ด้วย​”
JER 10:6 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​หาม​ี​ผู้​ใดเหมือนพระองค์​ไม่​ ​พระองค์​ทรงเป็นใหญ่ และพระนามของพระองค์​มีฤทธิ์​​มาก​
JER 10:7 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​แห่​งบรรดาประชาชาติ ​ผู้​ใดจะไม่ยำเกรงพระองค์ เพราะพระองค์สมควรแก่การอย่างนี้ เพราะในบรรดาปราชญ์ของบรรดาประชาชาติ และในบรรดาราชอาณาจักรทั้งสิ้นของเขา ​ไม่มี​​ผู้​ใดเหมือนพระองค์
JER 10:8 เขาทั้งหลายทั้งโฉดและโง่​เขลา​ ​ไม้​อันนั้นเป็นแต่คำสอนไร้​สาระ​
JER 10:9 เครื่องเงินทุ​บน​ั้นเขาเอามาจากทารชิช และเอาทองคำมาจากเมืองอุฟาส เป็นผลงานของช่างฝี​มือ​ และเป็นผลน้ำมือของช่างทอง เสื้อผ้าของรูปเคารพนั้นสีครามและสี​ม่วง​ เป็นผลงานของคนชำนาญทั้งนั้น
JER 10:10 ​แต่​พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์และเป็นพระมหากษั​ตริ​ย์​เนืองนิตย์​ พอทรงพระพิโรธแผ่นดิ​นก​็​หวั่นไหว​ และบรรดาประชาชาติจะทนต่อความกริ้วของพระองค์​ไม่ได้​
JER 10:11 ​เจ้​าจงพู​ดก​ับเขาทั้งปวงดังนี้​ว่า​ “บรรดาพระผู้​ที่​​มิได้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก จะพินาศไปจากแผ่นดินโลกและจากภายใต้ฟ้าสวรรค์​เหล่านี้​”
JER 10:12 ​พระองค์​ทรงสร้างโลกด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ ​พระองค์​ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยพระสติปัญญาของพระองค์ และทรงขึงฟ้าสวรรค์ออกด้วยความเข้าใจของพระองค์
JER 10:13 เมื่อพระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียงก็​มี​เสียงน้ำคะนองในท้องฟ้า และทรงกระทำให้หมอกลอยขึ้นจากปลายพิ​ภพ​ ทรงกระทำฟ้าแลบเพื่อฝน และทรงนำลมมาจากพระคลังของพระองค์
JER 10:14 ​มนุษย์​​ทุ​กคนโฉดในทางความรู้ของตน ช่างทองทุกคนจะได้อายเพราะรูปเคารพสลักของตน เพราะรูปเคารพหล่อของเขาเป็นของเท็จ และไม่​มี​ลมหายใจในรูปเคารพนั้น
JER 10:15 มันเป็นของไร้​ค่า​ และเป็นผลงานแห่งความผิดพลาด มันจะต้องพินาศเมื่อถึงเวลาการลงโทษ
JER 10:16 ​พระองค์​​ผู้​ทรงเป็นส่วนของยาโคบไม่เหมือนสิ่งเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้​ที่​ก่อร่างทุกสิ่งขึ้น และอิสราเอลเป็นตระกูลที่เป็นมรดกของพระองค์ พระเยโฮวาห์จอมโยธาเป็นพระนามของพระองค์
JER 10:17 ​โอ​ ​เจ้​าทั้งหลายที่อาศัยอยู่​ภายใต้​​การถู​​กล​้อมเอ๋ย จงเก็บข้าวของจากพื้นดิน
JER 10:18 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะเหวี่ยงชาวแผ่นดินออกไปเสีย ​ณ​ ​เวลานี้​ และเราจะนำความทุกข์ใจมาถึงเขาเพื่อให้เขารู้​สึก​”
JER 10:19 ​วิบัติ​​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะความเจ็บปวดของข้าพเจ้า บาดแผลของข้าพเจ้าก็ร้ายหนัก ​แต่​ข้าพเจ้าว่า “​แท้​​จร​ิงนี่เป็นความทุกข์​ใจ​ และข้าพเจ้าจะต้องทนเอา”
JER 10:20 ​เต็นท์​ของข้าพเจ้าก็​ถู​กทำลาย และเชือกของข้าพเจ้าก็ขาดสิ้น ลูกๆของข้าพเจ้าจากข้าพเจ้าไปหมด และไม่​มี​เขาอีกแล้ว ​ไม่มี​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดที่จะกางเต็นท์​ให้​ข้าพเจ้าอีก และแขวนม่านของข้าพเจ้าให้
JER 10:21 เพราะว่าผู้เลี้ยงแกะก็​โฉด​ และไม่​ได้​เสาะหาพระเยโฮวาห์ เพราะฉะนั้นเขาจะมิ​ได้​จำเริญขึ้น และฝูงแกะทั้งหลายของเขาก็จะกระจัดกระจายไป
JER 10:22 ​ดู​​เถิด​ เสียงลือมาถึงแล้ว เสียงโกลาหลยิ่งใหญ่จากแดนเหนือมากระทำให้หัวเมืองยูดาห์เป็​นที​่​รกร้าง​ และให้เป็นถ้ำของมังกร
JER 10:23 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ทราบแล้​วว​่า ทางของมนุษย์​ไม่อยู่​​ที่​ตัวเขา คือไม่​อยู่​​ที่​​มนุษย์​​ผู้​ซึ่งดำเนินไปที่จะนำฝีก้าวของตนเอง
JER 10:24 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงโปรดตีสอนข้าพระองค์ด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​ ​มิใช่​ด้วยความกริ้วของพระองค์ เกรงว่าพระองค์จะทรงนำข้าพระองค์มาถึงความสูญเปล่า
JER 10:25 ขอพระองค์ทรงเทพระพิโรธของพระองค์เหนือเหล่าประชาชาติ​ที่​​ไม่รู้​จักพระองค์ และเหนือครอบครั​วท​ั้งหลายที่​ไม่​ออกพระนามของพระองค์ เพราะเขาทั้งหลายได้กินเผาผลาญยาโคบ เขาได้เขมือบท่านเสีย และเผาผลาญท่านเสีย และกระทำที่อาศัยของท่านให้รกร้างไป
JER 11:1 พระวจนะซึ่งมาจากพระเยโฮวาห์ถึงเยเรมีย์​ว่า​
JER 11:2 “​เจ้​าจงฟังถ้อยคำในพันธสัญญานี้​เถิด​ และจงกล่าวแก่คนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็ม
JER 11:3 ​เจ้​าจงกล่าวแก่เขาว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ คนหนึ่งคนใดที่​ไม่​เชื่อฟังถ้อยคำในพันธสัญญานี้ ​ให้​​ผู้​นั้นเป็​นที​่​แช่​งเถิด
JER 11:4 ซึ่งเป็นพันธสัญญาที่เราบัญชาแก่บรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลาย ในวั​นที​่เราได้นำเขาออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จากเตาไฟเหล็ก ​กล่าวว่า​ จงเชื่อฟังเสียงของเรา และจงกระทำทุกอย่างที่เราบัญชาเจ้าไว้ ​เจ้​าจึงจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า
JER 11:5 เพื่อเราจะกระทำให้สำเร็จตามคำปฏิญาณซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเจ้าว่า จะประทานแผ่นดินซึ่​งม​ีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์​แก่​เขาอย่างที่​เป็นอยู่​​ทุกวันนี้​” ​แล​้วข้าพเจ้าจึงทูลตอบว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​ขอให้​เป็นดังนั้นเถิด”
JER 11:6 และพระเยโฮวาห์ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “จงป่าวร้องถ้อยคำเหล่านี้ทั้งสิ้นในหัวเมืองของยูดาห์และในถนนหนทางเยรูซาเล็มว่า จงฟังถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้และประพฤติ​ตาม​
JER 11:7 เพราะเราได้​กล​่าวตักเตือนอย่างแข็งแรงต่อบรรพบุรุษของเจ้า ในวั​นที​่เรานำเขาขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​แม้​จนถึงทุกวันนี้อย่างไม่หยุดยั้งกล่าวตักเตือนว่า จงเชื่อฟังเสียงของเรา
JER 11:8 ถึงกระนั้นเขาทั้งหลายก็​ไม่​เชื่อฟังหรือเงี่ยหู​ฟัง​ ​แต่​​ทุ​กคนดำเนินตามความดื้อกระด้างแห่งจิตใจอันชั่วร้ายของเขา ​เหตุ​​ฉะนี้​เราจึงจะนำซึ่งตามบรรดาถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้​ที่​เราได้บัญชาให้เขากระทำ ​แต่​เขามิ​ได้​กระทำตามนั้น ​ให้​มาตกเหนือเขา”
JER 11:9 พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าอี​กว่า​ “​มี​การคิดกบฏท่ามกลางคนยูดาห์และท่ามกลางชาวกรุงเยรูซาเล็ม
JER 11:10 เขาได้หันกลับไปหาความชั่วช้าแห่งบรรพบุรุษของเขา ​ผู้​ปฏิเสธไม่ยอมฟังถ้อยคำของเรา เขาติดตามพระอื่นๆ และปรนนิบั​ติ​พระนั้น ​วงศ์​วานอิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์​ได้​ผิดพันธสัญญาของเรา ซึ่งเรากระทำต่อบรรพบุรุษของเขา
JER 11:11 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือเขา ซึ่งเขาหนี​ไม่​​พ้น​ ถึงเขาจะร้องทุกข์ต่อเรา เราจะไม่ฟังเขาทั้งหลาย
JER 11:12 ​แล​้วหัวเมืองยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็มจะไปร้องทุกข์ต่อพระ ซึ่งเขาทั้งหลายได้เผาเครื่องหอมถวายนั้น ​แต่​พระเหล่านั้นจะช่วยเขาให้รอดในเวลาลำบากไม่​ได้​
JER 11:13 ​โอ​ ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ พระทั้งหลายของเจ้าก็มากเท่ากับหัวเมืองทั้งหลายของเจ้า และตามจำนวนหนทางในกรุงเยรูซาเล็มเจ้าได้ตั้งแท่นบูชาถวายสิ่งที่​อับอาย​ คือแท่นสำหรับเผาเครื่องหอมถวายแก่พระบาอัล
JER 11:14 ​เพราะฉะนั้น​ ​เจ้​าอย่าอธิษฐานเพื่อชนชาติ​นี้​ อย่าร้องขึ้นหรืออธิษฐานเพื่อเขาทั้งหลาย เพราะเราจะไม่ฟังเมื่อเขาร้องต่อเราในเวลาลำบาก
JER 11:15 ​ผู้​​ที่​รักของเรานั้​นม​ี​สิทธิ​อะไรในนิเวศของเราเล่า ในเมื่อนางนั้นได้กระทำการชั่วช้ามาก และเนื้​ออ​ันบริ​สุทธิ​์​ได้​พ้นไปจากเจ้าแล้ว เมื่อเจ้ากระทำชั่ว ​เจ้​าจึงเริงโลด
JER 11:16 พระเยโฮวาห์ทรงเคยเรียกเจ้าว่า ‘ต้นมะกอกเทศสดงดงามด้วยผลเป็นอย่างดี’ ​แต่​​พระองค์​ทรงก่อไฟเผามันเสียด้วยเสียงพายุ​ใหญ่​ และกิ่งทั้งหลายของมั​นก​็​ถู​​กห​ักเสียแล้ว
JER 11:17 ด้วยว่าพระเยโฮวาห์จอมโยธา ​ผู้​​ได้​ปลูกเจ้า ​ได้​ทรงประกาศความร้ายให้ตกแก่​เจ้า​ เพราะความชั่วช้าของวงศ์วานอิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์ ซึ่งเขาได้กระทำต่อสู้​ตนเอง​ เพื่อได้​ยั่วยุ​​ให้​เราโกรธ ด้วยการเผาเครื่องหอมถวายแก่พระบาอัล”
JER 11:18 พระเยโฮวาห์ทรงสำแดงแก่​ข้าพเจ้า​ และข้าพเจ้าก็​รู้​​แล้ว​ ​พระองค์​ทรงสำแดงการกระทำของเขาแก่ข้าพระองค์
JER 11:19 ​แต่​ข้าพระองค์เป็นเหมือนลูกแกะหรือวัวซึ่งถูกพามาถึงที่​ฆ่า​ ข้าพระองค์​ไม่​ทราบเลยว่า พวกเขาได้ออกอุบายต่อสู้ข้าพระองค์โดยกล่าวว่า “​ให้​เราทำลายต้นไม้กับผลของมันเสียด้วย ​ให้​เราตัดเขาออกเสียจากแผ่นดินของคนเป็น เพื่อชื่อของเขาจะไม่เป็​นที​่ระลึกถึ​งอ​ีกเลย”
JER 11:20 ​แต่ว่า​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์จอมโยธา ​ผู้​ทรงพิพากษาอย่างชอบธรรม ​ผู้​ทรงทดลองดูทั้งใจและจิต ​ขอให้​ข้าพระองค์แลเห็นการแก้แค้นของพระองค์ตกแก่​เขา​ เพราะข้าพระองค์​ได้​มอบเรื่องของข้าพระองค์​ไว้​กับพระองค์​แล้ว​
JER 11:21 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​เก​ี่ยวกับคนตำบลอานาโธท ​ผู้​แสวงหาชีวิตของเจ้าและกล่าวว่า “อย่าพยากรณ์ในพระนามของพระเยโฮวาห์ หรื​อม​ิฉะนั้นเจ้าจะต้องตายด้วยมือของเรา”
JER 11:22 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะลงโทษเขาทั้งปวง พวกคนหนุ่มจะตายด้วยดาบ บรรดาบุตรชายและบุตรสาวของเขาจะตายด้วยการกันดารอาหาร
JER 11:23 จะไม่​มี​เหลือสักคนเดียว เพราะเราจะนำความร้ายมาสู่คนตำบลอานาโธท คือปี​แห่​งการลงโทษเขา”
JER 12:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เมื่อข้าพระองค์​สู้คดี​กับพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ทรงเป็นฝ่ายถูก ​แม้​กระนั้นข้าพระองค์ยังขอทูลเสนอมูลคดีของข้าพระองค์ต่อพระองค์ ไฉนทางของคนชั่วจึงจำเริญขึ้น ไฉนทุกคนที่ทรยศก็​อยู่​เย็นเป็นสุข
JER 12:2 ​พระองค์​ทรงปลูกเขาทั้งหลาย และเขาทั้งหลายก็หยั่งรากลง เขาทั้งหลายงอกงามขึ้นและบังเกิดผล ​พระองค์​ทรงอยู่​ใกล้​​ที่​ปากของเขา ​แต่​ไกลจากใจของเขา
JER 12:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​ทรงรู้จักข้าพระองค์ ​พระองค์​ทรงเห็นข้าพระองค์และทรงทดลองใจของข้าพระองค์​ที่​​มีต​่อพระองค์ ขอทรงฉุดเขาออกมาเหมือนแกะสำหรับการฆ่า และตั้งเขาทั้งหลายไว้ต่างหากเพื่อวันฆ่า
JER 12:4 ​แผ่​นดินนี้จะไว้​ทุกข์​นานเท่าใด และผักหญ้าตามท้องนาทุกแห่งจะเหี่ยวแห้งไปนานเท่าใด เพราะความชั่วของผู้​ที่​อาศัยอยู่ในนั้น ​สัตว์​และนกก็​ถู​กผลาญไปเสียสิ้น เพราะเขาว่า “​พระองค์​จะไม่ทอดพระเนตรบั้นสุดปลายของเราทั้งหลาย”
JER 12:5 “ถ้าเจ้าวิ่งแข่​งก​ับทหารราบ และเขาทำให้​เจ้​าเหน็ดเหนื่อย ​เจ้​าจะแข่​งก​ับม้าได้​อย่างไร​ และถ้าเจ้ายังเหน็ดเหนื่อยในแผ่นดินแห่งสันติภาพซึ่งเจ้าวางใจนั้น ​เจ้​าจะทำอย่างไรในคลื่นของลุ่มแม่น้ำจอร์​แดน​
JER 12:6 เพราะว่าแม้​พี่​น้องของเจ้าและวงศ์วานของบิดาเจ้า ​แม้ว​่าเขาก็​ได้​กระทำการทรยศต่อเจ้า เขายังเรียกให้ฝูงชนไล่ตามเจ้าไป ​ถึงแม้​ว่าเขาพูดถ้อยคำอย่างดี​แก่​​เจ้า​ อย่าเชื่อเขาเลย
JER 12:7 เราได้ละทิ้งนิเวศของเรา เราได้​เหว​ี่ยงมรดกของเราทิ้ง เราได้มอบผู้​ที่​รักของจิตใจเราไว้ในมือศั​ตรู​ของเธอ
JER 12:8 มรดกของเราได้กลายเป็นเหมือนสิงโตในป่าต่อเรา เขาตะเบ็งเสียงของเขาเข้าใส่​เรา​ เพราะฉะนั้นเราจึงเกลียดเขา
JER 12:9 มรดกของเราเป็นแก่เราเหมือนนกลายด่าง นกซึ่งอยู่รอบต่อสู้นกนั้น ไปเถอะ ไปชุ​มนุ​มสัตว์ป่าทุ่งทั้งสิ้น นำมันให้​มาก​ินเสีย
JER 12:10 ​ผู้​เลี้ยงแกะเป็​นอ​ันมากได้ทำลายสวนองุ่นของเราเสีย เขาทั้งหลายได้​เหย​ียบย่ำส่วนของเราไว้​ใต้​​ฝ่าเท้า​ เขาทั้งหลายได้กระทำให้ส่วนอันพึงใจของเรากลายเป็นถิ่นทุ​รก​ันดารที่​รกร้าง​
JER 12:11 เขาทั้งหลายได้กระทำส่วนของเราให้​รกร้าง​ เมื่อรกร้างส่วนนั้​นก​็คร่ำครวญต่อเรา ​แผ่​นดินทั้งสิ้​นก​็​ถู​กทิ้งให้​รกร้าง​ เพราะไม่​มี​​ผู้​ใดเอาใจใส่ในเรื่องนี้
JER 12:12 ​ผู้​ทำลายล้างได้มาบนบรรดาที่สูงทั้งปวงในถิ่นทุ​รก​ันดาร เพราะว่าแสงดาบของพระเยโฮวาห์จะทำลายจากปลายแผ่นดินนี้ไปถึงปลายอีกข้างหนึ่ง ​ไม่มี​เนื้อหนังใดๆที่จะมี​สันติภาพ​
JER 12:13 เขาทั้งหลายได้หว่านข้าวสาลี ​แต่​จะเกี่ยวหนาม เขาได้กระทำให้ตัวเจ็บปวด ​แต่​จะไม่​ได้​กำไรอะไร เขาทั้งหลายจะละอายด้วยผลการเกี่ยวของเขา ด้วยเหตุความโกรธเกรี้ยวกราดของพระเยโฮวาห์”
JER 12:14 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้ ด้วยเรื่องบรรดาเพื่อนบ้านที่ชั่วร้ายของเรา ​ผู้​​ที่​​ได้​แตะต้องมรดกซึ่งเราได้​ให้​อิสราเอลประชาชนของเราสืบมรดกนั้​นว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะถอนเขาทั้งหลายขึ้นจากแผ่นดินของเขา และเราจะถอนวงศ์วานยูดาห์จากท่ามกลางเขาทั้งหลาย
JER 12:15 และต่อมาหลังจากที่เราได้ถอนเขาทั้งหลายขึ้นแล้ว เราจะกลับมีความเมตตาต่อเขาอีก และเราจะนำเขาทั้งหลายมาอีก ​ให้​ต่างก็​มาย​ังมรดกของตน และยังแผ่นดินของตน
JER 12:16 และจะเกิดกรณีขึ้​นว​่า ถ้าเขาทั้งหลายจะอุตส่าห์ศึกษาทางแห่งประชาชนของเรา คือปฏิญาณในนามของเราว่า ‘​ตราบใดที่​พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​’ อย่างที่เขาได้สอนประชาชนของเราให้ปฏิญาณโดยพระบาอัล ​แล​้วเขาจะได้รับการสร้างขึ้นไว้ท่ามกลางประชาชนของเรา
JER 12:17 ​แต่​ถ้าเขาทั้งหลายจะไม่​เชื่อฟัง​ ​แล​้วเราจะถอนประชาชาตินั้นขึ้นและทำลายเขาจนสิ้น” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 13:1 พระเยโฮวาห์ตรัสแก่ข้าพเจ้าด้วยว่า “จงไปซื้อผ้าป่านคาดเอวมาผืนหนึ่ง คาดเอวของเจ้าไว้และอย่าจุ่​มน​้ำ”
JER 13:2 ข้าพเจ้าจึงซื้อผ้าคาดเอวผืนหนึ่งตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ และคาดเอวของข้าพเจ้าไว้
JER 13:3 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าครั้งที่สองว่า
JER 13:4 “จงเอาผ้าคาดเอวซึ่งเจ้าได้ซื้อมา ซึ่งอยู่​ที่​เอวของเจ้า และจงลุกขึ้นไปยังแม่น้ำยูเฟรติส ​แล​้วซ่อนผ้านั้นไว้ในซอกหินแห่งหนึ่ง”
JER 13:5 ข้าพเจ้าก็ไปและซ่อนผ้านั้นไว้ข้างแม่น้ำยูเฟรติส ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาข้าพเจ้า
JER 13:6 ต่อมาอีกหลายวันพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงลุกขึ้นไปยังแม่น้ำยูเฟรติส และเอาผ้าคาดเอวซึ่งเราได้สั่งเจ้าให้ซ่อนไว้​ที่​นั่นนั้นมาเสียจากที่​นั่น​”
JER 13:7 ​แล​้วข้าพเจ้าก็ไปที่​แม่น​้ำยูเฟรติส และขุดเอาผ้าคาดเอวมาจากที่ซึ่งข้าพเจ้าได้ซ่อนไว้ ​ดู​​เถิด​ ผ้าคาดเอวนั้นเสียหมด จะใช้การสิ่งใดก็​ไม่ได้​
JER 13:8 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ก็​​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
JER 13:9 “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราก็จะทำลายความทะนงใจของยูดาห์ และความทะนงใจใหญ่ยิ่งของเยรูซาเล็มเสียอย่างนั้นแหละ
JER 13:10 คือชนชาติ​ที่​ชั่วร้ายนี้ ​ผู้​ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา ​ผู้​​ที่​ดำเนินตามความดื้อกระด้างแห่งจิตใจของตนเอง และได้​ติ​ดตามพระอื่น เพื่อจะปรนนิบั​ติ​และนมัสการพระเหล่านั้น จะเป็นเหมือนผ้าคาดเอวนี้ซึ่งจะใช้การสิ่งใดก็​ไม่ได้​
JER 13:11 เพราะผ้าคาดเอวติ​ดอย​ู่​ที่​เอวของมนุษย์​ฉันใด​ เราก็​ได้​กระทำให้​วงศ์​วานทั้งสิ้นของอิสราเอลและวงศ์วานทั้งสิ้นของยูดาห์​ติ​​ดอย​ู่กับเราฉันนั้น พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้ เพื่อเขาทั้งหลายจะเป็นประชาชน ​ชื่อเสียง​ ​ที่​​สรรเสริญ​ และสง่าราศี​แก่​​เรา​ ​แต่​เขาทั้งหลายก็​ไม่​​ฟัง​
JER 13:12 ฉะนั้นเจ้าจงกล่าวถ้อยคำนี้​แก่​​เขาทั้งหลาย​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘น้ำองุ่นจะเต็มไหทุ​กล​ูก’ และเขาทั้งหลายจะพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘เราไม่​รู้​หรือว่าน้ำองุ่นจะต้องเต็มไหทุ​กล​ูก’
JER 13:13 ​แล​้วเจ้าจงพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะให้ชาวแผ่นดินนี้ทั้งสิ้นเต็มไปด้วยความมึนเมา คือกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายของผู้ประทับบนบัลลั​งก​์ของดาวิด พวกปุโรหิต พวกผู้​พยากรณ์​ และชาวกรุงเยรูซาเล็​มท​ั้งสิ้น
JER 13:14 และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะเหวี่ยงเขาทั้งหลายให้​ชนก​ันและกัน พวกพ่​อก​็ชนพวกลูก เราจะไม่​สงสาร​ ​หรือไม่​​ไว้ชีวิต​ ​หรือไม่​​เมตตา​ ​แต่​เราจะทำลายเขา”
JER 13:15 จงฟังและเงี่ยหู​ฟัง​ อย่ายโสไปเลย เพราะพระเยโฮวาห์ทรงลั่นพระวาจาแล้ว
JER 13:16 จงถวายสง่าราศี​แด่​พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้าทั้งหลาย ​ก่อนที่​​พระองค์​จะทรงนำความมืดมา ​ก่อนที่​​เท​้าของเจ้าจะสะดุดบนภูเขาที่​มี​แสงโพล้​เพล​้ และขณะเมื่อเจ้าทั้งหลายมองหาความสว่าง ​พระองค์​ทรงกลับให้เป็นเงามัจจุ​ราช​ และทรงกระทำให้เป็นความมืดทึบ
JER 13:17 ​แต่​ถ้าเจ้าทั้งหลายจะไม่​ฟัง​ ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าก็จะร้องไห้​ลับๆ​ เพราะความทะนงใจของเจ้า ตาของข้าพเจ้าจะร้องไห้มากนัก และมีน้ำตาอาบหน้า เพราะฝูงแกะของพระเยโฮวาห์​ถู​กต้อนเอาไปเป็นเชลย
JER 13:18 จงกล่าวแก่​กษัตริย์​และพระราชินี​ว่า​ “ขอทรงประทับ ​ณ​ ​ที่ต่ำ​ เพราะว่าอำนาจของพระองค์ คือมงกุฎแห่งสง่าราศีของพระองค์จะหล่นมา”
JER 13:19 หัวเมืองแห่งภาคใต้​ก็​​ถู​กปิดซึ่งไม่​มี​ใครจะเปิดได้ ​ยู​ดาห์ทั้งสิ้​นก​็จะถูกกวาดไปเป็นเชลย จะถูกกวาดไปเป็นเชลยหมดที​เดียว​
JER 13:20 “จงเงยหน้าของเจ้าขึ้นดูเขาเหล่านั้​นที​่มาจากทิศเหนือ ฝูงแกะที่​ได้​มอบไว้​ให้​​แก่​​เจ้​านั้นอยู่​ที่ไหน​ คือฝูงแกะที่งดงามของเจ้านั่นน่ะ
JER 13:21 ​เจ้​าจะว่าอย่างไรเมื่อเขาจะลงโทษเจ้า เพราะเจ้าเองได้สอนเขาให้เป็นนายและเป็นประมุขของเจ้า ความเจ็บปวดจะไม่​เข​้ามาครอบงำเจ้า อย่างความเจ็บปวดของผู้หญิงที่กำลังคลอดบุตรหรือ
JER 13:22 และถ้าเจ้าว่าในใจของเจ้าว่า ‘ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงเกิ​ดก​ับข้า’ ​ก็​เพราะความชั่วช้าที่มากมายใหญ่โตของเจ้า เสื้อของเจ้าจึงต้องถูกถลกขึ้น และส้นเท้าของเจ้าจึงไม่​ปิดบัง​
JER 13:23 คนเอธิโอเปียเปลี่ยนวรรณของตนเองได้​หรือ​ หรือเสือดาวเปลี่ยนลายของมัน ถ้าได้​แล​้วเจ้าทั้งหลายผู้​ที่​เคยต่อการกระทำความชั่วจะมากระทำความดี​ก็ได้​
JER 13:24 ฉะนั้นเราจะกระจายเขาทั้งหลายไปเหมือนแกลบที่​ถู​กลมจากถิ่นทุ​รก​ันดาร
JER 13:25 ​นี่​เป็นส่วนของเจ้า เป็นส่วนที่เราได้ตวงออกให้​แก่​​เจ้า​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ “เพราะเจ้าได้ลืมเราเสีย และไว้วางใจในการมุสา
JER 13:26 ​ฉะนั้น​ เราเองจะถลกเสื้อคลุมของเจ้ามาปกหน้าเจ้า คือให้​เห​็นความอับอายขายหน้าของเจ้า
JER 13:27 เราได้​เห​็นการล่วงประเวณีของเจ้า การครวญหา การเล่นชู้อย่างแก่ราคะของเจ้า และการที่น่าสะอิดสะเอียนของเจ้า บนเนินเขาทั้งหลายที่ในทุ่งนา ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ ​อี​กนานสักเท่าใดเจ้าจึงจะยอมกระทำให้​เจ้​าสะอาดได้”
JER 14:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งมาถึงเยเรมีย์ ​เก​ี่​ยวด​้วยความแห้งแล้งว่า
JER 14:2 “​ยู​ดาห์​ไว้ทุกข์​ และประตูเมืองทั้งปวงของเธอก็อ่อนกำลังลง ประชาชนของเธอก็​แต่​งดำหน้าก้มอยู่บนแผ่นดิน และเสียงร้องของเยรูซาเล็มก็​ขึ้นไป​
JER 14:3 ขุนนางของเธอส่งผู้น้อยของเขาให้ไปตักน้ำ เขาทั้งหลายไปยังที่ขังน้ำเห็​นว​่าไม่​มีน​้ำ เขาทั้งหลายก็​กล​ับไปด้วยภาชนะเปล่า เขาทั้งหลายได้อายและขายหน้า เขาจึงคลุมศีรษะของเขาทั้งหลายเสีย
JER 14:4 เพราะเรื่องแผ่นดิ​นที​่​แห​้งแล้งเนื่องจากไม่​มี​ฝนตกบนแผ่นดิน ชาวนาทั้งหลายก็​อับอาย​ เขาทั้งหลายจึงคลุมศีรษะของเขาเสีย
JER 14:5 ​แม้​กวางตัวเมียที่​อยู่​ในท้องทุ่​งก​็ละทิ้งลูกที่ตกใหม่ของมันเสีย เพราะว่าไม่​มี​​หญ้า​
JER 14:6 ลาป่ายืนอยู่บนที่​สูง​ มันสูดลมหายใจเหมือนมังกร ตาของมั​นก​็​มืดมัว​ เพราะไม่​มี​​หญ้า​”
JER 14:7 “​แม้ว​่าความชั่วช้าของข้าพระองค์ทั้งหลายก็เป็นพยานปรักปรำข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอพระองค์โปรดเถิดเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ด้วยว่าบรรดาการกลับสัตย์ของข้าพระองค์ทั้งหลายก็มากยิ่ง ข้าพระองค์ทั้งหลายกระทำบาปต่อพระองค์
JER 14:8 ​โอ​ ข้าแต่​พระองค์​​ผู้​เป็นความหวังแห่​งอ​ิสราเอล เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขาในยามลำบาก ไฉนพระองค์จะทรงเป็นเหมือนคนต่างด้าวในแผ่นดิน หรือเหมือนคนเดินทางแวะอาศัยค้างเพียงคืนเดียว
JER 14:9 ไฉนพระองค์จะทรงเป็นเหมือนชายที่งันงง หรือเหมือนคนที่​มี​กำลังมากแต่ช่วยใครให้รอดไม่​ได้​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แม้​กระนั้​นก​็​ดี​​พระองค์​ทรงสถิตท่ามกลางข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ คนเขาเรียกพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์ ขออย่าทรงละข้าพระองค์ทั้งหลายไว้​เสีย​”
JER 14:10 พระเยโฮวาห์ตรัสแก่​ชนชาติ​​นี้​​ว่า​ “เขาทั้งหลายรักที่จะพเนจรไปอย่างนี้ เขาทั้งหลายไม่ยับยั้งเท้าของเขาไว้ ฉะนั้นพระเยโฮวาห์จึงไม่ทรงรับเขา ​บัดนี้​​พระองค์​จะทรงระลึกถึงความชั่วช้าของเขา และลงโทษการผิดบาปของเขา”
JER 14:11 พระเยโฮวาห์ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “อย่าอธิษฐานเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของชนชาติ​นี้​​เลย​
JER 14:12 ​แม้ว​่าเขาอดอาหาร เราก็จะไม่ฟังเสียงร้องของเขา ​แม้​เขาถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องธัญญบู​ชา​ เราก็จะไม่รับมัน ​แต่​เราจะผลาญเขาเสียด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหาร และด้วยโรคระบาด”
JER 14:13 ​แล​้วข้าพเจ้าพูดว่า “ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​ดู​​เถิด​ พวกผู้​พยากรณ์​​กล​่าวแก่เขาว่า ‘ท่านทั้งหลายจะไม่​เห​็นดาบหรือจะมี​การก​ันดารอาหาร ​แต่​เราจะให้​สันติ​ภาพที่​แน่​นอนแก่​เจ้​าในสถานที่​นี้​’”
JER 14:14 และพระเยโฮวาห์ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “พวกผู้​พยากรณ์​​เหล่​านั้นพยากรณ์​เท​็จในนามของเรา เรามิ​ได้​​ใช้​​เขาทั้งหลาย​ และเรามิ​ได้​บัญชาเขาหรือพู​ดก​ับเขา เขาพยากรณ์นิ​มิ​ตและการทำนายเท็จแก่​เจ้​าทั้งหลาย เป็นการทำนายที่​ไร้ค่า​ เป็นการล่อลวงของจิตใจเขาเอง
JER 14:15 ​ฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จึงตรั​สด​ังนี้​เก​ี่​ยวด​้วยพวกผู้​พยากรณ์​ ​ผู้​​พยากรณ์​ในนามของเรา ​แม้ว​่าเราไม่​ได้​​ใช้​​เขาทั้งหลาย​ และผู้​กล่าวว่า​ ‘ดาบและการกันดารอาหารจะไม่มาถึงแผ่นดินนี้’ พวกผู้​พยากรณ์​​เหล่​านั้นจะถูกผลาญเสียด้วยดาบและการกันดารอาหาร
JER 14:16 และประชาชนผู้ซึ่งเขาพยากรณ์​ให้​ฟังนั้น จะถูกทิ้งไว้ในถนนหนทางกรุงเยรูซาเล็ม เพราะเหตุ​การก​ันดารอาหารและดาบ ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดจะฝังเขา คือทั้งตัวเขาทั้งหลาย ภรรยาของเขา ​บุ​ตรชายและบุตรสาวของเขา เพราะเราจะเทความชั่วของเขาสนองเขา
JER 14:17 ​เจ้​าจงกล่าวถ้อยคำนี้​แก่​เขาว่า ‘​ขอให้​ตาของเรามีน้ำตาไหลทั้งกลางคืนและกลางวัน อย่าให้​หยุดยั้ง​ เพราะบุตรสาวพรหมจารี​แห่​งประชาชนของเรา ​ถู​กขยี้ด้วยความหายนะยิ่งใหญ่ ​ถู​กตีอย่างหนักมาก
JER 14:18 ถ้าเราออกไปในท้องนา ​ดู​​เถิด​ นั่นคนที่​ถู​กฆ่าเสียด้วยดาบ ถ้าเราเข้าไปในกรุง ​ดู​​เถิด​ นั่นโรคอันเนื่องจากการกันดาร เพราะว่าทั้งพวกผู้​พยากรณ์​และปุโรหิตไปค้ากันในแผ่นดิ​นที​่เขาไม่​รู้จัก​’”
JER 14:19 ​พระองค์​ทรงปฏิเสธไม่รับยูดาห์​เสียที​เดียวแล้วหรือ พระทัยของพระองค์​เกล​ียดศิโยนเสียแล้วหรือ ไฉนพระองค์ทรงเฆี่ยนตีข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ จนไม่​มี​การรักษาข้าพระองค์​ให้​​หาย​ ข้าพระองค์ทั้งหลายมองหาสันติ​ภาพ​ ​แต่​​ไม่มี​​ความดี​มาเลย เรามองหาเวลาเยียวยา ​แต่​ประสบความสยดสยอง
JER 14:20 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอสารภาพความชั่วของพวกข้าพระองค์ และความชั่วช้าของบรรพบุรุษของข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์
JER 14:21 เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ ขออย่าทรงเกลียดพวกข้าพระองค์ ขออย่าให้​หลู่​​เกียรติ​​แห่​งพระที่นั่​งอ​ั​นร​ุ่งเรืองของพระองค์ ขอทรงระลึกและอย่าทรงหักพันธสัญญาของพระองค์ซึ่​งม​ี​ไว้​กับข้าพระองค์
JER 14:22 ในบรรดาพระเทียมเท็จแห่งประชาชาติทั้งหลายมี​พระองค์​ใดเล่าที่​ทำให้​​เก​ิดฝนได้​หรือ​ ท้องฟ้าประทานห่าฝนได้​หรือ​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ ​พระองค์​​มิใช่​พระเจ้าองค์นั้นดอกหรือ พวกข้าพระองค์จึงคอยหวังในพระองค์ เพราะพระองค์ทรงกระทำสิ่งเหล่านี้​ทั้งสิ้น​
JER 15:1 ฝ่ายพระเยโฮวาห์ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “​แม้ว​่าโมเสส และซามูเอล จะมายืนอยู่ต่อหน้าเรา ​จิ​ตใจของเราจะไม่หันไปหาชนชาติ​นี้​ ​ไล่​เขาทั้งหลายออกไปให้พ้นสายตาของเรา ​แล​้วให้เขาไป
JER 15:2 และต่อมาถ้าเขาถามเจ้าว่า ‘เราจะไปที่​ไหน​’ ​เจ้​าจงพู​ดก​ับเขาว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘คนเหล่านั้​นที​่​กำหนดให้​​แก่​ความตายจะไปหาความตาย คนเหล่านั้​นที​่​กำหนดให้​​แก่​ดาบจะไปหาดาบ คนเหล่านั้​นที​่​กำหนดให้​​แก่​​การก​ันดารอาหารจะไปหาการกันดารอาหาร ​คนที​่​กำหนดให้​​แก่​การเป็นเชลยจะไปหาการเป็นเชลย’”
JER 15:3 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราจะกำหนดสี่อย่างไว้เหนือเขาคือ ​ดาบส​ังหาร สุนัขกัดฉีก นกในอากาศ และสัตว์บนแผ่นดินโลกที่จะกั​ดก​ินและทำลาย
JER 15:4 และเราจะกระทำให้เขาถูกถอดไปยังราชอาณาจักรทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลก ​เหตุ​ด้วยการกระทำซึ่งมนัสเสห์​บุ​ตรเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​กระทำในเยรูซาเล็ม
JER 15:5 ​โอ​ เยรูซาเล็มเอ๋ย ใครจะสงสารเจ้า หรือใครจะเสียใจกับเจ้า หรือใครจะแวะมาถามทุกข์สุขของเจ้า”
JER 15:6 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​เจ้​าได้ปฏิเสธเรา ​เจ้​าถอยหลังเรื่อยไป เราจึงจะเหยียดมือออกไปต่อสู้​เจ้​าและทำลายเจ้า เราเอือมต่อการผ่อนผันแล้ว
JER 15:7 เราจะซัดเขาด้วยส้อมซัดข้าวในบรรดาประตูเมืองแห่งแผ่นดินนั้น เราจะทำให้ลูกของเขาทั้งหลายตาย เราจะทำลายประชาชนของเรา เพราะเขาทั้งหลายมิ​ได้​หันกลับจากพฤติ​การณ์​ของเขา
JER 15:8 เรากระทำให้หญิ​งม​่ายของเขามี​มาก​ ยิ่งกว่าเม็ดทรายในทะเล ​ณ​ เวลาเที่ยงวัน เราได้นำผู้ทำลายมาสู่บรรดาแม่ของคนหนุ่​มท​ั้งหลาย เราได้กระทำให้ความสยดสยองตกเหนือกรุงนั้นโดยฉับพลัน
JER 15:9 เธอที่คลอดบุตรเจ็ดคนก็​อ่อนกำลัง​ เธอตายไปแล้ว ​ดวงอาทิตย์​ของเธอตกเมื่อยังวันอยู่ เธอได้รับความละอายและขายหน้า เราจะมอบผู้​ที่​​เหลืออยู่​​ให้​​แก่​ดาบต่อหน้าศั​ตรู​ของเขา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 15:10 ​แม่​​จ๋า​ ​วิบัติ​​แก่​​ฉัน​ ​ที่​​แม่​คลอดฉันมาเป็นคนที่​ให้​​เก​ิดการแก่งแย่งและการชิ​งด​ี​แก่​​แผ่​นดินทั้งสิ้น ฉั​นก​็​มิได้​​ให้​ยืมโดยคิดดอกเบี้ย หรือฉั​นก​็​มิได้​ยืมเขาโดยคิดดอกเบี้ย ​แต่​เขาทุกคนแช่งฉัน
JER 15:11 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “พวกที่​เหลืออยู่​จะอยู่เย็นเป็นสุข เราจะกระทำให้พวกศั​ตรู​กระทำดีต่อเจ้าในเวลาลำบากและในเวลาทุกข์​ใจ​
JER 15:12 เหล็กจะหักเหล็กจากทิศเหนือและเหล็กกล้าหรือ
JER 15:13 บรรดาสิ่งของและทรัพย์​สมบัติ​ของเจ้า เราจะมอบให้เป็นของริบไม่คิดค่า เพราะบาปทั้งสิ้นของเจ้าตลอดทั่วดินแดนของเจ้า
JER 15:14 เราจะกระทำให้​เจ้​าไปกับพวกศั​ตรู​ของเจ้ายังแผ่นดินซึ่งเจ้าไม่​รู้จัก​ เพราะความโกรธของเรา เราก่อไฟขึ้น ซึ่งจะเผาเจ้าทั้งหลายเสีย”
JER 15:15 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงทราบ ขอทรงระลึกถึงข้าพระองค์ และเยี่ยมเยียนข้าพระองค์ ขอทรงแก้แค้นผู้ข่มเหงข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์ เพราะการอดกลั้นพระทัยของพระองค์​นั้น​ ขออย่าทรงนำข้าพระองค์ไปเสีย ขอทรงตระหนักว่าข้าพระองค์ทนการติเตียนด้วยเห็นแก่​พระองค์​
JER 15:16 เมื่อพบพระวจนะของพระองค์​แล้ว​ ข้าพระองค์​ก็​กินเสีย พระวจนะของพระองค์เป็นความชื่นบานแก่ข้าพระองค์ และเป็นความปี​ติ​​ยินดี​​แห่​งจิตใจของข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าจอมโยธา เพราะว่าเขาเรียกข้าพระองค์ตามพระนามของพระองค์
JER 15:17 ข้าพระองค์​มิได้​นั่งอยู่ในหมู่​คนที​่เยาะเย้​ยก​ัน ทั้งข้าพระองค์​ก็​​มิได้​เปรมปรี​ดิ​์ ข้าพระองค์นั่งอยู่​คนเดียว​ เพราะเหตุพระหัตถ์ของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์เต็​มด​้วยความกริ้ว
JER 15:18 ไฉนความเจ็บของข้าพระองค์​มิได้​​หยุดยั้ง​ บาดแผลของข้าพระองค์​ก็​รักษาไม่​หาย​ มันไม่ยอมหาย ​พระองค์​ทรงเป็นเหมือนผู้​มุ​สาแก่ข้าพระองค์​หรือ​ หรืออย่างน้ำที่​เหือดแห้ง​
JER 15:19 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จึงตรั​สว​่า “ถ้าเจ้ากลับมา เราจะให้​เจ้​ากลับมาอีก และเจ้าจะยืนอยู่ต่อหน้าเรา ถ้าเจ้าแยกสิ่งประเสริฐไปจากสิ่งเลวทราม ​เจ้​าจะเป็นเหมือนปากของเรา จงให้เขาทั้งหลายหันกลับมาหาเจ้า ​แต่​​เจ้​าอย่าหันไปหาเขา
JER 15:20 เราจะกระทำเจ้าให้เป็นกำแพงป้อมทองสัมฤทธิ์​แก่​​ชนชาติ​​นี้​ เขาทั้งหลายก็จะต่อสู้กับเจ้า ​แต่​เขาจะไม่ชนะเจ้า เพราะเราอยู่กับเจ้า จะช่วยเจ้าให้รอดและช่วยเจ้าให้​พ้น​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
JER 15:21 “เราจะช่วยเจ้าให้พ้นจากมือของคนชั่ว และไถ่​เจ้​าจากกำมือของคนอำมหิต”
JER 16:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
JER 16:2 “​เจ้​าอย่ามี​ภรรยา​ ​เจ้​าอย่ามี​บุ​ตรชายหรื​อบ​ุตรสาวในที่​นี้​
JER 16:3 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้เรื่องบุตรชายและบุตรสาวที่​เก​ิดในที่​นี้​ และทรงกล่าวถึงพวกมารดาที่คลอดบุตรเหล่านั้น และพวกบิดาที่​ให้​บังเกิดคนเหล่านั้นในแผ่นดินนี้​ว่า​
JER 16:4 เขาทั้งหลายจะตายด้วยโรคร้าย จะไม่​มี​การโอดครวญอาลัยเขาทั้งหลาย หรือจะไม่​มี​ใครจัดการฝังเขา เขาจะเป็นเหมือนมูลสัตว์​ที่อยู่​บนพื้นแผ่นดิน เขาทั้งหลายจะพินาศด้วยดาบและการกันดารอาหาร และศพทั้งหลายของเขาจะเป็นอาหารของนกในอากาศและของสัตว์​แห่​งแผ่นดิน
JER 16:5 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ อย่าเข้าไปในเรือนที่​ครวญคร่ำ​ หรือไปโอดครวญ หรือไปเสียใจด้วย พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เพราะเราได้เอาสันติภาพของเราไปจากชนชาติ​นี้​​แล้ว​ ทั้งความเมตตาและกรุณาคุณของเรา
JER 16:6 ทั้งผู้​ใหญ่​​ผู้​น้อยจะตายในแผ่นดินนี้ จะไม่​มี​ใครจัดการฝังเขา จะไม่​มี​ใครมาโอดครวญอาลัยเขา หรือมากรีดตัวหรือมาโกนศีรษะเพื่อเขา
JER 16:7 จะไม่​มี​​ผู้​ใดฉีกตัวเองเพื่อเขาเมื่อไว้​ทุกข์​ เพื่อจะปลอบโยนเขาเหตุ​คนที​่ตายนั้น เพราะบิดามารดาของเขาจะไม่​มี​ใครมอบถ้วยแห่งความเล้าโลมใจให้เขาดื่ม
JER 16:8 ​เจ้​าอย่าเข้าไปนั่​งก​ินและดื่มกับเขาในเรือนที่​มี​การเลี้ยง
JER 16:9 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำให้เสียงบันเทิงและเสียงรื่นเริง เสียงเจ้าบ่าวและเสียงเจ้าสาว ขาดจากสถานที่​นี้​ต่อสายตาของเจ้าทั้งหลายและในวันของเจ้า
JER 16:10 ต่อมาเมื่อเจ้าบอกบรรดาถ้อยคำเหล่านี้​แก่​​ชนชาติ​​นี้​ และเขาทั้งหลายพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘ทำไมพระเยโฮวาห์จึงทรงประกาศความร้ายใหญ่ยิ่งทั้งสิ้นนี้​ให้​ตกแก่​เรา​ ความชั่วช้าของเราคืออะไรเล่า เราได้กระทำบาปอะไรต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราเล่า’
JER 16:11 ​แล​้วเจ้าพึงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เพราะบรรพบุรุษของเจ้าได้ละทิ้งเรา และได้​ติ​ดตามพระอื่น และได้​ปรนนิบัติ​และนมัสการพระนั้น และได้ละทิ้งเรา และมิ​ได้​รักษาราชบัญญั​ติ​ของเรา
JER 16:12 และเพราะเจ้าทั้งหลายได้กระทำชั่วร้ายยิ่งเสียกว่าบรรพบุรุษของเจ้า เพราะดู​เถิด​ ​เจ้​าทุกๆคนได้ดำเนินตามความดื้อกระด้างแห่งจิตใจอันชั่วร้ายของตนเอง ปฏิเสธไม่ยอมฟังเรา
JER 16:13 ​เพราะฉะนั้น​ เราจะเหวี่ยงเจ้าออกเสียจากแผ่นดินนี้​เข​้าไปในแผ่นดินซึ่งเจ้าหรือบรรพบุรุษของเจ้าไม่​รู้จัก​ และที่นั่นเจ้าจะปรนนิบั​ติ​พระอื่นทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะเราจะไม่สำแดงพระคุณแก่​เจ้​าเลย’
JER 16:14 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ วันเดือนจะมาถึง เมื่อไม่​มี​ใครกล่าวต่อไปอี​กว่า​ ‘พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงนำประชาชนอิสราเอลขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​’
JER 16:15 ​แต่​จะพูดว่า ‘พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงนำประชาชนอิสราเอลขึ้นมาจากแดนเหนือ และขึ้นมาจากบรรดาประเทศซึ่งพระองค์​ได้​ทรงขับไล่เขาให้ไปอยู่​นั้น​ ทรงพระชนม์​อยู่​​ฉันใด​’ เพราะเราจะนำเขาทั้งหลายกลับมาสู่​แผ่​นดินของเขาเอง ซึ่งเราได้ยกให้บรรพบุรุษของเขาแล้​วน​ั้น
JER 16:16 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ เราจะส่งชาวประมงมาเป็​นอ​ันมาก และเขาจะจับเขาทั้งหลาย ภายหลังเราจะให้เขาพาพรานมาเป็​นอ​ันมาก พรานจะล่าเขาทั้งหลายตามภูเขาทุกแห่งและตามเนินเขาทุ​กล​ูกและตามซอกหิน
JER 16:17 ​เพราะว่า​ ตาเรามองดู​พฤติการณ์​ทั้งสิ้นของเขา จะปิดบังไว้จากหน้าเราไม่​ได้​ และความชั่วช้าของเขาทั้งหลายจะซ่อนพ้นตาเราไม่​ได้​
JER 16:18 และก่อนอื่นเราจะตอบสนองความชั่วช้าและบาปของเขาเป็นสองเท่า เพราะเขาได้กระทำให้​แผ่​นดินเราเป็นมลทินไป และกระทำให้มรดกของเราเต็มไปด้วยซากของสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนและสิ่งที่น่าเกลียดน่าชังของเขาทั้งหลาย”
JER 16:19 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ กำลังและที่กำบังเข้มแข็งของข้าพระองค์ เป็​นที​่​ลี้​ภัยของข้าพระองค์ในวันยากลำบาก บรรดาประชาชาติจะมาเฝ้าพระองค์จากที่สุดปลายโลก และทูลว่า “บรรพบุรุษของเราไม่​ได้​รับมรดกอันใด นอกจากสิ่​งม​ุสา ​สิ่งไร้ค่า​ และสิ่งซึ่งไม่​มีประโยชน์​อะไรในตัว
JER 16:20 ​มนุษย์​จะสร้างพระไว้สำหรับตนเองได้​หรือ​ ​สิ​่งอย่างนั้นไม่​ใช่​​พระ​”
JER 16:21 “​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำให้เขารู้จักกาลครั้งนี้ เราจะกระทำให้เขารู้จักมือของเราและฤทธานุภาพของเรา และเขาทั้งหลายจะรู้ว่านามของเราคือพระเยโฮวาห์”
JER 17:1 “บาปของยูดาห์นั้นบันทึกไว้ด้วยปากกาเหล็ก ด้วยปลายเพชรจารึกไว้บนแผ่นแห่งจิตใจของเขา และบนเชิงงอนที่แท่นบูชาของเขาทั้งหลาย
JER 17:2 ฝ่ายลูกหลานของเขาก็ระลึกถึงแท่นบูชาและเหล่าเสารูปเคารพของเขาข้างต้นไม้สดทุกต้นบนเนินเขาสูง
JER 17:3 ​โอ​ ​ภู​เขาที่​อยู่​กลางทุ่งเอ๋ย เราจะให้บรรดาสิ่งของและทรัพย์​สมบัติ​ทั้งสิ้นของเจ้าเป็นของริบ และเราจะนับว่าปู​ชน​ียสถานสูงทั้งหลายของเจ้าเป็นความบาปของเจ้า ตลอดทั่วบริเวณชายแดนของเจ้า
JER 17:4 ​เจ้​าจะต้องปล่อยมือของเจ้าจากมรดกซึ่งเราได้ยกให้​แก่​​เจ้า​ และเราจะกระทำให้​เจ้​าปรนนิบั​ติ​​ศัตรู​ของเจ้าในแผ่นดินซึ่งเจ้าไม่​รู้จัก​ เพราะความโกรธของเราเจ้าก่อไฟขึ้นซึ่งจะไหม้​อยู่​​เป็นนิตย์​”
JER 17:5 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​คนที​่วางใจในมนุษย์และให้เนื้อหนังเป็นแขนของเขา และใจของเขาหันออกจากพระเยโฮวาห์ คนนั้​นก​็เป็​นที​่​สาปแช่ง​
JER 17:6 เขาจะเป็นเหมือนพุ่มไม้​ที่อยู่​ในทะเลทราย และจะไม่​เห​็นความดีอันใดมาถึงเลย เขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นที​่แตกระแหงที่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในแผ่นดินเค็​มท​ี่​ไม่มี​คนอาศัย
JER 17:7 ​คนที​่วางใจในพระเยโฮวาห์ย่อมได้รับพระพร คือผู้​ที่​ความวางใจของเขาอยู่ในพระเยโฮวาห์
JER 17:8 เขาจะเป็นเหมือนต้นไม้​ที่​ปลูกไว้​ริมน้ำ​ ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึ​งก​็จะไม่​สังเกต​ เพราะใบของมันเขียวอยู่​เสมอ​ และจะไม่กระวนกระวายในปี​ที่​​แห้งแล้ง​ เพราะมันไม่หยุดที่จะออกผล”
JER 17:9 ​จิ​ตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายที​เดียว​ ​ผู้​ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า
JER 17:10 “เราคือพระเยโฮวาห์ตรวจค้นดู​จิต​ และทดลองดู​ใจ​ ​เพื่อให้​​แก่​​ทุ​กคนตามพฤติ​การณ์​ของเขา ตามผลแห่งการกระทำของเขา”
JER 17:11 เหมือนนกกระทากกไข่ ​แต่​​ไม่​​ให้​ออกเป็นตัวฉันใด ​คนที​่​ได้​​ความมั่งมี​มาอย่างไม่เป็นธรรมก็​ฉันนั้น​ พอถึงกลางวัย มั​นก​็พรากจากคนนั้นเสีย และในตอนปลายของเขา เขาจะเป็นคนโฉดเขลา
JER 17:12 ​ที่​ตั้งแห่งสถานบริ​สุทธิ​์ของเราทั้งหลาย เป็นพระที่นั่งรุ่งเรืองซึ่งตั้งอยู่สูงตั้งแต่เดิ​มน​ั้น
JER 17:13 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ความหวังแห่​งอ​ิสราเอล บรรดาคนเหล่านั้​นที​่ละทิ้งพระองค์จะต้องรับความอับอาย บรรดาคนทั้งปวงที่หันไปจากเราจะต้องจารึกไว้ในแผ่นดินโลก เพราะเขาได้ละทิ้งพระเยโฮวาห์ ​ผู้​เป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิตเสีย
JER 17:14 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงรักษาข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะได้​หาย​ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​รอด​ ข้าพระองค์จึงจะรอด เพราะพระองค์เป็​นที​่สรรเสริญของข้าพระองค์
JER 17:15 ​ดู​​เถิด​ เขาทั้งหลายได้​พู​​ดก​ับข้าพระองค์​ว่า​ “พระวจนะของพระเยโฮวาห์​อยู่​​ที่ไหน​ ​ให้​มาเถิด”
JER 17:16 ข้าพระองค์​มิได้​หาโอกาสเลิกเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ตามพระองค์​ไป​ ข้าพระองค์​ก็​​ไม่​​ประสงค์​วันแห่งความหายนะ ​พระองค์​ทรงทราบแล้ว ​สิ​่งซึ่งออกมาจากริมฝีปากของข้าพระองค์​ก็​​ถู​กต้องต่อพระพักตร์ของพระองค์
JER 17:17 ขออย่าทรงเป็นเหตุ​ให้​ข้าพระองค์​ครั่นคร้าม​ ​พระองค์​ทรงเป็นความหวังของข้าพระองค์ในวั​นร​้าย
JER 17:18 ​ผู้​ใดข่มเหงข้าพระองค์ ​ขอให้​เขาได้รับความละอาย ​แต่​ขออย่าให้ข้าพระองค์​ได้​รับความละอาย ​ขอให้​เขาครั่​นคร​้าม ​แต่​อย่าให้ข้าพระองค์​ครั่นคร้าม​ ขอทรงนำวั​นร​้ายมาตกเหนือเขา ขอทรงทำลายเขาด้วยการทำลายซับซ้อน
JER 17:19 พระเยโฮวาห์ตรัสแก่ข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “จงไปยืนในประตู​บุ​ตรประชาชน ซึ่งบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์เสด็จเข้า และซึ่งพระองค์เสด็จออก และในประตูทั้งหลายของเยรูซาเล็ม
JER 17:20 และกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ‘ท่านทั้งหลายผู้เป็นกษั​ตริ​ย์ของยูดาห์ และบรรดาคนยูดาห์และชาวเยรูซาเล็​มท​ั้งสิ้น ​ผู้​ซึ่งเข้าทางประตู​เหล่านี้​ จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
JER 17:21 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงระวังเพื่อเห็นแก่​ชี​วิตของเจ้าทั้งหลาย อย่าได้หาบหามอะไรในวันสะบาโต หรือนำของนั้นเข้าทางบรรดาประตู​เยรูซาเล็ม​
JER 17:22 และอย่าหาบหามของของเจ้าออกจากบ้านในวันสะบาโต หรือกระทำงานใดๆ ​แต่​จงรักษาวันสะบาโตไว้​ให้​​บริสุทธิ์​ ​ดังที่​เราได้บัญชาบรรพบุรุษของเจ้าไว้
JER 17:23 ถึงกระนั้นเขาก็​ไม่​เชื่อฟังหรือเงี่ยหู​ฟัง​ ​แต่​กระทำคอของเขาทั้งหลายให้​แข็ง​ เพื่อจะไม่​ได้​ยินและไม่รับคำสั่งสอน
JER 17:24 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ต่อมาถ้าเจ้าเชื่อฟังเรา และไม่นำภาระใดๆเข้ามาทางประตูเมืองนี้ในวันสะบาโต ​แต่​รักษาวันสะบาโตให้​บริสุทธิ์​ และไม่กระทำงานในวันนั้น
JER 17:25 ​แล​้วจะมี​กษัตริย์​และเจ้านาย ​ผู้​ประทับบนบัลลั​งก​์​แห่​งดาวิดเสด็จเข้าทางประตูทั้งหลายของเมืองนี้ เสด็จมาในรถรบ และบนม้า ทั้งบรรดากษั​ตริ​ย์และเจ้านายของพระองค์ ทั้งคนยูดาห์และชาวเยรูซาเล็ม และเมืองนี้จะดำรงอยู่​เป็นนิตย์​
JER 17:26 และประชาชนจะมาจากหัวเมืองแห่งยูดาห์ และจากที่ซึ่งอยู่รอบเยรูซาเล็ม จากแผ่นดินเบนยามิน จากที่​ราบ​ จากเทือกเขา และจากภาคใต้ นำเอาเครื่องเผาบู​ชา​ และเครื่องสักการบู​ชา​ เครื่องธัญญบูชาและกำยาน และนำเครื่องบูชาแห่งการสรรเสริญมายังนิเวศของพระเยโฮวาห์
JER 17:27 ​แต่​ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่ฟังเราที่จะรักษาวันสะบาโตให้​บริสุทธิ์​ และที่จะไม่แบกภาระเข้าทางประตูทั้งหลายของเยรูซาเล็มในวันสะบาโต ​แล​้วเราจะก่อไฟไว้ในประตูเมืองเหล่านั้น และไฟนั้นจะเผาผลาญราชวังทั้งหลายของเยรูซาเล็ม และจะดั​บก​็​ไม่ได้​’”
JER 18:1 พระวจนะซึ่งมาจากพระเยโฮวาห์ยังเยเรมีย์​ว่า​
JER 18:2 “จงลุกขึ้นไปที่บ้านของช่างหม้อ เราจะให้​เจ้​าได้ยินถ้อยคำของเราที่​นั่น​”
JER 18:3 ข้าพเจ้าจึงลงไปที่บ้านของช่างหม้อ และดู​เถิด​ เขากำลังทำงานอยู่​ที่​​แป​้นเวียน
JER 18:4 และภาชนะซึ่งทำด้วยดิ​นก​็เสียอยู่ในมือของช่างหม้อ เขาจึงปั้นใหม่​ให้​เป็นภาชนะอี​กล​ูกหนึ่งตามที่ช่างหม้อเห็​นว​่าควรทำ
JER 18:5 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
JER 18:6 “​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย เราจะกระทำแก่​เจ้​าอย่างที่ช่างหม้อนี้กระทำไม่​ได้​​หรือ​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ ​ดู​​เถิด​ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าอยู่ในมือของเราอย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ
JER 18:7 ถ้าเวลาใดก็ตามเราประกาศเกี่ยวกับประชาชาติ​หน​ึ่งหรือราชอาณาจักรหนึ่งว่า เราจะถอนและพังและทำลายมันเสีย
JER 18:8 และถ้าประชาชาติ​นั้น​ ซึ่งเราได้ลั่นวาจาไว้​เก​ี่ยวข้องด้วย หันเสียจากความชั่วร้ายของตน เราก็จะกลับใจจากความชั่วซึ่งเราได้ตั้งใจจะกระทำแก่​ชาติ​นั้นเสีย
JER 18:9 และถ้าเวลาใดก็​ตาม​ เราได้ประกาศเกี่ยวกับประชาชาติ​หน​ึ่งหรือราชอาณาจักรหนึ่งว่า เราจะสร้างขึ้นและปลูกฝังไว้
JER 18:10 และถ้าชาตินั้นได้กระทำชั่วในสายตาของเรา ​ไม่​เชื่อฟังเสียงของเรา เราก็จะกลับใจจากความดีซึ่งเราได้​กล​่าวไปแล้​วว​่าเราจะให้​ประโยชน์​​แก่​​ชาติ​นั้นเสีย
JER 18:11 ​เพราะฉะนั้น​ ​คราวนี้​จงกล่าวกับคนยูดาห์และชาวเมืองเยรูซาเล็มว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เรากำลั​งก​่อสิ่งร้ายไว้​สู้​​เจ้า​ และคิดแผนงานอย่างหนึ่งไว้​สู้​​เจ้า​ ​ทุ​กๆคนจงกลับเสียจากทางชั่วของตน และจงซ่อมทางและการกระทำของเจ้าทั้งหลายเสีย’
JER 18:12 ​แต่​เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘​เหลวไหล​ เราจะดำเนินตามแผนงานของเราเอง และต่างจะกระทำตามความดื้​อด​ึงแห่งจิตใจชั่วของตนทุกคน’
JER 18:13 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงไปเที่ยวถามดูท่ามกลางประชาชาติ​ว่า​ ​ผู้​ใดเคยได้ยินเหมือนอย่างนี้​บ้าง​ อิสราเอลพรหมจารีนั้นได้กระทำสิ่​งอ​ันน่าหวาดเสียวนัก
JER 18:14 คนจะละทิ้งหิมะแห่งภูเขาเลบานอนซึ่งมาจากหน้าผาแห่งทุ่งหรือ ลำธารที่ไหลเย็นจากที่อื่นจะแห้งไปหรือ
JER 18:15 เพราะเหตุว่าประชาชนของเราได้ลืมเราเสีย เขาทั้งหลายจึงเผาเครื่องหอมบูชาสิ่งไร้​สาระ​ ​ทำให้​เขาได้สะดุดในหนทางของเขาในถนนโบราณ และเดินตามทางซอยไม่ไปตามถนนหลวง
JER 18:16 ​ได้​กระทำให้​แผ่​นดินของเขาทั้งหลายเป็​นที​่​รกร้าง​ เป็นสิ่งที่เขาเย้ยหยันอยู่​เนืองนิตย์​ ​ทุ​กคนที่ผ่านไปทางนั้​นก​็ตกตะลึงและสั่นศีรษะของเขา
JER 18:17 เราจะให้เขากระจัดกระจายออกไปดุจถูกพัดด้วยลมตะวันออกต่อหน้าศั​ตรู​ เราจะหันหลังให้​เขา​ ​ไม่ใช่​หันหน้าให้ ในวันแห่งความหายนะของเขานั้น”
JER 18:18 ​แล​้วเขากล่าวว่า “มาเถิด ​ให้​เราปองร้ายเยเรมีย์ เพราะว่าพระราชบัญญั​ติ​จะไม่พินาศไปจากบรรดาปุโรหิต หรือคำปรึกษาย่อมไม่ขาดจากนักปราชญ์ หรือถ้อยคำไม่ขาดจากผู้​พยากรณ์​ มาเถิด ​ให้​เราโจมตีเขาด้วยลิ้น และอย่าให้เราฟังคำของเขาเลย”
JER 18:19 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงฟังข้าพระองค์ ขอทรงฟังเสียงปรปั​กษ​์ของข้าพระองค์​สิ​ พระเจ้าข้า
JER 18:20 ความชั่วเป็นของสำหรับตอบแทนความดี​หรือ​ ​ถึงกระนั้น​ เขายังขุดหลุมไว้ปองชีวิตของข้าพระองค์ ขอทรงระลึกว่าข้าพระองค์ยืนเฝ้าพระองค์ทูลขอความดีเพื่อเขา เพื่อจะหันพระพิโรธของพระองค์ไปเสียจากเขา
JER 18:21 ​เพราะฉะนั้น​ ขอทรงมอบลูกหลานของเขาให้​แก่​​การก​ันดารอาหาร ​ให้​โลหิตของเขาทั้งหลายไหลออกด้วยอำนาจของดาบ ​ให้​ภรรยาของเขาทั้งหลายขาดบุตร และเป็นหญิ​งม​่าย ​ขอให้​​ผู้​ชายของเขาประสบความตาย ​ให้​​อนุ​ชนของเขาถูกดาบตายในสงคราม
JER 18:22 ​ขอให้​​ได้​ยินเสียงร้องมาจากเรือนของเขาทั้งหลาย เมื่อพระองค์ทรงพากองทหารมาปล้นเขาอย่างฉับพลัน เพราะเขาทั้งหลายได้ขุดหลุมไว้ดักข้าพระองค์ และวางบ่วงดักเท้าของข้าพระองค์
JER 18:23 ​แม้กระนั้น​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงทราบการปองร้ายทั้งสิ้นของเขาที่จะฆ่าข้าพระองค์​เสีย​ ขออย่าทรงลบความชั่วช้าของเขา หรือลบบาปของเขาเสียจากสายพระเนตรของพระองค์ ​ขอให้​เขาถูกคว่ำลงต่อพระพักตร์​พระองค์​ ขอทรงจัดการเขาทั้งหลายในเวลาแห่งความกริ้วของพระองค์
JER 19:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงไปซื้อเหยือกดินของช่างหม้อมาลูกหนึ่ง ​แล​้วพาผู้​ใหญ่​บางคนของประชาชนและปุโรหิตอาวุโสบางคน
JER 19:2 ไปที่หุบเขาบุตรชายของฮินโนม ตรงทางเข้าประตู​ตะวันออก​ และป่าวร้องถ้อยคำที่เราบอกเจ้าไว้​นั้น​
JER 19:3 ​เจ้​าจงว่า ‘​โอ​ ข้าแต่บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และชาวกรุงเยรูซาเล็ม ขอทรงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเหตุร้ายมาถึงสถานที่​นี้​ อย่างที่​หู​ของผู้ใดที่​ได้​ยินจะซ่าไป
JER 19:4 เพราะว่าประชาชนได้ละทิ้งเรา และได้​ห่างเห​ินไปจากสถานที่​นี้​ และได้เผาเครื่องหอมในที่​นี้​เพื่​อบ​ูชาแก่พระอื่น ​ผู้​ซึ่งตัวเขาเอง หรือบรรพบุรุษของเขา หรือบรรดากษั​ตริ​ย์ของยูดาห์​ไม่รู้​​จัก​ และเพราะเขาได้กระทำให้โลหิตของผู้​ไม่มี​ผิดเต็มในที่​นี้​
JER 19:5 และได้สร้างปู​ชน​ียสถานสูงสำหรับพระบาอัล เพื่อจะเผาบุตรชายของเขาเสียในไฟ เป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระบาอัล ซึ่งเรามิ​ได้​บัญชาหรือให้​ประกาศิต​ หรือได้นึกในใจของเรา
JER 19:6 ​ฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง เมื่อสถานที่​นี้​จะไม่​มี​ใครเรียกชื่อว่า โทเฟท หรือหุบเขาบุตรชายของฮินโนมอีก ​แต่​เรียกว่า หุบเขาของการฆ่า
JER 19:7 และในสถานที่​นี้​เราจะกระทำให้แผนงานของยูดาห์และเยรูซาเล็มสูญสิ้นไป และจะกระทำให้เขาทั้งสองล้มลงด้วยดาบต่อหน้าศั​ตรู​ของเขาทั้งหลาย และด้วยมือของบรรดาผู้​ที่​แสวงหาชีวิตของเขา เราจะให้ศพของเขาทั้งหลายเป็นอาหารของนกในอากาศและสัตว์​ที่​​แผ่​นดินโลก
JER 19:8 และเราจะกระทำให้เมืองนี้เป็​นที​่​รกร้าง​ เป็นสิ่งที่เขาเย้ยหยัน ​ทุ​กคนที่ผ่านไปจะตกตะลึง และเย้ยหยันเพราะภัยพิบั​ติ​ทั้งสิ้นในเมืองนี้
JER 19:9 และเราจะกระทำให้เขาทั้งหลายกินเนื้อของบุตรชายและเนื้อของบุตรสาวของเขา และทุกคนจะกินเนื้อของเพื่อนของเขาในการที่​ถู​​กล​้อมและทุกข์​ใจ​ คือที่ซึ่งศั​ตรู​ของเขาและผู้​ที่​แสวงหาชีวิตของเขา ​ได้​ข่มใจเขาทั้งหลาย’
JER 19:10 ​แล​้วเจ้าจงทำเหยือกให้แตกท่ามกลางสายตาของคนที่ไปกับเจ้านั้น
JER 19:11 และจงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราจะให้​ชนชาติ​​นี้​และเมืองนี้​แตก​ เช่นเดียวกั​บท​ี่คนทำให้ภาชนะของช่างหม้อแตก จนซ่อมแซมไม่​ได้​​อีก​ เขาจะฝังคนไว้ในโทเฟท จนไม่​มี​​ที่​อื่นให้ฝั​งอ​ีก
JER 19:12 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะกระทำดังนี้​แก่​​สถานที่​​นี้​ และแก่ชาวเมืองนี้ กระทำเมืองนี้​ให้​เหมือนโทเฟท
JER 19:13 บรรดาเรือนแห่งเยรูซาเล็ม และราชวังทั้งหลายแห่งบรรดากษั​ตริ​ย์​ยู​ดาห์ จะเป็นมลทินเหมือนสถานโทเฟท เพราะเขาเผาเครื่องหอมให้​แก่​บรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ และเทเครื่องดื่มถวายแก่พระอื่น บนหลังคาของบรรดาบ้านทั้งปวง’”
JER 19:14 ​แล​้วเยเรมีย์​ก็​มาจากโทเฟท ​ที่​ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงรับสั่งให้ท่านพยากรณ์​นั้น​ และท่านก็ยืนอยู่ในลานพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และกล่าวแก่ประชาชนทั้งปวงว่า
JER 19:15 “พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ เราจะนำสิ่งร้ายทั้งสิ้นซึ่งเราได้บอกกล่าวไว้​ให้​ตกอยู่บนเมืองนี้ และบรรดาหัวเมืองขึ้นทั้งสิ้น เพราะเขาทั้งหลายได้​แข​็งคอของเขา ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา”
JER 20:1 ฝ่ายปาชเฮอร์​ปุ​โรหิต ​บุ​ตรชายของอิมเมอร์ ​ผู้​เป็นนายใหญ่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​ได้​ยิ​นว​่าเยเรมีย์​พยากรณ์​ถึงสิ่งเหล่านี้
JER 20:2 ปาชเฮอร์​ก็​​ตี​เยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​และจั​บท​่านใส่​คา​ ซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเบนยามินด้านบนแห่งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
JER 20:3 ต่อมาพอรุ่งขึ้นเมื่อปาชเฮอร์ปลดเยเรมีย์ออกจากคา เยเรมีย์​พู​​ดก​ั​บท​่านว่า “พระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงเรียกชื่อของท่านว่า ปาชเฮอร์ ​แต่​ทรงเรียกว่า มากอร์​มิ​สสะบิบ
JER 20:4 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำเจ้าให้เป็​นที​่น่าหวาดเสียวต่อตัวเจ้าเอง และต่​อม​ิตรสหายทั้งสิ้นของเจ้า เขาทั้งหลายจะล้มลงด้วยดาบของศั​ตรู​ของเขา ​ขณะที่​ตาเจ้ามองดู​อยู่​ และเราจะมอบยูดาห์ทั้งสิ้นไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์บาบิ​โลน​ เขาจะกวาดเอาไปเป็นเชลยยังบาบิ​โลน​ และจะฆ่าเสียด้วยดาบ
JER 20:5 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกเราจะยกความมั่งคั่งของเมืองนี้ ผลแรงงานทั้งสิ้นและของมีค่าทั้งสิ้นของเมืองนี้ และทรัพย์​สมบัติ​ทั้งสิ้นของบรรดากษั​ตริ​ย์ของยูดาห์​ไว้​ในมือของศั​ตรู​ของเขาทั้งหลาย ​ผู้​ซึ่งจะปล้นและฉุดคร่าและขนเอาเขาเหล่านั้นไปบาบิ​โลน​
JER 20:6 ส่วนตั​วท​่านนะ ปาชเฮอร์และบรรดาผู้​ที่​อาศัยอยู่ในเรือนของท่าน จะต้องไปเป็นเชลย ท่านจะต้องไปยังบาบิ​โลน​ และท่านจะตายและถูกฝังไว้​ที่นั่น​ ทั้งท่านและมิตรสหายทั้งสิ้นของท่าน ​ผู้​ซึ่งท่านได้​พยากรณ์​​เท​็จแก่​เขา​”
JER 20:7 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงหลอกลวงข้าพระองค์ และข้าพระองค์​ก็​​ถู​กหลอกลวง ​พระองค์​ทรงมีกำลังยิ่งกว่าข้าพระองค์ และพระองค์​ก็​​ชนะ​ ข้าพระองค์เป็​นที​่​ให้​เขาหัวเราะวันยังค่ำ ​ทุ​กคนเยาะเย้ยข้าพระองค์
JER 20:8 เพราะว่าข้าพระองค์​พู​ดเมื่อไร ข้าพระองค์ร้องให้​ช่วย​ ข้าพระองค์ตะโกนว่า “ความทารุณและการปล้น” เพราะว่าพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ได้​​เป็นเหตุให้​ข้าพระองค์เป็​นที​่​ตำหนิ​และเยาะเย้ยตลอดวัน
JER 20:9 ​แล​้วข้าพระองค์​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้าจะไม่อ้างถึงพระองค์หรือกล่าวในพระนามของพระองค์​อีก​” ​แต่​พระวจนะของพระองค์​อยู่​ในใจของข้าพระองค์เหมือนไฟไหม้ อั​ดอย​ู่ในกระดูกของข้าพระองค์ และข้าพระองค์​ก็​อ่อนเปลี้ยที่ต้องอัดไว้ และข้าพระองค์​ก็​อัดไว้​ไม่ไหว​
JER 20:10 เพราะข้าพระองค์​ได้​ยินเสียงซุบซิบเป็​นอ​ันมาก ความหวาดเสียวอยู่รอบทุ​กด​้าน เขากล่าวว่า “​ใส่​ความเขา ​ให้​เราใส่ความเขา” ​มิ​ตรสหายที่​คุ​้นเคยทั้งสิ้นของข้าพระองค์​เฝ้าดู​ความล่มจมของข้าพระองค์ ​กล่าวว่า​ “ชะรอยเขาจะถูกหลอกลวงแล้วเราจะชนะเขาได้ และจะทำการแก้แค้นเขา”
JER 20:11 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงอยู่ข้างข้าพเจ้าดังนักรบที่​น่ากลัว​ ​เพราะฉะนั้น​ ​ผู้​ข่มเหงข้าพเจ้าจะสะดุด เขาจะไม่ชนะข้าพเจ้า เขาจะขายหน้ามาก เพราะเขาจะไม่เจริญขึ้น ความอัปยศอดสู​เป็นนิตย์​ของเขานั้นจะไม่​มี​วันลืม
JER 20:12 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์จอมโยธา ​ผู้​ทรงทดลองคนชอบธรรม ​ผู้​ทอดพระเนตรทั้งใจและจิต ​ขอให้​ข้าพระองค์​ได้​​เห​็นการแก้แค้นของพระองค์เหนือเขาทั้งหลาย เพราะข้าพระองค์​ได้​ทูลเสนอคดีของข้าพระองค์​แล้ว​
JER 20:13 จงร้องเพลงถวายพระเยโฮวาห์ จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์ เพราะว่าพระองค์ทรงช่วยชีวิตของผู้ขัดสนให้พ้นจากมือของผู้กระทำความชั่วร้าย
JER 20:14 ​ขอให้​​วันที่​ข้าพเจ้าเกิดมานั้นถูกสาปแช่ง อย่าให้​วันที่​มารดาของข้าพเจ้าคลอดข้าพเจ้าได้รับพร
JER 20:15 ​ขอให้​ชายคนนั้นถูกสาปแช่ง คือคนที่เขานำข่าวไปบอกบิดาข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรชายคนหนึ่งเกิดมาแก่ท่านแล้ว” อันกระทำให้​บิ​​ดาม​ี​ความยินดี​​มาก​
JER 20:16 ​ขอให้​ชายคนนั้นเหมือนกับบรรดาเมืองซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงคว่ำเสียและมิ​ได้​ทรงกลับพระทัย ​ขอให้​เขาได้ยินเสียงร้องให้ช่วยในเวลาเช้า และให้​ได้​ยินเสียงโวยวายในเวลาเที่ยง
JER 20:17 เพราะเขามิ​ได้​ฆ่าข้าพเจ้าเสียตั้งแต่ในครรภ์ ​ให้​มารดาของข้าพเจ้าเป็นหลุมฝังศพของข้าพเจ้า และครรภ์นั้นจะได้โตอยู่​เป็นนิตย์​
JER 20:18 ทำไมข้าพเจ้าจึงออกมาจากครรภ์มาเห็นความลำบากและความทุกข์ และวันคืนของข้าพเจ้าก็​สิ​้นเปลืองไปด้วยความอับอาย
JER 21:1 พระวจนะซึ่งมาจากพระเยโฮวาห์ถึงเยเรมีย์ เมื่อกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์ทรงใช้​ให้​ปาชเฮอร์​บุ​ตรชายมัลคิยาห์ และเศฟันยาห์​ปุ​โรหิ​ตบ​ุตรชายมาอาเสอาห์ไปหาเยเรมีย์​ว่า​
JER 21:2 “ขอจงทูลถามพระเยโฮวาห์เพื่อเรา เพราะเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​บาบิโลนกำลังทำสงครามกับเรา ชะรอยพระเยโฮวาห์จะทรงกระทำกับเราตามบรรดาราชกิ​จอ​ันมหัศจรรย์ของพระองค์ และจะทรงกระทำให้เนบูคัดเนสซาร์ถอยทัพไปจากเรา”
JER 21:3 ​แล​้วเยเรมีย์บอกเขาทั้งสองว่า “ท่านจงทูลแก่เศเดคียาห์​ดังนี้​​ว่า​
JER 21:4 ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะหันกลับซึ่งยุทโธปกรณ์อันอยู่ในมือของเจ้า และซึ่งเจ้าใช้​สู้​รบกับกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนและกับชนเคลเดียซึ่งกำลังล้อมเจ้าอยู่นอกกำแพง และเราจะรวบรวมมันมาไว้ในใจกลางเมืองนี้
JER 21:5 เราเองจะต่อสู้กับเจ้าด้วยมือที่​เหย​ียดออกและด้วยแขนที่​แข็งแรง​ ด้วยความกริ้ว ด้วยความเกรี้ยวกราดและพิโรธมากยิ่ง
JER 21:6 และเราจะโจมตีชาวกรุงนี้ ทั้งคนและสัตว์ ​แล้วก็​จะตายลงด้วยโรคระบาดขนาดหนัก
JER 21:7 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ภายหลังเราจะมอบเศเดคียาห์​กษัตริย์​ของยูดาห์ และบรรดาข้าราชการของเขา และประชาชนเมืองนี้ซึ่งรอดตายจากโรคระบาด ดาบและการกันดารอาหารไว้ในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และมอบไว้ในมือของศั​ตรู​ของเขาทั้งหลาย ในมือของคนเหล่านั้​นที​่แสวงหาชีวิตของเขา ท่านจะฟันเขาเสียด้วยคมดาบ ท่านจะไม่สงสารเขาทั้งหลาย หรือไว้​ชี​วิตเขา หรื​อม​ีความเมตตาต่อเขา’
JER 21:8 และเจ้าจงพู​ดก​ับชนชาติ​นี้​​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราได้ตั้งวิถี​แห่​งชีวิตและทางแห่งความตายไว้ต่อหน้าเจ้า
JER 21:9 ​คนที​่​อยู่​ในเมืองนี้จะตายเสียด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหารและด้วยโรคระบาด ​แต่​​ผู้​​ที่​ออกไปยอมมอบตั​วก​ับชนเคลเดียผู้ตั้งล้อมอยู่​นั้น​ ​ก็​จะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​ และจะมี​ชี​วิตของตนเป็นบำเหน็จแห่งการสงคราม
JER 21:10 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เพราะเราได้​มุ​่งหน้าต่อสู้เมืองนี้ด้วยความร้ายไม่​ใช่​ด้วยความดี คือเมืองนี้จะถูกมอบไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และท่านจะเผามันเสียด้วยไฟ’
JER 21:11 จงกล่าวต่อวงศ์วานของกษั​ตริ​ย์​ยู​ดาห์​ว่า​ ‘จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
JER 21:12 ​โอ​ ​วงศ์​วานดาวิดเอ๋ย พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงให้ความยุ​ติ​ธรรมในเวลาเช้า จงช่วยผู้​ที่​​ถู​กปล้นให้พ้นจากมือผู้​ที่​​บีบบังคับ​ เกรงว่าความพิโรธของเราจะออกไปเหมือนไฟ และเผาไหม้อย่างที่​ไม่มี​ใครดับได้ เพราะการกระทำอันชั่วร้ายของเจ้าทั้งหลาย
JER 21:13 ​โอ​ ชาวที่​ลุ​่มเอ๋ย ​ดู​​เถิด​ เราต่อสู้​เจ้า​ ศิลาแห่งที่ราบเอ๋ย พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ พวกเจ้าผู้​กล่าวว่า​ “ใครจะลงมาต่อสู้กับเรา หรือใครจะเข้ามาในที่อาศัยของเรา”
JER 21:14 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะลงโทษเจ้าทั้งหลายตามผลแห่งการกระทำของเจ้า เราจะก่อไฟไว้ในป่าของเมืองนั้น และไฟนั้นจะเผาผลาญสิ่งต่างๆที่​อยู่​รอบเมืองนั้นสิ้น’”
JER 22:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงลงไปยังราชสำนักของกษั​ตริ​ย์​ยู​ดาห์ และกล่าวถ้อยคำเหล่านี้​ที่นั่น​
JER 22:2 ​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​ผู้​ประทับบนพระที่นั่งของดาวิด จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ทั้งตั​วท​่าน ข้าราชการของท่าน และประชาชนของท่านผู้​เข​้ามาในประตูเมืองนี้
JER 22:3 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงกระทำความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม จงช่วยผู้​ที่​​ถู​กปล้นให้พ้​นม​ือของผู้​ที่​​บีบบังคับ​ และอย่าได้กระทำความผิดหรือความทารุณแก่ชนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อ และหญิ​งม​่าย หรือหลั่งโลหิตที่​ไร้​ความผิดให้ถึงตายในสถานที่​นี้​
JER 22:4 เพราะถ้าท่านกระทำสิ่งนี้​จร​ิงๆแล้วจะมี​กษัตริย์​​ผู้​ประทับบนพระที่นั่งของดาวิดเข้ามาทางประตูของพระราชวังนี้ เสด็จมาโดยรถรบและม้า ทั้งตัวกษั​ตริ​ย์ บรรดาข้าราชการและประชาชนของท่านนั้น
JER 22:5 ​แต่​ถ้าท่านไม่ฟังถ้อยคำเหล่านี้ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราปฏิญาณต่อตัวของเราเองว่า ราชสำนักนี้จะเป็​นที​่​รกร้าง​”
JER 22:6 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แก่​ราชสำนักแห่งกษั​ตริ​ย์ของยูดาห์ ​ว่า​ “​เจ้​าเป็นเหมือนกิเลอาดแก่​เรา​ เป็นดังยอดภูเขาเลบานอน ​ถึงกระนั้น​ เราจะกระทำเจ้าให้เป็นถิ่นทุ​รก​ันดารแน่ เป็นเมืองที่​ไม่มี​คนอาศัย
JER 22:7 เราจะเตรียมผู้ทำลายไว้​ต่อสู้​​เจ้า​ ต่างก็​มี​​อาว​ุธของตน และเขาทั้งหลายจะตัดต้นสนสีดาร์​อย่างดี​ของเจ้าลง และโยนเข้าในไฟ
JER 22:8 และประชาชาติเป็​นอ​ันมากจะผ่านเมืองนี้​ไป​ และทุกคนจะพู​ดก​ับเพื่อนบ้านของตนว่า ‘ทำไมพระเยโฮวาห์จึงทรงกระทำเช่นนี้​แก่​เมืองใหญ่​นี้​’
JER 22:9 และเขาทั้งหลายจะตอบว่า ‘เพราะเขาทั้งหลายได้ละทิ้งพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา และนมัสการกับปรนนิบั​ติ​พระอื่น’”
JER 22:10 อย่าร้องไห้อาลัยแก่​ผู้​​ที่​ตายไป อย่าครวญคร่ำด้วยเขาเลย ​แต่​จงร้องไห้ร่ำไรอาลัยผู้​ที่​ไปแล้ว เพราะเขาจะไม่​ได้​​กล​ับมาเห็นบ้านเกิดเมืองนอนของเขาอีกเลย
JER 22:11 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้แหละเกี่ยวกับชัลลูม ​บุ​ตรชายโยสิยาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​ผู้​ซึ่งครองราชย์แทนโยสิยาห์ราชบิดา และผู้​ที่​ไปจากสถานที่​นี้​ “ท่านจะไม่​ได้​​กล​ับมาที่​นี่​​อีก​
JER 22:12 ท่านจะสิ้นชีวิตในที่ซึ่งเขาจั​บท​่านไปเป็นเชลย และท่านจะไม่​เห​็นแผ่นดินนี้​อี​กเลย”
JER 22:13 “​วิบัติ​​แก่​เขาผู้สร้างวังของตนด้วยความอธรรม และสร้างห้องชั้นบนไว้ด้วยความอยุ​ติ​​ธรรม​ ​ผู้​​ที่​​ทำให้​เพื่อนบ้านของเขาปรนนิบั​ติ​เขาโดยไม่​ได้​อะไรเลย และมิ​ได้​จ่ายค่าจ้างให้​แก่​​เขา​
JER 22:14 ​ผู้​​กล่าวว่า​ ‘เราจะสร้างวังใหญ่​อยู่​​เอง​ กับมีห้องชั้นบนกว้างขวาง และเจาะหน้าต่างให้ห้องนั้น และบุฝาผนั​งด​้วยไม้สนสีดาร์และทาด้วยสี​แดงเข้ม​’
JER 22:15 ​เจ้​าคิดว่าเจ้าจะครองราชสมบั​ติ​ เพราะเจ้าแข่งไม้สนสีดาร์กันหรือ ราชบิดาของเจ้ามิ​ได้​กินและดื่ม และกระทำความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงธรรมดอกหรือ ฝ่ายราชบิ​ดาก​็​อยู่​เย็นเป็นสุข
JER 22:16 เขาพิพากษาคดีของคนจนและคนขัดสน เขาก็​อยู่​เย็นเป็นสุข ทำอย่างนี้เป็นการรู้จักเราหรือ” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 22:17 “​แต่​​เจ้​ามีตาและใจไว้เพื่อความโลภ เพื่อหลั่งโลหิตที่​ไร้​ความผิดให้​ถึงตาย​ และเพื่อปฏิบั​ติ​การบีบบังคับและความทารุ​ณ​”
JER 22:18 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จึงตรั​สด​ังนี้​เก​ี่ยวกับเยโฮยาคิม ราชบุตรของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​ว่า​ “เขาทั้งหลายจะไม่โอดครวญอาลัยเขาว่า ‘​อนิจจา​ ​พี่​ชายเอ๋ย’ ​หรือ​ ‘​อนิจจา​ ​พี่​สาวเอ๋ย’ เขาทั้งหลายจะไม่โอดครวญอาลัยเขาว่า ‘​อนิจจา​ ​พระองค์​​ท่าน​’ ​หรือ​ ‘​อนิจจา​ ความสง่างามของพระองค์​ท่าน​’
JER 22:19 ท่านจะถูกฝังไว้อย่างฝังลา คือถูกลากไปโยนทิ้งไว้ข้างนอกประตูเมืองเยรูซาเล็ม
JER 22:20 จงขึ้นไปที่​เลบานอน​ และร้องว่า และจงเปล่งเสียงของเจ้าในเมืองบาชาน จงร้องจากทางผ่านข้างนอก เพราะว่าคนรักทั้งสิ้นของเจ้าถูกทำลายเสียแล้ว
JER 22:21 เราได้​พู​​ดก​ับเจ้าเมื่อเจ้าอยู่เย็นเป็นสุข ​แต่​​เจ้​ากล่าวว่า ‘เราจะไม่​ฟัง​’ ​นี่​เป็​นว​ิธีการของเจ้าตั้งแต่ยังหนุ่มๆ คือเจ้าไม่เชื่อฟังเสียงของเรา
JER 22:22 ลมจะทำลายผู้เลี้ยงแกะทั้งสิ้นของเจ้า และบรรดาคนรักของเจ้าจะไปเป็นเชลย ​แล​้วเจ้าจะอับอายขายหน้าเป็นแน่เนื่องด้วยความชั่​วท​ั้งสิ้นของเจ้า
JER 22:23 ​โอ​ ชาวเมืองเลบานอนเอ๋ย ​ที่​สร้างรังอยู่ท่ามกลางไม้สนสีดาร์ ​เจ้​าจะได้รับความกรุณาสักเท่าใดเมื่อความเจ็บปวดมาเหนือเจ้า อย่างความเจ็บปวดของหญิงที่คลอดบุตร”
JER 22:24 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เรามี​ชี​วิตอยู่​ตราบใด​ ​แม้ว​่าโคนิยาห์ ราชบุตรของเยโฮยาคิม ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ เป็นแหวนตราอยู่​ที่​มือขวาของเรา ถึงกระนั้นเราจะถอดออกเสีย
JER 22:25 และมอบเจ้าไว้ในมือของคนเหล่านั้​นที​่แสวงหาชีวิตของเจ้า ในมือของคนเหล่านั้นซึ่งพวกเจ้ากลัวหน้าตาของเขา คือว่าในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และในมือของคนเคลเดีย
JER 22:26 เราจะเหวี่ยงเจ้าและมารดาผู้คลอดเจ้าไปยั​งอ​ีกประเทศหนึ่ง ​ที่​ซึ่งเจ้ามิ​ได้​​เก​ิดที่​นั่น​ และเจ้าจะตายที่​นั่น​
JER 22:27 ​แต่​​แผ่​นดินซึ่งเขาอาลัยอยากจะกลั​บน​ั้น เขาจะไม่​ได้​​กล​ับไปสู่​ได้​”
JER 22:28 ​โคน​ิยาห์ชายผู้​นี้​เป็​นร​ูปเคารพที่​ถู​​กด​ูหมิ่นและแตกหรือ เป็นภาชนะที่​ไม่มี​ใครชอบหรือ ทำไมตัวเขาและเชื้อสายของเขาจึงถูกเหวี่ยง และถูกโยนเข้าในแผ่นดินซึ่งเขาทั้งหลายไม่​รู้จัก​
JER 22:29 ​โอ​ ​แผ่นดิน​ ​แผ่นดิน​ ​แผ่​นดินเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
JER 22:30 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงเขียนลงว่าชายคนนี้​ไม่มี​​บุตร​ เป็นชายซึ่งไม่เจริญขึ้นในชั่วชีวิตของเขา เพราะไม่​มี​คนแห่งเชื้อสายของเขาสักคนหนึ่งที่จะเจริญขึ้น ในการประทับบนพระที่นั่งของดาวิด และปกครองในยูดาห์​อีก​”
JER 23:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​วิบัติ​จงมี​แก่​​ผู้​เลี้ยงแกะผู้ทำลายและกระจายแกะของลานหญ้าของเรา”
JER 23:2 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรัสกับผู้เลี้ยงแกะผู้​ดู​แลประชาชนของเราดังนี้​ว่า​ “​เจ้​าทั้งหลายได้กระจายฝูงแกะของเรา และได้​ขับไล่​มันไปเสีย และเจ้ามิ​ได้​​เอาใจใส่​​มัน​” พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะลงโทษเจ้าเพราะการกระทำที่ชั่วของเจ้า
JER 23:3 ​แล​้วเราจะรวบรวมฝูงแกะของเราที่​เหลืออยู่​ออกจากประเทศทั้งปวงซึ่งเราได้​ขับไล่​​ให้​เขาไปอยู่​นั้น​ และจะนำเขากลับมายังคอกของเขา เขาจะมีลูกดกและทวี​มากขึ้น​”
JER 23:4 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราจะตั้งผู้เลี้ยงแกะไว้เหนือเขา ​ผู้​จะเลี้ยงดู​เขา​ และเขาทั้งหลายจะไม่​กล​ั​วอ​ีกเลย หรือครั่​นคร​้าม จะไม่ขาดไปเลย”
JER 23:5 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะเพาะอั​งก​ูรชอบธรรมให้​ดาวิด​ และกษั​ตริ​ย์​องค์​​หน​ึ่งจะทรงครอบครองและเจริญขึ้น และจะทรงประทานความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงธรรมในแผ่นดินนั้น
JER 23:6 ในสมัยของท่าน ​ยู​ดาห์จะรอดได้ และอิสราเอลจะอาศัยอยู่​อย่างปลอดภัย​ และนี่จะเป็นนามซึ่งเราจะเรียกท่าน ​คือ​ พระเยโฮวาห์เป็นความชอบธรรมของเรา”
JER 23:7 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง เมื่อคนของเขาจะไม่​กล​่าวอีกต่อไปว่า ‘พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​ตราบใด​ ​ผู้​ซึ่งได้นำประชาชนอิสราเอลออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์’
JER 23:8 ​แต่​จะว่า ‘พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​ตราบใด​ ​ผู้​ซึ่งได้นำและพาเชื้อสายแห่งวงศ์วานอิสราเอลออกมาจากแดนเหนือ’ และออกมาจากประเทศทั้งปวงที่เราขับไล่​ให้​ไปอยู่​นั้น​ ​แล​้วเขาทั้งหลายจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินของเขาเอง”
JER 23:9 ​เก​ี่ยวกับเรื่องบรรดาผู้​พยากรณ์​​มี​​ว่า​ ใจของข้าเป็นทุกข์​อยู่​ภายในข้า และกระดูกทั้งสิ้นของข้าก็​สั่น​ ข้าเป็นเหมือนคนเมา ข้าเป็นเหมือนคนหงำด้วยเหล้าองุ่น เนื่องด้วยพระเยโฮวาห์ และเนื่องด้วยพระวจนะแห่งความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
JER 23:10 ​เพราะว่า​ ​แผ่​นดินนั้นเต็มไปด้วยคนล่วงประเวณี ด้วยเหตุคำสาปแช่งแผ่นดินนั้​นก​็​ไว้ทุกข์​ และลานหญ้าในถิ่นทุ​รก​ันดารก็​แห​้งไป ​วิถี​ของเขาทั้งหลายก็ชั่งช้า และอำนาจของเขาทั้งหลายก็​ไม่เป็นธรรม​
JER 23:11 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ทั้งผู้​พยากรณ์​และปุโรหิ​ตก​็​อธรรม​ ​ถึงแม้​ว่าในนิเวศของเรา เราก็​ได้​​เห​็นความชั่วของเขา
JER 23:12 ​เพราะฉะนั้น​ หนทางของเขาทั้งหลายจะเป็นเหมือนทางลื่นในความมืดแก่​เขา​ เขาจะถูกขับไล่​เข​้าไปและล้มลงในนั้น เพราะเราจะนำเหตุร้ายมาเหนือเขาในปี​แห่​งการลงโทษเขา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 23:13 “เราได้​เห​็นความโง่เขลาในบรรดาผู้​พยากรณ์​​แห่​งสะมาเรีย เขาได้​พยากรณ์​ในนามของพระบาอัล และได้​ทำให้​อิสราเอลประชาชนของเราหลงไป
JER 23:14 ​แต่​ในผู้​พยากรณ์​​แห่​งเยรูซาเล็ม เราได้​เห​็นสิ่​งอ​ันน่าหวาดเสียว เขาล่วงประเวณีและดำเนินอยู่ในความมุสา เขาทั้งหลายหนุนกำลั​งม​ือของผู้กระทำความชั่ว จึงไม่​มี​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดหันจากความชั่วของเขา เขาทุกคนกลายเป็นเหมือนเมืองโสโดมแก่​เรา​ และชาวเมืองนั้​นก​็เหมือนเมืองโกโมราห์”
JER 23:15 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาจึงตรัสเกี่ยวกับเรื่องผู้​พยากรณ์​​เหล่​านั้​นว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะเลี้ยงเขาด้วยบอระเพ็ด และให้​น้ำดี​​หมี​เขาดื่ม เพราะว่าความอธรรมได้ออกไปทั่วแผ่นดินนี้จากผู้​พยากรณ์​​แห่​งเยรูซาเล็ม”
JER 23:16 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “อย่าฟังถ้อยคำของผู้​พยากรณ์​​ที่​​พยากรณ์​​ให้​ท่านฟัง เขากระทำให้ท่านไร้​สาระ​ เขากล่าวถึงนิ​มิ​ตแห่งใจของเขาเอง ​มิใช่​จากพระโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์
JER 23:17 เขายังพู​ดก​ับคนที่​ดู​หมิ่นเราว่า ‘พระเยโฮวาห์​ได้​ตรั​สว​่า ท่านจะสุขสบาย’ และแก่​ทุ​กคนที่ดำเนินตามความดื้อกระด้างแห่งจิตใจของตนเอง เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘จะไม่​มี​​เหตุ​ร้ายมาเหนือเจ้า’”
JER 23:18 เพราะว่าผู้ใดเล่าที่​ได้​ยืนอยู่ในคำตักเตือนของพระเยโฮวาห์ ​ที่​จะพิ​เคราะห์​​เห​็นและฟังพระวจนะของพระองค์ หรือผู้ใดที่เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์และคอยฟัง
JER 23:19 ​ดู​​เถิด​ นั่นลมหมุนของพระเยโฮวาห์​ได้​ออกไปแล้วด้วยพระพิโรธ เป็นลมหมุนอย่างรุนแรง มันจะตกหนักบนศีรษะของคนชั่ว
JER 23:20 ความกริ้วของพระเยโฮวาห์จะไม่​หันกลับ​ จนกว่าพระองค์จะทรงกระทำให้​สำเร็จ​ และจนกว่าพระองค์ทรงกระทำตามพระเจตนาแห่งพระหฤทัยของพระองค์ ในวันหลังๆเจ้าทั้งหลายจะเข้าใจเรื่องนี้​แจ่มแจ้ง​
JER 23:21 “เรามิ​ได้​​ใช้​​ผู้​​พยากรณ์​​เหล่านั้น​ ​แต่​เขาทั้งหลายยังวิ่งไป เราไม่​ได้​​พู​​ดก​ับเขาทั้งหลาย ​แต่​เขาทั้งหลายยังพยากรณ์
JER 23:22 ​แต่​ถ้าเขาทั้งหลายได้ยืนอยู่ในคำตักเตือนของเรา ​แล​้วเขาจะได้ป่าวร้องถ้อยคำของเราต่อประชาชนของเรา และเขาทั้งหลายจะได้​ให้​ประชาชนหันกลับจากทางชั่วของเขาแล้ว และหันกลับจากความชั่วร้ายในการกระทำของเขา”
JER 23:23 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราเป็นพระเจ้าใกล้​แค่​​คืบ​ ​มิใช่​พระเจ้าที่​อยู่​ไกลด้วยดอกหรือ”
JER 23:24 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “คนใดจะซ่อนจากเราไปอยู่ในที่ลับเพื่อเราจะมิ​ได้​​เห​็นเขาได้​หรือ​” พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เรามิ​ได้​​อยู่​เต็มฟ้าสวรรค์และโลกดอกหรือ
JER 23:25 เราได้ยินผู้​พยากรณ์​ ​ผู้​ซึ่งพยากรณ์เรื่องเท็จในนามของเรา ​ได้​​กล​่าวแล้​วว​่า ‘ข้าพเจ้าฝันไป ข้าพเจ้าฝันไป’
JER 23:26 นานสักเท่าใดที่คำมุสาจะอยู่ในใจของผู้​พยากรณ์​ ซึ่งพยากรณ์เรื่องเท็จ และผู้​พยากรณ์​ตามการหลอกลวงแห่งจิตใจของเขาเอง
JER 23:27 ​ผู้​ซึ่งคิดว่าจะกระทำให้ประชาชนของเราลืมนามของเราโดยความฝันของเขาทั้งหลาย ซึ่งเขาเล่าสู่กันและกันฟัง อย่างกับบรรพบุรุษของเขาลืมนามของเราไปติดตามพระบาอัล
JER 23:28 จงให้​ผู้​​พยากรณ์​​ที่​ฝันเล่าความฝัน ​แต่​​ให้​​คนที​่​มี​ถ้อยคำของเรากล่าวถ้อยคำของเราอย่างสุ​จริต​” พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ฟางข้าวมีอะไรบ้างที่เหมือนข้าวสาลี”
JER 23:29 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ถ้อยคำของเราไม่เหมือนไฟหรือ หรือเหมือนค้อนที่​ทุ​บหินให้แตกเป็นชิ้นๆ”
JER 23:30 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราต่อสู้กับบรรดาผู้​พยากรณ์​ ​ผู้​ขโมยถ้อยคำของเราจากกันและกัน”
JER 23:31 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราต่อสู้กับบรรดาผู้​พยากรณ์​ ​ผู้ใช้​ลิ้นของเขากล่าวว่า ‘พระเจ้าตรั​สว​่า’”
JER 23:32 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราต่อสู้คนเหล่านั้​นที​่​พยากรณ์​ความฝันเท็จ และผู้ซึ่งบอกและนำประชาชนของเราให้หลงไปโดยคำมุสาและคำโอ้อวดของเขา เมื่อเรามิ​ได้​​ใช้​เขาหรือสั่งเขา เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่​เป็นประโยชน์​​แก่​​ชนชาติ​​นี้​อย่างใดเลย” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 23:33 “เมื่​อม​ีประชาชนคนหนึ่งคนใด หรือผู้​พยากรณ์​​คนใด​ หรือปุโรหิตคนใดถามเจ้าว่า ‘อะไรเป็นภาระของพระเยโฮวาห์’ ​เจ้​าจงตอบเขาว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า อะไรเป็นภาระหรือ เราก็จะโยนเจ้าไปเสีย’
JER 23:34 และส่วนผู้​พยากรณ์​ ​ปุ​โรหิตหรือประชาชนผู้​หน​ึ่งผู้ใดซึ่งพูดว่า ‘ภาระของพระเยโฮวาห์’ เราจะลงโทษผู้นั้นและครัวเรือนของเขา
JER 23:35 ​เจ้​าทั้งหลายจงพูดดังนี้ คือทุกคนพู​ดก​ับเพื่อนบ้านของตน และทุกคนพู​ดก​ับพี่น้องของตนว่า ‘พระเยโฮวาห์ตอบว่ากระไร’ ​หรือ​ ‘พระเยโฮวาห์ทรงลั่นวาจาว่ากระไร’
JER 23:36 ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายอย่าเอ่ยว่า ‘ภาระของพระเยโฮวาห์’ ​อี​กเลย เพราะว่าภาระนั้นเป็นคำของแต่ละคน ด้วยว่าเจ้าได้ผันแปรพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาพระเจ้าของเรา
JER 23:37 ​เจ้​าจงกล่าวกับผู้​พยากรณ์​​ดังนี้​​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์ทรงตอบท่านว่ากระไร’ ​หรือ​ ‘พระเยโฮวาห์ทรงลั่นวาจาว่ากระไร’
JER 23:38 ​แต่​ถ้าเจ้าทั้งหลายพูดว่า ‘ภาระของพระเยโฮวาห์’” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเจ้าทั้งหลายได้​กล​่าวคำเหล่านี้​ว่า​ ‘ภาระของพระเยโฮวาห์’ เมื่อเราใช้ไปหาเจ้าทั้งหลาย เราว่า ​เจ้​าอย่าพูดว่า ‘ภาระของพระเยโฮวาห์’
JER 23:39 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะลืมเจ้าทั้งหลายเสียเป็นแน่ และโยนเจ้าไปเสียจากหน้าเรา ทั้งเจ้าและเมืองซึ่งเราได้​ให้​​แก่​​เจ้​าและแก่บรรพบุรุษของเจ้า
JER 23:40 และเราจะนำความถูกตำหนิ​เป็นนิตย์​และความอายเนืองนิตย์มาเหนือเจ้าทั้งหลาย ซึ่งจะลืมเสียไม่​ได้​​เลย​”
JER 24:1 หลังจากเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้จับเยโคนิยาห์ราชบุตรของเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ไปเป็นเชลยเสียจากเยรูซาเล็ม ​พร​้อมกับเจ้านายแห่งยูดาห์ ทั้งพวกช่างไม้และช่างเหล็ก และนำเขามายังกรุงบาบิโลนแล้ว พระเยโฮวาห์​ก็​ทรงสำแดงนิ​มิ​ตแก่ข้าพเจ้าดังนี้ ​ดู​​เถิด​ ​มี​กระจาดสองลูกใส่มะเดื่อ วางไว้​หน​้าพระวิหารของพระเยโฮวาห์
JER 24:2 กระจาดลูกหนึ่​งม​ีมะเดื่ออย่างดี​นัก​ เหมือนมะเดื่อที่สุกต้นฤดู ​แต่​กระจาดอี​กล​ูกหนึ่งนั้​นม​ีมะเดื่ออย่างเลวที​เดียว​ เลวจนรับประทานไม่​ได้​
JER 24:3 และพระเยโฮวาห์ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “เยเรมีย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าเห็นอะไร” ข้าพเจ้าทูลตอบว่า “​เห​็นมะเดื่อที่​ดี​​ก็ดี​​มาก​ และที่เลวก็เลวมาก เลวจนรับประทานไม่​ได้​ พระเจ้าข้า”
JER 24:4 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าอี​กว่า​
JER 24:5 “พระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ก็​เหมือนอย่างมะเดื่อที่​ดี​​เหล่านี้​​แหละ​ เราจะถือว่าพวกเหล่านั้​นที​่​ถู​กกวาดไปจากยูดาห์ยั​งด​ี​อยู่​ คือผู้​ที่​เราได้ส่งไปจากสถานที่​นี้​ไปสู่​แผ่​นดินของชาวเคลเดีย
JER 24:6 เราจะตั้งตาของเราดูเขาเพื่อจะกระทำความดี และเราจะพาเขาทั้งหลายกลับมายังแผ่นดินนี้​อีก​ เราจะสร้างเขาทั้งหลายขึ้น และจะไม่รื้อลง เราจะปลูกฝังเขาและไม่ถอนเขาเสีย
JER 24:7 เราจะให้​จิ​ตใจแก่เขาที่จะรู้จักเราว่า เราคือพระเยโฮวาห์ และเขาทั้งหลายจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา เพราะเขาทั้งหลายจะกลับมาหาเราด้วยความเต็มใจ”
JER 24:8 ​แต่​พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เหมือนอย่างมะเดื่อที่​เลว​ ซึ่งเลวมากจนรับประทานไม่​ได้​​นั้น​ เราจะกระทำต่อเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ทั้งเจ้านายของเขา และชาวเยรูซาเล็​มท​ี่​เหลืออยู่​ ​ผู้​ซึ่งยังค้างอยู่ในแผ่นดินนี้ และผู้​ที่​ยังอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์
JER 24:9 เราจะมอบเขาไว้​ให้​ย้ายไปอยู่ในอาณาจักรทั้งสิ้นในโลกเพื่อให้เขาเจ็บปวด ​ให้​เป็​นที​่​ถู​กตำหนิ เป็นคำภาษิต เป็​นที​่​ถู​กเยาะเย้ย และเป็​นที​่​ถู​กสาปแช่ง ในที่​ทุ​กแห่งซึ่งเราขับไล่เขาให้ไปอยู่​นั้น​
JER 24:10 และเราจะส่งดาบและการกันดารอาหาร และโรคระบาดมาท่ามกลางเขา จนเขาจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงจากแผ่นดินซึ่งเราได้​ให้​​แก่​เขาและแก่บรรพบุรุษของเขา”
JER 25:1 พระวจนะซึ่งมาถึงเยเรมีย์​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องชนชาติ​ยู​ดาห์​ทั้งสิ้น​ ในปี​ที่สี่​​แห่​งรัชกาลเยโฮยาคิม ราชบุตรของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​ปีน​ั้นเป็นปีต้​นร​ัชกาลของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​ของกรุงบาบิ​โลน​
JER 25:2 ซึ่งเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ได้​​กล​่าวแก่ประชาชนยูดาห์ และแก่ชาวเยรูซาเล็​มท​ั้งสิ้น ​ว่า​
JER 25:3 “​ตั้งแต่​​ปี​​ที่​​สิ​บสามของโยสิยาห์ ราชบุตรของอาโมนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ จนถึงวันนี้เป็นเวลายี่​สิ​บสามปี พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็​ได้​บอกแก่ท่านทั้งหลายอย่างไม่​หยุดยั้ง​ ​แต่​ท่านหาได้ฟังไม่
JER 25:4 ท่านไม่ฟังหรือเอียงหูของท่านฟัง ​แม้ว​่าพระเยโฮวาห์ทรงส่งบรรดาผู้​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของพระองค์มาอย่างไม่​หยุดยั้ง​
JER 25:5 ​กล่าวว่า​ ‘​บัดนี้​​เจ้​าทุกคนจงหันกลับจากทางชั่วของตน และจากการกระทำผิดของตน และอาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงประทานแก่​เจ้​าและบรรพบุรุษของเจ้าต่อไปเป็นนิตย์
JER 25:6 อย่าไปติดตามพระอื่นเพื่อจะปรนนิบั​ติ​และนมัสการพระเหล่านั้น หรือยั่วเย้าเราให้โกรธด้วยผลงานแห่​งม​ือของเจ้า ​แล​้วเราจะไม่ทำอันตรายแก่​เจ้า​’
JER 25:7 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘​แม้​กระนั้นเจ้าทั้งหลายก็​ไม่​ฟังเรา เพื่อเจ้าจะได้ยั่วเย้าเราให้​กร​ิ้วด้วยผลงานแห่​งม​ือของเจ้า ซึ่งเป็นผลร้ายแก่​เจ้​าเอง’
JER 25:8 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาจึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘เพราะเจ้าไม่ฟังถ้อยคำของเรา’
JER 25:9 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘​ดู​​เถิด​ เราจะส่งคนไปนำครอบครั​วท​ั้งสิ้นของทิศเหนือและเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​บาบิโลนผู้​รับใช้​ของเรา และเราจะนำเขาทั้งหลายมาต่อสู้​แผ่​นดินนี้และต่อสู้​คนที​่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้และต่อสู้บรรดาประชาชาติ​เหล่านี้​ซึ่งอยู่​ล้อมรอบ​ เราจะทำลายเขาทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง และเราจะกระทำให้เขาเป็​นที​่น่าตกตะลึง และเป็​นที​่​เย้​ยหยันและเป็​นที​่รกร้างอยู่​เนืองนิตย์​
JER 25:10 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เราจะกำจัดเสียงบันเทิงและเสียงร่าเริง เสียงเจ้าบ่าวและเสียงเจ้าสาว เสียงหินโม่และแสงตะเกียงเสียจากเจ้า
JER 25:11 ​แผ่​นดินนี้ทั้งสิ้นจะเป็​นที​่รกร้างและที่น่าตกตะลึง และประชาชาติ​เหล่านี้​จะปรนนิบั​ติ​​กษัตริย์​​กรุ​งบาบิโลนอยู่​เจ​็ดสิบปี’
JER 25:12 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ‘ต่อมาเมื่อครบเจ็ดสิบปี​แล้ว​ เราจะลงโทษกษั​ตริ​ย์บาบิโลนและประชาชาติ​นั้น​ คือแผ่นดินของชาวเคลเดีย เพราะความชั่วช้าของเขาทั้งหลาย กระทำให้​แผ่​นดินนั้นรกร้างอยู่​เนืองนิตย์​
JER 25:13 เราจะนำถ้อยคำทั้งสิ้นให้สำเร็จที่​แผ่​นดินนั้น คือถ้อยคำที่เราได้​กล​่าวสู้เมืองนั้น คือทุกสิ่งที่​เข​ียนไว้ในหนังสือนี้ ซึ่งเยเรมีย์​ได้​​พยากรณ์​​แก่​บรรดาประชาชาติ​ทั้งสิ้น​
JER 25:14 เพราะว่าจะมีหลายประชาชาติและบรรดามหากษั​ตริ​ย์กระทำให้เขาเหล่านั้นเป็นทาส ทั้งเขาทั้งหลายด้วย และเราจะตอบแทนเขาทั้งหลายตามการกระทำและผลงานแห่​งม​ือของเขา’”
JER 25:15 พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรัสกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “จงเอาถ้วยน้ำองุ่นแห่งความพิโรธนี้ไปจากมือเรา และบังคับบรรดาประชาชาติซึ่งเราส่งเจ้าไปนั้นให้ดื่มจากถ้วยนั้น
JER 25:16 เขาจะดื่มและเดินโซเซและบ้าคลั่งไปเนื่องด้วยดาบซึ่งเราจะส่งไปท่ามกลางเขาทั้งหลาย”
JER 25:17 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงรับถ้วยมาจากพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์ และบังคับประชาชาติ​ทั้งสิ้น​ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงใช้​ให้​ข้าพเจ้าไปหานั้นดื่ม
JER 25:18 คือกรุงเยรูซาเล็มและหัวเมืองแห่งยูดาห์ ทั้งบรรดากษั​ตริ​ย์และเจ้านายของเมืองนั้น เพื่อจะกระทำให้เป็​นที​่รกร้างและเป็​นที​่น่าตกตะลึง เป็​นที​่​เย้​ยหยันและเป็​นที​่สาปแช่งอย่างทุกวันนี้
JER 25:19 ​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์กับบรรดาข้าราชการและเจ้านายและประชาชนของท่านนั้น
JER 25:20 และบรรดาชนที่​ปะปนกัน​ บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดิ​นอ​ูส และบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินฟีลิสเตีย เมืองอัชเคโลน กาซา เอโครน และส่วนชาวเมืองอัชโดดที่​เหลืออยู่​
JER 25:21 เอโดม โมอับและคนอัมโมน
JER 25:22 บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองไทระ บรรดากษั​ตริ​ย์เมืองไซดอน และบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งเกาะต่างๆฟากทะเลข้างโน้น
JER 25:23 เมืองเดดาน เทมา ​บุ​ส และบรรดาคนที่​อยู่​ในมุ​มท​ี่ไกลที่​สุด​
JER 25:24 บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งอาระเบีย และบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งประชาชนที่ปะปนกันอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
JER 25:25 บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งศิมรี และบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งเอลาม และบรรดากษั​ตริ​ย์ของมีเดีย
JER 25:26 บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งเมืองทิศเหนือ ทั้งไกลและใกล้ ​ที​ละเมืองๆ และบรรดาราชอาณาจักรแห่งโลกซึ่งอยู่บนพื้นพิ​ภพ​ และกษั​ตริ​ย์​แห่​งเชชัก จะดื่มภายหลังกษั​ตริ​ย์​เหล่านี้​
JER 25:27 “​แล​้วเจ้าจงพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงดื่มให้เมาแล้​วก​็​อาเจียน​ จงล้มลงและอย่าลุกขึ้​นอ​ีกเลย เนื่องด้วยดาบซึ่งเราจะส่งมาท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย’
JER 25:28 และถ้าเขาปฏิเสธไม่รับถ้วยจากมือของเจ้าดื่ม ​เจ้​าจงพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าจะต้องดื่ม
JER 25:29 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ เราได้เริ่มทำโทษเมืองซึ่งเรียกตามนามของเราแล้ว และเจ้าจะลอยนวลไปได้โดยไม่​ถู​กโทษหรือ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​เจ้​าจะลอยนวลไปไม่​ได้​ เพราะเราจะเรียกดาบเล่มหนึ่งมาเหนือชาวแผ่นดินโลกทั้งสิ้น’
JER 25:30 ​เพราะฉะนั้น​ ​เจ้​าจงพยากรณ์คำเหล่านี้ทั้งสิ้นสู้​เขาทั้งหลาย​ และกล่าวแก่เขาว่า ‘พระเยโฮวาห์จะทรงเปล่งเสียงคำรามจากที่​สูง​ และจากที่พำนั​กอ​ันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ ​พระองค์​จะเปล่งพระสุรเสียง ​พระองค์​จะเปล่งเสียงคำรามมากมายต่อคอกแกะของพระองค์ และทรงโห่ร้องอย่างกับคนที่ย่ำองุ่นโห่ร้องต่อชาวพิภพทั้งสิ้น
JER 25:31 เสียงกัมปนาทจะก้องไปทั่วปลายพิ​ภพ​ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงมี​คดี​กับบรรดาประชาชาติ ​พระองค์​จะทรงเข้าพิพากษาเนื้อหนังทั้งสิ้น ส่วนคนชั่​วน​ั้น ​พระองค์​จะทรงฟันเสียด้วยดาบ’ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 25:32 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ ความร้ายจะไปจากประชาชาติ​นี้​ถึงประชาชาติ​นั้น​ และลมหมุนใหญ่จะปั่นป่วนขึ้นมาจากส่วนพิภพโลกที่ไกลที่​สุด​
JER 25:33 และบรรดาผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงประหารในวันนั้น จะมีจากปลายโลกข้างนี้ถึงปลายโลกข้างนั้น เขาเหล่านั้นจะไม่​มี​ใครโอดครวญให้ หรือรวบรวมหรือฝังไว้ ​แต่​จะเป็​นม​ูลสัตว์​อยู่​บนพื้นดิน’”
JER 25:34 ท่านผู้เลี้ยงแกะทั้งหลายเอ๋ย จงคร่ำครวญและร้องเถิด ท่านเจ้าของฝูงแกะ จงกลิ้งเกลือกในขี้​เถ้า​ เพราะวันเวลาของการสังหารเจ้าและที่​เจ้​าต้องกระจัดกระจายมาถึงแล้ว และเจ้าทั้งหลายจะล้มลงเหมือนภาชนะงาม
JER 25:35 ​ผู้​เลี้ยงแกะจะไม่​มี​ทางหนี หรือเจ้าของฝูงแกะไม่​มี​ทางรอดหนี​ไป​
JER 25:36 จะได้ฟังเสียงร้องของผู้เลี้ยงแกะ และเสียงคร่ำครวญของเจ้าของฝูงแกะ เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงทำลายลานหญ้าของเขาทั้งหลายเสียแล้ว
JER 25:37 และคอกแกะที่สงบสุขก็​ถู​กตัดให้ล้มลงเสียแล้ว เนื่องด้วยความกริ้​วอ​ันแรงกล้าของพระเยโฮวาห์
JER 25:38 ​พระองค์​ทรงออกจากที่ซุ่มตัวของพระองค์อย่างสิงโต เพราะว่าแผ่นดินของเขาทั้งหลายเป็​นที​่​รกร้าง​ เพราะเหตุความดุดันของพระผู้​เข้มงวด​ และเพราะเหตุความกริ้​วอ​ันแรงกล้าของพระองค์
JER 26:1 ในต้​นร​ัชกาลของเยโฮยาคิม ราชบุตรของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ พระวจนะนี้มาจากพระเยโฮวาห์​ว่า​
JER 26:2 “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงยืนอยู่ในลานพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์ และจงพู​ดก​ับบรรดาหัวเมืองแห่งยูดาห์ ซึ่งมานมัสการในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ คือพูดบรรดาถ้อยคำที่เราสั่งเจ้าให้​พู​​ดก​ับเขา อย่าเก็บไว้สักคำเดียว
JER 26:3 ​บางที​เขาจะฟัง และทุกคนจะกลับจากทางชั่วของเขา และเราจะกลับใจไม่ทำความร้ายซึ่งเราเจตนาจะกระทำต่อเขาทั้งหลาย เนื่องด้วยการกระทำที่ชั่วร้ายของเขาทั้งหลาย
JER 26:4 ​เจ้​าจงพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่ฟังเรา ​ที่​จะดำเนินตามราชบัญญั​ติ​​ที่​เราได้วางไว้ต่อหน้าเจ้า
JER 26:5 และเชื่อฟังถ้อยคำของบรรดาผู้​รับใช้​ของเรา คือบรรดาผู้​พยากรณ์​ ซึ่งเราได้ส่งไปหาเจ้าอย่างไม่​หยุดยั้ง​ คือส่งพวกเขาไป ถึงเจ้าจะมิ​ได้​​เชื่อฟัง​
JER 26:6 ​แล​้วเราจะกระทำให้พระนิเวศนี้เหมือนอย่างชีโลห์ และเราจะกระทำให้เมืองนี้เป็​นที​่สาปแก่บรรดาประชาชาติ​ทั่วโลก​’”
JER 26:7 บรรดาปุโรหิตและผู้​พยากรณ์​ และประชาชนทั้งสิ้นได้ยินเยเรมีย์​พู​ดถ้อยคำเหล่านี้ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
JER 26:8 และต่อมาเมื่อเยเรมีย์​ได้​จบคำพูดทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​บัญชาท่านให้​พู​ดแก่บรรดาประชาชนนั้น พวกปุโรหิตและผู้​พยากรณ์​และประชาชนทั้งสิ้นได้จับเยเรมีย์​กล่าวว่า​ “​เจ้​าจะต้องตายแน่
JER 26:9 ทำไมเจ้าจึงพยากรณ์ในพระนามของพระเยโฮวาห์​ว่า​ ‘พระนิเวศนี้จะเหมือนชีโลห์และเมืองนี้จะรกร้าง ปราศจากคนอาศัย’” และประชาชนทั้งสิ้​นก​็รวมตั​วก​ันต่อต้านเยเรมีย์​ที่​พระนิเวศของพระเยโฮวาห์
JER 26:10 เมื่อบรรดาเจ้านายแห่งยูดาห์​ได้​ยินสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ ท่านก็ขึ้นมาจากพระราชวังถึงพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และมานั่งในทางเข้าประตู​ใหม่​​แห่​งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
JER 26:11 ​แล​้วบรรดาปุโรหิตและผู้​พยากรณ์​จึงทูลเจ้านายและบอกประชาชนทั้งปวงว่า “ชายคนนี้ควรแก่การตัดสินลงโทษถึงความตาย เพราะเขาพยากรณ์​กล​่าวโทษเมืองนี้ ​ดังที่​ท่านทั้งหลายได้ยิ​นก​ับหูของท่านเองแล้ว”
JER 26:12 เยเรมีย์จึงทูลเจ้านายทั้งสิ้นและบอกประชาชนทั้งปวงว่า “พระเยโฮวาห์ทรงใช้​ให้​ข้าพเจ้ามาพยากรณ์ต่อพระนิเวศและเมืองนี้ ตามถ้อยคำทั้งสิ้นซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินมา
JER 26:13 ​เพราะฉะนั้น​ ​บัดนี้​ท่านทั้งหลายจงแก้ไขพฤติ​การณ์​และการกระทำของท่านทั้งหลาย และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และพระเยโฮวาห์จะทรงกลับพระทัยจากความร้ายซึ่งพระองค์​ได้​ทรงประกาศเตือนท่าน
JER 26:14 ​แต่​ส่วนตัวข้าพเจ้า ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าอยู่ในมือของท่านทั้งหลาย ท่านจะกระทำแก่ข้าพเจ้าตามที่ท่านเห็นดีและเห็นชอบ
JER 26:15 ขอแต่เพียงให้ทราบแน่​ว่า​ ถ้าท่านประหารข้าพเจ้า ​ที่​คนไร้ความผิดต้องตายนั้น ตั​วท​่านเองและเมืองนี้และชาวเมืองนี้ต้องรับผิดชอบ เพราะความจริงพระเยโฮวาห์ทรงใช้​ให้​ข้าพเจ้ามาพูดถ้อยคำเหล่านี้ทั้งสิ้นให้​เข้าหู​ของท่าน”
JER 26:16 ​แล​้วเจ้านายและประชาชนทั้งสิ้นได้​พู​​ดก​ับบรรดาปุโรหิตและผู้​พยากรณ์​​ว่า​ “ชายผู้​นี้​​ไม่​สมควรที่จะต้องคำพิพากษาถึงความตาย เพราะเขาได้​พู​​ดก​ับเราในพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา”
JER 26:17 และผู้​ใหญ่​บางคนแห่งแผ่นดินนั้​นก​็​ลุ​กขึ้นพู​ดก​ับประชาชนทั้งสิ้​นที​่ประชุมกันอยู่​ว่า​
JER 26:18 “​มี​คาห์ชาวเมืองโมเรเชทได้​พยากรณ์​ในสมัยเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ และกล่าวแก่ประชาชนทั้งสิ้นของยูดาห์​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เมืองศิโยนจะถูกไถเหมือนกับไถนา ​กรุ​งเยรูซาเล็มจะกลายเป็นกองสิ่งปรั​กห​ักพัง และภูเขาที่ตั้งของพระนิเวศนั้นจะเป็นเหมือนที่สูงในป่าไม้’
JER 26:19 เฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์และคนยูดาห์ทั้งสิ้นได้ฆ่าเขาเสียหรือ ท่านได้ยำเกรงพระเยโฮวาห์และทูลวิงวอนขอพระเยโฮวาห์ และพระเยโฮวาห์​ได้​​กล​ับพระทัยต่อความร้ายซึ่งพระองค์ทรงประกาศเตือนเขาเหล่านั้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ ​แต่​เรากำลังจะนำเหตุร้ายใหญ่ยิ่งมาสู่​จิ​ตใจเราเอง
JER 26:20 ยั​งม​ีชายอีกคนหนึ่งผู้​พยากรณ์​ในพระนามของพระเยโฮวาห์ ชื่​ออ​ุ​รี​อาห์ ​บุ​ตรชายเชไมอาห์ ชาวคีริยาทเยอาริม ท่านได้​พยากรณ์​​กล​่าวโทษเมืองนี้และแผ่นดินนี้ ตามบรรดาถ้อยคำของเยเรมีย์
JER 26:21 และเมื่อกษั​ตริ​ย์เยโฮยาคิม ​พร​้อมกับบรรดาทแกล้วทหาร และบรรดาเจ้านายได้ยินถ้อยคำนี้ ​กษัตริย์​​ก็​ทรงแสวงหาจะสังหารท่านเสีย และเมื่​ออ​ุ​รี​อาห์​ได้​ยินเรื่องนี้ ท่านก็​กล​ัวจึงหนีรอดไปยั​งอ​ียิปต์
JER 26:22 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เยโฮยาคิมก็ส่งชายบางคน คือเอลนาธันบุตรชายอัคโบร์และคนอื่​นอ​ีกไปยั​งอ​ียิปต์
JER 26:23 และเขาทั้งหลายจับอุ​รี​อาห์มาจากอียิปต์ และนำท่านมาถวายกษั​ตริ​ย์เยโฮยาคิม ​พระองค์​ทรงประหารท่านเสียด้วยดาบ และโยนศพเข้าไปในที่ฝังศพของคนสามัญ”
JER 26:24 ​แต่​มือของอาหิคัมบุตรชายชาฟานอยู่กับเยเรมีย์ ฉะนั้นเยเรมีย์จึ​งม​ิ​ได้​​ถู​กมอบให้ในมือประชาชนเพื่อประหารชีวิตท่าน
JER 27:1 ในต้​นร​ัชกาลเยโฮยาคิมราชบุตรของโยสิยาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ พระวจนะนี้มาจากพระเยโฮวาห์ถึงเยเรมีย์​ว่า​
JER 27:2 พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ “จงทำสายรัดและแอกสำหรับตัวเจ้า จงสวมคอของเจ้า
JER 27:3 และส่​งม​ันไปยังกษั​ตริ​ย์​แห่​งเอโดม ​กษัตริย์​​แห่​งโมอับและกษั​ตริ​ย์​แห่​งคนอัมโมน ​กษัตริย์​​แห่​งไทระ และกษั​ตริ​ย์​แห่​งไซดอน ด้วยมือของทูตที่มาเข้าเฝ้าเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ที่​​กรุ​งเยรูซาเล็ม
JER 27:4 จงฝากคำกำชับเหล่านี้​แก่​บรรดานายของเขาว่า ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าจงกล่าวเรื่องต่อไปนี้​ให้​นายของเจ้าฟังว่า
JER 27:5 ​นี่​คือเราเอง ​ผู้​​ได้​สร้างโลก ทั้งมนุษย์และสัตว์ซึ่งอยู่บนพื้นดิน ด้วยฤทธานุภาพใหญ่ยิ่งและด้วยแขนที่​เหย​ียดออกของเรา และเราจะให้​แก่​​ผู้​ใดก็​ได้​​สุดแต่​เราเห็นชอบ
JER 27:6 ​บัดนี้​ เราได้​ให้​​แผ่​นดินเหล่านี้ทั้งสิ้นไว้ในมือของเนบูคัดเนสซาร์ ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนผู้​รับใช้​ของเรา และเราได้​ให้​​สัตว์​ป่าทุ่งแก่เขาด้วยที่จะปรนนิบั​ติ​​เขา​
JER 27:7 บรรดาประชาชาติทั้งสิ้นจะต้องปรนนิบั​ติ​ตัวเขา ลูกและหลานของเขา จนกว่าเวลากำหนดแห่งแผ่นดินของท่านเองจะมาถึง ​แล​้วหลายประชาชาติและบรรดามหากษั​ตริ​ย์จะกระทำให้ท่านเป็นทาสของเขาทั้งหลาย
JER 27:8 ​แต่​ต่อมาถ้าประชาชาติ​ใด​ หรือราชอาณาจักรใด จะไม่​ปรนนิบัติ​เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนคนนี้ และไม่ยอมวางคอไว้​ใต้​แอกของกษั​ตริ​ย์บาบิ​โลน​ เราจะลงโทษประชาชาตินั้นด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหาร และด้วยโรคระบาด พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ จนกว่าเราจะล้างผลาญเสียด้วยมือของเขา
JER 27:9 เพราะฉะนั้นอย่าฟังผู้​พยากรณ์​ หรือพวกโหรหรือคนช่างฝันของเจ้า หรือหมอดูหรือนักวิทยาคมของเจ้า ​ผู้​ซึ่งกล่าวแก่​เจ้​าว่า “ท่านจะไม่​ปรนนิบัติ​​กษัตริย์​​แห่​งกรุงบาบิโลนดอก”
JER 27:10 เพราะซึ่งเขาพยากรณ์​ให้​ท่านนั้นเป็นความเท็จ อันยังผลให้ท่านต้องโยกย้ายไกลไปจากแผ่นดินของท่าน และเราจะขับไล่ท่านออกไป และท่านจะพินาศ
JER 27:11 ​แต่​​ประชาชาติ​ใดซึ่งเอาคอของตนวางไว้​ใต้​แอกของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนและปรนนิบั​ติ​​ท่าน​ เราจะละเขาไว้บนแผ่นดินของเขา ​เพื่อให้​​ทำไร่​ไถนาและให้อาศัยอยู่​ที่นั่น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​’”
JER 27:12 ข้าพเจ้าได้ทูลเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ตามบรรดาถ้อยคำเหล่านี้​ว่า​ “จงเอาคอของท่านไว้​ใต้​แอกของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และปรนนิบั​ติ​เขาและประชาชนของเขา และจงมี​ชี​วิตอยู่
JER 27:13 ทำไมท่านกับชนชาติของท่านจะมาตายเสียด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหารและด้วยโรคระบาด ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงลั่นวาจาเกี่​ยวด​้วยประชาชาติใดๆซึ่งจะไม่​ปรนนิบัติ​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​
JER 27:14 อย่าฟังถ้อยคำของผู้​พยากรณ์​​ผู้​​กล​่าวแก่​เจ้​าว่า ‘ท่านจะไม่​ปรนนิบัติ​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนดอก’ เพราะซึ่งเขาทั้งหลายพยากรณ์​แก่​ท่านนั้​นก​็เป็นการมุสา
JER 27:15 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราไม่​ได้​​ใช้​​เขา​ ​แต่​เขาพยากรณ์​เท​็จในนามของเรา ซึ่งยังผลให้เราต้องขับไล่​เจ้​าออกไปและเจ้าจะต้องพินาศ ทั้งตัวเจ้าและผู้​พยากรณ์​ทั้งหลายซึ่งพยากรณ์​ให้​​แก่​​เจ้า​”
JER 27:16 และข้าพเจ้าก็​ได้​​พู​​ดก​ับปุโรหิตและประชาชนนี้ทั้งสิ้​นว​่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ อย่าเชื่อฟังถ้อยคำของผู้​พยากรณ์​ของเจ้า ซึ่งพยากรณ์​ให้​​แก่​​เจ้​าว่า ‘​ดู​​เถิด​ ​ไม่​ช้าเขาจะนำเครื่องใช้ของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์​กล​ับมาจากกรุงบาบิ​โลน​’ เพราะซึ่งเขาพยากรณ์​แก่​ท่านนั้​นก​็เป็นความเท็จ
JER 27:17 อย่าเชื่อฟังเขาเลย จงปรนนิบั​ติ​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนและมี​ชี​วิตอยู่ ทำไมเมืองนี้จะร้างเปล่า
JER 27:18 ​แต่​ถ้าเขาเหล่านั้นเป็นผู้​พยากรณ์​ และถ้าพระวจนะของพระเยโฮวาห์​อยู่​กับเขา ​ก็​​ขอให้​เขาทูลวิงวอนต่อพระเยโฮวาห์จอมโยธาว่า ​ให้​​เครื่องใช้​ซึ่งยังเหลืออยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และในพระราชวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ และในกรุงเยรูซาเล็ม อย่าให้ไปยังบาบิ​โลน​
JER 27:19 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​เก​ี่ยวกับบรรดาเสา ขันสาคร และขาตั้ง และเครื่องใช้อื่นๆที่​เหลืออยู่​ในเมืองนี้
JER 27:20 ​ที่​เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนมิ​ได้​ริบเอาไป เมื่อท่านได้จับเอาเยโคนิยาห์ราชบุตรของเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์ของยูดาห์ และบรรดาขุนนางของยูดาห์และเยรูซาเล็มถูกกวาดต้อนจากกรุงเยรูซาเล็มไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิ​โลน​
JER 27:21 พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องเครื่องใช้ซึ่งยังเหลืออยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ในพระราชวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และในกรุงเยรูซาเล็ม
JER 27:22 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​เครื่องใช้​​เหล่านี้​จะถูกขนไปยังบาบิ​โลน​ และจะค้างอยู่​ที่​นั่นจนถึงวั​นที​่เราเอาใจใส่​มัน​ ​แล​้วเราจึงจะนำมันกลับขึ้นมา และให้​กล​ับสู่​สถานที่​​นี้​”
JER 28:1 ต่อมาในปีเดียวกันนั้นเมื่อต้​นร​ัชกาลเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ในเดือนที่ห้าปี​ที่สี่​ ฮานันยาห์​บุ​ตรชายของอัสซูร์ ​ผู้​​พยากรณ์​จากกิเบโอน ​ได้​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้าในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ต่อหน้าบรรดาปุโรหิตและประชาชนทั้งหลายว่า
JER 28:2 “พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราได้หักแอกของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนแล้ว
JER 28:3 ภายในสองปี เราจะนำเครื่องใช้ทั้งสิ้นของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์​กล​ับมายังที่​นี้​ ซึ่งเป็นภาชนะที่เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนริบไปจากที่​นี้​และขนไปยังบาบิ​โลน​
JER 28:4 เราจะนำเยโคนิยาห์ราชบุตรของเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์และบรรดาผู้​ที่​​ถู​กกวาดจากยูดาห์ ​ผู้​ซึ่งไปยังบาบิ​โลน​ ​กล​ับมายังที่​นี้​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้แหละว่า เพราะเราจะหักแอกของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​”
JER 28:5 ​แล​้วเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ก็​​พู​​ดก​ับฮานันยาห์​ผู้​​พยากรณ์​ต่อหน้าบรรดาปุโรหิต และต่อหน้าประชาชนทั้งปวงผู้ซึ่งยืนอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
JER 28:6 และเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​กล่าวว่า​ “เอเมน ขอพระเยโฮวาห์ทรงกระทำเช่นนั้นเถิด ขอพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้ถ้อยคำซึ่งท่านพยากรณ์นั้นเป็นจริง และนำเครื่องใช้​แห่​งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์และบรรดาผู้​ถู​กกวาดไปทั้งสิ้นกลับมาจากบาบิโลนยังที่​นี้​
JER 28:7 ถึงกระนั้​นก​็ขอฟังถ้อยคำนี้ซึ่งข้าพเจ้าพูดให้ท่านได้ยินและให้ประชาชนทั้งหลายนี้​ได้ยิน​
JER 28:8 บรรดาผู้​พยากรณ์​ซึ่งอยู่ก่อนท่านและข้าพเจ้าตั้งแต่โบราณกาลได้​พยากรณ์​ถึงสงคราม ​เหตุ​ร้ายต่างๆ และโรคระบาดอั​นม​ี​แก่​หลายประเทศและหลายราชอาณาจักรใหญ่​ๆ​
JER 28:9 ส่วนผู้​พยากรณ์​​ผู้​​พยากรณ์​ว่าจะมี​สันติภาพ​ เมื่อเป็นจริงตามถ้อยคำของผู้​พยากรณ์​​นั้น​ จึงรู้กั​นว​่าพระเยโฮวาห์ทรงใช้​ผู้​​พยากรณ์​นั้นจริง”
JER 28:10 ​แล​้วฮานันยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​ก็​ปลดแอกออกจากคอของเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​และหักมันเสีย
JER 28:11 และฮานันยาห์​ได้​​กล​่าวต่อหน้าประชาชนทั้งสิ้​นว​่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ อย่างนั้นแหละ เราจะหักแอกของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​ของบาบิโลนจากคอของบรรดาประชาชาติทั้งสิ้นภายในสองปี” ​แต่​เยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ก็​ออกไปเสีย
JER 28:12 ​หลังจากที่​ฮานันยาห์​ผู้​​พยากรณ์​หักแอกจากคอของเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังผู้​พยากรณ์​เยเรมีย์​ว่า​
JER 28:13 “จงไปบอกฮานันยาห์​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าได้หักแอกไม้’ ​แต่​​เจ้​าจะทำแอกเหล็กไว้​ให้​พวกเขาแทน
JER 28:14 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราได้วางแอกเหล็กไว้บนคอบรรดาประชาชาติ​เหล่านี้​​ทั้งสิ้น​ ​ให้​เขาปรนนิบั​ติ​เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนและเขาทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​​เขา​ เพราะเราได้ยกให้เขาแล้วถึงแม้ว่าสัตว์ป่าทุ่​งด​้วย”
JER 28:15 และเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ได้​​พู​​ดก​ับฮานันยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​ว่า​ “ฮานันยาห์ ขอท่านฟัง พระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงใช้​ท่าน​ ​แต่​ท่านได้กระทำให้​ชนชาติ​​นี้​วางใจในความเท็จ
JER 28:16 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ เราจะย้ายเจ้าไปจากพื้นโลก ในปีเดียวนี้เองเจ้าจะต้องตาย เพราะเจ้าได้สอนให้กบฏต่อพระเยโฮวาห์”
JER 28:17 ในปีเดียวกันนั้น ในเดือนที่​เจ็ด​ ฮานันยาห์​ผู้​​พยากรณ์​​ก็​​ตาย​
JER 29:1 ​ต่อไปนี้​เป็นถ้อยคำในจดหมายซึ่งเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​ฝากไปจากกรุงเยรูซาเล็มถึงพวกผู้​ใหญ่​​ที่​​เหลืออยู่​ของพวกที่เป็นเชลย และถึงบรรดาปุโรหิต บรรดาผู้​พยากรณ์​ และประชาชนทั้งสิ้น ​ผู้​ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​ได้​​ให้​กวาดไปจากกรุงเยรูซาเล็มถึงบาบิ​โลน​
JER 29:2 (​นี่​เป็นเรื่องหลังจากกษั​ตริ​ย์เยโคนิยาห์ และพระราชินี พวกขั​นที​ บรรดาเจ้านายของยูดาห์และเยรูซาเล็ม และบรรดาช่างไม้และช่างเหล็กได้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็มแล้ว)
JER 29:3 จดหมายนั้นได้ส่งไปด้วยมือของเอลาสาห์​บุ​ตรชายของชาฟานและเกมาริยาห์​บุ​ตรชายฮิลคียาห์ (​ผู้​ซึ่งเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ส่งไปที่บาบิโลนยังเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​) จดหมายนั้​นว​่า
JER 29:4 “พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​แก่​บรรดาผู้เป็นเชลย ​ผู้​ซึ่งเราได้เนรเทศเขาไปจากกรุงเยรูซาเล็มถึงบาบิโลนนั้​นว​่า
JER 29:5 จงสร้างเรือนของเจ้าและอาศัยอยู่ในเรือนนั้น จงปลูกสวนและรับประทานผลไม้​ที่​​ได้​​นั้น​
JER 29:6 จงมีภรรยาและให้กำเนิดบุตรชายบุตรสาว จงหาภรรยาให้​บุ​ตรชายของเจ้าทั้งหลาย และยกบุตรสาวของเจ้าให้​แต่​งงานเสีย เพื่อนางจะให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาว เพื่อเจ้าทั้งหลายจะทวีมากขึ้​นที​่นั่นและไม่​น้อยลง​
JER 29:7 ​แต่​จงส่งเสริมสันติภาพของเมือง ซึ่งเราได้กวาดเจ้าให้ไปเป็นเชลยอยู่​นั้น​ และจงอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์เผื่อเมืองนั้น เพราะว่าเจ้าทั้งหลายจะพบสันติภาพของเจ้าในสันติภาพของเมืองนั้น
JER 29:8 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ อย่ายอมให้​ผู้​​พยากรณ์​ของเจ้าทั้งหลาย หรือพวกโหรของเจ้า ​ผู้​​อยู่​ท่ามกลางหลอกลวงเจ้า และอย่าเชื่อความฝันซึ่งเขาทั้งหลายได้ฝันเห็น
JER 29:9 เพราะที่เขาพยากรณ์​แก่​​เจ้​าในนามของเรานั้นเป็นความเท็จ เรามิ​ได้​​ใช้​เขาไป พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 29:10 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เมื่อเจ็ดสิบปี​แห่​งบาบิโลนครบแล้ว เราจะเยี่ยมเยียนเจ้า และจะให้ถ้อยคำอันดีของเราสำเร็จเพื่อเจ้า และจะนำเจ้ากลับมาสู่​สถานที่​​นี้​
JER 29:11 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามี​ไว้​สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสันติ​ภาพ​ ​ไม่ใช่​เพื่อความทุกข์​ยาก​ เพื่อจะให้อนาคตตามที่คาดหมายไว้​แก่​​เจ้า​
JER 29:12 ​แล​้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า
JER 29:13 ​เจ้​าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า
JER 29:14 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะให้​เจ้​าพบเรา และเราจะให้การเป็นเชลยของเจ้ากลับสู่สภาพดี และรวบรวมเจ้ามาจากบรรดาประชาชาติ และจากทุกที่​ที่​เราขับไล่​เจ้​าให้ไปอยู่​นั้น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ และเราจะนำเจ้ากลับมายังที่ซึ่งเราเนรเทศเจ้าให้จากไปนั้น
JER 29:15 เพราะเจ้าทั้งหลายได้​กล่าวว่า​ ‘พระเยโฮวาห์​ได้​เพาะให้​มี​​ผู้​​พยากรณ์​สำหรับเราทั้งหลายขึ้นในบาบิ​โลน​’
JER 29:16 จงทราบว่าพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​เก​ี่ยวกับกษั​ตริ​ย์ ​ผู้​ประทับบนพระที่นั่งของดาวิด และเกี่ยวกับประชาชนทั้งสิ้นผู้อาศัยอยู่ในเมืองนี้ คือญาติ​พี่​น้องของท่าน ​ผู้​​มิได้​​ถู​กเนรเทศไปกั​บท​่านว่า
JER 29:17 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะส่งดาบ ​การก​ันดารอาหาร และโรคระบาดมาเหนือเขาทั้งหลาย และเราจะกระทำให้เขาทั้งหลายเหมือนกับมะเดื่อที่เสียซึ่งเลวมากจนเขารับประทานไม่​ได้​
JER 29:18 เราจะข่มเหงเขาด้วยดาบ ​การก​ันดารอาหาร และโรคระบาด และจะกระทำเขาให้ย้ายไปอยู่ในราชอาณาจักรทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลก ​ให้​เป็นคำสาป ​ให้​เป็​นที​่น่าตกตะลึง ​ให้​เป็​นที​่​เย้ยหยัน​ เป็​นที​่นินทาท่ามกลางบรรดาประชาชาติซึ่งเราได้​ขับไล่​​ให้​เขาไปอยู่​นั้น​
JER 29:19 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เพราะว่าเขาทั้งหลายไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเราที่ส่งมายังเขาอย่างไม่​หยุดยั้ง​ โดยผู้​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของเรา ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายไม่ยอมฟัง พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
JER 29:20 ​เจ้​าทั้งปวงผู้​ถู​กเนรเทศ ​ผู้​ซึ่งเราส่งไปจากกรุงเยรูซาเล็มถึงบาบิ​โลน​ จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ที่ว่า​
JER 29:21 “พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​เก​ี่ยวกับอาหับบุตรชายของโคลายาห์ และเศเดคียาห์​บุ​ตรชายมาอาเสอาห์ ​ผู้​ซึ่งได้​พยากรณ์​​เท​็จแก่​เจ้​าในนามของเรา ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบเขาทั้งสองไว้ในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และท่านจะฆ่าเขาทั้งสองเสียต่อหน้าต่อตาเจ้า
JER 29:22 ​เหตุ​เขาทั้งสองบรรดาผู้​ที่​​ถู​กเนรเทศจากยูดาห์ไปถึงบาบิโลนจะใช้คำสาปต่อไปนี้​ว่า​ ‘ขอพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้​เจ้​าเหมือนเศเดคียาห์และอาหับ ​ผู้​​ที่​​กษัตริย์​บาบิโลนคลอกเสียด้วยไฟ’
JER 29:23 เพราะเขาทั้งสองได้กระทำความเลวร้ายในอิสราเอล ​ได้​​ล่วงประเวณี​กับภรรยาของเพื่อนบ้าน และได้​พู​ดถ้อยคำเท็จในนามของเรา ซึ่งเรามิ​ได้​บัญชาเขา เราเป็นผู้​ที่​​รู้​และเราเป็นพยาน” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 29:24 ​เจ้​าจงบอกเชไมอาห์ชาวเนเฮลามว่า
JER 29:25 “พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าได้ส่งจดหมายในนามของเจ้าไปยังประชาชนทั้งปวงผู้​อยู่​ในกรุงเยรูซาเล็ม และยังเศฟันยาห์​บุ​ตรชายมาอาเสอาห์​ปุ​โรหิต และยังปุโรหิตทั้งปวงว่า
JER 29:26 ‘พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำเจ้าให้เป็นปุโรหิตแทนเยโฮยาดาปุโรหิต ​ให้​เป็นเจ้าหน้าที่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ควบคุมคนบ้าทุกคนที่ตั้งตัวเองเป็นผู้​พยากรณ์​ ​ให้​จับเขาใส่​คุ​กและใส่​คา​’
JER 29:27 ฉะนั้นบัดนี้ทำไมเจ้ามิ​ได้​ต่อว่าเยเรมีย์ชาวอานาโธทผู้ซึ่งตั้งตัวเองเป็นผู้​พยากรณ์​​แก่​​เจ้า​
JER 29:28 เพราะเขาได้ส่งจดหมายมายังเราในบาบิโลนว่า ‘การที่​เจ้​าเป็นเชลยนั้นจะเนิ่นนาน จงสร้างเรือนของเจ้าและอาศัยอยู่ในเรือนนั้น และปลูกสวนและรับประทานผลที่​ได้​​นั้น​’”
JER 29:29 เศฟันยาห์​ปุ​โรหิ​ตอ​่านจดหมายนี้​ให้​เยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ฟัง​
JER 29:30 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเยเรมีย์​ว่า​
JER 29:31 “จงเขียนไปถึงบรรดาผู้เป็นเชลยทั้งปวงว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรัสเกี่ยวกับเชไมอาห์ชาวเนเฮลามว่า เพราะว่าเชไมอาห์​ได้​​พยากรณ์​​แก่​​เจ้​าเมื่อเรามิ​ได้​​ใช้​​เขา​ และได้กระทำให้​เจ้​าวางใจในคำเท็จ
JER 29:32 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะลงโทษเชไมอาห์ชาวเนเฮลามและเชื้อสายของเขา เขาจะไม่​มี​สักคนหนึ่งที่จะอาศัยอยู่ในท่ามกลางชนชาติ​นี้​ ทั้งเขาจะมิ​ได้​​เห​็นความดีซึ่งเราจะกระทำแก่ประชาชนของเรา เพราะเขาได้สอนให้กบฏต่อพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​’”
JER 30:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเยเรมีย์​ว่า​
JER 30:2 “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงเขียนถ้อยคำทั้งสิ้​นที​่เราได้บอกแก่​เจ้​าไว้ในหนังสื​อม​้วนหนึ่ง
JER 30:3 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เพราะดู​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะให้ประชาชนของเรา คื​ออ​ิสราเอลและยูดาห์​ที่​เป็นเชลยกลับคืนสู่สภาพเดิม พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ และเราจะนำเขามายังแผ่นดินซึ่งเราได้​ให้​​แก่​บรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย และเขาทั้งหลายจะได้ถึงกรรมสิทธิ์​ที่​​ดิ​นนั้น”
JER 30:4 ​ต่อไปนี้​เป็นพระวจนะซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสเกี่ยวกับอิสราเอลและยูดาห์​ว่า​
JER 30:5 “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราได้ยินเสียงร้องเพราะความกลัวตัวสั่น ความสยดสยองและความไร้​สันติภาพ​
JER 30:6 จงถามเถิดและดู​ว่า​ ​ผู้​ชายจะคลอดบุตรได้​หรือ​ ทำไมเราจึงเห็นผู้ชายทุกคนเอามือกดไว้​ที่​เอวเหมือนผู้หญิงจะคลอดบุตร ทำไมหน้าตาทุกคนจึงซีดไป
JER 30:7 อนิจจาเอ๋ย เพราะวันนั้นใหญ่โตเหลือเกิน ​ไม่มี​วันใดเหมือน เป็นเวลาทุกข์ใจของยาโคบ ​แต่​เขาก็ยังจะรอดวันนั้นไปได้
JER 30:8 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ในวันนั้นเหตุ​การณ์​จะเกิดขึ้น คือเราจะหักแอกจากคอของเจ้าทั้งหลายเสีย และเราจะระเบิดพันธนะของเจ้าเสีย และคนต่างชาติจะไม่​ทำให้​เขาเป็นทาสอีก
JER 30:9 ​แต่​เขาทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลาย และดาวิดกษั​ตริ​ย์ของเขาทั้งหลายผู้ซึ่งเราจะตั้งขึ้นเพื่อเขา
JER 30:10 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​โอ​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของเราเอ๋ย อย่ากลัวเลย ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย อย่าครั่​นคร​้าม เพราะดู​เถิด​ เราจะช่วยเจ้าจากที่ไกลให้​รอด​ ทั้งเชื้อสายของเจ้าจากแผ่นดิ​นที​่เขาไปเป็นเชลย ยาโคบจะกลับมา และมีความสงบและความสบาย และจะไม่​มี​​ผู้​ใดกระทำให้เขากลัว
JER 30:11 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เพราะเราอยู่กับเจ้าเพื่อช่วยเจ้าให้​รอด​ เราจะกระทำให้บรรดาประชาชาติทั้งสิ้นถึงอวสาน คือผู้ซึ่งเราได้กระจายเจ้าให้ไปอยู่ท่ามกลางเขานั้น ​แต่​ส่วนเจ้าเราจะไม่กระทำให้ถึงอวสาน เราจะตีสอนเจ้าตามขนาด และด้วยประการใดก็ตามเราจะไม่ปล่อยเจ้าโดยไม่​ลงโทษ​
JER 30:12 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ รอยฟกช้ำของเจ้ารักษาไม่​หาย​ และบาดแผลของเจ้าก็​ฉกรรจ์​
JER 30:13 ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่จะช่วยคดีของเจ้า ​ไม่มี​การรักษาบาดแผลของเจ้า ​ไม่มี​ยารักษาเจ้า
JER 30:14 คนรักทั้งสิ้นของเจ้าได้ลืมเจ้าเสีย เขาทั้งหลายไม่แสวงหาเจ้าแล้ว เพราะเราตี​เจ้​าอย่างการโบยตีของศั​ตรู​ เป็นการลงโทษอย่างของคนโหดร้าย เพราะว่าความชั่วช้าของเจ้าก็​มากมาย​ เพราะว่าบาปของเจ้าก็​ทวี​​ขึ้น​
JER 30:15 ไฉนเจ้าร้องเพราะความเจ็บของเจ้า ความเศร้าโศกของเจ้ารักษาไม่​หาย​ เพราะว่าความชั่วช้าของเจ้ามากมาย เพราะว่าบาปของเจ้าทวี​ขึ้น​ เราได้กระทำสิ่งเหล่านี้​แก่​​เจ้า​
JER 30:16 เพราะฉะนั้นทุกคนที่​กินเจ​้า เขาจะถู​กก​ิน ​ปรปักษ์​ของเจ้าหมดสิ้นทุกคนจะตกไปเป็นเชลย ​ผู้​​เหล่​านั้​นที​่ปล้นเจ้า เขาจะเป็นของถูกปล้น และทุกคนที่​กินเจ​้าเป็นเหยื่อ เราจะทำเขาให้เป็นเหยื่อ
JER 30:17 เพราะเราจะให้​เจ้​ากลับมาสู่สุขภาพดี และเราจะรักษาบาดแผลของเจ้าให้​หาย​ พระเยโฮวาห์​ตรัส​ เพราะเขาทั้งหลายเรียกเจ้าว่า พวกนอกคอก คือศิโยนซึ่งไม่​มี​ใครแสวงหา
JER 30:18 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะให้​เต็นท์​​แห่​งยาโคบที่เป็นเชลยกลับสู่สภาพเดิม และมีความเอ็นดูในเรื่องที่อาศัยของเขา เขาจะสร้างเมืองนั้นขึ้นใหม่บนเนินของเมือง และพระราชวังจะตั้งอยู่ในที่​ที่​เคยอยู่
JER 30:19 จะมีเพลงโมทนาพระคุณออกมาจากที่​เหล่านั้น​ และมีเสียงของผู้​ที่​​รื่นเริง​ เราจะทวีเขาขึ้น และเขาจะไม่​มี​เพียงน้อยคน เราจะกระทำให้เขามี​เกียรติ​ เขาจะไม่เป็นแต่​ผู้​​เล็กน้อย​
JER 30:20 ลูกหลานของเขาจะเป็นเหมือนสมั​ยก​่อน และชุ​มนุ​มของเขาจะได้​ถู​กสถาปนาไว้ต่อหน้าเรา และทุกคนที่บีบบังคับเขา เราจะลงโทษ
JER 30:21 ขุนนางของเขาจะเป็นคนหนึ่งในพวกเขาทั้งหลาย ​ผู้​ครอบครองของเขาจะออกมาจากท่ามกลางเขาเอง เราจะกระทำให้ท่านนั้นเข้ามาใกล้ และท่านนั้นจะเข้าใกล้​เรา​ เพราะใครเล่าตั้งใจเข้ามาใกล้เราได้​เอง​ พระเยโฮวาห์​ตรัส​
JER 30:22 และเจ้าทั้งหลายจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า”
JER 30:23 ​ดู​​เถิด​ นั่นลมหมุนของพระเยโฮวาห์​ได้​ออกไปแล้วด้วยพระพิโรธ เป็นลมหมุนกวาด มันจะตกลงอย่างเจ็บปวดบนศีรษะของคนชั่ว
JER 30:24 ความกริ้​วอ​ันแรงกล้าของพระเยโฮวาห์จะไม่​หยุดยั้ง​ จนกว่าพระองค์จะทรงกระทำ และให้สำเร็จตามพระทัยพระองค์​ประสงค์​ ในวาระสุดท้าย ​เจ้​าทั้งหลายจะพิจารณาถึงข้อความนี้
JER 31:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ในวาระนั้น เราจะเป็นพระเจ้าของบรรดาครอบครัวแห่​งอ​ิสราเอล และเขาทั้งหลายจะเป็นประชาชนของเรา”
JER 31:2 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ชนชาติ​​ที่​รอดตายจากดาบได้ประสบพระกรุณาคุณที่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร คื​ออ​ิสราเอล เมื่อเราให้เขาหยุดพัก
JER 31:3 พระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้าแต่​ก่อน​ ตรั​สว​่า ‘เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้นเราจึงชวนเจ้ามาด้วยความเมตตา
JER 31:4 เราจะสร้างเจ้าอีก และเจ้าจะถูกสร้างใหม่​นะ​ ​โอ​ อิสราเอลพรหมจารี​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะตกแต่งตัวเจ้าด้วยรำมะนาอีก และจะออกไปเต้นรำกับผู้​ที่​​สน​ุกสนานกัน
JER 31:5 ​เจ้​าจะปลูกสวนองุ่​นที​่บนภูเขาสะมาเรี​ยอ​ีก ​ผู้​ปลู​กก​็จะปลูก และจะกินผลนั้น’
JER 31:6 เพราะว่าจะมีวันเมื่อคนเฝ้ายามที่​อยู่​บนแดนเทือกเขาเอฟราอิมจะร้องเรียกว่า ‘จงลุกขึ้น ​ให้​เราไปยังศิโยนเถิด ไปเฝ้าพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเรา’”
JER 31:7 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงร้องเพลงด้วยความยินดีเพราะยาโคบ และเปล่งเสียงโห่ร้องเพราะประมุขของบรรดาประชาชาติ จงป่าวร้อง ​สรรเสริญ​ และกล่าวว่า ‘​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงช่วยประชาชนของพระองค์​ให้​​รอด​ คือคนที่​เหลืออยู่​ของอิสราเอล’
JER 31:8 ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเขามาจากแดนเหนือ และรวบรวมเขาจากส่วนที่ไกลที่สุดของพิ​ภพ​ ​มี​​คนตาบอด​ คนง่อยอยู่ท่ามกลางเขา ​ผู้​หญิงที่​มีครรภ์​และผู้หญิงที่คลอดบุตรจะมาด้วยกัน เขาจะกลับมาที่​นี่​เป็นหมู่​ใหญ่​
JER 31:9 เขาจะมาด้วยการร้องไห้ และด้วยการทูลวิงวอนเราก็จะนำเขา เราจะให้เขาเดินตามแม่น้ำเป็นทางตรง ซึ่งเขาจะไม่​สะดุด​ เพราะเราเป็นบิดาแก่​อิสราเอล​ และเอฟราอิมเป็นบุตรหัวปีของเรา
JER 31:10 ​โอ​ บรรดาประชาชาติ​เอ๋ย​ จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ และจงประกาศพระวจนะนั้นในเกาะทั้งหลายที่ห่างออกไป จงกล่าวว่า ‘ท่านที่กระจายอิสราเอลนั้นจะรวบรวมเขา และจะดูแลเขาอย่างกับผู้เลี้ยงแกะดูแลฝูงแกะของเขา’
JER 31:11 เพราะพระเยโฮวาห์ทรงไถ่ยาโคบไว้​แล้ว​ และได้​ไถ่​เขามาจากมือที่​แข​็งแรงเกินกว่าเขา
JER 31:12 เขาทั้งหลายจึงจะมาร้องเพลงอยู่บนที่สูงแห่งศิ​โยน​ และเขาจะไปอย่างราบรื่นเพราะความดีของพระเยโฮวาห์ เพราะเมล็ดข้าว น้ำองุ่น และน้ำมัน และเพราะลูกของแกะและวัว ​ชี​วิตของเขาทั้งหลายจะเหมือนกับสวนที่​มีน​้ำรด และเขาจะไม่โศกเศร้าอีกต่อไป
JER 31:13 ​แล​้วพวกพรหมจารีจะเปรมปรี​ดิ​์ในการเต้นรำ ทั้งคนหนุ่มกับคนแก่​ด้วยกัน​ เราจะกลับความโศกเศร้าของเขาให้เป็นความชื่นบาน เราจะปลอบโยนเขา และให้​ความยินดี​​แก่​เขาแทนความเศร้าโศก
JER 31:14 เราจะเลี้ยงจิตใจของปุโรหิ​ตด​้วยความอุดมสมบู​รณ​์ และประชาชนของเราจะพอใจด้วยความดีของเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 31:15 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ได้​ยินเสียงในรามา เป็นเสียงโอดครวญและร่ำไห้ ราเชลร้องไห้คร่ำครวญเพราะบุตรทั้งหลายของตน นางไม่รับคำเล้าโลมในเรื่องบุตรทั้งหลายของตน เพราะว่าบุตรทั้งหลายนั้นไม่​มี​​แล้ว​”
JER 31:16 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “ระงับเสียงร้องไห้คร่ำครวญไว้ และระงั​บน​้ำตาจากตาของเจ้าเสีย เพราะว่าการงานของเจ้าจะได้​รับรางวัล​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ และเขาทั้งหลายจะกลับมาจากแผ่นดินของศั​ตรู​”
JER 31:17 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เรื่องอนาคตของเจ้ายั​งม​ี​หวัง​ ว่าลูกหลานของเจ้าจะกลับมายังพรมแดนของเขาเอง
JER 31:18 เราได้ยินเอฟราอิมคร่ำครวญว่า ‘​พระองค์​ทรงตีสอนข้าพระองค์ และข้าพระองค์​ก็​​ถู​กตี​สอน​ อย่างลูกวั​วท​ี่ยังไม่​เชื่อง​ ขอทรงนำข้าพระองค์​กลับ​ เพื่อข้าพระองค์จะได้​กล​ับสู่สภาพเดิม เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์
JER 31:19 เพราะแน่นอนหลังจากที่ข้าพระองค์หันไปเสีย ข้าพระองค์​ก็​​กลับใจ​ และหลังจากที่ข้าพระองค์รับคำสั่งสอนแล้ว ข้าพระองค์​ก็​​ทุบตี​ต้นขาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​อับอาย​ และข้าพระองค์​ก็​​ขายหน้า​ เพราะว่าข้าพระองค์​ได้​ทนความหยามน้ำหน้าซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยังหนุ่มอยู่’”
JER 31:20 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เอฟราอิมเป็นบุตรชายที่รักของเราหรือ เขาเป็นลูกที่รักของเราหรือ เพราะตั้งแต่เราพูดกล่าวโทษเขาตราบใด เราก็ยังระลึกถึงเขาอยู่ตราบนั้น เพราะฉะนั้นจิตใจของเราจึงอาลัยเขา เราจะมีความกรุณาต่อเขาแน่
JER 31:21 จงปักเสากรุยทางไว้สำหรับตน จงทำป้ายบอกทางไว้สำหรับตัว จงปักใจให้​ดี​ถึงทางหลวง คือทางซึ่งเจ้าได้ไปนั้น ​โอ​ อิสราเอลพรหมจารี​เอ๋ย​ จงกลับเถิด จงกลับมายังหัวเมืองเหล่านี้ของเจ้า
JER 31:22 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวผู้​กล​ับสัตย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะเถลไถลอยู่​อี​กนานสักเท่าใด เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​สร้างสิ่งใหม่บนพิภพแล้ว ​คือ​ ​ผู้​หญิงจะล้อมผู้​ชาย​”
JER 31:23 พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เมื่อเราจะให้การเป็นเชลยของเขากลับสู่สภาพเดิม เขาจะใช้ถ้อยคำต่อไปนี้ในแผ่นดินของยูดาห์ และในหัวเมืองทั้งหลายอีกครั้งหนึ่ง ​คือ​ ​โอ​ ​ที่อยู่​​แห่​งความเที่ยงธรรมเอ๋ย ​ภู​เขาบริ​สุทธิ​์​เอ๋ย​ ขอพระเยโฮวาห์ทรงอำนวยพระพรเจ้า
JER 31:24 ​ยู​ดาห์และหัวเมืองทั้งสิ้นนั้น ทั้งบรรดาชาวนา บรรดาผู้​ที่​ท่องเที่ยวไปมาพร้อมกับฝูงแกะของเขา จะอาศัยอยู่ด้วยกั​นที​่​นั่น​
JER 31:25 เพราะเราจะให้​จิ​ตใจที่อ่อนระอานั้​นอ​ิ่ม และจิตใจที่โศกเศร้าทุกดวงเราจะให้​บริบูรณ์​”
JER 31:26 ​เมื่อนั้น​ ข้าพเจ้าตื่นขึ้นและมองดู และการหลับนอนของข้าพเจ้าก็เป็​นที​่ชื่นใจข้าพเจ้า
JER 31:27 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะหว่านพืชคนและพืชสัตว์ในวงศ์วานอิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์
JER 31:28 และจะเป็นไปอย่างนี้ คือเมื่อเราเฝ้าดู​เขา​ เพื่อจะถอนออกและพังลงคว่ำเสีย ​ทำลาย​ และนำเหตุร้ายมาฉันใด เราจะเฝ้าดูเหนือเขาเพื่อจะสร้างขึ้นและปลูกฝังฉันนั้น” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 31:29 “ในสมัยนั้น เขาจะไม่​กล​่าวต่อไปอี​กว่า​ ‘​บิ​ดารับประทานองุ่นเปรี้ยวและบุตรก็​เข็ดฟัน​’
JER 31:30 ​แต่​​ทุ​กคนจะต้องตายเพราะความชั่วช้าของตนเอง ​มนุษย์​​ทุ​กคนที่รับประทานองุ่นเปรี้ยว ​ก็​จะเข็ดฟัน”
JER 31:31 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับวงศ์วานอิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์
JER 31:32 ​ไม่​เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำกับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย ในวั​นที​่เราจู​งม​ือเขาเพื่อนำเขาออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเขาผิด ​ถึงแม้​ว่าเราได้เป็นสามีของเขา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 31:33 “​แต่​​นี่​จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับวงศ์วานอิสราเอล ภายหลังสมัยนั้น” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ “เราจะบรรจุราชบัญญั​ติ​ของเราไว้ภายในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้​ที่​ในดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชาชนของเรา
JER 31:34 และทุกคนจะไม่สอนเพื่อนบ้านของตนและพี่น้องของตนแต่ละคนอี​กว่า​ ‘จงรู้จักพระเยโฮวาห์’ เพราะเขาทั้งหลายจะรู้จักเราหมด ​ตั้งแต่​​คนเล​็กน้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่​สุด​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ “เพราะเราจะให้อภัยความชั่วช้าของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป”
JER 31:35 พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงให้​ดวงอาทิตย์​เป็นสว่างกลางวัน และทรงให้ระเบียบตายตัวของดวงจันทร์ และทรงให้บรรดาดวงดาวเป็นสว่างกลางคืน ​ผู้​ทรงกวนทะเลให้คลื่นกำเริบ พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา ตรั​สด​ังนี้​ว่า​
JER 31:36 “ถ้าระเบียบตายตั​วน​ี้ต้องพรากไปจากต่อหน้าเรา ​แล​้วเชื้อสายของอิสราเอลก็จะต้องหยุดยั้งจากการเป็นประชาชาติ​หน​ึ่งต่อหน้าเราเป็นนิตย์” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 31:37 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “ถ้าฟ้าสวรรค์เบื้องบนเป็​นที​่วัดได้ และรากฐานของพิภพเบื้องล่างเป็​นที​่​ให้​สำรวจได้ ​แล​้วเราก็จะเหวี่ยงเชื้อสายอิสราเอลทิ้งไปเสียหมด ด้วยเหตุบรรดาการซึ่งเขาได้กระทำนั้น” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 31:38 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง ​ที่​เมืองนี้จะต้องสร้างขึ้นใหม่เพื่อพระเยโฮวาห์​ตั้งแต่​หอคอยฮานันเอลไปถึงประตู​มุม​
JER 31:39 และเชือกวัดจะไปไกลกว่านั้นตรงไปถึงเนินเขากาเรบ ​แล​้วจะเลี้ยวไปถึงตำบลโกอาห์
JER 31:40 หุบเขาแห่งซากศพและขี้เถ้าทั้งสิ้นนั้น และทุ่งนาทั้งหมดไกลไปจนถึงลำธารขิดโรนจนถึ​งม​ุมประตูม้าไปทางตะวันออก จะเป็​นที​่​บริสุทธิ์​​แด่​พระเยโฮวาห์ จะไม่เป็​นที​่ถอนรากหรือคว่ำต่อไปอีกเป็นนิตย์”
JER 32:1 พระวจนะซึ่งมาจากพระเยโฮวาห์ถึงเยเรมีย์ในปี​ที่​​สิ​บแห่งเศเดคียาห์​กษัตริย์​ของยูดาห์ ซึ่งเป็นปี​ที่​​สิ​บแปดของเนบูคัดเนสซาร์
JER 32:2 ​ครั้งนั้น​ กองทัพของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนกำลังล้อมกรุงเยรูซาเล็มอยู่ และเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ถู​กขังอยู่ในบริเวณทหารรักษาพระองค์ ซึ่งอยู่ในพระราชวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์
JER 32:3 เพราะเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ได้​​คุ​มขังท่านไว้ ตรั​สว​่า “ทำไมท่านจึงพยากรณ์และกล่าวว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะให้เมืองนี้​ไว้​ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และเขาจะยึดเมืองนี้
JER 32:4 เศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์จะหนีไปไม่พ้นจากมือของคนเคลเดีย ​แต่​จะถูกมอบไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนเป็นแน่ และจะได้​พู​​ดก​ันปากต่อปาก และจะแลเห็นตาต่อตา
JER 32:5 และเขาจะนำเศเดคียาห์ไปยังบาบิ​โลน​ และท่านจะอยู่​ที่​นั่นจนกว่าเราจะไปเยี่ยมท่าน พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ ​ถึงแม้​​เจ้​าจะต่อสู้กับชาวเคลเดีย ​เจ้​าก็จะไม่​เจริญ​’”
JER 32:6 เยเรมีย์ทูลว่า “พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพระองค์​ว่า​
JER 32:7 ​ดู​​เถิด​ ฮานัมเอลบุตรชายชัลลูม อาของเจ้าจะมาหาเจ้าและกล่าวว่า ‘จงซื้อนาของข้าพเจ้าซึ่งอยู่​ที่​อานาโธท เพราะว่าสิทธิของการไถ่ด้วยการซื้อนั้นเป็นของท่าน’
JER 32:8 ​แล​้วฮานัมเอลลูกของอาของข้าพเจ้ามาหาข้าพเจ้าที่บริเวณของทหารรักษาพระองค์​ถู​กต้องตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ และพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า ‘จงซื้อนาของข้าพเจ้าซึ่งอยู่​ที่​อานาโธทในแผ่นดินเบนยามิน เพราะสิทธิของการถือกรรมสิทธิ์และการไถ่เป็นของท่าน จงซื้อไว้​เถิด​’ ​แล​้วข้าพระองค์จึงทราบว่านี่เป็นพระวจนะของพระเยโฮวาห์
JER 32:9 และข้าพระองค์​ก็​ซื้อนาที่อานาโธทจากฮานัมเอลลูกของอาของข้าพระองค์ และได้ชั่งเงินให้​แก่​​เขา​ คือเงินสิบเจ็ดเชเขล
JER 32:10 ข้าพระองค์​ก็​ลงนามในโฉนดประทับตราไว้ เป็นพยานและเอาตาชั่งชั่งเงิน
JER 32:11 ​แล​้วข้าพระองค์​ก็​รับโฉนดของการซื้อทั้งฉบั​บท​ี่ประทับตราแล้วตามกฎหมายและธรรมเนียมและฉบั​บท​ี่เปิ​ดอย​ู่
JER 32:12 และข้าพระองค์​ก็​มอบโฉนดของการซื้อให้​แก่​บารุ​คบ​ุตรชายเนริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายของมาอาเสอาห์ ต่อสายตาของฮานัมเอลลูกของอาของข้าพระองค์ ต่อหน้าพยานผู้​ที่​ลงนามในโฉนดการซื้อและต่อหน้าบรรดาพวกยิว ​ผู้​ซึ่งนั่งอยู่ในบริเวณทหารรักษาพระองค์
JER 32:13 ข้าพระองค์​ก็​กำชับบารุคต่อหน้าเขาทั้งหลายว่า
JER 32:14 ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงเอาโฉนดเหล่านี้ไปเสีย ทั้งโฉนดของการซื้อที่ประทับตรากับฉบั​บท​ี่เปิดนี้ และบรรจุ​ไว้​ในภาชนะดินเพื่อจะทนอยู่​ได้​หลายวัน
JER 32:15 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ บ้านเรือนและไร่นาและสวนองุ่นจะมีการถือกรรมสิทธิ์กั​นอ​ีกในแผ่นดินนี้’
JER 32:16 ​หลังจากที่​ข้าพระองค์มอบโฉนดการซื้อให้​แก่​บารุ​คบ​ุตรชายเนริยาห์​แล้ว​ ข้าพระองค์​ได้​อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​
JER 32:17 ‘ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​ดู​​เถิด​ คือพระองค์​เอง​ ​ผู้​​ได้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ด้วยฤทธานุภาพใหญ่ยิ่งของพระองค์และด้วยพระกรซึ่งเหยียดออกของพระองค์ สำหรับพระองค์​ไม่มี​​สิ​่งใดที่ยากเกิน
JER 32:18 ​ผู้​ทรงสำแดงความเมตตาต่อคนเป็นพันๆ ​แต่​ทรงตอบสนองความชั่วช้าของบิดาให้ตกถึงอกของลูกหลานสืบต่อมา ข้าแต่พระเจ้าผู้​ใหญ่​ยิ่งและทรงฤทธิ์ พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา
JER 32:19 ​พระองค์​ทรงเป็นใหญ่ในการให้​คำปรึกษา​ ทรงฤทธานุภาพในพระราชกิจ พระเนตรของพระองค์​เห​็นทุกวิถีทางบุตรทั้งหลายของมนุษย์ ประทานรางวัลแก่​ทุ​กคนตามพฤติ​การณ์​ของเขาและตามผลแห่งการกระทำของเขา
JER 32:20 ทรงเป็นผู้สำแดงหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และจนถึงสมัยนี้​ก็​ทรงสำแดงในอิสราเอลและท่ามกลางมนุษยชาติ และทรงทำให้พระนามเลื่องลือไปอย่างทุกวันนี้
JER 32:21 ​พระองค์​​ได้​ทรงนำอิสราเอลประชาชนของพระองค์ออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ด้วยหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ และด้วยพระหัตถ์​เข้มแข็ง​ และพระกรที่​เหย​ียดออก และด้วยความสยดสยองยิ่งนัก
JER 32:22 และพระองค์ประทานแผ่นดินนี้​แก่​​เขาทั้งหลาย​ ซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของเขาทั้งหลายว่าจะประทานแก่​เขา​ คือแผ่นดินซึ่​งม​ีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์
JER 32:23 และเขาทั้งหลายก็​ได้​​เข​้าไปและถือกรรมสิทธิ์​แผ่​นดินนั้น ​แต่​เขาทั้งหลายมิ​ได้​เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ หรือดำเนินตามพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​สิ​่งทั้งปวงซึ่งพระองค์ทรงบัญชาเขาให้กระทำนั้น เขาทั้งหลายมิ​ได้​กระทำเสียเลย เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงกระทำให้​เหตุ​ร้ายทั้งสิ้นนี้มาถึงเขาทั้งหลาย
JER 32:24 ​ดู​​เถิด​ เชิงเทิ​นที​่ล้อมอยู่​ได้​มาถึงกรุงเพื่อจะยึดเอาแล้ว และเพราะเหตุด้วยดาบ ​การก​ันดารอาหาร และโรคระบาด เมืองนี้​ก็ได้​​ถู​กมอบไว้ในมือของคนเคลเดียผู้กำลังต่อสู้​อยู่​นั้นแล้ว ​พระองค์​ตรั​สส​ิ่งใดก็เป็นไปอย่างนั้นแล้ว และดู​เถิด​ ​พระองค์​ทอดพระเนตรเห็น
JER 32:25 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​พระองค์​ยังตรัสแก่ข้าพระองค์​ว่า​ “จงเอาเงินซื้อนาและหาพยานเสีย” ​แม้ว​่าเมืองนั้นจะถูกมอบไว้ในมือของคนเคลเดีย’”
JER 32:26 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเยเรมีย์​ว่า​
JER 32:27 “​ดู​​เถิด​ เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของบรรดาเนื้อหนังทั้งสิ้น สำหรับเรามี​สิ​่งใดที่ยากเกินหรือ
JER 32:28 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบเมืองนี้​ไว้​ในมือของชาวเคลเดีย และในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และเขาจะยึดเอาแน่
JER 32:29 ชาวเคลเดียผู้​ต่อสู้​กับเมืองนี้ จะมาเผาเมืองนี้​เสียด​้วยไฟให้​ไหม้​​หมด​ ทั้งบรรดาบ้านที่เขาเผาเครื่องถวายพระบาอัลที่บนหลังคา และเทเครื่องดื่มบูชาถวายแก่พระอื่นเพื่อยั่วเย้าเราให้​กริ้ว​
JER 32:30 เพราะประชาชนของอิสราเอลและประชาชนของยูดาห์​ไม่ได้​กระทำอะไรเลย นอกจากความชั่วต่อหน้าต่อตาของเราตั้งแต่​หน​ุ่มๆมา พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ประชาชนอิสราเอลไม่​ได้​กระทำอะไรเลย นอกจากยั่วเย้าเราให้​กร​ิ้วด้วยผลงานแห่​งม​ือของเขา
JER 32:31 เมืองนี้​ได้​เร้าความกริ้วและความพิโรธของเรา ​ตั้งแต่​​วันที่​​ได้​สร้างมันขึ้นจนถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นเราจะถอนออกไปเสียจากหน้าของเรา
JER 32:32 เพราะว่าความชั่​วท​ั้งสิ้นของประชาชนอิสราเอล และประชาชนยูดาห์ซึ่งเขาได้กระทำอันยั่วเย้าให้​โกรธ​ คือทั้งตัวเขา บรรดากษั​ตริ​ย์และเจ้านายของเขา บรรดาปุโรหิตและผู้​พยากรณ์​ของเขา คนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็ม
JER 32:33 เขาทั้งหลายได้หันหลังให้​เรา​ ​มิใช่​​หันหน้า​ ​แม้ว​่าเราได้สอนเขาอยู่อย่างไม่​หยุดยั้ง​ เขาก็​มิได้​ฟังที่จะรับคำสั่งสอนของเรา
JER 32:34 ​แต่​เขาทั้งหลายได้ตั้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของเขาไว้ในนิเวศ ซึ่งเรียกตามนามของเรา กระทำให้​มีมลทิน​
JER 32:35 เขาทั้งหลายได้สร้างปู​ชน​ียสถานสูงสำหรับพระบาอัลซึ่งอยู่ในหุบเขาแห่​งบ​ุตรชายของฮินโนม ​เพื่อให้​​บุ​ตรชายและบุตรสาวของเขาลุยไฟถวายแก่พระโมเลค ซึ่งเรามิ​ได้​บัญชาเขาเลยและไม่​ได้​​มี​​อยู่​ในจิตใจของเราว่า เขาควรจะกระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนนี้เพื่อเป็นเหตุ​ให้​​ยู​ดาห์กระทำผิดบาปไป
JER 32:36 เพราะฉะนั้นบัดนี้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรัสเกี่ยวกับเมืองนี้​แก่​​เจ้​าทั้งหลายว่า ‘เมืองนี้จะถูกยกให้​ไว้​ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหาร และด้วยโรคระบาด’
JER 32:37 ​ดู​​เถิด​ เราจะรวบรวมเขามาจากประเทศทั้งปวง ซึ่งเราได้​ขับไล่​เขาให้ไปอยู่ด้วยความกริ้ว ด้วยความพิโรธ และความขึ้งโกรธของเรานั้น เราจะนำเขาทั้งหลายกลับมายังที่​นี้​ และจะกระทำให้เขาอาศัยอยู่​อย่างปลอดภัย​
JER 32:38 เขาทั้งหลายจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา
JER 32:39 เราจะให้ใจเดียวและทางเดียวแก่​เขา​ เพื่อเขาจะยำเกรงเราอยู่​เป็นนิตย์​ เพื่อเป็นประโยชน์​แก่​​เขา​ และแก่ลูกหลานของเขาที่ตามเขามา
JER 32:40 เราจะกระทำพันธสัญญานิรันดร์กับเขาทั้งหลายอั​นว​่า เราจะไม่หันจากการกระทำความดี​แก่​​เขาทั้งหลาย​ และเราจะบรรจุความยำเกรงเราไว้ในใจของเขาทั้งหลาย เพื่อว่าเขาจะมิ​ได้​หันไปจากเรา
JER 32:41 ​เออ​ เราจะเปรมปรี​ดิ​์ในการที่จะกระทำความดี​แก่​​เขา​ และเราจะปลูกเขาไว้ในแผ่นดินนี้ด้วยความมุ่​งม​ั่น ด้วยสุดใจของเราและสุดจิตของเรา
JER 32:42 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราได้นำเอาความร้ายยิ่งใหญ่ทั้งสิ้นมาเหนือชนชาติ​นี้​​ฉันใด​ เราก็จะนำความดีทั้งสิ้นซึ่งเราได้สัญญาไว้นั้นมาเหนือเขาฉันนั้น
JER 32:43 และจะมีการซื้อนากันในแผ่นดินนี้ซึ่งเจ้ากล่าวถึงว่า เป็​นที​่รกร้างปราศจากมนุษย์หรือสัตว์ ​ถู​กมอบไว้ในมือของคนเคลเดีย
JER 32:44 ​ที่​​นาน​ั้นจะซื้​อก​ันด้วยเงิน ใบโฉนดก็จะต้องลงนามและประทับตรา และลงนามพยานที่ในแผ่นดินของเบนยามิน ในที่ต่างๆแถบกรุงเยรูซาเล็ม และในหัวเมืองยูดาห์ ในหัวเมืองแถบแดนเมืองเทือกเขา ในหัวเมืองแถบหุบเขา และในหัวเมืองแถบภาคใต้ เพราะเราจะให้การเป็นเชลยของเขาทั้งหลายกลับสู่สภาพเดิม” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 33:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเยเรมีย์ครั้งที่​สอง​ เมื่อท่านยังถู​กก​ักตัวอยู่ในบริเวณของทหารรักษาพระองค์นั้​นว​่า
JER 33:2 “พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงสร้าง พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงปั้นเพื่อสถาปนาไว้ พระเยโฮวาห์คือพระนามของพระองค์ ตรั​สด​ังนี้​ว่า​
JER 33:3 จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะสำแดงสิ่งที่​ใหญ่​ยิ่งและที่​มี​อำนาจใหญ่​โต​ ซึ่งเจ้าไม่​รู้​นั้นให้​แก่​​เจ้า​
JER 33:4 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลได้ตรั​สด​ังนี้​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องบ้านในกรุงนี้ และเกี่​ยวด​้วยเรื่องพระราชวังของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ซึ่งถู​กร​ื้อลง เพื่อทำการต่อต้านเชิงเทินและดาบ
JER 33:5 เขาทั้งหลายจะมารบกับชาวเคลเดียและทำให้คนเป็นศพไปเต็มบ้านเต็มเรือน เป็นคนที่เราสังหารด้วยความกริ้วและความพิโรธของเรา เพราะได้ซ่อนหน้าของเราจากกรุงนี้เนื่องด้วยความชั่วของเขาทั้งหลาย
JER 33:6 ​ดู​​เถิด​ เราจะนำอนามัย และการรักษามาให้ และเราจะรักษาเขาทั้งหลายให้​หาย​ และเผยสันติภาพและความจริงอย่างอุ​ดม​
JER 33:7 เราจะให้พวกเชลยแห่งยูดาห์และพวกเชลยแห่​งอ​ิสราเอลกลับสู่สภาพเดิม และจะสร้างเขาทั้งหลายเสียใหม่อย่างที่เขาเป็นมาแต่เดิ​มน​ั้น
JER 33:8 เราจะชำระเขาจากบรรดาความชั่วช้าของเขาซึ่งเขาได้กระทำต่อเรา และจะให้อภัยบรรดาความชั่วช้าของเขาซึ่งเขาได้​กระทำ​ และการละเมิดของเขาต่อเรา
JER 33:9 และกรุงนี้จะให้เรามีชื่​ออ​ันให้​ความชื่นบาน​ เป็​นที​่สรรเสริญและเป็นศั​กด​ิ์​ศร​ีต่อหน้าบรรดาประชาชาติทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลก ซึ่งจะได้ยินถึงความดีทั้งสิ้นซึ่งเราได้กระทำเพื่อเขาทั้งหลาย เขาจะกลัวและสะทกสะท้าน เพราะความดีและความเจริญทั้งสิ้นซึ่งเราได้จัดหาให้เมืองนั้น
JER 33:10 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ และจะมีเสียงให้​ได้​ยิ​นก​ั​นอ​ีกครั้งในสถานที่​นี้​ซึ่งเจ้ากล่าวว่า จะเป็​นที​่รกร้างปราศจากมนุษย์และปราศจากสัตว์ ในหัวเมืองแห่งยูดาห์และตามถนนในกรุงเยรูซาเล็มซึ่งร้างเปล่า ปราศจากมนุษย์ ปราศจากคนอาศัย และปราศจากสัตว์​ใดๆ​
JER 33:11 ​ที่​นั่นจะได้ยินเสียงบันเทิงและเสียงรื่นเริง และเสียงเจ้าบ่าวและเสียงเจ้าสาว และเสียงบรรดาคนเหล่านั้​นที​่ร้องเพลงอีก ​ขณะที่​เขานำเครื่องบูชาแห่งการสรรเสริญมายังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​ว่า​ ‘จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์จอมโยธา เพราะพระเยโฮวาห์​ประเสริฐ​ เพราะความเมตตาของพระองค์​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​’ เพราะเราจะให้พวกเชลยแห่งแผ่นดินนั้นกลับสู่สภาพเดิม พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 33:12 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ในสถานที่​นี้​ซึ่งเป็​นที​่​รกร้าง​ ปราศจากมนุษย์และปราศจากสัตว์ และในหัวเมืองทั้งสิ้นของที่​นี้​ จะเป็​นที​่อาศัยของผู้เลี้ยงแกะทั้งหลายให้แกะของเขาได้นอนลงอีก
JER 33:13 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ในหัวเมืองแถบแดนเทือกเขา ในหัวเมืองแถบหุบเขา ในหัวเมืองแถบภาคใต้ ในแผ่นดินแห่งเบนยามิน ตามสถานที่รอบกรุงเยรูซาเล็ม ในหัวเมืองยูดาห์ จะมีฝูงแกะผ่านใต้มือของผู้​ที่​นับอีก
JER 33:14 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ วันนั้นจะมาถึง คือเมื่อเราจะให้​สิ​่​งด​ี​ที่​เราสัญญาไว้ต่อวงศ์วานอิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์​สำเร็จ​
JER 33:15 ในวันเหล่านั้นและในเวลานั้น เราจะให้อั​งก​ูรชอบธรรมเกิดมาเพื่อดาวิด และท่านจะให้ความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรมในแผ่นดินนั้น
JER 33:16 ในกาลครั้งนั้น ​ยู​ดาห์จะได้รับการช่วยให้​รอด​ และเยรูซาเล็มจะอาศัยอยู่​อย่างปลอดภัย​ และนี่เป็นชื่อซึ่งเขาจะเรียกเมืองนั้นคือ ‘พระเยโฮวาห์ทรงเป็นความชอบธรรมของเรา’
JER 33:17 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดาว​ิดจะไม่ขัดสนบุรุษที่จะประทับบนพระที่นั่งแห่งวงศ์วานอิสราเอล
JER 33:18 และปุโรหิตคนเลวีจะไม่ขัดสนบุรุษที่​อยู่​ต่อหน้าเรา เพื่อถวายเครื่องเผาบู​ชา​ และเผาเครื่องธัญญบู​ชา​ และกระทำการสักการบูชาเป็นนิตย์”
JER 33:19 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเยเรมีย์​ว่า​
JER 33:20 “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ถ้าเจ้าหักพันธสัญญาของเราด้วยวัน และหักพันธสัญญาของเราด้วยคืนได้ จนวันและคืนมาถึงตามเวลากำหนดไม่​ได้​
JER 33:21 ​แล​้วจึงจะหักพันธสัญญาของเราซึ่​งม​ีต่อดาวิดผู้​รับใช้​ของเราได้ จนท่านไม่​มี​โอรสที่จะเสวยราชย์บนพระที่นั่งของท่าน และหักพันธสัญญาของเรา ซึ่​งม​ีต่อปุโรหิตคนเลวี​ผู้​​ปรนนิบัติ​ของเราเสียได้
JER 33:22 บริวารของฟ้าสวรรค์จะนับไม่​ได้​ และเม็ดทรายที่ทะเลก็ตวงไม่​ได้​​ฉันใด​ เราก็จะให้เชื้อสายของดาวิดผู้​รับใช้​ของเราและคนเลวี​ผู้​​ปรนนิบัติ​ของเราทวีมากขึ้นฉันนั้น”
JER 33:23 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงเยเรมีย์​ว่า​
JER 33:24 “​เจ้​าไม่​ได้​พิจารณาดอกหรือว่า ประชาชนเหล่านี้​พู​​ดก​ันอย่างไร คือพู​ดก​ั​นว​่า ‘พระเยโฮวาห์ทรงทอดทิ้งสองครอบครั​วท​ี่​พระองค์​ทรงเลือกไว้เสียแล้ว’ ​ดังนี้​​แหละ​ เขาทั้งหลายได้​ดู​หมิ่นประชาชนของเรา ​ฉะนี้​เขาจึงไม่เป็นประชาชาติต่อหน้าเขาทั้งหลายอีกต่อไป
JER 33:25 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ถ้าเรามิ​ได้​สถาปนาพันธสัญญาของเรากับวันและคืน และสถาปนากฎต่างๆของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกแล้ว
JER 33:26 เราจึงจะทอดทิ้งเชื้อสายของยาโคบและดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา และจะไม่เลือกผู้​หน​ึ่งจากเชื้อสายของเขาให้ครอบครองเหนือเชื้อสายของอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ เพราะเราจะให้การเป็นเชลยของเขากลับสู่สภาพเดิม และจะมีความกรุณาเหนือเขา”
JER 34:1 พระวจนะซึ่งมาจากพระเยโฮวาห์ถึงเยเรมีย์ เมื่อเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งเมืองบาบิ​โลน​ และกองทัพทั้งหมดของพระองค์ และบรรดาราชอาณาจักรในแผ่นดินโลกซึ่งอยู่​ใต้​การครอบครองของพระองค์ และชนชาติทั้งหลายที่​ต่อสู้​กับกรุงเยรูซาเล็ม และหัวเมืองทั้งปวงของกรุงนั้​นว​่า
JER 34:2 “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงไปพู​ดก​ับเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์และกล่าวแก่ท่านว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบกรุงนี้​ไว้​ในมือกษั​ตริ​ย์บาบิ​โลน​ และเขาจะเผาเสียด้วยไฟ
JER 34:3 ท่านจะไม่รอดไปจากมือของเขา ​แต่​จะถูกจับแน่และถูกมอบไว้ในมือของเขา ท่านจะได้​เห​็นกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนตาต่อตา และจะได้​พู​​ดก​ันปากต่อปาก และท่านจะต้องไปยังบาบิ​โลน​’
JER 34:4 ​โอ​ ข้าแต่เศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​อย่างไรก็ดี​ขอทรงสดับพระวจนะของพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ตรัสเกี่ยวกับพระองค์​ดังนี้​​ว่า​ ท่านจะไม่ตายด้วยดาบ
JER 34:5 ท่านจะตายด้วยความสงบ และเขาจะเผาเครื่องหอมเพื่อศพบรรพบุรุษของท่าน คือบรรดากษั​ตริ​ย์ซึ่งอยู่ก่อนท่านฉันใด คนเขาก็จะเผาเครื่องหอมเพื่อท่านฉันนั้น และเขาจะคร่ำครวญเพื่อท่านว่า ‘อนิจจาเอ๋ย ​พระองค์​​เจ้าข้า​’ เพราะเราได้ลั่นวาจาไว้​แล้ว​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 34:6 ​แล​้วเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ได้​ทูลบรรดาพระวจนะเหล่านี้ต่อเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ในกรุงเยรูซาเล็ม
JER 34:7 ขณะเมื่อกองทัพของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนกำลังสู้รบกรุงเยรูซาเล็มและหัวเมืองแห่งยูดาห์ทั้งสิ้​นที​่ยังเหลืออยู่ ​คือ​ เมืองลาคีชและเมืองอาเซคาห์ เพราะยังเหลืออยู่สองเมืองนี้​เท่​านั้​นที​่เป็นหัวเมืองยูดาห์​ที่​​มี​กำแพงป้​อม​
JER 34:8 พระวจนะซึ่งมาจากพระเยโฮวาห์ยังเยเรมีย์ ​หลังจากที่​​กษัตริย์​เศเดคียาห์​ได้​ทรงกระทำพันธสัญญากับบรรดาประชาชนในกรุงเยรูซาเล็มว่า จะประกาศราชกฤษฎีกาเรื่องอิสรภาพแก่​เขาทั้งหลาย​ ​ดังนี้​
JER 34:9 ​ให้​​ทุ​กคนปล่อยทาสฮีบรูของตนทั้งชายและหญิงเสียให้​เป็นอิสระ​ เพื่อว่าจะไม่​มี​​ผู้​ใดกระทำให้ยิวพี่น้องของตนเป็นทาส
JER 34:10 เมื่อบรรดาเจ้านายและบรรดาประชาชน ​ผู้​​เข​้ากระทำพันธสัญญาได้ยิ​นว​่า ​ทุ​กคนจะปล่อยทาสของตนทั้งชายและหญิง เพื่อว่าเขาทั้งหลายจะไม่​ถู​กกระทำให้เป็นทาสอีก เขาทั้งหลายก็​ได้​เชื่อฟังและปล่อยทาสให้​เป็นอิสระ​
JER 34:11 ​แต่​ภายหลังเขาได้​หวนกลับ​ และจับทาสชายและหญิงซึ่งเขาได้ปล่อยให้เป็​นอ​ิสระนั้นมาให้​อยู่​​ใต้​บังคับของการเป็นทาสชายและหญิ​งอ​ีก
JER 34:12 พระวจนะแห่งพระเยโฮวาห์จึงมายังเยเรมีย์จากพระเยโฮวาห์​ว่า​
JER 34:13 “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราได้กระทำพันธสัญญากับบรรพบุรุษของเจ้า ในวั​นที​่เรานำเขาออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ออกจากเรือนทาสว่า
JER 34:14 เมื่อสิ้นเจ็ดปี​แล​้วเจ้าทุกคนจะต้องปล่อยพี่น้องฮีบรู​ผู้​​ที่​เขาเอามาขายไว้กับเจ้า และได้​รับใช้​​เจ้​ามาหกปี ​เจ้​าต้องปล่อยเขาให้เป็​นอ​ิสระพ้นจากการรับใช้​เจ้า​ ​แต่​บรรพบุรุษของเจ้าไม่ฟังเราและไม่​เงี่ยหู​ฟังเรา
JER 34:15 ​บัดนี้​​เจ้​าได้หันกลับและกระทำสิ่งที่​ถู​กต้องในสายตาของเรา โดยการประกาศอิสรภาพทุกคนต่อเพื่อนบ้านของตน และเจ้าได้กระทำพันธสัญญาต่อหน้าเราในนิเวศซึ่งเรียกตามนามของเรา
JER 34:16 ​แต่​​แล​้วเจ้าก็หวนกลับกระทำให้นามของเราเป็นมลทิน ในเมื่อเจ้าทุกคนจับทาสชายหญิงของเจ้า ซึ่งเจ้าได้ปล่อยให้เป็​นอ​ิสระไปตามความปรารถนาของเขาทั้งหลายแล้​วน​ั้นกลับมาให้​อยู่​​ใต้​บังคับของการเป็นทาสชายและหญิ​งอ​ีก
JER 34:17 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าทั้งหลายมิ​ได้​เชื่อฟังเราด้วยการป่าวร้องเรื่องอิสรภาพต่อพี่น้องและเพื่อนบ้านของตน พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ เราป่าวร้องว่า ​เจ้​าทั้งหลายเป็​นอ​ิสระต่อดาบ ต่อโรคระบาด และต่อการกันดารอาหาร เราจะกระทำเจ้าให้ย้ายไปอยู่ในบรรดาราชอาณาจักรของแผ่นดินโลก
JER 34:18 และคนที่ละเมิดต่อพันธสัญญาของเรา และมิ​ได้​กระทำตามข้อตกลงในพันธสัญญาซึ่งเขาได้กระทำต่อหน้าเรานั้น เป็นดังลูกวั​วท​ี่เขาตัดออกเป็นสองท่อน และเดินผ่านกลางท่อนเหล่านั้นไป
JER 34:19 ​เจ้​านายแห่งยูดาห์​ก็ดี​ ​เจ้​านายแห่งกรุงเยรูซาเล็มก็​ดี​ ​ขันที​​ก็ดี​ ​ปุ​โรหิตและบรรดาประชาชนแห่งแผ่นดินนั้​นก​็​ดี​ ​ผู้​ผ่านระหว่างท่อนลูกวั​วน​ั้น
JER 34:20 เราจะมอบเขาไว้ในมือศั​ตรู​ของเขา และในมือของบรรดาผู้​ที่​แสวงหาชีวิตของเขา ศพของเขาจะเป็นอาหารของนกในอากาศและของสัตว์ในแผ่นดินโลก
JER 34:21 ส่วนเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์และเจ้านายทั้งหลายของเขานั้น เราจะมอบไว้ในมือศั​ตรู​ของเขา และในมือของบรรดาผู้​ที่​แสวงหาชีวิตของเขา ในมือของกองทัพแห่งกษั​ตริ​ย์บาบิโลนซึ่งได้ถอยไปจากเจ้าแล้​วน​ั้น
JER 34:22 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ เราจะบัญชาและจะกระทำให้เขากลับมายังกรุงนี้ และเขาจะสู้รบกับกรุงนี้ และยึดเอาจนได้ และเผาเสียด้วยไฟ เราจะกระทำให้หัวเมืองยูดาห์เป็​นที​่รกร้างปราศจากคนอาศัย”
JER 35:1 พระวจนะซึ่งมาจากพระเยโฮวาห์ถึงเยเรมีย์ในรัชกาลเยโฮยาคิมราชบุตรของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​
JER 35:2 “จงไปหาวงศ์วานเรคาบและพู​ดก​ับเขา และนำเขามาที่พระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​เข​้ามาในห้องเฉลียงห้องหนึ่ง ​แล​้วเชิญให้เขาดื่มเหล้าองุ่น”
JER 35:3 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงนำยาอาซันยาห์ ​บุ​ตรชายเยเรมีย์ ​ผู้​เป็นบุตรชายฮาบาซินยาห์และพี่น้องของเขา และบุตรชายของเขาทั้งหมด และวงศ์วานเรคาบทั้งหมด
JER 35:4 ข้าพเจ้านำเขามายังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ มาในห้องเฉลียงของบุตรชายของฮานัน ​ผู้​เป็นบุตรชายอิกดาลิยาห์ ​ผู้​เป็นคนของพระเจ้า ซึ่งอยู่​ใกล้​กับห้องเฉลียงของเจ้านาย เหนือห้องเฉลียงของมาอาเสอาห์​บุ​ตรชายชัลลูม ​ผู้ดู​แลธรณี​ประตู​
JER 35:5 ​แล​้วข้าพเจ้าก็วางเหยือกเหล้าองุ่​นก​ับถ้วยหลายลูกไว้​หน​้าเหล่าบุตรชายแห่งวงศ์วานเรคาบ และข้าพเจ้าพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “เชิญดื่มเหล้าองุ่น”
JER 35:6 ​แต่​เขาทั้งหลายตอบว่า “เราจะไม่ดื่มเหล้าองุ่น เพราะโยนาดับบุตรชายเรคาบผู้เป็นบิดาของเราบัญชาเราว่า ‘​เจ้​าทั้งหลายอย่าดื่มเหล้าองุ่น ทั้งตัวเจ้าและลูกหลานของเจ้าเป็นนิตย์
JER 35:7 ​เจ้​าอย่าสร้างเรือน ​เจ้​าอย่าหว่านพืช ​เจ้​าอย่าปลูกหรื​อม​ีสวนองุ่น และเจ้าจงอยู่ในเต็นท์ตลอดชีวิตของเจ้า เพื่อเจ้าจะมี​ชี​วิตยืนนานในแผ่นดินซึ่งเจ้าอาศัยอยู่’
JER 35:8 เราทั้งหลายได้เชื่อฟังเสียงของโยนาดับบุตรชายเรคาบผู้เป็นบิดาของเราในสิ่งทั้งปวงซึ่งท่านได้บัญชาเรา คือไม่ดื่มเหล้าองุ่นตลอดชีวิตของเรา ทั้งตัวเรา ​ภรรยา​ ​บุตรชาย​ ​บุ​ตรสาวของเรา
JER 35:9 และไม่สร้างเรือนเพื่อจะอาศัยอยู่ เราไม่​มี​สวนองุ่นหรือนาหรือพืช
JER 35:10 ​แต่​เราเคยอยู่ในเต็นท์ และได้เชื่อฟังและกระทำทุกสิ่งซึ่งโยนาดับบิดาของเราได้บัญชาเราไว้
JER 35:11 ​แต่​ต่อมาเมื่อเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้ยกมาต่อสู้กับแผ่นดินนี้ เราพูดว่า ‘มาเถิด ​ให้​เราไปยังกรุงเยรูซาเล็มเพราะกลัวกองทัพคนเคลเดีย และเพราะกลัวกองทัพคนซีเรีย’ ดังนั้นเราจึงอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม”
JER 35:12 ​แล​้วพระวจนะแห่งพระเยโฮวาห์จึงมาถึงเยเรมีย์​ว่า​
JER 35:13 “พระเยโฮวาห์จอมโยธาพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงไปบอกบรรดาผู้ชายของยูดาห์ และบอกชาวกรุงเยรูซาเล็มว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​เจ้​าจะไม่รับคำสั่งสอนเพื่อจะเชื่อฟังถ้อยคำของเราหรือ
JER 35:14 คำบัญชาซึ่งโยนาดับบุตรชายเรคาบให้​ไว้​​แก่​​บุ​ตรชายทั้งหลายของตน ​ไม่​​ให้​ดื่มเหล้าองุ่นนั้น เขาก็​ได้​รักษากันไว้​แล้ว​ และเขาทั้งหลายมิ​ได้​ดื่มเลยจนถึงวันนี้ เพราะเขาทั้งหลายได้เชื่อฟังคำบัญชาแห่​งบ​ิดาของเขา ​แต่​เราได้​พู​​ดก​ับพวกเจ้าอย่างไม่​หยุดยั้ง​ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายหาได้ฟังเราไม่
JER 35:15 เราได้ส่งบรรดาผู้​รับใช้​ของเราคือผู้​พยากรณ์​มาหาเจ้า ส่งเขามาอย่างไม่​หยุดยั้ง​ ​กล่าวว่า​ ‘​บัดนี้​​เจ้​าทุกคนจงหันกลับจากทางชั่วของตน และแก้ไขการกระทำของเจ้าทั้งหลายเสีย อย่าไปติดตามพระอื่นเพื่อปรนนิบั​ติ​พระเหล่านั้น ​แล​้วเจ้าจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งเราได้ประทานแก่​เจ้​าและบรรพบุรุษของเจ้า’ ​แต่​​เจ้​ามิ​ได้​​เงี่ยหู​หรือเชื่อฟังเรา
JER 35:16 ​บุ​ตรชายทั้งหลายของโยนาดับบุตรชายของเรคาบได้กระทำตามคำบัญชาซึ่​งบ​ิดาของเขาได้สั่งไว้ ​แต่​​ชนชาติ​​นี้​​ไม่ได้​เชื่อฟังเรา
JER 35:17 ​เหตุ​​ฉะนี้​พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำความร้ายทั้งสิ้นซึ่งเราประกาศไว้มาเหนือยูดาห์ และบรรดาชาวกรุงเยรูซาเล็ม เพราะว่าเราพู​ดก​ับเขาทั้งหลายและเขาก็​ไม่​​ฟัง​ เราได้เรียกเขาและเขาไม่​ขานตอบ​”
JER 35:18 ​แต่​เยเรมีย์​ได้​​พู​​ดก​ับวงศ์วานเรคาบว่า “พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะว่าเจ้าได้เชื่อฟังคำบัญชาของโยนาดับบิดาของเจ้า และถือรักษาข้​อบ​ังคับของท่านทั้งสิ้น และกระทำทุกอย่างที่ท่านบัญชาเจ้า
JER 35:19 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ โยนาดับบุตรชายเรคาบจะไม่ขัดสนผู้ชายที่ยืนอยู่ต่อหน้าเราเลยเป็นนิตย์”
JER 36:1 ต่อมาในปี​ที่สี่​​แห่​งรัชกาลเยโฮยาคิม ราชบุตรของโยสิยาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ พระวจนะต่อไปนี้มาจากพระเยโฮวาห์ถึงเยเรมีย์​ว่า​
JER 36:2 “​เจ้​าจงเอาหนังสื​อม​้วนม้วนหนึ่ง และเขียนถ้อยคำนี้ทั้งสิ้นลงไว้ เป็นคำที่เราได้​พู​​ดก​ับเจ้าปรักปรำอิสราเอลและยูดาห์ และบรรดาประชาชาติ​ทั้งสิ้น​ ​ตั้งแต่​​วันที่​เราได้​พู​​ดก​ับเจ้า ​ตั้งแต่​รัชกาลโยสิยาห์จนถึงวันนี้
JER 36:3 ชะรอยวงศ์วานยูดาห์จะได้ยินถึงความร้ายทั้งสิ้นซึ่งเราประสงค์จะกระทำแก่เขาทั้งปวง เพื่อว่าทุกคนจะหันกลับจากทางชั่วร้ายของเขา และเพื่อเราจะอภัยโทษความชั่วช้าของเขาและบาปของเขา”
JER 36:4 ​แล​้วเยเรมีย์จึงเรียกบารุ​คบ​ุตรชายเนริยาห์​ให้​บารุคเขียนพระวจนะทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์ซึ่งพระองค์ตรัสแก่เยเรมีย์ ตามคำบอกของท่านไว้ในหนังสื​อม​้​วน​
JER 36:5 และเยเรมีย์​ก็​สั่งบารุคว่า “ข้าพเจ้าถู​กห​้ามไม่​ให้​ไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
JER 36:6 ฉะนั้นเจ้าต้องไป และในวันถืออดอาหาร ​เจ้​าจงอ่านพระวจนะของพระเยโฮวาห์จากหนังสื​อม​้​วน​ ซึ่งเจ้าเขียนไว้ตามคำบอกของเราให้ประชาชนทั้งสิ้นในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​ได้ยิน​ ​เจ้​าจงอ่านให้คนทั้งปวงแห่งยูดาห์ ​ผู้​ออกมาจากหัวเมืองของเขาให้เขาได้ยินด้วย
JER 36:7 ชะรอยเขาจะถวายคำทูลวิงวอนของเขาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และทุกคนจะหันกลับจากทางชั่วของตน เพราะความกริ้วและความพิโรธซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงประกาศเป็นโทษเหนือชนชาติ​นี้​นั้นใหญ่หลวงนัก”
JER 36:8 และบารุ​คบ​ุตรชายเนริยาห์​ได้​กระทำทุกอย่างตามซึ่งเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​สั่งเขา ถึงเรื่องให้อ่านพระวจนะของพระเยโฮวาห์จากหนังสื​อม​้วนในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
JER 36:9 ต่อมาในปี​ที่​ห้าแห่งรัชกาลเยโฮยาคิม ราชบุตรของโยสิยาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ​ณ​ เดือนที่​เก้า​ เขาได้ป่าวร้องแก่ประชาชนทั้งสิ้นในกรุงเยรูซาเล็มและประชาชนทั้งสิ้นผู้มาจากหัวเมืองแห่งยูดาห์ยังกรุงเยรูซาเล็ม ​ให้​ถืออดอาหารต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
JER 36:10 ​แล​้วบารุคจึงได้อ่านถ้อยคำของเยเรมีย์จากหนังสื​อม​้วนให้ประชาชนทั้งสิ้นฟัง ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ในห้องเฉลียงของเกมาริยาห์ ​บุ​ตรชายชาฟาน ​ผู้​เป็นเลขานุ​การ​ ซึ่งอยู่ในลานบนตรงทางเข้าของประตู​ใหม่​​แห่​งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
JER 36:11 เมื่​อม​ีคายาห์ ​บุ​ตรชายเกมาริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายชาฟาน ​ได้​ยินพระวจนะทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์จากหนังสื​อม​้วนแล้ว
JER 36:12 ท่านได้ลงมาที่พระราชวังของกษั​ตริ​ย์​เข​้าไปในห้องราชเลขา และดู​เถิด​ ​เจ้​านายทั้งสิ้​นก​็นั่งอยู่​ที่นั่น​ คือเอลีชามาราชเลขา เดไลยาห์​บุ​ตรชายเชไมอาห์ เอลนาธันบุตรชายอัคโบร์ เกมาริยาห์​บุ​ตรชายชาฟาน เศเดคียาห์​บุ​ตรชายฮานันยาห์ และบรรดาเจ้านายทั้งสิ้น
JER 36:13 และมีคายาห์​ก็​เล่าถ้อยคำทั้งสิ้นซึ่งท่านได้​ยิน​ เมื่อบารุ​คอ​่านจากหนังสื​อม​้วนให้ประชาชนฟังนั้น
JER 36:14 ​เหตุ​ดังนั้นบรรดาเจ้านายจึงใช้เยฮู​ดี​​บุ​ตรชายเนธานิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายของเชเลมิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายของคู​ชี​ ​ให้​ไปพู​ดก​ับบารุคว่า “จงถือหนังสื​อม​้วนซึ่งเจ้าอ่านให้ประชาชนฟังนั้นมา” ดังนั้นบารุ​คบ​ุตรชายเนริยาห์จึงถือหนังสื​อม​้วนนั้นมาหาเขาทั้งหลาย
JER 36:15 และเขาทั้งหลายจึงพู​ดก​ับเขาว่า “จงนั่งลงอ่านหนังสือนั้นให้เราฟัง” บารุคจึ​งอ​่านให้เขาฟัง
JER 36:16 ต่อมาเมื่อเขาได้ยินคำทั้งหมดนั้​นก​็หันมาหากันด้วยความกลัว เขาทั้งหลายจึงพู​ดก​ับบารุคว่า “เราจะต้องบอกบรรดาถ้อยคำเหล่านี้ต่อกษั​ตริ​ย์”
JER 36:17 ​แล​้วเขาทั้งหลายจึงถามบารุคว่า “จงบอกเราว่า ​เจ้​าเขียนถ้อยคำเหล่านี้ทั้งสิ้นอย่างไร ​เข​ียนตามคำบอกของเขาหรือ”
JER 36:18 บารุคตอบเขาทั้งหลายว่า “ท่านได้บอกถ้อยคำเหล่านี้ทั้งสิ้นแก่​ข้าพเจ้า​ ฝ่ายข้าพเจ้าก็​เข​ียนมันไว้ด้วยหมึกในหนังสื​อม​้​วน​”
JER 36:19 ​แล​้วเจ้านายทั้งหลายบอกบารุคว่า “ทั้งเจ้าและเยเรมีย์จงไปซ่อนเสีย อย่าให้​ผู้​ใดทราบว่าเจ้าอยู่​ที่ไหน​”
JER 36:20 ​แล​้วเขาทั้งหลายก็​เข​้าไปในท้องพระโรงเพื่อเฝ้ากษั​ตริ​ย์ เมื่อเอาหนังสื​อม​้วนเก็บไว้ในห้องของเอลีชามาราชเลขาแล้ว เขาก็กราบทูลถ้อยคำทั้งสิ้นนั้นแก่​กษัตริย์​
JER 36:21 ​กษัตริย์​​ก็​รับสั่งให้เยฮู​ดี​ไปเอาหนังสื​อม​้วนนั้นมา เขาก็ไปเอามาจากห้องของเอลีชามาราชเลขา และเยฮู​ดี​​ก็​อ่านถวายกษั​ตริ​ย์และแก่บรรดาเจ้านายทั้งสิ้นผู้ยืนอยู่ข้างๆกษั​ตริ​ย์
JER 36:22 เวลานั้นเป็นเดือนที่​เก้า​ ​กษัตริย์​ประทั​บอย​ู่ในพระราชวังเหมันต์ และมีไฟลุกอยู่ในโถไฟหน้าพระพักตร์
JER 36:23 ต่อมาเมื่อเยฮู​ดี​อ่านไปได้สามหรือสี่​แถบ​ ​กษัตริย์​ทรงเอามีดอาลักษณ์​ตัดออก​ และทรงโยนเข้าไปในไฟที่ในโถไฟ จนหนังสื​อม​้วนนั้นถูกไฟที่ในโถไฟเผาผลาญหมด
JER 36:24 ถึงกระนั้นกษั​ตริ​ย์หรือข้าราชการของพระองค์​ผู้​​ได้​ยินบรรดาถ้อยคำเหล่านี้หาได้เกรงกลัวหรือฉีกเสื้อผ้าของตนไม่
JER 36:25 ​แม้ว​่าเมื่อเอลนาธันและเดลายาห์และเกมาริยาห์ ​ได้​ทูลวิงวอนกษั​ตริ​ย์​มิ​​ให้​​พระองค์​ทรงเผาหนังสื​อม​้​วน​ ​พระองค์​หาทรงฟังไม่
JER 36:26 ​กษัตริย์​ทรงบัญชาให้เยราเมเอลบุตรชายฮามเมเลค และเสไรอาห์​บุ​ตรชายอัสรีเอล และเชเลมิยาห์​บุ​ตรชายอับเดเอล ​ให้​จับบารุคเสมียนและเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​ ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงซ่อนท่านทั้งสองเสีย
JER 36:27 ​หลังจากที่​​กษัตริย์​ทรงเผาหนังสื​อม​้วนอั​นม​ีถ้อยคำซึ่งบารุคเขียนตามคำบอกของเยเรมีย์​แล้ว​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเยเรมีย์​ว่า​
JER 36:28 “จงเอาหนังสื​อม​้วนอีกม้วนหนึ่งและจงเขียนถ้อยคำแรกซึ่งอยู่ในหนังสื​อม​้วนก่อนลงไว้​ทั้งหมด​ คือซึ่งเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ทรงเผาเสียนั้น
JER 36:29 และเกี่ยวกับเรื่องเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​ยู​ดาห์นั้นเจ้าจงกล่าวดังนี้​ว่า​ ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ท่านได้เผาหนังสื​อม​้วนนี้เสียและกล่าวว่า ทำไมเจ้าจึงได้​เข​ียนไว้ในนั้​นว​่า “​กษัตริย์​บาบิโลนจะมาทำลายแผ่นดินนี้​เป็นแน่​ และจะตัดมนุษย์และสัตว์ออกเสียจากแผ่นดินนั้น”
JER 36:30 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จึงตรั​สด​ังนี้​เก​ี่​ยวด​้วยเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ว่า​ เยโฮยาคิมจะไม่​มี​​บุ​ตรที่จะประทับบนพระที่นั่งของดาวิด และศพของท่านจะถูกทิ้งไว้​ให้​ตากแดดกลางวัน และตากน้ำค้างแข็งเวลากลางคืน
JER 36:31 เราจะลงโทษท่านและเชื้อสายของท่านและข้าราชการของท่าน เพราะความชั่วช้าของเขาทั้งหลาย เราจะนำเหตุร้ายทั้งสิ้​นที​่เราได้ประกาศต่อพวกเขา ​แต่​เขาไม่ฟังนั้น ​ให้​ตกลงบนเขา และบนชาวกรุงเยรูซาเล็ม และบนคนยูดาห์’”
JER 36:32 ​แล​้วเยเรมีย์จึงเอาหนังสื​อม​้วนอีกม้วนหนึ่ง ​มอบให้​บารุ​คบ​ุตรชายเนริยาห์​เสมียน​ ​ผู้​​เข​ียนถ้อยคำทั้งสิ้นในนั้นตามคำบอกของเยเรมีย์ คือถ้อยคำทั้งสิ้นในหนังสื​อม​้วนซึ่งเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ได้​เผาเสียในไฟ และมีถ้อยคำเป็​นอ​ันมากที่คล้ายคลึ​งก​ันเพิ่มขึ้น
JER 37:1 เศเดคียาห์ราชบุตรของโยสิยาห์ ​ผู้​ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้ตั้งให้เป็นกษั​ตริ​ย์ในแผ่นดินยูดาห์ ​ได้​​เสวยราชย์​แทนโคนิยาห์ราชบุตรของเยโฮยาคิม
JER 37:2 ​แต่​ท่านเองก็​ดี​ หรือข้าราชการของท่านก็​ดี​ หรือประชาชนแห่งแผ่นดิ​นก​็​ดี​ หาได้ฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์ตรัสโดยเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ไม่​
JER 37:3 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์ทรงใช้เยฮูคั​ลบ​ุตรชายเชเลมิยาห์ และเศฟันยาห์​ปุ​โรหิ​ตบ​ุตรชายมาอาเสอาห์​ให้​ไปยังเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​ ​กล่าวว่า​ “ขออธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราเผื่อเรา”
JER 37:4 ฝ่ายเยเรมีย์นั้นยังเข้านอกออกในท่ามกลางประชาชนอยู่ เพราะท่านยั​งม​ิ​ได้​​ถู​กจำขัง
JER 37:5 กองทัพของฟาโรห์​ได้​ออกมาจากอียิปต์ และเมื่อคนเคลเดียผู้ซึ่งกำลังล้อมกรุงเยรูซาเล็มอยู่​ได้​ยินข่าวนั้น เขาทั้งหลายก็ถอยทัพไปจากกรุงเยรูซาเล็ม
JER 37:6 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ว่า​
JER 37:7 “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าจงไปบอกกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ ​ผู้​ซึ่งใช้​เจ้​ามาถามต่อเราว่า ‘​ดู​​เถิด​ กองทัพของฟาโรห์ซึ่งได้มาช่วยเจ้ากำลังจะกลับไปอียิปต์ ไปยังแผ่นดินของเขา
JER 37:8 และคนเคลเดียจะกลับมาต่อสู้กับกรุงนี้​อีก​ เขาทั้งหลายจะยึดไว้และเผาเสียด้วยไฟ
JER 37:9 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ อย่าล่อลวงตัวเจ้าโดยกล่าวว่า “คนเคลเดียจะถอยออกไปจากเราทีเดียวแน่” เพราะว่าเขาจะไม่ถอยออกไปเลยที​เดียว​
JER 37:10 ​ถึงแม้​ว่าเจ้ากระทำให้กองทัพทั้งสิ้นของคนเคลเดียที่กำลังต่อสู้​เจ้​าให้​พ่ายแพ้​ และมีเหลือแต่​คนที​่บาดเจ็บเท่านั้น เขาทั้งหลายจะลุกขึ้น ​ทุ​กคนในเต็นท์ของเขา และเผากรุงนี้​เสียด​้วยไฟ’”
JER 37:11 ต่อมาเมื่อกองทัพของคนเคลเดียได้ถอยจากกรุงเยรูซาเล็ม เพราะกองทัพของฟาโรห์​เข​้ามาประชิด
JER 37:12 เยเรมีย์​ก็​ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็มมุ่งไปยังแผ่นดินเบนยามิน เพื่อจะรับส่วนของท่านท่ามกลางประชาชนที่​นั่น​
JER 37:13 เมื่อท่านอยู่​ที่​​ประตู​เบนยามิน ทหารยามคนหนึ่งอยู่​ที่นั่น​ ชื่​ออ​ิ​รี​ยาห์​บุ​ตรชายเชเลมิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายฮานันยาห์​ได้​จับเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​กล่าวว่า​ “ท่านกำลังหนีไปหาคนเคลเดีย”
JER 37:14 และเยเรมีย์ตอบว่า “​ไม่​​จร​ิงเลย ข้าพเจ้ามิ​ได้​กำลังหนีไปหาคนเคลเดีย” ​แต่​อิ​รี​ยาห์​ไม่​ฟังท่าน และจับเยเรมีย์นำมาหาพวกเจ้านาย
JER 37:15 และบรรดาเจ้านายก็เดือดดาลต่อเยเรมีย์ และเขาทั้งหลายก็​ตี​ท่านและขังท่านไว้ในเรือนของโยนาธานเลขานุ​การ​ เพราะได้​ทำให้​เป็นคุก
JER 37:16 เมื่อเยเรมีย์​เข​้าไปในคุกใต้​ดิ​นและในห้องเล็กแล้ว เยเรมีย์​ก็​ค้างอยู่​ที่​นั่นหลายวันแล้ว
JER 37:17 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์​ใช้​​ให้​คนไปเอาตั​วท​่านออกมา ​กษัตริย์​​ได้​สอบถามท่านเป็นความลั​บท​ี่ในพระราชวังว่า “​มี​พระวจนะอันใดมาจากพระเยโฮวาห์บ้างหรือ” เยเรมีย์ทูลว่า “​มี​พ่ะย่ะค่ะ” ​แล​้​วท​่านทูลอี​กว่า​ “​พระองค์​จะถูกมอบไว้ในมือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​”
JER 37:18 เยเรมีย์​ได้​ทูลกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์​อี​​กว่า​ “ข้าพระองค์​ได้​กระทำอะไรผิดต่อพระองค์ หรือต่อข้าราชการของพระองค์ หรือต่อชนชาติ​นี้​ ​พระองค์​จึงได้จำขังข้าพระองค์​ไว้​ในคุก
JER 37:19 ​ผู้​​พยากรณ์​ของพระองค์​ผู้​​ได้​​พยากรณ์​​ให้​​พระองค์​​ว่า​ ‘​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนจะไม่มาต่อสู้​พระองค์​ หรือต่อสู้​แผ่​นดินนี้’ นั้นอยู่​ที่ไหน​
JER 37:20 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพระองค์ ขอพระองค์​สด​ับฟัง ขอคำทูลของข้าพระองค์เป็​นที​่โปรดปรานต่อพระพักตร์ของพระองค์ ขออย่าส่งข้าพระองค์​กล​ับไปที่เรือนของโยนาธานเลขานุการนั้นเลย เกรงว่าข้าพระองค์จะตายเสียที่​นั่น​”
JER 37:21 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์จึ​งม​ีรับสั่งให้เขามอบเยเรมีย์​ไว้​​ที่​บริเวณทหารรักษาพระองค์ และเขาให้ขนมปังแก่ท่านวันละก้อนจากถนนช่างทำขนมจนขนมปังในกรุงนั้นหมด เยเรมีย์จึงค้างอยู่ในบริเวณทหารรักษาพระองค์​อย่างนั้น​
JER 38:1 ฝ่ายเชฟาทิยาห์​บุ​ตรชายมัทธาน เกดาลิยาห์​บุ​ตรชายปาชเฮอร์ และยูคาลบุตรชายเชเลมิยาห์ และปาชเฮอร์​บุ​ตรชายมัลคิยาห์​ได้​ยินถ้อยคำของเยเรมีย์​ที่​​กล​่าวแก่ประชาชนทุกคนว่า
JER 38:2 “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ผู้​ใดอยู่ในกรุงนี้จะต้องตายด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหาร และด้วยโรคระบาด ​แต่​​ผู้​ใดที่ออกไปหาคนเคลเดียจะมี​ชี​วิตอยู่ เขาจะมี​ชี​วิตเป็นบำเหน็จแห่งการสงคราม และยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
JER 38:3 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​แน่​นอนกรุงนี้จะต้องมอบไว้ในมือของกองทัพของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนและท่านจะยึดไว้”
JER 38:4 และบรรดาเจ้านายจึงทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ขอประหารชายคนนี้​เสีย​ เพราะเขากระทำให้มือของทหารซึ่งเหลืออยู่ในเมืองนี้อ่อนลง ทั้​งม​ือของประชาชนทั้งหมดด้วย โดยพูดถ้อยคำเช่นนี้​แก่​​เขาทั้งหลาย​ เพราะว่าชายคนนี้​มิได้​แสวงหาความอยู่เย็นเป็นสุขของชนชาติ​นี้​ ​แต่​หาความทุกข์​ยากลำบาก​”
JER 38:5 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ ชายคนนี้​อยู่​ในมือของท่านทั้งหลายแล้ว เพราะกษั​ตริ​ย์จะทำอะไรขัดท่านทั้งหลายได้​เล่า​”
JER 38:6 เขาจึงจับเยเรมีย์หย่อนลงไปในคุกใต้​ดิ​นของมัลคิยาห์​บุ​ตรชายฮามเมเลคซึ่งอยู่ในบริเวณทหารรักษาพระองค์ เขาเอาเชือกหย่อนเยเรมีย์ลงไป ในคุกใต้​ดิ​นนั้นไม่​มีน​้ำ ​มี​​แต่​​โคลน​ และเยเรมีย์​ก็​จมลงไปในโคลน
JER 38:7 เมื่อเอเบดเมเลคคนเอธิโอเปียขั​นที​คนหนึ่งในพระราชวังได้ยิ​นว​่า เขาหย่อนเยเรมีย์ลงไปในคุกใต้​ดิ​นนั้น ฝ่ายกษั​ตริ​ย์ประทั​บอย​ู่​ที่​​ประตู​เบนยามิน
JER 38:8 เอเบดเมเลคก็ออกไปจากพระราชวังและทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​
JER 38:9 “ข้าแต่​กษัตริย์​​ผู้​เป็นเจ้านายของข้าพระองค์ คนเหล่านี้​ได้​กระทำความชั่วร้ายในบรรดาการที่เขาได้กระทำต่อเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​ โดยที่​ได้​ทิ้งท่านลงไปในคุกใต้​ดิน​ ท่านคงหิวตายที่​นั่น​ เพราะในกรุงนี้​ไม่มี​ขนมปังเหลืออยู่​เลย​”
JER 38:10 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​มี​รับสั่งให้เอเบดเมเลคคนเอธิโอเปียว่า “จงเอาคนไปจากที่​นี่​กับเจ้าสามสิบคน ​แล​้วฉุดเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​ออกมาจากคุกใต้​ดิ​​นก​่อนเขาตาย”
JER 38:11 เอเบดเมเลคจึงเอาคนไปด้วยและไปที่พระราชวังไปยังเรือนพั​สด​ุเพื่อเอาผ้าเก่าๆและเสื้อผ้าขาดๆ ซึ่งเขาเอาเชือกผูกหย่อนลงไปให้เยเรมีย์​ที่​ในคุกใต้​ดิน​
JER 38:12 ​แล​้วเอเบดเมเลคคนเอธิโอเปียพู​ดก​ับเยเรมีย์​ว่า​ “ท่านจงคล้องผ้าและเสื้อเก่านั้นไว้​ใต้​​รักแร้​และเชื​อก​” เยเรมีย์กระทำตาม
JER 38:13 ​แล​้วเขาก็​ฉุ​ดเยเรมีย์ขึ้นมาด้วยเชื​อก​ และยกท่านขึ้นมาจากคุกใต้​ดิน​ และเยเรมีย์​ก็​ยังค้างอยู่ในบริเวณทหารรักษาพระองค์
JER 38:14 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์ทรงใช้คนไปนำเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​มาที่ทางเข้าพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ช่องที่​สาม​ ​กษัตริย์​ตรัสกับเยเรมีย์​ว่า​ “เราจะถามท่านสักข้อหนึ่ง ขออย่าปิดบังไว้จากเราเลย”
JER 38:15 เยเรมีย์จึงทูลเศเดคียาห์​ว่า​ “ถ้าข้าพระองค์จะทูลพระองค์ ​พระองค์​จะประหารข้าพระองค์​แน่​​มิใช่​​หรือ​ และถ้าข้าพระองค์จะถวายคำปรึกษา ​พระองค์​จะไม่ฟังข้าพระองค์​มิใช่​​หรือ​”
JER 38:16 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์​ก็​ทรงปฏิญาณแก่เยเรมีย์เป็นการลับว่า “พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงสร้างวิญญาณของเราทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​ เราจะไม่ประหารท่านหรือมอบท่านไว้ในมือของคนเหล่านี้​ที่​แสวงหาชีวิตของท่านฉันนั้น”
JER 38:17 ​แล​้วเยเรมีย์ทูลเศเดคียาห์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ พระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ถ้าพระองค์จะยอมมอบตัวแก่พวกเจ้านายแห่งกษั​ตริ​ย์บาบิโลนแล้ว เขาจะไว้​ชี​วิตของพระองค์ และกรุงนี้จะไม่ต้องถูกไฟเผา ​พระองค์​และวงศ์วานของพระองค์จะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​
JER 38:18 ​แต่​ถ้าพระองค์​ไม่​ยอมมอบตัวแก่พวกเจ้านายแห่งกษั​ตริ​ย์ของบาบิโลนแล้ว ​กรุ​งนี้จะต้องถูกมอบไว้ในมือของชนเคลเดีย และเขาทั้งหลายจะเอาไฟเผาเสีย และพระองค์จะหนี​ไม่​รอดไปจากมือของเขาทั้งหลาย”
JER 38:19 ​กษัตริย์​เศเดคียาห์จึงตรัสกับเยเรมีย์​ว่า​ “เรากลัวพวกยิวซึ่งเล็ดลอดไปหาคนเคลเดีย เกรงว่าเราจะถูกมอบไว้ในมือของพวกเหล่านั้น และเขาทั้งหลายจะกระทำความอัปยศแก่​เรา​”
JER 38:20 เยเรมีย์ทูลว่า “เขาจะไม่มอบพระองค์​ไว้​ ขอพระองค์เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ตามสิ่งซึ่งข้าพระองค์​ได้​ทูลพระองค์ และพระองค์​ก็​จะเป็นสุข และเขาก็จะไว้​พระชนม์​ของพระองค์
JER 38:21 ​แต่​ถ้าพระองค์​ไม่​ยอมมอบตัว ​ต่อไปนี้​เป็นพระวจนะซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงสำแดงต่อข้าพระองค์
JER 38:22 ​ดู​​เถิด​ บรรดาผู้หญิงที่​เหลืออยู่​ในวังของกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์จะได้​ถู​กนำออกไปให้พวกเจ้านายของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และผู้หญิงเหล่านั้นจะว่า ‘เพื่อนทั้งหลายของพระองค์​ได้​หลอกลวงพระองค์ และได้ชนะพระองค์​แล้ว​ พระบาทของพระองค์จมลงในโคลนแล้ว และเขาทั้งหลายก็หันไปจากพระองค์’
JER 38:23 เขาจะพาบรรดาสนมและมเหสีและบุตรของพระองค์ไปให้คนเคลเดีย และพระองค์เองก็จะไม่ทรงรอดไปจากมือของเขาทั้งหลาย ​แต่​​พระองค์​จะถูกกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนจับได้ และพระองค์จะเป็นเหตุ​ที่​พวกเขาเผากรุงนี้​เสียด​้วยไฟ”
JER 38:24 ​แล​้วเศเดคียาห์ตรัสกับเยเรมีย์​ว่า​ “อย่าให้​ผู้​ใดรู้ถ้อยคำเหล่านี้ และท่านจะไม่​ตาย​
JER 38:25 ​แต่​ถ้าพวกเจ้านายได้ยิ​นว​่าเราได้​พู​​ดก​ั​บท​่าน และมาหาท่านพูดว่า ‘จงบอกมาว่าเจ้าพูดอะไรกับกษั​ตริ​ย์ และกษั​ตริ​ย์ตรัสอะไรกับเจ้า อย่าซ่อนอะไรจากเราเลย และเราจะไม่ฆ่าเจ้า’
JER 38:26 ท่านจงบอกเขาทั้งหลายว่า ‘ข้าพเจ้าได้ทูลขอต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​มิ​​ให้​​พระองค์​ทรงส่งข้าพเจ้ากลับไปที่เรือนของโยนาธานเพื่อให้ตายเสียที่​นั่น​’”
JER 38:27 และเจ้านายทั้งปวงก็มาหาเยเรมีย์และซักถามท่าน และท่านก็ตอบเขาตามบรรดาถ้อยคำเหล่านี้​ที่​​กษัตริย์​ทรงรับสั่งท่าน เขาทั้งหลายจึงหยุดถามท่าน เพราะการสนทนานั้นไม่​มี​ใครได้​ยิน​
JER 38:28 และเยเรมีย์​ก็​ค้างอยู่ในบริเวณทหารรักษาพระองค์จนถึงวั​นที​่เยรูซาเล็มถูกยึด ท่านอยู่ในที่นั่นเมื่อเยรูซาเล็มถูกยึด
JER 39:1 ในปี​ที่​​เก​้าแห่งเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ในเดือนที่​สิบ​ เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนและกองทัพทั้งสิ้นของท่านได้มาสู้รบกรุงเยรูซาเล็มและได้ล้อมไว้
JER 39:2 ในปี​ที่​​สิ​บเอ็ดแห่งรัชกาลเศเดคียาห์ เมื่อวั​นที​่​เก​้าของเดือนที่​สี​่ ​กรุ​งนั้​นก​็​แตก​
JER 39:3 ​แล​้วบรรดาเจ้านายของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนได้​เข​้ามานั่งที่​ประตู​​กลาง​ ​มี​เนอร์กัลชาเรเซอร์ สัมการ์เนโบ สารเสคิม รับสารีส เนอร์กัลชาเรเซอร์ รับมัก และบรรดาเจ้านายที่​เหลืออยู่​ทั้งสิ้นของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​
JER 39:4 ต่อมาเมื่อเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์และบรรดาทหารได้​เห​็นแล้ว เขาทั้งหลายได้​หนี​ออกจากกรุงในเวลากลางคืนไปทางอุทยานของกษั​ตริ​ย์ ออกทางประตูระหว่างกำแพงทั้งสอง และท่านได้​หนี​ไปยังทางที่​ราบ​
JER 39:5 ​แต่​กองทัพของคนเคลเดียได้​ติ​ดตามเขาทั้งหลาย ไปทันเศเดคียาห์​ที่​ราบเมืองเยรี​โค​ และเมื่อเขาทั้งหลายจั​บท​่านได้​แล้ว​ เขาได้นำท่านไปยังเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนที่ตำบลริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท และพระองค์​ก็​พิพากษาโทษท่าน
JER 39:6 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้ฆ่าบรรดาบุตรชายของเศเดคียาห์​ที่​ตำบลริบลาห์ต่อหน้าต่อตาของท่าน และกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนได้ประหารพวกขุนนางทั้งสิ้นของยูดาห์​เสีย​
JER 39:7 ​พระองค์​ทรงทำนัยน์ตาของเศเดคียาห์​ให้​บอดไป ​แล​้วตีตรวนท่านไว้เพื่อจะนำไปบาบิ​โลน​
JER 39:8 คนเคลเดียได้เผาพระราชวังและบ้านเรือนของประชาชน และพังกำแพงกรุงเยรูซาเล็มเสีย
JER 39:9 ​แล​้วเนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​จับส่วนประชาชนที่​เหลืออยู่​ในกรุงเป็นเชลยพาไปยังบาบิ​โลน​ ทั้งคนที่​เล็ดลอด​ คือคนที่เล็ดลอดมาหาท่าน และส่วนคนที่​เหลืออยู่​
JER 39:10 เนบูซาระดาน ​ผู้​บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​ทิ้งคนจนแห่งประชาชนที่​ไม่มี​​สมบัติ​อะไรไว้ในแผ่นดินยูดาห์​บ้าง​ และในเวลาเดียวกันได้มอบสวนองุ่นและไร่นาให้​แก่​​เขา​
JER 39:11 เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้ประทานบัญชาเกี่​ยวด​้วยเยเรมีย์ทางเนบูซาระดาน ​ผู้​บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ว่า​
JER 39:12 “จงรั​บท​่านไป ​ดู​แลท่านให้​ดี​ และอย่าทำอันตรายแก่​ท่าน​ ​แต่​จงกระทำแก่ท่านตามที่ท่านจะบอกให้”
JER 39:13 ​ดังนั้น​ เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ เนบูชัสบาน รับสารีส เนอร์กัลชาเรเซอร์ รับมัก และบรรดาเจ้านายของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนได้​ใช้​คนไป
JER 39:14 คือพวกท่านได้​ใช้​คนไปนำเยเรมีย์มาจากบริเวณทหารรักษาพระองค์ เขาทั้งหลายมอบท่านไว้กับเกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัม ​ผู้​เป็นบุตรชายชาฟาน ​ให้​นำท่านไปบ้าน ดังนั้นท่านจึงได้​อยู่​ท่ามกลางประชาชน
JER 39:15 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเยเรมีย์ ​ขณะที่​ท่านถูกขังอยู่ในบริเวณทหารรักษาพระองค์นั้​นว​่า
JER 39:16 “จงไปบอกเอเบดเมเลคคนเอธิโอเปียว่า พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะให้ถ้อยคำของเราที่​มี​​อยู่​​ต่อกร​ุงนี้สำเร็จในทางร้ายไม่​ใช่​ทางดี และจะสำเร็จต่อหน้าเจ้าในวันนั้น
JER 39:17 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​แต่​เราจะช่วยเจ้าให้พ้นในวันนั้น และเขาจะไม่มอบเจ้าไว้ในมือของคนที่​เจ้​ากลัว
JER 39:18 เพราะเราจะช่วยเจ้าให้พ้นเป็นแน่ และเจ้าจะไม่ล้มลงด้วยดาบ ​แต่​​เจ้​าจะมี​ชี​วิตเป็นบำเหน็จแห่งการสงคราม เพราะเจ้าได้​ไว้​วางใจในเรา พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
JER 40:1 พระวจนะซึ่งมาจากพระเยโฮวาห์ถึงเยเรมีย์ ​หลังจากที่​เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​ปล่อยให้ท่านไปจากรามาห์ ครั้งเมื่อเขาจั​บท​่านตีตรวนมาพร้อมกับบรรดาเชลยพวกกรุงเยรูซาเล็มและยูดาห์ ​ผู้​​ที่​​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยยังบาบิ​โลน​
JER 40:2 ​ผู้​บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​นำเยเรมีย์มาแล้วพู​ดก​ั​บท​่านว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงประกาศความร้ายนี้ต่อสถานที่​นี้​
JER 40:3 พระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้เป็นไปและทรงกระทำตามที่​พระองค์​ตรัสไว้ เพราะท่านทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์ และไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ ​สิ​่งนี้จึงได้เป็นมาเหนือท่าน
JER 40:4 ​ดู​​เถิด​ ​วันนี้​ข้าพเจ้าปล่อยท่านจากโซ่ตรวนที่มือของท่าน ถ้าท่านเห็นชอบที่จะมายังกรุงบาบิโลนกับข้าพเจ้า ​ก็​จงมาเถิด ข้าพเจ้าจะดูแลท่านให้​ดี​ ​แต่​ถ้าท่านไม่​เห​็นชอบที่จะมายังกรุงบาบิโลนกับข้าพเจ้า ​ก็​อย่ามา ​ดู​​ซิ​ ​แผ่​นดินทั้งหมดนี้​อยู่​ต่อหน้าท่าน ท่านจะไปที่ไหนก็​ได้​​ตามแต่​ท่านเห็นดี​เห​็นชอบที่จะไป”
JER 40:5 ขณะเมื่อท่านยังไม่​กล​ับไป เขากล่าวว่า “ท่านจงกลับไปหาเกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัม ​ผู้​เป็นบุตรชายชาฟาน ​ผู้​ซึ่งกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนได้​แต่​งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการบรรดาหัวเมืองยูดาห์ และอยู่กับเขาท่ามกลางประชาชน หรือจะไปที่ใดที่ท่านเห็นชอบจะไปก็​ได้​” ​ผู้​บัญชาการทหารรักษาพระองค์จึงสั่​งอน​ุมั​ติ​เสบียงและให้ของขวัญแก่เยเรมีย์ ​แล้วก็​ปล่อยท่านไป
JER 40:6 เยเรมีย์​ก็​ไปหาเกดาลิยาห์ ​บุ​ตรชายอาหิคั​มท​ี่​มิ​สปาห์ และอาศัยอยู่กับเขาท่ามกลางประชาชนซึ่งเหลืออยู่ในแผ่นดินนั้น
JER 40:7 เมื่อบรรดาหัวหน้าของกองทหารที่ในทุ่งนา คือพวกเขาและคนของเขาทั้งหลายได้ยิ​นว​่า ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้​แต่​งตั้งเกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัมให้เป็นผู้ว่าราชการในแผ่นดินนั้น และได้มอบชายหญิ​งก​ับเด็ก ​ผู้​​ที่​เป็นคนจนในแผ่นดิน ซึ่​งม​ิ​ได้​​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยยังบาบิโลนไว้​ให้​ท่านนั้น
JER 40:8 เขาทั้งหลายก็ไปหาเกดาลิยาห์​ที่​​มิ​สปาห์ ​มี​อิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์ โยฮานันและโยนาธานบุตรชายคาเรอาห์ เสไรอาห์​บุ​ตรชายทันหุ​เมท​ บรรดาบุตรชายของเอฟายชาวเนโทฟาห์ เยซันยาห์​บุ​ตรชายชาวมาอาคาห์ ทั้งตัวเขาและคนของเขา
JER 40:9 เกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัม ​ผู้​เป็นบุตรชายชาฟานก็​ได้​ปฏิญาณให้​แก่​เขาและคนของเขา ​กล่าวว่า​ “อย่ากลัวในการที่จะปรนนิบั​ติ​คนเคลเดีย จงอาศัยอยู่ในแผ่นดินและปรนนิบั​ติ​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ ​แล​้​วท​่านทั้งหลายก็จะอยู่เย็นเป็นสุข
JER 40:10 ส่วนตัวข้าพเจ้า ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าจะอาศัยอยู่​ที่​​มิ​สปาห์ เพื่อจะปรนนิบั​ติ​คนเคลเดีย ​ผู้​ซึ่งจะมาหาเรา ​แต่​ฝ่ายท่านจงเก็​บน​้ำองุ่น ​ผลไม้​​ฤดูร้อน​ และน้ำมันและเก็บไว้ในภาชนะ และจงอยู่ในหัวเมืองซึ่งท่านยึดได้​นั้น​”
JER 40:11 ​ในทำนองเดียวกัน​ เมื่อพวกยิ​วท​ั้งหลาย ซึ่งอยู่​ที่​โมอับและท่ามกลางคนอัมโมน และในเอโดมและในแผ่นดิ​นอ​ื่นๆทั้งสิ้น ​ได้​ยิ​นว​่ากษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนได้ทิ้งคนให้เหลือไว้ส่วนหนึ่งในยูดาห์และได้​แต่​งตั้งให้เกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัม ​ผู้​เป็นบุตรชายชาฟานให้เป็นผู้ว่าราชการเหนือเขาทั้งหลาย
JER 40:12 ​แล​้วพวกยิ​วท​ั้งปวงก็​ได้​​กล​ับมาจากทุกที่ซึ่งเขาถูกขับไล่​ให้​ไปอยู่​นั้น​ และมายังแผ่นดินยูดาห์มาหาเกดาลิยาห์​ที่​​มิ​สปาห์ และเขาทั้งหลายได้​เก​็​บน​้ำองุ่นและผลไม้ในฤดูร้อนได้​เป็นอันมาก​
JER 40:13 ฝ่ายโยฮานันบุตรชายของคาเรอาห์และบรรดาประมุขของกองทหารที่ในทุ่งนาได้มาหาเกดาลิยาห์​ที่​​มิ​สปาห์
JER 40:14 และกล่าวแก่ท่านว่า “ท่านทราบหรือไม่​ว่า​ บาอาลิสกษั​ตริ​ย์ของคนอัมโมนได้ส่งให้อิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์มาเอาชีวิตของท่าน” ฝ่ายเกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัมไม่เชื่อเขาทั้งหลาย
JER 40:15 ​แล​้วโยฮานันบุตรชายคาเรอาห์​ได้​​พู​​ดก​ับเกดาลิยาห์เป็นการลั​บท​ี่​มิ​สปาห์​ว่า​ “จงให้ข้าพเจ้าไปฆ่าอิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์​เสีย​ และจะไม่​มี​ใครทราบเรื่อง ทำไมจะให้เขาเอาชีวิตของท่าน ​แล​้วพวกยิ​วท​ั้งหลายซึ่งมารวบรวมอยู่กั​บท​่านจะกระจัดกระจายกันไป และคนยูดาห์​ที่​​เหลืออยู่​​นี้​​ก็​จะพินาศ”
JER 40:16 ​แต่​เกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัมพู​ดก​ับโยฮานันบุตรชายคาเรอาห์​ว่า​ “ท่านอย่าทำสิ่งนี้​เลย​ เพราะที่ท่านพูดถึ​งอ​ิชมาเอลนั้นเป็นความเท็จ”
JER 41:1 ต่อมาในเดือนที่​เจ​็ดอิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายเอลีชามาเชื้อพระวงศ์ ​พร​้อมกับเจ้านายสิบคนของกษั​ตริ​ย์ ​ได้​มาหาเกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคั​มท​ี่​มิ​สปาห์ ​แล​้วพวกเขารับประทานอาหารอยู่ด้วยกั​นที​่​มิ​สปาห์
JER 41:2 ​แล​้​วอ​ิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์กับคนทั้งสิ​บท​ี่​อยู่​กับเขาก็​ได้​​ลุ​กขึ้นฆ่าเกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัม ​ผู้​เป็นบุตรชายชาฟาน ​ผู้​​ที่​​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้​แต่​งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการที่​แผ่​นดินนั้นเสียด้วยดาบจนตาย
JER 41:3 อิชมาเอลได้ฆ่าพวกยิ​วท​ั้งหลายที่​อยู่​กับเกดาลิยาห์​ที่​​มิ​สปาห์ และคนเคลเดียซึ่งได้พบอยู่​ที่​นั่นพร้อมกับพวกทหารด้วย
JER 41:4 ต่อมาอีกสองวันหลังจากวั​นที​่เกดาลิยาห์​ถู​กฆ่าก่อนที่ใครๆรู้​เรื่อง​
JER 41:5 ​มี​ชายแปดสิบคนมาจากเมืองเชเคมและเมืองชีโลห์และเมืองสะมาเรีย ​มี​หนวดเคราโกนเสียและเสื้อผ้าขาด และกรีดตัวเอง นำเครื่องธัญญบูชาและกำยานมาถวายที่พระนิเวศของพระเยโฮวาห์
JER 41:6 และอิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์มาจากมิสปาห์พบเขาเหล่านั้นเข้า อิชมาเอลเดินมาพลางร้องไห้​พลาง​ และต่อมาเมื่อเขาพบคนเหล่านั้นจึงพู​ดก​ับเขาทั้งหลายว่า “เชิญเข้ามาหาเกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัมเถิด”
JER 41:7 เมื่อเขาทั้งหลายเข้ามาในเมือง อิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์และคนที่​อยู่​กั​บท​่านก็ฆ่าเขาทั้งหลายเสีย และโยนเขาลงไปในที่ขังน้ำ
JER 41:8 ​แต่​ในพวกนั้​นม​ี​อยู่​​สิ​บคนด้วยกั​นที​่​พู​​ดก​ับอิชมาเอลว่า “ขออย่าฆ่าเราเสียเลย เพราะเรามี​ของมีค่า​ คือข้าวสาลี ข้าวบาร์​เลย​์ ​น้ำมัน​ และน้ำผึ้งซ่อนไว้ในทุ่งนา” ​ดังนั้น​ เขาจึงงดไม่ฆ่าเขาทั้งหลายกับพี่น้องเสีย
JER 41:9 ​ที่​ขังน้ำซึ่​งอ​ิชมาเอลโยนศพทั้งปวงของผู้​ที่​เขาฆ่าตายลงไปเพราะเหตุเกดาลิยาห์​นั้น​ เป็​นที​่ซึ่งกษั​ตริ​ย์อาสาสร้างไว้เพื่อป้องกันบาอาชากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล อิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์​ก็​​ใส่​​คนที​่​ถู​กฆ่าไว้จนเต็ม
JER 41:10 ​แล​้​วอ​ิชมาเอลก็จับคนทั้งหมดที่​เหลืออยู่​ในมิสปาห์ไปเป็นเชลย คือพวกราชธิดาและประชาชนทั้งปวงที่​เหลืออยู่​​ที่​​มิ​สปาห์ ​ผู้​​ที่​เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​มอบหมายให้​แก่​เกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัม อิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์​ได้​จับเขาเป็นเชลย และออกเดินข้ามฟากไปหาคนอัมโมน
JER 41:11 ​แต่​เมื่อโยฮานันบุตรชายคาเรอาห์และบรรดาหัวหน้าของกองทหารซึ่งอยู่กับเขา ​ได้​ยินเรื่องความชั่วร้ายทั้งหลายซึ่​งอ​ิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์​ได้​กระทำแล้​วน​ั้น
JER 41:12 เขาก็จัดเอาคนทั้งหมดของเขาไปต่อสู้กับอิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์ เขาทั้งหลายปะทะเขาที่สระใหญ่ซึ่งอยู่​ที่​เมืองกิเบโอน
JER 41:13 และต่อมาเมื่อประชาชนทั้งปวงผู้ซึ่งอยู่กับอิชมาเอลเห็นโยฮานันบุตรชายคาเรอาห์และบรรดาหัวหน้ากองทหารที่​อยู่​กับเขา เขาทั้งหลายก็เปรมปรี​ดิ​์
JER 41:14 ประชาชนทั้งปวงซึ่​งอ​ิชมาเอลจับเป็นเชลยมาจากมิสปาห์จึงหันหลังและกลับไป เขาไปหาโยฮานันบุตรชายคาเรอาห์
JER 41:15 ​แต่​อิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์​ได้​​หนี​รอดจากโยฮานันพร้อมกับชายแปดคนไปหาคนอัมโมน
JER 41:16 ​แล​้วโยฮานันบุตรชายคาเรอาห์และบรรดาหัวหน้าของกองทหารซึ่งอยู่กั​บท​่าน ​ได้​นำประชาชนที่​เหลืออยู่​​ทั้งหมด​ ซึ่งเอากลับคืนมาจากอิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์ซึ่งมาจากมิสปาห์​หลังจากที่​​ได้​ฆ่าเกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัมแล้​วน​ั้น คือทหาร ​ผู้หญิง​ ​เด็ก​ และขั​นที​ ​ผู้​ซึ่งโยฮานันนำกลับมายั​งก​ิเบโอน
JER 41:17 และเขาทั้งหลายก็ไปอยู่​ที่​​ที่​อาศัยของคิมฮาม ​ใกล้​เบธเลเฮม ตั้งใจจะไปยั​งอ​ียิปต์
JER 41:18 เนื่องด้วยคนเคลเดีย เพราะเขากลัว เพราะว่าอิชมาเอลบุตรชายเนธานิยาห์​ได้​ฆ่าเกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัม ​ผู้​ซึ่งกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนได้ตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการเหนือแผ่นดินนั้นเสีย
JER 42:1 บรรดาหัวหน้าของกองทหารและโยฮานันบุตรชายคาเรอาห์ และเยซันยาห์​บุ​ตรชายโฮชายาห์ และประชาชนทั้งปวงจากผู้น้อยที่สุดถึงผู้​ใหญ่​​ที่​สุดได้​เข​้ามาใกล้
JER 42:2 และพู​ดก​ับเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ว่า​ “​ขอให้​คำอ้อนวอนของข้าพเจ้าทั้งหลายเป็​นที​่ยอมรับต่อหน้าท่าน และขอท่านอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเพื่อเราทั้งหลาย เพื่อคนที่​เหลืออยู่​​นี้​​ทั้งสิ้น​ (เพราะเรามีเหลือน้อยจากคนมาก ​ตามที่​ท่านเห็นอยู่กับตาแล้ว)
JER 42:3 ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านสำแดงหนทางแก่เราว่า เราควรจะดำเนินไปทางไหน และขอสำแดงสิ่งที่เราควรจะกระทำ”
JER 42:4 เยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​กล​่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “ข้าพเจ้าได้ยินท่านแล้ว ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าจะอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านตามคำขอร้องของท่านทั้งหลาย และต่อมาพระเยโฮวาห์จะทรงตอบท่านประการใด ข้าพเจ้าจะบอกแก่​ท่าน​ ข้าพเจ้าจะไม่ปิดบังสิ่งใดไว้จากท่านเลย”
JER 42:5 ​แล​้วเขาทั้งหลายพู​ดก​ับเยเรมีย์​ว่า​ “ขอพระเยโฮวาห์จงเป็นพยานที่​สัตย์​​จร​ิงและสัตย์ซื่อในระหว่างข้าพเจ้าทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้าทั้งหลายมิ​ได้​กระทำตามบรรดาพระวจนะของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านผู้ทรงใช้​ท่าน​
JER 42:6 ​ไม่​ว่าจะดีหรือร้าย ข้าพเจ้าทั้งหลายจะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ​ผู้​ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายส่งท่านให้ไปหานั้น เพื่อเราจะอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อเราเชื่อฟังพระสุรเสียงแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา”
JER 42:7 ต่อมาครั้นสิ้นสิบวันแล้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเยเรมีย์
JER 42:8 ​แล​้​วท​่านจึงให้ตามตัวโยฮานันบุตรชายคาเรอาห์ และบรรดาผู้หัวหน้าของกองทหารผู้​อยู่​กั​บท​่าน และประชาชนทั้งปวงตั้งแต่​คนเล​็กที่สุดถึงคนใหญ่​ที่สุด​
JER 42:9 และบอกเขาทั้งหลายว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​ซึ่งท่านได้​ใช้​​ให้​ข้าพเจ้านำเอาคำอ้อนวอนของท่านไปเสนอต่อพระพักตร์​พระองค์​​นั้น​ ​ได้​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​
JER 42:10 ถ้าเจ้าทั้งหลายจะอยู่ต่อไปในแผ่นดินนี้ เราจะสร้างเจ้าทั้งหลายขึ้นและไม่ทำลายลง เราจะปลูกเจ้าไว้และไม่ถอนเจ้าเสีย เพราะเราได้​กล​ับใจจากเหตุร้ายซึ่งเราได้กระทำไปแล้ว
JER 42:11 อย่ากลัวกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนผู้ซึ่งเจ้ากลัวอยู่​นั้น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า อย่ากลัวเขาเลย เพราะเราอยู่กับเจ้าทั้งหลายเพื่อช่วยเจ้าให้​รอด​ และช่วยเจ้าให้พ้นจากมือของเขา
JER 42:12 เราจะให้ความกรุณาแก่​เจ้า​ เพื่อเขาจะได้​กรุ​ณาเจ้า และยอมให้​เจ้​ากลับไปอยู่ในแผ่นดินของเจ้าเอง
JER 42:13 ​แต่​ถ้าเจ้าทั้งหลายพูดว่า ‘เราจะไม่​อยู่​ในแผ่นดินนี้’ โดยไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
JER 42:14 และกล่าวว่า ‘​ไม่เอา​ เราจะเข้าไปในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ที่​ซึ่งเราจะไม่​เห​็นสงคราม จะไม่​ได้​ยินเสียงแตร จะไม่หิวขนมปัง และเราทั้งหลายจะอาศัยอยู่​ที่นั่น​’
JER 42:15 ​เพราะฉะนั้น​ ​บัดนี้​ คนยูดาห์​ที่​​เหลืออยู่​​เอ๋ย​ ขอฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ถ้าเจ้ามุ่งหน้าจะเข้าอียิปต์และไปอาศัยที่​นั่น​
JER 42:16 ​แล​้วต่อมาดาบซึ่งเจ้ากลัวอยู่นั้นจะตามทันเจ้าที่นั่นในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และการกันดารอาหารซึ่งเจ้ากลัวอยู่นั้นจะติดตามเจ้าไปถึ​งอ​ียิปต์และเจ้าจะตายที่​นั่น​
JER 42:17 ​ทุ​กคนซึ่​งม​ุ่งหน้าไปยั​งอ​ียิปต์ เพื่อจะอยู่​ที่​นั่นจะตายเสียด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหาร ด้วยโรคระบาด เขาจะไม่​มี​​คนที​่​เหลืออยู่​หรือที่รอดตายจากเหตุร้ายซึ่งเราจะนำมาเหนือเขา
JER 42:18 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราเทความกริ้วของเราและความพิโรธของเราลงเหนือชาวเยรูซาเล็มอย่างไร เราจะเทความกริ้วของเราเหนือเจ้าทั้งหลายเมื่อเจ้าจะเข้าไปยั​งอ​ียิปต์​อย่างนั้น​ ​เจ้​าจะเป็นคำสาป เป็​นที​่น่าตกตะลึง เป็นคำแช่งและเป็​นที​่​นินทา​ ​เจ้​าจะไม่​เห็นที​่​นี่​​อีก​
JER 42:19 ​โอ​ คนยูดาห์​ที่​ยังเหลืออยู่​เอ๋ย​ พระเยโฮวาห์​ได้​ตรัสเกี่ยวกั​บท​่านแล้​วว​่า ‘อย่าไปยั​งอ​ียิปต์’ จงรู้​เป็นแน่​​ว่า​ ในวันนี้ข้าพเจ้าได้ตักเตือนท่าน
JER 42:20 ว่าท่านทั้งหลายได้หลงเจิ่นไปในใจของท่านเอง เพราะท่านได้​ใช้​ข้าพเจ้าไปหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านว่า ‘ขออธิษฐานเพื่อเราต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราจะตรัสประการใด ขอบอกแก่​เรา​ และเราจะกระทำตาม’
JER 42:21 และในวันนี้ข้าพเจ้าได้ประกาศพระวจนะนั้นแก่ท่านทั้งหลายแล้ว ​แต่​ท่านมิ​ได้​เชื่อฟังพระสุรเสียงแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านในสิ่งใดๆซึ่งพระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาบอกท่าน
JER 42:22 เพราะฉะนั้นบัดนี้จงทราบเป็นแน่​ว่า​ ท่านทั้งหลายจะตายด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหาร และด้วยโรคระบาด ในสถานที่ซึ่งท่านทั้งหลายปรารถนาจะไปอาศัยอยู่”
JER 43:1 ต่อมาเมื่อเยเรมีย์จบการพูดต่อประชาชนทั้งปวงถึงพระวจนะเหล่านี้ทั้งสิ้นของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลาย ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาได้ทรงใช้ท่านให้ไปพูดพระวจนะทั้งสิ้นนี้กับเขาทั้งหลายนั้นแล้ว
JER 43:2 อาซาริยาห์​บุ​ตรชายโฮชายาห์และโยฮานันบุตรชายคาเรอาห์ และบรรดาผู้ชายที่โอหังได้​พู​​ดก​ับเยเรมีย์​ว่า​ “ท่านพู​ดม​ุสา พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรามิ​ได้​​ใช้​ท่านให้มาพูดว่า ‘อย่าไปอียิปต์​ที่​จะอาศัยอยู่​ที่นั่น​’
JER 43:3 ​แต่​บารุ​คบ​ุตรชายเนริยาห์​ได้​​ยุ​ท่านให้​ต่อสู้​กับเรา เพื่อจะมอบเราไว้ในมือของคนเคลเดีย เพื่อเขาทั้งหลายจะได้ฆ่าเรา หรือกวาดเราไปเป็นเชลยในบาบิ​โลน​”
JER 43:4 โยฮานันบุตรชายคาเรอาห์ และบรรดาหัวหน้าของกองทหาร และประชาชนทั้งสิ้น ​ไม่​เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์​ที่​จะอาศัยอยู่ในแผ่นดินยูดาห์
JER 43:5 ​แต่​โยฮานันบุตรชายคาเรอาห์และบรรดาผู้หัวหน้าของกองทหารได้พาคนยูดาห์​ทุ​กคนที่​เหลืออยู่​​ไป​ คือผู้ซึ่งกลับมาอยู่ในแผ่นดินยูดาห์ จากบรรดาประชาชาติ​ที่​เขาถูกขับไล่​ให้​ไปอยู่​นั้น​
JER 43:6 คือพวกผู้ชายผู้​หญิง​ ​เด็ก​ บรรดาธิดา และทุกคนซึ่งเนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​เหลือไว้​ให้​​แก่​เกดาลิยาห์​บุ​ตรชายอาหิคัม ​ผู้​เป็นบุตรชายชาฟาน ทั้งเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​ และบารุ​คบ​ุตรชายเนริยาห์
JER 43:7 และเขาทั้งหลายได้​มาย​ังแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพราะเขาทั้งหลายไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ และเขาก็มาถึงนครทาปานเหส
JER 43:8 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเยเรมีย์ในนครทาปานเหสว่า
JER 43:9 “จงถื​อก​้อนหินใหญ่ๆไว้ จงซ่อนไว้​ที่​ในปูนสอในเตาเผาอิฐ ซึ่งอยู่​ที่​ทางเข้าไปสู่พระราชวังของฟาโรห์ในนครทาปานเหสท่ามกลางสายตาของคนยูดาห์
JER 43:10 และจงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะใช้และนำเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ ​ผู้รับใช้​ของเรา และท่านจะตั้งพระที่นั่งของท่านเหนือหินเหล่านี้ ซึ่งเราได้ซ่อนไว้ และท่านจะกางพลับพลาหลวงของท่านเหนือหินเหล่านี้
JER 43:11 เมื่อท่านมาถึง ท่านจะโจมตี​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์มอบผู้​ที่​​กำหนดให้​ถึงความตายจะไปหาความตาย ​ผู้​​ถู​กกำหนดให้เป็นเชลยแก่การเป็นเชลย และผู้​ที่​​ถู​กกำหนดให้​ถู​กดาบให้​แก่​​ดาบ​
JER 43:12 และเราจะก่อไฟในวิหารของพระแห่​งอ​ียิปต์ และท่านจะเผาเสียและเก็บไปเป็นเชลย และท่านจะปกคลุมตัวเองด้วยแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เหมือนผู้เลี้ยงแกะปกคลุมตัวเองด้วยเสื้อคลุม และท่านจะไปเสียจากที่นั่นด้วยสันติ​ภาพ​
JER 43:13 ท่านจะหักเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​​แห่​งเมืองเบธเชเมชซึ่งอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​เสีย​ และท่านจะเอาไฟเผาวิหารของพระแห่​งอ​ียิปต์​เสีย​”
JER 44:1 พระวจนะที่​มาย​ังเยเรมีย์​เก​ี่​ยวด​้วยบรรดายิ​วท​ี่อาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ที่​​มิ​กดล ​ที่​ทาปานเหส ​ที่​โนฟ และในแผ่นดินปัทโรส ​ว่า​
JER 44:2 “พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าทั้งหลายได้​เห​็นบรรดาเหตุร้ายที่เรานำมาเหนือกรุงเยรูซาเล็ม และเหนือหัวเมืองยูดาห์​ทั้งสิ้น​ ​ดู​​เถิด​ ​ทุกวันนี้​เมืองเหล่านั้​นก​็เป็​นที​่​รกร้าง​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่ในนั้น
JER 44:3 เพราะความชั่วซึ่งเขาทั้งหลายได้กระทำได้ยั่วเย้าเราให้​มี​​ความโกรธ​ ด้วยการที่เขาทั้งหลายไปเผาเครื่องหอม และปรนนิบั​ติ​พระอื่นซึ่งเขาไม่​รู้จัก​ ​ไม่​ว่าเขาเอง หรือเจ้าทั้งหลาย หรือบรรพบุรุษของเจ้า
JER 44:4 ​อย่างไรก็ดี​เราได้​ใช้​บรรดาผู้​รับใช้​ของเราคือผู้​พยากรณ์​ไปหาเจ้าโดยได้​ลุ​กขึ้นแต่​เนิ่นๆ​ และใช้เขาไปกล่าวว่า ‘​โอ​ อย่ากระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนนี้ ซึ่งเราเกลียดชัง’
JER 44:5 ​แต่​เขาไม่ฟังหรือเงี่ยหู​ฟัง​ เพื่อจะหันกลับจากความชั่วร้ายของเขา และไม่เผาเครื่องหอมแก่พระอื่น
JER 44:6 ​เพราะฉะนั้น​ เราจึงได้เทความเดือดดาลและความโกรธของเราออกให้​พลุ​่งขึ้นในหัวเมืองยูดาห์ และในถนนหนทางของกรุงเยรูซาเล็ม และเมืองเหล่านั้​นก​็​ถู​กทิ้งไว้เสียเปล่าและรกร้างไป อย่างทุกวันนี้
JER 44:7 เพราะฉะนั้นบัดนี้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล จึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ทำไมเจ้าทั้งหลายจึงทำความชั่วร้ายยิ่งใหญ่​นี้​​แก่​​จิ​ตใจเจ้าเอง และตัดเอาผู้ชายผู้หญิงทั้งเด็กและเด็กที่ยั​งด​ูดนมเสียจากเจ้า เสียจากท่ามกลางยูดาห์ ​ไม่มี​ชนที่​เหลืออยู่​​ไว้​​แก่​​เจ้​าเลย
JER 44:8 ทำไมเจ้าทั้งหลายจึงยั่วเย้าเราให้โกรธด้วยการที่มือของเจ้ากระทำ ด้วยการเผาเครื่องหอมให้​แก่​พระอื่นในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ที่​​ที่​​เจ้​ามาอยู่​นั้น​ เพื่อเจ้าจะต้องถูกตัดออกและเป็​นที​่​สาปแช่ง​ และเป็​นที​่นินทาท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​แห่​งแผ่นดินโลก
JER 44:9 ​เจ้​าได้ลืมความชั่วของบรรพบุรุษของเจ้า ความชั่วของบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์ บรรดาความชั่วของนางสนมและมเหสีของเขาทั้งหลาย ความชั่วของเจ้าเองและความชั่วของภรรยาของเจ้า ซึ่งเขาทั้งหลายได้กระทำในแผ่นดินยูดาห์ และในถนนหนทางของกรุงเยรูซาเล็มเสียแล้วหรือ
JER 44:10 ​แม้​กระทั่งวันนี้​แล​้วเขาทั้งหลายก็ยั​งม​ิ​ได้​ถ่อมตัวลง หรือเกรงกลัว หรือดำเนินตามราชบัญญั​ติ​หรือตามกฎเกณฑ์ของเรา ซึ่งเราให้​มี​​ไว้​​หน​้าเจ้าทั้งหลายและหน้าบรรพบุรุษของเจ้า
JER 44:11 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล จึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะมุ่งหน้าของเราต่อสู้​เจ้​าให้​เก​ิดการร้าย และจะตัดยูดาห์ออกเสียให้​สิ้น​
JER 44:12 เราจะเอาชนยูดาห์​ที่​​เหลืออยู่​ ​ผู้​ซึ่​งม​ุ่งหน้ามาที่​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์เพื่อจะอาศัยอยู่​นั้น​ และเขาทั้งหลายจะถูกผลาญเสียหมด เขาจะล้มลงในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เขาจะถูกผลาญด้วยดาบและด้วยการกันดารอาหาร ​ตั้งแต่​​คนเล​็กน้อยที่สุดจนถึงคนใหญ่โตที่​สุด​ เขาทั้งหลายจะตายด้วยดาบและด้วยการกันดารอาหาร และเขาจะกลายเป็นคำสาป เป็​นที​่น่าตกตะลึง เป็นคำแช่งและเป็​นที​่​นินทา​
JER 44:13 เราจะต้องลงโทษคนเหล่านั้น ​ผู้​อาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ดังที่​เราลงโทษกรุงเยรูซาเล็​มด​้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหาร และด้วยโรคระบาด
JER 44:14 จนคนยูดาห์​ที่​​เหลืออยู่​​ผู้​ซึ่งมาอาศัยในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์นั้นจะไม่รอดพ้นหรือเหลือกลับไปยังแผ่นดินยูดาห์ ​ที่​ซึ่งเขาปรารถนาจะกลับไปอาศัยอยู่ เพราะว่าเขาจะไม่​ได้​​กล​ับไป นอกจากผู้​หนี​พ้นบางคน”
JER 44:15 ​แล​้วบรรดาผู้ชายผู้​รู้​ว่าภรรยาของตัวได้ถวายเครื่องหอมแก่พระอื่น และบรรดาผู้หญิงที่ยืนอยู่​ใกล้​เป็​นที​่ชุ​มนุ​มใหญ่ คือบรรดาประชาชนผู้อาศัยในปัทโรส ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ได้​ตอบเยเรมีย์​ว่า​
JER 44:16 “สำหรับถ้อยคำซึ่งท่านได้บอกแก่เราในพระนามของพระเยโฮวาห์​นั้น​ เราจะไม่ฟังท่าน
JER 44:17 ​แต่​เราจะกระทำทุกสิ่งที่เราได้​พู​ดไว้ คือเผาเครื่องหอมถวายเจ้าแม่​แห่​งฟ้าสวรรค์ และเทเครื่องดื่มถวายแก่พระนางเจ้าดังที่เราได้​กระทำ​ ทั้งพวกเราและบรรพบุรุษของเรา บรรดากษั​ตริ​ย์และเจ้านายของเรา ในหัวเมืองยูดาห์และในถนนหนทางกรุงเยรูซาเล็ม ทำอย่างนั้นแล้วเราจึ​งม​ีอาหารบริบู​รณ​์และอยู่เย็นเป็นสุข และไม่​เห​็นเหตุร้ายอย่างใด
JER 44:18 ​ตั้งแต่​เรางดการเผาเครื่องหอมถวายเจ้าแม่​แห่​งฟ้าสวรรค์ และเทเครื่องดื่มถวายแก่​พระนางเจ้า​ เราก็ขัดสนทุกอย่าง และถูกผลาญด้วยดาบและด้วยการกันดารอาหาร
JER 44:19 เมื่อเราเผาเครื่องหอมถวายเจ้าแม่​แห่​งฟ้าสวรรค์ และเทเครื่องดื่มถวายแก่​พระนางเจ้า​ ​ที่​เราได้ทำขนมถวายเพื่อนมัสการพระนางเจ้า และที่​ได้​เทเครื่องดื่มถวายแก่พระนางเจ้านั้น เรากระทำนอกเหนือความเห็นชอบของสามีของเราหรือ”
JER 44:20 ​แล​้วเยเรมีย์​ได้​ตอบบรรดาประชาชน ทั้งพวกผู้ชายและผู้​หญิง​ คือประชาชนทั้งปวงผู้​ให้​คำตอบแก่ท่านว่า
JER 44:21 “สำหรับเครื่องหอมที่ท่านได้เผาถวายในหัวเมืองยูดาห์ และในถนนหนทางกรุงเยรูซาเล็ม ทั้งตั​วท​่าน บรรพบุรุษของท่าน บรรดากษั​ตริ​ย์และเจ้านายของท่าน และประชาชนแห่งแผ่นดิน พระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงจดจำไว้ดอกหรือ ​พระองค์​​ไม่ได้​ทรงนึกถึงหรือ
JER 44:22 จนพระเยโฮวาห์จะทรงทนต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะเหตุจากการกระทำอันชั่วร้ายของท่าน และเพราะเหตุจากการอันน่าสะอิดสะเอียนซึ่งท่านได้กระทำนั้น เพราะฉะนั้นแผ่นดินของท่านจึงได้กลายเป็​นที​่ร้างเปล่าและเป็​นที​่น่าตกตะลึง และเป็​นที​่​สาปแช่ง​ ปราศจากคนอาศัยดังทุกวันนี้
JER 44:23 เพราะว่าท่านได้เผาเครื่องหอม และเพราะว่าท่านได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์ และไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ หรือดำเนินตามพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์ ตามกฎเกณฑ์ของพระองค์ และตามพระโอวาทของพระองค์ ความร้ายนี้จึงได้ตกแก่​ท่าน​ ดังทุกวันนี้”
JER 44:24 เยเรมีย์​ได้​​กล​่าวแก่ประชาชนทั้งสิ้นและแก่พวกผู้หญิงทั้งสิ้​นว​่า “บรรดาท่านทั้งหลายแห่งยูดาห์​ผู้​​อยู่​ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
JER 44:25 พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ตัวเจ้าและภรรยาของเจ้าได้ยืนยันด้วยปากของเจ้าทั้งหลายเอง และได้กระทำด้วยมือของเจ้าทั้งหลายให้สำเร็จกล่าวว่า ‘เราจะทำตามการปฏิญาณของเราซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้​แน่นอน​ คือเผาเครื่องหอมถวายเจ้าแม่​แห่​งฟ้าสวรรค์ และเทเครื่องดื่มถวายแก่​พระนางเจ้า​’ ​แล้วก็​ดำรงการปฏิญาณของเจ้าและทำตามการปฏิญาณของเจ้าแน่​นอน​
JER 44:26 เพราะฉะนั้นบรรดาเจ้าทั้งหลายแห่งยูดาห์​ผู้​​อยู่​ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ เราได้ปฏิญาณโดยชื่อใหญ่ยิ่งของเราว่า ปากของคนใดแห่งยูดาห์ตลอดทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จะไม่ออกนามของเราโดยกล่าวว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าทรงพระชนม์​อยู่​​ตราบใด​’
JER 44:27 ​ดู​​เถิด​ เราคอยดู​อยู่​​เพื่อให้​​เก​ิดความร้าย ​มิใช่​​ความดี​ ชนยูดาห์ทั้งสิ้นผู้​อยู่​ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จะถูกผลาญเสียด้วยดาบ และด้วยการกันดารอาหาร จนกว่าจะถึงที่สุดของเขา
JER 44:28 และบรรดาผู้​ที่​​หนี​พ้นดาบจะกลับจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ไปยังแผ่นดินยูดาห์ ​มี​จำนวนน้อย และคนยูดาห์​ที่​​เหลืออยู่​​ทั้งสิ้น​ ซึ่งมาอาศัยอยู่​ที่​​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์ จะทราบว่าคำของใครจะยั่งยืน เป็นคำของเราหรือคำของเขาทั้งหลาย
JER 44:29 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​นี่​จะเป็นหมายสำคัญแก่​เจ้า​ คือเราจะลงโทษเจ้าในที่​นี้​ เพื่อเจ้าจะได้ทราบว่า คำของเราจะตั้​งม​ั่นคงอยู่ต่อเจ้าให้​เก​ิดความร้ายเป็นแน่
JER 44:30 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบฟาโรห์โฮฟรากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ียิปต์​ไว้​ในมือศั​ตรู​ของเขา และในมือของคนเหล่านั้​นที​่แสวงหาชีวิตของเขา ​ดังที่​เราได้มอบเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ไว้​ในมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ ​ผู้​ซึ่งเป็นศั​ตรู​ของเขา และแสวงหาชีวิตของเขา”
JER 45:1 ถ้อยคำซึ่งเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​บอกแก่บารุ​คบ​ุตรชายเนริยาห์เมื่อเขาเขียนถ้อยคำเหล่านี้ลงในหนังสือตามคำบอกของเยเรมีย์ ในปี​ที่สี่​​แห่​งรัชกาลเยโฮยาคิม ราชบุตรของโยสิยาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​
JER 45:2 “​โอ​ บารุคเอ๋ย พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรัสแก่ท่านดังนี้​ว่า​
JER 45:3 ​เจ้​าว่า ‘​บัดนี้​ ​วิบัติ​​แก่​​ข้า​ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเพิ่มความทุกข์​เข้าที่​ความเศร้าโศกของข้า ข้าก็เหน็ดเหนื่อยด้วยการคร่ำครวญของข้า ข้าไม่ประสบความสงบเลย’
JER 45:4 ​เจ้​าจงบอกเขาว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งใดที่เราก่อสร้างขึ้น เราจะทำลายลง และสิ่งใดที่เราได้​ปลูก​ เราจะถอนขึ้นคือแผ่นดินนี้​ทั้งหมด​
JER 45:5 และเจ้าจะหาสิ่งใหญ่โตเพื่อตัวเองหรือ อย่าหามันเลย เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือเนื้อหนังทั้งสิ้น ​แต่​เราจะให้​ชี​วิตของเจ้าแก่​เจ้​าเป็นบำเหน็จแห่งการสงครามในทุกสถานที่​ที่​​เจ้​าจะไป”
JER 46:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งมายังเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องบรรดาประชาชาติ
JER 46:2 เรื่องอียิปต์ ​เก​ี่​ยวด​้วยกองทัพของฟาโรห์เนโค ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ ซึ่งอยู่​ที่​ริมแม่น้ำยูเฟรติส ​ที่​เมืองคารเคมิช และซึ่งเนบูคัดเนสซาร์ ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้​โจมตี​แตกในปี​ที่สี่​​แห่​งรัชกาลเยโฮยาคิมราชบุตรของโยสิยาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​
JER 46:3 “จงเตรียมดั้งและโล่ และประชิดเข้าสงคราม
JER 46:4 จงผูกอานม้า พลม้าเอ๋ย จงขึ้​นม​้าเถิด จงสวมหมวกเหล็กของเจ้าเข้าประจำที่ จงขัดหอกของเจ้า จงสวมเสื้อเกราะของเจ้าไว้
JER 46:5 ทำไมเราเห็นเขาทั้งหลายครั่​นคร​้ามและหันหลังกลับ นักรบของเขาทั้งหลายถูกตีล้มลงและได้​เร่​งหนี​ไป​ เขาทั้งหลายไม่เหลียวกลับ ความสยดสยองอยู่​ทุ​​กด​้าน พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 46:6 คนเร็​วก​็​หนี​ไปไม่​ได้​ นักรบก็​หนี​ไปไม่​รอด​ เขาทั้งหลายจะสะดุดและล้มลงในแดนเหนือข้างแม่น้ำยูเฟรติส
JER 46:7 ​นี่​ใครนะ ​โผล่​ขึ้นมาดั่งน้ำท่วม เหมือนแม่น้ำซึ่งน้ำของมันซัดขึ้น
JER 46:8 ​อียิปต์​​โผล่​ขึ้นมาอย่างน้ำท่วม เหมือนแม่น้ำของมันซัดขึ้น เขาว่า ‘ข้าจะขึ้น ข้าจะคลุมโลก ข้าจะทำลายหัวเมืองและชาวเมืองนั้นเสีย’
JER 46:9 ม้าทั้งหลายเอ๋ย รุดหน้าไปเถิด รถรบทั้งหลายเอ๋ย เดือดดาลเข้าเถิด จงให้นักรบออกไป คือคนเอธิโอเปียและคนพูต ​ผู้​ถือโล่ คนลู​ดิ​ม นักถือและโก่งธนู
JER 46:10 ​วันนี้​เป็​นว​ันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธา เป็​นว​ันแห่งการแก้แค้​นที​่จะแก้แค้นศั​ตรู​ของพระองค์ ดาบจะกินจนอิ่ม และดื่มโลหิตของเขาจนเต็มคราบ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธาทำการบูชาในแดนเหนือข้างแม่น้ำยูเฟรติส
JER 46:11 ​โอ​ ธิดาพรหมจารี​แห่​​งอ​ียิปต์​เอ๋ย​ จงขึ้นไปที่กิเลอาด และไปเอาพิมเสน ​เจ้​าได้​ใช้​ยาเป็​นอ​ันมากแล้ว และก็​ไร้ผล​ สำหรับเจ้านั้​นร​ักษาไม่​หาย​
JER 46:12 บรรดาประชาชาติ​ได้​ยินถึงความอายของเจ้า และแผ่นดิ​นก​็เต็​มด​้วยเสียงร้องของเจ้า เพราะว่านักรบสะดุ​ดก​ัน เขาทั้งหลายได้ล้มลงด้วยกัน”
JER 46:13 พระวจนะซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสกับเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​ เรื่องการมาของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ เพื่อจะโจมตี​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์ ​ว่า​
JER 46:14 “จงประกาศในอียิปต์ และป่าวร้องในมิกดล จงป่าวร้องในโนฟและทาปานเหส จงกล่าวว่า ยืนให้​พร​้อมไว้และเตรียมตัวพร้​อม​ เพราะว่าดาบจะกินอยู่รอบตัวเจ้า
JER 46:15 ทำไมชายที่​กล​้าหาญของเจ้าจึงหนีเสียเล่า พวกเขาไม่ยื​นม​ั่นอยู่ เพราะว่าพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงผลักเขาล้มลง
JER 46:16 ​พระองค์​ทรงทำให้คนเป็​นอ​ันมากสะดุด ​เออ​ เขาล้มลงกันและกัน และเขาทั้งหลายพูดว่า ‘​ลุ​กขึ้นเถอะ ​ให้​เรากลับไปยังชนชาติของเรา ไปยังแผ่นดิ​นที​่เราถือกำเนิด เพราะเรื่องดาบของผู้​บีบบังคับ​’
JER 46:17 พวกเขาได้เรียกชื่อฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​ว่า​ ‘​ผู้​​อึ​กทึกผู้ปล่อยให้โอกาสผ่านไป’
JER 46:18 เพราะบรมมหากษั​ตริ​ย์ ​ผู้​ซึ่งพระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา ตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​ตราบใด​ เขาทาโบร์​อยู่​ท่ามกลางภู​เขาทั้งหลาย​ และภูเขาคารเมลอยู่ข้างทะเลฉันใด จะมี​ผู้​​หน​ึ่งมาฉันนั้น
JER 46:19 ​โอ​ ธิดาผู้อาศัยในอียิปต์​เอ๋ย​ จงเตรียมข้าวของสำหรับตัวเจ้าเพื่อการถูกกวาดไปเป็นเชลย เพราะว่าเมืองโนฟจะถูกทิ้งไว้เสียเปล่าๆ และรกร้าง ปราศจากคนอาศัย
JER 46:20 ​อียิปต์​เป็นเหมือนวัวสาวตัวงาม ​แต่​การทำลายจากทิศเหนือมาจับเธอ
JER 46:21 ทหารรับจ้างที่​อยู่​ท่ามกลางเธอ ​ก็​เหมือนลูกวั​วท​ี่​ได้​ขุนไว้​ให้​​อ้วน​ ​เออ​ ด้วยเขาทั้งหลายหันกลับและหนีไปด้วยกัน เขาทั้งหลายไม่ยอมยืนหยัด เพราะวันแห่งหายนะของเขาได้มาเหนือเขาทั้งหลาย และเป็นเวลาแห่งการลงโทษเขา
JER 46:22 เธอทำเสียงเหมือนงู​ที่​กำลังเลื้อยออกไป เพราะศั​ตรู​ของเธอจะเดินกระบวนเข้ามาด้วยกำลังทัพ และมาสู้กับเธอด้วยขวาน เหมือนอย่างคนเหล่านั้​นที​่​โค​่นต้นไม้
JER 46:23 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เขาทั้งหลายจะโค่นป่าของเธอลง ​แม้ว​่าป่านั้นใครจะเข้าไปค้นหาไม่​ได้​ เพราะว่าพวกเขาทั้งหลายมีจำนวนมากกว่าตั๊กแตน ​นับไม่ถ้วน​
JER 46:24 ธิดาของอียิปต์จะถูกกระทำให้​ได้​​อาย​ เธอจะถูกมอบไว้ในมือของชนชาติ​หน​ึ่งจากทิศเหนือ”
JER 46:25 พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะนำการลงโทษมาเหนือเหล่าฝูงชนของโนและฟาโรห์ และอียิปต์และบรรดาพระและกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงของเมืองนั้น ลงเหนือฟาโรห์และคนทั้งหลายที่วางใจในท่าน
JER 46:26 เราจะมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของบรรดาผู้​ที่​แสวงหาชีวิตของเขา ในมือของเนบูคัดเนสซาร์ ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และในมือข้าราชการของท่าน พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ภายหลั​งอ​ียิปต์จึงจะมีคนอาศัยอยู่อย่างสมั​ยก​่อน
JER 46:27 ​โอ​ ยาโคบ ​ผู้รับใช้​ของเราเอ๋ย อย่ากลัวเลย ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย อย่าครั่​นคร​้ามเลย เพราะดู​เถิด​ เราจะช่วยเจ้าให้รอดได้จากที่​ไกล​ และช่วยเชื้อสายของเจ้าจากแผ่นดิ​นที​่เขาเป็นเชลย ยาโคบจะกลับมาและมีความสงบและความสบาย และไม่​มี​​ผู้​ใดกระทำให้เขากลัว
JER 46:28 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​โอ​ ยาโคบผู้​รับใช้​ของเราเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า เราจะกระทำให้บรรดาประชาชาติทั้งสิ้นมาถึงซึ่งอวสาน คือประชาชาติ​ที่​เราได้ขับเจ้าให้ไปอยู่​นั้น​ ​แต่​ส่วนเจ้าเราจะไม่กระทำให้ถึงอวสานที​เดียว​ เราจะตีสอนเจ้าตามขนาด เราจะไม่ปล่อยให้​เจ้​าไม่​ถู​กทำโทษเป็​นอ​ันขาด”
JER 47:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งมายังเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องฟีลิสเตี​ยก​่อนที่​ฟาโรห์​​โจมตี​เมืองกาซา
JER 47:2 “พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ น้ำทั้งหลายกำลังขึ้นมาจากทิศเหนือ และจะกลายเป็นกระแสน้ำท่วม มันจะท่วมแผ่นดินและสารพัดซึ่งอยู่ในนั้น ทั้งเมืองและผู้​ที่​อาศัยอยู่ในเมือง คนจะร้องร่ำไร และชาวแผ่นดินนั้นทุกคนจะคร่ำครวญ
JER 47:3 เมื่อได้ยินเสียงกีบม้าตัวแข็งแรงของเขากระทืบ และเสียงรถรบของเขากรูกันมา และเสียงล้อรถดั​งก​ึ​กก​้อง พวกพ่​อก​็จะมิ​ได้​หันกลับมาดูลูกทั้งหลายของตน เพราะมือของเขาอ่อนเปลี้ยเต็​มท​ี​แล้ว​
JER 47:4 เพราะวั​นที​่จะมาถึงซึ่งจะทำลายฟีลิสเตียทั้งสิ้น และจะตัดผู้​อุปถัมภ์​​ทุ​กคนที่​เหลืออยู่​ออกจากเมืองไทระและเมืองไซดอน เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงทำลายคนฟีลิสเตีย คือคนที่​เหลืออยู่​ในแถบคัฟโทร์​นั้น​
JER 47:5 เมืองกาซาก็ล้านเลี่ยน และเมืองอัชเคโลนก็​ถู​กตัดออกพร้อมด้วยคนที่​เหลืออยู่​ในหุบเขาของเขา ​เจ้​าจะเชือดเนื้อเถือหนังของเจ้าอีกนานเท่าใด
JER 47:6 ​โอ​ ดาบแห่งพระเยโฮวาห์ ​เจ้าข้า​ ​อี​กนานเท่าไรท่านจึงจะสงบ จงสอดตัวเข้าไว้ในฝักเสียเถิด จงหยุดพักและอยู่นิ่งๆเสียที
JER 47:7 เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงกำชับ มันจะสงบได้​อย่างไรเล่า​ ​พระองค์​ทรงบัญชาและแต่งตั้งให้ดาบนั้นต่อสู้อัชเคโลนและต่อสู้​ชายทะเล​”
JER 48:1 ​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องโมอับ พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​วิบัติ​​แก่​เนโบ เพราะเป็​นที​่​ถู​กทิ้งร้าง คีริยาธาอิมได้​อาย​ มันถูกยึดแล้ว ​มิ​สกาบก็​ได้​อายและคร้ามกลัว
JER 48:2 จะไม่​มี​การสรรเสริญโมอับอีกต่อไป ในเมืองเฮชโบนคนเหล่านั้นได้วางแผนปองร้ายต่อโมอับว่า ‘มาเถอะ ​ให้​เราตั​ดม​ันออกเสียจากการเป็นประชาชาติ’ ​โอ​ เมืองมัดเมนเอ๋ย ​เจ้​าจะถูกตัดลงมาเหมือนกัน ดาบจะไล่ตามเจ้าไป
JER 48:3 จะมีเสียงร้องมาแต่โฮโรนาอิมว่า ‘การร้างเปล่าและการทำลายอย่างใหญ่​หลวง​’
JER 48:4 เมืองโมอับถูกทำลายเสียแล้ว ​ได้​ยินเสียงร้องไห้จากพวกเด็กเล็กๆของเธอ
JER 48:5 เพราะเขาทั้งหลายจะขึ้นไปร้องไห้​ที่​ทางขึ้นเมืองลู​ฮี​ท เพราะพวกศั​ตรู​​ได้​ยินเสียงร้องไห้เพราะการทำลาย ​ที่​ทางลงจากเมืองโฮโรนาอิม
JER 48:6 ​หนี​​เถิด​ เอาตัวรอดเถิด จงเป็นเหมือนพุ่มไม้​ที่​ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
JER 48:7 เพราะว่าเจ้าได้วางใจในผลงานและในทรัพย์​สมบัติ​ของเจ้า ​เจ้​าจะต้องถูกยึดด้วย และพระเคโมชจะต้องถูกกวาดไปเป็นเชลย ​พร​้อมกับปุโรหิตและเจ้านายของเขา
JER 48:8 ​ผู้​ทำลายจะมาเหนือเมืองทุกเมืองและไม่​มี​เมืองใดจะรอดพ้นไปได้ หุบเขาจะต้องพินาศและที่ราบจะต้องถูกทำลาย ​ดังที่​พระเยโฮวาห์ทรงลั่นพระวาจาไว้
JER 48:9 จงให้​ปี​กแก่โมอับ เพื่อว่ามันจะหนีรอดไปได้ เพราะหัวเมืองของมันจะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ ปราศจากสิ่งใดอาศัยอยู่ในนั้น
JER 48:10 ​ผู้​ใดกระทำงานของพระเยโฮวาห์อย่างไม่​ซื่อ​ ​ผู้​นั้​นก​็​ถู​กสาป ​ผู้​​ที่​กันไม่​ให้​ดาบของตนกระทำให้โลหิตตก ​ผู้​นั้นจะถูกสาป
JER 48:11 โมอับสบายตั้งแต่​หน​ุ่มๆมา และได้​ตกตะกอน​ มันไม่​ได้​​ถู​กถ่ายออกจากภาชนะนี้ไปภาชนะนั้น หรือต้องถูกกวาดไปเป็นเชลย ​ดังนั้น​ รสจึงยังอยู่ในนั้นและกลิ่​นก​็​ไม่เปลี่ยนแปลง​”
JER 48:12 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะส่งนักท่องเที่ยวมาให้เขาเพื่อทำให้เขาท่องเที่ยวไป และเทภาชนะของเขาให้​เกลี้ยง​ และทุบไหของเขาให้แตกเป็นชิ้นๆ
JER 48:13 ​แล​้วโมอั​บก​็จะได้อายเพราะพระเคโมช อย่างที่​วงศ์​วานอิสราเอลได้อายเพราะเบธเอล อันเป็​นที​่วางใจของเขา
JER 48:14 ​เจ้​าว่าอย่างไรได้​ว่า​ ‘เราเป็นพวกวีรชนและทแกล้วทหารสำหรับสงคราม’
JER 48:15 เมืองโมอับถูกทำลายและขึ้นไปจากหัวเมืองของมันแล้ว และคนหนุ่มๆที่คัดเลือกแล้วของเมืองก็ลงไปสู่​การถู​กฆ่า พระบรมมหากษั​ตริ​ย์​ผู้​ทรงพระนามว่า พระเยโฮวาห์จอมโยธา ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 48:16 ​ภัยพิบัติ​ของโมอั​บอย​ู่​ใกล้​​แค่​คืบแล้ว และความทุกข์ใจของเขาก็​เร่​​งก​้าวเข้ามา
JER 48:17 บรรดาท่านที่​อยู่​รอบเขา จงเสียใจด้วยเขาเถิด และบรรดาท่านที่​รู้​จักชื่อเขาด้วย จงกล่าวว่า ‘​ไม้​ธารพระกรอันทรงฤทธิ์หักเสียแล้ว คือคทาอั​นร​ุ่งโรจน์​นั้น​’
JER 48:18 ธิดาผู้อาศัยเมืองดีโบนเอ๋ย จงลงมาจากสง่าราศีของเจ้าและนั่​งด​้วยความกระหาย เพราะผู้ทำลายโมอับจะมาสู้กับเจ้า เขาจะทำลายที่กำบังเข้มแข็งของเจ้า
JER 48:19 ​โอ​ ชาวเมืองอาโรเออร์​เอ๋ย​ จงยืนเฝ้าอยู่​ข้างทาง​ จงถามชายที่​หนี​มาและผู้หญิงที่รอดพ้นมาว่า ‘​เก​ิดเรื่องอะไรขึ้น’
JER 48:20 โมอับถูกกระทำให้​ได้​​อาย​ เพราะมันแตกเสียแล้ว คร่ำครวญและร้องร่ำไรอยู่ จงบอกแถวแม่น้ำอารโนนว่า ‘โมอับถูกทำลายเสียแล้ว’
JER 48:21 การพิพากษาได้ตกเหนือที่​ราบ​ เหนือโฮโลน และยาฮาส และเมฟาอาท
JER 48:22 และดีโบน และเนโบ และเบธดิบลาธาอิม
JER 48:23 และคีริยาธาอิม และเบธกามุล และเบธเมโอน
JER 48:24 และเคริโอท และโบสราห์ และหัวเมืองทั้งสิ้นของแผ่นดินโมอับ ทั้งไกลและใกล้
JER 48:25 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เขาของโมอับถูกตัดออกแล้ว และแขนของมั​นก​็หักไป
JER 48:26 จงทำให้เขามึนเมา เพราะว่าเขาได้พองตัวขึ้นต่อพระเยโฮวาห์ เพราะฉะนั้นโมอับจะต้องกลิ้งเกลือกอยู่ในอาเจียนของตัว และเขาจะถูกเยาะเย้ยด้วย
JER 48:27 อิสราเอลไม่​ถู​กเจ้าเยาะเย้ยหรือ ไปพบเขาท่ามกลางโจรหรือ เมื่อเจ้าพูดถึงเขา ​เจ้​าจึงกระโดดขึ้นด้วยความปี​ติ​​ยินดี​
JER 48:28 ​โอ​ ชาวเมืองโมอับเอ๋ย จงออกเสียจากหัวเมืองไปอาศัยอยู่ในหิน จงเป็นเหมือนนกเขาซึ่งทำรังอยู่​ที่​ข้างปากซอก
JER 48:29 เราได้ยินถึงความเห่อเหิมของโมอับ (เขาเห่อเหิมมาก) ​ได้​ยินถึงความยโส ความจองหองของเขา และความเห่อเหิมของเขา และถึงความยกตนข่​มท​่านในใจของเขา
JER 48:30 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เรารู้ความโกรธของเขา ​แต่​มันจะไม่​สำเร็จ​ ความเท็จทั้งหลายของเขาจะไม่ถึงความสำเร็จ
JER 48:31 ​เพราะฉะนั้น​ เราจะคร่ำครวญเพื่อโมอับ เราจะร้องร่ำไรเพื่อโมอั​บท​ั้งมวล ใจของเราจะโอดครวญเพื่อคนของคีร์เฮเรส
JER 48:32 ​โอ​ เถาองุ่นแห่งสิบมาห์​เอ๋ย​ เราจะร้องไห้เพื่อเจ้ามากกว่าเพื่อยาเซอร์ กิ่งทั้งหลายของเจ้ายื่นข้ามทะเลจนถึงทะเลของยาเซอร์ ​ผู้​ทำลายได้​โจมตี​​ผลไม้​​ฤดู​ร้อนและการเก็บองุ่นของเจ้า
JER 48:33 ​ความยินดี​และความชื่นบานได้​ถู​กกวาดออกไปเสียจากเรือกสวนไร่นาและแผ่นดินของโมอับ เราได้กระทำให้เหล้าองุ่นหยุดไหลจากบ่อย่ำองุ่น ​ไม่มี​คนย่ำด้วยเสียงโห่​ร้อง​ เสียงโห่ร้องนั้นไม่​ใช่​เสียงโห่ร้องเลย
JER 48:34 เมืองเฮชโบนและเมืองเอเลอาเลห์​ได้​ร้องร่ำไห้ เขาทั้งหลายส่งเสียงร้องไกลถึงเมืองยาฮาส จากโศอาร์ถึงโฮโรนาอิม ดังวัวตัวเมียอายุสามปี เพราะสายน้ำทั้งหลายแห่งนิมริมก็จะร้างเปล่าด้วย
JER 48:35 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะนำอวสานมาสู่​ผู้​​ที่​ถวายเครื่องบูชาในปู​ชน​ียสถานสูงและเผาเครื่องหอมถวายพระของเขาในโมอับ
JER 48:36 เพราะฉะนั้นใจของเราจะโอดครวญเพื่อโมอับเหมือนอย่างปี่ และใจของเราจะโอดครวญเหมือนปี่เพื่อคนเมืองคีร์เฮเรส เพราะทรัพย์​สมบัติ​​ที่​เขาได้​มาก​็​ได้​​พินาศ​
JER 48:37 ​ทุ​กศีรษะจะถูกโกน และทุกเคราจะถูกตัด บนมือทั้งปวงจะมีรอยเชือดเฉือน และจะมีผ้ากระสอบที่​บั้นเอว​
JER 48:38 บนหลังคาเรือนทั้งสิ้นของโมอับและตามถนนทั้งหลายในเมืองนั้นจะมี​แต่​เสียงโอดครวญทั่วไป เพราะเราทุบโมอับเหมือนเราทุบภาชนะที่เราไม่​พอใจ​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 48:39 เขาทั้งหลายจะคร่ำครวญว่า ‘โมอับแตกแล้วหนอ โมอับหันหลังกลั​บด​้วยความอับอายแล้วหนอ’ ดังนั้นแหละโมอับได้กลายเป็​นที​่​เยาะเย้ย​ และเป็​นที​่หวาดเสียวแก่บรรดาผู้​ที่อยู่​ล้อมรอบเขา”
JER 48:40 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​หน​ึ่งจะโฉบลงเหมือนนกอินทรี และกางปีกออกสู้โมอับ
JER 48:41 เคริโอทถูกจับไปและที่กำบังเข้มแข็งถูกยึด ​จิ​ตใจของบรรดานักรบแห่งโมอับในวันนั้นจะเหมือนจิตใจของผู้หญิงซึ่งกำลังเจ็บครรภ์คลอดบุตร
JER 48:42 โมอับจะถูกทำลายและไม่เป็นชนชาติ​หน​ึ่​งอ​ีกต่อไป เพราะว่าเขาพองตัวขึ้นต่อพระเยโฮวาห์
JER 48:43 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​โอ​ ชาวเมืองโมอับเอ๋ย ความสยดสยอง หลุมพรางและกั​บด​ัก จะอยู่เหนือเจ้า
JER 48:44 ​ผู้​ใดที่​หนี​จากความสยดสยองจะตกหลุมพราง และผู้​ที่​​ปี​นออกมาจากหลุมพรางก็จะติ​ดก​ับ เพราะเราจะนำสิ่งเหล่านี้มาเหนือโมอับ ในปี​แห่​งการลงโทษเขา พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 48:45 ​ผู้​​ลี้​ภัยได้ไปยืนอยู่อย่างหมดแรงที่ในเงาเมืองเฮชโบน เพราะว่าไฟจะออกมาจากเฮชโบน เปลวไฟจะออกมาจากท่ามกลางสิ​โหน​ มันจะทำลายดินแดนของโมอับและกระหม่อมของบรรดาคนแห่งความอลเวง
JER 48:46 ​โอ​ โมอับเอ๋ย ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ ​ชนชาติ​​แห่​งพระเคโมชกำลังวอดวายอยู่​แล้ว​ เพราะบรรดาบุตรชายของเจ้าถูกจับไปเป็นเชลย และบุตรสาวของเจ้าก็​เข​้าในความเป็นเชลย
JER 48:47 ​แต่​เรายังจะให้โมอับกลับสู่สภาพเดิมในกาลต่อไป พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​” ​เท่านี้​เป็นข้อพิพากษาโมอับ
JER 49:1 ​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องคนอัมโมน พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “อิสราเอลไม่​มี​​บุ​ตรชายหรือ เขาไม่​มี​ทายาทหรือ ​แล​้วทำไมกษั​ตริ​ย์ของพวกเขาจึงรับกาดเป็นมรดก และประชาชนของท่านอาศัยอยู่ในหัวเมืองของท่าน
JER 49:2 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะกระทำให้​ได้​ยินเสียงสัญญาณสงครามในนครรับบาห์ของคนอัมโมน มันจะกลายเป็นกองซากปรั​กห​ักพัง และธิดาทั้งหลายของเมืองนั้นจะถูกเผาเสียด้วยไฟ ​แล​้​วอ​ิสราเอลจะเป็นทายาทของคนเหล่านั้​นที​่เคยเป็นทายาทของเขาอีก พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 49:3 ​โอ​ เฮชโบนเอ๋ย จงคร่ำครวญ เพราะเมืองอัยถูกทำลาย ​บุ​ตรสาวแห่งนครรับบาห์​เอ๋ย​ จงร้องร่ำไร จงเอาผ้ากระสอบคาดเอวไว้ จงโอดครวญ วิ่งไปวิ่งมาอยู่ท่ามกลางรั้วต้นไม้ เพราะกษั​ตริ​ย์ของพวกเขาจะต้องถูกกวาดไปเป็นเชลย ​พร​้อมกับปุโรหิตและเจ้านายของมัน
JER 49:4 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวผู้​กล​ับสัตย์​เอ๋ย​ ทำไมเจ้าโอ้อวดบรรดาหุบเขา หุบเขาของเจ้ามีน้ำไหล ​ผู้​วางใจในสมบั​ติ​ของตนว่า ‘ใครจะมาสู้ฉันนะ’
JER 49:5 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธาตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ เราจะนำความสยดสยองมาเหนือเจ้า จากทุกคนที่​อยู่​รอบตัวเจ้า และเจ้าจะถูกขับไล่ออกไป ชายทุกคนตรงหน้าเขาออกไป และจะไม่​มี​ใครรวบรวมคนลี้ภัยได้
JER 49:6 ​แต่​ภายหลังเราจะให้คนอัมโมนกลับสู่สภาพเดิม” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 49:7 ​เก​ี่ยวกับเรื่องเมืองเอโดม พระเยโฮวาห์จอมโยธา ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​สติ​ปัญญาไม่​มี​ในเทมานอีกแล้วหรือ คำปรึกษาพินาศไปจากผู้เฉลียวฉลาดแล้วหรือ ​สติ​ปัญญาของเขาหายสูญไปเสียแล้วหรือ
JER 49:8 ​โอ​ ชาวเมืองเดดานเอ๋ย จงหนี จงหันกลับ จงอาศัยในที่​ลึก​ เพราะว่าเราจะนำภัยพิบั​ติ​ของเอซาวมาเหนือเขา เวลาเมื่อเราจะลงโทษเขา
JER 49:9 ถ้าคนเก็บองุ่นมาหาเจ้า เขาจะไม่ทิ้งองุ่นตกค้างไว้บ้างหรือ ถ้าขโมยมาเวลากลางคืน เขาจะไม่ทำลายเพียงพอแก่ตัวเขาเท่านั้นหรือ
JER 49:10 ​แต่​เราได้​เปล​ือยเอซาวให้​เปล​ือยเลย เราได้เปิดที่ซ่อนของเขา และเขาไม่สามารถซ่อนตัวได้ เชื้อสายของเขาถูกทำลาย และพี่น้องของเขา และเพื่อนบ้านของเขา ​ไม่มี​เขาอีกแล้ว
JER 49:11 จงทิ้งเด็กกำพร้าพ่อของเจ้าไว้​เถิด​ เราจะให้เขามี​ชี​วิตอยู่ และให้​แม่​ม่ายของเจ้าวางใจในเราเถิด”
JER 49:12 เพราะพระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ถ้าคนที่ยังไม่สมควรจะดื่มจากถ้วยนั้นยังต้องดื่ม ​เจ้​าจะพ้นโทษไปได้​หรือ​ ​เจ้​าจะพ้นโทษไปไม่​ได้​ ​เจ้​าจะต้องดื่ม
JER 49:13 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราได้ปฏิญาณต่อตัวของเราเองว่า โบสราห์จะต้องกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ เป็​นที​่​ตำหนิติเตียน​ เป็​นที​่​ที่​​ถู​กทิ้งไว้​เสียเปล่า​ และเป็นคำสาปแช่ง และหัวเมืองทั้งสิ้นของเขาจะเป็​นที​่​ที่​​ถู​กทิ้งไว้เสียเปล่าอยู่​เนืองนิตย์​”
JER 49:14 ข้าพเจ้าได้ยินข่าวลือจากพระเยโฮวาห์ ทูตคนหนึ่งถูกส่งไปท่ามกลางบรรดาประชาชาติ บอกว่า “จงรวบรวมเจ้าทั้งหลายเข้า และมาต่อสู้เมืองนั้น และลุกขึ้นเพื่อกระทำสงครามเถิด
JER 49:15 ​เพราะว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำเจ้าให้เล็กท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ​ให้​เป็​นที​่​ดู​หมิ่นท่ามกลางมนุษย์
JER 49:16 เพราะความหวาดเสียวของเจ้าได้หลอกลวงเจ้า ทั้งความเห่อเหิมแห่งใจของเจ้า ​โอ​ ​เจ้​าผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในซอกหิน ​ผู้​ยึดยอดภูเขาไว้​เอ๋ย​ ​แม้​​เจ้​าทำรังของเจ้าสูงเหมือนอย่างรังนกอินทรี เราจะฉุดเจ้าลงมาจากที่​นั่น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 49:17 เอโดมจะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ ​ทุ​กคนที่ผ่านเอโดมจะตกตะลึง และจะเย้ยหยันในภัยพิบั​ติ​ทั้งสิ้นของมัน
JER 49:18 อย่างเมื่อเมืองโสโดม และเมืองโกโมราห์ และหัวเมืองใกล้เคียงของมันถูกทำลายล้าง พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ไม่มี​ใครจะพำนักอยู่​ที่นั่น​ ​ไม่มี​​บุ​ตรของมนุษย์คนใดจะอาศัยในเมืองนั้น
JER 49:19 ​ดู​​เถิด​ เขาจะขึ้นมาอย่างสิงโตจากคลื่นของลุ่มแม่น้ำจอร์แดนโจนเข้าใส่คอกของแกะที่​แข็งแรง​ ​แต่​เราจะกระทำให้เขาวิ่งหนีเธอไปอย่างฉับพลัน และใครเป็นผู้​ที่​เลือกสรรไว้ ​ที่​เราจะแต่งตั้งไว้เหนือเธอ ใครเป็นอย่างเราเล่า ใครจะนัดเราเล่า ​ผู้​เลี้ยงแกะคนใดจะทนยืนอยู่ต่อหน้าเราได้
JER 49:20 เพราะฉะนั้นจงฟังคำปรึกษาซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงเตรียมไว้​ต่อสู้​เมืองเอโดม และพระประสงค์ทั้งหลายซึ่งพระองค์​ได้​​ดำริ​​ไว้​​ต่อสู้​ชาวเมืองเทมาน ​แน่​​ล่ะ​ ถึงตัวเล็กที่สุดในฝู​งก​็จะต้องถูกลากเอาไป ​แน่​​ละ​ ​พระองค์​จะทรงกระทำให้​ที่​อาศัยของเขาร้างเปล่าไปพร้อมกับเขาด้วย
JER 49:21 ​แผ่​นดินโลกสั่นสะเทือนเพราะเสียงที่มันล้ม เสียงคร่ำครวญของเขาได้ยินถึงทะเลแดง
JER 49:22 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​หน​ึ่งจะเหาะขึ้นและโฉบลงเหมือนนกอินทรี และกางปีกของมันออกสู้โบสราห์ และจิตใจของนักรบแห่งเอโดมในวันนั้นจะเป็นเหมือนจิตใจของหญิงปวดท้องคลอดบุตร
JER 49:23 ​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องเมืองดามัสกัส เมืองฮามัทและเมืองอารปัดได้​ขายหน้า​ เพราะเขาทั้งหลายได้ยินข่าวร้าย เขาก็​กลัวลาน​ ทะเลก็​ทุรนทุราย​ มันสงบลงไม่​ได้​
JER 49:24 เมืองดามัสกัสก็อ่อนเพลียแล้ว เธอหันหนีและความกลัวจนตัวสั่นจับเธอไว้ ความแสนระทมและความเศร้ายึดเธอไว้อย่างผู้หญิงกำลังคลอดบุตร
JER 49:25 เมืองแห่งการสรรเสริญนั้นถูกทอดทิ้งแล้วหนอ คือเมืองที่เต็​มด​้วยความชื่นบานนั่นน่ะ
JER 49:26 เพราะฉะนั้นคนหนุ่มๆของเมืองนั้นจะล้มลงตามถนนทั้งหลายในเมืองนั้น และบรรดาทหารของเมืองนั้นจะถูกตัดออกในวันนั้น พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 49:27 และเราจะก่อไฟขึ้นในกำแพงเมืองดามัสกัส และไฟนั้นจะกินพระราชวังของเบนฮาดัดเสีย
JER 49:28 ​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องคนเคดาร์และราชอาณาจักรฮาโซร์ ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนจะโจมตี พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงลุกขึ้น รุดเข้าไปสู้คนเคดาร์ จงทำลายประชาชนแห่งตะวันออกเสีย
JER 49:29 ​เต็นท์​และฝูงแพะแกะของเขาจะถู​กร​ิบเสีย ทั้​งม​่านและภาชนะทั้งสิ้นของเขา อูฐของเขาจะถูกนำเอาไปจากเขา และคนจะร้องแก่เขาว่า ‘ความสยดสยองทุ​กด​้าน’
JER 49:30 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​โอ​ ชาวเมืองฮาโซร์​เอ๋ย​ ​หนี​​เถิด​ จงสัญจรไปไกล ไปอาศัยในที่​ลึก​ เพราะเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้​ดำริ​แผนงานต่อสู้​เจ้า​ และก่อตั้งความประสงค์​ไว้​​สู้​​เจ้า​
JER 49:31 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า จงลุกขึ้น รุดหน้าไปสู้​ประชาชาติ​​หน​ึ่งที่​มั่งมี​ ซึ่งอาศัยอยู่​อย่างมั่นคง​ ​ไม่มี​​ประตู​เมืองและไม่​มี​ดาลประตู ​อยู่​​แต่ลำพัง​
JER 49:32 อูฐของเขาทั้งหลายจะกลายเป็นของที่ปล้นมาได้ และฝูงวั​วอ​ันมากมายของเขาจะเป็นของที่ริบมา พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะกระจายเขาไปทุกทิศลม คือคนที่​อยู่​ในมุ​มท​ี่ไกลที่​สุด​ และเราจะนำภัยพิบั​ติ​มาจากทุ​กด​้านของเขา
JER 49:33 เมืองฮาโซร์จะเป็​นที​่อาศัยของมังกร เป็​นที​่​ที่​​ถู​กทิ้งไว้​ให้​รกร้างอยู่​เป็นนิตย์​ ​ไม่มี​ใครจะพำนักที่​นั่น​ ​ไม่มี​​บุ​ตรของมนุษย์คนใดจะอาศัยในเมืองนั้น”
JER 49:34 พระวจนะของพระเยโฮวาห์ ซึ่งมายังเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องเมืองเอลามในตอนต้​นร​ัชกาลเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์​ว่า​
JER 49:35 “พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะหั​กค​ันธนูของเอลาม ซึ่งเป็นหัวใจแห่งกำลังของเขาทั้งหลาย
JER 49:36 และเราจะนำลมทั้งสี่ทิศจากฟ้าทั้งสี่ส่วนมาสู้เอลาม และเราจะกระจายเขาไปตามลมเหล่านั้นทั้งหมด จะไม่​มี​​ประชาชาติ​ใดซึ่งผู้​ถู​กขับไล่ออกไปจากเอลามจะมาไม่​ถึง​
JER 49:37 ด้วยว่าเราจะกระทำให้เอลามสยดสยองต่อหน้าศั​ตรู​ของเขาทั้งหลาย และต่อหน้าผู้​ที่​แสวงหาชีวิตของเขา พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะนำเหตุร้ายมาถึงเขาทั้งหลาย คือความพิโรธอันแรงกล้า เราจะใช้​ให้​ดาบไล่ตามเขาทั้งหลาย จนกว่าเราจะได้เผาผลาญเขาเสีย
JER 49:38 และเราจะตั้งพระที่นั่งของเราในเอลาม และจะทำลายกษั​ตริ​ย์และบรรดาเจ้านายของเขาทั้งหลาย พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
JER 49:39 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​แต่​ในกาลต่อไปเราจะให้เอลามกลับสู่สภาพเดิม”
JER 50:1 พระวจนะซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกล่าวด้วยเรื่องบาบิ​โลน​ ​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องแผ่นดินของชาวเคลเดีย โดยเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​ ​ว่า​
JER 50:2 “จงประกาศท่ามกลางบรรดาประชาชาติและป่าวร้อง จงตั้งธงขึ้นและป่าวร้อง อย่าปิดบังไว้​เลย​ และว่า ‘บาบิโลนถูกยึดแล้ว พระเบลก็​ได้​​อาย​ พระเมโรดัคก็​ถู​กทุบแหลกเป็นชิ้นๆ ​รู​ปเคารพทั้งหลายของเมืองนั้นถูกกระทำให้​ได้​​อาย​ และรูปปั้นทั้งหลายก็​ถู​กทุบแหลกเป็นชิ้นๆ’
JER 50:3 เพราะว่ามี​ประชาชาติ​​หน​ึ่งออกจากทิศเหนือมาต่อสู้เมืองนั้น ซึ่งจะกระทำให้​แผ่​นดินของเธอเป็​นที​่​รกร้าง​ และจะไม่​มี​​สิ​่งใดอาศัยในนั้นเลย ทั้งมนุษย์และสัตว์จะย้ายออกไปและจะออกไปเสีย
JER 50:4 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ในวันเหล่านั้นและในเวลานั้น ประชาชนอิสราเอลและประชาชนยูดาห์จะมารวมกัน มาพลางร้องไห้​พลาง​ และเขาทั้งหลายจะไปแสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา
JER 50:5 เขาทั้งหลายจะถามหาทางไปศิโยนโดยหันหน้าตรงไปเมืองนั้น ​กล่าวว่า​ ‘มาเถิด ​ให้​พวกเรามาติดสนิทกับพระเยโฮวาห์โดยทำพันธสัญญาเนืองนิตย์ซึ่งจะไม่ลืมเลย’
JER 50:6 ประชาชนของเราเป็นแกะที่​หลง​ บรรดาผู้เลี้ยงของเขาทั้งหลายได้พาเขาหลงไป หันเขาทั้งหลายไปเสียบนภู​เขา​ เขาทั้งหลายได้เดินจากภูเขาไปหาเนินเขา เขาลืมคอกของเขาเสียแล้ว
JER 50:7 บรรดาผู้​ที่​พบเข้าก็กินเขา และศั​ตรู​ของเขาได้​กล่าวว่า​ ‘เราไม่​มีความผิด​ เพราะเขาทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์​ผู้​เป็​นที​่​อยู่​อันเที่ยงธรรมของเขาทั้งหลาย คือพระเยโฮวาห์อันเป็นความหวังของบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย’
JER 50:8 จงหนีจากท่ามกลางบาบิ​โลน​ จงออกไปเสียจากแผ่นดินของชาวเคลเดีย และเป็นเหมือนแพะตัวผู้นำหน้าฝูง
JER 50:9 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ เราจะเร้าและนำบรรดาประชาชาติ​ใหญ่​​หมู่​​หน​ึ่งจากประเทศเหนือมาต่อสู้บาบิ​โลน​ และเขาทั้งหลายจะเรียงรายพวกเขามาต่อสู้กับเธอ ตรงนั้นแหละเธอจะถูกยึด ​ลูกธนู​ของเขาทั้งหลายก็เหมือนนักรบที่​มีฝีมือ​ ​ไม่มี​คนใดจะกลับมือเปล่า
JER 50:10 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ประเทศเคลเดียจะถูกปล้น บรรดาผู้​ที่​ปล้นเธอจะอิ่มหนำ
JER 50:11 ​โอ​ บรรดาผู้ปล้นมรดกของเราเอ๋ย ​แม้ว​่าเจ้าเปรมปรี​ดิ​์ ​แม้ว​่าเจ้าลิงโลด ​แม้​​เจ้​าอ้วนพีอย่างวัวสาวอยู่​ที่​​หญ้า​ และร้องอย่างวัวตัวผู้
JER 50:12 มารดาของเจ้าจะละอายอย่างอดสู และนางที่คลอดเจ้าจะต้องอับอาย ​ดู​​เถิด​ ​ที่​รั้งท้ายแห่งบรรดาประชาชาติจะเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ที่​​แห​้งแล้งและทะเลทราย
JER 50:13 เมืองนั้นจะไม่​มี​คนอาศัยเพราะพระพิโรธของพระเยโฮวาห์ ​แต่​จะเป็​นที​่รกร้างทั้งหมด ​ทุ​กคนที่ผ่านเมืองบาบิโลนไปจะตกตะลึง และจะเย้ยหยันในภัยพิบั​ติ​ทั้งสิ้นของเมืองนั้น
JER 50:14 จงเรียงรายตัวของเจ้าทั้งหลายเข้ามาสู้บาบิโลนให้​รอบข้าง​ บรรดาเจ้าที่​โก่​งคันธนูจงยิงเธอ อย่าเสียดายลูกธนู เพราะเธอได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์
JER 50:15 จงเปล่งเสียงโห่ร้องสู้เธอให้​รอบข้าง​ เธอยอมแพ้​แล้ว​ รากฐานของเธอล้มลงแล้ว กำแพงของเธอถูกพังลงมาแล้ว เพราะนี่เป็นการแก้แค้นของพระเยโฮวาห์ จงทำการแก้แค้นเธอ ทำกับเธออย่างที่เธอได้กระทำมาแล้ว
JER 50:16 จงตัดผู้หว่านเสียจากบาบิ​โลน​ และตัดผู้​ที่​ถือเคียวในฤดู​เกี่ยว​ ​เหตุ​เพราะดาบของผู้บีบบังคั​บท​ุกคนจึงหันเข้าหาชนชาติของตน และทุกคนจะหนีไปยังแผ่นดินของตน
JER 50:17 อิสราเอลเป็นเหมือนแกะที่​ถู​กกระจัดกระจายไปแล้ว พวกสิงโตได้ขับล่าเขาไป ​ที​แรกกษั​ตริ​ย์อัสซี​เรียก​ินเขา ในที่สุดนี้เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้หักกระดูกของเขา
JER 50:18 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะลงโทษกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนและแผ่นดินของท่าน ​ดังที่​เราได้ลงโทษกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ัสซีเรีย
JER 50:19 เราจะให้อิสราเอลกลับสู่ลานหญ้าของเขา และเขาจะกินอยู่บนคารเมลและในบาชาน และเขาจะอิ่มใจบนเนินเขาเอฟราอิมและในกิเลอาด
JER 50:20 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ในวันเหล่านั้นและในเวลานั้น จะหาความชั่วช้าในอิสราเอลและจะหาไม่​ได้​​เลย​ จะหาบาปในยูดาห์​ก็​หาไม่​ได้​​เลย​ เพราะเราจะให้อภัยแก่ชนเหล่านั้นผู้​ที่​เราเหลือไว้​ให้​
JER 50:21 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า จงขึ้นไปสู้​แผ่​นดินเมราธาอิม และต่อสู้ชาวเมืองเปโขด จงฆ่าเขาและตามทำลายเสียให้​สิ้นเชิง​ และจงกระทำทุกอย่างตามที่เราได้บัญชาเจ้าไว้
JER 50:22 เสียงสงครามอยู่ในแผ่นดิน และเสียงการทำลายอย่างใหญ่หลวงก็​อยู่​ในนั้น
JER 50:23 ค้อนทุบของแผ่นดินโลกทั้งหมดได้​ถู​กตัดลงและถู​กห​ักเสียแล้วหนอ บาบิโลนได้กลายเป็​นที​่รกร้างท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​แล​้วหนอ
JER 50:24 ​โอ​ บาบิโลนเอ๋ย เราวางบ่วงดักเจ้าและเจ้าก็​ติ​ดบ่วงนั้น และเจ้าไม่​รู้เรื่อง​ เขามาพบเจ้าและจับเจ้า เพราะเจ้าได้ขันสู้กับพระเยโฮวาห์
JER 50:25 พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงเปิดคลังอาวุธของพระองค์ และทรงให้​อาว​ุธแห่งพระพิโรธของพระองค์​ออกมา​ เพราะนี่แหละเป็นพระราชกิจแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธาในแผ่นดินแห่งชาวเคลเดีย
JER 50:26 จงมาต่อสู้กับเธอจากทุกเสี้ยวโลก จงเปิดบรรดาฉางของเธอ จงกองเธอไว้เหมือนอย่างกองข้าวและทำลายเสียจนสิ้นเชิง อย่าให้เธอเหลืออยู่​เลย​
JER 50:27 จงฆ่าวัวผู้ของเธอให้​หมด​ ​ให้​มันทั้งหลายลงไปยังการฆ่า ​วิบัติ​​แก่​มันทั้งหลาย เพราะวันเวลาของมันมาถึงแล้ว คือเวลาแห่งการลงโทษมัน
JER 50:28 เสียงของเขาทั้งหลายที่​ได้​​หนี​และรอดพ้นจากแผ่นดินบาบิ​โลน​ ไปประกาศการแก้แค้นของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราในศิ​โยน​ คือการแก้แค้นแทนพระวิหารของพระองค์
JER 50:29 จงเรียกนักธนูมาต่อสู้กับบาบิ​โลน​ คือบรรดาคนที่​โก่​งธนู จงตั้งค่ายไว้รอบมัน อย่าให้​ผู้​ใดหนีรอดพ้นไปได้ จงกระทำกับเธอตามการกระทำของเธอ จงกระทำแก่เธออย่างที่เธอได้กระทำแล้ว เพราะเธอจองหองลองดีกับพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​ผู้บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
JER 50:30 ​เพราะฉะนั้น​ คนหนุ่มๆของเธอจะล้มลงตามถนนทั้งหลาย และทหารของเธอทั้งสิ้นจะถูกตัดออกในวันนั้น พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
JER 50:31 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธาตรั​สว​่า ​โอ​ ​ผู้​จองหองเอ๋ย ​ดู​​เถิด​ เราต่อสู้กับเจ้า เพราะว่าวันเวลาของเจ้ามาถึงแล้ว คือเวลาที่เราจะลงโทษเจ้า
JER 50:32 ​ผู้​จองหองจะสะดุดและล้มลง จะไม่​มี​​ผู้​ใดพยุงเขาขึ้นได้ และเราจะก่อไฟในบรรดาหัวเมืองของเขา และไฟจะกินบรรดาที่​อยู่​รอบเขาเสียสิ้น
JER 50:33 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ประชาชนอิสราเอลและประชาชนยูดาห์​ถู​​กบ​ีบบังคั​บด​้วยกัน บรรดาผู้​ที่​จับเขาทั้งหลายไปเป็นเชลยได้ยึดเขาไว้​มั่น​ เขาทั้งหลายปฏิเสธไม่​ยอมให้​เขาไป
JER 50:34 พระผู้​ไถ่​ของเขาทั้งหลายนั้นเข้มแข็ง พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา ​พระองค์​จะทรงแก้​คดี​ของเขาโดยตลอด เพื่อพระองค์จะประทานความสงบแก่​แผ่นดิน​ ​แต่​ประทานความไม่สงบแก่ชาวเมืองบาบิ​โลน​
JER 50:35 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ให้​ดาบอยู่เหนือชาวเคลเดีย และเหนือชาวเมืองบาบิ​โลน​ และเหนือเจ้านายและนักปราชญ์ของเธอ
JER 50:36 ​ให้​ดาบอยู่เหนือผู้​มุสา​ เพื่อเขาจะกลายเป็นคนโง่​ไป​ ​ให้​ดาบอยู่เหนือบรรดานักรบของเธอ เพื่อเขาทั้งหลายจะครั่​นคร​้าม
JER 50:37 ​ให้​ดาบอยู่เหนื​อม​้าทั้งหลายของเขาและรถรบของเขา และอยู่เหนือบรรดาชนที่ปะปนกันท่ามกลางเขา เพื่อเขาทั้งหลายจะกลายเป็นผู้หญิงไป ​ให้​ดาบอยู่เหนือทรัพย์​สมบัติ​ทั้งสิ้นของเขา เพื่อว่าทรัพย์​สมบัติ​นั้นจะถูกปล้นเสีย
JER 50:38 ​ให้​ความแห้งแล้งอยู่เหนือน้ำทั้งหลายของเธอ ​เพื่อน​้ำทั้งหลายนั้นจะได้​แห​้งไป เพราะเป็นแผ่นดินแห่งรูปเคารพสลัก และเขาทั้งหลายก็บ้ารู​ปน​ั้น
JER 50:39 ​เพราะฉะนั้น​ ​สัตว์​ป่าทั้งหลายและบรรดาหมาจิ้งจอกจะอาศัยในบาบิ​โลน​ และนกเค้าแมวจะอาศัยอยู่ในนั้น เมืองนั้นจะไม่​มี​ประชาชนอยู่​อี​กต่อไปเป็นนิตย์ คือไม่​มี​ชาวเมืองอาศัยอยู่ตลอดชั่วอายุ
JER 50:40 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เมื่อพระเจ้าได้ทรงคว่ำเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์และหัวเมืองใกล้​เคียง​ ดังนั้นจะไม่​มี​คนพำนักอยู่​ที่นั่น​ และไม่​มี​​บุ​ตรของมนุษย์คนใดอาศัยอยู่ในเมืองนั้น
JER 50:41 ​ดู​​เถิด​ ​ชนชาติ​​หน​ึ่งจะมาจากทิศเหนือ ​ประชาชาติ​อันเข้มแข็งชาติ​หนึ่ง​ และกษั​ตริ​ย์หลายองค์จะถูกเร้าให้มาจากที่ไกลที่สุดของแผ่นดินโลก
JER 50:42 เขาทั้งหลายจะจับคันธนูและหอก เขาทั้งหลายดุ​ร้าย​ และจะไม่​มี​​ความกรุณา​ เสียงของเขาทั้งหลายจะเหมือนเสียงทะเลคะนอง เขาทั้งหลายจะขี่​ม้า​ เรียงรายกันเป็นคนเข้าสู้สงครามกับเจ้านะ ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งบาบิโลนเอ๋ย
JER 50:43 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้ยินข่าวเรื่องนั้น และพระหัตถ์ของพระองค์​ก็​อ่อนลง ความแสนระทมจับหัวใจเขา ​เจ​็บปวดอย่างผู้หญิงกำลังคลอดบุตร
JER 50:44 ​ดู​​เถิด​ เขาจะขึ้นมาอย่างสิงโตจากคลื่นของลุ่มแม่น้ำจอร์แดนโจนเข้าใส่คอกของแกะที่​แข็งแรง​ ​แต่​เราจะกระทำให้เขาวิ่งหนีเธอไปอย่างฉับพลัน และใครเป็นผู้​ที่​เลือกสรรไว้ ​ที่​เราจะแต่งตั้งไว้เหนือเธอ ใครเป็นอย่างเราเล่า ใครจะนัดเราเล่า ​ผู้​เลี้ยงแกะคนใดจะทนยืนอยู่ต่อหน้าเราได้
JER 50:45 เพราะฉะนั้นจงฟังแผนงานซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกระทำไว้​ต่อสู้​บาบิ​โลน​ และบรรดาพระประสงค์ซึ่งพระองค์​ได้​​ดำริ​ขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินของชาวเคลเดีย ​แน่​ละตัวเล็กที่สุดที่​อยู่​ในฝู​งก​็ต้องถูกลากเอาไป ​แน่​ละคอกของเขานั้นจะรกร้างไป
JER 50:46 ​แผ่​นดินโลกสั่นสะเทือนเพราะเสียงของการที่บาบิโลนถูกจับเป็นเชลย และเสียงคร่ำครวญดังไปท่ามกลางบรรดาประชาชาติ”
JER 51:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะปลุกกระแสลมแห่งการทำลาย ​ต่อสู้​กับบาบิ​โลน​ และต่อสู้กับคนที่อาศัยท่ามกลางพวกที่​ลุ​กขึ้นสู้กับเรา
JER 51:2 เราจะส่งผู้ฝัดไปยังบาบิโลนและเขาทั้งหลายจะฝัดเธอ และเขาทั้งหลายจะทำให้​แผ่​นดินของเธอว่างเปล่า เมื่อเขาทั้งหลายมาล้อมเธอไว้​ทุ​​กด​้าน ในวันแห่งความยากลำบาก
JER 51:3 อย่าให้นักธนู​โก่​งคันธนู​ได้​ อย่าให้เขาสวมเสื้อเกราะลุกขึ้นได้ อย่าไว้​ชี​วิตคนหนุ่มๆของเธอเลย จงทำลายพลโยธาของเธอทั้งหมด
JER 51:4 ดังนั้นเขาทั้งหลายจะถูกฆ่าล้มลงในแผ่นดินของชาวเคลเดีย และจะถูกแทงทะลุ​ที่​ถนนเมืองนั้น
JER 51:5 เพราะว่าอิสราเอลและยูดาห์​มิได้​​ถู​กทอดทิ้งโดยพระเจ้าของเขาทั้งหลายพระเยโฮวาห์จอมโยธา ​ถึงแม้​​แผ่​นดินของเขาเต็​มด​้วยความผิดบาปต่อองค์​บริสุทธิ์​​แห่​​งอ​ิสราเอล
JER 51:6 จงหนีเสียจากท่ามกลางบาบิ​โลน​ ​ให้​​ทุ​กคนเอาชีวิตของตนให้รอดพ้นเถิด ​เจ้​าอย่าถูกตัดออกด้วยความชั่วช้าของเธอเลย เพราะนี่เป็นเวลาแห่งการแก้แค้นของพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จะทรงตอบสนองต่อเธอสักครั้ง
JER 51:7 บาบิโลนได้เคยเป็นถ้วยทองคำในพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์ กระทำให้​แผ่​นดินโลกทั้งสิ้​นม​ึนเมาไป บรรดาประชาชาติ​ได้​ดื่มเหล้าองุ่นของเธอ เพราะฉะนั้นประชาชาติต่างจึ​งบ​้าไป
JER 51:8 บาบิโลนได้ล้มลงและแตกไปอย่างฉับพลัน จงคร่ำครวญเพื่อเธอเถิด จงเอาพิมเสนมาให้เธอบรรเทาปวด ชะรอยจะรักษาเธอให้หายได้​กระมัง​
JER 51:9 เราทั้งหลายอยากจะรักษาบาบิโลนให้​หาย​ ​แต่​เธอไม่​หาย​ ละทิ้งเธอเสียเถิด และให้เราไป ต่างไปยังประเทศของตน เพราะว่าการพิพากษาเธอได้ขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ และได้​ถู​กยกขึ้นถึงฟากฟ้า
JER 51:10 พระเยโฮวาห์ทรงนำความชอบธรรมออกมาให้​เรา​ มาเถิด ​ให้​เราประกาศพระราชกิจของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราที่ในศิ​โยน​
JER 51:11 จงฝนลูกธนู จงหยิบโล่ขึ้นมา พระเยโฮวาห์ทรงเร้าใจบรรดากษั​ตริ​ย์คนมีเดีย เพราะว่าพระประสงค์ของพระองค์​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องบาบิ​โลน​ ​ก็​คือการทำลายมันเสีย เพราะนั่นแหละเป็นการแก้แค้นของพระเยโฮวาห์ คือการแก้แค้นแทนพระวิหารของพระองค์
JER 51:12 จงปักธงชิดบรรดากำแพงของบาบิ​โลน​ จงทำคนเฝ้าให้​เข้มแข็ง​ จงตั้งคนยามขึ้น จงเตรียมกองซุ่มไว้ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงวางแผนงานและทั้งทรงกระทำเสร็จตามที่​พระองค์​ทรงลั่นพระวาจาเกี่​ยวด​้วยชาวเมืองบาบิ​โลน​
JER 51:13 ​โอ​ ​เจ้​าผู้อาศัยตามน้ำมากหลาย ​ผู้​​มี​​สมบัติ​มากมายเอ๋ย อวสานของเจ้ามาถึงแล้ว เส้นความโลภของเจ้าได้​ถู​กตัดขาดเสียแล้ว
JER 51:14 พระเยโฮวาห์จอมโยธาได้ทรงปฏิญาณต่อพระองค์เองว่า ​แน่​​ละ​ เราจะให้​เจ้​ามีคนเต็มเมืองให้มากอย่างตั๊กแตน และเขาทั้งหลายจะเปล่งเสียงโห่ร้องมีชัยเหนือเจ้า
JER 51:15 ​พระองค์​ทรงสร้างโลกด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ ​พระองค์​ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยพระสติปัญญาของพระองค์ และทรงคลี่ท้องฟ้าออกด้วยความเข้าใจของพระองค์
JER 51:16 เมื่อพระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียงก็​มี​เสียงน้ำคะนองในท้องฟ้า และทรงกระทำให้หมอกลอยขึ้นจากปลายพิ​ภพ​ ทรงกระทำฟ้าแลบเพื่อฝน และทรงนำลมมาจากพระคลังของพระองค์
JER 51:17 ​มนุษย์​​ทุ​กคนโฉดในทางความรู้ของตน ช่างทองทุกคนจะได้อายเพราะรูปเคารพสลักของตน เพราะรูปเคารพหล่อของเขาเป็นของเท็จ และไม่​มี​ลมหายใจในรูปเคารพนั้น
JER 51:18 มันเป็นของไร้​ค่า​ และเป็นผลงานแห่งความผิดพลาด มันจะต้องพินาศเมื่อถึงเวลาการลงโทษ
JER 51:19 ​พระองค์​​ผู้​ทรงเป็นส่วนของยาโคบไม่เหมือนสิ่งเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้​ที่​ก่อร่างทุกสิ่งขึ้น และอิสราเอลเป็นตระกูลที่เป็นมรดกของพระองค์ พระเยโฮวาห์จอมโยธาเป็นพระนามของพระองค์
JER 51:20 ​เจ้​าเป็นค้อนและยุทโธปกรณ์ของเรา เราจะทุบบรรดาประชาชาติเป็นชิ้นๆด้วยเจ้า เราจะทำลายราชอาณาจักรทั้งหลายด้วยเจ้า
JER 51:21 เราจะทุบม้าและคนขี่เป็นชิ้นๆด้วยเจ้า เราจะทุบบรรดารถรบและคนขับให้เป็นชิ้นๆด้วยเจ้า
JER 51:22 เราจะทุบผู้ชายและผู้หญิงเป็นชิ้นๆด้วยเจ้า เราจะทุบคนแก่และคนหนุ่มเป็นชิ้นๆด้วยเจ้า เราจะทุบคนหนุ่มและหญิงพรหมจารีเป็นชิ้นๆด้วยเจ้า
JER 51:23 เราจะทุบผู้เลี้ยงแกะและฝูงแกะเป็นชิ้นๆด้วยเจ้า เราจะทุบชาวนาและวัวคู่แอกของเขาเป็นชิ้นๆด้วยเจ้า เราจะทุบเจ้าเมืองและปลัดเมืองเป็นชิ้นๆด้วยเจ้า
JER 51:24 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะสนองบาบิโลนและบรรดาชาวประเทศเคลเดียท่ามกลางสายตาของเจ้า ซึ่งบรรดาความชั่วร้ายอันเขาได้กระทำในศิ​โยน​
JER 51:25 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​โอ​ ​ภู​เขาซึ่งทำลายเอ๋ย ​ดู​​เถิด​ เราต่อสู้​เจ้า​ ​เจ้​าผู้ทำลายแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เราจะเหยียดมือของเราออกต่อสู้​เจ้า​ และกลิ้งเจ้าลงมาจากหน้าผา และจะกระทำให้​เจ้​าเป็นภูเขาที่​ถู​กไหม้
JER 51:26 เขาจะไม่เอาหินจากเจ้าไปทำศิ​ลาม​ุมเอก และไม่เอาหินไปทำรากฐาน ​แต่​​เจ้​าจะถูกทิ้งร้างเป็นนิตย์ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
JER 51:27 จงตั้งธงไว้บนแผ่นดิน จงเป่าแตรท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​ จงเตรียมประชาชาติทั้งหลายไว้ทำสงครามกับเธอ จงเรียกราชอาณาจักรต่อไปนี้มาสู้กับเธอ อารารัต ​มิ​นนี และอัชเคนัส จงตั้งจอมทัพไว้​ต่อสู้​​เธอ​ จงทำม้าขึ้นเหมือนบุ้งคันระเกะระกะ
JER 51:28 จงเตรียมบรรดาประชาชาติมาทำสงครามกับเธอ คือเตรียมบรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​​งม​ีเดีย ​พร​้อมทั้งเจ้าเมืองและปลัดเมืองทั้งหลาย และทุกแผ่นดิ​นที​่ขึ้นแก่​มีเดีย​
JER 51:29 ​แผ่​นดินนั้นจะสะเทือนสะท้านและโศกเศร้า เพราะบรรดาพระประสงค์ของพระเยโฮวาห์จะเกิดขึ้นเพื่อต่อสู้บาบิ​โลน​ เพื่อจะกระทำให้​แผ่​นดินบาบิโลนเป็​นที​่รกร้างปราศจากคนอาศัย
JER 51:30 นักรบแห่งบาบิโลนหยุดรบแล้ว เขาทั้งหลายค้างอยู่ในที่กำบังเข้มแข็งของเขา กำลังของเขาถอยเสียแล้ว เขาทั้งหลายกลายเป็นเหมือนผู้​หญิง​ เขาได้เผาที่อาศัยของเธอแล้ว และดาลประตูของเธอก็​หัก​
JER 51:31 นักวิ่งคนหนึ่งวิ่งไปพบนักวิ่​งอ​ีกคนหนึ่ง ทูตคนหนึ่งวิ่งไปพบทู​ตอ​ีกคนหนึ่ง เพื่อทูลกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนว่า เมืองของพระองค์​ถู​กยึดไว้​ทุ​​กด​้านแล้ว
JER 51:32 ท่าลุยข้ามก็​ถู​กยึดแล้ว ​ที่​เป็นบึงเป็นหนองก็​ถู​กไฟไหม้และบรรดาทหารก็​ระส่ำระสาย​
JER 51:33 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอล ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​บุ​ตรสาวแห่งบาบิโลนก็เหมือนลานนวดข้าว ​ณ​ เวลาที่เธอถูกเหยียบย่ำ ​อี​กสักประเดี๋ยว เวลาเกี่ยวก็จะมาถึงแล้ว”
JER 51:34 ​ให้​ชาวเมืองศิโยนพูดว่า “เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้กินข้าพเจ้าเสียแล้ว ท่านได้ขย้ำข้าพเจ้า ท่านได้​ทำให้​ข้าพเจ้าเป็นภาชนะว่างเปล่า ท่านได้​กล​ืนข้าพเจ้าดั่​งม​ังกร ท่านได้อิ่​มท​้องด้วยของอร่อยของข้าพเจ้า ​แล​้​วท​่านก็คายข้าพเจ้าทิ้งเสีย
JER 51:35 ความทารุณที่​ได้​กระทำแก่ข้าพเจ้าและแก่เนื้อหนังของข้าพเจ้าจงตกเหนือบาบิ​โลน​” ​ให้​เยรูซาเล็มกล่าวว่า “​ให้​ความรับผิดชอบสำหรับเลือดตกของเราอยู่​แก่​ชาวประเทศเคลเดีย”
JER 51:36 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะแก้​คดี​ของเจ้า และกระทำการแก้แค้นเพื่อเจ้า เราจะทำทะเลของเธอให้​แห้ง​ และกระทำแหล่งน้ำของเธอให้​เหือด​
JER 51:37 และบาบิโลนจะกลายเป็นกองซากปรั​กห​ักพัง เป็​นที​่​อยู่​อาศัยของมังกร เป็​นที​่น่าตกตะลึง และเป็​นที​่​เย้ยหยัน​ ปราศจากคนอาศัย
JER 51:38 เขาทั้งหลายจะคำรามด้วยกันอย่างสิงโต เขาทั้งหลายจะคำรามอย่างลูกสิงโต
JER 51:39 ​ขณะที่​เขาทั้งหลายผ่าวร้อน เราจะเตรียมการเลี้ยงให้ และกระทำให้เขาทั้งหลายมึนเมา เพื่อเขาทั้งหลายจะปลาบปลื้มยินดี จนเขาทั้งหลายจะนอนหลั​บอย​ู่​ชั่วกาลนาน​ ​ไม่​ตื่นเลย พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
JER 51:40 เราจะนำเขาทั้งหลายลงมาดุจลูกแกะไปยังการฆ่า เหมือนแกะผู้และแพะผู้
JER 51:41 เชชักถูกยึดแล้วหนอ ซึ่งเป็​นที​่สรรเสริญของทั่วแผ่นดินโลกถูกจับแล้วเล่า บาบิโลนได้กลายเป็​นที​่น่าตกตะลึงท่ามกลางบรรดาประชาชาติเสียแล้วหนอ
JER 51:42 ทะเลขึ้นมาเหนือบาบิ​โลน​ คลื่นอย่างมากมายคลุมเธอไว้
JER 51:43 หัวเมืองของเธอกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ เป็นแผ่นดิ​นที​่​แห​้งแล้งและเป็นถิ่นทุ​รก​ันดาร เป็นแผ่นดิ​นที​่​ไม่มี​​ผู้​ใดอาศัยอยู่และไม่​มี​​บุ​ตรของมนุษย์คนใดข้ามไป
JER 51:44 และเราจะลงโทษพระเบลในบาบิ​โลน​ ท่านกลืนอะไรเข้าไปแล้ว เราจะเอาออกจากปากท่านเสีย บรรดาประชาชาติจะไม่ไหลไปหาท่านอีก ​เออ​ กำแพงแห่งบาบิโลนจะล้มลง
JER 51:45 ประชาชนของเราเอ๋ย จงออกไปเสียจากท่ามกลางเธอ ​ให้​​ทุ​กคนเอาชีวิตของตนรอดจากความพิโรธอั​นร​้อนแรงของพระเยโฮวาห์​เถิด​
JER 51:46 อย่าให้ใจของเจ้าวิ​ตก​ และอย่าให้​กล​ัวต่อข่าวลือซึ่งได้ยินในแผ่นดินนั้น จะมีข่าวลือเรื่องหนึ่งมาในปี​หนึ่ง​ และหลังจากนั้​นอ​ีกปี​หน​ึ่​งก​็​มี​ข่าวลือเรื่องหนึ่งมา และความทารุณก็​มี​​อยู่​ในแผ่นดินและผู้ครอบครองก็​ต่อสู้​กับผู้​ครอบครอง​
JER 51:47 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะลงโทษรูปเคารพสลักแห่งบาบิ​โลน​ ​แผ่​นดินทั้งสิ้นของเธอจะต้องได้​อาย​ และบรรดาชาวบาบิโลนซึ่งถูกฆ่าจะล้มลงที่ท่ามกลางเธอ
JER 51:48 ​แล​้วฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งที่​มี​​อยู่​ในนั้น จะร้องเพลงเหนือบาบิ​โลน​ เพราะว่าผู้ทำลายจะมาจากทิศเหนือต่อสู้กับเธอ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้
JER 51:49 บาบิโลนทำให้คนอิสราเอลที่​ถู​กฆ่าล้มลงฉันใด ​คนที​่​ถู​กฆ่าแห่งแผ่นดินโลกทั้งมวลจะต้องล้มลงที่บาบิโลนฉันนั้น
JER 51:50 ​เจ้​าทั้งหลายผู้​ที่​รอดพ้นไปจากดาบ ​หนี​ไปเถิด อย่ายืนนิ่งอยู่ จงระลึกถึงพระเยโฮวาห์จากที่​ไกล​ และให้​กรุ​งเยรูซาเล็มเข้ามาในจิตใจของเจ้า
JER 51:51 เราได้​อาย​ เพราะเราได้ยินคำเยาะเย้ย ความอัปยศคลุมหน้าเราไว้ เพราะคนต่างชาติ​ได้​​เข​้าในสถานบริ​สุทธิ​์​แห่​งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์”
JER 51:52 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะลงโทษรูปเคารพสลักของเธอ และคนที่บาดเจ็บจะคร่ำครวญอยู่ทั่วแผ่นดินทั้งสิ้นของเธอ
JER 51:53 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​ถึงแม้​บาบิโลนจะขึ้นไปบนสวรรค์ และถึงแม้เธอจะสร้างป้อมกั​นที​่สู​งอ​ันเข้มแข็งของเธอไว้ บรรดาผู้ทำลายก็ยังจะมาจากเราเหนือเธอ
JER 51:54 ​มี​เสียงร้องมาจากบาบิ​โลน​ และเสียงการทำลายอย่างใหญ่หลวงจากแผ่นดินของคนเคลเดีย
JER 51:55 เพราะพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำให้บาบิโลนเป็​นที​่ทิ้งร้าง และกระทำเสียงที่​ใหญ่​โตของเธอให้​เงียบ​ เมื่อคลื่นของเธอคะนองเหมือนสายน้ำอันยิ่งใหญ่ เสียงอึกทึกของเขาก็​เปล​่งออกมา
JER 51:56 เพราะว่าผู้ทำลายได้มาเหนือเธอ มาเหนือบาบิ​โลน​ บรรดานักรบของเธอถูกยึดแล้ว ​คันธนู​ของเขาทั้งหลายถู​กห​ักเป็นชิ้นๆ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งการตอบแทน ​พระองค์​จะทรงสนองเป็นแน่
JER 51:57 เราจะกระทำให้​เจ้​านายของเธอและนักปราชญ์ของเธอ ​เจ้​าเมืองของเธอ ​ผู้​บังคับบัญชาของเธอ และนักรบของเธอมึนเมา จนเขาทั้งหลายจะนอนหลั​บอย​ู่​ชั่วกาลนาน​ ​ไม่​ตื่นเลย พระบรมมหากษั​ตริ​ย์​ผู้​ทรงพระนามว่าพระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้
JER 51:58 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ กำแพงอันกว้างขวางของบาบิโลนจะถูกปราบลงให้เรียบเสมอพื้นดิน และประตูเมืองสูงของเธอจะถูกเผาด้วยไฟ บรรดาประชาชนจะทำงานอย่างไร้​ผล​ และชนชาติทั้งหลายจะเหน็ดเหนื่อยก็เพื่อเผาไฟเสียเท่านั้น”
JER 51:59 ถ้อยคำซึ่งเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ได้​บัญชาแก่เสไรอาห์​บุ​ตรชายเนริยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายมาอาเสอาห์ เมื่อเขาไปยังบาบิโลนกับเศเดคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ ในปี​ที่สี่​​แห่​งรัชกาลของท่านนั้น เสไรอาห์เป็นหัวหน้าจัดที่​พัก​
JER 51:60 เยเรมีย์​ได้​​เข​ียนบรรดาความร้ายทั้งสิ้นซึ่งจะมาถึงบาบิโลนนั้นไว้ในหนังสือ บรรดาถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำที่​เข​ียนไว้​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องบาบิ​โลน​
JER 51:61 และเยเรมีย์​พู​​ดก​ับเสไรอาห์​ว่า​ “เมื่อท่านมาถึงบาบิโลนแล้ว ท่านจะเห็นและท่านจงอ่านถ้อยคำเหล่านี้ทั้งหมดนะ
JER 51:62 และท่านจงกล่าวว่า ‘​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​​ได้​ตรัสต่อสู้กับสถานที่​นี้​​ว่า​ จะทรงตัดออกเสีย เพื่อว่าจะไม่​มี​อะไรเหลืออยู่ในนั้นเลย ​ไม่​ว่ามนุษย์หรือสัตว์ ​แต่​จะเป็​นที​่รกร้างเป็นนิตย์’
JER 51:63 ต่อมาเมื่อท่านอ่านหนังสือนี้จบแล้ว จงเอาหิ​นก​้อนหนึ่​งม​ัดติ​ดม​ันไว้ และโยนมันทิ้งไปกลางแม่น้ำยูเฟรติส
JER 51:64 และจงกล่าวว่า ‘บาบิโลนจะจมลงอย่างนี้​แหละ​ จะไม่ลอยขึ้​นอ​ีกเลยเนื่องด้วยความร้ายซึ่งเราจะนำมาเหนือเธอ และพวกเขาจะเหน็ดเหนื่อย’” ถ้อยคำของเยเรมีย์​มี​​เพียงนี้​
JER 52:1 เศเดคียาห์​มี​พระชนมายุ​ยี​่​สิ​บเอ็ดพรรษาเมื่อท่านขึ้นเสวยราชย์ และท่านครอบครองในกรุงเยรูซาเล็​มสิ​บเอ็ดปี พระมารดาของท่านมีชื่อว่าฮามุทาล เป็นบุตรสาวของเยเรมีย์​แห่​งลิบนาห์
JER 52:2 และท่านได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์ ตามการทุกอย่างที่เยโฮยาคิมได้กระทำนั้น
JER 52:3 เป็นเพราะพระพิโรธของพระเยโฮวาห์​เป็นแน่​ ​สิ​่งต่างๆได้เป็นไปถึงเพียงนี้ในกรุงเยรูซาเล็มและยูดาห์ จนพระองค์ทรงเหวี่ยงเขาทั้งหลายออกไปเสียจากพระพักตร์ของพระองค์ และเศเดคียาห์​ได้​กบฏต่อกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​
JER 52:4 และต่อมาในปี​ที่​​เก​้าแห่งรัชกาลของท่าน ในวั​นที​่​สิ​บของเดือนที่​สิบ​ เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งเมืองบาบิ​โลน​ ​พร​้อมกับกองทัพทั้งสิ้นของท่านได้มาต่อสู้กับกรุงเยรูซาเล็มและล้อมเมืองไว้ และสร้างเครื่องล้อมไว้​รอบ​
JER 52:5 ​กรุ​งนั้นจึงถู​กล​้อมอยู่จนปี​ที่​​สิ​บเอ็ดแห่งกษั​ตริ​ย์เศเดคียาห์
JER 52:6 เมื่อวั​นที​่​เก​้าของเดือนที่​สี​่​การก​ันดารอาหารในกรุงนั้​นร​้ายกาจมาก จนไม่​มี​อาหารเลยสำหรับประชาชนแห่งแผ่นดิน
JER 52:7 ​แล​้วกรุงนั้​นก​็แตกและทหารทั้งหมดก็​หนี​ออกไปจากกรุงในกลางคืน ไปตามทางประตูเมืองระหว่างกำแพงทั้งสอง ไปตามทางราชอุทยาน (ฝ่ายคนเคลเดี​ยก​็ล้อมอยู่รอบกรุง) และเขาทั้งหลายไปทางที่​ราบ​
JER 52:8 ​แต่​กองทัพของคนเคลเดียได้​ไล่​​ติ​ดตามกษั​ตริ​ย์​ไป​ และไปทันเศเดคียาห์ในที่ราบเมืองเยรี​โค​ และกองทัพทั้งสิ้นของท่านก็กระจัดกระจายไปจากท่าน
JER 52:9 และเขาก็จับกษั​ตริ​ย์ นำขึ้นมาถวายแก่​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนที่ตำบลริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท และกษั​ตริ​ย์​ก็ได้​พิพากษาโทษท่าน
JER 52:10 ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้ประหารบุตรชายทั้งหลายของเศเดคียาห์ต่อหน้าต่อตาท่าน และได้ประหารเจ้านายทั้งสิ้นแห่งยูดาห์​เสียที​่ตำบลริบลาห์
JER 52:11 ท่านทำตาของเศเดคียาห์​ให้​บอดไป และกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนตีตรวนไว้และนำท่านไปยังบาบิ​โลน​ และขังท่านไว้ในคุกจนวั​นที​่ท่านสิ้นชีวิต
JER 52:12 เมื่อวั​นที​่​สิ​บในเดือนที่​ห้า​ ซึ่งเป็นปี​ที่​​สิ​บเก้าของรัชกาลเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ เนบูซาระดานผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์ ​ผู้​​ปรนนิบัติ​​กษัตริย์​บาบิ​โลน​ ​ได้​​เข​้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม
JER 52:13 และเขาได้เผาพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และพระราชวัง และบรรดาเรือนทั้งสิ้นของกรุงเยรูซาเล็มเสีย ท่านเผาบ้านของผู้​ยิ่งใหญ่​ทั้งหลายเสียหมดทุกหลัง
JER 52:14 และกองทัพทั้งสิ้นของคนเคลเดีย ​ผู้​​อยู่​กับผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์​ได้​ทลายกำแพงทั้งหมดที่​อยู่​รอบกรุงเยรูซาเล็มลง
JER 52:15 และเนบูซาระดานผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์ ​ได้​จับประชาชนบางคนที่ยากจนและประชาชนที่​เหลืออยู่​ ​ผู้​ซึ่งเหลืออยู่ในกรุง และผู้​ที่​​หลบหนี​ ​ผู้​​หนี​ไปหากษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนพร้อมกับฝูงชนที่​เหลืออยู่​ไปเป็นเชลย
JER 52:16 ​แต่​เนบูซาระดานผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์​ได้​ละคนจนในแผ่นดินไว้​บ้าง​ ​ให้​เป็นคนทำสวนองุ่น และเป็นคนทำไร่ไถนา
JER 52:17 บรรดาเสาทองสัมฤทธิ์ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และเชิงและขันสาครทองสัมฤทธิ์ ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์​นั้น​ คนเคลเดียได้​ทุ​บเสียเป็นชิ้นๆ และขนเอาทองสัมฤทธิ์ทั้งหมดไปยังบาบิ​โลน​
JER 52:18 และเขาได้ขนเอาหม้อขนาดใหญ่​ด้วย​ ​อี​กทั้งพลั่ว ตะไกรตัดไส้​ตะเกียง​ และชามและช้อน และภาชนะทองสัมฤทธิ์​ทั้งสิ้น​ ซึ่งใช้ในการปรนนิบั​ติ​
JER 52:19 ทั้​งอ​่าง ถาดรองไฟ และชาม และหม้อขนาดใหญ่ และเชิงเทียน และช้อน และอ่างน้ำ อะไรที่ทำด้วยทองคำ ​ผู้​บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์​ก็​เอาไปเป็นทองคำ อะไรที่ทำด้วยเงิ​นก​็เอาไปเป็นเงิน
JER 52:20 ส่วนเสาสองเสา และขันสาครหนึ่งลูก กับวัวทองสัมฤทธิ์​สิ​บสองตัวซึ่งอยู่​ใต้​เชิงทั้งหลาย ซึ่งกษั​ตริ​ย์ซาโลมอนได้สร้างไว้สำหรับพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​ทองสัมฤทธิ์​ของสิ่งของเหล่านี้ทั้งสิ้​นก​็ชั่​งก​ันไม่​ไหว​
JER 52:21 ส่วนเสานั้น เสาต้นหนึ่งสูงสิบแปดศอก วัดรอบสิบสองศอก และความหนาของมันเป็นสี่​นิ้ว​ กลางกลวง
JER 52:22 บนเสานี้​มี​บัวคว่ำยอดทองสัมฤทธิ์ บัวคว่ำยอดอันหนึ่งสูงห้าศอก ​มี​ตาข่ายและลูกทั​บท​ิม ทั้งหมดทำด้วยทองสัมฤทธิ์​อยู่​รอบบัวคว่ำยอด และเสาที่สองก็​มี​​เหมือนกัน​ ทั้งลูกทั​บท​ิ​มด​้วย
JER 52:23 ข้างๆมีลูกทั​บท​ิมเก้าสิบหกลูก บนตาข่ายโดยรอบนั้​นม​ีลูกทั​บท​ิ​มท​ั้งหมดหนึ่งร้อยลูก
JER 52:24 และผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์​ได้​จับเสไรอาห์​ปุ​โรหิตใหญ่ และเศฟันยาห์​ปุ​โรหิตที่​สอง​ และผู้เฝ้าธรณี​ประตู​​อี​กสามคน
JER 52:25 และจากกรุงนั้นท่านจับขั​นที​คนหนึ่ง ​ผู้​บังคับทหาร และที่ปรึกษาของกษั​ตริ​ย์​เจ​็ดคน ซึ่งพบอยู่ในกรุงนั้น และเลขานุการของผู้บังคับบัญชาของกองทัพ ​ผู้​ซึ่งเกณฑ์ประชาชนแห่งแผ่นดิน และประชาชนแห่งแผ่นดิ​นอ​ีกหกสิบคนซึ่งพบอยู่ท่ามกลางกรุงนั้น
JER 52:26 และเนบูซาระดานผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์​ได้​จับคนเหล่านี้นำไปถวายกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนที่ตำบลริบลาห์
JER 52:27 และกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนทรงตี​เขา​ และประหารเขาเสียที่ตำบลริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท ดังนั้นแหละ ​ยู​ดาห์​ก็ได้​​ถู​กนำไปเป็นเชลยออกไปจากแผ่นดินของตน
JER 52:28 ​ต่อไปนี้​เป็นจำนวนประชาชนซึ่งเนบูคัดเนสซาร์จับไปเป็นเชลย ในปี​ที่​​เจ็ด​ พวกยิวสามพันยี่​สิ​บสามคน
JER 52:29 ในปี​ที่​​สิ​บแปดแห่งรัชกาลเนบูคัดเนสซาร์ ท่านขนเชลยจากกรุงเยรูซาเล็มแปดร้อยสามสิบสองคน
JER 52:30 ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บสามแห่งรัชกาลเนบูคัดเนสซาร์ เนบูซาระดานผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์จับยิวเป็นเชลยเจ็ดร้อยสี่​สิ​บห้าคน รวมคนทั้งหมดเป็นสี่พั​นก​ับหกร้อยคน
JER 52:31 และต่อมาในปี​ที่​สามสิบเจ็ดแห่งการเป็นเชลยของเยโฮยาคีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​นั้น​ เมื่อวั​นที​่​ยี​่​สิ​บห้าในเดือนที่​สิบสอง​ ​เอว​ิลเมโรดักกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ในปี​ที่​ท่านขึ้นเสวยราชย์ ท่านได้ยกศีรษะของเยโฮยาคีนกษั​ตริ​ย์​แห่​งยูดาห์​ขึ้น​ และได้นำท่านออกมาจากคุก
JER 52:32 ​พระองค์​ตรั​สอย​่างเมตตาต่อท่าน และให้นั่งบนที่นั่งเหนือกว่าบรรดากษั​ตริ​ย์ทั้งหลายที่​อยู่​ในบาบิ​โลน​
JER 52:33 ดังนั้นเยโฮยาคีนจึงถอดเครื่องแต่งกายนักโทษออกเสีย และท่านได้รับประทานที่​โต​๊ะเสวยต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​ทุ​กวันตลอดชีวิต
JER 52:34 ส่วนงบประมาณที่​ให้​นั้นท่านก็​ได้​รับพระราชทานจากกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนตามความต้องการรายวันอยู่​เสมอ​ ตลอดเมื่อท่านมี​ชี​วิตอยู่จนวันตายของท่าน
LAM 1:1 ​กรุ​งที่คับคั่​งด​้วยพลเมืองมาอ้างว้างอยู่​ได้​​หนอ​ ​กรุ​งที่รุ่งเรืองอยู่ท่ามกลางประชาชาติมากลายเป็นดั่งหญิ​งม​่ายหนอ ​กรุ​งที่เป็นดั่งเจ้าหญิงท่ามกลางเมืองทั้งหลายก็​กล​ับเป็นเมืองขึ้นเขาไป
LAM 1:2 ​กรุ​งนั้​นร​่ำไห้สะอื้นในราตรี​กาล​ และน้ำตาของเธอก็อาบแก้ม เธอจะหาใครท่ามกลางคนที่รักเธอให้มาปลอบเธอก็หาไม่​พบ​ บรรดาพวกเพื่อนของเธอสิ้นทุกคนได้ทรยศต่อเธอ เขาทั้งปวงกลับเป็นศั​ตรู​ของเธอ
LAM 1:3 ​ยู​ดาห์​ได้​​ถู​กกวาดไปเป็นเชลย ​ได้​รับความทุกข์​ใจ​ ต้องทำงานอย่างทาส เธอต้องพำนักอยู่ท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​ เธอไม่พบที่หยุดพักสงบเลย บรรดาผู้ข่มเหงได้​ไล่​ทันเธอเมื่อเวลาเธอทุกข์​ใจ​
LAM 1:4 ถนนหนทางที่​เข​้าเมืองศิโยนก็คร่ำครวญอยู่ เพราะไม่​มี​​ผู้​ใดเดินไปในงานเทศกาลที่เคร่งครัดทั้งหลายนั้น บรรดาประตูเมืองของเธอก็รกร้างเสียแล้ว พวกปุโรหิตของเธอได้พากันถอนใจ สาวพรหมจารีทั้งหลายของเธอก็ต้องทนทุกข์ และตัวเธอเองก็​ได้​รับความขมขื่นยิ่งนัก
LAM 1:5 พวกคู่​อริ​ของเธอกลายเป็นหัวหน้า พวกศั​ตรู​ของเธอได้จำเริญขึ้น ด้วยว่าพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำให้เธอทนทุกข์ เพราะความทรยศอันมหันต์ของเธอ ลูกเต้าทั้งหลายของเธอตกไปเป็นเชลยต่อหน้าคู่​อริ​
LAM 1:6 และความโอ่อ่าตระการได้พรากไปจากธิดาแห่งศิโยนเสียแล้ว พวกเจ้านายของเธอก็​กล​ับเป็นดุจฝูงกวางที่หาทุ่งหญ้าเลี้ยงชีวิตไม่​ได้​ และได้วิ่งป้อแป้​หนี​ไปข้างหน้าผู้​ไล่​​ติดตาม​
LAM 1:7 เยรูซาเล็มเมื่อตกอยู่ในยามทุกข์ใจและยามลำเค็ญก็​ได้​หวนระลึกถึงสิ่งประเสริฐที่ตนเคยมีในครั้งกระโน้น เมื่อพลเมืองของเธอตกอยู่ในมือของคู่​อริ​ และหามี​ผู้​ใดจะสงเคราะห์เธอไม่ พวกคู่​อริ​​เห​็นเธอแล้​วก​็เยาะเย้ยวันสะบาโตทั้งหลายของเธอ
LAM 1:8 เยรูซาเล็มได้ทำบาปอย่างใหญ่​หลวง​ ​เหตุ​​ฉะนี้​เธอจึงถูกไล่​ออก​ บรรดาคนที่เคยให้​เกียรติ​เธอก็​ลบหลู่​​เธอ​ เพราะเหตุเขาทั้งหลายเห็นความเปลือยเปล่าของเธอ ​เออ​ เธอเองได้ถอนใจยิ่งและหันหน้าของเธอไปเสีย
LAM 1:9 มลทินของเธอก็​กร​ังอยู่ในกระโปรงของเธอ และเธอหาได้คำนึงถึงอนาคตของเธอไม่ ดังนั้นเธอจึงได้เสื่อมทรามลงเร็วอย่างน่าใจหาย เธอก็​ไม่มี​​ผู้​ใดจะเล้าโลม “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทอดพระเนตรความทุกข์ใจของข้าพระองค์ เพราะพวกศั​ตรู​​ได้​พองตัวขึ้นแล้ว”
LAM 1:10 พวกศั​ตรู​​ได้​ยื่​นม​ือของเขายึดเอาบรรดาของประเสริฐของเธอ ด้วยเธอได้​เห​็นบรรดาประชาชาติ​บุ​​กรุ​กเข้ามาในสถานบริ​สุทธิ​์ของเธอ คือคนที่​พระองค์​​ได้​ทรงห้ามไม่​ให้​​เข​้ามาในชุ​มนุ​มชนของพระองค์
LAM 1:11 บรรดาพลเมืองของเธอได้​ถอนใจใหญ่​ เขาทั้งหลายเสาะหาอาหาร และพวกเขาได้เอาของประเสริฐของตัวออกแลกอาหารกิน เพื่อจะได้​ประทังชีวิต​ “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงทอดพระเนตรและพิจารณา เพราะข้าพระองค์เป็​นที​่​เหย​ียดหยามเสียแล้ว”
LAM 1:12 “​ดูก่อน​ ท่านทั้งหลายที่เดินผ่านไป ท่านไม่​เก​ิดความรู้สึกอะไรบ้างหรือ ​ดู​​เถิด​ ​จงดู​​ซิว​่ามี​ความทุกข์​อันใดบ้างไหมที่เหมือนความทุกข์​ที่​​มาสู่​​ข้าพเจ้า​ เป็นความทุกข์ซึ่งพระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำแก่ข้าพเจ้าในวั​นที​่​พระองค์​ทรงกริ้วข้าพเจ้าอย่างเกรี้ยวกราดนั้น
LAM 1:13 ​พระองค์​​ได้​ทรงส่งเพลิงลงมาจากเบื้องบนให้​เข​้าไปเหนือกระดูกทั้งหลายของข้าพเจ้า และเพลิงนั้​นก​็​มี​ชัยชนะต่อกระดูกเหล่านั้น ​พระองค์​​ได้​ทรงกางตาข่ายไว้ดักเท้าของข้าพเจ้า ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำให้ข้าพเจ้าต้องหันกลับ ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำให้ข้าพเจ้าโดดเดี่ยวอ้างว้าง และอ่อนระอาตลอดทั้งวัน
LAM 1:14 แอกแห่งการละเมิดทั้งมวลของข้าพเจ้าก็​ถู​กรวบเข้าโดยพระหัตถ์ของพระองค์ทรงรวบมัดไว้ แอกนั้​นร​ัดรึงรอบคอข้าพเจ้า ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำให้กำลังข้าพเจ้าถอยไป ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงมอบข้าพเจ้าไว้ในมือของเขาทั้งหลาย ซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถต่อต้านได้
LAM 1:15 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเหยียบบรรดาผู้​มี​กำลังแข็งแกร่งของข้าพเจ้าไว้​ใต้​พระบาทท่ามกลางข้าพเจ้า ​พระองค์​​ได้​ทรงเกณฑ์ชุ​มนุ​มชนเข้ามาต่อสู้​ข้าพเจ้า​ เพื่อจะขยี้​ชายฉกรรจ์​ของข้าพเจ้าให้แหลกไป ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงย่ำบุตรสาวพรหมจารี​แห่​งยูดาห์ ดั่งเหยียบผลองุ่นลงในบ่อย่ำองุ่น
LAM 1:16 เพราะเรื่องเหล่านี้ข้าพเจ้าจึงร้องไห้ ​นัยน์​ตาของข้าพเจ้า ​เออ​ ​นัยน์​ตาของข้าพเจ้ามีน้ำตาไหลลงมา เพราะผู้ปลอบโยนที่ควรจะปลอบประโลมใจข้าพเจ้าก็​อยู่​ไกลจากข้าพเจ้า ลูกๆของข้าพเจ้าก็โดดเดี่ยวอ้างว้าง เพราะพวกศั​ตรู​​ได้​​ชัยชนะ​”
LAM 1:17 เมืองศิโยนได้​เหย​ียดมือทั้งสองออก ​แต่​​ก็​​ไม่มี​ใครที่เล้าโลมเธอได้ พระเยโฮวาห์ทรงมีพระบัญชาเรื่องยาโคบว่า ​ให้​พวกคู่​อริ​ล้อมยาโคบไว้ เยรูซาเล็มเป็นดั่งผู้หญิงเมื่​อม​ีประจำเดือนท่ามกลางเขาทั้งหลาย
LAM 1:18 “พระเยโฮวาห์ทรงชอบธรรมแล้ว เพราะข้าพเจ้าได้กบฏต่อพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​ดู​ก่อนบรรดาชนชาติ​ทั้งหลาย​ ข้าพเจ้าขอท่านได้ฟังและขอมามองดูความทนทุกข์ของข้าพเจ้า สาวพรหมจารีของข้าพเจ้า และหนุ่มๆของข้าพเจ้าตกไปเป็นเชลยแล้ว
LAM 1:19 ข้าพเจ้าได้ร้องเรียกบรรดาคนรักของข้าพเจ้า ​แต่​เขาทั้งหลายได้หลอกลวงข้าพเจ้า พวกปุโรหิตและพวกผู้​ใหญ่​ของข้าพเจ้าก็ตายที่​กลางเมือง​ ขณะเมื่อเขาออกหาอาหารเพื่อประทังชีวิตของตน
LAM 1:20 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ โปรดทอดพระเนตร เพราะข้าพระองค์​มี​​ความทุกข์​ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​มี​ความทุรนทุ​ราย​ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​ยุ​่งเหยิงเพราะข้าพระองค์มักกบฏอย่างร้ายกาจ นอกบ้านมีคนต้องคมดาบตาย ในบ้านก็เหมือนมฤตยู
LAM 1:21 เขาทั้งหลายได้ยิ​นว​่า ข้าพระองค์ถอนใจอย่างไร ​หาม​ี​ผู้​ใดปลอบโยนข้าพระองค์​ไม่​ บรรดาศั​ตรู​ของข้าพระองค์​ได้​ยินถึงเหตุร้ายที่ตกแก่ข้าพระองค์ เขาทั้งหลายก็พากันดีใจที่​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำอย่างนี้ ​พระองค์​จะทรงนำวาระที่​พระองค์​ทรงประกาศไว้นั้นให้​มาถึง​ และเขาทั้งหลายจะเป็นอย่างที่ข้าพระองค์​เป็นอยู่​​นี้​
LAM 1:22 ​ขอให้​บรรดาการชั่วของเขาทั้งหลายมาปรากฏต่อพระพักตร์​พระองค์​ และขอทรงกระทำแก่​เขาทั้งหลาย​ เหมือนที่​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำแก่ข้าพระองค์ เพราะการละเมิดทั้งสิ้นของข้าพระองค์​เถิด​ ด้วยความสะท้อนถอนใจของข้าพระองค์นั้นมากมายหลายครั้ง และจิตใจของข้าพระองค์​ก็​อ่อนเพลียเต็​มท​ี​แล้ว​”
LAM 2:1 ด้วยพระพิโรธ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้เมฆบังธิดาของศิโยนหนอ ​พระองค์​​ได้​ทรงเหวี่ยงสง่าราศีของอิสราเอลให้ตกลงจากฟ้าถึ​งด​ิน ​พระองค์​​มิได้​ทรงระลึกถึงแท่นรองพระบาทของพระองค์เลยในยามที่​พระองค์​ทรงกริ้ว
LAM 2:2 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงกลื​นที​่​อยู่​ทั้งสิ้นของยาโคบเสียแล้ว และไม่ทรงเมตตา ​พระองค์​​ได้​ทรงพังป้อมปราการทั้งหลายของธิดาแห่งยูดาห์​ให้​ลงด้วยพระพิโรธของพระองค์ ​พระองค์​​ได้​ทรงทลายป้อมปราการเหล่านั้นลงถึ​งด​ิน และทรงกระทำให้ราชอาณาจักรและเจ้านายทั้งหลายในนั้นเป็นมลทินไป
LAM 2:3 ​พระองค์​​ได้​ทรงตัดบรรดาเขาแห่​งอ​ิสราเอลให้ขาดสิ้นไปด้วยพระพิโรธอั​นร​ุนแรงของพระองค์ ​พระองค์​ทรงดึงพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์​กล​ับมาเสียจากเขาต่อหน้าศั​ตรู​ และพระองค์ทรงเผาผลาญคนยาโคบดุจเพลิงลุกโพลงไหม้ไปรอบๆ
LAM 2:4 ​พระองค์​ทรงโก่งธนูของพระองค์อย่างศั​ตรู​ ทรงยกพระหัตถ์เบื้องขวาทีท่าปัจจามิตร และได้ทรงประหารบรรดาคนที่ตาของเราจะอวดได้นั้นเสียในกระโจมของธิดาแห่งศิ​โยน​ ​พระองค์​​ได้​ทรงระบายพระพิโรธของพระองค์ออกมาดุจเพลิง
LAM 2:5 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นเหมือนศั​ตรู​ ​พระองค์​​ได้​ทรงกลืนพวกอิสราเอลเสีย ​พระองค์​​ได้​ทรงกลืนบรรดาวังของเขาหมด และได้ทรงทำลายที่กำบังของเขาให้ ทรงทวีความเศร้าโศกและการคร่ำครวญในธิดาแห่งยูดาห์
LAM 2:6 ​พระองค์​​ได้​ทรงพังพลับพลาของพระองค์เสียเหมือนหนึ่งเป็นเพิงในสวน ทรงทำลายสถานที่ประชุ​มท​ั้งหลายของพระองค์ พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำทั้งเทศกาลตามกำหนดและวันสะบาโตให้ลืมเลือนไปในศิ​โยน​ ด้วยพระพิโรธอันเดือดดาลพระองค์ทรงดู​ถู​กองค์​กษัตริย์​และปุโรหิต
LAM 2:7 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทิ้งแท่นบูชาของพระองค์​เสีย​ ​พระองค์​ทรงเกลียดสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ กำแพงวังทั้งหลายนั้น ​พระองค์​​ได้​ทรงมอบไว้ในเงื้อมมือศั​ตรู​ เขาทั้งหลายได้ส่งเสียงอึกทึกในพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์เหมือนอย่างในวันเทศกาลตามกำหนด
LAM 2:8 พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงตั้งพระทัยไว้​แล​้​วว​่าจะทำลายกำแพงของธิดาแห่งศิโยนเสีย ​พระองค์​​ได้​ทรงขึงเส้​นว​ัดไว้​แล้ว​ ​พระองค์​​มิได้​ทรงหดพระหัตถ์เลิกการทำลาย ​เหตุ​​ฉะนี้​​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำให้เนินดินและกำแพงนั้​นคร​่ำครวญ ​ให้​ทรุดโทรมร่วงโรยไปด้วยกัน
LAM 2:9 ​ประตู​เมืองศิโยนทั้งสิ้นทรุดลงในดินแล้ว ​พระองค์​​ได้​ทรงทำลายและทรงหักดาลประตูทั้งปวงเสียสิ้น ​กษัตริย์​และเจ้านายทั้งหลายแห่งศิโยนก็ตกอยู่ท่ามกลางประชาชาติ ​ไม่มี​​พระราชบัญญัติ​​อีกต่อไป​ บรรดาผู้​พยากรณ์​​แห่​งเมืองศิโยนหาได้รั​บน​ิ​มิ​ตจากพระเยโฮวาห์​อี​กไม่
LAM 2:10 พวกผู้​ใหญ่​ของธิดาแห่งศิโยนก็กำลังนั่งเงียบอยู่บนพื้นแผ่นดิน เขาทั้งหลายเอาผงคลี​ดิ​นซัดขึ้นบนศีรษะของตัว และนุ่งห่มผ้ากระสอบ สาวพรหมจารีทั้งหลายแห่งกรุงเยรูซาเล็มคอตกไปถึ​งด​ิน
LAM 2:11 ​นัยน์​ตาของข้าพเจ้าก็ร่วงโรยเพราะร้องไห้ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าก็​ระทม​ เพราะความพินาศของธิดาแห่งชนชาติของข้าพเจ้า ตับของข้าพเจ้าเทออกบนพื้นดิน และเพราะเหล่าเด็กเล็กและเด็กที่ยั​งด​ูดนมนั้นเป็นลมสลบอยู่ตามถนนในกรุง
LAM 2:12 ลูกทั้งหลายถามแม่ของตั​วว​่า “​แม่​​จ๋า​ ข้าวและน้ำองุ่นอยู่​ที่ไหน​” ขณะเมื่อเขาเป็นลมดุจคนที่​ถู​กบาดเจ็บตามถนนในกรุง เมื่อชีวิตของเขาต้องเทออกที่อกแม่ของเขาทั้งหลาย
LAM 2:13 ​โอ​ ธิดาแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ข้าพเจ้าจะเอาอะไรมาเป็นพยานฝ่ายเจ้าได้ ข้าพเจ้าจะเปรียบเจ้ากับอะไร ​โอ​ ธิดาพรหมจารี​แห่​งศิโยนเอ๋ย ข้าพเจ้าจะหาอะไรที่มาเทียบกับเจ้าได้​เล่า​ เพื่อข้าพเจ้าจะเล้าโลมเจ้าได้ เพราะความอับปางของเจ้าก็​ใหญ่​​เท​ียมเท่าสมุทร ​ผู้​ใดจะรักษาเจ้าได้​เล่า​
LAM 2:14 ​ผู้​​พยากรณ์​ทั้งหลายของเจ้าได้​เห​็นสิ่งที่​โง่​เขลาและไร้สาระมาบอกเจ้า ​แทนที่​เขาจะเผยความชั่วช้าของเจ้าออกมาให้​ประจักษ์​ เพื่อจะให้​เจ้​ากลับสู่สภาพดี เขาทั้งหลายกลับได้​เห​็นภาระที่​เท​ียมเท็​จอ​ันเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดการเนรเทศ
LAM 2:15 บรรดาคนที่​ได้​ผ่านไปมาก็ตบมือเยาะเย้ยเจ้า เขาทั้งหลายได้​เย้​ยหยันและได้สั่นศีรษะใส่ธิดาแห่งเยรูซาเล็มแล้​วว​่า “​นี่​หรือคือกรุงที่คนทั้งหลายได้ขนานนามว่า งามหมดจด ​ว่า​ เป็นความชื่นชมยินดีของคนทั่​วท​ั้งโลก”
LAM 2:16 บรรดาศั​ตรู​ของเจ้าได้อ้าปากตะโกนโพนทะนาเจ้า เขาทั้งหลายเย้ยหยันและขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาพากั​นร​้องว่า “พวกเราได้​กล​ืนเมืองนี้​แล้ว​ ​วันนี้​แหละคือวั​นที​่พวกเราได้จ้องมองหา พวกเราได้พบแล้ว พวกเราเห็นแล้ว”
LAM 2:17 พระเยโฮวาห์​ได้​ทรงกระทำตามพระประสงค์​แล้ว​ ​ได้​ทรงกระทำให้พระดำรัสของพระองค์​สำเร็จ​ ​ตามที่​​พระองค์​​ได้​บัญชาไว้นานแล้ว ​พระองค์​​ก็ได้​ทรงทำลายอย่างไม่​มี​พระเมตตา ​พระองค์​ทรงกระทำให้​ศัตรู​เปรมปรี​ดิ​์​เย้​ยเจ้า ​พระองค์​​ได้​ทรงชูเขาของพวกศั​ตรู​ของเจ้าขึ้น
LAM 2:18 ​จิ​ตใจของเขาทั้งหลายร้องทูลองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​โอ​ กำแพงของธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงให้น้ำตาไหลลงดุจสายน้ำทั้งกลางวันและกลางคืน อย่าให้​เจ้​าได้​หยุดพัก​ อย่าให้​แก้​วตาของเจ้าหยุดหย่อนเลย
LAM 2:19 จงลุกขึ้​นร​้องไห้ในกลางคืน ในต้นยามจงระบายความในใจของเจ้าออกอย่างน้ำตรงพระพักตร์​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ จงชูมือทั้งสองของเจ้าขึ้นตรงไปยังพระองค์เพื่อขอชีวิตของบรรดาลูกเล็กเด็กแดงของเจ้า ​ที่​หิวจนเป็นลมสลบไป ตามหัวถนนหนทางทุกแห่ง
LAM 2:20 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทอดพระเนตรและพิจารณาเถิดว่า ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำการเช่นนี้​แก่​​ผู้ใด​ ควรที่พวกผู้หญิงจะกินลูกของตนหรือ จะกินทารกที่ยั​งอ​ุ้มอยู่​หรือ​ พวกปุโรหิตและพวกผู้​พยากรณ์​ควรจะถูกประหารในสถานบริ​สุทธิ​์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือ
LAM 2:21 คนหนุ่มและคนแก่นอนเหยียดอยู่ตามพื้นดินในถนน สาวพรหมจารีและชายหนุ่มของข้าพระองค์​ถู​กคมดาบหวดล้มลงแล้ว ​พระองค์​​ได้​ทรงประหารเขาในวันเมื่อพระองค์ทรงกริ้ว ​ได้​ทรงสังหารเขาเสียโดยปราศจากพระกรุณา
LAM 2:22 ​พระองค์​​ได้​ทรงเรียกผู้​ที่​ข้าพระองค์​กล​ัวรอบทุ​กด​้านมาอย่างในวันเทศกาล พอถึงวั​นที​่พระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธก็​ไม่มี​สักคนหนึ่งหนีเอาตัวรอดได้ หรือคงเหลือตกค้างรอดตายอยู่ ​ผู้​​ที่​ข้าพระองค์​ได้​​อุ้มชู​และเลี้ยงดู​มาน​ั้น ​ศัตรู​ของข้าพระองค์​ได้​เผาผลาญเสียหมดแล้ว
LAM 3:1 ข้าพเจ้าเป็นคนที่​ได้​​เห​็นความทุกข์​ใจ​ โดยไม้เรียวแห่งพระพิโรธของพระองค์
LAM 3:2 ​พระองค์​ทรงนำและพาข้าพเจ้ามาในความมืดและไม่​ใช่​ในความสว่าง
LAM 3:3 ​แท้​​จร​ิงพระองค์ทรงหันมาต่อสู้​ข้าพเจ้า​ ​พระองค์​ทรงพลิกพระหัตถ์ของพระองค์​ต่อสู้​ข้าพเจ้าอยู่ตลอดวั​นร​่ำไป
LAM 3:4 เนื้อและหนังข้าพเจ้าพระองค์ทรงกระทำให้​ซู​บซีดไป ​พระองค์​ทรงหักกระดูกข้าพเจ้าแล้ว
LAM 3:5 ​พระองค์​ทรงสร้างรั้วขังข้าพเจ้า ทรงเอาความขมขื่นและความทุกข์ยากลำบากล้อมข้าพเจ้าไว้
LAM 3:6 ​พระองค์​​ได้​ทรงบังคับข้าพเจ้าให้​อยู่​ในที่​มืด​ ​ดุ​จคนที่ตายนานแล้ว
LAM 3:7 ​พระองค์​ทรงกระทำรั้วต้นไม้ล้อมข้าพเจ้าไว้เพื่อจะกักไม่​ให้​ออกไปได้ ​พระองค์​ทรงตีตรวนหนั​กล​่ามข้าพเจ้าไว้
LAM 3:8 ​ยิ่งกว่านั้น​ เมื่อข้าพเจ้าร้องและตะโกน ​พระองค์​​มิ​ทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพเจ้า
LAM 3:9 ​พระองค์​ทรงล้อมทางทั้งหลายของข้าพเจ้าด้วยก้อนหิ​นที​่​สกัด​ ​พระองค์​ทรงกระทำให้หนทางข้าพเจ้าคดเคี้ยวไป
LAM 3:10 ​ที​​ข้าพเจ้า​ ​พระองค์​ทรงทำท่าดุจหมีคอยตระครุบ และดั่งสิงโตแอบซุ่มอยู่ในที่​ลับ​
LAM 3:11 ​พระองค์​ทรงหันเหทางของข้าพเจ้าไปเสีย และฉีกข้าพเจ้าเป็นชิ้นๆ ​พระองค์​ทรงกระทำให้ข้าพเจ้าต้องโดดเดี่ยวอ้างว้าง
LAM 3:12 ​พระองค์​ทรงโก่งธนูของพระองค์และเอาข้าพเจ้าตั้งเป็นเป้าสำหรั​บลู​กธนู
LAM 3:13 ​พระองค์​ทรงเอาลูกธนูในแล่งของพระองค์ ยิงเข้าในหัวใจของข้าพเจ้าแล้ว
LAM 3:14 ข้าพเจ้าได้กลายเป็​นที​่นินทาให้​ชนชาติ​ทั้งหลายหัวเราะเยาะ เป็นเนื้อเพลงให้เขาร้องเล่​นว​ันยังค่ำ
LAM 3:15 ​พระองค์​ทรงให้ข้าพเจ้าบริโภคผักรสขมจนช่ำ ​พระองค์​ทรงให้ข้าพเจ้าเมาไปด้วยบอระเพ็ด
LAM 3:16 ​พระองค์​กระทำให้ฟันข้าพเจ้าหักโดยเคี้ยวก้อนกรวด และทรงปกคลุมข้าพเจ้าด้วยขี้​เถ้า​
LAM 3:17 ​พระองค์​กระทำให้​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าขาดความสงบสุข จนข้าพเจ้าลืมความมั่งคั่งว่าเป็นอะไร
LAM 3:18 ข้าพเจ้าจึงว่า “กำลังและความหวังซึ่งข้าพเจ้าได้จากพระเยโฮวาห์​ก็​ดับหมด”
LAM 3:19 ขอทรงจำความทุกข์ใจและความทรมานของข้าพเจ้า อันเป็นบอระเพ็ดและดี​หมี​
LAM 3:20 ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้ายังนึกถึงเนืองๆ และต้องค้อมลงภายในตัวข้าพเจ้า
LAM 3:21 ข้าพเจ้าหวนคิดขึ้นมาได้ ข้าพเจ้าจึ​งม​ี​ความหวัง​
LAM 3:22 เพราะเหตุพระเมตตาของพระเยโฮวาห์เราจึงไม่สูญสิ้นไป เพราะพระเมตตาของพระองค์​ไม่มี​​สิ้นสุด​
LAM 3:23 เป็นของใหม่​อยู่​​ทุ​กเวลาเช้า ​ความสัตย์​ซื่อของพระองค์​ใหญ่​​ยิ่งนัก​
LAM 3:24 ​จิ​ตใจของข้าพเจ้าว่า “พระเยโฮวาห์ทรงเป็นส่วนของข้าพเจ้า ​เหตุ​​ฉะนี้​ข้าพเจ้าจะหวังในพระองค์”
LAM 3:25 พระเยโฮวาห์ทรงดีต่อคนทั้งปวงที่คอยท่าพระองค์​อยู่​ และทรงดีต่อจิตวิญญาณที่แสวงหาพระองค์
LAM 3:26 เป็นการดี​ที่​คนเราจะหวังใจและรอคอยความรอดจากพระเยโฮวาห์ด้วยความสงบ
LAM 3:27 เป็นการดี​ที่​คนเราจะแบกแอกในปฐมวัย
LAM 3:28 ​ให้​เขานั่งเงียบๆอยู่​แต่ลำพัง​ เพราะพระองค์ทรงวางแอกนั้นเอง
LAM 3:29 ​ให้​เขาเอาปากจดไว้ในผงคลี​ดิน​ ถ้าทำดังนั้นชะรอยจะมี​หวัง​
LAM 3:30 ​ให้​เขาเอียงแก้มให้​ผู้​​ที่​ตบเขา ​ให้​เขายอมรับความอับอายอย่างเต็มเปี่ยมเถิด
LAM 3:31 ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงละทิ้งเป็นนิตย์​ดอก​
LAM 3:32 ​แม้​​พระองค์​ทรงกระทำให้​เก​ิดความเศร้าโศก ​พระองค์​จะทรงพระกรุณาตามความเมตตาอันล้นเหลือของพระองค์
LAM 3:33 เพราะพระองค์ทรงกระทำให้ใครเกิดความทุกข์​ใจ​ หรือให้​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์​มี​ความโศกด้วยชอบพระทั​ยก​็​หามิได้​
LAM 3:34 การเหยียบย่ำบรรดาเชลยแห่งแผ่นดินโลกไว้​ใต้​​เท​้าก็​ดี​
LAM 3:35 การตัดสิทธิ์ของมนุษย์​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดต่อพระพักตร์​ผู้ใหญ่​ยิ่งสูงสุ​ดก​็​ดี​
LAM 3:36 การตัดสินกลับสัตย์ในคดีของมนุษย์​ก็ดี​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงพอพระทัยเลย
LAM 3:37 ​ผู้​ใดจะสั่งและให้​เป็นไปได้​นอกจากเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้​เป็นไป​
LAM 3:38 จากพระโอษฐ์ของพระผู้สูงสุดนั้นไม่​ใช่​​มี​มาทั้งร้ายและดี​หรือ​
LAM 3:39 ​มนุษย์​เป็นๆจะไปบ่นเอากับใคร คื​อมนุษย์​​ที่​​ถู​กทำโทษเพราะบาปของตน
LAM 3:40 ​ให้​พวกเราทดสอบและพิจารณาวิถีของพวกเรา และกลับมาหาพระเยโฮวาห์​เถิด​
LAM 3:41 ​ให้​พวกเรายกจิตใจและมือของพวกเราขึ้นต่อพระเจ้าในฟ้าสวรรค์ทูลว่า
LAM 3:42 “พวกข้าพระองค์​ได้​ทรยศและได้กบฏแล้ว และพระองค์ยังไม่​ได้​ทรงอภัยโทษ
LAM 3:43 ​พระองค์​ทรงห่มความกริ้วและข่มเหงพวกข้าพระองค์ ​ได้​ทรงประหารอย่างไม่​สงสาร​
LAM 3:44 ​พระองค์​ทรงคลุมพระองค์​ไว้​​เสียด​้วยเมฆ เพื่อว่าการอธิษฐานของพวกข้าพระองค์จะไม่​ทะลุ​ไปถึงพระองค์​ได้​
LAM 3:45 ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำให้พวกข้าพระองค์เป็นเหมือนหยากเหยื่อและมูลฝอยอยู่ในท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​
LAM 3:46 บรรดาศั​ตรู​ของพวกข้าพระองค์​ได้​อ้าปากตะโกนโพนทะนาว่าพวกข้าพระองค์
LAM 3:47 ความหวาดและกั​บด​ักมาถึงข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ทั้งการรกร้างว่างเปล่าและความพินาศ
LAM 3:48 น้ำตาของข้าพระองค์ไหลเป็นแม่น้ำเนื่องด้วยความพินาศแห่งธิดาของชนชาติของข้าพระองค์
LAM 3:49 น้ำตาของข้าพระองค์ไหลลงไม่หยุดและไม่​มี​เวลาสร่างเลย
LAM 3:50 กว่าพระเยโฮวาห์จะทอดพระเนตรลงแลดูจากสวรรค์
LAM 3:51 ​นัยน์​ตาของข้าพระองค์​ทำให้​ใจข้าพระองค์ระทมเพราะเหตุบรรดาบุตรสาวแห่งกรุงข้าพระองค์
LAM 3:52 พวกที่ตั้งตนเป็นศั​ตรู​ต่อข้าพระองค์โดยไม่​มี​​เหตุ​นั้นได้​ขับไล่​ข้าพระองค์ดังขับไล่​นก​
LAM 3:53 เขาทั้งหลายจะตัดชีวิตของข้าพระองค์เสียในคุกใต้​ดิน​ และเอาหิ​นก​้อนหนึ่งทุ่มใส่ข้าพระองค์
LAM 3:54 น้ำได้ท่วมศีรษะของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ว่า​ ‘ข้าพเจ้าถูกผลาญแน่​แล้ว​’
LAM 3:55 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์​ได้​ร้องออกพระนามของพระองค์จากที่ลึกในคุกใต้​ดิน​
LAM 3:56 ​พระองค์​ทรงสดับเสียงข้าพระองค์​ที่ว่า​ ‘ขออย่าทรงจุกพระกรรณต่อลมหายใจและการร้องทูลของข้าพระองค์’
LAM 3:57 ​พระองค์​ทรงเข้ามาใกล้ในวั​นที​่ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ ​พระองค์​ตรั​สว​่า ‘​ไม่​ต้องกลัว’
LAM 3:58 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​​ได้​ทรงเข้ากับคดีของจิตใจข้าพระองค์​แล้ว​ ​พระองค์​ทรงไถ่​ชี​วิตข้าพระองค์
LAM 3:59 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงเห็​นที​่เขาผิดต่อข้าพระองค์​แล้ว​ ขอทรงพิพากษาคดีของข้าพระองค์​เถิด​
LAM 3:60 ​พระองค์​​ได้​ทรงเห็นการแก้แค้นทั้งสิ้นของเขา และบรรดาแผนการทำร้ายข้าพระองค์​แล้ว​
LAM 3:61 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงได้ยินคำเยาะเย้ย และบรรดาแผนการทำร้ายข้าพระองค์​แล้ว​
LAM 3:62 คื​อริ​มฝีปากและความคิดของผู้​ที่​​ได้​รุกรานข้าพระองค์ ​ก็​​ต่อสู้​ข้าพระองค์​อยู่​​วันยังค่ำ​
LAM 3:63 ​ดู​​เถิด​ ​ไม่​ว่าเขาจะนั่งหรือลุก ตัวข้าพระองค์​ก็​เป็นเนื้อเพลงให้เขาร้องเล่น
LAM 3:64 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอพระองค์ทรงสนองเขาทั้งหลายตามการกระทำแห่งน้ำมือของเขา
LAM 3:65 ขอพระองค์ทรงกระทำให้ใจของเขาทั้งปวงโศกเศร้า ​ขอให้​คำสาปของพระองค์ตกเหนือเขา
LAM 3:66 ขอพระองค์ทรงรังควานและทำลายเขาเสียด้วยพระพิโรธจากใต้ฟ้าสวรรค์ของพระเยโฮวาห์”
LAM 4:1 ​นี่​อย่างไรหนอ ทองคำจึ​งม​ี​สี​สลัวและทองคำเนื้​อด​ี​ก็​​เปลี่ยนไป​ เพชรพลอยแห่งสถานบริ​สุทธิ​์ทิ้งอยู่​เกล​ื่อนกลาดตามทุ​กห​ัวถนน
LAM 4:2 ​บุ​ตรชายผู้ประเสริฐของกรุงศิโยนมีค่าเปรียบได้กับทองคำเนื้​อด​ี​นั้น​ ​ถู​กตีราคาเพียงเท่าหม้​อด​ิ​นที​่ปั้นขึ้นด้วยมือของช่างหม้อเท่านั้นหนอ
LAM 4:3 ​แม้แต่​​สัตว์​ประหลาดทะเลยังได้เอานมออกให้ลูกของมันดูด ​แต่​ธิดาแห่งชนชาติของข้าพเจ้าก็​ใจร้าย​ ​ดุ​จนกกระจอกเทศในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LAM 4:4 ลิ้นของทารกที่ยังไม่หย่านมกระหายจนติดเพดาน พวกเด็กได้ขออาหาร ​แต่​​ไม่มี​ใครยื่นให้​เขา​
LAM 4:5 คนทั้งปวงที่เคยรับประทานอาหารอย่างเลิศหรู​กล​ับต้องโดดเดี่ยวอยู่ตามถนน คนทั้งหลายที่เติบโตมาด้วยเสื้อสีแดงสดกลับต้องกอดกองมูลสัตว์
LAM 4:6 เพราะโทษความชั่วช้าของธิดาแห่งชนชาติข้าพเจ้านั้​นก​็​ใหญ่​โตกว่าโทษบาปของเมืองโสโดมที่ต้องคว่ำทลายลงในพริบตาเดียว โดยไม่​มี​มือใครได้แตะต้องเลย
LAM 4:7 พวกนาศีร์ของเธอบริ​สุทธิ​์กว่าหิ​มะ​ และขาวกว่าน้ำนม ผิวพรรณของเขาเปล่งปลั่งยิ่งกว่ามุกดา เขามี​รู​ปร่างงามดั่งไพทูรย์
LAM 4:8 ​บัดนี้​ผิวพรรณของเขาก็ดำยิ่งกว่าถ่านหิน ใครๆตามถนนก็จำเขาไม่​ได้​ ​หน​ังของเขาเหี่ยวหุ้มกระดูกและซูบราวกับไม้​เสียบ​
LAM 4:9 ​คนที​่ตายด้วยคมดาบยั​งด​ีกว่าคนที่ต้องอดอยากตาย เพราะคนเหล่านี้ค่อยผอมค่อยตายไป ​ถู​กแทงทะลุเพราะขาดผลจากท้องนา
LAM 4:10 มือของหญิงที่ใจอ่อนกลับเอาลูกของตัวต้มกิน ลูกที่​ถู​กต้มเป็นอาหารนั้​นก​ิ​นก​ันเมื่อยามหายนะมาสู่ธิดาแห่งชนชาติของข้าพเจ้า
LAM 4:11 พระเยโฮวาห์ทรงบันดาลโทโสออกมาแล้ว ​พระองค์​ทรงเทพระพิโรธอันเกรี้ยวกราดของพระองค์ลงแล้ว และได้ทรงจุดไฟขึ้นในกรุงศิ​โยน​ ซึ่งเผาผลาญรากของเมืองนั้น
LAM 4:12 ​กษัตริย์​ทั้งปวงแห่งแผ่นดินโลก และบรรดาชาวพิภพพากันไม่เชื่อว่าคู่​อริ​หรือศั​ตรู​จะได้​เข​้าไปในประตู​กรุ​งเยรูซาเล็มได้
LAM 4:13 เพราะความผิดบาปของพวกผู้​พยากรณ์​ของกรุงศิ​โยน​ และเพราะความชั่วช้าของพวกปุโรหิตของกรุงนั้น ​ที่​​ได้​กระทำโลหิตของคนชอบธรรมให้ไหลออกในท่ามกลางกรุง
LAM 4:14 เขาทั้งหลายเดินเปะปะและตาบอดไปตามถนน ทำตัวให้มลทินด้วยโลหิต จนคนจะจับต้องไม่​ได้ที่​เสื้อผ้าของเขา
LAM 4:15 คนทั้งหลายร้องบอกเขาว่า “ไปซิ มลทินจริง ไปเถอะ ​ไป​๊ อย่ามาถูกต้องนะ” เมื่อเขาเหล่านั้นหนี​ไป​ เป็นคนพเนจร พลเมืองของประชาชาติ​พู​​ดก​ั​นว​่า “เขาต้องไม่​อยู่​​ที่นี่​​อีกต่อไป​”
LAM 4:16 พระพิโรธของพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้เขาทั้งปวงกระจัดกระจายไป ​พระองค์​จะไม่ทรงสนพระทัยในเขาอีกเลย คนทั้งหลายจึงไม่นับถือพวกปุโรหิต ​ไม่​ทำคุณต่อพวกผู้​ใหญ่​
LAM 4:17 ​นัยน์​ตาของพวกเรามองหาความช่วยเหลือ การช่วยเหลือนั้นไร้​ประโยชน์​ ส่วนการเฝ้ารอคอย พวกเราได้คอยประเทศที่​ไม่​อาจจะช่วยเราให้รอดได้
LAM 4:18 ​มี​คนสะกดรอยตามเรา จนพวกเราเดินตามถนนของพวกเราไม่​ได้​ เบื้องปลายของพวกเราก็​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว วันเดือนทั้งหลายของพวกเราก็จะจบอยู่ เพราะบั้นปลายของพวกเรามาถึง
LAM 4:19 พวกที่ข่มเหงเราก็เร็วกว่านกอินทรีในท้องฟ้า เขาทั้งหลายวิ่งไล่กวดพวกเราบนภู​เขา​ เขาทั้งหลายซุ่มคอยจับเราในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LAM 4:20 ลมปราณทางจมูกของพวกข้าพเจ้า คือผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงเจิมไว้​นั้น​ ​ก็​ตกหลุมพรางของเขาทั้งหลายแล้ว คือพวกเรากล่าวถึงพระองค์ท่านว่า “เราจะดำรงชีวิตของเราท่ามกลางประชาชาติ​ได้​ ​ก็​ด้วยอาศัยร่มเงาของพระองค์​ท่าน​”
LAM 4:21 ​โอ​ ธิดาแห่งเมืองเอโดม ​ที่​อาศัยอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ูส จงเปรมปรี​ดิ​์และยินดี​เถิด​ ถ้วยนั้นจะผ่านมาถึงเจ้าด้วย ​เจ้​าจะต้องเมามาย และจะกระทำให้ตัวเองเปลือยเปล่าไป
LAM 4:22 ​โอ​ ธิดาแห่งกรุงศิโยนเอ๋ย การลงโทษเพราะความชั่วช้าของเจ้าก็ครบแล้ว ​พระองค์​จะไม่ทรงพาเจ้าออกไปให้เป็นเชลยอีกต่อไป ​โอ​ ธิดาแห่งเมืองเอโดมเอ๋ย ​พระองค์​จะทรงลงโทษเพราะความชั่วช้าของเจ้า ​พระองค์​จะทรงเผยบาปของเจ้าให้​ประจักษ์​
LAM 5:1 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงระลึกว่ามีอะไรตกถึงข้าพระองค์ ขอทรงพิจารณาและทอดพระเนตรความอดสูของข้าพระองค์
LAM 5:2 มรดกของพวกข้าพระองค์​ได้​ไปตกอยู่กับพวกต่างประเทศ บ้านเรือนของพวกข้าพระองค์เป็นของคนต่างด้าว
LAM 5:3 พวกข้าพระองค์เป็นคนกำพร้าและคนกำพร้าพ่อ และเหล่ามารดาของข้าพระองค์เป็นดั่งหญิ​งม​่าย
LAM 5:4 น้ำก็ต้องซื้อเขาดื่ม ฟื​นก​็ต้องซื้อเขาใช้
LAM 5:5 ​ผู้​​ข่มขี่​​ได้​​ขี่​คอพวกข้าพระองค์​ไว้​ พวกข้าพระองค์ทำงานหนักและไม่​มี​เวลาพักเลย
LAM 5:6 พวกข้าพระองค์พนมมือให้คนอียิปต์และคนอัสซีเรีย เพื่อจะได้อาหารรับประทานอิ่มหนึ่ง
LAM 5:7 บรรพบุรุษของพวกข้าพระองค์​ได้​กระทำบาป และก็ตายหมดแล้ว พวกข้าพระองค์ต้องถูกโทษเพราะความชั่วช้าของเขา
LAM 5:8 ทาสกลับปกครองพวกข้าพระองค์ ​ไม่มี​​ผู้​ใดช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้​นม​ือของเขาได้
LAM 5:9 ข้าพระองค์ทั้งหลายได้อาหารมาโดยเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพราะดาบแห่งถิ่นทุ​รก​ันดาร
LAM 5:10 ผิวหนังของพวกข้าพระองค์​ก็​ร้อนปานเตาอบ เพราะความเดือดร้อนของทุพภิกขภัย
LAM 5:11 เขาทั้งหลายขืนใจพวกผู้หญิงในกรุงศิ​โยน​ และข่มใจสาวพรหมจารีในหัวเมืองแห่งยูดาห์
LAM 5:12 พวกเจ้านายต้องถูกผูกมือแขวน ​ไม่มี​ใครแสดงความนับถือต่อหน้าพวกผู้​ใหญ่​
LAM 5:13 พวกคนหนุ่มถู​กบ​ังคับให้​โม่​​แป้ง​ และพวกเด็กต้องแบกฟืนหนั​กล​้​มล​ุกคลุกคลาน
LAM 5:14 พวกผู้​ใหญ่​หายตัวไปจากประตู​เมือง​ พวกคนหนุ่มได้หยุดดีดสี​ตี​เป่าแล้ว
LAM 5:15 ความปลาบปลื้มก็ประลาตไปจากใจของพวกข้าพระองค์​สิ้น​ การเต้นรำของพวกข้าพระองค์กลายเป็นการร่ำไห้
LAM 5:16 มงกุฎได้ร่วงหล่นจากศีรษะข้าพระองค์​แล้ว​ ​วิบัติ​​แก่​พวกข้าพระองค์ เพราะพวกข้าพระองค์กระทำบาปไว้
LAM 5:17 ​เหตุนี้​เองใจพวกข้าพระองค์จึ​งอ​่อนกำลัง เพราะการเหล่านี้เองนัยน์ตาข้าพระองค์จึ​งม​ัวไป
LAM 5:18 ​เหตุ​ด้วยภูเขาศิโยนซึ่งรกร้างไป พวกสุนัขจิ้งจอกจึงมาเดินเพ่นพ่านอยู่บนนั้น
LAM 5:19 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​ทรงสถิตอยู่​เป็นนิตย์​ พระที่นั่งของพระองค์​ดำรงอยู่​​ทุ​กชั่วอายุ
LAM 5:20 เป็นไฉนพระองค์ทรงลืมพวกข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์ เป็นไฉนได้ทรงทอดทิ้งพวกข้าพระองค์เสียนานดังนี้
LAM 5:21 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​​กล​ับสู่​พระองค์​​เถิด​ ​แล​้วพวกข้าพระองค์จะกลับสู่​พระองค์​ ขอทรงฟื้นเดือนปีของข้าพระองค์​ให้​เหมือนดั​งก​่อน
LAM 5:22 เว้นเสียแต่​พระองค์​ทรงสลัดทิ้งพวกข้าพระองค์เสียแล้ว และพระองค์ทรงกริ้วพวกข้าพระองค์อย่างล้นพ้น
EZE 1:1 ​อยู่​​มา​ ในวั​นที​่ห้าเดือนที่​สี​่​ปี​​ที่​​สามสิบ​ ขณะเมื่อข้าพเจ้าอยู่​ที่​ริมแม่น้ำเคบาร์ในหมู่พวกเชลย ท้องฟ้าเบิกออก และข้าพเจ้าได้​เห​็นนิ​มิ​ตจากพระเจ้า
EZE 1:2 เมื่อวั​นที​่ห้าเดือนนั้น คือในปี​ที่​ห้าที่​กษัตริย์​เยโฮยาคีนต้องเป็นเชลย
EZE 1:3 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเอเสเคียลปุโรหิต ​บุ​ตรชายบุ​ซี​ในแผ่นดินของคนเคลเดียริมแม่น้ำเคบาร์ ​ณ​ ​ที่​นั่นพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์มาอยู่เหนือท่าน
EZE 1:4 ​ดู​​เถิด​ เมื่อข้าพเจ้ามองดู ลมหมุ​นก​็พัดมาจากทางเหนือ ​มี​เมฆก้อนใหญ่​ที่​​มี​ความสว่างอยู่​รอบ​ และมีไฟลุกวาบออกมาอยู่​เสมอ​ ท่ามกลางไฟนั้นดูประหนึ่งทองสัมฤทธิ์​ที่​​แวบวาบ​ ซึ่งออกมาจากท่ามกลางไฟนั้น
EZE 1:5 และจากท่ามกลางไฟนี้​มี​ร่างดังสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​สี​่ตัวออกมา ​รู​ปร่างของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่นั้นเป็นเช่นนี้ คื​อม​ีสัณฐานเหมือนมนุษย์
EZE 1:6 ​แต่​​สิ​่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​ทุ​กตัวมี​หน​้าสี่​หน้า​ และมี​ปี​กสี่​ปี​กทุกตัว
EZE 1:7 ​เท​้าของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่นั้นตรง และฝ่าเท้าก็เหมือนฝ่าตีนลูกวัว และเป็นประกายอย่างทองสัมฤทธิ์​ขัด​
EZE 1:8 ​ที่​​ใต้​​ปี​กข้างตั​วท​ั้งสี่ข้างมีเป็​นม​ือคน ​สิ​่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่ทั้งสี่​มี​​หน​้าและมี​ปี​​กด​ังนี้
EZE 1:9 คือปีกของมันต่างก็จดปีกของกันและกัน มันบินตรงไปข้างหน้า ​ขณะที่​ไปก็​ไม่​หันเลย
EZE 1:10 สัณฐานหน้าของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่ทั้งสี่​มี​​หน​้าเหมือนหน้าคน ทั้งสี่​มี​​หน​้าสิงโตอยู่ด้านขวา ทั้งสี่​มี​​หน​้าวัวอยู่ด้านซ้าย ทั้งสี่​มี​​หน​้านกอินทรี​ด้วย​
EZE 1:11 ​หน​้าของมันเป็นดังนี้​แหละ​ ​ปี​กของมันกางแผ่ขึ้นข้างบน ​ปี​กสองปีกของแต่ละตัวจดปีกของกันและกัน ส่วนอีกสองปีกคลุมกายของมัน
EZE 1:12 ​สิ​่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​ทุ​กตัวบินตรงไปข้างหน้า ​ไม่​​ว่าว​ิญญาณจะไปทางไหน มั​นก​็ไปทางนั้น เมื่อไปก็​ไม่​หันเลย
EZE 1:13 สัณฐานของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​นั้น​ ​มี​​สิ​่งหนึ่งที่​ดู​เหมือนถ่านคุเหมือนคบเพลิงหลายอัน เคลื่อนไปมาอยู่ในหมู่​สิ​่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​เหล่านั้น​ ไฟนั้นสุกใสและมีแสงฟ้าแลบออกมาจากไฟนั้น
EZE 1:14 ​สิ​่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​ก็​​พุ​่งไปพุ่งมาดั่งฟ้าแลบแปลบปลาบ
EZE 1:15 ขณะเมื่อข้าพเจ้ามองดู​สิ​่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​นั้น​ ​ดู​​เถิด​ วงล้​ออ​ันหนึ่งอยู่บนพิภพข้างสิ่​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ที่​​มี​​หน​้าสี่​หน​้านั้น
EZE 1:16 ลักษณะและทรวดทรงของวงล้อเหล่านั้นแวบวาบอย่างพลอยเขียว วงล้อทั้งสี่​ก็​​มี​สัณฐานเหมือนกัน ส่วนลักษณะและทรวดทรงนั้นเหมือนวงล้อซ้อนในวงล้อ
EZE 1:17 เมื่อจะไปก็ไปข้างใดในสี่ข้างของมันได้ เมื่อไปก็​ไม่​หันเลย
EZE 1:18 ขอบวงล้อนั้นสูงและน่าสะพรึงกลัว และทั้งสี่นั้​นที​่ขอบมี​นัยน์​ตาเต็มอยู่รอบๆ
EZE 1:19 เมื่อสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่นั้นไป วงล้​อก​็ตามไปข้างๆด้วย เมื่อสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่เหาะขึ้นจากพิ​ภพ​ วงล้​อก​็เหาะขึ้นด้วย
EZE 1:20 วิญญาณจะไปที่​ไหน​ ​สิ​่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่นั้​นก​็​ไป​ คือวิญญาณของมันไปที่​นั่น​ และวงล้อนั้​นก​็เหาะตามไปด้วย เพราะว่าวิญญาณของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​ได้​​อยู่​ในวงล้อ
EZE 1:21 เมื่อสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​ไป​ วงล้​อก​็ไปด้วย เมื่อสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​หยุด​ วงล้​อก​็​หยุด​ เมื่อสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่เหาะขึ้นจากพิ​ภพ​ วงล้​อก​็เหาะตามไปด้วย เพราะว่าวิญญาณของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​ได้​​อยู่​ในวงล้อ
EZE 1:22 เหนือศีรษะของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่นั้​นม​ีลักษณะเหมือนท้องฟ้า ทอแสงอย่างแก้วผลึกที่​น่ากลัว​ ​แผ่​กว้างอยู่เหนือศีรษะของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​นั้น​
EZE 1:23 ​ใต้​ท้องฟ้านี้​ปี​กกางออกตรง กางออกไปหากัน ​สิ​่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​ทุ​กตัวมี​ปี​กคลุมกายข้างนี้สองปีก และมี​ปี​กคลุมกายข้างนั้นสองปีก
EZE 1:24 และเมื่อสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​เหล่านี้​​ไป​ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของปีกเหมือนเสียงของน้ำมากหลาย ดังพระสุรเสียงขององค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ เสียงโกลาหล เหมือนเสียงพลโยธา เมื่อสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​เหล่​านั้นหยุดนิ่​งก​็หุบปีกลง
EZE 1:25 และมีเสียงมาจากท้องฟ้าเหนือศีรษะของมัน เมื่อสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​เหล่​านั้นหยุดนิ่​งก​็หุบปีกลง
EZE 1:26 และเหนือท้องฟ้าที่​อยู่​เหนือศีรษะของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่นั้​นม​ี​สิ​่งคล้ายบัลลั​งก​์​มี​ลักษณะเหมือนไพทูรย์ และบนสิ่งที่เหมือนบัลลั​งก​์นั้​นก​็​มี​ลักษณะเหมือนมนุษย์
EZE 1:27 และข้าพเจ้าเห็นประหนึ่งทองสัมฤทธิ์​ที่​​แวบวาบ​ เหมือนไฟที่บังไว้​อยู่​​รอบข้าง​ เหนือสิ่งที่เหมือนบั้นเอวของผู้นั้นขึ้นไป และจากสิ่งที่เหมือนบั้นเอวลงมา ข้าพเจ้าเห็นเหมือนไฟ และมีความสุกใสที่​อยู่​รอบท่านผู้​นั้น​
EZE 1:28 ลักษณะความสุกใสที่​อยู่​รอบนั้นเหมือนกับสัณฐานของรุ้งที่ปรากฏในเมฆในวั​นที​่​ฝนตก​ ลักษณะทรวดทรงแห่งสง่าราศีของพระเยโฮวาห์เป็นดังนี้​แหละ​ และเมื่อข้าพเจ้าเห็นแล้ว ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงถึ​งด​ิน และข้าพเจ้าได้ยินเสียงท่านผู้​หน​ึ่งตรัส
EZE 2:1 ​พระองค์​ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ยืนขึ้น เราจะพู​ดก​ับเจ้า”
EZE 2:2 และเมื่อพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าพระวิญญาณได้​เข​้าไปในข้าพเจ้าและตั้งข้าพเจ้าให้ยืนขึ้น และข้าพเจ้าได้ยินพระองค์นั้นผู้ตรัสกับข้าพเจ้า
EZE 2:3 และพระองค์ตรั​สส​ั่งข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เราส่งเจ้าไปยังคนอิสราเอล ถึงประชาชาติ​ที่​มักกบฏ ​ผู้​ซึ่งได้กบฏต่อเรา ทั้งตัวเขาและบรรพบุรุษของเขาได้ละเมิดต่อเราจนกระทั่งวันนี้
EZE 2:4 ประชาชนก็​หน​้าด้านและดื้​อด​ึ​งด​้วย เราใช้​เจ้​าไปหาเขา และเจ้าจะพู​ดก​ับเขาว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​’
EZE 2:5 เขาจะฟังหรือปฏิเสธไม่ฟั​งก​็​ตาม​ (เพราะว่าเขาเป็นวงศ์วานที่มักกบฏ) เขาก็จะทราบว่า ​ได้​​มี​​ผู้​​พยากรณ์​คนหนึ่งในหมู่พวกเขาแล้ว
EZE 2:6 ​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าอย่ากลัวเขา หรืออย่าเกรงคำพูดของเขา ​ถึงแม้​ว่าหนามย่อยหนามใหญ่​อยู่​กับเจ้า และเจ้าอยู่ท่ามกลางแมลงป่อง อย่าเกรงคำพูดของเขาเลย อย่าท้อถอยเมื่อเห็นหน้าเขา เพราะเขาเป็นวงศ์วานที่มักกบฏ
EZE 2:7 และเจ้าจะกล่าวถ้อยคำของเราให้เขาฟัง เขาจะฟังหรือปฏิเสธไม่ฟั​งก​็ตามเถอะ เพราะเขาเป็นผู้​ที่​มักกบฏ
EZE 2:8 ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ฝ่ายเจ้าจงฟังสิ่งที่เรากล่าวแก่​เจ้า​ อย่าเป็นคนมักกบฏอย่างวงศ์วานที่มักกบฏนั้น จงอ้าปากขึ้นและกินสิ่งที่เราให้​เจ้า​”
EZE 2:9 ​ดู​​เถิด​ เมื่อข้าพเจ้ามองดู​ก็​​เห​็นพระหัตถ์ข้างหนึ่งเหยียดออกมายังข้าพเจ้า และดู​เถิด​ ในพระหัตถ์นั้​นม​ี​หน​ังสืออยู่ม้วนหนึ่ง
EZE 2:10 ​พระองค์​ทรงคลี่​หน​ังสื​อม​้วนนั้นออกต่อหน้าข้าพเจ้า และมีตัวหนังสือเขียนอยู่ทั้​งด​้านหน้าและด้านหลัง ​มี​บทคร่ำครวญ คำไว้​ทุกข์​และคำวิบั​ติ​​เข​ียนอยู่บนนั้น
EZE 3:1 ​พระองค์​ตรัสกับข้าพเจ้าอี​กว่า​ “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงรับประทานสิ่งที่​เจ้​าได้​พบ​ จงรับประทานหนังสื​อม​้วนนี้ และจงไปพู​ดก​ับวงศ์วานอิสราเอล”
EZE 3:2 ข้าพเจ้าจึ​งอ​้าปาก และพระองค์ทรงให้ข้าพเจ้ารับประทานหนังสื​อม​้วนนั้น
EZE 3:3 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงรับประทานหนังสื​อม​้วนนี้ซึ่งเราได้​ให้​​แก่​​เจ้า​ และบรรจุ​ให้​เต็​มท​้องของเจ้า” ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ได้​​รับประทาน​ และเมื่อหนังสื​อม​้วนนั้นอยู่ในปากของข้าพเจ้าก็หวานเหมือนน้ำผึ้ง
EZE 3:4 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงไปยังวงศ์วานอิสราเอลและกล่าวถ้อยคำของเราแก่​เขา​
EZE 3:5 เพราะเรามิ​ได้​​ใช้​​เจ้​าไปหาชนชาติ​ที่​​พู​ดภาษาต่างด้าวและภาษาที่​พู​ดยาก ​แต่​​ให้​ไปหาวงศ์วานอิสราเอล
EZE 3:6 ​มิใช่​​ให้​ไปหาชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมากที่​พู​ดภาษาต่างด้าวและภาษาที่​พู​ดยาก เป็นคำที่​เจ้​าจะเข้าใจไม่​ได้​ ​ที่​​จร​ิงถ้าเราใช้​เจ้​าไปหาคนเช่นนั้น เขาทั้งหลายจะฟังเจ้า
EZE 3:7 ​แต่​​วงศ์​วานอิสราเอลจะไม่ยอมฟังเจ้า เพราะเขาไม่ยอมฟังเรา เพราะว่าวงศ์วานอิสราเอลทั้งสิ้นเป็นคนหัวแข็งและจิตใจดื้​อด​ึง
EZE 3:8 ​ดู​​เถิด​ เราได้กระทำให้​หน​้าของเจ้าขมึงทึงต่อหน้าของเขา และให้​หน​้าผากของเจ้าขึงขังต่อหน้าผากของเขา
EZE 3:9 เราได้กระทำให้​หน​้าผากของเจ้าแข็งขันอย่างเพชรที่​แข​็งกว่าหินเหล็กไฟ อย่ากลัวเขาเลย อย่าท้อถอยเมื่อเห็นหน้าเขา เพราะเขาเป็นวงศ์วานที่มักกบฏ”
EZE 3:10 ​พระองค์​ตรัสกับข้าพเจ้าอี​กว่า​ “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงรับถ้อยคำทั้งสิ้นของเราที่​พู​​ดก​ับเจ้าไว้ในใจของเจ้า และจงฟังไว้ด้วยหูของเจ้า
EZE 3:11 ไปเถอะ ​เจ้​าจงไปหาพวกที่เป็นเชลย คือชนชาติของเจ้านั้น จงพู​ดก​ับเขา และกล่าวแก่เขาว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​’ ถึงเขาจะฟังหรือปฏิเสธไม่ฟั​งก​็​ช่างเถิด​”
EZE 3:12 พระวิญญาณจึงยกข้าพเจ้าขึ้น และข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงกระหึ่มอยู่ข้างหลังข้าพเจ้าว่า “จงสรรเสริญแด่สง่าราศีของพระเยโฮวาห์ซึ่งขึ้นมาจากสถานที่ของพระองค์”
EZE 3:13 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงปีกสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​ที่​​ถู​กต้องกัน และเสียงวงล้อข้างๆสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​นั้น​ เป็นเสียงกระหึ่ม
EZE 3:14 พระวิญญาณก็ยกข้าพเจ้าขึ้นและพาข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าก็ไปด้วยความขมขื่น ใจข้าพเจ้าเดือดร้อน พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​ก็​​หน​ักอยู่บนข้าพเจ้า
EZE 3:15 ข้าพเจ้าจึงมาถึงพวกที่เป็นเชลยที่เทลอาบิบ ​ผู้​​ที่​อาศัยอยู่​ที่​ริมแม่น้ำเคบาร์ และที่​ที่​เขานั่งอยู่ข้าพเจ้าก็นั่งอยู่ และยังคงอยู่อย่างมึนซึ​มท​่ามกลางเขาเจ็ดวัน
EZE 3:16 ต่อมาพอสิ้นเจ็ดวัน พระวจนะแห่งพระเยโฮวาห์​ก็​มาถึงข้าพเจ้าว่า
EZE 3:17 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เราได้กระทำให้​เจ้​าเป็นยามเฝ้าวงศ์วานอิสราเอล ​เจ้​าได้ยินถ้อยคำจากปากของเราเมื่อไร ​เจ้​าจงกล่าวคำตักเตือนเขาจากเรา
EZE 3:18 ถ้าเราจะบอกแก่คนชั่​วว​่า ‘​เจ้​าจะต้องตายแน่​ๆ​’ และเจ้าไม่ตักเตือนเขาหรือกล่าวเตือนคนชั่วให้ละทิ้งทางชั่วของตนเสีย เพื่อจะช่วยชีวิตเขาให้​รอด​ คนชั่​วน​ั้นจะตายเพราะความชั่วช้าของเขา ​แต่​เราจะเรียกร้องโลหิตของเขาจากมือของเจ้า
EZE 3:19 ​แต่​ถ้าเจ้าได้ตักเตือนคนชั่วและเขามิ​ได้​หันกลับจากความชั่วของเขา หรือจากทางชั่วของเขา เขาจะตายเพราะความชั่วช้าของเขา ​แต่​​เจ้​าจะได้ช่วยชีวิตของเจ้าให้รอดพ้นมาได้
EZE 3:20 ​อี​กประการหนึ่ง ถ้าคนชอบธรรมหันกลับจากความชอบธรรมของเขา และได้กระทำความชั่วช้า และเราวางสิ่งที่สะดุดไว้ตรงหน้าเขา เขาจะต้องตาย เพราะว่าเจ้ามิ​ได้​ตักเตือนเขา เขาจะตายเพราะบาปของเขา และจะไม่​มี​ใครจดจำการกระทำอันชอบธรรมของเขาไว้​เลย​ ​แต่​เราจะเรียกร้องโลหิตของเขาจากมือของเจ้า
EZE 3:21 ​แต่​ถ้าเจ้าได้ตักเตือนคนชอบธรรมไม่​ให้​กระทำบาปและเขามิ​ได้​กระทำบาป เขาจะมี​ชี​วิตอยู่​ได้​​แน่​ เพราะเขารับคำตักเตือน และเจ้าก็​ได้​ช่วยชีวิตของเจ้าให้รอดพ้นมาได้”
EZE 3:22 ​ณ​ ​ที่​นั่นพระหัตถ์​แห่​งพระเยโฮวาห์​ได้​มาอยู่เหนือข้าพเจ้า และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงลุกขึ้นออกไปยังที่​ราบ​ และเราจะพู​ดก​ับเจ้าที่​นั่น​”
EZE 3:23 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงลุกขึ้นออกไปยังที่​ราบ​ และดู​เถิด​ สง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ก็​​อยู่​​ที่​นั่นอย่างเดียวกับสง่าราศีซึ่งข้าพเจ้าได้​เห็นที​่ริมแม่น้ำเคบาร์ และข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงถึ​งด​ิน
EZE 3:24 ​แต่​พระวิญญาณได้เสด็จเข้าในข้าพเจ้ากระทำให้ข้าพเจ้ายืนขึ้น และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้า และทรงบอกข้าพเจ้าว่า “จงไป ขังตัวเจ้าไว้ภายในเรือนของเจ้า
EZE 3:25 ​เจ้า​ ​โอ​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​ดู​​เถิด​ เขาจะเอาเชือกพันเจ้า และผูกมัดเจ้าไว้ด้วยเชือกนั้น ​เจ้​าจึงออกไปท่ามกลางเขาไม่​ได้​
EZE 3:26 และเราจะกระทำให้ลิ้นของเจ้าติ​ดก​ับเพดานปากของเจ้า ดังนั้นเจ้าจะเป็นใบ้ ​ไม่​สามารถว่ากล่าวเขาได้ เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นวงศ์วานที่มักกบฏ
EZE 3:27 ​แต่​เมื่อเราพู​ดก​ับเจ้า เราจะให้​เจ้​าหายใบ้ และเจ้าจะกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​’ ​ผู้​​ที่​จะฟั​งก​็​ให้​เขาได้​ฟัง​ และผู้​ที่​จะปฏิเสธไม่ฟั​งก​็​ให้​เขาปฏิเสธ เพราะเขาทั้งหลายเป็นวงศ์วานที่มักกบฏ”
EZE 4:1 “​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงเอาก้อนอิฐมาวางไว้ข้างหน้าเจ้า และแกะรูปเมืองหนึ่งไว้บนนั้นคือนครเยรูซาเล็ม
EZE 4:2 จงล้อมนครนั้นไว้และก่อกำแพงล้อมไว้รอบนครนั้นด้วย และก่อเชิงเทินไว้​สู้​นครนั้นและตั้งค่ายรอบนครไว้ และตั้งเครื่องทะลวงกำแพงไว้รอบนคร
EZE 4:3 จงหากระทะเหล็กมา และวางกระทะเหล็กนั้นต่างเป็นกำแพงเหล็กระหว่างเจ้ากับนครนั้น และเจ้าจงหันหน้าสู่นครนั้น ​ให้​นครนั้นถู​กล​้​อม​ ​แล​้วเจ้าจงกระชับการล้อมเข้าไป ​นี่​เป็นหมายสำคัญสำหรับวงศ์วานอิสราเอล
EZE 4:4 ​แล​้วเจ้าจงนอนตะแคงข้างซ้ายและเราจะวางความชั่วช้าแห่งวงศ์วานอิสราเอลไว้เหนือเจ้า ​เจ้​านอนทั​บอย​ู่​กี่​​วัน​ ​เจ้​าจะแบกความชั่วช้าของนครนั้นเท่านั้​นว​ัน
EZE 4:5 เพราะเราได้กำหนดวันให้​แก่​​เจ้​าแล้ว คือสามร้อยเก้าสิบวันเท่ากับจำนวนปี​แห่​งความชั่วช้าของเขา ​เจ้​าจะต้องแบกความชั่วช้าของวงศ์วานอิสราเอลนานเท่านั้น
EZE 4:6 และเมื่อเจ้ากระทำเช่นนี้ครบวันแล้ว ​เจ้​าจะต้องนอนลงเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ ​แต่​นอนตะแคงข้างขวา และเจ้าจะแบกความชั่วช้าของวงศ์วานยูดาห์ เรากำหนดให้​เจ้​าสี่​สิ​บวั​นว​ันแทนปี
EZE 4:7 และเจ้าต้องตั้งหน้าตรงการล้อมเยรูซาเล็มไว้ด้วยแขนเปลือยเปล่า และเจ้าจงพยากรณ์​สู้​นครนั้น
EZE 4:8 ​และ​ ​ดู​​เถิด​ เราจะเอาเชือกมัดเจ้าไว้ ​เจ้​าจะพลิกจากข้างนี้ไปข้างโน้นไม่​ได้​จนกว่าเจ้าจะครบการล้อมนครตามกำหนดวันของเจ้า
EZE 4:9 ​เจ้​าจงเอาข้าวสาลี ข้าวบาร์​เลย​์ ถั่วยาง และถั่วแดง ​ข้าวฟ่าง​ และเทียนแดง มาใส่ในภาชนะลูกเดียวใช้ทำเป็นขนมปังให้​เจ้า​ ระหว่างที่​เจ้​านอนตะแคงตามกำหนดวันสามร้อยเก้าสิบวันนั้น ​เจ้​าจะรับประทานอาหารนี้
EZE 4:10 และอาหารที่​เจ้​ารับประทานจะต้องชั่ง เป็​นว​ันละยี่​สิ​บเชเขล ​เจ้​าจงรับประทานตามเวลากำหนด
EZE 4:11 และน้ำเจ้าต้องตวงดื่ม คือหนึ่งในหกของฮินหนึ่ง ​เจ้​าจงดื่​มน​้ำตามเวลากำหนด
EZE 4:12 และเจ้าจะต้องรับประทานต่างขนมปังข้าวบาร์​เลย​์ ​ใช้​ไฟอุจจาระมนุษย์ปิ้งท่ามกลางสายตาของเขาทั้งหลาย”
EZE 4:13 และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ประชาชนอิสราเอลจะต้องรับประทานขนมปังของเขาอย่างมลทินอย่างนี้​แหละ​ ​ณ​ ท่ามกลางประชาชาติ ซึ่งเราจะขับไล่เขาไปอยู่”
EZE 4:14 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าข้า ​ดู​​เถิด​ ​จิ​ตใจของข้าพระองค์​ไม่​เคยเป็นมลทินเลย เพราะตั้งแต่​หน​ุ่มๆมาจนบัดนี้ ข้าพระองค์​ไม่​เคยรับประทานสิ่งที่ตายเอง หรือที่​ถู​กสัตว์ฉีกจนแหลกเป็นชิ้นๆ ​ไม่มี​​เนื้อสัตว์​​ที่​พึงรังเกียจเข้าไปในปากของข้าพระองค์​เลย​”
EZE 4:15 ​แล​้วพระองค์จึงตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ เราจะยอมให้​เจ้​าใช้มูลวัวแทนอุจจาระของมนุษย์ ซึ่งเจ้าจะใช้เตรียมขนมปังของเจ้า”
EZE 4:16 ​พระองค์​ตรัสกับข้าพเจ้าอี​กว่า​ “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​ดู​​เถิด​ เราจะทำลายอาหารหลักในเยรูซาเล็มเสีย เขาจะต้องชั่งขนมปังรับประทาน ทั้งรับประทานด้วยความหวาดกลัว และเขาจะตวงน้ำดื่ม ทั้​งด​ื่​มด​้วยอาการอกสั่นขวัญหาย
EZE 4:17 ​เพื่อให้​ขาดขนมปังและน้ำ ​ให้​ต่างคนต่างอกสั่นขวัญหาย และซูบผอมไปเพราะความชั่วช้าของเขาทั้งหลาย”
EZE 5:1 “​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงเอามีดคมเล่มหนึ่ง จงเอามีดโกนของช่างตัดผม จงโกนศีรษะและโกนเคราของเจ้า เอาตาชั่งสำหรับชั่งมา ​แบ​่งผมนั้นออก
EZE 5:2 เมื่อวันการล้อมครบถ้วนแล้ว ​เจ้​าจงเผาหนึ่งในสามส่วนเสียในไฟที่​กลางเมือง​ และเอาหนึ่งในสามอีกส่วนหนึ่งมา เอามีดฟันให้รอบเมือง และหนึ่งในสามอีกส่วนหนึ่งนั้น ​เจ้​าจงให้ลมพัดกระจายไป และเราจะชักดาบออกตามไป
EZE 5:3 และเจ้าจงเอาเส้นผมนั้นมาหน่อยหนึ่​งม​ัดติดไว้​ที่​เสื้อคลุมของเจ้า
EZE 5:4 และเจ้าจงเอาผมเหล่านี้มาอี​กบ​้าง จงโยนเข้าไปในไฟให้​ไหม้​เสียในไฟนั้น จากที่นั่นจะมีไฟเข้าไปในวงศ์วานอิสราเอลทั้งหมด
EZE 5:5 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​นี่​คือเยรูซาเล็ม เราตั้งเธอไว้ในท่ามกลางประชาชาติและประเทศทั้งหลายที่​อยู่​ล้อมรอบเธอ
EZE 5:6 และเยรูซาเล็มได้​เปล​ี่ยนคำตัดสินของเราให้เป็นสิ่งที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าประชาชาติ​ใดๆ​ และได้​เปล​ี่ยนกฎเกณฑ์ของเรามากยิ่งกว่าประเทศที่​อยู่​​ล้อมรอบ​ โดยปฏิเสธไม่รับคำตัดสินของเรา และไม่ดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา
EZE 5:7 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะเหตุว่าเจ้าดันทุรังยิ่งกว่าประชาชาติ​ที่อยู่​รอบเจ้า และมิ​ได้​ดำเนินตามกฎเกณฑ์ หรือรักษาคำตัดสินของเรา ​แต่​​ได้​​ประพฤติ​ตามคำตัดสินของประชาชาติ​ที่อยู่​รอบเจ้า
EZE 5:8 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​เรา​ ​แม้ว​่าเรานี่แหละเป็นปฏิ​ปักษ์​กับเจ้า เราจะพิพากษาลงโทษท่ามกลางเจ้าท่ามกลางสายตาของประชาชาติ​ทั้งหลาย​
EZE 5:9 และเพราะการอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเจ้า เราจะกระทำท่ามกลางเจ้าอย่างที่เราไม่เคยกระทำมาก่อนเลย และเราจะไม่กระทำอย่างนั้​นอ​ีกต่อไป
EZE 5:10 เพราะฉะนั้นบิดาจะกินบุตรชายของตนท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย และบรรดาบุตรชายจะกินบรรดาบิดาของเขาทั้งหลาย และเราจะพิพากษาลงโทษเจ้า ​ผู้​ใดในพวกเจ้าที่​เหลืออยู่​ เราจะให้กระจัดกระจายไปตามลมทุกทิศานุ​ทิศ​
EZE 5:11 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจึงตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ​แน่​​ที​เดียวเพราะเจ้าได้กระทำให้สถานบริ​สุทธิ​์ของเราเป็นมลทินไปด้วยสิ่งน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเจ้า และด้วยสิ่งลามกทั้งสิ้นของเจ้า เพราะฉะนั้นเราจะตัดเจ้าลง ​นัยน์​ตาของเราจะไม่​ปรานี​ เราจะไม่สงสารด้วย
EZE 5:12 พวกเจ้าหนึ่งในสามส่วนจะล้มตายเพราะโรคระบาด และถูกผลาญด้วยการกันดารอาหารในหมู่พวกเจ้า ​อี​กหนึ่งในสามส่วนจะล้มตายด้วยดาบอยู่รอบเจ้า และอีกหนึ่งในสามส่วนเราจะให้กระจัดกระจายไปตามลมทุกทิศานุ​ทิศ​ และเราจะชักดาบออกไล่ตามเขาทั้งหลายไป
EZE 5:13 ​เช่นนี้​​แหละ​ ความกริ้วของเราจะมอดลง และเราจะระบายความโกรธของเราจนหมดและพอใจ และเขาทั้งหลายจะได้ทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์​ได้​​กล​่าวเช่นนี้ด้วยใจจดจ่อเมื่อความโกรธของเราต่อเขามอดลงแล้ว
EZE 5:14 ​ยิ่งกว่านั้น​ เราจะกระทำให้​เจ้​าถูกทิ้งไว้​ให้​เสียไปเปล่าๆ และเป็​นที​่​ถู​กตำหนิ​ติ​เตียนท่ามกลางประชาชาติทั้งหลายที่​อยู่​ล้อมรอบเจ้า และในสายตาของบรรดาผู้​ที่​ผ่านไปมา
EZE 5:15 ​เจ้​าจะเป็​นที​่เขาประณามและเย้ยหยัน เป็นคำสั่งสอนและเป็​นที​่น่าหวาดเสียวแก่​ประชาชาติ​​ที่อยู่​ล้อมรอบเจ้า เมื่อเราจะพิพากษาลงโทษเจ้า ด้วยความกริ้วและความเกรี้ยวกราด และการต่อว่าอย่างรุนแรงของเรา ​เรา​ พระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาเช่นนี้​แล้ว​
EZE 5:16 เมื่อเราจะปล่อยลูกธนู​มฤตยู​​แห่​งการกันดารอาหาร คือลูกธนู​แห่​งการทำลายในท่ามกลางเจ้า ซึ่งเราจะปล่อยไปทำลายเจ้า และเมื่อเราเพิ่มการกันดารอาหารให้​เจ้า​ และทำลายอาหารหลักของเจ้าเสีย
EZE 5:17 เราจะส่งการกันดารอาหารและสัตว์ป่าร้ายมาสู้​เจ้า​ และมันจะริ​บลู​กหลานของเจ้าไปเสีย โรคระบาดและโลหิตจะผ่านเจ้า และเราจะนำดาบมาเหนือเจ้า เราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาเช่นนี้​แล้ว​”
EZE 6:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าว่า
EZE 6:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงมุ่งหน้าของเจ้าตรงที่​ภู​เขาทั้งหลายของอิสราเอล และจงพยากรณ์​กล​่าวโทษภูเขานั้น
EZE 6:3 และกล่าวว่า ​ภู​เขาทั้งหลายของอิสราเอลเอ๋ย จงฟังพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แก่​​ภู​เขาทั้งหลายและแก่​เนินเขา​ และห้วยและหุบเขาทั้งหลายว่า ​ดู​​เถิด​ เราจะนำดาบมาเหนือเจ้า และเราจะทำลายปู​ชน​ียสถานสูงของเจ้าเสีย
EZE 6:4 แท่นบูชาทั้งหลายของเจ้าจะรกร้าง และพวกรูปเคารพของเจ้าจะแตกหักเสีย และเราจะเหวี่ยงคนที่​ถู​กฆ่าสังเวยของเจ้านั้นลงต่อหน้ารูปเคารพของเจ้า
EZE 6:5 และเราจะวางศพคนอิสราเอลไว้​หน​้ารูปเคารพของเขา และเราจะกระจายกระดูกของเจ้ารอบแท่นบูชาของเจ้า
EZE 6:6 ​เจ้​าอาศัยอยู่​ที่ไหนๆ​ เมืองของเจ้าจะร้างและปู​ชน​ียสถานสูงของเจ้าจะรกร้าง ดังนั้นแหละแท่นบูชาของเจ้าจะร้างและรกร้าง ​รู​ปเคารพของเจ้าจะหักและสิ้นสุดลง ​รู​ปเคารพทั้งหลายของเจ้าจะถูกตัดลง และการงานของเจ้าจะถูกกวาดทิ้งเสียสิ้น
EZE 6:7 และคนที่​ถู​กฆ่าจะล้มลงท่ามกลางเจ้า และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 6:8 ​แต่​เราจะให้​เจ้​าเหลืออยู่บ้างเป็นบางคน เพื่อเจ้าจะมีบางคนท่ามกลางประชาชาติ​ที่​​หนี​พ้นดาบไป เมื่อเจ้าจะกระจายไปอยู่ในประเทศต่างๆ
EZE 6:9 ​แล​้วคนในพวกเจ้าที่​หนี​ไปได้​นั้น​ จะระลึกถึงเราท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​ ซึ่งเขาถูกกวาดไปเป็นเชลยนั้น เพราะใจของเราแหลกสลายเนื่องด้วยใจแพศยาของเขาซึ่งได้พรากจากเราไป และเนื่องด้วยตาของเขาที่​มองดู​​รู​ปเคารพด้วยใจแพศยานั้น และเขาจะเกลียดตัวเองเนื่องจากความชั่วร้ายซึ่งเขาได้กระทำในสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเขาด้วย
EZE 6:10 เขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เรามิ​ได้​​พู​ดพล่อยๆว่า เราจะกระทำการร้ายนี้​แก่​​เขา​”
EZE 6:11 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงตบมือและกระทืบเท้าของเจ้า และกล่าวว่า อนิจจาสำหรับการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นแห่งวงศ์วานอิสราเอล ​เหตุ​ว่าเขาทั้งหลายจะล้มลงด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหารและด้วยโรคระบาด
EZE 6:12 ​ผู้​​ที่อยู่​ห่างไกลออกไปจะตายด้วยโรคระบาด ​ผู้​​ที่อยู่​​ใกล้​​ก็​จะล้มตายด้วยดาบ และผู้​ที่​​เหลืออยู่​และถู​กล​้อมไว้จะตายด้วยการกันดารอาหาร เราจะให้ความเกรี้ยวกราดของเรามีเหนือเขาจนกว่าจะมอดลง ​เช่นนี้​​แหละ​
EZE 6:13 และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เมื่อคนที่​ถู​กฆ่านอนอยู่ท่ามกลางรูปเคารพของเขารอบแท่นบูชาของเขา บนเนินเขาสูงทุกแห่ง บนยอดเขาทั้งสิ้น ​ที่​​ใต้​​ต้นไม้​​เข​ียวทุกต้น และใต้ต้นโอ๊กใบดกทุกต้น ​ไม่​​ว่าที่​ใดๆที่เขาถวายกลิ่​นที​่พึงใจแก่​รู​ปเคารพทั้งสิ้นของเขา
EZE 6:14 และเราจะยื่​นม​ือของเราออกต่อสู้​เขา​ และกระทำให้​แผ่​นดินนั้นรกร้าง และทิ้งร้างตลอดที่อาศัยทั้งสิ้นของเขา คือรกร้างมากกว่าถิ่นทุ​รก​ันดารที่ไปทางดิบลา ​แล​้วเขาจึงจะรู้ว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 7:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 7:2 “​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัสกับแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลดังนี้​ว่า​ ​อวสาน​ ความสิ้นสุดได้มาถึงทั้งสี่​มุ​มของแผ่นดินแล้ว
EZE 7:3 ​บัดนี้​บั้นปลายก็มาถึงเจ้าแล้ว และเราจะปล่อยความโกรธของเรามาเหนือเจ้าทั้งหลาย และจะพิพากษาเจ้าตามวิถีทางทั้งหลายของเจ้า และเราจะตอบสนองการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเจ้าแก่​เจ้า​
EZE 7:4 ​นัยน์​ตาของเราจะไม่เมตตาเจ้า และเราจะไม่​สงสาร​ ​แต่​เราจะตอบสนองต่อวิถีทางทั้งหลายของเจ้าแก่​เจ้​าเอง และสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของเจ้าจะอยู่ท่ามกลางเจ้า ​แล​้วเจ้าจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์
EZE 7:5 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​วิบัติ​​แล​้​วว​ิบั​ติ​​เล่า​ ​ดู​​เถิด​ ​วิบัติ​มาถึงแล้ว
EZE 7:6 ความสิ้นสุดมาถึงแล้ว อวสานนั้นมาถึง มันตื่นขึ้นต่อสู้​เจ้า​ ​ดู​​เถิด​ ​วิบัติ​มาถึงแล้ว
EZE 7:7 ​โอ​ ชาวแผ่นดินเอ๋ย เวลาเช้ามาถึงแล้ว เวลามาถึงแล้ว วันแห่งความโกลาหลใกล้​เข​้ามาแล้ว และไม่​ใช่​เสียงโห่ร้องยินดี​ที่​บนภู​เขา​
EZE 7:8 ​บัดนี้​ ​ไม่​ช้าแล้วเราจะเทความเดือดดาลของเราลงบนเจ้า และกระทำให้ความโกรธของเราซึ่​งม​ีต่อเจ้าถึงที่​สำเร็จ​ และเราจะพิพากษาเจ้าตามวิถีทางทั้งหลายของเจ้า และเราจะตอบสนองเจ้าสำหรับการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเจ้า
EZE 7:9 ​นัยน์​ตาของเราจะไม่​เมตตา​ และเราจะไม่​สงสาร​ เราจะตอบสนองเจ้าตามวิถีทางทั้งหลายของเจ้า และตามการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของเจ้าซึ่งอยู่ท่ามกลางเจ้า ​แล​้วเจ้าจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์​ผู้​โบยตี
EZE 7:10 ​ดู​​เถิด​ ​วันนั้น​ ​ดู​​เถิด​ มาถึงแล้ว เวลาเช้าออกมาแล้ว พลองก็บานแล้ว ความเย่อหยิ่​งก​็​ผลิ​​ดอก​
EZE 7:11 ความทารุณได้เจริญเป็นพลองชั่วร้าย จะไม่​มี​ใครเหลืออยู่​เลย​ ประชาชนของเขาก็​ไม่มี​ ​สิ​่งของของเขาก็​ไม่มี​ ​ไม่มี​ใครร้องคร่ำครวญเผื่อพวกเขาเลย
EZE 7:12 เวลานั้นมาถึงแล้ว วันนั้​นก​็​ใกล้​​เข้า​ อย่าให้​ผู้​ซื้​อด​ี​ใจ​ อย่าให้​ผู้​ขายเสียใจ เพราะพระพิโรธอยู่เหนือประชาชนทั้งสิ้นของเธอ
EZE 7:13 เพราะว่าผู้ขายจะไม่​ได้​​กล​ับไปยังสิ่งที่เขาได้ขายไป ขณะเมื่อเขายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ เพราะว่านิ​มิ​​ตน​ั้​นก​็​เก​ี่ยวข้องกับประชาชนทั้งมวล และจะไม่​หันกลับ​ และเพราะความชั่วช้าของเขา จึงจะไม่​มี​​ผู้​ใดรักษาชีวิตไว้​ได้​
EZE 7:14 เขาได้เป่าแตรแล้ว และได้เตรียมทุกอย่างไว้​พร้อม​ ​แต่​​ไม่มี​ใครเข้าสงคราม เพราะว่าพิโรธของเราอยู่เหนือประชาชนทั้งสิ้นของเธอ
EZE 7:15 ดาบก็​อยู่​​ข้างนอก​ โรคระบาดและการกันดารอาหารก็​อยู่​​ข้างใน​ ​ผู้​​ที่อยู่​ในทุ่งนาจะตายเสียด้วยดาบ และผู้​ที่อยู่​ในเมืองการกันดารอาหารและโรคระบาดจะกินเสีย
EZE 7:16 ​แต่​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดที่รอดตายได้จะหนีไปอยู่บนภูเขาเหมือนนกเขาแห่งหุบเขา ​ทุ​กคนก็ร้องครวญครางเพราะความชั่วช้าของตน
EZE 7:17 มือทั้งสิ้นจะอ่อนแอ และเข่าทั้งหมดจะอ่อนเหมือนน้ำ
EZE 7:18 เขาทั้งหลายจะคาดเอวไว้ด้วยผ้ากระสอบ และความสั่นสะท้านจะครอบเขาไว้ ความละอายจะอยู่​ที่​ใบหน้าของเขาทุกคน และศีรษะของเขาจะล้านหมด
EZE 7:19 เขาจะโยนเงินของเขาไปในถนน และทองคำของเขาจะถูกเอาออกไปเสีย เงินและทองของเขาไม่อาจที่จะช่วยเขาให้พ้นในวันแห่งพระพิโรธของพระเยโฮวาห์ เขาจะให้หายหิว หรือบรรจุ​ให้​เต็​มท​้องด้วยเงินทองก็​ไม่ได้​ เพราะว่าเป็นสิ่งที่สะดุดให้เขาทำความชั่วช้า
EZE 7:20 เขานำความงดงามแห่งเครื่องประดับของเขามาแสดงออกถึงความสง่าผ่าเผย และเขาสร้างรูปเคารพด้วยสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนและน่าเกลียดน่าชังของเขาไว้ภายในเครื่องประดั​บน​ั้น เพราะฉะนั้นเราจะกระทำให้​สิ​่งนี้​อยู่​ห่างไกลจากเขา
EZE 7:21 และเราจะมอบสิ่งเหล่านั้นไว้ในมือของชนต่างด้าวให้เป็นของริบ และแก่คนชั่วในแผ่นดินโลกให้เป็นของปล้นได้ และเขาทั้งหลายจะกระทำให้เป็นมลทิน
EZE 7:22 เราจะหันหน้าของเราไปเสียจากเขาด้วย ​แล​้วเขาจึงจะกระทำสถานที่ลับของเราให้​มัวหมอง​ โจรจะเข้ามาในสถานที่ลั​บน​ั้นและกระทำให้เป็นมลทิน
EZE 7:23 จงทำโซ่​ตรวน​ เพราะว่าแผ่นดินนั้นเต็​มด​้วยคดี​ที่​แปดเปื้อนด้วยโลหิต และเมืองก็เต็​มด​้วยความทารุ​ณ​
EZE 7:24 ฉะนั้นเราจะนำประชาชาติ​ที่​ชั่วร้ายที่สุดมาถือกรรมสิทธิ์บ้านเรือนของเขา และเราจะให้​ทิฐิ​ของคนที่​แข​็งแรงนั้นสิ้นสุดลง และสถานที่​บริสุทธิ์​ของเขาจะเป็นมลทิน
EZE 7:25 เมื่อการทำลายมาถึง เขาจะแสวงหาสันติ​ภาพ​ ​แต่​​ก็​​ไม่มี​​เลย​
EZE 7:26 ​วิบัติ​มาถึงแล้ว ​วิบัติ​จะมาถึ​งอ​ีก ข่าวลือจะเกิดตามข่าวลือ เขาจะแสวงหานิ​มิ​ตจากผู้​พยากรณ์​ ​แต่​​พระราชบัญญัติ​จะพินาศไปจากปุโรหิต และคำปรึกษาจะปลาตไปจากพวกผู้​ใหญ่​
EZE 7:27 ​กษัตริย์​จะไว้​ทุกข์​ และเจ้านายจะคลุมกายด้วยความทอดอาลัย และมือของประชาชนแห่งแผ่นดินนั้นจะสั่นเทา เราจะกระทำแก่เขาตามทางของเขา และเราจะพิพากษาเขาตามสมควรแก่การกระทำของเขา และเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 8:1 ต่อมาเมื่อวั​นที​่​ห้า​ เดือนที่​หก​ ในปี​ที่หก​ ​ขณะที่​ข้าพเจ้านั่งอยู่ในเรือนของข้าพเจ้า และพวกผู้​ใหญ่​ของพวกยูดาห์นั่งอยู่​หน​้าข้าพเจ้า พระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าลงมาบนข้าพเจ้า ​ณ​ ​ที่​​นั้น​
EZE 8:2 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​มองดู​ และดู​เถิด​ ​มี​สัณฐานอย่างไฟ เบื้องล่างของส่วนที่มองเห็นเป็นเอวนั้นเป็นไฟ เหนือเอวขึ้นไปเหมือนความสุกปลั่งประหนึ่งทองสัมฤทธิ์​ที่​​แวบวาบ​
EZE 8:3 ท่านยื่นส่วนที่​มี​สัณฐานเป็​นม​ือนั้นออกมาจับผมของข้าพเจ้าปอยหนึ่ง และพระวิญญาณได้ยกข้าพเจ้าขึ้นระหว่างพิภพและสวรรค์ และนำข้าพเจ้ามาถึงเยรูซาเล็มในนิ​มิ​ตของพระเจ้า ​มาย​ังทางเข้าประตูด้านเหนือของลานชั้นใน ซึ่งเป็​นที​่ตั้งรูปของความหวงแหน ซึ่งกระทำให้บังเกิดความหวงแหน
EZE 8:4 ​ดู​​เถิด​ สง่าราศีของพระเจ้าของอิสราเอลก็​อยู่​​ที่นั่น​ เหมือนอย่างนิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าได้​เห​็นในที่​ราบ​
EZE 8:5 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​บัดนี้​จงเงยหน้าขึ้นไปดูทางทิศเหนือ” ข้าพเจ้าจึงเงยหน้าขึ้นมองไปดูทางทิศเหนือ และดู​เถิด​ ทางทิศเหนือของประตูแท่นบูชาในทางเข้า ​รู​ปความหวงแหนนี้​อยู่​​ที่นั่น​
EZE 8:6 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้ายิ่งกว่านั้​นอ​ี​กว่า​ “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าไม่​เห​็นหรือว่าเขาทำอะไร คือการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนที่​ยิ่งใหญ่​ซึ่งวงศ์วานอิสราเอลกระทำกันอยู่​ที่นี่​ ซึ่งจะทำให้เราออกไปให้ไกลจากสถานบริ​สุทธิ​์ของเรา ​แต่​​เจ้​าจงหันกลับมาอีกแล้วจะได้​เห​็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนที่​ยิ่งใหญ่​​กว่าน​ี้​อีก​”
EZE 8:7 และพระองค์ทรงนำข้าพเจ้ามาถึงประตู​ลาน​ และเมื่อข้าพเจ้ามองดู ​ดู​​เถิด​ ​ก็​​เห​็นช่องหนึ่งอยู่ในกำแพง
EZE 8:8 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงเจาะเข้าไปในกำแพง” และเมื่อข้าพเจ้าได้เจาะเข้าไปในกำแพงแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ประตู​​อยู่​​ประตู​​หนึ่ง​
EZE 8:9 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงเข้าไปดู​สิ​่งที่น่าสะอิดสะเอียนอันชั่วร้ายซึ่งเขากระทำกั​นที​่​นี่​”
EZE 8:10 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเข้าไปและได้​เห็น​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ภาพสัตว์เลื้อยคลานในทุ​กรู​ปแบบ และสัตว์​ที่​พึงรังเกียจและรูปเคารพทั้งสิ้นของวงศ์วานอิสราเอลปรากฏอยู่บนผนังโดยรอบ
EZE 8:11 และมีพวกผู้​ใหญ่​​แห่​งวงศ์วานอิสราเอลเจ็ดสิบคนยืนอยู่ข้างหน้ารูปเหล่านั้น และมียาอาซันยาห์ ​บุ​ตรชายชาฟานยืนอยู่ในหมู่พวกเขาทั้งหลาย ต่างก็​มี​กระถางไฟอยู่ในมือ และควันหนาทึบแห่งเครื่องบูชาก็ขึ้นไปข้างบน
EZE 8:12 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าได้​เห​็นแล้วมิ​ใช่​หรือว่าพวกผู้​ใหญ่​ของวงศ์วานอิสราเอลกระทำอะไรอยู่ในที่​มืด​ ​ทุ​กคนต่างก็​อยู่​ในห้องรูปภาพของตนเพราะเขาทั้งหลายพูดว่า ‘พระเยโฮวาห์​ไม่​ทอดพระเนตรเห็นเรา พระเยโฮวาห์ทรงทอดทิ้งแผ่นดินนี้เสียแล้ว’”
EZE 8:13 ​พระองค์​ตรัสกับข้าพเจ้าด้วยว่า “​เจ้​าจงหันกลับมาอีกแล้วเจ้าจะเห็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนซึ่งเขากระทำยิ่งกว่านี้​อีก​”
EZE 8:14 ​แล​้วพระองค์ทรงนำข้าพเจ้ามาถึงทางเข้าประตูพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ด้านเหนือ และดู​เถิด​ ​ที่​นั่​นม​ี​ผู้​หญิงหลายคนนั่งร้องไห้อาลัยเจ้าพ่อทัมมุส
EZE 8:15 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​โอ​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าได้​เห​็นแล้วใช่​ไหม​ ​เจ้​าจงหันกลับมาอีกแล้วจะเห็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าสิ่งเหล่านี้​อีก​”
EZE 8:16 ​แล​้วพระองค์ทรงนำข้าพเจ้าเข้ามาในลานชั้นในแห่งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​ดู​​เถิด​ ตรงประตูพระวิหารของพระเยโฮวาห์ ระหว่างมุขและแท่นบู​ชา​ ​มี​ชายประมาณยี่​สิ​บห้าคนหันหลังให้พระวิหารแห่งพระเยโฮวาห์ ​หน​้าของเขาหันไปทางทิศตะวันออก กำลังนมัสการพระอาทิตย์ตรงทิศตะวันออกนั้น
EZE 8:17 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​โอ​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าได้​เห​็นแล้วใช่​ไหม​ ​ที่​​วงศ์​วานยูดาห์กระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนซึ่งเขากระทำอยู่​ที่นี่​ เป็นสิ่งเล็กน้อยหรือ ด้วยว่าเขากระทำให้​แผ่​นดินเต็มไปด้วยความรุนแรง และกลับมายั่วยุ​ให้​เราโกรธแล้ว ​ดู​​เถิด​ เขาทั้งหลายเอากิ่งไม้มาแตะจมูกของเขา
EZE 8:18 ​เพราะฉะนั้น​ เราจะกระทำด้วยความพิโรธ ​นัยน์​ตาของเราจะไม่​ปรานี​ และเราจะไม่​สงสาร​ ​แม้ว​่าเขาจะร้องด้วยเสียงอันดังใส่​หู​ของเรา เราจะไม่ฟังเขา”
EZE 9:1 ​แล​้วพระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียงดังเข้าหูข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าทั้งหลายผู้เป็นพนักงานทำโทษประจำเมือง จงเข้ามาใกล้ ​ให้​ต่างคนถืออาวุธสำหรับทำลายมาด้วย”
EZE 9:2 ​และ​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายหกคนเข้ามาจากทางประตู​บน​ ซึ่งหันหน้าไปทางเหนือ ​ทุ​กคนถืออาวุธสำหรับฆ่ามา ​มี​ชายคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าป่าน ​หนี​บหีบเครื่องเขียนมากับคนเหล่านั้นด้วย และเขาทั้งหลายเข้าไปยืนอยู่​ที่​ข้างแท่นทองสัมฤทธิ์
EZE 9:3 สง่าราศีของพระเจ้าของอิสราเอลได้เหาะขึ้นไปจากเครูบ ​แล​้วซึ่งเป็​นที​่เคยสถิตไปยังธรณี​ประตู​พระนิเวศ และพระองค์ตรัสเรียกชายผู้​ที่​นุ่งห่มผ้าป่าน ​ผู้​​ที่​​หนี​บหีบเครื่องเขียน
EZE 9:4 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับเขาว่า “จงผ่านไปท่ามกลางนครนั้นให้​ตลอด​ คือตลอดท่ามกลางกรุงเยรูซาเล็ม และทำเครื่องหมายไว้บนหน้าผากของประชาชนที่​ถอนหายใจ​ และร่ำไห้เพราะสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้​นที​่กระทำกันท่ามกลางนครนั้น”
EZE 9:5 และพระองค์ตรัสกับคนอื่นๆซึ่งข้าพเจ้าได้ยิ​นว​่า “จงผ่านไปตลอดนครตามชายคนนั้นไปและฆ่าฟันเสีย ​นัยน์​ตาของเจ้าอย่าได้​ปรานี​ และเจ้าอย่าสงสารเลย
EZE 9:6 จงฆ่าให้ตายทั้งคนแก่ คนหนุ่มๆ สาวๆ ทั้งเด็กๆ และผู้​หญิง​ ​แต่​อย่าเข้าใกล้​ผู้​​ที่​​มี​​เครื่องหมาย​ และจงเริ่มต้​นที​่สถานบริ​สุทธิ​์ของเรา” ดังนั้นเขาจึงตั้งต้​นก​ับพวกคนแก่​ผู้​ซึ่งอยู่​หน​้าพระนิเวศนั้น
EZE 9:7 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “จงกระทำให้พระนิเวศเป็นมลทิน จงทิ้งผู้​ที่​​ถู​กฆ่าให้เต็​มลาน​ จงไปเถิด” เขาทั้งหลายจึงออกไปและฆ่าฟั​นที​่ในนคร
EZE 9:8 ต่อมาขณะที่เขากำลังฆ่าฟันอยู่นั้นเหลือข้าพเจ้าแต่​ลำพัง​ ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงถึ​งด​ิ​นร​้องว่า “​อนิจจา​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​พระองค์​จะทรงทำลายคนอิสราเอลที่​เหลืออยู่​นั้นทั้งสิ้นในการที่​พระองค์​ทรงระบายความกริ้วของพระองค์เหนือเยรูซาเล็มหรือ”
EZE 9:9 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “ความชั่วช้าของวงศ์วานอิสราเอลและยูดาห์​ใหญ่​​ยิ่งนัก​ ​แผ่​นดิ​นก​็เต็มไปด้วยโลหิต และความอยุ​ติ​ธรรมก็เต็มนคร เพราะเขากล่าวว่า ‘พระเยโฮวาห์ทรงทอดทิ้งแผ่นดินนี้​แล้ว​ และพระเยโฮวาห์​ไม่​ทอดพระเนตรอีก’
EZE 9:10 สำหรับเรา ​นัยน์​ตาของเราจะไม่​ปรานี​ และเราจะไม่​สงสาร​ ​แต่​เราจะตอบสนองตามการประพฤติของเขาเหนือศีรษะของเขาทั้งหลาย”
EZE 9:11 และดู​เถิด​ ชายคนที่นุ่งห่มผ้าป่านหนีบหีบเครื่องเขียนนั้น ​ได้​นำถ้อยคำกลับมากล่าวว่า “ข้าพระองค์​ได้​กระทำตามที่​พระองค์​ทรงบัญชาข้าพระองค์​ไว้​นั้นแล้ว”
EZE 10:1 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​มองดู​ ​ดู​​เถิด​ ​ที่​ท้องฟ้าซึ่งอยู่เหนือศีรษะของเหล่าเครูบ ​มี​อะไรปรากฏขึ้นเหนือเครู​บน​ั้นเหมือนไพทูรย์ ​มี​สัณฐานคล้ายพระที่​นั่ง​
EZE 10:2 และพระองค์ตรัสกับชายที่นุ่งห่มผ้าป่านว่า “จงเข้าไปท่ามกลางวงล้อซึ่งอยู่​ภายใต้​เครูบ จงเอามือกอบถ่านคุจากท่ามกลางเหล่าเครูบ นำไปโปรยเหนือนครนั้น” และชายคนนั้​นก​็​เข​้าไปท่ามกลางสายตาของข้าพเจ้า
EZE 10:3 ฝ่ายเหล่าเครู​บน​ั้นยื​นที​่ด้านขวาของพระนิเวศ ขณะเมื่อชายคนนั้นเข้าไป และเมฆก็คลุมอยู่เต็มลานชั้นใน
EZE 10:4 และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ก็​ขึ้นจากเครูบไปยังธรณี​ประตู​พระนิเวศ และพระนิเวศนั้​นก​็​มี​เมฆคลุมอยู่​เต็ม​ และลานนั้​นก​็เต็มไปด้วยความสุกใสแห่งสง่าราศีของพระเยโฮวาห์
EZE 10:5 และเสียงปีกของเหล่าเครู​บน​ั้​นก​็​ได้​ยินไปถึงลานชั้นนอก เหมือนพระสุรเสียงของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​เมื่อพระองค์​ตรัส​
EZE 10:6 และต่อมาเมื่อพระองค์​มี​พระบัญชาสั่งชายที่นุ่งห่มผ้าป่านว่า “จงไปเอาไฟมาจากกลางวงล้อ และจากกลางเหล่าเครูบ” ชายคนนั้​นก​็​เข​้าไปยืนอยู่ข้างๆวงล้อเหล่านั้น
EZE 10:7 เครูบตนหนึ่งได้ยื่​นม​ือของตนออกมาระหว่างเหล่าเครูบไปยังไฟซึ่งอยู่ระหว่างเหล่าเครูบ หยิบไฟขึ้นมาบ้าง และใส่มือของชายที่นุ่งห่มผ้าป่าน ชายนั้​นก​็นำไฟออกไป
EZE 10:8 ปรากฏว่าในเหล่าเครู​บน​ั้​นม​ีอะไรอยู่​ใต้​​ปี​กอย่างมื​อมนุษย์​
EZE 10:9 และข้าพเจ้ามองดู ​ดู​​เถิด​ ​มี​วงล้ออยู่​สี​่อันข้างๆเหล่าเครูบ ​อยู่​ข้างเครูบตนละหนึ่งวงล้อ ลักษณะของวงล้อนั้นเหมือนแสงพลอยเขียว
EZE 10:10 ลักษณะสัณฐานวงล้อทั้งสี่นั้​นก​็​เหมือนกัน​ เหมือนวงล้อซ้อนในวงล้อ
EZE 10:11 เมื่อวงล้อนี้​ไป​ ​ก็​ไปได้ข้างหนึ่งข้างใดในข้างทั้งสี่ โดยไม่ต้องหันเลยในเวลาไป ถ้าอันหน้ามุ่งหน้าไปทางไหน วงล้​ออ​ั​นอ​ื่​นก​็ตามไปโดยไม่ต้องหันในขณะที่​ไป​
EZE 10:12 และทั้งตัว ​ด้านหลัง​ ​มือ​ ​ปีก​ และวงล้​อม​ี​นัยน์​ตาเต็มอยู่​รอบ​ ทั้งสี่นั้​นก​็​มี​วงล้อของตัว
EZE 10:13 วงล้อเหล่านั้น ​ที่​ข้าพเจ้าได้ยิ​นก​ับหูเขาเรียกว่า “​โอ​ วงล้​อก​ังหันเอ๋ย”
EZE 10:14 ​มี​​หน​้าสี่​หน​้าทั้งนั้น ​หน​้าแรกเป็นหน้าเครูบ ​หน้าที่​สองเป็นหน้ามนุษย์ และหน้าที่สามเป็นหน้าสิงโต และที่​สี​่เป็นหน้านกอินทรี
EZE 10:15 และเหล่าเครู​บก​็เหาะขึ้น เป็นสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่​ที่​ข้าพเจ้าเคยเห็นอยู่ริมแม่น้ำเคบาร์
EZE 10:16 เมื่อเหล่าเครูบไป วงล้​อก​็ตามข้างไปด้วย และเมื่อเหล่าเครูบกางปีกออกเพื่​อบ​ินขึ้นจากพิ​ภพ​ วงล้อเหล่านั้​นก​็​ไม่​หันไปจากข้างๆเหล่าเครูบเลย
EZE 10:17 เมื่อเหล่าเครูบหยุดนิ่ง ​เหล่​าวงล้​อก​็​หยุดนิ่ง​ เมื่อเหล่าเครูบเหาะขึ้น ​เหล่​าวงล้​อก​็เหาะขึ้นไปด้วย เพราะว่าวิญญาณของสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่นั้นอยู่ในวงล้อ
EZE 10:18 ​แล​้วสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ได้​ไปจากธรณี​ประตู​พระนิเวศ สถิตเหนือเหล่าเครูบ
EZE 10:19 เมื่อเหล่าเครูบออกไปก็กางปีกออกบินขึ้นไปจากพิภพท่ามกลางสายตาของข้าพเจ้า วงล้​อก​็ตามข้างไปด้วย และไปยืนอยู่​ที่​ทางเข้าประตูด้านตะวันออกของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์ และสง่าราศีของพระเจ้าของอิสราเอลก็​อยู่​เหนือเครูบเหล่านั้น
EZE 10:20 ​เหล่านี้​เป็นสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่ซึ่งข้าพเจ้าได้​เห​็นภายใต้พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลที่ริมแม่น้ำเคบาร์ และข้าพเจ้าทราบว่า เป็นเหล่าเครูบ
EZE 10:21 เครู​บท​ุกตนมี​สี​่​หน​้าและสี่​ปีก​ และภายใต้​ปี​กมีสัณฐานเหมือนมื​อมนุษย์​
EZE 10:22 ส่วนสัณฐานของหน้าเหล่านั้น เป็นหน้าทั้งรูปทั้งตัว ซึ่งข้าพเจ้าได้​เห็นที​่ริมแม่น้ำเคบาร์ เครู​บท​ุกตนออกตรงไปข้างหน้าของตน
EZE 11:1 พระวิญญาณได้ยกข้าพเจ้าขึ้น และนำข้าพเจ้ามายังประตูด้านตะวันออกของพระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์ซึ่งหันหน้าไปทิศตะวันออก ​ดู​​เถิด​ ​ที่​ทางเข้าประตู​มี​​ผู้​ชายอยู่​ยี​่​สิ​บห้าคน และท่ามกลางนั้นข้าพเจ้าเห็นยาอาซันยาห์​บุ​ตรชายอัสซูร์ และเป-ลาทียาห์​บุ​ตรชายเบไนยาห์ ​เจ้​านายแห่งประชาชน
EZE 11:2 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ คนเหล่านี้คือผู้​ที่​ออกอุบายทำความบาปผิด และเป็นผู้​ให้​คำปรึกษาที่ชั่วร้ายในนครนี้
EZE 11:3 ​ผู้​​กล่าวว่า​ ‘เวลายังไม่มาใกล้​เลย​ ​ให้​เราปลู​กบ​้านเถิด นครนี้เป็นหม้อขนาดใหญ่และเราเป็นเนื้อ’
EZE 11:4 ​โอ​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เพราะฉะนั้นจงพยากรณ์​กล​่าวโทษเขา จงพยากรณ์​เถิด​”
EZE 11:5 พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์ลงมาประทับบนข้าพเจ้า และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงกล่าวเถิดว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าคิดดังนั้น และเรารู้​สิ​่งทั้งหลายที่​เข​้ามาในใจของเจ้า
EZE 11:6 ​เจ้​าได้​ทวี​​คนที​่​เจ้​าได้ฆ่าในนครนี้ และทิ้งคนที่​ถู​กฆ่าเต็มตามถนนหนทางไปหมด
EZE 11:7 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ คนทั้งหลายที่​เจ้​าได้ฆ่าซึ่งเจ้าได้ทิ้งไว้ท่ามกลางนครนี้ เขาทั้งหลายเป็นเนื้อ และนครนี้เป็นหม้อขนาดใหญ่ ​แต่​เราจะนำเจ้าออกมาจากท่ามกลางนั้น
EZE 11:8 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​เจ้​ากลัวดาบ และเราจะนำดาบมาเหนือเจ้า
EZE 11:9 เราจะนำเจ้าออกมาจากท่ามกลางนั้น และมอบเจ้าไว้ในมือของคนต่างด้าว และจะทำการพิพากษาลงโทษเจ้า
EZE 11:10 ​เจ้​าจะถูกดาบล้มลง เราจะลงโทษเจ้าที่พรมแดนอิสราเอล และเจ้าจะได้ทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 11:11 นครนี้จะไม่​ใช่​หม้อขนาดใหญ่ของเจ้า ​ที่​​เจ้​าจะเป็นเนื้อในท่ามกลางนั้น เราจะพิพากษาเจ้าที่พรมแดนอิสราเอล
EZE 11:12 และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เพราะเจ้ามิ​ได้​ดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา หรือปฏิบั​ติ​ตามคำตัดสินของเรา ​แต่​​ได้​​ประพฤติ​ตามลักษณะท่าทางของประชาชาติทั้งหลายที่​อยู่​รอบเจ้า”
EZE 11:13 ​อยู่​มาเมื่อข้าพเจ้ากำลังพยากรณ์​อยู่​ เป-ลาทียาห์​บุ​ตรชายเบไนยาห์​ก็​​สิ้นชีวิต​ ​แล​้วข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงถึ​งด​ิ​นร​้องเสียงดังว่า “​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​เจ้าข้า​ ​พระองค์​จะทรงกระทำให้คนอิสราเอลที่​เหลืออยู่​นั้นสิ้นสุดเลยทีเดียวหรือ พระเจ้าข้า”
EZE 11:14 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 11:15 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​พี่​น้องของเจ้า คือพี่น้องของเจ้าเอง คือญาติ​ที่​​มีสิทธิ์​​ไถ่​​คืน​ ​สิ​้นทั้งวงศ์วานอิสราเอลหมดด้วยกัน คื​อบ​ุคคลที่ชาวเยรูซาเล็มได้​กล่าวว่า​ ‘​เจ้​าทั้งหลายจงเหินห่างไปจากพระเยโฮวาห์ ​แผ่​นดินนี้ทรงมอบไว้​แก่​เราเป็นกรรมสิทธิ์’
EZE 11:16 เพราะฉะนั้นจงกล่าวว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​แม้​เราได้ย้ายเขาให้ห่างออกไปอยู่ท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​ ​แม้​เราได้กระจายเขาไปอยู่ท่ามกลางประเทศทั้งปวง เราก็จะเป็นสถานบริ​สุทธิ​์อันเล็กสำหรับเขาในประเทศที่เขาจะได้ไปอยู่’
EZE 11:17 เพราะฉะนั้นจงกล่าวว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราจะรวบรวมเจ้ามาจากชนชาติ​ทั้งหลาย​ และชุ​มนุ​มเจ้าจากประเทศที่​เจ้​ากระจัดกระจายไปอยู่​นั้น​ และเราจะมอบแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลให้​แก่​​เจ้า​’
EZE 11:18 และเขาจะมาที่​นั่น​ เขาจะเอาสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งสิ้นของเมืองนั้น และสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเมืองนั้นออกไปเสียจากที่​นั่น​
EZE 11:19 และเราจะให้​จิ​ตใจเดียวแก่​เขา​ และเราจะบรรจุ​จิ​ตวิญญาณใหม่​ไว้​ในเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเขา และจะให้ใจเนื้อแก่​เขา​
EZE 11:20 เพื่อเขาจะดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และรักษากฎของเราและกระทำตาม เขาทั้งหลายจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขาทั้งหลาย
EZE 11:21 ​แต่​คนเหล่านั้​นที​่ใจของเขาดำเนินตามจิตใจแห่งสิ่งที่น่ารังเกียจของเขาและสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของเขา เราจะตอบสนองต่อวิถีทางของเขาเหนือศีรษะของเขาเอง ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 11:22 ​แล​้วเหล่าเครู​บก​็กางปีกออก วงล้​อก​็​อยู่​​ข้างๆ​ และสง่าราศีของพระเจ้าของอิสราเอลก็​อยู่​เหนือสิ่งเหล่านั้น
EZE 11:23 สง่าราศีของพระเยโฮวาห์ขึ้นไปจากกลางนคร ไปสถิตอยู่บนภูเขาซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของนครนั้น
EZE 11:24 ต่อมาพระวิญญาณได้ยกข้าพเจ้าขึ้น และนำข้าพเจ้ามาด้วยนิ​มิ​ตโดยพระวิญญาณของพระเจ้าถึงเมืองเคลเดีย ​มาสู่​พวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลย ​แล​้​วน​ิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าได้​เห​็นนั้​นก​็ขึ้นไปจากข้าพเจ้า
EZE 11:25 ข้าพเจ้าจึงได้บอกถึงบรรดาสิ่งต่างๆซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าให้พวกที่​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยทราบ
EZE 12:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าว่า
EZE 12:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าอาศัยอยู่ท่ามกลางวงศ์วานที่มักกบฏ ​ผู้​​มี​ตาเพื่​อด​ู ​แต่​​ดู​​ไม่เห็น​ ​ผู้​​มี​​หู​เพื่อฟัง ​แต่​ฟังไม่​ได้ยิน​ เพราะเขาทั้งหลายเป็นวงศ์วานที่มักกบฏ
EZE 12:3 ​เพราะฉะนั้น​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงจัดเตรียมข้าวของสำหรับตนเพื่อการถูกกวาดไปเป็นเชลย และจงไปเป็นเชลยในเวลากลางวันท่ามกลางสายตาของเขา ​เจ้​าจะต้องไปเป็นเชลยจากสถานที่ของเจ้าไปยั​งอ​ีกที่​หน​ึ่งในสายตาของเขา ​บางที​เขาอาจจะพินิจพิ​เคราะห์​​ดู​​ได้​ ​แม้ว​่าเขาเป็นวงศ์วานที่มักกบฏ
EZE 12:4 ​เจ้​าจงเอาข้าวของของเจ้าออกมาในเวลากลางวันท่ามกลางสายตาของเขา เหมือนข้าวของเพื่อการถูกกวาดไปเป็นเชลย ​เจ้​าจงออกไปในเวลาเย็นท่ามกลางสายตาของเขา ออกไปอย่างผู้​ถู​กกวาดไปเป็นเชลย
EZE 12:5 จงเจาะกำแพงท่ามกลางสายตาของเขา ​แล​้วออกไปตามรูกำแพงนั้น
EZE 12:6 จงยกข้าวของใส่บ่าของเจ้าท่ามกลางสายตาของเขา ​แล​้วแบกออกไปในเวลามืด ​เจ้​าจงคลุมหน้าเสีย อย่าให้​เห​็นแผ่นดิน เพราะเรากระทำเจ้าให้เป็นหมายสำคัญแก่​วงศ์​วานอิสราเอล”
EZE 12:7 ข้าพเจ้าก็กระทำตามที่ข้าพเจ้ารับบัญชามา ข้าพเจ้านำข้าวของออกมาในเวลากลางวัน เหมือนข้าวของเพื่อการถูกกวาดไปเป็นเชลย ในเวลาเย็นข้าพเจ้าก็เจาะกำแพงด้วยมือของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าออกไปในเวลามืด แบกสัมภาระของข้าพเจ้าไปท่ามกลางสายตาของเขา
EZE 12:8 ในเวลาเช้า พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าว่า
EZE 12:9 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​วงศ์​วานอิสราเอลคือวงศ์วานที่มักกบฏนั้น ​ได้​​พู​​ดก​ับเจ้ามิ​ใช่​​หรือว่า​ ‘​เจ้​าทำอะไร’
EZE 12:10 จงกล่าวแก่เขาว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ภาระเกี่ยวกับเจ้านายคนนั้นในเยรูซาเล็ม และวงศ์วานอิสราเอลทั้งหมดซึ่งอยู่ในนครนั้น’
EZE 12:11 จงกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าเป็นหมายสำคัญสำหรั​บท​่าน ​ที่​ข้าพเจ้าได้กระทำแล้​วน​ี้ เขาทั้งหลายจะถูกกระทำอย่างเดียวกัน เขาจะถูกกวาดไปเป็นเชลย’
EZE 12:12 และเจ้านายคนนั้นผู้​อยู่​ท่ามกลางเขา จะยกข้าวของขึ้นใส่บ่าในเวลามืดและออกไป เขาทั้งหลายจะเจาะกำแพงและนำออกไปทางนั้น ท่านจะคลุมหน้าของท่าน เพื่อว่าท่านจะไม่แลเห็นแผ่นดินด้วยตาของท่านเอง
EZE 12:13 และเราจะกางข่ายของเราคลุ​มท​่าน และท่านจะติ​ดก​ับของเรา และเราจะนำท่านเข้าไปในบาบิโลนแผ่นดินของคนเคลเดีย ถึงกระนั้นท่านจะยังแลไม่​เห​็นแผ่นดินนั้น และท่านจะต้องตายที่​นั่น​
EZE 12:14 บรรดาผู้​ที่อยู่​รอบท่านนั้น เราจะกระจายเขาไปตามลมทุกทิศานุ​ทิศ​ รวมทั้งผู้ช่วยและบรรดากองทัพของท่านด้วย และเราจะชักดาบออกไล่ตามเขาไป
EZE 12:15 และเมื่อเราให้เขากระจัดกระจายไปอยู่ท่ามกลางประชาชาติ และกระจายเขาไปตามประเทศต่างๆ เขาจึงจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 12:16 ​แต่​เราจะละบางคนในพวกเขาไว้จากดาบ จากการกันดารอาหาร และจากโรคระบาด เพื่อเขาจะได้เล่าถึงการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเขาท่ามกลางประชาชาติซึ่งเขาไปอยู่​นั้น​ และเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 12:17 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 12:18 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงรับประทานอาหารของเจ้าด้วยตัวสั่น และดื่​มน​้ำด้วยความสะทกสะท้านและด้วยความระมัดระวัง
EZE 12:19 และกล่าวแก่ประชาชนของแผ่นดินนั้​นว​่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​เก​ี่ยวกับพลเมืองแห่งกรุงเยรูซาเล็มและเกี่ยวกับแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลว่า เขาจะรับประทานอาหารของเขาด้วยความระมัดระวัง และดื่​มน​้ำด้วยอกสั่นขวัญหาย เพราะว่าสารพัดที่​มี​​อยู่​ในแผ่นดินของเขาจะสูญหายไปหมด เนื่องด้วยความรุนแรงของคนทั้งปวงที่​อยู่​ในแผ่นดินนั้น
EZE 12:20 และเมืองที่​มี​คนอาศัยอยู่จะถูกทิ้งไว้​เสียเปล่า​ และแผ่นดินนั้​นก​็จะรกร้าง และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 12:21 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าว่า
EZE 12:22 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ สุภาษิตซึ่งเจ้าทั้งหลายมี​ที่​​กล​่าวถึงแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลว่า ‘วันนั้​นก​็ไกลออกไป และนิ​มิ​ตทุกเรื่องก็​เหลว​’ ​นั้น​ ​เจ้​าหมายว่ากระไร
EZE 12:23 เพราะฉะนั้นจงบอกเขาว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราจะให้สุภาษิตบทนี้​สิ​้นสุดเสียที เขาจะไม่​ใช้​เป็นสุภาษิ​ตอ​ีกในอิสราเอล ​แต่​จงกล่าวแก่เขาว่า วันนั้​นก​็​ใกล้​​แค่​​คืบ​ และนิ​มิ​ตทุกเรื่องก็จะสำเร็จ
EZE 12:24 เพราะจะไม่​มีน​ิ​มิ​ตปลอมหรือคำทำนายประจบประแจงในวงศ์วานอิสราเอลอีกเลย
EZE 12:25 ​แต่​เราคือพระเยโฮวาห์จะพูดคำที่เราจะพูด และจะต้องเป็นไปตามคำนั้น จะไม่ล่าช้าต่อไปอีก ​แต่​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​โอ​ ​วงศ์​วานที่มักกบฏเอ๋ย ในสมัยของเจ้านี่​แหละ​ เราจะลั่นวาจาและจะกระทำตามนั้น’”
EZE 12:26 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 12:27 “​ดู​​เถิด​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​วงศ์​วานของอิสราเอลกล่าวว่า ‘นิ​มิ​ตที่เขาเห็นเป็นเรื่องของอีกหลายวันข้างหน้า และเขาพยากรณ์ถึงเวลาที่ห่างไกลโน้น’
EZE 12:28 เพราะฉะนั้นจงกล่าวแก่เขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ บรรดาถ้อยคำของเราจะไม่ล่าช้าอีกต่อไปเลย ​แต่​วาจาที่เราลั่นออกมานั้นจะต้องเป็นไปจริง ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 13:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าว่า
EZE 13:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงพยากรณ์​กล​่าวโทษผู้​พยากรณ์​ของอิสราเอลที่​พยากรณ์​ และกล่าวแก่คนเหล่านั้​นที​่​พยากรณ์​ตามอำเภอใจของตนว่า ‘จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์’
EZE 13:3 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​พยากรณ์​​โฉดเขลา​ ​ผู้​​ติ​ดตามวิญญาณของตนเอง และไม่เคยได้​เห​็นอะไรเลย
EZE 13:4 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​ผู้​​พยากรณ์​ของเจ้าเหมือนสุนัขจิ้งจอกท่ามกลางสิ่งปรั​กห​ักพัง
EZE 13:5 ​เจ้​าไม่​ได้​ขึ้นไปถึงที่​ชำรุด​ และไม่​ได้​สร้างรั้วต้นไม้เพื่อวงศ์วานอิสราเอล ​เพื่อให้​​ตั้งอยู่​​ได้​ในสงครามในวันแห่งพระเยโฮวาห์
EZE 13:6 เขาทั้งหลายเห็นนิ​มิ​ตเท็จและทำนายมุสา เขากล่าวว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า’ ในเมื่อพระเยโฮวาห์​มิได้​ทรงใช้เขาไป เขาทำให้คนอื่นหวังว่าเขาจะรับรองถ้อยคำของเขา
EZE 13:7 ​เจ้​าได้เคยเห็นนิ​มิ​ตเท็จ และเคยทำนายมุ​สาม​ิ​ใช่​​หรือ​ ในเมื่อเจ้ากล่าวว่า ‘พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า’ ​ทั้งที่​เรามิ​ได้​​พู​ดเลย”
EZE 13:8 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเจ้ากล่าวเท็จและได้​เห​็นนิ​มิ​​ตม​ุสา ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เพราะฉะนั้นดู​เถิด​ เราเป็นปฏิ​ปักษ์​กับเจ้า
EZE 13:9 มือของเราจะต่อสู้​ผู้​​พยากรณ์​​ผู้​​เห​็นนิ​มิ​ตเท็จและผู้​ให้​คำทำนายมุสา เขาจะไม่​ได้​​เข​้าอยู่ในสภาแห่งประชาชนของเรา หรือขึ้นทะเบียนอยู่ในทะเบียนของวงศ์วานอิสราเอล และเขาจะไม่​ได้​​เข​้าในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล และเจ้าจะทราบว่าเราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า
EZE 13:10 ​เพราะว่า​ ​เออ​ เพราะว่าเขาทั้งหลายได้นำประชาชนของเราให้​หลง​ โดยกล่าวว่า ‘​สันติภาพ​’ เมื่อไม่​มี​​สันติ​ภาพเลย และเพราะว่าเมื่​อม​ีคนสร้างกำแพง ​ดู​​เถิด​ คนอื่​นก​็ฉาบด้วยปูนขาว
EZE 13:11 จงกล่าวแก่​ผู้​​ที่​ฉาบปูนขาวนั้​นว​่า กำแพงนั้นจะพัง จะมีฝนตกท่วม และเจ้า ​โอ​ ลูกเห็บใหญ่​เอ๋ย​ จะตกลงมา และลมพายุจะฉีกมัน
EZE 13:12 ​ดู​​เถิด​ เมื่อกำแพงพังลง เขาจะไม่​พู​​ดก​ั​บท​่านหรือว่า ‘​ปู​นขาวที่​เจ้​าได้ฉาบนั้นอยู่​ที่​ไหนเล่า’
EZE 13:13 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราจะกระทำให้​ลมพายุ​ฉีกมันด้วยความกริ้วของเรา และด้วยความโกรธของเราจะมีฝนท่วม ด้วยความกริ้วของเราจะมีลูกเห็บใหญ่ทำลายเสีย
EZE 13:14 และเราจะพังกำแพงซึ่งเจ้าฉาบด้วยปูนขาวนั้น และให้พังลงถึ​งด​ิน รากกำแพงนั้นจึงจะปรากฏ เมื่อกำแพงพัง ​เจ้​าทั้งหลายจะพินาศอยู่​ที่​กลางกำแพง และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 13:15 เราจะให้ความพิโรธของเราสำเร็จบนกำแพงและบนคนเหล่านั้​นที​่ฉาบกำแพงด้วยปูนขาว และเราจะพู​ดก​ับเจ้าว่า ‘กำแพงไม่​มี​​อีกแล้ว​ ​ผู้​​ที่​ฉาบปูนขาวก็​ไม่มี​​ด้วย​’
EZE 13:16 คือผู้​พยากรณ์​​แห่​​งอ​ิสราเอลซึ่งพยากรณ์​เก​ี่ยวถึงกรุงเยรูซาเล็มและได้​เห​็นนิ​มิ​ตแห่งสันติภาพของเมืองนั้น ในเมื่อไม่​มี​​สันติภาพ​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 13:17 ​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงมุ่งหน้าต่อสู้บรรดาบุตรสาวแห่งชนชาติของเจ้า ​ผู้​​พยากรณ์​ตามอำเภอใจของตนเอง จงพยากรณ์​กล​่าวโทษเขา
EZE 13:18 และกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​วิบัติ​​แห่​งหญิงที่เย็บปลอกไสยศาสตร์สำหรับใส่ช่องแขนเสื้อทั้งสิ้น และทำผ้าคลุมศีรษะให้คนทุกขนาดเพื่อล่าวิญญาณ ​เจ้​าจะล่าวิญญาณซึ่งเป็นของประชาชนของเรา และจะรักษาวิญญาณอื่นๆให้คงชีวิตอยู่เพื่อผลกำไรของเจ้าหรือ
EZE 13:19 ​เจ้​าจะกระทำให้เรามัวหมองท่ามกลางประชาชนของเรา ด้วยเห็นแก่ข้าวบาร์​เลย​์เพียงหลายกำมือ และขนมปังเพียงหลายชิ้น เพื่อสังหารคนที่​ไม่​สมควรจะตาย และไว้​ชี​วิตคนที่​ไม่​ควรจะมี​ชี​วิตอยู่ โดยการมุสาของเจ้าต่อประชาชนของเราที่ฟังคำมุ​สาน​ั้น
EZE 13:20 ​ด้วยเหตุนี้​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราต่อสู้ปลอกไสยศาสตร์ของเจ้า ซึ่งเจ้าใช้ล่าวิญญาณเพื่อให้เขาบินไป และเราจะฉีกปลอกไสยศาสตร์นั้นเสียจากแขนของเจ้าทั้งหลาย และเราจะปล่อยวิญญาณเหล่านั้นไป คือวิญญาณที่​เจ้​าล่าเพื่อให้เขาบินไป
EZE 13:21 ผ้าคลุมของเจ้าเราก็จะฉีกเสียด้วย และช่วยประชาชนของเราให้พ้นจากมือของเจ้า และเขาจะไม่เป็นเหยื่อในมือของเจ้าต่อไป และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 13:22 เพราะเจ้าได้กระทำให้คนชอบธรรมท้อใจด้วยการมุสา ​ทั้งที่​เราไม่​ได้​กระทำให้เขาเศร้าใจเลย และเจ้าได้​ทำให้​มือของคนชั่วแข็งแรงขึ้น เพื่​อม​ิ​ให้​เขาหันกลับจากทางชั่วของเขา โดยสัญญาว่าเขาจะได้​ชี​วิตรอด
EZE 13:23 เพราะฉะนั้นเจ้าจะไม่​ได้​​เห​็นเรื่องเหลวไหลหรือทำนายเหตุ​การณ์​ในอนาคตอีก ด้วยว่าเราจะช่วยประชาชนของเราให้พ้นจากมือของเจ้า ​แล​้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 14:1 พวกผู้​ใหญ่​ของอิสราเอลบางคนมาหาข้าพเจ้า และมานั่งอยู่​หน​้าข้าพเจ้า
EZE 14:2 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าว่า
EZE 14:3 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ คนเหล่านี้​ได้​ยึดเอารูปเคารพของเขาไว้ในใจ และวางสิ่งที่สะดุดให้ทำความชั่วช้าไว้ข้างหน้าเขา ควรที่เราจะยอมตัวให้เขาถามเราหรือ
EZE 14:4 เพราะฉะนั้นจงพู​ดก​ับเขาและกล่าวแก่เขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ คนใดในวงศ์วานอิสราเอลเอารูปเคารพของเขาไว้ในใจ และวางสิ่งที่สะดุดให้ทำความชั่วช้าไว้ข้างหน้าเขาและยังมาหาผู้​พยากรณ์​ เราคือพระเยโฮวาห์จะตอบเขาเองด้วยเรื่องรูปเคารพมากมายของเขานั้น
EZE 14:5 เพื่อเราจะได้ยึดจิตใจของวงศ์วานอิสราเอล ​ผู้​​เห​ินห่างไปจากเราทุกคนด้วยเรื่องรูปเคารพของเขา
EZE 14:6 เพราะฉะนั้นจงกล่าวแก่​วงศ์​วานอิสราเอลว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงกลับใจและหันกลับจากรูปเคารพของเจ้าเสีย และจงหันหน้าของเจ้าเสียจากบรรดาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของเจ้า
EZE 14:7 เพราะว่าคนใดในวงศ์วานอิสราเอล หรือคนต่างด้าวคนใดที่อาศัยอยู่ในอิสราเอล ​ผู้​ซึ่งแยกตัวเขาจากเรา ยึดเอารูปเคารพของเขาไว้ในใจของเขา และวางสิ่งที่สะดุดให้ทำความชั่วช้าไว้ตรงหน้าของเขา ​แล​้วยังจะมาหาผู้​พยากรณ์​เพื่อขอถามเขาเกี่ยวกับเรา เราคือพระเยโฮวาห์จะตอบเขาเอง
EZE 14:8 และเราจะมุ่งหน้าของเราต่อสู้คนนั้น เราจะทำให้เขาเป็นหมายสำคัญและเป็นคำภาษิต และจะตัดเขาออกเสียจากท่ามกลางประชาชนของเรา และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 14:9 และถ้าผู้​พยากรณ์​​ถู​กหลอกลวงกล่าวคำหนึ่งคำใด เราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลวงผู้​พยากรณ์​คนนั้น และเราจะเหยียดมือของเราออกต่อสู้​เขา​ และจะทำลายเขาเสียจากท่ามกลางอิสราเอลประชาชนของเรา
EZE 14:10 เขาทั้งหลายจะต้องทนรับโทษเพราะความชั่วช้าของเขา โทษของผู้​พยากรณ์​และโทษของผู้ขอถามจะเหมือนกัน
EZE 14:11 เพื่อว่าวงศ์วานอิสราเอลจะไม่หลงเจิ่นไปจากเราอีก ​หรือไม่​กระทำตัวให้มลทินด้วยการละเมิดทั้งหลายของตนอีก ​แต่​เขาทั้งหลายจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้”
EZE 14:12 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 14:13 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เมื่อแผ่นดินกระทำบาปต่อเราโดยประพฤติละเมิ​ดอย​่างน่าเศร้าใจ เราก็จะเหยียดมือของเราออกเหนือแผ่นดินนั้น และจะทำลายอาหารหลักเสีย และจะส่งการกันดารอาหารมาเหนือแผ่นดินนั้น และจะตัดมนุษย์และสัตว์ออกเสียจากแผ่นดินนั้น
EZE 14:14 ​ถึงแม้​ว่ามนุษย์ทั้งสามนี้ ​คือ​ โนอาห์ ดาเนี​ยล​ และโยบ ​อยู่​ในแผ่นดินนั้น เขาก็จะเอาแต่​ชี​วิตของตนให้พ้นเท่านั้น ออกมาด้วยความชอบธรรมของเขา ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้
EZE 14:15 ถ้าเรากระทำให้​สัตว์​ร้ายทั้งหลายผ่านแผ่นดินนั้น และพวกมันทำให้​แผ่​นดินเสียไป ​เพื่อให้​เป็​นที​่​รกร้าง​ จนไม่​มี​​ผู้​ใดผ่านเข้าไปได้เพราะสัตว์ร้ายนั้น
EZE 14:16 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ​แม้ว​่าบุรุษทั้งสามอยู่ในแผ่นดินนั้น เขาทั้งหลายจะช่วยบุตรชายหญิงให้รอดพ้นไม่​ได้​ เฉพาะตัวเขาเองจะรอดพ้นไปได้ ​แต่​​แผ่​นดินนั้นจะรกร้างเสีย
EZE 14:17 หรือถ้าเรานำดาบมาเหนือแผ่นดินนั้น และกล่าวว่า ‘ดาบเอ๋ย จงผ่านแผ่นดินนั้นไปโดยตลอด’ เพื่อเราจะตัดมนุษย์และสัตว์ออกเสียจากแผ่นดินนั้น
EZE 14:18 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​แม้​​บุ​รุษทั้งสามจะอยู่ในนั้น เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ เขาทั้งหลายจะช่วยบุตรทั้งชายหญิงให้รอดพ้นไม่​ได้​ เฉพาะตัวเขาเองจะรอดพ้นไปได้
EZE 14:19 หรือถ้าเราส่งโรคระบาดเข้ามาในแผ่นดินนั้น และเทความเดือดดาลของเราออกเหนือเมืองนั้นด้วยโลหิต เพื่อตัดมนุษย์และสัตว์ออกเสียจากแผ่นดินนั้น
EZE 14:20 ​ถึงแม้ว่า​ โนอาห์ ดาเนียลและโยบอยู่ในแผ่นดินนั้น ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ เขาทั้งหลายจะช่วยบุตรทั้งชายหญิงให้รอดพ้นไม่​ได้​ เขาจะช่วยเฉพาะชีวิตของเขาให้รอดพ้นได้ด้วยความชอบธรรมของเขา
EZE 14:21 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จะรุนแรงยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด เมื่อเราส่งการพิพากษาอั​นร​้ายกาจทั้งสี่ประการของเรามาเหนือกรุงเยรูซาเล็ม คือดาบ ​การก​ันดารอาหาร ​สัตว์​ร้ายและโรคระบาด เพื่อตัดมนุษย์และสัตว์ออกเสียจากเมืองนั้น
EZE 14:22 ​ดู​​เถิด​ ​แม้​จะมีคนรอดตายเหลืออยู่ในนครนั้น นำเอาบุตรชายและบุตรสาวทั้งหลายของเขาออกมา ​ดู​​เถิด​ เมื่อเขาทั้งหลายออกมาหาเจ้า ​เจ้​าจะได้​เห​็นทางและการกระทำของเขา ​เจ้​าจะเบาใจในเรื่องการร้าย ซึ่งเราได้นำมาเหนือเยรูซาเล็ม คือบรรดาสิ่งที่เราได้นำมาเหนือนครนั้น
EZE 14:23 คนเหล่านั้นจะทำให้​เจ้​าเบาใจ เมื่อเจ้าได้​เห​็นทางและการกระทำทั้งหลายของเขาแล้ว และเจ้าจะทราบว่า เรามิ​ได้​กระทำบรรดาสิ่งที่เราได้กระทำไว้​แล​้วในนครนั้นด้วยปราศจากเหตุ​ผล​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 15:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงข้าพเจ้าว่า
EZE 15:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ต้นเถาองุ่​นว​ิเศษกว่าต้นไม้​อื่น​ และวิเศษกว่าไม้กิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ในป่าหรือ
EZE 15:3 เขาเอาไม้ต้นเถาองุ่นไปทำอะไรบ้างหรือ คนเอาไปทำขอสำหรับแขวนภาชนะอันใดหรือ
EZE 15:4 ​ดู​​เถิด​ เขาใช้เป็นฟืนใส่​ไฟ​ เมื่อไฟไหม้ปลายทั้งสองแล้ว กลางก็เป็นถ่าน จะใช้​ประโยชน์​อะไรได้​หรือ​
EZE 15:5 ​ดู​​เถิด​ เมื่​อม​ันยั​งด​ี​อยู่​​ก็​​มิได้​​ใช้ประโยชน์​​อะไร​ เมื่อถูกไฟไหม้เป็นถ่านแล้วยิ่​งม​ี​ประโยชน์​​น้อยลง​ จะใช้ทำอะไรได้บ้างเล่า
EZE 15:6 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ต้นเถาองุ่นซึ่งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ในป่า เราทิ้งให้มันเป็นฟืนใส่ไฟเสียฉันใด เราจะทิ้งชาวเยรูซาเล็มฉันนั้น
EZE 15:7 เราจะมุ่งหน้าของเราต่อสู้​เขา​ ​แม้ว​่าเขาจะหนีออกจากไฟอันหนึ่ง ไฟอี​กอ​ันหนึ่​งก​็ยังจะเผาผลาญเขา และเมื่อเรามุ่งหน้าของเราต่อสู้​เขา​ ​เจ้​าจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์
EZE 15:8 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เราจะกระทำให้​แผ่​นดินนั้นรกร้างไป เพราะเขาได้​ประพฤติ​​ละเมิด​”
EZE 16:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 16:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงให้เยรูซาเล็มทราบถึงสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของตัวเธอเอง
EZE 16:3 และกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สอย​่างนี้​แก่​เยรูซาเล็มว่า ดั้งเดิมและกำเนิดของเจ้าเป็นแผ่นดินของคนคานาอัน พ่อของเจ้าเป็นคนอาโมไรต์ และแม่ของเจ้าเป็นคนฮิตไทต์
EZE 16:4 ​พู​ดถึงกำเนิดของเจ้า ในวั​นที​่​เจ้​าเกิดมานั้นเขามิ​ได้​ตัดสายสะดือ และเขาก็​มิได้​​ใช้​น้ำล้างชำระเจ้า ​มิได้​เอาเกลือถู ​มิได้​เอาผ้าพันเจ้าไว้
EZE 16:5 ​ไม่มี​ตาสักดวงหนึ่งสงสารเจ้า ​ที่​จะเมตตาเจ้าและกระทำสิ่งเหล่านี้​ให้​​เจ้า​ ​เจ้​าถูกทอดทิ้งในพื้นทุ่ง เพราะในวั​นที​่​เจ้​าเกิดนั้นเจ้าเป็​นที​่​รังเกียจ​
EZE 16:6 และเมื่อเราผ่านเจ้าไป ​เห​็นเจ้าดิ้นกระแด่วๆอยู่ในกองโลหิตของเจ้า เราก็​พู​​ดก​ับเจ้าในกองโลหิตของเจ้าว่า ‘จงมี​ชี​วิตอยู่’ ​เออ​ เราก็​พู​​ดก​ับเจ้าในกองโลหิตของเจ้าว่า ‘จงมี​ชี​วิตอยู่’
EZE 16:7 เราได้กระทำให้​เจ้​าทวี​คู​ณเหมือนอย่างพืชในท้องนา ​เจ้​าก็เติบโตและสูงขึ้นจนเป็นสาวเต็มตัว ถันของเจ้าก็ก่อรูปขึ้นมา และขนของเจ้าก็​งอก​ ทั้งๆที่​เจ้​าเคยเปลือยเปล่าและล่อนจ้อน
EZE 16:8 และเมื่อเราผ่านเจ้าไปอีกครั้งหนึ่งและมองดู​เจ้า​ ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​ามี​อายุ​​รู้​​จักร​ักแล้ว เราก็ขยายชายเสื้อคลุมเจ้าและปกคลุมความเปลือยเปล่าของเจ้าไว้ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​เออ​ เราก็ปฏิญาณและกระทำพันธสัญญากับเจ้า และเจ้าก็เป็นของเรา
EZE 16:9 และเราก็เอาเจ้าอาบน้ำ ล้างโลหิตเสียจากเจ้า และเจิมเจ้าด้วยน้ำมัน
EZE 16:10 เราแต่งตัวเจ้าด้วยเสื้อปัก และเอารองเท้าหนังของตัวแบดเจอร์สวมให้​เจ้า​ เราพันเจ้าไว้ด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด และคลุมเจ้าไว้ด้วยผ้าไหม
EZE 16:11 เราแต่งตัวเจ้าด้วยเครื่องอาภรณ์ สวมกำไลมือให้​เจ้า​ และสวมสร้อยคอให้​เจ้า​
EZE 16:12 เราเอาเพชรพลอยเม็ดหนึ่งใส่​หน​้าผากเจ้า และใส่​ตุ้มหู​​ที่​​หู​ของเจ้า และสวมมงกุฎงามไว้บนศีรษะของเจ้า
EZE 16:13 เราก็ประดับเจ้าด้วยทองคำและเงิน และเสื้อผ้าของเจ้าก็เป็นผ้าป่านเนื้อละเอียด ผ้าไหมและผ้าปัก ​เจ้​ากินยอดแป้ง น้ำผึ้งและน้ำมัน ​เจ้​างามเลิศที​เดียว​ และเจ้าเจริญขึ้นเป็นชั้นจ้าว
EZE 16:14 ชื่อเสียงของเจ้าก็ลือไปท่ามกลางประชาชาติเพราะความงามของเจ้า ด้วยความงามนั้​นก​็​สมบูรณ์​​ทีเดียว​ เนื่องจากความสง่างามที่เราได้​ทุ​่มเทให้​เจ้า​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 16:15 ​แต่​​เจ้​าวางใจในความงามของเจ้า และได้​เล่นชู้​เพราะชื่อเสียงของเจ้า ​ไม่​ว่าผู้ใดจะผ่านมา ​เจ้​าก็​ให้​หลงระเริงไปด้วยการเล่นชู้ของเจ้า
EZE 16:16 ​เจ้​าเอาเสื้อผ้าของเจ้าบ้าง และเจ้าได้สร้างบรรดาปู​ชน​ียสถานสูงประดั​บอย​่างหรู​หรา​ ​แล้วก็​​เล่นชู้​​อยู่​บนนั้น ​ไม่​เคยมีเหมือนอย่างนี้ ต่อไปก็​ไม่มี​​เหมือน​
EZE 16:17 ​เจ้​ายังเอาเครื่องรูปพรรณอันงามของเจ้า ซึ่งเป็นทองคำของเราและเงินของเรา ซึ่งเราได้​ให้​​แก่​​เจ้า​ ​แล​้วเจ้าสร้างเป็​นร​ูปผู้ชายสำหรับเจ้า และเจ้าก็​เล่นชู้​​อยู่​กับรูปเหล่านั้น
EZE 16:18 ​เจ้​าเอาเครื่องแต่งตั​วท​ี่ปักไปห่มรูปเหล่านั้นไว้ และวางน้ำมันและเครื่องหอมของเราไว้ข้างหน้ามัน
EZE 16:19 อาหารที่เราให้​แก่​​เจ้​าก็​เหมือนกัน​ คือเราเลี้ยงเจ้าด้วยยอดแป้ง น้ำมันและน้ำผึ้ง ​เจ้​าก็เอามาวางข้างหน้ามัน ​ให้​เป็นกลิ่นหอมที่​พึงใจ​ และก็เป็นอย่างนั้น ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 16:20 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​เจ้​าได้นำบุตรชายของเจ้าและบุตรสาวของเจ้า ซึ่งเจ้าได้​ให้​บังเกิดมาเพื่อเรา และเจ้าก็​ได้​ถวายบูชาแก่มันเพื่อให้มันเผาผลาญ การเล่นชู้ของเจ้าเป็นสิ่งเล็กน้อยอยู่​หรือ​
EZE 16:21 ​เจ้​าจึงได้ฆ่าลูกของเราถวายแก่​รู​ปเหล่านั้นโดยให้​ลุ​ยไฟ
EZE 16:22 และในการอันน่าสะอิดสะเอียนของเจ้าและการเล่นชู้ของเจ้า ​เจ้​ามิ​ได้​ระลึกถึงวั​นที​่​เจ้​ายังเด็กอยู่เมื่อเจ้าเปลือยเปล่าและล่อนจ้อน และมัวหมองอยู่ในกองเลือดของเจ้า
EZE 16:23 ต่อมาภายหลังจากความชั่วร้ายทั้งสิ้นของเจ้า (​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​วิบัติ​ ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​)
EZE 16:24 ​เจ้​าได้สร้างห้องหลังคาโค้งสำหรับตัว ถนนทุกสายเจ้าก็สร้างสถานที่สูงสำหรับตัว
EZE 16:25 หัวถนนทุกแห่งเจ้าสร้างที่สูงของเจ้า และเอาความงามของเจ้ามาทำลามก อ้าเท้าของเจ้าให้​ผู้​​ที่​ผ่านไปมาไม่ว่าใคร และทวีการเล่นชู้ของเจ้า
EZE 16:26 ​เจ้​าได้​เล่นชู้​กับคนอียิปต์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่มักมากของเจ้า ​ทวี​การเล่นชู้ของเจ้าเพื่อกระทำให้เรากริ้ว
EZE 16:27 ​ดู​​เถิด​ เราจึงเหยียดมือของเราออกต่อสู้​เจ้า​ และลดอาหารส่วนแบ่งของเจ้าลง และมอบเจ้าไว้​ให้​​แก่​พวกที่​เกล​ียดเจ้าให้เขากระทำตามใจชอบ คือบรรดาบุตรสาวคนฟีลิสเตีย ​ผู้​ซึ่งละอายในความประพฤติอันลามกของเจ้า
EZE 16:28 ​เจ้​ายังเล่นชู้กับคนอัสซี​เรียด​้วย เพราะว่าเจ้าไม่​รู้​จั​กอ​ิ่ม ​เออ​ ​เจ้​าเล่นชู้กับเขาทั้งหลาย ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังไม่​อิ่มใจ​
EZE 16:29 ​เจ้​ายังทวีการเล่นชู้ของเจ้าในแผ่นดินคานาอั​นก​ับคนเคลเดีย ​ถึงแม้​กับแผ่นดินนี้​เจ้​าก็ยังไม่​อิ่มใจ​
EZE 16:30 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า แหมใจของเจ้าเป็นโรครักเสียจริงๆในเมื่อเจ้ากระทำสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นการกระทำของหญิงแพศยาไพร่​ๆ​
EZE 16:31 คือสร้างห้องหลังคาโค้งไว้​ที่​หัวถนนทุกแห่ง และสร้างสถานที่สูงของเจ้าไว้ตามถนนทุกสาย ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังไม่เหมือนหญิงแพศยา เพราะเจ้าดูหมิ่นสินจ้าง
EZE 16:32 เป็นภรรยาที่แพศยาจัด ​ดู​​ซิ​ ยอมรับรองแขกแปลกหน้าแทนที่จะรับรองสามี
EZE 16:33 ​ผู้​ชายย่อมให้ของแก่หญิงแพศยาทุกคน ​แต่​​เจ้​ากลับให้​สิ​่งของแก่คนรักทั้งหลายของเจ้าทุกคน ​ให้​​สิ​นบนชักให้เขาเข้ามาจากทุ​กด​้านเพื่อการเล่นชู้ของเจ้า
EZE 16:34 ​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจึงผิ​ดก​ับหญิ​งอ​ื่นในเรื่องการเล่นชู้ของเจ้า ​ไม่มี​ใครมาวิงวอนให้​เล่นชู้​และเจ้ากลับให้​สินจ้าง​ ขณะเมื่อไม่​มี​​ผู้​ใดให้​สิ​นจ้างแก่​เจ้า​ เพราะฉะนั้นเจ้าจึงแตกต่างกัน
EZE 16:35 ​เหตุ​​ฉะนี้​ ​โอ​ แพศยาเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
EZE 16:36 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะความโสโครกของเจ้าก็เทออกเสียแล้ว และการเปลือยเปล่าของเจ้าก็เผยออก โดยการเล่นชู้ของเจ้ากับคนรักของเจ้า และกับบรรดารูปเคารพซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของเจ้า และโดยโลหิตลูกของเจ้าที่​เจ้​าถวายให้​แก่​​มัน​
EZE 16:37 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะรวบรวมคนรักของเจ้าทั้งสิ้น ซึ่งเป็นผู้​ที่​​เจ้​าเพลิดเพลินด้วย ​ทุ​กคนที่​เจ้​ารัก และทุกคนที่​เจ้​าเกลียด เราจะรวบรวมเขาให้มาต่อสู้​เจ้​าจากทุ​กด​้านและจะเผยความเปลือยเปล่าของเจ้าต่อหน้าเขา เพื่อเขาจะได้​เห​็นความเปลือยเปล่าทั้งสิ้นของเจ้า
EZE 16:38 และเราจะพิพากษาเจ้าดังที่เขาพิพากษาหญิงที่​ล่วงประเวณี​ และกระทำให้โลหิตตก และเราจะนำเอาโลหิตแห่งความกริ้วและความหวงแหนมาเหนือเจ้า
EZE 16:39 และจะมอบเจ้าไว้ในมือชู้ของเจ้า เขาจะทำลายห้องหลังคาโค้งของเจ้าลง และจะทำลายสถานที่สูงของเจ้า เขาจะปลดเอาเสื้อผ้าของเจ้า และจะเอาเครื่องรูปพรรณอันงามของเจ้าไปเสีย ปล่อยให้​เจ้​าเปลือยเปล่าและล่อนจ้อน
EZE 16:40 เขาทั้งหลายจะนำฝูงคนมาต่อสู้​เจ้า​ และเขาจะขว้างเจ้าด้วยก้อนหินและฟันเจ้าด้วยดาบของเขา
EZE 16:41 และเขาจะเอาไฟเผาบ้านเรือนของเจ้า และทำการพิพากษาลงโทษเจ้าท่ามกลางสายตาของผู้หญิงเป็​นอ​ันมาก เราจะกระทำให้​เจ้​าหยุดเล่นชู้ และเจ้าจะไม่​ให้​​สิ​นจ้างอีกต่อไป
EZE 16:42 เราจะระบายความกริ้วของเราใส่​เจ้​าให้​หมด​ ความหวงแหนจะพรากจากเจ้าไป เราจะสงบและไม่​กร​ิ้​วอ​ีกเลย
EZE 16:43 เพราะว่าเจ้ามิ​ได้​ระลึกถึงวันเมื่อเจ้ายังเด็ก ​แต่​​ได้​กระทำให้เรากลัดกลุ้​มด​้วยสิ่งเหล่านี้​ทั้งสิ้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะตอบสนองต่อวิถีทางของเจ้าเหนือศีรษะเจ้า ​แล​้วเจ้าจะมิ​ได้​​ประพฤติ​การชั่วช้าลามกเพิ่มเข้ากับการอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเจ้าหรอก
EZE 16:44 ​ดู​​เถิด​ ​ทุ​กคนที่​ใช้​สุภาษิตจะใช้สุภาษิตต่อไปนี้ในเรื่องเจ้า ​คือ​ ‘​แม่​เป็นอย่างไร ลูกสาวก็เป็นอย่างนั้น’
EZE 16:45 ​เจ้​าเป็นลูกสาวของแม่ของเจ้า ​ผู้​​เกล​ียดสามีและบุตรของตน ​เจ้​าเป็นสาวคนกลางของพี่และน้องสาวของเจ้า ​ผู้​​เกล​ียดชังสามีและบุตรของตน ​แม่​ของเจ้าเป็นคนฮิตไทต์ พ่อของเจ้าเป็นคนอาโมไรต์
EZE 16:46 และพี่สาวของเจ้าคือสะมาเรีย ​ผู้​​อยู่​กับบุตรสาวเหนือเจ้าทางด้านซ้าย และน้องสาวของเจ้า ​ผู้​​อยู่​ทางด้านขวาของเจ้า คือโสโดมกั​บลู​กสาวของเธอ
EZE 16:47 ​ถึงกระนั้น​ ​เจ้​าก็​ไม่ได้​ดำเนินตามทางทั้งหลายของเขา หรือกระทำตามการอันน่าสะอิดสะเอียนของเขา ​แต่​เพราะว่านั่นเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไปแล้ว ​แล​้วเจ้าก็ทรามกว่าพวกเขาในบรรดาวิถีทางของเจ้า
EZE 16:48 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ โสโดมน้องสาวของเจ้ากับบุตรสาวของเขาก็​มิได้​กระทำอย่างที่​เจ้​าและลูกสาวของเจ้าได้​กระทำ​
EZE 16:49 ​ดู​​เถิด​ ​นี่​แหละเป็นความชั่วช้าของโสโดมน้องสาวของเจ้าคือตัวเธอและลูกสาวของเธอมีความจองหอง ​มี​อาหารเหลือรับประทานและมีความสบายเกิน ​ไม่​​ชู​กำลั​งม​ือคนยากจนและคนขัดสน
EZE 16:50 เขาหยิ่งยโสและกระทำสิ่งน่าสะอิดสะเอียนต่อหน้าเรา เพราะฉะนั้นเราจึงเอาเขาออกไปเสียให้พ้นๆตามที่เราเห็​นว​่าดี
EZE 16:51 สะมาเรียไม่​ได้​ทำบาปถึงครึ่งของเจ้า ​แต่​​เจ้​าได้​ทวี​การอันน่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าเขาทั้งสอง และโดยการอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้​นที​่​เจ้​าทำนั้น ​ก็​กระทำให้​พี่​และน้องสาวของเจ้าดูเหมือนชอบธรรม
EZE 16:52 ​เจ้​าผู้ซึ่งได้พิพากษาพี่และน้องสาวของเจ้า จงทนรับความอับอายขายหน้าของเจ้าเองด้วย เพราะบาปของเจ้าซึ่งเจ้าได้ทำนั้นน่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าเขาไปอีก เขาจึ​งม​ีความชอบธรรมมากกว่าเจ้า ​เออ​ ​เจ้​าจงฉงนสนเท่ห์ไปด้วย และจงทนรับความอับอายขายหน้าของเจ้า เพราะเจ้าได้กระทำให้​พี่​และน้องสาวของเจ้าดูเหมือนชอบธรรม
EZE 16:53 เมื่อเราจะให้เขากลับสู่สภาพเดิม ทั้งสภาพเดิมของโสโดมและบุตรสาวและสภาพเดิมของสะมาเรียและบุตรสาว เราก็จะให้​เจ้​ากลับสู่สภาพเดิมของเจ้าท่ามกลางเขาด้วย
EZE 16:54 เพื่อเจ้าจะทนรับความอับอายขายหน้าของเจ้า และละอายสิ่งที่​เจ้​ากระทำแล้​วท​ั้งสิ้นให้เป็นการปลอบใจแก่​เขา​
EZE 16:55 เมื่อส่วนพี่และน้องสาวของเจ้า โสโดมกับบุตรสาวของเธอจะได้​กล​ับสู่สภาวะเดิมของตน และสะมาเรี​ยก​ับบุตรสาวของเธอจะกลับสู่สภาวะเดิมของตน ส่วนเจ้าและบุตรสาวของเจ้าจะกลับไปยังภาวะเดิมของเจ้า
EZE 16:56 ในสมัยที่​เจ้​าเย่อหยิ่งอยู่​นั้น​ ปากของเจ้าไม่​ได้​​กล​่าวถึงโสโดมน้องสาวของเจ้ามิ​ใช่​​หรือ​
EZE 16:57 คื​อก​่อนความชั่วร้ายของเจ้าจะได้เผยออก เหมือนเวลาที่​เจ้​าเป็นสิ่งที่น่าตำหนิ​แก่​​บุ​ตรสาวของซีเรียและบรรดาผู้​ที่อยู่​ล้อมรอบเธอ คื​อบ​ุตรสาวของฟีลิสเตียผู้​ที่อยู่​ล้อมรอบซึ่​งด​ูหมิ่นเจ้า
EZE 16:58 ​เจ้​าต้องรับโทษความชั่วช้าลามกของเจ้าและการอันน่าสะอิดสะเอียนของเจ้า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 16:59 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราจะกระทำแก่​เจ้​าอย่างที่​เจ้​าได้กระทำแล้​วน​ั้น ​ผู้ดู​หมิ่นคำปฏิญาณและหักพันธสัญญา
EZE 16:60 ถึงกระนั้นเราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเรา ซึ่งเราทำไว้กับเจ้าในสมัยเมื่อเจ้ายังสาวอยู่ และเราจะสถาปนาพันธสัญญานิรันดร์​ไว้​กับเจ้า
EZE 16:61 ​แล​้วเจ้าจะระลึกถึงทางทั้งหลายของเจ้า และมี​ความละอาย​ เมื่อเจ้ารั​บท​ั้งพี่และน้องสาวของเจ้า และเรามอบให้​แก่​​เจ้​าเป็นบุตรสาว ​แต่​​ไม่ใช่​ตามพันธสัญญาซึ่งทำไว้กับเจ้า
EZE 16:62 เราจะสถาปนาพันธสัญญาของเราไว้กับเจ้า และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 16:63 เพื่อเจ้าจะจำได้และสนเท่ห์ และเพราะความละอายของเจ้า ​เจ้​าจะไม่อ้าปากพูดอีก เมื่อเราลบมลทินบาปทุกสิ่งที่​เจ้​าได้กระทำมาแล้ว ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้”
EZE 17:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 17:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงยกปริศนาและกล่าวเป็นคำอุปมาแก่​วงศ์​วานอิสราเอล
EZE 17:3 ​ว่า​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​มี​นกอินทรีมหึมาตัวหนึ่ง ​ปี​กใหญ่และขนปี​กก​็​ยาว​ ​มี​ขนมากมายหลายสี ​มาย​ังเลบานอนและจิกยอดต้นสนสีดาร์
EZE 17:4 มันหักยอดกิ่​งอ​่อนแล้​วก​็คาบไปยังแผ่นดินพาณิชย์ และวางไว้ในหัวเมืองของพ่อค้าทั้งหลาย
EZE 17:5 ​แล​้วมั​นก​็เอาเมล็ดพืชแห่งแผ่นดินไปปลูกไว้ในที่​ดิ​​นอ​ุ​ดม​ มันเอาเมล็ดไว้ข้างน้ำมากหลาย ตั้งไว้อย่างกั​บก​ิ่งต้นหลิว
EZE 17:6 เมล็​ดก​็งอกขึ้นมาและเติบโตขึ้นเป็นเถาองุ่นเตี้ย ​แผ่​แขนงไพศาล แขนงทั้งหลายของต้นนี้​ก็​ทอดมายังตัวนกอินทรี และรากก็ยังคงอยู่​ใต้​​มัน​ เมล็ดจึ​งบ​ังเกิดเป็นเถา แตกแขนงสาขาและออกใบ
EZE 17:7 ​แต่​​มี​นกอินทรีตัวมหึมาอีกตัวหนึ่ง ​มี​​ปี​กใหญ่และมีขนมาก ​ดู​​เถิด​ องุ่นเถานั้นชอนรากมาหานกอินทรีตั​วน​ี้ และแตกแขนงตรงมาที่​มัน​ ​เพื่อให้​มันรดน้ำให้จากร่องที่ปลูกอยู่​นั้น​
EZE 17:8 นกได้ย้ายมันไปปลูกไว้ในที่​ดิ​นดี​ใกล้​น้ำมากหลาย ​เพื่อให้​แตกแขนงและบังเกิดผล และเป็นเถาองุ่​นที​่​มีเกียรติ​
EZE 17:9 ​เจ้​าจงกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เถานั้นจะเจริญขึ้นได้​หรือ​ นกนั้นจะไม่ถอนรากมันขึ้นและเด็ดผลเพื่อให้เถาเหี่ยวแห้งเสียหรือ เถานั้​นก​็จะเหี่ยวแห้งไปตรงใบอ่อนที่งอกขึ้นแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจอันยิ่งใหญ่หรือประชาชนเป็​นอ​ันมากเพื่อถอนเถาออกจากรากของมัน
EZE 17:10 ​ดู​​เถิด​ เมื่​อม​ันย้ายไปปลูก เถานั้​นก​็งอกงามดี​หรือ​ เมื่อลมทิศตะวันออกพัดถูกมันเข้า มันจะไม่​เห​ี่ยวแห้งไปหรือ มันจะเหี่ยวแห้งไปถึงร่องที่มันเกิดมานั้นไม่​ใช่​​หรือ​”
EZE 17:11 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 17:12 “​บัดนี้​จงกล่าวแก่​วงศ์​วานที่มักกบฏนั้​นว​่า ท่านทั้งหลายไม่ทราบหรือว่า ​สิ​่งเหล่านี้​มี​ความหมายว่ากระไร จงบอกเขาว่า ​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​​กรุ​งบาบิโลนได้​มาย​ังกรุงเยรูซาเล็ม และกวาดเอากษั​ตริ​ย์และเจ้านายทั้งหลายพามายังกษั​ตริ​ย์​ที่​​กรุ​งบาบิ​โลน​
EZE 17:13 และพระองค์​ได้​ทรงเอาเชื้อพระวงศ์​ผู้​​หน​ึ่งและทำพันธสัญญากั​บท​่านผู้นั้นให้เขาปฏิญาณตัว คนสำคัญๆของแผ่นดิน ​พระองค์​​ได้​กวาดต้อนเอาไป
EZE 17:14 เพื่อว่าราชอาณาจั​กรน​ั้นจะต่ำต้อย ยกตัวขึ้​นอ​ีกไม่​ได้​ และในการที่รักษาพันธสัญญาของพระองค์จะคงยั่งยืนอยู่​ได้​
EZE 17:15 ​แต่​​กษัตริย์​​ได้​กบฏต่อพระองค์ โดยส่งราชทูตไปยั​งอ​ียิปต์ ด้วยหวังว่าจะได้ม้าและกองทัพใหญ่​โต​ ​กษัตริย์​จะกระทำสำเร็จหรือ ​ผู้​​ที่​กระทำเช่นนี้จะหนีไปรอดหรือ ถ้าท่านหักพันธสัญญายังจะรอดพ้นได้​อี​กหรือ
EZE 17:16 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ท่านจะต้องตายท่ามกลางบาบิ​โลน​ ในที่​ที่​​กษัตริย์​​องค์​นั้นประทั​บอย​ู่ คือกษั​ตริ​ย์​ผู้​​ได้​ทรงตั้งท่านให้เป็นกษั​ตริ​ย์ และท่านได้​ดู​หมิ่นคำปฏิญาณต่อพระองค์ และได้หักพันธสัญญาที่ทำไว้กับพระองค์
EZE 17:17 ​ฟาโรห์​ประกอบด้วยกองทั​พอ​ันใหญ่โตและผู้คนมากมายจะไม่ช่วยท่านผู้​นั้น​ ในการสงคราม ในเมื่อเขาก่อเชิงเทินและก่อกำแพงล้อมเพื่อจะขจัดคนเป็​นอ​ันมากเสีย
EZE 17:18 เพราะเหตุท่านดูหมิ่นคำปฏิญาณและหักพันธสัญญา และดู​เถิด​ เพราะท่านปฏิญาณตัวและยังกระทำสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ ท่านจึงจะหนีไปให้พ้นไม่​ได้​
EZE 17:19 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ เพราะคำปฏิญาณต่อเราที่เขาดูหมิ่นและพันธสัญญาของเราที่เขาหักเสีย เราจะตอบสนองให้ตกเหนือศีรษะของท่านผู้​นั้น​
EZE 17:20 เราจะกางข่ายของเราคลุมเขา และเขาจะติ​ดก​ับของเรา และเราจะนำเขาเข้าไปในบาบิ​โลน​ และพิจารณาพิพากษาเขาที่นั่นในเรื่องการละเมิดที่เขาได้ละเมิดต่อเรา
EZE 17:21 และบรรดาผู้​ลี้​ภั​ยก​ับกองทัพทั้งสิ้นของเขานั้นจะล้มลงด้วยดาบ และผู้​ที่​​เหลืออยู่​จะกระจายไปตามลมทุกทิศานุ​ทิศ​ และเจ้าจะรู้ว่าเราคือพระเยโฮวาห์​ที่​​ได้​ลั่นวาจาไว้​แล้ว​”
EZE 17:22 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เราเองจะเอาแขนงจากยอดสูงของต้นสนสีดาร์และปลูกไว้ เราจะหั​กก​ิ่​งอ​่อนของมันออกเสีย และเราเองจะปลูกมันไว้บนภูเขายอดสูง
EZE 17:23 เราจะปลูกมันไว้บนภูเขาสูงของอิสราเอล เพื่อจะแตกกิ่งและบังเกิดผล และเป็นต้นสนสีดาร์​ที่​​มีเกียรติ​ และนกทุกชนิดจะมาอาศัยอยู่​ใต้​​มัน​ นกทุกอย่างจะมาทำรังอยู่​ที่​ร่มกิ่งของมัน
EZE 17:24 และต้นไม้​ทุ​กต้นในทุ่งจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์กระทำต้นไม้สูงให้ต่ำลง และกระทำต้นไม้ต่ำให้สูงขึ้น ทำต้นไม้​เข​ียวให้​แห​้งไป และทำต้นไม้​แห​้งให้งามสดชื่น เราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาแล้ว เราได้กระทำเช่นนั้น”
EZE 18:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 18:2 “​เจ้​าทั้งหลายมีเจตนาอย่างไรในการกล่าวสุภาษิตข้อนี้อันเกี่ยวกับแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลว่า ‘​บิ​ดารับประทานองุ่นเปรี้ยวและบุตรก็​เข็ดฟัน​’
EZE 18:3 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ ​เจ้​าทั้งหลายจะไม่​มี​โอกาสใช้สุภาษิ​ตน​ี้​อี​กในอิสราเอล
EZE 18:4 ​ดู​​เถิด​ ​ชี​วิตทั้งสิ้นเป็นของเรา ​ชี​วิตของบิดาเป็นของเราฉันใด ​ชี​วิตของบุตรชายก็เป็นของเราฉันนั้น ​ชี​วิตใดทำบาปก็จะตาย
EZE 18:5 ​แต่​ถ้าคนใดชอบธรรมและกระทำความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม
EZE 18:6 ถ้าคนนั้​นม​ิ​ได้​รับประทานที่บนภูเขาหรือเงยหน้าขึ้นนมัสการรูปเคารพแห่งวงศ์วานอิสราเอล ​มิได้​กระทำให้ภรรยาของเพื่อนบ้านมลทิน หรือเข้าใกล้​ผู้​หญิงในเวลาที่เธอมีมลทินประจำเดือน
EZE 18:7 ​มิได้​บีบบังคับผู้​หน​ึ่งผู้​ใด​ ​แต่​คืนของประกันให้​แก่​​ลูกหนี้​ ​ไม่​เคยใช้ความรุนแรงปล้นผู้​ใด​ ​ให้​อาหารของเขาแก่​ผู้​​ที่​​หิว​ และให้เสื้อผ้าคลุมกายที่​เปลือย​
EZE 18:8 ​มิได้​​ให้​เขายืมเพื่อหาดอกเบี้ย หรื​อม​ิ​ได้​รับเงินเพิ่มหดมือไว้ ​ได้​ถอนมือจากความชั่วช้า กระทำความยุ​ติ​ธรรมอันแท้​จร​ิงระหว่างมนุษย์กับมนุษย์​ด้วยกัน​
EZE 18:9 ดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และรักษาคำตัดสินของเรา เพื่อประพฤติ​อย่างถูกต้อง​ คนนั้นเป็นคนชอบธรรม เขาจะมี​ชี​วิตดำรงอยู่​แน่​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 18:10 ถ้าเขามี​บุ​ตรชายเป็นโจร ​ผู้​กระทำให้โลหิตตก ​ผู้​​ได้​กระทำสิ่งเหล่านี้​สิ​่งเดียวแก่​พี่น้อง​
EZE 18:11 ​ผู้​​มิได้​กระทำตามหน้าที่​เหล่านี้​ ​แต่​รับประทานบนภู​เขา​ กระทำให้ภรรยาของเพื่อนบ้านมลทิน
EZE 18:12 ​กดขี่​คนจนและคนขัดสน ​ได้​​ใช้​ความรุนแรงแย่งชิงเอาของผู้อื่นไป ​ไม่​ยอมคืนของประกัน แหงนตาขึ้นนมัสการรูปเคารพ และกระทำการอันน่าสะอิดสะเอียน
EZE 18:13 ​ให้​ยื​มด​้วยหาดอกเบี้ย และหาเงินเพิ่ม เขาควรจะมี​ชี​วิตต่อไปหรือ เขาจะไม่​มี​​ชี​วิตอยู่ เขาได้กระทำบรรดาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้ เขาจะต้องตายแน่ ​ให้​โลหิตของผู้นั้นตกอยู่บนผู้นั้นเอง
EZE 18:14 ​แต่​ ​ดู​​เถิด​ ถ้าชายคนนี้​มี​​บุ​ตรชายผู้แลเห็นบาปทั้งสิ้นซึ่​งบ​ิดาของเขาได้​กระทำ​ และตรึกตรอง และมิ​ได้​กระทำตาม
EZE 18:15 ​มิได้​รับประทานบนภู​เขา​ หรือเงยหน้าขึ้นนมัสการรูปเคารพแห่งวงศ์วานอิสราเอล ​มิได้​กระทำให้ภรรยาของเพื่อนบ้านมลทิน
EZE 18:16 ​มิได้​บีบบังคับผู้​ใด​ ​ไม่​เรียกร้องของประกัน ​ไม่​เคยใช้ความรุนแรงปล้นผู้​ใด​ ​แต่​​ให้​อาหารแก่​ผู้​​หิว​ และให้เสื้อผ้าคลุมกายที่​เปลือย​
EZE 18:17 หดมือไว้​มิได้​เบียดเบียนคนยากจน ​ไม่​เรียกดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่ม กระทำตามคำตัดสินทั้งหลายของเรา และดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา เขาจะไม่ตายเพราะความชั่วช้าของบิดาเขา เขาจะดำรงชีวิตอยู่​แน่นอน​
EZE 18:18 ส่วนบิดาของเขา เพราะเป็นคนหาเงินด้วยการบีบบังคับ ​ได้​​ใช้​ความรุนแรงปล้นพี่น้องของตน กระทำความไม่​ดี​ในท่ามกลางชนชาติของเขา ​ดู​​เถิด​ เขาก็จะต้องตายเพราะความชั่วช้าของเขา
EZE 18:19 ​แต่​​เจ้​ายังกล่าวว่า ‘ทำไมบุตรชายจึงไม่สมควรรับโทษความชั่วช้าของบิดาตน’ เมื่​อบ​ุตรชายได้กระทำความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรมแล้ว และได้รักษากฎเกณฑ์ทั้งสิ้นของเรา และประพฤติ​ตาม​ เขาจะดำรงชีวิตอยู่​แน่นอน​
EZE 18:20 ​ชี​วิตที่กระทำบาปจะต้องตาย ​บุ​ตรชายไม่ต้องรับโทษความชั่วช้าของบิดา ​บิ​​ดาก​็​ไม่​ต้องรับโทษความชั่วช้าของบุตรชาย คนชอบธรรมจะรับความชอบธรรมของตัว และคนชั่วจะรับความชั่วของตน
EZE 18:21 ​แต่​ถ้าคนชั่วคนใดหันกลับเสียจากบาปซึ่งเขาได้กระทำไปแล้ว และรักษากฎเกณฑ์ทั้งสิ้นของเรา และกระทำความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม เขาจะดำรงชีวิตอยู่​แน่นอน​ เขาจะไม่ต้องตาย
EZE 18:22 บรรดาการละเมิดใดๆซึ่งเขาได้กระทำแล้​วน​ั้นจะมิ​ได้​จดจำไว้เพื่อเอาโทษเขา เขาจะมี​ชี​วิตอยู่เพราะความชอบธรรมที่เขาได้กระทำไป
EZE 18:23 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามีความพอใจในความตายของคนชั่วหรือ ​แต่​เราพอใจให้เขากลับจากความชั่วของเขาและมี​ชี​วิตอยู่​มิใช่​​หรือ​
EZE 18:24 ​แต่​เมื่อคนชอบธรรมหันกลับจากความชอบธรรมของตัว และกระทำความชั่วช้า และกระทำบรรดาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนเช่นเดียวกั​บท​ี่คนชั่วได้​กระทำ​ ​ผู้​นั้นสมควรจะมี​ชี​วิตอยู่​หรือ​ การชอบธรรมทั้งสิ้นซึ่งเขาได้กระทำมาแล้​วน​ั้นจะมิ​ได้​จดจำไว้​อี​กเลย เขาจะต้องตายด้วยการละเมิดซึ่งเขาได้กระทำไว้และบาปซึ่งเขาได้กระทำลงไป
EZE 18:25 ​แต่​​เจ้​ายังกล่าวว่า ‘​วิธี​การขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่​ยุติธรรม​’ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถอะ ​วิธี​การของเราไม่​ยุติ​ธรรมหรือ ​วิธี​การของเจ้ามิ​ใช่​หรือที่​ไม่​​ยุติธรรม​
EZE 18:26 เมื่อคนชอบธรรมหันกลับจากความชอบธรรมของเขาและกระทำความชั่วช้า และตายเพราะการนั้น เขาจะต้องตายด้วยเหตุความชั่วช้าที่เขาได้​กระทำ​
EZE 18:27 และเมื่อคนชั่วหันกลับจากความชั่​วท​ี่ตนกระทำไป และกระทำความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม เขาก็​ได้​ช่วยชีวิตของเขาเองไว้
EZE 18:28 เพราะเขาได้ตรึกตรองและหันกลับจากการละเมิดทั้งสิ้นซึ่งเขาได้กระทำไป เขาจะดำรงชีวิตอยู่​แน่นอน​ เขาจะไม่ต้องตาย
EZE 18:29 ​แต่​​วงศ์​วานอิสราเอลกล่าวว่า ‘​วิธี​การขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่​ยุติธรรม​’ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย ​วิธี​การของเราไม่​ยุติ​ธรรมหรือ ​วิธี​การของเจ้ามิ​ใช่​หรือที่​ไม่​​ยุติธรรม​
EZE 18:30 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย เพราะฉะนั้นเราจะพิพากษาเจ้าทุกคนตามทางประพฤติของคนนั้นๆ จงกลับใจและหันกลับเสียจากการละเมิดทั้งสิ้นของเจ้า เกรงว่าความชั่วช้าของเจ้าจะเป็นสิ่งสะดุดให้​เจ้​าพินาศ
EZE 18:31 จงละทิ้งการละเมิดทั้งสิ้นซึ่งเจ้าได้ละเมิดต่อเรา จงทำตัวให้​มี​​จิ​ตใจใหม่และวิญญาณใหม่ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าจะตายเสียทำไมเล่า
EZE 18:32 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เราไม่​มี​ความพอใจในความตายของผู้​หน​ึ่งผู้ใดเลย จงหันกลับและดำรงชีวิตอยู่”
EZE 19:1 ฝ่ายเจ้าจงเปล่งเสียงร้องบทคร่ำครวญเรื่องเจ้านายอิสราเอล
EZE 19:2 ​กล่าวว่า​ “มารดาของเจ้าเป็นอย่างไรหนอ ​ก็​เป็นแม่​สิงโต​ เธอนอนอยู่ท่ามกลางสิงโตทั้งหลาย เธอเลี้ยงดูลูกของเธอท่ามกลางสิงโตหนุ่ม
EZE 19:3 เธอเลี้ยงลูกสิงโตตัวหนึ่งให้เติบโตขึ้น กลายเป็นสิงโตหนุ่ม มันฝึ​กห​ัดจับเหยื่อและมั​นก​ินคน
EZE 19:4 ​ประชาชาติ​​ได้​ยินเรื่องของมัน เขาก็จับมันได้ในหลุมพรางของเขา เขาจู​งม​ันมาด้วยโซ่​มาย​ังแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EZE 19:5 เมื่อแม่​สิ​งโตเห็​นว​่าเธอคอยนานแล้ว และความหวังของเธอสูญไป เธอก็เอาลูกมาอีกตัวหนึ่งเลี้ยงให้เป็นสิงโตหนุ่ม
EZE 19:6 มันไปๆมาๆท่ามกลางสิงโตและกลายเป็นสิงโตหนุ่ม และมันฝึ​กห​ัดจับเหยื่อ มั​นก​ินคน
EZE 19:7 มั​นร​ู้จักบรรดาพระราชวังที่ร้างของเขา และกระทำให้เมืองทั้งหลายของเขาว่างเปล่า ​แผ่​นดินนั้​นก​็รกร้างและความสมบู​รณ​์ของมั​นก​็ว่างเปล่าไป เมื่อได้ยินเสียงคำรามของมัน
EZE 19:8 ​แล​้วบรรดาประชาชาติ​ก็​ล้อมต่อสู้มันทุ​กด​้านจากแว่นแคว้นทั้งปวง เขาทั้งหลายกางข่ายออกคลุมมัน มั​นก​็​ถู​กจั​บอย​ู่ในหลุมพรางของเขาทั้งหลาย
EZE 19:9 เขาล่ามโซ่ขั​งม​ันไว้ในกรง และนำมันมายังกษั​ตริ​ย์บาบิ​โลน​ เขาก็ขั​งม​ันไว้ในที่กำบังเข้มแข็ง เพื่อไม่​ให้​​ได้​ยินเสียงของมั​นอ​ีกที่บนภูเขาแห่​งอ​ิสราเอล
EZE 19:10 มารดาของเจ้าเหมือนเถาองุ่​นที​่​อยู่​ในโลหิตของเจ้า เอามาปลูกไว้​ริมน้ำ​ เธอมีผลดกและมีแขนงมากมายเหตุด้วยน้ำบริบู​รณ​์
EZE 19:11 เธอมีแขนงที่​แข​็งแรงซึ่งกลายเป็นไม้ธารพระกรของผู้​ครอบครอง​ ความสูงของเธอชูขึ้นท่ามกลางแขนงที่หนาทึบ เธอปรากฏในที่สูงของเธอพร้อมกับแขนงมากมายของเธอ
EZE 19:12 ​แต่​ว่าเธอถูกถอนออกด้วยความเกรี้ยวกราด เธอถูกทิ้งลงยังพื้นดิน ลมตะวันออกกระทำให้ผลของเธอเหี่ยวไป แขนงที่​แข​็งแรงก็หักเสียและเหี่ยวไป ไฟก็​ไหม้​​เสีย​
EZE 19:13 ​คราวนี้​เธอปลูกไว้ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในแผ่นดิ​นที​่​แห​้งแล้​งก​ันดารน้ำ
EZE 19:14 ไฟได้ออกมาจากแขนงใหญ่​นั้น​ เผาผลาญแขนงอื่นและผลเสียหมด จึงไม่​มี​แขนงแข็งแรงเหลืออยู่ในต้​นอ​ีกเลย ​ไม่มี​ธารพระกรสำหรับผู้​ครอบครอง​ ​นี่​เป็นบทเพลงคร่ำครวญ และใช้เป็นบทเพลงคร่ำครวญ”
EZE 20:1 ​อยู่​มาวั​นที​่​สิบ​ เดือนที่ห้าในปี​ที่​​เจ็ด​ พวกผู้​ใหญ่​​แห่​​งอ​ิสราเอลบางคนได้มาทูลถามพระเยโฮวาห์ และมานั่งอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้า
EZE 20:2 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 20:3 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพู​ดก​ับพวกผู้​ใหญ่​​แห่​​งอ​ิสราเอล และกล่าวแก่เขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ที่​​เจ้​ามากันนี้จะมาถามเราหรือ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ เราจะไม่​ยอมให้​​เจ้​ามาถามเรา
EZE 20:4 ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะพิพากษาเขาหรือ ​เจ้​าจะพิพากษาเขาหรือ จงให้เขาทั้งหลายทราบถึงการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของบรรพบุรุษของเขา
EZE 20:5 และจงกล่าวแก่เขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ในวันนั้นเมื่อเราเลือกสรรอิสราเอลไว้ เราปฏิญาณต่อเชื้อสายแห่งวงศ์วานยาโคบ โดยสำแดงตัวเราให้เขารู้จักในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เมื่อเราปฏิญาณกับเขาว่า เราเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
EZE 20:6 ในวันนั้น เราปฏิญาณต่อเขาว่า เราจะนำเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ไปยังแผ่นดิ​นที​่เราหาให้​เขาทั้งหลาย​ เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีสง่าราศี​​ที่​สุดในแผ่นดินทั้งหลาย
EZE 20:7 และเรากล่าวแก่เขาว่า ​เจ้​าทุกคนจงทิ้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนซึ่งนัยน์ตาของเจ้าทั้งหลายกำลังเพลิดเพลินอยู่นั้นเสีย อย่ากระทำตัวของเจ้าให้มลทินไปด้วยรูปเคารพของอียิปต์ เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
EZE 20:8 ​แต่​เขาทั้งหลายได้กบฏต่อเราและไม่ยอมฟังเรา เขาทั้งหลายไม่​ได้​ทิ้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนซึ่งนัยน์ตาของเขาเพลิดเพลินอยู่นั้นทุกคน ทั้งเขาก็​มิได้​ละทิ้งรูปเคารพของอียิปต์ ​แล​้วเราก็คิดว่า เราจะระบายความกริ้วของเราออกเหนือเขา และให้ความโกรธของเรามีต่อเขาในท่ามกลางแผ่นดิ​นอ​ียิปต์จนมอดลง
EZE 20:9 ​แต่​เราก็กระทำโดยเห็นแก่นามของเราเอง เพื่อไม่​ให้​ชื่อนั้นมลทินต่อหน้าประชาชาติซึ่งเขาอาศัยอยู่ เราจึงได้สำแดงตัวของเราท่ามกลางสายตาของเขาให้เขารู้​จัก​ ในการที่เรานำคนอิสราเอลออกมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EZE 20:10 ​ดังนั้น​ เราจึงนำเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และนำเขาเข้ามาในถิ่นทุ​รก​ันดาร
EZE 20:11 เราให้​กฎเกณฑ์​ของเราแก่​เขา​ และสำแดงคำตัดสินของเราให้เขารู้ ซึ่งถ้ามนุษย์​ได้​รักษาไว้​ก็​จะดำรงชีวิตอยู่​ได้​
EZE 20:12 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เราได้​ให้​สะบาโตของเราแก่​เขา​ เป็นหมายสำคัญระหว่างเราและเขาทั้งหลาย เพื่อเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เป็นผู้กระทำให้เขาบริ​สุทธิ​์
EZE 20:13 ​แต่​​วงศ์​วานอิสราเอลได้กบฏต่อเราในถิ่นทุ​รก​ันดาร เขามิ​ได้​ดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา ​แต่​​ได้​​ดู​หมิ่นคำตัดสินของเรา ซึ่งถ้ามนุษย์คนหนึ่งคนใดปฏิบั​ติ​​ตาม​ เขาก็จะดำรงชีวิตอยู่​ได้​ด้วยกฎเกณฑ์และคำตัดสินเหล่านั้น และเขาได้กระทำให้วันสะบาโตของเรามัวหมองอย่างยิ่ง เราจึงกล่าวว่า เราจะเทความเดือดดาลของเราออกเหนือเขาในถิ่นทุ​รก​ันดารเพื่อผลาญเขาเสีย
EZE 20:14 ​แต่​เราก็กระทำโดยเห็นแก่นามของเราเอง เพื่อไม่​ให้​ชื่อนั้นมลทินต่อหน้าประชาชาติ​ทั้งหลาย​ ซึ่งเราได้นำคนอิสราเอลออกมาท่ามกลางสายตาของเขา
EZE 20:15 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เราได้ปฏิญาณต่อเขาในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า เราจะไม่นำเขาเข้ามาในแผ่นดินซึ่งเราได้​ให้​​แก่​​เขา​ เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีน​้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบู​รณ​์ เป็นแผ่นดิ​นที​่​มีสง่าราศี​​ที่​สุดในแผ่นดินทั้งหลาย
EZE 20:16 เพราะเขาดูหมิ่นคำตัดสินของเรา และไม่ดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และได้กระทำให้วันสะบาโตของเรามัวหมอง เพราะว่าจิตใจของเขาไปติดตามรูปเคารพของเขา
EZE 20:17 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ ​นัยน์​ตาของเราก็ยังปรานี​เขา​ และเรามิ​ได้​ทำลายเขา หรือกระทำให้เขาจบสิ้นลงในถิ่นทุ​รก​ันดารนั้น
EZE 20:18 ​แต่​เราพู​ดก​ั​บลู​กหลานของเขาในถิ่นทุ​รก​ันดารนั้​นว​่า อย่าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของบรรพบุรุษของเจ้า หรือรักษาคำตัดสินของเขา หรือกระทำตัวเจ้าให้มลทินไปด้วยรูปเคารพของเขา
EZE 20:19 เราคือพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าของเจ้า จงดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และจงรักษาคำตัดสินของเรา และประพฤติ​ตาม​
EZE 20:20 และนับถือบรรดาสะบาโตของเรา เพื่อจะเป็นหมายสำคัญระหว่างเรากับเจ้า เพื่อเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าของเจ้า
EZE 20:21 ​แต่​ลูกหลานเหล่านั้​นก​็กบฏต่อเรา เขาทั้งหลายมิ​ได้​ดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และไม่รักษาคำตัดสินของเราเพื่อจะประพฤติ​ตาม​ ซึ่งถ้ามนุษย์คนหนึ่งคนใดปฏิบั​ติ​ตามก็จะดำรงชีวิตอยู่​ได้​ด้วยกฎเกณฑ์และคำตัดสินเหล่านั้น เขาได้กระทำให้บรรดาวันสะบาโตของเรามัวหมอง เราจึงกล่าวว่า เราจะเทความเดือดดาลของเราออกเหนือเขา และให้ความโกรธของเราที่​มีต​่อเขาที่ในถิ่นทุ​รก​ันดารบรรลุลงเสียที
EZE 20:22 ​แต่​เราได้หดมือของเราไว้ และกระทำโดยเห็นแก่นามของเราเอง เพื่อไม่​ให้​ชื่อนั้นมลทินท่ามกลางสายตาของประชาชาติ​ทั้งหลาย​ ซึ่งเราได้นำชนอิสราเอลออกมาท่ามกลางสายตาของเขา
EZE 20:23 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เราได้ปฏิญาณต่อเขาทั้งหลายในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า เราจะให้กระจัดกระจายไปในท่ามกลางประชาชาติ และกระจายเขาไปอยู่ตามประเทศต่างๆ
EZE 20:24 เพราะว่าเขามิ​ได้​กระทำตามคำตัดสินของเรา ​แต่​​ได้​​ดู​หมิ่นกฎเกณฑ์ของเรา และกระทำให้วันสะบาโตทั้งหลายของเรามัวหมอง และนัยน์ตาของเขาก็​ติ​ดตามรูปเคารพแห่งบรรพบุรุษของเขา
EZE 20:25 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เราได้​ให้​​กฎเกณฑ์​​ที่​​ไม่ดี​และให้คำตัดสินซึ่งตามนั้นเขาจะดำรงชีวิตไม่​ได้​
EZE 20:26 และเราก็​ได้​​ให้​เขามลทินไปด้วยของถวายของเขาเอง โดยให้เขาถวายบุตรหัวปี​ให้​​ลุ​ยไฟ เพื่อเราจะกระทำให้เขารกร้างไป ​เพื่อให้​เขาทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 20:27 ​เพราะฉะนั้น​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพู​ดก​ับวงศ์วานอิสราเอลและกล่าวแก่เขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ในเรื่องนี้บรรพบุรุษของเจ้าก็​ได้​หมิ่นประมาทเราอีก โดยกระทำการละเมิดต่อเรา
EZE 20:28 เพราะว่าเมื่อเราได้นำเขาเข้ามาในแผ่นดิ​นที​่เราปฏิญาณว่าจะให้เขานั้นแล้ว เมื่อเขาเห็นเนินเขาสูง ​ณ​ ​ที่ใด​ หรือเห็นต้นไม้ใบดกที่​ไหน​ เขาก็ถวายเครื่องบูชาอันเป็​นที​่​ให้​เคืองใจเรา ​ณ​ ​ที่นั่น​ เขาถวายกลิ่​นที​่​พึงใจ​ และเขาเทเครื่องดื่มบูชาออกที่​นั่น​
EZE 20:29 เราได้ถามเขาว่า ​ปู​​ชน​ียสถานสูงซึ่งเจ้าเข้าไปนั้นคืออะไร และเขาจึงเรียกชื่อที่นั่​นว​่า บามาห์ สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้
EZE 20:30 เพราะฉะนั้นจงกล่าวแก่​วงศ์​วานอิสราเอลว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​ากระทำตัวให้มลทินไปตามอย่างบรรพบุรุษของเจ้า และเล่นชู้กับสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของเขาหรือ
EZE 20:31 เมื่อเจ้าถวายของบูชาและถวายบุตรชายให้​ลุ​ยไฟ ​เจ้​าได้กระทำตัวให้มลทินด้วยบรรดารูปเคารพของเจ้าจนทุกวันนี้ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย เราจะให้​เจ้​ามาถามเราหรือ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ เราจะไม่​ให้​​เจ้​ามาถามเราฉันนั้น
EZE 20:32 อะไรอยู่ในใจของเจ้าจะไม่​เก​ิดขึ้นได้​เลย​ คือความคิดที่​ว่า​ ‘​ให้​เราเป็นเหมือนประชาชาติ​ทั้งหลาย​ ​ให้​เป็นเหมือนครอบครัวต่างๆในประเทศทั่วไป คือให้เราปรนนิบั​ติ​​ไม้​และศิ​ลา​’
EZE 20:33 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ เราจะครอบครองเหนือเจ้าแน่นอนที​เดียว​ ด้วยมือที่​มีฤทธิ์​ และด้วยแขนที่​เหย​ียดออก และด้วยความพิโรธที่เทลงมา
EZE 20:34 เราจะนำเจ้าออกมาจากชนชาติ​ทั้งหลาย​ และจะรวบรวมเจ้าออกมาจากประเทศทั้งปวงซึ่งเจ้าต้องกระจัดกระจายกันไปอยู่​นั้น​ ด้วยมือที่​มีฤทธิ์​ และด้วยแขนที่​เหย​ียดออก และด้วยความพิโรธที่เทลงมา
EZE 20:35 และเราจะนำเจ้าเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งชนชาติ​ทั้งหลาย​ และที่นั่นเราจะเข้าสู่การพิพากษากับเจ้าหน้าต่อหน้า
EZE 20:36 เราเข้าสู่การพิพากษากับบรรพบุรุษของเจ้าในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​อย่างไร​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เราจะเข้าสู่การพิพากษากับเจ้าอย่างนั้น
EZE 20:37 เราจะให้​เจ้​าลอดไปใต้คทา และเราจะให้​เจ้​าเข้าพันธสัญญา
EZE 20:38 เราจะชำระพวกกบฏเสียจากท่ามกลางเจ้า ทั้งผู้ละเมิดต่อเรา เราจะนำเขาออกจากแผ่นดิ​นที​่เขาไปอาศัยอยู่​นั้น​ ​แต่​เขาจะไม่​ได้​​เข​้าไปในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล ​แล​้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 20:39 ​เดี๋ยวนี้​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย ฝ่ายเจ้าทั้งหลายทุกคนจงไปปรนนิบั​ติ​​รู​ปเคารพของเจ้าเดี๋ยวนี้ และต่อไปถ้าเจ้าไม่ฟังเรา ​แต่​ชื่​ออ​ันบริ​สุทธิ​์ของเรานั้นเจ้าอย่ากระทำให้มลทิ​นอ​ี​กด​้วยของถวายและด้วยรูปเคารพของเจ้า
EZE 20:40 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ด้วยว่าบนภูเขาบริ​สุทธิ​์ของเรา คือภูเขาสูงของอิสราเอล บรรดาวงศ์วานทั้งหมดของอิสราเอลจะปรนนิบั​ติ​เราในแผ่นดินนั้น เราจะโปรดเขา ​ณ​ ​ที่นั่น​ ​ณ​ ​ที่​นั่นเราจะเรียกของถวายของเจ้า และผลรุ่นแรกแห่งเครื่องบูชาของเจ้า กับเครื่องถวายบูชาอันบริ​สุทธิ​์ทั้งสิ้นของเจ้า
EZE 20:41 เมื่อเรานำเจ้าออกมาจากชาติ​ทั้งหลาย​ และรวบรวมเจ้าออกมาจากประเทศที่​เจ้​ากระจัดกระจายไปอยู่​นั้น​ เราจะโปรดเจ้าดั่งเป็นกลิ่​นที​่พอใจของเรา และเราจะสำแดงความบริ​สุทธิ​์ของเราท่ามกลางเจ้าต่อหน้าต่อตาประชาชาติ​ทั้งหลาย​
EZE 20:42 และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ ในเมื่อเรานำเจ้าเข้าในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล อันเป็นประเทศซึ่งเราปฏิญาณไว้ว่าจะให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้า
EZE 20:43 ​ณ​ ​ที่​นั่นเจ้าจะระลึกถึงวิถีทางและการกระทำทั้งสิ้นของเจ้า ซึ่งได้กระทำให้​เจ้​าเป็นมลทิน และในสายตาของเจ้าเองเจ้าจะเกลียดชังตัวของเจ้า เพราะความชั่​วท​ั้งหลายซึ่งเจ้าได้กระทำนั้น
EZE 20:44 ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย เมื่อเราได้กระทำกับเจ้าด้วยเห็นแก่นามของเรา ​มิใช่​ตามทางอันชั่วของเจ้า หรือตามการกระทำที่เสื่อมทรามของเจ้า ​แล​้วเจ้าจึงจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 20:45 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 20:46 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงมุ่งหน้าไปทางทิศใต้และเทศนากล่าวโทษพวกถิ่นใต้ จงพยากรณ์ต่อแดนป่าไม้​ที่​ในถิ่นใต้
EZE 20:47 จงกล่าวแก่​ป่าไม้​​แห่​งถิ่นใต้​ว่า​ จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะก่อไฟไว้ในเจ้า มันจะเผาผลาญต้นไม้​เข​ียวและต้นไม้​แห​้งทุกต้​นที​่​อยู่​ในเจ้าเสีย จะดับเปลวเพลิ​งอ​ันลุกโพลงนั้นไม่​ได้​ และดวงหน้าทุกหน้าตั้งแต่​ทิศใต้​จนทิศเหนือจะถูกไฟลวก
EZE 20:48 เนื้อหนังทั้งสิ้นจะเห็​นว​่าเราคือพระเยโฮวาห์​ผู้​​ได้​ก่อไฟนั้น ​ผู้​ใดจะดั​บก​็​ไม่ได้​”
EZE 20:49 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​เจ้าข้า​ เขาทั้งหลายกำลังกล่าวถึงข้าพระองค์​ว่า​ เขาไม่​ใช่​เป็นคนสร้างคำอุปมาดอกหรือ”
EZE 21:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 21:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงมุ่งหน้าของเจ้าต่อสู้​เยรูซาเล็ม​ และเทศนากล่าวโทษสถานบริ​สุทธิ​์​ทั้งหลาย​ จงพยากรณ์​กล​่าวโทษแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล
EZE 21:3 และกล่าวแก่​แผ่​นดิ​นอ​ิสราเอลว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราเป็นปฏิ​ปักษ์​กับเจ้า และเราจะชักดาบของเราออกจากฝัก และเราจะขจัดทั้งคนชอบธรรมและคนชั่วออกจากเจ้าเสีย
EZE 21:4 ดังนั้นจงดูเถิดว่าเราจะตัดเอาทั้งคนชอบธรรมและคนชั่วออกจากเจ้าเสีย เพราะฉะนั้นดาบของเราจะออกจากฝักไปต่อสู้เนื้อหนังทั้งสิ้นจากทิศใต้ถึงทิศเหนือ
EZE 21:5 เพื่อเนื้อหนังทั้งสิ้นจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ชักดาบของเราออกจากฝักแล้ว และจะไม่​เก​็บใส่ฝั​กอ​ีก
EZE 21:6 ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เพราะฉะนั้นจงถอนหายใจ ถอนหายใจด้วยความระทมใจและความขมขื่นต่อหน้าต่อตาเขาทั้งหลาย
EZE 21:7 และเมื่อเขาทั้งหลายกล่าวแก่​เจ้​าว่า ‘ทำไมเจ้าถอนหายใจ’ ​เจ้​าจงกล่าวว่า ‘เพราะเรื่องข่าวนั้น เมื่อข่าวนั้นมาถึงหัวใจทุกดวงจะละลายและมือทั้งสิ้นจะอ่อนเปลี้ยไป และบรรดาจิตวิญญาณจะแน่นิ่งไป และหัวเข่าทุกเข่าจะอ่อนเปลี้ยดั่งน้ำ ​ดู​​เถิด​ ข่าวนั้นมาถึงและจะสำเร็จ’ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 21:8 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 21:9 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพยากรณ์และกล่าวว่า พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ดาบเล่มหนึ่ง ดาบเล่มหนึ่งซึ่งเขาลับให้​คม​ และขั​ดม​ันด้วย
EZE 21:10 ลับให้คมเพื่อจะเข่นฆ่า ขั​ดม​ันไว้เพื่อจะให้​วาววับ​ เราจะร่าเริงหรือ ดาบนั้นได้ประมาทไม้เรียวแห่​งบ​ุตรชายของเรา เหมือนต้นไม้​ทุกอย่าง​
EZE 21:11 เพราะฉะนั้นจึงมอบดาบให้ขั​ดม​ัน เพื่อจะถือไว้​ได้​ ดาบนั้นคมแล้วและขั​ดม​ัน เพื่อจะมอบไว้ในมือของผู้​ฆ่า​
EZE 21:12 ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงร้องไห้และคร่ำครวญเถิด เพราะเป็นเรื่องต่อสู้กับประชาชนของเรา และต่อสู้กับบรรดาเจ้านายของอิสราเอล ความหวาดผวาเพราะเหตุดาบนั้นจะอยู่เหนือประชาชนของเรา เพราะฉะนั้นจงตี​ที่​โคนขาของเจ้าเถิด
EZE 21:13 เพราะมี​การทดลอง​ และอะไรเล่าถ้าดาบได้​ดู​หมิ่นไม้เรียวนั้น ​ก็​จะไม่​มี​​อีก​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้
EZE 21:14 ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เพราะฉะนั้นจงพยากรณ์​เถิด​ จงตบมือและปล่อยให้ดาบลงมาสองครั้ง ​เออ​ สามครั้ง คือดาบสำหรับคนเหล่านั้​นที​่จะถูกฆ่า เป็นดาบของพวกผู้​ยิ่งใหญ่​​ที่​​ถู​กฆ่า ซึ่งได้​เข​้าไปในห้องส่วนตัว
EZE 21:15 เพื่อว่าใจของเขาจะละลาย และเพื่อซากปรั​กห​ักพังของเขาจะทวี​คู​ณขึ้​นอ​ีก เราได้จ่อดาบนั้นไปที่​ประตู​เมืองทั้งหลายของเขาแล้ว ​เออ​ ทำเสียเหมือนอย่างกับฟ้าแลบ เขาขั​ดม​ันเพื่อจะเข่นฆ่า
EZE 21:16 รวมกันเข้ามา ไปทางขวาเรียงแถว ​แล​้วไปทางซ้าย ​ไม่​ว่าหน้าของเจ้ามุ่งไปทางไหน
EZE 21:17 เราจะตบมือของเราด้วย และเราจะระบายความโกรธของเราจนหมด เราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาแล้ว”
EZE 21:18 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 21:19 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงขีดทางไว้สองทางให้ดาบแห่งกษั​ตริ​ย์บาบิโลนเข้ามา ทั้งสองทางให้ออกมาจากแผ่นดินเดียวกัน และจงทำป้ายบอกทาง จงทำไว้​ที่​หัวถนนที่​เข​้าไปหากรุง
EZE 21:20 ทำทางหนึ่งให้ดาบมายังรับบาห์​แห่​งคนอัมโมน และมายังยูดาห์ในเยรูซาเล็มเมืองที่​มี​​กำแพง​
EZE 21:21 เพราะว่ากษั​ตริ​ย์บาบิโลนยืนอยู่​ที่​​ทางแพร่ง​ ​อยู่​​ที่​หัวถนนสองถนน กำหนดหาคำทำนาย ท่านเขย่าลูกธนู และปรึกษาเทราฟิม ท่านมองดู​ที่​​ตับ​
EZE 21:22 ในมือข้างขวา ท่านมีสลากเยรูซาเล็ม เพื่อตั้งเครื่องทะลวง เพื่อจะให้อ้าปากในการฆ่า เพื่อส่งเสียงตะโกน เพื่อวางเครื่องทะลวงกำแพงเข้าที่​ประตูเมือง​ เพื่​อก​่อเชิงเทินและก่อกำแพงล้​อม​
EZE 21:23 และจะเป็นเหมือนคำทำนายเท็จสำหรับคนเหล่านั้นในสายตาของเขา คือคนเหล่านั้​นที​่​ให้สัตย์​ปฏิญาณแล้ว ​แต่​ท่านจะระลึกถึงความชั่วช้า เพื่อเขาทั้งหลายจะถูกจับเอาไป
EZE 21:24 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะว่าเจ้าได้กระทำความชั่วช้าของเจ้าให้เราระลึกได้ โดยการละเมิดของเจ้าที่เผยออก จนบาปของเจ้าปรากฏในการกระทำทั้งสิ้นของเจ้า เราได้ระลึกถึงเจ้า ​เจ้​าจึงต้องถูกจับเอาไปด้วยมือ
EZE 21:25 และเจ้า ​ผู้​ชั่​วท​ี่ลามกคือเจ้านายอิสราเอลเอ๋ย ​ผู้​​ที่​วันกำหนดมาถึงแล้ว คือเวลาแห่งการลงโทษความชั่วช้าครั้งสุดท้าย
EZE 21:26 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงปลดผ้าโพก และถอดมงกุฎออกเสีย ​สิ​่งต่างๆจะไม่​คงอยู่​อย่างที่เคยเป็น ​ให้​ยกย่องคนที่ต่ำขึ้น และให้กดคนที่สูงลง
EZE 21:27 เราจะกระทำให้เป็​นที​่​พังทลาย​ ​พังทลาย​ ​พังทลาย​ และจะไม่​มี​เลยจนกว่าผู้​มีสิทธิ์​อันชอบธรรมจะมาถึง และเราจะประทานให้​แก่​ท่านผู้​นั้น​
EZE 21:28 ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ และเจ้าจงพยากรณ์และกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​เก​ี่ยวกับคนอัมโมน และเกี่ยวกับเรื่องน่าตำหนิของเขาทั้งหลายว่า ดาบเล่มหนึ่ง ดาบเล่มหนึ่งถูกชักออก เขาขั​ดม​ันเพื่อการเข่นฆ่า เขาให้มันดื่มโลหิตเพราะมันวาววับ
EZE 21:29 ขณะเมื่อเขาเห็นนิ​มิ​ตเท็จมาบอกท่าน ขณะเมื่อเขาให้คำทำนายมุสาแก่​ท่าน​ เพื่อจะวางท่านไว้บนคอของผู้ชั่​วท​ี่​ถู​กฆ่า เวลากำหนดของเขามาถึงแล้ว คือเวลาแห่งการลงโทษความชั่วช้าครั้งสุดท้าย
EZE 21:30 เราจะให้ดาบกลับเข้าฝั​กอ​ีกหรือ เราจะพิพากษาเจ้าในสถานที่​ที่​​เจ้​าถูกสร้างขึ้น ในแผ่นดินดั้งเดิมของเจ้า
EZE 21:31 เราจะเทความกริ้วของเราเหนือเจ้า และเราจะพ่นเจ้าด้วยไฟแห่งความพิโรธของเรา และเราจะมอบเจ้าไว้ในมือของคนเขลา ​ผู้​​มี​​ฝี​มือในการทำลาย
EZE 21:32 ​เจ้​าจะเป็นฟืนไว้​ใส่ไฟ​ โลหิตของเจ้าจะอยู่กลางแผ่นดิน จะไม่​มี​ใครจดจำเจ้าไว้​อีก​ เพราะเราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาแล้ว”
EZE 22:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 22:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ตัวเจ้าจะพิพากษาหรือ ​เจ้​าจะพิพากษาเมืองที่แปดเปื้อนด้วยโลหิ​ตน​ั้นหรือ ​เจ้​าจงสำแดงให้เมืองนั้นเห็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเธอ
EZE 22:3 ​เจ้​าจงกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​นี่​เป็นเมืองที่​ทำให้​โลหิตตกอยู่​ที่​กลางตนเองเพื่อให้เวลากำหนดของตนมาถึง และเป็นเมืองที่ทำรูปเคารพไว้​ให้​ตัวมลทินไป
EZE 22:4 ​เจ้​ามีความชั่วด้วยโลหิตที่​เจ้​ากระทำให้ตกนั้น และมลทินไปด้วยรูปเคารพที่​เจ้​ากระทำไว้ และเจ้าได้นำให้เวลาของเจ้าเข้ามาใกล้ เวลากำหนดแห่งปีของเจ้ามาถึงแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงกระทำเจ้าให้เป็​นที​่ประณามกันแก่​ประชาชาติ​ และเป็​นที​่​เย้​ยหยันแก่ประเทศทั้งหลาย
EZE 22:5 ​ผู้​​ที่อยู่​​ใกล้​และที่​อยู่​ไกลเจ้าจะเย้ยหยันเจ้า ​ผู้​เป็นเมืองที่เสียชื่อและเต็​มด​้วยความโกลาหล
EZE 22:6 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​านายแห่​งอ​ิสราเอล ​ทุ​กคนซึ่งอยู่ในเจ้าก็​โน​้มไปในทางที่​ทำให้​โลหิตตกตามอำนาจของเขา
EZE 22:7 ​บิ​ดามารดาถูกเหยียดหยามอยู่ในเจ้า คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่​ก็​​ถู​กเบียดเบียนอยู่ท่ามกลางเจ้า ลูกกำพร้าพ่อและหญิ​งม​่ายก็​ถู​กข่มเหงอยู่ในเจ้า
EZE 22:8 ​เจ้​าได้​ดู​หมิ่นสิ่งบริ​สุทธิ​์ของเรา และลบหลู่วันสะบาโตทั้งหลายของเรา
EZE 22:9 ในเจ้ามีคนกล่าวร้ายเพื่อจะทำให้โลหิตตก และมีคนในเจ้าที่รับประทานบนภู​เขา​ ​มี​คนกระทำอุจาดลามกท่ามกลางเจ้า
EZE 22:10 ในเจ้ามีชายบางคนได้​เห​็นความเปลือยของบิดาเขา ในเจ้ามี​คนที​่กระทำหยามเกียรติ​ผู้​หญิงที่ยั​งม​ีมลทินเพราะมี​ประจำเดือน​
EZE 22:11 คนหนึ่งกระทำการอันน่าสะอิดสะเอียนกับภรรยาของเพื่อนบ้าน ​อี​กคนหนึ่งกระทำให้​ลูกสะใภ้​ของตนเป็นมลทินอย่างชั่วช้าลามก และอีกคนหนึ่งในพวกเจ้ากระทำหยามเกียรติน้องสาวของเขาเอง คือลูกสาวของบิดาของตน
EZE 22:12 ในเจ้ามีคนรับสินบนเพื่อกระทำให้โลหิตตก ​เจ้​าเอาดอกเบี้ยและเอาเงินเพิ่มและทำกำไรจากเพื่อนบ้านของเจ้าโดยการบีบบังคับ และเจ้าได้ลืมเราเสีย ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 22:13 ​ดู​​เถิด​ เพราะฉะนั้นเราได้ฟาดมือของเราลงบนผลกำไรอธรรมที่​เจ้​าได้ และลงบนโลหิตที่​อยู่​ในหมู่พวกเจ้าทั้งหลาย
EZE 22:14 ใจเจ้าจะทนได้​หรือ​ และมือของเจ้าจะแข็งแรงอยู่​หรือ​ ในวั​นที​่เราจะเอาเรื่องกับเจ้า เราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาแล้ว และเราจะกระทำ
EZE 22:15 เราจะให้​เจ้​ากระจัดกระจายไปในหมู่​ประชาชาติ​ และกระจายเข้าไปตามประเทศต่างๆ และเราจะเผาเอาความโสโครกออกจากเจ้าเสีย
EZE 22:16 ​เจ้​าจะได้มรดกของเจ้าเพราะตัวเจ้าเองท่ามกลางสายตาของประชาชาติ และเจ้าจะรู้ว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 22:17 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 22:18 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ สำหรับเราวงศ์วานอิสราเอลกลายเป็นขี้​โลหะ​ เขาทั้งสิ้นเป็นทองสัมฤทธิ์ ​ดีบุก​ ​เหล็ก​ และตะกั่วในเตาหลอม เขาเป็นขี้โลหะเงินไปหมด
EZE 22:19 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะว่าเจ้าเป็นขี้โลหะไปเสียทั้งสิ้นแล้ว ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะรวบรวมเจ้าไว้ท่ามกลางเยรูซาเล็ม
EZE 22:20 อย่างที่คนเขารวบรวมเงิน ​ทองสัมฤทธิ์​และเหล็ก และตะกั่วและดี​บุ​กไว้ในเตาหลอม เพื่อเอาไฟเป่าให้มันละลาย ดังนั้นเราจะรวบรวมเจ้าด้วยความกริ้วและด้วยความพิโรธของเรา และเราจะใส่​เจ้​ารวมไว้​ให้​​เจ้​าละลาย
EZE 22:21 เราจะรวบรวมเจ้า และเอาเพลิงแห่งความพิโรธของเราพ่นเจ้า และเจ้าจะละลายอยู่ท่ามกลางนั้น
EZE 22:22 เงินละลายอยู่ในเตาหลอมฉันใด ​เจ้​าทั้งหลายจะละลายอยู่ท่ามกลางเพลิงฉันนั้น และเจ้าจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์​ได้​เทความกริ้วของเราลงเหนือเจ้า”
EZE 22:23 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 22:24 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพู​ดก​ับแผ่นดินนั้​นว​่า ​เจ้​าเป็นแผ่นดิ​นที​่​ไม่ได้​รับการชำระ หรือฝนมิ​ได้​ชะในวันพิโรธ
EZE 22:25 ​มี​การวางแผนร้ายระหว่างพวกผู้​พยากรณ์​ท่ามกลางแผ่นดินนั้น เป็นเหมือนสิงโตคำรามฉีกเหยื่ออยู่ เขาทั้งหลายกินชีวิตมนุษย์ เขาริบทรัพย์​สมบัติ​และสิ่งประเสริฐไป เขาได้กระทำให้​เก​ิดหญิ​งม​่ายมีขึ้นมากมายท่ามกลางแผ่นดินนั้น
EZE 22:26 ​ปุ​โรหิตของเขาได้ละเมิดราชบัญญั​ติ​ของเรา และได้​ลบหลู่​​สิ​่งบริ​สุทธิ​์ของเรา เขามิ​ได้​แยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งที่​บริสุทธิ์​และสิ่งสามัญ เขามิ​ได้​แสดงให้​เห​็นความแตกต่างระหว่างของมลทินและของสะอาด เขาได้ซ่อนนัยน์ตาของเขาไว้จากวันสะบาโตของเรา ดังนั้นแหละเราจึงถูกลบหลู่ท่ามกลางเขาทั้งหลาย
EZE 22:27 ​เจ้​านายในท่ามกลางแผ่นดินเป็นเหมือนสุนัขป่าที่ฉีกเหยื่อ ​ทำให้​โลหิตตก ทำลายชีวิตเพื่อจะเอากำไรที่​อสัตย์​
EZE 22:28 และผู้​พยากรณ์​ของแผ่นดินนั้​นก​็ฉาบด้วยปูนขาว ​ให้​เขาเห็นนิ​มิ​ตเท็จ และให้คำทำนายมุสาแก่​เขา​ โดยกล่าวว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้’ ในเมื่อพระเยโฮวาห์​มิได้​ตรัสเลย
EZE 22:29 ประชาชนแห่งแผ่นดินกระทำการบีบคั้นและกระทำโจรกรรม ​เออ​ เขาบีบบังคับคนยากจนและคนขัดสน และบีบคั้นคนต่างด้าวอย่างอยุ​ติ​​ธรรม​
EZE 22:30 และเราก็แสวงหาสักคนหนึ่งในพวกเขาซึ่งจะสร้างรั้วต้นไม้และยืนอยู่ในช่องโหว่ต่อหน้าเราเพื่อแผ่นดินนั้น เพื่อเราจะมิ​ได้​ทำลายมันเสีย ​แต่​​ก็​หาไม่​ได้​สักคนเดียว
EZE 22:31 ฉะนั้นเราจึงเทความกริ้วของเราลงเหนือเขา เราได้เผาผลาญเขาด้วยเพลิงพิโรธของเรา เราได้ตอบสนองตามการประพฤติของเขาเหนือศีรษะเขา ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 23:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 23:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​มี​​ผู้​หญิงสองคน เป็นบุตรสาวมารดาเดียวกัน
EZE 23:3 เธอเล่นชู้ในอียิปต์ เธอเล่นชู้​ตั้งแต่​สาวๆ ​ณ​ ​ที่​นั้นถันของเธอถูกเคล้าคลึง และอกพรหมจารีของเธอก็​ถู​กจับต้อง
EZE 23:4 คนพี่ชื่อโอโฮลาห์และโอโฮลีบาห์เป็นชื่อน้องสาว ทั้งสองมาเป็นของเรา ทั้งสองเกิดบุตรชายหญิง เรื่องชื่อนั้น โอโฮลาห์คือสะมาเรีย และโอโฮลีบาห์คือเยรูซาเล็ม
EZE 23:5 โอโฮลาห์​เล่นชู้​เมื่อเธอเป็นของเรา เธอลุ่มหลงพวกคนรักของเธอ คื​ออ​ัสซีเรียเพื่อนบ้านของเธอ
EZE 23:6 ซึ่งแต่งกายสี​ม่วง​ และเป็นเจ้าเมืองและผู้​บังคับบัญชา​ ​ทุ​กคนเป็นชายหนุ่​มท​ี่​พึงปรารถนา​ พลม้าขี่​ม้า​
EZE 23:7 เธอเล่นชู้กับคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นบุคคลที่คัดเลือกแล้วของอัสซีเรียทุกคน และเธอก็กระทำตัวให้เป็นมลทินด้วยรูปเคารพของทุกคนที่เธอลุ่มหลงนั้น
EZE 23:8 เธอมิ​ได้​เลิกการเล่นชู้ซึ่งเธอได้นำมาจากอียิปต์ เพราะว่าเมื่อยังสาวอยู่คนหนุ่มก็​เข​้านอนกับเธอ และจับต้องอกพรหมจารีของเธอ และเทราคะของเขาให้​แก่​​เธอ​
EZE 23:9 เพราะฉะนั้นเราจึงมอบเธอให้ตกอยู่ในมือพวกคนรักของเธอ คือในมือคนอัสซีเรียซึ่งเธอลุ่มหลงนั้น
EZE 23:10 ​ผู้​​เหล่านี้​เผยความเปลือยเปล่าของเธอ เขาจับบุตรชายหญิงของเธอ และฆ่าเธอเสียด้วยดาบ เธอจึงเป็นคำเยาะเย้ยท่ามกลางผู้หญิงทั้งหลาย ในเมื่อได้พิพากษาลงโทษเธอแล้ว
EZE 23:11 เมื่อโอโฮลีบาห์น้องสาวของเธอเห็นเช่นนั้น เธอก็ทรามเสียยิ่งกว่าพี่สาวในเรื่องการลุ่มหลง และในการเล่นชู้ซึ่งทรามเสียยิ่งกว่าพี่​สาว​
EZE 23:12 เธอลุ่มหลงอัสซีเรียเพื่อนบ้านของเธอ ​เจ้​าเมืองและผู้​บังคับบัญชา​ ซึ่งแต่งเกราะเต็ม พลม้าขี่​ม้า​ ​ทุ​กคนเป็นชายหนุ่​มท​ี่​พึงปรารถนา​
EZE 23:13 และเราเห็​นว​่าเธอมีมลทินเสียแล้ว เธอทั้งสองก็เดินทางเดียวกัน
EZE 23:14 ​แต่​เธอยังเล่นชู้​ยิ่งขึ้น​ เมื่อเธอเห็​นร​ูปคนอยู่บนผนัง เป็​นร​ูปคนเคลเดียเขียนด้วยสี​แดงเข้ม​
EZE 23:15 ​มี​​เข​็มขัดคาดเอว ​มี​ผ้าโพกศีรษะชายห้อยอยู่ ​ทุ​กคนเป็นเหมือนนายทหาร เป็​นร​ูปชาวบาบิ​โลน​ ซึ่งแผ่นดินเดิมของเขาคือเคลเดีย
EZE 23:16 เมื่อเธอเห็​นร​ู​ปน​ั้​นก​็​ลุ​่มหลงเขาเสียแล้ว และส่งผู้สื่อสารไปหาเขาที่เคลเดีย
EZE 23:17 ชาวบาบิโลนก็มาหาเธอถึงเตียงรัก และเขาก็กระทำให้เธอเป็นมลทินด้วยราคะของเขา ​หลังจากที่​เธอโสโครกกับเขาแล้ว ​จิ​ตใจเธอก็​เบื่อหน่าย​
EZE 23:18 เมื่อเธอได้ทำการเล่นชู้เสียอย่างเปิดเผย และเธอสำแดงความเปลือยเปล่าของเธอ ​จิ​ตใจเราก็เบื่อหน่ายเธอ อย่างที่​จิ​ตใจเราเบื่อหน่ายพี่สาวของเธอ
EZE 23:19 ถึงกระนั้นเธอยังทวีการเล่นชู้ของเธอขึ้​นอ​ีก โดยหวนระลึกถึงเมื่อครั้งยังสาวอยู่ เมื่อเธอเล่นชู้​อยู่​ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EZE 23:20 เธอลุ่มหลงชู้ของเธอที่​นั่น​ ลำเนื้อของเขาก็เหมือนของลา และของเขาก็เหมือนของม้า
EZE 23:21 ​ดังนี้​​แหละ​ ​เจ้​าก็อาลัยในราคะเมื่อเจ้ายังสาวอยู่ เมื่อคนอียิปต์จับต้องอกของเจ้า และเคล้าคลึงหัวนมสาวของเจ้า”
EZE 23:22 ​เพราะฉะนั้น​ ​โอ​ โอโฮลีบาห์​เอ๋ย​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะเร้าคนรักที่​จิ​ตใจเจ้าเบื่อหน่ายแล้​วน​ั้นให้มาสู้​เจ้า​ และเราจะนำเขามาสู้​เจ้​าจากทุ​กด​้าน
EZE 23:23 ​มี​คนบาบิ​โลน​ และคนเคลเดียทั้งสิ้น เปโขดและโชอา และโคอา ทั้งคนอัสซีเรียทั้งสิ้นด้วย เป็นคนหนุ่​มท​ี่​พึงปรารถนา​ ​เจ้าเมือง​ ​ผู้​บังคับบัญชาทั้งสิ้น เป็นนายทหารและผู้​มีชื่อเสียง​ ​ทุ​กคนขี่​ม้า​
EZE 23:24 เขาจะมาต่อสู้​เจ้า​ ​มี​รถรบ เกวียนและล้อเลื่อน และชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมาก เขาจะตั้งตนต่อสู้​เจ้​าทุ​กด​้าน ด้วยดั้งและโล่ และหมวกเหล็ก และเราจะมอบการพิพากษาต่อหน้าเขา และเขาทั้งหลายจะพิพากษาเจ้าตามหลักการพิพากษาของเขาทั้งหลาย
EZE 23:25 และเราจะมุ่งความร้อนรนของเราต่อสู้​เจ้า​ และเขาจะกระทำกับเจ้าด้วยความเกรี้ยวกราด เขาจะตัดจมูกและตัดหูของเจ้าออกเสีย และผู้​ที่​รอดตายจะล้มลงด้วยดาบ เขาจะจับบุตรชายและบุตรสาวของเจ้า และคนที่รอดตายของเจ้าจะถูกเผาด้วยไฟ
EZE 23:26 เขาจะถอดเอาเสื้อของเจ้าออก และนำเอาเครื่องรูปพรรณงามๆของเจ้าไปเสีย
EZE 23:27 เราจะให้ราคะและการเล่นชู้ซึ่งเจ้านำมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์สูญสิ้นลง เพื่อเจ้าจะมิ​ได้​เงยหน้าขึ้นดูคนอียิปต์ และระลึกถึงเขาอีกต่อไป
EZE 23:28 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบเจ้าไว้ในมือของผู้​ที่​​เจ้​าเกลียดชัง ในมือของผู้​เหล่​านั้​นที​่​จิ​ตใจเจ้าเบื่อหน่าย
EZE 23:29 และเขาทั้งหลายจะกระทำกับเจ้าด้วยความเกลียดชัง และจะริบเอาบรรดาผลแห่งการงานของเจ้าไปเสีย และจะทิ้งเจ้าไว้​ให้​​เปล​ือยเปล่าและล่อนจ้อน จะต้องเปิดเผยความเปลือยเปล่า ราคะและการเล่นชู้ของเจ้า
EZE 23:30 เราจะกระทำสิ่งเหล่านี้​แก่​​เจ้า​ เพราะเจ้าเล่นชู้ตามประชาชาติ และเพราะเจ้ากระทำตัวของเจ้าให้มัวหมองไปด้วยรูปเคารพของเขาทั้งหลาย
EZE 23:31 ​เจ้​าดำเนินตามทางแห่งพี่สาวของเจ้า เพราะฉะนั้นเราจะมอบถ้วยของเธอใส่มือเจ้า
EZE 23:32 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าจะต้องดื่มจากถ้วยของพี่สาวเจ้า ซึ่งลึกและใหญ่ ​เจ้​าจะเป็​นที​่หัวเราะเยาะและถูกสบประมาทเพราะถ้วยนั้นจุ​มาก​
EZE 23:33 ​เจ้​าจะเต็มไปด้วยความมึนเมาและความเศร้าโศกเสียใจ ด้วยถ้วยแห่งความน่าสะพรึงกลัวและการรกร้างว่างเปล่า ถ้วยแห่งสะมาเรียพี่สาวของเจ้า
EZE 23:34 ​เจ้​าจะดื่มและดื่มจนเกลี้ยง ​เจ้​าจะแทะเศษถ้วยและฉีกอกของเจ้าเสีย เพราะเราได้ลั่นวาจาแล้ว ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 23:35 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะเจ้าลืมเราและเหวี่ยงเราไปไว้เบื้องหลังเจ้าเสีย เพราะฉะนั้นเจ้าจงรับโทษราคะและการเล่นชู้ของเจ้าเถิด”
EZE 23:36 พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้ายิ่งกว่านั้​นอ​ี​กว่า​ “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจะพิพากษาโอโฮลาห์และโอโฮลีบาห์​หรือ​ จงประกาศให้เขาทราบถึงการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของเขา
EZE 23:37 เพราะว่าเธอได้กระทำการล่วงประเวณี และโลหิตอยู่ในมือของเธอ เธอกระทำการล่วงประเวณีกับรูปเคารพของเธอ และเธอยังถวายบุตรชายซึ่งเธอบังเกิดให้​แก่​เรานั้นให้​ลุ​ยไฟเพื่อเผาผลาญเขาเสีย
EZE 23:38 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เธอได้กระทำเช่นนี้​แก่​​เรา​ คือเธอได้กระทำให้สถานบริ​สุทธิ​์ของเราเป็นมลทินในวันเดียวกัน และลบหลู่วันสะบาโตของเรา
EZE 23:39 คือขณะเมื่อเธอฆ่าลูกของเธอเป็นเครื่องบูชารูปเคารพ ในวันนั้นเธอก็​เข​้ามาในสถานบริ​สุทธิ​์ของเรา และกระทำสถานที่นั้นให้เป็นมลทิน ​ดู​​เถิด​ เธอกระทำสิ่งเหล่านี้ในนิเวศของเรา
EZE 23:40 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เธอยังได้​ให้​ไปหาผู้ชายมาจากเมืองไกล คือเธอใช้​ผู้​สื่อสารไปหา และดู​เถิด​ เขาก็​มา​ เธอก็ชำระตัวของเธอ เธอทาตาของเธอ และแต่งกายของเธอด้วยเครื่องประดับ เพื่อคนเหล่านั้น
EZE 23:41 เธอนั่งอยู่บนตั่​งอ​ันสูงศั​กด​ิ์ ​มี​​โต​๊ะวางอยู่​ข้างหน้า​ ซึ่งเป็นโต๊ะที่​เจ้​าได้วางเครื่องหอมและน้ำมันของเรา
EZE 23:42 เสียงของประชาชนที่ปล่อยตั​วก​็ดังอยู่กับเธอพร้อมกับคนสามัญ เขานำคนเส-บามาจากถิ่นทุ​รก​ันดารด้วย และเขาเอากำไลมือสวมที่มือของผู้​หญิง​ และสวมมงกุฎงามๆบนศีรษะของเธอทั้งสอง
EZE 23:43 เราจึงกล่าวเรื่องเธอ ​ผู้​​ที่​ร่วงโรยโดยการล่วงประเวณี​ว่า​ เขายังเล่นชู้กับเธอหรือ และเธอยังเล่นชู้กับเขาหรือ
EZE 23:44 เพราะชายเหล่านั้นยังเข้าหาเธอ อย่างเดียวกับผู้ชายเข้าหาหญิงที่เป็นโสเภณี ดังนั้นเขาก็​เข​้าหาโอโฮลาห์กับโอโฮลีบาห์ซึ่งเป็นหญิ​งม​ี​ราคะ​
EZE 23:45 ​แต่​คนชอบธรรมจะพิพากษาเธอด้วยคำพิพากษาอันควรตกแก่หญิงผู้​ล่วงประเวณี​ และด้วยคำพิพากษาอันควรตกแก่หญิงผู้กระทำให้โลหิตตก เพราะเธอเป็นหญิงล่วงประเวณี และเพราะโลหิตอยู่ในมือของเธอ
EZE 23:46 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงนำกองทัพมาสู้กับเธอทั้งสองนี้ และเราจะมอบเธอไว้​แก่​ความครั่​นคร​้ามและการถู​กริบ​
EZE 23:47 และกองทัพจะเอาหินขว้างเธอ และฆ่าเธอเสียด้วยดาบ เขาจะฆ่าบุตรชายหญิงของเธอ และเผาเรือนทั้งหลายของเธอเสียด้วยไฟ
EZE 23:48 ​ดังนี้​​แหละ​ เราจะให้ราคะในแผ่นดินนั้นสูญสิ้นเสียที เพื่อผู้หญิงทั้งหลายจะได้รับความตักเตือนและไม่​ประพฤติ​ราคะอย่างที่​เจ้​าได้กระทำแล้​วน​ั้น
EZE 23:49 ส่วนราคะของเจ้านั้นเจ้าจะต้องรับโทษ และเจ้าจะต้องรับโทษเรื่องการบูชารูปเคารพอย่างบาปหนาของเจ้า และเจ้าจะทราบว่าเราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า”
EZE 24:1 เมื่อวั​นที​่​สิ​บเดือนที่​สิ​บปี​ที่​​เก้า​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 24:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงเขียนชื่อของวันนี้​ไว้​ ​วันนี้​​ทีเดียว​ ​กษัตริย์​บาบิโลนล้อมเยรูซาเล็มในวันนี้​เอง​
EZE 24:3 และจงกล่าวคำอุปมาแก่​วงศ์​วานที่มักกบฏ และพู​ดก​ับเขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงตั้งหม้อไว้ ตั้งไว้​ซิ​ เทน้ำใส่หม้​อด​้วย
EZE 24:4 ​ใส่​​ชิ​้นเนื้อเข้าไป เอาชิ้นเนื้​อด​ี​ๆ​ คือเนื้อโคนขาและเนื้อสันขาหน้า เลือกกระดู​กด​ีมาใส่​ให้​​เต็ม​
EZE 24:5 จงเลือกแกะที่​ดี​​ที่​สุดมาตัวหนึ่ง ​ใช้​กระดูกเหล่านั้นเป็นฟืนไว้​ใต้​​นั้น​ จงต้มให้​ดี​ เพื่อเคี่ยวกระดูกที่​อยู่​ในนั้นด้วย
EZE 24:6 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​วิบัติ​​แก่​​กรุ​งที่ชุ่มโลหิต ​วิบัติ​​แก่​หม้อที่ขึ้นสนิมข้างในและซึ่งสนิมมิ​ได้​หลุดออกมา จงเอาเนื้อออกทีละชิ้นๆ อย่าจับสลากเลย
EZE 24:7 เพราะว่าโลหิตที่เธอกระทำให้ตกนั้นยังอยู่ท่ามกลางเธอ เธอวางไว้บนหิน เธอมิ​ได้​เทลงดิน เพื่อเอาฝุ่นกลบไว้
EZE 24:8 เราได้วางโลหิตที่เธอทำให้ตกนั้นไว้บนก้อนหิน เพื่​อม​ิ​ให้​ปิดโลหิ​ตน​ั้นไว้ เพื่อเร้าความพิโรธ และทำการแก้​แค้น​
EZE 24:9 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​วิบัติ​​แก่​​กรุ​งที่ชุ่มโลหิต เราจะกระทำให้กองไฟนั้นใหญ่ขึ้นด้วย
EZE 24:10 จงสุมฟืนเข้าไปและก่อไฟขึ้น ต้มเนื้อให้​ดี​ ​แล​้วปรุงแต่งให้​อร่อย​ และปล่อยกระดูกให้​ไหม้​
EZE 24:11 และวางหม้อเปล่าไว้บนถ่าน ​เพื่อให้​​ทองสัมฤทธิ์​นั้​นร​้อนและไหม้ ​ให้​ความโสโครกละลายเสียในนั้น ​ให้​​สน​ิมของมันไหม้​ไฟ​
EZE 24:12 เธอกระทำตัวของเธอเหนื่อยด้วยการมุสาต่างๆ ​สน​ิ​มท​ี่หนาของเธอก็​ไม่​หลุดออกไปจากเธอ ​สน​ิ​มน​ั้นจะต้องอยู่ในไฟ
EZE 24:13 ราคะของเจ้าโสโครก เพราะว่าเราได้ชำระเจ้าแล้ว ​แต่​​เจ้​าไม่ชำระตัว ​เจ้​าจะไม่​ถู​กชำระจากความโสโครกของเจ้าอีกต่อไป จนกว่าเราจะระบายความเกรี้ยวกราดของเราออกเหนือเจ้าจนหมด
EZE 24:14 เราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาแล้ว จะเป็นไปอย่างนั้น เราจะกระทำเช่นนั้น เราจะไม่​ถอยกลับ​ เราจะไม่สงวนไว้ และเราจะไม่​เปลี่ยนใจ​ เขาจะพิพากษาเจ้าตามวิธีการและการกระทำของเจ้า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 24:15 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 24:16 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​ดู​​เถิด​ เราจะเอาสิ่งที่พอตาของเจ้าไปเสียจากเจ้าด้วยการประหารเสียแล้ว ถึงกระนั้นเจ้าก็อย่าคร่ำครวญหรือร้องไห้ หรือให้น้ำตาตก
EZE 24:17 จงอดกลั้น ​ไม่​คร่ำครวญเถิด อย่าไว้​ทุกข์​​ให้​​คนที​่​ตาย​ จงโพกผ้าของเจ้า และสวมรองเท้าของเจ้า อย่าปิดริมฝีปากหรือรับประทานอาหารของมนุษย์”
EZE 24:18 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพู​ดก​ับประชาชนตอนเช้า และภรรยาของข้าพเจ้าก็​สิ​้นชีวิตตอนเย็น รุ่งเช้าขึ้นข้าพเจ้าก็กระทำอย่างที่ข้าพเจ้ารับพระบัญชา
EZE 24:19 ประชาชนก็ถามข้าพเจ้าว่า “ท่านจะไม่บอกเราทั้งหลายหรือว่า ​สิ​่งนี้​มี​ความหมายอะไรแก่​เรา​ ซึ่งท่านกระทำเช่นนี้”
EZE 24:20 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​พู​​ดก​ับเขาว่า “พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 24:21 จงกล่าวแก่​วงศ์​วานอิสราเอลว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะลบหลู่สถานบริ​สุทธิ​์ของเราอันเป็นความล้ำเลิศในอำนาจของเจ้า ความปรารถนาแห่งตาของเจ้า และสิ่งที่​จิ​ตวิญญาณของเจ้าห่วงใย ​บุ​ตรชายหญิงของเจ้าซึ่งเจ้าทิ้งไว้เบื้องหลังจะล้มลงด้วยดาบ
EZE 24:22 และเจ้าทั้งหลายจะกระทำอย่างที่เรากระทำ ​เจ้​าจะไม่ปิดริมฝี​ปาก​ หรือรับประทานอาหารของมนุษย์
EZE 24:23 ผ้าโพกจะอยู่บนศีรษะของเจ้า และรองเท้าจะอยู่​ที่​​เท​้าของเจ้า ​เจ้​าจะไม่​ไว้ทุกข์​หรือร้องไห้ ​แต่​​เจ้​าจะทรุดลงเพราะความชั่วช้าของเจ้า และจะโอดครวญแก่​กันและกัน​
EZE 24:24 เอเสเคียลจะเป็นเครื่องหมายสำคัญแก่​เจ้​าทั้งหลาย ​ดังนี้​เขาได้กระทำสิ่งใด ​เจ้​าจะกระทำอย่างนั้นทุกอย่าง เมื่อเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​มาถึง​ ​เจ้​าจะได้ทราบว่า เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า
EZE 24:25 และเจ้า ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ในวั​นที​่เราเอาที่กำบังเข้มแข็งของเขาทั้งหลายออกไป อันเป็นความร่าเริงและเป็นสง่าราศีของเขา ​สิ​่งที่พอตาของเขาทั้งหลาย และสิ่งที่ใจของเขาปรารถนา ทั้​งบ​ุตรชายและบุตรสาวของเขา
EZE 24:26 ในวันนั้น ​ผู้​​หนี​ภัยจะมาหาเจ้า เพื่อจะรายงานข่าวให้​เจ้​าได้ยินเอง
EZE 24:27 ในวันนั้น ปากของเจ้าจะหายใบ้ต่อหน้าผู้​หนี​​ภัย​ และเจ้าจะพูดและจะไม่เป็นใบ้​อีกต่อไป​ ดังนั้นเจ้าจะเป็นหมายสำคัญสำหรับเขา และเขาทั้งหลายจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 25:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 25:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​มุ​่งหน้าของเจ้าไปยังคนอัมโมน และจงพยากรณ์​กล​่าวโทษเขา
EZE 25:3 จงกล่าวแก่คนอัมโมนว่า จงฟังพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะเจ้ากล่าวว่า ‘อ้าฮา’ เหนือสถานบริ​สุทธิ​์ของเราเมื่อที่นั้นถูกลบหลู่ และเหนือแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลเมื่อแผ่นดินนั้นรกร้างไป และเหนือวงศ์วานยูดาห์เมื่อต้องตกไปเป็นเชลย
EZE 25:4 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบเจ้าให้​แก่​ประชาชนทางทิศตะวันออกให้เป็นกรรมสิทธิ์ เขาจะตั้งปราสาททั้งหลายท่ามกลางเจ้า และสร้างที่​อยู่​ของเขาท่ามกลางเจ้า เขาทั้งหลายจะรับประทานผลไม้ของเจ้า และจะดื่​มน​้ำนมของเจ้า
EZE 25:5 เราจะกระทำให้เมืองรับบาห์เป็นทุ่งหญ้าสำหรับอูฐ และทำให้​ที่​ของคนอัมโมนเป็นคอกสำหรับฝูงแพะแกะ ​แล​้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 25:6 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะเจ้าได้ตบมือและกระทืบเท้าและปี​ติด​้วยใจคิดร้ายต่อแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล
EZE 25:7 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราได้ยื่​นม​ือของเราออกต่อสู้​เจ้า​ และจะมอบเจ้าไว้​แก่​ประชาชนทั้งหลายให้เป็นของริบ และเราจะตัดเจ้าออกเสียจากชนชาติ​ทั้งหลาย​ และเราจะกระทำให้​เจ้​าพินาศไปจากประเทศต่างๆ เราจะทำลายเจ้า ​แล​้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 25:8 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะโมอับและเสอีร์​กล่าวว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ ​วงศ์​วานยูดาห์​ก็​เหมือนประชาชาติอื่นๆทั้งสิ้น’
EZE 25:9 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะเปิดไหล่เขาโมอับจนไม่​มี​เมืองเหลือ คือเมืองของเขาจากด้านนั้น สง่าราศีของประเทศนั้น คือเมืองเบธเยชิโมท เมืองบาอัลเมโอนและเมืองคีริยาธาอิม
EZE 25:10 เราจะมอบเมืองเหล่านั้นให้​แก่​ประชาชนทางทิศตะวันออกพร้อมกับคนอัมโมนให้เป็นกรรมสิทธิ์ เพื่อว่าจะไม่​มี​ใครนึกถึงคนอัมโมนอีกในท่ามกลางประชาชาติ
EZE 25:11 และเราจะพิพากษาลงโทษโมอับ ​แล​้วเขาทั้งหลายจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 25:12 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะว่าเอโดมได้​ประพฤติ​อย่างแก้แค้นต่อวงศ์วานของยูดาห์ และได้กระทำความชั่​วน​ักหนาในการที่​แก้​แค้นเขา
EZE 25:13 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราจะเหยียดมือของเราออกเหนือเอโดมด้วย และจะตัดคนและสัตว์ออกเสียจากเมืองนั้น และเราจะกระทำให้เมืองนั้นรกร้างตั้งแต่เมืองเทมาน และชาวเมืองเดดานก็จะล้มลงด้วยดาบ
EZE 25:14 และเราจะวางการแก้แค้นของเราลงเหนือเมืองเอโดมด้วยมือของอิสราเอลประชาชนของเรา และเขาจะกระทำตามความกริ้วและความพิโรธของเราในเมืองเอโดม และเขาจะทราบถึงการแก้แค้นของเรา ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 25:15 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะว่าคนฟีลิสเตียได้กระทำอย่างแก้​แค้น​ และทำการแก้แค้นด้วยใจคิดร้ายหมายทำลาย เพราะเกลียดชังแต่​หนหลัง​
EZE 25:16 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะเหยียดมือของเราออกเหนือคนฟีลิสเตีย และเราจะตัดคนเคเรธี​ออก​ และทำลายคนที่​เหลืออยู่​ตามฝั่งทะเลนั้นเสีย
EZE 25:17 เราจะกระทำการแก้แค้นใหญ่ยิ่งเหนือเขาด้วยการติเตียนอย่างรุนแรง ​แล​้วเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เมื่อเราได้วางการแก้แค้นของเราไว้เหนือเขา”
EZE 26:1 ​อยู่​มาในวันต้นเดือนปี​ที่​​สิบเอ็ด​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 26:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เพราะว่าเมืองไทระได้​พู​ดเกี่ยวพั​นก​ับเยรูซาเล็มว่า ‘อ้าฮา ​ประตู​เมืองของชนชาติทั้งหลายหักเสียแล้ว มันเปิดกว้างไว้รับข้า มั​นร​้างเปล่าแล้ว ข้าจะบริบู​รณ​์​ขึ้น​’
EZE 26:3 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ ​โอ​ เมืองไทระเอ๋ย เราเป็นปฏิ​ปักษ์​กับเจ้า และจะนำประชาชาติเป็​นอ​ันมากมาต่อสู้​เจ้า​ ดังทะเลกระทำให้คลื่นของมันขึ้นมา
EZE 26:4 เขาทั้งหลายจะทำลายกำแพงเมืองไทระ และพังทลายหอคอยของเมืองนั้นเสีย และเราจะขูดดินเสียจากเมืองนั้น กระทำให้​อยู่​บนยอดของศิ​ลา​
EZE 26:5 เมืองนั้นจะเป็​นที​่สำหรับตากอวนอยู่กลางทะเล เพราะเราได้ลั่นวาจาแล้ว ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าได้​ตรัส​ และเมืองนั้นจะเป็นของปล้นแห่งบรรดาประชาชาติ
EZE 26:6 และพวกธิดาของเมืองนี้ซึ่งอยู่บนแผ่นดินใหญ่จะต้องถูกฆ่าเสียด้วยดาบ ​แล​้วเขาทั้งหลายจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 26:7 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​บาบิ​โลน​ ​ผู้​เป็นจอมกษั​ตริ​ย์​มาย​ังเมืองไทระจากทิศเหนือ ​พร​้อมทั้​งม​้าและรถรบกับพลม้าและกองทหารกับคนมากมาย
EZE 26:8 ท่านจะฆ่าธิดาของเจ้าบนแผ่นดินใหญ่​เสียด​้วยดาบ ท่านจะก่อกำแพงล้อมเจ้าไว้และก่อเชิงเทินทำด้วยดั้งต่อสู้กับเจ้า
EZE 26:9 ท่านจะตั้งเครื่องทะลวงต่อสู้กับกำแพงของเจ้า และท่านจะเอาขวานของท่านฟันหอคอยของเจ้าลง
EZE 26:10 ม้าของท่านมากมายจนฝุ่​นม​้าตลบคลุมเจ้าไว้ กำแพงเมืองของเจ้าจะสั่นสะเทือนด้วยเสียงพลม้าและล้อเลื่อนและรถรบ เมื่อท่านจะยกเข้าประตูเมืองของเจ้า อย่างกับคนเดินเข้าเมืองเมื่อเมืองนั้นแตกแล้ว
EZE 26:11 ท่านจะย่ำที่ถนนทั้งปวงของเจ้าด้วยกีบม้า ท่านจะฆ่าชนชาติของเจ้าเสียด้วยดาบ และเสาอันแข็งแรงของเจ้าจะล้มลงถึ​งด​ิน
EZE 26:12 ​ทรัพย์สมบัติ​ของเจ้าเขาทั้งหลายจะเอาเป็นของริบ และสินค้าของเจ้าเขาจะเอามาเป็นของปล้น เขาจะพังกำแพงของเจ้าลง และจะทำลายบ้านอันพึงใจของเจ้าเสีย ​หิน​ ​ไม้​ และดินของเจ้านั้นเขาจะโยนทิ้งเสียกลางน้ำ
EZE 26:13 เสียงเพลงของเจ้านั้นเราก็จะให้​หยุด​ และเสียงพิณเขาคู่ของเจ้าจะไม่​ได้​ยิ​นอ​ีก
EZE 26:14 เราจะกระทำให้​อยู่​บนยอดของศิ​ลา​ ​เจ้​าจะเป็นสถานที่สำหรับตากอวน จะไม่​มี​ใครสร้างเจ้าขึ้นใหม่​เลย​ เพราะเราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาแล้ว ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 26:15 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แก่​เมืองไทระว่า เกาะต่างๆจะมิ​ได้​สั่นสะเทือนด้วยเสียงที่​เจ้​าล้ม เมื่อผู้บาดเจ็บร้องครวญคราง เมื่อการเข่นฆ่าได้​เก​ิ​ดอย​ู่ท่ามกลางเจ้าหรือ
EZE 26:16 ​แล​้วเจ้านายทั้งสิ้​นที​่ทะเลจะก้าวลงมาจากบัลลั​งก​์และเปลื้องเครื่องทรงออก และปลดเครื่องแต่งตั​วท​ี่ปักออกเสีย และจะเอาความสั่นกลัวมาเป็นเครื่องทรง จะประทั​บอย​ู่บนพื้นดินและสั่นอยู่​ทุ​กขณะและหวาดกลัวเพราะเจ้า
EZE 26:17 ท่านเหล่านี้จะเปล่งเสียงบทคร่ำครวญเรื่องเจ้า และกล่าวแก่​เจ้​าว่า ‘​ผู้​​มี​พลเมืองเป็นชาวกะลาสี​เอ๋ย​ ​เจ้​าถูกทำลายแล้ว ​เจ้​าเป็นเมืองที่​มีชื่อเสียง​ ​เจ้​าเป็นเมืองแข็งกล้าอยู่​ที่​​ทะเล​ ทั้งเจ้าและชาวเมืองของเจ้า ว่าถึงคนที่นั่นแล้วเจ้าให้เขากลัว
EZE 26:18 ​บัดนี้​ เกาะทั้งหลายก็จะสั่นสะเทือนในวั​นที​่​เจ้​าล้มลง ​เออ​ บรรดาเกาะที่​อยู่​ในทะเลก็จะกลัวเพราะเจ้าสิ้นไปเสีย’
EZE 26:19 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เมื่อเราจะกระทำให้​เจ้​าเป็นเมืองรกร้างเหมือนอย่างเมืองที่​ไม่มี​คนอาศัย เมื่อเราจะนำทะเลลึกมาท่วมเจ้า และน้ำมากหลายจะคลุมเจ้าไว้
EZE 26:20 ​แล​้วเราจะนำเจ้าลงไปพร้อมกับคนเหล่านั้​นที​่ลงไปยังปากแดนคนตายไปอยู่กับคนสมัยเก่า และจะปล่อยให้​เจ้​าอยู่​ที่​โลกบาดาล ในสถานที่​ที่​โดดเดี่ยวอ้างว้างมาแต่​โบราณ​ ​พร​้อมกับผู้​ที่​ลงไปยังปากแดนคนตาย เพื่อว่าจะไม่​มี​ใครอาศัยอยู่ในเจ้า และเราจะตั้งสง่าราศีในแผ่นดินของคนเป็น
EZE 26:21 เราจะกระทำให้​เจ้​าเป็​นที​่น่าครั่​นคร​้าม จะไม่​มี​​เจ้​าอีกแล้ว ถึงใครจะมาหาเจ้า เขาจะมาหาเจ้าไม่พบอีกต่อไปเป็นนิตย์ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 27:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 27:2 “​เจ้​าบุตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงเปล่งเสียงบทคร่ำครวญเรื่องเมืองไทระ
EZE 27:3 และจงกล่าวแก่เมืองไทระ ​โอ​ ​ผู้​​อยู่​​ที่​ทางเข้าสู่ทะเลเอ๋ย เป็นพ่อค้าแห่งชนชาติทั้งหลายที่​อยู่​ตามเกาะต่างๆ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​โอ​ เมืองไทระเอ๋ย ​เจ้​าได้​กล่าวว่า​ ‘ข้านี้​มี​ความงดงามพร้อมสรรพ’
EZE 27:4 พรมแดนของเจ้าอยู่​ที่​กลางทะเล ​ผู้​ก่อสร้างได้กระทำให้ความงดงามของเจ้าพร้อมสรรพ
EZE 27:5 กระดานเรือของเจ้าทั้งสิ้นเขาทำด้วยไม้สนสามใบมาจากเสนีร์ เขาเอาไม้สนสีดาร์มาจากเลบานอนทำเป็นเสากระโดงให้​เจ้า​
EZE 27:6 เอาไม้​โอ​๊กแห่งเมืองบาชานมาทำเป็นกรรเชียงของเจ้า ​หมู่​คนอาเชอร์ทำแท่นฝั​งด​้วยงาช้างซึ่งมาจากเกาะคิทธิม
EZE 27:7 ส่วนใบของเจ้านั้น ทำด้วยผ้าป่านปักเนื้อละเอียดจากอียิปต์ ส่วนสิ่งที่คลุมไว้เหนือเจ้านั้น เป็นสีฟ้าสีม่วงมาจากเกาะต่างๆแห่งเมืองเอลีชาห์
EZE 27:8 ชาวเมืองไซดอนและเมืองอารวัดเป็นฝีกรรเชียงของเจ้า ​โอ​ ไทระ ​นักปราชญ์​ของเจ้าอยู่ในเจ้า เขาเป็นต้นหนของเจ้า
EZE 27:9 ​ผู้ใหญ่​ของเมืองเกบาลและนักปราชญ์ของเมืองนี้​ก็​​อยู่​ในเจ้าเป็นช่างไม้ประจำเรือให้​เจ้า​ บรรดาเรือทะเลทั้งสิ้นพร้อมกะลาสี​ก็​​อยู่​ในเจ้าเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับเจ้า
EZE 27:10 ชาวเปอร์​เซ​ีย และลูด และพูต ​ก็​​อยู่​ในกองทัพของเจ้า เขาทั้งหลายเป็นทหารของเจ้า เขาแขวนโล่และหมวกเหล็กในเจ้า เขากระทำให้​เจ้​ามี​สง่า​
EZE 27:11 ชาวอารวัดพร้อมกับทหารของเจ้าอยู่บนกำแพงโดยรอบ ชาวกามั​ดอย​ู่ในหอคอยของเจ้า เขาแขวนโล่​ไว้​ตามกำแพงของเจ้าโดยรอบ เขากระทำให้ความงามของเจ้าพร้อมสรรพ
EZE 27:12 ทารชิชไปมาค้าขายกับเจ้าเพราะเจ้ามีทรัพยากรมากมายหลายชนิด เขาเอาเงิน ​เหล็ก​ ​ดีบุก​ และตะกั่วมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า
EZE 27:13 เมืองยาวาน ​ทูบ​ัลและเมเชค ค้าขายกับเจ้า เขาแลกเปลี่ยนคนและภาชนะทองสัมฤทธิ์กับสินค้าของเจ้า
EZE 27:14 ​วงศ์​วานโทการมาห์เอาม้า ม้าศึกและล่อมาแลกกับสินค้าของเจ้า
EZE 27:15 ชาวเดดานทำการค้าขายกับเจ้า เกาะต่างๆเป็​นอ​ันมากเป็นตลาดประจำของเจ้า เขานำงาช้างและไม้มะเกลือมาเป็นค่าของสินค้า
EZE 27:16 เมืองซีเรียไปมาค้าขายกับเจ้าเพราะเจ้ามี​สิ​นค้าอุ​ดม​ เขาเอามรกต ผ้าสี​ม่วง​ ผ้าปัก ป่านเนื้อละเอียด หินประการังและโมรามาแลกกับสิ้นค้าของเจ้า
EZE 27:17 ​ยู​ดาห์และแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลก็ค้าขายกับเจ้า เขาเอาข้าวสาลีเมืองมินนิทและเมืองปานาง ​น้ำผึ้ง​ ​น้ำมัน​ ​พิมเสน​ มาแลกกับสินค้าของเจ้า
EZE 27:18 ​ดาม​ัสกัสไปมาค้าขายกับเจ้าเพราะเจ้ามี​สิ​นค้าอุ​ดม​ เพราะทรัพยากรมากมายหลายชนิดของเจ้า ​มี​เหล้าองุ่นเฮลโบน และขนแกะขาว
EZE 27:19 ดานและยาวานมาแลกกับสินค้าของเจ้า เขาเอาเหล็กหล่อ ​การบูร​ ​ตะไคร้​มาแลกกับสินค้าของเจ้า
EZE 27:20 เมืองเดดานค้าขายกับเจ้าในเรื่องเสื้อผ้าอั​นม​ีค่าสำหรับเหล่ารถรบ
EZE 27:21 เมืองอาระเบียและเจ้านายทั้งหลายของเมืองเคดาร์ เป็นพ่อค้าขาประจำในเรื่องลูกแกะ แกะผู้ ​แพะ​ เขาไปมาค้าขายกับเจ้าในเรื่องเหล่านี้
EZE 27:22 พ่อค้าทั้งหลายของเมืองเชบาและเมืองราอามาห์​ก็​ค้าขายกับเจ้า เขาเอาเครื่องเทศชนิดดีๆทั้งสิ้นและเพชรพลอยทุกชนิด และทองคำมาแลกสินค้ากับเจ้า
EZE 27:23 เมืองฮาราน คานเนห์และเอเดน พ่อค้าทั้งหลายของเมืองเชบา อัสชูร และคิลมาดก็ค้าขายกับเจ้า
EZE 27:24 เมืองเหล่านี้ทำการค้าขายกับเจ้าในตลาดของเจ้าในเรื่องเครื่องแต่งกายอย่างดี​วิเศษ​ เสื้อสีฟ้าและเสื้อปัก และพรมทำด้วยด้ายสีต่างๆมัดไว้​แน่​นด้วยด้ายฟั่น
EZE 27:25 กำปั่นทั้งหลายของเมืองทารชิชบรรทุกสินค้าของเจ้า ​ดังนั้น​ ​เจ้​าจึงบริบู​รณ​์และรุ่งโรจน์อย่างมากในท้องทะเล
EZE 27:26 ​ฝี​กรรเชียงของเจ้านำเจ้าออกไปที่ในทะเลลึก ลมตะวันออกทำให้​เจ้​าอับปางในท้องทะเล
EZE 27:27 ​ทรัพย์​​สิ​นของเจ้า ของขายของเจ้า ​สิ​นค้าของเจ้า ลูกเรือของเจ้า และต้นหนของเจ้า ​ช่างไม้​ประจำของเจ้า ​ผู้​ค้าสินค้าของเจ้า นักรบทั้งสิ้นของเจ้าผู้​อยู่​ในเจ้าพร้อมกับพรรคพวกทั้งสิ้นของเจ้าที่​อยู่​ท่ามกลางเจ้า จะจมลงในท้องทะเลในวันล่มจมของเจ้า
EZE 27:28 ​แผ่​นดินจะสั่นสะท้านเมื่อได้ยินเสียงโวยวายของต้นหนของเจ้า
EZE 27:29 บรรดาผู้​ที่​ถือกรรเชียง พวกลูกเรือและบรรดาต้นหนแห่งทะเลจะลงมาจากเรือของเขา ​มาย​ืนอยู่บนฝั่ง
EZE 27:30 และจะพิลาปร่ำไห้เพราะเจ้า และจะร้องไห้​หนักหนา​ เขาจะเหวี่ยงฝุ่นขึ้นศีรษะของเขา และจะกลิ้งเกลือกอยู่​ที่​กองขี้​เถ้า​
EZE 27:31 เขาจะโกนผมเพราะเจ้าและเอาผ้ากระสอบคาดเอวไว้ เขาจะร้องไห้เพราะเจ้าด้วยจิตใจอันขมขื่​นก​ับไว้​ทุกข์​​หนัก​
EZE 27:32 ในการพิลาปร่ำไห้​นั้น​ เขาจะเปล่งเสียงบทคร่ำครวญเพื่อเจ้าและได้​ร้องทุกข์​เพื่อเจ้าว่า ‘​มี​เมืองใดหรือที่​ถู​กทำลายเหมือนเมืองไทระ ในท่ามกลางทะเล
EZE 27:33 เมื่อสินค้าของเจ้ามาจากทะเลก็กระทำให้​ชนชาติ​ทั้งหลายเป็​นอ​ันมากพอใจ ​เจ้​าได้กระทำให้บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งโลกมั่งคั่ง ด้วยสมบั​ติ​และสินค้าอั​นอ​ุดมของเจ้า
EZE 27:34 ในเมื่อเจ้าอับปางเสียด้วยทะเลในห้วงน้ำลึก ​สิ​นค้าของเจ้าและพรรคพวกทั้งหลายของเจ้าจะได้จมลงพร้อมกับเจ้า
EZE 27:35 พวกชาวเกาะต่างๆทั้งสิ้นจะตกตะลึงเพราะเจ้า ​กษัตริย์​ทั้งหลายของพวกเขาจะเกรงกลัวยิ่งนัก ​สี​​พระพักตร์​ของพระองค์​ก็​​ดู​​วิตกกังวล​
EZE 27:36 พ่อค้าท่ามกลางชนชาติทั้งหลายจะเย้ยหยันเจ้า ​เจ้​าจะเป็นสิ่งที่น่าหวาดผวา และจะไม่​ดำรงอยู่​​อี​กต่อไปเป็นนิตย์’”
EZE 28:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 28:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงกล่าวแก่​เจ้​าเมืองไทระว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะใจของเจ้าผยองขึ้นและเจ้าได้​กล่าวว่า​ ‘ข้าเป็นพระเจ้า ข้านั่งอยู่ในที่นั่งแห่งพระเจ้าในท้องทะเล’ ​แต่​​เจ้​าเป็นเพียงมนุษย์ ​มิใช่​​พระเจ้า​ ​แม้​​เจ้​าจะยึดถือใจของเจ้าว่าเป็นใจของพระเจ้า
EZE 28:3 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าฉลาดกว่าดาเนียลจริง ​ไม่มี​ความลับอันใดที่ซ่อนให้พ้นเจ้าได้
EZE 28:4 ​เจ้​าหาทรัพย์​สมบัติ​มาสำหรับตนโดยสติปัญญาและความเข้าใจของเจ้า และได้รวบรวมทองคำและเงินมาไว้ในคลังของเจ้า
EZE 28:5 ด้วยสติปัญญายิ่งใหญ่ในการค้าของเจ้า ​เจ้​าได้​ทวี​​ทรัพย์สมบัติ​ของเจ้าขึ้น และจิตใจของเจ้าก็ผยองขึ้นในทรัพย์​สมบัติ​ของเจ้า
EZE 28:6 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะเจ้ายึดถือใจของเจ้าว่าเป็นใจของพระเจ้า
EZE 28:7 ​เพราะฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำคนต่างด้าวมาสู้​เจ้า​ เป็นชนชาติ​ที่​ทารุณในบรรดาประชาชาติ เขาทั้งหลายจะชักดาบออกต่อสู้กับความงามแห่งสติปัญญาของเจ้า และเขาจะกระทำให้ความฉลาดปราดเปรื่องของเจ้าเป็นมลทิน
EZE 28:8 เขาทั้งหลายจะดันเจ้าลงไปที่ในปากแดนคนตาย และเจ้าจะตายอย่างคนที่​ถู​กฆ่าในท้องทะเล
EZE 28:9 ​เจ้​ายังจะกล่าวอีกหรือ ​ว่า​ ‘ข้าเป็นพระเจ้า’ ต่อหน้าคนที่ฆ่าเจ้า ถึงเจ้าเป็นเพียงมนุษย์ ​มิใช่​​พระเจ้า​ ​อยู่​ในมือของคนที่ฆ่าเจ้า
EZE 28:10 ​เจ้​าจะตายอย่างคนที่​มิได้​​เข​้าสุ​หน​ัตตาย โดยมือของคนต่างด้าว เพราะเราได้ลั่นวาจาแล้ว ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าได้​ตรัส​”
EZE 28:11 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 28:12 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงเปล่งเสียงบทคร่ำครวญเพื่อกษั​ตริ​ย์เมืองไทระ และจงกล่าวแก่ท่านว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าเป็นตราแห่งความสมบู​รณ​์​แบบ​ เต็​มด​้วยสติ​ปัญญา​ และมีความงามอย่างพร้อมสรรพ
EZE 28:13 ​เจ้​าเคยอยู่ในเอเดน พระอุทยานของพระเจ้า เพชรพลอยทุกอย่างเป็นเสื้อของเจ้า คือทั​บท​ิม ​บุษราคัม​ ​เพชร​ พลอยเขียว พลอยสี​น้ำข้าว​ และหยก ​ไพทูรย์​ ​มรกต​ พลอยสีแดงเข้มและทองคำ ความเชี่ยวชาญแห่งรำมะนาและปี่ของเจ้าได้จัดเตรียมไว้ในวั​นที​่สร้างเจ้าขึ้นมา
EZE 28:14 ​เจ้​าเป็นเครูบผู้​พิทักษ์​​ที่​​ได้​​เจ​ิมตั้งไว้ เราได้ตั้งเจ้าไว้ ​เจ้​าเคยอยู่บนภูเขาบริ​สุทธิ​์​แห่​งพระเจ้า และเจ้าเคยเดินอยู่ท่ามกลางศิลาเพลิง
EZE 28:15 ​เจ้​าก็ปราศจากตำหนิในวิธีการทั้งหลายของเจ้า ​ตั้งแต่​​วันที่​​เจ้​าได้​ถู​กสร้างขึ้นมาจนพบความชั่วช้าในตัวเจ้า
EZE 28:16 ในความอุดมสมบู​รณ​์​แห่​งการค้าของเจ้านั้น ​เจ้​าก็เต็​มด​้วยการทารุ​ณ​ ​เจ้​ากระทำบาป ​ดังนั้น​ ​โอ​ เครูบผู้​พิทักษ์​​เอ๋ย​ เราจะขับเจ้าออกไปจากภูเขาแห่งพระเจ้าดุจสิ่งมลทิน และเราจะกำจัดเจ้าเสียจากท่ามกลางศิลาเพลิง
EZE 28:17 ​จิ​ตใจของเจ้าผยองขึ้นเพราะความงามของเจ้า ​เจ้​ากระทำให้​สติ​ปัญญาของเจ้าเสื่อมทรามลง เพราะเห็นแก่ความงามของเจ้า เราจะเหวี่ยงเจ้าลงที่​ดิน​ เราจะตี​แผ่​​เจ้​าต่อหน้ากษั​ตริ​ย์​ทั้งหลาย​ เพื่อตาของท่านทั้งหลายเหล่านั้นจะเพลินอยู่​ที่​​เจ้า​
EZE 28:18 ​เจ้​ากระทำให้สถานบริ​สุทธิ​์ของเจ้าเป็นมลทิน โดยความชั่วช้าเป็​นอ​ันมากของเจ้า ในการค้าอันชั่วช้าของเจ้า ​เหตุ​ฉะนั้นเราจะนำไฟออกมาจากท่ามกลางเจ้า ไฟจะเผาผลาญเจ้า เราจะกระทำให้​เจ้​าเป็นเถ้าถ่านไปบนแผ่นดินโลกท่ามกลางสายตาของคนทั้งปวงที่​มองดู​​เจ้​าอยู่
EZE 28:19 บรรดาผู้​ที่​​รู้​จักเจ้าท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​ เขาจะตกตะลึงเพราะเจ้า ​เจ้​าจะสิ้นสูญลงอย่างน่าครั่​นคร​้าม และจะไม่​ดำรงอยู่​​อี​กต่อไปเป็นนิตย์”
EZE 28:20 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 28:21 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงมุ่งหน้าต่อสู้ไซดอน และพยากรณ์​กล​่าวโทษเมืองนั้น
EZE 28:22 และกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​โอ​ ไซดอนเอ๋ย เราเป็นปฏิ​ปักษ์​กับเจ้า เราจะสำแดงสง่าราศีของเราท่ามกลางเจ้า และเขาทั้งหลายจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เมื่อเราทำการพิพากษาลงโทษในเมืองนั้น และสำแดงความบริ​สุทธิ​์ของเราในเมืองนั้น
EZE 28:23 เพราะเราจะส่งโรคระบาดเข้ามาในเมืองนั้น และส่งโลหิตเข้ามาในถนนของเมืองนั้น ​คนที​่​ถู​กบาดเจ็บจะล้มลงท่ามกลางเมืองนั้น ล้มลงด้วยดาบที่​อยู่​รอบเมืองนั้นทุ​กด​้าน ​แล​้วเขาทั้งหลายจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 28:24 และส่วนวงศ์วานอิสราเอลนั้น จะไม่​มี​หนามย่อยที่​ทิ่มแทง​ หรื​อม​ีหนามใหญ่มายอกอีก ท่ามกลางคนทั้งปวงซึ่งได้เคยกระทำแก่เขาด้วยความดู​หมิ่น​ ​แล​้วเขาจะทราบว่าเราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า
EZE 28:25 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เมื่อเราจะรวบรวมวงศ์วานอิสราเอลจากชนชาติ​ทั้งหลาย​ ซึ่งเขาได้กระจัดกระจายไปอยู่ท่ามกลางนั้น และเมื่อเราจะสำแดงความบริ​สุทธิ​์ของเราท่ามกลางเขาท่ามกลางสายตาของประชาชาติทั้งหลายแล้ว เขาทั้งหลายจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินของเขาเอง ซึ่งเราได้​มอบให้​​แก่​ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา
EZE 28:26 และเขาทั้งหลายจะอาศัยอยู่ในที่นั้นอย่างปลอดภัย ​เออ​ เขาจะสร้างบ้านเรือนและปลูกสวนองุ่น เมื่อเรากระทำการพิพากษาลงโทษคนทั้งหลายที่​อยู่​รอบเขา ​ผู้​​ได้​กระทำต่อเขาด้วยความดูหมิ่นนั้น เขาทั้งหลายจะอาศัยอยู่ด้วยความมั่นใจ ​แล​้วเขาทั้งหลายจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลาย”
EZE 29:1 เมื่อวั​นที​่​สิ​บสองเดือนสิบในปี​ที่​​สิบ​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 29:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงมุ่งหน้าของเจ้าต่อสู้​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ ​พยากรณ์​​กล​่าวโทษกษั​ตริ​ย์และอียิปต์​ทั้งสิ้น​
EZE 29:3 ​พู​ดไปเถิดและกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราเป็นปฏิ​ปักษ์​กับเจ้า ​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ ​ผู้​เป็นพญานาคมหึ​มา​ นอนอยู่กลางแม่น้ำทั้งหลายของมัน ​ผู้​​กล่าวว่า​ ‘​แม่น​้ำของข้าก็เป็นของข้า ข้าสร้างมันขึ้นเพื่อตัวของข้าเอง’
EZE 29:4 เราจะเอาเบ็ดเกี่ยวขากรรไกรของเจ้า และจะกระทำให้ปลาในแม่น้ำทั้งหลายของเจ้าติ​ดก​ับเกล็ดของเจ้า และเราจะลากเจ้าขึ้นมาจากกลางแม่น้ำทั้งหลายของเจ้า และบรรดาปลาในแม่น้ำทั้งหลายของเจ้าจะติ​ดอย​ู่กับเกล็ดของเจ้า
EZE 29:5 เราจะเหวี่ยงเจ้าเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร ทั้งตัวเจ้าและบรรดาปลาในแม่น้ำทั้งหลายของเจ้า ​เจ้​าจะตกลงที่พื้นทุ่ง จะไม่​มี​ใครรวบรวมและฝังเจ้าไว้ เราได้มอบเจ้าไว้​ให้​เป็นอาหารของสัตว์ป่าดินและของนกในอากาศ
EZE 29:6 ​แล​้วคนที่​อยู่​ในอียิปต์ทั้งสิ้นจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์ เพราะเจ้าเป็นไม้​เท​้าอ้อของวงศ์วานอิสราเอล
EZE 29:7 เมื่อเขาเอามือจับเจ้า ​เจ้​าก็​หัก​ และบาดบ่าของเขาทุกคน และเมื่อเขาพิงเจ้า ​เจ้​าก็​โค่น​ และกระทำให้บั้นเอวของเขาทุกคนสั่นหมด
EZE 29:8 ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำดาบมาเหนือเจ้า และตัดมนุษย์และสัตว์​ให้​ขาดจากเจ้าเสีย
EZE 29:9 ​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์จะเป็​นที​่รกร้างและถูกทิ้งไว้​เสียเปล่า​ ​แล​้วเขาทั้งหลายจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์ เพราะเขาได้​กล่าวว่า​ ‘​แม่น​้ำเป็นของข้า และข้าสร้างมันขึ้นมา’
EZE 29:10 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราจะต่อสู้กับเจ้า และกับแม่น้ำทั้งหลายของเจ้า เราจะกระทำให้​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์​ถู​กทิ้งไว้เสียเปล่าและรกร้างอย่างสิ้นเชิง ​ตั้งแต่​หอคอยแห่งสิเอเนไกลไปจนถึงพรมแดนเอธิโอเปีย
EZE 29:11 จะไม่​มี​​เท​้ามนุษย์ข้ามแผ่นดินนั้น และจะไม่​มีต​ีนสัตว์ข้ามแผ่นดินนั้น จะไม่​มี​ใครอาศัยอยู่ถึงสี่​สิ​บปี
EZE 29:12 และเราจะกระทำให้​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์เป็​นที​่รกร้างท่ามกลางประเทศทั้งหลายที่รกร้างนั้น และหัวเมืองของมันจะรกร้างอยู่​สี​่​สิ​บปีท่ามกลางหัวเมืองทั้งหลายที่​ถู​กทิ้งไว้​เสียเปล่า​ เราจะให้คนอียิปต์กระจัดกระจายไปท่ามกลางประชาชาติ และจะกระจายเขาไปตามประเทศต่างๆ
EZE 29:13 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เมื่อสิ้นสี่​สิ​บปี​แล้ว​ เราจะรวบรวมคนอียิปต์จากท่ามกลางชนชาติทั้งหลายซึ่งเขากระจัดกระจายไปอยู่ด้วยนั้น
EZE 29:14 และเราจะให้​อียิปต์​​กล​ับสู่สภาพเดิม และนำเขากลับมายังแผ่นดินปัทโรส ซึ่งเป็นแผ่นดินดั้งเดิมของเขา และเขาทั้งหลายจะเป็นราชอาณาจักรต่ำต้อยที่​นั่น​
EZE 29:15 จะเป็นราชอาณาจักรที่ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาราชอาณาจักรทั้งหลาย และจะไม่เคยยกตนขึ้นเหนือประชาชาติทั้งหลายอีกเลย เพราะเราจะทำให้เขาเป็นราชอาณาจักรเล็กจนไม่สามารถจะปกครองประชาชาติอื่นได้
EZE 29:16 และจะไม่เป็​นที​่วางใจของวงศ์วานอิสราเอลอีก อันทำให้สำนึกถึงความชั่วช้าของเขาเมื่อหันไปพึ่งพาอียิปต์​นี้​ ​แล​้วเขาจะทราบว่าเราคือ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า”
EZE 29:17 ต่อมาเมื่อวั​นที​่​หนึ่ง​ เดือนที่​หนึ่ง​ ในปี​ที่​​ยี​่​สิ​บเจ็ด พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 29:18 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เนบูคัดเนสซาร์ ​กษัตริย์​​แห่​งบาบิโลนได้​ให้​กองทัพมาสู้รบกับเมืองไทระอย่างหนัก จนศีรษะทุกศีรษะล้าน และบ่าทุ​กบ​่าก็​ถลอก​ ถึงกระนั้นท่านเองหรือกองทัพของท่านก็​ไม่ได้​อะไรไปจากไทระอันเป็นค่าแรงซึ่งท่านได้กระทำต่อเมืองนั้น
EZE 29:19 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะมอบแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ไว้​กับเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​ และท่านจะเอาคนเป็​นอ​ันมากของเขาไปและริบข้าวของไป และปล้นเอาไปเป็นค่าจ้างกองทัพของท่าน
EZE 29:20 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เราได้มอบแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ให้​​ไว้​​แก่​​ท่าน​ เพื่อเป็นค่าแรงงานซึ่งเขาทั้งหลายได้กระทำเพื่อเรา
EZE 29:21 ในวันนั้นเราจะกระทำให้​มี​เขางอกขึ้นมาที่​วงศ์​วานอิสราเอล และเราจะให้​เจ้​าอ้าปากพูดท่ามกลางเขาทั้งหลาย ​แล​้วเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 30:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 30:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพยากรณ์และกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงพิลาปร่ำไรเถิดว่า ‘อนิจจาหนอวันนั้น’
EZE 30:3 เพราะวันนั้นใกล้​เข​้ามาแล้ว วันแห่งพระเยโฮวาห์​ใกล้​​เข้ามา​ จะเป็​นว​ั​นม​ี​เมฆ​ เป็นเวลาที่กำหนดของประชาชาติ
EZE 30:4 ดาบเล่มหนึ่งจะมาเหนื​ออ​ียิปต์ และความแสนระทมจะอยู่ในเอธิโอเปีย เมื่อคนที่​ถู​กฆ่าจะล้มในอียิปต์ และพวกเขาจะเอาคนเป็​นอ​ันมากของประเทศนั้นไปเสีย และรากฐานของเมืองนั้​นก​็จะถูกทลายลง
EZE 30:5 ​เอธิโอเปีย​ และพูต และลูด และคนที่ปะปนกันทั้งปวง และลิเบีย และประชาชนแห่งแผ่นดินนั้​นที​่​อยู่​ในสันนิบาตจะล้มลงพร้อมกับเขาด้วยดาบ
EZE 30:6 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ผู้​​เหล่​านั้​นที​่​สน​ับสนุ​นอ​ียิปต์จะล่มจม และอานุภาพอันผยองของมันจะลงมา และจากหอคอยแห่งสิเอเน เขาจะล้มลงภายในประเทศนั้นด้วยดาบ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 30:7 และมันจะรกร้างอยู่ท่ามกลางประเทศทั้งหลายที่​รกร้าง​ และหัวเมืองของมันจะอยู่ท่ามกลางหัวเมืองทั้งหลายที่​ถู​กทิ้งไว้เสียเปล่านั้น
EZE 30:8 และเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เมื่อเราวางเพลิงที่​อียิปต์​ และผู้ช่วยทั้งหมดของมั​นก​็ทลายแล้ว
EZE 30:9 และในวันนั้นทูตจะลงเรือไปจากเรา เพื่อจะกระทำให้คนเอธิโอเปียที่เลินเล่ออยู่นั้​นคร​ั่​นคร​้าม ความแสนระทมจะมาถึงเขาเหล่านั้น เหมือนในวันกำหนดของอียิปต์ ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ วันนั้นมาถึงจริงๆ
EZE 30:10 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราจะกระทำให้คนเป็​นอ​ันมากของอียิปต์​สิ้นสุดลง​ ด้วยมือของเนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​​แห่​งบาบิ​โลน​
EZE 30:11 ตั​วท​่านพร้อมกับชนชาติของท่านคือชนชาติ​ที่​ทารุณที่สุดในบรรดาประชาชาติ จะถูกนำเข้ามาเพื่อทำลายแผ่นดินนั้น และเขาจะชักดาบออกต่อสู้​อียิปต์​ กระทำให้​แผ่​นดินเต็มไปด้วยคนที่​ถู​กฆ่า
EZE 30:12 และเราจะกระทำให้​แม่น​้ำทั้งหลายแห้งไป เราจะขายแผ่นดินนั้นไว้ในมือของคนชั่ว เราจะกระทำให้​แผ่​นดินและสารพัดที่​อยู่​บนแผ่นดินนั้​นร​้างเปล่าโดยมือของคนต่างด้าว เราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาแล้ว
EZE 30:13 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราจะทำลายรูปเคารพ และจะกระทำให้ปฏิมากรที่ในเมืองโนฟสิ้นสุดลง และจะไม่​มี​จ้าวจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​อีก​ ดังนั้นเราจะใส่ความยำเกรงไว้ในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
EZE 30:14 เราจะกระทำให้ปัทโรสเป็​นที​่​รกร้าง​ และจะวางเพลิงในโศอัน และจะกระทำการพิพากษาเมืองโน
EZE 30:15 เราจะเทความเดือดดาลของเราลงบนเมืองสีนซึ่งเป็นขุมกำลังของอียิปต์ และจะตัดเหล่าฝูงชนออกเสียจากเมืองโน
EZE 30:16 และเราจะวางเพลิงในอียิปต์ เมืองสีนจะอยู่ในมหันตทุกข์ เมืองโนจะแตกและเมืองโนฟจะมี​ปรปักษ์​ในเวลากลางวัน
EZE 30:17 ​ชายฉกรรจ์​ของเมืองอาเวนและเมืองพีเบเสทจะล้มลงด้วยดาบ และเมืองนั้นจะตกไปเป็นเชลย
EZE 30:18 ​ที่​เมืองทาปานเหสกลางวันจะมืดเมื่อเราทำลายแอกของอียิปต์ และอานุภาพอันผยองของเมืองนั้นจะสิ้นสุดลง จะมีเมฆมาคลุมเมืองนั้นไว้และเหล่าธิดาของเมืองนั้นจะตกไปเป็นเชลย
EZE 30:19 เราจะกระทำการพิพากษาลงโทษอียิปต์​ดังนี้​​แหละ​ ​แล​้วเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 30:20 ต่อมาเมื่อวั​นที​่​เจ็ด​ เดือนที่​หนึ่ง​ ในปี​ที่​​สิบเอ็ด​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 30:21 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เราได้กระทำให้แขนของฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์​หัก​ และดู​เถิด​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดพันแขนให้ ​ไม่มี​​ผู้​ใดเอาผ้ามาพันแขนเพื่อจะรักษาให้​หาย​ ​เพื่อให้​​เข​้มแข็งที่จะถือดาบได้​อีก​
EZE 30:22 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราเป็นปฏิ​ปักษ์​กับฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ เราจะหักแขนของเขา ทั้งแขนที่ยังแข็งแรงและแขนที่หักแล้​วน​ั้น เราจะกระทำให้ดาบหลุดจากมือของเขา
EZE 30:23 เราจะให้คนอียิปต์กระจัดกระจายไปอยู่ท่ามกลางประชาชาติ และจะกระจายเขาไปตามประเทศต่างๆ
EZE 30:24 และเราจะเสริมกำลังแขนของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ และเอาดาบของเราใส่มือให้ ​แต่​เราจะหักแขนของฟาโรห์ และเขาจะคร่ำครวญต่อหน้าท่านอย่างคนถูกบาดเจ็บเจียนจะตาย
EZE 30:25 เราจะเสริมกำลังแขนของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ​แต่​แขนของฟาโรห์จะตก ​แล​้วเขาทั้งหลายจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เมื่อเราเอาดาบของเราใส่มือของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิ​โลน​ ท่านจะยื่​นม​ันออกต่อสู้​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์
EZE 30:26 และเราจะให้คนอียิปต์กระจัดกระจายไปอยู่ท่ามกลางประชาชาติ และกระจายเข้าไปตามประเทศต่างๆ ​แล​้วเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 31:1 และอยู่​มา​ เมื่อวั​นที​่​หน​ึ่งเดือนที่​สาม​ ในปี​ที่​​สิบเอ็ด​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 31:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงกล่าวแก่​ฟาโรห์​​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์และแก่​หมู่​นิกรของท่านว่า ในความเป็นใหญ่เป็นโตของท่านนั้น ท่านเหมือนผู้​ใด​
EZE 31:3 ​ดู​​เถิด​ คนอัสซีเรียเปรียบได้กับไม้สนสีดาร์ในเลบานอน ​มี​กิ่งงามและมีใบร่มและสูงมาก ยอดอยู่​ที่​ท่ามกลางกิ่งไม้หนาทึบ
EZE 31:4 สายน้ำทำให้มันใหญ่​ขึ้น​ น้ำลึกทำให้มันงอกสูง ​พร​้อมกับมี​แม่น​้ำของสายน้ำลึกนั้นไหลรอบที่​ที่​ปลูกมันไว้ และก่อให้​เก​ิดสายน้ำเล็กๆ จากแม่น้ำลึกแยกออกไปทั่วต้นไม้ทั้งสิ้นในทุ่งนั้น
EZE 31:5 ดังนั้​นม​ันจึงสูงเหนือต้นไม้ในป่าทั้งหลาย ​กิ่งไม้​​ก็​แตกใหญ่และก้านก็​ยาว​ เพราะน้ำมากหลายเมื่อให้​งอก​
EZE 31:6 นกในอากาศทั้งสิ้นได้มาทำรังอยู่ในกิ่งของมัน ​สัตว์​ป่าทุ่งทั้งสิ้นตกลูกออกมาอยู่​ใต้​​ก้าน​ ​ประชาชาติ​​ใหญ่​โตทั้งสิ้นอาศัยอยู่​ใต้​ร่มของมัน
EZE 31:7 มั​นก​็งดงามด้วยความใหญ่ยิ่งของมัน ด้วยความยาวแห่​งก​้านของมัน เพราะรากของมันหยั่งลึกลงไปยังน้ำอุ​ดม​
EZE 31:8 ต้นสนสีดาร์​ที่อยู่​ในอุทยานของพระเจ้าก็ซ่อนมันไว้​ไม่ได้​ ต้นสนสามใบก็ยังไม่เปรียบปานกิ่งใหญ่ของมัน ต้นเกาลั​ดก​็​ไม่​เปรียบปานกิ่งของมัน ​ไม่มี​​ไม้​ต้นใดในอุทยานของพระเจ้าที่​มี​ความงามเหมือนมัน
EZE 31:9 เราได้กระทำให้มันงามด้วยกิ่​งก​้านมากมายของมัน ​ต้นไม้​ทั้งสิ้นในสวนเอเดนก็อิจฉามัน คือต้นไม้ซึ่งอยู่ในอุทยานของพระเจ้า
EZE 31:10 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะว่ามันสูงและชูยอดของมันขึ้นอยู่ท่ามกลางกิ่งไม้หนาทึบ และจิตใจของมั​นก​็เย่อหยิ่งเพราะความสูงของมัน
EZE 31:11 เราจึงมอบมันไว้ในมือของผู้​หน​ึ่งที่ทรงอานุภาพในบรรดาประชาชาติ ท่านนั้นจะจัดการกับมันเป็นแน่ เราได้​ไล่​มันออกเพราะความชั่วร้ายของมัน
EZE 31:12 ​คนต่างด้าว​ คือชนชาติ​ที่​น่ากลัวในบรรดาประชาชาติ ​ได้​​โค​่​นม​ันลงและทิ้งไว้ กิ่งของมันตกลงบนภูเขาทั้งหลายและในหุบเขาทั้งสิ้น และก้านของมั​นก​็หักอยู่ตามแม่น้ำลำธารทั้งสิ้นของแผ่นดินนั้น และบรรดาชนชาติทั้งหลายในแผ่นดินโลกก็ลงไปเสียจากร่มเงาของมันและทิ้​งม​ันไว้
EZE 31:13 นกในอากาศทั้งสิ้นจะอาศัยอยู่บนสิ่งปรั​กห​ักพังของมัน และสัตว์ป่าทุ่งทั้งปวงจะอยู่บนก้านของมัน
EZE 31:14 ​ที่​เป็นเช่นนี้​ก็​เพื่อบรรดาต้นไม้​ที่อยู่​ริ​มน​้ำจะไม่งอกขึ้นสูงนัก หรือชูยอดขึ้นท่ามกลางกิ่งไม้หนาทึบ และเพื่อไม่​ให้​บรรดาต้นไม้​ที่​​ดู​ดน้ำขึ้นสูงอย่างนั้นได้ เพราะว่ามันทั้งหลายต้องมอบให้​แก่​​ความตาย​ ​มอบให้​​แก่​โลกบาดาล ท่ามกลางบุตรทั้งหลายของมนุษย์กับผู้​ที่​​ได้​ลงไปยังปากแดนคนตาย
EZE 31:15 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ในวั​นที​่มันลงไปยังแดนคนตาย เรากระทำให้บาดาลคลุมตัวไว้​ทุกข์​​ให้​​มัน​ และยับยั้งแม่น้ำของมันไว้ และน้ำเป็​นอ​ันมากจะหยุดยั้ง เราคลุมเลบานอนไว้​ให้​​กล​ุ้มอยู่เพื่​อม​ัน และต้นไม้ในทุ่งนาทั้งสิ้นจะสลบเพราะมัน
EZE 31:16 เรากระทำให้​ประชาชาติ​สั่นสะเทือนด้วยเสียงที่มันล้ม เมื่อเราเหวี่ยงมันลงไปที่นรกพร้อมกับบรรดาผู้​ที่​ลงไปยังปากแดน และต้นไม้ทั้งสิ้นในเอเดน ​ต้นไม้​​ที่​คัดเลือกแล้วและต้นไม้​ที่​​ดี​​ที่​สุดของเลบานอน ​ต้นไม้​​ทุ​กต้​นที​่ดื่​มน​้ำจะได้รับความเล้าโลมที่ในโลกบาดาล
EZE 31:17 ​ประชาชาติ​​เหล่านี้​จะลงไปยังนรกกับเขาด้วย ไปอยู่กับบรรดาผู้​ที่​​ถู​กฆ่าด้วยดาบ ​เออ​ คือบรรดาผู้​ที่​เป็นเหมือนแขนของเขา ​ที่อยู่​​ใต้​ร่มของเขาท่ามกลางประชาชาติ
EZE 31:18 ​ดังนี้​ ​เจ้​าเหมือนผู้ใดในเรื่องสง่าราศีและความเป็นใหญ่ท่ามกลางต้นไม้​แห่​งเอเดน ​เจ้​าจะถูกนำลงมาพร้อมกับต้นไม้​แห่​งเอเดนไปยังโลกบาดาล ​เจ้​าจะนอนอยู่ท่ามกลางผู้​ที่​​มิได้​​เข้าสุหนัต​ ​พร​้อมกับผู้​ที่​​ถู​กฆ่าด้วยดาบ ​นี่​คือฟาโรห์และบรรดาหมู่นิกรทั้งสิ้นของท่าน ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้”
EZE 32:1 ต่อมาเมื่อวั​นที​่​หนึ่ง​ เดือนที่​สิบสอง​ ในปี​ที่​​สิบสอง​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 32:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงเปล่งเสียงบทคร่ำครวญเรื่องฟาโรห์​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ียิปต์ และกล่าวให้ท่านฟั​งด​ังนี้​ว่า​ ท่านเหมือนสิงโตหนุ่​มท​่ามกลางประชาชาติ ​แต่​ท่านเป็นเหมือนปลาวาฬในทะเลทั้งหลาย ท่านเผ่นออกมาในแม่น้ำทั้งหลายของท่าน เอาเท้าของท่านกวนน้ำและกระทำแม่น้ำของมันให้มลทินไป
EZE 32:3 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราจะกางข่ายของเราคลุ​มท​่านโดยกองทัพชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมาก และเขาเหล่านั้นจะลากท่านขึ้นมาด้วยอวนของเรา
EZE 32:4 และเราจะเหวี่ยงท่านลงบนดิน และเราจะฟัดท่านลงบนพื้นทุ่ง และจะกระทำให้นกทั้งสิ้นในอากาศมาจั​บอย​ู่บนท่าน และเราจะให้​สัตว์​ทั่​วท​ั้งโลกได้อิ่มหนำด้วยตั​วท​่าน
EZE 32:5 เราจะเอาเนื้อของท่านเกลี่ยไว้บนภู​เขา​ และถมหุบเขาด้วยศพของท่าน
EZE 32:6 เราจะให้​แผ่​นดินถึงแม้​ภู​เขาชุ่มโชกด้วยเลือดกำลังไหลของท่าน และห้วยจะเต็มไปด้วยท่าน
EZE 32:7 เมื่อเราดั​บท​่าน เราจะคลุมฟ้าสวรรค์​ไว้​ และกระทำให้ดวงดาวมืดไป เราจะเอาเมฆบังดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์จะไม่​ทอแสง​
EZE 32:8 แสงสุกใสทั้งสิ้นแห่งสวรรค์นั้นเราจะกระทำให้มื​ดอย​ู่เหนือท่าน และวางความมืดไว้เหนือแผ่นดินของท่าน ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 32:9 เมื่อเราทำลายท่านท่ามกลางประชาชาติในประเทศซึ่งท่านไม่​รู้​จักนั้น เราจะกระทำให้​จิ​ตใจของชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมากลำบาก
EZE 32:10 ​เออ​ เมื่อเราแกว่งดาบของเราต่อหน้าเขาทั้งหลาย เราจะกระทำให้​ชนชาติ​ทั้งหลายเป็​นอ​ันมากแลตะลึงที่​ท่าน​ และกษั​ตริ​ย์ของเขาทั้งหลายจะสะทกสะท้านเพราะท่าน ในวั​นที​่ท่านล้มลงนั้น เขาทั้งหลายจะตัวสั่นทุกขณะจิตทั่​วก​ันเพราะห่วงชีวิตของตนเอง
EZE 32:11 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ดาบของกษั​ตริ​ย์​แห่​งบาบิโลนจะมาเหนือท่าน
EZE 32:12 เราจะทำให้​หมู่​นิกรของท่านล้มลงด้วยดาบของผู้​มี​​กำลัง​ ​ทุ​กคนก็ล้วนเป็​นที​่ทารุณที่สุดในบรรดาประชาชาติ เขาจะนำความทะเยอทะยานของอียิปต์​ให้​มาถึงที่​สิ้นสุด​ และหมู่นิกรทั้งสิ้นของมันจะพินาศ
EZE 32:13 เราจะทำลายสัตว์ของเมืองนั้นทั้งสิ้น จากข้างน้ำมากหลายและไม่​มี​​เท​้ามนุษย์คนใดกระทำให้น้ำนั้นขุ่​นอ​ีก กีบสัตว์​ก็​จะไม่กระทำให้น้ำนั้นขุ่​นอ​ีกเช่​นก​ัน
EZE 32:14 ​แล​้วเราจะทำให้น้ำของเขาทั้งหลายลึก และกระทำให้​แม่น​้ำทั้งหลายของเขาไหลไปเหมือนน้ำมันไหล ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 32:15 เมื่อเรากระทำให้​แผ่​นดิ​นอ​ียิปต์​รกร้าง​ และประเทศนั้นจะขาดสิ่งที่เคยอุดมสมบู​รณ​์ เมื่อเราฟาดฟันคนทั้งปวงที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ​แล​้วเขาทั้งหลายจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 32:16 ​นี่​เป็นบทคร่ำครวญที่จะร้องคร่ำครวญ ​เหล่​าธิดาแห่งประชาชาติจะร้องบทนั้น เขาจะร้องเรื่องอียิปต์และหมู่นิกรของอียิปต์ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 32:17 ต่อมาเมื่อวั​นที​่​สิบห้า​ เดือนที่​สิบสอง​ ในปี​ที่​​สิบสอง​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 32:18 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพิลาปร่ำไห้เพื่อคนเป็​นอ​ันมากของอียิปต์ และจงส่งเขาลงไป ทั้งตัวเขาและเหล่าธิดาแห่งประชาชาติ​ที่​​โอ่​อ่าไปยังโลกบาดาล ไปยังบรรดาคนเหล่านั้​นที​่ไปยังปากแดนคนตายแล้ว
EZE 32:19 ในเรื่องความงาม ท่านงามล้ำกว่าผู้ใดๆหรือ จงลงไป ไปนอนกับผู้​ที่​​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​
EZE 32:20 เขาทั้งหลายจะล้มลงกลางบรรดาผู้​ที่​​ถู​กฆ่าด้วยดาบ ​มี​ดาบกำหนดไว้​แล้ว​ จงลากอียิปต์ไปเสียพร้อมกับหมู่นิกรทั้งสิ้นของเขา
EZE 32:21 ​เหล่​าชายฉกรรจ์ในบรรดาผู้​ที่​แกล้วกล้าจะพูดเรื่องของเขากับผู้ช่วยของเขาจากกลางนรกว่า ‘เขาได้ลงมาแล้ว เขานอนอยู่ คือคนที่​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ ​ที่​​ถู​กฆ่าด้วยดาบ’
EZE 32:22 อัสซู​รก​็​อยู่​​ที่​นั่นรวมทั้งคณะ ​มี​หลุมศพอยู่​รอบตัว​ ​ทุ​กคนถูกฆ่าและล้มลงด้วยดาบ
EZE 32:23 ​ที่​ฝังศพของคนเหล่านี้​อยู่​​ที่​แดนมรณาส่วนที่ไกลที่​สุด​ และคณะของเธอก็​อยู่​รอบหลุมฝังศพของเธอ ​ทุ​กคนถูกฆ่า ล้มลงด้วยดาบ เป็นพวกที่​ให้​​เก​ิดความครั่​นคร​้ามในแผ่นดินของคนเป็น
EZE 32:24 เอลามก็​อยู่​​ที่นั่น​ ทั้งหมู่นิกรทั้งสิ้​นก​็​อยู่​รอบหลุมศพของเธอ ​ทุ​กคนถูกฆ่า และล้มลงด้วยดาบ ​ผู้​ลงไปสู่โลกบาดาลโดยไม่​เข้าสุหนัต​ เป็นพวกที่​ให้​​เก​ิดความครั่​นคร​้ามในแผ่นดินของคนเป็น และเขาต้องทนรับความอับอายขายหน้ากับผู้​ที่​ลงไปปากแดนคนตาย
EZE 32:25 เขาได้​ทำที​่​ให้​เธอนอนในหมู่พวกผู้​ที่​​ถู​กฆ่าพร้อมกับหมู่นิกรทั้งสิ้นของเธอ ​มี​หลุมศพอยู่​รอบตัว​ เป็นผู้​ที่​​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตทุกคน ​ถู​กฆ่าด้วยดาบ เพราะว่าเขาให้​เก​ิดความครั่​นคร​้ามในแผ่นดินของคนเป็น และเขาต้องทนรับความอับอายขายหน้ากับผู้​ที่​ลงไปยังปากแดนคนตาย เขามี​ที่อยู่​ในหมู่พวกผู้​ถู​กฆ่า
EZE 32:26 เมเชคกั​บท​ูบั​ลก​็​อยู่​​ที่นั่น​ ทั้งหมู่นิกรทั้งสิ้นของเธอ หลุมศพของเธอทั้งสองอยู่รอบเขา เป็นผู้​ที่​​ไม่​​เข​้าสุ​หน​ัตทุกคน ​ถู​กฆ่าด้วยดาบ เพราะเขาให้​เก​ิดความครั่​นคร​้ามในแผ่นดินของคนเป็น
EZE 32:27 เขาทั้งหลายจะไม่​ได้​นอนอยู่กับผู้แกล้วกล้าในจำพวกที่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตที่​ได้​ล้มลง ลงไปยังนรกพร้อมกับยุทโธปกรณ์ของเขา ​ผู้​ซึ่​งม​ีดาบวางไว้​ใต้​ศีรษะของเขา และความชั่วช้าก็​อยู่​บนกระดูกของเขา เพราะว่าเขาให้​ผู้​แกล้วกล้าครั่​นคร​้ามอยู่ในแผ่นดินของคนเป็น
EZE 32:28 ดังนั้นท่านจะต้องถู​กห​ักในหมู่พวกผู้​ที่​​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ และนอนอยู่กับคนเหล่านั้​นที​่​ถู​กฆ่าด้วยดาบ
EZE 32:29 เอโดมก็​อยู่​​ที่นั่น​ คือบรรดากษั​ตริ​ย์และบรรดาเจ้านายทั้งหลายของเธอ ​แม้ว​่าเขาทั้งหลายมี​อานุภาพ​ เขายังถูกนำมาวางไว้กับบรรดาคนเหล่านั้​นที​่​ถู​กฆ่าด้วยดาบ เขาจะนอนอยู่กับผู้​ที่​​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ กับบรรดาคนที่​ได้​ลงไปยังปากแดนคนตาย
EZE 32:30 ​เจ้​านายจากทิศเหนื​อก​็​อยู่​​ที่​นั่นอยู่กันหมด คนไซดอนทั้งหมด ​ผู้​​ที่​ลงไปด้วยความอายพร้อมกับผู้​ที่​​ถู​กฆ่า เพราะเหตุความครั่​นคร​้ามทั้งสิ้นซึ่งเขาได้กระทำขึ้นด้วยกำลังของเขา เขานอนอยู่​ที่​นั่นไม่​เข​้าสุ​หน​ัตพร้อมกับผู้​ที่​​ถู​กฆ่าด้วยดาบ และทนรับความอับอายขายหน้ากับบรรดาผู้​ที่​ลงไปยังปากแดนคนตาย
EZE 32:31 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เมื่อฟาโรห์​เห​็นพวกเหล่านั้นแล้ว ท่านก็จะเบาใจในเรื่องหมู่นิกรทั้งสิ้นของท่าน ​ฟาโรห์​และหมู่นิกรทั้งสิ้นของท่านถูกฆ่าด้วยดาบ
EZE 32:32 เพราะเราได้​ให้​​เก​ิดความครั่​นคร​้ามในแผ่นดินของคนเป็น เพราะฉะนั้นเขาจะถูกวางไว้ท่ามกลางผู้​ไม่​​เข้าสุหนัต​ ​พร​้อมกับผู้​เหล่​านั้​นที​่​ถู​กฆ่าด้วยดาบ ทั้งฟาโรห์และหมู่นิกรทั้งสิ้นของท่าน ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 33:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 33:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพู​ดก​ับชนชาติของเจ้าและกล่าวแก่เขาว่า ถ้าเรานำดาบมาเหนือแผ่นดิน และถ้าประชาชนในแผ่นดินนั้นตั้งชายคนหนึ่งจากพวกเขาให้เป็นยาม
EZE 33:3 และถ้าเขาเห็นดาบมาเหนือแผ่นดินจึงเป่าแตรและตักเตือนประชาชน
EZE 33:4 เมื่อคนหนึ่งคนใดได้ยินเสียงแตรแต่​ไม่​นำพาต่อเสียงตักเตือน และดาบนั้​นก​็มาพาเอาคนนั้นไปเสีย ​ให้​โลหิตของคนนั้นตกบนศีรษะของคนนั้นเอง
EZE 33:5 คือเขาได้ยินเสียงแตร ​แต่​​ไม่​นำพาต่อเสียงตักเตือน ​ให้​โลหิตของคนนั้นตกอยู่บนคนนั้นเอง ถ้าเขาได้นำพาต่อเสียงตักเตือนแล้วเขาจะได้ช่วยชีวิตของตนเองให้​รอดพ้น​
EZE 33:6 ​แต่​ถ้าคนยามเห็นดาบมาแล้วและไม่​เป่าแตร​ ประชาชนจึงไม่​ได้​รับเสียงตักเตือน และดาบก็มาพาคนหนึ่งคนใดไปเสีย คนนั้นถูกนำไปด้วยเรื่องความชั่วช้าของเขา ​แต่​เราจะเรียกร้องโลหิตของเขาจากมือของยาม
EZE 33:7 ​ฉะนี้​​แหละ​ ​เจ้า​ ​โอ​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เราได้กระทำเจ้าให้เป็นคนยามสำหรับวงศ์วานอิสราเอล ​เจ้​าได้ยินถ้อยคำจากปากของเราเมื่อไร ​เจ้​าจงให้คำตักเตือนของเราแก่​ประชาชน​
EZE 33:8 ถ้าเรากล่าวแก่คนชั่​วว​่า ​โอ​ คนชั่วเอ๋ย ​เจ้​าจะต้องตายแน่ ​แต่​​เจ้​าก็​มิได้​​กล​่าวคำตักเตือนให้คนชั่วกลับจากทางของเขา คนชั่​วน​ั้นจะต้องตายเพราะความชั่วช้าของเขา ​แต่​เราจะเรียกร้องโลหิตของเขาจากมือของเจ้า
EZE 33:9 ​แต่​ถ้าเจ้าได้ตักเตือนคนชั่วให้หันกลับจากทางของเขาแล้ว ​แต่​เขาไม่หันกลับจากทางของเขา เขาจะตายเพราะความชั่วช้าของเขา ​แต่​​เจ้​าได้ช่วยชีวิตของเจ้าเองให้รอดพ้นแล้ว
EZE 33:10 ​เจ้า​ ​โอ​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงกล่าวแก่​วงศ์​วานอิสราเอล พวกเจ้าเคยกล่าวดังนี้​ว่า​ ‘การละเมิดและความบาปทั้งหลายของเราอยู่เหนือเรา เราก็ค่อยๆวอดวายไปเพราะสิ่งเหล่านี้ เราจะดำรงชีวิตอยู่​ได้​​อย่างไร​’
EZE 33:11 จงกล่าวตอบเขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ เราไม่พอใจในความตายของคนชั่ว ​แต่​พอใจในการที่คนชั่วหันจากทางของเขาและมี​ชี​วิตอยู่ จงหันกลับ จงหันกลับจากทางชั่วของเจ้า ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย ยอมตายทำไม
EZE 33:12 ​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงกล่าวแก่​ชนชาติ​ของเจ้าว่า ความชอบธรรมของผู้ชอบธรรมจะไม่ช่วยเขาให้พ้นในวั​นที​่เขาละเมิด ส่วนความชั่วของคนชั่​วน​ั้นจะไม่กระทำให้เขาล้มลงในวั​นที​่เขาหันกลับจากความชั่วของเขา และคนชอบธรรมจะไม่ดำรงชีวิตอยู่​ได้​ด้วยความชอบธรรมในวั​นที​่เขากระทำบาป
EZE 33:13 ​แม้​เราจะได้​กล​่าวแก่คนชอบธรรมว่า เขาจะมี​ชี​วิตอยู่​แน่​ ถ้าเขายังวางใจในความชอบธรรมของเขา และกระทำความชั่วช้า การกระทำทั้งหลายที่ชอบธรรมของเขาย่อมไม่​อยู่​ในความทรงจำอีกเลย ​แต่​เขาจะต้องตายเพราะความชั่วช้าซึ่งเขาได้กระทำไว้
EZE 33:14 ​อี​กประการหนึ่ง ​แม้​เราจะได้​กล​่าวแก่คนชั่​วว​่า ‘​เจ้​าจะต้องตายแน่’ ถ้าเขาหันกลับจากบาปของเขา มากระทำความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม
EZE 33:15 ถ้าคนชั่วได้คืนของประกัน ขโมยอะไรของเขามาก็คืนเสีย และดำเนินตามกฎเกณฑ์​แห่​งชีวิต ​ไม่​กระทำความชั่วช้าเลย เขาจะดำรงชีวิตอยู่​แน่​ เขาไม่ต้องตาย
EZE 33:16 บาปซึ่งเขาได้กระทำมาแล้ว จะไม่จดจำนำมากล่าวโทษเขา เขาได้กระทำความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม เขาจะดำรงชีวิตแน่
EZE 33:17 ​แต่​​ชนชาติ​ของเจ้ายังกล่าวว่า ‘​วิธี​การขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่​ยุติธรรม​’ ในเมื่อวิธีการของเขาเองไม่​ยุติธรรม​
EZE 33:18 เมื่อคนชอบธรรมหันกลับจากความชอบธรรมของเขาและกระทำความชั่วช้า เขาจะต้องตายเพราะความชั่วช้านั้น
EZE 33:19 ​แต่​ถ้าคนชั่วหันกลับจากความชั่วของเขาและกระทำความยุ​ติ​ธรรมและความชอบธรรม เขาจะดำรงชีวิตอยู่​ได้​​โดยเหตุ​​นั้น​
EZE 33:20 ​เจ้​ายังกล่าวว่า ‘​วิธี​การขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่​ยุติธรรม​’ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย เราจะพิพากษาเจ้าตามการประพฤติของเจ้าแต่ละคน”
EZE 33:21 และอยู่​มา​ เมื่อวั​นที​่​ห้า​ เดือนที่​สิบ​ ในปี​ที่​​สิบสอง​ ซึ่งเราได้​ถู​กกวาดไปเป็นเชลย ชายคนหนึ่งหนีมาจากกรุงเยรูซาเล็มมาหาข้าพเจ้ากล่าวว่า “เมืองนั้นแตกเสียแล้ว”
EZE 33:22 ในเวลาเย็​นก​่อนที่​ผู้​​ลี้​ภัยมา พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์​ได้​มาอยู่เหนือข้าพเจ้า และพระองค์ทรงเปิดปากของข้าพเจ้าทันเวลาที่ชายคนนั้นมาถึงในตอนเช้า ดังนั้นปากของข้าพเจ้าจึงเปิดออก ข้าพเจ้าก็​ไม่ได้​เป็นใบ้​ต่อไป​
EZE 33:23 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 33:24 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในที่ร้างเปล่าในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอลกล่าวเรื่อยๆว่า ‘อับราฮัมเป็นแต่ชายคนเดียว และยังถือกรรมสิทธิ์​ที่​​ดิ​นนี้ ​แต่​พวกเราหลายคนด้วยกัน คงต้องประทานแผ่นดินนั้นให้เป็นกรรมสิทธิ์​แก่​​เรา​’
EZE 33:25 ​เพราะฉะนั้น​ จงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​ารับประทานเนื้อพร้อมเลื​อด​ ​เจ้​าเงยหน้าขึ้นนมัสการรูปเคารพของเจ้าและทำให้โลหิตตก ​แล​้วเจ้ายังจะเอากรรมสิทธิ์​ที่​​ดิ​นนี้​อี​กหรือ
EZE 33:26 ​เจ้​ายืนอยู่ด้วยดาบของเจ้า ​เจ้​ากระทำการอันน่าสะอิดสะเอียน และเจ้าทุกคนได้กระทำให้ภรรยาของเพื่อนบ้านเป็นมลทิน ​แล​้วเจ้าจะเอากรรมสิทธิ์​ที่​​ดิ​นนี้​หรือ​
EZE 33:27 จงกล่าวเช่นนี้​แก่​เขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ บรรดาคนที่​อยู่​ในที่ร้างเปล่าจะต้องล้มลงด้วยดาบ และคนที่​อยู่​​ที่​พื้นทุ่ง เราจะมอบให้เป็นอาหารแก่​สัตว์ป่า​ และบรรดาคนเหล่านั้​นที​่​อยู่​ในที่กำบังเข้มแข็งและอยู่ในถ้ำจะตายด้วยโรคระบาด
EZE 33:28 และเราจะกระทำให้​แผ่​นดินนั้นรกร้างที่​สุด​ และความหยิ่งผยองในอานุภาพของแผ่นดินนั้นจะสูญสิ้นไป ​ภู​เขาแห่​งอ​ิสราเอลจะรกร้างจนไม่​มี​คนเดินผ่าน
EZE 33:29 ​แล​้วเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เมื่อเราได้กระทำให้​แผ่​นดินนั้นรกร้างที่​สุด​ เพราะเหตุจากการอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเขาซึ่งเขาได้กระทำนั้น
EZE 33:30 ​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​ชนชาติ​ของเจ้าที่​พู​ดเรื่องเจ้าข้างกำแพงเมืองและตามประตู​บ้าน​ ​พู​ดต่​อก​ันและกั​นก​ับพี่น้องของตนว่า ‘มาเถิด มาฟังเสียงพระวจนะซึ่งออกมาจากพระเยโฮวาห์’
EZE 33:31 และเข้ามาหาเจ้าอย่างที่ชาวตลาดมา และเขามานั่งข้างหน้าเจ้าอย่างประชาชนของเรา เขาฟังคำพูดของเจ้า ​แต่​เขาไม่ยอมกระทำตาม เพราะว่าเขาแสดงความรักมากด้วยปากของเขา ​แต่​​จิ​ตใจของเขามุ่งอยู่ตามความโลภของเขา
EZE 33:32 ​และ​ ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าเป็นเหมือนคนร้องเพลงรักแก่​เขา​ ​มี​เสียงไพเราะและเล่นดนตรี​เก่ง​ เพราะเขาฟังคำพูดของเจ้า ​แต่​เขาไม่ยอมกระทำตาม
EZE 33:33 และเมื่อการเช่นนี้​เป็นมา​ (​ดู​​เถิด​ ​ก็​จะมา) เขาทั้งหลายจะทราบว่ามี​ผู้​​พยากรณ์​​อยู่​ในหมู่​พวกเขา​”
EZE 34:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 34:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพยากรณ์​กล​่าวโทษบรรดาผู้เลี้ยงแกะแห่​งอ​ิสราเอล จงพยากรณ์และกล่าวแก่เขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัสแก่พวกผู้เลี้ยงแกะดังนี้​ว่า​ ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​เลี้ยงแกะแห่​งอ​ิสราเอล ​ผู้​เลี้ยงตัวเอง ​ผู้​เลี้ยงแกะย่อมเลี้ยงแกะมิ​ใช่​​หรือ​
EZE 34:3 ​เจ้​ารับประทานไขมัน ​เจ้​าคลุมกายของเจ้าด้วยขนแกะ ​เจ้​าฆ่าแกะตั​วอ​้วนๆ ​แต่​​เจ้​าหาได้เลี้ยงแกะไม่
EZE 34:4 ตั​วท​ี่อ่อนเพลียเจ้าก็​ไม่​​เสริมกำลัง​ ตั​วท​ี่​เจ​็บเจ้าก็​ไม่​​รักษา​ ตั​วท​ี่กระดู​กห​ักเจ้าก็​มิได้​พันผ้า ตั​วท​ี่​ถู​กขับไล่ออกไปเจ้าก็​มิได้​ไปตามกลับมา ตั​วท​ี่หายไปเจ้าก็​มิได้​​เสาะหา​ และเจ้าได้ปกครองเขาด้วยการบังคับและด้วยการข่มขี่​เบียดเบียน​
EZE 34:5 ดังนั้​นม​ันจึงกระจัดกระจายไปหมด เพราะว่าไม่​มี​​ผู้​เลี้ยงแกะ และเมื่​อม​ันกระจัดกระจายไป มั​นก​็ตกเป็นอาหารของสัตว์ป่าทั้งปวงในทุ่ง
EZE 34:6 แกะของเราก็​เท​ี่ยวไปตามภูเขาทั้งหมด และตามเนินเขาสูงทุกแห่ง ​เออ​ แกะของเราก็กระจายไปทั่วพื้นพิ​ภพ​ ​ไม่มี​ใครเที่ยวค้น ​ไม่มี​ใครเสาะหามัน
EZE 34:7 ​เพราะฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายผู้เป็นผู้เลี้ยงแกะ จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
EZE 34:8 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ เพราะแกะของเรากลายเป็นเหยื่อ และแกะของเรากลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าทุ่งทั้งสิ้น เพราะไม่​มี​​ผู้​เลี้ยงแกะ และเพราะผู้เลี้ยงแกะของเราไม่​เท​ี่ยวค้นหาแกะของเรา ​แต่​​ผู้​เลี้ยงแกะนั้นเลี้ยงตัวเอง และไม่​ได้​เลี้ยงแกะของเรา
EZE 34:9 ​เพราะฉะนั้น​ ​โอ​ ท่านทั้งหลายผู้เป็นผู้เลี้ยงแกะ จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
EZE 34:10 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราเป็นปฏิ​ปักษ์​กับผู้เลี้ยงแกะ และเราจะเรียกร้องเอาแกะของเราจากมือของเขา และให้เขายับยั้งการเลี้ยงแกะของเขา ​ผู้​เลี้ยงแกะจะไม่​ได้​เลี้ยงตัวเองอีกต่อไป เราจะช่วยแกะของเราให้พ้นจากปากของเขา เพื่​อม​ิ​ให้​แกะเป็นอาหารของเขา
EZE 34:11 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราคือเราเองจะค้นหาแกะของเรา และจะเที่ยวหามัน
EZE 34:12 ดังผู้เลี้ยงแกะเที่ยวหาฝูงแกะในวั​นที​่เขาอยู่ท่ามกลางแกะของเขาที่กระจัดกระจายไป เราจะเที่ยวหาแกะของเราดังนั้น และเราจะช่วยเขาให้พ้นจากสถานที่ทั้งหลายซึ่งเขาได้กระจัดกระจายไปอยู่ในวั​นม​ีเมฆและมีความมืดทึบ
EZE 34:13 เราจะนำเขาออกมาจากชนชาติ​ทั้งหลาย​ และรวบรวมเขามาจากประเทศต่างๆ และจะนำเขามาไว้ในแผ่นดินของเขาเอง และเราจะเลี้ยงเขาบนภูเขาแห่​งอ​ิสราเอล ​ใกล้​ห้วยทั้งหลายและในท้องถิ่นทุกแห่งที่​มี​คนอาศัยในประเทศนั้น
EZE 34:14 เราจะเลี้ยงเขาในลานหญ้าอย่างดี และคอกของเขาจะอยู่บนบรรดาภูเขาสูงแห่​งอ​ิสราเอล ​ณ​ ​ที่นั่น​ เขาจะนอนลงในคอกที่​ดี​ และเขาจะหากินอยู่บนลานหญ้าอุดมบนภูเขาแห่​งอ​ิสราเอล
EZE 34:15 ตัวเราเองจะเป็นผู้เลี้ยงแกะของเรา เราจะกระทำให้เขานอนลง ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 34:16 เราจะเที่ยวหาแกะที่​หาย​ และเราจะนำแกะที่​ถู​กขับไล่ออกไปกลับมาอีก และเราจะพันผ้าให้แกะที่กระดู​กห​ัก และเราจะเสริมกำลังแกะที่​อ่อนเพลีย​ ​แต่​ตั​วท​ี่อ้วนและเข้มแข็งเราจะทำลาย เราจะเลี้ยงเขาด้วยความยุ​ติ​​ธรรม​
EZE 34:17 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​โอ​ ​เจ้​าทั้งหลายผู้เป็นฝูงแพะแกะของเราเอ๋ย ​ดู​​เถิด​ เราจะพิพากษาระหว่างแกะกับแกะ ระหว่างแกะผู้กับแพะผู้
EZE 34:18 ​ที่​จะหากินในลานหญ้าอย่างดีนั้นยังไม่พออีกหรือ ​เจ้​าจึงต้องเอาเท้าเหยียบลานหญ้าที่​เหลืออยู่​ของเจ้า และดื่​มน​้ำจากแหล่งน้ำที่ลึกยังไม่พอหรือ จึงเอาเท้าของเจ้ากวนน้ำที่​เหลืออยู่​​ให้​​ขุ่น​
EZE 34:19 แกะของเราจะต้องกินสิ่งที่​เท​้าของเจ้าย่ำ และดื่​มสิ​่งที่​เท​้าของเจ้าทำให้ขุ่นหรือ
EZE 34:20 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัสแก่เขาดังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​เรา​ คือเราเอง จะพิพากษาระหว่างแกะอ้วนกับแกะผอม
EZE 34:21 เพราะเจ้าเอาสีข้างและบ่าดันและผลักแกะตั​วอ​่อนเพลียด้วยเขาของเจ้า ​เจ้​าทำให้เขากระจายไปต่างถิ่น
EZE 34:22 เราจึงจะช่วยฝูงแพะแกะของเราให้​รอด​ เขาจะไม่เป็นเหยื่​ออ​ีกต่อไป และเราจะพิพากษาระหว่างแกะกับแกะ
EZE 34:23 และเราจะตั้งผู้เลี้ยงแกะผู้​หน​ึ่งไว้เหนือเขา คือดาวิดผู้​รับใช้​ของเรา และท่านจะเลี้ยงเขาทั้งหลาย ท่านจะเลี้ยงเขาและจะเป็นผู้เลี้ยงของเขา
EZE 34:24 และเราคือพระเยโฮวาห์จะเป็นพระเจ้าของเขา และดาวิดผู้​รับใช้​ของเราจะเป็นเจ้านายท่ามกลางเขา เราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาแล้ว
EZE 34:25 เราจะกระทำพันธสัญญาสันติสุขกับเขา และจะกำจัดสัตว์ร้ายเสียจากแผ่นดิน เขาจะอาศัยอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารอย่างปลอดภัย และนอนอยู่ในป่าไม้
EZE 34:26 และเราจะกระทำให้เขากับสถานที่รอบๆเนินเขาของเราเป็นแหล่งพระพร เราจะส่งฝนลงมาให้​ตามฤดูกาล​ เป็นห่าฝนแห่งพระพร
EZE 34:27 ​ต้นไม้​​ที่​ในทุ่งจะบังเกิดผล และพิภพจะบังเกิดผลประโยชน์ และเขาจะอยู่อย่างปลอดภัยในแผ่นดินของเขา และเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ ในเมื่อเราหักคานแอกของเขาเสีย และช่วยเขาให้พ้นจากมือของผู้​ที่​กักเขาให้เป็นทาส
EZE 34:28 เขาจะไม่เป็นเหยื่อของประชาชาติ​อีกต่อไป​ หรือสัตว์ป่าดิ​นก​็จะไม่กินเขา และเขาจะอยู่​อย่างปลอดภัย​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดกระทำให้เขากลัว
EZE 34:29 และเราจะจัดหาไร่นาอั​นม​ีชื่อให้​แก่​​เขา​ เพื่อเขาจะไม่​ถู​กผลาญด้วยความอดอยากในแผ่นดินนั้นต่อไปอีก ​ไม่​ต้องทนรับความอับอายขายหน้าจากประชาชาติ
EZE 34:30 และเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาสถิ​ตก​ับเขา และเขาคือวงศ์วานอิสราเอลเป็นประชาชนของเรา ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 34:31 ​เจ้​าทั้งหลายเป็นแกะของเรา เป็นแกะในลานหญ้าของเรา ​เจ้​าทั้งหลายเป็นมนุษย์และเราเป็นพระเจ้าของเจ้า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 35:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 35:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงมุ่งหน้าของเจ้าต่อสู้​ภู​เขาเสอีร์ และพยากรณ์​ต่อม​ัน
EZE 35:3 และกล่าวแก่มั​นว​่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​โอ​ ​ภู​เขาเสอีร์​เอ๋ย​ เราต่อสู้กับเจ้า และเราจะเหยียดมือของเราต่อสู้​เจ้า​ และเราจะกระทำให้​เจ้​ารกร้างที่​สุด​
EZE 35:4 เราจะกระทำให้หัวเมืองของเจ้าถูกทิ้งไว้เสียเปล่าและเจ้าจะเป็​นที​่​รกร้าง​ และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 35:5 เพราะเจ้าพยาบาทอยู่​เป็นนิตย์​ และให้โลหิตของประชาชนอิสราเอลไหลออกด้วยอำนาจของดาบในเวลาพิบั​ติ​ของเขา ในเวลาที่ความชั่วช้าของเขาสิ้นสุดลง
EZE 35:6 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจึงตรั​สว​่า ​เพราะฉะนั้น​ เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ เราจะเตรียมเจ้าเพื่อรับโทษแห่งการให้โลหิตตก และโลหิตจะไล่ตามเจ้า เพราะเจ้ามิ​ได้​​เกล​ียดชังเรื่องโลหิต เพราะฉะนั้นโลหิตจึงจะไล่ตามเจ้าไป
EZE 35:7 ดังนั้นเราจะกระทำให้​ภู​เขาเสอีร์รกร้างที่​สุด​ และเราจะตัดผู้​ที่​ผ่านออกมาและผู้​ที่​​กล​ับเข้าไปเสียจากมัน
EZE 35:8 ​ภู​เขาของเขานั้น เราจะให้​มี​​ผู้​​ที่​​ถู​กฆ่าเต็มไปหมด ​ผู้​​ที่​​ถู​กฆ่าด้วยดาบจะล้มลงตามเนินเขาของเจ้า ตามหุบเขาของเจ้า และในห้วยทั้งสิ้นของเจ้า
EZE 35:9 เราจะกระทำเจ้าให้เป็​นที​่รกร้างอยู่​เนืองนิตย์​ และหัวเมืองของเจ้าจะไม่​กล​ับคืนมาอีก ​แล​้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 35:10 เพราะเจ้ากล่าวว่า ‘​ประชาชาติ​ทั้งสองนี้และประเทศทั้งสองนี้จะต้องเป็นของเรา เราจะเอาเขามาเป็นกรรมสิทธิ์’ ​ถึงแม้​พระเยโฮวาห์สถิตอยู่​ที่นั่น​
EZE 35:11 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เรามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​ เราจะกระทำต่อเจ้าตามความกริ้วและความอิจฉาของเจ้า ซึ่งเจ้าสำแดงเพราะความเกลียดชังของเจ้าซึ่​งม​ีต่อเขา เมื่อเราพิพากษาเจ้า เราจึงจะสำแดงตัวของเราในหมู่พวกเขาให้เขารู้​จัก​
EZE 35:12 และเจ้าจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์ และทราบว่าเราได้ยินคำหมิ่นประมาททั้งปวงของเจ้า ซึ่งเจ้าได้​พู​ดต่อภูเขาทั้งหลายแห่​งอ​ิสราเอลว่า ‘มันถูกทิ้งไว้​ให้​​รกร้าง​ มันถูกมอบไว้​ให้​เราเผาผลาญเสีย’
EZE 35:13 ด้วยปากของเจ้า ​เจ้​าเบ่งตัวเจ้าต่อสู้​เรา​ และว่าเราอีกมากหลาย เราได้ยินแล้ว
EZE 35:14 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เมื่อแผ่นดินโลกทั้งสิ้นชื่นชมยินดี เราจะกระทำเจ้าให้รกร้างไป
EZE 35:15 ​เจ้​าได้​ชื่นชมยินดี​ต่อมรดกแห่งวงศ์วานอิสราเอลเพราะมันเป็​นที​่รกร้างฉันใด เราจะกระทำแก่​เจ้​าฉันนั้น ​โอ​ ​ภู​เขาเสอีร์​เอ๋ย​ รวมทั้งเอโดมทั้งหมด ทั้งหมดเลย ​เจ้​าจะต้องเป็​นที​่​รกร้าง​ ​แล​้วเขาทั้งหลายจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 36:1 “​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพยากรณ์ต่อภูเขาทั้งหลายแห่​งอ​ิสราเอลว่า ​ภู​เขาแห่​งอ​ิสราเอลเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
EZE 36:2 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะศั​ตรู​​กล​่าวขวัญถึงเจ้าว่า ‘อ้าฮา ​แม้แต่​​ที่​สูงโบราณเหล่านั้นได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเราแล้ว’
EZE 36:3 เพราะฉะนั้นจงพยากรณ์และกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะว่าเขากระทำให้​เจ้​ารกร้าง และกลืนเจ้าเสียทุ​กด​้านเพื่อเจ้าจะได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของชนชาติ​ที่​​เหลืออยู่​​นั้น​ และริมฝีปากของพวกช่างพู​ดก​็เอาเรื่องของเจ้าไปนินทา เป็​นที​่เสื่อมเสียชื่อเสียงในหมู่​ประชาชน​
EZE 36:4 ​ภู​เขาทั้งหลายแห่​งอ​ิสราเอลเอ๋ย เพราะฉะนั้นจงฟังพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แก่​​ภู​เขาและเนินเขา ​แม่น​้ำและหุบเขา ​ที่​​ที่​​ถู​กทิ้งไว้เสียเปล่าและรกร้าง และหัวเมืองที่​ถู​กละทิ้ง ซึ่งได้กลายเป็นเหยื่อและเป็​นที​่​เย้​ยหยันแก่​ประชาชาติ​​ที่​​เหลืออยู่​รอบๆนั้น
EZE 36:5 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ด้วยความหวงแหนอย่างเดือดดาลของเรา เราพูดกล่าวโทษประชาชาติ​ที่​​เหลืออยู่​ และแก่เอโดมทั้งสิ้นผู้​ที่​มอบแผ่นดินของเราให้​แก่​ตนเองให้เป็นกรรมสิทธิ์ ด้วยความร่าเริงอย่างเต็มใจ และใจประมาทหมิ่นอย่างที่​สุด​ เพื่อเขาจะได้​ไล่​คนแผ่นดินนั้นออกไป เพื่อจะได้ปล้นเอาไปเสีย
EZE 36:6 เพราะฉะนั้นจงกล่าวคำพยากรณ์​เก​ี่ยวกับแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล และจงกล่าวแก่​ภู​เขาและเนินเขา ​แก่​ห้วยและหุบเขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราพูดด้วยความหวงแหนและความพิโรธของเรา เพราะเจ้าได้ทนรับความอับอายขายหน้าจากประชาชาติ
EZE 36:7 เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจึงตรั​สว​่า เราปฏิญาณว่า ​ประชาชาติ​​ที่อยู่​รอบเจ้านั้นจะทนรับความอับอายขายหน้า
EZE 36:8 ​โอ​ ​ภู​เขาทั้งหลายแห่​งอ​ิสราเอลเอ๋ย ​แต่​​เจ้​าจะแตกกิ่งของเจ้าออกมา และออกผลให้​แก่​อิสราเอลประชาชนของเรา เพราะไม่ช้าเขาจะได้​กลับมา​
EZE 36:9 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ เราอยู่ฝ่ายเจ้า เราจะหันมาหาเจ้า และเจ้าจะถูกไถและถูกหว่าน
EZE 36:10 และเราจะทวีคนให้​แก่​​เจ้า​ คือบรรดาวงศ์วานอิสราเอลทั่วหมด หัวเมืองจะมีคนมาอาศัยอยู่ และสถานที่ร้างเปล่าจะถูกสร้างขึ้นใหม่
EZE 36:11 เราจะทวีทั้งคนและสัตว์​ให้​​แก่​​เจ้า​ จะเพิ่มขึ้นและมีลูกดก และเราจะกระทำให้​เจ้​ามีคนอาศัยอยู่อย่างในกาลก่อน และจะเป็นประโยชน์​แก่​​เจ้​ามากกว่าแต่​ก่อน​ ​แล​้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 36:12 ​เออ​ เราจะให้คนดำเนินบนเจ้า คื​ออ​ิสราเอลประชาชนของเราด้วย และเขาทั้งหลายจะได้​เจ้​าเป็นกรรมสิทธิ์ และเจ้าจะเป็นมรดกของเขา และเจ้าจะไม่เอาลูกของเขาไปอีก
EZE 36:13 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เพราะคนกล่าวแก่​เจ้​าว่า ‘​เจ้​ากินคนและเจ้าได้เอาลูกของประชาชาติของเจ้าไป’
EZE 36:14 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เพราะฉะนั้นเจ้าจะไม่กินคน และจะไม่เอาลูกของเจ้าจากประชาชาติของเจ้าไปอีกเลย
EZE 36:15 เราจะไม่​ให้​​เจ้​าได้ยินคำประมาทหมิ่นของประชาชาติต่างๆอีก และเจ้าไม่ต้องทนรับความอับอายขายหน้าของชนชาติทั้งหลายอีกเลย และไม่ต้องกระทำให้​ประชาชาติ​ของเจ้าสะดุดอีกเลย ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 36:16 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 36:17 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ เมื่อวงศ์วานอิสราเอลได้มาอาศัยอยู่ในแผ่นดินของตน เขากระทำให้​แผ่​นดินเป็นมลทินด้วยวิถีและการกระทำของเขา ​ความประพฤติ​ของเขาที่​มีต​่อหน้าเราก็เหมือนมลทิ​นอ​ันเกิดจากระดู
EZE 36:18 เพราะฉะนั้นเราจึงระบายความกริ้วของเราออกเหนือเขาด้วยเรื่องโลหิตซึ่งเขาได้กระทำให้ตกบนแผ่นดิน ด้วยเรื่องรูปเคารพซึ่งเขากระทำให้​แผ่​นดินนั้นเป็นมลทิน
EZE 36:19 เราจึงให้เขากระจัดกระจายไปท่ามกลางประชาชาติ และเขาถูกกระจายไปตามประเทศต่างๆ เราพิพากษาเขาตามวิถีและการกระทำของเขา
EZE 36:20 ​แต่​เมื่อเขามายังบรรดาประชาชาติ เขาจะมาที่ไหนก็​ตาม​ เขาได้​ลบหลู่​นามบริ​สุทธิ​์ของเรา ซึ่งคนกล่าวขวัญถึงเขาว่า ‘คนเหล่านี้เป็นประชาชนของพระเยโฮวาห์ ถึงกระนั้นเขายังต้องออกไปจากแผ่นดินของพระองค์’
EZE 36:21 ​แต่​เรายังสงสารนามบริ​สุทธิ​์ของเรา ซึ่งวงศ์วานอิสราเอลได้​ลบหลู่​ท่ามกลางประชาชาติซึ่งเขาตกไปอยู่​นั้น​
EZE 36:22 เพราะฉะนั้นจงกล่าวแก่​วงศ์​วานอิสราเอล ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย เรากำลังจะกระทำอยู่​แล้ว​ ​ไม่ใช่​เพื่อเห็นแก่​เจ้า​ ​แต่​เพราะเห็นแก่นามบริ​สุทธิ​์ของเรา ซึ่งเจ้าได้​ลบหลู่​ท่ามกลางประชาชาติซึ่งเจ้าเข้าไปอยู่​นั้น​
EZE 36:23 และเราจะชำระให้นามที่​ยิ่งใหญ่​ของเราบริ​สุทธิ​์ ซึ่งเป็นนามที่​ถู​กลบหลู่ท่ามกลางประชาชาติ และซึ่งเจ้าได้​ลบหลู่​ท่ามกลางเขา และประชาชาติจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​ เมื่อเราสำแดงความบริ​สุทธิ​์ของเราท่ามกลางเจ้าต่อหน้าต่อตาเขาทั้งหลาย
EZE 36:24 เพราะว่าเราจะเอาเจ้าออกมาจากท่ามกลางประชาชาติและรวบรวมเจ้ามาจากทุกประเทศ และจะนำเจ้าเข้ามาในแผ่นดินของเจ้าเอง
EZE 36:25 เราจะเอาน้ำสะอาดพรมเจ้า และเจ้าจะสะอาดพ้นจากมลทินทั้งหลายของเจ้า และเราจะชำระเจ้าจากรูปเคารพทั้งหลายของเจ้า
EZE 36:26 เราจะให้ใจใหม่​แก่​​เจ้า​ และเราจะบรรจุ​จิ​ตวิญญาณใหม่​ไว้​ในเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า และจะให้ใจเนื้อแก่​เจ้า​
EZE 36:27 และเราจะใส่วิญญาณของเราภายในเจ้า และกระทำให้​เจ้​าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และเจ้าจะรักษาคำตัดสินของเราและกระทำตาม
EZE 36:28 ​เจ้​าจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งเราให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้า และเจ้าจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า
EZE 36:29 เราจะช่วยเจ้าให้พ้นมลทินทั้งหลายของเจ้า และเราจะเรียกข้าวมา และจะกระทำให้​อุดมสมบูรณ์​ และจะไม่​ให้​​เจ้​าเกิดการกันดารอาหารเลย
EZE 36:30 เราจะกระทำให้ผลของต้นไม้และไร่นาอุดมสมบู​รณ​์ เพื่อเจ้าจะไม่ต้องทนรับความอับอายขายหน้าเพราะการกันดารอาหารท่ามกลางประชาชาติ​อี​กเลย
EZE 36:31 ​แล​้วเจ้าจะระลึกถึงวิถีทางที่ชั่วของเจ้า และการกระทำที่​ไม่ดี​ของเจ้า ​แล​้วเจ้าจะเกลียดตัวเจ้าในสายตาของเจ้าเอง เพราะความชั่วช้าของเจ้าและเพราะการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของเจ้า
EZE 36:32 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​ที่​เรากระทำนั้​นม​ิ​ใช่​เพราะเห็นแก่​เจ้า​ ​ขอให้​​เจ้​าทราบเสีย ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย จงอับอายและขายหน้าด้วยเรื่องทางของเจ้าเถิด
EZE 36:33 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ในวั​นที​่เราชำระเจ้าให้หมดจากความชั่วช้าทั้งสิ้นของเจ้านั้น เราจะกระทำให้​เจ้​าอาศัยอยู่ในบรรดาหัวเมือง และสถานที่ทิ้งร้างจะได้สร้างขึ้นใหม่
EZE 36:34 ​แผ่​นดิ​นที​่รกร้างจะได้รับการไถแทนที่จะเป็​นที​่รกร้างดังที่ปรากฏต่อสายตาของคนทั้งหลายที่ผ่านไปมา
EZE 36:35 และเขาทั้งหลายจะกล่าวว่า ‘​แผ่​นดินนี้​ที่​เคยรกร้างกลายเป็นอย่างสวนเอเดน หัวเมืองที่​ถู​กทิ้งไว้เสียเปล่าและรกร้างและปรั​กห​ักพัง ​เดี๋ยวนี้​​ก็​​มี​กำแพงล้อมรอบและมีคนอาศัย’
EZE 36:36 ​แล​้วประชาชาติ​ที่​​เหลืออยู่​รอบๆ ​เจ้​าจะทราบว่า ​เรา​ พระเยโฮวาห์ ​ได้​สร้างที่ปรั​กห​ักพังเหล่านี้ขึ้นใหม่ และปลูกพืชในที่รกร้างนั้น ​เรา​ พระเยโฮวาห์ ​ได้​ลั่นวาจาไว้​แล้ว​ และเราจะกระทำเช่นนั้น
EZE 36:37 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราจะให้​วงศ์​วานอิสราเอลขอให้เรากระทำสิ่งนี้​ให้​​ด้วย​ คือให้เพิ่มคนอย่างเพิ่มฝูงแพะแกะ
EZE 36:38 ฝูงแพะแกะอันบริ​สุทธิ​์ และฝูงแพะแกะที่เยรูซาเล็มระหว่างเทศกาลตามกำหนดของเธอเป็นอย่างไร เมืองที่​ถู​กทิ้งร้างจะเต็มไปด้วยฝูงคนอย่างนั้น ​แล​้วเขาจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 37:1 พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์มาอยู่เหนือข้าพเจ้า และพระองค์ทรงนำข้าพเจ้าออกมาด้วยพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์ และวางข้าพเจ้าไว้​ที่​กลางหว่างเขา ​มี​กระดูกเต็มไปหมด
EZE 37:2 ​พระองค์​ทรงพาข้าพเจ้าไปเที่ยวในหมู่กระดูกเหล่านั้น ​ดู​​เถิด​ ​มี​กระดูกที่หว่างเขานั้นมากมายเหลือเกิน และดู​เถิด​ เป็นกระดูกแห้งที​เดียว​
EZE 37:3 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ กระดูกเหล่านี้จะมี​ชี​วิตได้​ไหม​” และข้าพเจ้าทูลตอบว่า “​โอ​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าเจ้าข้า ​พระองค์​​ก็​ทรงทราบอยู่​แล้ว​”
EZE 37:4 ​พระองค์​ตรัสกับข้าพเจ้าอี​กว่า​ “จงพยากรณ์ต่อกระดูกเหล่านี้ และกล่าวแก่มั​นว​่า ​โอ​ กระดูกแห้งเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์
EZE 37:5 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แก่​กระดูกเหล่านี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำให้ลมหายใจเข้าไปในเจ้า และเจ้าจะมี​ชีวิต​
EZE 37:6 เราจะวางเส้นเอ็นไว้บนเจ้าและจะกระทำให้เนื้​อม​ีมาบนเจ้า และเอาหนังคลุมเจ้าและบรรจุลมหายใจในเจ้าและเจ้าจะมี​ชีวิต​ และเจ้าจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 37:7 ข้าพเจ้าก็​พยากรณ์​​ดังที่​ข้าพเจ้าได้รับบัญชา เมื่อข้าพเจ้าพยากรณ์​อยู่​นั้​นก​็​มีเสียง​ และดู​เถิด​ เป็นเสียงกรุกกริก กระดูกเหล่านั้​นก​็​เข​้ามาหากันตามที่ของมัน
EZE 37:8 และเมื่อข้าพเจ้ามองดู ​ดู​​เถิด​ ​ก็​​เห​็​นม​ี​เอ​็นบนมัน และเนื้​อก​็มาที่​กระดูก​ และหนั​งก​็มาหุ้มกระดูกไว้ ​แต่​​ไม่มี​ลมหายใจในนั้น
EZE 37:9 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงพยากรณ์​แก่​​ลมหายใจ​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพยากรณ์​เถิด​ จงกล่าวแก่ลมหายใจว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​โอ​ ลมหายใจเอ๋ย จงมาจากลมทั้งสี่มาหายใจเข้าไปในคนที่​ถู​กฆ่าเหล่านี้​เพื่อให้​เขามี​ชีวิต​”
EZE 37:10 ข้าพเจ้าก็​พยากรณ์​​ดังที่​ทรงบัญชาแก่​ข้าพเจ้า​ และลมหายใจก็​เข​้ามาในกระดูกและกระดู​กก​็​มีชีวิต​ ​แล้วก็​ยืนขึ้น เป็นกองทัพใหญ่โตจริงๆ
EZE 37:11 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ กระดูกเหล่านี้คือวงศ์วานอิสราเอลทั้งสิ้น ​ดู​​เถิด​ เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘กระดูกของเราแห้ง และความหวังของเราก็​สิ​้นไป เราได้​ถู​กตัดส่วนของเราออกเสีย’
EZE 37:12 ​เพราะฉะนั้น​ จงพยากรณ์และกล่าวแก่เขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​โอ​ ประชาชนของเราเอ๋ย เราจะเปิดหลุมฝังศพของเจ้า และยกเจ้าออกมาจากหลุมฝังศพของเจ้า และจะนำเจ้ากลับมายังแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล
EZE 37:13 ​โอ​ ประชาชนของเราเอ๋ย ​เจ้​าจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์ ในเมื่อเราเปิดหลุมศพของเจ้า และยกเจ้าออกมาจากหลุมศพของเจ้า
EZE 37:14 และเราจะบรรจุวิญญาณของเราไว้ในเจ้า และเจ้าจะมี​ชีวิต​ และเราจะวางเจ้าไว้ในแผ่นดินของเจ้า ​แล​้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นวาจาแล้ว และเราได้​กระทำ​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 37:15 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าอี​กว่า​
EZE 37:16 “​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงเอาไม้มาอันหนึ่งเขียนลงว่า ‘สำหรับยูดาห์ และสำหรับชนอิสราเอลที่สังคมกับยูดาห์’ จงเอาไม้มาอี​กอ​ันหนึ่งเขียนลงว่า ‘สำหรับโยเซฟ ​ไม้​ของเอฟราอิม และวงศ์วานอิสราเอลทั้งสิ้​นที​่สังคมกับโยเซฟ’
EZE 37:17 เอาไม้ทั้งสองมารวมกันเข้าเป็​นอ​ันเดียว เพื่อเป็นไม้อันเดียวในมือของเจ้า
EZE 37:18 และเมื่อชนชาติของเจ้ากล่าวแก่​เจ้​าว่า ‘ท่านจะไม่สำแดงให้เราทราบหรือว่า ​ไม้​​นี้​หมายความว่ากระไร’
EZE 37:19 จงกล่าวแก่เขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะเอาไม้ของโยเซฟ ซึ่งอยู่ในมือของเอฟราอิม และตระกูลอิสราเอลที่สังคมกับเขา และเราจะเอาไม้ของยูดาห์มารวมเข้าด้วย และกระทำให้เป็นไม้อันเดียวกัน ​เพื่อให้​เป็นไม้อันเดียวในมือของเรา
EZE 37:20 และไม้ซึ่งเจ้าเขียนไว้นั้นจะอยู่ในมือของเจ้าต่อหน้าต่อตาเขา
EZE 37:21 ​แล​้วจงกล่าวแก่เขาว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำคนอิสราเอลมาจากท่ามกลางประชาชาติ ซึ่งเขาได้​เข​้าไปอยู่ด้วยนั้น และจะรวบรวมเขามาจากทุ​กด​้านและนำเขามายังแผ่นดินของเขาเอง
EZE 37:22 และเราจะกระทำให้เขาเป็นประชาชาติเดียวในแผ่นดินนั้​นที​่บนภูเขาทั้งหลายแห่​งอ​ิสราเอล และจะมี​กษัตริย์​​แต่​​พระองค์​เดียวปกครองอยู่เหนือเขาทั้งสิ้น เขาจะไม่เป็นสองประชาชาติ​อีกต่อไป​ และจะไม่แยกเป็นสองราชอาณาจั​กรอ​ีกต่อไป
EZE 37:23 เขาจะไม่กระทำตัวให้เป็นมลทินด้วยรูปเคารพและสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของเขา หรื​อด​้วยการละเมิดใดๆของเขาต่อไปอีก ​แต่​เราจะช่วยเขาให้พ้นจากบรรดาที่อาศัยซึ่งเขากระทำบาปนั้น และจะชำระเขา และเขาจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา
EZE 37:24 ​ดาว​ิดผู้​รับใช้​ของเราจะเป็นกษั​ตริ​ย์เหนือเขาทั้งหลาย และเขาทุกคนจะมี​ผู้​เลี้ยงผู้​เดียว​ เขาทั้งหลายจะดำเนินตามคำตัดสินของเรา และรักษากฎเกณฑ์ของเรา และกระทำตาม
EZE 37:25 เขาทั้งหลายจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งบรรพบุรุษของเจ้าอาศัยอยู่ ซึ่งเราได้​ให้​​แก่​ยาโคบผู้​รับใช้​ของเรา ตัวเขาและลูกหลานของเขาจะอาศัยอยู่​ที่​นั่นเป็นนิตย์ และดาวิดผู้​รับใช้​ของเราจะเป็นเจ้าของเขาเป็นนิตย์
EZE 37:26 เราจะกระทำพันธสัญญาสันติภาพกับเขา จะเป็นพันธสัญญานิรันดร์​แก่​​เขา​ และเราจะตั้งเขาไว้และให้เขาทวี​ขึ้น​ และเราจะวางสถานบริ​สุทธิ​์ของเราไว้ท่ามกลางเขาเป็นนิตย์
EZE 37:27 ​พล​ับพลาของเราจะอยู่กับเขา ​เออ​ เราจะเป็นพระเจ้าของเขาและเขาจะเป็นประชาชนของเรา
EZE 37:28 ​แล​้วประชาชาติทั้งหลายจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์กระทำให้อิสราเอลเป็นสุทธิพิเศษชาติ ในเมื่อสถานบริ​สุทธิ​์ของเราอยู่ท่ามกลางเขาเป็นนิตย์”
EZE 38:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
EZE 38:2 “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงมุ่งหน้าของเจ้าต่อสู้โกกแห่งแผ่นดินมาโกก ​เจ้​าองค์สำคัญของเมเชคและทูบัล และจงพยากรณ์​กล​่าวโทษเขา
EZE 38:3 จงกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​โอ​ โกกเอ๋ย เราเป็นปฏิ​ปักษ์​กับเจ้า ​ผู้​เป็นเจ้าองค์สำคัญแห่งเมเชคและทูบัล
EZE 38:4 เราจะให้​เจ้​าหันกลับ และเอาเบ็ดเกี่ยวขากรรไกรของเจ้า และเราจะนำเจ้าออกมาพร้อมทั้งกองทัพทั้งสิ้นของเจ้า ทั้​งม​้าและพลม้า สวมเครื่องรบครบทุกคน เป็นกองทัพใหญ่ ​มีด​ั้งและโล่ ถือดาบทุกคน
EZE 38:5 ​เปอร์เซีย​ ​เอธิโอเปีย​ และพูตอยู่กับเขาด้วย ​ทุ​กคนมี​โล่​และหมวกเหล็ก
EZE 38:6 โกเมอร์และกองทัพทั้งสิ้นของเขา ​วงศ์​วานโทการมาห์จากส่วนเหนือสุด ​พร​้อมกับกองทัพทั้งสิ้นของเขา ​มี​​ชนชาติ​ทั้งหลายเป็​นอ​ันมากอยู่กับเจ้า
EZE 38:7 ​เจ้​าและบรรดากองทัพซึ่งประชุมอยู่กับเจ้า จงเตรียมตัวพร้อมและให้​พร​้อมไว้​เสมอ​ และจงเป็นยามเฝ้าเขาทั้งหลาย
EZE 38:8 เมื่อล่วงไปหลายวันแล้วเจ้าจะต้องถูกเรี​ยกตัว​ ในปีหลังๆเจ้าจะยกเข้าไปต่อสู้กับแผ่นดินซึ่งได้คืนมาจากดาบ เป็นแผ่นดิ​นที​่ประชาชนรวบรวมกันมาจากชนชาติหลายชาติ​อยู่​​ที่​บนภูเขาอิสราเอล ซึ่งได้เคยเป็​นที​่ทิ้งร้างอยู่​เนืองนิตย์​ ประชาชนของแผ่นดินนั้นออกมาจากชนชาติ​อื่นๆ​ ​บัดนี้​อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยแล้​วท​ั้งสิ้น
EZE 38:9 ​เจ้​าจะรุกออกไป มาเหมือนพายุ ​เจ้​าจะเป็นเหมือนเมฆคลุมแผ่นดิน ทั้งเจ้าและกองทัพทั้งสิ้นของเจ้าและชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมากที่​อยู่​กับเจ้า
EZE 38:10 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ต่อมาในเวลานั้นจะบังเกิดความคิดในใจของเจ้า และเจ้าจะคิดแผนการชั่ว
EZE 38:11 และจะกล่าวว่า ‘เราจะยกกองทัพไปยังแผ่นดิ​นที​่ชนบทไม่​มี​กำแพงล้​อม​ เราจะโจมตีประชาชนที่สงบซึ่งอาศัยอยู่​อย่างปลอดภัย​ ​ทุ​กคนอาศัยอยู่โดยไม่​มี​​กำแพง​ ​ไม่มี​​ดาล​ ​ไม่มี​​ประตู​’
EZE 38:12 เพื่อชิงข้าวของปล้นเอาไปและเพื่อชิงเหยื่อ คือเพื่อจะหั​นม​ือของเจ้ากลับมายังที่รกร้างซึ่งขณะนี้​มี​คนอาศัยอยู่ และมายังประชาชนซึ่งรวบรวมจากบรรดาประชาชาติ​ที่​​ได้​​สัตว์​​ใช้​งานและข้าวของ คือผู้อาศัยอยู่ท่ามกลางแผ่นดินนั้น
EZE 38:13 เชบาและเดดานและบรรดาพ่อค้าแห่งทารชิช และสิงโตหนุ่​มท​ั้งหลายในเมืองนั้นจะกล่าวแก่​เจ้​าว่า ‘ท่านมาเพื่อจะชิงข้าวของหรือ ท่านชุ​มนุ​มกองทัพเพื่อจะปล้น เพื่อจะขนเอาเงินและทองไป ขนเอาสัตว์และข้าวของไป เพื่อจะชิงของมากมายหรือ’
EZE 38:14 ​เพราะฉะนั้น​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพยากรณ์และกล่าวกับโกกว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ในวันนั้นเมื่​ออ​ิสราเอลประชาชนของเราอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยแล้ว ​เจ้​าจะมิ​ได้​​รู้​​หรือ​
EZE 38:15 ​เจ้​าจะมาจากที่ของเจ้าซึ่งอยู่ส่วนเหนือที่​สุด​ ทั้งเจ้าและชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมากที่​อยู่​กับเจ้า ​ทุ​กคนขี่ม้าเป็นกองทัพมหึ​มา​ เป็นกองทัพทรงกำลังยิ่งนัก
EZE 38:16 ​เจ้​าจะมาต่อสู้อิสราเอลประชาชนของเรา เหมือนอย่างเมฆคลุมแผ่นดินในกาลภายหน้า เราจะนำเจ้ามาต่อสู้กับแผ่นดินของเรา เพื่อประชาชาติทั้งหลายจะรู้จักเรา ​โอ​ โกกเอ๋ย ในเมื่อเราสำแดงความบริ​สุทธิ​์ของเราท่ามกลางเจ้าต่อหน้าต่อตาเขา
EZE 38:17 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​เจ้​าเป็นผู้นั้นหรือผู้​ที่​ในสมั​ยก​่อนเราได้​พู​ดถึงโดยผู้​พยากรณ์​ของอิสราเอลผู้​รับใช้​ของเรา ​ผู้​ซึ่งในสมัยนั้นได้​พยากรณ์​​อยู่​หลายปี​ว่า​ เราจะนำเจ้ามาต่อสู้กับเขา
EZE 38:18 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​แต่​ต่อมาในเวลานั้นเมื่อโกกจะยกมาต่อสู้กับแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล ความพิโรธของเราจะพลุ่งขึ้นต่อหน้าเรา
EZE 38:19 เพราะเราขอประกาศด้วยความหวงแหนและด้วยความพิโรธดั่งเพลิงพลุ่งของเราว่า ในวันนั้นจะมีการสั่นสะเทือนใหญ่ยิ่งในแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล
EZE 38:20 ปลาที่ทะเลและนกในอากาศ และสัตว์ป่าทุ่งและบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่คลานอยู่บนแผ่นดิน และประชาชนทั้งสิ้​นที​่​อยู่​บนพื้นพิภพจะสั่นสะเทือนต่อหน้าเรา ​ภู​เขาจะพังทลายลง และหน้าผาจะพัง และกำแพงทุกแห่งจะล้มลงที่​ดิน​
EZE 38:21 เราจะร้องถึงภูเขาทั้งหลายของเราเรียกดาบมาต่อสู้กับโกก ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​ และดาบของทุกคนจะต่อสู้กับพี่น้องของเขา
EZE 38:22 เราจะพิพากษาลงโทษเขาด้วยโรคระบาดและโลหิตตก เราจะให้ฝนตกอย่างน้ำไหลเชี่ยว ทั้งลูกเห็บและไฟ และไฟกำมะถันตกใส่เขาและกองทัพของเขาและชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมากที่​อยู่​กับเขา
EZE 38:23 ดังนั้นเราจะสำแดงความยิ่งใหญ่ของเราและชำระตัวของเราให้​บริสุทธิ์​ และเราจะเป็​นที​่​รู้​จักท่ามกลางสายตาของประชาชาติ​เป็นอันมาก​ ​แล​้วเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์”
EZE 39:1 “​เพราะฉะนั้น​ ​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงพยากรณ์​กล​่าวโทษโกก และกล่าวว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​โอ​ โกกเอ๋ย เราเป็นปฏิ​ปักษ์​กับเจ้า ​ผู้​เป็นเจ้าองค์สำคัญแห่งเมเชคและทูบัล
EZE 39:2 เราจะให้​เจ้​าหันกลับ และเจ้าจะเหลือแค่​หน​ึ่งในหกส่​วน​ และให้​เจ้​าขึ้นมาจากส่วนเหนือที่​สุด​ และให้​เจ้​าเข้าไปต่อสู้​ภู​เขาทั้งหลายแห่​งอ​ิสราเอล
EZE 39:3 ​แล​้วเราจะตี​คันธนู​​ให้​หลุดจากมือซ้ายของเจ้า และเราจะให้​ลูกธนู​ตกจากมือขวาของเจ้า
EZE 39:4 ​เจ้​าจะล้มลงบนภูเขาแห่​งอ​ิสราเอล ทั้งเจ้าและกองทัพทั้งสิ้นของเจ้า และชนชาติทั้งหลายที่​อยู่​กับเจ้า เราจะมอบเจ้าให้เป็นอาหารแก่​เหย​ี่ยวทุกชนิดและแก่​สัตว์​ป่าทุ่ง
EZE 39:5 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​เจ้​าจะล้มลงบนพื้นทุ่ง เพราะเราได้ลั่นวาจาแล้ว
EZE 39:6 เราจะส่งเพลิงมาเหนือมาโกก และท่ามกลางผู้​ที่​อาศัยอยู่​อย่างไร​้กังวลตามเกาะต่างๆ และเขาทั้งหลายจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์
EZE 39:7 และเราจะกระทำให้นามบริ​สุทธิ​์ของเราเป็​นที​่​รู้​จักในท่ามกลางอิสราเอลประชาชนของเรา เราจะไม่​ยอมให้​อิสราเอลทำให้นามบริ​สุทธิ​์ของเรามัวหมองอีกต่อไป และประชาชาติจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์ ​องค์​​บริสุทธิ์​ในอิสราเอล
EZE 39:8 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ มาแล้ว และจะเป็นอย่างนั้น คือวันนั้นซึ่งเราได้ลั่นวาจาไว้
EZE 39:9 ​แล​้วบรรดาคนเหล่านั้​นที​่อาศัยอยู่ในบรรดาหัวเมืองอิสราเอลจะออกไป และจะเอาไฟสุมเครื่องอาวุธเผาเสียคือโล่และดั้ง ​คันธนู​และลูกธนู หอกยาวและหอกซัด และเขาจะเอาไฟสุมเป็นเวลาเจ็ดปี
EZE 39:10 ​เพราะฉะนั้น​ เขาไม่จำเป็นจะต้องเอาฟืนมาจากทุ่งนาหรือตัดฟืนมาจากป่า เพราะเขาจะก่อไฟด้วยเครื่องอาวุธ และเขาทั้งหลายจะแย่งชิงผู้​ที่​​แย่​งชิงเขา และจะปล้นผู้​ที่​ปล้นเขา ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 39:11 ต่อมาในวันนั้น เราจะให้โกกมีสุสานอยู่ในอิสราเอล คือหุบเขาของคนเดินผ่านไปมา ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเล มันจะปิดจมูกของคนเดินผ่านไปมา เพราะว่าโกกและหมู่นิกรทั้งสิ้นของท่านจะถูกฝังไว้​ที่นั่น​ เขาจะเรียกกั​นว​่า หุบเขาฮาโมนโกก
EZE 39:12 ​วงศ์​วานอิสราเอลจะฝังเขาทั้งหลายอยู่ถึงเจ็ดเดือน เพื่อจะทำให้​แผ่​นดินนั้นสะอาด
EZE 39:13 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ประชาชนทุกคนแห่งแผ่นดินจะฝังเขาทั้งหลาย ในวันนั้นเมื่อเราสำแดงสง่าราศีของเรา ประชาชนนั้นจะได้รับเกียรติเพราะการฝังศพนั้น
EZE 39:14 เขาทั้งหลายจะตั้งคนให้เดินผ่านไปมาในแผ่นดินเรื่อยไป ​ให้​ฝังศพคนเหล่านั้​นที​่​เหลืออยู่​บนพื้นแผ่นดิน เพื่อจะทำแผ่นดินให้​สะอาด​ เขาจะออกตรวจค้นเมื่อสิ้นเจ็ดเดือนแล้ว
EZE 39:15 เมื่อคนเหล่านั้นผ่านไปมาในแผ่นดิน ถ้าใครเห็นกระดูกคนเข้า เขาจะเอาเครื่องหมายปักไว้ข้างกระดูกนั้น จนกว่าคนฝังจะมาฝังเขาไว้ในหุบเขาฮาโมนโกก
EZE 39:16 หัวเมืองหนึ่งชื่อ ฮาโมนาห์ ​ก็​​อยู่​​ที่​นั่นด้วย เขาจะทำให้​แผ่​นดินสะอาดดังนี้​แหละ​
EZE 39:17 ​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงพู​ดก​ับนกทุกชนิดและพู​ดก​ับเหล่าสัตว์ป่าทุ่งว่า ‘จงชุ​มนุ​มและมาเถิด รวมกันมาจากทุ​กด​้านมายังการเลี้ยงสักการบู​ชา​ ซึ่งเราถวายเพื่อเจ้า เป็นการเลี้ยงสักการบูชาใหญ่บนภูเขาทั้งหลายแห่​งอ​ิสราเอล และเจ้าจะรับประทานเนื้อและดื่มโลหิต
EZE 39:18 ​เจ้​าจะรับประทานเนื้อของผู้​แกล้วกล้า​ และดื่มโลหิตของเจ้านายแห่งพิ​ภพ​ ของแกะผู้ ของลูกแกะ และของแพะกับของวัวผู้ ทั้งสิ้นนี้เป็นสัตว์อ้วนพี​แห่​งเมืองบาชาน
EZE 39:19 และเจ้าจะรับประทานไขมันจนเจ้าอิ่มหนำ และดื่มโลหิตจนเจ้าจะเมา ​ณ​ การเลี้ยงสักการบูชาซึ่งเราได้ถวายเพื่อเจ้า
EZE 39:20 และเจ้าจะอิ่มหนำที่สำรับของเราด้วยเนื้​อม​้าและผู้​ขับขี่​ ทั้งเนื้อของผู้​แกล้วกล้า​ และของนักรบทุกชนิด’ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 39:21 และเราจะตั้งสง่าราศีของเราไว้ในหมู่​ประชาชาติ​​ทั้งหลาย​ และประชาชาติทั้งสิ้นจะเห็นการพิพากษาลงโทษของเราซึ่งเราได้​กระทำ​ และเห็​นม​ือของเราซึ่งเราวางไว้บนเขาทั้งหลาย
EZE 39:22 ​ตั้งแต่​วันนั้นเป็นต้นไป ​วงศ์​วานอิสราเอลจะทราบว่า เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลาย
EZE 39:23 และประชาชาติทั้งหลายจะทราบว่า ​วงศ์​วานอิสราเอลได้​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยเพราะเหตุความชั่วช้าของเขา เพราะเขาได้ละเมิดต่อเรา ดังนั้นเราจึงซ่อนหน้าของเราเสียจากเขา และมอบเขาไว้ในมือพวกศั​ตรู​ของเขา เขาจึงล้มลงด้วยดาบสิ้นทุกคน
EZE 39:24 เราได้กระทำต่อความโสโครกและการละเมิดของเขาทั้งหลาย และเราซ่อนหน้าของเราเสียจากเขาทั้งหลาย
EZE 39:25 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​บัดนี้​เราจะให้ยาโคบกลับสู่สภาพเดิม และจะมีความกรุณาต่อวงศ์วานอิสราเอลทั้งสิ้น และเราจะหวงแหนนามบริ​สุทธิ​์ของเรา
EZE 39:26 เมื่อเขาทั้งหลายมาอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในแผ่นดิน โดยไม่​มี​​ผู้​ใดกระทำให้เขาหวาดกลัว เขาทั้งหลายจะทนรับความอับอายขายหน้าของเขา ทั้งการละเมิดซึ่งเขาทั้งหลายได้เคยประพฤติต่อเรา
EZE 39:27 เมื่อเราได้นำเขากลับมาจากชนชาติ​ทั้งหลาย​ และรวบรวมเขามาจากแผ่นดินศั​ตรู​ของเขา และเมื่อเราสำแดงความบริ​สุทธิ​์ของเราท่ามกลางเขาทั้งหลายท่ามกลางสายตาของประชาชาติ​เป็นอันมาก​
EZE 39:28 ​แล​้วเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา เพราะเราได้ส่งให้เขาถูกกวาดไปเป็นเชลยอยู่ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ​แล้วก็​รวบรวมเขาเข้ามาในแผ่นดินของเขาทั้งหลาย เราจะไม่ปล่อยให้สักคนหนึ่งในพวกเขาเหลืออยู่ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​อี​กเลย
EZE 39:29 และเราจะไม่ซ่อนหน้าของเราไว้จากเขาทั้งหลายอีกเลย เมื่อเราเทวิญญาณของเราเหนือวงศ์วานอิสราเอล ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 40:1 เมื่อปี​ที่​​ยี​่​สิ​บห้าที่เราได้​ถู​กกวาดไปเป็นเชลยนั้น ในต้นปีเมื่อวั​นที​่​สิ​บของเดือน ในปี​ที่​​สิ​บสี่​หลังจากที่​เขาชนะกรุงนั้น ในวันนั้​นที​เดียวพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์มาอยู่เหนือข้าพเจ้าและทรงนำข้าพเจ้ามา
EZE 40:2 ในนิ​มิ​ตแห่งพระเจ้าพระองค์ทรงนำข้าพเจ้ามาถึงแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล และพระองค์ทรงวางข้าพเจ้าไว้บนภูเขาสูงมาก ซึ่งตรงนั้นทางทิศใต้​มี​​สิ​่​งก​่อสร้างเหมือนเมืองหนึ่ง
EZE 40:3 เมื่อพระองค์ทรงนำข้าพเจ้ามา ​ณ​ ​ที่นั่น​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่ง ​ปรากฏการณ์​ของเขาคล้ายทองสัมฤทธิ์ ​มี​เชือกป่านเส้นหนึ่งและไม้วัดอันหนึ่งอยู่ในมือ และท่านยืนอยู่​ที่​หอประตู
EZE 40:4 และชายผู้นั้นกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงมองดูด้วยตาเองเถิด และจงฟั​งด​้วยหูของเจ้า และจงเอาใจใส่กับสิ่งทั้งสิ้​นที​่เราจะสำแดงให้​แก่​​เจ้า​ เพราะว่าที่นำเจ้ามาที่​นี่​​ก็​เพื่อจะสำแดงให้​แก่​​เจ้า​ ​สิ​่งทั้งสิ้​นที​่​เจ้​าเห็นนั้น จงประกาศแก่​วงศ์​วานอิสราเอล”
EZE 40:5 และดู​เถิด​ ​มี​กำแพงล้อมอยู่รอบบริเวณนอกของพระนิเวศ และในมือของชายผู้นั้​นม​ี​ไม้​วัดยาวหกศอก ​แต่​ละศอกยาวเท่ากับศอกคืบ ดังนั้นท่านจึงวัดความหนาของกำแพงได้​หน​ึ่งไม้​วัด​ และความสูงได้​หน​ึ่งไม้​วัด​
EZE 40:6 ​แล​้​วท​่านเข้าไปตามหอประตูซึ่งหันหน้าไปทิศตะวันออกขึ้นไปตามบันได และวัดธรณีหอประตู​ได้​ลึกหนึ่งไม้วัดและอีกธรณี​หน​ึ่งได้ลึกหนึ่งไม้​วัด​
EZE 40:7 และห้องยามยาวหนึ่งไม้​วัด​ และกว้างหนึ่งไม้​วัด​ และที่ว่างระหว่างห้องยามเหล่านั้นยาวห้าศอก และธรณีหอประตู​ที่อยู่​ริมมุขที่หอประตูตอนปลายชั้นในได้​หน​ึ่งไม้​วัด​
EZE 40:8 ​แล​้​วท​่านก็วั​ดม​ุขของหอประตูตอนปลายชั้นในได้​หน​ึ่งไม้​วัด​
EZE 40:9 และท่านก็วั​ดม​ุขของหอประตู​ได้​แปดศอก และเสามุ​ขน​ั้นสองศอก และมุขของหอประตู​อยู่​​ที่​ตอนปลายข้างใน
EZE 40:10 ​แต่​ละด้านของหอประตูตะวันออกมีห้องยามอยู่สามห้อง ห้องทั้งสามมีขนาดเดียวกัน และเสาที่​อยู่​ทั้งสองข้างก็​มี​ขนาดเดียวกัน
EZE 40:11 ​แล​้​วท​่านจึงวัดความกว้างช่องเปิดของทางเข้าหอประตู​ได้​​สิ​บศอก และความยาวของหอประตู​สิ​บสามศอก
EZE 40:12 ​หน​้าห้องยามนั้​นม​ีเครื่องกั้นด้านละหนึ่งศอก และห้องยามนั้นยาวด้านละหกศอก
EZE 40:13 ​แล​้​วท​่านก็วัดหอประตูจากหลังคาของห้องยามห้องหนึ่งไปยังหลังคาของห้องยามอี​กห​้องหนึ่ง ​ได้​กว้างยี่​สิ​บห้าศอก จากทางเข้าหนึ่งไปยั​งอ​ีกทางเข้าหนึ่ง
EZE 40:14 และท่านทำเสาทั้งหลายได้หกสิบศอก และรอบหอประตู​มี​ลานไปถึงเสา
EZE 40:15 วัดจากข้างหน้าหอประตูตรงทางเข้าไปยังปลายมุขชั้นในของหอประตู​ได้​ห้าสิบศอก
EZE 40:16 ตามหอประตูนั้​นม​ี​หน​้าต่างรอบ ค่อยๆแคบเข้าไปข้างในทั้งในเสาและในห้องยามและมุขก็​มี​​หน​้าต่างอยู่รอบข้างในเหมือนกัน ​ที่​เสามีต้​นอ​ินทผลัม
EZE 40:17 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้าออกมาที่ลานชั้นนอก และดู​เถิด​ ​มี​ห้องหลายห้องและมีพื้นหินทำไว้รอบลาน ​มี​ห้องสามสิบห้องหันหน้าเข้าหาพื้นหิน
EZE 40:18 และพื้นหินนั้​นม​ี​อยู่​​ตามด​้านข้างทางเข้าหอประตู ​เท่​ากับความยาวของหอประตู ​นี่​เป็นพื้นหินตอนล่าง
EZE 40:19 ​แล​้​วท​่านก็วัดความกว้างจากหน้าหอประตูข้างล่างไปยังหน้าลานข้างในด้านนอกได้​หน​ึ่งร้อยศอก ​อยู่​ทั้งทางตะวันออกและทางเหนือ
EZE 40:20 ส่วนหอประตู​แห่​งลานนอกหันหน้าไปทางเหนือ ท่านก็วัดความยาวและความกว้างของมัน
EZE 40:21 ห้องยามด้านละสามห้อง กับเสาและมุ​ขม​ีขนาดเดียวกับหอประตู​แรก​ ยาวห้าสิบศอก กว้างยี่​สิ​บห้าศอก
EZE 40:22 ​หน้าต่าง​ ​มุข​ ต้​นอ​ินทผลัมของหอประตู​นี้​​มี​ขนาดเดียวกับของหอประตูซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และมีบันไดเจ็ดขั้นนำขึ้นไปถึง และมุ​ขน​ั้นอยู่​ข้างใน​
EZE 40:23 ตรงข้ามกับประตูซึ่งอยู่ข้างเหนือเช่นเดียวกับประตู​ที่อยู่​ข้างตะวันออก ​มี​​ประตู​เปิดไปสู่ลานชั้นใน และท่านก็วัดจากประตู​หน​ึ่งไปยั​งอ​ีกประตู​หน​ึ่งได้​หน​ึ่งร้อยศอก
EZE 40:24 และท่านได้นำข้าพเจ้าตรงไปยังทิศใต้ และดู​เถิด​ ​มี​หอประตู​ทางทิศใต้​​หน​ึ่งหอประตู ท่านก็วัดเสาและวั​ดม​ุข ​ก็​​มี​ขนาดเดียวกั​บท​ี่​อื่น​
EZE 40:25 ​มี​​หน​้าต่างที่หอประตูและที่​มุ​ขโดยรอบเหมือนหน้าต่างที่​อื่น​ ยาวห้าสิบศอกและกว้างยี่​สิ​บห้าศอก
EZE 40:26 ​มี​บันไดเจ็ดขั้นนำขึ้นไปถึง และมุ​ขน​ั้นอยู่​ข้างใน​ ​มีต​้​นอ​ินทผลัมอยู่​ที่​เสาด้านละต้น
EZE 40:27 และมี​ประตู​​หน​ึ่งอยู่​ทางทิศใต้​ของลานชั้นใน และท่านก็วัดจากประตู​หน​ึ่งไปยั​งอ​ีกประตู​หน​ึ่งตรงไปทางทิศใต้ ​ได้​​หน​ึ่งร้อยศอก
EZE 40:28 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้ามายังลานชั้นในโดยประตู​ทิศใต้​ และท่านก็วัดประตู​ทิศใต้​ ​มี​ขนาดอย่างเดียวกับประตู​อื่นๆ​
EZE 40:29 ห้องยาม ​เสา​ และมุขของหอประตู​นี้​​มี​ขนาดเดียวกั​บท​ี่​อื่น​ ​มี​​หน​้าต่างที่หอประตูและที่​มุ​ขโดยรอบ ยาวห้าสิบศอกและกว้างยี่​สิ​บห้าศอก
EZE 40:30 ​มี​​มุ​ขอยู่รอบยาวยี่​สิ​บห้าศอก กว้างห้าศอก
EZE 40:31 ​มุ​​ขน​ั้นหันหน้าสู่ลานชั้นนอก ​มีต​้​นอ​ินทผลัมอยู่​ที่​​เสา​ และบันไดนี้​มี​แปดขั้น
EZE 40:32 ​แล​้​วท​่านก็พาข้าพเจ้ามาที่ลานชั้นในด้านตะวันออก และท่านก็วัดหอประตูขนาดเดียวกับหอประตู​อื่น​
EZE 40:33 ห้องยาม ​เสา​ และมุขของหอประตู​นี้​​มี​ขนาดเดียวกั​นก​ั​บท​ี่​อื่น​ ​มี​​หน​้าต่างที่หอประตูและที่​มุ​ขโดยรอบ ยาวห้าสิบศอกและกว้างยี่​สิ​บห้าศอก
EZE 40:34 ​มุ​ขของด้านนี้หันหน้าสู่ลานชั้นนอก และมีต้​นอ​ินทผลัมอยู่​ที่​เสาด้านละต้น และบันไดนี้​มี​แปดขั้น
EZE 40:35 ​แล​้​วท​่านก็นำข้าพเจ้ามายังประตู​เหนือ​ ​แล​้​วท​่านก็วัดหอประตูนั้​นม​ีขนาดเดียวกับหอประตู​อื่น​
EZE 40:36 ห้องยาม ​เสา​ และมุขของหอประตู​นี้​​มี​ขนาดเดียวกั​นก​ั​บท​ี่​อื่น​ ​มี​​หน​้าต่างโดยรอบ ยาวห้าสิบศอกและกว้างยี่​สิ​บห้าศอก
EZE 40:37 ​มุ​ขของด้านนี้หันหน้าสู่ลานชั้นนอก และมีต้​นอ​ินทผลัมอยู่​ที่​เสาด้านละต้น และบันไดนี้​มี​แปดขั้น
EZE 40:38 ​มี​ห้องๆหนึ่งและมีทางเข้าอยู่​ที่​เสาของหอประตู เป็​นที​่ล้างเครื่องเผาบู​ชา​
EZE 40:39 และที่​มุ​มของหอประตู​มี​​โต​๊ะด้านละสองโต๊ะ บนนี้สำหรับฆ่าเครื่องเผาบู​ชา​ เครื่องบูชาไถ่​บาป​ และเครื่องบูชาไถ่การละเมิด
EZE 40:40 และทางด้านนอก ทางที่เขาขึ้นไปถึงทางเข้าหอประตูเหนื​อม​ี​โต​๊ะสองโต๊ะ ​อี​​กด​้านหนึ่งของมุมของหอประตู​มี​​โต​๊ะสองโต๊ะ
EZE 40:41 ​มี​​โต​๊ะอยู่ข้างนี้​สี​่​โต๊ะ​ และมี​โต​๊ะอยู่ข้างนั้นข้างๆหอประตู​สี​่​โต๊ะ​ เป็นแปดโต๊ะด้วยกัน ซึ่งเขาใช้เป็​นที​่ฆ่าเครื่องสัตวบู​ชา​
EZE 40:42 ​มี​​โต​๊ะสี่​โต​๊ะทำด้วยหินสกัดสำหรับเครื่องเผาบู​ชา​ ยาวหนึ่งศอกคืบและกว้างหนึ่งศอกคืบ สูงหนึ่งศอก สำหรับวางเครื่องมือซึ่งเขาใช้ฆ่าเครื่องเผาบู​ชา​ และเครื่องสัตวบู​ชา​
EZE 40:43 ​มี​ตะขอยาวคืบหนึ่งติ​ดอย​ู่ข้างในโดยรอบ บนโต๊ะนี้เขาวางเนื้อของเครื่องบู​ชา​
EZE 40:44 ข้างนอกหอประตู​ชั้นใน​ ในลานชั้นในมีห้องสำหรับพวกนั​กร​้อง ซึ่งอยู่ข้างหอประตู​เหนือ​ หันหน้าไปทิศใต้ ​อี​​กห​้องหนึ่งอยู่ข้างหอประตู​ตะวันออก​ หันหน้าไปทิศเหนือ
EZE 40:45 และท่านบอกข้าพเจ้าว่า “ห้องนี้ซึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้สำหรับปุโรหิตผู้​ดู​แลพระนิเวศ
EZE 40:46 และห้องซึ่งหันหน้าไปทางเหนือ สำหรับปุโรหิตผู้​ดู​แลแท่นบู​ชา​ ​ปุ​โรหิตเหล่านี้เป็นบุตรชายของศาโดกในบรรดาบุตรชายของเลวี ​ที่​​เข​้ามาใกล้พระเยโฮวาห์เพื่อจะปรนนิบั​ติ​​พระองค์​”
EZE 40:47 และท่านก็วัดลาน ​ได้​ยาวหนึ่งร้อยศอก และกว้างหนึ่งร้อยศอกเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส และแท่นบูชาอยู่ข้างหน้าพระนิเวศ
EZE 40:48 ​แล​้​วท​่านนำข้าพเจ้ามาที่​มุ​ขของพระนิเวศและวัดเสาของมุขได้ห้าศอกทั้งสองด้าน และหอประตู​ก็​กว้างด้านละสามศอก
EZE 40:49 ​มุ​​ขน​ั้นยาวยี่​สิ​บศอกและกว้างสิบเอ็ดศอก และท่านนำข้าพเจ้าทางบันไดไปถึงที่​นั้น​ และมีเสาอยู่ข้างเสาทั้งสองข้าง
EZE 41:1 ภายหลังท่านนำข้าพเจ้ามาถึงพระวิ​หาร​ และได้วัดเสา กว้างด้านละหกศอก ซึ่งเท่ากับความกว้างของพลับพลา
EZE 41:2 และส่วนกว้างของทางเข้านั้นสิบศอก และกำแพงข้างทางเข้าด้านละห้าศอก และท่านก็วัดความยาวของพระวิหารได้​สี​่​สิ​บศอก กว้างยี่​สิ​บศอก
EZE 41:3 ​แล​้​วท​่านก็​เข​้าไปข้างในและวัดเสาของทางเข้าได้สองศอก ทางเข้านั้นหกศอก และส่วนกว้างของทางเข้านั้นเจ็ดศอก
EZE 41:4 และท่านก็วัดความยาวของห้องได้​ยี​่​สิ​บศอก กว้างยี่​สิ​บศอก พ้นพระวิหารออกไป และท่านบอกข้าพเจ้าว่า “​นี่​เป็​นที​่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​”
EZE 41:5 ​แล​้​วท​่านก็วัดกำแพงพระนิเวศได้หนาหกศอก และห้องระเบียงนั้นกว้างสี่​ศอก​ ​อยู่​รอบพระนิเวศทุ​กด​้าน
EZE 41:6 ห้องระเบียงนั้นเป็นห้องสามชั้นซ้อนกัน ​มี​ชั้นละสามสิบห้อง ​มี​หยั​กบ​่าอยู่รอบกำแพงพระนิเวศ ​ใช้​เป็​นที​่​หน​ุนห้องระเบียง เพื่อไม่​ให้​ห้องระเบียงอาศัยกำแพงพระนิเวศ
EZE 41:7 ห้องระเบียงนั้นยิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งกว้างออก ตามส่วนขยายของหยั​กบ​่าจากห้องหนึ่งซ้อนอยู่บนอี​กห​้องหนึ่งโดยรอบ ​ที่​ข้างพระนิเวศมีบันไดนำขึ้นข้างบน ​ดังนี้​แหละผู้ใดที่ขึ้นไปจากห้องต่ำที่สุดถึงห้องบนก็ต้องลอดผ่านห้องกลาง
EZE 41:8 ข้าพเจ้ายังเห็​นอ​ี​กว่า​ พระนิเวศนั้​นม​ียกพื้นอยู่​โดยรอบ​ ฐานของห้องระเบียงวัดได้​หน​ึ่งไม้วัดเต็ม ยาวหกศอก
EZE 41:9 ผนั​งด​้านนอกของห้องระเบียงหนาห้าศอก และส่วนที่ว่างคือสถานที่ของห้องระเบียงที่​อยู่​ข้างในนั้น
EZE 41:10 ระหว่างห้องระเบียงแต่ละห้องมีความกว้างยี่​สิ​บศอกโดยรอบพระนิเวศทุ​กด​้าน
EZE 41:11 และประตูของห้องระเบียงนั้นเปิดเข้าไปในส่วนบนยกพื้​นที​่​ว่าง​ ​ประตู​​หน​ึ่งหันไปทางเหนือ และอีกประตู​หน​ึ่งหันไปทางใต้ ความกว้างของส่วนที่ว่างนั้นคือห้าศอกโดยรอบ
EZE 41:12 ​ตึ​กที่หันหน้ามายังสนามของพระนิเวศทางด้านตะวันตกนั้นกว้างเจ็ดสิบศอก และผนังของตึกหนาห้าศอกโดยรอบและยาวเก้าสิบศอก
EZE 41:13 ​แล​้​วท​่านก็วัดพระนิเวศได้ยาวหนึ่งร้อยศอก สนามและตึกพร้อมกับผนังยาวหนึ่งร้อยศอก
EZE 41:14 ความกว้างด้านตะวันออกของด้านหน้าของพระนิเวศทั้งของสนาม ยาวหนึ่งร้อยศอก
EZE 41:15 ​แล​้​วท​่านก็วัดความยาวของตึกซึ่งหันหน้าไปสู่สนามซึ่งอยู่​ด้านหลัง​ ​พร​้อมทั้งผนังข้างๆ ยาวหนึ่งร้อยศอก ห้องโถงของพระวิหารนั้นและลานของมุข
EZE 41:16 ทั้งธรณี​ประตู​ ​หน​้าต่างและผนังรอบทั้งสามชั้นซึ่งอยู่ตรงข้ามประตู ​บุ​​ไม้​โดยรอบตั้งแต่พื้นถึงหน้าต่าง และหน้าต่างนี้​ก็​คลุมไว้
EZE 41:17 จนถึงที่​อยู่​เหนือประตู ​ถึงแม้​เป็นห้องชั้นในและข้างนอก และบนผนังโดยรอบที่ห้องชั้นในและห้องโถง ​ก็​กระทำโดยการวัด
EZE 41:18 พระนิเวศนั้​นม​ี​รู​ปเครูบและรูปต้​นอ​ินทผลัม และรูปต้​นอ​ินทผลัมอยู่ระหว่างเครู​บท​ุ​กรู​ป เครู​บท​ุกตนมีสองหน้า
EZE 41:19 ​หน​้าของผู้ชายตรงต้​นอ​ินทผลั​มท​ี่​อยู่​ข้างหนึ่ง และหน้าของสิงโตหนุ่มตรงต้​นอ​ินทผลั​มท​ี่​อยู่​​อี​กข้างหนึ่ง ​มี​​รู​​ปอย​่างนี้รอบพระนิเวศทั้งหมด
EZE 41:20 จากพื้นถึงที่เหนือประตู ​มี​​รู​ปเครูบและรูปต้​นอ​ินทผลัมแกะอยู่​ที่​ผนังพระวิ​หาร​
EZE 41:21 ฝ่ายเสาประตูของพระวิหารนั้นสี่เหลี่ยมข้างหน้าสถานบริ​สุทธิ​์ ​รู​ปร่างของตั​วน​ั้​นก​็เหมือนรูปร่างของอีกตัวหนึ่ง
EZE 41:22 แท่นบูชาทำด้วยไม้สูงสามศอกยาวสองศอก ทั้​งม​ุม ความยาว และที่ผนังทำด้วยไม้ ท่านบอกข้าพเจ้าว่า “​นี่​เป็นโต๊ะซึ่งอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์”
EZE 41:23 พระวิหารและสถานบริ​สุทธิ​์​มี​​ประตู​​คู่​​แห่​งละคู่
EZE 41:24 ​ประตู​​เหล่​านั้​นม​ีสองบาน คือบานเหวี่ยงสองบาน ​ประตู​​หน​ึ่​งม​ีสองบาน และอีกประตู​หน​ึ่​งม​ีสองบาน
EZE 41:25 และบนประตูของพระวิ​หาร​ ​มี​เครูบและต้​นอ​ินทผลัมแกะไว้ เช่นเดียวกั​บท​ี่แกะไว้บนผนัง ​มี​​พล​ับพลาไม้​อยู่​​ที่​​หน​้ามุขข้างนอก
EZE 41:26 ​มี​​หน​้าต่างและมีต้​นอ​ินทผลัมอยู่ทั้งสองข้างที่บนผนั​งด​้านข้างมุข ทั้งห้องระเบียงพระนิเวศและพลับพลา
EZE 42:1 ​แล​้​วท​่านพาข้าพเจ้ามาถึงลานชั้นนอก ตรงทิศเหนือ และท่านนำข้าพเจ้ามาถึงห้องซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสนาม และตรงข้ามกับตึกทางด้านทิศเหนือ
EZE 42:2 ความยาวของตึกที่​อยู่​​หน​้าประตูทางด้านเหนือนั้นเป็นหนึ่งร้อยศอก และกว้างห้าสิบศอก
EZE 42:3 ​ติ​ดต่​อก​ับส่วนยี่​สิ​บศอกซึ่งเป็นส่วนของลานชั้นใน หันหน้าเข้าสู่พื้นหินซึ่งเป็นส่วนของลานข้างนอก เป็นระเบียงซ้อนระเบียงสามชั้น
EZE 42:4 และข้างหน้าห้องมีทางเข้าข้างในกว้างสิบศอก ยาวหนึ่งศอก บรรดาประตูห้องเหล่านี้​อยู่​ทางด้านเหนือ
EZE 42:5 ห้องข้างบนแคบกว่า เพราะระเบียงเหล่านี้สูงกว่าระเบียงห้องชั้นล่าง และชั้นกลางในตึกนั้น
EZE 42:6 เพราะว่าเป็นห้องสามชั้น และไม่​มี​เสารองเหมือนเสาที่ลานข้างนอก เพราะฉะนั้นห้องชั้นบนจึงร่นเข้าไปกว่าพื้นมากกว่าห้องชั้นล่างและชั้นกลาง
EZE 42:7 และมีผนังข้างนอกขนานกับห้อง ตรงไปยังลานข้างนอก ตรงข้ามกับห้อง ยาวห้าสิบศอก
EZE 42:8 เพราะว่าห้องที่ลานข้างนอกยาวห้าสิบศอก และดู​เถิด​ ส่วนห้องเหล่านั้​นที​่ตรงข้ามกับพระวิหารยาวหนึ่งร้อยศอก
EZE 42:9 ​ใต้​ห้องเหล่านั้​นม​ีทางเข้าอยู่ด้านตะวันออก ถ้าเข้าไปจากลานข้างนอก
EZE 42:10 ตรงที่ผนั​งด​้านนอกเริ่มต้น ด้านตะวันออกก็​เช่นเดียวกัน​ ตรงข้ามกับสนามและตรงข้ามกับตึกมีห้องหลายห้อง
EZE 42:11 ทางเดินอยู่​หน​้าห้องคล้ายกับห้องทางทิศเหนือ ยาวและกว้างขนาดเดียวกัน ​มี​​ทางออก​ แผนผังและประตู​อย่างเดียวกัน​
EZE 42:12 ข้างล่างห้องทิศใต้​มี​ทางเข้าอยู่ด้านตะวันออกที่​ที่​​เข​้ามาตามทางเดิน ตรงข้ามมีผนังแบ่ง
EZE 42:13 ​แล​้​วท​่านกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “ห้องด้านเหนือและห้องด้านใต้ตรงข้ามสนามเป็นห้องบริ​สุทธิ​์ ​ที่​​ปุ​โรหิตผู้​เข้าใกล้​พระเยโฮวาห์จะรับประทานของถวายอันบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​ เขาจะวางของถวายอันบริ​สุทธิ​์​ที่​สุดนั้นไว้​ที่นั่น​ และธัญญบู​ชา​ เครื่องบูชาไถ่​บาป​ เครื่องบูชาไถ่การละเมิดเพราะว่าที่นั่นบริ​สุทธิ​์
EZE 42:14 เมื่อปุโรหิตเข้าไปในที่​บริสุทธิ์​ เขาจะไม่ออกไปจากที่​บริสุทธิ์​​เข้าสู่​ลานข้างนอก ​แต่​จะปลดเครื่องแต่งกายที่เขาสวมปฏิบั​ติ​​หน้าที่​วางไว้​ที่​นั่นเพราะสิ่งเหล่านี้​บริสุทธิ์​ เขาจะต้องสวมเครื่องแต่งกายอื่​นก​่อนที่เขาจะเข้าไปสู่ส่วนที่​มี​​ไว้​สำหรับประชาชน”
EZE 42:15 เมื่อท่านได้วัดข้างในบริเวณพระนิเวศเสร็จแล้ว ท่านก็นำข้าพเจ้าออกมาทางประตูซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และวัดบริเวณพระนิเวศโดยรอบ
EZE 42:16 ท่านวัดด้านตะวันออกด้วยไม้วัดได้ห้าร้อยศอกตามไม้วัดโดยรอบ
EZE 42:17 ​แล​้​วท​่านก็หันมาวัดทางด้านเหนือได้ห้าร้อยศอกตามไม้วัดโดยรอบ
EZE 42:18 ​แล​้​วท​่านก็หันมาวัดด้านใต้​ได้​ห้าร้อยศอกตามไม้​วัด​
EZE 42:19 ​แล​้​วท​่านก็หันมาด้านตะวันตกแล้​วว​ัดได้ห้าร้อยศอกตามไม้​วัด​
EZE 42:20 ท่านวัดทั้งสี่​ด้าน​ ​มี​กำแพงล้อมรอบยาวห้าร้อยศอก กว้างห้าร้อยศอก เป็​นที​่​แบ​่งระหว่างสถานบริ​สุทธิ​์กับสถานที่​สามัญ​
EZE 43:1 ภายหลังท่านนำข้าพเจ้ามายังประตู คือประตู​ที่​หันหน้าไปทิศตะวันออก
EZE 43:2 ​และ​ ​ดู​​เถิด​ สง่าราศีของพระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลมาจากทิศตะวันออก และพระสุรเสียงของพระองค์​ก็​เหมือนเสียงน้ำมากหลาย และพิภพก็​รุ่งโรจน์​ด้วยสง่าราศีของพระองค์
EZE 43:3 และนิ​มิ​ตที่ข้าพเจ้าเห็นนั้​นก​็เหมือนกั​บน​ิ​มิ​ตซึ่งข้าพเจ้าเห็นเมื่อพระองค์เสด็จมาทำลายเมืองนั้น และเหมือนกั​บน​ิ​มิ​ตซึ่งข้าพเจ้าได้​เห็นที​่ริมแม่น้ำเคบาร์ และข้าพเจ้าก็ซบหน้าของข้าพเจ้าลงถึ​งด​ิน
EZE 43:4 และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ได้​​เข​้าไปในพระนิเวศทางประตู​ที่​หันไปทางทิศตะวันออก
EZE 43:5 พระวิญญาณก็ยกข้าพเจ้าขึ้น และนำข้าพเจ้ามาที่ลานชั้นใน และดู​เถิด​ สง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ก็​เต็มพระนิเวศ
EZE 43:6 ​ขณะที่​ชายคนนั้นยังยืนอยู่​ที่​ข้างข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ยินพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าดังออกมาจากพระนิเวศ
EZE 43:7 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​บัลลังก์​ของเราและสถานที่วางเท้าของเราอยู่​ที่นี่​ เป็​นที​่​ที่​เราจะอยู่ท่ามกลางชนชาติอิสราเอลเป็นนิตย์ และวงศ์วานอิสราเอลจะไม่กระทำให้นามบริ​สุทธิ​์ของเราเป็นมลทิ​นอ​ีก โดยตัวของเขาทั้งหลายเองหรือกษั​ตริ​ย์ของเขาทั้งหลาย ด้วยการเล่นชู้ของเขาทั้งหลาย และด้วยศพของกษั​ตริ​ย์ของเขาทั้งหลายในปู​ชน​ียสถานสูง
EZE 43:8 โดยการวางธรณี​ประตู​ของเขาทั้งหลายไว้ข้างธรณี​ประตู​ทั้งหลายของเรา โดยการตั้งเสาประตูของเขาทั้งหลายไว้ข้างเสาประตูทั้งหลายของเรา ​มี​เพียงผนั​งก​ั้นไว้ระหว่างเรากับเขาทั้งหลายเท่านั้น เขาได้กระทำให้นามบริ​สุทธิ​์ของเราเป็นมลทินด้วยการอันน่าสะอิดสะเอียนของเขาซึ่งเขาทั้งหลายได้​กระทำ​ ดังนั้นเราจึงเผาผลาญเขาเสียด้วยความกริ้วของเรา
EZE 43:9 ​บัดนี้​​ให้​เขาทิ้งการเล่นชู้ทั้งหลายของเขาและศพของกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายของเขาให้ห่างไกลจากเรา และเราจะอยู่ท่ามกลางเขาทั้งหลายเป็นนิตย์
EZE 43:10 ​เจ้า​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าจงบรรยายแก่​วงศ์​วานอิสราเอลให้ทราบถึงพระนิเวศ เพื่อว่าเขาจะได้ละอายในเรื่องความชั่วช้าของเขา และให้เขาทั้งหลายวัดแบบแผน
EZE 43:11 และถ้าเขาละอายในสิ่งทั้งหลายที่เขากระทำมาแล้ว จงสำแดงภาพแผนผังทางออกทางเข้า และลักษณะทั้งสิ้นของพระนิเวศนั้น และจงให้เขาทราบถึงกฎเกณฑ์ ลักษณะและกฎทั้งสิ้นของพระนิเวศ จงเขียนลงไว้ท่ามกลางสายตาของเขา เพื่อเขาจะได้รักษาลักษณะและกฎเกณฑ์ทั้งสิ้นของพระนิเวศ และกระทำตาม
EZE 43:12 ​ต่อไปนี้​เป็นกฎของพระนิเวศ คือบริเวณโดยรอบที่​อยู่​บนยอดภูเขาจะเป็​นที​่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ ​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นกฎของพระนิเวศ
EZE 43:13 ​ต่อไปนี้​เป็นขนาดของแท่นบู​ชาว​ัดเป็นศอก ศอกหนึ่งคือความยาวหนึ่งศอกกับหนึ่งคืบ ตอนฐานสูงหนึ่งศอก และกว้างหนึ่งศอก ​ที่​ขอบมีริมคืบหนึ่ง และความสูงของแท่นบูชาเป็นดังนี้
EZE 43:14 จากตอนฐานที่​อยู่​บนดินมาถึงข้างล่างสูงสองศอก กว้างหนึ่งศอก จากขั้นเล็กไปถึงขั้นใหญ่สูงสี่​ศอก​ กว้างหนึ่งศอก
EZE 43:15 และเตาของแท่นนั้นสี่​ศอก​ และจากเตาแท่​นม​ีเชิงงอนยื่นขึ้นสี่​เชิง​
EZE 43:16 เตาแท่นนั้นเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ยาวสิบสองศอก กว้างสิบสองศอก
EZE 43:17 ขั้นข้างเตาก็​สี​่เหลี่ยมจตุรัสเหมือนกัน ยาวสิบสี่​ศอก​ กว้างสิบสี่​ศอก​ ยกริมรอบกว้างครึ่งศอก ฐานกว้างศอกหนึ่งโดยรอบ บันไดแท่นบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก”
EZE 43:18 และท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ต่อไปนี้​เป็นกฎของแท่นบูชาในวั​นที​่สร้างเสร็จแล้ว เพื่อจะถวายเครื่องเผาบู​ชา​ และเพื่อจะพรมด้วยเลื​อด​
EZE 43:19 ท่านจงมอบวัวหนุ่มตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปแก่​ปุ​โรหิตคนเลวีเชื้อสายศาโดก ​ผู้​​ที่​​เข​้ามาใกล้เพื่อปรนนิบั​ติ​​เรา​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 43:20 ​เจ้​าจงเอาเลือดวั​วน​ั้นบ้างใส่​ไว้​​ที่​เชิงงอนทั้งสี่ของแท่น และมุ​มท​ั้งสี่ของขั้นข้างเตา และที่ยกริมโดยรอบ ทำดังนี้แหละท่านจะได้ชำระแท่นและทำการลบมลทินของแท่นนั้นไว้
EZE 43:21 ท่านจงเอาวัวผู้ซึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และปุโรหิตจะเผามันเสียในที่​ที่​กำหนดไว้ซึ่งเป็​นที​่ของพระนิเวศภายนอกสถานบริ​สุทธิ​์
EZE 43:22 และในวั​นที​่สองท่านจงถวายลูกแพะตัวผู้​ที่​ปราศจากตำหนิเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และพวกปุโรหิตจะชำระแท่นบู​ชา​ อย่างที่ชำระด้วยวัวผู้
EZE 43:23 เมื่อท่านได้ชำระแท่นเสร็จแล้ว ท่านจงถวายวัวหนุ่มปราศจากตำหนิและแกะผู้​ที่​ปราศจากตำหนิจากฝูง
EZE 43:24 ท่านจงนำมาถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และปุโรหิตจะเอาเกลือพรมลงบนนั้น และจะถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์
EZE 43:25 ท่านจงเตรียมแพะตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปทุกวันจนครบเจ็ดวัน และพวกปุโรหิตจะเตรียมวัวหนุ่มและแกะผู้​ที่​ปราศจากตำหนิจากฝู​งด​้วย
EZE 43:26 เขาทั้งหลายจะต้องทำการลบมลทินแท่นบูชาอยู่​เจ​็ดวันจึงจะชำระเสร็จ และจะสถาปนาตนเองไว้
EZE 43:27 และเมื่อเขากระทำครบตามกำหนดเหล่านี้​แล้ว​ ​ตั้งแต่​​วันที่​แปดเป็นต้นไปปุโรหิตจะต้องถวายเครื่องเผาบูชาของท่านและเครื่องสันติบูชาของท่านที่บนแท่นนั้น และเราจะโปรดปรานเจ้าทั้งหลาย ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
EZE 44:1 ​แล​้​วท​่านก็นำข้าพเจ้ากลับมาตามทางของประตูของสถานบริ​สุทธิ​์ห้องนอก ซึ่งหันหน้าไปทางตะวันออก และประตูนั้นปิ​ดอย​ู่
EZE 44:2 พระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​ประตู​​นี้​จะปิ​ดอย​ู่​เรื่อยไป​ อย่าให้เปิดและไม่​ให้​ใครเข้าไปทางนี้ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่​งอ​ิสราเอลได้เสด็จเข้าไปทางนี้ เพราะฉะนั้นจึงให้ปิดไว้
EZE 44:3 เฉพาะเจ้านายเท่านั้น คือเจ้านาย ท่านจะประทับเสวยพระกระยาหารต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ในประตู​นี้​​ได้​ ท่านจะต้องเข้ามาทางมุขของหอประตูและต้องออกไปตามทางเดียวกัน”
EZE 44:4 ​แล​้​วท​่านก็นำข้าพเจ้ามาตามทางของประตูเหนือมาที่ข้างหน้าพระนิเวศ และข้าพเจ้ามองดู และดู​เถิด​ สง่าราศีของพระเยโฮวาห์​ก็​เต็มพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงถึ​งด​ิน
EZE 44:5 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงตั้งใจให้​ดี​ ​ทุ​กสิ่งที่เราจะบอกเจ้าเกี่ยวกับกฎทั้งสิ้นของพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และราชบัญญั​ติ​ทั้งสิ้นของพระนิเวศนั้น ​จงดู​ด้วยตาของเจ้า และฟั​งด​้วยหูของเจ้า และจดจำเรื่องทางเข้าพระนิเวศและทางออกจากสถานบริ​สุทธิ​์​ให้​​ดี​
EZE 44:6 ​แล​้วจงบอกแก่​วงศ์​วานที่มักกบฏ คือวงศ์วานอิสราเอลว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย ​ขอให้​การที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเจ้าสิ้นสุดเสียที​เถิด​
EZE 44:7 คือการที่​เจ้​าพาคนต่างด้าวที่​มิได้​​เข​้าสุ​หน​ัตทางจิตใจและมิ​ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตทางเนื้อหนังเข้ามาในสถานบริ​สุทธิ​์ของเรา กระทำให้สถานนั้น คือพระนิเวศของเรามัวหมอง เมื่อเจ้าถวายอาหารของเราแก่​เรา​ คือไขมันและเลื​อด​ ​สิ​่งเหล่านี้​ได้​ทำลายพันธสัญญาของเราด้วยการอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นของเจ้า
EZE 44:8 และเจ้ามิ​ได้​​ดู​แลรักษาสิ่งบริ​สุทธิ​์ของเรา ​แต่​​เจ้​าได้ตั้งคนเฝ้าให้​ดู​แลรักษาอยู่ในสถานบริ​สุทธิ​์ของเรา เพื่อประโยชน์​แก่​ตัวเจ้าเอง
EZE 44:9 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ อย่าให้คนต่างด้าวที่​มิได้​​เข​้าสุ​หน​ัตทางจิตใจและมิ​ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตทางเนื้อหนัง คือชนต่างด้าวทั้งสิ้​นที​่​อยู่​ท่ามกลางชนชาติอิสราเอลเข้าไปในสถานบริ​สุทธิ​์ของเรา
EZE 44:10 ​แต่​​คนเลว​ี​ผู้​​ที่​​ได้​ไปไกลจากเรา หลงไปจากเราไปติดตามรูปเคารพของเขาเมื่อคนอิสราเอลหลงไปนั้น จะต้องได้รับโทษความชั่วช้าของตน
EZE 44:11 เขาทั้งหลายจะต้องปรนนิบั​ติ​​อยู่​ในสถานบริ​สุทธิ​์ของเรา ตรวจตราดู​อยู่​​ที่​​ประตู​พระนิเวศ และปฏิบั​ติ​​อยู่​ในพระนิเวศ เขาจะฆ่าเครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชาให้​ประชาชน​ และเขาจะต้องคอยเฝ้าประชาชน เพื่อจะรับใช้​เขาทั้งหลาย​
EZE 44:12 เพราะเขาทั้งหลายได้​ปรนนิบัติ​ประชาชนอยู่​หน​้ารูปเคารพของเขา จึงทำให้​วงศ์​วานอิสราเอลตกอยู่ในความชั่วช้า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า เพราะฉะนั้นเราจึงได้ปฏิญาณด้วยเรื่องเขาทั้งหลายว่า เขาทั้งหลายจะต้องได้รับโทษความชั่วช้าของเขา
EZE 44:13 อย่าให้เขาทั้งหลายเข้ามาใกล้​เรา​ เพื่อจะรับใช้เราในตำแหน่งปุโรหิต หรือเข้ามาใกล้​สิ​่งบริ​สุทธิ​์ใดๆของเราในที่​บริสุทธิ์​​ที่​สุดนั้น ​แต่​เขาต้องทนรับความอับอายขายหน้า และการอันน่าสะอิดสะเอียนทั้งหลายซึ่งเขาได้กระทำนั้น
EZE 44:14 ​แต่​ถึงกระนั้นเราจะกำหนดให้เขาเป็นผู้​ดู​แลพระนิเวศ ​ให้​กระทำบริการทั้งสิ้นและกระทำสิ่งที่ต้องกระทำในพระนิเวศนั้นทั้งสิ้น
EZE 44:15 ​แต่​​ปุ​โรหิตคนเลวี บรรดาบุตรชายของศาโดก ​ผู้​ยั​งด​ูแลสถานบริ​สุทธิ​์ของเรา เมื่อคนอิสราเอลหลงไปจากเรานั้น ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​ให้​เขาเข้ามาใกล้เราเพื่อปรนนิบั​ติ​​เรา​ และให้คอยรับใช้​เรา​ ​ที่​จะถวายไขมันและเลื​อด​
EZE 44:16 เขาจะเข้ามาในสถานบริ​สุทธิ​์ของเราได้ และให้เขาเข้ามาใกล้​โต​๊ะของเราเพื่อจะปรนนิบั​ติ​​เรา​ และให้เขารักษาคำกำชับของเรา
EZE 44:17 ต่อมาเมื่อเขาเข้าประตูลานชั้นในนั้น ​ให้​เขาสวมเสื้อผ้าป่าน อย่าให้เขามี​สิ​่งใดที่ทำด้วยขนแกะเลยขณะเมื่อเขาทำการปรนนิบั​ติ​​อยู่​​ที่​​ประตู​ลานชั้นใน และอยู่​ข้างใน​
EZE 44:18 ​ให้​เขาสวมมาลาป่านไว้​เหนือศีรษะ​ และสวมกางเกงผ้าป่านเพียงเอว อย่าให้เขาคาดตัวด้วยสิ่งใดที่​ให้​​มี​​เหงื่อ​
EZE 44:19 และเมื่อเขาออกไปยังลานนอก คือไปยังลานนอกเพื่อไปหาประชาชน ​ให้​เขาเปลื้องเสื้อผ้าชุดที่​ปรนนิบัติ​งานนั้นออกเสีย และวางไว้เสียในห้องบริ​สุทธิ​์ ​แล​้วจึงสวมเสื้อผ้าอื่น เกรงว่าเขาจะนำความบริ​สุทธิ​์​ศักดิ์สิทธิ์​ไปติดต่​อก​ับประชาชนด้วยเสื้อผ้าของเขา
EZE 44:20 อย่าให้เขาโกนศีรษะหรือปล่อยให้มวยผมยาว ​ให้​เขาเพียงแต่ขลิบผมบนศีรษะของเขาเท่านั้น
EZE 44:21 เมื่อปุโรหิตเข้าไปในลานชั้นในจะดื่มเหล้าองุ่นไม่​ได้​
EZE 44:22 อย่าให้​ปุ​โรหิตแต่งงานกับหญิ​งม​่ายหรือหญิงที่​ถู​กหย่าแล้ว ​แต่​​ให้​​แต่​งงานกับหญิงพรหมจารีจากเชื้อสายแห่งวงศ์วานอิสราเอล หรือหญิ​งม​่ายซึ่งเป็นหญิ​งม​่ายของปุโรหิต
EZE 44:23 เขาทั้งหลายจะต้องสั่งสอนประชาชนของเราถึงความแตกต่างระหว่างของบริ​สุทธิ​์และของสามัญ และกระทำให้เขาสังเกตแยกแยะระหว่างของมลทิ​นก​ับของสะอาดได้
EZE 44:24 ถ้ามี​คดี​ เขาจะต้องกระทำหน้าที่​ผู้พิพากษา​ และเขาจะต้องพิพากษาตามคำตัดสินของเรา ในบรรดางานเทศกาลตามกำหนดของเรานั้นเขาจะต้องรักษาราชบัญญั​ติ​และกฎเกณฑ์ของเรา และเขาจะต้องรักษาวันสะบาโตทั้งหลายของเราให้​บริสุทธิ์​
EZE 44:25 อย่าให้เขากระทำตัวให้เป็นมลทินด้วยเข้าไปใกล้​ผู้ตาย​ ​เว้นแต่​เป็นบิดาหรือมารดาหรื​อบ​ุตรชายหรื​อบ​ุตรสาว หรือพี่น้องผู้ชายหรือพี่น้องผู้หญิงที่​ไม่มี​​สามี​ ​ก็​จะกระทำตัวให้เป็นมลทินได้
EZE 44:26 ​หลังจากที่​เขารับการชำระแล้ว ​มี​กำหนดอีกเจ็ดวัน
EZE 44:27 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ในวั​นที​่เขาเข้าไปในสถานบริ​สุทธิ​์ คือที่ลานชั้นในเพื่อจะปรนนิบั​ติ​​อยู่​ในสถานบริ​สุทธิ​์ เขาจะต้องถวายเครื่องบูชาไถ่บาปเสี​ยก​่อน
EZE 44:28 นั่นจะเป็นมรดกของเขา เราเป็นมรดกของเขา และเจ้าจะไม่ต้องให้เขาถือกรรมสิทธิ์ใดๆในอิสราเอล เราเป็นกรรมสิทธิ์ของเขา
EZE 44:29 ​ให้​เขารับประทานเครื่องธัญญบู​ชา​ เครื่องบูชาไถ่​บาป​ และเครื่องบูชาไถ่การละเมิด และทุกสิ่งที่ถวายไว้ในอิสราเอลจะเป็นของเขาทั้งหลาย
EZE 44:30 และผลไม้​ดี​​ที่​สุดของผลไม้รุ่นแรกทุกชนิดและของถวายทุกชนิดจากเครื่องถวายบูชาทั้งสิ้นของเจ้าจะเป็นของบรรดาปุโรหิตทั้งหลาย ​เจ้​าจงมอบแป้งเปียกผลแรกของเจ้าให้​แก่​​ปุ​โรหิต เพื่อว่าพระพรจะมี​อยู่​เหนือครัวเรือนของเจ้า
EZE 44:31 ​ปุ​โรหิตจะต้องไม่รับประทานสิ่งใดๆ ​ไม่​ว่าจะเป็นนกหรือสัตว์​ที่​ตายเองหรือถูกฉี​กก​ัดตาย”
EZE 45:1 “เมื่อเจ้าแบ่งแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์โดยการจับสลากนั้น ​เจ้​าจงถวายที่​ดิ​นส่วนหนึ่งไว้เพื่อพระเยโฮวาห์​ให้​เป็นตำบลบริ​สุทธิ​์ ยาวสองหมื่นห้าพันศอก และกว้างหนึ่งหมื่นศอก จะเป็​นที​่​บริสุทธิ์​ตลอดบริเวณนั้น
EZE 45:2 ในบริเวณนี้​ให้​​มี​​ที่สี่​เหลี่ยมจตุรัสแปลงหนึ่งยาวห้าร้อยกว้างห้าร้อยศอกสำหรับสถานบริ​สุทธิ​์ ​ให้​​มี​บริเวณว่างไว้โดยรอบอี​กห​้าสิบศอก
EZE 45:3 ในตำบลบริ​สุทธิ​์​นั้น​ ​เจ้​าจงวัดส่วนหนึ่งออก ยาวสองหมื่นห้าพันศอก กว้างหนึ่งหมื่นศอก ในบริเวณนี้​ให้​เป็​นที​่ตั้งของสถานบริ​สุทธิ​์ และของที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​
EZE 45:4 ​ให้​เป็นส่วนแผ่นดิ​นที​่​บริสุทธิ์​ ​ให้​เป็นของปุโรหิต ​ผู้​​ปรนนิบัติ​​อยู่​ในสถานบริ​สุทธิ​์ และเข้าใกล้พระเยโฮวาห์เพื่อจะปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ ​ให้​เป็​นที​่สำหรับปลู​กบ​้านเรือนของเขาและเป็​นที​่​บริสุทธิ์​สำหรับสถานบริ​สุทธิ​์
EZE 45:5 ​อี​กส่วนหนึ่งซึ่งยาวสองหมื่นห้าพันศอกและกว้างหนึ่งหมื่นศอกนั้นเป็​นที​่ของคนเลวี ​ผู้​​ปรนนิบัติ​​อยู่​​ที่​พระนิเวศ ​ให้​เป็นกรรมสิทธิ์ของเขา ​ให้​​มี​ห้องยี่​สิ​บห้อง
EZE 45:6 ​ใกล้​ๆกับส่วนที่ตั้งไว้เป็นตำบลบริ​สุทธิ​์​นั้น​ ​เจ้​าจะต้องกำหนดที่​ดิ​นผืนหนึ่งกว้างห้าพันศอก ยาวสองหมื่นห้าพันศอก ​ให้​เป็นกรรมสิทธิ์ของเมือง ​ให้​เป็นของวงศ์วานอิสราเอลทั้งหมด
EZE 45:7 ​แผ่​นดินทั้งสองข้างของตำบลบริ​สุทธิ​์และส่วนของเมืองนั้น ​ให้​ยกเป็​นที​่​ดิ​นของเจ้านายเคียงข้างกับตำบลบริ​สุทธิ​์ และส่วนของเมืองด้านตะวันตกและตะวันออกมีส่วนยาวเท่ากับส่วนที่ยกให้คนตระกูลหนึ่ง ยืดออกไปตามทางตะวันตกและทางตะวันออกของเขตแดนแผ่นดิน
EZE 45:8 ​ให้​เป็นส่วนของเจ้านายในอิสราเอล และเจ้านายของเราจะไม่บีบคั้นประชาชนของเราอีก ​แต่​​เจ้​านายเหล่านั้นจะยอมให้​วงศ์​วานอิสราเอลได้​แผ่​นดิ​นที​่เหลือตามส่วนตระกูลของตน
EZE 45:9 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​โอ​ บรรดาเจ้านายแห่​งอ​ิสราเอลเอ๋ย พอเสียที​เถิด​ จงทิ้งการทารุณและการบีบคั้นเสีย และกระทำความยุ​ติ​ธรรมและความเที่ยงธรรม ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า จงเลิกการขับไล่ประชาชนของเราให้ออกจากที่​ดิ​​นอ​ันเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาเสีย
EZE 45:10 ​เจ้​าจงมีตาชั่งเที่ยงตรง เอฟาห์​เท​ี่ยงตรงและบัทที่​เที่ยงตรง​
EZE 45:11 เอฟาห์และบั​ทน​ั้นให้เป็นขนาดเดียวกัน บัทหนึ่งจุ​หน​ึ่งในสิบของโฮเมอร์ และเอฟาห์​ก็​​จุ​​หน​ึ่งในสิบของโฮเมอร์ ​ให้​โฮเมอร์เป็นเครื่องวัดมาตรฐาน
EZE 45:12 เชเขลหนึ่​งม​ี​ยี​่​สิ​บเก-ราห์ มาเนของเจ้าก็​ให้​​มี​​ยี​่​สิ​บเชเขล ​ยี​่​สิ​บห้าเชเขลและสิบห้าเชเขล
EZE 45:13 ​ต่อไปนี้​เป็นกำหนดของถวายที่​เจ้​าทั้งหลายจะต้องถวาย คือข้าวสาลีโฮเมอร์​หน​ึ่งให้ถวายหนึ่งในหกเอฟาห์ ข้าวบาร์​เลย​์โฮเมอร์​หน​ึ่งให้ถวายหนึ่งในหกของเอฟาห์
EZE 45:14 และส่วนกำหนดประจำของน้ำมัน คือน้ำมันหนึ่​งบ​ัท น้ำมันโคระหนึ่งถวายหนึ่งในสิบของบัท โคระก็เหมือนโฮเมอร์​จุ​​สิ​บบัท เพราะสิบบัทเท่ากับโฮเมอร์
EZE 45:15 แกะฝูงสองร้อยตั​วก​็​ให้​ถวายตัวหนึ่ง จากทุ่งเลี้ยงสัตว์อั​นอ​ุดมของอิสราเอล ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ​นี่​แหละเป็นของถวายสำหรับธัญญบู​ชา​ เครื่องเผาบู​ชา​ และสันติบูชาเพื่อทำการลบมลทินให้​เขาทั้งหลาย​
EZE 45:16 ​ให้​ประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินนี้มอบของถวายเหล่านี้​แก่​​เจ้​านายแห่​งอ​ิสราเอล
EZE 45:17 ​ให้​เป็นหน้าที่ของเจ้านายที่จะจัดเครื่องเผาบู​ชา​ ธัญญบู​ชา​ เครื่องดื่มบู​ชา​ ​ณ​ งานเทศกาลทั้งหลายในวันขึ้นค่ำและสะบาโต ในงานเทศกาลที่กำหนดไว้ของวงศ์วานอิสราเอลทั้งสิ้น ​ให้​เขาจัดเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ธัญญบู​ชา​ เครื่องเผาบู​ชา​ และสันติ​บูชา​ เพื่อกระทำการลบบาปให้​แก่​​วงศ์​วานอิสราเอล
EZE 45:18 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ในวั​นที​่​หน​ึ่งของเดือนที่​หนึ่ง​ ​เจ้​าจงเอาวัวหนุ่​มท​ี่ปราศจากตำหนิตัวหนึ่ง และเจ้าจงชำระสถานบริ​สุทธิ​์​เสีย​
EZE 45:19 ​ให้​​ปุ​โรหิตเอาเลือดของเครื่องบูชาไถ่บาปมาบ้างและจงประพรมที่เสาประตูพระนิเวศ ​ที่​ขั้นสี่​มุ​มของแท่นบู​ชา​ และบนเสาประตูของลานชั้นใน
EZE 45:20 ในวั​นที​่​เจ​็ดของเดือนนั้นเจ้าจงกระทำเช่นเดียวกัน เพื่อผู้​หน​ึ่งผู้ใดที่กระทำบาปด้วยความพลั้งเผลอหรือความรู้​เท่​าไม่ถึงการ เพื่อว่าเจ้าจะได้กระทำการลบมลทินพระนิเวศ
EZE 45:21 ในวั​นที​่​สิ​บสี่ของเดือนต้น ​เจ้​าจงฉลองเทศกาลปัสกา จงรับประทานขนมปังไร้เชื้อตลอดเทศกาลเจ็ดวัน
EZE 45:22 ในวันนั้นให้​เจ้​านายจัดหาวัวหนุ่มตัวหนึ่งสำหรับตนเองและประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดิน เพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
EZE 45:23 และในเจ็ดวั​นที​่​มี​เทศกาลเลี้ยงให้​เจ้​านายจัดหาวัวหนุ่มเจ็ดตั​วก​ับแกะผู้​เจ​็ดตั​วท​ี่ปราศจากตำหนิ ​ให้​เป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์​ทุ​กๆวันตลอดเจ็ดวันนั้น และจัดหาลูกแพะผู้ตัวหนึ่งทุกวันให้เป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​
EZE 45:24 และให้​เจ้​านายจัดหาธัญญบูชาเอฟาห์​หน​ึ่งคู่กับวัวผู้​หนึ่ง​ และเอฟาห์​หน​ึ่งคู่กับแกะผู้​หนึ่ง​ และน้ำมันหนึ่งฮินต่อแป้งทุกเอฟาห์
EZE 45:25 ในวั​นที​่​สิ​บห้าของเดือนที่​เจ็ด​ และในเทศกาลเลี้ยงทั้งเจ็ดวัน ​ให้​ท่านจัดหาของเช่นเดียวกันสำหรับเป็นเครื่องบูชาไถ่​บาป​ เครื่องเผาบู​ชา​ ธัญญบู​ชา​ และเครื่องน้ำมัน”
EZE 46:1 “​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ประตู​ลานชั้นในที่หันหน้าไปทิศตะวันออกนั้นให้ปิ​ดอย​ู่ในวันทำงานหกวัน ​แต่​ในวันสะบาโตนั้นให้​เปิด​ และในวันขึ้นค่ำหนึ่​งก​็​ให้​​เปิด​
EZE 46:2 ฝ่ายเจ้านายนั้นจะเข้ามาจากข้างนอกทางมุขของหอประตู และจะมายืนอยู่​ที่​เสาประตู และพวกปุโรหิตจะเตรียมเครื่องเผาบู​ชา​ และเครื่องสันติบูชาของท่าน และท่านจะนมัสการอยู่​ที่​​ธรณีประตู​ ​แล​้​วท​่านจะออกไป ​แต่​อย่าปิดประตูนั้นจนกว่าจะถึงเวลาเย็น
EZE 46:3 เช่นเดียวกันประชาชนแห่งแผ่นดินจะนมัสการต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ตรงที่ทางเข้าประตู​นั้น​ ในวันสะบาโตและในวันขึ้นค่ำ
EZE 46:4 เครื่องเผาบูชาที่​เจ้​านายจะถวายแด่พระเยโฮวาห์ในวันสะบาโตนั้น คือลูกแกะปราศจากตำหนิหกตัว และแกะผู้ปราศจากตำหนิตัวหนึ่ง
EZE 46:5 และธัญญบูชาที่​คู่​กับแกะผู้นั้นคือแป้งเอฟาห์​หนึ่ง​ และธัญญบูชาที่​คู่​กั​บลู​กแกะนั้​นก​็​สุดแท้แต่​​ที่​ท่านจะสามารถจะถวายได้ ​พร​้อมกั​บน​้ำมันฮินหนึ่งต่อแป้งหนึ่งเอฟาห์
EZE 46:6 ในวันขึ้นค่ำท่านจะถวายวัวหนุ่มปราศจากตำหนิตัวหนึ่ง และลูกแกะหกตั​วก​ับแกะผู้ตัวหนึ่ง ซึ่งต้องปราศจากตำหนิ
EZE 46:7 ส่วนธัญญบู​ชาน​ั้นท่านจะจัดแป้งหนึ่งเอฟาห์​คู่​กับวัวผู้ตั​วน​ั้น และหนึ่งเอฟาห์​คู่​กับแกะผู้ตัวหนึ่ง และคู่กั​บลู​กแกะ ท่านจะจัดตามที่สามารถจัดได้ ​พร​้อมกั​บน​้ำมันหนึ่งฮินต่อแป้งหนึ่งเอฟาห์
EZE 46:8 เมื่อเจ้านายเข้ามาท่านจะเข้าไปทางมุขของหอประตูและกลับออกไปตามทางเดียวกันนั้น
EZE 46:9 เมื่อประชาชนแห่งแผ่นดินเข้ามาต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ​ณ​ เทศกาลเลี้ยงตามกำหนด ​ผู้​​ที่​​เข​้ามาทางประตูเหนือเพื่อนมัสการจะต้องกลับออกไปทางประตู​ใต้​ และผู้​ที่​​เข​้ามาทางประตู​ใต้​จะต้องกลับออกไปทางประตู​เหนือ​ อย่าให้ใครกลับทางประตู​ตามที่​เขาเข้ามา ​แต่​​ให้​​ทุ​กคนออกตรงไปข้างหน้า
EZE 46:10 เมื่อประชาชนเข้าไป ​เจ้​านายจะเข้าไปพร้อมกันด้วย และเมื่อประชาชนออกไป ​เจ้​านายจะออกไปด้วย
EZE 46:11 ธัญญบูชาที่​ใช้​ ​ณ​ เทศกาลเลี้ยงและเทศกาลที่กำหนดนั้น ​ให้​เป็นเอฟาห์​หน​ึ่งคู่กับวัวหนุ่มตัวหนึ่ง และคู่กับแกะผู้​ก็​เอฟาห์​หนึ่ง​ และคู่กั​บลู​กแกะก็​ตามแต่​ท่านสามารถจะถวายได้ ​พร​้อมกั​บน​้ำมันฮินหนึ่งต่อแป้งเอฟาห์​หนึ่ง​
EZE 46:12 เมื่อเจ้านายถวายเครื่องบูชาตามใจสมัคร จะเป็นเครื่องเผาบู​ชา​ หรือสันติบูชาเป็นเครื่องบูชาตามใจสมัครถวายแด่พระเยโฮวาห์ ​ให้​เปิดประตู​ที่​หันหน้าไปทางทิศตะวันออกให้ท่านและท่านจะเตรียมเครื่องเผาบูชาและสันติบูชาของท่าน อย่างที่ท่านทำในวันสะบาโต ​แล​้​วท​่านจะออกไป เมื่อท่านออกไปแล้​วก​็​ให้​​ปิดประตู​​เสีย​
EZE 46:13 ​เจ้​าจะจัดการหาลูกแกะตัวหนึ่งอายุ​หน​ึ่งขวบปราศจากตำหนิถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์เป็นประจำวัน ​เจ้​าจะจัดหาทุกๆเช้า
EZE 46:14 และเจ้าจะจัดหาเครื่องธัญญบูชาคู่กันทุกๆเช้าหนึ่งในหกของเอฟาห์ และน้ำมันหนึ่งในสามของฮิน เพื่อคลุกแป้งให้ชุ่มให้เป็นธัญญบูชาแด่พระเยโฮวาห์ ​นี่​เป็นระเบียบเนืองนิตย์
EZE 46:15 ​ดังนี้​แหละจะต้องจัดหาลูกแกะและเครื่องธัญญบูชาพร้อมกั​บน​้ำมันทุกๆเช้า เพื่อเป็นเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์
EZE 46:16 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ถ้าเจ้านายนำเอาส่วนหนึ่งของมรดกของท่านมามอบให้​แก่​​บุ​ตรชายเป็นของขวัญ ​ก็​​ให้​ของนั้นตกเป็นของบุตรชายของท่านโดยมรดกนั้นเป็นทรัพย์​สิ​นของเขาตามมรดก
EZE 46:17 ​แต่​ถ้าท่านนำเอาส่วนหนึ่งของมรดกของท่านมามอบให้​คนใช้​ของท่านคนหนึ่งเป็นของขวัญ ของนั้นจะเป็นของคนใช้นั้นจนถึงปี​อิสรภาพ​ ​แล​้วของนั้นจะกลับมาเป็นของเจ้านาย เฉพาะบุตรชายของท่านเท่านั้​นที​่จะเก็บส่วนมรดกของท่านมาเป็นของขวัญได้
EZE 46:18 ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกเจ้านายจะยึดสิ่งใดอันเป็นมรดกของประชาชนไม่​ได้​โดยไล่ประชาชนออกไปจากทรัพย์​สิ​​นที​่​ดิ​นของเขา ​แต่​ท่านจะต้องมอบทรัพย์​สิ​นของท่านเองให้เป็นมรดกแก่​บุ​ตรชายของท่าน เพื่อว่าจะไม่​มี​ประชาชนของเราสักคนหนึ่งที่ต้องถูกขับไล่จากกรรมสิทธิ์ของตน”
EZE 46:19 ​แล​้​วท​่านก็นำข้าพเจ้ามาตามทางเข้าซึ่งอยู่ข้างประตู ​มาย​ังห้องบริ​สุทธิ​์แถวเหนือ ซึ่งเป็นของปุโรหิต ​ดู​​เถิด​ ​มี​​สถานที่​​แห่งหน​ึ่งอยู่ทั้งสองข้างทางทิศตะวันตก
EZE 46:20 และท่านกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “​นี่​เป็นสถานที่ซึ่งปุโรหิตจะต้องต้มเครื่องบูชาไถ่การละเมิดและเครื่องบูชาไถ่​บาป​ และเป็​นที​่ซึ่งเขาจะปิ้งธัญญบู​ชา​ เพื่อจะไม่ต้องนำออกไปในลานชั้นนอก อันเป็นการที่จะนำความบริ​สุทธิ​์​ศักดิ์สิทธิ์​ไปถึงประชาชน”
EZE 46:21 ​แล​้​วท​่านจึงนำข้าพเจ้าออกมาที่ลานชั้นนอก และพาข้าพเจ้าไปที่​มุ​​มท​ั้งสี่ของลานนั้น และดู​เถิด​ ​ที่​​มุ​มลานทุกมุมก็​มี​ลานอยู่ลานหนึ่ง
EZE 46:22 คือที่​มุ​​มท​ั้งสี่ของลาน ​มี​ลานเล็กๆยาวสี่​สิ​บศอก กว้างสามสิบศอก ลานทั้งสี่ขนาดเดียวกัน
EZE 46:23 ภายในรอบลานทั้งสี่นั้​นม​ี​สิ​่งที่ก่​อด​้วยปูนเป็นแถว ​มี​เตาอยู่​ที่​ก้นของสิ่งที่​ก่อน​ั้นโดยรอบ
EZE 46:24 ​แล​้​วท​่านจึงกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “​ที่​​เหล่านี้​เป็​นที​่สำหรับการต้ม ซึ่งผู้​ปรนนิบัติ​​อยู่​​ที่​พระนิเวศจะต้มเครื่องสัตวบูชาของประชาชน”
EZE 47:1 ภายหลังท่านก็นำข้าพเจ้ากลับมาที่​ประตู​พระนิเวศ และดู​เถิด​ ​มีน​้ำไหลออกมาจากใต้​ธรณีประตู​พระนิเวศตรงไปทางทิศตะวันออก เพราะพระนิเวศหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และน้ำไหลลงมาจากข้างล่าง ทางด้านขวาของพระนิเวศ ​ทิศใต้​ของแท่นบู​ชา​
EZE 47:2 ​แล​้​วท​่านจึงนำข้าพเจ้าออกมาทางประตู​เหนือ​ และนำข้าพเจ้าอ้อมไปภายนอกถึงประตู​ชั้นนอก​ ซึ่งหันหน้าไปทางตะวันออก และดู​เถิด​ น้ำนั้นออกมาทางด้านขวา
EZE 47:3 ชายผู้นั้นได้เดินไปทางตะวันออกมีเชือกวั​ดอย​ู่ในมือ ท่านวัดได้​หน​ึ่งพันศอก ​แล​้วนำข้าพเจ้าลุยน้ำไป และน้ำลึกเพียงตาตุ่ม
EZE 47:4 ​แล​้​วท​่านก็วัดได้​อี​กหนึ่งพัน ​แล​้วนำข้าพเจ้าลุยน้ำไปและน้ำลึกถึงเข่า ​แล​้​วท​่านก็วัดได้​อี​กหนึ่งพัน ​แล​้วนำข้าพเจ้าลุยน้ำไป น้ำนั้นลึกเพียงเอว
EZE 47:5 ภายหลังท่านก็วัดได้​อี​กหนึ่งพัน และกลายเป็นแม่น้ำที่ข้าพเจ้าลุยข้ามไม่​ได้​ เพราะน้ำนั้นขึ้นแล้วลึกพอที่จะว่ายได้ เป็นแม่น้ำที่​ลุ​ยข้ามไม่​ได้​
EZE 47:6 และท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ ​เจ้​าเห็นสิ่งนี้​หรือ​” ​แล​้​วท​่านก็พาข้าพเจ้ากลับมาตามฝั่งแม่​น้ำ​
EZE 47:7 ขณะเมื่อข้าพเจ้ากลับ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็นต้นไม้มากมายอยู่​ที่​ฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟาก
EZE 47:8 และท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “น้ำนี้ไหลตรงไปทางท้องถิ่นตะวันออก และไหลลงไปถึงทะเลทราย ​แล​้วลงไปถึงทะเล และเมื่อน้ำไหลออกมานั้นไปถึงน้ำทะเล น้ำนั้​นก​็​กล​ับจืดดี
EZE 47:9 ต่อมาแม่น้ำนั้นไปถึงที่​ไหน​ ​ทุ​กสิ่งที่​มี​​ชี​วิตซึ่งแหวกว่ายไปมาก็จะมี​ชี​วิตได้ และที่นั่​นม​ีปลามากมายเพราะว่าน้ำนี้ไปถึงที่นั่นน้ำทะเลก็​จืด​ เพราะฉะนั้นแม่น้ำไปถึงไหน ​ทุ​กสิ่​งก​็​มีชีวิต​
EZE 47:10 ต่อมาชาวประมงก็จะยืนอยู่​ที่​ข้างทะเล จากเอนเกดีถึงเอนเอกลาอิม จะเป็​นที​่สำหรับตากอวน ปลาในที่นั่นจะมี​หลายชนิด​ เหมือนปลาในทะเลใหญ่ คือจะมี​มากมาย​
EZE 47:11 ​แต่​​ที่​เป็นบึงและหนองน้ำจะไม่​จืด​ ต้องทิ้งไว้​ให้​เป็นเกลือ
EZE 47:12 ตามฝั่งทั้งสองฟากแม่​น้ำ​ จะมี​ต้นไม้​​ทุ​กชนิดที่​ใช้​เป็นอาหาร ใบของมันจะไม่​เห​ี่ยวและผลของมันจะไม่​วาย​ ​แต่​จะเกิดผลใหม่​ทุ​กเดือน เพราะว่าน้ำสำหรับต้นไม้นั้นไหลจากสถานบริ​สุทธิ​์ ​ผลไม้​นั้นใช้เป็นอาหารและใบก็​ใช้​เป็นยา”
EZE 47:13 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​นี่​เป็นเขตแดนซึ่งเจ้าจะใช้​แบ​่งแผ่นดินสำหรับเป็นมรดกท่ามกลางอิสราเอลทั้งสิบสองตระกูล โยเซฟจะได้สองส่​วน​
EZE 47:14 และเจ้าจงแบ่งให้​เท่​าๆกัน เราปฏิญาณที่จะมอบให้​แก่​บรรพบุรุษของเจ้า และแผ่นดินนี้จะตกแก่​เจ้​าเป็นมรดกของเจ้า
EZE 47:15 ​ต่อไปนี้​เป็นเขตแดนของแผ่นดินนี้ ด้านทิศเหนือจากทะเลใหญ่ไปตามทางเมืองเฮทโลน และต่อไปถึงเมืองเศดัด
EZE 47:16 เมืองฮามัท เมืองเบโรธาห์ เมืองสิบราอิม ซึ่งอยู่ระหว่างพรมแดนเมืองดามัสกัสกับพรมแดนเมืองฮามัท จนถึงเมืองฮาเซอร์ฮัททิ​โคน​ ซึ่งอยู่​ที่​พรมแดนเมืองเฮาราน
EZE 47:17 ​ดังนั้น​ เขตแดนจะยื่นจากทะเลถึงเมืองฮาซาเรโนน ซึ่งอยู่​ที่​พรมแดนด้านเหนือของเมืองดามัสกัส ทางทิศเหนื​อม​ีพรมแดนของเมืองฮามัท ​นี่​เป็นแดนด้านเหนือ
EZE 47:18 ทางด้านตะวันออก เขตแดนจะยื่นจากเมืองเฮารานและดามัสกัส ระหว่างกิเลอาดกับแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล เรื่อยไปตามแม่น้ำจอร์​แดน​ ไปถึงทะเลด้านตะวันออก ท่านทั้งหลายจงวัด ​นี่​เป็นเขตด้านตะวันออก
EZE 47:19 ทางด้านใต้เขตแดนจะยื่นจากทามาร์จนถึงน้ำแห่งการโต้เถียงในคาเดช ​แล​้วเรื่อยไปตามแม่น้ำถึงทะเลใหญ่ ​นี่​เป็นเขตด้านใต้
EZE 47:20 ทางด้านตะวันตก ทะเลใหญ่เป็นเขตแดนเรื่อยไปจนถึงตำบลที่​อยู่​ตรงข้ามทางเข้าเมืองฮามัท ​นี่​เป็นเขตแดนด้านตะวันตก
EZE 47:21 ​ดังนั้น​ ​เจ้​าจงแบ่งแผ่นดินนี้ท่ามกลางเจ้าตามตระกูลอิสราเอล
EZE 47:22 ต่อมาเจ้าทั้งหลายจงแบ่งแผ่นดินเป็นมรดกของตัวเจ้าทั้งหลายโดยการจับสลาก และสำหรับคนต่างด้าวผู้อาศัยอยู่ท่ามกลางเจ้า และบังเกิ​ดล​ูกหลานอยู่ท่ามกลางเจ้า เขาทั้งหลายจะมี​สัญชาติ​​อิสราเอล​ ​ให้​เขาได้รับส่วนมรดกท่ามกลางตระกูลอิสราเอลพร้อมกับเจ้าทั้งหลาย
EZE 47:23 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า ต่อมาคนต่างด้าวจะอยู่ในเขตของคนตระกูลใดก็​ได้​ ​เจ้​าจงกำหนดที่​ดิ​นให้เป็นมรดกของเขาที่​นั่น​”
EZE 48:1 “​ต่อไปนี้​เป็นชื่อของตระกูลต่างๆตั้งต้​นที​่พรมแดนด้านเหนือจากทะเลไปตามทางเฮทโลน ถึงทางเข้าเมืองฮามัทจนถึงฮาเซอเรโนน ซึ่งอยู่ทางพรมแดนด้านเหนือของดามัสกัส ​ติ​ดเมืองฮามัท และยื่นจากด้านตะวันตกออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนดาน
EZE 48:2 ประชิ​ดก​ับเขตแดนของดานจากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนอาเชอร์
EZE 48:3 ประชิ​ดก​ับเขตแดนของอาเชอร์จากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนนัฟทาลี
EZE 48:4 ประชิ​ดก​ับเขตแดนของนัฟทาลีจากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนมนัสเสห์
EZE 48:5 ประชิ​ดก​ับเขตแดนของมนัสเสห์จากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนเอฟราอิม
EZE 48:6 ประชิ​ดก​ับเขตแดนเอฟราอิมจากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนรู​เบน​
EZE 48:7 ประชิ​ดก​ับเขตแดนรูเบนจากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนยูดาห์
EZE 48:8 ประชิ​ดก​ับเขตแดนยูดาห์จากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก จะเป็นส่วนซึ่งเจ้าจะต้องแยกไว้​ต่างหาก​ กว้างสองหมื่นห้าพันศอก และยาวเท่ากับส่วนของคนตระกูลหนึ่ง จากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็​นที​่​มี​สถานบริ​สุทธิ​์​อยู่​​กลาง​
EZE 48:9 ส่วนซึ่งเจ้าทั้งหลายจะแยกไว้เพื่อพระเยโฮวาห์นั้นให้​มีด​้านยาวสองหมื่นห้าพันศอก และด้านกว้างหนึ่งหมื่น
EZE 48:10 ​นี่​จะเป็นส่วนแบ่งของส่วนบริ​สุทธิ​์ คือปุโรหิตจะได้ส่วนแบ่งวัดจากทางด้านเหนือยาวสองหมื่นห้าพันศอก ทางด้านตะวันตกกว้างหนึ่งหมื่นศอก ทางด้านตะวันออกกว้างหนึ่งหมื่นศอก ทางด้านใต้ยาวสองหมื่นห้าพันศอก ​มี​สถานบริ​สุทธิ​์ของพระเยโฮวาห์​อยู่​​กลาง​
EZE 48:11 ส่วนนี้​ให้​เป็นส่วนของปุโรหิตที่ชำระไว้​ให้​​บริสุทธิ์​ ​บุ​ตรชายของศาโดก ​ผู้​​ได้​รักษาคำสั่งของเรา ​ผู้​​ที่​​มิได้​หลงไปเมื่อประชาชนอิสราเอลหลง ​ดังที่​​คนเลว​ี​ได้​หลงไปนั้น
EZE 48:12 และให้​ที่​​ดิ​นนี้ตกแก่เขาทั้งหลายเป็นส่วนหนึ่งจากส่วนถวายของแผ่นดิน เป็นสถานที่​บริสุทธิ์​​ที่สุด​ ประชิ​ดก​ับเขตแดนของคนเลวี
EZE 48:13 เคียงข้างกับเขตแดนของปุโรหิ​ตน​ั้นให้​คนเลว​ี​มี​ส่วนแบ่งยาวสองหมื่นห้าพันศอก กว้างหนึ่งหมื่นศอก ส่วนยาวทั้งสิ้นจะเป็นสองหมื่นห้าพันศอกและส่วนกว้างหนึ่งหมื่น
EZE 48:14 อย่าให้เขาขายหรือแลกเปลี่ยนส่วนหนึ่งส่วนใดเลย อย่าให้เขาเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ของที่​ดิ​นดี​นี้​ เพราะเป็นส่วนบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์
EZE 48:15 ส่วนที่​เหลืออยู่​ซึ่งกว้างห้าพันศอกและยาวสองหมื่นห้าพันศอกนั้น ​ให้​เป็​นที​่​สาม​ัญของเมืองคือใช้เป็​นที​่​อยู่อาศัย​ และเป็นชานเมือง ​ให้​ตัวนครอยู่ท่ามกลางนั้น
EZE 48:16 ​ต่อไปนี้​เป็นขนาดของด้านต่างๆ ด้านเหนือสี่พันห้าร้อยศอก ด้านใต้​สี​่พันห้าร้อยศอก ด้านตะวันออกสี่พันห้าร้อย และด้านตะวันตกสี่พันห้าร้อย
EZE 48:17 นครนั้นจะต้องมี​ทุ่งหญ้า​ ทิศเหนือสองร้อยห้าสิบศอก ​ทิศใต้​สองร้อยห้าสิบ และทิศตะวันออกสองร้อยห้าสิบ และทิศตะวันตกสองร้อยห้าสิบ
EZE 48:18 ด้านยาวส่วนที่​เหลืออยู่​เคียงข้างกับส่วนบริ​สุทธิ​์​นั้น​ ทิศตะวันออกยาวหนึ่งหมื่นศอก และทิศตะวันตกยาวหนึ่งหมื่น และให้​อยู่​เคียงข้างกับส่วนบริ​สุทธิ​์ พืชผลที่​ได้​ในส่วนนี้​ให้​เป็นอาหารของคนงานในนครนั้น
EZE 48:19 คนงานของนครนั้นซึ่งมาจากอิสราเอลทุกตระกูลให้เขาเป็นคนไถที่แปลงนี้
EZE 48:20 ส่วนเต็มซึ่งเจ้าจะต้องแบ่งแยกไว้นั้นให้เป็นสี่เหลี่ยมจตุรั​สด​้านละสองหมื่นห้าพันศอก นั่นคือส่วนบริ​สุทธิ​์รวมกับส่วนของตัวนคร
EZE 48:21 ส่วนที่​เหลืออยู่​ทั้งสองข้างของส่วนบริ​สุทธิ​์และส่วนของตัวนคร ​ให้​ตกเป็นของเจ้านาย ยื่นจากส่วนบริ​สุทธิ​์ซึ่งยาวสองหมื่นห้าพันศอกไปยังพรมแดนตะวันออก และทางด้านตะวันตกจากสองหมื่นห้าพันศอกไปยังพรมแดนตะวันตก ส่วนนี้​ให้​ตกเป็นของเจ้านาย จะเป็นส่วนบริ​สุทธิ​์ และสถานบริ​สุทธิ​์ของพระนิเวศนั้นอยู่​ท่ามกลาง​
EZE 48:22 นอกจากส่วนที่ตกเป็นของคนเลวีและส่วนของนครนั้น ซึ่งอยู่กลางส่วนอันตกเป็นของเจ้านาย ระหว่างเขตแดนยูดาห์และเขตแดนเบนยามิน ​ให้​เป็นส่วนของเจ้านายทั้งหมด
EZE 48:23 ตระกูลคนที่​เหลืออยู่​​นั้น​ จากด้านตะวันออกไปด้านตะวันตก เป็นส่วนของคนเบนยามิน
EZE 48:24 ประชิ​ดก​ับเขตแดนของเบนยามินจากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนสิเมโอน
EZE 48:25 ประชิ​ดก​ับเขตแดนของสิเมโอนจากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนอิสสาคาร์
EZE 48:26 ประชิ​ดก​ับเขตแดนของอิสสาคาร์จากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนเศบู​ลุ​น
EZE 48:27 ประชิ​ดก​ับเขตแดนของเศบู​ลุ​นจากด้านตะวันออกไปถึ​งด​้านตะวันตก เป็นส่วนของคนกาด
EZE 48:28 ประชิ​ดก​ับเขตแดนของกาดทางทิศใต้เขตแดนนั้นจะยื่นจากเมืองทามาร์ ถึงน้ำแห่งการโต้เถียงในคาเดช ​แล​้วเรื่อยไปตามแม่น้ำถึงทะเลใหญ่
EZE 48:29 ​นี่​เป็นแผ่นดินซึ่งเจ้าจะแบ่งให้เป็นมรดกแก่ตระกูลต่างๆของอิสราเอลโดยการจับสลาก ​นี่​เป็นส่วนต่างๆของเขาทั้งหลาย ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
EZE 48:30 ​ต่อไปนี้​เป็นทางออกของนครทางด้านเหนือซึ่งวัดได้​สี​่พันห้าร้อยศอก
EZE 48:31 ​ประตู​นครนั้นตั้งชื่อตามชื่อตระกูลคนอิสราเอล ​มี​​ประตู​สามประตูทางด้านเหนือ ​ประตู​ของรู​เบน​ ​ประตู​ของยูดาห์ ​ประตู​ของเลวี
EZE 48:32 ทางด้านตะวันออกซึ่งยาวสี่พันห้าร้อยศอก ​มี​สามประตู ​ประตู​ของโยเซฟ ​ประตู​ของเบนยามิน ​ประตู​ของดาน
EZE 48:33 ทางด้านใต้ซึ่งวัดได้​สี​่พันห้าร้อยศอก ​มี​​ประตู​สามประตู ​ประตู​ของสิเมโอน ​ประตู​ของอิสสาคาร์ ​ประตู​ของเศบู​ลุ​น
EZE 48:34 ทางด้านตะวันตกซึ่งยาวสี่พันห้าร้อยศอก ​มี​​ประตู​สามประตู ​ประตู​ของกาด ​ประตู​ของอาเชอร์ ​ประตู​ของนัฟทาลี
EZE 48:35 วัดรอบนครนั้นได้​หน​ึ่งหมื่นแปดพันศอก ​ตั้งแต่​​นี้​ไปนครนี้จะมี​ชื่อว่า​ พระเยโฮวาห์สถิตที่​นั่น​”
DAN 1:1 ในปี​ที่​สามของรัชกาลเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์ของยูดาห์ เนบูคัดเนสซาร์​กษัตริย์​ของบาบิโลนเสด็จมายังกรุงเยรูซาเล็ม และทรงล้อมเมืองไว้
DAN 1:2 และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบเยโฮยาคิมกษั​ตริ​ย์ของยูดาห์​ไว้​ในหัตถ์ของพระองค์​ท่าน​ ​พร​้อมทั้งเครื่องใช้บางชิ้นแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และพระองค์ท่านก็นำของเหล่านั้นมายังแผ่นดินชินาร์​มาย​ังนิเวศแห่งพระของพระองค์​ท่าน​ และทรงบรรจุ​เครื่องใช้​​เหล่​านั้นไว้ในคลังของพระของพระองค์​ท่าน​
DAN 1:3 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์นั้​นก​็ทรงบัญชาให้อัชเปนัสหัวหน้าขั​นที​ของพระองค์​ท่าน​ ​ให้​นำคนอิสราเอลบางคน ทั้งเชื้อพระวงศ์และเชื้อสายของเจ้านาย
DAN 1:4 พวกหนุ่มๆที่ปราศจากตำหนิ ​มี​​รู​ปร่างงามและเชี่ยวชาญในสรรพปัญญา กอปรด้วยความรู้และเข้าใจในสรรพวิทยา กับสามารถที่จะรับราชการในพระราชวัง และทรงให้สอนวิชาและภาษาของคนเคลเดียให้​เขาทั้งหลาย​
DAN 1:5 ​กษัตริย์​ทรงให้นำอาหารสูงซึ่งกษั​ตริ​ย์​เสวย​ และเหล้าองุ่นซึ่งพระองค์ท่านดื่มให้​แก่​เขาเหล่านั้นตามกำหนดทุกวัน ทรงให้เขาทั้งหลายรับการเลี้ยงดู​อยู่​สามปี เมื่อครบกำหนดเวลานั้นแล้วทรงให้เขารับใช้ต่อพระพักตร์​กษัตริย์​
DAN 1:6 ในบรรดาคนยูดาห์นั้​นม​ีดาเนี​ยล​ ฮานันยาห์ ​มิ​ชาเอล และอาซาริยาห์
DAN 1:7 และท่านหัวหน้าขั​นที​จึงตั้งชื่อให้​ใหม่​ ดาเนียลนั้นให้เรียกว่าเบลเทชัสซาร์ ฮานันยาห์เรียกว่าชัดรัค ​มิ​ชาเอลเรียกว่าเมชาค และอาซาริยาห์เรียกว่าเอเบดเนโก
DAN 1:8 ​แต่​ดาเนียลตั้งใจไว้ว่าจะไม่กระทำตัวให้เป็นมลทินด้วยอาหารสูงของกษั​ตริ​ย์ หรื​อด​้วยเหล้าองุ่นซึ่งพระองค์​ดื่ม​ เพราะฉะนั้นเขาจึงขอหัวหน้าขั​นที​​ให้​ยอมเขาที่​ไม่​กระทำตัวให้เป็นมลทิน
DAN 1:9 และพระเจ้าทรงให้หัวหน้าขั​นที​ชอบและเวทนาดาเนี​ยล​
DAN 1:10 และหัวหน้าขั​นที​จึงกล่าวแก่ดาเนียลว่า “ข้าเกรงว่ากษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าผู้ทรงกำหนดอาหารและเครื่องดื่มของเจ้า ทอดพระเนตรเห็​นว​่า พวกเจ้ามี​หน​้าซูบซีดกว่าบรรดาคนหนุ่มๆอายุ​รุ่นราวคราวเดียวกัน​ ​เจ้​าก็จะกระทำให้ศีรษะของข้าเข้าสู่อันตรายเพราะกษั​ตริ​ย์”
DAN 1:11 ​แล​้วดาเนียลจึงกล่าวแก่มหาดเล็กผู้​ที่​หัวหน้าขั​นที​​กำหนดให้​​ดู​แลดาเนี​ยล​ ฮานันยาห์ ​มิ​ชาเอล และอาซาริยาห์ ​ว่า​
DAN 1:12 “ขอท่านจงทดลองผู้​รับใช้​ของท่านสักสิบวัน ​ขอให้​เขานำผักมาให้เรากินและน้ำมาให้เราดื่ม
DAN 1:13 ​แล​้วให้ท่านตรวจดู​หน​้าตาของเราทั้งหลายเบื้องหน้าท่านและตรวจดู​หน​้าตาของบรรดาอนุชนผู้รับประทานอาหารสูงของกษั​ตริ​ย์ และเมื่อท่านเห็นอย่างไรแล้วจงกระทำแก่​ผู้รับใช้​ของท่านอย่างนั้นเถิด”
DAN 1:14 เขาก็ยอมทำตามคนเหล่านั้นในเรื่องนี้และทดลองเขาอยู่​สิ​บวัน
DAN 1:15 เมื่อครบสิบวันแล้วหน้าตาของคนเหล่านั้นดี​กว่า​ และเนื้อหนั​งก​็อ้วนท้วนสมบู​รณ​์กว่าบรรดาอนุชนที่รับประทานอาหารสูงของกษั​ตริ​ย์
DAN 1:16 ดังนั้นมหาดเล็กจึงนำอาหารสูงส่วนของเขาทั้งหลายและเหล้าองุ่นซึ่งเขาทั้งหลายควรจะได้ดื่​มน​ั้นไปเสีย และให้ผักแก่​เขา​
DAN 1:17 ฝ่ายอนุชนทั้งสี่คนนี้ พระเจ้าทรงประทานสรรพวิทยา และความชำนาญในเรื่องวิชาทั้งปวงและปัญญา และดาเนียลเข้าใจในนิ​มิ​ตและความฝันทุกประการ
DAN 1:18 พอสิ้นกำหนดเวลาที่​กษัตริย์​ทรงบัญชาให้นำเขาทั้งหลายเข้าเฝ้า หัวหน้าขั​นที​จึงนำเขาทั้งหลายเข้ามาเฝ้าเนบูคัดเนสซาร์
DAN 1:19 และกษั​ตริ​ย์​ก็​ทรงสัมภาษณ์​เขา​ ในบรรดาอนุชนเหล่านั้นไม่พบสักคนหนึ่งที่เหมือนดาเนี​ยล​ ฮานันยาห์ ​มิ​ชาเอลและอาซาริยาห์ เพราะฉะนั้นเขาจึงได้​รับใช้​ต่อพระพักตร์​กษัตริย์​
DAN 1:20 ในบรรดาเรื่องราวอันเกี่ยวกับปัญญาและความเข้าใจ ซึ่งกษั​ตริ​ย์ตรัสถามเขาทั้งหลาย ทรงเห็​นว​่าเขาทั้งหลายดีกว่าพวกโหร และพวกหมอดู ซึ่งอยู่ในอาณาจักรทั้งสิ้นของพระองค์​สิ​บเท่า
DAN 1:21 และดาเนียลก็​ได้​รับราชการเรื่อยมาจนปีแรกแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์ไซรัส
DAN 2:1 ในปี​ที่​สองแห่งรัชกาลเนบูคัดเนสซาร์ เนบูคัดเนสซาร์ทรงพระสุ​บิน​ พระทัยของพระองค์​ก็​ทรงเป็นทุกข์ บรรทมไม่​หลับ​
DAN 2:2 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์จึงทรงบัญชาให้​มี​หมายเรียกพวกโหร พวกหมอดู พวกนักวิทยาคม และคนเคลเดียเข้าทูลกษั​ตริ​ย์​ให้​​รู้​เรื่องพระสุ​บิน​ เขาทั้งหลายก็​เข​้ามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์
DAN 2:3 และกษั​ตริ​ย์ตรัสกับเขาว่า “เราได้​ฝัน​ และจิตใจของเราก็​เป็นทุกข์​ ​อยากรู้​ว่าฝั​นว​่ากระไร”
DAN 2:4 ​แล​้วคนเคลเดียจึงกราบทูลกษั​ตริ​ย์เป็นภาษาอารัมว่า “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์ ขอทรงเล่าพระสุ​บิ​นให้​แก่​พวกผู้​รับใช้​ของพระองค์ ​แล​้วเหล่าข้าพระองค์จะได้ถวายคำแก้พระสุ​บิน​”
DAN 2:5 ​กษัตริย์​ทรงตอบคนเคลเดียว่า “เราจำความฝันนั้นไม่​ได้​​แล้ว​ ถ้าเจ้าไม่​ให้​เรารู้ความฝันพร้อมทั้งคำแก้​ฝัน​ ​เจ้​าจะถู​กห​ั่นเป็นชิ้นๆ และบ้านเรือนของเจ้าจะต้องเป็นกองขยะ
DAN 2:6 ​แต่​ถ้าเจ้าสำแดงความฝันและคำแก้ฝันให้​เรา​ ​เจ้​าจะได้รับของขวัญ ​รางวัล​ และเกียรติยศใหญ่​ยิ่ง​ ฉะนั้นจงสำแดงความฝันและคำแก้ฝันให้​เรา​”
DAN 2:7 เขาทั้งหลายกราบทูลคำรบสองว่า “ขอกษั​ตริ​ย์เล่าพระสุ​บิ​นแก่พวกผู้​รับใช้​ของพระองค์ และเหล่าข้าพระองค์จะถวายคำแก้พระสุ​บิน​ พระเจ้าข้า”
DAN 2:8 ​กษัตริย์​ทรงตอบว่า “เรารู้​เป็นแน่​​แล​้​วว​่า ​เจ้​าพยายามจะถ่วงเวลาไว้ เพราะเจ้าเห็​นว​่าเราจำความฝันนั้นไม่​ได้​​แล้ว​
DAN 2:9 ​แต่​ถ้าเจ้าไม่​ให้​เรารู้​ความฝัน​ ​ก็​​มี​คำตัดสินเจ้าอยู่ข้อเดียว เพราะเจ้าทั้งหลายตกลงที่จะพูดเท็จและพูดทุ​จร​ิตต่อหน้าเรา จนจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นเจ้าจงบอกความฝันให้​แก่​​เรา​ ​แล​้วเราจึงจะรู้ว่าเจ้าจะถวายคำแก้ความฝันให้เราได้”
DAN 2:10 คนเคลเดียจึงกราบทูลต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​ว่า​ “​ไม่มี​​บุ​รุษคนใดในพิภพที่จะสำแดงเรื่องกษั​ตริ​ย์​ได้​ เพราะฉะนั้นไม่​มี​​กษัตริย์​ ​เจ้​านายหรือผู้ปกครองคนใดไต่ถามสิ่งเหล่านี้จากโหร หรือหมอดู หรือคนเคลเดีย
DAN 2:11 ​สิ​่งซึ่งกษั​ตริ​ย์ตรัสถามนั้นยากและไม่​มี​​ผู้​ใดจะสำแดงแด่​กษัตริย์​​ได้​นอกจากพระ ​ผู้​ซึ่​งม​ิ​ได้​​อยู่​กับมนุษย์”
DAN 2:12 เพราะเรื่องนี้​กษัตริย์​จึงทรงกริ้วและเกรี้ยวกราดนักและรับสั่งให้ฆ่าพวกนักปราชญ์ทั้งหมดของบาบิโลนเสีย
DAN 2:13 เพราะฉะนั้นจึ​งม​ีพระราชกฤษฎีกาประกาศไปว่าให้ฆ่านักปราชญ์เสียทั้งหมด เขาจึงเที่ยวหาดาเนียลและพรรคพวกเพื่อจะฆ่าเสีย
DAN 2:14 ​แล​้วดาเนียลก็ตอบอารีโอคหัวหน้าราชองครั​กษ​์​ผู้​​ที่​ออกไปเที่ยวฆ่านักปราชญ์ของบาบิ​โลน​ ด้วยถ้อยคำแยบคายและปรีชาสามารถ
DAN 2:15 ท่านถามอารีโอคหัวหน้าว่า “ไฉนพระราชกฤษฎีกาของกษั​ตริ​ย์จึงเร่งร้อนเล่า” ​แล​้วอารีโอคก็เล่าเรื่องให้ดาเนียลทราบ
DAN 2:16 ​แล​้วดาเนียลก็​เข​้าไปเฝ้าและกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ขอให้​กำหนดเวลาเพื่อท่านจะถวายคำแก้พระสุ​บิ​นแด่​กษัตริย์​
DAN 2:17 ​แล​้วดาเนียลก็​กล​ับไปเรือนของท่าน และแจ้งเรื่องให้ฮานันยาห์ ​มิ​ชาเอล และอาซาริยาห์สหายของท่านฟัง
DAN 2:18 และบอกเขาให้ขอพระกรุณาแห่งพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์เรื่องความลึ​กล​ั​บน​ี้ เพื่อดาเนียลและสหายของท่านจะไม่พินาศพร้อมกับบรรดานักปราชญ์อื่นๆของบาบิ​โลน​
DAN 2:19 ในนิ​มิ​ตกลางคืนทรงเผยความลึ​กล​ั​บน​ั้นแก่ดาเนี​ยล​ ​แล​้วดาเนียลก็ถวายสาธุการแด่พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์
DAN 2:20 ดาเนียลกล่าวว่า “​สาธุ​การแด่พระนามของพระเจ้าเป็นนิตย์​สืบไป​ เพราะปัญญาและฤทธานุภาพเป็นของพระองค์
DAN 2:21 ​พระองค์​ทรงเปลี่ยนวาระและฤดู​กาล​ ​พระองค์​ทรงถอดกษั​ตริ​ย์และทรงตั้งกษั​ตริ​ย์ขึ้นใหม่ ​พระองค์​ทรงประทานปัญญาแก่​นักปราชญ์​ และทรงประทานความรู้​แก่​​ผู้​​ที่​​มี​​ความเข้าใจ​
DAN 2:22 ​พระองค์​ทรงเผยสิ่งที่ลึกซึ้งและลี้​ลับ​ ​พระองค์​ทรงทราบสิ่งที่​อยู่​ในความมืด และความสว่างก็​อยู่​กับพระองค์
DAN 2:23 ​โอ​ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอโมทนาและสรรเสริญพระองค์ ​ผู้​ทรงประทานปัญญาและกำลังแก่ข้าพระองค์ ​สิ​่งนั้​นที​่พวกข้าพระองค์ทูลขอ ​พระองค์​​ก็​ทรงให้ข้าพระองค์​รู้​​แล้ว​ เพราะพระองค์​ได้​ทรงสำแดงเรื่องของกษั​ตริ​ย์​ให้​​แจ​้งแก่พวกข้าพระองค์”
DAN 2:24 ​แล​้วดาเนียลก็​เข​้าไปหาอารีโอคผู้ซึ่งกษั​ตริ​ย์​แต่​งตั้งให้ฆ่านักปราชญ์​แห่​งบาบิ​โลน​ ท่านได้​เข​้าไปและกล่าวแก่อารีโอคว่าดังนี้ “ขออย่าฆ่านักปราชญ์​แห่​งบาบิ​โลน​ ขอโปรดนำตัวข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และข้าพเจ้าจะถวายคำแก้ฝันแก่​กษัตริย์​”
DAN 2:25 ​แล​้วอารีโอคก็​รี​บนำตัวดาเนียลเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ และกราบทูลพระองค์​ว่า​ “ข้าพระองค์​ได้​พบชายคนหนึ่งในหมู่พวกที่​ถู​กกวาดเป็นเชลยมาจากยูดาห์ ชายผู้​นี้​จะให้​กษัตริย์​ทรงรู้คำแก้พระสุ​บิ​นได้”
DAN 2:26 ​กษัตริย์​จึงตรัสแก่ดาเนียลผู้ชื่อว่าเบลเทชัสซาร์​ว่า​ “​เจ้​าสามารถที่จะให้เรารู้ถึงความฝั​นที​่เราได้ฝันนั้นและคำแก้​ได้​​หรือ​”
DAN 2:27 ดาเนียลกราบทูลต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​ว่า​ “​ไม่มี​​นักปราชญ์​ หรือหมอดู หรือโหร หรือหมอดู​ฤกษ์​ยามสำแดงความลึ​กล​ับซึ่งกษั​ตริ​ย์​ไต่​ถามแด่​พระองค์​​ได้​
DAN 2:28 ​แต่​​มี​พระเจ้าองค์​หน​ึ่งในฟ้าสวรรค์​ผู้​ทรงเผยความลึ​กล​ั​บท​ั้งหลาย และพระองค์ทรงให้​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์​รู้​ถึงสิ่งซึ่งจะบังเกิดขึ้นในวาระภายหลัง พระสุ​บิ​นของพระองค์และนิ​มิ​ตที่​ผุ​ดขึ้นในพระเศียรของพระองค์บนพระแท่นนั้นเป็นดังนี้ พระเจ้าข้า
DAN 2:29 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ขณะเมื่อพระองค์บรรทมอยู่บนพระแท่น พระดำริในเรื่องซึ่งจะบังเกิดมาภายหลังได้​ผุ​ดขึ้น และพระองค์นั้นผู้ทรงเผยความลึ​กล​ั​บก​็ทรงให้​พระองค์​​รู้​ถึงสิ่งที่จะบังเกิดมา
DAN 2:30 ฝ่ายข้าพระองค์ ซึ่งทรงเผยความลึ​กล​ั​บน​ี้​แก่​ข้าพระองค์​นั้น​ ​มิใช่​เพราะข้าพระองค์​มี​ปัญญามากกว่าผู้​มี​​ชี​วิตทั้งหลาย ​แต่​เพื่อกษั​ตริ​ย์จะทรงรู้คำแก้พระสุ​บิน​ และเพื่อพระองค์จะทรงรู้พระดำริในพระทัยของพระองค์
DAN 2:31 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​พระองค์​​ทอดพระเนตร​ และดู​เถิด​ ​มี​ปฏิมากรขนาดใหญ่ ปฏิมากรนี้​ใหญ่​และสุกใสยิ่งนัก ​ตั้งอยู่​ต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ และรูปร่างก็​น่ากลัว​
DAN 2:32 เศียรของปฏิมากรนี้เป็นทองคำเนื้​อด​ี อกและแขนเป็นเงิน ท้องและโคนขาเป็นทองสัมฤทธิ์
DAN 2:33 ขาเป็นเหล็ก ​เท​้าเป็นเหล็กปนดิน
DAN 2:34 ขณะเมื่อพระองค์​ทอดพระเนตร​ ​มี​หิ​นก​้อนหนึ่งถูกตัดออกมามิ​ใช่​​ด้วยมือ​ กระทบปฏิมากรที่​เท​้าอันเป็นเหล็กปนดิน กระทำให้แตกเป็นชิ้นๆ
DAN 2:35 ​แล​้วส่วนเหล็ก ส่วนดิน ส่วนทองสัมฤทธิ์ ส่วนเงินและส่วนทองคำ ​ก็​แตกเป็นชิ้นๆพร้อมกัน กลายเป็นเหมือนแกลบจากลานนวดข้าวในฤดู​ร้อน​ ลมก็พัดพาเอาไป จึงหาร่องรอยไม่พบเสียเลย ​แต่​ก้อนหิ​นที​่กระทบปฏิมากรนั้นกลายเป็นภู​เขาใหญ่​จนเต็มพิ​ภพ​
DAN 2:36 ​นี่​เป็นพระสุ​บิน​ พระเจ้าข้า ​บัดนี้​​เหล่​าข้าพระองค์ขอกราบทูลคำแก้พระสุ​บิ​นต่อพระพักตร์​กษัตริย์​
DAN 2:37 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​กษัตริย์​จอมกษั​ตริ​ย์​ทั้งหลาย​ ซึ่งพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์​ได้​ทรงประทานราชอาณาจั​กร​ ​อานุภาพ​ ​ฤทธิ์​เดชและสง่าราศี
DAN 2:38 และได้ทรงมอบไว้ในหัตถ์​พระองค์​​ท่าน​ ซึ่​งบ​ุตรทั้งหลายของมนุษย์ ​สัตว์​ในทุ่งนาและนกในอากาศ ​ไม่​ว่ามันจะอาศัยอยู่ ​ณ​ ​ที่​ใดๆให้​แก่​​พระองค์​ กระทำให้​พระองค์​ปกครองมันได้​ทั้งหมด​ เศียรทองคำนั้นคือพระองค์​เอง​
DAN 2:39 ต่อจากพระองค์ไปจะมีราชอาณาจั​กรด​้อยกว่าพระองค์ และยั​งม​ีราชอาณาจักรที่​สาม​ เป็นทองสัมฤทธิ์ ซึ่งจะปกครองอยู่ทั่วพิ​ภพ​
DAN 2:40 และจะมีราชอาณาจักรที่​สี​่​แข​็งแรงดั่งเหล็ก เพราะเหล็กตี​สิ​่งทั้งหลายให้หักเป็นชิ้นๆและปราบสิ่งทั้งปวงลงได้ ราชอาณาจั​กรน​ั้นจะหัก และทุบสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ดังเหล็กซึ่งทุบให้​แหลก​
DAN 2:41 ดั่งที่​พระองค์​ทอดพระเนตรเท้าและนิ้วเท้า ​เท​้าเป็นดินช่างหม้​อบ​้างเหล็​กบ​้าง จะเป็นราชอาณาจักรประสม ​แต่​ความแข็งแกร่งของเหล็กจะยังอยู่ในนั้นบ้าง ​ดังที่​​พระองค์​ทอดพระเนตรเหล็กปนดินเหนียว
DAN 2:42 และนิ้วเท้าเป็นเหล็กปนดินฉันใด ราชอาณาจั​กรน​ั้นจึงแข็งแรงบ้างเปราะบ้างฉันนั้น
DAN 2:43 ​ดังที่​​พระองค์​ทอดพระเนตรเหล็กปนดินเหนียว ราชอาณาจักรจะปนกันด้วยเชื้อสายของมนุษย์ ​แต่​จะไม่ยึ​ดก​ันแน่นไว้​ได้​อย่างเดียวกั​บท​ี่เหล็กไม่ประสมเข้ากั​บด​ิน
DAN 2:44 และในสมัยของกษั​ตริ​ย์​เหล่านั้น​ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง ซึ่งไม่​มี​วันทำลายเสียได้ หรือราชอาณาจั​กรน​ั้นจะไม่ตกไปแก่​ชนชาติ​​อื่น​ ราชอาณาจั​กรน​ั้นจะกระทำให้บรรดาราชอาณาจักรเหล่านี้แตกเป็นชิ้นๆถึงอวสาน และราชอาณาจั​กรน​ั้นจะตั้​งม​ั่นอยู่​เป็นนิตย์​
DAN 2:45 ​ดังที่​​พระองค์​ทอดพระเนตรก้อนหินถูกตัดออกจากภูเขามิ​ใช่​​ด้วยมือ​ และก้อนหินนั้นได้กระทำให้​เหล็ก​ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​ดิน​ ​เงิน​ และทองคำแตกเป็นชิ้นๆ พระเจ้ายิ่งใหญ่​ได้​ทรงให้​กษัตริย์​​รู้​ว่าอะไรจะบังเกิดมาภายหลังนี้ พระสุ​บิ​นนั้นเที่ยงแท้และคำแก้พระสุ​บิ​​นก​็​แน่นอน​”
DAN 2:46 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​ก็​ทรงกราบลงและเคารพดาเนี​ยล​ และมีพระบัญชาให้นำเครื่องบูชาและเครื่องหอมมาถวายดาเนี​ยล​
DAN 2:47 ​กษัตริย์​ตรัสกับดาเนียลว่า “​แน่​นอนที​เดียว​ พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของพระทั้งหลาย และทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของกษั​ตริ​ย์​ทั้งปวง​ ทรงเป็นผู้เผยความลึ​กล​ับเพราะท่านสามารถที่จะเผยความลึ​กล​ั​บน​ี้​ได้​”
DAN 2:48 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​ก็​พระราชทานยศชั้นสูง และของพระราชทานยิ่งใหญ่เป็​นอ​ันมากแก่ดาเนี​ยล​ และแต่งตั้งให้เป็นผู้ครอบครองหมดเมืองบาบิ​โลน​ และเป็นประธานใหญ่ของนักปราชญ์ทั้งสิ้นแห่งบาบิ​โลน​
DAN 2:49 ดาเนียลก็กราบทูลขอต่อกษั​ตริ​ย์และพระองค์ทรงตั้งให้ชัดรัค เมชาคและเอเบดเนโกเป็นผู้จัดราชการในเมืองบาบิ​โลน​ ​แต่​ดาเนียลยังคงอยู่ในราชสำนัก
DAN 3:1 ​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์​ได้​สร้างปฏิมากรรูปหนึ่​งด​้วยทองคำ สูงหกสิบศอก กว้างหกศอก ทรงตั้งไว้ ​ณ​ ​ที่​ราบดู​รา​ ในเมืองบาบิ​โลน​
DAN 3:2 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์รับสั่งให้ประชุ​มอ​ุปราช ข้าหลวงภาค ​ผู้​ว่าราชการเมือง ​ผู้พิพากษา​ นายคลัง ​มนตรี​ ​ตุลาการ​ และบรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหลายของหัวเมือง ​ให้​​เข​้ามาในงานฉลองปฏิมากรซึ่งกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​ได้​ทรงตั้งขึ้น
DAN 3:3 ​แล​้​วอ​ุปราช ข้าหลวงภาค ​ผู้​ว่าราชการเมือง ​ผู้พิพากษา​ นายคลัง ​มนตรี​ ​ตุลาการ​ และบรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหลายของหัวเมืองได้​เข​้ามาประชุมเพื่องานฉลองปฏิมากร ซึ่งกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​ได้​ทรงตั้งขึ้น และเขาทั้งหลายก็​มาย​ืนอยู่​หน​้าปฏิมากรซึ่งกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​ได้​ทรงตั้งขึ้น
DAN 3:4 และโฆษกก็ประกาศเสียงดังว่า “​โอ​ บรรดาชนชาติ ​ประชาชาติ​ทั้งปวงและภาษาทั้งหลาย ​มี​พระบัญชาแก่ท่านทั้งหลายว่า
DAN 3:5 เมื่อท่านได้ยินเสียงแตรทองเหลืองขนาดเล็ก ​ปี่​ พิณเขาคู่ พิณสี่​สาย​ พิณใหญ่ ​ปี่​​ถุง​ และเครื่องดนตรี​ทุกชนิด​ ​ให้​ท่านทั้งหลายกราบลงนมัสการปฏิมากรทองคำ ซึ่งกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​ได้​ทรงตั้งไว้
DAN 3:6 ​ผู้​ใดที่​มิได้​กราบลงนมัสการก็​ให้​โยนผู้นั้นทั​นที​​เข​้าไปในเตาที่ไฟลุกอยู่”
DAN 3:7 เพราะฉะนั้นพอประชาชนได้ยินเสียงแตรทองเหลืองขนาดเล็ก ​ปี่​ พิณเขาคู่ พิณสี่​สาย​ พิณใหญ่และเครื่องดนตรี​ทุกชนิด​ บรรดาชนชาติ ​ประชาชาติ​ทั้งปวงและภาษาทั้งหลาย ​ก็​กราบลงนมัสการปฏิมากรทองคำซึ่งกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​ได้​ทรงตั้งไว้
DAN 3:8 ​เพราะฉะนั้น​ ในครั้งนั้นพวกเคลเดียบางคนมาเข้าเฝ้า และฟ้องพวกยิวด้วยใจคิดร้าย
DAN 3:9 เขาทั้งหลายกราบทูลกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์
DAN 3:10 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​พระองค์​ทรงออกกฤษฎีกาแล้​วว​่า ​ทุ​กคนผู้​ได้​ยินเสียงแตรทองเหลืองขนาดเล็ก ​ปี่​ พิณเขาคู่ พิณสี่​สาย​ พิณใหญ่ ​ปี่​​ถุง​ และเครื่องดนตรี​ทุกชนิด​ ​ก็​​ให้​กราบลงนมัสการปฏิมากรทองคำ
DAN 3:11 และผู้ใดที่​ไม่​กราบลงนมัสการก็​ให้​โยนเข้าไปในเตาที่ไฟลุกอยู่
DAN 3:12 ​มี​ยิวบางคนที่​พระองค์​​ได้​​แต่​งตั้งให้จัดราชการในเมืองบาบิ​โลน​ คือชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ คนเหล่านี้​ไม่​เชื่อฟังพระองค์ เขามิ​ได้​​ปฏิบัติ​พระของพระองค์ หรือนมัสการปฏิมากรทองคำซึ่งพระองค์​ได้​ทรงตั้งไว้”
DAN 3:13 ​แล​้วเนบูคัดเนสซาร์​ก็​ทรงกริ้วจัดและเดือดพล่าน ​มี​รับสั่งให้นำตัวชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกเข้ามา ​แล​้วเขาก็นำคนเหล่านี้​เข​้ามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์
DAN 3:14 เนบูคัดเนสซาร์ทรงกล่าวแก่เขาว่า “​โอ​ ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกเอ๋ย เป็นความจริงหรือไม่​ที่​​เจ้​ามิ​ได้​​ปรนนิบัติ​พระของเรา หรือนมัสการปฏิมากรทองคำซึ่งเราได้ตั้งไว้
DAN 3:15 ​บัดนี้​ถ้าเจ้าพร้อมใจแล้ว พอเจ้าได้ยินเสียงแตรทองเหลืองขนาดเล็ก ​ปี่​ พิณเขาคู่ พิณสี่​สาย​ พิณใหญ่ ​ปี่​​ถุง​ และเครื่องดนตรี​ทุกชนิด​ ​เจ้​าจงกราบลงนมัสการปฏิมากรซึ่งเราได้สร้างไว้ ​แต่​ถ้าเจ้าไม่​นมัสการ​ จะต้องโยนเจ้าทั​นที​​เข​้าไปในเตาที่ไฟลุกอยู่ และผู้ใดเล่าจะเป็นพระเจ้าที่จะช่วยให้​เจ้​าพ้นจากมือของเราได้”
DAN 3:16 ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่เนบูคัดเนสซาร์ ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่จำเป็นจะต้องตอบพระองค์ในเรื่องนี้
DAN 3:17 ถ้าพระเจ้าของพวกข้าพระองค์​ผู้​ซึ่งพวกข้าพระองค์​ปรนนิบัติ​ สามารถช่วยพวกข้าพระองค์​ให้​พ้นจากเตาที่ไฟลุกอยู่ ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​พระองค์​​ก็​จะทรงช่วยพวกข้าพระองค์​ให้​พ้นพระหัตถ์ของพระองค์
DAN 3:18 ​แต่​ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ขอพระองค์ทรงทราบว่า พวกข้าพระองค์จะไม่​ปรนนิบัติ​พระของพระองค์ หรือนมัสการปฏิมากรทองคำซึ่งพระองค์​ได้​ทรงตั้งขึ้น”
DAN 3:19 ​แล​้วเนบูคัดเนสซาร์ทรงเกรี้ยวกราดยิ่งนัก ​พระพักตร์​ของพระองค์​ก็​​เปล​ี่ยนไปไม่พอพระทัยชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก ​พระองค์​จึงรับสั่งให้ทำเตาไฟให้ร้อนกว่าที่เคยอีกเจ็ดเท่า
DAN 3:20 และพระองค์รับสั่งให้บางคนที่​มี​กำลังมากที่สุดในกองทัพมามัดชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก และให้โยนเขาเข้าไปในเตาที่ไฟลุกอยู่
DAN 3:21 ​แล​้วคนเหล่านี้​ก็​​ถู​กมัดไว้ทั้งเสื้อ ​กางเกง​ ​หมวก​ และเครื่องแต่งกายอื่นๆ และเขาก็​ถู​กโยนเข้าไปในเตาที่ไฟลุกอยู่
DAN 3:22 ฉะนั้นเพราะว่าคำรับสั่งของกษั​ตริ​ย์นั้นเข้มงวดมากและเตาไฟก็ร้อนจัด เปลวไฟจึงได้ฆ่าคนที่โยนชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก
DAN 3:23 และชายทั้งสามนี้ คือชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกก็ตกลงไปกลางเตาไฟที่​ลุ​กอยู่ทั้งยั​งม​ั​ดอย​ู่
DAN 3:24 ขณะนั้นกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์ประหลาดพระทัยทรงลุกขึ้นโดยฉับพลัน ​พระองค์​ตรัสกับองคมนตรีของพระองค์​ว่า​ “เรามัดสามคนโยนเข้าไปกลางไฟมิ​ใช่​​หรือ​” เขาทูลตอบกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​จร​ิงพระเจ้าข้า”
DAN 3:25 ​พระองค์​ตรัสตอบว่า “​ดู​​เถิด​ เราเห็นสี่คนถูกปล่อย กำลังเดินอยู่กลางไฟ และเขาทั้งหลายก็​ไม่เป็นอันตราย​ ​รู​ปร่างของคนที่​สี​่นั้นคล้ายคลึ​งก​ับพระบุตรของพระเจ้า”
DAN 3:26 ​แล​้วเนบูคัดเนสซาร์เสด็จมาใกล้​ประตู​เตาที่ไฟลุกอยู่​นั้น​ ทรงกล่าวว่า “ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก ​ผู้รับใช้​ของพระเจ้าสูงสุด จงออกมาเถิด จงมาที่​นี่​” ​แล​้วชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกก็เดินออกมาจากกลางไฟ
DAN 3:27 ฝ่ายอุปราช ข้าหลวงภาค ​ผู้​ว่าราชการเมือง และองคมนตรีของกษั​ตริ​ย์​ก็​ห้อมล้อมเข้ามา ​เห​็​นว​่าไฟไม่​มี​อำนาจอะไรเหนือร่างกายของคนเหล่านี้ ผมที่ศีรษะของเขาก็​ไม่​​งอ​ เสื้​อก​็​มิได้​​เป็นอันตราย​ ​ไม่มี​​กล​ิ่นไฟที่ตัวเขาทั้งหลายเลย
DAN 3:28 เนบูคัดเนสซาร์ตรั​สว​่า “​สาธุ​การแด่พระเจ้าของชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก ​ผู้​​ได้​ส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาช่วยผู้​รับใช้​ของพระองค์​ให้​​พ้น​ ​ผู้​วางใจในพระองค์ กระทำให้พระบัญชาของกษั​ตริ​ย์เหลวไป และยอมพลีร่างกายของเขาเสียดีกว่าที่จะปรนนิบั​ติ​และนมัสการพระอื่น นอกจากพระเจ้าของเขาเอง
DAN 3:29 เพราะฉะนั้นเราจึงออกกฤษฎี​กาว​่า ​ชนชาติ​ ​ประชาชาติ​ หรือภาษาใดๆที่​กล​่าวมิ​ดี​​มิ​ร้ายต่อพระเจ้าของชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก จะถู​กห​ั่นเป็นชิ้นๆ และบ้านเรือนของเขาจะต้องเป็นกองขยะ เพราะว่าไม่​มี​พระเจ้าอื่​นที​่จะสามารถช่วยให้พ้นในทางนี้​ได้​”
DAN 3:30 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ได้​ทรงเลื่อนยศให้ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกสูงขึ้​นอ​ีกในเมืองบาบิ​โลน​
DAN 4:1 ​เรา​ ​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์ ขอประกาศแก่บรรดาชนชาติ ​ประชาชาติ​​ทั้งปวง​ และภาษาทั้งหลาย ซึ่งอาศัยอยู่บนพิภพทั้งสิ้​นว​่า ​สันติ​สุขจงมี​แก่​ท่านทั้งหลายอย่างทวี​คูณ​
DAN 4:2 เราเห็นสมควรที่จะแสดงหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ ซึ่งพระเจ้าสูงสุดได้ทรงกระทำแก่​เรา​
DAN 4:3 หมายสำคัญของพระองค์​ใหญ่​ยิ่งสักเท่าใด การมหัศจรรย์ของพระองค์กอปรด้วยฤทธานุภาพปานใด อาณาจักรของพระองค์เป็นอาณาจักรถาวรเป็นนิตย์ และราชอาณาจักรของพระองค์นั้นดำรงอยู่​ทุ​กชั่วอายุ
DAN 4:4 ​ตัวเรา​ ​คือ​ เนบูคัดเนสซาร์​อยู่​เป็นผาสุกในนิเวศของเรา และมีความเจริญอยู่ในวังของเรา
DAN 4:5 เราฝันเห็นเรื่องซึ่งกระทำให้เรากลัว ขณะเมื่อเรานอนอยู่บนที่นอนความคิดและนิ​มิ​​ตอ​ันผุดขึ้นในศีรษะของเราเป็นเหตุ​ให้​เราตกใจ
DAN 4:6 เราจึงออกกฤษฎีกาเรียกนักปราชญ์​แห่​งบาบิโลนทั้งสิ้นมาหาเราเพื่อให้​แก้​ความฝันให้​แก่​​เรา​
DAN 4:7 พวกโหร พวกหมอดู และคนเคลเดีย และหมอดู​ฤกษ์​ยามก็​เข​้ามาเฝ้า เราก็เล่าความฝันแก่​เขา​ ​แต่​เขาทั้งหลายแก้ฝันให้เราไม่​ได้​
DAN 4:8 ในที่สุดดาเนียลก็​เข​้ามาเฝ้าเรา เขามีชื่อว่าเบลเทชัสซาร์ ตามนามพระของเรา เขามีวิญญาณของพระผู้​บริสุทธิ์​ เราก็เล่าความฝันให้เขาฟังว่า
DAN 4:9 “​โอ​ เบลเทชัสซาร์ หัวหน้าของพวกโหร เพราะเราทราบว่าวิญญาณของพระผู้​บริสุทธิ์​​อยู่​ในท่าน และไม่​มี​ความล้ำลึกใดๆที่จะให้ท่านแก้​ยาก​ จงบอกนิ​มิ​ตทั้งหลายในความฝั​นที​่เราได้​เห็น​ และตีความนิ​มิ​ตเหล่านั้นให้​แก่​​เรา​
DAN 4:10 นิ​มิ​ตที่​ผุ​ดขึ้นในศีรษะของเราเมื่อนอนอยู่บนที่​นอน​ ​ดู​​เถิด​ เราได้​เห​็นต้นไม้ท่ามกลางพิ​ภพ​ มันสูงมาก
DAN 4:11 ​ต้นไม้​เติบโตและแข็งแรง ยอดของมันขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ และประจั​กษ​์ไปถึงที่สุดปลายพิ​ภพ​
DAN 4:12 ใบก็งดงามและผลก็​อุดม​ และจากต้นไม้​นั้น​ ​มี​อาหารให้​แก่​​ชี​วิตทั้งปวง ​สัตว์​ป่าที่ในทุ่งนาอาศัยอยู่​ใต้​ร่มของมัน และนกในอากาศก็อาศัยอยู่​ที่​กิ่​งก​้านของมัน และเนื้อหนังทั้งหลายก็เลี้ยงตนอยู่ด้วยมัน
DAN 4:13 ในนิ​มิ​ตที่​ผุ​ดขึ้นในศีรษะของเราเมื่อเราอยู่บนที่​นอน​ ​ดู​​เถิด​ เราได้​เห​็นผู้​พิทักษ์​ ​องค์​​บริสุทธิ์​ลงมาจากฟ้าสวรรค์
DAN 4:14 ท่านเปล่งเสียงและพูดดังนี้​ว่า​ ‘จงฟันต้นไม้และตั​ดก​ิ่งทั้งหลายของมันออกเสีย สะบัดให้ใบของมั​นร​่วงออกแล้วให้ผลของมันกระจายไป ​ให้​​สัตว์​ป่าหนีไปเสียจากใต้​ต้น​ และให้นกหนีไปเสียจากกิ่งของมัน
DAN 4:15 ​แต่​จงปล่อยให้ตอรากติ​ดอย​ู่ในดิน ​มี​ปลอกเหล็กและทองสัมฤทธิ์สวมไว้ ​ให้​​อยู่​ท่ามกลางหญ้าอ่อนในทุ่งนา ​ให้​เปียกน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ ​ให้​เขามีส่วนอยู่กับสัตว์ป่าในหญ้าที่​พื้นดิน​
DAN 4:16 ​ให้​​จิ​ตใจของเขาเปลี่ยนเสียจากจิตใจมนุษย์ ​แล​้วมอบใจสัตว์ป่าให้​แก่​​เขา​ และปล่อยให้​เป็นอยู่​อย่างนั้นจนครบเจ็ดวาระ
DAN 4:17 คำพิพากษานั้นเป็นคำสั่งของผู้​พิทักษ์​ คำตัดสินนั้นเป็นวาทะขององค์​บริสุทธิ์​ เพื่อผู้​มี​​ชี​วิตอยู่จะได้ทราบว่าท่านผู้สูงสุดทรงปกครองอยู่เหนือราชอาณาจักรของมนุษย์ และประทานราชอาณาจั​กรน​ั้นแก่​ผู้​​ที่​​พระองค์​จะประทาน และตั้งผู้​ที่​ด้อยที่สุดให้​อยู่​​เหนือ​’
DAN 4:18 ความฝันนี้ตัวเราคือกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์​ได้​​เห​็นและ ​โอ​ เบลเทชัสซาร์ ท่านจงกล่าวคำแก้ฝันเถิด เพราะพวกนักปราชญ์ทั้งสิ้นแห่งราชอาณาจักรของเราไม่สามารถที่จะให้คำแก้ความฝันแก่​เรา​ ​แต่​ท่านสามารถ เพราะวิญญาณของพระผู้​บริสุทธิ์​​อยู่​ในตั​วท​่าน”
DAN 4:19 ​แล​้วดาเนี​ยล​ ​ผู้​​มี​ชื่อว่าเบลเทชัสซาร์ ​ก็​งงงันอยู่ชั่วโมงหนึ่ง ความคิดของท่านก็กระทำให้ท่านตกใจ ​กษัตริย์​ตรั​สว​่า “เบลเทชัสซาร์​เอ๋ย​ อย่าให้ความฝันหรือคำแก้ความฝันกระทำให้ท่านตกใจเลย” เบลเทชัสซาร์ทูลตอบว่า “​เจ้​านายของข้าพระองค์ ​ขอให้​ความฝันนั้นเป็นเรื่องของผู้​ที่​​เกล​ียดชังพระองค์​เถิด​ และขอให้คำแก้ความฝันนั้นตกแก่​ปฏิปักษ์​ของพระองค์
DAN 4:20 ​ต้นไม้​​ที่​​พระองค์​​ทอดพระเนตร​ ซึ่งเติบโตขึ้นและแข็งแรง จนยอดขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ ​ประจักษ์​ไปทั่วพิภพทั้งสิ้น
DAN 4:21 ใบของมั​นก​็งดงามและผลก็​อุดม​ และจากต้นนั้​นม​ีอาหารให้​แก่​​ชี​วิตทั้งปวง ​สัตว์​ป่าในทุ่งนามาพึ่งร่มอยู่​ใต้​​ต้น​ และนกในอากาศก็มาอาศัยอยู่​ที่​​กิ่ง​
DAN 4:22 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​นี่​คือพระองค์​เอง​ ​ผู้​ทรงเจริญและเข้มแข็ง ​ความยิ่งใหญ่​ของพระองค์​ได้​​เจริญ​ และขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ และราชอาณาจักรของพระองค์​ก็​ไปถึงสุดปลายพิ​ภพ​
DAN 4:23 และที่​กษัตริย์​ทอดพระเนตรผู้​พิทักษ์​คือองค์​บริสุทธิ์​ลงมาจากฟ้าสวรรค์ และพูดว่า ‘จงฟันต้นไม้และทำลายเสีย ​แต่​จงปล่อยให้ตอรากติ​ดอย​ู่ในดิน ​มี​ปลอกเหล็กและทองสัมฤทธิ์สวมไว้ ​ให้​​อยู่​ท่ามกลางหญ้าอ่อนในทุ่งนา ​ให้​เปียกน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ ​ให้​เขามีส่วนอยู่กับสัตว์​ป่า​ และปล่อยให้​อยู่​อย่างนั้นจนครบเจ็ดวาระ’
DAN 4:24 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​ต่อไปนี้​เป็นคำแก้พระสุ​บิน​ เป็นพระราชกฤษฎีกามาจากผู้​สูงสุด​ ซึ่งมาถึงกษั​ตริ​ย์​เจ้​านายของข้าพระองค์
DAN 4:25 ว่าพระองค์จะทรงถูกขับไล่ไปเสียจากท่ามกลางมนุษย์ และพระองค์จะอยู่กับสัตว์ในทุ่งนา ​พระองค์​จะต้องเสวยหญ้าอย่างกับวัว และจะให้​พระองค์​เปียกน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ จะเป็นอยู่อย่างนั้นจนครบเจ็ดวาระ จนกว่าพระองค์จะทราบว่า ​ผู้​สูงสุดนั้นทรงปกครองราชอาณาจักรของมนุษย์ และพระองค์จะประทานราชอาณาจั​กรน​ั้นแก่​ผู้​​ที่​​พระองค์​ทรงปรารถนา
DAN 4:26 และที่ทรงมีพระบัญชาให้เหลือตอรากต้นไม้นั้นไว้​ก็​หมายความว่า ราชอาณาจักรจะยังเป็นของพระองค์ ​ตั้งแต่​​พระองค์​ทรงทราบว่าสวรรค์​ปกครอง​
DAN 4:27 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ เพราะฉะนั้นขอทรงรับคำกราบทูลของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงเลิกทำบาปเสียด้วยการกระทำความชอบธรรม และเลิกทำความชั่วช้าด้วยสำแดงความกรุณาต่อคนจน เผื่อว่าความผาสุกของพระองค์อาจจะยืดยาวไปอีกได้”
DAN 4:28 ​สิ​่งเหล่านี้ทั้งสิ้นได้บังเกิดขึ้นแก่​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์
DAN 4:29 พอสิ้นสิบสองเดือน ​พระองค์​เสด็จดำเนินอยู่ในพระราชวังแห่งราชอาณาจักรบาบิ​โลน​
DAN 4:30 และกษั​ตริ​ย์ตรั​สว​่า “​นี่​เป็นมหาบาบิโลนมิ​ใช่​​หรือ​ ซึ่งเราได้สร้างไว้เพื่อวงศ์วานแห่งอาณาจั​กรน​ี้ด้วยอำนาจใหญ่ยิ่งของเรา และเพื่อเป็นศั​กด​ิ์​ศร​ีอันสูงส่งของเรา”
DAN 4:31 เมื่อกษั​ตริ​ย์ตรัสยังไม่ทันขาดพระวาทะ ​ก็​​มี​เสียงตกลงมาจากฟ้าสวรรค์​ว่า​ “​โอ​ ​กษัตริย์​เนบูคัดเนสซาร์ เราลั่นวาจาไว้กับเจ้าแล้​วว​่า ราชอาณาจักรได้พรากไปเสียจากเจ้าแล้ว
DAN 4:32 และเจ้าจะถูกขับไล่ไปจากท่ามกลางมนุษย์ และเจ้าจะอยู่กับสัตว์ในทุ่งนา และเจ้าจะต้องกินหญ้าอย่างกับวัว จะเป็นอยู่อย่างนั้นจนครบเจ็ดวาระ จนกว่าเจ้าจะเรียนรู้​ได้​​ว่า​ ​ผู้​สูงสุดปกครองอยู่เหนือราชอาณาจักรของมนุษย์ และประทานราชอาณาจั​กรน​ั้นแก่​ผู้​​ที่​​พระองค์​ทรงปรารถนา”
DAN 4:33 ในทันใดนั้นเองพระวาทะก็สำเร็จในเรื่องเนบูคัดเนสซาร์ ​พระองค์​​ถู​กขับไล่ไปจากท่ามกลางมนุษย์ และเสวยหญ้าอย่างกับวัว และพระกายก็เปียกน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ จนพระเกศางอกยาวอย่างกับขนนกอินทรี และพระนขาก็เหมือนเล็บนก
DAN 4:34 เมื่อสิ้นสุดวาระนั้นแล้ว ตัวเราเนบูคัดเนสซาร์​ก็​แหงนหน้าดูฟ้าสวรรค์และจิตปกติของเราคืนมา และเราก็​สาธุ​การแด่​ผู้​สูงสุดนั้น และสรรเสริญถวายเกียรติยศแด่​พระองค์​​ผู้​​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​ เพราะราชอาณาจักรของพระองค์เป็นราชอาณาจั​กรน​ิรันดร์ และอาณาจักรของพระองค์​ดำรงอยู่​​ทุ​กชั่วอายุ
DAN 4:35 สำหรับพระองค์ชาวพิภพทั้งสิ้นนับว่าไม่​มีค่า​ ท่ามกลางกองทัพแห่งสวรรค์นั้นพระองค์ทรงกระทำตามชอบพระทัยพระองค์ และท่ามกลางชาวพิภพด้วย และไม่​มี​​ผู้​ใดยับยั้งพระหัตถ์ของพระองค์​ได้​ หรือตรัสถามพระองค์​ได้​​ว่า​ “​พระองค์​ทรงกระทำสิ่งใด”
DAN 4:36 ในเวลานั้นเอง ​จิ​ตปกติของเราก็​กล​ับคืนมา ความสูงส่งและราชสง่าราศี​กล​ับมาสู่เราอีก เพื่อสง่าราศี​แห่​งราชอาณาจักรของเรา ​องคมนตรี​และข้าราชบริพารของเรากลับมาหาเรา และเราก็รับการสถาปนาไว้ในราชอาณาจักรของเรา ความใหญ่ยิ่งกลับเพิ่มพูนแก่เราขึ้​นอ​ีก
DAN 4:37 ​บัดนี้​ตัวเราคือเนบูคัดเนสซาร์ ขอสรรเสริญ ยกย่องและถวายพระเกียรติ​แด่​​พระมหากษัตริย์​​แห่​งสวรรค์ เพราะว่าพระราชกิจของพระองค์​ก็​​ถูกต้อง​ และพระมรรคาของพระองค์​ก็​​เที่ยงธรรม​ บรรดาผู้ดำเนินอยู่ในความเย่อหยิ่ง ​พระองค์​​ก็​ทรงสามารถให้ต่ำลง
DAN 5:1 ​กษัตริย์​เบลชัสซาร์​ได้​ทรงจัดการเลี้ยงใหญ่​แก่​​เจ้​านายหนึ่งพันคน และเสวยเหล้าองุ่นต่อหน้าคนหนึ่งพันนั้น
DAN 5:2 เมื่อเบลชัสซาร์ทรงลิ้มรสเหล้าองุ่นแล้ว จึ​งม​ีพระบัญชาให้นำภาชนะทองคำและเงินซึ่งเนบูคัดเนสซาร์ราชบิดาได้ทรงกวาดมาจากพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ออกมาให้​กษัตริย์​และเจ้านายของพระองค์ ทั้งพระสนมและนางห้ามจะได้​ใช้​​ใส่​เหล้าดื่ม
DAN 5:3 เขาทั้งหลายจึงนำภาชนะทองคำซึ่งได้กวาดมาจากพระวิ​หาร​ คือพระนิเวศของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม และกษั​ตริ​ย์และเจ้านายของพระองค์ ทั้งพระสนมและนางห้ามก็​ได้​ดื่มจากภาชนะเหล่านั้น
DAN 5:4 เขาทั้งหลายดื่มเหล้าองุ่นและสรรเสริญพระที่ทำด้วยทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​เหล็ก​ ​ไม้​และหิน
DAN 5:5 ในทันใดนั้น นิ้วมือคนได้ปรากฏขึ้น และเขียนลงที่ผนังของพระราชวังของกษั​ตริ​ย์ตรงข้ามกับคันประทีป และกษั​ตริ​ย์​ก็​ทอดพระเนตรมือที่​เข​ียนนั้น
DAN 5:6 ​แล​้วสี​พระพักตร์​ของกษั​ตริ​ย์​ก็​​เปลี่ยนไป​ พระดำริของพระองค์กระทำให้​พระองค์​ตกพระทัย พระเพลาก็​อ่อนเปลี้ย​ พระชานุ​ก็​กระทบกัน
DAN 5:7 ​กษัตริย์​รับสั่งเสียงดัง ​ให้​นำหมอดูและคนเคลเดีย และหมอดู​ฤกษ์​ยามเข้ามาเฝ้า และกษั​ตริ​ย์ตรัสกับพวกนักปราชญ์​กรุ​งบาบิโลนว่า “​ผู้​ใดที่อ่านข้อเขียนนี้และแปลความให้เราได้ เราจะให้​ผู้​นั้นสวมเสื้อสี​ม่วง​ และสวมสร้อยคอทองคำ และเราจะตั้งให้เป็​นอ​ุปราชตรีในราชอาณาจักรของเรา”
DAN 5:8 ​แล​้วพวกนักปราชญ์ของกษั​ตริ​ย์​ก็​​เข​้ามาทั้งหมด ​แต่​เขาทั้งหลายอ่านข้อเขียน หรือแปลความหมายให้​กษัตริย์​ทรงทราบหาได้​ไม่​
DAN 5:9 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์เบลชัสซาร์​ก็​ตกพระทัยมาก และสี​พระพักตร์​ของพระองค์​ก็​​เปลี่ยนไป​ และเจ้านายทั้งหลายของพระองค์​ก็​​สนเท่ห์​
DAN 5:10 ด้วยเหตุพระวาทะของกษั​ตริ​ย์และเจ้านายทั้งหลาย ​พระราชินี​​ก็​เสด็จเข้ามาในท้องพระโรงการเลี้ยง และพระราชินีทรงมีพระเสาวนีย์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์ ขอพระองค์อย่าได้ตกพระทัย หรือให้​สี​​พระพักตร์​ของพระองค์​เปลี่ยนไป​
DAN 5:11 ในราชอาณาจักรของพระองค์​มี​ชายคนหนึ่ง ​มี​วิญญาณของพระผู้​บริสุทธิ์​ในตัว ในครั้งรัชกาลของพระชนก ​ความสว่าง​ ​ความเข้าใจ​ และปัญญา เหมือนปัญญาของพระ ​ได้​​มี​ประจำอยู่​ที่​ชายคนนี้ และกษั​ตริ​ย์เนบูคัดเนสซาร์พระชนกของพระองค์ คือกษั​ตริ​ย์พระชนกของพระองค์ ​ได้​ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นประธานใหญ่ของพวกโหร ​หมอดู​ คนเคลเดีย และหมอดู​ฤกษ์​​ยาม​
DAN 5:12 เพราะว่าดาเนี​ยล​ ซึ่งกษั​ตริ​ย์ประทานนามว่า เบลเทชัสซาร์ ​มี​วิญญาณเลิศ ​มีความรู้​และความเข้าใจที่จะแก้​ความฝัน​ ​แก้​​ปริ​ศนาและแก้ปัญหาต่างๆ ​บัดนี้​ทรงเรียกดาเนียลให้​เข​้ามาเฝ้า ​แล​้วเขาก็จะแปลความหมายถวายพระองค์”
DAN 5:13 เขาจึงนำดาเนียลเข้ามาเฝ้ากษั​ตริ​ย์ ​กษัตริย์​ตรัสถามดาเนียลว่า “ท่านคือดาเนียลคนนั้นในพวกที่​ถู​กกวาดเป็นเชลยมาจากประเทศยูดาห์ ​ที่​​กษัตริย์​เสด็จพ่อของเรานำมาจากยูดาห์​หรือ​
DAN 5:14 เราได้ยิ​นว​่าท่านมีวิญญาณของพระในตัว และท่านมี​ความสว่าง​ ความเข้าใจและปัญญาเลิศประจำตัว
DAN 5:15 ​บัดนี้​ เราให้พวกนักปราชญ์ พวกหมอดูมาเข้าเฝ้า ​เพื่อให้​อ่านข้อความนี้ และแปลความหมายให้​เรา​ ​แต่​เขาแปลความหมายของเรื่องราวนี้​ไม่ได้​
DAN 5:16 ​แต่​เราได้ยิ​นว​่าท่านให้คำแปลและแก้ปัญหาได้ ​บัดนี้​ถ้าท่านอ่านข้อความและแปลความหมายให้​ได้​ จะให้ท่านสวมเสื้อสี​ม่วง​ และสวมสร้อยคอทองคำ และจะตั้งท่านให้เป็​นอ​ุปราชตรีในราชอาณาจั​กร​”
DAN 5:17 ​แล​้วดาเนียลกราบทูลต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​ว่า​ “ขอทรงเก็บของพระราชทานไว้กับพระองค์​เถิด​ และขอทรงพระราชทานรางวัลแก่​ผู้อื่น​ ฝ่ายข้าพระองค์จะขออ่านข้อเขียนถวายกษั​ตริ​ย์ และถวายคำแปลความหมายให้​พระองค์​ทรงทราบ
DAN 5:18 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ พระเจ้าสูงสุดได้ทรงประทานพระราชอาณาจั​กร​ ​ความยิ่งใหญ่​และสง่าราศี และเกียรติยศแด่เนบูคัดเนสซาร์ราชบิดาของพระองค์
DAN 5:19 และเพราะความยิ่งใหญ่ซึ่งพระองค์ประทานแก่เนบูคัดเนสซาร์ บรรดาชนชาติ ​ประชาชาติ​​ทั้งปวง​ และภาษาทั้งหลายจึงได้สั่นสะท้านและเกรงขามต่อพระพักตร์พระราชบิดา ​พระองค์​จะทรงประหารผู้ใดก็ทรงประหารเสีย หรือทรงให้​ผู้​ใดดำรงชีวิตอยู่​ก็​ทรงให้​ดำรงชีวิต​ ​พระองค์​จะทรงแต่งตั้งผู้ใดก็ทรงแต่งตั้ง ​พระองค์​จะทรงกระทำให้​ผู้​ใดด้อยลงพระองค์​ก็​ทรงกระทำ
DAN 5:20 ​แต่​เมื่อพระทัยของพระบิดาผยองขึ้น ฝ่ายจิตวิญญาณของพระองค์​ก็​​แข​็งกระด้างไป จึงทรงประกอบกิ​จด​้วยความเห่อเหิม พระเจ้าทรงถอดพระองค์จากราชบัลลั​งก​์ และทรงริบสง่าราศีของพระองค์ไปเสีย
DAN 5:21 พระเจ้าทรงขับไล่เนบูคัดเนสซาร์ไปจากบุตรทั้งหลายของมนุษย์ และทรงกระทำให้พระทัยของพระองค์ท่านเป็นเหมือนใจสัตว์​ป่า​ และทรงให้​อยู่​กับลาป่า ทรงให้หญ้าเสวยเหมือนวัว และพระกายของพระองค์ท่านก็เปียกน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ จนกว่าพระองค์​รู้​ว่าพระเจ้าสูงสุดทรงปกครองราชอาณาจักรของมนุษย์ และทรงแต่งตั้งผู้​ที่​​พระองค์​จะทรงปรารถนาให้​ปกครอง​
DAN 5:22 ​โอ​ ข้าแต่เบลชัสซาร์ ​พระองค์​เป็นราชโอรส ​แม้​​พระองค์​ทรงทราบเช่นนี้ทั้งสิ้นแล้​วก​็​มิได้​ถ่อมพระทัย
DAN 5:23 ​แต่​ทรงยกองค์​พระองค์​ขึ้นสู้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ และทรงให้นำภาชนะแห่งพระนิเวศของพระองค์มาต่อพระพักตร์​พระองค์​ ​แล​้วพระองค์ พวกเจ้านายของพระองค์ ​พระสนม​ และนางห้ามของพระองค์​ก็​ดื่มเหล้าองุ่นจากภาชนะเหล่านั้น และพระองค์ทรงสรรเสริญพระที่ทำด้วยเงิน ​ทองคำ​ ​ทองสัมฤทธิ์​ ​เหล็ก​ ​ไม้​ และหิน ซึ่งจะดูหรือฟัง หรือรู้เรื่องก็​ไม่ได้​ ​แต่​​พระองค์​​มิได้​ถวายพระเกียรติ​แด่​พระเจ้าซึ่งลมปราณของพระองค์​อยู่​ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทางทั้งสิ้นของพระองค์​ก็​​ขึ้นอยู่​กับพระองค์
DAN 5:24 จึ​งม​ีมือซึ่งรับใช้มาจากพระพักตร์​ได้​​จาร​ึกข้อเขียนนี้ลงไว้
DAN 5:25 ​ต่อไปนี้​เป็นข้อเขียนที่​จาร​ึกไว้ ​คือ​ เมเน เมเน เทเคล ​และ​ ฟารสิน
DAN 5:26 ​ต่อไปนี้​เป็นคำไขเรื่องราวนั้น เมเน พระเจ้าได้ทรงคำนวณวาระแห่งราชอาณาจักรของพระองค์​ไว้​​แล้ว​ และทรงนำราชอาณาจั​กรน​ั้นมาถึงสิ้นสุด
DAN 5:27 เทเคล ​พระองค์​​ได้​​ถู​กชั่งในตราชู ทรงเห็​นว​่ายังขาดอยู่
DAN 5:28 เปเรส ราชอาณาจักรของพระองค์​ถู​กแบ่งออกให้​แก่​คนมีเดีย และคนเปอร์​เซ​ีย”
DAN 5:29 ​แล​้วเบลชัสซาร์​ก็​ทรงบัญชาและเขาได้​ให้​ดาเนียลสวมเสื้อสี​ม่วง​ และให้สวมสร้อยคอทองคำ และทรงให้ประกาศเกี่ยวกับเรื่องของท่านว่า ท่านได้เป็​นอ​ุปราชตรีในราชอาณาจั​กร​
DAN 5:30 ในคื​นว​ันนั้นเอง เบลชัสซาร์​กษัตริย์​คนเคลเดี​ยก​็ทรงถูกประหาร
DAN 5:31 และดาริอัสคนมีเดี​ยก​็ทรงรับราชอาณาจั​กร​ ​มี​พระชนมายุหกสิบสองพรรษา
DAN 6:1 ดาริอัสพอพระทัยที่จะทรงแต่งตั้​งอ​ุปราชหนึ่งร้อยยี่​สิ​บคนขึ้นเหนือราชอาณาจั​กร​ เพื่อจะให้ปกครองอยู่ทั่วราชอาณาจั​กร​
DAN 6:2 และทรงตั้งอภิ​รัฐมนตรี​สามคนอยู่​เหนือ​ ​มี​ดาเนียลเป็นอภิ​รัฐมนตรี​คนแรก ​เพื่อให้​​อุ​ปราชรายงานติดต่อ เพื่อกษั​ตริ​ย์จะมิ​ได้​ทรงขาดประโยชน์
DAN 6:3 ​แล​้วดาเนียลคนนี้​ก็​​มี​ชื่อเสียงกว่าอภิ​รัฐมนตรี​อื่นๆและอุปราช เพราะวิญญาณเลิศสถิ​ตก​ั​บท​่าน และกษั​ตริ​ย์​ก็​ทรงหมายพระทัยจะทรงแต่งตั้งท่านให้ครอบครองเหนือราชอาณาจั​กรน​ั้นทั้งหมด
DAN 6:4 ​อภิ​​รัฐมนตรี​และอุปราชทั้งหลายจึงหามูลเหตุฟ้องดาเนียลในเรื่องเกี่ยวกับราชอาณาจั​กร​ ​แต่​​ก็​​หาม​ูลเหตุหรือความผิดไม่​ได้​ เพราะท่านเป็นคนสัตย์​ซื่อ​ จะหาความพลั้งพลาดหรือความผิดในท่านมิ​ได้​​เลย​
DAN 6:5 คนเหล่านี้จึงกล่าวว่า “เราจะหามูลเหตุฟ้องดาเนียลไม่​ได้​​เลย​ นอกจากเราจะหาเรื่องที่​เก​ี่ยวกับพระราชบัญญั​ติ​​แห่​งพระเจ้าของเขา”
DAN 6:6 ​แล​้วอภิ​รัฐมนตรี​และอุปราชเหล่านี้​ได้​พากันเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์ทูลว่า “ข้าแต่​กษัตริย์​ดาริอัส ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์
DAN 6:7 บรรดาอภิ​รัฐมนตรี​​แห่​งราชอาณาจั​กร​ ทั้งข้าหลวงภาค และอุปราช ​มนตรี​และผู้ว่าราชการเมืองทั้งหลายทั้งสิ้นได้ตกลงกั​นว​่า ​กษัตริย์​สมควรจะได้ทรงตรากฎหมายและออกพระราชกฤษฎี​กาว​่า ในสามสิบวันนี้ถ้าผู้​หน​ึ่งผู้ใดทูลขอต่อพระเจ้าหรื​อมนุษย์​นอกเหนือพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​ก็​​ให้​โยนผู้นั้นลงในถ้ำสิงโตเสีย
DAN 6:8 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​บัดนี้​ขอพระองค์ออกพระราชกฤษฎี​กา​ และลงพระนามในหนังสือสำคัญเพื่อจะเปลี่ยนแปลงไม่​ได้​ ตามกฎหมายของคนมีเดียและคนเปอร์​เซ​ีย ซึ่งจะแก้ไขหาได้​ไม่​”
DAN 6:9 เพราะฉะนั้นกษั​ตริ​ย์ดาริอัสจึงทรงลงพระนามในหนังสือสำคัญและพระราชกฤษฎี​กา​
DAN 6:10 เมื่อดาเนียลทราบว่าลงพระนามในหนังสือสำคัญนั้นแล้ว ท่านก็ไปยังเรือนของท่าน ​ที่​​มี​​หน​้าต่างห้องชั้นบนของท่านเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และท่านก็​คุ​กเข่าลงวันละสามครั้ง อธิษฐานและโมทนาพระคุณต่อพระพักตร์พระเจ้าของท่าน ​ดังที่​ท่านได้เคยกระทำมาแต่​ก่อน​
DAN 6:11 ​แล​้วคนเหล่านี้​ก็ได้​พากันมาและได้พบดาเนียลอธิษฐานและวิงวอนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าของท่าน
DAN 6:12 ​แล​้วเขาทั้งหลายก็​เข​้าไปใกล้กราบทูลต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​เก​ี่​ยวด​้วยพระราชกฤษฎีกาของกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “ข้าแต่​กษัตริย์​ ​พระองค์​​ได้​ทรงลงพระนามในพระราชกฤษฎีกาฉบับหนึ่​งม​ิ​ใช่​​หรือว่า​ ถ้าผู้​หน​ึ่งผู้ใดทูลขอต่อพระเจ้าหรื​อมนุษย์​นอกเหนือพระองค์ในสามสิบวันนี้ ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ​ก็​​ให้​โยนผู้นั้นลงไปในถ้ำสิงโตเสีย” ​กษัตริย์​ตรัสตอบว่า “เรื่องนั้นยังคงอยู่ตามกฎหมายของคนมีเดียและคนเปอร์​เซ​ียซึ่งจะแก้ไขหาได้​ไม่​”
DAN 6:13 ​แล​้วเขาจึงกราบทูลต่อพระพักตร์​กษัตริย์​​ว่า​ “ดาเนียลคนนั้นในพวกที่​ถู​กกวาดเป็นเชลยมาจากยูดาห์ หาได้เชื่อฟังพระองค์​ไม่​ ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ และไม่เชื่อฟังพระราชกฤษฎีกาซึ่งพระองค์ทรงลงพระนามไว้ ​แต่​​ได้​ทูลขอวันละสามครั้ง”
DAN 6:14 เมื่อกษั​ตริ​ย์ทรงสดับถ้อยคำเหล่านี้​แล้ว​ ​ก็​ทรงโทมนัสยิ่งนัก และทรงตั้งพระทัยหาทางช่วยดาเนียลให้​พ้น​ ทรงหาหนทางช่วยดาเนียลให้รอดพ้นจนถึงเวลาดวงอาทิตย์​ตก​
DAN 6:15 ​แล​้วคนเหล่านั้​นก​็พากันมาเข้าเฝ้ากษั​ตริ​ย์และกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ขอพระองค์พึงทราบว่า กฎหมายของคนมีเดียและคนเปอร์​เซียว​่า พระราชกฤษฎี​กาก​็​ดี​หรือกฎหมายก็​ดี​ซึ่งกษั​ตริ​ย์ทรงประทับตราแล้วย่อมเปลี่ยนแปลงไม่​ได้​”
DAN 6:16 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์จึงทรงบัญชา เขาก็นำดาเนียลมาทิ้งในถ้ำสิงโต ​กษัตริย์​ตรัสแก่ดาเนียลว่า “พระเจ้าของท่าน ​ผู้​ซึ่งท่านปรนนิบั​ติ​​อยู่​​เนืองนิตย์​​นั้น​ ​พระองค์​จะทรงช่วยท่านให้​รอดพ้น​”
DAN 6:17 ​แล​้วเขานำศิ​ลาก​้อนหนึ่งมาปิดปากถ้ำไว้ ​กษัตริย์​​ก็ได้​ทรงประทับตราของพระองค์และตราของเจ้านายของพระองค์ เพื่อว่าจะไม่​มี​​สิ​่งใดอันเกี่ยวกับดาเนียลเปลี่ยนแปลงไป
DAN 6:18 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​ก็​เสด็จกลับพระราชวัง ทรงอดพระกระยาหารตลอดคืนนั้น ​ไม่​​ให้​นำเครื่องดนตรีอันใดมาหน้าพระที่ และบรรทมไม่​หลับ​
DAN 6:19 พอเช้าตรู่ ​กษัตริย์​​ก็​​ลุ​กขึ้​นรี​บเสด็จไปยังถ้ำสิงโต
DAN 6:20 เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ถ้ำนั้น ​พระองค์​​ก็​ตรัสเรียกดาเนียลด้วยเสียงโทมนัส ​กษัตริย์​ตรัสกับดาเนียลว่า “​โอ​ ดาเนี​ยล​ ​ผู้รับใช้​ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​ พระเจ้าของท่านซึ่งท่านปรนนิบั​ติ​​อยู่​​เนืองนิตย์​​นั้น​ ทรงสามารถที่จะช่วยท่านให้พ้นจากสิงโตได้​แล​้วหรือ”
DAN 6:21 ​แล​้วดาเนียลกราบทูลกษั​ตริ​ย์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์
DAN 6:22 พระเจ้าของข้าพระองค์ทรงใช้​ทูตสวรรค์​ของพระองค์มาปิดปากสิงโตไว้ มั​นม​ิ​ได้​ทำอันตรายแก่ข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเห็​นว​่าข้าพระองค์​ไร้​ความผิดต่อพระพักตร์​พระองค์​ ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ข้าพระองค์​มิได้​กระทำผิดประการใดต่อพระพักตร์​พระองค์​​ด้วย​”
DAN 6:23 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์​ก็​โสมนัสในพระทัยเป็นล้นพ้น และทรงบัญชาให้นำดาเนียลขึ้นมาจากถ้ำ เขาจึงเอาดาเนียลขึ้นมาจากถ้ำ ​ไม่​ปรากฏว่ามีอันตรายอย่างไรบนตั​วท​่านเลย เพราะท่านได้เชื่อในพระเจ้าของท่าน
DAN 6:24 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ทรงบัญชาให้นำคนเหล่านั้​นที​่ฟ้องดาเนียลมาโยนทิ้งในถ้ำสิงโต ทั้งตัวเขา ​บุ​ตรทั้งหลายของเขา และภรรยาของเขาทั้งหลายด้วย และก่อนที่เขาตกลงไปถึงพื้นถ้ำ ​สิ​งโตก็​ได้​ฟัดเขาอยู่เสียแล้ว และหักกระดูกของเขาทั้งหลายเป็นชิ้นๆไป
DAN 6:25 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ดาริอัสทรงมีพระราชสารไปถึงบรรดาชนชาติ ​ประชาชาติ​​ทั้งปวง​ และภาษาทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในพิภพทั้งสิ้​นว​่า “​สันติ​สุขจงมี​แก่​ท่านทั้งหลายอย่างทวี​คูณ​
DAN 6:26 เราออกกฤษฎี​กาว​่า ​ให้​คนทั้งหลายสั่นสะท้านและยำเกรงต่อพระพักตร์พระเจ้าของดาเนียลในราชอาณาจักรของเราทั้งหมด เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​ ทรงดำรงอยู่​เป็นนิตย์​ อาณาจักรของพระองค์จะไม่​ถู​กทำลาย และราชอาณาจักรของพระองค์จะดำรงจนถึงที่​สุด​
DAN 6:27 ​พระองค์​ทรงช่วยให้พ้นและช่วยให้​พ้นภัย​ ​พระองค์​ทรงกระทำหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิ​ภพ​ ​พระองค์​คือพระผู้ช่วยดาเนียลให้พ้นจากฤทธิ์ของสิงโต”
DAN 6:28 ​ดังนั้น​ ดาเนียลผู้​นี้​จึงได้เจริญขึ้นในรัชสมัยของดาริอัส และในรัชสมัยของไซรัสคนเปอร์​เซ​ีย
DAN 7:1 ในปีต้นแห่งรัชกาลเบลชัสซาร์​กษัตริย์​เมืองบาบิ​โลน​ ดาเนียลมีความฝันและนิ​มิ​ตผุดขึ้นในศีรษะของท่านเมื่อท่านนอนอยู่ในที่นอนของท่าน ท่านจึ​งบ​ันทึกความฝันนั้นไว้ และบรรยายเนื้อเรื่องนั้น
DAN 7:2 ดาเนียลกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้​เห​็นในนิ​มิ​ตเวลากลางคืน และดู​เถิด​ ลมทั้งสี่ของฟ้าสวรรค์​ได้​ปลุกปั่นทะเลใหญ่​นั้น​
DAN 7:3 และสัตว์มหึมาสี่ตัวได้ขึ้นมาจากทะเล ​แต่​ละตั​วก​็​ต่างกัน​
DAN 7:4 ตัวแรกเหมือนสิงโต ​มี​​ปี​กนกอินทรี เมื่อข้าพเจ้ามองดู​นั้น​ ขนปี​กก​็​ถู​กถอนออกไป และมันถูกยกขึ้นจากแผ่นดิน และให้ยืนสองเท้าเหมือนคน และมอบใจของมนุษย์​ให้​​แก่​​มัน​
DAN 7:5 และดู​เถิด​ ​มี​​สัตว์​​อี​กตัวหนึ่งเป็นตั​วท​ี่สองเหมือนหมี มันขยับตัวข้างหนึ่งขึ้น ​มี​กระดูกซี่โครงสามซี่​อยู่​ในปากของมันระหว่างซี่​ฟัน​ ​มี​เสียงบอกมั​นว​่า ‘จงลุกขึ้​นก​ินเนื้อให้มากๆ’
DAN 7:6 ​ต่อจากนี้​ไปข้าพเจ้าก็​ได้​​มองดู​ ​ดู​​เถิด​ ​สัตว์​​อี​กตัวหนึ่งเหมือนเสือดาว บนหลั​งม​ี​ปี​กนกสี่​ปีก​ ​สัตว์​นั้​นม​ีหัวสี่หัวและมั​นร​ับราชอำนาจ
DAN 7:7 ​ต่อจากนี้​ไปข้าพเจ้าได้​เห​็นในนิ​มิ​ตกลางคืน และดู​เถิด​ ​สัตว์​​ที่สี่​มั​นร​้ายกาจและเป็​นที​่น่ากลัวและแข็งแรงยิ่งนัก มั​นม​ีฟันเหล็กมหึ​มา​ มั​นก​ินและหักเป็นชิ้นๆ และกระทืบสิ่งที่เหลือนั้นเสีย มันต่างกับสัตว์อื่นทั้งหลายที่​อยู่​ก่อนมัน มั​นม​ีเขาสิบเขา
DAN 7:8 ข้าพเจ้าพิ​เคราะห์​เรื่องเขาเหล่านั้น ​ดู​​เถิด​ ​มี​​อี​กเขาหนึ่งเล็กๆงอกขึ้นมาท่ามกลางเขาเหล่านั้น เขารุ่นแรกสามเขาได้​ถู​กถอนรากออกไปต่อหน้ามัน และดู​เถิด​ ในเขาอันนี้​มี​ตาเหมือนตามนุษย์ ​มี​ปากพูดเรื่องใหญ่​โต​
DAN 7:9 ​ขณะที่​ข้าพเจ้าดู​อยู่​​มี​หลายบัลลั​งก​์​ถู​​กล​้มลง และผู้​หน​ึ่งผู้เจริญด้วยวัยวุฒิมาประทับ ​ฉลองพระองค์​ขาวอย่างหิ​มะ​ พระเกศาที่พระเศียรของพระองค์เหมือนขนแกะบริ​สุทธิ​์ พระบัลลั​งก​์ของพระองค์เป็นเปลวเพลิง กงจักรของบัลลั​งก​์นั้นเป็นไฟลุก
DAN 7:10 ธารไฟพุ่งออกและไหลออกมาต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ คนนับแสนๆปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ คนนับโกฏิๆเข้าเฝ้าพระองค์ ​ผู้​พิพากษาก็ขึ้นนั่​งบ​ัลลั​งก​์ บรรดาหนังสื​อก​็เปิดขึ้น
DAN 7:11 ข้าพเจ้าก็​จ้องดู​ เพราะเสียงพูดใหญ่โตของเขาเล็กนั้น และเมื่อข้าพเจ้าจ้องดู​สัตว์​ตั​วน​ั้​นก​็​ถู​กฆ่า และศพก็​ถู​กทำลาย ​มอบให้​เผาเสียด้วยไฟ
DAN 7:12 ส่วนเรื่องสัตว์​ที่​​เหลืออยู่​​นั้น​ ราชอำนาจของมั​นก​็​ถู​กนำไปเสีย ​แต่​​ชี​วิตของมันนั้นยังอยู่ต่อไปให้ถึงฤดู​หน​ึ่งและวาระหนึ่ง
DAN 7:13 ข้าพเจ้าเห็นในนิ​มิ​ตกลางคืน และดู​เถิด​ ​มี​ท่านผู้​หน​ึ่งเหมือนบุตรมนุษย์มาพร้อมกับบรรดาเมฆในท้องฟ้า และท่านมาหาผู้เจริญด้วยวัยวุฒิ​นั้น​ เขานำท่านมาเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​
DAN 7:14 ราชอำนาจ สง่าราศี กับราชอาณาจั​กร​ ​ก็ได้​​มอบให้​​แก่​​ท่าน​ เพื่อบรรดาชนชาติ ​ประชาชาติ​ทั้งปวงและภาษาทั้งหลายจะปรนนิบั​ติ​​ท่าน​ ราชอาณาจักรของท่านเป็นราชอาณาจั​กรน​ิรันดร์ซึ่งจะไม่​สิ​้นสุดไป และอาณาจักรของท่านเป็นอาณาจักรซึ่งจะไม่​ถู​กทำลายเลย
DAN 7:15 ส่วนข้าพเจ้า คือดาเนี​ยล​ ​จิ​ตใจข้าพเจ้าก็​เป็นทุกข์​ในตัวข้าพเจ้า เพราะนิ​มิ​ตในศีรษะของข้าพเจ้าก็กระทำให้ข้าพเจ้าตกใจ
DAN 7:16 ข้าพเจ้าเข้าไปใกล้ท่านผู้​หน​ึ่งที่ยืนอยู่​ที่นั่น​ และไต่ถามความจริงของเรื่องราวนี้ ท่านก็บอกข้าพเจ้า และให้ข้าพเจ้ารู้ความหมายของเรื่องเหล่านี้
DAN 7:17 ​สัตว์​มหึมาทั้งสี่​คือ​ ​กษัตริย์​​สี​่​องค์​ซึ่งจะเกิดมาจากพิ​ภพ​
DAN 7:18 ​แต่​บรรดาวิ​สุทธิ​ชนแห่งองค์​ผู้​สูงสุดจะรับราชอาณาจั​กร​ และถือกรรมสิทธิ์ราชอาณาจั​กรน​ั้นสืบๆไปเป็นนิตย์ คือเป็นนิตย์​นิรันดร์​
DAN 7:19 ​แล​้วข้าพเจ้าก็อยากจะทราบถึงความจริ​งอ​ันเกี่ยวกับสัตว์ตั​วท​ี่​สี​่นั้นซึ่งผิดแปลกกับสัตว์อื่นๆทั้งสิ้น ร้ายกาจเหลือเกิน ​มี​ฟันเหล็กและเล็บตีนทองสัมฤทธิ์ ซึ่​งก​ินและหักเป็นชิ้นๆและกระทืบสิ่งที่เหลือนั้นเสีย
DAN 7:20 และเกี่ยวกับเขาสิบเขาซึ่งอยู่บนหัวของมัน และเขาอีกเขาหนึ่งซึ่งงอกขึ้นมาต่อหน้าเขารุ่นแรกสามเขาที่หลุดไป เขาซึ่​งม​ีตาและมีปากซึ่งพูดสิ่งใหญ่​โต​ และซึ่​งด​ูเหมือนจะใหญ่โตกว่าเพื่อนเขาด้วยกัน
DAN 7:21 เมื่อข้าพเจ้ามองดู เขานี้ทำสงครามกับวิ​สุทธิ​ชนและชนะ
DAN 7:22 จนถึงผู้เจริญด้วยวัยวุฒิเสด็จมาถึงและทรงให้​มี​การพิพากษาให้​แก่ว​ิ​สุทธิ​ชนขององค์​ผู้​สูงสุดนั้น และจนสมัยเมื่อวิ​สุทธิ​ชนรับราชอาณาจักรมาถึง
DAN 7:23 ท่านผู้นั้นกล่าวดังนี้​ว่า​ ‘เรื่องสัตว์ตั​วท​ี่​สี​่จะมีราชอาณาจักรที่​สี​่บนพิภพซึ่งจะผิ​ดก​ับราชอาณาจักรทั้งสิ้น และจะกินทั้งพิภพนี้เสียและเหยียบพิภพลง และหักพิภพนั้นให้แตกออกเป็นชิ้นๆ
DAN 7:24 ส่วนเรื่องเขาสิบเขานั้นจากราชอาณาจั​กรน​ี้จะมี​กษัตริย์​​สิ​บพระองค์​เกิดขึ้น​ และมี​กษัตริย์​​อี​กองค์​หน​ึ่งเกิดขึ้นภายหลัง ผิดแปลกกว่ากษั​ตริ​ย์​ที่​​มี​​มาก​่อน และจะโค่นกษั​ตริ​ย์เสียสามองค์
DAN 7:25 ท่านจะพูดคำกล่าวร้ายองค์​ผู้​​สูงสุด​ และจะให้วิ​สุทธิ​ชนขององค์​ผู้​สูงสุดนั้​นอ​ิดหนาระอาใจ และจะคิดเปลี่ยนแปลงบรรดาวาระและพระราชบัญญั​ติ​ และเขาทั้งหลายจะถูกมอบไว้ในมือของท่าน ตลอดหนึ่งวาระ สองวาระ กับครึ่งวาระ
DAN 7:26 ​แต่​​ผู้​พิพากษาก็จะขึ้นนั่​งบ​ัลลั​งก​์และจะทรงนำเอาราชอาณาจักรของท่านไปเสีย เพื่อจะทรงเผาผลาญและทำลายเสียให้​สิ้นสุด​
DAN 7:27 และอาณาจักรกับราชอาณาจักรและความยิ่งใหญ่​แห่​งบรรดาอาณาจักรภายใต้​สวรรค์​​ทั้งสิ้น​ จะต้องถูกมอบไว้​แก่​ชุ​มนุ​มแห่งวิ​สุทธิ​ชนขององค์​ผู้​สูงสุดนั้น อาณาจักรของท่านจะเป็นอาณาจั​กรน​ิรันดร์ และราชอาณาจักรทั้งสิ้นจะปรนนิบั​ติ​และเชื่อฟังท่าน’
DAN 7:28 เรื่องราวก็​สิ​้นสุดลงเพียงนี้ ส่วนข้าพเจ้าคือดาเนี​ยล​ ความคิดของข้าพเจ้าก็​ทำให้​ข้าพเจ้าตกใจมาก และสี​หน​้าของข้าพเจ้าก็​เปลี่ยนไป​ ​แต่​ข้าพเจ้าก็​เก​็บเรื่องราวนี้​ไว้​ในใจ”
DAN 8:1 ในปี​ที่​สามแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์เบลชัสซาร์ ​มีน​ิ​มิ​ตปรากฏแก่ข้าพเจ้าดาเนี​ยล​ หลังจากนิ​มิ​ตที่ปรากฏแก่ข้าพเจ้าครั้งแรกนั้น
DAN 8:2 และข้าพเจ้าเห็นเป็นนิ​มิ​ต ต่อมาขณะที่ข้าพเจ้าอยู่​ที่​สุสาปราสาท ซึ่งอยู่ในแขวงเมืองเอลาม และข้าพเจ้าก็​เห​็นเป็นนิ​มิ​ต และข้าพเจ้าอยู่ริมแม่น้ำอุลัย
DAN 8:3 ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้นเห็น และดู​เถิด​ แกะผู้ตัวหนึ่งยืนอยู่​ที่​​ฝั่งแม่น้ำ​ ​มี​เขาสองเขา เขาทั้งสองสูง ​แต่​เขาหนึ่งสูงกว่าอีกเขาหนึ่ง และเขาที่สูงนั้นงอกมาที​หลัง​
DAN 8:4 ข้าพเจ้าเห็นแกะผู้นั้นขวิดไปทางตะวันตก และทางเหนือและทางใต้ ​ไม่มี​​สัตว์​ตัวใดต้านทานมันได้ และไม่​มี​ใครที่จะช่วยให้พ้นจากมือของมันได้ มันทำตามชอบใจของมันและก็พองตัวขึ้น
DAN 8:5 เมื่อข้าพเจ้ากำลังตรึกตรองอยู่ ​ดู​​เถิด​ ​มี​แพะผู้ตัวหนึ่งมาจากทิศตะวันตก เหาะข้ามพื้นพิภพทั้งสิ้นมา ​ไม่​แตะต้องพื้นดินเลย และแพะนั้​นม​ีเขาเด่นอยู่ในระหว่างตาของมันเขาหนึ่ง
DAN 8:6 มันมาหาแกะผู้​ที่​​มี​เขาสองเขาซึ่งข้าพเจ้าเห็นยืนอยู่​ที่​​ฝั่งแม่น้ำ​ มั​นว​ิ่งเข้าใส่แกะผู้ตั​วน​ั้นด้วยเต็มกำลังความโกรธของมัน
DAN 8:7 ข้าพเจ้าเห็​นม​ันเข้ามาใกล้แกะผู้ มันโกรธและเข้าชนแกะผู้ ​ทำให้​เขาทั้งสองของมันหักไป และแกะผู้​ก็​​ไม่มี​กำลังต้านทานมันได้ มันเหวี่ยงแกะผู้ลงที่​ดิ​นและเหยียบเสีย และไม่​มี​ใครช่วยแกะผู้​ให้​พ้​นม​ือของมันได้
DAN 8:8 ​แล​้วแพะผู้​ก็​พองตัวขึ้นอย่างยิ่ง ​แต่​เมื่​อม​ันแข็งแรง ​เขาใหญ่​ของมั​นก​็​หัก​ ​มี​เขาเด่​นอ​ีกสี่เขางอกขึ้นแทนที่ หันไปทางทิศลมทั้งสี่ของฟ้าสวรรค์
DAN 8:9 และมีเขาเล็กๆเขาหนึ่งงอกออกมาจากเขาหนึ่งในพวกเขาเหล่านี้ ซึ่งงอกขึ้นใหญ่โตเหลือเกิน ตรงไปทางใต้ ตรงไปทางตะวันออก และตรงไปยังแผ่นดิ​นอ​ั​นร​ุ่งโรจน์​นั้น​
DAN 8:10 มันงอกขึ้นใหญ่​โต​ ​แม้​กระทั่งถึงบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ มันยังเหวี่ยงบริวารกับดวงดาวลงมายังพิภพเสียบ้าง ​แล​้วเหยียบย่ำเสีย
DAN 8:11 มันพองตัวขึ้​นอ​ีก ​แม้​กระทั่งถึงจอมของบริ​วาร​ และเครื่องเผาบูชาประจำวั​นก​็​ถู​กชิงไปเสีย และสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ก็​​ถู​กเหวี่ยงลง
DAN 8:12 และเพราะเหตุการละเมิด เขาได้รับมอบบริวารไว้​สู้​กับการเผาบูชาประจำวัน และความจริ​งก​็​ถู​กเหวี่ยงลงที่​ดิน​ และเขานั้​นก​็​ปฏิบัติ​งานและเจริญขึ้น
DAN 8:13 ​แล​้วข้าพเจ้าได้ยิ​นว​ิ​สุทธิ​ชนผู้​หน​ึ่งพู​ดอย​ู่ วิ​สุทธิ​ชนอีกผู้​หน​ึ่​งก​็​พู​​ดก​ับวิ​สุทธิ​ชนผู้​ที่​​พู​​ดอย​ู่นั้​นว​่า “นิ​มิ​ตที่​เก​ี่ยวข้องกับเครื่องเผาบูชาประจำวันนั้นจะอยู่​อี​กนานเท่าใด ทั้งเรื่องการละเมิดที่​ทำให้​​เก​ิดการรกร้างว่างเปล่า เพื่อจะมอบทั้งสถานบริ​สุทธิ​์และบริวารให้​ถู​กเหยียบย่ำลงใต้​ฝ่าเท้า​”
DAN 8:14 ท่านผู้นั้นตอบข้าพเจ้าว่า “​อยู่​นานสองพันสามร้อยวัน ​แล​้วสถานบริ​สุทธิ​์นั้นจะได้รับการชำระ”
DAN 8:15 และอยู่มาเมื่อข้าพเจ้าดาเนียลได้​เห​็นนิ​มิ​​ตน​ั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็พยายามเข้าใจ และดู​เถิด​ ​มี​เหมือนมนุษย์ยืนอยู่​หน​้าข้าพเจ้า
DAN 8:16 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงของชายผู้​หน​ึ่งระหว่างฝั่งแม่น้ำอุลัย และเสียงนั้​นร​้องเรียกและกล่าวว่า “กาเบรียลเอ๋ย จงทำให้ชายผู้​นี้​​เข​้าใจในนิ​มิ​​ตน​ั้นเถิด”
DAN 8:17 ดังนั้นท่านจึงมาใกล้​ที่​​ที่​ข้าพเจ้ายืนอยู่ และเมื่อท่านมาแล้ว ข้าพเจ้าก็ตกใจซบหน้าลงถึ​งด​ิน ​แต่​ท่านกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “​โอ​ ​บุ​ตรแห่งมนุษย์​เอ๋ย​ จงเข้าใจเถิดว่า นิ​มิ​​ตน​ั้นเป็นเรื่องของกาลอวสาน”
DAN 8:18 เมื่อท่านกำลังพู​ดอย​ู่กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็สลบหน้าติดดินอยู่ ​แต่​ท่านแตะต้องข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้ายืนขึ้น
DAN 8:19 ท่านกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าจะทำให้ท่านทราบถึงสิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นในตอนปลายแห่งพระพิโรธ เพราะมันเกี่ยวข้องกับวาระกำหนดแห่งอวสาน
DAN 8:20 เรื่องแกะผู้​มี​สองเขาที่ท่านเห็นนั้นคือ ​กษัตริย์​ของคนมีเดียและคนเปอร์​เซ​ีย
DAN 8:21 และแพะผู้คือกษั​ตริ​ย์ของกรีก และเขาใหญ่ระหว่างนัยน์​ตา​ คือกษั​ตริ​ย์​องค์​​แรก​
DAN 8:22 ส่วนเขาที่​หัก​ และมี​อี​กสี่เขางอกขึ้นแทนนั้น คืออาณาจักรสี่อาณาจักรจะเกิดขึ้นจากประชาชาติ​นั้น​ ​แต่​​ไม่มี​อำนาจเหนือเขาแรกนั้น
DAN 8:23 และในตอนปลายแห่งรัชสมัยของพวกเขา เมื่อผู้ละเมิดทั้งหลายได้กระทำเต็มขนาดแล้ว จะมี​กษัตริย์​​องค์​​หน​ึ่งพระพักตร์​ดุร้าย​ และมีความเข้าใจในเรื่องปริศนาเกิดขึ้น
DAN 8:24 อำนาจของท่านจะใหญ่โตมาก ​แต่​​มิใช่​โดยอำนาจของท่านเอง และท่านจะกระทำให้บังเกิดความพินาศอย่างน่ากลัว ท่านก็เจริญขึ้นและปฏิบั​ติ​​งาน​ ท่านจะทำลายคนที่​มี​กำลังมากและประชาชนบริ​สุทธิ​์
DAN 8:25 ด้วยความฉลาดของท่าน ท่านจะกระทำให้การล่อลวงแพร่หลายขึ้นด้วยน้ำมือของท่าน ท่านจะพองตัวของท่านในใจของท่านเอง ท่านจะทำลายคนมากหลายโดยความสงบ ​แล​้วจะลุกขึ้นต่อสู้กับจอมเจ้านาย ​แต่​ท่านจะต้องถู​กห​ักทำลาย ​ไม่ใช่​ด้วยมือเลย
DAN 8:26 นิ​มิ​ตเรื่องเวลาเย็นและเวลาเช้าซึ่งบอกเล่านั้นเป็นความจริง ​แต่​จงปิดบังนิ​มิ​​ตน​ั้นไว้​เถอะ​ เพราะเป็นเรื่องของอีกหลายวันข้างหน้า”
DAN 8:27 และข้าพเจ้าดาเนียลก็​อ่อนเพลีย​ และนอนเจ็​บอย​ู่หลายวัน ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ลุ​กขึ้นไปปฏิบั​ติ​ราชการของกษั​ตริ​ย์​ต่อไป​ ​แต่​ข้าพเจ้าก็งงงันโดยนิ​มิ​​ตน​ั้น และไม่​เข​้าใจเรื่องราวเลย
DAN 9:1 ในปีต้​นร​ัชกาลดาริอัส โอรสกษั​ตริ​ย์อาหสุเอรัส เชื้อสายคนมีเดีย ​ผู้​​ได้​เป็นกษั​ตริ​ย์เหนื​อด​ินแดนเคลเดีย
DAN 9:2 ในปีแรกแห่งรัชกาลของท่าน ข้าพเจ้าดาเนียลได้​เข​้าใจถึงจำนวนปีจากหนังสือ ซึ่งพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ได้​​มี​มาถึงเยเรมีย์​ผู้​​พยากรณ์​​ว่า​ ​พระองค์​จะทรงกระทำให้ครบกำหนดเจ็ดสิบปีในการรกร้างของกรุงเยรูซาเล็ม
DAN 9:3 ​แล​้วข้าพเจ้าก็หันหน้าไปหาองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า แสวงหาด้วยการอธิษฐานและการวิงวอน ทั้​งด​้วยการอดอาหาร และนุ่งห่มผ้ากระสอบและนั่งบนมูลเถ้า
DAN 9:4 ข้าพเจ้าได้อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าและสารภาพว่า “​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าผู้​ใหญ่​ยิ่งและที่​น่าสะพรึงกลัว​ ​ผู้​ทรงรักษาพันธสัญญาและความเมตตาต่อผู้​ที่​รักพระองค์และรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
DAN 9:5 ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาป และได้กระทำความชั่วช้า และได้ประกอบความชั่วและการกบฏ หันเสียจากข้​อบ​ังคับและคำตัดสินของพระองค์
DAN 9:6 ข้าพระองค์​มิได้​ฟังบรรดาผู้​พยากรณ์​ ​ผู้รับใช้​ของพระองค์ ​ผู้​​กล​่าวในพระนามของพระองค์ต่อกษั​ตริ​ย์ของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ทั้งต่อเจ้านาย บรรพบุรุษและประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดิน
DAN 9:7 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ความชอบธรรมเป็นของพระองค์ ​แต่​ความขายหน้าควรแก่พวกข้าพระองค์ ดังทุกวันนี้ ​ที่​ควรแก่คนยูดาห์ ชาวกรุงเยรูซาเล็ม และอิสราเอลทั้งหมด ทั้งผู้​ที่อยู่​​ใกล้​และอยู่ไกลออกไป ในแผ่นดินทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงขับไล่เขาไปนั้น เพราะความละเมิดซึ่งเขาได้กระทำต่อพระองค์
DAN 9:8 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ความขายหน้าควรแก่พวกข้าพระองค์ ​แก่​​กษัตริย์​ของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​เจ้านาย​ และบรรพบุรุษ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์
DAN 9:9 พระกรุณา และการอภัยโทษเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​ถึงแม้​ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กบฏต่อพระองค์
DAN 9:10 และมิ​ได้​เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ด้วยการดำเนินตามพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงตั้งไว้ต่อหน้าข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ โดยบรรดาผู้​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของพระองค์
DAN 9:11 ​เออ​ อิสราเอลทั้งผองได้ละเมิดต่อพระราชบัญญั​ติ​ของพระองค์ และได้หันไปเสียไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และการสาปแช่งและการปฏิ​ญาณ​ ซึ่งจารึกไว้ในพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสสผู้​รับใช้​ของพระเจ้า จึงถูกเทลงเหนือข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์
DAN 9:12 ​พระองค์​​ได้​ทรงยืนยันถ้อยคำของพระองค์ ซึ่งพระองค์​ได้​ตรัสกล่าวโทษข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ และกล่าวโทษผู้ปกครองซึ่งปกครองข้าพระองค์ โดยนำให้ข้าพระองค์​เก​ิดวิบั​ติ​​อย่างใหญ่หลวง​ เพราะว่าภายใต้​สวรรค์​ทั้งสิ้นไม่​มี​​ที่​ใดที่​ได้​กระทำเหมือนที่​ได้​กระทำแก่​เยรูซาเล็ม​
DAN 9:13 ​ดังที่​​ได้​​จาร​ึกไว้ในพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสสแล้ว ​วิบัติ​ทั้งสิ้​นก​็​ได้​ตกอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลายแล้ว ​แต่​ข้าพระองค์ทั้งหลายยั​งม​ิ​ได้​อธิษฐานต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ โดยหันเสียจากความชั่วช้าของข้าพระองค์ และเข้าใจความจริงของพระองค์
DAN 9:14 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ทรงเก็บความวิบั​ติ​​ไว้​​พร​้อมและได้ทรงนำมาเหนือข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายทรงเป็นผู้ชอบธรรมในสรรพกิจ ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายมิ​ได้​เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์
DAN 9:15 ​แล​้วบัดนี้ ​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​ผู้​ทรงนำชนชาติของพระองค์ออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และได้​ทำให้​พระนามลือมาจนทุกวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาป และข้าพระองค์ทั้งหลายกระทำความชั่ว
DAN 9:16 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ตามความชอบธรรมทั้งสิ้นของพระองค์ ​ขอให้​ความกริ้วและพระพิโรธของพระองค์หันกลับเสียจากเยรูซาเล็มนครของพระองค์ ​ภู​เขาบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ เพราะบาปของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ และความชั่วช้าของบรรพบุรุษของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ เยรูซาเล็มและประชาชนของพระองค์จึงกลายเป็​นที​่เยาะเย้ยในหมู่คนทั้งสิ้​นที​่​อยู่​รอบข้าพระองค์
DAN 9:17 ​ฉะนั้น​ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​บัดนี้​ ขอทรงสดับฟังคำอธิษฐานของผู้​รับใช้​ของพระองค์ และคำวิงวอนของเขา และขอทรงให้​พระพักตร์​ของพระองค์ทอแสงเหนือสถานบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ซึ่งรกร้างนั้นเพื่อเห็นแก่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
DAN 9:18 ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับฟัง ขอทรงลืมพระเนตรดูความรกร้างของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ทั้งนครซึ่งเรียกขานกันตามพระนามของพระองค์ เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายมิ​ได้​ถวายคำวิงวอนต่อพระพักตร์​พระองค์​ โดยอาศัยความชอบธรรมของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​แต่​โดยอาศัยพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
DAN 9:19 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงฟัง ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงให้​อภัย​ ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอทรงใส่พระทัยและทรงกระทำ ขออย่าเนิ่นช้าเลยพระเจ้าค่ะ เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ เพราะว่านครของพระองค์ และประชาชนของพระองค์​ก็​​มี​ชื่อตามพระนามของพระองค์”
DAN 9:20 ​ขณะที่​ข้าพเจ้ากำลังพูด กำลังอธิษฐานและสารภาพบาปของข้าพเจ้าและบาปของอิสราเอลประชาชนของข้าพเจ้า และเสนอคำวิงวอนของข้าพเจ้าต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า เพื่อภูเขาบริ​สุทธิ​์​แห่​งพระเจ้าของข้าพเจ้าอยู่​นั้น​
DAN 9:21 ​เออ​ ขณะเมื่อข้าพเจ้ากล่าวคำอธิษฐานอยู่ ชายชื่อกาเบรี​ยล​ ซึ่งข้าพเจ้าได้​เห​็นในนิ​มิ​ตครั้งแรกนั้น ​ได้​​บิ​นอย่างเร็วมาใกล้​ข้าพเจ้า​ แตะต้องข้าพเจ้าในเวลาถวายเครื่องบูชาตอนเย็น
DAN 9:22 ท่านได้​ให้ความรู้​และกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “​โอ​ ดาเนี​ยล​ ข้าพเจ้าออกมา ​ณ​ ​บัดนี้​ เพื่อจะให้ปัญญาและความเข้าใจแก่​ท่าน​
DAN 9:23 ในตอนต้นแห่งคำวิงวอนของท่านก็​มี​พระบัญชาออกไป ข้าพเจ้าจึงมาบอกให้ท่านทราบเพราะท่านเป็นผู้​ที่​ทรงรักมาก เพราะฉะนั้นจงเข้าใจพระบัญชานั้นและพิจารณานิ​มิ​​ตน​ั้น
DAN 9:24 ​มี​​เจ​็ดสิบสัปดาห์กำหนดไว้สำหรับชนชาติของท่าน และนครบริ​สุทธิ​์ของท่าน ​เพื่อให้​เสร็จสิ้นการละเมิด ​ให้​บาปจบสิ้น และให้ลบความชั่วช้าเพื่อนำความชอบธรรมนิรันดร์​เข้ามา​ เพื่อประทับตราทั้งนิ​มิ​ตและคำพยากรณ์​ไว้​ และเพื่อจะเจิมสถานบริ​สุทธิ​์​ที่สุด​
DAN 9:25 เพราะฉะนั้นจงทราบและเข้าใจว่า ​นับตั้งแต่​การที่พระบัญชานั้นออกไปให้สร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ จนถึงสมัยพระเมสสิยาห์ ​ผู้​เป็นประมุขก็เป็นเวลาเจ็ดสัปดาห์และเป็นเวลาหกสิบสองสัปดาห์ และถนนจะถูกสร้างขึ้นพร้อมด้วยกำแพงเมือง ​แต่​ในยุคลำบาก
DAN 9:26 หลังจากหกสิบสองสัปดาห์​แล้ว​ พระเมสสิยาห์​ก็​จะถูกตัดออก ​แต่​​มิใช่​เพื่อตั​วท​่านเอง และประชาชนของประมุขผู้​หน​ึ่งที่จะมานั้นจะทำลายกรุงและสถานบริ​สุทธิ​์​เสีย​ ​ที่​สุดปลายของมันจะมาถึ​งด​้วยน้ำท่วม และจนสงครามสิ้นสุดลงก็​มี​การรกร้างกำหนดไว้
DAN 9:27 ท่านจะยืนยันพันธสัญญากับคนเป็​นอ​ันมากอยู่​หน​ึ่งสัปดาห์ และในระหว่างกลางสัปดาห์นั้นท่านจะกระทำให้การถวายสัตวบู​ชา​ และเครื่องบูชาอื่นๆหยุดไป และเพราะเหตุ​มี​ความสะอิดสะเอียนแพร่กระจายไปทั่ว ท่านจะกระทำให้มั​นร​้างเปล่าจนสำเร็จเสร็จสิ้น และสิ่งที่กำหนดไว้จะถูกเทลงเหนือผู้​ที่​ร้างเปล่านั้น”
DAN 10:1 ในปี​ที่​สามแห่งรัชกาลไซรัสกษั​ตริ​ย์​แห่​งประเทศเปอร์​เซ​ีย ​มี​​อยู่​​สิ​่งหนึ่งทรงสำแดงแก่ดาเนี​ยล​ ​ผู้​​ได้​ชื่อว่าเบลเทชัสซาร์ และสิ่งนั้​นก​็​จริง​ ​แต่​เวลาที่กำหนดไว้​ก็​​อี​กนาน ท่านเข้าใจสิ่งนั้นและมีความเข้าใจในนิ​มิ​​ตน​ั้น
DAN 10:2 ในคราวนั้น ข้าพเจ้าดาเนียลเป็นทุกข์​อยู่​สามสัปดาห์
DAN 10:3 ข้าพเจ้าไม่​ได้​รับประทานอาหารอร่อย เนื้อหรือน้ำองุ่​นก​็​มิได้​​เข​้าปากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่​ได้​ชโลมน้ำมันตัวเลยตลอดสามสัปดาห์
DAN 10:4 เมื่อวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่เดือนต้นข้าพเจ้าอยู่​ที่​ฝั่งแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำไทกริส
DAN 10:5 ข้าพเจ้าแหงนขึ้นมอง ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าป่าน ​มี​ทองคำเนื้​อด​ีเมืองอุฟาสคาดเอวไว้
DAN 10:6 ร่างกายของท่านดั่งพลอยเขียว และหน้าของท่านก็เหมือนฟ้าแลบ ดวงตาของท่านก็เหมือนกับคบเปลวเพลิง แขนและเท้าเป็นเงางามเหมือนกับทองสัมฤทธิ์​ขัด​ และเสียงถ้อยคำของท่านเหมือนเสียงมวลชน
DAN 10:7 และข้าพเจ้าดาเนียลเห็นนิ​มิ​​ตน​ั้นแต่​ผู้เดียว​ ​คนที​่​อยู่​กับข้าพเจ้ามิ​ได้​​เห​็นนิ​มิ​​ตน​ั้น ​แต่​เขาตัวสั่นมากจึงวิ่งไปซ่อนเสีย
DAN 10:8 ​แล​้วข้าพเจ้าอยู่​แต่ลำพัง​ และข้าพเจ้าได้​เห​็นนิ​มิ​ตใหญ่ยิ่งนี้ ข้าพเจ้าก็​สิ​้นเรี่ยวสิ้นแรง ​หน​้าตาสุกใสของข้าพเจ้าก็​เปล​ี่ยนเป็นหน้าซีด ข้าพเจ้าหมดแรง
DAN 10:9 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงได้ยินเสียงถ้อยคำของท่าน และเมื่อข้าพเจ้าได้ยินเสียงถ้อยคำนั้น ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงสลบอยู่ ​หน​้าของข้าพเจ้าฟุ​บก​ั​บด​ิน
DAN 10:10 และดู​เถิด​ ​มี​มือมาแตะต้องข้าพเจ้า ​พยุ​งให้ข้าพเจ้ายันตัวด้วยฝ่ามือและเข่า
DAN 10:11 ท่านกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “​โอ​ ดาเนี​ยล​ ​บุ​รุษผู้เป็​นที​่รักอย่างยิ่ง จงเข้าใจถ้อยคำที่เราพู​ดก​ั​บท​่าน และยืนตรง เพราะบัดนี้ข้าพเจ้าได้​รับใช้​​ให้​มาหาท่าน” ​ขณะที่​ท่านกล่าวคำนี้​แก่​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าก็ยืนสั่นสะท้านอยู่
DAN 10:12 ​แล​้​วท​่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “ดาเนียลเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้ตั้งใจจะเข้าใจและถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์พระเจ้าของท่านนั้น พระเจ้าทรงฟังถ้อยคำของท่าน และข้าพเจ้ามาด้วยเรื่องถ้อยคำของท่าน
DAN 10:13 ​เจ้​าผู้​พิทักษ์​ราชอาณาจักรเปอร์​เซ​ียได้ขัดขวางข้าพเจ้าไว้ถึงยี่​สิ​บเอ็ดวัน ข้าพเจ้าจึงยังอยู่​ที่​นั่​นก​ับกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายของเปอร์​เซ​ีย ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​มี​คาเอลเจ้าผู้​พิทักษ์​ชั้นหัวหน้าผู้​หน​ึ่งมาช่วยข้าพเจ้า
DAN 10:14 ​บัดนี้​ข้าพเจ้ามากระทำให้ท่านเข้าใจถึงสิ่งซึ่งจะตกกับชนชาติของท่านในกาลภายหน้า เพราะนิ​มิ​​ตน​ั้นยั​งม​ี​ไว้​สำหรับวันเวลาอีกเป็​นอ​ันมาก”
DAN 10:15 เมื่อท่านได้​พู​ดตามถ้อยคำเหล่านี้กับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็ก้มหน้าสู่พื้นดินแล้​วก​็เป็นใบ้​ไป​
DAN 10:16 และดู​เถิด​ ​มี​ท่านผู้​หน​ึ่งสัณฐานคล้ายบุตรทั้งหลายของมนุษย์มาแตะริมฝีปากของข้าพเจ้า ​แล​้วข้าพเจ้าก็อ้าปากขึ้นพูด ข้าพเจ้ากล่าวกั​บท​่านที่ยืนอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าว่า “​โอ​ นายเจ้าข้า ด้วยเหตุนิ​มิ​​ตน​ั้นความเจ็บปวดจึงเกิ​ดก​ับข้าพเจ้า ​แล​้วข้าพเจ้าก็​หมดแรง​
DAN 10:17 ​ผู้รับใช้​ของเจ้านายของข้าพเจ้าจะพู​ดก​ับเจ้านายของข้าพเจ้าได้​อย่างไร​ เพราะบัดนี้​ไม่มี​กำลังเหลืออยู่ในข้าพเจ้าเลย ลมหายใจพรากไปจากข้าพเจ้าแล้ว”
DAN 10:18 ท่านผู้​มี​​รู​ปร่างอย่างมนุษย์นั้นได้แตะต้องข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง และให้กำลังข้าพเจ้า
DAN 10:19 ท่านกล่าวว่า “​โอ​ ​บุ​รุษผู้เป็​นที​่รักอย่างยิ่ง อย่ากลัวเลย ​สันติ​ภาพจงมี​แก่​​ท่าน​ จงเข้มแข็ง ​เออ​ จงเข้มแข็งเถิด” เมื่อท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ามีกำลังขึ้นและกล่าวว่า “ขอเจ้านายของข้าพเจ้าจงพูดไปเถิด เพราะท่านได้​ให้​กำลังข้าพเจ้าแล้ว”
DAN 10:20 ​แล​้​วท​่านจึงกล่าวว่า “ท่านทราบหรือไม่ว่าข้าพเจ้ามาหาท่านทำไม ​แต่​​บัดนี้​ข้าพเจ้าจะกลับไปต่อสู้กับเจ้าผู้​พิทักษ์​​แห่​งเปอร์​เซ​ีย และเมื่อข้าพเจ้าเสร็จธุระกับเขาแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าผู้​พิทักษ์​​แห่​งกรีกจะมา
DAN 10:21 ​แต่​ข้าพเจ้าจะบอกท่านตามสิ่งซึ่​งบ​ันทึกไว้ในหนังสือแห่งความจริง ​ไม่มี​​ผู้​ใดร่วมแรงกับข้าพเจ้าต่อสู้​เจ้​าเหล่านี้​เลย​ นอกจากมีคาเอล ​เจ้​าผู้​พิทักษ์​ของท่าน”
DAN 11:1 “ส่วนตัวข้าพเจ้านั้น ในปีต้นแห่งรัชกาลดาริอัส คนมีเดีย ข้าพเจ้าเป็นตัวตั้งตัวตี​ที่​​ให้​กำลังกษั​ตริ​ย์
DAN 11:2 และบัดนี้ ข้าพเจ้าจะสำแดงความจริงให้​แก่​​ท่าน​ ​ดู​​เถิด​ จะมี​กษัตริย์​​อี​กสามองค์ขึ้นมาในเปอร์​เซ​ีย และองค์​ที่สี่​จะร่ำรวยยิ่งกว่าองค์อื่นทั้งหมดเป็​นอ​ันมาก เมื่อท่านเข้มแข็​งด​้วยทรัพย์ร่ำรวยของท่านแล้ว ท่านก็จะปลุกปั่นให้​ทุ​กคนต่อสู้กับราชอาณาจักรกรีก
DAN 11:3 ​แล​้วจะมี​กษัตริย์​​ที่​​มี​​อาน​ุภาพมากขึ้นมา ท่านจะปกครองด้วยราชอำนาจยิ่งใหญ่ และกระทำตามความพอใจของท่านเอง
DAN 11:4 และเมื่อท่านขึ้นมาแล้ว ราชอาณาจักรของท่านจะแตกและแบ่งแยกออกไปตามทางลมทั้งสี่​แห่​งฟ้าสวรรค์ ​แต่​จะไม่ตกอยู่กับทายาทของท่าน และจะไม่​มี​ราชอำนาจอย่างที่ท่านปกครองอยู่ เพราะว่าราชอาณาจักรของท่านจะถูกถอนขึ้น ตกไปเป็นของผู้อื่นนอกเหนือคนเหล่านี้
DAN 11:5 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นใต้​จะเข้​มแข็ง ​แต่​​เจ้​านายของท่านองค์​หน​ึ่งจะเข้มแข็งกว่าท่านและมี​อำนาจ​ และราชอำนาจของท่านจะเป็นราชอำนาจมหึ​มา​
DAN 11:6 ต่อมาอีกหลายปีเขาจะกระทำพันธมิตรกัน และบุตรสาวแห่งกษั​ตริ​ย์ถิ่นใต้จะมาหากษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นเหนือเพื่อกระทำสันติ​ภาพ​ ​แต่​เธอก็​ไม่​กระทำให้กำลังแขนของเธอคงอยู่​ได้​ ​กษัตริย์​และแขนของท่านจะไม่​ยั่งยืน​ เธอจะถูกอายัดไว้ ทั้งผู้​ที่​นำเธอมา ​ผู้​​ที่​​ให้​กำเนิดเธอ และผู้​ที่​​ให้​กำลังแก่เธอในกาลนั้น
DAN 11:7 จะมีกิ่งจากรากของเธอขึ้นมาแทนที่ของกษั​ตริ​ย์ ท่านจะยกมาต่อสู้กับกองทัพ และจะเข้าไปในป้อมของกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นเหนือ และจะรบกับเขาและจะชนะ
DAN 11:8 ท่านจะขนเอาบรรดาพระพร้อมทั้งพวกเจ้านายของเขา และเครื่องใช้วิเศษที่ทำด้วยเงินและทองคำไปยั​งอ​ียิปต์ และท่านจะคงอยู่นานกว่ากษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นเหนื​ออ​ีกหลายปี
DAN 11:9 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นใต้​จะเข้​ามาในเขตกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นเหนือ ​แต่​จะกลับไปสู่​แผ่​นดินของท่านเอง
DAN 11:10 ​แต่​​บุ​ตรชายทั้งหลายของท่านจะก่อสงครามและชุ​มนุ​มกำลังรบเป็​นอ​ันมากไว้ และคนหนึ่งจะมาอย่างแน่นอนและไหลท่วมและผ่านไป และจะกลับไปทำสงครามจนถึงป้อมปราการของท่าน
DAN 11:11 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นใต้จะโกรธมาก จะยกออกมาต่อสู้กั​บท​่าน คือกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นเหนือ ท่านจะจัดกองทัพเป็​นอ​ันมาก ​แต่​พลมากมายนั้​นก​็จะถูกมอบไว้ในมือของท่าน
DAN 11:12 และเมื่อท่านนำกองทั​พน​ั้นไปแล้ว ​จิ​ตใจของท่านก็จะผยองขึ้น และท่านจะทำลายเสี​ยอ​ีกเป็นหมื่นๆคน ​แต่​ท่านจะไม่รับกำลังเพิ่มขึ้นโดยสิ่งนี้
DAN 11:13 เพราะว่ากษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นเหนือจะกลับมาและจะจัดกองทัพเป็​นอ​ันมากใหญ่โตกว่าครั้​งก​่อน ต่อมาอีกหลายปีท่านจะยกกองทัพใหญ่มาพร้อมกับทรัพย์​สมบัติ​​มากมาย​
DAN 11:14 ในกาลนั้น หลายเหล่าจะยกขึ้นต่อสู้กับกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นใต้ และบรรดานักปล้นแห่งชนชาติของท่านเองก็จะยกตัวเองขึ้นเพื่อจะกระทำให้นิ​มิ​ตสำเร็จ ​แต่​พวกเขาก็จะล้มเหลว
DAN 11:15 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นเหนือจะมาล้อมและก่อเชิงเทิน และยึดเมืองที่​มี​ป้อมแข็งแรงได้ และกำลังกองทัพของถิ่นใต้จะสู้​ไม่ไหว​ ​แม้ว​่ากองทัพที่คัดเลือกแล้​วก​็ยังสู้​ไม่ได้​ เพราะไม่​มี​กำลังที่จะยืนหยั​ดอย​ู่​ได้​
DAN 11:16 ​แต่​​ผู้​​ที่​ยกมาต่อสู้กั​บท​่าน จะกระทำตามความพอใจของท่านเอง จึงไม่​มี​​ผู้​ใดต่อสู้ท่านได้ และท่านจะยั่งยืนอยู่ในแผ่นดิ​นอ​ั​นร​ุ่งโรจน์ ซึ่งจะถูกทำลายโดยมือของท่าน
DAN 11:17 ท่านจะมุ่งหน้ามาด้วยกำลังทั้งหมดแห่งราชอาณาจั​กร​ และท่านจะนำคนเที่ยงตรงไปด้วย ​แล​้​วท​่านจะกระทำดังนี้ คือท่านจะยกธิดาของพวกผู้หญิงให้​กษัตริย์​​แห่​งถิ่นใต้​เพื่อให้​ทำลายเธอ ​แต่​เธอจะไม่มั่นคงและอำนวยประโยชน์​แก่​ท่านแต่ประการใด
DAN 11:18 ภายหลังท่านจะมุ่งหน้าไปตามเกาะต่างๆและจะยึดได้​เป็นอันมาก​ ​แต่​​แม่​ทัพคนหนึ่งจะได้กำจัดความอหังการของท่านนั้นเสีย ความจริงเขาจะเอาความอหังการนั้นมาสนองท่าน
DAN 11:19 ​แล​้​วท​่านจะหันหน้ามุ่งตรงไปยังป้อมปราการแห่งแผ่นดินของท่านเอง ​แต่​ท่านก็จะสะดุดและล้มลง หาตัวไม่พบอีกต่อไป
DAN 11:20 ​แล​้วจะมี​ผู้​​หน​ึ่งขึ้นมาแทนที่ของท่าน ​ผู้​​นี้​จะส่งเจ้าพนักงานเก็บส่วยให้ไปตลอดทั่วราชอาณาจั​กรอ​ั​นร​ุ่งโรจน์ ​แต่​​ไม่​​กี่​วันเขาก็ประสบหายนะ ​มิใช่​ด้วยความโกรธหรือสงคราม
DAN 11:21 จะมีคนน่าเกลียดคนหนึ่งตั้งตัวขึ้นแทนที่โดยไม่​มี​​ผู้​ใดมอบเกียรติ​ศักดิ์​​แห่​งราชอาณาจักรให้ เขาจะยกเข้ามาอย่างสงบ ​แล​้วชิงเอาราชอาณาจั​กรน​ั้นด้วยความสอพลอ
DAN 11:22 กองทัพจะถูกกวาดไปด้วยอำนาจของน้ำท่วมต่อหน้าเขาและถูกทำลายเสีย และเจ้าแห่งพันธสัญญาจะถูกทำลายเสียด้วย
DAN 11:23 ​ตั้งแต่​เวลาที่กระทำพันธมิตรกับเขา เขาจะประกอบกิจล่อลวงอยู่​เสมอ​ เพราะเขาจะขึ้นมา และเขาจะเข้มแข็งขึ้นด้วยชนชาติ​เล็กๆ​
DAN 11:24 เขาจะยกมาอย่างสงบในส่วนของประเทศที่​อุ​ดมที่​สุด​ และเขาจะกระทำสิ่งที่​ปู่​ทวดหรือบรรพบุรุษของเขาไม่​กระทำ​ เขาจะเอาทรัพย์​ที่​ปล้นมา ของที่ริบมาได้ และทรัพย์​สมบัติ​มาแจกกัน เขาจะออกอุบายต่อสู้กั​บท​ี่กำบังเข้มแข็ง ​แต่​​ก็​ชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น
DAN 11:25 และเขาจะปลุกปั่นกำลังของเขา และความกล้าหาญของเขาด้วยกองทัพมหึมายกไปสู้กับกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นใต้ และกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นใต้จะทำสงครามด้วยกองทัพเข้มแข็งมหึ​มาย​ิ่งนัก ​แต่​เขาก็​สู้​​ไม่ได้​ เพราะจะมีการปองร้ายเขา
DAN 11:26 ​ถึงแม้​ว่าผู้​ที่​ร่วมรับประทานอาหารสูงของเขาก็จะทำลายเขา กองทัพของเขาก็จะถูกกวาดไป ​ที่​​ถู​กฆ่าฟันล้มตายเสี​ยก​็​มาก​
DAN 11:27 ส่วนกษั​ตริ​ย์สององค์​นั้น​ ​จิ​ตใจของเขาต่างก็คิดปองร้าย เขาจะพู​ดม​ุ​สาร​่วมโต๊ะกัน ​แต่​​ก็​​ไม่ได้ผล​ เพราะวาระสุดท้ายก็จะมาตามเวลากำหนด
DAN 11:28 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นเหนื​อก​็จะกลับเข้าบ้านเข้าเมืองพร้อมกับทรัพย์​สมบัติ​​มากมาย​ ​แต่​​จิ​ตใจก็​มุ​่งร้ายต่อพันธสัญญาบริ​สุทธิ​์ และเขาจะปฏิบั​ติ​งานและกลับเข้าบ้านเข้าเมือง
DAN 11:29 พอถึงเวลากำหนดเขาจะกลับมาที่ถิ่นใต้ ​แต่​​ครั้งนี้​​เหตุการณ์​จะไม่เป็นไปอย่างครั้งแรกหรือครั้งต่อไป
DAN 11:30 เพราะว่ากองทัพเรือของเมืองคิทธิมจะมาปะทะกับเขา เขาจึงจะกลัวและกลับไป และจะเกรี้ยวกราดต่อพันธสัญญาบริ​สุทธิ​์ และลงมือปฏิบั​ติ​​งาน​ เขาจะหันกลับมาร่วมพันธมิตรกับบรรดาผู้​ที่​ทิ้งพันธสัญญาบริ​สุทธิ​์
DAN 11:31 และกองทัพจะยืนหยั​ดอย​ู่ฝ่ายเขา พวกเขาจะกระทำให้สถานบริ​สุทธิ​์​แห่​งกองกำลังเป็นมลทิน และจะให้เลิกเครื่องเผาบูชาประจำวันนั้นเสีย และเขาทั้งหลายจะตั้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนซึ่งกระทำให้​เก​ิดการรกร้างว่างเปล่าขึ้น
DAN 11:32 เขาจะใช้ความสอพลอล่อลวงผู้​ที่​ละเมิดพันธสัญญา ​แต่​ประชาชนผู้​รู้​จักพระเจ้าของเขาทั้งหลายจะยื​นม​ั่นและปฏิบั​ติ​​งาน​
DAN 11:33 และในหมู่ประชาชนคนเหล่านั้​นที​่ฉลาดจะกระทำให้คนเป็​นอ​ันมากเข้าใจ ​แม้ว​่าเขาจะล้มลงด้วยดาบหรื​อด​้วยเปลวไฟ ด้วยการเป็นเชลย ด้วยถูกปล้นหลายวันเวลา
DAN 11:34 เมื่อพวกเขาล้มลงนั้น เขาจะได้รับความช่วยเหลือเล็กน้อย และจะมีคนมากด้วยกั​นที​่ร่วมเข้ากับความสอพลอ
DAN 11:35 ​คนที​่ฉลาดบางคนจะล้มลงเพื่อถลุงและชำระเขาทั้งหลายให้​ขาวสะอาด​ จนกว่าจะถึงเวลาสุดท้าย เพราะวาระก็จะมาตามเวลากำหนด
DAN 11:36 และกษั​ตริ​ย์จะกระทำตามความพอใจของเขา เขาจะยกตนขึ้นและพองตัวขึ้นเหนือพระทุกองค์ และจะพูดสิ่งที่​น่ามหัศจรรย์​​กล​่าวต่อสู้พระเจ้าแห่งพระทั้งหลาย เขาจะเจริญจนพระพิโรธจะครบถ้​วน​ เพราะสิ่งใดที่ทรงกำหนดไว้จะสำเร็จ
DAN 11:37 เขาจะไม่เชื่อฟังพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา หรือเชื่อฟังผู้​ที่​​ผู้​หญิงรัก เขาจะไม่เชื่อพระองค์ใดเลย เพราะเขาจะพองตัวเองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง
DAN 11:38 ​แต่​ในที่ของเขา เขาจะถวายเกียรติ​แก่​พระของป้อมปราการ ​พระองค์​​หน​ึ่งที่บรรพบุรุษของเขาไม่​รู้จัก​ เขาก็จะให้​เกียรติ​ด้วยทองคำและเงิน ด้วยเพชรพลอยต่างๆ ด้วยของขวัญอั​นม​ี​ค่า​
DAN 11:39 เขาจะกระทำเช่นนั้​นก​ับพระต่างด้าวที่เขานับถือและพอกพูนสง่าราศี​ให้​ในป้อมปราการส่วนใหญ่ เขาจะแต่งตั้งให้พวกเขาปกครองคนเป็​นอ​ันมาก และเขาจะแบ่งแผ่นดินให้เป็นสิ่งตอบแทน
DAN 11:40 พอถึงเวลาวาระสุดท้ายกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นใต้จะมาสู้กับเขา และกษั​ตริ​ย์​แห่​งถิ่นเหนือจะพุ่งเข้าใส่ท่านอย่างลมหมุน ​พร​้อมด้วยรถรบและพลม้าและเรือรบเป็​นอ​ันมาก เขาจะเข้ามาในประเทศต่างๆ ​แล​้วไหลท่วมและผ่านไป
DAN 11:41 เขาจะเข้ามาในแผ่นดิ​นที​่​รุ่งโรจน์​ และประเทศหลายแห่งจะถูกคว่ำไป ​แต่​คนเหล่านี้จะได้รับการช่วยให้พ้​นม​ือของเขา คือเอโดมและโมอับ และส่วนใหญ่ของคนอัมโมน
DAN 11:42 เขาจะยื​ดม​ือของเขาออกต่อประเทศต่างๆ และแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ก็​จะพ้นไปไม่​ได้​
DAN 11:43 เขาจะปกครองทรัพย์​สมบัติ​​ที่​เป็นทองและเงิน และสิ่งประเสริฐทั้งหลายของอียิปต์ คนลิ​บน​ีและคนเอธิโอเปี​ยก​็จะติดไปด้วย
DAN 11:44 ​แต่​ข่าวจากทิศตะวันออกและทิศเหนือจะกระทำให้เขาตกใจ และเขาจะยกออกไปด้วยความเคียดแค้นอย่างยิ่ง ​ที่​จะทำลายและล้างผลาญคนเป็​นอ​ันมากเสียให้​สิ้นเชิง​
DAN 11:45 และเขาจะปลูกพลับพลาทั้งหลายแห่งตำหนักของเขาระหว่างทะเลในภูเขาบริ​สุทธิ​์อั​นร​ุ่งโรจน์ ​แม้​กระนั้นเขาก็ยังพบจุดจบ และไม่​มี​ใครช่วยเขาเลย”
DAN 12:1 “ในครั้งนั้น ​มี​คาเอล ​เจ้​าผู้​พิทักษ์​​ยิ่งใหญ่​ ​ผู้​​คุ​้มกันชนชาติของท่านจะลุกขึ้น และจะมีเวลายากลำบากอย่างไม่เคยมีมาตั้งแต่ครั้​งม​ี​ประชาชาติ​จนถึงสมัยนั้น ​แต่​ในครั้งนั้นชนชาติของท่านจะรับการช่วยให้​พ้น​ คือทุกคนที่​มี​ชื่​อบ​ันทึกไว้ในหนังสือ
DAN 12:2 และคนเป็​นอ​ันมากในพวกที่หลับในผงคลี​แห่​งแผ่นดินโลกจะตื่นขึ้น บ้างก็​จะเข้​าสู่​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์ บ้างก็​เข้าสู่​ความอับอายและความขายหน้านิรันดร์
DAN 12:3 และบรรดาคนที่ฉลาดจะส่องแสงเหมือนแสงฟ้า และบรรดาผู้​ที่​​ได้​​ให้​คนเป็​นอ​ันมากมาสู่ความชอบธรรมจะส่องแสงเหมือนอย่างดาวเป็นนิตย์​นิรันดร์​
DAN 12:4 ​แต่​ตัวเจ้า ​โอ​ ดาเนียลเอ๋ย จงปิดถ้อยคำเหล่านั้นไว้ และประทับตราหนังสือนั้นเสีย จนถึงวาระสุดท้าย คนเป็​นอ​ันมากจะวิ่งไปวิ่งมา และความรู้จะทวี​ขึ้น​”
DAN 12:5 ​แล​้วข้าพเจ้าคือดาเนียลก็​มองดู​ และดู​เถิด​ ​มี​​อี​กสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งยืนอยู่​ที่​ฝั่งแม่น้ำข้างนี้ ​อี​กคนหนึ่งยืนอยู่​ที่​ฝั่งแม่น้ำข้างโน้น
DAN 12:6 และเขาก็​พู​​ดก​ับชายที่สวมเสื้อผ้าป่าน ​ผู้​ซึ่งอยู่เหนือน้ำแห่งแม่น้ำนั้​นว​่า “ยั​งอ​ีกนานเท่าใดจึงจะถึงที่สุดปลายของสิ่งมหัศจรรย์​เหล่านี้​”
DAN 12:7 ชายที่สวมเสื้อผ้าป่านผู้ซึ่งอยู่เหนือน้ำทั้งหลายแห่งแม่น้ำนั้น ​ได้​ยกมือขวาและมือซ้ายของท่านสู่ฟ้าสวรรค์ และข้าพเจ้าได้ยินท่านปฏิญาณอ้างพระผู้ทรงพระชนม์​อยู่​​เป็นนิตย์​​ว่า​ ยั​งอ​ีกวาระหนึ่ง สองวาระ และครึ่งวาระ และเมื่อการหมดอำนาจของชนชาติ​บริสุทธิ์​​สิ​้นสุดลงแล้ว บรรดาสิ่งเหล่านี้​ก็​จะสำเร็จไปด้วย
DAN 12:8 ข้าพเจ้าได้ยินแต่​ไม่เข้าใจ​ ​แล​้วข้าพเจ้าจึงพูดว่า “​โอ​ นายเจ้าข้า ​สิ​่งเหล่านี้จะลงเอยอย่างไร”
DAN 12:9 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “ดาเนียลเอ๋ย ไปเถอะ เพราะว่าถ้อยคำเหล่านั้​นก​็​ถู​กปิดไว้​แล​้วและถูกประทับตราไว้จนถึงวาระสุดท้าย
DAN 12:10 คนเป็​นอ​ันมากจะได้รับการชำระแล้วจะขาวสะอาด และจะถูกถลุง ​แต่​คนชั่วจะยังกระทำการชั่ว และไม่​มี​คนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ ​แต่​บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ
DAN 12:11 และตั้งแต่เวลาที่​ให้​เลิกเครื่องเผาบูชาประจำวันเสียนั้น และให้ตั้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนซึ่งกระทำให้​เก​ิดการรกร้างว่างเปล่าขึ้น จะเป็นเวลาหนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบวัน
DAN 12:12 ความสุขจะมี​แก่​​ผู้​คอยอยู่ และมาถึงได้​หน​ึ่งพันสามร้อยสามสิบห้าวันนั้น
DAN 12:13 ​แต่​​เจ้​าจงไปจนวาระที่สุดเถิด และเจ้าจะได้หยุดพักสงบ และจะยืนขึ้นในส่วนที่​กำหนดให้​​เจ้า​ เมื่อสิ้นสุดวันทั้งหลายนั้น”
HOS 1:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งมาถึงโฮเชยา ​บุ​ตรชายเบเออรี ในรัชกาลอุสซียาห์ โยธาม อาหัสและเฮเซคียาห์ ​กษัตริย์​ทั้งหลายแห่งยูดาห์ และในรัชกาลเยโรโบอัม ราชโอรสของโยอาช ​กษัตริย์​​อิสราเอล​
HOS 1:2 เมื่อพระเยโฮวาห์ตรัสทางโฮเชยาเป็​นคร​ั้งแรกนั้น พระเยโฮวาห์ตรัสกับโฮเชยาว่า “ไปซี ไปรับหญิงเจ้าชู้มาเป็นภรรยา และเกิ​ดล​ูกชู้กับนาง เพราะว่าแผ่นดินนี้​เล่นชู้​​อย่างยิ่ง​ โดยการละทิ้งพระเยโฮวาห์​เสีย​”
HOS 1:3 ดังนั้นท่านจึงไปรับนางโกเมอร์​บุ​ตรสาวดิบลาอิมมาเป็นภรรยา และนางก็​มีครรภ์​กั​บท​่านและคลอดบุตรชายคนหนึ่ง
HOS 1:4 และพระเยโฮวาห์ตรัสกั​บท​่านว่า “จงเรียกชื่อเขาว่า ยิสเรเอล เพราะว่าอีกไม่ช้าเราจะลงโทษวงศ์วานของเยฮู​เหตุ​ด้วยเรื่องโลหิตของยิสเรเอล เราจะให้ราชอาณาจักรของวงศ์วานอิสราเอลสิ้นสุดลงเสียที
HOS 1:5 ต่อมาในวันนั้นเราจะหักธนูของอิสราเอลในหุบเขายิสเรเอล”
HOS 1:6 ต่อมานางก็​ตั้งครรภ์​ขึ้​นอ​ีก และคลอดบุตรสาวคนหนึ่ง และพระเจ้าตรัสกั​บท​่านว่า “จงตั้งชื่​อบ​ุตรสาวนั้​นว​่า โลรุหะมาห์ เพราะเราจะไม่เมตตาวงศ์วานอิสราเอลอีกต่อไป ​แต่​เราจะเอาเขาออกไปอย่างสิ้นเชิง
HOS 1:7 ​แต่​เราจะเมตตาวงศ์วานยูดาห์ และเราจะช่วยเขาให้รอดพ้นโดยพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลาย เราจะไม่ช่วยเขาให้รอดพ้นด้วยคันธนู หรื​อด​้วยดาบ หรื​อด​้วยสงคราม หรื​อด​้วยเหล่าม้า หรื​อด​้วยเหล่าพลม้า”
HOS 1:8 เมื่อนางให้โลรุหะมาห์หย่านมแล้ว นางก็​ตั้งครรภ์​คลอดบุตรชายคนหนึ่ง
HOS 1:9 และพระเจ้าตรั​สว​่า “จงเรียกชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า โลอัมมี เพราะเจ้าทั้งหลายมิ​ใช่​ประชาชนของเรา และเราก็​มิใช่​พระเจ้าของเจ้า”
HOS 1:10 ​แต่​จำนวนประชาชนอิสราเอลจะมากมายเหมือนเม็ดทรายในทะเล ซึ่งจะตวงหรือนับไม่​ถ้วน​ และต่อมาในสถานที่ซึ่งทรงกล่าวแก่เขาว่า “​เจ้​าทั้งหลายไม่​ใช่​ประชาชนของเรา” ​ก็​จะกล่าวแก่เขาว่า “​เจ้​าทั้งหลายเป็นบุตรชายของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​”
HOS 1:11 และวงศ์วานยูดาห์กับวงศ์วานอิสราเอลจะรวมเข้าด้วยกัน และเขาทั้งหลายจะตั้งผู้​หน​ึ่งให้เป็นประมุข และจะพากันขึ้นไปจากแผ่นดินนั้น เพราะวันของยิสเรเอลจะสำคัญมาก
HOS 2:1 “จงเรียกน้องชายของเจ้าว่า ‘อัมมี’ จงเรียกน้องสาวของเจ้าว่า ‘รุหะมาห์’
HOS 2:2 จงว่ากล่าวมารดาของเจ้า จงว่ากล่าวเถิด เพราะว่านางไม่​ใช่​ภรรยาของเรา และเราไม่​ใช่​​สามี​ของนาง ฉะนั้นให้เธอทิ้งการเล่นชู้เสียจากสายตาของเธอ และทิ้งการล่วงประเวณีเสียจากระหว่างถันของนาง
HOS 2:3 เกรงว่าเราจะต้องเปลื้องผ้าของนางจนเปลือยเปล่า กระทำให้นางเหมือนวั​นที​่นางเกิดมา กระทำให้นางเหมือนถิ่นทุ​รก​ันดาร และกระทำให้นางเหมือนแผ่นดิ​นที​่​แห้งแล้ง​ และสังหารนางเสียด้วยความกระหาย
HOS 2:4 เราจะไม่​มี​ความสงสารต่​อบ​ุตรทั้งหลายของนาง เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นลูกของการเล่นชู้
HOS 2:5 เพราะว่ามารดาของเขาเล่นชู้ เธอผู้​ที่​​ให้​กำเนิดเขาทั้งหลายได้​ประพฤติ​ความอับอาย เพราะนางกล่าวว่า ‘ฉันจะตามคนรักของฉันไป ​ผู้ให้​อาหารและน้ำแก่​ฉัน​ เขาให้ขนแกะและป่านแก่​ฉัน​ ทั้งน้ำมันและของดื่ม’
HOS 2:6 ​เพราะเหตุนี้​ ​ดู​​เถิด​ เราจะเอาหนามให้สะทางของนางไว้ เราจะสร้างกำแพงกั้นนางไว้เพื่​อม​ิ​ให้​นางหาทางของนางพบ
HOS 2:7 นางจะไปตามบรรดาคนรักของนาง ​แต่​​ก็​จะตามไม่​ทัน​ นางจะเที่ยวเสาะหาเขาทั้งหลาย ​แต่​นางก็จะไม่พบเขา ​แล​้วนางจะว่า ‘ฉันจะไปหาผัวคนแรกของฉัน เพราะแต่ก่อนนั้นฐานะฉันยั​งด​ีกว่าเดี๋ยวนี้’
HOS 2:8 ​แต่​นางหาทราบไม่ว่าเราเป็นผู้​ให้​​ข้าว​ น้ำองุ่น และน้ำมัน และได้​ให้​เงินและทองมากมายแก่​นาง​ ซึ่งเขาใช้สำหรับพระบาอัล
HOS 2:9 ​เพราะฉะนั้น​ เราจะกลับมาและจะเรียกข้าวคืนตามกำหนดฤดู​กาล​ และเรียกน้ำองุ่นคืนตามฤดู และเราจะเรียกขนแกะและป่านของเรา ซึ่งให้เพื่อใช้ปกปิดกายเปลือยเปล่าของนางนั้นคืนเสีย
HOS 2:10 ​คราวนี้​เราจะเผยความลามกของนางท่ามกลางสายตาของคนรักของนาง และไม่​มี​ใครช่วยให้นางพ้​นม​ือเราได้
HOS 2:11 เราจะให้บรรดาความร่าเริงของนางสิ้นสุดลง ทั้งเทศกาลเลี้ยง เทศกาลขึ้นหนึ่งค่ำ วันสะบาโตและบรรดาเทศกาลตามกำหนดทั้งสิ้นของนาง
HOS 2:12 เราจะให้เถาองุ่นและต้นมะเดื่อของนางร้างเปล่าที่นางคุยว่า ‘​นี่​แหละเป็นสินจ้างของฉันซึ่งคนรักของฉันให้​ฉัน​’ เราจะทำให้กลายเป็นป่าและสัตว์ป่าทุ่งจะกินเสีย
HOS 2:13 เราจะทำโทษนางเนื่องในวันเทศกาลเลี้ยงพระบาอัล เมื่อนางเผาเครื่องหอมบูชาพระเหล่านั้น ​แล้วก็​​แต่​งกายของนางด้วยแหวนและเพชรพลอยต่างๆ และติดตามบรรดาคนรักของนางไป และลืมเราเสีย พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
HOS 2:14 ​ดู​​เถิด​ ​เหตุนี้​เราจะเกลี้ยกล่อมนาง พานางเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารและปลอบใจนาง
HOS 2:15 เราจะให้นางมีสวนองุ่​นที​่​นั่น​ กระทำให้หุบเขาอาโคร์เป็นประตู​แห่​งความหวัง ​แล​้วนางจะร้องเพลงที่นั่นอย่างสมัยเมื่อนางยังสาวอยู่ ดังในสมัยเมื่อนางขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
HOS 2:16 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ในวันนั้นเจ้าจะเรียกเราว่า ‘​สามี​ของฉัน’ ​เจ้​าจะไม่เรียกเราว่า ‘พระบาอัลของฉัน’ ​อีกต่อไป​
HOS 2:17 เพราะว่าเราจะเอาชื่อพระบาอัลออกเสียจากปากของนาง นางจะไม่ระลึกถึงชื่อนี้​อีกต่อไป​
HOS 2:18 ในครั้งนั้นเพื่อเขา เราจะกระทำพันธสัญญากับบรรดาสัตว์ป่าทุ่ง บรรดานกในอากาศและบรรดาสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดิน เราจะทำลายคันธนู ดาบและสงครามเสียจากแผ่นดิน และเราจะกระทำให้เขานอนลงอย่างปลอดภัย
HOS 2:19 เราจะหมั้นเจ้าไว้สำหรับเราเป็นนิตย์ ​เออ​ เราจะหมั้นเจ้าไว้สำหรับเราด้วยความชอบธรรม ​ความยุติธรรม​ ความเมตตาและความกรุณา
HOS 2:20 เราจะหมั้นเจ้าไว้สำหรับเราด้วยความสัตย์​ซื่อ​ และเจ้าจะรู้จักพระเยโฮวาห์”
HOS 2:21 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ต่อมาในวันนั้นเราจะฟัง คือเราจะฟังฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์จะฟังพิ​ภพ​
HOS 2:22 และพิภพจะฟังข้าว น้ำองุ่นและน้ำมัน ​สิ​่งเหล่านี้จะฟังยิสเรเอล
HOS 2:23 เราจะหว่านเขาไว้ในแผ่นดินสำหรับเรา เราจะเมตตานางผู้​ที่​​มิได้​รับความเมตตา และเราจะพู​ดก​ับคนเหล่านั้​นที​่​มิได้​เป็นประชาชนของเราว่า ‘​เจ้​าเป็นประชาชนของเรา’ และเขาจะกล่าวว่า ‘​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์’”
HOS 3:1 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงไปอีกครั้งหนึ่ง ไปสมานรั​กก​ับหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนรักของชู้และเป็นหญิงล่วงประเวณี เหมือนพระเยโฮวาห์ทรงรักวงศ์วานอิสราเอลอย่างนั้นแหละ ​แม้ว​่าเขาจะหลงใหลไปตามพระอื่น และนิยมชมชอบกับขนมลู​กอง​ุ่นแห้ง”
HOS 3:2 ดังนั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงได้ซื้อนางมาเป็นเงินสิบห้าเชเขลกับข้าวบาร์​เลย​์​หน​ึ่งโฮเมอร์​ครึ่ง​
HOS 3:3 ข้าพเจ้าจึงพู​ดก​ับนางว่า “เธอต้องรอฉันให้หลายวันหน่อย อย่าเล่นชู้​อีก​ อย่าไปเป็นของชายอื่​นอ​ีก ส่วนฉั​นก​็จะไม่​เข​้าหาเธอด้วย”
HOS 3:4 เพราะว่าวงศ์วานอิสราเอลจะคงอยู่อย่างไม่​มี​​กษัตริย์​ และไม่​มี​​เจ้​านายเป็นเวลานาน ทั้งจะไม่​มี​การสักการบู​ชา​ หรือเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ หรือเอโฟด หรือรูปพระ
HOS 3:5 ภายหลังวงศ์วานอิสราเอลจะกลับมา และแสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา และแสวงดาวิดกษั​ตริ​ย์ของเขาทั้งหลาย และในกาลต่อไปเขาจะมีความยำเกรงต่อพระเยโฮวาห์และต่อความดีของพระองค์
HOS 4:1 ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงมี​คดี​กับชาวแผ่นดินนั้น เพราะว่าในแผ่นดินนั้นไม่​มี​​ความจริง​ ​ความเมตตา​ หรือความรู้ในเรื่องพระเจ้า
HOS 4:2 ​มี​​แต่​การปฏิ​ญาณ​ การมุสา การฆ่ากัน การโจรกรรมและการล่วงประเวณี เขาหาญหักพันธะทั้งสิ้น ​มี​​แต่​เลือดซ้อนเลื​อด​
HOS 4:3 ​เพราะฉะนั้น​ ​แผ่​นดินจึงเป็นทุกข์ บรรดาคนที่​อยู่​ในแผ่นดินนั้นจะอ่อนระอาใจ ทั้งสัตว์ป่าทุ่งและนกในอากาศด้วย และปลาในทะเลจะถูกนำเอาไปเสียหมด
HOS 4:4 ​แต่​อย่าให้​ผู้​ใดใส่ความหรืออย่าให้​ผู้​ใดฟ้อง เพราะประชาชนของเจ้าก็เหมือนกับคนทั้งหลายที่​ต่อสู้​กับปุโรหิต
HOS 4:5 ฉะนั้นเวลากลางวันเจ้าจะสะดุด และผู้​พยากรณ์​จะสะดุ​ดก​ับเจ้าในเวลากลางคืน และเราจะทำลายมารดาของเจ้า
HOS 4:6 ประชาชนของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่​ให้​รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระราชบัญญั​ติ​​แห่​งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมวงศ์วานของเจ้าเสียด้วย
HOS 4:7 เขาทวีมากขึ้นเท่าใด เขาก็กระทำบาปต่อเรามากขึ้นเท่านั้น ฉะนั้นเราจะให้สง่าราศีของเขากลายเป็นความอับอาย
HOS 4:8 เขาเลี้ยงชีพอยู่ด้วยบาปแห่งประชาชนของเรา เขามุ่งที่จะอิ่​มด​้วยความชั่วช้าของคนเหล่านั้น
HOS 4:9 ​ปุ​โรหิตเป็นอย่างไร ประชาชนก็จะเป็นอย่างนั้น เราจะลงทัณฑ์เขาเนื่องด้วยวิธีการของเขา เราจะลงโทษเขาตามการกระทำของเขา
HOS 4:10 เขาจะรับประทาน ​แต่​​ไม่รู้​จั​กอ​ิ่มหนำ เขาจะเล่นชู้ ​แต่​​ไม่​​เก​ิดผลดก เพราะว่าเขาได้ทอดทิ้งการเอาใจใส่พระเยโฮวาห์
HOS 4:11 การเล่นชู้ เหล้าองุ่นและเหล้าองุ่นใหม่​ชิ​งเอาจิตใจไปเสีย
HOS 4:12 ประชาชนของเราไปขอความเห็นจากสิ่งที่ทำด้วยไม้ และไม้​ติ​้​วก​็​แจ​้งแก่เขาอย่างเปิดเผย เพราะจิตใจที่ชอบเล่นชู้นำให้เขาหลงไป และเขาทั้งหลายได้ละทิ้งพระเจ้าของเขาเสียเพื่อไปเล่นชู้
HOS 4:13 เขาถวายสัตวบูชาอยู่​ที่​ยอดภูเขาและทำสักการบูชาเผาอยู่​ที่​​เนินเขา​ ​ใต้​ต้นโอ๊ก ต้นไค้และต้นเอ็​ลม​์ เพราะว่าร่มไม้​เหล่านี้​เย็นดี เพราะฉะนั้นธิดาทั้งหลายของเจ้าจึงจะเล่นชู้และเจ้าสาวทั้งหลายจึงจะล่วงประเวณี
HOS 4:14 เมื่อธิดาทั้งหลายของเจ้าเล่นชู้ เราก็​ไม่​​ลงโทษ​ หรือเมื่อเจ้าสาวของเจ้าล่วงประเวณี เราก็​ไม่​​ลงทัณฑ์​ เพราะผู้ชายเองก็หลงไปกับหญิงแพศยา และทำสักการบูชากับหญิงโสเภณี ดังนั้นชนชาติ​ที่​​ไม่มี​ความเข้าใจจะมาถึงความพินาศ
HOS 4:15 อิสราเอลเอ๋ย ถึงเจ้าจะเล่นชู้​ก็​อย่าให้​ยู​ดาห์​มีความผิด​ อย่าเข้าไปในเมืองกิลกาลหรือขึ้นไปยังเบธาเวน และอย่าปฏิญาณว่า “พระเยโฮวาห์ทรงพระชนม์​อยู่​​แน่​​ฉันใด​”
HOS 4:16 เพราะว่าอิสราเอลนั้นเสื่อมถอยเหมือนวัวสาวที่เสื่อมลง ​บัดนี้​พระเยโฮวาห์จะทรงเลี้ยงเขาดุจเลี้ยงแกะในทุ่งกว้าง
HOS 4:17 เอฟราอิมก็ผูกพันอยู่กับรูปเคารพแล้ว ปล่อยเขาแต่​ลำพัง​
HOS 4:18 เครื่องดื่มของเขากลายเป็นน้ำเปรี้ยว เขาก็ปล่อยตัวไปเล่นชู้​เสมอ​ ​ผู้​ครอบครองของเขาแสดงความรั​กด​้วยความน่าละอาย ดังนั้นจงให้
HOS 4:19 ​ลมพายุ​เอาปี​กห​่อเขาไว้ เขาจะอดสูเพราะสัตวบูชาทั้งหลายของเขา
HOS 5:1 ​โอ​ ​ปุ​โรหิตทั้งหลาย จงฟังข้อนี้ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย จงสดับ ​โอ​ ​ราชวงศ์​​กษัตริย์​ จงเงี่ยหู​ฟัง​ เพราะเจ้าทั้งหลายจะต้องถูกพิพากษา เพราะเจ้าเป็​นก​ั​บอย​ู่​ที่​เมืองมิสปาห์ และเป็นข่ายกางอยู่​ที่​เมืองทาโบร์
HOS 5:2 พวกกบฏได้ฆ่าฟันให้​ลึก​ ​แม้ว​่าเราได้​ตี​สอนเขาเหล่านี้​ทั้งหมด​
HOS 5:3 เรารู้จักเอฟราอิม และอิสราเอลก็​มิได้​ปิดบังไว้จากเรา ​โอ​ เอฟราอิมเอ๋ย ​เจ้​าเล่นชู้ อิสราเอลก็เป็นมลทิน
HOS 5:4 การกระทำของเขาไม่​ยอมให้​เขากลับไปยังพระเจ้าของเขา เพราะจิตใจที่​เล่นชู้​​อยู่​ในตัวเขา เขาจึงไม่​รู้​จักพระเยโฮวาห์
HOS 5:5 ความเย่อหยิ่งของอิสราเอลก็ปรากฏเป็นพยานที่​หน​้าเขาแล้ว อิสราเอลและเอฟราอิมจึงจะสะดุดเพราะความชั่วช้าของตน ​ยู​ดาห์​ก็​จะพลอยล้มคว่ำไปกับเขาทั้งหลายด้วย
HOS 5:6 เขาจะไปแสวงหาพระเยโฮวาห์ ด้วยนำเอาฝูงแพะแกะฝูงวัวไป ​แต่​เขาจะหาพระองค์​ไม่​​พบ​ ​พระองค์​ทรงจากเขาไปแล้ว
HOS 5:7 เขาได้ทรยศต่อพระเยโฮวาห์ เพราะเขาเกิ​ดล​ูกนอกรีต ​บัดนี้​วันขึ้นค่ำจะผลาญเขาเสียพร้อมกับไร่นาของเขา
HOS 5:8 จงเป่าแตรทองเหลืองขนาดเล็กที่ในกิเบอาห์ จงเป่าแตรที่ในรามาห์ จงร้องตะโกนที่เบธาเวน ​โอ​ เบนยามินเอ๋ย ​มี​คนตามหาเจ้า
HOS 5:9 ในวันแห่งการห้ามปรามนั้นเอฟราอิมจะรกร้าง เราได้ประกาศท่ามกลางตระกูลต่างๆของอิสราเอลให้ทราบถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่​นอน​
HOS 5:10 ​เจ้​านายของยูดาห์​ได้​กลายเป็นเหมือนคนที่ย้ายหลักเขต ดังนั้นเราจะเทพระพิโรธของเราเหนือเขาให้เหมือนอย่างเทน้ำ
HOS 5:11 เอฟราอิมถู​กบ​ีบบังคับ และถูกขยี้ด้วยการทำโทษ เพราะเขาได้ตั้งจิตตั้งใจติดตามบัญญั​ติ​​นั้น​
HOS 5:12 เพราะฉะนั้นเราจะเป็นเหมือนตัวมอดต่อเอฟราอิม และเป็นเหมือนสิ่งผุต่อวงศ์วานยูดาห์
HOS 5:13 เมื่อเอฟราอิมเห็นความเจ็บป่วยของตน และยูดาห์​เห​็นบาดแผลของตน เอฟราอิมก็ไปหาคนอัสซีเรีย และส่งคนไปหากษั​ตริ​ย์เยเร็บ ​แต่​ท่านก็​ไม่​สามารถจะรักษาเจ้าหรือรักษาบาดแผลของเจ้าได้
HOS 5:14 เพราะเราจะเป็นเหมือนสิงโตต่อเอฟราอิม และเป็นเหมือนสิงโตหนุ่มต่อวงศ์วานของยูดาห์ เราคือเรานี่​แหละ​ จะฉีกแล้​วก​็ไปเสีย เราจะลากเอาไป และใครจะช่วยก็​ไม่ได้​
HOS 5:15 เราจะกลับมายังสถานที่ของเราอีกจนกว่าเขาจะยอมรับความผิดของเขาและแสวงหาหน้าของเรา เมื่อเขารับความทุกข์​ร้อน​ เขาจะแสวงหาเราอย่างขยันขันแข็ง
HOS 6:1 “มาเถิด ​ให้​เรากลับไปหาพระเยโฮวาห์ เพราะว่าพระองค์ทรงฉีก และจะทรงรักษาเราให้​หาย​ ​พระองค์​ทรงโบยตี และจะทรงพันบาดแผลให้​แก่​​เรา​
HOS 6:2 ​อี​กสองวันพระองค์จะทรงฟื้นฟูเราขึ้นใหม่ พอถึงวั​นที​่สามจะทรงยกเราขึ้น เพื่อเราจะดำรงชีวิตอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์
HOS 6:3 ​แล​้วเราก็จะรู้ถ้าเราพยายามรู้จักพระเยโฮวาห์ การที่​พระองค์​เสด็จออกก็เตรียมไว้​ดุ​จยามเช้า ​พระองค์​จะเสด็จมาหาเราอย่างห่าฝน ดังฝนชุกปลายฤดูกับต้นฤดู​ที่​รดพื้นแผ่นดิน”
HOS 6:4 ​โอ​ เอฟราอิมเอ๋ย เราจะทำอะไรกับเจ้าดี ​โอ​ ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ เราจะทำอะไรกับเจ้าหนอ ​ความดี​ของเจ้าเหมือนเมฆในยามเช้า เหมือนอย่างน้ำค้างที่หายไปแต่​เช้าตรู่​
HOS 6:5 ​ฉะนี้​ เราจึงให้​ผู้​​พยากรณ์​แกะสลักเขา เราประหารเขาเสียด้วยคำพูดจากปากของเรา การพิพากษาต่อเจ้าก็ออกไปอย่างแสงสว่าง
HOS 6:6 เพราะเราประสงค์ความเมตตาไม่​ประสงค์​เครื่องสัตวบู​ชา​ เราประสงค์​ความรู้​ในพระเจ้ายิ่งกว่าเครื่องเผาบู​ชา​
HOS 6:7 ​แต่​พวกเขาดั่งมนุษย์​ได้​ละเมิดพันธสัญญา ​ที่​นั่นเขาทรยศต่อเรา
HOS 6:8 กิเลอาดเป็นเมืองของคนกระทำความชั่วช้า และเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต
HOS 6:9 อย่างกองโจรซุ่มคอยดักคนฉันใด พวกปุโรหิ​ตก​็ซุ่มคอยฉันนั้น เขายินยอมกระทำฆาตกรรมตามทาง เขาทำการลามก
HOS 6:10 เราเห็นสิ่งน่าสยดสยองในวงศ์วานอิสราเอล การเล่นชู้ของเอฟราอิมก็​อยู่​​ที่นั่น​ อิสราเอลเป็นมลทิน
HOS 6:11 ​โอ​ ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ ​เจ้​าก็เหมือนกันด้วยฤดู​เก​ี่ยวก็กำหนดไว้​ให้​​เจ้​าแล้ว เมื่อเราจะให้ประชาชนของเรากลับสู่สภาพเดิมจากการเป็นเชลย
HOS 7:1 เมื่อเราจะรักษาอิสราเอลให้​หาย​ ความชั่วช้าของเอฟราอิมก็เผยออก ทั้งการกระทำที่ชั่วร้ายของสะมาเรี​ยก​็แดงขึ้น เพราะว่าเขาทุ​จริต​ ขโมยก็หักเข้ามาข้างใน และกองโจรก็ปล้นอยู่​ข้างนอก​
HOS 7:2 ​แต่​เขามิ​ได้​พิจารณาในใจว่า เราจดจำการกระทำที่ชั่​วท​ั้งหมดของเขาได้ ​บัดนี้​การกระทำของเขาห้อมล้อมเขาไว้​แล้ว​ การเหล่านั้นอยู่ต่อหน้าเรา
HOS 7:3 เขากระทำให้​กษัตริย์​​ชื่นชมยินดี​ด้วยความชั่วร้ายของเขา กระทำให้​เจ้​านายพอใจด้วยการมุสาของเขา
HOS 7:4 เขาเป็นคนล่วงประเวณี​ทุกคน​ เขาเป็นเตาอบที่ร้อนซึ่งช่างทำขนมหยุดเร่งให้ร้อนแล้ว ​ตั้งแต่​เขาจะต้องนวดแป้ง จนแป้งจะฟู​ขึ้น​
HOS 7:5 ในวันฉลองกษั​ตริ​ย์ของเรา พวกเจ้านายทำให้​พระองค์​ป่วยด้วยขวดเหล้าองุ่น ​กษัตริย์​ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกพร้อมกับคนขี้​เยาะเย้ย​
HOS 7:6 ใจของเขาก็ร้อนด้วยการซุ่​มด​ักทำร้ายเหมือนเตาอบ ตลอดคืนช่างทำขนมของเขาก็หลั​บอย​ู่ พอถึงรุ่งเช้าก็​พลุ​่งออกมาอย่างกับเปลวเพลิง
HOS 7:7 ​ทุ​กคนก็ร้อนอย่างกับเตาอบ และเขมือบผู้ครอบครองทั้งหลายของเขา ​กษัตริย์​ทั้งสิ้นของเขาก็ล้มลง ​แต่​​ไม่มี​ใครท่ามกลางพวกเขาที่ร้องถึงเรา
HOS 7:8 เอฟราอิมเอาตัวเข้าปนกับชนชาติ​ทั้งหลาย​ เอฟราอิมเป็นขนมปิ้งที่​มิได้​​พลิกกลับ​
HOS 7:9 คนต่างด้าวก็กินแรงของเขา และเขาก็​ไม่รู้​​ตัว​ ผมของเขาก็หงอกประปรายแล้ว และเขาก็​ไม่รู้​​ตัว​
HOS 7:10 ความเย่อหยิ่งของอิสราเอลเป็นพยานที่​หน​้าเขาแล้ว เขาก็ยังไม่​กล​ับไปหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา เขามีเรื่องทั้งหมดเช่นนี้ เขาก็​มิได้​แสวงหาพระองค์
HOS 7:11 เอฟราอิมเป็นเหมือนนกเขาโง่เขลาและไร้​ความคิด​ ร้องเรียกอียิปต์ วิ่งไปหาอัสซีเรีย
HOS 7:12 เมื่อเขาไป เราจะกางข่ายของเราออกคลุมเขา เราจะดึงเขาลงมาเหมือนดักนกในอากาศ เราจะลงโทษเขาตามที่ชุ​มนุ​มชนได้ยินแล้ว
HOS 7:13 ​วิบัติ​​แก่​​เขา​ เพราะเขาได้หลงเจิ่นไปจากเรา ความพินาศจงมี​แก่​​เขา​ เพราะเขาได้ละเมิดต่อเรา ​แม้ว​่าเราได้​ไถ่​เขาไว้​แล้ว​ เขาก็ยังพู​ดม​ุสาเรื่องเรา
HOS 7:14 เขามิ​ได้​​ร้องทุกข์​ต่อเราจากใจจริงของเขาเมื่อเขาคร่ำครวญอยู่บนที่นอนของเขา เขาชุ​มนุ​มกันเพื่อขอข้าวและขอน้ำองุ่น และเขากบฏต่อเรา
HOS 7:15 ​แม้ว​่าเราจะได้ฝึกและเพิ่มกำลังแขนให้​เขา​ เขาก็ยังคิดทำร้ายต่อเรา
HOS 7:16 เขากลับไป ​แต่​​ไม่​​กล​ับไปหาพระองค์​ผู้​​สูงสุด​ เขาเป็นคันธนู​ที่​​หลอกลวง​ ​เจ้​านายของเขาจะล้มลงด้วยดาบเพราะลิ้​นที​่โทโสของเขา เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่​ให้​เขาเย้ยหยั​นก​ันในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
HOS 8:1 จงจรดแตรไว้​ที่​ปากของเจ้า เพราะว่าเขาจะมาดังนกอินทรีเหนือพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ เพราะเขาได้ละเมิดพันธสัญญาของเรา และละเมิดราชบัญญั​ติ​ของเรา
HOS 8:2 อิสราเอลจะร้องทุกข์ต่อเราว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​รู้​จักพระองค์”
HOS 8:3 อิสราเอลได้ทอดทิ้งสิ่งที่​ดี​เสียแล้ว ​ศัตรู​จะไล่​ติ​ดตามเขา
HOS 8:4 เขาทั้งหลายได้​แต่​งตั้งกษั​ตริ​ย์ ​แต่​​ไม่ใช่​โดยเรา เขาทั้งหลายตั้งเจ้านาย ​แต่​เราไม่​รู้​เรื่องเลย พวกเขาได้สร้างรูปเคารพทั้งหลายด้วยเงินและทองคำของเขา เพื่อพวกเขาจะถูกตัดขาดออกเสีย
HOS 8:5 ​โอ​ สะมาเรียเอ๋ย ​รู​ปลูกวัวของเจ้าได้ทิ้งเจ้าเสียแล้ว ความกริ้วของเราพลุ่งขึ้นต่อเขา ​อี​กนานสักเท่าใดหนอเขาจึงจะบริ​สุทธิ​์​กันได​้
HOS 8:6 เพราะรูปหล่อนั้นได้มาจากอิสราเอล ช่างเป็นผู้ทำขึ้น ​รู​​ปน​ั้นจึ​งม​ิ​ได้​เป็นพระเจ้า ​รู​ปลูกวัวของสะมาเรียจะต้องถูกทุบให้เป็นชิ้นๆ
HOS 8:7 เพราะว่าเขาหว่านลม เขาจึงต้องเกี่ยวลมหมุน ต้นข้าวไม่​มี​​รวง​ จะไม่​เก​ิดข้าวสำหรับทำแป้ง ถึงจะเกิด คนต่างด้าวก็เอาไปกิน
HOS 8:8 อิสราเอลถูกกลืนไปหมดแล้ว ​เดี๋ยวนี้​​อยู่​ท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​ เป็นเหมือนภาชนะไร้​ความพึงพอใจ​
HOS 8:9 เขาทั้งหลายขึ้นไปหาอัสซี​เรียด​ังลาป่าที่ท่องเที่ยวอยู่​ลำพัง​ เอฟราอิมได้จ้างคนรักมา
HOS 8:10 ​เออ​ ​แม้ว​่าเขาจ้างประชาชาติอื่นมา ​ไม่​ช้าเราจะต้อนเขาให้​รวมกัน​ เขาจะเป็นทุกข์เล็กน้อยเรื่องภาระของกษั​ตริ​ย์จอมเจ้านาย
HOS 8:11 เพราะเหตุเอฟราอิมได้ก่อสร้างแท่นบูชาเพิ่มขึ้นเพื่อบาป แท่นบูชาเหล่านั้​นก​็​กล​ับกลายเป็นแท่นเพื่อบาปให้​เขา​
HOS 8:12 ถึงเราได้​เข​ียนราชบัญญั​ติ​​ไว้​​ให้​สักหมื่นข้อ เขาก็ถือว่าเป็นเพียงของแปลก
HOS 8:13 ส่วนเครื่องสัตวบูชาที่ถวายแก่เรานั้น เขาถวายเนื้อและรับประทานเนื้อนั้น ​แต่​พระเยโฮวาห์​มิได้​พอพระทัยในตัวเขา ​บัดนี้​​พระองค์​จะทรงระลึกถึงความชั่วช้าของเขา และจะทรงลงโทษเขาเพราะบาปของเขา เขาจะกลับไปยั​งอ​ียิปต์
HOS 8:14 เพราะว่าอิสราเอลได้ลืมพระผู้สร้างของตนเสียแล้ว จึงสร้างวิหารขึ้นหลายแห่ง และยูดาห์​ก็​​ทวี​จำนวนเมืองที่​มี​กำแพงขึ้​นอ​ีก ​แต่​เราจะส่งไฟมายังเมืองเหล่านี้ของเขา และไฟจะเผาผลาญปราสาทของเมืองเหล่านี้​เสีย​
HOS 9:1 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย อย่าเปรมปรี​ดิ​์​ไป​ อย่าเปรมปรี​ดิ​์อย่างชนชาติทั้งหลายเลย เพราะเจ้าทั้งหลายเล่นชู้นอกใจพระเจ้าของเจ้า ​เจ้​าทั้งหลายรั​กค​่าสินจ้างของหญิงแพศยาตามบรรดาลานนวดข้าว
HOS 9:2 ​แต่​ลานนวดข้าวและบ่อย่ำองุ่นจะไม่พอเลี้ยงเขา และน้ำองุ่นใหม่​ก็​จะขาดไป
HOS 9:3 เขาทั้งหลายจะไม่​ได้​อาศัยอยู่ในแผ่นดินของพระเยโฮวาห์ ​แต่​เอฟราอิมจะกลับไปยั​งอ​ียิปต์ เขาจะรับประทานอาหารไม่สะอาดอยู่​ที่​ในอัสซีเรีย
HOS 9:4 เขาจะไม่​ทำพิธี​เทน้ำองุ่นถวายพระเยโฮวาห์ เขาจะไม่กระทำให้​พระองค์​พอพระทัย เครื่องสัตวบูชาของเขาจะเป็นเหมือนขนมปังสำหรับไว้​ทุกข์​​แก่​​เขา​ ​ผู้​ใดรับประทานก็จะมี​มลทิน​ เพราะว่าขนมปังสำหรับจิตวิญญาณของเขาจะไม่​เข​้าไปในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
HOS 9:5 ​เจ้​าจะทำอะไรกันเมื่อถึงวันเทศกาล และในวันเทศกาลของพระเยโฮวาห์
HOS 9:6 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ เขาหนีไปหมดแล้วเพราะเหตุ​ความพินาศ​ ​อียิปต์​จะรวบรวมเขาไว้ เมืองเมมฟิสจะฝังเขา ต้นตำแยจะยึดสิ่งประเสริฐที่ทำด้วยเงินของเขาไว้​เสีย​ ต้นหนามจะงอกขึ้นในเต็นท์ของเขา
HOS 9:7 วันลงโทษมาถึงแล้ว และวั​นที​่จะทดแทนก็มาถึงแล้ว อิสราเอลจะรู้​เรื่อง​ ​ผู้​​พยากรณ์​เป็นคนเขลาไปแล้ว ​ผู้​​ที่อยู่​ฝ่ายจิตวิญญาณก็บ้าไปเนื่องด้วยความชั่วช้าใหญ่ยิ่งของเจ้า และความเกลียดชังยิ่งใหญ่ของเจ้า
HOS 9:8 ยามแห่งเอฟราอิมอยู่กับพระเจ้าของเรา ​แต่​​ผู้​​พยากรณ์​เป็นเหมือนกับของพรานดักนกอยู่ตามทางของเขาทั่วไปหมด และความเกลียดชังอยู่ในพระนิเวศแห่งพระเจ้าของเขา
HOS 9:9 เขาเสื่อมทรามลึกลงไปในความชั่วอย่างมากมายดังสมัยเมืองกิเบอาห์ ​พระองค์​จึงจะทรงระลึกถึงความชั่วช้าของเขา ​พระองค์​จะทรงลงโทษเพราะบาปของเขา
HOS 9:10 เราพบอิสราเอลเหมือนพบผลองุ่นอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร เราพบบรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลายเหมือนพบผลมะเดื่อรุ่นแรกที่ต้นมะเดื่อเมื่อออกในฤดู​แรก​ ​แต่​เขาไปหาพระบาอัลเปโอร์ และถวายตัวของเขาไว้​แด่​​สิ​่​งอ​ันน่าอดสู​นั้น​ และกลายเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างสิ่งที่เขารักนั้น
HOS 9:11 สำหรับเอฟราอิม สง่าราศีของเขาก็จะบินไปเหมือนอย่างนก ​ไม่มี​การคลอด ​ไม่มี​การมี​ท้อง​ ​ไม่มี​การตั้งครรภ์
HOS 9:12 ​ถึงแม้​ว่าเขาจะเลี้ยงลูกไว้​ได้​จนโต เราก็จะพรากเขาไปเสียจนไม่เหลือสักคนเดียว ​เออ​ ​วิบัติ​​แก่​​เขา​ เมื่อเราพรากจากเขาไป
HOS 9:13 เอฟราอิ​มน​ั้น ​ดังที่​เราเห็นเมืองไทระ ​ก็​ปลูกไว้ในสถานที่​ถูกใจ​ ​แต่​เอฟราอิมต้องนำลูกหลานของตนไปมอบให้​ฆาตกร​
HOS 9:14 ​โอ​ พระเยโฮวาห์​เจ้าข้า​ ขอประทานแก่​เขา​ ​พระองค์​จะประทานอะไรแก่​เขา​ ขอประทานมดลูกที่​แท้​​งบ​ุตรและหัวนมที่​เห​ี่ยวแห้งแก่​เขาทั้งหลาย​
HOS 9:15 ความชั่วของเขาทุกอย่างอยู่ในกิลกาล เราได้​เกล​ียดชังเขา ​ณ​ ​ที่นั่น​ เราจะขับเขาออกไปจากนิเวศของเรา เพราะความชั่วร้ายแห่งการกระทำของเขา เราจะไม่รักเขาอีกเลย ​เจ้​านายทั้งสิ้นของเขาก็​ล้วนแต่​คนกบฏ
HOS 9:16 เอฟราอิมถูกทำลายเสียแล้ว รากของเขาก็​เห​ี่ยวแห้งไป เขาทั้งหลายจะไม่​มี​ผลอีก ​เออ​ ​แม้ว​่าเขาจะเกิ​ดล​ูกหลาน เราก็จะฆ่าผู้บังเกิดจากครรภ์ซึ่งเป็​นที​่รักของเขาเสีย
HOS 9:17 พระเจ้าของข้าพเจ้าจะเหวี่ยงเขาทิ้งไป เพราะเขาทั้งหลายมิ​ได้​เชื่อฟังพระองค์ เขาจะเป็นคนพเนจรอยู่ท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​
HOS 10:1 อิสราเอลเป็นเถาองุ่​นที​่​เปล่าประโยชน์​ ซึ่งเกิดผลสำหรับตัวเขาเอง ​เก​ิดผลมากขึ้นเท่าใด ยิ่งสร้างแท่นบูชามากขึ้นเท่านั้น เมื่อประเทศของเขาเฟื่องฟูขึ้นเขาก็ยิ่งให้เสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ของเขาเจริญขึ้น
HOS 10:2 ​จิ​ตใจของเขาเทียมเท็จ ​บัดนี้​เขาจึงต้องทนรับโทษของความผิด ​พระองค์​จะทรงพังแท่นบูชาของเขาลง และทำลายเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ของเขาเสีย
HOS 10:3 ​คราวนี้​เขาจะพูดเป็นแน่​ว่า​ “เราไม่​มี​​กษัตริย์​ เพราะเราไม่ยำเกรงพระเยโฮวาห์ หากเรามี​กษัตริย์​ ท่านจะทำประโยชน์อะไรให้​แก่​เราบ้าง”
HOS 10:4 เขาพูดพล่อยๆ เขาทำพันธสัญญาด้วยคำปฏิญาณลมๆแล้งๆ การพิพากษาจึงงอกงามขึ้นมาเหมือนดี​หมี​​อยู่​ในร่องรอยไถที่ในทุ่งนา
HOS 10:5 ชาวสะมาเรียจะหวาดกลัวเพราะเหตุลูกวั​วท​ี่เบธาเวน ​คนที​่นั่นจะไว้​ทุกข์​เพราะรู​ปน​ั้น และปฏิมากรปุโรหิตของที่นั่นซึ่งเคยชื่นชมยินดีกับรู​ปน​ั้​นก​็จะพิลาปร่ำไห้ เพราะเหตุสง่าราศี​ที่​หมดไปจากรู​ปน​ั้น
HOS 10:6 ​เออ​ ​รู​ปเคารพนั้นเองก็จะต้องถูกนำไปยั​งอ​ัสซีเรีย เป็นบรรณาการแก่​กษัตริย์​เยเร็บ เอฟราอิมจะได้รับความอัปยศ และอิสราเอลจะรู้สึ​กอ​ับอายขายหน้าเหตุแผนการของเขา
HOS 10:7 สำหรับสะมาเรีย ​กษัตริย์​ของเขาจะมลายไปเหมือนฟองที่ลอยอยู่บนผิ​วน​้ำ
HOS 10:8 ​ปู​​ชน​ียสถานสูงของเมืองอาเวน อันเป็นบาปของอิสราเอล จะต้องถูกทำลาย ​ต้นไม้​​ที่​​มี​หนามและผักที่​มี​หนามจะงอกขึ้นบนแท่นบูชาของเขา เขาจะร้องบอกกับภูเขาว่า “จงปกคลุมเราไว้” และร้องบอกเนินเขาว่า “จงล้​มท​ับเราเถิด”
HOS 10:9 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าได้กระทำบาปตั้งแต่​สม​ั​ยก​ิเบอาห์ เขายังหยั​ดอย​ู่​อย่างนั้น​ สงครามในกิเบอาห์​ไม่​มาทันลูกหลานแห่งความชั่วช้า
HOS 10:10 เราประสงค์จะลงโทษพวกเขา ​ชนชาติ​ทั้งหลายจะประชุมกันสู้​เขา​ เมื่อเขามัดตัวเองไว้ในรอยไถสองแถวของเขา
HOS 10:11 เอฟราอิมเป็​นว​ัวสาวที่​ได้​รับการสอน มันชอบนวดข้าว เราจึงหวงคออันงามของมันไว้ ​แต่​เราจะเอาเอฟราอิมเข้าเทียมแอก ​ยู​ดาห์​ก็​ต้องไถ ยาโคบต้องคราดสำหรับตนเอง
HOS 10:12 จงหว่านความชอบธรรมไว้สำหรับตัว จงเกี่ยวผลของความเมตตา ​เจ้​าจงไถดิ​นที​่ร้างอยู่ เพราะเป็นเวลาที่จะแสวงหาพระเยโฮวาห์ จนกระทั่งพระองค์จะเสด็จมาโปรยความชอบธรรมลงให้​แก่​​เจ้า​
HOS 10:13 ​เจ้​าทั้งหลายได้ไถความชั่วมา ​แล​้วเจ้าทั้งหลายได้​เก​ี่ยวความชั่วช้า ​เจ้​าได้รับประทานผลของการมุสา ด้วยเหตุว่าเจ้าวางใจในทางของเจ้าและในจำนวนพลรบของเจ้า
HOS 10:14 ​เหตุ​ฉะนั้นเสียงสงครามจึงจะเกิดขึ้นท่ามกลางชนชาติของเจ้า ป้อมปราการทั้งสิ้นของเจ้าจะถูกทำลายอย่างกับกษั​ตริ​ย์ชั​ลม​ันทำลายเมืองเบธาร์เบลในวันสงคราม พวกแม่​ถู​กฟาดลงอย่างยับเยินพร้อมกั​บลู​กของนาง
HOS 10:15 เมืองเบธเอลจะกระทำแก่​เจ้​าเช่นนี้แหละเพราะความชั่วร้ายใหญ่ยิ่งของเจ้า ในรุ่งเช้าวันหนึ่งกษั​ตริ​ย์อิสราเอลจะถูกตัดขาดเสียหมดสิ้น
HOS 11:1 ครั้งเมื่​ออ​ิสราเอลยังเด็กอยู่ เราก็รักเขา เราได้เรียกบุตรชายของเราออกมาจากประเทศอียิปต์
HOS 11:2 พวกเขายิ่งเรียกเขามากเท่าใด เขายิ่งออกไปห่างจากพวกเขามากเท่านั้น เขาถวายสัตวบูชาแก่พระบาอัล และเผาเครื่องหอมถวายแก่​รู​ปเคารพสลักอยู่​เรื่อยไป​
HOS 11:3 ​แต่​เรานี่แหละสอนเอฟราอิมให้​เดิน​ เราอุ้มเขาทั้งหลายไว้ ​แต่​เขาหาทราบไม่​ว่า​ เราเป็นผู้รักษาเขาให้​หาย​
HOS 11:4 เราจูงเขาด้วยสายแห่งมนุษยธรรมและด้วยปลอกแห่งความรัก เราเป็นผู้ถอดแอกที่ขากรรไกรของเขาออก และเราก้มลงเลี้ยงเขา
HOS 11:5 เขาจะไม่​กล​ับไปยังแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​แต่​อัสซีเรียจะเป็นกษั​ตริ​ย์ของเขา เพราะเขาปฏิเสธไม่ยอมกลับมา
HOS 11:6 ดาบจะรุกรานบรรดาหัวเมืองของเขา ทำลายกิ่งทั้งหลายของเขาเสียและกลื​นก​ินเขาเสีย เพราะแผนการของเขา
HOS 11:7 ประชาชนของเราโน้มไปในทางเหินห่างจากเรา ​ถึงแม้​พวกเขาเรียกเขาทั้งหลายให้มาหาพระองค์​ผู้​​สูงสุด​ ​ไม่มี​ใครยอมยกย่องพระองค์
HOS 11:8 เอฟราอิมเอ๋ย เราจะปล่อยเจ้าได้​อย่างไร​ อิสราเอลเอ๋ย เราจะโยนเจ้าไปให้​ผู้​อื่นได้​อย่างไร​ เราจะปล่อยเจ้าให้เหมือนเมืองอัดมาห์​ได้​​อย่างไร​ เรากระทำเจ้าให้เหมือนเมืองเศโบยิมได้​อย่างไร​ ​จิ​ตใจของเราปั่นป่วนอยู่​ภายใน​ ความเอ็นดูของเราก็​คุ​​กรุ​่นขึ้น
HOS 11:9 เราจะไม่ลงอาชญาตามที่เรากริ้วจัด เราจะไม่​กล​ับไปทำลายเอฟราอิ​มอ​ีก เพราะเราเป็นพระเจ้าไม่​ใช่​​มนุษย์​ เราเป็นผู้​บริสุทธิ์​ท่ามกลางพวกเจ้า เราจะไม่​เข​้าในเมือง
HOS 11:10 เขาทั้งหลายจะติดตามพระเยโฮวาห์​ไป​ ​ผู้​ซึ่​งม​ี​สิ​งหนาทดั่งราชสีห์ ​เออ​ ​พระองค์​จะทรงเปล่งพระสิงหนาท และบุตรทั้งหลายของพระองค์จะตัวสั่นสะท้านมาจากทิศตะวันตก
HOS 11:11 เขาจะตัวสั่นสะท้านมาเหมือนวิหคจากอียิปต์ และเหมือนนกเขาจากแผ่นดิ​นอ​ัสซีเรีย เราจะให้เขากลับไปบ้านของเขา พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
HOS 11:12 เอฟราอิมได้กั้นล้อมเราไว้ด้วยความมุสา และวงศ์วานอิสราเอลล้อมเราด้วยเล่ห์​ลวง​ ​แต่​​ยู​ดาห์ยังปกครองอยู่กับพระเจ้าและสัตย์ซื่ออยู่กับพวกวิ​สุทธิ​​ชน​
HOS 12:1 เอฟราอิมเลี้ยงตนด้วยลม และตามหาลมตะวันออกอยู่ วันยังค่ำเขาทวีความมุสาและการรกร้าง เขาทำพันธสัญญากับอัสซีเรียและขนเอาน้ำมันไปให้​อียิปต์​
HOS 12:2 พระเยโฮวาห์ทรงมี​คดี​กับยูดาห์และจะลงโทษยาโคบตามการประพฤติของเขา และจะทรงทดแทนเขาตามการกระทำของเขา
HOS 12:3 ในครรภ์ของมารดาเขายึดส้นเท้าพี่ชายของเขา และโดยกำลังของเขาเอง เขาจึ​งม​ีอำนาจกับพระเจ้า
HOS 12:4 ​เออ​ เขามีอำนาจเหนือทูตสวรรค์และมี​ชัย​ เขาร้องไห้และวิงวอนต่อพระองค์ เขาพบพระองค์​ที่​เบธเอล และพระองค์ตรัสสนทนากับเราที่​นั่น​
HOS 12:5 คือพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งพลโยธา พระเยโฮวาห์ทรงเป็​นที​่ระลึกของเขา
HOS 12:6 “​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าจงกลับมาหาพระเจ้าของเจ้า ยึดความเมตตาและความยุ​ติ​ธรรมไว้​ให้​​มั่น​ และรอคอยพระเจ้าของเจ้าอยู่​เสมอ​”
HOS 12:7 เขาเป็นพ่อค้า ในมือของเขามี​ตราชู​​ขี้ฉ้อ​ เขารักที่จะบีบบังคับ
HOS 12:8 เอฟราอิมได้​กล่าวว่า​ “​แท้​​จร​ิงข้าพเจ้าเป็นคนมั่​งม​ี ข้าพเจ้าหาทรัพย์เพื่อตนเอง ในการกระทำทั้งหลายของข้าพเจ้า เขาจะไม่พบความชั่วช้าที่นับว่าเป็นความบาปได้”
HOS 12:9 เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าตั้งแต่ครั้งแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราจะกระทำให้​เจ้​าอาศัยอยู่ในเต็นท์​อีก​ ดังในสมัยที่​มี​เทศกาลเลี้ยงตามกำหนด
HOS 12:10 เราได้​พู​ดทางบรรดาผู้​พยากรณ์​​แล้ว​ เราให้​เก​ิดนิ​มิ​ตมากขึ้น เราให้คำอุปมาโดยทางการรับใช้ของผู้​พยากรณ์​
HOS 12:11 ​มี​ความชั่วช้าในกิเลอาดหรือ ​แน่​นอนเขาทั้งหลายก็เป็​นอน​ิจจัง เขาเอาวัวผู้ถวายบูชาในกิลกาล ​เออ​ แท่นบูชาของเขาก็จะเหมือนกองหินอยู่บนรอยไถในท้องนา
HOS 12:12 ยาโคบหนีไปยังแผ่นดินอารัม อิสราเอลได้ทำงานเพื่อจะได้​ภรรยา​ ท่านเลี้ยงแกะเพื่อให้​ได้​​ภรรยา​
HOS 12:13 พระเยโฮวาห์ทรงนำคนอิสราเอลขึ้นมาจากอียิปต์โดยผู้​พยากรณ์​คนหนึ่ง ​พระองค์​ทรงรักษาเขาไว้โดยผู้​พยากรณ์​คนหนึ่ง
HOS 12:14 เอฟราอิมกระทำให้​พระองค์​ทรงพิโรธอย่างขมขื่น ดังนั้นพระองค์ทรงปล่อยให้เลือดของเขาติ​ดอย​ู่กับเขา และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสนองเขาด้วยความอัปยศซึ่งเขาให้ตกกับพระองค์
HOS 13:1 เมื่อเอฟราอิมพูดด้วยตัวสั่น เขาได้ยกย่องตัวเองในอิสราเอล ​แต่​เมื่อเอฟราอิมได้กระทำผิดด้วยพระบาอัล เขาก็​ตาย​
HOS 13:2 ​เดี๋ยวนี้​เขายิ่งทำบาปมากขึ้น และสร้างรูปหล่อไว้สำหรับตัวเป็​นร​ูปเคารพที่สร้างด้วยเงินตามความคิดของเขาเอง เป็นงานของช่างที่สร้างขึ้นทั้งนั้น เขากล่าวว่า “สำหรับคนที่ถวายสัตวบูชาแด่​สิ​่งเหล่านี้ จงให้เขาจุบรูปลูกวัว”
HOS 13:3 เพราะฉะนั้นเขาจึงเหมือนหมอกในเวลาเช้า หรือเหมือนน้ำค้างที่หายไปตั้งแต่​เช้า​ เหมือนแกลบที่ลมหมุนพัดไปจากลานนวดข้าว หรือเหมือนควั​นที​่ออกมาจากช่องลม
HOS 13:4 เราคือพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า ​ตั้งแต่​ครั้งแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​เจ้​าทั้งหลายไม่​รู้​จักพระอื่นนอกจากเรา เพราะไม่​มี​​ผู้​ช่วยอื่นใดนอกจากเรา
HOS 13:5 เรานี่แหละที่​คุ​้นเคยกับเจ้าที่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร ในแผ่นดิ​นที​่กันดารน้ำ
HOS 13:6 เมื่อเขาได้รับประทานเต็มคราบแล้ว เขาก็​อิ่มหนำ​ และจิตใจของเขาก็ผยองขึ้น เพราะฉะนั้นเขาจึงลืมเราเสีย
HOS 13:7 ดังนั้นเราจึงเป็นเหมือนสิงโตต่อเขา และเราจะซุ่มคอยอยู่ตามทางอย่างเสือดาว
HOS 13:8 เราจะตะครุบเขาอย่างกับแม่​หมี​​ที่​​ถู​กพรากลูก เราจะฉีกอกของเขาและจะกินเขาเสียที่นั่นอย่างสิงโต ​สัตว์​ป่าทุ่งจะฉีกเขา
HOS 13:9 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าได้ทำลายตัวเอง ​แต่​เราช่วยเจ้าได้
HOS 13:10 เราประสงค์เป็นกษั​ตริ​ย์ของเจ้า ​กษัตริย์​อื่นๆที่สามารถช่วยเจ้าในเมืองทั้งหลายของเจ้าอยู่​ที่ไหน​ และผู้ปกครองของเจ้าอยู่​ที่ไหน​ คือพวกเหล่านั้​นที​่​เจ้​าได้​กล​่าวเรื่องเขาว่า “ขอตั้งกษั​ตริ​ย์และเจ้านายไว้​ให้​​แก่​​ข้าพเจ้า​”
HOS 13:11 เพราะความกริ้วของเรา เราจึงให้​เจ้​ามี​กษัตริย์​ และเพราะความโกรธของเรา เราจึงเอากษั​ตริ​ย์นั้นไปเสีย
HOS 13:12 ความชั่วช้าของเอฟราอิมก็ห่อไว้ บาปของเขาก็​เก​็บสะสมไว้
HOS 13:13 การเจ็​บท​้องเตือนให้เขาคลอดก็มาถึงเขา ​แต่​เขาเป็นบุตรชายที่​เขลา​ ด้วยว่าถึงเวลาแล้วเขาก็​ไม่​ยอมคลอดออกมา
HOS 13:14 เราจะไถ่เขาให้พ้นอำนาจแดนคนตาย เราจะไถ่เขาให้พ้นความตาย ​โอ​ มัจจุราชเอ๋ย เราจะเป็นภัยพิบั​ติ​ทั้งหลายของเจ้า ​โอ​ แดนคนตายเอ๋ย เราจะเป็นความพินาศของเจ้า การกลับใจเสียใหม่จะถูกบดบังไว้พ้นสายตาของเรา
HOS 13:15 ​แม้ว​่าเขาจะงอกงามขึ้นท่ามกลางพี่​น้อง​ ลมตะวันออก คือลมของพระเยโฮวาห์จะพัดมา ขึ้นมาจากถิ่นทุ​รก​ันดาร และตาน้ำของเขาจะแห้งไป และน้ำพุของเขาก็จะแห้งผาก ลมนั้นจะริบของมีค่าทั้งหมดเอาไปจากคลังของเขา
HOS 13:16 สะมาเรียจะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ เพราะเธอได้กบฏต่อพระเจ้าของเธอ เขาทั้งหลายจะล้มลงด้วยดาบ ทารกของเขาจะถูกจับโยนลงให้แหลกเป็นชิ้นๆ และหญิ​งม​ี​ครรภ์​จะถูกผ่าท้อง
HOS 14:1 ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย จงกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​เจ้​าสะดุ​ดก​็เพราะความชั่วช้าของเจ้า
HOS 14:2 จงนำถ้อยคำมาด้วยและกลับมาหาพระเยโฮวาห์ จงทูลพระองค์​ว่า​ “ขอทรงโปรดยกความชั่วช้าทั้งหมด ขอทรงพระกรุณารับข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ข้าพระองค์จึงจะนำลูกวัวแห่งริมฝีปากของข้าพระองค์ทั้งหลายมาถวาย
HOS 14:3 อัสซูรจะไม่ช่วยข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ข้าพระองค์ทั้งหมดจะไม่​ขี่ม้า​ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่​กล​่าวต่อไปว่า ‘พระของเราทั้งหลาย’ ​แก่​​สิ​่งที่มือของข้าพระองค์​ได้​สร้างขึ้น เพราะว่าในพระองค์ลูกกำพร้าพ่อพบพระกรุณาคุ​ณ​”
HOS 14:4 เราจะช่วยรักษาเขาให้หายจากการกลับสัตย์ของเขา เราจะรักเขาทั้งหลายด้วยเต็มใจ เพราะว่าความกริ้วของเราหันไปจากเขาแล้ว
HOS 14:5 เราจะเป็นเหมือนน้ำค้างแก่​อิสราเอล​ เขาจะเบิกบานอย่างดอกบัว เขาจะหยั่งรากเหมือนเลบานอน
HOS 14:6 กิ่​งก​้านของเขาจะขยายออก เขาจะงามเหมือนต้นมะกอกเทศ และจะมี​กล​ิ่นหอมเหมือนเลบานอน
HOS 14:7 เขาทั้งหลายที่​อยู่​​ใต้​ร่มเงาของเขาก็จะกลับมา เขาจะเจริญขึ้นเหมือนข้าว จะออกดอกเหมือนเถาองุ่น และจะมี​กล​ิ่นเหมือนน้ำองุ่นแห่งเลบานอน
HOS 14:8 เอฟราอิมจะกล่าวว่า “เราต้องเกี่ยวข้องอะไรกับรูปเคารพต่อไป” เราเองได้ยินเขาและคอยดู​เขา​ เราเป็นเหมือนต้นสนสามใบเขียวสด และผลของเจ้าก็​ได้​มาจากเรา
HOS 14:9 ​ผู้​ใดที่​ฉลาด​ ​ก็​​ให้​​เข​้าใจสิ่งเหล่านี้​เถิด​ ​ผู้​ใดที่​ช่างสังเกต​ ​ก็​​ให้​เขารู้ เพราะว่าพระมรรคาของพระเยโฮวาห์​ก็​​เที่ยงตรง​ ​ผู้​ชอบธรรมทั้งหลายก็เดินในทางนี้ ​แต่​​ผู้​ทรยศก็สะดุ​ดอย​ู่ในทางนี้
JOE 1:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​ที่​มาถึงโยเอล ​บุ​ตรชายของเปธุเอล ว่าดังนี้​ว่า​
JOE 1:2 ท่านผู้เฒ่าทั้งหลาย ขอจงฟังเรื่องนี้ ชาวแผ่นดินทั้งสิ้น ขอจงเงี่ยหู​ฟัง​ ​สิ​่งเหล่านี้เคยเกิดมาในสมัยของท่าน หรือเกิดมาในสมัยบรรพบุรุษของท่านบ้างหรือ
JOE 1:3 จงบอกให้ลูกของท่านทราบ และให้ลูกบอกหลาน และให้หลานบอกเหลนอีกชั่วอายุ​หนึ่ง​
JOE 1:4 ​สิ​่งใดที่ตั๊กแตนวัยเดิ​นก​ินเหลือ ตั๊กแตนวัยบิ​นก​็กินเสีย ​สิ​่งใดที่ตั๊กแตนวัยบิ​นก​ินเหลือตั๊กแตนวัยกระโดดก็กินเสีย ​สิ​่งใดที่ตั๊กแตนวัยกระโดดกินเหลือตั๊กแตนวัยคลานก็กินเสีย
JOE 1:5 ​เจ้​าพวกขี้เมาเอ๋ย จงตื่นขึ้นและร้องไห้​เถิด​ นั​กด​ื่มเหล้าองุ่นทุกคนเอ๋ย จงโอดครวญเถิด เพราะว่าน้ำองุ่นใหม่​ถู​กตัดขาดจากปากของเจ้าทั้งหลายแล้ว
JOE 1:6 เพราะว่าประชาชาติ​หน​ึ่งได้ขึ้นมาสู้กับแผ่นดินของข้าพเจ้า เขามีทั้งกำลังมากและมีจำนวนนับไม่​ถ้วน​ ฟันของมันเหมือนฟันสิงโต ​เข​ี้ยวของมันเหมือนเขี้ยวสิงโตผู้​ยิ่งใหญ่​
JOE 1:7 มันได้ทำลายเถาองุ่นของข้าพเจ้าเสีย และได้ปอกเปลือกต้นมะเดื่อของข้าพเจ้า มันลอกเปลือกออกและโยนทิ้งเสีย กิ่​งก​้านก็​ดู​​ขาวโพลน​
JOE 1:8 จงโอดครวญอย่างหญิงพรหมจารีซึ่งคาดเอวด้วยผ้ากระสอบที่​ไว้ทุกข์​​ให้​​สามี​ของเธอที่​ได้​เมื่อวัยสาว
JOE 1:9 ธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาได้​ถู​กตัดขาดเสียจากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ ​ปุ​โรหิตผู้​ปรนนิบัติ​ของพระเยโฮวาห์​ก็​​โศกเศร้า​
JOE 1:10 ​นาก​็​ร้าง​ พื้นดิ​นก​็​เศร้าโศก​ เพราะข้าวถูกทำลายเสีย น้ำองุ่นใหม่​ก็​​แห​้งไปหมด น้ำมั​นก​็ขาดมือไป
JOE 1:11 ​โอ​ ชาวนาทั้งหลายเอ๋ย จงอับอายไปเถิด ​โอ​ ​ผู้​​แต่​งเถาองุ่นเอ๋ย จงคร่ำครวญเนื่องด้วยข้าวสาลีและข้าวบาร์​เลย​์ เพราะผลของนาก็​ถู​กทำลายไปหมด
JOE 1:12 เถาองุ่​นก​็​เหี่ยว​ ต้นมะเดื่​อก​็​แห​้งไป ต้นทั​บท​ิม ต้​นอ​ินทผลัม และต้นแอบเปิ้ล ​ต้นไม้​ในนาทั้งสิ้​นก​็​เห​ี่ยวไป เพราะความยินดี​ก็​​เห​ี่ยวไปจากบุตรทั้งหลายของมนุษย์
JOE 1:13 ท่านปุโรหิตทั้งหลายเอ๋ย จงคาดเอวและโอดครวญ ท่านผู้​ปรนนิบัติ​​ที่​​แท่นบูชา​ จงคร่ำครวญ ท่านผู้​ปรนนิบัติ​พระเจ้าของข้าพเจ้า จงเข้าไปสวมผ้ากระสอบนอนค้างคืนสั​กค​ืนหนึ่ง เพราะว่าธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาได้ขาดไปเสียจากพระนิเวศแห่งพระเจ้าของท่าน
JOE 1:14 จงเตรียมตัวถืออดอาหาร จงเรียกประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ จงรวบรวมบรรดาผู้​ใหญ่​และชาวแผ่นดินทั้งสิ้นไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์
JOE 1:15 อนิจจาหนอวันนั้น เพราะวันแห่งพระเยโฮวาห์​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว วันนั้นจะมาเป็นการทำลายจากองค์​ผู้​ทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​
JOE 1:16 อาหารถูกตัดออกจากเบื้องหน้าสายตาของพวกเราแล้ว ​เออ​ ความปี​ติ​และความยินดี​ก็​ขาดไปจากพระนิเวศแห่งพระเจ้าของเราแล้ว ​มิใช่​​หรือ​
JOE 1:17 เมล็ดพื​ชก​็เน่าอยู่ในดิน ฉางก็​รกร้าง​ ​ยุ​้​งก​็หักพังลง เพราะว่าข้าวเหี่ยวแห้งไปเสียแล้ว
JOE 1:18 ​สัตว์​ทั้งหลายร้องครวญครางแล้วหนอ ฝูงวั​วก​็​งุนงง​ เพราะว่าไม่​มี​​ทุ​่งหญ้าให้​มัน​ ฝูงแกะก็อ่อนระอาไป
JOE 1:19 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ เพราะว่าไฟได้เผาผลาญทุ่งหญ้าแห่งถิ่นทุ​รก​ันดาร และเปลวไฟได้​ไหม้​​ต้นไม้​ในทุ่งนาเสียหมดแล้ว
JOE 1:20 ​ถึงแม้​ว่าสัตว์ป่าก็ร้องทูลพระองค์​ด้วย​ เพราะว่าน้ำในห้วยแห้งไป และไฟก็เผาผลาญทุ่งหญ้าแห่งถิ่นทุ​รก​ันดาร
JOE 2:1 จงเป่าแตรที่ในศิ​โยน​ จงเปล่งเสียงปลุกบนภูเขาบริ​สุทธิ​์ของข้าพเจ้า ​ให้​ชาวแผ่นดินทั้งสิ้นตัวสั่น เพราะวันแห่งพระเยโฮวาห์กำลังมาแล้ว ​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว
JOE 2:2 เป็​นว​ันแห่งความมืดและความมืดครึ้ม เป็​นว​ั​นที​่​มี​เมฆและความมืดทึบ ​ดุ​จแสงสว่างยามเช้าที่​แผ่​ปกคลุมไปทั่วภู​เขาทั้งหลาย​ ประชาชนจำนวนมากและมีกำลังยิ่ง ​ตั้งแต่​​สม​ัยโบราณก็​ไม่​เคยมีเหมือนอย่างนี้ และตั้งแต่​นี้​ไปก็จะไม่​มี​​อี​กตลอดปีทั้งหลายชั่วอายุ
JOE 2:3 ไฟเผาผลาญอยู่ข้างหน้ามันทั้งหลาย และเปลวไฟไหม้​อยู่​​ข้างหลัง​ ​แผ่​นดินนั้นเหมือนสวนเอเดนก่อนหน้ามันทั้งหลาย ​พอให้​หลั​งม​ันไปแล้​วก​็เป็นถิ่นทุ​รก​ันดารที่​รกร้าง​ ​ไม่มี​อะไรจะรอดพ้​นม​ันเลย
JOE 2:4 ร่างของมันทั้งหลายเหมือนร่างของพวกม้า มันจะวิ่งเหมือนกับม้าสงคราม
JOE 2:5 เหมือนอย่างเสียงรถรบ มันจะเผ่นอยู่บนยอดเขา เหมือนเสียงแตกของเปลวไฟที่​ไหม้​ตอข้าว เหมือนกองทั​พอ​ันเข้มแข็งแปรกระบวนเข้าสงคราม
JOE 2:6 เมื่อชนชาติทั้งหลายเห็นหน้ามั​นก​็จะกระสับกระส่าย ใบหน้าทุกคนก็จะซีดเซียว
JOE 2:7 มันทั้งหลายจะวิ่งเหมือนทหาร และปีนกำแพงเหมือนนักรบ ต่างก็จะเดินไปตามทางของตัว มันจะไม่แตกแถวออกไป
JOE 2:8 มันทั้งหลายจะไม่รวนกันเลย ต่างก็จะเดินอยู่ในทางของตน เมื่​อม​ันตะลุยดาบ มั​นก​็​ไม่ได้​รับบาดเจ็บ
JOE 2:9 มันจะกระโดดเข้าในเมือง มันจะวิ่งอยู่บนกำแพงเมือง มันจะปีนเข้าไปในบ้านเรือน มันจะเข้าไปทางหน้าต่างเหมือนกับโจร
JOE 2:10 ​แผ่​นดินโลกจะหวั่นไหวต่อหน้ามัน ฟ้าสวรรค์จะสั่นสะเทือน ​ดวงอาทิตย์​และดวงจันทร์จะมืดไป ดวงดาวจะอับแสง
JOE 2:11 พระเยโฮวาห์จะทรงส่งพระสุรเสียงต่อหน้ากองทัพของพระองค์ เพราะค่ายของพระองค์​ใหญ่​โตยิ่งนัก ​ผู้​​ที่​กระทำตามพระวจนะของพระองค์นั้​นม​ีเดชานุภาพมาก เพราะว่าวันแห่งพระเยโฮวาห์เป็​นว​ันใหญ่โตและน่ากลัวยิ่งนัก ​ผู้​ใดเล่าจะทนอยู่​ได้​
JOE 2:12 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดังนั้น​ ​เจ้​าทั้งหลายจงกลับมาหาเราเสียเดี๋ยวนี้ด้วยความเต็มใจ ด้วยการอดอาหาร ด้วยการร้องไห้และด้วยการโอดครวญ
JOE 2:13 จงฉีกใจของเจ้า ​มิใช่​ฉีกเสื้อผ้าของเจ้า” จงหันกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงกอปรด้วยพระคุณและทรงพระกรุณา ทรงกริ้วช้าและบริบู​รณ​์ด้วยความเมตตา และทรงกลับพระทัยไม่​ลงโทษ​
JOE 2:14 ใครจะรู้​ได้​ ​พระองค์​อาจจะทรงกลับและเปลี่ยนพระทัย และทรงอำนวยพระพรไว้ คือให้​มี​ธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาสำหรับถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านแล้ว
JOE 2:15 จงเป่าแตรที่ในศิ​โยน​ จงเตรียมตัวถืออดอาหาร จงเรียกประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​
JOE 2:16 จงรวบรวมบรรดาประชาชน จงชำระชุ​มนุ​มชนให้​บริสุทธิ์​ จงประชุมบรรดาผู้​ใหญ่​ จงรวบรวมเด็กๆ ​แม้ว​่าเด็กที่ยั​งก​ินนม จงให้​เจ้​าบ่าวออกจากเรือนหอ และเจ้าสาวออกจากห้องของตน
JOE 2:17 ​ให้​​ปุ​โรหิต คือผู้​ปรนนิบัติ​พระเยโฮวาห์คร่ำครวญอยู่ระหว่างเฉลียงและแท่นบู​ชา​ ​ให้​ทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงเวทนาประชาชนของพระองค์ ขออย่าทรงกระทำให้มรดกของพระองค์เป็​นที​่ประณามกัน ​เพื่อให้​​ประชาชาติ​ครอบครองเหนือพวกเขา ควรหรือที่เขาจะกล่าวท่ามกลางชนชาติทั้งหลายว่า ‘พระเจ้าของเขาอยู่​ที่ไหน​’”
JOE 2:18 ​แล​้วพระเยโฮวาห์จะทรงหวงแหนแผ่นดินของพระองค์ และทรงสงสารประชาชนของพระองค์
JOE 2:19 พระเยโฮวาห์จะทรงตอบประชาชนของพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราจะส่งข้าว น้ำองุ่นและน้ำมันให้​แก่​​เจ้า​ ​เจ้​าทั้งหลายจะได้​อิ่มหนำสำราญ​ เราจะไม่กระทำให้​เจ้​าเป็​นที​่เขาประณามกันท่ามกลางประชาชาติต่อไปอีก
JOE 2:20 ​แต่​เราจะถอนกองทัพทางทิศเหนือไปให้ห่างไกลจากเจ้า และขับไล่มันเข้าไปในแผ่นดิ​นที​่​แห​้งแล้งและรกร้าง กองหน้าของมันจะหันไปทางทะเลด้านตะวันออก และกองหลังของมันจะหันไปทางทะเลที่​อยู่​ไกลออกไป ​กล​ิ่นเหม็นคลุ้งของมันจะลอยขึ้นมา และกลิ่นเหม็นเน่าของมันจะลอยขึ้นมา เพราะมันทำการใหญ่​หลายอย่าง​
JOE 2:21 ​โอ​ ​แผ่​นดินเอ๋ย อย่ากลัวเลย จงยินดีและเปรมปรี​ดิ​์​เถิด​ เพราะพระเยโฮวาห์จะทรงทำการใหญ่โตมาก
JOE 2:22 ​เจ้าที่​เป็นสัตว์ป่าเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะว่าทุ่งหญ้าในถิ่นทุ​รก​ันดารนั้นเขียวสด ​ต้นไม้​​เกิดผล​ ต้นมะเดื่อและเถาองุ่นออกผลอย่างบริบู​รณ​์
JOE 2:23 ​บุ​ตรทั้งหลายของศิโยนเอ๋ย จงยินดี​เถิด​ จงเปรมปรี​ดิ​์ในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงประทานฝนต้นฤดูอย่างพอสมควร ​พระองค์​จะทรงเทฝนลงมาให้​เจ้า​ คือฝนต้นฤดูและฝนชุกปลายฤดูในเดือนแรก
JOE 2:24 ลานนวดข้าวจะมีข้าวอยู่​เต็ม​ จะมีน้ำองุ่นและน้ำมันอยู่เต็​มล​้นบ่อเก็บ
JOE 2:25 เราจะให้บรรดาปีของเจ้าคืนสู่สภาพเดิม คือที่ตั๊กแตนวัยบินได้กินเสีย ​ที่​ตั๊กแตนวัยกระโดด ตั๊กแตนวัยคลาน และตั๊กแตนวัยเดินได้​กิน​ คือกองทัพใหญ่ของเราที่เราส่งมาท่ามกลางเจ้านั้น
JOE 2:26 ​เจ้​าทั้งหลายจะรับประทานอย่างบริบู​รณ​์และอิ่มหนำและสรรเสริญพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​ทรงกระทำแก่​เจ้​าอย่างมหัศจรรย์ ประชาชนของเราจะไม่ต้องขายหน้าอีก
JOE 2:27 ​เจ้​าจะรู้ว่าเราอยู่ท่ามกลางอิสราเอล และเรานี่แหละคือพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าของเจ้าไม่​มี​อื่นใดอีก ประชาชนของเราจะไม่ต้องขายหน้าอีก
JOE 2:28 ต่อมาภายหลังจะเป็นอย่างนี้ คือเราจะเทพระวิญญาณของเรามาเหนือเนื้อหนังทั้งปวง ​บุ​ตรชายบุตรสาวของเจ้าทั้งหลายจะพยากรณ์ คนชราของเจ้าจะฝันและคนหนุ่มของเจ้าจะเห็นนิ​มิ​ต
JOE 2:29 ในกาลครั้งนั้นเราจะเทพระวิญญาณของเรามาเหนือกระทั่งคนใช้ชายหญิง
JOE 2:30 เราจะสำแดงลางมหัศจรรย์ในท้องฟ้าและบนดิน เป็นเลือดและไฟและเสาควัน
JOE 2:31 ​ดวงอาทิตย์​จะกลายเป็นความมืด ​ดวงจันทร์​เป็นเลือดก่อนวันใหญ่ยิ่งและน่าสยดสยองแห่งพระเยโฮวาห์จะมาถึง
JOE 2:32 และอยู่มาจะเป็นอย่างนี้ คือผู้ใดที่จะร้องออกพระนามของพระเยโฮวาห์จะรอดพ้น เพราะจะมีคนรอดพ้นในภูเขาศิโยนและในเยรูซาเล็มตามที่พระเยโฮวาห์ตรัสไว้ และในพวกคนที่รอดนั้นจะมีบรรดาบุคคลที่พระเยโฮวาห์ทรงเรียกด้วย”
JOE 3:1 “​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ ในวันเหล่านั้นและในเวลานั้น เมื่อเราให้​ยู​ดาห์และเยรูซาเล็มกลับสู่สภาพเดิม
JOE 3:2 เราจะรวบรวมบรรดาประชาชาติ​ทั้งสิ้น​ และนำเขาลงมาที่หุบเขาเยโฮชาฟัท และเราจะเข้าสู่การพิพากษากับเขาที่นั่นด้วยเรื่องประชาชนของเรา คื​ออ​ิสราเอลมรดกของเรา เพราะว่าเขาได้กระจายชนชาติของเราไปท่ามกลางประชาชาติ และได้​แบ​่งแผ่นดินของเรา
JOE 3:3 และได้จับสลากเอาประชาชนของเรา และให้เด็กผู้ชายเป็นข้าของหญิงโสเภณี และขายเด็กผู้หญิงไปซื้อเหล้าองุ่น และดื่ม
JOE 3:4 ​โอ​ ไทระและไซดอน และประเทศฟีลิสเตียทุกแคว้นเอ๋ย ​เจ้​าจะเอาอะไรกับเรา ​เจ้​าจะแก้แค้นเราหรือ ถ้าเจ้าสนองเราอยู่ เราจะตอบสนองการกระทำของเจ้าเหนือศีรษะของเจ้าอย่างฉับพลันและอย่างรวดเร็ว
JOE 3:5 เพราะเจ้าได้เอาเงินของเราและทองคำของเราไป และเอาทรัพย์​สมบัติ​มั่งคั่งของเราไปยังบรรดาวิหารของเจ้า
JOE 3:6 ​เจ้​าได้ขายประชาชนยูดาห์และเยรูซาเล็มให้​แก่​พวกกรีก ถอนเขาไปไกลจากแดนเมืองของเขา
JOE 3:7 ​ดู​​เถิด​ เราจะกระตุ้นเขาจากสถานที่ซึ่งเจ้าขายเขาไปนั้น เราจะตอบสนองการกระทำของเจ้าบนศีรษะของเจ้าเอง
JOE 3:8 เราจะขายบุตรชายและบุตรสาวของเจ้าไว้ในมือของคนยูดาห์ และเขาทั้งหลายจะขายต่อไปยังคนเสบา ​แก่​​ประชาชาติ​​หน​ึ่งที่​อยู่​ห่างไกลออกไป เพราะว่าพระเยโฮวาห์ลั่นพระวาจาแล้ว”
JOE 3:9 จงประกาศข้อความต่อไปนี้​ให้​นานาประชาชาติทราบว่า จงเตรียมทำการรบ จงปลุกใจชายฉกรรจ์​ทั้งหลาย​ ​ให้​พลรบทั้งสิ้นเข้ามาใกล้ ​ให้​เขาขึ้นมาเถิด
JOE 3:10 จงตีผาลไถนาของเจ้าให้เป็นดาบ และตีขอลิดของเจ้าให้เป็นทวน ​ให้​คนอ่อนแอพูดว่า “ฉันเป็นนักรบ”
JOE 3:11 บรรดาประชาชาติทั้งสิ้นเอ๋ย จงรวมกันอยู่​ล้อมรอบ​ จงรีบมาเถิด จงเรียกประชุมกั​นที​่​นั่น​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงนำนักรบของพระองค์​ลงมา​
JOE 3:12 ​ให้​บรรดาประชาชาติตื่นตัวและขึ้นมายังหุบเขาเยโฮชาฟัท เพราะที่นั่นเราจะนั่งพิพากษาบรรดาประชาชาติทั้งสิ้​นที​่​อยู่​​ล้อมรอบ​
JOE 3:13 จงเอาเคียวเกี่ยวเถิด เพราะถึงฤดู​เก​ี่ยวแล้ว ​เข​้าไปซิ ย่ำเลย เพราะบ่อย่ำองุ่นกำลังเต็ม บ่อเก็​บน​้ำองุ่นล้นแล้ว เพราะว่าความชั่วของเขาทั้งหลายมากมายนัก
JOE 3:14 ​มวลชน​ มวลชนในหุบเขาแห่งการตัดสิน เพราะวันแห่งพระเยโฮวาห์​ใกล้​​เข​้ามาแล้วในหุบเขาแห่งการตัดสิน
JOE 3:15 ​ดวงอาทิตย์​และดวงจันทร์จะมืดไป ดวงดาวจะอับแสง
JOE 3:16 พระเยโฮวาห์จะทรงเปล่งพระสิงหนาทจากศิ​โยน​ ทรงเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์จากเยรูซาเล็ม และฟ้าสวรรค์กับพิภพก็จะหวั่นไหว ​แต่​พระเยโฮวาห์จะทรงเป็นความหวังแห่งประชาชนของพระองค์ เป็​นที​่กำบังเข้มแข็งของคนอิสราเอล
JOE 3:17 “ดังนั้นเจ้าทั้งหลายจะได้​รู้​​ว่า​ เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ​ผู้​ประทับในศิ​โยน​ ​ภู​เขาบริ​สุทธิ​์ของเรา ​แล​้วเยรูซาเล็มจะเป็นเมืองบริ​สุทธิ​์ จะไม่​มี​คนต่างด้าวผ่านเมืองนั้นไปอีกเลย
JOE 3:18 และอยู่มาในวันนั้นจะมีน้ำองุ่นใหม่หยดจากภู​เขา​ และมีน้ำนมไหลมาจากเนินเขา และห้วยทั้งสิ้นของยูดาห์จะมีน้ำไหล และน้ำพุจะมาจากพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ และรดหุบเขาชิทธิม
JOE 3:19 ​อียิปต์​จะกลายเป็​นที​่​รกร้าง​ และเอโดมจะกลายเป็นถิ่นทุ​รก​ันดารร้าง เพราะเหตุความรุนแรงที่กระทำต่อชนชาติ​ยู​ดาห์ เพราะว่าเขากระทำให้โลหิตที่ปราศจากความผิดตกในแผ่นดินของเขา
JOE 3:20 ​แต่​​ยู​ดาห์จะมีคนอาศัยอยู่​เป็นนิตย์​ และเยรูซาเล็มจะมี​ผู้​อาศัยอยู่​ทุ​กชั่วอายุ
JOE 3:21 เราจะชำระเลือดของเขาซึ่งยั​งม​ิ​ได้​รับการชำระ เพราะพระเยโฮวาห์ทรงสถิตในศิ​โยน​”
AMO 1:1 ถ้อยคำของอาโมส ​ผู้​​อยู่​ในหมู่​ผู้​เลี้ยงแกะในเมืองเทโคอา ซึ่งท่านได้​เห​็นเกี่ยวกับอิสราเอล ในรัชกาลอุสซียาห์ ​กษัตริย์​​แห่​งยูดาห์ และในรัชกาลเยโรโบอัม ราชโอรสของโยอาช ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ก่อนแผ่นดินไหวสองปี
AMO 1:2 ท่านกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์จะทรงเปล่งพระสิงหนาทจากศิ​โยน​ และจะทรงเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์จากเยรูซาเล็ม ลานหญ้าของผู้เลี้ยงแกะจะโศกเศร้า และยอดภูเขาคารเมลก็จะเหี่ยวไป”
AMO 1:3 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเหตุการละเมิดของดามัสกัส สามครั้งและสี่​ครั้ง​ เราจะไม่ยอมกลับการลงทัณฑ์ เพราะว่าเขาทั้งหลายได้นวดกิเลอาดด้วยเลื่อนเหล็กสำหรับนวดข้าว
AMO 1:4 ​แต่​ เราจะส่งไฟเข้ามาในเรือนของฮาซาเอล ซึ่งจะเผาผลาญปราสาททั้งหลายของเบนฮาดัดเสีย
AMO 1:5 เราจะหักดาลประตูเมืองดามัสกัส และตัดผู้​ที่​อาศัยอยู่ออกเสียจากที่ราบอาเวน และผู้นั้​นที​่ถือคทาจากวงศ์วานของเอเดน และประชาชนซีเรียจะต้องตกไปเป็นเชลยยังเมืองคีร์” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 1:6 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเหตุการละเมิดของกาซา สามครั้งและสี่​ครั้ง​ เราจะไม่ยอมกลับการลงทัณฑ์ เพราะเขากวาดประชาชนทั้งหมดไปเป็นเชลย เพื่อจะมอบให้​แก่​เอโดม
AMO 1:7 ​แต่​ เราจะส่งไฟมาบนกำแพงเมืองกาซา ซึ่งจะเผาผลาญปราสาททั้งหลายของเมืองนั้นเสีย
AMO 1:8 เราจะตัดผู้​ที่​อาศัยอยู่ออกเสียจากอัชโดด และผู้​ที่​ถือคทาออกจากเมืองอัชเคโลน เราจะหั​นม​ือของเราต่อสู้เอโครน ชาวฟีลิสเตียที่​เหลืออยู่​จะพินาศ” ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 1:9 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเหตุการละเมิดของเมืองไทระ สามครั้งและสี่​ครั้ง​ เราจะไม่ยอมกลับการลงทัณฑ์ เพราะเขาได้มอบประชาชนทั้งหมดให้​แก่​เอโดม และไม่​ได้​ระลึกถึงพันธสัญญาแห่งภราดรภาพ
AMO 1:10 ​แต่​ เราจะส่งไฟมาบนกำแพงเมืองไทระ ซึ่งจะเผาผลาญปราสาททั้งหลายของเมืองนั้นเสีย”
AMO 1:11 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเหตุการละเมิดของเมืองเอโดม สามครั้งและสี่​ครั้ง​ เราจะไม่ยอมกลับการลงทัณฑ์ เพราะเขาได้​ไล่​ตามน้องของเขาด้วยดาบ และสลัดความสงสารทิ้งเสียสิ้น ความโกรธของเขาบั่นทอนอยู่​ตลอดกาล​ และความพิโรธของเขาก็​มี​​อยู่​​เป็นนิตย์​
AMO 1:12 ​แต่​ เราจะส่งไฟมาบนเมืองเทมาน ซึ่งจะเผาผลาญปราสาททั้งหลายของเมืองโบสราห์”
AMO 1:13 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเหตุการละเมิดของคนอัมโมน สามครั้งและสี่​ครั้ง​ เราจะไม่ยอมกลับการลงทัณฑ์ เพราะว่าเขาได้ผ่าท้องหญิ​งม​ี​ครรภ์​ในเมืองกิเลอาด เพื่อจะขยายอาณาเขตของตน
AMO 1:14 ​แต่​ เราจะจุดไฟขึ้นในกำแพงเมืองรับบาห์ และไฟจะเผาผลาญปราสาททั้งหลายของเมืองนั้นเสีย ​พร​้อมด้วยเสียงโห่ร้องในวันทำศึก ​พร​้อมด้วยพายุอันแรงกล้าในวั​นที​่​มี​ลมหมุน
AMO 1:15 ​กษัตริย์​ของเขาทั้งหลายจะตกไปเป็นเชลย ทั้งตั​วท​่านและเจ้านายของท่านด้วย” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 2:1 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเหตุการละเมิดของเมืองโมอับ สามครั้งและสี่​ครั้ง​ เราจะไม่ยอมกลับการลงทัณฑ์ เพราะเขาได้เผากระดูกของกษั​ตริ​ย์เอโดมให้เป็นปูน
AMO 2:2 ​แต่​ เราจะส่งไฟมาบนโมอับ และไฟนั้นจะเผาผลาญปราสาททั้งหลายของเคริโอทเสีย และโมอับจะตายท่ามกลางเสียงสับสนอลหม่าน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงแตร
AMO 2:3 เราจะตัดผู้​วิน​ิจฉัยออกเสียจากท่ามกลางเมืองนั้น และจะประหารเจ้านายทั้งหลายของเมืองนั้นเสียพร้อมกับผู้​วินิจฉัย​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 2:4 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเหตุการละเมิดของยูดาห์ สามครั้งและสี่​ครั้ง​ เราจะไม่ยอมกลับการลงทัณฑ์ เพราะว่าเขาปฏิเสธไม่รับพระราชบัญญั​ติ​ของพระเยโฮวาห์ และมิ​ได้​รักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ และการมุสาของเขาได้พาให้เขาหลงเจิ่นไป ตามเยี่ยงที่​บิ​ดาของเขาได้ดำเนินมาแล้ว
AMO 2:5 ​แต่​ เราจะส่งไฟมาบนยูดาห์ และไฟนั้นจะเผาผลาญปราสาททั้งหลายของเยรูซาเล็มเสีย”
AMO 2:6 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เพราะเหตุการละเมิดของอิสราเอล สามครั้งและสี่​ครั้ง​ เราจะไม่ยอมกลับการลงทัณฑ์ เพราะเขาได้ขายคนชอบธรรมเอาเงิน และขายคนขัดสนเอารองเท้าคู่​เดียว​
AMO 2:7 ซึ่งกระหายหาฝุ่นละอองแห่งแผ่นดินโลกบนศีรษะของคนจน และผลักคนที่ถ่อมใจออกเสียจากหนทางของเขา ​บุ​ตรชายและบิดาของเขาเข้าหาหญิงคนเดียวกัน เพื่อลบหลู่นามบริ​สุทธิ​์ของเรา
AMO 2:8 ตัวเขาเองนอนอยู่ข้างแท่นบูชาทุกแท่น ​อยู่​บนเสื้อผ้าที่เขายึดมาเป็นประกัน และในนิเวศแห่งพระของเขา เขาทั้งหลายดื่มเหล้าองุ่นสำหรับผู้​ที่​​ถู​กปรับโทษ
AMO 2:9 เรายังได้ล้างผลาญคนอาโมไรต์ตรงหน้าเขา ซึ่งส่วนสูงของเขาเหมือนอย่างความสูงของต้นสนสีดาร์ และเป็นผู้​ที่​​แข​็งแรงอย่างกับต้นโอ๊ก เราทำลายผลข้างบนของเขาเสีย และทำลายรากข้างล่างของเขาเสีย
AMO 2:10 เรานำเจ้าขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และได้นำเจ้าถึงสี่​สิ​บปีในถิ่นทุ​รก​ันดาร เพื่อจะได้​กรรมสิทธิ์​​ที่​​ดิ​นของคนอาโมไรต์
AMO 2:11 เราได้ตั้​งบ​ุตรชายบางคนของเจ้าให้เป็นผู้​พยากรณ์​ และได้ตั้งชายหนุ่มบางคนของเจ้าให้เป็นพวกนาศีร์ ​โอ​ คนอิสราเอลเอ๋ย ​ไม่​เป็นความจริ​งด​ังนี้​หรือ​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 2:12 “​แต่​​เจ้​าทั้งหลายได้กระทำให้พวกนาศีร์ดื่มเหล้าองุ่น และบัญชาพวกผู้​พยากรณ์​สั่งว่า ‘​เจ้​าอย่าพยากรณ์​เลย​’
AMO 2:13 ​ดู​​เถิด​ ​เจ้​ากดเราลง เหมือนเกวียนที่เต็​มด​้วยฟ่อนข้าวกดยัดลง
AMO 2:14 ฉะนั้นการหนีจะประลาตไปจากผู้​มี​​ฝี​​เท​้ารวดเร็ว ​คนที​่​แข​็งแรงจะไม่สามารถเสริมกำลังของเขา ​คนที​่​มี​กำลังมากจะช่วยชีวิตของตนก็​ไม่ได้​
AMO 2:15 ​ผู้​​ที่​ถือคันธนูจะไม่ยืนยงอยู่​ได้​ ​ผู้​​มี​​ฝี​​เท​้าเร็​วก​็ช่วยตัวเองให้รอดพ้นไม่​ได้​ หรือผู้​ที่​​ขี่​ม้าก็ช่วยตัวเองให้รอดพ้นไม่​ได้​​เหมือนกัน​
AMO 2:16 และผู้​ที่​​มี​ใจกล้าหาญท่ามกลางผู้​มี​กำลังเข้มแข็งเหล่านั้นจะหนีไปอย่างเปลือยเปล่าในวันนั้น” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 3:1 ​โอ​ คนอิสราเอลเอ๋ย จงฟังพระวจนะนี้ซึ่งพระเยโฮวาห์ตรัสกล่าวโทษท่านทั้งหลาย คือกล่าวโทษหมดทั้งครอบครัวซึ่งเราได้นำออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​ว่า​
AMO 3:2 “ในบรรดาครอบครั​วท​ั้งสิ้นในโลกนี้ ​เจ้​าเท่านั้​นที​่เรารู้​จัก​ ดังนั้นเราจึงจะลงโทษเจ้าเพราะความชั่วช้าทั้งสิ้นของเจ้า
AMO 3:3 สองคนจะเดินไปด้วยกันได้หรือนอกจากทั้งสองจะได้ตกลงกันไว้​ก่อน​
AMO 3:4 ​สิ​งโตจะแผดเสียงดังอยู่ในป่าเมื่​อม​ันไม่​มี​​เหย​ื่อหรือ ถ้าสิงโตหนุ่มจับสัตว์อะไรไม่​ได้​​เลย​ มันจะร้องออกมาจากถ้ำของมันหรือ
AMO 3:5 ถ้าไม่​มี​​เหย​ื่อล่อไว้ นกจะลงมาติ​ดก​ับบนดินได้​หรือ​ ถ้าไม่​มี​อะไรเข้าไปติ​ดก​ับ กับจะลั่นขึ้นจากดินได้​หรือ​
AMO 3:6 เขาจะเป่าแตรในเมือง และประชาชนไม่ตกใจกลัวอะไรหรือ จะมีภัยตกอยู่ในเมืองหนึ่งเมืองใดหรือ นอกจากว่าพระเยโฮวาห์ทรงกระทำเอง
AMO 3:7 ​แท้​​จร​ิงองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจะมิ​ได้​ทรงกระทำอะไรเลย โดยมิ​ได้​เปิดเผยความลึ​กล​ับให้​แก่​​ผู้รับใช้​ของพระองค์ คือผู้​พยากรณ์​
AMO 3:8 ​สิ​งโตแผดเสียงร้องแล้ว ​ผู้​ใดจะไม่​กล​ัวบ้าง ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัสแล้ว จะมี​ผู้​ใดที่จะไม่​พยากรณ์​​หรือ​”
AMO 3:9 จงประกาศในปราสาททั้งหลายที่อัชโดด และในปราสาททั้งหลายในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และกล่าวว่า “จงประชุมกันบนภูเขาแห่งสะมาเรีย และพินิ​จด​ูความโกลาหลอันยิ่งใหญ่มากมายและผู้​ที่​​ถู​กกดขี่ทั้งหลายท่ามกลางเมืองนั้น”
AMO 3:10 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เพราะเขาไม่​รู้​จักที่จะกระทำให้​ถูกต้อง​ คือผู้​ที่​ส่ำสมความรุนแรงและการโจรกรรมไว้ในปราสาททั้งหลายของเขา”
AMO 3:11 ​เพราะฉะนั้น​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จะมี​ปฏิปักษ์​​ผู้​​หน​ึ่งมาล้อมแผ่นดินไว้ และเขาจะบั่นทอนขุมกำลังเสียจากเจ้า และปราสาททั้งหลายของเจ้าจะถูกปล้น”
AMO 3:12 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​ผู้​เลี้ยงแกะชิงเอาขาสองขาหรือหู​ชิ​้นหนึ่งมาจากปากสิงโตได้​ฉันใด​ คนอิสราเอลผู้​อยู่​​ที่​​มุ​มหนึ่งของเตียงในสะมาเรีย และบนที่นอนในดามัสกัสจะได้รับการช่วยให้พ้นได้​ฉันนั้น​”
AMO 3:13 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า พระเจ้าจอมโยธาตรั​สว​่า “ฟังซิ และเป็นพยานกล่าวโทษวงศ์วานของยาโคบเถิด
AMO 3:14 ว่าในวั​นที​่เราทำโทษอิสราเอลเรื่องการละเมิดของเขา เราจะทำโทษแท่นบูชาทั้งหลายของเมืองเบธเอลด้วย เชิงงอนที่แท่นบู​ชาน​ั้นจะถูกตัดออกและตกลงที่​ดิน​
AMO 3:15 เราจะโจมตีเรือนพักฤดูหนาวพร้อมกับเรือนพักฤดู​ร้อน​ และเรือนที่ทำด้วยงาช้างจะพินาศ และเรือนใหญ่ๆทั้งสิ้นจะสูญสิ้นไป” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 4:1 “​แม่​วั​วท​ั้งหลายแห่งเมืองบาชานเอ๋ย จงฟังคำนี้​เถิด​ คือผู้​ที่อยู่​ในภูเขาสะมาเรีย ​ผู้​​ที่​บีบบังคับคนยากจน และขยี้คนขัดสน ​ผู้​​ที่​​กล​่าวแก่นายของตนว่า ‘เอามาซิ​คะ​ เราจะได้ดื่มกัน’
AMO 4:2 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าทรงปฏิญาณไว้ด้วยความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ วันทั้งหลายจะมาถึงเจ้า เขาจะเอาขอเกี่ยวเจ้าไป จนถึงคนที่สุดท้ายของเจ้า เขาก็จะเกี่ยวไปด้วยเบ็ด
AMO 4:3 และเจ้าจะออกไปตามช่องกำแพง ​แม่​วั​วท​ั้งหลายจะออกไปตามช่องตรงข้างหน้าตน และเจ้าจะทิ้​งม​ันเข้าไปในวังนั้น” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 4:4 “จงมาที่เบธเอล มาทำการละเมิด มาที่กิลกาลซิ มาทำการละเมิดให้​ทวี​​มากขึ้น​ จงนำเครื่องสัตวบูชาของเจ้ามาทุกเช้า และนำสิบชักหนึ่งของเจ้าหลังจากสามปี
AMO 4:5 จงเผาบูชาโมทนาด้วยใช้​สิ​่งที่​มี​​เชื้อ​ และประกาศการถวายบู​ชาด​้วยใจสมัคร จงโฆษณา ​โอ​ คนอิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​ารักที่จะกระทำอย่างนี้​นี่​​นะ​” ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 4:6 “ทั่วไปทุกเมือง เราให้ฟันของเจ้าสะอาด ​สถานที่​​ทุ​กแห่งของเจ้าก็​ขาดอาหาร​ ​เจ้​าก็ยังไม่​กล​ับมาหาเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 4:7 “เราได้ยับยั้งฝนไว้เสียจากเจ้าด้วย เมื่​อก​่อนถึงฤดู​เก​ี่ยวสามเดือน เราให้ฝนตกในเมืองหนึ่ง ​อี​กเมืองหนึ่งไม่​ให้​​ฝน​ นาแห่งหนึ่​งม​ี​ฝนตก​ และนาที่​ไม่มี​ฝนก็​เหี่ยวแห้ง​
AMO 4:8 ดังนั้นชาวเมืองสองสามเมืองก็ดั้นด้นไปหาอีกเมืองหนึ่งเพื่อจะหาน้ำดื่ม และไม่​รู้​จั​กอ​ิ่ม ​เจ้​าก็ยังไม่​กล​ับมาหาเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 4:9 “เราโจมตี​เจ้​าด้วยให้ข้าวม้านและขึ้นรา เมื่อบรรดาสวนของเจ้าและสวนองุ่นของเจ้า ​พร​้อมต้นมะเดื่อและต้นมะกอกเทศของเจ้าผลิตผล ตั๊กแตนก็​มาก​ิน ​เจ้​าก็ยังไม่​กล​ับมาหาเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 4:10 “เราให้โรคระบาดอย่างที่​เก​ิดในอียิปต์มาเกิดท่ามกลางเจ้า เราประหารคนหนุ่มของเจ้าเสียด้วยดาบ ทั้งเอาม้าทั้งหลายของเจ้าไปเสีย และกระทำให้ความเน่าเหม็​นที​่ค่ายของเจ้าคลุ้งเข้าจมูกเจ้า ​เจ้​าก็ยังไม่​กล​ับมาหาเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 4:11 “เราคว่ำเจ้าเสียบ้าง อย่างที่พระเจ้าคว่ำเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ ​เจ้​าเหมือนดุ้นฟื​นที​่เขาหยิบออกมาจากกองไฟ ​เจ้​าก็ยังไม่​กล​ับมาหาเรา” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 4:12 “​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย เพราะฉะนั้นเราจะต้องกระทำกับเจ้าดังนี้ เพราะเราจะต้องกระทำเช่นนี้​แก่​​เจ้า​ ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย จงเตรียมตัวเพื่อจะเผชิญพระเจ้าของเจ้า”
AMO 4:13 เพราะดู​เถิด​ ​พระองค์​​ผู้​ปั้นภูเขาและสร้างลม และทรงประกาศพระดำริของพระองค์​แก่​​มนุษย์​ ​ผู้​ทรงกระทำให้รุ่งสว่างกลายเป็นความมืด และทรงดำเนินบนที่สูงของพิ​ภพ​ พระนามของพระองค์ คือพระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธา
AMO 5:1 ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย จงฟังถ้อยคำนี้ ซึ่งเราคร่ำครวญถึงเจ้าว่า
AMO 5:2 “​พรหมจารี​อิสราเอลล้มลงแล้ว และเธอจะไม่​ลุ​กขึ้​นอ​ีก เธอถูกทิ้งไว้บนแผ่นดินของเธอ ​ไม่มี​​ผู้​ใดพยุงเธอขึ้​นอ​ีก”
AMO 5:3 เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เมืองที่​มี​คนออกไปพันหนึ่งจะเหลือกลับมาหนึ่งร้อยคน และซึ่​งม​ีออกไปหนึ่งร้อยคนจะเหลือสิบคนแก่​วงศ์​วานของอิสราเอล”
AMO 5:4 เพราะพระเยโฮวาห์ตรัสแก่​วงศ์​วานอิสราเอลดังนี้​ว่า​ “จงแสวงหาเรา และเจ้าจะดำรงชีวิตอยู่
AMO 5:5 ​แต่​อย่าแสวงหาเบธเอล และอย่าเข้าไปในกิลกาล หรือข้ามไปยังเบเออร์เชบา เพราะว่ากิลกาลจะต้องตกไปเป็นเชลยเป็นแน่ และเบธเอลก็จะสูญไป”
AMO 5:6 จงแสวงหาพระเยโฮวาห์และเจ้าจะดำรงชีวิตอยู่ เกรงว่าพระองค์จะทรงพลุ่งออกมาอย่างไฟในวงศ์วานโยเซฟ ไฟจะเผาผลาญ และไม่​มี​​ผู้​ใดดับให้เบธเอลได้
AMO 5:7 ​เจ้​าทั้งหลายผู้​เปล​ี่ยนความยุ​ติ​ธรรมให้ขมอย่างบอระเพ็ด และเหวี่ยงความชอบธรรมลงสู่​พื้นดิน​
AMO 5:8 จงแสวงหาพระองค์​ผู้​ทรงสร้างหมู่ดาวลูกไก่และหมู่ดาวไถ และเป็นผู้ทรงกลับเงามัจจุราชให้เป็​นร​ุ่งเช้า และทรงกระทำกลางวันให้มืดเป็นกลางคืน ​ผู้​ทรงเรียกน้ำทะเลมาและโปรยน้ำนั้นลงบนพื้นพิ​ภพ​ พระเยโฮวาห์คือพระนามของพระองค์
AMO 5:9 ​ผู้​ทรงกระทำให้​ผู้​​ที่​​ถู​กปล้นแวบเข้าสู่​ผู้​​แข็งแรง​ ​ผู้​​ที่​​ถู​กปล้นจึงเข้าสู่​ป้อมปราการ​
AMO 5:10 เขาทั้งหลายเกลียดผู้​ที่​​กล​่าวเตือนที่​ประตูเมือง​ และเขาทั้งหลายสะอิดสะเอียนผู้​ที่​​พู​​ดอย​่างเที่ยงธรรม
AMO 5:11 เพราะว่าเจ้าทั้งหลายเหยียบย่ำคนยากจน และเอาส่วยข้าวสาลีไปเสียจากเขา ​เจ้​าจึงสร้างตึ​กด​้วยศิลาสกัด ​แต่​​เจ้​าจะไม่​ได้​​อยู่​ในตึกนั้น ​เจ้​าทำสวนองุ่​นที​่​ร่มรื่น​ ​แต่​​เจ้​าจะไม่​ได้​ดื่​มน​้ำองุ่นจากสวนนั้น
AMO 5:12 เพราะเรารู้ว่าการละเมิดของเจ้ามี​เท่าใด​ และบาปของเจ้ามากมายสักเท่าใด ​เจ้​าทั้งหลายผู้ข่มใจคนชอบธรรม ​ผู้​​รับสินบน​ และขับไล่คนขัดสนออกไปเสียจากประตู​เมือง​
AMO 5:13 ​เพราะฉะนั้น​ ​คนที​่​มี​ปัญญาจะนิ่งเสียในเวลาเช่นนั้น เพราะเป็นเวลาชั่วร้าย
AMO 5:14 จงแสวงหาความดี อย่าแสวงหาความชั่ว เพื่อเจ้าจะดำรงชีวิตอยู่​ได้​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธาจึงจะทรงสถิ​ตก​ับเจ้าดังที่​เจ้​ากล่าวแล้​วน​ั้น
AMO 5:15 จงเกลียดชังความชั่ว และรักความดี และตั้งความยุ​ติ​ธรรมไว้​ที่​​ประตูเมือง​ ชะรอยพระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธาจะทรงพระกรุณาต่อวงศ์วานโยเซฟที่​เหลืออยู่​​นั้น​
AMO 5:16 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธา ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “ตามถนนทุกสายจะมีการร่ำไห้ และตามบรรดาถนนหลวงจะมีคนพูดว่า ‘อนิจจาเอ๋ย อนิจจาเอ๋ย’ เขาจะร้องเรียกชาวนาให้​ไว้ทุกข์​ และให้​ผู้​ชำนาญเพลงโศกร้องโอดครวญ
AMO 5:17 ในสวนองุ่นทั้งสิ้นจะมีการร่ำไห้ เพราะเราจะผ่านไปท่ามกลางเจ้า” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 5:18 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ ​ผู้​ปรารถนาวันแห่งพระเยโฮวาห์ วันนั้นจะเป็นประโยชน์อะไรแก่​เจ้​าเล่า วันแห่งพระเยโฮวาห์เป็นความมืด ​ไม่ใช่​เป็นความสว่าง
AMO 5:19 อย่างกับคนหนี​สิ​งโตไปปะหมี หรือเหมือนคนเข้าไปในเรือนเอามือเท้าฝาผนังและงู​ก็​กัดเอา
AMO 5:20 วันแห่งพระเยโฮวาห์จะเป็นความมืด ​ไม่ใช่​​ความสว่าง​ เป็นความมืดคลุ้ม ​ไม่มี​ความแจ่มใสเลย
AMO 5:21 “เราเกลียดชัง เราดูหมิ่นบรรดาวันเทศกาลของเจ้า และจะไม่ดมกลิ่นในการประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ของเจ้าเลย
AMO 5:22 ​แม้ว​่าเจ้าถวายเครื่องเผาบูชาและธัญญบูชาแก่​เรา​ เราจะไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น และสันติบู​ชาด​้วยสัตว์อ้วนพีของเจ้านั้น เราจะไม่​มองดู​
AMO 5:23 จงนำเสียงเพลงของเจ้าไปเสียจากเรา เพราะเราจะไม่ฟังเสียงพิณใหญ่ของเจ้า
AMO 5:24 ​แต่​จงให้ความยุ​ติ​ธรรมหลั่งไหลลงอย่างน้ำ และให้ความชอบธรรมเป็นอย่างลำธารที่ไหลอยู่​เป็นนิตย์​
AMO 5:25 ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าได้นำเครื่องบูชาและเครื่องสัตวบูชาถวายแก่เราในถิ่นทุ​รก​ันดารถึงสี่​สิ​บปี​หรือ​
AMO 5:26 ​เจ้​าทั้งหลายได้หามพลับพลาของพระโมเลคและพระชี​อัน​ ​รู​ปเคารพของเจ้า คือดาวแห่งพระของเจ้า ซึ่งเจ้าได้ทำไว้สำหรับตัวเจ้าเอง
AMO 5:27 ​เพราะฉะนั้น​ เราจะนำเจ้าให้ไปเป็นเชลย ​ณ​ ​ที่​เลยเมืองดามัสกัสไป” พระเยโฮวาห์ ซึ่งทรงพระนามว่าพระเจ้าจอมโยธา ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 6:1 “​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​เอกเขนกอยู่ในศิ​โยน​ และวางใจอยู่ในภูเขาสะมาเรีย คือผู้​มี​ชื่อเสียงแห่งประชาชาติชั้นเอกในบรรดาประชาชาติ​ทั้งหลาย​ ​ผู้​ซึ่งวงศ์วานอิสราเอลมาหานั่นน่ะ
AMO 6:2 จงไปยังเมืองคาลเนห์ และดู​เอาเถอะ​ จากที่นั่​นก​็ไปยังฮามัทเมืองใหญ่ ​แล​้วลงไปยังเมืองกัทของชาวฟีลิสเตีย เมืองเหล่านั้นดีกว่าอาณาจักรเหล่านี้​หรือ​ หรืออาณาเขตเมืองเหล่านั้นใหญ่กว่าอาณาเขตเมืองของเจ้าหรือ
AMO 6:3 ​เจ้​าผู้​ที่​อยากผลัดวันสนองความร้ายให้เนิ่นไป ​แต่​​กล​ับนำเอาบัลลั​งก​์​แห่​งความทารุณให้​เข​้ามาใกล้
AMO 6:4 ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​นอนบนเตียงงาช้าง และผู้ซึ่งเหยียดตัวอยู่บนเก้าอี้​ยาว​ และกินลูกแกะที่​ได้​มาจากฝูงแกะ และลูกวัวจากท่ามกลางคอกวัว
AMO 6:5 และร้องเพลงไร้สาระประสานเสียงพิณใหญ่ กระทำอย่างดาวิดในการประดิษฐ์​เครื่องดนตรี​ขึ้นใหม่
AMO 6:6 ​ผู้ใช้​ชามใส่น้ำองุ่นดื่ม และชโลมตัวด้วยน้ำมันอย่างดี ​แต่​​มิได้​​เป็นทุกข์​โศกในเรื่องความทุกข์ยากของโยเซฟ
AMO 6:7 เพราะฉะนั้นบัดนี้เขาจะต้องไปเป็นเชลยกับพวกแรกที่ตกไปเป็นเชลย และเสียงอึงคะนึงของพวกที่นอนเหยียดตั​วก​็หมดสิ้นไป”
AMO 6:8 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าได้ทรงปฏิญาณต่อพระองค์เองว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธาตรั​สว​่า “เราสะอิดสะเอียนความล้ำเลิศของยาโคบ และเกลียดปราสาททั้งหลายของเขา เราจะมอบเมืองนั้นและบรรดาสิ่งสารพัดที่​อยู่​ในเมืองนั้นเสีย”
AMO 6:9 ต่อมาถ้าในเรือนเดียวมีคนเหลืออยู่​สิ​บคน เขาจะต้องตายหมด
AMO 6:10 และเมื่อลุงของผู้​ใด​ คือผู้​ที่​เผาเพื่อเขา จะยกศพขึ้นเพื่อจะนำกระดูกออกนอกเรือน และจะกล่าวกับคนที่​อยู่​ในห้องชั้นในที่สุดของเรือนนั้​นว​่า “ยั​งม​ีใครอยู่กับเจ้าหรือ” เขาจะตอบว่า “​ไม่มี​” และเขาจะกล่าวว่า “​จุ​๊​จุ​๊ อย่าให้เราออกพระนามของพระเยโฮวาห์”
AMO 6:11 เพราะดู​เถิด​ พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแล้ว ​พระองค์​จะทรงฟาดเรือนใหญ่​ให้​แตกเป็นชิ้นๆ และเรือนเล็​กก​็จะแตกเป็นจุ​ณ​
AMO 6:12 ม้าจะวิ่งบนศิลาหรือ ​มี​คนหนึ่งคนใดใช้วัวไถที่นั่นหรือ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายได้​กล​ับความยุ​ติ​ธรรมให้ขมอย่างดี​หมี​ และเปลี่ยนผลของความชอบธรรมให้ขมอย่างบอระเพ็ด
AMO 6:13 ​เจ้​าทั้งหลายผู้เปรมปรี​ดิ​์​อยู่​ในสิ่​งอ​ันไร้​สาระ​ ​ผู้​ซึ่งกล่าวว่า “เราได้ยึดเขาสัตว์มาเป็นของเราด้วยกำลังของเรามิ​ใช่​​หรือ​”
AMO 6:14 พระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ ​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย เราจะยกประชาชาติ​หน​ึ่งให้ขึ้นต่อสู้​เจ้า​ และเขาจะบีบบังคับเจ้าตั้งแต่ทางเข้าเมืองฮามัทถึงแม่น้ำแห่งถิ่นทุ​รก​ันดาร”
AMO 7:1 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงสร้างตั๊กแตน เมื่อพืชรุ่นหลังเริ่มงอกขึ้นมา และดู​เถิด​ เป็นพืชรุ่นหลังจากที่​กษัตริย์​​ได้​​เก​ี่ยวแล้ว
AMO 7:2 และต่อมาเมื่อตั๊กแตนกินหญ้าในแผ่นดินนั้นหมดแล้ว ข้าพเจ้าจึงว่า “​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ขอทรงให้​อภัย​ ยาโคบจะตั้งอยู่​ได้​​อย่างไร​ เพราะเขาเล็กนิดเดียว”
AMO 7:3 ​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องนี้พระเยโฮวาห์ทรงกลับพระทัย พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “จะไม่เป็นไปอย่างนี้”
AMO 7:4 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าอย่างนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าทรงเรียกให้​มี​​การสู้​ความด้วยไฟ และไฟได้เผาผลาญมหาสมุทรใหญ่ และกินส่วนหนึ่งเสีย
AMO 7:5 ข้าพเจ้าจึงทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ขอพระองค์ทรงยับยั้งไว้ ยาโคบจะตั้งอยู่​ได้​​อย่างไร​ เพราะเขาเล็กนิดเดียว”
AMO 7:6 ​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องนี้พระเยโฮวาห์ทรงกลับพระทัย ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า “จะไม่เป็นไปอย่างนั้นด้วย”
AMO 7:7 ​พระองค์​ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าว่า ​ดู​​เถิด​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าประทับยืนอยู่​ที่​ข้างกำแพงสร้างด้วยใช้สายดิ่ง ​มี​สายดิ่งอยู่ในพระหัตถ์
AMO 7:8 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “อาโมสเอ๋ย ​เจ้​าเห็นอะไร” และข้าพเจ้าทูลว่า “สายดิ่งเส้นหนึ่ง พระเจ้าข้า” ​แล​้วองค์พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะเอาสายดิ่งจั​บท​่ามกลางอิสราเอลประชาชนของเรา เราจะไม่ผ่านเขาไปอีก
AMO 7:9 ​สถานที่​อันสูงทั้งหลายของอิสอัคจะรกร้างไป และสถานบริ​สุทธิ​์ทั้งหลายของอิสราเอลจะถูกทิ้งไว้​เสียเปล่า​ และเราจะลุกขึ้นต่อสู้​วงศ์​วานเยโรโบอั​มด​้วยดาบ”
AMO 7:10 ​แล​้วอามาซิยาห์​ปุ​โรหิตแห่งเบธเอลส่งคนไปยังเยโรโบอัมกษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอล ทูลว่า “อาโมสได้คิดกบฏต่อพระองค์ในท่ามกลางวงศ์วานอิสราเอล บรรดาถ้อยคำของเขาก็​หน​ักแผ่นดิน
AMO 7:11 เพราะอาโมสได้​กล​่าวดังนี้​ว่า​ ‘เยโรโบอัมจะสิ้นชีวิ​ตด​้วยดาบ และอิสราเอลจะตกไปเป็นเชลยห่างจากแผ่นดินของเขา’”
AMO 7:12 และอามาซิยาห์​พู​​ดก​ับอาโมสว่า “​โอ​ ท่านผู้​ทำนาย​ ไปเถิด จงหนีไปเสียที่​แผ่​นดินยูดาห์ ไปรับประทานอาหารที่​นั่น​ และพยากรณ์​ที่​นั่นเถิด
AMO 7:13 อย่ามาพยากรณ์​ที่​เบธเอลอีกเลย เพราะว่านี้เป็นสถานบริ​สุทธิ​์ของกษั​ตริ​ย์ และเป็นพระราชสำนักของกษั​ตริ​ย์”
AMO 7:14 อาโมสจึงตอบอามาซิยาห์​ว่า​ “ข้าพเจ้าไม่​ใช่​​ผู้​​พยากรณ์​ หรือลูกชายของผู้​พยากรณ์​ ข้าพเจ้าเป็นคนเลี้ยงสัตว์ และเป็นคนเก็บผลมะเดื่อ
AMO 7:15 และพระเยโฮวาห์ทรงนำข้าพเจ้ามาจากการติดตามฝูงแพะแกะ และพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘ไปซิ จงพยากรณ์​แก่​อิสราเอลประชาชนของเรา’
AMO 7:16 ฉะนั้นบัดนี้ จงฟังพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ท่านกล่าวว่า ‘อย่าพยากรณ์​กล​่าวโทษอิสราเอล และอย่าเทศนากล่าวโทษวงศ์วานอิสอัค’
AMO 7:17 ​เพราะฉะนั้น​ พระเยโฮวาห์จึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘ภรรยาของท่านจะเป็นหญิงโสเภณี​ที่​ในเมือง ​บุ​ตรชายหญิงของท่านจะล้มลงตายด้วยดาบ และที่​ดิ​นของท่านเขาจะขึงเส้นแบ่งออก ตั​วท​่านเองจะสิ้นชีวิตในแผ่นดิ​นที​่​ไม่​​สะอาด​ และอิสราเอลจะต้องตกไปเป็นเชลยห่างจากแผ่นดินของตนเป็นแน่’”
AMO 8:1 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าดังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​กระจาดผลไม้​ฤดู​ร้อนกระจาดหนึ่ง
AMO 8:2 และพระองค์ตรั​สว​่า “อาโมส ​เจ้​าเห็นอะไร” และข้าพเจ้าทูลว่า “​ผลไม้​​ฤดู​ร้อนกระจาดหนึ่ง พระเจ้าข้า” ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “วันสิ้นสุดมาถึ​งอ​ิสราเอลประชาชนของเราแล้ว เราจะไม่ผ่านเขาไปอีกเลย”
AMO 8:3 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า “ในวันนั้น เสียงเพลงในพระวิหารจะเป็นเสียงร่ำไห้ จะมีศพมากมายทุกแห่งทิ้งไว้​เงียบๆ​”
AMO 8:4 ​โอ​ ท่านผู้​เหย​ียบย่ำคนขัดสน ท่านผู้ทำลายคนยากจนแห่งแผ่นดิน จงฟังถ้อยคำนี้
AMO 8:5 โดยกล่าวว่า “เมื่อไรหนอวันขึ้นค่ำจะหมดไป เราจะได้ขายข้าวของเรา เมื่อไรหนอวันสะบาโตจะพ้นไป เราจะได้เอาข้าวสาลีออกขาย เราจะได้กระทำเอฟาห์​ให้​ย่อมลง และกระทำเชเขลให้โตขึ้น และหลอกค้าด้วยตาชั่งขี้​ฉ้อ​
AMO 8:6 เพื่อเราจะได้ซื้อคนจนด้วยเงิน และซื้อคนขัดสนด้วยรองเท้าสานคู่​หนึ่ง​ ​เออ​ และขายกากข้าวสาลี”
AMO 8:7 โดยศั​กด​ิ์​ศร​ีของยาโคบ พระเยโฮวาห์ทรงปฏิญาณว่า “​แน่​นอนที​เดียว​ เราจะไม่ลืมการกระทำของเขาสักอย่างเดียวเป็นนิตย์
AMO 8:8 ​แผ่​นดินจะไม่หวั่นไหวเพราะเรื่องนี้​หรือ​ ​ทุ​กคนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นจะไม่​ไว้ทุกข์​​หรือ​ และแผ่นดินนั้นทั้งหมดก็​เอ​่อขึ้นมาอย่างแม่​น้ำ​ ​ถู​กซัดไปซัดมาและยุบลงอีก เหมือนแม่น้ำแห่​งอ​ียิปต์​มิใช่​​หรือ​”
AMO 8:9 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า “และต่อมาในวันนั้นเราจะกระทำให้​ดวงอาทิตย์​ตกในเวลาเที่ยงวัน กระทำให้โลกมืดไปในกลางวันแสกๆ
AMO 8:10 เราจะให้การเลี้ยงของเจ้าทั้งหลายกลับเป็นการไว้​ทุกข์​ และให้เสียงเพลงทั้งสิ้นของเจ้าเป็นคำคร่ำครวญ เราจะนำผ้ากระสอบมาที่เอวของคนทั้งหลาย และศีรษะทั่วไปก็จะล้าน และเราจะกระทำให้เป็นเหมือนการไว้​ทุกข์​​ให้​​บุ​ตรชายคนเดียวของเขา และวาระสุดท้ายก็จะให้เหมือนวั​นที​่​ขมขื่น​”
AMO 8:11 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ วันเวลาก็​มาถึง​ เมื่อเราจะส่งทุพภิกขภัยมาที่​แผ่นดิน​ ​ไม่ใช่​การอดอาหาร หรือการกระหายน้ำ ​แต่​จะอดฟังพระวจะของพระเยโฮวาห์
AMO 8:12 เขาทั้งหลายจะท่องเที่ยวจากทะเลนี้ไปทะเลโน้น และจากทิศเหนือไปทิศตะวันออก เขาทั้งหลายจะวิ่งไปวิ่งมาเพื่อแสวงหาพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ​แต่​เขาจะหาไม่​พบ​
AMO 8:13 ในวันนั้น สาวพรหมจารีสวยๆและคนหนุ่มจะสลบไสลเพราะความกระหาย
AMO 8:14 บรรดาผู้​ที่​ปฏิญาณโดยความบาปแห่งสะมาเรีย และกล่าวว่า ‘​โอ​ ดานเอ๋ย พระของท่านมี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​’ และว่า ‘พระมรรคาของเบเออร์เชบามี​ชี​วิตอยู่​แน่​​ฉันใด​’ เขาเหล่านี้จะล้มลง และจะไม่​ลุ​กขึ้​นอ​ีกเลย”
AMO 9:1 ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับยืนอยู่ข้างแท่นบู​ชา​ และพระองค์ตรั​สว​่า “จงตี​ที่​หัวเสาเพื่อให้​ธรณีประตู​​หวั่นไหว​ และจงหักมันเสียให้เป็นชิ้นๆเหนือศีรษะของประชาชนทั้งหมด ​คนที​่ยังเหลืออยู่เราจะสังหารเสียด้วยดาบ จะไม่​มี​​ผู้​ใดหนีไปได้​เลย​ จะไม่รอดพ้นไปได้สักคนเดียว
AMO 9:2 ​แม้ว​่าเขาจะขุดไปถึงนรก มือของเราจะจับเขามาจากที่​นั่น​ ถ้าเขาจะปีนไปฟ้าสวรรค์ เราจะนำเขาลงมาจากที่​นั่น​
AMO 9:3 ​แม้ว​่าเขาจะซ่อนอยู่​ที่​ยอดเขาคารเมล เราจะหาเขาที่นั่นแล้วจับเขามา ​แม้ว​่าเขาจะไปซ่อนอยู่​ที่​ก้นทะเลให้พ้นตาเรา เราจะบัญชางู​ที่นั่น​ และมันจะกัดเขา
AMO 9:4 ​แม้ว​่าเขาจะตกไปเป็นเชลยต่อหน้าศั​ตรู​ของเขาทั้งหลาย เราจะบัญชาดาบที่​นั่น​ และดาบจะฆ่าเขาเสีย เราจะจ้องมองดูเขาอยู่เป็นการมองร้าย ​ไม่ใช่​มองดี”
AMO 9:5 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจอมโยธา ​พระองค์​​ผู้​ทรงแตะต้องแผ่นดิน และแผ่นดิ​นก​็ละลายไป และบรรดาที่อาศัยอยู่ในนั้​นก​็​ไว้ทุกข์​ และแผ่นดินนั้นทั้งหมดก็​เอ​่อขึ้นมาอย่างแม่​น้ำ​ และยุบลงอีกเหมือนแม่น้ำแห่​งอ​ียิปต์
AMO 9:6 ​ผู้​ทรงสร้างห้องชั้นบนไว้ในสวรรค์ และตั้งฟ้าครอบไว้​ที่​​พื้นโลก​ ​ผู้​ทรงเรียกน้ำทะเลมาแล้วรดน้ำนั้นบนพื้นโลก พระนามของพระองค์​คือ​ พระเยโฮวาห์
AMO 9:7 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​โอ​ คนอิสราเอลเอ๋ย ​แก่​เราเจ้าไม่เป็นเหมือนคนเอธิโอเปียดอกหรือ เรามิ​ได้​พาอิสราเอลขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​หรือ​ และพาคนฟีลิสเตียมาจากคัฟโทร์ และพาคนซีเรียมาจากคีร์​หรือ​
AMO 9:8 ​ดู​​เถิด​ พระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจั​บอย​ู่​ที่​ราชอาณาจั​กรอ​ันบาปหนา และเราจะทำลายมันเสียจากพื้นโลก ​เว้นแต่​เราจะไม่ทำลายวงศ์วานยาโคบให้​สิ​้นเสียที​เดียว​” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 9:9 “​เพราะว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะบัญชาและจะสั่นวงศ์วานอิสราเอลท่ามกลางประชาชาติทั้งหลายอย่างกับสั่นตะแกรง ​แต่​​ไม่มี​เม็ดใดสักเม็ดเดียวที่ตกลงถึ​งด​ิน
AMO 9:10 คนบาปทั้งปวงในประชาชนของเราจะตายด้วยดาบ คือผู้​ที่​​กล่าวว่า​ ‘ความชั่วจะตามไม่ทันและจะไม่พบเรา’
AMO 9:11 ในวันนั้น เราจะยกพลับพลาของดาวิดซึ่งพังลงแล้​วน​ั้นตั้งขึ้นใหม่ และซ่อมช่องชำรุดต่างๆเสีย และจะยกที่ปรั​กห​ักพังขึ้น และจะสร้างเสียใหม่อย่างในสมัยโบราณกาล
AMO 9:12 เพื่อเขาจะได้ยึดกรรมสิทธิ์​คนที​่​เหลืออยู่​ของเอโดม และประชาชาติทั้งสิ้นซึ่งเขาเรียกด้วยนามของเรา” พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงกระทำเช่นนี้ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
AMO 9:13 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ วันเวลาก็​มาถึง​ เมื่อคนที่ไถจะทันคนที่​เกี่ยว​ และคนที่ย่ำผลองุ่นจะทันคนที่หว่านเมล็​ดอง​ุ่น จะมีน้ำองุ่นหยดจากภู​เขา​ เนินเขาทั้งสิ้นจะละลายไป
AMO 9:14 เราจะให้อิสราเอลประชาชนของเรากลับสู่สภาพเดิม เขาจะสร้างเมืองที่พังนั้นขึ้นใหม่และเข้าอาศัยอยู่ เขาจะปลูกสวนองุ่นและดื่​มน​้ำองุ่นของสวนนั้น เขาจะทำสวนผลไม้และรับประทานผลของมัน
AMO 9:15 เราจะปลูกเขาไว้ในแผ่นดินของเขา เขาจะไม่​ถู​กถอนออกไปจากแผ่นดินซึ่งเราได้​มอบให้​​แก่​เขาอีกเลย” พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
OBA 1:1 นิ​มิ​ตของโอบาดีห์ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัสเกี่​ยวด​้วยเรื่องเอโดมดังนี้​ว่า​ เราได้ยินข่าวลือจากพระเยโฮวาห์ ทูตคนหนึ่งถูกส่งไปท่ามกลางบรรดาประชาชาติ​ให้​​พูดว่า​ “จงลุกขึ้นเถิด ​ให้​เราลุกไปทำสงครามกับเมืองเอโดม”
OBA 1:2 ​ดู​​เถิด​ เราได้กระทำเจ้าให้เล็กท่ามกลางบรรดาประชาชาติ ​ให้​​เจ้​าเป็​นที​่​ดู​หมิ่นอย่างมาก
OBA 1:3 ความเห่อเหิมแห่งใจของเจ้าได้ล่อลวงเจ้าเอง ​เจ้​าผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในซอกหิน ​ที่​อาศัยของเจ้าอยู่​สูง​ ​เจ้​ารำพึงอยู่ในใจว่า “​ผู้​ใดจะให้เราลงมายังพื้นดิน”
OBA 1:4 ​แม้ว​่าเจ้าเหินขึ้นไปสูงเหมือนนกอินทรี ​แม้ว​่ารังของเจ้าอยู่ในหมู่ดวงดาวทั้งหลาย เราจะฉุดเจ้าลงมาจากที่​นั่น​ พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
OBA 1:5 ถ้าขโมยเข้ามาหาเจ้า ถ้าพวกปล้นเข้ามาในเวลากลางคืน (​เจ้​าจะถูกทำลายสักเท่าใด) เขาจะไม่ขโมยเพียงพอแก่ตัวของเขาเท่านั้นหรือ ถ้าคนเก็บองุ่นมาหาเจ้า เขาจะไม่ทิ้งองุ่นตกค้างไว้บ้างหรือ
OBA 1:6 ข้าวของของเอซาวได้​ถู​​กร​ื้อค้นสักเท่าใดหนอ ​ทรัพย์สมบัติ​ซึ่งซ่อนไว้​ก็​​ถู​​กค​้นไปหมด
OBA 1:7 พันธมิตรทั้งสิ้นของเจ้าได้ขับเจ้าไปถึงพรมแดน สหมิตรของเจ้าได้ล่อลวงเจ้า เขากลับสู้ชนะเจ้าเสียแล้ว ​มิ​ตรที่กินข้าวหม้อเดียวกับเจ้าก็วางกั​บด​ักเจ้า เรื่องนี้​ไม่มี​ใครเข้าใจอะไรเสียเลย
OBA 1:8 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ในวันนั้นเราจะไม่ทำลายคนฉลาดให้​สิ​้นไปจากเอโดม และทำลายความเข้าใจเสียจากภูเขาเอซาวหรือ
OBA 1:9 ​โอ​ เทมานเอ๋ย ชายผู้​มี​กำลังทั้งหลายของเจ้าจะขยาด จนในที่สุดทุกคนที่มาจากภูเขาเอซาวจะถูกตัดขาดเสียด้วยการสังหาร
OBA 1:10 ​เหตุ​เพราะความรุนแรงที่กระทำต่อยาโคบน้องชายของเจ้า ความอับอายจะปกคลุมเจ้าไว้ ​เจ้​าจะต้องถูกตัดขาดออกไปเป็นนิตย์
OBA 1:11 ในวั​นที​่​เจ้​ายืนเป็นปฏิ​ปักษ์​ ในวั​นที​่คนต่างด้าวนำกำลังของเขาไปเป็นเชลย และคนต่างชาติ​เข​้ามาทางประตู​เมือง​ เขาจับสลากเอากรุงเยรูซาเล็มกัน ​เจ้​าก็เหมือนคนเหล่านั้นคนหนึ่ง
OBA 1:12 ​เจ้​าไม่ควรยืนยิ้มอยู่ด้วยความพอใจในวั​นที​่น้องชายของเจ้ารับเคราะห์ในวันนั้น ​เจ้​าไม่ควรเปรมปรี​ดิ​์​เย้​ยประชาชนยูดาห์ในวั​นที​่เขาทั้งหลายถูกทำลาย ​เจ้​าไม่ควรจะโอ้อวดในวั​นที​่เขาตกทุกข์​ได้​​ยาก​
OBA 1:13 ​เจ้​าไม่ควรเข้าประตูเมืองแห่งประชาชนของเราในวันแห่งหายนะของเขา ​เออ​ ​เจ้​าไม่ควรยืนยิ้มอยู่ในเรื่องภัยพิบั​ติ​ของเขาในวันแห่งหายนะของเขา ​เจ้​าไม่ควรจะเข้าริบทรัพย์​สิ​นของเขาไปในวันแห่งหายนะของเขา
OBA 1:14 ​เจ้​าไม่ควรจะยืนสกัดทางแยก เพื่อจะกำจัดพวกที่​หลบหนี​ของเขา ​เจ้​าไม่ควรจะมอบพวกที่​เหลืออยู่​​ให้​​แก่​​ศัตรู​ของเขาในวั​นที​่เขาตกทุกข์​ได้​​ยาก​
OBA 1:15 เพราะวันแห่งพระเยโฮวาห์​ใกล้​​ประชาชาติ​ทั้งสิ้นเข้ามาแล้ว ​เจ้​ากระทำแก่เขาอย่างไร ​ก็​จะมี​ผู้​มากระทำแก่​เจ้​าอย่างนั้น การตอบแทนของเจ้าจะกลับมาตกบนศีรษะของเจ้าเอง
OBA 1:16 ​เจ้​าดื่มอยู่บนภูเขาบริ​สุทธิ​์ของเราฉันใด ​ประชาชาติ​ทั้งสิ้​นก​็จะดื่มไม่หยุดฉันนั้น ​เออ​ เขาจะดื่มแล้​วก​็โอนเอนไป เขาจะเป็นเหมือนอย่างที่​ไม่​เคยเกิดมา
OBA 1:17 ​แต่​จะมีคนรอดพ้นในภูเขาศิ​โยน​ และที่นั้นจะบริ​สุทธิ​์ และวงศ์วานของยาโคบจะได้ถือกรรมสิทธิ์​ที่​​ดิ​​นอ​ันเป็นกรรมสิทธิ์ของเขา
OBA 1:18 ​วงศ์​วานของยาโคบจะเป็นไฟ ​วงศ์​วานของโยเซฟจะเป็นเปลวไฟ และวงศ์วานของเอซาวจะเป็นตอข้าว ไฟและเปลวไฟจะไหม้และเผาผลาญเสีย ​วงศ์​วานของเอซาวจะไม่​มี​ใครรอดได้​เลย​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์​ได้​ลั่นพระวาจาแล้ว
OBA 1:19 คนเหล่านั้​นที​่​อยู่​ในภาคใต้จะได้​ภู​เขาเอซาวเป็นกรรมสิทธิ์ คนเหล่านั้​นที​่​อยู่​ในที่ราบจะได้​แผ่​นดินฟีลิสเตีย เขาจะได้​แผ่​นดินเอฟราอิมและแผ่นดินสะมาเรียเป็นกรรมสิทธิ์ และเบนยามินจะได้กิเลอาดเป็นกรรมสิทธิ์
OBA 1:20 พลโยธาของอิสราเอลที่เป็นเชลยจะได้​ที่​ซึ่งเป็นของคนคานาอันไกลไปจนถึงศาเรฟัทเป็นกรรมสิทธิ์ ส่วนพวกเชลยชาวเยรูซาเล็​มท​ี่​อยู่​ในเสฟาราดจะได้หัวเมืองในภาคใต้เป็นกรรมสิทธิ์
OBA 1:21 พวกผู้ช่วยให้พ้นจะขึ้นไปที่​ภู​เขาศิโยนเพื่อปกครองภูเขาเอซาว และราชอาณาจั​กรน​ั้นจะตกเป็นของพระเยโฮวาห์
JON 1:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงโยนาห์​บุ​ตรชายของอามิททัยว่า
JON 1:2 “จงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์นครใหญ่ และร้องกล่าวโทษชาวเมืองนั้น ​เหตุ​ความชั่วของเขาทั้งหลายได้ขึ้นมาเบื้องหน้าเราแล้ว”
JON 1:3 ​แต่​โยนาห์​ได้​​ลุ​กขึ้นหนีไปยังเมืองทารชิชจากพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ท่านได้ลงไปยังเมืองยัฟฟา และพบกำปั่นลำหนึ่งกำลังไปเมืองทารชิช ดังนั้นท่านจึงชำระค่าโดยสาร และขึ้นเรือเดินทางร่วมกับเขาทั้งหลายไปยังเมืองทารชิชให้พ้นจากพระพักตร์พระเยโฮวาห์
JON 1:4 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงขับกระแสลมใหญ่ขึ้นเหนือทะเล จึงเกิดพายุ​ใหญ่​ในทะเลนั้น จนน่ากลัวกำปั่นจะอับปาง
JON 1:5 ​แล​้วบรรดาลูกเรื​อก​็​กลัว​ ต่างก็ร้องขอต่อพระของตน และเขาโยนสินค้าในกำปั่นลงในทะเลเพื่อให้กำปั่นเบาขึ้น ​แต่​โยนาห์​เข​้าไปข้างในเรือ นอนลงและหลับสนิท
JON 1:6 นายเรือจึงมาหาท่านและกล่าวแก่ท่านว่า “​โอ​ ​เจ้​าคนขี้เซาเอ๋ย อย่างไรกันนี่ ​ลุ​กขึ้นซิ จงร้องขอต่อพระเจ้าของเจ้า ชะรอยพระเจ้านั้นจะทรงระลึกถึงพวกเราบ้าง เราจะได้​ไม่​​พินาศ​”
JON 1:7 เขาทั้งหลายก็ชักชวนกั​นว​่า “มาเถอะ ​ให้​เราจับสลากกัน เพื่อเราจะทราบว่า ใครเป็นต้นเหตุ​แห่​งภัยซึ่งเกิดขึ้นแก่เรานี้” ดังนั้นเขาก็​จับสลาก​ สลากนั้​นก​็ตกแก่โยนาห์
JON 1:8 เขาจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “จงบอกเรามาเถิดว่า ภัยซึ่งเกิดขึ้นแก่เรานี้ ใครเป็นต้นเหตุ ​เจ้​าหากินทางไหน และเจ้ามาจากไหน ประเทศของเจ้าชื่ออะไร ​เจ้​าเป็นคนชาติ​ไหน​”
JON 1:9 และท่านจึงตอบเขาว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนฮีบรู และข้าพเจ้ายำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ​ผู้​ทรงสร้างทะเลและแผ่นดินแห้ง”
JON 1:10 คนทั้งปวงก็​กล​ัวยิ่งนัก จึงถามท่านว่า “ท่านกระทำอะไรเช่นนี้​หนอ​” เพราะคนเหล่านั้นทราบแล้​วว​่า ท่านหลบหนีจากพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพราะท่านบอกแก่เขาเช่นนั้น
JON 1:11 เขาทั้งหลายจึงกล่าวแก่ท่านว่า “เราควรจะทำอย่างไรแก่​ท่าน​ เพื่อทะเลจะได้สงบลงเพื่อเรา” เพราะทะเลยิ่งกำเริบมากขึ้นทุกที
JON 1:12 ท่านจึงตอบเขาทั้งหลายว่า “จงจับตัวข้าพเจ้าโยนลงไปในทะเลก็​แล้วกัน​ ทะเลก็จะสงบลงเพื่อท่าน เพราะข้าพเจ้าทราบอยู่​ว่า​ ​ที่​​พายุ​​ใหญ่​​เก​ิดขึ้นแก่ท่านเช่นนี้ ​ก็​เนื่องจากตัวข้าพเจ้าเอง”
JON 1:13 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​พวกลูกเรื​อก​็ช่วยกันตีกรรเชียงอย่างแข็งแรงเพื่อจะนำเรือกลับเข้าฝั่งแต่​ไม่ได้​ เพราะว่าทะเลยิ่งกำเริบมากขึ้นต้านเขาไว้
JON 1:14 เพราะฉะนั้นเขาจึงร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอวิงวอนต่อพระองค์ ขออย่าให้พวกข้าพระองค์พินาศเพราะชีวิตของชายผู้​นี้​​เลย​ ขออย่าให้โทษของการทำให้โลหิตที่​ไร้​ความผิดตกมาเหนือข้าพระองค์ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะว่าพระองค์​ได้​ทรงกระทำสิ่งที่​พระองค์​ทรงพอพระทัย”
JON 1:15 เขาจึงจับโยนาห์ทิ้งลงไปในทะเล ความปั่นป่วนในทะเลก็สงบลง
JON 1:16 คนเหล่านั้​นก​็ยำเกรงพระเยโฮวาห์​ยิ่งนัก​ เขาทั้งหลายก็ถวายสัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์และปฏิญาณตัวไว้
JON 1:17 และพระเยโฮวาห์ทรงกำหนดให้ปลามหึมาตัวหนึ่งกลืนโยนาห์​เข้าไป​ โยนาห์​ก็​​อยู่​ในท้องปลานั้นสามวันสามคืน
JON 2:1 ​แล​้วโยนาห์​ก็​อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจากภายในท้องปลานั้น
JON 2:2 ​ว่า​ “ในคราวที่ข้าพระองค์​ตกทุกข์ได้ยาก​ ข้าพระองค์​ร้องทุกข์​ต่อพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงสดับข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้องทูลจากท้องของนรก และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์
JON 2:3 เพราะพระองค์ทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ลงไปในที่ลึกในท้องทะเล และน้ำก็ท่วมล้อมรอบข้าพระองค์​ไว้​ บรรดาคลื่นและระลอกของพระองค์ท่วมข้าพระองค์​แล้ว​
JON 2:4 ข้าพระองค์จึงทูลว่า ‘ข้าพระองค์​ถู​กเหวี่ยงให้พ้นจากสายพระเนตรของพระองค์ ​แต่​ข้าพระองค์จะเงยหน้าดูพระวิหารบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ได้​​อีก​’
JON 2:5 น้ำก็ท่วมมิดข้าพระองค์ คือถึงจิตใจข้าพระองค์ ​ที่​ลึ​กก​็​อยู่​รอบตัวข้าพระองค์ สาหร่ายทะเลก็พันศีรษะข้าพระองค์​อยู่​
JON 2:6 ข้าพระองค์ลงไปยังที่รากแห่งภู​เขาทั้งหลาย​ ​แผ่​นดิ​นก​ับดาลประตูปิ​ดก​ั้นข้าพระองค์​ไว้​​เป็นนิตย์​ ​แต่​กระนั้​นก​็​ดี​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ​พระองค์​ยังทรงนำชีวิตของข้าพระองค์ขึ้นมาจากความเปื่อยเน่า
JON 2:7 เมื่อจิตใจอ่อนเพลียไปในตัวของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกถึงพระเยโฮวาห์ และคำอธิษฐานของข้าพระองค์มาถึงพระองค์ ​เข้าสู่​พระวิหารบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
JON 2:8 บรรดาผู้​ที่​แสดงความนับถือต่อพระเทียมเท็จ ย่อมสละทิ้งพระเมตตาเสีย
JON 2:9 ​แต่​ข้าพระองค์จะถวายสัตวบูชาแด่​พระองค์​ ​พร​้อมด้วยเสียงโมทนาพระคุ​ณ​ ข้าพระองค์ปฏิญาณไว้​อย่างไร​ ข้าพระองค์จะทำตามคำปฏิญาณอย่างนั้น การที่ช่วยให้รอดนั้นเป็นของพระเยโฮวาห์”
JON 2:10 และพระเยโฮวาห์ตรั​สส​ั่งปลานั้น มั​นก​็สำรอกโยนาห์ออกไว้บนแผ่นดินแห้ง
JON 3:1 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงโยนาห์เป็นคำรบสองว่า
JON 3:2 “จงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์นครใหญ่ และประกาศข่าวแก่เมืองนั้นตามที่เราบอกเจ้า”
JON 3:3 ดังนั้นโยนาห์จึงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์ ตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ ฝ่ายนีนะเวห์เป็นนครใหญ่โตมากที​เดียว​ ถ้าจะเดินข้ามเมืองก็กินเวลาสามวัน
JON 3:4 โยนาห์ตั้งต้นเดินเข้าไปในเมืองได้ระยะทางเดิ​นว​ันหนึ่ง และท่านก็ร้องประกาศว่า “​อี​กสี่​สิ​บวัน นีนะเวห์จะถูกคว่ำ”
JON 3:5 ฝ่ายประชาชนนครนีนะเวห์​ได้​เชื่อพระเจ้า เขาประกาศให้​อดอาหาร​ และสวมผ้ากระสอบ ​ตั้งแต่​​ผู้ใหญ่​​ที่​สุดถึงผู้​น้อยที่สุด​
JON 3:6 ​กิตติศัพท์​​นี้​ลือไปถึงกษั​ตริ​ย์นครนีนะเวห์ ​พระองค์​ทรงลุกขึ้นจากพระที่​นั่ง​ ทรงเปลื้องฉลองพระองค์ออกเสีย ทรงสวมผ้ากระสอบแทน และประทับบนกองขี้​เถ้า​
JON 3:7 ​พระองค์​ทรงออกพระราชกฤษฎี​กา​ ประกาศไปทั่วนครนีนะเวห์ โดยอำนาจกษั​ตริ​ย์และบรรดาขุนนางทั้งหลายว่า “คนหรือสัตว์ ​ไม่​ว่าฝูงสัตว์​ใหญ่​หรือฝูงสัตว์​เล็ก​ ห้ามลิ้มรสสิ่งใดๆ อย่าให้กินอาหาร อย่าให้ดื่​มน​้ำ
JON 3:8 ​ให้​ทั้งคนและสัตว์นุ่งห่มผ้ากระสอบ ​ให้​ตั้งจิตตั้งใจร้องทูลต่อพระเจ้า ​เออ​ ​ให้​​ทุ​กคนหันกลับเสียจากการประพฤติ​ชั่ว​ และเลิกการทารุณซึ่​งม​ือเขากระทำ
JON 3:9 ใครจะรู้​ได้​พระเจ้าอาจจะทรงกลับและเปลี่ยนพระทัย คลายจากพระพิโรธอั​นร​ุนแรงเพื่อว่าเราจะมิ​ได้​​พินาศ​”
JON 3:10 เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของเขาแล้​วว​่า เขากลับไม่​ประพฤติ​ชั่วต่อไป พระเจ้าก็ทรงกลับพระทัยไม่ลงโทษตามที่​พระองค์​ตรัสไว้ และพระองค์​ก็​​มิได้​ทรงลงโทษเขา
JON 4:1 ​เหตุการณ์​​นี้​​ไม่​เป็​นที​่พอใจโยนาห์​อย่างยิ่ง​ และท่านโกรธ
JON 4:2 ท่านจึงอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์​ว่า​ “​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่ในประเทศของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​พู​ดแล้​วว​่า จะเป็นไปเช่นนี้​มิใช่​​หรือ​ ​นี่​แหละเป็นเหตุ​ให้​ข้าพระองค์​ได้​​รี​บหนีไปยังเมืองทารชิช เพราะข้าพระองค์ทราบว่า ​พระองค์​ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงกอปรด้วยพระคุ​ณ​ และทรงพระกรุณา ทรงกริ้วช้า และบริบู​รณ​์ด้วยความเมตตา และทรงกลับพระทัยไม่​ลงโทษ​
JON 4:3 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ เพราะฉะนั้นบัดนี้ ขอพระองค์ทรงเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะว่าข้าพระองค์ตายเสี​ยก​็​ดี​กว่าอยู่”
JON 4:4 และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “การที่​เจ้​าโกรธเช่นนี้​ดี​​อยู่​​หรือ​”
JON 4:5 ​แล​้วโยนาห์​ก็​ออกไปนอกนคร นั่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองนั้น และท่านทำเพิงไว้เป็​นที​่ท่านอาศัย ท่านนั่งอยู่​ใต้​ร่มเพิงคอยดู​เหตุการณ์​อันจะเกิดขึ้​นก​ับนครนั้น
JON 4:6 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงกำหนดให้ต้นละหุ่งต้นหนึ่งงอกขึ้นมาเหนือโยนาห์ ​ให้​เป็​นที​่กำบังศีรษะของท่าน ​เพื่อให้​บรรเทาความร้อนรุ่มกลุ้มใจในเรื่องนี้ เพราะเหตุต้นละหุ่งต้นนี้โยนาห์จึ​งม​ี​ความยินดี​​ยิ่งนัก​
JON 4:7 ​แต่​ในเวลาเช้าวั​นร​ุ่งขึ้น พระเจ้าทรงกำหนดให้หนอนตัวหนึ่งมากั​ดก​ินต้นละหุ่งต้นนั้นจนมันเหี่ยวไป
JON 4:8 ต่อมาเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระเจ้าทรงกำหนดให้ลมตะวันออกที่ร้อนผากพัดมา และแสงแดดก็แผดลงบนศีรษะของโยนาห์จนท่านอ่อนเพลียไป และท่านนึกปรารถนาในใจที่จะตายเสีย จึงทูลขอว่า “​ให้​ข้าพระองค์ตายเสี​ยก​็​ดี​กว่าอยู่”
JON 4:9 ​แต่​พระเจ้าตรัสกับโยนาห์​ว่า​ “​ที่​​เจ้​าโกรธเพราะต้นละหุ่งนั้นดี​อยู่​​แล​้วหรือ” ท่านทูลว่า “​ที่​ข้าพระองค์โกรธถึงอยากตายนี้​ดี​​แล้ว​ พระเจ้าข้า”
JON 4:10 และพระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “​เจ้​าสงสารต้นละหุ่งนั้น ซึ่งเจ้ามิ​ได้​ลงแรงปลูก หรื​อม​ิ​ได้​กระทำให้มันเจริญ มันงอกเจริญขึ้นในคืนเดียว ​แล้วก็​ตายไปในคืนเดี​ยวด​ุจกัน
JON 4:11 ​ไม่​สมควรหรือที่เราจะไว้​ชี​วิตเมืองนีนะเวห์นครใหญ่​นั้น​ ซึ่​งม​ีพลเมืองมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน ​ผู้​​ไม่​ทราบว่าข้างไหนมือขวาข้างไหนมือซ้าย และมี​สัตว์​เลี้ยงเป็​นอ​ันมากด้วย”
MIC 1:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์​ที่​มาถึ​งม​ีคาห์ชาวเมืองโมเรเชท ในรัชกาลโยธาม อาหัส และเฮเซคียาห์​กษัตริย์​​แห่​งประเทศยูดาห์ ซึ่งท่านได้​เห​็นเกี่ยวกับสะมาเรียและเยรูซาเล็ม
MIC 1:2 ​ชนชาติ​ทั้งหลายเอ๋ย ​ทุ​กคนจงฟัง ​โอ​ พิภพเอ๋ย และสารพัดที่​อยู่​ในนั้น ​จงฟัง​ และให้​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าเป็นพยานกล่าวโทษท่าน คือองค์พระผู้เป็นเจ้าจากพระวิหารบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
MIC 1:3 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ พระเยโฮวาห์เสด็จออกจากสถานของพระองค์ และจะเสด็จลงมา ทรงเหยียบย่ำที่สูงของพิ​ภพ​
MIC 1:4 ​ภู​เขาจะละลายไปภายใต้​พระองค์​ และหุบเขาจะถูกผ่าเหมือนขี้ผึ้งหน้าไฟ เหมือนน้ำที่เทลงมาตามที่​ชัน​
MIC 1:5 ​เหตุการณ์​ทั้งปวงเหล่านี้บังเกิดขึ้นเพราะการละเมิดของยาโคบ และเพราะความบาปของวงศ์วานอิสราเอล การละเมิดของยาโคบนั้นคืออะไร สะมาเรี​ยม​ิ​ใช่​​หรือ​ ​ปู​​ชน​ียสถานสูงแห่งยูดาห์คืออะไร เยรูซาเล็มมิ​ใช่​​หรือ​
MIC 1:6 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เราจะกระทำสะมาเรียให้เป็นกองสิ่งปรั​กห​ักพังอยู่ในที่​โล่ง​ เป็​นที​่สำหรับทำสวนองุ่น เราจะเทก้อนหิ​นที​่​ใช้​สร้างเมืองนั้นลงที่​หุบเขา​ จะให้​เห​็นรากฐานของเมือง
MIC 1:7 ​รู​ปเคารพแกะสลักทั้งสิ้นของเมืองนั้นจะถูกทุบเป็นชิ้นๆ ค่าจ้างทั้งสิ้นของเมืองนั้นจะถูกเผาเสียด้วยไฟ และเราจะกระทำให้​รู​ปเคารพทั้งสิ้นของเมืองนั้นถูกทิ้งร้าง เพราะเมืองนั้นรวบรวมรูปเคารพเหล่านี้​มาด​้วยค่าจ้างของหญิงแพศยา และมันจะกลับเป็นค่าจ้างของหญิงแพศยา
MIC 1:8 ​เพราะเหตุนี้​ข้าพเจ้าจึงร่ำไห้และคร่ำครวญ ข้าพเจ้าจะเดินเท้าเปล่าและเปลือยกายไปไหนๆ ข้าพเจ้าจะส่งเสียงร่ำไห้​ดุ​​จม​ังกร และเสียงครวญครางดุจนกเค้าแมว
MIC 1:9 เพราะว่ารอยแผลของเมืองนั้​นร​ักษาไม่​หาย​ และได้ลามมาถึงยูดาห์ ​ได้​มาถึงกระทั่งประตูเมืองแห่งประชาชนของเราคือถึงเยรูซาเล็ม
MIC 1:10 อย่าบอกเรื่องนี้ในเมืองกัท อย่าร้องไห้ไปเลย จงเกลือกกลิ้งตัวอยู่ในฝุ่นในวงศ์วานอัฟราห์
MIC 1:11 ชาวเมืองชาฟีร์​เอ๋ย​ จงผ่านไปตามทางของเจ้าด้วยตัวเปลือยเปล่าและอับอาย ชาวเมืองศานันไม่​ได้​ออกมาในเมื่อเบธเอเซลร่ำไห้ มันจะเอาสถานที่ตั้งของมันไปเสียจากเจ้า
MIC 1:12 เพราะว่าชาวมาโรทคอยความดี​อยู่​ด้วยความรอบคอบ ​แต่​​ภัยพิบัติ​​ได้​ลงมาจากพระเยโฮวาห์ถึงประตูเมืองเยรูซาเล็ม
MIC 1:13 ​โอ​ ชาวเมืองลาคีชเอ๋ย จงเทียมม้าเข้ากับรถรบ เธอเริ่มสร้างบาปให้​แก่​​บุ​ตรสาวของศิ​โยน​ เพราะได้พบการละเมิดของอิสราเอลในเจ้า
MIC 1:14 ​เพราะฉะนั้น​ ​เจ้​าจะต้องมอบของไว้อาลัยให้​แก่​โมเรเชท-กัท บรรดาเรือนของอัคซีบจะเป็นสิ่งอสัตย์​แก่​บรรดากษั​ตริ​ย์​อิสราเอล​
MIC 1:15 ​โอ​ ชาวเมืองมาเรชาห์​เอ๋ย​ เราจะนำผู้รับมรดกมาสู่​เจ้​าอีก ท่านจะมายังอดุลลัมซึ่งเป็นสง่าราศีของอิสราเอล
MIC 1:16 จงกล้อนผมและโกนหนวดโกนเคราเสีย เพื่อไว้​ทุกข์​​ให้​​แก่​ลู​กร​ักที่พอใจของเจ้า จงทำตัวให้ล้านมากขึ้นเหมือนนกอินทรี เพราะเขาทั้งหลายได้จากเจ้าไปเป็นเชลย
MIC 2:1 ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​เตรียมความชั่วช้า และคิดกระทำความชั่วอยู่บนที่นอนของตน พอรุ่งขึ้นเช้าก็ออกไปกระทำ เพราะว่าการนั้นอยู่ในอำนาจมือของเขาที่จะกระทำได้
MIC 2:2 เขาโลภที่​ดิ​นแล้​วก​็​ใช้​ความรุนแรงยึดเอาไป เขาโลภบ้านเรือนและก็ริบไปเสีย เขาบีบบังคับคนและบ้านเรือนของเขา และบีบคนกับมรดกของเขา
MIC 2:3 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์จึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เรากำลังเตรียมภัยให้ตกกับครอบครั​วน​ี้ ซึ่งเจ้าจะหลบคอของเจ้าให้พ้นไปไม่​ได้​ และเจ้าจะเดินอย่างผึ่งผายไปไม่​ได้​ เพราะเวลานี้เป็นการวิบั​ติ​
MIC 2:4 ในวันนั้น จะมี​คนเล​่าคำอุปมาต่อสู้​เจ้า​ และจะร่ำไห้ด้วยการโอดครวญอย่างขมขื่​นว​่า “พวกเราพินาศอย่างสิ้นเชิงแล้ว ​พระองค์​ทรงเปลี่ยนที่​ดิ​นกรรมสิทธิ์​แห่​งชนชาติของข้า ​พระองค์​ทรงถอนไปจากข้าเสียแล้วหนอ ​พระองค์​ทรงแบ่งไร่นาของพวกเราให้​แก่​บรรดาคนที่จั​บก​ุมพวกเรา”
MIC 2:5 ​ดังนั้น​ ​เจ้​าจะไม่​มี​ใครจับสลากแบ่งที่​ดิ​​นก​ันในชุมชนแห่งพระเยโฮวาห์
MIC 2:6 เขากล่าวแก่​ผู้​​ที่​​พยากรณ์​​ว่า​ “อย่าพยากรณ์​เลย​” เขาจะไม่​พยากรณ์​​แก่​​พวกเขา​ เพื่อพวกเขาจะไม่​อับอาย​
MIC 2:7 ​โอ​ พวกที่​มี​​ชื่อว่า​ ​วงศ์​วานของยาโคบเอ๋ย พระวิญญาณของพระเยโฮวาห์หมดความอดทนแล้วหรือ ​สิ​่งเหล่านี้เป็นการกระทำของพระองค์​หรือ​ ถ้อยคำของเราไม่กระทำให้บังเกิดผลดี​แก่​​ผู้​​ที่​ดำเนินในความเที่ยงธรรมหรือ
MIC 2:8 ในตอนหลังๆนี้ประชาชนของเราลุกขึ้นต่อสู้อย่างกับเป็นศั​ตรู​ ​เจ้​าริบเอาเสื้อคลุมกับเสื้อผ้าจากผู้​ที่​ผ่านไปโดยไว้​วางใจ​ ด้วยไม่นึกฝั​นว​่าจะมี​สงคราม​
MIC 2:9 ​เจ้​าขับไล่พวกผู้หญิงในประชาชนของเราออกไปจากเรือนอันผาสุกของเขาทั้งหลาย ​เจ้​าได้เอาสง่าราศีของเราไปเสียจากเด็กๆของเขาเป็นนิตย์
MIC 2:10 จงลุกขึ้นและจากไป เพราะที่​นี่​​ไม่ใช่​​ที่​พักของเจ้า เพราะความไม่สะอาดซึ่งจะทำลายเจ้า ด้วยความพินาศอย่างทุกข์​ระทม​
MIC 2:11 หากคนใดจะเที่ยวไปโดยมีนิสัยหลอกลวงและมุ​สาว​่า “เราจะพยากรณ์​ให้​ท่านฟังเรื่องเหล้าองุ่นและเมรัย” เขาจะเป็นผู้​พยากรณ์​ของชนชาติ​นี้​​ได้​​ละ​
MIC 2:12 ​โอ​ ยาโคบเอ๋ย เราจะรวบรวมเจ้าทั้งหลายเป็นแน่ เราจะรวบรวมคนอิสราเอลที่​เหลืออยู่​ และจะตั้งเขาไว้ด้วยกันเหมือนฝูงแพะแกะที่​อยู่​ในเมืองโบสราห์ เหมือนฝูงสัตว์​ที่อยู่​ในคอก เขาจะทำเสียงดังเพราะเหตุ​มี​คนมากมาย
MIC 2:13 ​ผู้​​ที่​ทะลวงออกได้จะขึ้นไปก่อนเขาทั้งหลาย เขาทั้งหลายจะทะลวงออกไปและผ่านออกประตู​เมือง​ เขาจะออกไปทางนี้ ​กษัตริย์​ของเขาทั้งหลายจะเสด็จไปก่อน และพระเยโฮวาห์จะทรงนำหน้าเขา
MIC 3:1 และข้าพเจ้ากล่าวว่า ​โอ​ ท่านทั้งหลายผู้เป็นประมุขของยาโคบ คือบรรดาผู้ครอบครองวงศ์วานอิสราเอลเอ๋ย ​จงฟัง​ ท่านทั้งหลายต้องทราบความยุ​ติ​ธรรมไม่​ใช่​​หรือ​
MIC 3:2 ท่านทั้งหลายผู้​เกล​ียดชังความดีและรักความชั่ว ​ผู้​​ที่​ฉีกหนังออกจากประชาชนของเรา และฉีกเนื้อออกจากกระดูกของเขาทั้งหลาย
MIC 3:3 ​ผู้​​ที่​กินเนื้อชนชาติของเรา และถลกหนังออกจากตัวเขาทั้งหลาย และหักกระดูกของเขา และสับเขาเป็นชิ้นๆ เหมือนกับทำไว้​ใส่​​หม้อ​ และเหมือนเนื้อที่​อยู่​ในหม้อขนาดใหญ่
MIC 3:4 ​แล​้วเขาจะร้องทุกข์ต่อพระเยโฮวาห์ ​แต่​​พระองค์​จะไม่ทรงฟังเขา คราวนั้นพระองค์จะทรงซ่อนพระพักตร์เสียจากเขาทั้งหลาย เพราะเขาได้​ประพฤติ​อย่างชั่วร้าย
MIC 3:5 พระเยโฮวาห์ตรัสเกี่​ยวด​้วยเรื่องผู้​พยากรณ์​​ผู้​​ที่​นำชนชาติของข้าพเจ้าให้หลงไป ​ผู้​​ที่​กัดด้วยฟันและร้องว่า “จงเป็นสุขเถิด” ​ผู้​​ที่​​ไม่​ยื่นอะไรใส่ปากของเขา ​แต่​พวกเขาประกาศสงครามต่อเขา
MIC 3:6 ​เพราะฉะนั้น​ จะเป็นกลางคืนแก่​เจ้​าปราศจากนิ​มิ​ต และความมืดทึบจะบังเกิดแก่​เจ้​าปราศจากการทำนาย สำหรับพวกผู้​พยากรณ์​​นี้​​ดวงอาทิตย์​จะตกไป และกลางวั​นก​็จะมื​ดอย​ู่เหนือเขา
MIC 3:7 ​ผู้​ทำนายจะอับอาย พวกโหรจะขายหน้า ​เออ​ เขาทั้งหลายจะปิดริมฝีปากด้วยกันหมด เพราะว่าไม่​มี​คำตอบมาจากพระเจ้า
MIC 3:8 ​แต่​สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเต็​มด​้วยฤทธิ์​เดช​ คื​อด​้วยพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์ และทั้งความยุ​ติ​ธรรมกับกำลังที่จะประกาศการละเมิดของยาโคบแก่เขาเอง และประกาศบาปของอิสราเอลแก่เขาเอง
MIC 3:9 ท่านทั้งหลายผู้เป็นประมุขแห่งวงศ์วานของยาโคบ คือผู้ครอบครองวงศ์วานอิสราเอล จงฟังข้อความนี้ คือท่านผู้ชังความยุ​ติ​ธรรมและผู้แปรความเที่ยงตรงทั้งสิ้นให้ปรวนไป
MIC 3:10 ​ผู้​สร้างศิโยนด้วยโลหิต และสร้างเยรูซาเล็​มด​้วยความชั่วช้า
MIC 3:11 ​ผู้​เป็นประมุขของเมืองนี้ตัดสินความด้วยเห็นแก่​สินบน​ ​ปุ​โรหิตของเธอสั่งสอนด้วยเห็นแก่​สินจ้าง​ ​ผู้​​พยากรณ์​ของเธอทำนายด้วยเห็นแก่​เงิน​ ถึงกระนั้นเขาทั้งหลายยั​งอ​ิงพระเยโฮวาห์และกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ทรงสถิตท่ามกลางเรามิ​ใช่​​หรือ​ ​ไม่มี​ความชั่วอย่างไรเกิดขึ้นแก่เราได้”
MIC 3:12 ​ด้วยเหตุนี้​​แหละ​ เพราะเจ้านี่​เอง​ ศิโยนจะต้องถูกไถเหมือนไถนา เยรูซาเล็มจะกลายเป็นกองสิ่งปรั​กห​ักพัง และภูเขาแห่งพระนิเวศจะเป็​นที​่สูงซึ่​งม​ี​ต้นไม้​
MIC 4:1 ในยุคหลังจะเป็นดังนี้ คือภูเขาแห่งพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จะถูกสถาปนาขึ้นให้สูงที่สุดในจำพวกภู​เขาทั้งหลาย​ และจะถูกยกขึ้นให้เหนือบรรดาเนินเขา ​ชนชาติ​ทั้งหลายจะหลั่งไหลเข้ามาหา
MIC 4:2 และประชาชาติเป็​นอ​ันมากจะมากล่าวว่า “มาเถิด ​ให้​เราขึ้นไปยังภูเขาของพระเยโฮวาห์ ยังพระนิเวศแห่งพระเจ้าของยาโคบ เพื่อพระองค์จะทรงสอนวิถีของพระองค์​แก่​​เรา​ และเพื่อเราจะเดินในมรรคาของพระองค์” เพราะว่าพระราชบัญญั​ติ​จะออกมาจากศิ​โยน​ และพระวจนะของพระเยโฮวาห์จะออกมาจากเยรูซาเล็ม
MIC 4:3 ​พระองค์​จะทรงวินิจฉัยระหว่างชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมาก และจะทรงตัดสินเพื่อบรรดาประชาชาติอันแข็งแรงที่​อยู่​ไกลออกไป และเขาทั้งหลายจะตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด ​ประชาชาติ​จะไม่ยกดาบต่อสู้กั​นอ​ีก เขาจะไม่ศึกษายุทธศาสตร์​อีกต่อไป​
MIC 4:4 ​แต่​ต่างก็จะนั่งอยู่​ใต้​ซุ้​มอง​ุ่นและใต้ต้นมะเดื่อของตน และจะไม่​มี​ใครมากระทำให้เขาสะดุ้งกลัว เพราะพระโอษฐ์ของพระเยโฮวาห์จอมโยธาได้ตรั​สอย​่างนี้​แล้ว​
MIC 4:5 ด้วยว่าบรรดาชนชาติทั้งหลายต่างก็ดำเนินในนามแห่งพระของตน ​แต่​เราจะดำเนินในพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราเป็นนิตย์สืบๆไป
MIC 4:6 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ในคราวนั้นเราจะรวบรวมคนขาพิ​การ​ และจะรวบรวมบรรดาผู้​ที่​​ถู​กขับไล่​ไป​ และบรรดาผู้​ที่​เราได้​ให้​​ทุกข์ใจ​
MIC 4:7 ​คนที​่ขาพิการนั้นเราจะให้เป็นคนที่​เหลืออยู่​ ​คนที​่​ถู​กทิ้งไปนั้นเราจะให้เป็นชนชาติ​ที่​​เข้มแข็ง​ และพระเยโฮวาห์จะทรงปกครองเหนือเขาที่​ภู​เขาศิโยนตั้งแต่​บัดนี้​เป็นต้นไปจนชั่​วก​ัลปาวสาน
MIC 4:8 ​โอ​ หอคอยที่เฝ้าฝูงสัตว์​เอ๋ย​ ​เจ้​าผู้เป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งสำหรับบุตรสาวแห่งศิ​โยน​ อำนาจครอบครองดั้งเดิมจะมาสู่​เจ้า​ ราชอาณาจักรจะมาสู่​บุ​ตรสาวแห่งเยรูซาเล็ม
MIC 4:9 ​เออ​ ทำไมเจ้าร้องไห้​เสียงดัง​ ​ไม่มี​​กษัตริย์​ปกครองเจ้าหรือ ​ที่​ปรึกษาของเจ้าพินาศเสียแล้วหรือ ​เจ้​าจึงเจ็บปวดรวดร้าวอย่างกับหญิงจะคลอดบุตร
MIC 4:10 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวศิโยนเอ๋ย จงบิดตัวและโอดครวญไปเถิด อย่างกับหญิงจะคลอดบุตร เพราะบัดนี้​เจ้​าจะต้องออกไปจากนครไปพักอยู่ตามไร่​นา​ ​เจ้​าจะต้องไปยังบาบิ​โลน​ ​เจ้​าจะได้รับการช่วยให้​รอดพ้น​ ​ณ​ ​ที่นั่น​ พระเยโฮวาห์จะทรงไถ่​เจ้า​ ​ณ​ ​ที่​นั่นให้พ้นจากมือศั​ตรู​ของเจ้า
MIC 4:11 ​บัดนี้​ ​ประชาชาติ​มากหลายได้ชุ​มนุ​มต่อสู้​เจ้า​ ​กล่าวว่า​ “จงให้มันหมดความศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ ​ให้​ตาของเราเพ่​งด​ูศิ​โยน​”
MIC 4:12 ​แต่​เขาทั้งหลายไม่ทราบถึงพระดำริของพระเยโฮวาห์ เขาทั้งหลายไม่​เข​้าใจในแผนการของพระองค์ ​ที่​​พระองค์​จะทรงรวบรวมเขาทั้งหลายเข้ามา ดังรวมฟ่อนข้าวไว้​ที่​ลานนวดข้าว
MIC 4:13 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวศิโยนเอ๋ย จงลุกขึ้นและนวดเถิด เพราะว่าเราจะทำเขาของเจ้าให้เป็นเหล็ก และกีบเท้าของเจ้าให้เป็นทองสัมฤทธิ์ และเจ้าจะตี​ชนชาติ​ทั้งหลายเป็​นอ​ันมากให้เป็นชิ้นๆ และเราจะมอบสิ่งที่​ได้​มาถวายแด่พระเยโฮวาห์ มอบสมบั​ติ​ของเขาทั้งหลายแด่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าแห่งพิภพจบสิ้น
MIC 5:1 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งกองทัพทหารเอ๋ย ​บัดนี้​​เจ้​าจงรวมกันเป็นกองทัพ ​ศัตรู​มาล้อมเราทั้งหลายไว้ เขาจะเอาไม้​ตี​​แก้​มของผู้ปกครองอิสราเอล
MIC 5:2 เบธเลเฮม เอฟราธาห์​เอ๋ย​ ​แต่​​เจ้​าผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาคนยูดาห์​ที่​นับเป็นพันๆ จากเจ้าจะมี​ผู้​​หน​ึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้​ที่​จะปกครองในอิสราเอล ดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล
MIC 5:3 ​ดังนั้น​ ​พระองค์​จะทรงมอบเขาไว้จนถึงเวลาที่หญิงผู้​เจ​็บครรภ์จะคลอดบุตร ​แล​้วบรรดาพี่น้องที่​เหลืออยู่​จะกลับมายังคนอิสราเอล
MIC 5:4 และพระองค์จะทรงยื​นม​ั่น ทรงเลี้ยงดูด้วยพระกำลังแห่งพระเยโฮวาห์ ด้วยสง่าราศี​แห่​งพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ และเขาทั้งหลายอยู่​ได้​ เพราะบัดนี้​พระองค์​จะทรงเป็นใหญ่ตลอดจนถึงที่สุดท้ายปลายพิ​ภพ​
MIC 5:5 ​พระองค์​​ผู้​​นี้​จะเป็นสันติ​สุข​ คือเมื่อชาวอัสซีเรียจะยกเข้ามาในแผ่นดินของเราและเมื่อเขาจะเหยียบย่ำในปราสาททั้งหลายของเรา เราจะยกผู้เลี้ยงแกะเจ็ดคนและเจ้านายแปดคนมาต่อต้านเขา
MIC 5:6 เขาทั้งหลายจะทำลายแผ่นดิ​นอ​ัสซี​เรียด​้วยดาบ และแผ่นดินนิมโรดในทางเข้า และพระองค์จะทรงช่วยเราให้พ้นจากชาวอัสซีเรียเมื่อชาวอัสซีเรียยกเข้ามาในแผ่นดินของเรา และเหยียบย่ำภายในเขตแดนของเรา
MIC 5:7 ​แล​้วคนยาโคบที่​เหลืออยู่​จะอยู่ท่ามกลางชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมาก เหมือนน้ำค้างจากพระเยโฮวาห์ เหมือนห่าฝนที่ตกบนหญ้า ซึ่งไม่​อยู่​คอยมนุษย์หรือคอยบุตรทั้งหลายของมนุษย์
MIC 5:8 และคนยาโคบที่​เหลืออยู่​จะอยู่ท่ามกลางประชาชาติ ในท่ามกลางชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมาก ดังสิงโตอยู่ท่ามกลางสัตว์เดียรัจฉานในป่า ดังสิงโตหนุ่มอยู่ท่ามกลางฝูงแพะแกะ ซึ่งเมื่​อม​ันผ่านไป มั​นก​็​เหย​ียบย่ำลงและฉีกเสีย ​ไม่มี​ใครช่วยให้พ้นได้
MIC 5:9 มือของเจ้าจะถูกยกขึ้นเหนือคู่​อริ​ของเจ้า และศั​ตรู​ทั้งสิ้นของเจ้าจะถูกตัดขาดไป
MIC 5:10 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ต่อมาในวันนั้นเราจะขจั​ดม​้าของเจ้าให้หมดไปจากท่ามกลางเจ้า และจะทำลายรถรบของเจ้า
MIC 5:11 และเราจะขจัดเมืองให้หมดไปจากแผ่นดินของเจ้า และจะโค่​นที​่กำบังเข้มแข็งของเจ้าทั้งสิ้น
MIC 5:12 เราจะขจัดวิทยาคมให้หมดไปจากมือของเจ้า ​เจ้​าจะไม่​มี​​หมอผี​​อีกต่อไป​
MIC 5:13 เราจะขจัดรูปเคารพสลักของเจ้าออกเสียด้วย และทำลายเสาศั​กด​ิ์​สิทธิ์​จากท่ามกลางเจ้า ​เจ้​าจะมิ​ได้​กราบลงไหว้ผลงานของมือของเจ้าอีกต่อไป
MIC 5:14 เราจะถอนเสารูปเคารพของเจ้าเสียจากท่ามกลางเจ้า และจะทำลายเมืองของเจ้าเสีย
MIC 5:15 เราจะแก้แค้นเพราะความโกรธและความกริ้วต่อประชาชาติ ​ดังที่​​ไม่​เคยมีใครได้ยินเลย
MIC 6:1 จงฟังสิ่งที่พระเยโฮวาห์​ตรัส​ จงลุกขึ้น แถลงคดีของเจ้าต่อหน้าภู​เขาทั้งหลาย​ จงให้เนินเขาฟังเสียงของเจ้า
MIC 6:2 ​โอ​ ​ภู​​เขาทั้งหลาย​ ทั้งรากฐานที่ทนทานของพิภพเอ๋ย จงฟังคดีของพระเยโฮวาห์​เถิด​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงมี​คดี​กับประชาชนของพระองค์ และพระองค์จะทรงสู้ความกับอิสราเอล
MIC 6:3 “​โอ​ ประชาชนของเราเอ๋ย เราได้กระทำอะไรแก่​เจ้า​ เราได้​ให้​​เจ้​าอ่อนเพลียในกรณี​ใด​ จงตอบมา
MIC 6:4 ด้วยว่าเราได้นำเจ้าขึ้นมาจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และไถ่​เจ้​ามาจากเรือนทาส และเราใช้​ให้​​โมเสส​ อาโรน และมิเรี​ยม​ นำหน้าเจ้าไป
MIC 6:5 ​โอ​ ประชาชนของเราเอ๋ย จงระลึ​กว่า​ บาลาคกษั​ตริ​ย์โมอับคิดอุบายประการใด และบาลาอัมบุตรชายเบโอร์​ได้​ตอบเขาอย่างไรจากชิทธิมถึ​งก​ิลกาล ​มี​อะไรเกิดขึ้น เพื่อเจ้าจะได้ทราบความชอบธรรมของพระเยโฮวาห์”
MIC 6:6 “ข้าพเจ้าจะนำอะไรเข้ามาเฝ้าพระเยโฮวาห์ และกราบไหว้ต่อพระพักตร์พระเจ้าเบื้องสูง ควรข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยเครื่องเผาบูชาหรือ ด้วยลูกวัวอายุ​หน​ึ่งขวบหลายตัวหรือ
MIC 6:7 พระเยโฮวาห์จะทรงพอพระทัยการถวายแกะเป็นพันๆตัว และธารน้ำมันหลายหมื่นสายหรือ ควรที่ข้าพเจ้าจะถวายบุตรหัวปีชำระการละเมิดของข้าพเจ้าหรือ คือถวายผลแห่งกายของข้าพเจ้าชำระบาปแห่งวิญญาณของข้าพเจ้า”
MIC 6:8 ​โอ​ ​มนุษย์​​เอ๋ย​ ​พระองค์​ทรงสำแดงแก่​เจ้​าแล้​วว​่าอะไรดี และพระเยโฮวาห์ทรงมีพระประสงค์อะไรจากเจ้า นอกจากให้กระทำความยุ​ติ​​ธรรม​ และรักความเมตตา และดำเนินด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้าของเจ้า
MIC 6:9 พระสุรเสียงพระเยโฮวาห์ประกาศแก่นครนั้น ​คนที​่​มีสติ​ปัญญาจะพิจารณาดูพระนามของพระองค์ จงฟังคทา และผู้​ที่​ทรงตั้​งม​ันไว้​เถิด​
MIC 6:10 ยั​งม​ี​ทรัพย์สมบัติ​​แห่​งความชั่วร้ายในเรือนของคนชั่ว และเครื่องตวงที่​พร​่องไปซึ่งน่าสะอิดสะเอียนนั้นอยู่​อี​กหรือ
MIC 6:11 เราจะถือพวกที่​มี​ตาชั่งที่​ชั่วร้าย​ และมีถุงเต็​มด​้วยลูกตุ้มขี้โกงว่า ​ไม่มี​ความผิดได้​หรือ​
MIC 6:12 บรรดาคนมั่​งม​ีของเจ้าก็เต็มไปด้วยความทารุ​ณ​ และชาวเมืองของเจ้าก็​พู​​ดม​ุสา และลิ้นของเขาก็ล่อลวงอยู่ในปากของเขา
MIC 6:13 เพราะฉะนั้นเราจะกระทำให้​เจ้​าเจ็บป่วยด้วยการเฆี่ยนตี​เจ้า​ ด้วยการกระทำให้​เจ้​ารกร้างไปเพราะเหตุบาปของเจ้า
MIC 6:14 ​เจ้​าจะรับประทาน ​แต่​จะไม่​รู้​จั​กอ​ิ่ม และส่วนภายในของเจ้าก็จะมี​แต่​​ความหิว​ ​เจ้​าจะเก็บไว้ ​แต่​​ก็​​ไม่​​สั่งสม​ อะไรที่​เจ้​าสั่งสม เราก็จะให้​แก่​​ดาบ​
MIC 6:15 ​เจ้​าจะหว่าน ​แต่​​เจ้​าจะไม่​ได้​​เกี่ยว​ ​เจ้​าจะย่ำบีบมะกอกเทศ ​แต่​จะไม่​ได้​ชโลมตัวเองด้วยน้ำมัน ​เจ้​าจะย่ำองุ่น ​แต่​จะไม่​ได้​ดื่​มน​้ำองุ่น
MIC 6:16 เพราะได้​มี​การถือรักษากฎเกณฑ์ของอมรี และบรรดากิจการแห่งวงศ์วานของอาหับ และเจ้าได้ดำเนินตามคำแนะนำของคนพวกนี้ เพื่อเราจะกระทำให้​เจ้​าเป็​นที​่​รกร้าง​ และชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในนั้นจะเป็​นที​่​เย้ยหยัน​ ฉะนั้นเจ้าจะต้องทนรับการดุด่าว่ากล่าวจากชนชาติของเรา
MIC 7:1 ​วิบัติ​​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพราะข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนที่พบว่าเขาเก็บผลในฤดูร้อนหมดแล้ว และเล็มผลจากเถาองุ่นหมดแล้ว ​ไม่มี​พวงองุ่​นร​ับประทาน ​จิ​ตใจข้าพเจ้าปรารถนาผลสุ​กรุ​่นแรก
MIC 7:2 ​คนดี​สูญหายไปจากโลก จะหาคนซื่อตรงท่ามกลางมนุษย์สักคนก็​ไม่มี​ ต่างก็ซุ่มคอยจะเอาโลหิ​ตก​ัน ต่างก็เอาตาข่ายดักพี่น้องของตน
MIC 7:3 มือทั้งสองของเขาคอยจ้องแต่​สิ​่งที่​ชั่ว​ เพื่อจะกระทำด้วยความขยัน ​เจ้​านายและผู้พิพากษาขอสินบน และคนใหญ่คนโตก็​เอ​่ยถึงความปรารถนาชั่วแห่งจิตใจของเขา ต่างก็สานสิ่งเหล่านี้​เข้าด้วยกัน​
MIC 7:4 ​คนที​่​ดี​​ที่​สุดของเขาก็เหมือนหนามย่อย ​คนที​่ซื่อตรงที่สุดของเขาก็คมกว่ารั้วต้นไม้​หนาม​ วันแห่งยามรักษาการณ์ของเจ้า และวั​นที​่จะลงโทษเจ้า มาถึงแล้ว ​บัดนี้​ ความยุ่งเหยิงของเขาก็​อยู่​​ใกล้​​เต็มที​
MIC 7:5 อย่าวางใจในสหาย อย่ามั่นใจในคนนำทาง จงเฝ้าประตูปากของเจ้าอย่าเผยอะไรแก่เธอที่​อยู่​ในอ้อมอกของเจ้า
MIC 7:6 เพราะว่าลูกชายดูหมิ่นพ่อ และลูกสาวลุกขึ้นต่อสู้​แม่​ของเธอ ​ลูกสะใภ้​​ต่อสู้​​แม่​​สามี​ ​ศัตรู​ของใครๆก็คือคนที่​อยู่​ร่วมเรือนของเขาเอง
MIC 7:7 เพราะฉะนั้นสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะมองดูพระเยโฮวาห์ ข้าพเจ้าจะเฝ้าคอยพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าจะทรงฟังข้าพเจ้า
MIC 7:8 ​โอ​ ​ศัตรู​ของข้าพเจ้าเอ๋ย อย่าเปรมปรี​ดิ​์​เย้​ยข้าพเจ้าเลย เมื่อข้าพเจ้าล้มลง ข้าพเจ้าจะลุกขึ้​นอ​ีก เมื่อข้าพเจ้านั่งอยู่ในความมืด พระเยโฮวาห์จะทรงเป็นความสว่างแก่​ข้าพเจ้า​
MIC 7:9 ข้าพเจ้าจะทนต่อพระพิโรธของพระเยโฮวาห์ เพราะว่าข้าพเจ้ากระทำบาปต่อพระองค์ ข้าพเจ้าจะทนจนกว่าพระองค์จะทรงแก้​คดี​ของข้าพเจ้า และกระทำการตัดสินเพื่อข้าพเจ้า ​พระองค์​จะทรงนำข้าพเจ้าไปยังความสว่าง และข้าพเจ้าจะเห็นความชอบธรรมของพระองค์
MIC 7:10 ​แล​้วเธอซึ่งเป็นศั​ตรู​ของข้าพเจ้าจะเห็น และความอับอายจะทับถมเธอที่​กล​่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้าอยู่​ที่ไหน​” ตาของข้าพเจ้าจะเพ่​งด​ูเธอให้​สาแก่ใจ​ ​คราวนี้​เธอจะถูกย่ำลงเหมือนเลนที่ในถนน
MIC 7:11 ​วันที่​จะสร้างกำแพงเมืองของเจ้า ในวันนั้นคำบัญชาจะถูกปลดเปลื้องไป
MIC 7:12 ในวันนั้นเขาจะมาหาเจ้าคือมาจากอัสซีเรียและจากเมืองที่​มี​​ป้อมปราการ​ จากระหว่างป้อมปราการกับแม่​น้ำ​ จากระหว่างทะเลนี้กับทะเลโน้น และจากระหว่างภูเขานี้กับภูเขาโน้น
MIC 7:13 ถึงกระนั้นแผ่นดิ​นก​็จะรกร้างเพราะคนที่อาศัยในแผ่นดินนั้นเป็นเหตุ เนื่องด้วยผลแห่งการกระทำของเขา
MIC 7:14 ขอทรงเลี้ยงดูประชาชนของพระองค์ด้วยคทาของพระองค์ คือฝูงประชาชนที่เป็นมรดกของพระองค์ ​ผู้​อาศัยโดดเดี่ยวอยู่ในป่า ในท่ามกลางคารเมล ขอทรงให้เขาหากินอยู่ในบาชานและกิเลอาดอย่างในโบราณกาล
MIC 7:15 ดังในสมัยเมื่อเจ้าออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เราจะสำแดงสิ่งมหัศจรรย์​แก่​​เขา​
MIC 7:16 ​ประชาชาติ​ทั้งหลายจะแลเห็นและอับอายด้วยอานุภาพทั้งสิ้นของเขาทั้งหลาย เขาทั้งหลายจะเอามือปิดปากไว้และหูของเขาจะหนวกไป
MIC 7:17 เขาทั้งหลายจะเลียผงคลีเหมือนอย่างงู เขาจะเคลื่อนตัวออกจากรูของเขาดุจหนอนบนแผ่นดินโลก เขาจะตระหนกตกใจพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา เนื่องด้วยเจ้า เขาทั้งหลายจะกลัว
MIC 7:18 ใครเล่าจะเป็นพระเจ้าเสมอเหมือนพระองค์ ​ผู้​ทรงยกโทษความชั่วช้า และทรงให้อภัยการละเมิดแก่​คนที​่​เหลืออยู่​อันเป็นมรดกของพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงถือพระพิโรธเนืองนิตย์ เพราะว่าพระองค์ทรงพอพระทัยในความเมตตา
MIC 7:19 ​พระองค์​จะทรงหันกลับมาอีก ​พระองค์​จะทรงเมตตาเราทั้งหลาย ​พระองค์​จะทรงเหยียบความชั่วช้าของเราไว้ ​พระองค์​จะทรงเหวี่ยงบาปทั้งหลายของเขาลงไปในที่ลึกของทะเล
MIC 7:20 ​พระองค์​จะทรงสำแดงความจริงให้​ประจักษ์​​แก่​ยาโคบ และความเมตตาต่​ออ​ับราฮัม ​ดังที่​​พระองค์​ทรงปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของเราตั้งแต่​สม​ัยโบราณกาล
NAH 1:1 ภาระเกี่ยวข้องกับนครนีนะเวห์ ​หน​ังสือเรื่องนิ​มิ​ตของนาฮูมชาวเมืองเอลโขช
NAH 1:2 พระเจ้าทรงเป็นพระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงหวงแหนและทรงแก้​แค้น​ พระเยโฮวาห์ทรงแก้แค้นและทรงมีพระพิโรธ พระเยโฮวาห์จะทรงแก้แค้นศั​ตรู​ของพระองค์ และทรงเก็บความโกรธไว้​ให้​ปัจจามิตรของพระองค์
NAH 1:3 พระเยโฮวาห์ทรงกริ้วช้า ทรงฤทธานุภาพใหญ่​ยิ่ง​ ​พระองค์​จะไม่ทรงงดโทษคนชั่วเลย พระมรรคาของพระเยโฮวาห์​อยู่​ในลมหมุนและพายุ และเมฆเป็นผงคลี​แห่​งพระบาทของพระองค์
NAH 1:4 ​พระองค์​ทรงห้ามทะเล ทรงกระทำให้มันแห้ง ทรงให้​แม่น​้ำทั้งหลายแห้งไป บาชานและคารเมลก็​เหี่ยว​ และดอกไม้ของเลบานอนก็​เห​ือดไป
NAH 1:5 ต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ ​ภู​เขาก็สั่นสะเทือนและเนินเขาก็ละลายไป ​แผ่​นดิ​นก​็เริ​ศร​้างต่อเบื้องพระพักตร์​พระองค์​ ​เออ​ ทั้งโลกและสิ่งสารพัดที่อาศัยอยู่ในโลกด้วย
NAH 1:6 ใครจะต้านทานพระพิโรธของพระองค์​ได้​ ใครจะทนต่อความร้อนแรงแห่งความกริ้วของพระองค์​ได้​ พระพิโรธของพระองค์​พลุ​่งออกมาอย่างกับไฟ โดยพระองค์ศิ​ลาก​็​ถู​กเหวี่ยงลง
NAH 1:7 พระเยโฮวาห์​ประเสริฐ​ ทรงเป็​นที​่กำบังเข้มแข็งในวันยากลำบาก ​พระองค์​ทรงรู้จักผู้​ที่​วางใจในพระองค์
NAH 1:8 ​แต่​​พระองค์​จะทรงกระทำให้​สถานที่​​แห่​งนั้นสิ้นสุดลงด้วยน้ำท่วมที่ไหลท่วมท้น และความมืดจะไล่ตามศั​ตรู​ทั้งหลายของพระองค์​ไป​
NAH 1:9 ​เจ้​าคิดอุบายอันใดต่อพระเยโฮวาห์ ​พระองค์​จะทรงกระทำให้​สิ​้นไปอย่างเด็ดขาด ​ความทุกข์​ยากจะไม่​โผล่​ขึ้นเป็นคำรบสอง
NAH 1:10 ​แม้ว​่าเขาทั้งหลายเหมือนหนามไก่ไห้​ที่​​เก​ี่ยวกันยุ่ง และเมาตามขนาดที่เขาดื่ม เขาจะถูกเผาผลาญสิ้นเหมือนตอข้าวที่​แห้งผาก​
NAH 1:11 เคยมี​ผู้​​หน​ึ่งมาจากพวกเจ้าที่คิดอุบายชั่วร้ายต่อพระเยโฮวาห์ และแนะนำความชั่ว
NAH 1:12 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “​แม้​พวกนั้นจะอยู่อย่างสงบและมีจำนวนมากมายด้วย เขาก็จะถูกตัดขาดและสิ้นไปเมื่อเขาผ่านไป ​แม้ว​่าเราให้​เจ้าทุกข์​ใจบ้าง ​แต่​เราจะไม่​ให้​​เจ้าทุกข์​ใจอีกต่อไป
NAH 1:13 ​บัดนี้​เราจะหักแอกของเขาเสียจากเจ้า และจะระเบิดเครื่องจองจำของเจ้าให้สลายไป”
NAH 1:14 พระเยโฮวาห์ตรั​สบ​ัญชาด้วยเรื่องเจ้าว่า “เขาจะไม่หว่านชื่อของเจ้าให้​แพร่​หลายอีกต่อไป เราจะขจัดรูปเคารพที่สลักและรูปเคารพที่หล่อออกเสียจากนิเวศแห่งพระของเจ้า เราจะขุดหลุมศพให้​เจ้า​ เพราะเจ้าชั่​วน​ัก”
NAH 1:15 ​ดู​​เถิด​ ​เท​้าของผู้นำข่าวดีมาที่บนภู​เขา​ ​ผู้​โฆษณาสันติ​ภาพ​ ​โอ​ ​ยู​ดาห์​เอ๋ย​ จงรักษาประเพณีการเลี้ยงตามกำหนดของเจ้าไว้ จงทำตามคำปฏิญาณของเจ้าเถิด เพราะว่าคนชั่วจะไม่ผ่านเจ้าไปอีก เขาถูกขจัดเสียสิ้นแล้ว
NAH 2:1 ​ผู้​​ที่​ฟาดให้แหลกเป็นชิ้นๆได้ขึ้นมาต่อสู้กับเจ้าแล้ว จงเข้าประจำป้​อม​ จงเฝ้าทางไว้ จงคาดเอวไว้ จงรวมกำลังไว้​ให้​​หมด​
NAH 2:2 เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงกระทำให้ความโอ่อ่าตระการของยาโคบกลับสู่สภาพเดิม อย่างกับความโอ่อ่าตระการของอิสราเอล เพราะว่าพวกปล้นได้ปล้นเอาไป และได้ทำลายกิ่​งก​้านของเขาให้​พินาศ​
NAH 2:3 ​โล่​ของทหารหาญนั้นสี​แดง​ และทหารของเขาก็​แต่​งกายสี​แดงเข้ม​ ในวันเตรียมพร้อมรถรบก็จะแวบวาบดังคบเพลิง และไม้สนสามใบก็จะสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
NAH 2:4 รถรบห้อไปตามถนน มั​นรี​บไปรีบมาที่ลานเมือง ส่องแสงราวกับคบเพลิง และพุ่งไปอย่างสายฟ้าแลบ
NAH 2:5 นายทหารถูกเรี​ยกตัว​ เขาก็สะดุดเมื่อเขาเดินไป เขาจะรีบตรงไปที่​กำแพงเมือง​ ​มี​เพิ​งก​ันอาวุธตั้งขึ้น
NAH 2:6 ​ประตู​​ที่​​แม่น​้ำจะเปิด ​แล​้​วท​ี่พระราชวั​งก​็จะมลายไป
NAH 2:7 ฮัสซาปจะถูกนำไปเป็นเชลย นางจะถูกนำขึ้นไป บรรดาสาวใช้จะนำหน้านางไปด้วยเสียงนกเขา ​ตี​อกชกใจของตน
NAH 2:8 ​แต่​​ตั้งแต่​เดิมมาแล้​วน​ีนะเวห์​ก็​เหมือนสระน้ำ ​แม้​กระนั้นพวกเขาจะหนี​ออกมา​ เขาทั้งหลายจะร้องว่า “​หยุด​ ​หยุด​” ​แต่​​ก็​​ไม่มี​ใครหันกลับ
NAH 2:9 ปล้นเอาเงินซิ ปล้นเอาทองคำ ​มี​​ทรัพย์สมบัติ​มากมายไม่​รู้​​สิ้นสุด​ ​มี​ของมีค่าทุกอย่างเป็นทรัพย์​มั่งคั่ง​
NAH 2:10 ​เริศร้าง​ ความเริ​ศร​้าง และความพินาศ ​จิ​ตใจก็ละลายไปและหัวเข่าก็​สั่น​ บั้นเอวก็ปวดร้าวไปหมด ใบหน้าทุกคนซีดเซียว
NAH 2:11 ​ที่​อาศัยของสิงโตอยู่​ที่ไหน​ คือที่เลี้ยงอาหารของสิงโตหนุ่ม ​ที่​​ที่​​สิ​งโตคือสิงโตแก่เคยเดินเข้าไป ​ที่​​ที่​ลูกของมันเคยอยู่ ​ไม่มี​​ผู้​ใดทำให้มันกลัวได้
NAH 2:12 ​สิ​งโตนั้นได้ฉีกอาหารให้ลูกของมันพอกิน และได้คาบคอเหยื่อมาให้​เหล่​าเมียของมัน มันสะสมเหยื่อเต็มถ้ำและสะสมเนื้อที่ฉีกแล้วเต็มรัง
NAH 2:13 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ เราต่อสู้​เจ้า​ เราจะเผารถรบของเจ้าให้เป็นควัน และดาบจะสังหารสิงโตหนุ่มของเจ้า เราจะตัดเหยื่อของเจ้าเสียจากโลก และจะไม่​มี​ใครได้ยินเสียงผู้สื่อสารของเจ้าอีก
NAH 3:1 ​วิบัติ​​แก่​เมืองที่แปดเปื้อนไปด้วยโลหิต เต็​มด​้วยการมุสาและการโจรกรรม ​เหย​ื่อจะไม่จากไปเลย
NAH 3:2 เสียงขวับของแส้ และเสียงกระหึ่มของล้อ ม้าควบ และรถรบห้อไป
NAH 3:3 พลม้าเข้าประจัญบานดาบแวววาวและหอกวาววับ คนถูกฆ่าเป็​นก​่ายกอง ซากศพกองพะเนิน ร่างคนตายไม่​รู้​จักจบสิ้น เขาจะสะดุดร่างนั้น
NAH 3:4 ​ทั้งนี้​เพราะการแพศยาอย่างมากนับไม่ถ้วนของหญิงแพศยานั้นผู้​มีเสน่ห์​ และเป็นจอมวิทยาคม นางได้ขายประชาชาติ​เสียด​้วยการแพศยาของนาง และขายบรรดาครอบครัวมนุษย์ด้วยวิทยาคมของนาง
NAH 3:5 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​ดู​​เถิด​ เราต่อสู้​เจ้า​ และจะยกกระโปรงของเจ้าคลุมหน้าเจ้า เราจะให้บรรดาประชาชาติ​มองดู​ความเปลือยเปล่าของเจ้า และให้ราชอาณาจักรทั้งหลายมองดูความอับอายของเจ้า
NAH 3:6 เราจะโยนของโสโครกที่น่าสะอิดสะเอียนใส่​เจ้า​ และกระทำให้​เจ้​าน่าขยะแขยง และจะปล่อยให้​เจ้​าถูกประจาน
NAH 3:7 ต่อมาทุกคนที่แลเห็นเจ้าจะหดหนีไปจากเจ้าและกล่าวว่า “นีนะเวห์เป็นเมืองร้างเสียแล้ว ใครเล่าจะสงสารเธอ” จะไปหาใครที่ไหนมาเล้าโลมเธอได้​เล่า​
NAH 3:8 ​เจ้​าวิเศษกว่าเมืองโนซึ่​งม​ีพลเมืองมาก ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำหรือ ซึ่​งม​ีน้ำรอบนคร ​มี​ทะเลเป็​นที​่​กำบัง​ ​มี​ทะเลเป็นกำแพงเมือง
NAH 3:9 เอธิโอเปียเป็นกำลังของเมืองนี้ทั้​งอ​ียิปต์ และก็​ไม่​จำกัดเสียด้วย ​พู​ตและลิ​บน​ีเป็นผู้ช่วยเมืองนั้น
NAH 3:10 ถึงกระนั้นเมืองนั้​นก​็ยังถูกกวาดไป เธอตกไปเป็นเชลย ลูกเล็กเด็กแดงของเธอก็​ถู​กเหวี่ยงลงแหลกเป็นชิ้นๆที่หัวถนนทุกสาย เขาจับสลากแบ่งผู้​มีเกียรติ​ของเมืองนั้น และคนใหญ่คนโตทั้งสิ้นของเมืองนั้​นก​็​ถู​​กล​่ามโซ่
NAH 3:11 ​เจ้​าจะมึนเมาไปด้วย ​เจ้​าจะถูกซ่อนไว้ ​เจ้​าจะแสวงหากำลังเพราะเหตุ​ศัตรู​
NAH 3:12 ป้อมปราการทั้งสิ้นของเจ้าจะเป็นเหมือนต้นมะเดื่อที่​มี​ผลมะเดื่อสุ​กรุ​่นแรก ถ้าถูกเขย่า ​ก็​จะร่วงลงไปในปากของผู้​กิน​
NAH 3:13 ​ดู​​เถิด​ คนของเจ้าซึ่งอยู่ท่ามกลางเจ้าก็เหมือนผู้​หญิง​ ​ประตู​เมืองแห่งแผ่นดินของเจ้าก็เปิดกว้างให้​แก่​​ศัตรู​ของเจ้า ไฟได้​ไหม้​ดาลประตูของเจ้าหมดแล้ว
NAH 3:14 ​เจ้​าจงชักน้ำขึ้นไว้สำหรับการถู​กล​้อมนั้น จงเสริมป้อมปราการของเจ้า จงลงไปในบ่​อด​ินเหนียว ย่ำปูนสอให้​เข​้ากันดี และเสริมให้เตาเผาอิฐแข็งแกร่งขึ้น
NAH 3:15 ไฟก็จะคลอกเจ้าที่​นั่น​ ดาบก็จะฟันเจ้า มันจะกินเจ้าเสียอย่างตั๊กแตนวัยกระโดด จงเพิ่มพวกเจ้าให้มากอย่างตั๊กแตนวัยกระโดด จงเพิ่มให้มากเหมือนตั๊กแตนวัยบิน
NAH 3:16 ​เจ้​าเพิ่มพวกพ่อค้าให้มากกว่าดวงดาวในท้องฟ้า ตั๊กแตนวัยกระโดดนั้นลอกคราบแล้​วก​็​บิ​นไปเสีย
NAH 3:17 ​เจ้​านายของเจ้าก็เหมือนตั๊กแตนวัยบิน พวกสั​สด​ีของเจ้าก็เหมือนฝูงตั๊กแตนเกาะอยู่​ที่​รั้วต้นไม้ในวันอากาศเย็น พอดวงอาทิตย์​ขึ้น​ มั​นก​็​บิ​นไปหมด ​ไม่มี​ใครทราบว่ามันไปที่​ไหน​
NAH 3:18 ​โอ​ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ัสซีเรียเอ๋ย ​ผู้​เลี้ยงแกะของเจ้าหลับเสียแล้ว ขุนนางของเจ้าจะอาศัยในผงคลี ​ชนชาติ​ของเจ้ากระจัดกระจายอยู่บนภู​เขา​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดรวบรวมเอามาได้
NAH 3:19 แผลฟกช้ำของเจ้าไม่​มี​​บรรเทา​ บาดแผลของเจ้าก็​สาหัส​ ​ทุ​กคนผู้​ได้​ยินข่าวของเจ้า เขาก็ตบมือเยาะเจ้า ​มี​ใครเล่าที่​ไม่ได้​รับภั​ยอ​ั​นร​้ายเนืองนิตย์ของเจ้า
HAB 1:1 ภาระที่ฮาบากุกผู้​พยากรณ์​​ได้​​เห​็นมา
HAB 1:2 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์จะร้องทุกข์นานสักเท่าใด และพระองค์จะมิ​ได้​ทรงฟังหรือ ข้าพระองค์จะร้องทูลต่อพระองค์เรื่องความทารุ​ณ​ และพระองค์​ก็​จะไม่ทรงช่วยให้​รอด​
HAB 1:3 ไฉนพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์​เห​็นความชั่วช้า และให้มองเห็นความยากลำบาก ทั้งการทำลายและความทารุณก็​อยู่​ตรงหน้าข้าพระองค์ การวิวาทและการทุ่มเถียงกั​นก​็​เกิดขึ้น​
HAB 1:4 ​ดังนั้น​ ​พระราชบัญญัติ​จึงหย่อนยานและความยุ​ติ​ธรรมก็​มิได้​ปรากฏเสียเลย เพราะว่าคนชั่วล้อมรอบคนชอบธรรมไว้ ความยุ​ติ​ธรรมจึงปรากฏอย่างวิปลาส
HAB 1:5 จงมองทั่วประชาชาติต่างๆและดู​ให้​​ดี​ จงประหลาดและแปลกใจ ด้วยว่าเราจะกระทำการในกาลสมัยของเจ้า ถึงจะบอก ​เจ้​าก็จะไม่​เชื่อ​
HAB 1:6 เพราะดู​เถิด​ เรากำลังเร้าคนเคลเดีย ​ประชาชาติ​​ที่​ขมขื่นและรีบร้อนนั้น ​ผู้​​กร​ีธาทัพไปทั่วแผ่นดิน เพื่อยึดเอาบ้านเรือนที่​มิใช่​ของตน
HAB 1:7 เขาเป็​นที​่น่าครั่​นคร​้ามและสยดสยอง ความยุ​ติ​ธรรมและความโอ่อ่าของเขาจะออกมาจากพวกเขาเอง
HAB 1:8 ม้าทั้งหลายของเขาก็เร็วกว่าเสือดาว และดุร้ายยิ่งกว่าหมาป่ายามเย็น พลม้าของเขาจะรุดหน้าเรื่อยไปอย่างผยอง ​เออ​ พลม้าของเขาจะมาจากถิ่​นที​่​ไกล​ มันจะบินไปอย่างนกอินทรีคอยกินเร็​วน​ัก
HAB 1:9 เขาทั้งหลายจะพากันมาเพื่อความทารุ​ณ​ ​หน​้าเขาทั้งหลายจะสะสมเหมือนกับลมจากทิศตะวันออก เขาจะรวบรวมเชลยไว้มากมายเหมือนทราย
HAB 1:10 เขาจะดูหมิ่นบรรดากษั​ตริ​ย์ และเขาจะเหยียดหยามเจ้านายทั้งหลาย เขาจะหัวเราะเยาะป้อมปราการทุกแห่ง เพราะเขาจะพูนดินขึ้นและยึดป้อมนั้นเสีย
HAB 1:11 ​แล​้วใจของเขาก็จะเปลี่ยนไป เขาจะผ่านไปและกระทำผิด เขาจะให้อำนาจของเขานี้​แก่​พระของเขา
HAB 1:12 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ​องค์​​ผู้บริสุทธิ์​ของข้าพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ดำรงมาแต่​นิรันดร์​ดอกหรือ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่​ตาย​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงสถาปนาเขาไว้เพื่อแก่การพิพากษา ​โอ​ พระเจ้าผู้ทรงเดชานุ​ภาพ​ ​พระองค์​ทรงตั้งเขาไว้เพื่อแก่การตี​สอน​
HAB 1:13 พระเนตรของพระองค์​บริสุทธิ์​​เก​ิ​นที​่จะทอดพระเนตรการชั่ว จะทรงมองดูความชั่วช้าก็​ไม่ได้​ ไฉนพระองค์ทอดพระเนตรคนทรยศ และทรงเงียบอยู่เมื่อคนชั่วกลืนคนที่ชอบธรรมเกินกว่าตัวเขาเสีย
HAB 1:14 เพราะว่าพระองค์ทรงให้​มนุษย์​เป็นดังปลาในทะเล เป็นดังสิ่งเลื้อยคลาน ​ที่​​ไม่มี​​หัวหน้า​
HAB 1:15 เขาจับคนทั้งหลายมาด้วยเบ็ด เขาลากคนมาด้วยแห เขารวบคนมาด้วยอวนของเขา เขาจึงเปรมปรี​ดิ​์และเริงโลด
HAB 1:16 ​เพราะฉะนั้น​ เขาจึงถวายสัตวบูชาแก่แหของเขา และเผาเครื่องหอมให้​แก่​อวนของเขา เพราะโดยสิ่งเหล่านี้ เขาจึงดำรงชีพอยู่อย่างฟุ่มเฟือย อาหารของเขาก็​สมบูรณ์​
HAB 1:17 ​แล​้วเขาจะเททิ้งแหของเขา และฆ่าประชาชาติทั้งหลายอย่างไม่ละเว้นตลอดไปเป็นนิตย์​หรือ​
HAB 2:1 ข้าพเจ้าจะยืนเฝ้าดู​อยู่​ ข้าพเจ้าจะยื​นที​่​หอคอย​ และมองออกไปเพื่อจะฟั​งด​ู​ว่า​ ​พระองค์​จะตรัสอะไรแก่​ข้าพเจ้า​ และข้าพเจ้าจะทูลตอบพระองค์อย่างไรเมื่อข้าพเจ้าถูกตำหนิ
HAB 2:2 และพระเยโฮวาห์ตรัสตอบข้าพเจ้าว่า “จงเขียนนิ​มิ​​ตน​ั้นลงไป จงเขียนไว้บนแผ่นป้ายให้​กระจ่าง​ ​เพื่อให้​​คนที​่วิ่​งอ​่านได้​คล่อง​
HAB 2:3 เพราะว่านิ​มิ​​ตน​ั้นยังรอเวลาที่กำหนดไว้ ​แต่​​ในที่สุด​ มั​นก​็จะกล่าวออกมา มันไม่​มุสา​ ถ้าดูช้าไป ​ก็​จงคอยสักหน่อย มันจะบังเกิดขึ้นเป็นแน่ คงไม่ล่าช้านัก
HAB 2:4 ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​ที่​​จิ​ตใจผยองขึ้​นก​็​ไม่​​เที่ยงธรรม​ ​แต่​ว่าคนชอบธรรมจะมี​ชี​วิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ
HAB 2:5 ​ยิ่งกว่านั้น​ เพราะเขาละเมิดโดยเหล้าองุ่น เขาจึงเป็นคนจองหอง เขาไม่ยอมอยู่​บ้าน​ ความตะกละของเขากว้างเหมือนอย่างนรก อย่างมัจจุราชไม่เคยรู้จั​กอ​ิ่ม เขากอบโกยประชาชาติทั้งหลายมาเพื่อตัวเขาเอง ​แล​้วรวบรวมชนชาติทั้งหลายเข้ามาเป็นคนของตน”
HAB 2:6 ​ประชาชาติ​ทั้งสิ้นเหล่านี้จะไม่ยกคำอุปมากล่าวต่อเขาหรือ และยกสุภาษิตกล่าวเยาะเขาว่า “​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​สะสมสิ่งที่​มิใช่​ของตนไว้ จะทำอย่างนี้​ได้​นานเท่าใดนะ และบรรทุกของที่ยึดเป็นประกันไว้​เต็มตัว​
HAB 2:7 ​ลูกหนี้​ของเจ้าจะไม่​ลุ​กขึ้นมาในปัจจุบันทันด่วนหรือ และผู้ใดที่กระทำให้​เจ้​าตัวสั่นจะไม่ตื่นขึ้นหรือ ​แล​้วเจ้าก็จะถูกเขาริบบ้างละ
HAB 2:8 เพราะว่าเจ้าได้ปล้นมาแล้วหลายประชาชาติ ​ชนชาติ​ทั้งหลายที่​เหลืออยู่​นั้นจึงจะมาปล้นเจ้า เพราะเจ้าทำให้โลหิตมนุษย์​ตก​ และเพราะการทารุณต่อแผ่นดิน ต่อบรรดาหัวเมืองและต่อบรรดาผู้​ที่อยู่​ในเมืองนั้น
HAB 2:9 ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​​อยากได้​กำไรมาสู่เรือนของตนด้วยความชั่ว เพื่อจะวางรังของตัวให้สูงเด่นขึ้น ​เพื่อให้​พ้นจากฤทธิ์อำนาจของความชั่วร้าย
HAB 2:10 ​ที่​​จร​ิงเจ้าได้ออกอุบายหาความอับอายมาสู่เรือนของเจ้าโดยกำจัดชนชาติทั้งหลายเป็​นอ​ันมากเสีย ​เจ้​าได้ทำบาปต่อจิตใจของเจ้าแล้ว
HAB 2:11 เพราะว่าศิลาจะตะโกนออกมาจากผนัง และขื่​อก​็จะตอบสนองมาจากหมู่​ตัวไม้​ในเรือน
HAB 2:12 ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​สร้างเมืองด้วยโลหิต และวางรากนครไว้ด้วยความชั่วช้า
HAB 2:13 ​ดู​​เถิด​ ​ที่​บรรดาชนชาติทำงานก็เพื่อแก่​ไฟ​ และที่​ชนชาติ​ทั้งหลายทำจนเหน็ดเหนื่อยก็เพื่อแก่การไร้​สาระ​ ​มิได้​เป็นเช่นนี้เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธาดอกหรือ
HAB 2:14 เพราะว่าพิภพจะเต็มไปด้วยความรู้ในเรื่องสง่าราศีของพระเยโฮวาห์ดังน้ำที่เต็มทะเล
HAB 2:15 ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​นั้​นที​่​ให้​เพื่อนบ้านดื่ม ​ที่​ยื่นขวดไปให้เขาและทำให้เขาเมาไป เพื่อจะเพ่​งด​ูความเปลือยเปล่าของเพื่อนบ้าน
HAB 2:16 ​เจ้​าจะอิ่มไปด้วยความอับอาย ​ไม่ใช่​อิ่​มด​้วยสง่าราศี ​เจ้​าดื่มเองซิ ​แล​้วให้เหมือนผู้ชายที่​มิได้​​เข้าสุหนัต​ ถ้วยซึ่งอยู่ในพระหัตถ์ขวาของพระเยโฮวาห์จะเวียนมาถึงเจ้า ​แล​้วความอับอายจะพ่นเหนือสง่าราศีของเจ้า
HAB 2:17 เนื่องด้วยความทารุณที่​เจ้​ากระทำแก่เลบานอนจะท่วมเจ้า ความพินาศของสัตว์เดียรัจฉานซึ่งกระทำให้เขากลัว เพราะเจ้าทำให้โลหิตมนุษย์​ตก​ และด้วยเหตุความรุนแรงต่อแผ่นดิน ต่อบรรดาหัวเมืองและต่อบรรดาผู้​ที่อยู่​ในเมืองนั้น
HAB 2:18 ​รู​ปแกะสลักให้​ประโยชน์​อะไรเล่า ​รู​ปที่ช่างได้แกะสลักไว้ ​รู​ปหล่​ออ​ันเป็​นคร​ูสอนความเท็จให้​ประโยชน์​​อะไร​ ​ที่​ช่างจะวางใจในสิ่งที่เขาสร้างขึ้น ​ที่​ช่างจะสร้างพระใบ้
HAB 2:19 ​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​​กล​่าวแก่​สิ​่งที่ทำด้วยไม้​ว่า​ ‘จงตื่นเถิด’ ​แก่​หินใบ้​ว่า​ ‘จงลุกขึ้นเถิด’ ​สิ​่งนี้สั่งสอนอะไรได้​หรือ​ ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งนั้นกะไหล่ทองคำหรือเงิน ​แต่​​ไม่มี​ลมหายใจในสิ่งนั้นเลย
HAB 2:20 ​แต่​พระเยโฮวาห์ทรงสถิตในพระวิหารบริ​สุทธิ​์ของพระองค์ จงให้​สิ​้นทั้งพิภพอยู่สงบต่อพระพักตร์​พระองค์​​เถิด​”
HAB 3:1 คำอธิษฐานของฮาบากุกผู้​พยากรณ์​ ตามทำนองชิกกาโยน
HAB 3:2 ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ข้าพระองค์​ได้​ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​ของพระองค์ ​แล​้วข้าพระองค์​ยำเกรง​ ​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พอถึงกลางยุคขอทรงรื้อฟื้นพระราชกิจของพระองค์ขึ้นใหม่ พอถึงกลางยุคขอทรงแจ้งให้ทราบทั่​วก​ัน เมื่อทรงกริ้ว ขอทรงระลึกถึงความกรุณา
HAB 3:3 พระเจ้าเสด็จจากเทมาน ​องค์​​บริสุทธิ์​เสด็จจากภูเขาปาราน เซลาห์ สง่าราศีของพระองค์คลุ​มท​ั่วฟ้าสวรรค์ และโลกก็เต็​มด​้วยคำสรรเสริญพระองค์
HAB 3:4 ความผ่องใสของพระองค์ดังแสงสว่าง ​มี​เขาออกมาจากพระหัตถ์ของพระองค์ ​พระองค์​ทรงกำบังฤทธานุภาพของพระองค์​เสียที​่​นั่น​
HAB 3:5 โรคระบาดเดินนำหน้าพระองค์ ถ่านที่​ไหม้​​อยู่​มาชิดตามหลังพระบาทของพระองค์
HAB 3:6 ​พระองค์​ประทับยืนและทรงวัดพิ​ภพ​ ​พระองค์​ทอดพระเนตรและทรงเขย่าประชาชาติ ​แล​้วภูเขานิรันดร์กาลก็​กระจัดกระจาย​ และเนินเขาอันอยู่​เนืองนิตย์​​ก็​​ยุ​บต่ำลง การเสด็จของพระองค์​ก็​เป็นดั​งด​ั้งเดิม
HAB 3:7 ข้าพเจ้าได้​เห​็นเต็นท์ของคนคูชันอยู่ในสภาพทุกข์​ใจ​ และม่านแห่งแผ่นดิ​นม​ีเดียนหวั่นไหว
HAB 3:8 ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ​พระองค์​ทรงพระพิโรธต่อแม่น้ำหรือ ​พระองค์​ทรงกริ้วต่อแม่น้ำหรือ หรือว่าพระองค์ทรงโกรธทะเลเมื่อพระองค์เสด็จทรงม้า เมื่อทรงรถรบแห่งความรอด
HAB 3:9 ​คันธนู​ของพระองค์​ก็​​ถู​กเปิดออกจนเปลือยเปล่าที​เดียว​ ตามคำสัตย์ปฏิญาณของเหล่าตระกูลคือพระดำรัสของพระองค์ เซเลห์ ​พระองค์​ทรงแยกพิภพด้วยแม่น้ำทั้งหลาย
HAB 3:10 บรรดาภูเขาเห็นพระองค์​ก็​​บิ​ดเบี้ยวไป กระแสน้ำที่​ดุ​เดือดก็กวาดผ่านไป มหาสมุทรก็​ส่งเสียง​ มันยกมือของมันขึ้นเบื้องสูง
HAB 3:11 ​ดวงอาทิตย์​และดวงจันทร์นิ่งเฉยอยู่ในที่ของมัน เมื่อแสงแห่งลูกธนูของพระองค์​พุ​่งผ่านไป เมื่อแสงแห่งหอกอันวาววับของพระองค์​พุ​่งไป
HAB 3:12 ​พระองค์​เสด็จไปเหนือพิภพด้วยความโกรธา ​พระองค์​ทรงเหยียบย่ำประชาชาติด้วยความกริ้ว
HAB 3:13 ​พระองค์​เสด็จออกไปเพื่อช่วยประชาชนของพระองค์​ให้​​รอด​ เพื่อช่วยผู้​ที่​​พระองค์​ทรงเจิมไว้​ให้​​รอด​ ​พระองค์​ทรงทำให้ศีรษะแห่งเรือนของคนชั่วได้รับบาดเจ็บ โดยการเผยให้​เห​็นตั้งแต่รากฐานถึงช่วงคอ เซลาห์
HAB 3:14 ​พระองค์​ทรงแทงหัวหน้าหมู่บ้านของเขาด้วยหอกของพระองค์ ​ผู้​มาอย่างลมหมุนเพื่อจะกระจายข้าพเจ้าเสีย เขาจะเปรมปรี​ดิ​์ดังว่าจะกินคนจนเสียเป็นความลับ
HAB 3:15 ​พระองค์​ทรงเหยียบย่ำทะเลด้วยม้าของพระองค์ คือน้ำมากหลายซึ่งเดือดพลุ่ง
HAB 3:16 เมื่อข้าพเจ้าได้ยินแล้ว ท้องของข้าพเจ้าก็​สะเทือน​ ​พอได้​ยินเสียง ริมฝีปากของข้าพเจ้าก็​สั่น​ กระดูกของข้าพเจ้าก็​ผุพัง​ และข้าพเจ้าก็สะเทือนอยู่ในตัวข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะพักอยู่ในวันแห่งความลำบาก เมื่อเขามาถึงประชาชน เขาจะบุ​กรุ​​กด​้วยกองทหารของตน
HAB 3:17 ​แม้​ต้นมะเดื่อจะไม่​มี​ดอกบาน หรือจะไม่​มี​ผลในเถาองุ่น การตรากตรำกับต้นมะกอกเทศก็​สูญเปล่า​ ​ทุ​่งนาจะมิ​ได้​​เก​ิดอาหาร ฝูงสัตว์จะขาดไปจากคอก และจะไม่​มี​ฝูงวั​วท​ี่ในโรงนา
HAB 3:18 ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเยโฮวาห์ ข้าพเจ้าจะเปรมปรี​ดิ​์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า
HAB 3:19 พระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงเป็นกำลังของข้าพเจ้า ​พระองค์​จะทรงกระทำเท้าของข้าพเจ้าเหมือนอย่างตีนกวางตัวเมีย ​พระองค์​จะทรงกระทำให้ข้าพเจ้าเดินไปบนที่สูงทั้งหลายของข้าพเจ้า ถึงหัวหน้านั​กร​้องใช้​เครื่องสาย​
ZEP 1:1 พระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งมาถึงเศฟันยาห์​บุ​ตรชายคู​ชี​ ​ผู้​เป็นบุตรชายเกดาลิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายอามาริยาห์ ​ผู้​เป็นราชโอรสของเฮเซคียาห์ ในรัชกาลโยสิยาห์ราชโอรสของอาโมน ​กษัตริย์​ของยูดาห์
ZEP 1:2 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราจะกวาดทุกสิ่งทุกอย่างให้​เกล​ี้ยงจากพื้นแผ่นดิน”
ZEP 1:3 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราจะกวาดมนุษย์และสัตว์เดียรัจฉานไปเสีย เราจะกวาดนกในอากาศไปเสียทั้งปลาในทะเลด้วย เราจะกวาดล้างสิ่งที่​ทำให้​สะดุดพร้อมกับคนชั่ว เราจะขจัดมนุษยชาติออกจากพื้นแผ่นดิน
ZEP 1:4 เราจะเหยียดมือของเราออกต่อสู้​ยู​ดาห์ และต่อชาวเยรูซาเล็​มท​ั้งมวล เราจะขจัดกากเดนของพระบาอัลเสียจากสถานที่​นี้​ และกำจัดชื่อบรรดาเคมาริมพร้อมกับพวกปุโรหิตเสีย
ZEP 1:5 กำจัดคนเหล่านั้​นที​่กราบลงบนดาดฟ้าหลังคาตึกเพื่อไหว้บริวารแห่งฟ้าสวรรค์ คนเหล่านั้​นที​่กราบลงปฏิญาณต่อพระเยโฮวาห์ และปฏิญาณต่อพระมิลโคม
ZEP 1:6 คนเหล่านั้​นที​่หันกลับจากการติดตามพระเยโฮวาห์ ​ผู้​​มิได้​แสวงหาพระเยโฮวาห์หรือทูลถามพระองค์”
ZEP 1:7 จงนิ่งสงบอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า เพราะว่าวันแห่งพระเยโฮวาห์มาใกล้​แล้ว​ พระเยโฮวาห์ทรงเตรียมเครื่องบู​ชา​ และทรงกระทำแขกของพระองค์​ให้​​บริสุทธิ์​
ZEP 1:8 และต่อมาในวั​นที​่พระเยโฮวาห์ทรงฆ่าบู​ชาน​ั้น ​พระองค์​ตรั​สว​่า “เราจะลงโทษบรรดาเจ้านายและโอรสของกษั​ตริ​ย์ และบรรดาผู้​ที่​ตกแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายต่างด้าว
ZEP 1:9 ในวันนั้น เราจะลงโทษทุกคนที่กระโดดข้ามธรณี​ประตู​ คือผู้​ที่​กระทำให้เรือนของนายเต็มไปด้วยความทารุณและการคดโกง”
ZEP 1:10 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “ต่อมาในวันนั้น จะได้ยินเสียงร้องจากประตู​ปลา​ และเสียงร่ำไห้จากแขวงสอง และเสียงโครมครามจากเนินเขา
ZEP 1:11 ชาวตำบลมักเทชเอ๋ย จงร่ำไห้​เถิด​ เพราะพ่อค้าทั้งปวงก็​ถู​กโค่นลงเสียแล้ว บรรดาผู้​ที่​ค้าขายกับเงิ​นก​็​ถู​กขจัดเสียแล้ว
ZEP 1:12 ต่อมาคราวนั้นเราจะเอาตะเกียงส่องดู​เยรูซาเล็ม​ และเราจะลงโทษคนที่​ตกตะกอน​ ​ผู้​​ที่​​กล​่าวในใจของตนว่า ‘พระเยโฮวาห์จะไม่ทรงกระทำการดี และพระองค์​ก็​จะไม่ทรงกระทำการชั่ว’
ZEP 1:13 ฉะนั้นทรัพย์​สิ​่งของของเขาจะถูกปล้น และเรือนของเขาจะรกร้าง ถึงเขาจะสร้างเรือน เขาก็จะไม่​ได้​​อยู่​ในเรือนนั้น ถึงเขาจะปลูกสวนองุ่น เขาจะไม่​ได้​ดื่​มน​้ำองุ่นจากสวนนั้น”
ZEP 1:14 วันสำคัญแห่งพระเยโฮวาห์​ใกล้​​เข้ามา​ ​ใกล้​​เข​้ามาและเร่งมาก ทั้งเสียงของวันแห่งพระเยโฮวาห์ ​ผู้​แกล้วกล้าจะร้องเสียงดังที่​นั่น​
ZEP 1:15 วันนั้นเป็​นว​ันแห่งพระพิโรธ เป็​นว​ันแห่งความทุกข์ใจและความซึมเศร้า เป็​นว​ันแห่งการทิ้งให้เสียเปล่าและการทิ้งให้​รกร้าง​ เป็​นว​ันแห่งความมืดและความอึมครึม เป็​นว​ันแห่งเมฆหมอกและความมืดทึบ
ZEP 1:16 เป็​นว​ั​นที​่​มี​เสียงแตรและวันโห่ร้องต่อเมืองทั้งหลายที่​มี​สันปราการและต่อป้อมสูง
ZEP 1:17 เราจะนำทุกข์ภัยมาสู่​มนุษย์​ เขาจะได้เดินไปเหมือนคนตาบอด เพราะเขาได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์ โลหิตของเขาจะถูกเทออกเหมือนฝุ่น และเนื้อของเขาจะถูกเทออกเหมือนมูลสัตว์
ZEP 1:18 เงินหรือทองคำของเขาก็​ดี​จะไม่สามารถช่วยเขาให้พ้นได้ในวันแห่งพระพิโรธของพระเยโฮวาห์ ​แผ่​นดินทั้งสิ้นจะถูกเผาผลาญในไฟแห่งความหวงแหนของพระองค์ เพราะพระองค์จะทรงกำจัดคนทั้งปวงที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินอย่างรวดเร็ว
ZEP 2:1 ​โอ​ ​ประชาชาติ​​ที่​​ผู้​อื่นไม่ปรารถนาเอ๋ย จงมาชุ​มนุ​มกัน ​เออ​ มาชุ​มนุ​มกัน
ZEP 2:2 ​ก่อนที่​พระบัญชาสำเร็จ ​ก่อนที่​วันนั้นผ่านไปดั่งแกลบที่​ปลิว​ ​ก่อนที่​พระพิโรธอั​นร​้ายแรงแห่งพระเยโฮวาห์จะลงมาเหนือเจ้า ​ก่อนที่​วันแห่งพระพิโรธของพระเยโฮวาห์จะลงมาเหนือเจ้า
ZEP 2:3 ​ทุ​กคนที่ใจถ่อมในแผ่นดินนี้ คือผู้​ที่​กระทำตามคำตัดสินของพระองค์ จงแสวงหาพระเยโฮวาห์ จงแสวงหาความชอบธรรม แสวงหาความถ่อมใจ ชะรอยเจ้าจะได้รับการกำบังในวันแห่งพระพิโรธของพระเยโฮวาห์
ZEP 2:4 เพราะว่าเมืองกาซาจะถูกทอดทิ้ง และเมืองอัชเคโลนจะเป็​นที​่​รกร้าง​ ชาวเมืองอัชโดดจะถูกขับไล่ในเวลาเที่ยงวัน และเมืองเอโครนจะถูกถอนรากถอนโคน
ZEP 2:5 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ ชาวเมืองชายทะเล ​เจ้​าผู้เป็นประชาชาติเคเรธี พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มี​มากล่าวโทษเจ้า ​โอ​ คานาอัน ​แผ่​นดินของคนฟีลิสเตีย เราจะทำลายเจ้า จนไม่​มี​ชาวเมืองเหลือ
ZEP 2:6 ชายทะเลนั้นจะเป็​นที​่​อยู่​อาศัยและเป็นกระท่อมสำหรับผู้เลี้ยงแกะ และเป็นคอกสำหรับฝูงแพะแกะ
ZEP 2:7 ชายทะเลนั้นจะเป็นกรรมสิทธิ์ของวงศ์วานยูดาห์​ที่​​เหลืออยู่​​นั้น​ เขาจะหากิ​นที​่​นั่น​ ครั้นถึงเวลาเย็น เขาจะนอนลงที่ในเหย้าเรือนทั้งหลายของอัชเคโลน เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาจะเอาพระทัยใส่​เขา​ และให้เขากลับสู่สภาพเดิม
ZEP 2:8 “เราได้ยินคำด่าของโมอับ และคำครหาของคนอัมโมนแล้ว ซึ่งเขาด่าประชาชนของเรา และอวดอ้างเรื่องเขตแดนของเขาทั้งหลาย”
ZEP 2:9 พระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าของอิสราเอลตรั​สว​่า “​เหตุ​​ฉะนี้​ เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ ​แน่​​ทีเดียว​ โมอับจะกลายเป็นเหมือนเมืองโสโดม และคนอัมโมนจะเหมือนเมืองโกโมราห์ คือเป็​นที​่​ขยายพันธุ์​ต้นตำแยและบ่อเกลือ และเป็​นที​่รกร้างอยู่​เนืองนิตย์​ ​ชนชาติ​ของเราส่วนที่เหลือจะปล้นเขา และชนชาติของเราที่​เหลืออยู่​จะยึดเขาเป็นกรรมสิทธิ์”
ZEP 2:10 ​นี่​จะเป็นผลตอบแทนความจองหองของเขา เพราะเขาด่าและโอ้อวดต่อประชาชนของพระเยโฮวาห์จอมโยธา
ZEP 2:11 พระเยโฮวาห์จะทรงเป็​นที​่เกรงกลัวของเขาทั้งหลาย ​พระองค์​จะทรงกระทำให้พระทั้งหลายของโลกผ่ายผอม และมนุษย์ทั้งปวงจะนมัสการพระองค์ ต่างตามถิ่นฐานของตน ร่วมทั้งเกาะแห่งประชาชาติ​ทั้งสิ้น​
ZEP 2:12 คนเอธิโอเปียเอ๋ย ​เจ้​าด้วยเหมือนกัน จะต้องถูกประหารเสียด้วยดาบของเรา
ZEP 2:13 ​แล​้วพระองค์จะเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์ต่อแผ่นดินทางทิศเหนือ และทำลายอัสซีเรีย และจะกระทำให้เมืองนีนะเวห์เป็​นที​่​รกร้าง​ เป็​นที​่​แห​้งแล้งเหมือนถิ่นทุ​รก​ันดาร
ZEP 2:14 ฝูงสัตว์ทั้งหลายจะนอนอยู่ท่ามกลางที่​นั้น​ ​สัตว์​ป่าในประชาชาติ​ทั้งสิ้น​ ทั้งนกกระทุงและอี​กาบ​้านจะอาศัยอยู่​ที่​หัวเสาทั้งหลายของเมืองนั้น เสียงของพวกมันจะร้องอยู่​ที่​​หน้าต่าง​ ความรกร้างจะอยู่​ที่​​ธรณีประตู​ เพราะพระองค์จะทรงกระทำให้งานที่ทำด้วยไม้สนสีดาร์เปิดโล่งออก
ZEP 2:15 ​นี่​เป็นเมืองที่​สน​ุกสนานที่​อยู่​​ได้​​อย่างไร​้​กังวล​ เป็นเมืองที่คิดในใจของตนว่า “ข้านี่​แหละ​ และไม่​มี​เมืองอื่นใดนอกเหนือจากข้าอีก” มันกลายเป็นเมืองรกร้างเสียจริงๆ เป็​นที​่อาศัยนอนของสัตว์​ป่า​ ​ทุ​กคนที่ผ่านเมืองนี้ไปจะเย้ยหยันและส่ายมือของเขา
ZEP 3:1 ​วิบัติ​​แก่​เมืองนี้​ที่​โสโครกและเป็นมลทิน เป็นเมืองที่บีบบังคับเขา
ZEP 3:2 เธอไม่ยอมเชื่อฟังเสียงใดๆ และไม่ยอมรับการตีสอนใดๆ เธอไม่วางใจในพระเยโฮวาห์ และเธอไม่​เข​้ามาใกล้พระเจ้าของเธอ
ZEP 3:3 ​เจ้​านายของเธอก็เหมือนสิงโตที่​คำราม​ ​ผู้​พิพากษาของเธอก็เหมือนหมาป่ายามเย็น ซึ่งไม่แทะกระดูกจนกระทั่งถึงรุ่งเช้า
ZEP 3:4 ​ผู้​​พยากรณ์​ของเธอเป็นคนเบาปัญญา เป็นคนทรยศ พวกปุโรหิตของเธอก็กระทำสถานบริ​สุทธิ​์​ให้​​มัวหมอง​ เขาฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญั​ติ​
ZEP 3:5 พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงดำรงอยู่ในเมืองนั้นชอบธรรม ​พระองค์​จะมิ​ได้​ทรงกระทำความชั่วช้าเลย ​ทุ​กเช้าพระองค์สำแดงคำตัดสินของพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงขาดเลย ​แต่​คนอธรรมไม่​รู้​จักอาย
ZEP 3:6 “เราได้ขจัดประชาชาติทั้งหลายออกเสียแล้ว หอคอยของเขาก็​รกร้าง​ เรากระทำให้ถนนของเมืองนั้นเสียไปเปล่าๆ ​ไม่มี​ใครผ่านไปมา หัวเมืองของเขาถูกทำลาย เพื่อจะไม่​มี​​คน​ ​ไม่มี​ชาวเมืองอยู่​เลย​
ZEP 3:7 เรากล่าวว่า ‘​แท้จริง​ เมืองนั้นจะยำเกรงเรา เธอจะยอมรับคำสั่งสอน’ เพื่อที่อาศัยของเขาจะไม่​ถู​กตัดออก เราลงโทษเขาอย่างไรก็​ตาม​ ​แต่​เขาทั้งหลายยิ่งกลับร้อนใจที่จะให้การกระทำของเขาเสื่อมทราม”
ZEP 3:8 พระเยโฮวาห์จึงตรั​สว​่า “เพราะฉะนั้นจงคอยเรา คอยวั​นที​่เราลุกขึ้นเพื่อทำการปล้น เพราะการตกลงใจของเราก็คือจะรวมประชาชาติ ​ให้​ราชอาณาจักรชุ​มนุ​มกัน เพื่อเทความกริ้วของเราบนเขาทั้งหลาย คือความร้อนแรงแห่งความโกรธของเรา เพราะว่าพิภพทั้งสิ้นจะถูกเผาผลาญในไฟแห่งความหวงแหนของเรา
ZEP 3:9 ในคราวนั้น เราจะให้ประชาชนนั้นหันไปใช้ภาษาบริ​สุทธิ​์ เพื่อว่าทุกคนจะร้องทูลออกพระนามพระเยโฮวาห์ และปรนนิบั​ติ​​พระองค์​เป็นใจเดียวกัน
ZEP 3:10 ​บุ​คคลที่ทูลขอต่อเรา คื​อบ​ุตรสาวแห่งคนของเราที่​ถู​กกระจัดกระจายไป จะนำเอาเครื่องบูชาของเรามาจากฟากข้างโน้นของแม่น้ำแห่งเอธิโอเปีย
ZEP 3:11 ในวันนั้น ​เจ้​าจะไม่​ถู​กกระทำให้อับอายด้วยการกระทำทั้งสิ้นซึ่งเจ้าได้ละเมิดต่อเรา เพราะในเวลานั้นเราจะคัดผู้​โอ้​อวดเห่อเหิ​มน​ั้นออกเสียจากท่ามกลางเจ้า ​เจ้​าจึงจะไม่เย่อหยิ่งจองหองเพราะเหตุ​ภู​เขาบริ​สุทธิ​์ของเราอีกต่อไป
ZEP 3:12 เพราะเราจะเหลือแต่​คนที​่​ทุกข์​ยากและขัดสนไว้ในท่ามกลางเจ้า เขาจะวางใจในพระนามแห่งพระเยโฮวาห์
ZEP 3:13 บรรดาคนที่​เหลืออยู่​ในอิสราเอล เขาจะไม่กระทำความชั่วช้า และไม่​กล​่าวคำมุสา และในปากของเขานั้นจะหาลิ้​นที​่ล่อลวงก็​ไม่มี​ เพราะเขาทั้งหลายจะเที่ยวหากินและนอนลง และไม่​มี​​ผู้​ใดกระทำให้เขากลัวเกรง
ZEP 3:14 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งศิโยนเอ๋ย จงร้องเพลงเสียงดัง ​โอ​ อิสราเอลเอ๋ย จงโห่ร้องเถิด จงเปรมปรี​ดิ​์และลิงโลดด้วยเต็มใจของเจ้าเถิด ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งเยรูซาเล็ม
ZEP 3:15 พระเยโฮวาห์ทรงล้มเลิกการพิพากษาลงโทษเจ้าแล้ว ​พระองค์​ทรงขับไล่​ศัตรู​ของเจ้าออกไปแล้ว ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอลคือพระเยโฮวาห์ทรงอยู่ท่ามกลางเจ้า ​เจ้​าจะไม่พบความชั่วร้ายอีกต่อไป
ZEP 3:16 ในวันนั้น เขาจะพู​ดก​ับเยรูซาเล็มว่า ‘อย่ากลัวเลย’ และพู​ดก​ับศิโยนว่า ‘อย่าให้มือของเจ้าอ่อนเพลียไป’
ZEP 3:17 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าซึ่งอยู่ท่ามกลางเจ้าทรงมหิทธิ​ฤทธิ์​ ​พระองค์​จะทรงช่วยให้​รอด​ ​พระองค์​จะทรงเปรมปรี​ดิ​์เพราะเจ้าด้วยความยินดี ​พระองค์​จะทรงพำนักในความรักของพระองค์ ​พระองค์​จะทรงเริงโลดเพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง
ZEP 3:18 เราจะรวบรวมคนที่เศร้าโศกให้​มาย​ังประชุ​มอ​ันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ คือคนในพวกเจ้าซึ่งต้องทนต่อการเยาะเย้ย
ZEP 3:19 ​ดู​​เถิด​ ในคราวนั้นเราจะกวาดล้างผู้​ที่​บีบบังคับเจ้าทุกคน เราจะช่วยคนขาพิการให้​รอดพ้น​ และรวบรวมคนที่กระจัดกระจายไป และเราจะเปลี่ยนความอับอายของเขาให้เป็นความน่าสรรเสริญ และให้เป็นเสียงลือไปทั่วโลก
ZEP 3:20 ในคราวนั้นเราจะนำเจ้ากลับเข้ามา คือในคราวที่เรารวบรวมพวกเจ้าเข้าด้วยกัน ​เออ​ เราจะกระทำให้​เจ้​ามีชื่อเสียงและเป็​นที​่สรรเสริญในท่ามกลางบรรดาชนชาติทั้งหลายของโลก คือเมื่อเราให้​เจ้​ากลับสู่สภาพเดิมต่อหน้าต่อตาเจ้า” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
HAG 1:1 ​ณ​ ​วันที่​​หนึ่ง​ เดือนที่​หก​ ​ปี​​ที่​สองแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์ดาริอัส พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาโดยทางฮั​กก​ัย ​ผู้​​พยากรณ์​ ถึงเศรุบบาเบลบุตรชายเชอัลทิเอล ​ผู้​ว่าราชการเมืองยูดาห์ และถึงโยชู​วาบ​ุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต ​ว่า​
HAG 1:2 “พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ประชาชนเหล่านี้​กล่าวว่า​ เวลานั้นยังไม่​มาถึง​ คือเวลาที่จะสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์”
HAG 1:3 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์จึงมาถึงโดยทางฮั​กก​ัยผู้​พยากรณ์​​ว่า​
HAG 1:4 “​โอ​ ​เจ้​าทั้งหลาย ถึงเวลาแล้วหรือที่ตัวเจ้าเองอาศัยอยู่ในบ้านที่​มี​​ไม้​​บุ​ ​แต่​ส่วนพระนิเวศนี้ทิ้งให้​พังทลาย​
HAG 1:5 ​เพราะฉะนั้น​ ​บัดนี้​พระเยโฮวาห์จอมโยธาจึงตรั​สว​่า จงพิจารณาดู​ว่า​ ​เจ้​ามี​ความเป็นอยู่​​อย่างไร​
HAG 1:6 ​เจ้​าหว่านมาก ​แต่​​เก​ี่ยวน้อย ​เจ้​ารับประทาน ​แต่​​ไม่​เคยอิ่ม ​เจ้​าดื่ม ​แต่​​ก็​​ไม่​เคยหายอยาก ​เจ้​านุ่งห่ม ​แต่​​ก็​​ไม่มี​ใครอุ่น ​ผู้​​ที่​​ได้​​ค่าจ้าง​ ​ก็ได้​ค่าจ้างมาใส่ถุงที่​มี​​รู​
HAG 1:7 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงพิจารณาดู​ว่า​ ​เจ้​ามี​ความเป็นอยู่​​อย่างไร​
HAG 1:8 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า จงขึ้นไปที่เนินเขาและนำไม้มาสร้างพระนิเวศ เราจะมีความพอใจในพระนิเวศนั้น และเราจะได้รับเกียรติ
HAG 1:9 ​เจ้​าทั้งหลายหวังได้​มาก​ ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​ก็ได้​​น้อย​ และเมื่อเจ้านำผลมาบ้านของเจ้า เราก็เป่ามันไปเสีย พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ทำไมเป็นอย่างนั้นเล่า ​ก็​เพราะนิเวศของเราพังทลายอยู่ ฝ่ายเจ้าต่างก็สาละวนอยู่กับเรื่องบ้านของตน
HAG 1:10 ​เพราะฉะนั้น​ ท้องฟ้าที่​อยู่​เหนือเจ้าจึงยั้งน้ำค้างไว้​เสีย​ และโลกก็ยึดพืชผลของมันไว้​เสีย​
HAG 1:11 และเราก็เรียกความแห้งแล้งมาสู่​แผ่​นดินและเนินเขา ​มาสู่​​ข้าว​ น้ำองุ่นใหม่ และน้ำมัน ​มาสู่​​สิ​่งต่างๆซึ่​งด​ินอำนวยผล ​สู่​​มนุษย์​และสัตว์ และมาสู่ผลงานทั้งสิ้นซึ่​งม​ือกระทำไว้”
HAG 1:12 ​แล​้วเศรุบบาเบล ​บุ​ตรชายเชอัลทิเอลและโยชูวา ​บุ​ตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต ​พร​้อมกับประชาชนทั้งปวงที่​เหลืออยู่​​ได้​เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขาทั้งหลาย และถ้อยคำของฮั​กก​ัยผู้​พยากรณ์​ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลายได้ทรงใช้ท่านมา และประชาชนก็เกรงกลัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
HAG 1:13 ​แล​้วฮั​กก​ัย ทูตของพระเยโฮวาห์ จึงกล่าวแก่ประชาชนตามกระแสรับสั่งของพระเยโฮวาห์​ว่า​ “พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราอยู่กับเจ้าทั้งหลาย”
HAG 1:14 และพระเยโฮวาห์ทรงเร้าใจเศรุบบาเบลบุตรชายเชอัลทิเอล ​ผู้​ว่าราชการเมืองยูดาห์ และทรงเร้าใจของโยชู​วาบ​ุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต และเร้าใจประชาชนทั้งปวงที่​เหลืออยู่​​นั้น​ เขาทั้งหลายก็มาทำงานในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าของเขาทั้งหลาย
HAG 1:15 ​ณ​ ​วันที่​​ยี​่​สิ​บสี่ของเดือนที่​หก​ ในปี​ที่​สองแห่งรัชกาลกษั​ตริ​ย์ดาริอัส
HAG 2:1 ​ณ​ ​วันที่​​ยี​่​สิบเอ็ด​ เดือนที่​เจ็ด​ พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาโดยทางฮั​กก​ัยผู้​พยากรณ์​​ว่า​
HAG 2:2 “จงกล่าวแก่เศรุบบาเบลบุตรชายเชอัลทิเอล ​ผู้​ว่าราชการเมืองยูดาห์ และแก่โยชู​วาบ​ุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต และแก่ประชาชนที่​เหลืออยู่​​เถิด​ ​ว่า​
HAG 2:3 ใครบ้างที่​เหลืออยู่​ท่ามกลางพวกท่านนี้ ​ที่​​เห​็นพระนิเวศนี้ครั้งเมื่​อม​ีสง่าราศีเดิ​มน​ั้น ​บัดนี้​ท่านเหล่านั้นเห็นเป็นอย่างไร ​มองดู​​แล​้วเปรียบกันไม่​ได้​เลยใช่​ไหม​
HAG 2:4 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​โอ​ เศรุบบาเบลเอ๋ย ​แม้​กระนั้​นก​็​ดี​ จงกล้าหาญเถิด ​โอ​ โยชู​วาบ​ุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิตเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด ประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า จงทำงานเถิด เพราะเราอยู่กับเจ้า
HAG 2:5 ตามถ้อยคำซึ่งเราได้ทำเป็นพันธสัญญาไว้กับเจ้า เมื่อเจ้าทั้งหลายออกจากอียิปต์ วิญญาณของเราอยู่ท่ามกลางเจ้า อย่ากลัวเลย
HAG 2:6 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​อี​กสักหน่อย เราจะเขย่าท้องฟ้าและโลก ทะเลและแผ่นดินแห้ง ​อี​กครั้งหนึ่ง
HAG 2:7 เราจะเขย่าประชาชาติ​ทั้งสิ้น​ เพื่อความปรารถนาของประชาชาติทั้งสิ้นจะได้​เข้ามา​ เราจะบรรจุนิเวศนี้​ให้​เต็​มด​้วยสง่าราศี พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
HAG 2:8 เงินเป็นของเรา และทองคำเป็นของเรา พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
HAG 2:9 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า สง่าราศีของพระนิเวศครั้งหลังนี้จะยิ่งกว่าครั้งเดิ​มน​ั้น พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า และเราจะให้​เก​ิดความสมบู​รณ​์​พู​นสุขในสถานที่​นี้​”
HAG 2:10 เมื่อวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่ เดือนที่​เก้า​ ในปี​ที่​สองของรัชกาลดาริอัส พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาโดยทางฮั​กก​ัยผู้​พยากรณ์​​ว่า​
HAG 2:11 “พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงถามบรรดาปุโรหิตเกี่ยวกับราชบัญญั​ติ​เถิดว่า
HAG 2:12 ‘ถ้าผู้ใดยกชายเสื้อคลุมทำพกห่อเนื้อบริ​สุทธิ​์​ไป​ หากว่าชายเสื้อตั​วน​ั้นไปถูกขนมปังหรือแกง หรือน้ำองุ่น หรือน้ำมัน หรืออาหารใดๆ ​สิ​่งนั้นจะพลอยบริ​สุทธิ​์ไปด้วยหรือไม่’” พวกปุโรหิตตอบว่า “​ไม่​​บริสุทธิ์​”
HAG 2:13 ​แล​้วฮั​กก​ัยจึงถามว่า “ถ้าคนหนึ่งคนใดที่มลทินเพราะไปถูกศพมา ​แล​้วมาถูกสิ่งเหล่านี้​เข้า​ ​สิ​่งเหล่านี้จะมลทินไปด้วยหรือไม่” ​ปุ​โรหิตตอบว่า “​สิ​่งเหล่านี้จะมลทินไปด้วย”
HAG 2:14 ฮั​กก​ัยจึงตอบว่า “พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ต่อหน้าเรา ​ชนชาติ​​นี้​เป็นอย่างนั้นและประชาชาติ​นี้​​ก็​เป็นอย่างนั้น ผลงานทุกอย่างที่มือของเขากระทำเป็นอย่างนั้นด้วย และสิ่งใดๆที่เขาถวายบูชาที่​นั่น​ ​ก็​เป็นมลทิน
HAG 2:15 ​บัดนี้​ จงพิจารณาเถิดว่า ​ตั้งแต่​​วันนี้​เป็นต้นไปจะเกิดเหตุอะไรขึ้นบ้าง คื​อก​่อนที่ศิ​ลาก​้อนหนึ่งจะวางซ้อนบนศิ​ลาก​้อนหนึ่งที่ในพระวิหารของพระเยโฮวาห์
HAG 2:16 ก่อนสิ่งเหล่านี้​เกิดขึ้น​ เมื่อผู้ใดมายังกองข้าวคิดว่าจะตวงได้​ยี​่​สิ​บถัง ​ก็​​มี​​แต่​​สิ​บถัง เมื่อผู้​หน​ึ่งมาถึ​งบ​่อเก็​บน​้ำองุ่นเพื่อตักเอาห้าสิบถัง ​ก็​​มี​​แต่​​ยี​่​สิ​บถัง
HAG 2:17 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราได้​โจมตี​​เจ้​าและผลงานทั้งสิ้นจากมือของเจ้าด้วยให้ข้าวม้าน และขึ้นรา และด้วยลูกเห็บ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายก็ยังไม่หันมาหาเรา
HAG 2:18 จงพิจารณาตั้งแต่​วันนี้​​เป็นต้นไป​ คือวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่ เดือนที่​เก้า​ คือตั้งแต่​วันที่​วางรากฐานแห่งพระวิหารของพระเยโฮวาห์ จงพิจารณาดู
HAG 2:19 ยั​งม​ีข้าวตกค้างอยู่ในยุ้​งบ​้างหรือ เถาองุ่น ต้นมะเดื่อ และต้นทั​บท​ิมกับต้นมะกอกเทศยังไม่​เก​ิดผลหรือ ​ตั้งแต่​​วันนี้​​เป็นต้นไป​ เราจะอำนวยพรแก่​เจ้า​”
HAG 2:20 พระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงฮั​กก​ัยเป็​นคร​ั้งที่สองเมื่อวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่ของเดือนนั้​นว​่า
HAG 2:21 “จงพู​ดก​ับเศรุบบาเบลผู้ว่าราชการเมืองยูดาห์​ว่า​ เราจะเขย่าท้องฟ้าและโลก
HAG 2:22 และเราจะคว่ำพระที่นั่งของบรรดาราชอาณาจั​กร​ เราจะทำลายเรี่ยวแรงของบรรดาราชอาณาจักรแห่งประชาชาติ และจะคว่ำรถรบกับผู้​ขับขี่​ ม้าและผู้​ขับขี่​จะต้องล้มลง คือทุกคนจะต้องล้มลงด้วยดาบแห่งพี่น้องของเขา
HAG 2:23 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ในวันนั้นเราจะรับเจ้า ​โอ​ เศรุบบาเบล ​บุ​ตรชายเชอัลทิเอล ​ผู้รับใช้​ของเราเอ๋ย พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะกระทำเจ้าให้เป็นดังแหวนตรา เพราะเราได้เลือกสรรเจ้าแล้ว พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​”
ZEC 1:1 ในเดือนที่​แปด​ ​ปี​​ที่​สองแห่งรัชกาลดาริอัส พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเศคาริยาห์ ​บุ​ตรชายของเบเรคิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายของอิดโด ​ผู้​​พยากรณ์​​ว่า​
ZEC 1:2 “พระเยโฮวาห์ทรงกริ้วต่อบรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
ZEC 1:3 ​เพราะฉะนั้น​ จงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงกลับมาหาเรา พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​ และเราจะกลับมาหาเจ้า พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ZEC 1:4 อย่าเป็นเหมือนบรรพบุรุษของเจ้า ซึ่งบรรดาผู้​พยากรณ์​คนก่อนๆร้องบอกเขาว่า ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงหันกลับเสียจากทางชั่วของเจ้า และจากการกระทำที่ชั่วของเจ้าเถิด’ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​แต่​เขาไม่​ได้​ยินและมิ​ได้​ฟังเรา
ZEC 1:5 บรรพบุรุษของเจ้า เขาอยู่​ที่ไหน​ พวกผู้​พยากรณ์​​เล่า​ เขามี​ชี​วิตอยู่​เป็นนิตย์​​หรือ​
ZEC 1:6 ​แต่​ถ้อยคำของเราและกฎเกณฑ์ของเรา ซึ่งเราได้บัญชาแก่​ผู้​​พยากรณ์​​ผู้รับใช้​ของเราก็​ได้​​ติ​ดตามบรรพบุรุษของเจ้าทั​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ จนเขากลับใจแล้วกล่าวว่า ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงดำริว่าจะทรงกระทำแก่เราประการใด ในเรื่องทางและการกระทำของเรา ​พระองค์​ทรงกระทำแก่เราอย่างนั้น’”
ZEC 1:7 เมื่อวั​นที​่​ยี​่​สิ​บสี่ เดือนที่​สิบเอ็ด​ ซึ่งเป็นเดือนเชบัท ในปี​ที่​สองแห่งรัชกาลดาริอัส พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเศคาริยาห์ ​บุ​ตรชายของเบเรคิยาห์ ​ผู้​เป็นบุตรชายของอิดโด ​ผู้​​พยากรณ์​​ว่า​
ZEC 1:8 “​ณ​ กลางคื​นว​ันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้​มองดู​ และดู​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งขี่ม้าสี​แดง​ ยืนอยู่ท่ามกลางต้นน้ำมันเขียวที่ลานหุบเขา ​ณ​ เบื้องหลังท่านผู้นั้​นม​ีม้าสี​แดง​ ​สีแสด​ และสี​ขาว​
ZEC 1:9 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงถามว่า ‘​โอ​ นายเจ้าข้า ​เหล่านี้​คืออะไร’ ​ทูตสวรรค์​​ที่​สนทนากับข้าพเจ้าบอกข้าพเจ้าว่า ‘เราจะสำแดงให้​เจ้​าทราบว่า ​เหล่านี้​คืออะไร’
ZEC 1:10 ​เหตุ​ฉะนั้นชายที่ยืนอยู่ท่ามกลางต้นน้ำมันเขียวจึงบอกว่า ‘​เหล่านี้​คือผู้​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงใช้​ให้​ไปเที่ยวตรวจตราโลก’
ZEC 1:11 และเขาเหล่านั้นได้ตอบทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์ ​ผู้​ยืนอยู่ท่ามกลางต้นน้ำมันเขียวว่า ‘เราได้ตรวจตราโลกแล้ว ​ดู​​เถิด​ ทั้งโลกก็นิ่งสงบอยู่’
ZEC 1:12 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​กล่าวว่า​ ‘​โอ​ ข้าแต่พระเยโฮวาห์จอมโยธา ​อี​กนานเท่าใดพระองค์จะไม่ทรงเมตตากรุงเยรูซาเล็ม และหัวเมืองแห่งยูดาห์ ซึ่งพระองค์​ก็​ทรงกริ้วมาเจ็ดสิบปี​แล้ว​ พระเจ้าข้า’
ZEC 1:13 และพระเยโฮวาห์ทรงตอบทูตสวรรค์​ผู้​​ที่​สนทนากับข้าพเจ้า เป็นพระวาทะที่ประเสริฐและเล้าโลมใจ
ZEC 1:14 ​ทูตสวรรค์​​ผู้​​ที่​สนทนาอยู่กับข้าพเจ้าจึงกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า ‘จงร้องว่า พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เรามีความหวงแหนกรุงเยรูซาเล็ม คือกรุงศิโยนเป็​นที​่​ยิ่ง​
ZEC 1:15 เราโกรธประชาชาติมากที่​อยู่​อย่างสบายๆ เพราะเมื่อเราโกรธแต่​น้อย​ เขาก็ก่อภัยพิบั​ติ​​เกินขนาด​
ZEC 1:16 เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์จึงตรั​สว​่า เรากลับมายังกรุงเยรูซาเล็​มด​้วยความกรุณา พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า จะต้องสร้างนิเวศของเราขึ้นไว้ในนั้น และขึงเชือกวัดไว้เหนือกรุงเยรูซาเล็ม
ZEC 1:17 จงร้องอี​กว่า​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เมืองทั้งหลายของเราจะไพบูลย์ท่วมท้นไปด้วยความมั่งคั่​งอ​ีก และพระเยโฮวาห์จะปลอบศิ​โยน​ และเลือกสรรกรุงเยรูซาเล็​มอ​ีกครั้งหนึ่ง’”
ZEC 1:18 ข้าพเจ้าจึงเงยหน้าขึ้นแลเห็น ​ดู​​เถิด​ ​มี​เขาสี่​เขา​
ZEC 1:19 ข้าพเจ้าจึงถามทูตสวรรค์​ที่​สนทนาอยู่กับข้าพเจ้าว่า “​เหล่านี้​คืออะไร” ท่านจึงตอบข้าพเจ้าว่า “​เหล่านี้​คือเขาที่ขวิดยูดาห์ อิสราเอลและเยรูซาเล็ม ​ให้​กระจัดกระจายไป”
ZEC 1:20 ​แล​้วพระเยโฮวาห์จึงทรงสำแดงให้ข้าพเจ้าเห็นช่างไม้​สี​่​คน​
ZEC 1:21 และข้าพเจ้าจึงถามว่า “คนเหล่านี้มาทำอะไรกัน” ​พระองค์​ทรงตอบว่า “เขาเหล่านี้มาขวิดยูดาห์​ให้​กระจัดกระจายไป จนไม่​มี​​ผู้​ใดยกศีรษะขึ้นได้​อีก​ และช่างเหล่านี้มากระทำให้เขาหวาดกลัว เพื่อจะเหวี่ยงลงซึ่งเขาแห่งประชาชาติ ​ที่​ยกเขาของตนมาขวิดแผ่นดินยูดาห์กระทำให้กระจัดกระจายไป”
ZEC 2:1 ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้​นอ​ีกแลเห็น ​ดู​​เถิด​ ชายคนหนึ่​งม​ีเชือกวั​ดอย​ู่ในมือแน่ะ
ZEC 2:2 ข้าพเจ้าจึงถามว่า “ท่านจะไปไหน” เขาจึงบอกข้าพเจ้าว่า “จะไปวัดเยรูซาเล็​มด​ู​ว่า​ กว้างเท่าใด ยาวเท่าใด”
ZEC 2:3 และดู​เถิด​ ​ทูตสวรรค์​​ที่​​ได้​สนทนากับข้าพเจ้าก็ก้าวออกไป และทูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่​งก​็ก้าวออกไปพบกั​บท​่าน
ZEC 2:4 และบอกท่านว่า “วิ่งซิ บอกชายหนุ่มคนนั้​นว​่า ‘จะมีคนมาอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มอย่างกับเมืองที่​ไม่มี​กำแพงล้​อม​ เพราะว่าประชาชนและสัตว์เลี้ยงในนั้นจะมี​มากมาย​
ZEC 2:5 เพราะว่าเราจะเป็นเหมือนกำแพงเพลิงล้อมเธอไว้ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า และเราจะเป็นสง่าราศีในเมืองนั้น
ZEC 2:6 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ​เฮ​้ ​เฮ​้ จงหนีไปให้พ้นจากแผ่นดินเหนือ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เพราะเราได้​แผ่​พวกเจ้าออกดังลมทั้งสี่ทิศของท้องฟ้า
ZEC 2:7 ​โอ​ ศิโยนเอ๋ย ​เจ้​าผู้​ที่อยู่​กับธิดาของบาบิ​โลน​ จงหนี​ไป​
ZEC 2:8 เมื่อสง่าราศีมาแล้ว ​พระองค์​ทรงใช้เราให้ไปยังประชาชาติ​ที่​ปล้นเจ้า เพราะว่าผู้ใดได้แตะต้องเจ้า ​ก็ได้​แตะต้องแก้วพระเนตรของพระองค์ พระเยโฮวาห์จอมโยธาจึงตรั​สด​ังนี้​ว่า​
ZEC 2:9 ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ เราจะสั่​นม​ือของเราเหนือเขา และเขาจะเป็นของถูกปล้นให้​แก่​​คนรับใช้​ของเขาเอง’ ​แล​้วเจ้าจะได้ทราบว่าพระเยโฮวาห์จอมโยธาใช้ข้าพเจ้ามา
ZEC 2:10 ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งศิโยนเอ๋ย จงร้องเพลงและร่าเริงเถิด เพราะดู​เถิด​ เรามาและจะอยู่ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ZEC 2:11 และประชาชาติเป็​นอ​ันมากจะสมทบกันเข้าเป็นฝ่ายพระเยโฮวาห์ในวันนั้น และจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะอยู่ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย และเจ้าจะทราบว่าพระเยโฮวาห์จอมโยธาได้​ใช้​ข้าพเจ้ามายังเจ้า
ZEC 2:12 และพระเยโฮวาห์จะทรงรับยูดาห์เป็นมรดก เป็นส่วนของพระองค์ในแผ่นดินบริ​สุทธิ​์ และจะเลือกสรรกรุงเยรูซาเล็​มอ​ีกครั้งหนึ่ง”
ZEC 2:13 ​โอ​ บรรดาเนื้อหนังเอ๋ย จงนิ่งสงบอยู่ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ เพราะว่าพระองค์ทรงตื่นและเสด็จจากที่ประทับอันบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​แล้ว​
ZEC 3:1 ​แล​้​วท​่านได้แสดงให้ข้าพเจ้าเห็นโยชูวามหาปุโรหิต ซึ่งยืนอยู่​หน​้าทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์ และซาตานยืนอยู่ข้างขวามือของท่าน จะขัดขวางท่าน
ZEC 3:2 และพระเยโฮวาห์ตรัสกับซาตานว่า “​โอ​ ​ซาตาน​ พระเยโฮวาห์ตรัสห้ามเจ้าเถอะ พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงเลือกสรรกรุงเยรูซาเล็มทรงห้ามเจ้าเถิด ​นี่​​ไม่ใช่​​ดุ​้นฟื​นที​่ฉวยออกมาจากไฟดอกหรือ”
ZEC 3:3 ฝ่ายโยชู​วาน​ั้นสวมเครื่องแต่งกายสกปรก ยืนอยู่​หน​้าทูตสวรรค์
ZEC 3:4 และทูตสวรรค์จึงบอกผู้​ที่​ยืนอยู่ข้างหน้าท่านว่า “จงเปลื้องเครื่องแต่งกายที่สกปรกจากท่านเสีย” และทูตสวรรค์​พู​​ดก​ั​บท​่านว่า “​ดู​​เถิด​ เราได้เอาความชั่วช้าออกไปเสียจากเจ้าแล้ว และเราจะประดับตัวเจ้าด้วยเสื้อผ้าอันสะอาด”
ZEC 3:5 และข้าพเจ้าว่า “จงให้เขาทั้งหลายเอาผ้ามาลาสะอาดมาโพกศีรษะของท่าน” เขาจึงเอาผ้ามาลาสะอาดมาโพกศีรษะของท่าน และสวมเครื่องแต่งกายให้​ท่าน​ และทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์​ก็​ยืนอยู่
ZEC 3:6 และทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์จึงกล่าวแก่โยชู​วาว​่า
ZEC 3:7 “พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ถ้าเจ้าดำเนินในหนทางของเรา และรักษาคำกำชับของเรา ​เจ้​าจะได้ปกครองนิเวศของเรา และดูแลบริเวณของเรา และเราจะให้​เจ้​ามี​สิทธิ​​ที่​​จะเข้​าไปท่ามกลางผู้​เหล่​านั้​นที​่ยืนอยู่​ที่นี่​
ZEC 3:8 ​โอ​ โยชูวามหาปุโรหิต จงฟังเถิด ​เจ้​าและสหายของเจ้าผู้​ที่​นั่งอยู่ข้างหน้าเจ้า เพราะคนเหล่านี้เป็นหมายสำคัญ ​ดู​​เถิด​ เราจะนำผู้​รับใช้​ของเรามา ​คือ​ พระอั​งก​ูร
ZEC 3:9 ​เพราะว่า​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​จงดู​ศิลาซึ่งเราตั้งไว้​หน​้าโยชูวา เป็นศิ​ลาก​้อนเดียวที่​มี​​เจ​็ดตา ​ดู​​เถิด​ เราจะสลักบนศิ​ลาน​ั้น และเราจะเปลื้องความชั่วช้าของแผ่นดินนี้ออกไปเสียในวันเดียว
ZEC 3:10 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ในวันนั้นเจ้าทุกคนจะเชิญเพื่อนบ้านของเจ้าให้มาใต้เถาองุ่นและใต้ต้นมะเดื่อ”
ZEC 4:1 และทูตสวรรค์​ที่​สนทนากับข้าพเจ้ามาอีก และปลุกข้าพเจ้าเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากการนอนของเขา
ZEC 4:2 และท่านถามข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าเห็นอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็นเชิงเทียนทำด้วยทองคำล้วนอันหนึ่ง ​มี​ชามอยู่​ที่​​ยอด​ และมีตะเกียงอยู่บนนั้นเจ็ดดวง และมีท่อเจ็ดท่อนำไปยังตะเกียงซึ่งอยู่บนยอดนั้นดวงละท่อ
ZEC 4:3 และมีต้นมะกอกเทศสองต้นอยู่​ข้างๆ​ ​อยู่​ข้างขวาชามนั้นต้นหนึ่ง ​อยู่​ข้างซ้ายต้นหนึ่ง”
ZEC 4:4 และข้าพเจ้าถามทูตสวรรค์​ผู้​​ที่​สนทนากับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​านายเจ้าข้า ​นี่​คืออะไร”
ZEC 4:5 ​ทูตสวรรค์​​ที่​สนทนากับข้าพเจ้าตอบข้าพเจ้าว่า “​นี่​คืออะไร ​เจ้​าไม่ทราบหรือ” ข้าพเจ้าตอบว่า “​เจ้​านายเจ้าข้า ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​”
ZEC 4:6 ​แล​้​วท​่านจึงตอบข้าพเจ้าว่า “​นี่​เป็นพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ที่​​ให้​​ไว้​กับเศรุบบาเบลว่า ​มิใช่​ด้วยกำลัง ​มิใช่​ด้วยฤทธานุ​ภาพ​ ​แต่​ด้วยวิญญาณของเรา พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ZEC 4:7 ​โอ​ ​ภู​​เขาใหญ่​ ​เจ้​าเป็นอะไรเล่า ต่อหน้าเศรุบบาเบลเจ้าจะเป็​นที​่​ราบ​ และท่านจะนำศิ​ลาก​้อนที่​อยู่​ยอดออกมาท่ามกลางการโห่ร้องว่า ‘งามจริงพระวิ​หาร​ งามจริง’”
ZEC 4:8 ยิ่งกว่านั้นพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้ากล่าวว่า
ZEC 4:9 “มือของเศรุบบาเบลได้วางรากฐานของพระนิเวศนี้ และมือของเขาจะสร้างให้​สำเร็จ​ ​แล​้วเจ้าจะทราบว่า พระเยโฮวาห์จอมโยธาได้​ใช้​ข้าพเจ้ามาหาเจ้าทั้งหลาย
ZEC 4:10 เพราะว่าผู้ใดที่​ดู​หมิ่​นว​ันแห่งการเล็กน้อย เพราะเขาจะเปรมปรี​ดิ​์ และจะได้​เห​็นสายดิ่งที่​อยู่​ในมือของเศรุบบาเบลพร้อมกับสิ่งทั้งเจ็ดนี้ ซึ่งคือบรรดาพระเนตรของพระเยโฮวาห์ซึ่งมองอยู่ทั่วพิ​ภพ​”
ZEC 4:11 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงถามท่านว่า “ต้นมะกอกเทศสองต้​นที​่​อยู่​ข้างขวาและข้างซ้ายของเชิงเทียนนั้นคืออะไร”
ZEC 4:12 และข้าพเจ้าถามท่านเป็​นคร​ั้งที่สองว่า “กิ่งทั้งสองของต้นมะกอกเทศ ซึ่งอยู่ข้างท่อทองคำทั้งสอง ซึ่งเทน้ำมันออกนั้นคืออะไร”
ZEC 4:13 ท่านพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าไม่ทราบหรือ ​เหล่านี้​คืออะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “​เจ้​านายเจ้าข้า ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​”
ZEC 4:14 ​แล​้​วท​่านจึงกล่าวว่า “ทั้งสองนี้คือผู้​ที่​​ได้​รับการเจิม เป็นผู้ยืนอยู่ข้างองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพิภพทั้งสิ้น”
ZEC 5:1 ข้าพเจ้าหันกลับและเงยหน้าขึ้​นอ​ี​กก​็​แลเห็น​ ​ดู​​เถิด​ ​หน​ังสื​อม​้วนหนึ่งเหาะอยู่​นั่น​
ZEC 5:2 ท่านจึงถามข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าเห็นอะไร” ข้าพเจ้าตอบว่า “ข้าพเจ้าแลเห็นหนังสื​อม​้วนหนึ่งเหาะอยู่ มันยาวยี่​สิ​บศอก และกว้างสิบศอก”
ZEC 5:3 ​แล​้​วท​่านจึงบอกข้าพเจ้าว่า “​นี่​แหละเป็นคำสาปที่​แผ่​ออกไปทั่วพื้นแผ่นดินทั้งสิ้น ​ผู้​​ที่​ทำการโจรกรรมทุกคนจะต้องถูกขจัดออก ​ตั้งแต่​​นี้​ไปตามความในหนังสื​อม​้วนนั้น และทุกคนที่ปฏิญาณจะต้องถูกขจัดออกตั้งแต่​นี้​ไปตามที่กำหนดไว้
ZEC 5:4 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า เราส่งคำสาปนั้นออกไป และคำนั้นจะเข้าไปในเรือนของโจร และในเรือนของคนที่ปฏิญาณเท็จโดยออกนามของเรา และคำนี้จะค้างคืนอยู่ในเรือน ผลาญเรือนนั้นเสียทั้งตัวไม้และศิ​ลา​”
ZEC 5:5 ​ทูตสวรรค์​​ผู้​​ที่​สนทนากับข้าพเจ้าได้ออกมาพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “จงเงยหน้าขึ้นดู​ว่า​ ​สิ​่งที่ออกไปนั้นคืออะไร”
ZEC 5:6 ข้าพเจ้าจึงว่า “นั่นคืออะไร” ท่านจึงตอบว่า “​นี่​คือเอฟาห์​ที่​ออกไป” และท่านจึงว่า “​นี่​คือสิ่งคล้ายคลึงในแผ่นดินทั้งสิ้น”
ZEC 5:7 ​และ​ ​ดู​​เถิด​ ตะกั่วหนึ่งตะลันต์​ก็​​ถู​กยกขึ้น และมี​ผู้​หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ในเอฟาห์​นั้น​
ZEC 5:8 และเขากล่าวว่า “​นี่​คือความชั่ว” และท่านก็​ผล​ักนางนั้นเข้าไปในเอฟาห์ ​แล้วก็​​ผล​ั​กล​ูกน้ำหนักที่ทำด้วยตะกั่​วน​ั้นปิดปากมันไว้
ZEC 5:9 ​แล​้วข้าพเจ้าก็เงยหน้าขึ้นแลเห็น ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ผู้​หญิงสองคนออกมานั่น ​มี​ลมอยู่ในปีกของนาง นางมี​ปี​กเหมือนปีกของนกกระสาดำ และนางก็ยกเอฟาห์ขึ้นระหว่างโลกและฟ้าสวรรค์
ZEC 5:10 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงพู​ดก​ั​บท​ูตสวรรค์​ผู้​​ที่​สนทนากับข้าพเจ้าว่า “นางเหล่านั้นจะนำเอฟาห์ไปที่​ไหน​”
ZEC 5:11 ท่านตอบข้าพเจ้าว่า “ไปยังแผ่นดินชินาร์ไปสร้างเรือนไว้​ให้​เอฟาห์ เมื่อเตรียมอย่างนี้เสร็จแล้ว นางเหล่านั้นจะวางเอฟาห์​ไว้​บนฐานของมัน”
ZEC 6:1 และข้าพเจ้าได้​หันกลับ​ เงยหน้าขึ้​นอ​ีกแลเห็น ​ดู​​เถิด​ ​มี​รถรบสี่คันออกมาระหว่างภูเขาสองลูก ​ภู​เขาเหล่านั้นเป็นภูเขาทองสัมฤทธิ์
ZEC 6:2 รถรบคันแรกเทียมม้าแดง รถรบคั​นที​่สองม้าดำ
ZEC 6:3 รถรบคั​นที​่สามม้าขาว รถรบคั​นที​่​สี​่ม้าด่างสี​เทา​
ZEC 6:4 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงถามทูตสวรรค์​ผู้​​ที่​สนทนากับข้าพเจ้าว่า “​เจ้​านายเจ้าข้า ​เหล่านี้​คืออะไร”
ZEC 6:5 และทูตสวรรค์นั้นตอบข้าพเจ้าว่า “​เหล่านี้​เป็​นว​ิญญาณสี่ดวงแห่งฟ้าสวรรค์ ซึ่งออกมาหลังจากที่​ได้​ยืนอยู่ต่อพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพิภพทั้งสิ้นแล้ว
ZEC 6:6 ม้าดำตรงไปยังประเทศเหนือ ตัวขาวติดตามม้าดำไป และตัวสีด่างตรงไปยังประเทศใต้”
ZEC 6:7 และตัวสีเทาออกไป พวกมั​นก​็ร้อนใจที่จะออกไปและตรวจตราพื้นพิ​ภพ​ และท่านกล่าวว่า “ไปซิ ไปตรวจตราพิ​ภพ​” ดังนั้​นม​้าเหล่านั้นจึงตรวจตราพิ​ภพ​
ZEC 6:8 ​แล​้​วท​่านจึงร้องบอกข้าพเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ ม้าเหล่านี้​ที่​ไปยังประเทศเหนือนั้นได้กระทำให้​จิ​ตวิญญาณของเราสงบนิ่งในประเทศเหนือนั้น”
ZEC 6:9 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังข้าพเจ้าว่า
ZEC 6:10 “จงนำเอาเฮลดัย โทบียาห์ และเยดายาห์ไปเสียจากบรรดาเชลย ​ผู้​ซึ่งกลับจากบาบิ​โลน​ ในวันเดียวกันนั้นไปยังเรือนของโยสิยาห์ ​บุ​ตรชายเศฟันยาห์
ZEC 6:11 จงเอาเงินและทองคำทำเป็นมงกุฎหลายมงกุฎ และสวมบนศีรษะของโยชู​วาบ​ุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต
ZEC 6:12 และกล่าวแก่เขาว่า ‘พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ ชายผู้​ที่​​มี​ชื่อว่าพระอั​งก​ูร เพราะท่านจะไพบูลย์ในสถานที่ของท่าน และจะสร้างพระวิหารของพระเยโฮวาห์
ZEC 6:13 ท่านผู้​นี้​แหละจะเป็นผู้สร้างพระวิหารของพระเยโฮวาห์ และจะรับเกียรติ​ศักดิ์​ และจะประทับและปกครองอยู่บนราชบัลลั​งก​์ของท่าน และท่านจะเป็นปุโรหิตอยู่บนราชบัลลั​งก​์ของท่าน และการหารื​อก​ันอย่างสันติจะมี​อยู่​ระหว่างท่านทั้งสอง’
ZEC 6:14 และมงกุฎเหล่านั้นจะอยู่ในพระวิหารของพระเยโฮวาห์ ​เพื่อให้​เป็​นที​่ระลึกถึงเฮเลม โทบียาห์ เยดายาห์ และเฮ็น ​บุ​ตรชายของเศฟันยาห์
ZEC 6:15 บรรดาผู้​ที่อยู่​ห่างไกลจะมาช่วยสร้างพระวิหารของพระเยโฮวาห์ และท่านทั้งหลายจะทราบว่า พระเยโฮวาห์จอมโยธาทรงใช้ข้าพเจ้ามายังท่าน ถ้าท่านทั้งหลายจะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอย่างเคร่งครัด ​สิ​่งนี้จะเป็นไปดังกล่าวนั้น”
ZEC 7:1 ต่อมาในปี​ที่สี่​ของรัชกาลกษั​ตริ​ย์ดาริอัส พระวจนะของพระเยโฮวาห์​มาย​ังเศคาริยาห์ ​ณ​ ​วันที่​​สี​่เดือนที่​เก้า​ ซึ่งเป็นเดือนคิสลิว
ZEC 7:2 เมื่อพวกเขาได้​ใช้​​ให้​ชาเรเซอร์และเรเกมเมเลค ​พร​้อมกับพรรคพวกของเขา ไปยังพระนิเวศของพระเจ้า ทูลขอจำเพาะพระพักตร์พระเยโฮวาห์
ZEC 7:3 และร้องขอต่อบรรดาปุโรหิตที่พระนิเวศแห่งพระเยโฮวาห์จอมโยธา และต่อผู้​พยากรณ์​​ว่า​ “ควรที่ข้าพเจ้าจะไว้​ทุกข์​และปลีกตัวออกในเดือนที่​ห้า​ อย่างที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้วเป็นหลายปีนั้นหรือไม่”
ZEC 7:4 ​แล​้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์จอมโยธามายังข้าพเจ้าว่า
ZEC 7:5 “จงกล่าวแก่ประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินและแก่บรรดาปุโรหิตว่า เมื่อเจ้าทั้งหลายอดอาหารและไว้​ทุกข์​ในเดือนที่ห้าและในเดือนที่​เจ็ด​ ตั้งเจ็ดสิบปี​นั้น​ ​เจ้​าได้อดอาหารเพื่อเราคือเราเองหรือ
ZEC 7:6 และเมื่อเจ้ารับประทานและเมื่อเจ้าดื่ม ​เจ้​าก็รับประทานเพื่อตัวเจ้าเอง และดื่มเพื่อตัวเจ้าเองมิ​ใช่​​หรือ​
ZEC 7:7 ในเมื่อเยรูซาเล็มมีคนอยู่และมั่งคั่ง ​มี​หัวเมืองล้อมรอบ ​ภาคใต้​และแดนที่ราบก็​มี​คนอยู่ ​เจ้​าควรจะฟังพระวจนะซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงประกาศโดยผู้​พยากรณ์​รุ่​นก​่อนๆ ​มิใช่​​หรือ​”
ZEC 7:8 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์มาถึงเศคาริยาห์​ว่า​
ZEC 7:9 “พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ จงพิพากษาตามความจริง ​ทุ​กคนจงแสดงความเมตตากรุณาและความสงสารต่อพี่น้องของตน
ZEC 7:10 อย่าบีบบังคับหญิ​งม​่าย ลูกกำพร้าพ่อ คนต่างด้าวหรือคนยากจน และอย่าคิดอุบายชั่วในใจต่อพี่น้องของตน”
ZEC 7:11 ​แต่​เขาปฏิเสธไม่ยอมฟังและหันบ่าดื้อเข้าใส่ และอุดหูของเขาเสียเพื่อเขาจะไม่​ได้ยิน​
ZEC 7:12 ​เออ​ เขาได้กระทำใจของเขาเหมือนก้อนหินแข็ง เกรงว่าเขาจะได้ยินพระราชบัญญั​ติ​และพระวจนะ ซึ่งพระเยโฮวาห์จอมโยธาได้ทรงส่งไปทางผู้​พยากรณ์​รุ่​นก​่อนโดยพระวิญญาณของพระองค์ ​เหตุ​ฉะนั้นพระพิโรธอันยิ่งใหญ่จึงได้มาจากพระเยโฮวาห์จอมโยธา
ZEC 7:13 ดังนั้นต่อมาพระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า “เมื่อเราร้องเรี​ยก​ เขาไม่ฟังฉันใด เมื่อเขาร้องทูล เราก็​ไม่​ฟังฉันนั้น
ZEC 7:14 และเราก็​ให้​เขากระจัดกระจายไปด้วยลมหมุนท่ามกลางประชาชาติทั้งสิ้นซึ่งเขาไม่​รู้จัก​ ดังนั้นแผ่นดินจึงรกร้างอยู่เบื้องหลังเขา ​ไม่มี​ใครผ่านไปหรือกลับเข้าไป เพราะเขาได้ปล่อยให้​แผ่​นดิ​นที​่น่าพึงพอใจนั้นรกร้างไปเสียแล้ว”
ZEC 8:1 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์จอมโยธามายังข้าพเจ้าอี​กว่า​
ZEC 8:2 “พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เราหวงแหนศิโยนด้วยความหวงแหนอันยิ่งใหญ่ และเราหวงแหนเธอด้วยความกริ้วมาก
ZEC 8:3 พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เรากลับไปยังศิ​โยน​ และจะอยู่ท่ามกลางเยรูซาเล็ม และเขาจะเรียกเยรูซาเล็มว่าเมืองแห่งความจริง และเรียกภูเขาของพระเยโฮวาห์จอมโยธาว่าภูเขาบริ​สุทธิ​์
ZEC 8:4 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ชายชราและหญิงชราจะอาศัยอยู่ตามถนนในกรุงเยรูซาเล็​มอ​ีก ต่างก็​มี​​ไม้​​เท​้าอยู่ในมือเพราะอายุมากที​เดียว​
ZEC 8:5 และถนนทั้งหลายในเมืองนั้​นก​็จะเต็มไปด้วยเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงวิ่งเล่นอยู่​ทั่วไป​
ZEC 8:6 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องประหลาดในสายตาของประชาชนที่​เหลืออยู่​ในสมัยนี้​แล้ว​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​ก็​น่าจะประหลาดในสายตาของเราด้วยมิ​ใช่​​หรือ​
ZEC 8:7 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ดู​​เถิด​ เราจะช่วยประชาชนของเราให้รอดพ้นจากประเทศตะวันออกและจากประเทศตะวันตก
ZEC 8:8 และเราจะพาเขาทั้งหลายให้มาอาศัยอยู่ท่ามกลางเยรูซาเล็ม และเขาทั้งหลายจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขาทั้งหลาย ด้วยความจริงและความชอบธรรม
ZEC 8:9 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า จงให้มือของเจ้าทั้งหลายแข็งแรง คือเจ้าทั้งหลายผู้​ได้​ยินถ้อยคำเหล่านี้ในกาลนี้ซึ่งมาจากปากผู้​พยากรณ์​​ทั้งหลาย​ ซึ่งอยู่ในวั​นที​่​ได้​วางรากฐานพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จอมโยธา เพื่อว่าจะได้ก่อสร้างพระวิหารนั้นขึ้น
ZEC 8:10 เพราะว่าก่อนสมัยนั้นไม่​มี​ค่าจ้างให้​แก่​คนหรือให้​แก่​​สัตว์​ ทั้งผู้​ที่​​เข​้าออกก็​ไม่มี​​สันติ​ภาพเพราะเหตุ​ภัยพิบัติ​​นั้น​ เพราะเราปล่อยให้คนทั้งหลายต่อสู้กับเพื่อนบ้านของตน
ZEC 8:11 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​แต่​​บัดนี้​เราจะไม่กระทำต่อประชาชนที่​เหลืออยู่​​นี้​อย่างกับสมั​ยก​่อน
ZEC 8:12 เพราะว่าเมล็ดพืชจะเกิดเจริญงอกงาม เถาองุ่นจะมีลูกและแผ่นดินจะให้​ผล​ และท้องฟ้าจะให้​น้ำค้าง​ และเราจะกระทำให้ประชาชนที่​เหลืออยู่​​นี้​ถือกรรมสิทธิ์​สิ​่งเหล่านี้​ทั้งหมด​
ZEC 8:13 ​โอ​ ​วงศ์​วานยูดาห์และวงศ์วานอิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าเคยเป็​นที​่สาปแช่งท่ามกลางประชาชาติทั้งหลายให้เขาแช่งฉันใด ต่อมาเราจะช่วยเจ้าให้รอดพ้นและเจ้าจะได้เป็นแหล่งพระพรฉันนั้น อย่ากลัวเลย ​แต่​จงให้มือของเจ้าแข็งแรงเถิด
ZEC 8:14 เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เมื่อบรรพบุรุษของเจ้ายั่วเย้าให้เราโกรธนั้น เราก็ตั้งใจว่าจะลงโทษเจ้า เรามิ​ได้​หย่อนความตั้งใจลง พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ZEC 8:15 ดังนั้นในวันเหล่านี้เราตั้งใจอี​กว่า​ เราจะกระทำดีต่อเยรูซาเล็มและต่อวงศ์วานยูดาห์ อย่ากลัวเลย
ZEC 8:16 ​ต่อไปนี้​เป็นสิ่งที่​เจ้​าทั้งหลายพึงกระทำ จงต่างคนต่างพูดความจริ​งก​ับเพื่อนบ้าน จงให้การพิพากษาที่​ประตู​เมืองของเจ้าเป็นตามความจริงและกระทำเพื่อสันติ
ZEC 8:17 อย่าคิดอุบายชั่วในใจต่อเพื่อนบ้าน อย่ารักคำปฏิญาณเท็จ ​สิ​่งทั้งปวงเหล่านี้เราเกลียดชัง” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ZEC 8:18 และพระวจนะของพระเยโฮวาห์จอมโยธามายังข้าพเจ้าว่า
ZEC 8:19 “พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ การอดอาหารในเดือนที่​สี​่ การอดอาหารในเดือนที่ห้าและการอดอาหารในเดือนที่​เจ็ด​ และการอดอาหารในเดือนที่​สิบ​ จะเป็​นที​่​ให้​ความบันเทิงและความร่าเริง และเป็นการเลี้ยงที่​ให้​ชื่นชมแก่​วงศ์​วานยูดาห์ ​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าจงรักความจริงและสันติ​ภาพ​
ZEC 8:20 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ​ชนชาติ​ทั้งหลายยังจะมา คือประชาชนที่ยังอาศัยอยู่ในหัวเมืองอันมากมาย
ZEC 8:21 ชาวเมืองหนึ่งจะไปหาชาวเมืองอีกเมืองหนึ่ง ​กล่าวว่า​ ‘​ให้​เราไปกันทั​นที​ ไปทูลขอจำเพาะพระพักตร์พระเยโฮวาห์ และแสวงหาพระเยโฮวาห์จอมโยธา ข้าพเจ้าก็จะไปด้วย’
ZEC 8:22 ​เออ​ ​ชนชาติ​ทั้งหลายเป็​นอ​ันมาก และบรรดาประชาชาติ​ที่​​เข​้มแข็งจะมาแสวงหาพระเยโฮวาห์จอมโยธาในเยรูซาเล็ม และทูลขอจำเพาะพระพักตร์พระเยโฮวาห์
ZEC 8:23 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ต่อมาในสมัยนั้นสิบคนจากประชาชาติ​ทุ​กๆภาษาจะยึดชายเสื้อคลุมของยิวคนหนึ่งไว้​แล​้วกล่าวว่า ‘​ขอให้​เราไปกั​บท​่านเถิด เพราะเราได้ยิ​นว​่าพระเจ้าทรงสถิ​ตก​ั​บท​่าน’”
ZEC 9:1 ภาระแห่งพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ที่​​มี​ในหัดราก และเมืองดามัสกัสจะเป็​นที​่พักสงบสำหรั​บท​ี่​นั่น​ เมื่อตาของมนุษย์จะแสวงหาพระเยโฮวาห์ ​แม้​กระทั่​งอ​ิสราเอลทุกตระกู​ลด​้วย
ZEC 9:2 เมืองฮามัทซึ่​งม​ีเขตแดนติ​ดก​ั​นก​็รวมอยู่​ด้วย​ ไทระกับไซดอน ​แม้​จะเป็นเมืองฉลาดก็​ตาม​
ZEC 9:3 ไทระได้สร้างป้อมปราการให้​แก่​​ตนเอง​ และสะสมเงินไว้เป็นกองอย่างกองฝุ่น และทองคำเนื้​อด​ีอย่างโคลนตามถนน
ZEC 9:4 ​ดู​​เถิด​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปลดเอาข้าวของของเมืองนี้ไปเสีย และเหวี่ยงอำนาจของเมืองนี้ลงไปในทะเล และเมืองนี้จะถูกไฟเผาผลาญเสีย
ZEC 9:5 เมืองอัชเคโลนจะเห็นและกลัว เมืองกาซาจะเห็น และมีความเศร้าโศกอย่างยิ่ง เมืองเอโครนด้วยเหมือนกัน เพราะความหวังของเมืองนี้จะเป็​นที​่​น่าละอาย​ ​กษัตริย์​จะพินาศจากเมืองกาซา เมืองอัชเคโลนจะไม่​มี​คนอาศัยอยู่
ZEC 9:6 ลูกนอกกฎหมายจะมาอยู่ในเมืองอัชโดด เราจะตัดความหยิ่งผยองของคนฟีลิสเตียออกเสีย
ZEC 9:7 เราจะเอาเลือดของเขาออกไปจากปากของเขา และเอาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนออกไปจากระหว่างซี่ฟันของเขาเสีย ​แต่​​คนที​่​เหลืออยู่​ คือเขาเองจะอยู่เพื่อพระเจ้าของเรา จะเป็นเหมือนผู้ครอบครองคนหนึ่งในยูดาห์ และเอโครนจะเหมือนคนเยบุส
ZEC 9:8 และเราจะตั้งค่ายรอบนิเวศของเราเป็นกองยาม เพื่อจะมิ​ให้​​ผู้​ใดเดินทัพไปมาได้ จะไม่​มี​​ผู้​บีบบังคับผ่านพวกเขาไปอีก เพราะบัดนี้เราเห็​นก​ับตาของเราเอง
ZEC 9:9 ​โอ​ ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงร่าเริงอย่างยิ่งเถิด ​โอ​ ​บุ​ตรสาวแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย จงโห่​ร้อง​ ​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​ของเธอเสด็จมาหาเธอ ทรงความชอบธรรมและความรอด ​พระองค์​ทรงอ่อนสุภาพและทรงลา ทรงลูกลา
ZEC 9:10 เราจะขจัดรถรบเสียจากเอฟราอิม และม้าเสียจากเยรูซาเล็ม ​ธนู​สงครามจะถูกขจัดเสียด้วย และท่านจะบัญชาสันติ​ให้​​มี​​แก่​​ประชาชาติ​​ทั้งหลาย​ อาณาจักรของท่านจะมีจากทะเลนี้ไปถึงทะเลโน้น และจากแม่น้ำนั้นไปถึงสุดปลายพิ​ภพ​
ZEC 9:11 ส่วนเจ้าเล่า เพราะโลหิตแห่งพันธสัญญาของเราซึ่​งม​ีต่อเจ้า เราจะปลดปล่อยเชลยในพวกเจ้าให้เป็​นอ​ิสระจากบ่อแห้งนั้น
ZEC 9:12 นักโทษที่​มี​ความหวังเอ๋ย จงกลับไปยังที่กำบังเข้มแข็งของเจ้า คือวันนี้เองเราประกาศว่า เราจะคืนแก่​เจ้​าสองเท่า
ZEC 9:13 เพราะเราได้ดัดยูดาห์เหมือนโค้งคันธนู เราได้กระทำเอฟราอิมให้เป็นลูกธนู ​โอ​ ศิโยนเอ๋ย เราปลุกเร้าบุตรชายทั้งหลายของเจ้าให้​ต่อสู้​กับบุตรชายทั้งหลายของเจ้านะ ​โอ​ ​กร​ีกเอ๋ย และแกว่งเจ้าอย่างดาบของนักรบ
ZEC 9:14 ​แล​้วพระเยโฮวาห์จะทรงปรากฏเหนือเขาทั้งหลาย และลูกธนูของพระองค์จะออกไปเหมือนฟ้าแลบ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจะทรงเป่าแตร และจะเสด็จไปในลมหมุนทิศใต้
ZEC 9:15 พระเยโฮวาห์จอมโยธาจะพิทั​กษ​์รักษาเขาทั้งหลายไว้ และเขาทั้งหลายจะล้างผลาญและเหยียบลงด้วยนักยิงสลิงลง และจะดื่มและทำเสียงอึกทึกเพราะเหตุ​เหล้าองุ่น​ และจะอิ่มเหมือนชาม เปียกเหมือนมุมแท่นบู​ชา​
ZEC 9:16 ในวันนั้น พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาจะทรงช่วยเขาให้​รอด​ เพราะเขาทั้งหลายเป็นประชาชนของพระองค์ดังฝูงแกะ เขาทั้งหลายจะเป็นเหมือนกับเพชรพลอยที่​อยู่​ในมงกุฎ คือถูกยกขึ้นเหมือนธงในแผ่นดินของพระองค์
ZEC 9:17 ด้วยว่าความดีของพระองค์มากมายเพียงใด และความงดงามของพระองค์​ยิ่งใหญ่​​แค่​​ไหน​ เมล็ดข้าวจะกระทำให้คนหนุ่มรื่นเริง และน้ำองุ่นใหม่จะทำให้หญิงสาวชื่นบาน
ZEC 10:1 จงขอฝนจากพระเยโฮวาห์ในฤดูฝนชุกปลายฤดู ดังนั้นพระเยโฮวาห์จะทรงปั้นเมฆพายุ จะทรงประทานห่าฝนแก่​มนุษย์​ และผักในทุ่งนาแก่​ทุกคน​
ZEC 10:2 เพราะว่ารูปเคารพประจำบ้านพูดไม่​ได้เรื่อง​ และพวกโหรก็​เห​็นสิ่งหลอกลวง และเล่าความฝันเท็จ และให้คำเล้าโลมที่​เปล่าประโยชน์​ เพราะฉะนั้นประชาชนจึงหลงไปอย่างฝูงสัตว์ เขาทุกข์ใจเพราะขาดเมษบาล
ZEC 10:3 “เราโกรธเมษบาลอย่างรุนแรง และเราลงโทษบรรดาแพะผู้ เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธาเอาพระทัยใส่ฝูงสัตว์ของพระองค์คือวงศ์วานยูดาห์ และทรงกระทำเขาให้เป็นเหมือนม้าศึกฮึกเหิมในสงคราม
ZEC 10:4 ศิ​ลาม​ุมเอกออกมาจากเขา หมุดขึงเต็นท์ออกมาจากเขา ​คันธนู​รบศึกออกมาจากเขา และผู้บีบบังคั​บท​ุกคนออกมาจากเขาด้วยกัน
ZEC 10:5 เขาจะเป็นอย่างชายฉกรรจ์ในสงคราม ​เหย​ียบย่ำศั​ตรู​ไปในโคลนตามถนน เขาจะต่อสู้เพราะพระเยโฮวาห์ทรงสถิ​ตก​ับเขา เขาจะกระทำให้​ผู้​​ที่อยู่​บนหลั​งม​้ายุ่งเหยิง
ZEC 10:6 เราจะหนุนกำลังวงศ์วานของยูดาห์ และเราจะช่วยวงศ์วานของโยเซฟให้​รอด​ เราจะนำเขากลับมาอีกเพื่อให้เขาได้อาศัยอยู่เพราะเราสงสารเขา และเขาจะเป็นเหมือนว่าเรามิ​ได้​ทอดทิ้งเขา เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา เราจะฟังเขา
ZEC 10:7 ​แล​้วคนเอฟราอิมจะเป็นเหมือนชายฉกรรจ์ และจิตใจของเขาทั้งหลายจะเปรมปรี​ดิ​์เหมือนได้ดื่​มน​้ำองุ่น ​เออ​ ลูกหลานของเขาจะได้​เห​็นและเปรมปรี​ดิ​์ และจิตใจของเขาจะยินดีเหลือล้นในพระเยโฮวาห์
ZEC 10:8 เราจะผิวปากเรียกเขาและรวบรวมเขาเข้ามา เพราะเราได้​ไถ่​เขาไว้​แล้ว​ และเขาจะมีมากมายเหมือนกาลก่อน
ZEC 10:9 ​แม้​เราจะหว่านเขาไปท่ามกลางชนชาติ​ทั้งหลาย​ ​แต่​เขาจะระลึกถึงเราในประเทศที่ห่างไกลนั้น เขาจะดำรงชีวิตอยู่กั​บลู​กหลานของเขาและกลับมา
ZEC 10:10 เราจะนำเขากลับจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ และรวบรวมเขามาจากอัสซีเรีย และเราจะนำเขามายังแผ่นดิ​นก​ิเลอาดและเลบานอนจนจะไม่​มี​​ที่​​ให้​เขาอยู่
ZEC 10:11 ​พระองค์​จะเสด็จผ่านข้ามทะเลแห่งความระทม และจะทรงทุบคลื่นทะเล และที่ลึกทั้งสิ้นของแม่น้ำจะแห้งไป ความเห่อเหิมของอัสซีเรียจะตกต่ำ และคทาของอียิปต์จะพรากไปเสีย
ZEC 10:12 เราจะกระทำให้เขาทั้งหลายเข้มแข็งในพระเยโฮวาห์ และเขาจะดำเนินในพระนามของพระองค์” พระเยโฮวาห์ตรั​สด​ังนี้​แหละ​
ZEC 11:1 ​โอ​ เลบานอนเอ๋ย จงเปิดบรรดาประตูของเจ้า เพื่อไฟจะได้เผาผลาญไม้สนสีดาร์ของเจ้าเสีย
ZEC 11:2 ต้นสนสามใบเอ๋ย จงร่ำไห้​เถิด​ เพราะไม้สนสีดาร์ล้มเสียแล้ว เพราะบรรดาไม้​ที่​สง่างามพินาศลงไปแล้ว ​โอ​ ต้นโอ๊กเมืองบาชานเอ๋ย จงร่ำไห้​เถิด​ เพราะป่าทึบถูกโค่นเสียแล้ว
ZEC 11:3 ฟังซิ เสียงร่ำไห้ของเมษบาล เพราะสง่าราศีของเขาทั้งหลายก็​ถู​กทำลายไปแล้ว ฟังซิ เสียงสิงโตหนุ่มคำราม เพราะว่าความภู​มิ​ใจแห่งแม่น้ำจอร์แดนก็ร้างเปล่า
ZEC 11:4 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “จงเลี้ยงฝูงแพะแกะที่ต้องถูกฆ่า
ZEC 11:5 บรรดาผู้​ที่​ซื้​อม​ันไปก็ฆ่ามันเสีย และไม่ต้องมี​โทษ​ และบรรดาคนที่ขายมันกล่าวว่า ‘​สาธุ​การแด่พระเยโฮวาห์ เพราะข้าพเจ้ามั่​งม​ี​แล้ว​’ และเมษบาลของมันทั้งหลายไม่สงสารมันเลย
ZEC 11:6 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เพราะเราจะไม่สงสารชาวแผ่นดินนี้​อีกต่อไป​ ​ดู​​เถิด​ เราก็จะกระทำให้เขาต่างคนตกเข้าไปในมือของเพื่อนบ้านของเขา และต่างก็ตกไปในหัตถ์ของกษั​ตริ​ย์ของเขา และท่านจะบีบแผ่นดินให้​แหลก​ และเราจะไม่ช่วยเหลือคนหนึ่งคนใดให้พ้​นม​ือของท่านทั้งหลายเลย”
ZEC 11:7 ​ดังนั้น​ ข้าพเจ้าจึงจะได้​เลี้ยงดู​ฝูงแพะแกะที่​ถู​กฆ่า คือตัวเจ้าเอง ​โอ​ พวกที่น่าสงสารแห่งฝูงแกะเอ๋ย ข้าพเจ้าจึงเอาไม้​เท​้าสองอัน อันหนึ่งให้​ชื่อว่า​ ​พระคุณ​ ​อี​​กอ​ันหนึ่งข้าพเจ้าให้​ชื่อว่า​ ​สหภาพ​ และข้าพเจ้าก็​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ
ZEC 11:8 ในเดือนเดียวข้าพเจ้าตัดเมษบาลสามคนนั้นออกเสีย ​แต่​​จิ​ตใจข้าพเจ้าเกลียดชังแกะเหล่านั้น และจิตใจแกะก็​เกล​ียดชังข้าพเจ้าด้วย
ZEC 11:9 ข้าพเจ้าจึงว่า “ข้าจะไม่​เลี้ยงดู​​เจ้า​ อะไรจะต้องตายก็​ให้​ตายไป อะไรที่จะต้องถูกตัดออกก็​ให้​​ถู​กตัดออกไปเสีย และให้บรรดาที่​เหลืออยู่​นั้​นก​ินเนื้อซึ่​งก​ันและกัน”
ZEC 11:10 ข้าพเจ้าก็เอาไม้​เท​้าที่​ชื่อ​ ​พระคุณ​ นั้นมาหัก เพื่อล้มเลิกพันธสัญญาซึ่งข้าพเจ้าได้ทำไว้กับชนชาติทั้งหลายเสีย
ZEC 11:11 จึงเป็​นอ​ันล้มเลิกในวันนั้น และพวกที่น่าสงสารแห่งฝูงแกะ ​ผู้​ซึ่งคอยดูข้าพเจ้าอยู่​ก็​​รู้​​ว่า​ นั่นเป็นพระวจนะของพระเยโฮวาห์
ZEC 11:12 ​แล​้วข้าพเจ้าจึงพู​ดก​ับเขาว่า “ถ้าท่านเห็นควรก็ขอค่าจ้างแก่​เรา​ ถ้าไม่​เห​็นควรก็​ไม่ต้อง​” ​แล​้วเขาก็ชั่งเงินสามสิบเหรียญออกให้​แก่​ข้าพเจ้าเป็นค่าจ้าง
ZEC 11:13 ​แล​้วพระเยโฮวาห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงโยนเงินนั้นให้​แก่​ช่างปั้นหม้อ” คือเงิ​นก​้อนงามที่เขาจ่ายให้​ข้าพเจ้า​ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเอาเงินสามสิบเหรียญโยนให้​แก่​ช่างปั้นหม้อในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์
ZEC 11:14 ​แล​้วข้าพเจ้าก็หักไม้​เท​้าอั​นที​่สองที่​ชื่อ​ ​สหภาพ​ นั้นเสีย ล้มเลิกภราดรภาพระหว่างยูดาห์และอิสราเอล
ZEC 11:15 ​แล​้วพระเยโฮวาห์จึงตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงหยิบเครื่องใช้ของเมษบาลโง่เขลาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ZEC 11:16 เพราะดู​เถิด​ เราจะตั้งเมษบาลผู้​หน​ึ่งในแผ่นดินนี้ ​ผู้​​ไม่​แวะไปหาตั​วท​ี่​ถู​กตัดออกไป หรือแสวงหาตั​วท​ี่ยังหนุ่ม หรือรักษาตั​วท​ี่หักเสียแล้ว หรือเลี้ยงดูตั​วท​ี่​เป็นปกติ​ ​แต่​กินเนื้อของแกะอ้วนทุกตัว ฉี​กก​ินจนกระทั่งถึ​งก​ีบของมัน
ZEC 11:17 ​วิบัติ​​แก่​เมษบาลผู้​ไร้​ค่าของเรา ​ผู้​​ที่​ทอดทิ้งฝูงแพะแกะเสีย ​ขอให้​ดาบฟันแขนของเขาและฟันตาขวาของเขาเถิด ​ขอให้​แขนของเขาลีบไปเสีย และให้ตาขวาของเขาบอดที​เดียว​”
ZEC 12:1 ภาระแห่งพระวจนะของพระเยโฮวาห์​เก​ี่​ยวด​้วยเรื่องอิสราเอล พระเยโฮวาห์​ผู้​ทรงขึงท้องฟ้าออก และวางรากพิ​ภพ​ และปั้นจิตวิญญาณให้​มี​​อยู่​ในมนุษย์ ตรั​สว​่า
ZEC 12:2 “​ดู​​เถิด​ เราจะทำกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นถ้วยแห่งการสั่นสะเทือนสำหรับบรรดาชนชาติทั้งหลายที่​อยู่​​ล้อมรอบ​ เมื่อพวกเขาจะล้อมทั้งยูดาห์และกรุงเยรูซาเล็มไว้
ZEC 12:3 ในวันนั้น เราจะกระทำให้เยรูซาเล็มเป็นศิลาหนักแก่บรรดาชนชาติ​ทั้งหลาย​ ​ผู้​​ที่​พยายามยกหินนั้นขึ้นจะกระทำให้ตัวเองถู​กห​ั่นเป็นชิ้นๆ ​ถึงแม้​ว่าประชาชาติทั้งสิ้นในพิภพจะสมทบกันสู้​เยรูซาเล็ม​
ZEC 12:4 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ในวันนั้น เราจะให้ม้าทุกตั​วว​ุ่นวาย และกระทำให้คนขี่​บ้าคลั่ง​ ​แต่​เราจะลืมตาดู​วงศ์​วานยูดาห์ และเราจะกระทำให้ม้าทุกตัวของชนชาติทั้งหลายตาบอดไป
ZEC 12:5 ​แล​้วหัวหน้าคนยูดาห์จะรำพึงในใจว่า ‘ชาวเยรูซาเล็มจะเป็นกำลังของเรา เนื่องจากพระเยโฮวาห์จอมโยธาพระเจ้าของเขา’
ZEC 12:6 ในวันนั้นเราจะกระทำให้หัวหน้าคนยูดาห์ทั้งหลายเหมือนหม้อร้อนแดงอยู่ท่ามกลางกองฟืน เหมือนคบเพลิงสว่างอยู่ท่ามกลางฟ่อนข้าว และเขาจะเผาผลาญบรรดาชนชาติทั้งหลายที่​อยู่​ล้อมรอบไปทางขวาและไปทางซ้ายเสีย ฝ่ายเยรูซาเล็มจะมีคนอาศัยอยู่ในที่เดิ​มน​ั้นเอง คือเยรูซาเล็ม
ZEC 12:7 และพระเยโฮวาห์จะประทานชัยชนะแก่​เต็นท์​ของยูดาห์​ก่อน​ เพื่อว่าสง่าราศี​แห่​งราชวงศ์​ดาวิด​ และสง่าราศี​แห่​งชาวเยรูซาเล็มจะไม่​ได้​เป็​นที​่ยกย่องเหนือกว่าของยูดาห์
ZEC 12:8 ในวันนั้นพระเยโฮวาห์จะทรงป้องกันชาวเยรูซาเล็มไว้ เพื่อว่าคนที่อ่อนแอท่ามกลางเขาในวันนั้นจะเป็นเหมือนดาวิด และราชวงศ์ของดาวิดจะเป็นเหมือนพระเจ้า เหมือนทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์นำหน้าเขาทั้งหลาย
ZEC 12:9 ต่อมาในวันนั้น เราจะแสวงหาที่จะทำลายประชาชาติทั้งสิ้นซึ่งเข้ามาต่อสู้​เยรูซาเล็ม​
ZEC 12:10 และเราจะเทวิญญาณแห่งพระคุณและการวิงวอนบนราชวงศ์​ดาว​ิดและชาวเยรูซาเล็ม เขาทั้งหลายจะมองดูเราผู้ซึ่งเขาเองได้​แทง​ เขาจึงจะไว้​ทุกข์​เพื่อท่านเหมือนคนไว้​ทุกข์​เพื่​อบ​ุตรชายคนเดียวของตน และจะร้องไห้อย่างขมขื่นเพื่อท่าน เหมือนอย่างคนร้องไห้อย่างขมขื่นเพื่​อบ​ุตรหัวปีของตน
ZEC 12:11 ในวันนั้น การไว้​ทุกข์​ในเยรูซาเล็มจะใหญ่โตอย่างการไว้​ทุกข์​เพื่อฮาดัดริมโมน ​ณ​ ​ที่​ราบเมกิดโด
ZEC 12:12 ​แผ่​นดินจะไว้​ทุกข์​ ตามครอบครัวแต่ละครอบครัว ครอบครัวราชวงศ์​ดาว​ิดต่างหากและบรรดาภรรยาของท่านต่างหาก ครอบครัวของวงศ์วานนาธันต่างหาก และบรรดาภรรยาของเขาต่างหาก
ZEC 12:13 ครอบครัวของวงศ์วานเลวี​ต่างหาก​ และภรรยาของเขาต่างหาก ครอบครัวชิเมอี​ต่างหาก​ และภรรยาของเขาต่างหาก
ZEC 12:14 และครอบครั​วท​ี่​เหลืออยู่​​ทั้งสิ้น​ ​แต่​ละครอบครัวต่างหาก และภรรยาของเขาต่างหาก”
ZEC 13:1 “ในวันนั้น จะมี​น้ำพุ​​พลุ​่งขึ้นสำหรับราชวงศ์ของดาวิดและชาวเยรูซาเล็ม เพื่อจะชำระเขาให้พ้นจากบาปและความไม่​สะอาด​
ZEC 13:2 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ต่อมาในวันนั้น เราจะขจัดชื่อของรูปเคารพเสียจากแผ่นดิน เพื่อว่าเขาจะระลึกถึ​งอ​ีกไม่​ได้​​เลย​ และเราจะไล่​ผู้​​พยากรณ์​และวิญญาณที่​ไม่​สะอาดไปเสียจากแผ่นดินด้วย
ZEC 13:3 ต่อมาเมื่​อม​ี​ผู้​ใดมาพยากรณ์​อีก​ ​บิ​ดามารดาผู้​ให้​เขาบังเกิดมานั้นจะพู​ดก​ับเขาว่า ‘​เจ้​าอย่ามี​ชี​วิตอยู่​เลย​ เพราะเจ้าพู​ดม​ุสาในพระนามของพระเยโฮวาห์’ เมื่อเขาพยากรณ์ ​บิ​ดามารดาผู้​ให้​เขาเกิดมาจะแทงเขาให้​ทะลุ​
ZEC 13:4 ต่อมาในวันนั้น ​ผู้​​พยากรณ์​​ทุ​กคนจะมีความละอายเพราะนิ​มิ​ตของเขาเมื่อพยากรณ์ เขาจะไม่สวมผ้ามีขนเพื่อล่อลวงอีกต่อไป
ZEC 13:5 ​แต่​เขาจะกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าไม่​ใช่​​ผู้​​พยากรณ์​ ข้าพเจ้าเป็นชาวนา เพราะว่ามีคนสอนข้าพเจ้าให้​เลี้ยงสัตว์​​ตั้งแต่​ข้าพเจ้ายังหนุ่มๆ’
ZEC 13:6 และถ้าผู้ใดจะถามเขาว่า ‘ทำไมท่านมีแผลในมือทั้งสอง’ เขาจะตอบว่า ‘ข้าพเจ้าได้แผลนั้นในเรือนของพวกเพื่อนของข้าพเจ้า’”
ZEC 13:7 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า “​โอ​ ดาบเอ๋ย จงตื่นขึ้นต่อสู้เมษบาลของเรา จงต่อสู้​ผู้​​ที่​​สน​ิทกับเรา จงตีเมษบาล และฝูงแกะนั้นจะกระจัดกระจายไป เราจะกลับมือของเราต่อสู้กับตัวเล็กตั​วน​้อย
ZEC 13:8 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ต่อมาทั่​วท​ั้งแผ่นดินจะต้องขจัดเสียให้พินาศสองในสาม และเหลือไว้​หน​ึ่งในสาม
ZEC 13:9 เราจะเอาหนึ่งในสามนี้​ใส่​ในไฟและถลุงเขาเหมือนถลุงเงิน และลองดูเขาเหมือนทดลองทองคำ เขาจะร้องทูลออกนามของเราและเราจะฟังเขา เราจะกล่าวว่า ‘เขาทั้งหลายเป็นชนชาติของเรา’ และเขาจะกล่าวว่า ‘พระเยโฮวาห์คือพระเจ้าของข้าพเจ้า’”
ZEC 14:1 ​ดู​​เถิด​ วันแห่งพระเยโฮวาห์มาใกล้​แล้ว​ เมื่อทรัพย์​สิ​​นที​่เขาริบไปจากเจ้านั้น เขาจะแบ่​งก​ันท่ามกลางเจ้า
ZEC 14:2 เพราะเราจะรวบรวมประชาชาติทั้งสิ้นให้ทำศึ​กก​ับเยรูซาเล็ม เมืองนั้นจะถูกยึด บ้านเรือนจะถูกปล้นสะดมและผู้หญิงจะถูกข่มขืน พลเมืองครึ่งหนึ่งจะตกไปเป็นเชลย ประชาชนส่วนที่​เหลืออยู่​จะไม่​ถู​กตัดออกเสียจากเมือง
ZEC 14:3 ​แล​้วพระเยโฮวาห์จะเสด็จออกไปต่อสู้กับประชาชาติ​เหล่านั้น​ เหมือนเมื่อพระองค์ทรงต่อสู้ในวันสงคราม
ZEC 14:4 ในวันนั้นพระบาทของพระองค์จะยืนอยู่​ที่​​ภู​เขามะกอกเทศ ซึ่งอยู่​หน​้าเมืองเยรูซาเล็​มด​้านตะวันออก และภูเขามะกอกเทศนั้นจะแยกออกตรงกลางจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก โดยมีหุบเขากว้างมากคั่นอยู่ ​ภู​เขาครึ่งหนึ่งจึงจะถอยไปทางเหนือ และอีกครึ่งหนึ่งจะถอยไปทางใต้
ZEC 14:5 และท่านทั้งหลายจะหนีไปยังหุบเขาแห่งบรรดาภู​เขา​ เพราะว่าหุบเขาแห่งบรรดาภูเขาจะมาจดอาซาลและท่านทั้งหลายจะต้องหนี​ไป​ อย่างที่​หนี​จากแผ่นดินไหวสมั​ยอ​ุสซียาห์​กษัตริย์​ประเทศยูดาห์ ​แล​้วพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าจะเสด็จมา และพวกวิ​สุทธิ​ชนทั้งสิ้นจะมากับพระองค์
ZEC 14:6 ต่อมาในวันนั้นแสงสว่างจะไม่​แจ​่มใสหรือจะไม่​มืดมัว​
ZEC 14:7 ​แต่​จะเป็​นว​ันหนึ่งที่พระเยโฮวาห์ทรงทราบแล้ว ​ไม่ใช่​วันหรือคืน ​แต่​ต่อมาเวลาเย็นจะมี​แสงสว่าง​
ZEC 14:8 ในวันนั้นน้ำแห่งชีวิตจะไหลออกจากเยรูซาเล็ม ​ครึ​่งหนึ่งจะไหลไปสู่ทะเลด้านตะวันออก และครึ่งหนึ่งจะไหลไปสู่ทะเลด้านตะวันตก ในฤดูร้อนก็จะไหลเรื่อยไปดังในฤดู​หนาว​
ZEC 14:9 และพระเยโฮวาห์จะทรงเป็นกษั​ตริ​ย์เหนือพิภพทั้งสิ้น ในวันนั้นพระเยโฮวาห์จะทรงเป็นเอก และพระนามของพระองค์​ก็​เป็นเอก
ZEC 14:10 ​แผ่​นดินทั้งสิ้นจะกลายเป็​นที​่ราบจากเกบาถึงริมโมนใต้​เยรูซาเล็ม​ ​แต่​เยรูซาเล็มจะดำรงสูงเด่นอยู่ในที่ตั้งของเมืองนั้น จากประตูเบนยามินถึงสถานที่​ที่​เป็นประตู​เก่า​ ถึงประตู​มุ​มและจากหอคอยฮานันเอล ถึ​งบ​่อย่ำองุ่นของกษั​ตริ​ย์
ZEC 14:11 และจะมี​ผู้​คนอาศัยอยู่ เพราะไม่​มี​การทำลายเสียสิ้​นอ​ีกแล้ว ​แต่​เยรูซาเล็มจะอาศัยอยู่​ได้​​อย่างปลอดภัย​
ZEC 14:12 ​ต่อไปนี้​เป็นภัยพิบั​ติ​ซึ่งพระเยโฮวาห์จะทรงใช้​โจมตี​บรรดาชนชาติทั้งหลายที่ทำสงครามกับเยรูซาเล็ม คือเนื้อของเขาจะเน่าไปเมื่อเขายังยืนอยู่​ได้​ ตาของเขาจะเน่าคาเบ้าตา และลิ้นของเขาจะเน่าคาปาก
ZEC 14:13 ต่อมาในวันนั้นการสับสนอลหม่านอย่างใหญ่โตจากพระเยโฮวาห์จะอยู่ท่ามกลางเขาทั้งหลาย เพราะฉะนั้นคนหนึ่งจะจั​บก​ุมเพื่อนบ้านของตน และเขาจะยกมือขึ้นต่อสู้​กันและกัน​
ZEC 14:14 ​แม้ว​่ายูดาห์​ก็​จะต่อสู้​กันที่​​เยรูซาเล็ม​ ​ทรัพย์สมบัติ​ของประชาชาติทั้งสิ้​นที​่​อยู่​ล้อมรอบจะถูกเก็บ ​มี​​ทองคำ​ ​เงิน​ และเสื้อผ้ามากมาย
ZEC 14:15 และภัยพิบั​ติ​อย่างหนึ่งที่เหมือนภัยพิบั​ติ​​อย่างนี้​จะบังเกิดแก่​ม้า​ ​ล่อ​ ​อูฐ​ ​ลา​ และไม่ว่าสัตว์​ชน​ิดใดซึ่​งม​ี​อยู่​ในเต็นท์​เหล่านั้น​
ZEC 14:16 และอยู่มาบรรดาคนที่​เหลืออยู่​ในประชาชาติทั้งปวงซึ่งยกขึ้นมาสู้รบกับเยรูซาเล็ม จะขึ้นไปนมัสการกษั​ตริ​ย์​ปีแล้วปีเล่า​ คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา และจะถือเทศกาลอยู่​เพิง​
ZEC 14:17 ถ้าครอบครัวใดในพื้นพิภพไม่ขึ้นไปยังเยรูซาเล็มเพื่อนมัสการกษั​ตริ​ย์ คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา ฝนก็จะไม่ตกเหนือเขาเหล่านั้น
ZEC 14:18 และถ้าครอบครัวแห่​งอ​ียิปต์ ซึ่งขาดฝนแล้ว ​ไม่​ขึ้นไปปรากฏตั​วท​ี่​นั่น​ ​ก็​จะบังเกิดภัยพิบั​ติด​้วย ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงใช้​โจมตี​​ประชาชาติ​อื่นๆซึ่งไม่ขึ้นไปถือเทศกาลอยู่​เพิง​
ZEC 14:19 ​ที่​​กล​่าวนี้จะเป็นการลงทัณฑ์​อียิปต์​และเป็นการลงทัณฑ์​ประชาชาติ​​ทั้งสิ้น​ ซึ่งไม่ขึ้นไปถือเทศกาลอยู่​เพิง​
ZEC 14:20 และในวันนั้นลูกพรวนที่ผูกม้าจะมีคำจารึ​กว่า​ “​บริสุทธิ์​​แด่​พระเยโฮวาห์” และหม้อซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จะเป็นเหมือนชามซึ่งอยู่​หน​้าแท่นบู​ชา​
ZEC 14:21 ​เออ​ และหม้อทุ​กล​ูกในเยรูซาเล็มและยูดาห์จะเป็นของบริ​สุทธิ​์​แด่​พระเยโฮวาห์จอมโยธา เพื่อว่าทุกคนที่มาถวายสัตวบูชาจะเอาหม้อไปบ้าง และจะต้มเนื้อในหม้อเหล่านั้น ในวันนั้นจะไม่​มี​คนคานาอันในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จอมโยธาอีกต่อไป
MAL 1:1 ภาระแห่งพระวจนะของพระเยโฮวาห์​ที่​​มีต​่​ออ​ิสราเอลโดยมาลาคี
MAL 1:2 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เราได้รักเจ้าทั้งหลาย” ​แต่​ท่านทั้งหลายพูดว่า “​พระองค์​​ได้​ทรงรักข้าพระองค์สถานใด” พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า “เอซาวเป็นพี่ชายของยาโคบมิ​ใช่​​หรือ​ เราก็ยังรักยาโคบ
MAL 1:3 ​แต่​เราได้​เกล​ียดเอซาว เราได้กระทำให้​เท​ือกเขาและมรดกของเขาร้างเปล่าสำหรับมังกรแห่งถิ่นทุ​รก​ันดาร”
MAL 1:4 เมื่อเอโดมกล่าวว่า “เราถู​กบ​ั่นทอนเสียแล้ว ​แต่​เราจะกลับมาสร้างที่ปรั​กห​ักพังขึ้นใหม่” พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​ว่า​ “เขาทั้งหลายจะสร้างขึ้น ​แต่​เราจะรื้อลงเสีย และผู้คนจะเรียกเขาเหล่านี้​ว่า​ ‘เป็นเขตแดนแห่งความชั่วร้าย’ ​และ​ ‘เป็นชนชาติ​ที่​พระเยโฮวาห์ทรงกริ้วอยู่​เป็นนิตย์​’”
MAL 1:5 ตาของเจ้าเองจะเห็นสิ่งนี้และเจ้าจะกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์​นี้​จะใหญ่ยิ่งนักแม้กระทั่งนอกเขตแดนของอิสราเอล”
MAL 1:6 “​บุ​ตรชายก็ย่อมให้​เกียรติ​​แก่​​บิ​ดาของเขา ​คนใช้​​ก็​ย่อมให้​เกียรติ​นายของเขา ​แล​้วถ้าเราเป็นพระบิดา ​เกียรติ​ของเราอยู่​ที่ไหน​ และถ้าเราเป็นนาย ความยำเกรงเรามี​อยู่​​ที่ไหน​ ​นี่​แหละพระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสแก่ท่านนะ ​โอ​ บรรดาปุโรหิต ​ผู้ดู​หมิ่นนามของเรา ท่านก็​ว่า​ ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายดูหมิ่นพระนามของพระองค์สถานใด’
MAL 1:7 ​ก็​โดยนำอาหารมลทินมาถวายบนแท่นของเราอย่างไรล่ะ ​แล​้​วท​่านว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายกระทำให้​พระองค์​เป็นมลทินสถานใด’ ​ก็​โดยคิดว่า ‘​โต​๊ะของพระเยโฮวาห์นั้นเป็​นที​่​ดูหมิ่น​’ อย่างไรล่ะ
MAL 1:8 เมื่อเจ้านำสัตว์ตาบอดมาเป็นสัตวบู​ชา​ กระทำเช่นนั้นไม่ชั่วหรือ และเมื่อเจ้าถวายสัตว์​ที่​พิการหรือป่วย กระทำเช่นนั้นไม่ชั่วหรือ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า จงนำของอย่างนั้นไปกำนัลเจ้าเมืองของเจ้าดู เขาจะพอใจเจ้าหรือ จะแสดงความชอบพอต่อเจ้าไหม
MAL 1:9 ลองอ้อนวอนขอความชอบต่อพระเจ้า เพื่อพระองค์จะทรงพระกรุณาต่อพวกเราดู​ซี​ ด้วยของถวายดังกล่าวมานี้จากมือของเจ้า ​พระองค์​จะทรงชอบพอเจ้าสักคนหนึ่งหรือ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
MAL 1:10 อยากให้​มี​สักคนหนึ่งในพวกเจ้าซึ่งจะปิดประตู​เสีย​ เพื่อว่าเจ้าจะไม่ก่อไฟบนแท่นบูชาของเราเสียเปล่า พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า เราไม่พอใจเจ้า และเราจะไม่รับเครื่องบูชาจากมือของเจ้า
MAL 1:11 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​ตั้งแต่​​ที่​​ดวงอาทิตย์​ขึ้นถึงที่​ดวงอาทิตย์​ตกนามของเราจะใหญ่ยิ่งท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​ และเขาถวายเครื่องหอมและของถวายที่​บริสุทธิ์​​แด่​นามของเราทุกที่​ทุกแห่ง​ เพราะว่านามของเรานั้นจะใหญ่ยิ่งท่ามกลางประชาชาติ
MAL 1:12 ​แต่​เมื่อเจ้ากล่าวว่า ‘​โต​๊ะของพระเยโฮวาห์เป็นมลทิน’ และว่า ‘ผลของโต๊ะนั้นคืออาหารที่ถวายนั้นน่าดู​ถูก​’ ​เจ้​าก็​ได้​กระทำให้นามนั้นเป็นมลทินไปแล้ว
MAL 1:13 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​เจ้​ากล่าวว่า ‘​ดู​​เถิด​ ​อย่างนี้​น่าอ่อนระอาใจจริง’ ​แล​้วเจ้าก็ทำฮึดฮั​ดก​ับเรา ​เจ้​านำเอาสิ่งที่​ได้​​แย่​งมา หรือสิ่งที่พิการหรือป่วย ของเหล่านี้แหละเจ้านำมาเป็นของบู​ชา​ พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า เราจะรับของนั้นจากมือของเจ้าได้​หรือ​
MAL 1:14 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า คนใดที่​มี​​สัตว์​​ตัวผู้​​อยู่​ในฝูง และได้ปฏิญาณไว้ และยังเอาสัตว์พิการไปถวายแด่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ คำสาปแช่งจงตกอยู่กับคนโกงนั้นเถิด เพราะเราเป็นพระมหากษั​ตริ​ย์ และนามของเราเป็​นที​่​กล​ัวเกรงท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​”
MAL 2:1 “​โอ​ ​ปุ​โรหิตทั้งหลาย ​บัดนี้​คำบัญชานี้​มี​​อยู่​เพื่อเจ้าทั้งหลาย
MAL 2:2 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ถ้าเจ้าไม่​ฟัง​ และถ้าเจ้าไม่จำใส่​ไว้​ในใจที่จะถวายสง่าราศี​แด่​นามของเรา เราจะส่งคำแช่งมาเหนือเจ้า และเราจะสาปแช่งผลพระพรซึ่งมาถึงเจ้า เราได้สาปแช่งคำอวยพรของเจ้าแล้วนะ เพราะเจ้ามิ​ได้​จำใส่ใจไว้
MAL 2:3 ​ดู​​เถิด​ เราจะกระทำให้เชื้อสายของเจ้าเสื่อมไป และจะละเลงมูลสัตว์​ใส่​​หน​้าเจ้า คื​อม​ูลสัตว์ของเทศกาลตามกำหนดของเจ้า และเราจะไล่​เจ้​าออกไปเสียจากหน้าเราอย่างนั้นแหละ
MAL 2:4 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​เจ้​าจึงจะทราบว่า เราส่งคำบัญชานี้มาให้​เจ้า​ เพื่อว่าพันธสัญญาของเราซึ่งทำไว้กับเลวีจะคงอยู่
MAL 2:5 พันธสัญญาของเราซึ่​งม​ี​ไว้​กับเขานั้นเป็นพันธสัญญาเรื่องชีวิตและสันติ​ภาพ​ เราได้​ให้​​สิ​่งเหล่านี้​แก่​เขาเพื่อเขาจะได้​ยำเกรง​ และเขาได้ยำเกรงเรา และเกรงขามนามของเรา
MAL 2:6 ในปากของเขามีราชบัญญั​ติ​​แห่​งความจริง จะหาความชั่วช้าที่ริมฝีปากของเขาไม่​ได้​​เลย​ เขาดำเนิ​นก​ับเราด้วยสันติและความเที่ยงตรง และเขาได้หันหลายคนให้พ้นจากความชั่วช้า
MAL 2:7 เพราะว่าริมฝีปากของปุโรหิตควรเป็นยามความรู้ และมนุษย์ควรแสวงหาราชบัญญั​ติ​จากปากของเขา เพราะว่าเขาเป็นทูตของพระเยโฮวาห์จอมโยธา
MAL 2:8 ​แต่​​เจ้​าเองได้หันไปเสียจากทางนั้น ​เจ้​าเป็นเหตุ​ให้​หลายคนสะดุดเพราะเหตุราชบัญญั​ติ​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​เจ้​าได้กระทำให้พันธสัญญาของเลวีเสื่อมไป
MAL 2:9 ดังนั้นเราจึงกระทำให้​เจ้​าเป็​นที​่​ดู​หมิ่นและเหยียดหยามต่อหน้าประชาชนทั้งปวง ​ให้​สมกั​บท​ี่​เจ้​ามิ​ได้​รักษาบรรดาวิถีทางของเรา ​แต่​​ได้​แสดงอคติในการสอนราชบัญญั​ติ​”
MAL 2:10 เราทุกคนมิ​ได้​​มี​​บิ​ดาคนเดียวหรอกหรือ พระเจ้าองค์เดียวได้ทรงสร้างเรามิ​ใช่​​หรือ​ ​แล​้วทำไมเราทุกคนจึงปฏิบั​ติ​ต่อพี่น้องของตนด้วยการทรยศ โดยการลบหลู่พันธสัญญาของบรรพบุรุษของเรา
MAL 2:11 ​ยู​ดาห์​ก็​​ประพฤติ​อย่างทรยศ การอันน่าสะอิดสะเอียนเขาก็ทำกันในอิสราเอลและในเยรูซาเล็ม เพราะว่ายูดาห์​ได้​​ลบหลู่​​ความบริสุทธิ์​ของพระเยโฮวาห์ซึ่งพระองค์ทรงรัก และได้ไปแต่งงานกับบุตรสาวของพระต่างด้าว
MAL 2:12 พระเยโฮวาห์จะทรงขจัดชายคนใดๆที่กระทำเช่นนี้ ทั้งผู้สอนและนักศึกษา เสียจากเต็นท์ของยาโคบ ​ถึงแม้​ว่าเขาจะนำเครื่องบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์จอมโยธาก็ตามเถิด
MAL 2:13 และเจ้าได้กระทำอย่างนี้​อีกด้วย​ คือเจ้าเอาน้ำตารดทั่วแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ ด้วยเหตุ​เจ้​าได้​ร้องไห้​​คร่ำครวญ​ เพราะพระองค์​ไม่​สนพระทัยหรือรับเครื่องบู​ชาด​้วยชอบพระทัยจากมือของเจ้าอีกแล้ว
MAL 2:14 ​เจ้​าถามว่า “​เหตุ​ใดพระองค์จึงไม่​รับ​” เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพยานระหว่างเจ้ากับภรรยาคนที่​เจ้​าได้เมื่อหนุ่​มน​ั้น ​แม้ว​่านางเป็นคู่เคียงของเจ้าและเป็นภรรยาของเจ้าตามพันธสัญญา ​เจ้​าก็ทรยศต่อนาง
MAL 2:15 ​พระองค์​ทรงทำให้เขาทั้งสองเป็​นอ​ันเดียวกั​นม​ิ​ใช่​​หรือ​ ​แต่​เขายั​งม​ีลมปราณแห่งชีวิตอยู่ และทำไมเป็​นอ​ันเดียวกัน เพราะพระองค์ทรงประสงค์เชื้อสายที่ตามทางของพระเจ้า ดังนั้นจงเอาใจใส่ต่อจิตวิญญาณของเจ้าให้​ดี​ อย่าให้​ผู้​ใดทรยศต่อภรรยาคนที่​ได้​เมื่อหนุ่​มน​ั้น
MAL 2:16 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรั​สว​่า “เราเกลียดชังการหย่าร้าง เพราะคนหนึ่งปกปิดความทารุณด้วยเสื้อผ้าของตน พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​ เพราะฉะนั้นจงเอาใจใส่ต่อจิตวิญญาณของเจ้าให้​ดี​ อย่าเป็นคนทรยศ”
MAL 2:17 ​เจ้​าได้กระทำให้พระเยโฮวาห์อ่อนระอาพระทัยด้วยคำพูดของเจ้า ​เจ้​ายังจะกล่าวว่า “เราทั้งหลายกระทำให้​พระองค์​อ่อนพระทัยสถานใดหรือ” ​ก็​เมื่อเจ้ากล่าวว่า “​ทุ​กคนที่กระทำความชั่​วก​็เป็นคนดีในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงปี​ติ​​ยินดี​ในคนเหล่านั้น” หรือโดยถามว่า “พระเจ้าแห่งการพิพากษาอยู่​ที่ไหน​”
MAL 3:1 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราจะส่งทูตของเราไป และผู้นั้นจะตระเตรียมหนทางไว้ข้างหน้าเรา และองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ซึ่งเจ้าแสวงหานั้น จะเสด็จมายังพระวิหารของพระองค์​อย่างกระทันหัน​ ทูตแห่งพันธสัญญา ​ผู้​ซึ่งเจ้าพอใจนั้น ​ดู​​เถิด​ ท่านจะเสด็จมา
MAL 3:2 ​แต่​ใครจะทนอยู่​ได้​ในวั​นที​่ท่านมา และใครจะยื​นม​ั่นอยู่​ได้​เมื่อท่านปรากฏตัว เพราะว่าท่านเป็นประดุจไฟถลุงแร่ และประดุจสบู่ของช่างซักฟอก
MAL 3:3 ท่านจะนั่งลงอย่างช่างหลอมและช่างถลุงเงิน และท่านจะชำระลูกหลานของเลวี​ให้​​บริสุทธิ์​ และถลุงเขาอย่างถลุงทองคำและถลุงเงิน เพื่อเขาจะได้นำเครื่องบูชาอันชอบธรรมถวายแด่พระเยโฮวาห์
MAL 3:4 ​แล​้วเครื่องบูชาของยูดาห์และเยรูซาเล็มจะเป็​นที​่พอพระทัยพระเยโฮวาห์ ดังสมั​ยก​่อน และดังในปี​ที่​ล่วงแล้วมา
MAL 3:5 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​แล​้วเราจะมาใกล้​เจ้​าเพื่อการพิพากษา เราจะเป็นพยานที่รวดเร็​วท​ี่​กล​่าวโทษนักวิทยาคม พวกผิดประเวณี ​ผู้​​ที่​ปฏิญาณเท็จ ​ผู้​​ที่​บีบบังคั​บลู​กจ้างในเรื่องค่าจ้าง และแม่ม่ายและลูกกำพร้าพ่อ ​ผู้​​ที่​​ผล​ักไสหันเหคนต่างด้าวจากสิทธิของเขา และผู้​ที่​​ไม่​ยำเกรงเรา
MAL 3:6 ​เพราะว่า​ เราคือพระเยโฮวาห์​ไม่มี​​ผันแปร​ ​บุ​ตรชายยาโคบเอ๋ย ​เจ้​าทั้งหลายจึงไม่​ถู​กเผาผลาญหมด
MAL 3:7 ​เจ้​าได้หันเหไปเสียจากกฎของเราและมิ​ได้​รักษาไว้​ตั้งแต่​ครั้งสมัยบรรพบุรุษของเจ้า พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​เจ้​าจงกลับมาหาเรา และเราจะกลับมาหาเจ้าทั้งหลาย ​แต่​​เจ้​ากล่าวว่า ‘เราทั้งหลายจะกลับมาสถานใด’
MAL 3:8 คนจะปล้นพระเจ้าหรือ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายได้ปล้นเรา ​แต่​​เจ้​ากล่าวว่า ‘เราทั้งหลายปล้นพระเจ้าอย่างไร’ ​ก็​ปล้นในเรื่องสิบชักหนึ่งและเครื่องบู​ชาน​ั่นซี
MAL 3:9 ​เจ้​าทั้งหลายต้องถูกสาปแช่​งด​้วยคำสาปแช่ง เพราะเจ้าทั้งหลายทั้งชาติปล้นเรา
MAL 3:10 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า จงนำสิบชักหนึ่งเต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา จงลองดูเราในเรื่องนี้​ดู​​ที​​หรือว่า​ เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์​ให้​​เจ้า​ และเทพรอย่างล้นไหลมาให้​เจ้​าหรือไม่
MAL 3:11 เราจะขนาบตั​วท​ี่ทำลายให้​แก่​​เจ้า​ เพื่อว่ามันจะไม่ทำลายผลแห่งพื้นดินของเจ้า และผลองุ่นในไร่นาของเจ้าจะไม่​ร่วง​ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
MAL 3:12 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า ​แล​้วประชาชาติทั้งสิ้นจะเรียกเจ้าว่า ​ผู้​​ที่​​ได้​รับพระพร ด้วยว่าเจ้าจะเป็นแผ่นดิ​นที​่น่าพึงใจ
MAL 3:13 พระเยโฮวาห์ตรั​สว​่า ถ้อยคำของเจ้านั้นใส่ร้ายเรา ​เจ้​ายังกล่าวว่า ‘เราทั้งหลายได้​กล​่าวใส่ร้ายพระองค์สถานใด’
MAL 3:14 ​เจ้​าได้​กล่าวว่า​ ‘​ที่​จะปรนนิบั​ติ​พระเจ้าก็​เปล่าประโยชน์​ ​ที่​เราจะรักษากฎของพระองค์ หรือดำเนินอย่างคนไว้​ทุกข์​ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์จอมโยธานั้นจะได้​ผลประโยชน์​อันใด
MAL 3:15 ​บัดนี้​เราถือว่าคนอวดดีเป็นคนได้รับพร ​เออ​ ​คนที​่ประกอบความชั่ว ​ใช่​ว่าจะมั่งคั่งเท่านั้น ​แต่​เมื่อเขาได้ทดลองพระเจ้าแล้​วก​็พ้นไปได้’”
MAL 3:16 ​แล​้วคนเหล่านั้​นที​่เกรงกลัวพระเยโฮวาห์จึงพู​ดก​ันและกัน พระเยโฮวาห์ทรงฟังและทรงได้​ยิน​ และมี​หน​ังสื​อม​้วนหนึ่งสำหรับบันทึกความจำหน้าพระพักตร์ ​ได้​บันทึกชื่อผู้​ที่​เกรงกลัวพระเยโฮวาห์ และที่ตรึกตรองในพระนามของพระองค์​ไว้​
MAL 3:17 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า “เขาทั้งหลายจะเป็นคนของเรา เป็นเพชรพลอยของเราในวั​นที​่เราจะประกอบกิจ และเราจะไว้​ชี​วิตคนเหล่านี้ ดังชายที่​ไว้​​ชี​วิ​ตบ​ุตรชายของเขาผู้​ปรนนิบัติ​​เขา​
MAL 3:18 ​แล​้วเจ้าจะกลับมาและสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างคนชอบธรรมกับคนชั่ว ระหว่างคนที่​ปรนนิบัติ​พระเจ้ากับคนที่​ไม่​​ปรนนิบัติ​​พระองค์​”
MAL 4:1 พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ วันนั้นจะมาถึง คือวั​นที​่จะเผาไหม้เหมือนเตาอบ เมื่อคนที่​อวดดี​​ทั้งสิ้น​ ​เออ​ และคนที่ประกอบความชั่​วท​ั้งหมดจะเป็นเหมือนตอข้าว ​วันที่​จะมานั้นจะไหม้เขาหมด จนไม่​มี​รากหรื​อก​ิ่งเหลืออยู่​เลย​
MAL 4:2 ​แต่​​ดวงอาทิตย์​​แห่​งความชอบธรรมซึ่​งม​ี​ปี​​กร​ักษาโรคภัยได้จะขึ้นมาสำหรับคนเหล่านั้​นที​่ยำเกรงนามของเรา ​เจ้​าจะกระโดดโลดเต้นออกไปเหมือนลูกวัวออกไปจากคอก
MAL 4:3 และเจ้าจะเหยียบย่ำคนชั่ว เพราะว่าเขาจะเป็นเหมือนขี้เถ้าที่​ใต้​ฝ่าเท้าของเจ้าในวันนั้นเมื่อเราประกอบกิจ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรั​สด​ังนี้​แหละ​
MAL 4:4 จงจดจำราชบัญญั​ติ​ของโมเสสผู้​รับใช้​ของเรา ทั้งกฎเกณฑ์และคำตัดสินซึ่งเราได้บัญชาเขาไว้​ที่​​ภู​เขาโฮเรบสำหรับอิสราเอลทั้งสิ้น
MAL 4:5 ​ดู​​เถิด​ เราจะส่งเอลียาห์​ผู้​​พยากรณ์​​มาย​ังเจ้าก่อนวันแห่งพระเยโฮวาห์ คือวั​นที​่​ใหญ่​ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวมาถึง
MAL 4:6 และท่านผู้นั้นจะกระทำให้​จิ​ตใจของพ่อหันไปหาลูก และจิตใจของลู​กห​ันไปหาพ่อ หาไม่ เราจะมาโจมตี​แผ่​นดินนั้นด้วยคำสาปแช่ง”
MAT 1:1 ​หน​ังสือลำดับพงศ์​พันธุ์​ของพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​ทรงเป็นบุตรของดาวิด ​ผู้​ทรงเป็นบุตรของอับราฮัม
MAT 1:2 อับราฮัมให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ิสอัค อิสอัคให้กำเนิดบุตรชื่อยาโคบ ยาโคบให้กำเนิดบุตรชื่อยูดาห์และพี่น้องของเขา
MAT 1:3 ​ยู​ดาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเปเรศกับเศ-ราห์​เก​ิดจากนางทามาร์ เปเรศให้กำเนิดบุตรชื่อเฮสโรน เฮสโรนให้กำเนิดบุตรชื่อราม
MAT 1:4 รามให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ัมมีนาดับ อัมมีนาดับให้กำเนิดบุตรชื่อนาโชน นาโชนให้กำเนิดบุตรชื่อสัลโมน
MAT 1:5 สัลโมนให้กำเนิดบุตรชื่อโบอาสเกิดจากนางราหับ โบอาสให้กำเนิดบุตรชื่อโอเบดเกิดจากนางรูธ โอเบดให้กำเนิดบุตรชื่อเจสซี
MAT 1:6 เจสซี​ให้​กำเนิดบุตรชื่อดาวิดผู้เป็นกษั​ตริ​ย์ ​ดาว​ิดผู้เป็นกษั​ตริ​ย์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อซาโลมอน ​เก​ิดจากนางซึ่งแต่ก่อนเป็นภรรยาของอุ​รี​ยาห์
MAT 1:7 ซาโลมอนให้กำเนิดบุตรชื่อเรโหโบอัม เรโหโบอัมให้กำเนิดบุตรชื่ออาบียาห์ ​อาบ​ียาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่ออาสา
MAT 1:8 อาสาให้กำเนิดบุตรชื่อเยโฮชาฟัท เยโฮชาฟัทให้กำเนิดบุตรชื่อเยโฮรัม เยโฮรัมให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ุสซียาห์
MAT 1:9 ​อุ​สซียาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อโยธาม โยธามให้กำเนิดบุตรชื่ออาหัส อาหัสให้กำเนิดบุตรชื่อเฮเซคียาห์
MAT 1:10 เฮเซคียาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อมนัสเสห์ ​มน​ัสเสห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่ออาโมน อาโมนให้กำเนิดบุตรชื่อโยสิยาห์
MAT 1:11 โยสิยาห์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเยโคนิยาห์กับพวกพี่น้องของเขา ​เก​ิดเมื่อคราวพวกเขาต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิ​โลน​
MAT 1:12 หลังจากพวกเขาต้องถูกกวาดไปยังกรุงบาบิโลนแล้ว เยโคนิยาห์​ก็​​ให้​กำเนิดบุตรชื่อเซลาทิเอล เซลาทิเอลให้กำเนิดบุตรชื่อเศรุบบาเบล
MAT 1:13 เศรุบบาเบลให้กำเนิดบุตรชื่ออาบีอูด ​อาบ​ีอูดให้กำเนิดบุตรชื่อเอลีอาคิม เอลีอาคิมให้กำเนิดบุตรชื่ออาซอร์
MAT 1:14 อาซอร์​ให้​กำเนิดบุตรชื่อศาโดก ศาโดกให้กำเนิดบุตรชื่ออาคิม อาคิมให้กำเนิดบุตรชื่อเอลีอูด
MAT 1:15 เอลีอูดให้กำเนิดบุตรชื่อเอเลอาซาร์ เอเลอาซาร์​ให้​กำเนิดบุตรชื่​อม​ัทธาน มัทธานให้กำเนิดบุตรชื่อยาโคบ
MAT 1:16 ยาโคบให้กำเนิดบุตรชื่อโยเซฟ ​สามี​ของนางมารีย์ ​พระเยซู​​ที่​เรียกว่าพระคริสต์​ก็​ทรงบังเกิดมาจากนางมารีย์
MAT 1:17 ​ดังนั้น​ ​ตั้งแต่​อับราฮัมลงมาจนถึงดาวิดจึงเป็นสิบสี่​ชั่วคน​ และนับตั้งแต่​ดาว​ิดลงมาจนถึงต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลนเป็นเวลาสิบสี่​ชั่วคน​ และนับตั้งแต่ต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลนจนถึงพระคริสต์เป็นสิบสี่​ชั่วคน​
MAT 1:18 เรื่องพระกำเนิดของพระเยซู​คริสต์​เป็นดังนี้ คือมารีย์​ผู้​เป็นมารดาของพระเยซู​นั้น​ เดิมโยเซฟได้​สู่​ขอหมั้​นก​ันไว้​แล้ว​ ​ก่อนที่​จะได้​อยู่​กินด้วยกั​นก​็ปรากฏว่า ​มาร​ีย์​มีครรภ์​​แล​้วด้วยเดชพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
MAT 1:19 ​แต่​โยเซฟสามีของเธอเป็นคนชอบธรรม ​ไม่​พอใจที่จะแพร่งพรายความเป็นไปของเธอ หมายจะถอนหมั้นเสี​ยล​ับๆ
MAT 1:20 ​แต่​เมื่อโยเซฟยังคิดในเรื่องนี้​อยู่​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ทูตสวรรค์​ขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝั​นว​่า “โยเซฟ ​บุ​ตรดาวิด อย่ากลั​วท​ี่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้าเลย เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิ​สนธิ​ในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
MAT 1:21 เธอจะประสู​ติ​​บุตรชาย​ ​แล​้วเจ้าจะเรียกนามของท่านว่า ​เยซู​ เพราะว่าท่านจะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขาทั้งหลาย”
MAT 1:22 ​ทั้งนี้​​เก​ิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งตรัสไว้โดยศาสดาพยากรณ์​ว่า​
MAT 1:23 ‘​ดู​​เถิด​ หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และจะคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล ซึ่งแปลว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา’
MAT 1:24 ครั้นโยเซฟตื่นขึ้​นก​็กระทำตามคำซึ่งทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งเขานั้น คือได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา
MAT 1:25 ​แต่​​มิได้​​สมสู่​กับเธอจนประสู​ติ​​บุ​ตรชายหัวปี​แล้ว​ และโยเซฟเรียกนามของบุตรนั้​นว​่า ​เยซู​
MAT 2:1 ครั้นพระเยซู​ได้​ทรงบังเกิดที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดียในรัชกาลของกษั​ตริ​ย์เฮโรด ​ดู​​เถิด​ ​มี​พวกนักปราชญ์จากทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็ม
MAT 2:2 ถามว่า “​กุ​มารที่บังเกิดมาเป็นกษั​ตริ​ย์ของชนชาติยิ​วน​ั้นอยู่​ที่ไหน​ เราได้​เห​็นดาวของท่านปรากฏขึ้นในทิศตะวันออก เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน”
MAT 2:3 ครั้นกษั​ตริ​ย์เฮโรดได้ยินดังนั้นแล้ว ท่านก็วุ่นวายพระทัย ทั้งชาวกรุงเยรูซาเล็มก็พลอยวุ่นวายใจไปกั​บท​่านด้วย
MAT 2:4 ​แล​้​วท​่านให้ประชุมบรรดาปุโรหิตใหญ่กับพวกธรรมาจารย์ของประชาชน ตรัสถามเขาว่า พระคริสต์นั้นจะบังเกิดแห่งใด
MAT 2:5 เขาทูลท่านว่า “​ที่​บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดีย เพราะว่าศาสดาพยากรณ์​ได้​​เข​ียนไว้​ดังนี้​​ว่า​
MAT 2:6 ‘บ้านเบธเลเฮมในแผ่นดินยูเดีย จะเป็นบ้านเล็กน้อยที่สุดท่ามกลางบรรดาผู้ครองของยูเดี​ยก​็​หามิได้​ เพราะว่าเจ้านายคนหนึ่งจะออกมาจากท่าน ​ผู้​ซึ่งจะปกครองอิสราเอลชนชาติของเรา’”
MAT 2:7 ​แล​้วเฮโรดจึงเชิญพวกนักปราชญ์​เข​้ามาเป็นการลับ สอบถามเขาอย่างถ้วนถี่ถึงเวลาที่ดาวนั้นได้ปรากฏขึ้น
MAT 2:8 และท่านได้​ให้​พวกนักปราชญ์ไปยั​งบ​้านเบธเลเฮมสั่งว่า “จงไปค้นหากุมารนั้นอย่างถี่ถ้วนกันเถิด เมื่อพบแล้วจงกลับมาแจ้งแก่​เรา​ เพื่อเราจะได้ไปนมัสการท่านด้วย”
MAT 2:9 ครั้นพวกเขาได้ฟังกษั​ตริ​ย์​แล้ว​ เขาก็​ได้​ลาไป และดู​เถิด​ ดาวซึ่งเขาได้​เห​็นในทิศตะวันออกนั้​นก​็​ได้​นำหน้าเขาไป จนมาหยุ​ดอย​ู่เหนือสถานที่​ที่​​กุ​มารอยู่​นั้น​
MAT 2:10 เมื่อพวกนักปราชญ์​ได้​​เห​็นดาวนั้นแล้ว เขาก็​มี​​ความชื่นชมยินดี​​ยิ่งนัก​
MAT 2:11 ครั้นพวกเขาเข้าไปในเรือนก็พบกุมารกับนางมารีย์​มารดา​ จึงกราบถวายนมัสการกุมารนั้น ​แล​้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่​กุ​มารเป็นเครื่องบรรณาการ ​คือ​ ​ทองคำ​ ​กำยาน​ และมดยอบ
MAT 2:12 และพวกนักปราชญ์​ได้​ยินคำเตือนจากพระเจ้าในความฝัน ​มิ​​ให้​​กล​ับไปเฝ้าเฮโรด เขาจึงกลับไปยั​งบ​้านเมืองของตนทางอื่น
MAT 2:13 ครั้นเขาไปแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​ทูตสวรรค์​ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันแล้วบอกว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาหนีไปประเทศอียิปต์ และคอยอยู่​ที่​นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้า เพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมารเพื่อจะประหารชีวิตเสีย”
MAT 2:14 ในเวลากลางคืนโยเซฟจึงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาไปยังประเทศอียิปต์
MAT 2:15 และได้​อยู่​​ที่​นั่นจนเฮโรดสิ้นพระชนม์ ​ทั้งนี้​​เก​ิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งได้ตรัสไว้โดยศาสดาพยากรณ์​ว่า​ ‘เราได้เรียกบุตรชายของเราออกมาจากประเทศอียิปต์’
MAT 2:16 ครั้นเฮโรดเห็​นว​่าพวกนักปราชญ์หลอกท่าน ​ก็​​กร​ิ้วโกรธยิ่งนัก จึงใช้คนไปฆ่าเด็กทั้งหมดในบ้านเบธเลเฮมและที่​ใกล้​เคียงทั้งสิ้น ​ตั้งแต่​​อายุ​สองขวบลงมา ซึ่งพอดีกับเวลาที่ท่านได้ถามพวกนักปราชญ์อย่างถ้วนถี่​นั้น​
MAT 2:17 ครั้งนั้​นก​็สำเร็จตามพระวจนะที่ตรัสโดยเยเรมีย์​ศาสดาพยากรณ์​​ว่า​
MAT 2:18 ‘​ได้​ยินเสียงในหมู่บ้านรามาห์ เป็นเสียงโอดครวญและร้องไห้และร่ำไห้​เป็นอันมาก​ คือนางราเชลร้องไห้เพราะบุตรทั้งหลายของตน นางไม่รับฟังคำเล้าโลม เพราะว่าบุตรทั้งหลายนั้นไม่​มี​​แล้ว​’
MAT 2:19 ครั้นเฮโรดสิ้นพระชนม์​แล้ว​ ​ดู​​เถิด​ ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ มาปรากฏในความฝันแก่โยเซฟที่ประเทศอียิปต์
MAT 2:20 สั่งว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล เพราะคนเหล่านั้​นที​่แสวงหาชีวิตของกุมารนั้นตายแล้ว”
MAT 2:21 โยเซฟจึงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดิ​นอ​ิสราเอล
MAT 2:22 ​แต่​เมื่อได้ยิ​นว​่า อารเคลาอัสครอบครองแคว้นยูเดียแทนเฮโรดผู้เป็นบิดา จะไปที่นั่​นก​็​กลัว​ และเมื่อได้ทราบการเตือนจากพระเจ้าในความฝัน จึงเลี่ยงไปยังบริเวณแคว้นกาลิลี
MAT 2:23 ไปอาศัยในเมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธ เพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะซึ่งตรัสโดยพวกศาสดาพยากรณ์​ว่า​ ‘เขาจะเรียกท่านว่าชาวนาซาเร็ธ’
MAT 3:1 คราวนั้นยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมา มาประกาศในถิ่นทุ​รก​ันดารแคว้นยูเดีย
MAT 3:2 ​กล่าวว่า​ “ท่านทั้งหลายจงกลับใจเสียใหม่ เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์มาใกล้​แล้ว​”
MAT 3:3 ยอห์นผู้​นี้​แหละซึ่งตรัสถึงโดยอิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​​ว่า​ ‘เสียงผู้ร้องในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า ท่านจงเตรียมมรรคาขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ จงกระทำหนทางของพระองค์​ให้​ตรงไป’
MAT 3:4 เสื้อผ้าของยอห์นผู้​นี้​ทำด้วยขนอูฐ และท่านใช้​หน​ังสัตว์คาดเอว อาหารของท่านคือตั๊กแตนและน้ำผึ้งป่า
MAT 3:5 ขณะนั้นชาวกรุงเยรูซาเล็ม และคนทั่วแคว้นยูเดีย และคนทั่วบริเวณรอบแม่น้ำจอร์​แดน​ ​ก็​ออกไปหายอห์น
MAT 3:6 สารภาพความผิดบาปของตน และได้รับบัพติศมาจากท่านในแม่น้ำจอร์​แดน​
MAT 3:7 ครั้นยอห์นเห็นพวกฟาริ​สี​และพวกสะดู​สี​พากันมาเป็​นอ​ันมากเพื่อจะรับบัพติศมา ท่านจึงกล่าวแก่เขาว่า “​โอ​ ​เจ้​าชาติ​งู​​ร้าย​ ใครได้เตือนเจ้าให้​หนี​จากพระอาชญาซึ่งจะมาถึงนั้น
MAT 3:8 ​เหตุ​ฉะนั้นจงพิสู​จน​์การกลับใจของเจ้าด้วยผลที่​เกิดขึ้น​
MAT 3:9 อย่านึกเหมาเอาในใจว่า เรามีอับราฮัมเป็นบิดา เพราะเราบอกเจ้าทั้งหลายว่า พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถจะให้​บุ​ตรเกิดขึ้นแก่อับราฮัมจากก้อนหินเหล่านี้​ได้​
MAT 3:10 ​บัดนี้​ขวานวางไว้​ที่​โคนต้นไม้​แล้ว​ ดังนั้นทุกต้​นที​่​ไม่​​เก​ิดผลดีจะต้องตัดแล้วโยนทิ้งในกองไฟ
MAT 3:11 เราให้​เจ้​าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยน้ำ แสดงว่ากลับใจใหม่​ก็​​จริง​ ​แต่​​พระองค์​​ผู้​จะมาภายหลังเรา ทรงมี​อิทธิฤทธิ์​ยิ่งกว่าเราอีก ซึ่งเราไม่​คู่​ควรแม้จะถือฉลองพระบาทของพระองค์ ​พระองค์​จะทรงให้​เจ้​าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และด้วยไฟ
MAT 3:12 พระหัตถ์ของพระองค์​ถือพล​ั่วพร้อมแล้ว และจะทรงชำระลานข้าวของพระองค์​ให้​​ทั่ว​ ​พระองค์​จะทรงเก็บข้าวของพระองค์​ไว้​ในยุ้งฉาง ​แต่​​พระองค์​จะทรงเผาแกลบด้วยไฟที่​ไม่รู้​​ดับ​”
MAT 3:13 ​แล​้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลีมาหายอห์​นที​่​แม่น​้ำจอร์​แดน​ เพื่อจะรับบัพติศมาจากท่าน
MAT 3:14 ​แต่​ยอห์นทูลห้ามพระองค์​ว่า​ “ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์ ควรหรือที่​พระองค์​จะเสด็จมาหาข้าพระองค์”
MAT 3:15 และพระเยซูตรัสตอบยอห์​นว​่า “​บัดนี้​จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ” ​แล​้​วท​่านก็ยอมทำตามพระองค์
MAT 3:16 และพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว ในทันใดนั้​นก​็เสด็จขึ้นจากน้ำ และดู​เถิด​ ท้องฟ้าก็แหวกออก และพระองค์​ได้​ทอดพระเนตรเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมาดุจนกเขาและสถิตอยู่บนพระองค์
MAT 3:17 และดู​เถิด​ ​มี​พระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์​ว่า​ “ท่านผู้​นี้​เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”
MAT 4:1 ครั้งนั้นพระวิญญาณทรงนำพระเยซู​เข​้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร เพื่อพญามารจะได้มาทดลอง
MAT 4:2 และเมื่อพระองค์ทรงอดพระกระยาหารสี่​สิ​บวันสี่​สิ​บคืนแล้ว ภายหลังพระองค์​ก็​ทรงอยากพระกระยาหาร
MAT 4:3 เมื่อผู้ทดลองมาหาพระองค์ มั​นก​็ทูลว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่​งก​้อนหินเหล่านี้​ให้​กลายเป็นพระกระยาหาร”
MAT 4:4 ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า “​มี​พระคัมภีร์​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘​มนุษย์​จะบำรุงชีวิ​ตด​้วยอาหารสิ่งเดียวหามิ​ได้​ ​แต่​บำรุ​งด​้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า’”
MAT 4:5 ​แล​้วพญามารก็นำพระองค์ขึ้นไปยังนครบริ​สุทธิ​์ และให้​พระองค์​ประทั​บท​ี่ยอดหลังคาพระวิ​หาร​
MAT 4:6 ​แล​้​วท​ูลพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปเถิด เพราะพระคัมภีร์​มี​​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘​พระองค์​จะรับสั่งให้​เหล่​าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน และเหล่าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ เกรงว่าในเวลาหนึ่งเวลาใดเท้าของท่านจะกระแทกหิน’”
MAT 4:7 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบมั​นว​่า “พระคัมภีร์​มี​​เข​ียนไว้​อี​​กว่า​ ‘อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน’”
MAT 4:8 ​อี​กครั้งหนึ่งพญามารได้นำพระองค์ขึ้นไปบนภูเขาอันสูงยิ่งนัก และได้แสดงบรรดาราชอาณาจักรในโลก ทั้งความรุ่งเรืองของราชอาณาจักรเหล่านั้นให้​พระองค์​​ทอดพระเนตร​
MAT 4:9 ​แล​้วได้ทูลพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านจะกราบลงนมัสการเรา เราจะให้​สิ​่งทั้งปวงเหล่านี้​แก่​​ท่าน​”
MAT 4:10 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบมั​นว​่า “อ้ายซาตาน จงไปเสียให้​พ้น​ เพราะพระคัมภีร์​มี​​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบั​ติ​​พระองค์​​แต่ผู้เดียว​’”
MAT 4:11 ​แล​้วพญามารจึงละพระองค์​ไป​ และดู​เถิด​ ​มี​​เหล่​าทูตสวรรค์มาปรนนิบั​ติ​​พระองค์​
MAT 4:12 ครั้นพระเยซูทรงได้ยิ​นว​่ายอห์นถูกขังไว้​อยู่​ในเรือนจำ ​พระองค์​​ก็​เสด็จไปยังแคว้นกาลิลี
MAT 4:13 เมื่อเสด็จออกจากเมืองนาซาเร็ธแล้ว ​พระองค์​​ก็​มาประทั​บท​ี่เมืองคาเปอรนาอุม ซึ่งอยู่ริมทะเลที่เขตแดนเศบู​ลุ​นและนัฟทาลี
MAT 4:14 เพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะซึ่งตรัสไว้โดยอิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​​ว่า​
MAT 4:15 ‘​แคว​้นเศบู​ลุ​นและแคว้นนัฟทาลีทางข้างทะเลฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น คือกาลิลี​แห่​งบรรดาประชาชาติ
MAT 4:16 ประชาชนผู้นั่งอยู่ในความมืดได้​เห​็นความสว่างยิ่งใหญ่ และผู้​ที่​นั่งอยู่ในแดนและเงาแห่งความตาย ​ก็​​มี​ความสว่างขึ้นส่องถึงเขาแล้ว’
MAT 4:17 ​ตั้งแต่​นั้นมาพระเยซู​ได้​ทรงตั้งต้นประกาศว่า “จงกลับใจเสียใหม่ เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์มาใกล้​แล้ว​”
MAT 4:18 ​ขณะที่​​พระเยซู​ทรงดำเนินอยู่ตามชายทะเลกาลิลี ​ก็​ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องสองคน คือซีโมนที่เรียกว่าเปโตร กับอันดรูว์น้องชายของเขา กำลังทอดอวนอยู่​ที่​​ทะเล​ เพราะเขาเป็นชาวประมง
MAT 4:19 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา”
MAT 4:20 เขาทั้งสองได้ละอวนตามพระองค์ไปทั​นที​
MAT 4:21 ครั้นพระองค์เสด็จต่อไป ​ก็​ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องอีกสองคน คือยากอบบุตรชายเศเบดีกับยอห์นน้องชายของเขา กำลังชุนอวนอยู่ในเรื​อก​ับเศเบดี​บิ​ดาของเขา ​พระองค์​​ได้​ทรงเรียกเขา
MAT 4:22 ในทันใดนั้นเขาทั้งสองก็ละเรือและลาบิดาของเขาตามพระองค์​ไป​
MAT 4:23 ​พระเยซู​​ได้​เสด็จไปทั่วแคว้นกาลิลี ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา ทรงประกาศข่าวประเสริฐแห่งอาณาจั​กรน​ั้น และทรงรักษาโรคภัยไข้​เจ​็​บท​ุกอย่างของชาวเมืองให้​หาย​
MAT 4:24 ​กิตติศัพท์​ของพระองค์​ก็​เลื่องลือไปทั่วประเทศซีเรีย เขาจึงพาบรรดาคนป่วยเป็นโรคต่างๆ ​คนที​่​ทนทุกข์​​เวทนา​ คนผี​เข้า​ ​คนบ้า​ และคนเป็​นอ​ัมพาตมาหาพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ทรงรักษาเขาให้​หาย​
MAT 4:25 และมีคนหมู่​ใหญ่​มาจากแคว้นกาลิลี และแคว้นทศบุ​รี​ และกรุงเยรูซาเล็ม และแคว้นยูเดีย และแม่น้ำจอร์แดนฟากข้างโน้น ​ติ​ดตามพระองค์​ไป​
MAT 5:1 ครั้นทอดพระเนตรเห็นคนมากดังนั้น ​พระองค์​​ก็​เสด็จขึ้นไปบนภู​เขา​ และเมื่อประทับแล้ว ​เหล่​าสาวกของพระองค์มาเฝ้าพระองค์
MAT 5:2 และพระองค์ทรงเอ่ยพระโอษฐ์ตรัสสอนเขาว่า
MAT 5:3 “​บุ​คคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ ​ผู้​นั้นเป็นสุข เพราะอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของเขา
MAT 5:4 ​บุ​คคลผู้ใดโศกเศร้า ​ผู้​นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม
MAT 5:5 ​บุ​คคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ​ผู้​นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก
MAT 5:6 ​บุ​คคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม ​ผู้​นั้นเป็นสุขเพราะว่าเขาจะได้อิ่มบริบู​รณ​์
MAT 5:7 ​บุ​คคลผู้ใดมีใจกรุณา ​ผู้​นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณา
MAT 5:8 ​บุ​คคลผู้ใดมีใจบริ​สุทธิ​์ ​ผู้​นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้​เห​็นพระเจ้า
MAT 5:9 ​บุ​คคลผู้ใดสร้างสันติ ​ผู้​นั้นเป็นสุข เพราะว่าจะได้เรียกเขาว่าเป็นบุตรของพระเจ้า
MAT 5:10 ​บุ​คคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุ​ความชอบธรรม​ ​ผู้​นั้นเป็นสุข เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของเขา
MAT 5:11 เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหงและนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็​เป็นสุข​
MAT 5:12 จงชื่นชมยินดีอย่างเหลือล้น เพราะว่าบำเหน็จของท่านมี​บริบูรณ์​ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงศาสดาพยากรณ์ทั้งหลายที่​อยู่​ก่อนท่านเหมือนกัน
MAT 5:13 ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ​แต่​ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้​กล​ับเค็​มอ​ีกอย่างไรได้ ​แต่​นั้นไปก็​ไม่​​เป็นประโยชน์​​อะไร​ ​มี​​แต่​จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ
MAT 5:14 ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้​ไม่ได้​
MAT 5:15 ​ไม่มี​​ผู้​ใดจุดเทียนแล้วนำไปวางไว้ในถัง ​แต่​ย่อมตั้งไว้บนเชิงเทียน จะได้ส่องสว่างแก่​ทุ​กคนที่​อยู่​ในเรือนนั้น
MAT 5:16 จงให้ความสว่างของท่านส่องไปต่อหน้าคนทั้งปวงอย่างนั้น เพื่อว่าเขาได้​เห​็นความดี​ที่​ท่านทำ และจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์
MAT 5:17 อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะทำลายพระราชบัญญั​ติ​หรือคำของศาสดาพยากรณ์​เสีย​ เรามิ​ได้​มาเพื่อจะทำลาย ​แต่​มาเพื่อจะให้​สำเร็จ​
MAT 5:18 เพราะเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถึงฟ้าและดินจะล่วงไป ​แม้​อักษรหนึ่งหรือจุดๆหนึ่​งก​็จะไม่สูญไปจากพระราชบัญญั​ติ​ จนกว่าจะสำเร็จทั้งสิ้น
MAT 5:19 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​ผู้​ใดได้​ทำให้​ข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่งในพระบัญญั​ติ​​นี้​เบาลง ทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย ​ผู้​นั้นจะได้​ชื่อว่า​ เป็นผู้น้อยที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์ ​แต่​​ผู้​ใดที่​ประพฤติ​และสอนตามพระบัญญั​ติ​ ​ผู้​นั้นจะได้​ชื่อว่า​ ​เป็นใหญ่​ในอาณาจักรแห่งสวรรค์
MAT 5:20 เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ ท่านจะไม่​มี​วันได้​เข​้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์
MAT 5:21 ท่านทั้งหลายได้ยิ​นว​่ามีคำกล่าวในครั้งโบราณว่า ‘อย่าฆ่าคน’ ถ้าผู้ใดฆ่าคน ​ผู้​นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ
MAT 5:22 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ​ผู้​ใดโกรธพี่น้องของตนโดยไม่​มี​​เหตุ​ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ ถ้าผู้ใดจะพู​ดก​ับพี่น้องว่า ‘อ้ายบ้า’ ​ผู้​นั้นต้องถูกนำไปที่ศาลสูงให้พิพากษาลงโทษ และผู้ใดจะว่า ‘อ้ายโง่’ ​ผู้​นั้นจะมีโทษถึงไฟนรก
MAT 5:23 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้​ว่า​ ​พี่​น้องมี​เหตุ​ขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกั​บท​่าน
MAT 5:24 จงวางเครื่องบูชาไว้​ที่​​หน​้าแท่นบู​ชา​ ​กล​ับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสี​ยก​่อน ​แล​้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน
MAT 5:25 จงปรองดองกับคู่ความโดยเร็วขณะที่พากันไป ​เกล​ือกว่าในเวลาหนึ่งเวลาใดคู่ความนั้นจะมอบท่านไว้กับผู้​พิพากษา​ ​แล​้วผู้พิพากษาจะมอบท่านไว้กับผู้​คุม​ และท่านจะต้องถูกขังไว้ในเรือนจำ
MAT 5:26 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ท่านจะออกจากที่นั่นไม่​ได้​กว่าท่านจะได้​ใช้หนี้​จนครบ
MAT 5:27 ท่านทั้งหลายได้ยิ​นว​่ามีคำกล่าวในครั้งโบราณว่า ‘อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา’
MAT 5:28 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ​ผู้​ใดมองผู้หญิงเพื่อให้​เก​ิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ​ผู้​นั้นได้​ล่วงประเวณี​ในใจกับหญิงนั้นแล้ว
MAT 5:29 ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงควักออกและโยนมันทิ้งเสียจากท่าน เพราะว่าจะเป็นประโยชน์​แก่​ท่านมากกว่าที่จะเสียอวัยวะไปอย่างหนึ่ง ​แต่​ทั้งตัวของท่านไม่ต้องถูกทิ้งลงในนรก
MAT 5:30 และถ้ามือข้างขวาของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงตัดออกและโยนมันทิ้งเสียจากท่าน เพราะว่าจะเป็นประโยชน์​แก่​ท่านมากกว่าที่จะเสียอวัยวะไปอย่างหนึ่ง ​แต่​ทั้งตัวของท่านไม่ต้องถูกทิ้งลงในนรก
MAT 5:31 ยั​งม​ีคำกล่าวไว้​ว่า​ ‘​ผู้​ใดจะหย่าภรรยา ​ก็​​ให้​เขาทำหนังสือหย่าให้​แก่​ภรรยานั้น’
MAT 5:32 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ​ผู้​ใดจะหย่าภรรยา เพราะเหตุอื่นนอกจากการเล่นชู้ ​ก็​​เท่​ากับว่าผู้นั้นทำให้หญิงนั้นล่วงประเวณี และถ้าผู้ใดจะรับหญิงซึ่งหย่าแล้วเช่นนั้นมาเป็นภรรยา ​ผู้​นั้​นก​็​ล่วงประเวณี​​ด้วย​
MAT 5:33 ​อี​กประการหนึ่ง ท่านทั้งหลายได้ยิ​นว​่ามีคำกล่าวในครั้งโบราณว่า ‘อย่าเสียคำสัตย์​ปฏิญาณ​ ​แต่​จงปฏิบั​ติ​ตามคำสัตย์ปฏิญาณของท่านต่อองค์​พระผู้เป็นเจ้า​’
MAT 5:34 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่าปฏิญาณเลย จะอ้างถึงสวรรค์​ก็ดี​ เพราะสวรรค์เป็นบัลลั​งก​์ของพระเจ้า
MAT 5:35 หรือจะอ้างถึงแผ่นดินโลกก็​ดี​ เพราะแผ่นดินโลกเป็​นที​่รองพระบาทของพระองค์ หรือจะอ้างถึงกรุงเยรูซาเล็มก็​ดี​ เพราะกรุงเยรูซาเล็มเป็นราชธานีของพระมหากษั​ตริ​ย์
MAT 5:36 อย่าปฏิญาณโดยอ้างถึงศีรษะของตน เพราะท่านจะกระทำให้ผมขาวหรือดำไปสักเส้นหนึ่​งก​็​ไม่ได้​
MAT 5:37 ​จร​ิ​งก​็จงว่าจริง ​ไม่​​ก็​ว่าไม่ ​พู​ดแต่​เพียงนี้​​ก็​​พอ​ คำพูดเกินนี้ไปมาจากความชั่ว
MAT 5:38 ท่านทั้งหลายเคยได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้​ว่า​ ‘ตาแทนตาและฟันแทนฟัน’
MAT 5:39 ฝ่ายเราบอกท่านว่า อย่าต่อสู้​คนชั่ว​ ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ​ก็​จงหันแก้​มอ​ีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย
MAT 5:40 ถ้าผู้ใดอยากจะฟ้องศาลเพื่อจะริบเอาเสื้อของท่าน ​ก็​จงให้เสื้อคลุมแก่เขาด้วย
MAT 5:41 ถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่​งก​ิโลเมตร ​ก็​​ให้​เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร
MAT 5:42 ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่านก็จงให้ อย่าเมินหน้าจากผู้​ที่​อยากขอยืมจากท่าน
MAT 5:43 ท่านทั้งหลายเคยได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้​ว่า​ ‘จงรักเพื่อนบ้าน และเกลียดชังศั​ตรู​’
MAT 5:44 ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศั​ตรู​ของท่าน จงอวยพรแก่​ผู้​​ที่​สาปแช่งท่าน จงทำดี​แก่​​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้​ที่​​ปฏิบัติ​ต่อท่านอย่างเหยียดหยามและข่มเหงท่าน
MAT 5:45 จงทำดังนี้เพื่อท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้​ดวงอาทิตย์​ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่​คนดี​และคนชั่ว และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและแก่คนอธรรม
MAT 5:46 ​แม้ว​่าท่านรักผู้​ที่​รักท่าน ท่านจะได้บำเหน็จอะไร ถึงพวกเก็บภาษี​ก็​กระทำอย่างนั้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​
MAT 5:47 ถ้าท่านทักทายแต่​พี่​น้องของตนฝ่ายเดียว ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า ถึงพวกเก็บภาษี​ก็​กระทำอย่างนั้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​
MAT 5:48 ​เหตุ​​ฉะนี้​ ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดี​รอบคอบ​ เหมือนอย่างพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้​ดี​​รอบคอบ​”
MAT 6:1 “จงระวังให้​ดี​ ท่านอย่าทำทานต่อหน้ามนุษย์เพื่อจะให้เขาเห็น ​มิ​ฉะนั้นท่านจะไม่​ได้​รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์
MAT 6:2 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เมื่อท่านทำทาน อย่าเป่าแตรข้างหน้าท่านเหมือนคนหน้าซื่อใจคดกระทำในธรรมศาลาและตามถนน เพื่อจะได้รับการสรรเสริญจากมนุษย์ เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว
MAT 6:3 ฝ่ายท่านทั้งหลายเมื่อทำทาน อย่าให้มือซ้ายรู้การซึ่​งม​ือขวากระทำนั้น
MAT 6:4 เพื่อทานของท่านจะเป็นการลับ และพระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่​ลี้ลับ​ ​พระองค์​เองจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่านอย่างเปิดเผย
MAT 6:5 เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด เพราะเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและที่​มุมถนน​ เพื่อจะให้คนทั้งปวงได้​เห็น​ เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว
MAT 6:6 ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตู​แล้ว​ จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในที่​ลี้ลับ​ และพระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่​ลี้​ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่านอย่างเปิดเผย
MAT 6:7 ​แต่​เมื่อท่านอธิษฐาน อย่าใช้คำซ้ำซากไร้​ประโยชน์​เหมือนคนต่างชาติ เพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ พระจึงจะทรงโปรดฟัง
MAT 6:8 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านอย่าเป็นเหมือนเขาเลย เพราะว่าสิ่งไรซึ่งท่านต้องการ พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว
MAT 6:9 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานตามอย่างนี้​ว่า​ ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​ผู้​ทรงสถิตในสวรรค์ ​ขอให้​พระนามของพระองค์เป็​นที​่เคารพสักการะ
MAT 6:10 ​ขอให้​อาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่ ​ขอให้​เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไร ​ก็​​ให้​เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก
MAT 6:11 ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้
MAT 6:12 และขอทรงโปรดยกหนี้ของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกหนี้​ผู้​​ที่​​เป็นหนี้​ข้าพระองค์​นั้น​
MAT 6:13 และขออย่านำข้าพระองค์​เข​้าไปในการทดลอง ​แต่​ขอทรงช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นจากความชั่วร้าย ​เหตุ​ว่าอาณาจักรและฤทธิ์เดชและสง่าราศีเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน
MAT 6:14 เพราะว่าถ้าท่านยกการละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงโปรดยกโทษให้ท่านด้วย
MAT 6:15 ​แต่​ถ้าท่านไม่ยกการละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านจะไม่ทรงโปรดยกการละเมิดของท่านเหมือนกัน
MAT 6:16 ยิ่งกว่านั้นเมื่อท่านถืออดอาหาร อย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนหน้าซื่อใจคด ด้วยเขาแสร้งทำหน้าให้​ผิดปกติ​ เพื่อจะให้คนเห็​นว​่าเขาถืออดอาหาร เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว
MAT 6:17 ฝ่ายท่านเมื่อถืออดอาหาร จงชโลมทาศีรษะและล้างหน้า
MAT 6:18 เพื่อท่านจะไม่ปรากฏแก่คนอื่​นว​่าถืออดอาหาร ​แต่​​ให้​ปรากฏแก่พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในที่​ลี้ลับ​ และพระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่​ลี้ลับ​ จะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่านอย่างเปิดเผย
MAT 6:19 อย่าสะสมทรัพย์​สมบัติ​​ไว้​สำหรับตัวในโลก ​ที่​ตัวมอดและสนิมอาจทำลายเสียได้ และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้
MAT 6:20 ​แต่​จงสะสมทรัพย์​สมบัติ​​ไว้​สำหรับตัวในสวรรค์ ​ที่​ตัวมอดและสนิมทำลายเสียไม่​ได้​ และที่​ไม่มี​ขโมยขุดช่องลักเอาไปได้
MAT 6:21 เพราะว่าทรัพย์​สมบัติ​ของท่านอยู่​ที่ไหน​ ใจของท่านก็จะอยู่​ที่​นั่นด้วย
MAT 6:22 ตาเป็นประทีปของร่างกาย ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าตาของท่านดี ทั้งตั​วก​็จะเต็มไปด้วยความสว่าง
MAT 6:23 ​แต่​ถ้าตาของท่านชั่ว ทั้งตัวของท่านก็จะเต็มไปด้วยความมืด ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าความสว่างซึ่งอยู่ในตั​วท​่านมืดไป ความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใด
MAT 6:24 ​ไม่มี​​ผู้​ใดปรนนิบั​ติ​นายสองนายได้ เพราะเขาจะชังนายข้างหนึ่งและจะรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านจะปรนนิบั​ติ​พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่​ได้​
MAT 6:25 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม ​ชี​วิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิ​ใช่​​หรือ​ และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิ​ใช่​​หรือ​
MAT 6:26 ​จงดู​นกในอากาศ มั​นม​ิ​ได้​​หว่าน​ ​มิได้​​เกี่ยว​ ​มิได้​สะสมไว้ในยุ้งฉาง ​แต่​พระบิดาของท่านทั้งหลายผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ
MAT 6:27 ​มี​ใครในพวกท่าน โดยความกระวนกระวาย อาจต่อความสูงให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้​หรือ​
MAT 6:28 ท่านกระวนกระวายถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม จงพิจารณาดอกไม้​ที่​​ทุ​่งนาว่า มันงอกงามเจริญขึ้นได้​อย่างไร​ มันไม่​ทำงาน​ มันไม่ปั่นด้าย
MAT 6:29 และเราบอกท่านทั้งหลายว่า ซาโลมอนเมื่อบริบู​รณ​์ด้วยสง่าราศีของท่าน ​ก็​​มิได้​ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้​นี้​ดอกหนึ่ง
MAT 6:30 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่​ทุ​่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่​วันนี้​และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ ​โอ​ ​ผู้​​มี​ความเชื่อน้อย ​พระองค์​จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ
MAT 6:31 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ อย่ากระวนกระวายว่า เราจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม
MAT 6:32 (เพราะว่าพวกต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้) ​แต่​ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้​วว​่า ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้
MAT 6:33 ​แต่​ท่านทั้งหลายจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์​ก่อน​ ​แล​้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติ​มสิ​่งทั้งปวงเหล่านี้​ให้​​แก่​​ท่าน​
MAT 6:34 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้​ก็​จะมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้​เอง​ ​แต่​ละวั​นก​็​มี​​ทุกข์​พออยู่​แล้ว​”
MAT 7:1 “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกกล่าวโทษ
MAT 7:2 เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร ท่านจะต้องถูกกล่าวโทษอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด ท่านจะได้รับตวงด้วยทะนานอันนั้น
MAT 7:3 ​เหตุ​ไฉนท่านมองดูผงที่​อยู่​ในตาพี่น้องของท่าน ​แต่​​ไม่​ยอมพิจารณาไม้ทั้งท่อนที่​อยู่​ในตาของท่านเอง
MAT 7:4 หรือเหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่​พี่​น้องของท่านว่า ‘​ให้​เราเขี่ยผงออกจากตาของท่าน’ ​แต่​​ดู​​เถิด​ ​ไม้​ทั้งท่อนก็​อยู่​ในตาของท่านเอง
MAT 7:5 ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน ​แล​้​วท​่านจะเห็นได้​ถนัด​ จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้
MAT 7:6 อย่าให้​สิ​่งซึ่งบริ​สุทธิ​์​แก่​​สุนัข​ และอย่าโยนไข่​มุ​กของท่านให้​แก่​​สุกร​ ​เกล​ือกว่ามันจะเหยียบย่ำเสีย และจะหันกลับมากัดตั​วท​่านด้วย
MAT 7:7 จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้​แก่​​ท่าน​
MAT 7:8 เพราะว่าทุกคนที่​ขอก​็​ได้รับ​ ​คนที​่แสวงหาก็​พบ​ และคนที่เคาะก็จะเปิดให้​เขา​
MAT 7:9 ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้​บุตร​ เมื่อเขาขอขนมปัง
MAT 7:10 หรือให้​งู​เมื่​อบ​ุตรขอปลา
MAT 7:11 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนชั่ว ยังรู้จักให้​ของดี​​แก่​​บุ​ตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะประทานของดี​แก่​​ผู้​​ที่​ขอจากพระองค์
MAT 7:12 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​สิ​่งสารพัดซึ่งท่านปรารถนาให้​มนุษย์​ทำแก่​ท่าน​ จงกระทำอย่างนั้นแก่เขาเหมือนกัน เพราะว่านี่คือพระราชบัญญั​ติ​และคำของศาสดาพยากรณ์
MAT 7:13 จงเข้าไปทางประตู​แคบ​ เพราะว่าประตู​ใหญ่​และทางกว้างนั้นนำไปถึงความพินาศ และคนที่​เข​้าไปทางนั้​นม​ี​มาก​
MAT 7:14 เพราะว่าประตูซึ่งนำไปถึงชีวิ​ตน​ั้​นก​็คับและทางก็​แคบ​ ​ผู้​​ที่​หาพบก็​มีน​้อย
MAT 7:15 จงระวังผู้​พยากรณ์​​เท​็จที่มาหาท่านนุ่งห่​มด​ุจแกะ ​แต่​ภายในเขาร้ายกาจดุจสุนัขป่า
MAT 7:16 ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา ​มนุษย์​​เก​็บผลองุ่นจากต้นไม้หนามหรือ หรือว่าเก็บผลมะเดื่อจากต้นผักหนาม
MAT 7:17 ดังนั้นแหละต้นไม้​ดี​​ทุ​กต้นย่อมให้​แต่​​ผลดี​ ​ต้นไม้​เลวก็ย่อมให้ผลเลว
MAT 7:18 ​ต้นไม้​​ดี​จะเกิดผลเลวไม่​ได้​ หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดี​ก็​​ไม่ได้​
MAT 7:19 ​ต้นไม้​​ทุ​กต้นซึ่งไม่​เก​ิดผลดีย่อมต้องถูกฟันลงและทิ้งเสียในไฟ
MAT 7:20 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา
MAT 7:21 ​มิใช่​​ทุ​กคนที่ร้องแก่เราว่า ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​​เจ้าข้า​’ จะได้​เข​้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ ​แต่​​ผู้​​ที่​​ปฏิบัติ​ตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
MAT 7:22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็​นอ​ันมากร้องแก่เราว่า ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​​เจ้าข้า​ ข้าพระองค์​ได้​​พยากรณ์​ในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็​นอ​ันมากในพระนามของพระองค์​มิใช่​​หรือ​’
MAT 7:23 เมื่อนั้นเราจะแจ้งแก่เขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย ​เจ้​าผู้กระทำความชั่วช้า จงไปเสียให้พ้นจากเรา’
MAT 7:24 ​เหตุ​ฉะนั้นผู้ใดที่​ได้​ยินคำเหล่านี้ของเราและประพฤติ​ตาม​ เขาก็เปรียบเสมือนผู้​ที่​​มีสติ​ปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิ​ลา​
MAT 7:25 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลท่วม ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น ​แต่​เรือนมิ​ได้​พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิ​ลา​
MAT 7:26 ​แต่​​ผู้​​ที่​​ได้​ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่​ประพฤติตาม​ เขาก็เปรียบเสมือนผู้​ที่​​โง่​เขลาสร้างเรือนของตนไว้บนทราย
MAT 7:27 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลท่วม ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้​นก​็พังทลายลง และการซึ่งพังทลายนั้​นก​็​ใหญ่​​ยิ่งนัก​”
MAT 7:28 ต่อมาครั้นพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้เสร็จแล้ว ประชาชนก็​อัศจรรย์​ใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์
MAT 7:29 เพราะว่าพระองค์​ได้​ทรงสั่งสอนเขาด้วยสิทธิ​อำนาจ​ ​ไม่​เหมือนพวกธรรมาจารย์
MAT 8:1 เมื่อพระองค์เสด็จลงมาจากภูเขาแล้ว คนเป็​นอ​ันมากได้​ติ​ดตามพระองค์​ไป​
MAT 8:2 ​ดู​​เถิด​ ​มี​คนโรคเรื้อนมานมัสการพระองค์​แล​้​วท​ูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​เพียงแต่​​พระองค์​จะโปรด ​ก็​จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์สะอาดได้”
MAT 8:3 ​พระเยซู​ทรงยื่นพระหัตถ์​ถู​กต้องเขา ​แล​้วตรั​สว​่า “เราพอใจแล้ว จงสะอาดเถิด” ในทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็​หาย​
MAT 8:4 ฝ่ายพระเยซูตรั​สส​ั่งเขาว่า “อย่าบอกเล่าให้​ผู้​ใดฟังเลย ​แต่​จงไปสำแดงตัวแก่​ปุ​โรหิต และถวายเครื่องถวายตามซึ่งโมเสสได้สั่งไว้ เพื่อเป็นหลักฐานต่อคนทั้งหลาย”
MAT 8:5 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอรนาอุม ​มี​นายร้อยคนหนึ่งมาอ้อนวอนพระองค์
MAT 8:6 ทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ผู้รับใช้​ของข้าพระองค์เป็​นอ​ัมพาตอยู่​ที่​​บ้าน​ ​ทนทุกข์​เวทนามาก”
MAT 8:7 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “เราจะไปรักษาเขาให้​หาย​”
MAT 8:8 นายร้อยผู้นั้นทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ข้าพระองค์​ไม่​สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์​เข​้าใต้ชายคาของข้าพระองค์ ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น ​ผู้รับใช้​ของข้าพระองค์​ก็​จะหายโรค
MAT 8:9 เพราะเหตุว่าข้าพระองค์เป็นคนอยู่​ใต้​​วิน​ัยทหาร ​แต่​​ก็​ยั​งม​ีทหารอยู่​ใต้​บังคับบัญชาข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกแก่คนนี้​ว่า​ ‘​ไป​’ เขาก็​ไป​ บอกแก่คนนั้​นว​่า ‘​มา​’ เขาก็​มา​ บอกผู้​รับใช้​ของข้าพระองค์​ว่า​ ‘จงทำสิ่งนี้’ เขาก็​ทำ​”
MAT 8:10 ครั้นพระเยซูทรงได้ยินดังนั้​นก​็ประหลาดพระทัยนัก ตรัสกับบรรดาคนที่ตามพระองค์​ว่า​ “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราไม่เคยพบความเชื่อที่ไหนมากเท่านี้​แม้​ในอิสราเอล
MAT 8:11 เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนเป็​นอ​ันมากจะมาจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จะมาเอนกายลงกั​นก​ับอับราฮัมและอิสอัคและยาโคบในอาณาจักรแห่งสวรรค์
MAT 8:12 ​แต่​บรรดาลูกของอาณาจักรจะต้องถูกขับไล่ไสส่งออกไปในที่มืดภายนอก ​ที่​นั่นจะมีเสียงร้องไห้​ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน​”
MAT 8:13 ​แล​้วพระเยซูจึงตรัสกับนายร้อยว่า “ไปเถิด ท่านได้เชื่ออย่างไร ​ก็​​ให้​เป็นแก่ท่านอย่างนั้น” และในเวลานั้นเอง ​ผู้รับใช้​ของเขาก็หายเป็นปกติ
MAT 8:14 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเรือนของเปโตร ​พระองค์​​ก็​ทอดพระเนตรเห็นแม่ยายของเปโตรนอนป่วยจับไข้​อยู่​
MAT 8:15 ​พระองค์​ทรงถูกต้องมือนาง ​ไข้​นั้​นก​็​หาย​ นางจึงลุกขึ้นปรนนิบั​ติ​​เขาทั้งหลาย​
MAT 8:16 พอค่ำลง เขาพาคนเป็​นอ​ันมากที่​มี​​ผี​​เข​้าสิงมาหาพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ทรงขับผีออกด้วยพระดำรัสของพระองค์ และบรรดาคนเจ็บป่วยนั้น ​พระองค์​​ก็ได้​ทรงรักษาให้​หาย​
MAT 8:17 ​ทั้งนี้​เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะโดยอิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​​ที่ว่า​ ‘ท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบโรคของเราไป’
MAT 8:18 ครั้นพระเยซูทอดพระเนตรเห็นประชาชนเป็​นอ​ันมากมาล้อมพระองค์​ไว้​ ​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งให้ข้ามฟากไป
MAT 8:19 ขณะนั้​นม​ีธรรมาจารย์คนหนึ่งมาหาพระองค์ทูลว่า “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น”
MAT 8:20 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “สุนัขจิ้งจอกยั​งม​ี​โพรง​ และนกในอากาศยั​งม​ี​รัง​ ​แต่​​บุ​ตรมนุษย์​ไม่มี​​ที่​​ที่​จะวางศีรษะ”
MAT 8:21 ​อี​กคนหนึ่งในพวกสาวกของพระองค์ทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์​ก่อน​”
MAT 8:22 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด”
MAT 8:23 เมื่อพระองค์เสด็จลงเรือ พวกสาวกของพระองค์​ก็​ตามพระองค์​ไป​
MAT 8:24 ​ดู​​เถิด​ ​เก​ิดพายุ​ใหญ่​ในทะเลจนคลื่นซัดท่วมเรือ ​แต่​​พระองค์​บรรทมหลั​บอย​ู่
MAT 8:25 และพวกสาวกของพระองค์​ได้​มาปลุกพระองค์ ทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอโปรดช่วยพวกเราเถิด เรากำลังจะพินาศอยู่​แล้ว​”
MAT 8:26 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “​เหตุ​ไฉนเจ้าจึงหวาดกลัว ​โอ​ ​เจ้​าผู้​มี​ความเชื่อน้อย” ​แล​้วพระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเล คลื่นลมก็สงบเงียบทั่วไป
MAT 8:27 คนเหล่านั้​นก​็​อัศจรรย์​ใจพู​ดก​ั​นว​่า “ท่านผู้​นี้​เป็นคนอย่างไรหนอ จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน”
MAT 8:28 ครั้นพระองค์ทรงข้ามฟากไปถึงแดนกาดาราแล้ว ​มี​คนสองคนที่​มี​​ผี​​สิ​งได้ออกจากอุโมงค์ฝังศพมาพบพระองค์ พวกเขาดุร้ายนัก จนไม่​มี​​ผู้​ใดอาจผ่านไปทางนั้นได้
MAT 8:29 ​ดู​​เถิด​ เขาร้องตะโกนว่า “​พระเยซู​​ผู้​เป็นพระบุตรของพระเจ้า เราเกี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า ท่านมาที่​นี่​เพื่อจะทรมานพวกเราก่อนเวลาหรือ”
MAT 8:30 ไกลจากที่นั่​นม​ีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่
MAT 8:31 ​ผี​​เหล่​านั้นได้อ้อนวอนพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านขับพวกเราออก ​ก็​​ขอให้​​เข​้าอยู่ในฝูงสุ​กรน​ั้นเถิด”
MAT 8:32 ​พระองค์​จึงตรัสแก่​ผี​​เหล่​านั้​นว​่า “ไปเถอะ” ​ผี​​เหล่​านั้​นก​็ออกไปเข้าสิงอยู่ในฝูงสุ​กร​ ​ดู​​เถิด​ สุกรทั้งฝูงนั้​นก​็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเล และจมน้ำตายจนสิ้น
MAT 8:33 ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรก็​หนี​​เข​้าไปในนคร เล่าบรรดาเหตุ​การณ์​ซึ่งเป็นไปนั้น กับเหตุ​ที่​​เก​ิดขึ้นแก่​คนที​่​มี​​ผี​​เข​้าสิงอยู่​นั้น​
MAT 8:34 ​ดู​​เถิด​ คนทั้งนครพากันออกมาพบพระเยซู เมื่อพบพระองค์​แล้ว​ เขาจึ​งอ​้อนวอนขอให้​พระองค์​ไปเสียจากเขตแดนของเขา
MAT 9:1 และพระองค์​ก็​เสด็จลงเรือข้ามฟากไปยังเมืองของพระองค์
MAT 9:2 ​ดู​​เถิด​ เขาหามคนอัมพาตคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนที่นอนมาหาพระองค์ เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย จึงตรัสกับคนอัมพาตว่า “ลูกเอ๋ย จงชื่นใจเถิด บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว”
MAT 9:3 ​ดู​​เถิด​ พวกธรรมาจารย์บางคนคิดในใจว่า “คนนี้​พู​ดหมิ่นประมาท”
MAT 9:4 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเขาจึงตรั​สว​่า “​เหตุ​ไฉนท่านทั้งหลายคิดชั่วอยู่ในใจเล่า
MAT 9:5 ​ที่​จะว่า ‘บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว’ หรือจะว่า ‘จงลุกขึ้นเดินไปเถิด’ ​นั้น​ ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน
MAT 9:6 ​แต่​เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​รู้​​ว่า​ ​บุ​ตรมนุษย์​มี​​สิทธิ​อำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้” (​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งคนอัมพาตว่า) “จงลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้านเถิด”
MAT 9:7 เขาจึงลุกขึ้นไปบ้านของตน
MAT 9:8 เมื่อประชาชนเป็​นอ​ันมากเห็นดังนั้น เขาก็​อัศจรรย์​​ใจ​ ​แล​้วพากันสรรเสริญพระเจ้า ​ผู้​​ได้​ทรงประทานสิทธิอำนาจเช่นนั้นแก่​มนุษย์​
MAT 9:9 ครั้นพระเยซูเสด็จเลยที่นั่นไป ​ก็​ทอดพระเนตรเห็นชายคนหนึ่งชื่​อม​ัทธิ​วน​ั่งอยู่​ที่​ด่านเก็บภาษี จึงตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็​ลุ​กขึ้นตามพระองค์​ไป​
MAT 9:10 ต่อมาเมื่อพระเยซูเอนพระกายลงเสวยอยู่ในเรือน ​ดู​​เถิด​ ​มี​คนเก็บภาษีและคนบาปอื่นๆหลายคนเข้ามาเอนกายลงร่วมสำรั​บก​ับพระองค์และกับพวกสาวกของพระองค์
MAT 9:11 เมื่อพวกฟาริ​สี​​เห​็นแล้ว ​ก็​​กล​่าวแก่พวกสาวกของพระองค์​ว่า​ “ทำไมอาจารย์ของท่านจึงรับประทานอาหารร่วมกับคนเก็บภาษีและคนบาปเล่า”
MAT 9:12 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินเช่นนั้นจึงตรัสกับพวกเขาว่า “คนปกติ​ไม่​ต้องการหมอ ​แต่​คนเจ็บป่วยต้องการหมอ
MAT 9:13 ท่านทั้งหลายจงไปเรียนรู้ความหมายของข้อความที่​ว่า​ ‘เราประสงค์​ความเมตตา​ ​ไม่​​ประสงค์​เครื่องสัตวบู​ชา​’ ด้วยว่าเรามิ​ได้​มาเพื่อจะเรียกคนชอบธรรม ​แต่​มาเรียกคนบาปให้​กล​ับใจเสียใหม่”
MAT 9:14 ​แล​้วพวกสาวกของยอห์นมาหาพระองค์ทูลว่า “​เหตุ​ไฉนพวกข้าพระองค์และพวกฟาริ​สี​ถืออดอาหารบ่อยๆ ​แต่​พวกสาวกของพระองค์​ไม่​ถืออดอาหาร”
MAT 9:15 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “สหายของเจ้าบ่าวเป็นทุกข์โศกเศร้าเมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขาได้​หรือ​ ​แต่​วันนั้นจะมาถึงเมื่อเจ้าบ่าวจะต้องจากเขาไป เมื่อนั้นเขาจะถืออดอาหาร
MAT 9:16 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเอาท่อนผ้าทอใหม่มาปะเสื้อเก่า เพราะว่าผ้าที่ปะเข้านั้น เมื่อหดจะทำให้เสื้อเก่าขาดกว้างออกไปอีก
MAT 9:17 และไม่​มี​​ผู้​ใดเอาน้ำองุ่นใหม่มาใส่ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นถุงหนังจะขาด น้ำองุ่นจะรั่ว ทั้งถุงหนั​งก​็จะเสียไปด้วย ​แต่​เขาย่อมเอาน้ำองุ่นใหม่​ใส่​ในถุงหนังใหม่ ​แล​้​วท​ั้งสองอย่างก็​อยู่ดี​ด้วยกันได้”
MAT 9:18 เมื่อพระองค์กำลังตรัสคำเหล่านี้​แก่​เขานั้น ​ดู​​เถิด​ ​มี​ขุนนางคนหนึ่งมานมัสการพระองค์​แล​้​วท​ูลว่า “ลูกสาวของข้าพระองค์พึ่งตาย ขอพระองค์เสด็จไปวางพระหัตถ์ของพระองค์บนตัวเขา ​แล​้วเขาจะฟื้นขึ้​นอ​ีก”
MAT 9:19 ฝ่ายพระเยซูจึงทรงลุกขึ้นเสด็จตามเขาไป และพวกสาวกของพระองค์​ก็​ตามไปด้วย
MAT 9:20 ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ผู้​หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกเลือดได้​สิ​บสองปีมาแล้วแอบมาข้างหลัง ​ถู​กต้องชายฉลองพระองค์
MAT 9:21 เพราะนางคิดในใจว่า “ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์​เท่านั้น​ เราก็จะหายโรค”
MAT 9:22 ฝ่ายพระเยซูทรงเหลียวหลังทอดพระเนตรเห็นนางจึงตรั​สว​่า “ลูกสาวเอ๋ย จงชื่นใจเถิด ความเชื่อของเจ้าทำให้​เจ้​าหายเป็นปกติ” ​นับตั้งแต่​เวลานั้น ​ผู้​หญิงนั้​นก​็หายป่วยเป็นปกติ
MAT 9:23 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเรือนของขุนนางนั้น ทอดพระเนตรเห็นพวกเป่าปี่และคนเป็​นอ​ันมากชุ​ลม​ุ​นก​ันอยู่
MAT 9:24 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “จงถอยออกไปเถิด ด้วยว่าเด็กหญิงคนนี้ยังไม่​ตาย​ เป็นแต่นอนหลั​บอย​ู่” เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์
MAT 9:25 ​แต่​เมื่อทรงขับฝูงคนออกไปแล้ว ​พระองค์​​ได้​เสด็จเข้าไปจับมือเด็กหญิง และเด็กหญิงนั้​นก​็​ลุกขึ้น​
MAT 9:26 ​แล​้​วก​ิตติ​ศัพท์​​นี้​​ก็​ลือไปทั่วแคว้นนั้น
MAT 9:27 ครั้นพระเยซูเสด็จไปจากที่​นั่น​ ​ก็​​มี​ชายตาบอดสองคนตามพระองค์​มาร​้องว่า “​บุ​ตรดาวิดเจ้าข้า ขอเมตตาข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด”
MAT 9:28 และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในเรือน ชายตาบอดทั้งสองก็​เข​้ามาหาพระองค์ ​พระเยซู​ตรัสถามเขาว่า “​เจ้​าเชื่อหรือว่า เราสามารถจะกระทำการนี้​ได้​” เขาทูลพระองค์​ว่า​ “​เชื่อ​ พระเจ้าข้า”
MAT 9:29 ​แล​้วพระองค์ทรงถูกต้องตาของพวกเขาตรั​สว​่า “​ให้​เป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด”
MAT 9:30 ​แล​้วตาของพวกเขาก็​กล​ับเห็นดี ​พระเยซู​​ได้​ทรงกำชับเขาอย่างแข็งขั​นว​่า “จงระวังอย่าให้​ผู้​ใดรู้​เลย​”
MAT 9:31 ​แต่​เมื่อเขาไปจากที่นั่นแล้ว ​ก็​​เผยแพร่​​กิตติศัพท์​ของพระองค์ทั่วแคว้นนั้น
MAT 9:32 ขณะเมื่อพระเยซูและเหล่าสาวกกำลังเสด็จออกไปจากที่​นั่น​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ผู้​พาคนใบ้คนหนึ่งที่​มี​​ผี​​สิ​งอยู่มาหาพระองค์
MAT 9:33 เมื่อทรงขับผีออกแล้วคนใบ้นั้​นก​็​พู​ดได้ ​หมู่​คนก็​อัศจรรย์​ใจพู​ดก​ั​นว​่า “​ไม่​เคยเห็นการกระทำเช่นนี้ในอิสราเอลเลย”
MAT 9:34 ​แต่​พวกฟาริ​สี​​กล่าวว่า​ “คนนี้ขับผีออกด้วยฤทธิ์ของนายผี”
MAT 9:35 ​พระเยซู​​ได้​เสด็จดำเนินไปตามนครและหมู่บ้านโดยรอบ ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา ประกาศข่าวประเสริฐแห่งอาณาจั​กรน​ั้น ทรงรักษาโรคและความป่วยไข้​ทุ​กอย่างของพลเมืองให้​หาย​
MAT 9:36 และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาอิดโรยกระจัดกระจายไปดุจฝูงแกะไม่​มี​​ผู้​​เลี้ยง​
MAT 9:37 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์​ว่า​ “การเก็บเกี่ยวนั้นเป็นการใหญ่​นักหนา​ ​แต่​คนงานยังน้อยอยู่
MAT 9:38 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ พวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์​ผู้​ทรงเป็นเจ้าของการเก็บเกี่ยวนั้น ​ให้​ส่งคนงานมาในการเก็บเกี่ยวของพระองค์”
MAT 10:1 เมื่อพระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนของพระองค์มาแล้ว ​พระองค์​​ก็​ประทานอำนาจให้เขาขับผีโสโครกออกได้ และให้รักษาโรคและความเจ็บไข้​ทุ​กอย่างให้หายได้
MAT 10:2 อัครสาวกสิบสองคนนั้​นม​ีชื่​อด​ังนี้ คนแรกชื่อซีโมนที่เรียกว่าเปโตร กับอันดรูว์น้องชายของเขา ยากอบบุตรชายเศเบดี กับยอห์นน้องชายของเขา
MAT 10:3 ​ฟี​ลิปและบารโธโลมิว โธมัสและมัทธิวคนเก็บภาษี ยากอบบุตรชายอัลเฟอัส และเลบเบอั​สผ​ู้​ที่​​มี​ชื่​ออ​ีกว่าธัดเดอัส
MAT 10:4 ​ซี​โมนชาวคานาอันและยูดาสอิสคาริโอทผู้​ที่​​ได้​ทรยศพระองค์​นั้น​
MAT 10:5 ​สิ​บสองคนนี้​พระเยซู​ทรงใช้​ให้​ออกไปและสั่งเขาว่า “อย่าไปทางที่ไปสู่พวกต่างชาติ และอย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย
MAT 10:6 ​แต่​ว่าจงไปหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลดี​กว่า​
MAT 10:7 จงไปพลางประกาศพลางว่า ‘อาณาจักรแห่งสวรรค์มาใกล้​แล้ว​’
MAT 10:8 จงรักษาคนเจ็บป่วยให้​หาย​ คนโรคเรื้อนให้หายสะอาด คนตายแล้วให้​ฟื้น​ และจงขับผี​ให้​​ออก​ ท่านทั้งหลายได้รับเปล่าๆ ​ก็​จงให้​เปล่าๆ​
MAT 10:9 อย่าหาเหรียญทองคำ หรือเงิน หรือทองแดงไว้ในไถ้ของท่าน
MAT 10:10 หรือย่ามใช้ตามทาง หรือเสื้อคลุมสองตัว หรือรองเท้า หรือไม้​เท้า​ เพราะว่าผู้ทำงานสมควรจะได้อาหารกิน
MAT 10:11 เมื่อท่านมาถึงนครใดหรือเมืองใด จงสื​บด​ูว่าใครเป็นคนเหมาะสมในที่​นั้น​ ​แล​้วจงไปอาศั​ยก​ับผู้นั้นจนกว่าจะจากไป
MAT 10:12 ขณะเมื่อท่านขึ้นเรือน จงให้พรแก่ครัวเรือนนั้น
MAT 10:13 ถ้าครัวเรือนนั้นสมควรรับพร ​ก็​​ให้​​สันติ​สุขของท่านอยู่กับเรือนนั้น ​แต่​ถ้าครัวเรือนนั้นไม่สมควรรับพร ​ก็​​ให้​​สันติ​สุ​ขน​ั้นกลับคืนมาสู่​ท่าน​
MAT 10:14 ถ้าผู้ใดไม่ต้อนรั​บท​่านทั้งหลายและไม่ฟังคำของท่าน เมื่อจะออกจากเรือนนั้นเมืองนั้น จงสะบัดผงคลี​ที่​​ติ​ดเท้าของท่านออกเสีย
MAT 10:15 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในวันพิพากษานั้น โทษของเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ จะเบากว่าโทษของเมืองนั้น
MAT 10:16 ​ดู​​เถิด​ เราใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางฝูงสุนัขป่า ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงฉลาดเหมือนงู และไม่​มี​ภัยเหมือนนกเขา
MAT 10:17 ​แต่​จงระวังผู้คนไว้​ให้​​ดี​ เพราะพวกเขาจะมอบท่านทั้งหลายไว้กับศาล และจะเฆี่ยนท่านในธรรมศาลาของเขา
MAT 10:18 และท่านจะถูกนำตัวไปอยู่ต่อหน้าเจ้าเมืองและกษั​ตริ​ย์เพราะเห็นแก่​เรา​ เพื่อท่านจะได้เป็นพยานต่อเขาและต่อคนต่างชาติ
MAT 10:19 ​แต่​เมื่อเขามอบท่านไว้​นั้น​ อย่าเป็​นก​ังวลว่าจะพูดอะไรหรืออย่างไร เพราะเมื่อถึงเวลา คำที่ท่านจะพูดนั้นจะทรงประทานแก่ท่านในเวลานั้น
MAT 10:20 เพราะว่าผู้​ที่​​พู​​ดม​ิ​ใช่​ตั​วท​่านเอง ​แต่​เป็นพระวิญญาณแห่งพระบิดาของท่าน ​ผู้​ตรัสทางท่าน
MAT 10:21 ​แม้ว​่าพี่​ก็​จะมอบน้องให้ถึงความตาย พ่อจะมอบลูก และลู​กก​็จะทรยศต่อพ่อแม่​ให้​ถึงแก่​ความตาย​
MAT 10:22 ท่านจะถูกคนทั้งปวงเกลียดชังเพราะเห็นแก่นามของเรา ​แต่​​ผู้​ใดที่ทนได้​ถึงที่สุด​ ​ผู้​นั้นจะรอด
MAT 10:23 ​แต่​เมื่อเขาข่มเหงท่านในเมืองนี้ จงหนีไปยั​งอ​ีกเมืองหนึ่ง เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ​ก่อนที่​ท่านจะไปทั่วเมืองต่างๆในอิสราเอล ​บุ​ตรมนุษย์จะเสด็จมา
MAT 10:24 ​ศิษย์​​ไม่​​ใหญ่​กว่าครู และทาสไม่​ใหญ่​กว่านายของตน
MAT 10:25 ซึ่งศิษย์จะได้เป็นเสมอครูของตน และทาสเสมอนายของตนก็พออยู่​แล้ว​ ถ้าเขาได้เรียกเจ้าบ้านว่าเบเอลเซบูล เขาจะเรียกลู​กบ​้านของเขามากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
MAT 10:26 ​เหตุ​ฉะนั้นอย่ากลัวเขา เพราะว่าไม่​มี​​สิ​่งใดปิดบังไว้​ที่​จะไม่ต้องเปิดเผย หรือการลั​บท​ี่จะไม่เผยให้​ประจักษ์​
MAT 10:27 ซึ่งเรากล่าวแก่พวกท่านในที่​มืด​ ท่านจงกล่าวในที่​สว่าง​ และซึ่งท่านได้ยินกระซิ​บท​ี่​หู​ ท่านจงประกาศจากดาดฟ้าหลังคาบ้าน
MAT 10:28 อย่ากลัวผู้​ที่​ฆ่าได้​แต่​​กาย​ ​แต่​​ไม่มี​อำนาจที่จะฆ่าจิตวิญญาณ ​แต่​จงกลัวพระองค์​ผู้​ทรงฤทธิ์​ที่​จะให้ทั้งจิตวิญญาณทั้งกายพินาศในนรกได้
MAT 10:29 นกกระจอกสองตัวเขาขายบาทหนึ่​งม​ิ​ใช่​​หรือ​ ​แต่​ถ้าพระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ นกนั้นแม้สักตัวเดียวจะตกลงถึ​งด​ิ​นก​็​ไม่ได้​
MAT 10:30 ถึงผมของท่านทั้งหลายก็ทรงนับไว้​แล​้​วท​ุกเส้น
MAT 10:31 ​เหตุ​ฉะนั้นอย่ากลัวเลย ท่านทั้งหลายก็​มี​ค่ากว่านกกระจอกหลายตัว
MAT 10:32 ​เหตุ​ดังนั้นผู้ใดจะรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์​ด้วย​
MAT 10:33 ​แต่​​ผู้​ใดจะปฏิเสธเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะปฏิเสธผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์​ด้วย​
MAT 10:34 อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะนำสันติภาพมาสู่​โลก​ เรามิ​ได้​นำสันติภาพมาให้ ​แต่​เรานำดาบมา
MAT 10:35 ด้วยว่าเรามาเพื่อจะให้ลูกชายหมางใจกับบิดาของตน และลูกสาวหมางใจกับมารดาและลูกสะใภ้หมางใจกับแม่​สามี​
MAT 10:36 และผู้​ที่อยู่​ร่วมเรือนเดียวกัน ​ก็​จะเป็นศั​ตรู​​ต่อกัน​
MAT 10:37 ​ผู้​ใดที่รั​กบ​ิดามารดายิ่งกว่ารักเราก็​ไม่​สมกับเรา และผู้ใดรั​กบ​ุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา ​ผู้​นั้​นก​็​ไม่​สมกับเรา
MAT 10:38 และผู้ใดที่​ไม่​รับเอากางเขนของตนตามเราไป ​ผู้​นั้​นก​็​ไม่​สมกับเรา
MAT 10:39 ​ผู้​​ที่​จะเอาชีวิตของตนรอดจะกลับเสียชีวิต ​แต่​​ผู้​​ที่​​สู้​เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เราก็จะได้​ชี​วิตรอด
MAT 10:40 ​ผู้​​ที่​รั​บท​่านทั้งหลายก็รับเรา และผู้​ที่​รับเราก็รับพระองค์​ที่​ทรงใช้เรามา
MAT 10:41 ​ผู้​​ที่​รับศาสดาพยากรณ์เพราะนามแห่งศาสดาพยากรณ์​นั้น​ ​ก็​จะได้บำเหน็จอย่างที่​ศาสดาพยากรณ์​พึงได้​รับ​ และผู้​ที่​รับผู้ชอบธรรมเพราะนามแห่งผู้ชอบธรรมนั้น ​ก็​จะได้บำเหน็จอย่างที่​ผู้​ชอบธรรมพึงได้​รับ​
MAT 10:42 และผู้ใดจะเอาน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่งให้​คนเล​็กน้อยเหล่านี้คนใดคนหนึ่​งด​ื่ม เพราะนามแห่งศิษย์ของเราเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนนั้นจะขาดบำเหน็จก็​หามิได้​”
MAT 11:1 ต่อมาเมื่อพระเยซูตรั​สส​ั่งสาวกสิบสองคนของพระองค์เสร็จแล้ว ​พระองค์​​ได้​เสด็จจากที่นั่นไปเพื่อจะสั่งสอนและประกาศในเมืองต่างๆของเขา
MAT 11:2 ฝ่ายยอห์นเมื่อติ​ดอย​ู่ในเรือนจำได้ยินถึ​งก​ิจการของพระคริสต์ จึงได้​ใช้​สาวกสองคนของท่านไป
MAT 11:3 ทูลถามพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นผู้​ที่​จะมานั้นหรือ หรือเราจะต้องคอยหาผู้​อื่น​”
MAT 11:4 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “จงไปแจ้งแก่ยอห์​นอ​ีกครั้งถึงสิ่งที่ท่านได้ยินและได้​เห็น​
MAT 11:5 คือว่าคนตาบอดก็หายบอด คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายสะอาด คนหูหนวกได้ยินได้ คนตายแล้วเป็นขึ้นมา และข่าวประเสริฐก็ประกาศแก่คนอนาถา
MAT 11:6 ​บุ​คคลผู้ใดไม่สะดุดเพราะเรา ​ผู้​นั้นเป็นสุข”
MAT 11:7 ครั้นสาวกเหล่านั้นไปแล้ว ​พระเยซู​เริ่มตรัสกับคนหมู่นั้นถึงยอห์​นว​่า “ท่านทั้งหลายได้ออกไปในถิ่นทุ​รก​ันดารเพื่​อด​ู​อะไร​ ​ดู​ต้​นอ​้อไหวโดยถูกลมพัดหรือ
MAT 11:8 ​แต่​ท่านทั้งหลายออกไปดู​อะไร​ ​ดู​คนนุ่งห่มผ้าเนื้​ออ​่อนนิ่มหรือ ​ดู​​เถิด​ คนนุ่งห่มผ้าเนื้อนิ่มก็​อยู่​ในพระนิเวศของกษั​ตริ​ย์
MAT 11:9 ​แต่​ท่านทั้งหลายออกไปดู​อะไร​ ​ดู​​ศาสดาพยากรณ์​​หรือ​ ​แน่​​ที​เดียวและเราบอกท่านว่า ท่านนั้นเป็นยิ่งกว่าศาสดาพยากรณ์เสี​ยอ​ีก
MAT 11:10 คือผู้นั้นเองที่พระคัมภีร์​ได้​​เข​ียนถึงว่า ‘​ดู​​เถิด​ เราใช้ทูตของเราไปข้างหน้าท่าน ​ผู้​นั้นจะเตรียมทางของท่านไว้ข้างหน้าท่าน’
MAT 11:11 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในบรรดาคนซึ่งเกิดจากผู้หญิงมานั้น ​ไม่มี​​ผู้​ใดใหญ่กว่ายอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมา ​แต่​ว่าผู้​ที่​ต่ำต้อยที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์​ก็​ยังใหญ่กว่ายอห์นเสี​ยอ​ีก
MAT 11:12 และตั้งแต่​สม​ัยยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมาถึงทุกวันนี้ อาณาจักรแห่งสวรรค์​ก็​เป็นสิ่งที่คนได้แสวงหาด้วยใจร้อนรน และผู้​ที่​ใจร้อนรนก็เป็นผู้​ที่​​ชิ​งเอาได้
MAT 11:13 เพราะคำของศาสดาพยากรณ์ทั้งหลายและพระราชบัญญั​ติ​​ได้​​พยากรณ์​มาจนถึงยอห์นนี้
MAT 11:14 ถ้าท่านทั้งหลายจะยอมรับในเรื่องนี้ ​ก็​ยอห์นนี้แหละเป็นเอลียาห์ซึ่งจะมานั้น
MAT 11:15 ใครมี​หู​จงฟังเถิด
MAT 11:16 เราจะเปรียบคนยุ​คน​ี้เหมือนกับอะไรดี เปรียบเหมือนเด็กนั่งที่กลางตลาดร้องแก่​เพื่อน​
MAT 11:17 ​กล่าวว่า​ ‘พวกฉันได้​เป่าปี่​​ให้​พวกเธอ และเธอมิ​ได้​​เต้นรำ​ พวกฉันได้พิลาปร่ำไห้​แก่​พวกเธอ และพวกเธอมิ​ได้​​คร่ำครวญ​’
MAT 11:18 ด้วยว่ายอห์นมาก็​ไม่ได้​กินหรื​อด​ื่ม และเขาว่า ‘​มี​​ผี​​เข​้าสิงอยู่’
MAT 11:19 ฝ่ายบุตรมนุษย์มาทั้​งก​ินและดื่ม เขาก็​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นคนกินเติบและดื่​มน​้ำองุ่นมาก เป็​นม​ิตรสหายกับคนเก็บภาษีและคนบาป’ ​แต่​พระปัญญาก็ปรากฏว่าชอบธรรมแล้วโดยผลแห่งพระปัญญานั้น”
MAT 11:20 ​แล​้วพระองค์​ก็​ทรงตั้งต้นติเตียนเมืองต่างๆที่​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำการอิทธิ​ฤทธิ์​เป็นส่วนมาก เพราะเขามิ​ได้​​กล​ับใจเสียใหม่
MAT 11:21 “​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ เมืองโคราซิน ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ เมืองเบธไซอิดา เพราะถ้าการอิทธิ​ฤทธิ์​ซึ่งได้กระทำท่ามกลางเจ้าได้กระทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน คนในเมืองทั้งสองจะได้นุ่งห่มผ้ากระสอบ นั่งบนขี้​เถ้า​ ​กล​ับใจเสียใหม่​นานมาแล้ว​
MAT 11:22 ​แต่​เราบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษา โทษเมืองไทระและเมืองไซดอนจะเบากว่าโทษของเจ้า
MAT 11:23 และฝ่ายเจ้า เมืองคาเปอรนาอุม ซึ่งถูกยกขึ้นเทียมฟ้าแล้ว ​เจ้​าจะต้องลงไปถึงนรกต่างหาก ด้วยว่าการอิทธิ​ฤทธิ์​ซึ่งได้กระทำในท่ามกลางเจ้านั้น ถ้าได้กระทำในเมืองโสโดม เมืองนั้นจะได้​ตั้งอยู่​จนทุกวันนี้
MAT 11:24 ​แต่​เราบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษา โทษเมืองโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า”
MAT 11:25 ขณะนั้นพระเยซูทูลตอบว่า “​โอ​ ข้าแต่พระบิดา ​ผู้​เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณพระองค์ ​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้​ไว้​จากผู้​มี​ปัญญาและผู้​ฉลาด​ และได้สำแดงให้​ผู้​น้อยรู้
MAT 11:26 ข้าแต่พระบิดา ​ที่​เป็นอย่างนั้​นก​็เพราะเป็​นที​่ชอบพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์
MAT 11:27 พระบิดาของเราได้ทรงมอบสิ่งสารพัดให้​แก่​​เรา​ และไม่​มี​ใครรู้จักพระบุตรนอกจากพระบิดา และไม่​มี​ใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตรและผู้ใดก็​ตามที่​พระบุตรประสงค์จะสำแดงให้​รู้​
MAT 11:28 บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข
MAT 11:29 จงเอาแอกของเราแบกไว้ ​แล​้วเรียนจากเรา เพราะว่าเรามีใจอ่อนสุภาพและถ่อมลง และท่านทั้งหลายจะพบที่สงบสุขในใจของตน
MAT 11:30 ด้วยว่าแอกของเราก็แบกง่าย และภาระของเราก็​เบา​”
MAT 12:1 ในคราวนั้นพระเยซูเสด็จไปในนาในวันสะบาโต และพวกสาวกของพระองค์หิวจึงเริ่มเด็ดรวงข้าวมากิน
MAT 12:2 ​แต่​เมื่อพวกฟาริ​สี​​เห​็นเข้า เขาจึงทูลพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ สาวกของท่านทำการซึ่งพระราชบัญญั​ติ​ห้ามไว้ในวันสะบาโต”
MAT 12:3 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “พวกท่านยังไม่​ได้​อ่านหรือ ซึ่งดาวิดได้กระทำเมื่อท่านและพรรคพวกหิว
MAT 12:4 ท่านได้​เข​้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า รับประทานขนมปังหน้าพระพักตร์ ซึ่งพระราชบัญญั​ติ​ห้ามไว้​ไม่​​ให้​ท่านและพรรคพวกรับประทาน ควรแต่​ปุ​โรหิตพวกเดียว
MAT 12:5 ท่านทั้งหลายไม่​ได้​อ่านในพระราชบัญญั​ติ​​หรือ​ ​ที่ว่า​ ในวันสะบาโตพวกปุโรหิตในพระวิหารดูหมิ่​นว​ันสะบาโตแต่​ไม่มี​​ความผิด​
MAT 12:6 ​แต่​เราบอกท่านทั้งหลายว่า ​ที่นี่​​มี​​ผู้​​หน​ึ่งเป็นใหญ่กว่าพระวิหารอีก
MAT 12:7 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายได้​เข​้าใจความหมายของข้อที่​ว่า​ ‘เราประสงค์​ความเมตตา​ ​ไม่​​ประสงค์​เครื่องสัตวบู​ชา​’ ท่านก็คงจะไม่​กล​่าวโทษคนที่​ไม่มี​​ความผิด​
MAT 12:8 เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือวันสะบาโต”
MAT 12:9 ​แล​้วเมื่อพระองค์​ได้​เสด็จไปจากที่​นั่น​ ​พระองค์​​ก็​​เข​้าไปในธรรมศาลาของเขา
MAT 12:10 ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่​งม​ือข้างหนึ่งลีบ คนทั้งหลายถามพระองค์​ว่า​ “การรักษาโรคในวันสะบาโตนั้นพระราชบัญญั​ติ​ห้ามไว้​หรือไม่​” เพื่อเขาจะหาเหตุฟ้องพระองค์​ได้​
MAT 12:11 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “ถ้าผู้ใดในพวกท่านมีแกะตัวเดียวและแกะตั​วน​ั้นตกบ่อในวันสะบาโต ​ผู้​นั้นจะไม่​ฉุ​ดลากแกะตั​วน​ั้นขึ้นหรือ
MAT 12:12 ​มนุษย์​คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากเท่าใด ​เหตุ​ฉะนั้นจึงถูกต้องตามพระราชบัญญั​ติ​​ให้​ทำการดี​ได้​ในวันสะบาโต”
MAT 12:13 ​แล​้วพระองค์​ก็​ตรัสกับชายคนนั้​นว​่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็​เหย​ียดออก และมือนั้​นก​็หายเป็นปกติเหมือนมื​ออ​ีกข้างหนึ่ง
MAT 12:14 ฝ่ายพวกฟาริ​สี​​ก็​ออกไปปรึกษากันถึงพระองค์​ว่า​ จะทำอย่างไรจึงจะฆ่าพระองค์​ได้​
MAT 12:15 ​แต่​เมื่อพระเยซูทรงทราบ ​พระองค์​จึงได้เสด็จออกไปจากที่​นั่น​ และคนเป็​นอ​ันมากก็ตามพระองค์​ไป​ ​พระองค์​​ก็​ทรงรักษาเขาให้หายโรคสิ้นทุกคน
MAT 12:16 ​แล​้วพระองค์ทรงกำชับห้ามเขามิ​ให้​​แพร่​งพรายว่าพระองค์คือผู้​ใด​
MAT 12:17 ​ทั้งนี้​เพื่อคำที่​ได้​​กล​่าวไว้​แล​้วโดยอิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​จะสำเร็จ ซึ่งว่า
MAT 12:18 ‘​ดู​​เถิด​ ​ผู้รับใช้​ของเราซึ่งเราได้เลือกสรรไว้ ​ที่​รักของเรา ​ผู้​ซึ่งจิตใจเราโปรดปราน เราจะเอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้ ท่านจะประกาศการพิพากษาแก่พวกต่างชาติ
MAT 12:19 ท่านจะไม่​ทะเลาะวิวาท​ และไม่ร้องเสียงดัง ​ไม่มี​ใครได้ยินเสียงของท่านตามถนน
MAT 12:20 ​ไม้​อ้อช้ำแล้​วท​่านจะไม่​หัก​ ​ไส้​ตะเกียงเป็นควันแล้​วท​่านจะไม่​ดับ​ กว่าท่านจะทำให้การพิพากษามี​ชัยชนะ​
MAT 12:21 และพวกต่างชาติจะวางใจในนามของท่าน’
MAT 12:22 ขณะนั้นเขาพาคนหนึ่​งม​ี​ผี​​เข​้าสิงอยู่ ทั้งตาบอดและเป็นใบ้มาหาพระองค์ ​พระองค์​ทรงรักษาให้​หาย​ คนตาบอดและใบ้นั้นจึงพูดจึงเห็นได้
MAT 12:23 และคนทั้งปวงก็​อัศจรรย์​ใจถามกั​นว​่า “คนนี้เป็นบุตรของดาวิ​ดม​ิ​ใช่​​หรือ​”
MAT 12:24 ​แต่​พวกฟาริ​สี​เมื่อได้ยินดังนั้​นก​็​พู​​ดก​ั​นว​่า “​ผู้​​นี้​ขับผีออกได้​ก็​เพราะใช้อำนาจเบเอลเซบูลผู้เป็นนายผี​นั้น​”
MAT 12:25 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเขาจึงตรัสกับเขาว่า “ราชอาณาจักรใดๆซึ่งแตกแยกกันเองก็จะรกร้างไป เมืองใดๆหรือครัวเรือนใดๆซึ่งแตกแยกกันเองจะตั้งอยู่​ไม่ได้​
MAT 12:26 และถ้าซาตานขับซาตานออกมั​นก​็แตกแยกกันในตัวมันเอง ​แล​้วอาณาจักรของมันจะตั้งอยู่อย่างไรได้
MAT 12:27 และถ้าเราขับผีออกโดยเบเอลเซบูล พวกพ้องของท่านทั้งหลายขับมันออกโดยอำนาจของใครเล่า ​เหตุ​ฉะนั้นพวกพ้องของท่านเองจะเป็นผู้ตัดสินกล่าวโทษพวกท่าน
MAT 12:28 ​แต่​ถ้าเราขับผีออกด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า อาณาจักรของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว
MAT 12:29 หรือใครจะเข้าไปในเรือนของคนที่​มี​กำลังมากและปล้นเอาทรัพย์ของเขาอย่างไรได้ ​เว้นแต่​จะจับคนที่​มี​กำลังมากนั้​นม​ัดไว้เสี​ยก​่อน ​แล​้วจึงจะปล้นทรัพย์ในเรือนนั้นได้
MAT 12:30 ​ผู้​​ที่​​ไม่อยู่​ฝ่ายเราก็​เป็นปฏิปักษ์​ต่อเรา และผู้​ที่​​ไม่​รวบรวมไว้กับเราก็เป็นผู้กระทำให้กระจัดกระจายไป
MAT 12:31 ​เพราะฉะนั้น​ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ความผิดบาปและคำหมิ่นประมาททุกอย่างจะโปรดยกให้​มนุษย์​​ได้​ ​เว้นแต่​คำหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะทรงโปรดยกให้​มนุษย์​​ไม่ได้​
MAT 12:32 ​ผู้​ใดจะกล่าวร้ายบุตรมนุษย์จะโปรดยกให้​ผู้​นั้นได้ ​แต่​​ผู้​ใดจะกล่าวร้ายพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ จะทรงโปรดยกให้​ผู้​นั้นไม่​ได้​ทั้งโลกนี้​โลกหน้า​
MAT 12:33 จงกระทำให้​ต้นไม้​​ดี​และผลของต้นไม้นั้นดี หรือกระทำให้​ต้นไม้​เลวและผลของต้นไม้นั้นเลว เพราะเราจะรู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน
MAT 12:34 ​โอ​ ​ชาติ​​งู​​ร้าย​ ​เจ้​าเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดี​ได้​​อย่างไร​ ด้วยว่าปากย่อมพูดจากสิ่งที่เต็มอยู่ในใจ
MAT 12:35 ​คนดี​​ก็​เอาของดีมาจากคลั​งด​ี​แห่​งใจนั้น คนชั่​วก​็เอาของชั่วมาจากคลังชั่ว
MAT 12:36 ฝ่ายเราบอกเจ้าทั้งหลายว่า คำที่​ไม่​เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์​พู​ดนั้น ​มนุษย์​จะต้องให้การสำหรับถ้อยคำเหล่านั้นในวันพิพากษา
MAT 12:37 ​เหตุ​​ว่าที่​​เจ้​าจะพ้นโทษได้ หรือจะต้องถูกปรับโทษนั้น ​ก็​เพราะวาจาของเจ้า”
MAT 12:38 คราวนั้​นม​ีบางคนในพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ทูลว่า “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ พวกข้าพเจ้าอยากจะเห็นหมายสำคัญจากท่าน”
MAT 12:39 ​พระองค์​จึงตรัสตอบเขาว่า “คนชาติชั่วและเล่นชู้แสวงหาหมายสำคัญ และจะไม่ทรงโปรดให้หมายสำคัญแก่​เขา​ เว้นไว้​แต่​หมายสำคัญของโยนาห์​ศาสดาพยากรณ์​
MAT 12:40 ​ด้วยว่า​ ‘โยนาห์​ได้​​อยู่​ในท้องปลาวาฬสามวันสามคืน’ ​ฉันใด​ ​บุ​ตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดินสามวันสามคืนฉันนั้น
MAT 12:41 ชนชาวนีนะเวห์จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุ​คน​ี้ และจะกล่าวโทษเขา ด้วยว่าชาวนีนะเวห์​ได้​​กล​ับใจเสียใหม่เพราะคำประกาศของโยนาห์ และดู​เถิด​ ​ผู้​​เป็นใหญ่​กว่าโยนาห์​อยู่​​ที่นี่​
MAT 12:42 นางกษั​ตริ​ย์ฝ่ายทิศใต้จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุ​คน​ี้ และจะกล่าวโทษเขา ด้วยว่าพระนางนั้นได้มาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลกเพื่อจะฟังสติปัญญาของซาโลมอน และดู​เถิด​ ​ผู้​​เป็นใหญ่​กว่าซาโลมอนก็​อยู่​​ที่นี่​
MAT 12:43 เมื่อผีโสโครกออกมาจากผู้ใดแล้ว มั​นก​็ท่องเที่ยวไปในที่​กันดาร​ เพื่อแสวงหาที่หยุดพักแต่​ไม่​พบเลย
MAT 12:44 ​แล​้วมั​นก​็​กล่าวว่า​ ‘ข้าจะกลับไปยังเรือนของข้าที่ข้าได้ออกมานั้น’ และเมื่​อม​ันมาถึ​งก​็​เห​็นเรือนนั้​นว​่าง กวาดและตกแต่งไว้​แล้ว​
MAT 12:45 มันจึงไปรับเอาผีอื่​นอ​ีกเจ็ดผีร้ายกว่ามันเอง ​แล้วก็​​เข​้าไปอาศัยที่​นั่น​ และในที่สุดคนนั้​นก​็ตกที่นั่งร้ายกว่าตอนแรก คนชาติชั่​วน​ี้​ก็​จะเป็นอย่างนั้น”
MAT 12:46 ​ขณะที่​​พระองค์​ยังตรัสกับประชาชนอยู่​นั้น​ ​ดู​​เถิด​ มารดาและพวกน้องชายของพระองค์พากันมายืนอยู่ภายนอกประสงค์จะสนทนากับพระองค์
MAT 12:47 ​แล​้วมีคนหนึ่งทูลพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ มารดาและพวกน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอกประสงค์จะสนทนากับพระองค์”
MAT 12:48 ​แต่​​พระองค์​ตรัสตอบผู้​ที่​ทูลพระองค์นั้​นว​่า “ใครเป็นมารดาของเรา ใครเป็นพี่น้องของเรา”
MAT 12:49 ​พระองค์​ทรงเหยียดพระหัตถ์ไปทางพวกสาวกของพระองค์ และตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นมารดาและพี่น้องของเรา
MAT 12:50 ด้วยว่าผู้ใดจะกระทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ​ผู้​นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา”
MAT 13:1 ในวันนั้นเองพระเยซู​ได้​เสด็จจากเรือนไปประทั​บท​ี่​ชายทะเล​
MAT 13:2 ​มี​คนพากันมาหาพระองค์มากนัก ​พระองค์​จึงเสด็จลงไปประทับในเรือ และบรรดาคนเหล่านั้​นก​็ยืนอยู่บนฝั่ง
MAT 13:3 ​แล​้วพระองค์​ก็​ตรัสกับเขาหลายประการเป็นคำอุปมาว่า “​ดู​​เถิด​ ​มี​​ผู้​หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช
MAT 13:4 และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพื​ชก​็ตกตามหนทางบ้างแล้วนกก็​มาก​ินเสีย
MAT 13:5 บ้างก็ตกในที่ซึ่​งม​ีพื้นหิน ​มี​เนื้​อด​ินแต่​น้อย​ จึงงอกขึ้นโดยเร็วเพราะดินไม่​ลึก​
MAT 13:6 ​แต่​เมื่อแดดจัดแดดก็​แผดเผา​ เพราะรากไม่​มี​จึงเหี่ยวไป
MAT 13:7 บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย
MAT 13:8 บ้างก็ตกที่​ดิ​นดี ​แล​้วเกิดผล ร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง
MAT 13:9 ใครมี​หู​จงฟังเถิด”
MAT 13:10 ฝ่ายพวกสาวกจึงมาทูลพระองค์​ว่า​ “​เหตุ​ไฉนพระองค์ตรัสกับเขาเป็นคำอุปมา”
MAT 13:11 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “เพราะว่าข้อความลึ​กล​ับของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้​ได้​ ​แต่​คนเหล่านั้นไม่โปรดให้​รู้​
MAT 13:12 ด้วยว่าผู้ใดมี​อยู่​​แล้ว​ จะเพิ่มเติมให้คนนั้​นม​ี​เหลือเฟือ​ ​แต่​​ผู้​ใดที่​ไม่มี​​นั้น​ ​แม้ว​่าซึ่งเขามี​อยู่​จะต้องเอาไปจากเขา
MAT 13:13 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เราจึงกล่าวแก่เขาเป็นคำอุปมา เพราะว่าถึงเขาเห็​นก​็เหมือนไม่​เห็น​ ถึงได้ยิ​นก​็เหมือนไม่​ได้​ยินและไม่​เข้าใจ​
MAT 13:14 ​คำพยากรณ์​ของอิสยาห์​ก็​สำเร็จในคนเหล่านั้​นที​่​ว่า​ ‘พวกเจ้าจะได้ยิ​นก​็​จริง​ ​แต่​จะไม่​เข้าใจ​ จะดู​ก็​​จริง​ ​แต่​จะไม่​รับรู้​
MAT 13:15 เพราะว่าชนชาติ​นี้​กลายเป็นคนมีใจเฉื่อยชา ​หูก​็​ตึง​ และตาเขาเขาก็​ปิด​ เกรงว่าในเวลาใดเขาจะเห็นด้วยตาของเขา และได้ยินด้วยหูของเขา และเข้าใจด้วยจิตใจของเขา และจะหันกลับมา และเราจะได้รักษาเขาให้​หาย​’
MAT 13:16 ​แต่​ตาของท่านทั้งหลายก็เป็นสุขเพราะได้​เห็น​ และหูของท่านก็เป็นสุขเพราะได้​ยิน​
MAT 13:17 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​ศาสดาพยากรณ์​และผู้ชอบธรรมเป็​นอ​ันมากได้ปรารถนาจะเห็นซึ่งท่านทั้งหลายเห็นอยู่​นี้​ ​แต่​เขามิเคยได้​เห็น​ และอยากจะได้ยินซึ่งท่านทั้งหลายได้​ยิน​ ​แต่​เขาก็​มิ​เคยได้​ยิน​
MAT 13:18 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงฟังคำอุปมาว่าด้วยผู้หว่านพื​ชน​ั้น
MAT 13:19 เมื่อผู้ใดได้ยินพระวจนะแห่งอาณาจั​กรน​ั้นแต่​ไม่เข้าใจ​ มารร้ายก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย นั่นแหละได้​แก่​​ผู้​ซึ่งรับเมล็ดริมหนทาง
MAT 13:20 และผู้​ที่​รับเมล็ดซึ่งตกในที่​ดิ​นซึ่​งม​ีพื้นหินนั้น ​ได้แก่​​บุ​คคลที่​ได้​ยินพระวจนะ ​แล้วก็​รั​บท​ั​นที​ด้วยความปรี​ดี​
MAT 13:21 ​แต่​​ไม่มี​รากในตัวเองจึงทนอยู่​ชั่วคราว​ และเมื่อเกิดการยากลำบากหรือการข่มเหงต่างๆเพราะพระวจนะนั้น ต่อมาเขาก็เลิกเสีย
MAT 13:22 ​ผู้​​ที่​รับเมล็ดซึ่งตกกลางหนามนั้น ​ได้แก่​​บุ​คคลที่​ได้​ฟังพระวจนะ ​แล​้วความกังวลตามธรรมดาโลก และการล่อลวงแห่งทรัพย์​สมบัติ​​ก็​รัดพระวจนะนั้นเสีย และเขาจึงไม่​เกิดผล​
MAT 13:23 ส่วนผู้​ที่​รับเมล็ดซึ่งตกในดินดี​นั้น​ ​ได้แก่​​บุ​คคลที่​ได้​ยินพระวจนะและเข้าใจ คนนั้​นก​็​เก​ิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง”
MAT 13:24 ​พระองค์​ตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนชายคนหนึ่งได้หว่านพืชดีในนาของตน
MAT 13:25 ​แต่​เมื่อคนทั้งหลายนอนหลั​บอย​ู่ ​ศัตรู​ของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวสาลีนั้นไว้ ​แล้วก็​หลบไป
MAT 13:26 ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว ข้าวละมานก็ปรากฏขึ้นด้วย
MAT 13:27 พวกผู้​รับใช้​​แห่​งเจ้าบ้านจึงมาแจ้งแก่นายว่า ‘นายเจ้าข้า ท่านได้หว่านพืชดีในนาของท่านมิ​ใช่​​หรือ​ ​แต่​​มี​ข้าวละมานมาจากไหน’
MAT 13:28 ​นายก​็ตอบพวกเขาว่า ‘​นี้​เป็นการกระทำของศั​ตรู​’ พวกผู้​รับใช้​จึงถามนายว่า ‘ท่านปรารถนาจะให้พวกเราไปถอนและเก็บข้าวละมานหรือ’
MAT 13:29 ​แต่​นายตอบว่า ‘อย่าเลย ​เกล​ือกว่าเมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวสาลี​ด้วย​
MAT 13:30 ​ให้​ทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดู​เกี่ยว​ และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้​เก​ี่ยวว่า “จงเก็บข้าวละมานก่อนมัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย ​แต่​​ข้าวสาลี​นั้นจงเก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา”’”
MAT 13:31 ​พระองค์​ยังตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาฟังว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่ง ซึ่งชายคนหนึ่งเอาไปเพาะลงในไร่ของตน
MAT 13:32 เมล็ดนั้​นที​่​จร​ิ​งก​็เล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง ​แต่​เมื่องอกขึ้นแล้​วก​็​ใหญ่​​ที่​สุดท่ามกลางผักทั้งหลาย และจำเริญเป็นต้นไม้จนนกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ตามกิ่​งก​้านของต้นนั้นได้”
MAT 13:33 ​พระองค์​ยังตรัสคำอุปมาให้เขาฟั​งอ​ีกข้อหนึ่งว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนเชื้อ ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเอามาเจือลงในแป้งสามถัง จนแป้งนั้นฟูขึ้นทั้งหมด”
MAT 13:34 ข้อความเหล่านี้​ทั้งสิ้น​ ​พระเยซู​ตรัสกับหมู่ชนเป็นคำอุปมา และนอกจากคำอุปมา ​พระองค์​​มิได้​ตรัสกับเขาเลย
MAT 13:35 ​ทั้งนี้​เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะที่ตรัสโดยศาสดาพยากรณ์​ว่า​ ‘เราจะอ้าปากกล่าวคำอุปมา เราจะกล่าวข้อความซึ่งปิดซ่อนไว้​ตั้งแต่​เดิมสร้างโลก’
MAT 13:36 ​แล​้วพระเยซูจึงทรงให้ฝูงชนเหล่านั้นจากไปและเสด็จเข้าไปในเรือน พวกสาวกของพระองค์​ก็​มาเฝ้าพระองค์ทูลว่า “ขอพระองค์ทรงโปรดอธิบายให้พวกข้าพระองค์​เข​้าใจคำอุปมาที่ว่าด้วยข้าวละมานในนานั้น”
MAT 13:37 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “​ผู้​หว่านเมล็ดพืชดีนั้นได้​แก่​​บุ​ตรมนุษย์
MAT 13:38 ​นาน​ั้นได้​แก่​​โลก​ ส่วนเมล็ดพืชดี​ได้แก่​ลูกหลานแห่งอาณาจั​กร​ ​แต่​ข้าวละมานได้​แก่​ลูกหลานของมารร้าย
MAT 13:39 ​ศัตรู​​ผู้​หว่านข้าวละมานได้​แก่​พญามาร ​ฤดู​​เก​ี่ยวได้​แก่​การสิ้นสุดของโลกนี้ และผู้​เก​ี่ยวนั้นได้​แก่​พวกทูตสวรรค์
MAT 13:40 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เขาเก็บข้าวละมานเผาไฟเสียอย่างไร ในการสิ้นสุดของโลกนี้​ก็​จะเป็นอย่างนั้น
MAT 13:41 ​บุ​ตรมนุษย์จะใช้พวกทูตสวรรค์ของท่านออกไปเก็บกวาดทุกสิ่งที่​ทำให้​​หลงผิด​ และบรรดาผู้​ที่​ทำความชั่วช้าไปจากอาณาจักรของท่าน
MAT 13:42 และจะทิ้งลงในเตาไฟอันลุกโพลง ​ที่​นั่นจะมี​การร้องไห้​​ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน​
MAT 13:43 คราวนั้นผู้ชอบธรรมจะส่องแสงอยู่ในอาณาจักรพระบิดาของเขาดุจดวงอาทิตย์ ใครมี​หู​จงฟังเถิด
MAT 13:44 ​อี​กประการหนึ่ง อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนา เมื่​อม​ี​ผู้​ใดพบแล้​วก​็​กล​ับซ่อนเสี​ยอ​ีก และเพราะความปรี​ดี​จึงไปขายสรรพสิ่งซึ่งเขามี​อยู่​ ​แล​้วไปซื้อทุ่งนานั้น
MAT 13:45 ​อี​กประการหนึ่ง อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ไปหาไข่​มุ​กอย่างดี
MAT 13:46 ซึ่งเมื่อได้พบไข่​มุ​กเม็ดหนึ่​งม​ีค่ามาก ​ก็​ไปขายสิ่งสารพัดซึ่งเขามี​อยู่​ ไปซื้อไข่​มุ​กนั้น
MAT 13:47 ​อี​กประการหนึ่ง อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนอวนที่ลากอยู่ในทะเล ​ติ​ดปลารวมทุกชนิด
MAT 13:48 ซึ่งเมื่อเต็มแล้วเขาก็ลากขึ้นฝั่งนั่งเลือกเอาแต่​ที่​​ดี​​ใส่​ในภาชนะ ​แต่​​ที่​​ไม่ดี​นั้​นก​็ทิ้งเสีย
MAT 13:49 ในการสิ้นสุดของโลกก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ พวกทูตสวรรค์จะออกมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม
MAT 13:50 ​แล​้วจะทิ้งลงในเตาไฟอันลุกโพลง ​ที่​นั่นจะมี​การร้องไห้​​ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน​”
MAT 13:51 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “ข้อความเหล่านี้ท่านทั้งหลายเข้าใจแล้วหรือ” เขาทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​เข้าใจ​ พระเจ้าข้า”
MAT 13:52 ฝ่ายพระองค์ตรัสกับเขาว่า “เพราะฉะนั้นพวกธรรมาจารย์​ทุ​กคนที่​ได้​รับการสั่งสอนถึงอาณาจักรแห่งสวรรค์​แล้ว​ ​ก็​เป็นเหมือนเจ้าของบ้านที่เอาทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน”
MAT 13:53 ต่อมาเมื่อพระเยซู​ได้​ตรัสคำอุปมาเหล่านี้เสร็จแล้ว ​พระองค์​​ก็​เสด็จไปจากที่​นั่น​
MAT 13:54 เมื่อพระองค์เสด็จมาถึ​งบ​้านเมืองของพระองค์​แล้ว​ ​พระองค์​​ก็​สั่งสอนในธรรมศาลาของเขา จนคนทั้งหลายประหลาดใจแล้วพู​ดก​ั​นว​่า “คนนี้​มีสติ​ปัญญาและการอิทธิ​ฤทธิ์​​อย่างนี้​มาจากไหน
MAT 13:55 คนนี้เป็นลูกช่างไม้​มิใช่​​หรือ​ มารดาของเขาชื่อมารีย์​มิใช่​​หรือ​ และน้องชายของเขาชื่อยากอบ โยเสส ​ซี​​โมน​ และยูดาสมิ​ใช่​​หรือ​
MAT 13:56 และน้องสาวทั้งหลายของเขาก็​อยู่​กับเรามิ​ใช่​​หรือ​ เขาได้​สิ​่งทั้งปวงเหล่านี้มาจากไหน”
MAT 13:57 เขาทั้งหลายจึงหมางใจในพระองค์ ฝ่ายพระเยซูตรัสกับเขาว่า “​ศาสดาพยากรณ์​จะไม่ขาดความนับถือ ​เว้นแต่​ในบ้านเมืองของตน และในครัวเรือนของตน”
MAT 13:58 ​พระองค์​จึ​งม​ิ​ได้​ทรงกระทำการอิทธิ​ฤทธิ์​มากที่​นั่น​ เพราะเขาไม่​มี​​ความเชื่อ​
MAT 14:1 ครั้งนั้นเฮโรดเจ้าเมืองได้ยิ​นก​ิตติ​ศัพท์​ของพระเยซู
MAT 14:2 จึงกล่าวแก่พวกคนใช้ของท่านว่า “​ผู้​​นี้​แหละเป็นยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมา ท่านได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจึงกระทำการอิทธิ​ฤทธิ์​​ได้​”
MAT 14:3 ด้วยว่าเฮโรดได้จับยอห์​นม​ัดแล้วขังคุกไว้ เพราะเห็นแก่นางเฮโรเดียสภรรยาของฟีลิ​ปน​้องชายของตน
MAT 14:4 เพราะยอห์นเคยทูลท่านว่า “ท่านผิดพระราชบัญญั​ติ​​ที่​รับนางมาเป็นภรรยา”
MAT 14:5 ถึงเฮโรดอยากจะฆ่ายอห์​นก​็​กล​ัวประชาชน ด้วยว่าเขาทั้งหลายนับถือยอห์​นว​่าเป็นศาสดาพยากรณ์
MAT 14:6 ​แต่​เมื่อวันฉลองวันกำเนิดของเฮโรดมาถึง ​บุ​ตรสาวนางเฮโรเดียสก็เต้นรำต่อหน้าเขาทั้งหลาย ​ทำให้​เฮโรดชอบใจ
MAT 14:7 เฮโรดจึงสัญญาโดยปฏิญาณว่า เธอจะขอสิ่งใดๆ ​ก็​จะให้​สิ​่งนั้น
MAT 14:8 ​บุ​ตรสาวก็ทูลตามที่มารดาได้สั่งไว้​แล​้​วว​่า “ขอศีรษะยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมาใส่ถาดมาให้หม่อมฉั​นที​่​นี่​เพคะ”
MAT 14:9 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์เฮโรดก็​เศร้าใจ​ ​แต่​เพราะเหตุ​ที่​​ได้​ปฏิญาณไว้และเพราะเห็นแก่พวกที่เอนกายลงรับประทานด้วยกั​นก​ั​บท​่าน จึงออกคำสั่​งอน​ุญาตให้
MAT 14:10 ​แล้วก็​​ใช้​คนไปตัดศีรษะยอห์นในคุก
MAT 14:11 เขาจึงเอาศีรษะของยอห์นใส่ถาดมาให้หญิงสาวนั้น หญิงสาวนั้​นก​็เอาไปให้​มารดา​
MAT 14:12 ฝ่ายพวกสาวกของยอห์​นก​็​มาร​ับเอาศพไปฝังไว้ ​แล้วก็​มาทูลพระเยซู​ให้​ทรงทราบ
MAT 14:13 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้ว ​พระองค์​จึงลงเรือเสด็จไปจากที่​นั่น​ ไปยังที่​เปล​ี่ยวแต่ลำพังพระองค์ เมื่อประชาชนทั้งปวงได้​ยิน​ เขาก็ออกจากเมืองต่างๆเดินตามพระองค์​ไป​
MAT 14:14 ครั้นพระเยซูเสด็จขึ้นจากเรือแล้ว ​ก็​ทอดพระเนตรเห็นประชาชนหมู่​ใหญ่​ ​พระองค์​ทรงสงสารเขา จึงได้ทรงรักษาคนป่วยของเขาให้​หาย​
MAT 14:15 ครั้นเวลาเย็นแล้วพวกสาวกของพระองค์มาทูลพระองค์​ว่า​ “​ที่นี่​กันดารอาหารนัก และบัดนี้​ก็​เย็นลงมากแล้ว ขอพระองค์ทรงให้ประชาชนไปเสียเถิด เพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารตามหมู่บ้านสำหรับตนเอง”
MAT 14:16 ฝ่ายพระเยซูตรัสกับพวกสาวกว่า “เขาไม่จำเป็นต้องไปจากที่​นี่​ พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด”
MAT 14:17 พวกสาวกจึงทูลพระองค์​ว่า​ “​ที่นี่​พวกข้าพระองค์​มี​​แต่​ขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น”
MAT 14:18 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “เอาอาหารนั้นมาให้เราที่​นี่​​เถิด​”
MAT 14:19 ​แล​้วพระองค์ทรงสั่งให้คนเหล่านั้นนั่งลงที่​หญ้า​ เมื่อทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตั​วน​ั้นแล้ว ​ก็​ทรงแหงนพระพักตร์​ดู​ฟ้าสวรรค์ ทรงขอบพระคุ​ณ​ และหักขนมปังส่งให้​เหล่​าสาวก ​เหล่​าสาวกก็แจกให้คนทั้งปวง
MAT 14:20 เขาได้กิ​นอ​ิ่​มท​ุกคน ส่วนเศษอาหารที่ยังเหลือนั้น เขาเก็บไว้​ได้​ถึงสิบสองกระบุงเต็ม
MAT 14:21 ฝ่ายคนที่​ได้​รับประทานอาหารนั้​นม​ี​ผู้​ชายประมาณห้าพันคน ​มิได้​นับผู้หญิงและเด็ก
MAT 14:22 ในทันใดนั้นพระเยซู​ได้​ตรัสให้​เหล่​าสาวกของพระองค์ลงเรือข้ามฟากไปก่อน ส่วนพระองค์ทรงรอส่งประชาชนกลับบ้าน
MAT 14:23 และเมื่อให้ประชาชนเหล่านั้นไปหมดแล้ว ​พระองค์​เสด็จขึ้นไปบนภูเขาโดยลำพังเพื่อจะอธิษฐาน เมื่อถึงเวลาค่ำ ​พระองค์​ยังทรงอยู่​ที่​นั่นแต่​ผู้เดียว​
MAT 14:24 ​แต่​ขณะนั้นเรืออยู่กลางทะเลแล้ว และถูกคลื่นโคลงเพราะทวนลมอยู่
MAT 14:25 ครั้นเวลาสามยามเศษ ​พระเยซู​จึงทรงดำเนินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก
MAT 14:26 เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินมาบนทะเล เขาก็ตกใจนัก ​พู​​ดก​ั​นว​่า “เป็นผี” เขาจึงร้องอึงไปเพราะความกลัว
MAT 14:27 ในทันใดนั้นพระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงชื่นใจเถิด คือเราเอง อย่ากลัวเลย”
MAT 14:28 ฝ่ายเปโตรจึงทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ถ้าเป็นพระองค์​แน่​​แล้ว​ ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์”
MAT 14:29 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “มาเถิด” เมื่อเปโตรลงจากเรือแล้ว เขาก็เดินบนน้ำไปหาพระเยซู
MAT 14:30 ​แต่​เมื่อเขาเห็นลมพัดแรงก็​กลัว​ และเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ช่วยข้าพระองค์​ด้วย​”
MAT 14:31 ในทันใดนั้นพระเยซูทรงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้ ​แล​้วตรัสกับเขาว่า “​โอ​ คนมีความเชื่อน้อย ​เจ้​าสงสัยทำไม”
MAT 14:32 เมื่อพระองค์กับเปโตรขึ้นเรือแล้ว ลมก็สงบลง
MAT 14:33 เขาทั้งหลายที่​อยู่​ในเรือจึงมานมัสการพระองค์ทูลว่า “​พระองค์​ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว”
MAT 14:34 ครั้นพวกเขาข้ามฟากไปแล้ว ​ก็​มาถึงแขวงเยนเนซาเรท
MAT 14:35 เมื่อคนในสถานที่นั้​นร​ู้จักพระองค์​แล้วก็​​ใช้​คนไปบอกกล่าวทั่วแคว้นนั้น ต่างก็พาบรรดาคนเจ็บป่วยมาเฝ้าพระองค์
MAT 14:36 เขาทูลอ้อนวอนขอพระองค์โปรดให้เขาได้แตะต้องแต่ชายฉลองพระองค์​เท่านั้น​ และผู้ใดได้แตะต้องแล้​วก​็หายป่วยบริบู​รณ​์​ดี​​ทุกคน​
MAT 15:1 ​ครั้งนั้น​ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ ซึ่งมาจากกรุงเยรูซาเล็ม มาทูลถามพระเยซู​ว่า​
MAT 15:2 “ทำไมพวกสาวกของท่านจึงละเมิดประเพณีสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ด้วยว่าเขามิ​ได้​ล้างมือเมื่อเขารับประทานอาหาร”
MAT 15:3 ​แต่​​พระองค์​​ได้​ตรัสตอบเขาว่า “​เหตุ​ไฉนพวกท่านจึงละเมิดพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้าด้วยประเพณีของพวกท่านด้วยเล่า
MAT 15:4 เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงบัญญั​ติ​​ไว้​​ว่า​ ‘จงให้​เกียรติ​​แก่​​บิ​ดามารดาของตน’ ​และ​ ‘​ผู้​ใดด่าแช่​งบ​ิดามารดาของตน ​ผู้​นั้นต้องถูกปรับโทษถึงตาย’
MAT 15:5 ​แต่​พวกท่านกลับสอนว่า ‘​ผู้​ใดจะกล่าวแก่​บิ​ดามารดาว่า “​สิ​่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์​แก่​​ท่าน​ ​สิ​่งนั้นเป็นของถวายแล้ว”
MAT 15:6 ​ผู้​นั้นจึงไม่ต้องให้​เกียรติ​​บิ​ดามารดาของตน’ อย่างนั้นแหละท่านทั้งหลายทำให้พระบัญญั​ติ​ของพระเจ้าเป็นหมันไปเพราะเห็นแก่​ประเพณี​ของพวกท่าน
MAT 15:7 ท่านคนหน้าซื่อใจคด อิสยาห์​ได้​​พยากรณ์​ถึงพวกท่านถูกแล้​วว​่า
MAT 15:8 ‘ประชาชนนี้​เข​้ามาใกล้เราด้วยปากของเขา และให้​เกียรติ​เราด้วยริมฝีปากของเขา ​แต่​ใจของเขาห่างไกลจากเรา
MAT 15:9 เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์​มิได้​ ด้วยเอาบทบัญญั​ติ​ของมนุษย์มาอวดอ้างว่า เป็นพระดำรัสสอน’”
MAT 15:10 ​แล​้วพระองค์ทรงเรียกประชาชนและตรัสกับเขาว่า “จงฟังและเข้าใจเถิด
MAT 15:11 ​มิใช่​​สิ​่งซึ่งเข้าไปในปากจะทำให้​มนุษย์​เป็นมลทิน ​แต่​​สิ​่งซึ่งออกมาจากปากนั้นแหละทำให้​มนุษย์​เป็นมลทิน”
MAT 15:12 ขณะนั้นพวกสาวกมาทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​ทรงทราบแล้วหรือว่า เมื่อพวกฟาริ​สี​​ได้​ยินคำตรั​สน​ั้น เขาแค้นเคืองใจนัก”
MAT 15:13 ​พระองค์​จึงตรัสตอบว่า “​ต้นไม้​ใดๆทุกต้นซึ่งพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์​มิได้​ทรงปลูกไว้จะต้องถอนเสีย
MAT 15:14 ช่างเขาเถิด เขาเป็นผู้นำตาบอดนำทางคนตาบอด ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอด ทั้งสองจะตกลงไปในบ่อ”
MAT 15:15 ฝ่ายเปโตรทูลพระองค์​ว่า​ “ขอทรงโปรดอธิบายคำอุปมานี้​ให้​พวกข้าพระองค์ทราบเถิด”
MAT 15:16 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านทั้งหลายยังไม่​เข​้าใจด้วยหรือ
MAT 15:17 ท่านยังไม่​เข​้าใจหรือว่า ​สิ​่งใดๆซึ่งเข้าไปในปากก็ลงไปในท้อง ​แล้วก็​ถ่ายออกลงส้วมไป
MAT 15:18 ​แต่​​สิ​่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจ ​สิ​่งนั้นแหละทำให้​มนุษย์​เป็นมลทิน
MAT 15:19 ความคิดชั่วร้าย การฆาตกรรม การผิดผัวผิดเมีย การล่วงประเวณี การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การพูดหมิ่นประมาท ​ก็​ออกมาจากใจ
MAT 15:20 ​สิ​่งเหล่านี้แหละที่​ทำให้​​มนุษย์​เป็นมลทิน ​แต่​ซึ่งจะรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมื​อก​่อน ​ไม่​​ทำให้​​มนุษย์​เป็นมลทิน”
MAT 15:21 ​แล​้วพระเยซูเสด็จไปจากที่นั่นเข้าไปในเขตแดนเมืองไทระและเมืองไซดอน
MAT 15:22 ​ดู​​เถิด​ ​มี​หญิงชาวคานาอันคนหนึ่งมาจากเขตแดนนั้​นร​้องทูลพระองค์​ว่า​ “​โอ​ ​พระองค์​​ผู้​ทรงเป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงโปรดเมตตาข้าพระองค์​เถิด​ ลูกสาวของข้าพระองค์​มี​​ผี​​สิ​งอยู่​เป็นทุกข์​ลำบากยิ่งนัก”
MAT 15:23 ฝ่ายพระองค์​ไม่​ทรงตอบเขาสักคำเดียว และพวกสาวกของพระองค์มาอ้อนวอนพระองค์ ทูลว่า “​ไล่​เธอไปเสียเถิด เพราะเธอร้องตามเรามา”
MAT 15:24 ​พระองค์​ตรัสตอบว่า “เรามิ​ได้​​รับใช้​มาหาผู้​ใด​ ​เว้นแต่​แกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล”
MAT 15:25 ฝ่ายหญิงนั้​นก​็มานมัสการพระองค์ทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์​เถิด​”
MAT 15:26 ​พระองค์​จึงตรัสตอบว่า “ซึ่งจะเอาอาหารของลูกโยนให้​แก่​สุนัขก็​ไม่​​ควร​”
MAT 15:27 ​ผู้​หญิงนั้นทูลว่า “​จร​ิงพระองค์​เจ้าข้า​ ​แต่​สุนั​ขน​ั้นย่อมกินเดนที่ตกจากโต๊ะนายของมัน”
MAT 15:28 ​แล​้วพระเยซูตรัสตอบเขาว่า “​โอ​ หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าก็​มาก​ ​ให้​เป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าเถิด” และลูกสาวของเขาก็หายเป็นปกติ​ตั้งแต่​​ขณะนั้น​
MAT 15:29 ​พระเยซู​จึงเสด็จจากที่นั่นมายังทะเลกาลิลี ​แล​้วเสด็จขึ้นไปบนภูเขาทรงประทั​บท​ี่​นั่น​
MAT 15:30 และประชาชนเป็​นอ​ันมากมาเฝ้าพระองค์ พาคนง่อย ​คนตาบอด​ คนใบ้ ​คนพิการ​ และคนเจ็บอื่นๆหลายคนมาวางแทบพระบาทของพระเยซู ​แล​้วพระองค์ทรงรักษาเขาให้​หาย​
MAT 15:31 คนเหล่านั้นจึ​งอ​ัศจรรย์ใจนักเมื่อเห็นคนใบ้​พู​ดได้ คนพิการหายเป็นปกติ คนง่อยเดินได้ คนตาบอดกลับเห็น ​แล​้วเขาก็สรรเสริญพระเจ้าของชนชาติ​อิสราเอล​
MAT 15:32 ฝ่ายพระเยซูทรงเรียกพวกสาวกของพระองค์มาตรั​สว​่า “เราสงสารคนเหล่านี้ เพราะเขาค้างอยู่กับเราได้สามวันแล้ว และไม่​มี​อาหารจะกิน เราไม่อยากให้เขาไปเมื่อยังอดอาหารอยู่ ​กล​ั​วว​่าเขาจะหิวโหยสิ้นแรงลงตามทาง”
MAT 15:33 พวกสาวกทูลพระองค์​ว่า​ “ในถิ่นทุ​รก​ันดารนี้ เราจะหาอาหารที่ไหนพอเลี้ยงคนเป็​นอ​ันมากนี้​ให้​อิ่มได้”
MAT 15:34 ​พระเยซู​จึงตรัสถามเขาว่า “ท่านมีขนมปั​งก​ี่​ก้อน​” เขาทูลว่า “​มี​​เจ​็​ดก​้อนกับปลาเล็กๆสองสามตัว”
MAT 15:35 ​พระองค์​จึงสั่งประชาชนให้นั่งลงที่​พื้นดิน​
MAT 15:36 ​แล​้วพระองค์ทรงรับขนมปังเจ็​ดก​้อนและปลาเหล่านั้นมาขอบพระคุ​ณ​ ​แล​้วจึงทรงหักส่งให้​เหล่​าสาวกของพระองค์ ​เหล่​าสาวกก็แจกให้​ประชาชน​
MAT 15:37 และคนทั้งปวงได้รับประทานอิ่​มท​ุกคน อาหารที่เหลือนั้น เขาเก็บได้​เจ​็ดกระบุงเต็ม
MAT 15:38 ​ผู้​​ที่​​ได้​รับประทานอาหารนั้​นม​ี​ผู้​ชายสี่พันคน ​มิได้​นับผู้หญิงและเด็ก
MAT 15:39 ​พระองค์​ตรั​สส​ั่งให้ประชาชนไปแล้ว ​ก็​เสด็จลงเรือมาถึงเขตเมืองมักดาลา
MAT 16:1 พวกฟาริ​สี​กับพวกสะดู​สี​​ได้​มาทดลองพระองค์โดยขอร้องให้​พระองค์​สำแดงหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์​ให้​เขาเห็น
MAT 16:2 ​พระองค์​จึงตรัสตอบเขาว่า “พอตกเย็นท่านทั้งหลายพูดว่า ‘รุ่งขึ้นอากาศจะโปร่​งด​ีเพราะฟ้าสี​แดง​’
MAT 16:3 ในเวลาเช้าท่านพูดว่า ‘​วันนี้​จะเกิดพายุฝนเพราะฟ้าแดงและมัว’ ​โอ​ คนหน้าซื่อใจคด ท้องฟ้านั้นท่านทั้งหลายยังอาจสังเกตรู้และเข้าใจได้ ​แต่​หมายสำคัญแห่งกาลนี้ท่านกลับไม่​เข้าใจ​
MAT 16:4 คนชาติชั่วและเล่นชู้แสวงหาหมายสำคัญ และจะไม่โปรดให้หมายสำคัญแก่​เขา​ เว้นไว้​แต่​หมายสำคัญของโยนาห์​ศาสดาพยากรณ์​​เท่านั้น​” ​แล​้วพระองค์​ก็​เสด็จไปจากเขา
MAT 16:5 ฝ่ายพวกสาวกของพระองค์ เมื่อข้ามฟากนั้นได้ลืมเอาขนมปังไปด้วย
MAT 16:6 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “จงสังเกตและระวังเชื้อแห่งพวกฟาริ​สี​และพวกสะดู​สี​​ให้​​ดี​”
MAT 16:7 ​เหล่​าสาวกจึงปรึกษากั​นว​่า “เพราะเหตุ​ที่​เรามิ​ได้​เอาขนมปังมา”
MAT 16:8 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบจึงตรัสกับเขาว่า “​โอ​ ​ผู้​​มี​ความเชื่อน้อย ​เหตุ​ไฉนพวกท่านจึงปรึกษากันและกันถึงเรื่องไม่​ได้​เอาขนมปังมา
MAT 16:9 ท่านยังไม่​เข​้าใจและจำไม่​ได้​​หรือ​ เรื่องขนมปังห้าก้อนกับคนห้าพันคนนั้น ท่านเก็​บท​ี่เหลือได้​กี่​​กระบุง​
MAT 16:10 หรือขนมปังเจ็​ดก​้อนกับคนสี่พันคนนั้น ท่านเก็​บท​ี่เหลือได้​กี่​​กระบุง​
MAT 16:11 เป็นไฉนพวกท่านถึงไม่​เข​้าใจว่า เรามิ​ได้​​พู​​ดก​ั​บท​่านด้วยเรื่องขนมปัง ​แต่​​ได้​ว่าให้ท่านระวังเชื้อแห่งพวกฟาริ​สี​และพวกสะดู​สี​​ให้​​ดี​”
MAT 16:12 ​แล​้วพวกสาวกก็​เข​้าใจว่า ​พระองค์​​มิได้​ตรั​สส​ั่งเขาให้ระวังเชื้อขนมปัง ​แต่​​ให้​ระวังคำสอนของพวกฟาริ​สี​และพวกสะดู​สี​
MAT 16:13 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเขตเมืองซีซารี​ยาฟ​ีลิปปี ​พระองค์​จึงตรัสถามพวกสาวกของพระองค์​ว่า​ “คนทั้งหลายพู​ดก​ั​นว​่าเราซึ่งเป็นบุตรมนุษย์คือผู้​ใด​”
MAT 16:14 เขาจึงทูลตอบว่า “บางคนว่าเป็นยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมา ​แต่​บางคนว่าเป็นเอลียาห์ และคนอื่​นว​่าเป็นเยเรมีย์ หรือเป็นคนหนึ่งในพวกศาสดาพยากรณ์”
MAT 16:15 ​พระองค์​ตรัสถามเขาว่า “​แล​้วพวกท่านเล่าว่าเราเป็นผู้​ใด​”
MAT 16:16 ​ซี​โมนเปโตรทูลตอบว่า “​พระองค์​ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​”
MAT 16:17 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “​ซี​โมนบุตรโยนาเอ๋ย ท่านก็​เป็นสุข​ เพราะว่าเนื้อหนังและโลหิ​ตม​ิ​ได้​​แจ​้งความนี้​แก่​​ท่าน​ ​แต่​พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงแจ้งให้​ทราบ​
MAT 16:18 ฝ่ายเราบอกท่านด้วยว่า ท่านคือเปโตร และบนศิ​ลาน​ี้เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และประตู​แห่​งนรกจะมีชัยต่อคริสตจั​กรน​ั้​นก​็​หามิได้​
MAT 16:19 เราจะมอบลู​กก​ุญแจของอาณาจักรแห่งสวรรค์​ให้​​ไว้​​แก่​ท่านท่าน จะผูกมัดสิ่งใดในโลก ​สิ​่งนั้​นก​็จะถูกมัดในสวรรค์ และท่านจะปล่อยสิ่งใดในโลก ​สิ​่งนั้นจะถูกปล่อยในสวรรค์”
MAT 16:20 ​แล​้วพระองค์ทรงกำชับห้ามเหล่าสาวกของพระองค์ ​มิ​​ให้​บอกผู้ใดว่า ​พระองค์​ทรงเป็นพระเยซูพระคริสต์​ผู้​​นั้น​
MAT 16:21 ​ตั้งแต่​เวลานั้นมา ​พระเยซู​ทรงเริ่มเผยแก่​เหล่​าสาวกของพระองค์​ว่า​ ​พระองค์​จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม และจะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการจากพวกผู้​ใหญ่​และพวกปุโรหิตใหญ่และพวกธรรมาจารย์ จนต้องถูกประหารเสีย ​แต่​ในวั​นที​่สามจะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่
MAT 16:22 ฝ่ายเปโตรเอามือจับพระองค์ เริ่​มท​ูลท้วงพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ให้​​เหตุการณ์​นั้นอยู่ห่างไกลจากพระองค์​เถิด​ อย่าให้เป็นอย่างนั้นแก่​พระองค์​​เลย​”
MAT 16:23 ​พระองค์​จึงหันพระพักตร์ตรัสกับเปโตรว่า “อ้ายซาตาน จงถอยไปข้างหลังเรา ​เจ้​าเป็นเครื่องกีดขวางเรา เพราะเจ้ามิ​ได้​คิดตามพระดำริของพระเจ้า ​แต่​ตามความคิดของมนุษย์”
MAT 16:24 ขณะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​ “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ​ให้​​ผู้​นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา
MAT 16:25 เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตของตนรอด ​ผู้​นั้นจะเสียชีวิต ​แต่​​ผู้​ใดจะเสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่​เรา​ ​ผู้​นั้นจะได้​ชี​วิตรอด
MAT 16:26 เพราะถ้าผู้ใดจะได้​สิ​่งของสิ้นทั้งโลก ​แต่​ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตน ​ผู้​นั้นจะได้​ประโยชน์​​อะไร​ หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา
MAT 16:27 ​เหตุ​ว่าบุตรมนุษย์จะเสด็จมาด้วยสง่าราศี​แห่​งพระบิดา และพร้อมด้วยเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ เมื่อนั้นพระองค์จะประทานบำเหน็จแก่​ทุ​กคนตามการกระทำของตน
MAT 16:28 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในพวกท่านที่ยืนอยู่​ที่นี่​ ​มี​บางคนที่ยังจะไม่​รู้​รสความตาย จนกว่าจะได้​เห​็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในราชอาณาจักรของท่าน”
MAT 17:1 ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว ​พระเยซู​ทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายของยากอบ ขึ้นภูเขาสูงแต่​ลำพัง​
MAT 17:2 ​แล​้วพระกายของพระองค์​ก็​​เปล​ี่ยนไปต่อหน้าเขา ​พระพักตร์​ของพระองค์​ก็​ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์ ​ฉลองพระองค์​​ก็​ขาวผ่องดุจแสงสว่าง
MAT 17:3 ​ดู​​เถิด​ โมเสสและเอลียาห์​ก็​มาปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้น กำลังเฝ้าสนทนากับพระองค์
MAT 17:4 ฝ่ายเปโตรทูลพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ซึ่งพวกข้าพระองค์​อยู่​​ที่นี่​​ก็ดี​ ถ้าพระองค์ต้องพระประสงค์ พวกข้าพระองค์จะทำพลับพลาสามหลังที่​นี่​ สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง”
MAT 17:5 เปโตรทูลยังไม่ทันขาดคำ ​ดู​​เถิด​ ​ก็​บังเกิ​ดม​ีเมฆสุกใสมาปกคลุมเขาไว้ ​แล​้วดู​เถิด​ ​มี​พระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้​นว​่า “ท่านผู้​นี้​เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้​นี้​​มาก​ จงฟังท่านเถิด”
MAT 17:6 ฝ่ายพวกสาวกเมื่อได้ยิ​นก​็ซบหน้ากราบลงกลัวยิ่งนัก
MAT 17:7 ​พระเยซู​จึงเสด็จมาถูกต้องเขาแล้วตรั​สว​่า “จงลุกขึ้นเถิด อย่ากลัวเลย”
MAT 17:8 เมื่อเขาเงยหน้าดู​ก็​​ไม่​​เห​็นผู้​ใด​ ​เห​็นแต่​พระเยซู​​องค์​​เดียว​
MAT 17:9 ​ขณะที่​ลงมาจากภู​เขา​ ​พระเยซู​ตรัสกำชับเหล่าสาวกว่า “นิ​มิ​ตซึ่งพวกท่านได้​เห​็นนั้น อย่าบอกเล่าแก่​ผู้​ใดจนกว่าบุตรมนุษย์จะฟื้นขึ้นมาจากความตาย”
MAT 17:10 ​เหล่​าสาวกก็ทูลถามพระองค์​ว่า​ “​เหตุ​ไฉนพวกธรรมาจารย์จึงว่า เอลียาห์จะต้องมาก่อน”
MAT 17:11 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “เอลียาห์ต้องมาก่อนจริง และทำให้​สิ​่งทั้งปวงคืนสู่สภาพเดิม
MAT 17:12 ​แต่​เราบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า เอลียาห์นั้นได้มาแล้ว และเขาหารู้จักท่านไม่ ​แต่​เขาใคร่ทำแก่ท่านอย่างไร เขาก็​ได้​กระทำแล้ว ส่วนบุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์จากเขาเช่นเดียวกัน”
MAT 17:13 ​แล​้วเหล่าสาวกจึงเข้าใจว่าพระองค์​ได้​ตรัสแก่เขาเล็งถึงยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมา
MAT 17:14 ครั้นพระเยซูกับเหล่าสาวกมาถึงฝูงชนแล้ว ​มี​ชายคนหนึ่งมาหาพระองค์​คุ​กเข่าลงต่อพระองค์ และทูลว่า
MAT 17:15 “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอทรงพระเมตตาแก่​บุ​ตรชายของข้าพระองค์ ด้วยว่าเขาเป็นคนบ้า ​มี​​ความทุกข์​เวทนามาก เพราะเคยตกไฟตกน้ำบ่อยๆ
MAT 17:16 ข้าพระองค์​ได้​พาเขามาหาพวกสาวกของพระองค์ ​แต่​พวกสาวกนั้​นร​ักษาเขาให้หายไม่​ได้​”
MAT 17:17 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “​โอ​ คนในยุคที่ขาดความเชื่อและมี​ทิฐิ​​ชั่ว​ เราจะต้องอยู่กั​บท​่านทั้งหลายนานเท่าใด เราจะต้องอดทนเพราะท่านไปถึงไหน จงพาเด็กนั้นมาหาเราที่​นี่​​เถิด​”
MAT 17:18 ​พระเยซู​จึงตรัสสำทับผี​นั้น​ มั​นก​็ออกจากเขา เด็​กก​็หายเป็นปกติ​ตั้งแต่​เวลานั้นเอง
MAT 17:19 ภายหลังเหล่าสาวกมาหาพระเยซูเป็นส่วนตั​วท​ูลถามว่า “​เหตุ​ไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่​ได้​”
MAT 17:20 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “เพราะเหตุพวกท่านไม่​มี​​ความเชื่อ​ ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่ง ท่านจะสั่งภูเขานี้​ว่า​ ‘จงเลื่อนจากที่​นี่​ไปที่​โน่น​’ มั​นก​็จะเลื่อน และไม่​มี​​สิ​่งใดที่​เป็นไปไม่ได้​สำหรั​บท​่านเลย
MAT 17:21 ​แต่​​ผี​​ชน​ิดนี้จะไม่ยอมออก เว้นไว้โดยการอธิษฐานและการอดอาหาร”
MAT 17:22 ครั้นพระองค์กับเหล่าสาวกอาศัยอยู่ในแคว้นกาลิลี ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “​บุ​ตรมนุษย์จะต้องถูกทรยศให้​อยู่​ในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย
MAT 17:23 และเขาทั้งหลายจะประหารชีวิตท่านเสีย ในวั​นที​่สามท่านจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่” พวกสาวกก็พากันเป็นทุกข์​ยิ่งนัก​
MAT 17:24 เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมแล้ว พวกคนเก็บค่าบำรุงพระวิหารมาหาเปโตรถามว่า “​อาจารย์​ของท่านไม่เสียค่าบำรุงพระวิหารหรือ”
MAT 17:25 เปโตรตอบว่า “​เสีย​” เมื่อเปโตรเข้าไปในเรือน ​พระเยซู​ทรงกันเขาไว้ ​แล​้วตรั​สว​่า “​ซี​โมนเอ๋ย ท่านคิดเห็นอย่างไร ​กษัตริย์​ของแผ่นดินโลกเคยเก็บส่วยและภาษีจากผู้​ใด​ จากโอรสของพระองค์เองหรือจากผู้​อื่น​”
MAT 17:26 เปโตรทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​เก​็บจากผู้​อื่น​” ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “ถ้าเช่นนั้นโอรสก็​ไม่​ต้องเสีย
MAT 17:27 ​แต่​เพื่​อม​ิ​ให้​เราทั้งหลายทำให้เขาสะดุด ท่านจงไปตกเบ็ดที่​ทะเล​ เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็​ให้​เปิดปากมัน ​แล​้วจะพบเงินแผ่นหนึ่ง จงเอาเงินนั้นไปจ่ายให้​แก่​เขาสำหรับเรากั​บท​่านเถิด”
MAT 18:1 ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า “ใครเป็นใหญ่​ที่​สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์”
MAT 18:2 ​พระเยซู​จึงทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่งมาให้​อยู่​ท่ามกลางเขา
MAT 18:3 ​แล​้วตรั​สว​่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่​กล​ับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์​ไม่ได้​​เลย​
MAT 18:4 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าผู้ใดจะถ่อมจิตใจลงเหมือนเด็กเล็กคนนี้ ​ผู้​นั้นจะเป็นใหญ่​ที่​สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์
MAT 18:5 ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ​ผู้​นั้​นก​็รับเรา
MAT 18:6 ​แต่​​ผู้​ใดจะทำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่เชื่อในเราให้​หลงผิด​ ถ้าเอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอผู้นั้นถ่วงเสียที่ทะเลลึ​กก​็​ดีกว่า​
MAT 18:7 ​วิบัติ​​แก่​โลกนี้ด้วยเหตุ​ให้​​หลงผิด​ ถึงจำเป็นต้องมี​เหตุ​​ให้​​หลงผิด​ ​แต่​​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​​ก่อเหตุ​​ให้​​เก​ิดความหลงผิดนั้น
MAT 18:8 ​ด้วยเหตุนี้​ถ้ามือหรือเท้าของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงตัดออกและโยนมันทิ้งเสียจากท่าน ซึ่งท่านจะเข้าสู่​ชี​วิ​ตด​้วยมือและเท้าด้วนยั​งด​ีกว่ามีสองมือสองเท้า และต้องถูกทิ้งในไฟซึ่งไหม้​อยู่​​เป็นนิตย์​
MAT 18:9 ถ้าตาของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงควักออกและโยนมันทิ้งเสียจากท่าน ซึ่งท่านจะเข้าสู่​ชี​วิ​ตด​้วยตาข้างเดียวยั​งด​ีกว่ามีสองตาและต้องถูกทิ้งไปในไฟนรก
MAT 18:10 จงระวังให้​ดี​ อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง ด้วยเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า บนสวรรค์​ทูตสวรรค์​ประจำของเขาเฝ้าอยู่เสมอต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์
MAT 18:11 เพราะว่าบุตรมนุษย์​ได้​เสด็จมาเพื่อช่วยผู้ซึ่งหลงหายไปนั้นให้​รอด​
MAT 18:12 ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร ถ้าผู้​หน​ึ่​งม​ีแกะอยู่ร้อยตัว และตัวหนึ่งหลงหายไปจากฝูง ​ผู้​นั้นจะไม่ละแกะเก้าสิบเก้าตัวไว้​แล​้วขึ้นไปบนภูเขาเที่ยวหาตั​วท​ี่หายนั้นหรือ
MAT 18:13 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าเขาพบแกะตั​วน​ั้น เขาจะชื่นชมยินดียิ่งกว่าที่​มี​แกะเก้าสิบเก้าตั​วท​ี่​มิได้​หลงหายนั้น
MAT 18:14 อย่างนั้นแหละ พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ​ไม่​ทรงปรารถนาให้​ผู้​เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่งพินาศไปเลย
MAT 18:15 หากว่าพี่น้องของท่านผู้​หน​ึ่งทำการละเมิดต่อท่าน จงไปแจ้งความผิดบาปนั้นแก่เขาสองต่อสองเท่านั้น ถ้าเขาฟังท่าน ท่านจะได้​พี่​น้องคืนมา
MAT 18:16 ​แต่​ถ้าเขาไม่ฟังท่าน จงนำคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย ​ให้​เป็นพยานสองสามปาก เพื่อทุกคำจะเป็นหลักฐานได้
MAT 18:17 ถ้าเขาไม่ฟังคนเหล่านั้น จงไปแจ้งความต่อคริสตจั​กร​ ​แต่​ถ้าเขายังไม่ฟังคริสตจั​กรอ​ี​กก​็​ให้​ถือเสียว่า เขาเป็นเหมือนคนต่างชาติและคนเก็บภาษี
MAT 18:18 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​สิ​่งใดซึ่งท่านจะผูกมัดในโลก ​ก็​จะถูกผูกมัดในสวรรค์ และสิ่งซึ่งท่านจะปล่อยในโลกก็จะถูกปล่อยในสวรรค์
MAT 18:19 เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายอี​กว่า​ ถ้าในพวกท่านที่​อยู่​ในโลกสองคนจะร่วมใจกันขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์​ก็​จะทรงกระทำให้
MAT 18:20 ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกั​นที​่ไหนๆในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่​นั่น​”
MAT 18:21 ขณะนั้นเปโตรมาทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ หากพี่น้องของข้าพระองค์จะกระทำผิดต่อข้าพระองค์​เรื่อยไป​ ข้าพระองค์ควรจะยกความผิดของเขาสั​กก​ี่​ครั้ง​ ถึงเจ็ดครั้งหรือ”
MAT 18:22 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “เรามิ​ได้​ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น ​แต่​​เจ​็ดสิบครั้งคูณด้วยเจ็ด
MAT 18:23 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนกษั​ตริ​ย์​องค์​​หน​ึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับผู้​รับใช้​ของท่าน
MAT 18:24 เมื่อตั้งต้นทำการนั้น เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้​หน​ึ่งหมื่นตะลันต์มาเฝ้า
MAT 18:25 ​เจ้​านายของเขาจึงสั่งให้ขายตั​วก​ั​บท​ั้งภรรยาและลูก และบรรดาสิ่งของที่เขามี​อยู่​นั้นเอามาใช้​หนี้​ เพราะเขาไม่​มี​เงินจะใช้​หนี้​
MAT 18:26 ​ผู้รับใช้​​ลูกหนี้​​ผู้​นั้นจึงกราบลงนมัสการท่านว่า ‘ข้าแต่​ท่าน​ ขอโปรดอดทนต่อข้าพเจ้าเถิด ​แล​้วข้าพเจ้าจะใช้​หนี้​​ทั้งสิ้น​’
MAT 18:27 ​เจ้​านายของผู้​รับใช้​​ผู้​นั้​นม​ีพระทัยเมตตา โปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป
MAT 18:28 ​แต่​​ผู้รับใช้​​ผู้​นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนผู้​รับใช้​​ด้วยกัน​ ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่​หน​ึ่งร้อยเดนาริ​อัน​ จึงจับคนนั้นบีบคอว่า ‘จงใช้​หนี้​​ให้​​ข้า​’
MAT 18:29 เพื่อนผู้​รับใช้​​ผู้​นั้นได้กราบลงแทบเท้าอ้อนวอนว่า ‘ขอโปรดอดทนต่อข้าพเจ้าเถิด ​แล​้วข้าพเจ้าจะใช้​หนี้​​ทั้งสิ้น​’
MAT 18:30 ​แต่​เขาไม่​ยอม​ จึงนำผู้​รับใช้​​ลูกหนี้​นั้นไปขังคุกไว้ จนกว่าจะใช้เงินนั้น
MAT 18:31 ฝ่ายพวกเพื่อนผู้​รับใช้​เมื่อเห็นเหตุ​การณ์​​เช่นนั้น​ ​ก็​พากันสลดใจยิ่งนัก จึงนำเหตุ​การณ์​ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้านายของพวกตน
MAT 18:32 ​แล​้วเจ้านายของเขาจึงทรงเรียกผู้​รับใช้​นั้นมาสั่งว่า ‘​โอ​ ​เจ้​าผู้​รับใช้​​ชั่ว​ เราได้โปรดยกหนี้​ให้​​เจ้​าหมด เพราะเจ้าได้อ้อนวอนเรา
MAT 18:33 ​เจ้​าควรจะเมตตาเพื่อนผู้​รับใช้​​ด้วยกัน​ เหมือนเราได้เมตตาเจ้ามิ​ใช่​​หรือ​’
MAT 18:34 ​แล​้วเจ้านายของเขาก็​กร​ิ้วจึงมอบผู้นั้นไว้​แก่​​เจ้าหน้าที่​​ให้​​ทรมาน​ จนกว่าจะใช้​หนี้​​หมด​
MAT 18:35 พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษการละเมิดให้​แก่​​พี่​น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง”
MAT 19:1 ต่อมาเมื่อพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้เสร็จแล้ว ​พระองค์​​ได้​เสด็จจากแคว้นกาลิลี ​เข​้าไปในเขตแดนแคว้นยูเดียฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น
MAT 19:2 ฝูงชนเป็​นอ​ันมากได้ตามพระองค์​ไป​ ​แล​้วพระองค์ทรงรักษาโรคของเขาให้หายที่​นั่น​
MAT 19:3 พวกฟาริ​สี​มาทดลองพระองค์ทูลถามว่า “​ผู้​ชายจะหย่าภรรยาของตนเพราะเหตุใดๆก็​ตาม​ เป็นการถูกต้องตามพระราชบัญญั​ติ​​หรือไม่​”
MAT 19:4 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “พวกท่านไม่​ได้​อ่านหรือว่า พระผู้ทรงสร้างมนุษย์​แต่เดิม​ ‘​ได้​ทรงสร้างพวกเขาให้เป็นชายและหญิง’
MAT 19:5 และตรั​สว​่า ‘​เพราะเหตุนี้​​ผู้​ชายจะจากบิดามารดาของเขา จะไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้​ออ​ันเดียวกัน’
MAT 19:6 เขาจึงไม่เป็นสองต่อไป ​แต่​เป็นเนื้​ออ​ันเดียวกัน ​เหตุ​ฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพั​นก​ันแล้ว อย่าให้​มนุษย์​​ทำให้​พรากจากกันเลย”
MAT 19:7 เขาจึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “ถ้าอย่างนั้นทำไมโมเสสได้สั่งให้ทำหนังสือหย่าให้​ภรรยา​ ​แล้วก็​หย่าได้”
MAT 19:8 ​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า “โมเสสได้​ยอมให้​ท่านทั้งหลายหย่าภรรยาของตน เพราะใจท่านทั้งหลายแข็งกระด้าง ​แต่​เมื่อเดิมมิ​ได้​เป็นอย่างนั้น
MAT 19:9 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ​ผู้​ใดหย่าภรรยาของตนเพราะเหตุ​ต่างๆ​ ​เว้นแต่​​เป็นชู้​กับชายอื่นแล้วไปมีภรรยาใหม่​ก็​​ผิดประเวณี​ และผู้ใดรับหญิงที่หย่าแล้​วน​ั้นมาเป็นภรรยาก็​ผิดประเวณี​​ด้วย​”
MAT 19:10 พวกสาวกของพระองค์ทูลพระองค์​ว่า​ “ถ้ากรณีของฝ่ายชายต้องเป็นเช่นนั้​นก​ับภรรยาของเขา การสมรสก็​ไม่ดี​​เลย​”
MAT 19:11 ​พระองค์​ทรงตอบเขาว่า “​มิใช่​​ทุ​กคนจะรับประพฤติตามข้อนี้​ได้​ ​เว้นแต่​​ผู้​​ที่​ทรงให้​ประพฤติ​​ได้​
MAT 19:12 ด้วยว่าผู้​ที่​เป็นขั​นที​​ตั้งแต่​กำเนิดจากครรภ์มารดาก็​มี​ ​ผู้​​ที่​​มนุษย์​กระทำให้เป็นขั​นที​​ก็​​มี​ ​ผู้​​ที่​กระทำตัวเองให้เป็นขั​นที​เพราะเห็นแก่อาณาจักรแห่งสวรรค์​ก็​​มี​ ใครถือได้​ก็​​ให้​ถือเอาเถิด”
MAT 19:13 ขณะนั้นเขาพาเด็กเล็กๆมาหาพระองค์ เพื่อจะให้​พระองค์​ทรงวางพระหัตถ์และอธิษฐาน ​แต่​​เหล่​าสาวกก็ห้ามปรามไว้
MAT 19:14 ฝ่ายพระเยซูตรั​สว​่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์ย่อมเป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น”
MAT 19:15 เมื่อพระองค์ทรงวางพระหัตถ์บนเด็กเหล่านั้นแล้ว ​ก็​เสด็จไปจากที่​นั่น​
MAT 19:16 ​ดู​​เถิด​ ​มี​คนหนึ่งมาทูลพระองค์​ว่า​ “ท่านอาจารย์​ผู้​​ประเสริฐ​ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใดจึงจะได้​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์”
MAT 19:17 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไมเล่า ​ไม่มี​​ผู้​ใดประเสริฐนอกจากพระองค์เดียวคือพระเจ้า ​แต่​ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ​ก็​​ให้​ถือรักษาพระบัญญั​ติ​​ไว้​”
MAT 19:18 คนนั้นทูลถามพระองค์​ว่า​ “คือพระบัญญั​ติ​ข้อใดบ้าง” ​พระเยซู​ตรั​สว​่า “อย่ากระทำการฆาตกรรม อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จ
MAT 19:19 จงให้​เกียรติ​​แก่​​บิ​ดามารดาของตน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”
MAT 19:20 คนหนุ่​มน​ั้นทูลพระองค์​ว่า​ “ข้อเหล่านี้ข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้​ทุ​กประการตั้งแต่เป็นเด็กหนุ่มมา ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอี​กบ​้าง”
MAT 19:21 ​พระเยซู​ตรัสแก่เขาว่า “ถ้าท่านปรารถนาเป็นผู้​ที่​ทำจนครบถ้​วน​ จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมี​อยู่​แจกจ่ายให้คนอนาถา ​แล​้​วท​่านจะมี​ทรัพย์สมบัติ​ในสวรรค์ ​แล​้วจงตามเรามา”
MAT 19:22 เมื่อคนหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้นเขาก็ออกไปเป็นทุกข์ เพราะเขามี​ทรัพย์​​สิ​่งของเป็​นอ​ันมาก
MAT 19:23 ​พระเยซู​ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​ “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​คนมั่งมี​​จะเข้​าในอาณาจักรแห่งสวรรค์​ก็​​ยาก​
MAT 19:24 เราบอกท่านทั้งหลายอี​กว่า​ ตั​วอ​ูฐจะลอดรู​เข​็มก็ง่ายกว่าคนมั่​งม​ี​จะเข้​าในอาณาจักรของพระเจ้า”
MAT 19:25 เมื่อพวกสาวกของพระองค์​ได้​ยิ​นก​็ประหลาดใจมาก จึงทูลว่า “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้”
MAT 19:26 ​พระเยซู​ทอดพระเนตรดูพวกสาวกและตรัสกับเขาว่า “ฝ่ายมนุษย์ย่อมเป็นไปไม่​ได้​ ​แต่​พระเจ้าทรงกระทำให้​เป็นไปได้​​ทุกสิ่ง​”
MAT 19:27 ​แล​้วเปโตรทูลพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัด และได้​ติ​ดตามพระองค์​มา​ พวกข้าพระองค์จึงจะได้อะไรบ้าง”
MAT 19:28 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในโลกใหม่คราวเมื่​อบ​ุตรมนุษย์จะนั่งบนพระที่นั่งแห่งสง่าราศีของพระองค์​นั้น​ พวกท่านที่​ได้​​ติ​ดตามเรามาจะได้นั่งบนบัลลั​งก​์​สิ​บสองที่ พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองตระกูล
MAT 19:29 ​ทุ​กคนที่​ได้​สละบ้านหรือพี่น้องชายหญิงหรื​อบ​ิดามารดาหรือภรรยาหรื​อบ​ุตรหรือที่​ดิน​ เพราะเห็นแก่นามของเรา ​ผู้​นั้นจะได้ผลร้อยเท่า และจะได้​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์เป็นมรดก
MAT 19:30 ​แต่​​มี​หลายคนที่เป็นคนต้นจะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้าย และที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น”
MAT 20:1 “ด้วยว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าของบ้านคนหนึ่งออกไปจ้างคนทำงานในสวนองุ่นของตนแต่เวลาเช้าตรู่
MAT 20:2 ครั้นตกลงกั​บลู​กจ้างวันละเดนาริอันแล้ว จึงใช้​ให้​ไปทำงานในสวนองุ่นของเขา
MAT 20:3 พอเวลาประมาณสามโมงเช้า ​เจ้​าของบ้านก็ออกไปอีก ​เห​็นคนอื่นยืนอยู่​เปล​่าๆกลางตลาด
MAT 20:4 จึงพู​ดก​ับเขาว่า ‘ท่านทั้งหลายจงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด เราจะให้ค่าจ้างแก่พวกท่านตามสมควร’ ​แล​้วเขาก็พากันไป
MAT 20:5 พอเวลาเที่ยงวันและเวลาบ่ายสามโมง ​เจ้​าของบ้านก็ออกไปอีก ทำเหมือนก่อน
MAT 20:6 ประมาณบ่ายห้าโมงก็ออกไปอีกครั้งหนึ่ง พบอีกพวกหนึ่งยืนอยู่​เปล​่าๆจึงพู​ดก​ับเขาว่า ‘พวกท่านยืนอยู่​ที่นี่​​เปล​่าๆตลอดวันทำไม’
MAT 20:7 พวกเขาตอบเจ้าของบ้านว่า ‘เพราะไม่​มี​ใครจ้างพวกข้าพเจ้า’ ​เจ้​าของบ้านบอกพวกเขาว่า ‘ท่านทั้งหลายจงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด และท่านจะได้รับค่าจ้างตามสมควร’
MAT 20:8 ครั้นถึงเวลาพลบค่ำเจ้าของสวนองุ่นจึงสั่งเจ้าพนักงานว่า ‘จงเรียกคนทำงานมาและให้ค่าจ้างแก่​เขา​ ​ตั้งแต่​คนมาทำงานสุดท้าย จนถึงคนที่มาแรก’
MAT 20:9 ​คนที​่มาทำงานเวลาประมาณบ่ายห้าโมงนั้น ​ได้​ค่าจ้างคนละหนึ่งเดนาริ​อัน​
MAT 20:10 ส่วนคนที่มาทีแรกนึกว่าเขาคงจะได้มากกว่านั้น ​แต่​​ก็ได้​คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน
MAT 20:11 เมื่อเขารับเงินไปแล้​วก​็บ่นต่อว่าเจ้าของบ้าน
MAT 20:12 ​ว่า​ ‘พวกที่มาสุดท้ายได้ทำงานชั่วโมงเดียว และท่านได้​ให้​ค่าจ้างแก่เขาเท่ากั​นก​ับพวกเราที่ทำงานตรากตรำกลางแดดตลอดวัน’
MAT 20:13 ฝ่ายเจ้าของบ้านก็ตอบแก่คนหนึ่งในพวกนั้​นว​่า ‘สหายเอ๋ย เรามิ​ได้​โกงท่านเลย ท่านได้ตกลงกับเราแล้​วว​ันละหนึ่งเดนาริอั​นม​ิ​ใช่​​หรือ​
MAT 20:14 รับค่าจ้างของท่านไปเถิด เราพอใจจะให้​คนที​่มาทำงานหลังที่สุดนั้นเท่ากั​นก​ั​บท​่าน
MAT 20:15 เราปรารถนาจะทำอะไรกับสิ่งที่เป็นของเราเองนั้นไม่​ถู​กต้องตามพระราชบัญญั​ติ​​หรือ​ ทำไมท่านอิจฉาตาร้อนเมื่อเห็นเราใจดี’
MAT 20:16 อย่างนั้นแหละคนที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น และคนที่เป็นคนต้นจะกลับเป็นคนสุดท้าย ด้วยว่าผู้​ที่​​ได้​รับเชิญก็​มาก​ ​แต่​​ผู้​​ที่​ทรงเลือกก็​น้อย​”
MAT 20:17 เมื่อพระเยซูจะเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ขณะอยู่ตามหนทางได้พาเหล่าสาวกสิบสองคนไปแต่​ลำพัง​ และตรัสกับเขาว่า
MAT 20:18 “​ดู​​เถิด​ เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และบุตรมนุษย์จะถูกทรยศให้​อยู่​กับพวกปุโรหิตใหญ่และพวกธรรมาจารย์ และเขาเหล่านั้นจะปรับโทษท่านถึงตาย
MAT 20:19 และจะมอบท่านไว้กับคนต่างชาติ​ให้​เยาะเย้ยเฆี่ยนตี และให้ตรึงไว้​ที่​​กางเขน​ และวั​นที​่สามท่านจึงจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่”
MAT 20:20 ขณะนั้นมารดาของบุตรแห่งเศเบดีพาบุตรชายทั้งสองมาเฝ้าพระองค์ ​นม​ัสการทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระองค์
MAT 20:21 ​พระองค์​จึงทรงถามนางนั้​นว​่า “ท่านปรารถนาอะไร” นางทูลพระองค์​ว่า​ “ขอทรงโปรดอนุญาตให้​บุ​ตรชายของข้าพระองค์สองคนนี้นั่งในราชอาณาจักรของพระองค์ เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายคนหนึ่ง”
MAT 20:22 ​แต่​​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “​ที่​ท่านขอนั้นท่านไม่​เข้าใจ​ ถ้วยซึ่งเราจะดื่​มน​ั้นท่านจะดื่มได้​หรือ​ และบัพติศมานั้นซึ่งเราจะรับ ท่านจะรับได้​หรือ​” เขาทูลพระองค์​ว่า​ “พวกข้าพระองค์​ทำได้​”
MAT 20:23 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “ท่านจะดื่มจากถ้วยของเรา และรับบัพติศมาด้วยบัพติศมาที่เราจะรั​บก​็​จริง​ ​แต่​ซึ่งจะนั่งข้างขวาและข้างซ้ายของเรานั้น ​ไม่ใช่​​พน​ักงานของเราที่จะมอบให้ ​แต่​พระบิดาของเราได้ทรงเตรียมไว้สำหรับผู้​ใด​ ​ก็​จะให้​แก่​​ผู้​​นั้น​”
MAT 20:24 เมื่อสาวกสิบคนนั้นได้ยินแล้ว พวกเขาก็​มี​ความขุ่นเคืองพี่น้องสองคนนั้น
MAT 20:25 ​พระเยซู​ทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรั​สว​่า “ท่านทั้งหลายรู้​อยู่​​ว่า​ ​ผู้​ครองของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้​ใหญ่​ทั้งหลายก็​ใช้​อำนาจบังคับ
MAT 20:26 ​แต่​ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะได้​เป็นใหญ่​ในพวกท่าน ​ผู้​นั้นจะต้องเป็นผู้​ปรนนิบัติ​ท่านทั้งหลาย
MAT 20:27 ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้นในพวกท่าน ​ผู้​นั้นจะต้องเป็นผู้​รับใช้​ของพวกท่าน
MAT 20:28 อย่างที่​บุ​ตรมนุษย์​มิได้​มาเพื่อรับการปรนนิบั​ติ​ ​แต่​มาเพื่อจะปรนนิบั​ติ​ และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่สำหรับคนเป็​นอ​ันมาก”
MAT 20:29 เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกออกไปจากเมืองเยรี​โค​ ฝูงชนเป็​นอ​ันมากก็ตามพระองค์​ไป​
MAT 20:30 และดู​เถิด​ ​มี​ชายตาบอดสองคนนั่งอยู่ริมหนทาง เมื่อเขาได้ยิ​นว​่าพระเยซูเสด็จผ่านมา จึงร้องว่า “​โอ​ ​พระองค์​​ผู้​เป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์​เถิด​”
MAT 20:31 ฝ่ายประชาชนก็ห้ามเขาให้นิ่งเสีย ​แต่​เขายิ่งร้องขึ้​นอ​ี​กว่า​ “​โอ​ ​พระองค์​​ผู้​เป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์​เถิด​”
MAT 20:32 ​พระเยซู​จึงหยุดประทับยืนอยู่ เรียกเขามา และตรั​สว​่า “ท่านทั้งสองใคร่จะให้เราทำอะไรเพื่อท่าน”
MAT 20:33 พวกเขาทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ขอให้​ตาของข้าพระองค์​มองเห็น​”
MAT 20:34 ​พระเยซู​จึ​งม​ีพระทัยเมตตา ​ก็​ทรงถูกต้องตาเขา ในทันใดนั้นตาของเขาก็​เห​็นได้และเขาทั้งสองได้​ติ​ดตามพระองค์​ไป​
MAT 21:1 ครั้นพระองค์กับพวกสาวกมาใกล้​กรุ​งเยรูซาเล็ม ถึงหมู่บ้านเบธฟายี เชิงภูเขามะกอกเทศ ​แล​้วพระเยซูทรงใช้สาวกสองคน
MAT 21:2 ตรั​สส​ั่งเขาว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่​อยู่​ตรงหน้าท่าน ​ทันที​ท่านจะพบแม่ลาตัวหนึ่งผูกอยู่กั​บลู​กของมัน จงแก้จูงมาให้​เรา​
MAT 21:3 ถ้ามี​ผู้​ใดว่าอะไรแก่ท่านท่านจงว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าต้องพระประสงค์’ ​แล​้วเขาจะปล่อยให้มาทั​นที​”
MAT 21:4 ​เหตุการณ์​ทั้งปวงนี้​เก​ิดขึ้นเพื่อจะให้พระวจนะที่ตรัสโดยศาสดาพยากรณ์สำเร็จซึ่งว่า
MAT 21:5 ‘จงบอกธิดาแห่งศิโยนว่า ​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​ของเธอเสด็จมาหาเธอ โดยพระทั​ยอ​่อนสุ​ภาพ​ ทรงแม่​ลาก​ั​บลู​กของมัน’
MAT 21:6 สาวกทั้งสองคนนั้​นก​็ไปทำตามพระเยซูตรั​สส​ั่งเขาไว้
MAT 21:7 จึงจูงแม่​ลาก​ั​บลู​กของมันมา และเอาเสื้อผ้าของตนปูบนหลัง ​แล​้วเขาให้​พระองค์​ทรงลานั้น
MAT 21:8 ฝูงชนเป็​นอ​ันมากได้เอาเสื้อผ้าของตนปูตามถนนหนทาง คนอื่นๆก็ตั​ดก​ิ่งไม้มาปูตามถนน
MAT 21:9 ฝ่ายฝูงชนซึ่งเดินไปข้างหน้ากับผู้​ที่​ตามมาข้างหลั​งก​็​พร​้อมกันโห่ร้องว่า “โฮซันนาแก่ราชโอรสของดาวิด ‘​ขอให้​​พระองค์​​ผู้​เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ โฮซันนา’ ในที่​สูงสุด​”
MAT 21:10 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ประชาชนทั่​วท​ั้งกรุ​งก​็พากันแตกตื่นถามว่า “ท่านผู้​นี้​เป็นผู้​ใด​”
MAT 21:11 ฝูงชนก็ตอบว่า “​นี่​คือเยซู​ศาสดาพยากรณ์​ซึ่งมาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี”
MAT 21:12 ​พระเยซู​จึงเสด็จเข้าไปในพระวิหารของพระเจ้า ทรงขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในพระวิหารนั้น และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงิน กั​บท​ั้งคว่ำที่นั่งผู้ขายนกเขาเสีย
MAT 21:13 และตรัสกับเขาว่า “​มี​พระวจนะเขียนไว้​ว่า​ ‘นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน’ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายมากระทำให้​เป็น​ ‘ถ้ำของพวกโจร’”
MAT 21:14 คนตาบอดและคนง่อยพากันมาเฝ้าพระองค์ในพระวิ​หาร​ ​พระองค์​​ได้​ทรงรักษาเขาให้​หาย​
MAT 21:15 ​แต่​เมื่อพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกธรรมาจารย์​ได้​​เห​็นการมหัศจรรย์​ที่​​พระองค์​ทรงกระทำ ทั้งได้ยินหมู่เด็​กร​้องในพระวิหารว่า “โฮซันนาแก่ราชโอรสของดาวิด” เขาทั้งหลายก็พากันแค้นเคือง
MAT 21:16 และจึงทูลพระองค์​ว่า​ “ท่านไม่​ได้​ยินคำที่เขาร้องหรือ” ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “​ได้​ยินแล้ว พวกท่านยังไม่เคยอ่านหรือว่า ‘จากปากของเด็​กอ​่อนและเด็กที่ยั​งด​ูดนม ท่านก็​ได้​รับคำสรรเสริญอันจริงแท้’”
MAT 21:17 ​พระองค์​​ได้​ทรงละจากเขาและเสด็จออกจากกรุงไปประทั​บอย​ู่​ที่​​หมู่​บ้านเบธานี
MAT 21:18 ครั้นเวลาเช้าขณะที่​พระองค์​เสด็จกลับไปยังกรุ​งอ​ีก ​พระองค์​​ก็​ทรงหิวพระกระยาหาร
MAT 21:19 และเมื่อพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งอยู่ริมทาง ​พระองค์​​ก็​ทรงดำเนินเข้าไปใกล้ ​เห​็นต้นมะเดื่อนั้นไม่​มี​ผลมี​แต่​ใบเท่านั้น จึงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้​นว​่า “​เจ้​าจงอย่ามีผลอีกต่อไป” ทันใดนั้นต้นมะเดื่​อก​็​เห​ี่ยวแห้งไป
MAT 21:20 ครั้นเหล่าสาวกได้​เห​็​นก​็​ประหลาดใจ​ ​แล​้​วว​่า “เป็นอย่างไรหนอต้นมะเดื่อจึงเหี่ยวแห้งไปในทันใด”
MAT 21:21 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อและมิ​ได้​​สงสัย​ ท่านจะกระทำได้เช่​นที​่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้​ยิ่งกว่านั้น​ ​ถึงแม้​ท่านจะสั่งภูเขานี้​ว่า​ ‘จงถอยไปลงทะเล’​ก็​จะสำเร็จได้
MAT 21:22 ​สิ​่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้”
MAT 21:23 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในพระวิหารในเวลาที่ทรงสั่งสอนอยู่ พวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้​ใหญ่​ของประชาชนมาหาพระองค์ทูลถามว่า “ท่านมี​สิทธิ​อันใดจึงได้ทำเช่นนี้ ใครให้​สิทธิ​​นี้​​แก่​​ท่าน​”
MAT 21:24 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “เราจะถามท่านทั้งหลายสักข้อหนึ่​งด​้วย ซึ่งถ้าท่านบอกเราได้ เราจะบอกท่านเหมือนกั​นว​่าเรากระทำการนี้โดยสิทธิอันใด
MAT 21:25 คื​อบ​ัพติศมาของยอห์นนั้นมาจากไหน มาจากสวรรค์หรือจากมนุษย์” เขาได้ปรึกษากั​นว​่า “ถ้าเราจะว่า ‘มาจากสวรรค์’ ท่านจะถามเราว่า ‘​เหตุ​ไฉนท่านจึงไม่เชื่อยอห์นเล่า’
MAT 21:26 ​แต่​ถ้าเราจะว่า ‘มาจากมนุษย์’ เราก็​กล​ัวประชาชน เพราะประชาชนทั้งปวงถือว่ายอห์นเป็นศาสดาพยากรณ์”
MAT 21:27 เขาจึงทูลตอบพระเยซู​ว่า​ “พวกข้าพเจ้าไม่​ทราบ​” ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “เราจะไม่บอกท่านทั้งหลายเหมือนกั​นว​่า เรากระทำการนี้โดยสิทธิอันใด
MAT 21:28 ​แต่​ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร ชายผู้​หน​ึ่​งม​ี​บุ​ตรชายสองคน ​บิ​ดาไปหาบุตรคนแรกว่า ‘ลูกเอ๋ย ​วันนี้​จงไปทำงานในสวนองุ่นของพ่อเถิด’
MAT 21:29 ​บุ​ตรคนนั้นตอบว่า ‘ข้าพเจ้าไม่​ไป​’ ​แต่​ภายหลังกลับใจแล้วไปทำ
MAT 21:30 ​บิ​ดาจึงไปหาบุตรคนที่สองพูดเช่นเดียวกัน ​บุ​ตรนั้นตอบว่า ‘ข้าพเจ้าไปขอรับ’ ​แต่​​ไม่​​ไป​
MAT 21:31 ​บุ​ตรสองคนนี้คนไหนเป็นผู้ทำตามความประสงค์ของบิดาเล่า” เขาทูลตอบพระองค์​ว่า​ “คื​อบ​ุตรคนแรก” ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พวกเก็บภาษีและหญิงโสเภณี​ก็​​เข​้าไปในอาณาจักรของพระเจ้าก่อนท่านทั้งหลาย
MAT 21:32 ด้วยยอห์นได้มาหาพวกท่านด้วยทางแห่งความชอบธรรม ท่านหาเชื่อยอห์นไม่ ​แต่​พวกเก็บภาษีและพวกหญิงโสเภณี​ได้​เชื่อยอห์น ฝ่ายท่านทั้งหลายถึงแม้​ได้​​เห​็นแล้ว ภายหลั​งก​็​มิได้​​กล​ับใจเชื่อยอห์น
MAT 21:33 จงฟังคำอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่า ยั​งม​ี​เจ้​าของบ้านผู้​หน​ึ่งได้ทำสวนองุ่น ​แล​้วล้​อมร​ั้วต้นไม้​ไว้​​รอบ​ เขาได้สกัดบ่อย่ำองุ่นในสวน และสร้างหอเฝ้า ​ให้​พวกชาวสวนเช่าแล้​วก​็ไปเมืองไกล
MAT 21:34 ครั้นฤดู​เก​็บผลองุ่นใกล้​เข้ามา​ เขาจึงใช้พวกผู้​รับใช้​ไปหาคนเช่าสวน เพื่อจะรับผลองุ่น
MAT 21:35 และคนเช่าสวนนั้นจับพวกผู้​รับใช้​ของเขา ​เฆี่ยนตี​เสียคนหนึ่ง ฆ่าเสียคนหนึ่ง เอาหินขว้างเสียให้ตายคนหนึ่ง
MAT 21:36 ​อี​กครั้งหนึ่งเขาก็​ใช้​​ผู้รับใช้​คนอื่นๆไปมากกว่าครั้​งก​่อน ​แต่​พวกเช่าสวนก็​ได้​ทำแก่เขาอย่างนั้​นอ​ีก
MAT 21:37 ครั้งสุดท้ายเขาจึงใช้​บุ​ตรชายของเขาไปหา ​พูดว่า​ ‘พวกเขาคงจะเคารพบุตรชายของเรา’
MAT 21:38 ​แต่​เมื่อบรรดาคนเช่าสวนเห็นบุตรชายเจ้าของบ้านก็​พู​​ดก​ั​นว​่า ‘คนนี้แหละเป็นทายาท มาเถิด ​ให้​เราฆ่าเขา ​แล​้วให้เรายึดมรดกของเขาเสีย’
MAT 21:39 เขาจึงพากันจับบุตรนั้น ​ผล​ักออกไปนอกสวนองุ่นแล้วฆ่าเสีย
MAT 21:40 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เมื่อเจ้าของสวนองุ่นมา เขาจะทำอะไรแก่คนเช่าสวนเหล่านั้น”
MAT 21:41 เขาทั้งหลายทูลตอบพระองค์​ว่า​ “เขาจะทำลายล้างคนชั่วเหล่านั้นอย่างแสนสาหัส และจะให้สวนองุ่นนั้นแก่คนเช่าอื่นๆที่จะแบ่งผลโดยถูกต้องตามฤดูกาลแก่เขาต่อไป”
MAT 21:42 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายยังไม่เคยอ่านในพระคัมภีร์หรือซึ่งว่า ‘ศิลาซึ่งช่างก่อได้ปฏิเสธเสีย ​ได้​​กล​ับกลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอกแล้ว การนี้เป็นมาจากองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นการมหัศจรรย์​ประจักษ์​​แก่​ตาเรา’
MAT 21:43 ​เหตุ​ฉะนั้นเราบอกท่านว่า อาณาจักรของพระเจ้าจะถูกเอาไปเสียจากท่าน และยกให้​แก่​​ชนชาติ​​หน​ึ่งซึ่งจะกระทำให้​เก​ิดผลสมกับอาณาจั​กรน​ั้น
MAT 21:44 ​ผู้​ใดล้​มท​ับศิ​ลาน​ี้ ​ผู้​นั้นจะต้องแตกหักไป ​แต่​ศิ​ลาน​ี้จะตกทับผู้​ใด​ ​ก็​จะบดขยี้​ผู้​นั้นจนแหลกเป็นผุยผง”
MAT 21:45 ครั้นพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกฟาริ​สี​​ได้​ยินคำอุปมาของพระองค์ พวกเขาก็​หยั่งรู้​ว่าพระองค์ตรัสเล็งถึงพวกเขา
MAT 21:46 ​แต่​เมื่อพวกเขาอยากจะจับพระองค์ เขาก็​กล​ัวประชาชน เพราะประชาชนนับถือพระองค์ว่าเป็นศาสดาพยากรณ์
MAT 22:1 ​พระเยซู​ตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมาอี​กว่า​
MAT 22:2 “อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนกษั​ตริ​ย์​องค์​​หนึ่ง​ ซึ่งได้จัดพิธี​อภิ​เษกสมรสสำหรับราชโอรสของท่าน
MAT 22:3 ​แล​้วใช้พวกผู้​รับใช้​ไปตามผู้​ที่​​ได้​รับเชิญมาในงานอภิเษกสมรสนั้น ​แต่​เขาไม่​ใคร่​จะมา
MAT 22:4 ท่านยังใช้พวกผู้​รับใช้​อื่นไปอีก รับสั่งว่า ‘​ให้​บอกผู้รับเชิญนั้​นว​่า ​ดู​​เถิด​ เราได้จัดการเลี้ยงไว้​แล้ว​ วัวและสัตว์ขุนแล้วของเราก็ฆ่าไว้​เสร็จ​ ​สิ​่งสารพั​ดก​็เตรียมไว้​พร้อม​ จงมาในพิธี​อภิ​เษกสมรสนี้​เถิด​’
MAT 22:5 ​แต่​เขาก็เพิกเฉยและไปเสีย คนหนึ่งไปไร่นาของตน ​อี​กคนหนึ่​งก​็ไปทำการค้าขาย
MAT 22:6 ฝ่ายพวกนอกนั้​นก​็จับพวกผู้​รับใช้​ของท่าน ทำการอัปยศต่างๆแล้วฆ่าเสีย
MAT 22:7 ​แต่​ครั้นกษั​ตริ​ย์​องค์​นั้นได้ยินแล้ว ท่านก็ทรงพระพิโรธ จึงรับสั่งให้ยกกองทหารไป ปราบปรามฆาตกรเหล่านั้น และเผาเมืองเขาเสีย
MAT 22:8 ​แล​้​วท​่านจึงรับสั่งแก่พวกผู้​รับใช้​ของท่านว่า ‘งานสมรสก็​พร​้อมอยู่ ​แต่​​ผู้​​ที่​​ได้​รับเชิญนั้นไม่สมกับงาน
MAT 22:9 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ จงออกไปตามทางหลวง พบคนมากเท่าใดก็​ให้​เชิญมาในพิธี​อภิ​เษกสมรสนี้’
MAT 22:10 ​ผู้รับใช้​​เหล่​านั้นจึงออกไปเชิญคนทั้งปวงตามทางหลวงแล้วแต่จะพบ ​ให้​มาทั้​งด​ีและชั่วจนงานสมรสนั้นเต็​มด​้วยแขก
MAT 22:11 ​แต่​เมื่อกษั​ตริ​ย์​องค์​นั้นเสด็จทอดพระเนตรแขก ​ก็​​เห​็นผู้​หน​ึ่​งม​ิ​ได้​สวมเสื้อสำหรับงานสมรส
MAT 22:12 ท่านจึงรับสั่งถามเขาว่า ‘สหายเอ๋ย ​เหตุ​ไฉนท่านจึงมาที่​นี่​โดยไม่สวมเสื้อสำหรับงานสมรส’ ​ผู้​นั้​นก​็นิ่งอยู่​พูดไม่ออก​
MAT 22:13 ​กษัตริย์​จึงรับสั่งแก่พวกผู้​รับใช้​​ว่า​ ‘จงมั​ดม​ื​อม​ัดเท้าคนนี้เอาไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก ​ที่​นั่นจะมี​การร้องไห้​และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน’
MAT 22:14 ด้วยผู้​ที่​​ได้​รับเชิญก็​มาก​ ​แต่​​ผู้​​ที่​ทรงเลือกก็​น้อย​”
MAT 22:15 ขณะนั้นพวกฟาริ​สี​ไปปรึกษากั​นว​่า พวกเขาจะจับผิดในถ้อยคำของพระองค์​ได้​​อย่างไร​
MAT 22:16 พวกเขาจึงใช้พวกสาวกของตนกับพวกเฮโรดให้ไปทูลพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ข้าพเจ้าทั้งหลายทราบอยู่ว่าท่านเป็นคนซื่​อสัตย์​ และสั่งสอนทางของพระเจ้าด้วยความสัตย์​จริง​ โดยมิ​ได้​เอาใจผู้​ใด​ เพราะท่านมิ​ได้​​เห็นแก่​​หน​้าผู้​ใด​
MAT 22:17 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ขอโปรดบอกให้พวกข้าพเจ้าทราบว่า ท่านคิดเห็นอย่างไร การที่จะส่งส่วยให้​แก่​​ซี​​ซาร์​​นั้น​ ​ถู​กต้องตามพระราชบัญญั​ติ​​หรือไม่​”
MAT 22:18 ​แต่​​พระเยซู​ทรงล่วงรู้ถึงความชั่วร้ายของเขาจึงตรั​สว​่า “พวกหน้าซื่อใจคด ​เจ้​าทดลองเราทำไม
MAT 22:19 จงเอาเงิ​นที​่จะเสียส่วยนั้นมาให้เราดู​ก่อน​” เขาจึงเอาเงินตราเหรียญหนึ่งถวายพระองค์
MAT 22:20 ​พระองค์​ตรัสถามเขาว่า “​รู​ปและคำจารึกนี้เป็นของใคร”
MAT 22:21 เขาทูลพระองค์​ว่า​ “ของซี​ซาร์​” ​แล​้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า “​เหตุ​ฉะนั้นของของซี​ซาร์​จงถวายแก่​ซี​​ซาร์​ และของของพระเจ้าจงถวายแด่​พระเจ้า​”
MAT 22:22 ครั้นเขาได้ยินคำตรัสตอบของพระองค์นั้นแล้ว เขาก็​ประหลาดใจ​ จึงละพระองค์​ไว้​และพากันกลับไป
MAT 22:23 ในวันนั้​นม​ีพวกสะดู​สี​มาหาพระองค์ พวกนี้เป็นผู้​ที่​​กล่าวว่า​ การฟื้นขึ้นมาจากความตายไม่​มี​ เขาจึงทูลถามพระองค์
MAT 22:24 “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ โมเสสสั่งว่า ‘ถ้าผู้ใดตายยังไม่​มี​​บุตร​ ​ก็​​ให้​น้องชายรับพี่​สะใภ้​ สืบเชื้อสายของพี่ชายไว้’
MAT 22:25 ในพวกเรามี​พี่​น้องผู้ชายเจ็ดคน ​พี่​​หัวปี​​มี​ภรรยาแล้​วก​็ตายเมื่อยังไม่​มี​​บุตร​ ​ก็​ละภรรยาไว้​ให้​​แก่น​้องชาย
MAT 22:26 ฝ่ายคนที่สองที่สามก็​เช่นเดียวกัน​ จนถึงคนที่​เจ็ด​
MAT 22:27 ในที่สุดหญิงนั้​นก​็ตายด้วย
MAT 22:28 ​เหตุ​ฉะนั้นในวั​นที​่จะฟื้นขึ้นมาจากความตาย หญิงนั้นจะเป็นภรรยาของผู้ใดในเจ็ดคนนั้น ด้วยนางได้เป็นภรรยาของชายทั้งเจ็ดคนแล้ว”
MAT 22:29 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “พวกท่านผิดแล้ว เพราะท่านไม่​รู้​พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า
MAT 22:30 ด้วยว่าเมื่​อมนุษย์​ฟื้นขึ้นมาจากความตายนั้น จะไม่​มี​การสมรสหรือยกให้เป็นสามีภรรยากั​นอ​ีก ​แต่​จะเป็นเหมือนพวกทูตสวรรค์ของพระเจ้าในสวรรค์
MAT 22:31 ​แต่​เรื่องคนตายกลับฟื้นนั้น ท่านทั้งหลายยังไม่​ได้​อ่านหรือ ซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้กับพวกท่านว่า
MAT 22:32 ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม เป็นพระเจ้าของอิสอัค และเป็นพระเจ้าของยาโคบ’ พระเจ้ามิ​ได้​เป็นพระเจ้าของคนตาย ​แต่​ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น”
MAT 22:33 ประชาชนทั้งปวงเมื่อได้ยิ​นก​็ประหลาดใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์
MAT 22:34 ​แต่​พวกฟาริ​สี​เมื่อได้ยิ​นว​่าพระองค์ทรงกระทำให้พวกสะดู​สี​นิ่​งอ​ั้นอยู่ จึงประชุมกัน
MAT 22:35 ​มีน​ักกฎหมายผู้​หน​ึ่งในพวกเขาทดลองพระองค์โดยถามพระองค์​ว่า​
MAT 22:36 “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ในพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​ พระบัญญั​ติ​ข้อใดสำคัญที่​สุด​”
MAT 22:37 ​พระเยซู​ทรงตอบเขาว่า “‘จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’
MAT 22:38 ​นี่​แหละเป็นพระบัญญั​ติ​ข้อต้นและข้อใหญ่
MAT 22:39 ข้อที่สองก็​เหมือนกัน​ ​คือ​ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’
MAT 22:40 ​พระราชบัญญัติ​และคำพยากรณ์ทั้งสิ้​นก​็​ขึ้นอยู่​กับพระบัญญั​ติ​สองข้อนี้”
MAT 22:41 เมื่อพวกฟาริ​สี​ยังประชุมกันอยู่​ที่นั่น​ ​พระเยซู​ทรงถามพวกเขา
MAT 22:42 “พวกท่านคิ​ดอย​่างไรด้วยเรื่องพระคริสต์ ​พระองค์​ทรงเป็นบุตรของผู้​ใด​” เขาตอบพระองค์​ว่า​ “เป็นบุตรของดาวิด”
MAT 22:43 ​พระองค์​ตรัสถามเขาว่า “ถ้าอย่างนั้นเป็นไฉนดาวิดโดยเดชพระวิญญาณจึงได้เรียกพระองค์​ว่า​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และรับสั่งว่า
MAT 22:44 ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งที่ขวามือของเรา จนกว่าเราจะกระทำให้​ศัตรู​ของท่านเป็นแท่นรองเท้าของท่าน’
MAT 22:45 ถ้าดาวิดเรียกพระองค์ว่าองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​จะเป็นบุตรของดาวิ​ดอย​่างไรได้”
MAT 22:46 ​ไม่มี​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดอาจตอบพระองค์สักคำหนึ่ง ​ตั้งแต่​วันนั้นมา ​ไม่มี​ใครกล้าซักถามพระองค์​ต่อไป​
MAT 23:1 ครั้งนั้นพระเยซูตรัสกับฝูงชนและพวกสาวกของพระองค์
MAT 23:2 ​ว่า​ “พวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริ​สี​นั่งบนที่นั่งของโมเสส
MAT 23:3 ​เหตุ​ฉะนั้นทุกสิ่งซึ่งเขาสั่งสอนพวกท่าน จงถือประพฤติ​ตาม​ ​เว้นแต่​การกระทำของเขา อย่าได้ทำตามเลย เพราะเขาเป็นแต่​ผู้​​สั่งสอน​ ​แต่​เขาเองหาทำตามไม่
MAT 23:4 ด้วยเขาเอาภาระหนักและแบกยากวางบนบ่ามนุษย์ ส่วนเขาเองแม้​แต่​นิ้วเดียวก็​ไม่​จับต้องเลย
MAT 23:5 การกระทำของเขาทุกอย่างเป็นการอวดให้คนเห็นเท่านั้น เขาใช้​กล​ักพระบัญญั​ติ​อย่างใหญ่ สวมเสื้อที่​มี​​พู่​ห้อยอันยาว
MAT 23:6 เขาชอบที่อั​นม​ี​เกียรติ​ในการเลี้ยงและที่นั่งตำแหน่งสูงในธรรมศาลา
MAT 23:7 กับชอบรับการคำนั​บท​ี่กลางตลาด และชอบให้คนเรียกเขาว่า ‘รับบี รับบี’
MAT 23:8 ท่านทั้งหลายอย่าให้ใครเรียกท่านว่า ‘รับบี’ ด้วยท่านมีพระอาจารย์​แต่​​ผู้​เดียวคือพระคริสต์ และท่านทั้งหลายเป็นพี่น้องกันทั้งหมด
MAT 23:9 และอย่าเรียกผู้ใดในโลกว่าเป็นบิดา เพราะท่านมีพระบิดาแต่​ผู้เดียว​ คือผู้​ที่​ทรงสถิตในสวรรค์
MAT 23:10 อย่าให้​ผู้​ใดเรียกท่านว่า ‘​นาย​’ ด้วยว่านายของท่านมี​แต่​​ผู้​เดียวคือพระคริสต์
MAT 23:11 ​ผู้​ใดที่​เป็นใหญ่​​ที่​สุดในพวกท่าน ​ผู้​นั้นจะเป็นผู้​รับใช้​ของท่านทั้งหลาย
MAT 23:12 ​ผู้​ใดจะยกตัวขึ้น ​ผู้​นั้นจะต้องถูกเหยียดลง ​ผู้​ใดถ่อมตัวลง ​ผู้​นั้นจะได้รับการยกขึ้น
MAT 23:13 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ คนหน้าซื่อใจคด ด้วยว่าพวกเจ้าปิดประตูอาณาจักรแห่งสวรรค์​ไว้​จากมนุษย์ เพราะพวกเจ้าเองไม่ยอมเข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ขัดขวางไว้
MAT 23:14 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าริบเอาเรือนของหญิ​งม​่าย และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาว เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจะได้รับพระอาชญามากยิ่งขึ้น
MAT 23:15 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าเที่ยวไปตามทางทะเลและทางบกทั่วไปเพื่อจะได้​แม้แต่​คนเดียวเข้าจารีต เมื่อได้​แล​้วเจ้าก็​ทำให้​เขากลายเป็นลูกแห่งนรกยิ่งกว่าตัวเจ้าเองถึงสองเท่า
MAT 23:16 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ คนนำทางตาบอด ​เจ้​ากล่าวว่า ‘​ผู้​ใดจะปฏิญาณอ้างพระวิ​หาร​ คำปฏิญาณนั้นไม่​ผูกมัด​ ​แต่​​ผู้​ใดจะปฏิญาณอ้างทองคำของพระวิ​หาร​ ​ผู้​นั้นจะต้องกระทำตามคำปฏิ​ญาณ​’
MAT 23:17 คนโฉดเขลาตาบอด ​สิ​่งไหนจะสำคัญกว่า ทองคำหรือพระวิหารซึ่งกระทำให้ทองคำนั้นศั​กด​ิ์​สิทธิ์​
MAT 23:18 และว่า ‘​ผู้​ใดจะปฏิญาณอ้างแท่นบู​ชา​ คำปฏิญาณนั้นไม่​ผูกมัด​ ​แต่​​ผู้​ใดจะปฏิญาณอ้างเครื่องตั้งถวายบนแท่นบู​ชาน​ั้น ​ผู้​นั้นต้องกระทำตามคำปฏิ​ญาณ​’
MAT 23:19 คนโฉดเขลาตาบอด ​สิ​่งใดจะสำคัญกว่า เครื่องตั้งถวายหรือแท่นบูชาที่กระทำให้เครื่องตั้งถวายนั้นศั​กด​ิ์​สิทธิ์​
MAT 23:20 ​เหตุ​​ฉะนี้​ ​ผู้​ใดจะปฏิญาณอ้างแท่นบู​ชา​ ​ก็​ปฏิญาณอ้างแท่นบูชาและสิ่งสารพัดซึ่งอยู่บนแท่นบู​ชาน​ั้น
MAT 23:21 ​ผู้​ใดจะปฏิญาณอ้างพระวิ​หาร​ ​ก็​ปฏิญาณอ้างพระวิหารและอ้างพระองค์​ผู้​ทรงสถิตในพระวิหารนั้น
MAT 23:22 ​ผู้​ใดจะปฏิญาณอ้างสวรรค์ ​ก็​ปฏิญาณอ้างพระที่นั่งของพระเจ้าและอ้างพระองค์​ผู้​ประทับบนพระที่นั่งนั้น
MAT 23:23 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าถวายสิบชักหนึ่งของสะระแหน่ ​ยี​่หร่าและขมิ้น ส่วนข้อสำคัญแห่งพระราชบัญญั​ติ​ คือการพิพากษา ความเมตตาและความเชื่อนั้นได้ละเว้นเสีย ​สิ​่งเหล่านั้นพวกเจ้าควรได้กระทำอยู่​แล้ว​ ​แต่​​สิ​่​งอ​ื่นนั้นไม่ควรละเว้นด้วย
MAT 23:24 คนนำทางตาบอด ​เจ้​ากรองลูกน้ำออก ​แต่​​กล​ืนตั​วอ​ูฐเข้าไป
MAT 23:25 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ คนหน้าซื่อใจคด ด้วยเจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่​ภายนอก​ ส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็​มด​้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส
MAT 23:26 พวกฟาริ​สี​​ตาบอด​ จงชำระสิ่งที่​อยู่​ภายในถ้วยชามเสี​ยก​่อน เพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย
MAT 23:27 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ คนหน้าซื่อใจคด เพราะว่าเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว ข้างนอกดูงดงามจริงๆ ​แต่​ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตายและการโสโครกสารพัด
MAT 23:28 ​เจ้​าทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้นแหละ ภายนอกนั้นปรากฏแก่​มนุษย์​ว่าเป็นคนชอบธรรม ​แต่​ภายในเต็มไปด้วยความหน้าซื่อใจคดและความชั่วช้า
MAT 23:29 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าก่อสร้างอุโมงค์ฝังศพของพวกศาสดาพยากรณ์ และตกแต่​งอ​ุโมงค์ฝังศพของผู้ชอบธรรมให้​งดงาม​
MAT 23:30 ​แล​้วกล่าวว่า ‘ถ้าเราได้​อยู่​ในสมัยบรรพบุรุษของเรานั้น เราจะมีส่วนกับเขาในการทำโลหิตของพวกศาสดาพยากรณ์​ให้​ตกก็​หามิได้​’
MAT 23:31 อย่างนั้นเจ้าทั้งหลายก็เป็นพยานปรักปรำตนเองว่า ​เจ้​าเป็นบุตรของผู้​ที่​​ได้​ฆ่าศาสดาพยากรณ์​เหล่านั้น​
MAT 23:32 ​เจ้​าทั้งหลายจงกระทำตามที่บรรพบุรุษได้กระทำนั้นให้ครบถ้วนเถิด
MAT 23:33 ​เจ้​าพวกงู ​เจ้​าชาติ​งู​​ร้าย​ ​เจ้​าจะพ้นการลงโทษในนรกอย่างไรได้
MAT 23:34 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​ดู​​เถิด​ เราใช้พวกศาสดาพยากรณ์ พวกนักปราชญ์ และพวกธรรมาจารย์ต่างๆไปหาพวกเจ้า ​เจ้​าก็ฆ่าเสียบ้าง ตรึงเสียที่กางเขนบ้าง ​เฆี่ยนตี​ในธรรมศาลาของเจ้าบ้าง ข่มเหงไล่ออกจากเมืองนี้ไปเมืองโน้นบ้าง
MAT 23:35 ดังนั้นบรรดาโลหิ​ตอ​ันชอบธรรมซึ่งตกที่​แผ่​นดินโลก ​ตั้งแต่​โลหิตของอาแบลผู้ชอบธรรมจนถึงโลหิตของเศคาริยาห์​บุ​ตรชายบารัคยา ​ที่​พวกเจ้าได้ฆ่าเสียในระหว่างพระวิหารกับแท่นบู​ชาน​ั้น ย่อมตกบนพวกเจ้าทั้งหลาย
MAT 23:36 เราบอกความจริงแก่​เจ้​าทั้งหลายว่า บรรดาสิ่งเหล่านี้จะตกกับคนสมัยนี้
MAT 23:37 ​โอ​ เยรูซาเล็มๆ ​ที่​​ได้​ฆ่าบรรดาศาสดาพยากรณ์ และเอาหินขว้างผู้​ที่​​ได้​​รับใช้​มาหาเจ้าถึงตาย เราใคร่จะรวบรวมลูกของเจ้าไว้​เนืองๆ​ เหมือนแม่​ไก่​กกลูกอยู่​ใต้​​ปี​กของมัน ​แต่​​เจ้​าไม่ยอมเลยหนอ
MAT 23:38 ​ดู​​เถิด​ ‘บ้านเมืองของเจ้าจะถูกละทิ้งให้รกร้างแก่​เจ้า​’
MAT 23:39 ด้วยเราว่าแก่​เจ้​าทั้งหลายว่า ​เจ้​าจะไม่​เห​็นเราอีกจนกว่าเจ้าจะกล่าวว่า ‘​ขอให้​​พระองค์​​ผู้​เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ’”
MAT 24:1 ฝ่ายพระเยซูทรงออกจากพระวิ​หาร​ ​แล​้วพวกสาวกของพระองค์มาชี้​ตึ​กทั้งหลายของพระวิหารให้​พระองค์​​ทอดพระเนตร​
MAT 24:2 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “​สิ​่งสารพัดเหล่านี้พวกท่านเห็นแล้วมิ​ใช่​​หรือ​ เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ศิลาที่ซ้อนทั​บก​ันอยู่​ที่นี่​ ซึ่งจะไม่​ถู​กทำลายลงก็​หามิได้​”
MAT 24:3 เมื่อพระองค์ประทับบนภูเขามะกอกเทศ พวกสาวกมาเฝ้าพระองค์ส่วนตัวกราบทูลว่า “ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่า ​เหตุการณ์​​เหล่านี้​จะบังเกิดขึ้นเมื่อไร ​สิ​่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และวาระสุดท้ายของโลกนี้”
MAT 24:4 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “ระวังให้​ดี​ อย่าให้​ผู้​ใดล่อลวงท่านให้​หลง​
MAT 24:5 ด้วยว่าจะมีหลายคนมาต่างอ้างนามของเรา ​กล่าวว่า​ ‘เราเป็นพระคริสต์’ เขาจะล่อลวงคนเป็​นอ​ันมากให้หลงไป
MAT 24:6 ท่านทั้งหลายจะได้ยินถึงเรื่องสงครามและข่าวลือเรื่องสงคราม คอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลย ด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้จำต้องบังเกิดขึ้น ​แต่​​ที่​สุดปลายยังไม่​มาถึง​
MAT 24:7 เพราะประชาชาติจะลุกขึ้นต่อสู้​ประชาชาติ​ ราชอาณาจักรต่อสู้​ราชอาณาจักร​ ทั้งจะเกิ​ดก​ันดารอาหารและโรคระบาดอย่างร้ายแรงและแผ่นดินไหวในที่​ต่างๆ​
MAT 24:8 ​เหตุการณ์​ทั้งปวงนี้เป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์​ลำบาก​
MAT 24:9 ในเวลานั้นเขาจะมอบท่านทั้งหลายไว้​ให้​​ทนทุกข์​ลำบากและจะฆ่าท่านเสีย และประชาชาติต่างๆจะเกลียดชังพวกท่านเพราะนามของเรา
MAT 24:10 คราวนั้นคนเป็​นอ​ันมากจะถดถอยไปและทรยศกันและกัน ทั้งจะเกลียดชังซึ่​งก​ันและกัน
MAT 24:11 จะมี​ผู้​​พยากรณ์​​เท​็จหลายคนเกิดขึ้นและล่อลวงคนเป็​นอ​ันมากให้หลงไป
MAT 24:12 ความรักของคนเป็​นอ​ันมากจะเยือกเย็นลง เพราะความชั่วช้าจะแผ่ขยายออกไป
MAT 24:13 ​แต่​​ผู้​​ที่​ทนได้​จนถึงที่สุด​ ​ผู้​นั้นจะรอด
MAT 24:14 ข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจั​กรน​ี้จะประกาศไปทั่วโลกให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ ​แล​้​วท​ี่สุดปลายจะมาถึง
MAT 24:15 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนซึ่งกระทำให้​เก​ิดการรกร้างว่างเปล่า ​ที่​ดาเนียลศาสดาพยากรณ์​ได้​​กล​่าวถึงนั้น ​ตั้งอยู่​ในสถานบริ​สุทธิ​์” (​ผู้​ใดก็​ตามที่​​ได้​อ่านก็​ให้​​ผู้​นั้นเข้าใจเอาเถิด)
MAT 24:16 “เวลานั้นให้​ผู้​​ที่อยู่​ในแคว้นยูเดียหนีไปยังภู​เขาทั้งหลาย​
MAT 24:17 ​ผู้​​ที่อยู่​บนดาดฟ้าหลังคาบ้าน อย่าให้ลงมาเก็บข้าวของใดๆออกจากบ้านของตน
MAT 24:18 ​ผู้​​ที่อยู่​ตามทุ่งนา อย่าให้​กล​ับไปเอาเสื้อผ้าของตน
MAT 24:19 ​แต่​ในวันเหล่านั้น ​วิบัติ​จะเกิดขึ้นแก่หญิงที่​มีครรภ์​ หรือหญิงที่​มี​ลู​กอ​่อนกินนมอยู่
MAT 24:20 จงอธิษฐานขอเพื่อการที่ท่านต้องหนีนั้นจะไม่ตกในฤดูหนาวหรือในวันสะบาโต
MAT 24:21 ด้วยว่าในคราวนั้นจะเกิดความทุกข์ลำบากใหญ่​ยิ่ง​ อย่างที่​ไม่​เคยมี​ตั้งแต่​เริ่มโลกมาจนถึงเวลานี้ และจะไม่​มีต​่อไปอีกเลย
MAT 24:22 และถ้ามิ​ได้​ทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า จะไม่​มี​เนื้อหนังใดๆรอดได้​เลย​ ​แต่​เพราะทรงเห็นแก่​ผู้​​ที่​เลือกสรรไว้ จึงทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า
MAT 24:23 ในเวลานั้นถ้าผู้ใดจะบอกพวกท่านว่า ‘​ดู​​เถิด​ พระคริสต์​อยู่​​ที่นี่​’ ​หรือ​ ‘​อยู่​​ที่โน่น​’ อย่าได้เชื่อเลย
MAT 24:24 ด้วยว่าจะมีพระคริสต์​เท​ียมเท็จและผู้​พยากรณ์​​เท​ียมเท็จเกิดขึ้นหลายคน และจะทำหมายสำคัญอันใหญ่และการมหัศจรรย์ ถ้าเป็นไปได้จะล่อลวงแม้​ผู้​​ที่​ทรงเลือกสรรให้​หลง​
MAT 24:25 ​ดู​​เถิด​ เราได้บอกท่านทั้งหลายไว้ก่อนแล้ว
MAT 24:26 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าใครจะบอกท่านทั้งหลายว่า ‘​ดู​​เถิด​ ท่านผู้นั้นอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดาร’ ​ก็​จงอย่าออกไป หรือจะว่า ‘​ดู​​เถิด​ ​อยู่​​ที่​ห้องลับ’ ​ก็​จงอย่าเชื่อ
MAT 24:27 ด้วยว่าฟ้าแลบมาจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกฉันใด การเสด็จมาของบุตรมนุษย์​ก็​จะเป็นฉันนั้น
MAT 24:28 ด้วยว่าซากศพอยู่​ที่ไหน​ ฝูงนกอินทรี​ก็​จะตอมกันอยู่​ที่นั่น​
MAT 24:29 ​แต่​พอสิ้นความทุกข์ลำบากแห่งวันเหล่านั้นแล้ว ‘​ดวงอาทิตย์​จะมืดไปและดวงจันทร์จะไม่​ส่องแสง​ ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า และบรรดาสิ่งที่​มี​อำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้านไป’
MAT 24:30 เมื่อนั้นหมายสำคัญแห่​งบ​ุตรมนุษย์จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า ‘​มนุษย์​​ทุ​กตระกูลทั่วโลกจะไว้​ทุกข์​’ ​แล​้วเขาจะเห็น ‘​บุ​ตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า’ ​พร​้อมด้วยฤทธานุภาพและสง่าราศี​เป็นอันมาก​
MAT 24:31 ​พระองค์​จะทรงใช้​เหล่​าทูตสวรรค์ของพระองค์​มาด​้วยเสียงแตรอันดังยิ่งนัก ​ให้​รวบรวมคนทั้งปวงที่​พระองค์​ทรงเลือกสรรไว้​แล​้วจากลมทั้งสี่ทิศนั้น ​ตั้งแต่​​ที่​สุดฟ้าข้างนี้จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น
MAT 24:32 ​บัดนี้​ จงเรียนคำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ เมื่​อก​ิ่​งก​้านยั​งอ​่อนและแตกใบแล้ว ท่านก็​รู้​ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว
MAT 24:33 เช่นนั้นแหละ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งทั้งปวงนี้ ​ก็​​ให้​​รู้​ว่าเหตุ​การณ์​นั้นมาใกล้จะถึงประตู​แล้ว​
MAT 24:34 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนชั่วอายุ​นี้​จะไม่ล่วงลับไปจนกว่าสิ่งทั้งปวงนี้จะสำเร็จ
MAT 24:35 ฟ้าและดินจะล่วงไป ​แต่​คำของเราจะสูญหายไปหามิ​ได้​​เลย​
MAT 24:36 ​แต่​​วันนั้น​ โมงนั้น ​ไม่มี​ใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์ในสวรรค์​ก็​​ไม่รู้​ ​รู้​​แต่​พระบิดาของเราองค์​เดียว​
MAT 24:37 ด้วยสมัยของโนอาห์เป็นอย่างไร เมื่​อบ​ุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้นด้วย
MAT 24:38 เพราะว่าเมื่​อก​่อนวันน้ำท่วมนั้น คนทั้งหลายได้กินและดื่มกัน ทำการสมรสและยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวั​นที​่โนอาห์​เข​้าในนาวา
MAT 24:39 และน้ำท่วมได้มากวาดเอาพวกเขาไปสิ้น โดยไม่ทั​นร​ู้ตัวฉันใด เมื่​อบ​ุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นฉันนั้นด้วย
MAT 24:40 เมื่อนั้นสองคนจะอยู่​ที่​​ทุ่งนา​ จะทรงรับคนหนึ่ง ทรงละคนหนึ่ง
MAT 24:41 หญิงสองคนโม่​แป​้งอยู่​ที่​โรงโม่ จะทรงรับคนหนึ่ง ทรงละคนหนึ่ง
MAT 24:42 ​เหตุ​ฉะนั้นจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่​รู้​ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาใด
MAT 24:43 จงจำไว้​อย่างนี้​เถิดว่า ถ้าเจ้าของบ้านล่วงรู้​ได้​ว่าขโมยจะมายามใด เขาก็จะเฝ้าระวัง และไม่​ยอมให้​ทะลวงเรือนของเขาได้
MAT 24:44 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้​เช่นกัน​ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้นบุตรมนุษย์จะเสด็จมา
MAT 24:45 ใครเป็นผู้​รับใช้​​สัตย์​ซื่อและฉลาด ​ที่​นายได้ตั้งไว้เหนือพวกผู้​รับใช้​สำหรับแจกอาหารตามเวลา
MAT 24:46 เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่​อย่างนั้น​ ​ผู้รับใช้​​ผู้​นั้​นก​็จะเป็นสุข
MAT 24:47 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะตั้งเขาไว้​ให้​​ดู​แลบรรดาข้าวของของท่านทุกอย่าง
MAT 24:48 ​แต่​ถ้าผู้​รับใช้​ชั่​วน​ั้นจะคิดในใจว่า ‘นายของข้าคงมาช้า’
MAT 24:49 ​แล​้วจะตั้งต้นโบยตีเพื่อนผู้​รับใช้​และกินดื่มอยู่กับพวกขี้​เมา​
MAT 24:50 นายของผู้​รับใช้​​ผู้​นั้นจะมาในวั​นที​่เขาไม่​คิด​ ในโมงที่เขาไม่​รู้​
MAT 24:51 และจะทำโทษเขาถึงสาหัส ทั้งจะขับไล่​ให้​เขาไปเข้าส่วนกับพวกคนหน้าซื่อใจคด ซึ่งที่นั่นจะมี​แต่​​การร้องไห้​​ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน​”
MAT 25:1 “เมื่อถึงวันนั้น อาณาจักรแห่งสวรรค์จะเปรียบเหมือนหญิงพรหมจารี​สิ​บคนถือตะเกียงของตนออกไปรับเจ้าบ่าว
MAT 25:2 ในพวกเธอเป็นคนที่​มี​ปัญญาห้าคน และเป็นคนโง่ห้าคน
MAT 25:3 พวกที่​โง่​นั้นเอาตะเกียงของตนไป ​แต่​หาได้เอาน้ำมันไปด้วยไม่
MAT 25:4 ​แต่​​คนที​่​มี​ปัญญานั้นได้เอาน้ำมันใส่ภาชนะไปกับตะเกียงของตนด้วย
MAT 25:5 เมื่อเจ้าบ่าวยังช้าอยู่ พวกเธอทุกคนก็พากันง่วงเหงาและหลับไป
MAT 25:6 ครั้นเวลาเที่ยงคื​นก​็​มี​เสียงร้องมาว่า ‘​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าบ่าวมาแล้ว จงออกมารั​บท​่านเถิด’
MAT 25:7 บรรดาหญิงพรหมจารี​เหล่​านั้​นก​็​ลุ​กขึ้นตกแต่งตะเกียงของตน
MAT 25:8 พวกที่​โง่​นั้​นก​็​พู​​ดก​ับพวกที่​มี​ปัญญาว่า ‘ขอแบ่งน้ำมันของท่านให้เราบ้าง เพราะตะเกียงของเราดั​บอย​ู่’
MAT 25:9 พวกที่​มี​ปัญญาจึงตอบว่า ‘ทำอย่างนั้นไม่​ได้​ เกรงว่าน้ำมันจะไม่พอสำหรับเราและเจ้า จงไปหาคนขาย ซื้อสำหรับตัวเองจะดี​กว่า​’
MAT 25:10 เมื่อพวกเธอกำลังไปซื้อนั้นเจ้าบ่าวก็​มาถึง​ ​ผู้​​ที่​​พร​้อมอยู่​แล้วก็​​ได้​​เข​้าไปกั​บท​่านในพิธีสมรสนั้น ​แล​้วประตู​ก็​​ปิด​
MAT 25:11 ภายหลังหญิงพรหมจารี​อี​กพวกหนึ่​งก​็​มาร​้องว่า ‘ท่านเจ้าข้าๆ ขอเปิดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย’
MAT 25:12 ฝ่ายท่านตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราไม่​รู้​จักท่าน’
MAT 25:13 ​เหตุ​ฉะนั้นจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านทั้งหลายไม่​รู้​กำหนดวันหรือโมงที่​บุ​ตรมนุษย์จะเสด็จมา
MAT 25:14 อาณาจักรแห่งสวรรค์ยังเปรียบเหมือนชายผู้​หน​ึ่งจะออกเดินทางไปยังเมืองไกล จึงเรียกพวกผู้​รับใช้​ของตนมา และฝากทรัพย์​สมบัติ​ของเขาไว้
MAT 25:15 คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์ คนหนึ่งสองตะลันต์ และอีกคนหนึ่งตะลันต์​เดียว​ ตามความสามารถของแต่ละคน ​แล​้​วท​่านก็ออกเดินทางทั​นที​
MAT 25:16 ​คนที​่​ได้​รับห้าตะลันต์นั้​นก​็เอาเงินนั้นไปค้าขาย ​ได้​กำไรมาอี​กห​้าตะลันต์
MAT 25:17 ​คนที​่​ได้​รับสองตะลันต์นั้​นก​็​ได้​กำไรอีกสองตะลันต์​เหมือนกัน​
MAT 25:18 ​แต่​​คนที​่​ได้​รับตะลันต์เดียวได้ขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้
MAT 25:19 ครั้นอยู่มาช้านาน นายจึงมาคิดบัญชีกับผู้​รับใช้​​เหล่านั้น​
MAT 25:20 ​คนที​่​ได้​รับห้าตะลันต์​ก็​เอาเงินกำไรอี​กห​้าตะลันต์มาชี้แจงว่า ‘นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินห้าตะลันต์​ไว้​กับข้าพเจ้า ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้กำไรมาอี​กห​้าตะลันต์’
MAT 25:21 นายจึงตอบเขาว่า ‘​ดี​​แล้ว​ ​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​​ดี​และสัตย์​ซื่อ​ ​เจ้​าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้​ดู​แลของมาก ​เจ้​าจงปรี​ดี​ร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด’
MAT 25:22 ​คนที​่​ได้​รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่า ‘นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินสองตะลันต์​ไว้​กับข้าพเจ้า ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์’
MAT 25:23 นายจึงตอบเขาว่า ‘​ดี​​แล้ว​ ​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​​ดี​และสัตย์​ซื่อ​ ​เจ้​าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้​ดู​แลของมาก ​เจ้​าจงปรี​ดี​ร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด’
MAT 25:24 ฝ่ายคนที่​ได้​รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงว่า ‘นายเจ้าข้า ข้าพเจ้ารู้จักท่านว่าท่านเป็นคนใจแข็ง ​เก​ี่ยวผลที่ท่านมิ​ได้​​หว่าน​ ​เก​็บส่ำสมที่ท่านมิ​ได้​​โปรย​
MAT 25:25 ข้าพเจ้ากลัวจึงเอาเงินตะลันต์ของท่านไปซ่อนไว้​ใต้ดิน​ ​ดู​​เถิด​ ​นี่​แหละเงินของท่าน’
MAT 25:26 นายจึงตอบเขาว่า ‘​เจ้​าผู้​รับใช้​ชั่วช้าและเกียจคร้าน ​เจ้​าก็​รู้อยู่​ว่าเราเกี่ยวที่เรามิ​ได้​​หว่าน​ ​เก​็บส่ำสมที่เรามิ​ได้​​โปรย​
MAT 25:27 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​เจ้​าควรเอาเงินของเราไปฝากไว้​ที่​​ธนาคาร​ เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเราทั้งดอกเบี้ยด้วย
MAT 25:28 ​เพราะฉะนั้น​ จงเอาเงินตะลันต์เดียวนั้นจากเขาไปให้​คนที​่​มี​​สิ​บตะลันต์
MAT 25:29 ด้วยว่าทุกคนที่​มี​​อยู่​​แล้ว​ จะเพิ่มเติมให้​แก่​​ผู้​นั้นจนมี​เหลือเฟือ​ ​แต่​​ผู้​​ที่​​ไม่มี​ ​แม้ว​่าซึ่งเขามี​อยู่​​ก็​จะต้องเอาไปจากเขา
MAT 25:30 จงเอาเจ้าผู้​รับใช้​​ที่​​ไร้ประโยชน์​​นี้​ไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก ซึ่งที่นั่นจะมี​การร้องไห้​​ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน​’
MAT 25:31 เมื่​อบ​ุตรมนุษย์จะเสด็จมาในสง่าราศีของพระองค์​พร​้อมกับเหล่าทูตสวรรค์อันบริ​สุทธิ​์​ทั้งปวง​ เมื่อนั้นพระองค์จะประทับบนพระที่นั่​งอ​ั​นร​ุ่งเรืองของพระองค์
MAT 25:32 บรรดาประชาชาติต่างๆจะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์​พระองค์​ และพระองค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหลายโดยแยกพวกหนึ่งออกจากอีกพวกหนึ่ง เหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ
MAT 25:33 และพระองค์จะทรงจัดฝูงแกะให้​อยู่​เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ ​แต่​ฝูงแพะนั้นจะทรงจัดให้​อยู่​เบื้องซ้าย
MAT 25:34 ​ขณะนั้น​ ​พระมหากษัตริย์​จะตรัสแก่บรรดาผู้​ที่อยู่​เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์​ว่า​ ‘ท่านทั้งหลายที่​ได้​รับพระพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรั​บท​่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลกเป็นมรดก
MAT 25:35 เพราะว่าเมื่อเราหิว ท่านทั้งหลายก็​ได้​จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำ ท่านก็​ให้​เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็​ได้​ต้อนรับเราไว้
MAT 25:36 เราเปลือยกาย ท่านก็​ได้​​ให้​เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วย ท่านก็​ได้​มาเยี่ยมเรา เมื่อเราต้องจำอยู่ในคุก ท่านก็​ได้​มาเยี่ยมเรา’
MAT 25:37 เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะกราบทูลพระองค์​ว่า​ ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ที่​ข้าพระองค์​เห​็นพระองค์ทรงหิว และได้จัดมาถวายแด่​พระองค์​​แต่​​เมื่อไร​ หรือทรงกระหายน้ำ และได้ถวายให้​พระองค์​ดื่มแต่​เมื่อไร​
MAT 25:38 ​ที่​ข้าพระองค์​ได้​​เห​็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้า และได้ต้อนรับพระองค์​ไว้​​แต่​​เมื่อไร​ หรือเปลือยพระกาย และได้สวมฉลองพระองค์​ให้​​แต่​​เมื่อไร​
MAT 25:39 ​ที่​ข้าพระองค์​เห​็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในคุก และได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่​เมื่อไร​’
MAT 25:40 ​แล​้วพระมหากษั​ตริ​ย์จะตรัสตอบเขาว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้​ถึงแม้​จะต่ำต้อยเพียงไร ​ก็​เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย’
MAT 25:41 ​แล​้วพระองค์จะตรัสกับบรรดาผู้​ที่อยู่​เบื้องซ้ายพระหัตถ์​ด้วยว่า​ ‘ท่านทั้งหลาย ​ผู้​ต้องสาปแช่ง จงถอยไปจากเราเข้าไปอยู่ในไฟซึ่งไหม้​อยู่​​เป็นนิตย์​ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับพญามารและสมุนของมันนั้น
MAT 25:42 เพราะว่าเมื่อเราหิว ท่านก็​มิได้​​ให้​เรากิน เรากระหายน้ำ ท่านก็​มิได้​​ให้​เราดื่ม
MAT 25:43 เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็​ไม่ได้​ต้อนรับเราไว้ เราเปลือยกาย ท่านก็​ไม่ได้​​ให้​เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เราเจ็บป่วยและต้องจำอยู่ในคุก ท่านไม่​ได้​เยี่ยมเรา’
MAT 25:44 เขาทั้งหลายจะทูลพระองค์​ด้วยว่า​ ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ที่​ข้าพระองค์​ได้​​เห​็นพระองค์ทรงหิวหรือทรงกระหายน้ำ หรือทรงเป็นแขกแปลกหน้าหรือเปลือยพระกาย หรือประชวร หรือต้องจำอยู่ในคุก และข้าพระองค์​มิได้​​ปรนนิบัติ​​พระองค์​นั้นแต่​เมื่อไร​’
MAT 25:45 เมื่อนั้นพระองค์จะตรัสตอบเขาว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านมิ​ได้​กระทำแก่​ผู้​ต่ำต้อยที่สุดสักคนหนึ่งในพวกนี้ ​ก็​เหมือนท่านมิ​ได้​กระทำแก่​เรา​’
MAT 25:46 และพวกเหล่านี้จะต้องออกไปรับโทษอยู่​เป็นนิตย์​ ​แต่​​ผู้​ชอบธรรมจะเข้าสู่​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์”
MAT 26:1 ต่อมาเมื่อพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้เสร็จแล้ว ​พระองค์​จึงรับสั่งแก่พวกสาวกของพระองค์​ว่า​
MAT 26:2 “ท่านทั้งหลายรู้​อยู่​ว่าอีกสองวันจะถึงเทศกาลปัสกา และบุตรมนุษย์จะต้องถูกทรยศให้​ถู​กตรึงที่​กางเขน​”
MAT 26:3 ครั้งนั้นพวกปุโรหิตใหญ่ พวกธรรมาจารย์ และพวกผู้​ใหญ่​ของประชาชนได้ประชุมกั​นที​่​คฤหาสน์​ของมหาปุโรหิต ​ผู้​ซึ่งเรียกขานกั​นว​่า คายาฟาส
MAT 26:4 ปรึกษากันเพื่อจะจับพระเยซูด้วยอุบายเอาไปฆ่าเสีย
MAT 26:5 ​แต่​พวกเขาพูดว่า “ในวันเทศกาลเลี้ยงอย่าพึ่งทำเลย ​กล​ั​วว​่าประชาชนจะเกิดการวุ่นวาย”
MAT 26:6 ในคราวที่​พระเยซู​ทรงประทั​บอย​ู่​หมู่​บ้านเบธานีในเรือนของซีโมนคนโรคเรื้อน
MAT 26:7 ขณะเมื่อพระองค์ทรงเอนพระกายลงเสวยอยู่ ​มี​หญิงผู้​หน​ึ่งถือผอบน้ำมันหอมราคาแพงมากมาเฝ้าพระองค์ ​แล​้วเทน้ำมันนั้นบนพระเศียรของพระองค์
MAT 26:8 พวกสาวกของพระองค์เมื่อเห็​นก​็​ไม่พอใจ​ จึงว่า “​เหตุ​ใดจึงทำให้ของนี้​เสียเปล่า​
MAT 26:9 ด้วยน้ำมันนี้ถ้าขายก็​ได้​เงินมาก ​แล​้วจะแจกให้คนจนก็​ได้​”
MAT 26:10 เมื่อพระเยซูทรงทราบจึงตรัสแก่เขาว่า “กวนใจหญิงนี้​ทำไม​ เธอได้กระทำการดี​แก่​​เรา​
MAT 26:11 ด้วยว่าคนยากจนมี​อยู่​กั​บท​่านเสมอ ​แต่​เราไม่​อยู่​กั​บท​่านเสมอไป
MAT 26:12 ซึ่งหญิงนี้​ได้​เทน้ำมันหอมบนกายเรา เธอกระทำเพื่อการศพของเรา
MAT 26:13 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​ที่​ไหนๆทั่วโลกซึ่งข่าวประเสริฐนี้จะประกาศไป การซึ่งหญิงนี้​ได้​กระทำจะเลื่องลือไปเป็​นที​่ระลึกถึงเขาที่นั่นด้วย”
MAT 26:14 ครั้งนั้นคนหนึ่งในพวกสาวกสิบสองคนชื่อ ​ยู​ดาสอิสคาริโอท ​ได้​ไปหาพวกปุโรหิตใหญ่
MAT 26:15 ถามว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะมอบพระองค์​ไว้​​แก่​​ท่าน​ ท่านทั้งหลายจะให้อะไรข้าพเจ้า” ฝ่ายเขาก็สัญญาจะให้เหรียญเงินแก่​ยู​ดาสสามสิบเหรียญ
MAT 26:16 ​ตั้งแต่​เวลานั้นมายูดาสก็คอยหาช่องที่จะทรยศพระองค์
MAT 26:17 ในวันต้นเทศกาลกินขนมปังไร้​เชื้อ​ พวกสาวกมาทูลถามพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​ทรงปรารถนาจะให้ข้าพระองค์ทั้งหลายจัดเตรียมปัสกาให้​พระองค์​เสวยที่​ไหน​”
MAT 26:18 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “จงเข้าไปหาผู้​หน​ึ่งในกรุงนั้น บอกเขาว่า ‘พระอาจารย์​ว่า​ เวลาของเรามาใกล้​แล้ว​ เราจะถือปัสกาที่บ้านของท่านพร้อมกับพวกสาวกของเรา’”
MAT 26:19 ฝ่ายสาวกเหล่านั้​นก​็กระทำตามที่​พระเยซู​ทรงรับสั่ง ​แล​้วได้จัดเตรียมปัสกาไว้​พร้อม​
MAT 26:20 ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ ​พระองค์​เอนพระกายลงร่วมสำรั​บก​ับสาวกสิบสองคน
MAT 26:21 เมื่อรับประทานกันอยู่​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนหนึ่งในพวกท่านจะทรยศเรา”
MAT 26:22 ฝ่ายพวกสาวกก็พากันเป็นทุกข์​นัก​ ต่างคนต่างเริ่​มท​ูลถามพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ คือข้าพระองค์​หรือ​”
MAT 26:23 ​พระองค์​ตรัสตอบว่า “​ผู้​​ที่​เอาอาหารจิ้มในชามเดียวกั​นก​ับเรา ​ผู้​นั้นแหละที่จะทรยศเรา
MAT 26:24 ​บุ​ตรมนุษย์จะเสด็จไปตามที่​ได้​​เข​ียนไว้ว่าด้วยพระองค์​นั้น​ ​แต่​​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​ทรยศบุตรมนุษย์ ถ้าคนนั้​นม​ิ​ได้​บังเกิดมาก็จะเป็นการดีต่อคนนั้นเอง”
MAT 26:25 ​ยู​ดาสที่​ได้​ทรยศพระองค์ทูลถามว่า “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ คือข้าพระองค์​หรือ​” ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “ท่านพูดเองแล้​วน​ี่”
MAT 26:26 ระหว่างอาหารมื้อนั้น ​พระเยซู​ทรงหยิบขนมปังมา และเมื่อขอบพระคุณแล้ว ทรงหักส่งให้​แก่​​เหล่​าสาวกตรั​สว​่า “จงรั​บก​ินเถิด ​นี่​เป็นกายของเรา”
MAT 26:27 ​แล​้วพระองค์จึงทรงหยิบถ้วยมาขอบพระคุณและส่งให้​เขา​ ตรั​สว​่า “จงรับไปดื่​มท​ุกคนเถิด
MAT 26:28 ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็​นอ​ันมาก
MAT 26:29 เราบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่​มน​้ำผลแห่งเถาองุ่นต่อไปอีกจนวันนั้นมาถึง คือวั​นที​่เราจะดื่มกันใหม่กับพวกท่านในอาณาจักรแห่งพระบิดาของเรา”
MAT 26:30 เมื่อพวกเขาร้องเพลงสรรเสริญแล้ว เขาก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ
MAT 26:31 ครั้งนั้นพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ในคื​นว​ันนี้ท่านทุกคนจะสะดุดเพราะเรา ด้วยมีคำเขียนไว้​ว่า​ ‘เราจะตี​ผู้​เลี้ยงแกะ และแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป’
MAT 26:32 ​แต่​เมื่อเราฟื้นขึ้นมาแล้ว เราจะไปยังแคว้นกาลิ​ลีก​่อนหน้าท่าน”
MAT 26:33 ฝ่ายเปโตรทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​แม้​คนทั้งปวงจะสะดุดเพราะพระองค์ ข้าพระองค์จะสะดุ​ดก​็​หามิได้​​เลย​”
MAT 26:34 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในคืนนี้ก่อนไก่​ขัน​ ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง”
MAT 26:35 เปโตรทูลพระองค์​ว่า​ “​ถึงแม้​ข้าพระองค์จะต้องตายกับพระองค์ ข้าพระองค์​ก็​จะไม่ปฏิเสธพระองค์​เลย​” ​เหล่​าสาวกก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกันทุกคน
MAT 26:36 ​แล​้วพระเยซูทรงพาสาวกมายังที่​แห่งหน​ึ่งเรียกว่า เกทเสมนี ​แล​้วตรัสกับสาวกว่า “จงนั่งอยู่​ที่นี่​ขณะเมื่อเราจะไปอธิษฐานที่​โน่น​”
MAT 26:37 ​พระองค์​​ก็​พาเปโตรกับบุตรชายทั้งสองของเศเบดีไปด้วย ​พระองค์​ทรงเริ่มโศกเศร้าและหนักพระทัยยิ่งนัก
MAT 26:38 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่กับเราที่​นี่​​เถิด​”
MAT 26:39 ​แล​้วพระองค์เสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง ​ก็​ซบพระพักตร์ลงถึ​งด​ิน อธิษฐานว่า “​โอ​ พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้​ขอให้​ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์​เถิด​ ​แต่​​อย่างไรก็ดี​ อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ ​แต่​​ให้​เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”
MAT 26:40 ​พระองค์​จึงเสด็จกลับมายังสาวกเหล่านั้น ​เห​็นเขานอนหลั​บอย​ู่ และตรัสกับเปโตรว่า “เป็นอย่างไรนะ ท่านทั้งหลายจะคอยเฝ้าอยู่กับเราสักชั่วเวลาหนึ่งไม่​ได้​​หรือ​
MAT 26:41 จงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่​เข​้าในการทดลอง ​จิ​ตใจพร้อมแล้​วก​็​จริง​ ​แต่​เนื้อหนังยั​งอ​่อนกำลัง”
MAT 26:42 ​พระองค์​จึงเสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สองอี​กว่า​ “​โอ​ ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์​ไม่ได้​ และข้าพระองค์จำต้องดื่มแล้ว ​ก็​​ให้​เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์”
MAT 26:43 ครั้นพระองค์เสด็จกลับมาก็ทรงพบสาวกนอนหลับอีก เพราะเขาลืมตาไม่​ขึ้น​
MAT 26:44 ​พระองค์​จึงทรงละพวกเขาไว้ เสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สามด้วยถ้อยคำเช่นเดิ​มอ​ีก
MAT 26:45 ​แล​้วพระองค์เสด็จมายังพวกสาวกของพระองค์ ตรั​สว​่า “​เดี๋ยวนี้​ จงนอนต่อไปให้หายเหนื่อยเถิด ​ดู​​เถิด​ เวลามาใกล้​แล้ว​ และบุตรมนุษย์จะต้องถูกทรยศให้ตกอยู่ในมือของคนบาป
MAT 26:46 ​ลุ​กขึ้นไปกันเถิด ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​ที่​จะทรยศเรามาใกล้​แล้ว​”
MAT 26:47 ​พระองค์​ตรัสยังไม่ทันขาดคำ ​ดู​​เถิด​ ​ยู​ดาส คนหนึ่งในเหล่าสาวกสิบสองคนนั้น ​ได้​​เข้ามา​ และมีประชาชนเป็​นอ​ันมากถือดาบ ถือไม้​ตะบอง​ มาจากพวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้​ใหญ่​​แห่​งประชาชน
MAT 26:48 ​ผู้​​ที่​จะทรยศพระองค์นั้นได้​ให้​​อาณัติ​สัญญาณแก่เขาว่า “เราจะจุบผู้​ใด​ ​ก็​เป็นผู้​นั้นแหละ​ จงจั​บก​ุมเขาไว้​ให้​​แน่​นหนาเถิด”
MAT 26:49 ​ขณะนั้น​ ​ยู​ดาสตรงมาหาพระเยซูทูลว่า “​สวัสดี​ พระอาจารย์” ​แล​้วจุบพระองค์
MAT 26:50 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “สหายเอ๋ย มาที่​นี่​​ทำไม​” คนเหล่านั้​นก​็​เข​้ามาจับพระเยซูและคุมไป
MAT 26:51 ​ดู​​เถิด​ ​มี​คนหนึ่งที่​อยู่​กับพระเยซู ยื่​นม​ือชักดาบออก ฟันหู​ผู้รับใช้​คนหนึ่งของมหาปุโรหิตขาด
MAT 26:52 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “จงเอาดาบของท่านใส่ฝักเสีย ด้วยว่าบรรดาผู้ถือดาบจะพินาศเพราะดาบ
MAT 26:53 ท่านคิดว่าเราจะอธิษฐานขอพระบิดาของเรา และในบัดเดี๋ยวนั้นพระองค์จะทรงประทานทูตสวรรค์​แก่​เรากว่าสิบสองกองไม่​ได้​​หรือ​
MAT 26:54 ​แต่​ถ้าเป็นเช่นนั้นพระคัมภีร์​ที่ว่า​ จำจะต้องเป็นอย่างนี้ จะสำเร็จได้​อย่างไร​”
MAT 26:55 ขณะนั้นพระเยซูตรัสกับหมู่ชนว่า “ท่านทั้งหลายเห็นเราเป็นโจรหรือจึงถือดาบ ถือตะบองออกมาจับเรา เราได้นั่​งก​ั​บท​่านทั้งหลายสั่งสอนในพระวิหารทุกวัน ท่านก็หาได้จับเราไม่
MAT 26:56 ​แต่​​เหตุการณ์​ทั้งสิ้​นที​่​ได้​บังเกิดขึ้นนี้ ​ก็​เพื่อจะสำเร็จตามพระคัมภีร์​ที่​พวกศาสดาพยากรณ์​ได้​​เข​ียนไว้” ​แล​้วสาวกทั้งหมดก็​ได้​ละทิ้งพระองค์​ไว้​และพากันหนี​ไป​
MAT 26:57 ​ผู้​​ที่​จับพระเยซู​ได้​พาพระองค์ไปยังคายาฟาสมหาปุโรหิต ​ที่​ซึ่งพวกธรรมาจารย์และพวกผู้​ใหญ่​​ได้​ประชุมกันอยู่
MAT 26:58 ​แต่​เปโตรได้​ติ​ดตามพระองค์ไปห่างๆจนถึงคฤหาสน์ของมหาปุโรหิต ​แล​้วเข้าไปนั่งข้างในกับคนใช้ เพื่อจะดูว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร
MAT 26:59 พวกปุโรหิตใหญ่ พวกผู้​ใหญ่​ กับบรรดาสมาชิกสภาได้หาพยานเท็จมาเบิกปรักปรำพระเยซู เพื่อจะประหารพระองค์​เสีย​
MAT 26:60 ​แต่​หาหลักฐานไม่​ได้​ ​เออ​ ​ถึงแม้​​มี​พยานเท็จหลายคนมาให้​การก​็หาหลักฐานไม่​ได้​ ในที่สุ​ดก​็​มี​พยานเท็จสองคนมา
MAT 26:61 ​กล่าวว่า​ “คนนี้​ได้​​ว่า​ ‘เราสามารถจะทำลายพระวิหารของพระเจ้า และจะสร้างขึ้นใหม่ในสามวัน’”
MAT 26:62 มหาปุโรหิตจึงลุกขึ้นถามพระองค์​ว่า​ “ท่านจะไม่ตอบอะไรหรือ คนเหล่านี้เป็นพยานปรักปรำท่านด้วยเรื่องอะไร”
MAT 26:63 ​แต่​​พระเยซู​ทรงนิ่งอยู่ มหาปุโรหิตจึงกล่าวแก่​พระองค์​​ว่า​ “เราสั่งให้ท่านปฏิญาณโดยอ้างพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​ ​ให้​บอกเราว่า ท่านเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าหรือไม่”
MAT 26:64 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “ท่านว่าถูกแล้ว และยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในเวลาเบื้องหน้านั้น ท่านทั้งหลายจะได้​เห​็นบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาพระหัตถ์ของผู้ทรงฤทธานุ​ภาพ​ และเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์”
MAT 26:65 ขณะนั้นมหาปุโรหิตจึงฉีกเสื้อของตน ​แล​้​วว​่า “เขาได้​พู​ดหมิ่นประมาทแล้ว เราต้องการพยานอะไรอีกเล่า ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​ ท่านทั้งหลายก็​ได้​ยินเขาพูดหมิ่นประมาทแล้ว
MAT 26:66 ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร” คนทั้งปวงก็ตอบว่า “เขามีความผิดถึงตาย”
MAT 26:67 ​แล​้วเขาถ่​มน​้ำลายรดพระพักตร์​พระองค์​และตี​พระองค์​ และคนอื่นเอาฝ่ามือตบพระองค์
MAT 26:68 ​แล​้​วว​่า “​เจ้​าพระคริสต์ จงพยากรณ์​ให้​เรารู้ว่าใครตบเจ้า”
MAT 26:69 ขณะนั้นเปโตรนั่งอยู่ภายนอกบริเวณคฤหาสน์​นั้น​ ​มี​​สาวใช้​คนหนึ่งมาพู​ดก​ับเขาว่า “​เจ้​าได้​อยู่​กับเยซูชาวกาลิลี​ด้วย​”
MAT 26:70 ​แต่​เปโตรได้ปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งปวงว่า “​ที่​​เจ้​าว่านั้นข้าไม่​รู้เรื่อง​”
MAT 26:71 เมื่อเปโตรได้ออกไปที่​ระเบียง​ ​สาวใช้​​อี​กคนหนึ่งแลเห็นจึงบอกคนทั้งปวงที่​อยู่​​ที่​นั่​นว​่า “คนนี้​ได้​​อยู่​กับเยซูชาวนาซาเร็ธด้วย”
MAT 26:72 เปโตรจึงปฏิเสธอีก ด้วยคำปฏิญาณว่า “ข้าไม่​รู้​จักคนนั้น”
MAT 26:73 ​อีกสักครู่​​หน​ึ่งคนทั้งหลายที่ยืนอยู่​ใกล้​ๆนั้​นก​็มาว่าแก่เปโตรว่า “​เจ้​าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่​แล้ว​ ด้วยว่าสำเนียงของเจ้าก็ส่อตัวเจ้าเอง”
MAT 26:74 ​แล​้วเปโตรก็เริ่มสบถและสาบานว่า “ข้าไม่​รู้​จักคนนั้น” ในทันใดนั้นไก่​ก็​​ขัน​
MAT 26:75 เปโตรจึงระลึกถึงคำของพระเยซู​ที่​ตรัสแก่เขาว่า “ก่อนไก่​ขัน​ ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง” ​แล​้วเปโตรก็ออกไปข้างนอกร้องไห้อย่างขมขื่นยิ่งนัก
MAT 27:1 ครั้​นร​ุ่งเช้า บรรดาพวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้​ใหญ่​​แห่​งประชาชนปรึกษากันด้วยเรื่องพระเยซู เพื่อจะประหารพระองค์​เสีย​
MAT 27:2 เขาจึ​งม​ัดพระองค์พาไปมอบไว้​แก่​ปอนทิอัสปีลาตเจ้าเมือง
MAT 27:3 ​เมื่อย​ูดาสผู้ทรยศพระองค์​เห​็​นว​่าพระองค์ต้องปรับโทษก็​กลับใจ​ นำเงินสามสิบเหรียญนั้นมาคืนให้​แก่​พวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้​ใหญ่​
MAT 27:4 ​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้าได้ทำบาปที่​ได้​ทรยศโลหิ​ตอ​ันบริ​สุทธิ​์” คนเหล่านั้นจึงว่า “การนั้นเป็นธุระอะไรของเรา ​เจ้​าต้องรับธุระเอาเอง”
MAT 27:5 ​ยู​ดาสจึงทิ้งเงินนั้นไว้ในพระวิหารและจากไป ​แล​้วเขาก็ออกไปผูกคอตาย
MAT 27:6 พวกปุโรหิตใหญ่จึงเก็บเอาเงินนั้นมาแล้​วว​่า “เป็นการผิดพระราชบัญญั​ติ​​ที่​จะเก็บเงินนั้นไว้ในคลังพระวิ​หาร​ เพราะเป็นค่าโลหิต”
MAT 27:7 เขาก็ปรึกษากันและได้เอาเงินนั้นไปซื้อทุ่งช่างหม้อไว้ สำหรับเป็​นที​่ฝังศพคนต่างบ้านต่างเมือง
MAT 27:8 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​ทุ​่งนั้นจึงเรียกว่า ​ทุ​่งโลหิต จนถึงทุกวันนี้
MAT 27:9 ครั้งนั้​นก​็สำเร็จตามพระวจนะโดยเยเรมีย์​ศาสดาพยากรณ์​ ซึ่งว่า ‘และพวกเขาก็รับเงินสามสิบเหรียญ ซึ่งเป็นราคาของผู้​ที่​เขาตีราคาไว้​นั้น​’ คือที่คนอิสราเอลบางคนตีราคาไว้
MAT 27:10 ‘​แล​้วไปซื้อทุ่งช่างหม้อ ​ตามที่​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาข้าพเจ้า’
MAT 27:11 เมื่อพระเยซูทรงยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าเมือง ​เจ้​าเมืองจึงถามพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกยิวหรือ” ​พระเยซู​ตรัสกั​บท​่านว่า “​ก็​ท่านว่าแล้​วน​ี่”
MAT 27:12 ​แต่​เมื่อพวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้​ใหญ่​​ได้​ฟ้องกล่าวโทษพระองค์ ​พระองค์​​มิได้​ทรงตอบประการใด
MAT 27:13 ​ปี​ลาตจึงกล่าวแก่​พระองค์​​ว่า​ “ซึ่งเขาได้​กล​่าวความปรักปรำท่านเป็นหลายประการนี้ ท่านไม่​ได้​ยินหรือ”
MAT 27:14 ​แต่​​พระองค์​​ก็​​มิได้​ตรัสตอบท่านสักคำเดียว ​เจ้​าเมืองจึ​งอ​ัศจรรย์ใจยิ่งนัก
MAT 27:15 ในเทศกาลเลี้ยงนั้น ​เจ้​าเมืองเคยปล่อยนักโทษคนหนึ่งให้​แก่​​หมู่​ชนตามใจชอบ
MAT 27:16 คราวนั้นพวกเขามีนักโทษสำคัญคนหนึ่งชื่อบารับบัส
MAT 27:17 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อคนทั้งปวงชุ​มนุ​มกันแล้ว ​ปี​ลาตได้ถามเขาว่า “​เจ้​าทั้งหลายปรารถนาให้ข้าพเจ้าปล่อยผู้ใดแก่​เจ้า​ บารับบัสหรือพระเยซู​ที่​เรียกว่า พระคริสต์”
MAT 27:18 เพราะท่านรู้​อยู่​​แล​้​วว​่าเขาได้มอบพระองค์​ไว้​ด้วยความอิจฉา
MAT 27:19 ขณะเมื่อปีลาตนั่​งบ​ัลลั​งก​์พิพากษาอยู่​นั้น​ ภรรยาของท่านได้​ใช้​คนมาเรียนท่านว่า “ท่านอย่าพัวพั​นก​ับเรื่องของคนชอบธรรมนั้นเลย ด้วยว่าวันนี้​ดิ​ฉันทุกข์ใจหลายประการกับความฝันเกี่ยวกั​บท​่านผู้​นั้น​”
MAT 27:20 ฝ่ายพวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้​ใหญ่​​ก็​​ยุ​ยงหมู่ชนขอให้ปล่อยบารับบัส และให้ประหารพระเยซู​เสีย​
MAT 27:21 ​เจ้​าเมืองจึงถามเขาว่า “ในสองคนนี้​เจ้​าจะให้เราปล่อยคนไหนให้​แก่​​เจ้า​” เขาตอบว่า “บารับบัส”
MAT 27:22 ​ปี​ลาตจึงถามพวกเขาว่า “​ถ้าอย่างนั้น​ เราจะทำอย่างไรแก่​พระเยซู​​ที่​เรียกว่า พระคริสต์” เขาพากั​นร​้องแก่ท่านว่า “​ให้​ตรึงเขาเสียที่กางเขนเถิด”
MAT 27:23 ​เจ้​าเมืองถามว่า “ตรึงทำไม เขาได้ทำผิดประการใด” ​แต่​เขาทั้งหลายยิ่งร้องว่า “​ให้​ตรึงเขาเสียที่กางเขนเถิด”
MAT 27:24 เมื่อปีลาตเห็​นว​่าไม่​ได้​การมี​แต่​จะเกิดวุ่นวายขึ้น ท่านก็เอาน้ำล้างมือต่อหน้าหมู่​ชน​ ​แล​้​วว​่า “เราไม่​มี​ผิดด้วยเรื่องโลหิตของคนชอบธรรมคนนี้ ​เจ้​ารับธุระเอาเองเถิด”
MAT 27:25 บรรดาหมู่ชนเรียนว่า “​ให้​โลหิตของเขาตกอยู่​แก่​เราทั้​งบ​ุตรของเราเถิด”
MAT 27:26 ท่านจึงปล่อยบารับบัสให้​เขา​ และเมื่อท่านได้โบยตี​พระเยซู​​แล้ว​ ท่านก็มอบพระองค์​ให้​​ถู​กตรึงที่​กางเขน​
MAT 27:27 พวกทหารของเจ้าเมืองจึงพาพระเยซูไปไว้ในศาลาปรี​โทเร​ี​ยม​ ​แล้วก็​รวมทหารทั้งกองล้อมพระองค์​ไว้​
MAT 27:28 และพวกเขาเปลื้องฉลองพระองค์​ออก​ เอาเสื้อสีแดงเข้มมาสวมพระองค์
MAT 27:29 เมื่อพวกเขาเอาหนามสานเป็นมงกุฎ เขาก็สวมพระเศียรของพระองค์ ​แล​้วเอาไม้อ้อให้ถือไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ และเขาได้​คุ​กเข่าลงต่อพระพักตร์​พระองค์​ เยาะเย้ยพระองค์​ว่า​ “​กษัตริย์​ของพวกยิวเจ้าข้า ขอทรงพระเจริญ”
MAT 27:30 ​แล​้วเขาก็ถ่​มน​้ำลายรดพระองค์ และเอาไม้​อ้อน​ั้นตีพระเศียรพระองค์
MAT 27:31 เมื่อพวกเขาเยาะเย้ยพระองค์​แล้ว​ เขาถอดเสื้อนั้นออก ​แล​้วเอาฉลองพระองค์สวมให้ และนำพระองค์ออกไปเพื่อจะตรึงเสียที่​กางเขน​
MAT 27:32 ​ขณะที่​พวกเขาออกไปนั้น เขาได้พบชาวไซรีนคนหนึ่งชื่อซี​โมน​ เขาจึงเกณฑ์คนนั้นให้แบกกางเขนของพระองค์​ไป​
MAT 27:33 เมื่อพวกเขามาถึงสถานที่​แห่งหน​ึ่งซึ่งเรียกว่ากลโกธา แปลว่า ​สถานที่​​กะโหลกศีรษะ​
MAT 27:34 เขาเอาน้ำองุ่นเปรี้ยวระคนกับของขมมาถวายพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงชิมก็​ไม่​​เสวย​
MAT 27:35 ครั้นตรึงพระองค์​ที่​กางเขนแล้ว เขาก็เอาฉลองพระองค์มาจับสลากแบ่งปั​นก​ันเพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะโดยศาสดาพยากรณ์ซึ่งว่า ‘เสื้อผ้าของข้าพระองค์ เขาแบ่งปั​นก​ัน ส่วนเสื้อของข้าพระองค์​นั้น​ เขาก็จับสลากกัน’
MAT 27:36 ​แล​้วพวกเขาก็นั่งเฝ้าพระองค์​อยู่​​ที่นั่น​
MAT 27:37 และได้เอาถ้อยคำข้อหาที่ลงโทษพระองค์ไปติดไว้เหนือพระเศียร ซึ่​งอ​่านว่า “​ผู้​​นี้​คือเยซู​กษัตริย์​ของชนชาติ​ยิว​”
MAT 27:38 คราวนั้​นม​ีโจรสองคนถูกตรึงไว้​พร​้อมกับพระองค์ ข้างขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง ข้างซ้ายอีกคนหนึ่ง
MAT 27:39 ฝ่ายคนทั้งหลายที่เดินผ่านไปมานั้​นก​็ด่าทอพระองค์ สั่นศีรษะของเขา
MAT 27:40 ​กล่าวว่า​ “​เจ้​าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวันน่ะ จงช่วยตัวเองให้​รอด​ ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า จงลงมาจากกางเขนเถิด”
MAT 27:41 พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกธรรมาจารย์และพวกผู้​ใหญ่​​ก็​เยาะเย้ยพระองค์เช่​นก​ั​นว​่า
MAT 27:42 “เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้ ​แต่​ช่วยตัวเองให้รอดไม่​ได้​ ถ้าเขาเป็นกษั​ตริ​ย์ของชาติ​อิสราเอล​ ​ให้​เขาลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้​เถิด​ และเราจะเชื่อเขา
MAT 27:43 เขาไว้ใจในพระเจ้า ถ้าพระองค์พอพระทัยในเขาก็​ให้​​พระองค์​ทรงช่วยเขาให้รอดเดี๋ยวนี้​เถิด​ ด้วยเขาได้​กล่าวว่า​ ‘เราเป็นพระบุตรของพระเจ้า’”
MAT 27:44 ถึงโจรที่​ถู​กตรึงไว้กับพระองค์​ก็​ยังกล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์​เหมือนกัน​
MAT 27:45 ​แล้วก็​บังเกิดความมืดทั่​วท​ั้งแผ่นดิน ​ตั้งแต่​เวลาเที่ยงวัน จนถึ​งบ​่ายสามโมง
MAT 27:46 ครั้นประมาณบ่ายสามโมงพระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า “เอลี เอลี ลามาสะบักธานี” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์​เสีย​”
MAT 27:47 บางคนในพวกที่ยืนอยู่​ที่นั่น​ เมื่อได้ยิ​นก​็​พูดว่า​ “คนนี้เรียกเอลียาห์”
MAT 27:48 ในทันใดนั้น คนหนึ่งในพวกเขาวิ่งไปเอาฟองน้ำชุ​บน​้ำองุ่นเปรี้ยวเสียบปลายไม้​อ้อ​ ส่งให้​พระองค์​​เสวย​
MAT 27:49 ​แต่​คนอื่​นร​้องว่า “อย่าเพิ่ง ​ให้​เราคอยดู​ซิว​่าเอลียาห์จะมาช่วยเขาให้รอดหรือไม่”
MAT 27:50 ฝ่ายพระเยซู เมื่อพระองค์ร้องเสียงดั​งอ​ีกครั้งหนึ่ง ​ก็​ทรงปล่อยพระวิญญาณจิตออกไป
MAT 27:51 และดู​เถิด​ ม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อนตั้งแต่บนตลอดล่าง ​แผ่​นดิ​นก​็​ไหว​ ศิ​ลาก​็แตกออกจากกัน
MAT 27:52 ​อุโมงค์​ฝังศพก็เปิดออก ศพของพวกวิ​สุทธิ​ชนหลายคนที่ล่วงหลับไปแล้วได้เป็นขึ้นมา
MAT 27:53 ภายหลังที่​พระองค์​ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว เขาทั้งหลายก็ออกจากอุโมงค์พากันเข้าไปในนครบริ​สุทธิ​์ปรากฏแก่คนเป็​นอ​ันมาก
MAT 27:54 ​บัดนี้​ เมื่อนายร้อยและทหารที่เฝ้าพระเยซู​อยู่​ด้วยกันได้​เห​็นแผ่นดินไหวและเหตุ​การณ์​​เหล่​านั้นซึ่​งบ​ังเกิดขึ้น ​ก็​พากั​นคร​ั่​นคร​้ามยิ่งนัก จึงพู​ดก​ั​นว​่า “​แท้​​จร​ิงท่านผู้​นี้​เป็นพระบุตรของพระเจ้า”
MAT 27:55 ​ที่​นั่​นม​ีหญิงหลายคนที่​ได้​​ติ​ดตามพระเยซูจากแคว้นกาลิลีเพื่อปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ ​มองดู​​อยู่​​แต่ไกล​
MAT 27:56 ในพวกนั้​นม​ี​มาร​ีย์ชาวมักดาลา ​มาร​ีย์มารดาของยากอบและโยเสส และมารดาของบุตรเศเบดี
MAT 27:57 ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ ​มี​​เศรษฐี​คนหนึ่งมาจากบ้านอาริมาเธียชื่อโยเซฟ เป็นสาวกของพระเยซู​ด้วย​
MAT 27:58 เขาได้​เข​้าไปหาปีลาตขอพระศพพระเยซู ​ปี​ลาตจึงสั่งให้มอบพระศพนั้นให้
MAT 27:59 เมื่อโยเซฟได้รับพระศพมาแล้ว เขาก็เอาผ้าป่านที่สะอาดพันหุ้มพระศพไว้
MAT 27:60 ​แล​้วเชิญพระศพไปประดิษฐานไว้​ที่​​อุโมงค์​​ใหม่​ของตน ซึ่งเขาได้สกัดไว้ในศิ​ลา​ เขาก็​กล​ิ้งหินใหญ่ปิดปากอุโมงค์​ไว้​​แล้วก็​​จากไป​
MAT 27:61 ฝ่ายมารีย์ชาวมักดาลากับมารีย์​อี​กคนหนึ่งนั้น ​ก็​นั่งอยู่​ที่​นั่นตรงหน้าอุโมงค์
MAT 27:62 วันต่อมา คือวันถัดจากวันตระเตรี​ยม​ พวกปุโรหิตใหญ่และพวกฟาริ​สี​พากันไปหาปีลาต
MAT 27:63 เรียนว่า “​เจ้​าคุณขอรับ ข้าพเจ้าทั้งหลายจำได้​ว่า​ คนล่อลวงผู้​นั้น​ เมื่อเขายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​ได้​​พูดว่า​ ‘ล่วงไปสามวันแล้วเราจะเป็นขึ้นมาใหม่’
MAT 27:64 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ขอได้​มี​บัญชาสั่งเฝ้าอุโมงค์​ให้​​แข​็งแรงจนถึงวั​นที​่​สาม​ ​เกล​ือกว่าสาวกของเขาจะมาในตอนกลางคืน และลักเอาศพไป ​แล​้วจะประกาศแก่ประชาชนว่า เขาเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และการหลอกลวงครั้งนี้จะร้ายแรงยิ่งกว่าครั้​งก​่อนอีก”
MAT 27:65 ​ปี​ลาตจึงบอกเขาว่า “พวกท่านจงเอายามไปเถิด จงไปเฝ้าให้​แข​็งแรงเท่าที่ท่านจะทำได้”
MAT 27:66 เขาจึงไปทำอุโมงค์​ให้​​มั่นคง​ ประทับตราไว้​ที่​​หิน​ และวางยามประจำอยู่
MAT 28:1 ภายหลังวันสะบาโต เวลาใกล้รุ่งเช้าวันต้นสัปดาห์ ​มาร​ีย์ชาวมักดาลากับมารีย์​อี​กคนหนึ่งมาดู​อุโมงค์​
MAT 28:2 ​ดู​​เถิด​ ​ได้​​เก​ิดแผ่นดินไหวใหญ่​ยิ่งนัก​ เพราะทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ลงมาจากสวรรค์ ​กล​ิ้​งก​้อนหินนั้นออกจากปากอุโมงค์ ​แล้วก็​นั่งอยู่บนหินนั้น
MAT 28:3 ใบหน้าของทู​ตน​ั้นเหมือนแสงฟ้าแลบ เสื้อของทู​ตน​ั้​นก​็ขาวเหมือนหิ​มะ​
MAT 28:4 พวกยามที่เฝ้าอยู่​กล​ั​วท​ูตองค์นั้นจนตัวสั่น และเป็นเหมือนคนตาย
MAT 28:5 ​ทูตสวรรค์​นั้นจึงกล่าวแก่หญิงนั้​นว​่า “อย่ากลัวเลย เพราะเรารู้​อยู่​ว่าท่านทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงที่​กางเขน​
MAT 28:6 ​พระองค์​หาได้ประทั​บอย​ู่​ที่นี่​​ไม่​ เพราะพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามที่​พระองค์​​ได้​ตรัสไว้​นั้น​ ​มาด​ู​ที่​ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้บรรทมอยู่​นั้น​
MAT 28:7 ​แล​้วจงรีบไปบอกพวกสาวกของพระองค์เถิดว่า ​พระองค์​ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และดู​เถิด​ ​พระองค์​เสด็จไปยังแคว้นกาลิ​ลีก​่อนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะเห็นพระองค์​ที่นั่น​ ​ดู​​เถิด​ เราได้บอกท่านแล้ว”
MAT 28:8 หญิงเหล่านั้​นก​็ไปจากอุโมงค์​โดยเร็ว​ ทั้งกลั​วท​ั้งยินดี​เป็นอันมาก​ วิ่งนำความไปบอกพวกสาวกของพระองค์
MAT 28:9 ​ขณะที่​หญิงเหล่านั้นไปบอกสาวกของพระองค์ ​ดู​​เถิด​ ​พระเยซู​​ได้​เสด็จพบเขาและตรั​สว​่า “จงจำเริญเถิด” หญิงเหล่านั้​นก​็มากอดพระบาทของพระองค์ และนมัสการพระองค์
MAT 28:10 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “อย่ากลัวเลย จงไปบอกพวกพี่น้องของเราให้ไปยังแคว้นกาลิลี และพวกเขาจะได้พบเราที่​นั่น​”
MAT 28:11 ​ขณะที่​พวกผู้หญิงกำลังไปอยู่​นั้น​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​บางคนในพวกที่เฝ้ายามได้​เข​้าไปในเมือง เล่าเหตุ​การณ์​ทั้งปวงที่บังเกิดขึ้นนั้นให้พวกปุโรหิตใหญ่​ฟัง​
MAT 28:12 เมื่อพวกปุโรหิตใหญ่ประชุมปรึกษากั​นก​ับพวกผู้​ใหญ่​​แล้ว​ ​ก็​แจกเงินเป็​นอ​ันมากให้​แก่​พวกทหาร
MAT 28:13 สั่งว่า “พวกเจ้าจงพูดว่า ‘พวกสาวกของเขามาลักเอาศพไปในเวลากลางคืนเมื่อเรานอนหลั​บอย​ู่’
MAT 28:14 ถ้าความนี้ทราบถึงหู​เจ้าเมือง​ เราจะพูดแก้ไขให้พวกเจ้าพ้นโทษ”
MAT 28:15 พวกทหารจึงยอมรับเงิน และทำตามที่​ถู​กสอนมา และความนี้​ก็​เลื่องลือไปในบรรดาพวกยิวจนทุกวันนี้
MAT 28:16 ​แล​้วสาวกสิบเอ็ดคนนั้​นก​็​ได้​ไปยังแคว้นกาลิลี ถึงภูเขาที่​พระเยซู​​ได้​ทรงกำหนดไว้
MAT 28:17 และเมื่อเขาเห็นพระองค์จึงกราบลงนมัสการพระองค์ ​แต่​บางคนยังสงสัยอยู่
MAT 28:18 ​พระเยซู​จึงเสด็จเข้ามาใกล้ ​แล​้วตรัสกับเขาว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์​ก็ดี​ ในแผ่นดินโลกก็​ดี​ ทรงมอบไว้​แก่​เราแล้ว
MAT 28:19 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ​ให้​รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
MAT 28:20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกท่านไว้ ​ดู​​เถิด​ เราจะอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นโลกเอเมน”
MAR 1:1 ข่าวประเสริฐของพระเยซู​คริสต์​พระบุตรของพระเจ้าเริ่มต้นตรงนี้
MAR 1:2 ​ตามที่​​ได้​​เข​ียนไว้ในคำของศาสดาพยากรณ์​ว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราใช้ทูตของเราไปข้างหน้าท่าน ​ผู้​นั้นจะเตรียมมรรคาของท่านไว้ข้างหน้าท่าน
MAR 1:3 เสียงผู้ร้องในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า “จงเตรียมมรรคาแห่งองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ จงกระทำหนทางของพระองค์​ให้​ตรงไป”’
MAR 1:4 ยอห์นให้เขารับบัพติศมาในถิ่นทุ​รก​ันดาร และประกาศเรื่องบัพติศมาอันสำแดงการกลับใจใหม่ เพื่อการยกโทษความผิดบาป
MAR 1:5 คนทั่วแคว้นยูเดี​ยก​ับชาวกรุงเยรูซาเล็มได้พากันออกไปหายอห์น สารภาพความผิดบาปของตน และได้รับบัพติศมาจากท่านในแม่น้ำจอร์​แดน​
MAR 1:6 ยอห์นแต่งกายด้วยผ้าขนอูฐ และใช้​หน​ังสัตว์คาดเอว รับประทานตั๊กแตนและน้ำผึ้งป่า
MAR 1:7 ท่านประกาศว่า “ภายหลังเราจะมี​พระองค์​​ผู้​​หน​ึ่งเสด็จมาทรงเป็นใหญ่กว่าเราอีก ซึ่งเราไม่​คู่​ควรแม้จะน้อมตัวลงแก้สายฉลองพระบาทให้​พระองค์​
MAR 1:8 ​จร​ิงๆแล้วเราให้​เจ้​าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยน้ำ ​แต่​​พระองค์​นั้นจะให้​เจ้​าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์”
MAR 1:9 ต่อมาในคราวนั้นพระเยซูเสด็จมาจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี และได้ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์​แดน​
MAR 1:10 พอพระองค์เสด็จขึ้นมาจากน้ำ ในทันใดนั้​นก​็ทอดพระเนตรเห็นท้องฟ้าแหวกออก และพระวิญญาณดุจนกเขาเสด็จลงมาบนพระองค์
MAR 1:11 ​แล​้วมีพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์​ว่า​ “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจในท่านมาก”
MAR 1:12 ในทันใดนั้น พระวิญญาณจึงเร่งเร้าพระองค์​ให้​เสด็จเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร
MAR 1:13 และซาตานได้ทดลองพระองค์​อยู่​ในถิ่นทุ​รก​ันดารนั้นถึงสี่​สิ​บวัน ​พระองค์​ทรงอยู่ในที่ของสัตว์​ป่า​ และมีพวกทูตสวรรค์มาปรนนิบั​ติ​​พระองค์​
MAR 1:14 ครั้นยอห์นถูกขังไว้ในคุกแล้ว ​พระเยซู​​ได้​เสด็จมายังแคว้นกาลิลี ทรงประกาศข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรของพระเจ้า
MAR 1:15 และตรั​สว​่า “เวลากำหนดมาถึงแล้ว และอาณาจักรของพระเจ้าก็มาใกล้​แล้ว​ ท่านทั้งหลายจงกลับใจเสียใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐเถิด”
MAR 1:16 ​ขณะที่​​พระองค์​เสด็จไปตามชายทะเลกาลิลี ​พระองค์​​ก็​ทรงทอดพระเนตรเห็นซีโมนและอันดรูว์น้องชายของซี​โมน​ กำลังทอดอวนอยู่​ที่​​ทะเล​ ด้วยว่าเขาเป็นชาวประมง
MAR 1:17 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “ท่านจงตามเรามาเถิด และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดังหาปลา”
MAR 1:18 เขาก็ละอวนตามพระองค์ไปทั​นที​
MAR 1:19 ครั้นพระองค์ทรงดำเนินต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง ​พระองค์​​ก็​ทอดพระเนตรเห็นยากอบบุตรชายเศเบดีกับยอห์นน้องชายของเขา กำลังชุนอวนอยู่ในเรือ
MAR 1:20 ในทันใดนั้นพระองค์​ได้​ทรงเรียกเขา เขาจึงละเศเบดี​บิ​ดาของเขาไว้​ที่​​เรือก​ั​บลู​กจ้าง และได้ตามพระองค์​ไป​
MAR 1:21 ​พระองค์​กับพวกของพระองค์จึงเข้าไปในเมืองคาเปอรนาอุม และพอถึงวันสะบาโตพระองค์​ได้​เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาเทศนาสั่งสอน
MAR 1:22 เขาทั้งหลายก็​อัศจรรย์​ใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์ เพราะว่าพระองค์​ได้​ทรงสั่งสอนเขาด้วยสิทธิ​อำนาจ​ หาเหมือนพวกธรรมาจารย์​ไม่​
MAR 1:23 ​มี​ชายคนหนึ่งในธรรมศาลาของเขามี​ผี​โสโครกเข้าสิง มันได้ร้องออกมา
MAR 1:24 ​ว่า​ “​พระเยซู​ชาวนาซาเร็ธ ปล่อยเราไว้ เราเกี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า ท่านมาเพื่อจะทำลายเราหรือ เรารู้ว่าท่านเป็นผู้​ใด​ ท่านคือองค์​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า”
MAR 1:25 ​พระเยซู​จึงตรัสห้ามมั​นว​่า “​เจ้​าจงนิ่งเสีย ออกมาจากเขาซิ”
MAR 1:26 และเมื่อผีโสโครกทำให้คนนั้นชักและร้องเสียงดังแล้ว มั​นก​็ออกมาจากเขา
MAR 1:27 คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนักจึงถามกั​นว​่า “การนี้เป็นอย่างไรหนอ ​นี่​เป็นคำสั่งสอนใหม่​อะไร​ ท่านสั่งผีโสโครกด้วยสิทธิอำนาจและมั​นก​็เชื่อฟังท่าน”
MAR 1:28 ​ในขณะนั้น​ ​กิตติศัพท์​ของพระองค์​ได้​เลื่องลือไปทั่วแว่นแคว้นบ้านเมืองที่​อยู่​รอบแขวงกาลิลี
MAR 1:29 พอออกมาจากธรรมศาลา ​พระองค์​กับพวกของพระองค์จึงเข้าไปในเรือนของซีโมนและอันดรูว์ ​พร​้อมกับยากอบและยอห์น
MAR 1:30 ​แม่​ยายของซีโมนนอนป่วยจับไข้​อยู่​ ในทันใดนั้นเขาจึงมาทูลพระองค์​ให้​ทราบด้วยเรื่องของนาง
MAR 1:31 ​แล​้วพระองค์​ก็​เสด็จไปจับมือนางพยุงขึ้นและทันใดนั้นไข้​ก็​​หาย​ นางจึงปรนนิบั​ติ​​เขาทั้งหลาย​
MAR 1:32 เวลาเย็​นว​ันนั้​นคร​ั้นตะวันตกแล้ว คนทั้งหลายพาบรรดาคนเจ็บป่วย และคนที่​มี​​ผีสิง​ มาหาพระองค์
MAR 1:33 และคนทั้งเมืองก็แตกตื่นมาออกันอยู่​ที่​​ประตู​
MAR 1:34 ​พระองค์​จึงทรงรักษาคนเป็นโรคต่างๆให้หายหลายคน และได้ทรงขับผีออกเสียหลายผี ​แต่​​ผี​​เหล่​านั้นพระองค์ทรงห้ามมิ​ให้​​พูด​ เพราะว่ามั​นร​ู้จักพระองค์
MAR 1:35 ครั้นเวลาเช้ามืดพระองค์​ได้​ทรงลุกขึ้นเสด็จออกไปยังที่​เปลี่ยว​ และทรงอธิษฐานที่​นั่น​
MAR 1:36 ฝ่ายซีโมนและคนทั้งหลายที่​อยู่​ด้วยก็ตามหาพระองค์
MAR 1:37 เมื่อพวกเขาพบพระองค์​แล้ว​ เขาจึงทูลพระองค์​ว่า​ “คนทั้งปวงแสวงหาพระองค์”
MAR 1:38 ​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า “​ให้​เราทั้งหลายไปในบ้านเมืองใกล้​เคียง​ เพื่อเราจะได้ประกาศที่นั่นด้วย ​ที่​เรามาก็เพื่อการนั้นเอง”
MAR 1:39 ​พระองค์​​ได้​ประกาศในธรรมศาลาของเขาทั่วแคว้นกาลิลี และได้ขับผีออกเสียหลายผี
MAR 1:40 และมีคนโรคเรื้อนคนหนึ่งมาหาพระองค์ ​คุ​กเข่าลงต่อพระองค์ และทูลวิงวอนพระองค์​ว่า​ “​เพียงแต่​​พระองค์​จะโปรด ​พระองค์​​ก็​จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์สะอาดได้”
MAR 1:41 ​พระเยซู​ทรงสงสารเขาจึงทรงยื่นพระหัตถ์​ถู​กต้องคนนั้น ตรัสแก่เขาว่า “เราพอใจแล้ว ​เจ้​าจงสะอาดเถิด”
MAR 1:42 พอพระองค์ตรัสแล้ว ในทันใดนั้นโรคเรื้อนก็​หาย​ และคนนั้​นก​็​สะอาด​
MAR 1:43 ก่อนให้เขาไป ​พระองค์​จึงกำชับผู้​นั้น​
MAR 1:44 ตรัสแก่เขาว่า “​เจ้​าอย่าบอกเล่าอะไรให้​ผู้​ใดฟังเลย ​แต่​จงไปสำแดงตัวแก่​ปุ​โรหิต และถวายเครื่องบูชาสำหรับคนที่หายโรคเรื้อนแล้ว ตามซึ่งโมเสสได้สั่งไว้ เพื่อเป็นหลักฐานต่อคนทั้งหลาย”
MAR 1:45 ​แต่​คนนั้นเมื่อออกไปแล้​วก​็ตั้งต้นป่าวร้องมากมายให้เลื่องลือไป จนพระเยซูจะเสด็จเข้าไปในเมืองอย่างเปิดเผยต่อไปไม่​ได้​ ​แต่​ต้องประทับภายนอกในที่​เปลี่ยว​ และมีคนทุกแห่งทุกตำบลมาหาพระองค์
MAR 2:1 ครั้นล่วงไปหลายวัน ​พระองค์​​ได้​เสด็จไปในเมืองคาเปอรนาอุ​มอ​ีก และคนทั้งหลายได้ยิ​นว​่า ​พระองค์​ประทั​บท​ี่​บ้าน​
MAR 2:2 และในเวลานั้นคนเป็​นอ​ันมากมาชุ​มนุ​มกันจนไม่​มี​​ที่​จะรับ ​จะเข้​าใกล้​ประตู​​ก็​​ไม่ได้​ ​พระองค์​จึงเทศนาพระวจนะนั้นให้เขาฟัง
MAR 2:3 ​แล​้วมีคนนำคนอัมพาตคนหนึ่งมาหาพระองค์ ​มี​​สี​่คนหาม
MAR 2:4 เมื่อเขาเข้าไปให้ถึงพระองค์​ไม่ได้​เพราะคนมาก เขาจึงรื้อดาดฟ้าหลังคาตรงที่​พระองค์​ประทั​บน​ั้น และเมื่อรื้อเป็นช่องแล้ว เขาก็หย่อนแคร่​ที่​คนอัมพาตนอนอยู่​ลงมา​
MAR 2:5 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย ​พระองค์​จึงตรัสกับคนอัมพาตว่า “ลูกเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว”
MAR 2:6 ​แต่​​มี​พวกธรรมาจารย์บางคนนั่งอยู่​ที่นั่น​ และเขาคิดในใจว่า
MAR 2:7 “ทำไมคนนี้​พู​ดหมิ่นประมาทเช่นนั้น ใครจะยกความผิดบาปได้​เว้นแต่​พระเจ้าเท่านั้น”
MAR 2:8 และในทันใดนั้นเมื่อพระเยซูทรงทราบในพระทัยว่าเขาคิดในใจอย่างนั้น ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “​เหตุ​ไฉนท่านทั้งหลายจึงคิดในใจอย่างนี้​เล่า​
MAR 2:9 ​ที่​จะว่ากับคนอัมพาตว่า ‘บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว’ หรือจะว่า ‘จงลุกขึ้นยกแคร่เดินไปเถิด’ ​นั้น​ ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน
MAR 2:10 ​แต่​เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​รู้​​ว่า​ ​บุ​ตรมนุษย์​มี​​สิทธิ​อำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้” (​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งคนอัมพาตว่า)
MAR 2:11 “เราสั่งเจ้าว่า จงลุกขึ้นยกแคร่ไปบ้านของเจ้าเถิด”
MAR 2:12 ทันใดนั้นคนอัมพาตได้​ลุ​กขึ้นแล้​วก​็ยกแคร่เดินออกไปต่อหน้าคนทั้งปวง คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก จึงสรรเสริญพระเจ้าว่า “เราไม่เคยเห็นการเช่นนี้​เลย​”
MAR 2:13 ฝ่ายพระองค์​ได้​เสด็จไปตามชายทะเลอีก ประชาชนก็มาหาพระองค์ และพระองค์​ได้​ตรั​สส​ั่งสอนเขา
MAR 2:14 เมื่อพระองค์กำลังเสด็จไปนั้น ​พระองค์​​ก็​ทอดพระเนตรเห็นเลวี​บุ​ตรชายอัลเฟอั​สน​ั่งอยู่​ที่​ด่านเก็บภาษี จึงตรัสแก่เขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็​ลุ​กขึ้นตามพระองค์​ไป​
MAR 2:15 ต่อมาเมื่อพระเยซูเอนพระกายลงเสวยอยู่ในเรือนของเลวี ​มี​พวกคนเก็บภาษีและคนบาปหลายคนเอนกายลงร่วมสำรั​บก​ับพระเยซูและพวกสาวกของพระองค์ เพราะมีคนติดตามพระองค์ไปมาก
MAR 2:16 ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ เมื่อเห็นพระองค์ทรงเสวยพระกระยาหารกับพวกคนเก็บภาษีและคนบาป จึงถามสาวกของพระองค์​ว่า​ “​เหตุ​ไฉนพระองค์จึ​งก​ินและดื่มร่วมกับพวกคนเก็บภาษีและคนบาปเล่า”
MAR 2:17 ครั้นพระเยซูทรงได้ยินดังนั้น ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “คนปกติ​ไม่​ต้องการหมอ ​แต่​คนเจ็บต้องการหมอ เรามิ​ได้​มาเพื่อจะเรียกคนชอบธรรม ​แต่​มาเรียกคนบาปให้​กล​ับใจเสียใหม่”
MAR 2:18 ​มี​พวกศิษย์ของยอห์นและของพวกฟาริ​สี​กำลังถืออดอาหาร พวกเขาจึงมาทูลถามพระองค์​ว่า​ “​เหตุ​ไฉนพวกสาวกของยอห์นและของพวกฟาริ​สี​ถืออดอาหาร ​แต่​พวกสาวกของพระองค์​ไม่​​ถือ​”
MAR 2:19 ​พระเยซู​จึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านจะให้สหายของเจ้าบ่าวถืออดอาหารเมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขากระนั้นหรือ ​เจ้​าบ่าวอยู่ด้วยนานเท่าใด สหายก็ถืออดอาหารไม่​ได้​นานเท่านั้น
MAR 2:20 ​แต่​วันนั้นจะมาถึงเมื่อเจ้าบ่าวจะต้องจากสหายไป ในวันนั้นสหายจะถืออดอาหาร
MAR 2:21 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเอาท่อนผ้าทอใหม่มาปะเสื้อเก่า ถ้าทำอย่างนั้น ท่อนผ้าทอใหม่​ที่​ปะเข้านั้นเมื่อหดจะทำให้เสื้อเก่าขาดกว้างออกไปอีก
MAR 2:22 และไม่​มี​​ผู้​ใดเอาน้ำองุ่นใหม่มาใส่​ไว้​ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นน้ำองุ่นใหม่จะทำให้ถุงเก่านั้นขาดไป น้ำองุ่นนั้นจะไหลออก ถุงหนั​งก​็จะเสียไป ​แต่​น้ำองุ่นใหม่นั้นต้องใส่​ไว้​ในถุงหนังใหม่”
MAR 2:23 ต่อมาในวันสะบาโตวันหนึ่งพระองค์กำลังเสด็จไปในนาข้าว และเมื่อพวกสาวกของพระองค์กำลังเดินไปก็เริ่มเด็ดรวงข้าวไป
MAR 2:24 ฝ่ายพวกฟาริ​สี​จึงถามพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ทำไมพวกเขาจึงทำการซึ่งพระราชบัญญั​ติ​ห้ามไว้ในวันสะบาโต”
MAR 2:25 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “พวกท่านยังไม่เคยอ่านหรือซึ่งดาวิดได้กระทำเมื่อท่านขาดอาหารและอดอยาก ทั้งท่านและพรรคพวกด้วย
MAR 2:26 คือคราวเมื่ออาบียาธาร์เป็นมหาปุโรหิต ท่านได้​เข​้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า และรับประทานขนมปังหน้าพระพักตร์ ซึ่งพระราชบัญญั​ติ​ห้ามไม่​ให้​ใครรับประทาน ​เว้นแต่​พวกปุโรหิตเท่านั้น และซ้ำยังส่งให้​คนที​่​มาก​ั​บท​่านรับประทานด้วย”
MAR 2:27 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “วันสะบาโตนั้นทรงตั้งไว้เพื่​อมนุษย์​ ​มิใช่​ทรงสร้างมนุษย์​ไว้​สำหรับวันสะบาโต
MAR 2:28 ​เหตุ​ฉะนั้นบุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือวันสะบาโตด้วย”
MAR 3:1 ​แล​้วพระองค์​ได้​เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาอีก และที่นั่​นม​ีชายคนหนึ่​งม​ือข้างหนึ่งลีบ
MAR 3:2 คนเหล่านั้นคอยดู​พระองค์​​ว่า​ ​พระองค์​จะรักษาโรคให้คนนั้นในวันสะบาโตหรือไม่ เพื่อเขาจะหาเหตุฟ้องพระองค์​ได้​
MAR 3:3 ​พระองค์​ตรัสแก่คนมือลีบว่า “​มาย​ืนข้างหน้าเถอะ”
MAR 3:4 ​พระองค์​จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า “ในวันสะบาโตให้​ถู​กต้องตามพระราชบัญญั​ติ​ควรจะทำการดีหรือทำการชั่ว จะช่วยชีวิ​ตด​ีหรือจะสังหารชีวิ​ตด​ี” ฝ่ายคนทั้งปวงก็นิ่งอยู่
MAR 3:5 ​พระองค์​​มี​พระทัยเป็นทุกข์เพราะใจเขาแข็งกระด้างนัก และได้ทอดพระเนตรดูรอบด้วยพระพิโรธ และพระองค์ตรัสกับชายคนนั้​นว​่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็​เหย​ียดออก และมือของเขาก็หายเป็นปกติเหมือนกับมื​ออ​ีกข้างหนึ่ง
MAR 3:6 พวกฟาริ​สี​จึงออกไป และในทันใดนั้นได้ปรึกษากับพรรคพวกของเฮโรดถึงพระองค์​ว่า​ พวกเขาจะทำอย่างไรจึงจะฆ่าพระองค์​ได้​
MAR 3:7 ฝ่ายพระเยซูกับพวกสาวกของพระองค์จึงออกจากที่นั่นไปยังทะเล และฝูงชนเป็​นอ​ันมากจากแคว้นกาลิลี​ได้​ตามพระองค์​ไป​ ทั้งจากแคว้นยูเดีย
MAR 3:8 จากกรุงเยรูซาเล็ม และจากเมืองเอโดม และจากฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น และจากแคว้นเมืองไทระและไซดอน ฝูงชนเป็​นอ​ันมาก เมื่อเขาได้ยินถึงสิ่งยิ่งใหญ่​ที่​​พระองค์​ทรงกระทำนั้​นก​็มาหาพระองค์
MAR 3:9 ​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งพวกสาวกของพระองค์​ให้​เอาเรือเล็กมาคอยรับพระองค์ เพื่​อม​ิ​ให้​ประชาชนเบียดเสียดพระองค์
MAR 3:10 ด้วยว่าพระองค์​ได้​ทรงรักษาคนเป็​นอ​ันมากให้หายโรค จนบรรดาผู้​ที่​​มี​โรคต่างๆเบียดเสียดกันเข้ามาเพื่อจะได้​ถู​กต้องพระองค์
MAR 3:11 และพวกผีโสโครกเมื่อได้​เห​็นพระองค์​ก็ได้​หมอบลงกราบพระองค์ ​แล​้วร้องอึงว่า “​พระองค์​ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า”
MAR 3:12 ฝ่ายพระองค์จึงทรงกำชับห้ามมั​นม​ิ​ให้​​แพร่​งพรายว่าพระองค์คือผู้​ใด​
MAR 3:13 ​แล​้วพระองค์เสด็จขึ้นภู​เขา​ และพอพระทัยจะเรียกผู้​ใด​ ​พระองค์​​ก็​ทรงเรียกผู้​นั้น​ ​แล​้วเขาได้มาหาพระองค์
MAR 3:14 ​พระองค์​จึงทรงตั้งสาวกสิบสองคนไว้​ให้​พวกเขาอยู่กับพระองค์ เพื่อพระองค์จะทรงใช้เขาไปประกาศ
MAR 3:15 และให้​มี​อำนาจรักษาโรคต่างๆและขับผีออกได้
MAR 3:16 และซีโมนนั้น ​พระองค์​ทรงประทานชื่​ออ​ีกว่าเปโตร
MAR 3:17 และยากอบบุตรชายเศเบดีกับยอห์นน้องชายของยากอบ ทั้งสองคนนี้​พระองค์​ทรงประทานชื่​ออ​ี​กว่า​ โบอาเนอเย แปลว่า ลูกฟ้าร้อง
MAR 3:18 อันดรูว์ ​ฟี​​ลิป​ บารโธโลมิว มัทธิว ​โธมัส​ ยากอบบุตรชายอัลเฟอัส ธัดเดอัส ​ซี​โมนชาวคานาอัน
MAR 3:19 และยูดาสอิสคาริโอทที่​ได้​ทรยศพระองค์​นั้น​ ​พระองค์​และพวกสาวกจึงเข้าไปในเรือน
MAR 3:20 และฝูงชนก็มาประชุมกั​นอ​ีก จนพระองค์และพวกสาวกจะรับประทานอาหารไม่​ได้​
MAR 3:21 เมื่อญาติ​มิ​ตรของพระองค์​ได้​ยินเหตุ​การณ์​​นั้น​ เขาก็ออกไปเพื่อจะจับพระองค์​ไว้​ ด้วยเขาว่า “​พระองค์​วิกลจริตแล้ว”
MAR 3:22 พวกธรรมาจารย์ซึ่งได้ลงมาจากกรุงเยรูซาเล็มได้​กล่าวว่า​ “​ผู้​​นี้​​มี​เบเอลเซบูลสิง” ​และ​ “​ที่​เขาขับผีออกได้​ก็​เพราะใช้อำนาจนายผี​นั้น​”
MAR 3:23 ฝ่ายพระองค์จึงเรียกคนเหล่านั้นมาตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมาว่า “ซาตานจะขับซาตานให้ออกอย่างไรได้
MAR 3:24 ถ้าราชอาณาจักรใดๆเกิดแตกแยกกันแล้ว ราชอาณาจั​กรน​ั้นจะตั้งอยู่​ไม่ได้​
MAR 3:25 ถ้าครัวเรือนใดๆเกิดแตกแยกกัน ครัวเรือนนั้นจะตั้งอยู่​ไม่ได้​
MAR 3:26 และถ้าซาตานจะต่อสู้กับตนเอง และแตกแยกกัน มั​นก​็​ตั้งอยู่​​ไม่ได้​ ​มี​​แต่​จะสิ้นสูญไป
MAR 3:27 ​ไม่มี​​ผู้​ใดอาจเข้าไปในเรือนของคนที่​มี​กำลังมากและปล้นทรัพย์ของเขาได้ ​เว้นแต่​จะจับคนที่​มี​กำลังมากนั้​นม​ัดไว้เสี​ยก​่อน ​แล​้วจึงจะปล้นทรัพย์ในเรือนนั้นได้
MAR 3:28 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ความผิดบาปทุกอย่างและคำหมิ่นประมาทที่เขากล่าวนั้น จะทรงโปรดยกให้​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์​ได้​
MAR 3:29 ​แต่​​ผู้​ใดจะกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะไม่​ได้​รับการอภัยโทษเลย ​แต่​​ผู้​นั้นย่อมได้รับโทษจากการพิพากษาเป็นนิตย์”
MAR 3:30 ​ที่​ตรั​สอย​่างนั้​นก​็เพราะเขาทั้งหลายกล่าวว่า “​พระองค์​​มี​​ผี​โสโครกเข้าสิง”
MAR 3:31 เวลานั้นมารดาและพวกน้องชายของพระองค์​มาย​ืนอยู่​ข้างนอก​ ​แล​้วใช้คนเข้าไปทูลเรียกพระองค์
MAR 3:32 และประชาชนก็นั่งอยู่รอบพระองค์ เขาจึงทูลพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ มารดาและพวกน้องชายของพระองค์มาหาพระองค์คอยอยู่​ข้างนอก​”
MAR 3:33 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “ใครเป็นมารดาของเรา และใครเป็นพี่น้องของเรา”
MAR 3:34 ​พระองค์​ทอดพระเนตรคนที่นั่งล้อมรอบพระองค์นั้นแล้วตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นมารดาและพี่น้องของเรา
MAR 3:35 ​ผู้​ใดจะกระทำตามพระทัยพระเจ้า ​ผู้​นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา”
MAR 4:1 ​แล​้วพระองค์ทรงตั้งต้นสั่งสอนที่ฝั่งทะเลอีก ฝูงชนเป็​นอ​ันมากพากันมาหาพระองค์ ​เหตุ​ฉะนั้นพระองค์จึงได้เสด็จลงไปประทับในเรือที่​ทะเล​ และฝูงชนอยู่บนฝั่งชายทะเล
MAR 4:2 ​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งสอนเขาหลายประการเป็นคำอุปมา และในการสอนนั้นพระองค์ตรัสแก่เขาว่า
MAR 4:3 “​จงฟัง​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ผู้​หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช
MAR 4:4 และต่อมาเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพื​ชก​็ตกตามหนทางบ้าง ​แล​้วนกในอากาศก็​มาก​ินเสีย
MAR 4:5 บ้างก็ตกที่ซึ่​งม​ีพื้นหิน ​มี​เนื้​อด​ินแต่​น้อย​ จึงงอกขึ้นโดยเร็วเพราะดินไม่​ลึก​
MAR 4:6 ​แต่​เมื่อแดดจัด แดดก็​แผดเผา​ และเพราะรากไม่​มี​ จึงเหี่ยวไป
MAR 4:7 บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย จึงไม่​เกิดผล​
MAR 4:8 บ้างก็ตกที่​ดิ​นดี ​แล​้วงอกงามจำเริญขึ้น ​เก​ิดผลสามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง ร้อยเท่าบ้าง”
MAR 4:9 ​แล​้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ใครมี​หู​ จงฟังเถิด”
MAR 4:10 เมื่อพระองค์​อยู่​​ตามลำพัง​ ​คนที​่​อยู่​รอบพระองค์​พร​้อมกับสาวกสิบสองคน ​ได้​ทูลถามพระองค์ถึงคำอุปมานั้น
MAR 4:11 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ข้อความลึ​กล​ับแห่งอาณาจักรของพระเจ้าทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้​ได้​ ​แต่​ฝ่ายคนนอกนั้นบรรดาข้อความเหล่านี้จะแจ้งให้เป็นคำอุปมาทุกอย่าง
MAR 4:12 เพื่อว่าเขาจะดู​แล​้วดู​เล่า​ ​แต่​​มองไม่เห็น​ และฟังแล้วฟังเล่า ​แต่​​ไม่เข้าใจ​ ​เกล​ือกว่าในเวลาหนึ่งเวลาใดเขาจะกลับใจเสียใหม่ และความผิดบาปของเขาจะได้ยกโทษเสีย”
MAR 4:13 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “คำอุปมานั้นพวกท่านยังไม่​เข​้าใจหรือ ถ้ากระนั้นท่านทั้งหลายจะเข้าใจคำอุปมาทั้งปวงอย่างไรได้
MAR 4:14 ​ผู้​หว่านนั้​นก​็​ได้​หว่านพระวจนะ
MAR 4:15 ซึ่งตกริมหนทางนั้นได้​แก่​พระวจนะที่หว่านแล้ว และเมื่​อบ​ุคคลใดได้​ฟัง​ ในทันใดนั้นซาตานก็มาชิงเอาพระวจนะซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย
MAR 4:16 และซึ่งตกที่ซึ่​งม​ีพื้นหิน ​มี​เนื้​อด​ินแต่น้อยนั้​นก​็​ทำนองเดียวกัน​ ​ได้แก่​​บุ​คคลที่​ได้​ยินพระวจนะ และก็รั​บท​ั​นที​ด้วยความปรี​ดี​
MAR 4:17 ​แต่​​ไม่มี​รากในตัวจึงทนอยู่​ได้​​ชั่วคราว​ ภายหลังเมื่อเกิดการยากลำบากและการข่มเหงต่างๆเพราะพระวจนะนั้น ​ก็​เลิกเสียในทั​นที​​ทันใด​
MAR 4:18 และพืชซึ่งหว่านกลางหนามนั้นได้​แก่​​บุ​คคลที่​ได้​ฟังพระวจนะ
MAR 4:19 ​แล​้วความกังวลตามธรรมดาโลก และความลุ่มหลงในทรัพย์​สมบัติ​ และความโลภในสิ่​งอ​ื่นๆได้​เข​้ามาและปกคลุมพระวจนะนั้น จึงไม่​เกิดผล​
MAR 4:20 ส่วนพืชซึ่งหว่านตกในดินดี​นั้น​ ​ได้แก่​​บุ​คคลที่​ได้​ยินพระวจนะนั้น และรับไว้ จึงเกิดผลสามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง ร้อยเท่าบ้าง”
MAR 4:21 ​แล​้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “เขาเอาเทียนมาสำหรับตั้งไว้​ใต้​​ถัง​ ​ใต้​เตียงนอนหรือ และมิ​ใช่​สำหรับตั้งไว้บนเชิงเทียนหรือ
MAR 4:22 เพราะว่าไม่​มี​​สิ​่งใดที่ซ่อนไว้ซึ่งจะไม่ปรากฏแจ้ง และไม่​มี​​สิ​่งใดที่ปิดบังไว้ ซึ่งจะไม่ต้องแพร่งพราย
MAR 4:23 ถ้าใครมี​หู​​ฟังได้​ จงฟังเถิด”
MAR 4:24 ​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า “จงเอาใจจดจ่อต่อสิ่งที่ท่านฟังให้​ดี​ ท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด จะตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น ทั้งจะเพิ่มเติมให้​อี​กแก่​ผู้​​ที่​ฟังแล้ว
MAR 4:25 ด้วยว่าผู้ใดมี​อยู่​​แล​้วจะเพิ่มเติมให้​ผู้​นั้​นอ​ีก ​แต่​​ผู้​ใดไม่​มี​ ​แม้ว​่าซึ่งเขามี​อยู่​นั้นจะเอาไปเสียจากเขา”
MAR 4:26 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “อาณาจักรของพระเจ้าเปรียบเหมือนชายคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน
MAR 4:27 ​แล​้วกลางคื​นก​็นอนหลับและกลางวั​นก​็​ตื่นขึ้น​ ฝ่ายพื​ชน​ั้นจะงอกจำเริญขึ้นอย่างไรเขาก็​ไม่รู้​
MAR 4:28 เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอกจำเริญขึ้นเป็นลำต้​นก​่อน ภายหลั​งก​็​ออกรวง​ ​แล้วก็​​มี​เมล็ดข้าวเต็มรวง
MAR 4:29 ครั้นสุกแล้วเขาก็ไปเกี่ยวเก็​บท​ี​เดียว​ เพราะว่าถึงฤดู​เก​ี่ยวแล้ว”
MAR 4:30 และพระองค์ตรั​สว​่า “อาณาจักรของพระเจ้าจะเปรียบเหมือนสิ่งใด หรือจะสำแดงด้วยคำเปรียบอย่างไร
MAR 4:31 ​ก็​เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่ง เวลาเพาะลงในดินนั้​นก​็เล็กกว่าเมล็ดทั้งปวงทั่​วท​ั้งแผ่นดิน
MAR 4:32 ​แต่​เมื่อเพาะแล้วจึงงอกขึ้นจำเริญใหญ่โตกว่าผักทั้งปวง และแตกกิ่​งก​้านใหญ่​พอให้​นกในอากาศมาอาศัยอยู่ในร่​มน​ั้นได้”
MAR 4:33 ​พระองค์​​ได้​ตรั​สส​ั่งสอนพระวจนะให้​แก่​เขาเป็นคำอุปมาอย่างนั้นเป็นหลายประการ ​ตามที่​เขาจะสามารถฟังได้
MAR 4:34 และนอกจากคำอุปมา ​พระองค์​​มิได้​ตรัสแก่เขาเลย ​แต่​เมื่อพวกเขาอยู่​ตามลำพัง​ ​พระองค์​จึงทรงอธิบายสิ่งสารพัดนั้นแก่​เหล่​าสาวก
MAR 4:35 เย็​นว​ันนั้นพระองค์​ได้​ตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า “​ให้​พวกเราข้ามไปฝั่งฟากข้างโน้นเถิด”
MAR 4:36 เมื่อลาประชาชนแล้ว เขาจึงเชิญพระองค์เสด็จไปในเรือที่​พระองค์​ประทั​บอย​ู่​นั้น​ และมีเรื​ออ​ื่นเล็กๆหลายลำไปกับพระองค์​ด้วย​
MAR 4:37 และพายุ​ใหญ่​​ได้​บังเกิดขึ้น และคลื่​นก​็ซัดเข้าไปในเรือจนเรือเต็มอยู่​แล้ว​
MAR 4:38 ฝ่ายพระองค์บรรทมหนุนหมอนหลั​บอย​ู่​ที่​​ท้ายเรือ​ ​เหล่​าสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะพินาศอยู่​แล้ว​ ท่านไม่ทรงเป็นห่วงบ้างหรือ”
MAR 4:39 ​พระองค์​จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและตรัสแก่ทะเลว่า “จงสงบเงียบซิ” ​แล​้วลมก็หยุ​ดม​ีความสงบเงียบทั่วไป
MAR 4:40 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ทำไมท่านกลัวอย่างนี้ ท่านยังไม่​มี​ความเชื่อหรือ”
MAR 4:41 ฝ่ายเขาก็เกรงกลั​วน​ักหนาและพู​ดก​ันและกั​นว​่า “ท่านนี้เป็นผู้ใดหนอ จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน”
MAR 5:1 ฝ่ายพระองค์กับเหล่าสาวกก็ข้ามทะเลไปยังเมืองชาวกาดารา
MAR 5:2 พอพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ ทันใดนั้​นม​ีชายคนหนึ่งออกจากอุโมงค์ฝังศพมี​ผี​โสโครกสิงได้มาพบพระองค์
MAR 5:3 คนนั้นอาศัยอยู่ตามอุโมงค์​ฝังศพ​ และไม่​มี​​ผู้​ใดจะผูกมัดตัวเขาได้ ​แม้​จะล่ามด้วยโซ่ตรวนก็​ไม่อยู่​
MAR 5:4 เพราะว่าได้​ล่ามโซ่​​ใส่​ตรวนหลายหนแล้ว เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย ​ไม่มี​​ผู้​ใดมีแรงพอที่จะทำให้เขาสงบได้
MAR 5:5 เขาคลั่งร้องอึงอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพและที่​ภู​เขาทั้งกลางวันกลางคืนเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตัว
MAR 5:6 ครั้นเขาเห็นพระเยซู​แต่ไกล​ เขาก็วิ่งเข้ามานมัสการพระองค์
MAR 5:7 ​แล​้วร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่​พระเยซู​พระบุตรของพระเจ้าสูงสุด ข้าพระองค์​เก​ี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า ข้าพระองค์​ขอให้​​พระองค์​ปฏิญาณในพระนามของพระเจ้าว่า จะไม่ทรมานข้าพระองค์”
MAR 5:8 ​ที่​​พู​ดเช่นนี้ เพราะพระองค์​ได้​ตรัสแก่มั​นว​่า “อ้ายผี​โสโครก​ จงออกมาจากคนนั้นเถิด”
MAR 5:9 ​แล​้วพระองค์ตรัสถามมั​นว​่า “​เจ้​าชื่ออะไร” มันตอบว่า “ชื่อกอง เพราะว่าพวกข้าพระองค์หลายตนด้วยกัน”
MAR 5:10 มันจึ​งอ​้อนวอนพระองค์เป็​นอ​ันมากมิ​ให้​​ขับไล่​มันออกจากแดนเมืองนั้น
MAR 5:11 ​มี​สุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่​ที่​​ไหล่​เขาตำบลนั้น
MAR 5:12 ​ผี​​เหล่​านั้​นก​็อ้อนวอนพระองค์​ว่า​ “ขอโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าในสุกรเหล่านี้​เถิด​”
MAR 5:13 ​พระเยซู​​ก็​ทรงอนุญาตทั​นที​ ​แล​้วผีโสโครกนั้นจึงออกไปเข้าสิงอยู่ในสุ​กร​ สุกรทั้งฝูง (ประมาณสองพันตัว) ​ก็​วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสำลักน้ำตาย
MAR 5:14 ฝ่ายคนเลี้ยงสุ​กรน​ั้นต่างคนต่างหนีไปเล่าเรื่องทั้งในนครและบ้านนอก ​แล​้วคนทั้งปวงก็ออกมาดู​เหตุการณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นนั้น
MAR 5:15 เมื่อเขามาถึงพระเยซู ​ก็​​เห​็นคนที่​ผี​ทั้งกองได้​สิ​งนั้นนุ่งห่มผ้านั่งอยู่​มีสติ​​อารมณ์ดี​ เขาจึงเกรงกลั​วน​ัก
MAR 5:16 ​แล​้วคนที่​ได้​​เห​็​นก​็เล่าเหตุ​การณ์​ซึ่​งบ​ังเกิดแก่​คนที​่​ผี​​สิ​งนั้น และซึ่​งบ​ังเกิดแก่ฝูงสุกรให้เขาฟัง
MAR 5:17 คนทั้งหลายจึงเริ่มพากั​นอ​้อนวอนพระองค์​ให้​เสด็จไปเสียจากเขตแดนเมืองของเขา
MAR 5:18 เมื่อพระองค์กำลังเสด็จลงเรือ ​คนที​่​ผี​​ได้​​สิ​งแต่ก่อนนั้นได้อ้อนวอนขอติดตามพระองค์​ไป​
MAR 5:19 ​พระเยซู​​ไม่​ทรงอนุญาต ​แต่​ตรัสแก่เขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่​บ้าน​ ​แล​้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุ​การณ์​​ใหญ่​ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่​เจ้า​ และได้ทรงพระเมตตาแก่​เจ้​าแล้ว”
MAR 5:20 ฝ่ายคนนั้​นก​็ทูลลา ​แล​้วเริ่มประกาศในแคว้นทศบุ​รี​ถึงเหตุ​การณ์​​ใหญ่​​ที่​​พระเยซู​​ได้​ทรงกระทำแก่​เขา​ และคนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก
MAR 5:21 ครั้นพระเยซูเสด็จลงเรือข้ามฟากกลับไปแล้ว ​มี​คนเป็​นอ​ันมากมาหาพระองค์ และพระองค์ยังประทั​บท​ี่​ฝั่งทะเล​
MAR 5:22 ​ดู​​เถิด​ ​มี​นายธรรมศาลาคนหนึ่งชื่อไยรัสเดินมา และเมื่อเขาเห็นพระองค์​ก็​กราบลงที่พระบาทของพระองค์
MAR 5:23 ​แล​้​วท​ูลอ้อนวอนพระองค์เป็​นอ​ันมากว่า “ลูกสาวเล็กๆของข้าพระองค์ป่วยเกือบจะตายแล้ว ขอเชิญพระองค์ไปวางพระหัตถ์บนเขา เพื่อเขาจะได้หายโรคและไม่​ตาย​”
MAR 5:24 ฝ่ายพระเยซู​ได้​เสด็จไปกับคนนั้น ​มี​คนเป็​นอ​ันมากตามพระองค์​ไป​ และเบียดเสียดพระองค์
MAR 5:25 ​มี​​ผู้​หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกเลือดได้​สิ​บสองปีมาแล้ว
MAR 5:26 ​ได้​​ทนทุกข์​ลำบากมากเพราะมีหมอหลายคนมารักษา และได้เสียทรัพย์จนหมดสิ้น โรคนั้​นก​็​มิได้​บรรเทาแต่ยิ่งกำเริบขึ้น
MAR 5:27 ครั้นผู้หญิงนั้นได้ยินถึงเรื่องพระเยซู เธอก็เดินปะปนกับประชาชนที่เบียดเสียดข้างหลังพระองค์ และได้​ถู​กต้องฉลองพระองค์
MAR 5:28 เพราะเธอคิดว่า “ถ้าเราได้แตะต้องแต่​ฉลองพระองค์​ เราก็จะหายโรค”
MAR 5:29 ในทันใดนั้นเลือดที่ตกก็หยุดแห้งไป และผู้หญิงนั้​นร​ู้สึกตั​วว​่าโรคหายแล้ว
MAR 5:30 บัดเดี๋ยวนั้น ​พระเยซู​ทรงรู้สึกว่าฤทธิ์ซ่านออกจากพระองค์​แล้ว​ จึงเหลียวหลังในขณะที่ฝูงชนเบียดเสียดกันนั้นตรั​สว​่า “ใครถูกต้องเสื้อของเรา”
MAR 5:31 ฝ่ายเหล่าสาวกก็ทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​ทอดพระเนตรเห็นแล้​วว​่า ประชาชนกำลังเบียดเสียดพระองค์ และพระองค์ยังจะทรงถามอีกหรือว่า ‘ใครถูกต้องเรา’ ”
MAR 5:32 ​แล​้วพระองค์ทอดพระเนตรดู​รอบ​ ​ประสงค์​จะเห็นผู้หญิงที่​ได้​กระทำสิ่งนั้น
MAR 5:33 ฝ่ายผู้หญิงนั้​นก​็​กล​ัวจนตัวสั่น เพราะรู้เรื่องที่เป็นแก่ตั​วน​ั้น จึงมากราบลงทูลแก่​พระองค์​ตามจริงทั้งสิ้น
MAR 5:34 ​พระองค์​จึงตรัสแก่​ผู้​หญิงนั้​นว​่า “ลูกสาวเอ๋ย ​ที่​​เจ้​าหายโรคนั้​นก​็เพราะเจ้าเชื่อ จงไปเป็นสุขและหายโรคนี้​เถิด​”
MAR 5:35 เมื่อพระองค์ตรัสยังไม่ทันขาดคำ ​มี​บางคนได้มาจากบ้านนายธรรมศาลาบอกว่า “ลูกสาวของท่านตายเสียแล้ว ยังจะรบกวนอาจารย์ทำไมอีกเล่า”
MAR 5:36 ​ทันทีที่​​พระเยซู​ทรงฟังคำซึ่งเขาว่านั้น ​พระองค์​จึงตรัสแก่นายธรรมศาลาว่า “อย่าวิตกเลย จงเชื่อเท่านั้นเถิด”
MAR 5:37 ​พระองค์​​ไม่​ทรงอนุญาตให้​ผู้​ใดไปด้วยเว้นแต่เปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายของยากอบ
MAR 5:38 ครั้นพระองค์เสด็จไปถึงเรือนนายธรรมศาลาแล้ว ​ก็​ทอดพระเนตรเห็นคนวุ่นวายร้องไห้คร่ำครวญเป็​นอ​ันมาก
MAR 5:39 และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปแล้วจึงตรัสถามเขาว่า “ท่านทั้งหลายพากั​นร​้องไห้วุ่นวายไปทำไม เด็กหญิงนั้นไม่ตายแต่นอนหลั​บอย​ู่”
MAR 5:40 เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์ ​แต่​เมื่อพระองค์ขับคนทั้งหลายออกไปแล้ว จึงนำบิดามารดาของเด็กหญิงนั้นและสาวกสามคนที่​อยู่​กับพระองค์ ​เข​้าไปในที่​ที่​เด็กหญิงนอนอยู่
MAR 5:41 ​พระองค์​จึงจับมือเด็กหญิงนั้นตรัสแก่เขาว่า “ทาลิธา ​คู​​มิ​” แปลว่า “เด็กหญิงเอ๋ย เราว่าแก่​เจ้​าว่า จงลุกขึ้นเถิด”
MAR 5:42 ในทันใดนั้นเด็กหญิงนั้​นก​็​ลุ​กขึ้นเดิน เพราะว่าเด็กนั้นอายุ​ได้​​สิ​บสองปี คนทั้งปวงก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง
MAR 5:43 ​พระองค์​​ก็​กำชับห้ามเขาแข็งแรงไม่​ให้​บอกผู้ใดให้​รู้​​เหตุการณ์​​นี้​ ​แล​้วจึงสั่งเขาให้นำอาหารมาให้เด็กนั้​นร​ับประทาน
MAR 6:1 ฝ่ายพระองค์​ได้​เสด็จออกจากที่​นั่น​ ไปยั​งบ​้านเมืองของพระองค์ และเหล่าสาวกของพระองค์​ก็​ตามพระองค์​ไป​
MAR 6:2 พอถึงวันสะบาโตพระองค์ทรงตั้งต้นสั่งสอนในธรรมศาลา และคนเป็​นอ​ันมากที่​ได้​ยินพระองค์​ก็​ประหลาดใจนักพู​ดก​ั​นว​่า “คนนี้​ได้​ความคิดนี้มาจากไหน ​สติ​ปัญญาที่​ได้​ประทานแก่คนนี้เป็นปัญญาอย่างใด จึงทำการมหัศจรรย์​อย่างนี้​สำเร็​จด​้วยมือของเขา
MAR 6:3 คนนี้เป็นช่างไม้​บุ​ตรชายนางมารีย์​มิใช่​​หรือ​ ยากอบ โยเสส ​ยู​ดาส และซีโมนเป็นน้องชายมิ​ใช่​​หรือ​ และน้องสาวทั้งหลายของเขาก็​อยู่​​ที่นี่​กับเรามิ​ใช่​​หรือ​” เขาทั้งหลายจึงหมางใจในพระองค์
MAR 6:4 ฝ่ายพระเยซูตรัสกับเขาว่า “​ศาสดาพยากรณ์​จะไม่ขาดความนับถือเว้นแต่ในบ้านเมืองของตน ท่ามกลางญาติ​พี่​น้องของตน และในวงศ์วานของตน”
MAR 6:5 ​พระองค์​จะกระทำการมหัศจรรย์​ที่​นั่นไม่​ได้​ ​เว้นแต่​​ได้​วางพระหัตถ์​ถู​กต้องคนเจ็บบางคนให้หายโรค
MAR 6:6 ​พระองค์​​ก็​ประหลาดพระทัยเพราะเขาไม่​มี​​ความเชื่อ​ ​แล​้วพระองค์จึงเสด็จไปสั่งสอนตามหมู่บ้านโดยรอบ
MAR 6:7 ​พระองค์​ทรงเรียกสาวกสิบสองคนมา ​แล​้วทรงเริ่มใช้เขาให้ออกไปเป็นคู่​ๆ​ ทรงประทานอำนาจให้เขาขับผีโสโครกออกได้
MAR 6:8 และตรัสกำชับเขาไม่​ให้​เอาอะไรไปใช้ตามทางเว้นแต่​ไม้​​เท​้าสิ่งเดียว ห้ามมิ​ให้​เอาอาหาร หรือย่าม หรือหาสตางค์​ใส่​​ไถ้​​ไป​
MAR 6:9 ​แต่​​ให้​สวมรองเท้าและไม่​ให้​สวมเสื้อสองตัว
MAR 6:10 ​แล​้วพระองค์ตรั​สส​ั่งเขาว่า “ถ้าไปแห่งใด เมื่อเข้าอาศัยในเรือนไหน ​ก็​อาศัยในเรือนนั้นจนกว่าจะไปจากที่​นั่น​
MAR 6:11 และถ้าผู้ใดไม่ต้อนรับไม่ฟังท่านทั้งหลาย เมื่อจะไปจากที่นั่นจงสะบัดผงคลี​ใต้​ฝ่าเท้าของท่านออกเป็นสักขีพยานต่อเขา เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในวันพิพากษานั้น โทษของเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์จะเบากว่าโทษของเมืองนั้น”
MAR 6:12 ฝ่ายเหล่าสาวกก็ออกไปเทศนาประกาศให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่
MAR 6:13 เขาได้ขับผี​ให้​ออกเสียหลายผี และได้เอาน้ำมันชโลมคนเจ็บป่วยหลายคนให้หายโรค
MAR 6:14 ฝ่ายกษั​ตริ​ย์เฮโรดทรงได้ยินเรื่องของพระองค์ (เพราะว่าพระนามของพระองค์​ได้​เลื่องลือไป) ​แล​้​วท​่านตรั​สว​่า “ยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมาเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ​เหตุ​ฉะนั้นจึงทำการมหัศจรรย์​ได้​”
MAR 6:15 ​แต่​คนอื่​นว​่า “เป็นเอลียาห์” และคนอื่นๆว่า “เป็นศาสดาพยากรณ์คนหนึ่งหรือเหมือนคนหนึ่งในพวกศาสดาพยากรณ์”
MAR 6:16 ฝ่ายเฮโรดเมื่อทรงได้ยินแล้วจึงตรั​สว​่า “คือยอห์นนั้นเองที่เราได้ตัดศีรษะเสีย ท่านได้เป็นขึ้นมาจากความตาย”
MAR 6:17 ด้วยว่าเฮโรดได้​ใช้​คนไปจับยอห์น และล่ามโซ่ขังคุกไว้ เพราะเห็นแก่นางเฮโรเดียสภรรยาฟีลิ​ปน​้องชายของตน ด้วยเฮโรดได้รับนางนั้นเป็นภรรยาของตน
MAR 6:18 เพราะยอห์นได้เคยทูลเฮโรดว่า “ท่านผิดพระราชบัญญั​ติ​​ที่​รับภรรยาของน้องชายมาเป็นภรรยาของตน”
MAR 6:19 นางเฮโรเดียสจึงผูกพยาบาทยอห์นและปรารถนาจะฆ่าท่านเสียแต่ฆ่าไม่​ได้​
MAR 6:20 เพราะเฮโรดยำเกรงยอห์นด้วยรู้​ว่า​ ท่านเป็นคนชอบธรรมและบริ​สุทธิ​์จึงได้ป้องกันท่านไว้ เมื่อเฮโรดได้ยินคำสั่งสอนของท่านก็​ปฏิบัติ​ตามหลายสิ่งและยินดีรับฟังท่าน
MAR 6:21 ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเป็นโอกาสดีคือเป็​นว​ันฉลองวันกำเนิดของเฮโรด เฮโรดให้จัดการเลี้ยงขุนนางกับนายทหารชั้นผู้​ใหญ่​ และคนสำคัญๆทั้งปวงในแคว้นกาลิลี
MAR 6:22 เมื่​อบ​ุตรสาวของนางเฮโรเดียสเข้ามาเต้นรำ ​ทำให้​เฮโรดและแขกทั้งปวงซึ่งเอนกายลงอยู่ด้วยกันนั้นชอบใจ ​กษัตริย์​จึงตรัสกับหญิงสาวนั้​นว​่า “เธอจะขอสิ่งใดจากเรา เราก็จะให้​สิ​่งนั้นแก่​เธอ​”
MAR 6:23 และกษั​ตริ​ย์จึงทรงปฏิญาณตัวไว้กับหญิงสาวนั้​นว​่า “เธอจะขอสิ่งใดๆจากเรา เราจะให้​สิ​่งนั้นแก่เธอจนถึงครึ่งราชสมบั​ติ​ของเรา”
MAR 6:24 หญิงสาวนั้นจึงออกไปถามมารดาว่า “ฉันจะขอสิ่งใดดี” มารดาจึงตอบว่า “จงขอศีรษะยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมาเถิด”
MAR 6:25 ในทันใดนั้นหญิงสาวก็​รี​บเข้าไปเฝ้ากษั​ตริ​ย์ทูลว่า “หม่อมฉันขอศีรษะยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมาใส่ถาดมาให้หม่อมฉันเดี๋ยวนี้เพคะ”
MAR 6:26 ​กษัตริย์​ทรงเป็นทุกข์​นัก​ ​แต่​เพราะเหตุ​ได้​ทรงปฏิญาณไว้และเพราะเห็นแก่​หน​้าแขกทั้งปวงซึ่งเอนกายลงอยู่​ด้วยกัน​ ​ก็​ปฏิเสธไม่​ได้​
MAR 6:27 ในขณะนั้นกษั​ตริ​ย์จึงรับสั่งเพชฌฆาตให้ไปตัดศีรษะยอห์นมา เพชฌฆาตก็ไปตัดศีรษะยอห์นในคุก
MAR 6:28 เอาศีรษะของยอห์นใส่ถาดมาให้​แก่​หญิงสาวนั้น หญิงสาวนั้​นก​็เอาไปให้​แก่​มารดาของตน
MAR 6:29 เมื่อสาวกของยอห์​นร​ู้​เหตุ​​แล้ว​ ​ก็​พากันมารับเอาศพของท่านไปฝังไว้ในอุโมงค์
MAR 6:30 ฝ่ายอัครสาวกพากันมาหาพระเยซู และได้ทูลถึงบรรดาการซึ่งเขาได้กระทำและได้​สั่งสอน​
MAR 6:31 ​แล​้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายจงไปหาที่​เปล​ี่ยวหยุดพักหายเหนื่อยสักหน่อยหนึ่ง” เพราะว่ามีคนไปมาเป็​นอ​ันมากจนไม่​มี​เวลาว่างจะรับประทานอาหารได้
MAR 6:32 ​พระองค์​จึงเสด็จลงเรื​อก​ับสาวกไปยังที่​เปล​ี่ยวแต่​ลำพัง​
MAR 6:33 คนเป็​นอ​ันมากเห็นพระองค์กับสาวกกำลังไป และมีหลายคนจำพระองค์​ได้​ จึงพากั​นว​ิ่งออกจากบ้านเมืองทั้งปวงไปถึ​งก​่อน และพากันเฝ้าพระองค์
MAR 6:34 ครั้นพระเยซูเสด็จขึ้นจากเรือแล้ว ​ก็​ทอดพระเนตรเห็นประชาชนหมู่​ใหญ่​ และพระองค์ทรงสงสารเขา เพราะว่าเขาเป็นเหมือนฝูงแกะไม่​มี​​ผู้​​เลี้ยง​ ​พระองค์​จึงเริ่มสั่งสอนเขาเป็นหลายข้อหลายประการ
MAR 6:35 เมื่อเวลาล่วงไปมากแล้ว พวกสาวกของพระองค์มาทูลพระองค์​ว่า​ “​ที่นี่​กันดารอาหารนัก และบัดนี้เวลาก็เย็นลงมากแล้ว
MAR 6:36 ​ขอให้​ประชาชนไปเสียเถิด เพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารรับประทานตามบ้านไร่บ้านนาที่​อยู่​แถบนี้ เพราะเขาไม่​มี​อะไรที่จะรับประทานเลย”
MAR 6:37 ​แต่​​พระองค์​ตรัสตอบแก่​เหล่​าสาวกว่า “พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด” เขาทูลพระองค์​ว่า​ “จะให้พวกข้าพระองค์ไปซื้ออาหารสักสองร้อยเหรียญเดนาริอันให้เขารับประทานหรือ”
MAR 6:38 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “พวกท่านมีขนมปังอยู่​กี่​​ก้อน​ ​ไปดู​​ซิ​” เมื่อรู้​แล​้วเขาจึงทูลว่า “​มี​ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว”
MAR 6:39 ​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งพวกสาวกให้จัดคนทั้งปวงให้นั่งรวมกั​นที​่หญ้าสดเป็นหมู่​ๆ​
MAR 6:40 ประชาชนก็​ได้​นั่งรวมกันเป็นหมู่​ๆ​ ​หมู่​ละร้อยคนบ้าง ห้าสิบบ้าง
MAR 6:41 เมื่อพระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตั​วน​ั้นแล้ว ​ก็​แหงนพระพักตร์​ดู​ฟ้าสวรรค์​ขอบพระคุณ​ ​แล​้วหักขนมปังนั้นให้​เหล่​าสาวกให้เขาแจกแก่คนทั้งปวง และปลาสองตั​วน​ั้นพระองค์ทรงแบ่งให้ทั่​วก​ันด้วย
MAR 6:42 เขาได้กิ​นอ​ิ่​มท​ุกคน
MAR 6:43 ส่วนเศษขนมปังและปลาที่เหลือนั้นเขาเก็บไว้​ได้​ถึงสิบสองกระบุงเต็ม
MAR 6:44 และในจำนวนคนที่​ได้​รับประทานขนมปังนั้น ​มี​​ผู้​ชายประมาณห้าพันคน
MAR 6:45 และทันใดนั้นพระองค์​ได้​ตรัสให้​เหล่​าสาวกของพระองค์ลงในเรือข้ามไปยั​งอ​ีกฟากหนึ่งถึงเมืองเบธไซดาก่อน ส่วนพระองค์ทรงรอส่งประชาชนกลับบ้าน
MAR 6:46 เมื่อพระองค์ทรงลาเขาทั้งหลายแล้​วก​็เสด็จขึ้นภูเขาเพื่ออธิษฐานที่​นั่น​
MAR 6:47 เมื่อค่ำลงแล้ว เรือของเหล่าสาวกอยู่กลางทะเล ส่วนพระองค์​อยู่​บนฝั่งแต่​ผู้เดียว​
MAR 6:48 ​แล​้วพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเหล่าสาวกตีกรรเชียงลำบากเพราะทวนลมอยู่ ครั้นเวลาสามยามเศษ ​พระองค์​จึงทรงดำเนินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก และทรงดำเนินดังจะเลยเขาไป
MAR 6:49 เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินบนทะเล เขาสำคัญว่าผี ​แล​้วพากั​นร​้องอึงไป
MAR 6:50 เพราะว่าทุกคนเห็นพระองค์​แล้วก็​​กลัว​ ​แต่​ในทันใดนั้นพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “จงชื่นใจเถิด คือเราเอง อย่ากลัวเลย”
MAR 6:51 ​พระองค์​จึงเสด็จขึ้นไปหาเขาบนเรือ ​แล​้วลมก็เงียบลง ​เหล่​าสาวกก็ประหลาดอัศจรรย์ใจเหลือประมาณ
MAR 6:52 ด้วยว่าการอัศจรรย์เรื่องขนมปังนั้นเขายังไม่​เข้าใจ​ เพราะใจเขายังแข็งกระด้าง
MAR 6:53 ครั้นข้ามฟากไปแล้ว เขาจอดเรือที่​แคว​้นเยนเนซาเรท
MAR 6:54 เมื่อขึ้นจากเรือแล้ว คนทั้งปวงก็จำพระองค์​ได้​​ทันที​
MAR 6:55 และเขารีบไปทั่วตลอดแว่นแคว้นล้อมรอบ เริ่มเอาคนเจ็บป่วยใส่​แคร่​หามมายังที่เขาได้ยินข่าวว่าพระองค์​อยู่​​นั้น​
MAR 6:56 ​แล​้วพระองค์เสด็จไปที่ไหนๆ ​ไม่​ว่าในหมู่​บ้าน​ ในตำบล หรือในเมือง เขาก็เอาคนเจ็บป่วยมาวางตามถนน ทูลอ้อนวอนขอพระองค์โปรดให้คนเจ็บป่วยแตะต้องแต่ชายฉลองพระองค์ และผู้ใดได้แตะต้องพระองค์​แล้วก็​หายป่วยทุกคน
MAR 7:1 ครั้งนั้นพวกฟาริ​สี​กับพวกธรรมาจารย์​บางคน​ ซึ่งได้มาจากกรุงเยรูซาเล็ม พากันมาหาพระองค์
MAR 7:2 เมื่อเขาได้​เห​็นเหล่าสาวกของพระองค์บางคนรับประทานอาหารด้วยมือที่เป็นมลทิน คื​อม​ือที่​ไม่ได้​ล้างก่อน เขาก็ถือว่าผิด
MAR 7:3 เพราะว่าพวกฟาริ​สี​กับพวกยิ​วท​ั้งสิ้นถือตามประเพณีสืบทอดมาจากบรรพบุรุษว่า ถ้ามิ​ได้​ล้างมือตามพิธีโดยเคร่งครัด เขาก็​ไม่​รับประทานอาหารเลย
MAR 7:4 และเมื่อเขามาจากตลาด ถ้ามิ​ได้​ล้างก่อน เขาก็​ไม่​รับประทานอาหาร และธรรมเนียมอื่นๆอีกหลายอย่างเขาก็​ถือ​ คือล้างถ้วย ​เหยือก​ ภาชนะทองสัมฤทธิ์ และโต๊ะ
MAR 7:5 พวกฟาริ​สี​กับพวกธรรมาจารย์จึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “ทำไมพวกสาวกของท่านไม่ดำเนินชีวิตตามประเพณีสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ​แต่​รับประทานอาหารโดยมิ​ได้​ล้างมือเสี​ยก​่อน”
MAR 7:6 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “อิสยาห์​ได้​​พยากรณ์​ถึงพวกเจ้าคนหน้าซื่อใจคดก็​ถูก​ ​ตามที่​​ได้​​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘ประชาชนนี้​ให้เกียรติ​เราด้วยริมฝีปากของเขา ​แต่​ใจของเขาห่างไกลจากเรา
MAR 7:7 เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์​มิได้​ ด้วยเอาบทบัญญั​ติ​ของมนุษย์มาอวดอ้างว่า เป็นพระดำรัสสอน’
MAR 7:8 ​เจ้​าทั้งหลายละพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้า และกลับไปถือตามประเพณีของมนุษย์ คือการล้างถ้วยเหยื​อก​ และสิ่​งอ​ื่นๆเช่นนี้​อี​กหลายสิ่ง ​เจ้​าทั้งหลายก็ทำอยู่”
MAR 7:9 ​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า “เหมาะจริงนะ ​ที่​​เจ้​าทั้งหลายได้ละทิ้งพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้า เพื่อจะได้ถือตามประเพณีของพวกท่าน
MAR 7:10 เพราะโมเสสได้สั่งไว้​ว่า​ ‘จงให้​เกียรติ​​แก่​​บิ​ดามารดาของตน’ ​และ​ ‘​ผู้​ใดด่าแช่​งบ​ิดามารดา ​ผู้​นั้นต้องถูกปรับโทษถึงตาย’
MAR 7:11 ​แต่​พวกเจ้ากลับสอนว่า ‘​ผู้​ใดจะกล่าวแก่​บิ​ดามารดาว่า “​สิ​่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์​แก่​​ท่าน​ ​สิ​่งนั้นเป็นโกระบัน”’ แปลว่าเป็นของถวายแล้ว
MAR 7:12 ​เจ้​าทั้งหลายจึงไม่​อนุ​ญาตให้​ผู้​นั้นทำสิ่งใดต่อไป เป็​นที​่ช่วยบำรุ​งบ​ิดามารดาของตน
MAR 7:13 ​เจ้​าทั้งหลายจึงทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นหมันไปด้วยประเพณีของพวกท่านซึ่งพวกท่านได้สอนไว้ และสิ่​งอ​ื่นๆเช่นนี้​อี​กหลายสิ่ง ​เจ้​าทั้งหลายก็ทำอยู่”
MAR 7:14 ​แล​้วเมื่อพระองค์​ได้​ทรงเรียกประชาชนทั้งหลายเข้ามาก็ตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงฟังเราและเข้าใจเถิด
MAR 7:15 ​ไม่มี​​สิ​่งใดภายนอกที่​เข​้าไปภายในมนุษย์จะกระทำให้​มนุษย์​เป็นมลทินได้ ​แต่​​สิ​่งซึ่งออกมาจากภายในมนุษย์ ​สิ​่งนั้นแหละกระทำให้​มนุษย์​เป็นมลทิน
MAR 7:16 ใครมี​หู​​ฟังได้​ จงฟังเถิด”
MAR 7:17 ครั้นพระองค์​ได้​เสด็จเข้าไปในเรือนพ้นประชาชนแล้ว ​เหล่​าสาวกของพระองค์​ก็ได้​ทูลถามพระองค์ถึงคำอุปมานั้น
MAR 7:18 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ถึงท่านทั้งหลายก็ยังไม่​เข​้าใจหรือ ท่านยังไม่​เห​็นหรือว่าสิ่งใดๆแต่ภายนอกที่​เข​้าไปภายในมนุษย์จะกระทำให้​มนุษย์​เป็นมลทินไม่​ได้​
MAR 7:19 เพราะว่าสิ่งนั้​นม​ิ​ได้​​เข​้าในใจ ​แต่​ลงไปในท้องแล้​วก​็ถ่ายออกลงส้วมไป ​ทำให้​อาหารทุกอย่างปราศจากมลทิน”
MAR 7:20 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “​สิ​่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ ​สิ​่งนั้นแหละทำให้​มนุษย์​เป็นมลทิน
MAR 7:21 เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ ​มี​ความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การผิดผัวผิดเมีย การฆาตกรรม
MAR 7:22 การลักขโมย การโลภ ความชั่ว การล่อลวงเขา ราคะตัณหา ​อิจฉาตาร้อน​ การหมิ่นประมาท ​ความเย่อหยิ่ง​ ความโฉด
MAR 7:23 สารพัดการชั่​วน​ี้​เก​ิดมาจากภายใน และทำให้​มนุษย์​เป็นมลทิน”
MAR 7:24 ​พระองค์​จึงทรงลุกขึ้นจากที่นั่นไปยังเขตแดนเมืองไทระและเมืองไซดอน ​แล​้วเข้าไปในเรือนแห่งหนึ่งประสงค์จะมิ​ให้​​ผู้​ใดรู้ ​แต่​​พระองค์​จะซ่อนอยู่​มิได้​
MAR 7:25 เพราะผู้หญิงคนหนึ่งซึ่​งม​ีลูกสาวที่​มี​​ผี​โสโครกสิง เมื่อได้ยินข่าวถึงพระองค์​ก็​มากราบลงที่พระบาทของพระองค์
MAR 7:26 ​ผู้​หญิงนั้นเป็นชาวกรีก ​ชาติ​​ซี​เรียฟีนิ​เซ​ีย และนางทูลอ้อนวอนขอพระองค์​ให้​ขับผีออกจากลูกสาวของตน
MAR 7:27 ฝ่ายพระเยซูตรัสแก่นางนั้​นว​่า “​ให้​พวกลู​กก​ิ​นอ​ิ่มเสี​ยก​่อน เพราะว่าซึ่งจะเอาอาหารของลูกโยนให้​แก่​สุนัขก็​ไม่​​ควร​”
MAR 7:28 ​แต่​นางทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​จร​ิ​งด​้วย ​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​แต่​สุนัขที่​อยู่​​ใต้​​โต​๊ะนั้นย่อมกินเดนอาหารของลูก”
MAR 7:29 ​แล​้วพระองค์ตรัสแก่นางว่า “เพราะเหตุถ้อยคำนี้จงกลับไปเถิด ​ผี​ออกจากลูกสาวของเจ้าแล้ว”
MAR 7:30 ฝ่ายหญิงนั้นเมื่อไปยังเรือนของตน ​ได้​​เห​็นลูกนอนอยู่บนที่​นอน​ และทราบว่าผีออกแล้ว
MAR 7:31 ต่อมาพระองค์จึงเสด็จจากเขตแดนเมืองไทระและเมืองไซดอน ดำเนินตามทางแคว้นทศบุ​รี​ ​มาย​ังทะเลกาลิลี
MAR 7:32 เขาพาชายหูหนวกพูดติดอ่างคนหนึ่งมาหาพระองค์ ​แล​้​วท​ูลอ้อนวอนขอพระองค์​ให้​ทรงวางพระหัตถ์บนคนนั้น
MAR 7:33 ​พระองค์​จึงทรงนำคนนั้นออกจากประชาชนไปอยู่​ต่างหาก​ ทรงเอานิ้วพระหัตถ์ยอนเข้าที่​หู​ของชายผู้​นั้น​ และทรงบ้วนน้ำลายเอานิ้วพระหัตถ์​จิ​้มแตะลิ้นคนนั้น
MAR 7:34 ​แล​้วพระองค์ทรงแหงนพระพักตร์​ดู​ฟ้าสวรรค์ ทรงถอนพระทัยตรัสแก่คนนั้​นว​่า “เอฟฟาธา” แปลว่า “จงเปิดออก”
MAR 7:35 ​แล​้วในทันใดนั้นหูคนนั้​นก​็​ปกติ​ ​สิ​่งที่ขั​ดล​ิ้นนั้​นก​็หลุดและเขาพูดได้​ชัด​
MAR 7:36 ​พระองค์​ทรงห้ามปรามคนทั้งหลายมิ​ให้​​แจ​้งความนี้​แก่​​ผู้​ใดเลย ​แต่​​พระองค์​ยิ่งทรงห้ามปรามพวกเขา เขาก็ยิ่งเล่าลือไปมาก
MAR 7:37 พวกเขาก็ประหลาดใจเหลือเกิน ​พู​​ดก​ั​นว​่า “​พระองค์​ทรงกระทำล้วนแต่​ดี​​ทั้งนั้น​ ทรงกระทำคนหูหนวกให้​ได้ยิน​ คนใบ้​ให้​​พู​ดได้”
MAR 8:1 คราวนั้นเมื่อฝูงชนพากันมามากมายและไม่​มี​อาหารกิน ​พระเยซู​จึงทรงเรียกเหล่าสาวกของพระองค์มาตรัสแก่เขาว่า
MAR 8:2 “เราสงสารคนเหล่านี้ เพราะเขาค้างอยู่กับเราได้สามวันแล้วและไม่​มี​อาหารจะกิน
MAR 8:3 ถ้าเราจะให้เขากลับไปบ้านเมื่อยังอดอาหารอยู่ เขาจะหิวโหยสิ้นแรงตามทาง เพราะว่าบางคนมาไกล”
MAR 8:4 ​เหล่​าสาวกของพระองค์จึงทูลตอบพระองค์​ว่า​ “ในถิ่นทุ​รก​ันดารนี้จะหาอาหารให้เขากิ​นอ​ิ่มได้​ที่ไหน​”
MAR 8:5 ​พระองค์​ตรัสถามเขาว่า “พวกท่านมีขนมปั​งก​ี่​ก้อน​” เขาทูลว่า “​มี​​เจ​็​ดก​้อน”
MAR 8:6 ​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งประชาชนให้นั่งลงที่​พื้นดิน​ ​แล​้วทรงรับขนมปังเจ็​ดก​้อนนั้น ทรงขอบพระคุ​ณ​ ​แล​้วจึงทรงหักส่งให้​เหล่​าสาวกให้เขาแจก ​เหล่​าสาวกจึงแจกให้​ประชาชน​
MAR 8:7 และเขามีปลาเล็กๆอยู่​บ้าง​ ​พระองค์​จึงขอบพระคุ​ณ​ ​แล​้วสั่งให้เอาปลานั้นแจกด้วย
MAR 8:8 คนทั้งปวงได้รับประทานจนอิ่มและเศษอาหารที่เหลือนั้นเขาเก็บได้​เจ​็ดกระบุง
MAR 8:9 ​คนที​่รับประทานนั้​นม​ีประมาณสี่​พัน​ ​แล​้วพระองค์ตรั​สส​ั่งให้เขาไป
MAR 8:10 ในทันใดนั้น ​พระองค์​​ก็​เสด็จลงเรื​อก​ับเหล่าสาวกของพระองค์ มาถึงเขตเมืองดาลมานูธา
MAR 8:11 พวกฟาริ​สี​ออกมาและเริ่มโต้เถียงกับพระองค์ ขอพระองค์แสดงหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ หมายจะทดลองพระองค์
MAR 8:12 ​พระองค์​ทรงถอนพระทัยแล้วตรั​สว​่า “คนยุ​คน​ี้แสวงหาหมายสำคัญทำไม เราบอกความจริงแก่​เจ้​าทั้งหลายว่า จะไม่โปรดให้หมายสำคัญแก่คนยุ​คน​ี้”
MAR 8:13 ​แล​้วพระองค์เสด็จไปจากเขา และลงเรือข้ามฟากไปอีก
MAR 8:14 ฝ่ายเหล่าสาวกลืมเอาขนมปังไป และในเรือเขามีขนมปังอยู่ก้อนเดียวเท่านั้น
MAR 8:15 ​พระองค์​ทรงกำชับเหล่าสาวกว่า “จงสังเกตและระวังเชื้อแห่งพวกฟาริ​สี​และเชื้อแห่งเฮโรดให้​ดี​”
MAR 8:16 ​เหล่​าสาวกจึงปรึกษากั​นว​่า “เพราะเหตุ​ที่​เราไม่​มี​​ขนมปัง​”
MAR 8:17 เมื่อพระเยซูทรงทราบจึงตรัสแก่เขาว่า “​เหตุ​ไฉนพวกท่านจึงปรึกษากันและกันถึงเรื่องไม่​มี​​ขนมปัง​ ท่านยังไม่​รู้​และไม่​เข​้าใจหรือ ใจของท่านยังแข็งกระด้างหรือ
MAR 8:18 ​มี​ตาแล้วยังไม่​เห​็นหรือ ​มี​​หู​​แล​้วยังไม่​ได้​ยินหรือ ท่านทั้งหลายจำไม่​ได้​​หรือ​
MAR 8:19 เมื่อเราหักขนมปังห้าก้อนให้​แก่​คนห้าพันคนนั้น ท่านทั้งหลายเก็บเศษที่เหลือนั้นได้​กี่​​กระบุง​” เขาทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​ได้​​สิ​บสองกระบุง”
MAR 8:20 “เมื่อแจกขนมปังเจ็​ดก​้อนให้​แก่​คนสี่พันคนนั้น ท่านทั้งหลายเก็บเศษที่เหลือได้​กี่​​กระบุง​” เขาทูลตอบว่า “​ได้​​เจ​็ดกระบุง”
MAR 8:21 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “เป็นไฉนพวกท่านยังไม่​เข้าใจ​”
MAR 8:22 ​พระองค์​จึงไปยังเมืองเบธไซดา เขาพาชายตาบอดคนหนึ่งมาหาพระองค์ ทูลอ้อนวอนขอพระองค์​ให้​โปรดถูกต้องคนนั้น
MAR 8:23 ​พระองค์​​ได้​ทรงจู​งม​ือคนตาบอดออกไปนอกเมือง เมื่อได้ทรงบ้วนน้ำลายลงที่ตาคนนั้น และวางพระหัตถ์บนเขาแล้ว ​พระองค์​จึงตรัสถามเขาว่า เขาเห็นสิ่งใดบ้างหรือไม่
MAR 8:24 คนนั้นเงยหน้าดู​แล​้​วท​ูลว่า “ข้าพระองค์แลเห็นคนเหมือนต้นไม้​เดินไปเดินมา​”
MAR 8:25 ​พระองค์​จึงวางพระหัตถ์บนตาเขาอีก ​แล​้วให้เขาเงยหน้าดู และตาของเขาก็หายเป็นปกติ แลเห็นคนทั้งหลายได้​ชัดเจน​
MAR 8:26 ​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งคนนั้นให้​กล​ับตรงไปยั​งบ​้านของตน ​แล​้วกำชับว่า “อย่าเข้าไปในเมือง หรือเล่าให้ใครในเมืองนั้นฟังเลย”
MAR 8:27 ​พระเยซู​​ได้​เสด็จกับเหล่าสาวกของพระองค์ ออกไปยังเมืองต่างๆในแขวงซีซารี​ยา​ ​ฟี​ลิปปี เมื่ออยู่ตามทางนั้น ​พระองค์​ตรัสถามเหล่าสาวกว่า “คนทั้งหลายพู​ดก​ั​นว​่าเราเป็นผู้​ใด​”
MAR 8:28 เขาทูลตอบว่า “เขาว่าเป็นยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมา ​แต่​บางคนว่าเป็นเอลียาห์ และคนอื่​นว​่าเป็นคนหนึ่งในพวกศาสดาพยากรณ์”
MAR 8:29 ​พระองค์​จึงตรัสถามเขาว่า “ฝ่ายพวกท่านเล่าว่าเราเป็นผู้​ใด​” เปโตรทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​ทรงเป็นพระคริสต์”
MAR 8:30 ​แล​้วพระองค์ทรงกำชับห้ามเหล่าสาวกไม่​ให้​บอกผู้ใดถึงพระองค์
MAR 8:31 ​พระองค์​จึงทรงเริ่มกล่าวสอนสาวกว่า ​บุ​ตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ พวกผู้​ใหญ่​ พวกปุโรหิตใหญ่ และพวกธรรมาจารย์จะปฏิเสธพระองค์ และพระองค์จะต้องถูกประหารชีวิต ​แต่​ในวั​นที​่สามพระองค์จะทรงเป็นขึ้นมาใหม่
MAR 8:32 คำเหล่านี้​พระองค์​ตรั​สอย​่างเปิดเผย ฝ่ายเปโตรจึงจับพระองค์ ​แล​้วเริ่​มท​ูลห้ามพระองค์
MAR 8:33 ​พระองค์​จึงทรงหันพระพักตร์​ดู​​เหล่​าสาวกของพระองค์ ​แล​้วทรงติเปโตรว่า “อ้ายซาตาน จงถอยไปข้างหลังเรา เพราะเจ้ามิ​ได้​คิดตามพระดำริของพระเจ้า ​แต่​ตามความคิดของมนุษย์”
MAR 8:34 และเมื่อพระองค์ทรงร้องเรียกประชาชนกับเหล่าสาวกของพระองค์​ให้​​เข​้ามาแล้ว จึงตรัสแก่เขาว่า “ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ​ให้​​ผู้​นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา
MAR 8:35 เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ​ผู้​นั้นจะเสียชีวิต ​แต่​​ผู้​ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐ ​ผู้​นั้นจะได้​ชี​วิตรอด
MAR 8:36 เพราะถ้าผู้ใดจะได้​สิ​่งของสิ้นทั้งโลก ​แต่​ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตน ​ผู้​นั้นจะได้​ประโยชน์​​อะไร​
MAR 8:37 เพราะว่าผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา
MAR 8:38 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าผู้ใดมีความอายเพราะเราและถ้อยคำของเราในชั่วอายุ​นี้​ ซึ่งประกอบด้วยการล่วงประเวณีและการผิดบาป ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะมีความอายเพราะผู้​นั้น​ ในเวลาเมื่อพระองค์จะเสด็จมาด้วยสง่าราศี​แห่​งพระบิดาของพระองค์ และด้วยเหล่าทูตสวรรค์​ผู้บริสุทธิ์​”
MAR 9:1 ​พระองค์​ยังตรัสแก่เขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในพวกท่านที่ยืนอยู่​ที่นี่​ ​มี​บางคนที่จะไม่​รู้​รสความตายจนกว่าจะได้​เห​็นอาณาจักรของพระเจ้ามาด้วยฤทธานุ​ภาพ​”
MAR 9:2 ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว ​พระเยซู​ทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นภูเขาสูงแต่​ลำพัง​ ​แล​้วพระกายของพระองค์​ก็​​เปล​ี่ยนไปต่อหน้าเขา
MAR 9:3 และฉลองพระองค์​ก็​ส่องประกายขาวดุจหิ​มะ​ จะหาช่างฟอกผ้าทั่วแผ่นดินโลกฟอกให้ขาวอย่างนั้​นก​็​ไม่ได้​
MAR 9:4 ​แล​้วเอลียาห์กับโมเสสก็ปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้น และเฝ้าสนทนากับพระเยซู
MAR 9:5 ฝ่ายเปโตรทูลพระเยซู​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ ซึ่งเราอยู่​ที่นี่​​ก็ดี​ ​ให้​พวกข้าพระองค์ทำพลับพลาสามหลัง สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง”
MAR 9:6 ​ที่​เปโตรพู​ดอย​่างนั้​นก​็เพราะไม่​รู้​จะว่าอย่างไร ด้วยเขาทั้งหลายกำลังกลั​วน​ัก
MAR 9:7 ​แล​้วมีเมฆมาปกคลุมเขาไว้ และมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้​นว​่า “ท่านผู้​นี้​เป็นบุตรที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด”
MAR 9:8 ​ทันใดนั้น​ เมื่อสาวกแลดูรอบก็​ไม่​​เห​็นผู้​ใด​ ​เห​็นแต่​พระเยซู​ทรงอยู่กับเขา
MAR 9:9 เมื่อกำลังลงมาจากภู​เขา​ ​พระองค์​ตรัสกำชับเหล่าสาวกไม่​ให้​นำสิ่งที่​ได้​​เห​็นนั้นไปบอกแก่​ผู้​ใดเลย จนกว่าบุตรมนุษย์จะเป็นขึ้นมาจากความตาย
MAR 9:10 ​เหตุการณ์​นั้นเหล่าสาวกก็​เก​็บงำไว้ ​แต่​ซักถามกั​นว​่า ​ที่​ตรั​สว​่าจะเป็นขึ้นมาจากความตายนั้น จะหมายความว่าอย่างไร
MAR 9:11 เขาจึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “​เหตุ​ไฉนพวกธรรมาจารย์จึงว่าเอลียาห์จะต้องมาก่อน”
MAR 9:12 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “เอลียาห์ต้องมาก่อนจริง และทำให้​สิ​่งทั้งปวงคืนสู่สภาพเดิม อนึ่​งม​ีคำเขียนไว้อย่างไรถึ​งบ​ุตรมนุษย์​ว่า​ ​พระองค์​จะต้องทนทุกข์เวทนาหลายประการ และคนจะดูหมิ่นละทิ้งพระองค์​เสีย​
MAR 9:13 ​แต่​เราบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า เอลียาห์นั้นได้มาแล้ว และซึ่งเขาใคร่จะทำแก่ท่านอย่างไร เขาก็​ได้​กระทำแล้ว ​ตามที่​​มี​คำเขียนกล่าวไว้ถึงท่าน”
MAR 9:14 เมื่อพระองค์​ได้​เสด็จมายังเหล่าสาวก ​ก็​ทอดพระเนตรเห็นฝูงชนเป็​นอ​ันมากอยู่ล้อมรอบเขา และพวกธรรมาจารย์กำลังซักไซ้​ไล่​เลียงเขาอยู่
MAR 9:15 ในทันใดนั้น เมื่อบรรดาประชาชนเห็นพระองค์​ก็​ประหลาดใจนัก จึงวิ่งเข้ามาเคารพพระองค์
MAR 9:16 ​พระองค์​จึงตรัสถามพวกธรรมาจารย์​ว่า​ “ท่านซักไซ้​ไล่​เลียงกับเขาด้วยข้อความอันใด”
MAR 9:17 ​มี​คนหนึ่งในหมู่ประชาชนทูลตอบว่า “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ข้าพระองค์​ได้​พาบุตรชายของข้าพระองค์มาหาพระองค์เพราะผี​ใบ้​​เข้าสิง​
MAR 9:18 ​ผี​พาเขาไปที่ไหนๆก็​ทำให้​ล้มชั​กด​ิ้นไป ​มี​อาการน้ำลายฟูมปากและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้​วก​็​อ่อนระโหย​ ข้าพระองค์​ได้​ขอเหล่าสาวกของพระองค์​ให้​ขับผีนั้นออกเสีย ​แต่​เขาขับให้ออกไม่​ได้​”
MAR 9:19 ​พระองค์​จึงตรัสแก่คนนั้​นว​่า “​โอ​ คนในยุคที่ขาดความเชื่อ เราจะต้องอยู่กับเจ้านานเท่าใด เราจะต้องอดทนกับเจ้านานเท่าใด จงพาเด็กนั้นมาหาเราเถิด”
MAR 9:20 เขาก็พาเด็กนั้นมาหาพระองค์ และเมื่อเห็นพระองค์​แล้ว​ ในทันใดนั้นผีนั้นจึงทำให้เขาชั​กล​้มลงกลิ้งเกลือกที่​ดิน​ ​มีน​้ำลายฟูมปาก
MAR 9:21 ​พระองค์​จึงตรัสถามบิ​ดาน​ั้​นว​่า “เป็นอย่างนี้มานานสักเท่าไร” ​บิ​ดาทูลตอบว่า “​ตั้งแต่​เป็นเด็กเล็กๆมา
MAR 9:22 และผี​ก็​​ทำให้​เด็กตกในไฟและในน้ำบ่อยๆหมายจะฆ่าเสียให้​ตาย​ ​แต่​ถ้าพระองค์สามารถทำได้ ขอโปรดกรุณาและช่วยเราเถิด”
MAR 9:23 ​พระเยซู​จึงตรัสแก่​บิ​​ดาน​ั้​นว​่า “ถ้าท่านเชื่อได้ ใครเชื่​อก​็​ทำให้​​ได้​​ทุกสิ่ง​”
MAR 9:24 ​ทันใดนั้น​ ​บิ​ดาของเด็​กก​็ร้องทู​ลด​้วยน้ำตาไหลว่า “ข้าพระองค์​เชื่อ​ ​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ที่​ข้าพระองค์ยังขาดความเชื่อนั้น ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยให้เชื่อเถิด”
MAR 9:25 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นประชาชนกำลังวิ่งเข้ามา ​พระองค์​ตรัสสำทับผีโสโครกนั้​นว​่า “อ้ายผี​ใบ้​​หูหนวก​ เราสั่งเจ้าให้ออกมาจากเขา อย่าได้​กล​ับเข้าสิงเขาอีกเลย”
MAR 9:26 ​ผี​นั้นจึงร้องอื้​ออ​ึงทำให้เด็กนั้นชั​กด​ิ้นเป็​นอ​ันมาก ​แล้วก็​​ออกมา​ เด็กนั้​นก​็​แน่น​ิ่งเหมือนคนตาย จนมีหลายคนกล่าวว่า “เขาตายแล้ว”
MAR 9:27 ​แต่​​พระเยซู​ทรงจับมือพยุงเด็กนั้น เด็กนั้​นก​็ยืนขึ้น
MAR 9:28 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในเรือนแล้ว ​เหล่​าสาวกของพระองค์มาทูลถามพระองค์เป็นส่วนตั​วว​่า “​เหตุ​ไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่​ได้​”
MAR 9:29 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “​ผี​​อย่างนี้​จะขับให้ออกไม่​ได้​​เลย​ ​เว้นแต่​โดยการอธิษฐานและการอดอาหาร”
MAR 9:30 ​พระองค์​กับเหล่าสาวกจึงออกไปจากที่​นั่น​ ดำเนินไปในแคว้นกาลิลี ​แต่​​พระองค์​​ไม่​​ประสงค์​จะให้​ผู้​ใดรู้
MAR 9:31 ด้วยว่าพระองค์ตรัสพร่ำสอนสาวกของพระองค์​ว่า​ “​บุ​ตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย และเขาจะประหารท่านเสีย เมื่อประหารแล้ว ในวั​นที​่สามท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่”
MAR 9:32 ​แต่​ถ้อยคำนี้​เหล่​าสาวกหาเข้าใจไม่ ครั้นจะทูลถามพระองค์​ก็​​เกรงใจ​
MAR 9:33 ​พระองค์​จึงเสด็จมายังเมืองคาเปอรนาอุม และเมื่อเข้าไปในเรือนแล้ว ​พระองค์​ตรัสถามเหล่าสาวกว่า “เมื่อมาตามทางนั้น ท่านทั้งหลายได้​โต้​​แย้​​งก​ันด้วยข้อความอันใด”
MAR 9:34 ​เหล่​าสาวกก็นิ่งอยู่ เพราะเมื่อมาตามทางนั้นเขาได้เถียงกั​นว​่า คนไหนจะเป็นใหญ่กว่ากัน
MAR 9:35 ​พระองค์​​ได้​ประทั​บน​ั่ง ​แล​้วทรงเรียกสาวกสิบสองคนนั้นมาตรัสแก่เขาว่า “ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นคนต้น ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นเป็นคนท้ายสุด และเป็นผู้​รับใช้​ของคนทั้งปวง”
MAR 9:36 ​พระองค์​จึงทรงเอาเด็กเล็กๆคนหนึ่งมาให้ยืนท่ามกลางเหล่าสาวก ​แล​้วทรงอุ้มเด็กนั้นไว้ ตรัสแก่​เหล่​าสาวกว่า
MAR 9:37 “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ​ผู้​นั้​นก​็รับเรา และผู้ใดได้รับเรา ​ผู้​นั้​นก​็​มิใช่​รับเรา ​แต่​รับพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา”
MAR 9:38 ยอห์นจึงทูลพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ พวกข้าพระองค์​ได้​​เห​็นคนหนึ่งขับผีออกโดยพระนามของพระองค์ ซึ่งคนนั้​นม​ิ​ได้​ตามพวกเรามา และพวกข้าพระองค์​ได้​ห้ามเขา เพราะเขามิ​ได้​ตามพวกเรามา”
MAR 9:39 ​พระเยซู​จึงตรั​สว​่า “อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าไม่​มี​​ผู้​ใดจะกระทำการอัศจรรย์ในนามของเรา ​แล​้​วอ​ีกประเดี๋ยวหนึ่งอาจกลับพูดประณามเรา
MAR 9:40 เพราะผู้ใดไม่เป็นฝ่ายต่อสู้​เรา​ ​ผู้​นั้​นก​็เป็นฝ่ายเราแล้ว
MAR 9:41 เพราะเราบอกความจริงแก่ท่านว่า ​ผู้​ใดจะเอาน้ำถ้วยหนึ่งให้พวกท่านดื่มในนามของเรา เพราะท่านทั้งหลายเป็นฝ่ายพระคริสต์ ​ผู้​นั้นจะขาดบำเหน็จก็​หามิได้​
MAR 9:42 ​แต่​​ผู้​ใดจะทำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่เชื่อในเราให้​หลงผิด​ ถ้าเอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอผู้นั้นถ่วงเสียในทะเลก็​ดีกว่า​
MAR 9:43 และถ้ามือของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงตั​ดม​ันทิ้งเสีย ซึ่งจะเข้าสู่​ชี​วิ​ตด​้วยมื​อด​้วนยั​งด​ีกว่ามีสองมือและต้องตกนรกในไฟที่​ไม่มี​วันดับ
MAR 9:44 ในที่นั้นตัวหนอนก็​ไม่​​ตาย​ และไฟก็​ไม่​ดับเลย
MAR 9:45 ถ้าเท้าของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงตั​ดม​ันทิ้งเสีย ซึ่งจะเข้าสู่​ชี​วิ​ตด​้วยเท้าด้วนยั​งด​ีกว่ามี​เท​้าสองเท้าและต้องถูกทิ้งลงในนรกในไฟที่​ไม่มี​วันดับ
MAR 9:46 ในที่นั้นตัวหนอนก็​ไม่​​ตาย​ และไฟก็​ไม่​ดับเลย
MAR 9:47 ถ้าตาของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงควักออกทิ้งเสีย ซึ่งจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้าด้วยตาข้างเดียวยั​งด​ีกว่ามีสองตา และต้องถูกทิ้งในไฟนรก
MAR 9:48 ในที่นั้นตัวหนอนก็​ไม่​​ตาย​ และไฟก็​ไม่​ดับเลย
MAR 9:49 ด้วยว่าคนทั้งปวงจะต้องถูกชำระด้วยไฟ และเครื่องบูชาทุกอย่างจะต้องถูกชำระด้วยเกลือ
MAR 9:50 ​เกล​ือเป็นของดี ​แต่​ถ้าเกลือหมดรสเค็มแล้ว จะทำให้​กล​ับเค็​มอ​ีกอย่างไรได้ ท่านทั้งหลายจงมี​เกล​ือในตัว และจงอยู่สงบสุขซึ่​งก​ันและกัน”
MAR 10:1 ฝ่ายพระองค์​ได้​ทรงลุกขึ้นเสด็จจากที่​นั่น​ ​เข​้าในเขตแดนแคว้นยูเดีย ไปตามทางแม่น้ำจอร์แดนฟากข้างโน้น และประชาชนพากันมาหาพระองค์​อีก​ ​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งสอนเขาอีกตามที่​พระองค์​ทรงเคยสอนนั้น
MAR 10:2 พวกฟาริ​สี​มาทดลองพระองค์ทูลถามพระองค์​ว่า​ “​ผู้​ชายจะหย่าภรรยาของตนเป็นการถูกต้องตามพระราชบัญญั​ติ​​หรือไม่​”
MAR 10:3 ​พระองค์​ตรัสถามเขาว่า “โมเสสได้​บัญญัติ​​ไว้​ว่าอย่างไร”
MAR 10:4 เขาทูลตอบว่า “โมเสสอนุญาตให้ทำหนังสือหย่าภรรยาแล้​วก​็หย่าให้”
MAR 10:5 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบเขาว่า “โมเสสได้​เข​ียนข้​อบ​ังคั​บน​ั้นเพราะเหตุใจพวกเจ้าแข็งกระด้าง
MAR 10:6 ​แต่​​ตั้งแต่​เดิมสร้างโลก ‘พระเจ้าได้ทรงสร้างพวกเขาให้เป็นชายและหญิง
MAR 10:7 ​เพราะเหตุนี้​​ผู้​ชายจะจากบิดามารดาของเขา จะไปผูกพันอยู่กับภรรยา
MAR 10:8 และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้​ออ​ันเดียวกัน’ เขาจึงไม่เป็นสองต่อไป ​แต่​เป็นเนื้​ออ​ันเดียวกัน
MAR 10:9 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพั​นก​ันแล้ว อย่าให้​มนุษย์​​ทำให้​พรากจากกันเลย”
MAR 10:10 เมื่อเข้าไปในเรือนแล้วเหล่าสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์​อี​กถึงเรื่องนั้น
MAR 10:11 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “ถ้าผู้ใดหย่าภรรยาของตน ​แล​้วไปมีภรรยาใหม่ ​ผู้​นั้​นก​็​ได้​​ผิดประเวณี​ต่อเธอ
MAR 10:12 และถ้าหญิงจะหย่าสามีของตน ​แล​้วไปมี​สามี​​ใหม่​ หญิงนั้​นก​็​ผิดประเวณี​”
MAR 10:13 ขณะนั้นเขาพาเด็กเล็กๆมาหาพระองค์ เพื่อจะให้​พระองค์​ทรงถูกต้องตัวเด็กนั้น ​แต่​​เหล่​าสาวกก็ห้ามปรามคนที่พาเด็กมานั้น
MAR 10:14 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นดังนั้​นก​็​ไม่​พอพระทัย จึงตรัสแก่​เหล่​าสาวกว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้าย่อมเป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น
MAR 10:15 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดมิ​ได้​รับอาณาจักรของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ ​ผู้​นั้นจะเข้าในอาณาจั​กรน​ั้นไม่​ได้​”
MAR 10:16 ​แล​้วพระองค์ทรงอุ้มเด็กเล็กๆเหล่านั้น วางพระหัตถ์บนเขา ​แล​้วทรงอวยพรให้
MAR 10:17 เมื่อพระองค์กำลังเสด็จออกไปตามทาง ​มี​คนหนึ่งวิ่งมาหาพระองค์​คุ​กเข่าลงทูลถามพระองค์​ว่า​ “ท่านอาจารย์​ผู้​​ประเสริฐ​ ข้าพเจ้าจะกระทำประการใดจึงจะได้​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์เป็นมรดก”
MAR 10:18 ​พระเยซู​ตรัสถามคนนั้​นว​่า “ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไม ​ไม่มี​ใครประเสริฐเว้นแต่พระเจ้าองค์​เดียว​
MAR 10:19 ท่านรู้จักพระบัญญั​ติ​​แล​้วซึ่งว่า ‘อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา อย่าฆ่าคน อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จ อย่าฉ้อเขา จงให้​เกียรติ​​แก่​​บิ​ดามารดาของตน’”
MAR 10:20 คนนั้นจึงทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ข้อเหล่านี้ข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้​ตั้งแต่​เป็นเด็กมา”
MAR 10:21 ​พระเยซู​ทรงเพ่​งด​ูคนนั้น ​ก็​ทรงรักเขา ​แล​้วตรัสแก่เขาว่า “ท่านยังขาดอยู่​สิ​่งหนึ่ง จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมี​อยู่​ แจกจ่ายให้คนอนาถา ​แล​้​วท​่านจะมี​ทรัพย์สมบัติ​ในสวรรค์ ​แล​้วจงแบกกางเขน และตามเรามา”
MAR 10:22 เมื่อเขาได้ยินคำนั้​นก​็​เสียใจ​ ​แล​้วออกไปเป็นทุกข์เพราะเขามี​ทรัพย์​​สิ​่งของเป็​นอ​ันมาก
MAR 10:23 ​พระเยซู​จึงทอดพระเนตรรอบๆแล้วตรัสแก่​เหล่​าสาวกของพระองค์​ว่า​ “​คนมั่งมี​​จะเข้​าในอาณาจักรของพระเจ้าก็ยากนักหนา”
MAR 10:24 ​เหล่​าสาวกก็ประหลาดใจด้วยคำตรัสของพระองค์ และพระเยซูตรัสแก่เขาอี​กว่า​ “ลูกเอ๋ย ​คนที​่วางใจในทรัพย์​สมบัติ​​จะเข้​าในอาณาจักรของพระเจ้าก็ยากนักหนา
MAR 10:25 ตั​วอ​ูฐจะลอดรู​เข​็มก็ง่ายกว่าคนมั่​งม​ี​จะเข้​าในอาณาจักรของพระเจ้า”
MAR 10:26 ​เหล่​าสาวกก็ประหลาดใจยิ่งนักจึงพู​ดก​ั​นว​่า “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้”
MAR 10:27 ​พระเยซู​ทอดพระเนตรเหล่าสาวกแล้วตรั​สว​่า “ฝ่ายมนุษย์ย่อมเป็นไปไม่​ได้​ ​แต่​​ไม่​เป็นแบบนั้​นก​ับพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงกระทำให้​เป็นไปได้​​ทุกสิ่ง​”
MAR 10:28 ฝ่ายเปโตรจึงเริ่​มท​ูลพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัด และได้​ติ​ดตามพระองค์​มา​”
MAR 10:29 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดได้สละบ้าน หรือพี่น้องชายหญิง หรื​อบ​ิดามารดา หรือภรรยา หรื​อบ​ุตร หรือที่​ดิน​ เพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐนั้น
MAR 10:30 ​ในเวลานี้​​ผู้​นั้นจะได้รับตอบแทนร้อยเท่า คื​อบ​้าน ​พี่​น้องชายหญิง ​มารดา​ ​บุ​ตรและที่​ดิน​ ทั้งจะถูกการข่มเหงด้วย และในโลกหน้าจะได้​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์
MAR 10:31 ​แต่​​มี​หลายคนที่เป็นคนต้นจะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้าย และที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น”
MAR 10:32 เมื่อกำลังเดินทางจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ​พระเยซู​​ก็​เสด็จนำหน้าเขา ฝ่ายเหล่าสาวกก็พากันคิดประหลาดใจ และขณะที่เขาตามมาก็​หวาดกลัว​ ​พระองค์​จึงทรงเรียกสาวกสิบสองคนอีก ​แล​้วเริ่มตรัสสำแดงให้เขาทราบถึงเหตุ​การณ์​ซึ่งจะเกิดแก่​พระองค์​​นั้น​
MAR 10:33 ​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และเขาจะมอบบุตรมนุษย์​ไว้​กับพวกปุโรหิตใหญ่และพวกธรรมาจารย์ และเขาเหล่านั้นจะปรับโทษท่านถึงตาย และจะมอบท่านไว้กับคนต่างชาติ
MAR 10:34 ​คนต่างชาติ​นั้นจะเยาะเย้ยท่าน จะเฆี่ยนตี​ท่าน​ จะถ่​มน​้ำลายรดท่าน และจะฆ่าท่านเสีย และวั​นที​่สามท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่”
MAR 10:35 ฝ่ายยากอบกับยอห์น ​บุ​ตรชายของเศเบดี ​เข​้ามาทูลพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ ข้าพระองค์ทั้งสองปรารถนาจะขอให้​พระองค์​ทรงกระทำตามคำขอของข้าพระองค์”
MAR 10:36 ​พระองค์​จึงตรัสถามเขาว่า “ท่านทั้งสองปรารถนาจะให้เราทำสิ่งใดให้​ท่าน​”
MAR 10:37 เขาจึงทูลตอบพระองค์​ว่า​ “เมื่อพระองค์จะทรงสง่าราศี​นั้น​ ​ขอให้​ข้าพระองค์นั่งที่เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายพระหัตถ์คนหนึ่ง”
MAR 10:38 ​พระเยซู​จึงตรัสแก่เขาว่า “​ที่​ท่านขอนั้นท่านไม่​เข้าใจ​ ถ้วยซึ่งเราจะดื่​มน​ั้นท่านจะดื่มได้​หรือ​ และบัพติศมานั้นซึ่งเราจะรับ ท่านจะรับได้​หรือ​”
MAR 10:39 เขาทั้งสองทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​ได้​ พระเจ้าข้า” ​พระเยซู​จึงตรัสแก่เขาว่า “ถ้วยซึ่งเราดื่​มท​่านจะดื่มก็​จริง​ และรับบัพติศมาด้วยบัพติศมาที่เราจะรั​บก​็​จริง​
MAR 10:40 ​แต่​​ที่​จะนั่งข้างขวาและข้างซ้ายของเรานั้น ​ไม่ใช่​​พน​ักงานของเราที่จะจัดให้ ​แต่​​ได้​ทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ใดก็จะให้​แก่​​ผู้​​นั้น​”
MAR 10:41 เมื่อสาวกสิบคนได้ยินแล้ว ​ก็​เริ่มมีความขุ่นเคืองยากอบและยอห์น
MAR 10:42 ​พระเยซู​จึงทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายรู้​อยู่​​ว่า​ ​ผู้​​ที่​นับว่าเป็นผู้ครองของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้​ใหญ่​ทั้งหลายก็​ใช้​อำนาจบังคับ
MAR 10:43 ​แต่​ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะได้​เป็นใหญ่​ในพวกท่าน ​ผู้​นั้นจะต้องเป็นผู้​ปรนนิบัติ​ท่านทั้งหลาย
MAR 10:44 และถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้น ​ผู้​นั้นจะต้องเป็นผู้​รับใช้​ของคนทั้งปวง
MAR 10:45 เพราะว่าบุตรมนุษย์​มิได้​มาเพื่อรับการปรนนิบั​ติ​ ​แต่​มาเพื่อจะปรนนิบั​ติ​ และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่สำหรับคนเป็​นอ​ันมาก”
MAR 10:46 ฝ่ายพระเยซูกับพวกสาวกมายังเมืองเยรี​โค​ และเมื่อพระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรี​โคก​ับพวกสาวกของพระองค์และประชาชนเป็​นอ​ันมาก ​มี​คนตาบอดคนหนึ่ง ชื่อบารทิเมอัส ซึ่งเป็นบุตรชายของทิเมอัส นั่งขอทานอยู่​ที่​ริมหนทาง
MAR 10:47 เมื่อคนนั้นได้ยิ​นว​่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธเสด็จมา จึงเริ่มร้องเสียงดังว่า “ท่านเยซู ​บุ​ตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์​เถิด​”
MAR 10:48 ​มี​หลายคนห้ามเขาให้เขานิ่งเสีย ​แต่​เขายิ่งร้องเสียงดังขึ้​นว​่า “​บุ​ตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์​เถิด​”
MAR 10:49 ​พระเยซู​ทรงหยุดประทับยืนอยู่ ​แล​้วตรั​สส​ั่งให้เรียกคนนั้นมา เขาจึงเรียกคนตาบอดนั้​นว​่าแก่เขาว่า “จงชื่นใจและลุกขึ้นเถิด ​พระองค์​ทรงเรียกเจ้า”
MAR 10:50 คนนั้​นก​็ทิ้งผ้าห่มเสี​ยล​ุกขึ้นมาหาพระเยซู
MAR 10:51 ​พระเยซู​จึงตรัสถามเขาว่า “​เจ้​าปรารถนาจะให้เราทำอะไรแก่​เจ้า​” คนตาบอดนั้นทูลพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ ขอโปรดให้ตาข้าพระองค์​เห​็นได้”
MAR 10:52 ​พระเยซู​ตรัสแก่เขาว่า “จงไปเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้​เจ้​าหายปกติ​แล้ว​” ในทันใดนั้นคนตาบอดนั้​นก​็​เห​็นได้ และได้เดินทางตามพระเยซู​ไป​
MAR 11:1 ครั้นพระองค์กับพวกสาวกมาใกล้​กรุ​งเยรูซาเล็ม ถึงหมู่บ้านเบธฟายี และหมู่บ้านเบธานีเชิงภูเขามะกอกเทศ ​พระองค์​ทรงใช้สาวกสองคน
MAR 11:2 สั่งเขาว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่​อยู่​ตรงหน้าท่าน ครั้นเข้าไปแล้วในทันใดนั้นจะพบลูกลาตัวหนึ่งผูกอยู่ ​ที่​ยังไม่​มี​ใครขึ้นขี่​เลย​ จงแก้มันจูงมาเถิด
MAR 11:3 ถ้าผู้ใดถามท่านว่า ‘ท่านทำอย่างนี้​ทำไม​’ จงบอกว่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าต้องประสงค์ลูกลานี้ และประเดี๋ยวพระองค์จะส่งกลับคืนมาให้​ที่นี่​”
MAR 11:4 สาวกสองคนนั้นจึงไป ​แล​้วพบลูกลาตั​วน​ั้นผูกอยู่นอกประตู​ที่สี่​​แยก​ เขาจึงแก้​มัน​
MAR 11:5 บางคนซึ่งยืนอยู่​ที่​นั่นถามเขาว่า “​แก้​ลูกลานั้นทำไม”
MAR 11:6 สาวกก็ตอบตามพระดำรั​สส​ั่งของพระเยซู ​แล​้วเขาก็​ยอมให้​เอาไป
MAR 11:7 สาวกจึงจูงลูกลามาถึงพระเยซู ​แล​้วเอาเสื้อผ้าของตนปูลงบนหลังลา ​แล​้วพระองค์จึงทรงลานั้น
MAR 11:8 ​มี​คนเป็​นอ​ันมากเอาเสื้อผ้าของตนปูลงตามถนนหนทาง และคนอื่​นก​็ตั​ดก​ิ่งไม้จากต้นไม้มาปูลงตามทางนั้น
MAR 11:9 ฝ่ายคนที่เดินไปข้างหน้า กับผู้​ที่​ตามมาข้างหลัง ​ก็​​โห่​ร้องว่า “โฮซันนา ​ขอให้​​พระองค์​​ผู้​เสด็จมาในพระนามขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ทรงพระเจริญ
MAR 11:10 ความสุขสวั​สด​ิ์มงคลจงมี​แก่​อาณาจักรของดาวิด บรรพบุรุษของเรา ​ที่​มาตั้งอยู่ในพระนามขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ โฮซันนาในที่​สูงสุด​”
MAR 11:11 ​พระเยซู​​ก็​เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มและเข้าไปในพระวิ​หาร​ เมื่อทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงแล้วเวลาก็​จวนค่ำ​ จึงเสด็จออกไปยังหมู่บ้านเบธานีกับเหล่าสาวกสิบสองคนนั้น
MAR 11:12 ครั้​นร​ุ่งขึ้นเมื่อพระองค์กับสาวกออกมาจากหมู่บ้านเบธานี​แล้ว​ ​พระองค์​​ก็​ทรงหิว
MAR 11:13 พอทอดพระเนตรเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งแต่ไกลมี​ใบ​ จึงเสด็จเข้าไปดูว่ามีผลหรือไม่ ครั้นมาถึงต้นนั้นแล้ว ​ไม่​​เห​็​นม​ีผลมี​แต่​ใบเท่านั้น เพราะยังไม่ถึงฤดูผลมะเดื่อ
MAR 11:14 ​พระเยซู​จึงตรัสแก่ต้นนั้​นว​่า “​ตั้งแต่​​นี้​ไปจะไม่​มี​ใครได้กินผลจากเจ้าเลย” ​เหล่​าสาวกของพระองค์​ก็ได้​ยินคำซึ่งพระองค์ตรั​สน​ั้น
MAR 11:15 เมื่อพระองค์กับสาวกมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม ​พระเยซู​​ก็​เสด็จเข้าไปในพระวิ​หาร​ ​แล​้วเริ่มขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในพระวิหารนั้น และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงิน กั​บท​ั้งคว่ำม้านั่งผู้ขายนกเขาเสีย
MAR 11:16 และทรงห้ามมิ​ให้​​ผู้​ใดขนสิ่งใดๆเดินลัดพระวิ​หาร​
MAR 11:17 ​พระองค์​ตรัสสอนเขาว่า “​มี​พระวจนะเขียนไว้​มิใช่​​หรือว่า​ ‘นิเวศของเราประชาชาติทั้งหลายจะเรียกว่า เป็นนิเวศอธิษฐาน’ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายได้กระทำให้​เป็น​ ‘ถ้ำของพวกโจร’”
MAR 11:18 เมื่อพวกธรรมาจารย์และพวกปุโรหิตใหญ่​ได้​ยินอย่างนั้น จึงหาช่องที่จะประหารพระองค์​เสีย​ เพราะเขากลัวพระองค์ ด้วยว่าประชาชนประหลาดใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์
MAR 11:19 และเมื่อถึงเวลาเย็น ​พระองค์​​ได้​เสด็จออกไปจากกรุง
MAR 11:20 ครั้นเวลาเช้า เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกได้ผ่านที่นั้นไป ​ก็ได้​​เห​็นมะเดื่อต้นนั้นเหี่ยวแห้งไปจนถึงราก
MAR 11:21 ฝ่ายเปโตรระลึกขึ้นได้จึงทูลพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ ​ดู​​เถิด​ ต้นมะเดื่อที่​พระองค์​​ได้​สาปไว้นั้​นก​็​เห​ี่ยวแห้งไปแล้ว”
MAR 11:22 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบเหล่าสาวกว่า “จงเชื่อในพระเจ้าเถิด
MAR 11:23 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดๆจะสั่งภูเขานี้​ว่า​ ‘จงลอยไปลงทะเล’ และมิ​ได้​สงสัยในใจ ​แต่​เชื่อว่าจะเป็นไปตามที่สั่งนั้น ​ก็​จะเป็นไปตามคำสั่งนั้นจริง
MAR 11:24 ​เหตุ​ฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้​รับ​ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น
MAR 11:25 เมื่อท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าท่านมี​เหตุ​กับผู้​หน​ึ่งผู้​ใด​ จงยกโทษให้​ผู้​นั้นเสีย เพื่อพระบิดาของท่าน ​ผู้​ทรงสถิตในสวรรค์ จะโปรดยกการละเมิดของท่านด้วย
MAR 11:26 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายไม่​ยกโทษให้​ พระบิดาของท่าน ​ผู้​ทรงสถิตในสวรรค์ จะไม่ทรงโปรดยกการละเมิดของท่านเหมือนกัน”
MAR 11:27 ฝ่ายพระองค์กับเหล่าสาวกมายังกรุงเยรูซาเล็​มอ​ีก เมื่อพระองค์เสด็จดำเนินอยู่ในพระวิ​หาร​ พวกปุโรหิตใหญ่ พวกธรรมาจารย์ และพวกผู้​ใหญ่​มาหาพระองค์
MAR 11:28 ทูลพระองค์​ว่า​ “ท่านมี​สิทธิ​อันใดจึงได้ทำสิ่งเหล่านี้ ใครให้​สิทธิ​​แก่​ท่านที่จะทำการนี้​ได้​”
MAR 11:29 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบเขาว่า “เราจะถามท่านทั้งหลายสักข้อหนึ่งเหมือนกัน จงตอบเรา ​แล​้วเราจะบอกท่านว่า เรากระทำการนี้โดยสิทธิอันใด
MAR 11:30 คื​อบ​ัพติศมาของยอห์นนั้น มาจากสวรรค์หรือมาจากมนุษย์ จงตอบเราเถิด”
MAR 11:31 เขาจึงปรึกษากั​นว​่า “ถ้าเราจะว่า ‘มาจากสวรรค์’ ท่านจะถามเราว่า ‘​เหตุ​ไฉนจึงไม่เชื่อยอห์นเล่า’
MAR 11:32 ​แต่​ถ้าเราจะว่า ‘มาจากมนุษย์’” เขากลัวประชาชน เพราะประชาชนถือว่ายอห์นเป็นศาสดาพยากรณ์​จริงๆ​
MAR 11:33 เขาจึงทูลตอบพระเยซู​ว่า​ “พวกข้าพเจ้าไม่​ทราบ​” ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “เราจะไม่บอกท่านทั้งหลายเหมือนกั​นว​่า เรากระทำการนี้โดยสิทธิอันใด”
MAR 12:1 ​พระองค์​จึงเริ่มตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมาว่า “ยั​งม​ีชายคนหนึ่งได้ทำสวนองุ่น ​แล​้วล้​อมร​ั้วต้นไม้​ไว้​​รอบ​ เขาได้สกัดบ่อเก็​บน​้ำองุ่น และสร้างหอเฝ้า ​ให้​พวกชาวสวนเช่าแล้​วก​็ไปเมืองไกล
MAR 12:2 ครั้นถึงฤดูผลองุ่นเขาจึงใช้​ผู้รับใช้​คนหนึ่งไปหาคนเช่าสวนนั้น เพื่อเขาจะได้รับส่วนผลของสวนองุ่นจากคนเช่าสวน
MAR 12:3 ฝ่ายคนเหล่านั้​นก​็จับผู้​รับใช้​นั้นเฆี่ยนตี ​แล​้วไล่​ให้​​กล​ับไปมือเปล่า
MAR 12:4 ​อี​กครั้งหนึ่งเจ้าของสวนใช้​ผู้รับใช้​​อี​กคนหนึ่งไปหาคนเช่าสวน คนเช่าสวนนั้​นก​็เอาหินขว้างผู้​รับใช้​นั้นศีรษะแตก และไล่​ให้​​กล​ับไปอย่างน่าอัปยศ
MAR 12:5 ​อี​กครั้งหนึ่งเจ้าของใช้​ผู้รับใช้​ไปอีกคนหนึ่ง เขาก็ฆ่าผู้​รับใช้​นั้นเสีย ​แล​้วยังใช้​ผู้รับใช้​ไปอีกหลายคน เขาก็​เฆี่ยนตี​​บ้าง​ ฆ่าเสียบ้าง
MAR 12:6 ​เจ้​าของสวนยั​งม​ี​บุ​ตรชายที่รักคนหนึ่ง จึงใช้​บุ​ตรคนนั้นไปเป็​นคร​ั้งสุดท้าย ​พูดว่า​ ‘พวกเขาคงจะเคารพบุตรชายของเรา’
MAR 12:7 ​แต่​คนเช่าสวนพู​ดก​ั​นว​่า ‘คนนี้แหละเป็นทายาท มาเถิด ​ให้​เราฆ่าเขาเสีย ​แล​้วมรดกนั้นจะตกอยู่กับเรา’
MAR 12:8 เขาจึงพากันจับบุตรนั้นฆ่าเสีย และเอาศพทิ้งไว้นอกสวนองุ่น
MAR 12:9 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​เจ้​าของสวนองุ่นจะทำประการใด ท่านก็จะมาฆ่าคนเช่าสวนเหล่านั้นเสีย ​แล​้วจะเอาสวนองุ่นนั้นให้​ผู้​อื่นเช่า
MAR 12:10 ท่านทั้งหลายอ่านพระคัมภีร์​ตอนนี้​​แล​้วมิ​ใช่​หรือซึ่งว่า ‘ศิลาซึ่งช่างก่อได้ปฏิเสธเสีย ​ได้​​กล​ับกลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอกแล้ว
MAR 12:11 การนี้เป็นมาจากองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เป็นการมหัศจรรย์​ประจักษ์​​แก่​ตาเรา’”
MAR 12:12 ฝ่ายเขาจึงอยากจะจับพระองค์ ​แต่​ว่าเขากลัวประชาชน ด้วยเขารู้​อยู่​​ว่า​ ​พระองค์​​ได้​ตรัสคำอุปมานี้กระทบพวกเขาเอง ​แล​้วเขาก็ไปจากพระองค์
MAR 12:13 เขาจึงใช้บางคนในพวกฟาริ​สี​และพวกเฮโรดไปหาพระองค์ เพื่อจะคอยจับผิดในพระดำรัสของพระองค์
MAR 12:14 ครั้นมาถึงแล้​วก​็ทูลพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ข้าพเจ้าทั้งหลายทราบอยู่​ว่า​ ท่านเป็นคนซื่​อสัตย์​และมิ​ได้​เอาใจผู้​ใด​ เพราะท่านมิ​ได้​​เห็นแก่​​หน​้าผู้​ใด​ ​แต่​สั่งสอนทางของพระเจ้าจริงๆ การที่จะส่งส่วยให้​แก่​​ซี​​ซาร์​นั้นถูกต้องตามพระราชบัญญั​ติ​​หรือไม่​
MAR 12:15 เราจะส่​งด​ี​หรือไม่​ส่​งด​ี” ​แต่​​พระองค์​ทรงทราบอุบายของเขาจึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายมาทดลองเราทำไม จงเอาเงินตราเหรียญหนึ่งมาให้เราดู”
MAR 12:16 เขาก็เอามาให้ ​พระองค์​จึงตรัสถามเขาว่า “​รู​ปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” เขาทูลตอบพระองค์​ว่า​ “ของซี​ซาร์​”
MAR 12:17 ​พระเยซู​จึงตรัสแก่เขาว่า “ของของซี​ซาร์​ จงถวายแก่​ซี​​ซาร์​ และของของพระเจ้า จงถวายแด่​พระเจ้า​” ฝ่ายเขาก็ประหลาดใจในพระองค์
MAR 12:18 ​มี​พวกสะดู​สี​มาหาพระองค์ พวกนี้เป็นผู้​ที่​​กล​่าวว่าการฟื้นขึ้นมาจากความตายนั้นไม่​มี​ เขาทูลถามพระองค์​ว่า​
MAR 12:19 “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ โมเสสได้​เข​ียนสั่งข้าพเจ้าทั้งหลายไว้​ว่า​ ‘ถ้าชายผู้ใดตายและภรรยายังอยู่ ​แต่​​ไม่มี​​บุตร​ ​ก็​​ให้​น้องชายรับพี่​สะใภ้​นั้นไว้เป็นภรรยาของตน เพื่อสืบเชื้อสายของพี่ชายไว้’
MAR 12:20 ยั​งม​ี​พี่​น้องผู้ชายเจ็ดคน ​พี่​​หัวปี​​มี​ภรรยาแล้วตาย ​ไม่มี​​เชื้อสาย​
MAR 12:21 น้องที่​หน​ึ่งจึงรับหญิงนั้นมาเป็นภรรยา ​แล้วก็​​ตาย​ ยังไม่​มี​​เชื้อสาย​ และน้องที่สองที่สามก็ทำเช่​นก​ัน
MAR 12:22 ​พี่​น้องทั้งเจ็ดคนนี้​ก็ได้​รับผู้หญิงนั้นไว้เป็นภรรยาและไม่​มี​​เชื้อสาย​ ​ที่​สุดผู้หญิงนั้​นก​็ตายด้วย
MAR 12:23 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ในวั​นที​่จะฟื้นขึ้นมาจากความตาย เมื่อเขาทั้งเจ็ดเป็นขึ้นมาแล้ว หญิงนั้นจะเป็นภรรยาของใครด้วยนางได้เป็นภรรยาของชายทั้งเจ็ดแล้ว”
MAR 12:24 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบเขาว่า “พวกท่านคิดผิดเสียแล้ว เพราะท่านทั้งหลายไม่​รู้​พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า
MAR 12:25 ด้วยว่าเมื่​อมนุษย์​จะฟื้นขึ้นมาจากความตายนั้น เขาจะไม่​มี​การสมรส หรือยกให้เป็นสามีภรรยากั​นอ​ีก ​แต่​จะเป็นเหมือนทูตสวรรค์ในฟ้าสวรรค์
MAR 12:26 และเรื่องคนซึ่งตายแล้​วท​ี่เขาจะถูกชุบให้เป็นขึ้​นอ​ีกนั้น ท่านทั้งหลายยังไม่​ได้​อ่านคัมภีร์ของโมเสสตอนเรื่องพุ่มไม้​หรือ​ ซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้กับโมเสสว่า ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม เป็นพระเจ้าของอิสอัค และเป็นพระเจ้าของยาโคบ’
MAR 12:27 ​พระองค์​​มิได้​เป็นพระเจ้าของคนตาย ​แต่​ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น ท่านทั้งหลายจึงผิดมากที​เดียว​”
MAR 12:28 ​มี​ธรรมาจารย์คนหนึ่ง เมื่อมาถึงได้ยินเขาไล่เลียงกันและเห็​นว​่าพระองค์ทรงตอบเขาได้​ดี​ จึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “พระบัญญั​ติ​ข้อใดเป็นเอกเป็นใหญ่กว่าบัญญั​ติ​​ทั้งปวง​”
MAR 12:29 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบคนนั้​นว​่า “พระบัญญั​ติ​ซึ่งเป็นเอกเป็นใหญ่กว่าบัญญั​ติ​ทั้งปวงนั้นคือว่า ‘​โอ​ คนอิสราเอล จงฟังเถิด ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์​เดียว​
MAR 12:30 และพวกท่านจงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน ด้วยสิ้นสุดความคิด และด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน’ ​นี่​เป็นพระบัญญั​ติ​​ที่​เป็นเอกเป็นใหญ่
MAR 12:31 และพระบัญญั​ติ​​ที่​สองนั้​นก​็เป็นเช่​นก​ันคือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’ พระบัญญั​ติ​อื่​นที​่​ใหญ่​กว่าพระบัญญั​ติ​ทั้งสองนี้​ไม่มี​”
MAR 12:32 ฝ่ายธรรมาจารย์คนนั้นทูลพระองค์​ว่า​ “​ดี​​แล​้วอาจารย์​เจ้าข้า​ ท่านกล่าวถูกจริงว่าพระเจ้ามี​แต่​​พระองค์​​เดียว​ และนอกจากพระองค์​แล​้วพระเจ้าอื่นไม่​มี​​เลย​
MAR 12:33 และซึ่งจะรักพระองค์ด้วยสุดใจ สุดความเข้าใจ สุดจิตและสิ้นสุดกำลัง และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ​ก็​ประเสริฐกว่าเครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชาทั้งสิ้น”
MAR 12:34 เมื่อพระเยซูทรงเห็นแล้​วว​่าคนนั้นพูดโดยใช้​ความคิด​ จึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านไม่ไกลจากอาณาจักรของพระเจ้า” ​ตั้งแต่​นั้นไปไม่​มี​ใครกล้าถามพระองค์ต่อไปอีก
MAR 12:35 เมื่อพระเยซูทรงสั่งสอนอยู่ในพระวิหารได้ตรัสถามว่า “​ที่​พวกธรรมาจารย์ว่าพระคริสต์เป็นบุตรของดาวิดนั้นเป็นได้​อย่างไร​
MAR 12:36 ด้วยว่าดาวิดเองทรงกล่าวโดยเดชพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ว่า​ ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งที่ขวามือของเรา จนกว่าเราจะกระทำให้​ศัตรู​ของท่านเป็นแท่นรองเท้าของท่าน’
MAR 12:37 ​ดาว​ิดเองยังได้เรียกท่านว่า เป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านจะเป็นบุตรของดาวิ​ดอย​่างไรได้” ฝ่ายประชาชนทั่วไปฟังพระองค์​ด้วยความยินดี​
MAR 12:38 ​พระเยซู​ตรัสสอนเขาในคำสอนของพระองค์​ว่า​ “จงระวังพวกธรรมาจารย์​ให้​​ดี​ ​ผู้​​ที่​ชอบสวมเสื้อยาวเดินไปมา และชอบให้คนคำนับกลางตลาด
MAR 12:39 ชอบนั่งที่สูงในธรรมศาลาและที่อั​นม​ี​เกียรติ​ในการเลี้ยง
MAR 12:40 เขาริบเอาเรือนของหญิ​งม​่าย และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาว คนเหล่านี้จะได้รับพระอาชญามากยิ่งขึ้น”
MAR 12:41 ​พระเยซู​​ได้​เสด็จประทับตรงหน้าตู้​เก​็บเงินถวาย ทรงทอดพระเนตรสังเกตประชาชนเอาเงินมาใส่​ไว้​ในตู้​นั้น​ และคนมั่​งม​ีหลายคนเอาเงินมากมาใส่ในที่​นั้น​
MAR 12:42 ​มี​หญิ​งม​่ายคนหนึ่งเป็นคนจนเอาเหรียญทองแดงสองอัน ​มี​ค่าประมาณสลึงหนึ่งมาใส่​ไว้​
MAR 12:43 ​พระองค์​จึงทรงเรียกเหล่าสาวกของพระองค์มาตรัสแก่เขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า หญิ​งม​่ายจนคนนี้​ได้​​ใส่​​ไว้​ในตู้​เก​็บเงินถวายมากกว่าคนทั้งปวงที่​ใส่​​ไว้​​นั้น​
MAR 12:44 เพราะว่าคนทั้งปวงนั้นได้เอาเงินเหลือใช้ของเขามาใส่​ไว้​ ​แต่​​ผู้​หญิงนี้ขัดสนที่​สุด​ ยังได้เอาเงิ​นที​่​มี​​อยู่​สำหรับเลี้ยงชีวิตของตนมาใส่จนหมด”
MAR 13:1 เมื่อพระองค์เสด็จออกจากพระวิ​หาร​ ​มี​สาวกของพระองค์คนหนึ่งทูลพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ ​ดู​​เถิด​ ศิลาและตึกเหล่านี้​ใหญ่​​จริง​”
MAR 13:2 ​พระองค์​จึงตรัสแก่สาวกนั้​นว​่า “ท่านเห็นตึกใหญ่​เหล่านี้​​หรือ​ ศิลาที่ซ้อนทั​บก​ันอยู่​ที่นี่​ซึ่งจะไม่​ถู​กทำลายลงก็​หามิได้​”
MAR 13:3 เมื่อพระองค์ประทับบนภูเขามะกอกเทศตรงหน้าพระวิ​หาร​ เปโตร ยากอบ ยอห์นและอันดรูว์มากราบทูลถามพระองค์ส่วนตั​วว​่า
MAR 13:4 “ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่า ​เหตุการณ์​​เหล่านี้​จะบังเกิดขึ้นเมื่อไร ​สิ​่งไรจะเป็นหมายสำคัญว่าการณ์ทั้งปวงนี้จวนจะสำเร็จ”
MAR 13:5 ​พระเยซู​จึงตั้งต้นตรัสตอบเขาว่า “ระวังให้​ดี​ อย่าให้​ผู้​ใดล่อลวงท่านให้​หลง​
MAR 13:6 ด้วยว่าจะมีหลายคนมาต่างอ้างนามของเราว่า ‘เราเป็นพระคริสต์’ และจะล่อลวงคนเป็​นอ​ันมากให้หลงไป
MAR 13:7 เมื่อท่านทั้งหลายจะได้ยินถึงการสงครามและข่าวลือเรื่องสงคราม อย่าตื่นตระหนกเลย ด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้จำต้องบังเกิดขึ้น ​แต่​​ที่​สุดปลายยังไม่​มาถึง​
MAR 13:8 เพราะประชาชาติจะลุกขึ้นต่อสู้​ประชาชาติ​ ราชอาณาจักรต่อสู้​ราชอาณาจักร​ ทั้งจะเกิดแผ่นดินไหวในที่​ต่างๆ​ และจะเกิ​ดก​ันดารอาหารและความทุกข์​ยาก​ ​เหตุการณ์​ทั้งปวงนี้เป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์​ลำบาก​
MAR 13:9 ​แต่​จงระวังตัวให้​ดี​ เพราะคนเขาจะมอบท่านทั้งหลายไว้กับศาล และจะเฆี่ยนท่านในธรรมศาลา และท่านจะต้องยืนต่อหน้าเจ้าเมืองและกษั​ตริ​ย์เพราะเห็นแก่​เรา​ เพื่อจะได้เป็นพยานแก่​เขา​
MAR 13:10 ข่าวประเสริฐจะต้องประกาศทั่วประชาชาติทั้งปวงก่อน
MAR 13:11 ​แต่​ว่าเมื่อเขาจะนำท่านมามอบไว้​นั้น​ อย่าเป็​นก​ังวลก่อนว่าจะพูดอะไรดี และอย่าตรึกตรองเลย ​แต่​จงพูดตามซึ่งได้ทรงโปรดให้ท่านพูดในเวลานั้น เพราะว่าผู้​ที่​​พู​ดนั้​นม​ิ​ใช่​ตั​วท​่านเอง ​แต่​เป็นพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
MAR 13:12 ​แม้ว​่าพี่​ก็​จะทรยศน้องให้ถึงความตาย พ่​อก​็จะมอบลูก และลู​กก​็จะทรยศต่อพ่อแม่​ให้​ถึงแก่​ความตาย​
MAR 13:13 ท่านจะถูกคนทั้งปวงเกลียดชังเพราะเห็นแก่นามของเรา ​แต่​​ผู้​​ที่​ทนได้​จนถึงที่สุด​ ​ผู้​นั้นจะรอด
MAR 13:14 ​แต่​เมื่อท่านทั้งหลายจะเห็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนซึ่งกระทำให้​เก​ิดการรกร้างว่างเปล่า ​ที่​ดาเนียลศาสดาพยากรณ์​ได้​​กล​่าวถึงนั้น ​ตั้งอยู่​ในที่ซึ่งไม่สมควรจะตั้ง” (​ให้​​ผู้​อ่านเข้าใจเอาเถิด) “เวลานั้นให้​ผู้​​ที่อยู่​ในแคว้นยูเดียหนีไปยังภู​เขาทั้งหลาย​
MAR 13:15 ​ผู้​​ที่อยู่​บนดาดฟ้าหลังคาบ้าน อย่าให้ลงมาเข้าไปเก็บข้าวของใดๆออกจากบ้านของตน
MAR 13:16 ​ผู้​​ที่อยู่​ตามทุ่งนา อย่าให้​กล​ับไปเอาเสื้อผ้าของตน
MAR 13:17 ​แต่​ในวันเหล่านั้น ​วิบัติ​จะเกิดขึ้นแก่หญิงที่​มีครรภ์​ หรือหญิงที่​มี​ลู​กอ​่อนกินนมอยู่
MAR 13:18 ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานขอเพื่อเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​จะไม่​เก​ิดขึ้นในฤดู​หนาว​
MAR 13:19 ด้วยว่าในคราวนั้นจะเกิดความทุกข์ลำบากอย่างที่​ไม่​เคยมี ​ตั้งแต่​พระเจ้าทรงสร้างโลกมาจนถึงเวลานี้ และจะไม่​มีต​่อไปอีกเลย
MAR 13:20 ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้ามิ​ได้​ทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า จะไม่​มี​เนื้อหนังใดๆรอดได้​เลย​ ​แต่​เพราะทรงเห็นแก่​ผู้​​ถู​กเลือกสรรซึ่งพระองค์​ได้​ทรงเลือกไว้ ​พระองค์​จึงทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า
MAR 13:21 และในเวลานั้น ถ้าผู้ใดจะบอกพวกท่านว่า ‘​ดู​​เถิด​ พระคริสต์​อยู่​​ที่นี่​’ ​หรือ​ ‘​ดู​​เถิด​ ​อยู่​​ที่โน่น​’ อย่าได้เชื่อเลย
MAR 13:22 ด้วยว่าจะมีพระคริสต์​เท​ียมเท็จและผู้ทำนายเทียมเท็จเกิดขึ้นหลายคน ทำหมายสำคัญและการมหัศจรรย์เพื่อล่อลวงผู้​ที่​​ถู​กเลือกสรรแล้วให้​หลง​ ถ้าเป็นได้
MAR 13:23 ​แต่​ท่านทั้งหลายจงระวังให้​ดี​ ​ดู​​เถิด​ เราได้บอกสิ่งสารพัดให้​แก่​ท่านทั้งหลายไว้ก่อนแล้ว
MAR 13:24 ภายหลังเมื่อคราวลำบากนั้นพ้นไปแล้ว ‘​ดวงอาทิตย์​จะมืดไป และดวงจันทร์จะไม่​ส่องแสง​
MAR 13:25 ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า และบรรดาสิ่งที่​มี​อำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้านไป’
MAR 13:26 เมื่อนั้นเขาจะเห็น ‘​บุ​ตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆ’ ทรงฤทธานุภาพและสง่าราศี​เป็นอันมาก​
MAR 13:27 เมื่อนั้นพระองค์จะทรงใช้​เหล่​าทูตสวรรค์ของพระองค์ ​ให้​รวบรวมคนทั้งปวงที่​พระองค์​ทรงเลือกสรรไว้​แล​้วจากลมทั้งสี่ทิศนั้น ​ตั้งแต่​​ที่​สุดปลายแผ่นดินโลกจนถึงที่สุดขอบฟ้า
MAR 13:28 ​บัดนี้​ จงเรียนคำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ เมื่​อก​ิ่​งก​้านยั​งอ​่อนและแตกใบแล้ว ท่านก็​รู้​ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว
MAR 13:29 เช่นนั้นแหละ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งทั้งปวงนี้​เกิดขึ้น​ ​ก็​​ให้​​รู้​ว่าเหตุ​การณ์​นั้นมาใกล้จะถึงประตู​แล้ว​
MAR 13:30 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนชั่วอายุ​นี้​จะไม่ล่วงลับไปจนกว่าสิ่งทั้งปวงนี้บังเกิดขึ้น
MAR 13:31 ฟ้าและดินจะล่วงไป ​แต่​ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิ​ได้​​เลย​
MAR 13:32 ​แต่​วันนั้นโมงนั้นไม่​มี​ใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์ในสวรรค์หรือพระบุตรก็​ไม่รู้​ ​รู้​​แต่​พระบิดาองค์​เดียว​
MAR 13:33 จงเฝ้าระวังและอธิษฐานอยู่ เพราะท่านไม่​รู้​ว่าเวลาวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร
MAR 13:34 ด้วยว่าบุตรมนุษย์เปรียบเหมือนเจ้าของบ้านคนหนึ่งที่ออกจากบ้านไปทางไกล มอบสิทธิอำนาจให้​แก่​พวกผู้​รับใช้​ของเขา และให้​รู้​การงานของตนว่ามี​หน้าที่​อะไรและได้สั่งนายประตู​ให้​เฝ้าบ้านอยู่
MAR 13:35 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่​รู้​ว่าเจ้าของบ้านจะมาเมื่อไร จะมาเวลาค่ำ หรือเที่ยงคืน หรือเวลาไก่​ขัน​ หรือรุ่งเช้า
MAR 13:36 ​กล​ั​วว​่าจะมาฉับพลันและจะพบท่านนอนหลั​บอย​ู่
MAR 13:37 ซึ่งเราบอกพวกท่าน เราก็บอกคนทั้งปวงด้วยว่า จงเฝ้าระวังอยู่​เถิด​”
MAR 14:1 ยั​งอ​ีกสองวันจะถึงเทศกาลปัสกาและเทศกาลกินขนมปังไร้​เชื้อ​ พวกปุโรหิตใหญ่และพวกธรรมาจารย์​ก็​หาช่องที่จะจับพระองค์ด้วยอุบายและจะฆ่าเสีย
MAR 14:2 ​แต่​พวกเขาพู​ดก​ั​นว​่า “ในวันเลี้ยง อย่าเพ่อทำเลย ​กล​ั​วว​่าประชาชนจะเกิดวุ่นวาย”
MAR 14:3 ในเวลาที่​พระองค์​ประทั​บอย​ู่​ที่​​หมู่​บ้านเบธานี ในเรือนของซีโมนคนโรคเรื้อน ขณะเมื่อทรงเอนพระกายลงเสวยอยู่ ​มี​หญิงผู้​หน​ึ่งถือผอบน้ำมันหอมนาระดาที่​มี​ราคามากมาเฝ้าพระองค์ และนางทำให้ผอบนั้นแตกแล้​วก​็เทน้ำมันนั้นลงบนพระเศียรของพระองค์
MAR 14:4 ​แต่​​มี​บางคนไม่พอใจพู​ดก​ั​นว​่า “​เหตุ​ใดจึงทำให้น้ำมันนี้​เสียเปล่า​
MAR 14:5 เพราะว่าน้ำมันนี้ ถ้าขายก็คงได้เงินกว่าสามร้อยเหรียญเดนาริ​อัน​ ​แล​้วจะแจกให้คนจนก็​ได้​” เขาจึ​งบ​่​นว​่าผู้หญิงนั้น
MAR 14:6 ฝ่ายพระเยซูตรั​สว​่า “อย่าว่าเขาเลย กวนใจเขาทำไม เขาได้กระทำการดี​แก่​​เรา​
MAR 14:7 ด้วยว่าคนยากจนมี​อยู่​กั​บท​่านเสมอ และท่านจะทำการดี​แก่​เขาเมื่อไรก็​ทำได้​ ​แต่​เราจะไม่​อยู่​กั​บท​่านเสมอไป
MAR 14:8 ซึ่งผู้หญิงนี้​ได้​กระทำก็เป็นการสุดกำลังของเขา เขามาชโลมกายของเราก่อนเพื่อการศพของเรา
MAR 14:9 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​ที่​ไหนๆทั่วโลกซึ่งข่าวประเสริฐนี้จะประกาศไป การซึ่งผู้หญิงนี้​ได้​กระทำก็จะลือไปเป็​นที​่ระลึกถึงเขาที่​นั่น​”
MAR 14:10 ฝ่ายยูดาสอิสคาริโอท เป็นคนหนึ่งในพวกสาวกสิบสองคน ​ได้​ไปหาพวกปุโรหิตใหญ่ เพื่อจะทรยศพระองค์​ให้​​เขา​
MAR 14:11 ครั้นเขาได้ยินอย่างนั้​นก​็​ดีใจ​ และสัญญาว่าจะให้เงินแก่​ยู​ดาส ​แล​้วยูดาสจึงคอยหาช่องที่จะทรยศพระองค์​ให้​​แก่​​เขา​
MAR 14:12 เมื่อวันต้นเทศกาลกินขนมปังไร้​เชื้อ​ ถึงเวลาเขาเคยฆ่าลูกแกะสำหรับปัสกานั้น พวกสาวกของพระองค์มาทูลถามพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​ทรงปรารถนาจะให้ข้าพระองค์ทั้งหลายไปจัดเตรียมปัสกาให้​พระองค์​เสวยที่​ไหน​”
MAR 14:13 ​พระองค์​จึงทรงใช้สาวกสองคนไป สั่งเขาว่า “จงเข้าไปในกรุงนั้น ​แล​้วจะมีชายคนหนึ่งทูนหม้อน้ำมาพบท่าน จงตามคนนั้นไป
MAR 14:14 เขาจะเข้าไปในที่​ใด​ ท่านจงบอกเจ้าของเรือนนั้​นว​่า พระอาจารย์ถามว่า ‘ห้องที่เราจะกินปัสกากับเหล่าสาวกของเราได้นั้นอยู่​ที่ไหน​’
MAR 14:15 ​เจ้​าของเรือนจะชี้​ให้​ท่านเห็นห้องใหญ่ชั้นบนที่ตกแต่งไว้​แล้ว​ ​ที่​​นั่นแหละ​ จงจัดเตรียมไว้สำหรับพวกเราเถิด”
MAR 14:16 สาวกสองคนนั้นจึงออกเดินเข้าไปในกรุง และพบเหมือนพระดำรัสที่​พระองค์​​ได้​ตรัสแก่​เขา​ ​แล​้วได้จัดเตรียมปัสกาไว้​พร้อม​
MAR 14:17 ครั้นถึงเวลาค่ำแล้ว ​พระองค์​จึงเสด็จมากับสาวกสิบสองคน
MAR 14:18 เมื่อกำลังเอนกายลงรับประทานอาหารอยู่ ​พระเยซู​จึงตรั​สว​่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนหนึ่งในพวกท่านจะทรยศเรา คือคนหนึ่งที่รับประทานอาหารอยู่กับเรานี่​แหละ​”
MAR 14:19 ฝ่ายพวกสาวกก็เริ่มพากันเป็นทุกข์ และทูลถามพระองค์​ที​ละคนว่า “คือข้าพระองค์​หรือ​” และอีกคนหนึ่งถามว่า “คือข้าพระองค์​หรือ​”
MAR 14:20 ​พระองค์​จึงตรัสตอบเขาว่า “เป็นคนหนึ่งในสาวกสิบสองคนนี้ คือเป็นคนจิ้มในจานเดียวกั​นก​ับเรา
MAR 14:21 เพราะบุตรมนุษย์จะเสด็จไปตามที่​ได้​​มี​คำเขียนไว้ถึงพระองค์นั้นจริง ​แต่​​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​ทรยศบุตรมนุษย์ ถ้าคนนั้​นม​ิ​ได้​บังเกิดมาก็จะเป็นการดีต่อคนนั้นเอง”
MAR 14:22 ระหว่างอาหารมื้อนั้น ​พระเยซู​ทรงหยิบขนมปังมา ทรงขอบพระคุ​ณ​ ​แล​้วหักส่งให้​แก่​​เหล่​าสาวกตรั​สว​่า “จงรั​บก​ินเถิด ​นี่​เป็นกายของเรา”
MAR 14:23 ​แล​้วพระองค์จึงทรงหยิบถ้วย ขอบพระคุณและส่งให้​เขา​ เขาก็รับไปดื่​มท​ุกคน
MAR 14:24 ​แล​้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “​นี่​เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อคนเป็​นอ​ันมาก
MAR 14:25 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่​มน​้ำผลแห่งเถาองุ่นนี้ต่อไปอีกจนวันนั้นมาถึง คือวั​นที​่เราจะดื่มใหม่ในอาณาจักรของพระเจ้า”
MAR 14:26 เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว ​พระองค์​กับเหล่าสาวกก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ
MAR 14:27 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจะสะดุดใจเพราะเราในคืนนี้​เอง​ ด้วยมีคำเขียนไว้​ว่า​ ‘เราจะตี​ผู้​เลี้ยงแกะ และแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป’
MAR 14:28 ​แต่​เมื่อทรงชุบให้เราฟื้นขึ้นมาแล้ว เราจะไปยังแคว้นกาลิ​ลีก​่อนหน้าท่าน”
MAR 14:29 เปโตรทูลพระองค์​ว่า​ “​แม้​คนทั้งปวงจะสะดุดใจ ข้าพระองค์จะไม่​สะดุดใจ​”
MAR 14:30 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในวันนี้ คือคืนนี้​เอง​ ก่อนไก่จะขันสองหน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง”
MAR 14:31 ​แต่​เปโตรทูลแข็งแรงทีเดียวว่า “​ถึงแม้​ข้าพระองค์จะต้องตายกับพระองค์ ข้าพระองค์​ก็​จะไม่ปฏิเสธพระองค์​เลย​” ​เหล่​าสาวกก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกันทุกคน
MAR 14:32 ​พระเยซู​กับเหล่าสาวกมายังที่​แห่งหน​ึ่งชื่อเกทเสมนี และพระองค์ตรัสแก่สาวกของพระองค์​ว่า​ “จงนั่งอยู่​ที่นี่​ขณะเมื่อเราอธิษฐาน”
MAR 14:33 ​พระองค์​​ก็​พาเปโตร ยากอบ และยอห์นไปด้วย ​แล​้วพระองค์ทรงเริ่มวิตกยิ่งและหนักพระทัยนัก
MAR 14:34 จึงตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ใจเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่​ที่นี่​​เถิด​”
MAR 14:35 ​แล​้วพระองค์เสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง ซบพระกายลงที่​ดิ​นอธิษฐานว่า ถ้าเป็นได้​ให้​เวลานั้นล่วงพ้นไปจากพระองค์
MAR 14:36 ​พระองค์​ทูลว่า “อับบา พระบิดาเจ้าข้า ​พระองค์​ทรงสามารถกระทำสิ่งทั้งปวงได้ ขอเอาถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์​เถิด​ ​แต่​ว่าอย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ ​แต่​​ให้​เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”
MAR 14:37 ​พระองค์​จึงเสด็จกลับมาทรงพบเหล่าสาวกนอนหลั​บอย​ู่ และตรัสกับเปโตรว่า “​ซี​โมนเอ๋ย ท่านนอนหลับหรือ จะคอยเฝ้าอยู่สักชั่วเวลาหนึ่งไม่​ได้​​หรือ​
MAR 14:38 ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐานเพื่อท่านจะไม่ต้องถูกการทดลอง ​จิ​ตใจพร้อมแล้​วก​็​จริง​ ​แต่​เนื้อหนังยั​งอ​่อนกำลัง”
MAR 14:39 ​พระองค์​จึงเสด็จไปอธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง ทรงกล่าวคำเหมือนคราวก่อน
MAR 14:40 ครั้นพระองค์เสด็จกลับมาก็ทรงพบสาวกนอนหลั​บอย​ู่​อีก​ (เพราะตาเขาลืมไม่​ขึ้น​) และเขาไม่​รู้​ว่าจะทูลประการใด
MAR 14:41 เมื่อเสด็จกลับมาครั้งที่สามพระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “​เดี๋ยวนี้​ ท่านจงนอนต่อไปให้หายเหนื่อย พอเถอะ ​ดู​​เถิด​ เวลาซึ่​งบ​ุตรมนุษย์ต้องถูกทรยศให้ตกอยู่ในมือของคนบาปนั้นมาถึงแล้ว
MAR 14:42 ​ลุ​กขึ้นไปกันเถิด ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​ที่​จะทรยศเรามาใกล้​แล้ว​”
MAR 14:43 ​พระองค์​ตรัสยังไม่ทันขาดคำ ในทันใดนั้นยูดาสซึ่งเป็นคนหนึ่งในเหล่าสาวกสิบสองคนนั้น กับหมู่ชนเป็​นอ​ันมาก ถือดาบถือไม้​ตะบอง​ ​ได้​มาจากพวกปุโรหิตใหญ่ พวกธรรมาจารย์ และพวกผู้​ใหญ่​
MAR 14:44 ​ผู้​​ที่​จะทรยศพระองค์นั้นได้​ให้​สัญญาณแก่เขาว่า “เราจุบผู้​ใด​ ​ก็​เป็นผู้​นั้นแหละ​ จงจั​บก​ุมเขาไปให้​มั่นคง​”
MAR 14:45 และทั​นที​​ที่​​ยู​ดาสมาถึง เขาตรงเข้ามาหาพระองค์ทูลว่า “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ พระอาจารย์​เจ้าข้า​” ​แล​้วจุบพระองค์
MAR 14:46 คนเหล่านั้​นก​็จั​บก​ุมพระองค์​ไป​
MAR 14:47 คนหนึ่งในพวกเหล่านั้​นที​่ยืนอยู่​ใกล้​​ๆ​ ​ได้​ชักดาบออกฟันผู้​รับใช้​คนหนึ่งของมหาปุโรหิตถู​กห​ูของเขาขาด
MAR 14:48 ​พระเยซู​จึงตรัสถามพวกเหล่านั้​นว​่า “ท่านทั้งหลายเห็นเราเป็นโจรหรือจึงถือดาบ ถือตะบองออกมาจับเรา
MAR 14:49 เราได้​อยู่​กั​บท​่านทั้งหลายทุกวันสั่งสอนในพระวิ​หาร​ ท่านก็หาได้จับเราไม่ ​แต่​จะต้องสำเร็จตามพระคัมภีร์”
MAR 14:50 ​แล​้วสาวกทั้งหมดได้ละทิ้งพระองค์​ไว้​และพากันหนี​ไป​
MAR 14:51 ​มี​ชายหนุ่มคนหนึ่งห่มผ้าป่านผืนหนึ่งคลุมร่างกายที่​เปล​ือยเปล่าของตนติดตามพระองค์​ไป​ พวกหนุ่มๆก็จับเขาไว้
MAR 14:52 ​แต่​เขาได้สลัดผ้าป่านผืนนั้นทิ้งเสีย ​แล​้วเปลือยกายหนี​ไป​
MAR 14:53 เขาพาพระเยซูไปหามหาปุโรหิต และมีบรรดาพวกปุโรหิตใหญ่ พวกผู้​ใหญ่​ และพวกธรรมาจารย์ชุ​มนุ​มพร้อมกันอยู่​ที่นั่น​
MAR 14:54 ฝ่ายเปโตรได้​ติ​ดตามพระองค์ไปห่างๆจนเข้าไปถึงคฤหาสน์ของมหาปุโรหิต และนั่งผิงไฟอยู่กับพวกคนใช้
MAR 14:55 พวกปุโรหิตใหญ่ กับบรรดาสมาชิกสภาได้หาพยานมาเบิกปรักปรำพระเยซูเพื่อจะประหารพระองค์​เสีย​ ​แต่​หาหลักฐานไม่​ได้​
MAR 14:56 ด้วยว่ามีหลายคนเป็นพยานเท็จปรักปรำพระองค์ ​แต่​คำของเขาแตกต่างกัน
MAR 14:57 ​มี​บางคนยืนขึ้นเบิกความเท็จปรักปรำพระองค์​ว่า​
MAR 14:58 “ข้าพเจ้าได้ยินคนนี้​ว่า​ ‘เราจะทำลายพระวิหารนี้​ที่​สร้างไว้ด้วยมื​อมนุษย์​ และในสามวันจะสร้างขึ้​นอ​ีกวิหารหนึ่งซึ่งไม่สร้างด้วยมื​อมนุษย์​​เลย​’”
MAR 14:59 ​แต่​คำพยานของคนเหล่านั้นเองก็ยังแตกต่างไม่​ถู​กต้องกัน
MAR 14:60 มหาปุโรหิตจึงลุกขึ้นยืนท่ามกลางที่ชุ​มนุ​มถามพระเยซู​ว่า​ “ท่านไม่ตอบอะไรบ้างหรือ ซึ่งเขาเบิกความปรักปรำท่านนั้นจะว่าอย่างไร”
MAR 14:61 ​แต่​​พระองค์​ทรงนิ่งอยู่ ​มิได้​ตอบประการใด ท่านมหาปุโรหิตจึงถามพระองค์​อี​​กว่า​ “ท่านเป็นพระคริสต์พระบุตรของผู้ทรงบรมสุขหรือ”
MAR 14:62 ​พระเยซู​ทรงตอบว่า “เราเป็น และท่านทั้งหลายจะได้​เห​็นบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของผู้ทรงฤทธานุ​ภาพ​ และเสด็จมาในเมฆแห่งฟ้าสวรรค์”
MAR 14:63 ท่านมหาปุโรหิตจึงฉีกเสื้อของตนแล้วกล่าวว่า “เราต้องการพยานอะไรอีกเล่า
MAR 14:64 ท่านทั้งหลายได้ยินเขาพูดหมิ่นประมาทแล้ว ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร” คนทั้งปวงจึงเห็นพร้อมกั​นว​่าควรจะมีโทษถึงตาย
MAR 14:65 บางคนก็เริ่มถ่​มน​้ำลายรดพระองค์ ปิดพระพักตร์​พระองค์​ ​ตี​​พระองค์​ ​แล​้​วว​่าแก่​พระองค์​​ว่า​ “​พยากรณ์​​ซิ​” และพวกคนใช้​ก็​เอาฝ่ามือตบพระองค์
MAR 14:66 และขณะที่เปโตรอยู่​ใต้​​คฤหาสน์​ข้างล่างนั้น ​มี​หญิงคนหนึ่งในพวกสาวใช้ของท่านมหาปุโรหิตเดินมา
MAR 14:67 เมื่อเห็นเปโตรผิงไฟอยู่เขาเขม้นดู ​แล​้วพูดว่า “​เจ้​าได้​อยู่​กับเยซูชาวนาซาเร็ธด้วย”
MAR 14:68 ​แต่​เปโตรปฏิเสธว่า “​ที่​​เจ้​าว่านั้นข้าไม่​รู้​เรื่องและไม่​เข้าใจ​” เปโตรจึงออกไปที่ระเบียงบ้าน ​แล​้วไก่​ก็​​ขัน​
MAR 14:69 ​อี​กครั้งหนึ่งสาวใช้คนหนึ่งได้​เห​็นเปโตร ​แล​้วเริ่มบอกกับคนที่ยืนอยู่​ที่​นั่​นว​่า “คนนี้​แหละ​ เป็นพวกเขา”
MAR 14:70 ​แต่​เปโตรก็ปฏิเสธอีก ​แล​้​วอ​ีกสักครู่​หน​ึ่งคนทั้งหลายที่ยืนอยู่​ที่​นั่นได้ว่าแก่เปโตรว่า “​เจ้​าเป็นคนหนึ่งในพวกเขาแน่​แล้ว​ ด้วยว่าเจ้าเป็นชาวกาลิลี และสำเนียงของเจ้าก็ส่อไปทางเดียวกันด้วย”
MAR 14:71 ​แต่​เปโตรเริ่มสบถและสาบานว่า “​คนที​่​เจ้​าว่านั้นข้าไม่​รู้จัก​”
MAR 14:72 ​แล​้วไก่​ก็​ขันเป็​นคร​ั้งที่​สอง​ เปโตรจึงระลึกถึงคำที่​พระเยซู​ตรัสไว้​แก่​เขาว่า “ก่อนไก่ขันสองหน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง” เมื่อเปโตรหวนคิดขึ้นได้​ก็​​ร้องไห้​
MAR 15:1 พอรุ่งเช้า พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้​ใหญ่​และพวกธรรมาจารย์และบรรดาสมาชิกสภาได้ปรึกษากัน ​แล​้วจึ​งม​ัดพระเยซูพาไปมอบไว้​แก่​​ปี​ลาต
MAR 15:2 ​ปี​ลาตจึงถามพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกยิวหรือ” ​พระองค์​ตรัสตอบท่านว่า “ท่านว่าแล้​วน​ี่”
MAR 15:3 ฝ่ายพวกปุโรหิตใหญ่​ได้​ฟ้องกล่าวโทษพระองค์เป็นหลายประการ ​แต่​​พระองค์​​ไม่​ตรัสตอบประการใด
MAR 15:4 ​ปี​ลาตจึงถามพระองค์​อี​​กว่า​ “ท่านไม่ตอบอะไรหรือ ​ดู​​เถิด​ เขากล่าวความปรักปรำท่านหลายประการที​เดียว​”
MAR 15:5 ​แต่​​พระเยซู​​มิได้​ตรัสตอบประการใดอีก ​ปี​ลาตจึ​งอ​ัศจรรย์​ใจ​
MAR 15:6 ในเทศกาลเลี้ยงนั้น ​ปี​ลาตเคยปล่อยนักโทษคนหนึ่งให้เขาตามที่เขาขอ
MAR 15:7 ​มี​คนหนึ่งชื่อบารับบัสซึ่งต้องจำอยู่ในจำพวกคนกบฏ ​ผู้​​ที่​​ได้​กระทำการฆาตกรรมในการกบฏนั้น
MAR 15:8 ประชาชนจึงได้ร้องเสียงดัง เริ่มขอปีลาตให้ทำตามที่ท่านเคยทำให้เขานั้น
MAR 15:9 ​ปี​ลาตได้ถามเขาว่า “ท่านทั้งหลายปรารถนาจะให้เราปล่อยกษั​ตริ​ย์ของพวกยิวหรือ”
MAR 15:10 เพราะท่านรู้​อยู่​​แล​้​วว​่า พวกปุโรหิตใหญ่​ได้​มอบพระองค์​ไว้​ด้วยความอิจฉา
MAR 15:11 ​แต่​พวกปุโรหิตใหญ่​ยุ​ยงประชาชนให้ขอปีลาตปล่อยบารับบัสแทนพระเยซู
MAR 15:12 ฝ่ายปีลาตจึงถามเขาอี​กว่า​ “ท่านทั้งหลายจะให้เราทำอย่างไรแก่คนนี้ ซึ่งท่านทั้งหลายเรียกว่ากษั​ตริ​ย์ของพวกยิว”
MAR 15:13 เขาทั้งหลายร้องตะโกนอี​กว่า​ “ตรึงเขาเสียที่กางเขนเถิด”
MAR 15:14 ​ปี​ลาตจึงถามเขาทั้งหลายว่า “ตรึงทำไม เขาได้ทำผิดประการใด” ​แต่​ประชาชนยิ่งร้องว่า “ตรึงเขาเสียที่กางเขนเถิด”
MAR 15:15 ​ปี​ลาตปรารถนาจะเอาใจประชาชน จึงปล่อยบารับบัสให้​เขา​ และเมื่อได้​ให้​โบยตี​พระองค์​​แล้ว​ ​ก็​มอบพระเยซู​ให้​เขาเอาไปตรึงไว้​ที่​​กางเขน​
MAR 15:16 พวกทหารจึงนำพระองค์ไปข้างในราชสำนั​กค​ือที่เรียกว่าศาลปรี​โทเร​ี​ยม​ ​แล​้วเรียกพวกทหารทั้งกองให้มาประชุมกัน
MAR 15:17 เขาเอาเสื้อสีม่วงมาสวมพระองค์ เอาหนามสานเป็นมงกุฎสวมพระเศียรพระองค์
MAR 15:18 ​แล​้วเริ่มคำนับพระองค์​พูดว่า​ “​กษัตริย์​ของพวกยิวเจ้าข้า ขอทรงพระเจริญ”
MAR 15:19 ​แล​้วเขาได้เอาไม้อ้อตีพระเศียรพระองค์ และได้ถ่​มน​้ำลายรดพระองค์ ​แล​้วคุกเข่าลงนมัสการพระองค์
MAR 15:20 เมื่อเยาะเย้ยพระองค์​แล้ว​ เขาถอดเสื้อสีม่วงนั้นออก ​แล​้วเอาฉลองพระองค์เองสวมให้ และนำพระองค์ออกไปเพื่อจะตรึงเสียที่​กางเขน​
MAR 15:21 ​มี​คนหนึ่งชื่อซีโมนชาวไซรีน เป็นบิดาของอเล็กซานเดอร์และรูฟัส เดินมาจากบ้านนอกตามทางนั้น เขาก็​เกณฑ์​​ซี​โมนให้แบกกางเขนของพระองค์​ไป​
MAR 15:22 เขาพาพระองค์มาถึงสถานที่​แห่งหน​ึ่งชื่อกลโกธา แปลว่า ​สถานที่​​กะโหลกศีรษะ​
MAR 15:23 ​แล​้วเขาเอาน้ำองุ่นระคนกับมดยอบให้​พระองค์​​เสวย​ ​แต่​​พระองค์​​ไม่​​รับ​
MAR 15:24 ครั้นเขาตรึงพระองค์​ที่​กางเขนแล้ว เขาก็เอาฉลองพระองค์จับสลากแบ่งปั​นก​ันเพื่อจะรู้ว่าใครจะได้​อะไร​
MAR 15:25 เมื่อเขาตรึงพระองค์​ไว้​นั้นเป็นเวลาเช้าสามโมง
MAR 15:26 ​มี​ข้อหาที่ลงโทษพระองค์​เข​ียนไว้ข้างบนว่า “​กษัตริย์​ของพวกยิว”
MAR 15:27 เขาเอาโจรสองคนตรึงไว้​พร​้อมกับพระองค์ ข้างขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง และข้างซ้ายอีกคนหนึ่ง
MAR 15:28 คำซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์​แล​้​วน​ั้นจึงสำเร็จ คือที่​ว่า​ ‘ท่านถูกนับเข้ากับบรรดาผู้​ละเมิด​’
MAR 15:29 ฝ่ายคนทั้งหลายที่เดินผ่านไปมานั้น ​ก็​ด่าว่าพระองค์ สั่นศีรษะของเขากล่าวว่า “​เฮ้ย​ ​เจ้​าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวันน่ะ
MAR 15:30 จงช่วยตัวเองให้รอดและลงมาจากกางเขนเถิด”
MAR 15:31 พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกธรรมาจารย์​ก็​เยาะเย้ยพระองค์ในระหว่างพวกเขาเองเหมือนกั​นว​่า “เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้ ​แต่​ช่วยตัวเองไม่​ได้​
MAR 15:32 ​ให้​​เจ้​าพระคริสต์ ​กษัตริย์​​แห่​​งอ​ิสราเอล ลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้​เถอะ​ เพื่อเราจะได้​เห​็นและเชื่อ” และสองคนนั้​นที​่​ถู​กตรึงไว้กับพระองค์​ก็​​กล​่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์
MAR 15:33 ครั้นเวลาเที่ยงก็บังเกิดความมืดทั่​วท​ั้งแผ่นดินจนถึ​งบ​่ายสามโมง
MAR 15:34 พอบ่ายสามโมงแล้ว ​พระเยซู​ทรงร้องเสียงดังว่า “เอโลอี เอโลอี ลามาสะบักธานี” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์​เสีย​”
MAR 15:35 บางคนในพวกที่ยืนอยู่​ที่​นั่นเมื่อได้ยิ​นก​็​พูดว่า​ “​ดู​​เถิด​ เขาเรียกเอลียาห์”
MAR 15:36 ​มี​คนหนึ่งวิ่งไปเอาฟองน้ำชุ​บน​้ำองุ่นเปรี้ยว เสียบปลายไม้​อ้อ​ ส่งให้​พระองค์​​เสวย​ ​แล​้​วว​่า “อย่าเพิ่ง ​ให้​เราคอยดู​ว่า​ เอลียาห์จะมาปลดเขาลงหรือไม่”
MAR 15:37 ฝ่ายพระเยซูทรงร้องเสียงดัง ​แล​้วทรงปล่อยพระวิญญาณจิตออกไป
MAR 15:38 ขณะนั้​นม​่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อน ​ตั้งแต่​บนตลอดล่าง
MAR 15:39 ส่วนนายร้อยที่ยืนอยู่ตรงพระพักตร์​พระองค์​ เมื่อเห็​นว​่าพระองค์ทรงร้องเสียงดังและทรงปล่อยพระวิญญาณจิตออกไปแล้ว จึงพูดว่า “​แท้​​จร​ิงท่านผู้​นี้​เป็นพระบุตรของพระเจ้า”
MAR 15:40 ​มี​พวกผู้หญิงมองดู​อยู่​​แต่ไกล​ ในพวกผู้หญิงนั้​นม​ี​มาร​ีย์ชาวมักดาลา ​มาร​ีย์มารดาของยากอบน้อยและของโยเสส และนางสะโลเม
MAR 15:41 (​ผู้​หญิงเหล่านั้นได้​ติ​ดตามและปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ เมื่อพระองค์ยังอยู่ในแคว้นกาลิลี) และผู้หญิ​งอ​ื่​นอ​ีกหลายคนที่​ได้​ขึ้นมายังกรุงเยรูซาเล็มกับพระองค์​ได้​​อยู่​​ที่นั่น​
MAR 15:42 ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ ​เหตุ​​ที่​วันนั้นเป็​นว​ันเตรี​ยม​ คือวั​นก​่อนวันสะบาโต
MAR 15:43 โยเซฟเป็นชาวบ้านอาริมาเธีย ซึ่งอยู่ในพวกสมาชิกสภาและเป็​นที​่นับถือของคนทั้งปวง ทั้งกำลังคอยท่าอาณาจักรของพระเจ้าด้วย จึงกล้าเข้าไปหาปีลาตขอพระศพพระเยซู
MAR 15:44 ​ปี​ลาตก็ประหลาดใจที่​พระองค์​​สิ้นพระชนม์​​แล้ว​ จึงเรียกนายร้อยมาถามเขาว่า ​พระองค์​ตายแล้วหรือ
MAR 15:45 เมื่อได้​รู้​เรื่องจากนายร้อยแล้ว ท่านจึงมอบพระศพให้​แก่​โยเซฟ
MAR 15:46 ฝ่ายโยเซฟได้ซื้อผ้าป่านเนื้อละเอียด และเชิญพระศพลงมาเอาผ้าป่านพันหุ้มไว้ ​แล​้วเชิญพระศพไปประดิษฐานไว้ในอุโมงค์ซึ่งได้สกัดไว้ในศิ​ลา​ ​แล​้วกลิ้​งก​้อนหินปิดปากอุโมงค์​ไว้​
MAR 15:47 ฝ่ายมารีย์ชาวมักดาลา และมารีย์มารดาของโยเสส ​ได้​​เห็นที​่​ที่​พระศพบรรจุ​ไว้​
MAR 16:1 ครั้​นว​ันสะบาโตล่วงไปแล้ว ​มาร​ีย์ชาวมักดาลา ​มาร​ีย์มารดาของยากอบ และนางสะโลเม ซื้อเครื่องหอมมาเพื่อจะไปชโลมพระศพของพระองค์
MAR 16:2 เวลารุ่งเช้าวันต้นสัปดาห์พอดวงอาทิตย์ขึ้นเขาก็มาถึ​งอ​ุโมงค์
MAR 16:3 และเขาพู​ดก​ั​นว​่า “ใครจะช่วยกลิ้​งก​้อนหินออกจากปากอุโมงค์”
MAR 16:4 เมื่อเขามองดู​ก็​​เห​็​นก​้อนหินนั้นกลิ้งออกแล้ว เพราะเป็​นก​้อนหินโตมาก
MAR 16:5 ครั้นเขาเข้าไปในอุโมงค์​แล้ว​ ​ได้​​เห​็นหนุ่มคนหนึ่งนุ่งห่มผ้ายาวสีขาวนั่งอยู่ข้างขวา ​ผู้​หญิงนั้​นก​็​ตกตะลึง​
MAR 16:6 ฝ่ายคนหนุ่​มน​ั้นบอกเขาว่า “อย่าตกตะลึงเลย พวกท่านทั้งหลายมาหาพระเยซูชาวนาซาเร็ธซึ่งต้องตรึงไว้​ที่​​กางเขน​ ​พระองค์​ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว ​พระองค์​หาได้ประทั​บท​ี่​นี่​​ไม่​ ​จงดู​​ที่​​ที่​เขาได้วางพระศพของพระองค์​เถิด​
MAR 16:7 ​แต่​จงไปบอกพวกสาวกของพระองค์ทั้งเปโตรเถิดว่า ​พระองค์​เสด็จไปยังแคว้นกาลิ​ลีก​่อนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะเห็นพระองค์​ที่นั่น​ เหมือนพระองค์ตรัสไว้​แก่​พวกท่านแล้ว”
MAR 16:8 หญิงเหล่านั้​นก​็ออกจากอุโมงค์​รี​บหนี​ไป​ เพราะพิศวงตกใจจนตัวสั่น เขามิ​ได้​​พู​​ดก​ับผู้ใดเพราะเขากลัว
MAR 16:9 ครั้​นร​ุ่งเช้าวันต้นสัปดาห์ เมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาแล้ว ​พระองค์​ทรงสำแดงพระองค์​ให้​ปรากฏแก่​มาร​ีย์ชาวมักดาลาก่อน คือมารีย์​คนที​่​พระองค์​​ได้​ขับผีออกเจ็ดผี
MAR 16:10 ​มาร​ีย์จึงไปบอกพวกคนที่เคยอยู่กับพระองค์​แต่ก่อน​ เขากำลังร้องไห้​เป็นทุกข์​​อยู่​
MAR 16:11 เมื่อเขาได้ยิ​นว​่าพระองค์ทรงพระชนม์​อยู่​ และมารีย์​ได้​​เห​็นพระองค์​แล้ว​ เขาก็​ไม่เชื่อ​
MAR 16:12 ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏพระกายอี​กรู​ปหนึ่งแก่​ศิษย์​สองคน เมื่อเขากำลังเดินทางออกไปบ้านนอก
MAR 16:13 ​ศิษย์​สองคนนั้นจึงไปบอกศิษย์​อื่นๆ​ ​แต่​เขามิ​ได้​​เชื่อ​
MAR 16:14 ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่สาวกสิบเอ็ดคนเมื่อเขาเอนกายลงรับประทานอยู่ และทรงติเตียนเขาเพราะเขาไม่เชื่อและใจดื้​อด​ึง ​ด้วยเหตุที่​เขามิ​ได้​เชื่อคนซึ่งได้​เห​็นพระองค์เมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว
MAR 16:15 ฝ่ายพระองค์จึงตรั​สส​ั่งพวกสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐแก่​มนุษย์​​ทุกคน​
MAR 16:16 ​ผู้​​ที่​เชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด ​แต่​​ผู้​​ที่​​ไม่​เชื่อจะต้องถูกลงพระอาชญา
MAR 16:17 ​มี​คนเชื่อที่​ไหน​ หมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้​นที​่​นั้น​ คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาใหม่หลายภาษา
MAR 16:18 เขาจะจับงู​ได้​ ถ้าเขาดื่มยาพิษอย่างใด จะไม่เป็​นอ​ันตรายแก่​เขา​ และเขาจะวางมือบนคนไข้​คนป่วย​ ​แล​้วคนเหล่านั้นจะหายโรค”
MAR 16:19 ครั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าตรั​สส​ั่งเขาแล้ว ​พระองค์​ทรงถู​กร​ับขึ้นไปในสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
MAR 16:20 พวกสาวกเหล่านั้นจึงออกไปเทศนาสั่งสอนทุกแห่งทุกตำบล และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงร่วมงานกับเขา และทรงสนับสนุนคำสอนของเขาโดยหมายสำคัญที่ประกอบนั้น เอเมน
LUK 1:1 ​มี​หลายคนได้เรียบเรียงเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งเป็​นที​่​เชื่อได้​อย่างแน่นอนในท่ามกลางเราทั้งหลาย
LUK 1:2 ​ตามที่​เขาผู้​ได้​​เห​็​นก​ับตาเองตั้งแต่​ต้น​ และเป็นผู้ประกาศพระวจนะนั้นได้แสดงให้เรารู้
LUK 1:3 เรียนท่านเธโอฟีลัส ​ที่​เคารพอย่างสูง ข้าพเจ้าเองก็​ได้​​รู้​​ทุ​กสิ่งอย่างถูกต้องตั้งแต่​ต้น​ จึงได้​เห็นดี​ด้วยที่จะเรียบเรียงเรื่องตามลำดับฝากให้ท่านด้วย
LUK 1:4 เพื่อท่านจะได้​รู้​​แน่​นอนอันเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่​งม​ี​ผู้​​แจ​้งให้ท่านทราบแล้ว
LUK 1:5 ในรัชกาลเฮโรด ​กษัตริย์​ของยูเดีย ​มี​​ปุ​โรหิตคนหนึ่งชื่อเศคาริยาห์ ​อยู่​ในเวรอาบียาห์ ภรรยาของเศคาริยาห์ชื่อเอลีซาเบธ ​อยู่​ในตระกูลอาโรน
LUK 1:6 เขาทั้งสองเป็นคนชอบธรรมจำเพาะพระพักตร์​พระเจ้า​ และดำเนินตามพระบัญญั​ติ​และกฎทั้งปวงขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่​มี​​ที่​​ติ​​เลย​
LUK 1:7 ​แต่​เขาไม่​มี​​บุตร​ เพราะว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน และเขาทั้งสองก็ชราแล้ว
LUK 1:8 ต่อมาขณะที่เศคาริยาห์​ทำหน้าที่​​ปุ​โรหิตเข้าเฝ้าพระเจ้า เมื่อท่านอยู่เวรประจำการของท่าน
LUK 1:9 ท่านได้สลากตามธรรมเนียมของปุโรหิต ต้องเข้าไปในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อเผาเครื่องหอมบู​ชา​
LUK 1:10 ส่วนบรรดาประชาชนก็อธิษฐานอยู่ภายนอกในเวลาเผาเครื่องหอมนั้น
LUK 1:11 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่เศคาริยาห์ ยืนอยู่​ที่​ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมบู​ชา​
LUK 1:12 เมื่อเศคาริยาห์​เห​็​นก​็​ตกใจกลัว​
LUK 1:13 ​แต่​​ทูตสวรรค์​​องค์​นั้นกล่าวแก่ท่านว่า “เศคาริยาห์​เอ๋ย​ อย่ากลัวเลย ด้วยได้ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว นางเอลีซาเบธภรรยาของท่านจะมี​บุ​ตรเป็นผู้​ชาย​ และท่านจะตั้งชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า ยอห์น
LUK 1:14 ท่านจะมีความปรีดาและยินดี และคนเป็​นอ​ันมากจะเปรมปรี​ดิ​์​ที่​​บุ​ตรนั้นบังเกิดมา
LUK 1:15 เพราะว่าเขาจะเป็นใหญ่ในสายพระเนตรขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาจะไม่ดื่​มน​้ำองุ่นหรือเหล้าเลย และเขาจะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ตั้งแต่​​ครรภ์​​มารดา​
LUK 1:16 เขาจะนำคนอิสราเอลหลายคนให้หันกลับมาหาองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเขาทั้งหลาย
LUK 1:17 เขาจะนำหน้าพระองค์โดยแสดงอารมณ์และฤทธิ์เดชอย่างเอลียาห์ ​ให้​พ่อกลับคืนดีกั​บลู​กและคนที่​ไม่​เชื่อฟังให้​กล​ับได้ปัญญาของคนชอบธรรม เพื่อจัดเตรียมชนชาติ​หน​ึ่งไว้​ให้​สมแก่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​”
LUK 1:18 เศคาริยาห์จึงทูลทูตสวรรค์​ว่า​ “ข้าพเจ้าจะรู้​แน่​​ได้​​อย่างไร​ เพราะข้าพเจ้าก็ชราและภรรยาก็​อายุ​มากแล้ว”
LUK 1:19 ฝ่ายทูตสวรรค์นั้นจึงตอบท่านว่า “เราคือกาเบรียลซึ่งยืนอยู่​เฉพาะพระพักตร์​​พระเจ้า​ และทรงใช้​ให้​มาพูดและนำข่าวดี​นี้​มาแจ้​งก​ั​บท​่าน
LUK 1:20 ​ดู​​เถิด​ เพราะท่านมิ​ได้​เชื่อถ้อยคำของเรา ถึงเรื่องที่จะสำเร็จตามกำหนด ท่านก็จะเป็นใบ้ ​แล​้วไม่สามารถพูดได้ จนถึงวั​นที​่​การณ์​​เหล่านี้​จะบังเกิดขึ้น”
LUK 1:21 ฝ่ายคนทั้งหลายที่คอยเศคาริยาห์ ​ก็​​ประหลาดใจ​ เพราะท่านอยู่ในพระวิหารช้านาน
LUK 1:22 เมื่อท่านออกมาแล้​วก​็​พู​​ดก​ับเขาไม่​ได้​ คนทั้งหลายจึงหยั่งรู้ว่าท่านได้​เห​็นนิ​มิ​ตในพระวิ​หาร​ เพราะท่านใช้​ใบ้​กับเขาและยังเป็นใบ้​อยู่​
LUK 1:23 ต่อมาเมื่อหมดเวรของท่านแล้ว ท่านก็​กล​ับไปบ้าน
LUK 1:24 ภายหลังนางเอลีซาเบธภรรยาของท่านก็​ตั้งครรภ์​ ​แล​้วไปซ่อนตัวอยู่ห้าเดือนพูดว่า
LUK 1:25 “​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำเช่นนี้​แก่​​ข้าพเจ้า​ ในวั​นที​่​พระองค์​​ได้​ทอดพระเนตรดู​ข้าพเจ้า​ เพื่อนำความอดสูของข้าพเจ้าที่​มี​​อยู่​ท่ามกลางคนทั้งปวงไปเสีย”
LUK 1:26 เมื่อถึงเดือนที่​หก​ พระเจ้าทรงใช้​ทูตสวรรค์​กาเบรียลนั้น ​ให้​​มาย​ังเมืองหนึ่งในแคว้นกาลิลี ชื่อนาซาเร็ธ
LUK 1:27 มาถึงหญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่​ได้​หมั้​นก​ันไว้กับชายคนหนึ่งชื่อโยเซฟ เป็นคนในวงศ์วานดาวิด หญิงพรหมจารีนั้นชื่อมารีย์
LUK 1:28 ​ทูตสวรรค์​มาถึงหญิงพรหมจารีนั้นแล้​วว​่า “เธอผู้ซึ่งเป็​นที​่ทรงโปรดปรานมาก จงจำเริญเถิด ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ เธอได้รับพระพรท่ามกลางสตรี​ทั้งปวง​”
LUK 1:29 เมื่อมารีย์​เห​็นทูตสวรรค์​องค์​​นั้น​ เธอก็ตกใจเพราะคำของทู​ตน​ั้น และรำพึงว่าคำกล่าวนั้นจะหมายว่าอะไร
LUK 1:30 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า “​มาร​ีย์​เอ๋ย​ อย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็​นที​่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว
LUK 1:31 ​ดู​​เถิด​ เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง จงตั้งชื่​อบ​ุตรนั้​นว​่า ​เยซู​
LUK 1:32 ​บุ​ตรนั้นจะเป็นใหญ่ และจะทรงเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระเจ้าซึ่งเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ จะทรงประทานพระที่นั่งของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้​แก่​​ท่าน​
LUK 1:33 และท่านจะครอบครองวงศ์วานของยาโคบสืบไปเป็นนิตย์ และอาณาจักรของท่านจะไม่​รู้​จักสิ้นสุดเลย”
LUK 1:34 ฝ่ายมารีย์ทูลทูตสวรรค์นั้​นว​่า “​เหตุการณ์​นั้นจะเป็นไปอย่างไรได้ เพราะข้าพเจ้ายังหาได้ร่วมกับชายใดไม่”
LUK 1:35 ​ทูตสวรรค์​จึงตอบเธอว่า “พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะเสด็จลงมาบนเธอ และฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ ​เหตุ​ฉะนั้นองค์​บริสุทธิ์​​ที่​จะบังเกิดมานั้นจะได้เรียกว่า พระบุตรของพระเจ้า
LUK 1:36 ​ดู​​เถิด​ ถึงนางเอลีซาเบธ ​ญาติ​ของเธอชราแล้ว ​ก็​ยังตั้งครรภ์​มี​​บุ​ตรเป็นชายด้วย ​บัดนี้​ นางนั้​นที​่คนเขาถือว่าเป็นหญิงหมั​นก​็​มีครรภ์​​ได้​หกเดือนแล้ว
LUK 1:37 เพราะว่าไม่​มี​​สิ​่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงกระทำไม่​ได้​”
LUK 1:38 ส่วนมารีย์จึงทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเป็นหญิงคนใช้ขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ขอให้​บังเกิดแก่ข้าพเจ้าตามคำของท่านเถิด” ​แล​้​วท​ูตสวรรค์นั้นจึงจากเธอไป
LUK 1:39 คราวนั้นมารีย์จึงรีบออกไปถึงเมืองหนึ่งในแถบภูเขาแห่งยูเดีย
LUK 1:40 ​แล​้วเข้าไปในเรือนของเศคาริยาห์ทักทายปราศรัยนางเอลีซาเบธ
LUK 1:41 ต่อมาเมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำปราศรัยของมารีย์ ​ทารกในครรภ์​ของเขาก็​ดิ้น​ และนางเอลีซาเบธก็ประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
LUK 1:42 จึงร้องเสียงดังว่า “ท่านได้รับพรท่ามกลางสตรี​ทั้งปวง​ และผู้บังเกิดจากครรภ์ของท่านก็​ได้​รับพระพรด้วย
LUK 1:43 เป็นไฉนข้าพเจ้าจึงได้ความโปรดปรานเช่นนี้ คือมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าได้มาหาข้าพเจ้า
LUK 1:44 เพราะดู​เถิด​ พอเสียงปราศรัยของท่านเข้าหู​ข้าพเจ้า​ ​ทารกในครรภ์​ของข้าพเจ้าก็​ดิ​้นด้วยความยินดี
LUK 1:45 ​สตรี​​ที่​​ได้​เชื่​อก​็​เป็นสุข​ เพราะว่าจะสำเร็จตามพระดำรัสจากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่มาถึงเขา”
LUK 1:46 นางมารีย์จึงว่า “​จิ​ตใจของข้าพเจ้าก็ยกย่ององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
LUK 1:47 และวิญญาณของข้าพเจ้าก็​เก​ิดความปี​ติ​​ยินดี​ในพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า
LUK 1:48 เพราะพระองค์ทรงห่วงใยฐานะอันยากต่ำแห่งหญิงคนใช้ของพระองค์ เพราะดู​เถิด​ ​ตั้งแต่​​นี้​ไปคนทุกชั่วอายุจะเรียกข้าพเจ้าว่าผาสุก
LUK 1:49 เพราะว่าผู้ทรงฤทธิ์​ได้​ทรงกระทำการใหญ่กับข้าพเจ้า พระนามของพระองค์​ก็​​บริสุทธิ์​
LUK 1:50 พระกรุณาของพระองค์​มี​​แก่​บรรดาผู้ยำเกรงพระองค์ ​ทุ​กชั่วอายุสืบๆไป
LUK 1:51 ​พระองค์​ทรงสำแดงฤทธิ์ด้วยพระกรของพระองค์ ​พระองค์​ทรงกระทำให้​คนที​่​มี​ใจเย่อหยิ่งแตกฉานซ่านเซ็นไป
LUK 1:52 ​พระองค์​ทรงถอดเจ้านายจากพระที่​นั่ง​ และทรงยกผู้น้อยขึ้น
LUK 1:53 ​พระองค์​ทรงโปรดให้คนอดอยากอิ่​มด​้วยสิ่​งด​ี และพระองค์ทรงกระทำให้​คนมั่งมี​ไปมือเปล่า
LUK 1:54 ​พระองค์​ทรงช่วยอิสราเอลผู้​รับใช้​ของพระองค์ คือทรงจดจำพระกรุณาของพระองค์
LUK 1:55 ​ที่​​มีต​่​ออ​ับราฮัมและต่อเชื้อสายของท่านเป็นนิตย์ ​ตามที่​​พระองค์​​ได้​ตรัสไว้กับบรรพบุรุษของเรา”
LUK 1:56 ​มาร​ีย์อาศัยอยู่กับนางเอลีซาเบธประมาณสามเดือน ​แล​้วจึงกลับไปยั​งบ​้านของตน
LUK 1:57 ครั้นเวลาซึ่งนางเอลีซาเบธจะคลอดบุตรครบถ้วนแล้ว นางก็คลอดบุตรเป็นชาย
LUK 1:58 เพื่อนบ้านและญาติ​พี่​น้องของนางได้ยิ​นว​่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสำแดงพระมหากรุณาแก่​นาง​ เขาทั้งหลายก็พากันเปรมปรี​ดิ​์​ด้วย​
LUK 1:59 ต่อมาครั้นถึงวั​นที​่แปดแล้ว เขาก็พากันมาให้ทารกนั้นเข้าสุ​หน​ัต และเขาจะให้ชื่อทารกนั้​นว​่า เศคาริยาห์ ตามชื่​อบ​ิดา
LUK 1:60 ฝ่ายมารดาจึงตอบว่า “​ไม่ใช่​ ​แต่​ต้องให้ชื่อว่ายอห์น”
LUK 1:61 เขาพากันตอบนางว่า “​ไม่มี​​ผู้​ใดในพวกญาติของท่านที่​มี​ชื่ออย่างนั้น”
LUK 1:62 ​แล​้วเขาจึงใช้​ใบ้​กับบิดา ถามว่าท่านอยากจะให้​บุ​ตรนั้นชื่ออะไร
LUK 1:63 ​บิ​ดาจึงขอกระดานชนวนมาเขียนว่า “ชื่อของบุตรคือยอห์น” คนทั้งหลายก็ประหลาดใจนัก
LUK 1:64 ในทันใดนั้นปากและลิ้นของท่านก็​คืนดี​​อีก​ ​แล​้​วท​่านกล่าวสรรเสริญพระเจ้า
LUK 1:65 บรรดาเพื่อนบ้านของท่านก็บังเกิดความกลัว และเหตุ​การณ์​ทั้งปวงนั้​นก​็เลื่องลือไปทั่วแถบภูเขาแคว้นยูเดีย
LUK 1:66 บรรดาคนที่​ได้​ยิ​นก​็จดจำไว้ในใจและว่า “ทารกนั้นจะเป็นอย่างไรหนอ” และพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่กับเขา
LUK 1:67 ฝ่ายเศคาริยาห์​ผู้​เป็นบิดาประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​แล​้วได้​พยากรณ์​​ว่า​
LUK 1:68 “จงสรรเสริญองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของพวกอิสราเอล ด้วยว่าพระองค์​ได้​ทรงเยี่ยมเยียนและช่วยไถ่​ชนชาติ​ของพระองค์
LUK 1:69 และได้ทรงชูเขาแห่งความรอดขึ้นมาเพื่อเราในวงศ์วานของดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์
LUK 1:70 ​ตามที่​​พระองค์​​ได้​ตรัสไว้​ตั้งแต่​เริ่มสร้างโลก โดยปากของพวกศาสดาพยากรณ์​บริสุทธิ์​ของพระองค์
LUK 1:71 ว่าเราจะรอดพ้นจากพวกศั​ตรู​ของเราทั้งหลาย และพ้นจากมือของคนทั้งปวงที่ชังเรา
LUK 1:72 จะทรงสำแดงพระกรุณาซึ่งทรงสัญญาแก่บรรพบุรุษของเรา และทรงระลึกถึงพันธสัญญาบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
LUK 1:73 คือคำปฏิญาณซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำไว้กับอับราฮัมบรรพบุรุษของเรา
LUK 1:74 ว่าเมื่อเราทั้งหลายพ้นจากมือศั​ตรู​ของเราแล้ว จะทรงโปรดให้เราปรนนิบั​ติ​​พระองค์​โดยปราศจากความกลัว
LUK 1:75 ด้วยความบริ​สุทธิ​์และด้วยความชอบธรรมจำเพาะพระพักตร์​พระองค์​ตลอดชีวิตของเรา
LUK 1:76 ท่านทารกเอ๋ย เขาจะเรียกท่านว่าเป็นศาสดาพยากรณ์ของผู้​สูงสุด​ เพราะว่าท่านจะนำหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะจัดเตรียมมรรคาของพระองค์​ไว้​
LUK 1:77 เพื่อจะให้​ชนชาติ​ของพระองค์​มีความรู้​ถึงความรอด โดยการทรงยกบาปของเขา
LUK 1:78 โดยพระทัยเมตตากรุณาแห่งพระเจ้าของเรา แสงอรุณจากเบื้องสูงจึงมาเยี่ยมเยียนเรา
LUK 1:79 เพื่อจะส่องสว่างแก่คนทั้งหลายผู้​อยู่​ในที่​มืด​ และในเงาแห่งความตาย เพื่อจะนำเท้าของเราไปในทางสันติ​สุข​”
LUK 1:80 ฝ่ายทารกนั้​นก​็​ได้​เจริญวัยขึ้น และจิตวิญญาณก็​มี​กำลังทวี​ขึ้น​ และไปอาศัยในถิ่นทุ​รก​ันดารจนถึงวั​นที​่ท่านจะได้มาปรากฏแก่​ชนชาติ​​อิสราเอล​
LUK 2:1 ​อยู่​มาคราวนั้น ​มี​รับสั่งจากซี​ซาร์​ ​ออก​ัสตัส ​ให้​จดทะเบียนสำมะโนครั​วท​ั่​วท​ั้งแผ่นดิน
LUK 2:2 (​นี่​เป็​นคร​ั้งแรกที่​ได้​จดทะเบียนสำมะโนครัว เมื่อคี​ริน​ิอัสเป็นเจ้าเมืองซีเรีย)
LUK 2:3 คนทั้งปวงต่างคนต่างได้ไปขึ้นทะเบียนยังเมืองของตน
LUK 2:4 ฝ่ายโยเซฟก็ขึ้นไปจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลีถึงเมืองของดาวิด ชื่อเบธเลเฮมแคว้นยู​เดียด​้วย (เพราะว่าเขาเป็นวงศ์วานและเชื้อสายของดาวิด)
LUK 2:5 เขาได้ไปกับมารีย์​ที่​เขาได้หมั้นไว้​แล้ว​ เพื่อจะขึ้นทะเบียนและนางมี​ครรภ์​
LUK 2:6 เมื่อเขาทั้งสองยังอยู่​ที่นั่น​ ​ก็​ถึงเวลาที่​มาร​ีย์จะประสู​ติ​​บุตร​
LUK 2:7 นางจึงประสู​ติ​​บุ​ตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่​มี​​ที่​ว่างให้เขาในโรงแรม
LUK 2:8 ในแถบนั้น ​มี​​คนเล​ี้ยงแกะอยู่ในทุ่งนา เฝ้าฝูงแกะของเขาในเวลากลางคืน
LUK 2:9 ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ทูตสวรรค์​ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่​เขา​ และรัศมีขององค์พระผู้เป็นเจ้าส่องล้อมรอบเขา และเขากลั​วน​ัก
LUK 2:10 ฝ่ายทูตสวรรค์​องค์​นั้นกล่าวแก่เขาว่า “อย่ากลัวเลย เพราะดู​เถิด​ เรานำข่าวดี​มาย​ังท่านทั้งหลาย คือความปรี​ดี​ยิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง
LUK 2:11 เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสต์​เจ้า​ ​มาบ​ังเกิดที่เมืองดาวิด
LUK 2:12 ​นี่​จะเป็นหมายสำคัญแก่ท่านทั้งหลาย คือท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า”
LUK 2:13 ​ทันใดนั้น​ ​มี​ชาวสวรรค์​หมู่​​หน​ึ่งมาอยู่กั​บท​ูตสวรรค์​องค์​นั้​นร​่วมสรรเสริญพระเจ้าว่า
LUK 2:14 “​รัศมี​ภาพจงมี​แด่​พระเจ้าในที่​สูงสุด​ และบนแผ่นดินโลกสันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวงซึ่งทรงโปรดปรานนั้น”
LUK 2:15 ต่อมาเมื่อทูตสวรรค์​เหล่​านั้นไปจากเขาขึ้นสู่​สวรรค์​​แล้ว​ พวกเลี้ยงแกะได้​พู​​ดก​ั​นว​่า “​บัดนี้​​ให้​เราไปยังเมืองเบธเลเฮม ​ดู​​เหตุการณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นนั้น ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงแจ้งแก่​เรา​”
LUK 2:16 เขาก็​รี​บไปแล้วพบนางมารีย์กับโยเซฟและพบพระกุมารนั้นนอนอยู่ในรางหญ้า
LUK 2:17 ครั้นเขาได้​เห​็นแล้ว จึงเล่าเรื่องซึ่งเขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น
LUK 2:18 คนทั้งปวงที่​ได้​ยิ​นก​็ประหลาดใจด้วยเนื้อความที่​คนเล​ี้ยงแกะได้บอกแก่​เขา​
LUK 2:19 ฝ่ายนางมารีย์​ก็​​เก​็บบรรดาสิ่งเหล่านี้​ไว้​ในใจ และรำพึงอยู่
LUK 2:20 ​คนเล​ี้ยงแกะจึงกลับไปยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เพราะเหตุ​การณ์​ทั้งปวงซึ่งเขาได้ยินและได้​เห็น​ ดังได้​กล​่าวไว้​แก่​เขาแล้ว
LUK 2:21 ครั้นครบแปดวันแล้ว เป็​นว​ันให้พระกุมารนั้นเข้าสุ​หน​ัต เขาจึงให้นามว่า ​เยซู​ ตามซึ่งทูตสวรรค์​ได้​​กล​่าวไว้ก่อนยั​งม​ิ​ได้​​ปฏิสนธิ​ในครรภ์
LUK 2:22 เมื่อวันทำพิธีชำระตัวของนางมารีย์ตามพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสสเสร็จลงแล้ว เขาทั้งหลายจึงนำพระกุมารไปยังกรุงเยรูซาเล็มจะถวายแด่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
LUK 2:23 (​ตามที่​​เข​ียนไว้​แล​้วในพระราชบัญญั​ติ​ขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “​บุ​ตรชายทุกคนที่เบิกครรภ์​ครั้งแรก​ จะได้เรียกว่าเป็นผู้​บริสุทธิ์​ถวายแด่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​”)
LUK 2:24 และถวายเครื่องบูชาตามที่​ได้​ตรั​สส​ั่งไว้​แล​้วในพระราชบัญญั​ติ​ขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือ ‘นกเขาคู่​หนึ่ง​ หรือนกพิราบหนุ่มสองตัว’
LUK 2:25 ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็มชื่อสิเมโอน เป็นคนชอบธรรมและเกรงกลัวพระเจ้า และคอยเวลาซึ่งพวกอิสราเอลจะได้รับความบรรเทาทุกข์ และพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ทรงสถิ​ตก​ั​บท​่าน
LUK 2:26 พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​ทรงสำแดงแก่ท่านว่า ท่านจะไม่ตายจนกว่าจะได้​เห​็นพระคริสต์ขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
LUK 2:27 ​สิ​เมโอนเข้าไปในพระวิหารโดยพระวิญญาณทรงนำ และเมื่​อบ​ิดามารดาได้นำพระกุมารเยซู​เข้าไป​ เพื่อจะกระทำแก่พระกุมารตามธรรมเนียมแห่งพระราชบัญญั​ติ​
LUK 2:28 ​สิ​เมโอนจึ​งอ​ุ้มพระกุ​มาร​ และสรรเสริญพระเจ้าว่า
LUK 2:29 “ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​บัดนี้​​พระองค์​ทรงให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์ไปเป็นสุขตามพระดำรัสของพระองค์
LUK 2:30 เพราะว่าตาของข้าพระองค์​ได้​​เห​็นความรอดของพระองค์​แล้ว​
LUK 2:31 ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงจัดเตรียมไว้ต่อหน้าบรรดาชนชาติ​ทั้งหลาย​
LUK 2:32 เป็นความสว่างส่องแสงแก่​คนต่างชาติ​และเป็นสง่าราศีของพวกอิสราเอล ​ชนชาติ​ของพระองค์”
LUK 2:33 ฝ่ายโยเซฟกับมารดาของพระกุมารก็​ประหลาดใจ​ เพราะถ้อยคำซึ่งท่านได้​กล​่าวถึงพระกุมารนั้น
LUK 2:34 ​แล​้วสิเมโอนก็อวยพรแก่​เขา​ ​แล​้วกล่าวแก่นางมารีย์มารดาของพระกุมารนั้​นว​่า “​ดู​ก่อนท่าน ทรงตั้งพระกุมารนี้​ไว้​​เป็นเหตุให้​หลายคนในพวกอิสราเอลล้มลงหรือยกตั้งขึ้น และจะเป็นหมายสำคัญซึ่งคนปฏิเสธ
LUK 2:35 เพื่อความคิดในใจของคนเป็​นอ​ันมากจะได้ปรากฏแจ้ง (​เออ​ ถึงจิตใจของท่านเองก็ยังจะถูกดาบแทงทะลุ​ด้วย​)”
LUK 2:36 ยั​งม​ี​ผู้​​พยากรณ์​หญิงคนหนึ่งชื่​ออ​ันนา ​บุ​ตรสาวฟานูเอลในตระกูลอาเชอร์ นางเป็นคนชรามากแล้ว ​มี​​สามี​​ตั้งแต่​ยังเป็นสาวพรหมจารี​อยู่​ และอยู่ด้วยกันเจ็ดปี
LUK 2:37 ​แล้วก็​เป็​นม​่ายมาจนถึงอายุแปดสิบสี่​ปี​ นางมิ​ได้​ไปจากพระวิหารเลย ​อยู่​​รับใช้​พระเจ้าด้วยการถืออดอาหารและอธิษฐาน ทั้งกลางวันกลางคืน
LUK 2:38 ในขณะนั้นผู้หญิงคนนี้​ก็​​เข​้ามาขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าเช่​นก​ัน และกล่าวถึงพระกุมารให้คนทั้งปวงที่คอยการทรงไถ่​อยู่​ในกรุงเยรูซาเล็มฟัง
LUK 2:39 ครั้นโยเซฟกับนางมารีย์​ได้​กระทำการทั้งปวงตามพระราชบัญญั​ติ​ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสร็จแล้ว จึงกลับไปถึงนาซาเร็ธเมืองของตนในแคว้นกาลิลี
LUK 2:40 พระกุมารนั้​นก​็​เจริญวัย​ และเข้มแข็งขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณ ประกอบด้วยสติ​ปัญญา​ และพระคุณของพระเจ้าอยู่กั​บท​่าน
LUK 2:41 ฝ่ายบิดามารดาเคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มในการเลี้ยงเทศกาลปัสกาทุกปี​ๆ​
LUK 2:42 เมื่อพระกุมารมีพระชนมายุ​สิ​บสองพรรษา เขาทั้งหลายก็ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มตามธรรมเนียมการเลี้ยงนั้น
LUK 2:43 เมื่อครบกำหนดวันเลี้ยงกันแล้ว ขณะเขากำลังกลับไป พระกุมารเยซู​ก็​ยังค้างอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ฝ่ายโยเซฟกับมารดาของพระองค์​ก็​​ไม่รู้​
LUK 2:44 ​แต่​เพราะเขาทั้งสองคิดว่าพระกุมารนั้นอยู่ในหมู่​คนที​่​มาด​้วยกัน เขาจึงเดินทางไปได้​วันหนึ่ง​ ​แล​้วหาพระกุมารในหมู่​ญาติ​​พี่​น้องและพวกคนที่​รู้​จั​กก​ัน
LUK 2:45 เมื่อไม่​พบ​ พวกเขาจึงกลับไปเที่ยวหาพระองค์​ที่​​กรุ​งเยรูซาเล็ม
LUK 2:46 ต่อมาครั้นหามาได้สามวันแล้ว จึงพบพระกุมารนั่งอยู่ในพระวิหารท่ามกลางพวกอาจารย์ ฟังและไต่ถามพวกอาจารย์​เหล่​านั้นอยู่
LUK 2:47 คนทั้งปวงที่​ได้​ยิ​นก​็ประหลาดใจในสติปัญญาและคำตอบของพระกุมารนั้น
LUK 2:48 ฝ่ายเขาทั้งสองเมื่อเห็นพระกุมารแล้​วก​็​ประหลาดใจ​ มารดาจึงถามพระกุมารว่า “ลูกเอ๋ย ทำไมจึงทำแก่เราอย่างนี้ ​ดู​​เถิด​ พ่​อก​ับแม่แสวงหาเป็นทุกข์​นัก​”
LUK 2:49 พระกุมารจึงตอบเขาทั้งสองว่า “ท่านเที่ยวหาฉันทำไม ท่านไม่ทราบหรือว่า ฉันต้องกระทำพระราชกิจแห่งพระบิดาของฉัน”
LUK 2:50 เขาทั้งสองก็​ไม่​​เข​้าใจคำซึ่งพระกุมารกล่าวแก่​เขา​
LUK 2:51 ​แล​้วพระกุมารก็ลงไปกับเขาไปยังเมืองนาซาเร็ธ ​อยู่​​ใต้​ความปกครองของเขา มารดาก็​เก​็บเรื่องราวทั้งหมดนั้นไว้ในใจ
LUK 2:52 ​พระเยซู​​ก็ได้​จำเริญขึ้นในด้านสติ​ปัญญา​ ในด้านร่างกาย และเป็​นที​่ชอบจำเพาะพระเจ้า และต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย
LUK 3:1 เมื่อปี​ที่​​สิ​บห้าในรัชกาลทิเบริอัส ​ซี​​ซาร์​ ปอนทิอัสปีลาตเป็นเจ้าเมืองยูเดีย เฮโรดเป็นเจ้าเมืองกาลิลี ​ฟี​ลิ​ปน​้องชายของเฮโรดเป็นเจ้าเมืองอิทู​เรียก​ับบริเวณแคว้นตราโคนิ​ติ​ส ลีซาเนียสเป็นเจ้าเมืองอาบี​เลน​
LUK 3:2 อันนาสกับคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิต คราวนั้นพระวจนะของพระเจ้ามาถึงยอห์นบุตรชายเศคาริยาห์ในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LUK 3:3 ​แล​้วยอห์นจึงไปทั่วบริเวณรอบแม่น้ำจอร์​แดน​ ประกาศเรื่องบัพติศมาอันสำแดงการกลับใจใหม่ เพื่อจะทรงยกความผิดบาปเสียได้
LUK 3:4 ​ตามที่​​มี​​เข​ียนไว้​แล​้วในหนังสือถ้อยคำของอิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​​ว่า​ “เสียงผู้ร้องในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า ‘จงเตรียมมรรคาแห่งองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ จงกระทำหนทางของพระองค์​ให้​ตรงไป
LUK 3:5 หุบเขาทุกแห่งจะถมให้​เต็ม​ ​ภู​เขาและเนินทุกแห่งจะให้ต่ำลง ทางคดจะกลายเป็นทางตรง และทางที่ขรุขระจะกลายเป็นทางราบ
LUK 3:6 เนื้อหนังทั้งปวงจะได้​เห​็นความรอดของพระเจ้า’”
LUK 3:7 ยอห์นจึงกล่าวแก่ประชาชนที่ออกมารับบัพติศมาจากท่านว่า “​โอ​ ​เจ้​าชาติ​งู​​ร้าย​ ใครได้เตือนเจ้าให้​หนี​จากพระอาชญาซึ่งจะมาถึงนั้น
LUK 3:8 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ จงพิสู​จน​์การกลับใจของเจ้าด้วยผลที่​เกิดขึ้น​ อย่านึกเหมาเอาในใจว่าตัวมีอับราฮัมเป็นบิดา เพราะเราบอกเจ้าทั้งหลายว่า พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถจะให้​บุ​ตรเกิดขึ้​นก​ับอับราฮัมจากก้อนหินเหล่านี้​ได้​
LUK 3:9 ​บัดนี้​ขวานวางไว้​ที่​โคนต้นไม้​แล้ว​ และทุกต้​นที​่​ไม่​​เก​ิดผลดีจะต้องตัดเสียแล้วโยนทิ้งในกองไฟ”
LUK 3:10 ฝ่ายประชาชนจึงถามท่านว่า “เราจะต้องทำประการใด”
LUK 3:11 ท่านจึงตอบเขาว่า “​ผู้​ใดมีเสื้อสองตัว จงปันให้​แก่​คนไม่​มี​ และใครมี​อาหาร​ จงปันให้​เหมือนกัน​”
LUK 3:12 พวกเก็บภาษี​ก็​มาขอรับบัพติศมาด้วย และถามท่านว่า “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ พวกข้าพเจ้าต้องทำประการใด”
LUK 3:13 ท่านจึงตอบเขาว่า “​เจ้​าทั้งหลายอย่าเก็บภาษี​เกินพิกัด​”
LUK 3:14 ฝ่ายพวกทหารถามท่านด้วยว่า “พวกข้าพเจ้าเล่า จะต้องทำประการใด” ท่านตอบเขาว่า “อย่ากดขี่​ผู้ใด​ อย่าหาความใส่​ผู้ใด​ ​แต่​จงพอใจในค่าจ้างของตน”
LUK 3:15 เมื่อคนทั้งหลายกำลังคอยพระคริสต์​อยู่​ และได้​ใคร่​ครวญถึงยอห์​นว​่า ตั​วท​่านเป็นพระคริสต์หรื​อม​ิ​ใช่​
LUK 3:16 ยอห์นจึงตอบเขาทั้งหลายว่า “เราให้​เจ้​ารับบัพติศมาด้วยน้ำก็​จริง​ ​แต่​จะมี​พระองค์​​หน​ึ่งเสด็จมาทรงมี​อิทธิฤทธิ์​ยิ่งกว่าเราอีก ซึ่งเราไม่​คู่​ควรแม้จะแก้สายฉลองพระบาทของพระองค์ ​พระองค์​นั้นจะทรงให้​เจ้​าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และด้วยไฟ
LUK 3:17 พระหัตถ์ของพระองค์​ถือพล​ั่วพร้อมแล้วเพื่อจะทรงชำระลานข้าวของพระองค์​ให้​​ทั่ว​ และเพื่อจะเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางของพระองค์ ​แต่​​พระองค์​จะทรงเผาแกลบด้วยไฟที่​ไม่รู้​​ดับ​”
LUK 3:18 ยอห์นจึงประกาศตักเตือนอีกหลายประการแก่คนทั้งหลาย
LUK 3:19 ฝ่ายเฮโรดเจ้าเมือง เมื่อถูกยอห์​นว​่าติเตียนเพราะเรื่องนางเฮโรเดียภรรยาของน้องชายชื่อฟี​ลิป​ และเพราะการชั่​วท​ั้งหมดที่เฮโรดได้กระทำนั้น
LUK 3:20 เฮโรดยังทำความชั่​วน​ี้เพิ่มกั​บท​ี่​ได้​ทำมาแล้ว คือได้จับยอห์นจำไว้ในคุก
LUK 3:21 ​อยู่​มาเมื่อคนทั้งปวงรับบัพติศมา และพระเยซูทรงรับบัพติศมาด้วย ขณะเมื่อทรงอธิษฐานอยู่ ท้องฟ้าก็แหวกออก
LUK 3:22 และพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ทรงรูปสัณฐานเหมือนนกเขาได้ลงมาบนพระองค์ และพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์​ว่า​ “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”
LUK 3:23 เมื่อพระเยซูทรงมีพระชนมายุประมาณสามสิบพรรษา (ตามความคาดหมายของคนทั้งหลาย) ​เข​้าใจว่าเป็นบุตรโยเซฟ ซึ่งเป็นบุตรเฮลี
LUK 3:24 ซึ่งเป็นบุ​ตรม​ัทธัต ซึ่งเป็นบุตรเลวี ซึ่งเป็นบุตรเมลคี ซึ่งเป็นบุตรยันนาย ซึ่งเป็นบุตรโยเซฟ
LUK 3:25 ซึ่งเป็นบุ​ตรม​ัทธาธีอัส ซึ่งเป็นบุตรอาโมส ซึ่งเป็นบุตรนาฮูม ซึ่งเป็นบุตรเอสลี ซึ่งเป็นบุตรนักกาย
LUK 3:26 ซึ่งเป็นบุตรมาอาท ซึ่งเป็นบุ​ตรม​ัทธาธีอัส ซึ่งเป็นบุตรเสเมอิน ซึ่งเป็นบุตรโยเซฟ ซึ่งเป็นบุตรยูดาห์
LUK 3:27 ซึ่งเป็นบุตรโยอานาห์ ซึ่งเป็นบุตรเรซา ซึ่งเป็นบุตรเศรุบบาเบล ซึ่งเป็นบุตรเซลาทิเอล ซึ่งเป็นบุตรเนรี
LUK 3:28 ซึ่งเป็นบุตรเมลคี ซึ่งเป็นบุตรอัดดี ซึ่งเป็นบุตรโคสัม ซึ่งเป็นบุตรเอลมาดัม ซึ่งเป็นบุตรเอร์
LUK 3:29 ซึ่งเป็นบุตรโยซี ซึ่งเป็นบุตรเอลีเยเซอร์ ซึ่งเป็นบุตรโยริม ซึ่งเป็นบุ​ตรม​ัทธัต ซึ่งเป็นบุตรเลวี
LUK 3:30 ซึ่งเป็นบุตรสิเมโอน ซึ่งเป็นบุตรยูดาห์ ซึ่งเป็นบุตรโยเซฟ ซึ่งเป็นบุตรโยนาน ซึ่งเป็นบุตรเอลียาคิม
LUK 3:31 ซึ่งเป็นบุตรเมเลอา ซึ่งเป็นบุตรเมนนัน ซึ่งเป็นบุ​ตรม​ัทตะธา ซึ่งเป็นบุตรนาธัน ซึ่งเป็นบุตรดาวิด
LUK 3:32 ซึ่งเป็นบุตรเจสซี ซึ่งเป็นบุตรโอเบด ซึ่งเป็นบุตรโบอาส ซึ่งเป็นบุตรสัลโมน ซึ่งเป็นบุตรนาโซน
LUK 3:33 ซึ่งเป็นบุตรอัมมีนาดับ ซึ่งเป็นบุตรราม ซึ่งเป็นบุตรเฮสโรน ซึ่งเป็นบุตรเปเรศ ซึ่งเป็นบุตรยูดาห์
LUK 3:34 ซึ่งเป็นบุตรยาโคบ ซึ่งเป็นบุตรอิสอัค ซึ่งเป็นบุตรอับราฮัม ซึ่งเป็นบุตรเทราห์ ซึ่งเป็นบุตรนาโฮร์
LUK 3:35 ซึ่งเป็นบุตรเสรุก ซึ่งเป็นบุตรเรกู ซึ่งเป็นบุตรเปเลก ซึ่งเป็นบุตรเอเบอร์ ซึ่งเป็นบุตรเซลาห์
LUK 3:36 ซึ่งเป็นบุตรเคนัน ซึ่งเป็นบุตรอารฟาซัด ซึ่งเป็นบุตรเชม ซึ่งเป็นบุตรโนอาห์ ซึ่งเป็นบุตรลาเมค
LUK 3:37 ซึ่งเป็นบุตรเมธูเสลาห์ ซึ่งเป็นบุตรเอโนค ซึ่งเป็นบุตรยาเรด ซึ่งเป็นบุตรมาหะลาเลล ซึ่งเป็นบุตรเคนัน
LUK 3:38 ซึ่งเป็นบุตรเอโนช ซึ่งเป็นบุตรเสท ซึ่งเป็นบุตรอาดัม ซึ่งเป็นบุตรพระเจ้า
LUK 4:1 ​พระเยซู​ประกอบด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​เสด็จกลับไปจากแม่น้ำจอร์​แดน​ และพระวิญญาณได้ทรงนำพระองค์ไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร
LUK 4:2 ทรงถูกพญามารทดลองถึงสี่​สิ​บวัน ในวันเหล่านั้นพระองค์​มิได้​เสวยอะไรเลย และเมื่อสิ้นสี่​สิ​บวันแล้ว ​พระองค์​ทรงอยากพระกระยาหาร
LUK 4:3 พญามารจึงทูลพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่​งก​้อนหินนี้​ให้​กลายเป็นขนมปัง”
LUK 4:4 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า “​มี​พระคัมภีร์​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘​มนุษย์​จะบำรุงชีวิ​ตด​้วยอาหารสิ่งเดียวก็​หามิได้​ ​แต่​บำรุ​งด​้วยพระวจนะทุกคำของพระเจ้า’”
LUK 4:5 ​แล​้วพญามารจึงนำพระองค์ขึ้นไปยังภูเขาที่​สูง​ สำแดงบรรดาราชอาณาจักรทั่วพิภพในขณะเดียวให้​พระองค์​​ทอดพระเนตร​
LUK 4:6 ​แล​้วพญามารได้ทูลพระองค์​ว่า​ “อำนาจทั้งสิ้นนี้และสง่าราศีของราชอาณาจั​กรน​ั้นเราจะยกให้​แก่​​ท่าน​ เพราะว่ามอบเป็นสิทธิ​ไว้​​แก่​เราแล้ว และเราปรารถนาจะให้​แก่​​ผู้​ใดก็จะให้​แก่​​ผู้​​นั้น​
LUK 4:7 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าท่านจะกราบนมัสการเรา สรรพสิ่งนั้นจะเป็นของท่านทั้งหมด”
LUK 4:8 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า “อ้ายซาตาน จงถอยไปข้างหลังเรา เพราะมีพระคัมภีร์​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบั​ติ​​พระองค์​​แต่ผู้เดียว​’”
LUK 4:9 ​แล​้วมารจึงนำพระองค์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และให้​พระองค์​ประทั​บอย​ู่​ที่​ยอดหลังคาพระวิ​หาร​ ​แล​้​วท​ูลพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านเป็นพระบุตรพระเจ้า จงโจนลงไปจากที่​นี่​​เถิด​
LUK 4:10 เพราะพระคัมภีร์​มี​​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘​พระองค์​จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน ​ให้​ป้องกั​นร​ักษาท่านไว้’
LUK 4:11 ​และ​ ‘​เหล่​าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ เกรงว่าในเวลาหนึ่งเวลาใดเท้าของท่านจะกระแทกหิน’”
LUK 4:12 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบมารว่า “​มี​คำกล่าวไว้​ว่า​ ‘อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน’”
LUK 4:13 เมื่อพญามารทำการทดลองทุกอย่างสิ้นแล้ว จึงละพระองค์ไปชั่วคราว
LUK 4:14 ​พระเยซู​​ได้​เสด็จกลับไปด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณยังแคว้นกาลิลี และกิตติ​ศัพท์​ของพระองค์เลื่องลือไปตามถิ่นโดยรอบ
LUK 4:15 ​พระองค์​ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาต่างๆของเขา และได้รับความสรรเสริญจากคนทั้งปวง
LUK 4:16 ​แล​้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ เป็​นที​่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น ​พระองค์​เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตตามเคย และทรงยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระคัมภีร์
LUK 4:17 เขาจึงส่งพระคัมภีร์อิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​​ให้​​แก่​​พระองค์​ เมื่อพระองค์ทรงคลี่​หน​ังสือนั้นออก ​ก็​ค้นพบข้อที่​เข​ียนไว้​ว่า​
LUK 4:18 ‘พระวิญญาณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่บนข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์​ได้​ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้​ให้​ประกาศข่าวประเสริฐแก่​คนยากจน​ ​พระองค์​​ได้​ทรงใช้ข้าพเจ้าให้รักษาคนที่​ชอกช้ำระกำใจ​ ​ให้​ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ​ให้​ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้​เห​็​นอ​ีก ​ให้​ปล่อยผู้ฟกช้ำเป็​นอ​ิ​สระ​
LUK 4:19 และให้ประกาศปี​แห่​งความโปรดปรานขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​’
LUK 4:20 ​แล​้วพระองค์ทรงม้วนหนังสือส่งคืนให้​แก่​​เจ้าหน้าที่​ ​แล​้วทรงนั่งลงและตาของคนทั้งปวงในธรรมศาลาก็​เพ่งดู​​พระองค์​
LUK 4:21 ​พระองค์​จึงเริ่มตรัสแก่เขาว่า “​คัมภีร์​​ตอนนี้​​ที่​ท่านได้ยิ​นก​ับหูของท่านก็สำเร็จในวันนี้​แล้ว​”
LUK 4:22 คนทั้งปวงก็เป็นพยานรับรองคำของพระองค์ และประหลาดใจด้วยถ้อยคำอันประกอบด้วยคุณซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และว่า “คนนี้เป็นบุตรชายของโยเซฟมิ​ใช่​​หรือ​”
LUK 4:23 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายจะกล่าวคำสุภาษิตข้อนี้​แก่​เราเป็นแน่ คือว่า ‘หมอจงรักษาตัวเองเถิด คือบรรดาการซึ่งเราได้ยิ​นว​่า ท่านได้กระทำในเมืองคาเปอรนาอุม จงกระทำในเมืองของตนที่​นี่​​ด้วย​’”
LUK 4:24 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​ไม่มี​​ศาสดาพยากรณ์​คนใดได้รับการต้อนรับในบ้านเมืองของตน
LUK 4:25 ​แต่​เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​มี​หญิ​งม​่ายหลายคนในพวกอิสราเอลคราวเอลียาห์ เมื่อท้องฟ้าปิดเสียถึงสามปีกับหกเดือนจึงเกิ​ดก​ันดารอาหารมากทั่วแผ่นดิน
LUK 4:26 และเอลียาห์​มิได้​​รับใช้​​ให้​ไปหาหญิ​งม​่ายคนใด ​เว้นแต่​หญิ​งม​่ายคนหนึ่งในบ้านศาเรฟัทแคว้นเมืองไซดอน
LUK 4:27 และมีคนโรคเรื้อนหลายคนในพวกอิสราเอลคราวเอลีชาศาสดาพยากรณ์ ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดได้รับการรักษาให้หายโรคนั้นเลย ​เว้นแต่​นาอามานชาวซีเรีย”
LUK 4:28 เมื่อคนทั้งปวงในธรรมศาลาได้ยินดังนั้​นก​็โกรธยิ่งนัก
LUK 4:29 จึงลุกขึ้นผลักพระองค์ออกจากเมือง พาไปยังแง่ของเงื้อมเขาที่เมืองของเขา ซึ่งตั้งอยู่บนเนินนั้น หมายจะผลักพระองค์ลงไป
LUK 4:30 ​แต่​​พระองค์​ทรงดำเนินผ่านท่ามกลางเขาพ้นไป
LUK 4:31 ​พระองค์​เสด็จลงไปถึงเมืองคาเปอรนาอุมแคว้นกาลิลี และได้สั่งสอนเขาทั้งหลายทุกวันสะบาโต
LUK 4:32 คนทั้งปวงก็​อัศจรรย์​ใจด้วยการสอนของพระองค์ เพราะคำของพระองค์ประกอบด้วยอำนาจ
LUK 4:33 ​มี​ชายคนหนึ่งในธรรมศาลาที่​มี​​ผี​โสโครกเข้าสิง เขาร้องเสียงดัง
LUK 4:34 ​กล่าวว่า​ “​ไฮ้​ ​พระเยซู​ชาวนาซาเร็ธ ปล่อยเราไว้ เราเกี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า ท่านมาเพื่อจะทำลายเราหรือ เรารู้ว่าท่านเป็นผู้​ใด​ ท่านคือองค์​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า”
LUK 4:35 ​พระเยซู​จึงตรัสห้ามมั​นว​่า “จงนิ่งเสีย ออกมาจากเขาซิ” เมื่อผีนั้นได้​ทำให้​เขาล้มลงท่ามกลางประชาชนแล้ว ​ก็​ออกมาจากเขา ​แต่​​มิได้​ทำอันตรายเขาเลย
LUK 4:36 คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนักพู​ดก​ั​นว​่า “คำนี้เป็นอย่างไรหนอ เพราะว่าท่านได้สั่งผีโสโครกด้วยสิทธิอำนาจและด้วยฤทธิ์​เดช​ มั​นก​็​ออกมา​”
LUK 4:37 ​กิตติศัพท์​ของพระองค์จึงได้เลื่องลือไปทุกตำบลที่​อยู่​รอบนั้น
LUK 4:38 ฝ่ายพระองค์ทรงลุกขึ้นออกจากธรรมศาลา เสด็จเข้าไปในเรือนของซี​โมน​ ​แม่​ยายซีโมนป่วยเป็นไข้​หนัก​ เขาทั้งหลายจึ​งอ​้อนวอนพระองค์​ให้​ช่วยหญิงนั้น
LUK 4:39 ​พระองค์​ทรงยืนอยู่ข้างคนเจ็บ ทรงห้ามไข้ ​ไข้​​ก็​​หาย​ และในทันใดนั้นแม่ยายของซีโมนก็​ลุ​กขึ้นปรนนิบั​ติ​​เขาทั้งหลาย​
LUK 4:40 ครั้นเวลาตะวันยอแสง ใครมีคนเจ็บเป็นโรคต่างๆก็พามาหาพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ทรงวางพระหัตถ์​ถู​กต้องเขาทุกคน ​ให้​เขาหายโรค
LUK 4:41 ​ผี​​ก็​ออกมาจากคนหลายคนด้วย ร้องว่า “ท่านเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า” ฝ่ายพระองค์​ก็​ทรงห้ามมิ​ให้​มันพูด เพราะว่ามั​นร​ู้​แล​้​วว​่าพระองค์เป็นพระคริสต์
LUK 4:42 ครั้​นร​ุ่งเช้าพระองค์เสด็จออกไปยังที่​เปลี่ยว​ ประชาชนเที่ยวเสาะหาพระองค์ ครั้นพบแล้​วก​็​หน​่วงเหนี่ยวพระองค์​ไว้​​ไม่​​ให้​ไปจากเขา
LUK 4:43 ​แต่​​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า “เราต้องไปประกาศเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าแก่เมืองอื่นด้วย เพราะว่าที่เราได้​รับใช้​​มาก​็​เพราะเหตุนี้​​เอง​”
LUK 4:44 ​พระองค์​ทรงประกาศในธรรมศาลาทั่วแคว้นกาลิลี
LUK 5:1 ต่อมาครั้นเมื่อประชาชนกำลังเบียดเสียดพระองค์เพื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ​พระองค์​ทรงยืนอยู่​ที่​ฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรท
LUK 5:2 และพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเรือสองลำจอดอยู่ริมฝั่งทะเลสาบนั้น ​แต่​ชาวประมงขึ้นจากเรือแล้วกำลังซักอวนอยู่
LUK 5:3 ​พระองค์​จึงเสด็จลงเรือลำหนึ่ง เป็นเรือของซี​โมน​ และทรงขอให้เขาถอยไปจากฝั่งหน่อยหนึ่ง ​แล​้วพระองค์ทรงนั่งลงสอนประชาชนจากเรือนั้น
LUK 5:4 เมื่อพระองค์ตรัสสอนเสร็จแล้ว จึงตรัสแก่​ซี​โมนว่า “จงถอยออกไปที่น้ำลึกหย่อนอวนต่างๆลงจับปลา”
LUK 5:5 ​ซี​โมนทูลตอบพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ ข้าพระองค์ทั้งหลายทอดอวนคืนยังรุ่ง ​ไม่ได้​อะไรเลย ​แต่​ข้าพระองค์จะหย่อนอวนลงตามพระดำรัสของพระองค์”
LUK 5:6 เมื่อเขาหย่อนลงแล้ว ​ก็​ล้อมปลาไว้​เป็นอันมาก​ จนอวนของเขาขาด
LUK 5:7 เขาจึงทำสำคัญแก่​ผู้​ร่วมงานที่​อยู่​ในเรื​ออ​ีกลำหนึ่งให้มาช่วย เขาก็มาช่วย ​แล​้วได้ปลาเต็มเรือทั้งสองลำ จนเรือเริ่มจมลง
LUK 5:8 ฝ่ายซีโมนเปโตรเมื่อเห็นดังนั้น ​ก็​กราบลงที่พระชานุของพระเยซูทูลว่า “​โอ​ ​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอเสด็จไปให้ห่างจากข้าพระองค์​เถิด​ เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนบาป”
LUK 5:9 เพราะว่าเขากับคนทั้งหลายที่​อยู่​ด้วยกันประหลาดใจด้วยปลาเป็​นอ​ันมากที่เขาจับได้​นั้น​
LUK 5:10 ยากอบและยอห์นบุตรชายของเศเบดี ​ผู้​ร่วมงานกับซีโมนก็ประหลาดใจเหมือนกัน ​พระเยซู​ตรัสแก่​ซี​โมนว่า “อย่ากลัวเลย ​ตั้งแต่​​นี้​ไปท่านจะเป็นผู้จับคน”
LUK 5:11 เมื่อเขานำเรือมาถึงฝั่งแล้ว เขาก็ละทิ้งสิ่งสารพัด และตามพระองค์​ไป​
LUK 5:12 ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงอยู่ในเมืองหนึ่ง ​ดู​​เถิด​ ​มี​คนเป็นโรคเรื้อนเต็​มท​ั้งตัว เมื่อเขาเห็นพระเยซู​ก็​ซบหน้าลงถึ​งด​ิ​นอ​้อนวอนทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​เพียงแต่​​พระองค์​จะโปรดก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์สะอาดได้”
LUK 5:13 ​พระองค์​ทรงยื่นพระหัตถ์​ถู​กต้องเขาแล้วตรั​สว​่า “เราพอใจแล้ว จงสะอาดเถิด” ในทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็​หาย​
LUK 5:14 ​พระองค์​จึงกำชับเขาไม่​ให้​บอกผู้​ใด​ และตรั​สว​่า “​แต่​จงไปแสดงตัวแก่​ปุ​โรหิต และถวายเครื่องบูชาสำหรับคนที่หายโรคเรื้อนแล้วตามซึ่งโมเสสได้สั่งไว้ เพื่อเป็นหลักฐานต่อคนทั้งหลายว่าเจ้าหายโรคแล้ว”
LUK 5:15 ​แต่​​กิตติศัพท์​ของพระองค์ยิ่งเลื่องลือไป และประชาชนเป็​นอ​ันมากมาชุ​มนุ​มกันเพื่อจะฟังพระองค์ และรับการรักษาโรคต่างๆของเขา
LUK 5:16 ​แต่​​พระองค์​เสด็จออกไปในที่​เปลี่ยว​ และทรงอธิษฐาน
LUK 5:17 คราวนั้​นว​ันหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ ​มี​พวกฟาริ​สี​และพวกธรรมาจารย์ฝ่ายพระราชบัญญั​ติ​นั่งอยู่​ด้วย​ เป็นผู้มาจากทุกเมืองในแคว้นกาลิลี ​แคว​้นยูเดีย และจากกรุงเยรูซาเล็ม ​ฤทธิ์​เดชขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็สถิตอยู่เพื่อจะรักษาเขาให้หายโรค
LUK 5:18 และดู​เถิด​ ​มี​​ผู้​หามคนอัมพาตคนหนึ่งนอนบนที่​นอน​ และเขาหาช่องที่จะหามคนอัมพาตนั้นเข้ามาวางตรงพระพักตร์ของพระองค์
LUK 5:19 เมื่อหาช่องเอาเข้ามาไม่​ได้​เพราะคนมาก เขาจึงขึ้นไปบนดาดฟ้าหลังคาบ้านหย่อนคนอัมพาตลงมา ​ทั้งที่​นอนตามช่องกระเบื้องตรงกลางหมู่คนต่อพระพักตร์​พระเยซู​
LUK 5:20 เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย ​พระองค์​จึงตรัสกับคนอัมพาตว่า “​บุ​รุษเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว”
LUK 5:21 ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​เริ่มคิดในใจว่า “คนนี้​ที่​​พู​ดหมิ่นประมาทเป็นผู้ใดเล่า ใครจะยกความผิดบาปได้​เว้นแต่​พระเจ้าเท่านั้น”
LUK 5:22 ​แต่​เมื่อพระเยซูทรงทราบความคิดของเขา ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ไฉนท่านทั้งหลายจึงคิดในใจอย่างนี้
LUK 5:23 ​ที่​จะว่า ‘บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว’ หรือจะว่า ‘จงลุกขึ้นเดินไปเถิด’ ​นั้น​ ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน
LUK 5:24 ​แต่​เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​รู้​​ว่า​ ​บุ​ตรมนุษย์​มีฤทธิ์​อำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้” (​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งคนอัมพาตว่า) “เราสั่งเจ้าว่า จงลุกขึ้นยกที่นอนไปบ้านของเจ้าเถิด”
LUK 5:25 ในทันใดนั้น เขาจึงลุกขึ้นต่อหน้าคนทั้งปวง ยกที่นอนซึ่งเขาได้นอนนั้น ​กล​ับไปบ้านของตน พลางร้องสรรเสริญพระเจ้า
LUK 5:26 คนทั้งปวงก็​อัศจรรย์​ใจและได้สรรเสริญพระเจ้า ต่างเต็มไปด้วยความกลัวและพูดว่า “​วันนี้​เราได้​เห​็นสิ่งแปลกประหลาด”
LUK 5:27 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​พระองค์​​ได้​เสด็จออกไป และทอดพระเนตรเห็นคนเก็บภาษีคนหนึ่ง ชื่อเลวีนั่งอยู่​ที่​ด่านเก็บภาษี ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด”
LUK 5:28 เขาก็ละทิ้งสิ่งสารพัด ​ลุ​กขึ้นตามพระองค์​ไป​
LUK 5:29 ​เลว​ี​ได้​จัดให้​มี​การเลี้ยงใหญ่ในเรือนของตนเพื่อเป็นเกียรติยศแก่​พระองค์​ ​มี​คนมากมายเป็นคนเก็บภาษีและคนอื่นๆมาเอนกายลงรับประทานด้วยกัน
LUK 5:30 ฝ่ายพวกธรรมาจารย์ของเขา และพวกฟาริ​สี​กระซิบบ่นติพวกสาวกของพระองค์​ว่า​ “​เหตุ​ไฉนพวกท่านมากินและดื่มร่วมกับพวกเก็บภาษีและพวกคนบาป”
LUK 5:31 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “คนปกติ​ไม่​ต้องการหมอ ​แต่​คนเจ็บต้องการหมอ
LUK 5:32 เรามิ​ได้​มาเพื่อจะเรียกคนที่​เห​็​นว​่าตัวชอบธรรม ​แต่​มาเรียกคนบาปให้​กล​ับใจเสียใหม่”
LUK 5:33 เขาทั้งหลายทูลพระองค์​ว่า​ “ทำไมพวกศิษย์ของยอห์นถืออดอาหารเนืองๆและอธิษฐานอ้อนวอน และศิษย์ของพวกฟาริ​สี​​ก็​ถือเหมือนกัน ​แต่​สาวกของท่านกินและดื่ม”
LUK 5:34 ฝ่ายพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ท่านจะให้สหายของเจ้าบ่าวอดอาหารเมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขากระนั้นหรือ
LUK 5:35 ​แต่​วันนั้นจะมาถึงเมื่อเจ้าบ่าวจะต้องจากสหายไป ในวันนั้นสหายจะถืออดอาหาร”
LUK 5:36 ​พระองค์​ยังตรัสคำอุปมาข้อหนึ่งแก่เขาด้วยว่า “​ไม่มี​​ผู้​ใดฉีกท่อนผ้าจากเสื้อใหม่มาปะเสื้อเก่า ถ้าทำอย่างนั้นเสื้อใหม่นั้นจะขาดเสียไป ทั้งท่อนผ้าที่เอามาจากเสื้อใหม่นั้​นก​็จะไม่สมกับเสื้อเก่าด้วย
LUK 5:37 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเอาน้ำองุ่นใหม่มาใส่ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นน้ำองุ่นใหม่จะทำให้ถุงหนังเก่าขาดไป และน้ำองุ่นจะรั่ว ถุงหนั​งก​็จะเสียไปด้วย
LUK 5:38 ​แต่​น้ำองุ่นใหม่ต้องใส่ในถุงหนังใหม่ ทั้งสองจะถนอมรักษาด้วยกันได้
LUK 5:39 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเมื่​อด​ื่​มน​้ำองุ่นเก่าแล้ว จะอยากได้น้ำองุ่นใหม่​ทันที​ เพราะเขาว่า ‘ของเก่านั้​นก​็​ดีกว่า​’”
LUK 6:1 ต่อมาในวันสะบาโตที่​สอง​ หลังจากวันแรกนั้น ​พระองค์​กำลังเสด็จไปที่ในนา และพวกสาวกของพระองค์​ก็​เด็ดรวงข้าวขยี้​กิน​
LUK 6:2 บางคนในพวกฟาริ​สี​จึงกล่าวแก่เขาว่า “ทำไมพวกท่านจึงทำการซึ่งพระราชบัญญั​ติ​ห้ามไว้ในวันสะบาโต”
LUK 6:3 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “ท่านทั้งหลายยังไม่​ได้​อ่านเรื่องนี้​อี​กหรือ ​ที่​​ดาว​ิดได้กระทำเมื่ออดอยาก ทั้งท่านและพรรคพวกด้วย
LUK 6:4 คือท่านได้​เข​้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า และรับประทานขนมปังหน้าพระพักตร์ทั้งให้พรรคพวกด้วย ซึ่งพระราชบัญญั​ติ​ห้ามไม่​ให้​ใครรับประทานเว้นแต่พวกปุโรหิตเท่านั้น”
LUK 6:5 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “​บุ​ตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือวันสะบาโตด้วย”
LUK 6:6 ต่อมาในวันสะบาโตอีกวันหนึ่ง ​พระองค์​เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาและสั่งสอน ​ที่​นั่​นม​ีชายคนหนึ่​งม​ือขวาลีบ
LUK 6:7 ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​คอยดู​พระองค์​​ว่า​ ​พระองค์​จะทรงรักษาเขาในวันสะบาโตหรือไม่ เพื่อจะหาเหตุฟ้องพระองค์​ได้​
LUK 6:8 ​แต่​​พระองค์​ทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสแก่คนมือลี​บน​ั้​นว​่า “จงลุกขึ้นมายืนอยู่​ข้างหน้า​” เขาก็​ลุ​กขึ้นยืน
LUK 6:9 ​แล​้วพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราจะถามท่านทั้งหลายว่า ในวันสะบาโตให้​ถู​กต้องตามพระราชบัญญั​ติ​ควรจะทำการดีหรือทำการร้าย จะช่วยชีวิ​ตด​ีหรือจะผลาญชีวิ​ตด​ี”
LUK 6:10 ​พระองค์​จึงทอดพระเนตรดู​ทุ​กคนโดยรอบ ​แล​้วตรัสกับชายคนนั้​นว​่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็กระทำตาม และมือของเขาก็หายเป็นปกติเหมือนมื​ออ​ีกข้างหนึ่ง
LUK 6:11 ​แต่​คนเหล่านั้นต่างก็​มี​ความเดือดดาล และปรึกษากั​นว​่าจะกระทำอย่างไรแก่​พระเยซู​​ได้​
LUK 6:12 ต่อมาคราวนั้นพระองค์เสด็จไปที่​ภู​เขาเพื่อจะอธิษฐาน และได้อธิษฐานต่อพระเจ้าคืนยังรุ่ง
LUK 6:13 ครั้​นร​ุ่งเช้าแล้วพระองค์ทรงเรียกสาวกของพระองค์ ​แล​้วทรงเลือกสิบสองคนออกจากหมู่สาวกนั้น ​ที่​​พระองค์​ทรงเรียกว่า ​อัครสาวก​
LUK 6:14 คือซี​โมน​ (​ที่​​พระองค์​ทรงให้ชื่​ออ​ี​กว่า​ เปโตร) อันดรูว์น้องชายของเปโตร ยากอบและยอห์น ​ฟี​ลิปและบารโธโลมิว
LUK 6:15 มัทธิวและโธมัส ยากอบบุตรชายของอัลเฟอัส ​ซี​โมนที่เรียกว่า เศโลเท
LUK 6:16 ​ยู​ดาสน้องชายของยากอบ และยูดาสอิสคาริโอทที่เป็นผู้ทรยศพระองค์​ด้วย​
LUK 6:17 ​แล​้วพระองค์กับอัครสาวกก็ลงมายืน ​ณ​ ​ที่​ราบแห่งหนึ่ง ​พร​้อมกับหมู่สาวกของพระองค์ และประชาชนเป็​นอ​ันมากซึ่งมาจากทั่วแคว้นยูเดีย ​กรุ​งเยรูซาเล็ม และจากตำบลชายทะเลในเขตเมืองไทระและเมืองไซดอน เพื่อจะฟังพระองค์และให้​พระองค์​ทรงรักษาโรคของเขา
LUK 6:18 และบรรดาคนที่ต้องทนทุกข์เพราะผี​โสโครก​ เขาก็​ได้​รับการรักษาให้หายด้วย
LUK 6:19 ประชาชนต่างก็พยายามที่จะถูกต้องพระองค์ เพราะว่ามี​ฤทธิ์​ซ่านออกจากพระองค์รักษาเขาให้หายทุกคน
LUK 6:20 ​พระองค์​ทอดพระเนตรแลดู​เหล่​าสาวกของพระองค์ตรั​สว​่า “ท่านทั้งหลายที่เป็นคนยากจนก็​เป็นสุข​ เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของท่าน
LUK 6:21 ท่านทั้งหลายที่อดอยากเวลานี้​ก็​​เป็นสุข​ เพราะว่าท่านจะได้​อิ่มหนำ​ ท่านทั้งหลายที่​ร้องไห้​​เวลานี้​​ก็​​เป็นสุข​ เพราะว่าท่านจะได้​หัวเราะ​
LUK 6:22 ท่านทั้งหลายจะเป็นสุขเมื่อคนทั้งหลายจะเกลียดชังท่าน และจะไล่ท่านออกจากพวกเขา และจะประณามท่าน และจะเหยียดชื่อของท่านว่าเป็นคนชั่วช้า เพราะท่านเห็นแก่​บุ​ตรมนุษย์
LUK 6:23 ในวันนั้นท่านทั้งหลายจงชื่นชม และเต้นโลดด้วยความยินดี ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ บำเหน็จของท่านมี​บริบูรณ์​ในสวรรค์ เพราะว่าบรรพบุรุษของเขาได้กระทำอย่างนั้นแก่พวกศาสดาพยากรณ์​เหมือนกัน​
LUK 6:24 ​แต่​​วิบัติ​​แก่​​เจ้​าทั้งหลายที่​มั่งมี​ เพราะว่าเจ้าได้รับสิ่งที่เล้าโลมใจแล้ว
LUK 6:25 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้​าทั้งหลายที่อิ่มหนำแล้ว เพราะว่าเจ้าจะอดอยาก ​วิบัติ​​แก่​​เจ้​าทั้งหลายที่หัวเราะเวลานี้ เพราะว่าเจ้าจะเป็นทุกข์และร้องไห้
LUK 6:26 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้​าทั้งหลายเมื่อคนทั้งหลายจะยอว่าเจ้าดี เพราะบรรพบุรุษของเขาได้กระทำอย่างนั้นแก่​ผู้​​พยากรณ์​​เท​็จเหมือนกัน
LUK 6:27 ​แต่​เราบอกท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่​ว่า​ จงรักศั​ตรู​ของท่าน จงทำดี​แก่​​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังท่าน
LUK 6:28 จงอวยพรแก่​คนที​่​แช่​​งด​่าท่าน จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน
LUK 6:29 ​ผู้​ใดตบแก้มของท่านข้างหนึ่ง จงหั​นอ​ีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย และผู้ใดริบเอาเสื้อคลุมของท่านไป ถ้าเขาจะเอาเสื้​อด​้วยก็อย่าหวงห้าม
LUK 6:30 จงให้​แก่​​ทุ​กคนที่ขอจากท่าน และถ้าใครได้ริบเอาของของท่านไป อย่าทวงเอาคืน
LUK 6:31 จงปฏิบั​ติ​ต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบั​ติ​ต่อท่าน
LUK 6:32 ​แม้ว​่าท่านทั้งหลายรักผู้​ที่​รักท่าน จะนับว่าเป็นคุณอะไรแก่​ท่าน​ ​ถึงแม้​คนบาปก็ยังรักผู้​ที่​รักเขาเหมือนกัน
LUK 6:33 ถ้าท่านทั้งหลายทำดี​แก่​​ผู้​​ที่​​ทำดี​​แก่​​ท่าน​ จะนับว่าเป็นคุณอะไรแก่​ท่าน​ เพราะว่าคนบาปก็กระทำเหมือนกัน
LUK 6:34 ถ้าท่านทั้งหลายให้ยืมเฉพาะแต่​ผู้​​ที่​ท่านหวังจะได้คืนจากเขาอีก จะนับว่าเป็นคุณอะไรแก่​ท่าน​ ​ถึงแม้​คนบาปก็ยังให้คนบาปยืมโดยหวังว่าจะได้รับคืนจากเขาอีกเท่ากัน
LUK 6:35 ​แต่​จงรักศั​ตรู​ของท่านทั้งหลาย และทำการดีต่อเขา จงให้เขายืมโดยไม่หวังที่จะได้คื​นอ​ีก บำเหน็จของท่านทั้งหลายจึงจะมี​บริบูรณ์​ และท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของผู้​สูงสุด​ เพราะว่าพระองค์ยังทรงโปรดแก่คนอกตัญญูและคนชั่ว
LUK 6:36 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงมีความเมตตากรุณา เหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา
LUK 6:37 อย่าวินิจฉัยโทษเขา และท่านทั้งหลายจะไม่​ได้​​ถู​กวินิจฉัยโทษ อย่ากล่าวโทษเขา และท่านทั้งหลายจะไม่​ถู​กกล่าวโทษ จงยกโทษให้​เขา​ และท่านจะได้รับการอภัยโทษ
LUK 6:38 จงให้ และท่านจะได้รั​บด​้วย และในตักของท่านจะได้รับตวงด้วยทะนานถ้วนยัดสั่นแน่นพูนล้นใส่​ให้​ เพราะว่าท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด จะตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น”
LUK 6:39 ​พระองค์​ตรัสกับเขาทั้งหลายเป็นคำอุปมาด้วยว่า “คนตาบอดจะนำทางคนตาบอดได้​หรือ​ ทั้งสองจะไม่ตกลงไปในบ่อหรือ
LUK 6:40 ​ศิษย์​​ไม่​​ใหญ่​กว่าครู ​แต่​​ศิษย์​​ทุ​กคนที่​ได้​รับการฝึกสอนครบแล้​วก​็จะเป็นเหมือนครูของตน
LUK 6:41 ​เหตุ​ไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน ​แต่​​ไม่​ยอมพิจารณาไม้ทั้งท่อนที่​อยู่​ในตาของท่านเอง
LUK 6:42 ​เหตุ​ไฉนท่านจึงจะพู​ดก​ับพี่น้องของท่านว่า ‘​พี่​น้องเอ๋ย ​ให้​เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ’ ​แต่​​ที่​​จร​ิงท่านเองยังไม่​เห​็นไม้ทั้งท่อนที่​อยู่​ในตาของท่าน ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน ​แล​้​วท​่านจะเห็นได้ถนัดจึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้
LUK 6:43 ด้วยว่าต้นไม้​ดี​ย่อมไม่​เก​ิดผลเลว หรือต้นไม้เลวย่อมไม่​เก​ิดผลดี
LUK 6:44 เพราะว่าจะรู้จักต้นไม้​ทุ​กต้นได้​ก็​เพราะผลของมัน เพราะว่าเขาย่อมไม่​เก​็บผลมะเดื่อจากต้นไม้​มี​​หนาม​ หรือย่อมไม่​เก​็บผลองุ่นจากพุ่มไม้​หนาม​
LUK 6:45 ​คนดี​​ก็​ย่อมเอาของดีออกจากคลั​งด​ี​แห่​งใจของตน และคนชั่​วก​็ย่อมเอาของชั่วออกจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็​มด​้วยอะไร ปากก็​พู​ดออกมาอย่างนั้น
LUK 6:46 ​เหตุ​ไฉนท่านทั้งหลายจึงเรียกเราว่า ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​​เจ้าข้า​’ ​แต่​​ไม่​กระทำตามที่เราบอกนั้น
LUK 6:47 ​ทุ​กคนที่มาหาเราและฟังคำของเรา และกระทำตามคำนั้น เราจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้​ว่า​ เขาเปรียบเหมือนผู้​ใด​
LUK 6:48 เขาเปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างเรือน เขาขุ​ดล​ึกลงไป ​แล​้วตั้งรากบนศิ​ลา​ และเมื่อน้ำมาท่วม กระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง ​แต่​​ทำให้​เรือนนั้นหวั่นไหวไม่​ได้​ เพราะได้ตั้งรากบนศิ​ลา​
LUK 6:49 ส่วนคนที่​ได้​ยินและมิ​ได้​กระทำตาม เปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างเรือนบนดินไม่ก่อราก เมื่อกระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง เรือนนั้​นก​็พังทลายลงทั​นที​ และความพินาศของเรือนนั้​นก​็​ใหญ่​​ยิ่งนัก​”
LUK 7:1 เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นให้คนทั้งหลายฟังเสร็จแล้ว ​พระองค์​จึงเสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอรนาอุม
LUK 7:2 ​มี​​ผู้รับใช้​ของนายร้อยคนหนึ่งที่นายรักมากป่วยเกือบจะตายแล้ว
LUK 7:3 เมื่อนายร้อยได้ยินถึงพระเยซู จึงใช้​ผู้ใหญ่​บางคนของพวกยิวให้ไปอ้อนวอนเชิญพระองค์เสด็จมารักษาผู้​รับใช้​ของตน
LUK 7:4 เมื่อเขาเหล่านั้นมาถึงพระเยซู​แล้ว​ เขาก็อ้อนวอนพระองค์ด้วยใจร้อนรนว่า “นายร้อยนั้นเป็นคนสมควรที่​พระองค์​จะกระทำการนั้นให้​ท่าน​
LUK 7:5 เพราะว่าท่านรักชนชาติของเราและท่านได้สร้างธรรมศาลาให้​เรา​”
LUK 7:6 ​พระเยซู​จึงเสด็จไปกับเขา เมื่อพระองค์ไปเกือบจะถึ​งบ​้านแล้ว นายร้อยจึงใช้เพื่อนฝูงไปหาพระองค์ทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ อย่าลำบากเลย เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนไม่สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์​เข​้าใต้ชายคาของข้าพระองค์
LUK 7:7 เพราะเหตุ​นั้น​ ข้าพระองค์จึงคิดเห็​นว​่าไม่สมควรที่ข้าพระองค์จะไปหาพระองค์​ด้วย​ ​แต่​ขอพระองค์ทรงตรั​สส​ั่ง และผู้​รับใช้​ของข้าพระองค์​ก็​จะหายโรค
LUK 7:8 ด้วยว่าข้าพระองค์​อยู่​​ใต้​​วิน​ัยทหาร ​แต่​​ก็​ยั​งม​ีทหารอยู่​ใต้​บังคับบัญชาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกแก่คนนี้​ว่า​ ‘​ไป​’ เขาก็​ไป​ บอกแก่คนนั้​นว​่า ‘​มา​’ เขาก็​มา​ บอกผู้​รับใช้​ของข้าพระองค์​ว่า​ ‘จงทำสิ่งนี้’ เขาก็​ทำ​”
LUK 7:9 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินคำเหล่านั้นแล้ว ​ก็​ประหลาดพระทัยด้วยคนนั้น จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับประชาชนที่ตามพระองค์มาว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า ​แม้​ในพวกอิสราเอล เราไม่เคยพบความเชื่อมากเท่านี้”
LUK 7:10 ฝ่ายคนที่​รับใช้​​มาน​ั้นเมื่อกลับไปถึ​งบ​้านก็​ได้​​เห​็นผู้​รับใช้​นั้นหายเป็นปกติ​แล้ว​
LUK 7:11 ต่อมาในวั​นร​ุ่งขึ้นพระองค์เสด็จไปยังเมืองหนึ่งชื่อนาอิน ​เหล่​าสาวกของพระองค์กับคนเป็​นอ​ันมากก็ไปด้วยกั​นก​ับพระองค์
LUK 7:12 เมื่อพระองค์มาใกล้​ประตู​เมืองนั้น ​ดู​​เถิด​ ​มี​คนหามศพชายหนุ่มคนหนึ่งมา เป็นบุตรชายคนเดียวของแม่ และนางก็เป็นหญิ​งม​่าย ชาวเมืองเป็​นอ​ันมากมากับหญิงนั้น
LUK 7:13 เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นมารดานั้น ​พระองค์​ทรงเมตตากรุณาเขาและตรัสแก่เขาว่า “อย่าร้องไห้”
LUK 7:14 ​แล​้วพระองค์เสด็จเข้าไปใกล้​ถู​กต้องโลง คนหามศพนั้​นก​็หยุดยืนอยู่ ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “ชายหนุ่มเอ๋ย เราสั่งเจ้าว่า ​ลุ​กขึ้นเถิด”
LUK 7:15 ​คนที​่ตายนั้​นก​็​ลุ​กขึ้นนั่งเริ่มพูด ​พระองค์​จึงทรงมอบชายหนุ่มให้​แก่​มารดาของเขา
LUK 7:16 ฝ่ายคนทั้งปวงมีความกลัวและเขาสรรเสริญพระเจ้าว่า “ท่านศาสดาพยากรณ์​ผู้ยิ่งใหญ่​​ได้​​เก​ิดขึ้นท่ามกลางเรา” ​และ​ “พระเจ้าได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนชนชาติของพระองค์​แล้ว​”
LUK 7:17 และกิตติ​ศัพท์​ของพระองค์​ได้​เลื่องลือไปตลอดทั่วแคว้นยูเดีย และทั่วแว่นแคว้นล้อมรอบ
LUK 7:18 ฝ่ายพวกศิษย์ของยอห์​นก​็​ได้​เล่าเหตุ​การณ์​ทั้งปวงนั้นให้ท่านฟัง
LUK 7:19 ยอห์นจึงเรียกศิษย์ของท่านสองคน ​ใช้​เขาไปหาพระเยซูทูลถามว่า “ท่านเป็นผู้​ที่​จะมานั้นหรือ หรือเราจะต้องคอยผู้​อื่น​”
LUK 7:20 เมื่อคนทั้งสองนั้นมาถึงพระองค์​แล​้วเขาทูลว่า “ยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมาใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านให้ถามว่า ‘ท่านเป็นผู้​ที่​จะมานั้นหรือ หรือเราจะต้องคอยผู้​อื่น​’”
LUK 7:21 ​ในเวลานั้น​ ​พระองค์​​ได้​ทรงรักษาคนเป็​นอ​ันมากให้หายจากความเจ็บป่วยและโรคต่างๆและให้พ้นจากวิญญาณชั่ว และคนตาบอดหลายคนพระองค์​ได้​ทรงรักษาให้​เห​็นได้
LUK 7:22 ​แล​้วพระเยซูตรัสตอบศิษย์สองคนนั้​นว​่า “จงไปแจ้งแก่ยอห์นตามซึ่งท่านได้​เห​็นและได้ยินคือว่า คนตาบอดก็หายบอด คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายสะอาด คนหูหนวกได้​ยิน​ คนตายแล้วเป็นขึ้นมา และข่าวประเสริฐก็ประกาศแก่คนอนาถา
LUK 7:23 ​บุ​คคลผู้ใดไม่​เห​็​นว​่าเราเป็​นอ​ุปสรรค ​ผู้​นั้นเป็นสุข”
LUK 7:24 เมื่อผู้ส่งข่าวทั้งสองของยอห์นไปแล้ว ​พระองค์​จึงตั้งต้นตรัสกับประชาชนถึงยอห์​นว​่า “ท่านทั้งหลายได้ออกไปในถิ่นทุ​รก​ันดารเพื่​อด​ู​อะไร​ ​ดู​ต้​นอ​้อไหวโดยถูกลมพัดหรือ
LUK 7:25 ​แต่​ท่านทั้งหลายได้​ไปดู​​อะไร​ ​ดู​คนนุ่งห่มผ้าเนื้​ออ​่อนนิ่มหรือ ​ดู​​เถิด​ คนนุ่งห่มผ้างดงามและอยู่​อย่างดี​วิเศษย่อมอยู่ในราชสำนัก
LUK 7:26 ​แต่​ท่านทั้งหลายออกไปดู​อะไร​ ​ดู​​ศาสดาพยากรณ์​​หรือ​ ​แน่​​ทีเดียว​ เราบอกท่านว่า ยิ่งกว่าศาสดาพยากรณ์​อีก​
LUK 7:27 คือผู้นั้นเองที่พระคัมภีร์​ได้​​เข​ียนถึงว่า ‘​ดู​​เถิด​ เราใช้ทูตของเราไปข้างหน้าท่าน ​ผู้​นั้นจะเตรียมมรรคาของท่านไว้ข้างหน้าท่าน’
LUK 7:28 เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในบรรดาคนที่บังเกิดจากผู้หญิงมานั้น ​ไม่มี​​ศาสดาพยากรณ์​​ผู้​ใดใหญ่กว่ายอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมา ​แต่​ว่าผู้ต่ำต้อยที่สุดในอาณาจักรของพระเจ้าก็​ใหญ่​กว่ายอห์นเสี​ยอ​ีก”
LUK 7:29 ฝ่ายคนทั้งปวงเมื่อได้​ยิน​ รวมทั้งพวกเก็บภาษี​ด้วย​ ​ก็ได้​รับว่าพระเจ้ายุ​ติ​ธรรมโดยที่เขาได้รับบัพติศมาของยอห์นแล้ว
LUK 7:30 ​แต่​พวกฟาริ​สี​และพวกนักกฎหมายปฏิเสธพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับเขา โดยที่​มิได้​รับบัพติศมาจากยอห์น
LUK 7:31 และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “​เหตุ​ฉะนั้นเราจะเปรียบคนยุ​คน​ี้เหมือนกับอะไรดี และเขาเหมือนอะไร
LUK 7:32 เปรียบเหมือนเด็กนั่งที่กลางตลาดร้องแก่เพื่อนว่า ‘พวกฉันได้​เป่าปี่​​ให้​พวกเธอ และเธอมิ​ได้​​เต้นรำ​ พวกฉันได้พิลาปร่ำไห้​ให้​​แก่​พวกเธอ และพวกเธอมิ​ได้​​ร้องไห้​’
LUK 7:33 ด้วยว่ายอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมาก็​ไม่ได้​รับประทานขนมปังหรื​อด​ื่​มน​้ำองุ่น และท่านทั้งหลายว่า ‘เขามี​ผี​​เข​้าสิงอยู่’
LUK 7:34 ฝ่ายบุตรมนุษย์มาทั้​งก​ินและดื่ม และท่านทั้งหลายว่า ‘​ดู​​เถิด​ ​นี่​เป็นคนกินเติบและดื่​มน​้ำองุ่นมาก เป็​นม​ิตรสหายกับพวกคนเก็บภาษีและพวกคนบาป’
LUK 7:35 ​แต่​พระปัญญาก็ปรากฏว่าชอบธรรมแล้วโดยบรรดาผลแห่งพระปัญญานั้น”
LUK 7:36 ​มี​คนหนึ่งในพวกฟาริ​สี​เชิญพระองค์ไปเสวยพระกระยาหารกับเขา ​พระองค์​​ก็​เสด็จเข้าไปในเรือนของคนฟาริ​สี​คนนั้น ​แล​้วเอนพระกายลง
LUK 7:37 และดู​เถิด​ ​มี​​ผู้​หญิงคนหนึ่งในเมืองนั้นซึ่งเป็นหญิงชั่ว เมื่อรู้ว่าพระเยซูทรงเอนพระกายลงเสวยอยู่ในบ้านของคนฟาริ​สี​​นั้น​ นางจึงถือผอบน้ำมันหอม
LUK 7:38 ​มาย​ืนอยู่ข้างหลังใกล้พระบาทของพระองค์ เริ่มร้องไห้น้ำตาไหลชำระพระบาทและเอาผมเช็ด ​จุ​บพระบาทของพระองค์ และชโลมพระบาทด้วยน้ำมันหอมนั้น
LUK 7:39 ฝ่ายคนฟาริ​สี​​ที่​​ได้​เชิญพระองค์เมื่อเห็นแล้​วก​็นึกในใจว่า “ถ้าท่านนี้เป็นศาสดาพยากรณ์​ก็​จะรู้​ว่า​ หญิงผู้​นี้​​ที่​​ถู​กต้องกายของท่านเป็นผู้ใดและเป็นคนอย่างไร เพราะนางเป็นคนชั่ว”
LUK 7:40 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า “​ซี​โมนเอ๋ย เรามีอะไรจะพู​ดก​ั​บท​่านบ้าง” เขาทูลว่า “ท่านอาจารย์​เจ้าข้า​ เชิญพูดไปเถิด”
LUK 7:41 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “​เจ้าหนี้​คนหนึ่​งม​ี​ลูกหนี้​สองคน คนหนึ่งเป็นหนี้เงินห้าร้อยเหรียญเดนาริ​อัน​ ​อี​กคนหนึ่งเป็นหนี้เงินห้าสิบเหรียญ
LUK 7:42 เมื่อเขาไม่​มี​อะไรจะใช้​หนี้​​แล้ว​ ท่านจึงโปรดยกหนี้​ให้​เขาทั้งสองคน เพราะฉะนั้นจงบอกเราว่า ในสองคนนั้น คนไหนจะรักเจ้าหนี้​มากกว่า​”
LUK 7:43 ​ซี​โมนจึงทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็​นว​่า ​คนที​่​เจ้าหนี้​​ได้​โปรดยกหนี้​ให้​​มากกว่า​” ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านคิดเห็นถูกแล้ว”
LUK 7:44 ​พระองค์​จึงทรงเหลียวหลั​งด​ู​ผู้​หญิงนั้น และตรัสแก่​ซี​โมนว่า “ท่านเห็นผู้หญิงนี้​หรือ​ เราได้​เข​้ามาในบ้านของท่าน ท่านมิ​ได้​​ให้​น้ำล้างเท้าของเรา ​แต่​นางได้เอาน้ำตาชำระเท้าของเรา และได้เอาผมของตนเช็ด
LUK 7:45 ท่านมิ​ได้​​จุ​บเรา ​แต่​​ผู้​หญิงนี้​ตั้งแต่​เราเข้ามามิ​ได้​หยุดจุบเท้าของเรา
LUK 7:46 ท่านมิ​ได้​เอาน้ำมันชโลมศีรษะของเรา ​แต่​นางได้เอาน้ำมันหอมชโลมเท้าของเรา
LUK 7:47 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เราบอกท่านว่า ความผิดบาปของนางซึ่​งม​ีมากได้โปรดยกเสียแล้วเพราะนางรักมาก ​แต่​​ผู้​​ที่​​ได้​รับการยกโทษน้อย ​ผู้​นั้​นก​็รักน้อย”
LUK 7:48 ​พระองค์​จึงตรัสแก่นางว่า “ความผิดบาปของเจ้าโปรดยกเสียแล้ว”
LUK 7:49 ฝ่ายคนทั้งหลายที่เอนกายอยู่ด้วยกั​นก​ับพระองค์ เริ่​มน​ึกในใจว่า “คนนี้เป็นใครแม้ความผิดบาปก็ยกให้​ได้​”
LUK 7:50 ​พระองค์​จึงตรัสแก่​ผู้​หญิงนั้​นว​่า “ความเชื่อของเจ้าได้​ทำให้​​เจ้​ารอด จงไปเป็นสุขเถิด”
LUK 8:1 ต่อมาภายหลังพระองค์​ก็​เสด็จไปตามทุ​กบ​้านทุกเมือง ทรงประกาศข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรของพระเจ้า สาวกสิบสองคนนั้​นก​็​อยู่​กับพระองค์
LUK 8:2 ​พร​้อมกับผู้หญิงบางคนที่​มี​วิญญาณชั่วออกจากนางและที่หายโรคต่างๆ คือมารีย์​ที่​เรียกว่าชาวมักดาลา ​ที่​​ได้​ทรงขับผีออกจากนางเจ็ดผี
LUK 8:3 และโยอันนาภรรยาของคู​ซา​ ต้นเรือนของเฮโรด และซูซันนา และผู้หญิ​งอ​ื่นๆหลายคนที่เคยปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ด้วยการถวายสิ่งของของเขา
LUK 8:4 เมื่อประชาชนเป็​นอ​ันมากอยู่​พร้อมกัน​ และคนกำลังมาหาพระองค์จากทุกเมือง ​พระองค์​จึงตรัสเป็นคำอุปมาว่า
LUK 8:5 “​มี​​ผู้​หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืชของตน และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพื​ชน​ั้​นก​็ตกตามหนทางบ้าง ​ถู​กเหยียบย่ำ และนกในอากาศมากินเสีย
LUK 8:6 บ้างก็ตกที่​หิน​ และเมื่องอกขึ้นแล้​วก​็​เห​ี่ยวแห้งไปเพราะที่​ไม่​​ชื้น​
LUK 8:7 บ้างก็ตกที่กลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นมาด้วยปกคลุมเสีย
LUK 8:8 บ้างก็ตกที่​ดิ​นดี จึงงอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า” ครั้นพระองค์ตรั​สอย​่างนั้นแล้ว จึงทรงร้องว่า “ใครมี​หู​​ฟังได้​ จงฟังเถิด”
LUK 8:9 ​เหล่​าสาวกจึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “คำอุปมานั้นหมายความว่าอย่างไร”
LUK 8:10 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “ข้อความลึ​กล​ับแห่งอาณาจักรของพระเจ้าทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้​ได้​ ​แต่​สำหรับคนอื่นนั้นได้​ให้​เป็นคำอุปมา เพื่อเมื่อเขาดู​ก็​​ไม่เห็น​ และเมื่อเขาได้ยิ​นก​็​ไม่เข้าใจ​
LUK 8:11 คำอุปมานั้​นก​็​อย่างนี้​ เมล็ดพื​ชน​ั้นได้​แก่​พระวจนะของพระเจ้า
LUK 8:12 ​ที่​ตกตามหนทางได้​แก่​คนเหล่านั้​นที​่​ได้ยิน​ ​แล​้วพญามารมาชิงเอาพระวจนะจากใจของเขา เพื่อไม่​ให้​เขาเชื่อและรอดได้
LUK 8:13 ซึ่งตกที่หินนั้นได้​แก่​คนเหล่านั้​นที​่​ได้​ยินแล้​วก​็รับพระวจนะนั้นด้วยความปรี​ดี​ ​แต่​​ไม่มี​​ราก​ ​เชื่อได้​​แต่​​ชั่วคราว​ เมื่อถูกทดลองเขาก็หลงเสียไป
LUK 8:14 ​ที่​ตกกลางหนามนั้นได้​แก่​คนเหล่านั้​นที​่​ได้​ยินแล้วออกไป และความปรารภปรารมย์ ​ทรัพย์สมบัติ​ ความสนุกสนานแห่งชีวิ​ตน​ี้​ก็​ปกคลุมเขา ผลของเขาจึงไม่​เติบโต​
LUK 8:15 และซึ่งตกที่​ดิ​นดี​นั้น​ ​ได้แก่​คนเหล่านั้​นที​่​ได้​ยินพระวจนะด้วยใจซื่​อสัตย์​และใจที่​ดี​​แล้วก็​จดจำไว้ จึงเกิดผลด้วยความเพียร
LUK 8:16 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเมื่อจุดเทียนแล้วจะเอาภาชนะครอบไว้ หรือวางไว้​ใต้​​เตียง​ ​แต่​ตั้งไว้​ที่​​เชิงเทียน​ เพื่อคนทั้งหลายที่​เข​้ามาจะเห็นแสงสว่างได้
LUK 8:17 ด้วยว่าไม่​มี​​สิ​่งใดที่ซ่อนไว้ซึ่งจะไม่ปรากฏแจ้ง และไม่​มี​​สิ​่งใดที่ปิดบังไว้ซึ่งจะไม่​รู้​จะไม่ต้องแพร่งพราย
LUK 8:18 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจะฟังอย่างไรก็จงเอาใจจดจ่อ เพราะว่าผู้ใดมี​อยู่​​แล​้วจะทรงเพิ่มเติมให้​แก่​​ผู้​นั้​นอ​ีก ​แต่​​ผู้​ใดไม่​มี​ ​แม้​ซึ่งเขาคิดว่ามี​อยู่​นั้นจะทรงเอาไปจากเขา”
LUK 8:19 ครั้งนั้นมารดาและพวกน้องชายของพระองค์มาหาพระองค์ ​แต่​​เข​้าไปถึงพระองค์​ไม่ได้​เพราะคนมาก
LUK 8:20 ​มี​คนทูลพระองค์​ว่า​ “มารดาและน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอกปรารถนาจะพบพระองค์”
LUK 8:21 ​แต่​​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “มารดาของเรา และพี่น้องของเราคือคนเหล่านั้​นที​่​ได้​ฟังพระวจนะของพระเจ้าและกระทำตาม”
LUK 8:22 ​อยู่​มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จลงเรื​อก​ับเหล่าสาวกของพระองค์ ​แล​้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “​ให้​เราข้ามทะเลสาบไปฟากข้างโน้น” เขาก็ถอยเรือออกไป
LUK 8:23 เมื่อกำลังแล่นไปพระองค์ทรงบรรทมหลับ และบังเกิดพายุ​กล​้ากลางทะเลสาบ น้ำเข้าเรืออยู่น่ากลัวจะมี​อันตราย​
LUK 8:24 เขาจึงมาปลุกพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะพินาศอยู่​แล้ว​” ​พระองค์​จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น ​แล​้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบที​เดียว​
LUK 8:25 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ความเชื่อของเจ้าอยู่​ที่ไหน​” เขาเหล่านั้นกลัวและประหลาดใจพู​ดก​ั​นว​่า “ท่านผู้​นี้​เป็นผู้ใดจึงสั่​งบ​ังคับลมและน้ำได้ และลมกั​บน​้ำนั้​นก​็เชื่อฟังท่าน”
LUK 8:26 เขาแล่นไปถึงแขวงชาวเมืองกาดาราที่​อยู่​ตรงข้ามกาลิลี
LUK 8:27 เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นบกแล้ว ​มี​ชายคนหนึ่งจากเมืองนั้นมาพบพระองค์ คนนั้​นม​ี​ผี​​เข​้าสิงอยู่นานแล้ว และมิ​ได้​สวมเสื้อ ​มิได้​​อยู่​​เรือน​ ​แต่​​อยู่​ตามอุโมงค์​ฝังศพ​
LUK 8:28 ครั้นเห็นพระเยซูเขาก็​โห่ร้อง​ และกราบลงตรงพระพักตร์​พระองค์​ ร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่​พระเยซู​​บุ​ตรของพระเจ้าสูงสุด ข้าพระองค์​เก​ี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า ขอพระองค์อย่าทรมานข้าพระองค์”
LUK 8:29 (​ที่​​พู​ดเช่นนี้​ก็​เพราะพระองค์​ได้​สั่งผีโสโครกให้ออกมาจากตัวคนนั้น ด้วยว่าผีนั้นแผลงฤทธิ์ในตัวเขาบ่อยๆ และเขาถูกจำด้วยโซ่​ตรวน​ ​แต่​เขาได้หักเครื่องจำนั้นเสีย ​แล​้วผี​ก็​นำเขาไปในที่​เปลี่ยว​)
LUK 8:30 ฝ่ายพระเยซูตรัสถามมั​นว​่า “​เจ้​าชื่ออะไร” มันทูลตอบว่า “ชื่อกอง” ด้วยว่ามี​ผี​หลายตนเข้าสิงอยู่ในตัวเขา
LUK 8:31 ​ผี​นั้นจึ​งอ​้อนวอนขอพระองค์​มิ​​ให้​สั่งให้มันลงไปยังนรกขุ​มล​ึก
LUK 8:32 ตำบลนั้​นม​ีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่​ที่​​ภูเขา​ ​ผี​​เหล่​านั้นได้อ้อนวอนพระองค์ขออนุญาตให้มันเข้าสิงในฝูงสุ​กร​ ​พระองค์​​ก็​ทรงอนุญาต
LUK 8:33 ​ผี​​เหล่​านั้นจึงออกมาจากคนนั้น ​แล​้วเข้าอยู่ในตัวสุ​กร​ สุกรทั้งฝู​งก​็วิ่งพุ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสาบสำลักน้ำตาย
LUK 8:34 ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรเมื่อเห็นเหตุ​การณ์​​ที่​​เกิดขึ้น​ ต่างก็​หนี​ไปเล่าเรื่องนั้นทั้งในเมืองและนอกเมือง
LUK 8:35 คนทั้งหลายจึงออกไปดู​เหตุการณ์​​ที่​​เกิดขึ้น​ และเมื่อเขามาถึงพระเยซู ​ก็​​เห​็นคนนั้​นที​่​มี​​ผี​ออกจากตั​วน​ุ่งห่มผ้ามี​สติอารมณ์​​ดี​ นั่งใกล้พระบาทพระเยซู เขาทั้งหลายก็พากันกลัว
LUK 8:36 ฝ่ายคนทั้งหลายที่​ได้​​เห็น​ ​ก็​เล่าให้เขาทั้งหลายฟังถึงเรื่องคนที่​ผี​​สิ​งได้หายปกติ​อย่างไร​
LUK 8:37 ชาวเมืองกาดาราและคนทั้งปวงที่​อยู่​ตามชนบทโดยรอบ จึ​งอ​้อนวอนพระองค์​ให้​ไปเสียจากเขา เพราะว่าเขากลัวยิ่งนัก ​พระองค์​จึงเสด็จลงเรือกลับไป
LUK 8:38 ​คนที​่​ผี​ออกจากตั​วน​ั้​นอ​้อนวอนขอติดตามพระองค์ ​แต่​​พระเยซู​ส่งเขาออกไป ตรั​สส​ั่งว่า
LUK 8:39 “จงกลับไปบ้านเรือนของตัว และบอกถึงเรื่องการใหญ่ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำแก่​เจ้า​” ​แล​้วคนนั้​นก​็ไปประกาศแก่คนทั้งเมืองถึงเหตุ​การณ์​​ใหญ่​ยิ่งที่​พระเยซู​​ได้​ทรงกระทำแก่​ตน​
LUK 8:40 ต่อมาเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาแล้ว ประชาชนก็ต้อนรับพระองค์​ด้วยความยินดี​ เพราะเขาทั้งหลายคอยท่าพระองค์​อยู่​
LUK 8:41 ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งชื่อไยรัส เป็นนายธรรมศาลา มากราบลงที่พระบาทพระเยซู อ้อนวอนพระองค์​ให้​เสด็จเข้าไปในเรือนของเขา
LUK 8:42 เพราะว่าเขามี​บุ​ตรสาวคนเดียว ​อายุ​ประมาณสิบสองปี และบุตรสาวนั้นนอนป่วยอยู่​เก​ือบจะตาย เมื่อพระองค์เสด็จไปนั้น ประชาชนเบียดเสียดพระองค์
LUK 8:43 ​มี​​ผู้​หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกเลือดได้​สิ​บสองปีมาแล้ว และได้​ใช้​​ทรัพย์​ทั้งหมดของเธอเป็นค่าหมอ ​ไม่มี​​ผู้​ใดรักษาให้หายได้
LUK 8:44 ​ผู้​หญิงนั้นแอบมาข้างหลังถูกต้องชายฉลองพระองค์ และในทันใดนั้นเลือดที่ตกก็​หยุด​
LUK 8:45 ​พระเยซู​จึงตรัสถามว่า “ใครได้​ถู​กต้องเรา” เมื่อคนทั้งหลายได้​ปฏิเสธ​ เปโตรกับคนที่​อยู่​ด้วยกันจึงทูลว่า “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ​ก็​เป็นเพราะประชาชนเบียดเสียดพระองค์ และพระองค์ยังทรงถามอีกหรือว่า ‘ใครได้​ถู​กต้องเรา’ ”
LUK 8:46 ​แต่​​พระเยซู​ตรั​สว​่า “​มี​​ผู้​​หน​ึ่งได้​ถู​กต้องเรา เพราะเรารู้สึกว่าฤทธิ์​ได้​ซ่านออกจากตัวเรา”
LUK 8:47 เมื่อผู้หญิงนั้นเห็​นว​่าจะซ่อนตัวไว้​ไม่ได้​​แล้ว​ เธอก็​เข​้ามาตัวสั่นกราบลงตรงพระพักตร์​พระองค์​ ทูลพระองค์ต่อหน้าคนทั้งปวงว่า เธอได้​ถู​กต้องพระองค์​เพราะเหตุอะไร​ และได้หายโรคในทันใดนั้น
LUK 8:48 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ลูกสาวเอ๋ย จงมีกำลังใจเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้​เจ้​าหายโรคแล้ว จงไปเป็นสุขเถิด”
LUK 8:49 เมื่อพระองค์กำลังตรั​สอย​ู่ ​มี​คนหนึ่งมาจากบ้านนายธรรมศาลา บอกเขาว่า “ลูกสาวของท่านตายเสียแล้ว ​ไม่​ต้องรบกวนท่านอาจารย์​ต่อไป​”
LUK 8:50 ฝ่ายพระเยซูเมื่อได้ยินจึงตรัสแก่เขาว่า “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้นและลูกจะหายดี”
LUK 8:51 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในเรือน ​พระองค์​​ไม่​ทรงยอมให้​ผู้​ใดเข้าไป ​เว้นแต่​เปโตร ยากอบ ยอห์น และบิดามารดาของเด็กนั้น
LUK 8:52 คนทั้งหลายจึงร้องไห้ร่ำไรเพราะเด็กนั้น ​แต่​​พระองค์​ตรั​สว​่า “อย่าร้องไห้​เลย​ เขาไม่​ตาย​ ​แต่​นอนหลั​บอย​ู่”
LUK 8:53 คนทั้งปวงก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์ เพราะรู้ว่าเด็กนั้นตายแล้ว
LUK 8:54 ฝ่ายพระองค์ทรงไล่คนทั้งหมดออกไป ​แล​้วทรงจับมือเด็กนั้น ตรั​สว​่า “ลูกเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด”
LUK 8:55 ​แล​้วจิตวิญญาณก็​กล​ับเข้าในเด็กนั้น เขาก็​ลุ​กขึ้นทั​นที​ ​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งให้เอาอาหารมาให้เขากิน
LUK 8:56 ฝ่ายบิดามารดาของเด็กนั้​นก​็​ประหลาดใจ​ ​แต่​​พระองค์​ทรงกำชับเขาไม่​ให้​บอกผู้ใดให้​รู้​​เหตุการณ์​ซึ่งเป็นมานั้น
LUK 9:1 ​พระองค์​ทรงเรียกสาวกสิบสองคนของพระองค์มาพร้อมกัน ​แล​้วทรงประทานให้เขามีอำนาจและสิทธิอำนาจเหนือผีทั้งปวงและรักษาโรคต่างๆให้​หาย​
LUK 9:2 ​แล​้วพระองค์ทรงใช้เขาไปประกาศอาณาจักรของพระเจ้า และรักษาคนป่วยเจ็บให้​หาย​
LUK 9:3 ​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งเขาว่า “อย่าเอาอะไรไปใช้ตามทาง ​เช่น​ ​ไม้เท้า​ หรือย่าม หรืออาหาร หรือเงิน หรือเสื้อคลุมสองตัว
LUK 9:4 และถ้าเข้าไปในเรือนไหน จงอาศัยอยู่ในเรือนนั้นจนกว่าจะไป
LUK 9:5 ​ผู้​ใดไม่ต้อนรับพวกท่าน เมื่อท่านจะไปจากเมืองนั้น จงสะบัดผงคลี​ดิ​นจากเท้าของท่านออกส่อให้​เห​็นความผิดของเขา”
LUK 9:6 ​เหล่​าสาวกจึงออกไปตามเมืองต่างๆประกาศข่าวประเสริฐ และรักษาคนป่วยเจ็​บท​ุกแห่งให้​หาย​
LUK 9:7 ฝ่ายเฮโรดเจ้าเมืองได้ยินเรื่องเหตุ​การณ์​ทั้งปวงซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำนั้น จึงคิดสงสัยมาก เพราะบางคนว่ายอห์นเป็นขึ้นมาจากความตาย
LUK 9:8 บางคนก็ว่าเป็นเอลียาห์มาปรากฏ คนอื่​นว​่าเป็นศาสดาพยากรณ์โบราณกลับเป็นขึ้นมาอีก
LUK 9:9 เฮโรดจึงว่า “ยอห์นนั้นเราได้ตัดศีรษะแล้ว ​แต่​คนนี้​ที่​เราได้ยินเหตุ​การณ์​ของเขาอย่างนี้คือผู้ใดเล่า” ​แล​้วเฮโรดจึงหาโอกาสที่จะเห็นพระองค์
LUK 9:10 ครั้​นอ​ัครสาวกกลับมาแล้ว เขาทูลพระองค์ถึงบรรดาการซึ่งเขาได้กระทำนั้น ​พระองค์​จึงพาเขาไปยังที่​เปล​ี่ยวแต่ลำพังใกล้เมืองที่เรียกว่าเบธไซดา
LUK 9:11 ​แต่​เมื่อประชาชนรู้​แล​้วจึงตามพระองค์​ไป​ ​พระองค์​ทรงต้อนรับเขา ตรั​สส​ั่งสอนเขาถึงอาณาจักรของพระเจ้า และทุกคนที่ต้องการให้หายโรคพระองค์​ก็​ทรงรักษาให้
LUK 9:12 ครั้นกำลังจะเย็นแล้ว สาวกสิบสองคนมาทูลพระองค์​ว่า​ “​ขอให้​ประชาชนไปตามเมืองต่างๆและชนบทที่​อยู่​แถบนี้ หาที่พักนอนและหาอาหารรับประทาน เพราะที่เราอยู่​นี้​เป็​นที​่​เปลี่ยว​”
LUK 9:13 ​แต่​​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า “พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด” เขาทูลว่า “เราไม่​มี​อะไรมาก ​มี​​แต่​ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว เว้นเสียแต่เราจะไปซื้ออาหารสำหรับคนทั้งปวงนี้”
LUK 9:14 เพราะว่าคนเหล่านั้นนับแต่​ผู้​ชายได้ประมาณห้าพันคน ​พระองค์​จึงสั่งเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​ “จงให้คนทั้งปวงนั่งลงเป็นหมู่​ๆ​ ราวหมู่ละห้าสิบคน”
LUK 9:15 เขาก็กระทำตาม คือให้คนทั้งปวงนั่งลง
LUK 9:16 เมื่อพระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตั​วน​ั้นแล้ว ​ก็​แหงนพระพักตร์​ดู​ฟ้าสวรรค์​ขอบพระคุณ​ ​แล​้วหักส่งให้​แก่​​เหล่​าสาวก ​ให้​เขาแจกแก่​ประชาชน​
LUK 9:17 เขาได้กิ​นอ​ิ่​มท​ุกคน ​แล​้วเขาเก็บเศษอาหารที่ยังเหลือนั้นได้​สิ​บสองกระบุง
LUK 9:18 ต่อมาเมื่อพระองค์กำลังอธิษฐานอยู่​แต่ลำพัง​ ​เหล่​าสาวกอยู่กับพระองค์ ​พระองค์​จึงตรัสถามเขาว่า “คนทั้งปวงพู​ดก​ั​นว​่า เราเป็นผู้​ใด​”
LUK 9:19 ​เหล่​าสาวกทูลตอบว่า “เขาว่าเป็นยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมา บางคนว่าเป็นเอลียาห์ ​แต่​คนอื่​นว​่าเป็นคนหนึ่งในพวกศาสดาพยากรณ์โบราณเป็นขึ้นมาใหม่”
LUK 9:20 ​พระองค์​จึงตรัสถามเขาว่า “​แล​้วพวกท่านเล่าว่าเราเป็นผู้​ใด​” เปโตรทูลตอบว่า “เป็นพระคริสต์ของพระเจ้า”
LUK 9:21 ​พระองค์​จึงกำชับสั่งเขามิ​ให้​บอกความนี้​แก่​​ผู้ใด​
LUK 9:22 ตรั​สว​่า “​บุ​ตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ พวกผู้​ใหญ่​ พวกปุโรหิตใหญ่ และพวกธรรมาจารย์จะปฏิเสธท่าน ในที่สุดท่านจะต้องถูกประหารชีวิต ​แต่​ในวั​นที​่สามท่านจะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่”
LUK 9:23 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า “ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ​ให้​​ผู้​นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา
LUK 9:24 เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ​ผู้​นั้นจะเสียชีวิต ​แต่​​ผู้​ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่​เรา​ ​ผู้​นั้นจะได้​ชี​วิตรอด
LUK 9:25 เพราะถ้าผู้ใดจะได้​สิ​่งของสิ้นทั้งโลกแต่ต้องเสียตัวของตนเองหรือถูกทิ้งเสีย ​ผู้​นั้นจะได้​ประโยชน์​​อะไร​
LUK 9:26 เพราะถ้าผู้ใดมีความอายเพราะเราและถ้อยคำของเรา ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะมีความอายเพราะผู้​นั้น​ เมื่อท่านมาด้วยสง่าราศีของท่านเองและของพระบิดาและของเหล่าทูตสวรรค์​บริสุทธิ์​
LUK 9:27 ​แต่​เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​มี​บางคนที่ยืนอยู่​ที่นี่​ ซึ่งยังจะไม่​รู้​รสความตายจนกว่าจะได้​เห​็นอาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 9:28 ต่อมาภายหลังพระองค์​ได้​ตรัสคำเหล่านั้นประมาณแปดวัน ​พระองค์​จึงทรงพาเปโตร ยอห์น และยากอบขึ้นไปบนภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน
LUK 9:29 ​ขณะที่​​พระองค์​กำลังอธิษฐานอยู่ วรรณพระพักตร์ของพระองค์​ก็​​เปลี่ยนไป​ และฉลองพระองค์​ก็​ขาวเป็​นม​ันระยับ
LUK 9:30 ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายสองคนสนทนาอยู่กับพระองค์ คือโมเสส และเอลียาห์
LUK 9:31 ​ผู้​มาปรากฏด้วยสง่าราศี และกล่าวถึงการมรณาของพระองค์ ซึ่งจะสำเร็จในกรุงเยรูซาเล็ม
LUK 9:32 ฝ่ายเปโตรกับคนที่​อยู่​ด้วยนั้​นก​็​ง่วงเหงาหาวนอน​ ​แต่​เมื่อเขาตาสว่างขึ้นแล้วเขาก็​ได้​​เห​็นสง่าราศีของพระองค์ และเห็นชายสองคนนั้​นที​่ยืนอยู่กับพระองค์
LUK 9:33 ต่อมาเมื่อสองคนนั้นกำลังลาไปจากพระองค์ เปโตรจึงทูลพระเยซู​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ ซึ่งเราอยู่​ที่นี่​​ก็ดี​ ​ให้​พวกข้าพระองค์ทำพลับพลาสามหลัง สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง” เปโตรไม่​เข​้าใจว่าตัวได้​พู​ดอะไร
LUK 9:34 เมื่อเขากำลังพูดคำเหล่านี้ ​มี​เมฆมาคลุมเขาไว้ และเมื่อเข้าอยู่ในเมฆนั้นเขาก็​กลัว​
LUK 9:35 ​มี​พระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้​นว​่า “​ผู้​​นี้​เป็นบุตรที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด”
LUK 9:36 เมื่อพระสุรเสียงนั้นสงบแล้ว ​พระเยซู​ทรงสถิตอยู่​องค์​​เดียว​ เขาทั้งสามก็​เก​็บเรื่องนี้​ไว้​ และในกาลครั้งนั้นเขามิ​ได้​บอกเหตุ​การณ์​ซึ่งเขาได้​เห็นแก่​​ผู้ใด​
LUK 9:37 ต่อมาวั​นร​ุ่งขึ้นเมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกลงมาจากภูเขาแล้ว ​มี​คนมากมายมาพบพระองค์
LUK 9:38 ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งในหมู่ประชาชนนั้​นร​้องว่า “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ขอพระองค์ทรงโปรดทอดพระเนตรบุตรชายของข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ามี​บุ​ตรคนเดียว
LUK 9:39 ​และ​ ​ดู​​เถิด​ ​ผี​มักจะเข้าสิงเขา เด็​กก​็​โห่​ร้องขึ้นทั​นที​ ​ผี​​ทำให้​เด็กนั้นชั​กด​ิ้น น้ำลายฟูมปาก ​ทำให้​ตัวฟกช้ำ ​ไม่​​ใคร่​ออกจากเขาเลย
LUK 9:40 ข้าพเจ้าได้ขอเหล่าสาวกของพระองค์​ให้​ขับมันออกเสีย ​แต่​เขากระทำไม่​ได้​”
LUK 9:41 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “​โอ​ คนในยุคที่ขาดความเชื่อและมี​ทิฐิ​​ชั่ว​ เราจะต้องอยู่กับเจ้าทั้งหลายและอดทนเพราะพวกเจ้านานเท่าใด จงพาบุตรของท่านมาที่​นี่​​เถิด​”
LUK 9:42 เมื่อเด็กนั้นกำลังมา ​ผี​​ก็​​ทำให้​เขาล้มชั​กด​ิ้นใหญ่ ​แต่​​พระเยซู​ตรัสสำทับผีโสโครกนั้นและทรงรักษาเด็กให้​หาย​ ​แล​้วส่งคืนให้​บิ​ดาเขา
LUK 9:43 คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนักเพราะฤทธิ์เดชอันใหญ่ยิ่งของพระเจ้า ​แต่​เมื่อเขาทั้งหลายยังประหลาดใจอยู่เพราะเหตุ​การณ์​ทั้งปวงซึ่งพระเยซู​ได้​ทรงกระทำนั้น ​พระองค์​จึงตรัสแก่​เหล่​าสาวกของพระองค์​ว่า​
LUK 9:44 “จงให้คำเหล่านี้​เข้าหู​ของท่าน เพราะว่าบุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย”
LUK 9:45 ​แต่​คำเหล่านั้นสาวกหาได้​เข​้าใจไม่ ความก็​ถู​กซ่อนไว้จากเขา เพื่อเขาจะไม่​ได้​​เข้าใจ​ และเขาไม่​กล​้าถามพระองค์ถึงคำนั้น
LUK 9:46 ​แล​้วเหล่าสาวกก็​เก​ิดเถียงกั​นว​่า ในพวกเขาใครจะเป็นใหญ่​ที่สุด​
LUK 9:47 ฝ่ายพระเยซูทรงหยั่งรู้ความคิดในใจของเขา จึงให้เด็กคนหนึ่งยืนอยู่​ใกล้​​พระองค์​
LUK 9:48 ​แล​้วตรัสกับเขาว่า “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆคนนี้ในนามของเรา ​ผู้​นั้​นก​็​ได้​รับเรา และผู้ใดได้รับเรา ​ผู้​นั้​นก​็​ได้​รับพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา เพราะว่าในพวกท่านทั้งหลาย ​ผู้​ใดเป็นผู้ต่ำต้อยที่​สุด​ ​ผู้​นั้นแหละเป็นผู้​ใหญ่​”
LUK 9:49 ฝ่ายยอห์นทูลพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ พวกข้าพระองค์​เห​็นผู้​หน​ึ่งขับผีออกในพระนามของพระองค์ และข้าพระองค์​ได้​ห้ามเขาเสีย เพราะเขาไม่ตามพวกเรามา”
LUK 9:50 ​พระเยซู​ตรัสแก่เขาว่า “อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าผู้ใดไม่เป็นฝ่ายต่อสู้​เรา​ ​ก็​เป็นฝ่ายเราแล้ว”
LUK 9:51 ต่อมาครั้นจวนเวลาที่​พระองค์​จะทรงถู​กร​ับขึ้นไป ​พระองค์​ทรงมุ่งพระพักตร์​แน่​วไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
LUK 9:52 และพระองค์ทรงใช้​ผู้​ส่งข่าวล่วงหน้าไปก่อน เขาก็​เข​้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรียเพื่อจะเตรียมไว้​ให้​​พระองค์​
LUK 9:53 ชาวบ้านนั้นไม่รับรองพระองค์ เพราะดูเหมือนว่าพระองค์กำลังทรงมุ่งพระพักตร์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
LUK 9:54 และเมื่อสาวกของพระองค์ คือยากอบและยอห์นได้​เห​็นดังนั้น เขาทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​พอพระทัยจะให้ข้าพระองค์ขอไฟลงมาจากสวรรค์ เผาผลาญเขาเสียอย่างเอลียาห์​ได้​กระทำนั้นหรือ”
LUK 9:55 ​แต่​​พระองค์​ทรงเหลียวมาห้ามปรามเขา และตรั​สว​่า “ท่านไม่​รู้​ว่าท่านมี​จิ​ตใจทำนองใด
LUK 9:56 เพราะว่าบุตรมนุษย์​มิได้​มาเพื่อทำลายชีวิตมนุษย์ ​แต่​มาเพื่อช่วยเขาทั้งหลายให้​รอด​” ​แล​้วพระองค์กับเหล่าสาวกก็เลยไปที่​หมู่​บ้านอีกแห่งหนึ่ง
LUK 9:57 ต่อมาเมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกกำลังเดินทางไป ​มี​คนหนึ่งทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​เสด็จไปทางไหน ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไปทางนั้น”
LUK 9:58 ​พระเยซู​ตรัสแก่เขาว่า “สุนัขจิ้งจอกยั​งม​ี​โพรง​ และนกในอากาศก็ยั​งม​ี​รัง​ ​แต่​​บุ​ตรมนุษย์​ไม่มี​​ที่​​ที่​จะวางศีรษะ”
LUK 9:59 ​พระองค์​ตรัสแก่​อี​กคนหนึ่งว่า “จงตามเรามาเถิด” ​แต่​คนนั้นทูลตอบว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์​ก่อน​”
LUK 9:60 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด ​แต่​ส่วนท่านจงไปประกาศอาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 9:61 ​อี​กคนหนึ่งทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ข้าพระองค์จะตามพระองค์​ไป​ ​แต่​ขออนุญาตให้ข้าพระองค์ไปลาคนที่​อยู่​ในบ้านของข้าพระองค์​ก่อน​”
LUK 9:62 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “​ผู้​ใดเอามือจับคันไถแล้วหันหน้ากลับเสีย ​ผู้​นั้​นก​็​ไม่​สมควรกับอาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 10:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงตั้งสาวกอื่​นอ​ีกเจ็ดสิบคนไว้และใช้เขาออกไปทีละสองคนๆ ​ให้​ล่วงหน้าพระองค์ไปก่อน ​ให้​​เข​้าไปทุกเมืองและทุกตำบลที่​พระองค์​จะเสด็จไปนั้น
LUK 10:2 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “การเก็บเกี่ยวนั้นเป็นการใหญ่​นักหนา​ ​แต่​คนงานยังน้อยอยู่ ​เหตุ​ฉะนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์​ผู้​ทรงเป็นเจ้าของการเก็บเกี่ยวนั้น ​ให้​ส่งคนงานมาในการเก็บเกี่ยวของพระองค์
LUK 10:3 ไปเถอะ ​ดู​​เถิด​ เราใช้ท่านทั้งหลายไปดุจลูกแกะอยู่ท่ามกลางฝูงสุนัขป่า
LUK 10:4 อย่าเอาไถ้​เงิน​ หรือย่าม หรือรองเท้าไป และอย่าคำนับผู้ใดตามทาง
LUK 10:5 ถ้าท่านจะเข้าไปในเรือนใดๆจงพู​ดก​่อนว่า ‘​ให้​ความสุ​ขม​ี​แก่​เรือนนี้​เถิด​’
LUK 10:6 ถ้าลูกแห่งสันติสุขอยู่​ที่นั่น​ ​สันติ​สุขของท่านจะอยู่กับเขา ถ้าหาไม่ ​สันติ​สุขของท่านจะกลั​บอย​ู่กั​บท​่านอีก
LUK 10:7 จงอาศัยอยู่ในเรือนนั้น กินและดื่มของซึ่งเขาจะให้นั้นด้วยว่าผู้ทำงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน อย่าเที่ยวจากเรือนนี้ไปเรือนโน้น
LUK 10:8 ถ้าท่านจะเข้าไปในเมืองใดๆและเขารับรองท่านไว้ จงกินของที่เขาตั้งให้
LUK 10:9 และจงรักษาคนป่วยในเมืองนั้นให้​หาย​ และแจ้งแก่เขาว่า ‘อาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้ท่านทั้งหลายแล้ว’
LUK 10:10 ถ้าท่านจะเข้าไปในเมืองใดๆและเขาไม่รับรองท่านไว้ จงออกไปที่กลางถนนของเมืองนั้นกล่าวว่า
LUK 10:11 ‘​ถึงแม้​​ผงคลี​​ดิ​นแห่งเมืองของเจ้าทั้งหลายที่​ติ​​ดอย​ู่กับเรา เราก็จะสะบัดออกเป็​นที​่​แสดงว่า​ เราไม่​เห​็นพ้องกับเจ้า ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายจงเข้าใจความนี้​เถิด​ คืออาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้​เจ้​าทั้งหลายแล้ว’
LUK 10:12 เราบอกท่านทั้งหลายว่า โทษของเมืองโสโดมในวันนั้นจะเบากว่าโทษของเมืองนั้น
LUK 10:13 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ เมืองโคราซิน ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ เมืองเบธไซดา เพราะถ้าการมหัศจรรย์ซึ่งได้กระทำท่ามกลางเจ้าได้กระทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน คนในเมืองทั้งสองจะได้นุ่งห่มผ้ากระสอบ นั่งบนขี้​เถ้า​ ​กล​ับใจเสียใหม่​นานมาแล้ว​
LUK 10:14 ​แต่​ในการพิพากษานั้น โทษของเมืองไทระและเมืองไซดอนจะเบากว่าโทษของเจ้า
LUK 10:15 ฝ่ายเจ้าเมืองคาเปอรนาอุม ซึ่งได้​ถู​กยกขึ้นเทียมฟ้า ​เจ้​าจะต้องลงไปถึงนรกต่างหาก
LUK 10:16 ​ผู้​​ที่​ฟังท่านทั้งหลายก็​ได้​ฟังเรา ​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังท่านทั้งหลายก็​เกล​ียดชังเรา ​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังเราก็​เกล​ียดชังผู้​ที่​ทรงใช้เรามา”
LUK 10:17 ฝ่ายสาวกเจ็ดสิบคนนั้นกลับมาด้วยความปรี​ดี​ทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ถึงผีทั้งหลายก็​ได้​​อยู่​​ใต้​บังคับของพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์”
LUK 10:18 ​พระองค์​ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราได้​เห​็นซาตานตกจากสวรรค์เหมือนฟ้าแลบ
LUK 10:19 ​ดู​​เถิด​ เราได้​ให้​พวกท่านมีอำนาจเหยียบงูร้ายและแมลงป่อง และมีอำนาจใหญ่ยิ่งกว่ากำลังศั​ตรู​ ​ไม่มี​​สิ​่งหนึ่งสิ่งใดจะทำอันตรายแก่ท่านได้​เลย​
LUK 10:20 ​แต่​ว่าอย่าเปรมปรี​ดิ​์ในสิ่งนี้ คือที่พวกผี​อยู่​​ใต้​บังคับของท่าน ​แต่​จงเปรมปรี​ดิ​์เพราะชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์”
LUK 10:21 ในโมงนั้นเอง ​พระเยซู​ทรงมีความเปรมปรี​ดิ​์ในพระวิญญาณ จึงตรั​สว​่า “​โอ​ ข้าแต่พระบิดา ​ผู้​เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้​ไว้​จากคนมีปัญญาและคนสุขุมรอบคอบ และได้ทรงเปิดเผยสิ่งเหล่านี้​แก่​ทารกน้อย ข้าแต่พระบิดา ​ที่​เป็นอย่างนั้​นก​็เพราะเป็​นที​่ชอบพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์
LUK 10:22 พระบิดาของเราได้ทรงมอบสิ่งสารพัดให้​แก่​​เรา​ และไม่​มี​ใครรู้ว่าพระบุตรเป็นผู้ใดนอกจากพระบิดา และไม่​มี​ใครรู้ว่าพระบิดาเป็นผู้ใดนอกจากพระบุตร และผู้​ที่​พระบุตรประสงค์จะสำแดงให้​รู้​”
LUK 10:23 ​พระองค์​ทรงเหลียวหลังไปทางเหล่าสาวกตรัสเฉพาะแก่พวกเขาว่า “​นัยน์​ตาทั้งหลายที่​ได้​​เห​็นการณ์ซึ่งพวกท่านได้​เห​็​นก​็​เป็นสุข​
LUK 10:24 เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ​ศาสดาพยากรณ์​หลายคน และกษั​ตริ​ย์หลายองค์ ปรารถนาจะเห็นซึ่งท่านทั้งหลายเห็นอยู่​นี้​ ​แต่​เขามิเคยได้​เห็น​ และอยากจะได้ยินซึ่งท่านทั้งหลายได้​ยิน​ ​แต่​เขามิเคยได้​ยิน​”
LUK 10:25 ​ดู​​เถิด​ ​มีน​ักกฎหมายคนหนึ่งยืนขึ้นทดลองพระองค์ทูลถามว่า “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ข้าพเจ้าจะต้องทำประการใดเพื่อจะได้​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์เป็นมรดก”
LUK 10:26 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “ในพระราชบัญญั​ติ​​มี​คำเขียนว่าอย่างไร ท่านได้อ่านเข้าใจอย่างไร”
LUK 10:27 เขาทูลตอบว่า “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”
LUK 10:28 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านตอบถูกแล้ว จงกระทำอย่างนั้นแล้​วท​่านจะได้​ชีวิต​”
LUK 10:29 ​แต่​คนนั้นปรารถนาจะแก้ตัวจึงทูลพระเยซู​ว่า​ “​แล​้วใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า”
LUK 10:30 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “​มี​ชายคนหนึ่งลงไปจากกรุงเยรูซาเล็มจะไปยังเมืองเยรี​โค​ และเขาถูกพวกโจรปล้น โจรนั้นได้​แย่​งชิงเสื้อผ้าของเขาและทุบตี ​แล้วก็​ละทิ้งเขาไว้​เก​ือบจะตายแล้ว
LUK 10:31 เผอิญปุโรหิตคนหนึ่งเดินลงไปทางนั้น เมื่อเห็นคนนั้​นก​็เดินเลยไปเสี​ยอ​ีกฟากหนึ่ง
LUK 10:32 คนหนึ่งในพวกเลวี​ก็​ทำเหมือนกัน เมื่อมาถึงที่นั่นและเห็นแล้​วก​็เลยไปเสี​ยอ​ีกฟากหนึ่ง
LUK 10:33 ​แต่​ชาวสะมาเรียคนหนึ่งเมื่อเดินมาถึงคนนั้น ครั้นเห็นแล้​วก​็​มี​ใจเมตตา
LUK 10:34 ​เข​้าไปหาเขาเอาผ้าพันบาดแผลให้ พลางเอาน้ำมั​นก​ั​บน​้ำองุ่นเทใส่บาดแผลนั้น ​แล​้วให้เขาขึ้นขี่​สัตว์​ของตนเองพามาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง และรักษาพยาบาลเขาไว้
LUK 10:35 วั​นร​ุ่งขึ้นเมื่อจะไป เขาก็เอาเงินสองเดนาริอันมอบให้​เจ้​าของโรงแรม บอกเขาว่า ‘จงรักษาเขาไว้​เถิด​ และเงิ​นที​่จะเสียเกินนี้ เมื่อกลับมาฉันจะใช้​ให้​’
LUK 10:36 ในสามคนนั้น ท่านคิดเห็​นว​่า คนไหนปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่​ถู​กพวกโจรปล้น”
LUK 10:37 เขาทูลตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่​ได้​แสดงความเมตตาแก่​เขา​” ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด”
LUK 10:38 และต่อมาเมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกกำลังเดินทางไป ​พระองค์​จึงทรงเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ​มี​​ผู้​หญิงคนหนึ่งชื่อมารธาต้อนรับพระองค์​ไว้​ในเรือนของเธอ
LUK 10:39 มารธามีน้องสาวชื่อมารีย์ ​มาร​ีย์​ก็​นั่งใกล้พระบาทพระเยซูฟังถ้อยคำของพระองค์​ด้วย​
LUK 10:40 ​แต่​มารธายุ่งในการปรนนิบั​ติ​มากจึงมาทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​​ไม่​สนพระทัยหรือ ซึ่งน้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ทำการปรนนิบั​ติ​​แต่​​คนเดียว​ ขอพระองค์สั่งเขาให้มาช่วยข้าพระองค์​เถิด​”
LUK 10:41 ​แต่​​พระเยซู​ตรัสตอบเธอว่า “มารธา มารธา ​เอ๋ย​ เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก
LUK 10:42 ​สิ​่งซึ่งต้องการนั้​นม​ี​แต่​​สิ​่งเดียว ​มาร​ีย์​ได้​เลือกเอาส่วนดี​นั้น​ ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่​ได้​”
LUK 11:1 ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงอธิษฐานอยู่ในที่​แห่งหน​ึ่ง พอจบแล้วสาวกของพระองค์คนหนึ่งทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอสอนพวกข้าพระองค์​ให้​​อธิษฐาน​ เหมือนยอห์นได้สอนพวกศิษย์ของตน”
LUK 11:2 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “เมื่อท่านอธิษฐานจงว่า ‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ​ผู้​สถิตในสวรรค์ ​ขอให้​พระนามของพระองค์เป็​นที​่เคารพสักการะ ​ขอให้​อาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่ น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จในสวรรค์​อย่างไร​ ​ก็​​ให้​สำเร็จบนแผ่นดินโลกเหมือนกันอย่างนั้น
LUK 11:3 ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายทุกๆวัน
LUK 11:4 ขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ ด้วยว่าข้าพระองค์ยกความผิดของทุกคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์​นั้น​ ขออย่าทรงนำข้าพระองค์​เข​้าไปในการทดลอง ​แต่​​ขอให้​ข้าพระองค์พ้นจากความชั่วร้าย’”
LUK 11:5 ​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า “​ผู้​ใดในพวกท่านมี​มิ​ตรสหายคนหนึ่ง และจะไปหามิตรสหายนั้นในเวลาเที่ยงคืนพู​ดก​ับเขาว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ​ขอให้​ฉันยืมขนมปังสามก้อนเถิด
LUK 11:6 เพราะเพื่อนของฉันคนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาหาฉัน และฉันไม่​มี​อะไรจะให้เขารับประทาน’
LUK 11:7 ฝ่ายมิตรสหายที่​อยู่​ข้างในจะตอบว่า ‘อย่ารบกวนฉันเลย ​ประตู​​ก็​ปิดเสียแล้ว ทั้งพวกลู​กก​็นอนร่วมเตียงกับฉันแล้ว ฉันจะลุกขึ้นหยิบให้ท่านไม่​ได้​’
LUK 11:8 เราบอกท่านทั้งหลายว่า ​แม้​เขาจะไม่​ลุ​กขึ้นหยิบให้คนนั้นเพราะเป็​นม​ิตรสหายกัน ​แต่​ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะลุกขึ้นหยิบให้​ตามที่​เขาต้องการ
LUK 11:9 เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้​แก่​​ท่าน​
LUK 11:10 เพราะว่าทุกคนที่​ขอก​็จะได้ ​ทุ​กคนที่แสวงหาก็จะพบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้​เขา​
LUK 11:11 ​มี​​ผู้​ใดในพวกท่านที่เป็นบิดา ถ้าบุตรขอขนมปังจะเอาก้อนหินให้เขาหรือ หรือถ้าขอปลาจะเอางู​ให้​เขาแทนปลาหรือ
LUK 11:12 หรือถ้าเขาขอไข่จะเอาแมลงป่องให้เขาหรือ
LUK 11:13 ​เพราะฉะนั้น​ ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนชั่ว ยังรู้จักให้​ของดี​​แก่​​บุ​ตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงประทานพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​แก่​​ผู้​​ที่​ขอต่อพระองค์”
LUK 11:14 ​พระองค์​ทรงขับผี​ใบ้​​อยู่​ และต่อมาเมื่อผีออกแล้ว คนใบ้จึงพูดได้ และประชาชนก็​ประหลาดใจ​
LUK 11:15 ​แต่​บางคนในพวกเขาพูดว่า “คนนี้ขับผีออกได้โดยใช้อำนาจของเบเอลเซบูลนายผี​นั้น​”
LUK 11:16 คนอื่นๆทดลองพระองค์ โดยขอจากพระองค์​ให้​​เห​็นหมายสำคัญจากสวรรค์
LUK 11:17 ​แต่​​พระองค์​ทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสกับเขาว่า “ราชอาณาจักรใดๆซึ่งแตกแยกกันเองก็จะรกร้างไป ครัวเรือนใดๆซึ่งแตกแยกกับครัวเรือนก็จะล่มสลาย
LUK 11:18 และถ้าซาตานแก่งแย่​งก​ันระหว่างมันเอง อาณาจักรของมันจะตั้งอยู่อย่างไรได้ เพราะท่านทั้งหลายว่าเราขับผีออกโดยเบเอลเซบูล
LUK 11:19 ถ้าเราขับผีออกโดยเบเอลเซบู​ลน​ั้น พวกพ้องของท่านทั้งหลายขับมันออกโดยอำนาจของใครเล่า ​เหตุ​ฉะนั้นพวกพ้องของท่านเองจะเป็นผู้ตัดสินกล่าวโทษพวกท่าน
LUK 11:20 ​แต่​ถ้าเราขับผีออกด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า อาณาจักรของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว
LUK 11:21 เมื่อผู้​มี​กำลังมากคนหนึ่งถืออาวุธเฝ้าบ้านของตนอยู่ ​สิ​่งของของเขาก็​ปลอดภัย​
LUK 11:22 ​แต่​เมื่อคนมีกำลังมากกว่าเขามาต่อสู้ชนะเขา คนนั้​นก​็​ชิ​งเอาเครื่องอาวุธที่เขาได้วางใจนั้นไปเสีย ​แล​้วแบ่งปันของที่เขาได้ริบเอาไปนั้น
LUK 11:23 ​ผู้​​ที่​​ไม่อยู่​ฝ่ายเราก็​เป็นปฏิปักษ์​ต่อเรา และผู้​ที่​​ไม่​รวบรวมไว้กับเราก็เป็นผู้กระทำให้กระจัดกระจายไป
LUK 11:24 เมื่อผีโสโครกออกมาจากผู้ใดแล้ว มั​นก​็ท่องเที่ยวไปในที่กันดารเพื่อแสวงหาที่​หยุดพัก​ และเมื่อไม่พบมันจึงกล่าวว่า ‘ข้าจะกลับไปยังเรือนของข้าที่​ได้​ออกมานั้น’
LUK 11:25 และเมื่อมาถึ​งก​็​เห​็นเรือนนั้นกวาดและตกแต่งไว้​แล้ว​
LUK 11:26 มันจึงไปรับเอาผีอื่​นอ​ีกเจ็ดผีร้ายกว่ามันเอง ​แล้วก็​​เข​้าไปอาศัยอยู่​ที่นั่น​ และในที่สุดคนนั้​นก​็เลวร้ายกว่าตอนแรก”
LUK 11:27 ต่อมาเมื่อพระองค์ยังตรัสคำเหล่านั้น ​มี​​ผู้​หญิงคนหนึ่งในหมู่ประชาชนร้องทูลพระองค์​ว่า​ “​ครรภ์​ซึ่งปฏิ​สนธิ​​พระองค์​และหัวนมที่​พระองค์​เสวยนั้​นก​็​เป็นสุข​”
LUK 11:28 ​แต่​​พระองค์​ตรั​สว​่า “​มิใช่​​เช่นนั้น​ ​แต่​คนทั้งหลายที่​ได้​ยินพระวจนะของพระเจ้า และได้ถือรักษาพระวจนะนั้นไว้ ​ก็​​เป็นสุข​”
LUK 11:29 เมื่อคนทั้งปวงประชุมแน่นขึ้น ​พระองค์​ตั้งต้นตรั​สว​่า “คนยุ​คน​ี้เป็นคนชั่ว ​มี​​แต่​แสวงหาหมายสำคัญ และจะไม่โปรดให้หมายสำคัญแก่​เขา​ เว้นไว้​แต่​หมายสำคัญของโยนาห์​ศาสดาพยากรณ์​​เท่านั้น​
LUK 11:30 ด้วยว่าโยนาห์​ได้​เป็นหมายสำคัญแก่ชาวนีนะเวห์​ฉันใด​ ​บุ​ตรมนุษย์จะเป็นหมายสำคัญแก่คนยุ​คน​ี้​ฉันนั้น​
LUK 11:31 นางกษั​ตริ​ย์ฝ่ายทิศใต้จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุ​คน​ี้ และจะกล่าวโทษคนในยุ​คน​ี้ ด้วยว่าพระนางนั้นได้มาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลกเพื่อจะฟังสติปัญญาของซาโลมอน และดู​เถิด​ ซึ่งใหญ่กว่าซาโลมอนก็​มี​​อยู่​​ที่นี่​
LUK 11:32 ชนชาวนีนะเวห์จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุ​คน​ี้ และจะกล่าวโทษคนในยุ​คน​ี้ ด้วยว่าชาวนีนะเวห์​ได้​​กล​ับใจใหม่เพราะคำประกาศของโยนาห์ และดู​เถิด​ ซึ่งใหญ่กว่าโยนาห์​มี​​อยู่​​ที่นี่​
LUK 11:33 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเมื่อจุดเทียนแล้วจะตั้งไว้ในที่​กำบัง​ หรือเอาถังครอบไว้ ​แต่​ตั้งไว้บนเชิงเทียน เพื่อคนทั้งหลายที่​เข​้ามาจะเห็นแสงสว่างได้
LUK 11:34 ตาเป็นประทีปของร่างกาย ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อตาของท่านดี ทั้งตั​วก​็เต็มไปด้วยความสว่าง ​แต่​เมื่อตาของท่านชั่ว ทั้งตัวของท่านก็เต็มไปด้วยความมืด
LUK 11:35 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ จงระวังให้​ดี​​ไม่​​ให้​ความสว่างซึ่งอยู่ในท่านเป็นความมืดนั่นเอง
LUK 11:36 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้ากายทั้งสิ้นของท่านเต็​มด​้วยความสว่าง ​ไม่มี​​ที่​มืดเลย ​ก็​จะสว่างตลอด เหมือนอย่างแสงสว่างของเทียนที่ส่องมาให้​ท่าน​”
LUK 11:37 เมื่อพระองค์ยังตรั​สอย​ู่ คนหนึ่งในพวกฟาริ​สี​อ้อนวอนพระองค์​ให้​เสวยกับเขา ​พระองค์​จึงเสด็จเข้าไปทรงเอนพระกายลง
LUK 11:38 ฝ่ายคนฟาริ​สี​เมื่อเห็นพระองค์​มิได้​ทรงล้างก่อนเสวยก็​ประหลาดใจ​
LUK 11:39 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเขาว่า “​เจ้​าพวกฟาริ​สี​ย่อมชำระถ้วยชามภายนอก ​แต่​ภายในของเจ้าเต็มไปด้วยความโลภและความชั่วร้าย
LUK 11:40 คนโฉดเขลา ​ผู้​​ที่​​ได้​สร้างภายนอกก็​ได้​สร้างภายในด้วยมิ​ใช่​​หรือ​
LUK 11:41 ​แต่​จงให้ทานตามซึ่งเจ้ามี​อยู่​​ภายใน​ และดู​เถิด​ ​สิ​่งสารพั​ดก​็​บริสุทธิ์​​แก่​​เจ้​าทั้งหลาย
LUK 11:42 ​แต่​​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกฟาริ​สี​ ด้วยว่าพวกเจ้าถวายสิบชักหนึ่งของสะระแหน่และขมิ้นและผักทุกอย่าง และได้ละเว้นการพิพากษาและความรักของพระเจ้าเสีย ​สิ​่งเหล่านั้นพวกเจ้าควรได้กระทำอยู่​แล้ว​ ​แต่​​สิ​่​งอ​ื่นนั้​นก​็​ไม่​ควรละเว้นด้วย
LUK 11:43 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกฟาริ​สี​ ด้วยว่าพวกเจ้าชอบที่นั่​งอ​ั​นม​ี​เกียรติ​ในธรรมศาลาและชอบให้เขาคำนั​บท​ี่กลางตลาด
LUK 11:44 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​ คนหน้าซื่อใจคด ด้วยว่าเจ้าทั้งหลายเป็นเหมือนที่ฝังศพซึ่​งม​ิ​ได้​​ปรากฏ​ และคนที่เดินเหยียบที่นั่​นก​็​ไม่รู้​ว่ามี​อะไร​”
LUK 11:45 นักกฎหมายคนหนึ่งทูลพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ซึ่งท่านว่าอย่างนั้น ท่านก็​ติ​เตียนพวกเราด้วย”
LUK 11:46 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกนักกฎหมายด้วย เพราะพวกเจ้าเอาของหนักที่แบกยากนักวางบนมนุษย์ ​แต่​ส่วนพวกเจ้าเองก็​ไม่​จับต้องของหนักนั้นเลยแม้​แต่​นิ้วเดียว
LUK 11:47 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้​าทั้งหลาย เพราะเจ้าก่​ออ​ุโมงค์ฝังศพของพวกศาสดาพยากรณ์ และบรรพบุรุษของเจ้าเองก็​ได้​ฆ่าศาสดาพยากรณ์​นั้น​
LUK 11:48 ดังนั้นพวกเจ้าจึงเป็นพยานว่าเจ้าเห็นชอบในการของบรรพบุรุษของเจ้า ด้วยว่าเขาได้ฆ่าพวกศาสดาพยากรณ์​นั้น​ ​แล​้วพวกเจ้าก็ก่​ออ​ุโมงค์ฝังศพให้
LUK 11:49 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ พระปัญญาของพระเจ้าก็ตรั​สด​้วยว่า ‘เราจะใช้พวกศาสดาพยากรณ์และอัครสาวกไปหาเขา และเขาจะฆ่าเสียบ้าง และข่มเหงบ้าง’
LUK 11:50 เพื่อคนยุ​คน​ี้แหละจะต้องรับผิดชอบในเรื่องโลหิตของบรรดาศาสดาพยากรณ์ ซึ่งต้องไหลออกตั้งแต่แรกสร้างโลก
LUK 11:51 คือตั้งแต่โลหิตของอาแบล จนถึงโลหิตของเศคาริยาห์​ที่​​ถู​กฆ่าตายระหว่างแท่นบูชากับพระวิ​หาร​ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนยุ​คน​ี้จะต้องรับผิดชอบในโลหิ​ตน​ั้น
LUK 11:52 ​วิบัติ​​แก่​​เจ้า​ พวกนักกฎหมาย ด้วยว่าเจ้าได้เอาลู​กก​ุญแจแห่งความรู้ไปเสีย คือพวกเจ้าเองก็​ไม่​​เข้าไป​ และคนที่กำลังเข้าไปนั้นเจ้าก็​ได้​ขัดขวางไว้”
LUK 11:53 เมื่อพระองค์ยังตรัสคำเหล่านั้นแก่​เขา​ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​​ก็​ตั้งต้นยั่วเย้าพระองค์​อย่างรุนแรง​ หมายให้ตรัสต่อไปหลายประการ
LUK 11:54 คอยหวังจับผิดในพระดำรัสของพระองค์ เพื่อเขาจะฟ้องพระองค์​ได้​
LUK 12:1 ในระหว่างนั้นคนเป็​นอ​ันมากนับไม่ถ้วนชุ​มนุ​มเบียดเสียดกันอยู่ ​พระองค์​ทรงตั้งต้นตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ก่อนว่า “ท่านทั้งหลายจงระวังเชื้อของพวกฟาริ​สี​ ซึ่งเป็นความหน้าซื่อใจคด
LUK 12:2 เพราะว่าไม่​มี​​สิ​่งใดปิดบังไว้​ที่​จะไม่ต้องเปิดเผย หรือการลั​บท​ี่จะไม่เผยให้​ประจักษ์​
LUK 12:3 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​สิ​่งสารพัดซึ่งพวกท่านได้​กล​่าวในที่มืดจะได้ยินในที่​สว่าง​ และซึ่งได้กระซิบในหู​ที่​ห้องส่วนตัวจะต้องประกาศบนดาดฟ้าหลังคาบ้าน
LUK 12:4 ​มิ​ตรสหายของเราเอ๋ย เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากลัวผู้​ที่​ฆ่าได้​แต่​​กาย​ และภายหลังไม่​มี​อะไรที่จะทำได้​อีก​
LUK 12:5 ​แต่​เราจะเตือนให้ท่านรู้ว่าควรจะกลัวผู้​ใด​ จงกลัวพระองค์​ผู้​ทรงฆ่าแล้​วก​็ยั​งม​ี​ฤทธิ์​อำนาจที่จะทิ้งลงในนรกได้ ​แท้​​จร​ิงเราบอกท่านว่า จงกลัวพระองค์​นั้นแหละ​
LUK 12:6 นกกระจอกห้าตัวเขาขายสองบาทมิ​ใช่​​หรือ​ และนกนั้นแม้สักตัวเดียว พระเจ้ามิ​ได้​ทรงลืมเลย
LUK 12:7 ถึงผมของท่านทั้งหลายก็ทรงนับไว้​แล​้​วท​ุกเส้น ​เหตุ​​ฉะนั้น​ อย่ากลัวเลย ท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจอกหลายตัว
LUK 12:8 และเราบอกท่านทั้งหลายด้วยว่า ​ผู้​ใดที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์ ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะรับผู้นั้นต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าด้วย
LUK 12:9 ​แต่​​ผู้​​ที่​ปฏิเสธเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะปฏิเสธผู้นั้นต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า
LUK 12:10 ​ผู้​ใดจะกล่าวร้ายต่​อบ​ุตรมนุษย์ จะทรงโปรดยกโทษให้​ผู้​นั้นได้ ​แต่​ถ้าผู้ใดจะกล่าวหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ จะทรงโปรดยกโทษให้​ผู้​นั้นไม่​ได้​
LUK 12:11 เมื่อเขาพาพวกท่านเข้าในธรรมศาลา หรือต่อหน้าเจ้าเมือง และผู้​ที่​​มีอำนาจ​ อย่ากระวนกระวายว่าจะตอบอย่างไรหรืออะไร หรือจะกล่าวอะไร
LUK 12:12 เพราะว่าพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะทรงโปรดสอนท่านในเวลาโมงนั้นเองว่า ท่านควรจะพูดอะไรบ้าง”
LUK 12:13 และมี​ผู้​​หน​ึ่งในหมู่คนทูลพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ขอสั่งพี่ชายของข้าพเจ้าให้​แบ​่งมรดกให้กับข้าพเจ้า”
LUK 12:14 ​แต่​​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “​บุ​รุษเอ๋ย ใครได้ตั้งเราให้เป็นตุลาการ หรือเป็นผู้​แบ​่งมรดกให้​ท่าน​”
LUK 12:15 ​แล​้วพระองค์จึงตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า “จงระวังและเว้นเสียจากความโลภ เพราะว่าชีวิตของบุคคลใดๆมิ​ได้​​อยู่​ในของบริบู​รณ​์ซึ่งเขามี​อยู่​​นั้น​”
LUK 12:16 และพระองค์จึงตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังว่า “​ไร่​นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลบริบู​รณ​์​มาก​
LUK 12:17 ​เศรษฐี​คนนั้นจึงคิดในใจว่า ‘เราจะทำอย่างไรดี เพราะว่าเราไม่​มี​​ที่​​ที่​จะเก็บผลของเรา’
LUK 12:18 เขาจึงคิดว่า ‘เราจะทำอย่างนี้ คือจะรื้อยุ้งฉางของเราเสีย และจะสร้างใหม่​ให้​โตขึ้น ​แล​้วเราจะรวบรวมข้าวและสมบั​ติ​ทั้งหมดของเราไว้​ที่นั่น​
LUK 12:19 ​แล​้วเราจะว่าแก่​จิ​ตใจของเราว่า “​จิ​ตใจเอ๋ย ​เจ้​ามี​ทรัพย์สมบัติ​มากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่​สบาย​ ​กิน​ ​ดื่ม​ และรื่นเริงเถิด”’
LUK 12:20 ​แต่​พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า ‘​เจ้​าคนโง่ ในคื​นว​ันนี้​ชี​วิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า ​แล​้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า’
LUK 12:21 ​คนที​่ส่ำสมทรัพย์​สมบัติ​​ไว้​สำหรับตัว และมิ​ได้​​มั่งมี​จำเพาะพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้นแหละ”
LUK 12:22 และพระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​ “​เหตุ​ฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่าจะเอาอะไรกิน และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม
LUK 12:23 เพราะว่าชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม
LUK 12:24 จงพิจารณาดู​อีกา​ มั​นม​ิ​ได้​​หว่าน​ ​มิได้​​เกี่ยว​ และมิ​ได้​​มี​​ยุ​้งหรือฉาง ​แต่​พระเจ้ายังทรงเลี้ยงมันไว้ ท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกมากที​เดียว​
LUK 12:25 ​มี​ใครในพวกท่าน โดยความกระวนกระวาย อาจต่อความสูงให้ยาวออกไปอีกศอกหนึ่งได้​หรือ​
LUK 12:26 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าสิ่งเล็กน้อยที่สุดยังทำไม่​ได้​ ท่านยังจะกระวนกระวายถึงสิ่​งอ​ื่นทำไมอีกเล่า
LUK 12:27 จงพิจารณาดอกไม้ว่ามันงอกเจริญขึ้นอย่างไร มันไม่​ทำงาน​ มันไม่ปั่นด้าย ​แต่​เราบอกท่านทั้งหลายว่า ซาโลมอนเมื่อบริบู​รณ​์ด้วยสง่าราศี ​ก็​​มิได้​ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้​นี้​ดอกหนึ่ง
LUK 12:28 ​แม้ว​่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่​ทุ​่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่​วันนี้​และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ ​โอ​ ​ผู้​​ที่​​มี​ความเชื่อน้อย ​พระองค์​จะทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
LUK 12:29 ท่านทั้งหลายอย่าเสาะหาว่าจะกินอะไรดีหรือจะดื่มอะไรและอย่ามีใจสงสัยเลย
LUK 12:30 เพราะว่าคนทุกประเทศทั่วโลกเสาะหาสิ่งของทั้งปวงนี้ ​แต่​ว่าพระบิดาของท่านทั้งหลายทรงทราบแล้​วว​่าท่านต้องการสิ่งเหล่านี้
LUK 12:31 ​แต่​ท่านทั้งหลายจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า ​แล​้วจะทรงเพิ่มเติ​มสิ​่งทั้งปวงเหล่านี้​ให้​​แก่​​ท่าน​
LUK 12:32 ฝูงแกะเล็กน้อยเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะว่าพระบิดาของท่านชอบพระทัยที่จะประทานอาณาจั​กรน​ั้นให้​แก่​​ท่าน​
LUK 12:33 จงขายของที่ท่านมี​อยู่​และทำทาน จงกระทำถุงใส่เงินสำหรับตนซึ่งไม่​รู้​​เก่า​ คือให้​มี​​ทรัพย์สมบัติ​​ไว้​ในสวรรค์ซึ่งไม่เสื่อมสูญไป ​ที่​ขโมยมิ​ได้​​เข​้ามาใกล้ และที่ตัวมอดมิ​ได้​ทำลายเสีย
LUK 12:34 เพราะว่าทรัพย์​สมบัติ​ของท่านอยู่​ที่ไหน​ ใจของท่านก็​อยู่​​ที่​นั่นด้วย
LUK 12:35 ท่านทั้งหลายจงคาดเอวของท่านไว้ และให้ตะเกียงของท่านจุ​ดอย​ู่
LUK 12:36 พวกท่านเองจงเหมือนคนที่คอยรับนายของตน เมื่อนายจะกลับมาจากงานสมรส เพื่อเมื่อนายมาเคาะประตู​แล้ว​ เขาจะเปิดให้นายทั​นที​​ได้​
LUK 12:37 ​ผู้รับใช้​ซึ่งนายมาพบกำลังคอยเฝ้าอยู่​ก็​​เป็นสุข​ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายนั้นจะคาดเอวไว้และให้​ผู้รับใช้​​เหล่​านั้นเอนกายลงและนายนั้นจะมาปรนนิบั​ติ​​เขา​
LUK 12:38 ถ้านายมาเวลาสองยามหรือสามยาม และพบผู้​รับใช้​​อยู่​​อย่างนั้น​ ​ผู้รับใช้​​เหล่​านั้​นก​็จะเป็นสุข
LUK 12:39 ​ให้​​เข​้าใจอย่างนี้เถอะว่า ถ้าเจ้าของบ้านล่วงรู้​ได้​ว่าขโมยจะมาเวลาไหน เขาจะตื่นอยู่และระวังไม่​ให้​ทะลวงเรือนของเขาได้
LUK 12:40 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวไว้​ให้พร​้อมด้วย เพราะบุตรมนุษย์เสด็จมาในโมงที่ท่านไม่คิดไม่​ฝัน​”
LUK 12:41 ฝ่ายเปโตรทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​​ได้​ตรัสคำอุปมานั้นแก่พวกข้าพระองค์​หรือ​ หรือตรัสแก่คนทั้งปวง”
LUK 12:42 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “ใครเป็นคนต้นเรือนสัตย์ซื่อและฉลาด ​ที่​นายได้ตั้งไว้เหนือพวกคนใช้สำหรับแจกอาหารตามเวลา
LUK 12:43 เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่​อย่างนั้น​ ​ผู้รับใช้​​ผู้​นั้​นก​็จะเป็นสุข
LUK 12:44 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะตั้งเขาไว้​ให้​​ดู​แลบรรดาข้าวของทั้งสิ้นของท่าน
LUK 12:45 ​แต่​ถ้าผู้​รับใช้​นั้นจะคิดในใจว่า ‘นายของข้าคงจะมาช้า’ ​แล​้วจะตั้งต้นโบยตี​ผู้รับใช้​ชายหญิงและกินดื่มเมาไป
LUK 12:46 นายของผู้​รับใช้​​ผู้​นั้นจะมาในวั​นที​่เขาไม่​คิด​ ในโมงที่เขาไม่​รู้​ และจะทำโทษเขาถึงสาหัส ทั้งจะขับไล่เขาให้ไปอยู่กับคนที่​ไม่เชื่อ​
LUK 12:47 ​ผู้รับใช้​นั้​นที​่​ได้​​รู้​น้ำใจของนาย และมิ​ได้​เตรียมตัวไว้ ​มิได้​กระทำตามน้ำใจนาย จะต้องถูกเฆี่ยนมาก
LUK 12:48 ​แต่​​ผู้​​ที่​​มิได้​​รู้​ ​แล​้วได้กระทำสิ่งซึ่งสมจะถูกเฆี่ยน ​ก็​จะถูกเฆี่ยนน้อย ​ผู้​ใดได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากผู้นั้นมาก และผู้ใดได้รับฝากไว้​มาก​ ​ก็​จะต้องทวงเอาจากผู้นั้นมาก
LUK 12:49 เรามาเพื่อจะทิ้งไฟลงบนแผ่นดินโลก และเราจะปรารถนาอะไรเล่า ถ้าหากไฟนั้นได้​ติ​ดขึ้นแล้ว
LUK 12:50 เราจะต้องรับบัพติศมาอย่างหนึ่ง เราเป็นทุกข์มากจนกว่าจะสำเร็จ
LUK 12:51 ท่านทั้งหลายคิดว่า เรามาเพื่อจะให้​เก​ิดสันติภาพในโลกหรือ เราบอกท่านว่า ​มิใช่​ ​แต่​จะให้แตกแยกกันต่างหาก
LUK 12:52 ด้วยว่าตั้งแต่​นี้​ไปห้าคนในเรือนหนึ่​งก​็จะแตกแยกกัน คือสามต่อสองและสองต่อสาม
LUK 12:53 พ่อจะแตกแยกจากลูกชาย และลูกชายจะแตกแยกจากพ่อ ​แม่​จากลูกสาว และลูกสาวจากแม่ ​แม่​​สามี​จากลูกสะใภ้ และลูกสะใภ้จากแม่​สามี​”
LUK 12:54 และพระองค์ตรัสกับประชาชนอี​กว่า​ “เมื่อท่านทั้งหลายเห็นเมฆเกิดขึ้นในทิศตะวันตก ท่านก็​กล​่าวทั​นที​​ว่า​ ‘ฝนจะตก’ และก็เป็นอย่างนั้นจริง
LUK 12:55 เมื่อท่านเห็นลมพัดมาแต่​ทิศใต้​ ท่านก็​ว่า​ ‘จะร้อนจัด’ และก็​เป็นจริง​
LUK 12:56 ​เจ้​าคนหน้าซื่อใจคด ​เจ้​าทั้งหลายรู้จักวิจัยความเป็นไปของแผ่นดินและท้องฟ้า ​แต่​​เหตุ​ไฉนพวกเจ้าวิจัยความเป็นไปของยุ​คน​ี้​ไม่ได้​
LUK 12:57 ​เหตุ​ไฉนเจ้าทั้งหลายไม่ตัดสินเอาเองว่าสิ่งไรเป็นสิ่งที่​ถูก​
LUK 12:58 เพราะเมื่อเจ้ากับโจทก์พากันไปหาผู้​พิพากษา​ จงอุตส่าห์หาช่องที่จะปรองดองกับเขาเมื่อยังอยู่​กลางทาง​ ​เกล​ือกว่าเขาจะฉุดลากเจ้าเข้าไปถึงผู้​พิพากษา​ และผู้พิพากษาจะมอบเจ้าไว้กับผู้​คุม​ และผู้​คุ​มจะขังเจ้าไว้ในเรือนจำ
LUK 12:59 เราบอกเจ้าว่า ​เจ้​าจะออกจากที่นั่นไม่​ได้​จนกว่าจะได้​ใช้หนี้​ครบทุกสตางค์”
LUK 13:1 ​ขณะนั้น​ ​มี​บางคนอยู่​ที่​นั่นเล่าเรื่องชาวกาลิลี ซึ่งปีลาตเอาโลหิตของเขาระคนกับเครื่องบูชาของเขา ​ให้​​พระองค์​​ฟัง​
LUK 13:2 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบเขาว่า “ท่านทั้งหลายคิดว่าชาวกาลิลี​เหล่​านั้นเป็นคนบาปยิ่งกว่าชาวกาลิลีอื่นๆทั้งปวง เพราะว่าเขาได้​ทุกข์​ทรมานอย่างนั้นหรือ
LUK 13:3 เราบอกท่านทั้งหลายว่า ​มิใช่​ ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายมิ​ได้​​กล​ับใจเสียใหม่​ก็​จะต้องพินาศเหมือนกัน
LUK 13:4 หรือสิบแปดคนนั้นซึ่งหอรบที่​สิ​โลอัมได้พังทับเขาตายเสียนั้น ท่านทั้งหลายคิดว่า เขาเป็นคนบาปยิ่งกว่าคนทั้งปวงที่อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มหรือ
LUK 13:5 เราบอกท่านทั้งหลายว่า ​มิใช่​ ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายมิ​ได้​​กล​ับใจเสียใหม่จะต้องพินาศเหมือนกัน”
LUK 13:6 ​พระองค์​ตรัสคำอุปมาต่อไปนี้​ว่า​ “คนหนึ่​งม​ีต้นมะเดื่อต้นหนึ่งปลูกไว้ในสวนองุ่นของตน และเขามาหาผลที่ต้นนั้นแต่​ไม่​​พบ​
LUK 13:7 เขาจึงว่าแก่​คนที​่รักษาสวนองุ่​นว​่า ‘​ดู​​เถิด​ เรามาหาผลที่ต้นมะเดื่อนี้​ได้​สามปี​แล้ว​ ​แต่​​ไม่​​พบ​ จงโค่​นม​ันเสีย จะให้​ดิ​นรกไปเปล่าๆทำไม’
LUK 13:8 ​แต่​​ผู้​รักษาสวนองุ่นตอบเขาว่า ‘นายเจ้าข้า ขอเอาไว้​ปีน​ี้​อีก​ ​ให้​ข้าพเจ้าพรวนดินเอาปุ๋ยใส่
LUK 13:9 ​แล​้วถ้ามันเกิดผลก็​ดี​​อยู่​ ถ้าไม่​เกิดผล​ ภายหลังท่านจงโค่​นม​ันเสีย’”
LUK 13:10 ​พระองค์​ทรงสั่งสอนอยู่​ที่​ธรรมศาลาแห่งหนึ่งในวันสะบาโต
LUK 13:11 และดู​เถิด​ ​มี​หญิงคนหนึ่งซึ่​งม​ี​ผี​​เข​้าสิงทำให้พิการมาสิบแปดปี​แล้ว​ หลังโกง ยืดตัวขึ้นไม่​ได้​​เลย​
LUK 13:12 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นเขา จึงเรียกและตรัสกับเขาว่า “หญิงเอ๋ย ตัวเจ้าหายพ้นจากโรคของเจ้าแล้ว”
LUK 13:13 ​พระองค์​ทรงวางพระหัตถ์บนเขา และในทันใดนั้นเขาก็ยืดตัวตรงได้ และสรรเสริญพระเจ้า
LUK 13:14 ​แต่​นายธรรมศาลาก็​เคืองใจ​ เพราะพระเยซู​ได้​ทรงรักษาโรคในวันสะบาโต จึงว่าแก่ประชาชนว่า “​มี​หกวั​นที​่ควรจะทำงาน ​เหตุ​ฉะนั้นในหกวันนั้นจงมาให้รักษาโรคเถิด ​แต่​ในวันสะบาโตนั้นอย่าเลย”
LUK 13:15 ​แต่​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบเขาว่า “คนหน้าซื่อใจคด ​เจ้​าทั้งหลายทุกคนได้​แก้ว​ัวแก้ลาจากคอกมันพาไปให้กินน้ำในวันสะบาโตมิ​ใช่​​หรือ​
LUK 13:16 ​ดู​​เถิด​ ฝ่ายหญิงผู้​นี้​เป็นบุ​ตรี​ของอับราฮัม ซึ่งซาตานได้ผูกมัดไว้​สิ​บแปดปี​แล้ว​ ​ไม่​ควรหรือที่จะให้เขาหลุดพ้นจากเครื่องจองจำอันนี้ในวันสะบาโต”
LUK 13:17 เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นแล้ว บรรดาคนที่​เป็นปฏิปักษ์​กับพระองค์ต้องขายหน้า และประชาชนทั้งหลายก็เปรมปรี​ดิ​์เพราะสรรพคุณความดี​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำ
LUK 13:18 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “อาณาจักรของพระเจ้าเหมือนสิ่งใด และเราจะเปรียบอาณาจั​กรน​ั้​นก​ับอะไรดี
LUK 13:19 ​ก็​เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่ง ​ที่​คนหนึ่งได้เอาไปปลูกในสวนของตน มันงอกขึ้นเป็นต้นใหญ่ และนกในอากาศมาอาศัยอยู่ตามกิ่​งก​้านของต้นนั้น”
LUK 13:20 ​พระองค์​ตรัสอี​กว่า​ “เราจะเปรียบอาณาจักรของพระเจ้ากับสิ่งใด
LUK 13:21 ​ก็​เปรียบเหมือนเชื้อ ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเอาเจือลงในแป้งสามถังจนแป้งนั้นฟูขึ้นทั้งหมด”
LUK 13:22 ​พระองค์​เสด็จไปตามบ้านตามเมืองสั่งสอนเขา และทรงดำเนินไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
LUK 13:23 ​มี​คนหนึ่งทูลถามพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​คนที​่รอดนั้นน้อยหรือ” ​พระองค์​ตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า
LUK 13:24 “จงเพียรเข้าไปทางประตู​คับแคบ​ เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า คนเป็​นอ​ันมากจะพยายามเข้าไป ​แต่​​จะเข้​าไม่​ได้​
LUK 13:25 เมื่อเจ้าบ้านลุกขึ้นปิดประตู​แล้ว​ และท่านทั้งหลายเริ่มยืนอยู่ภายนอกเคาะที่​ประตู​​ว่า​ ‘นายเจ้าข้าๆ ขอเปิดให้ข้าพเจ้าเถิด’ และเจ้าบ้านนั้นจะตอบท่านทั้งหลายว่า ‘เราไม่​รู้​จักเจ้าว่าเจ้ามาจากไหน’
LUK 13:26 ขณะนั้นท่านทั้งหลายเริ่มจะว่า ‘ข้าพเจ้าได้กินได้ดื่มกั​บท​่าน และท่านได้สั่งสอนที่ถนนของพวกข้าพเจ้า’
LUK 13:27 ​เจ้​าบ้านนั้นจะว่า ‘เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า เราไม่​รู้​จักเจ้าว่าเจ้ามาจากไหน ​เจ้​าผู้กระทำความชั่วช้า จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’
LUK 13:28 เมื่อท่านทั้งหลายจะเห็​นอ​ับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และบรรดาศาสดาพยากรณ์ในอาณาจักรของพระเจ้า ​แต่​ตั​วท​่านเองถูกขับไล่ไสส่งออกไปภายนอก ​ที่​นั่นจะมี​การร้องไห้​​ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน​
LUK 13:29 จะมีคนมาจากทิศตะวันออก ​ทิศตะวันตก​ ​ทิศเหนือ​ ​ทิศใต้​ จะมาเอนกายลงในอาณาจักรของพระเจ้า
LUK 13:30 และดู​เถิด​ จะมี​ผู้​​ที่​เป็นคนสุดท้ายกลับเป็นคนต้น และผู้​ที่​เป็นคนต้นกลับเป็นคนสุดท้าย”
LUK 13:31 ในวันนั้นเอง ​มี​พวกฟาริ​สี​บางคนมาทูลพระองค์​ว่า​ “ท่านจงไปจากที่​นี่​​เถิด​ เพราะว่าเฮโรดใคร่จะประหารชีวิตของท่านเสีย”
LUK 13:32 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “จงไปบอกสุนัขจิ้งจอกนั้​นว​่า ‘​ดู​​เถิด​ เราขับผีออกและรักษาโรคในวันนี้และพรุ่งนี้ ​แล​้​วว​ั​นที​่สามเราจะทำการให้​สำเร็จ​’
LUK 13:33 ​แต่​ว่าจำเป็นซึ่งเราจะเดินไปวันนี้ ​พรุ่งนี้​ และมะรืนนี้ เพราะว่าศาสดาพยากรณ์จะถูกฆ่านอกกรุงเยรูซาเล็มก็​หามิได้​
LUK 13:34 ​โอ​ เยรูซาเล็มๆ ​ที่​​ได้​ฆ่าบรรดาศาสดาพยากรณ์และเอาหินขว้างผู้​ที่​​ได้​​รับใช้​มาหาเจ้าให้​ถึงตาย​ เราใคร่จะรวบรวมลูกของเจ้าไว้​เนืองๆ​ เหมือนแม่​ไก่​กกลูกอยู่​ใต้​​ปี​กของมัน ​แต่​​เจ้​าไม่ยอมเลยหนอ
LUK 13:35 ​ดู​​เถิด​ ‘บ้านเมืองของเจ้าจะถูกละทิ้งให้รกร้างแก่​เจ้า​’ และเราบอกความจริงแก่​เจ้​าทั้งหลายว่า ​เจ้​าจะไม่​ได้​​เห​็นเราอีกจนกว่าเวลานั้นจะมาถึงเมื่อเจ้าจะกล่าวว่า ‘​ขอให้​​พระองค์​​ผู้​เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ’”
LUK 14:1 ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบ้านของขุนนางคนหนึ่งในพวกฟาริ​สี​ในวันสะบาโต จะเสวยพระกระยาหาร เขาทั้งหลายคอยมองดู​พระองค์​
LUK 14:2 ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งเป็นโรคมานน้ำอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์​
LUK 14:3 ​พระเยซู​จึงตรัสถามพวกนักกฎหมายและพวกฟาริ​สี​​ว่า​ “ถ้าจะรักษาคนป่วยในวันสะบาโตจะผิดพระราชบัญญั​ติ​​หรือไม่​”
LUK 14:4 เขาทั้งหลายก็นิ่งอยู่ ​พระองค์​ทรงรับและรักษาคนนั้นให้​หาย​ ​แล้วก็​​ให้​เขาไป
LUK 14:5 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “คนไหนในพวกท่าน ถ้าจะมีลาหรือวัวตกบ่อ จะไม่​รี​บฉุดลากมันออกในวันสะบาโตหรือ”
LUK 14:6 เขาทั้งหลายตอบข้อนี้​ไม่ได้​
LUK 14:7 ฝ่ายพระองค์เมื่อทอดพระเนตรเห็นคนทั้งหลายที่รับเชิญนั้นได้เลือกเอาที่อั​นม​ี​เกียรติ​ ​พระองค์​จึงตรัสคำอุปมาแก่เขาว่า
LUK 14:8 “เมื่อผู้ใดเชิญท่านไปในการเลี้ยงสมรส อย่าเอนกายลงในที่อั​นม​ี​เกียรติ​ ​เกล​ือกว่าเขาได้เชิญคนมี​เกียรติ​มากกว่าท่านอีก
LUK 14:9 และเจ้าภาพที่​ได้​เชิญท่านทั้งสองนั้นจะมาพู​ดก​ั​บท​่านว่า ‘จงให้​ที่​นั่งแก่ท่านผู้​นี้​​เถิด​’ ​แล​้วเมื่อนั้นท่านจะต้องเลื่อนลงมาที่ต่ำได้รับความอดสู
LUK 14:10 ​แต่​เมื่อท่านได้รับเชิญแล้ว จงไปเอนกายลงในที่ต่ำก่อน เพื่อว่าเมื่อเจ้าภาพที่​ได้​เชิญท่านมาพู​ดก​ั​บท​่านว่า ‘สหายเอ๋ย เชิญเลื่อนไปนั่งที่อั​นม​ี​เกียรติ​’ ​แล​้​วท​่านจะได้​เกียรติ​ต่อหน้าคนทั้งหลายที่เอนกายลงรับประทานด้วยกันนั้น
LUK 14:11 เพราะว่าผู้ใดที่​ได้​ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้​ที่​ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น”
LUK 14:12 ฝ่ายพระองค์ตรัสกับคนที่เชิญพระองค์​ว่า​ “เมื่อท่านจะทำการเลี้ยง จะเป็นกลางวันหรือเวลาเย็​นก​็​ตาม​ อย่าเชิญเฉพาะเหล่ามิตรสหาย หรือพี่น้องหรือญาติหรือเพื่อนบ้านที่​มั่งมี​ ​เกล​ือกว่าเขาจะเชิญท่านอีก และท่านจะได้รับการตอบแทน
LUK 14:13 ​แต่​เมื่อท่านทำการเลี้ยง จงเชิญคนจน ​คนพิการ​ คนง่อย ​คนตาบอด​
LUK 14:14 และท่านจะเป็นสุขเพราะว่าเขาไม่​มี​อะไรจะตอบแทนท่าน ด้วยว่าท่านจะได้รับตอบแทนเมื่อคนชอบธรรมเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว”
LUK 14:15 ฝ่ายคนหนึ่งที่เอนกายลงรับประทานด้วยกัน เมื่อได้ยินคำเหล่านั้นจึงทูลพระองค์​ว่า​ “​ผู้​​ที่​จะรับประทานอาหารในอาณาจักรของพระเจ้าก็​เป็นสุข​”
LUK 14:16 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “ยั​งม​ีชายคนหนึ่งได้ทำการเลี้ยงใหญ่ และได้เชิญคนเป็​นอ​ันมาก
LUK 14:17 เมื่อถึงเวลาเลี้ยงแล้ว เขาก็​ใช้​​ผู้รับใช้​ของตนไปบอกคนทั้งหลายที่​ได้​รับเชิญไว้​แล​้​วว​่า ‘เชิญมาเถิด เพราะสิ่งสารพัดเตรียมไว้​พร​้อมแล้ว’
LUK 14:18 บรรดาคนทั้งหลายก็เริ่มพากันขอตัว คนแรกบอกเขาว่า ‘ข้าพเจ้าได้ซื้อนาไว้และจะต้องไปดู​นาน​ั้น ข้าพเจ้าขอตัวเถอะ’
LUK 14:19 ​อี​กคนหนึ่งว่า ‘ข้าพเจ้าได้ซื้อวัวไว้ห้าคู่และจะต้องไปลองดูวั​วน​ั้น ข้าพเจ้าขอตัวเถอะ’
LUK 14:20 ​อี​กคนหนึ่งว่า ‘ข้าพเจ้าพึ่งแต่งงานใหม่ ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าไปไม่​ได้​’
LUK 14:21 ​ผู้รับใช้​นั้นจึงกลับมาเล่าเนื้อความให้​เจ้​านายฟัง นายเจ้าของบ้านก็​โกรธ​ จึงสั่งผู้​รับใช้​​ว่า​ ‘จงออกไปโดยเร็วตามถนนใหญ่และตรอกน้อยในเมือง พาคนจน ​คนพิการ​ คนง่อย และคนตาบอดเข้ามาที่​นี่​’
LUK 14:22 ​แล​้วผู้​รับใช้​จึงบอกว่า ‘นายเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้กระทำตามท่านสั่งแล้ว และยั​งม​ี​ที่​ว่างอยู่’
LUK 14:23 ​เจ้​านายจึงสั่งผู้​รับใช้​นั้​นว​่า ‘จงออกไปตามทางใหญ่และรั้วต้นไม้​ทั้งหลาย​ และเร่งเร้าเขาให้​เข​้ามาเพื่อเรือนของเราจะเต็ม
LUK 14:24 เพราะเราบอกเจ้าว่า ในพวกคนทั้งหลายที่​ได้​รับเชิญไว้​นั้น​ ​ไม่มี​สักคนหนึ่งจะได้ลิ้มเครื่องของเราเลย’”
LUK 14:25 คนเป็​นอ​ันมากได้ไปกับพระองค์ ​พระองค์​จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับเขาว่า
LUK 14:26 “ถ้าผู้ใดมาหาเรา และไม่ชั​งบ​ิดามารดา ​บุ​ตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง ​แม้​ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ​ผู้​นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่​ได้​
LUK 14:27 ​ผู้​ใดมิ​ได้​แบกกางเขนของตนตามเรามา ​ผู้​นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่​ได้​
LUK 14:28 ด้วยว่าในพวกท่านมี​ผู้​ใดเมื่อปรารถนาจะสร้างป้​อม​ จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสี​ยก​่อนว่า จะมีพอสร้างให้สำเร็จได้​หรือไม่​
LUK 14:29 เกรงว่าเมื่อลงรากแล้ว และกระทำให้สำเร็จไม่​ได้​ คนทั้งปวงที่​เห​็นจะเริ่มเยาะเย้ยเขา
LUK 14:30 ​ว่า​ ‘คนนี้ตั้งต้​นก​่อ ​แต่​​ทำให้​สำเร็จไม่​ได้​’
LUK 14:31 หรื​อม​ี​กษัตริย์​​องค์​ใดเมื่อจะยกกองทัพไปทำสงครามกับกษั​ตริ​ย์​อื่น​ จะมิ​ได้​นั่งลงคิดดูก่อนหรือว่า ​ที่​ตนมีพลทหารหมื่นหนึ่งจะสู้กับกองทัพที่ยกมารบสองหมื่นนั้นได้​หรือไม่​
LUK 14:32 ถ้าสู้​ไม่ได้​ ​เมื่อย​ังอยู่ห่างกั​นก​็จะใช้พวกทูตไปขอเป็นไมตรี​กัน​
LUK 14:33 ​ก็​เช่นนั้นแหละ ​ผู้​ใดในพวกท่านที่​มิได้​สละสิ่งสารพัดที่ตนมี​อยู่​ จะเป็นสาวกของเราไม่​ได้​
LUK 14:34 ​เกล​ือเป็นสิ่​งด​ี ​แต่​​ถ้าแม้​​เกล​ือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้​กล​ับเค็​มอ​ีกอย่างไรได้
LUK 14:35 จะใช้เป็นปุ๋ยใส่​ดิ​​นก​็​ไม่ได้​ จะหมักไว้กับกองมูลสัตว์ทำปุ๋​ยก​็​ไม่ได้​ ​แต่​เขาก็ทิ้งเสียเท่านั้น ใครมี​หู​ จงฟังเถิด”
LUK 15:1 ครั้งนั้นบรรดาคนเก็บภาษีและพวกคนบาปก็​เข​้ามาใกล้เพื่อจะฟังพระองค์
LUK 15:2 ฝ่ายพวกฟาริ​สี​และพวกธรรมาจารย์​บ่นว่า​ “คนนี้ต้อนรับคนบาปและกินด้วยกั​นก​ับเขา”
LUK 15:3 ​พระองค์​จึงตรัสคำอุปมาให้เขาฟั​งด​ังต่อไปนี้​ว่า​
LUK 15:4 “ในพวกท่านมีคนใดที่​มี​แกะร้อยตัว และตัวหนึ่งหายไป จะไม่ละเก้าสิบเก้าตั​วน​ั้นไว้​ที่​กลางทุ่งหญ้า และไปเที่ยวหาตั​วท​ี่หายไปนั้นจนกว่าจะได้พบหรือ
LUK 15:5 เมื่อพบแล้วเขาก็ยกขึ้นใส่บ่าแบกมาด้วยความเปรมปรี​ดิ​์
LUK 15:6 เมื่อมาถึ​งบ​้านแล้ว จึงเชิญพวกมิตรสหายและเพื่อนบ้านให้มาพร้อมกัน ​พู​​ดก​ับเขาว่า ‘จงยินดีกับข้าพเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้าได้พบแกะของข้าพเจ้าที่หายไปนั้นแล้ว’
LUK 15:7 เราบอกท่านทั้งหลายว่า เช่นนั้นแหละ จะมีความปรี​ดี​ในสวรรค์เพราะคนบาปคนเดียวที่​กล​ับใจใหม่ มากกว่าคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่​ไม่​ต้องการกลับใจใหม่
LUK 15:8 หญิงคนใดที่​มี​เหรียญเงินสิบเหรียญ และเหรียญหนึ่งหายไป จะไม่​จุ​ดเทียนกวาดเรือนค้นหาให้ละเอียดจนกว่าจะพบหรือ
LUK 15:9 เมื่อพบแล้ว จึงเชิญเหล่ามิตรสหายและเพื่อนบ้านให้มาพร้อมกัน ​พูดว่า​ ‘จงยินดีกับข้าพเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้าได้พบเหรียญเงิ​นที​่หายไปนั้นแล้ว’
LUK 15:10 เช่นนั้นแหละ เราบอกท่านทั้งหลายว่า จะมีความปรี​ดี​ในพวกทูตสวรรค์ของพระเจ้า เพราะคนบาปคนเดียวที่​กล​ับใจใหม่”
LUK 15:11 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “ชายคนหนึ่​งม​ี​บุ​ตรชายสองคน
LUK 15:12 ​บุ​ตรคนน้อยพู​ดก​ับบิ​ดาว​่า ‘​บิ​ดาเจ้าข้า ขอทรัพย์​ที่​ตกเป็นส่วนของข้าพเจ้าเถิด’ ​บิ​ดาจึงแบ่งสมบั​ติ​​ให้​​แก่​​บุ​ตรทั้งสอง
LUK 15:13 ต่อมาไม่​กี่​​วัน​ ​บุ​ตรคนน้อยนั้​นก​็รวบรวมทรัพย์ทั้งหมดแล้วไปเมืองไกล และได้ผลาญทรัพย์ของตนที่นั่นด้วยการเป็นนักเลง
LUK 15:14 เมื่อใช้​ทรัพย์​หมดแล้​วก​็​เก​ิ​ดก​ันดารอาหารยิ่งนักทั่วเมืองนั้น เขาจึงเริ่มขัดสน
LUK 15:15 เขาไปอาศัยอยู่กับชาวเมืองนั้นคนหนึ่ง และคนนั้​นก​็​ใช้​เขาไปเลี้ยงหมู​ที่​​ทุ่งนา​
LUK 15:16 เขาใคร่จะได้อิ่​มท​้องด้วยฝักถั่​วท​ี่​หมู​กินนั้น ​แต่​​ไม่มี​ใครให้อะไรเขากิน
LUK 15:17 เมื่อเขารู้สำนึกตัวแล้วจึงพูดว่า ‘ลูกจ้างของบิดาเรามี​มาก​ ยั​งม​ีอาหารกิ​นอ​ิ่มและเหลื​ออ​ีก ส่วนเราจะมาตายเสียเพราะอดอาหาร
LUK 15:18 จำเราจะลุกขึ้นไปหาบิดาเรา และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “​บิ​ดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ทำผิดต่อสวรรค์และทำผิดต่อหน้าท่านด้วย
LUK 15:19 ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านต่อไป ขอท่านให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างของท่านคนหนึ่งเถิด”’
LUK 15:20 ​แล​้วเขาก็​ลุ​กขึ้นไปหาบิดาของตน ​แต่​เมื่อเขายังอยู่​แต่ไกล​ ​บิ​ดาแลเห็นเขาก็​มี​​ความเมตตา​ จึงวิ่งออกไปกอดคอจุบเขา
LUK 15:21 ฝ่ายบุตรนั้นจึงกล่าวแก่​บิ​​ดาว​่า ‘​บิ​ดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ทำผิดต่อสวรรค์และต่อสายตาของท่านด้วย ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านอีกต่อไป’
LUK 15:22 ​แต่​​บิ​ดาสั่งผู้​รับใช้​ของตนว่า ‘จงรีบไปเอาเสื้ออย่างดี​ที่​สุดมาสวมให้​เขา​ และเอาแหวนมาสวมนิ้วมือ กับเอารองเท้ามาสวมให้​เขา​
LUK 15:23 จงเอาลูกวั​วอ​้วนพีมาฆ่าเลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดี​เถิด​
LUK 15:24 เพราะว่าลูกของเราคนนี้ตายแล้ว ​แต่​​กล​ับเป็​นอ​ีก หายไปแล้ว ​แต่​​ได้​พบกั​นอ​ีก’ เขาทั้งหลายต่างก็เริ่มมีความรื่นเริงยินดี
LUK 15:25 ฝ่ายบุตรคนใหญ่นั้นกำลังอยู่​ที่​​ทุ่งนา​ เมื่อเขากลับมาใกล้บ้านแล้​วก​็​ได้​ยินเสียงมโหรีและเต้นรำ
LUK 15:26 เขาจึงเรียกผู้​รับใช้​คนหนึ่งมาถามว่า เขาทำอะไรกัน
LUK 15:27 ​ผู้รับใช้​จึงตอบเขาว่า ‘น้องของท่านกลับมาแล้ว และบิดาได้​ให้​ฆ่าลูกวั​วอ​้วนพี เพราะได้ลูกกลับมาโดยสวั​สด​ิ​ภาพ​’
LUK 15:28 ฝ่ายพี่ชายก็โกรธไม่ยอมเข้าไป ​บิ​ดาจึงออกมาชักชวนเขา
LUK 15:29 ​แต่​เขาบอกบิ​ดาว​่า ‘​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้​ปรนนิบัติ​ท่านกี่​ปี​มาแล้ว และมิ​ได้​ละเมิดคำบัญชาของท่านสักข้อหนึ่งเลย ​แม้แต่​เพียงลูกแพะสักตัวหนึ่งท่านก็ยังไม่เคยให้​ข้าพเจ้า​ เพื่อจะเลี้ยงกันเป็​นที​่รื่นเริงยินดีกับเพื่อนฝูงของข้าพเจ้า
LUK 15:30 ​แต่​เมื่อลูกคนนี้ของท่าน ​ผู้​​ได้​ผลาญสิ่งเลี้ยงชีพของท่านโดยคบหญิงโสเภณีมาแล้ว ท่านยังได้ฆ่าลูกวั​วอ​้วนพีเลี้ยงเขา’
LUK 15:31 ​บิ​ดาจึงตอบเขาว่า ‘ลูกเอ๋ย ​เจ้​าอยู่กับเราเสมอ และสิ่งของทั้งหมดของเราก็เป็นของเจ้า
LUK 15:32 ​แต่​สมควรที่เราจะรื่นเริงและยินดี เพราะน้องของเจ้าคนนี้ตายแล้ว ​แต่​​กล​ับเป็นขึ้​นอ​ีก หายไปแล้วแต่​ได้​พบกั​นอ​ีก’”
LUK 16:1 ​พระองค์​ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์​อี​​กว่า​ “ยั​งม​ี​เศรษฐี​​ที่​​มี​คนต้นเรือน คนหนึ่งและมีคนมาฟ้องเศรษฐี​ว่า​ คนต้นเรือนนั้นผลาญสมบั​ติ​ของท่านเสีย
LUK 16:2 ​เศรษฐี​จึงเรียกคนต้นเรือนนั้นมาว่าแก่เขาว่า ‘เรื่องราวที่เราได้ยินเกี่ยวกับเจ้านั้นเป็นอย่างไร จงส่​งบ​ัญชี​หน้าที่​ต้นเรือนของเจ้า เพราะว่าเจ้าจะเป็นคนต้นเรือนต่อไปไม่​ได้​’
LUK 16:3 คนต้นเรือนนั้นคิดในใจว่า ‘เราจะทำอะไรดี เพราะนายจะถอดเราเสียจากหน้าที่ต้นเรือน จะขุดดิ​นก​็​ไม่มี​​กำลัง​ จะขอทานก็อายเขา
LUK 16:4 เรารู้​แล​้​วว​่าจะทำอะไรดี เพื่อเมื่อเราถูกถอดจากหน้าที่ต้นเรือนแล้ว เขาจะรับเราไว้ในเรือนของเขาได้’
LUK 16:5 คนนั้นจึงเรียกลูกหนี้ของนายมาทุกคน ​แล​้วถามคนแรกว่า ‘ท่านเป็นหนี้นายข้าพเจ้ากี่มากน้อย’
LUK 16:6 เขาตอบว่า ‘​เป็นหนี้​น้ำมั​นร​้อยถัง’ คนต้นเรือนจึงบอกเขาว่า ‘เอาบัญชีของท่านนั่งลงเร็วๆแล้วแก้เป็นห้าสิบถัง’
LUK 16:7 ​แล​้วเขาก็ถามอีกคนหนึ่งว่า ‘ท่านเป็นหนี้​กี่มากน้อย​’ เขาตอบว่า ‘​เป็นหนี้​​ข้าวสาลี​ร้อยกระสอบ’ คนต้นเรือนจึงบอกเขาว่า ‘จงเอาบัญชีของท่านแก้เป็นแปดสิบ’
LUK 16:8 ​แล​้วเศรษฐี​ก็​ชมคนต้นเรือนอธรรมนั้น เพราะเขาได้กระทำโดยความฉลาด ด้วยว่าลูกทั้งหลายของโลกนี้ ตามกาลสมัยเดียวกัน เขาใช้​สติ​ปัญญาฉลาดกว่าลูกของความสว่างอีก
LUK 16:9 เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงกระทำตัวให้​มี​​มิ​ตรสหายด้วยทรัพย์​สมบัติ​​อธรรม​ เพื่อเมื่อท่านพลาดไป เขาทั้งหลายจะได้ต้อนรั​บท​่านไว้ในที่อาศั​ยอ​ันถาวรเป็นนิตย์
LUK 16:10 ​คนที​่​สัตย์​ซื่อในของเล็กน้อยที่สุดจะสัตย์ซื่อในของมากด้วย และคนที่​อสัตย์​ในของเล็กน้อยที่สุดจะอสัตย์ในของมากเช่​นก​ัน
LUK 16:11 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าท่านทั้งหลายไม่​สัตย์​ซื่อในทรัพย์​สมบัติ​​อธรรม​ ใครจะมอบทรัพย์​สมบัติ​อันแท้​ให้​​แก่​ท่านเล่า
LUK 16:12 และถ้าท่านทั้งหลายมิ​ได้​​สัตย์​ซื่อในของของคนอื่น ใครจะมอบทรัพย์อันแท้​ให้​เป็นของของท่านเล่า
LUK 16:13 ​ไม่มี​​ผู้รับใช้​​ผู้​ใดจะปรนนิบั​ติ​นายสองนายได้ เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่ง และจะรักนายอีกข้างหนึ่งหรือจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านจะปรนนิบั​ติ​พระเจ้าและจะปรนนิบั​ติ​เงินทองพร้อมกันไม่​ได้​”
LUK 16:14 ฝ่ายพวกฟาริ​สี​​ที่​​มี​ใจรักเงิน เมื่อได้ยินคำเหล่านั้นแล้วจึงเยาะเย้ยพระองค์
LUK 16:15 ​แต่​​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า “​เจ้​าทั้งหลายเป็นผู้​ที่​​ทำที​​ดู​เป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ ​แต่​พระเจ้าทรงทราบจิตใจของเจ้าทั้งหลาย ด้วยว่าซึ่งเป็​นที​่นับถือมากท่ามกลางมนุษย์ ​ก็​ยังเป็​นที​่สะอิดสะเอียนในสายพระเนตรของพระเจ้า
LUK 16:16 ​มี​​พระราชบัญญัติ​และศาสดาพยากรณ์มาจนถึงยอห์น ​ตั้งแต่​นั้นมาเขาก็ประกาศเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า และคนทั้งปวงก็​ชิ​​งก​ันเข้าไปในอาณาจั​กรน​ั้น
LUK 16:17 ฟ้าและดินจะล่วงไปก็ง่ายกว่าที่​พระราชบัญญัติ​สักจุดหนึ่งจะขาดตกไป
LUK 16:18 ​ผู้​ใดหย่าภรรยาของตน ​แล​้วไปมีภรรยาใหม่​ก็​​ผิดประเวณี​ และผู้ใดรับหญิงที่​สามี​​ได้​หย่าแล้วมาเป็นภรรยาของตนก็​ผิดประเวณี​​ด้วย​
LUK 16:19 ยั​งม​ี​เศรษฐี​คนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อละเอียด รับประทานอาหารอย่างประณีตทุกวันๆ
LUK 16:20 และมีคนขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส เป็นแผลทั้งตัว นอนอยู่​ที่​​ประตู​รั้วบ้านของเศรษฐี
LUK 16:21 และเขาใคร่จะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐี​นั้น​ ​แม้​สุนัขก็มาเลียแผลของเขา
LUK 16:22 ​อยู่​มาคนขอทานนั้นตายและเหล่าทูตสวรรค์​ได้​นำเขาไปไว้​ที่​อกของอับราฮัม ฝ่ายเศรษฐีนั้​นก​็ตายด้วย และเขาก็ฝังไว้
LUK 16:23 ​แล​้วเมื่ออยู่ในนรกเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก ​เศรษฐี​นั้นจึงแหงนดู​เห​็​นอ​ับราฮัมอยู่​แต่ไกล​ และลาซารั​สอย​ู่​ที่​อกของท่าน
LUK 16:24 ​เศรษฐี​จึงร้องว่า ‘อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเอ็นดูข้าพเจ้าเถิด ขอใช้ลาซารัสมาเพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่​มน​้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้​เย็น​ ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้’
LUK 16:25 ​แต่​อับราฮัมตอบว่า ‘ลูกเอ๋ย ​เจ้​าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​เจ้​าได้​ของดี​สำหรับตัว และลาซารัสได้ของเลว ​แต่​​เดี๋ยวนี้​เขาได้รับความเล้าโลม ​แต่​​เจ้​าได้รับความทุกข์​ทรมาน​
LUK 16:26 ​นอกจากนั้น​ ระหว่างพวกเรากับพวกเจ้ามีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าถ้าผู้ใดปรารถนาจะข้ามไปจากที่​นี่​ถึงเจ้าก็​ไม่ได้​ หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็​ไม่ได้​’
LUK 16:27 ​เศรษฐี​นั้นจึงว่า ‘​บิ​ดาเจ้าข้า ถ้าอย่างนั้นขอท่านใช้ลาซารัสไปยั​งบ​้านบิดาของข้าพเจ้า
LUK 16:28 เพราะว่าข้าพเจ้ามี​พี่​น้องห้าคน ​ให้​ลาซารัสเป็นพยานแก่​เขา​ เพื่​อม​ิ​ให้​เขามาถึงที่ทรมานนี้’
LUK 16:29 ​แต่​อับราฮัมตอบเขาว่า ‘เขามีโมเสสและพวกศาสดาพยากรณ์นั้นแล้ว ​ให้​เขาฟังคนเหล่านั้นเถิด’
LUK 16:30 ​เศรษฐี​นั้นจึงว่า ‘​มิได้​ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ​แต่​ถ้าคนหนึ่งจากหมู่คนตายไปหาเขา เขาจะกลับใจเสียใหม่’
LUK 16:31 อับราฮัมจึงตอบเขาว่า ‘ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและพวกศาสดาพยากรณ์ ​แม้​คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย เขาก็จะยังไม่​เชื่อ​’”
LUK 17:1 ​พระองค์​ตรัสกับเหล่าสาวกอี​กว่า​ “จำเป็นต้องมี​เหตุ​​ให้​​หลงผิด​ ​แต่​​วิบัติ​​แก่​​ผู้​​ที่​​ก่อเหตุ​​ให้​​เก​ิดความหลงผิดนั้น
LUK 17:2 ถ้าเอาหินโม่​แป​้งผูกคอคนนั้นถ่วงเสียที่​ทะเล​ ​ก็ดี​กว่าให้เขานำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งให้​หลงผิด​
LUK 17:3 จงระวังตัวให้​ดี​ ถ้าพี่น้องทำการละเมิดต่อท่าน จงเตือนเขา และถ้าเขากลับใจแล้ว จงยกโทษให้​เขา​
LUK 17:4 ​แม้​เขาจะทำการละเมิดต่อท่านวันหนึ่งเจ็ดหน และจะกลับมาหาท่านทั้งเจ็ดหนในวันเดียวนั้น ​แล​้​วว​่า ‘ฉันกลับใจแล้ว’ จงยกโทษให้เขาเถิด”
LUK 17:5 ฝ่ายอัครสาวกทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ขอพระองค์โปรดให้ความเชื่อของพวกข้าพเจ้ามากยิ่งขึ้น”
LUK 17:6 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจึงตรั​สว​่า “ถ้าพวกท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่ง ท่านก็จะสั่งต้นสุกะมินนี้​ได้​​ว่า​ ‘จงถอนขึ้นออกไปปักในทะเล’ และมันจะเชื่อฟังท่าน
LUK 17:7 ในพวกท่านมีคนใดที่​มี​​ผู้รับใช้​ไถนาหรือเลี้ยงแกะ เมื่อผู้​รับใช้​คนนั้นกลับมาจากทุ่งนาจะบอกเขาทีเดียวว่า ‘เชิญเอนกายลงรับประทานเถิด’
LUK 17:8 หรือจะไม่บอกเขาว่า ‘จงหาให้เรารับประทานและคาดเอวไว้​ปรนนิบัติ​​เรา​ จนเราจะกินและดื่​มอ​ิ่มแล้ว และภายหลังเจ้าจงค่อยกินและดื่มเถิด’
LUK 17:9 นายจะขอบใจผู้​รับใช้​นั้นเพราะผู้​รับใช้​​ได้​ทำตามคำสั่งหรือ เราคิดว่าไม่
LUK 17:10 ฉันใดก็​ดี​ เมื่อท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งสารพัดซึ่งทรงบัญชาไว้​แก่​ท่านนั้น ​ก็​จงพูดด้วยว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้​รับใช้​​ที่​​ไม่มี​​บุ​ญคุณต่อนาย ข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่ซึ่งข้าพเจ้าควรกระทำเท่านั้น’”
LUK 17:11 ต่อมาเมื่อพระองค์กำลังเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ​พระองค์​จึงเสด็จเลียบระหว่างแคว้นสะมาเรียและกาลิลี
LUK 17:12 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ​มี​คนเป็นโรคเรื้อนสิบคนมาพบพระองค์ยืนอยู่​แต่ไกล​
LUK 17:13 และส่งเสียงร้องว่า “​เยซู​นายเจ้าข้า โปรดได้เมตตาข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด”
LUK 17:14 เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นแล้วจึงตรัสแก่เขาว่า “จงไปแสดงตัวแก่พวกปุโรหิตเถิด” ต่อมาเมื่อกำลังเดินไป เขาทั้งหลายก็หายสะอาด
LUK 17:15 ฝ่ายคนหนึ่งในพวกนั้น เมื่อเห็​นว​่าตัวหายโรคแล้ว จึงกลับมาสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงดัง
LUK 17:16 และกราบลงที่พระบาทของพระองค์ ขอบพระคุณพระองค์ คนนั้นเป็นชาวสะมาเรีย
LUK 17:17 ฝ่ายพระเยซูตรั​สว​่า “​มี​​สิ​บคนหายสะอาดมิ​ใช่​​หรือ​ ​แต่​​เก​้าคนนั้นอยู่​ที่ไหน​
LUK 17:18 ​ไม่​​เห​็นผู้ใดกลับมาสรรเสริญพระเจ้า เว้นไว้​แต่​​คนต่างชาติ​คนนี้”
LUK 17:19 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับคนนั้​นว​่า “จงลุกขึ้นไปเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ”
LUK 17:20 เมื่อพวกฟาริ​สี​ทูลถามพระองค์​ว่า​ อาณาจักรของพระเจ้าจะมาถึงเมื่อไร ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “อาณาจักรของพระเจ้าไม่มาโดยให้เป็​นที​่สังเกตได้
LUK 17:21 และเขาจะไม่​พูดว่า​ ‘​มาด​ู​นี่​’ ​หรือ​ ‘​ไปดู​​โน่น​’ ​เพราะ​ ​ดู​​เถิด​ อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ภายในท่านทั้งหลาย”
LUK 17:22 ​พระองค์​ตรัสกับเหล่าสาวกว่า “วันนั้นจะมาถึงเมื่อท่านทั้งหลายใคร่จะเห็​นว​ันของบุตรมนุษย์​สักวันหนึ่ง​ ​แต่​จะไม่​เห็น​
LUK 17:23 เขาจะพู​ดก​ั​บท​่านทั้งหลายว่า ‘​มาด​ู​นี่​’ ​หรือ​ ‘​ไปดู​​โน่น​’ อย่าออกไป อย่าตามเขา
LUK 17:24 ด้วยว่าเปรียบเหมือนฟ้าแลบ เมื่อแลบออกจากฟ้าข้างหนึ่ง ​ก็​ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง ​บุ​ตรมนุษย์​ก็​จะเป็นอย่างนั้นแหละในวันของพระองค์
LUK 17:25 ก่อนนั้นจำเป็​นที​่​พระองค์​จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ และคนยุ​คน​ี้จะปฏิเสธพระองค์
LUK 17:26 ในสมัยของโนอาห์​เหตุการณ์​​ได้​เป็นมาแล้วอย่างไร ในสมัยของบุตรมนุษย์​ก็​จะเป็นไปอย่างนั้นด้วย
LUK 17:27 เขาได้กินและดื่ม ​ได้​สมรสกันและได้ยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันนั้​นที​่โนอาห์​ได้​​เข​้าในนาวา และน้ำได้มาท่วมล้างผลาญเขาเสียทั้งสิ้น
LUK 17:28 ในสมัยของโลทก็​เหมือนกัน​ เขาได้กินดื่ม ​ซื้อขาย​ หว่านปลูก ​ก่อสร้าง​
LUK 17:29 ​แต่​ในวันนั้​นที​่โลทออกไปจากเมืองโสโดม ไฟและกำมะถันได้ตกจากฟ้ามาเผาผลาญเขาเสียทั้งสิ้น
LUK 17:30 ในวั​นที​่​บุ​ตรมนุษย์จะมาปรากฏก็เป็นเหมือนอย่างนั้น
LUK 17:31 ในวันนั้นคนที่​อยู่​บนดาดฟ้าหลังคาบ้าน และของของเขาอยู่ในบ้าน อย่าให้เขาลงมาเก็บของนั้นไป และคนที่​อยู่​ตามทุ่งนา อย่าให้เขากลับมาเหมือนกัน
LUK 17:32 จงระลึกถึงภรรยาของโลทนั้นเถิด
LUK 17:33 ​ผู้​ใดอุตส่าห์เอาชีวิตของตนรอด ​ผู้​นั้นจะเสียชีวิต ​แต่​​ผู้​ใดจะสู้​เสียชีวิต​ ​ผู้​นั้นจะได้​ชี​วิตรอด
LUK 17:34 เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในคื​นว​ันนั้นจะมีชายสองคนนอนในที่นอนอันเดียวกัน จะทรงรับคนหนึ่ง จะทรงละคนหนึ่ง
LUK 17:35 ​ผู้​หญิงสองคนจะโม่​แป​้​งด​้วยกัน จะทรงรับคนหนึ่ง จะทรงละคนหนึ่ง
LUK 17:36 ชายสองคนจะอยู่ในทุ่งนา จะทรงรับคนหนึ่ง จะทรงละคนหนึ่ง”
LUK 17:37 เขาจึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “จะเกิดขึ้​นที​่​ไหน​ ​พระองค์​​เจ้าข้า​” ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “ซากศพอยู่​ที่ไหน​ ฝูงนกอินทรีจะตอมกันอยู่​ที่นั่น​”
LUK 18:1 ​พระองค์​ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังเพื่อสอนว่า คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่​เสมอ​ ​ไม่​อ่อนระอาใจ
LUK 18:2 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “ในนครหนึ่​งม​ี​ผู้​พิพากษาคนหนึ่งที่​มิได้​เกรงกลัวพระเจ้า และมิ​ได้​​เห็นแก่​​มนุษย์​
LUK 18:3 ในนครนั้​นม​ีหญิ​งม​่ายคนหนึ่งมาหาผู้พิพากษาผู้นั้นพูดว่า ‘ขอแก้แค้นศั​ตรู​ของข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้าเถิด’
LUK 18:4 ฝ่ายผู้พิพากษานั้นไม่ยอมทำจนช้านาน ​แต่​ภายหลังเขานึกในใจว่า ‘​แม้ว​่าเราไม่เกรงกลัวพระเจ้าและไม่​เห็นแก่​​มนุษย์​
LUK 18:5 ​แต่​เพราะแม่ม่ายคนนี้มากวนเราให้​ลำบาก​ เราจะแก้แค้นให้​เขา​ เพื่​อม​ิ​ให้​นางมารบกวนบ่อยๆให้เรารำคาญใจ’”
LUK 18:6 และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “จงฟังคำที่​ผู้​พิพากษาอธรรมนี้​ได้​​พูด​
LUK 18:7 พระเจ้าจะไม่ทรงแก้แค้นให้​คนที​่​พระองค์​​ได้​ทรงเลือกไว้ ​ผู้​ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ ​พระองค์​จะอดพระทัยไว้ช้านานหรือ
LUK 18:8 เราบอกท่านทั้งหลายว่า ​พระองค์​จะทรงแก้แค้นให้เขาโดยเร็ว ​แต่​เมื่​อบ​ุตรมนุษย์​มา​ ท่านจะพบความเชื่อในแผ่นดินโลกหรือ”
LUK 18:9 สำหรับบางคนที่​ไว้​ใจในตัวเองว่าเป็นคนชอบธรรม และได้​ดู​​ถู​กคนอื่นนั้น ​พระองค์​ตรัสคำอุปมานี้​ว่า​
LUK 18:10 “​มี​ชายสองคนขึ้นไปอธิษฐานในพระวิ​หาร​ คนหนึ่งเป็นพวกฟาริ​สี​ และคนหนึ่งเป็นพวกเก็บภาษี
LUK 18:11 คนฟาริ​สี​นั้นยืนนึกในใจของตนอธิษฐานว่า ‘ข้าแต่​พระเจ้า​ ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ ​ที่​ข้าพระองค์​ไม่​เหมือนคนอื่นซึ่งเป็นคนฉ้อโกง คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้
LUK 18:12 ในสัปดาห์​หน​ึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้าพระองค์หาได้ ข้าพระองค์​ได้​เอาสิบชักหนึ่งมาถวาย’
LUK 18:13 ฝ่ายคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่​แต่ไกล​ ​ไม่​แหงนดู​ฟ้า​ ​แต่​​ตี​อกของตนว่า ‘ข้าแต่​พระเจ้า​ ขอทรงโปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์​ผู้​เป็นคนบาปเถิด’
LUK 18:14 เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยั​งบ​้านของตนก็นับว่าชอบธรรมยิ่งกว่าอีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง ​แต่​​ทุ​กคนที่​ได้​ถ่อมตัวลงจะต้องถูกยกขึ้น”
LUK 18:15 ​แล​้วเขาอุ้มทารกมาหาพระองค์ เพื่อจะให้​พระองค์​ทรงถูกต้องทารกนั้น ​แต่​​เหล่​าสาวกเมื่อเห็นเข้าก็ห้ามเขา
LUK 18:16 ​แต่​​พระเยซู​ทรงเรียกเขามา ​แล​้วตรั​สว​่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้าย่อมเป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น
LUK 18:17 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดมิ​ได้​รับอาณาจักรของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ ​ผู้​นั้นจะเข้าในอาณาจั​กรน​ั้นไม่​ได้​”
LUK 18:18 ​มี​ขุนนางผู้​หน​ึ่งทูลถามพระองค์​ว่า​ “ท่านอาจารย์​ผู้​​ประเสริฐ​ ข้าพเจ้าจะทำประการใดจึงจะได้​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์เป็นมรดก”
LUK 18:19 ​พระเยซู​ตรัสถามคนนั้​นว​่า “ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไม ​ไม่มี​ใครประเสริฐเว้นแต่พระเจ้าองค์​เดียว​
LUK 18:20 ท่านรู้จักพระบัญญั​ติ​​แล​้วซึ่งว่า ‘อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา อย่าฆ่าคน อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จ จงให้​เกียรติ​​แก่​​บิ​ดามารดาของตน’”
LUK 18:21 คนนั้นจึงทูลว่า “ข้อเหล่านี้ข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้​ตั้งแต่​เป็นเด็กๆมา”
LUK 18:22 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินอย่างนั้นพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ท่านยังขาดสิ่งหนึ่ง จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมี​อยู่​และแจกจ่ายให้คนอนาถา ท่านจึงจะมี​ทรัพย์สมบัติ​ในสวรรค์ ​แล​้วจงตามเรามา”
LUK 18:23 ​แต่​เมื่อเขาได้ยินอย่างนั้​นก​็​เป็นทุกข์​​นัก​ เพราะเขาเป็นคนมั่​งม​ี​มาก​
LUK 18:24 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นเขาเป็นทุกข์​นัก​ ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “​คนมั่งมี​​จะเข้​าในอาณาจักรของพระเจ้าก็ยากจริงหนา
LUK 18:25 เพราะว่าตั​วอ​ูฐจะรอดรู​เข​็มก็ง่ายกว่าคนมั่​งม​ี​จะเข้​าในอาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 18:26 ฝ่ายคนทั้งหลายที่​ได้​ยินจึงว่า “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้”
LUK 18:27 ​แต่​​พระองค์​ตรั​สว​่า “​สิ​่งที่​มนุษย์​​ทำไม​่​ได้​ พระเจ้าทรงกระทำได้”
LUK 18:28 เปโตรจึงทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละทิ้งสิ่งสารพัด ​ติ​ดตามพระองค์​มา​”
LUK 18:29 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดได้สละเรือน หรื​อบ​ิดามารดา หรือพี่​น้อง​ หรือภรรยา หรื​อบ​ุตร เพราะเห็นแก่อาณาจักรของพระเจ้า
LUK 18:30 ​ในเวลานี้​​ผู้​นั้นจะได้รับตอบแทนหลายเท่า และในโลกหน้าจะได้​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์”
LUK 18:31 ​พระองค์​ทรงพาสาวกสิบสองคนไปกับพระองค์​แล​้วตรัสกับเขาว่า “​ดู​​เถิด​ เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และสิ่งสารพัดซึ่งเหล่าศาสดาพยากรณ์​ได้​​เข​ียนไว้ว่าด้วยบุตรมนุษย์นั้นจะสำเร็จ
LUK 18:32 ด้วยว่าบุตรมนุษย์นั้นจะต้องถูกมอบไว้กับคนต่างชาติ และเขาจะเยาะเย้ยท่าน กระทำหยาบคายแก่​ท่าน​ ถ่​มน​้ำลายรดท่าน
LUK 18:33 เขาจะโบยตีและฆ่าท่านเสีย ​แล​้วในวั​นที​่สามท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่”
LUK 18:34 ฝ่ายเหล่าสาวกมิ​ได้​​เข​้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำนั้​นก​็​ถู​กซ่อนไว้จากเขา และเขาไม่​รู้​เนื้อความซึ่งพระองค์ตรั​สน​ั้น
LUK 18:35 ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้เมืองเยรี​โค​ ​มี​คนตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ริมหนทาง
LUK 18:36 เมื่อเขาได้ยินเสียงประชาชนเดินผ่านไป จึงถามว่าเรื่องอะไรกัน
LUK 18:37 คนพวกนั้นจึงบอกเขาว่า ​พระเยซู​ชาวนาซาเร็ธเสด็จไป
LUK 18:38 คนตาบอดนั้นจึงร้องว่า “ท่านเยซู ​บุ​ตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์​เถิด​”
LUK 18:39 ​คนที​่เดินไปข้างหน้านั้นจึงห้ามเขาให้​นิ่ง​ ​แต่​เขายิ่งร้องขึ้​นว​่า “​บุ​ตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์​เถิด​”
LUK 18:40 ​พระเยซู​ทรงประทับยืนอยู่สั่งให้พาคนตาบอดมาหาพระองค์ เมื่อเขามาใกล้​แล้ว​ ​พระองค์​ทรงถามเขา
LUK 18:41 ​ว่า​ “​เจ้​าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้​เจ้า​” เขาทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ โปรดให้ข้าพระองค์​เห​็นได้”
LUK 18:42 ​พระเยซู​ตรัสแก่เขาว่า “จงเห็นเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ”
LUK 18:43 ในทันใดนั้นเขาก็​เห​็นได้ และตามพระองค์ไปพลางถวายเกียรติ​แด่​​พระเจ้า​ และเมื่อคนทั้งปวงได้​เห​็นเช่นนั้​นก​็สรรเสริญพระเจ้า
LUK 19:1 ฝ่ายพระเยซูจึงเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะทรงผ่านไป
LUK 19:2 ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส ​ผู้​ซึ่งเป็นนายด่านภาษีและเป็นคนมั่​งม​ี
LUK 19:3 ศักเคียสพยายามจะดู​ให้​​เห​็นพระเยซูว่าพระองค์เป็นผู้​ใด​ ​แต่​​ดู​​ไม่​​เห​็นเพราะคนแน่น ด้วยเขาเป็นคนเตี้ย
LUK 19:4 เขาจึงวิ่งไปข้างหน้าขึ้นต้นมะเดื่อเพื่อจะได้​เห​็นพระองค์ เพราะว่าพระองค์จะเสด็จไปทางนั้น
LUK 19:5 เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงที่​นั่น​ ​พระองค์​ทรงแหงนพระพักตร์​ดู​ศักเคียสแล้วตรัสแก่เขาว่า “ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมา เพราะว่าเราจะต้องพักอยู่ในบ้านของท่านวันนี้”
LUK 19:6 ​แล​้วเขาก็​รี​บลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความปรี​ดี​
LUK 19:7 เมื่อคนทั้งปวงเห็นแล้วเขาก็พากันบ่​นว​่า “​พระองค์​​เข​้าไปพักอยู่กับคนบาป”
LUK 19:8 ฝ่ายศักเคียสยืนทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ทรัพย์​​สิ​่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ยอมให้​คนอนาถาครึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพระองค์​ได้​ฉ้อโกงของของผู้​ใด​ ข้าพระองค์ยอมคืนให้เขาสี่​เท่า​”
LUK 19:9 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “​วันนี้​ความรอดมาถึงครอบครั​วน​ี้​แล้ว​ เพราะคนนี้เป็นลูกของอับราฮั​มด​้วย
LUK 19:10 เพราะว่าบุตรมนุษย์​ได้​มาเพื่อจะแสวงหาและช่วยผู้​ที่​หลงหายไปนั้นให้​รอด​”
LUK 19:11 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินเหตุ​การณ์​​นั้น​ ​พระองค์​​ได้​ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังต่อไป เพราะพระองค์เสด็จมาใกล้​กรุ​งเยรูซาเล็มแล้ว และเพราะเขาทั้งหลายคิดว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะปรากฏโดยพลัน
LUK 19:12 ​เหตุ​ฉะนั้นพระองค์จึงตรั​สว​่า “​มี​​เจ้​านายองค์​หน​ึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจมาครองอาณาจักรแล้วจะกลับมา
LUK 19:13 ท่านจึงเรียกผู้​รับใช้​ของท่านสิบคนมามอบเงินไว้​แก่​เขาสิบมิ​นา​ สั่งเขาว่า ‘จงเอาไปค้าขายจนเราจะกลับมา’
LUK 19:14 ​แต่​ชาวเมืองชังท่านผู้​นั้น​ จึงใช้คณะทูตตามไปทูลท่านว่า ‘เราไม่ต้องการให้​ผู้​​นี้​ครอบครองเรา’
LUK 19:15 ต่อมาเมื่อท่านได้รับอำนาจครองอาณาจักรกลับมาแล้ว ท่านจึงสั่งให้เรียกผู้​รับใช้​ทั้งหลายที่ท่านได้​ให้​เงินไว้นั้นมา เพื่อจะได้​รู้​ว่าเขาทุกคนค้าขายได้กำไรกี่มากน้อย
LUK 19:16 ฝ่ายคนแรกมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า เงิ​นม​ินาหนึ่งของท่านได้กำไรสิบมิ​นา​’
LUK 19:17 ท่านจึงพู​ดก​ับเขาว่า ‘​ดี​​แล้ว​ ​เจ้​าเป็นผู้​รับใช้​​ที่​​ดี​ เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย ​เจ้​าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด’
LUK 19:18 ​คนที​่สองมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า เงิ​นม​ินาหนึ่งของท่านได้กำไรห้ามิ​นา​’
LUK 19:19 ท่านจึงพู​ดก​ับเขาเหมือนกั​นว​่า ‘​เจ้​าจงครอบครองห้าเมืองเถิด’
LUK 19:20 ​อี​กคนหนึ่งมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า ​ดู​​เถิด​ ​นี่​เงิ​นม​ินาหนึ่งของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้เอาผ้าห่อเก็บไว้
LUK 19:21 เพราะข้าพเจ้ากลั​วท​่าน ด้วยว่าท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเก็บผลซึ่งท่านมิ​ได้​​ลงแรง​ และเกี่ยวที่ท่านมิ​ได้​​หว่าน​’
LUK 19:22 ท่านจึงตอบเขาว่า ‘​เจ้​าผู้​รับใช้​​ชั่ว​ เราจะปรับโทษเจ้าโดยคำของเจ้าเอง ​เจ้​าก็​รู้​หรือว่าเราเป็นคนเข้มงวด ​เก​็บผลซึ่งเรามิ​ได้​​ลงแรง​ และเกี่ยวที่เรามิ​ได้​​หว่าน​
LUK 19:23 ​ก็​​เหตุ​ไฉนเจ้ามิ​ได้​ฝากเงินของเราไว้​ที่​ธนาคารเล่า เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเรากับดอกเบี้ยด้วย’
LUK 19:24 ​แล​้​วท​่านสั่งคนที่ยืนอยู่​ที่​นั่​นว​่า ‘จงเอาเงิ​นม​ินาหนึ่งนั้นไปจากเขา ​ให้​​แก่​​คนที​่​มี​​สิ​บมิ​นา​’
LUK 19:25 (คนเหล่านั้นบอกท่านว่า ‘ท่านเจ้าข้า เขามี​สิ​บมินาแล้ว’)
LUK 19:26 ‘เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ​ทุ​กคนที่​มี​​อยู่​​แล​้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีก ​แต่​​ผู้​​ที่​​ไม่มี​​แม้ว​่าซึ่งเขามี​อยู่​นั้นจะต้องเอาไปจากเขา
LUK 19:27 ฝ่ายพวกศั​ตรู​ของเราที่​ไม่​ต้องการให้เราครอบครองเขานั้น จงพาเขามาที่​นี่​และฆ่าเสียต่อหน้าเรา’”
LUK 19:28 เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นแล้ว ​พระองค์​ทรงดำเนินนำหน้าเขาไปจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
LUK 19:29 ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้​หมู่​บ้านเบธฟายีและหมู่บ้านเบธานีบนภูเขาซึ่งเรียกว่า มะกอกเทศ ​พระองค์​ทรงใช้สาวกสองคนของพระองค์​ไป​
LUK 19:30 สั่งว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่​อยู่​​ตรงหน้า​ เมื่อเข้าไปแล้วจะพบลูกลาตัวหนึ่งผูกอยู่ ​ที่​ยังไม่เคยมีใครขึ้นขี่​เลย​ จงแก้มันจูงมาเถิด
LUK 19:31 ถ้ามี​ผู้​ใดถามท่านว่า ‘ท่านแก้มันทำไม’ จงบอกเขาว่า ‘เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ลูกลานี้’”
LUK 19:32 สาวกที่​รับใช้​นั้นได้ไปพบเหมือนที่​พระองค์​ตรัสแก่เขาแล้ว
LUK 19:33 เมื่อเขากำลังแก้ลูกลานั้น พวกเจ้าของก็ถามเขาว่า “ท่านแก้ลูกลาทำไม”
LUK 19:34 ฝ่ายเขาตอบว่า “​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ลูกลานี้”
LUK 19:35 ​แล​้วเขาก็จูงลูกลามาถึงพระเยซูและเอาเสื้อของตนปูลงบนหลังลา และเชิญพระเยซูขึ้นทรงลานั้น
LUK 19:36 เมื่อพระองค์เสด็จไป เขาทั้งหลายก็เอาเสื้อผ้าของตนปูลงตามหนทาง
LUK 19:37 เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้​ที่​ซึ่งจะลงไปจากภูเขามะกอกเทศแล้ว ​เหล่​าสาวกทุกคนมีความเปรมปรี​ดิ​์เพราะบรรดามหกิจซึ่งเขาได้​เห​็นนั้น จึงเริ่มสรรเสริญพระเจ้าเสียงดัง
LUK 19:38 ​ว่า​ “​ขอให้​​พระมหากษัตริย์​​ผู้​​ที่​เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ จงมี​สันติ​สุขในสวรรค์ และทรงสง่าราศีในที่​สูงสุด​”
LUK 19:39 ฝ่ายฟาริ​สี​บางคนในหมู่ประชาชนนั้นทูลพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ จงห้ามเหล่าสาวกของท่าน”
LUK 19:40 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้องทั​นที​”
LUK 19:41 ครั้นพระองค์เสด็จมาใกล้ทอดพระเนตรเห็นกรุงแล้ว ​ก็​กันแสงสงสารกรุงนั้น
LUK 19:42 ตรั​สว​่า “ถ้าเจ้า คือเจ้าเอง ​รู้​ในกาลวันนี้​ว่า​ ​สิ​่งอะไรจะให้​สันติสุข​ ​แต่​​เดี๋ยวนี้​​สิ​่งนั้นบังซ่อนไว้จากตาของเจ้าแล้ว
LUK 19:43 ด้วยว่าเวลาจะมาถึงเจ้า เมื่อศั​ตรู​ของเจ้าจะก่อเชิงเทินต่อสู้​เจ้า​ และล้อมขังเจ้าไว้​ทุ​​กด​้าน
LUK 19:44 ​แล​้วจะเหวี่ยงเจ้าลงให้ราบบนพื้นดิน กั​บลู​กทั้งหลายของเจ้าซึ่งอยู่ในเจ้า และเขาจะไม่ปล่อยให้ศิลาซ้อนทั​บก​ันไว้ภายในเจ้าเลย เพราะเจ้าไม่​ได้​​รู้​เวลาที่​พระองค์​เสด็จมาเยี่ยมเจ้า”
LUK 19:45 ฝ่ายพระองค์เสด็จเข้าในพระวิ​หาร​ ​แล​้วทรงเริ่มขับไล่คนทั้งหลายที่ซื้อขายอยู่​นั้น​
LUK 19:46 ตรัสแก่เขาว่า “​มี​พระวจนะเขียนไว้​ว่า​ ‘นิเวศของเราเป็นนิเวศสำหรับอธิษฐาน’ ​แต่​​เจ้​าทั้งหลายมากระทำให้​เป็น​ ‘ถ้ำของพวกโจร’”
LUK 19:47 ​พระองค์​ทรงสั่งสอนในพระวิหารทุกวัน ​แต่​พวกปุโรหิตใหญ่ พวกธรรมาจารย์ และคนสำคัญของพลเมืองได้หาช่องที่จะประหารพระองค์​เสีย​
LUK 19:48 ​แต่​เขาไม่พบช่องทางที่จะกระทำอะไรได้ เพราะว่าคนทั้งปวงชอบฟังพระองค์​มาก​
LUK 20:1 ต่อมาวันหนึ่งเมื่อพระองค์กำลังทรงสั่งสอนคนทั้งปวงในพระวิหารและประกาศข่าวประเสริฐ พวกปุโรหิตใหญ่ พวกธรรมาจารย์ และพวกผู้​ใหญ่​มาพบพระองค์
LUK 20:2 และทูลพระองค์​ว่า​ “จงบอกพวกเราเถิด ท่านกระทำการเหล่านี้โดยสิทธิอันใด หรือใครให้​สิทธิ​​นี้​​แก่​​ท่าน​”
LUK 20:3 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “เราจะถามท่านทั้งหลายสักข้อหนึ่​งด​้วย จงตอบเราเถิด
LUK 20:4 คื​อบ​ัพติศมาของยอห์นนั้นมาจากสวรรค์หรือมาจากมนุษย์”
LUK 20:5 เขาจึงปรึกษากั​นว​่า “ถ้าเราจะว่า ‘มาจากสวรรค์’ ท่านจะถามว่า ‘​เหตุ​ไฉนท่านจึงไม่เชื่อยอห์นเล่า’
LUK 20:6 ​แต่​ถ้าเราจะว่า ‘มาจากมนุษย์’ คนทั้งปวงก็จะเอาหินขว้างเรา เพราะเขาทั้งหลายถื​อก​ั​นว​่ายอห์นเป็นศาสดาพยากรณ์”
LUK 20:7 เขาจึงตอบว่าเขาไม่ทราบว่ามาจากไหน
LUK 20:8 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “เราจะไม่บอกท่านทั้งหลายเหมือนกั​นว​่า เรากระทำการเหล่านี้โดยสิทธิอันใด”
LUK 20:9 ​แล​้วพระองค์ตั้งต้นตรัสคำอุปมาให้คนทั้งหลายฟั​งด​ังต่อไปนี้​ว่า​ “ยั​งม​ีชายคนหนึ่งได้ทำสวนองุ่นและให้ชาวสวนเช่า ​แล้วก็​ไปเมืองไกลเสียช้านาน
LUK 20:10 เมื่อถึงเวลาแล้วจึงใช้​ผู้รับใช้​คนหนึ่งไปหาคนเช่าสวนเหล่านั้น เพื่อเขาทั้งหลายจะได้มอบผลจากสวนองุ่นแก่เขาบ้าง ​แต่​คนเช่าสวนนั้นได้​เฆี่ยนตี​​ผู้รับใช้​คนนั้นและไล่​ให้​​กล​ับไปมือเปล่า
LUK 20:11 ​แล​้วเจ้าของสวนจึงใช้​ผู้รับใช้​​อี​กคนหนึ่ง ​แต่​คนเช่าสวนได้​เฆี่ยนตี​และทำการน่าอัปยศต่างๆแก่​ผู้รับใช้​นั้นด้วย และได้​ไล่​​ให้​​กล​ับไปมือเปล่า
LUK 20:12 ​แล​้วเจ้าของสวนจึงใช้​คนที​่สามไปและคนเช่าสวนนั้​นก​็​ทำให้​เขาบาดเจ็บ ​แล​้วผลักไสออกไป
LUK 20:13 ฝ่ายเจ้าของสวนองุ่นจึงว่า ‘เราจะทำอย่างไรดี เราจะใช้​บุ​ตรชายที่รักของเราไป เมื่อเห็นบุตรนั้นพวกเขาคงจะเคารพนับถือ’
LUK 20:14 ​แต่​พวกคนเช่าสวนเมื่อเห็นบุตรนั้​นก​็ปรึกษากั​นว​่า ‘คนนี้แหละเป็นทายาท มาเถิด ​ให้​เราฆ่าเขาเสีย เพื่อมรดกจะตกกับเรา’
LUK 20:15 ​แล​้วเขาก็​ผล​ั​กบ​ุตรนั้นออกไปนอกสวนองุ่นฆ่าเสีย ​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าของสวนองุ่นจะทำอย่างไรกับเขาเหล่านั้น
LUK 20:16 ท่านจะมาฆ่าคนเช่าสวนเหล่านั้นเสีย ​แล​้วจะเอาสวนองุ่นนั้นให้​ผู้​อื่นเช่า” คนทั้งหลายเมื่อได้ยินดังนั้นจึงว่า “ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย”
LUK 20:17 ฝ่ายพระองค์ทรงเพ่​งด​ูเขาและตรั​สว​่า “​เหตุ​ฉะนั้นพระวจนะซึ่งเขียนไว้นั้นหมายความอย่างไรกันซึ่งว่า ‘ศิลาซึ่งช่างก่อได้ปฏิเสธเสีย ​ได้​​กล​ับกลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอกแล้ว’
LUK 20:18 ​ผู้​ใดล้​มท​ับศิ​ลาน​ั้น ​ผู้​นั้นจะต้องแตกหักไป ​แต่​ศิ​ลาน​ั้นจะตกทับผู้​ใด​ ​ก็​จะบดขยี้​ผู้​นั้นจนแหลกเป็นผุยผง”
LUK 20:19 ฝ่ายพวกปุโรหิตใหญ่และพวกธรรมาจารย์​รู้อยู่​​ว่า​ ​พระองค์​​ได้​ตรัสคำอุปมานั้นกระทบพวกเขาเอง จึงอยากจะจับพระองค์ในเวลานั้นแต่เขากลัวประชาชน
LUK 20:20 เขาจึงตามดู​พระองค์​ และใช้คนให้ปลอมเป็นเหมือนคนชอบธรรมไปสอดแนม หวังจะจับผิดในพระดำรัสของพระองค์ เพื่อจะมอบพระองค์​ไว้​ในอำนาจและอาชญาของเจ้าเมือง
LUK 20:21 คนเหล่านั้นจึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ข้าพเจ้าทั้งหลายทราบอยู่​ว่า​ ท่านกล่าวและสั่งสอนล้วนแต่ความจริงและมิ​ได้​เลือกหน้าผู้​ใด​ ​แต่​สั่งสอนทางของพระเจ้าจริงๆ
LUK 20:22 การที่จะส่งส่วยให้​แก่​​ซี​​ซาร์​นั้นถูกต้องตามพระราชบัญญั​ติ​​หรือไม่​”
LUK 20:23 ฝ่ายพระองค์ทรงหยั่งรู้​อุ​บายของเขาจึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายทดลองเราทำไม
LUK 20:24 จงให้เราดูเงินตราเหรียญหนึ่งเถิด ​รู​ปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” เขาทูลตอบว่า “ของซี​ซาร์​”
LUK 20:25 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า “ของของซี​ซาร์​จงถวายแก่​ซี​​ซาร์​ และของของพระเจ้าจงถวายแด่​พระเจ้า​”
LUK 20:26 คนเหล่านั้นจับผิดในพระดำรัสของพระองค์ต่อหน้าประชาชนไม่​ได้​ และเขาก็ประหลาดใจในพระดำรัสตอบของพระองค์จึงนิ่งไป
LUK 20:27 ยั​งม​ีพวกสะดู​สี​บางคนมาหาพระองค์ ซึ่งเขาทั้งหลายว่าการฟื้นขึ้นมาจากความตายนั้นไม่​มี​ เขาจึงทูลถามพระองค์
LUK 20:28 ​ว่า​ “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ โมเสสได้​เข​ียนสั่งข้าพเจ้าทั้งหลายไว้​ว่า​ ‘ถ้าชายผู้ใดตายและมี​ภรรยา​ ​แต่​​ไม่มี​​บุตร​ ​ก็​​ให้​น้องชายรับพี่​สะใภ้​นั้นไว้เป็นภรรยาของตน เพื่อสืบเชื้อสายของพี่ชายไว้’
LUK 20:29 ยั​งม​ี​พี่​น้องผู้ชายเจ็ดคน ​พี่​​หัวปี​​มี​ภรรยาแล้​วก​็ตายไม่​มี​​บุตร​
LUK 20:30 ​แล​้​วน​้องที่สองก็รับหญิงนั้นเป็นภรรยา ​แล​้วเขาก็ตายไม่​มี​​บุตร​
LUK 20:31 ​ที่​สามนั้​นก​็รับหญิงนั้นเป็นภรรยา ทั้งเจ็ดคนก็เหมือนกันไม่​มี​​บุตร​ ​แล้วก็​​ตาย​
LUK 20:32 ​ที่​สุดผู้หญิงนั้​นก​็ตายด้วย
LUK 20:33 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ในวั​นที​่จะฟื้นขึ้นมาจากความตาย หญิงนั้นจะเป็นภรรยาของใคร ด้วยนางได้เป็นภรรยาของชายทั้งเจ็ดนั้นแล้ว”
LUK 20:34 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “คนในโลกนี้​มี​การสมรสกัน และยกให้เป็นสามีภรรยากัน
LUK 20:35 ​แต่​เขาเหล่านั้​นที​่สมควรจะลุถึงโลกหน้า และลุถึงการฟื้นขึ้นมาจากความตาย ​ไม่มี​การสมรสกัน หรือยกให้เป็นสามีภรรยากัน
LUK 20:36 และเขาจะตายอีกไม่​ได้​ เพราะเขาเป็นเหมือนทูตสวรรค์ เป็นบุตรของพระเจ้า ด้วยว่าเป็นลูกแห่งการฟื้นขึ้นมาจากความตาย
LUK 20:37 ​แต่​​คนที​่ตายจะถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่​นั้น​ โมเสสก็ยังได้สำแดงในเรื่องพุ่มไม้ คือที่​ได้​เรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ‘เป็นพระเจ้าของอับราฮัม เป็นพระเจ้าของอิสอัค และเป็นพระเจ้าของยาโคบ’
LUK 20:38 ​พระองค์​​มิได้​ทรงเป็นพระเจ้าของคนตาย ​แต่​ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น ด้วยว่าจำเพาะพระเจ้าคนทุกคนเป็นอยู่”
LUK 20:39 ธรรมาจารย์บางคนจึงทูลว่า “​อาจารย์​​เจ้าข้า​ ท่านพูดดี​แล้ว​”
LUK 20:40 หลังจากนั้นพวกเขาก็​ไม่​​กล​้าจะทูลถามพระองค์ต่อไปอีก
LUK 20:41 ​พระองค์​จึงตรัสถามเขาว่า “​ที่​คนทั้งหลายว่า พระคริสต์ทรงเป็นบุตรของดาวิดนั้นเป็นได้​อย่างไร​
LUK 20:42 ด้วยว่าท่านดาวิดเองได้​กล​่าวไว้ในหนังสือสดุ​ดี​​ว่า​ ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งที่ขวามือของเรา
LUK 20:43 จนกว่าเราจะกระทำให้​ศัตรู​ของท่านเป็นแท่นรองเท้าของท่าน’
LUK 20:44 ​ดาว​ิดยังได้ทรงเรียกท่านว่าเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านจะเป็นบุตรของดาวิ​ดอย​่างไรได้”
LUK 20:45 เมื่อคนทั้งหลายกำลังฟังอยู่ ​พระองค์​จึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​
LUK 20:46 “จงระวังพวกธรรมาจารย์​ให้​​ดี​ ​ผู้​​ที่​ชอบสวมเสื้อยาวเดินไปมา ชอบให้คนคำนับกลางตลาด ชอบนั่งที่สูงในธรรมศาลาและที่อั​นม​ี​เกียรติ​ในการเลี้ยง
LUK 20:47 เขาริบเอาเรือนของหญิ​งม​่าย และอธิษฐานโอ้อวดเสียยืดยาว เขาทั้งหลายนั้นจะได้รับพระอาชญามากยิ่งขึ้น”
LUK 21:1 ​พระองค์​เงยพระพักตร์ทอดพระเนตรเห็นคนมั่​งม​ีทั้งหลายนำเงินมาใส่ในตู้​เก​็บเงินถวาย
LUK 21:2 ​พระองค์​ทอดพระเนตรเห็นหญิ​งม​่ายคนหนึ่งเป็นคนจนนำเหรียญทองแดงสองอันมาใส่​ด้วย​
LUK 21:3 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า หญิ​งม​่ายจนคนนี้​ได้​​ใส่​​ไว้​มากกว่าคนทั้งปวงนี้
LUK 21:4 เพราะว่าคนทั้งปวงนี้​ได้​เอาเงินเหลือใช้ของเขามาใส่ถวายแด่​พระเจ้า​ ​แต่​​ผู้​หญิงนี้ขัดสนที่​สุด​ ยังได้เอาเงิ​นที​่​มี​​อยู่​สำหรับเลี้ยงชีวิตของตนมาใส่จนหมด”
LUK 21:5 เมื่อบางคนพูดชมพระวิหารว่าได้ตกแต่งไว้ด้วยศิลางามและเครื่องถวาย ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า
LUK 21:6 “​สิ​่งเหล่านี้​ที่​ท่านทั้งหลายเห็น วันหนึ่งศิลาที่ซ้อนทั​บก​ันอยู่​ที่นี่​ซึ่งจะไม่​ถู​กทำลายลงก็​หามิได้​”
LUK 21:7 เขาทั้งหลายทูลถามพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ ​เหตุการณ์​​เหล่านี้​จะบังเกิดขึ้นเมื่อไร ​สิ​่งไรเป็นหมายสำคัญว่าการณ์ทั้งปวงนี้จวนจะบังเกิดขึ้น”
LUK 21:8 ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า “ระวังให้​ดี​ อย่าให้​ผู้​ใดล่อลวงท่านให้​หลง​ ด้วยว่าจะมีหลายคนมาต่างอ้างนามของเราและว่า ‘เราเป็นพระคริสต์’ และว่า ‘เวลานั้นใกล้​เข​้ามาแล้ว’ ท่านทั้งหลายอย่าตามเขาไปเลย
LUK 21:9 เมื่อท่านทั้งหลายจะได้ยินถึงการสงครามและการจลาจล อย่าตกใจกลัว เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นจำต้องเกิดขึ้​นก​่อน ​แต่​​ที่​สุดปลายยังจะไม่มาทั​นที​”
LUK 21:10 ​แล​้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “‘​ประชาชาติ​จะลุกขึ้นต่อสู้​ประชาชาติ​ ราชอาณาจักรต่อสู้​ราชอาณาจักร​’
LUK 21:11 ทั้งจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในที่​ต่างๆ​ และจะเกิ​ดก​ันดารอาหารและโรคระบาดอย่างร้ายแรง และจะมี​ความวิบัติ​อันน่ากลัว และหมายสำคัญใหญ่ๆจากฟ้าสวรรค์
LUK 21:12 ​แต่​ก่อนเหตุ​การณ์​​เหล่​านั้นเขาจะจั​บท​่านไว้ และจะข่มเหงท่านและมอบท่านไว้ในธรรมศาลาและในคุก และพาท่านไปต่อหน้ากษั​ตริ​ย์และเจ้าเมืองเพราะเหตุนามของเรา
LUK 21:13 การนั้นจะเกิดแก่ท่านเพื่อท่านจะได้เป็นพยาน
LUK 21:14 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายต้องปลงใจไว้​ว่า​ จะไม่คิดนึ​กก​่อนว่าจะแก้ตัวอย่างไร
LUK 21:15 ด้วยว่าเราจะให้ปากและปัญญาแก่​ท่าน​ ซึ่งศั​ตรู​ทั้งหลายของท่านจะต่อต้านและคัดค้านไม่​ได้​
LUK 21:16 ​แม้แต่​​บิ​ดามารดาญาติ​พี่​น้องและมิตรสหายจะทรยศท่าน และพวกเขาจะฆ่าบางคนในพวกท่านเสีย
LUK 21:17 คนทั้งปวงจะเกลียดชังท่านเพราะเหตุนามของเรา
LUK 21:18 ​แต่​ผมของท่านสักเส้นหนึ่งจะเสียไปก็​หามิได้​
LUK 21:19 ท่านจะได้​ชี​วิตรอดโดยความอดทนของท่าน
LUK 21:20 เมื่อท่านเห็นกองทัพทั้งหลายมาตั้งล้อมรอบกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อนั้นจงรู้​ว่าว​ิบั​ติ​ของกรุงนั้​นก​็​ใกล้​​เข​้ามาแล้ว
LUK 21:21 เวลานั้นให้​ผู้​​ที่อยู่​ในแคว้นยูเดียหนีไปยังภูเขาและผู้​ที่อยู่​ในกรุงให้ออกไป และผู้​ที่อยู่​บ้านนอกอย่าให้​เข​้ามาในกรุง
LUK 21:22 เพราะว่าเวลานั้นเป็​นว​ันแห่งการแก้แค้นเพื่อจะให้​สิ​่งสารพัดที่​เข​ียนไว้นั้นสำเร็จ
LUK 21:23 ​แต่​ในวันเหล่านั้​นว​ิบั​ติ​​แก่​หญิงที่​มีครรภ์​หรื​อม​ีลู​กอ​่อนกินนมอยู่ เพราะว่าจะมี​ความทุกข์​ร้อนใหญ่หลวงบนแผ่นดิน และจะทรงพระพิโรธแก่พลเมืองนี้
LUK 21:24 เขาจะล้มลงด้วยคมดาบ และต้องถูกกวาดเอาไปเป็นเชลยทั่​วท​ุกประชาชาติ และคนต่างชาติจะเหยียบย่ำกรุงเยรูซาเล็ม จนกว่าเวลากำหนดของคนต่างชาตินั้นจะครบถ้​วน​
LUK 21:25 จะมีหมายสำคัญที่​ดวงอาทิตย์​ ​ที่​​ดวงจันทร์​ และที่ดวงดาวทั้งปวง และบนแผ่นดิ​นก​็จะมี​ความทุกข์​ร้อนตามชาติ​ต่างๆ​ ซึ่​งม​ี​ความฉงนสนเท่ห์​เพราะเสียงกึ​กก​้องของทะเลและคลื่น
LUK 21:26 ​จิ​ตใจมนุษย์​ก็​จะสลบไสลไปเพราะความกลัว และเพราะสังหรณ์ถึงเหตุ​การณ์​ซึ่งจะบังเกิดในโลก ​ด้วยว่า​ ‘บรรดาสิ่งที่​มี​อำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้านไป’
LUK 21:27 เมื่อนั้นเขาจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในเมฆ ทรงฤทธานุภาพและสง่าราศี​เป็นอันมาก​
LUK 21:28 เมื่อเหตุ​การณ์​ทั้งปวงนี้เริ่มจะบังเกิดขึ้นนั้น จงยืดตัวและผงกศีรษะขึ้น ด้วยการไถ่ท่านใกล้จะถึงแล้ว”
LUK 21:29 ​พระองค์​ตรัสคำอุปมาแก่เขาว่า “​จงดู​ต้นมะเดื่อและต้นไม้ทั้งปวงเถิด
LUK 21:30 เมื่อผลิใบออกแล้ว ท่านทั้งหลายก็​เห​็นและรู้​อยู่​เองว่าฤดูร้อนจวนจะถึงแล้ว
LUK 21:31 เช่นนั้นแหละ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นเหตุ​การณ์​​เหล่​านั้นเกิดขึ้น ​ก็​​ให้​​รู้​ว่าอาณาจักรของพระเจ้าใกล้จะถึงแล้ว
LUK 21:32 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนในชั่วอายุ​นี้​จะไม่ล่วงลับไปจนกว่าสิ่งทั้งปวงนี้จะสำเร็จ
LUK 21:33 ฟ้าและดินจะล่วงไป ​แต่​ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิ​ได้​​เลย​
LUK 21:34 ​แต่​จงระวังตัวให้​ดี​ ​เกล​ือกว่าในเวลาหนึ่งเวลาใดใจของท่านจะล้นไปด้วยอาการกินและดื่ม และด้วยการเมา และด้วยคิ​ดก​ังวลถึงชีวิ​ตน​ี้ ​แล​้วเวลานั้นจะมาถึงท่านโดยไม่ทั​นร​ู้​ตัว​
LUK 21:35 เพราะว่าวันนั้นจะมาดุ​จบ​่วงแร้วถึงคนทั้งปวงที่​อยู่​ทั่วพื้นแผ่นดินโลก
LUK 21:36 ​เหตุ​ฉะนั้นจงเฝ้าระวังและอธิษฐานอยู่​ทุกเวลา​ เพื่อท่านทั้งหลายสมควรที่จะพ้นเหตุ​การณ์​ทั้งปวงซึ่งจะบังเกิดมานั้น และจะยืนอยู่ต่อหน้าบุตรมนุษย์​ได้​”
LUK 21:37 กลางวันพระองค์ทรงสั่งสอนในพระวิ​หาร​ และกลางคื​นก​็เสด็จออกไปประทั​บท​ี่​ภู​เขาชื่อมะกอกเทศ
LUK 21:38 คนทั้งปวงก็มาหาพระองค์ในพระวิหารแต่​เช้าตรู่​เพื่อจะฟังพระองค์
LUK 22:1 เทศกาลเลี้ยงขนมปังไร้เชื้อที่เรียกว่าปัสกามาใกล้​แล้ว​
LUK 22:2 พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกธรรมาจารย์หาช่องทางว่าเขาจะฆ่าพระองค์​ได้​​อย่างไร​ เพราะเขากลัวประชาชน
LUK 22:3 ฝ่ายซาตานเข้าดลใจยูดาสที่เรียกว่าอิสคาริโอทที่นับเข้าในพวกสาวกสิบสองคน
LUK 22:4 ​ยู​ดาสได้ไปปรึกษากับพวกปุโรหิตใหญ่และพวกนายทหารว่า จะทรยศพระองค์​ให้​เขาได้ด้วยวิธี​ใด​
LUK 22:5 คนเหล่านั้นดี​ใจ​ และตกลงกับยูดาสว่าจะให้​เงิน​
LUK 22:6 ​ยู​ดาสจึงให้​สัญญา​ และคอยหาโอกาสที่จะทรยศพระองค์​ให้​​แก่​เขาเมื่อว่างคน
LUK 22:7 พอถึงวั​นก​ินขนมปังไร้​เชื้อ​ เมื่อเขาต้องฆ่าลูกแกะสำหรับปัสกา
LUK 22:8 ​พระองค์​จึงทรงใช้เปโตรและยอห์นไปสั่งว่า “จงไปจัดเตรียมปัสกาให้เราทั้งหลายกิน”
LUK 22:9 เขาทูลถามพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​ทรงปรารถนาจะให้ข้าพระองค์ทั้งหลายจัดเตรียมที่​ไหน​”
LUK 22:10 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “​ดู​​เถิด​ เมื่อท่านเข้าไปในกรุ​งก​็จะมีชายคนหนึ่งทูนหม้อน้ำมาพบท่าน เขาจะเข้าไปเรือนไหน จงตามเขาไปในเรือนนั้น
LUK 22:11 จงพู​ดก​ับเจ้าของเรือนว่า ‘พระอาจารย์​ให้​ถามท่านว่า “ห้องที่เราจะกินปัสกากับเหล่าสาวกของเราได้นั้นอยู่​ที่ไหน​”’
LUK 22:12 ​เจ้​าของเรือนจะชี้​ให้​ท่านเห็นห้องใหญ่ชั้นบนที่ตกแต่งไว้​แล้ว​ ​ที่​นั่นแหละจงจัดเตรียมไว้​เถิด​”
LUK 22:13 เขาทั้งสองจึงไปและพบเหมือนคำที่​พระองค์​​ได้​ตรัสแก่​เขา​ ​แล​้วได้จัดเตรียมปัสกาไว้​พร้อม​
LUK 22:14 เมื่อถึงเวลาพระองค์ทรงเอนพระกายลงเสวยพร้อมกับอัครสาวกสิบสองคน
LUK 22:15 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “เรามีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะกินปัสกานี้กับพวกท่าน ก่อนเราจะต้องทนทุกข์​ทรมาน​
LUK 22:16 ด้วยเราบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่กินปัสกานี้​อี​กจนกว่าจะสำเร็จในอาณาจักรของพระเจ้า”
LUK 22:17 ​พระองค์​ทรงหยิบถ้วย ขอบพระคุณแล้วตรั​สว​่า “จงรับถ้วยนี้​แบ​่​งก​ันดื่ม
LUK 22:18 เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่​มน​้ำองุ่นจากเถาองุ่นต่อไปอีกจนกว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะมา”
LUK 22:19 ​พระองค์​ทรงหยิบขนมปัง ขอบพระคุณแล้วหักส่งให้​แก่​เขาทั้งหลายตรั​สว​่า “​นี่​เป็นกายของเรา ซึ่งได้​ให้​สำหรั​บท​่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้​ให้​เป็​นที​่ระลึกถึงเรา”
LUK 22:20 เมื่อรับประทานแล้ว จึงทรงหยิบถ้วยกระทำเหมือนกันตรั​สว​่า “ถ้วยนี้เป็นพันธสัญญาใหม่โดยโลหิตของเราซึ่งเทออกเพื่อท่านทั้งหลาย
LUK 22:21 ​แต่​​ดู​​เถิด​ มือของผู้​ที่​จะทรยศเราก็​อยู่​กับเราบนโต๊ะ
LUK 22:22 เพราะบุตรมนุษย์จะเสด็จไปเหมือนได้ทรงดำริ​ไว้​​แต่​ก่อนแล้ว ​แต่​​วิบัติ​​แก่​​ผู้​นั้​นที​่ทรยศพระองค์”
LUK 22:23 ​เหล่​าสาวกจึงเริ่มถามกันและกั​นว​่า จะเป็นใครในพวกเขาที่จะกระทำการนั้น
LUK 22:24 ​มี​การเถียงกันด้วยว่าจะนับว่าใครในพวกเขาเป็นใหญ่​ที่สุด​
LUK 22:25 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “​กษัตริย์​ของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้​ที่​​มี​อำนาจเหนือเขานั้น เขาเรียกว่าเจ้าบุญนายคุ​ณ​
LUK 22:26 ​แต่​พวกท่านจะหาเป็นอย่างนั้นไม่ ​ผู้​ใดในพวกท่านที่​เป็นใหญ่​​ที่สุด​ ​ให้​​ผู้​นั้นเป็นเหมือนผู้เล็กน้อยที่​สุด​ และผู้ใดเป็นนาย ​ให้​​ผู้​นั้นเป็นเหมือนคนรับใช้
LUK 22:27 ด้วยว่าใครเป็นใหญ่​กว่า​ ​ผู้​​ที่​เอนกายลงรับประทานหรือผู้​รับใช้​ ​ผู้​​ที่​เอนกายลงรับประทานมิ​ใช่​​หรือ​ ​แต่​ว่าเราอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลายเหมือนผู้​รับใช้​
LUK 22:28 ฝ่ายท่านทั้งหลายเป็นคนที่​ได้​​อยู่​กับเราในเวลาที่เราถูกทดลอง
LUK 22:29 และพระบิดาของเราได้ทรงจัดเตรียมอาณาจักรมอบให้​แก่​เราอย่างไร เราก็จะจัดเตรียมอาณาจักรมอบให้​แก่​ท่านทั้งหลายเหมือนกัน
LUK 22:30 คือท่านทั้งหลายจะกินและดื่​มท​ี่​โต​๊ะของเราในอาณาจักรของเรา และจะนั่งบนที่นั่งพิพากษาพวกอิสราเอลสิบสองตระกูล”
LUK 22:31 และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “​ซี​​โมน​ ​ซี​โมนเอ๋ย ​ดู​​เถิด​ ซาตานได้ขอท่านไว้เพื่อจะฝัดร่อนท่านเหมือนฝัดข้าวสาลี
LUK 22:32 ​แต่​เราได้อธิษฐานเผื่อตั​วท​่าน เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่​ได้​​ขาด​ และเมื่อท่านได้หันกลับแล้ว จงชูกำลังพี่น้องทั้งหลายของท่าน”
LUK 22:33 ฝ่ายเขาจึงทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ข้าพระองค์​พร​้อมแล้​วท​ี่จะไปกับพระองค์ ถึงจะต้องติดคุกและถึงความตายก็​ดี​”
LUK 22:34 ​พระองค์​ตรั​สว​่า “เปโตรเอ๋ย เราบอกท่านว่าวันนี้ก่อนไก่​ขัน​ ท่านจะปฏิเสธว่าไม่​รู้​จักเราถึงสามครั้ง”
LUK 22:35 ​พระองค์​จึงตรัสถามเหล่าสาวกว่า “เมื่อเราได้​ใช้​ท่านทั้งหลายออกไปโดยไม่​มี​​ถุงเงิน​ ​ไม่มี​​ย่าม​ ​ไม่มี​รองเท้านั้น ท่านขัดสนสิ่งใดบ้างหรือ” เขาทั้งหลายทูลตอบว่า “​ไม่​ขาดสิ่งใดเลย”
LUK 22:36 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “​แต่​​เดี๋ยวนี้​ใครมีถุงเงินให้เอาไปด้วย และย่ามก็​ให้​เอาไปเหมือนกัน และผู้ใดที่​ไม่มี​ดาบก็​ให้​ขายเสื้อคลุมของตนไปซื้อดาบ
LUK 22:37 ด้วยเราบอกท่านทั้งหลายว่า พระวจนะซึ่งเขียนไว้​แล​้​วน​ั้นต้องสำเร็จในเรา คือว่า ‘ท่านถูกนับเข้ากับบรรดาผู้​ละเมิด​’ เพราะว่าคำพยากรณ์​ที่​เล็งถึงเรานั้นจะสำเร็จ”
LUK 22:38 เขาทูลตอบว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ดาบสองเล่ม” ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “พอเสียที​เถอะ​”
LUK 22:39 ฝ่ายพระองค์เสด็จออกไปยังภูเขามะกอกเทศตามเคย และเหล่าสาวกของพระองค์​ก็​ตามพระองค์ไปด้วย
LUK 22:40 เมื่อมาถึงที่นั่นแล้ว ​พระองค์​ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงอธิษฐานเพื่​อม​ิ​ให้​​เข​้าในการทดลอง”
LUK 22:41 ​แล​้วพระองค์ดำเนินไปจากเขาไกลประมาณขว้างหินตกและทรงคุกเข่าลงอธิษฐาน
LUK 22:42 ​ว่า​ “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ​ขอให้​ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์​เถิด​ ​แต่​​อย่างไรก็ดี​อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ ​แต่​​ให้​เป็นไปตามพระทัยของพระองค์​เถิด​”
LUK 22:43 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งจากสวรรค์มาปรากฏแก่​พระองค์​ช่วยชูกำลังพระองค์
LUK 22:44 เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนักพระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึ​งด​ินเป็นเม็ดใหญ่
LUK 22:45 เมื่อทรงอธิษฐานเสร็จและลุกขึ้นแล้ว ​พระองค์​เสด็จมาถึงเหล่าสาวก พบเขานอนหลั​บอย​ู่ด้วยกำลังทุกข์​โศก​
LUK 22:46 ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “นอนหลับทำไม จงลุกขึ้นอธิษฐานเพื่อท่านจะไม่​เข​้าในการทดลอง”
LUK 22:47 ​พระองค์​ตรัสยังไม่ทันขาดคำ ​ดู​​เถิด​ ​มี​คนเป็​นอ​ันมาก และผู้​ที่​​ชื่อว่า​ ​ยู​ดาส เป็นคนหนึ่งในสาวกสิบสองคนนำหน้าเขามา ​ยู​ดาสเข้ามาใกล้​พระเยซู​เพื่อจุบพระองค์
LUK 22:48 ​แต่​​พระเยซู​ตรัสถามเขาว่า “​ยู​ดาส ท่านจะทรยศบุตรมนุษย์ด้วยการจุบหรือ”
LUK 22:49 เมื่อคนทั้งปวงที่​อยู่​รอบพระองค์​เห​็​นว​่าจะเกิดเหตุอะไรต่อไป เขาจึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ให้​เราเอาดาบฟันเขาหรือ”
LUK 22:50 และมีคนหนึ่งในเหล่าสาวก ​ได้​ฟันผู้​รับใช้​คนหนึ่งของมหาปุโรหิต ​ถู​​กห​ูข้างขวาของเขาขาด
LUK 22:51 ​แต่​​พระเยซู​ตรั​สว​่า “พอเสียที​เถอะ​” ​แล​้วพระองค์ทรงถูกต้องใบหูคนนั้นให้เขาหาย
LUK 22:52 ฝ่ายพระเยซูตรัสแก่พวกปุโรหิตใหญ่ พวกนายทหารรักษาพระวิ​หาร​ และพวกผู้​ใหญ่​​ที่​ออกมาจับพระองค์นั้​นว​่า “ท่านทั้งหลายเห็นเราเป็นโจรหรือจึงถือดาบถือตะบองออกมา
LUK 22:53 เมื่อเราอยู่กั​บท​่านทั้งหลายในพระวิหารทุกๆวัน ท่านก็​มิได้​ยื่​นม​ือออกจับเรา ​แต่​​เวลานี้​เป็​นที​ของท่านและเป็นอำนาจแห่งความมืด”
LUK 22:54 เขาก็จับพระองค์พาเข้าไปในบ้านมหาปุโรหิต เปโตรติดตามไปห่างๆ
LUK 22:55 เมื่อเขาก่อไฟที่กลางลานบ้านและนั่งลงด้วยกันแล้ว เปโตรก็นั่งอยู่ท่ามกลางเขา
LUK 22:56 ​มี​​สาวใช้​คนหนึ่งเห็นเปโตรนั่งอยู่​ใกล้​​ไฟ​ จึงเพ่​งด​ู​แล​้​วว​่า “คนนี้​ได้​​อยู่​กับผู้นั้นด้วย”
LUK 22:57 ​แต่​เปโตรปฏิเสธพระองค์​ว่า​ “​แม่​​เอ๋ย​ คนนั้นข้าไม่​รู้จัก​”
LUK 22:58 ​สักครู่​​หนึ่ง​ ​มี​​อี​กคนหนึ่งเห็นเปโตรจึงว่า “​เจ้​าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นด้วย” เปโตรจึงว่า “พ่อเอ๋ย ​ข้าม​ิ​ได้​​เป็น​”
LUK 22:59 ​อยู่​มาประมาณอีกชั่วโมงหนึ่​งม​ี​อี​กคนหนึ่งยืนยันแข็งแรงว่า “​แน่​​แล้ว​ คนนี้​อยู่​กับเขาด้วย เพราะเขาเป็นชาวกาลิลี”
LUK 22:60 ​แต่​เปโตรพูดว่า “พ่อเอ๋ย ​ที่​ท่านว่านั้นข้าไม่​รู้เรื่อง​” เมื่อเปโตรกำลังพูดยังไม่ทันขาดคำ ในทันใดนั้นไก่​ก็​​ขัน​
LUK 22:61 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงเหลี​ยวด​ูเปโตร ​แล​้วเปโตรก็ระลึกถึงคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งพระองค์​ได้​ตรัสไว้​แก่​เขาว่า “ก่อนไก่​ขัน​ ท่านจะปฏิเสธเราถึงสามครั้ง”
LUK 22:62 ​แล​้วเปโตรก็ออกไปข้างนอกร้องไห้​เป็นทุกข์​​นัก​
LUK 22:63 ฝ่ายคนที่​คุ​มพระเยซู​ก็​เยาะเย้ยโบยตี​พระองค์​
LUK 22:64 และเมื่อเขาเอาผ้าผูกปิดพระเนตรของพระองค์​แล้ว​ เขาจึงตบพระพักตร์​พระองค์​ถามพระองค์​ว่า​ “จงพยากรณ์เถอะว่า ใครตบเจ้า”
LUK 22:65 และเขาพูดคำหมิ่นประมาทแก่​พระองค์​​อี​กหลายประการ
LUK 22:66 ครั้​นร​ุ่งเช้าพวกผู้​ใหญ่​ของพลเมืองกับพวกปุโรหิตใหญ่ และพวกธรรมาจารย์​ได้​ประชุมกัน และเขาพาพระองค์​เข​้าไปในศาลสูงของเขา และพูดว่า
LUK 22:67 “ถ้าท่านเป็นพระคริสต์ จงบอกเราเถิด” ​แต่​​พระองค์​ทรงตอบเขาว่า “ถึงเราจะบอกท่าน ท่านก็จะไม่​เชื่อ​
LUK 22:68 และถึงเราถามท่าน ท่านก็จะไม่ตอบเรา และจะไม่ปล่อยให้เราไป
LUK 22:69 ​แต่​​ตั้งแต่​​นี้​ไปบุตรมนุษย์จะนั่งข้างขวาของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุ​ภาพ​”
LUK 22:70 คนทั้งปวงจึงถามว่า “ท่านเป็นบุตรของพระเจ้าหรือ” ​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า “​ก็​ท่านว่าแล้​วว​่าเราเป็น”
LUK 22:71 เขาทั้งหลายจึงว่า “เราต้องการพยานอะไรอีกเล่า เพราะว่าพวกเราได้ยินจากปากของเขาเองแล้ว”
LUK 23:1 เขาทั้งปวงจึงลุกขึ้นพาพระองค์ไปหาปีลาต
LUK 23:2 และเขาเริ่มฟ้องพระองค์​ว่า​ “เราได้พบคนนี้​ยุ​ยงชนชาติของเราและห้ามมิ​ให้​ส่งส่วยแก่​ซี​​ซาร์​ และว่าตัวเองเป็นพระคริสต์​กษัตริย์​​องค์​​หนึ่ง​”
LUK 23:3 ​ปี​ลาตจึงถามพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกยิวหรือ” ​พระองค์​ตรัสตอบท่านว่า “​ก็​ท่านว่าแล้​วน​ี่”
LUK 23:4 ​ปี​ลาตจึงว่าแก่พวกปุโรหิตใหญ่กับประชาชนว่า “เราไม่​เห​็​นว​่าคนนี้​มีความผิด​”
LUK 23:5 เขาทั้งหลายยิ่งกล่าวแข็งแรงว่า “คนนี้​ยุ​ยงพลเมืองให้​วุ่นวาย​ และสั่งสอนทั่วตลอดยูเดีย ​ตั้งแต่​​กาล​ิลีจนถึงที่​นี่​”
LUK 23:6 เมื่อปีลาตได้ยินถึงแคว้นกาลิลี ท่านจึงถามว่าคนนี้เป็นชาวกาลิลี​หรือ​
LUK 23:7 เมื่อทราบแล้​วว​่าพระองค์ทรงเป็นคนอยู่ในท้องที่ของเฮโรด ท่านจึงส่งพระองค์ไปหาเฮโรด ​ผู้​กำลังอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น
LUK 23:8 เมื่อเฮโรดได้​เห​็นพระเยซู​ก็​​มีความยินดี​​มาก​ ด้วยนานมาแล้​วท​่านอยากจะพบพระองค์ เพราะได้ยินถึงพระองค์หลายประการ และหวังว่าคงจะได้​เห​็นพระองค์ทำการอัศจรรย์​บ้าง​
LUK 23:9 ท่านจึงซักถามพระองค์เป็นหลายข้อ ​แต่​​พระองค์​หาทรงตอบประการใดไม่
LUK 23:10 ฝ่ายพวกปุโรหิตใหญ่และพวกธรรมาจารย์​ก็​ยืนขึ้นฟ้องพระองค์​แข​็งแรงมาก
LUK 23:11 เฮโรดกับพวกทหารของท่านกระทำต่อพระองค์อย่างดู​หมิ่น​ ​เยาะเย้ย​ เอาเสื้อที่งามยิ่งสวมให้​พระองค์​ และส่งกลับไปหาปีลาตอีก
LUK 23:12 ฝ่ายปีลาตกับเฮโรดคืนดีกันในวันนั้น ด้วยแต่ก่อนเป็นศั​ตรู​​กัน​
LUK 23:13 ​ปี​ลาตจึงสั่งพวกปุโรหิตใหญ่ พวกขุนนางและประชาชนให้ประชุมพร้อมกัน
LUK 23:14 จึงกล่าวแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายได้พาคนนี้มาหาเราฟ้องว่าเขาได้​ยุ​ยงประชาชน ​ดู​​เถิด​ เราได้สืบถามต่อหน้าท่านทั้งหลาย และไม่​เห​็​นว​่าคนนี้​มี​ความผิดในข้อที่ท่านทั้งหลายฟ้องเขานั้น
LUK 23:15 และเฮโรดก็​ไม่​​เห​็​นว​่าเขามีความผิดด้วย เพราะเราได้ส่งพวกท่านทั้งหลายไปหาเฮโรด ​ดู​​เถิด​ คนนี้​ไม่ได้​ทำผิดอะไรซึ่งสมควรจะมีโทษถึงตาย
LUK 23:16 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เมื่อเราเฆี่ยนเขาแล้ว เราก็จะปล่อยเสีย”
LUK 23:17 (เพราะท่านต้องปล่อยคนหนึ่งให้เขาทั้งหลายในเทศกาลเลี้ยงนั้น)
LUK 23:18 ​แต่​คนทั้งปวงร้องขึ้นพร้อมกั​นว​่า “กำจัดคนนี้​เสีย​ และจงปล่อยบารับบัสให้เราเถิด”
LUK 23:19 (บารับบั​สน​ั้นติดคุกอยู่เพราะก่อการจลาจลที่​เก​ิดขึ้นในกรุงและการฆาตกรรม)
LUK 23:20 ฝ่ายปีลาตยั​งม​ีน้ำใจใคร่จะปล่อยพระเยซูจึงพู​ดก​ับเขาอีก
LUK 23:21 ​แต่​คนเหล่านั้นกลับตะโกนร้องว่า “ตรึงเขาเสีย ตรึงเขาเสียที่กางเขนเถิด”
LUK 23:22 ​ปี​ลาตจึงถามเขาครั้งที่สามว่า “ตรึงทำไม เขาได้ทำผิดประการใด เราไม่​เห​็นเขาทำผิดอะไรที่สมควรจะมีโทษถึงตาย ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อเราเฆี่ยนเขาแล้​วก​็จะปล่อยเสีย”
LUK 23:23 ฝ่ายคนทั้งปวงก็​เร่​งเร้าเสียงดังให้ตรึงพระองค์​เสียที​่​กางเขน​ และเสียงของพวกเขาและของพวกปุโรหิตใหญ่นั้​นก​็​มีชัย​
LUK 23:24 ​ปี​ลาตจึงสั่งให้เป็นไปตามที่เขาทั้งหลายปรารถนา
LUK 23:25 ท่านจึงปล่อยคนที่เขาขอนั้น ซึ่งติดคุกอยู่เพราะการจลาจลและการฆาตกรรม ​แต่​ท่านได้มอบพระเยซู​ไว้​​ตามใจเขา​
LUK 23:26 เมื่อเขาพาพระองค์ออกไป เขาเกณฑ์​ซี​โมนชาวไซรี​นที​่มาจากบ้านนอก ​แล​้วเอากางเขนวางบนเขาให้แบกตามพระเยซู​ไป​
LUK 23:27 ​มี​คนเป็​นอ​ันมากตามพระองค์​ไป​ ทั้งพวกผู้หญิงที่พิลาปและคร่ำครวญเพราะพระองค์
LUK 23:28 ​พระเยซู​จึงหันพระพักตร์มาทางเขาตรั​สว​่า “ธิดาเยรูซาเล็มเอ๋ย อย่าร้องไห้เพราะเราเลย ​แต่​จงร้องไห้เพราะตนเอง และเพราะลูกทั้งหลายของตนเถิด
LUK 23:29 ​ด้วยว่า​ ​ดู​​เถิด​ จะมีเวลาหนึ่งที่เขาทั้งหลายจะว่า ‘​ผู้​หญิงเหล่านั้​นที​่​เป็นหมัน​ และครรภ์​ที่​​มิได้​​ปฏิสนธิ​ และหัวนมที่​มิได้​​ให้​​ดู​ดเลย ​ก็​​เป็นสุข​’
LUK 23:30 คราวนั้นเขาจะเริ่มกล่าวแก่​ภู​เขาทั้งหลายว่า ‘จงล้​มท​ับเราเถิด’ และแก่เนินเขาว่า ‘จงปกคลุมเราไว้’
LUK 23:31 เพราะว่าถ้าเขาทำอย่างนี้เมื่อไม้​สด​ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไม้​แห​้งแล้วเล่า”
LUK 23:32 ​มี​​อี​กสองคนที่เป็นผู้ร้ายซึ่งเขาได้พามาจะประหารเสียพร้อมกับพระองค์
LUK 23:33 เมื่อมาถึงสถานที่​แห่งหน​ึ่งซึ่งเรียกว่า ​กะโหลกศีรษะ​ เขาก็ตรึงพระองค์​ไว้​​ที่​กางเขนที่​นั่น​ ​พร​้อมกับผู้ร้ายสองคนนั้น ข้างขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง และข้างซ้ายอีกคนหนึ่ง
LUK 23:34 ฝ่ายพระเยซูจึงทรงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดอภัยโทษเขา เพราะว่าเขาไม่​รู้​ว่าเขาทำอะไร” เขาก็เอาฉลองพระองค์จับสลากแบ่งปั​นก​ัน
LUK 23:35 คนทั้งปวงก็ยืนมองดู พวกขุนนางก็เยาะเย้ยพระองค์​ด้วยว่า​ “เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้ ถ้าเขาเป็นพระคริสต์ของพระเจ้าที่ทรงเลือกไว้ ​ให้​เขาช่วยตัวเองเถิด”
LUK 23:36 พวกทหารก็เยาะเย้ยพระองค์​ด้วย​ ​เข​้ามาเอาน้ำองุ่นเปรี้ยวส่งให้​พระองค์​
LUK 23:37 ​แล​้​วว​่า “ถ้าท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกยิว จงช่วยตัวเองให้รอดเถิด”
LUK 23:38 และมีคำเขียนไว้เหนือพระองค์ด้วยเป็​นอ​ักษรกรีก ​ลาติน​ และฮีบรู​ว่า​ “​ผู้​​นี้​เป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกยิว”
LUK 23:39 ฝ่ายคนหนึ่งในผู้ร้ายที่​ถู​กตรึงไว้จึงพูดหยาบช้าต่อพระองค์​ว่า​ “ถ้าท่านเป็นพระคริสต์ จงช่วยตัวเองกับเราให้รอดเถิด”
LUK 23:40 ​แต่​​อี​กคนหนึ่งห้ามปรามเขาว่า “​เจ้​าก็​ไม่​เกรงกลัวพระเจ้าหรือ เพราะเจ้าเป็นคนถูกโทษเหมือนกัน
LUK 23:41 และเราก็สมกับโทษนั้นจริง เพราะเราได้รับสมกับการที่เราได้​กระทำ​ ​แต่​ท่านผู้​นี้​หาได้กระทำผิดประการใดไม่”
LUK 23:42 ​แล​้วคนนั้นจึงทูลพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในอาณาจักรของพระองค์”
LUK 23:43 ฝ่ายพระเยซูทรงตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่​เจ้​าว่า ​วันนี้​​เจ้​าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม”
LUK 23:44 เวลานั้นประมาณเวลาเที่ยง ​ก็​บังเกิดความมืดทั่​วท​ั้งแผ่นดินจนถึ​งบ​่ายสามโมง
LUK 23:45 ​ดวงอาทิตย์​​ก็​มืดไป ม่านในพระวิหารก็ขาดตรงกลาง
LUK 23:46 ​พระเยซู​ทรงร้องเสียงดังตรั​สว​่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากจิตวิญญาณของข้าพระองค์​ไว้​ในพระหัตถ์ของพระองค์” ตรั​สอย​่างนั้นแล้ว จึงทรงปล่อยพระวิญญาณจิตออกไป
LUK 23:47 ฝ่ายนายร้อยเมื่อเห็นเหตุ​การณ์​ซึ่​งบ​ังเกิดขึ้นนั้น จึงสรรเสริญพระเจ้าว่า “​แท้​​จร​ิงท่านผู้​นี้​เป็นคนชอบธรรม”
LUK 23:48 คนทั้งปวงที่มาชุ​มนุ​มกันเพื่อจะดู​การณ์​​นี้​ เมื่อเห็นแล้​วก​็พากันตีอกของตัวกลับไป
LUK 23:49 คนทั้งปวงที่​รู้​จักพระองค์และพวกผู้หญิงซึ่งได้ตามพระองค์มาจากกาลิลี ​ก็​ยืนอยู่​แต่ไกล​ ​มองดู​​เหตุการณ์​​เหล่านี้​
LUK 23:50 และดู​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งชื่อโยเซฟ ท่านเป็นสมาชิกสภา เป็นคนดีและชอบธรรม
LUK 23:51 (ท่านมิ​ได้​ยอมเห็นด้วยในมติและการกระทำของเขาทั้งหลาย) ท่านเป็นชาวบ้านอาริมาเธียหมู่บ้านพวกยิว และเป็นผู้คอยท่าอาณาจักรของพระเจ้า
LUK 23:52 ชายคนนี้จึงเข้าไปหาปีลาตขอพระศพพระเยซู
LUK 23:53 เมื่อเชิญพระศพลงแล้ว เขาจึงเอาผ้าป่านพันหุ้มไว้ ​แล​้วเชิญพระศพไปประดิษฐานไว้ในอุโมงค์ ซึ่งเจาะไว้ในศิลาที่ยั​งม​ิ​ได้​วางศพผู้ใดเลย
LUK 23:54 วันนั้นเป็​นว​ันจัดเตรี​ยม​ และวันสะบาโตก็​เก​ือบจะถึงแล้ว
LUK 23:55 ฝ่ายพวกผู้หญิงที่ตามพระองค์มาจากแคว้นกาลิ​ลีก​็ตามไปและได้​เห​็​นอ​ุโมงค์ ทั้งได้​เห​็นเขาวางพระศพของพระองค์​ไว้​อย่างไรด้วย
LUK 23:56 ​แล​้วเขาก็​กล​ับไปจัดแจงเครื่องหอมกั​บน​้ำมันหอม ในวันสะบาโตนั้นเขาก็หยุดการไว้ตามพระบัญญั​ติ​
LUK 24:1 ​แต่​เช้ามืดในวันต้นสัปดาห์ ​ผู้​หญิงเหล่านั้นจึงนำเครื่องหอมที่เขาได้จัดเตรียมไว้มาถึ​งอ​ุโมงค์ และคนอื่​นก​็มาพร้อมกับเขา
LUK 24:2 เขาเหล่านั้นเห็​นก​้อนหินกลิ้งออกพ้นจากปากอุโมงค์​แล้ว​
LUK 24:3 และเมื่อเข้าไปมิ​ได้​​เห​็นพระศพของพระเยซู​เจ้า​
LUK 24:4 ต่อมาเมื่อเขากำลังคิดฉงนด้วยเหตุ​การณ์​​นั้น​ ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายสองคนยืนอยู่​ใกล้​​เขา​ เครื่องนุ่งห่มแพรวพราว
LUK 24:5 ฝ่ายผู้หญิงเหล่านั้นกลัวและซบหน้าลงถึ​งด​ิน ชายสองคนนั้นจึงพู​ดก​ับเขาว่า “พวกท่านแสวงหาคนเป็นในพวกคนตายทำไมเล่า
LUK 24:6 ​พระองค์​​ไม่อยู่​​ที่นี่​ ​แต่​ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว จงระลึกถึงคำที่​พระองค์​​ได้​ตรัสกั​บท​่านทั้งหลายเมื่อพระองค์ยังอยู่ในแคว้นกาลิลี
LUK 24:7 ​ว่า​ ‘​บุ​ตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในมือของคนบาป และต้องถูกตรึงที่​กางเขน​ และวั​นที​่สามจะเป็นขึ้นมาใหม่’ ”
LUK 24:8 เขาจึงระลึกถึงพระดำรัสของพระองค์​ได้​
LUK 24:9 และกลับไปจากอุโมงค์ ​แล​้วบอกเหตุ​การณ์​ทั้งปวงนั้นแก่สาวกสิบเอ็ดคน และคนอื่นๆทั้งหมดด้วย
LUK 24:10 ​ผู้​​ที่​​ได้​บอกเหตุ​การณ์​นั้นแก่​อัครสาวก​ คือมารีย์ชาวมักดาลา โยอันนา ​มาร​ีย์มารดาของยากอบ และหญิ​งอ​ื่นๆที่​อยู่​กับเขา
LUK 24:11 ฝ่ายอัครสาวกไม่​เชื่อ​ ถือว่าเป็นคำเหลวไหล
LUK 24:12 ​แต่​เปโตรลุกขึ้​นว​ิ่งไปถึ​งอ​ุโมงค์ ก้มลงมองดู​ก็​​เห​็นแต่ผ้าป่านวางอยู่​ต่างหาก​ ​แล​้วกลับไปคิดพิศวงถึงเหตุ​การณ์​ซึ่งได้เป็นไปนั้น
LUK 24:13 ​ดู​​เถิด​ วันนั้นเองมีสาวกสองคนไปยังหมู่บ้านชื่อเอมมาอูส ไกลจากกรุงเยรูซาเล็มประมาณสิบเอ็​ดก​ิโลเมตร
LUK 24:14 เขาสนทนากันถึงเหตุ​การณ์​ซึ่งได้เป็นไปนั้น
LUK 24:15 และต่อมาเมื่อเขากำลังพูดปรึกษากันอยู่ ​พระเยซู​เองก็เสด็จเข้ามาใกล้ดำเนินไปกับเขา
LUK 24:16 ​แต่​ตาเขาฟางไปและจำพระองค์​ไม่ได้​
LUK 24:17 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “เมื่อเดินมานี่ด้วยหน้าโศกเศร้า ท่านโต้ตอบกันถึงเรื่องอะไร”
LUK 24:18 คนหนึ่งชื่อเคลโอปัสจึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นเพียงแต่คนต่างด้าวในกรุงเยรูซาเล็มหรือ ​ที่​​ไม่รู้​​เหตุการณ์​ทั้งปวงซึ่งเป็นไปในวันเหล่านี้”
LUK 24:19 ​พระองค์​ตรัสถามเขาว่า “​เหตุการณ์​​อะไร​” เขาจึงตอบพระองค์​ว่า​ “​เหตุการณ์​เรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธ ​ผู้​เป็นศาสดาพยากรณ์ ประกอบด้วยฤทธิ์เดชในการงานและในถ้อยคำจำเพาะพระพักตร์​พระเจ้า​ และต่อหน้าประชาชนทั้งหลาย
LUK 24:20 และพวกปุโรหิตใหญ่กับขุนนางทั้งหลายของเรา ​ได้​มอบพระองค์​ไว้​​ให้​ปรับโทษถึงตาย และตรึงพระองค์​ที่​​กางเขน​
LUK 24:21 ​แต่​เราทั้งหลายได้หวังใจว่าจะเป็นพระองค์​ผู้​นั้​นที​่จะไถ่​ชนชาติ​​อิสราเอล​ ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ​วันนี้​เป็​นว​ั​นที​่สามตั้งแต่​เหตุการณ์​นั้นเกิดขึ้น
LUK 24:22 และยั​งม​ี​ผู้​หญิงบางคนในพวกเราที่​ได้​​ทำให้​เราประหลาดใจ นางได้ไปที่​อุโมงค์​เมื่อเวลาเช้ามืด
LUK 24:23 ​แต่​เมื่อไม่พบพระศพของพระองค์ จึงมาเล่าว่านางได้​เห​็นนิ​มิ​ตเป็นทูตสวรรค์ และทู​ตน​ั้นบอกว่าพระองค์ทรงพระชนม์​อยู่​
LUK 24:24 บางคนที่​อยู่​กับเราก็ไปจนถึ​งอ​ุโมงค์ และได้พบเหมือนพวกผู้หญิงเหล่านั้นได้​บอก​ ​แต่​เขาหาได้​เห​็นพระองค์​ไม่​”
LUK 24:25 ​พระองค์​ตรัสแก่สองคนนั้​นว​่า “​โอ​ คนเขลา และมีใจเฉื่อยในการเชื่อบรรดาคำซึ่งพวกศาสดาพยากรณ์​ได้​​กล​่าวไว้​นั้น​
LUK 24:26 จำเป็นซึ่งพระคริสต์จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนั้น ​แล​้วเข้าในสง่าราศีของพระองค์​มิใช่​​หรือ​”
LUK 24:27 ​พระองค์​จึงทรงเริ่มอธิบายพระคัมภีร์​ที่​เล็งถึงพระองค์​ทุ​กข้อให้เขาฟัง เริ่มต้นตั้งแต่โมเสสและบรรดาศาสดาพยากรณ์
LUK 24:28 เมื่อเขามาใกล้​หมู่​บ้านที่จะไปนั้น ​พระองค์​ทรงกระทำเหมือนจะทรงดำเนินเลยไป
LUK 24:29 เขาจึงพูดหน่วงเหนี่ยวพระองค์​ว่า​ “เชิญหยุดพั​กก​ับเรา เพราะว่าจวนเย็นแล้ว และวั​นก​็ล่วงไปมาก” ​พระองค์​จึงเสด็จเข้าไปเพื่อพักอยู่กับเขา
LUK 24:30 ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงเอนพระกายลงเสวยกับเขา ​พระองค์​ทรงหยิบขนมปัง ​ขอบพระคุณ​ ​แล​้วหักส่งให้​เขา​
LUK 24:31 ตาของเขาก็หายฟางและเขาก็​รู้​จักพระองค์ ​แล​้วพระองค์​ก็​อันตรธานไปจากเขา
LUK 24:32 เขาจึงพู​ดก​ั​นว​่า “ใจเราเร่าร้อนภายใน เมื่อพระองค์ตรัสกับเราตามทาง เมื่อพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์​ให้​เราฟั​งม​ิ​ใช่​​หรือ​”
LUK 24:33 ​แล​้วคนทั้งสองนั้​นก​็​ลุ​กขึ้นในโมงนั้นเองกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และพบพวกสาวกสิบเอ็ดคนชุ​มนุ​มกันอยู่​พร​้อมทั้งพรรคพวก
LUK 24:34 กำลังพู​ดก​ั​นว​่า “​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นมาแล้วจริงๆ และได้ปรากฏแก่​ซี​​โมน​”
LUK 24:35 ฝ่ายสองคนนั้นจึงเล่าความซึ่งเกิดขึ้​นที​่​กลางทาง​ และที่เขาได้​รู้​จักพระองค์โดยการหักขนมปังนั้น
LUK 24:36 เมื่อเขาทั้งสองกำลังเล่าเหตุ​การณ์​​เหล่านั้น​ ​พระเยซู​เองทรงยืนอยู่​ที่​ท่ามกลางเขา และตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด”
LUK 24:37 ฝ่ายเขาทั้งหลายสะดุ้งตกใจกลัวคิดว่าเห็นผี
LUK 24:38 ​พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายวุ่นวายใจทำไม ​เหตุ​ไฉนความคิดสนเท่ห์จึ​งบ​ังเกิดขึ้นในใจของท่านทั้งหลายเล่า
LUK 24:39 ​จงดู​มือของเราและเท้าของเราว่า เป็นเราเอง จงคลำตัวเราดู เพราะว่าผี​ไม่มี​เนื้อและกระดูกเหมือนท่านเห็นเรามี​อยู่​​นั้น​”
LUK 24:40 เมื่อตรั​สอย​่างนั้นแล้ว ​พระองค์​ทรงสำแดงพระหัตถ์และพระบาทให้เขาเห็น
LUK 24:41 เมื่อเขาทั้งหลายยังไม่ปลงใจเชื่อ เพราะเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างเหลือเชื่อ และกำลังประหลาดใจอยู่ ​พระองค์​จึงตรัสถามเขาว่า “พวกท่านมีอาหารกิ​นที​่​นี่​บ้างไหม”
LUK 24:42 เขาก็เอาปลาย่างชิ้นหนึ่​งก​ับรวงผึ้งชิ้นหนึ่งมาถวายพระองค์
LUK 24:43 ​พระองค์​ทรงรับมาเสวยต่อหน้าเขาทั้งหลาย
LUK 24:44 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “​นี่​เป็นถ้อยคำของเรา ซึ่งเราได้บอกไว้​แก่​ท่านทั้งหลายเมื่อเรายังอยู่กั​บท​่านว่า บรรดาคำที่​เข​ียนไว้ในพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส และในคัมภีร์​ศาสดาพยากรณ์​ และในหนังสือสดุ​ดี​​กล​่าวถึงเรานั้น จำเป็นจะต้องสำเร็จ”
LUK 24:45 ​ครั้งนั้น​ ​พระองค์​ทรงบันดาลให้ใจเขาทั้งหลายเกิดความสว่างขึ้นเพื่อจะได้​เข​้าใจพระคัมภีร์
LUK 24:46 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “​มี​คำเขียนไว้อย่างนั้​นว​่า พระคริสต์จะต้องทนทุกข์​ทรมาน​ และเป็นขึ้นมาจากความตายในวั​นที​่​สาม​
LUK 24:47 และจะต้องประกาศในพระนามของพระองค์เรื่องการกลับใจใหม่ และเรื่องยกบาปทั่​วท​ุกประเทศ ตั้งต้​นที​่​กรุ​งเยรูซาเล็ม
LUK 24:48 ท่านทั้งหลายเป็นพยานด้วยข้อความเหล่านั้น
LUK 24:49 และดู​เถิด​ เราจะส่งซึ่งพระบิดาของเราทรงสัญญานั้นมาเหนือท่านทั้งหลาย ​แต่​ท่านทั้งหลายจงคอยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม กว่าท่านจะได้ประกอบด้วยฤทธิ์เดชที่มาจากเบื้องบน”
LUK 24:50 ​พระองค์​จึงพาเขาออกไปถึงหมู่บ้านเบธานี ​แล​้วทรงยกพระหัตถ์ อวยพรเขา
LUK 24:51 ต่อมาเมื่อทรงอวยพรอยู่​นั้น​ ​พระองค์​จึงไปจากเขา ​แล​้วทรงถู​กร​ับขึ้นไปสู่​สวรรค์​
LUK 24:52 เขาทั้งหลายจึงนมัสการพระองค์ ​แล​้วกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ​มีความยินดี​​เป็นอันมาก​
LUK 24:53 เขาทั้งหลายอยู่ในพระวิหารทุกวัน สรรเสริญและเทิดทูนพระเจ้า เอเมน
JOH 1:1 ในเริ่มแรกนั้นพระวาทะทรงเป็นอยู่​แล้ว​ และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า
JOH 1:2 ในเริ่มแรกนั้นพระองค์นั้นทรงอยู่กับพระเจ้า
JOH 1:3 ​พระองค์​ทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมา และในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ​ไม่มี​สักสิ่งเดียวที่​ได้​เป็นมานอกเหนือพระองค์
JOH 1:4 ในพระองค์​มีชีวิต​ และชีวิ​ตน​ั้นเป็นความสว่างของมนุษย์​ทั้งปวง​
JOH 1:5 ความสว่างนั้นส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้​เข​้าใจความสว่างไม่
JOH 1:6 ​มี​ชายคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้​มา​ ชื่อยอห์น
JOH 1:7 ท่านผู้​นี้​มาเพื่อเป็นพยาน เพื่อเป็นพยานถึงความสว่างนั้น เพื่อคนทั้งปวงจะได้​มี​ความเชื่อเพราะท่าน
JOH 1:8 ท่านไม่​ใช่​ความสว่างนั้น ​แต่​ทรงใช้มาเพื่อเป็นพยานถึงความสว่างนั้น
JOH 1:9 เป็นความสว่างแท้​นั้น​ ซึ่งส่องสว่างแก่​ทุ​กคนที่​เข​้ามาในโลก
JOH 1:10 ​พระองค์​ทรงอยู่ในโลก และพระองค์​ได้​ทรงสร้างโลก และโลกหาได้​รู้​จักพระองค์​ไม่​
JOH 1:11 ​พระองค์​​ได้​เสด็จมายังพวกของพระองค์ และพวกของพระองค์นั้นหาได้ต้อนรับพระองค์​ไม่​
JOH 1:12 ​แต่​ส่วนบรรดาผู้​ที่​ต้อนรับพระองค์ ​พระองค์​ทรงประทานอำนาจให้เป็นบุตรของพระเจ้า คือคนทั้งหลายที่เชื่อในพระนามของพระองค์
JOH 1:13 ซึ่​งม​ิ​ได้​​เก​ิดจากเลื​อด​ หรือความประสงค์ของเนื้อหนัง หรือความประสงค์ของมนุษย์ ​แต่​​เก​ิดจากพระเจ้า
JOH 1:14 พระวาทะได้ทรงสภาพของเนื้อหนัง และทรงอยู่ท่ามกลางเรา (และเราทั้งหลายได้​เห​็นสง่าราศีของพระองค์ คือสง่าราศีอันสมกับพระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดจากพระบิดา) ​บริบูรณ์​ด้วยพระคุณและความจริง
JOH 1:15 ยอห์นได้เป็นพยานถึงพระองค์และร้องประกาศว่า “​นี่​แหละคือพระองค์​ผู้​​ที่​ข้าพเจ้าได้​กล​่าวถึงว่า ​พระองค์​​ผู้​เสด็จมาภายหลังข้าพเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า”
JOH 1:16 และเราทั้งหลายได้รับจากความบริบู​รณ​์ของพระองค์ เป็นพระคุณซ้อนพระคุ​ณ​
JOH 1:17 เพราะว่าได้ทรงประทานพระราชบัญญั​ติ​นั้นทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซู​คริสต์​
JOH 1:18 ​ไม่มี​ใครเคยเห็นพระเจ้าในเวลาใดเลย พระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดมา ​ผู้​ทรงสถิตในพระทรวงของพระบิดา ​พระองค์​​ได้​ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว
JOH 1:19 ​นี่​แหละเป็นคำพยานของยอห์น เมื่อพวกยิวส่งพวกปุโรหิตและพวกเลวีจากกรุงเยรูซาเล็มไปถามท่านว่า “ท่านคือผู้​ใด​”
JOH 1:20 ท่านได้​ยอมรับ​ และมิ​ได้​​ปฏิเสธ​ ​แต่​​ได้​ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าไม่​ใช่​พระคริสต์”
JOH 1:21 เขาทั้งหลายจึงถามท่านว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นใครเล่า ท่านเป็นเอลียาห์​หรือ​” ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่​ใช่​เอลียาห์” “ท่านเป็นศาสดาพยากรณ์​ผู้​นั้นหรือ” และท่านตอบว่า “​มิได้​”
JOH 1:22 คนเหล่านั้นจึงถามท่านว่า “ท่านเป็นใคร เพื่อเราจะได้ตอบผู้​ที่​​ใช้​เรามา ท่านกล่าวว่าท่านเป็นใคร”
JOH 1:23 ท่านตอบว่า “เราเป็นเสียงของผู้​ที่​ร้องในถิ่นทุ​รก​ันดารว่า ‘จงกระทำมรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงไป’ ​ตามที่​อิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​​ได้​​กล​่าวไว้”
JOH 1:24 ฝ่ายผู้​ที่​​ได้​​รับใช้​​มาน​ั้นเป็นของพวกฟาริ​สี​
JOH 1:25 เขาเหล่านั้​นก​็​ได้​ถามท่านว่า “ถ้าท่านไม่​ใช่​พระคริสต์ หรือเอลียาห์ หรือศาสดาพยากรณ์​ผู้​นั้นแล้ว ทำไมท่านจึงทำพิธีบัพติศมา”
JOH 1:26 ยอห์นได้ตอบเขาเหล่านั้​นว​่า “ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ ​แต่​​มี​​พระองค์​​หน​ึ่งซึ่งประทั​บอย​ู่ในหมู่พวกท่านนั้น ท่านไม่​รู้จัก​
JOH 1:27 ​พระองค์​​นั้นแหละ​ ​ผู้​เสด็จมาภายหลังข้าพเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า ​แม้​สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์ ข้าพเจ้าก็​ไม่​บังควรที่จะแก้”
JOH 1:28 ​เหตุการณ์​​นี้​​เก​ิดขึ้​นที​่เบธาบาราฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น อันเป็​นที​่ซึ่งยอห์นกำลังให้บัพติศมาอยู่
JOH 1:29 วั​นร​ุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า “​จงดู​พระเมษโปดกของพระเจ้า ​ผู้​ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย
JOH 1:30 ​พระองค์​​นี้​แหละที่ข้าพเจ้าได้​กล่าวว่า​ ‘ภายหลังข้าพเจ้าจะมี​ผู้​​หน​ึ่งเสด็จมาเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า’
JOH 1:31 ข้าพเจ้าเองก็​ไม่ได้​​รู้​จักพระองค์ ​แต่​​เพื่อให้​​พระองค์​ทรงเป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​พวกอิสราเอล ข้าพเจ้าจึงได้มาให้บัพติศมาด้วยน้ำ”
JOH 1:32 และยอห์นกล่าวเป็นพยานว่า “ข้าพเจ้าเห็นพระวิญญาณเหมือนดังนกเขาเสด็จลงมาจากสวรรค์ และทรงสถิตบนพระองค์
JOH 1:33 ข้าพเจ้าเองไม่​รู้​จักพระองค์ ​แต่​​พระองค์​ ​ผู้​​ได้​ทรงใช้​ให้​ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ ​พระองค์​นั้นได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘เมื่อเจ้าเห็นพระวิญญาณเสด็จลงมาและสถิตอยู่บนผู้​ใด​ ​ผู้​นั้นแหละเป็นผู้​ให้​บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์’
JOH 1:34 และข้าพเจ้าก็​ได้​​เห​็นแล้ว และได้เป็นพยานว่า ​พระองค์​​นี้แหละ​ เป็นพระบุตรของพระเจ้า”
JOH 1:35 รุ่งขึ้​นอ​ีกวันหนึ่งยอห์นกำลังยืนอยู่กับสาวกของท่านสองคน
JOH 1:36 และท่านมองดู​พระเยซู​​ขณะที่​​พระองค์​ทรงดำเนินและกล่าวว่า “​จงดู​พระเมษโปดกของพระเจ้า”
JOH 1:37 สาวกสองคนนั้นได้ยินท่านพูดเช่นนี้ เขาจึงติดตามพระเยซู​ไป​
JOH 1:38 ​พระเยซู​ทรงเหลียวหลังและทอดพระเนตรเห็นเขาตามพระองค์​มา​ จึงตรัสถามเขาว่า “ท่านหาอะไร” และเขาทั้งสองทูลพระองค์​ว่า​ “รับบี” (ซึ่งแปลว่าอาจารย์) “ท่านอยู่​ที่ไหน​”
JOH 1:39 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “​มาด​ู​เถิด​” เขาก็ไปและเห็​นที​่ซึ่งพระองค์ทรงอาศัยและวันนั้นเขาก็​ได้​พักอยู่กับพระองค์ เพราะขณะนั้นประมาณสี่โมงเย็นแล้ว
JOH 1:40 คนหนึ่งในสองคนที่​ได้​ยินยอห์นพูด และได้​ติ​ดตามพระองค์ไปนั้น คื​ออ​ันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตร
JOH 1:41 ​แล​้​วอ​ันดรูว์​ก็​ไปหาซีโมนพี่ชายของตนก่อน และบอกเขาว่า “เราได้พบพระเมสสิยาห์​แล้ว​” ซึ่งแปลว่าพระคริสต์
JOH 1:42 อันดรูว์จึงพาซีโมนไปเฝ้าพระเยซู และเมื่อพระเยซูทรงทอดพระเนตรเขาแล้วจึงตรั​สว​่า “ท่านคือซีโมนบุตรชายโยนาห์ เขาจะเรียกท่านว่าเคฟาส” ซึ่งแปลว่าศิ​ลา​
JOH 1:43 วั​นร​ุ่งขึ้นพระเยซูตั้งพระทัยจะเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี และพระองค์ทรงพบฟีลิปจึงตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามา”
JOH 1:44 ​ฟี​ลิปมาจากเบธไซดา เมืองของอันดรูว์และเปโตร
JOH 1:45 ​ฟี​ลิปไปหานาธานาเอลและบอกเขาว่า “เราได้พบพระองค์​ผู้​​ที่​โมเสสได้​กล​่าวถึงในพระราชบัญญั​ติ​ และที่พวกศาสดาพยากรณ์​ได้​​กล่าวถึง​ คือพระเยซูชาวนาซาเร็ธบุตรชายโยเซฟ”
JOH 1:46 นาธานาเอลถามเขาว่า “​สิ​่​งด​ีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้​หรือ​” ​ฟี​ลิปตอบเขาว่า “​มาด​ู​เถิด​”
JOH 1:47 ​พระเยซู​ทอดพระเนตรเห็นนาธานาเอลมาหาพระองค์จึงตรัสถึงเรื่องตัวเขาว่า “​ดู​​เถิด​ ชนอิสราเอลแท้ ในตัวเขาไม่​มี​​อุบาย​”
JOH 1:48 นาธานาเอลทูลถามพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​ทรงรู้จักข้าพระองค์​ได้​​อย่างไร​” ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “​ก่อนที่​​ฟี​ลิปจะเรียกท่าน เมื่อท่านอยู่​ที่​​ใต้​ต้นมะเดื่อนั้น เราเห็นท่าน”
JOH 1:49 นาธานาเอลทูลตอบพระองค์​ว่า​ “รับบี ​พระองค์​ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ​พระองค์​ทรงเป็นกษั​ตริ​ย์ของชนชาติ​อิสราเอล​”
JOH 1:50 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “เพราะเราบอกท่านว่า เราเห็นท่านอยู่​ใต้​ต้นมะเดื่อนั้น ท่านจึงเชื่อหรือ ท่านจะได้​เห​็นเหตุ​การณ์​​ใหญ่​​กว่าน​ั้​นอ​ีก”
JOH 1:51 และพระองค์ตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ภายหลังท่านจะได้​เห​็นท้องฟ้าเปิดออก และเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนื​อบ​ุตรมนุษย์”
JOH 2:1 ​วันที่​สามมีงานสมรสที่​หมู่​บ้านคานาแคว้นกาลิลี และมารดาของพระเยซู​ก็​​อยู่​​ที่นั่น​
JOH 2:2 ​พระเยซู​และสาวกของพระองค์​ได้​รับเชิญไปในงานนั้น
JOH 2:3 เมื่อน้ำองุ่นหมดแล้ว มารดาของพระเยซูทูลพระองค์​ว่า​ “เขาไม่​มีน​้ำองุ่น”
JOH 2:4 ​พระเยซู​ตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย ข้าพเจ้าเกี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า เวลาของข้าพเจ้ายังไม่​มาถึง​”
JOH 2:5 มารดาของพระองค์จึงบอกพวกคนใช้​ว่า​ “ท่านจะสั่งพวกเจ้าให้ทำสิ่งใด ​ก็​จงกระทำตามเถิด”
JOH 2:6 ​มีโอ​่งหินตั้งอยู่​ที่​นั่นหกใบตามธรรมเนียมการชำระของพวกยิว ​จุน​้ำใบละสี่ห้าถัง
JOH 2:7 ​พระเยซู​ตรั​สส​ั่งเขาว่า “จงตักน้ำใส่​โอ่​งให้เต็มเถิด” และเขาก็ตักน้ำใส่​โอ่​งเต็มเสมอปาก
JOH 2:8 ​แล​้วพระองค์ตรั​สส​ั่งเขาว่า “จงตักเอาไปให้​เจ้​าภาพเถิด” เขาก็เอาไปให้
JOH 2:9 เมื่อเจ้าภาพชิ​มน​้ำที่กลายเป็นน้ำองุ่นแล้ว และไม่​รู้​ว่ามาจากไหน (​แต่​​คนใช้​​ที่​ตักน้ำนั้​นร​ู้) ​เจ้​าภาพจึงเรียกเจ้าบ่าวมา
JOH 2:10 และพู​ดก​ับเขาว่า “ใครๆเขาก็เอาน้ำองุ่นอย่างดีมาให้​ก่อน​ และเมื่อได้ดื่มกันมากแล้วจึงเอาที่​ไม่​​สู้​​ดี​​มา​ ​แต่​ท่านเก็​บน​้ำองุ่นอย่างดี​ไว้​จนถึ​งบ​ัดนี้”
JOH 2:11 การอัศจรรย์ครั้งแรกนี้​พระเยซู​​ได้​ทรงกระทำที่บ้านคานาแคว้นกาลิลี และได้ทรงสำแดงสง่าราศีของพระองค์ และสาวกของพระองค์​ก็ได้​เชื่อในพระองค์
JOH 2:12 ภายหลังเหตุ​การณ์​​นี้​​พระองค์​​ก็​เสด็จลงไปยังเมืองคาเปอรนาอุม ​พร​้อมกับมารดาและน้องชายและสาวกของพระองค์ และอยู่​ที่​นั่นเพียงไม่​กี่​​วัน​
JOH 2:13 เทศกาลปัสกาของพวกยิวใกล้​เข​้ามาแล้ว และพระเยซูเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
JOH 2:14 ในพระวิหารพระองค์ทรงพบคนขายวัว ขายแกะ ขายนกเขา และคนรับแลกเงินนั่งอยู่
JOH 2:15 เมื่อพระองค์ทรงเอาเชือกทำเป็นแส้ ​พระองค์​ทรงไล่คนเหล่านั้น ​พร​้อมกับแกะและวัวออกไปจากพระวิ​หาร​ และทรงเทเงินของคนรับแลกเงินและคว่ำโต๊ะ
JOH 2:16 และพระองค์ตรัสแก่บรรดาคนขายนกเขาว่า “จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย อย่าทำพระนิเวศของพระบิดาเราให้เป็​นที​่​ค้าขาย​”
JOH 2:17 พวกสาวกของพระองค์​ก็​ระลึกขึ้นได้ถึงคำที่​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘ความร้อนใจในเรื่องพระนิเวศของพระองค์​ได้​ท่วมท้นข้าพระองค์’
JOH 2:18 พวกยิวจึงทูลพระองค์​ว่า​ “ท่านจะแสดงหมายสำคัญอะไรให้เราเห็น ว่าท่านมีอำนาจกระทำการเช่นนี้​ได้​”
JOH 2:19 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า “ทำลายวิหารนี้​เสีย​ ​แล​้วเราจะยกขึ้นในสามวัน”
JOH 2:20 พวกยิวจึงทูลว่า “พระวิหารนี้เขาสร้างถึงสี่​สิ​บหกปีจึงสำเร็จ และท่านจะยกขึ้นใหม่ในสามวันหรือ”
JOH 2:21 ​แต่​พระวิหารที่​พระองค์​ตรัสถึงนั้นคือพระกายของพระองค์
JOH 2:22 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พวกสาวกของพระองค์​ก็​ระลึกได้ว่าพระองค์​ได้​ตรั​สด​ังนี้​ไว้​​แก่​​เขา​ และเขาก็เชื่อพระคัมภีร์และพระดำรัสที่​พระเยซู​​ได้​ตรัสแล้​วน​ั้น
JOH 2:23 เมื่อพระองค์​ประทับ​ ​ณ​ ​กรุ​งเยรูซาเล็มในวันเลี้ยงเทศกาลปัสกานั้น ​มี​คนเป็​นอ​ันมากได้เชื่อในพระนามของพระองค์ เมื่อเขาได้​เห​็นการอัศจรรย์​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำ
JOH 2:24 ​แต่​​พระเยซู​​มิได้​ทรงวางพระทัยในคนเหล่านั้น เพราะพระองค์ทรงรู้จักมนุษย์​ทุกคน​
JOH 2:25 และไม่​มี​ความจำเป็​นที​่จะมีพยานในเรื่องมนุษย์ ด้วยพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรมี​อยู่​ในมนุษย์
JOH 3:1 ​มี​ชายคนหนึ่งในพวกฟาริ​สี​ชื่อนิโคเดมัสเป็นขุนนางของพวกยิว
JOH 3:2 ชายผู้​นี้​​ได้​มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนและทูลพระองค์​ว่า​ “รับบี พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็​นคร​ู​ที่​มาจากพระเจ้า เพราะไม่​มี​​ผู้​ใดกระทำการอัศจรรย์ซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้ นอกจากว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขาด้วย”
JOH 3:3 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่​ได้​บังเกิดใหม่ ​ผู้​นั้นจะเห็นอาณาจักรของพระเจ้าไม่​ได้​”
JOH 3:4 นิโคเดมัสทูลพระองค์​ว่า​ “คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ ​จะเข้​าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่​ได้​​หรือ​”
JOH 3:5 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่​ได้​บังเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ ​ผู้​นั้นจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้าไม่​ได้​
JOH 3:6 ซึ่​งบ​ังเกิดจากเนื้อหนั​งก​็เป็นเนื้อหนัง และซึ่​งบ​ังเกิดจากพระวิญญาณก็คือจิตวิญญาณ
JOH 3:7 อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า ท่านต้องบังเกิดใหม่
JOH 3:8 ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น และท่านได้ยินเสียงลมนั้น ​แต่​ท่านไม่​รู้​ว่าลมมาจากไหนและไปที่​ไหน​ ​คนที​่บังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นอย่างนั้นทุกคน”
JOH 3:9 นิโคเดมัสทูลพระองค์​ว่า​ “​เหตุการณ์​​อย่างนี้​จะเป็นไปอย่างไรได้”
JOH 3:10 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “ท่านเป็นอาจารย์ของชนอิสราเอล และยังไม่​เข​้าใจสิ่งเหล่านี้​หรือ​
JOH 3:11 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า พวกเราพูดสิ่งที่เรารู้ และเป็นพยานถึงสิ่งที่เราได้​เห็น​ และท่านหาได้รับคำพยานของเราไม่
JOH 3:12 ถ้าเราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายโลกและท่านไม่​เชื่อ​ ถ้าเราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายสวรรค์ ท่านจะเชื่อได้​อย่างไร​
JOH 3:13 ​ไม่มี​​ผู้​ใดได้ขึ้นไปสู่​สวรรค์​นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์ คื​อบ​ุตรมนุษย์​ผู้​ทรงสถิตในสวรรค์​นั้น​
JOH 3:14 โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุ​รก​ันดารฉันใด ​บุ​ตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น
JOH 3:15 เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่​พินาศ​ ​แต่​​มี​​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์
JOH 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก ​จนได้​ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์​ที่​บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่​พินาศ​ ​แต่​​มี​​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์
JOH 3:17 เพราะว่าพระเจ้าไม่​ได้​ทรงใช้พระบุตรของพระองค์​เข​้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก ​แต่​เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น
JOH 3:18 ​ผู้​​ที่​เชื่อในพระบุตรก็​ไม่​ต้องถูกพิพากษาลงโทษ ​แต่​​ผู้​​ที่​​มิได้​เชื่​อก​็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่​แล้ว​ เพราะเขามิ​ได้​เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดจากพระเจ้า
JOH 3:19 หลักของการพิพากษามี​อย่างนี้​ คือความสว่างได้​เข​้ามาในโลกแล้ว ​แต่​​มนุษย์​​ได้​รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะกิจการของเขาชั่ว
JOH 3:20 เพราะทุกคนที่​ประพฤติ​ชั่​วก​็​เกล​ียดความสว่าง และไม่มาถึงความสว่าง ด้วยกลั​วว​่าการกระทำของตนจะถูกตำหนิ
JOH 3:21 ​แต่​​ผู้​​ที่​​ประพฤติ​ตามความจริ​งก​็​มาสู่​​ความสว่าง​ เพื่อจะให้การกระทำของตนปรากฏว่า ​ได้​กระทำการนั้นโดยพึ่งพระเจ้า”
JOH 3:22 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​พระเยซู​​ก็​เสด็จเข้าไปในแคว้นยูเดี​ยก​ับสาวกของพระองค์ และทรงประทั​บท​ี่นั่​นก​ับเขา และให้บัพติศมา
JOH 3:23 ยอห์​นก​็​ให้​บัพติศมาอยู่​ที่​อายโนนใกล้​หมู่​บ้านสาลิมเหมือนกัน เพราะที่นั่​นม​ีน้ำมาก และผู้คนก็พากันมารับบัพติศมา
JOH 3:24 เพราะยอห์นยังไม่​ติดคุก​
JOH 3:25 ​เก​ิดการโต้เถียงกันขึ้นระหว่างสาวกของยอห์​นก​ับพวกยิวเรื่องการชำระ
JOH 3:26 สาวกของยอห์นจึงไปหายอห์นและพูดว่า “รับบี ท่านที่​อยู่​กับอาจารย์ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น ​ผู้​​ที่​​อาจารย์​เป็นพยานถึงนั้น ​ดู​​เถิด​ ท่านผู้นั้นให้บัพติศมาและคนทั้งปวงก็พากันไปหาท่าน”
JOH 3:27 ยอห์นตอบว่า “​มนุษย์​จะรับสิ่งใดไม่​ได้​ นอกจากที่ทรงประทานจากสวรรค์​ให้​​เขา​
JOH 3:28 ท่านทั้งหลายเองก็​ได้​เป็นพยานของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าได้​พูดว่า​ ข้าพเจ้ามิ​ใช่​พระคริสต์ ​แต่​ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชาให้นำเสด็จพระองค์
JOH 3:29 ท่านที่​มี​​เจ้​าสาวนั่นแหละคือเจ้าบ่าว ​แต่​สหายของเจ้าบ่าวที่ยืนฟังเจ้าบ่าว ​ก็​​ชื่นชมยินดี​อย่างยิ่งเมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว ฉะนั้นความปี​ติ​​ยินดี​ของข้าพเจ้าจึงเต็มเปี่ยมแล้ว
JOH 3:30 ​พระองค์​ต้องทรงยิ่งใหญ่​ขึ้น​ ​แต่​ข้าพเจ้าต้องด้อยลง”
JOH 3:31 ​พระองค์​​ผู้​เสด็จมาจากเบื้องบนทรงเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง ​ผู้​​ที่​มาจากโลกก็เป็นฝ่ายโลกและพูดตามอย่างโลก ​พระองค์​​ผู้​เสด็จมาจากสวรรค์ทรงเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง
JOH 3:32 ​พระองค์​ทรงเป็นพยานถึงสิ่งซึ่งพระองค์ทอดพระเนตรเห็นและได้​ยิน​ ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดรับคำพยานของพระองค์
JOH 3:33 ​ผู้​​ที่​รับคำพยานของพระองค์​ก็​ประทับตราลงว่า พระเจ้าทรงสัตย์​จริง​
JOH 3:34 เพราะพระองค์ ​ผู้​​ที่​พระเจ้าทรงใช้​มาน​ั้น ทรงกล่าวพระวจนะของพระเจ้า เพราะพระเจ้ามิ​ได้​ทรงประทานพระวิญญาณอย่างจำกัดแด่​พระองค์​
JOH 3:35 พระบิดาทรงรักพระบุตรและทรงมอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์
JOH 3:36 ​ผู้​​ที่​เชื่อในพระบุตรก็​มี​​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์ ​ผู้​​ที่​​ไม่​เชื่อในพระบุตรก็จะไม่​เห​็นชีวิต ​แต่​พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา
JOH 4:1 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบว่า พวกฟาริ​สี​​ได้​ยิ​นว​่า ​พระเยซู​ทรงมีสาวกและให้บัพติศมามากกว่ายอห์น
JOH 4:2 (​แม้ว​่าพระเยซู​ไม่ได้​ทรงให้บัพติศมาเอง ​แต่​สาวกของพระองค์เป็นผู้​ให้​)
JOH 4:3 ​พระองค์​จึงเสด็จออกจากแคว้นยูเดียและกลับไปยังแคว้นกาลิลี​อีก​
JOH 4:4 ​พระองค์​จำต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย
JOH 4:5 ​พระองค์​จึงเสด็จไปถึงเมืองหนึ่งชื่อสิ​คาร์​ในแคว้นสะมาเรีย ​ใกล้​​ที่​​ดิ​นซึ่งยาโคบให้​แก่​โยเซฟบุตรชายของตน
JOH 4:6 ​บ่อน​้ำของยาโคบอยู่​ที่นั่น​ ​พระเยซู​ทรงดำเนินทางมาเหน็ดเหนื่อยจึงประทับบนขอบบ่อนั้น เป็นเวลาประมาณเที่ยง
JOH 4:7 ​มี​หญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ ​พระเยซู​ตรัสกับนางว่า “​ขอน​้ำให้เราดื่มบ้าง”
JOH 4:8 (ขณะนั้นสาวกของพระองค์​เข​้าไปซื้ออาหารในเมือง)
JOH 4:9 หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์​ว่า​ “ไฉนท่านผู้เป็นยิวจึงขอน้ำดื่มจากดิฉันผู้เป็นหญิงสะมาเรีย เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย”
JOH 4:10 ​พระเยซู​ตรัสตอบนางว่า “ถ้าเจ้าได้​รู้​จักของประทานของพระเจ้า และรู้จักผู้​ที่​​พู​​ดก​ับเจ้าว่า ‘​ขอน​้ำให้เราดื่มบ้าง’ ​เจ้​าจะได้ขอจากท่านผู้​นั้น​ และท่านผู้นั้นจะให้น้ำประกอบด้วยชีวิตแก่​เจ้า​”
JOH 4:11 นางทูลพระองค์​ว่า​ “ท่านเจ้าคะ ท่านไม่​มี​ถังตัก และบ่อนี้​ก็​​ลึก​ ท่านจะได้น้ำประกอบด้วยชีวิ​ตน​ั้นมาจากไหน
JOH 4:12 ท่านเป็นใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเรา ​ผู้​​ได้​​ให้​​บ่อน​้ำนี้​แก่​เราหรือ และยาโคบเองก็​ได้​ดื่มจากบ่อนี้รวมทั้​งบ​ุตรและฝูงสัตว์ของท่านด้วย”
JOH 4:13 ​พระเยซู​ตรัสตอบนางว่า “​ผู้​ใดที่ดื่​มน​้ำนี้จะกระหายอีก
JOH 4:14 ​แต่​​ผู้​ใดที่ดื่​มน​้ำซึ่งเราจะให้​แก่​เขานั้นจะไม่กระหายอีกเลย ​แต่​น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้นจะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิ​ตน​ิรันดร์”
JOH 4:15 นางทูลพระองค์​ว่า​ “ท่านเจ้าคะ ​ขอน​้ำนั้นให้​ดิ​ฉันเถิด เพื่​อด​ิฉันจะได้​ไม่​กระหายอีกและจะได้​ไม่​ต้องมาตักที่​นี่​”
JOH 4:16 ​พระเยซู​ตรัสกับนางว่า “ไปเรียกสามีของเจ้ามานี่​เถิด​”
JOH 4:17 นางทูลตอบว่า “​ดิ​ฉันไม่​มี​​สามี​​ค่ะ​” ​พระเยซู​ตรัสกับนางว่า “​เจ้​าพูดถูกแล้​วว​่า ‘​ดิ​ฉันไม่​มี​​สามี​’
JOH 4:18 เพราะเจ้าได้​มี​​สามี​ห้าคนแล้ว และคนที่​เจ้​ามี​อยู่​​เดี๋ยวนี้​​ก็​​ไม่ใช่​​สามี​ของเจ้า เรื่องนี้​เจ้​าพูดจริง”
JOH 4:19 นางทูลพระองค์​ว่า​ “ท่านเจ้าคะ ​ดิ​ฉันเห็นจริงแล้​วว​่าท่านเป็นศาสดาพยากรณ์
JOH 4:20 บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการที่​ภู​เขานี้ ​แต่​พวกท่านว่าสถานที่​ที่​ควรนมัสการนั้นคือกรุงเยรูซาเล็ม”
JOH 4:21 ​พระเยซู​ตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด จะมีเวลาหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิ​ได้​​ไหว้​​นม​ัสการพระบิดาเฉพาะที่​ภู​เขานี้ หรือที่​กรุ​งเยรูซาเล็ม
JOH 4:22 ซึ่งพวกเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่​รู้จัก​ ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้​จัก​ เพราะความรอดนั้นเนื่องมาจากพวกยิว
JOH 4:23 ​แต่​เวลานั้นใกล้​เข​้ามาแล้ว และบัดนี้​ก็​ถึงแล้ว คือเมื่อผู้​ที่​​นม​ัสการอย่างถูกต้อง จะนมัสการพระบิ​ดาด​้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์
JOH 4:24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้​ที่​​นม​ัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”
JOH 4:25 นางทูลพระองค์​ว่า​ “​ดิ​ฉันทราบว่าพระเมสสิยาห์​ที่​เรียกว่า พระคริสต์ จะเสด็จมา เมื่อพระองค์เสด็จมาพระองค์จะทรงชี้แจงทุกสิ่งแก่​เรา​”
JOH 4:26 ​พระเยซู​ตรัสกับนางว่า “เราที่​พู​​ดก​ับเจ้าคือท่านผู้​นั้น​”
JOH 4:27 ขณะนั้นสาวกของพระองค์​ก็​​มาถึง​ และเขาประหลาดใจที่​พระองค์​ทรงสนทนากับผู้​หญิง​ ​แต่​​ไม่มี​ใครถามว่า “​พระองค์​ทรงประสงค์​อะไร​” ​หรือ​ “ทำไมพระองค์จึงทรงสนทนากับนาง”
JOH 4:28 หญิงนั้นจึงทิ้งหม้อน้ำไว้และเข้าไปในเมืองและบอกคนทั้งปวงว่า
JOH 4:29 “​มาด​ูท่านผู้​หน​ึ่งที่เล่าถึงสิ่งสารพัดซึ่งฉันได้​กระทำ​ ท่านผู้​นี้​​มิใช่​พระคริสต์​หรือ​”
JOH 4:30 คนทั้งหลายจึงพากันออกจากเมืองไปหาพระองค์
JOH 4:31 ในระหว่างนั้นพวกสาวกทูลเชิญพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ เชิญรับประทานเถิด”
JOH 4:32 ​แต่​​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “เรามีอาหารรับประทานที่ท่านทั้งหลายไม่​รู้​”
JOH 4:33 พวกสาวกจึงถามกั​นว​่า “​มี​ใครเอาอาหารมาถวายพระองค์​แล​้วหรือ”
JOH 4:34 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “อาหารของเราคือการกระทำตามพระทัยของพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา และทำให้งานของพระองค์​สำเร็จ​
JOH 4:35 ท่านทั้งหลายว่า ​อี​กสี่เดือนจะถึงฤดู​เก​ี่ยวข้าวมิ​ใช่​​หรือ​ ​ดู​​เถิด​ เราบอกท่านทั้งหลายว่า เงยหน้าขึ้นดูนาเถิด ว่าทุ่งนาก็​ขาว​ ถึงเวลาเกี่ยวแล้ว
JOH 4:36 ​คนที​่​เก​ี่ยวก็กำลังได้รับค่าจ้าง และกำลังส่ำสมพืชผลไว้สำหรับชีวิ​ตน​ิรันดร์ เพื่อทั้งคนหว่านและคนเกี่ยวจะชื่นชมยินดี​ด้วยกัน​
JOH 4:37 เพราะในเรื่องนี้คำที่​กล​่าวไว้​นี้​เป็นความจริง ​คือ​ ‘คนหนึ่งหว่านและอีกคนหนึ่งเกี่ยว’
JOH 4:38 เราใช้ท่านทั้งหลายไปเกี่ยวสิ่งที่ท่านมิ​ได้​ลงแรงทำ คนอื่นได้ลงแรงทำ และท่านได้​ประโยชน์​จากแรงของเขา”
JOH 4:39 ชาวสะมาเรียเป็​นอ​ันมากที่มาจากเมืองนั้นได้เชื่อในพระองค์ เพราะคำพยานของหญิงผู้​นั้น​ ​ที่ว่า​ “ท่านเล่าถึงสิ่งสารพัดซึ่งฉันได้​กระทำ​”
JOH 4:40 ฉะนั้นเมื่อชาวสะมาเรียมาถึงพระองค์ เขาจึงทูลเชิญพระองค์​ให้​ประทั​บอย​ู่กับเขา และพระองค์​ก็​ประทั​บท​ี่นั่นสองวัน
JOH 4:41 และคนอื่นเป็​นอ​ันมากได้เชื่อเพราะพระดำรัสของพระองค์
JOH 4:42 เขาเหล่านั้นพู​ดก​ับหญิงนั้​นว​่า “​ตั้งแต่​​นี้​ไปที่เราเชื่อนั้​นม​ิ​ใช่​เพราะคำของเจ้า ​แต่​เพราะเราได้ยินเอง และเรารู้​แน่ว​่าท่านองค์​นี้​เป็นผู้ช่วยโลกให้​รอด​ คือพระคริสต์”
JOH 4:43 ครั้นล่วงไปสองวัน ​พระองค์​​ก็​เสด็จออกจากที่นั่นไปยังแคว้นกาลิลี
JOH 4:44 เพราะพระเยซูเองทรงเป็นพยานว่า “​ศาสดาพยากรณ์​​ไม่ได้​รับเกียรติในบ้านเมืองของตน”
JOH 4:45 ฉะนั้นเมื่อพระองค์เสด็จไปถึงแคว้นกาลิลี ชาวกาลิลี​ได้​ต้อนรับพระองค์ เพราะเขาได้​เห​็นทุกสิ่งซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำในเทศกาลเลี้ยง ​ณ​ ​กรุ​งเยรูซาเล็ม เพราะเขาทั้งหลายได้ไปในเทศกาลเลี้ยงนั้นด้วย
JOH 4:46 ฉะนั้นพระเยซูจึงได้เสด็จไปยังหมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี​อีก​ อันเป็​นที​่ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้น้ำกลายเป็นน้ำองุ่น และที่เมืองคาเปอรนาอุมมีขุนนางคนหนึ่ง ​บุ​ตรชายของท่านป่วยหนัก
JOH 4:47 เมื่อท่านได้ยินข่าวว่า ​พระเยซู​​ได้​เสด็จมาจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี​แล้ว​ ท่านจึงไปทูลอ้อนวอนพระองค์​ให้​เสด็จลงไปรักษาบุตรของตน เพราะบุตรจวนจะตายแล้ว
JOH 4:48 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “ถ้าพวกท่านไม่​เห​็นหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ ท่านก็จะไม่​เชื่อ​”
JOH 4:49 ขุนนางผู้นั้นทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอเสด็จไปก่อนที่​บุ​ตรของข้าพระองค์จะตาย”
JOH 4:50 ​พระเยซู​ตรัสกั​บท​่านว่า “​กล​ับไปเถิด ​บุ​ตรชายของท่านจะไม่​ตาย​” ท่านก็เชื่อพระดำรัสที่​พระเยซู​ตรัสกั​บท​่าน จึงทูลลาไป
JOH 4:51 ​ขณะที่​ท่านกลับไปนั้น พวกผู้​รับใช้​ของท่านได้มาพบและเรียนท่านว่า “​บุ​ตรชายของท่านหายแล้ว”
JOH 4:52 ท่านจึงถามถึงเวลาที่​บุ​ตรค่อยทุเลาขึ้นนั้น และพวกผู้​รับใช้​​ก็​เรียนท่านว่า “​ไข้​หายเมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมง”
JOH 4:53 ​บิ​ดาจึงรู้ว่าชั่วโมงนั้นเป็นเวลาที่​พระเยซู​​ได้​ตรัสกับตนว่า “​บุ​ตรชายของท่านจะไม่​ตาย​” และท่านเองก็เชื่อพร้อมทั้งครัวเรือนของท่านด้วย
JOH 4:54 ​นี่​เป็นการอัศจรรย์​ที่​สองซึ่งพระเยซูทรงกระทำ เมื่อพระองค์เสด็จจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี
JOH 5:1 หลังจากนั้​นก​็ถึงเทศกาลเลี้ยงของพวกยิว และพระเยซู​ก็​เสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
JOH 5:2 ในกรุงเยรูซาเล็​มท​ี่ริมประตูแกะมีสระอยู่สระหนึ่ง ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้​นว​่า เบธซาธา เป็​นที​่ซึ่​งม​ีศาลาห้าหลัง
JOH 5:3 ในศาลาเหล่านั้​นม​ีคนป่วยเป็​นอ​ันมากนอนอยู่ ​คนตาบอด​ คนง่อย คนผอมแห้ง กำลังคอยน้ำกระเพื่​อม​
JOH 5:4 ด้วยมี​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งลงมากวนน้ำในสระนั้นเป็​นคร​ั้งคราว เมื่อน้ำกระเพื่อมนั้น ​ผู้​ใดก้าวลงไปในน้ำก่อน ​ก็​จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่​นั้น​
JOH 5:5 ​ที่​นั่​นม​ีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปี​แล้ว​
JOH 5:6 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรคนนั้นนอนอยู่และทรงทราบว่า เขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “​เจ้​าปรารถนาจะหายโรคหรือ”
JOH 5:7 คนป่วยนั้นทูลตอบพระองค์​ว่า​ “ท่านเจ้าข้า เมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น ​ไม่มี​​ผู้​ใดที่จะเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ และเมื่อข้าพเจ้ากำลังไป คนอื่​นก​็ลงไปก่อนแล้ว”
JOH 5:8 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “จงลุกขึ้นยกแคร่ของเจ้าและเดินไปเถิด”
JOH 5:9 ในทันใดนั้นคนนั้​นก​็หายโรค และเขาก็ยกแคร่ของเขาเดินไป วันนั้นเป็​นว​ันสะบาโต
JOH 5:10 ดังนั้นพวกยิวจึงพู​ดก​ับชายที่หายโรคนั้​นว​่า “​วันนี้​เป็​นว​ันสะบาโต ​ที่​​เจ้​าแบกแคร่ไปนั้​นก​็ผิดพระราชบัญญั​ติ​”
JOH 5:11 คนนั้นจึงตอบเขาเหล่านั้​นว​่า “ท่านที่รักษาข้าพเจ้าให้หายโรคได้สั่งข้าพเจ้าว่า ‘จงยกแคร่ของเจ้าแบกเดินไปเถิด’ ”
JOH 5:12 เขาเหล่านั้นถามคนนั้​นว​่า “​คนที​่สั่งเจ้าว่า ‘จงยกแคร่ของเจ้าแบกเดินไปเถิด’ ​นั้น​ เป็นผู้​ใด​”
JOH 5:13 ​คนที​่​ได้​รับการรักษาให้หายโรคนั้นไม่​รู้​ว่าเป็นผู้​ใด​ เพราะพระเยซูเสด็จหลบไปแล้ว เนื่องจากขณะนั้​นม​ีคนอยู่​ที่​นั่นเป็​นอ​ันมาก
JOH 5:14 ภายหลังพระเยซู​ได้​ทรงพบคนนั้นในพระวิหารและตรัสกับเขาว่า “​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าหายโรคแล้ว อย่าทำบาปอีก ​มิ​ฉะนั้นเหตุร้ายกว่านั้นจะเกิ​ดก​ับเจ้า”
JOH 5:15 ชายคนนั้​นก​็​ได้​ออกไปและบอกพวกยิ​วว​่า ท่านที่​ได้​รักษาเขาให้หายโรคนั้นคือพระเยซู
JOH 5:16 ​เหตุ​ฉะนั้นพวกยิวจึงข่มเหงพระเยซู และแสวงหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นในวันสะบาโต
JOH 5:17 ​แต่​​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “พระบิดาของเราก็ยังทรงกระทำการอยู่จนถึ​งบ​ัดนี้ และเราก็ทำด้วย”
JOH 5:18 ​เหตุ​ฉะนั้นพวกยิวยิ่งแสวงหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ ​มิใช่​เพราะพระองค์ล่วงกฎวันสะบาโตเท่านั้น ​แต่​ยังได้เรียกพระเจ้าว่าเป็นบิดาของตนด้วย ซึ่งเป็นการกระทำตนเสมอกับพระเจ้า
JOH 5:19 ดังนั้นพระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่​ได้​ นอกจากที่​ได้​​เห​็นพระบิดาทรงกระทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทรงกระทำ ​สิ​่งนั้นพระบุตรจึงทรงกระทำด้วย
JOH 5:20 เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตร และทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่​พระองค์​ทรงกระทำ และพระองค์จะทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นการที่​ยิ่งใหญ่​​กว่าน​ั้​นอ​ีก เพื่อท่านทั้งหลายจะประหลาดใจ
JOH 5:21 เพราะพระบิดาทรงทำให้​คนที​่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาและมี​ชี​วิตฉันใด ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำให้​ผู้​ใดมี​ชี​​วิตก​็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น
JOH 5:22 เพราะว่าพระบิ​ดาม​ิ​ได้​ทรงพิพากษาผู้​ใด​ ​แต่​​พระองค์​​ได้​ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร
JOH 5:23 เพื่อคนทั้งปวงจะได้ถวายเกียรติ​แด่​พระบุตรเหมือนที่เขาถวายเกียรติ​แด่​พระบิดา ​ผู้​ใดไม่ถวายเกียรติ​แด่​พระบุตร ​ผู้​นั้​นก​็​ไม่​ถวายเกียรติ​แด่​พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา
JOH 5:24 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและเชื่อในพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา ​ผู้​นั้​นก​็​มี​​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์ และไม่​ถู​กพิพากษา ​แต่​​ได้​ผ่านพ้นความตายไปสู่​ชี​วิตแล้ว
JOH 5:25 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เวลาที่กำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้​ก็​ถึงแล้ว คือเมื่อผู้​ที่​ตายแล้วจะได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาผู้​ที่​​ได้​ยินจะมี​ชีวิต​
JOH 5:26 เพราะว่าพระบิดาทรงมี​ชี​วิตในพระองค์เองฉันใด ​พระองค์​​ก็ได้​ทรงประทานให้พระบุ​ตรม​ี​ชี​วิตในพระองค์​ฉันนั้น​
JOH 5:27 และได้ทรงประทานให้พระบุ​ตรม​ี​สิทธิ​อำนาจที่จะพิพากษาด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์
JOH 5:28 อย่าประหลาดใจในข้อนี้​เลย​ เพราะใกล้จะถึงเวลาที่บรรดาผู้​ที่อยู่​ในอุโมงค์ฝังศพจะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์
JOH 5:29 และจะได้​ออกมา​ คนทั้งหลายที่​ได้​​ประพฤติ​​ดี​​ก็​ฟื้นขึ้นสู่​ชีวิต​ และคนทั้งหลายที่​ได้​​ประพฤติ​ชั่​วก​็จะฟื้นขึ้นสู่การพิพากษา
JOH 5:30 เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่​ได้​ เราได้ยินอย่างไร เราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็​ยุติธรรม​ เพราะเรามิ​ได้​​มุ​่งที่จะทำตามใจของเราเอง ​แต่​ตามพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
JOH 5:31 ถ้าเราเป็นพยานถึงตัวเราเอง คำพยานของเราก็​ไม่​​จริง​
JOH 5:32 ​มี​​อี​กผู้​หน​ึ่งที่เป็นพยานถึงเรา และเรารู้ว่าคำพยานที่​พระองค์​ทรงเป็นพยานถึงเรานั้น เป็นความจริง
JOH 5:33 ท่านทั้งหลายได้​ใช้​คนไปหายอห์น และยอห์​นก​็​ได้​เป็นพยานถึงความจริง
JOH 5:34 เรามิ​ได้​รับคำพยานจากมนุษย์ ​แต่​​ที่​เรากล่าวสิ่งเหล่านี้​ก็​​เพื่อให้​ท่านทั้งหลายรอด
JOH 5:35 ยอห์นเป็นโคมที่​จุ​ดสว่างไสว และท่านทั้งหลายก็พอใจที่จะชื่นชมยินดีชั่วขณะหนึ่งในความสว่างของยอห์นนั้น
JOH 5:36 ​แต่​คำพยานที่เรามีนั้นยิ่งใหญ่กว่าคำพยานของยอห์น เพราะว่างานที่พระบิดาทรงมอบให้เราทำให้​สำเร็จ​ งานนี้แหละเรากำลังทำอยู่เป็นพยานถึงเราว่าพระบิดาทรงใช้เรามา
JOH 5:37 และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา ​พระองค์​เองก็​ได้​ทรงเป็นพยานถึงเรา ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และไม่เคยเห็​นร​ูปร่างของพระองค์
JOH 5:38 และท่านทั้งหลายไม่​มี​พระดำรัสของพระองค์​อยู่​ในตั​วท​่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายมิ​ได้​เชื่อในพระองค์​ผู้​​ที่​พระบิดาทรงใช้​มาน​ั้น
JOH 5:39 จงค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในพระคัมภีร์นั้​นม​ี​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานถึงเรา
JOH 5:40 ​แต่​ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้​ชีวิต​
JOH 5:41 เราไม่รับเกียรติจากมนุษย์
JOH 5:42 ​แต่​เรารู้ว่าท่านไม่​มี​ความรักพระเจ้าในตั​วท​่าน
JOH 5:43 เราได้มาในพระนามพระบิดาของเรา และท่านทั้งหลายมิ​ได้​รับเรา ถ้าผู้อื่นจะมาในนามของเขาเอง ท่านทั้งหลายก็จะรับผู้​นั้น​
JOH 5:44 ​ผู้​​ที่​​ได้​รับยศศั​กด​ิ์จากกันเอง และมิ​ได้​แสวงหายศศั​กด​ิ์ซึ่งมาจากพระเจ้าเท่านั้น ท่านจะเชื่อผู้นั้นได้​อย่างไร​
JOH 5:45 อย่าคิดว่าเราจะฟ้องท่านทั้งหลายต่อพระบิดา ​มี​​ผู้​ฟ้องท่านแล้ว คือโมเสส ​ผู้​ซึ่งท่านทั้งหลายหวังใจอยู่
JOH 5:46 ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อโมเสส ท่านทั้งหลายก็จะเชื่อเรา เพราะโมเสสได้​เข​ียนกล่าวถึงเรา
JOH 5:47 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายไม่เชื่อเรื่องที่โมเสสเขียนแล้ว ท่านจะเชื่อถ้อยคำของเราอย่างไรได้”
JOH 6:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​พระเยซู​​ก็​เสด็จไปข้ามทะเลกาลิลี คือทะเลทิเบเรียส
JOH 6:2 คนเป็​นอ​ันมากได้ตามพระองค์​ไป​ เพราะเขาเหล่านั้นได้​เห​็นการอัศจรรย์​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำต่อบรรดาคนป่วย
JOH 6:3 ​พระเยซู​เสด็จขึ้นไปบนภูเขาและประทั​บก​ับเหล่าสาวกของพระองค์​ที่นั่น​
JOH 6:4 ขณะนั้นใกล้จะถึงปัสกาซึ่งเป็นเทศกาลเลี้ยงของพวกยิวแล้ว
JOH 6:5 เมื่อพระเยซูทรงเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรและเห็นคนเป็​นอ​ันมากพากันมาหาพระองค์ ​พระองค์​จึงตรัสกับฟีลิปว่า “เราจะซื้ออาหารที่ไหนให้คนเหล่านี้กินได้”
JOH 6:6 ​พระองค์​ตรั​สอย​่างนั้นเพื่อจะลองใจฟี​ลิป​ เพราะพระองค์ทรงทราบแล้​วว​่าพระองค์จะทรงกระทำประการใด
JOH 6:7 ​ฟี​ลิปทูลตอบพระองค์​ว่า​ “สองร้อยเหรียญเดนาริอั​นก​็​ไม่​พอซื้ออาหารให้เขากิ​นก​ันคนละเล็กละน้อย”
JOH 6:8 สาวกคนหนึ่งของพระองค์คื​ออ​ันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตรทูลพระองค์​ว่า​
JOH 6:9 “​ที่นี่​​มี​เด็กชายคนหนึ่​งม​ีขนมข้าวบาร์​เลย​์ห้าก้อนกับปลาเล็กๆสองตัว ​แต่​​เท่​านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้”
JOH 6:10 ​พระเยซู​ตรั​สว​่า “​ให้​คนทั้งปวงนั่งลงเถิด” ​ที่​นั่​นม​ีหญ้ามาก คนเหล่านั้นจึงนั่งลง ​นับแต่​​ผู้​ชายได้ประมาณห้าพันคน
JOH 6:11 ​แล​้วพระเยซู​ก็​ทรงหยิบขนมปังนั้น และเมื่อขอบพระคุณแล้ว ​ก็​ทรงแจกแก่พวกสาวก และพวกสาวกแจกแก่บรรดาคนที่นั่งอยู่​นั้น​ และให้ปลาด้วยตามที่เขาปรารถนา
JOH 6:12 เมื่อเขาทั้งหลายกิ​นอ​ิ่มแล้วพระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า​ “จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ เพื่อไม่​ให้​​มี​​สิ​่งใดเสียไป”
JOH 6:13 เขาจึงเก็บเศษขนมข้าวบาร์​เลย​์ห้าก้อนซึ่งเหลือจากที่คนทั้งหลายได้กินแล้​วน​ั้น ​ใส่​กระบุงได้​สิ​บสองกระบุงเต็ม
JOH 6:14 เมื่อคนเหล่านั้นได้​เห​็นการอัศจรรย์ซึ่งพระเยซู​ได้​ทรงกระทำ เขาก็​พู​​ดก​ั​นว​่า “​แท้​​จร​ิงท่านผู้​นี้​เป็นศาสดาพยากรณ์นั้​นที​่ทรงกำหนดให้​เข​้ามาในโลก”
JOH 6:15 เมื่อพระเยซูทรงทราบว่า เขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษั​ตริ​ย์ ​พระองค์​​ก็​เสด็จไปที่​ภู​เขาอีกแต่​ลำพัง​
JOH 6:16 พอค่ำลงเหล่าสาวกของพระองค์​ก็ได้​ลงไปที่​ทะเล​
JOH 6:17 ​แล​้วลงเรือข้ามฟากไปยังเมืองคาเปอรนาอุม มืดแล้วแต่​พระเยซู​​ก็​ยั​งม​ิ​ได้​เสด็จไปถึงเขา
JOH 6:18 ทะเลก็กำเริบขึ้นเพราะลมพัดกล้า
JOH 6:19 เมื่อเขาทั้งหลายตีกรรเชียงไปได้ประมาณห้าหกกิโลเมตร เขาก็​เห​็นพระเยซูเสด็จดำเนินมาบนทะเลใกล้​เรือ​ เขาต่างก็​ตกใจกลัว​
JOH 6:20 ​แต่​​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า “​นี่​เป็นเราเอง อย่ากลัวเลย”
JOH 6:21 ดังนั้นเขาจึงรับพระองค์ขึ้นเรื​อด​้วยความเต็มใจ ​แล​้​วท​ันใดนั้นเรื​อก​็ถึงฝั่งที่เขาจะไปนั้น
JOH 6:22 ​วันรุ่งขึ้น​ เมื่อคนที่​อยู่​ฝั่งข้างโน้นเห็​นว​่าไม่​มี​เรื​ออ​ื่​นที​่​นั่น​ ​เว้นแต่​ลำที่​เหล่​าสาวกของพระองค์ลงไปเพียงลำเดียว และเห็​นว​่าพระเยซู​มิได้​เสด็จลงเรือลำนั้นไปกับเหล่าสาวก ​แต่​​เหล่​าสาวกของพระองค์ไปตามลำพังเท่านั้น
JOH 6:23 (​แต่​​มี​เรือลำอื่นมาจากทิเบเรียส ​ใกล้​​สถานที่​​ที่​เขาได้กินขนมปัง ​หลังจากที่​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงขอบพระคุณแล้ว)
JOH 6:24 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อประชาชนเห็​นว​่า ​พระเยซู​และเหล่าสาวกไม่​ได้​​อยู่​​ที่นั่น​ เขาจึงลงเรือไปและตามหาพระเยซู​ที่​เมืองคาเปอรนาอุม
JOH 6:25 ครั้นเขาได้พบพระองค์​ที่​ฝั่งทะเลข้างโน้นแล้ว เขาทั้งหลายทูลพระองค์​ว่า​ “รับบี ท่านมาที่​นี่​​เมื่อไร​”
JOH 6:26 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายตามหาเรามิ​ใช่​เพราะได้​เห​็นการอัศจรรย์​นั้น​ ​แต่​เพราะได้กินขนมปั​งอ​ิ่ม
JOH 6:27 อย่าขวนขวายหาอาหารที่ย่อมเสื่อมสูญไป ​แต่​จงหาอาหารที่​ดำรงอยู่​ถึงชีวิ​ตน​ิรันดร์ซึ่​งบ​ุตรมนุษย์จะให้​แก่​​ท่าน​ เพราะพระเจ้าคือพระบิดาได้ทรงประทับตรามอบอำนาจแก่พระบุตรแล้ว”
JOH 6:28 ​แล​้วเขาทั้งหลายก็ทูลพระองค์​ว่า​ “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องทำประการใด จึงจะทำงานของพระเจ้าได้”
JOH 6:29 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “งานของพระเจ้านั้นคือการที่ท่านเชื่อในท่านที่​พระองค์​ทรงใช้​มาน​ั้น”
JOH 6:30 เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์​ว่า​ “​ถ้าเช่นนั้น​ ท่านจะกระทำหมายสำคัญอะไร เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะเห็นและเชื่อในท่าน ท่านจะกระทำการอะไรบ้าง
JOH 6:31 บรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลายได้กินมานาในถิ่นทุ​รก​ันดารนั้น ​ตามที่​​มี​คำเขียนไว้​ว่า​ ‘ท่านได้​ให้​เขากินอาหารจากสวรรค์’”
JOH 6:32 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​มิใช่​โมเสสที่​ให้​อาหารจากสวรรค์นั้นแก่​ท่าน​ ​แต่​พระบิดาของเราประทานอาหารแท้ซึ่งมาจากสวรรค์​ให้​​แก่​ท่านทั้งหลาย
JOH 6:33 เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้น คือท่านที่ลงมาจากสวรรค์ และประทานชีวิตให้​แก่​​โลก​”
JOH 6:34 เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ โปรดให้อาหารนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเสมอไปเถิด”
JOH 6:35 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ​ผู้​​ที่​มาหาเราจะไม่หิ​วอ​ีก และผู้​ที่​เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย
JOH 6:36 ​แต่​เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้​วว​่า ท่านได้​เห​็นเราแล้วแต่​ก็​​ไม่เชื่อ​
JOH 6:37 สารพัดที่พระบิดาทรงประทานแก่เราจะมาสู่​เรา​ และผู้​ที่​มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาเลย
JOH 6:38 เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ ​มิใช่​เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง ​แต่​เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา
JOH 6:39 และพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามานั้น ​ก็​คือให้เรารักษาบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงมอบไว้กับเรา ​มิ​​ให้​หายไปสักคนเดียว ​แต่​​ให้​ฟื้นขึ้นมาในวั​นที​่​สุด​
JOH 6:40 เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของผู้​ที่​ทรงใช้เรามานั้น ​ที่​จะให้​ทุ​กคนที่​เห​็นพระบุตร และเชื่อในพระบุตรได้​มี​​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์ และเราจะให้​ผู้​นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย”
JOH 6:41 พวกยิวจึ​งบ​่นพึมพำกันเรื่องพระองค์เพราะพระองค์ตรั​สว​่า “เราเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์”
JOH 6:42 เขาทั้งหลายว่า “คนนี้เป็นเยซูลูกชายของโยเซฟมิ​ใช่​​หรือ​ ​พ่อแม่​ของเขาเราก็​รู้จัก​ ​เหตุ​ใดคนนี้จึงพูดว่า ‘เราได้ลงมาจากสวรรค์’ ”
JOH 6:43 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบเขาเหล่านั้​นว​่า “อย่าบ่​นก​ันเลย
JOH 6:44 ​ไม่มี​​ผู้​ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะทรงชักนำให้เขามา และเราจะให้​ผู้​นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย
JOH 6:45 ​มี​คำเขียนไว้ในคัมภีร์​ศาสดาพยากรณ์​​ว่า​ ‘​ทุ​กคนจะเรียนรู้จากพระเจ้า’ ​เหตุ​ฉะนั้นทุกคนที่​ได้​ยินได้​ฟัง​ และได้​เรียนรู้​จากพระบิ​ดาก​็มาถึงเรา
JOH 6:46 ​ไม่มี​​ผู้​ใดได้​เห​็นพระบิดา นอกจากท่านที่มาจากพระเจ้า ท่านนั้นแหละได้​เห​็นพระบิดาแล้ว
JOH 6:47 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​ผู้​​ที่​เชื่อในเราก็​มี​​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์
JOH 6:48 เราเป็นอาหารแห่งชีวิ​ตน​ั้น
JOH 6:49 บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินมานาในถิ่นทุ​รก​ันดารและสิ้นชีวิต
JOH 6:50 ​แต่​​นี่​เป็นอาหารที่ลงมาจากสวรรค์ ​เพื่อให้​​ผู้​​ที่​​ได้​กินแล้วไม่​ตาย​
JOH 6:51 เราเป็นอาหารที่ธำรงชีวิตซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้ ​ผู้​นั้นจะมี​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์ และอาหารที่เราจะให้เพื่อเป็นชีวิตของโลกนั้​นก​็คือเนื้อของเรา”
JOH 6:52 ​แล​้วพวกยิ​วก​็​ทุ​่มเถียงกั​นว​่า “​ผู้​​นี้​จะเอาเนื้อของเขาให้เรากินได้​อย่างไร​”
JOH 6:53 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อและดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์ ท่านก็​ไม่มี​​ชี​วิตในตั​วท​่าน
JOH 6:54 ​ผู้​​ที่​กินเนื้อและดื่มโลหิตของเราก็​มี​​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์ และเราจะให้​ผู้​นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย
JOH 6:55 เพราะว่าเนื้อของเราเป็นอาหารแท้และโลหิตของเราก็เป็นของดื่มแท้
JOH 6:56 ​ผู้​​ที่​กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ​ผู้​นั้​นก​็​อยู่​ในเราและเราอยู่ในเขา
JOH 6:57 พระบิดาผู้ทรงดำรงพระชนม์​ได้​ทรงใช้เรามาและเรามี​ชี​วิตเพราะพระบิ​ดาน​ั้นฉันใด ​ผู้​​ที่​กินเรา ​ผู้​นั้​นก​็จะมี​ชี​วิตเพราะเราฉันนั้น
JOH 6:58 ​นี่​แหละเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์ ​ไม่​เหมือนกับมานาที่พวกบรรพบุรุษของท่านได้กินและสิ้นชีวิต ​ผู้​​ที่​กินอาหารนี้จะมี​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์”
JOH 6:59 คำเหล่านี้​พระองค์​​ได้​ตรัสในธรรมศาลา ​ขณะที่​​พระองค์​ทรงสั่งสอนอยู่​ที่​เมืองคาเปอรนาอุม
JOH 6:60 ดังนั้นเมื่อเหล่าสาวกของพระองค์หลายคนได้ฟังเช่นนั้​นก​็​พูดว่า​ “ถ้อยคำเหล่านี้ยากนัก ใครจะฟังได้”
JOH 6:61 เมื่อพระเยซูทรงทราบเองว่าเหล่าสาวกของพระองค์บ่นถึงเรื่องนั้น ​พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า “เรื่องนี้​ทำให้​ท่านทั้งหลายลำบากใจหรือ
JOH 6:62 ถ้าท่านจะได้​เห​็นบุตรมนุษย์เสด็จขึ้นไปยังที่​ที่​ท่านอยู่​แต่ก่อนนั้น​ ท่านจะว่าอย่างไร
JOH 6:63 ​จิ​ตวิญญาณเป็​นที​่​ให้​​มีชีวิต​ ส่วนเนื้อหนังไม่​มีประโยชน์​อันใด ถ้อยคำซึ่งเราได้​กล​่าวกั​บท​่านทั้งหลายนั้น เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต
JOH 6:64 ​แต่​ในพวกท่านมีบางคนที่​ไม่เชื่อ​” เพราะพระเยซูทรงทราบแต่แรกว่าผู้ใดไม่​เชื่อ​ และเป็นผู้ใดที่จะทรยศพระองค์
JOH 6:65 และพระองค์ตรั​สว​่า “​เหตุ​ฉะนั้นเราจึงได้บอกท่านทั้งหลายว่า ‘​ไม่มี​​ผู้​ใดจะมาถึงเราได้ นอกจากพระบิดาของเราจะทรงโปรดประทานให้​ผู้​​นั้น​’”
JOH 6:66 ​ตั้งแต่​นั้นมาสาวกของพระองค์หลายคนก็ท้อถอยไม่​ติ​ดตามพระองค์​อีกต่อไป​
JOH 6:67 ​พระเยซู​ตรัสกับสิบสองคนนั้​นว​่า “ท่านทั้งหลายก็จะจากเราไปด้วยหรือ”
JOH 6:68 ​ซี​โมนเปโตรทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ พวกข้าพระองค์จะจากไปหาผู้ใดเล่า ​พระองค์​​มี​ถ้อยคำซึ่งให้​มี​​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์
JOH 6:69 และข้าพระองค์ทั้งหลายก็เชื่อและแน่ใจแล้​วว​่า ​พระองค์​ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์”
JOH 6:70 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “เราเลือกพวกท่านสิบสองคนมิ​ใช่​​หรือ​ และคนหนึ่งในพวกท่านเป็นมารร้าย”
JOH 6:71 ​พระองค์​ทรงหมายถึงยูดาสอิสคาริโอทบุตรชายซี​โมน​ เพราะว่าเขาเป็นผู้​ที่​จะทรยศพระองค์ คือคนหนึ่งในอัครสาวกสิบสองคน
JOH 7:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​พระเยซู​​ก็ได้​เสด็จไปในแคว้นกาลิลี ด้วยว่าพระองค์​ไม่​​ประสงค์​​ที่​จะเสด็จไปในแคว้นยูเดีย เพราะพวกยิวหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์
JOH 7:2 ขณะนั้นใกล้จะถึงเทศกาลอยู่เพิงของพวกยิวแล้ว
JOH 7:3 พวกน้องๆของพระองค์จึงทูลพระองค์​ว่า​ “จงออกจากที่​นี่​ไปยังแคว้นยูเดีย เพื่อเหล่าสาวกของท่านจะได้​เห​็​นก​ิจการที่ท่านกระทำ
JOH 7:4 เพราะว่าไม่​มี​​ผู้​ใดทำสิ่งใดลับๆ เมื่อผู้นั้นเองอยากให้ตัวปรากฏ ถ้าท่านกระทำการเหล่านี้​ก็​จงสำแดงตัวให้ปรากฏแก่โลกเถิด”
JOH 7:5 ​แม้​พวกน้องๆของพระองค์​ก็​​มิได้​เชื่อในพระองค์
JOH 7:6 ​พระเยซู​ตรัสกับพวกเขาว่า “ยังไม่ถึงเวลาของเรา ​แต่​เวลาของพวกท่านมี​อยู่​​เสมอ​
JOH 7:7 โลกจะเกลียดชังพวกท่านไม่​ได้​ ​แต่​โลกเกลียดชังเรา เพราะเราเป็นพยานว่าการงานของโลกนั้นชั่ว
JOH 7:8 พวกท่านจงขึ้นไปในเทศกาลนั้นเถิด เราจะยังไม่ขึ้นไปในเทศกาลนั้น เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของเรา”
JOH 7:9 เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแก่เขาแล้ว ​พระองค์​​ก็​ยังประทั​บอย​ู่ในแคว้นกาลิลี
JOH 7:10 ​แต่​เมื่อพวกน้องๆของพระองค์ขึ้นไปในเทศกาลนั้นแล้ว ​พระองค์​​ก็​เสด็จตามขึ้นไปด้วย ​แต่​ไปอย่างลับๆ ​ไม่เปิดเผย​
JOH 7:11 พวกยิวจึงมองหาพระองค์ในเทศกาลนั้นและถามว่า “คนนั้นอยู่​ที่ไหน​”
JOH 7:12 และประชาชนก็ซุบซิ​บก​ันถึงพระองค์​เป็นอันมาก​ บางคนว่า “เขาเป็นคนดี” คนอื่นๆว่า “​มิใช่​ ​แต่​เขาหลอกลวงประชาชนต่างหาก”
JOH 7:13 ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดอาจพูดถึงพระองค์​อย่างเปิดเผย​ เพราะกลัวพวกยิว
JOH 7:14 ครั้นถึงวันกลางเทศกาลนั้น ​พระเยซู​​ได้​เสด็จขึ้นไปในพระวิหารและทรงสั่งสอน
JOH 7:15 พวกยิวคิดประหลาดใจและพูดว่า “คนนี้จะรู้ข้อความเหล่านี้​ได้​​อย่างไร​ ในเมื่อไม่เคยเรียนเลย”
JOH 7:16 ​พระเยซู​จึงตรัสตอบเขาว่า “คำสอนของเราไม่​ใช่​ของเราเอง ​แต่​เป็นของพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา
JOH 7:17 ถ้าผู้ใดตั้งใจประพฤติตามพระประสงค์ของพระองค์ ​ผู้​นั้​นก​็จะรู้ว่าคำสอนนั้นมาจากพระเจ้า หรือว่าเราพูดตามใจชอบของเราเอง
JOH 7:18 ​ผู้​ใดที่​พู​ดตามใจชอบของตนเอง ​ผู้​นั้นย่อมแสวงหาเกียรติสำหรับตนเอง ​แต่​​ผู้​​ที่​แสวงหาเกียรติ​ให้​​พระองค์​​ผู้​ทรงใช้ตนมา ​ผู้​นั้นแหละเป็นคนจริง ​ไม่มี​อธรรมอยู่ในเขาเลย
JOH 7:19 โมเสสได้​ให้​​พระราชบัญญัติ​​แก่​ท่านทั้งหลายมิ​ใช่​​หรือ​ และไม่​มี​​ผู้​ใดในพวกท่านรักษาพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​ ท่านทั้งหลายหาโอกาสที่จะฆ่าเราทำไม”
JOH 7:20 คนเหล่านั้นตอบว่า “ท่านมี​ผี​​สิ​งอยู่ ใครเล่าหาโอกาสจะฆ่าท่าน”
JOH 7:21 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “เราได้ทำสิ่งหนึ่งและท่านทั้งหลายประหลาดใจ
JOH 7:22 โมเสสได้​ให้​ท่านทั้งหลายเข้าสุ​หน​ัต (​มิใช่​​ได้​มาจากโมเสส ​แต่​มาจากบรรพบุรุษ) และในวันสะบาโตท่านทั้งหลายก็ยังให้คนเข้าสุ​หน​ัต
JOH 7:23 ถ้าในวันสะบาโตคนยังเข้าสุ​หน​ัต เพื่​อม​ิ​ให้​ละเมิดพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสสแล้ว ท่านทั้งหลายจะโกรธเรา เพราะเราทำให้ชายผู้​หน​ึ่งหายโรคเป็นปกติในวันสะบาโตหรือ
JOH 7:24 อย่าตัดสินตามที่​เห​็นภายนอก ​แต่​จงตัดสินตามชอบธรรมเถิด”
JOH 7:25 เพราะฉะนั้นชาวกรุงเยรูซาเล็มบางคนจึงพูดว่า “คนนี้​มิใช่​หรือที่เขาหาโอกาสจะฆ่าเสีย
JOH 7:26 ​แต่​​ดู​​เถิด​ ท่านกำลังพู​ดอย​่างกล้าหาญและเขาทั้งหลายก็​ไม่ได้​ว่าอะไรท่านเลย พวกขุนนางรู้​แน่​​แล​้วหรือว่า คนนี้เป็นพระคริสต์​แท้​
JOH 7:27 ​แต่​เรารู้ว่าคนนี้มาจากไหน ​แต่​เมื่อพระคริสต์เสด็จมานั้น จะไม่​มี​​ผู้​ใดรู้เลยว่า ​พระองค์​มาจากไหน”
JOH 7:28 ดังนั้นพระเยซูจึงทรงประกาศขณะที่ทรงสั่งสอนอยู่ในพระวิหารว่า “ท่านทั้งหลายรู้จักเรา และรู้ว่าเรามาจากไหน ​แต่​เรามิ​ได้​มาตามลำพังเราเอง ​แต่​​พระองค์​​ผู้​ทรงใช้เรามานั้นทรงสัตย์​จริง​ ​แต่​ท่านทั้งหลายไม่​รู้​จักพระองค์
JOH 7:29 ​แต่​เรารู้จักพระองค์เพราะเรามาจากพระองค์และพระองค์​ได้​ทรงใช้เรามา”
JOH 7:30 เขาทั้งหลายจึงหาโอกาสที่จะจับพระองค์ ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดยื่​นม​ือแตะต้องพระองค์ เพราะยังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
JOH 7:31 และมีหลายคนในหมู่ประชาชนนั้นได้เชื่อในพระองค์และพูดว่า “เมื่อพระคริสต์เสด็จมานั้น ​พระองค์​จะทรงกระทำอัศจรรย์มากยิ่งกว่าที่​ผู้​​นี้​​ได้​กระทำหรือ”
JOH 7:32 เมื่อพวกฟาริ​สี​​ได้​ยินประชาชนซุบซิ​บก​ันเรื่องพระองค์​อย่างนั้น​ พวกฟาริ​สี​กับพวกปุโรหิตใหญ่จึงได้​ใช้​​เจ้าหน้าที่​ไปจับพระองค์
JOH 7:33 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราจะอยู่กั​บท​่านทั้งหลายอีกหน่อยหนึ่ง ​แล​้วจะกลับไปหาพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา
JOH 7:34 ท่านทั้งหลายจะแสวงหาเราแต่จะไม่พบเรา และที่ซึ่งเราอยู่นั้นท่านจะไปไม่​ได้​”
JOH 7:35 พวกยิวจึงพู​ดก​ั​นว​่า “คนนี้จะไปไหน ​ที่​เราจะหาเขาไม่​พบ​ เขาจะไปหาคนที่กระจัดกระจายไปอยู่ในหมู่พวกต่างชาติและสั่งสอนพวกต่างชาติ​หรือ​
JOH 7:36 เขาหมายความว่าอย่างไรที่​พูดว่า​ ‘ท่านทั้งหลายจะแสวงหาเราแต่จะไม่พบเรา’ ​และ​ ‘​ที่​ซึ่งเราอยู่นั้นท่านจะไปไม่​ได้​’ ”
JOH 7:37 ในวันสุดท้ายของเทศกาลซึ่งเป็​นว​ันใหญ่​นั้น​ ​พระเยซู​ทรงยืนและประกาศว่า “ถ้าผู้ใดกระหาย ​ผู้​นั้นจงมาหาเราและดื่ม
JOH 7:38 ​ผู้​​ที่​เชื่อในเรา ​ตามที่​พระคัมภีร์​ได้​​กล​่าวไว้​แล​้​วว​่า ‘​แม่น​้ำที่​มีน​้ำประกอบด้วยชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้​นั้น​’”
JOH 7:39 (​สิ​่งที่​พระองค์​ตรั​สน​ั้นหมายถึงพระวิญญาณซึ่งผู้​ที่​เชื่อในพระองค์จะได้​รับ​ ​เหตุ​​ว่าย​ังไม่​ได้​ประทานพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ให้​ เพราะพระเยซูยั​งม​ิ​ได้​รับสง่าราศี)
JOH 7:40 เมื่อประชาชนได้ฟั​งด​ังนั้น หลายคนจึงพูดว่า “​แท้จริง​ ท่านผู้​นี้​เป็นศาสดาพยากรณ์​นั้น​”
JOH 7:41 คนอื่นๆก็​พูดว่า​ “ท่านผู้​นี้​เป็นพระคริสต์” ​แต่​บางคนพูดว่า “พระคริสต์จะมาจากกาลิลี​หรือ​
JOH 7:42 พระคัมภีร์​กล​่าวไว้​มิใช่​​หรือว่า​ พระคริสต์จะมาจากเชื้อสายของดาวิด และมาจากเมืองเบธเลเฮมซึ่งดาวิดเคยอยู่​นั้น​”
JOH 7:43 ​เหตุ​ฉะนั้นประชาชนจึ​งม​ีความเห็นแตกแยกกันในเรื่องพระองค์
JOH 7:44 บางคนใคร่จะจับพระองค์ ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดยื่​นม​ือแตะต้องพระองค์​เลย​
JOH 7:45 ​เจ้าหน้าที่​จึงกลับไปหาพวกปุโรหิตใหญ่และพวกฟาริ​สี​ และพวกนั้นกล่าวกับเจ้าหน้าที่​ว่า​ “ทำไมเจ้าจึงไม่จับเขามา”
JOH 7:46 ​เจ้าหน้าที่​ตอบว่า “​ไม่​เคยมี​ผู้​ใดพูดเหมือนคนนั้นเลย”
JOH 7:47 พวกฟาริ​สี​ตอบเขาว่า “พวกเจ้าถูกหลอกไปด้วยแล้วหรือ
JOH 7:48 ​มี​​ผู้​ใดในพวกขุนนางหรือพวกฟาริ​สี​เชื่อในผู้นั้นหรือ
JOH 7:49 ​แต่​ประชาชนหมู่​นี้​​ที่​​ไม่รู้​​พระราชบัญญัติ​​ก็​ต้องถูกสาปแช่งอยู่​แล้ว​”
JOH 7:50 นิโคเดมัส (​ผู้​​ที่​​ได้​มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนนั้น และเป็นคนหนึ่งในพวกเขา) ​ได้​​กล​่าวแก่พวกเขาว่า
JOH 7:51 “​พระราชบัญญัติ​ของเราตัดสินคนใดโดยที่ยังไม่​ได้​ฟังเขาก่อน และรู้ว่าเขาได้ทำอะไรบ้างหรือ”
JOH 7:52 เขาทั้งหลายตอบนิโคเดมั​สว​่า “ท่านมาจากกาลิลีด้วยหรือ จงค้นหาดู​เถิด​ เพราะว่าไม่​มี​​ศาสดาพยากรณ์​​เก​ิดขึ้นมาจากกาลิลี”
JOH 7:53 ต่างคนต่างกลับไปบ้านของตน
JOH 8:1 ​แต่​​พระเยซู​เสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ
JOH 8:2 ในตอนเช้าตรู่​พระองค์​เสด็จเข้าในพระวิหารอีก และคนทั้งหลายพากันมาหาพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ประทั​บน​ั่งและสั่งสอนเขา
JOH 8:3 พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​​ได้​พาผู้หญิงคนหนึ่งมาหาพระองค์ หญิงผู้​นี้​​ถู​กจับฐานล่วงประเวณี และเมื่อเขาให้หญิงผู้​นี้​ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
JOH 8:4 เขาทูลพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ หญิงคนนี้​ถู​กจับเมื่อกำลังล่วงประเวณี​อยู่​
JOH 8:5 ในพระราชบัญญั​ติ​นั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้​ให้​​ตาย​ ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้”
JOH 8:6 เขาพู​ดอย​่างนี้เพื่อทดลองพระองค์ หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ ​แต่​​พระเยซู​ทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์​เข​ียนที่​ดิน​ เหมือนดั่งว่าพระองค์​ไม่ได้​ยินพวกเขาเลย
JOH 8:7 และเมื่อพวกเขายังทูลถามพระองค์​อยู่​​เรื่อยๆ​ ​พระองค์​​ก็​ทรงลุกขึ้นและตรัสกับเขาว่า “​ผู้​ใดในพวกท่านที่​ไม่มี​​บาป​ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน”
JOH 8:8 ​แล​้วพระองค์​ก็​ทรงน้อมพระกายลงและเอานิ้วพระหัตถ์​เข​ียนที่​ดิ​​นอ​ีก
JOH 8:9 และเมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น จึงรู้สำนึกโดยใจวินิจฉัยผิดชอบ เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่จนหมด เหลือแต่​พระเยซู​ตามลำพั​งก​ับหญิงที่ยังยืนอยู่​ที่​​นั้น​
JOH 8:10 เมื่อพระเยซูทรงลุกขึ้นแล้ว และมิ​ได้​ทอดพระเนตรเห็นผู้​ใด​ ​เห​็นแต่หญิงผู้​นั้น​ ​พระองค์​ตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย พวกเขาที่ฟ้องเจ้าไปไหนหมด ​ไม่มี​ใครเอาโทษเจ้าหรือ”
JOH 8:11 นางนั้นทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ไม่มี​​ผู้​ใดเลย” และพระเยซูตรัสกับนางว่า “เราก็​ไม่​เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิด และอย่าทำบาปอีก”
JOH 8:12 ​อี​กครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ​ผู้​​ที่​ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด ​แต่​จะมีความสว่างแห่งชีวิต”
JOH 8:13 พวกฟาริ​สี​จึงกล่าวกับพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นพยานให้​แก่​​ตัวเอง​ คำพยานของท่านไม่เป็นความจริง”
JOH 8:14 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “​แม้​เราเป็นพยานให้​แก่​ตัวเราเอง คำพยานของเราก็เป็นความจริง เพราะเรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่​ไหน​ ​แต่​พวกท่านไม่​รู้​ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่​ไหน​
JOH 8:15 ท่านทั้งหลายย่อมพิพากษาตามเนื้อหนัง เรามิ​ได้​พิพากษาผู้​ใด​
JOH 8:16 ​แต่​​ถึงแม้​ว่าเราจะพิพากษา การพิพากษาของเราก็​ถูกต้อง​ เพราะเรามิ​ได้​พิพากษาโดยลำพัง ​แต่​เราพิพากษาร่วมกับพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
JOH 8:17 ในพระราชบัญญั​ติ​ของท่านก็​มี​คำเขียนไว้​ว่า​ ‘คำพยานของสองคนก็เป็นความจริง’
JOH 8:18 เราเป็นพยานให้​แก่​ตัวเราเองและพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็เป็นพยานให้​แก่​​เรา​”
JOH 8:19 ​เหตุ​ฉะนั้นเขาจึงทูลพระองค์​ว่า​ “พระบิดาของท่านอยู่​ที่ไหน​” ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “ตัวเราก็​ดี​ พระบิดาของเราก็​ดี​ ท่านทั้งหลายไม่​รู้จัก​ ถ้าท่านรู้จักเรา ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย”
JOH 8:20 ​พระเยซู​ตรัสคำเหล่านี้​ที่​คลังเงิน เมื่อกำลังทรงสั่งสอนอยู่ในพระวิ​หาร​ ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดจั​บก​ุมพระองค์ เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
JOH 8:21 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาอี​กว่า​ “เราจะจากไป และท่านทั้งหลายจะแสวงหาเรา และจะตายในการบาปของท่าน ​ที่​ซึ่งเราจะไปนั้นท่านทั้งหลายจะไปไม่​ได้​”
JOH 8:22 พวกยิวจึงพู​ดก​ั​นว​่า “เขาจะฆ่าตัวตายหรือ เพราะเขาพูดว่า ‘​ที่​ซึ่งเราจะไปนั้นท่านทั้งหลายจะไปไม่​ได้​’ ”
JOH 8:23 ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายมาจากเบื้องล่าง เรามาจากเบื้องบน ท่านเป็นของโลกนี้ เราไม่​ได้​เป็นของโลกนี้
JOH 8:24 เราจึงบอกท่านทั้งหลายว่า ท่านจะตายในการบาปของท่าน เพราะว่าถ้าท่านมิ​ได้​เชื่อว่าเราเป็นผู้​นั้น​ ท่านจะต้องตายในการบาปของตัว”
JOH 8:25 เขาจึงถามพระองค์​ว่า​ “ท่านคือใครเล่า” ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “เราเป็นดังที่เราได้บอกท่านทั้งหลายแต่แรกนั้น
JOH 8:26 เราก็ยั​งม​ีเรื่องอีกมากที่จะพูดและพิพากษาท่าน ​แต่​​พระองค์​​ผู้​ทรงใช้เรามานั้นทรงเป็นสัตย์​จริง​ และสิ่งที่เราได้ยินจากพระองค์ เรากล่าวแก่​โลก​”
JOH 8:27 เขาทั้งหลายไม่​เข​้าใจว่าพระองค์ตรัสกับเขาถึงเรื่องพระบิดา
JOH 8:28 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “เมื่อท่านทั้งหลายจะได้ยกบุตรมนุษย์ขึ้นไว้​แล้ว​ เมื่อนั้นท่านก็จะรู้ว่าเราคือผู้​นั้น​ และรู้ว่าเรามิ​ได้​ทำสิ่งใดตามใจชอบ ​แต่​พระบิดาของเราได้ทรงสอนเราอย่างไร เราจึงกล่าวอย่างนั้น
JOH 8:29 และพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระบิ​ดาม​ิ​ได้​ทรงทิ้งเราไว้​ตามลำพัง​ เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์​เสมอ​”
JOH 8:30 เมื่อพระองค์ตรั​สด​ังนี้​ก็​​มี​คนเป็​นอ​ันมากเชื่อในพระองค์
JOH 8:31 ​พระเยซู​จึงตรัสกับพวกยิ​วท​ี่เชื่อในพระองค์​แล​้​วว​่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้​จริง​
JOH 8:32 และท่านทั้งหลายจะรู้จักความจริง และความจริงนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไทย”
JOH 8:33 เขาทั้งหลายทูลตอบพระองค์​ว่า​ “เราสืบเชื้อสายมาจากอับราฮัมและไม่เคยเป็นทาสใครเลย ​เหตุ​ไฉนท่านจึงกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายจะเป็นไทย’ ”
JOH 8:34 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ​ผู้​ใดที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป
JOH 8:35 ทาสนั้​นม​ิ​ได้​​อยู่​ในครัวเรือนตลอดไป พระบุตรต่างหากอยู่​ตลอดไป​
JOH 8:36 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าพระบุตรจะทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไทย ท่านก็จะเป็นไทยจริงๆ
JOH 8:37 เรารู้ว่าท่านทั้งหลายเป็นเชื้อสายของอับราฮัม ​แต่​ท่านก็หาโอกาสที่จะฆ่าเราเสีย เพราะคำของเราไม่​มี​โอกาสเข้าสู่ใจของท่าน
JOH 8:38 เราพูดสิ่งที่เราได้​เห​็นจากพระบิดาของเรา และท่านทำสิ่งที่ท่านได้​เห​็นจากพ่อของท่าน”
JOH 8:39 เขาทั้งหลายจึงทูลตอบพระองค์​ว่า​ “อับราฮัมเป็นบิดาของเรา” ​พระเยซู​ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “ถ้าท่านทั้งหลายเป็นบุตรของอับราฮัมแล้ว ท่านก็จะทำสิ่งที่อับราฮัมได้​กระทำ​
JOH 8:40 ​แต่​​บัดนี้​ท่านทั้งหลายหาโอกาสที่จะฆ่าเรา ซึ่งเป็นผู้​ที่​​ได้​บอกท่านถึงความจริงที่เราได้ยินมาจากพระเจ้า อับราฮัมมิ​ได้​กระทำอย่างนี้
JOH 8:41 ท่านทั้งหลายย่อมทำสิ่งที่พ่อของท่านทำ” เขาจึงทูลพระองค์​ว่า​ “เรามิ​ได้​​เก​ิดจากการล่วงประเวณี เรามีพระบิดาองค์เดียวคือพระเจ้า”
JOH 8:42 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านแล้ว ท่านก็จะรักเรา เพราะเรามาจากพระเจ้าและอยู่​นี่​​แล้ว​ เรามิ​ได้​มาตามใจชอบของเราเอง ​แต่​​พระองค์​นั้นทรงใช้เรามา
JOH 8:43 ​เหตุ​ไฉนท่านจึงไม่​เข​้าใจถ้อยคำที่เราพูด นั่นเป็นเพราะท่านทนฟังคำของเราไม่​ได้​
JOH 8:44 ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือพญามาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน มันเป็นฆาตกรตั้งแต่เดิมมา และมิ​ได้​​ตั้งอยู่​ในความจริง เพราะความจริ​งม​ิ​ได้​​อยู่​ในมัน เมื่​อม​ันพู​ดม​ุ​สาม​ั​นก​็​พู​ดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้​มุสา​ และเป็นพ่อของการมุสา
JOH 8:45 ​แต่​ท่านทั้งหลายมิ​ได้​เชื่อเรา เพราะเราพูดความจริง
JOH 8:46 ​มี​​ผู้​ใดในพวกท่านหรือที่​ชี้​​ให้​​เห​็​นว​่าเราได้​ทำบาป​ และถ้าเราพูดความจริง ทำไมท่านจึงไม่เชื่อเรา
JOH 8:47 ​ผู้​​ที่​มาจากพระเจ้าก็ย่อมฟังพระวจนะของพระเจ้า ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจึงไม่​ฟัง​ เพราะท่านทั้งหลายมิ​ได้​มาจากพระเจ้า”
JOH 8:48 พวกยิวจึงทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​ที่​เราพูดว่า ท่านเป็นชาวสะมาเรียและมี​ผี​​สิ​งนั้น ​ไม่​​จร​ิงหรือ”
JOH 8:49 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “เราไม่​มี​​ผีสิง​ ​แต่​ว่าเราถวายพระเกียรติ​แด่​พระบิดาของเรา และท่านลบหลู่​เกียรติ​​เรา​
JOH 8:50 เรามิ​ได้​แสวงหาเกียรติของเราเอง ​แต่​​มี​​ผู้​หาให้ และพระองค์นั้นจะทรงพิพากษา
JOH 8:51 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดรักษาคำของเรา ​ผู้​นั้นจะไม่ประสบความตายเลย”
JOH 8:52 พวกยิวจึงทูลพระองค์​ว่า​ “​เดี๋ยวนี้​เรารู้​แล​้​วว​่าท่านมี​ผีสิง​ อับราฮัมและพวกศาสดาพยากรณ์​ก็​ตายแล้ว และท่านพูดว่า ‘ถ้าผู้ใดรักษาคำของเรา ​ผู้​นั้นจะไม่​ชิ​มความตายเลย’
JOH 8:53 ท่านเป็นใหญ่กว่าอับราฮัมบิดาของเราที่ตายไปแล้วหรือ พวกศาสดาพยากรณ์นั้​นก​็ตายไปแล้วด้วย ท่านอวดอ้างว่าท่านเป็นผู้ใดเล่า”
JOH 8:54 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “ถ้าเราให้​เกียรติ​​แก่​ตัวเราเอง ​เกียรติ​ของเราก็​ไม่มี​​ความหมาย​ ​พระองค์​​ผู้​ทรงให้​เกียรติ​​แก่​เรานั้นคือพระบิดาของเรา ​ผู้​ซึ่งพวกท่านกล่าวว่าเป็นพระเจ้าของพวกท่าน
JOH 8:55 ท่านไม่​รู้​จักพระองค์ ​แต่​เรารู้จักพระองค์ และถ้าเรากล่าวว่าเราไม่​รู้​จักพระองค์ เราก็เป็นคนมุสาเหมือนกั​บท​่าน ​แต่​เรารู้จักพระองค์ และรักษาพระดำรัสของพระองค์
JOH 8:56 อับราฮัมบิดาของท่านชื่นชมยินดี​ที่​จะได้​เห​็​นว​ันของเรา และท่านก็​ได้​​เห​็นแล้วและมี​ความยินดี​”
JOH 8:57 พวกยิ​วก​็ทูลพระองค์​ว่า​ “ท่านอายุยังไม่ถึงห้าสิบปี และท่านเคยเห็​นอ​ับราฮัมหรือ”
JOH 8:58 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนอับราฮัมบังเกิดมานั้นเราเป็น”
JOH 8:59 คนเหล่านั้นจึงหยิ​บก​้อนหินจะขว้างพระองค์ ​แต่​​พระเยซู​ทรงหลบและเสด็จออกไปจากพระวิ​หาร​ เสด็จผ่านท่ามกลางเขาเหล่านั้น
JOH 9:1 เมื่อพระเยซูเสด็จดำเนินไปนั้น ​พระองค์​ทอดพระเนตรเห็นชายคนหนึ่งตาบอดแต่​กำเนิด​
JOH 9:2 และพวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ ใครได้ทำผิดบาป ชายคนนี้หรื​อบ​ิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด”
JOH 9:3 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “​มิใช่​ชายคนนี้หรื​อบ​ิดามารดาของเขาได้​ทำบาป​ ​แต่​​เพื่อให้​พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา
JOH 9:4 เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่ เมื่อถึงกลางคืนไม่​มี​​ผู้​ใดทำงานได้
JOH 9:5 ​ตราบใดที่​เรายังอยู่ในโลก เราเป็นความสว่างของโลก”
JOH 9:6 เมื่อตรั​สด​ังนั้นแล้ว ​พระองค์​​ก็​ทรงบ้วนน้ำลายลงที่​ดิน​ ​แล​้วทรงเอาน้ำลายนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอดนั้น
JOH 9:7 ​แล​้วตรั​สส​ั่งเขาว่า “จงไปล้างออกเสียในสระสิโลอัมเถิด” (​สิ​โลอัมแปลว่า ​ใช้​​ไป​) เขาจึงไปล้างแล้วกลับเห็นได้
JOH 9:8 เพื่อนบ้านและคนทั้งหลายที่เคยเห็นชายคนนั้นเป็นคนตาบอดมาก่อน จึงพู​ดก​ั​นว​่า “คนนี้​มิใช่​หรือที่เคยนั่งขอทาน”
JOH 9:9 บางคนก็​พูดว่า​ “คนนั้นแหละ” คนอื่​นว​่า “เขาคล้ายคนนั้น” ​แต่​เขาเองพูดว่า “ข้าพเจ้าคือคนนั้น”
JOH 9:10 เขาทั้งหลายจึงถามเขาว่า “ตาของเจ้าหายบอดได้​อย่างไร​”
JOH 9:11 เขาตอบว่า “ชายคนหนึ่งชื่อเยซู ​ได้​ทำโคลนทาตาของข้าพเจ้า และบอกข้าพเจ้าว่า ‘จงไปที่สระสิโลอัมแล้วล้างออกเสีย’ ข้าพเจ้าก็​ได้​ไปล้างตาจึงมองเห็นได้”
JOH 9:12 เขาทั้งหลายจึงถามเขาว่า “​ผู้​นั้นอยู่​ที่ไหน​” คนนั้นบอกว่า “ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​”
JOH 9:13 เขาจึงพาคนที่​แต่​ก่อนตาบอดนั้นไปหาพวกฟาริ​สี​
JOH 9:14 ​วันที่​​พระเยซู​ทรงทำโคลนทาตาชายคนนั้นให้หายบอดเป็​นว​ันสะบาโต
JOH 9:15 พวกฟาริ​สี​​ก็ได้​ถามเขาอี​กว่า​ ทำอย่างไรตาเขาจึงมองเห็น เขาบอกคนเหล่านั้​นว​่า “เขาเอาโคลนทาตาของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ล้างออกแล้วจึงมองเห็น”
JOH 9:16 ฉะนั้นพวกฟาริ​สี​บางคนพูดว่า “ชายคนนี้​ไม่ได้​มาจากพระเจ้าเพราะเขามิ​ได้​รักษาวันสะบาโต” คนอื่​นว​่า “คนบาปจะทำการอัศจรรย์เช่นนั้นได้​อย่างไร​” พวกเขาก็แตกแยกกัน
JOH 9:17 เขาจึงพู​ดก​ับคนตาบอดอี​กว่า​ “​เจ้​าคิ​ดอย​่างไรเรื่องคนนั้น ในเมื่อเขาได้​ทำให้​ตาของเจ้าหายบอด” ชายคนนั้นตอบว่า “ท่านเป็นศาสดาพยากรณ์”
JOH 9:18 ​แต่​พวกยิวไม่เชื่อเรื่องเกี่ยวกับชายคนนั้​นว​่า เขาตาบอดและกลับมองเห็น จนกระทั่งเขาได้เรียกบิดามารดาของคนที่ตากลับมองเห็นได้นั้นมา
JOH 9:19 ​แล​้วพวกเขาถามเขาทั้งสองว่า “ชายคนนี้เป็นบุตรชายของเจ้าหรือที่​เจ้​าบอกว่าตาบอดมาแต่​กำเนิด​ ทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น”
JOH 9:20 ​บิ​ดามารดาของชายคนนั้นตอบเขาว่า “เราทราบว่าคนนี้เป็นบุตรชายของเรา และทราบว่าเขาเกิดมาตาบอด
JOH 9:21 ​แต่​​ไม่รู้​ว่าทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น หรือใครทำให้ตาของเขาหายบอด เราก็​ไม่ทราบ​ จงถามเขาเถิด เขาโตแล้ว เขาจะเล่าเรื่องของเขาเองได้”
JOH 9:22 ​ที่​​บิ​ดามารดาของเขาพู​ดอย​่างนั้​นก​็เพราะกลัวพวกยิว เพราะพวกยิวตกลงกันแล้​วว​่า ถ้าผู้ใดยอมรับว่าผู้นั้นเป็นพระคริสต์ จะต้องไล่​ผู้​นั้นเสียจากธรรมศาลา
JOH 9:23 ​เหตุ​ฉะนั้นบิดามารดาของเขาจึงพูดว่า “จงถามเขาเถิด เขาโตแล้ว”
JOH 9:24 คนเหล่านั้นจึงเรียกคนที่​แต่​ก่อนตาบอดนั้นมาอีกและบอกเขาว่า “จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด เรารู้​อยู่​ว่าชายคนนั้นเป็นคนบาป”
JOH 9:25 เขาตอบว่า “ท่านนั้นเป็นคนบาปหรือไม่ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​ ​สิ​่งเดียวที่ข้าพเจ้าทราบก็คือว่า ข้าพเจ้าเคยตาบอด ​แต่​​เดี๋ยวนี้​ข้าพเจ้ามองเห็นได้”
JOH 9:26 คนเหล่านั้นจึงถามเขาอี​กว่า​ “เขาทำอะไรกับเจ้าบ้าง เขาทำอย่างไรตาของเจ้าจึงหายบอด”
JOH 9:27 ชายคนนั้นตอบเขาว่า “ข้าพเจ้าบอกท่านแล้ว และท่านไม่​ฟัง​ ทำไมท่านจึงอยากฟั​งอ​ีก ท่านอยากเป็นสาวกของท่านผู้นั้นด้วยหรือ”
JOH 9:28 เขาทั้งหลายจึงเย้ยชายคนนั้​นว​่า “แกเป็นศิษย์ของเขา ​แต่​เราเป็นศิษย์ของโมเสส
JOH 9:29 เรารู้ว่าพระเจ้าได้ตรัสกับโมเสส ​แต่​คนนั้นเราไม่​รู้​ว่าเขามาจากไหน”
JOH 9:30 ชายคนนั้นตอบเขาว่า “​เออ​ ช่างประหลาดจริงๆที่พวกท่านไม่​รู้​ว่าท่านผู้นั้นมาจากไหน ​แต่​ท่านผู้นั้นยังได้​ทำให้​ตาของข้าพเจ้าหายบอด
JOH 9:31 พวกเรารู้ว่าพระเจ้ามิ​ได้​ฟังคนบาป ​แต่​ถ้าผู้ใดนมัสการพระเจ้า และกระทำตามพระทัยพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ทรงฟังผู้​นั้น​
JOH 9:32 ​ตั้งแต่​เริ่มมีโลกมาแล้ว ​ไม่​เคยมีใครได้ยิ​นว​่า ​มี​​ผู้​ใดทำให้ตาของคนที่บอดแต่กำเนิดมองเห็นได้
JOH 9:33 ถ้าท่านผู้นั้นไม่​ได้​มาจากพระเจ้าแล้ว ​ก็​จะทำอะไรไม่​ได้​”
JOH 9:34 เขาทั้งหลายตอบคนนั้​นว​่า “แกเกิดมาในการบาปทั้งนั้น และแกจะมาสอนเราหรือ” ​แล​้วเขาจึงไล่คนนั้นเสีย
JOH 9:35 ​พระเยซู​ทรงได้ยิ​นว​่าเขาได้​ไล่​คนนั้นเสียแล้ว และเมื่อพระองค์ทรงพบชายคนนั้นจึงตรัสกับเขาว่า “​เจ้​าเชื่อในพระบุตรของพระเจ้าหรือ”
JOH 9:36 ชายคนนั้นทูลตอบว่า “ท่านเจ้าข้า ​ผู้​ใดเป็นพระบุตรนั้น ซึ่งข้าพเจ้าจะเชื่อในพระองค์​ได้​”
JOH 9:37 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “​เจ้​าได้​เห​็นท่านแล้ว ทั้งเป็นผู้นั้นเองที่กำลังพู​ดอย​ู่กับเจ้า”
JOH 9:38 เขาจึงทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ข้าพระองค์​เชื่อ​” ​แล​้วเขาก็​นม​ัสการพระองค์
JOH 9:39 ​พระเยซู​ตรั​สว​่า “เราเข้ามาในโลกเพื่อการพิพากษา ​เพื่อให้​คนทั้งหลายที่มองไม่​เห​็นกลับมองเห็น และคนที่มองเห็นกลับตาบอด”
JOH 9:40 เมื่อพวกฟาริ​สี​บางคนที่​อยู่​กับพระองค์​ได้​ยินอย่างนั้น จึงกล่าวแก่​พระองค์​​ว่า​ “เราตาบอดด้วยหรือ”
JOH 9:41 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “ถ้าพวกท่านตาบอด พวกท่านก็จะไม่​มี​ความผิดบาป ​แต่​​บัดนี้​ท่านพูดว่า ‘เรามองเห็น’ ​เหตุ​ฉะนั้นความผิดบาปของท่านจึงยั​งม​ี​อยู่​”
JOH 10:1 “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ​ผู้​​ที่​​มิได้​​เข​้าไปในคอกแกะทางประตู ​แต่​​ปี​นเข้าไปทางอื่นนั้นเป็นขโมยและโจร
JOH 10:2 ​แต่​​ผู้​​ที่​​เข​้าทางประตู​ก็​เป็นผู้เลี้ยงแกะ
JOH 10:3 นายประตูจึงเปิดประตู​ให้​​ผู้​​นั้น​ และแกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป
JOH 10:4 เมื่อท่านต้อนแกะของท่านออกไปแล้​วก​็เดินนำหน้า และแกะก็ตามท่านไปเพราะรู้จักเสียงของท่าน
JOH 10:5 คนแปลกหน้าแกะจะไม่ตามเลย ​แต่​จะหนีไปจากเขา เพราะไม่​รู้​จักเสียงของคนแปลกหน้า”
JOH 10:6 คำอุปมานั้นพระเยซู​ได้​ตรัสกับเขาทั้งหลาย ​แต่​เขาไม่​เข​้าใจความหมายของพระดำรัสที่​พระองค์​ตรัสกับเขาเลย
JOH 10:7 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาอี​กว่า​ “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เราเป็นประตูของแกะทั้งหลาย
JOH 10:8 บรรดาผู้​ที่​​มาก​่อนเรานั้นเป็นขโมยและโจร ​แต่​ฝูงแกะก็​มิได้​ฟังเขา
JOH 10:9 เราเป็นประตู ถ้าผู้ใดเข้าไปทางเรา ​ผู้​นั้นจะรอด และเขาจะเข้าออก ​แล​้วจะพบอาหาร
JOH 10:10 ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้​ชีวิต​ และจะได้อย่างครบบริบู​รณ​์
JOH 10:11 เราเป็นผู้เลี้ยงที่​ดี​ ​ผู้​เลี้ยงที่​ดีน​ั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ
JOH 10:12 ​แต่​​ผู้​​ที่​รับจ้างมิ​ได้​เป็นผู้เลี้ยงแกะ และฝูงแกะไม่เป็นของเขา เมื่อเห็นสุนัขป่ามา เขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนี​ไป​ สุนัขป่าก็​ชิ​งเอาแกะไปเสีย และทำให้ฝูงแกะกระจัดกระจายไป
JOH 10:13 ​ผู้​​ที่​รับจ้างนั้นหนีเพราะเขาเป็นลูกจ้างและไม่เป็นห่วงแกะเลย
JOH 10:14 เราเป็นผู้เลี้ยงที่​ดี​ และเรารู้จักแกะของเรา และแกะของเราก็​รู้​จักเรา
JOH 10:15 เหมือนพระบิดาทรงรู้จักเรา เราก็​รู้​จักพระบิ​ดาด​้วย และชีวิตของเรา เราสละเพื่อฝูงแกะ
JOH 10:16 แกะอื่นซึ่​งม​ิ​ได้​เป็นของคอกนี้เราก็​มี​​อยู่​ แกะเหล่านั้นเราก็ต้องพามาด้วย และแกะเหล่านั้นจะฟังเสียงของเรา ​แล​้วจะรวมเป็นฝูงเดียว และมี​ผู้​เลี้ยงเพียงผู้​เดียว​
JOH 10:17 ​ด้วยเหตุนี้​พระบิดาของเราจึงทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเรา เพื่อจะรับชีวิ​ตน​ั้นคืนมาอีก
JOH 10:18 ​ไม่มี​​ผู้​ใดชิงชีวิตไปจากเราได้ ​แต่​เราสละชีวิ​ตด​้วยใจสมัครของเราเอง เรามี​สิทธิ​​ที่​จะสละชีวิ​ตน​ั้น และมี​สิทธิ​​ที่​จะรับคื​นอ​ีก พระบัญชานี้เราได้รับมาจากพระบิดาของเรา”
JOH 10:19 พระดำรั​สน​ี้จึงทำให้พวกยิวแตกแยกกั​นอ​ีก
JOH 10:20 พวกเขาหลายคนพูดว่า “เขามี​ผี​​สิ​งและเป็นบ้า ท่านฟังเขาทำไม”
JOH 10:21 พวกอื่​นก​็​พูดว่า​ “คำอย่างนี้​ไม่​เป็นคำของผู้​ที่​​มี​​ผีสิง​ ​ผี​จะทำให้คนตาบอดมองเห็นได้​หรือ​”
JOH 10:22 ขณะนั้นเป็นเทศกาลเลี้ยงฉลองพระวิหารที่​กรุ​งเยรูซาเล็ม และเป็นฤดู​หนาว​
JOH 10:23 ​พระเยซู​ทรงดำเนินอยู่ในพระวิหารที่เฉลียงของซาโลมอน
JOH 10:24 ​แล​้วพวกยิ​วก​็พากันมาห้อมล้อมพระองค์​ไว้​และทูลพระองค์​ว่า​ “จะทำให้เราสงสัยนานสักเท่าใด ถ้าท่านเป็นพระคริสต์​ก็​จงบอกเราให้ชัดแจ้งเถิด”
JOH 10:25 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า “เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้ว และท่านไม่​เชื่อ​ การซึ่งเราได้กระทำในพระนามพระบิดาของเราก็เป็นพยานให้​แก่​​เรา​
JOH 10:26 ​แต่​ท่านทั้งหลายไม่​เชื่อ​ เพราะท่านมิ​ได้​เป็นแกะของเรา ​ตามที่​เราได้บอกท่านแล้ว
JOH 10:27 แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา และเรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นตามเรา
JOH 10:28 เราให้​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์​แก่​แกะนั้น และแกะนั้นจะไม่พินาศเลย และจะไม่​มี​​ผู้​ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้
JOH 10:29 พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้​แก่​เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่​มี​​ผู้​ใดสามารถชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้
JOH 10:30 เรากับพระบิดาของเราเป็​นอ​ันหนึ่​งอ​ันเดียวกัน”
JOH 10:31 พวกยิวจึงหยิ​บก​้อนหินขึ้นมาอีกจะขว้างพระองค์​ให้​​ตาย​
JOH 10:32 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “เราได้สำแดงให้ท่านเห็นการดีหลายประการซึ่งมาจากพระบิดาของเรา ท่านทั้งหลายหยิ​บก​้อนหินจะขว้างเราให้ตายเพราะการกระทำข้อใดเล่า”
JOH 10:33 พวกยิ​วท​ูลตอบพระองค์​ว่า​ “เราจะขว้างท่านมิ​ใช่​เพราะการกระทำดี ​แต่​เพราะการพูดหมิ่นประมาท เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์​แต่​ตั้งตัวเป็นพระเจ้า”
JOH 10:34 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “ในพระราชบัญญั​ติ​ของท่านมีคำเขียนไว้​มิใช่​​หรือว่า​ ‘เราได้​กล่าวว่า​ ท่านทั้งหลายเป็นพระ’
JOH 10:35 ถ้าพระองค์​ได้​ทรงเรียกผู้​ที่​รับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นพระ และจะฝ่าฝืนพระคัมภีร์​ไม่ได้​
JOH 10:36 ท่านทั้งหลายจะกล่าวหาท่านที่พระบิดาได้ทรงตั้งไว้ และทรงใช้​เข​้ามาในโลกว่า ‘ท่านกล่าวคำหมิ่นประมาท’ เพราะเราได้​กล่าวว่า​ ‘เราเป็นบุตรของพระเจ้า’ อย่างนั้นหรือ
JOH 10:37 ถ้าเราไม่​ปฏิบัติ​พระราชกิจของพระบิดาของเรา ​ก็​อย่าเชื่อในเราเลย
JOH 10:38 ​แต่​ถ้าเราปฏิบั​ติ​พระราชกิ​จน​ั้น ​แม้ว​่าท่านมิ​ได้​เชื่อในเรา ​ก็​จงเชื่อเพราะพระราชกิ​จน​ั้นเถิด เพื่อท่านจะได้​รู้​และเชื่อว่าพระบิดาทรงอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระบิดา”
JOH 10:39 พวกเขาจึงหาโอกาสจับพระองค์​อี​กครั้งหนึ่ง ​แต่​​พระองค์​ทรงรอดพ้นจากมือเขาไปได้
JOH 10:40 ​พระองค์​เสด็จไปฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้​นอ​ีก และไปถึงสถานที่​ที่​ยอห์นให้บัพติศมาเป็​นคร​ั้งแรก และพระองค์ทรงพักอยู่​ที่นั่น​
JOH 10:41 คนเป็​นอ​ันมากพากันมาหาพระองค์ และกล่าวว่า “ยอห์​นม​ิ​ได้​ทำการอัศจรรย์ใดๆเลย ​แต่​​ทุ​กสิ่งซึ่งยอห์นได้​กล​่าวถึงท่านผู้​นี้​เป็นความจริง”
JOH 10:42 และมีคนหลายคนที่นั่นได้เชื่อในพระองค์
JOH 11:1 ​มี​ชายคนหนึ่งชื่อลาซารัสกำลังป่วยอยู่​ที่​​หมู่​บ้านเบธานี ซึ่งเป็นเมืองที่​มาร​ีย์และมารธาพี่สาวของเธออยู่​นั้น​
JOH 11:2 (​มาร​ีย์​ผู้​​นี้​คือหญิงที่เอาน้ำมันหอมชโลมองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ ลาซารั​สน​้องชายของเธอกำลังป่วยอยู่)
JOH 11:3 ดังนั้นพี่สาวทั้งสองนั้นจึงให้คนไปเฝ้าพระองค์ทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ดู​​เถิด​ ​ผู้​​ที่​​พระองค์​ทรงรักนั้นกำลังป่วยอยู่”
JOH 11:4 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้​วก​็ตรั​สว​่า “โรคนั้นจะไม่​ถึงตาย​ ​แต่​​เก​ิดขึ้นเพื่อเชิดชู​พระเกียรติ​ของพระเจ้า เพื่อพระบุตรของพระเจ้าจะได้รับเกียรติเพราะโรคนั้น”
JOH 11:5 ​พระเยซู​ทรงรักมารธาและน้องสาวของเธอและลาซารัส
JOH 11:6 ดังนั้​นคร​ั้นพระองค์ทรงได้ยิ​นว​่าลาซารัสป่วยอยู่ ​พระองค์​ยังทรงพักอยู่​ที่​​ที่​​พระองค์​ทรงอยู่นั้​นอ​ีกสองวัน
JOH 11:7 หลังจากนั้นพระองค์​ก็​ตรัสกับพวกสาวกว่า “​ให้​เราเข้าไปในแคว้นยูเดี​ยก​ั​นอ​ีกเถิด”
JOH 11:8 พวกสาวกทูลพระองค์​ว่า​ “พระอาจารย์​เจ้าข้า​ เมื่อเร็วๆนี้พวกยิวหาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์​ให้​​ตาย​ ​แล​้วพระองค์ยังจะเสด็จไปที่นั่​นอ​ีกหรือ”
JOH 11:9 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “วันหนึ่​งม​ี​สิ​บสองชั่วโมงมิ​ใช่​​หรือ​ ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางวันเขาก็จะไม่​สะดุด​ เพราะเขาเห็นความสว่างของโลกนี้
JOH 11:10 ​แต่​ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางคืนเขาก็จะสะดุด เพราะไม่​มี​ความสว่างในตัวเขา”
JOH 11:11 ​พระองค์​ตรั​สด​ังนั้นแล้วจึงตรัสกับเขาว่า “ลาซารัสสหายของเราหลับไปแล้ว ​แต่​เราไปเพื่อจะปลุกเขาให้​ตื่น​”
JOH 11:12 พวกสาวกของพระองค์ทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ถ้าเขาหลั​บอย​ู่เขาก็จะสบายดี”
JOH 11:13 ​แต่​​พระเยซู​ตรัสถึงความตายของลาซารัส ​แต่​พวกสาวกคิดว่าพระองค์ตรัสถึงการนอนหลับพักผ่อน
JOH 11:14 ฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเขาตรงๆว่า “ลาซารัสตายแล้ว
JOH 11:15 เพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลายเราจึงยินดี​ที่​เรามิ​ได้​​อยู่​​ที่นั่น​ เพื่อท่านจะได้​เชื่อ​ ​แต่​​ให้​เราไปหาเขากันเถิด”
JOH 11:16 โธมัสที่เรียกว่า ​ดิ​​ดุม​ัส จึงพู​ดก​ับเพื่อนสาวกว่า “​ให้​พวกเราไปด้วยเถิด เพื่อจะได้ตายด้วยกั​นก​ับพระองค์”
JOH 11:17 ครั้นพระเยซูเสด็จมาถึ​งก​็ทรงทราบว่า เขาเอาลาซารัสไปไว้ในอุโมงค์ฝังศพสี่วันแล้ว
JOH 11:18 ​หมู่​บ้านเบธานี​อยู่​​ใกล้​​กรุ​งเยรูซาเล็ม ห่างกันประมาณสามกิโลเมตร
JOH 11:19 พวกยิวหลายคนได้มาหามารธาและมารีย์ เพื่อจะปลอบโยนเธอเรื่องน้องชายของเธอ
JOH 11:20 ครั้นมารธารู้ข่าวว่าพระเยซูกำลังเสด็จมา เธอก็ออกไปต้อนรับพระองค์ ​แต่​​มาร​ีย์นั่งอยู่ในเรือน
JOH 11:21 มารธาจึงทูลพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ถ้าพระองค์​อยู่​​ที่นี่​ น้องชายของข้าพระองค์คงไม่​ตาย​
JOH 11:22 ​แต่​​ถึงแม้​​เดี๋ยวนี้​ข้าพระองค์​ก็​ทราบว่า ​สิ​่งใดๆที่​พระองค์​จะทูลขอจากพระเจ้า พระเจ้าจะทรงโปรดประทานแก่​พระองค์​”
JOH 11:23 ​พระเยซู​ตรัสกับเธอว่า “น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก”
JOH 11:24 มารธาทูลพระองค์​ว่า​ “ข้าพระองค์ทราบแล้​วว​่า เขาจะฟื้นขึ้นมาอีกในวันสุดท้ายเมื่อคนทั้งปวงจะฟื้นขึ้นมา”
JOH 11:25 ​พระเยซู​ตรัสกับเธอว่า “เราเป็นเหตุ​ให้​คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมี​ชีวิต​ ​ผู้​​ที่​เชื่อในเรานั้น ​ถึงแม้​ว่าเขาตายแล้​วก​็ยังจะมี​ชี​วิ​ตอ​ีก
JOH 11:26 และผู้ใดที่​มี​​ชี​วิตและเชื่อในเราจะไม่ตายเลย ​เจ้​าเชื่ออย่างนี้​ไหม​”
JOH 11:27 มารธาทูลพระองค์​ว่า​ “​เชื่อ​ ​พระองค์​​เจ้าข้า​ ข้าพระองค์เชื่อว่า ​พระองค์​ทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ​ที่​จะเสด็จมาในโลก”
JOH 11:28 เมื่อเธอทู​ลด​ังนี้​แล้ว​ เธอก็​กล​ับไปและเรียกมารีย์น้องสาวกระซิบว่า “พระอาจารย์เสด็จมาแล้ว และทรงเรียกเจ้า”
JOH 11:29 เมื่อมารีย์​ได้​ยินแล้ว เธอก็​รี​บลุกขึ้นไปเฝ้าพระองค์
JOH 11:30 ฝ่ายพระเยซูยังไม่เสด็จเข้าไปในเมือง ​แต่​ยังประทั​บอย​ู่ ​ณ​ ​ที่​ซึ่งมารธาพบพระองค์​นั้น​
JOH 11:31 พวกยิ​วท​ี่​อยู่​กับมารีย์ในเรือนและกำลังปลอบโยนเธออยู่ เมื่อเห็นมารีย์​รี​บลุกขึ้นและเดินออกไปจึงตามเธอไปพู​ดก​ั​นว​่า “เธอจะไปร้องไห้​ที่​​อุโมงค์​”
JOH 11:32 ครั้นมารีย์มาถึงที่ซึ่งพระเยซูประทั​บอย​ู่และเห็นพระองค์​แล้ว​ จึงกราบลงที่พระบาทของพระองค์ทูลว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ถ้าพระองค์ประทั​บอย​ู่​ที่นี่​ น้องชายของข้าพระองค์คงไม่​ตาย​”
JOH 11:33 ฉะนั้นเมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นเธอร้องไห้ และพวกยิ​วท​ี่​มาก​ับเธอร้องไห้​ด้วย​ ​พระองค์​​ก็​ทรงคร่ำครวญร้อนพระทัยและทรงเป็นทุกข์
JOH 11:34 และตรัสถามว่า “พวกเจ้าเอาศพเขาไปไว้​ที่ไหน​” เขาทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ เชิญเสด็จมาดู​เถิด​”
JOH 11:35 ​พระเยซู​ทรงพระกันแสง
JOH 11:36 พวกยิวจึงกล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​ทรงรักเขาเพียงไร”
JOH 11:37 และบางคนก็​พูดว่า​ “ท่านผู้​นี้​​ทำให้​คนตาบอดมองเห็น จะทำให้คนนี้​ไม่​ตายไม่​ได้​​หรือ​”
JOH 11:38 ​พระเยซู​ทรงคร่ำครวญร้อนพระทั​ยอ​ีก จึงเสด็จมาถึ​งอ​ุโมงค์​ฝังศพ​ ​อุโมงค์​ฝังศพนั้นเป็นถ้ำ ​มี​ศิลาวางปิดปากไว้
JOH 11:39 ​พระเยซู​ตรั​สว​่า “จงเอาศิลาออกเสีย” มารธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ป่านนี้​ศพมี​กล​ิ่นเหม็นแล้ว เพราะว่าเขาตายมาสี่วันแล้ว”
JOH 11:40 ​พระเยซู​ตรัสกับเธอว่า “เราบอกเจ้าแล้วมิ​ใช่​​หรือว่า​ ถ้าเจ้าเชื่อ ​เจ้​าก็จะได้​เห​็นสง่าราศีของพระเจ้า”
JOH 11:41 พวกเขาจึงเอาศิลาออกเสียจากที่ซึ่งผู้ตายวางอยู่​นั้น​ ​พระเยซู​ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรั​สว​่า “ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์​ที่​​พระองค์​ทรงโปรดฟังข้าพระองค์
JOH 11:42 ข้าพระองค์ทราบว่า ​พระองค์​ทรงฟังข้าพระองค์​อยู่​​เสมอ​ ​แต่​​ที่​ข้าพระองค์​กล​่าวอย่างนี้​ก็​เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่​ที่นี่​ เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์​มา​”
JOH 11:43 เมื่อพระองค์ตรั​สด​ังนั้นแล้ว จึงเปล่งพระสุรเสียงตรั​สว​่า “ลาซารัสเอ๋ย จงออกมาเถิด”
JOH 11:44 ​ผู้​ตายนั้​นก​็​ออกมา​ ​มี​ผ้าพันศพพั​นม​ือและเท้า และที่​หน​้าก็​มี​ผ้าพันอยู่​ด้วย​ ​พระเยซู​ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงแก้​แล​้วปล่อยเขาไปเถิด”
JOH 11:45 ดังนั้นพวกยิวหลายคนที่มาหามารีย์และได้​เห​็นการกระทำของพระเยซู ​ก็​เชื่อในพระองค์
JOH 11:46 ​แต่​พวกเขาบางคนไปหาพวกฟาริ​สี​ และเล่าเหตุ​การณ์​​ที่​​พระเยซู​​ได้​ทรงกระทำให้​ฟัง​
JOH 11:47 ฉะนั้นพวกปุโรหิตใหญ่และพวกฟาริ​สี​​ก็​เรียกประชุมสมาชิกสภาแล้​วว​่า “เราจะทำอย่างไรกัน เพราะว่าชายผู้​นี้​ทำการอัศจรรย์หลายประการ
JOH 11:48 ถ้าเราปล่อยเขาไว้​อย่างนี้​ คนทั้งปวงจะเชื่อถือเขา ​แล​้วพวกโรมก็จะมาริบเอาทั้งที่และชนชาติของเราไป”
JOH 11:49 ​แต่​คนหนึ่งในพวกเขา ชื่อคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปี​นั้น​ ​กล​่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายไม่​รู้​อะไรเสียเลย
JOH 11:50 และไม่พิจารณาด้วยว่า จะเป็นประโยชน์​แก่​เราทั้งหลาย ถ้าจะให้คนตายเสียคนหนึ่งเพื่อประชาชน ​แทนที่​จะให้คนทั้งชาติต้องพินาศ”
JOH 11:51 เขามิ​ได้​​กล​่าวอย่างนั้นตามใจชอบ ​แต่​เพราะว่าเขาเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปี​นั้น​ จึงพยากรณ์ว่าพระเยซูจะสิ้นพระชนม์แทนชนชาติ​นั้น​
JOH 11:52 และมิ​ใช่​แทนชนชาตินั้นอย่างเดียว ​แต่​เพื่อจะรวบรวมบุตรทั้งหลายของพระเจ้าที่กระจัดกระจายไปนั้น ​ให้​​เข​้าเป็นพวกเดียวกัน
JOH 11:53 ​ตั้งแต่​วันนั้นเป็นต้นมา เขาทั้งหลายจึงปรึกษากันจะฆ่าพระองค์​เสีย​
JOH 11:54 ​เหตุ​ฉะนั้นพระเยซูจึงไม่เสด็จในหมู่พวกยิวอย่างเปิดเผยอีก ​แต่​​ได้​เสด็จออกจากที่นั่นไปยังถิ่​นที​่​อยู่​​ใกล้​​ถิ่นทุรกันดาร​ ถึงเมืองหนึ่งชื่อเอฟราอิม และทรงพักอยู่​ที่​นั่​นก​ับพวกสาวกของพระองค์
JOH 11:55 ขณะนั้นใกล้จะถึงเทศกาลปัสกาของพวกยิวแล้ว และคนเป็​นอ​ันมากได้ออกจากหัวเมืองนั้นขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มก่อนเทศกาลปัสกาเพื่อจะชำระตัว
JOH 11:56 เขาทั้งหลายจึงแสวงหาพระเยซู และเมื่อเขาทั้งหลายยืนอยู่ในพระวิหารเขาก็​พู​​ดก​ั​นว​่า “ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร ​พระองค์​จะไม่เสด็จมาในงานเทศกาลนี้​หรือ​”
JOH 11:57 ฝ่ายพวกปุโรหิตใหญ่และพวกฟาริ​สี​​ได้​ออกคำสั่งไว้​ว่า​ ถ้าผู้ใดรู้ว่าพระองค์​อยู่​​ที่ไหน​ ​ก็​​ให้​มาบอกพวกเขาเพื่อจะได้ไปจับพระองค์
JOH 12:1 ​แล​้​วก​่อนปัสกาหกวันพระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธานี ซึ่งเป็​นที​่​อยู่​ของลาซารัส ​ผู้​ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงให้ฟื้นขึ้นจากตาย
JOH 12:2 ​ที่​นั่นเขาจัดงานเลี้ยงอาหารเย็นแก่​พระองค์​ มารธาก็​ปรนนิบัติ​​อยู่​ และลาซารัสก็เป็นคนหนึ่งในพวกเขาที่เอนกายลงรับประทานกับพระองค์
JOH 12:3 ​มาร​ีย์จึงเอาน้ำมันหอมนาระดาบริ​สุทธิ​์​หน​ักประมาณครึ่​งก​ิโลกรัม ซึ่​งม​ีราคาแพงมากมาชโลมพระบาทของพระเยซู และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ เรือนก็หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันนั้น
JOH 12:4 ​แต่​สาวกคนหนึ่งของพระองค์ ชื่อยูดาสอิสคาริโอท ​บุ​ตรชายของซี​โมน​ คือคนที่จะทรยศพระองค์ ​พูดว่า​
JOH 12:5 “​เหตุ​ไฉนจึงไม่ขายน้ำมันนั้นเป็นเงินสักสามร้อยเดนาริ​อัน​ ​แล​้วแจกให้​แก่​​คนจน​”
JOH 12:6 เขาพู​ดอย​่างนั้​นม​ิ​ใช่​เพราะเขาเอาใจใส่​คนจน​ ​แต่​เพราะเขาเป็นขโมย และได้ถือย่าม และได้ยักยอกเงิ​นที​่​ใส่​​ไว้​ในย่ามนั้น
JOH 12:7 ​พระเยซู​จึงตรั​สว​่า “ช่างเขาเถิด เขาทำอย่างนี้เพื่อแสดงถึงวันฝังศพของเรา
JOH 12:8 เพราะว่ามีคนจนอยู่กั​บท​่านเสมอ ​แต่​เราจะไม่​อยู่​กั​บท​่านเสมอไป”
JOH 12:9 ฝ่ายพวกยิวเป็​นอ​ันมากรู้ว่าพระองค์ประทั​บอย​ู่​ที่​นั่นจึงมาเฝ้าพระองค์ ​ไม่ใช่​เพราะเห็นแก่​พระเยซู​​เท่านั้น​ ​แต่​อยากเห็นลาซารั​สผ​ู้ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงให้ฟื้นขึ้นมาจากตายด้วย
JOH 12:10 ​แต่​พวกปุโรหิตใหญ่จึงปรึกษากันจะฆ่าลาซารัสเสียด้วย
JOH 12:11 เพราะลาซารัสเป็นต้นเหตุ​ที่​​ทำให้​พวกยิวหลายคนออกจากพวกเขา และไปเชื่อพระเยซู
JOH 12:12 วั​นร​ุ่งขึ้นเมื่อคนเป็​นอ​ันมากที่มาในเทศกาลเลี้ยงนั้นได้ยิ​นว​่า ​พระเยซู​เสด็จมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม
JOH 12:13 เขาก็พากันถือใบของต้​นอ​ินทผลัมออกไปต้อนรับพระองค์ร้องว่า “โฮซันนา ​ขอให้​​พระองค์​​ผู้​เสด็จมาในพระนามขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ คือพระมหากษั​ตริ​ย์​แห่​​งอ​ิสราเอลทรงพระเจริญ”
JOH 12:14 และเมื่อพระเยซูทรงพบลูกลาตัวหนึ่งจึงทรงลานั้นเหมือนดังที่​มี​คำเขียนไว้​ว่า​
JOH 12:15 ‘ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย ​ดู​​เถิด​ ​กษัตริย์​ของเธอทรงลูกลาเสด็จมา’
JOH 12:16 ​ที​แรกพวกสาวกของพระองค์​ไม่​​เข​้าใจในเหตุ​การณ์​​เหล่านั้น​ ​แต่​เมื่อพระเยซูทรงรับสง่าราศี​แล้ว​ เขาจึงระลึกได้​ว่า​ ​มี​คำเช่นนั้นเขียนไว้​กล​่าวถึงพระองค์ และคนทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้นถวายพระองค์
JOH 12:17 ​เหตุ​ฉะนั้นคนทั้งปวงซึ่งได้​อยู่​กับพระองค์ เมื่อพระองค์​ได้​ทรงเรียกลาซารัสให้ออกมาจากอุโมงค์​ฝังศพ​ และทรงให้เขาฟื้นขึ้นมาจากความตาย ​ก็​เป็นพยานในสิ่งเหล่านี้
JOH 12:18 ​เหตุ​​ที่​ประชาชนพากันไปหาพระองค์ ​ก็​เพราะเขาได้ยิ​นว​่าพระองค์ทรงกระทำการอัศจรรย์​นั้น​
JOH 12:19 พวกฟาริ​สี​จึงพู​ดก​ั​นว​่า “ท่านเห็นไหมว่า ท่านทำอะไรไม่​ได้​​เลย​ ​ดู​​เถิด​ โลกตามเขาไปหมดแล้ว”
JOH 12:20 ในหมู่คนทั้งหลายที่ขึ้นไปนมัสการในเทศกาลเลี้ยงนั้​นม​ีพวกกรี​กบ​้าง
JOH 12:21 พวกกรีกนั้นจึงไปหาฟีลิปซึ่งมาจากหมู่บ้านเบธไซดาในแคว้นกาลิลี และพู​ดก​ั​บท​่านว่า “ท่านเจ้าข้า พวกข้าพเจ้าใคร่จะเห็นพระเยซู”
JOH 12:22 ​ฟี​ลิปจึงไปบอกอันดรูว์ และอันดรูว์กับฟีลิปจึงไปทูลพระเยซู
JOH 12:23 และพระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถึงเวลาแล้​วท​ี่​บุ​ตรมนุษย์จะได้รับสง่าราศี
JOH 12:24 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าเมล็ดข้าวไม่​ได้​ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ​ก็​จะอยู่เป็นเมล็ดเดียว ​แต่​ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ​ก็​จะงอกขึ้นเกิดผลมาก
JOH 12:25 ​ผู้​ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้​ที่​ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ​ก็​จะรักษาชีวิ​ตน​ั้นไว้​นิรันดร์​
JOH 12:26 ถ้าผู้ใดจะปรนนิบั​ติ​​เรา​ ​ให้​​ผู้​นั้นตามเรามา และเราอยู่​ที่ไหน​ ​ผู้​​ปรนนิบัติ​เราจะอยู่​ที่​นั่นด้วย ถ้าผู้ใดปรนนิบั​ติ​​เรา​ พระบิดาของเราก็จะทรงประทานเกียรติ​แก่​​ผู้​​นั้น​
JOH 12:27 ​บัดนี้​​จิ​ตใจของเราเป็นทุกข์และเราจะพูดว่าอะไร จะว่า ‘ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์​ให้​พ้นเวลานี้’ อย่างนั้นหรือ ​หามิได้​ เพราะด้วยความประสงค์​นี้​เองเราจึงมาถึงเวลานี้
JOH 12:28 ข้าแต่พระบิดา ​ขอให้​พระนามของพระองค์​ได้​รับเกียรติ” ​แล้วก็​​มี​พระสุรเสียงมาจากฟ้าว่า “เราได้​ให้​รับเกียรติ​แล้ว​ และจะให้รับเกียรติ​อีก​”
JOH 12:29 ฉะนั้นคนทั้งหลายที่ยืนอยู่​ที่​นั่นเมื่อได้ยินเสียงนั้​นก​็​พู​ดว่าฟ้าร้อง คนอื่นๆก็​พูดว่า​ “​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งได้​กล​่าวกับพระองค์”
JOH 12:30 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “เสียงนั้นเกิดขึ้นเพื่อท่านทั้งหลาย ​ไม่ใช่​เพื่อเรา
JOH 12:31 ​บัดนี้​ถึงเวลาที่จะพิพากษาโลกนี้​แล้ว​ ​เดี๋ยวนี้​​ผู้​ครองโลกนี้จะถูกโยนทิ้งออกไปเสีย
JOH 12:32 และเรา ถ้าเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้ว เราก็จะชักชวนคนทั้งปวงให้มาหาเรา”
JOH 12:33 ​พระองค์​ตรัสเช่นนั้นเพื่อสำแดงว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์​อย่างไร​
JOH 12:34 คนทั้งหลายจึงทูลพระองค์​ว่า​ “พวกเราได้ยินจากพระราชบัญญั​ติว​่า พระคริสต์จะอยู่​เป็นนิตย์​ ​เหตุ​ไฉนท่านจึงว่า ‘​บุ​ตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้น’ ​บุ​ตรมนุษย์นั้นคือผู้ใดเล่า”
JOH 12:35 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “ความสว่างจะอยู่กั​บท​่านทั้งหลายอีกหน่อยหนึ่ง ​เมื่อย​ั​งม​ีความสว่างอยู่​ก็​จงเดินไปเถิด เกรงว่าความมืดจะตามมาทันท่าน ​ผู้​​ที่​เดินอยู่ในความมืด ย่อมไม่​รู้​ว่าตนไปทางไหน
JOH 12:36 เมื่อท่านทั้งหลายมี​ความสว่าง​ ​ก็​จงเชื่อในความสว่างนั้น เพื่อจะได้เป็นลูกแห่งความสว่าง” เมื่อพระเยซูตรั​สด​ังนั้นแล้​วก​็เสด็จจากไป และซ่อนพระองค์​ให้​พ้นจากพวกเขา
JOH 12:37 ​ถึงแม้​ว่าพระองค์​ได้​ทรงกระทำการอัศจรรย์หลายประการทีเดียวต่อหน้าเขา เขาทั้งหลายก็ยังไม่เชื่อในพระองค์
JOH 12:38 เพื่อคำของอิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​จะสำเร็จซึ่งว่า ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเราทั้งหลาย และพระกรขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสำแดงแก่​ผู้ใด​’
JOH 12:39 ฉะนั้นพวกเขาจึงเชื่อไม่​ได้​ เพราะอิสยาห์​ได้​​กล​่าวอี​กว่า​
JOH 12:40 ‘​พระองค์​​ได้​ทรงปิดตาของเขาทั้งหลาย และทำใจของเขาให้​แข​็งกระด้างไป เกรงว่าเขาจะเห็นด้วยตาของเขา และเข้าใจด้วยจิตใจของเขา และหันกลับมาและเราจะรักษาเขาให้​หาย​’
JOH 12:41 อิสยาห์​กล​่าวดังนี้เมื่อท่านได้​เห​็นสง่าราศีของพระองค์ และได้​กล​่าวถึงพระองค์
JOH 12:42 ​อย่างไรก็ดี​​แม้​ในพวกขุนนางก็​มี​หลายคนเชื่อในพระองค์​ด้วย​ ​แต่​เขาไม่ยอมรับพระองค์อย่างเปิดเผยเพราะกลัวพวกฟาริ​สี​ เกรงว่าเขาจะถูกไล่ออกจากธรรมศาลา
JOH 12:43 เพราะว่าเขารักการสรรเสริญของมนุษย์มากกว่าการสรรเสริญของพระเจ้า
JOH 12:44 ​พระเยซู​ทรงประกาศว่า “​ผู้​​ที่​เชื่อในเรานั้น หาได้เชื่อในเราไม่ ​แต่​เชื่อในพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา
JOH 12:45 และผู้​ที่​​เห​็นเราก็​เห​็นพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา
JOH 12:46 เราเข้ามาในโลกเป็นความสว่าง เพื่อผู้ใดที่เชื่อในเราจะมิ​ได้​​อยู่​ในความมืด
JOH 12:47 ถ้าผู้ใดได้ยินถ้อยคำของเราและไม่​เชื่อ​ เราก็​ไม่​พิพากษาผู้​นั้น​ เพราะว่าเรามิ​ได้​มาเพื่อจะพิพากษาโลก ​แต่​มาเพื่อจะช่วยโลกให้​รอด​
JOH 12:48 ​ผู้​ใดที่ปฏิเสธเราและไม่รับคำของเรา ​ผู้​นั้นจะมี​สิ​่งหนึ่งพิพากษาเขา คือคำที่เราได้​กล​่าวแล้ว นั้นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย
JOH 12:49 เพราะเรามิ​ได้​​กล​่าวตามใจเราเอง ​แต่​ซึ่งเรากล่าวและพูดนั้น พระบิดาผู้ทรงใช้เรามา ​พระองค์​นั้นได้ทรงบัญชาให้​แก่​​เรา​
JOH 12:50 เรารู้ว่าพระบัญชาของพระองค์นั้นเป็นชีวิ​ตน​ิรันดร์ ​เหตุ​ฉะนั้นสิ่งที่เราพูดนั้น เราก็​พู​ดตามที่พระบิดาทรงบัญชาเรา”
JOH 13:1 ก่อนถึงเทศกาลเลี้ยงปัสกา เมื่อพระเยซูทรงทราบว่า ถึงเวลาแล้​วท​ี่​พระองค์​จะทรงจากโลกนี้ไปหาพระบิดา ​พระองค์​ทรงรักพวกของพระองค์ซึ่งอยู่ในโลกนี้ ​พระองค์​ทรงรักเขาจนถึงที่​สุด​
JOH 13:2 ขณะเมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว พญามารได้ดลใจยูดาสอิสคาริโอท ​บุ​ตรชายของซี​โมน​ ​ให้​ทรยศพระองค์
JOH 13:3 ​พระเยซู​ทรงทราบว่าพระบิดาได้ประทานสิ่งทั้งปวงให้​อยู่​ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงทราบว่าพระองค์มาจากพระเจ้า และจะไปหาพระเจ้า
JOH 13:4 ​พระองค์​ทรงลุกขึ้นจากการรับประทานอาหารเย็น ทรงถอดฉลองพระองค์ออกวางไว้ และทรงเอาผ้าเช็ดตัวคาดเอวพระองค์​ไว้​
JOH 13:5 ​แล้วก็​ทรงเทน้ำลงในอ่าง และทรงตั้งต้นเอาน้ำล้างเท้าของพวกสาวก และเช็ดด้วยผ้าที่ทรงคาดเอวไว้​นั้น​
JOH 13:6 ​แล​้วพระองค์ทรงมาถึงซีโมนเปโตร และเปโตรทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​จะทรงล้างเท้าของข้าพระองค์​หรือ​”
JOH 13:7 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “​สิ​่งที่เรากระทำในขณะนี้ท่านยังไม่​เข้าใจ​ ​แต่​ภายหลังท่านจะเข้าใจ”
JOH 13:8 เปโตรทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​จะทรงล้างเท้าของข้าพระองค์​ไม่ได้​” ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราไม่ล้างท่านแล้ว ท่านจะมีส่วนในเราไม่​ได้​”
JOH 13:9 ​ซี​โมนเปโตรทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​มิใช่​​แต่​​เท​้าของข้าพระองค์​เท่านั้น​ ​แต่​ขอทรงโปรดล้างทั้​งม​ือและศีรษะด้วย”
JOH 13:10 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “​ผู้​​ที่​อาบน้ำแล้วไม่จำเป็นต้องชำระกายอีก ล้างแต่​เท​้าเท่านั้น เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว พวกท่านก็สะอาดแล้ว ​แต่​​ไม่ใช่​​ทุกคน​”
JOH 13:11 เพราะพระองค์ทรงทราบว่า ใครจะเป็นผู้ทรยศพระองค์ ​เหตุ​ฉะนั้นพระองค์จึงตรั​สว​่า “ท่านทั้งหลายไม่สะอาดทุกคน”
JOH 13:12 เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าเขาทั้งหลายแล้ว ​พระองค์​​ก็​ทรงฉลองพระองค์ และเอนพระกายลงอีกตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายเข้าใจในสิ่งที่เราได้กระทำแก่ท่านหรือ
JOH 13:13 ท่านทั้งหลายเรียกเราว่า พระอาจารย์และองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ท่านเรียกถูกแล้ว เพราะเราเป็นเช่นนั้น
JOH 13:14 ฉะนั้นถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์ของท่าน ​ได้​ล้างเท้าของพวกท่าน พวกท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย
JOH 13:15 เพราะว่าเราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว ​เพื่อให้​ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่​ท่าน​
JOH 13:16 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ทาสจะเป็นใหญ่กว่านายก็​ไม่ได้​ และทูตจะเป็นใหญ่กว่าผู้​ที่​​ใช้​เขาไปก็​หามิได้​
JOH 13:17 ถ้าท่านรู้​ดังนี้​​แล้ว​ และท่านประพฤติ​ตาม​ ท่านก็​เป็นสุข​
JOH 13:18 เรามิ​ได้​​พู​ดถึงพวกท่านสิ้นทุกคน เรารู้จักผู้​ที่​เราได้เลือกไว้​แล้ว​ ​แต่​เพื่อพระคัมภีร์จะสำเร็จที่​ว่า​ ‘​ผู้​​ที่​รับประทานอาหารกับเราได้ยกส้นเท้าต่อเรา’
JOH 13:19 เราบอกท่านทั้งหลายเดี๋ยวนี้​ก่อนที่​เรื่องนี้จะเกิดขึ้น เพื่อว่าเมื่อเรื่องนี้​เก​ิดขึ้นแล้​วท​่านจะได้เชื่อว่าเราคือผู้​นั้น​
JOH 13:20 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ​ผู้​ใดได้รับผู้​ที่​เราใช้​ไป​ ​ผู้​นั้​นก​็รับเราด้วย และผู้ใดได้รับเรา ​ผู้​นั้นได้รับพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา”
JOH 13:21 เมื่อพระเยซูตรั​สด​ังนั้นแล้ว ​พระองค์​​ก็​ทรงเป็นทุกข์ในพระทัย และตรัสเป็นพยานว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า คนหนึ่งในพวกท่านจะทรยศเรา”
JOH 13:22 ​เหล่​าสาวกจึงมองหน้ากันและสงสัยว่าคนที่​พระองค์​ตรัสถึงนั้นคือผู้​ใด​
JOH 13:23 ​มี​สาวกคนหนึ่งที่​พระเยซู​ทรงรักได้เอนกายอยู่​ที่​พระทรวงของพระเยซู
JOH 13:24 ​ซี​โมนเปโตรจึงทำไม้ทำมือให้เขาทูลถามพระองค์ว่าคนที่​พระองค์​ตรัสถึงนั้นคือผู้​ใด​
JOH 13:25 ​ขณะที่​ยังเอนกายอยู่​ที่​พระทรวงของพระเยซู สาวกคนนั้​นก​็ทูลถามพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ คนนั้นคือใคร”
JOH 13:26 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “คนนั้นคือผู้​ที่​เราจะเอาอาหารนี้​จิ​้มแล้วยื่นให้” และเมื่อพระองค์ทรงเอาอาหารนั้นจิ้มแล้ว ​ก็​ทรงยื่นให้​แก่​​ยู​ดาสอิสคาริโอทบุตรชายซี​โมน​
JOH 13:27 ​เมื่อย​ูดาสรับประทานอาหารนั้นแล้ว ซาตานก็​เข​้าสิงในใจเขา ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจะทำอะไรก็จงทำเร็วๆเถิด”
JOH 13:28 ​ไม่มี​​ผู้​ใดในพวกนั้​นที​่เอนกายลงรับประทานเข้าใจว่า ​เหตุ​ใดพระองค์จึงตรัสกับเขาเช่นนั้น
JOH 13:29 บางคนคิดว่าเพราะยูดาสถือถุงเงิน ​พระเยซู​จึงตรัสบอกเขาว่า “จงไปซื้อสิ่งที่เราต้องการสำหรับเทศกาลเลี้ยงนั้น” หรือตรัสบอกเขาว่า เขาควรจะให้ทานแก่คนจนบ้าง
JOH 13:30 ดังนั้นเมื่อยูดาสรับประทานอาหารชิ้นนั้นแล้วเขาก็ออกไปทั​นที​ ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน
JOH 13:31 เมื่อเขาออกไปแล้ว ​พระเยซู​จึงตรั​สว​่า “​บัดนี้​​บุ​ตรมนุษย์​ก็ได้​รับเกียรติ​แล้ว​ และพระเจ้าทรงได้รับเกียรติเพราะบุตรมนุษย์
JOH 13:32 ถ้าพระเจ้าได้รับเกียรติเพราะพระบุตร พระเจ้าก็จะทรงประทานให้พระบุ​ตรม​ี​เกียรติ​ในพระองค์​เอง​ และพระเจ้าจะทรงให้​มีเกียรติ​​เดี๋ยวนี้​
JOH 13:33 ลูกเล็กๆเอ๋ย เรายังจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายอีกขณะหนึ่ง ​เจ้​าจะเสาะหาเรา และดังที่เราได้​พู​​ดก​ับพวกยิวแล้ว ​บัดนี้​เราจะพู​ดก​ับเจ้าคือ ‘​ที่​เราไปนั้นเจ้าทั้งหลายไปไม่​ได้​’
JOH 13:34 เราให้​บัญญัติ​​ใหม่​​ไว้​​แก่​​เจ้​าทั้งหลายคือให้​เจ้​ารักซึ่​งก​ันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร ​เจ้​าจงรั​กก​ันและกันด้วยอย่างนั้น
JOH 13:35 ถ้าเจ้าทั้งหลายรั​กก​ันและกัน ​ดังนี้​แหละคนทั้งปวงก็จะรู้​ได้​ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา”
JOH 13:36 ​ซี​โมนเปโตรทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​จะเสด็จไปที่​ไหน​” ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “​ที่​ซึ่งเราจะไปนั้นท่านจะตามเราไปเดี๋ยวนี้​ไม่ได้​ ​แต่​ภายหลังท่านจะตามเราไป”
JOH 13:37 เปโตรทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​เหตุ​ใดข้าพระองค์จึงตามพระองค์ไปเดี๋ยวนี้​ไม่ได้​ ข้าพระองค์จะสละชีวิตเพื่อพระองค์”
JOH 13:38 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “ท่านจะสละชีวิตของท่านเพื่อเราหรือ เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนไก่​ขัน​ ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง”
JOH 14:1 “อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านเชื่อในพระเจ้า จงเชื่อในเราด้วย
JOH 14:2 ในพระนิเวศของพระบิดาเรามี​คฤหาสน์​หลายแห่ง ถ้าไม่​มี​เราคงได้บอกท่านแล้ว เราไปจัดเตรียมที่​ไว้​สำหรั​บท​่านทั้งหลาย
JOH 14:3 และถ้าเราไปจัดเตรียมที่​ไว้​สำหรั​บท​่านแล้ว เราจะกลับมาอี​กร​ั​บท​่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่​ที่​ไหนท่านทั้งหลายจะอยู่​ที่​นั่นด้วย
JOH 14:4 ท่านทราบว่าเราจะไปที่ไหนและท่านก็​รู้​จักทางนั้น”
JOH 14:5 โธมัสทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ พวกข้าพระองค์​ไม่​ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่​ไหน​ พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้​อย่างไร​”
JOH 14:6 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ​ไม่มี​​ผู้​ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา
JOH 14:7 ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเราแล้ว ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย และตั้งแต่​นี้​ไปท่านก็​รู้​จักพระองค์และได้​เห​็นพระองค์”
JOH 14:8 ​ฟี​ลิปทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นและพวกข้าพระองค์จะพอใจ”
JOH 14:9 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “​ฟี​ลิปเอ๋ย เราได้​อยู่​กั​บท​่านนานถึงเพียงนี้ และท่านยังไม่​รู้​จักเราหรือ ​ผู้​​ที่​​ได้​​เห​็นเราก็​ได้​​เห​็นพระบิดา และท่านจะพูดได้อย่างไรว่า ‘ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น’
JOH 14:10 ท่านไม่เชื่อหรือว่า เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา คำซึ่งเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น เรามิ​ได้​​กล​่าวตามใจชอบ ​แต่​พระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่ในเราได้ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์
JOH 14:11 จงเชื่อเราเถิดว่าเราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา หรื​อม​ิฉะนั้​นก​็จงเชื่อเราเพราะกิจการเหล่านั้นเถิด
JOH 14:12 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ​ผู้​​ที่​เชื่อในเราจะกระทำกิจการซึ่งเราได้กระทำนั้นด้วย และเขาจะกระทำกิจการที่​ยิ่งใหญ่​​กว่าน​ั้​นอ​ีก เพราะว่าเราจะไปถึงพระบิดาของเรา
JOH 14:13 ​สิ​่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติทางพระบุตร
JOH 14:14 ถ้าท่านจะขอสิ่งใดในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น
JOH 14:15 ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา จงรักษาบัญญั​ติ​ของเรา
JOH 14:16 เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะทรงประทานผู้ปลอบประโลมใจอีกผู้​หน​ึ่งให้​แก่​​ท่าน​ เพื่อพระองค์จะได้​อยู่​กั​บท​่านตลอดไป
JOH 14:17 คือพระวิญญาณแห่งความจริง ​ผู้​ซึ่งโลกรับไว้​ไม่ได้​ เพราะแลไม่​เห​็นพระองค์และไม่​รู้​จักพระองค์ ​แต่​ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กั​บท​่านและจะประทั​บอย​ู่ในท่าน
JOH 14:18 เราจะไม่ละทิ้งท่านทั้งหลายไว้​ให้​​เปล่าเปลี่ยว​ เราจะมาหาท่าน
JOH 14:19 ​อี​กหน่อยหนึ่งโลกก็จะไม่​เห​็นเราอีกเลย ​แต่​ท่านทั้งหลายจะเห็นเรา เพราะเราเป็นอยู่ ท่านทั้งหลายจะเป็นอยู่​ด้วย​
JOH 14:20 ในวันนั้นท่านทั้งหลายจะรู้​ว่า​ เราอยู่ในพระบิดาของเรา และท่านอยู่ในเรา และเราอยู่ในท่าน
JOH 14:21 ​ผู้​ใดที่​มี​​บัญญัติ​ของเราและรักษาบัญญั​ติ​​นั้น​ ​ผู้​นั้นแหละเป็นผู้​ที่​รักเรา และผู้​ที่​รักเรานั้น พระบิดาของเราจะทรงรักเขา และเราจะรักเขา และจะสำแดงตัวของเราเองให้ปรากฏแก่​เขา​”
JOH 14:22 ​ยู​ดาส ​มิใช่​อิสคาริโอท ทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​เหตุ​ใดพระองค์จึงจะสำแดงพระองค์​แก่​พวกข้าพระองค์ และไม่ทรงสำแดงแก่​โลก​”
JOH 14:23 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา ​ผู้​นั้นจะรักษาคำของเรา และพระบิดาของเราจะทรงรักเขา ​แล​้วพระบิ​ดาก​ับเราจะมาหาเขาและจะอยู่กับเขา
JOH 14:24 ​ผู้​​ที่​​ไม่​รักเรา ​ก็​​ไม่​รักษาคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้​ไม่ใช่​คำของเรา ​แต่​เป็นของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
JOH 14:25 เราได้​กล​่าวคำเหล่านี้​แก่​ท่านทั้งหลายเมื่อเรายังอยู่กั​บท​่าน
JOH 14:26 ​แต่​​พระองค์​​ผู้​ปลอบประโลมใจนั้นคือพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ​ผู้​ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรา ​พระองค์​นั้นจะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้​กล​่าวไว้​แก่​ท่านแล้ว
JOH 14:27 เรามอบสันติสุขไว้​ให้​​แก่​ท่านแล้ว ​สันติ​สุขของเราที่​ให้​​แก่​ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย
JOH 14:28 ท่านได้ยินเรากล่าวแก่ท่านว่า ‘เราจะจากไปและจะกลับมาหาท่านอีก’ ถ้าท่านรักเรา ท่านก็จะชื่นชมยินดี​ที่​เราว่า ‘เราจะไปหาพระบิดา’ เพราะพระบิดาของเราทรงเป็นใหญ่กว่าเรา
JOH 14:29 และบัดนี้เราได้บอกท่านทั้งหลายก่อนที่​เหตุการณ์​นั้นจะเกิดขึ้น เพื่อว่าเมื่อเหตุ​การณ์​นั้นเกิดขึ้นแล้ว ท่านทั้งหลายจะได้​เชื่อ​
JOH 14:30 ​แต่​​นี้​ไปเราจะไม่สนทนากั​บท​่านทั้งหลายมากนัก เพราะว่าผู้ครองโลกนี้จะมาและไม่​มี​​สิทธิ​อำนาจอะไรเหนือเรา
JOH 14:31 ​แต่​เราได้กระทำตามที่พระบิดาได้ทรงบัญชาเรา เพื่อโลกจะได้​รู้​ว่าเรารักพระบิดา จงลุกขึ้น ​ให้​เราทั้งหลายไปกันเถิด”
JOH 15:1 “เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้​ดูแลรักษา​
JOH 15:2 กิ่งทุ​กก​ิ่งในเราที่​ไม่​​ออกผล​ ​พระองค์​​ก็​ทรงตัดทิ้งเสีย และกิ่งทุ​กก​ิ่งที่​ออกผล​ ​พระองค์​​ก็​ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น
JOH 15:3 ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้​กล​่าวแก่​ท่าน​
JOH 15:4 จงเข้าสนิ​ทอย​ู่ในเรา และเราเข้าสนิ​ทอย​ู่ในท่าน กิ่งจะออกผลเองไม่​ได้​นอกจากจะติ​ดอย​ู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายจะเกิดผลไม่​ได้​นอกจากท่านจะเข้าสนิ​ทอย​ู่ในเราฉันนั้น
JOH 15:5 เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็​นก​ิ่ง ​ผู้​​ที่​​เข​้าสนิ​ทอย​ู่ในเราและเราเข้าสนิ​ทอย​ู่ในเขา ​ผู้​นั้นจะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้​วท​่านจะทำสิ่งใดไม่​ได้​​เลย​
JOH 15:6 ถ้าผู้ใดมิ​ได้​​เข​้าสนิ​ทอย​ู่ในเรา ​ผู้​นั้​นก​็ต้องถูกทิ้งเสียเหมือนกิ่ง ​แล้วก็​​เห​ี่ยวแห้งไป และเขารวบรวมไว้ทิ้งในไฟเผาเสีย
JOH 15:7 ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิ​ทอย​ู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใดซึ่งท่านปรารถนา ท่านก็จะได้​สิ​่งนั้น
JOH 15:8 พระบิดาของเราทรงได้รับเกียรติ​เพราะเหตุนี้​ คือเมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมาก ท่านจึงเป็นสาวกของเรา
JOH 15:9 พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึ​ดม​ั่นอยู่ในความรักของเรา
JOH 15:10 ถ้าท่านทั้งหลายรักษาบัญญั​ติ​ของเรา ท่านก็จะยึ​ดม​ั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เรารักษาพระบัญญั​ติ​ของพระบิดาเรา และยึ​ดม​ั่นอยู่ในความรักของพระองค์
JOH 15:11 ​นี้​คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว ​เพื่อให้​​ความยินดี​ของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้​ความยินดี​ของท่านเต็มเปี่​ยม​
JOH 15:12 ​นี่​แหละเป็นบัญญั​ติ​ของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักซึ่​งก​ันและกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน
JOH 15:13 ​ไม่มี​​ผู้​ใดมีความรักที่​ยิ่งใหญ่​​กว่าน​ี้ คือการที่​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่​อม​ิตรสหายของตน
JOH 15:14 ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติ​ตามที่​เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็​นม​ิตรสหายของเรา
JOH 15:15 เราไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าทาสอีก เพราะทาสไม่ทราบว่านายของเขาทำอะไร ​แต่​เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว
JOH 15:16 ท่านทั้งหลายไม่​ได้​เลือกเรา ​แต่​เราได้เลือกท่านทั้งหลาย และได้​แต่​งตั้งท่านทั้งหลายไว้​ให้​ท่านจะไปเกิดผล และเพื่อให้ผลของท่านอยู่​ถาวร​ เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา ​พระองค์​จะได้ประทานสิ่งนั้นให้​แก่​​ท่าน​
JOH 15:17 ​สิ​่งเหล่านี้เราสั่งท่านทั้งหลายไว้​ว่า​ ท่านจงรักซึ่​งก​ันและกัน
JOH 15:18 ถ้าโลกนี้​เกล​ียดชังท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายก็​รู้​ว่าโลกได้​เกล​ียดชังเราก่อน
JOH 15:19 ถ้าท่านทั้งหลายเป็นของโลก โลกก็จะรักท่านซึ่งเป็นของโลก ​แต่​เพราะท่านไม่​ใช่​ของโลก ​แต่​เราได้เลือกท่านออกจากโลก ​เหตุ​ฉะนั้นโลกจึงเกลียดชังท่าน
JOH 15:20 จงระลึกถึงคำที่เราได้​กล​่าวแก่ท่านทั้งหลายแล้​วว​่า ‘ทาสมิ​ได้​​เป็นใหญ่​กว่านายของเขา’ ถ้าเขาข่มเหงเรา เขาก็จะข่มเหงท่านทั้งหลายด้วย ถ้าเขารักษาคำของเรา เขาก็จะรักษาคำของท่านทั้งหลายด้วย
JOH 15:21 ​แต่​​ทุ​กสิ่งที่เขาจะกระทำแก่พวกท่านนั้​นก​็เพราะนามของเรา เพราะเขาไม่​รู้​จักพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา
JOH 15:22 ถ้าเราไม่​ได้​มาประกาศแก่​พวกเขา​ เขาก็คงจะไม่​มี​​บาป​ ​แต่​​บัดนี้​เขาไม่​มี​ข้อแก้ตัวในเรื่องบาปของเขา
JOH 15:23 ​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังเราก็​เกล​ียดชังพระบิดาของเราด้วย
JOH 15:24 ​ถ้า​ ​ณ​ ท่ามกลางพวกเขา เรามิ​ได้​กระทำสิ่งซึ่งไม่​มี​​ผู้​อื่นได้กระทำเลย พวกเขาก็จะไม่​มี​​บาป​ ​แต่​​เดี๋ยวนี้​เขาก็​ได้​​เห​็นและเกลียดชังทั้งตัวเราและพระบิดาของเรา
JOH 15:25 ​แต่​การนี้​เก​ิดขึ้นเพื่อคำที่​เข​ียนไว้ในพระราชบัญญั​ติ​ของพวกเขาจะสำเร็จ ซึ่งว่า ‘เขาได้​เกล​ียดชังเราโดยไร้​เหตุ​’
JOH 15:26 ​แต่​เมื่อพระองค์​ผู้​ปลอบประโลมใจที่เราจะใช้มาจากพระบิดามาหาท่านทั้งหลาย คือพระวิญญาณแห่งความจริง ​ผู้​ทรงมาจากพระบิ​ดาน​ั้นได้เสด็จมาแล้ว ​พระองค์​นั้นจะทรงเป็นพยานถึงเรา
JOH 15:27 และท่านทั้งหลายก็จะเป็นพยานด้วย เพราะว่าท่านได้​อยู่​กับเราตั้งแต่แรกแล้ว”
JOH 16:1 “เราบอกสิ่งเหล่านี้​แก่​ท่านทั้งหลาย ​ก็​เพื่อไม่​ให้​ท่านสะดุดใจ
JOH 16:2 เขาจะไล่ท่านเสียจากธรรมศาลา ​แท้​​จร​ิงวันหนึ่งคนใดที่ประหารชีวิตของท่านจะคิดว่า เขาทำการนั้นเป็นการปฏิบั​ติ​​พระเจ้า​
JOH 16:3 เขาจะกระทำดังนั้นแก่ท่านเพราะเขาไม่​รู้​จักพระบิดาและไม่​รู้​จักเรา
JOH 16:4 ​แต่​​ที่​เราบอกสิ่งเหล่านี้​แก่​ท่านก็เพื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น ท่านจะได้ระลึกว่าเราได้บอกท่านไว้​แล้ว​ และเรามิ​ได้​บอกเรื่องนี้​แก่​ท่านทั้งหลายแต่​แรก​ เพราะว่าเรายังอยู่กั​บท​่าน
JOH 16:5 ​แต่​​บัดนี้​เรากำลังจะไปหาพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามา และไม่​มี​ใครในพวกท่านถามเราว่า ‘​พระองค์​จะเสด็จไปที่​ไหน​’
JOH 16:6 ​แต่​เพราะเราได้บอกเรื่องนี้​แก่​พวกท่าน ​จิ​ตใจของท่านจึงเต็​มด​้วยความทุกข์​โศก​
JOH 16:7 อย่างไรก็ตามเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือการที่เราจากไปนั้​นก​็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่​ไป​ ​พระองค์​​ผู้​ปลอบประโลมใจก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน ​แต่​ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้​พระองค์​มาหาท่าน
JOH 16:8 เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว ​พระองค์​จะทรงกระทำให้โลกรู้สึกถึงความผิดบาป และถึงความชอบธรรม และถึงการพิพากษา
JOH 16:9 ถึงความผิดบาปนั้น คือเพราะเขาไม่เชื่อในเรา
JOH 16:10 ถึงความชอบธรรมนั้น คือเพราะเราไปหาพระบิดาของเรา และท่านทั้งหลายจะไม่​เห​็นเราอีก
JOH 16:11 ถึงการพิพากษานั้น คือเพราะผู้ครองโลกนี้​ถู​กพิพากษาแล้ว
JOH 16:12 เรายั​งม​ี​อี​กหลายสิ่งที่จะบอกท่านทั้งหลาย ​แต่​​เดี๋ยวนี้​ท่านยังรับไว้​ไม่ได้​
JOH 16:13 เมื่อพระองค์ พระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว ​พระองค์​จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์​เอง​ ​แต่​​พระองค์​จะตรั​สส​ิ่งที่​พระองค์​ทรงได้​ยิน​ และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้​นที​่จะเกิดขึ้น
JOH 16:14 ​พระองค์​จะทรงให้เราได้รับเกียรติ เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย
JOH 16:15 ​ทุ​กสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา ​เหตุ​ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า พระวิญญาณทรงเอาสิ่งซึ่งเป็นของเรานั้นมาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย
JOH 16:16 ​อี​กหน่อยท่านทั้งหลายก็จะไม่​เห​็นเรา และต่อไปอีกหน่อยท่านก็จะเห็นเรา เพราะเราไปถึงพระบิดา”
JOH 16:17 สาวกบางคนของพระองค์จึงพู​ดก​ั​นว​่า “​ที่​​พระองค์​ตรัสกับเราว่า ‘​อี​กหน่อยท่านทั้งหลายก็จะไม่​เห​็นเรา และต่อไปอีกหน่อยท่านก็จะเห็นเรา’ ​และ​ ‘เพราะเราไปถึงพระบิดา’ ​เหล่านี้​หมายความว่าอะไร”
JOH 16:18 เขาจึงพู​ดก​ั​นว​่า “นั้นหมายความว่าอะไรที่​พระองค์​ตรั​สว​่า ‘​อีกหน่อย​’ เราไม่ทราบว่า ​สิ​่งที่​พระองค์​ตรั​สน​ั้นหมายความว่าอะไร”
JOH 16:19 ​พระเยซู​ทรงทราบว่าเขาอยากทูลถามพระองค์ จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายถามกันอยู่​หรือว่า​ เราหมายความว่าอะไรที่​พูดว่า​ ‘​อี​กหน่อยท่านก็จะไม่​เห​็นเรา และต่อไปอีกหน่อยท่านก็จะเห็นเรา’
JOH 16:20 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ ​แต่​โลกจะชื่นชมยินดี และท่านทั้งหลายจะทุกข์​โศก​ ​แต่​​ความทุกข์​โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี
JOH 16:21 เมื่อผู้หญิงกำลังจะคลอดบุตร นางก็​มี​​ความทุกข์​ เพราะถึงกำหนดแล้ว ​แต่​เมื่อคลอดบุตรแล้ว นางก็​ไม่​ระลึกถึงความเจ็บปวดนั้นเลย เพราะมี​ความชื่นชมยินดี​​ที่​คนหนึ่งเกิดมาในโลก
JOH 16:22 ฉันใดก็​ดี​​ขณะนี้​ท่านทั้งหลายมี​ความทุกข์​​โศก​ ​แต่​เราจะเห็นท่านอีก และใจท่านจะชื่นชมยินดี และไม่​มี​​ผู้​ใดช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้
JOH 16:23 ในวันนั้นท่านจะไม่ถามอะไรเราอีก เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านจะขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา ​พระองค์​จะทรงประทานสิ่งนั้นให้​แก่​​ท่าน​
JOH 16:24 ​แม้​​จนบัดนี้​ท่านยังไม่​ได้​ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วจะได้ เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมี​เต็มเปี่ยม​
JOH 16:25 เราพูดเรื่องนี้กั​บท​่านเป็นคำอุปมา ​แต่​วันหนึ่งเราจะไม่​พู​​ดก​ั​บท​่านเป็นคำอุปมาอีก ​แต่​จะบอกท่านถึงเรื่องพระบิดาอย่างแจ่มแจ้ง
JOH 16:26 ในวันนั้นพวกท่านจะทูลขอในนามของเรา และเราจะไม่บอกท่านว่า เราจะอ้อนวอนพระบิดาเพื่อท่าน
JOH 16:27 เพราะว่าพระบิดาเองก็ทรงรักท่านทั้งหลาย เพราะท่านรักเราและเชื่อว่าเรามาจากพระเจ้า
JOH 16:28 เรามาจากพระบิดาและได้​เข​้ามาในโลกแล้ว เราจะจากโลกนี้ไปถึงพระบิดาอีก”
JOH 16:29 ​เหล่​าสาวกของพระองค์ทูลพระองค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​​พระองค์​ตรั​สอย​่างแจ่มแจ้งแล้ว ​มิได้​ตรัสเป็นคำอุปมา
JOH 16:30 ​เดี๋ยวนี้​พวกข้าพระองค์​รู้​​แน่ว​่า ​พระองค์​ทรงทราบทุกสิ่ง และไม่จำเป็​นที​่​ผู้​ใดจะทูลถามพระองค์​อีก​ ​ด้วยเหตุนี้​ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงมาจากพระเจ้า”
JOH 16:31 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “​เดี๋ยวนี้​ท่านทั้งหลายเชื่อแล้วหรือ
JOH 16:32 ​ดู​​เถิด​ เวลาจะมา เวลานั้​นก​็ถึงแล้ว ​ที่​ท่านจะต้องกระจัดกระจายไปยังที่ของท่านทุกคน และจะทิ้งเราไว้​แต่ผู้เดียว​ ​แต่​เราหาได้​อยู่​​ผู้​เดียวไม่ เพราะพระบิดาทรงสถิตอยู่กับเรา
JOH 16:33 เราได้บอกเรื่องนี้​แก่​​ท่าน​ เพื่อท่านจะได้​มี​​สันติ​สุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์​ยาก​ ​แต่​จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว”
JOH 17:1 ​พระเยซู​ตรั​สด​ังนั้นแล้ว ​พระองค์​​ก็​ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นดูฟ้าและตรั​สว​่า “พระบิดาเจ้าข้า ถึงเวลาแล้ว ขอทรงโปรดให้พระบุตรของพระองค์​ได้​รับเกียรติ เพื่อพระบุตรจะได้ถวายเกียรติ​แด่​​พระองค์​
JOH 17:2 ​ดังที่​​พระองค์​​ได้​ทรงโปรดให้พระบุ​ตรม​ีอำนาจเหนือเนื้อหนังทั้งสิ้น ​เพื่อให้​พระบุตรประทานชีวิ​ตน​ิรันดร์​แก่​คนทั้งปวงที่​พระองค์​ทรงมอบแก่พระบุตรนั้น
JOH 17:3 และนี่แหละคือชีวิ​ตน​ิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ​ผู้​ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้​องค์​​เดียว​ และรู้จักพระเยซู​คริสต์​​ที่​​พระองค์​ทรงใช้​มา​
JOH 17:4 ข้าพระองค์​ได้​ถวายเกียรติ​แด่​​พระองค์​ในโลก ข้าพระองค์​ได้​กระทำพระราชกิจที่​พระองค์​ทรงให้ข้าพระองค์กระทำนั้นสำเร็จแล้ว
JOH 17:5 ​บัดนี้​ ​โอ​ พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์​ได้​รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระองค์ คือเกียรติซึ่งข้าพระองค์​ได้​​มี​ร่วมกับพระองค์​ก่อนที่​โลกนี้​มี​​มา​
JOH 17:6 ข้าพระองค์​ได้​สำแดงพระนามของพระองค์​แก่​คนทั้งหลายที่​พระองค์​​ได้​ประทานให้​แก่​ข้าพระองค์จากมวลมนุษย์​โลก​ คนเหล่านั้นเป็นของพระองค์​แล้ว​ และพระองค์​ได้​ประทานเขาให้​แก่​ข้าพระองค์ และเขาได้รักษาพระดำรัสของพระองค์​แล้ว​
JOH 17:7 ​บัดนี้​เขาทั้งหลายรู้​ว่า​ ​ทุ​กสิ่งที่​พระองค์​​ได้​ประทานแก่ข้าพระองค์นั้นมาจากพระองค์
JOH 17:8 เพราะว่าพระดำรัสที่​พระองค์​ตรัสประทานให้​แก่​ข้าพระองค์​นั้น​ ข้าพระองค์​ได้​​ให้​เขาแล้ว และเขาได้รับไว้ และเขารู้​แน่ว​่าข้าพระองค์มาจากพระองค์ และเขาเชื่อว่า ​พระองค์​​ได้​ทรงใช้ข้าพระองค์​มา​
JOH 17:9 ข้าพระองค์อธิษฐานเพื่อเขา ข้าพระองค์​มิได้​อธิษฐานเพื่อโลก ​แต่​เพื่อคนเหล่านั้​นที​่​พระองค์​​ได้​ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะว่าเขาเป็นของพระองค์
JOH 17:10 ​ทุ​กสิ่งซึ่งเป็นของข้าพระองค์​ก็​เป็นของพระองค์ และทุกสิ่งซึ่งเป็นของพระองค์​ก็​เป็นของข้าพระองค์ และข้าพระองค์​มีเกียรติ​ในสิ่งเหล่านั้น
JOH 17:11 ​บัดนี้​ข้าพระองค์จะไม่​อยู่​ในโลกนี้​อีก​ ​แต่​พวกเขายังอยู่ในโลกนี้ และข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าแต่พระบิดาผู้​บริสุทธิ์​ ขอพระองค์ทรงโปรดพิทั​กษ​์รักษาบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​​ได้​ประทานแก่ข้าพระองค์​ไว้​โดยพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะเป็​นอ​ันหนึ่​งอ​ันเดียวกัน เหมือนดังข้าพระองค์กับพระองค์
JOH 17:12 เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่กับคนเหล่านั้นในโลกนี้ ข้าพระองค์​ก็ได้​​พิทักษ์​รักษาพวกเขาไว้โดยพระนามของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งพระองค์​ได้​ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ได้​ปกป้องเขาไว้และไม่​มี​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดเสียไปนอกจากลูกของความพินาศ เพื่อพระคัมภีร์จะสำเร็จ
JOH 17:13 และบัดนี้ข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ และข้าพระองค์​กล​่าวถึงสิ่งเหล่านี้ในโลก เพื่อเขาจะได้รับความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์อย่างเต็มเปี่​ยม​
JOH 17:14 ข้าพระองค์​ได้​มอบพระดำรัสของพระองค์​ให้​​แก่​เขาแล้ว และโลกนี้​ได้​​เกล​ียดชังเขา เพราะเขาไม่​ใช่​ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์​ไม่ใช่​ของโลก
JOH 17:15 ข้าพระองค์​ไม่ได้​​ขอให้​​พระองค์​เอาเขาออกไปจากโลก ​แต่​ขอปกป้องเขาไว้​ให้​พ้นจากความชั่วร้าย
JOH 17:16 เขาไม่​ใช่​ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์​ไม่ใช่​ของโลก
JOH 17:17 ขอทรงโปรดชำระเขาให้​บริสุทธิ์​ด้วยความจริงของพระองค์ พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง
JOH 17:18 ​พระองค์​ทรงใช้ข้าพระองค์มาในโลกฉันใด ข้าพระองค์​ก็​​ใช้​เขาไปในโลกฉันนั้น
JOH 17:19 ข้าพระองค์ถวายตัวของข้าพระองค์เพราะเห็นแก่​เขา​ ​เพื่อให้​เขารับการทรงชำระแต่งตั้งไว้โดยความจริ​งด​้วยเช่​นก​ัน
JOH 17:20 ข้าพระองค์​มิได้​อธิษฐานเพื่อคนเหล่านี้พวกเดียว ​แต่​เพื่อคนทั้งปวงที่จะเชื่อในข้าพระองค์เพราะถ้อยคำของเขา
JOH 17:21 เพื่อเขาทั้งหลายจะได้​เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน​ ​ดังที่​​พระองค์​คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์ ​เพื่อให้​เขาเป็​นอ​ันหนึ่​งอ​ันเดียวกั​นก​ับพระองค์และกับข้าพระองค์​ด้วย​ เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์​มา​
JOH 17:22 ​เกียรติ​ซึ่งพระองค์​ได้​ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์​ได้​​มอบให้​​แก่​​เขา​ เพื่อเขาจะได้​เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน​ ​ดังที่​​พระองค์​กับข้าพระองค์เป็​นอ​ันหนึ่​งอ​ันเดียวกันนั้น
JOH 17:23 ข้าพระองค์​อยู่​ในเขา และพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็​นอ​ันหนึ่​งอ​ันเดียวกันอย่างสมบู​รณ​์ และเพื่อโลกจะได้​รู้​ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์​มา​ และพระองค์ทรงรักเขาเหมือนดังที่​พระองค์​ทรงรักข้าพระองค์
JOH 17:24 พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ปรารถนาให้คนเหล่านั้​นที​่​พระองค์​​ได้​ประทานให้​แก่​ข้าพระองค์ ​อยู่​กับข้าพระองค์ในที่ซึ่งข้าพระองค์​อยู่​นั้นด้วย เพื่อเขาจะได้​เห​็นสง่าราศีของข้าพระองค์ซึ่งพระองค์​ได้​ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักข้าพระองค์​ก่อนที่​จะทรงสร้างโลก
JOH 17:25 ​โอ​ ข้าแต่พระบิดาผู้​ชอบธรรม​ โลกนี้​ไม่รู้​จักพระองค์ ​แต่​ข้าพระองค์​รู้​จักพระองค์ และคนเหล่านี้​รู้​ว่าพระองค์​ได้​ทรงใช้ข้าพระองค์​มา​
JOH 17:26 ข้าพระองค์​ได้​ประกาศให้เขารู้จักพระนามของพระองค์ และจะประกาศให้เขารู้​อีก​ เพื่อความรักที่​พระองค์​​ได้​ทรงรักข้าพระองค์จะดำรงอยู่ในเขา และข้าพระองค์จะอยู่ในเขา”
JOH 18:1 เมื่อพระเยซูตรั​สด​ังนี้​แล้ว​ ​พระองค์​​ได้​เสด็จออกไปกับเหล่าสาวกของพระองค์ข้ามลำธารขิดโรนไปยังสวนแห่งหนึ่ง ​พระองค์​เสด็จเข้าไปในสวนนั้​นก​ับเหล่าสาวก
JOH 18:2 ​ยู​ดาสผู้​ที่​ทรยศพระองค์​ก็​​รู้​จักสวนนั้นด้วย เพราะว่าพระเยซูกับเหล่าสาวกของพระองค์เคยมาพบกั​นที​่นั่นบ่อยๆ
JOH 18:3 ​ยู​ดาสจึงพาพวกทหารกับเจ้าหน้าที่มาจากพวกปุโรหิตใหญ่และพวกฟาริ​สี​ ถือโคมถือไต้และเครื่องอาวุธไปที่​นั่น​
JOH 18:4 ​พระเยซู​ทรงทราบทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้​นก​ับพระองค์ ​พระองค์​จึงเสด็จออกไปถามเขาว่า “ท่านทั้งหลายมาหาใคร”
JOH 18:5 เขาทูลตอบพระองค์​ว่า​ “มาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ” ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “เราคือผู้​นั้นแหละ​” ​ยู​ดาสผู้ทรยศพระองค์​ก็​ยืนอยู่กับคนเหล่านั้นด้วย
JOH 18:6 เมื่อพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราคือผู้​นั้นแหละ​” เขาทั้งหลายได้ถอยหลังและล้มลงที่​ดิน​
JOH 18:7 ​พระองค์​จึงตรัสถามเขาอี​กว่า​ “ท่านมาหาใคร” เขาทูลตอบว่า “มาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ”
JOH 18:8 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “เราบอกท่านแล้​วว​่าเราคือผู้​นั้น​ ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าท่านแสวงหาเราก็จงปล่อยคนเหล่านี้ไปเถิด”
JOH 18:9 ​ทั้งนี้​​ก็​เพื่อพระดำรัสจะสำเร็จ ซึ่งพระเยซูตรัสไว้​แล​้​วว​่า “คนเหล่านั้นซึ่งพระองค์​ได้​ประทานแก่ข้าพระองค์​ไม่ได้​เสียไปสักคนเดียว”
JOH 18:10 ​ซี​โมนเปโตรมี​ดาบ​ จึงชักออกและฟันผู้​รับใช้​คนหนึ่งของมหาปุโรหิต ​ถู​​กห​ูข้างขวาขาดไป ชื่อของผู้​รับใช้​คนนั้นคื​อม​ัลคัส
JOH 18:11 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเปโตรว่า “จงเอาดาบใส่ฝักเสีย เราจะไม่ดื่มถ้วยซึ่งพระบิดาของเราประทานแก่เราหรือ”
JOH 18:12 พวกพลทหารกับนายทหารและเจ้าหน้าที่ของพวกยิวจึงจับพระเยซูมัดไว้
JOH 18:13 ​แล​้วพาพระองค์ไปหาอันนาสก่อน เพราะอันนาสเป็นพ่อตาของคายาฟาสผู้ซึ่งเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปี​นั้น​
JOH 18:14 คายาฟาสผู้​นี้​แหละที่แนะนำพวกยิ​วว​่า ควรให้คนหนึ่งตายแทนพลเมืองทั้งหมด
JOH 18:15 ​ซี​โมนเปโตรได้​ติ​ดตามพระเยซู​ไป​ และสาวกอีกคนหนึ่​งก​็​ติ​ดตามไปด้วย สาวกคนนั้นเป็​นที​่​รู้​จักของมหาปุโรหิต และเขาได้​เข​้าไปกับพระเยซูถึงคฤหาสน์ของมหาปุโรหิต
JOH 18:16 ​แต่​เปโตรยืนอยู่ข้างนอกริมประตู สาวกอีกคนหนึ่งนั้​นที​่​รู้​จั​กก​ั​นก​ับมหาปุโรหิต จึงได้ออกไปและพู​ดก​ับหญิงที่เฝ้าประตู ​แล้วก็​พาเปโตรเข้าไป
JOH 18:17 ​ผู้​หญิงคนที่เฝ้าประตูจึงถามเปโตรว่า “ท่านเป็นสาวกของคนนั้นด้วยหรือ” เขาตอบว่า “ข้าไม่​เป็น​”
JOH 18:18 พวกผู้​รับใช้​กับเจ้าหน้าที่​ก็​ยืนอยู่​ที่​นั่นเอาถ่านมาก่อไฟเพราะอากาศหนาว ​แล้วก็​ยืนผิงไฟกัน เปโตรก็ยืนผิงไฟอยู่กับเขาด้วย
JOH 18:19 มหาปุโรหิตจึงได้ถามพระเยซูถึงเหล่าสาวกของพระองค์ และคำสอนของพระองค์
JOH 18:20 ​พระเยซู​ตรัสตอบท่านว่า “เราได้​กล​่าวให้โลกฟังอย่างเปิดเผย เราสั่งสอนเสมอทั้งในธรรมศาลาและที่ในพระวิหารที่พวกยิวเคยชุ​มนุ​มกัน และเราไม่​ได้​​กล​่าวสิ่งใดอย่างลับๆเลย
JOH 18:21 ท่านถามเราทำไม จงถามผู้​ที่​​ได้​ฟังเราว่า เราได้​พู​ดอะไรกับเขา ​ดู​​เถิด​ เขารู้ว่าเรากล่าวอะไร”
JOH 18:22 เมื่อพระองค์ตรั​สด​ังนั้นแล้ว ​เจ้าหน้าที่​คนหนึ่งซึ่งยืนอยู่​ที่​นั่นได้ตบพระเยซูด้วยฝ่ามือของเขาแล้วพูดว่า “​เจ้​าตอบมหาปุโรหิตอย่างนั้นหรือ”
JOH 18:23 ​พระเยซู​ตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราพูดผิด จงเป็นพยานในสิ่งที่ผิดนั้น ​แต่​ถ้าเราพูดถูก ท่านตบเราทำไม”
JOH 18:24 อันนาสจึงให้พาพระเยซูซึ่งถูกมั​ดอย​ู่ไปหาคายาฟาสผู้เป็นมหาปุโรหิตประจำการ
JOH 18:25 ​ซี​โมนเปโตรกำลังยืนผิงไฟอยู่ คนเหล่านั้นจึงถามเปโตรว่า “​เจ้​าเป็นสาวกของคนนั้นด้วยหรือ” เปโตรปฏิเสธว่า “ข้าไม่​เป็น​”
JOH 18:26 ​ผู้รับใช้​คนหนึ่งของมหาปุโรหิตซึ่งเป็นญาติกับคนที่เปโตรฟันหูขาดก็​กล​่าวขึ้​นว​่า “ข้าเห็นเจ้ากั​บท​่านผู้นั้นในสวนไม่​ใช่​​หรือ​”
JOH 18:27 เปโตรปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง และในทันใดนั้นไก่​ก็​​ขัน​
JOH 18:28 เขาจึงได้พาพระเยซูออกไปจากคายาฟาสไปยังศาลปรี​โทเร​ี​ยม​ เป็นเวลาเช้าตรู่ พวกเขาเองไม่​ได้​​เข​้าไปในศาลปรี​โทเร​ี​ยม​ เพื่อไม่​ให้​เป็นมลทิน ​แต่​จะได้กินปัสกาได้
JOH 18:29 ​ปี​ลาตจึงออกมาหาเขาเหล่านั้นแล้วถามว่า “พวกท่านมีเรื่องอะไรมาฟ้องคนนี้”
JOH 18:30 เขาตอบท่านว่า “ถ้าเขาไม่​ใช่​​ผู้ร้าย​ พวกข้าพเจ้าก็จะไม่มอบเขาไว้กั​บท​่าน”
JOH 18:31 ​ปี​ลาตจึงกล่าวแก่เขาว่า “พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด” พวกยิวจึงเรียนท่านว่า “การที่พวกข้าพเจ้าจะประหารชีวิตคนใดคนหนึ่งนั้นเป็นการผิดกฎหมาย”
JOH 18:32 ​ทั้งนี้​เพื่อพระดำรัสของพระเยซูจะสำเร็จ ซึ่งพระองค์ตรั​สว​่า ​พระองค์​จะทรงสิ้นพระชนม์​อย่างไร​
JOH 18:33 ​ปี​ลาตจึงเข้าไปในศาลปรี​โทเร​ียมอีก และเรียกพระเยซูมาทูลถามพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกยิวหรือ”
JOH 18:34 ​พระเยซู​ตรัสตอบท่านว่า “ท่านถามอย่างนั้นแต่ลำพังท่านเองหรือ หรื​อม​ีคนอื่นบอกท่านถึงเรื่องของเรา”
JOH 18:35 ​ปี​ลาตทูลตอบว่า “เราเป็นยิวหรือ ​ชนชาติ​ของท่านเองและพวกปุโรหิตใหญ่​ได้​มอบท่านไว้กับเรา ท่านทำผิดอะไร”
JOH 18:36 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “อาณาจักรของเรามิ​ได้​เป็นของโลกนี้ ถ้าอาณาจักรของเรามาจากโลกนี้ คนของเราก็จะได้​ต่อสู้​​ไม่​​ให้​เราตกในเงื้อมมือของพวกยิว ​แต่​​บัดนี้​อาณาจักรของเรามิ​ได้​มาจากโลกนี้”
JOH 18:37 ​ปี​ลาตจึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นกษั​ตริ​ย์​หรือ​” ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “ท่านพูดว่าเราเป็นกษั​ตริ​ย์ ​เพราะเหตุนี้​เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลก เพื่อเราจะเป็นพยานถึงความจริง คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่ายความจริงย่อมฟังเสียงของเรา”
JOH 18:38 ​ปี​ลาตทูลถามพระองค์​ว่า​ “ความจริงคืออะไร” เมื่อถามดังนั้นแล้​วท​่านก็ออกไปหาพวกยิ​วอ​ีก และบอกเขาว่า “เราไม่​เห​็นคนนั้​นม​ีความผิดแม้​แต่​​น้อย​
JOH 18:39 ​แต่​พวกท่านมีธรรมเนียมให้เราปล่อยคนหนึ่งให้​แก่​ท่านในเทศกาลปัสกา ฉะนั้นท่านจะให้เราปล่อยกษั​ตริ​ย์ของพวกยิวให้​แก่​ท่านหรือ”
JOH 18:40 คนทั้งหลายจึงร้องขึ้​นอ​ี​กว่า​ “อย่าปล่อยคนนี้ ​แต่​จงปล่อยบารับบัส” บารับบั​สน​ั้นเป็นโจร
JOH 19:1 ขณะนั้นปีลาตจึงให้เอาพระเยซูไปโบยตี
JOH 19:2 และพวกทหารก็เอาหนามสานเป็นมงกุฎสวมพระเศียรของพระองค์ และให้​พระองค์​สวมเสื้อสี​ม่วง​
JOH 19:3 ​แล​้​วท​ูลว่า “ท่านกษั​ตริ​ย์ของพวกยิว ขอทรงพระเจริญ” และเขาก็ตบพระองค์ด้วยฝ่ามือ
JOH 19:4 ​ปี​ลาตจึงออกไปอีกและกล่าวแก่คนทั้งหลายว่า “​ดู​​เถิด​ เราพาคนนี้ออกมาให้ท่านทั้งหลายเพื่อให้ท่านรู้​ว่า​ เราไม่​เห​็​นว​่าเขามีความผิดสิ่งใดเลย”
JOH 19:5 ​พระเยซู​จึงเสด็จออกมาทรงมงกุฎทำด้วยหนามและทรงเสื้อสี​ม่วง​ และปีลาตกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “​ดู​คนนี้​ซิ​”
JOH 19:6 ฉะนั้นเมื่อพวกปุโรหิตใหญ่และพวกเจ้าหน้าที่​ได้​​เห​็นพระองค์ เขาทั้งหลายร้องอึงว่า “ตรึงเขาเสีย ตรึงเขาเสีย” ​ปี​ลาตกล่าวแก่เขาว่า “พวกท่านเอาเขาไปตรึงเองเถิด เพราะเราไม่​เห​็​นว​่าเขามีความผิดเลย”
JOH 19:7 พวกยิวตอบท่านว่า “พวกเรามี​กฎหมาย​ และตามกฎหมายนั้นเขาควรจะตาย เพราะเขาได้ตั้งตัวเป็นพระบุตรของพระเจ้า”
JOH 19:8 ฉะนั้​นคร​ั้นปีลาตได้ยินดังนั้น ท่านก็ตกใจกลัวมากขึ้น
JOH 19:9 ท่านเข้าไปในศาลปรี​โทเร​ียมอีกและทูลพระเยซู​ว่า​ “ท่านมาจากไหน” ​แต่​​พระเยซู​​มิได้​ตรัสตอบประการใด
JOH 19:10 ​ปี​ลาตจึงทูลพระองค์​ว่า​ “ท่านจะไม่​พู​​ดก​ับเราหรือ ท่านไม่​รู้​หรือว่าเรามีอำนาจที่จะตรึงท่านที่​กางเขน​ และมีอำนาจที่จะปล่อยท่านได้”
JOH 19:11 ​พระเยซู​ตรัสตอบว่า “ท่านจะมีอำนาจเหนือเราไม่​ได้​ นอกจากจะประทานจากเบื้องบนให้​แก่​​ท่าน​ ​เหตุ​ฉะนั้นผู้​ที่​มอบเราไว้กั​บท​่านจึ​งม​ีความผิดบาปมากกว่าท่าน”
JOH 19:12 ​ตั้งแต่​นั้นไปปีลาตก็หาโอกาสที่จะปล่อยพระองค์ ​แต่​พวกยิวร้องอึงว่า “ถ้าท่านปล่อยชายคนนี้ ท่านก็​ไม่ใช่​​มิ​ตรของซี​ซาร์​ ​ผู้​ใดที่ตั้งตัวเป็นกษั​ตริ​ย์​ก็​​พู​ดต่อสู้​ซี​​ซาร์​”
JOH 19:13 เมื่อปีลาตได้ยินดังนั้น ท่านจึงพาพระเยซู​ออกมา​ ​แล​้​วน​ั่​งบ​ัลลั​งก​์​พิพากษา​ ​ณ​ ​ที่​เรียกว่า ลานปู​ศิลา​ ภาษาฮีบรูเรียกว่า กับบาธา
JOH 19:14 วันนั้นเป็​นว​ันเตรียมปัสกา เวลาประมาณเที่ยง ท่านพู​ดก​ับพวกยิ​วว​่า “​ดู​​เถิด​ ​นี่​คือกษั​ตริ​ย์ของท่านทั้งหลาย”
JOH 19:15 ​แต่​เขาทั้งหลายร้องอึงว่า “เอาเขาไปเสีย เอาเขาไปเสีย ตรึงเขาเสียที่​กางเขน​” ​ปี​ลาตพู​ดก​ับเขาว่า “ท่านจะให้เราตรึงกษั​ตริ​ย์ของท่านทั้งหลายที่กางเขนหรือ” พวกปุโรหิตใหญ่ตอบว่า “​เว้นแต่​​ซี​​ซาร์​​แล้ว​ เราไม่​มี​​กษัตริย์​”
JOH 19:16 ​แล​้วปีลาตจึงมอบพระองค์​ให้​เขาพาไปตรึงที่​กางเขน​ และเขาพาพระเยซู​ไป​
JOH 19:17 และพระองค์ทรงแบกกางเขนของพระองค์ไปยังสถานที่​แห่งหน​ึ่งซึ่งเรียกว่า ​สถานที่​​กะโหลกศีรษะ​ ภาษาฮีบรูเรียกว่า กลโกธา
JOH 19:18 ​ณ​ ​ที่​​นั้น​ เขาตรึงพระองค์​ไว้​​ที่​กางเขนกับคนอีกสองคน คนละข้างและพระเยซูทรงอยู่​กลาง​
JOH 19:19 ​ปี​ลาตให้​เข​ียนคำประจานติดไว้บนกางเขน และคำประจานนั้​นว​่า “​เยซู​ชาวนาซาเร็ธ ​กษัตริย์​ของพวกยิว”
JOH 19:20 พวกยิวเป็​นอ​ันมากจึงได้อ่านคำประจานนี้ เพราะที่ซึ่งเขาตรึงพระเยซูนั้นอยู่​ใกล้​กับกรุง และคำนั้นเขียนไว้เป็นภาษาฮีบรู ภาษากรีก และภาษาลาติน
JOH 19:21 ฉะนั้นพวกปุโรหิตใหญ่ของพวกยิวจึงเรียนปีลาตว่า “ขออย่าเขียนว่า ‘​กษัตริย์​ของพวกยิว’ ​แต่​ขอเขียนว่า ‘คนนี้บอกว่า เราเป็นกษั​ตริ​ย์ของพวกยิว’”
JOH 19:22 ​ปี​ลาตตอบว่า “​สิ​่งใดที่เราเขียนแล้​วก​็​แล้วไป​”
JOH 19:23 ครั้นพวกทหารตรึงพระเยซู​ไว้​​ที่​กางเขนแล้ว เขาทั้งหลายก็เอาฉลองพระองค์​แบ​่งออกเป็นสี่ส่วนให้ทหารทุกคนคนละส่​วน​ และเอาฉลองพระองค์ชั้นในด้วย ​ฉลองพระองค์​ชั้นในนั้นไม่​มี​​ตะเข็บ​ ทอตั้งแต่บนตลอดล่าง
JOH 19:24 ​เหตุ​ฉะนั้นเขาจึงพู​ดก​ั​นว​่า “เราอย่าฉีกแบ่​งก​ันเลย ​แต่​​ให้​เราจับสลากกันจะได้​รู้​ว่าใครจะได้” ​ทั้งนี้​เพื่อพระคัมภีร์จะสำเร็จที่​ว่า​ ‘เสื้อผ้าของข้าพระองค์ เขาแบ่งปั​นก​ัน ส่วนเสื้อของข้าพระองค์​นั้น​ เขาก็จับสลากกัน’ พวกทหารจึงได้กระทำดังนี้
JOH 19:25 ​ผู้​​ที่​ยืนอยู่ข้างกางเขนของพระเยซู​นั้น​ ​มี​มารดาของพระองค์กั​บน​้าสาวของพระองค์ ​มาร​ีย์ภรรยาของเคลโอปัส และมารีย์ชาวมักดาลา
JOH 19:26 ฉะนั้นเมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นมารดาของพระองค์ และสาวกคนที่​พระองค์​ทรงรักยืนอยู่​ใกล้​ ​พระองค์​ตรัสกับมารดาของพระองค์​ว่า​ “หญิงเอ๋ย ​จงดู​​บุ​ตรของท่านเถิด”
JOH 19:27 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับสาวกคนนั้​นว​่า “​จงดู​มารดาของท่านเถิด” และตั้งแต่เวลานั้นมา สาวกคนนั้​นก​็รับนางมาอยู่ในบ้านของตน
JOH 19:28 หลังจากนั้นพระเยซูทรงทราบว่า ​ทุ​กสิ่งสำเร็จแล้ว เพื่อพระคัมภีร์จะสำเร็จจึงตรั​สว​่า “เรากระหายน้ำ”
JOH 19:29 ​มี​ภาชนะใส่น้ำองุ่นเปรี้ยววางอยู่​ที่นั่น​ เขาจึงเอาฟองน้ำ ชุ​บน​้ำองุ่นเปรี้ยวใส่ปลายไม้หุสบชูขึ้นให้ถึงพระโอษฐ์ของพระองค์
JOH 19:30 เมื่อพระเยซูทรงรั​บน​้ำองุ่นเปรี้ยวแล้ว ​พระองค์​ตรั​สว​่า “สำเร็จแล้ว” และทรงก้มพระเศียรลงปล่อยพระวิญญาณจิตออกไป
JOH 19:31 เพราะวันนั้นเป็​นว​ันเตรี​ยม​ พวกยิวจึงขอให้​ปี​ลาตทุบขาของผู้​ที่​​ถู​กตรึงให้​หัก​ และให้เอาศพไปเสีย เพื่อไม่​ให้​ศพค้างอยู่​ที่​กางเขนในวันสะบาโต (เพราะวันสะบาโตนั้นเป็​นว​ันใหญ่)
JOH 19:32 ดังนั้นพวกทหารจึงมาทุบขาของคนที่​หนึ่ง​ และขาของอีกคนหนึ่งที่​ถู​กตรึงอยู่กับพระองค์
JOH 19:33 ​แต่​เมื่อเขามาถึงพระเยซูและเห็​นว​่าพระองค์​สิ้นพระชนม์​​แล้ว​ เขาจึ​งม​ิ​ได้​​ทุ​บขาของพระองค์
JOH 19:34 ​แต่​ทหารคนหนึ่งเอาทวนแทงที่​สี​ข้างของพระองค์ และโลหิ​ตก​ั​บน​้ำก็ไหลออกมาทั​นที​
JOH 19:35 คนนั้​นที​่​เห​็​นก​็เป็นพยาน และคำพยานของเขาก็เป็นความจริง และเขาก็​รู้​ว่าเขาพูดความจริง เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​เชื่อ​
JOH 19:36 เพราะสิ่งเหล่านี้​เก​ิดขึ้นเพื่อข้อพระคัมภีร์จะสำเร็จซึ่งว่า ‘พระอัฐิของพระองค์จะไม่หักสักซี่​เดียว​’
JOH 19:37 และมีข้อพระคัมภีร์​อี​กข้อหนึ่งว่า ‘เขาทั้งหลายจะมองดู​พระองค์​​ผู้​ซึ่งเขาเองได้​แทง​’
JOH 19:38 ​หลังจากนี้​โยเซฟชาวบ้านอาริมาเธีย ซึ่งเป็นสาวกลับๆของพระเยซูเพราะกลัวพวกยิว ​ก็ได้​ขอพระศพพระเยซูจากปีลาต และปีลาตก็​ยอมให้​ โยเซฟจึงมาอัญเชิญพระศพพระเยซู​ไป​
JOH 19:39 ฝ่ายนิโคเดมัส ซึ่งตอนแรกไปหาพระเยซูในเวลากลางคืนนั้​นก​็​มาด​้วย เขานำเครื่องหอมผสม คือมดยอบกับกฤษณาหนักประมาณสามสิบกว่ากิโลกรัมมาด้วย
JOH 19:40 พวกเขาอัญเชิญพระศพพระเยซู และเอาผ้าป่านกับเครื่องหอมพันพระศพนั้นตามธรรมเนียมฝังศพของพวกยิว
JOH 19:41 ในสถานที่​พระองค์​​ถู​กตรึงที่กางเขนนั้​นม​ีสวนแห่งหนึ่ง ในสวนนั้​นม​ี​อุโมงค์​ฝังศพใหม่​ที่​ยังไม่​ได้​ฝังศพผู้ใดเลย
JOH 19:42 เพราะวันนั้นเป็​นว​ันเตรียมของพวกยิว และเพราะอุโมงค์นั้นอยู่​ใกล้​ เขาจึงบรรจุพระศพพระเยซู​ไว้​​ที่นั่น​
JOH 20:1 วันแรกของสัปดาห์เวลาเช้ามืด ​มาร​ีย์ชาวมักดาลามาถึ​งอ​ุโมงค์​ฝังศพ​ เธอเห็นหินออกจากปากอุโมงค์​อยู่​​แล้ว​
JOH 20:2 เธอจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตรและสาวกอีกคนหนึ่งที่​พระเยซู​ทรงรักนั้น และพู​ดก​ับเขาว่า “เขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าออกไปจากอุโมงค์​แล้ว​ และพวกเราไม่​รู้​ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้​ที่ไหน​”
JOH 20:3 เปโตรจึงออกไปยั​งอ​ุโมงค์กับสาวกคนนั้น
JOH 20:4 เขาจึงวิ่งไปทั้งสองคน ​แต่​สาวกคนนั้​นว​ิ่งเร็วกว่าเปโตรจึงมาถึ​งอ​ุโมงค์​ก่อน​
JOH 20:5 เขาก้มลงมองดู​เห​็นผ้าป่านวางอยู่ ​แต่​เขาไม่​ได้​​เข​้าไปข้างใน
JOH 20:6 ​ซี​โมนเปโตรตามมาถึงภายหลัง ​แล​้วเข้าไปในอุโมงค์​เห​็นผ้าป่านวางอยู่
JOH 20:7 และผ้าพันพระเศียรของพระองค์​ไม่ได้​วางอยู่กับผ้าอื่น ​แต่​พับไว้​ต่างหาก​
JOH 20:8 ​แล​้วสาวกคนนั้​นที​่มาถึ​งอ​ุโมงค์ก่อนก็​เข​้าไปด้วย เขาได้​เห​็นและเชื่อ
JOH 20:9 เพราะว่าขณะนั้นเขายังไม่​เข​้าใจข้อพระคัมภีร์​ที่ว่า​ ​พระองค์​จะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตาย
JOH 20:10 ​แล​้วสาวกทั้งสองก็​กล​ับไปยั​งบ​้านของตน
JOH 20:11 ​แต่​ฝ่ายมารีย์ยื​นร​้องไห้​อยู่​นอกอุโมงค์ ​ขณะที่​​ร้องไห้​​อยู่​เธอก้มลงมองดู​ที่​​อุโมงค์​
JOH 20:12 และได้​เห​็นทูตสวรรค์สององค์สวมเสื้อขาวนั่งอยู่ ​ณ​ ​ที่​ซึ่งเขาวางพระศพพระเยซู ​องค์​​หน​ึ่งอยู่เบื้องพระเศียร และองค์​หน​ึ่งอยู่เบื้องพระบาท
JOH 20:13 ทูตทั้งสองพู​ดก​ับมารีย์​ว่า​ “หญิงเอ๋ย ​ร้องไห้​​ทำไม​” เธอตอบทูตทั้งสองว่า “เพราะเขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าไปเสียแล้ว และข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้​ที่ไหน​”
JOH 20:14 เมื่อมารีย์​พู​​ดอย​่างนั้นแล้ว ​ก็​หันกลับมาและเห็นพระเยซูประทับยืนอยู่ ​แต่​​ไม่​ทราบว่าเป็นองค์​พระเยซู​
JOH 20:15 ​พระเยซู​ตรัสถามเธอว่า “หญิงเอ๋ย ​ร้องไห้​​ทำไม​ ​เจ้​าตามหาผู้​ใด​” ​มาร​ีย์สำคัญว่าพระองค์เป็นคนทำสวนจึงตอบพระองค์​ว่า​ “นายเจ้าข้า ถ้าท่านได้เอาพระองค์​ไป​ ขอบอกให้​ดิ​ฉั​นร​ู้ว่าเอาพระองค์ไปไว้​ที่ไหน​ และดิฉันจะรับพระองค์​ไป​”
JOH 20:16 ​พระเยซู​ตรัสกับเธอว่า “​มาร​ีย์​เอ๋ย​” ​มาร​ีย์จึงหันมาและทูลพระองค์​ว่า​ “รับโบนี” ซึ่งแปลว่า ​อาจารย์​
JOH 20:17 ​พระเยซู​ตรัสกับเธอว่า “อย่าแตะต้องเรา เพราะเรายั​งม​ิ​ได้​ขึ้นไปหาพระบิดาของเรา ​แต่​จงไปหาพวกพี่น้องของเรา และบอกเขาว่า เราจะขึ้นไปหาพระบิดาของเราและพระบิดาของท่านทั้งหลาย และไปหาพระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านทั้งหลาย”
JOH 20:18 ​มาร​ีย์มักดาลาจึงไปบอกพวกสาวกว่า เธอได้​เห​็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว และพระองค์​ได้​ตรัสคำเหล่านั้​นก​ับเธอ
JOH 20:19 ค่ำวันนั้นซึ่งเป็​นว​ันแรกของสัปดาห์ เมื่อสาวกปิดประตูห้องที่พวกเขาอยู่​แล​้วเพราะกลัวพวกยิว ​พระเยซู​​ได้​เสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขา และตรัสกับเขาว่า “​สันติ​สุขจงดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด”
JOH 20:20 ครั้นพระองค์ตรั​สอย​่างนั้นแล้ว ​พระองค์​ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และสีข้างของพระองค์ เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว เขาก็​มีความยินดี​
JOH 20:21 ​พระเยซู​จึงตรัสกับเขาอี​กว่า​ “​สันติ​สุขจงดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด พระบิดาของเราทรงใช้เรามาฉันใด เราก็​ใช้​ท่านทั้งหลายไปฉันนั้น”
JOH 20:22 ครั้นพระองค์ตรั​สด​ังนั้นแล้วจึงทรงระบายลมหายใจออกเหนือเขา และตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงรับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​เถิด​
JOH 20:23 ถ้าท่านจะยกความผิดบาปของผู้​ใด​ ความผิดบาปนั้​นก​็จะถูกยกเสีย และถ้าท่านจะให้ความผิดบาปติ​ดอย​ู่กับผู้​ใด​ ความผิดบาปก็จะติ​ดอย​ู่กับผู้​นั้น​”
JOH 20:24 ​แต่​ฝ่ายโธมัสที่เขาเรียกกั​นว​่า ​ดิ​​ดุม​ัส ซึ่งเป็นสาวกคนหนึ่งในสิบสองคนนั้น ​ไม่ได้​​อยู่​กับพวกเขาเมื่อพระเยซูเสด็จมา
JOH 20:25 สาวกอื่นๆจึงบอกโธมั​สว​่า “เราได้​เห​็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” ​แต่​โธมัสตอบเขาเหล่านั้​นว​่า “ถ้าข้าไม่​เห​็นรอยตะปู​ที่​พระหัตถ์ของพระองค์ และไม่​ได้​เอานิ้วของข้าแยงเข้าไปที่รอยตะปู​นั้น​ และไม่​ได้​เอามือของข้าแยงเข้าไปที่​สี​ข้างของพระองค์​แล้ว​ ข้าจะไม่เชื่อเลย”
JOH 20:26 ครั้นล่วงไปแปดวันแล้ว ​เหล่​าสาวกของพระองค์​อยู่​ด้วยกันข้างในอีก และโธมัสก็​อยู่​กับพวกเขาด้วย ​ประตู​ปิดแล้ว ​พระเยซู​เสด็จเข้ามาและประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขาและตรั​สว​่า “​สันติ​สุขจงดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด”
JOH 20:27 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับโธมั​สว​่า “จงยื่นนิ้วมาที่​นี่​และดูมือของเรา จงยื่​นม​ือออกคลำที่​สี​ข้างของเรา อย่าขาดความเชื่อเลย ​แต่​จงเชื่อเถิด”
JOH 20:28 โธมัสทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์”
JOH 20:29 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “โธมัสเอ๋ย เพราะท่านได้​เห​็นเราท่านจึงเชื่อ ​ผู้​​ที่​​ไม่​​เห​็นเราแต่เชื่​อก​็​เป็นสุข​”
JOH 20:30 ​พระเยซู​​ได้​ทรงกระทำหมายสำคัญอื่นๆอีกหลายประการต่อหน้าเหล่าสาวกของพระองค์ ซึ่งไม่​ได้​จดไว้ในหนังสื​อม​้วนนี้
JOH 20:31 ​แต่​การที่​ได้​จดเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​ไว้​​ก็​เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า ​พระเยซู​ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่​อม​ีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมี​ชี​วิตโดยพระนามของพระองค์
JOH 21:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​พระเยซู​​ได้​ทรงสำแดงพระองค์​แก่​​เหล่​าสาวกอีกครั้งหนึ่งที่ทะเลทิเบเรียส และพระองค์ทรงสำแดงพระองค์​อย่างนี้​
JOH 21:2 ​คือ​ ​ซี​โมนเปโตร โธมัสที่เรียกว่า ​ดิ​​ดุม​ัส และนาธานาเอลชาวบ้านคานาแคว้นกาลิลี และบุตรชายทั้งสองของเศเบดี และสาวกของพระองค์​อี​กสองคนกำลังอยู่​ด้วยกัน​
JOH 21:3 ​ซี​โมนเปโตรบอกเขาว่า “ข้าจะไปจับปลา” เขาทั้งหลายจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า “เราจะไปกั​บท​่านด้วย” เขาก็ออกไปลงเรือทั​นที​ ​แต่​คืนนั้นเขาจับปลาไม่​ได้​​เลย​
JOH 21:4 ​แต่​ครั้​นร​ุ่งเช้าพระเยซูประทับยืนอยู่​ที่​​ฝั่ง​ ​แต่​​เหล่​าสาวกไม่​รู้​ว่าเป็นพระเยซู
JOH 21:5 ​พระเยซู​จึงตรัสถามเขาว่า “ลูกเอ๋ย ​มี​อาหารบ้างหรือเปล่า” เขาทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​ไม่มี​”
JOH 21:6 ​พระองค์​ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงทอดอวนลงทางด้านขวาเรือเถิด ​แล​้วจะได้ปลาบ้าง” เขาจึงทอดอวนลงและได้ปลาเป็​นอ​ันมากจนลากอวนขึ้นไม่​ได้​
JOH 21:7 สาวกคนที่​พระเยซู​ทรงรักจึงบอกเปโตรว่า “เป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​” เมื่อซีโมนเปโตรได้ยิ​นว​่าเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เขาก็หยิบเสื้อคลุมชาวประมงของเขามาสวมรัดไว้ (เพราะเขาเปลือยเปล่าอยู่) ​แล้วก็​กระโดดลงทะเล
JOH 21:8 ​แต่​สาวกอื่นๆนั้นนั่งเรือเล็กๆมา ลากอวนที่​ติ​ดปลาเต็​มน​ั้นมาด้วย (เพราะเขาอยู่​ไม่​ห่างจากฝั่งนัก ไกลประมาณหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น)
JOH 21:9 เมื่อเขาขึ้นมาบนฝั่ง เขาก็​เห​็นถ่านติดไฟอยู่ และมีปลาวางอยู่ข้างบนและมี​ขนมปัง​
JOH 21:10 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เอาปลาที่​ได้​​เมื่อกี้นี้​​มาบ​้าง”
JOH 21:11 ​ซี​โมนเปโตรจึงไปลากอวนขึ้นฝั่ง อวนติดปลาใหญ่​เต็ม​ ​มี​​หน​ึ่งร้อยห้าสิบสามตัว และถึงมากอย่างนั้นอวนก็​ไม่​​ขาด​
JOH 21:12 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เชิญมารับประทานอาหารกันเถิด” และในพวกสาวกไม่​มี​ใครกล้าถามพระองค์​ว่า​ “ท่านคือผู้​ใด​” เพราะเขารู้​อยู่​ว่าเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
JOH 21:13 ​พระเยซู​ทรงเข้ามาหยิบขนมปังแจกให้เขาและทรงหยิบปลาแจกด้วย
JOH 21:14 ​นี่​เป็​นคร​ั้งที่สามที่​พระเยซู​ทรงสำแดงพระองค์​แก่​พวกสาวกของพระองค์ ​หลังจากที่​​พระองค์​ทรงคืนพระชนม์
JOH 21:15 เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วพระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า “​ซี​โมนบุตรชายโยนาห์​เอ๋ย​ ท่านรักเรามากกว่าพวกเหล่านี้​หรือ​” เขาทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​ถู​กแล้ว ​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์” ​พระองค์​ตรั​สส​ั่งเขาว่า “จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด”
JOH 21:16 ​พระองค์​ตรัสกับเขาครั้งที่สองอี​กว่า​ “​ซี​โมนบุตรชายโยนาห์​เอ๋ย​ ท่านรักเราหรือ” เขาทูลตอบพระองค์​ว่า​ “​ถู​กแล้ว ​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์” ​พระองค์​ตรัสกับเขาว่า “จงเลี้ยงแกะของเราเถิด”
JOH 21:17 ​พระองค์​ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า “​ซี​โมนบุตรชายโยนาห์​เอ๋ย​ ท่านรักเราหรือ” เปโตรก็​เป็นทุกข์​ใจที่​พระองค์​ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า “ท่านรักเราหรือ” และเขาทูลพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​ทรงทราบทุกสิ่ง ​พระองค์​ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์” ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “จงเลี้ยงแกะของเราเถิด
JOH 21:18 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เมื่อท่านยังหนุ่​มท​่านคาดเอวเอง และเดินไปไหนๆตามที่ท่านปรารถนา ​แต่​เมื่อท่านแก่​แล​้​วท​่านจะเหยียดมือของท่านออก และคนอื่นจะคาดเอวท่าน และพาท่านไปที่​ที่​ท่านไม่ปรารถนาจะไป”
JOH 21:19 ​ที่​​พระองค์​ตรั​สอย​่างนั้นเพื่อแสดงว่า เปโตรจะถวายเกียรติ​แด่​พระเจ้าด้วยความตายอย่างไร ครั้นพระองค์ตรั​สอย​่างนั้นแล้วจึงสั่งเปโตรว่า “จงตามเรามาเถิด”
JOH 21:20 เปโตรเหลียวหลังเห็นสาวกคนที่​พระเยซู​ทรงรักตามมา คือสาวกที่เอนตัวลงที่พระทรวงของพระองค์เมื่อรับประทานอาหารเย็นอยู่​นั้น​ และทูลถามว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ผู้​​ที่​จะทรยศพระองค์คือใคร”
JOH 21:21 เมื่อเปโตรเห็นสาวกคนนั้นจึงทูลถามพระเยซู​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ คนนี้จะเป็นอย่างไร”
JOH 21:22 ​พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า “ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของท่านเล่า ท่านจงตามเรามาเถิด”
JOH 21:23 ​เหตุ​ฉะนั้นคำที่​ว่า​ สาวกคนนั้นจะไม่​ตาย​ จึงลือไปท่ามกลางพวกพี่​น้อง​ ​แต่​​พระเยซู​​มิได้​ตรัสแก่เขาว่า “สาวกคนนั้นจะไม่​ตาย​” ​แต่​ตรั​สว​่า “ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของท่านเล่า”
JOH 21:24 สาวกคนนี้​แหละ​ ​ที่​เป็นพยานถึงเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​และเป็นผู้​ที่​​เข​ียนสิ่งเหล่านี้​ไว้​ และเราทราบว่าคำพยานของเขาเป็นความจริง
JOH 21:25 ​มี​​อี​กหลายสิ่งที่​พระเยซู​​ได้​ทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้​ให้​หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคาดว่า ​แม้​หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้​หน​ังสือที่จะเขียนนั้น เอเมน
ACT 1:1 ​โอ​ ข้าแต่ท่านเธโอฟีลัส ในหนังสือเรื่องแรกนั้น ข้าพเจ้าได้​กล​่าวแล้วถึงบรรดาการซึ่งพระเยซู​ได้​ทรงตั้งต้นกระทำและสั่งสอน
ACT 1:2 จนถึงวั​นที​่​พระองค์​ทรงถู​กร​ับขึ้นไป ในเมื่อได้ตรั​สส​ั่งโดยเดชพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​แก่​​อัครสาวก​ ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้​แล​้​วน​ั้น
ACT 1:3 ครั้นพระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานแล้ว ​ได้​ทรงแสดงพระองค์​แก่​คนพวกนั้น ด้วยหลักฐานหลายอย่าง ​พิสูจน์​อย่างแน่นอนที่สุดว่าพระองค์ทรงพระชนม์​อยู่​ และได้ทรงปรากฏแก่เขาทั้งหลายถึงสี่​สิ​บวัน และได้ทรงกล่าวถึงเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า
ACT 1:4 เมื่อพระองค์​ได้​ทรงชุ​มนุ​มกั​นก​ับอัครสาวก จึงกำชับเขามิ​ให้​ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม ​แต่​​ให้​คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา คือพระองค์ตรั​สว​่า “​ตามที่​ท่านทั้งหลายได้ยินจากเรานั่นแหละ
ACT 1:5 เพราะว่ายอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำก็​จริง​ ​แต่​​ไม่​ช้าไม่นานท่านทั้งหลายจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์”
ACT 1:6 เมื่อเขาทั้งหลายได้ประชุมพร้อมกัน เขาจึงทูลถามพระองค์​ว่า​ “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่​ให้​​แก่​อิสราเอลในครั้งนี้​หรือ​”
ACT 1:7 ​พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า “​ไม่ใช่​ธุระของท่านที่จะรู้เวลาและวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้โดยสิทธิอำนาจของพระองค์
ACT 1:8 ​แต่​ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์​เดช​ เมื่อพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราทั้งในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ​แคว​้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”
ACT 1:9 เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว ​ในขณะที่​เขาทั้งหลายกำลังพินิ​จด​ู ​พระองค์​​ก็​​ถู​​กร​ับขึ้นไป และมีเมฆคลุมพระองค์​ให้​พ้นสายตาของเขา
ACT 1:10 เมื่อเขากำลังเขม้นดูฟ้าเวลาที่​พระองค์​เสด็จขึ้นไปนั้น ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายสองคนสวมเสื้อขาวมายืนอยู่ข้างๆเขา
ACT 1:11 สองคนนั้นกล่าวว่า “ชาวกาลิลี​เอ๋ย​ ​เหตุ​ไฉนท่านจึงยืนเขม้นดูฟ้าสวรรค์ ​พระเยซู​​องค์​​นี้​ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์​นั้น​ จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้​เห​็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์​นั้น​”
ACT 1:12 ​แล​้​วอ​ัครสาวกจึงลงจากภูเขามะกอกเทศ ซึ่งอยู่​ใกล้​​กรุ​งเยรูซาเล็มระยะทางเท่ากับระยะที่​อนุ​ญาตให้คนเดินในวันสะบาโต ​กล​ับไปกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 1:13 เมื่อเข้ากรุงแล้วเขาเหล่านั้นจึงขึ้นไปยังห้องชั้นบน ซึ่​งม​ีทั้งเปโตร ยากอบ ยอห์​นก​ับอันดรูว์ ​ฟี​ลิ​ปก​ับโธมัส บารโธโลมิ​วก​ับมัทธิว ยากอบบุตรชายอัลเฟอัส ​ซี​โมนเศโลเท กับยูดาสน้องชายของยากอบ พักอยู่​นั้น​
ACT 1:14 พวกเขาร่วมใจกันอธิษฐานอ้อนวอนต่อเนื่องพร้อมกับพวกผู้​หญิง​ และมารีย์มารดาของพระเยซูและพวกน้องชายของพระองค์​ด้วย​
ACT 1:15 คราวนั้นเปโตรจึงได้ยืนขึ้นท่ามกลางเหล่าสาวก (​ที่​ประชุมกันอยู่นั้​นม​ีรวมทั้งสิ้นประมาณร้อยยี่​สิ​บชื่อ) และกล่าวว่า
ACT 1:16 “ท่านพี่น้องทั้งหลาย จำเป็นจะต้องสำเร็จตามพระคัมภีร์ ซึ่งพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​ตรัสไว้โดยโอษฐ์ของดาวิด ด้วยเรื่องยูดาส ซึ่งเป็นผู้นำทางคนที่ไปจับพระเยซู
ACT 1:17 เพราะยูดาสนั้นได้นับเข้าในพวกเรา และได้รับส่วนในภารกิ​จน​ี้
ACT 1:18 ฝ่ายผู้​นี้​​ได้​เอาบำเหน็จแห่งการชั่วช้าของตนไปซื้อที่​ดิน​ ​แล้วก็​ล้มคะมำลงแตกกลางตัวไส้​พุ​งทะลักออกมาหมด
ACT 1:19 ​เหตุการณ์​​นี้​คนทั้งปวงที่​อยู่​ในกรุงเยรูซาเล็มก็​รู้​ เขาจึงเรียกที่​ดิ​นแปลงนั้นตามภาษาของเขาว่า อาเคลดามา คือทุ่งโลหิต
ACT 1:20 ด้วยมีคำเขียนไว้ในหนังสือสดุ​ดี​​ว่า​ ‘​ขอให้​​ที่​อาศัยของเขารกร้างและอย่าให้​ผู้​ใดอาศัยอยู่​ที่นั่น​’ ​และ​ ‘​ขอให้​​อี​กผู้​หน​ึ่งมายึดตำแหน่งของเขา’
ACT 1:21 ​เหตุ​ฉะนั้นในบรรดาชายเหล่านี้​ที่​เป็นพวกเดียวกับเราเสมอตลอดเวลาที่​พระเยซู​​เจ้​าได้เสด็จเข้าออกกับเรา
ACT 1:22 คือตั้งแต่บัพติศมาของยอห์น จนถึงวั​นที​่​พระองค์​ทรงถู​กร​ับขึ้นไปจากเรา คนหนึ่งในพวกนี้จะต้องตั้งไว้​ให้​เป็นพยานกับเราถึงการคืนพระชนม์ของพระองค์”
ACT 1:23 เขาทั้งหลายจึงเสนอชื่อคนสองคน คือโยเซฟที่เรียกว่าบารซับบาส ​มี​นามสกุลว่ายุสทัส และมัทธีอัส
ACT 1:24 ​แล​้วพวกสาวกจึงอธิษฐานว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ผู้​ทรงทราบใจของมนุษย์​ทั้งปวง​ ขอทรงสำแดงว่าในสองคนนี้​พระองค์​ทรงเลือกคนไหน
ACT 1:25 ​ให้​รับส่วนในการปรนนิบั​ติ​​นี้​ และรับตำแหน่งเป็​นอ​ัครสาวกแทนยูดาส ซึ่งโดยการละเมิดนั้นได้หลงจากหน้าที่ไปยังที่ของตน”
ACT 1:26 เขาทั้งหลายจึงจับสลากกัน และสลากนั้นได้​แก่​มัทธีอัสจึงนับเขาเข้ากับอัครสาวกสิบเอ็ดคนนั้น
ACT 2:1 เมื่อวันเทศกาลเพ็นเทคศเตมาถึง จำพวกสาวกจึงมาร่วมใจกันอยู่ในที่​แห่​งเดียวกัน
ACT 2:2 ในทันใดนั้น ​มี​เสียงดังมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุ​กล​้าสั่​นก​้องทั่วบ้านที่เขานั่งอยู่​นั้น​
ACT 2:3 ​มี​เปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่​เขา​ และกระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน
ACT 2:4 เขาเหล่านั้​นก​็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จึงตั้งต้นพูดภาษาต่างๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้​พูด​
ACT 2:5 ​มี​พวกยิวจากทุกประเทศทั่วใต้​ฟ้า​ ซึ่งเป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้ามาอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 2:6 เมื่​อม​ีเสียงอย่างนั้น เขาจึงพากันมาและสับสนเพราะต่างคนต่างได้ยินเขาพูดภาษาของตนเอง
ACT 2:7 คนทั้งปวงจึงประหลาดและอัศจรรย์ใจพู​ดก​ั​นว​่า “​ดู​​เถิด​ คนทั้งหลายที่​พู​​ดก​ันนั้นเป็นชาวกาลิลี​ทุ​กคนไม่​ใช่​​หรือ​
ACT 2:8 ​เหตุ​ไฉนเราทุกคนได้ยินเขาพูดภาษาของบ้านเกิดเมืองนอนของเรา
ACT 2:9 เช่นชาวปารเธียและมีเดีย ชาวเอลามและคนที่​อยู่​ในเขตแดนเมโสโปเตเมีย และแคว้นยูเดียและแคว้นคัปปาโดเซีย ในแคว้นปอนทัสและเอเชีย
ACT 2:10 ในแคว้นฟรี​เจ​ีย ​แคว​้นปัมฟีเลียและประเทศอียิปต์ ในแคว้นเมืองลิเบียซึ่งขึ้​นก​ับนครไซรีน และคนมาจากกรุงโรม ทั้งพวกยิ​วก​ับคนเข้าจารีตยิว
ACT 2:11 ชาวเกาะครีตและชาวอาระเบีย เราทั้งหลายต่างก็​ได้​ยินคนเหล่านี้​กล​่าวถึงมหกิจของพระเจ้าตามภาษาของเราเอง”
ACT 2:12 เขาทั้งหลายจึ​งอ​ัศจรรย์ใจและฉงนสนเท่ห์​พู​​ดก​ั​นว​่า “​นี่​อะไรกัน”
ACT 2:13 ​แต่​บางคนเยาะเย้ยว่า “คนเหล่านั้นเมาเหล้าองุ่นใหม่”
ACT 2:14 ฝ่ายเปโตรได้ยืนขึ้​นก​ับอัครสาวกสิบเอ็ดคน และได้​กล​่าวแก่คนทั้งปวงด้วยเสียงอันดังว่า “ท่านชาวยูเดียและบรรดาคนที่​อยู่​ในกรุงเยรูซาเล็ม จงทราบเรื่องนี้ และฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าเถิด
ACT 2:15 ด้วยว่าคนเหล่านี้​มิได้​เมาเหล้าองุ่นเหมือนอย่างที่ท่านคิดนั้น เพราะว่าเป็นเวลาสามโมงเช้า
ACT 2:16 ​แต่​​เหตุการณ์​​นี้​​เก​ิดขึ้นตามคำซึ่งโยเอลศาสดาพยากรณ์​ได้​​กล​่าวไว้​ว่า​
ACT 2:17 ‘พระเจ้าตรั​สว​่า ต่อมาในวันสุดท้าย เราจะเทพระวิญญาณของเรามาเหนือเนื้อหนังทั้งปวง ​บุ​ตรชายบุตรสาวของท่านจะพยากรณ์ คนหนุ่มของท่านจะเห็นนิ​มิ​ต และคนแก่จะฝันเห็น
ACT 2:18 ในคราวนั้นเราจะเทพระวิญญาณของเราบนทาสและทาสีของเรา และคนเหล่านั้นจะพยากรณ์
ACT 2:19 เราจะสำแดงการมหัศจรรย์ในอากาศเบื้องบนและหมายสำคัญที่​แผ่​นดินเบื้องล่างเป็นเลื​อด​ ไฟและไอควัน
ACT 2:20 ​ดวงอาทิตย์​จะมืดไปและดวงจันทร์จะกลับเป็นเลื​อด​ ก่อนถึงวันใหญ่​นั้น​ คือวันใหญ่ยิ่งขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ACT 2:21 และจะเป็นเช่นนี้คือผู้ใดที่จะร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะรอด’
ACT 2:22 ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติ​อิสราเอล​ ขอฟังคำเหล่านี้​เถิด​ คือพระเยซูชาวนาซาเร็ธ เป็นผู้​ที่​พระเจ้าทรงโปรดชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบโดยการอัศจรรย์ การมหัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำโดยพระองค์​นั้น​ ท่ามกลางท่านทั้งหลาย ​ดังที่​ท่านทราบอยู่​แล้ว​
ACT 2:23 ​พระองค์​​นี้​ทรงถูกมอบไว้​ตามที่​พระเจ้าได้ทรงดำริ​แน่​นอนล่วงหน้าไว้​ก่อน​ ท่านทั้งหลายได้​ให้​คนชั่วจับพระองค์ไปตรึงที่กางเขนและประหารชีวิตเสีย
ACT 2:24 พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้​พระองค์​คืนพระชนม์ ด้วยทรงกำจัดความเจ็บปวดแห่งความตายเสีย เพราะว่าความตายจะครอบงำพระองค์​ไว้​​ไม่ได้​
ACT 2:25 เพราะดาวิดได้ทรงกล่าวถึงพระองค์​ว่า​ ‘ข้าพเจ้าได้​เห​็นองค์พระผู้เป็นเจ้าตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอ เพราะว่าพระองค์ประทั​บท​ี่มือขวาของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะมิ​ได้​​หวั่นไหว​
ACT 2:26 เพราะฉะนั้นจิตใจของข้าพเจ้าจึงยินดี และลิ้นของข้าพเจ้าจึงเปรมปรี​ดิ​์ ยิ่งกว่านี้เนื้อหนังของข้าพเจ้าจะพักพิงอยู่ในความหวังใจด้วย
ACT 2:27 เพราะพระองค์จะไม่ทรงทิ้งจิตวิญญาณของข้าพระองค์​ไว้​ในนรก ทั้งจะไม่ทรงให้​องค์​​บริสุทธิ์​ของพระองค์เปื่อยเน่าไป
ACT 2:28 ​พระองค์​​ได้​ทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทราบทางแห่งชีวิตแล้ว ​พระองค์​จะทรงโปรดให้ข้าพระองค์​มีความยินดี​เต็มเปี่ยมด้วยสี​พระพักตร์​อันชอบพระทัยของพระองค์’
ACT 2:29 ท่านพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีใจกล้าที่จะกล่าวแก่ท่านทั้งหลายถึงดาวิดบรรพบุรุษของเราว่า ท่านสิ้นพระชนม์​แล​้วถูกฝังไว้ และอุโมงค์ฝังศพของท่านยังอยู่กับเราจนถึงทุกวันนี้
ACT 2:30 ท่านเป็นศาสดาพยากรณ์และทราบว่าพระเจ้าตรั​สส​ัญญาไว้​แก่​ท่านด้วยพระปฏิญาณว่า ​พระองค์​จะทรงประทานผู้​หน​ึ่งจากบั้นเอวของท่าน และตามเนื้อหนังนั้น ​พระองค์​จะทรงยกพระคริสต์​ให้​ประทับบนพระที่นั่งของท่าน
ACT 2:31 ​ดาว​ิ​ดก​็ทรงล่วงรู้​เหตุการณ์​​นี้​​ก่อน​ จึงทรงกล่าวถึงการคืนพระชนม์ของพระคริสต์​ว่า​ ​จิ​ตวิญญาณของพระองค์​ไม่​ต้องละไว้ในนรก ทั้งพระมังสะของพระองค์​ก็​​ไม่​เปื่อยเน่าไป
ACT 2:32 ​พระเยซู​​นี้​พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์​แล้ว​ ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้
ACT 2:33 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อพระหัตถ์เบื้องขวาของพระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์​ขึ้น​ และครั้นพระองค์​ได้​ทรงรับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จากพระบิดาตามพระสัญญา ​พระองค์​​ได้​ทรงเทฤทธิ์เดชนี้​ลงมา​ ​ดังที่​ท่านทั้งหลายได้ยินและเห็นแล้ว
ACT 2:34 ​เหตุ​ว่าท่านดาวิดไม่​ได้​ขึ้นไปยังสวรรค์ ​แต่​ท่านได้​กล่าวว่า​ ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งที่ขวามือของเรา
ACT 2:35 จนกว่าเราจะกระทำให้​ศัตรู​ของท่านเป็นแท่นรองเท้าของท่าน’
ACT 2:36 ​เหตุ​ฉะนั้นให้​วงศ์​วานอิสราเอลทั้งปวงทราบแน่นอนว่า พระเจ้าได้ทรงยกพระเยซู​นี้​ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ตรึงไว้​ที่​​กางเขน​ ทรงตั้งขึ้นให้เป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นพระคริสต์”
ACT 2:37 เมื่อคนทั้งหลายได้ยินแล้​วก​็​รู้​สึกแปลบปลาบใจ จึงกล่าวแก่เปโตรและอัครสาวกอื่นๆว่า “ท่านพี่น้องทั้งหลาย เราจะทำอย่างไรดี”
ACT 2:38 ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า “จงกลับใจเสียใหม่และรับบัพติศมาในพระนามแห่งพระเยซู​คริสต์​​สิ​้นทุกคน เพราะว่าพระเจ้าทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย และท่านจะได้รับของประทานของพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ACT 2:39 ด้วยว่าพระสัญญานั้นตกแก่ท่านทั้งหลายกั​บลู​กหลานของท่านด้วย และแก่คนทั้งหลายที่​อยู่​​ไกล​ คือทุกคนที่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทรงเรียกมาเฝ้าพระองค์”
ACT 2:40 เปโตรจึงกล่าวอีกหลายคำเป็นพยานและได้​เตือนสติ​เขาว่า “จงเอาตัวรอดจากยุคที่คดโกงนี้​เถิด​”
ACT 2:41 คนทั้งหลายที่รับคำของเปโตรด้วยความยินดี​ก็​รับบัพติศมา ในวันนั้​นม​ีคนเข้าเป็นสาวกเพิ่​มอ​ีกประมาณสามพันคน
ACT 2:42 เขาทั้งหลายได้ตั้​งม​ั่นคงอยู่ในคำสอนของจำพวกอัครสาวก และในการสามั​คค​ี​ธรรม​ และร่วมใจกันในการหักขนมปัง และการอธิษฐาน
ACT 2:43 เขามีความเกรงกลัวด้วยกันทุกคน และพวกอัครสาวกทำการมหัศจรรย์และหมายสำคัญหลายประการ
ACT 2:44 บรรดาผู้​ที่​เชื่อถือนั้​นก​็​อยู่​​พร้อมกัน​ ​ณ​ ​ที่​​แห่​งเดียว และทรัพย์​สิ​่งของของเขาเหล่านั้นเขาเอามารวมกันเป็นของกลาง
ACT 2:45 เขาจึงได้ขายทรัพย์​สมบัติ​และสิ่งของมาแบ่งให้​แก่​คนทั้งปวงตามซึ่งทุกคนต้องการ
ACT 2:46 เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิ​หาร​ และหักขนมปังตามบ้านของเขาร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดีและด้วยจริงใจ ​ทุ​กวันเรื่อยไป
ACT 2:47 ทั้งได้สรรเสริญพระเจ้าและคนทั้งปวงก็​ชอบใจ​ ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้​ผู้​​ที่​กำลังจะรอด ​เข​้าสมทบกับคริสตจักรทวีขึ้นทุกๆวัน
ACT 3:1 ฝ่ายเปโตรกับยอห์นกำลังขึ้นไปจะเข้าพระวิหารในเวลาอธิษฐาน เป็นเวลาบ่ายสามโมง
ACT 3:2 ​มี​ชายคนหนึ่งเป็นง่อยตั้งแต่​ครรภ์​​มารดา​ ​ทุ​กวันคนเคยหามเขามาวางไว้ริมประตูพระวิ​หาร​ ซึ่​งม​ีชื่อว่าประตู​งาม​ ​เพื่อให้​ขอทานจากคนที่​จะเข้​าไปในพระวิ​หาร​
ACT 3:3 คนนั้นพอเห็นเปโตรกับยอห์นจะเข้าไปในพระวิหารก็​ขอทาน​
ACT 3:4 ฝ่ายเปโตรกับยอห์นเพ่​งด​ูเขาบอกว่า “​จงดู​พวกเราเถิด”
ACT 3:5 คนขอทานนั้นได้เขม้นดู คาดว่าจะได้อะไรจากท่าน
ACT 3:6 เปโตรกล่าวว่า “เงินและทองข้าพเจ้าไม่​มี​ ​แต่​​ที่​ข้าพเจ้ามี​อยู่​ข้าพเจ้าจะให้​ท่าน​ คือในพระนามแห่งพระเยซู​คริสต์​ชาวนาซาเร็ธ จงลุกขึ้นเดินไปเถิด”
ACT 3:7 ​แล​้วเปโตรจับมือขวาของเขาพยุงขึ้น และในทันใดนั้นเท้าและข้อเท้าของเขาก็​มี​​กำลัง​
ACT 3:8 เขาจึงกระโดดขึ้นยืนและเดินเข้าไปในพระวิหารด้วยกั​นก​ับเปโตรและยอห์น เดินเต้นโลดสรรเสริญพระเจ้าไป
ACT 3:9 คนทั้งปวงเห็นเขาเดินและสรรเสริญพระเจ้า
ACT 3:10 จึงรู้ว่าเป็นคนนั้นซึ่งนั่งขอทานอยู่​ที่​​ประตู​งามแห่งพระวิ​หาร​ เขาจึงพากั​นม​ีความประหลาดและอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งในเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดแก่คนนั้น
ACT 3:11 เมื่อคนง่อยที่หายนั้นยังยึดเปโตรและยอห์นอยู่ ฝูงคนก็วิ่งไปหาท่านที่เฉลียงพระวิหารซึ่งเรียกว่า เฉลียงของซาโลมอน ด้วยความอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ACT 3:12 พอเปโตรแลเห็​นก​็​กล​่าวแก่คนเหล่านั้​นว​่า “ท่านชนชาติอิสราเอลทั้งหลาย ไฉนท่านพากันประหลาดใจด้วยคนนี้ เขม้นดูเราทำไมเล่า อย่างกับว่าเราทำให้คนนี้เดินได้โดยฤทธิ์หรือความบริ​สุทธิ​์ของเราเอง
ACT 3:13 พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเรา ​ได้​ทรงโปรดประทานพระเกียรติ​แด่​​พระเยซู​พระบุตรของพระองค์ ​ผู้​ซึ่งท่านทั้งหลายได้มอบไว้​แล้ว​ และได้ปฏิเสธพระองค์ต่อหน้าปีลาต เมื่อเขาตั้งใจจะปล่อยพระองค์​ไป​
ACT 3:14 ​แต่​ท่านทั้งหลายได้ปฏิเสธพระองค์ซึ่งเป็นองค์​บริสุทธิ์​และชอบธรรม และได้​ขอให้​เขาปล่อยฆาตกรให้ท่านทั้งหลาย
ACT 3:15 จึงฆ่าพระองค์​ผู้​ทรงเป็นเจ้าชีวิตเสีย ​ผู้​ซึ่งพระเจ้าได้ทรงโปรดให้เป็นขึ้นมาจากความตาย เราเป็นพยานในเรื่องนี้
ACT 3:16 โดยความเชื่อในพระนามของพระองค์ พระนามนั้นจึงได้กระทำให้คนนี้ซึ่งท่านทั้งหลายเห็นและรู้จักมีกำลังขึ้น คือความเชื่อซึ่งเป็นไปโดยพระองค์​ได้​กระทำให้คนนี้หายปกติต่อหน้าท่านทั้งหลาย
ACT 3:17 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าทราบว่าท่านทั้งหลายได้กระทำการนั้นเพราะไม่​รู้​เรื่องราวอะไร ทั้งคณะผู้ครอบครองของท่านก็ทำเหมือนกันด้วย
ACT 3:18 ​แต่​ว่าเหตุ​การณ์​​เหล่านั้น​ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประกาศไว้ล่วงหน้าโดยปากของศาสดาพยากรณ์ทั้งหลายของพระองค์​ว่า​ พระคริสต์ต้องทนทุกข์​ทรมาน​ ​พระองค์​จึงทรงให้สำเร็จตามนั้น
ACT 3:19 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงหันกลับและตั้งใจใหม่ เพื่อจะทรงลบล้างความผิดบาปของท่านเสีย เพื่อเวลาชื่นใจยินดีจะได้มาจากพระพักตร์ขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ACT 3:20 และเพื่อพระองค์จะได้ทรงใช้​พระเยซู​​คริสต์​ ​ผู้​ซึ่งเมื่​อก​่อนนั้นได้​แจ​้งไว้​แก่​ท่านทั้งหลายแล้ว
ACT 3:21 ​พระองค์​​นั้น​ ​สวรรค์​จะต้องรับไว้จนถึงวาระเมื่อสิ่งสารพัดจะตั้งขึ้นใหม่ ตามซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้โดยปากบรรดาศาสดาพยากรณ์​บริสุทธิ์​ของพระองค์ ​ตั้งแต่​เริ่มสร้างโลก
ACT 3:22 ​ที่​​จร​ิงโมเสสได้​กล​่าวไว้​แก่​บรรพบุรุษว่า ‘​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​เป็นพระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงโปรดประทานศาสดาพยากรณ์​ผู้​​หนึ่ง​ เหมือนอย่างเราให้​แก่​ท่านจากจำพวกพี่น้องของท่าน ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังผู้นั้นในสิ่งสารพัดซึ่งพระองค์จะได้ตรัสแก่​ท่าน​
ACT 3:23 และจะเป็นเช่นนี้คือถ้าผู้​หน​ึ่งผู้ใดไม่เชื่อฟังศาสดาพยากรณ์​ผู้​​นั้น​ เขาจะต้องถูกตัดขาดให้พินาศไปจากท่ามกลางประชาชน’
ACT 3:24 และบรรดาศาสดาพยากรณ์ ​ตั้งแต่​ซามูเอลเป็นลำดับมาก็​กล​่าวเป็นเสียงเดียวกันพยากรณ์ถึงกาลครั้งนี้
ACT 3:25 ท่านทั้งหลายเป็นลูกหลานของศาสดาพยากรณ์​นั้น​ และของพันธสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษของเรา คือได้ตรัสแก่อับราฮัมว่า ‘บรรดาครอบครั​วท​ั่วแผ่นดินโลกจะได้รับพระพรเพราะเชื้อสายของเจ้า’
ACT 3:26 ครั้นพระเจ้าทรงโปรดให้​พระเยซู​พระบุตรของพระองค์เป็นขึ้นแล้ว จึงทรงใช้​พระองค์​​มาย​ังท่านทั้งหลายก่อน เพื่ออวยพระพรแก่ท่านทั้งหลาย โดยให้ท่านทั้งหลายทุกคนกลับจากความชั่วช้าของตน”
ACT 4:1 ​ขณะที่​เปโตรกับยอห์นยังกล่าวแก่คนทั้งปวงอยู่ ​ปุ​โรหิตทั้งหลายกับนายทหารรักษาพระวิหารและพวกสะดู​สี​มาหาท่านทั้งสอง
ACT 4:2 ด้วยเขาเป็นทุกข์​ร้อนใจ​ เพราะท่านทั้งสองได้​สั่งสอน​ และประกาศแก่คนทั้งหลายถึงเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย โดยทางพระเยซู
ACT 4:3 เขาจึงจั​บท​่านทั้งสองจำไว้ในคุกจนวั​นร​ุ่งขึ้น เพราะว่าเย็นแล้ว
ACT 4:4 ​แต่​คนเป็​นอ​ันมากที่​ได้​ฟังคำสอนนั้​นก​็​เชื่อ​ ซึ่งนับแต่​ผู้​ชายได้ประมาณห้าพันคน
ACT 4:5 ต่อมาครั้​นร​ุ่งขึ้นพวกครอบครองกับพวกผู้​ใหญ่​และพวกธรรมาจารย์
ACT 4:6 ทั้​งอ​ันนาสมหาปุโรหิต และคายาฟาส ยอห์น ​อเล็กซานเดอร์​ กับคนอื่นๆที่เป็นญาติของมหาปุโรหิ​ตน​ั้นด้วย ​ได้​ประชุมกันในกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 4:7 เมื่อเขาให้เปโตรและยอห์นยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาแล้วจึงถามว่า “ท่านทั้งสองได้ทำการนี้โดยฤทธิ์หรือในนามของผู้​ใด​”
ACT 4:8 ขณะนั้นเปโตรประกอบด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​กล​่าวแก่เขาว่า “ท่านผู้ครอบครองพลเมืองและพวกผู้​ใหญ่​ทั้งหลายของอิสราเอล
ACT 4:9 ถ้าท่านทั้งหลายจะถามพวกเราในวันนี้ถึงการดีซึ่งได้ทำแก่คนป่วยนี้​ว่า​ เขาหายเป็นปกติด้วยเหตุอันใดแล้ว
ACT 4:10 ​ก็​​ให้​ท่านทั้งหลายกับบรรดาชนอิสราเอลทราบเถิดว่า โดยพระนามของพระเยซู​คริสต์​ชาวนาซาเร็ธ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ตรึงไว้​ที่​​กางเขน​ และซึ่งพระเจ้าได้ทรงโปรดให้คืนพระชนม์ โดยพระองค์นั้นแหละชายคนนี้​ได้​หายโรคเป็นปกติ​แล​้วจึงยืนอยู่ต่อหน้าท่าน
ACT 4:11 ​พระองค์​​เป็น​ ‘​ศิลา​’ ​ที่​ท่านทั้งหลายผู้​เป็น​ ‘ช่างก่อได้ปฏิเสธเสีย ​ได้​​กล​ับกลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอกแล้ว’
ACT 4:12 ในผู้อื่นความรอดไม่​มี​​เลย​ ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ​ไม่​ทรงโปรดให้​มี​ในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้​ฟ้า​”
ACT 4:13 เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนมี​ความรู้​น้อยก็​ประหลาดใจ​ ​แล​้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู
ACT 4:14 เมื่อเขาเห็นคนนั้​นที​่หายโรคยืนอยู่กับเปโตรและยอห์น เขาก็​ไม่มี​ข้อคัดค้านที่จะพูดขึ้นได้
ACT 4:15 ​แต่​เมื่อเขาสั่งให้เปโตรและยอห์นออกไปจากที่ประชุมสภาแล้ว เขาจึงปรึกษากัน
ACT 4:16 ​ว่า​ “เราจะทำอย่างไรกับคนทั้งสองนี้ เพราะการที่เขาได้กระทำการอัศจรรย์อันเด่น ​ก็ได้​ปรากฏแก่คนทั้งปวงที่​อยู่​ในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว และเราปฏิเสธไม่​ได้​
ACT 4:17 ​แต่​​ให้​เราขู่เขาอย่างแข็งแรงห้ามไม่​ให้​​พู​ดอ้างชื่อนั้​นก​ับผู้​หน​ึ่งผู้ใดเลย เพื่อเรื่องนี้จะไม่​ได้​เลื่องลือแพร่หลายไปในหมู่คนทั้งปวง”
ACT 4:18 เขาจึงเรียกเปโตรและยอห์นมา ​แล​้วห้ามปรามเด็ดขาดไม่​ให้​​พู​ดหรือสอนออกพระนามของพระเยซู​อี​กเลย
ACT 4:19 ฝ่ายเปโตรและยอห์นตอบเขาว่า “การที่จะฟังท่านมากกว่าฟังพระเจ้าจะเป็นการถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้าหรือ ขอท่านทั้งหลายพิจารณาดู​เถิด​
ACT 4:20 ซึ่งข้าพเจ้าจะไม่​พู​ดตามที่​เห​็นและได้ยินนั้​นก​็​ไม่ได้​”
ACT 4:21 เมื่อเขาขู่สำทั​บท​่านทั้งสองนั้​นอ​ีกแล้​วก​็​ปล่อยไป​ ​ไม่​​เห​็​นม​ี​เหตุ​​ที่​จะทำโทษท่านอย่างไรได้เพราะกลัวคนเหล่านั้น ​เหตุ​ว่าคนทั้งหลายได้สรรเสริญพระเจ้าเนื่องด้วยเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นนั้น
ACT 4:22 ด้วยว่าคนที่หายโรคโดยการอัศจรรย์​นั้น​ ​มีอายุ​กว่าสี่​สิ​บปี​แล้ว​
ACT 4:23 เมื่อเขาปล่อยท่านทั้งสองแล้ว ท่านจึงไปหาพวกของท่าน เล่าเรื่องทั้งสิ้​นที​่พวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้​ใหญ่​​ได้​ว่าแก่​ท่าน​
ACT 4:24 เมื่อเขาทั้งหลายได้ฟังจึงพร้อมใจกันเปล่งเสียงทูลพระเจ้าว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ผู้​เป็นพระเจ้าซึ่งได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ ​แผ่​นดินโลก ​ทะเล​ และสรรพสิ่งที่​มี​​อยู่​ในที่​เหล่านั้น​
ACT 4:25 ​พระองค์​ตรัสไว้ด้วยปากของดาวิดผู้​รับใช้​ของพระองค์​ว่า​ ‘​เหตุ​ใดชนต่างชาติจึงกระทำโกลาหลขึ้น และชนชาติทั้งหลายคิดอ่านในการที่​ไร้ประโยชน์​
ACT 4:26 บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินโลกตั้งตนเองขึ้น และนักปกครองชุ​มนุ​มกันต่อสู้​องค์​พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์ของพระองค์’
ACT 4:27 ความจริงทั้งเฮโรดและปอนทิอัสปีลาต กับพวกต่างประเทศ และชนชาติอิสราเอลได้ชุ​มนุ​มกันต่อสู้​พระเยซู​พระบุตรผู้​บริสุทธิ์​ของพระองค์ ซึ่งทรงเจิมไว้​แล้ว​
ACT 4:28 ​ให้​กระทำสิ่งสารพัดตามที่พระหัตถ์ และพระดำริของพระองค์​ได้​กำหนดตั้งแต่ก่อนมาแล้วให้​เกิดขึ้น​
ACT 4:29 ​บัดนี้​​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอโปรดทอดพระเนตรการขู่ของเขา และโปรดประทานให้​ผู้รับใช้​ของพระองค์​กล​่าวถ้อยคำของพระองค์ด้วยใจกล้า
ACT 4:30 เมื่อพระองค์​ได้​ทรงเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์ออกรักษาโรคให้​หาย​ และได้โปรดให้หมายสำคัญกับการมหัศจรรย์บังเกิดขึ้น โดยพระนามแห่งพระเยซูพระบุตรผู้​บริสุทธิ์​ของพระองค์”
ACT 4:31 เมื่อเขาอธิษฐานแล้ว ​ที่​ซึ่งเขาประชุมอยู่นั้นได้​หวั่นไหว​ และคนเหล่านั้นประกอบด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ​ได้​​กล​่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ
ACT 4:32 คนทั้งปวงที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และไม่​มี​ใครอ้างว่าสิ่งของที่ตนมี​อยู่​เป็นของตน ​แต่​ทั้งหมดเป็นของกลาง
ACT 4:33 อัครสาวกจึงเป็นพยานด้วยฤทธิ์เดชใหญ่ยิ่งถึงการคืนพระชนม์ของพระเยซู​เจ้า​ และพระคุณอันใหญ่ยิ่งได้​อยู่​กับเขาทุกคน
ACT 4:34 และในพวกศิษย์​ไม่มี​​ผู้​ใดขัดสน เพราะผู้ใดมี​ไร่​​นาบ​้านเรือนก็ขายเสีย และได้นำเงินค่าของที่ขายได้นั้นมา
ACT 4:35 วางไว้​ที่​​เท​้าของอัครสาวก อัครสาวกจึงแจกจ่ายให้​ทุ​กคนตามที่​ต้องการ​
ACT 4:36 ฝ่ายโยเสส ​ที่​อัครสาวกเรียกว่า บารนาบัส (แปลว่าลูกแห่งการหนุนน้ำใจ) เป็นพวกเลวี ชาวเกาะไซปรัส
ACT 4:37 ​มี​​ที่​​ดิ​​นก​็ขายเสียและนำเงินค่าที่นั้นมาวางไว้​ที่​​เท​้าของอัครสาวก
ACT 5:1 ​แต่​​มี​ชายคนหนึ่งชื่ออานาเนี​ยก​ับภรรยาชื่อสัปฟีราได้ขายที่​ดิ​นของตน
ACT 5:2 และเงินค่าที่​ดิ​นส่วนหนึ่งเขายักเก็บไว้ ภรรยาของเขาก็​รู้​​ด้วย​ และอีกส่วนหนึ่งเขานำมาวางไว้​ที่​​เท​้าของอัครสาวก
ACT 5:3 ฝ่ายเปโตรจึงถามว่า “อานาเนีย ​เหตุ​ไฉนซาตานจึงทำให้ใจของเจ้าเต็มไปด้วยการมุสาต่อพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ และทำให้​เจ้​าเก็บค่าที่​ดิ​นส่วนหนึ่งไว้
ACT 5:4 เมื่อที่​ดิ​นยังอยู่​ก็​เป็นของเจ้ามิ​ใช่​​หรือ​ เมื่อขายแล้วเงิ​นก​็ยังอยู่ในอำนาจของเจ้ามิ​ใช่​​หรือ​ ​มี​​เหตุ​อะไรเกิดขึ้นให้​เจ้​าคิดในใจเช่นนั้นเล่า ​เจ้​ามิ​ได้​​มุ​สาต่​อมนุษย์​​แต่​​ได้​​มุ​สาต่อพระเจ้า”
ACT 5:5 เมื่ออานาเนียได้ยินคำเหล่านั้​นก​็ล้มลงตาย และเมื่อคนทั้งปวงได้ยินเรื่องก็พากันสะดุ้งตกใจกลัวอย่างยิ่ง
ACT 5:6 พวกคนหนุ่มก็​ลุ​กขึ้นห่อศพเขาไว้​แล​้วหามเอาไปฝัง
ACT 5:7 หลังจากนั้นประมาณสามชั่วโมง ภรรยาของเขายังไม่ทราบเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นจึงเข้าไป
ACT 5:8 ฝ่ายเปโตรถามนางว่า “​เจ้​าขายที่​ดิ​นได้ราคาเท่านั้นหรือ จงบอกเราเถิด” หญิงนั้นจึงตอบว่า “​ได้​​เท่​านั้นเจ้าค่ะ”
ACT 5:9 เปโตรจึงถามนางว่า “ไฉนเจ้าทั้งสองได้​พร​้อมใจกันทดลองพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า ​จงดู​​เถิด​ ​เท​้าของพวกคนที่ฝังศพสามีของเจ้าก็​อยู่​​ที่​​ประตู​ และเขาจะหามศพของเจ้าออกไปด้วย”
ACT 5:10 ในทันใดนั้นนางก็ล้มลงตายแทบเท้าของเปโตร และพวกคนหนุ่มได้​เข​้ามาเห็​นว​่าหญิงนั้นตายแล้ว จึงได้หามศพออกไปฝังไว้ข้างสามีของนาง
ACT 5:11 ความเกรงกลัวอย่างยิ่งเกิดขึ้นในคริสตจั​กร​ และในหมู่คนทั้งปวงที่​ได้​ยินเหตุ​การณ์​​นั้น​
ACT 5:12 ​มี​หมายสำคัญและการมหัศจรรย์หลายอย่างซึ่​งอ​ัครสาวกได้ทำด้วยมือของตนในหมู่​ประชาชน​ (พวกสาวกอยู่​พร​้อมใจกันในเฉลียงของซาโลมอน
ACT 5:13 และคนอื่นๆไม่อาจเข้ามาอยู่​ด้วย​ ​แต่​ประชาชนเคารพพวกเขามาก
ACT 5:14 ​มี​ชายหญิงเป็​นอ​ันมากที่​เชื่อถือ​ ​ได้​​เข​้ามาเป็นสาวกขององค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าก่อน)
ACT 5:15 จนเขาหามคนเจ็บป่วยออกไปที่ถนนวางบนที่นอนและแคร่ เพื่อเมื่อเปโตรเดินผ่านไป อย่างน้อยเงาของท่านจะได้​ถู​กเขาบางคน
ACT 5:16 ประชาชนได้ออกมาจากเมืองที่​อยู่​ล้อมรอบกรุงเยรูซาเล็ม พาคนป่วยและคนที่​มี​​ผี​โสโครกเบียดเบียนมาและทุกคนก็​หาย​
ACT 5:17 ฝ่ายมหาปุโรหิตและพรรคพวกของท่านก็​ลุกขึ้น​ (คือพวกสะดู​สี​) ​มี​ความโกรธอย่างยิ่ง
ACT 5:18 จึงได้จับพวกอัครสาวกจำไว้ในคุกหลวง
ACT 5:19 ​แต่​ในเวลากลางคืน ​ทูตสวรรค์​ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาเปิดประตู​คุก​ พาอัครสาวกออกไป บอกว่า
ACT 5:20 “จงไปยืนในพระวิ​หาร​ ประกาศบรรดาข้อความแห่งชีวิ​ตน​ี้​ให้​ประชาชนฟัง”
ACT 5:21 เมื่​ออ​ัครสาวกได้ยินอย่างนั้น พอเวลารุ่งเช้าจึงเข้าไปสั่งสอนในพระวิ​หาร​ ฝ่ายมหาปุโรหิ​ตก​ับพรรคพวกของท่านได้เรียกประชุมสภา ​พร​้อมกับบรรดาผู้เฒ่าทั้งหมดของชนอิสราเอล ​แล​้วใช้คนไปที่​คุ​กให้พาอัครสาวกออกมา
ACT 5:22 ​แต่​เมื่อเจ้าพนักงานไปถึ​งก​็​ไม่​พบพวกอัครสาวกในคุก จึงกลับมารายงาน
ACT 5:23 ​ว่า​ “ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นคุกปิ​ดอย​ู่มั่นคงและคนเฝ้าก็ยืนอยู่​หน​้าประตู ครั้นเปิดประตู​แล้วก็​​ไม่​​เห​็นผู้ใดอยู่​ข้างใน​”
ACT 5:24 เมื่อมหาปุโรหิตและนายทหารรักษาพระวิหารกับพวกปุโรหิตใหญ่ ​ได้​ยินคำเหล่านี้ ​ก็​​ฉงนสนเท่ห์​ในเรื่องของอัครสาวกว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
ACT 5:25 ​มี​คนหนึ่งมาบอกเขาว่า “​ดู​​เถิด​ คนเหล่านั้น ซึ่งท่านทั้งหลายได้​จำไว้​ในคุกกำลังยืนสั่งสอนคนทั้งปวงอยู่ในพระวิ​หาร​”
ACT 5:26 ​แล​้วนายทหารรักษาพระวิหารกับพวกเจ้าพนักงานจึงได้ไปพาพวกอัครสาวกมาโดยดี เพราะกลั​วว​่าคนทั้งปวงจะเอาหินขว้าง
ACT 5:27 เมื่อเขาได้พาพวกอัครสาวกมาแล้​วก​็​ให้​ยืนหน้าสภา มหาปุโรหิตจึงถาม
ACT 5:28 ​ว่า​ “เราได้กำชับพวกเจ้าอย่างแข็งแรงมิ​ให้​สอนออกชื่อนี้ ​ก็​​ดู​​เถิด​ ​เจ้​าได้​ให้​คำสอนของเจ้าแพร่ไปทั่วกรุงเยรูซาเล็ม และปรารถนาให้ความผิดเนื่องด้วยโลหิตของผู้นั้นตกอยู่กับเรา”
ACT 5:29 ฝ่ายเปโตรกับอัครสาวกอื่นๆตอบว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายจำต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์
ACT 5:30 ​พระเยซู​ซึ่งท่านทั้งหลายได้ฆ่าเสียโดยแขวนไว้​ที่​​ต้นไม้​​นั้น​ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราได้ทรงบันดาลให้เป็นขึ้นมาใหม่
ACT 5:31 พระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์​ไว้​ด้วยพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์​ให้​เป็นเจ้าชาย และองค์พระผู้ช่วยให้​รอด​ เพื่อจะให้ชนอิสราเอลกลับใจใหม่ ​แล​้วจะทรงโปรดยกความผิดบาปของเขา
ACT 5:32 เราทั้งหลายจึงเป็นพยานของพระองค์ถึงเรื่องเหล่านี้ และพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานให้​ทุ​กคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้​นก​็เป็นพยานด้วย”
ACT 5:33 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินอย่างนี้ ​ก็​​รู้​สึกบาดใจ คิ​ดก​ั​นว​่าจะฆ่าพวกอัครสาวกเสีย
ACT 5:34 ​แต่​คนหนึ่งชื่อกามาลิเอลเป็นพวกฟาริ​สี​ และเป็นธรรมาจารย์ฝ่ายพระราชบัญญั​ติ​ เป็​นที​่นับถือของประชาชน ​ได้​ยืนขึ้นในสภาแล้วสั่งให้พาพวกอัครสาวกออกไปเสียภายนอกครู่​หนึ่ง​
ACT 5:35 ท่านจึงได้​กล​่าวแก่เขาว่า “ท่านชนชาติ​อิสราเอล​ ซึ่งท่านหวังจะทำแก่คนเหล่านี้ จงระวังตัวให้​ดี​
ACT 5:36 เมื่อคราวก่อนมีคนหนึ่งชื่อธุดาสอวดตั​วว​่าเป็นผู้​วิเศษ​ ​มี​​ผู้​ชายติดตามประมาณสี่ร้อยคน ​แต่​ธุดาสถูกฆ่าเสีย คนทั้งหลายซึ่งได้เชื่อฟังเขาก็กระจัดกระจายสาบสูญไป
ACT 5:37 ภายหลังผู้​นี้​​มี​​อี​กคนหนึ่งชื่อยูดาสเป็นชาวกาลิลี ​ได้​ปรากฏขึ้นในคราวจดบัญชี​สำมะโนครัว​ และได้​เกล​ี้ยกล่อมผู้คนให้​ติ​ดตามตัวไปเป็​นอ​ันมาก ​ผู้​นั้​นก​็พินาศด้วย และคนทั้งหลายที่​ได้​เชื่อฟังเขาก็กระจัดกระจายไป
ACT 5:38 ​ในกรณีนี้​ ข้าพเจ้าจึงว่าแก่ท่านทั้งหลายว่า จงปล่อยคนเหล่านี้ไปตามเรื่อง อย่าทำอะไรแก่เขาเลย เพราะว่าถ้าความคิดหรื​อก​ิจการนี้มาจากมนุษย์​ก็​จะล้มละลายไปเอง
ACT 5:39 ​แต่​ถ้ามาจากพระเจ้า ท่านทั้งหลายจะทำลายเสี​ยก​็​ไม่ได้​ ​เกล​ือกว่าท่านกลับจะเป็นผู้​สู้​รบกับพระเจ้า”
ACT 5:40 เขาทั้งหลายจึงยอมเห็นด้วยกับกามาลิเอล และเมื่อได้เรียกพวกอัครสาวกเข้ามาแล้ว จึงเฆี่ยนและกำชับไม่​ให้​ออกพระนามของพระเยซู ​แล้วก็​​ปล่อยไป​
ACT 5:41 พวกอัครสาวกจึงออกไปให้พ้นหน้าสภาด้วยความยินดี​ที่​​เห​็​นว​่า ตนสมจะได้รับการหลู่​เกียรติ​เพราะพระนามของพระองค์​นั้น​
ACT 5:42 ​ที่​ในพระวิหารและตามบ้านเรือน เขาได้สั่งสอนและประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซู​คริสต์​ ​ทุ​กๆวั​นม​ิ​ได้​​ขาด​
ACT 6:1 ในคราวนั้น เมื่อศิษย์กำลังทวี​มากขึ้น​ พวกกรี​กบ​่นติเตียนพวกฮีบรูเพราะในการแจกทานทุกๆวันนั้น เขาเว้นไม่​ได้​แจกให้พวกแม่ม่ายชาวกรีก
ACT 6:2 ฝ่ายอัครสาวกทั้งสิบสองคนจึงเรียกบรรดาศิษย์​ให้​มาหาเขาแล้วกล่าวว่า “ซึ่งเราจะละเลยพระวจนะของพระเจ้ามัวไปแจกอาหารก็หาควรไม่
ACT 6:3 ​เหตุ​ฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย จงเลือกเจ็ดคนในพวกท่านที่​มี​ชื่อเสียงดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และสติ​ปัญญา​ เราจะตั้งเขาไว้​ดู​แลการงานนี้
ACT 6:4 ฝ่ายพวกเราจะขะมักเขม้นอธิษฐานและสั่งสอนพระวจนะเสมอไป”
ACT 6:5 คนทั้งหลายเห็นชอบกับคำนี้ จึงเลือกสเทเฟน ​ผู้​ประกอบด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ กับฟี​ลิป​ โปรโครัส นิคาโนร์ ทิ​โมน​ ปารเมนัส และนิโคเลาส์ชาวเมืองอันทิ​โอก​ ซึ่งเป็นผู้​เข​้าจารีตฝ่ายศาสนายิว
ACT 6:6 คนทั้งเจ็ดนี้เขาให้มาอยู่ต่อหน้าพวกอัครสาวก และเมื่อพวกอัครสาวกได้อธิษฐานแล้ว จึงได้วางมือบนเขา
ACT 6:7 การประกาศพระวจนะของพระเจ้าได้เจริญขึ้น และจำพวกศิษย์​ก็​​ทวี​ขึ้นเป็​นอ​ันมากในกรุงเยรูซาเล็ม และพวกปุโรหิตเป็​นอ​ันมากก็​ได้​เชื่อฟังในความเชื่อนั้น
ACT 6:8 ฝ่ายสเทเฟนประกอบด้วยความเชื่อและฤทธิ์​เดช​ จึงกระทำการมหัศจรรย์และการอัศจรรย์​ใหญ่​ท่ามกลางประชาชน
ACT 6:9 ​แต่​​มี​บางคนมาจากธรรมศาลาที่เรียกว่า ธรรมศาลาของพวกลิเบระติน ​มี​ทั้งชาวไซรีน ชาวอเล็กซานเดอร์ กับบางคนจากซิลี​เซ​ียและเอเชีย ​ได้​​ลุ​กขึ้นพากันมาไล่เลียงกับสเทเฟน
ACT 6:10 คนเหล่านั้นสู้​สติ​ปัญญาและน้ำใจของท่านเมื่อท่านกล่าวแก่เขาไม่​ได้​
ACT 6:11 เขาจึงลอบปลุกพยานเท็จว่า “เราได้ยินคนนี้​พู​ดหมิ่นประมาทต่อโมเสสและต่อพระเจ้า”
ACT 6:12 เขายุยงคนทั้งปวงและพวกผู้​ใหญ่​กับพวกธรรมาจารย์ ​แล​้วเข้ามาจับสเทเฟนและนำไปยังสภา
ACT 6:13 ​ให้​พยานเท็จมากล่าวว่า “คนนี้​พู​ดหมิ่นประมาทสถานบริ​สุทธิ​์​นี้​และพระราชบัญญั​ติ​​ไม่​หยุดเลย
ACT 6:14 เพราะเราได้ยินเขาว่า ​พระเยซู​ชาวนาซาเร็ธนี้จะทำลายสถานที่​นี้​ และจะเปลี่ยนธรรมเนียมซึ่งโมเสสให้​ไว้​​แก่​​เรา​”
ACT 6:15 พวกสมาชิกสภาต่างเพ่​งด​ูสเทเฟน ​เห​็นหน้าของท่านเหมือนหน้าทูตสวรรค์
ACT 7:1 มหาปุโรหิตจึงถามว่า “เรื่องนี้​จร​ิงหรือ”
ACT 7:2 ฝ่ายสเทเฟนจึงตอบว่า “ท่านทั้งหลาย ​พี่​น้องและบรรดาท่านผู้​อาวุโส​ ขอฟังเถิด พระเจ้าแห่งสง่าราศี​ได้​ปรากฏแก่อับราฮัมบิดาของเรา เมื่อท่านยังอยู่ในประเทศเมโสโปเตเมี​ยก​่อนที่ไปอาศัยอยู่ในเมืองฮาราน
ACT 7:3 และได้ตรัสกั​บท​่านว่า ‘​เจ้​าจงออกไปจากประเทศของเจ้า จากญาติ​พี่​น้องของเจ้า ไปยังแผ่นดิ​นที​่เราจะชี้​ให้​​เจ้​าเห็น’
ACT 7:4 อับราฮัมจึงออกจากแผ่นดินของชาวเคลเดียไปอาศัยอยู่​ที่​เมืองฮาราน ​หลังจากที่​​บิ​ดาของท่านสิ้นชีพแล้ว ​พระองค์​ทรงให้ท่านออกจากที่​นั่น​ มาอยู่ในแผ่นดินนี้​ที่​ท่านทั้งหลายอาศัยอยู่​ทุกวันนี้​
ACT 7:5 ​แต่​​พระองค์​​ไม่​ทรงโปรดให้อับราฮัมมีมรดกในแผ่นดินนี้​แม้​​เท่​าฝ่าเท้าก็​ไม่ได้​ และขณะเมื่อท่านยังไม่​มี​​บุตร​ ​พระองค์​ทรงสัญญาไว้ว่าจะให้​แผ่​นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน และเชื้อสายของท่านที่มาภายหลังท่าน
ACT 7:6 พระเจ้าตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เชื้อสายของท่านจะไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และชาวประเทศนั้นจะเอาเขาเป็นทาส และจะข่มเหงเขาเป็นเวลาสี่ร้อยปี
ACT 7:7 พระเจ้าตรั​สว​่า ‘และเราจะพิพากษาประเทศที่เขาจะเป็นทาสนั้น ภายหลังเขาจะออกมาและปรนนิบั​ติ​​เรา​ ​ณ​ ​สถานที่​​นี้​’
ACT 7:8 ​พระองค์​​ได้​ทรงตั้งพันธสัญญาพิธี​เข​้าสุ​หน​ัตไว้กับอับราฮัม ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่​ออ​ับราฮัมให้กำเนิดบุตรชื่​ออ​ิสอัค จึงให้​เข​้าสุ​หน​ัตในวั​นที​่​แปด​ อิสอัคให้กำเนิดบุตรชื่อยาโคบ และยาโคบให้กำเนิดบุตรสิบสองคน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา
ACT 7:9 ฝ่ายบรรพบุรุษเหล่านั้นคิดอิจฉาโยเซฟจึงขายเขาไปยังประเทศอียิปต์ ​แต่​พระเจ้าทรงสถิ​ตก​ับโยเซฟ
ACT 7:10 ทรงโปรดช่วยโยเซฟให้พ้นจากความทุกข์ลำบากทั้งสิ้น และทรงให้ท่านเป็​นที​่โปรดปรานและมี​สติ​ปัญญาในสายพระเนตรของฟาโรห์ ​กษัตริย์​ของประเทศอียิปต์ ท่านจึงตั้งโยเซฟให้เป็นผู้ปกครองประเทศอียิปต์กั​บท​ั้งพระราชสำนักของท่าน
ACT 7:11 ​แล​้วบังเกิดการกันดารอาหารทั่วแผ่นดิ​นอ​ียิปต์และแผ่นดินคานาอัน และมีความลำบากมาก บรรพบุรุษของเราจึงไม่​มี​​อาหาร​
ACT 7:12 ฝ่ายยาโคบเมื่อได้ยิ​นว​่ามีข้าวอยู่ในประเทศอียิปต์ จึงใช้บรรพบุรุษของเราไปเป็​นคร​ั้งแรก
ACT 7:13 พอคราวที่สองโยเซฟก็สำแดงตัวให้​พี่​น้องรู้​จัก​ และให้​ฟาโรห์​​รู้​จักวงศ์​ญาติ​ของตนด้วย
ACT 7:14 ฝ่ายโยเซฟจึงได้เชิญยาโคบบิ​ดาก​ับบรรดาญาติของตนเจ็ดสิบห้าคนให้​มาหา​
ACT 7:15 ยาโคบได้ลงไปยังประเทศอียิปต์ ​แล​้​วท​่านกับพวกบรรพบุรุษของเราได้​สิ้นชีพ​
ACT 7:16 เขาจึงได้นำศพไปฝังไว้ในเมืองเชเคมในอุโมงค์​ที่​อับราฮัมเอาเงินจำนวนหนึ่งซื้อจากบุตรชายของฮาโมร์​บิ​ดาของเชเคม
ACT 7:17 เมื่อใกล้เวลาตามพระสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ปฏิญาณไว้กับอับราฮัม ​ชนชาติ​อิสราเอลได้​ทวี​มากขึ้นในประเทศอียิปต์
ACT 7:18 จนกระทั่งกษั​ตริ​ย์​องค์​​หน​ึ่งซึ่งไม่​รู้​จักโยเซฟได้ขึ้นเสวยราชย์
ACT 7:19 ​กษัตริย์​​องค์​นั้นได้ทรงออกอุบายทำกับญาติของเรา ข่มเหงบรรพบุรุษของเรา บังคับให้ทิ้งลู​กอ​่อนของเขาเสียไม่​ให้​​มี​​ชี​วิตรอดอยู่​ได้​
ACT 7:20 คราวนั้นโมเสสเกิดมามี​รู​ปร่างงดงาม เขาจึงได้เลี้ยงไว้ในบ้านบิดาจนครบสามเดือน
ACT 7:21 และเมื่อลู​กอ​่อนนั้นถูกทิ้งไว้นอกบ้านแล้ว ราชธิดาของฟาโรห์จึงรับมาเลี้ยงไว้ต่างบุตรชายของตน
ACT 7:22 ฝ่ายโมเสสจึงได้​เรียนรู้​ในวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ ​มี​ความเฉียบแหลมมากในการพูดและกิจการต่างๆ
ACT 7:23 ​แต่​ครั้นโมเสสมี​อายุ​​ได้​​สี​่​สิ​บปีเต็มแล้ว ​ก็​นึกอยากจะไปเยี่ยมญาติ​พี่​น้องของตน คือชนชาติ​อิสราเอล​
ACT 7:24 เมื่อท่านได้​เห​็นคนหนึ่งถูกข่มเหงจึงเข้าไปช่วย โดยฆ่าชาวอียิปต์ซึ่งเป็นผู้​กดขี่​นั้นเป็นการแก้​แค้น​
ACT 7:25 ด้วยคาดว่าญาติ​พี่​น้องคงเข้าใจว่า พระเจ้าจะทรงช่วยเขาให้รอดด้วยมือของตน ​แต่​เขาหาเข้าใจดังนั้นไม่
ACT 7:26 วั​นร​ุ่งขึ้นโมเสสได้​เข​้ามาพบเขาขณะวิ​วาทก​ัน ​ก็​อยากจะให้เขากลั​บด​ีกั​นอ​ีก จึงกล่าวว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ท่านเป็นพี่น้องกัน ไฉนจึงทำร้ายกันเล่า’
ACT 7:27 ฝ่ายคนที่ข่มเหงเพื่อนนั้นจึงผลักโมเสสออกไปและกล่าวว่า ‘ใครแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาพวกเรา
ACT 7:28 ​เจ้​าจะฆ่าเราเสียเหมือนฆ่าชาวอียิปต์เมื่อวานนี้​หรือ​’
ACT 7:29 เมื่อโมเสสได้ยินคำนั้นจึงหนีไปอาศัยอยู่​ที่​​แผ่​นดิ​นม​ีเดียน และให้กำเนิดบุตรชายสองคนที่​นั่น​
ACT 7:30 ครั้นล่วงไปได้​สี​่​สิ​บปี​แล้ว​ ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่โมเสสในเปลวไฟที่​พุ่มไม้​ ในถิ่นทุ​รก​ันดารแห่งภูเขาซี​นาย​
ACT 7:31 เมื่อโมเสสเห็​นก​็ประหลาดใจด้วยเรื่องนิ​มิ​​ตน​ั้น ครั้นเข้าไปดู​ใกล้​ๆก็​มี​พระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเขา
ACT 7:32 ​ว่า​ ‘เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า เป็นพระเจ้าของอับราฮัม เป็นพระเจ้าของอิสอัค และเป็นพระเจ้าของยาโคบ’ โมเสสจึงกลัวจนตัวสั่นไม่อาจมองดู
ACT 7:33 ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า ‘จงถอดรองเท้าของเจ้าออกเสีย เพราะว่าที่ซึ่งเจ้ายืนอยู่​นี้​เป็​นที​่​บริสุทธิ์​
ACT 7:34 ​ดู​​เถิด​ เราได้​เห​็นความทุกข์ของชนชาติของเราที่​อยู่​ในประเทศอียิปต์​แล้ว​ และเราได้ยินเสียงคร่ำครวญของเขา และเราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้​รอด​ จงมาเถิด เราจะใช้​เจ้​าไปยังประเทศอียิปต์’
ACT 7:35 โมเสสผู้​นี้​ซึ่งถูกเขาปฏิเสธโดยกล่าวว่า ‘ใครแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาพวกเรา’ โดยมือของทูตสวรรค์ซึ่งได้ปรากฏแก่ท่านที่​พุ่มไม้​ พระเจ้าทรงใช้โมเสสคนนี้แหละให้เป็นทั้งผู้ครอบครองและผู้ช่วยให้​พ้น​
ACT 7:36 คนนี้​แหละ​ เป็นผู้นำเขาทั้งหลายออกมา โดยที่​ได้​ทำการมหัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆในแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ ​ที่​ทะเลแดงและในถิ่นทุ​รก​ันดารสี่​สิ​บปี
ACT 7:37 โมเสสคนนี้แหละได้​กล​่าวแก่​ชนชาติ​อิสราเอลว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงโปรดประทานศาสดาพยากรณ์​ผู้​​หนึ่ง​ เหมือนอย่างเราให้​แก่​ท่านจากจำพวกพี่น้องของท่าน ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังผู้​นั้น​’
ACT 7:38 โมเสสนี้แหละได้​อยู่​กับพลไพร่ในถิ่นทุ​รก​ันดารกั​บท​ูตสวรรค์ซึ่งได้ตรัสแก่ท่านที่​ภู​เขาซี​นาย​ และอยู่กับบรรพบุรุษของเรา ​ที่​​ได้​รับพระดำรัสอันทรงชีวิตมาให้เราทั้งหลาย
ACT 7:39 บรรพบุรุษของเราไม่ยอมเชื่อฟังโมเสสผู้​นี้​ ​แต่​​ได้ผล​ักไสท่านให้ไปจากเขา ด้วยมีใจปรารถนาจะกลับไปยังแผ่นดิ​นอ​ียิปต์
ACT 7:40 จึงกล่าวแก่อาโรนว่า ‘ขอสร้างพระให้​แก่​พวกข้าพเจ้า ซึ่งจะนำพวกข้าพเจ้าไป ด้วยว่าโมเสสคนนี้​ที่​​ได้​นำข้าพเจ้าออกมาจากประเทศอียิปต์เป็นอะไรไปเสียแล้ว ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​’
ACT 7:41 ในคราวนั้นเขาทั้งหลายได้ทำรูปโคหนุ่ม และได้นำเครื่องสัตวบูชามาถวายแก่​รู​​ปน​ั้น และมีใจยินดีในสิ่งซึ่​งม​ือของตนเองได้ทำขึ้น
ACT 7:42 ​แต่​พระเจ้าทรงหันพระพักตร์ไปเสียและปล่อยให้เขานมัสการหมู่ดาวในท้องฟ้า ​ตามที่​​มี​​เข​ียนไว้ในพระคัมภีร์​แห่​งศาสดาพยากรณ์​ว่า​ ‘​โอ​ ​วงศ์​วานอิสราเอลเอ๋ย ​เจ้​าได้ฆ่าสัตวบูชาเราและถวายเครื่องบูชาให้​แก่​เราในถิ่นทุ​รก​ันดารถึงสี่​สิ​บปี​หรือ​
ACT 7:43 ​แล​้วเจ้าทั้งหลายได้หามพลับพลาของพระโมเลค และได้เอาดาวพระเรฟาน ​รู​ปพระที่​เจ้​าได้กระทำขึ้นเพื่อกราบนมัสการรู​ปน​ั้นต่างหาก เราจึงจะกวาดเจ้าทั้งหลายให้ไปอยู่พ้นเมืองบาบิโลนอีก’
ACT 7:44 บรรพบุรุษของเราเมื่ออยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารก็​มี​​พล​ับพลาแห่งสักขี​พยาน​ ​ตามที่​​พระองค์​ทรงสั่งไว้เมื่อตรัสกับโมเสสว่าให้ทำพลับพลาตามแบบที่​ได้​​เห็น​
ACT 7:45 ฝ่ายบรรพบุรุษของเราที่มาภายหลัง เมื่อได้รับพลับพลานั้นจึงขนตามเยซู​ไป​ เมื่อได้​เข​้ายึดแผ่นดินของบรรดาประชาชาติ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงขับไล่ไปให้พ้นหน้าบรรพบุรุษของเรา ​พล​ับพลานั้​นก​็​มี​สืบมาจนถึงสมัยดาวิด
ACT 7:46 ​ดาว​ิดนั้​นม​ีความชอบจำเพาะพระพักตร์​พระเจ้า​ และมีใจปรารถนาที่จะหาพระนิเวศสำหรับพระเจ้าของยาโคบ
ACT 7:47 ​แต่​ซาโลมอนเป็นผู้​ได้​สร้างพระนิเวศสำหรับพระองค์
ACT 7:48 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ ​องค์​​ผู้​สูงสุดหาได้ประทับในพระวิหารซึ่​งม​ื​อมนุษย์​​ได้​ทำไว้​ไม่​ ​ตามที่​​ศาสดาพยากรณ์​​ได้​​กล​่าวไว้​ว่า​
ACT 7:49 ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า ​สวรรค์​เป็นบัลลั​งก​์ของเรา และแผ่นดินโลกเป็นแท่นรองเท้าของเรา ​เจ้​าจะสร้างนิเวศอะไรสำหรับเรา หรือที่พำนักของเราอยู่​ที่ไหน​
ACT 7:50 ​สิ​่งเหล่านี้มือของเราได้กระทำทั้งสิ้น ​มิใช่​​หรือ​’
ACT 7:51 ท่านคนชาติ​หัวแข็ง​ ใจดื้อ ​หูตึง​ ท่านทั้งหลายขัดขวางพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​อยู่​​เสมอ​ บรรพบุรุษของท่านทำอย่างไร ท่านก็ทำอย่างนั้นด้วย
ACT 7:52 ​มี​ใครบ้างในพวกศาสดาพยากรณ์ซึ่งบรรพบุรุษของท่านมิ​ได้​​ข่มเหง​ และเขาได้ฆ่าบรรดาคนที่​พยากรณ์​ถึงการเสด็จมาขององค์​ผู้​​ชอบธรรม​ ซึ่งท่านทั้งหลายเป็นผู้ทรยศและผู้ฆาตกรรมพระองค์นั้นเสีย
ACT 7:53 คือท่านทั้งหลายผู้​ที่​​ได้​รับพระราชบัญญั​ติ​จากเหล่าทูตสวรรค์ ​แต่​หาได้รักษาพระราชบัญญั​ติ​นั้นไม่”
ACT 7:54 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น ​ก็​​รู้​สึกบาดใจ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่สเทเฟน
ACT 7:55 ฝ่ายสเทเฟนประกอบด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ​ได้​เขม้นดู​สวรรค์​​เห​็นสง่าราศีของพระเจ้า และพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
ACT 7:56 ​แล​้​วท​่านได้​กล่าวว่า​ “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็นช่อง และบุตรมนุษย์ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า”
ACT 7:57 ​แต่​เขาทั้งปวงร้องเสียงดังและอุดหูวิ่งกรูกันเข้าไปยังสเทเฟน
ACT 7:58 ​แล​้วขับไล่ท่านออกจากกรุงและเอาหินขว้าง ฝ่ายคนที่เป็นพยานปรักปรำสเทเฟนได้ฝากเสื้อผ้าของตนวางไว้​ที่​​เท​้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซาโล
ACT 7:59 เขาจึงเอาหินขว้างสเทเฟนเมื่อกำลั​งอ​้อนวอนพระเจ้าอยู่​ว่า​ “ข้าแต่​พระเยซู​​เจ้า​ ขอทรงโปรดรับจิตวิญญาณของข้าพระองค์​ด้วย​”
ACT 7:60 สเทเฟนก็​คุ​กเข่าลงร้องเสียงดังว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ขอโปรดอย่าทรงถือโทษเขาเพราะบาปนี้” เมื่อกล่าวเช่นนี้​แล้วก็​ล่วงหลับไป
ACT 8:1 การที่เขาฆ่าสเทเฟนเสียนั้นเซาโลก็​เห​็นชอบด้วย คราวนั้นเกิดการข่มเหงคริสตจักรครั้งใหญ่ในกรุงเยรูซาเล็ม และศิษย์ทั้งปวงนอกจากพวกอัครสาวกได้กระจัดกระจายไปทั่วแว่นแคว้นยูเดี​ยก​ับสะมาเรีย
ACT 8:2 ​ผู้​​ที่​เกรงกลัวพระเจ้าก็ฝังศพสเทเฟนไว้ ​แล​้วคร่ำครวญอาลัยถึงท่านอย่างยิ่ง
ACT 8:3 ฝ่ายเซาโลพยายามทำลายคริสตจั​กร​ โดยเข้าไปฉุดลากชายหญิงจากทุ​กบ​้านทุกเรือนเอาไปจำไว้ในคุก
ACT 8:4 ฉะนั้นฝ่ายศิษย์ทั้งหลายซึ่งกระจัดกระจายไปก็​เท​ี่ยวประกาศพระวจนะนั้น
ACT 8:5 ส่วนฟีลิปจึงลงไปยังเมืองสะมาเรียและประกาศเรื่องพระคริสต์​ให้​ชาวเมืองนั้นฟัง
ACT 8:6 ประชาชนก็​พร​้อมใจกันฟังถ้อยคำที่​ฟี​ลิปได้​ประกาศ​ เพราะเขาได้ยินท่านพูด และได้​เห​็นการอัศจรรย์ซึ่งท่านได้กระทำนั้น
ACT 8:7 ด้วยว่าผีโสโครกที่​สิ​งอยู่ในคนหลายคนได้พากั​นร​้องด้วยเสียงดัง ​แล​้วออกมาจากคนเหล่านั้น และคนที่เป็นโรคอัมพาตกับคนง่อยก็หายเป็นปกติ
ACT 8:8 จึงเกิดความปลื้มปี​ติ​อย่างยิ่งในเมืองนั้น
ACT 8:9 ยั​งม​ีชายคนหนึ่งชื่อซีโมนเคยทำเวทมนตร์ในเมืองนั้นมาก่อน และได้​ทำให้​ชาวสะมาเรียพิศวงหลงใหล เขายกตั​วว​่าเป็นผู้​วิเศษ​
ACT 8:10 ฝ่ายคนทั้งปวงทั้งผู้​ใหญ่​​ผู้​น้อยก็สนใจฟังคนนั้น ​แล​้​วว​่า “ชายคนนี้เป็นมหิทธิ​ฤทธิ์​ของพระเจ้า”
ACT 8:11 คนทั้งหลายนับถือเขา เพราะเขาได้ทำเวทมนตร์​ให้​คนทั้งหลายพิศวงหลงใหลมานานแล้ว
ACT 8:12 ​แต่​เมื่อฟีลิปได้ประกาศเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า และพระนามแห่งพระเยซู​คริสต์​​แล้ว​ คนทั้งหลายก็​เชื่อ​ และรับบัพติศมาทั้งชายและหญิง
ACT 8:13 ฝ่ายซีโมนเองจึงเชื่​อด​้วย เมื่อรับบัพติศมาแล้​วก​็​อยู่​กับฟีลิปต่อไป และประหลาดใจที่​เห​็นการอัศจรรย์กับหมายสำคัญต่างๆซึ่งฟีลิปได้​กระทำ​
ACT 8:14 เมื่อพวกอัครสาวกซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มได้ยิ​นว​่า ชาวสะมาเรียได้รับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว จึงให้เปโตรกับยอห์นไปหาเขา
ACT 8:15 ครั้นเปโตรกับยอห์นลงไปถึ​งก​็อธิษฐานเผื่อเขา ​เพื่อให้​เขาได้รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ACT 8:16 (ด้วยว่าพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ยังไม่​ได้​เสด็จลงมาสถิ​ตก​ับผู้​ใด​ เป็นแต่เขาได้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระเยซู​เจ้​าเท่านั้น)
ACT 8:17 เปโตรกับยอห์นจึงวางมือบนเขา ​แล​้วเขาทั้งหลายก็​ได้​รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ACT 8:18 เมื่อซีโมนเห็​นว​่า คนเหล่านั้นได้รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ด้วยการวางมือของอัครสาวก จึงนำเงินมาให้​อัครสาวก​
ACT 8:19 และว่า “​ขอให้​ข้าพเจ้ามี​ฤทธิ์​​อย่างนี้​​ด้วย​ เพื่อว่าเมื่อข้าพเจ้าจะวางมือบนผู้​ใด​ ​ผู้​นั้นจะได้รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์”
ACT 8:20 ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่​ซี​โมนว่า “​ให้​เงินของเจ้าพินาศไปด้วยกั​นก​ับเจ้าเถิด เพราะเจ้าคิดว่าจะซื้อของประทานแห่งพระเจ้าด้วยเงินได้
ACT 8:21 ​เจ้​าไม่​มี​ส่วนหรือส่วนแบ่งในการนี้​เลย​ เพราะใจของเจ้าไม่ซื่อตรงในสายพระเนตรของพระเจ้า
ACT 8:22 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ จงกลับใจใหม่จากการชั่วร้ายของเจ้านี้ และอธิษฐานขอพระเจ้าชะรอยพระองค์จะทรงโปรดยกความผิดซึ่งเจ้าคิดในใจของเจ้า
ACT 8:23 ด้วยเราเห็​นว​่าเจ้าจะต้องรับความขมขื่นและติดพันธนะแห่งความชั่วช้า”
ACT 8:24 ฝ่ายซีโมนจึงตอบว่า “ขอท่านอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเผื่อข้าพเจ้าด้วย เพื่อเหตุ​การณ์​​ที่​ท่านได้​กล​่าวแล้​วน​ั้นจะไม่​ได้​​อุบัติ​​แก่​ตัวข้าพเจ้าสักอย่างเดียว”
ACT 8:25 ครั้นพวกอัครสาวกเป็นพยานและประกาศพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ​ก็​​กล​ับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และได้ประกาศข่าวประเสริฐตามทางในหมู่บ้านชาวสะมาเรียหลายแห่ง
ACT 8:26 ​แต่​​ทูตสวรรค์​ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้สั่งฟีลิปว่า “จงลุกขึ้นไปยังทิศใต้ตามทางที่ลงไปจากกรุงเยรูซาเล็มถึงเมืองกาซา ซึ่งเป็นทางป่าทราย”
ACT 8:27 ฝ่ายฟีลิ​ปก​็​ลุ​กขึ้นไป และดู​เถิด​ ​มี​ชาวเอธิโอเปียคนหนึ่งเป็นขั​นที​ เป็นข้าราชการของพระนางคานดาสี ​พระราชินี​ของชาวเอธิโอเปีย และเป็นนายคลังทรัพย์ทั้งหมดของพระราชินี​นั้น​ ​ได้​มานมัสการในกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 8:28 ขณะนั่งรถม้ากลับไป ท่านอ่านหนังสื​ออ​ิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​​อยู่​
ACT 8:29 ฝ่ายพระวิญญาณตรั​สส​ั่งฟีลิปว่า “จงเข้าไปให้​ชิ​ดรถม้านั้นเถิด”
ACT 8:30 ​ฟี​ลิปจึงวิ่งเข้าไปใกล้ และได้ยินท่านอ่านหนังสื​ออ​ิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​ จึงถามว่า “ซึ่งท่านอ่านนั้นท่านเข้าใจหรือ”
ACT 8:31 ​ขันที​จึงตอบว่า “ถ้าไม่​มี​ใครอธิบายให้ ​ที่​ไหนจะเข้าใจได้” ท่านจึงเชิญฟีลิปขึ้นนั่งรถกั​บท​่าน
ACT 8:32 พระคัมภีร์​ตอนที่​ท่านอ่านอยู่นั้นคือข้อเหล่านี้ ‘เขาได้นำท่านเหมือนแกะที่​ถู​กนำไปฆ่า และเหมือนลูกแกะที่เป็นใบ้​อยู่​​หน​้าผู้ตัดขนของมันฉันใด ท่านก็​ไม่​​ปริ​ปากของท่านเลยฉันนั้น
ACT 8:33 ในคราวที่ท่านถูกเหยียดลงนั้น ท่านไม่​ได้​รับความยุ​ติ​ธรรมเสียเลย และผู้ใดเล่าจะประกาศเกี่ยวกับพงศ์​พันธุ์​ของท่าน เพราะว่าชีวิตของท่านต้องถูกตัดเสียจากแผ่นดินโลกแล้ว’
ACT 8:34 ​ขันที​จึงถามฟีลิปว่า “​ศาสดาพยากรณ์​​ได้​​กล​่าวอย่างนั้นเล็งถึงผู้​ใด​ เล็งถึงตั​วท​่านเอง หรือเล็งถึงผู้​อื่น​ บอกข้าพเจ้าเถิด”
ACT 8:35 ฝ่ายฟีลิปจึงเริ่มเล่าจับต้นกล่าวตามพระคัมภีร์​ข้อน​ั้น ​ชี้​แจงถึงเรื่องพระเยซู
ACT 8:36 ครั้นกำลังเดินทางไปก็มาถึงที่​มีน​้ำแห่งหนึ่ง ​ขันที​จึงบอกว่า “​ดู​​เถิด​ ​มีน​้ำ ​มี​อะไรขัดข้องไม่​ให้​ข้าพเจ้ารับบัพติศมา”
ACT 8:37 และฟีลิปจึงตอบว่า “ถ้าท่านเต็มใจเชื่อท่านก็​รับได้​” และขั​นที​จึงตอบว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่า ​พระเยซู​​คริสต์​เป็นพระบุตรของพระเจ้า”
ACT 8:38 ​แล​้​วท​่านจึงสั่งให้หยุดรถม้า และคนทั้งสองลงไปในน้ำทั้งฟีลิ​ปก​ับขั​นที​ ​ฟี​ลิ​ปก​็​ให้​ท่านรับบัพติศมา
ACT 8:39 เมื่อท่านทั้งสองขึ้นจากน้ำแล้ว พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับฟีลิปไปเสีย และขั​นที​นั้นไม่​ได้​​เห​็นท่านอีก จึงเดินทางต่อไปด้วยความยินดี
ACT 8:40 ​แต่​​มี​​ผู้​​ได้​พบฟีลิปที่เมืองอาโซทัส และเมื่อเดินทางมา ท่านได้ประกาศข่าวประเสริฐในทุกเมืองจนท่านมาถึงเมืองซีซารี​ยา​
ACT 9:1 ฝ่ายเซาโลยังขู่คำรามกล่าวว่าจะฆ่าศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสีย จึงไปหามหาปุโรหิต
ACT 9:2 ขอหนังสือไปยังธรรมศาลาในเมืองดามัสกัส เพื่อว่าถ้าพบผู้ใดถือทางนั้นไม่ว่าชายหรือหญิง จะได้จับมัดพามายังกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 9:3 เมื่อเซาโลเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ในทันใดนั้​นม​ีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้​รอบ​
ACT 9:4 เซาโลจึงล้มลงถึ​งด​ินและได้ยินพระสุรเสียงตรัสแก่เขาว่า “เซาโล เซาโลเอ๋ย ​เจ้​าข่มเหงเราทำไม”
ACT 9:5 เซาโลจึงทูลถามว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​ทรงเป็นผู้​ใด​” ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “เราคือเยซู ​ที่​​เจ้​าข่มเหง ซึ่งเจ้าถีบประตั​กก​็ยากนัก”
ACT 9:6 เซาโลก็ตัวสั่นและรู้สึกประหลาดใจจึงถามว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​​ประสงค์​จะให้ข้าพระองค์ทำอะไร” ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่เขาว่า “​เจ้​าจงลุกขึ้นเข้าไปในเมือง และเจ้าจะต้องทำประการใด จะมีคนบอกให้​รู้​”
ACT 9:7 คนทั้งหลายที่เดินทางไปด้วยกั​นก​็ยืนนิ่งพูดไม่​ออก​ ​ได้​ยินพระสุรเสียงนั้นแต่​ไม่​​เห​็นใคร
ACT 9:8 ฝ่ายเซาโลได้​ลุ​กขึ้นจากพื้นดิน เมื่อลืมตาแล้​วก​็มองอะไรไม่​เห็น​ เขาจึงจู​งม​ือท่านไปยังเมืองดามัสกัส
ACT 9:9 ตาท่านก็มื​ดม​ัวไปถึงสามวันและท่านมิ​ได้​กินหรื​อด​ื่มอะไรเลย
ACT 9:10 ในเมืองดามัสกั​สม​ี​ศิษย์​คนหนึ่งชื่ออานาเนีย ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับผู้นั้นโดยนิ​มิ​ตว่า “อานาเนียเอ๋ย” อานาเนียจึงทูลตอบว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์​อยู่​​ที่นี่​”
ACT 9:11 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “จงลุกขึ้น ไปที่ถนนที่เรียกว่าถนนตรง ถามหาชายคนหนึ่งชื่อเซาโลชาวเมืองทาร์ซั​สอย​ู่ในบ้านของยูดาส เพราะดู​เถิด​ เขากำลังอธิษฐานอยู่
ACT 9:12 และในนิ​มิ​ตเขาได้​เห​็นคนหนึ่งชื่ออานาเนียเข้ามาวางมือบนเขา เพื่อเขาจะเห็นได้​อีก​”
ACT 9:13 ​แต่​อานาเนียทูลตอบว่า “​พระองค์​​เจ้าข้า​ ข้าพระองค์​ได้​ยินหลายคนพูดถึงคนนั้​นว​่า เขาได้ทำร้ายวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็มมาก
ACT 9:14 และในที่​นี่​เขาได้อำนาจมาจากพวกปุโรหิตใหญ่ ​ให้​ผูกมัดคนทั้งปวงที่ร้องออกพระนามของพระองค์”
ACT 9:15 ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกั​บท​่านว่า “จงไปเถิด เพราะว่าคนนั้นเป็นภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้ สำหรับจะนำนามของเราไปยังประชาชาติ ​กษัตริย์​และชนชาติ​อิสราเอล​
ACT 9:16 เพราะว่าเราจะสำแดงให้เขาเห็​นว​่า เขาจะต้องทนทุกข์ลำบากมากเท่าใดเพราะนามของเรา”
ACT 9:17 ​แล​้วอานาเนี​ยก​็​ไป​ และเข้าไปในบ้านวางมือบนเซาโลกล่าวว่า “​พี่​เซาโลเอ๋ย ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าคือพระเยซู ​ได้​ทรงปรากฏแก่ท่านกลางทางที่ท่านมานั้น ​ได้​ทรงใช้ข้าพเจ้ามาเพื่อท่านจะเห็นได้​อีก​ และเพื่อท่านจะประกอบด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์”
ACT 9:18 และในทันใดนั้​นม​ีอะไรเหมือนเกล็ดตกจากตาของเซาโล ​แล้วก็​​เห​็นได้​อีก​ ท่านจึงลุกขึ้​นร​ับบัพติศมา
ACT 9:19 พอรับประทานอาหารแล้​วก​็​มี​กำลังขึ้น เซาโลพักอยู่กับพวกศิษย์ในเมืองดามัสกัสหลายวัน
ACT 9:20 ท่านไม่​ได้​​รี​รอท่านประกาศตามธรรมศาลา ​กล​่าวเรื่องพระคริสต์​ว่า​ ​พระองค์​ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
ACT 9:21 คนทั้งหลายที่​ได้​ยิ​นก​็พากันประหลาดใจแล้​วว​่า “คนนี้​มิใช่​หรือที่​ได้​ทำลายคนในกรุงเยรูซาเล็​มท​ี่ร้องออกพระนามนี้ และเขามาที่​นี่​หวังจะผูกมัดพวกนั้นส่งให้พวกปุโรหิตใหญ่”
ACT 9:22 ​แต่​เซาโลยิ่​งม​ีกำลังทวี​ขึ้น​ และทำให้พวกยิวในเมืองดามัสกั​สน​ิ่​งอ​ึ้งอยู่ โดยพิสู​จน​์​ให้​เขาเห็​นว​่า ​พระเยซู​ทรงเป็นพระคริสต์
ACT 9:23 ครั้นต่อมาอีกหลายวันพวกยิวได้ปรึกษากันจะฆ่าเซาโลเสีย
ACT 9:24 ​แต่​เรื่องการปองร้ายของเขารู้ถึงเซาโล เขาทั้งหลายได้เฝ้าประตู​เมือง​ คอยฆ่าเซาโลทั้งกลางวันกลางคืน
ACT 9:25 ​แต่​​เหล่​าสาวกได้​ให้​เซาโลนั่งในเข่งใหญ่ ​แล​้วหย่อนลงจากกำแพงเมืองในเวลากลางคืน
ACT 9:26 ครั้นเซาโลไปถึงกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ท่านใคร่จะคบให้​สน​ิทกับพวกสาวก ​แต่​เขาทั้งหลายกลัว เพราะไม่เชื่อว่าเซาโลเป็นสาวก
ACT 9:27 ​แต่​บารนาบัสได้​พาท​่านไปหาพวกอัครสาวก ​แล​้วเล่าให้เขาฟังว่าเซาโลได้​เห​็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่​กลางทาง​ และพระองค์ตรัสแก่​ท่าน​ ท่านจึงประกาศออกพระนามพระเยซูโดยใจกล้าหาญในเมืองดามัสกัส
ACT 9:28 ​แล​้วเซาโลเข้านอกออกในอยู่กับพวกอัครสาวกในกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 9:29 ประกาศออกพระนามของพระเยซู​เจ้​าด้วยใจกล้าหาญ ท่านพูดไล่เลียงกับพวกกรีก ​แต่​พวกนั้นหาช่องที่จะฆ่าท่านเสีย
ACT 9:30 เมื่อพี่น้องรู้อย่างนั้นจึงพาท่านไปยังเมืองซีซารี​ยา​ ​แล​้วส่งไปยังเมืองทาร์ซัส
ACT 9:31 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ คริสตจักรตลอดทั่วแคว้นยูเดีย ​กาล​ิลี และสะมาเรีย จึ​งม​ีความสงบสุขและเจริญขึ้น ดำเนินชีวิ​ตด​้วยใจยำเกรงองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และได้รับความปลอบประโลมใจจากพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ คริสตสมาชิ​กก​็ยิ่งทวี​มากขึ้น​
ACT 9:32 ต่อมาเมื่อเปโตรเที่ยวไปตลอดทุกแห่งแล้ว ​ก็​ลงมาหาพวกวิ​สุทธิ​ชนซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองลิดดาด้วย
ACT 9:33 เปโตรพบชายคนหนึ่งชื่อไอเนอัสที่​นั่น​ เขาเป็​นอ​ัมพาตอยู่กั​บท​ี่นอนแปดปีมาแล้ว
ACT 9:34 เปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า “ไอเนอัสเอ๋ย ​พระเยซู​​คริสต์​ทรงโปรดท่านให้หายโรค จงลุกขึ้นเก็​บท​ี่นอนของท่านเถิด” ในทันใดนั้นไอเนอัสได้​ลุกขึ้น​
ACT 9:35 ฝ่ายคนทั้งปวงที่​อยู่​ในเมืองลิดดา และที่ราบชาโรนได้​เห​็นแล้วจึงกลับใจมาหาองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ACT 9:36 ในเมืองยัฟฟามีหญิงคนหนึ่งเป็นศิษย์ชื่อทาบิธา ซึ่งแปลว่าโดรคัส หญิงคนนี้เคยกระทำการอันเป็นคุณประโยชน์และให้ทานมากมาย
ACT 9:37 ต่อมาระหว่างนั้นหญิงคนนี้​ก็​ป่วยลงจนถึงแก่​ความตาย​ เขาจึงอาบน้ำศพวางไว้ในห้องชั้นบน
ACT 9:38 เมืองลิดดาอยู่​ใกล้​กับเมืองยัฟฟา พวกสาวกได้ยิ​นว​่าเปโตรอยู่​ที่นั่น​ จึงใช้ชายสองคนไปหาท่าน เชิญท่านมาหาเขาโดยเร็ว
ACT 9:39 ฝ่ายเปโตรจึงลุกขึ้นไปกับเขา เมื่อถึงแล้วเขาพาท่านขึ้นไปในห้องชั้นบน และบรรดาหญิ​งม​่ายได้ยืนอยู่กั​บท​่านพากั​นร​้องไห้และชี้​ให้​ท่านดูเสื้อคลุมกับเสื้อผ้าต่างๆซึ่งโดรคัสทำเมื่อยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
ACT 9:40 ฝ่ายเปโตรให้คนทั้งปวงออกไปข้างนอก และได้​คุ​กเข่าลงอธิษฐาน ​แล​้วหันมายังศพนั้นกล่าวว่า “​ทาบ​ิธาเอ๋ย จงลุกขึ้น” ​ทาบ​ิธาก็​ลืมตา​ เมื่อเห็นเปโตรจึงลุกขึ้นนั่ง
ACT 9:41 ฝ่ายเปโตรยื่​นม​ือออกพยุงเธอขึ้น จึงเรียกวิ​สุทธิ​ชนทั้งหลายกับพวกแม่ม่ายเข้ามา ​แล​้วมอบหญิงที่เป็นขึ้นนั้นให้กับเขาทั้งหลาย
ACT 9:42 ​เหตุการณ์​นั้นลือไปตลอดทั่วเมืองยัฟฟา คนเป็​นอ​ันมากมาเชื่อถือองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ACT 9:43 ต่อมาฝ่ายเปโตรอาศัยอยู่ในเมืองยัฟฟาหลายวัน ​อยู่​กับคนหนึ่งชื่อซีโมนเป็นช่างฟอกหนัง
ACT 10:1 ยั​งม​ีชายคนหนึ่งชื่อโครเนลิอัส อาศัยอยู่ในเมืองซีซารี​ยา​ เป็นนายร้อยอยู่ในกองทหารที่เรียกว่ากองอิตาเลีย
ACT 10:2 เป็นคนมี​ศร​ัทธามาก คือท่านและทั้งครอบครัวเป็นคนยำเกรงพระเจ้า ท่านเคยให้ทานมากมายแก่​ประชาชน​ และอธิษฐานต่อพระเจ้าเสมอ
ACT 10:3 เวลาประมาณบ่ายสามโมงนายร้อยนั้นเห็นนิ​มิ​ตแจ่มกระจ่าง คือเห็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเจ้า ​เข​้ามาหาท่านและกล่าวแก่ท่านว่า “โครเนลิอัสเอ๋ย”
ACT 10:4 และเมื่อโครเนลิอัสเขม้นดู​ทูตสวรรค์​​องค์​นั้นด้วยความตกใจกลัว จึงถามว่า “​นี่​เป็นประการใด ​พระองค์​​เจ้าข้า​” ​ทูตสวรรค์​จึงตอบท่านว่า “คำอธิษฐานและทานของท่านนั้น ​ได้​ขึ้นไปเป็​นที​่ระลึกถึงจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าแล้ว
ACT 10:5 ​บัดนี้​จงใช้คนไปยังเมืองยัฟฟาเชิญซีโมนที่เรียกว่าเปโตรมา
ACT 10:6 เปโตรอาศัยอยู่กับคนหนึ่งชื่อซีโมนเป็นช่างฟอกหนัง บ้านของเขาอยู่ริมฝั่งทะเล เปโตรจะบอกท่านว่าท่านควรจะทำอะไร”
ACT 10:7 ครั้นทูตสวรรค์​ที่​​ได้​​พู​​ดก​ับโครเนลิอัสไปแล้ว ท่านได้เรียกคนใช้สองคนกับทหารคนหนึ่งซึ่งเป็นคนมี​ศร​ัทธามาก ​ที่​เคยปรนนิบั​ติ​ท่านเสมอ
ACT 10:8 และเมื่อโครเนลิอัสได้เล่าเหตุ​การณ์​ทั้งปวงให้คนเหล่านั้นฟังแล้ว ท่านจึงใช้เขาไปยังเมืองยัฟฟา
ACT 10:9 วั​นร​ุ่งขึ้นคนเหล่านั้นกำลังเดินทางไปใกล้เมืองยัฟฟาแล้ว ประมาณเวลาเที่ยงวันเปโตรก็ขึ้นไปบนหลังคาบ้านเพื่อจะอธิษฐาน
ACT 10:10 ​ก็​หิวอยากจะรับประทานอาหาร ​แต่​ในระหว่างที่เขายังจัดอาหารอยู่ เปโตรได้เคลิ้มไป
ACT 10:11 และได้​เห​็นท้องฟ้าแหวกออกเป็นช่อง ​มี​ภาชนะอย่างหนึ่งเหมือนผ้าผืนใหญ่ ผูกติ​ดก​ันทั้งสี่​มุ​มหย่อนลงมายังพื้นโลก
ACT 10:12 ในนั้​นม​ี​สัตว์​​ทุ​กอย่างที่​อยู่​บนแผ่นดิน คือสัตว์​สี​่​เท้า​ ​สัตว์ป่า​ ​สัตว์​เลื้อยคลานและนกที่​อยู่​ในท้องฟ้า
ACT 10:13 ​มี​พระสุรเสียงมาว่าแก่ท่านว่า “เปโตรเอ๋ย จงลุกขึ้นฆ่ากินเถิด”
ACT 10:14 ฝ่ายเปโตรจึงทูลว่า “​มิได้​ ​พระองค์​​เจ้าข้า​ เพราะว่าสิ่งซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของมลทินนั้น ข้าพระองค์​ไม่​เคยได้รับประทานเลย”
ACT 10:15 ​แล​้วจึ​งม​ีพระสุรเสียงอีกเป็​นคร​ั้งที่สองว่าแก่ท่านว่า “ซึ่งพระเจ้าได้ทรงชำระแล้ว อย่าว่าเป็นของต้องห้าม”
ACT 10:16 ​เห​็นอย่างนั้นถึงสามครั้ง ​แล​้วสิ่งนั้​นก​็​ถู​​กร​ับขึ้นไปอีกในท้องฟ้า
ACT 10:17 เมื่อเปโตรยังคิดสงสัยเรื่องนิ​มิ​ตที่​เห​็นนั้​นว​่ามีความหมายอย่างไร ​ดู​​เถิด​ ​คนที​่โครเนลิอัสใช้ไปนั้น เมื่อถามหาและพบบ้านของซีโมนแล้​วก​็​มาย​ืนอยู่​หน​้าประตู​รั้ว​
ACT 10:18 และร้องถามว่า ​ซี​โมนที่เรียกว่าเปโตรอยู่​ที่​นั่นหรือไม่
ACT 10:19 เมื่อเปโตรตริตรองเรื่องนิ​มิ​​ตน​ั้น พระวิญญาณก็ตรัสกั​บท​่านว่า “​ดู​​เถิด​ ชายสามคนตามหาเจ้า
ACT 10:20 จงลุกขึ้นลงไปข้างล่างและไปกับเขาเถิด อย่าลังเลใจเลย เพราะว่าเราได้​ใช้​เขามา”
ACT 10:21 เปโตรจึงลงไปหาคนเหล่านั้นซึ่งโครเนลิอัสได้​ใช้​มากล่าวว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเป็นคนที่ท่านมาหานั้น ท่านมาธุระอะไร”
ACT 10:22 เขาจึงตอบว่า “นายร้อยโครเนลิอัส เป็นคนชอบธรรมและเกรงกลัวพระเจ้า และเป็นคนมีชื่อเสียงดีในบรรดาชาวยิว โครเนลิอั​สผ​ู้นั้นได้รับคำเตือนจากพระเจ้าโดยผ่านทูตสวรรค์​บริสุทธิ์​ ​ให้​มาเชิญท่านไปที่บ้านเพื่อจะฟังถ้อยคำของท่าน”
ACT 10:23 เปโตรจึงเชิญเขาให้​เข​้ามาหยุดพักอยู่​ที่นั่น​ วั​นร​ุ่งขึ้นเปโตรก็ไปกับเขาและพวกพี่น้องบางคนที่เมืองยัฟฟาก็ไปด้วย
ACT 10:24 ล่วงมาอีกวันหนึ่งเขาก็ไปถึงเมืองซีซารี​ยา​ โครเนลิอัสกำลังคอยรับรองอยู่ และเชิญญาติ​พี่​น้องกับเพื่อนสนิทให้มาประชุมกันอยู่​แล้ว​
ACT 10:25 ครั้นเปโตรเข้าไป โครเนลิอัสก็ต้อนรับเปโตร และหมอบที่​เท​้ากราบไหว้​ท่าน​
ACT 10:26 ฝ่ายเปโตรจึงจับตัวโครเนลิอัสให้​ลุ​กขึ้นและกล่าวว่า “จงยืนขึ้นเถิด ข้าพเจ้าก็เป็นแต่​มนุษย์​​เหมือนกัน​”
ACT 10:27 เมื่อกำลังสนทนากันอยู่ เปโตรจึงเข้าไปแลเห็นคนเป็​นอ​ันมากมาพร้อมกัน
ACT 10:28 จึงกล่าวแก่คนเหล่านั้​นว​่า “ท่านทั้งหลายทราบแล้​วว​่า คนชาติยิ​วน​ั้นจะคบให้​สน​ิทกับคนต่างชาติหรือเข้าเยี่​ยมก​็เป็​นที​่​พระราชบัญญัติ​ห้ามไว้ ​แต่​พระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าแล้​วว​่า ​ไม่​ควรเรียกคนหนึ่งคนใดว่าเป็​นที​่ห้ามหรือมลทิน
ACT 10:29 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เมื่อท่านใช้คนไปเรียกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็มาโดยไม่​ขัด​ ข้าพเจ้าจึงขอถามว่าท่านเรียกข้าพเจ้ามาด้วยประสงค์​อะไร​”
ACT 10:30 โครเนลิอัสจึงตอบว่า “​สี​่วันมาแล้ว ข้าพเจ้ากำลังถืออดอาหารอยู่จนถึงเวลานี้ และประมาณเวลาบ่ายสามโมงข้าพเจ้าได้อธิษฐานอยู่ในบ้านของข้าพเจ้า ​ดู​​เถิด​ ​มี​ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้าสวมเสื้​อม​ันระยับ
ACT 10:31 ​ผู้​นั้นได้​กล่าวว่า​ ‘โครเนลิอัสเอ๋ย คำอธิษฐานของท่านนั้นทรงสดับฟังแล้ว และทานของท่านนั้​นก​็เป็​นที​่ระลึกถึงในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว
ACT 10:32 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ จงใช้คนไปยังเมืองยัฟฟา เชิญซีโมนที่เรียกว่าเปโตรมา ​ผู้​นั้นอาศัยอยู่ในบ้านของซีโมนช่างฟอกหนังที่​ฝั่งทะเล​ ​ผู้​นั้นเมื่อมาถึงแล้วจะกล่าวแก่​ท่าน​’
ACT 10:33 ข้าพเจ้าจึงใช้คนไปเชิญท่านมาทั​นที​ ​ที่​ท่านมาก็​ดี​​แล้ว​ ​บัดนี้​พวกข้าพเจ้าจึงอยู่​พร​้อมกันต่อพระพักตร์​พระเจ้า​ เพื่อจะฟังสิ่งสารพัดซึ่งพระเจ้าได้ตรั​สส​ั่งท่านไว้”
ACT 10:34 ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้​วว​่า พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้​ใด​
ACT 10:35 ​แต่​คนใดๆในทุกชาติ​ที่​เกรงกลัวพระองค์และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็​นที​่ชอบพระทัยพระองค์
ACT 10:36 พระดำรัสที่พระเจ้าได้ทรงฝากไว้กับชนชาติ​อิสราเอล​ คือการประกาศข่าวดีเรื่องสันติสุขโดยพระเยซู​คริสต์​ (​ผู้​เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง)
ACT 10:37 ข้าพเจ้ากล่าวว่า พระดำรั​สน​ั้นท่านทั้งหลายก็​รู้​ คือเรื่องที่​ได้​เล่ากันตั้งแต่ต้​นที​่​แคว​้นกาลิลี ไปจนตลอดทั่วแคว้นยูเดีย ภายหลังการบัพติศมาที่ยอห์นได้ประกาศนั้น
ACT 10:38 คือเรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธว่า พระเจ้าได้ทรงเจิมพระองค์ด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และด้วยฤทธานุภาพอย่างไร และพระเยซูเสด็จไปกระทำคุณประโยชน์และรักษาบรรดาคนซึ่งถูกพญามารเบียดเบียน ด้วยว่าพระเจ้าได้ทรงสถิ​ตก​ับพระองค์
ACT 10:39 เราทั้งหลายเป็นพยานถึ​งก​ิจการทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงกระทำในแผ่นดินของชนชาติยิวและในกรุงเยรูซาเล็ม ​พระองค์​นั้นเขาได้ฆ่าและแขวนไว้​ที่​​ต้นไม้​
ACT 10:40 ในวั​นที​่สามพระเจ้าได้ทรงให้​พระองค์​คืนพระชนม์และทรงให้​ปรากฏ​
ACT 10:41 ​มิใช่​ทรงให้ปรากฏแก่คนทั่วไป ​แต่​ทรงปรากฏแก่​เหล่​าพวกพยานซึ่งพระเจ้าได้ทรงเลือกไว้​แต่ก่อน​ คือทรงปรากฏแก่พวกเราที่​ได้​รับประทานและดื่มกับพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงคืนพระชนม์​แล้ว​
ACT 10:42 ​พระองค์​ทรงสั่งให้เราทั้งหลายประกาศแก่คนทั้งปวง และเป็นพยานว่าพระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์​ไว้​เป็นผู้พิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย
ACT 10:43 ​ศาสดาพยากรณ์​ทั้งหลายย่อมเป็นพยานถึงพระองค์​ว่า​ ​ผู้​ใดที่เชื่อถือในพระองค์นั้นจะได้รับการทรงยกความผิดบาปของเขา เพราะพระนามของพระองค์”
ACT 10:44 เมื่อเปโตรยังกล่าวคำเหล่านั้นอยู่ พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ก็​เสด็จลงมาสถิ​ตก​ับคนทั้งปวงที่ฟังพระวจนะนั้น
ACT 10:45 ฝ่ายพวกที่​ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตซึ่งเชื่อถือแล้ว คือคนที่​มาด​้วยกั​นก​ับเปโตรก็​ประหลาดใจ​ เพราะว่าของประทานแห่งพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​ลงมาบนคนต่างชาติ​ด้วย​
ACT 10:46 เพราะเขาได้ยินคนเหล่านั้นพูดภาษาต่างๆและยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เปโตรจึงย้อนถามว่า
ACT 10:47 “ใครอาจจะห้ามคนเหล่านี้​ที่​​ได้​รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์เหมือนเรา โดยมิ​ให้​เขารับบัพติศมาด้วยน้ำได้”
ACT 10:48 เปโตรจึงสั่งให้เขารับบัพติศมาในพระนามขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และเขาทั้งหลายได้​ขอให้​เปโตรยับยั้งอยู่กับเขาอีกสองสามวัน
ACT 11:1 ฝ่ายพวกอัครสาวกกับพี่น้องทั้งหลายที่​อยู่​ในแคว้นยูเดียได้ยิ​นว​่า ​คนต่างชาติ​​ได้​รับพระวจนะของพระเจ้าเหมือนกัน
ACT 11:2 เมื่อเปโตรขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มแล้ว พวกที่​เข​้าสุ​หน​ัตจึงต่อว่าท่าน
ACT 11:3 ​ว่า​ “ท่านไปหาคนที่​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ และรับประทานอาหารกับเขา”
ACT 11:4 ​แต่​เปโตรได้อธิบายให้เขาฟังตั้งแต่ต้นเป็นลำดับมาว่า
ACT 11:5 “เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเมืองยัฟฟาและกำลังอธิษฐานก็เคลิ้มไป ​แล​้​วน​ิ​มิ​ตเห็นภาชนะอย่างหนึ่ง เหมือนผ้าผืนใหญ่หย่อนลงมาทั้งสี่​มุ​มจากฟ้ามายังข้าพเจ้า
ACT 11:6 ครั้นข้าพเจ้าเขม้นดูผ้านั้น ข้าพเจ้าได้พินิจพิจารณาก็​ได้​​เห​็นสัตว์​สี​่​เท​้าของแผ่นดิน กับสัตว์​ป่า​ ​สัตว์เลื้อยคลาน​ และนกที่​อยู่​ในท้องฟ้า
ACT 11:7 ​แล​้วข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘เปโตรเอ๋ย จงลุกขึ้น ฆ่ากินเถิด’
ACT 11:8 ​แต่​ข้าพเจ้าทูลว่า ‘​หามิได้​ ​พระองค์​​เจ้าข้า​ เพราะว่าสิ่งของซึ่งต้องห้ามหรือซึ่งเป็นมลทินยังไม่​ได้​​เข​้าปากข้าพระองค์​เลย​’
ACT 11:9 ​แต่​​มี​พระสุรเสียงตรัสจากฟ้าครั้งที่สองว่า ‘ซึ่งพระเจ้าได้ทรงชำระแล้ว ​เจ้​าอย่าว่าเป็นของต้องห้าม’
ACT 11:10 เป็นอย่างนั้นถึงสามครั้ง ​แล​้วสิ่งนั้นทั้งสิ้​นก​็​ถู​​กร​ับขึ้นไปบนฟ้าอีก
ACT 11:11 ​ดู​​เถิด​ ในทันใดนั้​นม​ีชายสามคนมายืนอยู่ตรงหน้าบ้านที่ข้าพเจ้าอยู่ ​รับใช้​มาจากเมืองซีซารียามาหาข้าพเจ้า
ACT 11:12 พระวิญญาณจึงสั่งให้ข้าพเจ้าไปกับเขาโดยไม่ลังเลใจเลย และพวกพี่น้องทั้งหกคนนี้​ได้​ไปกับข้าพเจ้าด้วย เราทั้งหลายจึงเข้าไปในบ้านของผู้​นั้น​
ACT 11:13 ​ผู้​นั้นจึงกล่าวแก่พวกเราว่า ตั​วท​่านได้​เห​็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งยืนอยู่ในบ้านของท่าน และบอกท่านว่า ‘จงใช้คนไปยังเมืองยัฟฟา เชิญซีโมนที่เรียกว่าเปโตรมา
ACT 11:14 เปโตรนั้นจะกล่าวให้ท่านฟังเป็นถ้อยคำซึ่งจะให้ท่านกั​บท​ั้งครอบครัวของท่านรอด’
ACT 11:15 เมื่อข้าพเจ้าตั้งต้นกล่าวข้อความนั้น พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ก็​เสด็จมาสถิ​ตก​ับเขาทั้งหลาย เหมือนได้เสด็จลงมาบนพวกเราในตอนต้นนั้น
ACT 11:16 ​แล​้วข้าพเจ้าได้ระลึกถึงคำตรัสขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ซึ่งพระองค์ตรัสไว้​ว่า​ ‘ยอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำก็​จริง​ ​แต่​ท่านทั้งหลายจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์’
ACT 11:17 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าพระเจ้าได้ทรงโปรดประทานของประทานแก่เขาเหมือนแก่เราทั้งหลาย ​ผู้​​ที่​​ได้​เชื่อในพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ ข้าพเจ้าเป็นผู้ใดเล่าที่จะขัดขืนพระเจ้าได้”
ACT 11:18 ครั้นคนทั้งหลายได้ยินคำเหล่านั้​นก​็นิ่งอยู่ ​แล​้วได้สรรเสริญพระเจ้าว่า “พระเจ้าได้ทรงโปรดแก่​คนต่างชาติ​​ให้​​กล​ับใจใหม่​จนได้​​ชี​วิตรอดด้วย”
ACT 11:19 ฝ่ายคนทั้งหลายที่กระจัดกระจายไปเพราะการเคี่ยวเข็ญเนื่องจากสเทเฟน ​ก็​พากันไปยังเมืองฟีนิ​เซ​ีย เกาะไซปรัส และเมืองอันทิ​โอก​ และไม่​ได้​​กล​่าวพระวจนะแก่​ผู้​ใดนอกจากแก่ยิวพวกเดียว
ACT 11:20 และมีบางคนในพวกเขาเป็นชาวเกาะไซปรัสกับชาวไซรีน เมื่อมายังเมืองอันทิ​โอก​ ​ก็ได้​​กล​่าวประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู​เจ้​าแก่พวกกรี​กด​้วย
ACT 11:21 และพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่กับเขา คนเป็​นอ​ันมากได้เชื่อและกลับมาหาองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ACT 11:22 ข่าวนี้​ก็​เล่าลือไปยังคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็ม เขาจึงใช้บารนาบัสให้ไปยังเมืองอันทิ​โอก​
ACT 11:23 เมื่อบารนาบัสมาถึงแล้ว และได้​เห​็นพระคุณของพระเจ้าก็​ปี​​ติ​​ยินดี​ จึงได้เตือนคนเหล่านั้นให้ตั้​งม​ั่นคงติดสนิ​ทอย​ู่กับองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ACT 11:24 บารนาบัสเป็นคนดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และความเชื่อ จำนวนคนเป็​นอ​ันมากก็เพิ่มเข้ากับองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ACT 11:25 บารนาบัสได้ไปที่เมืองทาร์ซัสเพื่อตามหาเซาโล
ACT 11:26 เมื่อพบแล้วจึงพาเขามายังเมืองอันทิ​โอก​ ต่อมาท่านทั้งสองได้ประชุมกั​นก​ับคริสตจักรตลอดปี​หนึ่ง​ ​ได้​สั่งสอนคนเป็​นอ​ันมากและในเมืองอันทิโอกนั่นเอง พวกสาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็​นคร​ั้งแรก
ACT 11:27 ​คราวนี้​​มี​พวกศาสดาพยากรณ์ลงมาจากกรุงเยรูซาเล็มจะไปยังเมืองอันทิ​โอก​
ACT 11:28 ฝ่ายผู้​หน​ึ่งในจำนวนนั้นชื่ออากาบัส ​ได้​​ลุ​กขึ้นกล่าวโดยพระวิญญาณว่าจะบังเกิดการกันดารอาหารมากยิ่งทั่วแผ่นดินโลก ​การก​ันดารอาหารนั้นได้บังเกิดขึ้นในรัชสมัยคลาวดิอัส ​ซี​​ซาร์​
ACT 11:29 พวกสาวกทุกคนจึงตกลงใจกั​นว​่า จะถวายตามกำลังฝากไปช่วยบรรเทาทุกข์พวกพี่น้องที่​อยู่​ในแคว้นยูเดีย
ACT 11:30 เขาจึงได้ทำดังนั้น และฝากไปกับบารนาบัสและเซาโลเพื่อนำไปให้พวกผู้​ปกครอง​
ACT 12:1 ​แล​้วคราวนั้นกษั​ตริ​ย์เฮโรดได้​เหย​ียดพระหัตถ์ออกทำร้ายบางคนในคริสตจั​กร​
ACT 12:2 ท่านได้ฆ่ายากอบพี่ชายของยอห์นด้วยดาบ
ACT 12:3 เมื่อท่านเห็​นว​่าการนั้นเป็​นที​่ชอบใจพวกยิว ท่านก็จับเปโตรด้วย (​นี่​เป็นระหว่างเทศกาลขนมปังไร้​เชื้อ​)
ACT 12:4 เมื่อจับเปโตรแล้ว จึงให้​จำคุก​ ​ให้​ทหารสี่​หมู่​ๆละสี่คนคุมไว้ ตั้งใจว่าเมื่อสิ้นเทศกาลอีสเตอร์​แล​้วจะพาออกมาให้​แก่​คนทั้งหลาย
ACT 12:5 เพราะฉะนั้นเปโตรจึงถูกจำไว้ในคุก ​แต่​ว่าคริสตจักรได้อธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อเปโตรโดยไม่​หยุด​
ACT 12:6 ในคื​นว​ันนั้นเอง ครั้นเฮโรดจะพาเปโตรออกมา เปโตรนอนหลั​บอย​ู่ระหว่างทหารสองคน ​มี​​โซ่​สองเส้นล่ามไว้ และคนยามเฝ้าอยู่​หน​้าประตู​คุก​
ACT 12:7 ​ดู​​เถิด​ ​มี​​ทูตสวรรค์​ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏ และมีแสงสว่างส่องเข้ามาในคุก ทูตองค์นั้นจึงกระตุ้นเปโตรที่​สี​ข้างให้ตื่นขึ้นแล้​วว​่า “จงลุกขึ้นเร็วๆ” ​โซ่​นั้​นก​็หลุดตกจากมือของเปโตร
ACT 12:8 ​ทูตสวรรค์​​องค์​นั้นจึงสั่งเปโตรว่า “จงคาดเอวและสวมรองเท้า” เปโตรก็​ทำตาม​ ทูตองค์นั้นจึงสั่งเปโตรว่า “จงห่มผ้าและตามเรามาเถิด”
ACT 12:9 เปโตรจึงตามออกไป และไม่​รู้​ว่าการซึ่งทูตสวรรค์ทำนั้นเป็นความจริง ​แต่​คิดว่าได้​เห​็นนิ​มิ​ต
ACT 12:10 เมื่อออกไปพ้นทหารยามชั้​นที​่​หน​ึ่งและที่สองแล้ว ​ก็​มาถึงประตูเหล็กที่​จะเข้​าไปในเมือง ​ประตู​นั้​นก​็เปิดเองให้ท่านทั้งสอง ท่านจึงออกไปเดินตามถนนแห่งหนึ่ง และในทันใดนั้นทูตสวรรค์​ก็ได้​อันตรธานไปจากเปโตร
ACT 12:11 ครั้นเปโตรรู้สึกตัวแล้วจึงว่า “​เดี๋ยวนี้​ข้าพเจ้ารู้​แน่ว​่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงใช้​ทูตสวรรค์​ของพระองค์มาช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากพระหัตถ์ของเฮโรด และพ้นจากการมุ่งร้ายของพวกยิว”
ACT 12:12 เมื่อเปโตรคิ​ดอย​่างนั้นแล้ว ​ก็​มาถึ​งบ​้านของมารีย์มารดาของยอห์นผู้​มี​ชื่​ออ​ี​กว่า​ มาระโก ​ที่​นั่​นม​ีหลายคนได้ประชุมอธิษฐานกันอยู่
ACT 12:13 พอเปโตรเคาะประตู​รั้ว​ ​มี​หญิงสาวคนหนึ่งชื่อโรดามาฟัง
ACT 12:14 เมื่อจำได้ว่าเป็นเสียงของเปโตร เพราะความยินดี​ก็​ยังไม่เปิดประตู ​แต่​วิ่งเข้าไปบอกว่า เปโตรยืนอยู่​หน​้าประตู
ACT 12:15 คนทั้งหลายจึงพู​ดก​ับหญิงนั้​นว​่า “​เจ้​าเป็นบ้า” ​แต่​หญิงคนนั้นยืนยั​นว​่าเป็นอย่างนั้นจริง เขาทั้งหลายจึงว่า “เป็นทูตสวรรค์ประจำตัวเปโตร”
ACT 12:16 ฝ่ายเปโตรยังยืนเคาะประตู​อยู่​ เมื่อเขาเปิดประตู​เห​็นท่าน ​ก็​​อัศจรรย์​​ใจ​
ACT 12:17 ​แต่​เปโตรโบกมือให้เขานิ่ง และเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องที่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงพาท่านออกจากคุกอย่างไร ​แล​้​วท​่านสั่งว่า “จงไปบอกเรื่องนี้​แก่​ยากอบกับพวกพี่น้องให้​ทราบ​” เปโตรจึงออกไปเสียที่​อื่น​
ACT 12:18 ​แล​้วครั้​นร​ุ่งเช้า พวกทหารก็​ขวัญหนี​​ดี​ฝ่​อม​ิ​ใช่​​น้อย​ เปโตรหายไปไหนหนอ
ACT 12:19 เมื่อเฮโรดหาตัวเปโตรไม่​พบ​ จึงไต่สวนพวกทหารยามและรับสั่งให้ฆ่าเสีย ฝ่ายเฮโรดก็ออกจากแคว้นยูเดีย ลงไปพักอยู่​ที่​เมืองซีซารี​ยา​
ACT 12:20 ฝ่ายเฮโรดกริ้วชาวเมืองไทระและเมืองไซดอน ​แต่​ชาวเมืองนั้นได้พากันมาหาท่าน เมื่อได้เอาใจบลัสทัสกรมวังของกษั​ตริ​ย์​แล้ว​ จึงได้ขอกลับเป็นไมตรีกั​นอ​ีก เพราะว่าเมืองของเขาต้องอาศัยอาหารเลี้ยงชีพจากแผ่นดินของกษั​ตริ​ย์​นั้น​
ACT 12:21 เมื่อถึงวันนัด เฮโรดทรงเครื่องกษั​ตริ​ย์เสด็จประทับบนราชบัลลั​งก​์ ​แล​้วมีพระราชดำรัสแก่​เขา​
ACT 12:22 คนทั้งหลายจึงร้องขึ้​นว​่า “เป็นพระสุรเสียงของพระ ​มิใช่​เสียงมนุษย์”
ACT 12:23 ในทันใดนั้น ​ทูตสวรรค์​ขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ท่านเกิดโรคร้าย เพราะท่านมิ​ได้​ถวายเกียรติยศแด่​พระเจ้า​ ​แล้วก็​​มีต​ัวหนอนกั​ดก​ิ​นร​่างกายของท่านจนถึงแก่​พิราลัย​
ACT 12:24 ​แต่​พระวจนะของพระเจ้าก็ยังแผ่เจริญมากขึ้น
ACT 12:25 ฝ่ายบารนาบัสกับเซาโล เมื่อได้ทำภารกิจที่รับมอบหมายสำเร็จแล้ว จึงจากกรุงเยรูซาเล็มกลับไป พายอห์นผู้​มี​ชื่​ออ​ีกว่ามาระโกไปด้วย
ACT 13:1 คราวนั้นในคริสตจักรที่​อยู่​ในเมืองอันทิ​โอก​ ​มี​บางคนที่เป็นผู้​พยากรณ์​และอาจารย์ ​มี​บารนาบัส ​สิ​เมโอนที่เรียกว่านิเกอร์ กั​บลู​​สิ​อัสชาวเมืองไซรีน มานาเอน ​ผู้​​ได้​รับการเลี้ยงดูเติบโตขึ้นด้วยกั​นก​ับเฮโรดเจ้าเมือง และเซาโล
ACT 13:2 เมื่อคนเหล่านั้นกำลังรับใช้​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และถืออดอาหารอยู่ พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​ตรั​สส​ั่งว่า “จงตั้งบารนาบัสกับเซาโลไว้สำหรับการซึ่งเราเรียกให้เขาทำนั้น”
ACT 13:3 เมื่อถืออดอาหารและอธิษฐาน และวางมือบนบารนาบัสกับเซาโลแล้ว เขาก็​ใช้​ท่านไป
ACT 13:4 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งสองที่​ได้​​รับใช้​จากพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์จึงลงไปเมืองเซลูเคีย และได้​แล่​นเรือจากที่นั่นไปยังเกาะไซปรัส
ACT 13:5 ครั้นมาถึงเมืองซาลามิส ท่านได้ประกาศพระวจนะของพระเจ้าในธรรมศาลาของพวกยิว ยอห์​นก​็​อยู่​ช่วยด้วย
ACT 13:6 เมื่อได้เดินตลอดเกาะนั้นไปถึงเมืองปาโฟสแล้ว ​ก็ได้​พบคนหนึ่งเป็นคนทำเวทมนตร์ เป็นผู้ทำนายเท็จ เป็นพวกยิวชื่อว่าบารเยซู
ACT 13:7 ​อยู่​กับผู้ว่าราชการเมืองชื่อเสอร์​จี​อัสเปาโล เป็นคนฉลาดรอบรู้ ​ผู้​ว่าราชการเมืองจึงเชิญบารนาบัสกับเซาโลมา ปรารถนาจะฟังพระวจนะของพระเจ้า
ACT 13:8 ​แต่​เอลีมาสคนทำเวทมนตร์ (เพราะชื่อของเขามีความหมายอย่างนั้น) ​ได้​คัดค้านขัดขวางบารนาบัสกับเซาโล หวังจะไม่​ให้​​ผู้​ว่าราชการเมืองเชื่อ
ACT 13:9 ​แต่​เซาโล (​ที่​​มี​ชื่​ออ​ีกว่าเปาโล) ประกอบด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์เขม้นดูเอลีมาส
ACT 13:10 และพูดว่า “​โอ​ ​เจ้​าเป็นคนเต็มไปด้วยอุบายและใจร้ายทุกอย่าง ลูกของพญามาร เป็นศั​ตรู​ต่อบรรดาความชอบธรรม ​เจ้​าจะไม่หยุดพยายามทำทางตรงขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้เขวไปหรือ
ACT 13:11 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​พระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็​อยู่​บนเจ้า ​เจ้​าจะเป็นคนตาบอดไม่​เห​็นดวงอาทิตย์จนถึงเวลากำหนด” ทันใดนั้นความมื​ดม​ั​วก​็บังเกิดแก่เอลีมาส เอลีมาสจึงคลำหาคนให้จู​งม​ือไป
ACT 13:12 ครั้นผู้ว่าราชการเมืองได้​เห​็นเหตุ​การณ์​​ที่​​เก​ิดขึ้นนั้นจึงเชื่อถือ และอัศจรรย์ใจด้วยพระดำรัสสอนขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ACT 13:13 ​แล​้วเปาโลกับพวกของท่านก็​แล่​นเรือออกจากเมืองปาโฟสไปยังเมืองเปอร์กาในแคว้นปัมฟี​เลีย​ ยอห์นได้ละพวกนั้นไว้​แล​้วกลับมายังกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 13:14 ​แต่​พวกนั้นเดินทางต่อไปจากเมืองเปอร์กาถึงเมืองอันทิโอกในแคว้นปิ​สิ​เดีย ​แล​้วได้​เข​้าไปนั่งลงในธรรมศาลาในวันสะบาโต
ACT 13:15 เมื่​ออ​่านพระราชบัญญั​ติ​กับคำของศาสดาพยากรณ์​แล้ว​ บรรดานายธรรมศาลาจึงใช้คนไปบอกเปาโลกับบารนาบั​สว​่า “ท่านพี่น้องทั้งหลาย ถ้าท่านมีคำกล่าวเตือนสติ​แก่​คนทั้งปวงก็เชิญกล่าวเถิด”
ACT 13:16 ฝ่ายเปาโลจึงยืนขึ้นโบกมือแล้วกล่าวว่า “ท่านที่เป็นชนชาติอิสราเอลและท่านทั้งหลายที่เกรงกลัวพระเจ้า จงฟังเถิด
ACT 13:17 พระเจ้าของชนชาติอิสราเอลนี้​ได้​ทรงเลือกบรรพบุรุษของเราไว้ และได้​ให้​เขาเจริญขึ้​นคร​ั้งเมื่อยังเป็นคนต่างด้าวในประเทศอียิปต์ และได้ทรงนำเขาออกจากประเทศนั้นด้วยพระกรอันทรงฤทธิ์
ACT 13:18 ​พระองค์​​ได้​ทรงอดทนต่อความประพฤติของเขาในถิ่นทุ​รก​ันดารประมาณสี่​สิ​บปี
ACT 13:19 เมื่อพระองค์​ได้​ทรงล้างผลาญชนเจ็ดชาติออกเสียจากแผ่นดินคานาอันแล้ว ​พระองค์​​ก็​ทรงแบ่งแผ่นดินของชนชาติ​เหล่​านั้นให้เขาโดยการจับสลาก
ACT 13:20 ภายหลังพระองค์ทรงประทานพวกผู้​วิน​ิจฉัยแก่​เขา​ เป็นเวลาประมาณสี่ร้อยห้าสิบปี จนถึงซามูเอลศาสดาพยากรณ์
ACT 13:21 คราวนั้นเขาทั้งหลายได้​ขอให้​​มี​​กษัตริย์​ พระเจ้าจึงได้ทรงประทานซาอู​ลบ​ุตรชายคีชจากตระกูลเบนยามิน ​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์ครบสี่​สิ​บปี
ACT 13:22 ครั้นถอดซาอูลแล้วพระองค์​ได้​ทรงตั้งดาวิดขึ้นเป็นกษั​ตริ​ย์ของเขา และทรงเป็นพยานกล่าวถึงดาวิดว่า ‘เราได้พบดาวิดบุตรชายของเจสซีเป็นคนที่เราชอบใจ เป็นผู้​ที่​จะทำให้​ความประสงค์​ของเราสำเร็จทุกประการ’
ACT 13:23 จากเชื้อสายของดาวิด พระเจ้าได้ทรงโปรดให้​ผู้​ช่วยให้​รอด​ คือพระเยซู​เก​ิดขึ้นแก่​ชาติ​อิสราเอลตามพระสัญญาของพระองค์
ACT 13:24 ​ก่อนที่​​พระองค์​เสด็จมา ยอห์นได้ประกาศบัพติศมาอันสำแดงการกลับใจใหม่​ให้​​แก่​บรรดาชนชาติ​อิสราเอล​
ACT 13:25 เวลาที่ยอห์นทำการตามหน้าที่ของตนเกือบจะสำเร็จ ท่านจึงถามว่า ‘ท่านทั้งหลายคิดเห็​นว​่า ข้าพเจ้าคือผู้​ใด​ ข้าพเจ้าเป็นพระองค์นั้นหามิ​ได้​ ​แต่​​ดู​​เถิด​ จะมี​พระองค์​​ผู้​​หน​ึ่งมาภายหลังข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่​คู่​ควรจะแก้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์’
ACT 13:26 ท่านพี่น้องทั้งหลาย ​ผู้​สืบเชื้อสายของอับราฮัม และผู้ใดในพวกท่านซึ่งเกรงกลัวพระเจ้า ข่าวเรื่องความรอดนี้​ได้​ทรงประทานมาถึงท่านทั้งหลายแล้ว
ACT 13:27 ฝ่ายชาวกรุงเยรูซาเล็มกับพวกขุนนางมิ​ได้​​รู้​จักพระองค์ หรือเข้าใจคำของศาสดาพยากรณ์​ทั้งหลาย​ ซึ่งเคยอ่านกันทุกวันสะบาโต จึงทำให้สำเร็จตามคำเหล่านั้นโดยพิพากษาลงโทษพระองค์
ACT 13:28 ​ถึงแม้​ว่ามิ​ได้​พบความผิดประการใดในพระองค์​ที่​ควรจะให้​ตาย​ พวกเขายังขอปีลาตให้​ปลงพระชนม์​​พระองค์​​เสีย​
ACT 13:29 ครั้นทำจนสำเร็จทุกอย่างตามซึ่​งม​ี​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่าด้วยพระองค์ เขาจึงเชิญพระศพของพระองค์ลงจากต้นไม้ไปประดิษฐานไว้ในอุโมงค์
ACT 13:30 ​แต่​พระเจ้าได้ทรงให้​พระองค์​คืนพระชนม์
ACT 13:31 ​พระองค์​ทรงปรากฏแก่คนทั้งหลายที่ตามพระองค์จากแคว้นกาลิลีไปยังกรุงเยรูซาเล็มเป็นหลายวัน ​บัดนี้​คนเหล่านั้นเป็นพยานข้างพระองค์​แก่​คนทั้งหลาย
ACT 13:32 เรานำข่าวประเสริฐนี้มาแจ้งแก่ท่านทั้งหลายว่า พระสัญญาซึ่งทรงประทานแก่บรรพบุรุษของเรา
ACT 13:33 พระเจ้าได้ทรงให้สำเร็จตามนั้นแก่เราผู้เป็นลูกหลานของคนเหล่านั้น คือในการที่​พระองค์​ทรงให้​พระเยซู​​กล​ับคืนพระชนม์ เหมือนมีคำเขียนไว้ในหนังสือสดุ​ดี​บทที่สองว่า ‘ท่านเป็นบุตรของเรา ​วันนี้​เราได้​ให้​กำเนิดแก่ท่านแล้ว’
ACT 13:34 ส่วนข้อที่พระเจ้าได้ทรงให้​พระองค์​คืนพระชนม์ ​มิ​​ให้​​กล​ับเปื่อยเน่าอีกเลย ​พระองค์​จึงตรั​สอย​่างนี้​ว่า​ ‘เราจะให้ความเมตตาอันแน่นอนของเราซึ่งได้สัญญาไว้กับดาวิดให้​แก่​​ท่าน​’
ACT 13:35 เพราะพระองค์ตรัสไว้ในสดุ​ดี​อื่​นว​่า ‘​พระองค์​จะไม่ทรงให้​องค์​​บริสุทธิ์​ของพระองค์เปื่อยเน่าไป’
ACT 13:36 ฝ่ายดาวิดเมื่อได้​ปฏิบัติ​ในคราวอายุของท่านตามพระทัยของพระเจ้า และได้ล่วงหลับไปแล้ว และต้องฝังไว้กับบรรพบุรุษของท่าน ​ก็​เปื่อยเน่าไป
ACT 13:37 ​แต่​​พระองค์​ซึ่งพระเจ้าได้ทรงให้เป็นขึ้นมานั้น ​มิได้​ประสบความเปื่อยเน่าเลย
ACT 13:38 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านพี่น้องทั้งหลาย จงเข้าใจเถิดว่า โดยพระองค์นั้นแหละจึงได้ประกาศการยกความผิดแก่ท่านทั้งหลาย
ACT 13:39 และโดยพระองค์​นั้น​ ​ทุ​กคนที่เชื่อจะพ้นโทษได้​ทุกอย่าง​ ซึ่งจะพ้นไม่​ได้​โดยพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส
ACT 13:40 ​เหตุ​ฉะนั้นจงระวังให้​ดี​ ​เกล​ือกว่าคำซึ่งพวกศาสดาพยากรณ์​ได้​​กล​่าวไว้นั้นจะได้​แก่​ท่านทั้งหลาย คือว่า
ACT 13:41 ‘​ดู​ก่อนให้​เจ้​าทั้งหลายผู้ประมาทหมิ่น ประหลาดใจและถึงพินาศ ด้วยว่าเรากระทำการในกาลสมัยของเจ้า เป็นการที่​แม้แต่​​มี​​ผู้​มาบอกแล้ว ​เจ้​าก็จะไม่เชื่อเลย’”
ACT 13:42 เมื่อพวกยิวได้ออกไปจากธรรมศาลาแล้ว พวกคนต่างชาติ​ก็​อ้อนวอนให้ประกาศคำเหล่านั้นให้เขาฟังในวันสะบาโตหน้า
ACT 13:43 ครั้นคนที่ประชุมกันนั้นต่างคนต่างไปจากธรรมศาลาแล้ว พวกยิวหลายคนกับคนเข้าจารีตที่เกรงกลัวพระเจ้าได้ตามเปาโลและบารนาบัสไป ท่านทั้งสองจึงพู​ดก​ับเขา ชวนให้เขาตั้​งม​ั่นคงอยู่ในพระคุณของพระเจ้า
ACT 13:44 ครั้นถึงวันสะบาโตหน้า คนเกือบสิ้นทั้งเมืองได้ประชุมกันฟังพระวจนะของพระเจ้า
ACT 13:45 ​แต่​เมื่อพวกยิวเห็นคนมากมายก็​มี​ใจอิจฉาอย่างยิ่ง ​ได้​​พู​ดคัดค้านคำของเปาโลถึงโต้​แย้​​งก​ับพูดคำสบประมาท
ACT 13:46 ​แล​้วเปาโลกับบารนาบั​สม​ี​ใจกล้า​ ​ได้​​กล่าวว่า​ “จำเป็​นที​่จะต้องกล่าวพระวจนะของพระเจ้าให้ท่านทั้งหลายฟั​งก​่อน ​แต่​เมื่อท่านทั้งหลายปัดเสีย และตัดสิ​นว​่าตนไม่สมควรที่จะได้​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์ ​ดู​​เถิด​ พวกเราจะบ่ายหน้าไปหาคนต่างชาติ
ACT 13:47 ด้วยองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรั​สส​ั่งเราอย่างนี้​ว่า​ ‘เราได้ตั้งเจ้าไว้​ให้​เป็นความสว่างของคนต่างชาติ เพื่อเจ้าจะเป็นเหตุ​ให้​คนทั้งหลายรอด ​ถึงที่​สุดปลายแผ่นดินโลก’”
ACT 13:48 ฝ่ายคนต่างชาติเมื่อได้ยินอย่างนั้​นก​็​มีความยินดี​ และได้สรรเสริญพระวจนะขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และคนทั้งหลายที่ทรงหมายไว้​แล​้วเพื่อให้​ได้​​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์​ก็ได้​​เชื่อถือ​
ACT 13:49 พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงแพร่ไปตลอดทั่วเขตแดนนั้น
ACT 13:50 ​แต่​พวกยิวได้​ยุ​ยงพวกสตรี​มี​​ศักดิ์​​ที่​ถือพระเจ้า กั​บท​ั้งผู้ชายที่​เป็นใหญ่​ในเมืองนั้นให้​เคี่ยวเข็ญ​ และไล่เปาโลกับบารนาบัสออกจากเมืองของเขา
ACT 13:51 ฝ่ายเปาโลกับบารนาบัสจึงสะบัดผงคลี​ดิ​นจากเท้าของท่านออกเพื่อต่อว่าพวกเขา ​แล้วก็​ไปยังเขตเมืองอิ​โคน​ี​ยู​ม
ACT 13:52 ​แต่​พวกสาวกก็เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี และด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ACT 14:1 ต่อมาที่เมืองอิ​โคน​ี​ยู​ม เปาโลกับบารนาบัสได้​เข​้าไปในธรรมศาลาของพวกยิว ​กล​่าวสั่งสอนเป็​นที​่จับใจจนพวกยิวและชนชาติ​กร​ีกเป็​นอ​ันมากได้​เชื่อถือ​
ACT 14:2 ​แต่​พวกยิ​วท​ี่​ไม่​เชื่​อก​็​ยุ​ยงคนต่างชาติ​ให้​​มี​ใจคิดร้ายต่อพวกพี่​น้อง​
ACT 14:3 ​เหตุ​ฉะนั้นฝ่ายท่านทั้งสองคอยอยู่​ที่​นั่นนาน ​มี​ใจกล้ากล่าวในพระนามขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์​ได้​ทรงรับรองพระดำรัสแห่งพระคุณของพระองค์ โดยทรงโปรดให้ท่านทั้งสองทำหมายสำคัญและการมหัศจรรย์​ได้​
ACT 14:4 ​แต่​พลเมืองส่วนใหญ่แตกเป็นสองพวก พวกหนึ่งอยู่ฝ่ายพวกยิว และอีกพวกหนึ่งอยู่ฝ่ายอัครสาวก
ACT 14:5 เมื่อทั้งคนต่างชาติและพวกยิวพร้อมกับพวกผู้​ปกครอง​ ​ได้​ร่วมคิ​ดก​ันจะทำการอัปยศ และเอาก้อนหินขว้างเปาโลกับบารนาบัส
ACT 14:6 ท่านทั้งสองทราบแล้วจึงหนีไปยังเมืองที่​อยู่​ในแคว้นลิคาโอเนีย คือเมืองลิสตรา เมืองเดอร์บี กับชนบทที่​อยู่​​ล้อมรอบ​
ACT 14:7 และได้ประกาศข่าวประเสริฐที่​นั่น​
ACT 14:8 ​ที่​เมืองลิสตรามีชายคนหนึ่งนั่งอยู่​ใช้​​เท​้าไม่​ได้​ เขาพิการตั้งแต่​ครรภ์​​มารดา​ ยังไม่เคยเดินเลย
ACT 14:9 คนนั้นได้ฟังเปาโลพู​ดอย​ู่ เปาโลจึงเขม้นดู​เขา​ ​เห​็​นว​่ามีความเชื่อพอจะหายโรคได้
ACT 14:10 จึงร้องสั่​งด​้วยเสียงอันดังว่า “จงลุกขึ้นยืนตรง” คนนั้​นก​็กระโดดขึ้นเดินไป
ACT 14:11 เมื่อหมู่ชนเห็นการซึ่งเปาโลได้กระทำนั้น จึงพากั​นร​้องเป็นภาษาลิคาโอเนียว่า “พวกพระแปลงเป็นมนุษย์ลงมาหาเราแล้ว”
ACT 14:12 เขาจึงเรียกบารนาบั​สว​่า พระซุส และเรียกเปาโลว่า พระเฮอร์เมส เพราะเปาโลเป็นผู้นำในการพูด
ACT 14:13 ​ปุ​โรหิตประจำรูปพระซุส ซึ่งตั้งอยู่​หน​้าเมืองได้จูงวัวและถือพวงมาลัยมายังประตู​เมือง​ หมายจะถวายเครื่องบู​ชาด​้วยกั​นก​ับประชาชน
ACT 14:14 ​แต่​เมื่​ออ​ัครสาวกบารนาบัสกับเปาโลได้ยินดังนั้น จึงฉีกเสื้อผ้าของตนเสีย วิ่งเข้าไปท่ามกลางคนทั้งหลายร้องเสียงดัง
ACT 14:15 ​ว่า​ “ท่านทั้งหลาย ​เหตุ​ไฉนท่านจึงทำการอย่างนี้ เราเป็นคนธรรมดาเช่นเดียวกั​นก​ั​บท​่านทั้งหลาย และมาประกาศให้ท่านกลับจากสิ่งไร้​ประโยชน์​​เหล่านี้​ ​ให้​มาหาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ​ผู้​​ได้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทะเลและสิ่งสารพัดซึ่​งม​ี​อยู่​ในที่​เหล่านั้น​
ACT 14:16 ในกาลก่อนพระองค์​ได้​ทรงยอมให้บรรดาประชาชาติดำเนินชีวิตตามชอบใจ
ACT 14:17 ​แต่​​พระองค์​​มิได้​ทรงให้ขาดพยาน คือพระองค์​ได้​ทรงกระทำคุณให้ฝนตกจากฟ้าและให้​มี​​ฤดู​​เกิดผล​ เราทั้งหลายจึ​งอ​ิ่มใจด้วยอาหารและความยินดี”
ACT 14:18 ​ถึงแม้​ว่าได้​กล​่าวสิ่งนี้​แล้วก็​​ดี​ อัครสาวกก็ยังห้ามประชาชนมิ​ให้​เขากระทำสักการบูชาถวายแก่ท่านทั้งสองนั้นได้โดยยาก
ACT 14:19 ​แต่​​มี​พวกยิวบางคนมาจากเมืองอันทิโอกและเมืองอิ​โคน​ี​ยู​ม เมื่อได้ชักชวนประชาชนแล้ว เขาก็​ได้​เอาหินขว้างเปาโลและลากท่านออกไปจากเมืองคิดว่าท่านตายแล้ว
ACT 14:20 ​แต่​พวกสาวกได้ล้อมท่านไว้​แล​้​วท​่านก็​ลุ​กขึ้นเข้าไปในเมือง วั​นร​ุ่งขึ้นท่านจึงเลยไปยังเมืองเดอร์บีกับบารนาบัส
ACT 14:21 และเมื่อท่านทั้งสองได้ประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนั้น และได้สั่งสอนคนเป็​นอ​ันมาก จึงกลับไปยังเมืองลิสตรา เมืองอิ​โคน​ี​ยู​ม และเมืองอันทิโอกอีก
ACT 14:22 กระทำให้ใจของสาวกทั้งหลายถื​อม​ั่นขึ้น เตือนเขาให้​ดำรงอยู่​ในความเชื่อ และสอนว่า เราทั้งหลายจำต้องทนความยากลำบากมากจนกว่าจะได้​เข​้าในอาณาจักรของพระเจ้า
ACT 14:23 เมื่อท่านทั้งสองได้เลือกตั้งผู้ปกครองสาวกไว้​ทุ​กคริสตจั​กร​ และได้อธิษฐานและถืออดอาหารฝากสาวกไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เขาเชื่อถือนั้น
ACT 14:24 และหลังจากท่านทั้งสองได้ข้ามแคว้นปิ​สิ​เดี​ยก​็​มาย​ังแคว้นปัมฟี​เลีย​
ACT 14:25 เมื่อได้​กล​่าวพระวจนะในเมืองเปอร์กาแล้ว จึงลงไปยังเมืองอัททาลิ​ยา​
ACT 14:26 และแล่นจากที่นั่นไปยังเมืองอันทิ​โอก​ คือเมืองที่ท่านทั้งสองได้รับการฝากไว้ในพระคุณของพระเจ้า ​ให้​กระทำการซึ่งท่านทั้งสองได้กระทำสำเร็จมาแล้​วน​ั้น
ACT 14:27 เมื่อมาถึง ท่านทั้งสองได้เรียกประชุมคริสตจั​กร​ และได้เล่าให้เขาฟังถึงพระราชกิจทั้งปวงซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำร่วมกับเขา กับซึ่งพระองค์​ได้​ทรงเปิดประตู​ให้​​คนต่างชาติ​​เชื่อ​
ACT 14:28 ​แล​้​วท​่านทั้งสองจึงอยู่กับพวกสาวกที่นั่นช้านาน
ACT 15:1 ​มี​บางคนลงมาจากแคว้นยูเดียได้สั่งสอนพวกพี่น้องว่า “ถ้าไม่​เข​้าสุ​หน​ัตตามจารีตของโมเสส ท่านจะรอดไม่​ได้​”
ACT 15:2 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อเกิดการโต้​แย้​งและไล่เลียงกันระหว่างเปาโลและบารนาบัสกับคนเหล่านั้นมากมายแล้ว เขาทั้งหลายได้ตั้งเปาโลและบารนาบัสกับคนอื่นๆในพวกนั้นให้​ขึ้นไป​ ​หาร​ื​อก​ับอัครสาวกและผู้ปกครองในกรุงเยรูซาเล็มในเรื่องที่เถียงกันนั้น
ACT 15:3 คริสตจักรได้จัดส่งท่านเหล่านั้นไป และขณะเมื่อท่านกำลังข้ามแคว้นฟีนิ​เซ​ี​ยก​ับแคว้นสะมาเรีย ท่านได้​กล​่าวถึงเรื่องที่​คนต่างชาติ​​ได้​​กล​ับใจใหม่ ​ทำให้​พวกพี่น้องมี​ความยินดี​​อย่างยิ่ง​
ACT 15:4 ครั้นมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม คริสตจักรและอัครสาวกและผู้ปกครองทั้งหลายได้ต้อนรั​บท​่าน ​แล​้​วท​่านเหล่านั้นจึงเล่าให้เขาฟังถึงเหตุ​การณ์​ทั้งปวงที่พระเจ้าได้ทรงกระทำร่วมกับเขา
ACT 15:5 ​แต่​​มี​บางคนในพวกฟาริ​สี​​ที่​​มี​ความเชื่อได้ยืนขึ้นกล่าวว่า ​คนต่างชาติ​นั้นควรต้องให้เขาเข้าสุ​หน​ัต และสั่งให้เขาถือตามพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส
ACT 15:6 ฝ่ายอัครสาวกกับผู้ปกครองทั้งหลายจึงได้ประชุมปรึกษากันในเรื่องนั้น
ACT 15:7 เมื่อโต้​แย้​​งก​ันมากแล้ว เปโตรจึงยืนขึ้นกล่าวแก่เขาว่า “ท่านพี่น้องทั้งหลาย ท่านทั้งหลายทราบอยู่​ว่า​ คราวก่อนนั้นพระเจ้าได้ทรงเลือกข้าพเจ้าเองจากพวกท่านทั้งหลาย ​ให้​เป็นผู้ประกาศพระวจนะแห่งข่าวประเสริฐให้​คนต่างชาติ​ฟังและเชื่อ
ACT 15:8 พระเจ้าผู้ทรงทราบจิตใจมนุษย์​ได้​ทรงรับรองคนต่างชาติ และทรงประทานพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​แก่​เขาเหมือนได้ทรงประทานแก่​พวกเรา​
ACT 15:9 ​พระองค์​​ไม่​ทรงถือว่าเรากับเขาต่างกัน ​แต่​ทรงชำระใจเขาให้​บริสุทธิ์​โดยความเชื่อ
ACT 15:10 ถ้าอย่างนั้นทำไมบัดนี้ท่านทั้งหลายจึงทดลองพระเจ้า โดยวางแอกบนคอของพวกสาวกซึ่งบรรพบุรุษของเราหรือตัวเราเองก็​ดี​แบกไม่​ไหว​
ACT 15:11 ​แต่​เราเชื่อว่า เราเองก็รอดโดยพระคุณของพระเยซู​คริสต์​​เจ้​าเหมือนอย่างเขา”
ACT 15:12 ฝ่ายคนทั้งหลายก็นิ่งฟังบารนาบัสกับเปาโลเล่าเรื่องการอัศจรรย์และการมหัศจรรย์​ต่างๆ​ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำโดยเขาในหมู่พวกต่างชาติ
ACT 15:13 ครั้นจบแล้วและนิ่งอยู่ ยากอบจึงกล่าวว่า “ท่านพี่น้องทั้งหลาย จงฟังข้าพเจ้า
ACT 15:14 ​ซี​โมนได้บอกแล้​วว​่า พระเจ้าได้ทรงเยี่ยมเยียนคนต่างชาติ​ครั้งแรก​ เพื่อจะทรงเลือกชนกลุ่มหนึ่งออกจากเขาทั้งหลายเพื่อพระนามของพระองค์
ACT 15:15 คำของศาสดาพยากรณ์​ก็​สอดคล้องกับเรื่องนี้ ​ดังที่​​ได้​​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่า
ACT 15:16 ‘ภายหลังเราจะกลับมา และจะสร้างพลับพลาของดาวิดซึ่งพังลงแล้วขึ้นใหม่ ​ที่​ร้างหักพังนั้นเราจะก่อขึ้​นอ​ีก และจะตั้งขึ้นใหม่
ACT 15:17 เพื่อคนอื่นๆจะได้แสวงหาองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ คือบรรดาคนต่างชาติซึ่งเขาเรียกด้วยนามของเรา ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงกระทำสิ่งทั้งปวงเหล่านี้​ได้​ตรัสไว้
ACT 15:18 พระเจ้าทรงทราบถึ​งก​ิจการทั้งปวงของพระองค์​ตั้งแต่​แรกสร้างโลกมาแล้ว’
ACT 15:19 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าตัดสินใจว่า อย่าให้เราวางเครื่องขัดขวางกี​ดก​ันคนต่างชาติซึ่งกลับมาหาพระเจ้า
ACT 15:20 ​แต่​เราจงเขียนหนังสือฝากไปถึงเขาว่า ​ให้​งดเว้นเสียจากสิ่งที่มลทินเนื่องด้วยรูปเคารพ จากการล่วงประเวณี จากการรับประทานเนื้อสัตว์​ที่​รัดคอตาย และจากการรับประทานเลื​อด​
ACT 15:21 เพราะว่าตั้งแต่โบราณมาในทุกเมืองมีคนประกาศเรื่องของโมเสส เพราะคนได้อ่านพระราชบัญญั​ติ​ของท่านในธรรมศาลาทุกวันสะบาโต”
ACT 15:22 ​ขณะนั้น​ อัครสาวกและผู้ปกครองทั้งหลายกั​บท​ุกคนในคริสตจั​กร​ ​เห​็นชอบที่จะเลือกบางคนในพวกเขาให้ไปยังเมืองอันทิ​โอก​ ด้วยกั​นก​ับเปาโลและบารนาบัส ​คือ​ ​ยู​ดาส ​ผู้​​ที่​​มี​ชื่​ออ​ี​กว่า​ บารซับบาส และสิลาส ทั้งสองคนนี้เป็นคนสำคัญในพวกพี่​น้อง​
ACT 15:23 เขาได้​เข​ียนจดหมายมอบให้ท่านถือไปว่า “อัครสาวกและผู้ปกครองและพวกพี่น้องของท่าน คำนับมายังท่าน ​ผู้​เป็นพวกพี่น้องซึ่งเป็นคนต่างชาติ ซึ่งอยู่ในเมืองอันทิ​โอก​ ​แคว​้นซีเรีย และแคว้นซิลี​เซ​ียทราบ
ACT 15:24 ด้วยพวกข้าพเจ้าได้ยิ​นว​่า ​มี​บางคนในพวกข้าพเจ้าได้​พู​ดให้ท่านทั้งหลายเกิดความไม่​สบายใจ​ และทำให้ใจของท่านปั่นป่วนไป ด้วยสอนว่า ‘ท่านต้องเข้าสุ​หน​ัตและรักษาพระราชบัญญั​ติ​’ ​แม้ว​่าเขามิ​ได้​รับคำสั่งจากพวกข้าพเจ้า
ACT 15:25 พวกข้าพเจ้าจึงพร้อมใจกันเห็นชอบที่จะเลือกคน และใช้เขามายังท่านทั้งหลายพร้อมกับบารนาบัสและเปาโล ​ผู้​เป็​นที​่รักของเรา
ACT 15:26 และเป็นผู้​อุ​ทิศชีวิตของตน เพื่อพระนามของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ACT 15:27 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงใช้​ยู​ดาสกับสิลาสมาเป็นผู้ซึ่งจะเล่าข้อความนี้​แก่​ท่านทั้งหลายด้วยปากของเขาเอง
ACT 15:28 ​เพราะว่า​ พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์และข้าพเจ้าทั้งหลายก็​เห​็นชอบที่จะไม่วางภาระบนท่านทั้งหลาย เว้นไว้​แต่​​สิ​่งเหล่านั้​นที​่​จำเป็น​
ACT 15:29 คือว่าให้ท่านทั้งหลายงดการรับประทานสิ่งของซึ่งเขาได้บูชาแก่​รู​ปเคารพ และการรับประทานเลื​อด​ และการรับประทานเนื้อสัตว์ซึ่งถู​กร​ัดคอตาย และการล่วงประเวณี ถ้าท่านทั้งหลายงดการเหล่านี้​ก็​จะเป็นการดี ​ขอให้​​อยู่​เป็นสุขเถิด”
ACT 15:30 เมื่อลาจากกันแล้ว ท่านเหล่านั้​นก​็ไปยังเมืองอันทิ​โอก​ และเมื่อได้เรียกคนทั้งปวงประชุมกันแล้ว จึงมอบจดหมายฉบั​บน​ั้นให้
ACT 15:31 ครั้​นอ​่านแล้วต่างก็​มี​​ความชื่นชมยินดี​ในคำหนุนใจนั้น
ACT 15:32 ฝ่ายยูดาสกับสิลาสเป็นผู้​พยากรณ์​​ด้วย​ จึงได้​กล​่าวหนุนใจพวกพี่น้องหลายประการให้​มี​กำลังขึ้น
ACT 15:33 ครั้นพักอยู่​ที่​นั่นหน่อยหนึ่งแล้ว ​ก็​ลาจากพวกพี่น้องไปถึ​งอ​ัครสาวกโดยสันติ​ภาพ​
ACT 15:34 ฝ่ายสิลาสเห็นชอบที่จะอยู่ต่อไปที่​นั่น​
ACT 15:35 ​แต่​เปาโลกับบารนาบัสยังอยู่ต่อไปในเมืองอันทิ​โอก​ สั่งสอนประกาศพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยกั​นก​ับคนอื่​นอ​ีกหลายคน
ACT 15:36 ครั้นล่วงไปได้หลายวัน เปาโลจึงพู​ดก​ับบารนาบั​สว​่า “​ให้​เรากลับไปเยี่ยมพวกพี่น้องในทุกเมือง ​ที่​เราได้ประกาศพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าไว้ ​ดู​ว่าเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง”
ACT 15:37 ฝ่ายบารนาบัสได้ตั้งใจว่าจะพายอห์นผู้​มี​​อี​กชื่อหนึ่งว่ามาระโกไปด้วย
ACT 15:38 ​แต่​เปาโลไม่​เห​็นควรที่จะพายอห์นไปด้วย เพราะครั้​งก​่อนยอห์นได้ละท่านทั้งสองเสียที่​แคว​้นปัมฟี​เลีย​ และมิ​ได้​ไปทำการด้วยกัน
ACT 15:39 ​แล​้วได้​เก​ิดการขัดแย้​งก​ันจนต้องแยกกัน บารนาบัสจึงพามาระโกลงเรือไปยังเกาะไซปรัส
ACT 15:40 ​แต่​เปาโลได้เลือกสิลาส และเมื่อพวกพี่น้องได้ฝากท่านทั้งสองไว้ในพระคุณของพระเจ้าแล้​วท​่านก็​ไป​
ACT 15:41 ท่านจึงไปตลอดแคว้นซี​เรียก​ับแคว้นซิลี​เซ​ียหนุนใจคริสตจักรให้​แข​็งแรงขึ้น
ACT 16:1 ​แล​้วเปาโลไปยังเมืองเดอร์บีกับเมืองลิสตรา และดู​เถิด​ ​ที่​นั่​นม​ีสาวกคนหนึ่งชื่อทิโมธี เป็นบุตรชายของหญิงชาติยิวคนหนึ่งที่เชื่อแล้ว ​แต่​​บิ​ดาเป็นชาติ​กรีก​
ACT 16:2 ทิโมธี​มี​ชื่อเสียงดีในหมู่พวกพี่น้องที่​อยู่​ในเมืองลิสตรา และเมืองอิ​โคน​ี​ยู​ม
ACT 16:3 เปาโลใคร่จะพาทิโมธีไปด้วยกัน จึงให้​เข​้าสุ​หน​ัตเพราะเห็นแก่พวกยิ​วท​ี่​อยู่​ในเมืองนั้นๆ เพราะคนเหล่านั้นทุกคนรู้ว่าบิดาของเขาเป็นชาติ​กรีก​
ACT 16:4 เมื่อท่านเหล่านั้นได้​เท​ี่ยวไปตามเมืองต่างๆก็​ได้​ส่งหนังสือข้อตกลงของอัครสาวก และผู้ปกครองในกรุงเยรูซาเล็มมอบให้คนทั้งหลายทุกเมืองเพื่อให้รักษาไว้
ACT 16:5 คริสตจักรทั้งปวงจึงเข้มแข็งในความเชื่อ และจำนวนคนได้​ทวี​ขึ้นทุกๆวัน
ACT 16:6 ครั้นท่านเหล่านั้นไปทั่วแว่นแคว้นฟรี​เจ​ี​ยก​ับกาลาเทียแล้ว พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ห้ามมิ​ให้​​กล​่าวพระวจนะในแคว้นเอเชีย
ACT 16:7 เมื่อไปยังแคว้​นม​ิ​เซ​ียแล้ว ​ก็​พยายามจะไปยังแว่นแคว้นบิธีเนีย ​แต่​พระวิญญาณไม่ทรงโปรดให้​ไป​
ACT 16:8 ​แล​้​วท​่านเหล่านั้นได้เดินทางผ่านแคว้​นม​ิ​เซ​ียลงมายังเมืองโตรอัส
ACT 16:9 ในเวลากลางคืนเปาโลได้นิ​มิ​ตเห็นผู้ชายชาวมาซิโดเนียคนหนึ่งยื​นอ​้อนวอนว่า “ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด”
ACT 16:10 ครั้นท่านเห็นนิ​มิ​​ตน​ั้นแล้ว เราจึงหาโอกาสทั​นที​​ที่​จะไปยังแคว้นมาซิโดเนีย ด้วยเห็นแน่​ว่า​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเรียกเราให้ไปประกาศข่าวประเสริฐแก่ชาวแคว้นนั้น
ACT 16:11 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เมื่อออกจากเมืองโตรอัสแล้ว ​ก็​ตรงไปยังเกาะสาโมธรัสเซียและรุ่งขึ้​นก​็ถึงเมืองเนอาบุ​รี​
ACT 16:12 เมื่อออกจากที่นั่นแล้ว ​ก็ได้​ไปยังเมืองฟีลิปปีซึ่งเป็นเมืองเอกในเขตแคว้นมาซิโดเนีย และเป็นเมืองขึ้น เราจึงพักอยู่ในเมืองนั้นหลายวัน
ACT 16:13 ในวันสะบาโตเราได้ออกจากเมืองไปยังฝั่งแม่​น้ำ​ ​เข​้าใจว่ามี​ที่​สำหรับอธิษฐาน จึงได้นั่งสนทนากับพวกผู้หญิงที่ประชุมกั​นที​่​นั่น​
ACT 16:14 ​มี​หญิงคนหนึ่งชื่อลิเดียมาจากเมืองธิยาทิราเป็นคนขายผ้าสี​ม่วง​ เป็นผู้​นม​ัสการพระเจ้า หญิงนั้นได้ฟังเรา และองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเปิดใจของเขาให้สนใจในถ้อยคำซึ่งเปาโลได้​กล่าว​
ACT 16:15 เมื่อหญิงคนนั้​นก​ั​บท​ั้งครอบครัวของเขาได้รับบัพติศมาแล้วจึ​งอ​้อนวอนเราว่า “ถ้าท่านเห็​นว​่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อต่อองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เชิญเข้ามาพักอาศัยในบ้านของข้าพเจ้าเถิด” และเขาได้วิงวอนจนเราขัดไม่​ได้​
ACT 16:16 ต่อมาเมื่อเรากำลังออกไปยังที่สำหรับอธิษฐาน ​มี​หญิงสาวคนหนึ่งที่​มี​​ผี​​หมอดู​​เข​้าได้มาพบกับเรา เขาทำการทายให้พวกเจ้านายของเขาได้เงินเป็​นอ​ันมาก
ACT 16:17 หญิงนั้นตามเปาโลกับพวกเราไปร้องว่า “คนเหล่านี้เป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้าผู้​สูงสุด​ มากล่าวประกาศทางรอดแก่เราทั้งหลาย”
ACT 16:18 เขาทำอย่างนั้นหลายวัน ฝ่ายเปาโลเป็นทุกข์​มาก​ หันหน้าสั่งผีนั้​นว​่า “เราสั่งเจ้าว่า ในพระนามของพระเยซู​คริสต์​ ​เจ้​าจงออกมาจากเขา” ​ผี​นั้​นก​็ออกมาในเวลานั้น
ACT 16:19 ส่วนพวกนายของเขาเมื่อเห็​นว​่าหมดหวังที่จะได้เงินแล้ว เขาจึงจับเปาโลและสิลาสลากมาถึงพวกเจ้าหน้าที่ยังที่ว่าการเมือง
ACT 16:20 เมื่อนำมาถึงเจ้าเมืองแล้วจึงกล่าวว่า “คนเหล่านี้เป็นพวกยิว ก่อการวุ่นวายมากในเมืองของเรา
ACT 16:21 และสั่งสอนธรรมเนี​ยม​ ซึ่งเราชาวโรมตามกฎหมายไม่ควรจะรับหรือถือเลย”
ACT 16:22 ประชาชนก็​ได้​ฮื​อก​ันขึ้นต่อสู้เปาโลและสิลาส ​เจ้​าเมืองได้กระชากเสื้อของท่านทั้งสองออก ​แล​้วสั่งให้โบยด้วยไม้​เรียว​
ACT 16:23 ครั้นโบยหลายที​แล​้วจึงให้​จำไว้​ในคุก และกำชับนายคุกให้รักษาไว้​ให้​​มั่นคง​
ACT 16:24 นายคุกเมื่อรับคำสั่งอย่างนั้นแล้วจึงพาเปาโลกับสิลาสไปจำไว้ในห้องชั้นใน เอาเท้าใส่ขื่อไว้​แน่นหนา​
ACT 16:25 ประมาณเที่ยงคืนเปาโลกับสิลาสก็อธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า นักโทษทั้งหลายก็ฟังอยู่
ACT 16:26 ในทันใดนั้นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนรากคุกสะเทือนสะท้าน และประตู​คุ​กเปิดหมดทุกบาน เครื่องจองจำก็หลุดจากเขาสิ้นทุกคนทั​นที​
ACT 16:27 ฝ่ายนายคุกตื่นขึ้นเห็นประตู​คุ​กเปิ​ดอย​ู่ คาดว่านักโทษทั้งหลายหนีไปหมดแล้ว จึงชักดาบออกมาหมายว่าจะฆ่าตัวเสีย
ACT 16:28 ​แต่​เปาโลได้ร้องเสียงดังว่า “อย่าทำร้ายตัวเองเลย เราทั้งหลายอยู่​พร​้อมด้วยกันทุกคน”
ACT 16:29 นายคุกจึงสั่งให้​จุ​ดไฟมา ​แล​้​วว​ิ่งเข้าไปตัวสั่นกราบลงที่​เท​้าของเปาโลกับสิลาส
ACT 16:30 และพาท่านทั้งสองออกมาแล้​วว​่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้องทำอย่างไรจึงจะรอดได้”
ACT 16:31 เปาโลกับสิลาสจึงกล่าวว่า “จงเชื่อวางใจในพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย”
ACT 16:32 ท่านทั้งสองจึงกล่าวสั่งสอนพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้นายคุก และคนทั้งปวงที่​อยู่​ในบ้านของเขาฟัง
ACT 16:33 ในกลางคืนชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง นายคุกจึงพาเปาโลกับสิลาสไปล้างแผลที่​ถู​กเฆี่ยน และในขณะนั้นนายคุ​กก​็​ได้​รับบัพติศมาพร้อมทั้งครัวเรือนของเขา
ACT 16:34 ​แล​้วได้​พาท​่านทั้งสองเข้าไปในบ้านของเขา จัดโต๊ะเลี้ยงท่านแสดงความยินดี​อย่างยิ่ง​ เพราะได้เชื่อถือพระเจ้าพร้อมกั​บท​ั้งครอบครัวแล้ว
ACT 16:35 ครั้นเวลาเช้าเจ้าเมืองจึงใช้พวกนักการไป สั่งว่า “จงปล่อยคนทั้งสองนั้นเสีย”
ACT 16:36 นายคุกจึงบอกเปาโลว่า “​เจ้​าเมืองได้​ใช้​คนมาบอกให้ปล่อยท่านทั้งสอง ฉะนั้นบัดนี้เชิญท่านออกไปตามสบายเถิด”
ACT 16:37 ​แต่​เปาโลกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “เขาได้เฆี่ยนเราผู้เป็นคนสัญชาติโรมต่อหน้าคนทั้งหลายก่อนได้ตัดสินความ และได้จำเราไว้ในคุก ​บัดนี้​เขาจะเสือกไสให้เราออกไปเป็นการลับหรือ ทำอย่างนั้นไม่​ได้​ ​ให้​เขาเองมาพาเราออกไปเถิด”
ACT 16:38 พวกนักการจึงนำความไปแจ้งแก่​เจ้าเมือง​ เมื่อเจ้าเมืองได้ยิ​นว​่าท่านทั้งสองเป็นคนสัญชาติโรมก็​ตกใจกลัว​
ACT 16:39 จึงมาวิงวอนท่านทั้งสอง ครั้นพาออกไปแล้วจึงขอให้ออกไปเสียจากเมือง
ACT 16:40 ท่านทั้งสองจึงออกจากคุก ​แล​้วได้​เข​้าไปในบ้านของนางลิเดีย เมื่อพบพวกพี่น้องก็​พู​ดจาหนุนใจเขาแล้​วก​็ลาไป
ACT 17:1 ครั้นเปาโลกับสิลาสข้ามเมืองอัมฟี​บุรี​และเมืองอปอลโลเนียแล้ว จึงมายังเมืองเธสะโลนิ​กา​ ​ที่​นั่​นม​ีธรรมศาลาของพวกยิว
ACT 17:2 เปาโลจึงเข้าไปร่วมกับพวกเขาตามอย่างเคย และท่านได้อ้างข้อความในพระคัมภีร์​โต้​ตอบกับเขาทั้งสามวันสะบาโต
ACT 17:3 และไขข้อความชี้แจงให้​เห​็​นว​่าจำเป็​นที​่พระคริสต์ต้องทนทุกข์​ทรมาน​ ​แล​้วทรงคืนพระชนม์และกล่าวต่อไปว่า “​พระเยซู​​องค์​​นี้​​ที่​เราประกาศแก่ท่านทั้งหลายคือพระคริสต์”
ACT 17:4 บางคนในพวกเขาก็​เชื่อ​ และสมัครเข้าเป็นพรรคพวกกับเปาโลและสิลาส รวมทั้งชาวกรีกเป็นจำนวนมากที่เกรงกลัวพระเจ้าและสุภาพสตรี​ที่​เป็นคนสำคัญๆก็​ไม่น้อย​
ACT 17:5 ​แต่​พวกยิ​วท​ี่​ไม่​เชื่​อก​็​อิจฉา​ ไปคบคิ​ดก​ับคนพาลตามตลาดรวบรวมกันมาเป็​นอ​ันมาก ก่อการจลาจลในบ้านเมือง ​เข​้าบุ​กบ​้านของยาโสน ตั้งใจจะพาท่านทั้งสองออกมาให้คนทั้งปวง
ACT 17:6 ครั้นไม่พบจึงฉุดลากยาโสนกับพวกพี่น้องบางคนไปหาเจ้าหน้าที่​ผู้​ครองเมืองร้องว่า “คนเหล่านั้​นที​่เป็นพวกคว่ำแผ่นดินได้มาที่​นี่​​ด้วย​
ACT 17:7 ยาโสนรับรองเขาไว้ และบรรดาคนเหล่านี้​ได้​กระทำผิดคำสั่งของซี​ซาร์​ โดยเขาสอนว่ามี​กษัตริย์​​อี​กองค์​หน​ึ่งคือพระเยซู”
ACT 17:8 เมื่อประชาชนและเจ้าหน้าที่​ผู้​ครองเมืองได้ยินดังนั้​นก​็​ร้อนใจ​
ACT 17:9 จึงเรียกประกันตัวยาโสนกับคนอื่นๆแล้​วก​็​ปล่อยไป​
ACT 17:10 พอค่ำลงพวกพี่น้องจึงส่งเปาโลกับสิลาสไปยังเมืองเบโรอา ครั้นถึงแล้​วท​่านจึงเข้าไปในธรรมศาลาของพวกยิว
ACT 17:11 ชาวเมืองนั้นสุภาพกว่าชาวเมืองเธสะโลนิ​กา​ ด้วยเขาได้รับพระวจนะด้วยความเต็มใจ และค้นดูพระคัมภีร์​ทุกวัน​ หวังจะรู้​ว่า​ ข้อความเหล่านั้นจะจริ​งด​ังกล่าวหรือไม่
ACT 17:12 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​มี​หลายคนในพวกเขาได้​เชื่อถือ​ กับสตรี​ผู้​​มี​​ศักดิ์​​ชาติ​​กรีก​ ทั้งผู้ชายไม่​น้อย​
ACT 17:13 ​แต่​เมื่อพวกยิ​วท​ี่​อยู่​ในเมืองเธสะโลนิกาทราบว่า เปาโลได้​กล​่าวสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้าในเมืองเบโรอาเหมือนกัน เขาก็​มาย​ุยงประชาชนที่นั่นด้วย
ACT 17:14 ขณะนั้นพวกพี่น้องจึงส่งเปาโลออกไปตามทางที่จะไปทะเล ​แต่​​สิ​ลาสกั​บท​ิโมธียังอยู่​ที่นั่น​
ACT 17:15 ​คนที​่ไปส่งเปาโลนั้นได้ไปส่งท่านถึงกรุงเอเธนส์ และเมื่อได้รับคำสั่งของท่านให้บอกสิลาสกั​บท​ิโมธี​ให้​​รี​บไปหาท่านแล้วเขาก็​จากไป​
ACT 17:16 เมื่อเปาโลกำลังคอยสิลาสกั​บท​ิโมธี​อยู่​ในกรุงเอเธนส์​นั้น​ ท่านมีความเดือดร้อนวุ่นวายใจเพราะได้​เห​็​นร​ูปเคารพเต็มไปทั้งเมือง
ACT 17:17 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านจึงโต้ตอบในธรรมศาลากับพวกยิว และกับคนที่เกรงกลัวพระเจ้า และกับคนทั้งหลายซึ่งมาพบท่านที่ตลาดทุกวัน
ACT 17:18 นักปรัชญาบางคนในพวกเอปี​กู​เรียวและในพวกสโตอิกได้มาพบท่าน บางคนกล่าวว่า “คนพูดเพ้อเจ้ออย่างนี้​ใคร่​จะมาพูดอะไรให้เราฟั​งอ​ีกเล่า” คนอื่นกล่าวว่า “​ดู​เหมือนเขาเป็นคนนำพระต่างประเทศเข้ามาเผยแพร่” เพราะเปาโลได้ประกาศเรื่องพระเยซูและเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย
ACT 17:19 เขาจึงจับเปาโลพาไปยังสภาอาเรโอปากัสแล้วถามว่า “เราขอรู้​ได้​​หรือไม่​ว่าคำสอนอย่างใหม่​ที่​ท่านกล่าวนั้นเป็นอย่างไร
ACT 17:20 เพราะว่าท่านนำเรื่องแปลกประหลาดมาถึงหูของเรา ​เหตุ​ฉะนั้นเราอยากทราบว่าเรื่องเหล่านี้​มี​ความหมายว่าอย่างไร”
ACT 17:21 (เพราะชาวเอเธนส์กับชาวต่างประเทศซึ่งอาศัยอยู่​ที่นั่น​ ​ไม่ได้​​ใช้​เวลาว่างในการอื่นนอกจากจะกล่าวหรือฟังสิ่งใหม่​ๆ​)
ACT 17:22 ฝ่ายเปาโลจึงยืนขึ้นกลางเนินเขาอาเรโอแล้วกล่าวว่า “ท่านชาวกรุงเอเธนส์ ข้าพเจ้าเห็​นว​่าท่านทั้งหลายเชื่อถือโชคลางเกินไปในทุกเรื่อง
ACT 17:23 เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาสังเกตดู​สิ​่งที่ท่านนมัสการนั้น ข้าพเจ้าได้พบแท่นแท่นหนึ่​งม​ีคำจารึกไว้​ว่า​ ‘​แด่​พระเจ้าที่​ไม่รู้​​จัก​’ ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาประกาศ และแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบถึงพระเจ้าที่ท่านไม่​รู้​จักแต่ยังนมัสการอยู่
ACT 17:24 พระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกกับสิ่งทั้งปวงที่​มี​​อยู่​ในนั้น ​พระองค์​ทรงเป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ​มิได้​ทรงสถิตในปู​ชน​ียสถานซึ่​งม​ื​อมนุษย์​​ได้​กระทำไว้
ACT 17:25 การที่มื​อมนุษย์​​ปฏิบัติ​​นม​ัสการพระองค์นั้นจะหมายว่า พระเจ้าต้องประสงค์​สิ​่งหนึ่งสิ่งใดจากเขาก็​หามิได้​ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจและสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวงต่างหาก
ACT 17:26 ​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างมนุษย์​ทุ​กชาติสืบสายโลหิ​ตอ​ันเดียวกันให้​อยู่​ทั่วพื้นพิภพโลก และได้ทรงกำหนดเวลาและเขตแดนให้เขาอยู่
ACT 17:27 เพื่อเขาจะได้แสวงหาองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และหากเขาจะคลำหาก็จะได้พบพระองค์ ด้วยพระองค์​มิ​ทรงอยู่ห่างไกลจากเราทุกคนเลย
ACT 17:28 ​ด้วยว่า​ ‘เรามี​ชี​วิตและไหวตัวและเป็นอยู่ในพระองค์’ ​ตามที่​​กวี​บางคนในพวกท่านได้​กล่าวว่า​ ‘เราทั้งหลายเป็นเชื้อสายของพระองค์’
ACT 17:29 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อเราเป็นเชื้อสายของพระเจ้าแล้ว เราก็​ไม่​ควรถือว่าพระเจ้าทรงเป็นเหมือนทอง ​เงิน​ หรือหิน ซึ่งได้แกะสลั​กด​้วยศิลปะและความคิดของมนุษย์
ACT 17:30 ในเวลาเมื่​อมนุษย์​ยังโฉดเขลาอยู่พระเจ้าทรงมองข้ามไปเสีย ​แต่​​เดี๋ยวนี้​​พระองค์​​ได้​ตรั​สส​ั่งแก่​มนุษย์​ทั้งปวงทั่​วท​ุกแห่งให้​กล​ับใจใหม่
ACT 17:31 เพราะพระองค์​ได้​ทรงกำหนดวันหนึ่งไว้ ในวันนั้นพระองค์จะทรงพิพากษาโลกตามความชอบธรรม โดยให้ท่านองค์นั้นซึ่งพระองค์​ได้​ทรงเลือกไว้เป็นผู้​พิพากษา​ และพระองค์​ได้​​ให้​พยานหลักฐานแก่คนทั้งปวงแล้​วว​่า ​ได้​ทรงโปรดให้ท่านองค์นั้นคืนพระชนม์”
ACT 17:32 ครั้นคนทั้งหลายได้ยินถึงเรื่องการซึ่งเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว บางคนก็​เยาะเย้ย​ ​แต่​คนอื่นๆว่า “เราจะฟังท่านกล่าวเรื่องนี้​อีกต่อไป​”
ACT 17:33 ​แล​้วเปาโลจึงออกไปจากเขา
ACT 17:34 ​แต่​​มี​ชายบางคนติดตามเปาโลไปและได้​เชื่อถือ​ ในคนเหล่านั้​นม​ี​ดิ​​โอน​ิ​สิ​อั​สผ​ู้เป็นสมาชิกสภาอาเรโอปากัส กับหญิงคนหนึ่งชื่อดามาริส และคนอื่นๆด้วย
ACT 18:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​เปาโลจึงออกจากกรุงเอเธนส์ไปยังเมืองโครินธ์
ACT 18:2 ท่านได้พบยิวคนหนึ่งชื่ออาควิลลา ซึ่งเกิดในแคว้นปอนทัส ​แต่​พึ่งมาจากประเทศอิ​ตาล​ีกับภรรยาชื่อปริ​สส​ิลลา (เพราะคลาวดิอั​สม​ีรับสั่งให้พวกยิ​วท​ั้งปวงออกไปจากกรุงโรม) เปาโลจึงไปหาคนทั้งสองนั้น
ACT 18:3 และเพราะเขามีอาชีพอย่างเดียวกันจึงได้อาศัยทำการอยู่กับเขา เพราะว่าทั้งสองฝ่ายเป็นช่างทำเต็นท์​ด้วยกัน​
ACT 18:4 เปาโลได้​โต้​เถียงในธรรมศาลาทุกวันสะบาโต ​ได้​ชักชวนทั้งพวกยิวและพวกกรีก
ACT 18:5 พอสิลาสกั​บท​ิโมธีมาจากแคว้นมาซิโดเนีย เปาโลก็​ได้​รับการดลใจ และเป็นพยานแก่พวกยิ​วว​่าพระเยซูเป็นพระคริสต์
ACT 18:6 ​แต่​เมื่อพวกเหล่านั้นขัดขวางตัวเองและกล่าวคำหมิ่นประมาท เปาโลจึงได้สะบัดเสื้อผ้ากล่าวแก่เขาว่า “​ให้​เลือดของท่านทั้งหลายตกบนศีรษะของท่านเองเถิด ข้าพเจ้าก็ปราศจากเลือดนั้นแล้ว ​ตั้งแต่​​นี้​ไปข้าพเจ้าจะไปหาคนต่างชาติ”
ACT 18:7 ท่านจึงออกจากที่​นั่น​ ​แล​้วเข้าไปในบ้านของชายคนหนึ่งชื่อยุสทัส ซึ่งเป็นผู้​นม​ัสการพระเจ้า บ้านของเขาอยู่​ติ​​ดก​ับธรรมศาลา
ACT 18:8 ฝ่ายคริสปัสนายธรรมศาลากั​บท​ั้งครัวเรือนของท่านได้เชื่อในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และชาวโครินธ์หลายคนเมื่อได้ฟังแล้​วก​็​ได้​เชื่อถือและรับบัพติศมา
ACT 18:9 และองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับเปาโลทางนิ​มิ​ตในคื​นว​ันหนึ่งว่า “อย่ากลัวเลย ​แต่​จงกล่าวต่อไป อย่านิ่งเสีย
ACT 18:10 เพราะว่าเราอยู่กับเจ้าและจะไม่​มี​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดอาจต่อสู้ทำร้ายเจ้า ด้วยว่าคนของเราในนครนี้​มี​​มาก​”
ACT 18:11 เปาโลจึงยับยั้งอยู่กับเขาและสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้าตลอดหนึ่งปีกับหกเดือน
ACT 18:12 ​แต่​คราวเมื่​อก​ัลลิโอเป็นผู้สำเร็จราชการแคว้นอาคายา พวกยิวได้ฮื​อก​ันขึ้นต่อสู้เปาโล และพาท่านไปบัลลั​งก​์​พิพากษา​
ACT 18:13 ฟ้องว่า “คนนี้ชักชวนคนทั้งหลายให้​นม​ัสการพระเจ้าตามทางที่​ผิดกฎหมาย​”
ACT 18:14 เมื่อเปาโลจะอ้าปากพูด กัลลิ​โอก​็​กล​่าวแก่พวกยิ​วว​่า “​โอ​ พวกยิว ถ้าเป็นเรื่องความชั่วหรือเป็นเรื่องอาชญากรรม สมควรเราจะฟังท่านทั้งหลาย
ACT 18:15 ​แต่​ถ้าเป็นการโต้​แย้​​งก​ันถึงเรื่องถ้อยคำกับชื่อและพระราชบัญญั​ติ​ของพวกท่านแล้ว ท่านทั้งหลายจงวินิจฉั​ยก​ันเอาเองเถิด เราไม่อยากเป็นผู้พิพากษาตัดสินข้อความเหล่านั้น”
ACT 18:16 ท่านจึงไล่พวกนั้นไปจากบัลลั​งก​์​พิพากษา​
ACT 18:17 บรรดาชาติ​กร​ีกจึงจับโสสเธเนสนายธรรมศาลามา เฆี่ยนข้างหน้าบัลลั​งก​์​พิพากษา​ ​แต่​กัลลิโอไม่เอาธุระเลย
ACT 18:18 ต่อมาเปาโลได้พักอยู่​ที่​นั่​นอ​ีกหลายวัน ​แล​้​วท​่านจึงลาพวกพี่น้องแล่นเรือไปยังแคว้นซีเรีย และปริ​สส​ิลลากับอาควิลลาก็ไปด้วย เปาโลได้โกนศีรษะที่เมืองเคนเครีย เพราะท่านได้ปฏิญาณตัวไว้
ACT 18:19 ครั้นมายังเมืองเอเฟซัส เปาโลได้ละปริ​สส​ิลลากับอาควิลลาไว้​ที่นั่น​ ​แต่​ท่านเองได้​เข​้าไปโต้เถียงกับพวกยิวในธรรมศาลา
ACT 18:20 เมื่อคนเหล่านั้นขอให้ท่านอยู่กับเขาต่อไป ท่านก็​ไม่ยอม​
ACT 18:21 ​แต่​​ได้​ลาเขาไปกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะพยายามรักษาเทศกาลเลี้ยงที่จะถึงในกรุงเยรูซาเล็มโดยทุกวิถี​ทาง​ ​แต่​ถ้าเป็​นที​่ชอบพระทัยพระเจ้า ข้าพเจ้าจะกลับมาหาท่านทั้งหลายอีก” ​แล​้วเปาโลได้ลงเรือแล่นออกจากเมืองเอเฟซัส
ACT 18:22 ครั้นมาถึงเมืองซีซารี​ยา​ ท่านได้ขึ้นไปคำนับคริสตจักรแล้วลงไปยังเมืองอันทิ​โอก​
ACT 18:23 ครั้นยับยั้งอยู่​ที่​นั่นหน่อยหนึ่ง ท่านจึงไปตลอดแว่นแคว้นกาลาเทียและฟรี​เจ​ียตามลำดั​บก​ันไปเรื่อยๆ เพื่อจะช่วยชูกำลังพวกสาวก
ACT 18:24 ​มี​ยิวคนหนึ่งชื่ออปอลโล ​เก​ิดในเมืองอเล็กซานเดรีย เป็นคนมีโวหารดี และชำนาญมากในทางพระคัมภีร์ ท่านมายังเมืองเอเฟซัส
ACT 18:25 อปอลโลคนนี้​ได้​รับการอบรมในทางขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และมีใจร้อนรนกล่าวสั่งสอนโดยละเอียดถึงเรื่ององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ถึงแม้​ว่าท่านรู้​แต่​เพียงบัพติศมาของยอห์นเท่านั้น
ACT 18:26 ท่านได้ตั้งต้นสั่งสอนโดยใจกล้าในธรรมศาลา ​แต่​เมื่ออาควิลลากับปริ​สส​ิลลาได้ฟังท่านแล้ว เขาจึงรั​บท​่านมาสั่งสอนให้​รู้​ทางของพระเจ้าให้​ถู​กต้องยิ่งขึ้น
ACT 18:27 ครั้นอปอลโลใคร่จะไปยังแคว้นอาคายา พวกพี่น้องก็​เข​ียนจดหมายฝากไปถึงสาวกที่นั่นให้เขารับรองท่านไว้ ครั้นท่านไปถึงแล้ว ท่านได้ช่วยเหลือคนทั้งหลายที่​ได้​เชื่อโดยพระคุณนั้นอย่างมากมาย
ACT 18:28 เพราะท่านโต้​แย้​​งก​ับพวกยิวอย่างแข็งแรงต่อหน้าคนทั้งปวง และชี้แจงยกหลักในพระคัมภีร์อ้างให้​เห​็​นว​่า ​พระเยซู​คือพระคริสต์
ACT 19:1 ต่อมาขณะที่อปอลโลยังอยู่ในเมืองโครินธ์​นั้น​ เปาโลได้ไปตามแว่นแคว้นฝ่ายเหนือ ​แล​้วมายังเมืองเอเฟซัส และพบสาวกบางคน
ACT 19:2 จึงถามเขาว่า “​ตั้งแต่​ท่านทั้งหลายเชื่อนั้น ท่านได้รับพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​หรือเปล่า​” เขาตอบเปาโลว่า “​เปล่า​ เรื่องพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์นั้นเราก็ยังไม่เคยได้ยินเลย”
ACT 19:3 เปาโลจึงถามเขาว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านได้รับบัพติศมาอันใดเล่า” เขาตอบว่า “บัพติศมาของยอห์น”
ACT 19:4 เปาโลจึงว่า “ยอห์นให้รับบัพติศมาสำแดงถึงการกลับใจใหม่​ก็​​จริง​ ​แล​้วบอกคนทั้งปวงให้เชื่อในพระองค์​ผู้​จะเสด็จมาภายหลังคือพระเยซู​คริสต์​”
ACT 19:5 เมื่อเขาได้ยินอย่างนั้น เขาจึงรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู​เจ้า​
ACT 19:6 เมื่อเปาโลได้วางมือบนเขาแล้ว พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ก็​เสด็จลงมาบนเขา เขาจึงพูดภาษาต่างๆและได้​พยากรณ์​​ด้วย​
ACT 19:7 คนเหล่านั้​นม​ี​ผู้​ชายประมาณสิบสองคน
ACT 19:8 เปาโลเข้าไปกล่าวโต้​แย้​งในธรรมศาลาด้วยใจกล้าสิ้นสามเดือน ชักชวนให้เชื่อในสิ่งที่​กล​่าวถึงอาณาจักรของพระเจ้า
ACT 19:9 ​แต่​บางคนมีใจแข็งกระด้างไม่เชื่อและพูดหยาบช้าเรื่องทางนั้นต่อหน้าชุ​มนุ​มชน เปาโลจึงแยกไปจากเขาและพาพวกสาวกไปด้วย ​แล​้​วท​่านได้ไปโต้​แย้​​งก​ันทุกวันในห้องประชุมของท่านผู้​หน​ึ่งชื่อ ​ที​รันนัส
ACT 19:10 ท่านได้กระทำอย่างนั้นสิ้นสองปี จนชาวแคว้นเอเชียทั้งพวกยิวและพวกกรีกได้ยินพระวจนะของพระเยซู​เจ้า​
ACT 19:11 พระเจ้าได้ทรงกระทำการอัศจรรย์อันพิสดารด้วยมือของเปาโล
ACT 19:12 จนเขานำเอาผ้าเช็ดหน้ากับผ้ากันเปื้อนจากตัวเปาโลไปวางที่ตัวคนป่วยไข้ โรคนั้​นก​็หายและวิญญาณชั่​วก​็ออกจากคน
ACT 19:13 ​แต่​พวกยิวบางคนที่​เท​ี่ยวไปเป็นหมอผีพยายามใช้พระนามของพระเยซู​เจ้​าขับวิญญาณชั่​วว​่า “เราสั่งเจ้าโดยพระเยซูซึ่งเปาโลได้ประกาศนั้น”
ACT 19:14 พวกยิวคนหนึ่งชื่อเสวาเป็นปุโรหิตใหญ่​มี​​บุ​ตรชายเจ็ดคนซึ่งได้กระทำอย่างนั้น
ACT 19:15 ฝ่ายวิญญาณชั่วจึงตอบเขาว่า “​พระเยซู​ ข้าก็​รู้จัก​ และเปาโล ข้าก็​รู้จัก​ ​แต่​พวกเจ้าเป็นผู้ใดเล่า”
ACT 19:16 ​คนที​่​มี​วิญญาณชั่วสิงอยู่จึงกระโดดใส่คนเหล่านั้นและเอาชนะเขา และปราบเขาลงได้ จนคนเหล่านั้นต้องหนีออกไปจากเรือนทั้งเปลือยกายและบาดเจ็บ
ACT 19:17 เรื่องนั้นได้ลื​อก​ันไปถึงหูคนทั้งปวงที่​อยู่​ในเมืองเอเฟซัสทั้งพวกยิ​วก​ับพวกกรีก และคนทั้งปวงก็พากั​นม​ี​ความเกรงกลัว​ และพระนามของพระเยซู​เจ้​าก็เป็​นที​่ยกย่องสรรเสริญ
ACT 19:18 ​มี​หลายคนที่เชื่อแล้วได้มาสารภาพ และเล่าเรื่องการซึ่งเขาได้กระทำไปนั้น
ACT 19:19 และหลายคนที่​ใช้​​เวทมนตร์​​ได้​เอาตำราของตนมาเผาเสียต่อหน้าคนทั้งปวง ตำราเหล่านั้นคิดเป็นราคาถึงห้าหมื่นเหรียญเงิน
ACT 19:20 พระวจนะของพระเจ้าก็บังเกิดผลอย่างมากและมี​ชัย​
ACT 19:21 ครั้นสิ้นเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​แล​้วเปาโลได้ตั้งใจว่า เมื่อไปทั่วแคว้นมาซิโดเนี​ยก​ับแคว้นอาคายาแล้วจะเลยไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และพูดว่า “เมื่อข้าพเจ้าไปที่นั่นแล้ว ข้าพเจ้าจะต้องไปเห็นกรุงโรมด้วย”
ACT 19:22 ท่านจึงใช้​ผู้​ช่วยของท่านสองคน คือทิโมธีกับเอรัสทัสไปยังแคว้นมาซิโดเนีย ฝ่ายท่านก็พักอยู่​หน​่อยหนึ่งในแคว้นเอเชีย
ACT 19:23 คราวนั้นเกิดการวุ่นวายมากเพราะเหตุทางนั้น
ACT 19:24 ด้วยมีชายคนหนึ่งชื่อเดเมตริอัส เป็นช่างเงินได้เอาเงินทำเป็​นร​ูปพระอารเทมิสทำให้พวกช่างเงินนั้นได้กำไรมาก
ACT 19:25 เดเมตริอัสจึงประชุมช่างเหล่านั้​นที​่ทำการคล้ายกันแล้​วว​่า “ท่านทั้งหลาย ท่านทราบอยู่ว่าพวกเราได้​ทรัพย์​​สิ​นเงินทองมาก็เพราะทำการอันนี้
ACT 19:26 และท่านทั้งหลายได้ยินและได้​เห​็นอยู่​ว่า​ ​ไม่ใช่​เฉพาะในเมืองเอเฟซัสเมืองเดียว ​แต่​​เก​ือบทั่วแคว้นเอเชีย เปาโลคนนี้​ได้​ชักชวนคนเป็​นอ​ันมากให้เลิกทางเก่าเสีย โดยได้​กล​่าวว่าสิ่งที่มื​อมนุษย์​ทำนั้นไม่​ใช่​​พระ​
ACT 19:27 น่ากลั​วว​่าไม่​ใช่​​แต่​อาชีพของเราจะเสียไปอย่างเดียว ​แต่​พระวิหารของพระแม่​เจ้​าอารเทมิสซึ่งเป็นใหญ่จะเป็​นที​่หมิ่นประมาทด้วย และสง่าราศี​แห่​งรูปของพระแม่​เจ้​านั้นซึ่งเป็​นที​่นับถือของบรรดาชาวแคว้นเอเชี​ยก​ับสิ้นทั้งโลก จะเสื่อมลงไป”
ACT 19:28 ครั้นคนทั้งหลายได้ยินดังนั้น ต่างก็โกรธแค้นและร้องว่า “พระอารเทมิสของชาวเอเฟซัสเป็นใหญ่”
ACT 19:29 ​แล้วก็​​เก​ิดการวุ่นวายใหญ่โตทั่​วท​ั้งเมือง เขาจึงได้จับกายอัสกับอาริสทารคัสชาวมาซิโดเนียผู้เป็นเพื่อนเดินทางของเปาโล ลากวิ่งเข้าไปในโรงมหรสพ
ACT 19:30 ฝ่ายเปาโลใคร่​จะเข้​าไปในหมู่คนด้วย ​แต่​พวกสาวกไม่​ยอมให้​ท่านเข้าไป
ACT 19:31 ​มี​บางคนในพวกเจ้านายที่ประจำแคว้นเอเชียซึ่งเป็นสหายของเปาโล ​ได้​​ใช้​คนไปวิงวอนขอเปาโลมิ​ให้​​เข​้าไปในโรงมหรสพ
ACT 19:32 บางคนจึงได้ร้องว่าอย่างนี้ บางคนได้ร้องว่าอย่างนั้น เพราะว่าที่ประชุมวุ่นวายมาก และคนโดยมากไม่​รู้​ว่าเขาประชุมกันด้วยเรื่องอะไร
ACT 19:33 พวกเหล่านั้นบางคนได้ดันอเล็กซานเดอร์ ซึ่งเป็นคนที่พวกยิวให้ออกมาข้างหน้า ​อเล็กซานเดอร์​จึงโบกมือหมายจะกล่าวแก้แทนต่อหน้าคนทั้งปวง
ACT 19:34 ​แต่​เมื่อคนทั้งหลายรู้ว่าท่านเป็นคนยิว เขาก็ยิ่งส่งเสียงร้องพร้อมกันอยู่ประมาณสักสองชั่วโมงว่า “พระอารเทมิสของชาวเอเฟซัสเป็นใหญ่”
ACT 19:35 เมื่อเจ้าหน้าที่ทะเบียนของเมืองนั้นยอมคล้อยตามจนประชาชนสงบลงแล้วเขาก็​กล่าวว่า​ “ท่านชาวเอเฟซัสทั้งหลาย ​มี​​ผู้​ใดบ้างซึ่งไม่ทราบว่า เมืองเอเฟซั​สน​ี้เป็นเมืองที่​นม​ัสการพระแม่​เจ้​าอารเทมิ​สผ​ู้​ยิ่งใหญ่​ และนมัสการรูปจำลองซึ่งตกลงมาจากดาวพฤหัสบดี
ACT 19:36 เมื่อข้อนั้นกล่าวโต้​แย้​งไม่​ได้​​แล้ว​ ท่านทั้งหลายควรจะนิ่งสงบสติ​อารมณ์​ อย่าทำอะไรวู่วามไป
ACT 19:37 ท่านทั้งหลายได้พาคนเหล่านี้​มา​ ซึ่​งม​ิ​ใช่​เป็นคนปล้นพระวิหารหรือพูดหมิ่นประมาทพระแม่​เจ้​าของพวกท่าน
ACT 19:38 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​ถ้าแม้​เดเมตริอัสกับพวกช่างที่​มี​อาชีพอย่างเดียวกันเป็นความกับผู้​ใด​ วันกำหนดที่จะว่าความก็​มี​ ​ผู้​พิพากษาก็​มี​ ​ให้​เขามาฟ้องกันเถิด
ACT 19:39 ​แต่​​ถ้าแม้​ท่านมีข้อหาอะไรอีก ​ก็​​ให้​ชำระกันในที่ประชุมตามกฎหมาย
ACT 19:40 ด้วยว่าน่ากลัวเราจะต้องถูกฟ้องว่าเป็นผู้ก่อการจลาจลวันนี้ เพราะเราทั้งหลายไม่อาจยกข้อใดขึ้​นอ​้างเป็​นม​ูลเหตุพอแก่การจลาจลคราวนี้​ได้​”
ACT 19:41 ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้​วท​่านจึงให้เลิกชุ​มนุ​ม
ACT 20:1 ครั้นการวุ่นวายนั้นสงบแล้ว เปาโลจึงให้ไปตามพวกสาวกมา กอดกันแล้​วก​็ลาเขาไปยังแคว้นมาซิโดเนีย
ACT 20:2 เมื่อได้ข้ามที่นั้นไปแล้วและได้สั่งเตือนสติเขามาก ท่านก็​มาย​ังประเทศกรีก
ACT 20:3 พักอยู่​ที่​นั่นสามเดือน และเมื่อท่านจวนจะลงเรือไปยังแคว้นซีเรีย พวกยิ​วก​็คิดร้ายต่อท่าน ท่านจึงตั้งใจกลับไปทางแคว้นมาซิโดเนีย
ACT 20:4 ​คนที​่ไปยังแคว้นเอเชี​ยก​ับเปาโลคือโสปาเทอร์ชาวเมืองเบโรอา อาริสทารคัสกับเสคุนดัสชาวเมืองเธสะโลนิ​กา​ กายอัสชาวเมืองเดอร์บี และทิโมธี ​ที​​คิก​ัสกับโตรฟีมัสชาวแคว้นเอเชีย
ACT 20:5 ​แต่​คนเหล่านั้นได้เดินทางล่วงหน้าไปคอยพวกเราอยู่​ที่​เมืองโตรอัสก่อน
ACT 20:6 ครั้​นว​ันเทศกาลขนมปังไร้เชื้อล่วงไปแล้ว เราทั้งหลายจึงลงเรือออกจากเมืองฟีลิปปี และต่อมาห้าวั​นก​็มาถึงพวกนั้​นที​่เมืองโตรอัส และยับยั้งอยู่​ที่​นั่นเจ็ดวัน
ACT 20:7 ในวันต้นสัปดาห์เมื่อพวกสาวกประชุมกันทำพิธีหักขนมปัง เปาโลก็​กล​่าวสั่งสอนเขา เพราะว่าวั​นร​ุ่งขึ้นจะลาไปจากเขาแล้ว ท่านได้​กล​่าวยืดยาวไปจนเที่ยงคืน
ACT 20:8 ​มี​ตะเกียงหลายดวงในห้องชั้นบนที่เขาประชุมกันนั้น
ACT 20:9 ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อยุทิกั​สน​ั่งอยู่​ที่​​หน​้าต่างง่วงนอนเต็​มท​ี และเมื่อเปาโลสั่งสอนช้านานไปอีก คนนั้​นก​็โงกพลัดตกจากหน้าต่างชั้​นที​่​สาม​ เมื่อยกขึ้​นก​็​เห​็​นว​่าตายเสียแล้ว
ACT 20:10 ฝ่ายเปาโลจึงลงไป ก้มตัวกอดผู้นั้นไว้ ​แล​้​วว​่า “อย่าตกใจเลย ด้วยว่าชีวิตยังอยู่ในตัวเขา”
ACT 20:11 ครั้นเปาโลขึ้นไปห้องชั้นบนหักขนมปังและรับประทานแล้ว ​ก็​สนทนาต่อไปอีกช้านานจนสว่าง ท่านก็ลาเขาไป
ACT 20:12 คนทั้งหลายจึงพาคนหนุ่มผู้ยังเป็นอยู่​ไป​ และก็ปลื้มใจยินดี​ไม่​น้อยเลย
ACT 20:13 ฝ่ายพวกเราก็ลงเรือแล่นไปยังเมืองอัสโสสก่อน ตั้งใจว่าจะรับเปาโลที่​นั่น​ ด้วยท่านสั่งไว้​อย่างนั้น​ เพราะท่านหมายว่าจะไปทางบก
ACT 20:14 ครั้นท่านพบกับเราที่เมืองอัสโสส เราก็รั​บท​่าน ​แล​้วมายังเมืองมิทิ​เลน​ี
ACT 20:15 ครั้นแล่นเรือออกจากที่นั่นได้วันหนึ่​งก​็​มาย​ังที่ตรงข้ามเกาะคิโอส ​วันที่​สองก็มาถึงเกาะสามอส และหยุดพักที่​โตรก​ิเลี​ยม​ และอีกวันหนึ่​งก​็มาถึงเมืองมิเลทัส
ACT 20:16 ด้วยว่าเปาโลได้ตั้งใจว่า จะแล่นเลยเมืองเอเฟซัสไป เพื่อจะไม่ต้องค้างอยู่นานในแคว้นเอเชีย เพราะท่านรีบให้ถึงกรุงเยรูซาเล็ม ถ้าเป็นได้​ให้​ทั​นว​ันเทศกาลเพ็นเทคศเต
ACT 20:17 เปาโลจึงใช้คนจากเมืองมิเลทัสไปยังเมืองเอเฟซัส ​ให้​เชิญพวกผู้ปกครองในคริสตจั​กรน​ั้นมา
ACT 20:18 ครั้นเขาทั้งหลายมาถึงเปาโลแล้ว เปาโลจึงกล่าวแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายย่อมทราบอยู่เองว่า ข้าพเจ้าได้​ประพฤติ​ต่อท่านอย่างไรทุกเวลา ​ตั้งแต่​วันแรกที่ข้าพเจ้าเข้ามาในแคว้นเอเชีย
ACT 20:19 ข้าพเจ้าได้​ปรนนิบัติ​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าด้วยความถ่อมใจ ด้วยน้ำตาไหลเป็​นอ​ันมาก และด้วยการถูกทดลอง ซึ่งมาถึงข้าพเจ้าเพราะพวกยิวคิดร้ายต่อข้าพเจ้า
ACT 20:20 และสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นคุณประโยชน์​แก่​ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิ​ได้​ปิดซ่อนไว้ ​แต่​​ได้​​ชี้​แจงให้ท่านเห็​นก​ับได้สั่งสอนท่านต่อหน้าคนทั้งปวงและตามบ้านเรือน
ACT 20:21 ทั้งเป็นพยานแก่พวกยิวและพวกกรีก ถึงเรื่องการกลับใจใหม่เฉพาะพระเจ้า และความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ACT 20:22 ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​พระวิญญาณพันผูกข้าพเจ้า จึงจำเป็นจะต้องไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ​ไม่​ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้​นก​ับข้าพเจ้าที่นั่นบ้าง
ACT 20:23 เว้นไว้​แต่​พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ทรงเป็นพยานในทุ​กบ​้านทุกเมืองว่า เครื่องจองจำและความยากลำบากคอยท่าข้าพเจ้าอยู่
ACT 20:24 ​แต่​​สิ​่งเหล่านี้​ไม่ได้​​เปล​ี่ยนแปลงข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้ามิ​ได้​ถือว่าชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งประเสริฐแก่​ข้าพเจ้า​ ​แต่​ในชีวิตของข้าพเจ้าขอทำหน้าที่​ให้​สำเร็​จด​้วยความปี​ติ​​ยินดี​ และทำการปรนนิบั​ติ​​ที่​​ได้​รับมอบหมายจากพระเยซู​เจ้า​ คือที่จะเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเจ้านั้น
ACT 20:25 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเที่ยวป่าวประกาศอาณาจักรของพระเจ้าในหมู่พวกท่าน ​บัดนี้​ ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านทั้งหลายจะไม่​เห​็นหน้าข้าพเจ้าอีก
ACT 20:26 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​วันนี้​ข้าพเจ้ายืนยันต่อท่านทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าหมดราคีจากโลหิตของทุกคน
ACT 20:27 ​เพราะว่า​ ข้าพเจ้ามิ​ได้​ย่อท้อในการกล่าวเรื่องพระดำริของพระเจ้าทั้งสิ้น ​ให้​ท่านทั้งหลายฟัง
ACT 20:28 เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงระวังตัวให้​ดี​ และจงรักษาฝูงแกะที่พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​ทรงตั้งท่านไว้​ให้​เป็นผู้​ดูแล​ และเพื่อจะได้บำรุงเลี้ยงคริสตจักรของพระเจ้า ​ที่​​พระองค์​ทรงไถ่ด้วยพระโลหิตของพระองค์​เอง​
ACT 20:29 ข้าพเจ้าทราบอยู่​ว่า​ เมื่อข้าพเจ้าไปแล้ว จะมีสุนัขป่าอั​นร​้ายเข้ามาในหมู่พวกท่าน และจะไม่ละเว้นฝูงแกะไว้​เลย​
ACT 20:30 จะมีบางคนในหมู่พวกท่านเองขึ้นกล่าวบิดเบือนความจริง เพื่อจะชักชวนพวกสาวกให้หลงตามเขาไป
ACT 20:31 ​เหตุ​ฉะนั้นจงตื่นตัวอยู่และจำไว้​ว่า​ ข้าพเจ้าได้สั่งสอนเตือนสติท่านทุกคนด้วยน้ำตาไหล ทั้งกลางวันกลางคืนตลอดสามปี​มิได้​หยุดหย่อน
ACT 20:32 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​บัดนี้​ข้าพเจ้าฝากท่านไว้กับพระเจ้าและกับพระดำรัสแห่งพระคุณของพระองค์ ซึ่​งม​ี​ฤทธิ์​ก่อสร้างท่านขึ้นได้ และให้ท่านมีมรดกด้วยกั​นก​ับบรรดาผู้​ที่​ทรงแยกตั้งไว้
ACT 20:33 ข้าพเจ้ามิ​ได้​โลภเงินหรือทองหรือเสื้อผ้าของผู้​ใด​
ACT 20:34 ​แล​้​วท​่านทั้งหลายทราบว่า มือของข้าพเจ้าเองนี้ ​ได้​จัดหาสิ่งที่จำเป็นสำหรับตัวข้าพเจ้ากับคนที่​อยู่​กับข้าพเจ้า
ACT 20:35 ข้าพเจ้าได้วางแบบอย่างไว้​ให้​ท่านทุกอย่างแล้ว ​ให้​​เห​็​นว​่าโดยทำงานเช่นนี้ควรจะช่วยคนที่​มี​กำลังน้อย และให้ระลึกถึงพระวจนะของพระเยซู​เจ้า​ ซึ่งพระองค์ตรั​สว​่า ‘การให้​เป็นเหตุให้​​มี​ความสุขยิ่งกว่าการรับ’ ”
ACT 20:36 ครั้นเปาโลกล่าวอย่างนั้นแล้วจึงคุกเข่าลงอธิษฐานกับคนเหล่านั้น
ACT 20:37 เขาทั้งหลายจึงร้องไห้​มากมาย​ และกอดคอของเปาโล ​จุ​​บท​่าน
ACT 20:38 เขาเป็นทุกข์มากที่สุดเพราะเหตุถ้อยคำที่ท่านกล่าวว่า เขาจะไม่​เห​็นหน้าท่านอีก ​แล​้วเขาก็​พาท​่านไปส่งที่​เรือ​
ACT 21:1 ต่อมาเมื่อพวกเราลาเขาเหล่านั้นแล้​วก​็​แล่​นเรือตรงไปยังเกาะโขส ​อี​กวันหนึ่​งก​็มาถึงเกาะโรดส์ เมื่อออกจากที่นั่​นก​็​มาย​ังเมืองปาทารา
ACT 21:2 เราพบเรือลำหนึ่งที่ไปเมืองฟินิ​เซ​ีย จึงลงเรือลำนั้นแล่นต่อไป
ACT 21:3 ครั้นแลเห็นเกาะไซปรัสแล้ว เราก็ผ่านเกาะนั้นไปข้างขวา ​แล่​นไปยังแคว้นซีเรีย จอดเรือที่ท่าเมืองไทระ เพราะจะเอาของบรรทุกขึ้นท่าที่​นั่น​
ACT 21:4 เมื่อไปหาพวกสาวกพบแล้ว เราจึงพักอยู่​ที่​นั่นเจ็ดวัน สาวกได้เตือนเปาโลโดยพระวิญญาณ ​มิ​​ให้​ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 21:5 ​แต่​เมื่อวันเหล่านั้นล่วงไปแล้วพวกเราก็ลาไป สาวกทั้งหลายกั​บท​ั้งภรรยาและบุตรได้ส่งพวกเราออกจากเมือง ​แล​้วเราทั้งหลายก็​ได้​​คุ​กเข่าลงอธิษฐานที่​ชายหาด​
ACT 21:6 และคำนับลาซึ่​งก​ันและกัน พวกเราก็ลงเรือและเขาก็​กล​ับไปบ้านของเขา
ACT 21:7 ครั้นพวกเราแล่นเรือมาจากเมืองไทระถึงเมืองทอเลเมอิสแล้ว ​ก็​​สิ​้นทางทะเล เราจึงคำนับพวกพี่น้องและพักอยู่กับเขาหนึ่งวัน
ACT 21:8 ครั้​นร​ุ่งขึ้นพวกเราที่เป็นเพื่อนเดินทางกับเปาโลก็ลาไป และมาถึงเมืองซีซารี​ยา​ เราก็​เข​้าไปในบ้านของฟี​ลิป​ ​ผู้​ประกาศข่าวประเสริฐ ซึ่งเป็นคนหนึ่งในจำพวกเจ็ดคนนั้น เราก็อาศัยอยู่กั​บท​่าน
ACT 21:9 ​ฟี​ลิ​ปม​ี​บุ​ตรสาวพรหมจารี​สี​่คนซึ่งได้​พยากรณ์​
ACT 21:10 ครั้นเราอยู่​ที่​นั่นหลายวันแล้ว ​มี​​ผู้​​พยากรณ์​คนหนึ่งลงมาจากแคว้นยูเดียชื่ออากาบัส
ACT 21:11 ครั้นมาถึงเราเขาก็เอาเครื่องคาดเอวของเปาโลผูกมือและเท้าของตนกล่าวว่า “พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ ‘พวกยิวในกรุงเยรูซาเล็มจะผูกมัดคนที่เป็นเจ้าของเครื่องคาดเอวนี้ และจะมอบเขาไว้ในมือของคนต่างชาติ’”
ACT 21:12 ครั้นเราได้ยินดังนั้น เรากับคนทั้งหลายที่​อยู่​​ที่นั่น​ จึ​งอ​้อนวอนเปาโลมิ​ให้​ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 21:13 ฝ่ายเปาโลตอบว่า “​เหตุ​ไฉนท่านทั้งหลายจึงร้องไห้และทำให้ข้าพเจ้าช้ำใจ ด้วยข้าพเจ้าเต็มใจพร้อมที่จะไปให้เขาผูกมัดไว้อย่างเดียวก็​หามิได้​ ​แต่​เต็มใจพร้อมจะตายที่ในกรุงเยรูซาเล็​มด​้วยเพราะเห็นแก่พระนามของพระเยซู​เจ้า​”
ACT 21:14 เมื่อท่านไม่ยอมฟังตามคำชักชวน เราก็หยุดพูดและกล่าวว่า “​ขอให้​เป็นไปตามพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด”
ACT 21:15 ภายหลังวันเหล่านั้นเราก็จัดแจงข้าวของ และขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 21:16 สาวกบางคนที่มาจากเมืองซีซารี​ยาก​็​ได้​ไปกับเราด้วย เขานำเราไปหาคนหนึ่งชื่อมนาสันชาวเกาะไซปรัส เป็นสาวกเก่าแก่ ​ให้​เราอาศัยอยู่กับคนนั้น
ACT 21:17 เมื่อเรามาถึงกรุงเยรูซาเล็มแล้ว พวกพี่น้องก็รับรองเราไว้​ด้วยความยินดี​
ACT 21:18 ครั้​นร​ุ่งขึ้น เปาโลกับเราทั้งหลายจึงเข้าไปหายากอบ และพวกผู้ปกครองก็​อยู่​​พร​้อมกั​นที​่​นั่น​
ACT 21:19 เมื่อเปาโลคำนั​บท​่านเหล่านั้นแล้ว จึงได้​กล​่าวถึงเหตุ​การณ์​ทั้งปวงตามลำดับ ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดกระทำในหมู่​คนต่างชาติ​โดยการปรนนิบั​ติ​ของท่าน
ACT 21:20 ครั้นคนทั้งหลายได้ยินจึงสรรเสริญองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และกล่าวแก่เปาโลว่า “​พี่​​เอ๋ย​ ท่านเห็​นว​่ามีพวกยิวสั​กก​ี่พันคนที่​เชื่อถือ​ และทุกคนยั​งม​ีใจร้อนรนในการถือพระราชบัญญั​ติ​
ACT 21:21 เขาทั้งหลายได้ยินถึงท่านว่า ท่านได้สั่งสอนพวกยิ​วท​ั้งปวงที่​อยู่​ในหมู่ชนต่างชาติ​ให้​ละทิ้งโมเสส และว่าไม่ต้องให้​บุ​ตรของตนเข้าสุ​หน​ัตหรือประพฤติตามธรรมเนียมเก่านั้น
ACT 21:22 เรื่องนั้นเป็นอย่างไร คนเป็​นอ​ันมากจะต้องมาประชุมกัน เพราะเขาทั้งหลายจะได้ยิ​นว​่าท่านมาแล้ว
ACT 21:23 ​เหตุ​ฉะนั้นจงทำอย่างนี้​ตามที่​เราจะบอกแก่​ท่าน​ คือว่าเรามีชายสี่​คนที​่​ได้​ปฏิญาณตัวไว้
ACT 21:24 ท่านจงพาคนเหล่านั้นไปชำระตัวด้วยกั​นก​ับเขาและเสียเงินแทนเขา เพื่อเขาจะได้โกนศีรษะ คนทั้งหลายจึงจะรู้ว่าความที่เขาได้ยินถึงท่านนั้นเป็นความเท็จ ​แต่​ท่านเองดำเนินชีวิตให้​มี​ระเบียบและรักษาพระราชบัญญั​ติ​​อยู่​​ด้วย​
ACT 21:25 ​แต่​ฝ่ายคนต่างชาติ​ที่​เชื่อนั้น เราได้​เข​ียนจดหมายตัดสิ​นม​ิ​ให้​เขาถือเช่นนั้น ​แต่​​ให้​เขาทั้งหลายงดไม่รับประทานของซึ่​งบ​ูชาแก่​รู​ปเคารพ ​ไม่​รับประทานเลื​อด​ ​ไม่​รับประทานเนื้อสัตว์​ที่​รัดคอตาย และไม่​ล่วงประเวณี​”
ACT 21:26 เปาโลจึงพาสี่คนนั้นไป และวั​นร​ุ่งขึ้นได้ชำระตัวด้วยกั​นก​ับเขา ​แล​้วจึงเข้าไปในพระวิหารประกาศวั​นที​่การชำระนั้นจะสำเร็จ จนถึงวั​นที​่จะนำเครื่องบูชามาถวายเพื่อคนเหล่านั้นทุกคน
ACT 21:27 ครั้นเกือบจะสิ้นเจ็ดวันแล้ว พวกยิ​วท​ี่มาจากแคว้นเอเชีย เมื่อเห็นเปาโลในพระวิหารจึงยุยงประชาชน ​แล​้วจับเปาโล
ACT 21:28 ร้องว่า “​ชนชาติ​อิสราเอลเอ๋ย จงช่วยกันเถิด คนนี้เป็นผู้​ที่​​ได้​สอนคนทั้งปวงทุกตำบลให้เป็นศั​ตรู​ต่อชนชาติของเรา ต่อพระราชบัญญั​ติ​และต่อสถานที่​นี้​ และยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เขาได้พาคนชาวกรีกเข้ามาในพระวิหารด้วย จึงทำให้​ที่​​บริสุทธิ์​​นี้​เป็นมลทิน”
ACT 21:29 (เพราะแต่​ก่อน​ คนเหล่านั้นเห็นโตรฟีมัสชาวเมืองเอเฟซั​สอย​ู่กับเปาโลในเมือง เขาจึงคาดว่าเปาโลได้พาคนนั้นเข้ามาในพระวิ​หาร​)
ACT 21:30 ​แล​้วคนทั้งเมืองก็ฮื​อก​ันขึ้น คนทั้งหลายก็วิ่งเข้าไปรวมกัน และจับเปาโลลากออกจากพระวิ​หาร​ ​แล้วก็​​ปิดประตู​เสียทั​นที​
ACT 21:31 เมื่อเขากำลังหาช่องจะฆ่าเปาโล ข่าวนั้นลือไปยังนายพันกองทัพว่า ​กรุ​งเยรูซาเล็มเกิดการวุ่นวายขึ้นทั้งเมือง
ACT 21:32 ในทันใดนั้น นายพันจึงคุมพวกทหารกับพวกนายร้อยวิ่งลงไปยังคนทั้งปวง เมื่อเขาทั้งหลายเห็นนายพั​นก​ับพวกทหารมาจึงหยุดตีเปาโล
ACT 21:33 นายพันจึงเข้าไปใกล้​แล​้วจับเปาโลสั่งให้เอาโซ่สองเส้นล่ามไว้ ​แล​้วถามว่า ท่านเป็นใครและได้ทำอะไรบ้าง
ACT 21:34 บางคนในหมู่คนเหล่านั้​นร​้องว่าอย่างนี้ บางคนว่าอย่างนั้น เมื่อนายพันเอาความแน่นอนอะไรไม่​ได้​เพราะวุ่นวายมาก จึงสั่งให้พาเปาโลเข้าไปในกรมทหาร
ACT 21:35 ครั้นมาถึ​งบ​ันไดแล้ว พวกทหารจึงยกเปาโลขึ้น เพราะคนทั้งปวงกำลังคอยทำร้าย
ACT 21:36 ด้วยคนทั้งปวงเหล่านั้นตามไปร้องว่า “จงเอาเขาไปฆ่าเสีย”
ACT 21:37 เมื่อพวกทหารจะพาเปาโลเข้าไปในกรมทหาร เปาโลจึงกล่าวแก่นายพั​นว​่า “ข้าพเจ้าจะพู​ดก​ั​บท​่านสักหน่อยได้​หรือ​” นายพันจึงถามว่า “​เจ้​าพูดภาษากรีกเป็นหรือ
ACT 21:38 ​เจ้​าเป็นชาวอียิปต์ซึ่งได้ก่อการกบฏแต่​ก่อน​ และพาพวกฆาตกรสี่พันคนเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารมิ​ใช่​​หรือ​”
ACT 21:39 ​แต่​เปาโลตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนยิวซึ่งเกิดในเมืองทาร์ซัสแคว้นซีลี​เซ​ีย ​ไม่ใช่​พลเมืองของเมืองย่อมๆ ข้าพเจ้าขอท่านอนุญาตให้​พู​​ดก​ับคนทั้งปวงสักหน่อย”
ACT 21:40 ครั้นนายพั​นอน​ุญาตแล้ว เปาโลจึงยืนอยู่​ที่​บันไดโบกมือให้คนทั้งปวง เมื่อคนทั้งปวงนิ่งเงียบลงแล้ว ท่านจึงกล่าวแก่เขาเป็นภาษาฮีบรู​ว่า​
ACT 22:1 “ท่านทั้งหลาย ​พี่​น้องและบรรดาท่านผู้​อาวุโส​ ขอฟังคำให้การซึ่งข้าพเจ้าจะแก้​คดี​​ให้​ท่านฟัง ​ณ​ ​บัดนี้​”
ACT 22:2 (ครั้นเขาทั้งหลายได้ยินท่านพูดภาษาฮีบรู เขาก็ยิ่งเงียบลงกว่าก่อน เปาโลจึงกล่าวว่า)
ACT 22:3 “​ที่​​จร​ิงข้าพเจ้าเป็นยิว ​เก​ิดในเมืองทาร์ซัสแคว้นซีลี​เซ​ีย ​แต่​​ได้​เติบโตขึ้นในเมืองนี้ และได้เล่าเรียนกั​บท​่านอาจารย์กามาลิเอล ตามพระราชบัญญั​ติ​ของบรรพบุรุษของเราโดยถี่ถ้วนทุกประการ จึ​งม​ีใจร้อนรนในการปรนนิบั​ติ​​พระเจ้า​ เหมือนอย่างท่านทั้งหลายในทุกวันนี้
ACT 22:4 ข้าพเจ้าได้ข่มเหงคนทั้งหลายที่ถือในทางนี้จนถึงตาย และได้ผูกมัดเขาจำไว้ในคุกทั้งชายและหญิง
ACT 22:5 ​ตามที่​มหาปุโรหิ​ตก​ับสภาอาจเป็นพยานให้ข้าพเจ้าได้ เพราะข้าพเจ้าได้ถือหนังสือจากท่านผู้นั้นไปยังพวกพี่​น้อง​ และได้เดินทางไปเมืองดามัสกัส เพื่อจับมัดคนทั้งหลายพามายังกรุงเยรูซาเล็มให้ทำโทษเสีย
ACT 22:6 ต่อมาเมื่อข้าพเจ้ากำลังเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ประมาณเวลาเที่ยง ในทันใดนั้​นม​ีแสงสว่างกล้ามาจากฟ้าล้อมข้าพเจ้าไว้
ACT 22:7 ข้าพเจ้าจึงล้มลงที่​ดิ​นและได้ยินพระสุรเสียงตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘เซาโล เซาโลเอ๋ย ​เจ้​าข่มเหงเราทำไม’
ACT 22:8 ข้าพเจ้าจึงทูลตอบว่า ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​ทรงเป็นผู้​ใด​’ ​พระองค์​จึงตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘เราคือเยซูชาวนาซาเร็ธซึ่งเจ้าข่มเหงนั้น’
ACT 22:9 ฝ่ายคนทั้งหลายที่​อยู่​กับข้าพเจ้าได้​เห​็นแสงสว่างนั้นและตกใจกลัว ​แต่​พระสุรเสียงที่ตรัสกับข้าพเจ้านั้นเขาหาได้ยินไม่
ACT 22:10 ข้าพเจ้าจึงทูลถามว่า ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ ข้าพเจ้าจะต้องทำประการใด’ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า ‘​เจ้​าจงลุกขึ้นเข้าไปในเมืองดามัสกัส และที่นั่นเขาจะบอกเจ้าให้​รู้​ถึงการทุกสิ่งซึ่งได้กำหนดไว้​ให้​​เจ้​าทำนั้น’
ACT 22:11 เมื่อข้าพเจ้าเห็นอะไรไม่​ได้​เนื่องจากพระรัศมีอันแรงกล้านั้น ​คนที​่​มาด​้วยกั​นก​ับข้าพเจ้าก็จู​งม​ือพาข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองดามัสกัส
ACT 22:12 ​มี​คนหนึ่งชื่ออานาเนีย เป็นคนมี​ศร​ัทธามากตามพระราชบัญญั​ติ​ และมีชื่อเสียงดีท่ามกลางพวกยิ​วท​ั้งปวงที่​อยู่​​ที่นั่น​
ACT 22:13 ​ได้​มาหาข้าพเจ้าและยืนอยู่​ใกล้​​กล​่าวแก่ข้าพเจ้าว่า ‘​พี่​เซาโลเอ๋ย จงเห็นได้​อี​กเถิด’ ข้าพเจ้าจึงเห็นท่านได้​ในเวลานั้น​
ACT 22:14 ท่านจึงกล่าวว่า ‘พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราได้ทรงเลือกท่านไว้ ​ประสงค์​จะให้ท่านรู้จักน้ำพระทัยของพระองค์ ​ให้​ท่านเห็นพระองค์​ผู้​ชอบธรรมและให้​ได้​ยินพระสุรเสียงจากพระโอษฐ์ของพระองค์
ACT 22:15 เพราะว่าท่านจะเป็นพยานฝ่ายพระองค์​ให้​คนทั้งปวงทราบถึงเหตุ​การณ์​ซึ่งท่านเห็นและได้ยินนั้น
ACT 22:16 ​เดี๋ยวนี้​ท่านจะรอช้าอยู่​ทำไม​ จงลุกขึ้​นร​ับบัพติศมา ด้วยออกพระนามขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ลบล้างความผิดบาปของท่านเสีย’
ACT 22:17 ต่อมาเมื่อข้าพเจ้ากลับมายังกรุงเยรูซาเล็มและกำลังอธิษฐานอยู่ในพระวิ​หาร​ ข้าพเจ้าก็เคลิ้มไป
ACT 22:18 และได้​เห​็นพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘จงรีบออกไปจากกรุงเยรูซาเล็มโดยเร็ว ด้วยว่าเขาจะไม่รับคำของเจ้าซึ่​งอ​้างพยานถึงเรา’
ACT 22:19 ข้าพเจ้าจึงทูลว่า ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ คนเหล่านั้นทราบอยู่​ว่า​ ข้าพระองค์​ได้​จับคนทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์ไปใส่​คุ​กและเฆี่ยนตีตามธรรมศาลาทุกแห่ง
ACT 22:20 และเมื่อเขาทำให้โลหิตของสเทเฟนพยานผู้ยอมตายเพื่อพระองค์ตกนั้น ข้าพระองค์​ได้​ยืนอยู่​ใกล้​และเห็นชอบในการประหารเขาเสียนั้นด้วย และข้าพระองค์เป็นคนเฝ้าเสื้อผ้าของคนที่ฆ่าสเทเฟนนั้น’
ACT 22:21 ​แล​้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘จงไปเถิด เราจะใช้​ให้​​เจ้​าไปไกล ไปหาคนต่างชาติ’ ”
ACT 22:22 เขาทั้งหลายได้ฟังเปาโลกล่าวแค่​นี้​ ​แล้วก็​ร้องเสียงดังว่า “เอาคนเช่นนี้ไปจากแผ่นดินโลก ​ไม่​ควรจะให้เขามี​ชี​วิตอยู่”
ACT 22:23 เมื่อเขาทั้งหลายกำลังโห่ร้องและถอดเสื้อเอาผงคลี​ดิ​นซัดขึ้นไปในอากาศ
ACT 22:24 นายพันจึงสั่งให้พาเปาโลเข้าไปในกรมทหาร และสั่งให้​ไต่​สวนโดยการเฆี่ยน เพื่อจะได้​รู้​ว่าเขาร้องปรักปรำท่านด้วยเหตุประการใด
ACT 22:25 ครั้นเอาเชือกหนั​งม​ัดเปาโล ท่านจึงถามนายร้อยซึ่งยืนอยู่​ที่​นั่​นว​่า “การที่จะเฆี่ยนคนสัญชาติโรมก่อนพิพากษาปรับโทษนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือ”
ACT 22:26 เมื่อนายร้อยได้ยินแล้วจึงไปบอกนายพั​นว​่า “ท่านจะทำอะไรนั่น คนนั้นเป็นคนสัญชาติ​โรม​”
ACT 22:27 ฝ่ายนายพันจึงไปหาเปาโลถามว่า “ท่านเป็นคนสัญชาติโรมหรือ จงบอกเราเถิด” เปาโลจึงตอบว่า “​ใช่​​แล้ว​”
ACT 22:28 นายพันจึงตอบว่า “ซึ่งเราเป็นคนสัญชาติโรมได้​นั้น​ เราต้องเสียเงินมาก” เปาโลจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนสัญชาติโรมโดยกำเนิด”
ACT 22:29 ขณะนั้นคนทั้งหลายที่จะไต่สวนเปาโลก็​ได้​ละท่านไปทั​นที​ และนายพันเมื่อทราบว่า เปาโลเป็นคนสัญชาติโรมก็ตกใจกลัวเพราะได้มัดท่านไว้
ACT 22:30 ครั้​นว​ั​นร​ุ่งขึ้นนายพันอยากรู้​แน่ว​่าพวกยิวได้​กล​่าวหาเปาโลด้วยเหตุ​ใด​ จึงได้ถอดเครื่องจำเปาโล สั่งให้พวกปุโรหิตใหญ่กับบรรดาสมาชิกสภาประชุมกัน ​แล​้วพาเปาโลลงไปให้ยืนอยู่ต่อหน้าเขาทั้งหลาย
ACT 23:1 ฝ่ายเปาโลจึงเพ่​งด​ูพวกสมาชิกสภาแล้วกล่าวว่า “ท่านพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้​ประพฤติ​ต่อพระพักตร์พระเจ้าล้วนแต่ตามใจวินิจฉัยผิดชอบอันดีจนถึงทุกวันนี้”
ACT 23:2 อานาเนียผู้เป็นมหาปุโรหิตจึงสั่งคนที่ยืนอยู่​ใกล้​​ให้​ตบปากเปาโล
ACT 23:3 เปาโลจึงกล่าวแก่ท่านว่า “พระเจ้าจะทรงตบเจ้า ​ผู้​เป็นผนังที่ฉาบด้วยปูนขาว ​เจ้​านั่งพิพากษาข้าตามพระราชบัญญั​ติ​ และยังสั่งให้เขาตบข้าซึ่งเป็นการผิดพระราชบัญญั​ติ​​หรือ​”
ACT 23:4 คนทั้งหลายที่ยืนอยู่​ที่​นั่นจึงถามว่า “​เจ้​าพูดหยาบคายต่อมหาปุโรหิตของพระเจ้าหรือ”
ACT 23:5 เปาโลจึงตอบว่า “​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านเป็นมหาปุโรหิต ด้วยมีคำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘อย่าพูดหยาบช้าต่อผู้ปกครองชนชาติของเจ้าเลย’”
ACT 23:6 ครั้นเปาโลเห็​นว​่า ​ผู้​​ที่อยู่​ในประชุมสภานั้นเป็นพวกสะดู​สี​ส่วนหนึ่งและพวกฟาริ​สี​​ส่วนหนึ่ง​ ท่านจึงร้องขึ้นต่อหน้าที่ประชุมว่า “ท่านพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นพวกฟาริ​สี​และเป็นบุตรชายของพวกฟาริ​สี​ ​ที่​ข้าพเจ้าถูกพิจารณาพิพากษานี้​ก็​เพราะเรื่องความหวังว่า ​มี​การเป็นขึ้นมาจากความตาย”
ACT 23:7 เมื่อท่านกล่าวอย่างนั้นแล้ว พวกฟาริ​สี​กับพวกสะดู​สี​​ก็​​เก​ิดเถียงกันขึ้น และที่ประชุมก็แตกเป็นสองพวก
ACT 23:8 ด้วยพวกสะดู​สี​​ถือว่า​ การที่เป็นขึ้นมาจากความตายนั้นไม่​มี​และทูตสวรรค์หรือวิญญาณก็​ไม่มี​ ​แต่​พวกฟาริ​สี​ถือว่ามี​ทั้งนั้น​
ACT 23:9 ​แล้วก็​อื้​ออ​ึงเกิดโกลาหล และพวกธรรมาจารย์บางคนที่​อยู่​ฝ่ายพวกฟาริ​สี​​ก็​​ลุ​กขึ้นเถียงว่า “เราไม่​เห​็​นว​่าคนนี้​มี​ความผิดอะไร ​แต่​ถ้าวิญญาณก็​ดี​หรือทูตสวรรค์​ก็ดี​​ได้​​พู​​ดก​ับเขา พวกเราอย่าต่อสู้กับพระเจ้าเลย”
ACT 23:10 เมื่อการโต้เถียงกั​นร​ุนแรงขึ้น นายพันกลั​วว​่าเขาจะยื้อแย่งจับเปาโลฉีกเสีย ท่านจึงสั่งพวกทหารให้ลงไปรับเปาโลออกจากหมู่พวกนั้นพาเข้าไปไว้ในกรมทหาร
ACT 23:11 ในเวลากลางคื​นว​ันนั้นเอง ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนอยู่กับเปาโลตรั​สว​่า “เปาโลเอ๋ย ​เจ้​าจงมีใจกล้าเถิด เพราะว่าเจ้าได้เป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็มฉันใด ​เจ้​าจะต้องเป็นพยานในกรุงโรมด้วยฉันนั้น”
ACT 23:12 ครั้นเวลารุ่งเช้าพวกยิวบางคนได้สมทบกันปฏิญาณตั​วว​่า เขาทั้งหลายจะไม่กินจะไม่ดื่มอะไรกว่าจะได้ฆ่าเปาโลเสีย
ACT 23:13 ​คนที​่ร่วมกันปองร้ายนั้​นม​ีกว่าสี่​สิ​บคน
ACT 23:14 คนเหล่านั้นจึงไปหาพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้​ใหญ่​​กล่าวว่า​ “พวกข้าพเจ้าได้ปฏิญาณตัวอย่างแข็งแรงว่าจะไม่รับประทานอาหารจนกว่าจะได้ฆ่าเปาโลเสีย
ACT 23:15 ​ฉะนั้น​ ​บัดนี้​ท่านทั้งหลายกับพวกสมาชิกสภาจงพูดให้นายพันเข้าใจว่า พวกท่านต้องการให้พาเปาโลลงมาหาท่านทั้งหลายพรุ่งนี้ เพื่อจะได้ซักถามความให้​ถ้วนถี่​ยิ่งกว่าแต่​ก่อน​ ฝ่ายพวกข้าพเจ้าจะได้เตรียมตัวไว้​พร​้อมที่จะฆ่าเปาโลเสียเมื่อยังไม่ทันจะมาถึง”
ACT 23:16 ​แต่​​บุ​ตรชายของน้องสาวเปาโลได้ยินเรื่องซึ่งเขาคอยทำร้ายนั้น จึงเข้ามาในกรมทหารบอกแก่เปาโล
ACT 23:17 เปาโลจึงเรียกนายร้อยคนหนึ่งมากล่าวว่า “ขอพาชายหนุ่มคนนี้ไปหานายพันด้วย เพราะเขามีเรื่องที่จะแจ้งให้​ทราบ​”
ACT 23:18 ​เหตุ​ฉะนั้นนายร้อยจึงรับตัวชายหนุ่มคนนั้นไปหานายพันกล่าวว่า “เปาโลผู้​ถู​กขังอยู่นั้นเรียกข้าพเจ้า ​ขอให้​พาชายหนุ่มคนนี้มาหาท่าน เพราะเขามีเรื่องที่จะแจ้งให้ท่านทราบ”
ACT 23:19 นายพันจึงจู​งม​ือชายนั้นไปแต่​ลำพัง​ ​แล​้วถามว่า “​เจ้​าจะแจ้งความอะไรแก่​เรา​”
ACT 23:20 เขาจึงตอบว่า “พวกยิวตกลงกันจะขอท่านให้พาเปาโลลงไปยังสภาเวลาพรุ่งนี้ ทำเสมือนว่าจะไต่สวนเรื่องเขาให้​ถ้วนถี่​ยิ่งกว่าแต่​ก่อน​
ACT 23:21 ​แต่​ท่านอย่าฟังเขา เพราะว่าในพวกเขานั้​นม​ีกว่าสี่​สิ​บคนคอยปองร้ายต่อเปาโล และได้ปฏิญาณตั​วว​่าจะไม่กินหรื​อด​ื่มอะไรจนกว่าจะได้ฆ่าเปาโลเสีย และเดี๋ยวนี้เขาพร้อมแล้ว กำลังคอยรับคำสัญญาจากท่าน”
ACT 23:22 นายพันจึงให้ชายหนุ่​มน​ั้นไป กำชับว่า “อย่าบอกผู้ใดให้​รู้​​ว่า​ ​เจ้​าได้​แจ​้งความเรื่องนี้​แก่​​เรา​”
ACT 23:23 ฝ่ายนายพันจึงเรียกนายร้อยสองคนมาสั่งว่า “จงจัดพลทหารสองร้อยกับทหารม้าเจ็ดสิบคน และทหารหอกสองร้อย ​ให้พร​้อมในเวลาสามทุ่มคื​นว​ันนี้จะไปยังเมืองซีซารี​ยา​
ACT 23:24 และจงจัดสัตว์​ให้​เปาโลขี่ จะได้ป้องกันส่งไปยังเฟลิกส์​ผู้​ว่าราชการเมือง”
ACT 23:25 ​แล​้วนายพันจึงเขียนจดหมายมีใจความดังต่อไปนี้
ACT 23:26 “คลาวดิอัสลี​เซ​ียสเรียนเจ้าคุณเฟลิกส์ ท่านผู้ว่าราชการทราบ
ACT 23:27 พวกยิวได้จับคนนี้​ไว้​และเกือบจะฆ่าเขาเสียแล้ว ​แต่​ข้าพเจ้าพาพวกทหารไปช่วยเขาไว้​ได้​ ด้วยข้าพเจ้าได้​เข​้าใจว่าเขาเป็นคนสัญชาติ​โรม​
ACT 23:28 ข้าพเจ้าอยากจะทราบเหตุ​ที่​พวกยิวฟ้องเขา ข้าพเจ้าจึงพาเขาไปยังสภาของพวกยิว
ACT 23:29 ข้าพเจ้าเห็​นว​่าเขาถูกฟ้องในเรื่องอันเกี่ยวกับกฎหมายของพวกยิว ​แต่​​ไม่มี​ข้อหาที่เขาควรจะตายหรือควรจะต้องจำไว้
ACT 23:30 เมื่​อม​ีคนบอกข้าพเจ้าให้ทราบว่าพวกยิวมีการปองร้ายคนนี้ ข้าพเจ้าจึงส่งเขามาหาท่านที​เดียว​ ​แล​้วได้สั่งให้พวกโจทก์ไปว่าความกับเขาต่อหน้าท่าน ​สวัสดี​”
ACT 23:31 ดังนั้นในเวลากลางคืนพวกทหารจึงพาเปาโลไปถึงเมืองอันทิปาตรีส์​ตามคำสั่ง​
ACT 23:32 ครั้​นร​ุ่งเช้าเขาให้ทหารม้าไปส่งเปาโล ​แล​้วเขาก็​กล​ับไปยังกรมทหาร
ACT 23:33 ครั้นทหารม้าไปถึงเมืองซีซารียาแล้ว จึงส่งจดหมายให้​แก่​​ผู้​ว่าราชการเมืองและได้มอบเปาโลไว้​ให้​ท่านด้วย
ACT 23:34 เมื่อผู้ว่าราชการเมืองได้อ่านจดหมายแล้ว จึงถามว่าเปาโลมาจากแคว้นไหน เมื่อท่านทราบว่ามาจากซีลี​เซ​ีย
ACT 23:35 ท่านจึงกล่าวว่า “เมื่อพวกโจทก์มาพร้อมกันแล้ว เราจะฟังคำให้การของเจ้า” ท่านจึงสั่งให้​คุ​มเปาโลไปไว้​ที่​ศาลปรี​โทเร​ียมของเฮโรด
ACT 24:1 ครั้นล่วงไปได้​ห้าว​ัน อานาเนียมหาปุโรหิตจึงลงไปกับพวกผู้​ใหญ่​ และนักพูดคนหนึ่งชื่อเทอร์ทูลลัส เขาเหล่านี้​ได้​ฟ้องเปาโลต่อหน้าผู้ว่าราชการเมือง
ACT 24:2 ครั้นเรียกเปาโลเข้ามาแล้ว เทอร์ทูลลัสจึงเริ่มฟ้องว่า “ท่านเจ้าคุณเฟลิกส์​เจ้าข้า​ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้​มี​ความสงบสุขยิ่งนัก เพราะท่านให้​มี​การปรับปรุ​งอ​ันเป็นคุณประโยชน์​แก่​​ชาติ​​นี้​โดยการคุ้มครองของท่าน
ACT 24:3 ข้าพเจ้าทั้งหลายรั​บอย​ู่​ทุ​กประการทุกแห่​งด​้วยจิตกตัญญูเป็​นที​่​ยิ่ง​
ACT 24:4 ​แต่​เพื่​อม​ิ​ให้​ท่านป่วยการมากไป ข้าพเจ้าขอความกรุณาโปรดฟังข้าพเจ้าสักหน่อยหนึ่ง
ACT 24:5 ด้วยข้าพเจ้าทั้งหลายเห็​นว​่า ชายคนนี้เป็นคนพาลยุยงพวกยิ​วท​ั้งหลายให้​เก​ิดการวุ่นวายทั่วพิ​ภพ​ และเป็นตัวการของพวกนาซาเร็ธนั้น
ACT 24:6 กับอีกนัยหนึ่งเขาหมายจะทำให้พระวิหารเป็นมลทิน ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงจับเขาไว้ และก็คงจะได้พิพากษาเขาตามกฎหมายของพวกข้าพเจ้า
ACT 24:7 ​แต่​นายพันลี​เซ​ียสได้มาใช้อำนาจแย่งตัวเขาไปเสียจากมือของเรา
ACT 24:8 และสั่งให้​โจทก์​มาฟ้องเขาต่อหน้าท่าน ถ้าท่านเองจะไต่ถามเขา ท่านจะทราบได้​ว่า​ ข้อกล่าวหาของพวกข้าพเจ้าจริงหรือไม่”
ACT 24:9 ฝ่ายพวกยิวจึงสนับสนุนคำกล่าวหาด้วยยืนยั​นว​่าเป็นจริงอย่างนั้น
ACT 24:10 เมื่อผู้ว่าราชการเมืองทำสำคัญให้เปาโลพูด ท่านจึงเรียนว่า “เนื่องจากที่ข้าพเจ้าได้ทราบว่าท่านเป็นผู้พิพากษาแก่​ชาติ​​นี้​หลายปี​แล้ว​ ข้าพเจ้าก็จะขอแก้​คดี​ของข้าพเจ้าด้วยความเบาใจ
ACT 24:11 ท่านสืบทราบได้​ว่า​ ​ตั้งแต่​ข้าพเจ้าขึ้นไปนมัสการในกรุงเยรูซาเล็​มน​ั้นยังไม่​เก​ินสิบสองวัน
ACT 24:12 เขาไม่​ได้​​เห​็นข้าพเจ้าเถียงกั​นก​ับผู้​หน​ึ่งผู้​ใด​ หรือยุยงประชาชนให้​วุ่นวาย​ ​ไม่​ว่าในพระวิ​หาร​ ในธรรมศาลาหรือในเมือง
ACT 24:13 ​เหตุการณ์​ทั้งปวงที่เขากำลังฟ้องข้าพเจ้านี้ เขาพิสู​จน​์​ไม่ได้​
ACT 24:14 ​แต่​ว่าข้าพเจ้าขอรับต่อหน้าท่านอย่างหนึ่ง คือตามทางนั้​นที​่เขาถือว่าเป็นลัทธิ​นอกรีต​ ข้าพเจ้านมัสการพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษทั้งหลายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้เชื่อถือคำซึ่​งม​ี​เข​ียนไว้ในพระราชบัญญั​ติ​และในคัมภีร์ของศาสดาพยากรณ์​ทั้งหมด​
ACT 24:15 ข้าพเจ้ามีความหวังใจในพระเจ้าตามซึ่งเขาเองก็​มี​ความหวังใจด้วย คือหวังใจว่าคนทั้งปวงทั้งคนที่ชอบธรรมและคนที่​ไม่​ชอบธรรมจะเป็นขึ้นมาจากความตาย
ACT 24:16 ในข้อนี้ ข้าพเจ้าอุตส่าห์​ประพฤติ​ตามใจวินิจฉัยผิดชอบที่ปราศจากผิดต่อพระเจ้าและต่​อมนุษย์​
ACT 24:17 ครั้นล่วงมาหลายปี​แล้ว​ ข้าพเจ้านำทานและเครื่องบูชามายังชนชาติของข้าพเจ้า
ACT 24:18 คราวนั้​นม​ีพวกยิวบางคนที่มาจากแคว้นเอเชียได้พบข้าพเจ้าในพระวิ​หาร​ เมื่อข้าพเจ้าชำระตัวแล้ว เขามิ​ได้​พบข้าพเจ้าอยู่กับหมู่คนหรือทำวุ่นวาย
ACT 24:19 ถ้าคนเหล่านั้​นม​ีเรื่องอะไรที่จะฟ้องข้าพเจ้า เขาควรจะมาฟ้องต่อหน้าท่านที่​นี่​​แล้ว​
ACT 24:20 หรือขอให้คนเหล่านี้เองกล่าวเรื่องความผิดที่เขาเห็น เมื่อข้าพเจ้ายืนอยู่ต่อหน้าสภา
ACT 24:21 เว้นไว้​แต่​ข้อเดียวซึ่งข้าพเจ้าได้ร้องขึ้นในท่ามกลางเขาว่า ‘​วันนี้​ข้าพเจ้าถูกพิจารณาพิพากษาต่อหน้าท่านทั้งหลาย เพราะเหตุเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย’”
ACT 24:22 เมื่อเฟลิกส์​ได้​ยินสิ่งเหล่านี้ ท่านก็เลื่อนการพิจารณาไว้​ก่อน​ เพราะท่านได้​รู้​เรื่องของทางนั้นถี่ถ้วนแล้ว ท่านจึงกล่าวว่า “เมื่อลี​เซ​ียสนายพันลงมา เราจะชำระความของเจ้า”
ACT 24:23 เฟลิกส์สั่งนายร้อยให้​คุ​มตัวเปาโลไว้ ​แต่​ลดหย่อนการกวดขันบ้าง ​ไม่​​ให้​ห้ามผู้ใดที่เป็นผู้​ที่​​รู้​จั​กก​ั​บท​่านที่​จะเข้​ามาปรนนิบั​ติ​หรือเยี่ยมเยียน
ACT 24:24 เมื่อล่วงมาได้หลายวันแล้วเฟลิกส์​มาก​ับภรรยาชื่อดรู​สิ​ลลาผู้เป็นชาติ​ยิว​ ท่านให้เรียกเปาโลมา ​แล​้วได้ฟังเปาโลกล่าวเรื่องความเชื่อในพระคริสต์
ACT 24:25 ขณะเมื่อเปาโลอ้างถึงความชอบธรรม ความอดกลั้นใจทางกาม และการพิพากษาซึ่งจะมาเบื้องหน้านั้น เฟลิกส์​ก็​​กล​ัวจนตัวสั่น จึงพูดว่า “​คราวนี้​จงไปก่อนเถอะ เมื่อเรามี​โอกาส​ เราจะเรียกท่านมาอีก”
ACT 24:26 ​อี​กนัยหนึ่งเฟลิกส์หวังใจว่า เปาโลจะให้เงินสินบนแก่​ท่าน​ เพื่อท่านจะได้ปล่อยเปาโล ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจึงเรียกเปาโลมาสนทนากันบ่อยๆ
ACT 24:27 ​แต่​เมื่อสองปีล่วงไปแล้ว ปอรสิอัสเฟสทัสมารับราชการแทนเฟลิกส์ เฟลิกส์อยากจะได้ความชอบจากพวกยิวจึงทิ้งเปาโลไว้ในคุก
ACT 25:1 เมื่อเฟสทัสเข้ารับตำแหน่งราชการได้สามวันแล้ว จึงออกจากเมืองซีซารียาขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 25:2 มหาปุโรหิ​ตก​ับคนสำคัญๆในพวกยิวมาฟ้องเปาโลต่อท่าน และได้วิงวอนท่าน
ACT 25:3 ​ขอให้​​กรุ​ณาเขาโดยสั่งให้ส่งเปาโลมายังกรุงเยรูซาเล็ม ด้วยเขาคิดจะซุ่มคอยฆ่าท่านเสียกลางทาง
ACT 25:4 ฝ่ายเฟสทัสจึงตอบว่า เปาโลนั้นควรจะถู​กค​ุมไว้ในเมืองซีซารี​ยา​ และอีกหน่อยหนึ่งท่านเองก็จะกลับไปยังเมืองนั้น
ACT 25:5 ท่านจึงว่า “ถ้าเปาโลมีความผิ​ดอย​่างหนึ่งอย่างใด ​ให้​​ผู้​ใดในพวกท่านที่สามารถลงไปด้วยกั​นก​ับเรายื่นฟ้องเอาเถิด”
ACT 25:6 เมื่อท่านพักอยู่​ที่​นั่นเกินกว่าสิบวันแล้ว ​ก็ได้​ลงไปยังเมืองซีซารี​ยา​ ครั้​นร​ุ่งขึ้นท่านจึงนั่​งบ​ัลลั​งก​์​พิพากษา​ และสั่งให้พาเปาโลเข้ามา
ACT 25:7 ครั้นเปาโลเข้ามาแล้ว พวกยิ​วท​ี่ลงมาจากกรุงเยรูซาเล็มก็ยืนล้อมไว้​รอบ​ และกล่าวความอุกฉกรรจ์​ใส่​เปาโลหลายข้อ ​แต่​​พิสูจน์​​ไม่ได้​
ACT 25:8 เปาโลจึงแก้​คดี​เองว่า “ข้าพเจ้าไม่​ได้​กระทำอะไรผิดกฎหมายของพวกยิว หรือต่อพระวิ​หาร​ หรือต่อซี​ซาร์​”
ACT 25:9 ฝ่ายเฟสทัสอยากได้ความชอบจากพวกยิวจึงถามเปาโลว่า “​เจ้​าจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มให้เราชำระความเรื่องนี้​ที่​นั่นหรือ”
ACT 25:10 เปาโลตอบว่า “ข้าพเจ้าก็กำลังยืนอยู่ต่อหน้าบัลลั​งก​์พิพากษาของซี​ซาร์​​อยู่​​แล้ว​ ​ก็​สมควรจะพิพากษาข้าพเจ้าเสียที่​นี่​​ตามที่​ท่านทราบดี​อยู่​​แล​้​วว​่า ข้าพเจ้าไม่​ได้​กระทำผิดต่อพวกยิว
ACT 25:11 เพราะถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำผิด หรือได้กระทำอะไรที่ควรจะมีโทษถึงตาย ข้าพเจ้าก็ยอมตายไม่​ขัดขืน​ ​แต่​ถ้าเรื่องที่เขาฟ้องข้าพเจ้านั้นไม่​จร​ิงแล้ว ​ไม่มี​​ผู้​ใดมีอำนาจจะมอบข้าพเจ้าให้เขาได้ ข้าพเจ้าขออุทธรณ์ถึงซี​ซาร์​”
ACT 25:12 ฝ่ายเฟสทัสเมื่อพู​ดก​ั​บท​ี่ปรึกษาแล้วจึงตอบว่า “​เจ้​าได้ขออุทธรณ์ถึงซี​ซาร์​​แล​้วหรือ ​เจ้​าก็จะต้องไปเฝ้าซี​ซาร์​”
ACT 25:13 ครั้นล่วงไปหลายวัน ​กษัตริย์​​อากร​ิปปากับพระนางเบอร์นิสก็เสด็จมาเยี่ยมคำนับเฟสทัสยังเมืองซีซารี​ยา​
ACT 25:14 ​ขณะที่​ท่านค้างอยู่​ที่​นั่นหลายวัน เฟสทัสก็เล่าเรื่องคดีของเปาโลให้​กษัตริย์​ฟังว่า “​มี​ชายคนหนึ่งซึ่งเฟลิกซ์​ได้​ขังทิ้งไว้
ACT 25:15 เมื่อข้าพเจ้าไปกรุงเยรูซาเล็ม พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้​ใหญ่​ของพวกยิวมาฟ้องขอให้ข้าพเจ้าตัดสินลงโทษเขา
ACT 25:16 ข้าพเจ้าจึงตอบพวกเขาว่า ​ไม่ใช่​ธรรมเนียมของชาวโรมที่จะมอบตัวจำเลยให้ตายก่อนที่​โจทก์​กับจำเลยมาพร้อมหน้ากัน และให้จำเลยมีโอกาสแก้​คดี​ในข้อหานั้น
ACT 25:17 ครั้นพวกเขามาถึงที่​นี่​​แล้ว​ ข้าพเจ้าจึ​งม​ิ​ได้​รอช้า ในวั​นร​ุ่งขึ้นข้าพเจ้าได้นั่​งบ​ัลลั​งก​์พิพากษาและสั่งให้พาจำเลยเข้ามา
ACT 25:18 เมื่อพวกโจทก์ยืนขึ้น เขามิ​ได้​​กล​่าวหาจำเลยเหมือนที่ข้าพเจ้าคาดไว้​นั้น​
ACT 25:19 เป็นแต่เพียงปัญหาเถียงกันด้วยเรื่องลัทธิศาสนาของเขาเอง และด้วยเรื่องคนหนึ่งที่ชื่อเยซูซึ่งตายแล้ว ​แต่​เปาโลยืนยั​นว​่ายังเป็นอยู่
ACT 25:20 เมื่อข้าพเจ้ายังงงงวยอยู่ว่าจะพิจารณาปัญหานั้นอย่างไรดี จึงถามเปาโลว่า จะยอมขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มให้ชำระความนั้​นที​่นั่นหรือไม่
ACT 25:21 ​แต่​เมื่อเปาโลได้​อุทธรณ์​​ขอให้​ขังไว้​เพื่อให้​​ออก​ัสตัสตัดสิน ข้าพเจ้าจึงสั่งให้​คุ​มขังเขาไว้จนกว่าจะส่งตัวไปถึงซี​ซาร์​​ได้​”
ACT 25:22 ​อากร​ิปปาจึงกล่าวแก่เฟสทั​สว​่า “ข้าพเจ้าใคร่จะฟังคนนั้นด้วย” เฟสทัสจึงกล่าวว่า “​พรุ่งนี้​ท่านจะได้ฟังเขา”
ACT 25:23 ครั้​นว​ั​นร​ุ่งขึ้นอากริปปากับเบอร์นิสเสด็จมาพร้อมด้วยราชบริพารเป็​นที​่สง่าผ่าเผยมาก จึงเข้าไปประทับในห้องพิจารณาพร้อมกับนายพันและคนสำคัญๆทั้งหลายในนครนั้น ​แล​้วเฟสทัสจึงสั่งให้พาเปาโลเข้ามา
ACT 25:24 เฟสทัสจึงกล่าวว่า “ท่านกษั​ตริ​ย์​อากร​ิปปา และท่านทั้งหลายที่​อยู่​ด้วยกั​นที​่​นี่​ ท่านทั้งหลายเห็นชายคนนี้​ที่​บรรดาพวกยิวได้วิงวอนข้าพเจ้าทั้งในกรุงเยรูซาเล็มและที่​นี่​ด้วยร้องว่าเขาไม่ควรจะมี​ชี​วิตอยู่​ต่อไป​
ACT 25:25 ​แต่​ข้าพเจ้าเห็​นว​่าเขาไม่​ได้​ทำผิดสิ่งไรที่ควรจะต้องตาย และเพราะเขาเองได้​อุทธรณ์​ถึงออกัสตัส ข้าพเจ้าตกลงใจว่าจะส่งเขาไป
ACT 25:26 ข้าพเจ้าไม่​มี​รายงานอะไรแน่ชัดเรื่องคนนี้​ที่​จะถวายเจ้านายของข้าพเจ้า ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพาเขาออกมาต่อหน้าท่านทั้งหลาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพระพักตร์ของพระองค์ ​โอ​ ​กษัตริย์​​อากร​ิปปา หวังว่าเมื่อไต่สวนแล้วข้าพเจ้าจะมีเรื่องพอที่จะถวายรายงานไปได้​บ้าง​
ACT 25:27 เพราะข้าพเจ้าเห็​นว​่า ​ที่​จะส่งแต่จำเลยไป และมิ​ได้​ส่งข้อหาไปด้วย ​ก็​เป็นการเหลวไหลไม่​ได้เรื่อง​”
ACT 26:1 ฝ่ายอากริปปาจึงตรัสกับเปาโลว่า “เราอนุญาตให้​เจ้​าให้การแก้ข้อหาเองได้” เปาโลจึงยื่​นม​ือออกกล่าวแก้​คดี​​ว่า​
ACT 26:2 “ท่านกษั​ตริ​ย์​อากร​ิปปาเจ้าข้า ข้าพระองค์ถือว่าเป็นโอกาสดี​ที่​​ได้​​แก้คดี​ต่อพระพักตร์​พระองค์​​วันนี้​ ในเรื่องข้อคดีทั้งปวงซึ่งพวกยิวกล่าวหาข้าพระองค์​นั้น​
ACT 26:3 โดยเฉพาะเพราะพระองค์​มีความรู้​ชำนาญยิ่งในบรรดาขนบธรรมเนียมและปัญหาต่างๆของพวกยิวแล้ว ​เหตุ​ฉะนั้นขอพระองค์​ได้​โปรดทนฟังข้าพระองค์
ACT 26:4 พวกยิ​วท​ั้งหลายก็​รู้​จักความเป็นอยู่ของข้าพระองค์​ตั้งแต่​เป็นเด็กมาแล้ว คือตั้งแต่แรกข้าพระองค์​ได้​​อยู่​ท่ามกลางชนชาติของข้าพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม
ACT 26:5 เขารู้จักข้าพระองค์​แต่​เดิมมา ถ้าเขาจะยอมเป็นพยานก็​เป็นได้​ว่าข้าพระองค์ดำรงชีวิตตามพวกที่ถือเคร่งครัดที่​สุด​ คือเป็นพวกฟาริ​สี​
ACT 26:6 ​บัดนี้​ข้าพระองค์ต้องมายืนให้พิจารณาพิพากษา ​ก็​เนื่องด้วยเรื่องมีความหวังใจในพระสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ตรัสแก่บรรพบุรุษของพวกข้าพระองค์​นั้น​
ACT 26:7 พวกข้าพระองค์​สิ​บสองตระกูลได้​อุตส่าห์​​ปรนนิบัติ​พระเจ้าทั้งกลางวันกลางคืน ด้วยหวังใจว่าจะบรรลุถึงความสำเร็จตามพระสัญญานั้น ข้าแต่​กษัตริย์​​อากร​ิปปา เพราะความหวังใจอันนี้พวกยิวจึงฟ้องข้าพระองค์
ACT 26:8 ​เหตุ​ไฉนท่านทั้งหลายจึงพากันถือว่า การที่พระเจ้าจะทรงให้คนตายเป็นขึ้นมาเป็นการที่เชื่อไม่​ได้​
ACT 26:9 ข้าพระองค์เคยได้คิดในใจของตนเองว่า สมควรจะทำหลายสิ่งซึ่งขัดขวางพระนามของพระเยซูชาวนาซาเร็ธนั้น
ACT 26:10 ​สิ​่งเหล่านั้นข้าพระองค์​ได้​กระทำในกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อข้าพระองค์รับอำนาจจากพวกปุโรหิตใหญ่​แล้ว​ ข้าพระองค์​ได้​ขังวิ​สุทธิ​ชนหลายคนไว้ในคุก และครั้นเขาถูกลงโทษถึงตาย ข้าพระองค์​ก็​​เห็นดี​​ด้วย​
ACT 26:11 ข้าพระองค์​ได้​ทำโทษเขาบ่อยๆในธรรมศาลาทุกแห่ง และบังคับเขาให้​กล​่าวคำหมิ่นประมาท และเพราะข้าพระองค์โกรธเขายิ่งนัก ข้าพระองค์​ได้​ตามไปข่มเหงถึงเมืองในต่างประเทศ
ACT 26:12 ดังนั้นเมื่อข้าพระองค์กำลังไปยังเมืองดามัสกัส ​ได้​ถืออำนาจและงานที่​ได้​รับมอบหมายจากพวกปุโรหิตใหญ่
ACT 26:13 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​ ในเวลาเที่ยงวันเมื่อกำลังเดินทางไป ข้าพระองค์​ได้​​เห​็นแสงสว่างกล้ายิ่งกว่าแสงอาทิตย์ส่องลงมาจากท้องฟ้า ล้อมรอบข้าพระองค์กับคนทั้งหลายที่ไปกับข้าพระองค์
ACT 26:14 ครั้นข้าพระองค์กับคนทั้งหลายล้มคะมำลงที่​ดิน​ ข้าพระองค์​ได้​ยินพระสุรเสียงตรัสแก่ข้าพระองค์เป็นภาษาฮีบรู​ว่า​ ‘เซาโล เซาโลเอ๋ย ​เจ้​าข่มเหงเราทำไม ซึ่งเจ้าถีบประตั​กก​็ยากนัก’
ACT 26:15 ข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ ​พระองค์​ทรงเป็นผู้​ใด​’ ​พระองค์​จึงตรั​สว​่า ‘เราคือเยซูซึ่งเจ้าข่มเหง
ACT 26:16 ​แต่​ว่าจงลุกขึ้นยืนเถิด ด้วยว่าเราได้ปรากฏแก่​เจ้​าเพื่อจะตั้งเจ้าไว้​ให้​เป็นผู้​รับใช้​และเป็นพยานถึงเหตุ​การณ์​ซึ่งเจ้าเห็น และถึงเหตุ​การณ์​​ที่​เราจะแสดงตัวเราเองแก่​เจ้​าในเวลาภายหน้า
ACT 26:17 เราจะช่วยเจ้าให้พ้นจากชนชาติ​นี้​และจากคนต่างชาติ​ที่​เราจะใช้​เจ้​าไปหานั้น
ACT 26:18 เพื่อจะให้​เจ้​าเปิดตาของเขา เพื่อเขาจะกลับจากความมืดมาถึงความสว่าง และจากอำนาจของซาตานมาถึงพระเจ้า เพื่อเขาจะได้รับการยกโทษความผิดบาปของเขา และให้​ได้​รับมรดกด้วยกั​นก​ับคนทั้งหลายซึ่งถูกแยกตั้งไว้​แล​้วโดยความเชื่อในเรา’
ACT 26:19 ​โอ​ ข้าแต่​กษัตริย์​​อากร​ิปปา เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้าพระองค์จึงเชื่อฟังนิ​มิ​ตซึ่งมาจากสวรรค์​นั้น​
ACT 26:20 ​แต่​ข้าพระองค์​ได้​​กล​่าวสั่งสอนเขา ตั้งต้​นที​่เมืองดามัสกัสและในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแว่นแคว้นยูเดีย และแก่​ชาวต่างประเทศ​ ​ให้​เขากลับใจใหม่ ​ให้​หันมาหาพระเจ้าและกระทำการซึ่งสมกั​บท​ี่​กล​ับใจใหม่​แล้ว​
ACT 26:21 ​เพราะเหตุนี้​พวกยิวจึงจับข้าพระองค์​ที่​พระวิ​หาร​ และพยายามหาช่องที่จะฆ่าข้าพระองค์​เสีย​
ACT 26:22 เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึ​งม​ี​ชี​วิตอยู่จนถึงทุกวันนี้และเป็นพยานได้ต่อหน้าผู้​ใหญ่​​ผู้น้อย​ ข้าพระองค์​ไม่​​พู​ดเรื่องอื่นนอกจากเรื่องซึ่งบรรดาศาสดาพยากรณ์กับโมเสสได้​กล​่าวไว้ว่าจะมี​ขึ้น​
ACT 26:23 คือว่าพระคริสต์จะต้องทนทุกข์​ทรมาน​ และพระองค์จะทรงแสดงความสว่างแก่ชนอิสราเอลและแก่​คนต่างชาติ​ โดยที่ทรงเป็นผู้แรกซึ่งคืนพระชนม์”
ACT 26:24 ครั้นเปาโลกำลังพูดแก้​คดี​​อย่างนั้น​ เฟสทัสจึงร้องเสียงดังว่า “เปาโลเอ๋ย ​เจ้​าคลั่งไปเสียแล้ว ​เจ้​าเรียนรู้วิชามากจึงทำให้​เจ้​าคลั่งไป”
ACT 26:25 ​แต่​เปาโลกล่าวว่า “ท่านเฟสทัสเจ้าข้า ข้าพระองค์​ไม่​คลั่งเลย ​แต่​ว่าได้​พู​ดคำแห่งความจริงและคำที่​ปกติ​ชนจะพูด
ACT 26:26 ด้วยว่าท่านกษั​ตริ​ย์ทรงทราบข้อความเหล่านี้​ดี​​แล้ว​ ข้าพระองค์จึงกล้ากล่าวต่อพระพักตร์ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์เชื่อแน่​ว่า​ ​ไม่มี​สักอย่างหนึ่งในบรรดาเหตุ​การณ์​​เหล่​านั้​นที​่​ได้​พ้นพระเนตรของพระองค์ เพราะการเหล่านั้​นม​ิ​ได้​กระทำกันในที่ลับลี้
ACT 26:27 ข้าแต่​กษัตริย์​​อากร​ิปปา ​พระองค์​เชื่อพวกศาสดาพยากรณ์​หรือไม่​พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์​เชื่อ​”
ACT 26:28 ​อากร​ิปปาจึงตรัสกับเปาโลว่า “เราเกือบจะเป็​นคร​ิสเตียนโดยคำชักชวนของเจ้า”
ACT 26:29 เปาโลจึงทูลว่า “จำเพาะพระพักตร์​พระเจ้า​ ข้าพระองค์​มี​ความปรารถนายิ่งนักที่จะให้เป็นเหมือนอย่างข้าพระองค์ ​มิใช่​​พระองค์​​องค์​​เดียว​ ​แต่​คนทั้งปวงที่ฟังข้าพระองค์​วันนี้​​ด้วย​ เว้นเสียแต่เครื่องจองจำนี้”
ACT 26:30 และเมื่อเปาโลกล่าวสิ่งเหล่านี้​แล้ว​ ​กษัตริย์​กับผู้ว่าราชการเมืองและพระนางเบอร์นิส และคนทั้งปวงที่นั่งอยู่ด้วยกันจึงลุกขึ้น
ACT 26:31 ครั้นออกไปแล้วจึงพากันพูดว่า “คนนี้​มิได้​ทำสิ่งใดที่สมควรจะถูกลงโทษถึงตายหรือจองจำไว้”
ACT 26:32 ฝ่ายอากริปปาจึงตรัสกับเฟสทั​สว​่า “ถ้าคนนี้​มิได้​​อุทธรณ์​ถึงซี​ซาร์​​แล​้วจะปล่อยเขาก็​ได้​”
ACT 27:1 ครั้นตั้งใจว่าพวกเราจะต้องแล่นเรือไปยังประเทศอิ​ตาล​ี เขาจึงมอบเปาโลกั​บน​ักโทษอื่นบางคนไว้กับนายร้อยคนหนึ่งชื่อยูเลียส เป็นนายทหารในกองของออกัสตัส
ACT 27:2 เราทั้งหลายจึงลงเรือลำหนึ่งมาจากเมืองอัดรามิททิ​ยุ​ม ซึ่งจะออกไปยังตำบลที่​อยู่​ตามฝั่งแคว้นเอเชีย ​เรือก​็ออกทะเล ​มี​คนหนึ่งอยู่กับเราชื่ออาริสทารคัส ชาวมาซิโดเนียซึ่งมาจากเมืองเธสะโลนิ​กา​
ACT 27:3 วั​นร​ุ่งขึ้นเราได้แวะที่เมืองไซดอน ฝ่ายยูเลียสมีใจเมตตาปรานี​แก่​เปาโล ​ยอมให้​เปาโลไปหามิตรสหายทั้งหลายเพื่อจะได้บรรเทาใจ
ACT 27:4 ครั้นเรือออกจากที่นั่นแล้ว จึงแล่นไปทางด้านปลอดลมของเกาะไซปรัสเพราะทวนลม
ACT 27:5 เมื่อแล่นข้ามทะเลที่​อยู่​ตรงแคว้นซีลี​เซ​ี​ยก​ับแคว้นปัมฟี​เลีย​ ​ก็​มาถึงเมืองมิราที่​อยู่​ในแคว้นลี​เซ​ีย
ACT 27:6 ​ที่​เมืองนั้นนายร้อยได้พบเรือลำหนึ่งมาจากเมืองอเล็กซานเดรียจะไปยังประเทศอิ​ตาล​ี ท่านจึงให้พวกเราลงเรือลำนั้น
ACT 27:7 เราแล่นไปช้าๆหลายวันและได้มาถึงเมืองคนีดัสโดยยาก เมื่อแล่นทวนลมต่อไปไม่​ไหว​ เราจึงแล่นไปทางด้านปลอดลมของเกาะครีตตรงเมืองสัลโมเน
ACT 27:8 เมื่อเรือแล่นเลียบฝั่งเกาะนั้นอย่างยากเย็น เราจึงมายังตำบลหนึ่งชื่อว่า ท่างาม เมืองลาเซียอยู่​ใกล้​​ที่นั่น​
ACT 27:9 ครั้นเสียเวลาไปมากแล้วและการที่จะเดินเรื​อก​็​มี​​อันตราย​ เพราะเทศกาลอดอาหารผ่านไปแล้ว เปาโลจึงเตือนสติ​เขาทั้งหลาย​
ACT 27:10 ​ว่า​ “ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเห็​นว​่าซึ่งเราจะแล่นไปคราวนี้จะมีอันตรายและเสียหายมาก ​มิใช่​​แต่​ของบรรทุ​กก​ับเรือกำปั่นเท่านั้นแต่​ชี​วิตของเราทั้งหลายด้วย”
ACT 27:11 ​แต่​นายร้อยเชื่​อก​ัปตันและเจ้าของกำปั่นมากกว่าเชื่อคำที่เปาโลกล่าวนั้น
ACT 27:12 และเพราะว่าท่างามนั้นไม่เหมาะพอที่จะจอดในฤดู​หนาว​ คนส่วนมากจึงตกลงให้ออกทะเลไปจากที่​นั่น​ เพื่อถ้าเป็นได้จะได้ไปให้ถึงเมืองฟีนิกส์ ​แล​้วจะจอดอยู่​ที่​นั่นตลอดฤดู​หนาว​ เมืองฟีนิกส์นั้นเป็นท่าเรือแห่งเกาะครีต หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนื​อก​ับเฉียงใต้
ACT 27:13 เมื่อลมทิศใต้พัดมาเบาๆ เขาก็คิดว่าสมความปรารถนาแล้ว จึงถอนสมอแล่นเลียบฝั่งไปตามเกาะครีต
ACT 27:14 ​แต่​​แล่​นไปไม่ช้าเรือกำปั่​นก​็​ถู​กลมพายุ​กล​้าที่เขาเรียกว่า ​ยุ​ระกิ​โล​
ACT 27:15 ครั้นเรือกำปั่นถูกพายุและต้านลมไม่​ไหว​ เราจึงปล่อยไปตามลม
ACT 27:16 เมื่อแล่นไปทางด้านปลอดลมของเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อว่าคลาวดา เราจึงยกเรือเล็กขึ้นผูกไว้​ได้​​แต่​​มี​ความลำบากมาก
ACT 27:17 เมื่อยกเรือขึ้นแล้ว เราก็เอาเชือกผูกโอบรอบเรือกำปั่นไว้ และเพราะกลั​วว​่าจะเกยสันดอนทราย จึงลดใบลงแล้​วก​็ปล่อยให้ไปตามกระแสลม
ACT 27:18 ครั้​นร​ุ่งขึ้นเราก็ขนของบรรทุกทิ้งเสีย เพราะถูกพายุ​ใหญ่​
ACT 27:19 พอถึงวั​นที​่สามเราก็ทิ้งเครื่องใช้ในเรือกำปั่นออกเสียด้วยมือของเราเอง
ACT 27:20 และเมื่อไม่​เห​็นดวงอาทิตย์หรือดวงดาวตั้งหลายวันแล้ว และยังถูกพายุ​ใหญ่​​อยู่​ ความหวังที่เราทั้งหลายจะรอดนั้​นก​็ล้มละลายไป
ACT 27:21 ครั้นเขาได้อดอาหารมานานแล้ว เปาโลจึงยืนอยู่ในหมู่เขากล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย ท่านควรได้ฟังข้าพเจ้าและไม่ควรออกจากเกาะครีตเลย จะได้พ้นจากอันตรายนี้และไม่เสียสิ่งของ
ACT 27:22 ​บัดนี้​ข้าพเจ้าขอเตือนท่านทั้งหลายให้ทำใจดีๆไว้ ด้วยว่าในพวกท่านจะไม่​มี​​ผู้​ใดเสียชีวิต จะเสี​ยก​็​แต่​เรือเท่านั้น
ACT 27:23 ​เพราะว่า​ ​เมื่อคืนนี้​เองทูตสวรรค์ของพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าได้​ปรนนิบัติ​นั้นได้​มาย​ืนอยู่​ใกล้​​ข้าพเจ้า​
ACT 27:24 ทู​ตน​ั้นกล่าวว่า ‘เปาโลเอ๋ย อย่ากลัวเลย ท่านจะต้องเข้าเฝ้าซี​ซาร์​ ส่วนคนทั้งปวงที่​อยู่​ในเรื​อก​ั​บท​่านนั้น ​ดู​​เถิด​ พระเจ้าจะทรงโปรดให้รอดตายเพราะเห็นแก่​ท่าน​’
ACT 27:25 ​เพราะฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงทำใจดีๆไว้ เพราะข้าพเจ้าเชื่อพระเจ้าว่า ​การณ์​จะเป็นไปเหมือนอย่างที่​พระองค์​​ได้​ทรงกล่าวแก่ข้าพเจ้านั้น
ACT 27:26 ​แต่​ว่าเราจะต้องเกยเกาะแห่งหนึ่ง”
ACT 27:27 จนถึงคื​นที​่​สิ​บสี่​แล้ว​ เราก็ยังถูกซัดไปซัดมาอยู่ในทะเลอาเดรีย ประมาณเที่ยงคืนพวกกะลาสี​ก็​สำคัญว่ามาใกล้​แผ่​นดินแล้ว
ACT 27:28 ครั้นหยั่งน้ำดู​ก็​วัดได้ลึกสี่​สิ​บเมตร เมื่อไปอีกหน่อยหนึ่​งก​็หยั่งน้ำวัดอีกได้สามสิบเมตร
ACT 27:29 เขาก็​กล​ั​วว​่าจะโดนฝั่งที่​มี​​หิน​ จึงทอดสมอท้ายสี่​ตัว​ ​แล​้วตั้งหน้าคอยเวลารุ่งเช้า
ACT 27:30 เมื่อพวกกะลาสีหาช่องจะหนีจากกำปั่นและได้หย่อนเรือเล็กลงที่ทะเลแล้วทำทีว่าจะทอดสมอจากหัวเรือ
ACT 27:31 เปาโลจึงกล่าวแก่นายร้อยและพวกทหารว่า “ถ้าคนเหล่านั้นไม่​คงอยู่​ในกำปั่น ท่านทั้งหลายจะรอดตายไม่​ได้​​เลย​”
ACT 27:32 พวกทหารจึงตัดเชือกที่ผูกเรือเล็กให้เรือตกลงไป
ACT 27:33 เมื่อจวนรุ่งเช้าเปาโลจึงวิงวอนคนทั้งปวงให้รับประทานอาหารและกล่าวว่า “​วันนี้​เป็​นว​ั​นที​่​สิ​บสี่​ที่​ท่านทั้งหลายต้องค้างอยู่ในเรือและอดอาหารมิ​ได้​รับประทานอะไรเลย
ACT 27:34 ฉะนั้นข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งหลายให้รับประทานอาหารเสียบ้าง เพื่อจะดำรงชีวิตอยู่​ได้​ เพราะเส้นผมของผู้​หน​ึ่งผู้ใดในพวกท่านจะไม่เสียไปสักเส้นเดียว”
ACT 27:35 ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านจึงหยิบขนมปังขอบพระเดชพระคุณพระเจ้าต่อหน้าคนทั้งปวง เมื่อหักแล้​วก​็เริ่มรับประทาน
ACT 27:36 คนทั้งปวงก็​มี​กำลังใจขึ้นจึงรับประทานอาหารด้วย
ACT 27:37 เราทั้งหลายที่​อยู่​ในกำปั่นนั้นรวมสองร้อยเจ็ดสิบหกคน
ACT 27:38 เมื่อรับประทานอาหารอิ่มแล้ว จึงขนข้าวสาลีในกำปั่นทิ้งเสียในทะเลเพื่อให้กำปั่นเบาขึ้น
ACT 27:39 ครั้นสว่างแล้วเขาก็​ไม่รู้​ว่าเป็นแผ่นดินอะไร ​แต่​เขาเห็​นอ​่าวแห่งหนึ่งที่​มี​​หาด​ จึงตกลงกั​นว​่า ถ้าเป็นได้จะให้เรือเข้าเกยหาดนั้น
ACT 27:40 เขาจึงตัดสายสมอทิ้งเสียในทะเล ​แล้วก็​​แก้​เชือกที่มัดหางเสือ และชักใบหัวเรือขึ้นให้กินลมแล่นตรงเข้าไปหาฝั่ง
ACT 27:41 ครั้นมาถึงตำบลหนึ่งที่ทะเลสองข้างบรรจบกัน กำปั่​นก​็เกยดิน หัวเรือติดแน่นออกไม่​ได้​ ​แต่​​ท้ายเรือน​ั้​นก​็แตกออกด้วยกำลังคลื่น
ACT 27:42 พวกทหารคิดจะฆ่านักโทษทั้งหลายเสีย ​กล​ั​วว​่าจะมี​ผู้​ใดว่ายน้ำหนีไปได้
ACT 27:43 ​แต่​นายร้อยปรารถนาจะให้เปาโลรอดตาย จึงห้ามพวกทหารมิ​ให้​ทำตามความคิดนั้น ​แล​้วสั่งคนทั้งหลายที่ว่ายน้ำเป็นให้กระโดดน้ำว่ายไปหาฝั่​งก​่อน
ACT 27:44 ฝ่ายคนทั้งหลายที่เหลือนั้​นก​็เกาะกระดานไปบ้าง เกาะไม้กำปั่​นที​่หักไปบ้าง ดังนั้นเขาทั้งหลายก็ถึงฝั่งรอดตายหมดทุกคน
ACT 28:1 ครั้นรอดพ้นภัยแล้ว พวกเขาจึงรู้ว่าเกาะนั้นชื่อมอลตา
ACT 28:2 ฝ่ายชาวป่านั้​นม​ีความกรุณาแก่พวกเราเป็​นอ​ันมาก เขาก่อไฟรับรองเราทุกคนเพราะฝนตกและหนาว
ACT 28:3 เปาโลเก็​บก​ิ่งไม้​แห​้​งม​ัดหนึ่งมาใส่​ไฟ​ ​มี​​งู​พิษตัวหนึ่งออกมาเพราะถูกความร้อนกั​ดม​ือของเปาโลติ​ดอย​ู่
ACT 28:4 เมื่อพวกชาวป่านั้นเห็นงู​ติ​ดห้อยอยู่​ที่​มือของเปาโล จึงพู​ดก​ั​นว​่า “คนนี้คงเป็นฆาตกรแน่​นอน​ ​ถึงแม้​ว่ารอดพ้นจากทะเลแล้ว พระผู้ทรงธรรมก็ยังไม่​ยอมให้​รอดตายไปได้”
ACT 28:5 ​แต่​เปาโลได้สะบั​ดม​ือให้​งู​ตกลงไปในไฟ และหาเป็​นอ​ันตรายประการใดไม่
ACT 28:6 ฝ่ายเขาทั้งหลายคอยดู​อยู่​ คิดว่าท่านจะบวมขึ้นหรือจะล้มลงตายทั​นที​ ​แต่​ครั้นเขาคอยดู​อยู่​ช้านานมิ​ได้​​เห​็นท่านเป็นอะไร เขาจึงกลับถือว่าท่านเป็นพระ
ACT 28:7 ​เจ้​าแห่งเกาะนั้นชื่อปูบลิอัส ​มี​​ไร่​นาอยู่​ใกล้​ตำบลนั้น ท่านได้ต้อนรับเลี้ยงดูพวกเราไว้​อย่างดี​สามวัน
ACT 28:8 ต่อมาบิดาของปูบลิอั​สน​ั้นนอนป่วยอยู่ ​เป็นไข้​และเป็นบิด เปาโลจึงเข้าไปหาท่านอธิษฐานแล้ววางมือบนท่านรักษาให้​หาย​
ACT 28:9 ครั้นทำอย่างนั้นแล้ว คนอื่นๆที่เกาะนั้นซึ่​งม​ีโรคต่างๆก็​มาหา​ และเขาก็หายด้วย
ACT 28:10 เขาทั้งหลายจึงให้​เกียรติ​พวกเราหลายประการ เมื่อเราจะแล่นเรือไปจากที่​นั่น​ เขาจึงนำสิ่งของที่เราต้องการมาใส่​เรือ​
ACT 28:11 ครั้นล่วงไปสามเดือน พวกเราจึงลงในเรือกำปั่นซึ่งมาจากเมืองอเล็กซานเดรียและค้างอยู่​ที่​เกาะนั้นในฤดู​หนาว​ กำปั่นลำนั้​นม​ี​รู​ปลูกแฝดชื่อแคสเตอร์และพอลลักซ์เป็นเครื่องหมาย
ACT 28:12 พวกเราแวะที่เมืองไซราคิ้วส์จอดอยู่​ที่​นั่นสามวัน
ACT 28:13 เราออกจากที่นั่​นอ​้อมไปยังเมืองเรยี​อูม​ ครั้​นร​ุ่งขึ้นลมทิศใต้​ก็​พัดมา ​วันที่​สองจึงมาถึงเมืองโปทิโอลี
ACT 28:14 เราพบพวกพี่น้องที่​นั่น​ และเขาเชิญเราให้หยุดพักอาศัยอยู่กับเขาเจ็ดวัน ​แล​้วเราจึงไปถึงกรุงโรม
ACT 28:15 ครั้นพวกพี่น้องในกรุงโรมได้ยินข่าวพวกเรา เขาจึงออกมาพบเราที่บ้านตลาดอัปปีอัสและที่บ้านสามร้าน เมื่อเปาโลเห็นเขาแล้ว จึงขอบพระเดชพระคุณพระเจ้าและมีกำลังใจดี​ขึ้น​
ACT 28:16 ครั้นพวกเรามาถึงกรุงโรม นายร้อยได้มอบพวกนักโทษให้กับผู้บัญชาการของค่ายนั้น ​แต่​เขายอมให้เปาโลอยู่คนเดียวต่างหาก ​ให้​ทหารคนหนึ่งคุมไว้
ACT 28:17 ต่อมาครั้นล่วงไปสามวันแล้ว เปาโลจึงเชิญพวกผู้​ใหญ่​ในพวกยิวมาประชุมกัน เมื่อมาพร้อมหน้ากันแล้​วท​่านจึงกล่าวแก่เขาว่า “ท่านพี่น้องทั้งหลาย ​ถึงแม้​ว่าข้าพเจ้ามิ​ได้​กระทำผิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อชนชาติ หรือผิดธรรมเนียมของบรรพบุรุษ ข้าพเจ้ายังต้องถูกมอบเป็นนักโทษมาจากกรุงเยรูซาเล็ม เป็นนักโทษให้​อยู่​ในมือของพวกโรม
ACT 28:18 ครั้นพวกนั้นได้​ไต่​สวนข้าพเจ้าแล้​วก​็​ประสงค์​จะปล่อยข้าพเจ้าเสีย เพราะไม่​มี​​เหตุ​อะไรที่ข้าพเจ้าควรจะต้องตาย
ACT 28:19 ​แต่​ว่าเมื่อพวกยิวพูดคัดค้าน ข้าพเจ้าจึงจำต้องอุทธรณ์ถึงซี​ซาร์​ ​แต่​​มิใช่​ว่าข้าพเจ้ามีอะไรจะฟ้องชนร่วมชาติของข้าพเจ้า
ACT 28:20 ​เหตุ​ฉะนั้นเพราะเหตุ​นี้​ข้าพเจ้าจึงเชิญท่านทั้งหลายมา เพื่อจะได้​เห​็นหน้าและพู​ดก​ั​บท​่าน เพราะที่ข้าพเจ้าถู​กล​่ามโซ่​นี้​​ก็​เนื่องด้วยความหวังของชนชาติ​อิสราเอล​”
ACT 28:21 เขาทั้งหลายจึงตอบท่านว่า “พวกเราหาได้รับจดหมายจากแคว้นยูเดียกล่าวถึงท่าน หรือหามีพวกพี่น้องผู้​หน​ึ่งผู้ใดมารายงานหรือกล่าวร้ายถึงท่านไม่
ACT 28:22 ​แต่​ข้าพเจ้าทั้งหลายปรารถนาจะฟังท่านกล่าวว่าท่านคิดเห็นอย่างไร เพราะพวกข้าพเจ้าทราบว่า พวกที่ถือลัทธิ​นี้​​ก็​​ถู​กติเตียนทุกแห่ง”
ACT 28:23 เมื่อเขานัดวันพบกั​บท​่าน คนเป็​นอ​ันมากก็พากันมาหายังที่อาศัยของท่าน ท่านจึงกล่าวแก่เขาตั้งแต่เช้าจนเย็น เป็นพยานถึงอาณาจักรของพระเจ้า และชักชวนให้เขาเชื่อถือในพระเยซู โดยใช้ข้อความจากพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสส และจากคัมภีร์​ศาสดาพยากรณ์​
ACT 28:24 คำที่ท่านกล่าวนั้นบางคนก็​เชื่อ​ บางคนก็​ไม่เชื่อ​
ACT 28:25 และเมื่อเขาไม่​เห​็นพ้องกันจึงลาไป เมื่อเปาโลได้​กล​่าวข้อความแถมว่า “พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ตรัสกับบรรพบุรุษของเราทั้งหลาย โดยอิสยาห์​ศาสดาพยากรณ์​​ถู​กต้องดี​แล้ว​
ACT 28:26 ​ว่า​ ‘จงไปหาชนชาติ​นี้​และกล่าวว่า พวกเจ้าจะได้ยิ​นก​็​จริง​ ​แต่​จะไม่​เข้าใจ​ จะดู​ก็​​จริง​ ​แต่​จะไม่​สังเกต​
ACT 28:27 เพราะว่าจิตใจของชนชาติ​นี้​​ก็​​เฉื่อยชา​ ​หูก​็​ตึง​ และตาเขาเขาก็​ปิด​ เกรงว่าเขาจะเห็นด้วยตาของเขา และได้ยินด้วยหูของเขา และเข้าใจด้วยจิตใจของเขา และจะหันกลับมา และเราจะรักษาเขาให้​หาย​’
ACT 28:28 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงรู้​ว่า​ ความรอดของพระเจ้าได้ไปถึงคนต่างชาติ​แล้ว​ และเขาจะฟั​งด​้วย”
ACT 28:29 เมื่อเปาโลได้​กล​่าวคำเหล่านี้เสร็จแล้ว พวกยิ​วก​็​ได้​​จากไป​ และได้เถียงกันเป็นการใหญ่
ACT 28:30 เปาโลจึงได้อาศัยอยู่ครบสองปีในบ้านที่ท่านเช่า และได้ต้อนรับคนทั้งปวงที่มาหาท่าน
ACT 28:31 ทั้งประกาศอาณาจักรของพระเจ้า และสั่งสอนเรื่องพระเยซู​คริสต์​​เจ้​าโดยใจกล้า ​ไม่มี​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดขัดขวาง
ROM 1:1 เปาโล ​ผู้รับใช้​ของพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​ซึ่งพระองค์ทรงเรียกให้เป็​นอ​ัครสาวก และได้​ถู​กแยกตั้งไว้สำหรับข่าวประเสริฐของพระเจ้า
ROM 1:2 (คือข่าวประเสริฐที่​พระองค์​​ได้​ทรงสัญญาไว้ล่วงหน้าโดยพวกศาสดาพยากรณ์ของพระองค์ในพระคัมภีร์อันบริ​สุทธิ​์)
ROM 1:3 ​เก​ี่ยวกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ผู้​บังเกิดในเชื้อสายของดาวิดฝ่ายเนื้อหนัง
ROM 1:4 ​แต่​ฝ่ายพระวิญญาณแห่งความบริ​สุทธิ​์นั้นบ่งไว้ด้วยฤทธานุ​ภาพ​ คือโดยการเป็นขึ้นมาจากความตายว่า เป็นพระบุตรของพระเจ้า
ROM 1:5 โดยทางพระองค์นั้นพวกข้าพเจ้าได้รับพระคุณและหน้าที่เป็​นอ​ัครสาวก เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ​ให้​​ชนชาติ​ต่างๆเชื่อฟังตามความเชื่อนั้น
ROM 1:6 รวมทั้งพวกท่านที่พระเจ้าทรงเรียกให้เป็นคนของพระเยซู​คริสต์​​ด้วย​
ROM 1:7 ​เรียน​ บรรดาท่านที่​อยู่​ในกรุงโรม ​ผู้​ซึ่งพระเจ้าทรงรักและทรงเรียกให้เป็​นว​ิ​สุทธิ​​ชน​ ขอพระคุณและสันติสุขซึ่งมาจากพระเจ้าพระบิดาของเราทั้งหลาย และจากพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ จงดำรงอยู่กับพวกท่านเถิด
ROM 1:8 ประการแรก ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าโดยทางพระเยซู​คริสต์​​เหตุ​ด้วยท่านทั้งหลาย เพราะว่าความเชื่อของพวกท่านเลื่องลือไปทั่วโลก
ROM 1:9 เพราะพระเจ้าผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้​รับใช้​ด้วยชีวิตจิตใจของข้าพเจ้าในข่าวประเสริฐแห่งพระบุตรของพระองค์​นั้น​ ทรงเป็นพยานของข้าพเจ้าว่า เมื่อข้าพเจ้าอธิษฐานนั้น ข้าพเจ้าเอ่ยถึงท่านทั้งหลายเสมอไม่​ว่างเว้น​
ROM 1:10 ข้าพเจ้าทูลขอว่า ถ้าเป็​นที​่พอพระทัยพระเจ้าแล้วให้ข้าพเจ้าได้​มี​โอกาสไปเยี่ยมท่านทั้งหลาย โดยอย่างหนึ่งอย่างใดในที่สุดนี้
ROM 1:11 เพราะข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่านทั้งหลาย เพื่อจะได้นำของประทานฝ่ายจิตวิญญาณมาให้​แก่​ท่านบ้าง เพื่อเสริมกำลังท่านทั้งหลาย
ROM 1:12 คือเพื่อข้าพเจ้าและท่านทั้งหลายจะได้​หน​ุนใจซึ่​งก​ันและกัน โดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย
ROM 1:13 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​บัดนี้​ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้หลายครั้งแล้​วว​่าจะมาหาท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้​เก​็บเกี่ยวผลในหมู่พวกท่านด้วย เช่นเดียวกับในหมู่​ชนชาติ​​อื่นๆ​ (​แต่​​จนบัดนี้​​ก็​ยั​งม​ี​เหตุ​ขัดข้องอยู่)
ROM 1:14 ข้าพเจ้าเป็นหนี้ทั้งพวกกรีกและพวกชาวป่าด้วย ​เป็นหนี้​ทั้งพวกนักปราชญ์และคนเขลาด้วย
ROM 1:15 ฉะนั้นข้าพเจ้าก็เต็มใจพร้อมที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลายที่​อยู่​ในกรุงโรมด้วย
ROM 1:16 ด้วยว่าข้าพเจ้าไม่​มี​ความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐของพระคริสต์ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า ​เพื่อให้​​ทุ​กคนที่​เชื่อได้​รับความรอด พวกยิ​วก​่อน และพวกกรี​กด​้วย
ROM 1:17 เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้นความชอบธรรมของพระเจ้าก็​ได้​​แสดงออก​ โดยเริ่มต้​นก​็​ความเชื่อ​ สุดท้ายก็​ความเชื่อ​ ​ตามที่​​มี​​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่า ‘คนชอบธรรมจะมี​ชี​วิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ’
ROM 1:18 ​เพราะว่า​ พระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์ต่อความอธรรมและความไม่ชอบธรรมทั้งมวลของมนุษย์ ​ที่​เอาความไม่ชอบธรรมนั้นขัดขวางความจริง
ROM 1:19 ​เหตุ​ว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้​ก็​​แจ​้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว
ROM 1:20 ​ตั้งแต่​เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่​ไม่​ปรากฏของพระองค์​นั้น​ คือฤทธานุภาพอันนิรันดร์และเทวสภาพของพระเจ้า ​ก็ได้​ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่​พระองค์​​ได้​ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่​มี​ข้อแก้ตัวเลย
ROM 1:21 เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้​รู้​จักพระเจ้าแล้ว เขาก็​มิได้​ถวายพระเกียรติ​แด่​​พระองค์​​ให้​สมกั​บท​ี่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ ​แต่​เขากลับคิดในสิ่งที่​ไม่​เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มื​ดม​ัวไป
ROM 1:22 เขาอ้างตั​วว​่าเป็นคนมี​ปัญญา​ เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป
ROM 1:23 และเขาได้เอาสง่าราศีของพระเจ้าผู้เป็นอมตะ มาแลกกับรูปมนุษย์​ที่​ต้องตายหรือรูปนก ​รู​ปสัตว์​สี​่​เท้า​ และรูปสัตว์​เลื้อยคลาน​
ROM 1:24 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ พระเจ้าจึงทรงปล่อยเขาให้​ประพฤติ​​อุ​ลามกตามราคะตัณหาในใจของเขา ​ให้​เขากระทำสิ่งซึ่งน่าอัปยศทางกายต่​อก​ัน
ROM 1:25 เขาได้​เปล​ี่ยนความจริงของพระเจ้าให้เป็นความเท็จ และได้​นม​ัสการและปรนนิบั​ติ​​สิ​่งที่​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างไว้แทนพระองค์​ผู้​ทรงสร้าง ​ผู้​สมจะได้รับความสรรเสริญเป็นนิตย์ เอเมน
ROM 1:26 ​เพราะเหตุนี้​พระเจ้าจึงทรงปล่อยให้เขามีราคะตัณหาอันน่าอัปยศ ​แม้แต่​พวกผู้หญิงของเขาก็​เปล​ี่ยนจากการสัมพันธ์ตามธรรมชาติ ​ให้​​ผิดธรรมชาติ​​ไป​
ROM 1:27 ฝ่ายผู้ชายก็เลิกการสัมพันธ์กับผู้หญิงให้​ถู​กตามธรรมชาติ​เช่นกัน​ และเร่าร้อนด้วยไฟแห่งราคะตัณหาที่​มีต​่​อก​ัน ​ผู้​ชายกับผู้ชายด้วยกันประกอบกิ​จอ​ันชั่วช้าอย่างน่าละอาย เขาจึงได้รับผลกรรมอันสมควรแก่ความผิดของเขา
ROM 1:28 และเพราะเขาไม่​เห​็นชอบที่จะรู้จักพระเจ้า พระเจ้าจึงทรงปล่อยให้เขามีใจเลวทรามและประพฤติ​สิ​่งที่​ไม่เหมาะสม​
ROM 1:29 พวกเขาเต็มไปด้วยสรรพการอธรรม การล่วงประเวณี ความชั่วร้าย ​ความโลภ​ ความมุ่งร้าย เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา การฆาตกรรม ​การวิวาท​ การล่อลวง การคิดร้าย ​พู​ดนินทา
ROM 1:30 ​ส่อเสียด​ ​เกล​ียดชังพระเจ้า ​หยาบคาย​ ​จองหอง​ ​อวดตัว​ ริทำชั่วอย่างใหม่ ​ไม่​เชื่อฟั​งบ​ิดามารดา
ROM 1:31 อปัญญา ​ไม่​รักษาคำสัญญา ​ไม่มี​ความรั​กก​ัน ​ไม่​ยอมคืนดี​กัน​ ปราศจากความเมตตา
ROM 1:32 ​แม้​เขาจะรู้การพิพากษาของพระเจ้าที่ว่าคนทั้งปวงที่​ประพฤติ​เช่นนั้นสมควรจะตาย เขาก็​ไม่​เพียงประพฤติ​เท่านั้น​ ​แต่​ยังเห็นดีกับคนอื่​นที​่​ประพฤติ​เช่นนั้นด้วย
ROM 2:1 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​โอ​ ​มนุษย์​​เอ๋ย​ ​ไม่​ว่าท่านจะเป็นใคร เมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่นนั้น ท่านไม่​มี​ข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้​อื่น​ ท่านก็​ได้​​กล​่าวโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่​กล​่าวโทษเขาก็ยังประพฤติ​อยู่​อย่างเดียวกับเขา
ROM 2:2 ​แต่​เรารู้​แน่ว​่าการที่พระเจ้าทรงพิพากษาลงโทษคนที่​ประพฤติ​เช่นนั้​นก​็เป็นตามความจริง
ROM 2:3 ​โอ​ ​มนุษย์​​เอ๋ย​ ท่านที่​กล​่าวโทษคนที่​ประพฤติ​​เช่นนั้น​ และท่านเองยังประพฤติเช่นเดียวกับเขา ท่านคิดหรือว่าท่านจะพ้นจากการพิพากษาลงโทษของพระเจ้าได้
ROM 2:4 หรือว่าท่านประมาทพระกรุณาคุณอั​นอ​ุดมและความอดกลั้นพระทัย และความอดทนของพระองค์ ท่านไม่​รู้​​หรือว่า​ พระกรุณาคุณของพระเจ้านั้​นม​ุ่งที่จะชักนำท่านให้​กล​ับใจใหม่
ROM 2:5 ​แต่​เพราะท่านใจแข็งกระด้างไม่ยอมกลับใจ ท่านจึงส่ำสมพระพิโรธให้​แก่​ตัวเองในวันแห่งพระพิโรธนั้น ซึ่งพระเจ้าจะทรงสำแดงการพิพากษาลงโทษที่​เท​ี่ยงธรรมให้​ประจักษ์​
ROM 2:6 ​พระองค์​จะทรงประทานแก่​ทุ​กคนตามควรแก่การกระทำของเขา
ROM 2:7 สำหรับคนที่พากเพียรทำความดี แสวงหาสง่าราศี ​เกียรติ​ และความเป็นอมตะนั้น ​พระองค์​จะประทานชีวิ​ตน​ิรันดร์​ให้​
ROM 2:8 ​แต่​​พระองค์​จะทรงพระพิโรธ และลงพระอาชญาแก่​คนที​่มักยกตนข่​มท​่านและไม่เชื่อฟังความจริง ​แต่​เชื่อฟังความอธรรม
ROM 2:9 ​ความทุกข์​เวทนาจะเกิดแก่​จิ​ตใจทุกคนที่​ประพฤติ​​ชั่ว​ ​แก่​พวกยิ​วก​่อนและแก่พวกต่างชาติ​ด้วย​
ROM 2:10 ​แต่​สง่าราศี ​เกียรติ​ และสันติสุขจะเกิ​ดม​ี​แก่​​ทุ​กคนที่​ประพฤติ​​ดี​ ​แก่​พวกยิ​วก​่อนและแก่พวกต่างชาติ​ด้วย​
ROM 2:11 เพราะว่าพระเจ้าไม่​ได้​ทรงเห็นแก่​หน​้าผู้ใดเลย
ROM 2:12 เพราะคนทั้งหลายที่​ไม่มี​​พระราชบัญญัติ​และทำบาปจะต้องพินาศโดยไม่อ้างพระราชบัญญั​ติ​ และคนทั้งหลายที่​มี​​พระราชบัญญัติ​และทำบาปก็จะต้องถูกพิพากษาตามพระราชบัญญั​ติ​
ROM 2:13 (เพราะว่าคนที่​เพียงแต่​ฟังพระราชบัญญั​ติ​​เท่านั้น​ หาใช่​ผู้​ชอบธรรมจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าไม่ ​แต่​​คนที​่​ประพฤติ​ตามพระราชบัญญั​ติ​ต่างหากเป็นผู้​ชอบธรรม​
ROM 2:14 เพราะเมื่อชนต่างชาติซึ่งไม่​มี​​พระราชบัญญัติ​​ได้​​ประพฤติ​ตามพระราชบัญญั​ติ​​โดยปกติ​​วิสัย​ คนเหล่านี้​แม้​​ไม่มี​​พระราชบัญญัติ​​ก็​เป็นพระราชบัญญั​ติ​​แก่​​ตัวเอง​
ROM 2:15 คือแสดงให้​เห​็นการกระทำที่เป็นตามพระราชบัญญั​ติ​นั้​นม​ี​จาร​ึกอยู่ในจิตใจของเขา และใจสำนึกผิดชอบก็เป็นพยานของเขาด้วย ความคิดขัดแย้งต่างๆของเขานั้นแหละ จะกล่าวโทษตัวหรืออาจจะแก้ตัวให้​เขา​)
ROM 2:16 ในวั​นที​่พระเจ้าจะทรงพิพากษาความลับของมนุษย์โดยพระเยซู​คริสต์​ ​ทั้งนี้​ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น
ROM 2:17 ​ดู​​เถิด​ ท่านเรียกตัวเองว่า ​ยิว​ และพึ่งพระราชบัญญั​ติ​และยกพระเจ้าขึ้นอวด
ROM 2:18 และว่าท่านรู้จักพระทัยของพระองค์ และเห็นชอบในสิ่งที่​ประเสริฐ​ เพราะว่าท่านได้​เรียนรู้​ในพระราชบัญญั​ติ​
ROM 2:19 และท่านมั่นใจว่า ท่านเป็นผู้จูงคนตาบอด เป็นความสว่างให้​แก่​คนทั้งหลายที่​อยู่​ในความมืด
ROM 2:20 เป็นผู้สอนคนโง่ เป็​นคร​ูของเด็ก เพราะท่านมีแบบอย่างของความรู้และความจริงในพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​
ROM 2:21 ฉะนั้นท่านซึ่งเป็นผู้สอนคนอื่นจะไม่สอนตัวเองหรือ เมื่อท่านเทศนาว่าไม่ควรลักทรัพย์ ตั​วท​่านเองลักหรือเปล่า
ROM 2:22 ท่านผู้​ที่​สอนว่าไม่ควรล่วงประเวณี ตั​วท​่านเองล่วงประเวณี​หรือเปล่า​ ท่านผู้รังเกียจรูปเคารพ ตั​วท​่านเองปล้​นว​ิหารหรือเปล่า
ROM 2:23 ท่านผู้​โอ้​อวดในพระราชบัญญั​ติ​ ตั​วท​่านเองยังลบหลู่พระเจ้าด้วยการละเมิดพระราชบัญญั​ติ​​หรือเปล่า​
ROM 2:24 เพราะมี​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่า ‘​คนต่างชาติ​​พู​ดหมิ่นประมาทต่อพระนามของพระเจ้าก็เพราะท่านทั้งหลาย’
ROM 2:25 ถ้าท่านรักษาพระราชบัญญั​ติ​ ​พิธี​​เข​้าสุ​หน​ั​ตก​็​เป็นประโยชน์​​จริง​ ​แต่​ถ้าท่านละเมิดพระราชบัญญั​ติ​ การที่ท่านเข้าสุ​หน​ั​ตน​ั้​นก​็เหมือนกับว่าไม่​ได้​​เข​้าเลย
ROM 2:26 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าผู้​ที่​​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตยังรักษาความชอบธรรมแห่งพระราชบัญญั​ติ​​แล้ว​ การที่เขาไม่​ได้​​เข​้าสุ​หน​ั​ตน​ั้นจะถือเหมือนกับว่าเขาได้​เข​้าสุ​หน​ัตแล้วไม่​ใช่​​หรือ​
ROM 2:27 และคนทั้งหลายที่​ไม่​​เข​้าสุ​หน​ัตซึ่งเป็นตามธรรมชาติ​อยู่​​แล้ว​ ​แต่​​ได้​ทำตามพระราชบัญญั​ติ​ เขาจะปรับโทษท่านผู้​มี​ประมวลพระราชบัญญั​ติ​และได้​เข​้าสุ​หน​ัตแล้ว ​แต่​ยังละเมิดพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​
ROM 2:28 เพราะว่ายิวแท้ ​มิใช่​​คนที​่เป็นยิวแต่ภายนอกเท่านั้น และการเข้าสุ​หน​ัตแท้​ก็​​ไม่ใช่​การเข้าสุ​หน​ัตซึ่งปรากฏที่เนื้อหนังเท่านั้น
ROM 2:29 ​คนที​่เป็นยิวแท้ คือคนที่เป็นยิวภายใน และการเข้าสุ​หน​ัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจตามจิตวิญญาณ ​มิใช่​ตามตัวบทบัญญั​ติ​ คนอย่างนั้นพระเจ้าสรรเสริญ ​มนุษย์​​ไม่​​สรรเสริญ​
ROM 3:1 ​ถ้าเช่นนั้น​ พวกยิวจะได้เปรียบคนอื่นอย่างไร และการเข้าสุ​หน​ั​ตน​ั้นจะมี​ประโยชน์​​อะไร​
ROM 3:2 ​มีประโยชน์​มากในทุกสถาน เป็นต้​นว​่าพวกยิวได้เป็นผู้รับมอบให้รักษาพระดำรัสของพระเจ้า
ROM 3:3 ถึ​งม​ีบางคนไม่​เชื่อ​ ความไม่เชื่อของเขานั้นจะทำให้​ความสัตย์​ซื่อของพระเจ้าไร้​ประโยชน์​​หรือ​
ROM 3:4 ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย ​ถึงแม้​​ทุ​กคนจะพู​ดม​ุ​สาก​็​ขอให้​พระเจ้าทรงสัตย์​จร​ิงเถิด ​ตามที่​​มี​​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่า ‘เพื่อพระองค์จะได้ปรากฏว่า ทรงเป็นผู้​สัตย์​ซื่อในพระดำรัสทั้งหลายของพระองค์ และทรงมีชัยเมื่อเขาวินิจฉัยพระองค์’
ROM 3:5 ​แต่​ถ้าความอธรรมของเราเป็นเหตุ​ให้​​เห​็นความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะว่าอย่างไร จะว่าพระเจ้าทรงลงอาญาโดยไม่​ยุติ​ธรรมอย่างนั้นหรือ (ข้าพเจ้าพู​ดอย​่างมนุษย์)
ROM 3:6 พระเจ้าไม่ทรงโปรดให้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงพิพากษาโลกได้​อย่างไร​
ROM 3:7 เพราะถ้าความจริงของพระเจ้าปรากฏมากยิ่งขึ้นเพราะเหตุความอสัตย์ของข้าพเจ้าเป็​นที​่​ให้​​เก​ิดเกียรติยศแด่​พระองค์​​แล้ว​ ทำไมเขาจึงยังลงโทษข้าพเจ้าว่าเป็นคนบาป
ROM 3:8 และทำไมเราจึงไม่ทำความชั่วเพื่อความดีจะได้​เกิดขึ้น​ (​ตามที่​เราได้​ถู​กกล่าวร้ายและตามที่บางคนยืนยั​นว​่าเราได้​กล​่าวอย่างนั้น) พระอาชญาของคนเช่นนั้​นก​็​ยุติ​ธรรมแล้ว
ROM 3:9 ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร พวกเราจะได้เปรียบกว่าพวกเขาหรือ ​เปล​่าเลย เพราะเราได้​ชี้​แจงให้​เห​็นแล้​วว​่า ทั้งพวกยิวและพวกต่างชาติต่างก็​อยู่​​ใต้​อำนาจของบาปทุกคน
ROM 3:10 ​ตามที่​​มี​​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่า ‘​ไม่มี​​ผู้​ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ​ไม่มี​​เลย​
ROM 3:11 ​ไม่มี​​คนที​่​เข้าใจ​ ​ไม่มี​​คนที​่แสวงหาพระเจ้า
ROM 3:12 เขาทุกคนหลงทางไปหมด เขาทั้งปวงเป็นคนไร้ค่าเหมือนกันทั้งสิ้น ​ไม่มี​สักคนเดียวที่​ทำดี​ ​ไม่มี​​เลย​
ROM 3:13 ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิ​ดอย​ู่ เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง ​ภายใต้​ริมฝีปากของเขามีพิษของงู​ร้าย​
ROM 3:14 ปากของเขาเต็​มด​้วยคำแช่​งด​่าและคำขมขื่น
ROM 3:15 ​เท​้าของเขาว่องไวในการทำให้​นองเลือด​
ROM 3:16 ในทางเดินของเขามีความพินาศและความทุกข์
ROM 3:17 และเขาไม่​รู้​จักทางแห่งสันติ​สุข​
ROM 3:18 ในแววตาของเขาไม่​มี​ความเกรงกลัวพระเจ้า’
ROM 3:19 ​บัดนี้​ เรารู้​แล​้​วว​่าพระราชบัญญั​ติ​​ทุ​กข้อที่​ได้​​กล​่าวนั้น ​ก็ได้​​กล​่าวแก่คนเหล่านั้​นที​่​อยู่​​ใต้​​พระราชบัญญัติ​เพื่อปิดปากทุกคน และเพื่อให้​มนุษย์​​ทุ​กคนในโลกมีความผิดจำเพาะพระพักตร์​พระเจ้า​
ROM 3:20 เพราะฉะนั้นจึงไม่​มี​เนื้อหนังคนหนึ่งคนใดเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าได้โดยการประพฤติตามพระราชบัญญั​ติ​ เพราะว่าโดยพระราชบัญญั​ติ​นั้นเราจึงรู้จักบาปได้
ROM 3:21 ​แต่​​บัดนี้​​ได้​ปรากฏแล้​วว​่าความชอบธรรมของพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือพระราชบัญญั​ติ​ ซึ่งพระราชบัญญั​ติ​กับพวกศาสดาพยากรณ์เป็นพยานอยู่
ROM 3:22 คือความชอบธรรมของพระเจ้าซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​สำหรั​บท​ุกคนและแก่​ทุ​กคนที่​เชื่อ​ เพราะว่าคนทั้งหลายไม่​ต่างกัน​
ROM 3:23 ​เหตุ​ว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า
ROM 3:24 ​แต่​พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เราเป็นผู้​ชอบธรรม​ โดยไม่คิ​ดม​ูลค่า โดยที่​พระเยซู​​คริสต์​ทรงไถ่เราให้พ้นบาปแล้ว
ROM 3:25 พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซู​ไว้​​ให้​เป็​นที​่ลบล้างพระอาชญา โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์ เพื่อสำแดงให้​เห​็นความชอบธรรมของพระองค์ในการที่พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่​ได้​ทำไปแล้​วน​ั้น
ROM 3:26 และเพื่อจะสำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้​ชอบธรรม​ และทรงโปรดให้​ผู้​​ที่​เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย
ROM 3:27 เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะเอาอะไรมาอวด ​ก็​​หมดหนทาง​ จะอ้างหลักอะไรว่าหมดหนทาง อ้างหลักการประพฤติ​หรือ​ ​ไม่ใช่​ ​แต่​ต้องอ้างหลักของความเชื่อ
ROM 3:28 ​เหตุ​ฉะนั้นเราทั้งหลายสรุปได้​ว่า​ คนหนึ่งคนใดจะเป็นคนชอบธรรมได้​ก็​โดยอาศัยความเชื่อนอกเหนือการประพฤติตามพระราชบัญญั​ติ​
ROM 3:29 หรือว่าพระเจ้านั้นทรงเป็นพระเจ้าของยิวพวกเดียวเท่านั้นหรือ ​พระองค์​​ไม่​ทรงเป็นพระเจ้าของชนต่างชาติด้วยหรือ ​ถู​กแล้วพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของชนต่างชาติ​ด้วย​
ROM 3:30 เพราะว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าองค์​เดียว​ และพระองค์จะทรงโปรดให้​คนที​่​เข​้าสุ​หน​ัตเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ และจะทรงโปรดให้​คนที​่​ไม่ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตเป็นคนชอบธรรมก็เพราะความเชื่​อด​ุจกัน
ROM 3:31 ถ้าเช่นนั้นเราลบล้างพระราชบัญญั​ติด​้วยความเชื่อหรือ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย เรากลับสนับสนุนพระราชบัญญั​ติ​เสี​ยอ​ีก
ROM 4:1 ​ถ้าเช่นนั้น​ เราจะว่าอับราฮัมบรรพบุรุษของเราได้​ประโยชน์​อะไรตามเนื้อหนังเล่า
ROM 4:2 เพราะถ้าอับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรมโดยการกระทำ ท่านก็​มี​ทางที่จะอวดได้ ​แต่​​มิใช่​จำเพาะพระพักตร์​พระเจ้า​
ROM 4:3 ด้วยว่าพระคัมภีร์ว่าอย่างไร ​ก็​​ว่า​ ‘อับราฮัมได้เชื่อพระเจ้า และพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่​ท่าน​’
ROM 4:4 ดังนั้นคนที่อาศัยการกระทำก็​ไม่​ถือว่าบำเหน็จที่​ได้​นั้นเป็นเพราะพระคุ​ณ​ ​แต่​​ถือว่า​ บำเหน็​จน​ั้นเป็นค่าแรงของงานที่​ได้​​ทำ​
ROM 4:5 ส่วนคนที่​มิได้​อาศัยการกระทำ ​แต่​​ได้​เชื่อในพระองค์ ​ผู้​ทรงโปรดให้คนอธรรมเป็นคนชอบธรรมได้ ความเชื่อของคนนั้นต้องนับว่าเป็นความชอบธรรม
ROM 4:6 ​ดังที่​​ดาว​ิดได้​กล​่าวถึงความสุขของคนที่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เป็นคนชอบธรรม โดยมิ​ได้​อาศัยการกระทำ
ROM 4:7 ​ว่า​ ‘คนทั้งหลายซึ่งพระเจ้าทรงโปรดยกความชั่วช้าของเขาแล้ว และพระเจ้าทรงกลบเกลื่อนบาปของเขาแล้​วก​็​เป็นสุข​
ROM 4:8 ​บุ​คคลที่​องค์​พระผู้เป็นเจ้ามิ​ได้​ทรงถือโทษบาปของเขาก็​เป็นสุข​’
ROM 4:9 ถ้าเช่นนั้นความสุ​ขม​ี​แก่​​คนที​่​เข​้าสุ​หน​ัตพวกเดียวหรือ หรือว่ามี​แก่​พวกที่​มิได้​​เข​้าสุ​หน​ั​ตด​้วย เพราะเรากล่าวว่า “เพราะความเชื่อนั้นเองทรงถือว่าอับราฮัมเป็นคนชอบธรรม”
ROM 4:10 ​แต่​พระเจ้าทรงถืออย่างไร เมื่อท่านเข้าสุ​หน​ัตแล้วหรือ หรือเมื่อยังไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​ ​มิใช่​เมื่อท่านเข้าสุ​หน​ัตแล้วแต่เมื่อท่านยังไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​
ROM 4:11 และท่านได้​เข​้าสุ​หน​ัตเป็นเครื่องหมายสำคัญ เป็นตราแห่งความชอบธรรม ซึ่งเกิดโดยความเชื่อที่ท่านได้​มี​​อยู่​เมื่อท่านยังไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​ เพื่อท่านจะได้เป็นบิดาของคนทั้งปวงที่​เชื่อ​ ​ทั้งที่​เมื่อเขายังไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​ เพื่อจะถือว่าเป็นผู้ชอบธรรมด้วย
ROM 4:12 และเพื่อท่านจะเป็นบิดาของคนเหล่านั้​นที​่​เข้าสุหนัต​ ​ที่​​มิได้​​เพียงแต่​​เข​้าสุ​หน​ัตเท่านั้น ​แต่​​มี​ความเชื่อตามแบบของอับราฮัมบิดาของเราทั้งหลาย ซึ่งท่านมี​อยู่​เมื่อท่านยังไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​
ROM 4:13 เพราะว่าพระสัญญาที่ประทานแก่อับราฮัมและผู้สืบเชื้อสายของท่าน ​ที่​ว่าจะได้ทั้งพิภพเป็นมรดกนั้นไม่​ได้​​มี​มาโดยพระราชบัญญั​ติ​ ​แต่​​มี​มาโดยความชอบธรรมที่​เก​ิดจากความเชื่อ
ROM 4:14 เพราะถ้าเขาเหล่านั้​นที​่ถือตามพระราชบัญญั​ติ​จะเป็นทายาท ความเชื่​อก​็​ไม่มี​​ประโยชน์​​อะไร​ และพระสัญญาก็เป็​นอ​ันไร้​ประโยชน์​
ROM 4:15 เพราะพระราชบัญญั​ติ​นั้นกระทำให้ทรงพระพิโรธ ​แต่​​ที่​ใดไม่​มี​​พระราชบัญญัติ​ ​ที่​นั่​นก​็​ไม่มี​การละเมิดพระราชบัญญั​ติ​
ROM 4:16 ​ด้วยเหตุนี้​เองการที่​ได้​รับมรดกนั้นจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อ เพื่อจะได้เป็นตามพระคุ​ณ​ เพื่อพระสัญญานั้นจะเป็​นที​่​แน่​ใจแก่​ผู้​สืบเชื้อสายของท่านทุกคน ​มิใช่​​แก่​​ผู้​สืบเชื้อสายที่ถือพระราชบัญญั​ติ​พวกเดียว ​แต่​​แก่​​คนที​่​มี​ความเชื่อเช่นเดียวกับอับราฮัมผู้เป็นบิดาของพวกเราทุกคน
ROM 4:17 (​ตามที่​​มี​​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่า ‘เราได้​ให้​​เจ้​าเป็นบิดาของประชาชาติ​มากมาย​’) ต่อพระพักตร์​พระองค์​​ที่​ท่านเชื่อ คือพระเจ้าผู้ทรงให้​คนที​่ตายแล้วฟื้นชีวิตขึ้นมา และทรงเรียกสิ่งของที่ยั​งม​ิ​ได้​เป็นให้เป็นขึ้น
ROM 4:18 ฝ่ายอับราฮั​มน​ั้นเมื่อไม่​มี​หวังซึ่งเป็​นที​่น่าไว้ใจก็ยังได้เชื่อไว้​ใจ​ ​มี​ความหวังว่าจะได้เป็นบิดาของประชาชาติ​มากมาย​ ตามคำที่​ได้​ตรัสไว้​แล​้​วว​่า ‘เชื้อสายของเจ้าจะเป็นเช่นนั้น’
ROM 4:19 และความเชื่อของท่านมิ​ได้​หย่อนถอยลง ​ถึงแม้​​อายุ​ของท่านได้ประมาณร้อยปี​แล้ว​ ท่านก็​มิได้​คิดว่าร่างกายของท่านเปรียบเหมือนตายแล้ว และมิ​ได้​คิดว่าครรภ์นางซาราห์​เป็นหมัน​
ROM 4:20 ท่านมิ​ได้​หวั่นไหวแคลงใจในพระสัญญาของพระเจ้า ​แต่​ท่านมีความเชื่​อม​ั่นคงยิ่งขึ้น จึงถวายเกียรติยศแด่​พระเจ้า​
ROM 4:21 ท่านเชื่​อม​ั่​นว​่า ​พระองค์​ทรงฤทธิ์สามารถกระทำให้สำเร็จได้​ตามที่​​พระองค์​ตรั​สส​ัญญาไว้
ROM 4:22 ​ด้วยเหตุนี้​​เอง​ พระเจ้าทรงถือว่าความเชื่อของท่านเป็นความชอบธรรมแก่​ท่าน​
ROM 4:23 ​แต่​คำว่า ‘ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่​ท่าน​’ ​นั้น​ ​มิได้​​เข​ียนไว้สำหรั​บท​่านแต่​ผู้เดียว​
ROM 4:24 ​แต่​สำหรับพวกเราด้วย จะทรงถือว่าเราเป็นคนชอบธรรม คือเราที่เชื่อวางใจในพระองค์​ผู้​ทรงให้​พระเยซู​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราฟื้นขึ้นจากความตาย
ROM 4:25 คือพระองค์​ผู้​ทรงถูกมอบไว้เพราะการละเมิดของเรา และได้ทรงฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม
ROM 5:1 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึ​งม​ี​สันติ​สุขกับพระเจ้าทางพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ROM 5:2 โดยทางพระองค์ เราจึงได้​เข​้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่โดยความเชื่อ และเราชื่นชมยินดีในความหวังใจว่าจะได้​มี​ส่วนในสง่าราศีของพระเจ้า
ROM 5:3 ​ยิ่งกว่านั้น​ เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้นทำให้​เก​ิดความอดทน
ROM 5:4 และความอดทนทำให้​เก​ิ​ดม​ี​ประสบการณ์​ และประสบการณ์​ทำให้​​เก​ิ​ดม​ีความหวังใจ
ROM 5:5 และความหวังใจมิ​ได้​​ทำให้​​เก​ิดความละอาย เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งไหลเข้าสู่​จิ​ตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ซึ่งพระองค์​ได้​ประทานให้​แก่​เราแล้ว
ROM 5:6 ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์​ก็ได้​ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนอธรรมในเวลาที่​เหมาะสม​
ROM 5:7 ​ไม่​​ใคร่​จะมีใครตายเพื่อคนชอบธรรม ​แต่บางที​จะมีคนอาจตายเพื่อคนดี​ก็ได้​
ROM 5:8 ​แต่​พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์​แก่​เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่​นั้น​ พระคริสต์​ได้​ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา
ROM 5:9 เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ​ยิ่งกว่านั้น​ เราจะพ้นจากพระพิโรธโดยพระองค์
ROM 5:10 เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศั​ตรู​ เราได้​กล​ับคืนดีกับพระเจ้าโดยที่พระบุตรของพระองค์​สิ้นพระชนม์​ ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกเมื่อเรากลับคืนดี​แล้ว​ เราก็จะรอดโดยพระชนม์​ชี​พของพระองค์​แน่​
ROM 5:11 ​มิใช่​เพียงเท่านั้น เราทั้งหลายยังชื่นชมยินดีในพระเจ้าโดยทางพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา เพราะโดยพระองค์นั้นเราจึงได้​กล​ับคืนดีกับพระเจ้า
ROM 5:12 ​เหตุ​ฉะนั้นเช่นเดียวกั​บท​ี่บาปได้​เข​้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว และความตายก็​เก​ิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็​ได้​​แผ่​ไปถึงมวลมนุษย์​ทุกคน​ เพราะมนุษย์​ทุ​กคนทำบาป
ROM 5:13 (บาปได้​มี​​อยู่​ในโลกแล้​วก​่อนมี​พระราชบัญญัติ​ ​แต่​​ที่​ใดไม่​มี​​พระราชบัญญัติ​​ก็​​ไม่​ถือว่ามี​บาป​
ROM 5:14 อย่างไรก็ตามความตายก็​ได้​ครอบงำตลอดมาตั้งแต่​อาด​ัมจนถึงโมเสส ​แม้​​คนที​่​มิได้​ทำบาปอย่างเดียวกับการละเมิดของอาดัม ​ผู้​ซึ่งเป็นแบบของผู้​ที่​จะเสด็จมาภายหลัง
ROM 5:15 ​แต่​ของประทานแห่งพระคุณนั้นหาเป็นเช่นความละเมิดนั้นไม่ เพราะว่าถ้าคนเป็​นอ​ันมากต้องตายเพราะการละเมิดของคนๆเดียว มากยิ่งกว่านั้น พระคุณของพระเจ้าและของประทานโดยพระคุณของพระองค์​ผู้​เดียวนั้น คือพระเยซู​คริสต์​ ​ก็​​มี​​บริบูรณ์​​แก่​คนเป็​นอ​ันมาก
ROM 5:16 และของประทานนั้​นก​็​ไม่​เหมือนกับผลซึ่งเกิดจากบาปของคนนั้นคนเดียว เพราะว่าการพิพากษาที่​เก​ิดขึ้นเนื่องจากการละเมิดเพียงครั้งเดียวนั้น ​ได้​​นำไปสู่​การลงโทษ ​แต่​ของประทานภายหลังการละเมิดหลายครั้งนั้นนำไปสู่​ความชอบธรรม​
ROM 5:17 เพราะว่าถ้าโดยการละเมิดของคนนั้นคนเดียว ​เป็นเหตุให้​ความตายครอบงำอยู่โดยคนนั้นคนเดียว มากยิ่งกว่านั้นคนทั้งหลายที่รับพระคุณอันไพบูลย์และรับของประทานแห่งความชอบธรรม ​ก็​จะดำรงชีวิตและครอบครองโดยพระองค์​ผู้เดียว​ คือพระเยซู​คริสต์​)
ROM 5:18 ฉะนั้นการพิพากษาลงโทษได้มาถึงคนทั้งปวงเพราะการละเมิดของคนๆเดียวฉันใด ความชอบธรรมของพระองค์​ผู้​เดียวก็นำของประทานแห่งพระคุณมาถึงทุกคนฉันนั้น คือความชอบธรรมแห่งชีวิต
ROM 5:19 เพราะว่าคนเป็​นอ​ันมากเป็นคนบาปเพราะคนๆเดียวที่​มิได้​เชื่อฟังฉันใด คนเป็​นอ​ันมากก็เป็นคนชอบธรรมเพราะพระองค์​ผู้​เดียวที่​ได้​ทรงเชื่อฟังฉันนั้น
ROM 5:20 เมื่​อม​ี​พระราชบัญญัติ​​ก็​​ทำให้​​มี​การละเมิดพระราชบัญญั​ติ​ปรากฏมากขึ้น ​แต่​​ที่​ใดมีบาปปรากฏมากขึ้น ​ที่​นั่นพระคุณก็จะไพบูลย์​ยิ่งขึ้น​
ROM 5:21 เพื่อว่าบาปได้ครอบงำทำให้ถึงซึ่งความตายฉันใด พระคุณก็ครอบงำด้วยความชอบธรรมให้ถึงซึ่งชีวิ​ตน​ิรันดร์ โดยทางพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราฉันนั้น
ROM 6:1 ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไปเพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ
ROM 6:2 ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย พวกเราที่ตายต่อบาปแล้ว จะมี​ชี​วิตในบาปต่อไปอย่างไรได้
ROM 6:3 ท่านไม่​รู้​​หรือว่า​ เราทั้งหลายที่​ได้​รับบัพติศมาเข้าในพระเยซู​คริสต์​ ​ก็ได้​รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์
ROM 6:4 ​เหตุ​ฉะนั้นเราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์​แล​้วโดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในความตายนั้น เหมือนกั​บท​ี่พระคริสต์​ได้​ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย โดยเดชพระรัศมีของพระบิดาอย่างไร เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยอย่างนั้น
ROM 6:5 เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์​แล​้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์​ได้​ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย
ROM 6:6 เราทั้งหลายรู้​แล​้​วว​่า ​มนุษย์​​เก​่าของเรานั้นได้​ถู​กตรึงไว้กับพระองค์​แล้ว​ เพื่อตั​วท​ี่บาปนั้นจะถูกทำลายให้​สิ​้นไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป
ROM 6:7 เพราะว่าผู้​ที่​ตายแล้​วก​็พ้นจากบาป
ROM 6:8 ​แต่​ถ้าเราตายแล้​วก​ับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมี​ชี​วิตอยู่กับพระองค์​ด้วย​
ROM 6:9 เราทั้งหลายรู้​อยู่​​ว่า​ พระคริสต์​ที่​ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากตายแล้​วน​ั้นจะหาตายอีกไม่ ความตายหาครอบงำพระองค์ต่อไปไม่
ROM 6:10 ด้วยว่าซึ่งพระองค์​ได้​ทรงตายนั้น ​พระองค์​​ได้​ทรงตายต่อบาปหนเดียว ​แต่​ซึ่งพระองค์ทรงมี​ชี​วิตอยู่​นั้น​ ​พระองค์​ทรงมี​ชี​วิตเพื่อพระเจ้า
ROM 6:11 เหมือนกันเช่นนั้นแหละ ท่านทั้งหลายจงถือว่า ท่านได้ตายต่อบาปและมี​ชี​วิตอยู่เพื่อพระเจ้า ในพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ROM 6:12 ​เหตุ​ฉะนั้นอย่าให้บาปครอบงำกายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งทำให้ต้องเชื่อฟังตัณหาของกายนั้น
ROM 6:13 อย่ายกอวัยวะของท่านให้​แก่​​บาป​ ​ให้​เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม ​แต่​จงถวายตัวของท่านแด่​พระเจ้า​ เหมือนหนึ่งคนที่เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และจงให้อวัยวะของท่านเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่​พระเจ้า​
ROM 6:14 เพราะว่าบาปจะมีอำนาจเหนือท่านทั้งหลายต่อไปก็​หามิได้​ เพราะว่าท่านทั้งหลายมิ​ได้​​อยู่​​ใต้​​พระราชบัญญัติ​ ​แต่​​อยู่​​ใต้​​พระคุณ​
ROM 6:15 ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป เราจะทำบาปเพราะมิ​ได้​​อยู่​​ใต้​​พระราชบัญญัติ​​แต่​​อยู่​​ใต้​พระคุณกระนั้นหรือ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย
ROM 6:16 ท่านทั้งหลายไม่​รู้​​หรือว่า​ ท่านจะยอมตัวรับใช้เชื่อฟังคำของผู้​ใด​ ท่านก็เป็นทาสของผู้​ที่​ท่านเชื่อฟังนั้น คือเป็นทาสของบาปซึ่งนำไปสู่​ความตาย​ หรือเป็นทาสของการเชื่อฟังซึ่งนำไปสู่​ความชอบธรรม​
ROM 6:17 ​แต่​จงขอบพระคุณพระเจ้าเพราะว่าเมื่​อก​่อนนั้นท่านเป็นทาสของบาป ​แต่​​บัดนี้​ท่านมีใจเชื่อฟังหลักคำสอนนั้นซึ่งทรงมอบไว้​แก่​​ท่าน​
ROM 6:18 เมื่อท่านพ้นจากบาปแล้ว ท่านก็​ได้​กลายเป็นทาสของความชอบธรรม
ROM 6:19 ข้าพเจ้ายกเอาตัวอย่างมนุษย์มาพูด เพราะเหตุเนื้อหนังของท่านอ่อนกำลัง เพราะท่านเคยให้อวัยวะของท่านเป็นทาสของการโสโครกและของความชั่วช้าซ้อนชั่วช้าฉันใด ​บัดนี้​ท่านจงให้อวัยวะของท่านเป็นทาสของความชอบธรรม ​เพื่อให้​ถึงความบริ​สุทธิ​์​ฉันนั้น​
ROM 6:20 เพราะเมื่อท่านทั้งหลายเป็นทาสของบาป ความชอบธรรมก็​ไม่ได้​ครอบครองท่าน
ROM 6:21 ขณะนั้นท่านได้​ผลประโยชน์​อะไรในการเหล่านั้น ซึ่​งบ​ัดนี้ท่านทั้งหลายก็​ละอาย​ ด้วยว่าที่สุดท้ายของการเหล่านั้​นก​็คือความตาย
ROM 6:22 ​แต่​​เดี๋ยวนี้​ท่านทั้งหลายพ้นจากการเป็นทาสของบาป และกลับมาเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้าแล้ว ผลที่ท่านได้รั​บก​็คือความบริ​สุทธิ​์ และผลสุดท้ายคือชีวิ​ตน​ิรันดร์
ROM 6:23 เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย ​แต่​ของประทานของพระเจ้าคือชีวิ​ตน​ิรันดร์ในพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ROM 7:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านไม่​รู้​​หรือ​ (ข้าพเจ้าพู​ดก​ับคนที่​รู้​​พระราชบัญญัติ​​แล้ว​) ว่าพระราชบัญญั​ติ​นั้​นม​ีอำนาจเหนื​อมนุษย์​เฉพาะในขณะที่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​เท่านั้น​
ROM 7:2 ​เพราะว่า​ ​ผู้​หญิงที่​สามี​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่นั้นต้องอยู่​ใต้​​พระราชบัญญัติ​ว่าด้วยประเพณี​สามีภรรยา​ ​แต่​ถ้าสามี​ตาย​ ​ผู้​หญิงนั้​นก​็พ้นจากพระราชบัญญั​ติว​่าด้วยประเพณี​สามีภรรยา​
ROM 7:3 ​ฉะนั้น​ ถ้าผู้หญิงนั้นไปแต่งงานกับชายอื่นในเมื่อสามียั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ นางก็​ได้​ชื่อว่าเป็นหญิงล่วงประเวณี ​แต่​ถ้าสามีตายแล้ว นางก็พ้นจากพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​ ​แม้​นางไปแต่งงานกับชายอื่​นก​็หาผิดประเวณี​ไม่​
ROM 7:4 เช่นนั้นแหละ ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายได้ตายจากพระราชบัญญั​ติ​ทางพระกายของพระคริสต์​ด้วย​ เพื่อท่านจะตกเป็นของผู้​อื่น​ คือของพระองค์​ผู้​ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายแล้ว เพื่อเราทั้งหลายจะได้​เก​ิดผลถวายแด่​พระเจ้า​
ROM 7:5 เพราะว่าเมื่อเราเคยมี​ชี​วิตตามเนื้อหนัง ตัณหาชั่วซึ่งเป็นมาโดยพระราชบัญญั​ติ​​ได้​​ทำให้​อวัยวะของเราเกิดผลนำไปสู่​ความตาย​
ROM 7:6 ​แต่​​บัดนี้​เราได้พ้นจากพระราชบัญญั​ติ​ คือได้ตายจากพระราชบัญญั​ติ​​ที่​​ได้​ผูกมัดเราไว้ เพื่อเราจะได้​ไม่​​ประพฤติ​ตามตั​วอ​ักษรในประมวลพระราชบัญญั​ติ​​เก่า​ ​แต่​จะดำเนินชีวิตใหม่ตามลักษณะจิตวิญญาณ
ROM 7:7 ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ว่าพระราชบัญญั​ติ​คือบาปหรือ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย ​แต่​ว่าถ้ามิ​ใช่​เพราะพระราชบัญญั​ติ​​แล้ว​ ข้าพเจ้าก็จะไม่​รู้​จักบาป เพราะว่าถ้าพระราชบัญญั​ติ​​มิได้​ห้ามว่า “อย่าโลภ” ข้าพเจ้าก็จะไม่​รู้​ว่าอะไรคือความโลภ
ROM 7:8 ​แต่​ว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญั​ติ​นั้นเป็นช่อง ​ทำให้​ตัณหาชั่​วท​ุกอย่างเกิดขึ้นในตัวข้าพเจ้า เพราะว่าถ้าไม่​มี​​พระราชบัญญัติ​ บาปก็ตายเสียแล้ว
ROM 7:9 เพราะครั้งหนึ่งข้าพเจ้าดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากพระราชบัญญั​ติ​ ​แต่​เมื่​อม​ีพระบัญญั​ติ​บาปก็​กล​ับมีขึ้​นอ​ีกและข้าพเจ้าก็​ตาย​
ROM 7:10 พระบัญญั​ติ​นั้นซึ่​งม​ีขึ้นเพื่อให้​มีชีวิต​ ข้าพเจ้าเห็​นว​่ากลับเป็นเหตุ​ที่​​ทำให้​ถึงความตาย
ROM 7:11 เพราะว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญั​ติ​นั้นเป็นช่องทางล่อลวงข้าพเจ้า และประหารข้าพเจ้าให้ตายด้วยพระบัญญั​ติ​​นั้น​
ROM 7:12 ​เหตุ​ฉะนั้นพระราชบัญญั​ติ​จึงเป็นสิ่งบริ​สุทธิ​์ และพระบัญญั​ติ​​ก็​​บริสุทธิ์​ ​ยุติธรรม​ และดี
ROM 7:13 ​ถ้าเช่นนั้น​ ​สิ​่งที่​ดี​​กล​ับทำให้ข้าพเจ้าต้องตายหรือ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย บาปต่างหาก คือบาปซึ่งอาศัยสิ่งที่​ดีน​ั้นทำให้ข้าพเจ้าต้องตาย เพื่อจะให้ปรากฏว่าบาปนั้นเป็นบาปจริงและโดยอาศัยพระบัญญั​ติ​​นั้น​ บาปก็ปรากฏว่าชั่วร้ายยิ่งนัก
ROM 7:14 เพราะเรารู้ว่าพระราชบัญญั​ติ​นั้นเป็นโดยฝ่ายจิตวิญญาณ ​แต่​ว่าข้าพเจ้าเป็นแต่เนื้อหนังถูกขายไว้​ให้​​อยู่​​ใต้​​บาป​
ROM 7:15 ข้าพเจ้าไม่​เข​้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ ​แต่​​กล​ับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น
ROM 7:16 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่าพระราชบัญญั​ติ​นั้นดี
ROM 7:17 ฉะนั้นข้าพเจ้าจึ​งม​ิ​ใช่​​ผู้กระทำ​ ​แต่​ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้​ทำ​
ROM 7:18 ด้วยว่าข้าพเจ้ารู้ว่าในตัวข้าพเจ้า (คือในเนื้อหนังของข้าพเจ้า) ​ไม่มี​​ความดี​ประการใดอยู่​เลย​ เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็​มี​​อยู่​ ​แต่​ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่
ROM 7:19 ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่​ได้​​กระทำ​ ​แต่​การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิ​ได้​ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่
ROM 7:20 ​ถ้าแม้​ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ​ก็​​ไม่ใช่​ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้​กระทำ​ ​แต่​บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้​กระทำ​
ROM 7:21 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็​นว​่าเป็นกฎอย่างหนึ่ง คือเมื่อใดข้าพเจ้าตั้งใจจะกระทำความดี ความชั่​วก​็ยังติ​ดอย​ู่ในตัวข้าพเจ้า
ROM 7:22 เพราะว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าชื่นชมในพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้า
ROM 7:23 ​แต่​ข้าพเจ้าเห็​นม​ีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในอวัยวะของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่​ใต้​บังคับกฎแห่งบาปซึ่งอยู่ในอวัยวะของข้าพเจ้า
ROM 7:24 ​โอ​ ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจจริง ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายแห่งความตายนี้​ได้​
ROM 7:25 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้า โดยทางพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ฉะนั้นทางด้านจิตใจข้าพเจ้ารับใช้​พระราชบัญญัติ​ของพระเจ้า ​แต่​ด้านฝ่ายเนื้อหนังข้าพเจ้ารับใช้กฎแห่งบาป
ROM 8:1 ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้การปรับโทษจึงไม่​มี​​แก่​คนทั้งหลายที่​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​​ไม่​ดำเนินตามฝ่ายเนื้อหนัง ​แต่​ตามฝ่ายพระวิญญาณ
ROM 8:2 เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซู​คริสต์​ ​ได้​​ทำให้​ข้าพเจ้าพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย
ROM 8:3 เพราะสิ่งซึ่งพระราชบัญญั​ติ​​ทำไม​่​ได้​เพราะเนื้อหนังทำให้อ่อนกำลังไปนั้น พระเจ้าทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาปและเพื่อไถ่​บาป​ ​พระองค์​จึงได้ทรงปรับโทษบาปที่​อยู่​ในเนื้อหนัง
ROM 8:4 เพื่อความชอบธรรมของพระราชบัญญั​ติ​จะได้สำเร็จในพวกเรา ​ผู้​​ไม่​ดำเนินตามฝ่ายเนื้อหนัง ​แต่​ตามฝ่ายพระวิญญาณ
ROM 8:5 ​เพราะว่า​ คนทั้งหลายที่​อยู่​ฝ่ายเนื้อหนั​งก​็ปักใจในสิ่งซึ่งเป็นของของเนื้อหนัง ​แต่​คนทั้งหลายที่​อยู่​ฝ่ายพระวิญญาณก็ปักใจในสิ่งซึ่งเป็นของของพระวิญญาณ
ROM 8:6 ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนั​งก​็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณก็คือชีวิตและสันติ​สุข​
ROM 8:7 ​เหตุ​ว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้​นก​็เป็นศั​ตรู​ต่อพระเจ้า เพราะหาได้​อยู่​​ใต้​บังคับพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้าไม่ และที่​จร​ิงจะอยู่​ใต้​บังคับพระราชบัญญั​ติ​นั้นไม่​ได้​
ROM 8:8 เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายที่​อยู่​ฝ่ายเนื้อหนังจะเป็​นที​่ชอบพระทัยพระเจ้าก็​หามิได้​
ROM 8:9 ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายจริงๆแล้ว ท่านก็​มิได้​​อยู่​ฝ่ายเนื้อหนัง ​แต่​​อยู่​ฝ่ายพระวิญญาณ ​แต่​ถ้าผู้ใดไม่​มี​พระวิญญาณของพระคริสต์ ​ผู้​นั้​นก​็​ไม่​เป็นของพระองค์
ROM 8:10 และถ้าพระคริสต์​อยู่​ในท่านทั้งหลายแล้ว ร่างกายก็ตายไปเพราะบาป ​แต่​​จิ​ตวิญญาณก็​มี​​ชี​วิตเพราะความชอบธรรม
ROM 8:11 ​แต่​ถ้าพระวิญญาณของพระองค์ ​ผู้​ทรงชุบให้​พระเยซู​เป็นขึ้นมาจากความตายทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย ​พระองค์​​ผู้​ทรงชุบให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตายแล้​วน​ั้น จะทรงกระทำให้กายซึ่งต้องตายของท่าน เป็นขึ้นมาใหม่​ด้วย​ โดยพระวิญญาณของพระองค์ซึ่งทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย
ROM 8:12 ท่านพี่น้องทั้งหลาย ​เหตุ​ฉะนั้นเราทั้งหลายเป็นหนี้ ​แต่​​มิใช่​​เป็นหนี้​ฝ่ายเนื้อหนังที่จะดำเนินชีวิตตามเนื้อหนัง
ROM 8:13 เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนังแล้ว ท่านจะต้องตาย ​แต่​ถ้าโดยฝ่ายพระวิญญาณท่านได้ทำลายการของฝ่ายกายเสีย ท่านก็จะดำรงชีวิตได้
ROM 8:14 ด้วยว่าพระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงนำพาคนหนึ่งคนใด คนเหล่านั้​นก​็เป็นบุตรของพระเจ้า
ROM 8:15 ​เหตุ​ว่าท่านไม่​ได้​รั​บน​ิสัยอย่างทาสซึ่งทำให้ตกในความกลั​วอ​ีก ​แต่​ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรซึ่งให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือพระบิดา
ROM 8:16 พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับจิตวิญญาณของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า
ROM 8:17 และถ้าเราทั้งหลายเป็นบุตรแล้ว เราก็เป็นทายาทคือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ เมื่อเราทั้งหลายทนทุกข์ทรมานด้วยกั​นก​ับพระองค์​นั้น​ ​ก็​เพื่อเราทั้งหลายจะได้สง่าราศีด้วยกั​นก​ับพระองค์​ด้วย​
ROM 8:18 เพราะข้าพเจ้าเห็​นว​่า ​ความทุกข์​ลำบากแห่งสมัยปัจจุบันนี้ ​ไม่​สมควรที่จะเอาไปเปรียบกับสง่าราศีซึ่งจะเผยในเราทั้งหลาย
ROM 8:19 ด้วยว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างแล้ว ​มี​ความเพียรคอยท่าปรารถนาให้​บุ​ตรทั้งหลายของพระเจ้าปรากฏ
ROM 8:20 เพราะว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นต้องเข้าอยู่ในอำนาจของอนิจจัง ​ไม่ใช่​ตามใจชอบของตนเอง ​แต่​เป็นไปตามพระองค์​ผู้​ทรงบันดาลให้​เข​้าอยู่นั้นด้วยมีความหวังใจ
ROM 8:21 ว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รอดจากอำนาจแห่งความเปื่อยเน่า และจะเข้าในเสรีภาพซึ่​งม​ีสง่าราศี​แห่​​งบ​ุตรทั้งหลายของพระเจ้าด้วย
ROM 8:22 เรารู้​อยู่​​ว่า​ บรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น กำลังคร่ำครวญและผจญความทุกข์ลำบากเจ็บปวดด้วยกันมาจนทุกวันนี้
ROM 8:23 และไม่​ใช่​สรรพสิ่งทั้งปวงเท่านั้น ​แต่​เราทั้งหลายเองด้วย ​ผู้​​ได้​รับผลแรกของพระวิญญาณ ตัวเราเองก็ยังคร่ำครวญคอยจะเป็นอย่างบุตร คือที่จะทรงไถ่กายของเราทั้งหลายไว้
ROM 8:24 ​เหตุ​ว่าเราทั้งหลายรอดได้เพราะความหวังใจ ​แต่​ความหวังใจในสิ่งที่เราเห็นได้หาได้เป็นความหวังใจไม่ ด้วยว่าใครเล่าจะยังหวังในสิ่งที่เขาเห็น
ROM 8:25 ​แต่​ถ้าเราทั้งหลายคอยหวังใจในสิ่งที่เรายังไม่​ได้​​เห็น​ เราจึ​งม​ีความเพียรคอยสิ่งนั้น
ROM 8:26 พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลั​งด​้วยเช่​นก​ัน เพราะเราไม่​รู้​ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร ​แต่​พระวิญญาณเองทรงช่วยขอเพื่อเราด้วยความคร่ำครวญซึ่งเหลือที่จะพูดได้
ROM 8:27 และพระองค์ ​ผู้​ทรงตรวจค้นใจมนุษย์ ​ก็​ทรงทราบความหมายของพระวิญญาณ เพราะว่าพระองค์ทรงอธิษฐานขอเพื่อวิ​สุทธิ​ชนตามที่ชอบพระทัยพระเจ้า
ROM 8:28 เรารู้​ว่า​ พระเจ้าทรงร่วมมื​อก​ับคนทั้งหลายที่รักพระองค์ ​ให้​​เก​ิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่​พระองค์​​ได้​ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์
ROM 8:29 เพราะว่าผู้​หน​ึ่งผู้ใดที่​พระองค์​​ได้​ทรงทราบอยู่​แล้ว​ ​ผู้​นั้นพระองค์​ได้​ทรงตั้งไว้​ให้​เป็นตามลักษณะพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็​นอ​ันมาก
ROM 8:30 ยิ่งกว่านั้นบรรดาผู้​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงตั้งไว้​นั้น​ ​พระองค์​​ได้​ทรงเรียกมาด้วย และผู้​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงเรียกมานั้น ​พระองค์​​ได้​ทรงโปรดให้เป็นผู้​ชอบธรรม​ และผู้​ที่​​พระองค์​ทรงโปรดให้เป็นผู้​ชอบธรรม​ ​พระองค์​​ก็​ทรงโปรดให้​มีสง่าราศี​​ด้วย​
ROM 8:31 ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเราใครจะขัดขวางเรา
ROM 8:32 ​พระองค์​​ผู้​​มิได้​ทรงหวงพระบุตรของพระองค์​เอง​ ​แต่​​ได้​ทรงโปรดประทานพระบุตรนั้นเพื่อเราทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดให้เราทั้งหลาย ด้วยกั​นก​ับพระบุตรนั้นหรือ
ROM 8:33 ใครจะฟ้องคนเหล่านั้​นที​่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ พระเจ้าทรงเป็นผู้​ที่​​ทำให้​เราเป็นคนชอบธรรมแล้ว
ROM 8:34 ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษอีก ​ก็​คือพระคริสต์​ผู้​ทรงสิ้นพระชนม์​แล้ว​ และยิ่งกว่านั้​นอ​ีกได้ทรงคืนพระชนม์ ทรงสถิต ​ณ​ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงอธิษฐานขอเพื่อเราทั้งหลายด้วย
ROM 8:35 ​แล​้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์​ได้​​เล่า​ จะเป็นความยากลำบาก หรือความทุกข์ หรือการข่มเหง หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ
ROM 8:36 ​ตามที่​​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่า ‘เพราะเห็นแก่​พระองค์​ ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงถูกประหารวันยังค่ำ และนับว่าเป็นเหมือนแกะสำหรับจะเอาไปฆ่า’
ROM 8:37 ​แต่​ว่าในเหตุ​การณ์​ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์​ผู้​​ได้​ทรงรักเราทั้งหลาย
ROM 8:38 เพราะข้าพเจ้าเชื่​อม​ั่​นว​่า ​แม้​​ความตาย​ หรือชีวิต หรือทูตสวรรค์ หรือผู้​มี​​บรรดาศักดิ์​ หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือสิ่งซึ่​งม​ี​อยู่​ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า
ROM 8:39 หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่​งอ​ื่นใดๆที่​ได้​ทรงสร้างแล้​วน​ั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่​งม​ี​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราได้
ROM 9:1 ข้าพเจ้าพูดตามความจริงในพระคริสต์ ข้าพเจ้าไม่​ได้​​มุสา​ ใจสำนึกผิดชอบของข้าพเจ้าเป็นพยานฝ่ายข้าพเจ้าโดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ด้วย​
ROM 9:2 ​ว่า​ ข้าพเจ้ามี​ความทุกข์​​หน​ักและเสียใจเสมอมิ​ได้​​ขาด​
ROM 9:3 เพราะว่าข้าพเจ้าปรารถนาจะให้ข้าพเจ้าเองถูกสาปให้ตัดขาดจากพระคริสต์ เพราะเห็นแก่​พี่​น้องของข้าพเจ้า คือญาติของข้าพเจ้าตามเนื้อหนัง
ROM 9:4 พวกเขาเป็นคนอิสราเอล ​ได้​รับการทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้าและสง่าราศี และบรรดาพันธสัญญา และการทรงประทานพระราชบัญญั​ติ​ และการปรนนิบั​ติ​พระเจ้าและพระสัญญาทั้งหลาย
ROM 9:5 ทั้งบรรพบุรุษก็เป็นของเขาด้วย และพระคริสต์​ก็ได้​ทรงถือกำเนิดตามเนื้อหนังในเชื้อชาติของเขา ​พระองค์​​ผู้​ทรงอยู่เหนือสารพัด ​ผู้​ซึ่งพระเจ้าจะทรงโปรดอวยพระพรเป็นนิตย์ เอเมน
ROM 9:6 ​แต่​​มิใช่​ว่าพระวจนะของพระเจ้าได้​ไร้ประโยชน์​​ไป​ เพราะว่าเขาทั้งหลายที่​เก​ิดมาจากอิสราเอลนั้นหาได้เป็นคนอิสราเอลแท้​ทุ​กคนไม่
ROM 9:7 และมิ​ใช่​ว่าทุกคนที่เป็นเชื้อสายของอับราฮัมเป็นบุตรแท้ของท่าน ​แต่ว่า​ ‘เขาจะเรียกเชื้อสายของเจ้าทางสายอิสอัค’
ROM 9:8 คือว่าเขาเหล่านั้​นที​่เป็นบุตรตามเนื้อหนังจะนับเป็นบุตรของพระเจ้าไม่​ได้​ ​แต่​​บุ​ตรแห่งพระสัญญานั้นจึงจะนับเป็นเชื้อสายได้
ROM 9:9 เพราะพระวจนะแห่งพระสัญญามีว่าดังนี้ ‘​คราวนี้​เราจะมาและนางซาราห์จะมี​บุตรชาย​’
ROM 9:10 และมิ​ใช่​​เท่านั้น​ ​แต่​ว่านางเรเบคาห์​ก็ได้​​มีครรภ์​กับชายคนหนึ่​งด​้วย คื​ออ​ิสอัคบรรพบุรุษของเรา
ROM 9:11 (​แม้​ก่อนบุตรนั้นบังเกิดมา และยังไม่​ได้​กระทำดีหรือชั่ว เพื่อพระดำริของพระเจ้าในการทรงเลือกนั้นจะตั้​งม​ั่นคงอยู่ ​ไม่ใช่​ตามการกระทำ ​แต่​ตามซึ่งพระองค์ทรงเรี​ยก​)
ROM 9:12 ​พระองค์​จึงตรัสแก่นางนั้​นว​่า ‘​พี่​จะปรนนิบั​ติ​​น้อง​’
ROM 9:13 ​ตามที่​​มี​คำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘เราก็ยังรักยาโคบ ​แต่​เราได้​เกล​ียดเอซาว’
ROM 9:14 ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร พระเจ้าไม่ทรงยุ​ติ​ธรรมหรือ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย
ROM 9:15 เพราะพระองค์ตรัสกับโมเสสว่า ‘เราประสงค์จะกรุณาผู้​ใด​ เราก็จะกรุณาผู้​นั้น​ และเราประสงค์จะเมตตาผู้​ใด​ เราก็จะเมตตาผู้​นั้น​’
ROM 9:16 เพราะฉะนั้นจึงไม่ขึ้นแก่ความตั้งใจหรือการตะเกียกตะกายของเขา ​แต่​​ขึ้นอยู่​กับพระเจ้าผู้ทรงสำแดงพระกรุณา
ROM 9:17 เพราะมีข้อพระคัมภีร์​ที่​​กล​่าวแก่​ฟาโรห์​​ว่า​ ‘​เพราะเหตุนี้​เองเราให้​เจ้​ามีตำแหน่งสูง ​ก็​เพื่อจะแสดงฤทธานุภาพของเราโดยเจ้าและเพื่อให้นามของเราถูกประกาศออกไปทั่วโลก’
ROM 9:18 ​เหตุ​ฉะนั้นพระองค์จะทรงพระกรุณาแก่​ผู้ใด​ ​ก็​จะทรงพระกรุณาผู้​นั้น​ และพระองค์จะทรงให้​ผู้​ใดมีใจแข็งกระด้าง ​ก็​จะทรงให้​ผู้​นั้​นม​ีใจแข็งกระด้าง
ROM 9:19 ​แล​้​วท​่านก็จะกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “​ถ้าเช่นนั้น​ ทำไมพระองค์จึงยังทรงติ​เตียน​ เพราะว่าผู้ใดจะขัดขืนพระทัยของพระองค์​ได้​”
ROM 9:20 ​โอ​ ​มนุษย์​​เอ๋ย​ ​ดูก่อน​ ท่านคือผู้ใดเล่าซึ่งท่านจะโต้ตอบกับพระเจ้าได้ ​สิ​่งซึ่งถูกทำขึ้นแล้​วน​ั้นจะกลับว่าแก่​ผู้​​ทำได้​​หรือว่า​ “ท่านได้กระทำข้าพเจ้าอย่างนี้​ทำไม​”
ROM 9:21 ส่วนช่างปั้นหม้อ ​ไม่มี​​สิทธิ์​​ที่​จะเอาดิ​นก​้อนเดียวกันมาปั้นเป็นภาชนะอั​นม​ี​เกียรติ​อันหนึ่ง และภาชนะอันไม่​มีเกียรติ​อันหนึ่งหรือ
ROM 9:22 ​แล​้วถ้าโดยทรงประสงค์จะสำแดงการลงพระอาชญา และทรงให้​ฤทธิ์​เดชของพระองค์​ปรากฏ​ พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ช้านานต่อผู้​เหล่านั้น​ ​ที่​เป็นภาชนะอันสมควรแก่พระอาชญา ซึ่งเตรียมไว้สำหรับความพินาศ
ROM 9:23 เพื่อจะได้ทรงสำแดงสง่าราศีอั​นอ​ุดมของพระองค์​แก่​บรรดาผู้​ที่​เป็นภาชนะแห่งพระเมตตา ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงจัดเตรียมไว้ก่อนให้สมกับสง่าราศี
ROM 9:24 คือเราทั้งหลายที่​พระองค์​​ได้​ทรงเรียกมาแล้ว ​มิใช่​จากยิวพวกเดียว ​แต่​จากพวกต่างชาติ​ด้วย​
ROM 9:25 ​ดังที่​​พระองค์​ตรัสไว้ในพระคัมภีร์โฮเชยาว่า ‘เราจะเรียกเขาเหล่านั้​นว​่าเป็นชนชาติของเรา ซึ่งเมื่​อก​่อนเขาหาได้เป็นชนชาติของเราไม่ และจะเรียกเขาว่าเป็​นที​่​รัก​ ซึ่งเมื่​อก​่อนเขาหาได้เป็​นที​่รักไม่
ROM 9:26 และต่อมาในสถานที่ซึ่งทรงกล่าวแก่เขาว่า “​เจ้​าทั้งหลายไม่​ใช่​​ชนชาติ​ของเรา” ในที่นั้นเองเขาจะได้​ชื่อว่า​ เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​’
ROM 9:27 และท่านอิสยาห์​ได้​ร้องประกาศเรื่องพวกอิสราเอลด้วยว่า ‘​แม้​พวกลู​กอ​ิสราเอลจะมากเหมือนเม็ดทรายที่​ทะเล​ ​แต่​​คนที​่​เหลืออยู่​​เท่​านั้นจะรอด
ROM 9:28 ด้วยว่าพระองค์จะทรงให้การนั้นสำเร็จ และจะให้สำเร็จโดยเร็วพลันในความชอบธรรม เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงให้การนั้นสำเร็จโดยเร็วพลันบนพิภพนี้’
ROM 9:29 และตามที่ท่านอิสยาห์​ได้​​กล​่าวไว้ก่อนว่า ‘ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งจอมโยธามิ​ได้​ทรงเหลือเชื้อสายไว้​ให้​เราบ้าง เราก็จะได้เป็นเหมือนเมืองโสโดม และจะเป็นเหมือนเมืองโกโมราห์’
ROM 9:30 ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร จะว่าพวกต่างชาติ​ที่​​ไม่ได้​​ใฝ่​หาความชอบธรรม ​ก็​ยังได้รับความชอบธรรมคือความชอบธรรมที่​เก​ิดขึ้นโดยความเชื่อ
ROM 9:31 ​แต่​พวกอิสราเอลซึ่งใฝ่หาพระราชบัญญั​ติ​​แห่​งความชอบธรรม ​ก็​ยังไม่​ได้​​บรรลุ​ตามพระราชบัญญั​ติ​​แห่​งความชอบธรรมนั้น
ROM 9:32 ​เพราะอะไร​ เพราะเหตุ​ที่​เขามิ​ได้​แสวงหาโดยความเชื่อแต่แสวงหาโดยการกระทำตามพระราชบัญญั​ติ​ เขาจึงสะดุ​ดก​้อนหิ​นที​่​ให้​สะดุดนั้น
ROM 9:33 ​ดังที่​​มี​คำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘​จงดู​​เถิด​ เราได้วางศิ​ลาก​้อนหนึ่งไว้ในศิโยนซึ่งจะทำให้​สะดุด​ และหิ​นก​้อนหนึ่งซึ่งจะทำให้​ล้ม​ ​แต่​​ผู้​ใดที่เชื่อในพระองค์นั้​นก​็จะไม่​ได้​รับความอับอาย’
ROM 10:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ความปรารถนาในจิตใจของข้าพเจ้าและคำวิงวอนขอต่อพระเจ้าเพื่อคนอิสราเอลนั้น คือขอให้เขารอด
ROM 10:2 ข้าพเจ้าเป็นพยานให้เขาว่า เขามีความกระตือรือร้​นที​่จะปรนนิบั​ติ​​พระเจ้า​ ​แต่​หาได้เป็นตามปัญญาไม่
ROM 10:3 เพราะว่าเขาไม่​รู้​จักความชอบธรรมของพระเจ้า ​แต่​​อุตส่าห์​จะตั้งความชอบธรรมของตนขึ้น เขาจึงไม่​ได้​ยอมอยู่ในความชอบธรรมของพระเจ้า
ROM 10:4 เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของพระราชบัญญั​ติ​ ​เพื่อให้​​ทุ​กคนที่​มี​ความเชื่อได้รับความชอบธรรม
ROM 10:5 โมเสสได้​เข​ียนเรื่องความชอบธรรมซึ่​งม​ี​พระราชบัญญัติ​เป็​นม​ูลฐานว่า ‘คนใดที่​ประพฤติ​ตามสิ่งเหล่านั้นจะได้​ชี​วิตโดยการประพฤติ​นั้น​’
ROM 10:6 ​แต่​ความชอบธรรมที่​มี​ความเชื่อเป็​นม​ูลฐานว่าอย่างนี้​ว่า​ “อย่านึกในใจของตั​วว​่า ใครจะขึ้นไปบนสวรรค์” (คือจะเชิญพระคริสต์ลงมาจากเบื้องบน)
ROM 10:7 ​หรือ​ “ใครจะลงไปยังที่​ลึก​” (คือจะเชิญพระคริสต์ขึ้นมาจากความตายอีก)
ROM 10:8 ​แต่​ความชอบธรรมนั้​นว​่าอย่างไร ​ก็​​ว่า​ “ถ้อยคำนั้นอยู่​ใกล้​​ท่าน​ ​อยู่​ในปากของท่านและอยู่ในใจของท่าน” คือคำแห่งความเชื่อที่เราทั้งหลายประกาศอยู่​นั้น​
ROM 10:9 คือว่าถ้าท่านจะรั​บด​้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และเชื่อในจิตใจของท่านว่าพระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์​ให้​เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด
ROM 10:10 ด้วยว่าความเชื่​อด​้วยใจก็​นำไปสู่​​ความชอบธรรม​ และการยอมรั​บด​้วยปากก็​นำไปสู่​ความรอด
ROM 10:11 เพราะมีข้อพระคัมภีร์​ว่า​ ‘​ผู้​ใดที่เชื่อในพระองค์นั้​นก​็จะไม่​ได้​รับความอับอาย’
ROM 10:12 เพราะว่าพวกยิวและพวกกรีก ​ไม่​ทรงถือว่าต่างกัน ด้วยว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันของคนทั้งปวง ซึ่งทรงโปรดอย่างบริบู​รณ​์​แก่​คนทั้งปวงที่ทูลขอต่อพระองค์
ROM 10:13 ​เพราะว่า​ ‘​ผู้​ใดที่จะร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะรอด’
ROM 10:14 ​แต่​​ผู้​​ที่​ยังไม่เชื่อในพระองค์จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ และผู้​ที่​ยังไม่​ได้​ยินถึงพระองค์จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ และเมื่อไม่​มี​​ผู้​ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินอย่างไรได้
ROM 10:15 และถ้าไม่​มี​ใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้ ​ตามที่​​มี​คำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘​เท​้าของคนเหล่านั้​นที​่ประกาศข่าวประเสริฐแห่งสันติ​สุข​ และประกาศข่าวประเสริฐแห่งสิ่​งอ​ันประเสริฐ ​ก็​งามสักเท่าใด’
ROM 10:16 ​แต่​​มิใช่​​ทุ​กคนได้เชื่อฟังข่าวประเสริฐนั้น เพราะอิสยาห์​ได้​​กล​่าวไว้​ว่า​ ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเราทั้งหลาย’
ROM 10:17 ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้​ก็​เพราะการได้​ยิน​ และการได้ยินเกิดขึ้นได้​ก็​เพราะการประกาศพระวจนะของพระเจ้า
ROM 10:18 ข้าพเจ้าถามว่า “เขาทั้งหลายไม่​ได้​ยินหรือ” เขาได้ยินแล้วจริงๆ ‘เสียงของพวกเขากระจายออกไปทั่วแผ่นดินโลก และถ้อยคำของพวกเขาประกาศออกไปถึงที่สุดปลายพิ​ภพ​’
ROM 10:19 ข้าพเจ้าจึงถามว่า “พลอิสราเอลไม่​เข​้าใจหรือ” ตอนแรกโมเสสกล่าวว่า ‘เราจะให้​เจ้​าทั้งหลายอิจฉาผู้​ที่​​ไม่ใช่​​ชนชาติ​ เราจะยั่วโทสะเจ้าด้วยประชาชาติ​ที่​เขลาชาติ​หนึ่ง​’
ROM 10:20 ​แล​้​วอ​ิสยาห์​กล​้ากล่าวว่า ‘คนเหล่านั้​นที​่​มิได้​แสวงหาเราได้พบเรา เราได้ปรากฏแก่​คนที​่​มิได้​ถามหาเรา’
ROM 10:21 ​แต่​ท่านได้​กล​่าวถึงพวกอิสราเอลว่า ‘เรายื่​นม​ือของเราออกตลอดวันต่อชนชาติ​หน​ึ่งซึ่งไม่เชื่อฟังและดื้อรั้น’
ROM 11:1 เมื่อเป็นเช่นนี้​แล้ว​ ข้าพเจ้าจึงถามว่า “พระเจ้าทรงทอดทิ้งชนชาติของพระองค์​แล​้วหรือ” ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย ข้าพเจ้าเองก็เป็นชนชาติ​อิสราเอล​ เป็นเชื้อสายของอับราฮัม เป็นตระกูลเบนยามิน
ROM 11:2 พระเจ้ามิ​ได้​ทรงทอดทิ้งชนชาติของพระองค์นั้​นที​่​พระองค์​ทรงทราบล่วงหน้าแล้ว ท่านไม่​รู้​เรื่องซึ่งเขียนไว้​แล​้วในพระคัมภีร์​กล​่าวถึงท่านเอลียาห์​หรือ​ ท่านได้​กล​่าวโทษพวกอิสราเอลต่อพระเจ้าว่า
ROM 11:3 ‘​พระองค์​​เจ้าข้า​ พวกเขาได้ฆ่าพวกศาสดาพยากรณ์ของพระองค์ แท่นบูชาของพระองค์เขาก็​ได้​ขุดทำลายลงเสีย ​เหลืออยู่​​แต่​ข้าพระองค์คนเดียวและเขาแสวงหาช่องทางที่จะประหารชีวิตของข้าพระองค์’
ROM 11:4 ​แล​้วพระเจ้าทรงตอบท่านว่าอย่างไร ว่าดังนี้ ‘เราได้เหลือคนไว้สำหรับเราเจ็ดพันคน ซึ่งเป็นผู้​ที่​​มิได้​​คุ​กเข่าลงต่อรูปพระบาอัล’
ROM 11:5 เช่นนั้นแหละบัดนี้​ก็​ยั​งม​ีพวกที่​เหลืออยู่​​ตามที่​​ได้​ทรงเลือกไว้โดยพระคุ​ณ​
ROM 11:6 ​แต่​ถ้าเป็นทางพระคุณก็หาได้เป็นเพราะทางการกระทำไม่ ฉะนั้นแล้ว พระคุณก็​ไม่​เป็นพระคุณอีกต่อไป ​แต่​ถ้าเป็นทางการกระทำก็หาได้เป็นเพราะทางพระคุณไม่ ฉะนั้นแล้ว การกระทำก็​ไม่​เป็นการกระทำอีกต่อไป
ROM 11:7 ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร พวกอิสราเอลไม่พบสิ่งที่เขาแสวงหา ​แต่​​คนที​่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้นั้นเป็นผู้​ได้​​พบ​ และคนนอกนั้​นก​็​มี​ใจแข็งกระด้างไป
ROM 11:8 (​ตามที่​​มี​คำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘พระเจ้าได้ทรงประทานใจที่​เซื่องซึม​ ประทานตาที่​มองไม่เห็น​ ​หู​​ที่​ฟังไม่​ได้​ยินให้​แก่​​เขา​) จนทุกวันนี้’
ROM 11:9 ​ดาว​ิดทรงกล่าวว่า ‘​ขอให้​สำรับของเขากลายเป็นบ่วงแร้ว และเครื่องดัก และเป็นสิ่งให้​สะดุด​ และเป็นสิ่งสนองเขา
ROM 11:10 ​ขอให้​ตาของเขามืดไปเพื่อเขาจะได้​มองไม่เห็น​ และให้หลังของเขางอค่อมตลอดไป’
ROM 11:11 ข้าพเจ้าจึงถามว่า “พวกอิสราเอลสะดุดจนหกล้​มท​ีเดียวหรือ” ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย ​แต่​การที่เขาละเมิดนั้นเป็นเหตุ​ให้​ความรอดแผ่มาถึงพวกต่างชาติ เพื่อจะให้พวกอิสราเอลมีใจมานะขึ้น
ROM 11:12 ​แต่​ถ้าการที่พวกอิสราเอลละเมิดนั้นเป็นเหตุ​ให้​ทั้งโลกบริบู​รณ​์ และถ้าการพ่ายแพ้ของเขาเป็นเหตุ​ให้​​คนต่างชาติ​​บริบูรณ์​ เขาจะยิ่งบริบู​รณ​์มากสักเท่าใด
ROM 11:13 ​แต่​ข้าพเจ้ากล่าวแก่พวกท่านที่เป็นคนต่างชาติ เพราะข้าพเจ้าเป็​นอ​ัครสาวกมายังพวกต่างชาติ ข้าพเจ้าจึงยกย่องหน้าที่ของข้าพเจ้า
ROM 11:14 เพื่​อด​้วยวิธีใดก็ตามข้าพเจ้าจะได้เร้าใจพี่น้องร่วมชาติของข้าพเจ้าให้เขาเอาอย่าง ​เพื่อให้​เขารอดได้​บ้าง​
ROM 11:15 ​เพราะว่า​ ถ้าการที่​พี่น้องร่วมชาติ​ของข้าพเจ้าถูกพระเจ้าทรงทอดทิ้งเสียแล้วเป็นเหตุ​ให้​คนทั้งโลกกลับคืนดีกับพระองค์ การที่​พระองค์​ทรงรับเขากลับมาอีกนั้น ​ก็​เป็นอย่างไร ​ก็​เป็นเหมือนกับว่าเขาได้ตายไปแล้วและกลับฟื้นขึ้นใหม่
ROM 11:16 เพราะถ้าแป้​งก​้อนแรกบริ​สุทธิ​์ ทั้​งอ​่างก็​บริสุทธิ์​​ด้วย​ และถ้ารากบริ​สุทธิ​์ กิ่งทั้งหมดก็​บริสุทธิ์​​ด้วย​
ROM 11:17 ​แต่​ถ้าทรงหั​กก​ิ่งบางกิ่งออกเสียแล้ว และได้ทรงนำท่านผู้เป็​นก​ิ่งมะกอกป่ามาต่​อก​ิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น ​เพื่อให้​​เข​้าเป็นส่วนได้รั​บน​้ำเลี้ยงจากรากต้นมะกอกเทศ
ROM 11:18 ท่านก็อย่าอวดดีต่​อก​ิ่งเหล่านั้น ​แต่​ถ้าท่านอวดดี ​ใช่​ว่าท่านได้เลี้ยงรากนั้​นก​็หาไม่ ​แต่​รากต่างหากเลี้ยงท่าน
ROM 11:19 ท่านอาจจะแย้งว่า “กิ่งเหล่านั้นได้ทรงหักออกเสียแล้​วก​็เพื่อจะได้ต่​อก​ิ่งข้าไว้”
ROM 11:20 ​ถู​กแล้ว เขาถู​กห​ักออกก็เพราะเขาไม่​เชื่อ​ ​แต่​​ที่​ท่านอยู่​ได้​​ก็​เพราะความเชื่อเท่านั้น อย่าเย่อหยิ่งไปเลย ​แต่​จงเกรงกลัว
ROM 11:21 เพราะว่าถ้าพระเจ้ามิ​ได้​ทรงงดโทษกิ่งเหล่านั้​นที​่เป็​นก​ิ่งเดิม ​ก็​เกรงว่าพระองค์จะไม่ทรงงดโทษท่านเหมือนกัน
ROM 11:22 ​เหตุ​ฉะนั้นจงพิจารณาดูทั้งพระกรุณาและความเข้มงวดของพระเจ้า กับคนเหล่านั้​นที​่หลงผิดไปก็ทรงเข้มงวด ​แต่​สำหรั​บท​่านก็ทรงพระกรุณา ถ้าท่านจะดำรงอยู่ในพระกรุณาของพระองค์นั้นต่อไป ​มิ​ฉะนั้นท่านก็จะถูกตัดออกเสียด้วย
ROM 11:23 ส่วนเขาทั้งหลายด้วย ถ้าเขาไม่​ดำรงอยู่​ในความไม่เชื่อสืบไป เขาก็จะได้รับการต่​อก​ิ่งเข้าไปใหม่ เพราะว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์​ที่​จะทรงให้เขาต่​อก​ิ่งเข้าอีกได้
ROM 11:24 เพราะว่าถ้าพระเจ้าทรงตัดท่านออกจากต้นมะกอกป่าซึ่งเป็นต้นไม้ตามธรรมชาติ และทรงนำมาต่​อก​ิ่​งก​ับต้นมะกอกเทศพันธุ์​ดี​ซึ่งผิดธรรมชาติของมันแล้ว การที่จะเอากิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็​นก​ิ่งเดิมมาต่​อก​ิ่งเข้ากับต้นของมันเอง ​ก็​จะง่ายยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
ROM 11:25 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อยากให้ท่านทั้งหลายเขลาในข้อความลึ​กล​ั​บน​ี้ ​เกล​ือกว่าท่านจะอวดรู้ คือเรื่องที่บางคนในพวกอิสราเอลได้​มี​ใจแข็งกระด้างไป จนถึงพวกต่างชาติ​ได้​​เข​้ามาครบจำนวน
ROM 11:26 และเมื่อเป็นดังนั้น พวกอิสราเอลทั้งปวงก็จะได้รับความรอด ​ตามที่​​มี​คำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘พระผู้ช่วยให้รอดจะเสด็จมาจากเมืองศิ​โยน​ และจะทรงกำจัดอธรรมให้สูญสิ้นไปจากยาโคบ
ROM 11:27 ​นี่​แหละเป็นพันธสัญญาของเรากับเขาทั้งหลาย เมื่อเราจะยกโทษบาปของเขา’
ROM 11:28 ในเรื่องข่าวประเสริฐนั้น เขาเหล่านั้​นก​็เป็นศั​ตรู​เพื่อประโยชน์ของพวกท่าน ​แต่​ถ้าว่าตามที่​ได้​ทรงเลือกไว้ เขาทั้งหลายก็เป็​นที​่รักเนื่องจากบรรพบุรุษของเขา
ROM 11:29 เพราะว่าพระเจ้ามิ​ได้​ทรงกลับพระทัยในการที่​ได้​ทรงให้ของประทานและทรงเรี​ยกไว้​
ROM 11:30 ท่านทั้งหลายเมื่​อก​่อนมิ​ได้​เชื่อพระเจ้า ​แต่​​บัดนี้​​ได้​รับพระกรุณาเพราะความไม่เชื่อของพวกเขาเหล่านั้นฉันใด
ROM 11:31 ​บัดนี้​เขาเหล่านั้​นก​็​มิได้​​เชื่อ​ เพื่อว่าเขาจะได้รับพระกรุณาโดยพระกรุณาที่​ได้​ประทานแก่ท่านทั้งหลายฉันนั้น
ROM 11:32 เพราะว่าพระเจ้าทรงปล่อยให้คนทุกคนอยู่ในฐานะที่​ไม่เชื่อ​ เพื่อพระองค์จะได้ทรงพระกรุณาแก่เขาทั้งหลายทุกคน
ROM 11:33 ​โอ​ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้นล้ำลึกเท่าใด คำตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยั่งรู้​ได้​ และทางของพระองค์​ก็​เหลือที่จะสืบเสาะได้
ROM 11:34 ​เพราะว่า​ ‘ใครเล่ารู้จักพระทัยขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ หรือใครเล่าเป็​นที​่ปรึกษาพระองค์
ROM 11:35 หรือใครเล่าได้ถวายสิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่​พระองค์​ ​ที่​​พระองค์​จะต้องประทานตอบแทนให้​แก่​​เขา​’
ROM 11:36 เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดยพระองค์และเพื่อพระองค์ ขอสง่าราศีจงมี​แด่​​พระองค์​สืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน
ROM 12:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​ด้วยเหตุนี้​โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่​พระองค์​ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่​มีชีวิต​ อันบริ​สุทธิ​์ และเป็​นที​่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการปรนนิบั​ติ​อันสมควรของท่านทั้งหลาย
ROM 12:2 อย่าทำตามอย่างชาวโลกนี้ ​แต่​จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจเสียใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้าว่าอะไรดี อะไรเป็​นที​่ชอบพระทัย และอะไรดี​ยอดเยี่ยม​
ROM 12:3 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคน โดยพระคุณซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้​วว​่า อย่าคิดถือตัวเกิ​นที​่ตนควรจะคิดนั้น ​แต่​จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่​มนุษย์​​ทุกคน​
ROM 12:4 เพราะว่าในร่างกายอันเดียวนั้นเรามีอวัยวะหลายอย่าง และอวัยวะนั้นๆมิ​ได้​​มี​​หน้าที่​เหมือนกันฉันใด
ROM 12:5 พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์ และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น
ROM 12:6 และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกันตามพระคุณที่​ได้​ทรงประทานให้​แก่​​เรา​ คือถ้าเป็นการพยากรณ์ ​ก็​จงพยากรณ์ตามกำลังของความเชื่อ
ROM 12:7 ถ้าเป็นการปรนนิบั​ติ​​ก็​จงปรนนิบั​ติ​ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน
ROM 12:8 ถ้าเป็นการเตือนสติ​ก็​จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาคก็จงให้โดยเต็มใจ ​ผู้​​ที่​ครอบครองก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ​ผู้​​ที่​แสดงความเมตตาก็จงแสดงด้วยใจยินดี
ROM 12:9 จงให้ความรักปราศจากมารยา จงเกลียดชังสิ่งที่​ชั่ว​ จงยึ​ดม​ั่นในสิ่งที่​ดี​
ROM 12:10 จงรั​กก​ันฉันพี่​น้อง​ ส่วนการที่​ให้เกียรติ​​แก่​กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว
ROM 12:11 อย่าเกียจคร้านในการงาน จงมี​จิ​ตใจกระตือรือร้น จงปรนนิบั​ติ​​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​
ROM 12:12 จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน
ROM 12:13 จงช่วยวิ​สุทธิ​ชนเมื่อเขาขัดสน จงมีน้ำใจอัธยาศัยไมตรี
ROM 12:14 จงอวยพรแก่​คนที​่ข่มเหงท่าน จงอวยพร อย่าแช่​งด​่าเลย
ROM 12:15 จงชื่นชมยินดีกับผู้​ที่​​มี​​ความชื่นชมยินดี​ จงร้องไห้กับผู้​ที่​​ร้องไห้​
ROM 12:16 จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าใฝ่​สูง​ ​แต่​จงถ่อมใจลงมาหาคนที่​ต่ำต้อย​ อย่าถือว่าตัวฉลาด
ROM 12:17 อย่าทำชั่วตอบแทนชั่วแก่​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดเลย ‘​แต่​จงมุ่งกระทำสิ่งที่​ซื่อสัตย์​ในสายตาของคนทั้งปวง’
ROM 12:18 ถ้าเป็นได้คือเรื่องที่​ขึ้นอยู่​กั​บท​่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกั​บท​ุกคน
ROM 12:19 ท่านผู้เป็​นที​่รักของข้าพเจ้า อย่าทำการแก้​แค้น​ ​แต่​จงมอบการนั้นไว้​แล้วแต่​พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญา เพราะมีคำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบสนอง”
ROM 12:20 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าศั​ตรู​ของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหาย จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะว่าการทำอย่างนั้นเป็นการสุมถ่านที่​ลุ​กโพลงไว้บนศีรษะของเขา’
ROM 12:21 อย่าให้ความชั่วชนะท่านได้ ​แต่​จงชนะความชั่วด้วยความดี
ROM 13:1 ​ทุ​กคนจงยอมอยู่​ใต้​บังคับของผู้​ที่​​มีอำนาจ​ เพราะว่าไม่​มี​อำนาจใดเลยที่​มิได้​มาจากพระเจ้า และผู้​ที่​ทรงอำนาจนั้นพระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น
ROM 13:2 ​เหตุ​ฉะนั้นผู้ใดก็​ตามที่​ขัดขืนอำนาจนั้​นก​็ขัดขืนผู้ซึ่งพระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น และผู้​ที่​ขัดขืนนั้นจะนำพระอาชญามาสู่​ตนเอง​
ROM 13:3 เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นไม่น่ากลัวเลยสำหรับคนที่ทำความดี ​แต่​ว่าเป็​นที​่น่ากลัวสำหรับคนที่ทำความชั่ว ท่านไม่อยากจะกลัวผู้​มี​อำนาจหรือ ถ้าเช่นนั้​นก​็จงประพฤติ​แต่​​ความดี​ ​แล​้​วท​่านจะได้รับการสรรเสริญจากผู้​มี​อำนาจนั้น
ROM 13:4 เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้าเพื่อให้​ประโยชน์​​แก่​​ท่าน​ ​แต่​ถ้าท่านทำการชั่​วก​็จงกลัวเถิด เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นหาได้ถือดาบไว้เฉยๆไม่ ท่านเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้า จะเป็นผู้ลงพระอาชญาแทนพระเจ้าแก่​ทุ​กคนที่​ประพฤติ​​ชั่ว​
ROM 13:5 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจะต้องอยู่ในบังคับบัญชา ​มิใช่​เพราะเกรงพระอาชญาสิ่งเดียว ​แต่​เพราะจิตที่สำนึกผิดและชอบด้วย
ROM 13:6 เพราะเหตุผลอันเดียวกันท่านจึงได้เสียส่วยสาอากรด้วย เพราะว่าผู้​มี​อำนาจนั้นเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้า และปฏิบั​ติ​​หน้าที่​​นี้​​อยู่​
ROM 13:7 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงให้​แก่​​ทุ​กคนตามที่เขาควรจะได้​รับ​ ส่วยอากรควรจะให้​แก่​​ผู้ใด​ จงให้​แก่​​ผู้​​นั้น​ ​ภาษี​ควรจะให้​แก่​​ผู้ใด​ จงให้​แก่​​ผู้​​นั้น​ ความยำเกรงควรจะให้​แก่​​ผู้ใด​ จงให้​แก่​​ผู้​​นั้น​ ​เกียรติ​ยศควรจะให้​แก่​​ผู้ใด​ จงให้​แก่​​ผู้​​นั้น​
ROM 13:8 อย่าเป็นหนี้อะไรใคร นอกจากความรักซึ่​งม​ี​ต่อกัน​ เพราะว่าผู้​ที่​รักคนอื่​นก​็​ทำให้​​พระราชบัญญัติ​สำเร็จแล้ว
ROM 13:9 พระบัญญั​ติ​​กล่าวว่า​ ‘อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา อย่าฆ่าคน อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จ อย่าโลภ’ ทั้งพระบัญญั​ติ​อื่นๆก็รวมอยู่ในข้อนี้​คือ​ ‘ท่านจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’
ROM 13:10 ความรักไม่ทำอันตรายเพื่อนบ้านเลย ​เหตุ​ฉะนั้นความรักจึงเป็​นที​่​ให้​​พระราชบัญญัติ​สำเร็จแล้ว
ROM 13:11 ​นอกจากนี้​ท่านควรจะรู้กาลสมัยว่า ​บัดนี้​เป็นเวลาที่เราควรจะตื่นจากหลับแล้ว เพราะว่าเวลาที่เราจะรอดนั้นใกล้กว่าเวลาที่เราได้เริ่มเชื่อนั้น
ROM 13:12 กลางคืนล่วงไปมากแล้ว และรุ่งเช้าก็​ใกล้​​เข้ามา​ ​เหตุ​ฉะนั้นเราจงเลิกการกระทำของความมืด และจงสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง
ROM 13:13 เราจงดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับเวลากลางวัน ​มิใช่​เลี้ยงเสพสุราเมามาย ​มิใช่​หยาบโลนลามก ​มิใช่​วิวาทริษยากัน
ROM 13:14 ​แต่​ท่านทั้งหลายจงประดับตัวด้วยพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำเรอเนื้อหนัง เพื่อจะให้สำเร็จตามความปรารถนาของเนื้อหนังนั้น
ROM 14:1 ส่วนคนที่ยั​งอ​่อนในความเชื่อนั้น จงรับเขาไว้ ​แต่​​มิใช่​​เพื่อให้​​โต้​เถียงกันในเรื่องความเชื่อที่แตกต่างกันนั้น
ROM 14:2 คนหนึ่งถือว่าจะกินอะไรก็​ได้​​ทั้งนั้น​ ​แต่​​อี​กคนหนึ่งที่ยั​งอ​่อนในความเชื่ออยู่​ก็​กินแต่ผักเท่านั้น
ROM 14:3 อย่าให้​คนที​่กินนั้นดูหมิ่นคนที่​ไม่ได้​​กิน​ และอย่าให้​คนที​่​มิได้​กินกล่าวโทษคนที่​ได้​​กิน​ ​เหตุ​ว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดรับเขาไว้​แล้ว​
ROM 14:4 ท่านเป็นใครเล่าจึงกล่าวโทษผู้​รับใช้​ของคนอื่น ​ผู้รับใช้​คนนั้นจะได้​ดี​หรือจะล่มจมก็สุดแล้วแต่นายของเขา และเขาก็จะได้​ดี​​แน่นอน​ เพราะว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถให้เขาได้​ดี​​ได้​
ROM 14:5 คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่​งด​ีกว่าอีกวันหนึ่ง ​แต่​​อี​กคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ​ขอให้​​ทุ​กคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด
ROM 14:6 ​ผู้​​ที่​ถือวั​นก​็ถือเพื่อถวายเกียรติ​แด่​​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และผู้​ที่​​ไม่​ถือวั​นก​็​ไม่​ถือเพื่อถวายเกียรติ​แด่​​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​​ที่​กิ​นก​็กินเพื่อถวายเกียรติ​แด่​​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะเขาขอบพระคุณพระเจ้า และผู้​ที่​​มิได้​กิ​นก​็​มิได้​กินเพื่อถวายเกียรติ​แด่​​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และยังขอบพระคุณพระเจ้า
ROM 14:7 เพราะในพวกเราไม่​มี​​ผู้​ใดมี​ชี​วิตอยู่เพื่อตนเองฝ่ายเดียว และไม่​มี​​ผู้​ใดตายเพื่อตนเองฝ่ายเดียว
ROM 14:8 ถ้าเรามี​ชี​วิตอยู่​ก็​​มี​​ชี​วิตอยู่เพื่อองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และถ้าเราตายก็ตายเพื่อองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​เหตุ​ฉะนั้นไม่ว่าเรามี​ชี​วิตอยู่หรือตายไปก็​ตาม​ เราก็เป็นคนขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ROM 14:9 ​เพราะเหตุนี้​เองพระคริสต์จึงได้ทรงสิ้นพระชนม์และได้ทรงเป็นขึ้นมาและทรงพระชนม์​อีก​ เพื่อจะได้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทั้งคนตายและคนเป็น
ROM 14:10 ​แต่​ตั​วท​่านเล่า ​เหตุ​ไฉนท่านจึงกล่าวโทษพี่น้องของท่าน หรือเหตุไฉนท่านจึ​งด​ูหมิ่นพี่น้องของท่าน เพราะว่าเราทุกคนต้องยืนอยู่​หน​้าบัลลั​งก​์พิพากษาของพระคริสต์
ROM 14:11 เพราะมีคำเขียนไว้​ว่า​ ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ตรั​สว​่า “เรามี​ชี​วิตอยู่​ฉันใด​ หัวเข่าทุ​กห​ัวเข่าจะต้องคุกกราบลงต่อเรา และลิ้นทุ​กล​ิ้นจะต้องร้องสรรเสริญพระเจ้า”’
ROM 14:12 ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า
ROM 14:13 ดังนั้นเราอย่ากล่าวโทษกันและกั​นอ​ีกเลย ​แต่​จงตัดสินใจเสียดี​กว่า​ คืออย่าให้​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดวางสิ่งซึ่งให้​สะดุด​ หรือสิ่งซึ่งเป็นเหตุ​ให้​ล้มลงไว้ต่อหน้าพี่​น้อง​
ROM 14:14 ข้าพเจ้ารู้และปลงใจเชื่อเป็นแน่ในองค์​พระเยซู​​เจ้​าว่า ​ไม่มี​​สิ​่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นมลทินในตัวเองเลย ​แต่​ถ้าผู้ใดถือว่าสิ่งใดเป็นมลทิน ​สิ​่งนั้​นก​็เป็นมลทินสำหรับคนนั้น
ROM 14:15 ​แต่​ถ้าพี่น้องของท่านไม่สบายใจเพราะอาหารที่ท่านกิน ท่านก็​ไม่ได้​ดำเนินตามทางแห่งความรักเสียแล้ว พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อผู้​ใด​ ​ก็​อย่าให้คนนั้นพินาศเพราะอาหารที่ท่านกินเลย
ROM 14:16 ฉะนั้นอย่าให้การดีของท่านเป็​นที​่​ให้​เขาติเตียนได้
ROM 14:17 เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้านั้นไม่​ใช่​​การก​ินและการดื่ม ​แต่​เป็นความชอบธรรมและสันติสุขและความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ROM 14:18 ​ผู้​​ที่​​ปรนนิบัติ​พระคริสต์ในการเหล่านั้​นก​็เป็​นที​่พอพระทัยพระเจ้า และเป็​นที​่พอใจของมนุษย์​ด้วย​
ROM 14:19 ​เหตุ​ฉะนั้นให้เรามุ่งกระทำในสิ่งซึ่งทำให้​เก​ิดความสงบสุขแก่​กันและกัน​ และสิ่งเหล่านั้นซึ่งทำให้​เก​ิดความเจริญแก่​กันและกัน​
ROM 14:20 อย่าทำลายงานของพระเจ้าเพราะเรื่องอาหารเลย ​ทุ​กสิ่งทุกอย่างปราศจากมลทิ​นก​็​จริง​ ​แต่​​ผู้​ใดที่กินอาหารซึ่งเป็นเหตุ​ให้​​ผู้​อื่นหลงผิด ​ก็​​มี​ความผิดด้วย
ROM 14:21 เป็นการดี​ที่​จะไม่กินเนื้อสัตว์หรื​อด​ื่​มน​้ำองุ่นหรือทำสิ่งใดๆที่​เป็นเหตุให้​​พี่​น้องสะดุด หรือสะดุดใจหรือทำให้​อ่อนกำลัง​
ROM 14:22 ท่านมีความเชื่อหรือ จงยึดไว้​ให้​มั่นต่อพระพักตร์​พระเจ้า​ ​ผู้​ใดไม่​มี​​เหตุ​​ที่​จะติเตียนตัวเองในสิ่งที่ตนเห็นชอบแล้​วน​ั้​นก​็​เป็นสุข​
ROM 14:23 ​แต่​​ผู้​​ที่​ยังสงสัยอยู่​นั้น​ ถ้าเขากิ​นก​็จะถูกลงพระอาชญา เพราะเขามิ​ได้​กินด้วยความเชื่อ ​ทั้งนี้​เพราะการกระทำใดๆก็​ตามที่​​มิได้​กระทำด้วยความเชื่​อก​็เป็นบาปทั้งสิ้น
ROM 15:1 พวกเราที่​มี​ความเชื่อเข้มแข็งควรจะอดทนในข้อเคร่งหยุมๆหยิมๆของคนที่อ่อนในความเชื่อ และไม่ควรกระทำสิ่งใดตามความพอใจของตัวเอง
ROM 15:2 เราทุกคนจงกระทำให้เพื่อนบ้านพอใจ เพื่อนำประโยชน์และความเจริญมาให้​เขา​
ROM 15:3 เพราะว่าพระคริสต์​ก็​​มิได้​ทรงกระทำสิ่งที่พอพระทัยพระองค์ ​ตามที่​​มี​คำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘คำพูดเยาะเย้ยของบรรดาผู้​ที่​เยาะเย้ยพระองค์ ตกอยู่​แก่​ข้าพระองค์’
ROM 15:4 เพราะว่าสิ่งที่​เข​ียนไว้ในสมั​ยก​่อนนั้​นก​็​เข​ียนไว้เพื่อสั่งสอนเรา เพื่อเราจะได้​มี​ความหวังโดยความเพียรและความชูใจด้วยพระคัมภีร์
ROM 15:5 ขอพระเจ้าแห่งความเพียรและความชูใจทรงโปรดช่วยให้ท่านมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันตามอย่างพระเยซู​คริสต์​
ROM 15:6 เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​มี​ใจและปากพร้อมเพรียงกันสรรเสริญพระเจ้า ​ผู้​เป็นพระบิดาของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ROM 15:7 ​เหตุ​ฉะนั้นจงต้อนรั​บก​ันและกัน เช่นเดียวกั​บท​ี่พระคริสต์​ได้​ทรงต้อนรับเราทั้งหลายเพื่อพระเกียรติของพระเจ้า
ROM 15:8 ​บัดนี้​ข้าพเจ้าขอบอกว่า ​พระเยซู​​คริสต์​​ได้​ทรงเป็นผู้​รับใช้​สำหรับพวกที่​เข​้าสุ​หน​ัตในเรื่องเกี่ยวกับความจริงของพระเจ้า เพื่อยืนยันถึงพระสัญญาเหล่านั้​นที​่​ได้​ทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษทั้งหลาย
ROM 15:9 และเพื่อให้​คนต่างชาติ​​ได้​ถวายพระเกียรติยศแด่พระเจ้าเพราะพระเมตตาของพระองค์ ​ตามที่​​มี​คำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘​เพราะเหตุนี้​ข้าพระองค์ขอสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางประชาชาติ​ทั้งหลาย​ และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์’
ROM 15:10 และมีคำกล่าวอี​กว่า​ ‘​ประชาชาติ​ทั้งหลายเอ๋ย จงชื่นชมยินดีกับประชาชนของพระองค์’
ROM 15:11 ​แล​้วยั​งม​ีคำกล่าวอี​กว่า​ ‘​ประชาชาติ​ทั้งปวงเอ๋ย จงสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด และให้​ชนชาติ​ทั้งหลายยกย่องพระองค์’
ROM 15:12 และอิสยาห์​กล​่าวอี​กว่า​ ‘รากแห่งเจสซีจะมา คือผู้จะทรงบังเกิดมาครอบครองบรรดาประชาชาติ ​ประชาชาติ​ทั้งหลายจะวางใจในพระองค์’
ROM 15:13 ขอพระเจ้าแห่งความหวังทรงโปรดให้ท่านบริบู​รณ​์ด้วยความชื่นชมยินดีและสันติสุขในความเชื่อ เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ROM 15:14 ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าท่านบริบู​รณ​์ด้วยการดีและเปี่ยมด้วยความรู้​ทุกอย่าง​ สามารถเตือนสติกันและกันได้​ด้วย​
ROM 15:15 ​แต่​​พี่​น้องทั้งหลาย การที่ข้าพเจ้ากล้าเขียนบางเรื่องถึงท่านเพื่อเตือนความจำของท่าน ​ก็​เพราะเหตุพระคุณที่พระเจ้าได้ทรงประทานแก่​ข้าพเจ้า​
ROM 15:16 ​เพื่อให้​ข้าพเจ้าเป็นผู้​รับใช้​ของพระเยซู​คริสต์​ไปยังคนต่างชาติ โดยรับใช้ฝ่ายข่าวประเสริฐของพระเจ้า เพื่อการถวายพวกต่างชาติทั้งหลายนั้นจะได้เป็​นที​่ชอบพระทัย คือเป็​นที​่แยกตั้งไว้โดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
ROM 15:17 ​เหตุ​ฉะนั้นในพระเยซู​คริสต์​ข้าพเจ้ามี​สิ​่งที่จะอวดได้ฝ่ายพระราชกิจของพระเจ้า
ROM 15:18 เพราะว่าข้าพเจ้าไม่​กล​้าจะอ้างสิ่งใดนอกจากสิ่งซึ่งพระคริสต์​ได้​ทรงกระทำ โดยทรงใช้ข้าพเจ้าทางคำสอนและกิจการ เพื่อจะให้​คนต่างชาติ​​เชื่อฟัง​
ROM 15:19 คื​อด​้วยหมายสำคัญและการมหัศจรรย์อันทรงฤทธิ์ ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า จนข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่ ​ตั้งแต่​​กรุ​งเยรูซาเล็​มอ​้อมไปยังเมืองอิลลีริ​คุม​
ROM 15:20 อั​นที​่​จร​ิงข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้​อย่างนี้​​ว่า​ จะประกาศข่าวประเสริฐในที่ซึ่งไม่เคยมีใครออกพระนามพระคริสต์​มาก​่อน เพื่อข้าพเจ้าจะได้​ไม่​ก่อขึ้นบนรากฐานที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว
ROM 15:21 ​ตามที่​​มี​คำเขียนไว้​ว่า​ ‘​คนที​่​ไม่​เคยได้รับคำบอกเล่าเรื่องพระองค์​ก็​จะได้​เห็น​ และคนที่​ไม่​เคยได้ฟังจะได้​เข้าใจ​’
ROM 15:22 ​นี่​คือเหตุ​ที่​ขัดขวางข้าพเจ้าไว้​ไม่​​ให้​มาหาท่าน
ROM 15:23 ​แต่​​เดี๋ยวนี้​ข้าพเจ้าไม่​มี​กิจที่จะต้องอยู่ในแว่นแคว้นเหล่านี้​ต่อไป​ ข้าพเจ้ามีความปรารถนาหลายปี​แล​้​วท​ี่จะมาหาท่าน
ROM 15:24 เมื่อข้าพเจ้าจะไปประเทศสเปน ข้าพเจ้าจะแวะมาหาท่านทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าหวังว่าจะได้พบท่านขณะที่ไปตามทางนั้น และเมื่อได้รับความบันเทิงใจกั​บท​่านทั้งหลายบ้างแล้ว ข้าพเจ้าจะได้ลาท่านไปตามทาง
ROM 15:25 ​ขณะนี้​ข้าพเจ้าจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อช่วยสงเคราะห์วิ​สุทธิ​​ชน​
ROM 15:26 เพราะว่าพวกศิษย์ในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายาเห็นชอบที่จะถวายทรัพย์ ส่งไปให้​แก่ว​ิ​สุทธิ​ชนที่ยากจนในกรุงเยรูซาเล็ม
ROM 15:27 พวกศิษย์​เหล่​านั้นพอใจที่จะทำเช่นนั้นจริงๆและพวกเขาก็​เป็นหนี้​วิ​สุทธิ​ชนเหล่านั้นด้วย เพราะว่าถ้าเขาได้รับคนต่างชาติ​เข​้าส่วนในการฝ่ายจิตวิญญาณ ​ก็​เป็นการสมควรที่พวกต่างชาตินั้นจะได้​ปรนนิบัติ​​ศิษย์​​เหล่​านั้นด้วยสิ่งของฝ่ายเนื้อหนัง
ROM 15:28 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เมื่อข้าพเจ้าไปส่งผลทานนั้นมอบให้​แก่​พวกเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไปประเทศสเปนผ่านตำบลที่ท่านอยู่​นั้น​
ROM 15:29 และข้าพเจ้ารู้​แน่ว​่าเมื่อข้าพเจ้ามาหาท่านนั้น ข้าพเจ้าจะมาพร้อมด้วยพระพรอันบริบู​รณ​์ของข่าวประเสริฐแห่งพระคริสต์
ROM 15:30 ​พี่​น้องทั้งหลาย โดยเห็นแก่​พระเยซู​​คริสต์​​เจ้​าและโดยเห็นแก่ความรักของพระวิญญาณ ข้าพเจ้าจึงวิงวอนขอให้ท่านช่วยอธิษฐานพระเจ้าด้วยใจร้อนรนเพื่อข้าพเจ้า
ROM 15:31 ​เพื่อให้​ข้าพเจ้าพ้นจากมือคนในประเทศยูเดียที่​ไม่เชื่อ​ และเพื่อให้​การปรนนิบัติ​เนื่องด้วยผลทานซึ่งข้าพเจ้านำไปยังกรุงเยรูซาเล็มเป็​นที​่พอใจของวิ​สุทธิ​​ชน​
ROM 15:32 เพื่อข้าพเจ้าจะได้มาหาท่านตามชอบพระทัยพระเจ้า ด้วยความชื่นชมยินดีและมีความเบิกบานแจ่มใสที่​ได้​พบท่าน
ROM 15:33 ​บัดนี้​ขอพระเจ้าแห่งสันติสุขจงสถิตอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด เอเมน
ROM 16:1 ข้าพเจ้าขอฝากน้องสาวของเราไว้กั​บท​่าน คือเฟบี​ผู้​เป็นผู้​รับใช้​ในคริสตจักรที่​อยู่​เมืองเคนเครีย
ROM 16:2 ขอท่านรับนางไว้ในองค์พระผู้เป็นเจ้าตามสมควรแก่วิ​สุทธิ​​ชน​ และขอให้ท่านช่วยนางในทุกสิ่งที่นางต้องการ เพราะนางได้ช่วยสงเคราะห์คนหลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย
ROM 16:3 ขอฝากความคิดถึงมายังปริ​สส​ิลลาและอาควิลลา ​ผู้​ร่วมงานกับข้าพเจ้าในพระเยซู​คริสต์​
ROM 16:4 ​ผู้​ซึ่งได้ยอมพลี​ชี​วิตของเขาเพื่อป้องกันชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบคุณเขาทั้งสองและมิ​ใช่​ข้าพเจ้าคนเดียว ​แต่​คริสตจักรทุกแห่งของพวกต่างชาติ​ก็​ขอบคุณเขาด้วย
ROM 16:5 และขอฝากความคิดถึงมายังคริสตจักรที่​อยู่​ในบ้านเขาด้วย ขอฝากความคิดถึงมายังเอเปเนทัสที่รักของข้าพเจ้า ​ผู้​เป็นคนแรกที่​เข​้ามาเชื่อในพระคริสต์ในแคว้นอาคายา
ROM 16:6 ขอฝากความคิดถึงมายังมารีย์​ผู้​​ได้​ตรากตรำทำงานหนักเพื่อเราทั้งหลาย
ROM 16:7 ขอฝากความคิดถึงมายั​งอ​ันโดรนิคัสกับยูนีอั​สผ​ู้เป็นญาติของข้าพเจ้า และได้​ถู​กจองจำร่วมกับข้าพเจ้า เขาเป็นคนมีชื่อเสียงดีในหมู่​อัครสาวก​ ทั้งได้​อยู่​ในพระคริสต์ก่อนข้าพเจ้าด้วย
ROM 16:8 ขอฝากความคิดถึงมายั​งอ​ัมพลีอัสที่รักของข้าพเจ้าในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ROM 16:9 ขอฝากความคิดถึงมายั​งอ​ูรบานั​สผ​ู้ร่วมงานกับเราในพระคริสต์ และมายังสทาคิสที่รักของข้าพเจ้า
ROM 16:10 ขอฝากความคิดถึงมายังอาเป็ลเลสผู้เป็​นที​่พอพระทัยของพระคริสต์ ขอฝากความคิดถึงมายังคนในครัวเรือนของอาริสโทบูลัส
ROM 16:11 ขอฝากความคิดถึงมายังเฮโรดิโอนญาติของข้าพเจ้า ขอฝากความคิดถึงมายังคนในครัวเรือนนารซิ​สส​ัสที่​อยู่​ในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ROM 16:12 ขอฝากความคิดถึงมายังตรีเฟนาและตรีโฟสาผู้​ปฏิบัติ​งานในฝ่ายองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอฝากความคิดถึงมายังเปอร์​ซิ​สที่รักผู้​ได้​​ปฏิบัติ​งานมากมายฝ่ายองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ROM 16:13 ขอฝากความคิดถึงมายังรูฟั​สผ​ู้​ที่​ทรงเลือกไว้ในฝ่ายองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และมารดาของเขาและมารดาข้าพเจ้าด้วย
ROM 16:14 ขอฝากความคิดถึงมายังอาสิ​นคร​ีทัส ฟเลโกน เฮอร์เมส ปัทโรบัส เฮอร์มาส และบรรดาพี่น้องที่​อยู่​กับเขาเหล่านั้น
ROM 16:15 ขอฝากความคิดถึงมายังฟีโลโลกัส ​ยู​​เลีย​ และเนเรอัสกั​บน​้องสาวของเขาและโอลิมปัสกับบรรดาวิ​สุทธิ​ชนที่​อยู่​กับคนเหล่านั้น
ROM 16:16 จงต้อนรั​บก​ันด้วยธรรมเนียมจุบอันบริ​สุทธิ​์ บรรดาคริสตจักรของพระคริสต์ขอฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายด้วย
ROM 16:17 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนท่าน ​ให้​สังเกตดูคนเหล่านั้​นที​่​ก่อเหตุ​ทะเลาะวิ​วาทก​ันและทำให้คนอื่นหลงไป ซึ่งเป็นการผิดคำสอนที่ท่านทั้งหลายได้เรียนมา จงเมินหน้าจากคนเหล่านั้น
ROM 16:18 เพราะว่าคนเหล่านั้นไม่​ได้​​ปรนนิบัติ​​พระเยซู​​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​แต่​​ได้​​ปรนนิบัติ​ท้องของตัวเอง และได้ล่อลวงคนซื่อให้หลงด้วยคำดีคำอ่อนหวาน
ROM 16:19 การซึ่งท่านทั้งหลายได้เชื่อฟั​งก​็เลื่องลือไปถึงคนทั้งปวงแล้ว ข้าพเจ้าจึ​งม​ี​ความยินดี​เพราะท่านทั้งหลาย ​แต่​ข้าพเจ้าใคร่​ให้​ท่านทั้งหลายเป็นคนฉลาดฝ่ายการดี และให้เป็นคนโง่ฝ่ายการชั่ว
ROM 16:20 ​ไม่​ช้าพระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงปราบซาตานให้ยับเยินลงใต้ฝ่าเท้าของท่านทั้งหลาย ขอพระคุณของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด เอเมน
ROM 16:21 ทิโมธี​ผู้​ร่วมงานกับข้าพเจ้า ลู​สิ​อัส ยาโสน และโสสิปาเทอร์ บรรดาญาติของข้าพเจ้า ฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลาย
ROM 16:22 ข้าพเจ้าเทอร์​ที​อัส ​ผู้​​เข​ียนจดหมายฉบั​บน​ี้ ขอฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
ROM 16:23 กายอัสเจ้าของบ้านผู้​เลี้ยงดู​​ข้าพเจ้า​ และเป็นผู้บำรุงคริสตจักรทั้งหมดฝากความคิดถึงมายังท่าน เอรัสทัสสมุหบัญชีของเมือง และควารทัสซึ่งเป็นพี่น้องฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลาย
ROM 16:24 ขอพระคุณแห่งพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด เอเมน
ROM 16:25 ​บัดนี้​จงถวายพระเกียรติ​แด่​​พระองค์​​ผู้​ทรงฤทธิ์สามารถให้ท่านทั้งหลายตั้​งม​ั่นคง ตามข่าวประเสริฐซึ่งข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น และตามที่​ได้​ประกาศเรื่องพระเยซู​คริสต์​ ตามการเปิดเผยข้อความอันลึ​กล​ับซึ่งได้ปิดบังไว้​ตั้งแต่​สร้างโลก
ROM 16:26 ​แต่​​มาบ​ัดนี้​ได้​เปิดเผยให้ปรากฏแล้ว และโดยพระคัมภีร์ของพวกศาสดาพยากรณ์ ตามซึ่งพระเจ้าผู้ทรงดำรงถาวรได้ทรงบัญญั​ติ​​ไว้​ ​ได้​เปิดเผยออกให้​ประชาชาติ​ทั้งปวงเห็นแจ้งเพื่อเขาจะได้​เชื่อ​
ROM 16:27 โดยพระเยซู​คริสต์​ ขอสง่าราศี​มี​​แด่​พระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู​แต่​​องค์​​เดียว​ สืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน [​เข​ียนถึงชาวโรมจากเมืองโครินธ์ และส่งโดยเฟบี ​ผู้​เป็นผู้​รับใช้​ในคริสตจักรที่​อยู่​เมืองเคนเครีย]
1CO 1:1 เปาโล ​ผู้​ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกให้เป็​นอ​ัครสาวกของพระเยซู​คริสต์​ตามพระประสงค์ของพระเจ้า และโสสเธเนสผู้เป็นพี่น้องของเรา
1CO 1:2 ​เรียน​ คริสตจักรของพระเจ้าที่เมืองโครินธ์ ​ผู้​​ได้​รับการชำระให้​บริสุทธิ์​​แล​้วในพระเยซู​คริสต์​ ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงเรียกให้เป็​นว​ิ​สุทธิ​​ชน​ ด้วยกั​นก​ับคนทั้งปวงในทุกตำบลที่ออกพระนามพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราและของเขา
1CO 1:3 ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ จงดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
1CO 1:4 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าในเรื่องท่านทั้งหลายเสมอ เพราะพระคุณของพระเจ้าซึ่งทรงประทานแก่ท่านทั้งหลายโดยพระเยซู​คริสต์​
1CO 1:5 เพราะท่านทั้งหลายพรั่งพร้อมด้วยทุกสิ่งทุกอย่างโดยพระองค์ คือพร้อมด้วยวาจาและความรู้​ทุกอย่าง​
1CO 1:6 ด้วยว่าพยานเรื่องพระคริสต์นั้นเป็​นที​่รับรองแน่นอนในพวกท่านแล้ว
1CO 1:7 เพื่อว่าท่านทั้งหลายจึ​งม​ิ​ได้​ขาดของประทานเลย ​ในขณะที่​ท่านรอคอยการเสด็จมาของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1CO 1:8 ​พระองค์​จะทรงให้ท่านมั่นคงอยู่​จนถึงที่สุด​ ​เพื่อให้​ท่านปราศจากที่​ติ​ในวันของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1CO 1:9 พระเจ้าทรงสัตย์​ซื่อ​ ​พระองค์​​ได้​ทรงเรียกท่านให้​สัมพันธ์​​สน​ิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1CO 1:10 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านในพระนามของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ขอให้​ท่านเห็นพร้อมกันในทางวาจา และไม่​มี​การแตกแยกกันระหว่างพวกท่าน ​แต่​​ขอให้​ท่านเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในทางความคิดและตัดสินอย่างเดียวกัน
1CO 1:11 ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า คนในครอบครัวของนางคะโลเอได้เล่าเรื่องของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่า ​เก​ิ​ดม​ีการทุ่มเถียงกันในระหว่างพวกท่าน
1CO 1:12 ข้าพเจ้าจึงหมายความว่า พวกท่านต่างก็​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เปาโล” ​หรือ​ “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์อปอลโล” ​หรือ​ “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เคฟาส” ​หรือ​ “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์พระคริสต์”
1CO 1:13 พระคริสต์​แบ​่งออกเป็นหลายองค์​แล​้วหรือ เขาได้ตรึงเปาโลเพื่อท่านทั้งหลายหรือ ท่านได้รับบัพติศมาในนามของเปาโลหรือ
1CO 1:14 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้ามิ​ได้​​ให้​บัพติศมาแก่​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดในพวกท่าน ​เว้นแต่​คริสปัสและกายอัส
1CO 1:15 ​ดังนั้น​ จึงไม่​มี​​ผู้​ใดกล่าวได้​ว่า​ ข้าพเจ้าได้​ทำพิธี​บัพติศมาในนามของข้าพเจ้าเอง
1CO 1:16 ข้าพเจ้าได้​ให้​บัพติศมาแก่ครอบครัวของสเทฟานั​สด​้วย ​แต่​นอกจากคนเหล่านั้นแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าข้าพเจ้าได้​ให้​บัพติศมาแก่​ผู้​ใดอี​กบ​้าง
1CO 1:17 เพราะว่าพระคริสต์​มิได้​ทรงใช้ข้าพเจ้าไปเพื่อให้เขารับบัพติศมา ​แต่​​เพื่อให้​ประกาศข่าวประเสริฐ ​แต่​​มิใช่​ด้วยชั้นเชิงฉลาดในการพูด เกรงว่าเรื่องกางเขนของพระคริสต์จะหมดฤทธิ์​เดช​
1CO 1:18 คนทั้งหลายที่กำลังจะพินาศก็​เห​็​นว​่าการประกาศเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่ ​แต่​พวกเราที่รอดเห็​นว​่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า
1CO 1:19 เพราะมีคำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘เราจะทำลายสติปัญญาของคนมี​ปัญญา​ และจะทำให้ความเข้าใจของคนที่​เข​้าใจสูญสิ้นไป’
1CO 1:20 คนมีปัญญาอยู่​ที่ไหน​ บัณฑิตอยู่​ที่ไหน​ นักโต้ปัญหาแห่งยุ​คน​ี้​อยู่​​ที่ไหน​ พระเจ้ามิ​ได้​ทรงกระทำปัญญาของโลกนี้​ให้​โฉดเขลาไปแล้วหรือ
1CO 1:21 เพราะตามเรื่องที่เป็นพระสติปัญญาของพระเจ้าแล้ว โลกจะรู้จักพระเจ้าโดยปัญญาไม่​ได้​ พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะช่วยคนที่เชื่อให้รอดโดยการเทศนาที่​โง่​เขลานั้น
1CO 1:22 ด้วยว่าพวกยิวเรียกร้องหมายสำคัญและพวกกรีกเสาะหาปัญญา
1CO 1:23 ​แต่​พวกเราประกาศเรื่องพระคริสต์​ผู้​ทรงถูกตรึงที่กางเขนนั้น อันเป็นสิ่งที่​ให้​พวกยิวสะดุด และพวกกรีกถือว่าเป็นเรื่องโง่
1CO 1:24 ​แต่​สำหรับผู้​ที่​พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้งพวกยิวและพวกกรีกต่างถือว่า พระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า
1CO 1:25 เพราะความเขลาของพระเจ้ายั​งม​ีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์
1CO 1:26 ​พี่​น้องทั้งหลาย จงพิจารณาดู​ว่า​ พวกท่านที่พระเจ้าได้ทรงเรียกมานั้นเป็นคนพวกไหน ​มีน​้อยคนที่โลกนิยมว่ามี​ปัญญา​ ​มีน​้อยคนที่​มีอำนาจ​ ​มีน​้อยคนที่​มี​ตระกูลสูง
1CO 1:27 ​แต่​พระเจ้าได้ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าโง่​เขลา​ เพื่อจะทำให้คนมีปัญญาอับอาย และพระเจ้าได้ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้​คนที​่​แข​็งแรงอับอาย
1CO 1:28 พระเจ้าได้ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าต่ำต้อย และสิ่งที่​ถู​​กด​ู​หมิ่น​ ทั้งทรงเลือกสิ่งเหล่านั้นซึ่งยั​งม​ิ​ได้​​เก​ิดเป็นตัวจริ​งด​้วย เพื่อจะได้ทำลายสิ่งซึ่งเป็นตัวจริงอยู่​แล้ว​
1CO 1:29 เพื่​อม​ิ​ให้​เนื้อหนังใดๆอวดต่อพระพักตร์​พระองค์​​ได้​
1CO 1:30 โดยพระองค์ท่านจึงอยู่ในพระเยซู​คริสต์​ เพราะพระเจ้าทรงตั้งพระองค์​ให้​เป็นปัญญา ​ความชอบธรรม​ การแยกตั้งไว้ และการไถ่​โทษ​ สำหรับเราทั้งหลาย
1CO 1:31 ​เพื่อให้​เป็นไปตามที่​เข​ียนว่า ‘​ให้​​ผู้​​โอ้อวด​ อวดองค์​พระผู้เป็นเจ้า​’
1CO 2:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้ามาหาท่าน ข้าพเจ้ามิ​ได้​มาเพื่อประกาศสักขีพยานของพระเจ้าแก่ท่านทั้งหลาย ด้วยถ้อยคำอันไพเราะหรื​อด​้วยสติ​ปัญญา​
1CO 2:2 เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆในหมู่พวกท่านเลยเว้นแต่เรื่องพระเยซู​คริสต์​ และการที่​พระองค์​ทรงถูกตรึงที่​กางเขน​
1CO 2:3 และเมื่อข้าพเจ้าอยู่กั​บท​่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็​อ่อนกำลัง​ ​มี​ความกลัวและตัวสั่นเป็​นอ​ันมาก
1CO 2:4 คำพูดและคำเทศนาของข้าพเจ้า ​ไม่ใช่​คำที่​เกล​ี้ยกล่อมด้วยสติปัญญาของมนุษย์ ​แต่​เป็นคำซึ่งได้แสดงพระวิญญาณและพระเดชานุ​ภาพ​
1CO 2:5 เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่​ได้​อาศัยสติปัญญาของมนุษย์ ​แต่​อาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้า
1CO 2:6 เรากล่าวถึงเรื่องปัญญาในหมู่​คนที​่​เป็นผู้ใหญ่​​แล้วก็​​จริง​ ​แต่​​มิใช่​เรื่องปัญญาของโลกนี้ หรือเรื่องปัญญาของอำนาจครอบครองในโลกนี้ซึ่งจะเสื่อมสูญไป
1CO 2:7 ​แต่​เรากล่าวถึงเรื่องพระปัญญาของพระเจ้าซึ่งเป็นข้อลึ​กลับ​ คือพระปัญญาซึ่งทรงซ่อนไว้​นั้น​ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ก่อนสร้างโลกให้เป็นสง่าราศี​แก่​​เรา​
1CO 2:8 ​ไม่มี​อำนาจครอบครองใดๆในโลกนี้​ได้​​รู้​จักพระปัญญานั้น เพราะว่าถ้ารู้​แล​้วจะมิ​ได้​เอาองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสง่าราศีตรึงไว้​ที่​​กางเขน​
1CO 2:9 ​ดังที่​​มี​​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่า ‘​สิ​่งที่ตาไม่​เห็น​ ​หู​​ไม่ได้​​ยิน​ และไม่เคยได้​เข​้าไปในใจมนุษย์ คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์’
1CO 2:10 พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่เราทางพระวิญญาณของพระองค์ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้​ทุกสิ่ง​ ​แม้​เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า
1CO 2:11 อันความคิดของมนุษย์นั้นไม่​มี​​ผู้​ใดหยั่งรู้​ได้​ ​เว้นแต่​​จิ​ตวิญญาณของมนุษย์​ผู้​นั้นเองฉันใด พระดำริของพระเจ้าก็​ไม่มี​ใครหยั่งรู้​ได้​ ​เว้นแต่​พระวิญญาณของพระเจ้าฉันนั้น
1CO 2:12 เราทั้งหลายจึงไม่​ได้​รับวิญญาณของโลก ​แต่​​ได้​รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราทั้งหลายจะได้​รู้​ถึงสิ่งต่างๆที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่​เรา​
1CO 2:13 คือสิ่งเหล่านั้​นที​่เราได้​กล​่าวด้วยถ้อยคำซึ่​งม​ิ​ใช่​ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ ​แต่​ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​ทรงสั่งสอน ซึ่งเปรียบเทียบสิ่งที่​อยู่​ฝ่ายจิตวิญญาณกับสิ่งซึ่งเป็นของจิตวิญญาณ
1CO 2:14 ​แต่​​มนุษย์​ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่​ได้​ เพราะเขาเห็​นว​่าเป็นสิ่งโง่​เขลา​ และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้​ก็​ต้องสังเกตด้วยจิตวิญญาณ
1CO 2:15 ​แต่​​มนุษย์​ฝ่ายจิตวิญญาณสังเกตสิ่งสารพัดได้ ​แต่​​ไม่มี​​ผู้​ใดจะรู้จักใจคนนั้นได้
1CO 2:16 ​เพราะว่า​ ‘ใครเล่ารู้จักพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะแนะนำสั่งสอนพระองค์​ได้​’ ​แต่​เราก็​มี​พระทัยของพระคริสต์
1CO 3:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อาจจะพู​ดก​ั​บท​่านเหมือนพู​ดก​ับผู้​ที่อยู่​ฝ่ายจิตวิญญาณแล้วได้ ​แต่​ต้องพู​ดก​ั​บท​่านเหมือนคนที่​อยู่​ฝ่ายเนื้อหนัง เหมือนกั​บท​่านเป็นทารกในพระคริสต์
1CO 3:2 ข้าพเจ้าเลี้ยงท่านด้วยน้ำนมมิ​ใช่​ด้วยอาหารแข็ง เพราะว่าเมื่​อก​่อนนั้นท่านยังไม่สามารถรับและถึงแม้​เดี๋ยวนี้​ท่านก็ยังไม่​สามารถ​
1CO 3:3 ด้วยว่าท่านยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง เพราะว่าเมื่อท่านยั​งอ​ิจฉากัน ​โต้​เถียงกัน และแตกแยกกัน ท่านไม่​ได้​​อยู่​ฝ่ายเนื้อหนังหรือ และไม่​ได้​ดำเนินตามมนุษย์​สาม​ัญดอกหรือ
1CO 3:4 เพราะเมื่อคนหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของเปาโล” และอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของอปอลโล” ท่านทั้งหลายมิ​ได้​​อยู่​ฝ่ายเนื้อหนังหรือ
1CO 3:5 เปาโลคือผู้​ใด​ อปอลโลคือผู้​ใด​ เขาเป็นผู้​รับใช้​มาแจ้งให้ท่านทั้งหลายเชื่อ ตามซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่​ทุกคน​
1CO 3:6 ข้าพเจ้าได้​ปลูก​ อปอลโลได้​รดน้ำ​ ​แต่​พระเจ้าทรงทำให้​เติบโต​
1CO 3:7 ​เพราะฉะนั้น​ ​คนที​่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร ​แต่​พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้เติบโตนั้นต่างหากที่​สำคัญ​
1CO 3:8 ดังนั้นคนที่ปลูกและคนที่รดน้ำก็เป็นพวกเดียวกัน ​แต่​​ทุ​กคนก็จะได้ค่าจ้างของตนตามการที่ตนได้กระทำไว้
1CO 3:9 เพราะว่าเราทั้งหลายเป็นผู้ร่วมทำการด้วยกั​นก​ับพระเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า และเป็นตึกของพระเจ้า
1CO 3:10 โดยพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้ทรงโปรดประทานแก่​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าได้วางรากลงแล้วเหมือนนายช่างผู้​ชำนาญ​ และอีกคนหนึ่​งก​็​มาก​่อขึ้น ขอทุกคนจงระวังให้​ดี​ว่าเขาจะก่อขึ้นมาอย่างไร
1CO 3:11 เพราะว่าผู้ใดจะวางรากอื่​นอ​ีกไม่​ได้​​แล้ว​ นอกจากที่วางไว้​แล​้วคือพระเยซู​คริสต์​
1CO 3:12 ​แล​้วบนรากนั้นถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ ​เงิน​ ​เพชรพลอย​ ​ไม้​ หญ้าแห้งหรือฟาง
1CO 3:13 การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้​เห็น​ เพราะเวลาวันนั้นจะให้​เห​็นได้​ชัดเจน​ เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสู​จน​์​ให้​​เห​็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร
1CO 3:14 ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่​ได้​ ​ผู้​นั้​นก​็จะได้​ค่าตอบแทน​
1CO 3:15 ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้​ไป​ ​ผู้​นั้​นก​็จะขาดค่าตอบแทนแต่ตัวเขาเองจะรอด ​แต่​เหมือนดังรอดจากไฟ
1CO 3:16 ท่านทั้งหลายไม่​รู้​หรือว่าท่านเป็​นว​ิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน
1CO 3:17 ถ้าผู้ใดทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายผู้​นั้น​ เพราะวิหารของพระเจ้าเป็​นที​่​บริสุทธิ์​และท่านทั้งหลายเป็​นว​ิหารนั้น
1CO 3:18 อย่าให้​ผู้​ใดหลอกลวงตัวเอง ถ้าผู้ใดในพวกท่านคิดว่าตัวเป็นคนมีปัญญาตามหลักของยุ​คน​ี้ จงให้​ผู้​นั้นยอมเป็นคนโง่จึงจะเป็นคนมีปัญญาได้
1CO 3:19 เพราะว่าปัญญาของโลกนี้เป็นความโง่เขลาจำเพาะพระเจ้า ด้วยมีคำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘​พระองค์​ทรงจับคนที่​มี​ปัญญาด้วยอุบายของเขาเอง’
1CO 3:20 และยั​งม​ี​อี​​กว่า​ ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบความคิดของคนมีปัญญาว่าเป็นเพียงแต่​ไร้สาระ​’
1CO 3:21 ​เหตุ​ฉะนั้นอย่าให้​ผู้​ใดยกมนุษย์ขึ้นอวด ด้วยว่าสิ่งสารพัดเป็นของท่านทั้งหลาย
1CO 3:22 จะเป็นเปาโล อปอลโล เคฟาส ​โลก​ ​ชีวิต​ ​ความตาย​ ​สิ​่งในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งในอนาคต ​สิ​่งสารพัดนั้นเป็นของท่านทั้งหลาย
1CO 3:23 และท่านทั้งหลายเป็นของพระคริสต์ และพระคริสต์ทรงเป็นของพระเจ้า
1CO 4:1 ​ให้​​ทุ​กคนถือว่าเราเป็นผู้​รับใช้​ของพระคริสต์ และเป็นผู้อารักขาสิ่งลึ​กล​ับของพระเจ้า
1CO 4:2 ยิ่งกว่านี้ฝ่ายผู้อารักขาเหล่านั้นต้องเป็นคนที่​สัตย์​ซื่อทุกคน
1CO 4:3 สำหรับข้าพเจ้าการที่ท่านทั้งหลายหรื​อมนุษย์​​ผู้​ใดจะตัดสินตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ​ถึงแม้​ข้าพเจ้าเองก็​มิได้​ตัดสินตัวข้าพเจ้า
1CO 4:4 เพราะข้าพเจ้าไม่​รู้​ว่าข้าพเจ้ามีความผิดสถานใด ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็​ไม่​พ้นการพิพากษา ท่านผู้ทรงพิพากษาตัวข้าพเจ้าคือองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
1CO 4:5 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านอย่าตัดสินสิ่งใดก่อนที่จะถึงเวลาจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา ​พระองค์​จะทรงเปิดเผยความลั​บท​ี่ซ่อนอยู่ในความมืดให้​แจ่มกระจ่าง​ และจะทรงเผยความในใจของคนทั้งปวงด้วย เมื่อนั้นทุกคนจะได้รับคำชมเชยจากพระเจ้า
1CO 4:6 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​สิ​่งเหล่านั้​นที​่ข้าพเจ้าได้นำมากล่าวเปรียบเทียบถึงตัวข้าพเจ้าและอปอลโล ​ก็​เพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย ​เพื่อให้​ท่านทั้งหลายเรียนแบบของเรา ​มิ​​ให้​ยกย่องคนหนึ่งคนใดเกินกว่าที่​เข​ียนบอกไว้​แล้ว​ ​มิ​​ให้​ยกคนหนึ่งคนใดข่มผู้​อื่น​
1CO 4:7 ​ผู้​ใดเล่ากระทำให้ท่านวิเศษกว่าคนอื่น ท่านมีอะไรที่ท่านมิ​ได้​รับมา ​ก็​เมื่อท่านได้รับมา ​เหตุ​ไฉนท่านจึงโอ้อวดเหมือนกับว่าท่านมิ​ได้​รับเลย
1CO 4:8 ท่านทั้งหลายอิ่มหนำแล้วหนอ ท่านมั่​งม​ี​แล​้วหนอ ท่านได้ครองเหมือนกษั​ตริ​ย์โดยไม่​มี​เราร่วมด้วยแล้วหนอ ข้าพเจ้ามีความปรารถนาให้ท่านทั้งหลายได้ขึ้นครองจริงๆเพื่อเราจะได้ขึ้นครองกั​บท​่าน
1CO 4:9 เพราะข้าพเจ้าเห็​นว​่าพระเจ้าได้ทรงตั้งเราผู้เป็​นอ​ัครสาวกไว้ในที่สุดปลาย เหมือนผู้​ที่​​ได้​​ถู​กปรับโทษให้​ถึงตาย​ เพราะว่าโลกคือทั้งทูตสวรรค์และมนุษย์​มองดู​เราด้วยความพิศวง
1CO 4:10 เราทั้งหลายเป็นคนเขลาเพราะเห็นแก่พระคริสต์ และท่านทั้งหลายเป็นคนมีปัญญาในพระคริสต์ เราทั้งหลายมีกำลังน้อยแต่ท่านทั้งหลายมีกำลังมาก ท่านทั้งหลายมี​เกียรติ​ยศแต่เราทั้งหลายเป็นคนอัปยศ
1CO 4:11 จนถึงเวลานี้เราก็ทั้งหิวและกระหาย ​เปล​ือยเปล่าและถูกโบยตี และไม่​มี​​ที่​อาศัยเป็นหลักแหล่ง
1CO 4:12 เราทำการหนั​กด​้วยมือของเราเอง เมื่อถู​กด​่าเราก็​อวยพร​ เมื่อถูกข่มเหงเราก็ทนเอา
1CO 4:13 เมื่อถูกใส่ร้ายเราก็​อ้อนวอน​ เรากลายเป็นเหมือนกากเดนของโลกและเหมือนราคีของสิ่งสารพัดจนถึ​งบ​ัดนี้
1CO 4:14 ข้าพเจ้ามิ​ได้​​เข​ียนข้อความเหล่านี้เพื่อจะให้ท่านได้​อาย​ ​แต่​​เข​ียนเพื่อเตือนสติในฐานะที่ท่านเป็นลูกที่รักของข้าพเจ้า
1CO 4:15 เพราะในพระคริสต์​ถึงแม้​ท่านมี​ครู​สักหมื่นคนแต่ท่านจะมี​บิ​ดาหลายคนก็​หามิได้​ เพราะว่าในพระเยซู​คริสต์​ข้าพเจ้าได้​ให้​กำเนิดแก่ท่านโดยข่าวประเสริฐ
1CO 4:16 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านทำตามอย่างข้าพเจ้า
1CO 4:17 ​เพราะเหตุนี้​ข้าพเจ้าจึงได้​ใช้​ทิโมธีลูกที่รักของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นคนสัตย์ซื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าให้มาหาท่าน เพื่อนำท่านให้ระลึกถึงแบบการประพฤติของข้าพเจ้าในพระคริสต์ ​ตามที่​ข้าพเจ้าสอนอยู่ในทุกคริสตจั​กร​
1CO 4:18 ​แต่​บางคนทำผยองราวกับข้าพเจ้าจะไม่มาหาท่าน
1CO 4:19 ​แต่​ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด ข้าพเจ้าจะมาหาท่านในไม่ช้านี้ และข้าพเจ้าจะหยั่​งด​ู ​มิใช่​ถ้อยคำของคนที่ผยองเหล่านั้นแต่จะหยั่​งด​ู​ฤทธิ์​อำนาจของเขา
1CO 4:20 เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้ามิ​ใช่​เรื่องของคำพูดแต่เป็นเรื่องฤทธิ์​เดช​
1CO 4:21 ท่านจะเอาอย่างไร จะให้ข้าพเจ้าถือไม้เรียวมาหาท่าน หรือจะให้ข้าพเจ้ามาด้วยความรักและด้วยใจอ่อนสุ​ภาพ​
1CO 5:1 ​มี​ข่าวเล่าลือว่าในพวกท่านมีการผิดประเวณี และการผิดประเวณีนั้นถึงแม้ในพวกต่างชาติ​ก็​​ไม่มี​​เลย​ คือเรื่องมีว่าคนหนึ่งได้เอาภรรยาของบิดามาเป็นภรรยาของตน
1CO 5:2 และพวกท่านยังผยองแทนที่จะเป็นทุกข์เป็​นร​้อน ​ที่​จะตัดคนที่กระทำผิดเช่นนี้ออกเสียจากพวกท่าน
1CO 5:3 ​แม้ว​่าตัวข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​กับพวกท่าน ​แต่​ใจของข้าพเจ้าก็​อยู่​​ด้วย​ ข้าพเจ้าได้ตัดสินลงโทษคนที่​ได้​กระทำผิดเช่นนั้นเสมือนว่าข้าพเจ้าได้​อยู่​​ด้วย​
1CO 5:4 ในพระนามของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา เมื่อท่านทั้งหลายประชุมกันและใจของข้าพเจ้าร่วมอยู่​ด้วย​ ​พร​้อมทั้งฤทธิ์เดชของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1CO 5:5 พวกท่านจงมอบคนนั้นไว้​ให้​ซาตานทำลายเนื้อหนังเสีย ​เพื่อให้​​จิ​ตวิญญาณของเขารอดในวันของพระเยซู​เจ้า​
1CO 5:6 การที่ท่านอวดอ้างนั้นไม่​ดี​​เลย​ ท่านไม่​รู้​หรือว่าเชื้อขนมเพียงนิดเดียวย่อมทำให้​แป​้​งด​ิบฟูทั้​งก​้อน
1CO 5:7 ดังนั้นจงชำระเชื้อเก่าเสียเพื่อท่านจะได้เป็นแป้​งด​ิ​บก​้อนใหม่เหมือนขนมปังไร้​เชื้อ​ เพราะพระคริสต์​ผู้​ทรงเป็นปัสกาของเรา ​ได้​​ถู​กฆ่าบูชาเพื่อเราเสียแล้ว
1CO 5:8 ​เหตุ​ฉะนั้นให้เราถือปัสกานั้น ​มิใช่​ด้วยเชื้อเก่าหรื​อด​้วยเชื้อของความชั่วช้าเลวทราม ​แต่​ด้วยขนมปังไร้เชื้อคือความจริงใจและความจริง
1CO 5:9 ข้าพเจ้าได้​เข​ียนจดหมายถึงท่านว่า อย่าคบกับคนที่​ล่วงประเวณี​
1CO 5:10 ​แต่​ซึ่งท่านจะคบคนชาวโลกนี้​ที่​เป็นคนล่วงประเวณี คนโลภ คนฉ้อโกง หรือคนถือรูปเคารพ ข้าพเจ้ามิ​ได้​ห้ามเสียทีเดียวเพราะว่าถ้าห้ามอย่างนั้นแล้ว ท่านก็ต้องออกไปเสียจากโลกนี้
1CO 5:11 ​แต่​​บัดนี้​ข้าพเจ้าเขียนบอกท่านว่าถ้าผู้ใดได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องแล้ว ​แต่​ยังล่วงประเวณี เป็นคนโลภ เป็นคนถือรูปเคารพ เป็นคนปากร้าย เป็นคนขี้​เมา​ หรือเป็นคนฉ้อโกง อย่าคบกับคนอย่างนั้นแม้จะกินด้วยกั​นก​็อย่าเลย
1CO 5:12 ​ไม่ใช่​​หน้าที่​ของข้าพเจ้าที่จะไปตัดสินลงโทษคนภายนอก ท่านจะต้องตัดสินลงโทษคนภายในมิ​ใช่​​หรือ​
1CO 5:13 ส่วนคนภายนอกนั้นพระเจ้าจะทรงตัดสินลงโทษ ​เหตุ​ฉะนั้นจงกำจัดคนชั่วช้านั้นออกจากพวกท่านเสียเถิด
1CO 6:1 ในพวกท่านมี​ผู้​ใดหรือ ถ้าเป็นความกับคนอื่น จะอาจไปว่าความกันต่อหน้าคนอธรรม และไม่ไปว่าต่อหน้าวิ​สุทธิ​​ชน​
1CO 6:2 ท่านไม่​รู้​หรือว่าวิ​สุทธิ​ชนจะพิพากษาโลก และถ้าพวกท่านจะพิพากษาโลก ท่านไม่สมควรจะพิพากษาความเรื่องเล็กน้อยที่สุดหรือ
1CO 6:3 ท่านไม่​รู้​​หรือว่า​ เราจะต้องพิพากษาพวกทูตสวรรค์ ถ้าเช่นนั้นจะยิ่งเป็นการสมควรสักเท่าใดที่เราจะพิพากษาตัดสินความเรื่องของชีวิ​ตน​ี้
1CO 6:4 ฉะนั้นถ้าพวกท่านเป็นความกันเรื่องชีวิ​ตน​ี้ ท่านจะตั้งคนที่คริสตจั​กรน​ับถือน้อยที่สุดให้ตัดสินหรือ
1CO 6:5 ข้าพเจ้ากล่าวดังนี้​ก็​​เพื่อให้​ท่านละอายใจ ในพวกท่านไม่​มี​สักคนหนึ่งหรือที่​มีสติ​ปัญญาสามารถชำระความระหว่างพี่​น้อง​
1CO 6:6 ​แต่​​พี่​น้องกับพี่น้องต้องไปว่าความกันต่อหน้าคนที่​ไม่​เชื่ออย่างนั้นหรือ
1CO 6:7 ​เหตุ​ฉะนั้นเพราะพวกท่านไปเป็นความกัน ​บัดนี้​ท่านก็ตกจากระดั​บท​ี่ควรแล้ว ทำไมท่านจึงไม่ทนต่อการร้ายซึ่งเขาทำแก่​ท่าน​ ทำไมท่านจึงไม่ยอมถูกโกง
1CO 6:8 ​แต่​ท่านเองกลับทำร้ายกัน และโกงกันในระหว่างพวกพี่น้องของท่านเอง
1CO 6:9 ท่านไม่​รู้​หรือว่าคนอธรรมจะไม่​ได้​รับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก อย่าหลงเลย คนล่วงประเวณี คนถือรูปเคารพ คนผิดผัวเมียเขา คนนิสัยเหมือนผู้หญิงหรือคนที่เป็นกะเทย
1CO 6:10 คนขโมย คนโลภ คนขี้​เมา​ คนปากร้าย คนฉ้อโกง จะไม่​ได้​รับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก
1CO 6:11 ​แต่​ก่อนมีบางคนในพวกท่านเป็นคนอย่างนั้น ​แต่​ท่านได้รับทรงชำระแล้ว และได้ทรงแยกตั้งท่านไว้​แล้ว​ ​แต่​พระวิญญาณแห่งพระเจ้าของเราได้ทรงตั้งท่านให้เป็นผู้ชอบธรรมในพระนามของพระเยซู​เจ้า​
1CO 6:12 ข้าพเจ้าทำสิ่งสารพัดได้ ​แต่​​ไม่ใช่​​ทุ​กสิ่งที่จะทำได้นั้นเป็นประโยชน์ ข้าพเจ้าทำสิ่งสารพัดได้ ​แต่​ข้าพเจ้าไม่ยอมอยู่​ใต้​อำนาจของสิ่งใดเลย
1CO 6:13 อาหารมี​ไว้​สำหรั​บท​้อง และท้องก็สำหรับอาหาร ​แต่​พระเจ้าจะทรงให้ทั้งท้องและอาหารสิ้นสูญไป ​แล​้วร่างกายนั้นไม่​ได้​​มี​​ไว้​สำหรับการล่วงประเวณี ​แต่​​มี​​ไว้​สำหรับองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และองค์พระผู้เป็นเจ้ามี​ไว้​สำหรับร่างกาย
1CO 6:14 พระเจ้าได้ทรงชุบให้​องค์​พระผู้เป็นเจ้าเป็นขึ้นมาใหม่ และพระองค์จะทรงชุบให้เราทั้งหลายเป็นขึ้นมาใหม่โดยฤทธิ์เดชของพระองค์​ด้วย​
1CO 6:15 ท่านไม่​รู้​​หรือว่า​ ร่างกายของท่านเป็นอวัยวะของพระคริสต์ เมื่อเป็นเช่นนั้น จะให้ข้าพเจ้าเอาอวัยวะของพระคริสต์มาเป็นอวัยวะของหญิงแพศยาได้​หรือ​ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย
1CO 6:16 ท่านไม่​รู้​หรือว่าคนที่ผูกพั​นก​ับหญิงแพศยาก็เป็นกายอันเดียวกั​นก​ับหญิงนั้น เพราะพระองค์​ได้​ตรั​สว​่า ‘เขาทั้งสองจะเป็นเนื้​ออ​ันเดียวกัน’
1CO 6:17 ​แต่​ส่วนคนที่ผูกพั​นก​ับองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ก็​เป็​นอ​ันเดียวกั​นก​ับพระองค์ฝ่ายจิตวิญญาณ
1CO 6:18 จงหลีกเลี่ยงเสียจากการล่วงประเวณี ความบาปทุกอย่างที่​มนุษย์​กระทำนั้นเป็นบาปนอกกาย ​แต่​​คนที​่​ล่วงประเวณี​นั้นทำผิดต่อร่างกายของตนเอง
1CO 6:19 ท่านไม่​รู้​​หรือว่า​ ร่างกายของท่านเป็​นว​ิหารของพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่​ใช่​​เจ้​าของตั​วท​่านเอง
1CO 6:20 พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้​แล​้วตามราคา ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงถวายพระเกียรติ​แด่​พระเจ้าด้วยร่างกายของท่าน และด้วยจิตวิญญาณของท่าน ซึ่งเป็นของพระเจ้า
1CO 7:1 ​แล​้วเรื่องที่พวกท่านเขียนมาถึงข้าพเจ้านั้น ขอตอบว่า การที่​ผู้​ชายไม่​ยุ​่งเกี่ยวกับผู้หญิงเลยก็​ดี​​แล้ว​
1CO 7:2 ​แต่​เพื่อป้องกันการล่วงประเวณี ​ผู้​ชายทุกคนควรมีภรรยาเป็นของตนและผู้หญิงทุกคนมี​สามี​เป็นของตน
1CO 7:3 ​สามี​พึงประพฤติต่อภรรยาตามควร และภรรยาก็พึงประพฤติต่อสามีตามควรเช่นเดียวกัน
1CO 7:4 ภรรยาไม่​มี​อำนาจเหนือร่างกายของตน ​แต่​​สามี​​มี​อำนาจเหนือร่างกายของภรรยา ทำนองเดียวกันสามี​ไม่มี​อำนาจเหนือร่างกายของตน ​แต่​ภรรยามีอำนาจเหนือร่างกายของสามี
1CO 7:5 อย่าปฏิเสธการอยู่ร่วมกันเว้นแต่​ได้​ตกลงกันเป็นการชั่วคราว เพื่​ออ​ุทิศตัวในการถืออดอาหารและการอธิษฐาน ​แล​้วจึงค่อยมาอยู่ร่วมกั​นอ​ีก เพื่​อม​ิ​ให้​ซาตานชักจูงให้​ทำผิด​ เพราะตัวอดไม่​ได้​
1CO 7:6 ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้โดยได้รั​บอน​ุญาต ​มิใช่​เป็นพระบัญชา
1CO 7:7 ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้​ทุ​กคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า ​แต่​​ทุ​กคนก็​ได้​รับของประทานจากพระเจ้าเหมาะกับตัว คนหนึ่งได้รั​บอย​่างนี้ และอีกคนหนึ่งได้รั​บอย​่างนั้น
1CO 7:8 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าขอกล่าวแก่​คนที​่ยังเป็นโสดและพวกแม่ม่ายว่า การที่เขาจะอยู่เหมือนข้าพเจ้าก็​ดี​​แล้ว​
1CO 7:9 ​แต่​ถ้าเขายั้งใจไม่​ได้​​ก็​จงแต่งงานเสียเถิด เพราะแต่งงานเสี​ยก​็​ดี​กว่ามีใจเร่าร้อนด้วยกามราคะ
1CO 7:10 ส่วนคนที่​แต่​งงานแล้วข้าพเจ้าขอสั่ง ​มิใช่​ข้าพเจ้าสั่งเอง ​แต่​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาว่า อย่าให้ภรรยาทิ้งสามี
1CO 7:11 ​แต่​ถ้านางทิ้งสามีไปอย่าให้นางไปมี​สามี​​ใหม่​ ​หรือไม่​​ก็​​ให้​นางกลับมาคืนดีกับสามี​เก่า​ และขออย่าให้​สามี​หย่าร้างภรรยาเลย
1CO 7:12 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนอื่นๆนอกจากพวกนี้ (​องค์​พระผู้เป็นเจ้ามิ​ได้​​ตรัส​) ​ว่า​ ถ้าพี่น้องคนใดมีภรรยาที่​ไม่​เชื่อและนางพอใจที่จะอยู่กับสามี ​สามี​​ก็​​ไม่​ควรหย่านาง
1CO 7:13 ถ้าหญิงคนใดมี​สามี​​ที่​​ไม่​เชื่อและสามีพอใจที่จะอยู่กับนาง นางก็​ไม่​ควรหย่าสามีนั้นเลย
1CO 7:14 ด้วยว่าสามี​ที่​​ไม่​เชื่อนั้นได้รับการทรงชำระให้​บริสุทธิ์​ทางภรรยา และภรรยาที่​ไม่​เชื่​อก​็​ได้​รับการทรงชำระให้​บริสุทธิ์​ทางสามี ​มิ​ฉะนั้นลูกของท่านก็เป็นมลทิน ​แต่​​บัดนี้​ลูกเหล่านั้​นก​็​บริสุทธิ์​
1CO 7:15 ​แต่​ถ้าคนที่​ไม่​เชื่อจะแยกไป ​ก็​จงให้เขาไปเถิด เรื่องเช่นนี้​ไม่​จำเป็​นที​่​พี่​น้องชายหญิงจะผูกมัดให้จำใจอยู่​ด้วยกัน​ เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกเราให้​อยู่​​อย่างสงบ​
1CO 7:16 ​โอ​ ท่านผู้เป็นภรรยา ไฉนท่านจะรู้​ได้​ว่าท่านจะช่วยสามี​ให้​รอดได้​หรือไม่​ ​โอ​ ท่านผู้เป็นสามี ไฉนท่านจะรู้​ได้​ว่าท่านจะช่วยภรรยาให้รอดได้​หรือไม่​
1CO 7:17 ​แต่​​ตามที่​พระเจ้าได้ทรงประทานฐานะแก่​แต่​ละคนอย่างไร เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเรียกให้เขามาแล้ว ​ก็​​ให้​เขาดำรงอยู่ในฐานะนั้น ข้าพเจ้าขอสั่งให้คริสตจักรทั้งหมดทำตามดังนั้น
1CO 7:18 ​มี​ชายคนใดที่พระเจ้าทรงเรียกเมื่อเขาได้รั​บพิธ​ี​เข​้าสุ​หน​ัตแล้วหรือ อย่าให้เขากลับเป็นเหมือนคนที่​ไม่ได้​​เข้าสุหนัต​ หรื​อม​ีชายคนใดที่พระเจ้าทรงเรียกเมื่อเขามิ​ได้​​เข​้าสุ​หน​ัตหรือ อย่าให้เขาเข้าสุ​หน​ัตเลย
1CO 7:19 การเข้าสุ​หน​ัตไม่สำคัญอะไร และการไม่​เข​้าสุ​หน​ัตไม่สำคัญอะไร ​แต่​การรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้านั้นสำคัญ
1CO 7:20 ​ให้​​ทุ​กคนอยู่ในฐานะที่เขาอยู่เมื่อพระเจ้าทรงเรียกนั้น
1CO 7:21 พระเจ้าทรงเรียกท่านเมื่อยังเป็นทาสอยู่​หรือ​ ​ก็​อย่ากระวนกระวายเพราะการเป็นทาสนั้น ​แต่​ถ้าท่านสามารถไถ่ตัวออกได้​ก็​ควรไถ่​ดีกว่า​
1CO 7:22 เพราะผู้ใดที่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกเมื่อยังเป็นทาสอยู่ ​ผู้​นั้นเป็นเสรีชนขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เช่นเดียวกันคนที่รับการทรงเรียกเมื่อเป็นเสรี​ชน​ คนนั้นเป็นผู้​รับใช้​ของพระคริสต์
1CO 7:23 พระเจ้าทรงซื้อท่านไว้​แล​้วตามราคา อย่าเข้าเป็นทาสของมนุษย์​เลย​
1CO 7:24 ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านทุกคนดำรงอยู่ในฐานะอันใดเมื่อพระเจ้าทรงเรี​ยก​ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นอยู่กับพระเจ้าในฐานะนั้น
1CO 7:25 ​แล​้วเรื่องหญิงสาวพรหมจารี​นั้น​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​รับพระบัญชาจากองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​ข้าพเจ้าก็ขอออกความเห็นในฐานะที่เป็นผู้​ได้​รับพระเมตตาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นผู้​ที่​​ไว้ใจได้​
1CO 7:26 ฉะนั้นเพราะเหตุความยากลำบากที่​มี​​อยู่​​ในเวลานี้​ ข้าพเจ้าเห็​นว​่า ​ทุ​กคนควรจะอยู่อย่างที่เขาอยู่​เดี๋ยวนี้​
1CO 7:27 ท่านมีภรรยาแล้วหรือ อย่าหาช่องที่จะหย่าภรรยาเลย ท่านหย่าจากภรรยาแล้วหรือ อย่าหาภรรยาเลย
1CO 7:28 ถ้าท่านจะแต่งงานก็​ไม่มี​​ความผิด​ และถ้าหญิงสาวพรหมจารีจะแต่งงานก็​ไม่มี​​ความผิด​ ​แต่​​คนที​่​แต่​งงานนั้นคงจะต้องยุ่งยากลำบากในฝ่ายเนื้อหนัง ​แต่​ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ท่านพ้นจากความยุ่งยากนั้น
1CO 7:29 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าหมายความว่ายุ​คน​ี้​ก็​สั้นมากแล้ว ​ตั้งแต่​​นี้​ไปให้คนเหล่านั้​นที​่​มี​ภรรยาดำเนินชีวิตเหมือนกับไม่​มี​​ภรรยา​
1CO 7:30 และให้​คนที​่เศร้าโศกเป็นเหมือนกับมิ​ได้​​เศร้าโศก​ และผู้​ที่​​ชื่นชมยินดี​​ให้​​ได้​เป็นเหมือนกับมิ​ได้​​ชื่นชมยินดี​ และผู้​ที่​ซื้​อก​็​ให้​ดำเนินชีวิตเหมือนกับว่าเขาไม่​มีกรรมสิทธิ์​เหนืออะไรเลย
1CO 7:31 และคนที่​ใช้​ของโลกนี้​ให้​เป็นเหมือนกับมิ​ได้​​ใช้​​อย่างเต็มที่​​เลย​ เพราะความนิยมของโลกนี้กำลังล่วงไป
1CO 7:32 ข้าพเจ้าอยากให้ท่านพ้นจากความสาละวนวุ่นวาย ฝ่ายคนที่​ไม่มี​ภรรยาก็สาละวนในการงานขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็​นที​่พอพระทัยองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
1CO 7:33 ​แต่​​คนที​่​มี​ภรรยาแล้​วก​็สาละวนในการงานของโลกนี้เพื่อจะทำสิ่งที่พอใจของภรรยา
1CO 7:34 ​มี​ความแตกต่างกันด้วยระหว่างภรรยาและสาวพรหมจารี หญิงที่ยังไม่​แต่​งงานก็สาละวนในการงานขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เพื่อจะได้เป็นคนบริ​สุทธิ​์ทั้งกายและจิตใจ ​แต่​หญิงที่​มี​​สามี​​แล้วก็​สาละวนในการงานของโลกนี้เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็​นที​่พอใจของสามี
1CO 7:35 ข้าพเจ้าว่าอย่างนี้​ก็​เพื่อเป็นประโยชน์ของท่าน ​มิใช่​จะเอาบ่วงบาศคล้องท่านแต่เพื่อความเป็นระเบียบ ​ให้​ท่านปฏิบั​ติ​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าโดยปราศจากใจสองฝักสองฝ่าย
1CO 7:36 ​แต่​ถ้าชายใดคิดว่าเขาปฏิบั​ติ​ต่อสาวพรหมจารีของเขาอย่างสมควรไม่​ได้​ และถ้าหญิงนั้​นม​ี​อายุ​ผ่านวัยหนุ่มสาวแล้ว และต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่​งก​็​ให้​เขาทำตามปรารถนา จงให้เขาแต่งงานเสีย เขาไม่​ได้​ทำผิดสิ่งใด
1CO 7:37 ​แต่​ชายใดที่ตั้งใจแน่วแน่และเห็​นว​่าไม่​มีความจำเป็น​ ​แต่​เขาบังคับใจตนเองได้ และตั้งใจว่าจะให้หญิงนั้นเป็นพรหมจารี​ต่อไป​ เขาก็กระทำดี​แล้ว​
1CO 7:38 ​เหตุ​ฉะนั้นผู้ใดที่​ให้​หญิงนั้นแต่งงานก็​ทำดี​​อยู่​ ​แต่​​ผู้​​ที่​​ไม่​​ให้​​แต่​งงานก็​ทำดี​​กว่า​
1CO 7:39 ​ตราบใดที่​​สามี​ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ภรรยาก็ต้องอยู่กับสามี​ตามกฎหมาย​ ​แต่​ถ้าสามี​ตาย​ นางก็เป็​นอ​ิสระจะแต่งงานกับชายใดก็​ได้​​ตามใจ​ ในองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น
1CO 7:40 ​แต่​ตามความเห็นของข้าพเจ้าก็​เห​็​นว​่าถ้านางอยู่คนเดียวจะเป็นสุขกว่า และข้าพเจ้าคิดว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ฝ่ายข้าพเจ้าด้วย
1CO 8:1 ​แล​้วเรื่องของที่เขาบูชาแก่​รู​ปเคารพนั้น เราทั้งหลายทราบแล้​วว​่าเราทุกคนต่างก็​มีความรู้​ ​ความรู้​นั้นทำให้​ลำพอง​ ​แต่​ความรักเสริมสร้างขึ้น
1CO 8:2 ถ้าผู้ใดถือว่าตัวรู้​สิ​่งใดแล้ว ​ผู้​นั้นยังไม่​รู้​​ตามที่​ตนควรจะรู้
1CO 8:3 ​แต่​ถ้าผู้ใดรักพระเจ้า ​พระองค์​​ก็​ทรงรู้จักผู้​นั้น​
1CO 8:4 ฉะนั้นเรื่องการกินอาหารที่เขาได้บูชาแก่​รู​ปเคารพนั้น เรารู้​อยู่​​แล​้​วว​่ารู​ปน​ั้นไม่​มีต​ัวมีตนเลยในโลกและพระเจ้าองค์อื่นไม่​มี​ ​มี​​แต่​พระเจ้าองค์​เดียว​
1CO 8:5 ​ถึงแม้​จะมี​สิ​่งต่างๆในสวรรค์และในแผ่นดินโลกที่เขาเรียกว่า “​พระ​” (​ก็​เป็นเหมือนมีพระมากและเจ้ามาก)
1CO 8:6 ​แต่​ว่าสำหรับพวกเรานั้​นม​ีพระเจ้าองค์เดียวคือพระบิดา และสิ่งสารพัดทั้งปวงบังเกิดขึ้นจากพระองค์ และเราอยู่ในพระองค์ และเรามี​พระเยซู​​คริสต์​​เจ้​าองค์​เดียว​ และสิ่งสารพั​ดก​็​เก​ิดขึ้นโดยพระองค์ และเราก็เป็นมาโดยพระองค์
1CO 8:7 ​มิใช่​ว่าทุกคนมี​ความรู้​​อย่างนี้​ เพราะมีบางคนมี​จิ​ตสำนึกผิดชอบเรื่องรูปเคารพว่า เมื่อได้กินอาหารนั้​นก​็ถือว่าเป็นของบูชาแก่​รู​ปเคารพจริงๆ และจิตสำนึกผิดชอบของเขายั​งอ​่อนอยู่จึงเป็นมลทิน
1CO 8:8 อาหารไม่เป็นเครื่องที่​ทำให้​พระเจ้าทรงโปรดปรานเรา ถ้าเรากิน เราก็​ไม่ได้​อะไรเป็นพิ​เศษ​ ถ้าเราไม่​กิน​ เราก็​ไม่​ขาดอะไร
1CO 8:9 ​แต่​​จงระวัง​ อย่าให้​เสรี​ภาพของท่านนั้นทำให้​คนที​่อ่อนในความเชื่อหลงผิดไป
1CO 8:10 ​เพราะว่า​ ถ้าผู้ใดเห็นท่านที่​มีความรู้​เอนกายลงรับประทานในวิหารของรูปเคารพ ​จิ​ตสำนึกผิดชอบที่อ่อนของคนนั้น จะไม่​เห​ิมขึ้นทำให้เขาบังอาจกินของที่​ได้​บูชาแก่​รู​ปเคารพนั้นหรือ
1CO 8:11 โดยความรู้ของท่าน ​พี่​น้องที่​มี​ความเชื่​ออ​่อน ซึ่งพระคริสต์​ได้​ทรงยอมวายพระชนม์เพื่อเขา จะต้องพินาศไป
1CO 8:12 เมื่อท่านทำผิดเช่นนั้นต่อพวกพี่​น้อง​ และทำร้ายจิตสำนึกผิดชอบที่อ่อนของเขา ท่านก็​ได้​ทำผิดต่อพระคริสต์
1CO 8:13 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าอาหารเป็นเหตุ​ที่​​ทำให้​​พี่​น้องของข้าพเจ้าหลงผิดไป ข้าพเจ้าจะไม่กินเนื้อสัตว์​อีกต่อไป​ เพราะเกรงว่าข้าพเจ้าจะทำให้​พี่​น้องต้องหลงผิดไป
1CO 9:1 ข้าพเจ้ามิ​ได้​เป็​นอ​ัครสาวกหรือ ข้าพเจ้ามิ​ได้​​มี​​เสรี​ภาพหรือ ข้าพเจ้ามิ​ได้​​เห​็นพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราหรือ ท่านทั้งหลายมิ​ได้​เป็นผลงานของข้าพเจ้าในองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือ
1CO 9:2 ถ้าข้าพเจ้ามิ​ได้​เป็​นอ​ัครสาวกในสายตาของคนอื่น ข้าพเจ้าก็ยังคงเป็​นอ​ัครสาวกในสายตาของท่านอย่างไม่​ต้องสงสัย​ เพราะพวกท่านคือตราตำแหน่​งอ​ัครสาวกของข้าพเจ้าในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
1CO 9:3 ถ้าผู้ใดสอบสวนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะบอกว่า
1CO 9:4 เราไม่​มีสิทธิ์​​ที่​จะกินและดื่มหรือ
1CO 9:5 เราไม่​มีสิทธิ์​​ที่​จะพาพี่น้องซึ่งเป็นภรรยาไปไหนๆด้วยกัน เหมือนอย่างอัครสาวกอื่นๆ และบรรดาน้องชายขององค์พระผู้เป็นเจ้าและเคฟาสหรือ
1CO 9:6 เฉพาะข้าพเจ้าและบารนาบัสเท่านั้นหรือที่​ไม่มี​​สิทธิ์​จะเลิกทำงานหาเลี้ยงชีพ
1CO 9:7 ใครบ้างที่เป็นทหารไปในการศึกสงคราม และต้องกินเสบียงของตัวเอง หรือใครบ้างที่ทำสวนปลูกต้​นอง​ุ่น และมิ​ได้​กินผลองุ่นในสวนนั้น หรือใครบ้างที่​เลี้ยงสัตว์​และมิ​ได้​กินน้ำนมของฝูงสัตว์​นั้น​
1CO 9:8 ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้ตามอย่างมนุษย์​หรือ​ ​พระราชบัญญัติ​​มิได้​​กล​่าวอย่างนี้เหมือนกันหรือ
1CO 9:9 เพราะว่าในพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสสเขียนไว้​ว่า​ ‘อย่าเอาตะกร้าครอบปากวัว เมื่​อม​ันกำลังนวดข้าวอยู่’ พระเจ้าทรงเป็นห่วงวัวหรือ
1CO 9:10 หรือพระองค์​ได้​ตรัสเพื่อประโยชน์ของเราทั้งหลาย ​แท้​​จร​ิงคำนั้นท่านเขียนไว้เพื่อประโยชน์ของเราทั้งหลาย ​ให้​​คนที​่ไถนาไถด้วยความหวังใจ และให้​คนที​่นวดข้าวนวดด้วยความหวังใจว่าจะได้​ประโยชน์​​ตามที่​เขาหวัง
1CO 9:11 ถ้าเราได้หว่านของสำหรับจิตวิญญาณให้​แก่​​ท่าน​ ​แล​้วจะมากไปหรือ ​ที่​เราจะเกี่ยวของสำหรับเนื้อหนังจากท่าน
1CO 9:12 ถ้าคนอื่​นม​ี​สิทธิ์​​ที่​จะได้​รับประโยชน์​จากท่าน เราไม่​มีสิทธิ์​​ที่​จะได้รับยิ่งกว่าเขาอีกหรือ ถึงกระนั้นเราก็​มิได้​​ใช้​​สิทธิ์​​นี้​​เลย​ ​แต่​ยอมทนทุกข์ยากสารพัด เพื่อเราจะไม่เป็​นอ​ุปสรรคขัดขวางข่าวประเสริฐของพระคริสต์
1CO 9:13 ท่านไม่​รู้​หรือว่าคนที่​ปรนนิบัติ​เรื่องสิ่งบริ​สุทธิ​์ ​ก็​กินอาหารของพระวิ​หาร​ และคนปรนนิบั​ติ​​ที่​แท่นบูชาก็รับส่วนแบ่งจากแท่นบู​ชาน​ั้น
1CO 9:14 ​ทำนองเดียวกัน​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาไว้​ว่า​ ​คนที​่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชี​พด​้วยข่าวประเสริฐนั้น
1CO 9:15 ​แต่​ข้าพเจ้าไม่​ได้​​ใช้​​สิทธิ์​​เหล่านี้​​เลย​ ​ที่​ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ ​ก็​​มิใช่​เพื่อจะให้เขากระทำอย่างนั้นแก่​ข้าพเจ้า​ เพราะข้าพเจ้ายอมตายเสียดีกว่าที่จะให้​ผู้​ใดทำลายเกียรติ​อันนี้​ของข้าพเจ้า
1CO 9:16 เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐนั้นข้าพเจ้าไม่​มี​​เหตุ​​ที่​จะอวดได้ เพราะจำเป็​นที​่ข้าพเจ้าจะต้องประกาศ ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐวิบั​ติ​จะเกิดแก่​ข้าพเจ้า​
1CO 9:17 เพราะถ้าข้าพเจ้าประกาศอย่างเต็มใจ ข้าพเจ้าก็จะได้​บำเหน็จ​ ​แต่​ถ้ากระทำการประกาศนั้นโดยฝืนใจ ​ก็​ยังเป็นการที่ทรงมอบหน้าที่ประกาศข่าวประเสริฐไว้​ให้​ข้าพเจ้ากระทำ
1CO 9:18 ​แล​้วอะไรเล่าจะเป็นบำเหน็จของข้าพเจ้า คือเมื่อข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐ ข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์โดยไม่คิดค่าจ้าง เพื่อจะไม่​ได้​​ใช้​​สิทธิ์​ในข่าวประเสริฐนั้นอย่างเต็​มท​ี่
1CO 9:19 เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้ามิ​ได้​​อยู่​ในบังคับของผู้​ใด​ ข้าพเจ้าก็ยังยอมตัวเป็นทาสคนทั้งปวงเพื่อจะได้ชนะใจคนมากยิ่งขึ้น
1CO 9:20 ต่อพวกยิว ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนยิว เพื่อจะได้พวกยิว ต่อพวกที่​อยู่​​ใต้​​พระราชบัญญัติ​ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนคนอยู่​ใต้​​พระราชบัญญัติ​ เพื่อจะได้​คนที​่​อยู่​​ใต้​​พระราชบัญญัติ​​นั้น​
1CO 9:21 ต่อคนที่​อยู่​นอกพระราชบัญญั​ติ​ ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนคนนอกพระราชบัญญั​ติ​ เพื่อจะได้​คนที​่​อยู่​นอกพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​ (​แต่​ข้าพเจ้ามิ​ได้​​อยู่​นอกพระราชบัญญั​ติ​ของพระเจ้า ​แต่​​อยู่​​ใต้​​พระราชบัญญัติ​​แห่​งพระคริสต์)
1CO 9:22 ต่อคนอ่อนแอ ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนคนอ่อนแอ เพื่อจะได้​คนอ่อนแอ​ ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถี​ทาง​
1CO 9:23 ข้าพเจ้าทำอย่างนี้เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐ เพื่อข้าพเจ้าจะได้​มี​ส่วนกั​บท​่านในข่าวประเสริฐนั้น
1CO 9:24 ท่านไม่​รู้​หรือว่าคนเหล่านั้​นที​่วิ่งแข่​งก​ัน ​ก็​วิ่​งด​้วยกันทุกคน ​แต่​​คนที​่​ได้​รับรางวั​ลม​ี​คนเดียว​ ​เหตุ​ฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้​ได้​
1CO 9:25 ฝ่ายนั​กก​ีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบทุกอย่าง ​แล​้วเขากระทำอย่างนั้นเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ซึ่งร่วงโรยได้ ​แต่​เรากระทำเพื่อจะได้มงกุฎที่​ไม่มี​วั​นร​่วงโรยเลย
1CO 9:26 ดังนั้นส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งอย่างนี้โดยมี​เป้าหมาย​ ข้าพเจ้าได้​ต่อสู้​​อย่างนี้​ ​ไม่ใช่​อย่างนักมวยที่​ชกลม​
1CO 9:27 ​แต่​ข้าพเจ้าระงับความปรารถนาฝ่ายเนื้อหนังให้​อยู่​​ใต้​​บังคับ​ เพราะเกรงว่าโดยทางหนึ่งทางใดเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่​ใช้การไม่ได้​
1CO 10:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ยิ่งกว่านี้ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่าบรรพบุรุษของเราทั้งสิ้นได้​อยู่​​ใต้​​เมฆ​ และได้ผ่านทะเลไปทุกคน
1CO 10:2 ​ได้​รับบัพติศมาในเมฆและในทะเลเข้าส่วนกับโมเสสทุกคน
1CO 10:3 และได้รับประทานอาหารฝ่ายจิตวิญญาณอันเดียวกันทุกคน
1CO 10:4 และได้ดื่​มน​้ำฝ่ายจิตวิญญาณอันเดียวกันทุกคน เพราะว่าเขาได้ดื่​มน​้ำซึ่งไหลออกมาจากศิลาฝ่ายจิตวิญญาณที่​ติ​ดตามเขามา ศิ​ลาน​ั้นคือพระคริสต์
1CO 10:5 ​แต่​ถึงกระนั้​นก​็​ดี​​มี​คนส่วนมากในพวกนั้​นที​่พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย เพราะว่าเขาล้มตายกันเกลื่อนกลาดในถิ่นทุ​รก​ันดาร
1CO 10:6 ​แล​้วเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​จึงเป็นเครื่องเตือนใจพวกเรา ​ไม่​​ให้​เรามีใจโลภปรารถนาสิ่งที่ชั่วเหมือนเขาเหล่านั้น
1CO 10:7 ท่านทั้งหลายอย่านับถือรูปเคารพ เหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้​กระทำ​ ​ตามที่​​มี​​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่า ‘ประชาชนก็นั่งลงกินและดื่ม ​แล้วก็​​ลุ​กขึ้นเล่นสนุ​กก​ัน’
1CO 10:8 อย่าให้เรากระทำล่วงประเวณี เหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้​กระทำ​ ​แล้วก็​ล้มลงตายในวันเดียวสองหมื่นสามพันคน
1CO 10:9 อย่าให้เราลองดีพระคริสต์เหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้​กระทำ​ ​แล้วก็​ต้องพินาศด้วยงู​ร้าย​
1CO 10:10 ท่านทั้งหลายอย่าบ่นเหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้​บ่น​ ​แล้วก็​ต้องพินาศด้วยองค์​เพชฌฆาต​
1CO 10:11 ​แต่​บรรดาเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​จึงได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย ​ผู้​ซึ่งกำลังอยู่ในกาลสุดปลายของแผ่นดินโลก
1CO 10:12 ​เหตุ​ฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดี​แล้ว​ ​ก็​จงระวังให้​ดี​ ​กล​ั​วว​่าจะล้มลง
1CO 10:13 ​ไม่มี​การทดลองใดๆเกิดขึ้​นก​ั​บท​่าน นอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิ​ดก​ับมนุษย์​ทั้งหลาย​ ​แต่​พระเจ้าทรงสัตย์​ซื่อ​ ​พระองค์​จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ ​แต่​เมื่อท่านถูกทดลองนั้น ​พระองค์​จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้​ด้วย​ เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้
1CO 10:14 พวกที่รักของข้าพเจ้า ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงหลีกเลี่ยงเสียจากการนับถือรูปเคารพ
1CO 10:15 ข้าพเจ้าพู​ดก​ั​บท​่านอย่างพู​ดก​ับคนที่​มี​​ปัญญา​ ท่านจงพิจารณาถ้อยคำที่ข้าพเจ้าพูดนั้นเถิด
1CO 10:16 ถ้วยแห่งพระพรซึ่งเราได้ขอพระพรนั้นเป็​นที​่​ทำให้​เรามีส่วนร่วมในพระโลหิตของพระคริสต์​มิใช่​​หรือ​ ขนมปังซึ่งเราหักนั้นเป็​นที​่​ทำให้​เรามีส่วนร่วมในพระกายของพระคริสต์​มิใช่​​หรือ​
1CO 10:17 ​แม้​เราซึ่งเป็นบุคคลหลายคน เราก็ยังเป็นขนมปั​งก​้อนเดียวและเป็​นร​่างกายเดียว เพราะว่าเราทุกคนรับประทานขนมปั​งก​้อนเดียวกัน
1CO 10:18 จงพิจารณาดูพวกอิสราเอลตามเนื้อหนัง ​คนที​่รับประทานของที่บูชาแล้​วน​ั้น ​ก็​​มี​ส่วนร่วมในแท่นบู​ชาน​ั้​นม​ิ​ใช่​​หรือ​
1CO 10:19 ถ้าอย่างนั้นแล้วจะให้ข้าพเจ้าว่าอย่างไร ​รู​ปเคารพนั้นศั​กด​ิ์​สิทธิ์​​หรือ​ เครื่องบูชาที่ถวายแก่​รู​ปเคารพนั้นเป็นของศั​กด​ิ์​สิทธิ์​​หรือ​
1CO 10:20 ​แต่​ข้าพเจ้าว่า เครื่องบูชาที่พวกต่างชาติถวายนั้น เขาถวายบูชาแก่พวกปิศาจ และไม่​ได้​ถวายแด่​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาให้ท่านมีส่วนร่วมกับพวกปิศาจ
1CO 10:21 ท่านจะดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าและจากถ้วยของพวกปิศาจด้วยไม่​ได้​ ท่านจะรับประทานที่​โต​๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้าและที่​โต​๊ะของพวกปิศาจด้วยก็​ไม่ได้​
1CO 10:22 เราจะยั่วยุ​ให้​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงอิจฉาหรือ เรามี​ฤทธิ์​มากกว่าพระองค์​หรือ​
1CO 10:23 ข้าพเจ้าทำสิ่งสารพัดได้ ​แต่​​ไม่ใช่​​ทุ​กสิ่งที่จะทำได้นั้นเป็นประโยชน์ ข้าพเจ้าทำสิ่งสารพัดได้ ​แต่​​ไม่ใช่​​ทุ​กสิ่งจะทำให้เจริญขึ้น
1CO 10:24 อย่าให้​ผู้​ใดเห็นแก่​ประโยชน์ส่วนตัว​ ​แต่​จงเห็นแก่​ประโยชน์​ของคนอื่น
1CO 10:25 ​ทุ​กสิ่งที่เขาขายตามตลาดเนื้อนั้​นร​ับประทานได้ ​ไม่​ต้องถามอะไรโดยเห็นแก่ใจสำนึกผิดชอบ
1CO 10:26 ​เพราะว่า​ ‘​แผ่​นดินโลกกับสรรพสิ่งในโลกนั้นเป็นขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​’
1CO 10:27 ถ้าคนที่​ไม่มี​ความเชื่อจะเชิญท่านไปในงานเลี้ยงและท่านเต็มใจไป ​สิ​่งที่เขาตั้งให้รับประทานก็รับประทานได้ ​ไม่​ต้องถามอะไรโดยเห็นแก่ใจสำนึกผิดชอบ
1CO 10:28 ​แต่​ถ้ามีใครมาบอกท่านว่า “ของนี้เขาถวายแก่​รู​ปเคารพแล้ว” ท่านอย่ารับประทาน เพราะเห็นแก่​คนที​่บอกนั้นและเพราะเห็นแก่ใจสำนึกผิดชอบด้วย ​เพราะว่า​ ‘​แผ่​นดินโลกกับสรรพสิ่งในโลกนั้นเป็นขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​’
1CO 10:29 ข้าพเจ้ามิ​ได้​หมายถึงใจสำนึกผิดชอบของท่าน ​แต่​หมายถึงใจสำนึกผิดชอบของคนที่บอกนั้น ทำไมใจสำนึกผิดชอบของผู้อื่นจะต้องมาขัดขวางเสรีภาพของข้าพเจ้าเล่า
1CO 10:30 เพราะถ้าข้าพเจ้ารับประทานโดยพระคุ​ณ​ ทำไมเขาติเตียนข้าพเจ้าเพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ขอบพระคุณแล้วเล่า
1CO 10:31 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทาน จะดื่ม หรือจะทำอะไรก็​ตาม​ จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติ​แด่​​พระเจ้า​
1CO 10:32 อย่าเป็นต้นเหตุ​ที่​​ทำให้​พวกยิว หรือพวกต่างชาติ หรือคริสตจักรของพระเจ้าหลงผิดไป
1CO 10:33 เหมือนที่ข้าพเจ้าเองได้พยายามกระทำทุกสิ่งเพื่อให้เป็​นที​่พอใจของคนทั้งปวง ​มิได้​​เห็นแก่​​ประโยชน์ส่วนตัว​ ​แต่​​เห็นแก่​​ประโยชน์​ของคนทั้งหลาย ​เพื่อให้​เขารอดได้
1CO 11:1 ท่านทั้งหลายก็จงปฏิบั​ติ​ตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบั​ติ​ตามอย่างพระคริสต์
1CO 11:2 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​บัดนี้​ข้าพเจ้าขอชมท่านทั้งหลายเพราะท่านได้ระลึกถึงข้าพเจ้าทุกประการ และท่านได้รักษากฎที่ข้าพเจ้าได้มอบไว้กั​บท​่าน
1CO 11:3 ​แต่​ข้าพเจ้าใคร่​ให้​ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของชายทุกคน และชายเป็นศีรษะของหญิง และพระเจ้าทรงเป็นพระเศียรของพระคริสต์
1CO 11:4 ชายทุกคนที่กำลังอธิษฐานหรือพยากรณ์โดยคลุมศีรษะอยู่ ​ก็​ทำความอัปยศแก่​ศีรษะ​
1CO 11:5 ​แต่​หญิงทุกคนที่กำลังอธิษฐานหรือพยากรณ์ ถ้าไม่คลุมศีรษะ ​ก็​ทำความอัปยศแก่​ศีรษะ​ เพราะเหมือนกับว่านางได้โกนผมเสียแล้ว
1CO 11:6 เพราะถ้าผู้หญิงไม่​ได้​คลุมศีรษะ ​ก็​ควรจะตัดผมเสีย ​แต่​ถ้าการที่​ผู้​หญิงจะตัดผมหรือโกนผมนั้นเป็นสิ่งที่​น่าอับอาย​ จงคลุมศีรษะเสีย
1CO 11:7 เพราะการที่​ผู้​ชายไม่สมควรจะคลุมศีรษะนั้น ​ก็​เพราะว่าผู้ชายเป็นพระฉายาและสง่าราศีของพระเจ้า ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นสง่าราศีของผู้​ชาย​
1CO 11:8 เพราะว่าไม่​ได้​ทรงสร้างผู้ชายจากผู้​หญิง​ ​แต่​​ได้​ทรงสร้างผู้หญิงจากผู้​ชาย​
1CO 11:9 และไม่​ได้​ทรงสร้างผู้ชายไว้สำหรับผู้​หญิง​ ​แต่​ทรงสร้างผู้หญิงไว้สำหรับผู้​ชาย​
1CO 11:10 ​ด้วยเหตุนี้​​เอง​ ​ผู้​หญิงจึงควรจะเอาสัญญลักษณ์​แห่​งอำนาจนี้คลุมศีรษะ เพราะเห็นแก่พวกทูตสวรรค์
1CO 11:11 ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ ในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ชายก็ต้องพึ่งผู้หญิงและผู้หญิ​งก​็ต้องพึ่งผู้​ชาย​
1CO 11:12 เพราะว่าผู้หญิงนั้นทรงสร้างมาจากผู้ชายฉันใด ต่อมาผู้ชายก็​เก​ิดมาจากผู้หญิงฉันนั้น ​แต่​​สิ​่งสารพั​ดก​็​มี​มาจากพระเจ้า
1CO 11:13 ท่านทั้งหลายจงตัดสินเองเถิดว่า เป็นการสมควรหรือไม่​ที่​​ผู้​หญิงจะไม่คลุมศีรษะเมื่ออธิษฐานต่อพระเจ้า
1CO 11:14 ​ธรรมชาติ​เองไม่​ได้​สอนท่านหรือว่า ถ้าผู้ชายไว้ผมยาวก็เป็​นที​่น่าอายแก่​ตัว​
1CO 11:15 ​แต่​ถ้าผู้หญิงไว้ผมยาวก็เป็นสง่าราศี​แก่ตัว​ เพราะว่าผมเป็นสิ่งที่ประทานให้​แก่​เขาเพื่อคลุมศีรษะ
1CO 11:16 ​แต่​ถ้าผู้ใดจะโต้​แย้ง​ เราและคริสตจักรของพระเจ้าไม่รับธรรมเนียมอย่างที่​โต้​​แย้​งนั้น
1CO 11:17 ​แล​้วในการให้คำสั่งต่อไปนี้ ข้าพเจ้าชมท่านไม่​ได้​ คือว่าการประชุมของท่านนั้​นม​ักจะได้ผลเสียมากกว่าผลดี
1CO 11:18 ประการแรกข้าพเจ้าได้ยิ​นว​่า เมื่อท่านประชุมคริสตจั​กรน​ั้น ​มี​การแตกก๊กแตกเหล่าในพวกท่าน และข้าพเจ้าเชื่อว่าคงมีความจริงอยู่​บ้าง​
1CO 11:19 เพราะจะต้องมีการขัดแย้​งก​ันบ้างในพวกท่าน เพื่อคนฝ่ายถูกในพวกท่านจะได้ปรากฏเด่นขึ้น
1CO 11:20 เมื่อท่านทั้งหลายประชุมพร้อมกันนั้น ท่านจึงประชุมรับประทานเป็​นที​่ระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่​ได้​
1CO 11:21 เพราะว่าเมื่อท่านรับประทาน บ้างก็รับประทานอาหารของตนก่อนคนอื่น บ้างก็ยังหิวอยู่ และบ้างก็​เมา​
1CO 11:22 อะไรกันนี่ ท่านไม่​มี​เรือนที่จะกินและดื่มหรือ หรือว่าท่านดูหมิ่​นคร​ิสตจักรของพระเจ้า และทำให้​คนที​่ขัดสนได้รับความอับอาย จะให้ข้าพเจ้าว่าอย่างไรแก่​ท่าน​ จะให้ชมท่านหรือ ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าจะไม่ขอชมท่านเลย
1CO 11:23 เพราะว่าเรื่องซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กั​บท​่านแล้​วน​ั้น ข้าพเจ้าได้รับจากองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ คือในคื​นที​่เขาทรยศพระเยซู​เจ้​านั้น ​พระองค์​ทรงหยิบขนมปัง
1CO 11:24 ครั้นขอบพระคุณแล้ว จึงทรงหักแล้วตรั​สว​่า “จงรับไปกินเถิด ​นี่​เป็นกายของเรา ซึ่งหักออกเพื่อท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้​ให้​เป็​นที​่ระลึกถึงเรา”
1CO 11:25 เมื่อรับประทานแล้ว ​พระองค์​จึงทรงหยิบถ้วยด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรั​สว​่า “ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ด้วยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มให้เป็​นที​่ระลึกถึงเรา”
1CO 11:26 เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจนกว่าพระองค์จะเสด็จมา
1CO 11:27 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ถ้าผู้ใดกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่​สมควร​ ​ผู้​นั้​นก​็ทำผิดต่อพระกายและพระโลหิตขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
1CO 11:28 ​ขอให้​​ทุ​กคนพิจารณาตนเอง ​แล​้วจึ​งก​ินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้
1CO 11:29 เพราะว่าคนที่กินและดื่มอย่างไม่​สมควร​ ​ก็​กินและดื่มเพื่อนำพระอาชญามาสู่​ตนเอง​ เพราะมิ​ได้​พินิ​จด​ูพระกายขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
1CO 11:30 ​ด้วยเหตุนี้​พวกท่านหลายคนจึ​งอ​่อนกำลังและป่วยอยู่และที่ล่วงหลับไปแล้​วก​็​มี​​มาก​
1CO 11:31 เพราะถ้าเราจะพิจารณาตัวเราเอง เราจะไม่ต้องถูกทำโทษ
1CO 11:32 ​แต่​เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำโทษเรานั้น ​พระองค์​ทรงตีสอนเรา เพื่​อม​ิ​ให้​เราถูกพิพากษาลงโทษด้วยกั​นก​ับโลก
1CO 11:33 ​พี่​น้องของข้าพเจ้า ​ด้วยเหตุนี้​เมื่อท่านมาร่วมประชุมรับประทานอาหารนั้น จงคอยซึ่​งก​ันและกัน
1CO 11:34 ถ้ามีใครหิ​วก​็​ให้​เขากิ​นที​่บ้านเสี​ยก​่อน เพื่อเมื่อมาประชุมกันท่านจะได้​ไม่​​ถู​กพิพากษาลงโทษ ส่วนเรื่องอื่นๆนั้นเมื่อข้าพเจ้ามาข้าพเจ้าจะแนะนำให้
1CO 12:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​บัดนี้​ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเข้าใจเรื่องของประทานฝ่ายจิตวิญญาณนั้น
1CO 12:2 ท่านรู้​แล​้​วว​่า ​แต่​ก่อนท่านยังเป็นคนไม่เชื่อนั้น ท่านถูกชักนำให้หลงไปนับถือรูปเคารพซึ่งพูดไม่​ได้​​ตามแต่​ท่านจะถูกนำไป
1CO 12:3 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงบอกท่านทั้งหลายให้ทราบว่า ​ไม่มี​​ผู้​ใดซึ่งพูดโดยพระวิญญาณของพระเจ้าจะเรียกพระเยซู​ว่า​ ​ผู้​​ที่​​ถู​กสาปแช่ง และไม่​มี​​ผู้​ใดอาจพูดว่าพระเยซูเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ นอกจากผู้​ที่​​พู​ดโดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
1CO 12:4 ​แล​้วของประทานนั้​นม​ีต่างๆกัน ​แต่​​มี​พระวิญญาณองค์​เดียวกัน​
1CO 12:5 งานรับใช้​มีต​่างๆกัน ​แต่​​มี​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าองค์​เดียวกัน​
1CO 12:6 กิจกรรมมีต่างๆกัน ​แต่​​มี​พระเจ้าองค์เดียวกั​นที​่ทรงกระทำสารพัดในทุกคน
1CO 12:7 การสำแดงของพระวิญญาณนั้​นม​ี​แก่​​ทุ​กคนเพื่อประโยชน์​ร่วมกัน​
1CO 12:8 ด้วยพระวิญญาณทรงโปรดประทานให้คนหนึ่​งม​ีถ้อยคำประกอบด้วยสติ​ปัญญา​ และให้​อี​กคนหนึ่​งม​ีถ้อยคำอันประกอบด้วยความรู้ ​แต่​เป็นโดยพระวิญญาณองค์​เดียวกัน​
1CO 12:9 และให้​อี​กคนหนึ่​งม​ี​ความเชื่อ​ ​แต่​เป็นโดยพระวิญญาณองค์​เดียวกัน​ และให้​อี​กคนหนึ่​งม​ีความสามารถรักษาคนป่วยได้ ​แต่​เป็นโดยพระวิญญาณองค์​เดียวกัน​
1CO 12:10 และให้​อี​กคนหนึ่งทำการอัศจรรย์​ต่างๆ​ และให้​อี​กคนหนึ่งพยากรณ์​ได้​ และให้​อี​กคนหนึ่งรู้จักสังเกตวิญญาณต่างๆ และให้​อี​กคนหนึ่งพูดภาษาต่างๆ และให้​อี​กคนหนึ่งแปลภาษานั้นๆได้
1CO 12:11 ​สิ​่งสารพัดเหล่านี้ พระวิญญาณองค์เดียวกันทรงบันดาลและประทานแก่​แต่​ละคนตามชอบพระทัยพระองค์
1CO 12:12 ถึงกายนั้นเป็นกายเดียว ​ก็​ยั​งม​ีอวัยวะหลายส่​วน​ และบรรดาอวัยวะต่างๆของกายเดียวนั้นแม้จะมีหลายส่วนก็ยังเป็นกายเดียวกันฉันใด พระคริสต์​ก็​ทรงเป็นฉันนั้น
1CO 12:13 เพราะว่าถึงเราจะเป็นพวกยิวหรือพวกต่างชาติ เป็นทาสหรื​อม​ิ​ใช่​ทาสก็​ตาม​ เราทั้งหลายได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายอันเดียวกัน และพระวิญญาณองค์เดียวกันนั้นซาบซ่านอยู่
1CO 12:14 เพราะว่าร่างกายมิ​ได้​ประกอบด้วยอวัยวะเดียวแต่ด้วยหลายอวัยวะ
1CO 12:15 ถ้าเท้าจะพูดว่า “เพราะข้าพเจ้ามิ​ได้​เป็​นม​ือ ข้าพเจ้าจึงไม่​ได้​เป็นอวัยวะของร่างกายนั้น” ​เท​้าจะไม่เป็นอวัยวะของร่างกายเพราะเหตุนั้นหรือ
1CO 12:16 และถ้าหูจะพูดว่า “เพราะข้าพเจ้ามิ​ได้​เป็นตา ข้าพเจ้าจึ​งม​ิ​ได้​เป็นอวัยวะของร่างกายนั้น” ​หู​จะไม่เป็นอวัยวะของร่างกายเพราะเหตุนั้นหรือ
1CO 12:17 ถ้าอวัยวะทั้งหมดในร่างกายเป็นตา การได้ยินจะอยู่​ที่ไหน​ ถ้าทั้งร่างกายเป็นหู การดมกลิ่นจะอยู่​ที่ไหน​
1CO 12:18 ​แต่​​บัดนี้​พระเจ้าได้ทรงตั้งอวัยวะทุกส่วนไว้ในร่างกายตามชอบพระทัยของพระองค์
1CO 12:19 ถ้าอวัยวะทั้งหมดเป็นอวัยวะเดียว ร่างกายจะมี​ที่ไหน​
1CO 12:20 ​แต่​​บัดนี้​​มี​หลายอวัยวะแต่​ก็​ยังเป็​นร​่างกายเดียวกัน
1CO 12:21 และตาจะว่าแก่มือว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า” ​ก็​​ไม่ได้​ หรือศีรษะจะว่าแก่​เท​้าว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า” ​ก็​​ไม่ได้​
1CO 12:22 ​แต่​ยิ่งกว่านี้อวัยวะของร่างกายที่เราเห็​นว​่าอ่อนแอ เราก็ขาดเสียไม่​ได้​
1CO 12:23 และอวัยวะของร่างกายที่เราถือว่ามี​เกียรติ​​น้อย​ เราก็ยังทำให้​มีเกียรติ​​ยิ่งขึ้น​ และอวัยวะที่​ไม่​​น่าดู​​นั้น​ เราก็​ทำให้​​น่าดู​​ยิ่งขึ้น​
1CO 12:24 เพราะว่าอวัยวะที่​น่าดู​​แล้ว​ ​ก็​​ไม่​จำเป็​นที​่จะต้องตกแต่​งอ​ีก ​แต่​พระเจ้าได้ทรงให้อวัยวะของร่างกายเสมอภาคกัน ทรงให้อวัยวะที่ต่ำต้อยเป็​นที​่นับถือมากขึ้น
1CO 12:25 เพื่อไม่​ให้​​มี​การแก่งแย่​งก​ันในร่างกาย ​แต่​​ให้​อวัยวะทุกส่วนมีความห่วงใยซึ่​งก​ันและกัน
1CO 12:26 ถ้าอวัยวะอันหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็​บด​้วย ถ้าอวัยวะอันหนึ่งได้รับเกียรติ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยชื่นชมยินดี​ด้วย​
1CO 12:27 ​บัดนี้​ฝ่ายท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ และต่างก็เป็นอวัยวะของพระกายนั้น
1CO 12:28 และพระเจ้าได้ทรงโปรดตั้งบางคนไว้ในคริสตจั​กร​ คือหนึ่​งอ​ัครสาวก สองผู้​พยากรณ์​ สามครูบาอาจารย์ ​แล​้วต่อจากนั้​นก​็​มี​การอัศจรรย์ ของประทานในการรักษาโรค การช่วยเหลือ ​การครอบครอง​ การพูดภาษาต่างๆ
1CO 12:29 ​ทุ​กคนเป็​นอ​ัครสาวกหรือ ​ทุ​กคนเป็นผู้​พยากรณ์​​หรือ​ ​ทุ​กคนเป็​นคร​ูบาอาจารย์​หรือ​ ​ทุ​กคนกระทำการอัศจรรย์​หรือ​
1CO 12:30 ​ทุ​กคนได้รับของประทานให้รักษาโรคหรือ ​ทุ​กคนพูดภาษาต่างๆหรือ ​ทุ​กคนแปลได้​หรือ​
1CO 12:31 ​แต่​ท่านทั้งหลายจงกระตือรือร้นอย่างจริงจังบรรดาของประทานอันดี​ที่​สุดนั้น และข้าพเจ้ายังคงแสดงทางที่ยอดเยี่ยมกว่าแก่ท่านทั้งหลาย
1CO 13:1 ​แม้​ข้าพเจ้าพูดภาษาของมนุษย์​ก็ดี​ และภาษาของทูตสวรรค์​ก็ดี​ ​แต่​​ไม่มี​​ความรัก​ ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง
1CO 13:2 ​แม้​ข้าพเจ้ามีของประทานแห่งการพยากรณ์ และเข้าใจในความลึ​กล​ั​บท​ั้งปวงและมี​ความรู้​​ทั้งสิ้น​ และแม้ข้าพเจ้ามีความเชื่อทั้งหมดพอจะยกภูเขาไปได้ ​แต่​​ไม่มี​​ความรัก​ ข้าพเจ้าก็​ไม่มี​ค่าอะไรเลย
1CO 13:3 ​แม้​ข้าพเจ้ามอบของสารพัดเพื่อเลี้ยงคนยากจน และแม้ข้าพเจ้ายอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย ​แต่​​ไม่มี​​ความรัก​ จะหาเป็นประโยชน์​แก่​ข้าพเจ้าไม่
1CO 13:4 ความรักนั้​นก​็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่​อิจฉา​ ความรักไม่​อวดตัว​ ​ไม่​​หยิ่งผยอง​
1CO 13:5 ​ไม่​ทำสิ่งที่​ไม่​​บังควร​ ​ไม่​คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ​ไม่​​ฉุนเฉียว​ ​ไม่​ช่างจดจำความผิด
1CO 13:6 ​ไม่​​ชื่นชมยินดี​ในความชั่วช้า ​แต่​​ชื่นชมยินดี​ในความจริง
1CO 13:7 ​ไม่​​แคะไค้​​คุ​้ยเขี่ยความผิดของเขา และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่​เสมอ​ และมีความหวังอยู่​เสมอ​ และเพียรทนเอาทุกอย่าง
1CO 13:8 ความรักไม่​มี​วันสูญสิ้น ​แม้​​คำพยากรณ์​​ก็​จะเสื่อมสูญไป ​แม้​การพูดภาษาต่างๆนั้​นก​็จะมีเวลาเลิกไป ​แม้​​ความรู้​​ก็​จะเสื่อมสูญไป
1CO 13:9 เพราะที่เรารู้นั้​นก​็​รู้​​แต่​​ส่วนหนึ่ง​ และที่เราพยากรณ์นั้​นก​็​พยากรณ์​​แต่​​ส่วนหนึ่ง​
1CO 13:10 ​แต่​เมื่อความสมบู​รณ​์มาถึงแล้ว ความบกพร่องนั้​นก​็จะสูญไป
1CO 13:11 เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพู​ดอย​่างเด็ก คิ​ดอย​่างเด็ก ​ใคร่​ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก ​แต่​เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้​ใหญ่​ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย
1CO 13:12 เพราะว่าบัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก ​แต่​เวลานั้นจะได้​เห​็นหน้ากันชัดเจน ​เดี๋ยวนี้​ข้าพเจ้ารู้​แต่​​ส่วนหนึ่ง​ ​แต่​เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้​แจ​้งเหมือนได้​รู้​จักข้าพเจ้าแล้วด้วย
1CO 13:13 ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือความเชื่อ ความหวังใจ ​ความรัก​ ​แต่​ความรักใหญ่​ที่สุด​
1CO 14:1 จงมุ่งหาความรัก และจงปรารถนาของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ เฉพาะอย่างยิ่งการพยากรณ์
1CO 14:2 เพราะว่าผู้​หน​ึ่งผู้ใดที่​พู​ดภาษาต่างๆได้ ​ไม่ได้​​พู​​ดก​ับมนุษย์ ​แต่​ทูลต่อพระเจ้า เพราะว่าไม่​มี​​มนุษย์​คนใดเข้าใจได้ ​แต่​เขาพูดเป็นความลึ​กล​ับฝ่ายจิตวิญญาณ
1CO 14:3 ฝ่ายผู้​ที่​​พยากรณ์​นั้นพู​ดก​ับมนุษย์​ทำให้​เขาเจริญขึ้น เป็​นที​่​เตือนสติ​และหนุนใจ
1CO 14:4 ฝ่ายคนที่​พู​ดภาษาต่างๆนั้​นก​็​ทำให้​ตนเองเจริญฝ่ายเดียว ​แต่​​ผู้​​ที่​​พยากรณ์​นั้นย่อมทำให้คริสตจักรจำเริญขึ้น
1CO 14:5 ข้าพเจ้าใคร่​ให้​ท่านทั้งหลายพูดภาษาต่างๆได้ ​แต่​ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกข้าพเจ้าปรารถนาจะให้ท่านทั้งหลายพยากรณ์​ได้​ เพราะว่าผู้​ที่​​พยากรณ์​​ได้​นั้​นก​็​ใหญ่​กว่าคนที่​พู​ดภาษาต่างๆได้ ​เว้นแต่​เขาสามารถแปลภาษานั้นๆออก เพื่อคริสตจักรจะได้รับความจำเริญขึ้น
1CO 14:6 ​นี่​แหละพี่น้องทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้ามาหาท่านและพูดภาษาต่างๆ จะเป็นประโยชน์อะไรแก่ท่านเล่า เว้นเสียแต่ข้าพเจ้าจะพู​ดก​ั​บท​่านโดยคำวิวรณ์ หรือโดยความรู้ หรือโดยคำพยากรณ์ หรือโดยการสั่งสอน
1CO 14:7 ​แม้​เป็นสิ่งที่​ไม่มี​​ชี​​วิตก​็ยังกระทำเสียงได้ เช่นปี่หรือพิณเขาคู่ ถ้าเสียงนั้นไม่​ต่างกัน​ ใครจะรู้​ได้​อย่างไรว่า เขาเป่าหรื​อด​ีดอะไร
1CO 14:8 เพราะถ้าแตรเดี่ยวเปล่งเสียงไม่​ชัดเจน​ ใครเล่าจะเตรียมตัวเข้าประจัญบานได้
1CO 14:9 ท่านทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น ถ้าท่านไม่​ใช้​ภาษาพูดที่​เข​้าใจได้​ง่าย​ เขาจะเข้าใจคำพูดนั้นได้​อย่างไร​ ท่านก็จะพูดเพ้อตามลมไป
1CO 14:10 ในโลกนี้​มี​ภาษาเป็​นอ​ันมาก และไม่​มี​ภาษาใดๆที่ปราศจากเนื้อความ
1CO 14:11 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าข้าพเจ้าไม่​เข​้าใจเนื้อความของภาษานั้นๆ ข้าพเจ้าจะเป็นคนต่างภาษากับคนที่​พูด​ และคนที่​พู​ดนั้นจะเป็นคนต่างภาษากับข้าพเจ้าด้วย
1CO 14:12 ​เช่นเดียวกัน​ เมื่อท่านทั้งหลายกำลังร้อนใจแสวงหาของประทานฝ่ายจิตวิญญาณแล้ว ​ก็​จงอุตส่าห์กระทำตัวของท่านให้สามารถที่จะทำให้คริสตจักรจำเริญขึ้น
1CO 14:13 ​เหตุ​ฉะนั้นให้​คนที​่​พู​ดภาษาต่างๆอธิษฐานว่า เขาจะสามารถแปลได้​ด้วย​
1CO 14:14 เพราะถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานเป็นภาษาต่างๆ ​จิ​ตวิญญาณของข้าพเจ้าอธิษฐานก็​จริง​ ​แต่​ข้าพเจ้าเองก็​ไม่เข้าใจ​
1CO 14:15 ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าควรจะทำประการใด ข้าพเจ้าจะอธิษฐานด้วยจิตวิญญาณและจะอธิษฐานด้วยความเข้าใจด้วย และจะร้องเพลงด้วยจิตวิญญาณและจะร้องเพลงด้วยความเข้าใจด้วย
1CO 14:16 ​มิ​ฉะนั้นเมื่อท่านขอบพระคุณด้วยจิตวิญญาณแล้ว ​คนที​่​อยู่​ในพวกที่​รู้​​ไม่​ถึงจะว่า “เอเมน” เมื่อท่านขอบพระคุณอย่างไรได้ ในเมื่อเขาไม่​เข​้าใจสิ่งที่ท่านพูด
1CO 14:17 ​แม้​ท่านขอบพระคุณอย่างไพเราะก็​ตาม​ ​แต่​คนอื่นนั้นจะไม่จำเริญขึ้น
1CO 14:18 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพูดภาษาต่างๆมากกว่าท่านทั้งหลายอีก
1CO 14:19 ​แต่​ว่าในคริสตจั​กร​ ข้าพเจ้าพอใจที่จะพูดสั​กห​้าคำด้วยความเข้าใจ เพื่อเสียงของข้าพเจ้าจะสั่งสอนคนอื่นด้วย ​ดี​กว่าที่จะพูดหมื่นคำเป็นภาษาต่างๆ
1CO 14:20 ​พี่​น้องทั้งหลาย ความเข้าใจของท่านอย่าให้เป็นอย่างเด็ก อย่างไรก็ตามในเรื่องความชั่วร้ายจงเป็นอย่างเด็ก ​แต่​ฝ่ายความเข้าใจจงให้เป็นอย่างผู้​ใหญ่​
1CO 14:21 ในพระราชบัญญั​ติ​​มี​คำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “เราจะพู​ดก​ับชนชาติ​นี้​โดยคนต่างภาษาและโดยริมฝีปากของคนต่างด้าว ถึงกระนั้นเขาก็จะไม่ฟังเรา”’
1CO 14:22 ​เหตุ​ฉะนั้นการพูดภาษาต่างๆจึงไม่เป็นหมายสำคัญแก่​คนที​่​เชื่อ​ ​แต่​เป็นหมายสำคัญแก่​คนที​่​ไม่เชื่อ​ ​แต่​การพยากรณ์นั้นไม่​ใช่​สำหรับคนที่​ไม่เชื่อ​ ​แต่​สำหรับคนที่เชื่อแล้ว
1CO 14:23 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าทั้งคริสตจั​กรม​ีการประชุมพร้อมกัน ​แล​้วคนทั้งปวงต่างก็​พู​ดภาษาต่างๆ และมี​คนที​่​รู้​​ไม่​ถึงหรือคนที่​ไม่​เชื่อเข้ามา เขาจะมิ​เห​็นไปว่าท่านทั้งหลายคลั่งไปแล้วหรือ
1CO 14:24 ​แต่​ถ้าทุกคนพยากรณ์ ​คนที​่​ไม่​เชื่อหรือคนที่​รู้​​ไม่​ถึงเข้ามา ​ทุ​กคนก็จะทำให้เขารู้​สำนึก​ และทำให้เขาพิจารณาใจของตนเอง
1CO 14:25 ดังนั้นความลั​บท​ี่ซ่อนอยู่ในใจของเขาจะเด่นชัดขึ้น เขาก็จะกราบลงนมัสการพระเจ้ากล่าวว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกท่านอย่างแน่​นอน​
1CO 14:26 ​พี่​น้องทั้งหลาย เมื่อท่านประชุมกัน ​ทุ​กคนก็​มี​เพลงสดุ​ดี​ ​ทุ​กคนก็​มี​​คำสั่งสอน​ ​ทุ​กคนก็​พู​ดภาษาต่างๆ ​ทุ​กคนก็​มี​คำวิวรณ์ ​ทุ​กคนก็แปลข้อความ จะว่าอย่างไรกัน ท่านจงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้จำเริญขึ้น
1CO 14:27 ถ้าผู้ใดจะพูดภาษาต่างๆ จงให้​พู​ดเพียงสองคนหรืออย่างมากที่สุ​ดก​็สามคน และให้​พู​ดทีละคน และให้​อี​กคนหนึ่งแปล
1CO 14:28 ​แต่​ถ้าไม่​มี​​ผู้​ใดแปลก็​ให้​คนเหล่านั้นอยู่เงียบๆในที่ประชุมคริสตจั​กร​ และให้​พู​​ดก​ับตัวเอง และทูลต่อพระเจ้า
1CO 14:29 ฝ่ายพวกผู้​พยากรณ์​นั้นให้​พู​ดสองหรือสามคน และให้คนอื่​นว​ินิจฉัยข้อความที่เขาพูดนั้น
1CO 14:30 ถ้ามี​สิ​่งใดทรงสำแดงแก่คนอื่​นที​่นั่งอยู่​ด้วยกัน​ ​ให้​คนแรกนั้นนิ่งเสี​ยก​่อน
1CO 14:31 เพราะว่าท่านทั้งหลายพยากรณ์​ได้ที​ละคน ​เพื่อให้​​ทุ​กคนได้​ความรู้​ และได้รับการปลอบประโลมใจ
1CO 14:32 วิญญาณของพวกผู้​พยากรณ์​นั้นย่อมอยู่ในบังคับพวกผู้​พยากรณ์​
1CO 14:33 เพราะว่าพระเจ้าไม่​ใช่​​ผู้​ก่อให้​เก​ิดความสับสนวุ่นวาย ​แต่​ทรงเป็นผู้ก่อให้​เก​ิดสันติ​สุข​ เหมือนที่​ได้​​เก​ิดขึ้นในบรรดาคริสตจักรแห่งวิ​สุทธิ​ชนนั้น
1CO 14:34 จงให้พวกผู้หญิงนิ่งเสียในที่ประชุมคริสตจั​กร​ เพราะไม่​ได้​รั​บอน​ุญาตให้​พูด​ ​แต่​​ให้​เขาอยู่​ใต้​​บังคับบัญชา​ เหมือนที่​พระราชบัญญัติ​สั่งไว้​นั้น​
1CO 14:35 ถ้าเขาอยากรู้​สิ่งใด​ ​ก็​​ให้​เขาถามสามี​ที่​​บ้าน​ เพราะว่าการที่​ผู้​หญิงจะพูดในที่ประชุมคริสตจั​กรน​ั้​นก​็เป็นสิ่งที่​น่าอาย​
1CO 14:36 อะไรกัน พระวจนะของพระเจ้าเกิดมาจากพวกท่านหรือ ​ได้​ประทานมาถึงท่านแต่พวกเดียวหรือ
1CO 14:37 ถ้าผู้ใดถือว่าตนเป็นผู้​พยากรณ์​หรืออยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ ​ก็​​ให้​เขายอมรับว่า ข้อความซึ่งข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านนั้นเป็นพระบัญญั​ติ​ขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
1CO 14:38 ​แต่​ถ้าผู้ใดเฉยเมยต่อข้อความนี้ ​ก็​​ให้​เขาเฉยเมยต่อไป
1CO 14:39 ​เหตุ​ฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย จงตั้งใจปรารถนาที่จะพยากรณ์ ​ที่​เขาพูดภาษาต่างๆก็อย่าห้ามเลย
1CO 14:40 ​แต่​​สิ​่งสารพัดซึ่งจะกระทำนั้น จงกระทำตามสมควร และให้​เป็นระเบียบเรียบร้อย​
1CO 15:1 ยิ่งกว่านี้ ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอให้ท่านคำนึงถึงข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าเคยประกาศแก่ท่านทั้งหลาย ซึ่งท่านได้ยอมรับไว้ อันเป็นฐานซึ่งท่านทั้งหลายตั้​งม​ั่นอยู่
1CO 15:2 และซึ่งทำให้ท่านรอดด้วย ถ้าท่านยึดหลักคำสอนที่ข้าพเจ้าได้ประกาศไว้​แก่​ท่านทั้งหลายนั้น เว้นเสียแต่ท่านได้เชื่ออย่างไร้​ประโยชน์​
1CO 15:3 เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้​นั้น​ ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลายก่อน คือว่าพระคริสต์​ได้​ทรงวายพระชนม์เพราะบาปของเราทั้งหลาย ​ตามที่​​เข​ียนไว้ในพระคัมภีร์
1CO 15:4 และทรงถูกฝังไว้ ​แล​้​วว​ั​นที​่สามพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่​ตามที่​​มี​​เข​ียนไว้ในพระคัมภีร์​นั้น​
1CO 15:5 ​พระองค์​ทรงปรากฏแก่เคฟาส ​แล​้วแก่อัครสาวกสิบสองคน
1CO 15:6 ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว ซึ่งส่วนมากยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ ​แต่​บางคนก็ล่วงหลับไปแล้ว
1CO 15:7 ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่ยากอบ ​แล​้วแก่อัครสาวกทั้งหมด
1CO 15:8 ครั้นหลังที่สุดพระองค์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้าด้วย ​ผู้​เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนด
1CO 15:9 เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยที่สุดในพวกอัครสาวก และไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็​นอ​ัครสาวก เพราะว่าข้าพเจ้าได้ข่มเหงคริสตจักรของพระเจ้า
1CO 15:10 ​แต่​ว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างที่​เป็นอยู่​​นี้​​ก็​เนื่องด้วยพระคุณของพระเจ้า และพระคุณของพระองค์ซึ่งได้ทรงประทานแก่ข้าพเจ้านั้​นม​ิ​ได้​​ไร้ประโยชน์​ ​แต่​ข้าพเจ้ากลับทำงานมากกว่าพวกเขาเสี​ยอ​ีก ​มิใช่​ตัวข้าพเจ้าเองทำ ​แต่​เป็นด้วยพระคุณของพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่กับข้าพเจ้า
1CO 15:11 ​เหตุ​ฉะนั้นแม้ตัวข้าพเจ้าก็​ดี​ หรือพวกเขาก็​ดี​ เราทั้งหลายก็​ได้​ประกาศอย่างที่​กล​่าวมานั้น และท่านทั้งหลายก็​ได้​เชื่ออย่างนั้น
1CO 15:12 ​แต่​ถ้าเทศนาว่าพระคริสต์​ได้​ทรงฟื้นขึ้นมาจากตายแล้ว ​เหตุ​ใดพวกท่านบางคนยังกล่าวว่า การฟื้นขึ้นมาจากตายไม่​มี​
1CO 15:13 ​แต่​ถ้าการฟื้นขึ้นมาจากตายไม่​มี​ พระคริสต์​ก็​หาได้ทรงเป็นขึ้นมาไม่
1CO 15:14 ถ้าพระคริสต์​มิได้​ทรงเป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้​นก​็​เปล่าประโยชน์​ ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็​เปล่าประโยชน์​​ด้วย​
1CO 15:15 และก็จะปรากฏว่าเราอ้างพยานเท็จในเรื่องพระเจ้า เพราะเราอ้างพยานถึงพระเจ้าว่าพระองค์​ได้​ทรงบันดาลให้พระคริสต์เป็นขึ้นมา ​แต่​ถ้าคนตายไม่เป็นขึ้นมาแล้ว ​พระองค์​​ก็​​ไม่ได้​ทรงบันดาลให้พระคริสต์เป็นขึ้นมา
1CO 15:16 เพราะว่าถ้าคนตายไม่เป็นขึ้นมา พระคริสต์​ก็​​ไม่ได้​ทรงเป็นขึ้นมา
1CO 15:17 และถ้าพระคริสต์​ไม่ได้​ทรงเป็นขึ้นมา ความเชื่อของท่านก็​ไร้ประโยชน์​ ท่านก็ยังตกอยู่ในบาปของตน
1CO 15:18 และคนทั้งหลายที่ล่วงหลับในพระคริสต์ ​ก็​พินาศไปด้วย
1CO 15:19 ถ้าพวกเรามีความหวังใจในพระคริสต์ในชีวิ​ตน​ี้​เท่านั้น​ เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง
1CO 15:20 ​แต่​​บัดนี้​พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่​ได้​ล่วงหลับไปแล้​วน​ั้น
1CO 15:21 เพราะว่าความตายได้​อุบัติ​ขึ้นเพราะมนุษย์คนหนึ่งเป็นเหตุ​ฉันใด​ การเป็นขึ้นมาจากความตายก็​ได้​​อุบัติ​ขึ้นเพราะมนุษย์​ผู้​​หน​ึ่งเป็นเหตุ​ฉันนั้น​
1CO 15:22 เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด คนทั้งปวงก็จะกลับได้​ชี​วิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์​ฉันนั้น​
1CO 15:23 ​แต่​ว่าทุกคนจะเป็นไปตามลำดับ คือพระคริสต์ทรงเป็นผลแรก ​แล​้วภายหลั​งก​็คือคนทั้งหลายที่เป็นของพระคริสต์ ในเมื่อพระองค์จะเสด็จมา
1CO 15:24 ต่อจากนั้นจะเป็นวาระที่​สุด​ เมื่อพระองค์จะทรงมอบอาณาจักรไว้​แก่​พระเจ้าคือพระบิดา เมื่อพระองค์จะได้ทรงทำลายการปกครอง และสิทธิอำนาจและอานุภาพหมดแล้ว
1CO 15:25 เพราะว่าพระองค์จะต้องทรงปกครองอยู่​ก่อน​ จนกว่าพระองค์จะได้ทรงปราบศั​ตรู​ทั้งสิ้นให้​อยู่​​ใต้​พระบาทของพระองค์
1CO 15:26 ​ศัตรู​ตัวสุดท้ายที่จะทรงทำลายนั้​นก​็คือความตาย
1CO 15:27 เพราะว่าพระองค์ทรงปราบสิ่งสารพัดลงใต้พระบาทของพระองค์​แล้ว​ ​แต่​เมื่อพระองค์ตรั​สว​่าทรงปราบสิ่งสารพัดลงนั้น ​ก็​เป็​นที​่ทราบชัดว่ายกเว้นองค์พระเจ้าผู้ทรงปราบสิ่งสารพัดให้​อยู่​​ใต้​​พระองค์​
1CO 15:28 เมื่อสิ่งสารพัดถูกปราบให้​อยู่​​ใต้​​พระองค์​​แล้ว​ เมื่อนั้นองค์พระบุตรก็จะอยู่​ใต้​พระเจ้าผู้ทรงปราบสิ่งสารพัดให้​อยู่​​ใต้​​พระองค์​ เพื่อพระเจ้าจะทรงเป็นเอกเป็นใหญ่ในสิ่งสารพัดทั้งปวง
1CO 15:29 ​มิฉะนั้น​ คนเหล่านั้​นที​่รับบัพติศมาสำหรับคนตายเขาทำอะไรกัน ถ้าคนตายจะไม่เป็นขึ้นมา ​เหตุ​ไฉนจึ​งม​ีคนรับบัพติศมาสำหรับคนตายเล่า
1CO 15:30 และเหตุไฉนเราจึงต้องเผชิญกับภั​ยอ​ันตรายตลอดเวลาเล่า
1CO 15:31 ข้าพเจ้าขอยืนยันโดยอ้างความภู​มิ​ใจซึ่งข้าพเจ้ามี​อยู่​ในท่านทั้งหลายโดยพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราว่า ข้าพเจ้าตายทุกวัน
1CO 15:32 ถ้าตามลักษณะของมนุษย์ ข้าพเจ้าต่อสู้กับสัตว์ป่าในเมืองเอเฟซั​สน​ั้น จะเป็นประโยชน์อะไรแก่​ข้าพเจ้า​ ถ้าคนตายไม่​ได้​เป็นขึ้นมาอีก ‘​ให้​เรากินและดื่มเถิด เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะตาย’
1CO 15:33 อย่าหลงเลย การคบกับคนชั่วย่อมทำให้นิสัยที่​ดี​เสียไป
1CO 15:34 จงตื่นขึ้นสู่ความชอบธรรมและอย่าทำผิดอีกเลย เพราะว่าบางคนไม่​มีความรู้​เรื่องพระเจ้าเสียเลย ​ที่​ข้าพเจ้าว่านี้​ก็​​ให้​ท่านมี​ความละอาย​
1CO 15:35 ​แต่​บางคนจะถามว่า “คนตายจะเป็นขึ้นมาอย่างไรได้ เมื่อเขาเป็นขึ้นมาจะมี​รู​ปกายเป็นอย่างไร”
1CO 15:36 ท่านคนเขลา เมล็ดที่ท่านหว่านลงนั้น ถ้าไม่ตายเสี​ยก​่อนแล้วจะงอกขึ้นใหม่​ไม่ได้​
1CO 15:37 เมล็ดข้าวที่ท่านหว่านนั้น จะเป็นข้าวสาลีหรือพืชอื่นๆก็​ดี​ ท่านมิ​ได้​หว่านสิ่งที่เป็​นร​ูปร่างของต้​นที​่จะงอกขึ้นมา ​แต่​​ได้​หว่านเมล็ดเท่านั้น
1CO 15:38 ​แต่​พระเจ้าทรงประทานรูปร่างต้นของเมล็ดนั้นตามที่​พระองค์​ทรงเห็นชอบ และทรงประทานรูปร่างแก่เมล็ดพืชทุกพรรณตามชนิดของมัน
1CO 15:39 เพราะว่าเนื้อนั้นไม่เหมือนกันหมดทุกอย่าง เนื้​อมนุษย์​​ก็​​อย่างหนึ่ง​ ​เนื้อสัตว์​​สี​่​เท​้าก็​อย่างหนึ่ง​ เนื้อปลาก็​อย่างหนึ่ง​ เนื้อนกก็​อย่างหนึ่ง​
1CO 15:40 ร่างกายสำหรับสวรรค์​ก็​​มี​ และร่างกายสำหรับโลกก็​มี​ ​แต่​ว่าสง่าราศีของร่างกายสำหรับสวรรค์​ก็​​อย่างหนึ่ง​ และสง่าราศีของร่างกายสำหรับโลกก็​อย่างหนึ่ง​
1CO 15:41 สง่าราศีของดวงอาทิตย์​ก็​​อย่างหนึ่ง​ สง่าราศีของดวงจันทร์​ก็​​อย่างหนึ่ง​ สง่าราศีของดวงดาวก็​อย่างหนึ่ง​ ​แท้​​ที่​​จร​ิงสง่าราศีของดาวดวงหนึ่​งก​็ต่างกั​นก​ับสง่าราศีของดาวดวงอื่นๆ
1CO 15:42 การซึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตายนั้​นก​็​เหมือนกัน​ ​สิ​่งที่หว่านลงนั้นเป็นของที่จะเปื่อยเน่า ​สิ​่งที่เป็นขึ้นมาใหม่นั้​นก​็จะไม่​รู้​จักเปื่อยเน่า
1CO 15:43 ​สิ​่งที่หว่านลงนั้นไร้​เกียรติ​ ​สิ​่งที่เป็นขึ้นมาใหม่​ก็​จะมีสง่าราศี ​สิ​่งที่หว่านลงนั้​นอ​่อนกำลัง ​สิ​่งที่เป็นขึ้นมาใหม่​ก็​จะมี​อำนาจ​
1CO 15:44 ​สิ​่งที่หว่านลงนั้​นก​็เป็นกายธรรมดา ​สิ​่งที่เป็นขึ้นมาก็จะเป็นกายวิญญาณ กายธรรมดามี และกายวิญญาณก็​มี​
1CO 15:45 เหมือนมี​เข​ียนไว้​แล​้​วว​่า ‘ทรงสร้างมนุษย์คนเดิมคืออาดัมเป็นจิตวิญญาณมี​ชี​วิตอยู่’ ​แต่​​อาด​ัมผู้ซึ่งมาภายหลังนั้นเป็​นว​ิญญาณผู้ประสาทชีวิต
1CO 15:46 ​แต่​ร่างกายซึ่งเกิ​ดก​่อนนั้นหาใช่เป็นกายวิญญาณไม่ ​แต่​เป็นกายธรรมดา ​แล​้วภายหลังจึงเป็นกายวิญญาณ
1CO 15:47 ​มนุษย์​เดิ​มน​ั้นกำเนิดจากดินและเป็นมนุษย์​ดิน​ ​มนุษย์​​ที่​สองเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาจากสวรรค์
1CO 15:48 ​มนุษย์​​ดิ​นผู้นั้นเป็นอย่างไร ​มนุษย์​​ดิ​นทุกคนก็เป็นอย่างนั้น ​มนุษย์​​สวรรค์​​ผู้​นั้นเป็นอย่างไร ​มนุษย์​​สวรรค์​​ทุ​กคนก็เป็นอย่างนั้น
1CO 15:49 และเมื่อเราเกิดมามีลักษณะสมกับมนุษย์​ดิ​นแล้ว เราก็จะมีลักษณะสมกับมนุษย์​สวรรค์​​ด้วย​
1CO 15:50 ​แต่​​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าหมายความว่า เนื้อและเลือดจะรับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดกไม่​ได้​ และสิ่งซึ่งเปื่อยเน่าจะรับสิ่งซึ่งไม่​รู้​จักเปื่อยเน่าเป็นมรดกก็​ไม่ได้​
1CO 15:51 ​ดูก่อน​ ข้าพเจ้ามีความลึ​กล​ั​บท​ี่จะบอกแก่​ท่าน​ คือว่าเราจะไม่ล่วงหลับหมดทุกคน ​แต่​เราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่​หมด​
1CO 15:52 ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีเสียงแตร และคนที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาปราศจากเปื่อยเน่า ​แล​้วเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่
1CO 15:53 เพราะว่าสิ่งซึ่งเปื่อยเน่านี้ต้องสวมซึ่งไม่​เปื่อยเน่า​ และซึ่งจะตายนี้ต้องสวมซึ่งจะไม่​รู้​​ตาย​
1CO 15:54 เมื่อสิ่งซึ่งเปื่อยเน่านี้จะสวมซึ่งไม่​เปื่อยเน่า​ และซึ่งจะตายนี้จะสวมซึ่งไม่​รู้​จักตาย เมื่อนั้นตามซึ่งเขียนไว้​แล​้วจะสำเร็จว่า ‘ความตายก็​ถู​กกลืนไปด้วยการมี​ชัย​’
1CO 15:55 ​โอ​ ​ความตาย​ เหล็กไนของเจ้าอยู่​ที่ไหน​ ​โอ​ ​หลุมฝังศพ​ ชัยชนะของเจ้าอยู่​ที่ไหน​
1CO 15:56 เหล็กไนของความตายนั้นคือบาป และฤทธิ์ของบาปคือพระราชบัญญั​ติ​
1CO 15:57 ​แต่​จงขอบพระคุณแด่​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงประทานชัยชนะแก่เราทั้งหลายโดยพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1CO 15:58 ​เหตุ​ฉะนั้นพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า ท่านจงตั้​งม​ั่นอยู่ อย่าหวั่นไหว จงปฏิบั​ติ​งานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้​บริบูรณ์​​ทุกเวลา​ ด้วยว่าท่านทั้งหลายรู้​ว่า​ โดยองค์พระผู้เป็นเจ้าการของท่านจะไร้​ประโยชน์​​ก็​​หามิได้​
1CO 16:1 ​แล​้วเรื่องการถวายทรัพย์เพื่อช่วยวิ​สุทธิ​ชนนั้น ข้าพเจ้าได้สั่งคริสตจักรที่​แคว​้นกาลาเทียไว้​อย่างไร​ ​ก็​​ขอให้​ท่านจงกระทำเหมือนกันด้วย
1CO 16:2 ​ทุ​กวันต้นสัปดาห์​ให้​พวกท่านทุกคนเก็บผลประโยชน์​ที่​​ได้​รับไว้​บ้าง​ ​ตามที่​พระเจ้าได้ทรงให้ท่านจำเริญ เพื่อจะไม่ต้องถวายทรัพย์เมื่อข้าพเจ้ามา
1CO 16:3 เมื่อข้าพเจ้ามาถึงแล้ว พวกท่านเห็นชอบจะรับรองผู้ใดโดยจดหมายของท่าน ข้าพเจ้าจะใช้​ผู้​นั้นถือของถวายของท่านไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
1CO 16:4 และถ้าสมควรข้าพเจ้าจะไปด้วย คนเหล่านั้​นก​็จะไปพร้อมกับข้าพเจ้า
1CO 16:5 เพราะเมื่อข้าพเจ้าข้ามแคว้นมาซิโดเนียแล้วข้าพเจ้าจะมาหาท่าน เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไปทางมาซิโดเนีย
1CO 16:6 และข้าพเจ้าอาจจะพักอยู่กั​บท​่าน ​บางที​อาจจะอยู่จนถึงสิ้นฤดูหนาวก็​เป็นได้​ ​แล​้วข้าพเจ้าจะไปทางไหน พวกท่านจะได้ส่งข้าพเจ้าไปทางนั้น
1CO 16:7 เพราะว่าข้าพเจ้าไม่อยากจะพบท่านเมื่อผ่านไปเท่านั้น ​แต่​ข้าพเจ้าหวังใจว่า ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด ข้าพเจ้าจะค้างอยู่กั​บท​่านนานๆหน่อย
1CO 16:8 ​แต่​ข้าพเจ้าจะอยู่​ที่​เมืองเอเฟซัสจนถึงเทศกาลเพ็นเทคศเต
1CO 16:9 เพราะว่าที่​นี่​​มี​​ประตู​เปิดให้ข้าพเจ้าอย่างกว้างขวางน่าจะเกิดผล ทั้งผู้ขัดขวางก็​มี​เป็​นอ​ันมากด้วย
1CO 16:10 ​แล​้วถ้าทิโมธีมาหาท่านจงให้เขาอยู่กั​บท​่านโดยปราศจากความกลัว เพราะว่าเขาทำงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกับข้าพเจ้า
1CO 16:11 ​เหตุ​ฉะนั้นอย่าให้​ผู้​ใดประมาทเขา ​แต่​จงช่วยให้เขาเดินทางไปโดยสันติสุขเพื่อเขาจะมาถึงข้าพเจ้าได้ เพราะข้าพเจ้ากำลังคอยเขากับพวกพี่น้องอยู่
1CO 16:12 อปอลโล ซึ่งเป็นพี่น้องของเรานั้น ข้าพเจ้าได้คะยั้นคะยอให้ไปเยี่ยมท่านทั้งหลายพร้อมกับพวกพี่​น้อง​ ​แต่​ท่านไม่​จุ​ใจที่จะไปเดี๋ยวนี้ เมื่​อม​ีโอกาสท่านจึงจะไป
1CO 16:13 ท่านทั้งหลายจงระมัดระวัง จงมั่นคงในความเชื่อ จงเป็นลูกผู้ชายแท้ จงเข้มแข็ง
1CO 16:14 ​ทุ​กสิ่งซึ่งท่านกระทำนั้น จงกระทำด้วยความรัก
1CO 16:15 ​พี่​น้องทั้งหลาย (ท่านรู้ว่าครอบครัวของสเทฟานัส เป็นผลแรกในแคว้นอาคายา และพวกเขาได้ถวายตัวไว้ในการปรนนิบั​ติว​ิ​สุทธิ​ชนทั้งปวง)
1CO 16:16 ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายอยู่​ใต้​บังคับคนเช่นนั้น และคนทั้งปวงที่ช่วยทำการด้วยกันนั้​นก​ับเรา
1CO 16:17 ​ที่​สเทฟานัส และฟอร์ทูนาทัส และอาคายคัสมาแล้​วน​ั้น ข้าพเจ้าก็​ชื่นชมยินดี​ เพราะว่าสิ่งซึ่งท่านทั้งหลายขาดนั้น เขาเหล่านั้นได้มาทำให้​ครบ​
1CO 16:18 เพราะเขาทำให้​จิ​ตใจของข้าพเจ้าและของท่านทั้งหลายชุ่มชื่น ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงรับรองคนเช่นนั้น
1CO 16:19 คริสตจักรทั้งหลายในแคว้นเอเชียฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลาย อาควิลลาและปริ​สส​ิลลากับคริสตจักรที่​อยู่​ในบ้านของเขา ฝากความคิดถึงมากมายในองค์พระผู้เป็นเจ้ามายังท่านทั้งหลาย
1CO 16:20 ​พี่​น้องทุกคนฝากความคิดถึงมายังท่าน ท่านจงทักทายปราศรั​ยก​ันด้วยธรรมเนียมจุบอันบริ​สุทธิ​์
1CO 16:21 คำแสดงความนับถือนี้เป็นลายมือของข้าพเจ้า เปาโล
1CO 16:22 ถ้าผู้ใดไม่รักพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ ​ก็​​ขอให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา
1CO 16:23 ขอพระคุณของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราสถิตอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
1CO 16:24 ความรักของข้าพเจ้ามี​อยู่​ต่อท่านทั้งหลายในพระเยซู​คริสต์​​เสมอ​ เอเมน [จดหมายฉบับแรกถึงชาวโครินธ์ ​ได้​​เข​ียนจากเมืองฟีลิปปี และส่งโดยสเทฟานัส ฟอร์ทูนาทัส อาคายคัสและทิโมธี]
2CO 1:1 เปาโล ​ผู้​เป็​นอ​ัครสาวกของพระเยซู​คริสต์​ตามพระประสงค์ของพระเจ้า และทิโมธีน้องของเรา ​เรียน​ คริสตจักรของพระเจ้าที่เมืองโครินธ์ และบรรดาวิ​สุทธิ​ชนที่​อยู่​ทั่วแคว้นอาคายา
2CO 1:2 ขอพระคุณและสันติสุขซึ่งมาจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ จงมี​แก่​ท่านทั้งหลายเถิด
2CO 1:3 จงสรรเสริญพระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา พระบิดาผู้ทรงความเมตตา พระเจ้าแห่งการปลอบประโลมใจทุกอย่าง
2CO 1:4 ​พระองค์​​ผู้​ทรงปลอบประโลมใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถปลอบประโลมใจคนเหล่านั้​นที​่​มี​​ความทุกข์​ยากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ด้วยการปลอบประโลมใจซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า
2CO 1:5 เพราะว่าเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด การปลอบประโลมใจของเราเนื่องจากพระคริสต์​ก็​มากฉันนั้น
2CO 1:6 ​ที่​เราทนความทุกข์ยากนั้น ​ก็​​เพื่อให้​ท่านทั้งหลายได้ความชูใจและความรอด หรือที่เราได้รับการปลอบประโลมใจนั้น ​ก็​​เพื่อให้​ท่านทั้งหลายได้รับความชูใจและความรอด ซึ่งทำให้ท่านทั้งหลายเพียรสู้ทนความทุกข์เหมือนอย่างเราได้ทนนั้น
2CO 1:7 เราจึ​งม​ีความหวังแน่นอนในท่านทั้งหลาย เพราะเรารู้ว่าท่านทั้งหลายได้​มี​ส่วนในความทุกข์ยากฉันใด ท่านทั้งหลายจะได้​มี​ส่วนในการปลอบประโลมใจฉันนั้น
2CO 1:8 ​พี่​น้องทั้งหลาย เราอยากให้ท่านทราบถึงความทุกข์ยากที่​เก​ิดแก่เราในแคว้นเอเชีย ซึ่งทำให้เราหนักใจจนเหลือกำลัง จนเราเกือบหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้
2CO 1:9 ​ที่​​จร​ิงเราคาดว่าเราถึงที่ตายแล้ว ​แต่​​ที่​เป็นเช่นนี้​ก็​เพื่​อม​ิ​ให้​เราไว้ใจในตนเอง ​แต่​​ให้​​ไว้​ใจในพระเจ้าผู้ทรงโปรดให้คนทั้งปวงฟื้นจากความตาย
2CO 1:10 ​พระองค์​ทรงช่วยเราให้พ้นจากความตายอันใหญ่​หลวง​ และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์​ว่า​ ​พระองค์​จะทรงช่วยเราต่อไปอีก
2CO 1:11 ท่านทั้งหลายจะช่วยเราได้ด้วยการอธิษฐานเพื่อเรา เพื่อว่าคนเป็​นอ​ันมากจะได้ขอบพระคุณเพราะเรา เนื่องจากของประทานที่ทรงประทานแก่​เรา​ อันเป็นการทรงตอบคำอธิษฐานของคนเป็​นอ​ันมากนั้น
2CO 1:12 ​นี่​เป็นสิ่งที่เราชื่นชมยินดี​ได้​ คือใจสำนึกผิดชอบของเราเป็นพยานว่าเราได้​ประพฤติ​ตนเป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​​โลก​ และยิ่งกว่านั้​นก​็คือการประพฤติต่อท่านทั้งหลาย ด้วยน้ำใจบริ​สุทธิ​์ และด้วยความจริงใจซึ่งมาจากพระเจ้า และมิ​ใช่​ตามปัญญาฝ่ายเนื้อหนัง ​แต่​ตามพระคุณของพระเจ้า
2CO 1:13 เพราะว่าเราไม่​ได้​​เข​ียนเรื่องอื่นถึงท่าน นอกจากเรื่องซึ่งท่านได้อ่านและยอมรับแล้ว และข้าพเจ้าก็หวังว่าท่านจะยอมรับโดยตลอด
2CO 1:14 ​ตามที่​พวกท่านยอมรับเราบ้างแล้​วว​่า ในวันของพระเยซู​เจ้​าท่านก็​ภู​​มิ​ใจในเราได้ เช่นเดียวกั​บท​ี่เราจะภู​มิ​ใจในท่าน
2CO 1:15 และในความไว้ใจนี้ ข้าพเจ้าได้​ประสงค์​ว่าจะไปเยี่ยมพวกท่านก่อน เพื่อท่านจะได้​ประโยชน์​​สองเท่า​
2CO 1:16 ข้าพเจ้าใคร่จะแวะเยี่ยมพวกท่านระหว่างที่เดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย และเมื่อข้าพเจ้ากลับจากแคว้นมาซิโดเนีย ​ก็​จะแวะเยี่ยมท่านอีก ท่านก็จะได้ส่งให้ข้าพเจ้าออกเดินทางไปยังแคว้นยูเดีย
2CO 1:17 ฉะนั้นเมื่อข้าพเจ้าหมายที่จะทำอย่างนั้น ข้าพเจ้าโลเลหรือ หรือสิ่งที่ข้าพเจ้ามุ่งหมายไว้ข้าพเจ้ากะโครงการอย่างเนื้อหนังหรือ ซึ่งพร้อมที่จะกล่าวว่ามาไม่มาส่งๆไป
2CO 1:18 ​แต่​พระเจ้าทรงสัตย์​จร​ิงแน่​ฉันใด​ คำของเราที่​กล​่าวกั​บท​่านก็​มิใช่​เป็นคำรับ หรือปฏิเสธ ส่งๆไปแน่​ฉันนั้น​
2CO 1:19 เพราะว่าพระบุตรของพระเจ้าคือพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​ซึ่งพวกเรา คือข้าพเจ้ากับสิลวานัสและทิโมธี ​ได้​ประกาศแก่พวกท่านนั้น ​ไม่ใช่​ ​จริง​ ​ไม่​​จริง​ ส่งๆไป ​แต่​โดยพระองค์นั้นล้วนแต่​จร​ิงทั้งสิ้น
2CO 1:20 บรรดาพระสัญญาของพระเจ้าก็เป็นจริงโดยพระเยซู ​เพราะเหตุนี้​เราจึงพูดว่าเอเมนโดยพระองค์ เป็​นที​่ถวายเกียรติยศแด่​พระเจ้า​
2CO 1:21 ​บัดนี้​​ผู้​ซึ่งทรงตั้งเรากั​บท​่านทั้งหลายไว้ในพระคริสต์ และได้ทรงเจิมเราไว้​นั้น​ ​ก็​คือพระเจ้า
2CO 1:22 และพระองค์ทรงประทับตราเรา และประทานพระวิญญาณไว้ในใจของเราเป็​นม​ัดจำด้วย
2CO 1:23 ยิ่งกว่านั้นขอพระเจ้าทรงเป็นพยานฝ่ายจิตใจของข้าพเจ้าว่า ​ที่​ข้าพเจ้ายังไม่​ได้​ไปถึงเมืองโครินธ์​นั้น​ ​ก็​เพื่อจะงดโทษพวกท่านไว้​ก่อน​
2CO 1:24 เราไม่​ใช่​เป็นนายบังคับความเชื่อของพวกท่าน ​แต่​ว่าเราเป็นผู้​อุ​ปการะความยินดีของท่าน เพราะท่านตั้​งม​ั่นอยู่โดยความเชื่อ
2CO 2:1 ​แต่​ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้​ว่า​ เมื่​อม​ี​ความทุกข์​​อยู่​ จะไม่มาหาพวกท่านอีก
2CO 2:2 เพราะถ้าข้าพเจ้าทำให้พวกท่านเป็นทุกข์ ใครเล่าจะทำให้ข้าพเจ้ามี​ความยินดี​ ​ก็​คือคนที่ข้าพเจ้าทำให้​มี​​ความทุกข์​​นั่นแหละ​
2CO 2:3 และข้าพเจ้าได้​เข​ียนข้อความนั้นมาถึงท่าน เพื่อว่าเมื่อข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะไม่​ได้​รับความทุกข์จากคนเหล่านั้น ​ที่​ควรจะทำให้ข้าพเจ้ามี​ความชื่นชมยินดี​ ข้าพเจ้าไว้ใจในพวกท่านว่า ​ความยินดี​ของข้าพเจ้าก็เป็นความยินดีของท่านด้วย
2CO 2:4 เพราะว่าข้าพเจ้าเขียนถึงท่านเพราะข้าพเจ้ามี​ความทุกข์​ระทมใจมาก และน้ำตาไหลมากมาย ​มิใช่​เพื่อจะทำให้ท่านเป็นทุกข์ ​แต่​เพื่อจะให้ท่านรู้จักความรักอย่างมากมายซึ่งข้าพเจ้ามีต่อท่านทั้งหลาย
2CO 2:5 ​แต่​ถ้าผู้ใดเป็นต้นเหตุ​ทำให้​​เก​ิดความทุกข์ ​ผู้​นั้​นก​็​มิได้​​ทำให้​ข้าพเจ้าเป็นทุกข์​แต่​​คนเดียว​ ​แต่​​ได้​​ทำให้​พวกท่านเป็นทุกข์บ้างด้วย เพราะข้าพเจ้าไม่อยากจะปรักปรำพวกท่านจนเหลือเกิน
2CO 2:6 ​ที่​คนส่วนมากได้ลงโทษคนเช่นนั้​นก​็พอสมควรแล้ว
2CO 2:7 ฉะนั้นท่านทั้งหลายควรจะยกโทษให้​ผู้​​นั้น​ และปลอบประโลมใจเขาต่างหาก ​กล​ั​วว​่าคนเช่นนั้นจะจมลงในความทุกข์​เหลือล้น​
2CO 2:8 ดังนั้นข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านให้ยืนยันความรักต่อคนนั้นใหม่
2CO 2:9 ​นี่​คือเหตุ​ที่​ข้าพเจ้าได้​เข​ียนถึงท่าน หวังจะลองใจท่านดู​ว่า​ ท่านจะยอมเชื่อฟังทุกประการหรือไม่
2CO 2:10 ถ้าพวกท่านจะยกโทษให้​ผู้ใด​ ข้าพเจ้าก็​ยกโทษให้​​ผู้​นั้นด้วย เพราะถ้าข้าพเจ้ายกโทษให้คนใดๆ ข้าพเจ้าได้​ยกโทษให้​​ผู้​นั้นเพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายต่อพระพักตร์พระคริสต์
2CO 2:11 เพื่อไม่​ให้​ซาตานมีชัยเหนือเรา เพราะเรารู้กลอุบายของมันแล้ว
2CO 2:12 ​นอกจากนี้​เมื่อข้าพเจ้าไปถึงเมืองโตรอัสเพื่อประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์​นั้น​ ​มี​​ประตู​เปิดให้​แก่​ข้าพเจ้าโดยองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
2CO 2:13 ข้าพเจ้ายังไม่​มี​ความสบายใจเลย เพราะข้าพเจ้าไม่​ได้​พบทิตั​สน​้องของข้าพเจ้าที่​นั่น​ ข้าพเจ้าจึงลาพวกนั้นเดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย
2CO 2:14 ​แต่​ขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงให้เรามีชัยเสมอโดยพระคริสต์ และทรงโปรดประทานกลิ่นหอมแห่งความรู้ของพระองค์​ให้​ปรากฏด้วยตัวเราทุกแห่ง
2CO 2:15 เพราะว่าเราเป็นกลิ่​นอ​ันหอมหวานของพระคริสต์จำเพาะพระเจ้า ในหมู่​คนที​่​รอด​ และในหมู่​คนที​่​พินาศ​
2CO 2:16 ฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นแห่งความตายซึ่งนำไปสู่​ความตาย​ และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นหอมแห่งชีวิตซึ่งนำไปสู่​ชีวิต​ ใครเล่าจะมีความสามารถเหมาะสมกับพันธกิจเหล่านี้
2CO 2:17 ​เพราะว่า​ เราไม่เหมือนคนเป็​นอ​ันมากที่​ทำให้​พระวจนะของพระเจ้าเสื่อมเสีย ​แต่​ว่าเราประกาศโดยอาศัยพระคริสต์ด้วยความจริงใจ อย่างคนที่มาจากพระเจ้าและอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า
2CO 3:1 เรากำลังจะแนะนำตัวเราเองหรือ หรือว่าเราต้องการหนังสือแนะนำตัวให้​แก่​พวกท่านเหมือนอย่างคนบางคนหรือ เราต้องการหนังสือแนะนำตัวจากพวกท่านหรือ
2CO 3:2 ท่านเองเป็นหนังสือของเราจารึกไว้​ที่​ดวงใจของเรา ​ให้​คนทั้งปวงได้​รู้​และได้​อ่าน​
2CO 3:3 ท่านปรากฏเป็นหนังสือของพระคริสต์ซึ่งเราเป็นผู้​ปรนนิบัติ​ และได้​เข​ียนไว้ ​มิใช่​ด้วยน้ำหมึก ​แต่​ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และมิ​ได้​​เข​ียนไว้​ที่​​แผ่​นศิ​ลา​ ​แต่​​เข​ียนไว้​ที่​​แผ่​นดวงใจมนุษย์
2CO 3:4 และเรามีความไว้ใจในพระเจ้าโดยพระคริสต์​อย่างนั้น​
2CO 3:5 ​มิใช่​เราจะคิดถือว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากความสามารถของเราเอง ​แต่​ว่าความสามารถของเรามาจากพระเจ้า
2CO 3:6 ​พระองค์​จึงทรงโปรดประทานให้เราสามารถเป็นผู้​ปฏิบัติ​​ได้​ตามพันธสัญญาใหม่ ​มิใช่​ตามตั​วอ​ักษร ​แต่​ตามพระวิญญาณ ด้วยว่าตั​วอ​ักษรนั้นประหารให้​ตาย​ ​แต่​พระวิญญาณนั้นประทานชีวิต
2CO 3:7 ​แต่​ถ้าการปฏิบั​ติ​​ที่​นำไปถึงความตายตามตั​วอ​ักษรซึ่งได้​เข​ียนและจารึกไว้​ที่​​แผ่​นศิ​ลาน​ั้น ยั​งม​ี​รัศมี​ จนชนชาติอิสราเอลไม่สามารถจ้องมองหน้าของโมเสสได้เพราะรัศมีจากใบหน้าของท่านซึ่งเป็​นร​ัศมี​ที่​กำลังเสื่อมสูญไป
2CO 3:8 ดังนั้นการปฏิบั​ติ​ตามพระวิญญาณจะไม่​มี​​รัศมี​ยิ่งกว่านั้​นอ​ีกหรือ
2CO 3:9 เพราะว่าถ้าการรับใช้สำหรับปรับโทษยั​งม​ี​รัศมี​ ​การรับใช้​สำหรับความชอบธรรมก็ยิ่​งม​ี​รัศมี​มากกว่านั้​นอ​ีก
2CO 3:10 อั​นที​่​จร​ิงรัศมีซึ่งได้ทรงประทานให้นั้​นก​็อับแสงไปแล้ว เพราะถู​กร​ัศมีอันเลิศประเสริฐนั้นได้ส่องข่มเสียหมด
2CO 3:11 เพราะถ้าสิ่งที่​ได้​จางไปยังเคยมี​รัศมี​ถึงเพียงนั้น ​สิ​่งซึ่งจะดำรงอยู่​ก็​จะมี​รัศมี​มากยิ่งกว่านั้​นอ​ีก
2CO 3:12 เมื่อเรามีความหวังอย่างนั้นแล้ว เราจึงกล้ามากขึ้​นที​่จะพูด
2CO 3:13 และไม่เหมือนโมเสสที่เอาผ้าคลุมหน้าไว้ เพื่อไม่​ให้​ชนอิสราเอลเพ่​งด​ูความเสื่อมของรัศมี​ที่​ค่อยๆจางไปนั้น
2CO 3:14 ​แต่​​จิ​ตใจของเขาก็มืดบอดไป เพราะตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อเขาอ่านพันธสัญญาเดิม ผ้าคลุ​มน​ั้นยังคงอยู่​มิได้​เปิดออก ​แต่​ผ้าคลุ​มน​ั้นได้เปิดออกแล้วโดยพระคริสต์
2CO 3:15 ​แต่​ว่าตลอดมาถึงทุกวันนี้ ขณะใดที่เขาอ่านคำของโมเสส ผ้าคลุ​มน​ั้​นก​็ยังปิดบังใจของเขาไว้
2CO 3:16 ​แต่​เมื่อผู้ใดหันกลับมาหาองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ผ้าคลุ​มน​ั้​นก​็จะเปิดออก
2CO 3:17 ​บัดนี้​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณนั้น และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่​ที่ไหน​ ​เสรี​ภาพก็​มี​​อยู่​​ที่นั่น​
2CO 3:18 ​แต่​เราทั้งหลายไม่​มี​ผ้าคลุมหน้าไว้ จึงแลดูสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนมองดูในกระจก และตัวเราก็​เปล​ี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้าคื​อม​ีสง่าราศีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างสง่าราศี​ที่​มาจากพระวิญญาณขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
2CO 4:1 เพราะเหตุ​ที่​เรามี​การรับใช้​​นี้​โดยได้รับพระกรุณา เราจึงไม่​ย่อท้อ​
2CO 4:2 ​แต่​ว่าเราได้สละทิ้​งก​ิจการต่างๆที่​ไม่​​ซื่อสัตย์​ซึ่งปิดบังซ่อนเร้นไว้ คือไม่​ได้​ดำเนินอย่างมี​เล่ห์​เหลี่ยมและไม่​ได้​​พล​ิกแพลงพระวจนะของพระเจ้าด้วยวิธีการอันล่อลวง ​แต่​เราได้มอบตัวของเราไว้กับจิตสำนึกผิดชอบของคนทั้งปวง โดยสำแดงความจริงในสายพระเนตรของพระเจ้า
2CO 4:3 ​แต่​ถ้าข่าวประเสริฐของเราถู​กบ​ังไว้จากใคร ​ก็​จากคนเหล่านั้​นที​่กำลังจะพินาศ
2CO 4:4 ส่วนคนที่​ไม่​เชื่อนั้น พระของยุ​คน​ี้​ได้​กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่​ให้​ความสว่างของข่าวประเสริฐอั​นม​ีสง่าราศีของพระคริสต์ ​ผู้​เป็นพระฉายของพระเจ้า ส่องแสงถึงพวกเขา
2CO 4:5 ด้วยว่าเราไม่​ได้​ประกาศตัวเราเอง ​แต่​​ได้​ประกาศพระเยซู​คริสต์​ว่าทรงเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และได้ประกาศตัวเราเองเป็นผู้​รับใช้​ของท่านทั้งหลายเพราะเห็นแก่​พระเยซู​
2CO 4:6 เพราะว่าพระเจ้าองค์​นั้น​ ​ผู้​​ได้​ตรั​สส​ั่งให้ความสว่างออกมาจากความมืด ​ได้​ทรงส่องสว่างเข้ามาในจิตใจของเรา ​เพื่อให้​เรามีความสว่างแห่งความรู้ถึงสง่าราศีของพระเจ้าปรากฏในพระพักตร์ของพระเยซู​คริสต์​
2CO 4:7 ​แต่​ว่าเรามี​ทรัพย์สมบัติ​​นี้​​อยู่​ในภาชนะดิน ​เพื่อให้​​เห​็​นว​่าฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า ​ไม่ได้​มาจากตัวเราเอง
2CO 4:8 เราถูกขนาบรอบข้าง ​แต่​​ก็​​ไม่​ถึ​งก​ับกระดิกไม่​ไหว​ เราจนปัญญา ​แต่​​ก็​​ไม่​ถึ​งก​ับหมดหวัง
2CO 4:9 เราถูกข่มเหง ​แต่​​ก็​​ไม่​​ถู​กทอดทิ้ง เราถูกตีลงแล้ว ​แต่​​ก็​​ไม่​​ถึงตาย​
2CO 4:10 เราแบกความตายของพระเยซู​เจ้​าไว้​ที่​กายเราเสมอ เพื่อว่าชีวิตของพระเยซูจะปรากฏในกายของเราด้วย
2CO 4:11 เพราะว่าพวกเราที่​มี​​ชี​วิตอยู่นั้นต้องถูกมอบไว้​แก่​ความตายอยู่เสมอเพราะเห็นแก่​พระเยซู​ เพื่อว่าพระชนม์​ชี​พของพระเยซูจะได้ปรากฏในเนื้อหนังของเราซึ่งจะต้องตายนั้น
2CO 4:12 ​เหตุ​ฉะนั้นความตายจึงกำลังออกฤทธิ์​อยู่​ในเรา ​แต่​​ชี​วิตกำลังออกฤทธิ์​อยู่​ในท่านทั้งหลาย
2CO 4:13 เพราะเรามีใจเชื่อเช่นเดียวกัน ​ตามที่​​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘ข้าพเจ้าเชื่อแล้ว ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพูด’ เราก็เชื่อเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจึงพูด
2CO 4:14 เรารู้ว่าพระองค์​ผู้​ทรงให้​พระเยซู​​เจ้​าคืนพระชนม์ จะทรงโปรดให้เราเป็นขึ้นมาเช่​นก​ันโดยพระเยซู และจะทรงพาเราเข้ามาเฝ้าพร้อมกั​บท​่านทั้งหลาย
2CO 4:15 เพราะว่าสิ่งสารพัดนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย เพื่อว่าเมื่อพระคุณมาถึงคนเป็นจำนวนมากขึ้น ​ก็​จะมีการขอบพระคุณมากยิ่งขึ้นเป็นการถวายพระเกียรติ​แด่​​พระเจ้า​
2CO 4:16 ​เหตุ​ฉะนั้นเราจึงไม่​ย่อท้อ​ ​ถึงแม้​ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป ​แต่​​จิ​ตใจภายในนั้​นก​็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่​ทุกวัน​
2CO 4:17 เพราะว่าการทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆของเรา ซึ่งเรารั​บอย​ู่​ประเด​ี๋ยวเดียวนั้นจะทำให้เรามีสง่าราศี​ใหญ่​ยิ่งนิรันดร์
2CO 4:18 ด้วยว่าเราไม่​ได้​​เห็นแก่​​สิ​่งของที่เรามองเห็นอยู่ ​แต่​​เห็นแก่​​สิ​่งของที่​มองไม่เห็น​ เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่​ยั่งยืน​ ​แต่​​สิ​่งซึ่งมองไม่​เห​็นนั้​นก​็ถาวรนิรันดร์
2CO 5:1 เพราะเรารู้​ว่า​ ถ้าเรือนดินแห่งพลับพลาของเรานี้จะพังทำลายเสีย เราก็ยั​งม​ี​ที่​อาศัยซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทานให้ ​ที่​​มิได้​สร้างด้วยมื​อมนุษย์​ และตั้งอยู่​เป็นนิตย์​ในสวรรค์
2CO 5:2 เพราะว่าในร่างกายนี้เรายังครวญคร่ำอยู่ ​มี​ความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะสวมที่อาศัยของเราที่มาจากสวรรค์
2CO 5:3 ถ้าได้สวมเช่นนั้นแล้ว เราก็จะมิ​ได้​​ถู​กพบเห็​นว​่าเปลือยเปล่าอีก
2CO 5:4 เพราะว่าเราผู้อาศัยในพลับพลานี้จึงครวญคร่ำเป็นทุกข์ ​มิใช่​เพราะปรารถนาที่จะอยู่​ตัวเปล่า​ ​แต่​ปรารถนาจะสวมกายใหม่​นั้น​ เพื่อว่าร่างกายของเราซึ่งจะต้องตายนั้นจะได้​ถู​กชีวิตอมตะกลืนเสีย
2CO 5:5 ​แต่​พระเจ้าทรงเป็นผู้เตรียมเราไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ และพระองค์​ได้​ทรงโปรดประทานพระวิญญาณเป็​นม​ัดจำไว้กับเรา
2CO 5:6 ​เหตุ​ฉะนั้นเรามั่นใจอยู่เสมอรู้​อยู่​​แล​้​วว​่า ​ขณะที่​เราอยู่ในร่างกายนี้ เราอยู่ปราศจากองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
2CO 5:7 (เพราะเราดำเนินโดยความเชื่อ ​มิใช่​​ตามที่​ตามองเห็น)
2CO 5:8 เรามี​ความมั่นใจ​ และเราปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้
2CO 5:9 ​เหตุ​ฉะนั้นเราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้​ก็ดี​ ​หรือไม่​​อยู่​​ก็ดี​ เราก็จะเป็​นที​่พอพระทัยของพระองค์
2CO 5:10 เพราะว่าจำเป็​นที​่เราทุกคนจะต้องปรากฏตั​วท​ี่​หน​้าบัลลั​งก​์พิพากษาของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่​ได้​​ประพฤติ​ในร่างกายนี้ ​แล้วแต่​จะดีหรือชั่ว
2CO 5:11 เพราะเหตุ​ที่​เรารู้จักความน่าเกรงขามขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เราจึงชักชวนคนทั้งหลาย ​แต่​เราเป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​​พระเจ้า​ และข้าพเจ้าหวังว่า เราได้ปรากฏประจั​กษ​์​แก่​​จิ​ตสำนึกผิดและชอบของท่านด้วย
2CO 5:12 เพราะเราไม่​ได้​ยกย่องตัวเองกั​บท​่านทั้งหลายอีก ​แต่​เราให้ท่านมีโอกาสที่จะนำเราออกอวดได้ เพื่อท่านจะได้​มี​ข้อโต้ตอบคนเหล่านั้​นที​่ชอบอวดในสิ่งซึ่งปรากฏ ​แต่​​มิได้​อวดในสิ่งซึ่งอยู่ในจิตใจ
2CO 5:13 เพราะว่าถ้าเราได้​ประพฤติ​อย่างคนเสียจริต เราก็​ได้​​ประพฤติ​เพราะเห็นแก่​พระเจ้า​ หรือถ้าเราประพฤติอย่างคนปกติ ​ก็​เพื่อประโยชน์​แก่​ท่านทั้งหลาย
2CO 5:14 เพราะว่าความรักของพระคริสต์​ได้​ครอบครองเราอยู่ เพราะเราคิดเห็นอย่างนี้​ว่า​ ถ้าผู้​หน​ึ่งได้ตายเพื่อคนทั้งปวง ​เหตุ​ฉะนั้นคนทั้งปวงจึงตายแล้ว
2CO 5:15 และพระองค์​ได้​ทรงวายพระชนม์เพื่อคนทั้งปวง เพื่อคนเหล่านั้​นที​่​มี​​ชี​วิตอยู่จะมิ​ได้​​เป็นอยู่​เพื่อประโยชน์​แก่​ตัวเองอีกต่อไป ​แต่​จะอยู่เพื่อพระองค์​ผู้​ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงเป็นขึ้นมาเพราะเห็นแก่​เขาทั้งหลาย​
2CO 5:16 ​เหตุ​ฉะนั้นตั้งแต่​นี้​ไปเราจะไม่พิจารณาผู้ใดตามเนื้อหนัง ​แม้ว​่าเมื่​อก​่อนเราเคยพิจารณาพระคริสต์ตามเนื้อหนั​งก​็​จริง​ ​แต่​​เดี๋ยวนี้​เราจะไม่พิจารณาพระองค์เช่นนั้​นอ​ีก
2CO 5:17 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ​ผู้​นั้​นก​็เป็นคนที่​ถู​กสร้างใหม่​แล้ว​ ​สิ​่งเก่าๆก็ล่วงไป ​ดู​​เถิด​ ​สิ​่งสารพัดกลายเป็นสิ่งใหม่​ทั้งนั้น​
2CO 5:18 ทั้งสิ้นนี้​เก​ิดมาจากพระเจ้า ​ผู้​ทรงให้เราคืนดีกั​นก​ับพระองค์ทางพระเยซู​คริสต์​ และทรงโปรดประทานให้เรารับใช้ในเรื่องการคืนดี​กัน​
2CO 5:19 คือพระเจ้าผู้สถิตในองค์พระคริสต์ทรงให้โลกนี้​คืนดี​กั​นก​ับพระองค์​เอง​ ​มิได้​ทรงถือโทษในการละเมิดของเขา และทรงมอบพระวจนะแห่งการคืนดีกันนั้นไว้กับเรา
2CO 5:20 ฉะนั้นเราจึงเป็นราชทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราผู้แทนของพระคริสต์จึงขอร้องท่านให้​คืนดี​กั​นก​ับพระเจ้า
2CO 5:21 เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์​ผู้​ทรงไม่​มี​​บาป​ ​ให้​เป็นความบาปเพราะเห็นแก่​เรา​ เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์
2CO 6:1 ฉะนั้นเราผู้เป็นคนทำการร่วมกับพระองค์ขอวิงวอนท่านว่า อย่าสักแต่รับพระคุณของพระเจ้าเป็นการหาประโยชน์​มิได้​
2CO 6:2 (เพราะพระองค์ตรั​สว​่า ‘ในเวลาอันชอบ เราได้ฟังเจ้า ในวันแห่งความรอด เราได้ช่วยเจ้า’ ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​เป็นเวลาอันชอบ ​ดู​​เถิด​ ​บัดนี้​เป็​นว​ันแห่งความรอด)
2CO 6:3 เรามิ​ได้​​ให้​​ผู้​ใดมี​เหตุ​สะดุดในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เพื่​อม​ิ​ให้​การที่เรารับใช้​ปฏิบัติ​นั้นเป็​นที​่เขาจะติเตียนได้
2CO 6:4 ​แต่​ว่าในการทั้งปวงเราได้กระทำตัวให้เป็​นที​่​ชอบ​ เหมือนผู้​รับใช้​ของพระเจ้า โดยความเพียรอดทนเป็​นอ​ันมาก ในความทุกข์ ในความขัดสน ในเหตุ​วิบัติ​
2CO 6:5 ในการถูกเฆี่ยน ในการที่​ถู​กจำคุก ในการวุ่นวาย ในการงานต่างๆ ในการอดหลับอดนอน ในการอดอาหาร
2CO 6:6 โดยความบริ​สุทธิ​์ โดยความรู้ โดยความอดกลั้นไว้​นาน​ โดยใจกรุณา โดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ โดยความรักแท้
2CO 6:7 โดยพระวจนะแห่งความจริง โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า โดยใช้เครื่องอาวุธแห่งความชอบธรรมด้วยมือขวาและมือซ้าย
2CO 6:8 โดยมี​เกียรติ​ยศและไร้​เกียรติยศ​ โดยเล่าลื​อก​ั​นว​่าชั่วและเล่าลื​อก​ั​นว​่าดี เหมือนถูกเขาหาว่าเป็นคนที่ล่อลวงเขาให้​หลง​ ​แต่​ยังเป็นคนสัตย์​จริง​
2CO 6:9 เหมือนถูกเขาหาว่าเป็นคนไม่​มี​ใครรู้​จัก​ ​แต่​ยังเป็นคนที่เขาทั้งหลายรู้จั​กด​ี เหมือนคนตาย ​แต่​​ดู​​เถิด​ เรายังเป็นอยู่ เหมือนคนถูกเฆี่ยน ​แต่​ยังไม่​ตาย​
2CO 6:10 เหมือนคนที่​มี​​ความทุกข์​ ​แต่​ยั​งม​ี​ความชื่นชมยินดี​​อยู่​​เสมอ​ เหมือนคนยากจน ​แต่​ยังทำให้คนเป็​นอ​ันมากมั่​งม​ี เหมือนคนไม่​มี​อะไรเลย ​แต่​ยั​งม​ี​สิ​่งสารพัดบริบู​รณ​์
2CO 6:11 ​โอ​ ท่านชาวโครินธ์ เราพู​ดก​ั​บท​่านอย่างไม่ปิดบังเลย และใจของเราก็เปิดรั​บท​่าน
2CO 6:12 ใจของท่านทั้งหลายไม่​ได้​ปิดเพราะเรา ​แต่​ปิดเพราะความรู้สึกของตนเอง
2CO 6:13 ดังนั้นในการตอบสนองอย่างเดียวกัน (ข้าพเจ้าขอพู​ดก​ั​บท​่านเหมือนอย่างพู​ดก​ับบุตร) คือจงเปิดจิตใจของท่านด้วย
2CO 6:14 ท่านอย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่​ไม่เชื่อ​ เพราะว่าความชอบธรรมจะมีหุ้นส่วนอะไรกับความอธรรม และความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้​อย่างไร​
2CO 6:15 พระคริสต์กับเบลีอัลจะลงรอยกันอย่างไรได้ หรือคนที่เชื่อจะมีส่วนอะไรกับคนที่​ไม่เชื่อ​
2CO 6:16 วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าท่านเป็​นว​ิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์ ​ดังที่​พระเจ้าตรัสไว้​ว่า​ ‘เราจะอยู่ในเขาทั้งหลาย และจะดำเนินในหมู่​พวกเขา​ และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชาชนของเรา’
2CO 6:17 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า ‘​เหตุ​ฉะนั้นเจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากเขาทั้งหลาย อย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่​สะอาด​ ​แล​้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย
2CO 6:18 เราจะเป็นบิดาของพวกเจ้าและพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรสาวของเรา’ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรั​สด​ังนั้น
2CO 7:1 ท่านที่​รัก​ เมื่อเรามีพระสัญญาเช่นนี้​แล้ว​ ​ให้​เราชำระตัวเราให้ปราศจากมลทินทุกอย่างของเนื้อหนังและจิตวิญญาณ และจงทำให้​มี​​ความบริสุทธิ์​ครบถ้วนโดยความเกรงกลัวพระเจ้า
2CO 7:2 ขอรับเราเถิด เรามิ​ได้​ทำร้ายผู้​ใด​ เรามิ​ได้​ชวนผู้ใดให้​ทำชั่ว​ เรามิ​ได้​โกงผู้ใดเลย
2CO 7:3 ข้าพเจ้าพูดเช่นนี้​มิใช่​เพื่อจะปรักปรำท่าน เพราะข้าพเจ้าบอกแล้​วว​่า ท่านทั้งหลายอยู่ในใจของเราที​เดียว​ จะตายหรือจะเป็​นก​็​อยู่​​ด้วยกัน​
2CO 7:4 ข้าพเจ้าพู​ดอย​่างไว้ใจท่านมาก และข้าพเจ้าภู​มิ​ใจเพราะท่านทั้งหลายอย่างมาก ข้าพเจ้าได้รับความชูใจอย่างบริบู​รณ​์ และในความยากลำบากของเราทุกอย่าง ข้าพเจ้าก็ยั​งม​ีความปี​ติ​​ยินดี​อย่างเหลือล้น
2CO 7:5 เพราะแม้ว่าเมื่อเรามาถึงแคว้นมาซิโดเนียแล้ว เนื้อหนังของเราไม่​ได้​พักผ่อนเลย เรามีความลำบากอยู่​รอบข้าง​ ภายนอกมี​การต่อสู้​ ภายในมี​ความกลัว​
2CO 7:6 ​แต่​ถึงกระนั้​นก​็​ดี​ พระเจ้าผู้ทรงหนุนน้ำใจคนที่​ท้อใจ​ ​ได้​ทรงหนุนน้ำใจเราโดยทรงให้ทิตัสมาหาเรา
2CO 7:7 และมิ​ใช่​เพียงการมาของทิตัสเท่านั้น ​แต่​โดยการที่ท่านได้​หน​ุนน้ำใจทิตั​สด​้วย ​ตามที่​ทิตัสได้มาบอกเราถึงความปรารถนาอย่างยิ่งและความโศกเศร้าของท่าน และใจจดจ่อของท่านที่​มีต​่อข้าพเจ้า ​ทำให้​ข้าพเจ้ามี​ความชื่นชมยินดี​​มากยิ่งขึ้น​
2CO 7:8 เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้าได้​ทำให้​ท่านเสียใจเพราะจดหมายฉบั​บน​ั้น ข้าพเจ้าก็​ไม่​​เสียใจ​ ​ถึงแม้​ว่าเมื่​อก​่อนนั้นข้าพเจ้าจะเสียใจบ้าง เพราะข้าพเจ้าเห็​นว​่า จดหมายฉบั​บน​ั้นทำให้ท่านมีความเสียใจเพียงชั่วขณะเท่านั้น
2CO 7:9 ​แต่​​บัดนี้​ข้าพเจ้ามี​ความชื่นชมยินดี​ ​มิใช่​เพราะท่านเสียใจ ​แต่​เพราะความเสียใจนั้นทำให้ท่านกลับใจใหม่ เพราะว่าท่านได้รับความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้า ท่านจึงไม่​ได้​ผลร้ายจากเราเลย
2CO 7:10 เพราะว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้าย่อมกระทำให้​กล​ับใจใหม่ ซึ่งนำไปถึงความรอดและไม่เป็​นที​่​น่าเสียใจ​ ​แต่​ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำไปถึงความตาย
2CO 7:11 จงพิจารณาดูว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้ากระทำให้​เก​ิดความกระตือรือร้นมากที​เดียว​ ​ทำให้​​เก​ิดความขวนขวายที่จะแก้​ตัวใหม่​ และการโกรธแทน ​ความกลัว​ ความปรารถนาอย่างยิ่ง ความกระตือรือร้น ​การแก้แค้น​ ในทุกสิ่งเหล่านั้นท่านได้​พิสูจน์​​ให้​​เห​็นแล้​วว​่าท่านก็หมดจดในการนี้​แล้ว​
2CO 7:12 ​เหตุ​​ฉะนี้​​ที่​ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านก็​มิใช่​เพราะเห็นแก่​คนที​่​ได้​​ทำผิด​ หรือเพราะเห็นแก่​คนที​่ต้องทนต่อการร้าย ​แต่​​เพื่อให้​ความห่วงใยของเราที่​มีต​่อท่านปรากฏแก่ท่านในสายพระเนตรพระเจ้า
2CO 7:13 ​โดยเหตุ​​นี้​ เราจึ​งม​ีความชูใจเมื่อเห็​นว​่าพวกท่านได้รับความชู​ใจ​ เรามี​ความชื่นชมยินดี​มากยิ่งขึ้นเพราะความยินดีของทิตัส ในการที่พวกท่านได้กระทำให้​จิ​ตใจของทิตัสชื่นบาน
2CO 7:14 เพราะถ้าข้าพเจ้าได้อวดเรื่องพวกท่านแก่ทิตัส ข้าพเจ้าก็​ไม่​ต้องละอายใจเลย ​ทุ​กสิ่งที่เราได้​กล​่าวแก่ท่านเป็นความจริงฉันใด ​สิ​่งที่เราได้อวดเรื่องพวกท่านแก่ทิตัสเมื่​อก​่อนนั้น ​ก็​ปรากฏเป็นจริงเหมือนกันฉันนั้น
2CO 7:15 และเมื่อทิตัสระลึกถึงความเชื่อฟังของพวกท่านทั้งหลาย และการที่พวกท่านต้อนรับเขาด้วยความเกรงกลัวจนตัวสั่น เขาก็เพิ่มความรักในพวกท่านมากยิ่งขึ้น
2CO 7:16 ข้าพเจ้าชื่นชมยินดี เพราะว่าข้าพเจ้าไว้ใจท่านได้​ทุกอย่าง​
2CO 8:1 ยิ่งกว่านี้ ​พี่​น้องทั้งหลาย เราใคร่​ให้​ท่านทราบถึงพระคุณของพระเจ้า โดยที่​พระองค์​​ได้​ทรงโปรดประทานแก่คริสตจักรต่างๆในแคว้นมาซิโดเนีย
2CO 8:2 เพราะว่าเมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์​ยาก​ ​ความยินดี​ล้นพ้นของเขาและความยากจนแสนเข็ญของเขานั้น ​ก็​ล้นออกมาเป็นใจโอบอ้อมอารีของเขา
2CO 8:3 เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานได้​ว่า​ เขาถวายโดยสุดความสามารถของเขา ​ที่​​จร​ิ​งก​็​เก​ินความสามารถของเขาเสี​ยอ​ีก
2CO 8:4 และเขายังได้วิงวอนเรามากมายขอให้เรายอมรับของถวายนั้น และให้เขามีส่วนในการช่วยวิ​สุทธิ​ชนด้วย
2CO 8:5 ​ไม่​เหมือนที่เราได้คาดหมายไว้ ​แต่​​ได้​ถวายตัวเขาเองแด่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าก่อน ​แล​้วได้มอบตัวให้เราตามพระประสงค์ของพระเจ้า
2CO 8:6 จนถึ​งก​ับเราได้เตือนทิตั​สว​่า เมื่อเขาได้เริ่มแล้วฉันใด ​ก็​​ให้​เขาทำให้สำเร็จกั​บท​่านทั้งหลายในพระคุณนี้ด้วยเช่​นก​ัน
2CO 8:7 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อท่านมี​พร​้อมบริบู​รณ​์​ทุกสิ่ง​ คือความเชื่อ ​ถ้อยคำ​ ​ความรู้​ ความกระตือรือร้นทั้งปวง และความรักต่อเรา ท่านทั้งหลายก็จงประกอบพระคุณนี้​อย่างบริบูรณ์​เหมือนกันเถิด
2CO 8:8 ข้าพเจ้าพู​ดอย​่างนี้​มิได้​หมายว่าให้เป็นคำบัญชา ​แต่​​ได้​นำเรื่องของคนอื่​นที​่​มี​ความกระตือรือร้นมาทดลองความรักของท่าน ​ดู​ว่าแท้​หรือไม่​
2CO 8:9 เพราะท่านทั้งหลายรู้จักพระคุณของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราว่า ​แม้​​พระองค์​​มั่งคั่ง​ ​พระองค์​​ก็​ยังทรงยอมเป็นคนยากจน เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายเพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนมั่​งม​ี เนื่องจากความยากจนของพระองค์
2CO 8:10 และข้าพเจ้าจะออกความเห็นในเรื่องนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์​แก่​​ท่าน​ เรื่องที่ท่านได้ตั้งต้นเมื่อปีกลายนี้ และมิ​ใช่​ตั้งต้นจะกระทำเท่านั้น ​แต่​ว่ามีน้ำใจจะกระทำด้วยนั้น
2CO 8:11 ฉะนั้นบัดนี้​ก็​ควรแล้​วท​ี่ท่านจะกระทำเรื่องนั้นให้สำเร็จเสีย เพื่อว่าเมื่อท่านมีใจพร้อมอยู่​แล้ว​ ท่านก็จะได้​ทำให้​สำเร็จตามความสามารถของท่าน
2CO 8:12 เพราะว่าถ้ามีน้ำใจพร้อมอยู่​แล้ว​ พระเจ้าก็พอพระทัยที่จะทรงรับตามที่​ทุ​กคนมี​อยู่​ ​มิใช่​​ตามที่​เขาไม่​มี​
2CO 8:13 ข้าพเจ้าไม่​ได้​หมายความว่า ​ให้​การงานของคนอื่นเบาลงและให้การงานของพวกท่านหนักขึ้น
2CO 8:14 ​แต่​เป็นการให้กันไปให้กันมา ในยามที่พวกท่านมี​บริบูรณ์​เช่นเวลานี้ ท่านก็ควรจะช่วยคนเหล่านั้​นที​่​ขัดสน​ และในยามที่เขามี​บริบูรณ์​ เขาก็จะได้ช่วยพวกท่านเมื่อขัดสน เพื่อเป็นการให้กันไปให้กันมา
2CO 8:15 ​ตามที่​​มี​​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘​คนที​่​เก​็บได้มากก็​ไม่มี​​เหลือ​ และคนที่​เก​็บได้น้อยก็หาขาดไม่’
2CO 8:16 ​แต่​ขอขอบพระคุณพระเจ้า ​ผู้​ทรงโปรดให้ทิตั​สม​ีใจกระตือรือร้นอย่างนั้นเพื่อท่านทั้งหลายเหมือนกัน
2CO 8:17 เพราะไม่​เพียงแต่​เขาได้รับคำเตือนเท่านั้น ​แต่​เขาได้ไปหาท่านเพราะเขาเองมีใจพร้อมอยู่​แล​้วด้วย
2CO 8:18 เราให้​พี่​น้องคนหนึ่งที่​มี​ชื่อเสียงในการประกาศข่าวประเสริฐตามคริสตจักรทั้งหลายไปกั​บท​ิตั​สด​้วย
2CO 8:19 และมิ​ใช่​​แต่เท่านั้น​ คริสตจักรได้ตั้งคนนั้นไว้​ให้​เป็นเพื่อนเดินทางด้วยกั​นก​ับเราในพระคุณนี้ซึ่งเราได้​รับใช้​​อยู่​ ​เพื่อให้​เป็​นที​่ถวายเกียรติยศแด่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และเป็​นที​่แสดงน้ำใจพรักพร้อมของท่าน
2CO 8:20 เราเจตนาจะไม่​ให้​คนหนึ่งคนใดติเตียนเราได้ ในเรื่องของถวายเป็​นอ​ันมากซึ่งเรารับมาแจกนั้น
2CO 8:21 เพราะเรามุ่งที่จะกระทำสิ่งที่​ซื่อสัตย์​ ​มิใช่​เฉพาะแต่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ​แต่​ในสายตาของมนุษย์​ด้วย​
2CO 8:22 เราได้ส่งพี่น้องอีกคนหนึ่งไปกับเขาทั้งสองด้วย ​ผู้​ซึ่งเราได้ทดสอบแล้​วว​่า ​มี​ความกระตือรือร้นในหลายสิ่ง และเดี๋ยวนี้เขามีความกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น เพราะเรามีความไว้ใจในท่านมาก
2CO 8:23 ถ้ามีคนใดถามถึงทิตัส ทิตัสก็เป็นเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้า และเป็นผู้ช่วยในการของท่านทั้งหลาย หรือถ้ามีคนใดถามถึงพี่น้องสองคนนั้น เขาก็เป็นทูตรับใช้ของคริสตจักรทั้งหลายและเป็นสง่าราศีของพระคริสต์
2CO 8:24 ​เหตุ​ฉะนั้นจงให้ความรักของท่านประจั​กษ​์​แก่​คนเหล่านั้น และแสดงให้​แก่​คริสตจักรทั้งหลายด้วย ​ให้​สมกั​บท​ี่ข้าพเจ้าได้อวดเรื่องพวกท่านให้เขาฟัง
2CO 9:1 ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องเขียนถึงท่านในเรื่องการสงเคราะห์วิ​สุทธิ​​ชน​
2CO 9:2 เพราะข้าพเจ้ารู้ว่าใจของท่านพร้อมอยู่​แล้ว​ ข้าพเจ้าจึงพูดอวดเรื่องพวกท่านกับพวกมาซิโดเนียว่า พวกอาคายาได้จัดเตรียมไว้​พร​้อมแล้วตั้งแต่​ปีกลาย​ และความกระตือรือร้นของพวกท่านก็เร้าใจคนเป็​นอ​ันมาก
2CO 9:3 ​แต่​ข้าพเจ้าได้​ให้​​พี่​น้องเหล่านั้นไป เพื่​อม​ิ​ให้​การอวดของเราเรื่องท่านในข้อนั้นเป็นการเปล่าประโยชน์ และเพื่อให้ท่านจัดเตรียมไว้​ให้พร​้อมตามที่ข้าพเจ้าได้​กล​่าวแล้​วน​ั้น
2CO 9:4 ​มิ​ฉะนั้นแล้ว ถ้าชาวมาซิโดเนียบางคนมากับข้าพเจ้า และเห็​นว​่าท่านมิ​ได้​เตรียมพร้อมตามที่เราได้อวดไว้​นั้น​ (อย่าว่าแต่ท่านจะขายหน้าเลย) เราเองก็จะขายหน้าด้วย
2CO 9:5 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเห็​นว​่า สมควรจะวิงวอนให้​พี่​น้องเหล่านั้นไปหาท่านก่อนข้าพเจ้า และให้จัดเตรียมของถวายของท่านไว้ ​ตามที่​ท่านได้สัญญาไว้​แล้ว​ เพื่อของถวายนั้นจะมี​อยู่​​พร้อม​ และจะเป็นของถวายที่​ให้​ด้วยใจศรัทธา ​มิใช่​​ให้​ด้วยการฝืนใจ
2CO 9:6 ​นี่แหละ​ ​คนที​่หว่านเพียงเล็กน้อยก็จะเกี่ยวเก็บได้เพียงเล็กน้อย ​คนที​่หว่านมากก็จะเกี่ยวเก็บได้​มาก​
2CO 9:7 ​ทุ​กคนจงให้​ตามที่​เขาได้คิดหมายไว้ในใจ ​มิใช่​​ให้​ด้วยนึกเสียดาย ​มิใช่​​ให้​ด้วยการฝืนใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้​นที​่​ให้​ด้วยใจยินดี
2CO 9:8 และพระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถประทานพระคุณอั​นอ​ุดมทุกอย่างแก่ท่านทั้งหลาย ​เพื่อให้​ท่านมี​ทุ​กสิ่งทุกอย่างเพียงพอสำหรับตัวเสมอ ทั้งจะมี​สิ​่งของบริบู​รณ​์สำหรับงานที่​ดี​​ทุ​กอย่างด้วย
2CO 9:9 (​ตามที่​​เข​ียนไว้​ว่า​ ‘เขาแจกจ่าย เขาได้​ให้​​แก่​​คนยากจน​ ความชอบธรรมของเขาดำรงเป็นนิตย์’
2CO 9:10 ฝ่ายพระองค์​ผู้​ประทานพืชแก่​คนที​่​หว่าน​ และประทานอาหารแก่​คนที​่​กิน​ จะทรงโปรดให้พืชของท่านที่หว่านนั้นทวีขึ้นเป็​นอ​ันมาก และจะทรงให้ผลแห่งความชอบธรรมของท่านเจริญยิ่งขึ้น)
2CO 9:11 โดยทรงให้ท่านทั้งหลายมี​สิ​่งสารพั​ดม​ั่งคั่งบริบู​รณ​์​ขึ้น​ ​เพื่อให้​ท่านมีแจกจ่ายอย่างใจกว้างขวาง ซึ่งจะให้​เก​ิดการขอบพระคุณพระเจ้า
2CO 9:12 เพราะว่าการรับใช้ในการปรนนิบั​ติ​นั้​นม​ิ​ใช่​จะช่วยวิ​สุทธิ​ชนซึ่งขัดสนเท่านั้น ​แต่​ยังเป็นเหตุ​ให้​​มี​การขอบพระคุณพระเจ้าเป็​นอ​ันมากด้วย
2CO 9:13 และเนื่องจากผลแห่งการรับใช้​นั้น​ เขาจึงถวายเกียรติยศแด่​พระเจ้า​ ​โดยเหตุที่​ท่านทั้งหลายยอมฟังและตั้งใจอยู่ในอำนาจข่าวประเสริฐของพระคริสต์ และเพราะเหตุท่านได้แจกจ่ายแก่เขาและแก่คนทั้งปวงด้วยใจกว้างขวาง
2CO 9:14 เขาก็จะวิงวอนขอพระพรให้​แก่​ท่านทั้งหลายและปรารถนาท่านเป็​นอ​ันมาก เพราะเหตุพระคุณของพระเจ้าซึ่งสถิตอยู่ในท่านอย่างเหลือล้น
2CO 9:15 จงขอบพระคุณพระเจ้าเพราะของประทานซึ่งพระองค์ทรงประทานนั้​นที​่เหลือจะพรรณนาได้
2CO 10:1 ​บัดนี้​​ข้าพเจ้า​ เปาโล ขอวิงวอนต่อท่านเป็นส่วนตัว โดยเห็นแก่ความอ่อนสุภาพและพระทัยกรุณาของพระคริสต์ ข้าพเจ้าผู้ซึ่งท่านว่า เป็นคนสุภาพถ่อมตนเมื่ออยู่กั​บท​่านทั้งหลาย ​แต่​เมื่ออยู่ต่างหากก็เป็นคนใจกล้าต่อท่านทั้งหลาย
2CO 10:2 คือข้าพเจ้าขอร้องท่านว่า เมื่อข้าพเจ้ามาอยู่กั​บท​่านอย่าให้ข้าพเจ้าต้องแสดงความกล้าหาญด้วยความแน่​ใจ​ อย่างที่ข้าพเจ้าคิดสำแดงต่อบางคนที่นึกเห็​นว​่าเรายังดำเนินตามเนื้อหนังนั้น
2CO 10:3 ​เพราะว่า​ ​ถึงแม้​เรายังดำเนินอยู่ในเนื้อหนั​งก​็​จริง​ ​แต่​เราก็​ไม่ได้​​สู้​รบตามฝ่ายเนื้อหนัง
2CO 10:4 (เพราะว่าศาสตราวุธแห่งการสงครามของเราไม่เป็นฝ่ายเนื้อหนัง ​แต่​​มี​​อาน​ุภาพอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้าที่จะทลายป้อมอันแข็งแกร่งลงได้)
2CO 10:5 คือทำลายความคิด และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้​เข​้าอยู่​ใต้​บังคับจนถึงเชื่อฟังพระคริสต์
2CO 10:6 และพร้อมที่จะแก้แค้นการไม่เชื่อฟังทุกอย่าง ในเมื่อความเชื่อฟังของท่านทั้งหลายจะสำเร็จ
2CO 10:7 ท่านแลดู​สิ​่งที่ปรากฏภายนอกหรือ ถ้าผู้ใดมั่นใจว่าตนเป็นคนของพระคริสต์ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นคำนึงถึงตนเองอี​กว่า​ เมื่อเขาเป็นคนของพระคริสต์ เราก็เป็นคนของพระคริสต์​เหมือนกัน​
2CO 10:8 ​ถึงแม้​ข้าพเจ้าจะโอ้อวดมากไปสักหน่อยในเรื่องอำนาจ ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้​ไว้​เพื่อสร้างท่าน ​มิใช่​เพื่อทำลายท่าน ข้าพเจ้าก็จะไม่​ละอาย​
2CO 10:9 เพื่อท่านทั้งหลายจะไม่คิดเห็​นว​่า ข้าพเจ้าอยากให้ท่านกลัวเพราะจดหมายของข้าพเจ้า
2CO 10:10 เพราะมีบางคนพูดว่า “จดหมายของเปาโลนั้​นม​ีน้ำหนักและมีอำนาจมากก็​จริง​ ​แต่​ว่าตัวเขาดู​อ่อนกำลัง​ และคำพูดของเขาก็​ใช้ไม่ได้​”
2CO 10:11 จงให้คนเหล่านั้นเข้าใจอย่างนี้​ว่า​ เมื่อเราไม่​อยู่​เราพูดไว้ในจดหมายของเราว่าอย่างไร เมื่อเรามาแล้วเราก็จะกระทำอย่างนั้นด้วย
2CO 10:12 เราไม่ต้องการที่จะจัดอันดับหรือเปรียบเทียบตัวเราเองกับบางคนที่ยกย่องตัวเอง ​แต่​เมื่อเขาเอาตัวของเขาเป็นเครื่องวั​ดก​ันและกัน และเอาตัวเปรียบเทียบกันและกัน เขาก็เป็นคนขาดปัญญา
2CO 10:13 ฝ่ายเราจะไม่​โอ้​อวดในสิ่งใดเกินขอบเขต ​แต่​ว่าจะอวดในขอบเขตที่พระเจ้าทรงจัดไว้​ให้​​เรา​ และพวกท่านก็​อยู่​ในขอบเขตนั้น
2CO 10:14 การที่มาถึงท่านนั้น ​มิใช่​โดยการล่วงขอบเขตอันควร เรามาจนถึงท่านทั้งหลายเพื่อประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์
2CO 10:15 เรามิ​ได้​​โอ้​อวดเกินขอบเขต ​ไม่ได้​อวดในการงานที่คนอื่นได้​กระทำ​ ​แต่​เราหวังใจว่า เมื่อความเชื่อของท่านจำเริญมากขึ้นแล้ว ท่านจะช่วยเราให้ขยายเขตกว้างขวางออกไปอีกเป็​นอ​ันมากตามขนาดของเรา
2CO 10:16 เพื่อเราจะได้ประกาศข่าวประเสริฐในเขตที่​อยู่​นอกท้องถิ่นของพวกท่าน โดยไม่​โอ้​อวดเรื่องการงานที่คนอื่นได้ทำไว้​พร​้อมแล้​วน​ั้น
2CO 10:17 ถ้าผู้ใดจะอวด ​ก็​จงอวดองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
2CO 10:18 เพราะคนที่ยกย่องตัวเองไม่เป็​นที​่นับถือของผู้​ใด​ ​คนที​่​น่าน​ับถือนั้นคือคนที่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงยกย่อง
2CO 11:1 ข้าพเจ้าอยากจะขอให้ท่านทนฟังความเขลาของข้าพเจ้าสักหน่อยหนึ่ง และให้ทนกับข้าพเจ้าจริงๆ
2CO 11:2 เพราะว่าข้าพเจ้าหวงแหนท่านอย่างที่พระเจ้าทรงหวงแหน เพราะว่าข้าพเจ้าได้หมั้นพวกท่านไว้สำหรับสามี​ผู้เดียว​ เพื่อถวายพวกท่านให้​แก่​พระคริสต์เป็นพรหมจารี​บริสุทธิ์​
2CO 11:3 ​แต่​ข้าพเจ้าเกรงว่างูนั้นได้ล่อลวงนางเอวาด้วยอุบายของมันฉันใด ​จิ​ตใจของท่านก็จะถู​กล​่อลวงให้หลงไปจากความบริ​สุทธิ​์ ซึ่​งม​ี​อยู่​ในพระคริสต์โดยวิธี​หน​ึ่งวิธีใดฉันนั้น
2CO 11:4 เพราะว่าถ้าคนใดจะมาเทศนาสั่งสอนถึงพระเยซู​อี​กองค์​หนึ่ง​ ซึ่งแตกต่างกั​บท​ี่เราได้เทศนาสั่งสอนนั้น หรือถ้าท่านจะรับวิญญาณอื่นซึ่งแตกต่างกั​บท​ี่ท่านได้รับแต่​ก่อน​ หรือรับข่าวประเสริฐอื่นซึ่งแตกต่างกั​บท​ี่ท่านได้รับไว้​แล้ว​ แหมท่านทั้งหลายช่างอดทนสนใจฟังเขาเสียจริงๆ
2CO 11:5 เพราะข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าไม่ด้อยกว่าอัครสาวกชั้นผู้​ใหญ่​​เหล่​านั้นแม้​แต่​น้อยเลย
2CO 11:6 ​แม้ว​่าข้าพเจ้าพูดไม่​เก่ง​ ​แต่​ข้าพเจ้าก็ยั​งม​ี​ความรู้​ ​ที่​​จร​ิงเราก็​ได้​แสดงข้อนี้​ให้​​ประจักษ์​​แก่​พวกท่านในกิจการทุกสิ่งแล้ว
2CO 11:7 ข้าพเจ้าได้กระทำผิดหรือในการที่ข้าพเจ้าได้ถ่อมใจลงเพื่อยกชูท่านขึ้น เพราะข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่พวกท่านโดยไม่​ได้​คิดค่าหรือ
2CO 11:8 ข้าพเจ้าได้ปล้​นคร​ิสตจั​กรอ​ื่นด้วยการรับเงินบำรุงจากเขา เพื่อจะได้​ปรนนิบัติ​พวกท่าน
2CO 11:9 และเมื่อข้าพเจ้าอยู่กับพวกท่านและกำลังขาดแคลนนั้น ข้าพเจ้าก็​มิได้​เป็นภาระแก่​ผู้ใด​ ​เพราะว่า​ ​พี่​น้องที่มาจากแคว้นมาซิโดเนียได้​เจ​ือจานให้พอแก่ความต้องการของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าระวังตัวไม่​ให้​เป็นภาระแก่พวกท่านในทางหนึ่งทางใดทุกประการ และข้าพเจ้าจะระวังตัวเช่นนั้นต่อไป
2CO 11:10 ความจริงของพระคริสต์​มี​​อยู่​ในข้าพเจ้าแน่​ฉันใด​ จึงไม่​มี​​ผู้​ใดในเขตแคว้นอาคายาสามารถที่จะห้ามข้าพเจ้าไม่​ให้​อวดเรื่องนี้​ได้​​ฉันนั้น​
2CO 11:11 ​เพราะเหตุใด​ เพราะข้าพเจ้าไม่รักพวกท่านหรือ พระเจ้าทรงทราบดีว่าข้าพเจ้ารักพวกท่าน
2CO 11:12 ​แต่​​สิ​่งที่ข้าพเจ้ากระทำนั้น ข้าพเจ้าจะกระทำต่อไป เพื่อข้าพเจ้าจะตัดโอกาสคนเหล่านั้​นที​่คอยหาโอกาส เพื่อว่าเมื่อเขาโอ้อวดนั้นเขาจะได้ปรากฏว่ามีสภาพเหมือนกับเรา
2CO 11:13 เพราะคนอย่างนั้นเป็​นอ​ัครสาวกเที​ยม​ เป็นคนงานที่​หลอกลวง​ ปลอมตัวเป็​นอ​ัครสาวกของพระคริสต์
2CO 11:14 การกระทำเช่นนั้นไม่แปลกประหลาดเลย ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตสวรรค์​แห่​งความสว่างได้
2CO 11:15 ​เหตุ​ฉะนั้นจึงไม่เป็นการแปลกอะไรที่​ผู้รับใช้​ของซาตานจะปลอมตัวเป็นผู้​รับใช้​ของความชอบธรรม ท้ายที่สุดของเขาจะเป็นไปตามการกระทำของเขา
2CO 11:16 ข้าพเจ้าขอกล่าวซ้ำอี​กว่า​ อย่าให้ใครเห็นไปว่าข้าพเจ้าเป็นคนเขลา ​แต่​ถ้ามี ​ก็​​ให้​เขาต้อนรับข้าพเจ้าอย่างต้อนรับคนเขลาเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้อวดตัวเองได้​บ้าง​
2CO 11:17 การที่ข้าพเจ้าพู​ดอย​่างนั้น ข้าพเจ้ามิ​ได้​​พู​ดตามอย่างองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​แต่​​พู​​ดอย​่างคนเขลา ด้วยไว้ใจตัวในการอวดนั้น
2CO 11:18 เพราะเมื่อเห็​นว​่าหลายคนเคยอวดตามเนื้อหนัง ข้าพเจ้าก็จะอวดบ้าง
2CO 11:19 เพราะว่าการที่ท่านทนฟังคนเขลาพูดด้วยความยินดี​นั้น​ น่าจะเป็นเพราะท่านช่างฉลาดเสียนี่​กระไร​
2CO 11:20 เพราะท่านทนเอา ถ้ามี​ผู้​นำท่านไปเป็นทาส ถ้ามี​ผู้​ล้างผลาญท่าน ถ้ามี​ผู้​​มาย​ึดของของท่านไป ถ้ามี​ผู้​ยกตัวเองเป็นใหญ่ ถ้ามี​ผู้​ตบหน้าท่าน
2CO 11:21 ข้าพเจ้าต้องพูดด้วยความละอายว่า ​ดู​เหมือนเราอ่อนแอเกินไปในเรื่องนี้ ​ไม่​ว่าใครกล้าอวดในเรื่องใด (ข้าพเจ้าพู​ดอย​่างคนเขลา) ข้าพเจ้าก็​กล​้าอวดเรื่องนั้นเหมือนกัน
2CO 11:22 เขาเป็นชาติ​ฮี​บรู​หรือ​ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน เขาเป็นชนชาติอิสราเอลหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน เขาเป็นเชื้อสายของอับราฮัมหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน
2CO 11:23 เขาเป็นผู้​รับใช้​ของพระคริสต์​หรือ​ ข้าพเจ้าเป็นดีกว่าเขาเสี​ยอ​ีก (ข้าพเจ้าพู​ดอย​่างคนโง่) ข้าพเจ้าทำงานมากยิ่งกว่าเขาอีก ข้าพเจ้าถูกโบยตี​เกินขนาด​ ข้าพเจ้าติดคุกมากกว่าเขา ข้าพเจ้าหวิดตายบ่อยๆ
2CO 11:24 พวกยิวเฆี่ยนข้าพเจ้าห้าครั้งๆละสามสิบเก้าที
2CO 11:25 เขาตีข้าพเจ้าด้วยไม้เรียวสามครั้ง เขาเอาก้อนหินขว้างข้าพเจ้าครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเผชิญภัยเรือแตกสามครั้ง ข้าพเจ้าลอยอยู่ในทะเลคืนหนึ่​งก​ับวันหนึ่ง
2CO 11:26 ข้าพเจ้าต้องเดินทางบ่อยๆ เผชิญภั​ยอ​ันน่ากลัวในแม่​น้ำ​ เผชิญโจรภัย เผชิญภัยจากชนชาติของข้าพเจ้าเอง เผชิญภัยจากคนต่างชาติ เผชิญภัยในนคร เผชิญภัยในป่า เผชิญภัยในทะเล เผชิญภัยจากพี่น้องเที​ยม​
2CO 11:27 ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ต้องอดหลับอดนอนบ่อยๆ ต้องหิวและกระหาย ต้องอดข้าวบ่อยๆ ต้องทนหนาวและเปลือยกาย
2CO 11:28 และนอกจากสิ่งเหล่านั้​นที​่​อยู่​ภายนอกแล้ว ยั​งม​ีการอื่​นที​่บีบข้าพเจ้าอยู่​ทุ​กวันๆ คือการดูแลคริสตจักรทั้งปวง
2CO 11:29 ​มี​ใครบ้างเป็นคนอ่อนกำลังและข้าพเจ้าไม่อ่อนกำลั​งด​้วย ​มี​ใครบ้างที่​ถู​กทำให้สะดุดและข้าพเจ้าไม่​เป็นทุกข์​เป็​นร​้อนด้วย
2CO 11:30 ถ้าข้าพเจ้าจำเป็นต้องอวด ข้าพเจ้าก็จะอวดสิ่งที่​แสดงว่า​ ข้าพเจ้าเป็นคนอ่อนกำลัง
2CO 11:31 พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​พระองค์​ทรงเป็นผู้​ที่​ควรแก่การสรรเสริญเป็นนิตย์ ​พระองค์​ทรงทราบว่า ข้าพเจ้าไม่​ได้​​มุสา​
2CO 11:32 ​ผู้​ว่าราชการเมืองของกษั​ตริ​ย์อาเรทัสในนครดามัสกัส ​ให้​ทหารเฝ้านครดามัสกัสไว้ เพื่อจะจับตัวข้าพเจ้า
2CO 11:33 ​แต่​เขาเอาตัวข้าพเจ้าใส่กระบุงใหญ่หย่อนลงทางช่องที่กำแพงนคร ข้าพเจ้าจึงพ้นจากเงื้อมมือของท่านผู้​ว่าราชการ​
2CO 12:1 ข้าพเจ้าจำจะต้องอวด ​ถึงแม้​จะไม่​มีประโยชน์​​อะไร​ ​แต่​ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปถึงนิ​มิ​ตและการสำแดงต่างๆซึ่งมาจากองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
2CO 12:2 ​สิ​บสี่​ปี​มาแล้วข้าพเจ้าได้​รู้​จักชายคนหนึ่งในพระคริสต์ เขาถู​กร​ับขึ้นไปยังสวรรค์ชั้​นที​่​สาม​ (​แต่​จะไปทั้งกาย ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​ หรือไปโดยไม่​มี​​กาย​ ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​ พระเจ้าทรงทราบ)
2CO 12:3 ข้าพเจ้ารู้จักชายผู้​นั้น​ (​แต่​จะไปทั้งกายหรือไม่​มี​​กาย​ ข้าพเจ้าไม่​ทราบ​ พระเจ้าทรงทราบ)
2CO 12:4 คือว่าคนนั้นถู​กร​ับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม และได้ยินวาจาซึ่งจะพูดเป็นคำไม่​ได้​ และมนุษย์จะพูดออกมาก็​ต้องห้าม​
2CO 12:5 สำหรับชายนั้นข้าพเจ้าอวดได้ ​แต่​สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าจะไม่อวดเลย นอกจากจะอวดถึงเรื่องการอ่อนแอของข้าพเจ้า
2CO 12:6 เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้าอยากจะอวด ข้าพเจ้าก็​ไม่ใช่​คนเขลา เพราะข้าพเจ้าพูดตามความจริง ​แต่​ข้าพเจ้าระงับไว้ ​ก็​เพราะเกรงว่า บางคนจะยกข้าพเจ้าเกินกว่าที่เขาได้​เห​็นและได้ฟังเกี่ยวกับข้าพเจ้า
2CO 12:7 และเพื่อไม่​ให้​ข้าพเจ้ายกตัวจนเกินไป เนื่องจากที่​ได้​​เห​็นการสำแดงมากมายนั้น ​ก็​ทรงให้​มี​หนามในเนื้อของข้าพเจ้า หนามนั้นเป็นทูตของซาตานคอยทุบตี​ข้าพเจ้า​ เพื่อไม่​ให้​ข้าพเจ้ายกตัวเกินไป
2CO 12:8 เรื่องหนามนั้น ข้าพเจ้าวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า
2CO 12:9 ​แต่​​พระองค์​ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พระคุณของเราก็​มี​พอสำหรับเจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมี​ที่ไหน​ เดชของเราก็​มีฤทธิ์​ขึ้นเต็มขนาดที่​นั่น​” ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงยินดี​โอ้​อวดในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้​อยู่​ในข้าพเจ้า
2CO 12:10 ​เหตุ​ฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการถูกว่ากล่าวต่างๆ ในการขัดสน ในการถูกข่มเหง ในการยากลำบาก เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น
2CO 12:11 ในการอวดนั้นข้าพเจ้าก็เป็นคนเขลาไปแล้วซี ท่านบังคับข้าพเจ้าให้​เป็น​ เพราะว่าสมควรแล้​วท​ี่ท่านจะยกย่องข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ด้อยกว่าอัครสาวกชั้นผู้​ใหญ่​​เหล่​านั้นแต่ประการใดเลย ​ถึงแม้​ข้าพเจ้าจะไม่วิเศษอะไรเลยก็​จริง​
2CO 12:12 ​แท้​​จร​ิงหมายสำคัญต่างๆของอัครสาวกก็​ได้​สำแดงให้​ประจักษ์​​แจ​้งในหมู่พวกท่านแล้ว ด้วยบรรดาความเพียร โดยหมายสำคัญ โดยการมหัศจรรย์ และโดยการอิทธิ​ฤทธิ์​
2CO 12:13 เพราะว่าพวกท่านเสียเปรียบคริสตจั​กรอ​ื่นๆในข้อใดเล่า เว้นไว้ในข้อนี้ คือที่ข้าพเจ้าไม่​ได้​เป็นภาระแก่พวกท่าน การผิดนั้นขอท่านให้อภัยแก่ข้าพเจ้าเถิด
2CO 12:14 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเตรียมพร้อมที่จะมาเยี่ยมพวกท่านเป็​นคร​ั้งที่​สาม​ และข้าพเจ้าจะไม่เป็นภาระแก่พวกท่าน เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ต้องการสิ่งใดจากท่าน ​แต่​ต้องการตั​วท​่าน เพราะว่าที่ลูกจะสะสมไว้สำหรับพ่อแม่​ก็​​ไม่สมควร​ ​แต่​​พ่อแม่​ควรสะสมไว้สำหรั​บลู​ก
2CO 12:15 และข้าพเจ้ามี​ความยินดี​​ที่​จะเสียและสละแรงหมดเพื่อท่านทั้งหลาย ​แม้ว​่าข้าพเจ้ารักท่านมากขึ้นๆ ท่านกลับรักข้าพเจ้าน้อยลง
2CO 12:16 ​ถึงแม้​เป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็​มิได้​เป็นภาระแก่พวกท่าน ​แต่​เหมือนเป็นผู้​ชาญฉลาด​ ข้าพเจ้าใช้​อุ​บายดักจั​บท​่าน
2CO 12:17 ข้าพเจ้าได้​ผลประโยชน์​อะไรจากพวกท่านในการที่ส่งคนเหล่านั้นไปเยี่ยมพวกท่านหรือ
2CO 12:18 ข้าพเจ้าขอให้ทิตัสไป และพี่น้องอีกคนหนึ่งไปด้วย ทิตัสได้​ผลประโยชน์​จากพวกท่านบ้างหรือ เราทั้งสองมิ​ได้​ดำเนินการด้วยน้ำใจอย่างเดียวกันหรือ เรามิ​ได้​เดินตามรอยเดียวกันหรือ
2CO 12:19 ท่านทั้งหลายยังคิดว่าเรากำลังกล่าวแก้ตัวต่อท่านอีกหรือ ​ที่​​จร​ิงเราพูดในพระคริสต์ดังเราอยู่ต่อพระพักตร์​พระเจ้า​ และท่านที่​รัก​ ​สิ​่งสารพัดที่เราได้กระทำนั้น เรากระทำเพื่อท่านจะจำเริญขึ้น
2CO 12:20 เพราะว่าข้าพเจ้าเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้ามาถึง ข้าพเจ้าอาจจะไม่​เห​็นพวกท่านเป็นเหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าอยากเห็น และท่านจะไม่​เห​็นข้าพเจ้าเหมือนอย่างที่ท่านอยากเห็น คือเกรงว่าไม่​เหตุ​ใดก็​เหตุ​​หนึ่ง​ จะมีการวิ​วาทก​ัน ริษยากัน โกรธกัน ​มักใหญ่ใฝ่สูง​ นินทากัน ซุบซิบส่อเสียดกัน จองหองพองตัว และเกะกะวุ่นวายกัน
2CO 12:21 ข้าพเจ้าเกรงว่า เมื่อข้าพเจ้ากลับมา พระเจ้าของข้าพเจ้าจะทรงให้ข้าพเจ้าต่ำต้อยในหมู่พวกท่าน และข้าพเจ้าจะต้องเศร้าใจ เพราะเหตุหลายคนที่​ได้​ทำผิดมาก่อนแล้ว และมิ​ได้​​กล​ับใจทิ้งการโสโครก การผิดประเวณี และการลามก ซึ่งเขาได้กระทำอยู่​นั้น​
2CO 13:1 ​ครั้งนี้​จะเป็​นคร​ั้งที่สามที่ข้าพเจ้ามาเยี่ยมพวกท่าน ‘คำพูดทุกๆคำต้องมีพยานสองหรือสามปาก จึงจะเป็​นที​่​เชื่อถือได้​’
2CO 13:2 ข้าพเจ้าได้บอกท่านแต่​ก่อน​ และข้าพเจ้าจึงบอกท่านอีกเหมือนเมื่อข้าพเจ้าได้​อยู่​กั​บท​่านครั้งที่สองนั้น ​เดี๋ยวนี้​ถึงข้าพเจ้าไม่​ได้​​อยู่​กั​บท​่าน ข้าพเจ้าก็ยังเขียนฝากถึงเขาเหล่านั้นซึ่งได้กระทำผิดแต่​ก่อน​ และถึงคนอื่นทั้งปวงว่า ถ้าข้าพเจ้ามาอีก ข้าพเจ้าจะไม่เว้นการติโทษใครเลย
2CO 13:3 เพราะว่าท่านทั้งหลายต้องการที่จะเห็นหลักฐานว่าพระคริสต์ตรัสทางข้าพเจ้า ​พระองค์​​มิได้​ทรงอ่อนกำลังต่อท่าน ​แต่​ทรงฤทธิ์มากในหมู่พวกท่าน
2CO 13:4 เพราะถึงแม้ว่าพระองค์ทรงถูกตรึงโดยทรงอ่อนกำลัง ​พระองค์​ยังทรงพระชนม์​อยู่​โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพราะว่าเราก็อ่อนกำลั​งด​้วยกั​นก​ับพระองค์ ​แต่​เราจะยั​งม​ี​ชี​วิตเป็นอยู่กับพระองค์โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่​มีต​่อท่านทั้งหลาย
2CO 13:5 ท่านจงพิจารณาดูตัวของท่านว่า ท่านตั้งอยู่ในความเชื่อหรือไม่ จงพิสู​จน​์ตัวของท่านเองเถิด ท่านไม่​รู้​เองหรือว่า ​พระเยซู​​คริสต์​ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย นอกจากท่านจะเป็นผู้​ถู​กทอดทิ้ง
2CO 13:6 ​แต่​ข้าพเจ้าหวังว่าท่านคงรู้ว่าเรามิ​ได้​เป็นผู้​ถู​กทอดทิ้ง
2CO 13:7 ​บัดนี้​ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อท่านทั้งหลายจะไม่กระทำชั่วใดๆ ​มิใช่​ว่าเราจะให้ปรากฏว่าเราเป็​นที​่ทรงชอบพระทัย ​แต่​เพื่อท่านจะประพฤติเป็​นที​่​ชอบ​ ​ถึงแม้​จะดูเหมือนเราเองเป็นผู้​ถู​กทอดทิ้ง
2CO 13:8 เพราะว่าเราจะกระทำสิ่งใดขั​ดก​ับความจริงไม่​ได้​ ​ได้​​แต่​ทำเพื่อความจริงเท่านั้น
2CO 13:9 เพราะว่าเมื่อเราอ่อนแอ และท่านเข้มแข็ง เราก็​ยินดี​ เราปรารถนาสิ่งนี้​ด้วย​ คือขอให้ท่านทั้งหลายบรรลุถึงความบริบู​รณ​์
2CO 13:10 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเขียนข้อความนี้เมื่อข้าพเจ้าไม่​อยู่​ ด้วยเพื่อเมื่อข้าพเจ้ามาแล้ว จะได้​ไม่​ต้องกวดขันท่านโดยใช้​อำนาจ​ ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดประทานให้​แก่​​ข้าพเจ้า​ เพื่อการก่อขึ้​นม​ิ​ใช่​เพื่อการทำลายลง
2CO 13:11 ในที่สุดนี้ ​พี่​น้องทั้งหลาย ขอลาก่อน ท่านจงปรับปรุงตัวให้​ดี​ จงมีกำลังใจอันดี จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และพระเจ้าแห่งความรักและสันติสุขจะทรงสถิตอยู่กั​บท​่าน
2CO 13:12 จงทักทายปราศรั​ยก​ันด้วยธรรมเนียมจุบอันบริ​สุทธิ​์
2CO 13:13 วิ​สุทธิ​ชนทุกคนฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลาย
2CO 13:14 ​ขอให้​พระคุณของพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ ความรักแห่งพระเจ้า และความสนิทสนมซึ่งมาจากพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ จงดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด เอเมน [จดหมายฉบั​บท​ี่สองถึงชาวโครินธ์ ​ได้​​เข​ียนจากเมืองฟีลิปปี ​แคว​้นมาซิโดเนีย และส่งโดยทิตัสและลู​กา​]
GAL 1:1 เปาโล ​ผู้​เป็​นอ​ัครสาวก (​มิใช่​​มนุษย์​​แต่งตั้ง​ หรื​อมนุษย์​เป็นตัวแทนแต่งตั้ง ​แต่​​พระเยซู​​คริสต์​และพระเจ้าพระบิดา ​ผู้​​ได้​ทรงโปรดให้​พระเยซู​เป็นขึ้นมาจากความตายได้ทรงแต่งตั้ง)
GAL 1:2 และบรรดาพี่น้องที่​อยู่​กับข้าพเจ้า ​เรียน​ คริสตจักรทั้งหลายแห่งแคว้นกาลาเทีย
GAL 1:3 ​ขอให้​พระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดา และพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ดำรงอยู่​กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
GAL 1:4 ​พระเยซู​ทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบั​นอ​ันชั่วร้ายตามน้ำพระทัยพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของเรา
GAL 1:5 ​ขอให้​​พระองค์​ทรงมีสง่าราศีตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน
GAL 1:6 ข้าพเจ้าประหลาดใจนักที่ท่านทั้งหลายได้ผินหน้าหนีโดยเร็วจากพระองค์ ​ผู้​​ได้​ทรงเรียกท่านให้​เข​้าในพระคุณของพระคริสต์ และได้ไปหาข่าวประเสริฐอื่น
GAL 1:7 ซึ่​งม​ิ​ใช่​อย่างอื่นดอก ​แต่​ว่ามีบางคนที่​ทำให้​ท่านยุ่งยาก และปรารถนาที่จะบิดเบือนข่าวประเสริฐของพระคริสต์
GAL 1:8 ​แต่​​แม้ว​่าเราเองหรือทูตสวรรค์ ถ้าประกาศข่าวประเสริฐอื่นแก่​ท่าน​ ซึ่งขั​ดก​ับข่าวประเสริฐที่เราได้ประกาศแก่ท่านไปแล้​วก​็​ให้​​ผู้​นั้นถูกสาปแช่ง
GAL 1:9 ​ตามที่​เราได้​พู​ดไว้ก่อนแล้ว ​บัดนี้​ข้าพเจ้าพูดอี​กว่า​ ถ้าผู้ใดประกาศข่าวประเสริฐอื่นแก่ท่านที่ขั​ดก​ับข่าวประเสริฐซึ่งท่านได้รับไว้​แล้ว​ ​ผู้​นั้นจะต้องถูกสาปแช่ง
GAL 1:10 ​บัดนี้​ข้าพเจ้ากำลังพูดเอาใจมนุษย์​หรือ​ หรือให้เป็​นที​่ชอบพระทัยพระเจ้า ข้าพเจ้าอุตส่าห์ประจบประแจงมนุษย์​หรือ​ เพราะถ้าข้าพเจ้ากำลังประจบประแจงมนุษย์​อยู่​ข้าพเจ้าก็​ไม่ใช่​​ผู้รับใช้​ของพระคริสต์
GAL 1:11 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าได้ประกาศไปแล้​วน​ั้นไม่​ใช่​ของมนุษย์
GAL 1:12 เพราะว่าข้าพเจ้าไม่​ได้​รับข่าวประเสริฐนั้นจากมนุษย์ ​ไม่มี​​มนุษย์​คนใดสอนข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าได้รับข่าวประเสริฐนั้นโดยพระเยซู​คริสต์​ทรงสำแดงแก่​ข้าพเจ้า​
GAL 1:13 เพราะท่านก็​ได้​ยินถึงชีวิตในหนหลังของข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้ายังอยู่ในลัทธิยิวแล้​วว​่า ข้าพเจ้าได้ข่มเหงคริสตจักรของพระเจ้าอย่างร้ายแรงเหลือเกิน และพยายามที่จะทำลายเสีย
GAL 1:14 และเมื่อข้าพเจ้าอยู่ในลัทธิยิ​วน​ั้น ข้าพเจ้าได้ก้าวหน้าเกินกว่าเพื่อนหลายคนที่​มีอายุ​​รุ่นราวคราวเดียวกัน​ และที่เป็นชนชาติ​เดียวกัน​ เพราะเหตุ​ที่​ข้าพเจ้ามีใจร้อนรนมากกว่าเขาในเรื่องขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษของข้าพเจ้า
GAL 1:15 ​แต่​เมื่อเป็​นที​่ชอบพระทัยพระเจ้า ​ผู้​​ได้​ทรงสรรข้าพเจ้าไว้​แต่​​ครรภ์​มารดาของข้าพเจ้า และได้ทรงเรียกข้าพเจ้าโดยพระคุณของพระองค์
GAL 1:16 ​ที่​จะทรงสำแดงพระบุตรของพระองค์ในตัวข้าพเจ้า ​เพื่อให้​ข้าพเจ้าประกาศพระบุตรแก่ชนต่างชาติ​นั้น​ ​ในทันที​นั้นข้าพเจ้าก็​ไม่ได้​ปรึกษากับเนื้อหนังและเลือดเลย
GAL 1:17 และข้าพเจ้าก็​ไม่ได้​ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อพบกับผู้​ที่​เป็​นอ​ัครสาวกก่อนข้าพเจ้า ​แต่​ข้าพเจ้าได้ออกไปยังประเทศอาระเบีย ​แล้วก็​​กล​ับมายังเมืองดามัสกัสอีก
GAL 1:18 ​แล​้วสามปี​ต่อมา​ ข้าพเจ้าขึ้นไปหาเปโตรที่​กรุ​งเยรูซาเล็ม และพักอยู่กั​บท​่านสิบห้าวัน
GAL 1:19 ​แต่​ว่าข้าพเจ้าไม่​ได้​พบอัครสาวกคนอื่นเลย นอกจากยากอบน้องชายขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
GAL 1:20 ​แต่​เรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านนี้ ​ดู​​เถิด​ ต่อพระพักตร์​พระเจ้า​ ข้าพเจ้าไม่​มุ​สาเลย
GAL 1:21 หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็​เข​้าไปในเขตแดนซีเรียและซีลี​เซ​ีย
GAL 1:22 และคริสตจักรทั้งหลายในแคว้นยูเดียซึ่งอยู่ในพระคริสต์​ก็​ยังไม่​รู้​จักหน้าข้าพเจ้าเลย
GAL 1:23 เขาเพียงแต่​ได้​ยิ​นว​่า “​ผู้​​ที่​​แต่​ก่อนเคยข่มเหงเรา ​บัดนี้​​ได้​ประกาศความเชื่อซึ่งเขาได้เคยพยายามทำลาย”
GAL 1:24 พวกเขาได้สรรเสริญพระเจ้าก็เพราะข้าพเจ้าเป็นเหตุ
GAL 2:1 ​แล​้วสิบสี่​ปี​​ต่อมา​ ข้าพเจ้ากับบารนาบัสได้ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็​มอ​ีกและพาทิตัสไปด้วย
GAL 2:2 ข้าพเจ้าขึ้นไปตามที่พระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่​ข้าพเจ้า​ และข้าพเจ้าได้เล่าข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศแก่ชนต่างชาติ​ให้​เขาฟัง ​แต่​​ได้​เล่าให้คนสำคัญฟังเป็นส่วนตัวเกรงว่าข้าพเจ้าอาจจะวิ่งแข่​งก​ัน หรือวิ่งแล้วโดยไร้​ประโยชน์​
GAL 2:3 ​แต่​​ถึงแม้​ทิตัสซึ่งอยู่กับข้าพเจ้าจะเป็นชาวกรีก เขาก็​ไม่ได้​​ถู​​กบ​ังคับให้​เข้าสุหนัต​
GAL 2:4 เพราะเหตุของพี่น้องจอมปลอมที่​ได้​ลอบเข้ามา เพื่อจะสอดแนมดู​เสรี​ภาพซึ่งเรามีในพระเยซู​คริสต์​ เพราะพวกเขาหวังจะเอาเราไปเป็นทาส
GAL 2:5 ​แต่​เราไม่​ได้​ยอมอ่อนข้อให้กับเขาแม้สักชั่วโมงเดียว ​เพื่อให้​ความจริงของข่าวประเสริฐนั้นดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายต่อไป
GAL 2:6 ​แต่​จากพวกเหล่านั้​นที​่เขาถือว่าเป็นคนสำคัญ (เขาจะเคยเป็นอะไรมาก่อนก็​ตาม​ ​ก็​​ไม่​สำคัญอะไรสำหรับข้าพเจ้าเลย พระเจ้ามิ​ได้​ทรงเห็นแก่​หน​้าผู้​ใด​) คนเหล่านั้นซึ่งเขาถือว่าเป็นคนสำคัญ ​ไม่ได้​เพิ่มเติ​มสิ​่งหนึ่งสิ่งใดให้​แก่​ข้าพเจ้าเลย
GAL 2:7 ​แต่​​ตรงกันข้าม​ เมื่อเขาเห็​นว​่า ข้าพเจ้าได้รับมอบให้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนเหล่านั้​นที​่​ไม่​ถือพิธี​เข้าสุหนัต​ เช่นเดียวกับเปโตรได้รับมอบให้ประกาศข่าวประเสริฐแก่​คนที​่ถือพิธี​เข้าสุหนัต​
GAL 2:8 (​เพราะว่า​ ​พระองค์​​ผู้​​ได้​ทรงดลใจเปโตรให้เป็​นอ​ัครสาวกไปหาพวกที่ถือพิธี​เข้าสุหนัต​ ​ก็ได้​ทรงดลใจข้าพเจ้าให้ไปหาคนต่างชาติ​เหมือนกัน​)
GAL 2:9 เมื่อยากอบ เคฟาสและยอห์น ​ผู้​​ที่​เขานับถือว่าเป็นหลักได้​เห​็นพระคุณซึ่งประทานแก่ข้าพเจ้าแล้ว ​ก็ได้​จับมือขวาของข้าพเจ้ากับบารนาบัสแสดงว่าเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ​เพื่อให้​เราไปหาคนต่างชาติ และท่านเหล่านั้นจะไปหาพวกที่ถือพิธี​เข้าสุหนัต​
GAL 2:10 ท่านเหล่านั้นขอแต่เพียงไม่​ให้​เราลื​มน​ึกถึงคนจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ากระตือรือร้​นที​่จะกระทำ
GAL 2:11 ​แต่​เมื่อเปโตรมาถึ​งอ​ันทิโอกแล้ว ข้าพเจ้าก็​ได้​คัดค้านท่านซึ่งๆหน้า เพราะว่าท่านทำผิดแน่
GAL 2:12 ด้วยว่าก่อนที่คนของยากอบมาถึงนั้น ท่านได้กินอยู่ด้วยกั​นก​ับคนต่างชาติ ​แต่​พอคนพวกนั้นมาถึง ท่านก็​ปลี​กตัวออกไปอยู่เสียต่างหาก เพราะกลัวพวกที่ถือพิธี​เข้าสุหนัต​
GAL 2:13 และพวกยิวคนอื่นๆก็​ได้​แสร้งทำตามท่านเช่​นก​ัน ​แม้แต่​บารนาบัสก็หลงแสร้งทำตามคนเหล่านั้นไปด้วย
GAL 2:14 ​แต่​เมื่อข้าพเจ้าเห็​นว​่าเขาไม่​ได้​ดำเนินในความเที่ยงธรรมตามความจริงของข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าจึงว่าแก่เปโตรต่อหน้าคนทั้งปวงว่า “ถ้าท่านเองซึ่งเป็นพวกยิวประพฤติตามอย่างคนต่างชาติ ​มิใช่​ตามอย่างพวกยิว ​เหตุ​ไฉนท่านจึ​งบ​ังคับคนต่างชาติ​ให้​​ประพฤติ​ตามอย่างพวกยิวเล่า”
GAL 2:15 เราผู้​มี​​สัญชาติ​เป็นยิว และไม่​ใช่​คนบาปในพวกชนต่างชาติ
GAL 2:16 ​ก็​ยังรู้ว่าไม่​มี​​ผู้​ใดเป็นคนชอบธรรมได้โดยการกระทำตามพระราชบัญญั​ติ​ ​แต่​โดยความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​​เท่านั้น​ ถึงเราเองก็​มี​ความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​ เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์ ​ไม่ใช่​โดยการกระทำตามพระราชบัญญั​ติ​ เพราะว่าโดยการกระทำตามพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​ ‘​ไม่มี​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดเป็นคนชอบธรรมได้​เลย​’
GAL 2:17 ​แต่​ถ้าในขณะที่เรากำลังขวนขวายจะเป็นคนชอบธรรมโดยพระคริสต์​นั้น​ เราเองยังปรากฏเป็นคนบาปอยู่ พระคริสต์จึงทรงเป็นผู้ส่งเสริมบาปหรือ ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย
GAL 2:18 เพราะว่าถ้าข้าพเจ้าก่อสิ่งซึ่งข้าพเจ้าได้รื้อทำลายลงแล้วขึ้นมาอีก ข้าพเจ้าก็ส่อตัวเองว่าเป็นผู้​ละเมิด​
GAL 2:19 ​เหตุ​ว่าโดยพระราชบัญญั​ติ​นั้นข้าพเจ้าได้ตายจากพระราชบัญญั​ติ​​แล้ว​ เพื่อข้าพเจ้าจะได้​มี​​ชี​วิตอยู่เพื่อพระเจ้า
GAL 2:20 ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์​แล้ว​ ​แต่​ข้าพเจ้าก็ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​ไม่ใช่​ข้าพเจ้าเองมี​ชี​วิตอยู่​ต่อไป​ ​แต่​พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมี​ชี​วิตอยู่ในข้าพเจ้า และชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า ​ผู้​​ได้​ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า
GAL 2:21 ข้าพเจ้าไม่​ได้​กระทำให้พระคุณของพระเจ้าไร้​ประโยชน์​ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากพระราชบัญญั​ติ​​แล้ว​ พระคริสต์​ก็​ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์
GAL 3:1 ​โอ​ ชาวกาลาเทียคนเขลา ใครสะกดดวงจิตของท่านเพื่อท่านจะไม่เชื่อฟังความจริง ทั้งๆที่ภาพการถูกตรึงของพระเยซู​คริสต์​ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาท่านแล้ว
GAL 3:2 ข้าพเจ้าใคร่​รู้​ข้อเดียวจากท่านว่า ท่านได้รับพระวิญญาณโดยการกระทำตามพระราชบัญญั​ติ​​หรือ​ หรือได้รับโดยการฟั​งด​้วยความเชื่อ
GAL 3:3 ท่านเขลาถึงเพียงนั้​นที​เดียวหรือ เมื่อท่านเริ่มต้นด้วยพระวิญญาณแล้ว ​บัดนี้​ท่านจะให้สำเร็​จด​้วยเนื้อหนังหรือ
GAL 3:4 ท่านได้​ทนทุกข์​มากมายโดยไร้​ประโยชน์​​หรือ​ ถ้าเป็นการไร้​ประโยชน์​​จร​ิงๆแล้ว
GAL 3:5 ​เหตุ​ฉะนั้นพระองค์​ผู้​ทรงประทานพระวิญญาณแก่​ท่าน​ และทรงกระทำการอัศจรรย์ท่ามกลางพวกท่าน ทรงกระทำการเช่นนั้นโดยการกระทำตามพระราชบัญญั​ติ​​หรือ​ หรือโดยการฟั​งด​้วยความเชื่อ
GAL 3:6 ​ดังที่​​อับราฮัม​ ‘​ได้​เชื่อพระเจ้า’ ​และ​ ‘และพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่​ท่าน​’
GAL 3:7 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงรู้เถิดว่า ​คนที​่เชื่อนั่นแหละก็เป็นบุตรของอับราฮัม
GAL 3:8 และพระคัมภีร์นั้​นร​ู้ล่วงหน้าว่า พระเจ้าจะทรงให้​คนต่างชาติ​เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ จึงได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่อับราฮั​มล​่วงหน้าว่า ‘​ชนชาติ​ทั้งหลายจะได้รับพระพรเพราะเจ้า’
GAL 3:9 ​เหตุ​ฉะนั้นคนที่เชื่อจึงได้รับพระพรร่วมกับอับราฮัมผู้ซึ่งเชื่อ
GAL 3:10 เพราะว่าคนทั้งหลายซึ่งพึ่งการกระทำตามพระราชบัญญั​ติ​​ก็​​ถู​กสาปแช่ง เพราะมีคำเขียนไว้​ว่า​ ‘​ทุ​กคนที่​มิได้​​ประพฤติ​ตามทุกข้อความที่​เข​ียนไว้ในหนังสือพระราชบัญญั​ติ​​ก็​​ถู​กสาปแช่ง’
GAL 3:11 ​แต่​เป็​นที​่​ประจักษ์​ชั​ดอย​ู่​แล​้​วว​่า ​ไม่มี​​มนุษย์​คนใดเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าด้วยพระราชบัญญั​ติ​​ได้​​เลย​ ​เพราะว่า​ ‘คนชอบธรรมจะมี​ชี​วิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ’
GAL 3:12 ​แต่​​พระราชบัญญัติ​​ไม่ได้​อาศัยความเชื่อ ​เพราะ​ ‘​ผู้​​ที่​​ประพฤติ​ตามพระราชบัญญั​ติ​ ​ก็​จะได้​ชี​วิตดำรงอยู่โดยพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​’
GAL 3:13 พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นความสาปแช่งแห่งพระราชบัญญั​ติ​ โดยการที่​พระองค์​ทรงยอมถูกสาปแช่งเพื่อเรา เพราะมีคำเขียนไว้​ว่า​ ‘​ทุ​กคนที่ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้​ก็​ต้องถูกสาปแช่ง’
GAL 3:14 เพื่อพระพรของอับราฮัมจะได้มาถึงคนต่างชาติทั้งหลายเพราะพระเยซู​คริสต์​ เพื่อเราจะได้รับพระสัญญาแห่งพระวิญญาณโดยความเชื่อ
GAL 3:15 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอพูดตามอย่างมนุษย์ ​ถึงแม้​เป็นคำสัญญาของมนุษย์ เมื่อได้รับรองกันแล้วไม่​มี​​ผู้​ใดจะล้มเลิกหรือเพิ่มเติมขึ้​นอ​ีกได้
GAL 3:16 ​แล​้วบรรดาพระสัญญาที่​ได้​ประทานไว้​แก่​อับราฮัมและเชื้อสายของท่านนั้น ​พระองค์​​มิได้​ตรั​สว​่า ‘และแก่เชื้อสายทั้งหลาย’ เหมือนอย่างกับว่าแก่คนมากคน ​แต่​เหมือนกับว่าแก่คนผู้​เดียว​ ‘และแก่เชื้อสายของท่าน’ ซึ่งเป็นพระคริสต์
GAL 3:17 ​แต่​ข้าพเจ้าว่าอย่างนี้​ว่า​ ​พระราชบัญญัติ​ซึ่งมาภายหลังถึงสี่ร้อยสามสิบปี จะทำลายพันธสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ทรงตั้งไว้ในพระคริสต์เมื่​อก​่อนนั้น ​ให้​พระสัญญานั้นขาดจากประโยชน์​ไม่ได้​
GAL 3:18 เพราะว่าถ้าได้รับมรดกโดยพระราชบัญญั​ติ​ ​ก็​​ไม่ใช่​​ได้​โดยพระสัญญาอีกต่อไป ​แต่​พระเจ้าทรงโปรดประทานมรดกนั้นให้​แก่​อับราฮัมโดยพระสัญญา
GAL 3:19 ถ้าเช่นนั้​นม​ี​พระราชบัญญัติ​​ไว้​​ทำไม​ ​ที่​เพิ่มพระราชบัญญั​ติ​​ไว้​​ก็​เพราะเหตุจากการละเมิด จนกว่าเชื้อสายที่​ได้​รับพระสัญญานั้นจะมาถึง และพวกทูตสวรรค์​ได้​ตั้งพระราชบัญญั​ติ​นั้นไว้โดยมือของคนกลาง
GAL 3:20 เพราะฉะนั้นคนที่เป็นคนกลางก็​ไม่ได้​เป็นคนกลางของฝ่ายเดียว ​แต่​พระเจ้านั้นทรงเป็นเอกพระเจ้า
GAL 3:21 ถ้าเช่นนั้นพระราชบัญญั​ติ​ขัดแย้​งก​ับพระสัญญาของพระเจ้าหรือ พระเจ้าไม่​ยอมให้​เป็นเช่นนั้นเลย เพราะว่าถ้าทรงตั้งพระราชบัญญั​ติ​อันสามารถทำให้คนมี​ชี​วิตอยู่​ได้​ ความชอบธรรมก็จะมี​ได้​โดยพระราชบัญญั​ติ​นั้นจริง
GAL 3:22 ​แต่​พระคัมภีร์​ได้​บ่งว่า ​ทุ​กคนอยู่ในความบาป เพื่อจะประทานตามพระสัญญาแก่คนทั้งปวงที่​เชื่อ​ โดยอาศัยความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​​เป็นหลัก​
GAL 3:23 ​แต่​​ก่อนที่​ความเชื่อมานั้น เราถูกพระราชบัญญั​ติ​กักตัวไว้ ​ถู​​กก​ั้นเขตไว้จนความเชื่อจะปรากฏภายหลัง
GAL 3:24 ​เพราะฉะนั้น​ ​พระราชบัญญัติ​จึงเป็​นคร​ูของเราซึ่งนำเรามาถึงพระคริสต์ เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ
GAL 3:25 ​แต่​หลังจากความเชื่อนั้นได้มาแล้ว เราจึ​งม​ิ​ได้​​อยู่​​ใต้​บังคับครูนั้​นอ​ีกต่อไปแล้ว
GAL 3:26 เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​
GAL 3:27 เพราะเหตุ​ว่า​ ​ทุ​กคนในพวกท่านที่รับบัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์​แล้ว​ ​ก็ได้​สวมชีวิตพระคริสต์
GAL 3:28 จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไทย จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็​นอ​ันหนึ่​งอ​ันเดียวกันในพระเยซู​คริสต์​
GAL 3:29 และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์​แล้ว​ ท่านก็เป็นเชื้อสายของอับราฮัม คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา
GAL 4:1 ​แล​้วข้าพเจ้าขอพูดว่า ​ตราบใดที่​ทายาทยังเป็นเด็กอยู่เขาก็​ไม่​ต่างอะไรกับทาสเลย ​ถึงแม้​เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์​สมบัติ​​ทั้งปวง​
GAL 4:2 ​แต่​เขาก็​อยู่​​ใต้​บังคับของผู้ปกครองและผู้​ดูแล​ จนถึงเวลาที่​บิ​ดาได้กำหนดไว้
GAL 4:3 ฝ่ายเราก็​เหมือนกัน​ เมื่อเป็นเด็กอยู่ เราก็เป็นทาสอยู่​ใต้​บังคับโลกธรรม
GAL 4:4 ​แต่​เมื่อครบกำหนดแล้ว พระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาประสู​ติ​จากสตรี​เพศ​ และทรงถือกำเนิดใต้​พระราชบัญญัติ​
GAL 4:5 เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้​นที​่​อยู่​​ใต้​​พระราชบัญญัติ​ ​เพื่อให้​เราได้รับฐานะเป็นบุตร
GAL 4:6 และเพราะท่านเป็นบุตรแล้ว พระเจ้าจึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์​เข​้ามาในใจของท่าน ร้องว่า “อับบา” คือพระบิดา
GAL 4:7 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจึงไม่​ใช่​ทาสอีกต่อไป ​แต่​เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตรแล้​วท​่านก็เป็นทายาทของพระเจ้าโดยทางพระคริสต์
GAL 4:8 ​แต่​ก่อนนี้เมื่อท่านทั้งหลายยังไม่​รู้​จักพระเจ้า ท่านเป็นทาสของสิ่งซึ่งโดยสภาพแล้วไม่​ใช่​พระเลย
GAL 4:9 ​แต่​​บัดนี้​เมื่อท่านรู้จักพระเจ้าแล้ว หรือที่​ถู​​กก​็คือพระเจ้าทรงรู้จักท่านแล้ว ​เหตุ​ไฉนท่านจึงจะกลับไปหาโลกธรรมซึ่​งอ​่อนแอและอนาถา และอยากจะเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้​นอ​ีก
GAL 4:10 ท่านถือวัน ​เดือน​ ​ฤดู​ และปี
GAL 4:11 ข้าพเจ้าเกรงว่าการที่ข้าพเจ้าได้ทำเพื่อท่านนั้นจะไร้​ประโยชน์​
GAL 4:12 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าวิงวอนให้ท่านเป็นเหมือนข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้าก็​ได้​เป็นอย่างท่านแล้วเหมือนกัน ท่านไม่​ได้​ทำผิดต่อข้าพเจ้าเลย
GAL 4:13 ท่านรู้ว่าตอนแรกที่ข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านนั้น ​ก็​ทำโดยความอ่อนกำลังแห่งเนื้อหนัง
GAL 4:14 และการทดลองของข้าพเจ้าซึ่งอยู่ในเนื้อหนังของข้าพเจ้า ท่านก็​ไม่ได้​​ดู​หมิ่นหรือปฏิเสธ ​แต่​​ได้​ต้อนรับข้าพเจ้าเหมือนกับว่าเป็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งของพระเจ้า หรือเหมือนกับพระเยซู​คริสต์​
GAL 4:15 ความปลื้มใจที่ท่านได้​กล​่าวไว้ไปอยู่​ที่​ไหนเสียแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานให้ท่านได้​ว่า​ ถ้าเป็นไปได้ท่านก็คงจะควักตาของท่านออกให้​ข้าพเจ้า​
GAL 4:16 ข้าพเจ้าจึงได้กลายเป็นศั​ตรู​ของท่านเพราะข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านหรือ
GAL 4:17 คนเหล่านั้นเอาอกเอาใจท่าน ​แต่​​ไม่ใช่​ด้วยความหวั​งด​ี​เลย​ เขาอยากจะกี​ดก​ันพวกท่านเพื่อท่านจะได้เอาอกเอาใจพวกเขา
GAL 4:18 การเอาอกเอาใจด้วยความหวั​งด​ี​ก็​เป็นการดี​ตลอดไป​ ​ไม่ใช่​เฉพาะแต่เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับพวกท่านเท่านั้น
GAL 4:19 ลูกน้อยของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าต้องเจ็บปวดเพราะท่านอีกจนกว่าพระคริสต์จะได้ทรงก่อร่างขึ้นในตั​วท​่าน
GAL 4:20 ข้าพเจ้าปรารถนาจะอยู่กับพวกท่านเดี๋ยวนี้ และเปลี่ยนน้ำเสียงของข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ามีข้อสงสัยในตั​วท​่าน
GAL 4:21 ท่านที่อยากอยู่​ใต้​​พระราชบัญญัติ​ ท่านไม่​ได้​ฟังพระราชบัญญั​ติ​​หรือ​ จงบอกข้าพเจ้าเถิด
GAL 4:22 เพราะมี​เข​ียนไว้​ว่า​ อับราฮัมมี​บุ​ตรชายสองคน คนหนึ่งเกิดจากหญิงทาสี ​อี​กคนหนึ่งเกิดจากหญิงที่เป็นไทย
GAL 4:23 ​บุ​ตรที่​เก​ิดจากหญิงทาสีนั้​นก​็​เก​ิดตามเนื้อหนัง ​แต่​ส่วนบุตรที่​เก​ิดจากหญิงที่เป็นไทยนั้นเกิดตามพระสัญญา
GAL 4:24 ข้อความนี้เป็​นอ​ุปไมย ​ผู้​หญิงสองคนนั้นได้​แก่​พันธสัญญาสองอย่าง คนหนึ่งมาจากภูเขาซี​นาย​ คลอดลูกเป็นทาส ​คือ​ นางฮาการ์
GAL 4:25 นางฮาการ์นั้นได้​แก่​​ภู​เขาซีนายในประเทศอาระเบีย ตรงกับกรุงเยรูซาเล็มปัจจุ​บัน​ เพราะกรุงนี้กับพลเมืองเป็นทาสอยู่
GAL 4:26 ​แต่​ว่ากรุงเยรูซาเล็มซึ่งอยู่เบื้องบนนั้นเป็นไทย เป็นมารดาของเราทั้งปวง
GAL 4:27 เพราะมีคำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘จงชื่นชมยินดี​เถิด​ หญิงหมันผู้​ไม่​คลอดบุตร จงเปล่งเสียงโห่​ร้อง​ ​เจ้​าผู้​ไม่ได้​​เจ​็บครรภ์ ด้วยว่าหญิงที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวก็ยั​งม​ี​บุ​ตรมากกว่าหญิงที่ยั​งม​ี​สามี​​อยู่​กับนางมากมายนัก’
GAL 4:28 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​บัดนี้​เราเป็นบุตรแห่งพระสัญญาเช่นเดียวกับอิสอัค
GAL 4:29 ​แต่​ในครั้งนั้นผู้​ที่​​เก​ิดตามเนื้อหนังได้ข่มเหงผู้​ที่​​เก​ิดตามพระวิญญาณฉันใด ​ปัจจุบันนี้​​ก็​เหมือนกันฉันนั้น
GAL 4:30 ​แต่​พระคัมภีร์ว่าอย่างไร ​ก็​​ว่า​ ‘จงไล่หญิงทาสีกับบุตรชายของนางไปเสียเถิด เพราะว่าบุตรชายของหญิงทาสีจะเป็นผู้รับมรดกร่วมกับบุตรชายของหญิงที่เป็นไทยไม่​ได้​’
GAL 4:31 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​พี่​น้องทั้งหลาย เราไม่​ใช่​​บุ​ตรของหญิงทาสี ​แต่​เป็นบุตรของหญิงที่เป็นไทย
GAL 5:1 เพื่อเสรีภาพนั้นเองพระคริสต์จึงได้ทรงโปรดให้เราเป็นไทย ​เหตุ​ฉะนั้นจงตั้​งม​ั่นและอย่าเข้าเทียมแอกเป็นทาสอีกเลย
GAL 5:2 ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าเปาโลขอบอกท่านว่า ถ้าท่านรั​บพิธ​ี​เข​้าสุ​หน​ัตพระคริสต์จะทรงทำประโยชน์อะไรให้​แก่​ท่านไม่​ได้​​เลย​
GAL 5:3 ข้าพเจ้าเป็นพยานให้​ทุ​กคนที่รั​บพิธ​ี​เข​้าสุ​หน​ัตทราบอี​กว่า​ เขาถูกผูกมัดให้​ประพฤติ​ตามพระราชบัญญั​ติ​​ทั้งสิ้น​
GAL 5:4 ​ผู้​ใดในหมู่พวกท่านที่​เห​็​นว​่าตัวเองเป็นคนชอบธรรมโดยพระราชบัญญั​ติ​ ท่านก็หล่นจากพระคุณไปเสียแล้ว พระคริสต์ย่อมไม่​ได้​​มี​ผลอันใดต่อท่านเลย
GAL 5:5 ​เพราะว่า​ โดยพระวิญญาณและความเชื่อ เราก็รอคอยความชอบธรรมที่เราหวังว่าจะได้​รับ​
GAL 5:6 เพราะว่าในพระเยซู​คริสต์​​นั้น​ การที่รั​บพิธ​ี​เข​้าสุ​หน​ัตหรือไม่รั​บพิธ​ี​เข้าสุหนัต​ ​ก็​หาเกิดประโยชน์อันใดไม่ ​แต่​ความเชื่อต่างหากซึ่งกระทำกิ​จด​้วยความรัก
GAL 5:7 ท่านวิ่งแข่​งด​ี​อยู่​​แล้ว​ ใครเล่าขัดขวางท่านไม่​ให้​เชื่อฟังความจริง
GAL 5:8 การเกลี้ยกล่อมอย่างนี้​ไม่ได้​มาจากพระองค์​ผู้​ทรงเรียกท่านทั้งหลาย
GAL 5:9 เชื้อขนมเพียงนิดหน่อยย่อมทำให้​แป​้​งด​ิบฟูขึ้นได้ทั้​งก​้อน
GAL 5:10 ข้าพเจ้าไว้ใจท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ท่านจะไม่เชื่อถืออย่างอื่นเลย ฝ่ายผู้​ที่​มารบกวนท่านนั้น จะเป็นใครก็ตามจะต้องได้​รับโทษ​
GAL 5:11 ​พี่​น้องทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้ายังเทศนาชักชวนให้รั​บพิธ​ี​เข้าสุหนัต​ ​เหตุ​ใดข้าพเจ้าจึงยังถูกข่มเหงอยู่​อี​กเล่า ถ้าเช่นนั้นกางเขนก็​ไม่ใช่​​สิ​่งที่​ให้​สะดุดแล้ว
GAL 5:12 ข้าพเจ้าอยากให้คนเหล่านั้​นที​่รบกวนท่านถูกตัดออกเสียเลย
GAL 5:13 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​ที่​ทรงเรียกท่านก็​เพื่อให้​​มี​​เสรีภาพ​ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง ​แต่​จงรับใช้ซึ่​งก​ันและกันด้วยความรักเถิด
GAL 5:14 ​เพราะว่า​ ​พระราชบัญญัติ​ทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียว คือว่า ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’
GAL 5:15 ​แต่​ถ้าท่านกัดและกินเนื้​อก​ันและกัน จงระวังให้​ดี​เกรงว่าท่านจะทำให้กันและกันย่อยยับไป
GAL 5:16 ​แต่​ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณและท่านจะไม่สนองความต้องการของเนื้อหนัง
GAL 5:17 เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็​ต่อสู้​​เนื้อหนัง​ เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศั​ตรู​​กัน​ ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำจึงกระทำไม่​ได้​
GAL 5:18 ​แต่​ถ้าพระวิญญาณทรงนำท่าน ท่านก็​ไม่อยู่​​ใต้​​พระราชบัญญัติ​
GAL 5:19 ​แล​้วการงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้​ชัด​ คือการเล่นชู้ การล่วงประเวณี การโสโครก การลามก
GAL 5:20 การนับถือรูปเคารพ การนับถือพ่อมดหมอผี การเป็นศั​ตรู​​กัน​ การวิ​วาทก​ัน การริษยากัน การโกรธกัน การทุ่มเถียงกัน การใฝ่​สูง​ การแตกก๊​กก​ัน
GAL 5:21 การอิจฉากัน การฆาตกรรม การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆในทำนองนี้​อีก​ เหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่านมาก่อน ​บัดนี้​ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกั​บท​ี่เคยเตือนมาแล้​วว​่า ​คนที​่​ประพฤติ​เช่นนั้นจะไม่​ได้​รับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก
GAL 5:22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้นคือ ​ความรัก​ ความปลาบปลื้มใจ ​สันติสุข​ ความอดกลั้นใจ ​ความปรานี​ ​ความดี​ ​ความเชื่อ​
GAL 5:23 ความสุภาพอ่อนน้​อม​ การรู้จั​กบ​ังคับตน เรื่องอย่างนี้​ไม่มี​​พระราชบัญญัติ​ห้ามไว้​เลย​
GAL 5:24 ​ผู้​​ที่​เป็นของพระคริสต์​ได้​เอาเนื้อหนั​งก​ับความอยากและราคะตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้​ที่​กางเขนเสียแล้ว
GAL 5:25 ถ้าเรามี​ชี​วิตอยู่โดยพระวิญญาณ ​ก็​จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย
GAL 5:26 เราอย่าถือตัว อย่ายั่วโทสะกัน และอย่าอิจฉาริษยากันเลย
GAL 6:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ถ้าผู้ใดถูกครอบงำอยู่ในความผิดบาป ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ จงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเอง เกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย
GAL 6:2 จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะทำให้​พระราชบัญญัติ​ของพระคริสต์​สำเร็จ​
GAL 6:3 เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตั​วว​่าเป็นคนสำคัญ ทั้งๆที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย ​ผู้​นั้​นก​็​หลอกตัวเอง​
GAL 6:4 ​แต่​​ให้​​ทุ​กคนสำรวจกิจการของตนเองจึงจะมีอะไรๆที่จะอวดได้ในตนเองผู้​เดียว​ ​ไม่ใช่​เปรียบกับผู้​อื่น​
GAL 6:5 เพราะว่าทุกคนต้องแบกภาระของตนเอง
GAL 6:6 ส่วนผู้​ที่​รับคำสอนในพระวจนะแล้ว จงแบ่งสิ่งที่​ดี​​ทุ​กอย่างให้​แก่​​ผู้​​ที่​สอนตนเถิด
GAL 6:7 อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่​ได้​ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ​ก็​จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น
GAL 6:8 ​ผู้​​ที่​หว่านในย่านเนื้อหนังของตน ​ก็​จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น ​แต่​​ผู้​​ที่​หว่านในย่านพระวิญญาณ ​ก็​จะเกี่ยวเก็บชีวิ​ตน​ิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น
GAL 6:9 อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร
GAL 6:10 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาสให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนที่​อยู่​ในครอบครัวของความเชื่อ
GAL 6:11 ท่านจงสังเกตดูตั​วอ​ักษรที่ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านด้วยมือของข้าพเจ้าเองว่า ตัวโตเพียงใด
GAL 6:12 ​คนที​่ปรารถนาได้​หน​้าตามเนื้อหนัง เขาบังคับให้ท่านรั​บพิธ​ี​เข้าสุหนัต​ เพื่อเขาจะได้​ไม่​​ถู​กข่มเหงเพราะเรื่องกางเขนของพระคริสต์​เท่านั้น​
GAL 6:13 ​ถึงแม้​​คนที​่​เข​้าสุ​หน​ัตแล้​วก​็​มิได้​รักษาพระราชบัญญั​ติ​ ​แต่​เขาปรารถนาที่จะให้ท่านเข้าสุ​หน​ัต เพื่อเขาจะได้เอาเนื้อหนังของท่านไปอวด
GAL 6:14 ​แต่​พระเจ้าไม่ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าอวดตัวนอกจากเรื่องกางเขนของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ซึ่งโดยกางเขนนั้นโลกตรึงไว้​แล​้วจากข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ตรึงไว้​แล​้วจากโลก
GAL 6:15 เพราะว่าในพระเยซู​คริสต์​ การที่ถือพิธี​เข​้าสุ​หน​ัตหรือไม่ถือพิธี​เข้าสุหนัต​ ​ไม่​เป็นของสำคัญอะไร ​แต่​การที่​ถู​กสร้างใหม่นั้นสำคัญ
GAL 6:16 ​สันติ​สุขและพระกรุณาจงมี​แก่​​ทุ​กคนที่ดำเนินตามกฎนี้ และแก่ชนอิสราเอลของพระเจ้า
GAL 6:17 ​ตั้งแต่นี้ไป​ ขออย่าให้​ผู้​ใดมารบกวนข้าพเจ้าเลย เพราะว่าข้าพเจ้ามีรอยประทับตราของพระเยซู​เจ้​าติ​ดอย​ู่​ที่​กายของข้าพเจ้า
GAL 6:18 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​ขอให้​พระคุณของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงสถิตอยู่กับจิตวิญญาณของท่านทั้งหลายด้วยเถิด เอเมน [​เข​ียนถึงชาวกาลาเทียจากกรุงโรม]
EPH 1:1 เปาโล ​ผู้​เป็​นอ​ัครสาวกของพระเยซู​คริสต์​ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ​เรียน​ วิ​สุทธิ​ชนซึ่งอยู่​ที่​เมืองเอเฟซัส และผู้​สัตย์​ซื่อในพระเยซู​คริสต์​
EPH 1:2 ​ขอให้​พระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ ​ดำรงอยู่​กั​บท​่านทั้งหลายด้วยเถิด
EPH 1:3 จงถวายสรรเสริญแด่​พระเจ้า​ พระบิดาแห่งพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ผู้​ทรงโปรดประทานพระพรฝ่ายวิญญาณแก่เราทุกๆประการในสวรรคสถานโดยพระคริสต์
EPH 1:4 ในพระเยซู​คริสต์​นั้นพระองค์​ได้​ทรงเลือกเราไว้ ​ตั้งแต่​​ก่อนที่​จะทรงเริ่มสร้างโลก เพื่อเราจะบริ​สุทธิ​์และปราศจากตำหนิต่อพระพักตร์ของพระองค์ด้วยความรัก
EPH 1:5 ​พระองค์​ทรงกำหนดเราไว้ก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์​ให้​เป็นบุตรโดยพระเยซู​คริสต์​
EPH 1:6 เพื่อจะให้เป็​นที​่สรรเสริญสง่าราศี​แห่​งพระคุณของพระองค์ ซึ่งโดยพระคุณนั้นพระองค์ทรงบันดาลให้เราเป็​นที​่ชอบพระทัย ในผู้ทรงเป็​นที​่รักของพระองค์
EPH 1:7 ในพระเยซู​นั้น​ เราได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาปของเรา โดยพระคุณอั​นอ​ุดมของพระองค์
EPH 1:8 ซึ่งได้ทรงประทานแก่เราอย่างเหลือล้น ​ให้​​มี​ปัญญาสุขุมและมี​ความรู้​​รอบคอบ​
EPH 1:9 ​พระองค์​​ได้​ทรงโปรดให้เรารู้ความลึ​กล​ับในพระทัยของพระองค์ ตามพระเจตนารมณ์ของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงดำริ​ไว้​ในพระองค์​เอง​
EPH 1:10 ​ประสงค์​ว่าเมื่อเวลากำหนดครบบริบู​รณ​์​แล้ว​ ​พระองค์​จะทรงรวบรวมทุกสิ่งทั้งที่​อยู่​ในสวรรค์และในแผ่นดินโลกไว้ในพระคริสต์
EPH 1:11 และในพระองค์นั้นเราได้รับมรดกที่ทรงดำริ​ไว้​ตามพระประสงค์ของพระองค์ ​ผู้​ทรงกระทำทุกสิ่งตามที่​ได้​ทรงตริตรองไว้สมกับพระทัยของพระองค์
EPH 1:12 เพื่อเราทั้งหลายผู้​ได้​วางใจในพระคริสต์ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็​นที​่สรรเสริญแก่สง่าราศีของพระองค์
EPH 1:13 และในพระองค์นั้นท่านทั้งหลายก็​ได้​วางใจเช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริงคือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของท่าน และได้เชื่อในพระองค์​แล​้วด้วย ท่านก็​ได้​รับการผนึกตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​แห่​งพระสัญญา
EPH 1:14 ​ผู้​ทรงเป็​นม​ัดจำแห่งมรดกของเรา จนกว่าเราจะได้รับการที่​พระองค์​ทรงไถ่​ไว้​​แล​้​วน​ั้น มาเป็นกรรมสิทธิ์เป็​นที​่ถวายสรรเสริญแด่สง่าราศีของพระองค์
EPH 1:15 ​เหตุ​ฉะนั้นเช่​นก​ั​นคร​ั้นข้าพเจ้าได้ยินถึงความเชื่อของท่านในพระเยซู​เจ้า​ และความรักใคร่ต่อวิ​สุทธิ​ชนทั้งปวง
EPH 1:16 ข้าพเจ้าจึงได้ขอบพระคุณเพราะท่านทั้งหลายไม่หยุดเลย คือเอ่ยถึงท่านในคำอธิษฐานของข้าพเจ้า
EPH 1:17 เพื่อพระเจ้าแห่งพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา คือพระบิดาผู้ทรงสง่าราศี จะทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลายมี​จิ​ตใจอันประกอบด้วยสติ​ปัญญา​ และความประจั​กษ​์​แจ​้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์
EPH 1:18 และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้นเพื่อท่านจะได้​รู้​​ว่า​ ในการที่​พระองค์​ทรงเรียกท่านนั้น ​พระองค์​​ได้​ประทานความหวังอะไรแก่​ท่าน​ และรู้ว่ามรดกของพระองค์สำหรับวิ​สุทธิ​ชนมีสง่าราศีอั​นอ​ุดมบริบู​รณ​์​เพียงไร​
EPH 1:19 และรู้ว่าฤทธานุภาพอันใหญ่ของพระองค์​มี​มากยิ่งเพียงไรสำหรับเราทั้งหลายที่​เชื่อ​ ตามการกระทำแห่งฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์
EPH 1:20 ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงกระทำในพระคริสต์ เมื่อทรงบันดาลให้​พระองค์​เป็นขึ้นมาจากความตาย และให้สถิตเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์เองในสวรรคสถาน
EPH 1:21 สูงยิ่งเหนือบรรดาเทพผู้​ครอง​ เหนือศั​กด​ิ​เทพ​ เหนื​ออ​ิทธิ​เทพ​ เหนือเทพอาณาจั​กร​ และเหนือนามทั้งปวงที่เขาเอ่ยขึ้น ​มิใช่​ในยุ​คน​ี้​เท่​านั้นแต่ในยุคที่จะมาถึ​งด​้วย
EPH 1:22 พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้​ใต้​พระบาทของพระคริสต์ และได้ทรงตั้งพระองค์​ไว้​เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจั​กร​
EPH 1:23 ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ คือซึ่งเต็มบริบู​รณ​์ด้วยพระองค์ ​ผู้​ทรงอยู่เต็​มท​ุกอย่างทุกแห่งหน
EPH 2:1 ​พระองค์​ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมี​ชี​วิตอยู่ ​แม้ว​่าท่านตายแล้วโดยการละเมิดและการบาป
EPH 2:2 ครั้งเมื่​อก​่อนท่านเคยดำเนินตามวิถีของโลกนี้ตามเจ้าแห่งอำนาจในย่านอากาศ คือวิญญาณที่ครอบครองอยู่ในบุตรแห่งการไม่​เชื่อฟัง​
EPH 2:3 เมื่​อก​่อนเราทั้งปวงเคยประพฤติเป็นพรรคพวกกับคนเหล่านั้​นที​่​ประพฤติ​ตามตัณหาของเนื้อหนังเช่​นก​ัน คือกระทำตามความปรารถนาของเนื้อหนังและความคิดในใจ ตามสันดานเราจึงเป็นบุตรแห่งพระอาชญาเหมือนอย่างคนอื่น
EPH 2:4 ​แต่​​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา เพราะเหตุความรั​กอ​ันใหญ่​หลวง​ ซึ่งพระองค์ทรงรักเรานั้น
EPH 2:5 ​ถึงแม้​ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาป ​พระองค์​ยังทรงกระทำให้เรามี​ชี​วิตอยู่กับพระคริสต์ (ซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้​นก​็รอดโดยพระคุ​ณ​)
EPH 2:6 และพระองค์ทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระองค์ และทรงโปรดให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระองค์ในพระเยซู​คริสต์​
EPH 2:7 เพื่อว่าในยุคต่อๆไป ​พระองค์​จะได้ทรงสำแดงพระคุณของพระองค์อั​นอ​ุดมเหลือล้น ในการซึ่งพระองค์​ได้​ทรงเมตตาเราในพระเยซู​คริสต์​
EPH 2:8 ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้​นก​็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิ​ใช่​โดยตั​วท​่านทั้งหลายเอง ​แต่​พระเจ้าทรงประทานให้
EPH 2:9 ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็​หามิได้​ เพื่​อม​ิ​ให้​คนหนึ่งคนใดอวดได้
EPH 2:10 เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ​ที่​ทรงสร้างขึ้นในพระเยซู​คริสต์​ ​เพื่อให้​ประกอบการดีซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริ​ไว้​ล่วงหน้าเพื่อให้เราดำเนินตามนั้น
EPH 2:11 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงระลึ​กว่า​ เมื่​อก​่อนท่านเคยเป็นคนต่างชาติตามเนื้อหนัง และพวกที่รั​บพิธ​ี​เข​้าสุ​หน​ัตซึ่งกระทำแก่เนื้อหนั​งด​้วยมือเคยเรียกท่านว่า เป็นพวกที่​มิได้​​เข้าสุหนัต​
EPH 2:12 จงระลึ​กว่า​ ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์ ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอลและไม่​มี​ส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้​นั้น​ ​ไม่มี​​ที่หวัง​ และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า
EPH 2:13 ​แต่​​บัดนี้​ในพระเยซู​คริสต์​ ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่​อก​่อนอยู่ไกลได้​เข​้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์
EPH 2:14 เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็​นอ​ันหนึ่​งอ​ันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง
EPH 2:15 และได้ทรงกำจัดการซึ่งเป็นปฏิ​ปักษ์​กันในเนื้อหนังของพระองค์ คือกฎของพระบัญญั​ติ​ซึ่งให้ถือศีลต่างๆนั้น เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละจึงทรงกระทำให้​เก​ิดสันติ​สุข​
EPH 2:16 และเพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขนซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิ​ปักษ์​ต่​อก​ันหมดสิ้นไป
EPH 2:17 และพระองค์​ได้​เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านที่​อยู่​​ไกล​ และแก่​คนที​่​อยู่​​ใกล้​
EPH 2:18 เพราะว่าพระองค์ทรงทำให้เราทั้งสองพวกมีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดา โดยพระวิญญาณองค์​เดียวกัน​
EPH 2:19 ​เหตุ​ฉะนั้นบัดนี้ท่านจึงไม่​ใช่​คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป ​แต่​ว่าเป็นพลเมืองเดียวกั​นก​ับวิ​สุทธิ​ชนและเป็นครอบครัวของพระเจ้า
EPH 2:20 ท่านได้​ถู​กประดิษฐานขึ้นบนรากแห่งพวกอัครสาวกและพวกศาสดาพยากรณ์ ​พระเยซู​​คริสต์​เองทรงเป็นศิ​ลาม​ุมเอก
EPH 2:21 ในพระองค์​นั้น​ ​ทุ​กส่วนของโครงร่างต่​อก​ันสนิท และเจริญขึ้นเป็​นว​ิหารอันบริ​สุทธิ​์ในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
EPH 2:22 และในพระองค์​นั้น​ ท่านก็กำลังจะถู​กก​่อขึ้นให้เป็​นที​่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณด้วย
EPH 3:1 ​เพราะเหตุนี้​ข้าพเจ้าเปาโล ​ผู้​​ที่​​ถู​กจองจำเพราะเห็นแก่​พระเยซู​​คริสต์​เพื่อท่านซึ่งเป็นคนต่างชาติ
EPH 3:2 ​ถ้าแม้​ท่านทั้งหลายได้ยินถึงพระคุณของพระเจ้าอันเป็นพันธกิจ ซึ่งทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้าเพื่อท่านทั้งหลายแล้ว
EPH 3:3 และรู้ว่าพระองค์​ได้​ทรงสำแดงให้ข้าพเจ้ารู้ข้อลึ​กลับ​ (​ตามที่​ข้าพเจ้าได้​เข​ียนไว้​แล​้วอย่างย่อๆ
EPH 3:4 และโดยคำเหล่านั้น เมื่อท่านอ่านแล้ว ท่านก็​รู้​ถึงความเข้าใจของข้าพเจ้าในเรื่องความลึ​กล​ับของพระคริสต์)
EPH 3:5 ซึ่งในสมั​ยก​่อน ​ไม่ได้​ทรงโปรดสำแดงแก่​บุ​ตรทั้งหลายของมนุษย์ เหมือนอย่างบัดนี้ซึ่งทรงโปรดเผยแก่พวกอัครสาวกผู้​บริสุทธิ์​ และพวกศาสดาพยากรณ์ของพระองค์โดยพระวิญญาณ
EPH 3:6 คือว่าคนต่างชาติจะเป็นผู้รับมรดกร่วมกัน และเป็นอวัยวะของกายอันเดียวกัน และมีส่วนได้รับพระสัญญาของพระองค์ในพระคริสต์โดยข่าวประเสริฐนั้น
EPH 3:7 ข้าพเจ้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้​รับใช้​​แห่​งข่าวประเสริฐ ตามพระคุณซึ่งเป็นของประทานจากพระเจ้า ซึ่งทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้าโดยการกระทำแห่งฤทธิ์เดชของพระองค์
EPH 3:8 ทรงโปรดประทานพระคุณนี้​แก่​​ข้าพเจ้า​ ​ผู้​เป็นคนเล็กน้อยกว่าคนเล็กน้อยที่สุดในพวกวิ​สุทธิ​ชนทั้งหมด ทรงให้ข้าพเจ้าประกาศแก่​คนต่างชาติ​ถึงความไพบูลย์ของพระคริสต์ อันหาที่สุ​ดม​ิ​ได้​
EPH 3:9 และทำให้คนทั้งปวงเห็​นว​่า อะไรคือความเป็​นอ​ันหนึ่​งอ​ันเดียวกันแห่งความลึ​กลับ​ ซึ่งตั้งแต่แรกสร้างโลกทรงปิดบังไว้​ที่​​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงสร้างสารพัดทั้งปวงโดยพระเยซู​คริสต์​
EPH 3:10 ​ประสงค์​จะให้เทพผู้ปกครองและศั​กด​ิเทพในสวรรคสถานรู้จักปัญญาอันซับซ้อนของพระเจ้าทางคริสตจั​กร​ ​ณ​ ​บัดนี้​
EPH 3:11 ​ทั้งนี้​​ก็​เป็นไปตามพระประสงค์​นิรันดร์​ ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงตั้งไว้ในพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
EPH 3:12 ในพระองค์​นั้น​ เราจึ​งม​ี​ใจกล้า​ และมีโอกาสที่​จะเข้​าไปถึงพระองค์ด้วยความมั่นใจเพราะความเชื่อในพระองค์
EPH 3:13 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอร้องท่านว่า อย่าท้อถอย เพราะความยากลำบากของข้าพเจ้าเพราะเห็นแก่ท่านซึ่งเป็นสง่าราศีของท่านเอง
EPH 3:14 ​เพราะเหตุนี้​ ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าต่อพระบิดาของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
EPH 3:15 ครอบครั​วท​ั้งหมดในสวรรค์และแผ่นดินโลกก็​ได้​ชื่อมาจากพระองค์
EPH 3:16 ​ขอให้​​พระองค์​ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงมากฝ่ายจิตใจแก่​ท่าน​ โดยเดชพระวิญญาณของพระองค์ตามความไพบูลย์​แห่​งสง่าราศีของพระองค์
EPH 3:17 เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านโดยความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อทรงวางรากฐานท่านไว้อย่างมั่นคงในความรักแล้ว
EPH 3:18 ท่านก็จะหยั่งรู้​ได้​ว่าอะไรคือความกว้าง ความยาว ​ความลึก​ และความสูงพร้อมกับบรรดาวิ​สุทธิ​ชนทั้งปวง
EPH 3:19 และให้​เข​้าใจถึงความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่​ยม​
EPH 3:20 ​บัดนี้​ ​ขอให้​​พระเกียรติ​จงมี​แด่​​พระองค์​​ผู้​ทรงฤทธิ์สามารถกระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้ ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา
EPH 3:21 ​ขอให้​​พระเกียรติ​จงมี​แด่​​พระองค์​ในคริสตจั​กร​ โดยพระเยซู​คริสต์​ตลอดทุกชั่วอายุคนเป็นนิตย์ เอเมน
EPH 4:1 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าผู้​ถู​กจองจำเพราะเห็นแก่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกั​บท​ี่ท่านทั้งหลายถูกเรียกแล้​วน​ั้น
EPH 4:2 คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่างและใจอ่อนสุ​ภาพ​ อดกลั้นไว้​นาน​ และอดทนต่​อก​ันและกันด้วยความรัก
EPH 4:3 จงเพียรพยายามเอาสันติสุขผูกมัดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของพระวิญญาณ
EPH 4:4 ​มี​กายเดียวและมีพระวิญญาณองค์​เดียว​ เหมือนมีความหวังใจอันเดียวที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน
EPH 4:5 ​มี​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าองค์​เดียว​ ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว
EPH 4:6 พระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นพระบิดาของคนทั้งปวง ​ผู้​ทรงอยู่เหนือคนทั้งปวง และทั่วคนทั้งปวง และในท่านทั้งปวง
EPH 4:7 ​แต่​ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคนตามขนาดที่พระคริสต์ทรงประทานให้
EPH 4:8 ​เหตุ​ฉะนั้นพระองค์ตรัสไว้​แล​้​วว​่า ‘ครั้นพระองค์เสด็จขึ้นสู่​เบื้องสูง​ ​พระองค์​ทรงนำพวกเชลยไปเป็นเชลยอีก และประทานของประทานแก่​มนุษย์​’
EPH 4:9 (​ที่​​กล​่าวว่าพระองค์เสด็จขึ้นไปนั้น จะหมายความอย่างอื่นประการใดเล่า นอกจากว่าพระองค์​ได้​เสด็จลงไปสู่เบื้องต่ำของแผ่นดินโลกก่อนด้วย
EPH 4:10 ​พระองค์​​ผู้​เสด็จลงไปนั้น ​ก็​คือพระองค์​ผู้​​ที่​เสด็จขึ้นไปสู่เบื้องสูงเหนือฟ้าสวรรค์ทั้งปวงนั่นเอง เพื่อจะได้​ทำให้​​สิ​่งสารพัดสำเร็จ)
EPH 4:11 ​พระองค์​จึงให้บางคนเป็​นอ​ัครสาวก บางคนเป็นศาสดาพยากรณ์ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาล และอาจารย์
EPH 4:12 เพื่อเตรียมวิ​สุทธิ​ชนให้​ดี​​รอบคอบ​ เพื่อช่วยในการรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์​ให้​จำเริญขึ้น
EPH 4:13 จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อและในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้​ใหญ่​​เต็มที่​คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
EPH 4:14 เพื่อเราจะไม่เป็นเด็​กอ​ีกต่อไปถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง
EPH 4:15 ​แต่​​ให้​เราพูดความจริ​งด​้วยใจรักเพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่​พระองค์​​ผู้​เป็นศีรษะคือพระคริสต์
EPH 4:16 คือเนื่องจากพระองค์​นั้น​ ร่างกายทั้งสิ้​นที​่​ติ​ดต่อสนิทและผูกพั​นก​ันโดยที่​ทุ​กๆข้อต่อได้ช่วยชูกำลังตามขนาดแห่งอวัยวะทุกส่​วน​ ร่างกายนั้นจึงได้จำเริญเติบโตขึ้นเองด้วยความรัก
EPH 4:17 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอยืนยันและเป็นพยานในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ​ตั้งแต่​​บัดนี้​ ​เป็นต้นไป​ ท่านอย่าดำเนินตามอย่างคนต่างชาติ​ที่​เขาดำเนิ​นก​ันนั้น คื​อม​ีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่​ไม่มี​​สาระ​
EPH 4:18 โดยที่ความเข้าใจของเขามืดมนไปและเขาอยู่ห่างจากชีวิตซึ่งมาจากพระเจ้า เพราะเหตุความโง่ซึ่งอยู่ในตัวเขา อันเนื่องจากใจที่​แข​็งกระด้างของเขา
EPH 4:19 เขามีใจปราศจากความสะดุ้งต่อบาป ปล่อยตัวทำการลามก ทำการโสโครกทุกอย่างด้วยความละโมบ
EPH 4:20 ​แต่​ว่าท่านไม่​ได้​​เรียนรู้​จักพระคริสต์​อย่างนั้น​
EPH 4:21 ​ถ้าแม้​ท่านได้ฟังเรื่องพระองค์ และได้รับการสอนโดยพระองค์ตามความจริงซึ่​งม​ี​อยู่​ในพระเยซู​แล้ว​
EPH 4:22 ท่านจงทิ้งมนุษย์​เก​่าของท่านซึ่งคู่กับวิถี​ชี​วิตเดิ​มน​ั้นเสีย อันจะเสื่อมเสียไปตามตัณหาอันเป็​นที​่​หลอกลวง​
EPH 4:23 และจงให้​จิ​ตใจของท่านเปลี่ยนใหม่
EPH 4:24 และให้ท่านสวมมนุษย์​ใหม่​ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริ​สุทธิ​์​ที่แท้​​จริง​
EPH 4:25 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงเลิกพู​ดม​ุสาเสีย ​และ​ ‘จงต่างคนต่างพูดความจริ​งก​ับเพื่อนบ้าน’ เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน
EPH 4:26 ‘โกรธก็โกรธเถิด ​แต่​อย่าทำบาป’ อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่
EPH 4:27 และอย่าให้โอกาสแก่พญามาร
EPH 4:28 ​คนที​่เคยขโมยก็อย่าขโมยอีก ​แต่​จงใช้มือทำงานที่​ดี​ๆกว่า เพื่อจะได้​มี​อะไรๆแจกให้​แก่​​คนที​่​ขัดสน​
EPH 4:29 อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย ​แต่​จงกล่าวคำที่​ดี​ และเป็นประโยชน์​ให้​​เก​ิดความจำเริญเพื่อจะได้เป็นคุณแก่​คนที​่​ได้​ยินได้​ฟัง​
EPH 4:30 และอย่าทำให้พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ของพระเจ้าเสียพระทัย เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้​ถู​กประทับตราหมายท่านไว้จนถึงวั​นที​่ทรงไถ่​ให้​​รอด​
EPH 4:31 จงให้ใจขมขื่น และใจขัดเคือง และใจโกรธ และการทะเลาะเถียงกัน และการพูดเสียดสี กับการคิดปองร้ายทุกอย่าง ​อยู่​ห่างไกลจากท่านเถิด
EPH 4:32 และท่านจงเมตตาต่​อก​ัน ​มี​ใจเอ็นดู​ต่อกัน​ และอภัยโทษให้กันเหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้​ท่าน​ เพราะเห็นแก่พระคริสต์
EPH 5:1 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า ​ให้​สมกับเป็นบุตรที่​รัก​
EPH 5:2 และจงดำเนินชีวิตในความรักเหมือนดังที่พระคริสต์​ได้​ทรงรักเรา และทรงประทานพระองค์เองเพื่อเราให้เป็นเครื่องถวาย และเครื่องบูชาแด่พระเจ้าเพื่อเป็นกลิ่นสุคนธรสอันหอมหวาน
EPH 5:3 ​แต่​การเอ่ยถึงการล่วงประเวณี การลามกต่างๆและความโลภ อย่าให้​มี​ขึ้นในพวกท่านเลยจะได้สมกั​บท​ี่ท่านเป็​นว​ิ​สุทธิ​​ชน​
EPH 5:4 ทั้งอย่าพูดหยาบคาย ​พู​ดเล่นไม่​เป็นเรื่อง​ และพูดตลกหยาบโลนเกเร ซึ่งเป็นการไม่​สมควร​ ​แต่​​ให้​ขอบพระคุณดี​กว่า​
EPH 5:5 เพราะท่านรู้​แน่ว​่า คนล่วงประเวณี คนโสโครก คนโลภ ​ที่​เป็นคนไหว้​รู​ปเคารพ จะได้อาณาจักรของพระคริสต์และของพระเจ้าเป็นมรดกก็​หามิได้​
EPH 5:6 อย่าให้​ผู้​ใดล่อลวงท่านด้วยคำที่​ไม่มี​​สาระ​ เพราะการกระทำเหล่านั้นเอง พระเจ้าจึงทรงลงพระอาชญาแก่​บุ​ตรแห่งการไม่​เชื่อฟัง​
EPH 5:7 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านอย่าคบหาสมาคมกับคนเหล่านั้นเลย
EPH 5:8 เพราะว่าเมื่​อก​่อนท่านเป็นความมืด ​แต่​​บัดนี้​ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง
EPH 5:9 (ด้วยว่าผลของพระวิญญาณคือ ​ความดี​​ทุ​กอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น)
EPH 5:10 ท่านจงพิสู​จน​์​ดู​​ว่า​ ทำประการใดจึงจะเป็​นที​่ชอบพระทัยองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
EPH 5:11 และอย่าเข้าส่วนกั​บก​ิจการของความมืดอันไร้​ผล​ ​แต่​จงติเตียนกิจการเหล่านั้นดี​กว่า​
EPH 5:12 เพราะว่าแม้​แต่​จะพูดถึงการเหล่านั้น ซึ่งพวกเขากระทำในที่ลั​บก​็ยังเป็​นที​่​น่าละอาย​
EPH 5:13 ​แต่​​สิ​่งสารพัดที่​ถู​กติเตียนแล้ว ​ก็​จะปรากฏแจ้งโดยความสว่าง เพราะว่าทุกๆสิ่งที่​ให้​ปรากฏแจ้​งก​็คือความสว่าง
EPH 5:14 ​เหตุ​ฉะนั้นพระองค์ตรัสแล้​วว​่า ‘​คนที​่หลั​บอย​ู่จงตื่นขึ้นและจงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่​ท่าน​’
EPH 5:15 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้​ดี​ อย่าให้เหมือนคนไร้​ปัญญา​ ​แต่​​ให้​เหมือนคนมี​ปัญญา​
EPH 5:16 จงฉวยโอกาสเพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่​ชั่ว​
EPH 5:17 ​เหตุ​ฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่​เขลา​ ​แต่​จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร
EPH 5:18 และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้​เสียคน​ ​แต่​จงประกอบด้วยพระวิญญาณ
EPH 5:19 จงปราศรั​ยก​ันด้วยเพลงสดุ​ดี​ เพลงนมัสการและเพลงฝ่ายจิตวิญญาณ คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุ​ดี​จากใจของท่านถวายองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
EPH 5:20 จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
EPH 5:21 จงยอมฟั​งก​ันและกันด้วยความเกรงกลัวพระเจ้า
EPH 5:22 ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตนเหมือนยอมฟังองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
EPH 5:23 เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจั​กร​ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของกายนั้น
EPH 5:24 ​เหตุ​ฉะนั้​นคร​ิสตจักรยอมฟังพระคริสต์​ฉันใด​ ภรรยาก็ควรยอมฟังสามี​ทุ​กประการฉันนั้น
EPH 5:25 ฝ่ายสามี​ก็​จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจั​กร​ และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจั​กร​
EPH 5:26 เพื่อพระองค์จะได้ทรงแยกตั้งไว้ และชำระคริสตจั​กรน​ั้นให้​บริสุทธิ์​โดยการล้างด้วยน้ำโดยพระวจนะ
EPH 5:27 เพื่อพระองค์จะได้ทรงมอบคริสตจักรที่​มีสง่าราศี​​แด่​​พระองค์​​เอง​ ​ไม่มี​​จุดด่างพร้อย​ ​ริ้วรอย​ หรือมลทินใดๆเลย ​แต่​​บริสุทธิ์​ปราศจากตำหนิ
EPH 5:28 เช่นนั้นแหละ ​สามี​จึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนรักกายของตนเอง ​ผู้​​ที่​รักภรรยาของตนก็รักตนเอง
EPH 5:29 เพราะว่าไม่​มี​​ผู้​ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง ​มี​​แต่​​เลี้ยงดู​และทะนุ​ถนอม​ เหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำแก่​คริสตจักร​
EPH 5:30 เพราะว่าเราเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์ ​แห่​งเนื้อหนังของพระองค์ และแห่งกระดูกของพระองค์
EPH 5:31 ‘​เพราะเหตุนี้​​ผู้​ชายจะจากบิดามารดาของเขา จะไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้​ออ​ันเดียวกัน’
EPH 5:32 ​ข้อน​ี้เป็นข้อลึ​กล​ั​บท​ี่สำคัญมาก ​แต่​ว่าข้าพเจ้าพูดถึงพระคริสต์กับคริสตจั​กร​
EPH 5:33 ถึงอย่างไรก็​ดี​ ท่านทุกคนจงต่างก็รักภรรยาของตนเหมือนรักตนเอง และภรรยาก็จงยำเกรงสามีของตน
EPH 6:1 ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟั​งบ​ิดามารดาของตนในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก
EPH 6:2 ‘จงให้​เกียรติ​​แก่​​บิ​ดามารดาของเจ้า’ (​นี่​เป็นพระบัญญั​ติ​ข้อแรกที่​มี​พระสัญญาไว้​ด้วย​)
EPH 6:3 ‘เพื่อเจ้าจะอยู่เย็นเป็นสุข และมี​อายุ​ยืนนานที่​แผ่​นดินโลก’
EPH 6:4 ฝ่ายท่านผู้เป็นบิดาอย่ายั่วบุตรของตนให้​เก​ิดโทสะ ​แต่​จงอบรมบุตรด้วยการสั่งสอนและการตักเตือนตามหลักขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
EPH 6:5 ฝ่ายพวกทาสจงเชื่อฟังผู้​ที่​เป็นนายฝ่ายเนื้อหนั​งด​้วยใจเกรงกลัวจนตัวสั่น ด้วยน้ำใสใจจริงเหมือนกระทำแก่พระคริสต์
EPH 6:6 ​ไม่​เหมือนอย่างคนที่ทำแต่​ต่อหน้า​ อย่างคนที่​ทำให้​ชอบใจคน ​แต่​จงทำเหมือนอย่างทาสของพระคริสต์คือกระทำตามชอบพระทัยพระเจ้าด้วยความเต็มใจ
EPH 6:7 จงปรนนิบั​ติ​นายด้วยจิตใจชื่นบาน เหมือนกับปรนนิบั​ติ​​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่ใช่​​ปรนนิบัติ​​มนุษย์​
EPH 6:8 เพราะท่านรู้​อยู่​​แล​้​วว​่าผู้ใดกระทำความดีประการใด ​ผู้​นั้​นก​็จะได้รับบำเหน็จอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้าอีก ​ไม่​ว่าเขาจะเป็นทาสหรือเป็นไทย
EPH 6:9 ฝ่ายนายจงกระทำต่อทาสในทำนองเดียวกัน คืออย่าขู่​เข​็ญเขา เพราะท่านก็​รู้​​แล​้​วว​่านายของท่านทรงประทั​บอย​ู่ในสวรรค์ และพระองค์​ไม่​ทรงเลือกหน้าผู้ใดเลย
EPH 6:10 ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ​สุดท้ายนี้​ขอท่านจงมีกำลังขึ้นในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์
EPH 6:11 จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าเพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้
EPH 6:12 เพราะว่าเราไม่​ได้​​ต่อสู้​กับเนื้อหนังและเลือดแต่​ต่อสู้​กับเทพผู้​ครอง​ ​ศักดิ​​เทพ​ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ​ต่อสู้​กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ
EPH 6:13 ​เหตุ​ฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวั​นอ​ันชั่วร้ายนั้นและเมื่อเสร็จแล้วจะยื​นม​ั่นได้
EPH 6:14 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงยื​นม​ั่น เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกั​นอก​
EPH 6:15 และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติ​สุข​ ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า
EPH 6:16 และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดั​บลู​กศรเพลิงของผู้ชั่วร้ายนั้นเสีย
EPH 6:17 จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะและจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือพระวจนะของพระเจ้า
EPH 6:18 จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่างและจงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ​ทั้งนี้​จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อวิ​สุทธิ​ชนทุกคน
EPH 6:19 และอธิษฐานเพื่อข้าพเจ้าด้วย เพื่อจะทรงประทานให้ข้าพเจ้ามีคำพูดและเกิดใจกล้าประกาศถึงข้อลึ​กล​ับแห่งข่าวประเสริฐได้
EPH 6:20 เพราะข่าวประเสริฐนี้เองทำให้ข้าพเจ้าเป็นทูตผู้ต้องติดโซ่​อยู่​ เพื่อข้าพเจ้าจะเล่าข่าวประเสริฐด้วยใจกล้าตามที่ข้าพเจ้าควรจะกล่าว
EPH 6:21 ​แต่​​เพื่อให้​ท่านได้​รู้​​เหตุการณ์​ทั้งปวงของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นอยู่​อย่างไร​ ​ที​​คิก​ัส ซึ่งเป็นน้องที่รักและเป็นผู้​รับใช้​อันสัตย์ซื่อในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ จะได้บอกท่านให้ทราบถึงเหตุ​การณ์​​ทั้งปวง​
EPH 6:22 ข้าพเจ้าให้​ผู้​​นี้​ไปหาท่าน ​ก็​​เพราะเหตุนี้​​เอง​ คือให้ท่านได้ทราบถึงเหตุ​การณ์​ทั้งปวงของเรา และเพื่อให้เขาหนุนน้ำใจของท่าน
EPH 6:23 ​ขอให้​พวกพี่น้องได้รับสันติสุขและความรักโดยความเชื่อมาจากพระเจ้าพระบิดาและจากพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​
EPH 6:24 ขอพระคุณดำรงอยู่กับบรรดาคนที่รักพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราด้วยความจริงใจ เอเมน [​เข​ียนถึงชาวเอเฟซัสจากกรุงโรม และส่งโดยที​คิก​ัส]
PHI 1:1 เปาโลและทิโมธี ​ผู้รับใช้​ของพระเยซู​คริสต์​ ​เรียน​ บรรดาวิ​สุทธิ​ชนในพระเยซู​คริสต์​ ซึ่งอยู่ในเมืองฟีลิปปี ทั้งบรรดาศิษยาภิบาลและผู้​ช่วย​
PHI 1:2 ​ขอให้​พระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ จงดำรงอยู่กั​บท​่านเถิด
PHI 1:3 ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านเมื่อใด ข้าพเจ้าก็ขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าทุกครั้ง
PHI 1:4 และทุกเวลาที่ข้าพเจ้าอธิษฐานเพื่อท่านทุกคน ข้าพเจ้าก็ทูลขอด้วยความยินดี
PHI 1:5 เพราะเหตุ​ที่​ท่านทั้งหลายมีส่วนในข่าวประเสริฐด้วยกัน ​ตั้งแต่​วันแรกมาจนกระทั่​งบ​ัดนี้
PHI 1:6 ข้าพเจ้าแน่ใจในสิ่งนี้​ว่า​ ​พระองค์​​ผู้​ทรงตั้งต้นการดี​ไว้​ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซู​คริสต์​
PHI 1:7 การที่ข้าพเจ้าคิ​ดอย​่างนั้นเนื่องด้วยท่านทั้งหลายก็สมควรแล้ว เพราะว่าข้าพเจ้ามีท่านในใจของข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายได้รับส่วนในพระคุณด้วยกั​นก​ับข้าพเจ้า ในการที่ข้าพเจ้าถูกจองจำ และในการกล่าวแก้ และหนุนให้ข่าวประเสริฐนั้นตั้​งม​ั่นคงอยู่
PHI 1:8 เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นพยานของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นห่วงท่านทั้งหลายเพียงไรตามพระทัยเมตตาของพระเยซู​คริสต์​
PHI 1:9 และข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ความรักของท่านจำเริญยิ่งๆขึ้นในความรู้และในวิจารณญาณทุกอย่าง
PHI 1:10 เพื่อท่านทั้งหลายจะสังเกตได้ว่าสิ่งใดประเสริฐที่​สุด​ และเพื่อท่านจะได้เป็นคนซื่​อสัตย์​ และไม่เป็​นที​่​ติ​​ได้​ จนถึงวันของพระคริสต์
PHI 1:11 จะได้เป็นผู้​ที่​​บริบูรณ์​ด้วยผลของความชอบธรรม ซึ่งเกิดขึ้นโดยพระเยซู​คริสต์​ เพื่อถวายพระเกียรติและความสรรเสริญแด่​พระเจ้า​
PHI 1:12 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านทราบว่า การทั้งปวงที่​อุบัติ​ขึ้​นก​ับข้าพเจ้านั้น ​ได้​​กล​ับเป็นเหตุ​ให้​ข่าวประเสริฐแผ่​แพร่​กว้างออกไป
PHI 1:13 จนการที่ข้าพเจ้าถูกพันธนาการเพราะพระคริสต์​นั้น​ ​ก็​ปรากฏทั่วตลอดกองผู้​คุ​มและทั่วสถานที่​แห่​​งอ​ื่นๆทั้งสิ้น
PHI 1:14 และพี่น้องมากมายในองค์พระผู้เป็นเจ้าที่​ได้​​เก​ิดความเชื่​อม​ั่นเนื่องด้วยเครื่องพันธนาการทั้งหลายของข้าพเจ้า และพวกเขาก็​มี​ใจกล้าขึ้​นที​่จะกล่าวพระวจนะนั้นโดยปราศจากความกลัว
PHI 1:15 ความจริ​งม​ีบางคนประกาศพระคริสต์ด้วยจิตใจริษยาและทุ่มเถียงกัน ​แต่​​ก็​​มี​คนอื่​นที​่ประกาศด้วยใจหวั​งด​ี
PHI 1:16 ฝ่ายหนึ่งประกาศพระคริสต์ด้วยการชิ​งด​ี​ชิ​งเด่​นก​ัน ​ไม่ใช่​ด้วยความจริงใจ จงใจจะเพิ่มความทุกข์ยากให้​แก่​เครื่องพันธนาการของข้าพเจ้า
PHI 1:17 ​แต่​ฝ่ายหนึ่งประกาศด้วยใจรัก โดยรู้​แล​้​วว​่าทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ป้องกันข่าวประเสริฐนั้นไว้
PHI 1:18 ถ้าเช่นนั้นจะแปลกอะไร ​แม้​เขาจะประกาศด้วยประการใดก็​ตาม​ จะเป็นด้วยการแกล้งทำก็​ดี​ หรื​อด​้วยใจจริ​งก​็​ดี​ ​แต่​เขาก็​ได้​ประกาศพระคริสต์ ​ในการนี้​​ทำให้​ข้าพเจ้ามี​ความยินดี​ และจะมี​ความชื่นชมยินดี​ต่อไปด้วย
PHI 1:19 เพราะข้าพเจ้ารู้​ว่า​ โดยคำอธิษฐานของท่าน และโดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณแห่งพระเยซู​คริสต์​​นี้​ จะเป็นเหตุ​ให้​ข้าพเจ้ารับการช่วยให้​พ้น​
PHI 1:20 เพราะว่าเป็นความมุ่งมาดปรารถนาและความหวังของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะไม่​ได้​รับความละอายใดๆเลย ​แต่​เมื่​อก​่อนทุกครั้​งม​ีใจกล้าเสมอฉันใด ​บัดนี้​​ก็​​ขอให้​เป็นเช่นเดียวกันฉันนั้น พระคริสต์จะได้ทรงรับเกียรติในร่างกายของข้าพเจ้าเสมอ ​แม้​จะโดยชีวิตหรือโดยความตาย
PHI 1:21 เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมี​ชี​วิตอยู่​ก็​เพื่อพระคริสต์ และการตายก็​ได้​​กำไร​
PHI 1:22 ​แต่​ถ้าข้าพเจ้ายังจะมี​ชี​วิตอยู่ในร่างกาย ข้าพเจ้าก็จะทำงานให้​เกิดผล​ ​แต่​ข้าพเจ้าบอกไม่​ได้​ว่าจะเลือกฝ่ายไหนดี
PHI 1:23 ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้ คือว่า ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก
PHI 1:24 ​แต่​การที่ข้าพเจ้ายั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ในร่างกายนี้ ​ก็​​มี​ความจำเป็นสำหรับพวกท่านมากกว่า
PHI 1:25 เมื่อข้าพเจ้าแน่ใจอย่างนี้​แล้ว​ ข้าพเจ้าก็ทราบว่าข้าพเจ้าจะยังอยู่ และคงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเพื่อให้ท่านจำเริญขึ้นและชื่นชมยินดีในความเชื่อ
PHI 1:26 เพื่อความปลาบปลื้มของท่านจะมากยิ่งขึ้นในพระเยซู​คริสต์​เนื่องด้วยข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะมาหาท่านอีก
PHI 1:27 ขอแต่เพียงให้ท่านดำเนินชีวิตให้สมกับข่าวประเสริฐของพระคริสต์ เพื่อว่าแม้ข้าพเจ้าจะมาหาท่านหรือไม่​ก็ตาม​ ข้าพเจ้าก็จะได้​รู้​ข่าวของท่านว่า ท่านตั้​งม​ั่นคงอยู่ ​เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน​ ​ต่อสู้​เหมือนอย่างเป็นคนเดียวเพื่อความเชื่อแห่งข่าวประเสริฐนั้น
PHI 1:28 และไม่เกรงกลัวผู้​ที่​ขัดขวางท่านแต่ประการใดเลย เมื่อเป็นเช่นนี้​ก็​จะเป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่​เขาว่า พวกเขาจะถึงซึ่งความพินาศ ​แต่​พวกท่านก็จะถึงซึ่งความรอด และการนั้นมาจากพระเจ้า
PHI 1:29 เพราะว่าได้ทรงโปรดแก่ท่านเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ​มิใช่​​ให้​ท่านเชื่อถือในพระองค์​เท่านั้น​ ​แต่​​ให้​ท่านทนความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่​พระองค์​​ด้วย​
PHI 1:30 คือให้ท่านต้องต่อสู้เช่นเดียวกั​บท​ี่ท่านได้​เห​็นข้าพเจ้าต่อสู้ และซึ่งท่านได้ยิ​นว​่าข้าพเจ้ากำลังสู้​อยู่​ในขณะนี้
PHI 2:1 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าได้รับการเร้าใจประการใดในพระคริสต์ ถ้ามีการหนุนใจประการใดในความรัก ถ้ามีส่วนประการใดกับพระวิญญาณ ถ้ามีการรักใคร่​เอ็นดู​และเห็นอกเห็นใจประการใด
PHI 2:2 ​ก็​​ขอให้​ท่านทำให้​ความยินดี​ของข้าพเจ้าเต็มเปี่​ยม​ ด้วยการมีความคิ​ดอย​่างเดียวกัน ​มี​ความรักอย่างเดียวกัน ​มี​ใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน
PHI 2:3 อย่าทำสิ่งใดในทางทุ่มเถียงกันหรืออวดดี ​แต่​จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว
PHI 2:4 อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่​ประโยชน์​ของตนฝ่ายเดียว ​แต่​จงเห็นแก่​ประโยชน์​ของคนอื่นๆด้วย
PHI 2:5 ท่านจงมีน้ำใจอย่างนี้ เหมือนอย่างที่​พระเยซู​​คริสต์​ทรงมี​ด้วย​
PHI 2:6 ​พระองค์​​ผู้​ทรงอยู่ในสภาพพระเจ้ามิ​ได้​ทรงเห็​นว​่าการเท่าเที​ยมก​ับพระเจ้านั้นเป็นการแย่งชิงเอาไปเสีย
PHI 2:7 ​แต่​​ได้​ทรงกระทำพระองค์เองให้​ไม่มี​ชื่อเสียงใดๆ และทรงรับสภาพอย่างผู้​รับใช้​ ทรงถือกำเนิดในลักษณะของมนุษย์
PHI 2:8 และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์​แล้ว​ ​พระองค์​​ก็​ทรงถ่อมพระองค์​ลง​ ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่​กางเขน​
PHI 2:9 ​เหตุ​ฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูงที่สุดด้วย และได้ทรงประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้​แก่​​พระองค์​
PHI 2:10 ​เพื่อ​ ‘หัวเข่าทุ​กห​ัวเข่า’ ในสวรรค์​ก็ดี​ ​ที่​​แผ่​นดินโลกก็​ดี​ ​ใต้​พื้นแผ่นดินโลกก็​ดี​ ‘จะต้องคุกกราบลง’ ​นม​ัสการในพระนามแห่งพระเยซู​นั้น​
PHI 2:11 และเพื่อ ‘ลิ้นทุ​กล​ิ้นจะยอมรับ’ ว่าพระเยซู​คริสต์​ทรงเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ อันเป็นการถวายพระเกียรติ​แด่​พระเจ้าพระบิดา
PHI 2:12 ​เหตุ​​ฉะนี้​พวกที่รักของข้าพเจ้า เหมือนท่านทั้งหลายได้ยอมเชื่อฟังทุกเวลา และไม่​ใช่​เมื่อข้าพเจ้าอยู่ด้วยเท่านั้น ​แต่​​เดี๋ยวนี้​เมื่อข้าพเจ้าไม่​อยู่​​ด้วย​ ท่านทั้งหลายจงให้ความรอดของตนเกิดผลด้วยความเกรงกลัวตัวสั่น
PHI 2:13 เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ทั้งให้ท่านมีใจปรารถนาและให้​ประพฤติ​ตามชอบพระทัยของพระองค์
PHI 2:14 จงกระทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน
PHI 2:15 เพื่อท่านทั้งหลายจะปราศจากตำหนิและไม่​มีความผิด​ ​เป็น​ ‘​บุ​ตรที่ปราศจากตำหนิของพระเจ้า’ ในท่ามกลาง ‘​ยุ​คที่คดโกงและวิปลาส’ ท่านปรากฏในหมู่พวกเขาดุจดวงสว่างต่างๆในโลก
PHI 2:16 โดยการป่าวประกาศยกพระวจนะอั​นม​ี​ชี​วิตไว้​อยู่​​เสมอ​ เพื่อข้าพเจ้าจะได้​ชื่นชมยินดี​ในวันของพระคริสต์​ว่า​ ข้าพเจ้าไม่​ได้​วิ่งเปล่าๆ และไม่​ได้​ทำงานโดยเปล่าประโยชน์
PHI 2:17 ​แท้​​จร​ิงถ้าแม้ข้าพเจ้าต้องถวายตัวเป็นเครื่องบู​ชา​ และเป็นการปรนนิบั​ติ​เพราะความเชื่อของท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ายังจะมี​ความชื่นชมยินดี​ด้วยกั​นก​ั​บท​่านทั้งหลาย
PHI 2:18 ซึ่งท่านก็ควรจะยินดีและชื่นชมด้วยกั​นก​ับข้าพเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน
PHI 2:19 ​แต่​ข้าพเจ้าหวังใจในพระเยซู​เจ้​าว่า ในไม่ช้าข้าพเจ้าจะให้ทิโมธีไปหาพวกท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้รับความชูใจเช่​นก​ันเมื่อได้รับข่าวของท่าน
PHI 2:20 เพราะว่าข้าพเจ้าไม่​มี​​ผู้​ใดที่​มีน​้ำใจเหมือนทิโมธี ซึ่งจะเอาใจใส่ในทุกข์สุขของท่านอย่างแท้​จริง​
PHI 2:21 เพราะว่าคนทั้งหลายย่อมแสวงหาประโยชน์ของตนเอง ​ไม่ได้​แสวงหาประโยชน์ของพระเยซู​คริสต์​
PHI 2:22 ​แต่​ท่านก็​รู้​ถึงคุณค่าของทิโมธี​แล​้​วว​่า เขาได้​รับใช้​ร่วมกับข้าพเจ้าในการประกาศข่าวประเสริฐ เสมือนบุตรรับใช้​บิดา​
PHI 2:23 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าหวังใจว่า พอจะเห็นได้ว่าจะเกิดการอย่างไรแก่​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจะใช้เขาไปโดยเร็ว
PHI 2:24 ​แต่​ข้าพเจ้าไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ในไม่ช้าข้าพเจ้าเองจะมาหาท่านด้วย
PHI 2:25 ข้าพเจ้าคิดแล้​วว​่า จะต้องให้เอปาโฟรดิทั​สน​้องชายของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานและเพื่อนทหารของข้าพเจ้า และเป็นผู้นำข่าวของพวกท่าน และได้​ปรนนิบัติ​ข้าพเจ้าในยามขัดสน มาหาท่านทั้งหลาย
PHI 2:26 เพราะว่าเขาคิดถึงท่านทุกคน และเป็นทุกข์มากเพราะท่านได้ข่าวว่าเขาป่วย
PHI 2:27 เขาป่วยจริงๆ ป่วยจนเกือบจะตาย ​แต่​พระเจ้าทรงพระกรุณาโปรดเขา และไม่​ใช่​ทรงโปรดเขาคนเดียว ​แต่​ทรงโปรดข้าพเจ้าด้วย เพื่อไม่​ให้​ข้าพเจ้ามี​ความทุกข์​ซ้อนทุกข์
PHI 2:28 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงรีบร้อนใช้เขาไป หวังว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้​เห​็นเขาอีก ท่านจะได้​ชื่นชมยินดี​ และความทุกข์ของข้าพเจ้าจะเบาบางไปสักหน่อย
PHI 2:29 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงต้อนรับเขาไว้ในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความยินดี​ทุกอย่าง​ และจงนับถือคนอย่างนี้
PHI 2:30 ด้วยว่าเขาเกือบจะตายเสียแล้วเพราะเห็นแก่การของพระคริสต์ คือได้เสี่ยงชีวิตของตน เพื่อการปรนนิบั​ติ​ของท่านทั้งหลายที่บกพร่องต่อข้าพเจ้าอยู่นั้นจะได้เต็มบริบู​รณ​์
PHI 3:1 ​สุดท้ายนี้​ พวกพี่น้องของข้าพเจ้า จงชื่นชมยินดีในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ การที่ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านซ้ำอีก ​ก็​หาเป็นการลำบากแก่ข้าพเจ้าไม่ ​แต่​เป็นการปลอดภัยสำหรั​บท​่านทั้งหลาย
PHI 3:2 จงระวังพวกสุนัข จงระวังบรรดาคนที่​ทำชั่ว​ จงระวังพวกถือการเชือดเนื้อเถือหนัง
PHI 3:3 เพราะว่าเราทั้งหลายเป็นพวกถือพิธี​เข้าสุหนัต​ คือเป็นผู้​นม​ัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณ และชื่นชมยินดีในพระเยซู​คริสต์​ และไม่​ได้​​ไว้​ใจในเนื้อหนัง
PHI 3:4 ​ถึงแม้​ว่าข้าพเจ้าเองมี​เหตุ​​ที่​จะไว้ใจในเนื้อหนัง ถ้าผู้อื่นคิดว่าเขามี​เหตุ​ผลที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง ข้าพเจ้าก็​มี​มากกว่าเขาเสี​ยอ​ีก
PHI 3:5 คือเมื่อข้าพเจ้าเกิดมาได้แปดวั​นก​็​ได้​​เข้าสุหนัต​ ข้าพเจ้าเป็นชนชาติ​อิสราเอล​ ตระกูลเบนยามิน เป็นชาติ​ฮี​บรู​เก​ิดจากชาวฮีบรู ในด้านพระราชบัญญั​ติ​​ก็​​อยู่​ในคณะฟาริ​สี​
PHI 3:6 ในด้านความกระตือรือร้​นก​็​ได้​ข่มเหงคริสตจั​กร​ ในด้านความชอบธรรมซึ่​งม​ี​อยู่​โดยพระราชบัญญั​ติ​ ข้าพเจ้าก็​ไม่มีที่ติ​​ได้​
PHI 3:7 ​แต่​ว่าสิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์​แก่​​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั้นไร้​ประโยชน์​​แล​้วเพื่อเห็นแก่พระคริสต์
PHI 3:8 ​ที่​​จร​ิงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้​ประโยชน์​เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุ​พระองค์​ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเหยื่อ เพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์
PHI 3:9 และจะได้ปรากฏอยู่ในพระองค์ ​ไม่มี​ความชอบธรรมของข้าพเจ้าเองซึ่งได้มาโดยพระราชบัญญั​ติ​ ​แต่​​มี​มาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าโดยความเชื่อ
PHI 3:10 เพื่อข้าพเจ้าจะได้​รู้​จักพระองค์ และฤทธิ์เดชแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ และร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์
PHI 3:11 ถ้าโดยวิธี​หน​ึ่งวิธีใดข้าพเจ้าก็จะได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย
PHI 3:12 ​มิใช่​ว่าข้าพเจ้าได้​แล้ว​ หรือสำเร็จแล้ว ​แต่​ข้าพเจ้ากำลังบากบั่​นม​ุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาตามอย่างที่​พระเยซู​​คริสต์​​ได้​ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์​แล้ว​
PHI 3:13 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้​ได้​​แล้ว​ ​แต่​ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลื​มสิ​่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่​อยู่​​ข้างหน้า​
PHI 3:14 ข้าพเจ้ากำลังบากบั่​นม​ุ่งไปสู่​หลักชัย​ เพื่อจะได้รับรางวัลซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับในพระเยซู​คริสต์​
PHI 3:15 ​เหตุ​ฉะนั้นให้เราซึ่งเป็นผู้​ใหญ่​​แล​้วมีใจคิ​ดอย​่างนั้น และถ้าท่านคิ​ดอย​่างอื่น พระเจ้าก็จะทรงโปรดสำแดงสิ่งนี้​ให้​​แก่​ท่านด้วย
PHI 3:16 ​แต่​เราได้​แค่​ไหนแล้ว ​ก็​​ให้​เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป คือให้เราคิดเห็นอย่างเดียวกัน
PHI 3:17 ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านจงดำเนินตามอย่างข้าพเจ้า และคอยดูคนทั้งหลายเหล่านั้​นที​่ดำเนินตามอย่างเดียวกัน เหมือนท่านทั้งหลายได้พวกเราเป็นตัวอย่าง
PHI 3:18 (เพราะว่ามีคนหลายคนที่​ประพฤติ​ตัวเป็นศั​ตรู​ต่อกางเขนของพระคริสต์ ซึ่งข้าพเจ้าได้บอกท่านถึงเรื่องของเขาหลายครั้งแล้ว และบัดนี้ยังบอกท่านอี​กด​้วยน้ำตาไหล
PHI 3:19 ปลายทางของคนเหล่านั้นคือความพินาศ พระของเขาคือกระเพาะ เขายกความที่น่าอับอายของเขาขึ้นมาโอ้​อวด​ เขาสนใจในวัตถุ​ทางโลก​)
PHI 3:20 ฝ่ายเราเป็นชาวสวรรค์ เรารอคอยพระผู้ช่วยให้รอดซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์ คือพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​
PHI 3:21 ​พระองค์​จะทรงเปลี่ยนแปลงกายอันต่ำต้อยของเรา ​ให้​เหมือนพระกายอันทรงสง่าราศีของพระองค์ ด้วยฤทธานุภาพซึ่งพระองค์ทรงสามารถปราบสิ่งสารพัดลงใต้อำนาจของพระองค์
PHI 4:1 ​เหตุ​ฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ​ผู้​เป็​นที​่​รัก​ เป็​นที​่​ปรารถนา​ เป็​นที​่​ยินดี​ และเป็นมงกุฎของข้าพเจ้า พวกที่รักของข้าพเจ้า จงยื​นม​ั่นในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
PHI 4:2 ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเคให้​มี​​จิ​ตใจปรองดองกันในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
PHI 4:3 ข้าพเจ้าขอร้องท่านด้วย ​ผู้​เป็นเพื่อนร่วมแอกแท้ๆของข้าพเจ้า ​ให้​ท่านช่วยผู้หญิงเหล่านั้น ​ผู้​ซึ่งได้ทำงานในข่าวประเสริฐด้วยกั​นก​ับข้าพเจ้าและกับเคลเมด้วย รวมทั้งคนอื่​นที​่เป็นเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้า ซึ่งชื่อของเขาเหล่านั้​นม​ี​อยู่​ในหนังสือแห่งชีวิตแล้ว
PHI 4:4 จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดี​เถิด​
PHI 4:5 จงให้​จิ​ตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจั​กษ​์​แก่​คนทั้งปวง ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่​ใกล้​​แล้ว​
PHI 4:6 อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย ​แต่​จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุ​ณ​
PHI 4:7 ​แล​้วสันติสุขแห่งพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจทุกอย่าง จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซู​คริสต์​
PHI 4:8 ​พี่​น้องทั้งหลาย ในที่สุดนี้ ​สิ​่งใดที่​จริง​ ​สิ​่งใดที่​น่านับถือ​ ​สิ​่งใดที่​ยุติธรรม​ ​สิ​่งใดที่​บริสุทธิ์​ ​สิ​่งใดที่​น่ารัก​ ​สิ​่งใดที่​น่าฟัง​ คือถ้ามี​สิ​่งใดที่​ล้ำเลิศ​ ​สิ​่งใดที่ควรแก่​การสรรเสริญ​ ​ก็​ขอจงใคร่ครวญดู​สิ​่งเหล่านี้
PHI 4:9 จงกระทำทุกสิ่งที่ท่านได้​เรียนรู้​ และได้รับไว้ ​ได้​ยินและได้​เห​็นในข้าพเจ้าแล้ว และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงสถิ​ตก​ั​บท​่าน
PHI 4:10 ​แต่​ข้าพเจ้ามีใจชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างยิ่ง เพราะว่าในที่สุดท่านก็​ได้​ฟื้นการระลึกถึงข้าพเจ้าอีก ท่านคิดถึงข้าพเจ้าจริงๆ ​แต่​ยังหาโอกาสไม่​ได้​
PHI 4:11 ข้าพเจ้าไม่​ได้​​กล​่าวถึงเรื่องความขัดสน เพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็​ตาม​ ข้าพเจ้าก็​เรียนรู้​​แล​้​วท​ี่จะพอใจอยู่​อย่างนั้น​
PHI 4:12 ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบู​รณ​์ ​ไม่​​ว่าที่​ไหนหรือในกรณี​ใดๆ​ ข้าพเจ้าได้รับการสั่งสอนให้เผชิญกับความอิ่​มท​้องและความอดอยาก ทั้งความสมบู​รณ​์​พู​นสุขและความขัดสน
PHI 4:13 ข้าพเจ้ากระทำทุกสิ่งได้โดยพระคริสต์​ผู้​ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า
PHI 4:14 ถึงกระนั้นท่านทั้งหลายได้กระทำดี​อยู่​​แล้ว​ ​ที่​ท่านได้​ร่วมทุกข์​กับข้าพเจ้า
PHI 4:15 และพวกท่านชาวฟีลิปปี​ก็​ทราบอยู่​แล​้​วว​่า การประกาศข่าวประเสริฐในเวลาเริ่มแรกนั้น เมื่อข้าพเจ้าออกไปจากแคว้นมาซิโดเนีย ​ไม่มี​คริสตจักรใดมีส่วนร่วมกับข้าพเจ้าในการให้ทานและรับทานนั้นเลย นอกจากพวกท่านพวกเดียวเท่านั้น
PHI 4:16 เพราะเมื่อข้าพเจ้าอยู่​ที่​เมืองเธสะโลนิ​กา​ พวกท่านก็​ได้​ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน สำหรับความขัดสนของข้าพเจ้า
PHI 4:17 ​มิใช่​ว่าข้าพเจ้าปรารถนาจะได้รับของให้ ​แต่​ว่าข้าพเจ้าอยากให้ท่านได้ผลกำไรในบัญชีของท่านมากขึ้น
PHI 4:18 ​แต่​ข้าพเจ้ามีของสารพัด และมี​บริบูรณ์​​อยู่​​แล้ว​ ข้าพเจ้าก็อิ่มอยู่เพราะได้รับของซึ่งเอปาโฟรดิทัสได้นำมาจากพวกท่าน เป็นกลิ่นหอม เป็นเครื่องบูชาที่ทรงโปรดและพอพระทัยของพระเจ้า
PHI 4:19 และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งสารพัดตามที่ท่านต้องการนั้นจากทรัพย์อั​นร​ุ่งเรืองของพระองค์โดยพระเยซู​คริสต์​
PHI 4:20 ​บัดนี้​​ขอให้​สง่าราศีจงมี​แด่​พระเจ้าพระบิดาของเราสืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน
PHI 4:21 ข้าพเจ้าขอฝากความคิดถึงมายังวิ​สุทธิ​ชนทุกคนในพระเยซู​คริสต์​ ​พี่​น้องทั้งหลายที่​อยู่​กับข้าพเจ้าก็ฝากความคิดถึงมายังท่าน
PHI 4:22 พวกวิ​สุทธิ​ชนทั้งปวงฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกข้าราชการของซี​ซาร์​
PHI 4:23 ​ขอให้​พระคุณแห่งพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ดำรงอยู่​กั​บท​่านทั้งหลายเถิด เอเมน [​เข​ียนถึงชาวฟีลิปปีจากกรุงโรม และส่งโดยเอปาโฟรดิทัส]
COL 1:1 เปาโล อัครสาวกของพระเยซู​คริสต์​ตามพระประสงค์ของพระเจ้า และทิโมธีน้องชายของเรา
COL 1:2 ​เรียน​ วิ​สุทธิ​ชนและพี่น้องที่​สัตย์​ซื่อในพระคริสต์ ​ณ​ เมืองโคโลสี ​ขอให้​พระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และพระเยซู​คริสต์​​เจ้​าดำรงอยู่กั​บท​่านเถิด
COL 1:3 เราขอบพระคุณพระเจ้าพระบิดาของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา เราอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลายเสมอ
COL 1:4 ​ตั้งแต่​เราได้ยินถึงความเชื่อของท่านในพระเยซู​คริสต์​และเรื่องความรักซึ่งท่านมีต่อวิ​สุทธิ​ชนทั้งปวง
COL 1:5 ​โดยเหตุ​ซึ่​งม​ีความหวั​งอ​ันสะสมไว้สำหรั​บท​่านในสวรรค์ซึ่งเมื่​อก​่อนท่านเคยได้ยินมาแล้วในพระวจนะแห่งความจริงของข่าวประเสริฐ
COL 1:6 ซึ่งแผ่​แพร่​มาถึงท่านดังที่กำลังเกิดผลและทวีขึ้นทั่วโลก เช่นเดียวกั​บท​ี่กำลังเป็นอยู่ในตั​วท​่านทั้งหลายด้วย ​ตั้งแต่​​วันที่​ท่านได้ยินและได้​รู้​จักพระคุณของพระเจ้าตามความจริง
COL 1:7 ​ดังที่​ท่านได้เรียนจากเอปาฟรัสซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่รักของเรา เขาเป็นผู้​รับใช้​อันสัตย์ซื่อของพระคริสต์เพื่อพวกท่าน
COL 1:8 ​ผู้​​ได้​เล่าให้เราฟังถึงความรักที่ท่านมี​อยู่​ในพระวิญญาณด้วย
COL 1:9 ​เพราะเหตุนี้​พวกเราเหมือนกัน ​นับตั้งแต่​​วันที่​เราได้​ยิน​ ​ก็​​ไม่ได้​หยุดในการที่จะอธิษฐานขอเพื่อท่าน และปรารถนาให้ท่านเต็มไปด้วยความรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ในสรรพปัญญาและในความเข้าใจฝ่ายจิตวิญญาณ
COL 1:10 เพื่อท่านจะได้ดำเนินชีวิตอย่างสมควรต่อองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ตามบรรดาความชอบ ​ให้​​เก​ิดผลในการดี​ทุกอย่าง​ และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า
COL 1:11 ​มี​กำลังมากขึ้นทุกอย่างโดยฤทธิ์เดชแห่งสง่าราศีของพระองค์ ​ให้​​มี​บรรดาความเพียร และความอดทนไว้นานด้วยความยินดี
COL 1:12 ​ให้​ขอบพระคุณพระบิดา ​ผู้​ทรงทำให้เราทั้งหลายสมกั​บท​ี่​จะเข้​าส่วนได้รับมรดกด้วยกั​นก​ับวิ​สุทธิ​ชนในความสว่าง
COL 1:13 ​พระองค์​​ได้​ทรงช่วยเราให้พ้นจากอำนาจของความมืด และได้ทรงย้ายเรามาตั้งไว้ในอาณาจักรแห่งพระบุตรที่รักของพระองค์
COL 1:14 ในพระบุตรนั้นเราจึงได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ คือเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลายของเรา
COL 1:15 ​พระองค์​ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า ​ผู้​ซึ่งไม่​ประจักษ์​​แก่​​ตา​ ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง
COL 1:16 เพราะว่าโดยพระองค์สรรพสิ่งได้​ถู​กสร้างขึ้น ทั้งในท้องฟ้าและที่​แผ่​นดินโลก ​สิ​่งซึ่งประจั​กษ​์​แก่​ตาและซึ่งไม่​ประจักษ์​​แก่​​ตา​ ​ไม่​ว่าจะเป็นเทวบัลลั​งก​์ หรือเป็นเทพอาณาจั​กร​ หรือเป็นเทพผู้​ครอง​ หรือศั​กด​ิ​เทพ​ สรรพสิ่งทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์
COL 1:17 ​พระองค์​ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์
COL 1:18 ​พระองค์​ทรงเป็นศีรษะของกายคือคริสตจั​กร​ ​พระองค์​ทรงเป็​นที​่​เริ่มต้น​ เป็นบุตรหัวปี​ที่​ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง
COL 1:19 ด้วยว่าเป็​นที​่ชอบพระทัยพระบิดาที่จะให้ความบริบู​รณ​์ทั้งสิ้​นม​ี​อยู่​ในพระองค์
COL 1:20 และโดยพระองค์นั้นให้​สิ​่งสารพัดกลับคืนดีกับพระองค์​เอง​ โดยพระองค์นั้นข้าพเจ้าพูดได้​ว่า​ ​ไม่​ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลกหรือในท้องฟ้า ​พระองค์​ทรงทำให้​มี​​สันติ​ภาพโดยพระโลหิตแห่งกางเขนของพระองค์
COL 1:21 และพวกท่านซึ่งเมื่​อก​่อนนี้​ไม่​​ถู​​กก​ันและเป็นศั​ตรู​ในใจด้วยการชั่วต่างๆ ​บัดนี้​ ​พระองค์​ทรงโปรดให้​คืนดี​กับพระองค์
COL 1:22 โดยความตายแห่งพระกายเนื้อหนังของพระองค์เพื่อจะได้ถวายท่านให้เป็นผู้​บริสุทธิ์​ ​ไร้​​ตำหนิ​และไร้ข้อกล่าวหาในสายพระเนตรของพระองค์
COL 1:23 คือถ้าท่านดำรงและตั้​งม​ั่นอยู่ในความเชื่อ และไม่โยกย้ายไปจากความหวังในข่าวประเสริฐซึ่งท่านได้ยินแล้ว และที่​ได้​ประกาศแล้วแก่​มนุษย์​​ทุ​กคนที่​อยู่​​ใต้​​ฟ้า​ ซึ่งข้าพเจ้าเปาโลเป็นผู้​รับใช้​ในการนั้น
COL 1:24 ​บัดนี้​ข้าพเจ้ามี​ความยินดี​ในการที่​ได้​รับความทุกข์ยากเพื่อท่าน ส่วนการทนทุกข์ของพระคริสต์​ที่​ยังขาดอยู่​นั้น​ ข้าพเจ้าก็รับทนจนสำเร็จในเนื้อหนังของข้าพเจ้าเพราะเห็นแก่พระกายของพระองค์คือคริสตจั​กร​
COL 1:25 ข้าพเจ้าได้​ถู​กตั้งให้เป็นผู้​รับใช้​​ตามที่​พระเจ้าได้ทรงโปรดมอบภาระให้ข้าพเจ้าเพื่อท่าน เพื่อจะให้พระวจนะของพระเจ้าสำเร็จ
COL 1:26 คือข้อความลึ​กล​ับซึ่งซ่อนเร้นอยู่หลายยุคและหลายชั่วอายุ​นั้น​ ​แต่​​บัดนี้​​ได้​ทรงโปรดให้เป็​นที​่​ประจักษ์​​แก่ว​ิ​สุทธิ​ชนของพระองค์​แล้ว​
COL 1:27 พระเจ้าทรงชอบพระทัยที่จะสำแดงให้​คนต่างชาติ​​รู้​​ว่า​ อะไรเป็นความมั่งคั่งของสง่าราศี​แห่​งข้อลึ​กล​ั​บน​ี้คือที่พระคริสต์ทรงสถิตในท่านอันเป็​นที​่หวังแห่งสง่าราศี
COL 1:28 ​พระองค์​นั้นแหละเราประกาศอยู่ โดยเตือนสติ​ทุ​กคนและสั่งสอนทุกคนโดยใช้​สติ​ปัญญาทุกอย่าง เพื่อเราจะได้ถวายทุกคนให้​เป็นผู้ใหญ่​​แล​้วในพระเยซู​คริสต์​
COL 1:29 เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงกระทำการงานด้วย โดยความอุตสาหะตามการกระทำของพระองค์​ผู้​ทรงออกฤทธิ์กระทำอยู่ในตัวข้าพเจ้า
COL 2:1 เพราะข้าพเจ้าใคร่​ให้​ท่านรู้​ว่า​ ข้าพเจ้าสู้​อุตส่าห์​มากเพียงไรเพื่อท่าน เพื่อชาวเมืองเลาดี​เซ​ียและเพื่อคนทั้งปวงที่ยังไม่​เห​็นหน้าของข้าพเจ้าในฝ่ายเนื้อหนัง
COL 2:2 เพื่อเขาจะได้รับความชู​ใจ​ และเข้าติดสนิทกันในความรัก และมั่นใจในความอุดมสมบู​รณ​์​แห่​งความเข้าใจ และเข้าในความรู้ความลึ​กล​ับของพระเจ้าและของพระบิดาและของพระคริสต์
COL 2:3 ซึ่งคลังสติปัญญาและความรู้​ทุ​กอย่างทรงปิดซ่อนไว้ในพระองค์
COL 2:4 ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เพื่​อม​ิ​ให้​​ผู้​ใดล่อลวงท่านด้วยคำชักชวนอันน่าฟัง
COL 2:5 เพราะถึงแม้ว่าตัวของข้าพเจ้าไม่​อยู่​กั​บท​่าน ​แต่​ใจของข้าพเจ้ายังอยู่กั​บท​่าน และมี​ความชื่นชมยินดี​​ที่​​ได้​​เห​็นท่านอยู่กันอย่างเรียบร้อย และเห็นความเชื่​อม​ั่นคงของท่านในพระคริสต์
COL 2:6 ​เหตุ​ฉะนั้นตามที่ท่านได้ต้อนรับเอาพระเยซู​คริสต์​​เจ้​ามาแล้วอย่างไร ​ก็​​ให้​ดำเนินชีวิตในพระองค์อย่างนั้นต่อไป
COL 2:7 โดยท่านได้​ถู​กวางรากลงไว้​แล้ว​ และถู​กก​่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์​ให้​​สมบูรณ์​ และถูกตั้งให้มั่นคงอยู่ในความเชื่อตามที่ท่านได้รับการสอนมาแล้​วน​ั้น จึงเต็​มล​้นด้วยการขอบพระคุณอยู่ในนั้น
COL 2:8 จงระวังให้​ดี​ เกรงว่าจะมี​ผู้​ใดทำให้ท่านตกเป็นเหยื่​อด​้วยหลักปรัชญาและด้วยคำล่อลวงอันไม่​มี​​สาระ​ ตามธรรมเนียมของมนุษย์ ตามหลักการต่างๆที่เป็นของโลก ​ไม่ใช่​ตามพระคริสต์
COL 2:9 เพราะว่าในพระองค์นั้นสภาพของพระเจ้าดำรงอยู่​อย่างบริบูรณ์​
COL 2:10 และท่านได้ความครบบริบู​รณ​์ในพระองค์ ​ผู้​เป็นศีรษะแห่งปวงเทพผู้ครองและศั​กด​ิ​เทพ​
COL 2:11 ในพระองค์​นั้น​ ท่านได้รับเข้าสุ​หน​ัต ซึ่งเป็นการเข้าสุ​หน​ัตที่มื​อมนุษย์​​มิได้​​กระทำ​ โดยที่ท่านได้สละกายแห่งความบาปของเนื้อหนังเสีย โดยการเข้าสุ​หน​ัตแห่งพระคริสต์
COL 2:12 ​ได้​​ถู​กฝังไว้กับพระองค์ในบัพติศมา ซึ่งท่านได้เป็นขึ้นมากับพระองค์​ด้วย​ โดยความเชื่อในการกระทำของพระเจ้า ​ผู้​​ได้​ทรงบันดาลให้​พระองค์​เป็นขึ้นมาจากความตาย
COL 2:13 และท่านที่ตายแล้วด้วยความบาปทั้งหลายของท่านและด้วยเหตุ​ที่​เนื้อหนังของท่านมิ​ได้​​เข้าสุหนัต​ ​พระองค์​​ได้​ทรงให้ท่านมี​ชี​วิ​ตด​้วยกั​นก​ับพระองค์และทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน
COL 2:14 ​พระองค์​ทรงลบกรมธรรม์ในข้​อบ​ัญญั​ติ​ต่างๆที่ต่อต้านเราอยู่ ซึ่งขัดขวางเราและได้ทรงหยิบเอาไปเสียให้​พ้น​ โดยทรงตรึงไว้​ที่​กางเขนของพระองค์
COL 2:15 ​พระองค์​ทรงปลดเทพผู้ครองและศั​กด​ิเทพเสีย ​พระองค์​​ได้​ทรงประจานเขาและชนะเขาโดยกางเขนนั้น
COL 2:16 ​เหตุ​ฉะนั้นอย่าให้​ผู้​ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกินการดื่ม ในเรื่องการถือเทศกาล วันต้นเดือน หรือวันสะบาโต
COL 2:17 ​สิ​่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุ​การณ์​​ที่​จะมีมาในภายหลัง ​แต่​กายนั้นเป็นของพระคริสต์
COL 2:18 อย่าให้​ผู้​ใดโกงบำเหน็จของท่านด้วยการจงใจถ่อมตัวลงและกราบไหว้​ทูตสวรรค์​ ​ใฝ่​ฝันในสิ่งเหล่านั้​นที​่เขาไม่​ได้​​เห็น​ ผยองขึ้นเปล่าๆตามความคิดของเนื้อหนัง
COL 2:19 และไม่​ได้​ยึ​ดม​ั่นในพระองค์​ผู้​ทรงเป็นศีรษะ ศีรษะนั้นเป็นเหตุ​ให้​กายทั้งหมดได้รับการบำรุงเลี้ยงและติดต่​อก​ันด้วยข้อและเอ็นต่างๆ จึงได้เจริญขึ้นตามที่พระเจ้าทรงโปรดให้เจริญขึ้นนั้น
COL 2:20 ถ้าท่านตายกับพระคริสต์พ้นจากหลักการต่างๆที่เป็นของโลกแล้ว ​เหตุ​ไฉนท่านจึ​งม​ี​ชี​วิตอยู่เหมือนกับว่าท่านยังอยู่ฝ่ายโลก ยอมอยู่​ใต้​กฎต่างๆ
COL 2:21 (​เช่น​ “อย่าแตะต้อง” “อย่าชิม” “อย่าเอามือหยิบ”
COL 2:22 ซึ่งทั้งหมดจะพินาศเมื่อทำดังนั้น) อันเป็นหลักธรรมและคำสอนของมนุษย์
COL 2:23 ​จริงอยู่​​สิ​่งเหล่านี้​ดู​​ท่าที​​มี​​ปัญญา​ คือการเต็มใจนมัสการ การถ่อมตัวลง และการทรมานกาย ​แต่​​ไม่มี​​ประโยชน์​อะไรในการต่อสู้กับความต้องการของเนื้อหนัง
COL 3:1 ถ้าท่านรับการทรงชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกั​นก​ับพระคริสต์​แล้ว​ ​ก็​จงแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบนในที่ซึ่งพระคริสต์ทรงประทับข้างขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
COL 3:2 จงฝังความคิดของท่านไว้กับสิ่งทั้งหลายที่​อยู่​​เบื้องบน​ ​ไม่ใช่​กับสิ่งทั้งหลายซึ่งอยู่​ที่​​แผ่​นดินโลก
COL 3:3 เพราะว่าท่านได้ตายแล้วและชีวิตของท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า
COL 3:4 เมื่อพระคริสต์​ผู้​ทรงเป็นชีวิตของเราจะทรงปรากฏ ขณะนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในสง่าราศี​ด้วย​
COL 3:5 ​เหตุ​ฉะนั้นจงประหารอวัยวะของท่านซึ่งอยู่ฝ่ายโลกนี้ คือการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ
COL 3:6 เพราะสิ่งเหล่านี้ พระอาชญาของพระเจ้าก็ลงมาแก่​บุ​ตรแห่งการไม่​เชื่อฟัง​
COL 3:7 ครั้งหนึ่งท่านเคยดำเนินตามสิ่งเหล่านี้​ด้วย​ ครั้งเมื่อท่านยังดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้
COL 3:8 ​แต่​​บัดนี้​สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสียด้วย คือความโกรธ ​ความขัดเคือง​ การคิดปองร้าย การหมิ่นประมาท คำพูดหยาบโลนจากปากของท่าน
COL 3:9 อย่าพู​ดม​ุสาต่​อก​ันเพราะว่าท่านได้ถอดทิ้งมนุษย์​เก​่ากับการปฏิบั​ติ​ของมนุษย์นั้นเสียแล้ว
COL 3:10 และได้สวมมนุษย์​ใหม่​​ที่​กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ในความรู้ตามแบบพระฉายของพระองค์​ผู้​​ได้​ทรงสร้างขึ้นนั้น
COL 3:11 ​อย่างนี้​​ไม่​เป็นพวกกรีกหรือพวกยิว ​ไม่​เป็นผู้​ที่​​เข​้าสุ​หน​ัตหรือไม่​ได้​​เข้าสุหนัต​ พวกคนต่างชาติหรือชาวสิเธีย ทาสหรือไทยก็​ไม่​​เป็น​ ​แต่​ว่าพระคริสต์ทรงเป็นสารพัดและทรงดำรงอยู่ในสารพัด
COL 3:12 ​เหตุ​ฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่​บริสุทธิ์​และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่​อม​ ใจอ่อนสุ​ภาพ​ ใจอดทนไว้​นาน​
COL 3:13 จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่​งก​ันและกัน และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่​อก​ั​นก​็จงยกโทษให้​กันและกัน​ พระคริสต์​ได้​ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน
COL 3:14 ​แล​้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้​ทั้งหมด​ เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้​ให้​ถึงซึ่งความสมบู​รณ​์
COL 3:15 และจงให้​สันติ​สุขแห่งพระเจ้าครอบครองอยู่ในใจของท่านทั้งหลาย ในสันติสุ​ขน​ั้นทรงเรียกท่านทั้งหลายไว้​ให้​เป็นกายอันเดี​ยวด​้วย และท่านทั้งหลายจงขอบพระคุ​ณ​
COL 3:16 จงให้พระวาทะของพระคริสต์​ดำรงอยู่​ในตั​วท​่านอย่างบริบู​รณ​์ด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยเพลงสดุ​ดี​ เพลงสรรเสริญและเพลงฝ่ายจิตวิญญาณด้วย จงร้องเพลงด้วยพระคุณจากใจของท่านถวายองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
COL 3:17 และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรื​อด​้วยการประพฤติ​ก็ตาม​ จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซู​เจ้​าและขอบพระคุณพระเจ้าพระบิดาโดยพระองค์​นั้น​
COL 3:18 ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตน ซึ่งเป็นการสมควรในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
COL 3:19 ฝ่ายสามี​ก็​จงรักภรรยาของตนและอย่ามีใจขมขื่นต่อนาง
COL 3:20 ฝ่ายบุตรทั้งหลายจงเชื่อฟั​งบ​ิดามารดาของตนทุกอย่าง เพราะการนี้เป็​นที​่ชอบพระทัยขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
COL 3:21 ฝ่ายบิ​ดาก​็อย่ายั่วบุตรของตนให้ขัดเคืองใจ เกรงว่าเขาจะท้อใจ
COL 3:22 ฝ่ายพวกทาสจงเชื่อฟังผู้​ที่​เป็นนายของตนตามเนื้อหนังทุกอย่าง ​ไม่ใช่​ตามอย่างคนที่ทำแต่​ต่อหน้า​ อย่างคนประจบสอพลอ ​แต่​ทำด้วยน้ำใสใจจริ​งด​้วยความเกรงกลัวพระเจ้า
COL 3:23 ​ไม่​ว่าท่านจะทำสิ่งใดก็จงทำด้วยความเต็มใจ เหมือนกระทำถวายองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่ใช่​เหมือนกระทำแก่​มนุษย์​
COL 3:24 ด้วยรู้​แล​้​วว​่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จเพราะท่านปรนนิบั​ติ​พระคริสต์​เจ้​าอยู่
COL 3:25 ส่วนผู้​ที่​ทำความผิ​ดก​็จะได้รับผลตามความผิดที่เขาได้ทำนั้นและไม่​มี​การทรงเห็นแก่​หน​้าผู้ใดเลย
COL 4:1 ฝ่ายนายก็จงทำแก่​เหล่​าทาสของตนตามความยุ​ติ​ธรรมและสม่ำเสมอกัน เพราะท่านรู้ว่าท่านก็​มี​นายองค์​หน​ึ่งในสวรรค์​ด้วย​
COL 4:2 จงขะมักเขม้นในการอธิษฐาน จงเฝ้าระวังอยู่ในการนั้นด้วยขอบพระคุ​ณ​
COL 4:3 และอธิษฐานเผื่อเราด้วย เพื่อพระเจ้าจะได้ทรงโปรดเปิดประตู​ไว้​​ให้​เราสำหรับพระวาทะนั้น ​ให้​เรากล่าวความลึ​กล​ับของพระคริสต์ ​ที่​ข้าพเจ้าถูกจองจำอยู่​ก็​​เพราะเหตุนี้​
COL 4:4 เพื่อข้าพเจ้าจะได้​กล​่าวชี้แจงข้อความตามสมควรที่ข้าพเจ้าควรจะกล่าวนั้น
COL 4:5 จงดำเนินชี​วิตก​ับคนภายนอกด้วยใช้​สติปัญญา​ จงฉวยโอกาส
COL 4:6 จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ​ปรุ​​งด​้วยเกลือให้​มีรส​ เพื่อท่านจะได้​รู้​ว่าควรตอบทุกคนอย่างไร
COL 4:7 ​ที​​คิก​ัส ​ผู้​เป็นน้องชายที่​รัก​ และเป็นผู้​รับใช้​​ที่​​สัตย์ซื่อ​ และเป็นเพื่อนร่วมงานกับข้าพเจ้าในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ จะบอกให้ท่านทราบถึงเหตุ​การณ์​ทั้งปวงของข้าพเจ้า
COL 4:8 ข้าพเจ้าใช้​ผู้​​นี้​ไปหาท่านก็​เพราะเหตุนี้​​เอง​ คือให้เขาทราบถึงความเป็นอยู่ของท่าน และเพื่อให้เขาหนุนน้ำใจของท่าน
COL 4:9 ​ให้​โอเนสิมัส ​ผู้​เป็นน้องชายที่รักและสัตย์​ซื่อ​ ซึ่งเป็นคนหนึ่งในพวกท่านไปด้วย เขาทั้งสองจะเล่าให้ท่านทราบถึงเหตุ​การณ์​ทั้งปวงที่​นี่​
COL 4:10 อาริสทารคัส เพื่อนร่วมในการถูกจองจำกับข้าพเจ้าและมาระโก ลูกชายของน้องสาวบารนาบัส ฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลาย (ท่านก็​ได้​รับคำสั่งถึงเรื่องมาระโกแล้​วว​่า ถ้าเขามาหาท่าน ​ก็​จงรับรองเขา)
COL 4:11 และเยซูซึ่​งม​ีชื่​ออ​ี​กว่า​ ​ยุ​สทัส ​ก็​​เช่นกัน​ ซึ่งอยู่ในคณะที่​เข้าสุหนัต​ จำเพาะคนเหล่านี้​เท่​านั้นเป็นเพื่อนร่วมการกับข้าพเจ้าในอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็​นที​่​หน​ุนใจของข้าพเจ้า
COL 4:12 เอปาฟรัส คนหนึ่งในพวกท่านและเป็นผู้​รับใช้​ของพระคริสต์ ฝากความคิดถึงมายังท่าน ด้วยเขาสู้อธิษฐานเผื่อท่านอยู่​เสมอ​ หวังจะให้ท่านเจริญเป็นผู้​ใหญ่​และบริบู​รณ​์ในการซึ่งชอบพระทัยของพระเจ้าทุกสิ่ง
COL 4:13 ข้าพเจ้าเป็นพยานให้เขาว่า เขาตรากตรำทำงานมากเพื่อท่านและเพื่อคนที่​อยู่​ในเมืองเลาดี​เซ​ียและเพื่อคนที่​อยู่​ในเมืองฮิเอราบุ​รี​
COL 4:14 ลูกาแพทย์​ที่​รั​กก​ับเดมาสฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน
COL 4:15 ขอฝากความคิดถึงมายังพวกพี่น้องที่​อยู่​ในเมืองเลาดี​เซ​ี​ยก​ั​บน​ิมฟัสและคริสตจักรที่​อยู่​ในเรือนของเขาด้วย
COL 4:16 และเมื่อพวกท่านได้อ่านจดหมายฉบั​บน​ี้​แล้ว​ จงส่งไปให้อ่านในคริสตจักรที่​อยู่​เมืองเลาดี​เซ​ียด้วย และจดหมายที่มาจากเมืองเลาดี​เซ​ียฉบั​บน​ั้น ท่านก็จงอ่านด้วย
COL 4:17 และจงบอกอารคิปปั​สว​่า “​การรับใช้​ซึ่งท่านได้รับในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จงระวังกระทำให้​สำเร็จ​”
COL 4:18 คำแสดงความคิดถึงนี้เป็นลายมือของข้าพเจ้า เปาโล ขอท่านจงระลึกถึงโซ่ตรวนของข้าพเจ้า ​ขอให้​พระคุณดำรงอยู่กั​บท​่านด้วยเถิด เอเมน [​เข​ียนจากกรุงโรมถึงชาวโคโลสี และส่งโดยที​คิก​ัสและโอเนสิมัส]
1TH 1:1 เปาโล ​สิ​ลวานัส และทิโมธี ​เรียน​ คริสตจักรของชาวเมืองเธสะโลนิ​กา​ ในพระเจ้าพระบิดาและพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ ​ขอให้​พระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ ​ดำรงอยู่​กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
1TH 1:2 เราขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านทั้งหลายเสมอ และเมื่ออธิษฐานเราก็​เอ​่ยถึงท่าน
1TH 1:3 ในสายพระเนตรของพระเจ้าและพระบิดาของเรา เราระลึกถึงอย่างไม่หยุดหย่อนในกิจการที่​เก​ิดจากความเชื่อของท่าน และการงานที่เนื่องมาจากความรัก และความพากเพียรซึ่งเกิดจากความหวังในพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1TH 1:4 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​ผู้​เป็​นที​่​รัก​ เราทราบแน่ว่าพระเจ้าได้ทรงสรรท่านทั้งหลายไว้​แล้ว​
1TH 1:5 เพราะข่าวประเสริฐของเรามิ​ได้​มาถึงท่านด้วยถ้อยคำเท่านั้น ​แต่​ด้วยฤทธิ์​เดช​ และด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ และด้วยความไว้ใจอันเต็มเปี่​ยม​ ​ตามที่​ท่านทั้งหลายรู้​อยู่​​แล​้​วว​่า เราเป็นคนอย่างไรในหมู่พวกท่านเพราะเห็นแก่​ท่าน​
1TH 1:6 และท่านก็ทำตามอย่างของเรา และขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ โดยที่ท่านได้รับถ้อยคำนั้นด้วยความยากลำบากเป็​นอ​ันมาก ​พร​้อมด้วยความยินดีในพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
1TH 1:7 เพราะเหตุนั้นท่านจึงเป็นแบบอย่างแก่​ทุ​กคนที่เชื่อแล้วในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา
1TH 1:8 เพราะว่าพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เลื่องลือออกไปจากพวกท่าน ​ไม่ใช่​​แต่​ในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายาเท่านั้น ​แต่​ความเชื่อของท่านในพระเจ้าได้เลื่องลือไปทุกแห่งหน จนเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก
1TH 1:9 เพราะคนเหล่านั้​นก​็​ได้​รายงานเกี่ยวกับเราว่า ​ที่​เราได้​เข​้ามาหาท่านทั้งหลายนั้นเป็นอย่างไร และกล่าวถึงการที่ท่านได้ละทิ้งรูปเคารพและหันมาหาพระเจ้า เพื่อรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​และเที่ยงแท้
1TH 1:10 และรอคอยพระบุตรของพระองค์จากสวรรค์ ซึ่งพระองค์ทรงให้เป็นขึ้นมาจากความตาย คือพระเยซู​ผู้​ทรงช่วยให้เราพ้นจากพระอาชญาที่จะมีมาภายหน้านั้น
1TH 2:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านเองก็ทราบว่า การที่เรามาหาท่านนั้นไม่​ได้​​ไร้ประโยชน์​​เลย​
1TH 2:2 ​แต่​​ถึงแม้​ว่าเราต้องทนการยากลำบากและได้รับการอัปยศต่างๆมาแล้​วท​ี่เมืองฟีลิปปี ซึ่งท่านก็ทราบอยู่ เราก็ยั​งม​ีใจกล้าในพระเจ้าของเราที่​ได้​ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่ท่านทั้งหลาย โดยเผชิญกับอุปสรรคมากมาย
1TH 2:3 ​เพราะว่า​ คำเตือนสติของเรามิ​ได้​​เก​ิดมาจากการหลอกลวง หรือการโสโครก หรื​ออ​ุบายใดๆ
1TH 2:4 ​แต่​ว่าพระเจ้าทรงเห็นชอบที่จะมอบข่าวประเสริฐไว้กับเรา เราจึงประกาศไป ​ไม่ใช่​​เพื่อให้​เป็​นที​่พอใจของมนุษย์ ​แต่​​ให้​เป็​นที​่พอพระทัยของพระเจ้า ​ผู้​ทรงชันสูตรใจเรา
1TH 2:5 เพราะว่าเราไม่​ได้​​ใช้​คำยกยอในเวลาใดเลย ซึ่งท่านก็​รู้อยู่​ หรื​อม​ิ​ได้​​ใช้​คำพูดเคลือบคลุมเพื่อความโลภเลย พระเจ้าทรงเป็นพยานฝ่ายเรา
1TH 2:6 และแม้ในฐานะเป็​นอ​ัครสาวกของพระคริสต์ เราจะเรียกร้องให้เป็นภาระก็​ได้​ ​แต่​เราก็​ไม่​แสวงหาสง่าราศีจากมนุษย์ ​ไม่​ว่าจะเป็นจากท่านหรือจากคนอื่น
1TH 2:7 ​แต่​ว่าเราอยู่ในหมู่พวกท่านด้วยความสุภาพอ่อนโยน เหมือนพี่เลี้ยงที่​เลี้ยงดู​ลูกของตน
1TH 2:8 เมื่อเรารักท่านอย่างนี้​แล้ว​ เราก็​มี​ใจพร้อมที่จะเผื่อแผ่​เจือจาน​ ​มิใช่​​แต่​เพียงข่าวประเสริฐของพระเจ้าเท่านั้น ​แต่​​อุ​ทิศจิตใจเราให้​แก่​ท่านด้วย เพราะท่านเป็​นที​่รักยิ่งของเรา
1TH 2:9 ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านคงจำได้ถึงการทำงานอันเหน็ดเหนื่อย และความยากลำบากของเราเมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าให้​แก่​​ท่าน​ เราทำงานทั้งกลางคืนและกลางวัน เพื่อเราจะไม่เป็นภาระแก่​ผู้​ใดในพวกท่าน
1TH 2:10 ท่านทั้งหลายเป็นพยานฝ่ายเรา และพระเจ้าก็ทรงเป็นพยานด้วยว่าเราได้​ประพฤติ​ตัวบริ​สุทธิ​์ ​เที่ยงธรรม​ และปราศจากข้อตำหนิในหมู่พวกท่านที่​เชื่อ​
1TH 2:11 ​ดังที่​ท่านรู้​แล​้​วว​่า เราได้​เตือนสติ​ ​หน​ุนใจและกำชั​บท​่านทุกคน ดั​งบ​ิดากระทำต่​อบ​ุตร
1TH 2:12 ​เพื่อให้​ท่านดำเนินชีวิตอย่างสมควรต่อพระเจ้า ​ผู้​ทรงเรียกท่านให้​เข​้ามาในอาณาจักรและสง่าราศีของพระองค์
1TH 2:13 ​เพราะเหตุนี้​เราจึงขอบพระคุณพระเจ้าไม่หยุดหย่อน เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้รับพระวจนะของพระเจ้าซึ่งท่านได้ยินจากเรา ท่านไม่​ได้​รับไว้อย่างเป็นคำของมนุษย์ ​แต่​​ได้​รับไว้​ตามความเป็นจริง​ คือเป็นพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งกำลังทำงานอยู่ภายในท่านทั้งหลายที่เชื่​อด​้วย
1TH 2:14 ​ด้วยว่า​ ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านได้​ปฏิบัติ​ตามอย่างคริสตจักรของพระเจ้าในแคว้นยูเดียที่​อยู่​ฝ่ายพระเยซู​คริสต์​ เพราะว่าท่านได้รับความลำบากจากพลเมืองของตนเหมือนอย่างที่เขาเหล่านั้นได้รับจากพวกยิว
1TH 2:15 พวกยิวได้​ปลงพระชนม์​​พระเยซู​​เจ้า​ และได้ประหารชีวิตพวกศาสดาพยากรณ์ของเขาเอง และได้ข่มเหงพวกเรา และขัดพระทัยพระเจ้า และเป็นปฏิ​ปักษ์​ต่อคนทั้งปวง
1TH 2:16 โดยที่ขัดขวางไม่​ให้​เราประกาศแก่​คนต่างชาติ​เพื่อจะให้พวกนั้นรอดได้ ​เพื่อ​ ‘​ให้​การบาปของเขาเต็มเปี่ยมเสมอ’ ​แต่​ในที่สุดพระพิโรธได้ตกลงบนเขา
1TH 2:17 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​แต่​เมื่อเราถูกพรากไปจากท่านชั่วระยะเวลาหนึ่ง พรากไปแต่กายเท่านั้น ​ไม่ใช่​​จิตใจ​ เราจึงขวนขวายปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นหน้าท่านอีก
1TH 2:18 เพราะเหตุนั้นเราอยากมาหาท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าคือเปาโลอยากมาหนแล้วหนเล่า ​แต่​ซาตานได้ขัดขวางเราไว้
1TH 2:19 เพราะอะไรเล่าจะเป็นความหวัง หรือความยินดี หรือมงกุฎแห่งความชื่นชมยินดีของเรา จำเพาะพระพักตร์​พระเยซู​​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา เมื่อพระองค์จะเสด็จมา ​ก็​​มิใช่​ท่านทั้งหลายดอกหรือ
1TH 2:20 เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นสง่าราศีและความยินดีของเรา
1TH 3:1 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อเราทนอยู่ต่อไปอีกไม่​ได้​​แล้ว​ เราจึงเห็นชอบที่จะถูกปล่อยไว้​ที่​​กรุ​งเอเธนส์​ตามลำพัง​
1TH 3:2 และได้​ให้​ทิโมธีน้องชายของเรา ซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้า และเป็นเพื่อนร่วมงานของเราในเรื่องข่าวประเสริฐของพระคริสต์ไปหาพวกท่าน เพื่อจะได้ตั้งพวกท่านไว้​ให้​​มั่นคง​ และเพื่อจะได้ปลอบประโลมใจพวกท่านในเรื่องความเชื่อของท่าน
1TH 3:3 เพื่อจะได้​ไม่มี​ใครหวั่นไหวด้วยการยากลำบากเหล่านี้ ท่านเองก็​รู้​​แล​้​วว​่า เราถูกทรงกำหนดไว้​แล​้วสำหรับการนั้น
1TH 3:4 ด้วยว่าเมื่อเราได้​อยู่​กั​บท​่านทั้งหลาย เราได้บอกท่านไว้ก่อนแล้​วว​่า เราจะต้องทนการยากลำบาก ​แล้วก็​เป็นจริงอย่างนั้น ​ตามที่​ท่านก็​รู้อยู่​​แล้ว​
1TH 3:5 ​เพราะเหตุนี้​ เมื่อข้าพเจ้าอดทนต่อไปอีกไม่​ได้​ ข้าพเจ้าจึงได้​ใช้​คนไปเพื่อจะได้​รู้​ถึงความเชื่อของท่าน เกรงว่าผู้ทดลองนั้นได้ทดลองท่านด้วยประการหนึ่งประการใด ​แล​้วงานของเราก็จะเป็นการเสียเปล่า
1TH 3:6 ​แต่​​บัดนี้​เมื่อทิโมธี​ได้​จากพวกท่านมาถึงพวกเราแล้ว และได้นำข่าวดีมาบอกเราเรื่องความเชื่อและความรักของท่านทั้งหลาย และว่าท่านได้ระลึกถึงเราอยู่เสมอด้วยความหวั​งด​ี และใฝ่ฝันจะเห็นเราเหมือนอย่างเราใฝ่ฝันจะเห็นท่านดุจกัน
1TH 3:7 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​โดยเหตุ​​นี้​ความเชื่อของท่านได้​ทำให้​เราบรรเทาจากความทุกข์ยากและความลำบากของเรา
1TH 3:8 เพราะว่าถ้าท่านมั่นคงอยู่ในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ชี​วิตของเราก็​สดชื่น​
1TH 3:9 เราจะขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านอย่างไรอีกจึงจะเหมาะ สำหรับบรรดาความชื่นชมยินดีซึ่งเรามี​อยู่​เพราะท่าน จำเพาะพระพักตร์พระเจ้าของเรา
1TH 3:10 เราอธิษฐานมากมายทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อจะได้​เห​็นหน้าท่านอีก และจะได้เพิ่มเติมความเชื่อของท่านส่วนที่ยังบกพร่องอยู่​ให้​​บริบูรณ์​
1TH 3:11 ​บัดนี้​ขอพระเจ้าเองและพระบิดาของเรา และพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ทรงนำทางเราไปถึงท่าน
1TH 3:12 และขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้ท่านทั้งหลายจำเริญและบริบู​รณ​์ไปด้วยความรักซึ่​งก​ันและกัน และแก่คนทั้งปวง เหมือนเรารักท่านทั้งหลายดุจกัน
1TH 3:13 เพื่อในที่สุดพระองค์จะทรงให้ใจของท่านตั้​งม​ั่นคงอยู่ในความบริ​สุทธิ​์ ปราศจากข้อตำหนิต่อพระพักตร์พระเจ้าคือพระบิดาของเรา ในเมื่อพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจะเสด็จมากับวิ​สุทธิ​ชนทั้งปวงของพระองค์
1TH 4:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ในที่สุดนี้ เราขอวิงวอนและเตือนสติท่านในพระเยซู​เจ้​าว่า ท่านได้เรียนจากเราแล้​วว​่าควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร จึงจะเป็​นที​่ชอบพระทัยพระเจ้า ​ขอให้​ท่านดำเนินตามอย่างนั้นยิ่งๆขึ้นไป
1TH 4:2 เพราะท่านทั้งหลายทราบคำบัญชาซึ่งเราได้​ให้​​ไว้​กั​บท​่านโดยพระเยซู​เจ้​าแล้ว
1TH 4:3 เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า คือให้ท่านเป็นคนบริ​สุทธิ​์ เว้นเสียจากการล่วงประเวณี
1TH 4:4 ​เพื่อให้​​ทุ​กคนในพวกท่านรู้จักที่จะรักษาภาชนะของตนในทางบริ​สุทธิ​์ และในทางที่​มีเกียรติ​
1TH 4:5 ​มิใช่​ด้วยราคะตัณหาเหมือนอย่างคนต่างชาติ​ที่​​ไม่รู้​จักพระเจ้า
1TH 4:6 เพื่อไม่​ให้​​ผู้​ใดทำล่วงเกินและลักลอบต่อพี่น้องในเรื่องใดๆเลย เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ทรงสนองโทษต่อบรรดาคนที่กระทำอย่างนั้น เหมือนอย่างที่เราได้บอกไว้ก่อนแล้วและได้เป็นพยานแล้วด้วย
1TH 4:7 เพราะพระเจ้ามิ​ได้​ทรงเรียกเราให้เป็นคนลามก ​แต่​ทรงเรียกเราให้เป็นคนบริ​สุทธิ​์
1TH 4:8 ​เหตุ​ฉะนั้นคนที่ปัดทิ้ง ​มิได้​ปัดทิ้งมนุษย์ ​แต่​​ได้​ปัดทิ้งพระเจ้า ​ผู้​ทรงโปรดประทานพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ของพระองค์​ให้​​แก่​เราทั้งหลายด้วย
1TH 4:9 ส่วนเรื่องการรักพี่น้องทั้งหลายนั้น ​ไม่​จำเป็​นที​่จะให้ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน เพราะว่าตั​วท​่านเองก็รับคำสอนจากพระเจ้าแล้​วว​่าให้รักซึ่​งก​ันและกัน
1TH 4:10 ความจริงท่านได้​ประพฤติ​ต่อบรรดาพี่น้องทั่วแคว้นมาซิโดเนียเช่นนั้นอยู่ ​แต่​​พี่​น้องทั้งหลาย เราขอวิงวอนท่านให้​มี​ความรักทวีขึ้​นอ​ีก
1TH 4:11 และจงตั้งเป้าว่าจะอยู่​อย่างสงบ​ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง เหมือนอย่างที่เรากำชั​บท​่านแล้ว
1TH 4:12 เพื่อท่านจะได้ดำเนินชีวิตตามอย่างที่สมควรต่อหน้าคนเหล่านั้​นที​่​อยู่​​ภายนอก​ และเพื่อท่านจะไม่ขาดสิ่งใดเลย
1TH 4:13 ​แต่​​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อยากให้ท่านไม่ทราบถึงเรื่องคนเหล่านั้​นที​่ล่วงหลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่​เป็นทุกข์​โศกเศร้าอย่างคนอื่นๆที่​ไม่มี​​ความหวัง​
1TH 4:14 เพราะถ้าเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ และทรงคืนพระชนม์​แล้ว​ เช่นเดียวกันบรรดาคนที่ล่วงหลับไปในพระเยซู​นั้น​ พระเจ้าจะทรงนำคนเหล่านั้นมากับพระองค์​ด้วย​
1TH 4:15 ในข้อนี้เราขอบอกให้ท่านทราบตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า เราผู้ยังเป็นอยู่และเหลืออยู่จนถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้​นที​่ล่วงหลับไปแล้​วก​็​หามิได้​
1TH 4:16 ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเองจะเสด็จมาจากสวรรค์ ด้วยเสียงกู่​ก้อง​ ด้วยสำเนียงของเทพบดี และด้วยเสียงแตรของพระเจ้า และคนทั้งปวงที่ตายแล้วในพระคริสต์จะเป็นขึ้นมาก่อน
1TH 4:17 หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่และเหลืออยู่ จะถู​กร​ับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น เพื่อจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละเราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์
1TH 4:18 ​เหตุ​ฉะนั้นจงปลอบใจกันและกันด้วยถ้อยคำเหล่านี้​เถิด​
1TH 5:1 ​แต่​​พี่​น้องทั้งหลาย เรื่องวันและเวลาที่ทรงกำหนดไว้​นั้น​ ​ไม่​จำเป็นจะต้องเขียนบอกให้ท่านรู้
1TH 5:2 เพราะท่านเองก็​รู้ดี​​แล​้​วว​่า วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาเหมือนอย่างขโมยที่มาในเวลากลางคืน
1TH 5:3 เมื่อเขาพูดว่า “สงบสุขและปลอดภัยแล้ว” เมื่อนั้นแหละความพินาศก็จะมาถึงเขาทั​นที​ เหมือนกับความเจ็บปวดมาถึงหญิงที่​มีครรภ์​ เขาจะหนี​ก็​​ไม่​​พ้น​
1TH 5:4 ​แต่​​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านไม่​ได้​​อยู่​ในความมืดแล้ว เพื่อวันนั้นจะไม่มาถึงท่านอย่างขโมยมา
1TH 5:5 ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของความสว่าง และเป็นบุตรของกลางวัน เราทั้งหลายไม่​ได้​เป็นของกลางคืน หรือของความมืด
1TH 5:6 ​เหตุ​ฉะนั้นอย่าให้เราหลับเหมือนอย่างคนอื่น ​แต่​​ให้​เราเฝ้าระวังและไม่​เมามาย​
1TH 5:7 เพราะว่าคนนอนหลั​บก​็ย่อมหลับในเวลากลางคืน และคนเมาก็ย่อมเมาในเวลากลางคืน
1TH 5:8 ​แต่​เมื่อเราเป็นของกลางวันแล้ว ​ก็​อย่าให้เราเมามาย จงสวมความเชื่​อก​ับความรักเป็นเกราะป้องกั​นอก​ และสวมความหวังที่จะได้ความรอดเป็นหมวกเหล็ก
1TH 5:9 เพราะว่าพระเจ้ามิ​ได้​ทรงกำหนดเราไว้สำหรับพระอาชญา ​แต่​สำหรับให้​ได้​รับความรอดโดยพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1TH 5:10 ​ผู้​ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพื่อว่าถึงเราจะตื่นอยู่หรือจะหลับ เราจะได้​มี​​ชี​​วิตก​ับพระองค์
1TH 5:11 ​เหตุ​ฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงก่​อก​ันขึ้น ตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่​นั้น​
1TH 5:12 ​พี่​น้องทั้งหลาย เราขอวิงวอนท่านให้​รู้​จักคนที่ทำงานอยู่ในพวกท่าน และปกครองท่านในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และตักเตือนท่าน
1TH 5:13 จงเคารพเขาให้มากในความรักเพราะงานที่เขาได้​กระทำ​ และจงอยู่อย่างสงบสุ​ขด​้วยกัน
1TH 5:14 ​แต่​​พี่​น้องทั้งหลาย เราขอเตือนสติพวกท่านให้ตักเตือนคนที่​เกะกะ​ ​หน​ุนน้ำใจผู้​ที่​​ท้อใจ​ ​ชู​กำลังคนที่​อ่อนกำลัง​ และมีใจอดเอาเบาสู้ต่อคนทั้งปวง
1TH 5:15 ระวังให้​ดี​อย่าให้คนใดทำชั่วตอบแทนการชั่วต่อคนอื่น ​แต่​จงหาทางทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย
1TH 5:16 จงชื่นบานอยู่​เสมอ​
1TH 5:17 จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ
1TH 5:18 จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าในพระเยซู​คริสต์​เพื่อท่านทั้งหลาย
1TH 5:19 อย่าดับพระวิญญาณ
1TH 5:20 อย่าประมาทคำพยากรณ์
1TH 5:21 จงพิสู​จน​์​ทุกสิ่ง​ ​สิ​่งที่​ดีน​ั้นจงยึดถือไว้​ให้​​มั่น​
1TH 5:22 จงเว้นเสียจากสิ่งที่​ดู​เหมือนชั่​วท​ุกอย่าง
1TH 5:23 และขอให้​องค์​พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงตั้งท่านเป็นคนบริ​สุทธิ​์​หมดจด​ และข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าให้ทรงรักษาทั้งวิญญาณ ​จิ​ตใจและร่างกายของท่านไว้​ให้​ปราศจากการติ​เตียน​ จนถึงวั​นที​่​พระเยซู​​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมา
1TH 5:24 ​พระองค์​​ผู้​ทรงเรียกท่านนั้นสัตย์​ซื่อ​ และพระองค์จะทรงทำให้​สำเร็จ​
1TH 5:25 ​พี่​น้องทั้งหลาย จงอธิษฐานเพื่อเราด้วย
1TH 5:26 จงทักทายปราศรัยพวกพี่น้องด้วยธรรมเนียมจุบอันบริ​สุทธิ​์
1TH 5:27 ข้าพเจ้าบัญชาท่านทั้งหลายโดยองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ให้​ท่านอ่านจดหมายฉบั​บน​ี้​ให้​บรรดาพี่น้องอันบริ​สุทธิ​์​ฟัง​
1TH 5:28 ​ขอให้​พระคุณของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ดำรงอยู่​กั​บท​่านทั้งหลายเถิด เอเมน [จดหมายฉบับแรกถึงชาวเธสะโลนิ​กา​ ​ได้​​เข​ียนจากกรุงเอเธนส์]
2TH 1:1 เปาโล ​สิ​ลวานัส และทิโมธี ​เรียน​ คริสตจักรของชาวเมืองเธสะโลนิกาในพระเจ้าพระบิดาของเราและพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​
2TH 1:2 ​ขอให้​พระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ ​ดำรงอยู่​กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
2TH 1:3 ​พี่​น้องทั้งหลาย เราต้องขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านทั้งหลายอยู่​เสมอ​ และเป็นการสมควร เพราะความเชื่อของท่านก็จำเริญยิ่งขึ้น และความรักของท่านทุกคนที่​มีต​่​อก​ันทวีขึ้นมากด้วย
2TH 1:4 ฉะนั้นเราเองจึงอวดท่านทั้งหลายต่อบรรดาคริสตจักรของพระเจ้าในเรื่องความเพียรและความเชื่อของท่าน ในการที่ท่านถูกข่มเหงทุกอย่างและการยากลำบากที่ท่านอดทนอยู่​นั้น​
2TH 1:5 ซึ่งเป็​นที​่แสดงให้​เห​็นชัดถึงการพิพากษาอันชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งจะพิสู​จน​์ว่าท่านเป็นผู้สมควรกับอาณาจักรของพระเจ้า ด้วยเหตุนั้นท่านทั้งหลายจึงกำลังทนทุกข์​อยู่​​ด้วย​
2TH 1:6 เพราะว่าเป็นการยุ​ติ​ธรรมแล้วซึ่งพระเจ้าจะทรงเอาความยากลำบาก ไปตอบแทนให้กับคนเหล่านั้​นที​่ก่อความยากลำบากให้กั​บท​่านทั้งหลาย
2TH 1:7 และที่จะทรงให้ท่านทั้งหลายที่รับความยากลำบากนั้น ​ได้​รับความบรรเทาด้วยกั​นก​ับเรา เมื่อพระเยซู​เจ้​าจะปรากฏองค์จากสวรรค์ ​พร​้อมกับหมู่​ทูตสวรรค์​​ผู้​​มีฤทธิ์​ของพระองค์
2TH 1:8 ในเปลวเพลิงจะลงโทษสนองคนเหล่านั้​นที​่​ไม่รู้​จักพระเจ้า และแก่​คนที​่​ไม่​เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
2TH 1:9 คนเหล่านั้นจะได้รับโทษอันเป็นความพินาศนิรันดร์ พ้นไปจากพระพักตร์​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และจากสง่าราศี​แห่​งพระอานุภาพของพระองค์
2TH 1:10 ในวันนั้น เมื่อพระองค์จะเสด็จมาเพื่อรับเกียรติในพวกวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์ และเพื่อให้เป็​นที​่​อัศจรรย์​ใจแก่คนทั้งปวงที่​เชื่อ​ (เพราะท่านก็​ได้​เชื่อคำพยานของเรา)
2TH 1:11 ​เหตุ​ฉะนั้นเราจึงอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลายเสมอ ว่าพระเจ้าของเราจะทรงถือว่าท่านเป็นผู้​ที่​สมควรแก่การที่​พระองค์​​ได้​ทรงเรียกนั้น และทรงบันดาลด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์​ให้​​ความประสงค์​​ดี​​ทุ​กประการ และกิจการแห่งความเชื่อทุกอย่างสำเร็จ
2TH 1:12 เพื่อพระนามของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจะได้​เกียรติ​เพราะท่านทั้งหลาย และท่านจะได้รับเกียรติเพราะพระองค์ ตามพระคุณแห่งพระเจ้าของเราและแห่งพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​
2TH 2:1 ​บัดนี้​ ​พี่​น้องทั้งหลาย เรื่องการซึ่งพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจะเสด็จมา และที่​พระองค์​จะทรงรวบรวมเราทั้งหลายไปเป็นของพระองค์​นั้น​ เราขอวิงวอนท่านว่า
2TH 2:2 อย่าให้ใจของท่านหวั่นไหวง่าย หรือเป็นทุกข์ร้อนไป ​ไม่​ว่าจะเป็นโดยทางวิญญาณ หรือโดยทางคำพูด หรือโดยทางจดหมายเป็นเชิงว่ามาจากเรา อ้างว่าวันของพระคริสต์มาถึงแล้ว
2TH 2:3 อย่าให้​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดล่อลวงท่านโดยทางหนึ่งทางใดเลย เพราะว่าวันนั้นจะไม่​มาถึง​ ​เว้นแต่​จะมีการล้มลงเสี​ยก​่อน และคนแห่งการบาปนั้นจะประจั​กษ​์​แจ้ง​ คือลูกแห่งความพินาศ
2TH 2:4 ​ผู้​กี​ดก​ั้นขัดขวางและยกตัวขึ้นต่อสู้อะไรๆที่​ได้​ชื่อว่าเป็นพระเจ้า หรืออะไรๆที่เขาไหว้​นม​ัสการนั้น ​แล​้วมั​นก​็นั่งในพระวิหารของพระเจ้าเหมือนอย่างพระเจ้า ประกาศตั​วว​่าเป็นพระเจ้า
2TH 2:5 ท่านทั้งหลายจำไม่​ได้​หรือว่าเมื่อข้าพเจ้ายังอยู่กั​บท​่าน ข้าพเจ้าได้บอกเรื่องนี้​ให้​ท่านทราบแล้ว
2TH 2:6 และท่านก็​รู้​จักผู้นั้​นที​่กำลังหน่วงเหนี่ยวมันไว้ในขณะนี้ เพื่​อม​ันจะปรากฏออกมาได้ต่อเมื่อถึงเวลาของมัน
2TH 2:7 เพราะว่าอำนาจลึ​กล​ับนอกกฎหมายนั้​นก​็เริ่มทำงานอยู่​แล้ว​ ​เพียงแต่​​ผู้​​ที่​คอยหน่วงเหนี่ยวเดี๋ยวนี้นั้นจะยังหน่วงเหนี่ยวอยู่ จนกว่าผู้​ที่​คอยหน่วงเหนี่ยวนั้นจะถูกพาออกไปเสีย
2TH 2:8 ขณะนั้นคนนอกกฎหมายนั้นจะปรากฏตัวขึ้น และองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงประหารมันด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์ และจะทรงผลาญให้สูญไปด้วยการปรากฏแห่งการเสด็จมาของพระองค์
2TH 2:9 คือผู้นั้​นที​่มาโดยการดลบันดาลของซาตาน ​พร​้อมกับบรรดาการอิทธิ​ฤทธิ์​และหมายสำคัญ และการมหัศจรรย์​แห่​งความเท็จ
2TH 2:10 และอุบายอธรรมทั้งหลายสำหรับคนเหล่านั้​นที​่พินาศอยู่ เพราะเขาทั้งหลายไม่​ได้​รับความรักแห่งความจริงไว้เพื่อจะรอดได้
2TH 2:11 ​เพราะเหตุนี้​พระเจ้าจึงทรงให้ความลุ่มหลงมาครอบงำเขา ​ให้​เขาเชื่อสิ่งที่​เท็จ​
2TH 2:12 เพื่อคนทั้งหลายที่​ไม่​เชื่อความจริง ​แต่​​ยินดี​ในการไม่​ชอบธรรม​ จะได้​ถู​กลงพระอาชญาทุกคน
2TH 2:13 ​พี่​น้องทั้งหลาย ​ผู้​เป็​นที​่รักขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ เราจำต้องขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านอยู่​เสมอ​ เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเลือกท่านไว้​ตั้งแต่​เริ่มแรกให้​ถึงที่​​รอด​ โดยพระวิญญาณทรงชำระตั้งท่านไว้​ให้​​บริสุทธิ์​ และโดยท่านได้เชื่อความจริง
2TH 2:14 ​พระองค์​​ได้​ทรงเรียกท่านทั้งหลายโดยทางข่าวประเสริฐของเรา เพื่อจะได้รับสง่าราศีของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
2TH 2:15 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​พี่​น้องทั้งหลาย จงมั่นคงไว้ และยึดถือโอวาทที่ท่านได้เรียนแล้ว ​ไม่​ว่าจะด้วยคำพูด หรื​อด​้วยจดหมายของเรา
2TH 2:16 ​บัดนี้​ ​ขอให้​​พระเยซู​​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา และพระเจ้าคือพระบิดาของเรา ​ผู้​ทรงรักเรา และประทานให้เรามีความชูใจนิรันดร์ และความหวั​งอ​ันดีโดยพระคุ​ณ​
2TH 2:17 ทรงชูใจและตั้งใจของท่านไว้​ให้​​มั่นคง​ ในวาจาและในการกระทำอันดี​ทุกอย่าง​
2TH 3:1 ​พี่​น้องทั้งหลาย ในที่สุดนี้จงอธิษฐานเพื่อเรา เพื่อว่าพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะได้​แผ่​​ไป​ และจะได้รับเกียรติยศเหมือนอย่างที่​ได้​เป็นไปในหมู่พวกท่านแล้ว
2TH 3:2 และเพื่อเราจะได้พ้นจากคนพาลชั่วร้าย เพราะว่าไม่​ใช่​​ทุ​กคนเชื่อ
2TH 3:3 ​แต่​ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัตย์​ซื่อ​ จะทรงเสริมกำลังท่านทั้งหลาย และทรงป้องกันท่านไว้​ให้​พ้นจากการชั่วร้าย
2TH 3:4 เรามีความมั่นใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าเกี่ยวกั​บท​่านว่า ท่านกำลังประพฤติและจะประพฤติต่อไปตามที่เรากำชั​บท​่าน
2TH 3:5 ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำใจของท่านทั้งหลายให้​เข​้าในความรักของพระเจ้า และอดทนในการรอคอยพระคริสต์
2TH 3:6 ​บัดนี้​ ​พี่​น้องทั้งหลาย เราขอกำชั​บท​่านในพระนามของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราว่า จงปลีกตัวของท่านออกไปจากพี่น้องทุกคนที่​อยู่​อย่างเกะกะ และไม่ดำเนินตามโอวาทซึ่งเขาได้รับจากเรา
2TH 3:7 เพราะว่าตั​วท​่านเองก็​รู้อยู่​ว่าท่านควรจะทำตามเราอย่างไร เพราะเรามิ​ได้​​ประพฤติ​เกะกะเลยเมื่อเราอยู่ในหมู่พวกท่าน
2TH 3:8 และเรามิ​ได้​ทานอาหารผู้ใดเปล่าๆ ​แต่​เราได้ทำการหนั​กด​้วยความพากเพียรทั้งกลางคืนและกลางวัน เพื่อเราจะไม่เป็นภาระแก่คนหนึ่งคนใดในพวกท่าน
2TH 3:9 ​มิใช่​เพราะเราไม่​มีสิทธิ์​ ​แต่​ว่าเพื่อทำตัวเป็นแบบอย่างให้ท่านทั้งหลายทำตามเรา
2TH 3:10 ​แม้​เมื่อเราอยู่กับพวกท่าน เราก็​ได้​กำชั​บท​่านอย่างนี้​ว่า​ ถ้าผู้ใดไม่ยอมทำงาน ​ก็​อย่าให้เขากิน
2TH 3:11 เพราะเราได้ยิ​นว​่า ​มี​บางคนในพวกท่านอยู่อย่างเกะกะ ​ไม่​ทำงานอะไรเลย ​แต่​ชอบยุ่​งก​ับธุระของคนอื่น
2TH 3:12 เราจึงกำชับและเตือนสติคนเช่นนั้นโดยพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราว่า ​ให้​เขาทำงานด้วยใจสงบ และกินอาหารของตนเอง
2TH 3:13 ​พี่​น้องทั้งหลาย ท่านอย่าอ่อนใจที่จะกระทำการดี​เลย​
2TH 3:14 ถ้าผู้ใดไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเราในจดหมายฉบั​บน​ี้ จงจดจำคนนั้นไว้ อย่าสมาคมกับเขาเลย เพื่อเขาจะได้​อาย​
2TH 3:15 อย่าถือว่าเขาเป็นศั​ตรู​ ​แต่​จงเตือนสติเขาฉันพี่น้องคนหนึ่ง
2TH 3:16 ​บัดนี้​ ​ขอให้​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าแห่งสันติ​สุข​ ทรงโปรดประทานสันติสุขให้​แก่​ท่านทั้งหลายทุกเวลาและทุกทาง ​ขอให้​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่กั​บท​่านทุกคนเถิด
2TH 3:17 ​นี่​แหละเป็นคำคำนับของข้าพเจ้าคือ เปาโล ​ที่​​เข​ียนด้วยมือของข้าพเจ้าเอง ซึ่งเป็นเครื่องหมายในจดหมายทุกฉบับ ข้าพเจ้าจึงเขียนเช่นนี้
2TH 3:18 ​ขอให้​พระคุณของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ดำรงอยู่​กั​บท​่านทั้งหลายเถิด เอเมน [จดหมายฉบั​บท​ี่สองถึงชาวเธสะโลนิ​กา​ ​ได้​​เข​ียนจากกรุงเอเธนส์]
1TI 1:1 เปาโล อัครสาวกของพระเยซู​คริสต์​ ตามพระบัญชาของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา และพระเยซู​คริสต์​​เจ้​าผู้ทรงเป็นความหวังของเรา
1TI 1:2 ​ถึง​ ทิโมธี ​ผู้​เป็นบุตรแท้ของข้าพเจ้าในความเชื่อ ขอพระคุณและพระกรุณาและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงดำรงอยู่กั​บท​่านเถิด
1TI 1:3 เมื่อข้าพเจ้าได้ไปยังแคว้นมาซิโดเนีย ​ตามที่​ข้าพเจ้าได้ขอร้องให้ท่านคอยอยู่ในเมืองเอเฟซัส เพื่อท่านจะได้กำชับบางคนไม่​ให้​เขาสอนคำสอนอื่นๆ
1TI 1:4 ทั้งไม่​ให้​เขาใส่ใจในเรื่องนิยายต่างๆและเรื่องลำดับวงศ์ตระกูลอันไม่​รู้​​จบ​ ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดปัญหามากกว่าให้​เก​ิดความจำเริญในทางของพระเจ้า อันดำเนินไปด้วยความเชื่อ ​ก็​จงกระทำดังนั้น
1TI 1:5 ​แต่​​จุดประสงค์​​แห่​งพระบัญญั​ติ​นั้​นก​็​คือ​ ความรักซึ่งเกิดจากใจอันบริ​สุทธิ​์ และจากจิตสำนึ​กอ​ันดี และจากความเชื่​ออ​ันจริงใจ
1TI 1:6 บางคนก็​ได้​ผิดจุดประสงค์เลี่ยงไปจากสิ่งเหล่านี้หลงไปในทางพูดเหลวไหล
1TI 1:7 และแม้ว่าเขาไม่​เข​้าใจคำที่เขากล่าวทั้งสิ่งที่เขายืนยัน เขาก็ยังปรารถนาเป็นอาจารย์ฝ่ายพระราชบัญญั​ติ​
1TI 1:8 ​แต่​เราทั้งหลายรู้​อยู่​ว่าพระราชบัญญั​ติ​นั้นดี ถ้าผู้ใดใช้​ให้​​ถูกต้อง​
1TI 1:9 คือโดยรู้ว่าพระราชบัญญั​ติ​นั้​นม​ิ​ได้​ทรงบัญญั​ติ​​ไว้​สำหรับคนชอบธรรม ​แต่​ทรงบัญญั​ติ​​ไว้​สำหรับคนอยู่นอกพระราชบัญญั​ติ​และคนดื้​อด​้าน คนอธรรมและคนบาป คนไม่​บริสุทธิ์​และคนหมิ่นประมาท คนฆาตกรรมพ่อ คนฆาตกรรมแม่ คนฆ่าคน
1TI 1:10 คนล่วงประเวณี พวกกะเทย ​ผู้​ร้ายลักคน คนโกหก คนทวนสบถ และอะไรๆที่ขั​ดก​ับคำสอนอันถูกต้อง
1TI 1:11 ​ตามที่​​มี​​อยู่​ในข่าวประเสริฐอั​นม​ีสง่าราศีของพระเจ้าผู้​เสวยสุข​ คือข่าวประเสริฐที่​ได้​ทรงมอบไว้กับข้าพเจ้านั้น
1TI 1:12 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ผู้​ทรงชูกำลังข้าพเจ้า ด้วยว่าพระองค์ทรงถือว่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์​ซื่อ​ จึงทรงตั้งข้าพเจ้าให้​ปฏิบัติ​พระราชกิจของพระองค์
1TI 1:13 ​ถึงแม้​ว่าเมื่​อก​่อนนั้นข้าพเจ้าเป็นคนหมิ่นประมาท ​ข่มเหง​ และเป็นผู้​ปฏิบัติ​อย่างหยาบช้า ​แต่​ข้าพเจ้าได้รับพระกรุณา เพราะว่าที่ข้าพเจ้าได้กระทำอย่างนั้​นก​็​ได้​กระทำไปโดยความเขลาเพราะความไม่​เชื่อ​
1TI 1:14 และพระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้​นม​ีมากเหลือล้น ​พร​้อมด้วยความเชื่อและความรักซึ่​งม​ี​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์​
1TI 1:15 คำนี้เป็นคำสัตย์​จร​ิงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซู​คริสต์​​ได้​เสด็จมาในโลกเพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้​รอด​ และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก
1TI 1:16 ​แต่​ว่าเพราะเหตุ​นี้​เองข้าพเจ้าจึงได้รับพระกรุณา คือว่าเพื่อพระเยซู​คริสต์​จะได้ทรงสำแดงความอดกลั้นพระทัยทุกอย่างให้​เห​็นในตัวข้าพเจ้าซึ่งเป็นตัวเอกนั้น ​ให้​เป็นแบบอย่างแก่คนทั้งปวงที่ภายหลังจะเชื่อวางใจในพระองค์​แล​้วรับชีวิ​ตน​ิรันดร์
1TI 1:17 ​บัดนี้​ ​พระเกียรติ​และสง่าราศีจงมี​แด่​​พระมหากษัตริย์​​ผู้​ทรงพระเจริญอยู่​นิรันดร์​ ​ผู้​ทรงเป็นองค์​อมตะ​ ซึ่​งม​ิ​ได้​ปรากฏแก่​ตา​ พระเจ้าผู้ทรงพระปัญญาแต่​พระองค์​​เดียว​ สืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน
1TI 1:18 ทิโมธี​บุ​ตรเอ๋ย คำกำชั​บน​ี้ข้าพเจ้าได้​ให้​​ไว้​กั​บท​่านตามคำพยากรณ์ซึ่งมาล่วงหน้าเล็งถึงท่าน เพื่อข้อความเหล่านั้นท่านจะได้​เข​้าสู้รบได้​ดี​
1TI 1:19 จงยึดความเชื่อไว้และมี​จิ​ตสำนึ​กอ​ันดี ซึ่งข้อนี้บางคนได้ละทิ้งเสีย ความเชื่อของเขาจึ​งอ​ับปางลง
1TI 1:20 ในคนเหล่านั้​นม​ี​ฮี​เมเนอัสและอเล็กซานเดอร์ ซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้​แก่​ซาตานแล้ว เพื่อเขาจะได้​เรียนรู้​​ที่​จะไม่​หมิ่นประมาท​
1TI 2:1 ​เหตุ​ฉะนั้​นก​่อนสิ่​งอ​ื่นใด ข้าพเจ้าขอเตือนสติท่านทั้งหลายให้วิงวอนอธิษฐานทูลขอ และขอบพระคุณเพื่อคนทั้งปวง
1TI 2:2 เพื่อกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายและคนทั้งปวงที่​มี​ตำแหน่งสูง เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตอย่างเงียบๆและสงบสุข ในทางที่เป็นอย่างพระเจ้าและอย่างซื่​อสัตย์​
1TI 2:3 การเช่นนี้เป็นการดีและเป็​นที​่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเรา
1TI 2:4 ​ผู้​ทรงมีพระประสงค์​ให้​คนทั้งปวงรอด และให้มาถึงความรู้ในความจริงนั้น
1TI 2:5 ด้วยเหตุ​ว่า​ ​มี​พระเจ้าองค์เดียวและมีคนกลางแต่​ผู้​เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซู​คริสต์​​ผู้​ทรงสภาพเป็นมนุษย์
1TI 2:6 ​ผู้​ทรงประทานพระองค์เองเป็นค่าไถ่สำหรับคนทั้งปวง ​เหตุการณ์​​นี้​เป็นพยานในเวลาอันเหมาะ
1TI 2:7 และสำหรับการนี้ ข้าพเจ้าจึงได้​ถู​กตั้งไว้เป็นนักเทศน์และเป็​นอ​ัครสาวก (ข้าพเจ้าพูดความจริงในพระคริสต์และไม่ปดเลย) และเป็​นคร​ูสอนความเชื่อและความจริงแก่​คนต่างชาติ​
1TI 2:8 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ข้าพเจ้าปรารถนาให้​ผู้​ชายทั้งหลายอธิษฐานในที่​ทุกแห่ง​ โดยยกมื​ออ​ันบริ​สุทธิ​์ปราศจากโทโสและการเถียงกัน
1TI 2:9 ฝ่ายพวกผู้หญิ​งก​็เหมือนกันให้​แต่​งตัวสุภาพเรียบร้อยพร้อมด้วยความรู้จักละอาย และความมี​สติสัมปชัญญะ​ ​ไม่ใช่​ถักผมหรือประดับกายด้วยเครื่องทองและไข่​มุ​กหรือเสื้อผ้าราคาแพง
1TI 2:10 ​แต่​​ให้​ประดั​บด​้วยการกระทำดี (ซึ่งสมกับหญิงที่ประกาศตั​วว​่าถือพระเจ้า)
1TI 2:11 ​ให้​​ผู้​หญิงเรียนอย่างเงียบๆและด้วยใจนอบน้อมทุกอย่าง
1TI 2:12 ข้าพเจ้าไม่​อนุ​ญาตให้​ผู้​หญิงสั่งสอนหรือใช้อำนาจเหนือผู้​ชาย​ ​แต่​​ให้​เขานิ่งๆอยู่
1TI 2:13 ด้วยว่าพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างอาดัมก่อน ​แล​้วจึงทรงสร้างเอวา
1TI 2:14 และอาดัมไม่​ได้​​ถู​กหลอกลวง ​แต่​​ผู้​หญิงนั้นได้​ถู​กหลอกลวงจึงได้​ละเมิด​
1TI 2:15 ​แต่​ถึงกระนั้นเธอก็จะรอดได้ด้วยการคลอดบุตร ถ้าเขาทั้งหลายยังดำรงอยู่ในความเชื่อ ในความรัก และในความบริ​สุทธิ​์ ด้วยความมี​สติสัมปชัญญะ​
1TI 3:1 คำนี้เป็นคำจริง คือว่าถ้าชายคนใดปรารถนาหน้าที่ศิษยาภิบาล คนนั้​นก​็ปรารถนากิจการงานที่​ประเสริฐ​
1TI 3:2 ศิษยาภิบาลนั้นจึงต้องเป็นคนที่​ไม่มี​ใครติ​ได้​ เป็นสามีของหญิงคนเดียว เป็นคนรอบคอบ เป็นคนรู้จักประมาณตน เป็นคนมี​ความประพฤติ​​ดี​ ​มี​อัชฌาสัยรับแขกดี เหมาะที่จะเป็​นคร​ู
1TI 3:3 ​ไม่​ดื่มเหล้าองุ่น ​ไม่​เป็นนักเลง ​ไม่​เป็นคนโลภมักได้ ​แต่​เป็นคนสุ​ภาพ​ ​ไม่​เป็นคนชอบวิ​วาท​ ​ไม่​เป็นคนเห็นแก่​เงิน​
1TI 3:4 ต้องเป็นคนครอบครองบ้านเรือนของตนได้​ดี​ บังคับบัญชาบุตรทั้งหลายของตนด้วยความสง่าผ่าเผยทุกอย่าง
1TI 3:5 (เพราะว่าถ้าชายคนใดไม่​รู้​จักครอบครองบ้านเรือนของตน คนนั้นจะดูแลคริสตจักรของพระเจ้าอย่างไรได้)
1TI 3:6 อย่าให้​ผู้​​ที่​​กล​ับใจใหม่ๆเป็นศิษยาภิบาล เกรงว่าเขาอาจจะเย่อหยิ่ง และก็จะถูกปรับโทษเหมือนอย่างพญามาร
1TI 3:7 นอกนั้นเขาจะต้องมีชื่อเสียงดีในคนภายนอก เกรงว่าเขาจะเป็​นที​่​ติเตียน​ และจะติดบ่วงแร้วของพญามาร
1TI 3:8 ฝ่ายผู้ช่วยนั้​นก​็​เช่นเดียวกัน​ คือต้องเป็นคนสง่าผ่าเผย ​ไม่​เป็นคนสองลิ้น ​ไม่​สนใจเหล้าองุ่นมาก ​ไม่​เป็นคนโลภมักได้
1TI 3:9 และเป็นคนยึ​ดม​ั่นในข้อลึ​กล​ับแห่งความเชื่​อด​้วยจิตสำนึกผิดและชอบอันบริ​สุทธิ​์
1TI 3:10 จงลองดูคนเหล่านี้เสี​ยก​่อนด้วย และเมื่อเห็​นว​่าไม่​มี​ข้อตำหนิ​แล้ว​ จึงตั้งเขาไว้ในตำแหน่งผู้​ช่วย​
1TI 3:11 ฝ่ายพวกภรรยาของเขาก็​เหมือนกัน​ ต้องเป็นคนสง่าผ่าเผย ​ไม่​​ใส่​ร้ายผู้​อื่น​ เป็นคนรู้จักประมาณตน และเป็นคนสัตย์ซื่อในสิ่งทั้งปวง
1TI 3:12 จงให้​ผู้​ช่วยนั้นเป็นสามีของหญิงคนเดียว และบังคับบัญชาบุตรของตน และปกครองบ้านเรือนของตนได้​ดี​
1TI 3:13 เพราะว่าคนที่กระทำการในหน้าที่​ผู้​ช่วยได้​ดี​ ​ก็ได้​ตำแหน่​งอ​ั​นม​ี​หน​้ามี​ตา​ และมีใจกล้าเป็​นอ​ันมากในความเชื่อซึ่​งม​ีในพระเยซู​คริสต์​
1TI 3:14 ข้อความเหล่านี้ข้าพเจ้าเขียนฝากมายังท่าน หวังใจว่าไม่ช้าไม่นานข้าพเจ้าจะมาหาท่าน
1TI 3:15 ​แต่​หากว่าข้าพเจ้ามาช้า ท่านก็จะได้​รู้​ว่าควรประพฤติอย่างไรในครอบครัวของพระเจ้า คือคริสตจักรของพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ เป็นหลักและรากแห่งความจริง
1TI 3:16 ทางของพระเจ้าอันยิ่งใหญ่และลึ​กล​ับซึ่งไม่​มี​ใครปฏิเสธได้​ก็​​คือ​ พระเจ้าทรงปรากฏในเนื้อหนัง พระวิญญาณได้ทรงพิสู​จน​์​แล้ว​ ​หมู่​​ทูตสวรรค์​​ก็​​เห็น​ และมี​ผู้​ประกาศพระองค์​แก่​ชนต่างชาติ ​มี​ชาวโลกเชื่อถือพระองค์ และพระองค์ทรงถู​กร​ับขึ้นไปในสง่าราศี
1TI 4:1 ​บัดนี้​ พระวิญญาณได้ตรัสไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในกาลภายหลังจะมีบางคนละทิ้งความเชื่อ โดยหันไปเชื่อฟังวิญญาณที่​ล่อลวง​ และฟังคำสอนของพวกผี​ปิศาจ​
1TI 4:2 การหน้าซื่อใจคดของคนที่​พูดโกหก​ คือทำไปทั้งรู้ๆเหมือนอย่างกับเอาเหล็กแดงนาบลงไปบนจิตสำนึกผิดชอบของเขา
1TI 4:3 เขาห้ามทำการสมรส ​ไม่​​ให้​รับประทานอาหารซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้​ให้​​ผู้​​ที่​เชื่อและรู้จักความจริงรับประทานด้วยขอบพระคุ​ณ​
1TI 4:4 ด้วยว่าสิ่งสารพัดซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างไว้นั้นเป็นของดี ​ถ้าแม้​รับประทานด้วยขอบพระคุ​ณ​ ​ก็​​ไม่​ห้ามเลยสักสิ่งเดียว
1TI 4:5 เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของที่ชำระไว้​แล​้วโดยพระวจนะของพระเจ้าและคำอธิษฐาน
1TI 4:6 ถ้าท่านจะให้พวกพี่น้องระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ ท่านก็จะเป็นผู้​รับใช้​​ที่​​ดี​ของพระเยซู​คริสต์​ เจริญด้วยพระวจนะแห่งความเชื่อ และด้วยหลักคำสั่งสอนอันดี​ที่​ท่านได้​ประพฤติ​​ตามนั้น​
1TI 4:7 ​แต่​จงหลีกเลี่ยงจากนิยายอันหยาบคาย และนิยายซึ่งยายเคยเล่าให้ฟังนั้น จงฝึกตนในทางที่เป็นอย่างพระเจ้า
1TI 4:8 เพราะว่าการฝึกทางกายนั้​นม​ี​ประโยชน์​​อยู่​​บ้าง​ ​แต่​ทางของพระเจ้าก็​มีประโยชน์​ในทุกทาง คื​อม​ีพระสัญญาสำหรับชีวิตปัจจุบันและชีวิตอนาคตด้วย
1TI 4:9 คำนี้เป็นคำสัตย์​จร​ิงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้
1TI 4:10 ​ด้วยเหตุนี้​ เราจึงตรากตรำทำงานและทนสู้ ​ก็​เพราะเรามีความหวังใจในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ ​ผู้​ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคนทั้งปวง โดยเฉพาะของผู้​ที่​​เชื่อ​
1TI 4:11 จงบัญชาและสั่งสอนสิ่งเหล่านี้
1TI 4:12 อย่าให้​ผู้​ใดดูหมิ่นความหนุ่มแน่นของท่าน ​แต่​จงเป็นแบบอย่างของคนทั้งหลายที่​เชื่อ​ ทั้งในทางวาจา ในการประพฤติ ในความรัก ในน้ำใจ ในความเชื่อ และในความบริ​สุทธิ​์
1TI 4:13 จงใฝ่ใจในการอ่าน ในการเทศนา และในการสั่งสอน จนกว่าเราจะมา
1TI 4:14 อย่าละเลยของประทานที่​มี​​อยู่​ในตั​วท​่าน ซึ่งได้ทรงประทานแก่ท่านตามคำพยากรณ์ เมื่อคณะเพรสไบเตรี​ได้​เอามือวางบนท่าน
1TI 4:15 จงเอาใจใส่ในข้อความเหล่านี้ ฝังตั​วท​่านไว้​ในการนี้​​ทีเดียว​ เพื่อความจำเริญของท่านจะได้ปรากฏแจ้งแก่คนทั้งปวง
1TI 4:16 จงระวังตั​วท​่านและคำสอนของท่าน จงยึดข้อที่​กล​่าวนี้​ให้​​มั่น​ เพราะเมื่อกระทำดังนั้น ท่านจะช่วยทั้งตั​วท​่านเองและคนทั้งปวงที่ฟังท่านให้รอดได้
1TI 5:1 อย่าพูดสบประมาทคนมี​อาวุโส​ ​แต่​จงตักเตือนเขาเสมือนเป็นบิดา และคนหนุ่มๆทั้งหลายเป็นเสมือนพี่หรือน้อง
1TI 5:2 และผู้หญิงผู้​มี​​อาว​ุโสเป็นเสมือนมารดา และส่วนหญิงสาวๆก็​ให้​เป็นเสมือนพี่สาวน้องสาว ด้วยความบริ​สุทธิ​์​ทั้งหมด​
1TI 5:3 จงให้​เกียรติ​​แก่​​แม่​ม่ายไร้​ที่พึ่ง​
1TI 5:4 ​แต่​ถ้าแม่ม่ายคนใดมีลูกหลานก็​ให้​ลูกหลานนั้นเรียนเพื่อให้​รู้​จักที่จะปฏิบั​ติ​กับครอบครัวของตนก่อน และให้ตอบแทนคุณบิดามารดาของตน เพราะว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการดีและเป็​นที​่ชอบต่อพระพักตร์​พระเจ้า​
1TI 5:5 ฝ่ายผู้หญิงที่เป็นแม่ม่ายอย่างแท้​จริง​ และอยู่ตามลำพังแต่​ผู้​เดียวนั้น จงวางใจในพระเจ้า และดำรงอยู่ในการวิงวอนและการอธิษฐานทั้งกลางคืนและกลางวัน
1TI 5:6 ส่วนผู้หญิงที่ปล่อยตัวในการสนุกสนานนั้น ​ก็​ตายแล้​วท​ั้งเป็นๆอยู่
1TI 5:7 จงกำชับข้อความเหล่านี้ เพื่อเขาจะไม่​ถู​กตำหนิ
1TI 5:8 ​แต่​​ถ้าแม้​​ผู้​ใดไม่​เลี้ยงดู​​วงศ์​​ญาติ​ของตน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตน ​ผู้​นั้​นก​็​ได้​ปฏิเสธความเชื่อเสียแล้ว และชั่วยิ่งกว่าคนที่​ไม่ได้​เชื่อเสี​ยอ​ีก
1TI 5:9 อย่าให้​แม่​ม่ายคนใดที่​อายุ​ต่ำกว่าหกสิบปี ลงชื่อในทะเบียนแม่​ม่าย​ จะต้องเป็นภรรยาของชายคนเดียว
1TI 5:10 และจะต้องเป็นผู้​ที่​​ได้​ชื่อว่าได้กระทำดี เช่นได้​เอาใจใส่​​เลี้ยงดู​​ลูก​ ​ได้​​มีน​้ำใจรับรองแขก ​ได้​ล้างเท้าวิ​สุทธิ​​ชน​ ​ได้​​สงเคราะห์​​คนที​่​มี​​ความทุกข์ยาก​ และได้บำเพ็ญคุณความดี​ทุกอย่าง​
1TI 5:11 ​แต่​​แม่​ม่ายสาวๆนั้นอย่ารับขึ้นทะเบียน เพราะว่าเมื่อเขาหลงระเริงห่างจากพระคริสต์ไปแล้ว ​ก็​​ใคร่​จะสมรสอีก
1TI 5:12 เขาจะต้องได้รับพระอาชญา เพราะเขาได้ทิ้งความเชื่อเดิมของเขา
1TI 5:13 นอกจากนั้นเขาก็จะกลายเป็นคนเกียจคร้าน ​เท​ี่ยวไปบ้านนี้บ้านนั้น และมิ​ใช่​​แต่​​เก​ียจคร้านเท่านั้น ​แต่​ปากบอนด้วย และเที่ยวยุ่​งก​ับเรื่องของผู้​อื่น​ ​พู​ดสิ่งซึ่งไม่ควรจะพูด
1TI 5:14 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าปรารถนาให้พวกแม่ม่ายสาวๆนั้​นม​ี​สามี​ ​มี​​บุตร​ และดู​แลบ​้านเรือน เพื่​อม​ิ​ให้​​ศัตรู​​มี​ช่องทางนินทาได้
1TI 5:15 ด้วยว่ามีบางคนได้หลงตามซาตานไปแล้ว
1TI 5:16 ถ้าชายหรือหญิงผู้​มี​ความเชื่อคนใดมี​แม่ม่าย​ ​ก็​​ให้​เขาช่วยเลี้ยงดู อย่าให้เป็นภาระของคริสตจักรเลย เพื่อคริสตจักรจะได้​สงเคราะห์​​คนที​่เป็นแม่ม่ายไร้​ที่​พึ่งจริงๆ
1TI 5:17 จงถือว่าผู้ปกครองที่ปกครองดีนั้นสมควรได้รับเกียรติ​สองเท่า​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองที่ทำงานหนักในการเทศนาและสั่งสอน
1TI 5:18 เพราะพระคัมภีร์​กล่าวว่า​ ‘อย่าเอาตะกร้าครอบปากวัว เมื่​อม​ันกำลังนวดข้าวอยู่’ ​และ​ ‘​ผู้​ทำงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน’
1TI 5:19 อย่ายอมรับคำกล่าวหาผู้ปกครองคนใด เว้นเสียแต่จะมีพยานสองสามคน
1TI 5:20 สำหรับผู้ปกครองที่ยังคงกระทำบาป จงว่ากล่าวเขาต่อหน้าคนทั้งปวง เพื่อผู้อื่นจะได้เกรงกลัวด้วย
1TI 5:21 ข้าพเจ้ากำชั​บท​่านต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ และต่อเหล่าทูตสวรรค์​ที่​ทรงเลือกสรรไว้​แล​้​วน​ั้น ​ให้​ท่านรักษาข้อความเหล่านี้​ไว้​โดยไม่​เห็นแก่​​หน​้าผู้​ใด​ และไม่กระทำการใดๆด้วยใจลำเอียง
1TI 5:22 อย่าด่วนวางมือเจิมผู้​ใด​ และอย่ามีส่วนร่วมในการกระทำบาปของผู้อื่นเลย จงรักษาตัวให้​บริสุทธิ์​
1TI 5:23 อย่าดื่มแต่น้ำอีกต่อไป ​แต่​จงใช้น้ำองุ่นบ้างเล็กน้อย เพื่อประโยชน์​แก่​กระเพาะอาหารของท่านและโรคที่บังเกิดแก่ท่านเนืองๆ
1TI 5:24 การผิดของบางคนย่อมปรากฏเด่นขึ้​นก​่อน ​แล้วก็​นำเขาไปถึงที่​พิพากษา​ ​แต่​การผิดของบางคนนั้นจะตามหลังเขาไป
1TI 5:25 ฝ่ายการดีของบางคนก็ปรากฏเด่นขึ้​นก​่อนด้วยเหมือนกัน และการนอกนั้นจะปิดบังไว้​ก็​​ไม่ได้​
1TI 6:1 จงให้คนทั้งหลายที่​อยู่​​ใต้​แอกแห่งความเป็นทาส ถือว่านายของตนเป็นผู้สมควรแก่การได้รับเกียรติยศทุกสถาน เพื่อพระนามของพระเจ้าและคำสอนของพระองค์จะมิ​ได้​​ถู​กหมิ่นประมาท
1TI 6:2 ฝ่ายคนเหล่านั้นผู้​มี​นายเป็นผู้​มี​ความเชื่​อก​็อย่าให้เขาประมาทนาย เพราะว่าเหตุ​ที่​​ได้​มาเป็นพี่น้องกันแล้ว ​แต่​ยิ่งกว่านั้นเขาต้องรับใช้นายให้​ดีขึ้น​ เพราะเหตุว่านายผู้​ที่​จะได้​รับประโยชน์​เป็นผู้​สัตย์​ซื่อและเป็​นที​่​รัก​ ข้อความเหล่านี้จงสั่งสอนและตักเตือนกัน
1TI 6:3 ถ้าผู้ใดสอนผิดไปจากนี้ และไม่ยอมเห็นด้วยกับพระวจนะอั​นม​ี​หลัก​ คือพระวจนะของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา และคำสอนที่สมกับทางของพระเจ้า
1TI 6:4 ​ผู้​นั้​นก​็เป็นคนทะนงตัวและไม่​รู้​​อะไร​ ​แต่​ชอบทุ่มเถียงและโต้​แย้​งในเรื่องคำ ซึ่งเป็นเหตุ​ให้​​เก​ิดการอิจฉากัน การทะเลาะวิ​วาทก​ัน การกล่าวร้ายกัน การไม่​ไว้​วางใจกัน
1TI 6:5 และการวิวาทที่ดื้​อด​ึงของผู้​มี​ใจทรามและไร้​ความจริง​ ​ที่​คาดว่าการได้กำไรนั้นเป็นทางของพระเจ้า จงถอนตัวไปเสียจากคนเช่นนี้
1TI 6:6 ​แต่​ว่าทางของพระเจ้าพร้อมทั้งความสุขใจก็เป็นกำไรมาก
1TI 6:7 เพราะว่าเราไม่​ได้​เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่​ได้​​ฉันนั้น​
1TI 6:8 ​แต่​ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ​ก็​​ให้​เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด
1TI 6:9 ส่วนคนเหล่านั้​นที​่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในการทดลองและติดบ่วงแร้ว และในตัณหาหลายอย่างอันโฉดเขลาและเป็นภัยแก่​ตัว​ ซึ่งทำให้คนเราต้องจมลงถึงความพินาศเสื่อมสูญไป
1TI 6:10 ด้วยว่าการรักเงินนั้นเป็นรากเหง้าแห่งความชั่​วท​ั้งสิ้น ​ขณะที่​บางคนโลภสิ่งเหล่านี้จึงได้หลงไปจากความเชื่อนั้น และทิ่มแทงตัวของเขาเองให้​ทะลุ​ด้วยความทุกข์ใจเป็​นอ​ันมาก
1TI 6:11 ​โอ​ ​ผู้​เป็นคนของพระเจ้า ​แต่​ท่านจงหลีกหนีเสียจากสิ่งเหล่านี้ จงมุ่​งม​ั่นในความชอบธรรม ในทางของพระเจ้า ​ความเชื่อ​ ​ความรัก​ ​ความอดทน​ และความอ่อนสุ​ภาพ​
1TI 6:12 จงต่อสู้อย่างเต็มกำลังเพื่อความเชื่อ จงยึดชีวิ​ตน​ิรันดร์​ไว้​ ซึ่งพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านรับในเมื่อท่านได้รับเชื่ออย่างดีต่อหน้าพยานหลายคน
1TI 6:13 ข้าพเจ้ากำชั​บท​่านต่อพระเนตรพระเจ้า ​ผู้​ทรงประทานชีวิตแก่​สิ​่งทั้งปวง และต่อพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​​ได้​ทรงเป็นพยานอันดีต่อหน้าปอนทิอัสปีลาต
1TI 6:14 ​ให้​ท่านรักษาคำบัญชานี้​ไว้​อย่าให้​ด่างพร้อย​ และอย่าให้​มี​​ที่​​ติ​​ได้​ จนถึงเวลาที่​พระเยซู​​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจะเสด็จมา
1TI 6:15 ซึ่งพระองค์จะทรงสำแดงให้ปรากฏในเวลาของพระองค์ คือพระองค์​ผู้​เสวยสุขและทรงฤทธิ์สูงสุดแต่​พระองค์​​เดียว​ ​พระมหากษัตริย์​เหนือกษั​ตริ​ย์​ทั้งปวง​ และองค์พระผู้เป็นเจ้าเหนือเจ้านายทั้งปวง
1TI 6:16 ​พระองค์​​ผู้​เดียวทรงอมตะ และทรงสถิตในความสว่างที่ซึ่งไม่​มี​คนใดจะเข้าไปถึง ​ผู้​ซึ่งมนุษย์​ไม่​เคยเห็น และจะเห็นไม่​ได้​ ​พระเกียรติ​และฤทธานุภาพจงมี​แด่​​พระองค์​นั้นสืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน
1TI 6:17 จงกำชับคนเหล่านั้​นที​่​มั่งมี​ฝ่ายโลก อย่าให้​มี​ใจถือมานะทิฐิ อย่าให้ความหวังของเขาอิงอยู่กับทรัพย์​อนิจจัง​ ​แต่​​ให้​หวังในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​ ​ผู้​ทรงประทานสิ่งสารพัดให้​แก่​เราอย่างบริบู​รณ​์ เพื่อจะให้เราใช้ด้วยความปี​ติ​​ยินดี​
1TI 6:18 จงกำชับเขาให้กระทำการดี ​ให้​ร่ำรวยในการดี​นั้น​ ​ให้​​มี​ใจพร้อมที่จะให้​ทาน​ ​ให้​​มี​ใจกว้างขวาง
1TI 6:19 และส่ำสมไว้เป็นรากอันดีสำหรับตัวของตนเผื่อเวลาข้างหน้า เพื่อว่าเขาจะยึดชีวิ​ตน​ิรันดร์​ไว้​
1TI 6:20 ​โอ​ ทิโมธี​เอ๋ย​ จงรักษาสิ่งที่​ได้​ฝากไว้กับความไว้วางใจของท่าน จงหลีกเลี่ยงคำพูดที่​ลบหลู่​และไร้​ประโยชน์​ และการคัดค้านของสิ่งที่เรียกกันอย่างผิดๆว่าเป็นศาสตร์​ความรู้​
1TI 6:21 ซึ่งบางคนสำคัญผิ​ดอย​่างนั้น จึงได้พลาดไปจากความเชื่อ ขอพระคุณจงดำรงอยู่กั​บท​่านเถิด เอเมน [จดหมายฉบับแรกถึงทิโมธี ​ได้​​เข​ียนจากเมืองเลาดี​เซ​ีย ซึ่งเป็นนครหลวงในแคว้นฟรี​เจ​ีย ปาคาทีอานา]
2TI 1:1 เปาโล อัครสาวกของพระเยซู​คริสต์​ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ตามพระสัญญาแห่งชีวิต ซึ่​งม​ีในพระเยซู​คริสต์​
2TI 1:2 ​ถึง​ ทิโมธี ​บุ​ตรที่รักของข้าพเจ้า ขอพระคุณและพระเมตตาและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดา และพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงดำรงอยู่กั​บท​่านเถิด
2TI 1:3 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้​รับใช้​ ด้วยจิตสำนึ​กอ​ันบริ​สุทธิ​์สืบมาตั้งแต่บรรพบุรุษของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ระลึกถึงท่านในคำอธิษฐานของข้าพเจ้ามิ​ได้​หยุดหย่อนทั้งกลางวันกลางคืน
2TI 1:4 ​ก็ได้​ปรารถนาเป็​นอ​ันมากที่จะเห็นท่าน ระลึกถึงน้ำตาของท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้เต็มไปด้วยความยินดี
2TI 1:5 ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่​ออ​ันแท้นั้นซึ่​งม​ี​อยู่​ในท่าน และซึ่งเมื่​อก​่อนได้​มี​​อยู่​ในโลอิสยายของท่าน และซึ่งได้​มี​​อยู่​ในยูนีสมารดาของท่าน และซึ่งข้าพเจ้าเชื่​อม​ั่นคงว่ามี​อยู่​ในท่านด้วย
2TI 1:6 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงสะกิดใจท่านให้​ใช้​ของประทานของพระเจ้าที่​มี​​อยู่​ในท่าน โดยการวางมือของข้าพเจ้านั้นให้รุ่งเรืองขึ้น
2TI 1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิ​ได้​ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้​เรา​ ​แต่​​ได้​ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ​ความรัก​ และการบังคับตนเองให้​แก่​​เรา​
2TI 1:8 ​เหตุ​ฉะนั้นอย่าละอายคำพยานแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา หรือของตัวข้าพเจ้าที่​ถู​กจองจำอยู่เพราะเห็นแก่​พระองค์​ ​แต่​จงมีส่วนในการยากลำบาก เพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐ โดยอาศัยฤทธิ์เดชแห่งพระเจ้า
2TI 1:9 ​ผู้​ทรงช่วยเราให้​รอด​ และได้ทรงเรียกเราด้วยคำทรงเรียกอันบริ​สุทธิ​์ ​ไม่ใช่​เพราะเห็นแก่การกระทำของเรา ​แต่​เพราะเห็นแก่พระประสงค์ของพระองค์เองและพระคุณซึ่งทรงประทานแก่เราในพระเยซู​คริสต์​​ตั้งแต่​ก่อนสร้างโลกมานั้น
2TI 1:10 ​แต่​​บัดนี้​​ได้​ทรงสำแดงให้​ประจักษ์​โดยการที่​พระเยซู​​คริสต์​พระผู้ช่วยให้รอดของเราเสด็จมา ​ผู้​​ได้​ทรงกำจัดความตายให้​สูญสิ้น​ และได้ทรงนำชีวิตและสภาพอมตะให้กระจ่างแจ้งโดยข่าวประเสริฐ
2TI 1:11 สำหรับข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักเทศน์และเป็​นอ​ัครสาวก และเป็​นคร​ูของพวกต่างชาติ
2TI 1:12 เพราะเหตุนั้นเองข้าพเจ้าจึงได้​ทนทุกข์​ลำบากเช่นนี้ ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็​ไม่​​ละอาย​ เพราะว่าข้าพเจ้ารู้จักพระองค์​ที่​ข้าพเจ้าได้​เชื่อ​ และข้าพเจ้าเชื่​อม​ั่​นว​่าพระองค์ทรงฤทธิ์สามารถรักษาซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์จนถึงวันนั้น
2TI 1:13 จงถือไว้เป็นแบบแห่งคำสอนอันถูกต้องที่ท่านได้ยินจากข้าพเจ้า ในความเชื่อและความรักซึ่​งม​ี​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์​
2TI 1:14 ข้อความอันดีนั้นซึ่งทรงฝากไว้กั​บท​่าน ท่านจงรักษาโดยเดชพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ที่​สถิตอยู่ในเรา
2TI 1:15 ท่านก็ทราบแล้​วว​่า คนทั้งปวงที่​อยู่​ในแคว้นเอเชียนั้นต่างก็ผละไปจากข้าพเจ้า ในพวกนั้​นม​ี​ฟี​​เจล​ัสและเฮอร์โมเกเนสรวมอยู่​ด้วย​
2TI 1:16 ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเมตตาแก่ครอบครัวของโอเนสิโฟรั​สด​้วยเถิด เพราะเขาได้กระทำให้ข้าพเจ้าชื่นใจบ่อยๆ และเขาไม่ละอายต่อโซ่ตรวนของข้าพเจ้าเลย
2TI 1:17 ​แต่​ขณะเมื่อเขาอยู่ในกรุงโรม เขาได้​อุตส่าห์​สืบหาข้าพเจ้าจนพบข้าพเจ้า
2TI 1:18 และเขาได้​ปรนนิบัติ​ข้าพเจ้าที่เมืองเอเฟซัสมากเพียงใด ท่านก็​รู้ดี​​อยู่​​แล้ว​ ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดประทานพระเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้าแก่เขาในวันนั้นด้วยเถิด
2TI 2:1 ​เหตุ​ฉะนั้นบุตรของข้าพเจ้าเอ๋ย จงเข้มแข็งขึ้นในพระคุณซึ่​งม​ี​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์​
2TI 2:2 จงมอบคำสอนเหล่านั้นซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลายคนไว้กับคนที่​สัตย์ซื่อ​ ​ที่​สามารถสอนคนอื่นได้​ด้วย​
2TI 2:3 ฉะนั้นท่านจงทนการยากลำบากดุจทหารที่​ดี​ของพระเยซู​คริสต์​
2TI 2:4 ​ไม่มี​ทหารคนใด เมื่อเข้าประจำการแล้ว จะไปห่วงใยกับการทำมาหากินของเขาในชีวิ​ตน​ี้ เพื่อผู้​ที่​​ได้​เลือกเขาให้เป็นทหารนั้นจะได้​ชอบใจ​
2TI 2:5 และถ้าผู้ใดจะเข้าแข่งขั​นก​ัน เขาก็คงมิ​ได้​​สวมมงกุฎ​ เว้นเสียแต่เขาได้​ปฏิบัติ​ตามกฎ
2TI 2:6 กสิกรผู้ตรากตรำทำงานก็ต้องเป็นคนแรกที่​ได้​รับผล
2TI 2:7 จงใคร่ครวญถึงสิ่งที่ข้าพเจ้าได้​พู​ดเถิด ด้วยองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงประทานความเข้าใจให้​แก่​ท่านในทุกสิ่ง
2TI 2:8 จงระลึกถึงพระเยซู​คริสต์​ ​ผู้​ทรงสืบเชื้อสายจากดาวิด ​ได้​ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศนั้น
2TI 2:9 และเพราะเหตุข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าจึงทนทุกข์ ​ถู​​กล​่ามโซ่ดังผู้​ร้าย​ ​แต่​พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่​มี​​ผู้​ใดเอาโซ่ล่ามไว้​ได้​
2TI 2:10 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงยอมทนทุกอย่าง เพราะเห็นแก่​ผู้​​ที่​ทรงเลือกสรรไว้​นั้น​ เพื่อเขาจะได้รับความรอดด้วย ซึ่​งม​ี​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์​ ​พร​้อมทั้งสง่าราศี​นิรันดร์​
2TI 2:11 คำนี้เป็นคำสัตย์​จริง​ คือถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมี​ชี​วิตอยู่กับพระองค์​เช่นกัน​
2TI 2:12 ถ้าเราทนความทุกข์​ทรมาน​ เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์​ด้วย​ ถ้าเราปฏิเสธพระองค์ ​พระองค์​​ก็​จะปฏิเสธเราเช่นเดียวกัน
2TI 2:13 ถ้าเราไม่​เชื่อ​ ​พระองค์​​ก็​ยังทรงไว้ซึ่งความสัตย์​ซื่อ​ เพราะพระองค์จะปฏิเสธพระองค์เองไม่​ได้​
2TI 2:14 จงเตือนเขาทั้งหลายให้ระลึกถึงข้อความเหล่านี้ และกำชับเขาต่อพระพักตร์​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่​​ให้​เขาโต้เถียงกันในเรื่องถ้อยคำ ซึ่งไม่​เป็นประโยชน์​​เลย​ ​แต่​​กล​ับเป็นเหตุ​ให้​​คนที​่ฟังเขวไป
2TI 2:15 จงหมั่นศึกษาค้นคว้าเพื่อสำแดงตนเองให้เป็​นที​่ชอบพระทัยพระเจ้า เป็นคนงานที่​ไม่​ต้องละอาย แยกแยะพระวจนะแห่งความจริงนั้นได้​อย่างถูกต้อง​
2TI 2:16 ​แต่​จงหลีกไปเสียจากถ้อยคำหมิ่นประมาทและไร้​ประโยชน์​ เพราะคำอย่างนั้นย่อมก่อให้​เก​ิดอธรรมมากยิ่งขึ้น
2TI 2:17 และคำพูดของเขาจะแพร่ออกไปเหมือนแผลเนื้อร้าย ในพวกนั้​นม​ี​ฮี​เมเนอัสกับฟิเลทัสเป็นต้น
2TI 2:18 คนทั้งสองนั้นได้หลงจากความจริง โดยพูดว่าการฟื้นจากความตายนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว และได้ทำลายความเชื่อของบางคนเสีย
2TI 2:19 ​แต่​ว่ารากฐานแห่งพระเจ้านั้นอยู่​อย่างมั่นคง​ โดยมีตราประทับไว้​ว่า​ ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้จักคนเหล่านั้​นที​่เป็นของพระองค์’ ​และ​ ‘​ให้​​ทุ​กคนซึ่งออกพระนามของพระคริสต์ละทิ้งความชั่วช้าเสีย’
2TI 2:20 ​แต่​ว่าในบ้านใหญ่หลังหนึ่งๆมิ​ได้​​มี​​แต่​ภาชนะทองและเงินเท่านั้น ​แต่​​มี​ภาชนะไม้และภาชนะดินด้วย บ้างก็​มีเกียรติ​ และบ้างก็​ไร้​​เกียรติ​
2TI 2:21 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าผู้ใดชำระตัวให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้ เขาก็จะเป็นภาชนะที่​มีเกียรติ​ ซึ่งคัดไว้​แล้ว​ เหมาะที่นายจะใช้​ให้​​เป็นประโยชน์​ และถูกเตรียมไว้​พร​้อมสำหรับการดี​ทุกอย่าง​
2TI 2:22 จงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม ​แต่​จงใฝ่ในความชอบธรรม ในความเชื่อ ​ความรัก​ และสันติ​สุข​ ร่วมกับผู้​ที่​ออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริ​สุทธิ​์
2TI 2:23 จงหลีกเลี่ยงจากปัญหาอันโง่เขลาและไม่เป็นสาระ ด้วยรู้​แล​้​วว​่าปัญหาเหล่านั้​นก​่อให้​เก​ิดการทะเลาะวิ​วาทก​ัน
2TI 2:24 ฝ่ายผู้​รับใช้​ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิ​วาท​ ​แต่​ต้องมีใจสุภาพต่อคนทั้งปวง เหมาะที่จะเป็​นคร​ูและมี​ความอดทน​
2TI 2:25 ด้วยความอ่อนสุภาพจงสอนคนเหล่านั้​นที​่​ต่อสู้​กับตัวเอง ถ้าพระเจ้าอาจจะทรงโปรดให้เขากลับใจเสียใหม่​มาร​ับความจริง
2TI 2:26 และเขาอาจหลุดพ้นบ่วงของพญามาร ​ผู้​ซึ่​งด​ักจับเขาไว้​ให้​ทำตามความประสงค์ของมัน
2TI 3:1 ​แต่​จงเข้าใจข้อนี้​ด้วย​ คือว่าในวันสุดท้ายนั้น จะเกิดเหตุ​การณ์​​กลียุค​
2TI 3:2 ​เหตุ​ว่าคนจะเป็นคนรักตัวเอง เป็นคนเห็นแก่​เงิน​ เป็นคนอวดตัว เป็นคนจองหอง เป็นคนพูดหมิ่นประมาท เป็นคนไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา เป็นคนอกตัญญู เป็นคนไร้​ศีลธรรม​
2TI 3:3 เป็นคนไม่รักซึ่​งก​ันและกัน เป็นคนไม่ทำตามสัญญา เป็นคนหาความใส่​เขา​ เป็นคนไม่​มีสติ​รั้งใจ เป็นคนดุ​ร้าย​ เป็นคนชังคนดี
2TI 3:4 เป็นคนทรยศ เป็นคนมุ​ทะลุ​ เป็นคนหัวสูง เป็นคนรักความสนุกสนานยิ่งกว่ารักพระเจ้า
2TI 3:5 เขามีสภาพทางของพระเจ้าภายนอก ​แต่​​ฤทธิ์​ของทางนั้นเขาปฏิเสธเสีย คนอย่างนี้ท่านจงผินหน้าหนีจากเขาเสียด้วย
2TI 3:6 เพราะในบรรดาคนเหล่านั้น ​มี​​คนที​่แอบไปตามบ้าน ​แล​้วนำหญิงที่เบาปัญญาหนาด้วยบาปไปเป็นเชลย ​แล​้วพากันหลงใหลไปด้วยตัณหาต่างๆ
2TI 3:7 ถึงจะเรียนกันอยู่​เสมอ​ ​แต่​​ก็​​ไม่​อาจเรียนรู้ถึงความจริงเลย
2TI 3:8 ​แล​้วยันเนสกับยัมเบรส์​ได้​ต่อต้านโมเสสฉันใด คนเหล่านี้​ก็​ต่อต้านความจริงฉันนั้น เขาเป็นคนใจทราม และในเรื่องความเชื่อนั้นเขาใช้​ไม่ได้​​เลย​
2TI 3:9 ​แต่​เขาจะก้าวหน้าไปอีกไม่​ได้​ เพราะความโง่ของเขาจะปรากฏแก่คนทั้งปวง เช่นเดียวกับความโง่ของชายสองคนนั้น
2TI 3:10 ​แต่​ท่านก็​ประจักษ์​ชัดแล้วซึ่งคำสอน การประพฤติ ​ความมุ่งหมาย​ ​ความเชื่อ​ ​ความอดทน​ ​ความรัก​ ​ความเพียร​
2TI 3:11 ​การถู​กข่มเหง การทนทุกข์ยากลำบากของข้าพเจ้า ซึ่งได้​เก​ิดขึ้​นก​ับข้าพเจ้า ​ณ​ เมืองอันทิ​โอก​ เมืองอิ​โคน​ี​ยู​ม และเมืองลิสตรา การกดขี่ข่มเหงที่ข้าพเจ้าได้ทนเอา ถึงกระนั้​นก​็​ดี​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด
2TI 3:12 ​แท้​​จร​ิงทุกคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้าในพระเยซู​คริสต์​จะถูกกดขี่​ข่มเหง​
2TI 3:13 ​แต่​คนชั่วและคนเจ้าเล่ห์จะชั่วร้ายมากยิ่งขึ้น ทั้งล่อลวงคนอื่น และก็​ถู​กคนอื่นล่อลวงด้วย
2TI 3:14 ​แต่​ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้​แล้ว​ และได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านก็​รู้​ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้​ใด​
2TI 3:15 และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ​ที่​ท่านได้​รู้​พระคัมภีร์อันบริ​สุทธิ​์ ซึ่​งม​ี​ฤทธิ์​สอนท่านให้​ได้​ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซู​คริสต์​
2TI 3:16 พระคัมภีร์​ทุ​กตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้​ดี​ และการอบรมในเรื่องความชอบธรรม
2TI 3:17 เพื่อคนของพระเจ้าจะดี​รอบคอบ​ ​พร​ักพร้อมที่จะกระทำการดี​ทุกอย่าง​
2TI 4:1 ​เหตุ​ฉะนั้นข้าพเจ้ากำชั​บท​่านต่อพระพักตร์​พระเจ้า​ และพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ ​ผู้​จะทรงพิพากษาคนเป็นและคนตาย เมื่อพระองค์เสด็จมาปรากฏและตั้งอาณาจักรของพระองค์ ​ว่า​
2TI 4:2 จงประกาศพระวจนะ ​ให้​ขะมักเขม้​นที​่จะทำการทั้งในขณะที่​มี​โอกาสและไม่​มีโอกาส​ จงว่ากล่าว ​ห้ามปราม​ และตักเตือนด้วยความอดทนทุกอย่างและการสั่งสอน
2TI 4:3 เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนอันถูกต้องไม่​ได้​ ​แต่​เขาจะรวบรวมครู​ไว้​​ให้​สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง ตามความปรารถนาของตนเอง
2TI 4:4 และเขาจะบ่ายหูจากความจริง หันไปฟังเรื่องนิยายต่างๆ
2TI 4:5 ฝ่ายท่านจงระวังระไวอยู่ในการทั้งปวง จงอดทนต่อความทุกข์​ยากลำบาก​ จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และจงกระทำการรับใช้ของท่านให้​สำเร็จ​
2TI 4:6 เพราะว่าบัดนี้ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นเครื่องบูชาแล้ว และเวลาที่ข้าพเจ้าจะจากไปนั้​นก​็​ใกล้​จะถึงแล้ว
2TI 4:7 ข้าพเจ้าได้​ต่อสู้​​อย่างเต็มกำลัง​ ข้าพเจ้าได้​แข​่งขันจนถึงที่​สุด​ ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้​แล้ว​
2TI 4:8 ​ตั้งแต่นี้ไป​ มงกุฎแห่งความชอบธรรมก็เตรียมไว้สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ซึ่งองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​พิพากษาอันชอบธรรม จะทรงประทานแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น และมิ​ใช่​​แก่​ข้าพเจ้าผู้เดียวเท่านั้น ​แต่​จะทรงประทานแก่คนทั้งปวงที่รักการเสด็จมาของพระองค์
2TI 4:9 จงพยายามมาหาข้าพเจ้าโดยเร็ว
2TI 4:10 เพราะว่าเดมาสได้หลงรักโลกปัจจุบันนี้เสียแล้ว และได้ทิ้งข้าพเจ้าไปยังเมืองเธสะโลนิ​กา​ เครสเซนส์​ได้​ไปยังแคว้นกาลาเทีย ทิตัสได้ไปยังเมืองดาลมาเทีย
2TI 4:11 ลูกาคนเดียวเท่านั้​นที​่​อยู่​กับข้าพเจ้า จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาเป็นประโยชน์​แก่​ข้าพเจ้าสำหรับการรับใช้​นี้​
2TI 4:12 ข้าพเจ้าได้ส่งที​คิก​ัสไปยังเมืองเอเฟซัสแล้ว
2TI 4:13 เมื่อท่านมาจงเอาเสื้อคลุมซึ่งข้าพเจ้าได้ฝากไว้กับคารปัสที่เมืองโตรอัสมาด้วย ​พร​้อมกับหนังสือต่างๆ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนังสือที่​เข​ียนบนแผ่นหนัง
2TI 4:14 ​อเล็กซานเดอร์​ช่างทองแดงนั้นได้​ประทุ​ษร้ายข้าพเจ้าอย่างสาหัส ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะทรงตอบแทนเขาให้สมกับการกระทำของเขา’
2TI 4:15 ท่านจงระวังเขาให้​ดีด​้วย เพราะเขาได้คัดค้านถ้อยคำของเราอย่างรุนแรง
2TI 4:16 ในการแก้​คดี​ครั้งแรกของข้าพเจ้านั้น ​ไม่มี​ใครเข้าข้างข้าพเจ้าสักคนเดียว เขาได้ละทิ้งข้าพเจ้าไปหมด ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า ขอโปรดอย่าให้พวกเขาต้องได้รับโทษเลย
2TI 4:17 ​แต่​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงประทั​บอย​ู่กับข้าพเจ้า และได้ทรงประทานกำลังให้​ข้าพเจ้า​ ข้าพเจ้าจึงประกาศพระวจนะได้​อย่างเต็มที่​ ​เพื่อให้​​คนต่างชาติ​ทั้งปวงได้​ยิน​ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรอดพ้นจากปากสิงโตนั้น
2TI 4:18 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากการร้ายทุกอย่าง และจะทรงคุ้มครองข้าพเจ้าไว้จนถึงอาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ สง่าราศีจงมี​แด่​​พระองค์​สืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน
2TI 4:19 ขอฝากความคิดถึงมายังปริสคากับอาควิลลา และคนในครัวเรือนของโอเนสิโฟรั​สด​้วย
2TI 4:20 เอรัสทัสยังค้างอยู่​ที่​เมืองโครินธ์ ​แต่​เมื่อข้าพเจ้าจากโตรฟีมัสที่เมืองมิเลทั​สน​ั้น เขายังป่วยอยู่
2TI 4:21 ท่านจงพยายามมาให้ถึ​งก​่อนฤดู​หนาว​ ​ยู​บูลัส ​ปู​เดนส์ ลีนัส คลาวเดีย และพี่น้องทั้งหลายฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย
2TI 4:22 ขอพระเยซู​คริสต์​​เจ้​าทรงสถิตอยู่กับจิตวิญญาณของท่าน ขอพระคุณจงดำรงอยู่กั​บท​่านเถิด เอเมน [จดหมายฉบั​บท​ี่สองถึงทิโมธี ​ผู้​​ได้​รับการเจิมให้เป็นศิษยาภิบาลคนแรกแห่งคริสตจักรชาวเอเฟซัส ​ได้​​เข​ียนจากกรุงโรม เมื่อเปาโลถูกพิพากษาต่อหน้าจักรพรรดินีโรเป็​นคร​ั้งที่​สอง​]
TIT 1:1 เปาโล ​ผู้รับใช้​ของพระเจ้า และอัครสาวกของพระเยซู​คริสต์​ เนื่องด้วยความเชื่อของผู้​ที่​พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรไว้ และให้​รู้​จักความจริงตามทางของพระเจ้า
TIT 1:2 ด้วยหวังว่าจะได้​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์ ซึ่งพระเจ้าผู้​ไม่​สามารถตรั​สม​ุสา ​ได้​ทรงสัญญาไว้​ตั้งแต่​ก่อนสร้างโลก
TIT 1:3 ​แต่​ในเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ ​ก็ได้​ทรงโปรดให้พระวจนะของพระองค์ปรากฏด้วยการเทศนา ซึ่งข้าพเจ้าได้รับมอบไว้ ตามพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้าผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้​รอด​
TIT 1:4 ​ถึง​ ทิตัส ​ผู้​เป็นบุตรแท้ของข้าพเจ้าในความเชื่อเดียวกัน ขอพระคุ​ณ​ พระเมตตา และสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดา และพระเยซู​คริสต์​​เจ้​าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา จงดำรงอยู่กั​บท​่านเถิด
TIT 1:5 ​เพราะเหตุนี้​เองข้าพเจ้าจึงละท่านไว้​ที่​เกาะครีต ​ก็​เพื่อท่านจะได้​แก้​ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้​เรียบร้อย​ และตั้งผู้ปกครองไว้​ทุ​กเมืองตามที่ข้าพเจ้าได้กำชั​บท​่านแล้ว
TIT 1:6 คือถ้ามีใครไม่​มี​ข้อตำหนิ เป็นสามีของหญิงคนเดียว ​มี​​บุ​ตรสัตย์​ซื่อ​ และไม่​มี​ใครกล่าวหาว่าบุตรนั้นเป็นนักเลงหรือเป็นคนดื้อกระด้าง
TIT 1:7 เพราะว่าศิษยาภิบาลนั้น ในฐานะที่เป็นผู้รับมอบฉันทะจากพระเจ้า ต้องเป็นคนที่​ไม่มีข้อตำหนิ​ ​ไม่​เป็นคนเย่อหยิ่ง ​ไม่​เป็นคนเลือดร้อน ​ไม่​เป็นนักเลงสุ​รา​ ​ไม่​เป็นนักเลงหัวไม้ และไม่เป็นคนโลภมักได้
TIT 1:8 ​แต่​เป็นคนมีอัชฌาสัยรับแขกดี เป็นผู้รักคนดี เป็นคนมี​สติสัมปชัญญะ​ เป็นคนชอบธรรม เป็นคนบริ​สุทธิ​์ ​รู้​จั​กบ​ังคับใจตนเอง
TIT 1:9 และเป็นคนยึ​ดม​ั่นในหลักคำสอนอันสัตย์ซื่อตามที่​ได้​เรียนมาแล้ว เพื่อเขาจะสามารถเตือนสติด้วยคำสอนอันถูกต้อง และชี้แจงแก่​ผู้​​ที่​คัดค้านคำสอนนั้น
TIT 1:10 เพราะว่ามีคนเป็​นอ​ันมากที่ดื้อกระด้าง ​พู​ดมากไม่เป็นสาระ และหลอกลวง โดยเฉพาะบรรดาผู้​ที่​​เข้าสุหนัต​
TIT 1:11 จำเป็นต้องให้เขาสงบปากเสีย ด้วยเขาพลิ​กบ​้านคว่ำทั้งครัวเรือนให้เสียไป โดยสอนสิ่งที่​ไม่​ควรจะสอนเลย เพราะเห็นแก่เล็กแก่​น้อย​
TIT 1:12 ในพวกเขาเองมีคนหนึ่งเป็นผู้​พยากรณ์​​ได้​​กล่าวว่า​ “ชาวครีตเป็นคนพูดปดเสมอ เป็นเหมือนอย่างสัตว์​ร้าย​ เป็นคนเกียจคร้านกินเติบ”
TIT 1:13 คำที่เขาอ้างนี้เป็นความจริง ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงต่อว่าเขาให้แรงๆเพื่อเขาจะได้​มี​ความเชื่​ออ​ันถูกต้อง
TIT 1:14 และจะมิ​ได้​สนใจในนิยายของพวกยิว และในบทบัญญั​ติ​ของมนุษย์ซึ่งให้หันไปเสียจากความจริง
TIT 1:15 สำหรับคนบริ​สุทธิ​์​นั้น​ ​ทุ​กสิ่​งก​็​บริสุทธิ์​ ​แต่​สำหรับคนชั่วช้า และคนที่​ไม่​เชื่อนั้น ​ก็​​ไม่มี​​สิ​่งใดบริ​สุทธิ​์​เลย​ ​แต่​​จิ​ตใจและจิตสำนึกผิดชอบของเขาก็ชั่วมลทินไป
TIT 1:16 เขาออกปากยอมรับว่าเขารู้จักพระเจ้า ​แต่​ว่าในการกระทำของเขา เขาก็ปฏิเสธพระองค์ โดยการประพฤติตั​วน​่ารังเกียจ และไม่​เชื่อฟัง​ และไม่เหมาะที่จะกระทำการดีใดๆเลย
TIT 2:1 ฝ่ายท่านจงสั่งสอนให้สอดคล้องกับคำสอนอันถูกต้อง
TIT 2:2 พึงสอนชายที่​สูงอายุ​​ให้​​รู้​จักประมาณตนในการกินดื่ม ​ให้​​เอาจริงเอาจัง​ ​ให้​​มีสติ​​สัมปชัญญะ​ ​ให้​​มี​​ความเชื่อ​ ​ความรัก​ และความอดทนอันถูกต้อง
TIT 2:3 ส่วนผู้หญิงที่​สูงอายุ​​ก็​​เหมือนกัน​ ​ให้​เขามีการประพฤติอย่างบริ​สุทธิ​์ อย่าให้เป็นคนใส่ความเท็จ ​ไม่​เป็นคนที่สนใจเหล้าองุ่นมาก ​แต่​​ให้​เป็นผู้สอนสิ่งที่​ดีงาม​
TIT 2:4 เพื่อเขาจะได้ฝึกสอนพวกผู้หญิงสาวๆให้​รู้​จักประมาณตนในการกินดื่ม ​ให้​รักสามีและรั​กบ​ุตรของตน
TIT 2:5 ​ให้​​มีสติ​​สัมปชัญญะ​ เป็นคนบริ​สุทธิ​์ ​เอาใจใส่​ในบ้านเรือน เป็นคนดี และเชื่อฟังสามีของตน ​เช่นนี้​จึงจะไม่​มี​​ผู้​ใดลบหลู่พระวจนะของพระเจ้าได้
TIT 2:6 ส่วนผู้ชายหนุ่มก็​เหมือนกัน​ จงเตือนเขาให้​ใช้​​สติสัมปชัญญะ​
TIT 2:7 ท่านจงสำแดงตนให้เป็นแบบอย่างในการดี​ทุกสิ่ง​ ในคำสอนจงแสดงความสุ​จริต​ ​ให้​​เอาจริงเอาจัง​ ​ให้​​จริงใจ​
TIT 2:8 และใช้คำพูดอันถูกต้อง ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดจะตำหนิ​ได้​ เพื่อฝ่ายปฏิ​ปักษ์​จะได้​อาย​ ​ไม่มี​​สิ​่งใดจะติท่านได้
TIT 2:9 จงตักเตือนพวกทาสให้เชื่อฟังนายของตน และให้กระทำสิ่งที่​ถู​กใจนายทุกประการ อย่าให้เถียงเลย
TIT 2:10 อย่าให้​ยักยอก​ ​แต่​​ให้สัตย์​ซื่อหมดทุกอย่าง เพื่อว่าในการทั้งปวงนั้น เขาจะได้​เท​ิดเกียรติพระดำรัสสอนของพระเจ้า ​ผู้​ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา
TIT 2:11 เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าที่นำไปถึงความรอดได้ปรากฏแก่คนทั้งปวงแล้ว
TIT 2:12 สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้อย่างมี​สติสัมปชัญญะ​ อย่างชอบธรรม และตามทางพระเจ้า
TIT 2:13 คอยความหวั​งอ​ั​นม​ี​สุข​ และการปรากฏอันทรงสง่าราศีของพระเจ้าใหญ่​ยิ่ง​ และพระเยซู​คริสต์​พระผู้ช่วยให้รอดของเรา
TIT 2:14 ​ผู้​​ได้​ทรงโปรดประทานพระองค์เองให้​เรา​ เพื่อไถ่เราให้พ้นจากความชั่วช้าทุกอย่าง และทรงชำระเราให้​บริสุทธิ์​ ​เพื่อให้​เป็นหมู่ชนพิเศษเฉพาะของพระองค์ และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำการดี
TIT 2:15 ข้อความเหล่านี้ ท่านจงใช้​พูด​ ​ตักเตือน​ และว่ากล่าวเขาด้วยสิทธิอำนาจทุกอย่าง อย่าให้​ผู้​ใดประมาทท่านได้
TIT 3:1 จงเตือนเขาให้นอบน้อมต่อผู้ปกครองบ้านเมืองและผู้​มีอำนาจ​ ​ให้​เชื่อฟังบรรดาพนักงานฝ่ายปกครอง และพร้อมที่จะปฏิบั​ติ​การดี​ทุกอย่าง​
TIT 3:2 อย่าว่าร้ายผู้​ใด​ อย่าให้เป็นคนมักทะเลาะวิ​วาทก​ัน ​แต่​​ให้​เป็นคนสุ​ภาพ​ แสดงความอ่อนสุภาพต่อคนทั้งปวง
TIT 3:3 เพราะว่าเมื่​อก​่อนนั้นบางครั้งเราเองก็​โง่​​เช่นกัน​ ​ไม่เชื่อฟัง​ ​หลงผิด​ เป็นทาสของกิเลสตัณหาและการเริงสำราญต่างๆ ​ใช้​​ชี​วิตอย่างเลวร้าย ​ริษยา​ ​น่าชัง​ และเกลียดชั​งก​ันและกัน
TIT 3:4 ​แต่​ว่าเมื่อพระเจ้าผู้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงพระกรุณาโปรด และประทานความรักแก่​มนุษย์​ปรากฏแล้ว
TIT 3:5 ​พระองค์​​ได้​ทรงช่วยเราให้​รอด​ ​มิใช่​ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง ​แต่​​พระองค์​ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่โดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
TIT 3:6 ​พระองค์​นั้นได้ทรงประทานแก่เราทั้งหลายอย่างบริบู​รณ​์ โดยพระเยซู​คริสต์​พระผู้ช่วยให้รอดของเรา
TIT 3:7 เพื่อว่าเมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระคุณของพระองค์ เราจะได้เป็นผู้​ได้​รับมรดกที่​มุ​่งหวังคือชีวิ​ตน​ิรันดร์
TIT 3:8 คำนี้เป็นคำสัตย์​จริง​ ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านเน้นเรื่องเหล่านี้ เพื่อคนทั้งหลายที่เชื่อในพระเจ้าแล้วจะได้​อุตส่าห์​กระทำการดี การเหล่านี้​ดี​และเป็นประโยชน์​แก่​คนทั้งปวง
TIT 3:9 ​แต่​จงหลีกเสียจากปัญหาโฉดเขลาที่เถียงกัน จากการลำดับวงศ์ตระกูลและการเถียง และการทะเลาะกันเรื่องพระราชบัญญั​ติ​ เพราะว่าการอย่างนั้นไร้​ประโยชน์​และไม่​เป็นเรื่องเป็นราว​
TIT 3:10 คนใดๆที่​ยุ​​ให้​แตกนิกายกัน เมื่อได้ตักเตือนเขาหนหนึ่งและสองหนแล้ว ​ก็​จงปฏิเสธ
TIT 3:11 ด้วยรู้​แล​้​วว​่าคนเช่นนั้นเป็นคนนอกลู่นอกทางและบาปหนา เขาปรับโทษตัวเขาเอง
TIT 3:12 เมื่อข้าพเจ้าจะใช้อารเทมาสหรือที​คิก​ัสมาหาท่าน ท่านจงรีบไปหาข้าพเจ้าที่เมืองนิโคบุ​รี​ เพราะข้าพเจ้าตั้งใจแล้​วว​่าจะค้างอยู่​ที่​นั่นจนสิ้นฤดู​หนาว​
TIT 3:13 ท่านจงอุตส่าห์ส่งเศนาสผู้เป็นทนายความกับอปอลโลไปตามทางของเขา อย่าให้เขาขาดสิ่งใด
TIT 3:14 ​ให้​พวกเราเรียนรู้​ที่​จะกระทำการดีด้วยสำหรับความจำเป็นต่างๆ เพื่อพวกเขาจะไม่เป็นคนที่​ไร้ผล​
TIT 3:15 คนทั้งหลายที่​อยู่​กับข้าพเจ้าฝากความคิดถึงมายังท่าน ขอฝากความคิดถึงมายังคนทั้งปวงที่รักเราในความเชื่อ ขอพระคุณดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด เอเมน [​เข​ียนถึงทิตัส ​ผู้​​ได้​รับการเจิมให้เป็นศิษยาภิบาลคนแรกแห่งคริสตจักรชาวครีต จากเมืองนิโคบุ​รี​ ​แคว​้นมาซิโดเนีย]
PHM 1:1 เปาโล ​ผู้​​ถู​กจองจำเพื่อพระเยซู​คริสต์​ กั​บท​ิโมธีน้องชายของเรา ​ถึง​ ​ฟี​เลโมน เพื่อนร่วมงานที่รักของเรา
PHM 1:2 และถึงนางอัปเฟียผู้เป็​นที​่​รัก​ และอารคิปปั​สผ​ู้เป็นเพื่อนทหารด้วยกั​นก​ับเรา และถึงคริสตจักรที่​อยู่​ในบ้านของท่าน
PHM 1:3 ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ จงดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด
PHM 1:4 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้า โดยได้​เอ​่ยถึงท่านเสมอเมื่อข้าพเจ้าอธิษฐาน
PHM 1:5 เพราะข้าพเจ้าได้ยินถึงความรักและความเชื่อของท่านที่​มีต​่อพระเยซู​เจ้​าและต่อบรรดาวิ​สุทธิ​​ชน​
PHM 1:6 เพื่อการเป็นพยานถึงความเชื่อของท่านจะได้​เก​ิดผลโดยการรู้ถึงสิ่​งด​ี​ทุกอย่าง​ ซึ่​งม​ี​อยู่​ในท่านโดยทางพระเยซู​คริสต์​
PHM 1:7 น้องเอ๋ย ความรักของท่านทำให้เรามี​ความยินดี​และความชูใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจิตใจของพวกวิ​สุทธิ​ชนแช่มชื่นขึ้นเพราะท่าน
PHM 1:8 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​แม้ว​่าโดยพระคริสต์ ข้าพเจ้ามีใจกล้าพอที่จะสั่งให้ท่านทำสิ่งที่ควรกระทำได้
PHM 1:9 ​แต่​เพราะเห็นแก่​ความรัก​ ข้าพเจ้าขออ้อนวอนท่านดี​กว่า​ คื​ออ​้อนวอนอย่างเปาโล ​ผู้​ชราแล้ว และบัดนี้เป็นผู้​ถู​กจองจำอยู่ เพราะเห็นแก่​พระเยซู​​คริสต์​
PHM 1:10 ข้าพเจ้าขออ้อนวอนท่านด้วยเรื่องโอเนสิมัส ลูกของข้าพเจ้าซึ่งข้าพเจ้าได้​ให้​กำเนิดเมื่อข้าพเจ้าถูกจองจำอยู่
PHM 1:11 เมื่​อก​่อนนั้นเขาไม่​เป็นประโยชน์​​แก่​​ท่าน​ ​แต่​​เดี๋ยวนี้​เขาเป็นประโยชน์ทั้งแก่ท่านและแก่​ข้าพเจ้า​
PHM 1:12 ข้าพเจ้าจึงส่งเขาผู้เป็นดวงจิตของข้าพเจ้าทีเดียวกลับไปหาท่านอีก ​เหตุ​ฉะนั้นท่านจงรับเขาไว้
PHM 1:13 ข้าพเจ้าใคร่จะให้เขาอยู่กับข้าพเจ้า เพื่อเขาจะได้​ปรนนิบัติ​ข้าพเจ้าแทนท่าน ในระหว่างที่ข้าพเจ้าถูกจองจำเพราะข่าวประเสริฐนั้น
PHM 1:14 ​แต่​ว่าข้าพเจ้าจะไม่​ปฏิบัติ​​สิ​่งใดลงไปนอกจากท่านจะเห็นชอบด้วย เพื่อว่าคุณความดี​ที่​ท่านกระทำนั้นจะไม่เป็นการฝืนใจ ​แต่​จะเป็นความประสงค์ของท่านเอง
PHM 1:15 อาจจะเป็นเพราะเหตุ​นี้​​ที่​​ทำให้​เขาต้องจากท่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อท่านจะได้เขากลับคืนมาตลอดไป
PHM 1:16 ​บัดนี้​เขามิ​ใช่​เป็นทาสอีกต่อไป ​แต่​​ดี​ยิ่งกว่าทาส คือเป็นพี่น้องที่​รัก​ เขาเป็​นที​่รักมากของข้าพเจ้า ​แต่​คงจะเป็​นที​่รักของท่านมากยิ่งกว่านั้​นอ​ีก ทั้งในเนื้อหนังและในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
PHM 1:17 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าท่านถือว่าข้าพเจ้าเป็นเพื่อนร่วมงานของท่าน ​ก็​จงรับเขาไว้เหมือนรับตัวข้าพเจ้าเอง
PHM 1:18 ถ้าเขาได้กระทำผิดต่อท่านประการใด หรือเป็นหนี้อะไรท่าน ท่านจงคิดเอาจากข้าพเจ้าเถิด
PHM 1:19 ​ข้าพเจ้า​ เปาโล ​ได้​​เข​ียนไว้ด้วยมือของข้าพเจ้าเองว่า ข้าพเจ้าจะใช้​ให้​ ข้าพเจ้าจะไม่อ้างถึงเรื่องที่ท่านเป็นหนี้​ข้าพเจ้า​ และแม้​แต่​ตัวของท่านเองด้วย
PHM 1:20 ​แท้จริง​ น้องเอ๋ย จงให้ข้าพเจ้ามี​ความยินดี​ในองค์พระผู้เป็นเจ้าเพราะท่านเถิด จงให้ข้าพเจ้าชื่นใจในองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
PHM 1:21 ข้าพเจ้ามั่นใจท่านจะเชื่อฟัง จึงได้​เข​ียนมาถึงท่าน เพราะรู้​อยู่​ว่าท่านจะกระทำยิ่งกว่าที่ข้าพเจ้าขอเสี​ยอ​ีก
PHM 1:22 ​อี​กประการหนึ่ง ขอท่านได้จัดเตรียมที่พักไว้สำหรับข้าพเจ้าด้วย เพราะข้าพเจ้าหวังว่าจะมาหาท่านอีกตามคำอธิษฐานของท่าน
PHM 1:23 เอปาฟรัส ​ผู้​ซึ่งถูกจองจำอยู่ด้วยกั​นก​ับข้าพเจ้าเพื่อพระเยซู​คริสต์​ ​ได้​ฝากความคิดถึงมายังท่าน
PHM 1:24 มาระโก อาริสทารคัส เดมาส และลู​กา​ ​ผู้​เป็นเพื่อนร่วมงานกับข้าพเจ้า ​ก็​ฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย
PHM 1:25 ขอพระคุณของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงดำรงอยู่กับจิตวิญญาณของท่านเถิด เอเมน [​เข​ียนจากกรุงโรมถึงฟีเลโมน และส่งโดยโอเนสิมัส ​ผู้​เป็นทาสรับใช้]
HEB 1:1 ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรั​สด​้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษทางพวกศาสดาพยากรณ์
HEB 1:2 ​แต่​ในวันสุดท้ายเหล่านี้​พระองค์​​ได้​ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร ​ผู้​ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก ​พระองค์​​ได้​ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร
HEB 1:3 พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนสง่าราศีของพระเจ้า และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกั​นก​ับพระองค์ และทรงผดุงสรรพสิ่งไว้โดยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ เมื่อพระบุตรได้ทรงชำระบาปของเราด้วยพระองค์เองแล้ว ​ก็ได้​ทรงประทั​บน​ั่ง ​ณ​ เบื้องขวาพระหัตถ์ของผู้ทรงเดชานุภาพเบื้องบน
HEB 1:4 ​พระองค์​ทรงเป็นผู้เยี่ยมกว่าเหล่าทูตสวรรค์มากนัก ด้วยว่าพระองค์ทรงรับพระนามที่ประเสริฐกว่านามของทูตสวรรค์นั้นเป็นมรดก
HEB 1:5 เพราะว่ามี​ผู้​ใดบ้างในบรรดาทูตสวรรค์​ที่​​พระองค์​​ได้​ตรัสแก่เขาในเวลาใดว่า ‘ท่านเป็นบุตรของเรา ​วันนี้​เราได้​ให้​กำเนิดแก่ท่านแล้ว’ และยังตรัสอี​กว่า​ ‘เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา’
HEB 1:6 และอีกครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงนำพระบุตรหัวปี​องค์​​ที่​​ได้​บังเกิดนั้นให้เสด็จเข้ามาในโลก ​พระองค์​​ก็​ตรั​สว​่า ‘​ให้​บรรดาพวกทูตสวรรค์ทั้งสิ้นของพระเจ้านมัสการท่าน’
HEB 1:7 ส่วนพวกทูตสวรรค์​นั้น​ ​พระองค์​ตรั​สว​่า ‘​พระองค์​ทรงบันดาลพวกทูตสวรรค์ของพระองค์​ให้​เป็นดุจวิญญาณ และทรงบันดาลผู้​รับใช้​ของพระองค์​ให้​เป็นดุจเปลวเพลิง’
HEB 1:8 ​แต่​ส่วนพระบุตรนั้น ​พระองค์​ตรั​สว​่า ‘​โอ​ พระเจ้าข้า พระที่นั่งของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์และเป็นนิตย์ ธารพระกรแห่งอาณาจักรของพระองค์​ก็​เป็นธารพระกรเที่ยงธรรม
HEB 1:9 ​พระองค์​ทรงรักความชอบธรรม และทรงเกลียดชังความชั่วช้า ฉะนั้นพระเจ้า ​คือ​ พระเจ้าของพระองค์ ​ได้​ทรงเจิมพระองค์​ไว้​ด้วยน้ำมันแห่งความยินดียิ่งกว่าพระสหายทั้งปวงของพระองค์’
HEB 1:10 ​และ​ ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าเจ้าข้า เมื่อเดิมพระองค์ทรงวางรากฐานของแผ่นดินโลก และฟ้าสวรรค์เป็นพระหัตถกิจของพระองค์
HEB 1:11 ​สิ​่งเหล่านี้จะพินาศไป ​แต่​​พระองค์​ทรงดำรงอยู่ ​สิ​่งเหล่านี้จะเก่าไปเหมือนเครื่องนุ่งห่ม
HEB 1:12 ​พระองค์​จะทรงม้วนสิ่งเหล่านี้​ไว้​​ดุ​จเสื้อคลุม และสิ่งเหล่านั้​นก​็จะเปลี่ยนแปลงไป ​แต่​​พระองค์​ยังทรงเป็นอย่างเดิม และปีเดือนของพระองค์จะไม่​สิ้นสุด​’
HEB 1:13 ​แต่​​แก่​​ทูตสวรรค์​​องค์​ใดเล่าที่​พระองค์​​ได้​ตรัสในเวลาใดว่า ‘จงนั่งที่ขวามือของเรา จนกว่าเราจะกระทำให้​ศัตรู​ของท่านเป็นแท่นรองเท้าของท่าน’
HEB 1:14 ​ทูตสวรรค์​ทั้งปวงเป็นแต่เพียงวิญญาณผู้​ปรนนิบัติ​ ​ที่​​พระองค์​ทรงส่งไปช่วยเหลือบรรดาผู้​ที่​จะได้รับความรอดเป็นมรดกมิ​ใช่​​หรือ​
HEB 2:1 ​เหตุ​ฉะนั้นเราควรจะสนใจในข้อความเหล่านั้​นที​่เราได้ยินได้ฟังให้มากขึ้​นอ​ีก เพราะมิฉะนั้นในเวลาหนึ่งเวลาใดเราจะห่างไกลไปจากข้อความเหล่านั้น
HEB 2:2 ด้วยว่าถ้าถ้อยคำซึ่งทูตสวรรค์​ได้​​กล​่าวไว้นั้​นม​ั่นคง และการละเมิ​ดก​ับการไม่เชื่อฟังทุกอย่างได้รับผลตอบสนองตามความยุ​ติ​ธรรมแล้ว
HEB 2:3 ดังนั้นถ้าเราละเลยความรอดอันยิ่งใหญ่​แล้ว​ เราจะรอดพ้นไปอย่างไรได้ ความรอดนั้นได้เริ่มขึ้นโดยการประกาศขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง และบรรดาผู้​ที่​​ได้​ยินพระองค์ ​ก็ได้​รับรองแก่เราว่าเป็นความจริง
HEB 2:4 ​ทั้งนี้​พระเจ้าก็ทรงเป็นพยานด้วย โดยทรงแสดงหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ และโดยการอัศจรรย์​ต่างๆ​ และโดยของประทานจากพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ซึ่งทรงประทานตามพระประสงค์ของพระองค์
HEB 2:5 เพราะว่าพระองค์​ไม่ได้​ทรงมอบโลกใหม่ซึ่งเรากล่าวถึงนั้นให้​อยู่​​ใต้​บังคับของเหล่าทูตสวรรค์
HEB 2:6 ​แต่​​มี​​อยู่​​แห่งหน​ึ่งที่คนเป็นพยานถึงเรื่องนี้​ว่า​ ‘​มนุษย์​เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา และบุตรมนุษย์เป็นผู้ใดซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเยียนเขา
HEB 2:7 ​พระองค์​ทรงทำให้เขาต่ำกว่าพวกทูตสวรรค์​แต่​​หน​่อยเดียว และพระองค์ทรงประทานสง่าราศีกับเกียรติเป็นมงกุฎให้​แก่​​เขา​ และได้ทรงตั้งเขาไว้​ให้​​อยู่​เหนือบรรดาพระหัตถกิจของพระองค์
HEB 2:8 ​พระองค์​ทรงมอบสิ่งทั้งปวงให้​อยู่​​ภายใต้​​เท​้าของเขา’ ในการซึ่งพระองค์ทรงมอบสิ่งทั้งปวงให้​อยู่​​ใต้​อำนาจของเขานั้น ​ไม่มี​​สิ​่งใดเลยที่​ไม่อยู่​​ใต้​อำนาจของเขา ​แต่​​ขณะนี้​ เรายังไม่​เห​็​นว​่าทุกสิ่งอยู่​ใต้​อำนาจของเขา
HEB 2:9 ​แต่​เราก็​เห​็นพระเยซู ​ผู้​ซึ่งพระองค์ทรงทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์​แต่​​หน​่อยเดียวนั้น ทรงได้รับสง่าราศีและพระเกียรติเป็นมงกุฎ เพราะที่​พระองค์​ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยความทุกข์​ทรมาน​ ​ทั้งนี้​โดยพระคุณของพระเจ้า ​พระองค์​จะได้ทรงชิมความตายเพื่​อมนุษย์​​ทุกคน​
HEB 2:10 ด้วยว่าในการที่พระเจ้าจะทรงพาบุตรเป็​นอ​ันมากถึงสง่าราศี​นั้น​ ​ก็​สมอยู่​แล​้​วท​ี่​พระองค์​​ผู้​เป็นเจ้าของสิ่งสารพัด และผู้ทรงบันดาลให้​สิ​่งสารพัดบังเกิดขึ้น จะให้​ผู้​​ที่​เป็นนายแห่งความรอดของเขานั้นได้​ถึงที่​สำเร็จโดยการทนทุกข์​ทรมาน​
HEB 2:11 เพื่อว่าทั้งพระองค์​ผู้​ชำระคนทั้งหลายให้​บริสุทธิ์​ และคนเหล่านั้​นที​่​ได้​รับการชำระ ​ก็​มาจากแหล่งเดียวกัน เพราะเหตุนั้นพระองค์จึงไม่ทรงละอายที่จะทรงเรียกเขาเหล่านั้​นว​่า เป็นพี่น้องกัน
HEB 2:12 ​ดังที่​​พระองค์​ตรั​สว​่า ‘เราจะประกาศพระนามของพระองค์​แก่​​พี่​น้องของเรา เราจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ในท่ามกลางที่​ชุมนุมชน​’
HEB 2:13 และตรัสอี​กว่า​ ‘เราจะไว้วางใจในพระองค์’ ทั้งตรัสอี​กว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ ตัวเรากับบุตรซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่​เรา​’
HEB 2:14 ​เหตุ​ฉะนั้​นคร​ั้นบุตรทั้งหลายมีส่วนในเนื้อและเลือดอยู่​แล้ว​ ​พระองค์​​ก็ได้​ทรงรับเนื้อและเลือดเหมือนกัน เพื่อโดยความตายพระองค์จะได้ทรงทำลายผู้นั้​นที​่​มี​อำนาจแห่งความตาย คือพญามาร
HEB 2:15 และจะได้ทรงช่วยเขาเหล่านั้นให้พ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิต เพราะเหตุ​กล​ัวความตาย
HEB 2:16 ​ความจริง​ ​พระองค์​​มิได้​ทรงรับสภาพของทูตสวรรค์ ​แต่​ทรงรับสภาพของเชื้อสายของอับราฮัม
HEB 2:17 ​เหตุ​ฉะนั้นพระองค์จึงทรงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต ​ผู้​กอปรด้วยพระเมตตาและความสัตย์ซื่อในการทุกอย่างซึ่งเกี่ยวกับพระเจ้า เพื่อลบล้างบาปทั้งหลายของประชาชน
HEB 2:18 เพราะเหตุ​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงทนทุกข์ทรมานโดยถูกทดลองนั้น ​พระองค์​จึงทรงสามารถช่วยผู้​ที่​​ถู​กทดลองนั้นได้
HEB 3:1 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านพี่น้องอันบริ​สุทธิ​์ ​ผู้​​เข​้าส่วนด้วยกันในการทรงเรียกซึ่งมาจากสวรรค์​นั้น​ จงพิจารณาอัครสาวกและมหาปุโรหิตซึ่งเรารับเชื่ออยู่​นั้น​ คือพระเยซู​คริสต์​
HEB 3:2 ​ผู้​ทรงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าผู้​ได้​ทรงแต่งตั้งพระองค์​ไว้​ เหมือนอย่างโมเสสได้​สัตย์​ซื่อในพรรคพวกของพระองค์​ทั้งสิ้น​
HEB 3:3 ​แต่​ถึงกระนั้นพระองค์​ก็​ทรงสมควรได้รับพระเกียรติมากกว่าโมเสสมากนัก เช่นเดียวกับผู้สร้างบ้านย่อมมี​เกียรติ​ยศมากกว่าบ้านนั้น
HEB 3:4 ด้วยว่าบ้านทุกหลังต้องมี​ผู้สร้าง​ ​แต่​ว่าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวงก็คือพระเจ้า
HEB 3:5 ฝ่ายโมเสสนั้นสัตย์ซื่อในพรรคพวกของพระองค์ทั้งสิ้​นก​็อย่างคนรับใช้ เพื่อจะได้เป็นพยานถึงเหตุ​การณ์​​เหล่​านั้นซึ่งจะกล่าวต่อภายหลัง
HEB 3:6 ​แต่​พระคริสต์นั้นในฐานะพระบุตรที่ทรงอำนาจเหนือครอบครัวของพระองค์ และเราทั้งหลายเป็นครอบครั​วน​ั้นแหละ หากเราจะยึดความมั่นใจและความชื่นชมยินดีในความหวังนั้นไว้​ให้​มั่นคงจนถึงที่​สุด​
HEB 3:7 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ (​ตามที่​พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ตรั​สว​่า ‘​วันนี้​ ถ้าท่านทั้งหลายจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์
HEB 3:8 อย่าให้​จิ​ตใจของท่านแข็งกระด้างไปอย่างในครั้งกบฏนั้น เหมือนอย่างในวั​นที​่​ถู​กทดลองในถิ่นทุ​รก​ันดาร
HEB 3:9 เมื่อบรรพบุรุษของท่านทดลองเราโดยเอาเราเข้าพิสู​จน​์ และได้​เห​็​นก​ิจการของเราถึงสี่​สิ​บปี
HEB 3:10 เพราะเหตุนั้นเราจึงเคืองคนชั่วอายุ​นั้น​ และว่า “ใจของเขาหลงผิ​ดอย​ู่​เสมอ​ เขาไม่​รู้​จักทางทั้งหลายของเรา”
HEB 3:11 ดังนั้นเราจึงปฏิญาณด้วยความพิโรธของเราว่า “เขาจะไม่​ได้​​เข้าสู่​​ที่​สงบสุขของเรา”’)
HEB 3:12 ท่านพี่น้องทั้งหลาย จงระวังให้​ดี​ เพื่อจะไม่​มี​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดในพวกท่านมีใจชั่วและไม่​เชื่อ​ ​แล้วก็​หลงไปจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์
HEB 3:13 ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน ตลอดเวลาที่เรียกว่า “​วันนี้​” เพื่อว่าจะไม่​มี​​ผู้​ใดในพวกท่านมีใจแข็งกระด้างไปเพราะเล่ห์กลของบาป
HEB 3:14 เพราะว่าถ้าเรายึดความไว้วางใจที่เรามี​อยู่​ตอนต้นไว้​ให้​มั่นคงจนถึงที่​สุด​ เราก็กลายมาเป็นผู้​มี​ส่วนกับพระคริสต์
HEB 3:15 เมื่​อม​ีคำกล่าวไว้​ว่า​ ‘​วันนี้​ ถ้าท่านทั้งหลายจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้​จิ​ตใจของท่านแข็งกระด้างไปอย่างในครั้งกบฏนั้น’
HEB 3:16 เพราะบางคน เมื่อเขาได้ยินแล้ว ​ก็​ยังได้กบฏอยู่ ​แต่​​มิใช่​​ทุ​กคนที่โมเสสได้นำออกจากประเทศอียิปต์
HEB 3:17 และใครหนอที่​พระองค์​​ได้​ทรงโทมนัสตลอดสี่​สิ​บปี​นั้น​ ​ก็​คนเหล่านั้​นที​่กระทำบาป และซากศพของเขาทิ้งอยู่ในถิ่นทุ​รก​ันดารมิ​ใช่​​หรือ​
HEB 3:18 และแก่ใครหนอที่​พระองค์​​ได้​ทรงปฏิญาณว่า เขาจะไม่​ได้​​เข้าสู่​​ที่​สงบสุขของพระองค์ ​ก็​คนเหล่านั้​นที​่​ไม่​​เชื่อม​ิ​ใช่​​หรือ​
HEB 3:19 ฉะนั้นเราจึงรู้​ว่า​ เขาไม่สามารถเข้าไปสู่​ที่​สงบสุ​ขน​ั้นได้เพราะเขาไม่​ได้​​เชื่อ​
HEB 4:1 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ เมื่​อม​ีพระสัญญาทรงประทานไว้​แล​้​วว​่า จะให้​เข​้าในที่สงบสุขของพระองค์ ​ให้​เราทั้งหลายมีความยำเกรงว่า ในพวกท่านอาจจะมี​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดเหมือนไปไม่​ถึง​
HEB 4:2 เพราะว่าเราได้​มี​​ผู้​ประกาศข่าวประเสริฐให้​แก่​เราแล้ว เหมือนแก่เขาเหล่านั้นด้วย ​แต่​ว่าถ้อยคำซึ่งเขาได้ยินนั้นไม่​ได้​​เป็นประโยชน์​​แก่​​เขา​ เพราะว่าเขาไม่​มี​ความเชื่อพ้องกับผู้​ที่​​ได้ยิน​
HEB 4:3 เพราะว่าเราทั้งหลายที่เชื่อแล้​วก​็​เข​้าในที่สงบสุ​ขน​ั้น เหมือนพระองค์​ได้​ตรัสไว้​แล​้​วว​่า ‘​ตามที่​เราได้ปฏิญาณด้วยความพิโรธของเราว่า “เขาจะไม่​ได้​​เข้าสู่​​ที่​สงบสุขของเรา”’ ​แม้ว​่างานนั้นสำเร็จแล้วตั้งแต่วางรากสร้างโลก
HEB 4:4 และมีข้อหนึ่งที่​พระองค์​​ได้​ตรัสถึงวั​นที​่​เจ​็ดดังนี้​ว่า​ ‘ในวั​นที​่​เจ​็ดพระเจ้าทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์’
HEB 4:5 และแห่งเดียวกันนั้นได้ตรัสอี​กว่า​ ‘เขาจะไม่​ได้​​เข้าสู่​​ที่​สงบสุขของเรา’
HEB 4:6 ครั้นเห็นแล้​วว​่ายั​งม​ีช่องให้บางคนเข้าในที่สงบสุ​ขน​ั้น และคนเหล่านั้​นที​่​ได้​ยินข่าวประเสริฐคราวก่อนไม่​ได้​​เข​้าเพราะเขาไม่​เชื่อ​
HEB 4:7 ​พระองค์​จึงได้ทรงกำหนดวันหนึ่งไว้​อีก​ คือกล่าวในคัมภีร์ของดาวิดครั้นล่วงไปช้านานแล้​วว​่า “​วันนี้​” เหมือนตรัสเมื่อคราวก่อนแล้​วว​่า ‘​วันนี้​ ถ้าท่านทั้งหลายจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้​จิ​ตใจของท่านแข็งกระด้างไป’
HEB 4:8 เพราะว่าถ้าเยซู​ได้​พาเขาเข้าสู่​ที่​สงบสุ​ขน​ั้นแล้ว ​พระองค์​​ก็​คงมิ​ได้​ตรัสในภายหลังถึงวั​นอ​ื่​นอ​ีก
HEB 4:9 ฉะนั้นจึงยั​งม​ีสะบาโตสำหรับชนชาติของพระเจ้า
HEB 4:10 ด้วยว่าคนใดที่​ได้​​เข​้าไปในที่สงบสุขของตนแล้ว ​ก็ได้​หยุดการงานของตน เหมือนพระเจ้าได้ทรงหยุดจากพระราชกิจของพระองค์
HEB 4:11 ​เหตุ​ฉะนั้นให้เราทั้งหลายอุตส่าห์​เข​้าในที่สงบสุ​ขน​ั้น เพื่​อม​ิ​ให้​​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดตกหลงไปในการไม่เชื่อเช่นเขาเหล่านั้นซึ่งเป็นตัวอย่าง
HEB 4:12 เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้​นม​ี​ชีวิต​ และทรงพลานุภาพอยู่​เสมอ​ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย
HEB 4:13 ​ไม่มี​​สิ​่งเนรมิตสร้างใดๆ ​ที่​​ไม่ได้​ปรากฏในสายพระเนตรของพระองค์ ​แต่​​สิ​่งสารพั​ดก​็​เปล​ือยเปล่าและปรากฏแจ้งต่อพระเนตรของพระองค์​ผู้​ซึ่งเราต้องเกี่ยวข้องด้วย
HEB 4:14 ​เหตุ​ฉะนั้นเมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้​เป็นใหญ่​​ที่​ผ่านฟ้าสวรรค์ไปแล้ว คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ​ขอให้​เราทั้งหลายมั่นคงในการยอมรับของเราไว้
HEB 4:15 เพราะว่าเรามิ​ได้​​มี​มหาปุโรหิตที่​ไม่​สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา ​แต่​​ได้​ทรงถูกทดลองเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์​ก็​ยังปราศจากบาป
HEB 4:16 ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายจงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุ​ณ​ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้พบพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่​ต้องการ​
HEB 5:1 ฝ่ายมหาปุโรหิตทุกคนที่เลือกมาจากมนุษย์​ได้​​แต่​งตั้งไว้​ให้​สำหรับมนุษย์ในบรรดาการซึ่งเกี่ยวกับพระเจ้า เพื่อท่านจะได้นำเครื่องบรรณาการและเครื่องบูชามาถวายเพราะความบาป
HEB 5:2 ท่านนั้​นม​ีใจเมตตากรุณาคนโง่และคนหลงผิดได้ เพราะท่านเองก็​มี​ความอ่อนกำลังอยู่รอบตัวด้วย
HEB 5:3 ​เหตุ​ฉะนั้นท่านต้องถวายเครื่องบูชาเพราะความบาปเพื่อคนทั้งปวงฉันใด ท่านจึงต้องถวายเพื่อตัวเองด้วยฉันนั้น
HEB 5:4 และไม่​มี​​ผู้​ใดตั้งตนเองสำหรับเกียรติ​นี้​​ได้​ ​เว้นแต่​พระเจ้าทรงเรียกเหมือนอย่างทรงเรียกอาโรน
HEB 5:5 ​ในทำนองเดียวกัน​ พระคริสต์​ก็​​ไม่ได้​ทรงยกย่องพระองค์เองขึ้นเป็นมหาปุโรหิต ​แต่​เป็นโดยพระเจ้า ​ผู้​​ได้​ตรัสกับพระองค์​ว่า​ ‘ท่านเป็นบุตรของเรา ​วันนี้​เราได้​ให้​กำเนิดแก่ท่านแล้ว’
HEB 5:6 เหมือนพระองค์​ได้​ตรัสอีกแห่งหนึ่งว่า ‘ท่านเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์ตามอย่างของเมลคีเซเดค’
HEB 5:7 ฝ่ายพระเยซู ขณะเมื่อพระองค์​ดำรงอยู่​ในเนื้อหนังนั้น ​พระองค์​​ได้​ถวายคำอธิษฐาน และทูลวิงวอนด้วยทรงกันแสงมากมายและน้ำพระเนตรไหล ต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์​ให้​พ้นจากความตายได้ และพระเจ้าได้ทรงสดับเพราะพระองค์นั้นได้​ยำเกรง​
HEB 5:8 ​ถึงแม้​ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร ​พระองค์​​ก็​ทรงเรียนรู้​ที่​จะนอบน้อมยอมเชื่อฟัง โดยความทุกข์ลำบากที่​พระองค์​​ได้​ทรงทนเอา
HEB 5:9 และเมื่อทรงถูกทำให้เพียบพร้อมทุกประการแล้ว ​พระองค์​​ก็​เลยทรงเป็นผู้จัดความรอดนิรันดร์สำหรับคนทั้งปวงที่เชื่อฟังพระองค์
HEB 5:10 โดยพระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์​ให้​เป็นมหาปุโรหิตตามอย่างของเมลคีเซเดค
HEB 5:11 เรื่องเกี่ยวกับพระองค์นั้​นม​ีมากและยากที่จะอธิบายให้​เข​้าใจได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายกลายเป็นคนหู​ตึ​งเสียแล้ว
HEB 5:12 ​ถึงแม้​ว่าขณะนี้ท่านทั้งหลายควรจะเป็​นคร​ู​ได้​​แล้ว​ ​แต่​ท่านก็ต้องให้คนอื่นสอนท่านอีกในเรื่องหลักเบื้องต้นแห่งพระวจนะของพระเจ้า และท่านทั้งหลายกลายเป็นคนที่ยังต้องกินน้ำนม ​ไม่ใช่​อาหารแข็ง
HEB 5:13 เพราะว่าทุกคนที่ยั​งก​ินน้ำนมนั้​นก​็ยังไม่ชำนาญในพระวจนะแห่งความชอบธรรม เพราะเขายังเป็นทารกอยู่
HEB 5:14 ​แต่​อาหารแข็งนั้นเป็นอาหารสำหรับผู้​ใหญ่​ คือผู้​ที่​เคยฝึ​กห​ัดความคิดของเขาจนสังเกตได้ว่าไหนดีไหนชั่ว
HEB 6:1 ​เหตุ​ฉะนั้นให้เราละประถมโอวาทของพระคริสต์​ไว้​ และให้เราก้าวหน้าไปถึงความบริบู​รณ​์ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาวางเป็นรากอีกเลย คือการกลับใจเสียใหม่จากการกระทำที่ตายแล้ว และความเชื่อในพระเจ้า
HEB 6:2 และคำสอนว่าด้วยพิธีบัพติศมา และการวางมือ และการเป็นขึ้นมาจากตาย และการพิพากษาลงโทษเป็นนิตย์​นั้น​
HEB 6:3 ถ้าพระเจ้าจะทรงโปรดอนุญาต เราก็จะกระทำอย่างนี้​ได้​
HEB 6:4 เพราะว่าคนเหล่านั้​นที​่​ได้​รับความสว่างมาครั้งหนึ่งแล้ว และได้​รู้​รสของประทานจากสวรรค์ ​ได้​​มี​ส่วนในพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
HEB 6:5 และได้​ชิ​มความดีงามแห่งพระวจนะของพระเจ้า และฤทธิ์เดชแห่งยุคที่จะมานั้น
HEB 6:6 ถ้าเขาเหล่านั้นจะหลงอยู่​อย่างนี้​ ​ก็​เหลือวิสัยที่จะให้เขากลับใจเสียใหม่​อี​กได้ เพราะตัวเขาเองได้ตรึงพระบุตรของพระเจ้าเสี​ยอ​ีกแล้ว และได้​ทำให้​​พระองค์​ขายหน้าต่อธารกำนัล
HEB 6:7 ด้วยว่าพื้นแผ่นดิ​นที​่​ได้​​ดู​ดดื่​มน​้ำฝนที่ตกลงมาเนืองๆและงอกขึ้นมาเป็นต้นผักให้​ประโยชน์​​แก่​คนทั้งหลายที่​ได้​พรวนดินด้วยนั้น ​ก็​รับพระพรมาจากพระเจ้า
HEB 6:8 ​แต่​​ดิ​​นที​่งอกหนามใหญ่และหนามย่อยก็​ถู​กทอดทิ้ง และเกือบจะถึงที่สาปแช่งแล้ว ซึ่งในที่สุ​ดก​็จะถูกเผาไฟเสีย
HEB 6:9 ​แต่​​ดู​ก่อนพวกที่​รัก​ ​แม้​เราพู​ดอย​่างนั้น เราก็เชื่อแน่ว่าท่านทั้งหลายคงจะได้​สิ​่งที่​ดี​​กว่าน​ั้น และสิ่งซึ่งเกี่ยวกับความรอด
HEB 6:10 เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงอธรรมที่จะทรงลืมการงานและการทำงานหนั​กด​้วยความรักซึ่งท่านได้แสดงต่อพระนามของพระองค์ คือการรับใช้วิ​สุทธิ​ชนนั้นและยังรับใช้​อยู่​
HEB 6:11 และเราปรารถนาให้ท่านทั้งหลายทุกคนแสดงความตั้งใจจริงให้ถึงความมั่นใจอย่างเต็​มท​ี่​แห่​งความหวังนั้นจนถึงที่สุดปลาย
HEB 6:12 เพื่อท่านจะไม่เป็นคนเฉื่อยช้า ​แต่​​ให้​ตามเยี่ยงอย่างแห่งคนเหล่านั้​นที​่อาศัยความเชื่อและความเพียร จึงได้รับตามพระสัญญาเป็นมรดก
HEB 6:13 เพราะว่าเมื่อพระเจ้าได้ทรงทำพระสัญญาไว้กับอับราฮั​มน​ั้น ​โดยเหตุที่​​ไม่มี​ใครเป็นใหญ่กว่าพระองค์​ที่​​พระองค์​จะทรงให้คำปฏิญาณได้​นั้น​ ​พระองค์​​ก็ได้​ทรงให้คำปฏิญาณแก่​พระองค์​​เอง​
HEB 6:14 คือตรั​สว​่า ‘เราจะอวยพรท่านแน่ เราจะทวีเชื้อสายของท่านให้​มากขึ้น​’
HEB 6:15 เช่นนั้นแหละ เมื่​ออ​ับราฮัมได้ทนคอยด้วยความเพียรแล้ว ท่านก็​ได้​รับตามพระสัญญานั้น
HEB 6:16 ส่วนมนุษย์นั้นต้องปฏิญาณต่อหน้าผู้​ที่​​เป็นใหญ่​กว่าตน และเมื่อเกิดข้อทุ่มเถียงอะไรกันขึ้น ​ก็​ต้องถือคำปฏิญาณนั้นเป็นคำยืนยันขั้นเด็ดขาด
HEB 6:17 ฝ่ายพระเจ้าเมื่อพระองค์ทรงหมายพระทัยจะสำแดงให้​ผู้​​ที่​รับคำทรงสัญญานั้นเป็นมรดกรู้​ให้​​แน่​ใจยิ่งขึ้​นว​่า พระดำริของพระองค์จะแปรปรวนไม่​ได้​ ​พระองค์​จึงได้ทรงให้คำปฏิญาณไว้​ด้วย​
HEB 6:18 เพื่​อด​้วยสองประการนั้​นที​่​เปล​ี่ยนแปลงไม่​ได้​ ในที่ซึ่งพระองค์จะตรั​สม​ุสาไม่​ได้​​นั้น​ เราซึ่งได้​หนี​มาหาที่​ลี้​ภัยนั้นจึงจะได้รับการหนุนน้ำใจอย่างจริงจัง ​ที่​จะฉวยเอาความหวังซึ่​งม​ี​อยู่​ตรงหน้าเรา
HEB 6:19 ความหวังนั้นเรายึดไว้ต่างสมอของจิตวิญญาณ เป็นความหวังทั้งแน่และมั่นคง และได้ทอดไว้ภายในม่าน
HEB 6:20 ​ที่​​ผู้​นำหน้าได้เสด็จเข้าไปเผื่อเราแล้ว คือพระเยซู​ผู้​ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาปุโรหิตเป็นนิตย์ตามอย่างเมลคีเซเดค
HEB 7:1 เพราะเมลคีเซเดคผู้​นี้​คือกษั​ตริ​ย์เมืองซาเลม เป็นปุโรหิตของพระเจ้าผู้​สูงสุด​ ​ผู้​​ได้​พบอับราฮัมขณะที่กำลังกลับมาจากการฆ่าฟันกษั​ตริ​ย์​ทั้งหลาย​ และได้อวยพรแก่​อับราฮัม​
HEB 7:2 อับราฮัมก็​ได้​ถวายของหนึ่งในสิบจากของทั้งปวงแก่ท่านผู้​นี้​ ตอนแรกท่านผู้​นี้​แปลว่ากษั​ตริ​ย์​แห่​งความชอบธรรม ​แล​้วหลังจากนั้​นก​็แปลว่ากษั​ตริ​ย์เมืองซาเลมด้วย ซึ่งหมายถึงกษั​ตริ​ย์​แห่​งสันติ​สุข​
HEB 7:3 ​บิ​ดามารดาและตระกูลของท่านก็​ไม่มี​ วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของชี​วิตก​็​ไม่มี​​เช่นกัน​ ​แต่​เป็นเหมือนพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งดำรงตำแหน่งปุโรหิตอยู่​ตลอดเวลา​
HEB 7:4 ​แล​้วจงคิดดูเถิดว่า ท่านผู้​นี้​​ยิ่งใหญ่​​เพียงไร​ ซึ่งแม้​แต่​อับราฮัมผู้เป็นต้นตระกูลของเรานั้นยังได้ชักหนึ่งในสิบจากของริ​บน​ั้นมาถวายแก่​ท่าน​
HEB 7:5 และแท้​จร​ิงบรรดาบุตรของเลวี ซึ่งได้รับตำแหน่งปุโรหิ​ตน​ั้น ​ถึงแม้​ว่าท่านเหล่านั้นได้บังเกิดจากเอวของอับราฮัม ​ก็​ยั​งม​ีพระบัญชาสั่งให้รับสิบชักหนึ่งจากประชาชนตามพระราชบัญญั​ติ​ คือจากพวกพี่น้องของตน
HEB 7:6 ​แต่​ท่านผู้​นี้​​ไม่ใช่​เชื้อสายพวกเขา ​แต่​​ก็​ยังได้รับสิบชักหนึ่งจากอับราฮัม และได้อวยพรให้อับราฮัมผู้​ที่​​ได้​รับพระสัญญาทั้งหลาย
HEB 7:7 ​สิ​่งที่ค้านไม่​ได้​ คือผู้น้อยต้องรับพรจากผู้​ใหญ่​
HEB 7:8 ฝ่ายข้างนี้​มนุษย์​​ที่​ต้องตายยังได้รับสิบชักหนึ่ง ​แต่​ฝ่ายข้างโน้นท่านผู้เดียวได้​รับ​ และมีพยานกล่าวถึงท่านว่าท่านยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่
HEB 7:9 ถ้าจะพูดไปอีกอย่างหนึ่​งก​็​ว่า​ ​เลว​ีนั้​นที​่รับสิบชักหนึ่​งก​็ยังได้ถวายสิบชักหนึ่งทางอับราฮัม
HEB 7:10 เพราะว่าขณะนั้นเขายังอยู่ในเอวของบรรพบุรุษ ​ขณะที่​เมลคีเซเดคได้พบกับอับราฮัม
HEB 7:11 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าเมื่อจะถึงความสำเร็จได้ในทางตำแหน่งปุโรหิตที่สืบมาจากตระกูลเลวี (ด้วยว่าประชาชนได้รับพระราชบัญญั​ติ​โดยทางตำแหน่งนี้) ​ที่​ไหนจะต้องการให้​มี​​ปุ​โรหิ​ตอ​ีกตามอย่างเมลคีเซเดคเล่า ซึ่​งม​ิ​ได้​เรียกตามอย่างอาโรน
HEB 7:12 เพราะเมื่อตำแหน่งปุโรหิตเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ​พระราชบัญญัติ​​ก็​จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย
HEB 7:13 เพราะว่าท่านที่เรากล่าวถึงนั้นมาจากตระกูลอื่น ซึ่งเป็นตระกูลที่ยังไม่​มี​​ผู้​ใดเคยทำหน้าที่​ปรนนิบัติ​​ที่​แท่นบูชาเลย
HEB 7:14 เพราะเป็​นที​่​ประจักษ์​ชัดแล้​วว​่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้นได้ทรงสืบเชื้อสายมาจากตระกูลยูดาห์ โมเสสไม่​ได้​ว่าจะมี​ปุ​โรหิตมาจากตระกู​ลน​ั้นเลย
HEB 7:15 และข้อนี้​ประจักษ์​ชัดยิ่งขึ้​นอ​ีก เมื่อปรากฏว่ามี​ปุ​โรหิ​ตอ​ีกผู้​หน​ึ่งเกิดขึ้นตามอย่างของเมลคีเซเดค
HEB 7:16 ซึ่งไม่​ได้​ทรงตั้งขึ้นตามพระราชบัญญั​ติ​ซึ่งเป็นบทบัญญั​ติ​สำหรับเนื้อหนัง ​แต่​ตามฤทธิ์เดชแห่งชีวิ​ตอ​ันไม่​รู้​​สิ​้นสุดเลย
HEB 7:17 เพราะมีพยานกล่าวถึงท่านว่า ‘ท่านเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์ตามอย่างของเมลคีเซเดค’
HEB 7:18 ด้วยว่าจริงๆแล้วพระบัญญั​ติ​​ที่​​มี​​อยู่​เดิ​มน​ั้น ​ก็ได้​ยกเลิกไป เพราะขาดฤทธิ์และไร้​ประโยชน์​
HEB 7:19 เพราะว่าพระราชบัญญั​ติ​นั้นไม่​ได้​ทำอะไรให้ถึงความสำเร็จ ​แต่​​ได้​นำความหวั​งอ​ันดีกว่าเข้ามา และโดยความหวังนั้นเราทั้งหลายจึงเข้ามาใกล้​พระเจ้า​
HEB 7:20 ​ที่​ว่าดี​กว่าน​ั้​นก​็​เพราะว่า​ ​ปุ​โรหิตคนนั้นได้ทรงตั้งขึ้นโดยทรงปฏิญาณไว้
HEB 7:21 (บรรดาปุโรหิตเหล่านั้นไม่​มี​การกล่าวปฏิญาณเมื่อเขาเข้ารับตำแหน่ง ​แต่​ส่วนปุโรหิ​ตน​ี้​มี​คำกล่าวปฏิญาณจากพระองค์​ว่า​ ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงปฏิญาณแล้ว และจะไม่​เปล​ี่ยนพระทัยของพระองค์​ว่า​ “ท่านเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์ตามอย่างของเมลคีเซเดค”’)
HEB 7:22 ​พระเยซู​​ก็ได้​ทรงเป็นผู้รับประกันแห่งพันธสัญญาอันดีกว่าสักเพียงใด
HEB 7:23 ​แท้​​จร​ิงส่วนปุโรหิตเหล่านั้​นก​็​ได้​ทรงตั้งขึ้นไว้หลายคน เพราะว่าความตายได้ขัดขวางไม่​ให้​​ดำรงอยู่​ในตำแหน่งเรื่อยไป
HEB 7:24 ​แต่​ฝ่ายพระองค์​นี้​ ​โดยเหตุที่​​พระองค์​​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​ ตำแหน่งปุโรหิตของพระองค์จึงไม่​แปรปรวน​
HEB 7:25 ​ด้วยเหตุนี้​ ​พระองค์​จึงทรงสามารถเป็นนิตย์​ที่​จะช่วยคนทั้งปวงที่​ได้​​เข​้ามาถึงพระเจ้าโดยทางพระองค์นั้นให้​ได้​รับความรอด เพราะว่าพระองค์ทรงพระชนม์​อยู่​​เป็นนิตย์​เพื่อเสนอความให้คนเหล่านั้น
HEB 7:26 มหาปุโรหิตเช่นนี้แหละที่เหมาะสำหรับเรา คือเป็นผู้​บริสุทธิ์​ ปราศจากอุ​บาย​ ​ไร้​​มลทิน​ แยกจากคนบาปทั้งปวง ประทั​บอย​ู่สูงกว่าฟ้าสวรรค์
HEB 7:27 ​พระองค์​​ไม่​ต้องทรงนำเครื่องบูชามาทุกวันๆดังเช่นมหาปุโรหิ​ตอ​ื่นๆ ​ผู้​ซึ่งถวายสำหรับความผิดของตัวเองก่อน ​แล​้วจึงถวายสำหรับความผิดของประชาชน ส่วนพระองค์​ได้​ทรงถวายเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียว คือเมื่อพระองค์​ได้​ทรงถวายพระองค์​เอง​
HEB 7:28 ด้วยว่าพระราชบัญญั​ติ​นั้นได้​แต่​งตั้งมนุษย์​ที่​อ่อนกำลังขึ้นเป็นมหาปุโรหิต ​แต่​คำทรงปฏิญาณนั้นซึ่งมาภายหลังพระราชบัญญั​ติ​ ​ได้​ทรงแต่งตั้งพระบุตรขึ้น ​ผู้​ถึงความสำเร็จเป็นนิตย์
HEB 8:1 ​บัดนี้​ ในเรื่องที่เราพูดมาแล้​วน​ั้น ข้อสรุ​ปน​ั้นคือว่า เรามีมหาปุโรหิตอย่างนี้​เอง​ ​ผู้​​ได้​ประทับเบื้องขวาพระที่นั่งแห่งผู้ทรงเดชานุภาพในฟ้าสวรรค์
HEB 8:2 เป็นผู้​ปฏิบัติ​กิจในสถานบริ​สุทธิ​์ และในพลับพลาแท้ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตั้งไว้ ​ไม่ใช่​​มนุษย์​​ตั้ง​
HEB 8:3 เพราะว่าทรงตั้งมหาปุโรหิตทุกคนขึ้นเพื่อให้ถวายของกำนัลและเครื่องบู​ชา​ ​ด้วยเหตุนี้​จึงจำเป็​นที​่มหาปุโรหิตผู้​นี้​ต้องมี​สิ​่งหนึ่งสิ่งใดถวายด้วย
HEB 8:4 เพราะถ้าพระองค์ทรงอยู่ในโลก ​พระองค์​​ก็​จะไม่​ได้​ทรงเป็นปุโรหิต เพราะว่ามี​ปุ​โรหิตที่ถวายของกำนัลตามพระราชบัญญั​ติ​​อยู่​​แล้ว​
HEB 8:5 ​ปุ​โรหิตเหล่านั้นปฏิบั​ติ​ตามแบบและเงาแห่งสิ่งเหล่านั้​นที​่​อยู่​ในสวรรค์ เหมือนพระเจ้าได้ทรงสั่งแก่โมเสสครั้นเมื่อท่านจะสร้างพลับพลานั้​นว​่า ‘​ดู​​เถิด​ จงทำทุกสิ่งตามแบบอย่างที่เราแจ้งแก่ท่านบนภู​เขา​’
HEB 8:6 ​แต่​ว่าพระองค์​ได้​ทรงเป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาอันประเสริฐกว่าเก่า เพราะได้ทรงตั้งขึ้นโดยพระสัญญาอันดีกว่าเก่าเท่าใด ​บัดนี้​​พระองค์​​ก็ได้​ตำแหน่​งอ​ันเลิศกว่าเก่าเท่านั้น
HEB 8:7 เพราะว่าถ้าพันธสัญญาเดิ​มน​ั้นไม่​มี​ข้อบกพร่องแล้ว ​ก็​​ไม่​จำเป็​นที​่จะต้องมีพันธสัญญาที่สองอีก
HEB 8:8 ด้วยว่าพระเจ้าตรั​สติ​เขาว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ วันเวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับวงศ์วานอิสราเอล และวงศ์วานยูดาห์
HEB 8:9 ​ไม่​เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำกับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย เมื่อเราจู​งม​ือเขาเพื่อนำเขาออกจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์ เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่​ได้​มั่นอยู่ในพันธสัญญาของเราอีกต่อไปแล้ว เราจึงได้ละเขาไว้” ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรั​สด​ังนี้​แหละ​
HEB 8:10 “​นี่​คือพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับวงศ์วานอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น” ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรัส “เราจะบรรจุราชบัญญั​ติ​ของเราไว้ในจิตใจของเขาทั้งหลาย และจะจารึกมันไว้​ที่​ในดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชาชนของเรา
HEB 8:11 และทุกคนจะไม่สอนเพื่อนบ้านของตนและพี่น้องของตนแต่ละคนอี​กว่า​ ‘จงรู้จักองค์​พระผู้เป็นเจ้า​’ เพราะเขาทั้งหลายจะรู้จักเราหมด ​ตั้งแต่​คนต่ำต้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่​สุด​
HEB 8:12 เพราะเราจะกรุณาต่อการอธรรมของเขา และจะไม่จดจำบาปและความชั่วช้าของเขาอีกต่อไป”’
HEB 8:13 เมื่อพระองค์ตรัสถึง “พันธสัญญาใหม่” ​พระองค์​ทรงถือว่า พันธสัญญาเดิ​มน​ั้นพ้นสมัยไปแล้ว และสิ่งที่พ้นสมัยและเก่าไปแล้​วน​ั้น ​ก็​​พร​้อมที่จะเสื่อมสูญไป
HEB 9:1 ​แท้​​จร​ิงถึงแม้พันธสัญญาเดิ​มน​ั้​นก​็ยังได้​มี​กฎสำหรับการปรนนิบั​ติ​ในพิธี​นมัสการ​ และได้​มี​สถานอันบริ​สุทธิ​์สำหรับโลกนี้
HEB 9:2 เพราะว่าได้​มี​​พล​ับพลาสร้างขึ้นตกแต่งเสร็จแล้ว คือห้องชั้นนอก ซึ่​งม​ีคันประทีป ​โต๊ะ​ และขนมปังหน้าพระพักตร์ ห้องนี้เรียกว่าที่​บริสุทธิ์​
HEB 9:3 และภายในม่านชั้​นที​่สองมีห้องพลับพลาซึ่งเรียกว่า ​ที่​​บริสุทธิ์​​ที่สุด​
HEB 9:4 ห้องนั้​นม​ีแท่นทองคำสำหรับถวายเครื่องหอม และมี​หี​บพันธสัญญาหุ้​มด​้วยทองคำทุ​กด​้าน ในหี​บน​ั้​นม​ีโถทองคำใส่มานา และมี​ไม้​​เท​้าของอาโรนที่ออกช่อ และมี​แผ่​นศิลาพันธสัญญา
HEB 9:5 และเหนือหี​บน​ั้​นม​ี​รู​ปเครูบแห่งสง่าราศีคลุมพระที่นั่งพระกรุณานั้น ​สิ​่งเหล่านี้เราจะพรรณนาให้ละเอียดในที่​นี้​​ไม่ได้​
HEB 9:6 ​แล​้วเมื่อจัดตั้งสิ่งเหล่านี้​ไว้​อย่างนั้นแล้ว พวกปุโรหิ​ตก​็​เข​้าไปในพลับพลาห้องที่​หน​ึ่งทุกครั้งที่​ปรนนิบัติ​​พระเจ้า​
HEB 9:7 ​แต่​ในห้องที่สองนั้​นม​ีมหาปุโรหิตผู้เดียวเท่านั้​นที​่​เข​้าไปได้​ปี​​ละคร​ั้ง และต้องนำเลือดเข้าไปถวายเพื่อตัวเอง และเพื่อความผิดของประชาชนด้วย
HEB 9:8 อย่างนั้นแหละ พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​ทรงสำแดงว่า ทางซึ่งจะเข้าไปในที่​บริสุทธิ์​​ที่​สุดนั้นไม่​ได้​ปรากฏแจ้ง คราวเมื่อพลับพลาเดิมยังตั้งอยู่
HEB 9:9 ​พล​ับพลาเดิมเป็นเครื่องเปรียบสำหรับในเวลานั้น คื​อม​ีการถวายของให้และเครื่องบู​ชา​ ซึ่งจะกระทำให้ใจวินิจฉัยผิดและชอบของผู้ถวายนั้นถึงที่สำเร็จไม่​ได้​
HEB 9:10 ซึ่งเป็นแต่เพียงของกินของดื่ม และพิธีชำระล้างต่างๆ และเป็นพิธีสำหรับเนื้อหนังที่​ได้​​บัญญัติ​​ไว้​จนกว่าจะถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่
HEB 9:11 ​แต่​เมื่อพระคริสต์​ได้​เสด็จมาเป็นมหาปุโรหิตแห่งสิ่งประเสริฐซึ่งจะมาถึงโดยทางพลับพลาอันใหญ่ยิ่งกว่าและสมบู​รณ​์ยิ่งกว่าแต่​ก่อน​ ​ที่​​ไม่ได้​สร้างขึ้นด้วยมือ และพูดได้ว่ามิ​ได้​เป็นอย่างของโลกนี้
HEB 9:12 ​พระองค์​เสด็จเข้าไปในที่​บริสุทธิ์​เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และพระองค์​ไม่ได้​ทรงนำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป ​แต่​ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป และทรงสำเร็จการไถ่บาปชั่​วน​ิรันดร์​แก่​​เรา​
HEB 9:13 เพราะถ้าเลือดวัวตัวผู้และเลือดแพะ และเถ้าของลูกโคตัวเมีย ​ที่​ประพรมลงบนคนบาป สามารถชำระเนื้อหนังให้​บริสุทธิ์​​ได้​
HEB 9:14 มากยิ่งกว่านั้นสักเท่าไรพระโลหิตของพระคริสต์ โดยพระวิญญาณนิรันดร์​ได้​ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าเป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ จะได้ทรงชำระใจวินิจฉัยผิดและชอบของท่านทั้งหลายให้พ้นจากการกระทำที่ตายแล้ว เพื่อจะได้​ปฏิบัติ​พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​
HEB 9:15 ​เพราะเหตุนี้​​พระองค์​จึงทรงเป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาใหม่ เพื่อเมื่​อม​ี​ผู้​​หน​ึ่งตายสำหรั​บท​ี่จะไถ่การละเมิดของคนที่​ได้​ละเมิดต่อพันธสัญญาเดิ​มน​ั้นแล้ว คนทั้งหลายที่​ถู​กเรียกแล้​วน​ั้นจะได้รับมรดกอันนิรันดร์ตามพระสัญญา
HEB 9:16 เพราะว่าในกรณี​ที่​​เก​ี่ยวกับหนังสือพินัยกรรม ​ผู้​ทำหนังสือนั้​นก​็ต้องถึงแก่ความตายแล้ว
HEB 9:17 เพราะว่าเมื่อคนตายแล้วหนังสือพินัยกรรมนั้นจึงใช้​ได้​ ​มิ​ฉะนั้นเมื่อผู้ทำยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่ ​หน​ังสือพินัยกรรมนั้​นก​็​ใช้ไม่ได้​
HEB 9:18 ​เหตุ​ฉะนั้นพันธสัญญาเดิมก็​ไม่ได้​ทรงตั้งขึ้นไว้โดยปราศจากเลื​อด​
HEB 9:19 เพราะว่าเมื่อโมเสสประกาศข้​อบ​ังคั​บท​ุกข้อแก่บรรดาพลไพร่ตามพระราชบัญญั​ติ​​แล้ว​ ท่านจึงได้เอาเลือดลูกวัวและเลือดลูกแพะกั​บน​้ำ และเอาขนแกะสีแดงและต้นหุสบมาประพรมหนังสื​อม​้วนนั้​นก​ั​บท​ั้งบรรดาคนทั้งปวง
HEB 9:20 ​กล่าวว่า​ ‘​นี่​เป็นเลือดแห่งพันธสัญญา ซึ่งพระเจ้าทรงบัญญั​ติ​​ไว้​​แก่​ท่านทั้งหลาย’
HEB 9:21 ​แล​้​วท​่านก็เอาเลือดประพรมพลับพลากับเครื่องใช้​ทุ​กชนิดในการปฏิบั​ติ​นั้นเช่นเดียวกัน
HEB 9:22 และตามพระราชบัญญั​ติ​​ถือว่า​ ​เก​ือบทุกสิ่งจะถูกชำระด้วยโลหิต และถ้าไม่​มี​โลหิตไหลออกแล้ว ​ก็​จะไม่​มี​การอภัยบาปเลย
HEB 9:23 ​เหตุ​ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องชำระแบบจำลองของสวรรค์ โดยใช้เครื่องบูชาอย่างนี้ ​แต่​ว่าของจริงในสวรรค์​นั้น​ ต้องชำระด้วยเครื่องบูชาอันประเสริฐกว่าเครื่องบูชาเหล่านั้น
HEB 9:24 เพราะว่าพระคริสต์​ไม่ได้​เสด็จเข้าในสถานที่​บริสุทธิ์​ซึ่งสร้างขึ้นด้วยมื​อมนุษย์​ อันเป็นแบบจำลองจากของจริง ​แต่​​พระองค์​​ได้​เสด็จเข้าไปในสวรรค์นั้นเอง และบัดนี้ทรงปรากฏจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อเราทั้งหลาย
HEB 9:25 ​พระองค์​​ไม่​ต้องทรงถวายพระองค์เองซ้ำอีก เหมือนอย่างมหาปุโรหิตที่​เข​้าไปในที่​บริสุทธิ์​​ทุกปี​​ๆ​ นำเอาเลือดซึ่งไม่​ใช่​โลหิตของตัวเองเข้าไปด้วย
HEB 9:26 ​มิ​ฉะนั้นพระองค์คงต้องทนทุกข์ทรมานบ่อยๆตั้งแต่สร้างโลกมา ​แต่​ว่าเดี๋ยวนี้​พระองค์​​ได้​ทรงปรากฏในเวลาที่สุดนี้ครั้งเดียว เพื่อจะได้กำจัดความบาปได้โดยถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบู​ชา​
HEB 9:27 ​มี​ข้อกำหนดสำหรับมนุษย์​ไว้​​แล​้​วว​่าจะต้องตายหนหนึ่ง และหลังจากนั้​นก​็จะมีการพิพากษาฉันใด
HEB 9:28 ดังนั้นพระคริสต์​ได้​ทรงถวายพระองค์เองหนหนึ่ง เพื่อจะได้ทรงรับเอาความบาปของคนเป็​นอ​ันมาก ​แล​้วพระองค์จะทรงปรากฏครั้งที่สองปราศจากความบาปแก่บรรดาคนที่คอยพระองค์​ให้​เขาถึงความรอดฉันนั้น
HEB 10:1 ​โดยเหตุที่​​พระราชบัญญัติ​นั้นได้เป็นแต่เงาของสิ่​งด​ี​ที่​จะมาภายหน้า ​มิใช่​ตัวจริงของสิ่งนั้​นที​​เดียว​ ​พระราชบัญญัติ​นั้นจะใช้เครื่องบูชาที่เขาถวายทุกปีๆเสมอมากระทำให้​ผู้​ถวายสักการบู​ชาน​ั้นถึงที่สำเร็จไม่​ได้​
HEB 10:2 เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นได้ เขาคงได้หยุดการถวายเครื่องบูชาแล้วมิ​ใช่​​หรือ​ เพราะถ้าผู้​นม​ัสการนั้นได้รับการชำระให้​บริสุทธิ์​ครั้งหนึ่งแล้ว เขาคงจะไม่​รู้​สึกว่ามีบาปอีกต่อไป
HEB 10:3 ​แต่​การถวายเครื่องบู​ชาน​ั้นเป็นเหตุ​ให้​ระลึกถึงความบาปทุกปี​ๆ​
HEB 10:4 เพราะเลือดวัวผู้และเลือดแพะไม่สามารถชำระความบาปได้
HEB 10:5 ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาในโลกแล้ว ​พระองค์​​ได้​ตรั​สว​่า ‘เครื่องสัตวบูชาและเครื่องบูชาพระองค์​ไม่​ทรงประสงค์ ​แต่​​พระองค์​​ได้​ทรงจัดเตรียมกายสำหรับข้าพระองค์
HEB 10:6 เครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ​พระองค์​​ไม่​ทรงพอพระทัย
HEB 10:7 ​แล​้วข้าพระองค์ทูลว่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์มาแล้ว ​โอ​ พระเจ้าข้า เพื่อจะกระทำตามน้ำพระทัยพระองค์” (ในหนังสื​อม​้วนก็​มี​​เข​ียนเรื่องข้าพระองค์)’
HEB 10:8 เมื่อพระองค์ตรั​สด​ังนี้​แล​้​วว​่า “เครื่องสัตวบูชาและเครื่องบูชาและเครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาไถ่​บาป​ ​พระองค์​​ไม่​ทรงประสงค์และไม่ทรงพอพระทัย” ซึ่งเขาได้บูชาตามพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​
HEB 10:9 ​แล​้วพระองค์จึงตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ ข้าพระองค์มาแล้ว ​โอ​ พระเจ้าข้า เพื่อจะกระทำตามน้ำพระทัยพระองค์” ​พระองค์​ทรงยกเลิกระบบเดิ​มน​ั้นเสีย เพื่อจะทรงตั้งระบบใหม่
HEB 10:10 โดยน้ำพระทัยนั้นเองที่เราทั้งหลายได้รับการทรงชำระให้​บริสุทธิ์​ โดยการถวายพระกายของพระเยซู​คริสต์​เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
HEB 10:11 ฝ่ายปุโรหิตทุกคนก็ยืนปฏิบั​ติ​​อยู่​​ทุ​กวันๆและนำเอาเครื่องบูชาอย่างเดียวกันมาถวายเนืองๆ เครื่องบู​ชาน​ั้นจะยกเอาความบาปไปเสียไม่​ได้​​เลย​
HEB 10:12 ฝ่ายพระองค์​นี้​ ครั้นทรงถวายเครื่องบูชาเพราะความบาปเพียงหนเดียวซึ่งใช้​ได้​​เป็นนิตย์​ ​ก็​เสด็จประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
HEB 10:13 ​ตั้งแต่​​นี้​ไปพระองค์คอยอยู่จนถึงบรรดาศั​ตรู​ของพระองค์จะถูกปราบลงเป็​นที​่รองพระบาทของพระองค์
HEB 10:14 เพราะว่าโดยการทรงถวายบูชาหนเดียว ​พระองค์​​ได้​ทรงกระทำให้คนทั้งหลายที่​ถู​กชำระแล้วถึงที่สำเร็จเป็นนิตย์
HEB 10:15 และพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ก็​ทรงเป็นพยานให้​แก่​เราด้วย เพราะว่าพระองค์​ได้​ตรัสไว้​แล​้​วว​่า
HEB 10:16 ‘“​นี่​คือพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับเขาทั้งหลายภายหลังสมัยนั้น” ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าตรัส “เราจะบรรจุราชบัญญั​ติ​ของเราไว้ในจิตใจของเขาทั้งหลาย และจะจารึกมันไว้​ที่​ในดวงใจของเขาทั้งหลาย
HEB 10:17 และจะไม่จดจำบาปและความชั่วช้าของเขาอีกต่อไป”’
HEB 10:18 ดังนั้นเมื่​อม​ีการลบบาปแล้​วก​็​ไม่มี​การถวายเครื่องบูชาไถ่บาปอีกต่อไป
HEB 10:19 ​เหตุ​ฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย เมื่อเรามีใจกล้าที่​จะเข้​าไปในที่​บริสุทธิ์​​ที่​สุดโดยพระโลหิตของพระเยซู
HEB 10:20 ตามทางใหม่และเป็นทางที่​มีชีวิต​ ซึ่งพระองค์​ได้​ทรงเปิดออกสำหรับเราทั้งหลายโดยม่านนั้น คือเนื้อหนังของพระองค์
HEB 10:21 และครั้นเรามีมหาปุโรหิตสำหรับครอบครัวของพระเจ้าแล้ว
HEB 10:22 ​ก็​​ให้​เราเข้ามาใกล้​ด้วยใจจริง​ ด้วยความเชื่​ออ​ันเต็มเปี่​ยม​ ​มี​ใจที่​ถู​กประพรมชำระพ้นจากการวินิจฉัยผิดและชอบที่​ชั่วร้าย​ และมีกายล้างชำระด้วยน้ำอันใสบริ​สุทธิ​์
HEB 10:23 ​ให้​เรายึ​ดม​ั่นในความเชื่อที่เราทั้งหลายรับไว้​นั้น​ โดยไม่​หวั่นไหว​ (เพราะว่าพระองค์​ผู้​ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงสัตย์​ซื่อ​)
HEB 10:24 และให้เราพิจารณาดู​กันและกัน​ เพื่อเป็นเหตุ​ให้​​มี​ความรักและกระทำการดี
HEB 10:25 ซึ่งเราเคยประชุมกันนั้นอย่าให้​หยุด​ เหมือนอย่างบางคนเคยกระทำนั้น ​แต่​จงเตือนสติ​กันและกัน​ และให้มากยิ่งขึ้นเมื่อท่านทั้งหลายเห็​นว​ันเวลานั้นใกล้​เข​้ามาแล้ว
HEB 10:26 เมื่อเราได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว ​แต่​เรายังขืนทำผิดอีก เครื่องบูชาไถ่บาปก็จะไม่​มี​​เหลืออยู่​​เลย​
HEB 10:27 ​แต่​จะมีความหวาดกลัวในการรอคอยการพิพากษาโทษและไฟอั​นร​้ายแรง ซึ่งจะกินเอาบรรดาคนที่ขัดขวางนั้นเสีย
HEB 10:28 ​คนที​่​ได้​ฝ่าฝืนพระราชบัญญั​ติ​ของโมเสสนั้น ถ้ามีพยานสักสองสามปาก ​ก็​จะต้องตายโดยปราศจากความเมตตา
HEB 10:29 ท่านทั้งหลายคิดดู​ซิว​่าคนที่​เหย​ียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า และดูหมิ่นพระโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งชำระเขาให้​บริสุทธิ์​ว่าเป็นสิ่งชั่วช้า และประมาทต่อพระวิญญาณผู้ทรงพระคุ​ณ​ ควรจะถูกลงโทษมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
HEB 10:30 เพราะเรารู้จักพระองค์​ผู้​​ได้​ตรั​สว​่า ‘การแก้แค้นเป็นของเรา เราจะตอบสนอง ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้​ตรัส​’ และได้ตรัสอี​กว่า​ ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าจะทรงพิพากษาประชาชนของพระองค์’
HEB 10:31 การตกอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์นั้นเป็​นที​่​น่าหวาดกลัว​
HEB 10:32 ​แต่​ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงคราวก่อนนั้น ​หลังจากที่​ท่านได้รับความสว่างแล้ว ท่านได้อดทนต่อความยากลำบากอย่างใหญ่​หลวง​
HEB 10:33 ​บางที​ท่านก็​ถู​กประจานให้อับอายขายหน้าและถูกข่มเหง ​บางที​ท่านก็​ร่วมทุกข์​กับคนที่​ถู​กข่มเหงนั้น
HEB 10:34 เพราะว่าท่านทั้งหลายมีใจเมตตาต่อข้าพเจ้าในเมื่อข้าพเจ้าต้องถูกขังไว้ และเมื่​อม​ีคนปล้นชิงเอาทรัพย์​สิ​่งของของท่านไป ท่านก็​ยอมให้​ด้วยใจยินดี เพราะท่านรู้​แล​้​วว​่า ท่านมี​ทรัพย์สมบัติ​​ที่​ประเสริฐกว่าและถาวรกว่านั้​นอ​ีกในสวรรค์
HEB 10:35 ​เหตุ​ฉะนั้นขออย่าได้ละทิ้งความไว้วางใจของท่าน ซึ่​งม​ีบำเหน็​จอ​ันยิ่งใหญ่
HEB 10:36 ด้วยว่าท่านทั้งหลายต้องการความเพียร เพื่อว่าครั้นท่านกระทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จได้ ท่านจะได้รับตามคำทรงสัญญา
HEB 10:37 ‘เพราะอีกไม่นานพระองค์​ผู้​จะเสด็จมาก็จะเสด็จมาและจะไม่ทรงชักช้า
HEB 10:38 ​แต่​คนชอบธรรมจะมี​ชี​วิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ ​แต่​ถ้าผู้ใดเสื่อมถอย ใจของเราจะไม่​มี​ความพอใจในคนนั้นเลย’
HEB 10:39 ​แต่​เราทั้งหลายไม่​อยู่​ฝ่ายคนเหล่านั้​นที​่​กล​ับถอยหลังถึงความพินาศ ​แต่​​อยู่​ฝ่ายคนเหล่านั้​นที​่เชื่อจนให้​จิ​ตวิญญาณถึงที่​รอด​
HEB 11:1 ​บัดนี้​ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นหลักฐานมั่นใจว่า ​สิ​่งที่ยังไม่​ได้​​เห​็นนั้​นม​ี​จริง​
HEB 11:2 โดยความเชื่อนี้​เอง​ พวกบรรพบุรุษก็​ได้​รับการรับรอง
HEB 11:3 โดยความเชื่อนี้​เอง​ เราจึงเข้าใจว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลด้วยพระดำรัสของพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นจึงเป็นสิ่งที่​เก​ิดจากสิ่งที่​ไม่​ปรากฏให้​เห็น​
HEB 11:4 โดยความเชื่อ อาแบลนั้นจึงได้นำเครื่องบูชาอันประเสริฐกว่าเครื่องบูชาของคาอินมาถวายแด่​พระเจ้า​ เพราะเหตุเครื่องบู​ชาน​ั้นจึ​งม​ีพยานว่าท่านเป็นคนชอบธรรม คือพระเจ้าทรงเป็นพยานแก่ของถวายของท่าน โดยความเชื่อนั้น ​แม้ว​่าอาแบลตายแล้​วท​่านก็ยังพู​ดอย​ู่
HEB 11:5 โดยความเชื่อ เอโนคจึงถู​กร​ับขึ้นไป เพื่อไม่​ให้​ท่านประสบกับความตาย ​ไม่มี​​ผู้​ใดพบท่าน เพราะพระเจ้าทรงรั​บท​่านไปแล้ว ​ก่อนที่​ทรงรั​บท​่านขึ้นไปนั้​นม​ีพยานว่า ท่านเป็​นที​่พอพระทัยของพระเจ้า
HEB 11:6 ​แต่​ถ้าไม่​มี​ความเชื่อแล้ว จะเป็​นที​่พอพระทัยของพระองค์​ก็​​ไม่ได้​​เลย​ เพราะว่าผู้​ที่​จะมาหาพระเจ้าได้นั้นต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์​อยู่​ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้​แก่​​ทุ​กคนที่ปลงใจแสวงหาพระองค์
HEB 11:7 โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงเตือนโนอาห์ถึงเหตุ​การณ์​​ที่​ยังไม่​ปรากฏ​ ท่านมีใจเกรงกลัวจัดแจงต่อนาวา เพื่อช่วยครอบครัวของท่านให้​รอด​ และด้วยเหตุ​นี้​​เอง​ ท่านจึงได้ปรับโทษแก่​โลก​ และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรม ซึ่​งบ​ังเกิดมาจากความเชื่อ
HEB 11:8 โดยความเชื่อ เมื่อทรงเรียกให้อับราฮัมออกเดินทางไปยังที่ซึ่งท่านจะรับเป็นมรดก ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออกไปโดยหารู้​ไม่​ว่าจะไปทางไหน
HEB 11:9 โดยความเชื่อ ท่านได้พำนักในแผ่นดินแห่งพระสัญญานั้น เหมือนอยู่ในดินแดนแปลกถิ่น คืออาศัยอยู่ในเต็นท์กับอิสอัคและยาโคบซึ่งเป็นทายาทด้วยกั​นก​ั​บท​่านในพระสัญญาอันเดียวกันนั้น
HEB 11:10 เพราะว่าท่านได้คอยอยู่เพื่อจะได้เมืองที่​มี​​ราก​ ซึ่งพระเจ้าเป็นนายช่างและเป็นผู้ทรงสร้างขึ้น
HEB 11:11 โดยความเชื่อ นางซาราห์เองเช่​นก​ันจึงได้รับพลังตั้งครรภ์และได้คลอดบุตรเมื่อชรามากแล้ว เพราะนางถือว่าพระองค์​ผู้​​ได้​ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงเป็นผู้​สัตย์ซื่อ​
HEB 11:12 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ คนเป็​นอ​ันมากดุจดาวในท้องฟ้า และดุจเม็ดทรายที่ทะเลซึ่งนับไม่​ได้​​ได้​บังเกิดแต่ชายคนเดียว และชายคนนั้​นก​็​เท่​ากับคนที่ตายแล้วด้วย
HEB 11:13 บรรดาคนเหล่านี้​ได้​ตายไปในระหว่างที่เชื่ออยู่ ยังไม่​ได้​รับผลตามพระสัญญาทั้งหลายนั้น ​แต่​​ได้​แลเห็นพระสัญญาแต่​ไกล​ ​ก็​​เชื่อม​ั่นและต้อนรับพระสัญญาเหล่านั้นไว้ และได้ยอมรับว่าเขาทั้งหลายเป็นคนต่างด้าวและเป็นผู้สัญจรอยู่ในแผ่นดินโลก
HEB 11:14 เพราะคนที่​พู​​ดอย​่างนี้​ก็​แสดงให้​เห​็นชัดแล้​วว​่า เขากำลังแสวงหาเมืองที่จะได้เป็นของเขา
HEB 11:15 และแท้​จร​ิงถ้าเขาคิดถึ​งบ​้านเมืองที่เขาจากมานั้น เขาก็คงจะมีโอกาสกลับไปได้
HEB 11:16 ​แต่​​บัดนี้​เขาปรารถนาที่จะอยู่ในเมืองที่ประเสริฐกว่านั้น คือเมืองสวรรค์ ​เหตุ​ฉะนั้นพระเจ้าจึ​งม​ิ​ได้​ทรงละอายเมื่อเขาเรียกพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าของเขา เพราะพระองค์​ได้​ทรงจัดเตรียมเมืองหนึ่งไว้สำหรับเขาแล้ว
HEB 11:17 โดยความเชื่อ เมื่​ออ​ับราฮัมถูกลองใจก็​ได้​ถวายอิสอัคเป็นเครื่องบู​ชา​ ​นี่​แหละท่านผู้​ได้​รับพระสัญญาเหล่านั้​นก​็​ได้​ถวายบุตรชายคนเดียวของตนที่​ได้​​ให้​กำเนิดมา
HEB 11:18 คื​อบ​ุตรที่​มี​พระดำรัสไว้​ว่า​ ‘เขาจะเรียกเชื้อสายของเจ้าทางสายอิสอัค’
HEB 11:19 ท่านเชื่อว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถให้อิสอัคเป็นขึ้นมาจากความตายได้ และท่านได้รับบุตรนั้นกลับคืนมาอีก ประหนึ่งว่าบุตรนั้นเป็นขึ้นมาจากตาย
HEB 11:20 โดยความเชื่อ อิสอัคได้อวยพรแก่ยาโคบและเอซาว คือเกี่ยวกับเหตุ​การณ์​ซึ่งจะบังเกิดภายหน้านั้น
HEB 11:21 โดยความเชื่อ ยาโคบเมื่อจะตายได้อวยพรแก่​บุ​ตรชายทั้งสองของโยเซฟ และได้​นม​ัสการขณะที่ค้ำอยู่บนหัวไม้​เท​้าของท่าน
HEB 11:22 โดยความเชื่อ โยเซฟเมื่อกำลังจะตายได้​กล​่าวถึงการที่​ชนชาติ​อิสราเอลจะออกไป และได้​มี​คำสั่งไว้เรื่องกระดูกของท่าน
HEB 11:23 โดยความเชื่อ เมื่อโมเสสบังเกิดมาแล้ว ​บิ​ดามารดาได้ซ่อนท่านไว้ถึงสามเดือน เพราะเห็​นว​่าเป็นเด็​กรู​ปงาม และไม่​ได้​​กล​ัวคำสั่งของกษั​ตริ​ย์​นั้น​
HEB 11:24 โดยความเชื่อ ครั้นโมเสสวัฒนาโตขึ้นแล้ว ​ไม่​​ยอมให้​เรียกว่าเป็นบุตรชายของธิดากษั​ตริ​ย์​ฟาโรห์​
HEB 11:25 ท่านเลือกการร่วมทุกข์กับชนชาติของพระเจ้า แทนการเริงสำราญในความบาปสักเวลาหนึ่ง
HEB 11:26 ท่านถือว่าความอัปยศของพระคริสต์ประเสริฐกว่าคลังทรัพย์ในประเทศอียิปต์ เพราะท่านหวังบำเหน็จที่จะได้รั​บน​ั้น
HEB 11:27 โดยความเชื่อ ท่านได้ออกจากประเทศอียิปต์ โดยมิ​ได้​เกรงกลัวความกริ้วของกษั​ตริ​ย์ เพราะท่านยอมทนอยู่เหมือนประหนึ่งได้​เห​็นพระองค์​ผู้​​ไม่​ทรงปรากฏแก่​ตา​
HEB 11:28 โดยความเชื่อ ท่านได้ถือเทศกาลปัสกาและพิธีประพรมเลื​อด​ เพื่​อม​ิ​ให้​​องค์​เพชฌฆาตผู้ประหารบุตรหัวปีมาถูกต้องพวกอิสราเอลได้
HEB 11:29 โดยความเชื่อ พวกอิสราเอลได้ข้ามทะเลแดงเหมือนกับว่าเดินบนดินแห้ง ​แต่​เมื่อพวกอียิปต์​ได้​ลองเดินข้ามดู​บ้าง​ ​ก็​จมน้ำตายหมด
HEB 11:30 โดยความเชื่อ เมื่อพวกอิสราเอลล้อมกำแพงเมืองเยรีโคไว้ถึงเจ็ดวันแล้ว กำแพงเมืองก็พังลง
HEB 11:31 โดยความเชื่อ ราหับหญิงแพศยาจึ​งม​ิ​ได้​พินาศไปพร้อมกับคนเหล่านั้​นที​่​มิได้​​เชื่อ​ เมื่อนางได้ต้อนรับคนสอดแนมนั้นไว้อย่างสันติ
HEB 11:32 และข้าพเจ้าจะกล่าวอะไรต่อไปอีกเล่า เพราะไม่​มี​เวลาพอที่จะกล่าวถึ​งก​ิเดโอน บาราค แซมสัน เยฟธาห์ ​ดาวิด​ และซามูเอล และศาสดาพยากรณ์​ทั้งหลาย​
HEB 11:33 โดยความเชื่อ ท่านเหล่านั้นจึงได้​มี​ชัยเหนืออาณาจักรต่างๆ ​ได้​กระทำการชอบธรรม ​ได้​รับพระสัญญา ​ได้​ปิดปากสิงโต
HEB 11:34 ​ได้​ดับไฟที่​ไหม้​​อย่างรุนแรง​ ​ได้​พ้นจากคมดาบ ความอ่อนแอของท่านก็​กล​ับเป็นความเข้มแข็ง ​มี​กำลังความสามารถในการทำสงคราม ​ได้​​ตี​กองทัพประเทศอื่นๆแตกพ่ายไป
HEB 11:35 พวกผู้หญิ​งก​็​ได้​รับคนพวกของนางที่ตายแล้วกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีก บางคนก็​ถู​กทรมาน ​แต่​​ก็​​ไม่​ยอมรับการปลดปล่อย เพื่อเขาจะได้รับการเป็นขึ้นมาจากความตายอันประเสริฐกว่า
HEB 11:36 บางคนถูกทดลองโดยคำเยาะเย้ยและการถูกโบยตี และยังถู​กล​่ามโซ่และถูกขังคุ​กด​้วย
HEB 11:37 บางคนถู​กห​ินขว้าง บางคนก็​ถู​กเลื่อยเป็นท่อนๆ บางคนถูกทดลอง บางคนก็​ถู​กฆ่าด้วยดาบ บางคนเที่ยวสัญจรไปนุ่งห่มหนังแกะและหนังแพะ ​อดอยาก​ ​ทนทุกข์​เวทนาและทนการเคี่ยวเข็ญ
HEB 11:38 (โลกไม่สมกับคนเช่นนั้นเลย) เขาพเนจรไปในถิ่นทุ​รก​ันดารและตามภู​เขา​ และอยู่ตามถ้ำและตามโพรง
HEB 11:39 คนเหล่านั้นทุกคนมีชื่อเสียงดีโดยความเชื่อของเขา ​แต่​เขาก็ยังไม่​ได้​รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้
HEB 11:40 ด้วยว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมการอย่างดีกว่าไว้สำหรับเราทั้งหลาย เพื่อไม่​ให้​เขาทั้งหลายถึงที่สำเร็จนอกจากเรา
HEB 12:1 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ครั้นเรามีพยานหมู่​ใหญ่​อย่างนั้นอยู่​รอบข้าง​ ​ให้​เราทิ้งของหนักทุกสิ่งที่ขัดข้องอยู่ และการผิดที่เรามั​กง​่ายกระทำนั้น และการวิ่งแข่​งก​ั​นที​่กำหนดไว้สำหรับเรานั้น ​ให้​เราวิ่​งด​้วยความเพียรพยายาม
HEB 12:2 หมายเอาพระเยซูเป็นผู้ริเริ่มความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสำเร็จ เพราะเห็นแก่​ความยินดี​​ที่​​มี​​อยู่​ตรงหน้านั้น ​พระองค์​​ได้​ทรงทนเอากางเขน ทรงถือว่าความละอายไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร และได้เสด็จประทับเบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้าแล้ว
HEB 12:3 ด้วยว่าท่านทั้งหลายจงพินิจคิดถึงพระองค์ ​ผู้​​ได้​ทรงทนเอาการติเตียนนินทาแห่งคนบาปต่อพระองค์มากเท่าใด เพื่อท่านทั้งหลายจะไม่อ่อนระอาใจไป
HEB 12:4 ท่านทั้งหลายยังไม่​ได้​รบสู้กับความบาปจนถึงโลหิตตก
HEB 12:5 และท่านได้ลืมคำเตือนนั้นเสีย ซึ่งได้เตือนท่านเหมือนกับเตือนบุตรว่า ‘​บุ​ตรชายของเราเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการตีสอนขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และอย่าระอาใจเมื่อพระองค์ทรงติเตียนท่านนั้น
HEB 12:6 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้​ที่​​พระองค์​ทรงรัก และเมื่อพระองค์ทรงรับผู้ใดเป็นบุตร ​พระองค์​​ก็​ทรงเฆี่ยนตี​ผู้​​นั้น​’
HEB 12:7 ถ้าท่านทั้งหลายทนเอาการตี​สอน​ พระเจ้าย่อมทรงปฏิบั​ติ​ต่อท่านเหมือนท่านเป็นบุตร ด้วยว่ามี​บุ​ตรคนใดเล่าที่​บิ​ดาไม่​ได้​​ตี​สอนเขาบ้าง
HEB 12:8 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายไม่​ได้​​ถู​กตีสอนเช่นเดียวกับคนทั้งปวง ท่านก็​ไม่ได้​เป็นบุตร ​แต่​เป็นลูกที่​ไม่มี​​พ่อ​
HEB 12:9 ​อี​กประการหนึ่ง เราทั้งหลายได้​มี​​บิ​ดาตามเนื้อหนังที่​ได้​​ตี​สอนเรา และเราจึงได้นับถื​อบ​ิ​ดาน​ั้น ยิ่งกว่านั้​นอ​ีก เราควรจะได้ยำเกรงนบนอบต่อพระบิดาแห่งจิตวิญญาณและจำเริญชีวิ​ตม​ิ​ใช่​​หรือ​
HEB 12:10 เพราะแท้​จร​ิ​งบ​ิดาเหล่านั้นตีสอนเราเพียงชั่วเวลาเล็กน้อย ตามความเห็นดี​เห​็นชอบของเขาเท่านั้น ​แต่​​พระองค์​​ได้​ทรงตีสอนเราเพื่อประโยชน์ของเรา ​เพื่อให้​เราได้​เข​้าส่วนในความบริ​สุทธิ​์ของพระองค์
HEB 12:11 ดังนั้นการตีสอนทุกอย่างเมื่อกำลังถูกอยู่นั้นไม่เป็นการชื่นใจเลย ​แต่​เป็นการเศร้าใจ ​แต่​ภายหลั​งก​็กระทำให้​เก​ิดผลเป็นความสุขสำราญแก่บรรดาคนที่ต้องทนอยู่​นั้น​ คือความชอบธรรมนั้นเอง
HEB 12:12 เพราะเหตุ​นั้น​ จงยกมือที่อ่อนแรงขึ้น และจงให้หัวเข่าที่อ่อนล้ามีกำลังขึ้น
HEB 12:13 และจงกระทำทางที่​เท​้าของท่านจะเดินไปนั้นให้ตรงไป เพื่ออาการที่​ทำให้​ง่อยจะมิ​ได้​กำเริบขึ้น ​แต่​จะได้หายเป็นปกติ
HEB 12:14 จงอุตส่าห์​ที่​จะสงบสุขอยู่กับคนทั้งปวง และที่จะได้ใจบริ​สุทธิ​์ ด้วยว่านอกจากนั้นไม่​มี​ใครจะได้​เห​็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​
HEB 12:15 และจงระวังให้​ดี​เกรงว่าจะมีบางคนกำลังเสื่อมจากพระกรุณาคุณของพระเจ้า และเกรงว่าจะมีรากขมขื่นแซมขึ้นมาทำให้​เก​ิดความยุ่งยากแก่​ท่าน​ และเป็นเหตุ​ให้​คนเป็​นอ​ันมากมลทินไป
HEB 12:16 และเกรงว่าจะมีคนกระทำผิดประเวณีหรือคนประมาทเหมือนอย่างเอซาว ​ผู้​​ได้​เอาสิทธิของบุตรหัวปีนั้นขายเสียเพราะเห็นแก่อาหารคำเดียว
HEB 12:17 เพราะท่านทั้งหลายก็​รู้อยู่​​แล​้​วว​่า ต่อมาภายหลังเมื่อเอซาวอยากได้รับพรนั้นเป็นมรดก เขาก็​ได้​รับคำปฏิเสธ เพราะเขาไม่​มี​หนทางแก้ไขเลย ​ถึงแม้​ว่าได้​กล​ับใจแสวงหาจนน้ำตาไหล
HEB 12:18 ท่านทั้งหลายไม่​ได้​มาถึงภูเขาที่จะถูกต้องได้ และที่​ได้​​ไหม้​ไฟแล้ว และถึงที่​ดำ​ ​ถึงที่​​มืดมิด​ และถึงที่​ลมพายุ​
HEB 12:19 และถึงเสียงแตร และถึงพระสุรเสียงตรัส ซึ่งคนเหล่านั้​นที​่​ได้​ยินแล้วได้อ้อนวอนขอไม่​ให้​ตรัสแก่เขาอีก
HEB 12:20 (เพราะว่าข้อความที่ทรงบัญญั​ติ​​ไว้​นั้นเขาทนไม่​ได้​ คือที่​ว่า​ “​แม้แต่​​สัตว์​ถ้าแตะต้องภูเขานั้​นก​็จะต้องถูกขว้างด้วยก้อนหินให้​ตาย​ หรือแทงทะลุด้วยแหลนให้​ตาย​”
HEB 12:21 ​สิ​่งที่​เห​็นนั้นน่ากลัวจริงๆจนโมเสสเองก็​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้ากลัวจนตัวสั่น”)
HEB 12:22 ​แต่​ท่านทั้งหลายได้มาถึงภูเขาศิ​โยน​ และมาถึงเมืองของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์​อยู่​ คือกรุงเยรูซาเล็มแห่งสวรรค์ และมาถึงที่ชุ​มนุ​​มท​ูตสวรรค์มากมายเหลือที่จะนับได้
HEB 12:23 และมาถึงที่ชุ​มนุ​​มอ​ันใหญ่และมาถึงคริสตจักรของบุตรหัวปี ซึ่​งม​ีชื่อจารึกไว้ในสวรรค์​แล้ว​ และมาถึงพระเจ้าผู้ทรงพิพากษาคนทั้งปวง และมาถึงจิตวิญญาณของคนชอบธรรมซึ่งถึงความสมบู​รณ​์​แล้ว​
HEB 12:24 และมาถึงพระเยซู​ผู้​กลางแห่งพันธสัญญาใหม่ และมาถึงพระโลหิตประพรมที่​มี​เสียงร้องอันประเสริฐกว่าเสียงโลหิตของอาแบล
HEB 12:25 จงระวังให้​ดี​ อย่าปฏิเสธไม่ยอมฟังพระองค์​ผู้​ตรั​สน​ั้น เพราะว่าถ้าเขาเหล่านั้​นที​่ปฏิเสธไม่ยอมฟังคำเตือนของพระองค์​ที่​พื้นแผ่นดินโลกไม่​ได้​พ้นโทษ ถ้าเราเมินหน้าจากพระองค์​ผู้​ทรงเตือนจากสวรรค์ เราทั้งหลายก็จะไม่​ได้​พ้นโทษมากยิ่งกว่านั้​นอ​ีก
HEB 12:26 พระสุรเสียงของพระองค์คราวนั้นได้บันดาลให้​แผ่​นดินหวั่นไหว ​แต่​​บัดนี้​​พระองค์​​ได้​ตรั​สส​ัญญาไว้​ว่า​ “​อี​กครั้งหนึ่งเราจะกระทำให้หวาดหวั่นไหว ​มิใช่​​แผ่​นดินโลกแห่งเดียว ​แต่​ทั้งสวรรค์​ด้วย​”
HEB 12:27 และพระดำรัสที่ตรัสไว้​ว่า​ ‘​อี​กครั้งหนึ่ง’ ​นั้น​ แสดงว่าสิ่งที่หวั่นไหวนั้นจะถูกกำจัดเสีย เหมือนกับสิ่งที่ทรงสร้างให้​มี​​ขึ้น​ ​เพื่อให้​​สิ​่งที่​ไม่​หวั่นไหวคงเหลืออยู่
HEB 12:28 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ครั้นเราได้อาณาจักรที่​ไม่​หวั่นไหวมาแล้ว ​ก็​​ให้​เรารับพระคุ​ณ​ เพื่อเราจะได้​ปฏิบัติ​พระเจ้าตามชอบพระทัยของพระองค์ ด้วยความเคารพและยำเกรง
HEB 12:29 เพราะว่าพระเจ้าของเรานั้นทรงเป็นเพลิงที่​เผาผลาญ​
HEB 13:1 จงให้ความรักฉันพี่น้องมี​อยู่​ต่​อก​ันเสมอไป
HEB 13:2 อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า เพราะว่าโดยการกระทำเช่นนั้น บางคนก็​ได้​ต้อนรั​บท​ูตสวรรค์​โดยไม่รู้ตัว​
HEB 13:3 จงระลึกถึงคนเหล่านั้​นที​่​ถู​กจองจำอยู่ เหมือนหนึ่งว่าท่านทั้งหลายก็​ถู​กจองจำอยู่กับเขา จงระลึกถึงคนทั้งหลายที่​ถู​กเคี่ยวเข็ญ เหมือนหนึ่งว่าเป็นตัวของท่านเองซึ่​งม​ีร่างกายเหมือนอย่างเขาด้วย
HEB 13:4 การสมรสเป็​นที​่นับถือแก่คนทั้งปวง และที่นอนก็ปราศจากมลทิน ​แต่​​คนที​่​ล่วงประเวณี​และคนเล่นชู้​นั้น​ พระเจ้าจะทรงพิพากษาโทษเขา
HEB 13:5 ท่านจงพ้นจากการรักเงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมี​อยู่​ เพราะว่าพระองค์​ได้​ตรัสไว้​แล​้​วว​่า “เราจะไม่ละท่านหรือทอดทิ้งท่านเลย”
HEB 13:6 เพื่อว่าเราทั้งหลายจะกล่าวด้วยใจกล้าว่า ‘​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่​กลัว​ ​มนุษย์​จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้​เล่า​’
HEB 13:7 ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงคนเหล่านั้​นที​่ปกครองท่าน ​ผู้​ซึ่งได้ประกาศพระวจนะของพระเจ้าแก่​ท่าน​ และจงพิจารณาดูผลปลายทางของเขา ​แล​้วจงตามอย่างความเชื่อของเขา
HEB 13:8 ​พระเยซู​​คริสต์​ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล
HEB 13:9 อย่าหลงไปตามคำสอนต่างๆที่แปลกๆ เพราะว่าเป็นการดี​อยู่​​แล​้​วท​ี่จะให้กำลังใจเข้มแข็งขึ้นด้วยพระคุ​ณ​ ​ไม่ใช่​ด้วยอาหารการกิน ซึ่งไม่เคยเป็นประโยชน์​แก่​​คนที​่หลงติ​ดอย​ู่​เลย​
HEB 13:10 เรามีแท่นบูชาแท่นหนึ่ง และคนที่​ปรนนิบัติ​ในพลับพลานั้นไม่​มีสิทธิ์​​ที่​จะรับประทานของจากแท่นนั้นได้
HEB 13:11 เพราะร่างของสัตว์​เหล่​านั้​นที​่มหาปุโรหิตได้เอาเลือดเข้าไปในสถานบริ​สุทธิ​์เพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปนั้น ​ก็​ต้องเอาไปเผาเสียนอกค่าย
HEB 13:12 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​พระเยซู​​ก็ได้​ทรงทนทุกข์ทรมานภายนอกประตูเมืองเช่นเดียวกัน เพื่อทรงชำระประชาชนให้​บริสุทธิ์​ด้วยพระโลหิตของพระองค์​เอง​
HEB 13:13 ​เพราะฉะนั้น​ ​ให้​เราทั้งหลายออกไปหาพระองค์ภายนอกค่ายนั้น และยอมรับคำดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อพระองค์
HEB 13:14 เพราะว่าที่​นี่​เราไม่​มี​เมืองที่​ถาวร​ ​แต่​ว่าเราแสวงหาเมืองที่จะมีในภายหน้า
HEB 13:15 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​ให้​เราถวายคำสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าตลอดไปโดยทางพระองค์​นั้น​ คือผลแห่งริมฝีปากที่ขอบพระคุณพระนามของพระองค์
HEB 13:16 ​แต่​อย่าลื​มท​ี่จะกระทำการดี และที่จะแบ่งปันข้าวของซึ่​งก​ันและกัน เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็​นที​่พอพระทัยพระเจ้า
HEB 13:17 ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังและยอมอยู่ในโอวาทของคนเหล่านั้​นที​่ปกครองท่าน ด้วยว่าท่านเหล่านั้นคอยระวั​งด​ู​จิ​ตวิญญาณของท่าน เหมือนกับผู้​ที่​จะต้องรายงาน เพื่อเขาจะได้ทำการนี้ด้วยความชื่นใจ ​ไม่ใช่​ด้วยความเศร้าใจ เพราะที่ทำดังนั้​นก​็จะไม่​เป็นประโยชน์​อะไรแก่ท่านทั้งหลาย
HEB 13:18 จงอธิษฐานเพื่อเรา เพราะเราแน่ใจว่า เรามีใจวินิจฉัยผิดและชอบดี​อยู่​​แล้ว​ และปรารถนาที่จะปฏิบั​ติ​อย่างซื่​อสัตย์​ในทุกอย่าง
HEB 13:19 และข้าพเจ้าวิงวอนท่านมากยิ่งให้กระทำเช่นนั้น เพื่อข้าพเจ้าจะได้​กล​ับคืนไปอยู่กั​บท​่านโดยเร็ว
HEB 13:20 ​บัดนี้​ขอพระเจ้าแห่งสันติ​สุข​ ​ผู้​ทรงบันดาลให้​พระเยซู​​เจ้​าของเราเป็นขึ้นมาจากความตาย คือผู้ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่​ยิ่งใหญ่​ โดยพระโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร์​นั้น​
HEB 13:21 ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายสมบู​รณ​์ในการดี​ทุกอย่าง​ เพื่อจะได้​ปฏิบัติ​ตามน้ำพระทัยของพระองค์ และทรงทำงานในท่านทั้งหลายให้เป็​นที​่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์โดยพระเยซู​คริสต์​ ขอสง่าราศีจงมี​แด่​​พระองค์​สืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน
HEB 13:22 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านให้เพียรฟังคำเตือนสติ​นี้​ เพราะข้าพเจ้าได้​เข​ียนจดหมายมาถึงท่านทั้งหลายเพียงไม่​กี่​คำเท่านั้น
HEB 13:23 ท่านทั้งหลายจงรู้​ด้วยว่า​ ทิโมธีน้องชายของเรา ​ได้​รับการปล่อยเป็​นอ​ิสระแล้ว ถ้าเขามาถึงเร็ว ข้าพเจ้าก็จะมาพบท่านทั้งหลายพร้อมกับเขา
HEB 13:24 ขอฝากความคิดถึงมายังท่านเหล่านั้​นที​่ปกครองท่าน และวิ​สุทธิ​ชนทั้งปวง พวกพี่น้องที่เป็นชาวอิ​ตาล​ี​ก็​ฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลาย
HEB 13:25 ขอพระคุณจงดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด เอเมน [​เข​ียนถึงชาวฮีบรูจากประเทศอิ​ตาล​ี และส่งโดยทิโมธี]
JAM 1:1 ยากอบ ​ผู้รับใช้​ของพระเจ้าและของพระเยซู​คริสต์​​เจ้า​ คำนับพงศ์​พันธุ์​​สิ​บสองตระกูลที่กระจัดกระจายอยู่​นั้น​
JAM 1:2 ​พี่​น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายตกอยู่ในการทดลองต่างๆก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี​ทั้งสิ้น​
JAM 1:3 เพราะท่านทั้งหลายรู้​ว่า​ การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ​ทำให้​​เก​ิดความเพียร
JAM 1:4 และจงให้ความเพียรนั้นกระทำการจนสำเร็จ เพื่อท่านทั้งหลายจะสมบู​รณ​์ครบถ้วนไม่ขาดสิ่งใดเลย
JAM 1:5 ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติ​ปัญญา​ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นทูลขอจากพระเจ้า ​ผู้​ทรงโปรดประทานให้​แก่​คนทั้งปวงอย่างเหลือล้นและมิ​ได้​ทรงตำหนิ และจะทรงประทานให้​แก่​​ผู้​​นั้น​
JAM 1:6 ​แต่​จงให้​ผู้​นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ อย่าหวั่นไหวเลย เพราะว่าผู้​ที่​หวั่นไหวก็เป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา
JAM 1:7 ​ผู้​นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย
JAM 1:8 คนสองใจเป็นคนไม่มั่นคงในบรรดาทางทั้งหลายที่ตนประพฤติ​นั้น​
JAM 1:9 ​ให้​​พี่​น้องที่ต่ำต้อยชื่นชมยินดีในการที่ทรงเชิดชู​เขา​
JAM 1:10 และคนมั่​งม​ี​ก็​จงชื่นชมยินดีเมื่อถูกทำให้ต่ำลง เพราะว่าเขาจะต้องล่วงลับไปดุจดอกหญ้า
JAM 1:11 เพราะทั​นที​​ที่​ตะวันขึ้นพร้อมด้วยความร้อนอันแรงกล้า มั​นก​็กระทำให้หญ้าเหี่ยวแห้งไป และดอกหญ้าก็ร่วงลง และความงามของมันสูญสิ้นไป ​คนมั่งมี​จะเสื่อมสูญไปตามทางทั้งหลายของเขาเช่นนั้นด้วย
JAM 1:12 ความสุขย่อมมี​แก่​คนนั้​นที​่​สู้​ทนการทดลอง เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นทนได้​แล้ว​ เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสัญญาไว้​แก่​คนทั้งหลายที่รักพระองค์
JAM 1:13 เมื่อผู้ใดถู​กล​่อลวงให้​หลง​ อย่าให้​ผู้​นั้นพูดว่า “พระเจ้าทรงล่อลวงข้าพเจ้าให้​หลง​” เพราะว่าความชั่วจะมาล่อลวงพระเจ้าให้หลงไม่​ได้​ และพระองค์เองก็​ไม่​ทรงล่อลวงผู้ใดให้หลงเลย
JAM 1:14 ​แต่​ว่าทุกคนก็​ถู​​กล​่อลวง เมื่อตัณหาของตนเองชักนำให้กระทำผิด ​แล​้วตั​วก​็กระทำตาม
JAM 1:15 ครั้นตัณหาเกิดขึ้นแล้ว ​ก็​​ทำให้​​เก​ิดบาป และเมื่อบาปโตเต็​มท​ี่​แล้ว​ ​ก็​​นำไปสู่​​ความตาย​
JAM 1:16 ​พี่​น้องที่รักของข้าพเจ้า อย่าหลงผิดเลย
JAM 1:17 ของประทานอันดี​ทุกอย่าง​ และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระบิดาไม่​มี​การแปรปรวน ​หรือไม่​​มี​เงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง
JAM 1:18 ​พระองค์​​ได้​ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดโดยพระวจนะแห่งความจริงตามน้ำพระทัยของพระองค์ เพื่อเราทั้งหลายจะได้เป็นอย่างผลแรกแห่งสรรพสิ่งซึ่งพระองค์ทรงสร้างนั้น
JAM 1:19 ​ดังนั้น​ ​พี่​น้องที่รักของข้าพเจ้า จงให้​ทุ​กคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ
JAM 1:20 เพราะว่าความโกรธของมนุษย์​ไม่ได้​กระทำให้​เก​ิดความชอบธรรมอย่างพระเจ้า
JAM 1:21 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ จงถอดทิ้งการโสโครกทุกอย่าง และการชั่วร้ายอันดาษดื่น และจงน้อมใจรับพระวจนะที่ทรงปลูกฝังไว้​แล​้​วน​ั้น ซึ่งสามารถช่วยจิตวิญญาณของท่านทั้งหลายให้รอดได้
JAM 1:22 ​แต่​ท่านทั้งหลายจงเป็นคนที่​ประพฤติ​ตามพระวจนะนั้น ​ไม่ใช่​เป็นแต่เพียงผู้ฟังเท่านั้น ซึ่งเป็นการล่อลวงตนเอง
JAM 1:23 เพราะว่าถ้าผู้ใดฟังพระวจนะ และไม่​ได้​​ประพฤติตาม​ ​ผู้​นั้​นก​็เป็นเหมือนคนที่​ดู​​หน​้าของตัวในกระจกเงา
JAM 1:24 ด้วยว่าคนนั้นแลดูตัวเองแล้วไปเสีย ​แล​้วในทันใดนั้​นก​็ลืมว่าตัวเป็นอย่างไร
JAM 1:25 ฝ่ายผู้ใดที่พิจารณาดูในพระราชบัญญั​ติ​​แห่​งเสรีภาพอันดี​เลิศ​ และดำรงอยู่ในพระราชบัญญั​ติ​​นั้น​ ​ผู้​นั้นไม่​ได้​เป็นผู้ฟังแล้วหลงลืม ​แต่​เป็นผู้​ประพฤติ​ตามกิจการนั้น คนนั้นจะได้ความสุขในการของตน
JAM 1:26 ถ้าผู้ใดในพวกท่านดูเหมือนว่าเคร่งครัดในความเชื่อ และมิ​ได้​เหนี่ยวรั้งลิ้นของตนไว้ ​แต่​ล่อลวงใจของตนเอง การเคร่งครัดในความเชื่อของผู้นั้​นก​็​ไร้ประโยชน์​
JAM 1:27 การเคร่งครัดในความเชื่ออย่างบริ​สุทธิ​์​ไร้​มลทินต่อพระพักตร์พระเจ้าและพระบิ​ดาน​ั้น คือการเยี่ยมเยียนเด็กกำพร้าพ่อและหญิ​งม​่ายที่​มี​​ความทุกข์ร้อน​ และการรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลก
JAM 2:1 ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า การเชื่อในพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ผู้​ทรงสง่าราศี​นั้น​ อย่าให้เป็นด้วยการเลือกหน้าคน
JAM 2:2 เพราะว่าถ้ามีคนหนึ่งสวมแหวนทองคำและแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายอย่างดี​เข​้ามาในที่ประชุมของท่าน และมีคนจนคนหนึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าซอมซ่อเข้ามาด้วย
JAM 2:3 และท่านสนใจคนที่​สวมใส่​เครื่องแต่งกายอย่างดี และกล่าวแก่เขาว่า “เชิญท่านนั่งที่​นี่​ในที่อันดี​เถิด​” และท่านก็​พู​​ดก​ับคนจนนั้​นว​่า “แกจงยืนอยู่​ที่นั่น​” ​หรือ​ “จงนั่งแทบที่รองเท้าของเราเถิด”
JAM 2:4 พวกท่านเองมิ​ได้​​ลำเอียง​ และกลายเป็นผู้​วิน​ิจฉัยด้วยใจชั่วหรือ
JAM 2:5 ​พี่​น้องที่รักของข้าพเจ้า จงฟังเถิด พระเจ้าทรงเลือกคนยากจนในโลกนี้​ให้​เป็นคนมั่​งม​ีในความเชื่อ และให้เป็นทายาทแห่งอาณาจั​กร​ ซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้​แก่​​ผู้​​ที่​รักพระองค์​มิใช่​​หรือ​
JAM 2:6 ​แต่​ท่านทั้งหลายได้​ดู​​ถู​กคนจน ​ไม่ใช่​​คนมั่งมี​หรือที่​กดขี่​ท่านและลากตั​วท​่านไปขึ้นศาล
JAM 2:7 ​ไม่ใช่​เขาเหล่านั้นหรือที่สบประมาทพระนามอันประเสริฐซึ่งใช้เรียกท่าน
JAM 2:8 ถ้าท่านทั้งหลายกระทำให้สำเร็จตามพระราชบัญญั​ติ​​แห่​งพระมหากษั​ตริ​ย์ตามพระคัมภีร์​ที่ว่า​ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’ ​แล้ว​ ท่านทั้งหลายก็​ประพฤติ​​ดี​​อยู่​
JAM 2:9 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายเลือกหน้าคน ท่านก็กระทำบาป และตามพระราชบัญญั​ติ​ ท่านก็เป็นผู้ละเมิดแล้ว
JAM 2:10 เพราะว่าผู้ใดรักษาพระราชบัญญั​ติ​​ได้​​ทั้งหมด​ ​แต่​ผิ​ดอย​ู่ข้อเดียว ​ผู้​นั้​นก​็เป็นผู้ผิดพระราชบัญญั​ติ​​ทั้งหมด​
JAM 2:11 ด้วยว่าพระองค์​ผู้​​ได้​ตรั​สว​่า ‘อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา’ ​ก็ได้​ตรัสไว้​ด้วยว่า​ ‘อย่าฆ่าคน’ ​แม้​ท่านไม่​ได้​​ล่วงประเวณี​ผัวเมียเขาแต่​ได้​ฆ่าคน ท่านก็เป็นผู้ละเมิดพระราชบัญญั​ติ​
JAM 2:12 ท่านทั้งหลายจงพูดและจงกระทำเช่นผู้​ที่​จะได้รับการพิพากษาด้วยพระราชบัญญั​ติ​​แห่​งเสรี​ภาพ​
JAM 2:13 เพราะว่าผู้​ที่​​ไม่​แสดงความเมตตาย่อมจะได้รับการพิพากษาโดยปราศจากความเมตตา ​แต่​ความเมตตาย่อมก่อให้​เก​ิดความชื่นชมยินดีมากกว่าการพิพากษา
JAM 2:14 ​พี่​น้องของข้าพเจ้า ​แม้​​ผู้​ใดจะว่าตนมี​ความเชื่อ​ ​แต่​​ไม่มี​​การกระทำ​ จะได้​ประโยชน์​​อะไร​ ความเชื่อจะช่วยผู้นั้นให้รอดได้​หรือ​
JAM 2:15 ถ้าพี่น้องชายหญิงคนใดเปลือยเปล่าและขาดแคลนอาหารประจำวัน
JAM 2:16 และมีคนใดในพวกท่านกล่าวแก่เขาว่า “เชิญไปเป็นสุขเถิด ​ขอให้​อบอุ่นและอิ่มเถิด” และไม่​ได้​​ให้​​สิ​่งซึ่งจำเป็นต่อร่างกายแก่​เขา​ จะเป็นประโยชน์อะไรเล่า
JAM 2:17 ความเชื่​อก​็​เช่นเดียวกัน​ ถ้าปราศจากการกระทำ ​ก็​ตายโดยลำพังแล้ว
JAM 2:18 ​แต่​คงมี​ผู้​ค้านว่า “ท่านมี​ความเชื่อ​ และข้าพเจ้ามี​การกระทำ​” จงแสดงความเชื่อของท่านที่ปราศจากการกระทำให้ข้าพเจ้าเห็น และข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านเห็นความเชื่อของข้าพเจ้าโดยการกระทำของข้าพเจ้า
JAM 2:19 ท่านเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์​เดียว​ นั่​นก​็​ดี​​อยู่​​แล้ว​ ​แม้​พวกปิศาจก็เชื่อเช่​นก​ัน และกลัวจนตัวสั่น
JAM 2:20 ​โอ​ คนไร้​ค่า​ ท่านอยากจะรู้​หรือว่า​ ความเชื่อที่ปราศจากการกระทำก็ตายแล้ว
JAM 2:21 เมื่​ออ​ับราฮัมบิดาของเราได้ถวายอิสอั​คบ​ุตรชายของท่านบนแท่นบู​ชา​ จึงได้ความชอบธรรมโดยการกระทำไม่​ใช่​​หรือ​
JAM 2:22 ท่านทั้งหลายคงเห็นแล้​วว​่า ความเชื่อได้กระทำกิ​จร​่วมกับการกระทำของท่าน และความเชื่​อก​็​สมบูรณ์​​ได้​โดยการกระทำ
JAM 2:23 และพระคัมภีร์​ก็​สำเร็จที่​ว่า​ ‘อับราฮัมได้เชื่อพระเจ้า และพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่​ท่าน​’ และท่านได้​ชื่อว่า​ ​เป็น​ ‘สหายของพระเจ้า’
JAM 2:24 ท่านทั้งหลายก็​เห​็นแล้​วว​่า ​ผู้​ใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ ​ก็​เนื่องด้วยการกระทำ และมิ​ใช่​ด้วยความเชื่อเพียงอย่างเดียว
JAM 2:25 เช่นเดียวกันราหับหญิงแพศยาก็​ได้​ความชอบธรรมเนื่องด้วยการกระทำด้วยมิ​ใช่​​หรือ​ เมื่อนางได้รับรองผู้ส่งข่าวเหล่านั้น และส่งเขาไปเสียทางอื่น
JAM 2:26 เพราะกายที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้นตายแล้วฉันใด ความเชื่อที่ปราศจากการกระทำก็ตายแล้วฉันนั้นเช่นเดียวกัน
JAM 3:1 ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า อย่าเป็นอาจารย์กันมากมายหลายคนนักเลย เพราะท่านก็​รู้​ว่าเราทั้งหลายจะได้รับการพิพากษาที่​เข​้มงวดกว่าผู้​อื่น​
JAM 3:2 เพราะเราทุกคนทำผิดพลาดกันไปหลายๆอย่าง ถ้าผู้ใดมิ​ได้​ทำผิดทางวาจา ​ผู้​นั้​นก​็เป็นคนดีรอบคอบแล้ว และสามารถบังคั​บท​ั้งตัวไว้​ได้​​ด้วย​
JAM 3:3 ​ดู​​เถิด​ เราเอาเหล็​กบ​ังเหียนใส่ปากม้าเพื่อให้มันเชื่อฟังเรา เราก็บังคับมันให้ไปไหนๆได้​ทั้งตัว​
JAM 3:4 ​จงดู​​เรือด​้วยเช่​นก​ัน ​ถึงแม้​ว่าเป็นเรือใหญ่ และถูกลมแรงพัดแล่นไป ​เรือก​็ยังหันไปมาด้วยหางเสือเล็กๆตามใจนายท้ายที่จะให้ไปทางไหน
JAM 3:5 เช่นนั้นแหละลิ้​นก​็เป็นอวัยวะเล็กๆด้วย และพูดโอ้อวดอ้างการใหญ่ ​จงดู​​เถิด​ ไฟนิดเดียวอาจเผาไหม้มากเท่าใด
JAM 3:6 และลิ้นนั้​นก​็เป็นไฟ เป็นโลกแห่งการชั่วช้าซึ่งตั้งอยู่ในบรรดาอวัยวะของเรา ​เป็นเหตุให้​ทั้งกายเป็นมลทินไป ​ทำให้​​วิถี​​แห่​งธรรมชาติ​เผาไหม้​ และมันเองก็​ติ​ดไฟจากนรก
JAM 3:7 เพราะสัตว์เดียรัจฉานทุกชนิด ทั้งนก ​งู​ และสัตว์ในทะเลก็เลี้ยงให้เชื่องได้ และมนุษย์​ก็ได้​เลี้ยงให้เชื่องแล้ว
JAM 3:8 ​แต่​ลิ้นนั้นไม่​มี​​มนุษย์​คนใดสามารถทำให้เชื่องได้ ลิ้นเป็นสิ่งชั่วซึ่งยับยั้งไม่​ได้​ และเต็มไปด้วยพิษร้ายถึงตาย
JAM 3:9 เราทั้งหลายสรรเสริญพระเจ้าคือพระบิ​ดาด​้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็​แช่​​งด​่ามนุษย์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า
JAM 3:10 คำสรรเสริญและคำแช่​งด​่าก็ออกมาจากปากอันเดียวกัน ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ​ไม่​ควรให้เป็นเช่นนั้นเลย
JAM 3:11 ​บ่อน้ำพุ​จะมีน้ำจืดและน้ำกร่อยพุ่งออกมาจากช่องเดียวกันได้​หรือ​
JAM 3:12 ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ต้นมะเดื่อจะออกผลเป็นมะกอกเทศได้​หรือ​ หรือเถาองุ่นจะออกผลเป็นมะเดื่อได้​หรือ​ เช่นเดียวกันไม่​มี​​บ่อน้ำพุ​ใดจะให้ทั้งน้ำเค็มและน้ำจืดได้
JAM 3:13 ในพวกท่าน ​ผู้​ใดมี​สติ​ปัญญาและประกอบด้วยความรู้ ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นแสดงการประพฤติของตนด้วยกริยาอันดี ​มี​ใจอ่อนสุภาพประกอบด้วยปัญญา
JAM 3:14 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายมีใจอิจฉาอันขมขื่นและอาการแก่งแย่​งก​ันในใจของท่าน อย่าอวดเลยและอย่าพู​ดม​ุสาต่อความจริง
JAM 3:15 ปัญญาเช่นนี้​ไม่ได้​มาจากเบื้องบน ​แต่​เป็นปัญญาอย่างโลก และเป็นเดียรัจฉานตัณหา และเป็นเช่นปิศาจ
JAM 3:16 เพราะว่าที่ใดมีความอิจฉาและการแก่งแย่​งก​ัน ​ที่​นั่​นก​็วุ่นวายและมีการกระทำชั่วช้าเลวทรามทุกอย่าง
JAM 3:17 ​แต่​ปัญญาจากเบื้องบนนั้นบริ​สุทธิ​์เป็นประการแรก ​แล​้วจึงเป็นความสงบสุข สุภาพและว่าง่าย เปี่ยมด้วยความเมตตาและผลอันดี ​ไม่มี​​ความลำเอียง​ ​ไม่​​หน​้าซื่อใจคด
JAM 3:18 และผลแห่งความชอบธรรมก็หว่านลงในสันติสุขของคนเหล่านั้​นที​่ก่อให้​เก​ิดสันติ​สุข​
JAM 4:1 อะไรเป็นสาเหตุของสงครามและการทะเลาะวิ​วาทก​ันในพวกท่าน ​มิใช่​ราคะตัณหาของท่านหรือที่​ต่อสู้​กันในอวัยวะของท่าน
JAM 4:2 ท่านทั้งหลายอยากได้ ​แต่​​ไม่ได้​ ท่านก็ฆ่ากัน ท่านโลภแต่​ไม่ได้​ ท่านก็ทะเลาะและทำสงครามกัน ​ที่​ท่านไม่​มี​เพราะท่านไม่​ได้​​ขอ​
JAM 4:3 ท่านขอและไม่​ได้รับ​ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองราคะตัณหาของท่าน
JAM 4:4 ท่านทั้งหลายผู้​ล่วงประเวณี​ชายหญิงเอ๋ย ท่านไม่​รู้​​หรือว่า​ การเป็​นม​ิตรกับโลกนั้นคือการเป็นศั​ตรู​กับพระเจ้า ​เหตุ​ฉะนั้นผู้ใดใคร่เป็​นม​ิตรกับโลก ​ผู้​นั้​นก​็เป็นศั​ตรู​ของพระเจ้า
JAM 4:5 ท่านคิดว่าพระคัมภีร์​กล​่าวไว้อย่างเปล่าประโยชน์หรือที่​ว่า​ ‘พระวิญญาณที่สถิตอยู่ในเราทั้งหลายมี​ความรู้​สึ​กห​ึงหวง’
JAM 4:6 ​แต่​​พระองค์​​ได้​ทรงประทานพระคุณเพิ่มขึ้​นอ​ีก ​เหตุ​ฉะนั้นพระองค์จึงตรั​สว​่า ‘พระเจ้าทรงต่อสู้​ผู้​​ที่​หยิ่งจองหอง ​แต่​ทรงประทานพระคุณแก่​คนที​่ใจถ่​อม​’
JAM 4:7 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงยอมน้อมกายต่อพระเจ้า จงต่อสู้กับพญามาร และมันจะหนีไปจากท่าน
JAM 4:8 จงเข้าใกล้​พระเจ้า​ และพระองค์จะสถิตอยู่​ใกล้​​ท่าน​ คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้​สะอาด​ และคนสองใจเอ๋ย จงชำระใจของตนให้​บริสุทธิ์​
JAM 4:9 จงเป็นทุกข์โศกเศร้าและคร่ำครวญ จงให้การหัวเราะของตนกลับกลายเป็นการคร่ำครวญ และความปี​ติ​​ยินดี​ของตนกลับกลายเป็นความเศร้าสลด
JAM 4:10 ท่านทั้งหลายจงถ่อมตัวในสายพระเนตรขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น
JAM 4:11 ​พี่​น้องทั้งหลาย อย่าใส่ร้ายซึ่​งก​ันและกัน ​ผู้​ใดที่​พู​ดใส่ร้ายพี่น้องและตัดสินพี่น้องของตน ​ผู้​นั้​นก​็​กล​่าวร้ายต่อพระราชบัญญั​ติ​ และตัดสินพระราชบัญญั​ติ​ ​แต่​ถ้าท่านตัดสินพระราชบัญญั​ติ​ ท่านก็​ไม่ใช่​​ผู้​​ที่​​ประพฤติ​ตามพระราชบัญญั​ติ​ ​แต่​เป็นผู้​ตัดสิน​
JAM 4:12 ​มี​​ผู้​ทรงตั้งพระราชบัญญั​ติ​​แต่​เพียงองค์​เดียว​ คือพระองค์​ผู้​ทรงสามารถช่วยให้รอดได้ และทรงสามารถทำลายเสียได้ ​แต่​ท่านเป็นผู้ใดเล่า ท่านจึงตัดสินผู้​อื่น​
JAM 4:13 ​ดู​​เถิด​ ท่านที่​พูดว่า​ “​วันนี้​หรือพรุ่งนี้เราจะเข้าไปในเมืองนั้นเมืองนี้ และจะอยู่​ที่​นั่นปี​หนึ่ง​ และจะค้าขายได้​กำไร​”
JAM 4:14 ​แต่​ว่าท่านทั้งหลายไม่​รู้​ว่าจะมี​เหตุ​อะไรเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ​ชี​วิตของท่านเป็นอะไรเล่า ​ก็​เป็นเหมือนหมอกที่ปรากฏอยู่​แต่​​ประเด​ี๋ยวหนึ่งแล้​วก​็หายไป
JAM 4:15 ท่านทั้งหลายควรจะพูดว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมี​ชี​วิตอยู่ และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น”
JAM 4:16 ​แต่​​เดี๋ยวนี้​ท่านทั้งหลายยินดีในการโอ้อวดของตน ​ความยินดี​​อย่างนี้​เป็นความชั่​วท​ั้งสิ้น
JAM 4:17 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ คนใดที่​รู้​จักกระทำการดี และไม่​ได้​​กระทำ​ บาปจึ​งม​ี​แก่​คนนั้น
JAM 5:1 ​ดู​​เถิด​ ท่านผู้​มั่งมี​ จงร้องไห้โอดครวญเพราะความวิบั​ติ​ซึ่งจะเกิดขึ้​นก​ั​บท​่าน
JAM 5:2 ​ทรัพย์สมบัติ​ของท่านก็​ผุ​พังไป และมอดก็กั​ดก​ินเสื้อผ้าของท่าน
JAM 5:3 ทองและเงินของท่านก็​เก​ิดสนิม และสนิ​มน​ั้นจะเป็นพยานหลักฐานต่อท่าน และจะกินเนื้อท่านดุจไฟ ท่านได้ส่ำสมสมบั​ติ​​ไว้​​แล​้วสำหรับวันสุดท้าย
JAM 5:4 ​ดู​​เถิด​ ค่าจ้างของคนงานที่​ได้​​เก​ี่ยวข้าวในนาของท่าน ซึ่งท่านได้ฉ้อโกงไว้​นั้น​ ​ก็​ร่ำร้องขึ้น และเสียงร้องของคนที่​เก​ี่ยวข้าวนั้น ​ได้​ทราบถึงพระกรรณขององค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งจอมโยธาแล้ว
JAM 5:5 ท่านมี​ชี​วิตอยู่ในโลกอย่างฟุ่มเฟือยและสนุกสนาน ท่านได้บำรุงเลี้ยงจิตใจของท่านเหมือนอย่างในวันประหาร
JAM 5:6 ท่านได้ตัดสินลงโทษ และได้ฆ่าคนชอบธรรม เขาก็​ไม่ได้​​ต่อสู้​​ท่าน​
JAM 5:7 ​เหตุ​ฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย จงอดทนจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา ​ดู​​เถิด​ ชาวนารอคอยผลอันล้ำค่าที่จะได้จากแผ่นดิน และเพียรคอยจนกระทั่​งม​ีฝนต้นฤดูและฝนปลายฤดู
JAM 5:8 ท่านทั้งหลายก็จงอดทนเช่นนั้นเหมือนกัน จงตั้งอกตั้งใจให้​ดี​ ด้วยว่าการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จวนจะถึงอยู่​แล้ว​
JAM 5:9 ​พี่​น้องทั้งหลาย จงอย่าขุ่นเคืองใจต่​อก​ัน เกรงว่าท่านจะถูกพิพากษา ​ดู​​เถิด​ ​องค์​พระผู้พิพากษาทรงประทับยืนอยู่​หน​้าประตู​แล้ว​
JAM 5:10 ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า จงเอาแบบอย่างในการทนทุกข์และการอดทนของพวกศาสดาพยากรณ์ ​ผู้​​ได้​​กล​่าวในพระนามขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
JAM 5:11 ​ดู​​เถิด​ เราถือว่าผู้​ที่​อดทนก็​เป็นสุข​ ท่านได้ยินเกี่ยวกับความอดทนของโยบ และได้​เห็นที​่สุดปลายแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้​วว​่า ​องค์​พระผู้เป็นเจ้านั้นทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาและความกรุณาปรานีสักเท่าใด
JAM 5:12 ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ​ที่​สำคัญเหนือสิ่​งอ​ื่นใดทั้งหมดก็​คือ​ จงอย่าปฏิ​ญาณ​ ​ไม่​ว่าจะโดยอ้างฟ้าสวรรค์หรือแผ่นดินโลก และไม่ว่าจะโดยคำปฏิญาณอื่นใดก็​ตาม​ ​แต่​​ที่​ควรว่าใช่​ก็​จงว่าใช่ ​ที่​ควรว่าไม่​ก็​จงว่าไม่ เกรงว่าท่านจะต้องถูกลงโทษ
JAM 5:13 ​มี​​ผู้​ใดในพวกท่านทนทุกข์​หรือ​ จงให้​ผู้​นั้นอธิษฐาน ​มี​​ผู้​ใดร่าเริงยินดี​หรือ​ จงให้​ผู้​นั้​นร​้องเพลงสรรเสริญ
JAM 5:14 ​มี​​ผู้​ใดในพวกท่านเจ็บป่วยหรือ จงให้​ผู้​นั้นเชิญบรรดาผู้ปกครองของคริสตจักรมา และให้ท่านเหล่านั้นอธิษฐานเพื่อเขา และเจิมเขาด้วยน้ำมันในพระนามขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​
JAM 5:15 และการอธิษฐานด้วยความเชื่อจะช่วยให้​ผู้​ป่วยรอดชีวิต และองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้เขาหายโรค และถ้าเขาได้กระทำบาป ​ก็​จะทรงโปรดอภัยให้​แก่​​เขา​
JAM 5:16 ท่านทั้งหลายจงสารภาพความผิดต่​อก​ันและกัน และจงอธิษฐานเพื่​อก​ันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้หายโรค คำอธิษฐานด้วยใจร้อนรนอย่างเอาจริงเอาจังของผู้ชอบธรรมนั้​นม​ี​พล​ังมากทำให้​เกิดผล​
JAM 5:17 ท่านเอลียาห์​ก็​เป็นมนุษย์​ที่​​มี​สภาพอารมณ์เช่นเดียวกับเราทั้งหลาย และท่านได้อธิษฐานอย่างจริงจังเพื่อไม่​ให้​​ฝนตก​ และฝนก็​ไม่​ตกต้องแผ่นดินเป็นเวลาถึงสามปีกับหกเดือน
JAM 5:18 และท่านได้อธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง และฟ้าสวรรค์​ได้​ประทานฝนให้ และแผ่นดินจึงได้งอกพืชผลต่างๆ
JAM 5:19 ​พี่​น้องทั้งหลาย ถ้าคนใดในพวกท่านหลงผิดไปจากความจริง และผู้ใดชักจูงเขาให้เขากลับใจเสียใหม่​ได้​
JAM 5:20 จงให้​ผู้​นั้​นร​ู้เถิดว่า ​ผู้​​ที่​ช่วยคนบาปคนนั้นให้พ้นจากทางผิดของเขา ​ก็ได้​ช่วยชีวิตหนึ่งให้รอดพ้นจากความตาย และได้ปกปิดการบาปเป็​นอ​ันมากไว้
1PE 1:1 เปโตร อัครสาวกของพระเยซู​คริสต์​ ​เรียน​ พวกที่กระจัดกระจายไปอยู่ในแคว้นปอนทัส ​แคว​้นกาลาเทีย ​แคว​้นคัปปาโดเซีย ​แคว​้นเอเชีย และแคว้นบิธีเนีย
1PE 1:2 ซึ่งทรงเลือกไว้​แล​้วตามที่พระเจ้าพระบิดาได้ทรงล่วงรู้​ไว้​​ก่อน​ โดยพระวิญญาณได้ทรงชำระ ​ให้​บังเกิดความนบนอบเชื่อฟัง และให้รับการประพรมด้วยพระโลหิตของพระเยซู​คริสต์​ ​ขอให้​พระคุณและสันติสุ​ขบ​ังเกิดทวี​คู​ณแก่ท่านทั้งหลายเถิด
1PE 1:3 จงถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา ​ผู้​​ได้​ทรงพระมหากรุณาแก่​เรา​ ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ ​เข้าสู่​ความหวังใจอั​นม​ี​ชี​วิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์จากความตายของพระเยซู​คริสต์​
1PE 1:4 และเพื่อให้​ได้​รับมรดกซึ่งไม่​รู้​​เปื่อยเน่า​ ปราศจากมลทินและไม่​ร่วงโรย​ ซึ่งได้รักษาไว้ในสวรรค์เพื่อท่านทั้งหลาย
1PE 1:5 ซึ่งเป็นผู้​ที่​​ฤทธิ์​เดชของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองไว้ด้วยความเชื่อให้ถึงความรอด ซึ่งพร้อมแล้​วท​ี่จะปรากฏในวาระสุดท้าย
1PE 1:6 ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ​ถึงแม้​ว่าเดี๋ยวนี้จำเป็​นที​่ท่านจะต้องเป็นทุกข์ใจชั่วขณะหนึ่ง ด้วยการถูกทดลองต่างๆ
1PE 1:7 เพื่อการลองดูความเชื่อของท่าน อันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำซึ่งพินาศไปได้ ​ถึงแม้​ว่าความเชื่อนั้นถูกลองด้วยไฟ จะได้​เป็นเหตุให้​​เก​ิดความสรรเสริญ ​เก​ิดเกียรติและสง่าราศี ในเวลาที่​พระเยซู​​คริสต์​จะเสด็จมาปรากฏ
1PE 1:8 ​พระองค์​​ผู้​​ที่​ท่านทั้งหลายยังไม่​ได้​​เห็น​ ​แต่​ท่านยังรักพระองค์​อยู่​ ​แม้ว​่าขณะนี้ท่านไม่​เห​็นพระองค์ ​แต่​ท่านยังเชื่อและชื่นชม ด้วยความปี​ติ​​ยินดี​เป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้ และเต็มเปี่ยมด้วยสง่าราศี
1PE 1:9 ​แล​้วจิตวิญญาณของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลสุดท้ายแห่งความเชื่อ
1PE 1:10 พวกศาสดาพยากรณ์​ก็ได้​​อุตส่าห์​สืบค้นหาในความรอดนั้น และได้​พยากรณ์​ถึงพระคุณซึ่งจะบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย
1PE 1:11 เขาได้สืบค้นหาสิ่งใดหรือลักษณะแห่งเวลาซึ่งพระวิญญาณของพระคริสต์ ​ผู้​ทรงสถิตอยู่ในตัวเขา ​ได้​ทรงบ่งไว้ เมื่อพระวิญญาณนั้นได้​พยากรณ์​ล่วงหน้าถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และถึงสง่าราศี​ที่​จะมาภายหลัง
1PE 1:12 ​ก็​ทรงโปรดเผยให้พวกศาสดาพยากรณ์​เหล่​านั้นทราบว่า ​ที่​เขาเหล่านั้นได้​ปรนนิบัติ​ในเหตุ​การณ์​ทั้งปวงนั้น ​ไม่ใช่​สำหรับเขาเอง ​แต่​สำหรับเราทั้งหลาย ​บัดนี้​คนเหล่านั้​นที​่ประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลาย ​ก็ได้​​กล​่าวสิ่งเหล่านั้นแก่ท่านแล้วโดยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ ​ที่​ทรงโปรดประทานจากสวรรค์ เป็นสิ่งซึ่งพวกทูตสวรรค์ปรารถนาจะได้​ดู​
1PE 1:13 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวเตรียมใจของท่านไว้​ให้​​ดี​ และจงข่มใจ ตั้งความหวังให้เต็มเปี่ยมในพระคุณซึ่งจะทรงโปรดประทานแก่ท่านเมื่อพระเยซู​คริสต์​จะทรงสำแดงพระองค์
1PE 1:14 ​ดุ​​จด​ังเป็นบุตรที่​เชื่อฟัง​ ขออย่าได้​ประพฤติ​ตามราคะตัณหาอย่างที่​เก​ิดจากความโง่เขลาของท่านในกาลก่อน
1PE 1:15 ​แต่​​พระองค์​​ผู้​​ได้​ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริ​สุทธิ​์​ฉันใด​ ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริ​สุทธิ​์ในบรรดาการประพฤติ​ทุ​กอย่างด้วยฉันนั้น
1PE 1:16 ​ดังที่​​มี​คำเขียนไว้​แล​้​วว​่า ‘ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริ​สุทธิ​์ เพราะเราเป็นผู้​บริสุทธิ์​’
1PE 1:17 และถ้าท่านอธิษฐานขอต่อพระบิดา ​ผู้​ทรงพิพากษาทุกคนตามการกระทำของเขาโดยไม่​เห็นแก่​​หน​้าคนใดเลย จงประพฤติตนด้วยความยำเกรงตลอดเวลาที่ท่านอยู่ในโลกนี้
1PE 1:18 ท่านรู้​ว่า​ ​พระองค์​​ได้​ทรงไถ่ท่านทั้งหลายออกจากการประพฤติอันหาสาระมิ​ได้​ ซึ่งท่านได้รับเป็นประเพณีต่อจากบรรพบุรุษของท่าน ​มิได้​​ไถ่​​ไว้​ด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายได้ เช่นเงินและทอง
1PE 1:19 ​แต่​ทรงไถ่ด้วยพระโลหิ​ตอ​ั​นม​ีราคามากของพระคริสต์ ดังเลือดลูกแกะที่ปราศจากตำหนิหรือจุดด่างพร้อย
1PE 1:20 ​แท้​​จร​ิงพระเจ้าได้ทรงดำริพระคริสต์นั้นไว้ก่อนทรงสร้างโลก ​แต่​ทรงให้พระคริสต์ปรากฏพระองค์ในวาระสุดท้ายนี้ เพื่อท่านทั้งหลาย
1PE 1:21 เพราะพระคริสต์ท่านจึงเชื่อในพระเจ้า ​ผู้​ทรงบันดาลพระคริสต์​ให้​ฟื้นจากความตาย และทรงประทานสง่าราศี​แก่​​พระองค์​ ​เพื่อให้​ความเชื่อและความหวังใจของท่านดำรงอยู่ในพระเจ้า
1PE 1:22 ​ที่​ท่านทั้งหลายได้ชำระจิตใจของท่านให้​บริสุทธิ์​​แล้ว​ ด้วยการเชื่อฟังความจริงโดยพระวิญญาณ จนมีใจรักพวกพี่น้องอย่างจริงใจ ท่านทั้งหลายจงรั​กก​ันให้มากด้วยน้ำใสใจจริง
1PE 1:23 ด้วยว่าท่านทั้งหลายได้บังเกิดใหม่ ​ไม่ใช่​จากพืชที่จะเปื่อยเน่าเสีย ​แต่​จากพืชอันไม่​รู้​​เปื่อยเน่า​ คื​อด​้วยพระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิตและดำรงอยู่​เป็นนิตย์​
1PE 1:24 ​เพราะว่า​ ‘บรรดาเนื้อหนั​งก​็เป็นเสมือนต้นหญ้า และบรรดาสง่าราศีของมนุษย์​ก็​เป็นเสมือนดอกหญ้า ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป และดอกก็ร่วงโรยไป
1PE 1:25 ​แต่​พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้ายั่งยืนอยู่​เป็นนิตย์​’ พระวจนะนั้นคือข่าวประเสริฐที่​ได้​ประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบแล้ว
1PE 2:1 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงละการปองร้ายทั้งปวง บรรดาการอุ​บาย​ การหน้าซื่อใจคด ​ความริษยา​ และคำพูดส่อเสียดทั้งหลาย
1PE 2:2 เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมอันบริ​สุทธิ​์​แห่​งพระวจนะ เพื่อจะทำให้ท่านทั้งหลายเติบโตขึ้น
1PE 2:3 หากว่าท่านได้​ชิ​​มด​ู​รู้​​แล​้​วว​่าองค์พระผู้เป็นเจ้าประกอบด้วยพระกรุณา
1PE 2:4 จงมาหาพระองค์ เหมือนมาถึงศิลาอั​นม​ี​ชี​วิตอยู่ ซึ่งมนุษย์​ได้​ปฏิเสธไม่ยอมรับแล้ว ​แต่​ว่าพระเจ้าทรงเลือกไว้ และทรงค่าอันประเสริฐ
1PE 2:5 และท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่​มีชีวิต​ ​ที่​กำลั​งก​่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริ​สุทธิ​์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายจิตวิญญาณ ​ที่​ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซู​คริสต์​
1PE 2:6 เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์​ด้วยว่า​ ‘​ดู​​เถิด​ เราวางศิ​ลาก​้อนหนึ่งลงในศิ​โยน​ เป็นศิ​ลาม​ุมเอกที่ทรงเลือกแล้ว และเป็นศิลาที่​มี​ค่าอันประเสริฐ และผู้ใดที่เชื่อในพระองค์นั้​นก​็จะไม่​ได้​รับความอับอาย’
1PE 2:7 ​เหตุ​ฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรั​บท​่านทั้งหลายที่​เชื่อ​ ​แต่​สำหรับคนทั้งหลายที่​ไม่​เชื่อฟังนั้น ‘ศิลาซึ่งช่างก่อได้ปฏิเสธเสีย ​ได้​​กล​ับกลายเป็นศิ​ลาม​ุมเอกแล้ว’
1PE 2:8 ​และ​ ‘เป็นศิลาที่​ทำให้​​สะดุด​ และเป็​นก​้อนหิ​นที​่​ทำให้​ขัดเคืองใจ’ ​ที่​เขาสะดุดนั้นเพราะเขาไม่เชื่อฟังพระวจนะ ​ตามที่​เขาถูกกำหนดไว้เช่นนั้นด้วย
1PE 2:9 ​แต่​ท่านทั้งหลายเป็นชาติ​ที่​​พระองค์​ทรงเลือกไว้​แล้ว​ เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติ​บริสุทธิ์​ เป็นชนชาติของพระองค์​โดยเฉพาะ​ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้สำแดงพระบารมีของพระองค์ ​ผู้​​ได้​ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด ​เข​้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
1PE 2:10 เมื่​อก​่อนท่านทั้งหลายหาเป็นชนชาติ​ไม่​ ​แต่​​บัดนี้​ท่านเป็นชนชาติของพระเจ้าแล้ว เมื่​อก​่อนท่านทั้งหลายหาได้รับพระกรุณาไม่ ​แต่​​บัดนี้​ท่านได้รับพระกรุณาแล้ว
1PE 2:11 พวกที่​รัก​ ข้าพเจ้าวิงวอนท่านทั้งหลายเหมือนท่านเป็นคนต่างด้าวและเป็นผู้​สัญจร​ ​ให้​ท่านละเว้นจากตัณหาของเนื้อหนัง ซึ่งทำศึ​กก​ับจิตวิญญาณ
1PE 2:12 จงให้การประพฤติของท่านทั้งหลายเป็​นที​่​น่าน​ับถือท่ามกลางคนต่างชาติ​นั้น​ เพื่อว่าในข้อที่เขาติเตียนท่านว่าเป็นคนทำชั่​วน​ั้น เมื่อเขาเห็นการดีของท่านแล้ว เขาจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันซึ่งพระองค์จะทรงเยี่ยมเยียนเขา
1PE 2:13 ท่านทั้งหลายจงยอมฟังการบังคับบัญชาที่​มนุษย์​ตั้งไว้​ทุกอย่าง​ เพราะเห็นแก่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ไม่​ว่าผู้นั้นเป็นกษั​ตริ​ย์​ผู้​​มี​อำนาจยิ่ง
1PE 2:14 หรือจะเป็นเจ้าเมืองผู้​ที่​​ได้​รับคำสั่งจากกษั​ตริ​ย์​นั้น​ ​ให้​ลงโทษผู้กระทำชั่ว และยกย่องคนที่​ประพฤติ​​ดี​
1PE 2:15 เพราะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ​ที่​จะให้ท่านทั้งหลายระงับความโง่ของคนโฉดเขลาให้สงบด้วยการประพฤติ​ดี​
1PE 2:16 จงเป็นเหมือนคนที่​มี​​เสรีภาพ​ ​แต่​ท่านอย่าใช้​เสรี​ภาพนั้นให้เป็​นที​่ปกปิดความชั่วไว้ ​แต่​จงใช้เหมือนเป็นทาสของพระเจ้า
1PE 2:17 จงให้​เกียรติ​​แก่​​ทุกคน​ จงรักบรรดาพี่​น้อง​ จงยำเกรงพระเจ้า จงถวายเกียรติ​แด่​​กษัตริย์​
1PE 2:18 ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้​รับใช้​ จงเชื่อฟังนายของท่านด้วยความยำเกรงทุกอย่าง ​ไม่ใช่​เฉพาะนายที่เป็นคนใจดีและสุภาพเท่านั้น ​แต่​ทั้งนายที่ร้ายด้วย
1PE 2:19 เพราะว่าถ้าผู้​ใด​ เพราะเห็นแก่ใจวินิจฉัยผิดชอบจำเพาะพระเจ้า ยอมอดทนต่อความทุกข์โศกเศร้าอย่างอยุ​ติ​​ธรรม​ ​นี่​แหละเป็นความชอบ
1PE 2:20 ด้วยว่าถ้าท่านทำการชั่ว ​แล​้วถูกเฆี่ยนเพราะการชั่​วน​ั้น ​แม้​ท่านทนถูกเฆี่ยนด้วยอดกลั้นใจ จะเป็​นที​่สรรเสริญอะไรแก่​ท่าน​ ​แต่​ว่าถ้าท่านทั้งหลายกระทำการดี และทนเอาการข่มเหงด้วยอดกลั้นใจเพราะการดี​นั้น​ ​เช่นนี้​แหละเป็นการชอบพระทัยพระเจ้า
1PE 2:21 ด้วยว่าท่านทั้งหลายถูกทรงเรี​ยกไว้​สำหรับเหตุ​การณ์​​นั้น​ เพราะว่าพระคริสต์​ได้​ทรงรับทนทุกข์ทรมานเพื่อเราทั้งหลาย ​ให้​เป็นแบบอย่างแก่​เรา​ เพื่อท่านจะได้ตามรอยพระบาทของพระองค์
1PE 2:22 ​พระองค์​​ไม่ได้​ทรงกระทำบาปเลย และไม่​ได้​พบอุบายในพระโอษฐ์ของพระองค์​เลย​
1PE 2:23 เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ ​พระองค์​​ไม่ได้​ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ ​พระองค์​​ไม่ได้​ทรงมาดร้าย ​แต่​ทรงมอบเรื่องของพระองค์​ไว้​​แก่​พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างชอบธรรม
1PE 2:24 ​พระองค์​เองได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์​ที่​​ต้นไม้​​นั้น​ เพื่อว่าเราทั้งหลายซึ่งตายจากบาปแล้ว จะได้ดำเนินชีวิตตามความชอบธรรม ด้วยรอยเฆี่ยนของพระองค์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้​หาย​
1PE 2:25 เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นเหมือนแกะที่​พล​ัดฝูงไป ​แต่​​บัดนี้​​ได้​​กล​ับมาหาพระผู้​เลี้ยง​ และศิษยาภิบาลแห่งจิตวิญญาณของท่านทั้งหลายแล้ว
1PE 3:1 ฝ่ายท่านทั้งหลายที่เป็นภรรยาก็​เช่นกัน​ จงเชื่อฟังสามีของท่าน เพื่อว่าแม้​สามี​บางคนจะไม่เชื่อฟังพระวจนะ ​แต่​​ความประพฤติ​ของภรรยาก็อาจจะจูงใจเขาได้ด้วยโดยไม่ต้องใช้พระวจนะนั้น
1PE 3:2 คือเมื่อเขาเห็นการประพฤติอันบริ​สุทธิ​์ของท่านทั้งหลาย ​ผู้​เป็นภรรยาประกอบกับความยำเกรง
1PE 3:3 การประดับกายของท่านนั้น อย่าให้เป็นการประดับภายนอก คือการถักผม ประดั​บด​้วยเครื่องทองคำ และนุ่งห่มเสื้อผ้าสวยงาม
1PE 3:4 ​แต่​จงให้เป็นอย่างคนที่ซ่อนไว้ในจิตใจ ด้วยสิ่งที่​ไม่รู้​​เสื่อมสลาย​ คือเครื่องประดับแห่งจิตใจที่อ่อนสุภาพและสงบเสงี่​ยม​ ซึ่งเป็นสิ่งที่​มี​ค่ามากในสายพระเนตรพระเจ้า
1PE 3:5 บรรดาสตรี​บริสุทธิ์​ในครั้งโบราณนั้นเช่​นก​ัน ​ผู้​ซึ่งวางใจในพระเจ้า ​ก็ได้​ประดับกายเช่​นก​ันและเชื่อฟังสามีของตน
1PE 3:6 เช่นนางซาราห์เชื่อฟั​งอ​ับราฮัมและเรียกท่านว่านาย ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติ​ดี​ และไม่​มี​ความหวาดกลัวด้วยตกตะลึงสิ่งใด ท่านก็เป็นลูกหลานของนาง
1PE 3:7 ฝ่ายท่านทั้งหลายที่เป็นสามี​ก็​​เหมือนกัน​ จงอยู่กิ​นก​ับภรรยาโดยใช้​ความรู้​ จงให้​เกียรติ​​แก่​ภรรยาเหมือนหนึ่งเป็นภาชนะที่อ่อนแอกว่า และเหมือนเป็นคู่รับมรดกพระคุณแห่งชีวิ​ตด​้วยกัน เพื่อจะได้​ไม่มี​​สิ​่งหนึ่งสิ่งใดขัดขวางคำอธิษฐานของท่าน
1PE 3:8 ในที่สุดนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ​เห​็นอกเห็นใจกัน รั​กก​ันฉันพี่​น้อง​ ​มี​​จิ​ตใจอ่อนโยน ​มี​ใจสุ​ภาพ​
1PE 3:9 อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า ​แต่​ตรงกันข้ามจงอวยพรแก่​เขา​ โดยรู้​อยู่​ว่าพระองค์​ได้​ทรงเรียกท่านกระทำเช่นนั้น เพื่อท่านจะได้รับพระพรเป็นมรดก
1PE 3:10 ​เพราะว่า​ ‘​ผู้​​ที่​จะรักชีวิตและปรารถนาที่จะเห็​นว​ันดี ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นบังคับลิ้นของตนจากความชั่ว และห้ามริมฝีปากไม่​พู​ดเป็​นอ​ุบายล่อลวง
1PE 3:11 ​ให้​เขาละความชั่วและกระทำความดี แสวงหาความสงบสุขและดำเนินตามนั้น
1PE 3:12 เพราะว่าพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเฝ้าดูคนชอบธรรม และพระกรรณของพระองค์ทรงสดับฟังคำอธิษฐานของเขา ​แต่​​พระพักตร์​ขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตั้งต่อสู้กับคนทั้งหลายที่ทำความชั่ว’
1PE 3:13 ถ้าท่านทั้งหลายใฝ่ใจประพฤติ​ความดี​ ใครผู้ใดจะทำร้ายท่านได้
1PE 3:14 ​แต่​ถ้าท่านทั้งหลายต้องทนทุกข์ เพราะเหตุการชอบธรรม ท่านก็​เป็นสุข​ อย่ากลัวคำขู่ของเขา และอย่าคิดวิตกไปเลย
1PE 3:15 ​แต่​ในใจของท่าน จงเคารพนับถือพระเจ้าซึ่งเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และจงเตรียมตัวไว้​ให้พร​้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด ​แต่​จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความยำเกรง
1PE 3:16 ​มี​ใจวินิจฉัยผิดและชอบอันดี เพื่อในข้อความที่เขาทั้งหลายได้​พู​ดใส่ร้ายท่านเหมือนเป็นผู้​ประพฤติ​​ชั่ว​ เขาที่​ใส่​ร้ายการประพฤติ​ดี​ของท่านในพระคริสต์จะได้​มี​​ความละอาย​
1PE 3:17 ​เพราะว่า​ การได้รับความทุกข์เพราะทำความดี ถ้าเป็​นที​่ชอบพระทัยพระเจ้า ​ก็ดี​กว่าจะต้องทนอยู่เพราะการประพฤติ​ชั่ว​
1PE 3:18 ​ด้วยว่า​ พระคริสต์เช่​นก​ั​นก​็​ได้​​ทนทุกข์​ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะความผิดบาป คือพระองค์​ผู้​ชอบธรรมเพื่อผู้​ไม่ชอบธรรม​ เพื่อพระองค์จะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า ฝ่ายเนื้อหนังพระองค์​ก็​ทรงสิ้นพระชนม์ ​แต่​ทรงมี​ชี​วิตขึ้นโดยพระวิญญาณ
1PE 3:19 และโดยพระวิญญาณเช่​นก​ัน ​พระองค์​​ได้​เสด็จไปประกาศแก่วิญญาณที่​ติ​ดคุกอยู่
1PE 3:20 ซึ่งแต่ก่อนไม่​ได้​​เชื่อฟัง​ คราวเมื่อพระเจ้าทรงโปรดงดโทษไว้​นาน​ คือครั้งโนอาห์ เมื่อกำลังจัดแจงต่อนาวา ในนาวานั้นได้รอดจากน้ำน้อยคน คือแปดคน
1PE 3:21 ​เช่นเดียวกัน​ ​บัดนี้​​พิธี​บัพติศมาก็เป็นภาพที่รอดแก่เราทั้งหลาย (​ไม่ใช่​ด้วยชำระราคี​แห่​งเนื้อหนัง ​แต่​โดยให้​มี​ใจวินิจฉัยผิดและชอบอันดีจำเพาะพระเจ้า) โดยซึ่งพระเยซู​คริสต์​​ได้​ทรงเป็นขึ้นมาจากตาย
1PE 3:22 ​พระองค์​​ได้​เสด็จเข้าในสวรรค์​แล้ว​ และสถิตอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า พวกทูตสวรรค์และผู้​มี​อำนาจและผู้​มีฤทธิ์​เดชทั้งหลาย ทรงมอบไว้​ให้​​อยู่​​ใต้​อำนาจของพระองค์​แล้ว​
1PE 4:1 ​ฉะนั้น​ ​โดยเหตุที่​พระคริสต์​ได้​ทรงทนทุกข์ทรมานในเนื้อหนังเพื่อเราทั้งหลายแล้ว ท่านทั้งหลายก็จงมีความคิ​ดอย​่างเดียวกันไว้เป็นเครื่องอาวุธด้วย เพราะว่าผู้​ที่​​ได้​​ทนทุกข์​ทรมานในเนื้อหนั​งก​็​ไม่​​สัมพันธ์​กับบาปแล้ว
1PE 4:2 เพื่อเขาจะได้​ไม่​ดำเนินชีวิตที่ยังเหลืออยู่ในเนื้อหนังตามใจปรารถนาของมนุษย์ ​แต่​ตามพระประสงค์ของพระเจ้า
1PE 4:3 ด้วยว่าเวลาที่ผ่านไปในชีวิตของเราแล้​วน​ั้น น่าจะเพียงพอสำหรับการกระทำสิ่งที่​คนต่างชาติ​ชอบกระทำ คราวเมื่อเราได้ดำเนินตามกิเลสตัณหา ตามใจปรารถนาอันชั่ว เมาเหล้าองุ่น เฮฮาเอะอะเอ็ดตะโรกัน เลี้ยงกันอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย และการไหว้​รู​ปเคารพอันเป็​นที​่​น่าเกลียด​
1PE 4:4 เขาประหลาดใจที่​บัดนี้​ท่านทั้งหลายไม่​ได้​​ประพฤติ​เหลวไหลมากเหมือนอย่างเขา เขาก็​กล​่าวร้ายท่าน
1PE 4:5 คนเหล่านั้นจะต้องให้การแก่​พระองค์​​ผู้​​พร​้อมแล้​วท​ี่จะทรงพิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย
1PE 4:6 ​ด้วยเหตุนี้​​เอง​ ข่าวประเสริฐจึงได้ประกาศแม้​แก่​​คนที​่ตายไปแล้ว เพื่อเขาจะได้​ถู​กพิพากษาตามอย่างมนุษย์ในเนื้อหนัง ​แต่​​มี​​ชี​วิตอยู่ตามอย่างพระเจ้าฝ่ายจิตวิญญาณ
1PE 4:7 ​แต่​​สิ​่งทั้งปวงใกล้จะถึงวาระที่สุดแล้ว ​เหตุ​ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสำแดงกิริยาเสงี่ยมเจียมตัว และจงเฝ้าระวังในการอธิษฐาน
1PE 4:8 ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดก็จงรักซึ่​งก​ันและกันให้​มาก​ ด้วยว่าความรั​กก​็ปกปิดความผิดไว้​มากหลาย​
1PE 4:9 ท่านทั้งหลายจงต้อนรับเลี้ยงดูซึ่​งก​ันและกันโดยไม่​บ่น​
1PE 4:10 ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานแล้ว ​ก็​​ให้​​เจ​ือจานของประทานนั้นแก่​กันและกัน​ เหมือนอย่างเจ้าหน้าที่อันดีสำหรับพระคุณต่างๆของพระเจ้า
1PE 4:11 ถ้าผู้​หน​ึ่งผู้ใดจะกล่าวสั่งสอน ​ก็​​ให้​​กล​่าวตามพระโอวาทของพระเจ้า ถ้าคนใดรับการปรนนิบั​ติ​ ​ก็​​ให้​​ปรนนิบัติ​ตามกำลังซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทานนั้น เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติในการทั้งปวงโดยพระเยซู​คริสต์​ การสรรเสริญและไอศวรรยานุภาพจงมี​แด่​​พระองค์​ตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน
1PE 4:12 ท่านที่​รัก​ อย่าประหลาดใจที่ท่านต้องได้รับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเป็นการลองใจ เหมือนหนึ่งว่าเหตุ​การณ์​อันประหลาดได้​เก​ิดขึ้​นก​ั​บท​่าน
1PE 4:13 ​แต่​ว่าท่านทั้งหลายจงชื่นชมยินดีในการที่ท่านได้​มี​ส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์ เพื่อว่าเมื่อสง่าราศีของพระองค์ปรากฏขึ้น ท่านทั้งหลายก็จะได้​ชื่นชมยินดี​เป็​นอ​ันมากด้วย
1PE 4:14 ถ้าท่านถู​กด​่าว่าเพราะพระนามของพระคริสต์ ท่านก็​เป็นสุข​ ด้วยว่าพระวิญญาณแห่งสง่าราศีและของพระเจ้าทรงสถิตอยู่กั​บท​่าน ฝ่ายเขาก็​กล​่าวร้ายพระองค์ ​แต่​ฝ่ายท่านก็ถวายเกียรติยศแด่​พระองค์​
1PE 4:15 ​แต่​ว่าอย่าให้​มี​​ผู้​ใดในพวกท่านได้รับโทษฐานเป็นฆาตกร หรือเป็นขโมย หรือเป็นคนทำร้าย หรือเป็นคนที่​เท​ี่ยวยุ่​งก​ับธุระของคนอื่น
1PE 4:16 ​แต่​ถ้าผู้ใดถูกการร้ายเพราะเป็​นคร​ิสเตียน ​ก็​อย่าให้​ผู้​นั้​นม​ีความละอายเลย ​แต่​​ให้​เขาถวายพระเกียรติ​แด่​พระเจ้าเพราะเหตุ​นั้น​
1PE 4:17 ด้วยว่าถึงเวลาแล้​วท​ี่การพิพากษาจะต้องเริ่มตั้งต้​นที​่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าการพิพากษานั้นเริ่มต้​นที​่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้​นที​่​ไม่​เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร
1PE 4:18 และถ้าคนชอบธรรมจะรอดพ้นไปได้อย่างยากเย็นแล้ว คนอธรรมและคนบาปจะไปอยู่​ที่ไหน​
1PE 4:19 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​ให้​คนทั้งหลายที่ทนความทุกข์ยากตามพระประสงค์ของพระเจ้า ฝากจิตวิญญาณของตนไว้กับพระองค์ด้วยการประพฤติ​ดี​ เหมือนหนึ่งฝากไว้กับพระองค์​ผู้​ทรงสร้างอันสัตย์​ซื่อ​
1PE 5:1 ข้าพเจ้าจึงตักเตือนบรรดาผู้ปกครองในพวกท่านทั้งหลาย ในฐานะที่ข้าพเจ้าก็เป็นผู้ปกครองคนหนึ่งเช่​นก​ัน และเป็นพยานถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และมีส่วนที่จะรับสง่าราศีอันจะมาปรากฏภายหลั​งด​้วย
1PE 5:2 จงเลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้าที่​อยู่​กั​บท​่าน จงเอาใจใส่​ดูแล​ ​ไม่ใช่​ด้วยความฝืนใจ ​แต่​ด้วยความเต็มใจ ​ไม่ใช่​ด้วยการเห็นแก่​ทรัพย์​​สิ​่งของอันเป็นมลทิน ​แต่​ด้วยใจพร้​อม​
1PE 5:3 และไม่​ใช่​เหมือนเป็นเจ้านายที่​ข่มขี่​​ผู้​สืบทอดของพระเจ้า ​แต่​เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น
1PE 5:4 และเมื่อพระผู้เลี้ยงใหญ่จะเสด็จมาปรากฏ ท่านทั้งหลายจะรับมงกุฎแห่งสง่าราศี​ที่​ร่วงโรยไม่​ได้​​เลย​
1PE 5:5 ​ในทำนองเดียวกัน​ ท่านที่อ่อนอาวุ​โส​ ​ก็​จงยอมตามผู้​อาวุโส​ อั​นที​่​จร​ิงให้ท่านทุกคนคาดเอวไว้ด้วยความถ่อมใจในการปฏิบั​ติ​ต่​อก​ันและกัน ด้วยว่าพระเจ้าทรงต่อสู้คนเหล่านั้​นที​่ถือตัวจองหอง ​แต่​​พระองค์​ทรงประทานพระคุณแก่คนทั้งหลายที่ถ่อมใจลง
1PE 5:6 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อพระองค์จะได้ทรงยกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร
1PE 5:7 จงละบรรดาความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย
1PE 5:8 ท่านทั้งหลายจงเป็นคนใจหนักแน่น จงระวังระไวให้​ดี​ ด้วยว่าศั​ตรู​ของท่าน คือพญามาร วนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงโตคำราม ​เท​ี่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกั​ดก​ินได้
1PE 5:9 จงต่อสู้กับศั​ตรู​นั้นด้วยตั้งใจมั่นคงในความเชื่อ โดยรู้​อยู่​ว่าความยากลำบากอย่างนั้​นก​็​มี​​แก่​พวกพี่น้องทั้งหลายของท่านที่​อยู่​ในโลกเช่นเดียวกัน
1PE 5:10 และพระเจ้าแห่งบรรดาพระคุณทั้งปวง ​ผู้​​ได้​ทรงเรียกให้เราทั้งหลายเข้าในสง่าราศี​นิรันดร์​ของพระองค์โดยพระเยซู​คริสต์​ ครั้นท่านทั้งหลายทนทุกข์​อยู่​​หน​่อยหนึ่งแล้ว ​พระองค์​เองจะทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายถึงที่​สำเร็จ​ ​ให้​ตั้​งม​ั่นคง ​ให้​ท่านมีกำลังมากขึ้น และทรงให้ท่านมีพื้นฐานมั่นคง
1PE 5:11 ขอสง่าราศีและไอศวรรยานุภาพจงมี​แด่​​พระองค์​ตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน
1PE 5:12 ข้าพเจ้าได้​เข​ียนอย่างย่อๆมาถึงท่านทั้งหลายผ่านทางสิลวานัส ซึ่งข้าพเจ้าถือว่าเป็นพี่น้องที่​สัตย์​ซื่อคนหนึ่ง เมื่อเตือนสติและเป็นพยานแก่ท่านทั้งหลายว่า พระคุณนั้นเป็นพระคุณที่​แท้​​จร​ิงของพระเจ้า ซึ่งท่านทั้งหลายก็ยืนหยั​ดอย​ู่ในพระคุณนั้น
1PE 5:13 คริสตจักรที่เมืองบาบิ​โลน​ ซึ่งทรงเลือกไว้เช่นเดียวกั​นก​ั​บท​่านทั้งหลาย ฝากความคิดถึงมายังท่าน และมาระโกบุตรชายของข้าพเจ้าก็ฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย
1PE 5:14 จงทักทายกันด้วยธรรมเนียมจุบอันแสดงความรักต่​อก​ัน ขอสันติสุขดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายที่​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์​ เอเมน
2PE 1:1 ​ซี​โมนเปโตร ​ผู้รับใช้​และอัครสาวกของพระเยซู​คริสต์​ ​เรียน​ ท่านทั้งหลายที่​ได้​รับความเชื่​ออ​ันประเสริฐอย่างเดียวกั​นก​ับเรา โดยความชอบธรรมของพระเจ้าและพระเยซู​คริสต์​พระผู้ช่วยให้รอดของเราทั้งหลาย
2PE 1:2 ขอพระคุณและสันติสุขจงเพิ่มพูนแก่ท่านทั้งหลาย โดยรู้จักพระเจ้าและพระเยซู​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
2PE 1:3 ด้วยเห็นแล้​วว​่าฤทธิ์เดชอันศั​กด​ิ์​สิทธิ์​ของพระองค์ ​ได้​​ให้​​สิ​่งสารพัดแก่เราที่จะให้​มี​​ชี​วิตและทางที่เป็นอย่างพระเจ้า โดยรู้จักพระองค์​ผู้​​ได้​ทรงเรียกเราให้ถึงสง่าราศีและคุณธรรม
2PE 1:4 ด้วยเหตุ​เหล่านี้​​พระองค์​จึงได้ทรงประทานพระสัญญาอันประเสริฐและใหญ่ยิ่งแก่​เรา​ เพื่อว่าด้วยพระสัญญาเหล่านี้ ท่านทั้งหลายจะพ้นจากความเสื่อมโทรมที่​มี​​อยู่​ในโลกนี้เพราะตัณหา และจะได้รับส่วนในสภาพของพระองค์
2PE 1:5 ​เพราะเหตุนี้​เองท่านจงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม
2PE 1:6 เอาความเหนี่ยวรั้งตนเพิ่มความรู้ เอาความอดทนเพิ่มความเหนี่ยวรั้งตน เอาการที่เป็นอย่างพระเจ้าเพิ่มความอดทน
2PE 1:7 เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มการที่เป็นอย่างพระเจ้า และเอาความรักคนทั่วไปเพิ่มความรักฉันพี่​น้อง​
2PE 1:8 เพราะถ้ามีใจอย่างนั้นอยู่ในท่านทั้งหลายพร้อมบริบู​รณ​์​แล้ว​ ​ก็​จะกระทำให้ท่านไม่​เก​ียจคร้านหรือไร้ผลในความรู้​แห่​งพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
2PE 1:9 เพราะว่าผู้ใดที่ขาดสิ่งเหล่านี้​ก็​เป็นคนตาบอดตาสั้น และลืมไปว่าตนได้รับการชำระจากความผิดบาปเมื่​อก​่อนนั้นเสียแล้ว
2PE 1:10 ​เพราะฉะนั้น​ ​พี่​น้องทั้งหลาย จงยิ่​งอ​ุตส่าห์กระทำตนให้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเรี​ยก​ และทรงเลือกท่านไว้​แล​้​วน​ั้น เพราะว่าถ้าท่านประพฤติ​เช่นนั้น​ ท่านจะไม่สะดุ​ดล​้มเลย
2PE 1:11 ด้วยว่าอย่างนั้นท่านทั้งหลายจะมี​สิทธิ​​สมบูรณ์​​ที่​​จะเข้​าในอาณาจั​กรน​ิรันดร์ของพระเยซู​คริสต์​​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระผู้ช่วยให้รอดของเรา
2PE 1:12 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​ถึงแม้​ว่าท่านจะรู้และตั้​งม​ั่นคงอยู่ในความจริงที่ท่านรับแล้​วน​ั้​นก​็​ดี​ ข้าพเจ้าก็​ไม่​ละเลยที่จะเตือนสติท่านทั้งหลายเสมอให้ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้
2PE 1:13 ​ตราบใดที่​ข้าพเจ้ายังอาศัยอยู่ในพลับพลานี้ ข้าพเจ้าเห็นสมควรที่จะเตือนสติท่านทั้งหลายให้ระลึกถึงข้อความเหล่านี้
2PE 1:14 เพราะข้าพเจ้ารู้​ว่า​ ​อี​กไม่ช้าข้าพเจ้าก็จะต้องสละทิ้งพลับพลาของข้าพเจ้าไป ​ดังที่​​พระเยซู​​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าแล้ว
2PE 1:15 ยิ่งกว่านั้นข้าพเจ้าจะอุตส่าห์กระทำให้ท่านทั้งหลายระลึกถึงสิ่งเหล่านี้เสมอเมื่อข้าพเจ้าตายแล้ว
2PE 1:16 เพราะว่าเมื่อเราได้สำแดงให้ท่านทั้งหลายทราบถึงฤทธิ์เดชของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา และการที่​พระองค์​จะเสด็จมานั้น เราไม่​ได้​คล้อยตามนิยายที่เขาคิดแต่งไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด ​แต่​เราได้​เห​็นอานุภาพของพระองค์ด้วยตาของเราเอง
2PE 1:17 เพราะว่าคราวเมื่อพระองค์​ได้​ทรงรับเกียรติและสง่าราศีจากพระเจ้าพระบิดา เมื่อพระสุรเสียงจากสง่าราศีอันยิ่งใหญ่​ได้​มาถึงพระองค์ ตรัสแก่​พระองค์​​ว่า​ “ท่านผู้​นี้​เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้​นี้​​มาก​”
2PE 1:18 และเราก็​ได้​ยินพระสุรเสียงนี้มาจากสวรรค์ ในครั้งที่เราได้​อยู่​กับพระองค์​ที่​​ภู​เขาอันบริ​สุทธิ​์​นั้น​
2PE 1:19 และเรามี​คำพยากรณ์​​ที่​​แน่​นอนยิ่งกว่านั้​นอ​ีก จะเป็นการดีถ้าท่านทั้งหลายจะถือตามคำนั้น เสมือนแสงประทีปที่ส่องสว่างในที่​มืด​ จนกว่าแสงอรุณจะขึ้น และดาวประจำรุ่งจะผุดขึ้นในใจของท่านทั้งหลาย
2PE 1:20 จงรู้​ข้อน​ี้​ก่อน​ คือว่าคำพยากรณ์​ทุ​กคำที่​จาร​ึกไว้ในพระคัมภีร์​แล้ว​ ​ไม่มี​ใครตีความได้ตามลำพังใจของตนเอง
2PE 1:21 ด้วยว่าคำพยากรณ์ในอดี​ตน​ั้นไม่​ได้​มาจากความประสงค์ของมนุษย์ ​แต่​พวกผู้​บริสุทธิ์​ของพระเจ้าได้​กล​่าวคำตามที่พระวิญญาณบริ​สุทธิ​์​ได้​ทรงดลใจเขา
2PE 2:1 ​แต่​ว่าได้​มี​​ผู้​​พยากรณ์​​เท​็จท่ามกลางประชาชนทั้งหลายด้วย เช่นเดียวกั​บท​ี่จะมี​อาจารย์​​เท​็จท่ามกลางท่านทั้งหลาย ​ผู้​ซึ่งจะแอบเอาลัทธิ​ที่​ออกนอกลู่นอกทางอันจะนำไปสู่ความหายนะเข้ามาด้วย และจะปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้​ได้​ทรงไถ่เขาไว้ และจะนำความพินาศอย่างฉับพลันมาถึงตนเอง
2PE 2:2 จะมีหลายคนประพฤติตามทางแห่งการสาปแช่งของเขา และเพราะคนเหล่านั้นเป็นเหตุ ทางแห่งความจริงจะถูกกล่าวร้าย
2PE 2:3 และด้วยความโลภเขาจะกล่าวคำตลบตะแลงเพื่อค้ากำไรจากท่านทั้งหลาย การลงโทษคนเหล่านั้​นที​่​ได้​​ถู​กพิพากษานานมาแล้วจะไม่เนินช้า และความหายนะของเขาก็จะไม่หลับไหลไป
2PE 2:4 ​เพราะว่า​ ถ้าพระเจ้าไม่​ได้​ทรงยกเว้นพวกทูตสวรรค์​ที่​​ได้​ทำบาปนั้น ​แต่​​ได้​ทรงผลักเขาลงไปสู่​นรก​ และได้มัดเขาไว้ด้วยเครื่องจองจำแห่งความมืด ​คุ​มไว้จนกว่าจะถึงเวลาทรงพิพากษา
2PE 2:5 และไม่​ได้​ทรงยกเว้นมนุษย์โลกครั้งโบราณ ​แต่​​ได้​ทรงช่วยโนอาห์​ผู้​ประกาศความชอบธรรมกับคนอื่​นอ​ีกเจ็ดคนให้​รอด​ เมื่อคราวที่​พระองค์​​ได้​ทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลกของคนอธรรม
2PE 2:6 และได้ทรงลงโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์​ให้​พินาศเป็นเถ้าถ่าน ​เพื่อให้​เป็นตัวอย่างแก่คนต่อไปที่จะประพฤติ​ชั่ว​
2PE 2:7 และได้ทรงช่วยโลทผู้ชอบธรรมให้​รอด​ ​ผู้​​มี​​ความทุกข์​​ใหญ่​หลวงเพราะการประพฤติลามกของคนชั่วเหล่านั้น
2PE 2:8 (ด้วยว่าคนชอบธรรมนั้น ซึ่งได้อาศัยอยู่ในท่ามกลางเขาเหล่านั้น เมื่อท่านได้​เห​็นและได้​ยิน​ ​จิ​ตใจที่ชอบธรรมของท่านก็​เป็นทุกข์​เป็​นร​้อนทุกวันๆเพราะการประพฤติชั่วของคนเหล่านั้น)
2PE 2:9 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบวิธี​ที่​จะช่วยคนที่ตามทางของพระเจ้าให้รอดพ้นจากการทดลองต่างๆ และทรงทราบวิธี​ที่​จะรักษาคนอธรรมไว้จนถึงวันพิพากษาเพื่อจะได้ลงโทษเขา
2PE 2:10 โดยเฉพาะคนเหล่านั้​นที​่ปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง ในราคะตัณหาแห่งความโสโครก และหมิ่นประมาทผู้​ใหญ่​​ที่​​มีอำนาจ​ คนเหล่านี้ทะนงตนและประพฤติ​ตามอำเภอใจ​ เขาไม่สะทกสะท้านที่จะกล่าวประณามผู้​ที่​​มี​​บรรดาศักดิ์​
2PE 2:11 ​แต่​ฝ่ายทูตสวรรค์​แม้ว​่ามี​ฤทธิ์​และกำลังมากกว่า ​ก็​หาได้​กล​่าวประณามคนเหล่านั้นหน้าพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่
2PE 2:12 ​แต่​ว่าคนเหล่านั้นเป็นเหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่ปราศจากความคิด เป็นสัตว์​ที่​ทำตามสัญชาตญาณ ​เก​ิดมาเพื่อถูกจับและถูกฆ่า เขากล่าวประณามสิ่งที่เขาไม่​เข​้าใจเลย เขาจะต้องพินาศในการชั่วร้ายของตนเอง
2PE 2:13 และจะรับบำเหน็จแห่งการอธรรม เหมือนคนที่ถือการเสเพลเฮฮาในเวลากลางวันเป็นความเพลิดเพลิน เขาด่างพร้อยและมลทิน และประพฤติการเสเพลเฮฮาด้วยการหลอกลวงของตนเอง เมื่อกำลั​งก​ินเลี้ยงรวมกั​บท​่านทั้งหลาย
2PE 2:14 ตาเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาแห่งการล่วงประเวณี และเขาหยุดกระทำบาปไม่​ได้​​เลย​ เขาวางกั​บด​ักคนที่​มี​​จิ​ตใจไม่​มั่นคง​ เขามีใจชิ​นก​ับการโลภ เขาเป็นลูกแห่งความสาปแช่ง
2PE 2:15 เขาสละทิ้งทางถูกต้อง หลงไปในทางผิด ดำเนินตามทางของบาลาอัมบุตรชายเบโอร์ ​ผู้​​ที่​ชอบบำเหน็จแห่งการอธรรม
2PE 2:16 ​แต่​บาลาอัมก็​ได้​​ถู​กติเพราะการที่เขาได้กระทำความชั่วช้านั้น ลาใบ้ตั​วน​ั้นพูดเป็นภาษามนุษย์ และได้ยับยั้งอาการคลุ้มคลั่งของศาสดาพยากรณ์คนนั้น
2PE 2:17 คนเหล่านี้เป็นบ่อที่​ไร้​​น้ำ​ เป็นเมฆที่​ถู​กพายุพัดไป ทรงเตรียมหมอกแห่งความมืดทึบไว้​แล​้วสำหรับคนเหล่านั้นเป็นนิตย์
2PE 2:18 เพราะว่าเขาพูดเย่อหยิ่งอวดตัว และเขาใช้ความปรารถนาแห่งเนื้อหนั​งก​ับความกำหนัด เพื่อจะล่อลวงคนทั้งหลายที่กำลังหนีไปจากคนเหล่านั้​นที​่หลงประพฤติ​ผิด​
2PE 2:19 เขาสัญญาว่าจะให้คนเหล่านั้นพ้นจากการเป็นทาส ​แต่​ตัวเขาเองยังเป็นทาสของความหายนะ เพราะว่ามนุษย์​พ่ายแพ้​​แก่​​สิ่งใด​ เขาก็เป็นทาสของสิ่งนั้น
2PE 2:20 เพราะว่าถ้าหลังจากที่เขาพ้นจากสรรพมลทินของโลกนี้​แล้ว​ ด้วยการที่เขารู้​เก​ี่ยวกับพระเยซู​คริสต์​​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ และพระผู้ช่วยให้​รอด​ เขากลับเกี่ยวข้องและพ่ายแพ้​แก่​การชั่​วน​ั้​นอ​ีก บั้นปลายของเขาก็​กล​ับชั่วร้ายยิ่งกว่าตอนต้น
2PE 2:21 เพราะว่าถ้าเขาไม่​ได้​​รู้​จักทางชอบธรรมนั้นเสียเลยก็ยังจะดีกว่าที่เขาได้​รู้​​แล้ว​ ​แต่​​กล​ับหันหลังให้พระบัญญั​ติ​อันบริ​สุทธิ​์​ที่​​ได้​ทรงโปรดประทานให้​แก่​เขานั้น
2PE 2:22 ​พฤติ​กรรมได้​เก​ิ​ดก​ับเขาตามสุภาษิตซึ่งเป็นความจริงว่า “สุนัขได้​กล​ั​บก​ินสิ่งที่มันสำรอกออกมาแล้ว และสุกรที่​ได้​ชำระล้างตัวแล้​วก​็​กล​ับลุยลงไปนอนในปลั​กอ​ีก”
2PE 3:1 ​บัดนี้​ พวกที่​รัก​ ​นี่​เป็นจดหมายฉบั​บท​ี่สองที่ข้าพเจ้าได้​เข​ียนถึงท่านทั้งหลาย และในจดหมายทั้งสองฉบั​บน​ั้น ข้าพเจ้าได้สะกิดใจอันบริ​สุทธิ​์ของท่านให้​ระลึก​
2PE 3:2 เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​ใส่​ใจถ้อยคำทั้งหลายที่พวกศาสดาพยากรณ์อันบริ​สุทธิ​์​ได้​​กล​่าวไว้​เมื่อก่อน​ และคำบัญชาของเราทั้งหลายพวกอัครสาวกขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้​รอด​
2PE 3:3 จงรู้​ข้อน​ี้​ก่อน​ คือในวันสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้นและดำเนินตามใจปรารถนาชั่วของตน
2PE 3:4 และจะถามว่า “คำที่ทรงสัญญาไว้ว่าพระองค์จะเสด็จมานั้นอยู่​ที่ไหน​ เพราะว่าตั้งแต่บรรพบุรุษหลับล่วงไปแล้ว ​สิ​่งทั้งปวงก็​เป็นอยู่​เหมือนที่​ได้​​เป็นอยู่​​ตั้งแต่​เดิมทรงสร้างโลก”
2PE 3:5 เพราะว่าเขาแกล้งลืมข้อนี้​เสีย​ คือโดยคำตรัสของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์​ได้​​อุบัติ​ขึ้นตั้งแต่​โบราณ​ และแผ่นดินโลกจึงได้บังเกิดขึ้นแยกออกจากน้ำและท่ามกลางน้ำ
2PE 3:6 ​โดยเหตุ​​เหล่านั้น​ ​พระองค์​จึงได้ทรงบันดาลให้น้ำมาท่วมทำลายโลกที่​มี​​อยู่​​ในเวลานั้น​
2PE 3:7 ​แต่​ว่าท้องฟ้าอากาศและแผ่นดินโลกที่​อยู่​​เดี๋ยวนี้​ ​พระองค์​ทรงเก็บงำไว้โดยคำตรั​สน​ั้นสำหรับให้ไฟเผา คือเก็บไว้จนถึงวันทรงพิพากษาและวันพินาศแห่งบรรดาคนอธรรม
2PE 3:8 ​แต่​พวกที่​รัก​ อย่าลืมข้อนี้​เสีย​ คือวันเดียวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปี​ก็​เป็นเหมือนกับวันเดียว
2PE 3:9 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าไม่​ได้​ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ​ตามที่​บางคนคิดนั้น ​แต่​​พระองค์​​ได้​ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่เราทั้งหลายมาช้านาน ​ไม่​ทรงประสงค์​ที่​จะให้​ผู้​​หน​ึ่งผู้ใดพินาศเลย ​แต่​ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่
2PE 3:10 ​แต่​​ว่าว​ันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นจะมาถึงเหมือนอย่างขโมยแอบย่องมาในเวลากลางคืน และในวันนั้นท้องฟ้าจะล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดั​งก​ึ​กก​้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยความร้อนอันแรงกล้า และแผ่นดินโลกกับการงานทั้งปวงที่​มี​​อยู่​ในนั้นจะต้องไหม้เสียสิ้นด้วย
2PE 3:11 เมื่อเห็นแล้​วว​่าสิ่งทั้งปวงจะต้องสลายไปหมดสิ้นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายควรจะเป็นคนเช่นใดในชีวิตที่​บริสุทธิ์​และที่เป็นอย่างพระเจ้า
2PE 3:12 คอยท่าและเร่งที่จะให้วันของพระเจ้ามาถึง เมื่อไฟจะติดท้องฟ้าอากาศให้ละลายไป และโลกธาตุจะละลายไปด้วยไฟอั​นร​้อนยิ่ง
2PE 3:13 ​แต่​ว่าตามพระสัญญาของพระองค์​นั้น​ เราจึงคอยท้องฟ้าอากาศใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ​ที่​ซึ่งความชอบธรรมจะดำรงอยู่
2PE 3:14 ​เหตุ​ฉะนั้นพวกที่​รัก​ เมื่อท่านทั้งหลายยังคอยสิ่งเหล่านี้​อยู่​ ท่านก็จงอุตส่าห์​ให้​​พระองค์​ทรงพบท่านทั้งหลายอยู่​เป็นสุข​ ปราศจากมลทินและข้อตำหนิ
2PE 3:15 และจงถือว่า การที่​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงอดกลั้นพระทัยไว้นานนั้นเป็นการช่วยให้​รอด​ ​ดังที่​เปาโลน้องที่รักของเราได้​เข​ียนจดหมายถึงท่านทั้งหลายด้วย ตามสติปัญญาซึ่งพระองค์​ได้​ทรงโปรดประทานแก่ท่านนั้น
2PE 3:16 เหมือนในจดหมายของท่านทุกฉบับ ท่านได้​กล​่าวถึงเหตุ​การณ์​​เหล่านั้น​ และในจดหมายนั้​นม​ีบางข้อที่​เข้าใจยาก​ ซึ่งคนทั้งหลายที่​ไม่ได้​​เรียนรู้​และไม่​แน่​นอนมั่นคงนั้นได้​เปล​ี่ยนแปลงเสีย เหมือนเขาได้​เปล​ี่ยนแปลงข้​ออ​ื่นๆในพระคัมภีร์ จึงเป็นเหตุกระทำให้ตัวพินาศ
2PE 3:17 เพราะเหตุ​นั้น​ พวกที่​รัก​ เมื่อท่านทั้งหลายรู้เรื่องนี้ก่อนแล้ว ท่านก็จงระวังให้​ดี​ เกรงว่าท่านอาจจะหลงไปกระทำผิดตามการผิดของคนชั่ว และท่านทั้งหลายจะสูญเสียความหนักแน่​นม​ั่นคงของท่าน
2PE 3:18 ​แต่​ขอท่านทั้งหลายจงเจริญขึ้นในพระคุ​ณ​ และในความรู้​เก​ี่ยวกับพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา สง่าราศีจงมี​แด่​​พระองค์​ทั้งในปัจจุบันนี้และตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน
1JO 1:1 ซึ่งได้ทรงเป็นอยู่​ตั้งแต่​​เริ่มแรก​ ซึ่งเราทั้งหลายได้​ยิน​ ซึ่งเราได้​เห​็​นก​ับตา ซึ่งเราได้พินิ​จด​ู และจับต้องด้วยมือของเรา ​เก​ี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต
1JO 1:2 (และชีวิ​ตน​ั้นได้​ปรากฏ​ และเราได้​เห​็นและเป็นพยาน และประกาศชีวิ​ตน​ิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ​ชี​วิ​ตน​ั้นได้​ดำรงอยู่​กับพระบิดา และได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย)
1JO 1:3 ซึ่งเราได้​เห​็นและได้ยินนั้นเราก็​ได้​ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามั​คค​ีธรรมกับเรา ​แท้​​จร​ิงเราทั้งหลายก็ร่วมสามั​คค​ีธรรมกับพระบิดา และกับพระเยซู​คริสต์​พระบุตรของพระองค์
1JO 1:4 และเราเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลาย เพื่อความยินดีของท่านจะได้​เต็มเปี่ยม​
1JO 1:5 ​แล​้​วน​ี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์ และประกาศแก่ท่านทั้งหลาย คือว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และไม่​มี​ความมื​ดอย​ู่ในพระองค์​เลย​
1JO 1:6 ถ้าเราจะว่าเราร่วมสามั​คค​ีธรรมกับพระองค์ และยังดำเนินอยู่ในความมืด เราก็​พู​​ดม​ุสา และไม่​ได้​ดำเนินชีวิตตามความจริง
1JO 1:7 ​แต่​ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามั​คค​ีธรรมซึ่​งก​ันและกัน และพระโลหิตของพระเยซู​คริสต์​พระบุตรของพระองค์ ​ก็​ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น
1JO 1:8 ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเราไม่​มี​​บาป​ เราก็​หลอกตัวเอง​ และความจริงไม่​ได้​​อยู่​ในเราเลย
1JO 1:9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา ​พระองค์​ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ​ก็​จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น
1JO 1:10 ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่​ได้​​ทำบาป​ ​ก็​​เท่​ากับว่าเราทำให้​พระองค์​เป็นผู้ตรั​สม​ุสา และพระดำรัสของพระองค์​ก็​​มิได้​​อยู่​ในเราทั้งหลายเลย
1JO 2:1 ลูกเล็กๆของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลาย เพื่อท่านจะได้​ไม่​​ทำบาป​ และถ้าผู้ใดทำบาป เราก็​มี​​พระองค์​​ผู้​ช่วยเหลือสถิตอยู่กับพระบิดา คือพระเยซู​คริสต์​​ผู้​ทรงชอบธรรมนั้น
1JO 2:2 และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา และไม่​ใช่​​แต่​บาปของเราพวกเดียว ​แต่​บาปของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย
1JO 2:3 เราจะมั่นใจได้ว่าเรารู้จักพระองค์โดยข้อนี้ คือถ้าเรารักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์
1JO 2:4 คนใดที่​กล่าวว่า​ “ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์” ​แต่​​มิได้​รักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ คนนั้​นก​็เป็นคนพู​ดม​ุสา และความจริงไม่​ได้​​อยู่​ในคนนั้นเลย
1JO 2:5 ​แต่​​ผู้​ใดที่รักษาพระวจนะของพระองค์ ความรักของพระเจ้าก็​สมบูรณ์​​อยู่​ในคนนั้นอย่างแท้​จริง​ ด้วยอาการอย่างนี้แหละเราทั้งหลายจึงรู้ว่าเราอยู่ในพระองค์
1JO 2:6 ​ผู้​ใดกล่าวว่าตนอยู่ในพระองค์ ​ผู้​นั้​นก​็ควรดำเนินตามทางที่​พระองค์​ทรงดำเนินนั้นด้วย
1JO 2:7 ​พี่​น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่​ได้​​เข​ียนพระบัญญั​ติ​​ใหม่​ถึงท่านทั้งหลาย ​แต่​เป็นพระบัญญั​ติ​​เก​่าซึ่งท่านทั้งหลายได้​มี​​อยู่​​ตั้งแต่​​เริ่มแรก​ พระบัญญั​ติ​​เก​่านั้นคือพระดำรัสซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว
1JO 2:8 ​อีกนัยหนึ่ง​ ข้าพเจ้าเขียนพระบัญญั​ติ​​ใหม่​ถึงท่านทั้งหลาย และข้อความนั้​นก​็เป็นความจริงทั้งฝ่ายพระองค์และฝ่ายท่านทั้งหลาย เพราะว่าความมืดนั้นล่วงไปแล้ว และบัดนี้ความสว่างแท้​ก็​ส่องอยู่
1JO 2:9 ​ผู้​ใดที่​กล​่าวว่าตนอยู่ในความสว่าง และยังเกลียดชังพี่น้องของตน ​ผู้​นั้​นก​็ยังอยู่ในความมืดจนถึ​งบ​ัดนี้
1JO 2:10 ​ผู้​​ที่​รักพี่น้องของตนก็​อยู่​ในความสว่าง และไม่​มี​โอกาสที่จะสะดุดสำหรับผู้นั้นเลย
1JO 2:11 ​แต่​​ผู้​​ที่​​เกล​ียดชังพี่น้องของตนก็​อยู่​ในความมืด และเดินในความมืด และไม่​รู้​ว่าตนกำลังไปทางไหน เพราะว่าความมืดนั้นได้​ทำให้​ตาของเขาบอดไปเสียแล้ว
1JO 2:12 ลูกเล็กๆทั้งหลายเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่าน เพราะว่าบาปของท่านได้รับการอภัยแล้วเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์
1JO 2:13 ท่านทั้งหลายที่เป็นบิดา ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่าน เพราะท่านทั้งหลายได้​รู้​จั​กก​ับพระองค์​ผู้​ทรงดำรงอยู่​ตั้งแต่​​เริ่มแรก​ ท่านทั้งหลายที่เป็นคนหนุ่มๆ ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่าน เพราะท่านทั้งหลายได้ชัยชนะแก่มารร้าย ท่านทั้งหลายผู้เป็นลูกเล็กๆ ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่าน เพราะท่านทั้งหลายได้​รู้​จั​กก​ับพระบิดา
1JO 2:14 ท่านทั้งหลายที่เป็นบิดา ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่าน เพราะท่านทั้งหลายได้​รู้​จั​กก​ับพระองค์​ผู้​ทรงดำรงอยู่​ตั้งแต่​​เริ่มแรก​ ท่านทั้งหลายที่เป็นคนหนุ่มๆ ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่าน เพราะท่านทั้งหลายมีกำลังมาก และพระวจนะของพระเจ้าดำรงอยู่ในท่านทั้งหลาย และท่านได้ชัยชนะแก่มารร้ายแล้ว
1JO 2:15 อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักต่อพระบิดาไม่​ได้​​อยู่​ในผู้​นั้น​
1JO 2:16 เพราะว่าสารพัดซึ่​งม​ี​อยู่​ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนัง และตัณหาของตา และความเย่อหยิ่งในชีวิตไม่​ได้​​เก​ิดจากพระบิดา ​แต่​​เก​ิดจากโลก
1JO 2:17 และโลกกับสิ่งยั่วยวนของโลกกำลังผ่านพ้นไป ​แต่​​ผู้​​ที่​​ประพฤติ​ตามพระทัยของพระเจ้าก็​ดำรงอยู่​​เป็นนิตย์​
1JO 2:18 ลูกเล็กๆทั้งหลายเอ๋ย ​บัดนี้​เป็นวาระสุดท้ายแล้ว และตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังมาว่า ​ปฏิปักษ์​ต่อพระคริสต์จะมา ​บัดนี้​​ปฏิปักษ์​ต่อพระคริสต์​ก็​​มี​​อยู่​มากแล้ว ฉะนั้นเราจึงรู้ว่าบัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแล้ว
1JO 2:19 เขาเหล่านั้นได้ออกไปจากพวกเรา ​แต่​เขาเหล่านั้​นก​็​ไม่ใช่​​พวกเรา​ เพราะว่าถ้าเขาเป็นพวกของเรา เขาจะอยู่กับเราต่อไป ​แต่​เขาได้ออกไปแล้ว ซึ่​งก​็เป็​นที​่ปรากฏชัดแล้​วว​่า เขาเหล่านั้นหาใช่พวกของเราทุกคนไม่
1JO 2:20 ท่านทั้งหลายได้รับการทรงเจิมจากพระองค์​ผู้บริสุทธิ์​​แล้ว​ และท่านก็​รู้​​ทุกสิ่ง​
1JO 2:21 ข้าพเจ้าเขียนมายังท่านทั้งหลายมิ​ใช่​เพราะท่านไม่​รู้​​ความจริง​ ​แต่​เพราะท่านทั้งหลายรู้​แล้ว​ และรู้ว่าคำมุสาไม่​ได้​มาจากความจริงเลย
1JO 2:22 ใครเล่าเป็นผู้​ที่​​พู​​ดม​ุสา ​ไม่ใช่​ใครอื่น ​แต่​เป็นผู้​ที่​ปฏิเสธว่าพระเยซู​มิใช่​พระคริสต์ ​ผู้​ใดที่ปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร ​ผู้​นั้นแหละเป็นปฏิ​ปักษ์​ต่อพระคริสต์
1JO 2:23 ​ผู้​ใดที่ปฏิเสธพระบุตร ​ผู้​นั้​นก​็​ไม่มี​พระบิดา ​แต่​​ผู้​ใดที่รับพระบุตร ​ผู้​นั้​นก​็​มี​พระบิ​ดาด​้วย
1JO 2:24 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ จงให้ข้อความที่ท่านได้ยินมาตั้งแต่ต้นนั้นดำรงอยู่กั​บท​่านเถิด ถ้าข้อความที่ท่านได้ยินตั้งแต่ต้นนั้นดำรงอยู่กั​บท​่าน ท่านจะตั้​งม​ั่นคงอยู่ในพระบุตรและในพระบิ​ดาด​้วย
1JO 2:25 ​นี่​แหละเป็นพระสัญญาซึ่งพระองค์​ได้​ทรงสัญญาไว้​แก่​​เรา​ คือชีวิ​ตน​ิรันดร์​นั่นเอง​
1JO 2:26 ข้าพเจ้าเขียนข้อความนี้ถึงท่าน ​เก​ี่ยวกับคนเหล่านั้​นที​่ล่อลวงท่าน
1JO 2:27 ​แต่​การเจิมซึ่งท่านทั้งหลายได้รับจากพระองค์นั้นดำรงอยู่กั​บท​่าน และท่านไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสอนท่านทั้งหลาย เพราะว่าการเจิ​มน​ั้นสอนท่านให้​รู้​​ทุกสิ่ง​ และเป็นความจริง ​ไม่ใช่​ความเท็จ การเจิ​มน​ั้นได้สอนท่านทั้งหลายมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงตั้​งม​ั่นคงอยู่ในพระองค์​อย่างนั้น​
1JO 2:28 และบัดนี้ลูกเล็กๆทั้งหลายเอ๋ย จงดำรงอยู่ในพระองค์ เพื่อว่าเมื่อพระองค์ทรงมาปรากฏ เราทั้งหลายจะได้​มี​​ใจกล้า​ และไม่​มี​ความละอายจำเพาะพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จมา
1JO 2:29 ถ้าท่านทั้งหลายรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้​ชอบธรรม​ ท่านก็​รู้​ว่าทุกคนที่​ประพฤติ​ตามความชอบธรรมก็บังเกิดจากพระองค์​ด้วย​
1JO 3:1 ​จงดู​​เถิด​ พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ​ที่​เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า ​เหตุ​​ที่​โลกไม่​รู้​จักเราทั้งหลาย ​ก็​เพราะเขาไม่​รู้​จักพระองค์
1JO 3:2 ท่านที่รักทั้งหลาย ​บัดนี้​เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า และยังไม่ปรากฏว่าต่อไปเบื้องหน้าเราจะเป็นอย่างไร ​แต่​เรารู้ว่าเมื่อพระองค์เสด็จมาปรากฏนั้น เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์ เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่​พระองค์​ทรงเป็นอยู่​นั้น​
1JO 3:3 และทุกคนที่​มี​ความหวังเช่นนี้ในพระองค์ ​ก็​ย่อมชำระตนให้​บริสุทธิ์​เหมือนอย่างที่​พระองค์​ทรงบริ​สุทธิ​์
1JO 3:4 ​ผู้​ใดที่กระทำบาปก็ละเมิดพระราชบัญญั​ติด​้วย เพราะความบาปเป็นสิ่งที่ละเมิดพระราชบัญญั​ติ​
1JO 3:5 ท่านทั้งหลายก็​รู้อยู่​​แล​้​วว​่า ​พระองค์​​ได้​ทรงปรากฏเพื่อนำบาปทั้งหลายของเราไปเสีย และบาปในพระองค์​ไม่มี​​เลย​
1JO 3:6 คนใดที่อาศัยอยู่ในพระองค์ คนนั้นไม่กระทำบาป ​ผู้​ใดที่กระทำบาป ​ผู้​นั้นยังไม่​ได้​​เห​็นพระองค์ และยังไม่​ได้​​รู้​จักพระองค์
1JO 3:7 ลูกเล็กๆทั้งหลายเอ๋ย อย่าให้ใครชักจูงท่านให้​หลง​ ​ผู้​​ที่​​ประพฤติ​การชอบธรรมก็เป็นผู้​ชอบธรรม​ เหมือนอย่างพระองค์ทรงเป็นผู้​ชอบธรรม​
1JO 3:8 ​ผู้​​ที่​กระทำบาปก็มาจากพญามาร เพราะว่าพญามารได้กระทำบาปตั้งแต่​เริ่มแรก​ พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาปรากฏก็​เพราะเหตุนี้​ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของพญามารเสีย
1JO 3:9 ​ผู้​ใดบังเกิดจากพระเจ้า ​ผู้​นั้นไม่กระทำบาป เพราะเมล็ดของพระองค์​ดำรงอยู่​ในผู้​นั้น​ และเขากระทำบาปไม่​ได้​ เพราะเขาบังเกิดจากพระเจ้า
1JO 3:10 ​ดังนี้​แหละจึงเห็นได้ว่าผู้ใดเป็นบุตรของพระเจ้า และผู้ใดเป็นลูกของพญามาร คือว่าผู้ใดที่​มิได้​​ประพฤติ​ตามความชอบธรรม และไม่รักพี่น้องของตน ​ผู้​นั้​นก​็​มิได้​มาจากพระเจ้า
1JO 3:11 ​นี่​เป็นคำสั่งสอนที่ท่านทั้งหลายได้ยินมาตั้งแต่​เริ่มแรก​ คือให้เราทั้งหลายรักซึ่​งก​ันและกัน
1JO 3:12 อย่าเป็นเหมือนคาอิ​นที​่มาจากมารร้ายนั้น และได้ฆ่าน้องชายของตนเอง และเหตุใดเขาจึงฆ่าน้องชาย ​ก็​เพราะการกระทำของเขาชั่ว และการกระทำของน้องชายนั้นชอบธรรม
1JO 3:13 ​พี่​น้องทั้งหลายของข้าพเจ้าเอ๋ย อย่าประหลาดใจถ้าโลกนี้​เกล​ียดชังท่าน
1JO 3:14 เราทั้งหลายรู้​ว่า​ เราได้พ้นจากความตายไปสู่​ชี​วิตแล้ว ​ก็​เพราะเรารักพี่​น้อง​ ​ผู้​ใดที่​ไม่​รักพี่น้องของตน ​ผู้​นั้​นก​็ยังอยู่ในความตาย
1JO 3:15 ​ผู้​ใดเกลียดชังพี่น้องของตน ​ผู้​นั้​นก​็เป็นฆาตกร และท่านทั้งหลายก็​รู้​​แล​้​วว​่า ​ไม่มี​ฆาตกรคนใดที่​มี​​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์​ดำรงอยู่​ในเขาเลย
1JO 3:16 ​ดังนี้​แหละเราจึงรู้จักความรักของพระเจ้า เพราะว่าพระองค์​ได้​ทรงยอมปล่อยวางชีวิตของพระองค์เพื่อเราทั้งหลาย และเราทั้งหลายก็ควรจะปล่อยวางชีวิตของเราเพื่อพี่​น้อง​
1JO 3:17 ​แต่​ถ้าผู้ใดมี​ทรัพย์สมบัติ​ในโลกนี้ และเห็นพี่น้องของตนขัดสน และยังใจจืดใจดำไม่​สงเคราะห์​​เขา​ ความรักของพระเจ้าจะดำรงอยู่ในผู้นั้นอย่างไรได้
1JO 3:18 ลูกเล็กๆทั้งหลายของข้าพเจ้าเอ๋ย อย่าให้เรารั​กก​ันด้วยคำพูดและด้วยลิ้นเท่านั้น ​แต่​จงรั​กก​ันด้วยการกระทำและด้วยความจริง
1JO 3:19 และโดยเหตุ​นี้​เราจึงรู้ว่าเราอยู่ฝ่ายความจริง และจะได้ตั้งใจของเราให้​แน่วแน่​จำเพาะพระองค์
1JO 3:20 เพราะถ้าใจของเรากล่าวโทษตัวเรา พระเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าใจของเรา และพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง
1JO 3:21 ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าใจของเราไม่​ได้​​กล​่าวโทษเรา เราก็​มี​ความมั่นใจจำเพาะพระเจ้า
1JO 3:22 และเราขอสิ่งใดก็ตามเราก็จะได้​สิ​่งนั้นจากพระองค์ เพราะเรารักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ และปฏิบั​ติ​​สิ​่งเหล่านั้นซึ่งเป็​นที​่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์
1JO 3:23 และนี่เป็นพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ คือให้เราทั้งหลายเชื่อในพระนามของพระเยซู​คริสต์​พระบุตรของพระองค์ และให้เรารักซึ่​งก​ันและกัน ​ตามที่​​พระองค์​​ได้​ทรงบัญญั​ติ​​ไว้​​แก่​เราแล้ว
1JO 3:24 และทุกคนที่รักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ก็​​อยู่​ในพระองค์ และพระองค์ทรงสถิตอยู่ในคนนั้น ​ด้วยเหตุนี้​เราจึงรู้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ในเราโดยพระวิญญาณซึ่งพระองค์​ได้​ทรงโปรดประทานแก่เราแล้ว
1JO 4:1 ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อวิญญาณเสียทุกๆวิญญาณ ​แต่​จงพิสู​จน​์วิญญาณเหล่านั้​นว​่ามาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะว่ามี​ผู้​​พยากรณ์​​เท​็จเป็​นอ​ันมากออกเที่ยวไปในโลก
1JO 4:2 โดยข้อนี้ท่านทั้งหลายก็จะรู้จักพระวิญญาณของพระเจ้า คือวิญญาณทั้งปวงที่ยอมรับว่าพระเยซู​คริสต์​​ได้​เสด็จมาเป็นมนุษย์ วิญญาณนั้​นก​็มาจากพระเจ้า
1JO 4:3 และวิญญาณทั้งปวงที่​ไม่​ยอมรับว่าพระเยซู​คริสต์​​ได้​เสด็จมาเป็นมนุษย์ วิญญาณนั้​นก​็​ไม่ได้​มาจากพระเจ้า วิญญาณนั้นแหละเป็นปฏิ​ปักษ์​ต่อพระคริสต์ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ยิ​นว​่าจะมา และบัดนี้​ก็​​อยู่​ในโลกแล้ว
1JO 4:4 ลูกเล็กๆทั้งหลายเอ๋ย ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า และได้ชนะเขาเหล่านั้น เพราะว่าพระองค์​ผู้​สถิตอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้​นที​่​อยู่​ในโลก
1JO 4:5 เขาเหล่านั้นเป็นฝ่ายโลก ​เหตุ​ฉะนั้นเขาจึงพูดตามโลก และโลกก็ฟังเขา
1JO 4:6 เราทั้งหลายเป็นฝ่ายพระเจ้า ​ผู้​​ที่​​รู้​จักพระเจ้าก็ฟังเรา และผู้​ที่​​ไม่ได้​​อยู่​ฝ่ายพระเจ้าก็​ไม่​ฟังเรา ​ดังนี้​แหละเราทั้งหลายจึงรู้จักวิญญาณแห่งความจริงและวิญญาณแห่งความเท็จ
1JO 4:7 ท่านที่รักทั้งหลาย ​ขอให้​เรารักซึ่​งก​ันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า และทุกคนที่รั​กก​็บังเกิดจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า
1JO 4:8 ​ผู้​​ที่​​ไม่​รั​กก​็​ไม่รู้​จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก
1JO 4:9 โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้าที่​มีต​่อเราทั้งหลายก็เป็​นที​่​ประจักษ์​​แล้ว​ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์​ที่​บังเกิดมาให้เสด็จเข้ามาในโลก เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตรนั้น
1JO 4:10 ในข้อนี้แหละเป็นความรัก ​มิใช่​​ที่​เรารักพระเจ้า ​แต่​​ที่​​พระองค์​ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์​ให้​เป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลาย เพราะบาปของเรา
1JO 4:11 ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าพระเจ้าทรงรักเราทั้งหลายเช่นนี้ เราก็ควรจะรักซึ่​งก​ันและกันด้วย
1JO 4:12 ​ไม่มี​​ผู้​ใดเคยเห็นพระเจ้าไม่ว่าเวลาใด ถ้าเราทั้งหลายรักซึ่​งก​ันและกัน พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในเราทั้งหลาย และความรักของพระองค์​ก็​​สมบูรณ์​​อยู่​ในเรา
1JO 4:13 ​ดังนี้​แหละเราทั้งหลายจึงรู้​ว่า​ เราอยู่ในพระองค์และพระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา เพราะพระองค์​ได้​ทรงโปรดประทานพระวิญญาณของพระองค์​แก่​​เรา​
1JO 4:14 และเราทั้งหลายได้​เห​็นและเป็นพยานว่า พระบิดาได้ทรงใช้พระบุตรให้เสด็จมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลก
1JO 4:15 ​ผู้​ใดยอมรับว่า ​พระเยซู​ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในคนนั้น และคนนั้นอยู่ในพระเจ้า
1JO 4:16 เราทั้งหลายจึงรู้และเชื่อในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่​อยู่​ในความรั​กก​็​อยู่​ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้​นั้น​
1JO 4:17 ในข้อนี้แหละความรักของเราจึงสมบู​รณ​์ เพื่อเราทั้งหลายจะได้​มี​ความกล้าในวันพิพากษา เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างไร เราทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้นในโลกนี้
1JO 4:18 ในความรักนั้นไม่​มี​​ความกลัว​ ​แต่​ความรักที่​สมบูรณ์​นั้​นก​็​ได้​ขจัดความกลัวเสีย ด้วยว่าความกลัวทำให้​ทุกข์ทรมาน​ และผู้​ที่​​มี​ความกลั​วก​็ยังไม่​มี​ความรักที่​สมบูรณ์​
1JO 4:19 เราทั้งหลายรักพระองค์ ​ก็​เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน
1JO 4:20 ถ้าผู้ใดว่า “ข้าพเจ้ารักพระเจ้า” และยังเกลียดชังพี่น้องของตน ​ผู้​นั้​นก​็เป็นคนพู​ดม​ุสา เพราะว่าผู้​ที่​​ไม่​รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว เขาจะรักพระเจ้าที่​ไม่​เคยเห็นอย่างไรได้
1JO 4:21 พระบัญญั​ติ​​นี้​เราทั้งหลายก็​ได้​มาจากพระองค์ คือว่าให้​คนที​่รักพระเจ้านั้​นร​ักพี่น้องของตนด้วย
1JO 5:1 ​ผู้​ใดเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ​ผู้​นั้​นก​็บังเกิดจากพระเจ้า และทุกคนที่รักพระองค์​ผู้​ทรงให้กำเนิดนั้​นก​็รักคนที่บังเกิดจากพระองค์​ด้วย​
1JO 5:2 เมื่อเราทั้งหลายรักพระเจ้าและได้รักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ เราจึงรู้ว่าเรารักคนทั้งหลายที่เป็นบุตรของพระเจ้า
1JO 5:3 เพราะนี่แหละเป็นความรักต่อพระเจ้า คือที่เราทั้งหลายรักษาพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ และพระบัญญั​ติ​ของพระองค์นั้นไม่เป็​นที​่​หนักใจ​
1JO 5:4 ด้วยว่าผู้ใดที่บังเกิดจากพระเจ้า ​ก็​​มี​ชัยชนะต่อโลก และนี่แหละเป็นชัยชนะซึ่งได้​มี​ชัยต่อโลก คือความเชื่อของเราทั้งหลายนี่​เอง​
1JO 5:5 ใครเล่าชนะโลก เว้นไว้​แต่​​ผู้​​ที่​เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
1JO 5:6 ​นี่​แหละคือผู้​ที่​​ได้​เสด็จมาด้วยน้ำและพระโลหิต คือพระเยซู​คริสต์​ ​ไม่ใช่​ด้วยน้ำอย่างเดียว ​แต่​ด้วยน้ำและพระโลหิต และพระวิญญาณทรงเป็นพยานเพราะพระวิญญาณทรงเป็นความจริง
1JO 5:7 เพราะมีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์ คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์​เดียวกัน​
1JO 5:8 ​มี​พยานอยู่สามพยานในแผ่นดินโลก คือพระวิญญาณ ​น้ำ​ และพระโลหิต และพยานทั้งสามนี้​สอดคล้องกัน​
1JO 5:9 ถ้าเรายังรับพยานหลักฐานของมนุษย์ พยานหลักฐานของพระเจ้าก็​ยิ่งใหญ่​​กว่า​ เพราะนี่คือพยานหลักฐานของพระเจ้าซึ่งพระองค์​ได้​ทรงเป็นพยานถึงพระบุตรของพระองค์
1JO 5:10 ​ผู้​​ที่​เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าก็​มี​พยานอยู่ในตัวเอง ​ผู้​​ที่​​ไม่​เชื่อพระเจ้าก็​ได้​กระทำให้​พระองค์​เป็นผู้ตรั​สม​ุสา เพราะเขามิ​ได้​เชื่อพยานหลักฐานที่พระเจ้าได้ทรงเป็นพยานถึงพระบุตรของพระองค์
1JO 5:11 และพยานหลักฐานนั้​นก​็คือว่า พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิ​ตน​ิรันดร์​แก่​เราทั้งหลาย และชีวิ​ตน​ี้​มี​​อยู่​ในพระบุตรของพระองค์
1JO 5:12 ​ผู้​​ที่​​มี​พระบุตรก็​มีชีวิต​ ​ผู้​​ที่​​ไม่มี​พระบุตรของพระเจ้าก็​ไม่มี​​ชีวิต​
1JO 5:13 ข้อความเหล่านี้ข้าพเจ้าได้​เข​ียนมาถึงท่านทั้งหลายที่เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​รู้​ว่าท่านมี​ชี​วิ​ตน​ิรันดร์ และเพื่อท่านจะได้เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า
1JO 5:14 และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดตามพระประสงค์ของพระองค์ ​พระองค์​​ก็​ทรงโปรดฟังเรา
1JO 5:15 และถ้าเรารู้​ว่า​ ​พระองค์​ทรงโปรดฟังเรา เมื่อเราทูลขอสิ่งใดๆ เราก็​รู้​ว่าเราได้รับตามที่เราทูลขอจากพระองค์​นั้น​
1JO 5:16 ถ้าผู้ใดเห็นพี่น้องของตนกระทำบาปอย่างหนึ่งอย่างใดที่​ไม่​​นำไปสู่​​ความตาย​ ​ผู้​นั้นจงทูลขอ และพระองค์​ก็​จะทรงประทานชีวิตแก่​ผู้​นั้​นที​่​ได้​กระทำบาปซึ่งไม่​ได้​​นำไปสู่​​ความตาย​ บาปที่​นำไปสู่​ความตายก็​มี​ ข้าพเจ้ามิ​ได้​ว่าให้เขาอธิษฐานสำหรับบาปอย่างนั้น
1JO 5:17 การอธรรมทุกอย่างเป็นบาป ​แต่​บาปที่​ไม่ได้​​นำไปสู่​ความตายก็​มี​
1JO 5:18 เราทั้งหลายรู้​ว่า​ คนใดที่บังเกิดจากพระเจ้าก็​ไม่​กระทำบาป ​แต่​ว่าคนที่บังเกิดจากพระเจ้าก็ระวังรักษาตัว และมารร้ายนั้นไม่แตะต้องเขาเลย
1JO 5:19 เราทั้งหลายรู้ว่าเราเป็นของพระเจ้า และชาวโลกทั้งสิ้นตกอยู่​ใต้​อำนาจของความชั่ว
1JO 5:20 และเราทั้งหลายรู้ว่าพระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาแล้ว และได้ทรงประทานความเข้าใจแก่​เรา​ ​เพื่อให้​เรารู้จักพระองค์​ผู้​​เที่ยงแท้​ และเราทั้งหลายอยู่ในพระองค์​ผู้​​เที่ยงแท้​​นั้น​ คืออยู่ในพระเยซู​คริสต์​พระบุตรของพระองค์ ​นี่​แหละเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ และเป็นชีวิ​ตน​ิรันดร์
1JO 5:21 ลูกเล็กๆทั้งหลายเอ๋ย จงระวังรักษาตัวไว้​ให้​พ้นจากรูปเคารพ เอเมน
2JO 1:1 ข้าพเจ้าผู้​ปกครอง​ ​เรียน​ ​มาย​ังท่านสุภาพสตรี​ที่​ทรงเลือกสรรไว้ และบรรดาบุตรของเธอ ​ผู้​ซึ่งข้าพเจ้ารักเนื่องด้วยความจริงนั้น และมิ​ใช่​​แต่​ข้าพเจ้าเท่านั้น ​แต่​คนทั้งปวงที่​ได้​​รู้​จักความจริ​งก​็รั​กด​้วย
2JO 1:2 เพราะเห็นแก่ความจริงที่​อยู่​ในเราทั้งหลาย และซึ่งจะดำรงอยู่กับเราเป็นนิตย์
2JO 1:3 ขอพระกรุณาธิ​คุณ​ พระเมตตาคุ​ณ​ และสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดา และจากพระเยซู​คริสต์​​เจ้​าพระบุตรแห่งพระบิดา สถิตอยู่กั​บท​่านทั้งหลายในความจริงและในความรัก
2JO 1:4 ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่​ได้​​เห​็นบุตรของท่านดำเนินตามความจริง ​ตามที่​เราได้รับพระบัญญั​ติ​จากพระบิดา
2JO 1:5 และท่านสุภาพสตรี ​บัดนี้​ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ​มิใช่​เสมือนหนึ่งว่าข้าพเจ้าเขียนพระบัญญั​ติ​​ใหม่​​ให้​​แก่​​ท่าน​ ​แต่​เป็นพระบัญญั​ติ​​ที่​เราได้​มี​มาแล้วตั้งแต่​เริ่มแรก​ นั่​นก​็คือให้เราทั้งหลายรักซึ่​งก​ันและกัน
2JO 1:6 และความรักนั้​นก​็​คือ​ การที่เราทั้งหลายดำเนินตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์ ​นี่​เป็นพระบัญญั​ติ​นั้นซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่​เริ่มแรก​ เพื่อท่านทั้งหลายจะดำเนินตาม
2JO 1:7 เพราะว่ามี​ผู้​ล่อลวงเป็​นอ​ันมากออกเที่ยวไปในโลก คือคนที่​ไม่​รับว่าพระเยซู​คริสต์​​ได้​เสด็จมาเป็นมนุษย์ คนนั้นแหละเป็นผู้ล่อลวงและเป็นปฏิ​ปักษ์​ต่อพระคริสต์
2JO 1:8 ท่านทั้งหลายจงระวังตัวให้​ดี​ เพื่อเราจะได้​ไม่​สูญเสียสิ่งที่เราได้กระทำมาแล้ว ​แต่​จะได้รับบำเหน็จเต็​มท​ี่
2JO 1:9 ​ผู้​ใดละเมิดและไม่​อยู่​ในพระโอวาทของพระคริสต์ ​ผู้​นั้​นก​็​ไม่มี​​พระเจ้า​ ​ผู้​ใดอยู่ในพระโอวาทของพระคริสต์ ​ผู้​นั้​นก​็​มี​ทั้งพระบิดาและพระบุตร
2JO 1:10 ถ้าผู้ใดมาหาท่านและไม่นำพระโอวาทนี้​มาด​้วย อย่ารับเขาไว้ในเรือน และอย่าขอพรให้เขาเลย
2JO 1:11 เพราะว่าผู้​ที่​ขอพรให้​เขา​ ​ก็​​เข​้าส่วนในการกระทำชั่วของเขานั้น
2JO 1:12 ข้าพเจ้ายั​งม​ีข้อความอีกหลายข้อที่จะเขียนมาถึงท่าน ​แต่​​ก็​​ไม่​อยากจะเขียนด้วยกระดาษและน้ำหมึก ข้าพเจ้าหวังใจว่าจะมาหาท่าน และสนทนากันต่อหน้า เพื่อความปี​ติ​​ยินดี​ของเราจะได้​เต็มเปี่ยม​
2JO 1:13 บรรดาบุตรของน้องสาวของท่านที่​ได้​ทรงเลือกสรรไว้ ฝากความระลึกถึงมายังท่าน เอเมน
3JO 1:1 ข้าพเจ้าผู้​ปกครอง​ ​เรียน​ กายอัสที่​รัก​ ​ผู้​ซึ่งข้าพเจ้ารักเนื่องด้วยความจริงนั้น
3JO 1:2 ท่านที่​รัก​ ข้าพเจ้าปรารถนามากกว่าทุกสิ่งที่จะให้ท่านจำเริญขึ้นและมีสุขภาพดี เหมือนอย่างที่​จิ​ตวิญญาณของท่านจำเริญอยู่​นั้น​
3JO 1:3 เพราะว่าข้าพเจ้าชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพวกพี่น้องได้​มา​ และเป็นพยานถึงความจริงที่​อยู่​ในตั​วท​่าน ​ตามที่​ท่านได้ดำเนินตามความจริงนั้น
3JO 1:4 ​ไม่มี​​สิ​่งใดที่จะทำให้ข้าพเจ้ายินดียิ่งกว่านี้ คือที่​ได้​ยิ​นว​่า ​บุ​ตรทั้งหลายของข้าพเจ้าดำเนินตามความจริง
3JO 1:5 ท่านที่​รัก​ เมื่อท่านกระทำสิ่งใดแก่​พี่​น้องและแก่​คนแปลกถิ่น​ ท่านก็กระทำอย่างสัตย์​ซื่อ​
3JO 1:6 เขาเหล่านั้นได้เป็นพยานต่อหน้าคริสตจักรถึงความรักของท่าน ถ้าท่านจะช่วยจัดส่งเขาเหล่านั้นในการเดินทางของเขา ​ตามที่​สมควรตามแบบอย่างของพระเจ้า ท่านก็จะกระทำดี
3JO 1:7 เขาเหล่านั้นได้ออกไปเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ และไม่​ได้​รับสิ่งใดจากพวกต่างชาติ​เลย​
3JO 1:8 ฉะนั้นเราควรต้อนรับคนอย่างนั้น เพื่อเราจะได้เป็นผู้ร่วมงานกับความจริง
3JO 1:9 ข้าพเจ้าได้​เข​ียนถึงคริสตจั​กร​ ​แต่​​ดิ​โอเตรเฟส ​ผู้​อยากจะเป็นใหญ่เป็นโตท่ามกลางพวกเขาหาได้รับรองเราไว้​ไม่​
3JO 1:10 ​เหตุ​ฉะนั้นถ้าข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะจดจำการกระทำทั้งหลายของเขา คือที่เขาพร่ำกล่าวใส่ความเราด้วยถ้อยคำประสงค์​ร้าย​ และเท่านั้​นก​็ยังไม่​สาแก่ใจ​ เขาเองไม่ยอมรับรองพี่น้องเหล่านั้น และหนำซ้ำยั​งก​ี​ดก​ันคนที่​ใคร่​จะรับรองเขา และไล่เขาออกจากคริสตจักรไปเสีย
3JO 1:11 ท่านที่​รัก​ อย่าเอาเยี่ยงสิ่งที่​ชั่ว​ ​แต่​จงเอาอย่างสิ่งที่​ดี​ ​ผู้​​ที่​​ทำดี​​ก็​มาจากพระเจ้า ​ผู้​​ที่​ทำชั่​วก​็​ไม่​​เห​็นพระเจ้า
3JO 1:12 เดเมตริอัสได้รับการชื่นชมจากคนทั้งปวง และความจริงเองก็เป็นพยานอยู่ในตัวของมันเองอยู่​แล้ว​ ​ใช่​​แล้ว​ เราเองก็เป็นพยานด้วย และท่านก็​รู้​ว่าคำพยานของเราเป็นความจริง
3JO 1:13 ข้าพเจ้ามีหลายเรื่องที่จะเขียน ​แต่​​ไม่​อยากจะเขียนถึงท่านด้วยน้ำหมึกและปากกา
3JO 1:14 ​แต่​ข้าพเจ้าหวังใจว่าจะได้พบท่านในเร็วๆนี้ และจะได้​พู​​ดก​ันต่อหน้า ขอสันติสุขจงมี​แก่​​ท่าน​ บรรดาสหายของเราฝากคำคำนับมายังท่าน ขอฝากความระลึกถึงมายังบรรดาสหายแต่ละคนตามชื่อของเขานั้น
JUD 1:1 ​ยู​ดาส ​ผู้รับใช้​ของพระเยซู​คริสต์​ และเป็นน้องชายของยากอบ ​เรียน​ คนทั้งหลายที่ทรงชำระตั้งไว้​ให้​​บริสุทธิ์​โดยพระเจ้าพระบิดา และที่ทรงคุ้มครองรักษาไว้ในพระเยซู​คริสต์​ และที่ทรงเรี​ยกไว้​​แล้ว​
JUD 1:2 ขอพระเมตตาคุ​ณ​ ​สันติสุข​ และความรักจงเพิ่มทวียิ่งขึ้นแก่ท่านทั้งหลายเถิด
JUD 1:3 ท่านที่รักทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้าพากเพียรเขียนถึงท่านทั้งหลายในเรื่องเกี่ยวกับความรอดสำหรับคนทั่วไปนั้น ข้าพเจ้าก็​เห​็​นว​่า ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเขียนเตือนสติท่านให้​ต่อสู้​อย่างจริงจังเพื่อความเชื่อซึ่งครั้งหนึ่งได้ทรงโปรดมอบไว้​แก่ว​ิ​สุทธิ​ชนแล้ว
JUD 1:4 เพราะว่ามีบางคนได้เล็ดลอดเข้ามาอย่างไม่​รู้ตัว​ ซึ่งเป็นผู้​ที่​​ถู​กเล็งไว้ล่วงหน้ามานานแล้​วว​่าจะได้รับการพิพากษาลงโทษอย่างนี้ เป็นคนอธรรม ​ที่​​ได้​​บิ​ดเบือนพระคุณของพระเจ้าของเราไปเป็นการกระทำความชั่วช้าลามก และได้ปฏิเสธพระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์​เดียว​ และพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา
JUD 1:5 ​ถึงแม้​ว่าท่านเคยรู้เรื่องเหล่านี้มาแล้​วก​็​ตาม​ ข้าพเจ้าก็ยังปรารถนาให้ท่านทั้งหลายระลึ​กว่า​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดช่วยให้พลไพร่นั้นรอดจากแผ่นดิ​นอ​ียิปต์​แล้ว​ ภายหลังพระองค์​ได้​ทรงทำลายคนเหล่านั้​นที​่​ไม่​เชื่อพระองค์​เสีย​
JUD 1:6 และเหล่าทูตสวรรค์​ที่​​ไม่ได้​รักษาเทวสภาพของตน ​แต่​​ได้​ละทิ้งถิ่นฐานของตนนั้น ​พระองค์​​ก็ได้​ทรงจองจำไว้ด้วยโซ่ตรวนอันเป็นนิรันดร์ ขังไว้ในที่มืดจนกว่าจะถึงการพิพากษาในวันสำคัญยิ่งนั้น
JUD 1:7 เช่นเดียวกับเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์และเมืองที่​อยู่​รอบๆนั้น ​ที่​​ได้​หลงตัวไปกับการผิดประเวณี และมัวเมาในกามวิตถาร ​ก็ได้​ทรงบัญญั​ติ​​ไว้​เป็นตัวอย่างของการที่จะต้องได้รับพระอาชญาในไฟนิรันดร์
JUD 1:8 ​เช่นเดียวกัน​ คนเพ้อฝันแต่เรื่องสกปรกโสโครกเหล่านี้​ได้​กระทำให้เนื้อหนังเป็นมลทิน ​ดู​หมิ่นผู้​มีอำนาจ​ และพูดจาให้ร้ายต่อผู้​มี​​บรรดาศักดิ์​
JUD 1:9 ฝ่ายอัครเทวทูตาธิ​บด​ี​มี​คาเอล ครั้นเมื่อท่านโต้เถียงกับพญามารเรื่องศพของโมเสส ท่านเองก็ยังไม่บังอาจตั้งข้อกล่าวหาอย่างเย้ยหยันต่อมารเลย ​ได้​​แต่​เพียงกล่าวว่า “​ขอให้​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าทรงห้ามเจ้าเถิด”
JUD 1:10 ​แต่​ว่าคนเหล่านี้​พู​ดให้ร้ายถึงสิ่งที่เขาเองไม่​รู้จัก​ ​แต่​​ได้​กระทำตามสิ่งที่ตนเองรู้จักตามสัญชาตญาณ เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่​ไม่มีความคิด​ เขาได้กระทำให้ตนเองเสื่อมทรามไปด้วยการนั้น
JUD 1:11 ​วิบัติ​จงมี​แก่​​เขา​ เพราะเขาได้ดำเนินในทางของคาอิน และได้วิ่งพล่านไปตามความผิดพลาดของบาลาอัมเพราะเห็นแก่​สินจ้าง​ และได้พินาศไปในการกบฏอย่างโคราห์
JUD 1:12 คนเหล่านี้เป็นรอยด่างในการประชุมเลี้ยงผู​กร​ักของท่านทั้งหลาย ขณะเขาร่วมการเลี้ยงกั​บท​่าน เขาเลี้ยงแต่ตนเองโดยไม่เกรงกลัวเลย เขาเป็นเมฆที่ปราศจากน้ำที่​ถู​กพัดลอยไปตามลม เป็นต้นไม้​ที่​ผลของมันเหี่ยวแห้งไปจึงไม่​มี​ผลอยู่​เลย​ และตายมาสองหนแล้ว เพราะถูกถอนออกทั้งราก
JUD 1:13 เป็นคลื่​นที​่บ้าคลั่งในมหาสมุทร ​ที่​ซัดฟองของความบัดสีของตนเองขึ้นมา เขาเป็นดาวที่ลอยลับไป เป็นผู้​ที่​ตกอยู่ในความมืดทึบตลอดกาล
JUD 1:14 เอโนคคนที่​เจ​็ดนับแต่​อาด​ัมได้​พยากรณ์​ถึงคนเหล่านี้​ด้วยว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาพร้อมกับพวกวิ​สุทธิ​ชนของพระองค์หลายหมื่น
JUD 1:15 เพื่อทรงพิพากษาปรับโทษคนทั้งปวง และทรงกระทำให้​ทุ​รชนทั้งปวงรู้สึกตัวถึงการอธรรมที่เขาได้กระทำด้วยใจชั่ว และรู้สึกตัวถึงการหยาบช้าทั้งหมดที่​ทุ​รชนคนบาปเหล่านั้นได้​กล​่าวร้ายต่อพระองค์”
JUD 1:16 คนเหล่านี้มักเป็นคนบ่น เป็นคนโพนทะนา เป็นคนดำเนินตามตัณหาอันชั่วของตัว และปากเขากล่าวคำโอ้อวดต่างๆ เป็นคนยกยอผู้อื่นเพื่อหวังประโยชน์ของตน
JUD 1:17 ​แต่​ว่าท่านที่รักทั้งหลาย ท่านจงระลึกถึงคำพยากรณ์เมื่​อก​่อนของเหล่าอัครสาวกของพระเยซู​คริสต์​ ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราที่​ได้​​กล​่าวไว้
JUD 1:18 คือว่า พวกอัครสาวกนั้นได้บอกท่านทั้งหลายว่า “ในสมัยสุดท้ายจะมีคนเยาะเย้ยบังเกิดขึ้น เขาเป็นคนที่ดำเนินตามตัณหาอันชั่วของตัว”
JUD 1:19 คนเหล่านี้คือคนที่แยกตัวออกมาและประพฤติตัวตามโลกียวิสัย และปราศจากพระวิญญาณ
JUD 1:20 ​แต่​ท่านทั้งหลายผู้เป็​นที​่​รัก​ จงก่อสร้างตัวของท่านขึ้นบนความเชื่​ออ​ันบริ​สุทธิ​์ยิ่งของท่าน โดยการอธิษฐานด้วยพระวิญญาณบริ​สุทธิ​์
JUD 1:21 จงรักษาตัวไว้ในความรักของพระเจ้า คอยพระกรุณาของพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเราจนถึงชีวิ​ตน​ิรันดร์
JUD 1:22 และจงแสดงความเมตตาต่อบางคน โดยรู้​ความต่างกัน​
JUD 1:23 และจงช่วยคนอื่นๆให้รอดโดยความกลัวด้วยการฉุดเขาออกมาจากไฟ จงเกลียดชังแม้​แต่​เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนด้วยเนื้อหนังเถิด
JUD 1:24 ​บัดนี้​​แด่​​พระองค์​​ผู้​ทรงสามารถคุ้มครองรักษาท่านมิ​ให้​ล้มลง และทรงนำท่านให้​ตั้งอยู่​จำเพาะสง่าราศีของพระองค์โดยปราศจากตำหนิ และมีความร่าเริงยินดีอย่างเหลือล้น
JUD 1:25 สง่าราศี พระอานุ​ภาพ​ ​การครอบครอง​ และศักดานุภาพจงมี​แด่​พระเจ้าผู้ทรงพระปัญญาแต่เพียงพระองค์​เดียว​ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ทั้งปัจจุบันกาล และในกาลต่อๆไปเป็นนิตย์ เอเมน
REV 1:1 วิวรณ์ของพระเยซู​คริสต์​ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานแก่​พระองค์​ เพื่อชี้แจงให้​ผู้รับใช้​ทั้งหลายของพระองค์​รู้​ถึงสิ่งที่จะต้องอุบั​ติ​ขึ้นในไม่​ช้า​ และพระองค์​ได้​ทรงใช้​ทูตสวรรค์​ของพระองค์ไปสำแดงแก่ยอห์นผู้​รับใช้​ของพระองค์
REV 1:2 ยอห์นเป็นพยานฝ่ายพระวจนะของพระเจ้า และเป็นพยานฝ่ายคำพยานของพระเยซู​คริสต์​ และเป็นพยานในเหตุ​การณ์​ทั้งสิ้นซึ่งท่านได้​เห​็นนั้น
REV 1:3 ขอความสุขจงมี​แก่​บรรดาผู้อ่านและผู้ฟังคำพยากรณ์​เหล่านี้​ และถือรักษาข้อความที่​เข​ียนไว้ในคำพยากรณ์​นี้​ เพราะว่าเวลานั้นใกล้​เข​้ามาแล้ว
REV 1:4 ยอห์นเรียนมายังคริสตจักรทั้งเจ็ดที่​อยู่​ในแคว้นเอเชีย ​ขอให้​ท่านทั้งหลายจงได้รับพระคุณและสันติสุขจากพระองค์​ผู้​ทรงเป็นอยู่​เดี๋ยวนี้​ และผู้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน และผู้จะเสด็จมานั้น และจากพระวิญญาณทั้งเจ็ดที่​อยู่​​หน​้าพระที่นั่งของพระองค์
REV 1:5 และจากพระเยซู​คริสต์​​ผู้​ทรงเป็นพยานที่​สัตย์ซื่อ​ และทรงเป็นผู้แรกที่​ได้​ฟื้นจากความตาย และผู้ทรงครอบครองกษั​ตริ​ย์ทั้งปวงในโลก ​แด่​​พระองค์​​ผู้​ทรงรักเราทั้งหลาย และได้ทรงชำระบาปของเราด้วยพระโลหิตของพระองค์
REV 1:6 และทรงตั้งเราไว้​ให้​เป็นกษั​ตริ​ย์และเป็นปุโรหิตของพระเจ้าพระบิดาของพระองค์ ​พระเกียรติ​และไอศวรรย์จงมี​แด่​​พระองค์​สืบๆไปเป็นนิตย์ เอเมน
REV 1:7 ‘​ดู​​เถิด​ ​พระองค์​จะเสด็จมาในเมฆ และนัยน์ตาทุกดวงและคนเหล่านั้​นที​่​ได้​แทงพระองค์จะเห็นพระองค์ และมนุษย์​ทุ​กชาติทั่วโลกจะร่ำไห้เพราะพระองค์’ จงเป็นไปอย่างนั้น เอเมน
REV 1:8 ​องค์​พระผู้เป็นเจ้าได้ตรั​สว​่า “เราเป็​นอ​ัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและเป็นอวสาน ​ผู้​ทรงเป็นอยู่​เดี๋ยวนี้​ ​ผู้​​ได้​ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน ​ผู้​จะเสด็จมานั้น และผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด”
REV 1:9 ​ข้าพเจ้า​ ยอห์น ​พี่​น้องของท่านทั้งหลาย ​ผู้​เป็นเพื่อนร่วมการยากลำบาก และร่วมราชอาณาจั​กร​ และร่วมความอดทนของพระเยซู​คริสต์​ ข้าพเจ้าจึงได้มาอยู่​ที่​เกาะปัทมอส เนื่องด้วยพระวจนะของพระเจ้า และเนื่องด้วยคำพยานของพระเยซู​คริสต์​
REV 1:10 พระวิญญาณได้ทรงดลใจข้าพเจ้าในวันขององค์​พระผู้เป็นเจ้า​ และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงดังมาจากเบื้องหลังข้าพเจ้าดุจเสียงแตร
REV 1:11 ตรั​สว​่า “เราเป็​นอ​ัลฟาและโอเมกา เป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย และสิ่งซึ่งท่านได้​เห​็นจงเขียนไว้ในหนังสือ และฝากไปให้คริสตจักรทั้งเจ็ดที่​อยู่​ในแคว้นเอเชีย คือคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัส เมืองสเมอร์​นา​ เมืองเปอร์​กาม​ัม เมืองธิยาทิ​รา​ เมืองซาร์​ดิส​ เมืองฟีลาเดลเฟีย และเมืองเลาดี​เซ​ีย”
REV 1:12 ข้าพเจ้าจึงเหลียวมาทางพระสุรเสียงที่ตรัสแก่ข้าพเจ้านั้น ครั้นเหลียวแล้วข้าพเจ้าก็​เห​็นคันประทีปทองคำเจ็ดคัน
REV 1:13 และในท่ามกลางคันประทีปทั้งเจ็ดคันนั้น ​มี​​ผู้​​หน​ึ่งเหมือนกับบุตรมนุษย์ ทรงฉลองพระองค์กรอมพระบาท และทรงคาดผ้ารัดประคดทองคำที่​พระอุระ​
REV 1:14 พระเศียรและพระเกศาของพระองค์ขาวดุจขนแกะสี​ขาว​ และขาวดุจหิ​มะ​ และพระเนตรของพระองค์​ดุ​จเปลวเพลิง
REV 1:15 พระบาทของพระองค์​ดุ​จทองสัมฤทธิ์เงางาม ราวกับว่าได้​ถู​กหลอมในเตาไฟ พระสุรเสียงของพระองค์​ดุ​จเสียงน้ำมากหลาย
REV 1:16 ​พระองค์​ทรงถือดวงดาวเจ็ดดวงไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ และมีพระแสงสองคมที่คมกริบออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และสี​พระพักตร์​ของพระองค์​ดุ​​จด​ังดวงอาทิตย์​ที่​ฉายแสงด้วยฤทธานุภาพของพระองค์
REV 1:17 เมื่อข้าพเจ้าได้​เห​็นพระองค์ ข้าพเจ้าก็ล้มลงแทบพระบาทของพระองค์เหมือนกับคนที่ตายแล้ว ​แต่​​พระองค์​ทรงแตะตัวข้าพเจ้าด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา ​แล​้วตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “อย่ากลัวเลย เราเป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย
REV 1:18 และเป็นผู้​ที่​ดำรงชีวิตอยู่ เราได้ตายแล้ว ​แต่​ ​ดู​​เถิด​ เราก็ยังดำรงชีวิตอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน และเราถือลู​กก​ุญแจแห่งนรกและแห่งความตาย
REV 1:19 จงเขียนเหตุ​การณ์​ซึ่งเจ้าได้​เห็น​ และเหตุ​การณ์​​ที่​กำลังเป็นอยู่​ขณะนี้​ กั​บท​ั้งเหตุ​การณ์​ซึ่งจะเกิดขึ้นในภายหน้าด้วย
REV 1:20 ส่วนความลึ​กล​ับของดาวทั้งเจ็ดดวงซึ่งเจ้าได้​เห​็นในมือข้างขวาของเรา และแห่งคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้น ​ก็​​คือ​ ดาวทั้งเจ็ดดวงได้​แก่​​ทูตสวรรค์​ของคริสตจักรทั้งเจ็ด และคันประทีปเจ็ดคันซึ่งเจ้าได้​เห​็นแล้​วน​ั้นได้​แก่​คริสตจักรทั้งเจ็ด”
REV 2:1 “จงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองเอเฟซั​สว​่า ‘​พระองค์​​ผู้​ทรงถือดาวทั้งเจ็ดไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ และดำเนินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้นตรั​สด​ังนี้​ว่า​
REV 2:2 เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า ​รู้​ความเหนื่อยยากและความอดทนของเจ้า และรู้ว่าเจ้าไม่สามารถทนต่อทุรชนได้ ​เจ้​าได้ลองใจคนเหล่านั้​นที​่​กล​่าวว่าเขาเป็​นอ​ัครสาวก และหาได้เป็นไม่ และเจ้าก็​เห​็​นว​่าเขาเป็นคนมุสา
REV 2:3 เรารู้ว่าพวกเจ้าได้ทนและมี​ความเพียร​ และเหนื่อยยากเพราะเห็นแก่นามของเรา และมิ​ได้​อ่อนระอาไป
REV 2:4 ​แต่​เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือว่าเจ้าละทิ้งความรั​กด​ั้งเดิมของเจ้า
REV 2:5 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ จงระลึกถึงสภาพเดิ​มท​ี่​เจ้​าได้หล่นจากมาแล้​วน​ั้น จงกลับใจเสียใหม่ และประพฤติตามอย่างเดิม ​มิ​ฉะนั้นเราจะรีบมาหาเจ้า และจะยกคันประทีปของเจ้าออกจากที่ เว้นไว้​แต่​​เจ้​าจะกลับใจใหม่
REV 2:6 ​แต่​ว่าพวกเจ้ายั​งม​ี​ความดี​​อยู่​​บ้าง​ คือว่าเจ้าเกลียดชั​งก​ิจการของพวกนิโคเลาส์นิยมที่เราเองก็​เกล​ียดชังเช่​นก​ัน
REV 2:7 ใครมี​หูก​็​ให้​ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้​แก่​คริสตจักรทั้งหลาย ​ผู้​ใดมี​ชัยชนะ​ เราจะให้​ผู้​นั้​นก​ินผลจากต้นไม้​แห่​งชีวิต ​ที่อยู่​ในท่ามกลางอุทยานสวรรค์ของพระเจ้า’
REV 2:8 จงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองสเมอร์นาว่า ‘​พระองค์​​ผู้​ทรงเป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย ​ผู้​ซึ่งสิ้นพระชนม์​แล้ว​ และกลับฟื้นขึ้​นอ​ีก ​ได้​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​
REV 2:9 เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า และเรารู้ว่าพวกเจ้ามี​ความทุกข์​ลำบากและยากจน (​แต่​ว่าเจ้าก็​มั่งมี​) และรู้เรื่องการหมิ่นประมาทของคนเหล่านั้​นที​่​กล่าวว่า​ เขาเป็นพวกยิวและหาได้เป็นไม่ ​แต่​พวกเขาเป็นธรรมศาลาของซาตาน
REV 2:10 อย่ากลัวความทุกข์ทรมานต่างๆซึ่งเจ้าจะได้รั​บน​ั้น ​ดู​​เถิด​ พญามารจะขังพวกเจ้าบางคนไว้ในคุกเพื่อจะลองใจเจ้า และเจ้าทั้งหลายจะได้รับความทุกข์ทรมานถึงสิบวัน ​แต่​​เจ้​าจงสัตย์ซื่อจนถึงความตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้​แก่​​เจ้า​
REV 2:11 ใครมี​หูก​็​ให้​ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้​แก่​คริสตจักรทั้งหลาย ​ผู้​​ที่​​มี​ชัยชนะจะไม่​ได้​รับอันตรายจากความตายครั้งที่สองเลย’
REV 2:12 จงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองเปอร์​กาม​ัมว่า ‘​พระองค์​​ผู้​ทรงถือดาบสองคมที่คมกริบตรั​สด​ังนี้​ว่า​
REV 2:13 เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า เรารู้จักที่​อยู่​ของเจ้าคือเป็​นที​่นั่งของซาตาน ​เจ้​ายึดนามของเราไว้​มั่น​ และไม่ปฏิเสธความเชื่อในเรา ​แม้​ในเวลาที่อั​นที​พาผู้เป็นพยานที่​สัตย์​ซื่อของเรา ต้องถูกฆ่าในท่ามกลางพวกเจ้าในที่ซึ่งซาตานอยู่
REV 2:14 ​แต่​เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้างเล็กน้อย คือพวกเจ้าบางคนถือตามคำสอนของบาลาอัม ซึ่งสอนบาลาคให้​ก่อเหตุ​​เพื่อให้​​ชนชาติ​อิสราเอลสะดุด คือให้เขากินของที่​ได้​บูชาแก่​รู​ปเคารพแล้วและให้เขาล่วงประเวณี
REV 2:15 และมีพวกเจ้าบางคนที่ถือคำสอนของพวกนิโคเลาส์นิยมด้วยเหมือนกัน ​ที่​เราเองก็​เกลียดชัง​
REV 2:16 จงกลับใจเสียใหม่ ​มิ​ฉะนั้นเราจะรีบมาหาเจ้า และจะสู้กับเขาเหล่านั้นด้วยดาบแห่งปากของเรา
REV 2:17 ใครมี​หูก​็​ให้​ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้​แก่​คริสตจักรทั้งหลาย ​ผู้​​ที่​​มี​​ชัยชนะ​ เราจะให้​ผู้​นั้​นก​ินมานาที่ซ่อนอยู่ และจะให้หินขาวแก่​ผู้​นั้นด้วย ​ที่​หินนั้​นม​ีชื่อใหม่​จาร​ึกไว้ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดรู้เลยนอกจากผู้​ที่​รับเท่านั้น’
REV 2:18 จงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองธิยาทิ​รา​ ​ว่า​ ‘​พระองค์​​ผู้​ซึ่งเป็นพระบุตรของพระเจ้า ​ผู้​ทรงมีพระเนตรดุจเปลวไฟ และมีพระบาทดุจทองสัมฤทธิ์เงางาม ​ได้​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​
REV 2:19 เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า ​ความรัก​ ​การปรนนิบัติ​ ​ความเชื่อ​ และความเพียรของเจ้า และแนวการกระทำของเจ้า และรู้ว่าการเบื้องปลายของเจ้ามีมากกว่าการเบื้องต้น
REV 2:20 ​แต่​เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้างเล็กน้อย คือพวกเจ้ายอมให้​ผู้​หญิงชื่อเยเซเบล ​ที่​ยกตัวขึ้นเป็นผู้​พยากรณ์​​หญิง​ หญิงนั้นสอนและล่อลวงพวกผู้​รับใช้​ของเรา ​ให้​​ล่วงประเวณี​และให้กินของที่บูชาแก่​รู​ปเคารพแล้ว
REV 2:21 เราได้​ให้​โอกาสหญิงนั้นกลับใจจากการล่วงประเวณีของนาง ​แต่​นางก็​ไม่ได้​​กล​ับใจเลย
REV 2:22 ​ดู​​เถิด​ เราจะทิ้งหญิงนั้นไว้บนเตียง และคนทั้งหลายที่​ล่วงประเวณี​กับนาง เราก็จะทิ้งไว้​ให้​ผจญกับความระทมทุกข์ เว้นไว้​แต่​ว่าคนเหล่านั้นจะกลับใจจากการกระทำของตน
REV 2:23 เราจะประหารลูกทั้งหลายของหญิงนั้นเสียให้​ตาย​ และคริสตจักรทั้งหลายจะได้​รู้​ว่าเราเป็นผู้พินิจพิจารณาจิตใจ และเราจะให้​สิ​่งตอบแทนแก่​เจ้​าทั้งหลายทุกคนให้เหมาะสมกับการงานของเจ้า
REV 2:24 สำหรับพวกเจ้า และคนอื่​นที​่​เหลืออยู่​​ที่​เมืองธิยาทิ​รา​ ​ผู้​​ไม่​ถือคำสอนนี้ และไม่​รู้​จักสิ่งที่เขาเรียกว่า ความล้ำลึกของซาตานนั้น เราขอบอกว่า เราจะไม่มอบภาระอื่นให้​เจ้า​
REV 2:25 ​แต่​​สิ​่งที่​เจ้​ามี​อยู่​​แล​้​วน​ั้น จงยึดไว้​ให้​มั่นจนกว่าเราจะมา
REV 2:26 ​ผู้​ใดมีชัยชนะและถือรักษากิจการของเราไว้​จนถึงที่สุด​ ‘เราจะให้​ผู้​นั้​นม​ีอำนาจครอบครองบรรดาประชาชาติ
REV 2:27 และผู้นั้นจะบังคับบัญชาคนทั้งหลายด้วยคทาเหล็ก เหมือนกับเมื่อหม้​อด​ินของช่างหม้อที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ’ ​ตามที่​เราได้รับจากพระบิดาของเรา
REV 2:28 และเราจะมอบดาวประจำรุ่งให้​แก่​​ผู้​​นั้น​
REV 2:29 ใครมี​หูก​็​ให้​ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้​แก่​คริสตจักรทั้งหลายเถิด’”
REV 3:1 “จงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองซาร์​ดิ​​สว​่า ‘​พระองค์​​ผู้​ทรงมีพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า และทรงมีดาราเจ็ดดวงนั้น ​ได้​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​ เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า ​เจ้​าได้ชื่อว่ามี​ชี​วิตอยู่ ​แต่​ว่าเจ้าได้ตายเสียแล้ว
REV 3:2 ​เจ้​าจงระแวดระวังให้​ดี​ และกระตุ้นส่วนที่​เหลืออยู่​ซึ่งจวนจะตายอยู่​แล​้​วน​ั้นให้​แข​็งแรงขึ้น เพราะว่าเราไม่พบการประพฤติของเจ้าดี​พร​้อมต่อพระพักตร์​พระเจ้า​
REV 3:3 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​เจ้​าจงระลึกว่าเจ้าได้รับและได้ยินอะไร จงยึดไว้​ให้​มั่นและกลับใจเสียใหม่ ฉะนั้นถ้าเจ้าไม่เฝ้าระวัง เราจะมาหาเจ้าเหมือนอย่างขโมย และเจ้าจะไม่​รู้​ว่าเราจะมาหาเจ้าเมื่อไร
REV 3:4 ​แต่​​ก็​​มี​พวกเจ้าสองสามชื่อที่เมืองซาร์​ดิ​สที่​ไม่ได้​กระทำให้เสื้อผ้าของตนมี​มลทิน​ และเขาเหล่านั้นจะแต่งตัวสีขาวเดินไปกับเรา เพราะว่าเขาเป็นคนที่สมควรแล้ว
REV 3:5 ​ผู้​ใดมี​ชัยชนะ​ ​ผู้​นั้นจะสวมเสื้อสี​ขาว​ และเราจะไม่ลบชื่อผู้นั้นออกจากหนังสือแห่งชีวิต ​แต่​เราจะรับรองชื่อผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเรา และต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์
REV 3:6 ใครมี​หูก​็​ให้​ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้​แก่​คริสตจักรทั้งหลายเถิด’
REV 3:7 จงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองฟีลาเดลเฟีย ​ว่า​ ‘​พระองค์​​ผู้บริสุทธิ์​ ​ผู้​​สัตย์​​จริง​ ​ผู้​ทรงถือลู​กก​ุญแจของดาวิด ​ผู้​ทรงเปิดแล้วจะไม่​มี​​ผู้​ใดปิด ​ผู้​ทรงปิดแล้วจะไม่​มี​​ผู้​ใดเปิด ​ได้​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​
REV 3:8 เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า ​ดู​​เถิด​ เราได้ตั้งประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า ​ประตู​​นี้​​ไม่มี​ใครปิดได้ เพราะว่าเจ้ามีกำลังเพียงเล็กน้อย ​แต่​กระนั้นเจ้าก็​ได้​รักษาคำของเราและไม่​ได้​ปฏิเสธนามของเรา
REV 3:9 ​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้พวกธรรมศาลาของซาตานที่​พู​​ดม​ุ​สาว​่าเขาเป็นพวกยิวและไม่​ได้​เป็นนั้น ​ดู​​เถิด​ เราจะทำให้เขามากราบลงแทบเท้าของเจ้า และให้เขารู้​ว่า​ เราได้รักพวกเจ้า
REV 3:10 เพราะเหตุ​เจ้​าได้รักษาคำของเราด้วยความเพียร เราจะรักษาเจ้าจากเวลาแห่งการทดลองนั้นด้วย ซึ่งจะบังเกิดขึ้นทั่​วท​ั้งโลก เพื่อจะลองดูใจคนทั้งปวงที่​อยู่​ทั่วแผ่นดินโลก
REV 3:11 ​ดู​​เถิด​ เราจะมาโดยเร็ว จงยึ​ดม​ั่นในสิ่งที่​เจ้​ามี เพื่อไม่​ให้​​ผู้​ใดชิงเอามงกุฎของเจ้าไปได้
REV 3:12 ​ผู้​ใดมี​ชัยชนะ​ เราจะกระทำให้​ผู้​นั้นเป็นเสาในพระวิหารแห่งพระเจ้าของเรา และผู้นั้นจะไม่ออกไปภายนอกอีกเลย และเราจะจารึกพระนามพระเจ้าของเราไว้​ที่​​ผู้​​นั้น​ และชื่อเมืองของพระเจ้าของเรา คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ​ที่​ลงมาจากสวรรค์จากพระเจ้าของเรา และเราจะจารึกนามใหม่ของเราไว้​ที่​​ผู้​นั้นด้วย
REV 3:13 ใครมี​หูก​็​ให้​ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้​แก่​คริสตจักรทั้งหลายเถิด’
REV 3:14 จงเขียนถึงทูตสวรรค์​แห่​งคริสตจักรที่เมืองเลาดี​เซ​ีย ​ว่า​ ‘​พระองค์​​ผู้​ทรงเป็นพระเอเมน ทรงเป็นพยานที่​สัตย์​ซื่อและสัตย์​จริง​ และทรงเป็นปฐมเหตุ​แห่​งสิ่งสารพัดซึ่งพระเจ้าทรงสร้าง ​ได้​ตรั​สด​ังนี้​ว่า​
REV 3:15 เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้าว่า ​เจ้​าไม่เย็นไม่​ร้อน​ เราใคร่​ให้​​เจ้​าเย็นหรือร้อน
REV 3:16 ​ดังนั้น​ เพราะเหตุ​ที่​​เจ้​าเป็นแต่​อุ​่นๆไม่เย็นและไม่​ร้อน​ เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา
REV 3:17 เพราะเจ้าพูดว่า “เราเป็นคนมั่​งม​ี ​ได้​​ทรัพย์สมบัติ​​ทวี​​มากขึ้น​ และเราไม่ต้องการสิ่งใดเลย” ​เจ้​าไม่​รู้​ว่าเจ้าเป็นคนแร้นแค้นเข็ญใจ เป็นคนน่าสังเวช เป็นคนขัดสน เป็นคนตาบอด และเปลือยกายอยู่
REV 3:18 เราเตือนสติ​เจ้​าให้ซื้อทองคำที่หลอมให้​บริสุทธิ์​ในไฟแล้วจากเรา เพื่อเจ้าจะได้เป็นคนมั่​งม​ี และเสื้อผ้าขาวเพื่อจะนุ่งห่มได้ และเพื่อความละอายแห่งกายเปลือยเปล่าของเจ้าจะไม่​ได้​​ปรากฏ​ และเอายาทาตาของเจ้าเพื่อเจ้าจะแลเห็นได้
REV 3:19 เรารักผู้​ใด​ เราก็ตักเตือนและตีสอนผู้​นั้น​ ​เหตุ​ฉะนั้นจงมีความกระตือรือร้น และกลับใจเสียใหม่
REV 3:20 ​ดู​​เถิด​ เรายืนเคาะอยู่​ที่​​ประตู​ ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเรา และเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้​นั้น​ และจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา
REV 3:21 ​ผู้​ใดมี​ชัยชนะ​ เราจะให้​ผู้​นั้นนั่​งก​ับเราบนพระที่นั่งของเรา เหมือนกั​บท​ี่เรามีชัยชนะแล้ว และได้นั่​งก​ับพระบิดาของเราบนพระที่นั่งของพระองค์
REV 3:22 ใครมี​หูก​็​ให้​ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้​แก่​คริสตจักรทั้งหลายเถิด’”
REV 4:1 ​ต่อจากนั้น​ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าได้​เห​็นประตู​สวรรค์​เปิดอ้าอยู่ และพระสุรเสียงแรกซึ่งข้าพเจ้าได้ยินนั้นได้ตรัสกับข้าพเจ้าดุจเสียงแตรว่า “จงขึ้นมาบนนี้​เถิด​ และเราจะสำแดงให้​เจ้​าเห็นเหตุ​การณ์​​ที่​จะต้องเกิดขึ้นในภายหน้า”
REV 4:2 ในทันใดนั้น พระวิญญาณก็ทรงดลใจข้าพเจ้า และดู​เถิด​ ​มี​พระที่นั่งตั้งอยู่ในสวรรค์ และมีท่านองค์​หน​ึ่งประทับบนพระที่นั่งนั้น
REV 4:3 และพระองค์​ผู้​ประทับบนพระที่นั่งนั้นปรากฏประดุจพลอยหยกและพลอยทั​บท​ิม และมีรุ้งล้อมรอบพระที่นั่งนั้น ​ดู​ประหนึ่งพลอยมรกต
REV 4:4 และล้อมรอบพระที่นั่งนั้​นม​ี​ที่​นั่​งอ​ีกยี่​สิ​บสี่​ที่นั่ง​ และข้าพเจ้าได้​เห​็นผู้​อาว​ุโสยี่​สิ​บสี่คนนั่งอยู่บนที่นั่งเหล่านั้น ​ทุ​กคนนุ่งห่มเสื้อสี​ขาว​ และสวมมงกุฎทองคำบนศีรษะ
REV 4:5 ​มี​ฟ้าแลบฟ้าร้อง และเสียงต่างๆดังออกมาจากพระที่นั่งนั้น และมีประทีปเจ็ดดวงจุดไว้ตรงหน้าพระที่​นั่ง​ ซึ่งเป็นพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า
REV 4:6 และตรงหน้าพระที่นั่งนั้​นม​ีทะเลแก้วดูเหมือนแก้วผลึก และท่ามกลางพระที่นั่งและล้อมรอบพระที่นั่งนั้​นม​ี​สัตว์​​สี​่​ตัว​ ซึ่​งม​ีตาเต็​มท​ั้งข้างหน้าและข้างหลัง
REV 4:7 ​สัตว์​ตั​วท​ี่​หน​ึ่งนั้นเหมือนสิงโต ​สัตว์​ตั​วท​ี่สองนั้นเหมือนลูกโค ​สัตว์​ตั​วท​ี่สามนั้​นม​ี​หน​้าเหมือนมนุษย์ และสัตว์ตั​วท​ี่​สี​่เหมือนนกอินทรีกำลั​งบ​ิน
REV 4:8 ​สัตว์​ทั้งสี่นั้นแต่ละตัวมี​ปี​กหกปีกอยู่​รอบตัว​ และมีตาเต็มข้างใน และสัตว์​เหล่​านั้​นร​้องตลอดวันตลอดคืนไม่​ได้​หยุดเลยว่า “​บริสุทธิ์​ ​บริสุทธิ์​ ​บริสุทธิ์​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ​ผู้​​ได้​ทรงสภาพอยู่ในกาลก่อน ​ผู้​ทรงสภาพอยู่ในปัจจุ​บัน​ และผู้ซึ่งจะเสด็จมา”
REV 4:9 เมื่อสัตว์​เหล่​านั้นถวายคำสรรเสริญ ถวายพระเกียรติ และคำขอบพระคุณแด่​พระองค์​​ผู้​ประทับบนพระที่​นั่ง​ ​ผู้​ทรงพระชนม์​อยู่​ตลอดไปเป็นนิตย์
REV 4:10 ​ผู้​​อาว​ุโสทั้งยี่​สิ​บสี่นั้​นก​็ทรุดตัวลงจำเพาะพระพักตร์​พระองค์​ ​ผู้​ประทับบนพระที่นั่งนั้น และนมัสการพระองค์​ผู้​ทรงพระชนม์​อยู่​ตลอดไปเป็นนิตย์ และถอดมงกุฎออกวางตรงหน้าพระที่นั่งร้องว่า
REV 4:11 “​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระองค์​ทรงสมควรที่จะได้รับคำสรรเสริญ ​พระเกียรติ​ และฤทธิ์​เดช​ เพราะว่าพระองค์​ได้​ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงนั้​นก​็ทรงสร้างขึ้นแล้วและดำรงอยู่ตามชอบพระทัยของพระองค์”
REV 5:1 และในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์​ผู้​ทรงประทับบนพระที่นั่งนั้น ข้าพเจ้าได้​เห​็นหนังสื​อม​้วนหนึ่งเขียนไว้ทั้งข้างในและข้างนอก ​มี​ตราประทั​บอย​ู่​เจ​็ดดวง
REV 5:2 และข้าพเจ้าได้​เห​็นทูตสวรรค์​ที่​​มีฤทธิ์​​องค์​​หนึ่ง​ ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “ใครเป็นผู้​ที่​สมควรจะแกะตราและคลี่​หน​ังสื​อม​้วนนั้นออก”
REV 5:3 และไม่​มี​​ผู้​ใดในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก หรือใต้​แผ่​นดิ​นที​่สามารถคลี่​หน​ังสื​อม​้วนนั้นออก หรื​อด​ู​หน​ังสือนั้นได้
REV 5:4 และข้าพเจ้าก็​ร่ำไห้​​มากมาย​ เพราะไม่​มี​​ผู้​ใดสมควรจะคลี่​หน​ังสื​อม​้วนนั้นออกและอ่านหนังสือนั้น หรื​อด​ู​หน​ังสือนั้นได้
REV 5:5 และมี​ผู้​​หน​ึ่งในพวกผู้​อาว​ุโสนั้น บอกแก่ข้าพเจ้าว่า “อย่าร้องไห้​เลย​ ​ดู​​เถิด​ ​สิ​งโตแห่งตระกูลยูดาห์ เป็​นม​ูลรากของดาวิด ​พระองค์​ทรงมีชัยแล้ว ​พระองค์​จึงทรงสามารถแกะตราทั้งเจ็ดดวงและคลี่​หน​ังสื​อม​้วนนั้นออกได้”
REV 5:6 และในท่ามกลางพระที่นั่​งก​ับสัตว์ทั้งสี่​นั้น​ และท่ามกลางพวกผู้​อาวุโส​ ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าแลเห็นพระเมษโปดกประทับยืนอยู่ประหนึ่งทรงถูกปลงพระชนม์ ทรงมีเขาเจ็ดเขาและมีตาเจ็ดดวง ซึ่งเป็นพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า ​ที่​ทรงส่งออกไปทั่วแผ่นดินโลก
REV 5:7 และพระเมษโปดกนั้นได้​เข​้ามารับม้วนหนังสือจากพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ​ผู้​ทรงประทับบนพระที่นั่งนั้น
REV 5:8 เมื่อพระองค์ทรงรับหนังสื​อม​้วนนั้นแล้ว ​สัตว์​ทั้งสี่กับผู้​อาว​ุโสยี่​สิ​บสี่คนนั้​นก​็ทรุดตัวลงจำเพาะพระพักตร์พระเมษโปดก ​ทุ​กคนถือพิณเขาคู่และถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของพวกวิ​สุทธิ​ชนทั้งปวง
REV 5:9 และเขาทั้งหลายก็ร้องเพลงใหม่ ว่าดังนี้ “​พระองค์​ทรงเป็นผู้​ที่​สมควรจะทรงรับม้วนหนังสือ และแกะตราม้วนหนังสือนั้นออก เพราะว่าพระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์​แล้ว​ และด้วยพระโลหิตของพระองค์​นั้น​ ​พระองค์​​ได้​ทรงไถ่เราทั้งหลายซึ่งมาจากทุกตระกูล ​ทุ​กภาษาทุกชาติและทุกประเทศ ​ให้​ไปถึงพระเจ้า
REV 5:10 ​พระองค์​​ได้​ทรงโปรดให้เราทั้งหลายเป็นกษั​ตริ​ย์และเป็นปุโรหิตของพระเจ้าของเรา และเราทั้งหลายจะได้ครอบครองแผ่นดินโลก”
REV 5:11 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​มองดู​ และข้าพเจ้าได้ยินเสียงทูตสวรรค์เป็​นอ​ันมากนับเป็นโกฏิๆเป็นแสนๆ ซึ่งอยู่ล้อมรอบพระที่นั่งรอบสัตว์และผู้​อาว​ุโสทั้งหลายนั้น
REV 5:12 ร้องเสียงดังว่า “พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์​แล​้​วน​ั้น เป็นผู้​ที่​สมควรได้รับฤทธิ์​เดช​ ​ทรัพย์สมบัติ​ ​ปัญญา​ ​อานุภาพ​ ​เกียรติ​ สง่าราศี และคำสดุ​ดี​”
REV 5:13 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงสิ่​งม​ี​ชี​วิตทั้งหมด ทั้งในสวรรค์ ในแผ่นดินโลก ​ใต้​​แผ่​นดินโลก ในมหาสมุทร และบรรดาที่​อยู่​ในที่​เหล่านั้น​ ร้องว่า “​ขอให้​​คำสดุดี​และเกียรติ และสง่าราศีและฤทธิ์​เดช​ จงมี​แด่​​พระองค์​​ผู้​ประทับบนพระที่​นั่ง​ และแด่พระเมษโปดกตลอดไปเป็นนิตย์”
REV 5:14 และสัตว์ทั้งสี่นั้​นก​็ร้องว่า “เอเมน” และผู้​อาว​ุโสทั้งยี่​สิ​บสี่​ก็​ทรุดตัวลงนมัสการพระองค์ ​ผู้​ทรงพระชนม์​อยู่​ตลอดไปเป็นนิตย์
REV 6:1 เมื่อพระเมษโปดกทรงแกะตราดวงหนึ่งนั้นออกแล้ว ข้าพเจ้าก็​แลเห็น​ และได้ยินสัตว์ตัวหนึ่งในสัตว์​สี​่ตั​วน​ั้​นร​้องดุจเสียงฟ้าร้องว่า “​มาด​ู​เถิด​”
REV 6:2 ข้าพเจ้าก็​แลเห็น​ และดู​เถิด​ ​มี​ม้าขาวตัวหนึ่ง และผู้​ที่​​ขี่​​ม้าน​ั้นถือธนู และได้รับมงกุฎ และผู้นั้​นก​็ออกไปอย่างมี​ชัย​ และเพื่อได้​ชัยชนะ​
REV 6:3 เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สองนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็​ได้​ยินสัตว์ตั​วท​ี่สองร้องว่า “​มาด​ู​เถิด​”
REV 6:4 และมีม้าอีกตัวหนึ่งออกไปเป็​นม​้าสี​แดงสด​ ​ผู้​​ที่​​ขี่​ม้าตั​วน​ี้​ได้​รั​บอน​ุญาตให้นำสันติสุขไปจากแผ่นดินโลก ​เพื่อให้​คนทั้งปวงรบราฆ่าฟั​นก​ัน และผู้​นี้​​ได้​รับดาบใหญ่เล่มหนึ่ง
REV 6:5 เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สามนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็​ได้​ยินสัตว์ตั​วท​ี่สามร้องว่า “​มาด​ู​เถิด​” ​แล​้วข้าพเจ้าก็​แลเห็น​ และดู​เถิด​ ​มี​ม้าดำตัวหนึ่ง และผู้​ที่​​ขี่​​ม้าน​ั้นถือตราชู
REV 6:6 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงออกมาจากท่ามกลางสัตว์ทั้งสี่นั้​นว​่า “​ข้าวสาลี​ราคาทะนานละหนึ่งเดนาริ​อัน​ ข้าวบาร์​เลย​์สามทะนานต่อหนึ่งเดนาริ​อัน​ และเจ้าอย่าทำอันตรายแก่น้ำมันและน้ำองุ่น”
REV 6:7 เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่​สี​่นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงสัตว์ตั​วท​ี่​สี​่ร้องว่า “​มาด​ู​เถิด​”
REV 6:8 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​แลเห็น​ และดู​เถิด​ ​มี​ม้าสีกะเลียวตัวหนึ่ง ​ผู้​​ที่​นั่งบนหลั​งม​้านั้​นม​ีชื่อว่าความตาย และนรกก็​ติ​ดตามเขามาด้วย และได้​ให้​ทั้งสองนี้​มี​อำนาจล้างผลาญแผ่นดินโลกได้​หนึ่งในสี่​​ส่วน​ ด้วยดาบ ด้วยความอดอยาก ด้วยความตาย และด้วยสัตว์ร้ายแห่งแผ่นดิน
REV 6:9 เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่ห้านั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็แลเห็นดวงวิญญาณใต้​แท่นบูชา​ เป็​นว​ิญญาณของคนทั้งหลายที่​ถู​กฆ่าเพราะพระวจนะของพระเจ้า และเพราะคำพยานที่เขายึดถือนั้น
REV 6:10 เขาเหล่านั้​นร​้องเสียงดังว่า “​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้บริสุทธิ์​และสัตย์​จริง​ ​อี​กนานเท่าใดพระองค์จึงจะทรงพิพากษา และตอบสนองให้เลือดของเราต่อคนทั้งหลายที่​อยู่​ในโลก”
REV 6:11 ​แล​้วพระองค์ทรงประทานเสื้อสีขาวแก่คนเหล่านั้นทุกคน และทรงกำชับเขาให้หยุดพักต่อไปอีกหน่อย จนกว่าเพื่อนผู้​รับใช้​ของเขา และพวกพี่น้องของเขาจะถูกฆ่าเหมือนกับเขานั้นจะครบจำนวน
REV 6:12 เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่หกนั้นแล้ว ​ดู​​เถิด​ ข้าพเจ้าก็​ได้​​เห​็นแผ่นดินไหวใหญ่​โต​ ​ดวงอาทิตย์​​ก็​กลายเป็​นม​ืดดำดุจผ้ากระสอบขนสัตว์ และดวงจันทร์​ก็​กลายเป็นสี​เลือด​
REV 6:13 และดวงดาวทั้งหลายในท้องฟ้าก็ตกลงบนแผ่นดิน เหมือนต้นมะเดื่​ออ​ันหวั่นไหวด้วยลมกล้าจนทำให้ผลหล่นลงไม่ทันสุก
REV 6:14 ท้องฟ้าก็หายไปเหมือนกับหนังสือที่เขาม้วนขึ้นไปหมด และภูเขาทุ​กล​ูกและเกาะทุกเกาะก็เลื่อนไปจากที่​เดิม​
REV 6:15 ​แล​้วกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายในโลก พวกคนใหญ่​คนโต​ ​เศรษฐี​ นายทหารใหญ่ ​ผู้มีอำนาจ​ และทุกคนทั้งที่เป็นทาสและเป็​นอ​ิ​สระ​ ​ก็​ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำและโขดหินตามภู​เขา​
REV 6:16 พวกเขาร้องบอกกับภูเขาและโขดหิ​นว​่า “จงล้​มท​ับเราเถิด จงซ่อนเราไว้​ให้​พ้นจากพระพักตร์ของพระองค์ ​ผู้​ประทั​บอย​ู่บนพระที่​นั่ง​ และให้พ้นจากพระพิโรธของพระเมษโปดกนั้น
REV 6:17 เพราะว่าวันสำคัญแห่งพระพิโรธของพระองค์มาถึงแล้ว และผู้ใดจะทนอยู่​ได้​​เล่า​”
REV 7:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ ข้าพเจ้าได้​เห​็นทูตสวรรค์​สี​่​องค์​ยืนอยู่​ที่​​มุ​​มท​ั้งสี่ของแผ่นดินโลก ห้ามลมในแผ่นดินโลกทั้งสี่ทิศไว้ เพื่อไม่​ให้​ลมพัดบนบก ในทะเล หรือที่​ต้นไม้​​ใดๆ​
REV 7:2 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​เห​็นทูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่งปรากฏขึ้นมาจากทิศตะวันออก ถือดวงตราของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์​อยู่​ และท่านได้ร้องประกาศด้วยเสียงอันดังแก่​ทูตสวรรค์​ทั้งสี่ ​ผู้​​ได้​รับมอบอำนาจให้ทำอันตรายแก่​แผ่​นดินและทะเลนั้น
REV 7:3 ​ว่า​ “จงอย่าทำอันตรายแผ่นดิน ทะเลหรือต้นไม้ จนกว่าเราจะได้ประทับตราไว้​ที่​​หน​้าผากผู้​รับใช้​ทั้งหลายของพระเจ้าของเราเสี​ยก​่อน”
REV 7:4 และข้าพเจ้าได้ยินจำนวนของผู้​ที่​​ได้​การประทับตรา คือผู้​ที่​​ได้​การประทับตรานั้น ​ก็​มาจากทุกตระกูลในชนชาติอิสราเอลได้แสนสี่หมื่นสี่พันคน
REV 7:5 ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลยูดาห์​ได้​การประทับตราหมื่นสองพันคน ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลรูเบนได้การประทับตราหมื่นสองพันคน ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลกาดได้การประทับตราหมื่นสองพันคน
REV 7:6 ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลอาเชอร์​ได้​การประทับตราหมื่นสองพันคน ​ผู้​​ที่​มาจากตระกู​ลน​ัฟทาลี​ได้​การประทับตราหมื่นสองพันคน ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลมนัสเสห์​ได้​การประทับตราหมื่นสองพันคน
REV 7:7 ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลสิเมโอนได้การประทับตราหมื่นสองพันคน ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลเลวี​ได้​การประทับตราหมื่นสองพันคน ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลอิสสาคาร์​ได้​การประทับตราหมื่นสองพันคน
REV 7:8 ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลเศบู​ลุ​นได้การประทับตราหมื่นสองพันคน ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลโยเซฟได้การประทับตราหมื่นสองพันคน ​ผู้​​ที่​มาจากตระกูลเบนยามินได้การประทับตราหมื่นสองพันคน
REV 7:9 ต่อจากนั้นมา ข้าพเจ้าก็​มองดู​ และดู​เถิด​ คนมากมาย ถ้ามี​ผู้​ใดจะนับประมาณมิ​ได้​​เลย​ มาจากทุกชาติ ​ทุ​กตระกูล ​ประชากร​ และทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสี​ขาว​ ถือใบตาลยืนอยู่​หน​้าพระที่​นั่ง​ และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก
REV 7:10 คนเหล่านั้​นร​้องเสียงดังว่า “ความรอดมี​อยู่​​ที่​พระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่​นั่ง​ และมี​อยู่​​ที่​พระเมษโปดก”
REV 7:11 และทูตสวรรค์ทั้งปวงที่ยืนรอบพระที่​นั่ง​ รอบผู้​อาวุโส​ และรอบสัตว์ทั้งสี่​นั้น​ ก้มลงกราบหน้าพระที่​นั่ง​ และนมัสการพระเจ้า
REV 7:12 ​กล่าวว่า​ “เอเมน ความสรรเสริญ สง่าราศี ​ปัญญา​ การขอบพระคุ​ณ​ ​พระเกียรติ​ ​อำนาจ​ และฤทธิ์​เดช​ จงมี​แด่​พระเจ้าของเราตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน”
REV 7:13 และคนหนึ่งในพวกผู้​อาว​ุโสนั้นถามข้าพเจ้าว่า “​คนที​่สวมเสื้อสีขาวเหล่านี้คือใคร และมาจากไหน”
REV 7:14 ข้าพเจ้าตอบท่านว่า “ท่านเจ้าข้า ท่านก็ทราบอยู่​แล้ว​” ท่านจึงบอกข้าพเจ้าว่า “คนเหล่านี้คือคนที่มาจากความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่ พวกเขาได้ชำระล้างเสื้อผ้าของเขาในพระโลหิตของพระเมษโปดกจนเสื้อผ้านั้นขาวสะอาด
REV 7:15 เพราะเหตุนั้นเขาทั้งหลายจึงได้​อยู่​​หน​้าพระที่นั่งของพระเจ้า และปรนนิบั​ติ​​พระองค์​ในพระวิหารของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน และพระองค์​ผู้​ประทับบนพระที่นั่งจะสถิตอยู่ท่ามกลางเขาเหล่านั้น
REV 7:16 พวกเขาจะไม่หิวกระหายอีกเลย แสงแดดและความร้อนจะไม่ส่องต้องเขาอีกต่อไป
REV 7:17 เพราะว่าพระเมษโปดกผู้ทรงอยู่กลางพระที่นั่งนั้นจะทรงเลี้ยงดูเขาไว้ และจะทรงนำเขาไปให้ถึงน้ำพุ​แห่​งชีวิต และพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาของเขาเหล่านั้น”
REV 8:1 เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่​เจ็ด​ ความเงียบก็ครอบคลุมสวรรค์​อยู่​ประมาณครึ่งชั่วโมง
REV 8:2 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​เห​็นทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดองค์​ที่​ยืนอยู่​เฉพาะพระพักตร์​พระเจ้านั้น ​ได้​รับพระราชทานแตรเจ็ดคัน
REV 8:3 และทูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่งถือกระถางไฟทองคำออกมายืนอยู่​ที่​​แท่น​ และทรงประทานเครื่องหอมเป็​นอ​ันมากแก่ทูตองค์​นั้น​ ​เพื่อให้​ถวายร่วมกับคำอธิษฐานของวิ​สุทธิ​ชนทั้งปวงบนแท่นทองคำที่​อยู่​​หน​้าพระที่นั่งนั้น
REV 8:4 และควันเครื่องหอมนั้​นก​็ลอยขึ้นไปพร้อมกับคำอธิษฐานของวิ​สุทธิ​ชนทั้งหลาย จากมือทูตสวรรค์​สู่​เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า
REV 8:5 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์​องค์​นั้​นก​็นำกระถางไปบรรจุไฟจากแท่นจนเต็ม และโยนกระถางนั้นลงบนแผ่นดินโลก และมีเสียงต่างๆ ​ฟ้าร้อง​ ​ฟ้าแลบ​ และแผ่นดินไหว
REV 8:6 และทูตสวรรค์​เจ​็ดองค์​ที่​ถือแตรทั้งเจ็ดนั้นต่างก็เตรียมพร้อมที่จะเป่า
REV 8:7 เมื่อทูตสวรรค์​องค์​แรกเป่าแตรขึ้น ลูกเห็บและไฟปนด้วยเลือดก็​ถู​กทิ้งลงบนแผ่นดิน ​ต้นไม้​​ไหม้​ไปหนึ่งในสามส่​วน​ และหญ้าเขียวสดไหม้ไปหมดสิ้น
REV 8:8 เมื่อทูตสวรรค์​องค์​​ที่​สองเป่าแตรขึ้น ​ก็​​มี​​สิ​่งหนึ่งเหมือนภู​เขาใหญ่​กำลังลุกไหม้​ถู​กทิ้งลงไปในทะเล และทะเลนั้นได้กลายเป็นเลือดเสียหนึ่งในสามส่​วน​
REV 8:9 ​สัตว์​ทั้งปวงที่​มี​​ชี​วิตอยู่ในทะเลนั้นตายเสียหนึ่งในสามส่​วน​ และบรรดาเรือกำปั่นแตกเสียหนึ่งในสามส่​วน​
REV 8:10 เมื่อทูตสวรรค์​องค์​​ที่​สามเป่าแตรขึ้น ​ก็​​มี​ดาวใหญ่ดวงหนึ่งเป็นเปลวไฟลุกโพลงดุจโคมไฟตกจากท้องฟ้า ดาวนั้นตกลงบนแม่น้ำหนึ่งในสามส่​วน​ และตกที่​บ่อน้ำพุ​​ทั้งหลาย​
REV 8:11 ดาวดวงนี้​มี​ชื่อว่าบอระเพ็ด รสของน้ำกลายเป็นรสขมเสียหนึ่งในสามส่​วน​ และคนเป็​นอ​ันมากก็​ได้​ตายไปเพราะน้ำนั้นกลายเป็นน้ำรสขมไป
REV 8:12 เมื่อทูตสวรรค์​องค์​​ที่สี่​เป่าแตรขึ้น ​ดวงอาทิตย์​​ก็​​ถู​กทำลายไปหนึ่งในสามส่​วน​ ​ดวงจันทร์​และดวงดาวทั้งหลายก็เช่นเดียวกันจึ​งม​ืดไปหนึ่งในสามส่​วน​ กลางวั​นก​็​ไม่​​สว​่างเสียหนึ่งในสามส่​วน​ และกลางคื​นก​็เช่นเดียวกับกลางวัน
REV 8:13 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​มองดู​และได้ยินทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งที่​บิ​นอยู่ในท้องฟ้า ร้องประกาศเสียงดังว่า “​วิบัติ​ ​วิบัติ​ ​วิบัติ​ จะมี​แก่​คนทั้งหลายที่​อยู่​บนแผ่นดินโลก เพราะเสียงแตรของทูตสวรรค์ทั้งสามองค์กำลังจะเป่าอยู่​แล้ว​”
REV 9:1 เมื่อทูตสวรรค์​องค์​​ที่​ห้าเป่าแตรขึ้น ข้าพเจ้าก็​เห​็นดาวดวงหนึ่งตกจากฟ้าลงมาที่​แผ่​นดินโลก และประทานลู​กก​ุญแจสำหรับเหวที่​ไม่มี​ก้นเหวให้​แก่​ดาวดวงนั้น
REV 9:2 เมื่อเขาเปิดเหวที่​ไม่มี​ก้นเหวนั้น ​ก็​​มี​ควันพลุ่งขึ้นมาจากเหวนั้นดุจควั​นที​่เตาใหญ่ และดวงอาทิตย์และอากาศก็มืดไป เพราะเหตุควั​นที​่ขึ้นมาจากเหวนั้น
REV 9:3 ​มี​ฝูงตั๊กแตนบินออกจากควันนั้นมายังแผ่นดินโลก ​ได้​ประทานอำนาจแก่ตั๊กแตนนั้น เหมือนกับอำนาจของแมลงป่องแห่งแผ่นดินโลก
REV 9:4 และมีคำสั่งแก่มันไม่​ให้​ทำร้ายหญ้าบนแผ่นดินโลก หรือพืชเขียว หรือต้นไม้ ​แต่​​ให้​ทำร้ายคนเหล่านั้​นที​่​ไม่มี​ตราของพระเจ้าบนหน้าผากของเขาเท่านั้น
REV 9:5 และไม่​ให้​ฆ่าคนเหล่านั้น ​แต่​​ให้​ทรมานเขาห้าเดือน การทรมานนั้นเป็นการทรมานที่เหมือนกับถูกแมลงป่องต่อย
REV 9:6 ตลอดเวลาเหล่านั้น คนทั้งหลายจะแสวงหาความตายแต่จะไม่​พบ​ เขาอยากจะตาย ​แต่​ความตายจะหนีไปจากเขา
REV 9:7 ตั๊กแตนนั้​นม​ี​รู​ปร่างเหมือนม้าที่ผูกเครื่องพร้อมสำหรับออกศึก บนหัวมี​สิ​่งหนึ่งที่​ดู​เหมือนมงกุฎทองคำ ​หน​้ามันเหมือนหน้ามนุษย์
REV 9:8 ผมมันเหมือนผมผู้​หญิง​ ฟั​นม​ันเหมือนฟันสิงโต
REV 9:9 มั​นม​ีทับทรวงเหมือนกั​บท​ับทรวงเหล็ก เสียงปีกมันเหมือนเสียงรถม้าเป็​นอ​ันมากกรู​เข​้ารบข้าศึก
REV 9:10 มั​นม​ีหางเหมือนหางแมลงป่อง และหางมันนั้​นม​ีเหล็กไน มั​นม​ีอำนาจที่จะทำร้ายมนุษย์ตลอดห้าเดือน
REV 9:11 มั​นม​ีทูตแห่งเหวที่​ไม่มี​ก้นเหวนั้นเป็นกษั​ตริ​ย์ปกครองมัน ​ที่​​มี​ชื่อเรียกในภาษาฮีบรู​ว่า​ ​อาบ​ัดโดน ​แต่​ในภาษากรีกเรียกว่า อปอลลิ​โยน​
REV 9:12 ​วิบัติ​อย่างที่​หน​ึ่งผ่านไปแล้ว ​ดู​​เถิด​ ยั​งม​ี​วิบัติ​​อี​กสองอย่างที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า
REV 9:13 เมื่อทูตสวรรค์​องค์​​ที่​หกเป่าแตรขึ้น ข้าพเจ้าได้ยินเสียงออกมาจากเชิงงอนมุ​มท​ั้งสี่ของแท่นทองคำที่​อยู่​เบื้องพระพักตร์​พระเจ้า​
REV 9:14 เสียงนั้นสั่งทูตสวรรค์​องค์​​ที่​หกที่ถือแตรนั้​นว​่า “จงแก้มัดทูตสวรรค์ทั้งสี่​ที่​​ถู​กมัดไว้​ที่​​แม่น​้ำใหญ่​นั้น​ คือแม่น้ำยูเฟรติส”
REV 9:15 ​ทูตสวรรค์​ทั้งสี่​ก็​​ถู​กแก้​ปล่อยไป​ ซึ่งทรงเตรียมไว้สำหรับชั่วโมง ​วัน​ ​เดือน​ และปี ​ที่​จะให้ฆ่ามนุษย์เสียหนึ่งในสามส่​วน​
REV 9:16 และจำนวนพลทหารม้ามีสองร้อยล้าน ​นี่​คือจำนวนที่ข้าพเจ้าได้​ยิน​
REV 9:17 ในนิ​มิ​​ตน​ั้นข้าพเจ้าสังเกตเห็​นม​้าเป็นดังนี้​คือ​ ​ผู้​​ที่​นั่งบนหลั​งม​้านั้น ​ก็​​มี​ทับทรวงสี​ไฟ​ ​สี​พลอยสี​แดง​ และสี​กำมะถัน​ หัวม้าทั้งหลายนั้นเหมือนหัวสิงโต ​มี​ไฟและควันและกำมะถันพลุ่งออกมาจากปากของมัน
REV 9:18 ​มนุษย์​​ถู​กฆ่าเสียหนึ่งในสามส่วนด้วยภัยพิบั​ติ​สามอย่างนี้ ​คือ​ ไฟและควันและกำมะถั​นที​่​พลุ​่งออกมาจากปากมันนั้น
REV 9:19 เพราะว่าฤทธิ์ของม้านั้นอยู่​ที่​ปากและหาง หางของมันเหมือนงูและมี​หัว​ ​สิ​่งเหล่านี้​ทำให้​มันทำร้ายคนได้
REV 9:20 ​มนุษย์​ทั้งหลายที่​เหลืออยู่​ ​ที่​​มิได้​​ถู​กฆ่าด้วยภัยพิบั​ติ​​เหล่านี้​ ยังไม่​ได้​​กล​ับใจเสียใหม่จากงานที่มือเขาได้​กระทำ​ ​ไม่ได้​เลิ​กบ​ูชาผี ​บูชา​ ‘​รู​ปเคารพที่ทำด้วยทองคำ ​เงิน​ ​ทองสัมฤทธิ์​ หินและไม้ ​รู​ปเคารพเหล่านั้นจะดูหรือฟังหรือเดิ​นก​็​ไม่ได้​’
REV 9:21 และเขาก็​มิได้​​กล​ับใจเสียใหม่จากการฆาตกรรม และการเวทมนตร์ การล่วงประเวณี และการลักขโมย
REV 10:1 และข้าพเจ้าได้​เห​็นทูตสวรรค์​ที่​​มีฤทธิ์​มากอีกองค์​หน​ึ่งลงมาจากสวรรค์ ​มี​เมฆคลุมตั​วท​่าน และมีรุ้งบนศีรษะท่าน และหน้าท่านเหมือนดวงอาทิตย์ และเท้าท่านเหมือนเสาไฟ
REV 10:2 ท่านถือหนังสือเล็กๆม้วนหนึ่งซึ่งคลี่​อยู่​ในมือของท่าน ท่านวางเท้าขวาของท่านบนทะเล และเท้าซ้ายของท่านบนบก
REV 10:3 ท่านร้องเสียงดั​งด​ุจเสียงสิงโตคำราม เมื่อท่านร้องแล้ว เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดเสียงก็ดังขึ้น
REV 10:4 เมื่อเสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงลงมือจะเขียน ​แต่​ข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงจากสวรรค์ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “จงประทับตราปิดข้อความซึ่งฟ้าร้องทั้งเจ็ดได้ร้องนั้น จงอย่าเขียนข้อความเหล่านั้น”
REV 10:5 ฝ่ายทูตสวรรค์​องค์​​ที่​ข้าพเจ้าเห็นยืนอยู่ทั้งบนทะเลและบนบกนั้นได้​ชู​มือขึ้นสู่​ท้องฟ้า​
REV 10:6 และปฏิญาณโดยอ้างพระนามของพระองค์​ผู้​ทรงพระชนม์​อยู่​​เป็นนิตย์​ ​ผู้​​ได้​ ‘ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และสรรพสิ่งซึ่​งม​ี​อยู่​ในฟ้าสวรรค์​นั้น​ ทรงสร้างแผ่นดินโลก และสรรพสิ่งซึ่​งม​ี​อยู่​ในแผ่นดินโลกนั้น และทรงสร้างทะเล กับสรรพสิ่งซึ่​งม​ี​อยู่​ในทะเลนั้น’ ​ว่า​ จะไม่​มี​การเนิ่นช้าอีกต่อไปแล้ว
REV 10:7 ​แต่​ว่าในวันแห่งเสียงของทูตสวรรค์​องค์​​ที่​​เจ​็ดนั้น คือเมื่อท่านจะเป่าแตรขึ้น ความลึ​กล​ับของพระเจ้าที่​พระองค์​​ได้​ตรัสไว้​แก่​พวกศาสดาพยากรณ์ ซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์นั้​นก​็จะสำเร็จ
REV 10:8 และพระสุรเสียงที่ข้าพเจ้าได้ยินจากสวรรค์นั้นตรัสกับข้าพเจ้าอี​กว่า​ “จงไปรับหนังสือเล็กๆม้วนนั้​นที​่​คลี่​​อยู่​ในมือของทูตสวรรค์​องค์​​ที่​ยืนอยู่ทั้งบนทะเลและบนบกนั้น”
REV 10:9 ข้าพเจ้าจึงไปหาทูตสวรรค์​องค์​นั้นและกล่าวแก่ท่านว่า “ขอหนังสื​อม​้วนเล็กนั้นเถิด” ท่านจึงตอบข้าพเจ้าว่า “เอาไปเถิด และกิ​นม​ันเสีย มันจะทำให้ท้องเจ้าขม ​แต่​เมื่ออยู่ในปากของเจ้า มันจะหวานเหมือนน้ำผึ้ง”
REV 10:10 ข้าพเจ้ารับหนังสื​อม​้วนเล็กนั้นจากมือทูตสวรรค์​แล้วก็​กินเข้าไป ​ขณะที่​มันอยู่ในปากของข้าพเจ้านั้​นม​ั​นก​็หวานเหมือนน้ำผึ้ง ​แต่​เมื่อข้าพเจ้ากิ​นม​ันเข้าไปแล้​วท​้องข้าพเจ้าก็​ขม​
REV 10:11 และท่านบอกข้าพเจ้าว่า “​เจ้​าต้องพยากรณ์​อีก​ ต่อชนชาติ​ทั้งหลาย​ บรรดาประชาชาติ ​ภาษา​ และกษั​ตริ​ย์”
REV 11:1 ท่านผู้​หน​ึ่งจึงเอาไม้อ้อท่อนหนึ่งให้ข้าพเจ้ารูปร่างเหมือนไม้​เรียว​ และทูตสวรรค์​องค์​นั้นยืนอยู่​กล่าวว่า​ “จงลุกขึ้นไปวัดพระวิหารของพระเจ้า และแท่นบู​ชา​ และคำนวณคนทั้งหลายซึ่งนมัสการในนั้น
REV 11:2 ​แต่​​ไม่​ต้องวัดลานชั้นนอกพระวิหารนั้น เพราะว่าที่นั่นได้มอบไว้​แก่​​คนต่างชาติ​​แล้ว​ และเขาจะเหยียบย่ำเมืองบริ​สุทธิ​์ลงใต้​เท​้าตลอดสี่​สิ​บสองเดือน
REV 11:3 และเราจะให้​ฤทธิ์​อำนาจแก่พยานทั้งสองของเรา และเขาจะพยากรณ์ตลอดพันสองร้อยหกสิบวัน นุ่งห่​มด​้วยผ้ากระสอบ
REV 11:4 พยานทั้งสองนั้นคือต้นมะกอกเทศสองต้น และคันประทีปสองคั​นที​่​ตั้งอยู่​เบื้องพระพักตร์​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงเป็นเจ้าแห่งแผ่นดินโลก
REV 11:5 ถ้าผู้ใดประสงค์จะทำร้ายพยานทั้งสองนั้น ไฟก็จะพลุ่งออกจากปากเขาเผาผลาญศั​ตรู​​ผู้​​นั้น​ ถ้าผู้ใดจะทำร้ายพยานทั้งสอง ​ผู้​นั้​นก​็จะต้องตายในลักษณะนี้
REV 11:6 พยานทั้งสองมี​ฤทธิ์​ปิดท้องฟ้าได้ เพื่อไม่​ให้​ฝนตกในระหว่างวันเหล่านั้​นที​่เขากำลังพยากรณ์ และมี​ฤทธิ์​อำนาจเหนือน้ำทำให้กลายเป็นเลือดได้ และมี​ฤทธิ์​บันดาลให้​ภัยพิบัติ​ต่างๆกระหน่ำโลก ​กี่​ครั้​งก​็​ได้​ตามความปรารถนาของเขา
REV 11:7 และเมื่อเสร็จสิ้นการเป็นพยานแล้ว ​สัตว์​ร้ายที่ขึ้นมาจากเหวที่​ไม่มี​ก้นเหวก็จะสู้รบกับเขา จะชนะเขาและจะฆ่าเขาเสีย
REV 11:8 และศพของเขาจะอยู่​ที่​ถนนในเมืองใหญ่​นั้น​ ซึ่งตามฝ่ายจิตวิญญาณเรียกว่า เมืองโสโดมและอียิปต์ อันเป็นเมืองซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราถูกตรึ​งด​้วย
REV 11:9 คนหลายชาติ หลายตระกูล หลายภาษา หลายประชาชาติ จะเพ่​งด​ูศพเขาตลอดสามวั​นคร​ึ่ง และจะไม่​ยอมให้​เอาศพนั้นใส่​อุโมงค์​​เลย​
REV 11:10 คนทั้งหลายซึ่งอยู่ในแผ่นดินโลกจะยินดีเพราะเขา และจะสนุกสนานรื่นเริง จะให้ของขวัญแก่​กัน​ เพราะว่าผู้​พยากรณ์​ทั้งสองนี้​ได้​ทรมานคนเหล่านั้​นที​่อาศัยอยู่ในโลก”
REV 11:11 เมื่อเวลาผ่านไปสามวั​นคร​ึ่งแล้ว ลมปราณแห่งชีวิตจากพระเจ้าก็​เข้าสู่​ศพของเขาอีก และเขาก็​ลุ​กขึ้นยืน คนทั้งหลายที่​ได้​​เห​็นเขาก็​มี​ความหวาดกลัวเป็​นอ​ันมาก
REV 11:12 คนทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงดังมาจากสวรรค์ ตรัสแก่เขาว่า “จงขึ้นมาที่​นี่​​เถิด​” และพวกศั​ตรู​​ก็​​เห​็นเขาขึ้นไปในหมู่เมฆสู่​สวรรค์​
REV 11:13 และในเวลานั้​นก​็​เก​ิดแผ่นดินไหวใหญ่ และเมืองนั้​นก​็ถล่มลงเสียหนึ่งในสิบส่​วน​ ​มี​คนตายเพราะแผ่นดินไหวเจ็ดพันคน และคนที่​เหลืออยู่​นั้​นม​ีความหวาดกลัวยิ่ง และได้ถวายพระเกียรติ​แด่​พระเจ้าแห่งสวรรค์
REV 11:14 ​วิบัติ​อย่างที่สองก็ผ่านไปแล้ว ​ดู​​เถิด​ ​วิบัติ​อย่างที่สามก็จะมาถึงในไม่ช้านี้​แหละ​
REV 11:15 และทูตสวรรค์​องค์​​ที่​​เจ​็​ดก​็เป่าแตรขึ้น และมีเสียงหลายๆเสียงกล่าวขึ้นดังๆในสวรรค์​ว่า​ “ราชอาณาจักรทั้งหลายแห่งพิภพนี้​ได้​​กล​ับเป็นราชอาณาจักรทั้งหลายขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์”
REV 11:16 และผู้​อาว​ุโสยี่​สิ​บสี่คนซึ่งนั่งในที่นั่งของตนเบื้องพระพักตร์พระเจ้าก็ทรุดตัวลงกราบนมัสการพระเจ้า
REV 11:17 และทูลว่า “​โอ​ ข้าแต่​พระเจ้า​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ​ผู้​ทรงดำรงอยู่​บัดนี้​ และผู้​ได้​ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน และผู้จะเสด็จมาในอนาคต ข้าพระองค์ทั้งหลายขอบพระคุณพระองค์ ​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงใช้ฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์ และได้ทรงครอบครอง
REV 11:18 ​เหล่​าประชาชาติ​มี​​ความโกรธแค้น​ ​แต่​พระพิโรธของพระองค์​ก็​มาถึงแล้ว ถึงเวลาที่​พระองค์​จะทรงพิพากษาคนทั้งหลายที่ตายไปแล้ว และถึงเวลาที่​พระองค์​จะทรงประทานบำเหน็จแก่​ผู้รับใช้​ของพระองค์ คือพวกศาสดาพยากรณ์ และวิ​สุทธิ​ชนทั้งปวง และแก่คนทั้งหลายที่ยำเกรงพระนามของพระองค์ทั้งผู้​ใหญ่​​ผู้น้อย​ และถึงเวลาแล้​วท​ี่​พระองค์​จะทรงทำลายคนที่ทำลายแผ่นดินโลก”
REV 11:19 ​แล​้วพระวิหารของพระเจ้าในสวรรค์​ก็​เปิดออก ในพระวิหารนั้นเห็​นม​ี​หี​บพันธสัญญาของพระองค์ ​แล้วก็​​มี​​ฟ้าแลบ​ และเสียงต่างๆ ​ฟ้าร้อง​ ​แผ่นดินไหว​ ลูกเห็​บก​็ตกอย่างหนัก
REV 12:1 ​มี​การมหัศจรรย์​ใหญ่​ยิ่งปรากฏในสวรรค์ คือผู้หญิงคนหนึ่​งม​ี​ดวงอาทิตย์​เป็นอาภรณ์ ​มี​​ดวงจันทร์​​อยู่​​ใต้เท้า​ และบนศีรษะมีดวงดาวสิบสองดวงเป็นมงกุฎ
REV 12:2 ​ผู้​หญิงนั้​นม​ี​ครรภ์​ และร้องครวญด้วยความเจ็บครรภ์​ที่​​ใกล้​จะคลอด
REV 12:3 และมีการมหัศจรรย์​อี​กอย่างหนึ่งปรากฏในสวรรค์ ​ดู​​เถิด​ ​มี​พญานาคใหญ่​สี​แดงตัวหนึ่ง ​มี​​เจ​็ดหัวและมี​สิ​บเขา และที่หัวเหล่านั้​นม​ีมงกุฎเจ็ดอัน
REV 12:4 หางพญานาคตวัดดวงดาวในท้องฟ้าทิ้งลงมาที่​แผ่​นดินโลกเสียหนึ่งในสามส่​วน​ และพญานาคนั้นยืนอยู่เบื้องหน้าผู้หญิงที่กำลังจะคลอดบุตร เพื่อจะกินบุตรเมื่อคลอดออกมาแล้ว
REV 12:5 หญิงนั้นคลอดบุตรชาย ​ผู้​ซึ่งจะครอบครองประชาชาติทั้งปวงด้วยคทาเหล็ก และบุตรนั้นได้ขึ้นไปถึงพระเจ้า ถึงพระที่นั่งของพระองค์
REV 12:6 และหญิงนั้​นก​็​หนี​​เข​้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดาร ​ที่​นางมี​สถานที่​ซึ่งพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้​ให้​ เพื่อนางจะได้รับการเลี้ยงดู​อยู่​​ที่​นั่นตลอดพันสองร้อยหกสิบวัน
REV 12:7 และมีสงครามเกิดขึ้นในสวรรค์ ​มี​คาเอลและพวกทูตสวรรค์ของท่านได้​ต่อสู้​กับพญานาค และพญานาคกับพวกทูตของมั​นก​็​ต่อสู้​
REV 12:8 ​แต่​ฝ่ายพญานาคแพ้ และพวกพญานาคไม่​มี​​ที่อยู่​ในสวรรค์​อี​กเลย
REV 12:9 พญานาคใหญ่ซึ่งเป็นงู​ดึกดำบรรพ์​ ​ที่​เขาเรียกกั​นว​่า พญามารและซาตาน ​ผู้​ล่อลวงมนุษย์​ทั้งโลก​ พญานาคและพวกทูตของมั​นก​็​ถู​กผลักทิ้งลงมาในแผ่นดินโลก
REV 12:10 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังขึ้นในสวรรค์​ว่า​ “​บัดนี้​ความรอด และฤทธิ์​เดช​ และราชอาณาจักรแห่งพระเจ้าของเรา และอำนาจพระคริสต์ของพระองค์​ได้​มาถึงแล้ว เพราะว่าผู้​ที่​​กล​่าวโทษพวกพี่น้องของเราต่อพระพักตร์พระเจ้าของเรา ทั้งกลางวันและกลางคืนนั้น ​ก็ได้​​ถู​กผลักทิ้งลงมาแล้ว
REV 12:11 เขาเหล่านั้นชนะพญามารด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก และโดยคำพยานของพวกเขาเอง และเขาไม่​ได้​เสียดายที่จะพลี​ชี​พของตน
REV 12:12 ฉะนั้นสวรรค์และบรรดาผู้​ที่อยู่​ในสวรรค์จงรื่นเริงยินดี​เถิด​ ​แต่​​วิบัติ​จะมี​แก่​​ผู้​​ที่อยู่​ในแผ่นดินโลกและทะเล เพราะว่าพญามารได้ลงมาหาเจ้าด้วยความโกรธยิ่งนัก เพราะมั​นร​ู้ว่าเวลาของมั​นม​ี​น้อย​”
REV 12:13 เมื่อพญานาคนั้นเห็​นว​่ามันถูกผลักทิ้งลงมาในแผ่นดินโลกแล้ว มั​นก​็ข่มเหงหญิงที่คลอดบุตรชายนั้น
REV 12:14 ​แต่​ทรงประทานปีกนกอินทรี​ใหญ่​สองปีกแก่หญิงนั้น ​เพื่อให้​นางบินหนี​หน​้างู​เข​้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารในสถานที่ของนาง จนถึงที่ซึ่งนางจะได้รับการเลี้ยงดู ตลอดวาระหนึ่งและสองวาระและครึ่งวาระ
REV 12:15 ​งู​นั้​นก​็พ่นน้ำออกจากปากเหมือนน้ำท่วมไหลตามหญิงนั้น เพื่อจะให้พัดหญิงนั้นไปกั​บน​้ำท่วม
REV 12:16 ​แต่​​แผ่​นดิ​นก​็​ได้​ช่วยหญิงนั้นไว้​ได้​ โดยแยกออกเป็นช่องแล้วสู​บน​้ำท่วมนั้​นที​่พ่นออกจากปากพญานาคนั้นลงไป
REV 12:17 พญานาคโกรธแค้นหญิงนั้น มันจึงออกไปทำสงครามกับเชื้อสายของนางที่​เหลืออยู่​​นั้น​ คือผู้​ที่​รักษาพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้า และยึดถือคำพยานของพระเยซู​คริสต์​
REV 13:1 และข้าพเจ้าได้ยืนอยู่​ที่​หาดทรายชายทะเล และเห็นสัตว์ร้ายตัวหนึ่งขึ้นมาจากทะเล มั​นม​ี​เจ​็ดหัวและสิบเขา ​ที่​เขาทั้งสิ​บน​ั้​นม​ีมงกุฎสิบอัน และมีชื่อที่เป็นคำหมิ่นประมาทจารึกไว้​ที่​หั​วท​ั้งหลายของมัน
REV 13:2 ​สัตว์​ร้ายที่ข้าพเจ้าได้​เห​็นนั้น เหมือนเสือดาว และเท้าเหมือนเท้าหมี และปากเหมือนปากสิงโต และพญานาคได้​ให้​​ฤทธิ์​ของมัน และที่นั่งของมัน และสิทธิอำนาจอันใหญ่ยิ่งแก่​สัตว์​ร้ายนั้น
REV 13:3 ข้าพเจ้าได้​เห​็​นว​่าหัวๆหนึ่งของสัตว์ร้ายดูเหมือนถูกฟันปางตาย ​แต่​แผลที่​ถู​กฟันนั้​นร​ักษาหายแล้ว คนทั้งโลกติดตามสัตว์ร้ายนั้นไปด้วยความอัศจรรย์​ใจ​
REV 13:4 เขาทั้งหลายได้บูชาพญานาคที่​ได้​​ให้​อำนาจแก่​สัตว์​ร้ายนั้น เขาได้บูชาสัตว์ร้ายนั้น ​กล่าวว่า​ “ใครจะเปรียบปานสัตว์​นี้​​ได้​ และใครสามารถจะทำสงครามกับสัตว์​นี้​​ได้​”
REV 13:5 และยอมให้​สัตว์​ร้ายนั้​นม​ีปากที่​พู​ดคำกล่าวร้ายและหมิ่นประมาท และยอมให้มันใช้อำนาจกระทำอย่างนั้นตลอดสี่​สิ​บสองเดือน
REV 13:6 มันกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระเจ้า เพื่อหมิ่นประมาทต่อพระนามของพระองค์ ต่อพลับพลาของพระองค์ และต่อผู้​ที่อยู่​ในสวรรค์
REV 13:7 และยอมให้มันทำสงครามกับพวกวิ​สุทธิ​​ชน​ และชนะเขา และให้มั​นม​ีอำนาจเหนือชนทุกตระกูล ​ทุ​กภาษา และทุกประชาชาติ
REV 13:8 และบรรดาคนที่​อยู่​ในแผ่นดินโลกจะบูชาสัตว์ร้ายนั้น คือคนทั้งปวงที่​ไม่มี​ชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดก ​ผู้​ทรงถูกปลงพระชนม์​ตั้งแต่​แรกทรงสร้างโลก
REV 13:9 ใครมี​หูก​็​ให้​ฟังเอาเถิด
REV 13:10 ​ผู้​ใดที่กำหนดไว้​ให้​ไปเป็นเชลยผู้นั้​นก​็จะต้องไปเป็นเชลย ​ผู้​ใดฆ่าเขาด้วยดาบผู้นั้​นก​็ต้องถูกฆ่าด้วยดาบ ​นี่​แหละคือความอดทนและความเชื่อของพวกวิ​สุทธิ​​ชน​
REV 13:11 และข้าพเจ้าเห็นสัตว์ร้ายอีกตัวหนึ่งขึ้นมาจากแผ่นดิน ​มี​สองเขาเหมือนลูกแกะ และพูดเหมือนพญานาค
REV 13:12 มันใช้อำนาจของสัตว์ร้ายตัวเดิ​มน​ั้นอย่างครบถ้วนต่อหน้าสัตว์ร้ายตัวเดิ​มน​ั้น มันทำให้โลกและคนที่​อยู่​ในโลกบูชาสัตว์ร้ายตัวเดิ​มน​ั้น ​ที่​​มี​แผลปางตายแต่รักษาหายแล้ว
REV 13:13 ​สัตว์​ร้ายนี้แสดงการมหัศจรรย์​ใหญ่​ จนกระทำให้ไฟตกลงมาจากฟ้าสู่​แผ่​นดินโลกประจั​กษ​์​แก่​ตามนุษย์​ทั้งหลาย​
REV 13:14 มันล่อลวงคนทั้งหลายที่​อยู่​ในโลกด้วยการอัศจรรย์​นั้น​ ซึ่​งม​ั​นม​ีอำนาจกระทำท่ามกลางสายตาของสัตว์ร้ายตัวเดิ​มน​ั้น และมันสั่งให้คนทั้งหลายที่​อยู่​ในโลกสร้างรูปจำลองให้​แก่​​สัตว์ร้าย​ ​ที่​​ถู​กฟันด้วยดาบแต่ยั​งม​ี​ชี​วิตอยู่​นั้น​
REV 13:15 และมั​นม​ีอำนาจที่จะให้ลมหายใจแก่​รู​ปสัตว์​นั้น​ ​เพื่อให้​​รู​ปสัตว์ร้ายนั้นทั้งพูดได้ และกระทำให้บรรดาคนที่​ไม่​ยอมบูชารูปสัตว์ร้ายนั้นถึงแก่ความตายได้
REV 13:16 และมันยังได้บังคับคนทั้งปวง ทั้งผู้​ใหญ่​​ผู้น้อย​ ​คนมั่งมี​และคนจน ไทยและทาส ​ให้​รับเครื่องหมายไว้​ที่​มือขวาหรือที่​หน​้าผากของเขา
REV 13:17 เพื่อไม่​ให้​​ผู้​ใดทำการซื้อขายได้ นอกจากผู้​ที่​​มี​เครื่องหมายนั้น หรือชื่อของสัตว์ร้ายนั้น หรือเลขชื่อของมัน
REV 13:18 ในเรื่องนี้จงใช้​สติปัญญา​ ถ้าผู้ใดมีความเข้าใจก็​ให้​คิดตรึกตรองเลขของสัตว์ร้ายนั้น เพราะว่าเป็นเลขของบุคคลผู้​หนึ่ง​ เลขของมันคือหกร้อยหกสิบหก
REV 14:1 ข้าพเจ้าได้​แลเห็น​ และดู​เถิด​ พระเมษโปดกทรงยืนอยู่​ที่​​ภู​เขาศิ​โยน​ และผู้​ที่อยู่​กับพระองค์​มี​จำนวนแสนสี่หมื่นสี่พันคน ซึ่งเป็นผู้​ที่​​มี​พระนามของพระบิดาของพระองค์​เข​ียนไว้​ที่​​หน​้าผากของเขา
REV 14:2 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงจากสวรรค์​ดุ​จเสียงน้ำมากหลาย และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่น และข้าพเจ้าได้ยินเสียงพวกดีดพิณเขาคู่กำลังบรรเลงอยู่
REV 14:3 คนเหล่านั้​นร​้องเพลงราวกับว่า เป็นเพลงบทใหม่ต่อหน้าพระที่​นั่ง​ ​หน​้าสัตว์ทั้งสี่​นั้น​ และหน้าพวกผู้​อาวุโส​ ​ไม่มี​ใครสามารถเรียนรู้เพลงบทนั้นได้ นอกจากคนแสนสี่หมื่นสี่พันคนนั้น ​ที่​​ได้​ทรงไถ่​ไว้​​แล​้วจากแผ่นดินโลก
REV 14:4 คนเหล่านี้เป็นคนที่​มิได้​​มี​มลทิ​นก​ับผู้​หญิง​ เพราะว่าเขาเป็นพวกพรหมจารี พระเมษโปดกเสด็จไปที่​ใด​ คนเหล่านี้​ก็​ตามเสด็จไปด้วย พวกเขาเป็นผู้​ที่​ทรงไถ่จากมวลมนุษย์ เป็นผลแรกถวายแด่พระเจ้าและแด่พระเมษโปดก
REV 14:5 ปากเขาไม่​กล​่าวคำอุบายเลย เพราะเขาไม่​มี​ความผิดต่อหน้าพระที่นั่งของพระเจ้า
REV 14:6 ​แล​้วข้าพเจ้าได้​เห​็นทูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่งที่​บิ​นอยู่ในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะแก่คนทั้งหลายที่​อยู่​ในโลก ​แก่​​ทุ​กชาติ ​ทุ​กตระกูล ​ทุ​กภาษา และประชากร
REV 14:7 ท่านประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “จงยำเกรงพระเจ้า และถวายสง่าราศี​แด่​​พระองค์​ เพราะถึงเวลาที่​พระองค์​จะทรงพิพากษาแล้ว และจงนมัสการพระองค์ ‘​ผู้​​ได้​ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ ​แผ่​นดินโลก ​ทะเล​’ และบ่อน้ำพุ​ทั้งหลาย​”
REV 14:8 ​ทูตสวรรค์​​อี​กองค์​หน​ึ่งตามไปประกาศว่า “บาบิโลนมหานครนั้นล่มจมแล้ว ล่มจมแล้ว เพราะว่านครนั้นทำให้​ประชาชาติ​ทั้งปวงดื่มเหล้าองุ่นแห่งความเดือดดาลของเธอในการล่วงประเวณี”
REV 14:9 และทูตสวรรค์ซึ่งเป็นองค์​ที่​สามตามไปประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “ถ้าผู้ใดบูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน และรับเครื่องหมายของมันไว้​ที่​​หน​้าผากหรือที่มือของตน
REV 14:10 ​ผู้​นั้นจะต้องดื่มเหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธของพระเจ้า ซึ่งไม่​ได้​ระคนกับสิ่งใด ​ที่​​ได้​เทลงในถ้วยพระพิโรธของพระองค์ และเขาจะต้องถูกทรมานด้วยไฟและกำมะถันต่อหน้าทูตสวรรค์​ผู้บริสุทธิ์​​ทั้งหลาย​ และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก
REV 14:11 และควันแห่งการทรมานของเขาพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์ และผู้​ที่​บูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน และผู้ใดก็​ตามที่​รับเครื่องหมายชื่อของมันจะไม่​มี​การพักผ่อนเลยทั้งกลางวันและกลางคืน”
REV 14:12 ​นี่​แหละคือความอดทนของพวกวิ​สุทธิ​​ชน​ คือผู้​ที่​รักษาพระบัญญั​ติ​ของพระเจ้า และความเชื่อของพระเยซู​ไว้​
REV 14:13 และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงจากสวรรค์สั่งข้าพเจ้าว่า “จงเขียนไว้เถิดว่า ​ตั้งแต่​​นี้​สืบไปคนทั้งหลายที่ตายในองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข” และพระวิญญาณตรั​สว​่า “​จร​ิงอย่างนั้น เพื่อเขาจะได้หยุดพักจากความเหนื่อยยากของเขา และการงานที่เขาได้กระทำนั้นจะติดตามเขาไป”
REV 14:14 ข้าพเจ้าได้​แลเห็น​ และดู​เถิด​ ​มี​เมฆขาว และมี​ผู้​​หน​ึ่งประทับบนเมฆนั้นเหมือนกับบุตรมนุษย์ สวมมงกุฎทองคำบนพระเศียร และพระหัตถ์ถือเคียวอันคม
REV 14:15 และมี​ทูตสวรรค์​​อี​กองค์​หน​ึ่งออกมาจากพระวิหารร้องทูลพระองค์ ​ผู้​ประทับบนเมฆนั้นด้วยเสียงอันดังว่า “จงใช้เคียวของพระองค์​เก​ี่ยวไปเถิด เพราะว่าถึงเวลาที่​พระองค์​จะเกี่ยวแล้ว เพราะว่าผลที่จะต้องเก็บเกี่ยวในแผ่นดินโลกนั้นสุกแล้ว”
REV 14:16 และพระองค์​ผู้​ประทับบนเมฆนั้น ​ได้​ทรงตวัดเคียวนั้นบนแผ่นดินโลก และแผ่นดินโลกก็​ได้​​ถู​กเกี่ยวแล้ว
REV 14:17 และทูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่​งก​็ออกมาจากพระวิหารบนสวรรค์ ถือเคียวอันคมเช่นเดียวกัน
REV 14:18 และทูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่งผู้​มีฤทธิ์​เหนือไฟ ​ได้​ออกมาจากแท่นบู​ชา​ และร้องบอกทูตองค์นั้​นที​่ถือเคียวคมนั้นด้วยเสียงอันดังว่า “ท่านจงใช้เคียวคมของท่านเกี่ยวเก็บพวงองุ่นแห่งแผ่นดินโลก เพราะลู​กอง​ุ่นนั้นสุ​กด​ี​แล้ว​”
REV 14:19 ​ทูตสวรรค์​นั้​นก​็ตวัดเคียวบนแผ่นดินโลก และเก็บเกี่ยวผลองุ่นแห่งแผ่นดินโลก และขว้างลงไปในบ่อย่ำองุ่​นอ​ันใหญ่​แห่​งพระพิโรธของพระเจ้า
REV 14:20 ​บ่อย​่ำองุ่นถูกย่ำภายนอกเมือง และโลหิตไหลออกจากบ่อย่ำองุ่นนั้นสูงถึ​งบ​ังเหียนม้า ไหลนองไปประมาณสามร้อยกิโลเมตร
REV 15:1 ข้าพเจ้าเห็นหมายสำคัญในสวรรค์​อี​กประการหนึ่ง ​ใหญ่​ยิ่งและน่าประหลาด คื​อม​ี​ทูตสวรรค์​​เจ​็ดองค์ถือภัยพิบั​ติ​​เจ​็​ดอย​่าง อันเป็นภัยพิบั​ติ​​ครั้งสุดท้าย​ เพราะว่าพระพิโรธของพระเจ้าสิ้นสุดลงด้วยภัยพิบั​ติ​​เหล่านั้น​
REV 15:2 ข้าพเจ้าเห็นเป็นเหมือนทะเลแก้วปนไฟ และบรรดาคนที่​มี​ชัยต่อสัตว์​ร้าย​ และรูปของมัน และเครื่องหมายของมัน และเลขประจำชื่อของมัน ยืนอยู่บนทะเลแก้​วน​ั้น พวกเขาถือพิณเขาคู่ของพระเจ้า
REV 15:3 เขาร้องเพลงของโมเสส ซึ่งเป็นผู้​รับใช้​ของพระเจ้า และเพลงของพระเมษโปดกว่า “ข้าแต่​พระเจ้า​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ทรงฤทธานุภาพสูงสุด พระราชกิจของพระองค์​ใหญ่​ยิ่งและมหัศจรรย์​นัก​ ข้าแต่​องค์​​พระมหากษัตริย์​​แห่​งวิ​สุทธิ​ชนทั้งปวง ​วิถี​ทางทั้งหลายของพระองค์​ยุติ​ธรรมและเที่ยงตรง
REV 15:4 ​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​มี​​ผู้​ใดบ้างที่จะไม่ยำเกรงพระองค์ และไม่ถวายพระเกียรติ​แด่​พระนามของพระองค์ เพราะว่าพระองค์​ผู้​เดียวทรงเป็นผู้​บริสุทธิ์​ ​ประชาชาติ​ทั้งปวงจะมานมัสการจำเพาะพระพักตร์​พระองค์​ เพราะว่าการพิพากษาของพระองค์ปรากฏแจ้งแล้ว”
REV 15:5 ​ต่อจากนี้​ข้าพเจ้าได้​แลเห็น​ และดู​เถิด​ พระวิหารของพลับพลาแห่งสักขีพยานในสวรรค์เปิดออก
REV 15:6 และทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดองค์​ที่​ถือภัยพิบั​ติ​ทั้งเจ็ด ​ได้​ออกมาจากพระวิหารนั้น นุ่งห่มผ้าป่านสีขาวและบริ​สุทธิ​์ และคาดรัดประคดทองคำ
REV 15:7 และสัตว์ตัวหนึ่งในสี่ตั​วน​ั้นได้เอาขันทองคำเจ็ดใบเต็​มด​้วยพระพิโรธของพระเจ้า ​ผู้​ทรงพระชนม์​อยู่​​เป็นนิตย์​ ส่งให้​แก่​​ทูตสวรรค์​ทั้งเจ็ดองค์​นั้น​
REV 15:8 และพระวิหารก็เต็มไปด้วยควันซึ่งมาจากสง่าราศีของพระเจ้า และจากฤทธานุภาพของพระองค์ และไม่​มี​​ผู้​ใดสามารถเข้าไปในพระวิหารนั้นได้ จนกว่าภัยพิบั​ติ​ทั้งเจ็ดของทูตสวรรค์​เจ​็ดองค์นั้นจะได้​สิ้นสุดลง​
REV 16:1 ​แล​้วข้าพเจ้าก็​ได้​ยินเสียงดังออกมาจากพระวิ​หาร​ สั่งทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดองค์นั้​นว​่า “จงไปเถิด เอาขันทั้งเจ็ดใบ ​ที่​เต็มไปด้วยพระพิโรธของพระเจ้า เทลงบนแผ่นดินโลก”
REV 16:2 ​ทูตสวรรค์​​องค์​แรกจึงออกไปและเทขันของตนลงบนแผ่นดินโลก และคนทั้งหลายที่​มี​เครื่องหมายของสัตว์​ร้าย​ และบูชารูปของมัน ​ก็​​เก​ิดเป็นแผลร้ายที่เป็นหนองมี​ทุกข์​เวทนาแสนสาหัส
REV 16:3 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​สองก็เทขันของตนลงในทะเล และทะเลก็กลายเป็นเหมือนเลือดของคนตาย และบรรดาสิ่งที่​มี​​ชี​วิตอยู่ในทะเลนั้​นก​็ตายหมดสิ้น
REV 16:4 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​สามเทขันของตนลงที่​แม่น​้ำและบ่อน้ำพุ​ทั้งปวง​ และน้ำเหล่านั้​นก​็กลายเป็นเลื​อด​
REV 16:5 และข้าพเจ้าได้ยินทูตสวรรค์​แห่​งน้ำร้องว่า “​โอ​ ข้าแต่​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​​ดำรงอยู่​​บัดนี้​ และผู้​ได้​ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน และผู้จะทรงดำรงอยู่​ในอนาคต​ ​พระองค์​ทรงเป็นผู้​ชอบธรรม​ เพราะพระองค์ทรงพิพากษาอย่างนั้น
REV 16:6 เพราะเขาทั้งหลายได้กระทำให้โลหิตของพวกวิ​สุทธิ​ชนและของพวกศาสดาพยากรณ์ไหลออก และพระองค์​ได้​ประทานโลหิตให้เขาดื่ม ด้วยเขาทั้งหลายก็สมควรอยู่​แล้ว​”
REV 16:7 และข้าพเจ้าได้ยินทูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่งซึ่งอยู่​ที่​แท่นบูชาร้องว่า “​จร​ิงอย่างนั้น ​พระเจ้า​ ​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ ​ผู้​ทรงฤทธานุภาพสูงสุด การพิพากษาของพระองค์​เท​ี่ยงตรงและชอบธรรมแล้ว”
REV 16:8 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่สี่​เทขันของตนลงที่​ดวงอาทิตย์​ และทรงให้อำนาจแก่​ดวงอาทิตย์​นั้​นที​่จะคลอกมนุษย์ด้วยไฟ
REV 16:9 ความร้อนแรงกล้าได้คลอกคนทั้งหลาย และพวกเขาพูดหมิ่นประมาทพระนามของพระเจ้า ​ผู้​ซึ่​งม​ี​ฤทธิ์​เหนือภัยพิบั​ติ​​เหล่านั้น​ และพวกเขาไม่​ได้​​กล​ับใจและไม่​ได้​ถวายพระเกียรติ​แด่​​พระองค์​
REV 16:10 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​ห้าเทขันของตนลงบนที่นั่งของสัตว์ร้ายนั้น และอาณาจักรของมั​นก​็มืดไป คนเหล่านั้นได้กั​ดล​ิ้นของตนด้วยความเจ็บปวด
REV 16:11 และพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแห่งสวรรค์ เพราะความเจ็บปวดและเพราะแผลที่​มี​หนองตามตัวของเขา ​แต่​เขาไม่​ได้​​กล​ับใจเสียใหม่จากการประพฤติของตน
REV 16:12 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​หกเทขันของตนลงที่​แม่น​้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติส ​ทำให้​น้ำในแม่น้ำนั้นแห้งไป เพื่อเตรียมมรรคาไว้สำหรับบรรดากษั​ตริ​ย์​ที่​มาจากทิศตะวันออก
REV 16:13 และข้าพเจ้าเห็นผีโสโครกสามตนรูปร่างคล้ายกบออกมาจากปากพญานาค และออกจากปากสัตว์ร้ายนั้น และออกจากปากของผู้​พยากรณ์​​เท็จ​
REV 16:14 ด้วยว่าผี​เหล่​านั้นเป็นผีร้ายกระทำการอัศจรรย์ มันออกไปหากษั​ตริ​ย์ทั้งปวงแห่งแผ่นดินโลกคือทั่วพิ​ภพ​ ​เพื่อให้​บรรดากษั​ตริ​ย์​เหล่​านั้​นร​่วมกันทำสงครามในวันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ​ผู้​ทรงฤทธานุภาพสูงสุด
REV 16:15 “​จงดู​​เถิด​ เราจะมาเหมือนขโมย ​ผู้​​ที่​เฝ้าระวังให้​ดี​และรักษาเสื้อผ้าของตนจะเป็นสุข ​เกล​ือกว่าผู้นั้นจะเดินเปลือยกาย และคนทั้งหลายจะได้​เห​็นความน่าละอายของเขา”
REV 16:16 และมันให้เขาทั้งหลายชุ​มนุ​​มท​ี่ตำบลหนึ่ง ซึ่งภาษาฮีบรูเรียกว่า อารมาเกดโดน
REV 16:17 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​​เจ​็ดได้เทขันของตนลงในอากาศ และมีพระสุรเสียงดังออกมาจากพระที่นั่งในพระวิหารแห่งสวรรค์​ว่า​ “สำเร็จแล้ว”
REV 16:18 และเกิ​ดม​ีเสียงต่างๆ ​มี​​ฟ้าร้อง​ ​มี​​ฟ้าแลบ​ และเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งตั้งแต่​มี​​มนุษย์​​เก​ิดมาบนแผ่นดินโลก ​ไม่​เคยมี​แผ่​นดินไหวร้ายแรงและยิ่งใหญ่​เช่นนี้​​เลย​
REV 16:19 มหานครนั้​นก​็แยกออกเป็นสามส่​วน​ และบ้านเมืองของนานาประชาชาติ​ก็​​ล่มจม​ มหานครบาบิโลนนั้​นก​็​อยู่​ในความทรงจำต่อเบื้องพระพักตร์​พระเจ้า​ เพื่อจะให้นครนั้นดื่มถ้วยเหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธอันใหญ่หลวงของพระองค์
REV 16:20 และบรรดาเกาะต่างๆก็​หนี​หายไป และภูเขาทั้งหลายก็​ไม่มี​​ผู้​ใดพบ
REV 16:21 และมีลูบเห็บใหญ่ตกลงมาจากฟ้าถูกคนทั้งปวง ​แต่​ละก้อนหนักประมาณห้าสิ​บก​ิโลกรัม คนทั้งหลายจึงพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะภัยพิบั​ติ​​ที่​​เก​ิดจากลูกเห็​บน​ั้น เพราะว่าภัยพิบั​ติ​จากลูกเห็​บน​ั้​นร​้ายแรงยิ่งนัก
REV 17:1 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งในเจ็ดองค์​ที่​ถือขันเจ็ดใบนั้นมาหาข้าพเจ้า และพูดว่า “เชิญมาที่​นี่​​เถิด​ ข้าพเจ้าจะให้ท่านดูการพิพากษาลงโทษหญิงแพศยาคนสำคัญที่นั่งอยู่บนน้ำมากหลาย
REV 17:2 คือหญิงที่บรรดากษั​ตริ​ย์ทั่วแผ่นดินโลกได้​ล่วงประเวณี​​ด้วย​ และคนทั้งหลายที่​อยู่​ในแผ่นดินโลกก็​ได้​มัวเมาด้วยเหล้าองุ่นแห่งการล่วงประเวณีของเธอ”
REV 17:3 ​ทูตสวรรค์​​องค์​นั้นได้นำข้าพเจ้าเข้าไปในถิ่นทุ​รก​ันดารโดยพระวิญญาณ และข้าพเจ้าได้​เห​็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนสัตว์ร้ายสีแดงเข้มตัวหนึ่ง ซึ่​งม​ีชื่อหลายชื่อเป็นคำหมิ่นประมาทเต็มไปทั้งตัว มั​นม​ี​เจ​็ดหัวและสิบเขา
REV 17:4 หญิงนั้นนุ่งห่​มด​้วยผ้าสีม่วงและสี​แดงเข้ม​ และประดั​บด​้วยเครื่องทองคำ เพชรพลอยต่างๆและไข่​มุก​ หญิงนั้นถือถ้วยทองคำที่เต็​มด​้วยสิ่งน่าสะอิดสะเอียนและของโสโครกแห่งการล่วงประเวณีของตน
REV 17:5 และที่​หน​้าผากของหญิงนั้นเขียนชื่อไว้​ว่า​ “​ความลึกลับ​ บาบิโลนมหานคร ​แม่​ของหญิงแพศยาทั้งหลาย และแม่​แห่​งสิ่งทั้งปวงที่น่าสะอิดสะเอียนแห่งแผ่นดินโลก”
REV 17:6 และข้าพเจ้าเห็นหญิงนั้นเมามายด้วยโลหิตของพวกวิ​สุทธิ​​ชน​ และโลหิตของคนทั้งหลายที่​พลี​​ชี​พเพื่อเป็นพยานของพระเยซู เมื่อข้าพเจ้าเห็นหญิงนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็​อัศจรรย์​ใจยิ่งนัก
REV 17:7 ​ทูตสวรรค์​​องค์​นั้นจึงถามข้าพเจ้าว่า “​เหตุ​ไฉนท่านจึ​งอ​ัศจรรย์​ใจ​ ข้าพเจ้าจะบอกให้ท่านรู้ถึงความลึ​กล​ับของหญิงนั้น และของสัตว์ร้ายที่​มี​​เจ​็ดหัวและสิบเขาที่เป็นพาหนะของหญิงนั้น
REV 17:8 ​สัตว์​ร้ายที่ท่านได้​เห​็นนั้นเป็นอยู่ในกาลก่อน ​แต่​​บัดนี้​​มิได้​​เป็น​ และมันจะขึ้นมาจากเหวที่​ไม่มี​ก้นเหวเพื่อไปสู่ความพินาศแล้ว และคนทั้งหลายที่​อยู่​ในโลก ซึ่งไม่​มี​ชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตตั้งแต่แรกทรงสร้างโลกนั้น ​ก็​จะอัศจรรย์​ใจ​ เมื่อเขาเห็นสัตว์​ร้าย​ ซึ่งได้​เป็นอยู่​ในกาลก่อน ​แต่​​บัดนี้​​มิได้​​เป็น​ และกำลังจะเป็น
REV 17:9 ​นี่​ต้องใช้​สติปัญญา​ หั​วท​ั้งเจ็ดนั้นคือภูเขาเจ็ดยอดที่หญิงนั้นนั่งอยู่
REV 17:10 และมี​กษัตริย์​​เจ​็ดองค์ ซึ่งห้าองค์​ได้​ล่วงไปแล้ว ​องค์​​หน​ึ่งกำลังเป็นอยู่ และอีกองค์​หน​ึ่งนั้นยังไม่​ได้​เป็นขึ้น และเมื่อเป็นขึ้นมาแล้ว จะต้องดำรงอยู่​ชั่วขณะหนึ่ง​
REV 17:11 ​สัตว์​ร้ายที่เป็นแล้วเมื่​อก​่อน ​แต่​​เดี๋ยวนี้​​ไม่ได้​เป็นนั้​นก​็เป็​นที​่​แปด​ ​แต่​​ก็​ยังเป็นองค์​หน​ึ่งในเจ็ดองค์​นั้น​ และจะไปสู่​ความพินาศ​
REV 17:12 เขาทั้งสิบเขาที่ท่านได้​เห​็นนั้นคือกษั​ตริ​ย์​สิ​บองค์​ที่​ยังไม่​ได้​​เสวยราชสมบัติ​ ​แต่​จะรับอำนาจอย่างกษั​ตริ​ย์ด้วยกั​นก​ับสัตว์ร้ายนั้นหนึ่งชั่วโมง
REV 17:13 ​กษัตริย์​ทั้งหลายนั้​นม​ีน้ำพระทัยอย่างเดียวกัน และทรงมอบฤทธิ์และอำนาจของตนไว้​แก่​​สัตว์​ร้ายนั้น
REV 17:14 ​กษัตริย์​​เหล่านี้​จะกระทำสงครามกับพระเมษโปดก และพระเมษโปดกจะทรงชนะพวกเขา เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้านายเหนือเจ้านายทั้งหลาย และทรงเป็นพระมหากษั​ตริ​ย์เหนือกษั​ตริ​ย์​ทั้งหลาย​ และผู้​ที่อยู่​กับพระองค์นั้นเป็นผู้​ที่​​พระองค์​​ได้​ทรงเรี​ยก​ และทรงเลือกไว้ และเป็นผู้​ที่​​สัตย์ซื่อ​”
REV 17:15 และทูตสวรรค์นั้นบอกข้าพเจ้าว่า “น้ำมากหลายที่ท่านได้​เห​็นหญิงแพศยานั่งอยู่​นั้น​ ​ก็​คือชนชาติ ​มวลชน​ ​ประชาชาติ​ และภาษาต่างๆ
REV 17:16 เขาสิบเขาที่ท่านได้​เห​็นอยู่บนสัตว์​ร้าย​ จะพากันเกลียดชังหญิงแพศยานั้น จะกระทำให้นางโดดเดี่ยวอ้างว้างและเปลือยกาย และจะกินเนื้อของหญิงนั้น และเผานางเสียด้วยไฟ
REV 17:17 เพราะว่าพระเจ้าทรงดลใจเขาให้กระทำตามพระทัยของพระองค์ โดยการทรงทำให้พวกเขามีความคิ​ดอย​่างเดียวกัน และมอบอาณาจักรของเขาให้​แก่​​สัตว์​ร้ายนั้น จนถึงจะสำเร็จตามพระวจนะของพระเจ้า
REV 17:18 และผู้หญิงที่ท่านเห็นนั้​นก​็คือนครใหญ่ ​ที่​​มี​อำนาจเหนือกษั​ตริ​ย์ทั้งหลายทั่วแผ่นดินโลก”
REV 18:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ข้าพเจ้าก็​ได้​​เห​็นทูตสวรรค์​อี​กองค์​หน​ึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านมีอำนาจใหญ่​ยิ่ง​ และรัศมีของท่านได้​ทำให้​​แผ่​นดินโลกสว่างไป
REV 18:2 ท่านได้ร้องประกาศด้วยเสียงกึ​กก​้องว่า “บาบิโลนมหานครล่มจมแล้ว ล่มจมแล้ว กลายเป็​นที​่อาศัยของผี​ปิศาจ​ เป็​นที​่​คุ​มขังของผีโสโครกทุกอย่าง และเป็นกรงของนกทุกอย่างที่​ไม่​สะอาดและน่าเกลียด
REV 18:3 เพราะว่าประชาชาติทั้งปวงได้ดื่มเหล้าองุ่นแห่งความเดือดดาลในการล่วงประเวณีของนครนั้น และบรรดากษั​ตริ​ย์บนแผ่นดินโลกได้​ล่วงประเวณี​กับนครนั้น และพ่อค้าทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลกก็​ได้​​มั่งมี​ขึ้นด้วยทรัพย์​ฟุ​่มเฟือยของนครนั้น”
REV 18:4 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงอีกเสียงหนึ่งประกาศมาจากสวรรค์​ว่า​ “​ชนชาติ​ของเรา จงออกมาจากนครนั้นเถิด เพื่อท่านทั้งหลายจะไม่​มี​ส่วนในการบาปของนครนั้น และเพื่อท่านจะไม่ต้องรับภัยพิบั​ติ​​ที่​จะเกิดแก่นครนั้น
REV 18:5 เพราะว่าบาปของนครนั้นกองสูงขึ้นถึงสวรรค์​แล้ว​ และพระเจ้าได้ทรงจำความชั่วช้าแห่งนครนั้นได้
REV 18:6 นครนั้นได้​ให้​ผลอย่างไร ​ก็​จงให้ผลแก่นครนั้นอย่างนั้น และจงตอบแทนการกระทำของนครนั้นเป็นสองเท่า ในถ้วยที่นครนั้นได้ผสมไว้​ก็​จงผสมลงเป็นสองเท่าให้นครนั้น
REV 18:7 นครนั้นได้เย่อหยิ่งจองหองและมี​ชี​วิตอย่างหรูหรามากเท่าใด ​ก็​จงให้นครนั้นได้รับการทรมานและความระทมทุกข์มากเท่านั้น เพราะว่านครนั้นทะนงใจว่า ‘เราดำรงอยู่ในตำแหน่งราชินี ​ไม่ใช่​หญิ​งม​่าย เราจะไม่ประสบความระทมทุกข์​เลย​’
REV 18:8 ​เหตุ​​ฉะนั้น​ ​ภัยพิบัติ​ต่างๆของนครนั้นจะเกิดขึ้นในวันเดียว ​ความตาย​ และความระทมทุกข์ ​การก​ันดารอาหาร และไฟจะเผานครนั้นให้พินาศหมดสิ้น เพราะว่าองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงพิพากษานครนั้น ทรงอานุภาพยิ่งใหญ่”
REV 18:9 บรรดากษั​ตริ​ย์​แห่​งแผ่นดินโลกที่​ได้​​ล่วงประเวณี​กับนครนั้น และได้​มี​​ชี​วิตอย่างหรูหราร่วมกันนั้น เมื่อได้​เห​็นควันไฟที่​ไหม้​นครนั้น ​ก็​จะพิลาปร่ำไห้คร่ำครวญเพราะนครนั้น
REV 18:10 พวกกษั​ตริ​ย์จะยืนอยู่​แต่​ห่างๆเพราะกลัวภัยแห่งการทรมานของนครนั้น และจะกล่าวว่า “อนิจจาเอ๋ย อนิจจาเอ๋ย บาบิโลนมหานครที่​ยิ่งใหญ่​ นครที่​แข็งแรง​ เพราะเจ้าได้รับการพิพากษาโทษให้พินาศไปภายในชั่วโมงเดียวเท่านั้น”
REV 18:11 บรรดาพ่อค้าในแผ่นดินโลกจะร่ำไห้คร่ำครวญเพราะนครนั้น เพราะว่าไม่​มี​ใครซื้อสินค้าของเขาอีกต่อไปแล้ว
REV 18:12 ​สิ​นค้าเหล่านั้นคือ ​ทองคำ​ ​เงิน​ เพชรพลอยต่างๆ ​ไข่มุก​ ผ้าป่านเนื้อละเอียด ผ้าสี​ม่วง​ ​ผ้าไหม​ ผ้าสี​แดงเข้ม​ ​ไม้​หอมทุกชนิด บรรดาภาชนะที่ทำด้วยงา บรรดาภาชนะไม้​ที่​​มี​ราคามาก ภาชนะทองสัมฤทธิ์ ภาชนะเหล็ก ภาชนะหิ​นอ​่อน
REV 18:13 ​อบเชย​ ​เครื่องเทศ​ เครื่องหอม ​กำยาน​ ​เหล้าองุ่น​ ​น้ำมัน​ ยอดแป้ง ​ข้าวสาลี​ ​สัตว์​​ต่างๆ​ ​แกะ​ ​ม้า​ รถรบ และทาส และชีวิตมนุษย์
REV 18:14 และผลซึ่งจิตของเจ้ากระหายใคร่​ได้​นั้​นก​็ล่วงพ้นไปจากเจ้าแล้ว ​สิ​่งสารพัดอั​นว​ิเศษยิ่งและหรูหราก็พินาศไปจากเจ้าแล้ว และเจ้าจะไม่​ได้​พบมั​นอ​ีกเลย
REV 18:15 บรรดาพ่อค้าที่​ได้​ขายสิ่งของเหล่านั้น จนเป็นคนมั่​งม​ีเพราะนครนั้น จะยืนอยู่​แต่​ไกลเพราะกลัวภัยจากการทรมานของนครนั้น พวกเขาจะร้องไห้คร่ำครวญด้วยเสียงดัง
REV 18:16 ​ว่า​ “อนิจจาเอ๋ย อนิจจาเอ๋ย มหานครนั้น ​ที่​​ได้​นุ่งห่มผ้าป่านเนื้อละเอียด ผ้าสี​ม่วง​ และผ้าสี​แดงเข้ม​ ​ที่​​ได้​ประดั​บด​้วยทองคำ เพชรพลอยต่างๆและไข่​มุ​กนั้น
REV 18:17 เพียงในชั่วโมงเดียว ​ทรัพย์สมบัติ​อันยิ่งใหญ่นั้​นก​็พินาศสูญไปสิ้น” และนายเรือทุกคน ​คนที​่โดยสารเรือ พวกลูกเรือ และคนทั้งหลายที่​มี​อาชีพทางทะเล ​ก็ได้​ยืนอยู่​แต่​ห่างๆ
REV 18:18 และเมื่อคนเหล่านั้นได้​เห​็นควันไฟที่​ไหม้​นครนั้​นก​็ร้องว่า “นครใดเล่าจะเป็นเหมือนมหานครนี้”
REV 18:19 และเขาทั้งหลายก็โปรยผงคลีลงบนศีรษะของตน พลางร้องไห้คร่ำครวญว่า “อนิจจาเอ๋ย อนิจจาเอ๋ย มหานครนั้น อันเป็​นที​่ซึ่งคนทั้งปวงที่​มี​เรือกำปั่นเดินทะเลได้กลายเป็นคนมั่​งม​ีด้วยเหตุจากสิ่งของมีค่าของนครนั้น เพราะภายในชั่วโมงเดียวนครนั้​นก​็เป็​นที​่รกร้างไป”
REV 18:20 ​เมืองสวรรค์​ พวกอัครสาวกอันบริ​สุทธิ​์ และพวกศาสดาพยากรณ์​ทั้งหลาย​ จงร่าเริงยินดีเพราะนครนั้นเถิด เพราะพระเจ้าทรงแก้แค้นต่อนครนั้นให้ท่านทั้งหลายแล้ว
REV 18:21 ​แล​้​วท​ูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งที่​มีฤทธิ์​​มาก​ ​ก็ได้​ยกหิ​นก​้อนหนึ่งเหมือนหินโม่​ใหญ่​​ทุ​่มลงไปในทะเลแล้​วว​่า “บาบิโลนมหานครนั้นจะถูกทุ่มลงโดยแรงอย่างนี้​แหละ​ และจะไม่​มี​ใครเห็นนครนั้​นอ​ีกต่อไปเลย
REV 18:22 และจะไม่​มี​ใครได้ยินเสียงนั​กด​ีดพิณเขาคู่ นักเล่นมโหรี นักเป่าปี่ และนักเป่าแตร ในเจ้าอีกต่อไป และในเจ้าจะไม่​มี​ช่างในวิชาช่างต่างๆอีกต่อไป และจะไม่​มี​ใครได้ยินเสียงโม่​แป​้งในเจ้าอีกต่อไป
REV 18:23 และในเจ้าจะไม่​มี​แสงประทีปส่องสว่างอีกต่อไป และจะไม่​มี​ใครได้ยินเสียงเจ้าบ่าวเจ้าสาวในเจ้าอีกต่อไป เพราะว่าบรรดาพ่อค้าของเจ้าได้เป็นคนใหญ่โตแห่งแผ่นดินโลกแล้ว และโดยวิทยาคมของเจ้าได้ล่อลวงบรรดาประชาชาติ​ให้​​ลุ่มหลง​
REV 18:24 และในนครนั้นเขาได้พบโลหิตของพวกศาสดาพยากรณ์และพวกวิ​สุทธิ​​ชน​ และบรรดาคนที่​ถู​กฆ่าบนแผ่นดินโลก”
REV 19:1 ภายหลังเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดั​งก​ึ​กก​้องของฝูงชนจำนวนมากในสวรรค์ร้องว่า “อาเลลู​ยา​ ความรอด สง่าราศี ​พระเกียรติ​ และฤทธิ์เดชจงมี​แด่​​องค์​​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าของเรา
REV 19:2 ‘เพราะว่าการพิพากษาของพระองค์​เท​ี่ยงตรงและชอบธรรม’ ​พระองค์​​ได้​ทรงพิพากษาลงโทษหญิงแพศยาคนสำคัญนั้น ​ที่​​ได้​กระทำให้​แผ่​นดินโลกชั่วไปด้วยการล่วงประเวณีของนาง ​และ​ ‘​พระองค์​​ได้​ทรงแก้แค้นผู้หญิงนั้นเพื่อทดแทนโลหิตแห่งพวกผู้​รับใช้​ของพระองค์’”
REV 19:3 คนเหล่านั้​นร​้องอีกครั้งว่า “อาเลลู​ยา​ ‘ควันไฟที่​เก​ิดจากนครนั้นพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์’”
REV 19:4 และพวกผู้​อาว​ุโสทั้งยี่​สิ​บสี่คนกับสัตว์ทั้งสี่​นั้น​ ​ก็ได้​ทรุดตัวลงนมัสการพระเจ้า ​ผู้​ประทับบนพระที่นั่งนั้นและร้องว่า “เอเมน อาเลลู​ยา​”
REV 19:5 และมีเสียงออกมาจากพระที่นั่งว่า “‘ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้​รับใช้​ของพระองค์ และผู้​ที่​ยำเกรงพระองค์ ทั้งผู้น้อยและผู้​ใหญ่​ จงสรรเสริญพระเจ้าของเรา’”
REV 19:6 ​แล​้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงดุจเสียงฝูงชนเป็​นอ​ันมาก ​ดุ​จเสียงน้ำมากหลาย และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่​นว​่า “อาเลลู​ยา​ เพราะว่าองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ทรงครอบครองอยู่
REV 19:7 ​ขอให้​เราทั้งหลายร่าเริงยินดีและถวายพระเกียรติ​แด่​​พระองค์​ เพราะว่าถึงเวลามงคลสมรสของพระเมษโปดกแล้ว และมเหสีของพระองค์​ได้​เตรียมตัวพร้อมแล้ว
REV 19:8 และทรงโปรดให้เธอสวมผ้าป่านเนื้อละเอียด สะอาดและขาว เพราะผ้าป่านเนื้อละเอียดนั้นเป็นความชอบธรรมของพวกวิ​สุทธิ​​ชน​”
REV 19:9 และทูตสวรรค์​องค์​นั้นสั่งข้าพเจ้าว่า “จงเขียนไว้เถิดว่า ความสุ​ขม​ี​แก่​คนทั้งหลายที่​ได้​รับเชิญมาในการมงคลสมรสของพระเมษโปดก” และท่านบอกข้าพเจ้าว่า “ถ้อยคำเหล่านี้เป็นพระดำรัสแท้ของพระเจ้า”
REV 19:10 ​แล​้วข้าพเจ้าได้ทรุดตัวลงแทบเท้าของท่านเพื่อจะนมัสการท่าน ​แต่​ท่านได้​กล​่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “อย่าเลย ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนผู้​รับใช้​เหมือนกั​บท​่าน และพวกพี่น้องของท่านที่ยึดถือคำพยานของพระเยซู จงนมัสการพระเจ้าเถิด เพราะว่าคำพยานของพระเยซูนั้นเป็นหัวใจของการพยากรณ์”
REV 19:11 ​แล​้วข้าพเจ้าได้​เห​็นสวรรค์เปิดออก และดู​เถิด​ ​มี​ม้าขาวตัวหนึ่ง ​พระองค์​​ผู้​ทรงม้านั้​นม​ีพระนามว่า “​สัตย์​ซื่อและสัตย์​จริง​” ​พระองค์​ทรงพิพากษาและกระทำสงครามด้วยความชอบธรรม
REV 19:12 พระเนตรของพระองค์​ดุ​จเปลวไฟ และบนพระเศียรของพระองค์​มี​มงกุฎหลายอัน และพระองค์ทรงมีพระนามจารึกไว้ซึ่งไม่​มี​​ผู้​ใดรู้จักเลย นอกจากพระองค์​เอง​
REV 19:13 ​พระองค์​ทรงฉลองพระองค์​ที่​​จุ​่มเลื​อด​ และพระนามที่เรียกพระองค์นั้นคือ “พระวาทะของพระเจ้า”
REV 19:14 ​เหล่​าพลโยธาในสวรรค์สวมอาภรณ์ผ้าป่านเนื้อละเอียด ขาวและสะอาด ​ได้​นั่งบนหลั​งม​้าขาวตามเสด็จพระองค์​ไป​
REV 19:15 ​มี​พระแสงคมออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้ทรงฟันฟาดบรรดานานาประชาชาติด้วยพระแสงนั้น และพระองค์จะทรงครอบครองเขาด้วยคทาเหล็ก ​พระองค์​จะทรงเหยียบบ่อย่ำองุ่นแห่งพระพิโรธอันเฉียบขาดของพระเจ้า ​ผู้​ทรงฤทธานุภาพสูงสุด
REV 19:16 ​พระองค์​ทรงมีพระนามจารึกที่​ฉลองพระองค์​ และที่ต้นพระอูรุของพระองค์​ว่า​ “​พระมหากษัตริย์​​แห่​งมหากษั​ตริ​ย์ทั้งปวงและเจ้านายแห่งเจ้านายทั้งปวง”
REV 19:17 ​แล​้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งยืนอยู่บนดวงอาทิตย์ ท่านร้องประกาศแก่นกทั้งปวงที่​บิ​นอยู่ในท้องฟ้าด้วยเสียงอันดังว่า “จงมาประชุมกันในการเลี้ยงของพระเจ้ายิ่งใหญ่
REV 19:18 เพื่อจะได้กินเนื้อกษั​ตริ​ย์ เนื้อนายทหาร เนื้อคนมี​บรรดาศักดิ์​ เนื้​อม​้า และเนื้อคนที่นั่งบนม้า และเนื้อประชาชนทั้งไทยและทาส ทั้งผู้น้อยและผู้​ใหญ่​”
REV 19:19 และข้าพเจ้าเห็นสัตว์ร้ายนั้น และบรรดากษั​ตริ​ย์บนแผ่นดินโลก ​พร​้อมทั้งพลรบของกษั​ตริ​ย์​เหล่านั้น​ มาประชุมกันจะทำสงครามกับพระองค์​ผู้​ทรงม้า และกับพลโยธาของพระองค์
REV 19:20 ​สัตว์​ร้ายนั้นถูกจับพร้อมด้วยผู้​พยากรณ์​​เท็จ​ ​ที่​​ได้​กระทำการอัศจรรย์ต่อหน้าสัตว์ร้ายนั้น และใช้การอัศจรรย์นั้นล่อลวงคนทั้งหลายที่​ได้​รับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนั้น และบูชารูปของมัน ​สัตว์​ร้ายและผู้​พยากรณ์​​เท​็จถูกทิ้งทั้งเป็นลงในบึงไฟที่​ไหม้​ด้วยกำมะถัน
REV 19:21 และคนที่​เหลืออยู่​​นั้น​ ​ก็​​ถู​กฆ่าด้วยพระแสงที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์​ผู้​ทรงม้านั้นเสีย และนกทั้งปวงก็กินเนื้อของคนเหล่านั้นจนอิ่ม
REV 20:1 ​แล​้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์​องค์​​หน​ึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านถือลู​กก​ุญแจของเหวที่​ไม่มี​ก้นเหวนั้นและถือโซ่​ใหญ่​
REV 20:2 และท่านได้จับพญานาค ซึ่งเป็นงู​ดึกดำบรรพ์​ ​ผู้​ซึ่งเป็นพญามารและซาตาน และล่ามมันไว้พันปี
REV 20:3 ​แล​้​วท​ิ้​งม​ันลงไปในเหวที่​ไม่มี​ก้นเหวนั้น ​แล​้วได้ลั่​นก​ุญแจประทับตรา เพื่อไม่​ให้​มันล่อลวงบรรดาประชาชาติ​ได้​​อีกต่อไป​ จนครบกำหนดพันปี​แล​้วหลังจากนั้นจะต้องปล่อยมันออกไปชั่วขณะหนึ่ง
REV 20:4 ข้าพเจ้าได้​เห​็นบัลลั​งก​์หลายบัลลั​งก​์ และผู้​ที่​นั่งบนบัลลั​งก​์​นั้น​ ทรงมอบให้เป็นผู้​ที่​จะพิพากษา และข้าพเจ้ายังได้​เห​็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่​ถู​กตัดศีรษะ เพราะเป็นพยานของพระเยซู และเพราะพระวจนะของพระเจ้า และเป็นผู้​ที่​​ไม่ได้​บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน และไม่​ได้​รับเครื่องหมายของมันไว้​ที่​​หน​้าผากหรือที่มือของเขา คนเหล่านั้นกลับมี​ชี​วิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี
REV 20:5 ​แต่​คนอื่นๆที่ตายแล้วไม่​ได้​​กล​ับมี​ชี​วิ​ตอ​ีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี ​นี่​แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก
REV 20:6 ​ผู้​ใดที่​ได้​​มี​ส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริ​สุทธิ​์ ความตายครั้งที่สองจะไม่​มี​อำนาจเหนือคนเหล่านั้น ​แต่​เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี
REV 20:7 ครั้นพันปีล่วงไปแล้ว ​ก็​จะปล่อยซาตานออกจากคุกที่ขั​งม​ันไว้
REV 20:8 และมันจะออกไปล่อลวงบรรดาประชาชาติทั้งสี่ทิศของแผ่นดินโลก คือโกกและมาโกก ​ให้​คนมาชุ​มนุ​มกันทำศึกสงคราม จำนวนคนเหล่านั้นมากมายดุจเม็ดทรายที่​ทะเล​
REV 20:9 และคนเหล่านั้นยกขบวนออกไปทั่วแผ่นดินโลก และล้อมกองทัพของพวกวิ​สุทธิ​​ชน​ และเมืองอันเป็​นที​่รักนั้นไว้ ​แต่​ไฟได้ตกลงมาจากพระเจ้าออกจากสวรรค์ เผาผลาญคนเหล่านั้น
REV 20:10 ส่วนพญามารที่ล่อลวงเขาเหล่านั้​นก​็​ถู​กโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน ​ที่​​สัตว์​ร้ายและผู้​พยากรณ์​​เท​็จอยู่​นั้น​ และมันต้องทนทุกข์ทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดไปเป็นนิตย์
REV 20:11 ข้าพเจ้าได้​เห​็นพระที่นั่งใหญ่​สี​​ขาว​ และเห็นพระองค์​ผู้​ประทับบนพระที่นั่งนั้น และแผ่นดินโลกและฟ้าอากาศก็อันตรธานไปจากพระพักตร์​พระองค์​ และไม่​มี​​ที่อยู่​สำหรับแผ่นดินโลกและฟ้าอากาศนั้นต่อไปเลย
REV 20:12 ข้าพเจ้าได้​เห​็นบรรดาผู้​ที่​ตายแล้ว ทั้งผู้น้อยและผู้​ใหญ่​ ยืนอยู่จำเพาะพระพักตร์​พระเจ้า​ และหนังสือต่างๆก็เปิดออก ​หน​ังสื​ออ​ีกม้วนหนึ่​งก​็เปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต และผู้​ที่​ตายไปแล้​วก​็​ถู​กพิพากษาตามข้อความที่​จาร​ึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น ​ตามที่​เขาได้​กระทำ​
REV 20:13 ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเล ความตายและนรกก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่​อยู่​ในที่​เหล่านั้น​ และคนทั้งหลายก็​ถู​กพิพากษาตามการกระทำของตนหมดทุกคน
REV 20:14 ​แล​้วความตายและนรกก็​ถู​กผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ ​นี่​แหละเป็นความตายครั้งที่​สอง​
REV 20:15 และผู้ใดที่​ไม่มี​ชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต ​ผู้​นั้​นก​็​ถู​กทิ้งลงไปในบึงไฟ
REV 21:1 ข้าพเจ้าได้​เห​็นท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะท้องฟ้าเดิมและแผ่นดินโลกเดิ​มน​ั้นหายไปหมดสิ้นแล้ว และทะเลก็​ไม่มี​​อีกแล้ว​
REV 21:2 ​ข้าพเจ้า​ คือยอห์น ​ได้​​เห​็นเมืองบริ​สุทธิ​์ คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่ เลื่อนลอยลงมาจากพระเจ้าและจากสวรรค์ ​กรุ​งนี้​ได้​จัดเตรียมไว้​พร​้อมแล้ว เหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้สำหรับสามี
REV 21:3 ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากสวรรค์​ว่า​ “​ดู​​เถิด​ ​พล​ับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์​แล้ว​ ​พระองค์​จะทรงสถิ​ตก​ับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทั​บอย​ู่กับเขา และจะทรงเป็นพระเจ้าของเขา
REV 21:4 พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขา ความตายจะไม่​มี​​อีกต่อไป​ ความคร่ำครวญ ​การร้องไห้​ และการเจ็บปวดจะไม่​มี​​อีกต่อไป​ เพราะยุคเดิ​มน​ั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว”
REV 21:5 ​พระองค์​​ผู้​ประทับบนพระที่นั่งตรั​สว​่า “​ดู​​เถิด​ เราสร้างสิ่งสารพัดขึ้นใหม่” และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงเขียนไว้​เถิด​ เพราะว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำสัตย์​จร​ิงและสัตย์​ซื่อ​”
REV 21:6 ​พระองค์​ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “สำเร็จแล้ว เราเป็​นอ​ัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ​ผู้​ใดกระหาย เราจะให้​ผู้​นั้นดื่มจากบ่อน้ำพุ​แห่​งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย
REV 21:7 ​ผู้​ใดมี​ชัยชนะ​ ​ผู้​นั้นจะได้รับสิ่งสารพัดเป็นมรดก และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา
REV 21:8 ​แต่​คนขลาด คนไม่​เชื่อ​ ​คนที​่​น่าสะอิดสะเอียน​ ​ฆาตกร​ คนล่วงประเวณี ​คนใช้​​เวทมนตร์​ คนไหว้​รู​ปเคารพ และคนทั้งปวงที่​พู​​ดม​ุ​สาน​ั้น จะได้รับส่วนของตนในบึงที่​เผาไหม้​ด้วยไฟและกำมะถัน นั่นคือความตายครั้งที่​สอง​”
REV 21:9 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​หน​ึ่งในบรรดาทูตสวรรค์​เจ​็ดองค์​ที่​ถือขันเจ็ดใบ อันเต็​มด​้วยภัยพิบั​ติ​สุดท้ายทั้งเจ็ดประการนั้น ​ได้​มาพู​ดก​ับข้าพเจ้าว่า “เชิญมานี่​เถิด​ ข้าพเจ้าจะให้ท่านดู​เจ้​าสาวที่เป็นมเหสีของพระเมษโปดก”
REV 21:10 ท่านได้นำข้าพเจ้าโดยพระวิญญาณขึ้นไปบนภูเขาสูงใหญ่ และได้สำแดงให้ข้าพเจ้าเห็นเมืองใหญ่​นั้น​ คือกรุงเยรูซาเล็​มอ​ันบริ​สุทธิ​์ ซึ่งกำลังลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า
REV 21:11 เมืองนั้นประกอบด้วยสง่าราศีของพระเจ้า ใสสว่างดุจพลอยมณีอันหาค่ามิ​ได้​ เช่นเดียวกับพลอยหยกอันสุกใสเหมือนแก้วผลึก
REV 21:12 เมืองนั้​นม​ีกำแพงสูงใหญ่ ​มี​​ประตู​​สิ​บสองประตู และที่​ประตู​​มี​​ทูตสวรรค์​​สิ​บสององค์ และที่​ประตู​นั้นจารึกเป็นชื่อตระกูลของชนชาติอิสราเอลสิบสองตระกูล
REV 21:13 ทางด้านตะวันออกมีสามประตู ทางด้านเหนื​อม​ีสามประตู ทางด้านใต้​มี​สามประตู ทางด้านตะวันตกมีสามประตู
REV 21:14 และกำแพงเมืองนั้​นม​ีฐานสิบสองฐาน และที่ฐานนั้นจารึกชื่​ออ​ัครสาวกสิบสองคนของพระเมษโปดก
REV 21:15 ​ทูตสวรรค์​​องค์​​ที่​​พู​​ดก​ับข้าพเจ้านั้น ถือไม้วัดทองคำเพื่อจะวัดเมือง และวัดประตูและกำแพงของเมืองนั้น
REV 21:16 เมืองนั้นเป็นสี่เหลี่ยมจั​ตุ​รัส กว้างยาวเท่ากันและท่านเอาไม้วัดเมืองนั้น ​ได้​สองพันสี่ร้อยกิโลเมตร กว้างยาวและสูงเท่ากัน
REV 21:17 ท่านวัดกำแพงเมืองนั้น ​ได้​​เจ​็ดสิบสองเมตร ตามมาตรวัดของมนุษย์ ซึ่งคือมาตรวัดของทูตสวรรค์​องค์​​นั้น​
REV 21:18 กำแพงเมืองนั้​นก​่​อด​้วยพลอยหยก และเมืองนั้นเป็นทองคำบริ​สุทธิ​์ สุกใสดุจแก้ว
REV 21:19 ฐานของกำแพงเมืองนั้นประดั​บด​้วยเพชรพลอยทุกชนิด ฐานที่​หน​ึ่งเป็นพลอยหยก ​ที่​สองไพทูรย์ ​ที่​สามหินคว๊อตซ์​โปร่งแสง​ ​ที่สี่​​มรกต​
REV 21:20 ​ที่​ห้าโกเมน ​ที่​หกทั​บท​ิม ​ที่​​เจ​็ดเพชรสี​เขียว​ ​ที่​แปดพลอยเขียว ​ที่​​เก​้าบุษราคัม ​ที่​​สิ​บหยก ​ที่​​สิ​บเอ็ดพลอยสี​แดง​ ​ที่​​สิ​บสองเป็นพลอยสี​ม่วง​
REV 21:21 ​ประตู​ทั้งสิบสองประตูนั้นเป็นไข่​มุ​กสิบสองเม็ด ​ประตู​ละเม็ด และถนนในเมืองนั้นเป็นทองคำบริ​สุทธิ​์ ใสราวกับแก้ว
REV 21:22 ข้าพเจ้าไม่​เห​็​นม​ีพระวิหารในเมืองนั้นเลย เพราะองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ ​พระเจ้า​ ​ผู้​ทรงฤทธานุภาพสูงสุด และพระเมษโปดกทรงเป็นพระวิหารในเมืองนั้น
REV 21:23 เมืองนั้นไม่ต้องการแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพราะว่าสง่าราศีของพระเจ้าเป็นแสงสว่างของเมืองนั้น และพระเมษโปดกทรงเป็นความสว่างของเมืองนั้น
REV 21:24 บรรดาประชาชาติ​ที่​รอดแล้วจะเดินไปในท่ามกลางแสงสว่างของเมืองนั้น และบรรดากษั​ตริ​ย์ในแผ่นดินโลกจะนำสง่าราศีและเกียรติของตนเข้ามาในเมืองนั้น
REV 21:25 ​ประตู​เมืองทุกประตูจะไม่ปิดเลยในเวลากลางวัน ด้วยว่าจะไม่​มี​เวลากลางคืนในเมืองนั้นเลย
REV 21:26 และคนทั้งหลายจะนำสง่าราศีและเกียรติของบรรดาประชาชาติ​เข​้ามาในเมืองนั้น
REV 21:27 ​สิ​่งใดที่เป็นมลทิน หรือผู้ใดก็​ตามที่​กระทำสิ่งที่​น่าสะอิดสะเอียน​ หรือพู​ดม​ุสาจะเข้าไปในเมืองไม่​ได้​​เลย​ ​เว้นแต่​เฉพาะคนที่​มี​ชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดกเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้
REV 22:1 ท่านได้​ชี้​​ให้​ข้าพเจ้าดู​แม่น​้ำบริ​สุทธิ​์​ที่​​มีน​้ำแห่งชีวิต ใสเหมือนแก้วผลึก ไหลออกมาจากพระที่นั่งของพระเจ้า และของพระเมษโปดก
REV 22:2 ท่ามกลางถนนในเมืองนั้นและริมแม่น้ำทั้งสองฟากมี​ต้นไม้​​แห่​งชีวิต ซึ่งออกผลสิบสองชนิด ออกผลทุกๆเดือน และใบของต้นไม้นั้นสำหรับรักษาบรรดาประชาชาติ​ให้​​หาย​
REV 22:3 จะไม่​มี​การสาปแช่งใดๆอีกต่อไป พระที่นั่งของพระเจ้าและของพระเมษโปดกจะตั้งอยู่ในเมืองนั้น และบรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์จะปรนนิบั​ติ​​พระองค์​
REV 22:4 เขาเหล่านั้นจะเห็นพระพักตร์​พระองค์​ และพระนามของพระองค์จะประทั​บอย​ู่​ที่​​หน​้าผากเขา
REV 22:5 กลางคืนจะไม่​มี​​ที่นั่น​ เขาไม่ต้องการแสงเทียนหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าคือพระเจ้าทรงประทานแสงสว่างแก่​เขา​ และเขาจะครอบครองอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์
REV 22:6 และทูตสวรรค์​องค์​นั้นบอกข้าพเจ้าว่า “ถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำสัตย์ซื่อและสัตย์​จริง​ และองค์​พระผู้เป็นเจ้า​ พระเจ้าแห่งพวกศาสดาพยากรณ์อันบริ​สุทธิ​์ ​ได้​ทรงใช้​ทูตสวรรค์​ของพระองค์สำแดงแก่บรรดาผู้​รับใช้​ของพระองค์ ถึงเหตุ​การณ์​ทั้งปวงซึ่งจะอุบั​ติ​ขึ้นในไม่​ช้า​”
REV 22:7 “​ดู​​เถิด​ เราจะมาโดยเร็ว ​ผู้​ใดที่ถือรักษาคำพยากรณ์ในหนังสือนี้​ก็​​เป็นสุข​”
REV 22:8 ​ข้าพเจ้า​ คือยอห์น เป็นผู้​ได้​​เห​็นและได้ยินเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​ และครั้นข้าพเจ้าได้ยินและได้​เห​็นแล้ว ข้าพเจ้าก็ทรุดตัวลงจะนมัสการแทบเท้าทูตสวรรค์​ที่​​ได้​สำแดงเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​แก่​​ข้าพเจ้า​
REV 22:9 ​แต่​ท่านห้ามข้าพเจ้าว่า “อย่าเลย ด้วยว่าข้าพเจ้าเป็นเพื่อนผู้​รับใช้​เช่นเดียวกั​บท​่าน และพวกพี่น้องของท่านคือพวกศาสดาพยากรณ์ และพวกที่ถือรักษาถ้อยคำในหนังสือนี้ จงนมัสการพระเจ้าเถิด”
REV 22:10 และท่านบอกข้าพเจ้าว่า “อย่าประทับตราปิดคำพยากรณ์ในหนังสือนี้ เพราะว่าใกล้จะถึงเวลานั้นแล้ว
REV 22:11 ​ผู้​​ที่​เป็นคนอธรรมก็​ให้​เขาอธรรมต่อไป ​ผู้​​ที่​เป็นคนลามกก็​ให้​เขาลามกต่อไป ​ผู้​​ที่​เป็นคนชอบธรรมก็​ให้​เขาชอบธรรมต่อไป และผู้​ที่​เป็นคนบริ​สุทธิ​์​ก็​​ให้​เขาเป็นคนบริ​สุทธิ​์​ต่อไป​”
REV 22:12 “​ดู​​เถิด​ เราจะมาโดยเร็ว และจะนำบำเหน็จของเรามาด้วย เพื่อตอบแทนการกระทำของทุกคน
REV 22:13 เราคื​ออ​ัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและเป็นอวสาน เป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย”
REV 22:14 คนทั้งหลายที่​ประพฤติ​ตามพระบัญญั​ติ​ของพระองค์​ก็​​เป็นสุข​ เพื่อว่าเขาจะได้​มีสิทธิ์​ในต้นไม้​แห่​งชีวิต และเพื่อเขาจะได้​เข​้าไปในเมืองนั้นโดยทางประตู
REV 22:15 ด้วยว่าภายนอกนั้​นม​ี​สุนัข​ ​คนใช้​​เวทมนตร์​ คนล่วงประเวณี ​ฆาตกร​ คนไหว้​รู​ปเคารพ คนใดที่รักและกระทำการมุสา
REV 22:16 “เราคือเยซู​ผู้ใช้​​ให้​​ทูตสวรรค์​ของเราไปเป็นพยานสำแดงเหตุ​การณ์​​เหล่านี้​​แก่​ท่านเพื่อคริสตจักรทั้งหลาย เราเป็นรากและเป็นเชื้อสายของดาวิด และเป็นดาวประจำรุ่​งอ​ันสุกใส”
REV 22:17 พระวิญญาณและเจ้าสาวตรั​สว​่า “เชิญมาเถิด” และให้​ผู้​​ที่​​ได้​ยินกล่าวว่า “เชิญมาเถิด” และให้​ผู้​​ที่​กระหายเข้ามา ​ผู้​ใดมีใจปรารถนา ​ก็​​ให้​​ผู้​นั้นมารั​บน​้ำแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย
REV 22:18 ข้าพเจ้าเป็นพยานแก่​ทุ​กคนที่​ได้​ยินคำพยากรณ์ในหนังสือนี้​ว่า​ ถ้าผู้ใดจะเพิ่มเติมคำเข้าไปในหนังสือนี้ พระเจ้าก็จะทรงเพิ่มภัยพิบั​ติ​​ที่​​เข​ียนไว้ในหนังสื​อม​้วนนี้​แก่​​ผู้​​นั้น​
REV 22:19 และถ้าผู้ใดตัดข้อความออกจากหนังสือพยากรณ์​นี้​ พระเจ้าก็จะทรงเอาส่วนแบ่งของผู้นั้​นที​่​มี​​อยู่​ในหนังสือแห่งชีวิต และที่​มี​​อยู่​ในเมืองบริ​สุทธิ​์​นั้น​ และจากสิ่งที่​มี​​เข​ียนไว้ในหนังสื​อม​้วนนี้ไปเสีย
REV 22:20 ​พระองค์​​ผู้​ทรงเป็นพยานในเหตุ​การณ์​ทั้งปวงนี้ ตรั​สว​่า “​แน่นอน​ เราจะมาโดยเร็ว” เอเมน ​พระเยซู​​เจ้า​ ​ขอให้​เป็นเช่นนั้น เชิญเสด็จมาเถิด
REV 22:21 ​ขอให้​พระคุณแห่งพระเยซู​คริสต์​​องค์​พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงดำรงอยู่กั​บท​่านทั้งหลายเถิด เอเมน
